จบงาน COMMART ULTRAFORCE 2026 จัด 4 วันสะท้อนแรงซื้อสินค้าไอทีครึ่งแรกปี 2569 รับกระแส AI หนุนตลาดยอดขาย-โน้ตบุ๊ค แชมป์เบอร์1 งาน COMMART ULTRAFORCE 2026 (2-5 กรกฎาคม 2569) ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น สะท้อนแรงซื้อในตลาดไอทีที่ยังคงแข็งแกร่ง กำลังซื้อใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมชัดเจน โดยเลือกอัปเกรดคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เพื่อต้องการสัมผัสระบบ AI PC ไม่ใช่เพราะเครื่องเดิมชำรุด โน้ตบุ๊กคว้าแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนสูงถึง 65% ทั่วทั้งงาน ชี้ชัดว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสเปกเทพที่ตอบโจทย์ความต้องการระยะยาว พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าจากการจัดงาน COMMART ULTRAFORCE 2026 มหกรรมสินค้าไอทีและเทคโนโลยี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ที่ผ่านมา บริษัทฯ พบว่าตลอดรับผู้เข้าร่วมงานตลอด 4 วันของการจัดงานฯ มีผู้บริโภคเดินทางเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าไอทีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพรวมความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขาย และจำนวนผู้เข้าร่วมงาน จากปัจจัยสนับสนุน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องเดิมเสียหรือหมดอายุการใช้งาน แต่เปลี่ยนเพื่อที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งาน AI ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การเรียน การสร้างคอนเทนต์ และการเล่นเกม “ส่งผลให้ AI PC และอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงได้รับความสนใจเป็นพิเศษตลอดการจัดงาน” นอกจากนี้สินค้าไอทีระดับไฮเอนด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการเห็นและทดลองใช้งานจริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ประกอบ (DIY) และเกมมิ่งเกียร์ ขณะที่บูธผู้แสดงสินค้าต่างๆ จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา จัดสเปกเครื่องตามงบประมาณ พร้อมบริการประกอบเครื่องฟรีภายในงาน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อและรับเครื่องได้ครบจบในที่เดียว ซึ่งเป็นจุดแข็งของ COMMART ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่าการเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ คือแคมเปญ ‘โปรซ้อนโปร’ ที่ผนึกสิทธิประโยชน์จาก 3 ส่วน ได้แก่ โปรโมชั่นและของแถมจากร้านค้า สิทธิผ่อนชำระ 0% พร้อมเครดิตเงินคืน (Cashback) จากบัตรเครดิต Voucher ส่วนลดออนท็อปจาก COMMART และการลุ้นรับรางวัลใหญ่ทุกวัน ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค และตอกย้ำแนวคิด “มางาน COMMART คุ้มที่สุด สำหรับสินค้าที่มียอดขายสูงสุดภายในงาน แบ่งตามสัดส่วนความนิยม ได้แก่ โน้ตบุ๊ก (Laptop/Notebook) ราว 65% (ของยอดขายทั้งหมด) คอมพิวเตอร์ประกอบ (Comset) 16% การ์ดจอ (Graphics Card: GPU) 10% จอภาพ (Monitor) 5% หน่วยความจำ (RAM) 4% “สะท้อนว่าความต้องการของตลาดยังมุ่งไปที่อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงสำหรับการใช้งาน AI เกมมิ่ง และการสร้างสรรค์คอนเทนต์” ขณะที่ แบรนด์ที่ได้รับความนิยมภายในงาน ได้แก่ Acer • AMD • Apple • ASUS • Corsair • Gigabyte • HP • Lenovo • MSI และ Nintendo ส่วนผู้ค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ BaNANA • IT CITY • JIB • Speed Computer และ SPVi ซึ่งต่างนำสินค้าใหม่ พร้อมโปรโมชั่นและบริการให้คำปรึกษาเลือกสเปกเครื่องมานำเสนอแก่ผู้บริโภคอย่างเต็มที่
ลาซาด้า X Meta เปิดให้ครีเอเตอร์ปักตะกร้าสินค้าบน Facebook ดันโซเชียล คอมเมิร์ซ
ลาซาด้า ผนึก Meta เสริมแกร่งโปรแกรม Affiliate Partnerships ยกระดับประสบการณ์ช้อปผ่านโซเชียลในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดทางครีเอเตอร์ปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าบน Facebook ได้แล้ววันนี้ ลาซาด้า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนึกกำลังกับ Meta เข้าร่วม Facebook Affiliate Partnerships เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ สามารถปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าลงบนคอนเทนต์บน Facebook ได้โดยตรง พร้อมรับค่าคอมมิชชันจากทุกการสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์ และเตรียมขยายการรองรับสู่ Instagram เร็ว ๆ นี้ การเปิดตัวในครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ Creator-led Commerce ที่กำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักช้อปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการค้นหาและซื้อสินค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน การซื้อขายผ่านช่องทางวิดีโอ (Video commerce) คิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของยอดขายรวมของสินค้าบนอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาค ขณะที่ 82% ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซื้อสินค้าตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ในปี 2567 การผสานอีโคซิสเต็มด้าน Affiliate ของลาซาด้าเข้ากับคอนเทนต์ที่ผู้คนมีส่วนร่วมอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ช่วยให้การสร้างแรงบันดาลใจ การค้นพบสินค้า และการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อยิ่งขึ้นกว่าเดิม เปลี่ยนคอนเทนต์ในชีวิตประจำวันให้เป็นโอกาสสร้างรายได้ พร้อมปลดล็อกศักยภาพครีเอเตอร์ ที่ผ่านมา กว่าครีเอเตอร์จะสร้างคอนแทนต์และได้รับค่าคอมมิชชั่นต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่การคลิกลิงก์ภายนอก สลับไปมาระหว่างแอปพลิเคชัน ไปจนถึงหน้าชำระเงินแยกต่างหาก ซึ่งมักส่งผลให้ทั้งครีเอเตอร์ แบรนด์ และธุรกิจต่าง ๆ พลาดโอกาสในการสร้างยอดขาย ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อบัญชี Lazada Affiliate ของตนเองกับ Facebook ได้โดยตรงแล้ววันนี้ และเร็ว ๆ นี้บน Instagram เพียงค้นหาสินค้าจากลาซาด้า และปักตะกร้าสินค้าลงบนคอนเทนต์ใน Reels หรือโพสต์บน Feed เมื่อผู้ติดตามคลิกและทำการสั่งซื้อบนลาซาด้าสำเร็จ ครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและต่อเนื่องในขั้นตอนเดียว สำหรับแบรนด์และผู้ขายบนลาซาด้า การเปิดรายการสินค้าให้ครีเอเตอร์เข้าถึงได้โดยตรง ถือเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยปลดล็อกช่องทางใหม่ เพื่อขยายโอกาสในการนำเสนอสินค้าและขับเคลื่อนยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับนักช้อป ประสบการณ์การช้อปและการค้นพบสินค้าจะเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะต้องออกจากโพสต์ของครีเอเตอร์ไปยังลิงก์แยกต่างหาก หรือค้นหาสินค้าด้วยตนเอง เพียงแตะคอนเทนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ก็สามารถช้อปบนแพลตฟอร์มลาซาด้าได้ทันที Jared Chan หัวหน้าฝ่าย Affiliate ลาซาด้า กรุ๊ป กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ Meta ช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปให้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่การค้นพบสินค้าบน Facebook และ Instagram ไปสู่การสั่งซื้อบนลาซาด้า ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาไปจนถึงการชำระเงิน ไม่เพียงช่วยให้ แบรนด์และผู้ขายเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภคทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย” ต่อยอดจากการลงทุนด้าน Creator Commerce ครั้งสำคัญของลาซาด้า ความร่วมมือกับ Meta ตอกย้ำพันธกิจของลาซาด้าในการสนับสนุน Creator Commerce ทั่วภูมิภาค โดยในปี 2568 ลาซาด้าได้ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโปรแกรม LazAffiliate เพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์ แบรนด์ และผู้ขาย ผ่านการเพิ่มค่าคอมมิชชั่น การสนับสนุนค่าตอบแทนจากแคมเปญ คูปองส่วนลดเฉพาะบุคคล และหน้าร้านที่ปรับแต่งเองได้ ตลอดจนเครื่องมือวัดผลต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมศักยภาพพันธมิตรในเครือข่าย การเข้าร่วมโปรแกรม Meta Affiliate Partnerships สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของลาซาด้าในการพัฒนาอีโคซิสเต็ม Affiliate ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น วัดผลได้ชัดเจน และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับครีเอเตอร์ พร้อมช่วยให้แบรนด์และผู้ขายสามารถใช้ประโยชน์จากการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทาง ครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือทั่วทั้งภูมิภาค วิธีการใช้งานโปรแกรม Affiliate กับลาซาด้าบน Facebook พันธมิตร Affiliate ของลาซาด้า สามารถเริ่มดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ เปิดใช้งานโหมดมืออาชีพ (Professional mode) บนโปรไฟล์ Facebook เข้าร่วม Affiliate Partnerships ผ่านแท็บสร้างรายได้ (Monetisation) เชื่อมบัญชี Lazada affiliate โดยกดไปที่ปุ่ม การเป็นพาร์ทเนอร์แอฟฟิลิเอต และดำเนินการสมัครจนเสร็จสิ้น เริ่มปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าลงบนคอนเทนต์บน Facebook ได้โดยตรง เรียนรู้เพิ่มเติมหรือเข้าร่วม LazAffiliate ได้ที่ลิงก์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเข้าร่วมโปรแกรม Affiliate กับลาซาด้า บน Facebook ได้ที่ลิงก์
เอาจริง! เดอะพิซซ่าฯ เจาะตลาดไก่ทอด2.7หมื่นล. ทำสาขาแรก โรบินสันฯ สุวรรณภูมิ
โรบินสันฯ สุวรรณภูมิ ดึงโมเดลใหม่ร้าน ‘พิซซ่า คอมปะนี’ ใช้คอนเซ็ปต์ ‘Chicken Tendies’ ขายทั้งไก่ ทั้งพิซซ่าไซส์ ‘ยาว’ ทุกเมนู เข้าถึงเจนฯใหม่-ต่างชาติ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ ใช้กลยุทธ์โค-ครีเอชั่น ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจร้านค้า ขยายการเติบโตในทำเลร่วมกัน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี คอลแลบเปิดร้านโมเดลใหม่คอนเซ็ปต์ ‘Chicken Tendies’ ที่แรกในไทย ชูจุดเด่นเมนูไซส์ “ยาว” ทุกเมนู กลยุทธ์สร้างความต่าง มุ่งขยายฐานกลุ่มเป้าหมายไปยังคนรุ่นใหม่ (Gen Z & Millennials) และนักท่องเที่ยวต่างชาติในย่านศักยภาพ นุจรีย์ มารัตนะฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาดศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า โรบินสันไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ เปิดให้บริการในปี 2565 บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 50,000 ตร.ม. วางกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มครอบครัว คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในย่านลาดกระบังและพื้นที่ใกล้เคียงสนามบิน ล่าสุดโรบินสันฯ สุวรรณภูมิ ใช้กลยุทธ์โค-ครีเอชั่น (Co-Creation) มุ่งสนับสนุนความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ (Strategic Partner) เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันกับร้านอาหาร ‘เดอะ พิซซ่า คอมปะนี’ (The Pizza Company) โดยเปิดตัวร้านโมเดลใหม่ล่าสุด ในคอนเซ็ปต์ ‘Chicken Tendies’ เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบความแปลกใหม่ รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย “แนวคิดนี้ความร่วมมือนี้ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและสร้างประสบการณ์การกินรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนร่วมกัน” ด้าน กิตติชาญ คงแป้น ผู้ช่วยรองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างเดอะพิซซ่า คอมปะนี และ โรบินสันฯ ในครั้งนี้ถือเป็น สตราติจิก มูฟ สำคัญ จากการการเปิดตัว ‘The Pizza Company Chicken Tendies’ ครั้งแรกในประเทศไทย ที่โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ โดยร้านสาขาเดอะพิซซ่า คอมปะนี ดังกล่าวจะยังเป็นโมเดลเข้าสู่การชิงส่วนแบ่งในตลาดไก่ทอดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทอย่างเต็มตัว ด้วยการปรับมิติจากร้านพิซซ่าแบบนั่งรับประทาน (Dine-in) สู่การเป็น ‘Lifestyle Quick Service Restaurant’ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ทั้งนี้ เพื่อขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มครอบครัวที่เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก (Core Customer) หลักขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่เจนเนอเรชัน ซี (Gen Z) วัยรุ่น นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) พร้อมดึงดูดด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย สดใหม่ เข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ร้านสาขาโมเดลใหม่ดังกล่าว ยังตอบโจทย์ในทุกมื้อด่วนและการสังสรรค์ พร้อมสร้างปริมาณลูกค้าหมุนเวียน (ทราฟฟิก) ให้สามารถมาทานได้บ่อยขึ้นในทุกวัน โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ ด้วยไลน์เมนูใหม่ ที่มีความยาวเป็นเอกลักษณ์ อาทิ ไก่ทอด Longzilla พิซซ่ายาว ทาร์ตไข่ยาว “เรามั่นใจว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างปรากฏการณ์ความแปลกใหม่และเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจของคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน” ปัจจุบันตลาด QSR หรืออาหารบริการด่วนในไทยปีนี้มีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้เซกเมนต์ไก่ทอดคือ ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่ากว่า 27,600 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10% ส่วนตลาดพิซซ่า อยู่ที่ประมาณ 11,000-12,000 ล้านบาท
ทรู วาง 6 เสาหลักยุทธศาสตร์ รากฐานระบบนิเวศ AI
ทรู คอร์ปอเรชั่น ขับเคลื่อนอนาคต AI ของประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data, Connectivity และ Compute บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อนอนาคต AI ของประเทศไทย ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การสร้าง ระบบนิเวศ AI บนพื้นฐานที่เชื่อมั่น (Trusted AI Ecosystem) บนรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connectivity) คลาวด์ และขีดความสามารถด้านประมวลผล (Cloud & Compute) ข้อมูลที่มีคุณภาพและความเชื่อมั่น (Trusted Data) การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ AI ในทุกภาคส่วน พร้อมชูยุทธศาสตร์ให้องค์กรเป็น AI-First Organization ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำ AI มาผสานสู่เครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในเวทีเสวนา “Powering Thailand’s AI Future: Data, Connectivity, and Compute” ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ “AI for Thailand” ที่มุ่งให้ AI เป็นพลังสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พลิกโฉมอุตสาหกรรม และช่วยให้บริษัทฯ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุค AI ควบคู่ไปกับการนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร และส่งมอบบริการดิจิทัลอัจฉริยะให้กับลูกค้าทั่วประเทศ นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “AI กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม และผลกระทบของ AI จะก้าวไกลกว่ามิติของเทคโนโลยี ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ วิธีการให้บริการภาครัฐ และวิธีที่ประเทศต่างๆ แข่งขันกันในเศรษฐกิจโลก สำหรับทรู เรามองว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการพลิกโฉมองค์กรของเราเอง แต่ยังเป็นโอกาสในการร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ วิสัยทัศน์ ‘AI for Thailand’ ของเราคือการผสานพลังของ Connectivity, Cloud, Compute และ Trusted Data เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน และสังคมไทยโดยรวม” วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสู่อนาคต AI ของประเทศไทย กลยุทธ์ AI ของทรู คอร์ปอเรชั่น ประกอบด้วย 6 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Nationwide Intelligent Connectivity, Cloud & Compute Ecosystem, Trusted Data, AI Platforms & Applications, Responsible AI Governance และ AI Skills & Workforce Development ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศ AI ที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และขยายผลได้ในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว หัวใจสำคัญของกลยุทธ์คือ Connectivity ที่ก้าวไกลกว่าการให้บริการโครงข่าย โดยทรูนำ Generative AI มาใช้ในการบริหารจัดการโครงข่าย พัฒนาขีดความสามารถด้าน Edge Computing และสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการประมวลผล AI แบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายศักยภาพด้าน Cloud และ Compute ผ่าน True IDC เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ของภาคธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกหนึ่งรากฐานสำคัญคือ Trusted Data ซึ่งเมื่อได้รับการบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า ยกระดับประสิทธิภาพของโครงข่าย และช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น มุ่งเดินหน้าสร้างคุณค่าจาก AI สู่การใช้งานจริง ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้จริงในหลายส่วนขององค์กร เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน True AI Hub ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงโมเดล AI ชั้นนำ, AI Agents และ AI Services ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยในระดับองค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้ AI ที่เหมาะสมกับแต่ละกรณีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในองค์กร “มะลิ (MARI)” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยสนับสนุนทีมบริการลูกค้าและพนักงานส่วนหน้าให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะที่ “Genie” แพลตฟอร์ม AI สำหรับบริหารจัดการโครงข่าย นำ AI และ Edge Computing มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงาน และยกระดับคุณภาพของโครงข่าย สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างคุณค่าทางธุรกิจจาก AI เป็นรูปธรรม Responsible AI และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อว่านวัตกรรมจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น จึงได้ประกาศใช้นโยบาย Responsible AI Policy เพื่อกำหนดหลักการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และปลอดภัย พร้อมทั้งกำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแนวทางอ้างอิงด้านธรรมาภิบาล AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่าย AI Champions กว่า 200 คน ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานกว่า 10,000 คน ทั่วทั้งองค์กร พร้อมทั้งร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม รวมถึง Google เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน AI และส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบในประเทศไทย นายโจอา กล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณค่าที่แท้จริงของ AI ไม่ได้วัดจากจำนวนโมเดลหรือแอปพลิเคชันที่องค์กรนำมาใช้ แต่คือความสามารถในการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ การดำเนินงาน และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกวัน นั่นคือเหตุผลที่ทรูลงทุนควบคู่ทั้งด้านเทคโนโลยี ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพราะการสร้างอนาคต AI ของประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และทรูพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตนั้นให้เกิดขึ้นจริง” ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค ด้วยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรด้าน AI และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ AI ที่ช่วยสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับภาคธุรกิจ สังคม และประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างยั่งยืน
เทรนด์เดินทางยุคใหม่หาประสบการณ์ก่อนถึงปลายทาง TRUE สร้างแบรนด์ผ่านร้านอร่อยใกล้ฉัน
TRUE แก้โจทย์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล เมื่อร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทางนำไปสู่โครงการสัญลักษณ์ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ได้ร้านเด็ดพร้อมพื้นที่เน็ตแรง ขยาย 1,000 ทั่วไทยสิ้นปี 2569 นักท่องเที่ยวเลือกประสบการณ์ก่อนเลือกจุดหมาย พฤติกรรมการเดินทางเริ่มจากค้นหาร้าน รีวิว และคอนเทนต์ออนไลน์ ก่อนตัดสินใจเดินทางจริง ทำให้ดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของทริป True5G ปักหมุดร้านอร่อยเป็น Digital Destination ในโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ มีร้านร่วมกว่า 400 แห่ง พร้อมขยายเป็น 1,000 ร้าน เพื่อเชื่อมอาหารกับเครือข่ายคุณภาพ กินอร่อย แชร์ได้ทันทีด้วยเครือข่าย 5G ทรูใช้ AI และระบบบริหารโครงข่ายอัจฉริยะรองรับการใช้งาน ช่วยค้นหา รีวิว ไลฟ์ และอัปโหลดคอนเทนต์ได้อย่างราบรื่น ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ (Technology Company) กล่าวว่า ทรูฯ ทำโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ภายใต้แนวคิด ‘อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ครอบคลุมเมืองหลัก เมืองรอง ย่านอาหารสำคัญ รวมทั้ง Local hidden gem ร้านท้องถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว สำหรับหัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการสร้าง ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ให้เป็นสัญลักษณ์การรับรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 400 ร้านทั่วประเทศ ครอบคลุม ร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารยอดนิยม ร้านอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นที่เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารไทย โอลิเวอร์ กล่าวว่า โครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ยังเป็นสัญลักษณ์รับประกันทรูความพร้อมเครือข่ายทรูในทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อเชื่อมต่อทุกการค้นหา และทุกประสบการณ์ รีวิว สร้างคอนเทนต์ หรือเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น ที่อยากแชร์ต่อให้กับนักท่องเที่ยวและนักเดินทาง “เมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้ยังมั่นใจได้ว่าจุดหมายแห่งนั้นมีทั้งอาหารอร่อยที่ได้รับการคัดสรร และโครงข่ายทรู 5G ทั้งนี้ ทรูได้ต่อยอดประสบการณ์ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค โดยเริ่มต้นความร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำใน ICONSIAM และ Lotus’s Eatery ภายในศูนย์การค้า ICS และศูนย์การค้าและพื้นที่พันธมิตรต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมมอบประสบการณ์ด้านอาหารที่คุ้มค่า และเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเข้ากับการท่องเที่ยวกับความอร่อยไว้ด้วยกัน โดยทรู วางเป้าหมายขยายถึง 1,000 ร้านทั่วประเทศในปีนี้ ร้านอาหารใกล้ฉันที่มีเน็ต5G คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันกระแส (Trend) การเดินทางตามหาร้านอร่อยได้เริ่มต้นขึ้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึงร้านอาหาร โดยพบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ ค้นหาร้านผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ดูรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รับชมคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ ใช้แผนที่นำทาง แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย อัปโหลดภาพหรือวิดีโอแบบเรียลไทม์ ตลอดทั้งเส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) “พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับการใช้งานดิจิทัล ทำให้ทรูเร่งเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทรูและดีแทคได้รับความเร็วในการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 23% และอัปโหลดเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับก่อนการใช้โครงข่ายร่วมกัน” คูรัม กล่าวต่อว่า สำหรับข้อมูลการใช้งานบนโครงข่ายทรูในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นในทุกขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวและการค้นหาร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเทศกาลของไทยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ดังนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่ แพลตฟอร์ม TripAdvisor เติบโต 62%, Google Maps เติบโต 14% และ Wongnai เติบโต 8% ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แอปพลิเคชัน Yelp ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติมีอัตราการใช้งานเติบโตสูงถึง 116% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ส่วนแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ใช้งานทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน จากแนวโน้มดังกล่าว ทรูมองเห็นโอกาสพร้อมร่วมยกยกระดับนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ‘Gastronomy Tourism’ ไปสู่ ‘5G Gastronomy Tourism’ ด้วยคุณภาพโครงข่าย 5G โดยนำดิจิทัล , AI และระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะมาใช้วิเคราะห์และดูแลคุณภาพสัญญาณแบบเชิงรุก เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตดิจิทัล ที่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยวในยุคใหม่ จากโครงข่ายคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้นรวมถึงร้านอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นผ่านโลกดิจิทัล ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายทรูพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการโรมมิ่งบนเครือข่ายทรู (ไม่รวมผู้ใช้ Tourist SIM) เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่พึ่งพาการเชื่อมต่อดิจิทัลมากขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ซึ่งมีการใช้งานดาต้าต่อคนเพิ่มขึ้นสูงถึง 70% สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดีย และตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย นักเดินทางขอวางแผนประสบการณ์ก่อน ด้าน ‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเริ่มต้นการเดินทางโดยเลือกจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ปัจจุบันเริ่มจากการค้นหาประสบการณ์ที่ต้องการสัมผัส ทั้งการเลือกร้านอาหารจากรีวิวของนักชิม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ “หลายครั้งร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทาง” จากแนวโน้มดังกล่าว นำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง ททท. และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ เพื่อร่วมต่อยอดนำจุดแข็งด้านอาหารไทยอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว มาเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ประทับใจพร้อมตอบโจทย์กับการท่องเที่ยวยุคใหม่ และยังสอดคล้องแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ ของ ททท. ที่มุ่งนำเสนอเสน่ห์ไทยในทุกมิติ
ซีแอนด์จีฯ สถานประกอบกิจการต้นแบบ โรงงานสีขาว
ซีแอนด์จีฯ รับประกาศเกียรติคุณ ‘สถานประกอบกิจการต้นแบบ’ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569 ตอกย้ำองค์กรคุณภาพ มุ่งสร้างโรงงานสีขาวอย่างยั่งยืน บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม รับใบประกาศเกียรติคุณในฐานะ “สถานประกอบกิจการที่เป็นแบบอย่างที่ดี” จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เนื่องในกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569 สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของบุคลากร โดยนายรัฐพล ชัยวุฒิธร ผู้จัดการโรงงาน เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ จากนายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่ามกลางผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานประกอบกิจการจากทั่วประเทศที่เข้าร่วมพิธี รางวัลดังกล่าวเป็นผลจากการที่บริษัทดำเนินงานตามมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) และสามารถรักษาระบบได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี สะท้อนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม รัฐพล ชัยวุฒิธร กล่าวว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงาน ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ด้านการป้องกันยาเสพติด และการสุ่มตรวจสารเสพติดอย่างสม่ำเสมอ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่พบการใช้สารเสพติดในบุคลากรของโรงงาน การได้รับประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซีแอนด์จีฯ ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “โรงงานสีขาว” พร้อมยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของพนักงาน เพื่อสร้างการเติบโตขององค์กรควบคู่กับความยั่งยืนในทุกมิติ
Robb Report Thailand เปิดฉบับปฐมฤกษ์ ยกระดับ ประเทศไทย สู่ เวทีอัลตร้าลักชัวรี โลก
Robb Report Thailand เปิดตัวฉบับปฐมฤกษ์ ภายใต้ธีม “Creators & Collectors” เปิดบทใหม่ของประเทศไทยบนแผนที่โลกแห่งไลฟ์สไตล์ระดับอัลตร้าลักชัวรี Robb Report Thailand ได้เปิดตัวนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์อย่างเป็นทางการ ภายใต้ธีม “Creators & Collectors” ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยของหนึ่งในสื่อด้านไลฟ์สไตล์หรูที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับโลก โดยดำเนินงานภายใต้ลิขสิทธิ์จาก Robb Report และจัดพิมพ์โดยบริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด การเปิดตัวครั้งนี้นำโดยคุณนา ทาสุคนธ์ บรรณาธิการบริหารของ Robb Report Thailand ร่วมกับคุณอมรินทร์ คชรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงสื่อ ผู้สร้างสรรค์ ประสบการณ์ และเครือข่ายระดับโลกจากฐานในประเทศไทย “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในกลุ่มเศรษฐกิจลักชัวรีระดับโลก” คุณนา ทาสุคนธ์ บรรณาธิการบริหาร กล่าว “ด้วยธีม ‘Creators & Collectors’ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สร้างแพลตฟอร์มที่ไม่เพียงนำเสนอความหรูหรา แต่ยังเชื่อมโยงเหล่าผู้มีวิสัยทัศน์ที่กำลังกำหนดอนาคตของวงการอย่างแข็งขัน ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย” การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวงเสวนาและมื้อกลางวันสุดพิเศษสำหรับแขกผู้มีเกียรติกว่า 100 ท่าน ณ ห้องอาหาร Nobu Bangkok at EA Rooftop บนชั้น 57 ของอาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ สาทร — ซึ่งเป็นห้องอาหาร Nobu ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก สถานที่ที่ผสานอาหารสไตล์ญี่ปุ่น–เปรู เข้ากับทัศนียภาพ 360 องศาของกรุงเทพมหานครแห่งนี้ไว้ในที่เดียวกัน โดยบรรณาธิการบริหารได้เลือกรูปแบบการจัดงานในครั้งนี้ในแบบวงเสวนาในแบบที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยมีเนื้อหาเป็นหัวใจสำคัญของงาน การเลือกสถานที่ก็เป็นไปอย่างตั้งใจ — สถานที่ซึ่งได้นิยามวงการร้านอาหารของกรุงเทพฯ ขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการรวมตัวที่ว่าด้วยการนิยามใหม่ว่าสื่อไลฟ์สไตล์หรูของไทยจะเป็นตัวแทนของสิ่งใดได้บ้าง ธีมของฉบับปฐมฤกษ์ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าความหรูหราได้ถูกปรับเปลี่ยนไป โดยอาจไม่จำกัดความหรูหราด้วยการครอบครองเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากแต่เครื่องชี้วัดที่บ่งบอกได้ชัดเจนกว่าในวันนี้ คือสิ่งที่บุคคลเลือกจะสร้างสรรค์ และสิ่งที่เขาเห็นว่าควรค่าแก่การเก็บรักษา Robb Report Thailand นำเสนอแนวคิดนี้ผ่านบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของบุคคลชั้นนำที่เป็นตัวแทนของแนวคิดดังกล่าว อาทิ คุณบิล ไฮเนคกี้ นักธุรกิจและนักพัฒนาธุรกิจบริการระดับนานาชาติ; คุณนันท์มาลี ภิรมย์ภักดี ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์ยานยนต์หรูและการออกแบบประสบการณ์; และคุณวริศ ยงสกุล นักธุรกิจและนักพัฒนาธุรกิจเรือยอชต์ ร่วมกันสะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะตลาดที่พร้อมก้าวขึ้นรับบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจลักชัวรีระดับโลก วงเสวนาซึ่งดำเนินรายการโดยคุณนา ทาสุคนธ์ พร้อมกับได้แขกผู้มีเกียรติที่เป็นตัวแทนของ “Creators & Collectors” ได้แก่ คุณวรวรรต ศรีสอ้าน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ One Bangkok และคุณศรี เอี้ยวสกุล ผู้ก่อตั้ง LuxuryHunt และ 100 BEST ซึ่งบทสนทนาของพวกเขาได้กล่าวถึงการพัฒนาเมืองในช่วงเวลานี้ ทั้งในเรื่องของวิธีการการสร้างจุดหมายปลายทางระดับโลกในเมืองไทย คุณค่าใดที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ในกระบวนการนั้น และเหตุใดการออกแบบ ประสบการณ์ และการลงทุนในไลฟ์สไตล์ จึงกลายเป็นภาษากลางของเศรษฐกิจมูลค่าสูง One Bangkok ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในการสร้างแลนด์มาร์กระดับดิสทรีค (District) หรือเขตเมืองแห่งใหม่ให้กับเมืองหลวง ขณะที่ LuxuryHunt และ 100 BEST ได้แบ่งปันมุมมองต่อมาตรฐานใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นสำหรับการเดินทางและการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา ข้อสรุปร่วมกันของทั้งสามฝ่ายคือ การคัดสรร (curation) ได้กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ความหรูหราที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการครอบครอง “วิสัยทัศน์ของเราก้าวไปไกลกว่าการจัดพิมพ์แบบดั้งเดิม เรากำลังสร้างระบบนิเวศที่ซึ่งบุคคลผู้มีรสนิยมและแบรนด์ระดับโลกสามารถมาบรรจบกันได้” คุณอมรินทร์ คชรัตน์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวเสริม “ด้วยการนำสื่อระดับลักชัวรีที่ทรงอิทธิพลนี้เข้าสู่ตลาด เรากำลังตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของการใช้ชีวิตอย่างหรูหราและประสบการณ์ระดับโลกในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง” ภายในงาน Robb Report Thailand ได้เปิดเผยแผนงานสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ทั้งโปรแกรมงานอีเวนต์ระดับพรีเมียมที่ขยายขอบเขตมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ และความร่วมมือด้านบรรณาธิการ ควบคู่ไปกับการสร้างคอมมิวนิตี้ที่กว้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ประกอบการ และพลเมืองโลกที่เลือกประเทศไทยเป็นฐาน ด้วยความตั้งใจที่จะนำพาสื่อนี้ก้าวข้ามหน้ากระดาษ ไปสู่บทสนทนาและการรวมตัวที่หล่อหลอมความเข้าใจและการปฏิบัติเกี่ยวกับความหรูหราในภูมิภาค หนึ่งในกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำคัญในปี 2569 นี้ คือ งาน Best of the Best 2026 งานอีเว้นต์ประจำปีสุดหรูที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Robb Report ที่เชิดชูบุคคล แบรนด์ จุดหมายปลายทาง และประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นตัวกำหนดมาตรฐานความหรูหราในยุคปัจจุบัน โดยฉบับประเทศไทยจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit. นิตยสาร Robb Report Thailand ฉบับปฐมฤกษ์ มีจำหน่ายแล้วในรูปแบบสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ร้าน Asia Books และ Kinokuniya และในรูปแบบดิจิทัลที่ links.bookkurry.com/Robb_Report_TH สำหรับข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารอัปเดต เยี่ยมชม robbreport.co.th และติดตาม Robb Report Thailand ได้ทาง Facebook (https://www.facebook.com/robbreportthailand) และ Instagram (https://www.instagram.com/robbreportth)
‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’ บิดาแห่งมาม่า ผู้ทำให้แบรนด์ ‘MAMA’ เป็นคำสามัญประจำบ้าน
‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ตำนานผู้ก่อตั้งโรงงานไทยเพรสซิเดนท์ ฟู้ด พร้อมสร้างแบรนด์ ‘มาม่า’ จนกลายเป็นคำสามัญเรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาถึงปัจจุบัน ได้เสียชีวิตในวัย 87 ปี นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการธุรกิจไทยกับการจากไปของ ‘คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ในวัย 87 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ในปัจจุบัน (หลังควบรวม) ‘ชาย’ ผู้เปลี่ยนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนกลายเป็นเจเนอริก เนม (generic Name) ‘คำสามัญ’ ที่คนไทยใช้เรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกือบทุกยี่ห้อว่า ‘มาม่า’ จนถึงในปัจจุบัน จุดสตาร์ท ‘มาม่า’ ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น ‘คุณพิพัฒ’ มีแนวคิดร่วมกับพันธมิตร(ไต้หวัน)ในการตั้งโรงงานไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ขึ้นมา เพราะเล็งเห็นว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็นอาหารแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกระดับชั้น สำหรับที่มาชื่อแบรนด์ ‘มาม่า’ นั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำว่า ‘Mother’ หรือ ‘แม่’ สื่อถึงความอบอุ่น ความใส่ใจ และรสชาติอาหารฝีมือแม่ที่ทุกคนคุ้นเคย จากนั้น‘มาม่า ‘รสซุปไก่’ จึงเป็นรสชาติแรกแบรนด์บะหมี่กึ่งฯของไทยที่ออกสู่ตลาดและเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมความอร่อยที่ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันที่มีมากกว่า 40 รสชาติ แถมเข้ามาทลายกรอบวัฒนธรรมการกินในมื้อสะดวกรวดเร็ว จนกลายเป็นเมนูโปรดของคนไทยทุกค่ำคืน ‘ดัชนีมาม่า’ เลนส์ขยายสะท้อนเศรษฐกิจไทย การเข้ามาทำตลาดของแบรนด์ ‘มาม่า’ ช่วง 10-30 ปีแรกนั้น ในโลกการเงินและเศรษฐกิจไทยยังเคยมีคำว่า ‘ดัชนีมาม่า’ (Mama Index) ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของคนในประเทศได้อย่างน่าสนใจ จากคำติดปากผู้คนในยุคนั้นว่าช่วงนี้เมื่ออยู่ในโหมดประหยัดต้อง ‘กินมาม่า’ ด้วยเป็นความหนึ่งอิ่มในราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ตั้งแต่ ในยุคแรก (พ.ศ.2515) กับราคาสินค้า 2.50 บาทต่อซอง พร้อมเดินทางมาถึงมาม่า ยุค 7 บาท ในปัจจุบัน ด้วยในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองหรือเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง ยอดขายของมาม่ามักจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่เคยสะท้อนภาพจำว่า ‘สายประหยัดกินมาม่า’ ที่แบรนด์มักจะเป็นทางเลือกอันดับแรก ๆ ของผู้บริโภคเสมอ จากทุนจดทะเบียน 6 ล.สู่อาณาจักร 5 หมื่นล. ปัจจุบัน แม้จะส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นใหม่เข้ามาบริหาร แต่ ‘คุณพิพัฒ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำแก่โรงงาน (TF) และลูก ๆ อย่างใกล้ชิดเสมอมา จากวันแรกที่มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 6 ล้านบาท ปัจจุบัน TF มีมูลค่ากิจการ (Market Cap) สูงกว่า 50,000 ล้านบาท!! พร้อมขยายไลน์การผลิตสินค้าประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ขนมปังและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว, บิสกิต, แป้งสาลี และอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ส่งออกไปไกลกว่า 60 ประเทศทั่วโลก จากจุดเริ่มแบรนด์แรก ‘มาม่า’ ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทย ที่เดินทางมากว่า ครึ่งศตวรรษในตอนนี้ ในฐานะหนึ่งในคีย์ ไอเทม ที่ผลักดันให้ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของบะหมี่กึ่งฯ ประเทศไทยปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 21,000 – 22,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 คาดว่าตลาดจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 3-5% โดยได้อานิสงส์จากการปรับตัวของแบรนด์ที่หันมาเล่นตลาดพรีเมียม (Premium Segment) และการออกรสชาติใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวสูง FYI: ‘คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ‘มาม่า’ เสียชีวิตในวัย 87 ปี แบรนด์ ‘มาม่า’ เริ่มต้นด้วยรสซุปไก่ ก่อนขยายสู่ 40+ รสชาติ และกลายเป็น ‘ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทย ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ เติบโตจากทุน 6 ล้าน สู่บริษัทมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้าน ในตลาดบะหมี่กึ่งฯ ที่สูงกว่า 2 หมื่นล้านบาท
Bravo BKK หนุนศึกสแต็คไทย 2026 ดันเยาวชนเก่งสู่เวทีระดับโลก
Bravo BKK เปิดพื้นที่แห่งโอกาส สนับสนุนเวทีสแต็คชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 ร่วมผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีมาตรฐานสากล ศูนย์การค้า Bravo BKK เดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม ผ่านการสนับสนุนพื้นที่จัดการแข่งขัน TSSA Thailand Sport Stacking Championship 2026 หรือการแข่งขันกีฬาสแต็คชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–5 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดโอกาสให้นักกีฬาจากทั่วประเทศได้แสดงความสามารถ พัฒนาทักษะ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับมาตรฐานสากล การแข่งขันในปีนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการกีฬาสแต็คไทย เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชทานแก่ผู้ชนะการแข่งขัน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจสำคัญแก่คณะผู้จัด ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน นักกีฬา และเครือข่ายกีฬาสแต็คทั่วประเทศ ในการร่วมกันพัฒนาวงการกีฬาสแต็คของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น กีฬาสแต็ค (Sport Stacking) เป็นกีฬาที่ใช้การเรียงและเคลื่อนย้ายถ้วยพลาสติกตามรูปแบบที่กำหนดด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมสร้างสมาธิ การประสานงานระหว่างสมองและร่างกาย ความสามารถในการตัดสินใจ รวมถึงการทำงานเป็นทีม จึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งในสถานศึกษาและเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับความสามารถสามารถเข้าร่วมได้ การแข่งขันครั้งนี้จัดโดย สมาคมสแต็คประเทศไทย (Thailand Sport Stacking Association: TSSA) ซึ่งมีพันธกิจในการผลักดันกีฬาสแต็คให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนามาตรฐานการแข่งขัน การสร้างโอกาสให้นักกีฬาไทยได้แสดงศักยภาพ และการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจการเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาทักษะและศักยภาพของตนเอง การสนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ Bravo BKK ในการเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคอมมูนิตี้ พร้อมส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา การศึกษา ศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม หรือกิจกรรมเพื่อเยาวชน โดยมุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทุกช่วงวัย Bravo BKK ในฐานะ Bangkok’s Sport Destination Mall ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนกิจกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนและทุกคอมมูนิตี้ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของกีฬาและกิจกรรมรูปแบบใหม่ ต่อยอดสู่สังคมที่เต็มไปด้วยโอกาส ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ Bravo BKK ได้ที่ Website: www.bravobkk.co.th Facebook: https://www.facebook.com/bravobkk Instagram: https://www.instagram.com/bravobkkmall/ Tiktok: https://www.tiktok.com/@bravobkk Twitter: https://x.com/bravobkkmall
เปิดโลก ‘NEO Art Toy’ จาก33 ศิลปินไทย กับคาแรกเตอร์หนึ่งเดียวที่ไอคอนสยาม
33 ศิลปินไทย ถ่ายทอดศิลปะร่วมสมัยผ่านคาแรคเตอร์ช้างไทยในงาน ‘NEO Land Festival 2026’ ไอคอนสยาม วันนี้ถึง 31 ก.ค. 2569 ไอคอนสยาม ร่วมกับ KHUNPARE COLLECTION จัดงาน ‘NEO Land Festival 2026’ นิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรม NEO (นีโอ) อาร์ตทอยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ช้าง’ สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย มาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของศิลปินไทยหลากหลายแขนง งานฯ นี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางศิลปะในรูปแบบที่แตกต่าง พร้อมรวบรวมผลงานกว่า 49 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทยหลากหลายรุ่น ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความเชื่อ และจินตนาการลงบนประติมากรรม NEO ด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ผ่านฝีมือทางศิลปะจนเกิดเป็นผลงานต้นฉบับที่มีเพียงหนึ่งเดียว ทั้งด้าน Contemporary Thai Art Pop Art Doodle Art Surrealism ศิลปะร่วมสมัยอีกหลากหลายรูปแบบ ‘NEO’ พื้นที่เกิดใหม่ ‘NEO’ ในบริบทนี้ คือ เฟรมผ้าใบศิลปะที่มีมิติ หมายถึง ‘การเกิดใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการที่สามารถถือกำเนิดใหม่ได้เสมอ สะท้อนผ่านผลงานที่มีเอกลักษณ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ปลดปล่อยจินตนาการ และแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ปราศจากข้อจำกัด บนผืนผ้าใบและพื้นผิวที่มีมิติ ด้วยเทคนิคหลากหลาย อย่าง สีน้ำมัน สีอะคริลิก สีสเปรย์ เส้นสี หรือปากกาเคมี ทำให้ ‘NEO’ ไม่ได้เป็นเพียงคาแรคเตอร์ช้าง หรือสัญลักษณ์ทางศิลปะ เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่สำหรับการกำเนิดของแนวคิดใหม่ ๆ และการตีความทางศิลปะที่ไม่สิ้นสุด โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานฯ ในครั้งนี้ คือ ‘Horse of Dawn’ ผลงานอาร์ตทอยขนาดใหญ่สูง 170 เซนติเมตร โดย Indy Nine หรือ ชนกนันท์ ขวัญมุณี ‘เธอ’ ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง พลัง และการแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ผ่านสัญลักษณ์ของ ‘ม้าสีทอง’ ที่เปรียบเสมือนพลังแห่งอิสรภาพและปัญญา ท่ามกลางโทนสีแดงอันร้อนแรง พร้อมแทรกดอกไม้ที่สื่อถึงความอ่อนโยนซึ่งยังคงซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ ของ ‘เอื้อง-อัญญากรณ์ หมั่นพลศรี’ กับผลงาน Flash Space ผลงานการวาดสไตล์ Doodle Art ที่นำการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด กับสีสันที่สดและฉูดฉาดแสดงถึงความสนุกสนานถึงขีดสุด ความกล้าที่จะคิดออกนอกกรอบ รวมถึงผลงานของ ‘ณรงค์ชัย อุ่นใจ’ กับผลงาน Low Fat ผลงานสไตล์ Surrealism ที่เลือกกะเทาะ ‘เปลือก’ หรือลวดลายภายนอกของนีโอออกจนหมด แล้วย้อนกลับไปหาโครงสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายภายใน เพื่อสื่อถึง ‘รากฐานร่วมกัน’ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแตกต่างอันหลากหลาย ส่วนชื่อผลงานมาจากอารมณ์ขันส่วนตัวของศิลปิน ที่หยิบยกเอาเรื่องราวการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างของตัวเองในช่วงนั้นมาตั้งเป็นชื่อได้อย่างมีเสน่ห์ ในผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย อาทิ FLASH SPACE นำเสนอผ่านการวาดสไตล์ Doodle art ถ่ายทอดจินตนาการแบบไม่สิ้นสุด ผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ ด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความสนุกสนานและความกล้าในการคิดนอกกรอบ DOODLE FLOW ถ่ายทอดเส้นสายเรียบง่ายแต่ทรงพลังในสไตล์ Doodle Art Love of the Forest 01 : My Sleeping Forest Summer บอกเล่าเรื่องราวการฟื้นคืนชีวิตของธรรมชาติ TAMU’s Land สะท้อนแนวคิดเรื่องโลกแห่งความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด Rhythm of Love ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพิฆเนศในฐานะต้นกำเนิดแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ในงานฯ ยังมีอีกหลายผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Monster Parade NEO 2050 Ruby Ganesha NINJA Ganesha Night Dreaming ทั้งหมด ล้วนสะท้อนมุมมอง ความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของ 33 ศิลปินแต่ละคนผ่านการตีความบนประติมากรรมอาร์ตทอย NEO จนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่อยากชวนให้ทุกคนร่วมเดินทางไปสัมผัสความน่ารัก สดใส ของคาแรกเตอร์และจินตาการแบบไม่ที่สิ้นสุดในงานศิลปร่วมสมัยในครั้งนี้ ไปด้วยกัน 🎨🎭 งานนิทรรศการ NEO Land Festival 2026 จัดตั้งแต่วันนี้- 31 กรกฎาคม 2569 Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม FYI ไอคอนสยาม และ KHUNPARE COLLECTION ร่วมจัดนิทรรศการศิลปะ ‘NEO Land Festival 2026’ กับไฮไลต์ การนำ ‘ช้าง’ สัญลักษณ์ไทย มาตีความใหม่เป็น NEO Art Toy ผ่านฝีมือ 33 ศิลปินไทย ภายในงานจัดแสดงผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรมต้นฉบับที่มีชิ้นเดียวในโลก รวมกว่า 49 ชิ้น
‘โอ้กะจู๋’ ลงสนามบุเฟฟ่ต์ Grill & Ground ขายสลัดสเต็ก เปิดราคา 259 บาท
‘โอ้กะจู๋’ เติมพอร์ตร้านอาหารเครื่องดื่มส่งแบรนด์ใหม่ลำดับที่ 5 ‘Grill & Ground’ บุฟเฟ่ต์สลัด 259 บาท ท่ามกลางแรงกดดันจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่ขาดทุน-เดิมพันตลาดเมนูสุขภาพ 5.2 พันล้านบาท OKJ เปิดแบรนด์ใหม่ Grill & Ground เจาะตลาดบุฟเฟ่ต์สุขภาพ เริ่มต้น 259 บาทต่อคน ไตรมาส 1/2569 บริษัทพลิกขาดทุน 30.4 ล้านบาท แม้รายได้ตลอด 4 ปียังเติบโตต่อเนื่อง ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์รวม 2,376.84 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจอาหาร ในปี 2553 คือ จุดเริ่มต้นของร้านอาหารสายสุขภาพ ‘โอ้กะจู๋’ (OHKAJHU) เกิดจากแนวคิด ‘ปลูกผักเพราะรักแม่’ ของ 3 ผู้ก่อตั้ง ‘อู๋ – ชลากร เอกชัยพัฒนกุลคุณ’ ‘โจ้ – จิรายุทธ ภูวพูนผลและ ‘ต้อง-วรเดช สุชัยบุญศิริ’ กับความตั้งใจใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์นำมาปรุงเป็นเมนูที่ดีทั้งกับสุขภาพร่างกายและใจ ให้กับผู้มารับประทานอาหารที่ร้านโอ้กะจู๋ สาขาแรกที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ในปี 2556 ซึ่งสร้างปรากฏการณ์คนยอมนั่งรอต่อคิวยาวเหยียดจนเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ ในช่วงจังหวะกระแสรักสุขภาพที่มาแรงมาก ในช่วงหลายปีก่อน โดยเฉพาะเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่างเริ่มหันมาใส่ใจอาหารการกินมากขึ้น ทำให้ ‘โอ้กะจู๋’ ตัดสินใจนำกิจการเข้าเมืองหลวง กรุงเทพฯ ในปี 2560 พร้อมเปิดสาขาแรกที่ สยามสแควร์ ซอย 2 ก่อนขยายอาณาจักร ‘โอ้กะจู๋’ ถึงในตอนนี้ (ปี 2569) มีสาขารวมกันมากกว่า 45 สาขา ทั่วประเทศ เส้นทางใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม จากการเติบโตที่ก้าวกระโดดร้าน ‘โอ้กะจู๋’ ที่นำไปสู่กิจการมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ชื่อ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หลังจากบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) (ในเครือ ปตท.) ซื้อหุ้นในสัดส่วน 20% (เข้าลงทุนผ่านบริษัท Modulus Venture) ในปี 2564 เพื่อเติมความครบให้กับอาณาจักรร้านอาหารละเครื่องดื่มให้กับ OR อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาแม้เทรนด์กระแสสุขภาพจะยังคงมีอยู่ และเติบโตดีในบางกลุ่มอุตสาหกรรม แต่สำหรับตลาดอาหารและเครื่องดื่มในตอนนี้อาจจะไม่สมูท ลื่นไหลมากนัก จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก แถมยังเผชิญกับภาวะกำลังซื้อชะลอตัวอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนหลังจาก OKJ รายงานผลประกอบการไปยังจากตลาดหลักทรัพย์ ระบุไตรมาสแรกใน 2569 มีรายได้จากการขายลดลง 19% เหลือ 573.5 ล้านบาท และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบ 39.4% ทำให้พลิกมาขาดทุนสุทธิ 30.4 ล้านบาท (จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 63.8 ล้านบาท) แม้ว่า ตัวเลขผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปี (รายได้รวมของบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ จะมีการเติบโตรายได้ต่อเนื่องก็ตาม ดังนี้ ปี 2565 รายได้รวม 1,214.90 ล้านบาท ปี 2566 รายได้รวม 1,716.85 ล้านบาท ปี 2567 รายได้รวม 2,444.13 ล้านบาท ปี 2568 รายได้รวม 2,744.22 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ภาพรวมฐานะการเงิน OKJ ยังแข็งแกร่ง ด้วยมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,376.84 ล้านบาท พร้อมรองรับการฟื้นตัว เกมใหม่ แบรนด์ใหม่ เติมพอร์ตฯ OKJ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องให้กับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม OKJ ยังได้ขยายธุรกิจใหม่ในครั้งแรกเมื่อปี 2567 โดยพัฒนาแบรนด์ ‘Oh! Juice’ (โอ้จูซ) บุกตลาดเครื่องดื่มสมูทตี้ออร์แกนิก ซึ่งการเปิดตัวแบรนด์ดังกล่าวออกมาในช่วงเวลาที่ถูกจังหวะทำให้ได้กระแสการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งสายเฮลท์ตี้ และกลุ่ม FOMO ที่ไม่อยากตกเทรนด์ โดยเฉพาะเมนูไฮไลต์ระดับพรีเมียมอย่าง ‘Angel’s Secret’ ที่เคยเป็นเมนูลับเรียกความฮือฮาในโซเชียล ด้วยค่าค่าตัวราคาแก้วละ 465 บาท เลยทีเดียว นอกเหนือจากเมนูกลุ่มซิกเนอเจอร์ อย่าง Material Girl หรือ Ocean N Earth ที่มีราคาแพงสุดอยู่ที่ 270 บาท จนกลายเป็นไอเทมที่ฮิตหนักบนโลกโซเชียล ไปพักหนึ่งก่อนหน้านี้ ซึ่งในปัจจุบัน Oh! Juice มี 25 สาขาแล้ว ถัดมาไม่นาน OKJ ยังออกเสต็ปใหม่ไม่พัก ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ออกมาทั้ง Ohkajhu Wrap & Roll ร้านอาหารรูปแบบ Grab & Go เน้นแรป สลัด และเมนูรับประทานสะดวกในปี 2567 เช่นกัน ในตอนนี้มี 1 สาขา ศูนย์การค้า Emsphere Joe Wings แบรนด์ไก่ทอดเพื่อสุขภาพในคอนเซปต์ ‘Healthier Choice’ เปิดสาขาแรกเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ สยามพารากอน ปัจจุบันมี 7 สาขา บิ๊กมูฟ ‘บุฟเฟ่ต์สลัด’ 259 บาท! ล่าสุด โอ้กะจู๋ ส่งสัญญาณความเคลื่อนไหวในตลาดร้านอาหารอีกครั้ง ที่รอบนี้ OKJ พุ่งเป้าชนตรงๆ ในเซ็กเมนต์ ‘บุฟเฟ่ต์’ แต่ขอฉีกหนีหมูกระทะและชาบูแบบเดิม ๆ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘Grill & Ground’ (กริลล์ แอนด์ กราวด์) ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘บุฟเฟ่ต์สำหรับสายสุขภาพ’ ให้ลูกค้าตักสลัดบาร์สด ๆ และเครื่องดื่มสกัดเย็นได้ไม่อั้น ในราคาเพียง 259 บาท (จำกัดเวลา 120 นาที) นอกจากนิ้ ยังมาพร้อมออปชันเสริม หากต้องการเพิ่มโปรตีนหนัก ๆ เช่น สเต็ก เมนูไก่ทอด หรือเมนูลับอื่น ๆ ก็จ่ายเพิ่มอีกเพียง 40 บาท รวมเบ็ดเสร็จต่อมื้อต่อคนอยู่ราว ๆ 299 บาท เท่านั้น! สำหรับพิกัดความอร่อย ‘Grill & Ground’ OKJ นำร่องสาขาแรกไปแล้วที่ทำเล เซ็นทรัล เวสต์เกต เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่ถึงเดือนก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี ด้วยมีทั้งอินฟลูเอ็นเซอร์ และชาวช่องต่างๆ ในโซเชียล ต่างร่วมแชร์และรีวิวทำคอนเทนต์ กันจนคิวยาวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ต่อร้านใหม่ ‘Grill & Ground’ ที่ OKJ นำมาเติมพอร์ตฯ ธุรกิจล่าสุดนี้ น่าสนใจอย่างมากว่าคอนเซปต์บุฟเฟ่ต์สลัดผักของกริลล์ แอนด์ กราวด์ จะสามารถเข้ามา ‘ตีป้อมตลาดบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง-ชาบู’ และทลายมายด์เซ็ต ที่ว่าจริงๆแล้ว คนไทย ไม่ชอบกินผักก็ไม่บอก ได้สำเร็จในระยะยาวหรือไม่? ท่ามกลางการตลาดของโอ้กะจู๋ที่ต้องพลิกแพลงท่าใหม่ ๆ ออกมาสู้อยู่ตลอดเวลา! FYI : สำหรับ ตลาดสเต็กและสลัดในปี 2569 มีมูลค่าสูงและการแข่งขันสูง โดย ตลาดสเต็ก มีมูลค่ารวมประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท และตลาดร้านอาหารเพื่อสุขภาพและสลัด มีมูลค่าแตะ 5.2 พันล้านบาท ภายใต้ภาพรวมตลาดร้านอาหารทั้งหมด ที่เติบโตแตะ 6 แสนล้านบาท
โอกาสธุรกิจไทย เจาะตลาดฮาลาลโลก 2.99 ล้านๆ ในงาน Grand Halal Bangkok 2026
เศรษฐกิจฮาลาลโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โอกาสผู้ประกอบการไทย ขยายส่งออกอาหาร เครื่องสำอาง และบริการฮาลาล พร้อมสร้างเครือข่ายการค้ากับคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ ในเวที Grand Halal Bangkok 2026 เศรษฐกิจฮาลาลโลกในปี 2568 คาดว่าจะมูลค่าสูงกว่า 2.3 ถึง 2.99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือมากกว่า 7 ล้านล้านบาท) โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีประเมินว่าเศรษฐกิจฮาลาลจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 6.5% – 9% ต่อปี สำหรับประเทศไทย ภาคการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลมีมูลค่าการเติบโตต่อเนื่องในตลาดหลัก เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิรัก โดยก่อนหน้า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่างเร่งผลักดันอุตสาหกรรมนี้เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป เครื่องสำอาง และการท่องเที่ยว ไปพร้อมยุทธศาสตร์วางให้ประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาลระดับโลก ในโอกาสนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้งานพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs จัดงาน Grand Halal Bangkok 2026 เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาลระดับโลก พร้อมชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากกว่า 60 ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายเครือข่ายธุรกิจ และผลักดันสินค้าและบริการฮาลาลสู่ตลาดโลก ในงานมหกรรมธุรกิจฮาลาลระดับนานาชาติที่รวบรวมกิจกรรมสำคัญไว้ในงานเดียว อาทิ การจัดแสดงสินค้าและบริการฮาลาล การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ โดยในงานฯ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะคู่ค้าจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจและสร้างโอกาสการส่งออกในอนาคต นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสว. ภายใต้งานพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs นำผู้ประกอบการศักยภาพร่วมจัดแสดงสินค้ารวม 8 บูธ นำเสนอผลิตภัณฑ์ฮาลาลคุณภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้สนใจได้เจรจาธุรกิจ สร้างเครือข่าย และค้นหาพันธมิตรทางการค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาลไทยสู่เวทีการค้าระดับสากลในงาน Grand Halal Bangkok 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ
‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’ มิกซ์ยูส 1.1 หมื่นล. โมเดลเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กรุงเทพฯ
‘CenTRal cENtrAL’ โปรเจกต์มิกซ์ยูส 1.1 หมื่นล้าน จาก CPN ร่วมกับ มิตซูบิชิ เอสเตท โครงการสะท้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รับสายครีเอทีฟโลก เตรียมเปิดพื้นที่ค้าปลีกเฟสแรก ไตรมาส 2 ปี 2570 ซีพีเอ็น ร่วมทุน มิตซูบิชิ เอสเตท พัฒนามิกซ์ยูส ‘CenTraL cENtRaL’ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท บริเวณหัวมุมสี่แยกปทุมวัน โดยเตรียมเปิดพื้นที่ค้าปลีกเฟสแรกในไตรมาส 2 ปี 2570 โครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง ที่มีทราฟฟิกนักท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 50 ล้านคนต่อปี และครอบคลุมกลุ่มผู้อยู่อาศัย นักศึกษา และคนทำงานในย่านนี้อีกกว่า 1.2 ล้านคน ซีพีเอ็น วางเป้าหมายให้โครงการนี้เป็นโมเดลเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับย่านสยามสแควร์ (Siam Square) ให้ก้าวไปสู่การเป็นทำเลระดับโลก (Global Destination) หลังล้อมฉากกั้นการก่อสร้างบริเวณพื้นที่หัวมุมสี่แยกปทุมวัน มานาน ล่าสุดบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ออกมาประกาศเปิดตัวโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ หรือ ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล โปรเจกต์เมกะมิกซ์ยูสมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาทอย่างเป็นทางการแล้ว ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) บอกว่า ซีพีเอ็นร่วมทุน (JV) กับกลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาใหญ่ในชื่อ ‘CenTRal cENtrAL’ (เซ็นทรัล เซ็นทรัล) มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท “โครงการเซ็นทรัล เซ็นทรัล ตั้งบนทำเลศักยภาพซึ่งมีทราฟฟิกนักท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 50 ล้านคนต่อปี และมีพื้นที่ครอบคลุมกลุ่ม ผู้อยู่อาศัย นักศึกษา และคนทำงานในย่านนี้กว่า 1.2 ล้านคน” โดยซีพีเอ็น ยังวางเป้าหมายโครงการ CenTRal cENtrAL ที่ตั้งอยู่บนบริเวณสี่แยกปทุมวันแห่งนี้ ไปพร้อมกับการยกระดับย่านสยามสแควร์ (Siam Square)ให้ก้าวสู่ ‘Global Youth Culture Destination’ จุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากทั่วโลก อีกด้วย สำหรับโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ มีขนาดพื้นที่ใช้สอยรวม (GBA) 141,000 ตารางเมตร แบ่งช่วงเวลาการพัฒนาโครงการฯ ออกเป็น 3 ระยะ (Phase) หลัก ได้แก่ ศูนย์การค้า (Retail) พื้นที่รองรับกว่า 300 แบรนด์ดัง โดยวางสัดส่วนร้านค้ารายย่อย 40% ในคอนเซปต์ทันสมัยเพื่อสร้างความแตกต่าง พร้อมโซนร้านอาหารชั้นนำ รวมพื้นที่ใช้สอยรวม 40,000 ตร.ม. กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 2 ปี 2570 วางเป้าหมายทราฟฟิกอยู่ที่ 5-6 หมื่นคน/วัน อาคารสำนักงาน (Future-Ready Workplace)ขนาด 12 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตร.ม. รองรับกลุ่มเทคโนโลยีและสตาร์ทอัป รวมถึงบริษัทสร้างสรรค์ รองรับคนทำงานราว 2,500 คน กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4 ปี 2570 โรงแรม (25hours Hotel) แบรนด์โรงแรม Playful Luxury ด้วยดีไซน์ระดับโลก ซึ่งกรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 13 เมืองทั่วโลกที่แบรนด์เลือกเปิดให้บริการ จำนวน 349 ห้อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังซื้อสูง กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 1 ปี 2572 ‘ชนวัฒน์ กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา และพันธมิตรกลุ่ม มิตซูบิชิ เอสเตท มั่นใจว่าโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creator-Led Economy) และยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนนับจากนี้ ด้าน ‘มิซาโนริ อิวาเซ’ ผู้บริหารระดับอาวุโส (Senior Executive Officer) บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า กทม. เป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และสยามสแควร์ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ มิตซูบิชิ เอสเตท มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำความเชี่ยวชาญระดับสากลมาร่วมขับเคลื่อนอนาคตของย่านนี้ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่เมืองและคนรุ่นต่อไป ทำไมต้องชื่อ ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’ สำหรับแนวคิดการทำตลาดโครงการเซ็นทรัล เซ็นทรัล (CenTRal cENtrAL) ด้าน ‘ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาดซีพีเอ็นกล่าวว่า โครงการฯ นี้วางตำแหน่งเป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ และทำหน้าที่เป็น เม่เหล็กระดับ (Global Magnet) ที่จะดึงดูดกลุ่มต่าง ๆ อาทิ Global Young Mindsets กลุ่มรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเยนซีทั่วโลก ซึ่งระยะหลังมีอินไซต์ชอบเที่ยวไทยมากขึ้น Global Talent คนทำงานทักษะสูงจากทั่วโลก นักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม (Global Affluent Travelers) โดยโครงการฯ ยังได้จัดสรรพื้นที่ Social Public Space ขนาดใหญ่กว่า 3,400 ตร.ม. เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ (Social Theatre) รองรับกิจกรรม Co-Creation ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี แฟชั่น และกีฬา นอกจากนี้ ยังติดตั้งนวัตกรรม Immersive LED Experience เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักศึกษาได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และโครงการยังเชื่อมต่อกับย่านราชประสงค์และเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างเครือข่ายย่านเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนที่มาของชื่อโครงการ CenTRal cENtrAL ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’ นั้น ดร.ณัฐกิตติ์ บอกว่า “เป็นการตั้งนำชื่อที่ตัวอักษรแบบฟรีฟอร์ม มาผสมกับความไทยแท้ที่ชอบพูดคำซ้ำแบบ ไปๆมาๆ รักนะจุ๊บๆ เลยกลายเป็นชื่อ ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’” โดยคาดว่า โครงการแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่เข้ามkคอมพลีทย่านปทุมวัน ให้เชื่อมต่อกับสยามสแควร์ ราชประสงค์ และเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนำไปสู่เครือข่ายย่านเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของโลก ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวปิดท้ายภาพรวมศูนย์การค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มีทราฟฟิกเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อแห่ง ส่วน ‘เซ็นทรัล นอร์ธวิลล์’ ศูนย์ฯแห่งใหม่ที่เปิดไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 มีทราฟฟิกทะลุ 8 หมื่นคน/วัน ส่วนในครึ่งหลังปี2569 ภาดภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น จากปัจจัย สนับสนุน ราคาน้ำมันถูกลง ภาครัฐอัดฉีดงบประมาณ และเอกชนกลับมาลงทุน (จากต้นทุนที่ดีขึ้น)
สยาม ทาคาชิมายะ ยกศิลปะถ้วยชงชาญี่ปุ่น Six Landscapes มาไทย
นิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” รวมที่สุดแห่งถ้วยชาทำมือชิ้นเดียวในโลกจาก 6 เตาเผาโบราณยุคประวัติศาสตร์ จัดแสดงให้ชมฟรี 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมชั้นสูงของญี่ปุ่น จัดงานนิทรรศการเครื่องปั้นดินเผาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” นำเสนอผลงานเซรามิกทำมือระดับมาสเตอร์พีซกว่า 50 ผลงานจากฝีมือของปรมาจารย์และเตาเผาชั้นครู 6 แห่งทั่วประเทศญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิด “Six Landscapes” ความงาม 6 ภูมิทัศน์ เรื่องราวของ ดิน เปลวไฟ การเคลือบ และจิตวิญญาณแห่งงานหัตถศิลป์ ซึ่งล้วนถือกำเนิดขึ้นจากภูมิประเทศ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่รักงานศิลปะและนักสะสมชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียศาสตร์ของนิทรรศการทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของงานหัตถศิลป์ดั้งเดิม และความรู้เกี่ยวกับพิธีชงชา พร้อมถ่ายทอดคุณค่าของ 6 เตาเผาดั้งเดิมชั้นครู ที่มาร่วมสะท้อนภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์อันโดดเด่น ได้แก่ เตาเผาโชอุนซัง จังหวัดยามากุจิ สืบทอดศาสตร์ ‘ฮากิยากิ’ กับความมหัศจรรย์ของผิวเคลือบที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้ถึง 7 เฉดตามกาลเวลาและการใช้งาน เตาเผาคิคโค โชเก็ตสึ จังหวัดโอซาก้า เตาเผาหลวงเก่าแก่กว่า 200 ปีตั้งแต่สมัยโชกุน ผู้นำความคลาสสิกมาผสานดีไซน์ร่วมสมัยจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม เตาเผาโคไซอัน จังหวัดยามากุจิ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมสีเคลือบน้ำเงินลุ่มลึกอันเป็นเอกลักษณ์ “Seigan Blue” และฐานถ้วยชาฉลากรอยแยกตามแบบฉบับเฉพาะตัว เตาเผาโชอิน จังหวัดคาโกชิมะ ถ่ายทอดความงามของเครื่องปั้นดินเผาซัตสึมะโบราณ ผ่านการเผาด้วยเตาฟืนธรรมชาติที่ทำให้ผลงานทุกชิ้นมีลวดลายและเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลก เตาเผาอาโออิ จังหวัดวากายามะ ผู้ฟื้นฟูตำนาน ‘คิชูยากิ’ ด้วยเทคนิคเคลือบสีดำนาจิกุโระจากหินธรรมชาติ มอบสัมผัสที่สุขุม สง่างาม และเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ เตาเผาริเฮ จังหวัดคางาวะ ศิลปะการทำถ้วยชาจากยุคเอโดะที่สืบทอดมายาวนานกว่า 300 ปีจนถึงทายาทรุ่นที่ 14 โดดเด่นด้วยงานเขียนลายด้วยมือ สะท้อนภาพทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามของญี่ปุ่น ภายในงานเปิดโอกาสให้นักสะสมได้ยลโฉมและเป็นเจ้าของผลงานชิ้นประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ โดยมีผลงานไฮไลต์ล้ำค่าที่ส่งตรงมาจัดแสดงในครั้งนี้ อาทิ ถ้วยแห่งสัญลักษณ์ของตระกูลโทะกุงาวะ จากเตาเผาอาโออิ ซึ่งเป็นถ้วยชาที่ได้รับการตกแต่งด้วยตราประจำตระกูลซามูไรผู้ก่อตั้งรัฐบาลโชกุนอันยิ่งใหญ่ ซึ่งปกครองญี่ปุ่นยาวนานกว่า 260 ปี โดยได้รับอนุญาตให้ใช้ตรานี้จาก คุณโยริซาดะ โทะกุงาวะ ผู้สืบสายตระกูลรุ่นที่ 16 โดยตรง ถัดมาคือ ถ้วยชาเทคนิคการเผาแบบรีดักชัน จากเตาเผาโชอุนซัง ผลงานที่เกิดจากการเผาด้วยเทคนิคพิเศษ Reduction Firing จนเกิดการผสมผสานอันงดงามลุ่มลึกระหว่างสีบิวะอิโระ หรือ สีเหลืองนวลคล้ายผลบิวะ และเฉดสีเทา มอบมิติสีสันที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมอง นอกจากนี้ยังมี ชิ้นงานปั้นมือและแป้นหมุนโบราณ จากเตาเผาโชอิน ผลงานที่ขึ้นรูปด้วยมือและแป้นหมุน (โระคุโระ) เผยให้เห็นร่องรอยรายละเอียดของรูปทรงและผิวสัมผัสหยาบของเนื้อดินอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละชิ้น และอีกหนึ่งชิ้นงานที่ไม่ควรพลาดคือ ถ้วยชาฐานวาริโคได จากเตาเผาโคไซอัน ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบฐานรองก้นถ้วยให้มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหว ผสานกับเฉดสีน้ำเงินลุ่มลึกที่ชวนให้นึกถึงความเวิ้งว้างอันไร้ขอบเขตของห้วงอวกาศ เกิดเป็นผลงานที่เปี่ยมด้วยพลังและจินตนาการร่วมสมัยอย่างลึกซึ้ง สยาม ทาคาชิมายะ ยังได้จัดกิจกรรมเจาะลึกวัฒนธรรมญี่ปุ่น กับบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Six Landscapes : 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” จาก คุณเคนทาโร่ ฮากิฮาระ นักเขียนและนักวิจารณ์ด้านวัฒนธรรม สมาชิกของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องงานหัตถกรรมพื้นบ้าน (Mingei) และวิถีชีวิตร่วมสมัยที่เชื่อมโยงกับงานฝีมือดั้งเดิม ในวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. – 15.00 น. จำนวนจำกัดเพียง 20 ท่าน ผู้ที่สนใจสามารถร่วมกิจกรรมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอเชิญร่วมเดินทางสัมผัสความงามแห่งภูมิประเทศและจิตวิญญาณช่างฝีมือญี่ปุ่นในนิทรรศการ “Six Landscapes: 6 ภูมิทัศน์แห่งถ้วยชาญี่ปุ่น” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 15 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya
น้ำมันพืชกุ๊ก เพิ่มโอกาสเรียนรู้สู่สังคม Net Zero ยั่งยืน ผ่านห้องสมุดจากกระดาษใช้แล้ว
“น้ำมันพืชตรากุ๊ก” ผนึกกำลัง SCGP เปิดโครงการ “ห้องสมุดสีเขียว” เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ ส่งต่อโรงเรียนอนุบาลรอบชุมชน สร้างโอกาสทางการศึกษาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่สังคม Net Zero บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชตรากุ๊ก หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน จับมือกับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดตัวโครงการ “ห้องสมุดสีเขียว (Green Library – From Boxes to Books)” ภายใต้แนวคิด “พูลผล ปันกระดาษ สร้างโลกการเรียนรู้” เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและนำกระดาษใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลแบบครบวงจร (Closed-loop Paper Recycling) 100% เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก (Eco-Furniture) ได้แก่ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ และอุปกรณ์ภายในห้องสมุด ก่อนนำไปจัดสร้างห้องสมุดสีเขียว โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน ตั้งเป้ารวบรวมกระดาษใช้แล้วจำนวน 60,000 กิโลกรัมต่อการจัดสร้างห้องสมุด 1 แห่ง และมีแผนส่งมอบห้องสมุดสีเขียวจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดศรีคงคาราม และโรงเรียนวัดคลองมอญ ภายในปี 2569 โครงการดังกล่าวพัฒนาขึ้นบนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยยกระดับกระดาษใช้แล้วให้ก้าวข้ามการเป็นของเสีย (End of Waste) สู่การเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่กลับคืนสู่สังคม ผ่านนวัตกรรมรีไซเคิลของ SCGP ที่ช่วยให้กระดาษสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทฯ เชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคน โครงการห้องสมุดสีเขียวจึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทในเครือ พนักงาน และประชาชน ให้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่แก่สังคม พร้อมต่อยอดเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเยาวชน เราหวังว่าโครงการนี้จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับชุมชนและเยาวชน” ด้าน คุณพีรพงษ์ เทพวรินทร์ ผู้จัดการ Recycling Solutions และรักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่าย Recycling Materials Management บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “SCGP มุ่งใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการรีไซเคิล เพื่อยกระดับกระดาษใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับใช้ในห้องสมุดและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเยาวชน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมจะสร้างคุณค่าได้สูงสุดเมื่อเชื่อมโยงกับความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสามารถต่อยอดทรัพยากรที่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษา และชุมชนในระยะยาว” สำหรับการดำเนินโครงการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับบริษัทในเครือกลุ่มพูลผล พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมกระดาษใช้แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของ SCGP พร้อมทั้งขยายการมีส่วนร่วมสู่ภาคประชาชน ผ่านการติดตั้งจุดรับกระดาษรีไซเคิล (Recycle Box) ในพื้นที่เศรษฐกิจและศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และอาคารสาธรธานี คอมเพล็กซ์ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและสร้างการมีส่วนร่วมด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
LEPAS Thailand ขับเคลื่อนเมืองดึงท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจย่านสร้างสรรค์ ‘ทรงวาด’
LEPAS Thailand ร่วมสร้างสีสันในงาน Awakening Song Wat 2026 นำ LEPAS L6 ถ่ายทอดนิยามใหม่ของ Premium Mobility ท่ามกลางย่านประวัติศาสตร์ทรงวาด LEPAS Thailand แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle: NEV) ระดับพรีเมียมจาก Chery Group ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของงาน Awakening Song Wat 2026 เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัลที่กลับมาจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 3–12 กรกฎาคม 2569 ณ ย่านทรงวาด ภายใต้แนวคิด “SON(G)EVITY: The Longevity of Song Wat” ที่สะท้อนการส่งต่อคุณค่าของย่านประวัติศาสตร์จากอดีตสู่อนาคต ผ่านการผสมผสานศิลปะ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัย การเข้าร่วมครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ LEPAS ในฐานะ “Preferred Brand for Elegant Mobility Life” แบรนด์ทางเลือกอันดับหนึ่งแห่งการเดินทางอันสง่างาม ที่มุ่งผสานนวัตกรรม เทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย และการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมร่วมขับเคลื่อนย่านทรงวาดให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ภายในงาน LEPAS Thailand นำ LEPAS L6 รถยนต์เอสยูวีไฟฟ้า 100% ระดับพรีเมียมรุ่นแรกของแบรนด์ที่เตรียมทำตลาดในไทย มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสใกล้ชิด โดดเด่นด้วยงานออกแบบที่สง่างามร่วมสมัย เทคโนโลยีการขับเคลื่อนทันสมัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาเอสยูวีระดับพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ ในราคาที่เข้าถึงได้ LEPAS L6 พัฒนาบน Intelligent LEX Platform สถาปัตยกรรมยานยนต์ระดับโลกที่รองรับทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและไฮบริด พร้อมแนวคิด Spatial Intelligence ที่สร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นเรียบตลอดคัน และการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทุกไลฟ์สไตล์ทั้งการใช้งานประจำวันและการเดินทางกับครอบครัว ภายในห้องโดยสารยังโดดเด่นด้วยระบบไฟ Ambient Mood Lighting ที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นหรูหรา ผสานหลังคาพาโนรามาแบบกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ เสริมความโปร่งโล่งให้กับดีไซน์มินิมอลลิสต์ที่แผงหน้าปัดบางเชื่อมต่อกับแผงประตูและคอนโซลกลางอย่างลื่นไหล ตกแต่งด้วยวัสดุสังเคราะห์คุณภาพสูงบนเบาะนั่ง (Eco Friendly) ให้สัมผัสนุ่มสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านความยั่งยืน LEPAS L6 ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ปล่อยไอเสียจากท่อไอเสีย (Zero Tailpipe Emission) ช่วยลดมลพิษทางอากาศระหว่างขับขี่ในเมือง สอดคล้องกับแนวคิดการเดินทางอย่างสง่างามควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Intelligent LEX Platform ที่ LEPAS ใช้พัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ทุกรุ่น Intelligent LEX Platform ยังออกแบบภายใต้แนวคิด Safety First ด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ระบบปกป้องแบตเตอรี่และห้องโดยสารรอบด้าน มีศักยภาพรองรับมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวของ Global NCAP ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล มั่นคง และสะดวกสบาย ด้านงานออกแบบ LEPAS ถ่ายทอดเอกลักษณ์แบรนด์ผ่านปรัชญา Leopard Aesthetics ที่ได้แรงบันดาลใจจากความสง่างาม ความคล่องแคล่ว และพลังของเสือดาว สะท้อนผ่านไฟ Daytime Running Light รูปตัว V กระจังหน้าแรงบันดาลใจจากงานจิวเวลรี่ และไฟท้าย Full-Width Light Bar ที่เสริมบุคลิกเรียบหรู ทันสมัย และโดดเด่นในทุกมุมมอง การเข้าร่วม Awakening Song Wat 2026 ครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ LEPAS ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมยานยนต์เข้ากับศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คน ผ่านประสบการณ์การเดินทางที่สง่างาม สะดวกสบาย และเปี่ยมแรงบันดาลใจในทุกเส้นทาง ติดตามข่าวสาร ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมของ LEPAS Thailand ได้ทาง Facebook: Lepas Thailand, Instagram: @lepas.thailand และเว็บไซต์ www.lepasthailand.com
ไบเออร์ ส่งหน่วย ‘บีรอคคา’ เสริมภูมิคุ้มกันคนเมือง
ไบเออร์ ส่ง Berocca Guard Troop ขายฟีเจอร์ ‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ เข้าถึงคนเมืองเผชิญมลภาวะ ความเครียด พักผ่อนน้อย และอากาศแปรปรวนทุกวัน รู้วิธีดูแลภูมิคุ้มกันด้วยโภชนาการ วิตามิน และพฤติกรรมสุขภาพ Berocca (บีรอคคา) ผลิตภัณฑ์วิตามินรวมและแร่ธาตุชนิดเม็ดฟู่ ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Bayer (ไบเออร์) บริษัทยาสัญชาติเยอรมนี โดยในประเทศไทย จัดจำหน่ายและดูแลการผลิตโดย บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ล่าสุดในปีนี้ ‘ไบเออร์’ ขยับตัวใช้กลยุทธ์การตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ‘คนเมืองรุ่นใหม่’ ในแคมเปญ ‘Berocca Guard Troop’ รณรงค์เสริมภูมิคุ้มกันด้วย Berocca IMMU D+ ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้เต็มที่ กิจกรรมฯในครั้งนี้ ของ ‘บีรอคคา’ เพื่อสื่อถึง ‘ฟีเจอร์’ ผลิตภัณฑ์สริมภูมิคุ้มกันด้วยการ ‘ลงพื้นที่’ ไปหาคนเมืองในแบบถึงที่! โดยค’Berocca Guard Troop’ เดินทางไปยังพื้นที่ครอบคลุมครบทุกย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ พระราม 9 | รัชดา | เพลินจิต | สีลม | อโศก สำหรับ ’Berocca Guard Troop’ นี้ บีรอคคา เลือกที่จะหยิบ ‘เพนพอยต์’ ที่คนเมืองเจอทุกวัน อน่าง มลภาวะ 🌫️ ความเร่งรีบ ⏱️ และสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ค่อยๆ เจาะเกราะภูมิคุ้มกันของคนเมืองแบบไม่รู้ตัว ขณะที่แนวทางป้องกันที่ไบเออร์ ต้องการสื่อสารด้วยผลิตภัณฑ์วิตามิน Berocca IMMU D+ จุดเด่นเม็ดฟู่ละลายน้ำ รสส้ม พกง่าย ดื่มง่าย ที่สำคัญยังมาพร้อม Triple Action วิตามินซี 1,000 มก. วิตามินดี 400 IU ซิงค์ (Zinc) 10 มก. โดยผลิตภัณฑ์บีรอคคา ภายใต้กิจกรรมนี้ ยังต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย ’คนเมือง’ ที่อยู่ในพื้นที่แออัด เดินทางบ่อย พักผ่อนไม่พอ หรือต้องเจอกับอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทั้ง ฝนตก ร้อนจัด หรือเย็นจัด จากกลยุทธ์ นี้ยังตอกย้ำแนวคิด ‘ไบเออร์’ ที่เชื่อในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และอยากให้ ‘คนไทย’ ดูแลตัวเองได้ง่ายๆ แบบต่อเนื่อง เพื่อพร้อมใช้ชีวิตเต็มที่ในทุกวัน สำหรับบีรอคคา วางจำหน่ายขนาดบรรจุต่างๆ ทั้งแบบ 15 เม็ด | 45 เม็ด | ซองพกพา 2 เม็ด ในช่องทางร้านขายยาแผนปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางออนไลน์ Shopee: https://bit.ly/41Bk1CK Lazada: https://bit.ly/47YUuY2 TikTok: https://bit.ly/4p4nK5X แต่อย่าลืม ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควบคู่ไปด้วยนะ เพื่อดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมที่สุด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.berocca.co.th
‘เดี่ยว 16’ โน้ส อุดม วัดพลังแบรนด์ทอล์กโชว์ 30 ปี เมื่อคนรุ่นใหม่มีตัวเลือกฟังมากกว่าเดิม
‘เดี่ยว 16’ ของโน้ส อุดม แต้พาณิช เตรียมเปิดเวทีทอล์คโชว์วันที่ 11-13 และ 17-20 ก.ย. นี้ กับกลยุทธ์การตลาดสารพัดเรื่องเล่าดึงความสนใจให้สปอร์ตไลท์ กลับมาสาดตัวตนอีกครั้งก่อนผู้ฟังรุ่นใหม่จะลืมเลือน จากเด็กศิลปะสู่ ‘เจ้าพ่อคอมเมดี้’ ก่อนอื่น ขอย้อนเวลากลับไปเกือบ 3 ทศวรรษ หลายคนที่เติบโตมาในยุค90 อาจรู้จัก ‘โน้ส’ อุดม แต้พานิช ในบทบาทต่าง ๆ ตั้งแต่ศิลปินสายคอมเมอร์เชียลอาร์ต จากรั้วโรงเรียนเพาะช่าง ดารานักแสดง พระเอกภาพยนตร์ ไปจนถึงนักร้อง แต่ POV ของ ‘โน้ส อุดม’ ที่น่าจะทรงอิทธิพลที่สุด คือ การเป็น ‘ศิลปินคอมเมดี้’ ผู้มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวในการหยิบจับเรื่องราวรอบตัวมาเล่าให้มีรสชาติที่สนุกสนาน เพื่อ ‘ขาย’ บรรยากาศร่วมและดึงคนดูให้เข้าไปอยู่ในโลก ‘A stand-up comedy’ บนเวทีเดี่ยวของเขา สกิล นี้ ‘พี่โน้ส’ พิสูจน์สูตรสำเร็จมาแล้วถึง 15 ครั้ง ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ‘เขา’ จัดเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 โดยใช้หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต อาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ เป็นสถานที่เดบิวต์สถานะเจ้าพ่อคอมเมดี้ แห่งยุคร่วมสมัย ปูเส้นเรื่องใหม่ ‘สตอรี่คู่จิ้น-บทเรียนราคาแพง’ อย่างไรเสียก่อนที่จะมาถึงเวที ‘เดี่ยว 16’ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านับจากนี้ ด้วยหากลองวางให้ ‘โน้ส อุดม’ เป็นตัวสินค้าในตลาดอีเวนต์ ทอล์คโชว์ ที่แบรนด์ในตอนนี้มีอายุร่วม 30 ปีแล้ว ซึ่งมาพร้อมกับโจทย์การดึงให้แบรนด์กลับไปอยู่ในกระแสสังคมเพื่อพูดถึงเขาได้อีกครั้ง ซึ่งอาจถูกวางแผนการตลาดมาไว้เป็นอย่างดีตั้งแต่ต้นปี ด้วยกลยุทธ์ ‘สร้างเรื่องราว’ นำร่องก่อนดึงสปอตไลท์กลับมาสาดส่องที่ตัวอีเวนต์ เริ่มจากมูฟเมนต์คู่จิ้นกับ ‘โย อรุณี’ (อรุณี ขวัญยืน) อินฟลูเอนเซอร์และอดีตเชฟใหญ่ร้าน Studiyo Bar ย่านถนนพระอาทิตย์ ที่ชาวโซเชียล ต่างพากันเอ็นดูและแซวในฐานะคู่รักอย่างต่อเนื่องและหนักมาก จนล่าสุด ‘พี่โน้ส’ ได้ออกมายอมรับผ่านสื่อว่ามีใจ ที่ยังรอการพิสูจน์ว่าสถานการณ์นี้เป็น ‘คอนเท้นต์’ หรือไม่ ? แต่จากพลังกระแสนี้เอง ที่ส่งผลให้แบรนด์ ‘เดี่ยว’ และ ‘โน้ส อุดม’ กลับมาเฉิดฉายอยู่บนหน้าฟีดและครองพื้นที่สื่อที่เตรียมเปิดตลาดอีเวนต์อีกครั้ง ได้อย่างแนบเนียน!! รวมไปถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังเปิดใจผ่านรายการชื่อดัง เล่าถึงปมในใจที่โดนลูกน้องคนสนิทโกงเงินไปกว่าร้อยล้านบาท เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่คอนเท้นต์ที่ได้รับความสนใจจากชาวโซเชียลออนไลน์(บางกลุ่ม) แต่กลายเป็น ‘สารตั้งต้น’ ให้กับเรื่องเล่าที่อาจเป็นส่วนหนี่งปูทางไปสู่ ‘เดี่ยว 16’ ในคอนเซปต์ ‘DEAW 16 : NEVER GROW UP ซึ่งแม้ว่าจะมีสื่อหลักหลายสำนักก่อนหน้าให้คำนิยามว่า ‘เดี่ยว 16’ เท่ากับ ‘ไมค์ปลดหนี้’ ที่พร้อมนำไปสู่การเล่นกับความเห็นอกเห็นใจและยึดโยงใจกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่ม ‘แฟนตัวยง’ ซึ่งพร้อมใจเปย์ค่าบัตรเข้าไปร่วมฟังอย่างแน่นอน มูลค่าความฟิน ‘เดี่ยว 16’ ราคาเท่าไหร่? สำหรับการกลับมาเปิดเวทีทอล์กโชว์ครั้งDEAW 16 : NEVER GROW UP Thai Stand Up Comedy ซึ่งเตรียมจัดแสดงทั้งหมด 7 รอบ สถานที่จัดงาน Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน รอบการแสดง วันที่ 11–13 และ 17–20 กันยายน 2569 (รวม 7 รอบ) ราคาบัตร* 2,000 บาท 2,500 บาท 3,000 บาท 3,500 บาท 4,000 บาท 4,500 บาท 5,000 บาท (*ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต ใบละ 30 บาท) อนึ่ง เว็บไซต์ พารากอน ฮอลล์ (Paragon Hall) ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน ระบุความจุสูงสุดถึง 6,520 ที่นั่ง (สำหรับการจัดรูปแบบโรงละคร) และรองรับการชมคอนเสิร์ตแบบนั่ง (Seating) ได้ประมาณ 5,500 ที่นั่ง โดยในตอนนี้อาจยังต้องติดตามในโค้งสุดท้ายอีกครั้งว่า ‘เดี่ยว16’ ของโน้ส อุดม หลังรูดม่านปิดฉากเวทีทอล์ค โชว์ จบลงไปแล้วนั้น รายได้ที่กลับมาทั้งหมดจะหักกลบลบหนี้และมีกำไรเท่าไหร่ ซึ่งในตอนนี้ขอแปะเอาไว้ก่อน…. แบรนด์ ‘โน้ส อุดม’ยังขลังป่ะ? ในคนรุ่นใหม่ จากที่กล่าวไว้ข้างต้น หากมองเวทีทอล์ค ‘เดี่ยวของโน้ส อุดม’ ถือเป็นแบรนด์เก๋าอายุร่วม 30 ปี กับจุดแข็งแบรนด์แบบไร้ที่ติ ที่ขายความย่อยเก่งในการเล่าเรื่อง ‘Micro-Storytelling’ ที่โน้ส อุดม ใช้ทักษะความสามารถในการเปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องตลกที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ‘Core Fan Base’ รุ่นใหญ่ที่เติบโตมาพร้อมกัน แต่ในตอนนี้ เมื่อ ‘เดี่ยว’ เดินทางมาถึงยุคนี้ อาจเจอความท้าทายครั้งใหญ่ คือ ‘ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap)’ ด้วยพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน แม้จะชอบฟังเรื่องเล่า (Story-driven) แต่พวกเขา ก็มีตัวเลือกในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก อย่างเดี่ยวไมโครโฟนต่างประเทศหรือคอนเทนต์พอดแคสต์ที่หลากหลาย ในตอนนี้ โจทย์หินของ ‘เดี่ยว 16’ อาจไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องให้ตลก แต่คือการทลายกำแพงความคิด (Mindset) ว่าคอนเทนต์ที่หยิบมาเล่นจะยัง ‘ทัชใจ’ และเท่าทันบริบทสังคมยุคใหม่หรือไม่? ด้วยเคสการตลาด ที่ ‘โน้ส อุดม’ ปล่อยสตอรี่มาทั้ง ‘คู่จิ้น’ และ ‘หนี้สิน’ ออกมาก่อนล่วงหน้านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การสร้างอารมณ์ร่วมทางการตลาด ‘Teaser & Emotional Marketing’ จากการหยอดทีเซอร์ออกมาก่อนเพื่อยึดโยงอารมณ์ร่วม พร้อมเช็กกระแส สร้างความผูกพันล่วงหน้า ก่อนนำไปสู่การล็อกเป้าหมาย ให้เกิดการตัดสินใจซื้อบัตรในทันทีที่เปิดจอง โดยยังคอนเฟิร์มว่าแบรนด์ ‘โน้ส อุดม’ และ ‘เดี่ยว’ ของเขายังคงเก๋าเกมและเข้าใจจิตวิทยาผู้บริโภคอย่างที่สุด เพราะในตอนนี้ชาวโซเชียล เกือบทุกเจนต่างรู้แล้วว่า เดี่ยว 16 กำลังหวนคืนเวทีทอล์ค อีกครั้ง CREATED BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
Nobu Hospitality พลิกมุม’ขายประสบการณ์ลักซูรี’สู่ตลาดฮอสพิทาลิตี้หรูอียิปต์
เมื่อกลุ่มโนบุ ฮอสพิทาลิตี้ เปิดประตูธุรกิจบานใหม่สู่อสังหาฯหรูอียิปต์ด้วยแนวคิดความลักซูรีไม่ใช่ ‘สถานที่’ อีกต่อไป แต่คือการขาย ‘ประสบการณ์’ สะท้อนไลฟ์สไตล์กลุ่มมั่งคั่ง บทความจาก โมโนเคิล เผยว่า ‘โนบุ ฮอสพิทาลิตี้’ (Nobu Hospitality) แบรนด์อสังหาริมทรัพย์และโรงแรมระดับซูเปอร์ลักซูรี กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ด้วยการเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอียิปต์ โดยมุ่งเป้าไปที่การลงทุนครั้งใหญ่ในกรุงไคโร และ บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา ต่อการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ โมโนเคิลอ้างว่าเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ของตลาดสินค้าหรูในภูมิภาค ผ่านการนำเสนอบริการระดับนานาชาติสู่พื้นที่ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ขอบคุณภาพจาก Nobu Hospitality ‘Nobu’ การรวมตัวของสามขั้วทรงอิทธิพล ต่อเบื้องหลังความเคลื่อนไหวข้างต้นนี้ ก่อนอื่น Alternate-X ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักอาณาจักร Nobu กับโปรไฟล์ธุรกิจที่ไม่ได้มาจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่เกิดจากการรวมกันระหว่าง 3 บุคคลระดับตำนาน อย่าง Robert De Niro ดารารุ่นใหญ่ ในวงการฮอลลีวูด Nobu Matsuhisa เชฟชื่อดังระดับโลก Meir Teper โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดัง สำหรับความร่วมมือกันของพวกเขานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เกิดขึ้นมานานไม่ต่ำกว่า 30ปี จากจุดเริ่มต้นจากความประทับใจครั้งแรก เมื่อ ‘เดอนีโร’ เข้าไปรับประทานอาหารที่ร้าน ‘Matsuhisa’ ของ ‘เชฟโนบุ มัตสึฮิสะ’ ในเมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา แล้วเกิดติดใจในรสมือเชฟอย่างมาก จนเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเชฟโนบุให้มาเปิดร้านด้วยกันที่นิวยอร์ก หลังจากการตามตื๊อและรอคอยอยู่หลายปีในที่สุด เดอนีโร, เชฟโนบุ และโปรดิวเซอร์ เมียร์ เทเปอร์ ก็ได้ร่วมมือกันเปิดร้านอาหาร ‘Nobu’ สาขาแรกขึ้นที่นิวยอร์กในปี 1994 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทันที จากนั้นพวกเขา ได้ต่อยอดจากความสำเร็จกิจการร้านอาหารสู่ธุรกิจบริการฮอสพิทาลิตี้ โดย ‘เดอนีโร’ ได้ผลักดันไอเดียให้แบรนด์ Nobu ขยายไลน์มาทำโรงแรมหรู พร้อมเปิดเปิดตัว Nobu Hotel แห่งแรกที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ครั้งแรกในปี 2013 ก่อนจะเติบโตจนกลายเป็นอาณาจักรโรงแรมและที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักซูรี (Branded Residences) ทั่วโลกในปัจจุบัน อ้างอิง ข้อมูล Nobu Hotels – Our Story Nobu Hotels’ Remarkable 10th Anniversary Wikipedia – Nobu Hospitality ความมั่นใจในตลาดอียิปต์ของ ‘โนบุ’ หากย้อนกลับไปนับตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติอียิปต์ในปี 2011 แบรนด์ระดับนานาชาติต่างแสดงท่าที ‘ระมัดระวัง’ อย่างมากในการเปิดตัวโครงการพัฒนาขนาดใหญ่แห่งใหม่ในประเทศนี้ ทำให้เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ที่ไหลเข้ามา จึงมักกระจายตัวอยู่แค่ในโรงแรมและรีสอร์ทที่มีอยู่เดิมเท่านั้น แต่ในตอนนี้ โครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของกรุงไคโรไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้มุมมองของกลุ่มผู้บริโภคสินค้าหรูหรา เริ่มเปลี่ยนไป จุดนี้ เองคือช่องว่างทางการตลาดที่ ‘Nobu’ มองเห็นและเข้ามาในตลาดอียิปต์อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือกับ Sodic บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น โดยเปิดธุรกิจทั้งร้านอาหาร โรงแรม และที่พักอาศัยใน 3 จุดหมายปลายทาง บนชายฝั่งทางเหนือ (North Coast) ซึ่งเป็นหัวใจของแผนธุรกิจในครั้งนี้ ที่จากเดิมเป็นแค่จุดพักร้อนตามฤดูกาลของคนอียิปต์ แต่ในตอนนี้กำลังถูกยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางตลอดทั้งปี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เปลี่ยนภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นตลาดเกิดใหม่ที่คนอยู่อาศัย ลงทุน และใช้เวลาได้ทั้งปี “เรามีชายหาดที่ดีที่สุดในโลก แต่ผู้คนมองหาความบันเทิง การบริการ และทุกสิ่งที่เสริมกับอสังหาริมทรัพย์ นี่คือเหตุผลที่เราดึงโนบุ มายกระดับประสบการณ์นั้น” คำกล่าวของ Ayman Amer ผู้จัดการทั่วไปของ Sodic โดยหลังจากเปิดร้านอาหาร Nobu ในกรุงนิวไคโร และตามมาด้วยโรงแรมและที่พักอาศัย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย การสร้างเครือข่ายที่ดึงดูดทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่ทำในแถบเมดิเตอร์เรเนียนหรืออ่าวเปอร์เซียก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้ Nobu ต่างจากแบรนด์หรูอื่นๆ คือการไม่มองตัวเองเป็นแค่ ‘ตัวเลือกหรู’ ให้เลือกซื้อ แต่ต้องการพัฒนาโรงแรม ที่พักอาศัย เวลเนส และร้านอาหารแบบครบวงจร เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ที่เน้นการบริการ มากกว่าการลงทุนอสังหาฯ แบบเดิมๆ “หลายแบรนด์กลายเป็นเพียงการซื้อขาย แต่เรามองมันแตกต่างออกไป” ข้างต้นเป็นคำกล่าวของ Trevor Horwell, CEO ของ Nobu Hospitality ขอบคุณภาพจาก Nobu Hospitality เทรนด์ลักซูรีอสังหาฯโลก เปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่พื้นที่อื่น ๆ ของภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย กำลังขับเคลื่อนด้วยกระแส ‘ที่พักอาศัยแบรนด์เนม’ (Branded Residences) ที่เติบโตอย่างรุนแรง เป็นเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ระดับบนในยุคนี้ แต่จากวิสัยทัศน์ของโนบุในตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่การแข่งขันกันที่ความโอ่อ่าของตึกหรือทำเลอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันกันที่ ‘ชื่อเสียงของแบรนด์’ ที่สามารถการันตีคุณภาพชีวิตและรสนิยมของผู้พักอาศัยได้ “ความหรูหราในปัจจุบันกลายเป็นสินค้าทั่วไปไปแล้ว” เดอ นิโรกล่าว “การหาสิ่งที่พิเศษนั้นยากมาก” คำกล่าวของเดอนีโร นี้สะท้อนวิธีคิดของเขาที่มีต่อแบรนด์ ‘Nobu’ ว่าเข้าใจเทรนด์นี้เป็นอย่างดี และด้วยวิสัยทัศน์ที่แม่นยำของเขา ได้ย้ำว่าสิ่งที่แบรนด์นำมามอบให้กับตลาดอียิปต์ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งก่อสร้างคอนกรีตที่หรูหรา แต่คือ ‘โอกาสในการขายประสบการณ์’ อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่อื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Nobu แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด Key Takeaway จังหวะที่เหมาะสมเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม (Timing & Infra-Driven) เป็นตัวนำทางธุรกิจ แม้ในพื้นที่ที่เคยมีความเสี่ยงสูงมาก่อน อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ขาย ‘ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์’ มีมูลค่าและดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายระดับบนได้มากกว่าแค่เรื่องของขนาดพื้นที่หรือความหรูหราทางกายภาพ ‘ พลังแห่งความเชื่อมั่นในแบรนด์ (The Power of Branded Trust) ของตัวบุคคลและแบรนด์ระดับโลก (Celebrity & Chef Connection) มาเป็นสปอตไลท์ส่องสว่าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดเกิดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว CREATED BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ทรู เปิด คอร์ส เอไอ มาสเตอร์ อัป สกิล สื่อสาร ยุค ใหม่ สร้างสรรค์ ปลอดภัย
ทรู คิกออฟ “AI Master for Media by True” คอร์สพิเศษเพื่อสื่อยุค AI ปลดล็อกพลัง AI อัปสกิลสื่อสาร ทำงานเร็วขึ้น คิดลึกขึ้น และสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี เดินหน้าสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และยกระดับทักษะคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI เปิดการอบรมหลักสูตรพิเศษ “AI Mastery for Media by True” ที่ออกแบบขึ้นสำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “ทำงานเร็วขึ้น คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น ด้วย AI ที่เหมาะกับการนำเสนอข่าว” โดยมีสื่อมวลชนจากองค์กรวิชาชีพ อาทิ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สำนักข่าวอิศรา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และสำนักข่าวชั้นนำของไทยเข้าร่วมจำนวน 30 คน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์) โดยมีผู้บริหารทรู คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย คุณพิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าสายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ คุณชัดชนัญญ์ คงเดชะกุล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจและการเติบโตแบบบูรณาการ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและเปิดเส้นทางการเรียนรู้ครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สื่อไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ประเด็นอย่างรอบด้าน ไปจนถึงการสร้างสรรค์งานข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์ ควบคู่กับความถูกต้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และมีจริยธรรมทางวิชาชีพ เจาะลึก “AI Master for Media by True” ตอบโจทย์สื่อมวลชลยุค AI สื่อมวลชน จะได้ร่วมเปิดประตูสู่อนาคตและร่วมเส้นทาง AI Transformation ไปด้วยกัน กับหลักสูตรสุดเข้มข้นตลอด 4 สัปดาห์ ของเดือนกรกฎาคม 2569 ได้แก่ สัปดาห์ที่ 1 “What is AI?” – ปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ Generative AI ทำงานอย่างไร รู้จักเครื่องมือ AI ที่ช่วยงานสื่อและงานข่าว แยกงานที่เหมาะสมกับ AI และงานที่ยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ สัปดาห์ที่ 2 “AI at Work” – เขียน Prompt ให้ AI ตอบโจทย์การทำงานได้มากขึ้น ใช้ Claude ช่วยงานข่าวและงานคอนเทนต์จริง ประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์จาก AI สัปดาห์ที่ 3 “Put AI to Work” ใช้ NotebookLM สรุปข้อมูลและสร้าง briefing ได้เร็วขึ้น สร้าง Workflow การทำงานร่วมกับ AI สำหรับงานของตัวเอง และทดลองใช้ AI กับงานจริงในชีวิตประจำวัน สัปดาห์ที่ 4 “Work Smart” เข้าใจหลักการทำงานของ AI Workflow และ Automation สร้าง Workflow ให้ AI ช่วยทำงานซ้ำๆ ได้อัตโนมัติ ตลอดจนออกแบบระบบการทำงาน AI สำหรับงานของตัวเอง การเปิดหลักสูตร “AI Master for Media by True” ให้แก่สื่อมวลชน ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะดิจิทัลมาสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Big Moves 2026” ที่กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น AI-First Organization ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ AI for All เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI, AI as a Growth Engine เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และ AI-Powered Operations เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ภายใต้หลัก Responsible AI ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความโปร่งใส และความปลอดภัยของข้อมูล
ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’ ผู้ร่วมงานทะลุแสน
‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ผนึกพันธมิตรนานาชาติ ขับเคลื่อน Soft Power ไทย ดึงผู้ร่วมงานนับแสนสู่ใจกลางกรุงโซล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ตอกย้ำความสำเร็จของการส่งเสริม Soft Power ไทยในสาธารณรัฐเกาหลี ผ่านการจัดงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026” ภายใต้แนวคิด “Creative Life, Creative Heartbeat” ระหว่างวันที่ 20–21 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณลาน Cheonggye Plaza และริมคลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon) ใจกลางกรุงโซล โดยสามารถดึงดูดชาวเกาหลี นักท่องเที่ยวต่างชาติ และชุมชนไทยในเกาหลีใต้เข้าร่วมงานรวมกว่า 100,000 คน นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 11 ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามนับตั้งแต่เริ่มจัดงาน ภายใต้การนำของ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล งานในปีนี้ได้นำเสนอประเทศไทยผ่านมิติของความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมร่วมสมัย ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งอาหารไทย การท่องเที่ยว มวยไทย แฟชั่น ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ดนตรี T-Pop สินค้าและนวัตกรรมไทย ความสำเร็จของงานในครั้งนี้สะท้อนผ่านการขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก ตั้งแต่ Cheonggye Plaza ไปจนถึงสะพาน Gwanggyo พร้อมบูธกิจกรรม ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการไทย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนจากประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติอย่างครบวงจร สะท้อนบทบาทของเทศกาลไทยในฐานะเวทีแห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยนายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้ให้เกียรตินำคณะเอกอัครราชทูตเยี่ยมชมบูธของผู้สนับสนุนและผู้ประกอบการไทยภายในงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือทางวัฒนธรรม ในส่วนของภาคเอกชนไทย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี ผ่านการนำเสนอศักยภาพด้านพลังงานและการลงทุนในระดับสากล ควบคู่กับการเผยแพร่อัตลักษณ์วัฒนธรรมอาหารไทย โดยได้รับเกียรติจากคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมบูธ พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยอย่างเมนู ‘ส้มตำ’ ได้รับความสนใจและสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพอย่างอบอุ่น งานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเทศกาลไทยให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในงานวัฒนธรรมต่างประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในกรุงโซ ‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’ ไม่เพียงสะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของวัฒนธรรมไทยในสาธารณรัฐเกาหลี แต่ยังตอกย้ำบทบาทของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ในการใช้พลังแห่งวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และ Soft Power ของไทย เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศในมิติต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนเวทีนานาชาติ
การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ AI ด้วย
ผศ.ดร.เอกก์ บอกอินไซต์การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอแต่ต้องเข้าใจ AI และทำงานร่วมกับมนุษย์ เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่ควรรู้เพื่อปรับตัวให้ทันเทรนด์โลก การตลาดเดินทางมาถึงยุค 7.0 ซึ่งเป็นการตลาดที่หลอมรวมระหว่างเอไอ (AI) กับความฉลาดของมนุษย์ (Human Intelligence หรือ HI) เข้าด้วยกัน. AI มีความไดนามิกและพัฒนาไปมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอารมณ์และความลึกซึ้ง เช่น ความตลกขำขันของมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึง แนวคิด Marketing 7.0 ต้องมีลักษณะแบบ Human-led โดยต้องใช้คนเข้ามาช่วยเป็นผู้ตัดสินใจในความเหมาะสมขั้นสุดท้ายอยู่ดี ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’ พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) กล่าวในหัวข้อ ‘Marketing 7.0 to Tech & AI: การตลาด 7.0 สู่เทคโนโลยีและ AI’ ว่าการตลาดรุ่นใหม่ในตอนนี้มาถึงยุต ‘Marketing 7.0’ แล้ว ตามที่ Hermawan Kartajaya ผู้เชี่ยวชาญการตลาดระดับโลกและในฐานะผู้ร่วมเขียนหนังสือชุด Marketing (ตั้งแต่ยุค 3.0 จนถึงยุค 7.0) ร่วมกับ Philip Kotler ปรมาจารย์ด้านการตลาดร่วมสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด ดังนี้ การตลาดยุค 1.0 เน้นสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ การตลาด 2.0 เน้นลูกค้า ไม่ใช่โปรดักต์อย่างเดียว การตลาด 3.0 ดูแลลูกค้าแบบศูนย์กลาง (Human Centric) แม้โรงงานจะทำสินค้าตลอด 24 ชั่วโมงไปพร้อมดูแลมนุษย์ การตลาดยุค 4.0 การตลาดยุคดิจิทัล (Digital Marketing) การตลาดยุค 5.0 นำในยุค 3.0 และ 4.0 มารวมกันเป็น Human + Digital การตลาดยุค 6.0 โลกหลอมลวมการตลาด (Immersive Marketing) การตลาดยุค 7.0 การตลาดหลอมรวมกับเอไอ ที่เอไอกับความฉลาดของมุษย์ (Human Intelligence) หรือ HI ยังต้องไปด้วยกัน ผศ.ดร.เอกก์ ขยายภาพการตลาดยุค 7.0 ที่เอไอกับมนุษย์ต้องทำงานร่วมกัน พร้อมตั้งคำถามว่า มีเอไอแล้ว มนุษย์ยังจำเป็นอยู่ไหม? ซึ่งเขาให้คำตอบว่าอย่างไรก็ตามในช่วงนี้อย่างน้อยเอไอกับ ‘HI’ ยังต้องไปด้วยกัน เขา กล่าวติดตลกว่า “เอไอยังมีข้อจำกัด เช่น ความตลก ด้านอารมณ์ขันของมนุษย์ ยังเป็นความลึกซึ้งที่เอไอทำไม่ถึง ต้องใช้คนช่วย ทำให้แนวคิด Marketing 7.0 จึงยังต้องมี Human-led อยู่ แม้เอไอจะไดนามิกและตามทันได้มากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีคนเป็นผู้ตัดสินใจความเหมาะสมในที่สุดอยู่ดี พร้อมยดตัวอย่างที่โดดเด่นจากอเมริกา คือ Alexa (ระบบผู้ช่วยเสมือน-Virtual Assistant) ที่ทำงานด้วย พัฒนาโดยบริษัท Amazon ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งงานด้วยเสียงเพื่อควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ค้นหาข้อมูล เล่นเพลง หรือจัดการกิจวัตรประจำวัน กำลังทำให้โลกการตลาดเอไอ เกิดขึ้นจากการสั่งงานทุกอย่างผ่านเอไอตัวกลาง โดยกรณีศึกษาที่น่ากังวลคือ เมื่อก่อน ‘Customer is the Key’ ลูกค้าคือคนสำคัญ เพราะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อ แต่กรณี Alexa คือเอไอ จะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อแทน เช่น หากถ่านหมดลูกค้าจะถาม Alexa ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำให้ซื้อยี่ห้อ Amazon (ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับ Alexa) ทั้งที่ถ่านยี่ห้อนี้ไม่เคยโฆษณาเลย แต่กลับพบว่าเป็นแบรนด์ที่ขายดีใน 22 ประเทศ ถึงในวันนี้ ‘Jeff Bezos’ ผู้ก่อตั้ง Amazon ขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกไปแล้ว ดร.เอกก์ บอกอีกว่า ความน่ากลัวของเอไอคือการร่วมกับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งกำลังทำลายแนวคิดการตลาดแบบเดิมโดยสิ้นเชิง หรือ ‘Customer is Not the Key’ ลูกค้าไม่ได้เป็นคนสำคัญอีกต่อไป ในตอนนี้ ‘เรา’ จึงจำเป็นต้องเข้าใจเอไอมากกว่าแค่เข้าใจลูกค้า ขณะที่ ปัญหาการตลาดในยุคนี้ มีความยากขึ้นมากเพราะ Search การค้นหาในเบราเซอร์แบบเดิมลดลง รวมไปถึงพฤติกรรมด้านอื่นที่มีผลกับการทำตลาด จากข้อมูลระบุ 25% คนค้นหาสินค้าน้อยลง 75% หยิบใส่ตะกร้าแล้ว แต่ไม่มีการชำระสินค้า การตลาดแบบแม่นยำ ดร. เอกก์ มองว่า สิ่งที่แบรนด นักการตลาด ต้องทำในสถานการณ์ตอนนี้ คือ ‘Precision Marketing’ การการตลาดแบบเจาะจง โดยใช้ข้อมูล (Data) ที่ดีมาทำการตลาดให้แม่นยำ พร้อมยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Target) ในปัจจุบันที่แตกกระจายออกไปจำนวนมากเมื่อเทียบกับอดีต เช่นในตอนนี้ True มี ทาร์เก็ตมาร์เก็ตลูกค้า กว่า 3,000 กลุ่ม แต่คนทำงานจะมีระบบเอไอเข้ามาช่วยให้เข้าใจเชิงลึกลงไปตามความต้องการของในแต่ละคน ในรูปแบบ ‘Dynamic Precision Marketing’ เป็นเครื่องมือการทำตลาดที่ยิงได้ยาวและแม่นยำตามที่ลูกค้าต้องการ “เหมือนยิงปืนสไนเปอร์ มีปืนออโตเมติก มีเรดาร์ ล็อคเป้าแล้วโดนทุกนัด” ขณะที่บริษัทอื่นในโลกก็ทำเรื่องนี้เช่นกัน อย่าง Google Performance Max ก็ทำเรื่องนี้ คือ การส่งข้อมูลมาแล้วให้ AI ยิงโฆษณา (Advertising) เอง นอกจากนี้ GEO (Generative Engine Optimization )หรือ GEO ยังมีความสำคัญมาก ที่แบรนด์ต้องทำให้แนบเนียนแบบจากการใส่ความเชื่อมั่นของมนุษย์ ‘Human Trust’ ลงไป และต้องทำ GEO อย่างจริงจัง เขายกอีกตัวอย่างชวนประหลาดใจแต่เนียมาก เมื่อ ผู้ใช้งานต้องการทำเครื่องดื่มค็อกเทล จากเอไอ ที่บอกส่วนผสมการทำทุกอย่างแบบเป๊ะในทุกขั้นตอน ก่อนจะบอกชื่อยี่ห้อเตกีล่า (Tequila) เข้าไปเป็นส่วนผสมในสูตรที่ขาดไม้ได้ เรียกได้ว่าเป็น ‘Precision Marketing’ ที่เอไอช่วยหากลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแนบเนียน ดร. เอกก์ ยกต่อเคสการตลาดที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน กับแนวคิดร้านอาหารที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องอร่อยเสมอไป ตัวอย่าง ‘Organika Life and Play’ ร้านออร์แกนิก ที่ตั้งคอนเซ็ปต์ว่าทำอาหารให้แม่ที่กำลังให้นมลูก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อเพราะอร่อย แต่เขายอมจ่ายเพราะดีกับคนที่เขารัก และลูกค้าเองก็ไม่อยากนั่งในร้าน เพราะอยากอยู่กับลูกมากกว่า และจากจุดเริ่มไอเดียธุรกิจพร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวิ่งไปหากลุ่มเป้าหมายได้แบบเฉพาะเจาะจง จากกการใช้ AI และ HI ไปด้วยกัน AI กำลังกลายเป็น ‘ทีมงาน’ ดร.เอกก์ กล่าวว่า วันนี้การตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ (Tool) แต่กำลังทำหน้าที่เสมือน ‘ทีมงาน’ ที่ช่วยคิด วิเคราะห์ ทดลอง และตัดสินใจร่วมกับมนุษย์ โดยยังมีหนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตา คือการสร้าง ‘Digital Twin’ การจำลองลูกค้าเสมือนด้วย AI เพื่อทดลองแนวคิดทางการตลาดก่อนใช้งานจริง โดยสามารถกำหนดให้ AI จำลองลูกค้าแต่ละกลุ่ม แล้วทดสอบแคมเปญ คอนเซ็ปต์ หรือข้อความโฆษณาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ชัดเจน และลดต้นทุนในการทดลอง เมื่อเทียบกับการใช้บริษัทวิจัยหรือเอเจนซีเพียงอย่างเดียว อีกด้านหนึ่ง AI กำลังเข้ามาช่วยด้าน Pricing การกำหนดราคาสินค้า จากเดิมที่หลายองค์กรใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูล แต่ปัจจุบันลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มควรเห็นสินค้า ราคา และโฆษณาแบบใด จนนำไปสู่แนวคิด Dynamic Pricing เป็นการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นตามบริบทของลูกค้าแต่ละคน นั่นหมายความว่า ในอนาคตผู้บริโภคอาจเห็นโฆษณาไม่เหมือนกัน เห็นสินค้าคนละรายการ หรือแม้แต่เห็นราคาที่แตกต่างกัน โดยมี AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์และส่งข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุด ช่วยลดแรงงาน ลดเวลา ลดต้นทุน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กระจัดกระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออย่าง Prompt Lab, AI สำหรับงานเขียน เว็บไซต์ และระบบ AI + Human (AI + HI) ที่ทำงานร่วมกันได้แบบครบวงจร ส่วนผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa ก็กำลังพัฒนาไปสู่บทบาท ‘พนักงานขาย’ ภายในบ้าน ซึ่งสามารถแนะนำสินค้าและช่วยตัดสินใจซื้อได้ ขณะที่ในประเทศไทยเอง True กำลังพัฒนา ‘Home AI Hub’ ภายใต้แนวคิด AI + Human Intelligence เพื่อเชื่อมโยงการใช้ชีวิตในบ้านอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนจากผู้ช่วย ไปสู่ผู้ร่วมตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว หากอดีตเปลี่ยนจาก 4.0 สู่ 5.0 วันนี้การเปลี่ยนแปลงอาจก้าวกระโดดเร็วกว่านั้น จนองค์กรและคนทำงานไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีก เพราะ ‘อนาคตต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้อาจไม่ทันแล้ว’
‘โฮมรัน’บอกพฤติกรรม’คนรุ่นใหม่’ เลือกตัวเองเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์-บรรยากาศ
‘โฮมรัน’ แกะอินไซต์เทรนด์ Next Human Shift เมื่อพฤติกรรมคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปตามอารมณ์และเน้นการแสดงออกตัวตน เจ้าของธุรกิจต้องใช้ AI และ Data เป็นระบบสนับสนุนเพื่อคว้าใจลูกค้าให้ได้ในทุกสถานการณ์ ทิศทางผู้คนทั่วโลกในยุค Next Human Shift กำลังเคลื่อนตัวจากความอยู่รอดและการรวมหมู่ ไปสู่การเน้นแสดงออกตัวตน (Self Expression) และเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้น พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ผันแปร ไปตามบริบท อารมณ์ และสถานการณ์แวดล้อม ซึ่งไม่สามารถใช้เกณฑ์ด้านอายุหรือประชากรศาสตร์แบบเดิมมาอธิบายได้เพียงมิติเดียว บทบาทของธุรกิจยุคนี้ต้องเปลี่ยนเป็นระบบสนับสนุน (Support System) ที่นำ AI และ Data มาเป็นเครื่องมือรับฟังและสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแม่นยำและจริงใจ ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’ พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ AI ด้วย ด้าน ‘ชนิยา นาคะลักษณ์’ ประธานที่ปรึกษา บริษัท โฮมรัน คอนซัลติ้ง ที่ปรึกษาทางธุรกิจและบริษัทวิจัยการตลาด (Market Research) แบ่งปันมุมมองในหัวข้อ ‘The Consumer Uncoded: การเอาตัวรอด VS การปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้โลกเห็น เราจะเดินไปทางไหนในยุคที่มีแต่ความไม่แน่นอน’ เธอ บรรยายว่า ในตอนนี้ ‘Next Human Shift’ ทิศทางผู้คนทั่วโลกมีพฤติกรรมเคลื่อนตัวจาก ‘ความอยู่รอดและการรวมหมู่’ ไปสู่ ‘การแสดงออกตัวตน’ Self Expression มากขึ้น โดยแกนของพฤติกรรมจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและโอกาสของแต่ละบุคคล (อ้างอิงจาก WVS-World Values Survey) โดยสิ่งที่น่าสนใจของผู้บริโภคยุคใหม่ สะท้อน 5 มิติสำคัญ คือ ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวเอง ความจริง และการแสดงตัวตนอย่างจริงใจมากขึ้น นิยามคุณค่าและความสำเร็จจากสิ่งที่ตนเองเลือกมากขึ้น มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามบริบท อารมณ์ และสถานการณ์ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยอายุหรือประชากรศาสตร์เพียงอย่างเดียว ต้องการใช้ชีวิตทันทีมากขึ้น ให้ความสำคัญกับอิสระและออกแบบชีวิตในแบบของตัวเอง ต้องการโอกาสในการพัฒนา เติบโต และเลือกเส้นทางชีวิตที่หลากหลาย ขณะที่ บทบาทของธุรกิจในวันนี้ คือ การเข้าใจมนุษย์ให้ลึกขึ้น และเป็นระบบสนับสนุน (Support System) ที่ช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยใช้ AI และ Data เป็นเครื่องมือในการฟัง วิเคราะห์ สื่อสาร และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างแม่นยำและจริงใจ
NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค
NielsenIQ เปิดผลสำรวจอินไซต์ตลาดยุคเอไอ แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อแข่งกับความรอบรู้ของผู้บริโภค และสิ่งที่เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่ควรรู้เพื่อสร้างความได้เปรียบ ผลสำรวจจาก NielsenIQ (NIQ) ชี้ว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องราคาหรือการเข้าถึงสินค้า แต่แบรนด์ต้องแข่งกันแย่งชิงความสนใจและความภักดี พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดยุคเอไอ มีความฉลาด เลือกสรร และพร้อมเปลี่ยนใจไปหาแบรนด์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและจริงใจได้ในพริบตา. เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องเข้าใจอินไซต์พฤติกรรมมนุษย์มากกว่าแค่ตัวเลข Data เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่เท่าทันความรอบรู้ของลูกค้า ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’ พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ มณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก และ ‘วสุพจน์ กิตติทรัพย์กุล’ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก จากบริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NIQ ผู้ให้บริการวิจัยตลาดระดับโลก ร่วมบอกเล่าพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตประจำวัน ในหัวข้อ ‘Living with Technology: Global’ ในรอบบรรยายนี้ NIQ เปิดก่อนด้วย ‘มณีณัฐฐา’ เธอบอกว่า ‘ข้อมูล’ สำคัญที่จะเปิดเผยต่อไปนี้ มาจากการเก็บพฤติกรรมผู้บริโภค 40 ประเทศประเทศทั่วทุกภูมิภาค พบว่าในตอนนี้กลายเป็น ‘Global Trend’ ที่ทั่วโลกรับมาใช้แล้วในชีวิตประวันทั้งด้านไลฟ์สไตล์ การนำมาใช้ร่วมกัน และการให้ความน่าเชื่อถือ ที่อย่างหลังพบความรู้สึก ‘ผู้คน’ ส่วนใหญ่แม้จะตื่นเต้น มั่นใจ สบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเอไอและเทคโนโลยีในอนาคต ที่มีแนวโน้มสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน มองเอไอแบบไหน? สะท้อนตัวตนแบบนั้น ขณะที่ข้อมูลชุดนี้ ยังมีความแตกต่างออกไปหากเปรียบเทียบระหว่างผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วในประเทศที่กำลังพัฒนา ต่อการมาของเอไอในชีวิตประจำวัน “ประเทศพัฒนาแล้ว มองเอไอ เป็นอนาคต มีความหวัง ตื่นเต้น ส่วนประเทศกำลังพัฒนา มีความกลัว กังวลและไม่สบายใจ” เธอ อธิบายเสริมว่า จากการสำรวจในปี 2025 พบว่าในประเทศพัฒนาแล้วมีประสบการณ์เกี่ยวกับผลกระทบ (Impact) เอไอ โดยมีสัดส่วนมากกว่า 58% มองว่าเอไอเป็นบวก เป็นความหวัง เป็นอนาคต และสัดส่วน 36% มองว่าการพัฒนาเอไอมีเรื่องความไว้วางใจ ‘Trust’ เข้ามาอีกด้วย โดยในทั่วโลกพบว่า ‘ประเทศจีน’ มีการตอบรับต่อเรื่องนี้มากที่สุด ส่วนฝั่งตะวันตกมีการซึมซับ (Absorb) ในด้านเอไอมากกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายประเทศด้วย เราต่างใช้ชีวิตบนหน้าจอ มณีณัฐฐา แชร์ต่อถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในตอนนี้ ได้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ และยังเป็นยุค โมบายล์ เฟริสต์ (Mobile First) เรียบร้อย ผู้คนส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนมากกว่าแล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ และถือว่าเป็นมากกว่าสินทรัพย์บางอย่างด้วยซ้ำ จากรูปแบบการใช้งานต่างๆ บนหน้าจอส่วนตัว อาทิ 76% ช้อปปิ้งผ่านมือถือ 70% มีการดูแลสุขภาพ ผ่านหน้าจอและสมาร์ทวอทช์ นอกจากนี้ กระแสการทำงานแบบรีโมท (Remote) และไฮบริด (Hybrid)ในหลากองค์กรที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ความต้องการเชื่อมต่อระหว่างการใช้ชีวิตของผู้คนในฐานะผู้บริโภคด้านต่างๆที่ต้องการคุณภาพสมบูรณ์ยังสำคัญอยู่ จากพฤติกรรมดังนี้ 71% ผู้ใช้งานด้านบันเทิง มีการซื้อบริการวิดีโอ สตรีมมิ่ง (Video Streaming) มากกว่า 1 บริการ 31% ยกเลิกบริการเคเบิล ไปแล้ว เธอ สรุปว่า ในตอนนี้ ‘เอไอ’ ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นสิ่งที่ Absorb เข้าสู่ชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้คน ก็ยังมองหาความเชื่อมั่นความไว้วางใจ ‘Trust Security’ และความโปร่งใส ซึ่งองค์กรใดก็ตามที่พัฒนานวัตกรรม (Innovation) ควบคู่ Trust คือผู้ชนะที่แท้จริงในยุคเอไอ ด้วยจากนี้ไปในอนาคตสิ่งที่สำคัญต่อแบรนด์ คือการสร้าง Brand Trust ควบคู่กับจริยธรรม ต่อกันที่ ‘วสุพจน์ กิตติทรัพย์กุล’ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก นีลเส็น IQ ซึ่งเป็นผู้ดูแลด้านวิจัยเชิงลึก (Deep Dive) แบ่งปันข้อมูลภาพรวมเทคโนโลยี ว่า จากผลการสำรวจการใช้เอไอทั่วโลก พบ 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ 45% Gen Z 41% กลุ่มผู้มีรายได้สูง (High Income) เขา แชร์ข้อมูลระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ต่อถึงการใช้เอไอในชีวิตประจำวันผู้บริโภคใน APAC พบว่ามีการใช้เอไอ ในกิจกรรมหลักสองกลุ่ม คือ กลุ่ม Consumer ใช้เอไอเพื่อหาสินค้า การ ช้อปปิ้ง แปลภาษา และบริการเท็กซ์ ทูสปีช (Text to Speech) แบบเรียลไทม์ กลุ่มคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ (Content Creator) ใช้เอไอสร้างคอนเทนต์และงานที่ซับซ้อนขึ้น โดยสิ่งที่ผู้บริโภค APAC เห็นตรงกันมากที่สุด คือ เอไอทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป โดยคอนซูเมอร์เหล่านี้ มองประโยชน์การใช้งานในเชิงวิเคราะห์ว่าช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังให้ความกังวลด้านนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Concern) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความกังวลอยู่ กลับมาดูในประเทศไทย NIQ มองว่ายังมีโอกาสทางการตลาดอยู่โดยสมาร์ทโฟนเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการใช้เอไอในไทย ซึ่งเป็นรองสิงคโปร์ที่เข้าถึงเอไอมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ
TRUE ชวนคิดหาทางออก แบรนด์จะรอดได้อย่างไร? เมื่อพฤติกรรม ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ซับซ้อนและมีความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง เจาะลึกอินไซต์การตลาดจากเวทีทรูเพื่อเจ้าของธุรกิจยุคใหม่ ข้อมูล (Data) จำนวนมหาศาล ในยุคเอไอไม่ได้หมายความถึงการมีข้อมูลเชิงลึก (Insight) โดยอัตโนมัติหากขาดการตีความที่ถูกต้อง พฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจุบันมีความซับซ้อนหลากหลาย จนไม่สามารถอธิบายด้วยปัจจัยด้านประชากรศาสตร์เพียงมิติเดียวได้อีกต่อไป แบรนด์และองค์กร ต้องรับฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อเชื่อมโยง Data เข้ากับความเข้าใจมนุษย์ เพื่อก้าวข้ามการมีข้อมูลดิบสู่การสร้างแบรนด์ที่ชัดเจน ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’ พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้ ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็น ‘คนแรก’ ที่ออกมาแชร์มุมมองในหัวข้อ ‘Deciphering the New Digital Consumer หรือ ถอดรหัสผู้บริโภคดิจิทัลยุคใหม่’ กล่าวว่างาน Human Insights in the AI Era ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเชิงลึกสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ นักการตลาด และผู้ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ ในช่วงเวลาที่ AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล เขา บอกว่าในยุคเอไอ (AI) การมีข้อมูล (Data) ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะมีข้อมูลเชิงลึก (Insight) โดยอัตโนมัติ เพราะข้อมูลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเข้าใจ “สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถในการตีความ กลั่นกรอง เพื่อมองเห็นแรงจูงใจ ความต้องการ และบริบทของผู้บริโภคอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีความหลากหลาย ซับซ้อน และไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยด้านประชากรศาสตร์เพียงมิติเดียว” ปัจจุบัน ‘คนรุ่นใหม่’ เข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้นและเติบโตทางความคิดมากขึ้น ส่วนผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ก็มีไลฟ์สไตล์ ความคาดหวัง และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเช่นกัน ดังนั้น องค์กรและแบรนด์จึงจำเป็นต้องรับฟังอย่างลึกซึ้ง วิเคราะห์อย่างรอบด้าน และเชื่อมโยง Data เข้ากับความเข้าใจผู้คน เพื่อก้าวข้ามการมีข้อมูลจำนวนมากแต่ยังไม่สามารถนำไปสู่คำตอบที่ชัดเจน ไปสู่การสร้างแบรนด์ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีคุณค่า แข็งแรง และยั่งยืนในระยะยาว ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งไปสู่การแข่งขันทางธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ท่ามกลางบริบทของสื่อ ช่องทางการสื่อสาร และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ AI ด้วย
ไอคอนสยาม ปิดฉาก’Pride Month’ย้ำศักยภาพไทยพร้อมเจ้าภาพ World Pride 2030
สะกดสายตาชาวโลก! ไอคอนสยาม ปิดฉาก Pride Month สุดอลังการ สร้างปรากฏการณ์ ‘การแสดงโดรนและพลุสีรุ้ง’ เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ประกาศศักยภาพไทยพร้อมเจ้าภาพ World Pride 2030 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกปิดท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจในค่ำคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ Pride-Friendly Destination ที่โอบรับความหลากหลายและต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม ผ่าน “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” Journey of Pride Spectrum ยิ่งใหญ่ตระการตา เหนือโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามของไอคอนสยาม เพื่อส่งต่อภาพสะท้อนแห่งความเท่าเทียมสู่สายตาชาวโลก เป็นสัญลักษณ์ยืนยันความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก World Pride 2030 ตลอดแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY” ในเดือนมิถุนายนนี้ ไอคอนสยามได้ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยประสบการณ์สุดพิเศษที่สร้างความประทับใจและส่งต่อพลังบวกของ Rainbow Culture ได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในพื้นที่และบนโลกออนไลน์ ผ่านการเนรมิตบรรยากาศ Pride-Friendly Destination ทั่วทั้งอาคาร ทั้งน้ำตกสีรุ้ง Pride Rainbow Waterfall ณ โซนอลังการ ชั้น 6, การแสดงระบำสายน้ำ The ICONIC Multimedia Water Features ธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการจับมือกับ LightSource ผู้นำ Lighting Design ชั้นนำของไทย สร้างสรรค์แสงสีสายรุ้ง ICONIC Rainbow Lighting บนยอดจั่วอาคาร พร้อมเติมเต็มความหลากหลายด้วยกิจกรรมไฮไลต์ตลอดเดือน อาทิ มหกรรมช็อปฟิน A FAIR x UNITY OF PRIDE, กิจกรรม Pride & Greet สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับศิลปิน น้ำปิง, เติ้ล, เฟิร์สวัน, นอร์ท และอ๊อตโต้ ค่าย DOMUNDI และนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Colors of Pride : Unity in Diversity โดยกลุ่ม Queer Art Thailand ณ ชั้น M ที่ร่วมขับเคลื่อนคุณค่าแห่งความเท่าเทียมอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม ไอคอนสยาม ในฐานะ Global Experiential Destination ยืนหยัดและร่วมขับเคลื่อนคุณค่าแห่งความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กแห่งความภาคภูมิใจระดับโลกที่เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์และส่งต่อพลังบวกของเทศกาล Pride ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปด้วยกันตลอดเดือนมิถุนายนนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com
SUSHIRO โต 60 เท่าใน5 ปี ส่งแคมเปญมีม ’67’ วันเดียวโดนเส้นวัยรุ่นสุดๆ
SUSHIRO ไทย 5 ปี รายได้พุ่ง 4,731 ล้านบาท กำไร 728 ล้านบาทในปี 2568 ล่าสุดหยิบมีม ’67’ ในโซเชียลทำแคมเปญ Real-Time Marketing แค่วันเดียวคือ 6.7 ผูกกับยอดใช้จ่าย 670 บาท แลกของสะสมลิมิเต็ด ที่ได้ไวรัลจากคนรุ่นใหม่กลับมาแบบฟรีๆ มีแชร์ไปต่อ SUSHIRO ไทยโตแบบก้าวกระโดด จากขาดทุนปีแรกสู่กำไร 728 ล้านในปีที่ 5 ในปี 2564 มีรายได้ 79 ล้านบาท ขาดทุน 65 ล้านบาท แต่ปี 2568 รายได้พุ่งแตะ 4,731 ล้านบาท 5 ปีรายได้โต 60 เท่า พิสูจน์ว่าโมเดล ‘ซูชิสายพานคุณภาพญี่ปุ่นราคาจับต้องได้’ ได้ผลจริงในตลาดไทย การตลาดแบบเรียลไทม์ (Real-Time Marketing) ที่ดีไม่ต้องสร้างกระแสเอง แต่ใช้ของที่มีอยู่แล้ว ซูชิโร่ใช้มีม 67 จากกระแสที่ Gen Z และ Gen Alpha พูดถึงอยู่แล้วมาผูกกับวันที่ 6.7 และยอดใช้จ่าย 670 บาท มาทำแคมเปญให้แบรนด์ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องเสียงบสร้างกระแสใหม่เลย ของสะสมลิมิเต็ดคือกลไกเปลี่ยนโปรโมชันธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นคอนเทนต์ ‘ที่รัด’สายอเนกประสงค์ลายซูชิจำนวนจำกัดที่ลูกค้าอยากแชร์คอนเทนต์ก่อนจะได้ของ ทำให้ ‘SUSHIRO’ ได้ทั้งยอดขาย จำนวนคนเข้าร้าน และภาพจำแบรนด์ที่เข้าใจวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตในคราวเดียวกัน กระแสแคมเปญ ‘SUSHIRO’ ผ่านมีม ’67’ กำลังกลายเป็นไวรัลในตอนนี้ เมื่อแบรนด์หยิบมีมดังกล่าวมาต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดแบบเรียลไทม์ (Real-Time Marketing) ด้วยโปรโมชันจัดเพียง 1 วัน เท่านั้น ซึ่งก็คือวัน 6 เดือน 7 (กรกฎาคม) ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทำเอาเหล่าชาวเน็ตติเซ่น (Netizen) หลายคนโดยเฉพาะเจนอัลฟ่า และเจนซี ต่างมารุมเดือดกับแคมเปญซูชิโร่ ที่มาพร้อมเงื่อนไขให้ลูกค้าที่รับประทานอาหาร ครบ 670 บาทต่อโต๊ะ (ก่อนค่าบริการ) แล้วไปทำท่า ‘67’ ที่หน้าแคชเชียร์แล้ว ถึงจะได้รับที่รัดสายอเนกประสงค์ลายซูชิ 1 ชิ้นต่อคน (สูงสุด 6 ชิ้นต่อโต๊ะ) โดยมีให้เลือกหลายลายและเป็นของพรีเมียมจำนวนจำกัด ‘ซูชิโร่’ อยู่ไทย 5 ปีมี 47 สาขาทั่วไทย สำหรับ ซูชิโร่ (SUSHIRO) คือ ร้านอาหารเชนซูชิสายพานอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1984 ภายใต้บริษัท Akindo Sushiro มีจุดแข็งเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ เทคโนโลยีการจัดการร้าน และราคาที่เข้าถึงง่าย ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 150 ล้านคนต่อปีทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย SUSHIRO เข้ามาเปิดสาขาแรกเมื่อปี 2564 โดยบริษัท Sushiro GH (Thailand) ภายใต้กลุ่ม FOOD & LIFE Companies จากญี่ปุ่น จึงไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ที่นำเข้าโดยผู้ประกอบการไทย ถึงในปัจจุบันผ่านมาร่วม 5 ปีในวันนี้ SUSHIRO Thailand ขยายเป็น 47 สาขา ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักทั่วประเทศ จุดเด่นที่ทำให้แตกต่าง ขณะที่สิ่งที่ทำให้ SUSHIRO มีความแตกต่างที่สร้างเรื่องให้โดนใจกลุ่มเป่าหมายผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะเหล่าคนรุ่นใหม่ ได้เป็นอย่างมาก น่าจะมาจาก 5 ปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกัน คือ การวางตัวเป็น ‘ซูชิสายพานคุณภาพญี่ปุ่นในราคาจับต้องได้’ เริ่มต้นต่อจาน (บนสายพาน) ราคา 30 บาท และราคา(จาน) สูงสุดอยู่ที่ 100 บาท ระบบสั่งอาหารผ่านจอและเสิร์ฟอัตโนมัติ เมนูใหม่ออกต่อเนื่องตามฤดูกาล ความเป็นแบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์สนุก เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายมากๆ ทำคอนเทนต์และโปรโมชั่นตามกระแสโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนรุ่นใหม่ ถูกใจสิ่งนี้ ต่อการทำตลาดของซูชิโร่ ที่นอกจากขายความเป็น No.1 สายพานซูชิจากญี่ปุ่น และ 6 จุดเด่นข้างต้นแล้ว ขณะเดียวกัน แบรนด์ ยังขายประสบการณ์ ‘Experience’ ตั้งแต่การรอคิว (ที่แอบนานในวันหยุดและในแต่ละช่วงเวลามื้ออาหาร) ก่อนเข้าไปรับประทานอาหารในร้าน นอกจากนี้แบรนด์ยังขึ้นชื่อเรื่องการออกแคมเปญของสะสมแบบกล่องจุ่ม (สุ่ม) ลาย (Random Collectibles) รวมไปถึงการและคอลแลบกับคาแรกเตอร์การ์ตูน เกม หรือคาแรกเตอร์ดัง ๆ อยู่เป็นประจำ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำและเกิดการแชร์บนโซเชียล ด้วยกลยุทธ์แจกของสะสมแบบสุ่มเหล่านี้ ที่โดนเส้นเหล่าลูกค้าคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีบางความคิดเห็นในเพจซูชิโร่ ออกมาระบุว่า คาแรกเตอร์ของสะสมล็อตเดิมที่ทำออกมายังเก็บไม่ครบเลย ตอนนี้มีออกมาใหม่อีกแล้ว!! นอกจากนี้ การสุ่มเมนูของสะสม และแคมเปญลิมิเต็ด (ที่กำหนดช่วงวันเวลาจำกัด) รวมถึงการเล่นกับกระแสอินเทอร์เน็ต ยิ่งเป็นกิมมิคสนุกๆ ทำให้ลูกค้า สนใจที่กลับมาซ้ำและแชร์ต่อบนโซเชียลอยู่เสมอ อีกด้วย ‘67’ ความหมายที่ไม่มีความหมาย สำหรับเลข ‘67’ (ซิกเซเว่น) เป็นมีมไวรัลและคำสแลงยอดฮิตในโลกออนไลน์ (เช่น TikTok และ Roblox) ในกลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่นยุคนี้ โดย ‘67’ มีความหมายที่ไม่มีความหมายตายตัว มักถูกใช้เป็นคำตอบกวนๆ ตอบรับแบบไม่มีเหตุผล ใช้แซวเพื่อน หรือใช้ตะโกนโต้ตอบสนุกๆ ร่วมกับท่าทางหงายมือยกขึ้นลง จากความไวรัลของมีม ‘67’ นี่เองที่ทำให้ SUSHIRO หยิบเลขดังกล่าวมาเชื่อมกับยอดใช้จ่าย 670 บาท พร้อมใช้วันที่ 6.7 เป็นวันจัดกิจกรรม เพื่อให้คนจดจำได้ง่ายและเชื่อมโยงกับกระแสที่กำลังมาแรง ต่อการที่แบรนด์ เลือกใช้มีมนี้มาทำการตลาดในช่วงเวลาแบบนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น Real-Time Marketing ที่อาศัยกระแสซึ่งผู้คนกำลังพูดถึง มาต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดในวันเลขมีม 6.7 ที่กำลังมาถึง ที่ช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงมากขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มสร้างกระแสใหม่เองอีกด้วย จากแคมเปญนี้ นอกจากแบรนด์ต้องการกระตุ้นยอดขายในวันเดียวแล้ว ขณะเดียวกันเชื่อว่ายังต้องการเพิ่มปริมาณ (Traffic) ลูกค้าเข้าร้าน ไปพร้อมสร้างการแชร์บนโซเชียล ที่สุดท้ายยังได้ภาพจำ SUSHIRO เป็นแบรนด์ที่เข้าใจวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ทันจังหวะอีกด้วย ทั้งนี้ แม้แคมเปญจะจัดเพียง วันเดียว คือ 6 เดือน 7 แต่การหยิบมีม ‘67’ มาผูกกับเงื่อนไข 670 บาท ยิ่งทำให้โปรโมชันธรรมดา ๆ กลายเป็น ‘คอนเทนต์’ ที่คนอยากแชร์ เป็นตัวอย่างของการตลาดที่ใช้ ‘จังหวะ’ มากกว่างบประมาณ ในจุดนี้ ก่อนลูกค้าจะได้ของพรีเมียมจากความสนุกของแคมปญ 67 นี้ และดูเหมือนว่า SUSHIRO จะได้สิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ ‘ความไวรัล’ ที่ช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ไปแล้วในตอนนี้ สำหรับผลดำเนินงานย้อนหลัง SUSHIRO ย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2568) ภายใต้บริษัท Sushiro GH (Thailand) จาก dataforthai ดังนี้ ปี 2564 รายได้ 79 ล้านบาท ขาดทุน 65 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 1,000 ล้านบาท กำไร 63 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 1,892 ล้านบาท กำไร 172 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 2,902 ล้านบาท กำไร 369 ล้านบาท ปี 2568 รายได้ 4,731 ล้านบาท กำไร 728 ล้านบาท
แกร็บดึง ‘หลิง-ออม’ ออกไกด์บุ๊คครั้งแรก เปิด 55 จังหวัดของอร่อยนอกกระแส
แกร็บ ครึ่งหลังปี2569 ไปต่อกลยุทธ์ ‘Fandom Tourism’ ดึง Grab of Friend ‘หลิง-ออม’ พาเช็คอินร้านเด็ดนอกกระแส 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวลึกแต่ไม่ลับ ปลุกเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย แกร็บต่อยอดกระแส Fandom Tourism ผ่าน ‘หลิง-ออม’ Friend of Grab จากแคมเปญปี 2568 สร้างมูลค่าสื่อกว่า 300 ล้านอิมเพรสชัน และยอดเรียกรถในเมืองน่าเที่ยวโต 48% เพื่อตอกย้ำว่ากลยุทธ์นี้ให้ผลตอบลัพธ์ทรงพลัง ไกด์บุ๊ค 3 ภาษา เข้าหาตลาดจีน แกร็บจัดทำ ‘Grab Amazing Thai Rares 2026 Travel Guidebook’ ทั้งไทย อังกฤษ และจีน กระจายถึงสนามบิน สถานีรถไฟ และสำนักงาน ททท. ทั่วประเทศ สะท้อนมุมมองแฟนคลับจีนของหลิง-ออมเป็นกลุ่มเป้าหมายมีศักยภาพสูงในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย 55 จังหวัดนอกกระแส เป็นการกระจายรายได้ท่องเที่ยวออกจากเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยวลึกแต่ไม่ลับอย่าง พังงา เพชรบูรณ์ ตาก น่าน พะเยา และอีกหลายจังหวัด ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการชุมชนท้องถิ่นที่ปกติไม่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวกระแสหลัก จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแกร็บ (Grab) เปิดเผยว่า แกร็บ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ในแคมเปญใหญ่ ‘Grab Amazing Thai Rares เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ’ ไปกับเมืองน่าเที่ยว” นอกจากนี้ แกร็บยังต่อยอดกลยุทธ์ ‘Fandom Tourism’ ผ่านหลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง และออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ ‘หลิง-ออม’ ในฐานะเฟรนด์ ออฟ แกร็บ (Friend of Grab) ต่อเนื่องจากปีก่อน (2568) มาร่วมแคมเปญฯ พร้อมชวนออกเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แหล่งท่องเที่ยวนอกกระแส ร้านเด็ดประจำถิ่นและเทศกาลเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยว 55 จังหวัด พร้อมเช็กอิน 11 จุดหมายปลายทางตามรอยแคมเปญ ‘Feel All the Feelings’ ของ ททท. เพื่อกระตุ้นการเดินทางและเศรษฐกิจในชุมชนผ่านกิจกรรมเที่ยวลึกแบบไม่ลับ พร้อมจัดทำไกด์บุ๊ค 3 ภาษาไทย อังกฤษ และ จีน เพื่อแนะนำพิกัดกิน-เที่ยว เป็นครั้งแรกด้วย นอกจากนี้ ยังสอดคล้องแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ผ่านพลัง ‘หลิง-ออม’ ที่มีฐานแฟนคลับแข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยกลุ่ม Gen Z และแฟนคลับชาวจีน ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแคมเปญ “Grab Amazing Thai Rares เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ” ยังมีไฮไลท์ ดังนี้ แคมเปญโฆษณาชุดใหม่ ‘เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ’ กับ Friends of Grab ‘หลิง-ออม’ ชวนเที่ยวลึกแบบไม่ลับตามรอยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วไทย ลิ้มลองรสชาติอาหารจากร้านเด็ดประจำถิ่น และสัมผัสสีสันของเทศกาลวัฒนธรรมต่างๆ พร้อมโค้ด ‘AMAZING’ ให้ส่วนลดสูงสุด 120 บาท เมื่อใช้บริการต่างๆ ของแกร็บ ครอบคลุมทั้งบริการเรียกรถ สั่งอาหาร-ของใช้ และส่งพัสดุ ใน 55 จังหวัด ตั้งแต่วันนี้จนถึง 6 กันยายน 2569 เปิดตัว ‘Grab Amazing Thai Rares 2026 Travel Guidebook’ คู่มือแนะนำพิกัดแหล่งท่องเที่ยว ร้านเด็ดและเทศกาลที่ไม่ควรพลาดใน 11 เมืองสำคัญ ได้แก่ พังงา ระยอง อุดรธานี เพชรบูรณ์ ตาก น่าน พะเยา ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ สำหรับคู่มือฯ ดังกล่าว ได้จัดทำทั้งรูปแบบตีพิมพ์และดิจิทัลใน 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยกระจายตามจุดสำคัญต่างๆ อาทิ บูธให้บริการเรียกรถของแกร็บ บูธประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของ ททท. ภายในสนามบินหลักต่างๆ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในแต่ละจังหวัด ร้านอาหารพาร์ทเนอร์ของแกร็บ สถานีรถไฟในจังหวัดต่างๆ Grab Amazing Thai Rares 2026 Travel Guidebook จัดกิจกรรม ‘เที่ยวลึกแบบไม่ลับ ไปกับเมืองน่าเที่ยว’ ชวนสายเที่ยวและแฟนคลับทั้งไทยและต่างชาติลุ้นเป็น 50 ผู้โชคดีที่ได้ร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ หลิง-ออม โดยสามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ทริปที่ 1 ลุ้นเป็น 1 ใน 30 ผู้โชคดีที่ได้ร่วมทริปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นไปกับหลิง-ออม เพียงใส่โค้ดเพื่อโหวตภาคที่อยากไปเที่ยวมากที่สุดเมื่อใช้บริการแกร็บใน 77 จังหวัดทั่วไทย ทริปที่ 2 ลุ้นเป็น 1 ใน 20 ผู้โชคดีที่ใช้บริการแกร็บใน 55 เมืองน่าเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดพิเศษกับ “หลิง-ออม” อย่างใกล้ชิด จันต์สุดา กล่าวต่อว่า แกร็บ ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล โดยในปีที่ผ่านมาได้ร่วมกับ ททท. ทำแคมเปญ ‘เที่ยวทั่วไทย สุขกันใหญ่ ไว้ใจ Grab’ และเป็นครั้งแรกที่ได้ ‘หลิง-ออม’ ในฐานะ Friends of Grab ร่วมโปรโมตการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ซึ่งได้ลตอบรับดีมากทั้งด้านการรับรู้และพฤติกรรรมการใช้บริการ สะท้อนผ่านมูลค่าสื่อมากกว่า 300 ล้านอิมเพรสชันในช่วงที่ทำแคมเปญ และยอดผู้ใช้บริการเรียกรถในเมืองน่าเที่ยวที่เติบโตขึ้นถึง 48% ด้าน ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับแกร็บในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ควบคู่ไปกับการสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย ร่วมกับศักยภาพของแกร็บ ในฐานะแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมและไว้วางใจจากผู้ใช้งานชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ร่วมยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
ไบเออร์ ดัน ‘วีรพล’ MD ใหม่คุมตลาดอินโดจีน ใช้นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เพื่อทุกคน
ไบเออร์ไทย แต่งตั้ง ‘วีรพล เจริญพานิช’ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ควบดูแลตลาดอินโดจีน ชูวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืน ไบเออร์ไทย แต่งตั้ง วีรพล เจริญพานิช เป็น MD มีผล 1 กรกฎาคม 2569 ควบตำแหน่งดูแลกลุ่มครอปไซเอนซ์ ไทย กัมพูชา เมียนมา ‘วีรพล เจริญพานิช’ เป็นศิษย์เก่าคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บวกกับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเกษตรกว่า 20 ปี และร่วมงานกับไบเออร์ตั้งแต่ปี 2562 ทิศทางใหม่มุ่งขับเคลื่อนพันธกิจ ‘ทุกคนมีสุขภาพดี ไม่ขาดแคลนอาหาร’ ผ่านนวัตกรรมและมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืน บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กลุ่มบริษัทระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจฟาร์มาซูติคอลส์, เรดิโอโลจี, คอนซูเมอร์เฮลธ์ และครอปไซเอนซ์ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ (64 ปี) ล่าสุดประกาศแต่งตั้ง ‘วีรพล เจริญพานิช’ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย (MD) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และจะยังคงควบตำแหน่งผู้บริหารกลุ่มธุรกิจครอปไซเอนซ์ (Crop Science) ประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา อีกด้วย ต่อการก้าวขึ้นมารับตำแหน่งของ ‘วีรพล’ ในครั้งนี้ ยังสะท้อนบทบาทผู้นำและประสบการณ์อันยาวนานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของไบเออร์ ในประเทศไทยด้านต่างๆ อาทิ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด กับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน นำนวัตกรรมและแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของเกษตรกรไทยในระยะยาว ประสบการณ์ 20 ปีการเกษตร สำหรับโปรไฟล์ ‘วีรพล’ เข้ามาร่วมงานกับไบเออร์ตั้งแต่ปี 2562 และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเกษตรยาวนานกว่า 20 ปี โดยจบการศึกษาจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความเชี่ยวชาญระดับสูงในด้าน การสร้างการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร การพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม ในด้านการบริหารงานครั้งนี้ ‘เขา’ จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดมาดูแลและขับเคลื่อนตลาดหลักในกลุ่มประเทศภูมิภาคอินโดจีน ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา ไดเร็กชั่นMD ใหม่ไบเออร์ไทย ภายใต้การนำธุรกิจ ในฐานะทีมหลีดไบเออร์ไทย และอินโดจีน ของ ‘วีรพล’ ได้วางทิศทางพร้อมเน้น วิสัยทัศน์และมุมมองเชิงกลยุทธ์ ที่สนับสนุนพนักงานทุกคน ไปพร้อมกับขับเคลื่อนพันธกิจหลักขององค์กร ‘ทุกคนมีสุขภาพดี ไม่ขาดแคลนอาหาร’ (Health for all, Hunger for none) เพื่อส่งมอบโซลูชันและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ผู้ป่วย และเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ไทยเบฟ ปั้น ‘928 บริษัทอำเภอ’ ทั่วไทย เปิดทางชุมชนเข้าถึงทุนและตลาดโลก
‘ชุมชน เข้มแข็ง พอเพียง’ ร่วมสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ นำความรู้ด้านบัญชี การเงิน และวางแผนธุรกิจลงสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านโมเดล 928 บริษัทอำเภอ เป้าหมายขับเคลื่อนชุมชนฐานรากสู่ระดับโลก ‘928 บริษัทอำเภอ’โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจชุมชนไทย โครงการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมระดับอำเภอทั่วประเทศ 928 แห่ง ครอบคลุมการผลิต การค้า และบริการ เป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจชุมชนมีโครงสร้างองค์กรรองรับอย่างเป็นระบบในระดับนี้ บัญชีและการเงิน ‘ช่องว่าง’ ที่ทำให้ SME ชุมชนเข้าไม่ถึงแหล่งทุน โดย ACTAP นำความรู้ด้านบัญชี บริหารต้นทุน และกระแสเงินสดลงถึงระดับชุมชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่มีบัญชีมาตรฐานเปิดประตูสู่สินเชื่อและโอกาสทางธุรกิจได้จริง Drive Local to Global คือ ambition ต่างจากโครงการ CSR ทั่วไป นอกจากการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อท้องถิ่นพร้อมนำมาตรฐานสากลลงไปถึงชุมชนที่เข้าร่วมมีโอกาสเติบโตข้ามระดับได้จริงภายใต้โมเดลนี้ และส่งออกกลับสู่โลกได้ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ ‘ด้วยจงรักและภักดี’ และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทชุมชนเข้มแข็งฯ ร่วมกับ สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ (Association of Certified Thai Accounting Practice – ACTAP) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ‘โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ’ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพให้ผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการระดับฐานรากทั่วประเทศให้สามารถบริหารจัดการทางการเงิน จัดทำบัญชีที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และเป็นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ’โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ’ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้โครงการหลัก ‘ด้วยจงรักและภักดี’ สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐ ผ่านการขับเคลื่อนโดย บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘ บริษัท โดยกิจการดังกล่าว มุ่งการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้า และการบริการ ซึ่งจะบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally) “ความร่วมมือครั้งนี้คือกลไกเชื่อมองค์ความรู้จากภาควิชาชีพสู่ผู้ประกอบการชุมชนและวิสาหกิจฐานราก เพื่อยกระดับศักยภาพให้เติบโตได้อย่างมั่นคง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่เป้าหมายสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข” ด้าน ราชิต ไชยรัตน์ นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการระดับฐานรากได้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านบัญชี การเงิน และการบริหารจัดการธุรกิจที่ถูกต้องและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนในระยะยาว โดยสมาคมฯ ยังได้ผสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรด้านบัญชีและการสอบบัญชี มาร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการ ถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญผ่านกิจกรรมอบรม สัมมนา เวิร์กช็อป รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการในด้านการจัดทำบัญชี การบริหารต้นทุน และการบริหารกระแสเงินสด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถวางระบบการเงินและการบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง
ปราชญ์แผ่นดิน ‘ศ.นพ.เกษม’ ถ่ายทอดปรัชญาพอเพียง สร้างนักพัฒนาชุมชนยุคใหม่
‘ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย’ บรรยายพิเศษ ‘เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน’ ถ่ายทอดปรัชญาพอเพียงและบทเรียนจากพระราชกรณียกิจในหลักสูตรนักพัฒนาชุมชน โครงการ “โชว์ภูมิ” ของไทยเบฟ มุ่งสร้างผู้นำชุมชนที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้เกียรติบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน” ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง ภายใต้โครงการ “โชว์ภูมิ” ของบริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะทำงาน ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ซี อาเซียน อาคาร CW Tower การบรรยายครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดปรัชญาการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเอง และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยหยิบยกบทเรียนอันทรงคุณค่าจากพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยต่อไป
ซีแอนด์จี คว้า 3 รางวัล AREA 2026 ต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำ Waste-to-Energy เอเชีย
ซีแอนด์จีฯ คว้า 3 รางวัล AREA 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันความเป็นผู้นำด้าน Waste-to-Energy และการขับเคลื่อน ESG ในระดับเอเชีย สะท้อนมาตรฐานการบริหารจัดการขยะเป็นพลังงานที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม สร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศไทยด้วยการคว้า 3 รางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จาก Enterprise Asia ได้แก่ Social Empowerment, Health Promotion และ Green Leadership สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ที่ผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมดุล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) เป็นรางวัลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับเอเชีย มอบให้แก่องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 7 สาขา ครอบคลุมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมสุขภาพ การสร้างความเข้มแข็งให้สังคม การกำกับดูแลกิจการ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ การได้รับรางวัลทั้ง 3 สาขาในปีนี้ สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน และการพัฒนาศักยภาพของชุมชนรอบพื้นที่ดำเนินงาน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ การรับรางวัลครั้งนี้ มี นายนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ พร้อมด้วย นายเศรษฐพัส กมลศุภประยูร ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ และ นางสาวมัลลิกา พรมา รองผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล ในฐานะผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม บริษัทฯ มุ่งนำเทคโนโลยี Waste-to-Energy (WTE) มาใช้ในการจัดการขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำขยะเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ พร้อมเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ตลอดเวลากว่า 10 ปี บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาชุมชนรอบโครงการฯ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ ผ่านโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา และการสร้างอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการคัดแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อม รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยี Waste-to-Energy ในฐานะกลไกสำคัญของการบริหารจัดการขยะสมัยใหม่ ที่สามารถสร้างพลังงานสะอาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ
Marriott Bonvoy เปิดเทศกาลอาหาร รวมเชฟดัง กับมื้อพิเศษ 3 ราคา ทั่วไทย
‘EAT OUT WITH MARRIOTT BONVOY’ เทศกาลอาหารกลับมาอีกครั้งในประเทศไทย อิ่มอร่อยกับเมนูระดับเวิลด์คลาสใน 3 ราคาสุดคุ้ม พร้อมรับคะแนนและลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569 แมริออท บอนวอย, โปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลระดับโลก และพอร์ทโฟลิโอโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่รวบรวมแบรนด์โรงแรมชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก ประกาศการกลับมาอีกครั้งของ “Eat Out with Marriott Bonvoy” เทศกาลอาหารประจำปี ที่เชิญชวนสมาชิกแมริออทบอนวอยทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์การความอร่อยกับร้านอาหารและห้องอาหารชั้นนำของโรงแรมในเครือแมริออททั่วประเทศไทย อาหารถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมไทย โดยคนไทยมักใช้คำถามว่า “กินข้าวหรือยัง” เป็นคำทักทายระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน และล่าสุดยังพบว่า “อาหาร” คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของการเดินทางสำหรับคนไทยอีกด้วย โดยรายงาน “Loyalty Trends Report 2026” จาก แมริออท บอนวอย เผยว่า 62% ของผู้ตอบแบบสำรวจเลือก “อาหารและการรับประทานอาหาร” (Food & Dining) เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการวางแผนท่องเที่ยว เพื่อเฉลิมฉลองเทรนด์ดังกล่าว “Eat Out with Marriott Bonvoy” กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2569 พาแขกผู้เข้าร่วมออกเดินทางสู่ประสบการณ์ด้านอาหารจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทย ผ่านเมนูจานเด่น บุฟเฟ่ต์สุดคุ้ม หรือเซ็ตเมนูสุดพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่กับอาหารนานาชาติจากทั่วโลก ซึ่งรังสรรค์โดยทีมเชฟมากฝีมือจากโรงแรมในเครือแมริออท ข้อเสนอนี้มี 3 ระดับราคาให้เลือก ได้แก่ Tier 1 ราคา 890 บาท(สุทธิ) Tier 2 ราคา 1,190 บาท(สุทธิ) Tier 3 ราคา 1,590 บาท(สุทธิ) พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอย ที่สามารถรับคะแนนได้ทุกมื้ออาหาร นอกจากนี้ผู้ทานอาหารที่เข้าร่วมแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย และผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดที่จองผ่าน Hungry Hub มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รวมถึงคะแนนแมริออทบอนวอย สูงสุดถึง 30,000 คะแนน และที่พักในเครือโรงแรมแมริออท บอนวอยในประเทศไทย สายกินสามารถเลือกลิ้มลองประสบการณ์อาหารสุดพิเศษจากห้องอาหารชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เซ็ตเมนูเทปันยากิที่ คิสซึอิเซน, ห้องอาหารญี่ปุ่นในโรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ (ในระดับราคา Tier 3) บุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันแบบไม่จำกัด ณ ห้องอาหารจีนมานโฮ ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ (ในระดับราคา Tier 2) และบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าพร้อมสปาร์กลิงไวน์แบบไม่จำกัดที่ ห้องอาหาร เอกะลักษณ์ ที่ โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (ในระดับราคา Tier 1) สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์ความอร่อยนอกกรุงเทพ สามารถอิ่มอร่อยไปกับอาหารโมเดิร์นอิซากายะ พร้อมเสิร์ฟฮามาจิซอสส้มพอนซึ ยากิโทริหรือยากิตง และอุรามากิหรือมากิที่โทะริเอ็น รูฟทอป แอนด์ บาร์ โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (ในระดับราคา Tier 2) หรือสัมผัสเซ็ตเมนูอาหารไทย 4 คอร์ส “Gulf Soul” ที่ห้องอาหารลูน่า ลาไนย์ โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ต แอนด์ สปา (ในระดับราคา Tier 2) สำหรับภาคใต้ นักชิมสามารถเพลิดเพลินกับเซ็ตเมนู 3 คอร์สสุดประณีต ณ โกจิ คิทเช่น แอนด์ บาร์ โรงแรมเขาหลัก แมริออท บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา หรือจิบค็อกเทลเย็น ๆ พร้อมอาหารเรียกน้ำย่อย ณ ห้องอาหารไอยรา เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ต แอนด์ สปา ภูเก็ต (ทั้งสองรายการอยู่ในระดับราคา Tier 1) นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสบรรยากาศสุดคึกคักที่ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท ซึ่งห้องอาหารสโม้คสแต็ก บาร์บีคิว & กริลล์ พร้อมเสิร์ฟบุฟเฟ่ต์บาร์บีคิวและเครื่องดื่มแบบไม่จำกัด (ในระดับราคา Tier 2) หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์พักผ่อนบนเกาะ โรงแรมเชอราตัน สมุย รีสอร์ท ขอชวนมาลิ้มลองเซตเมนูอาหารตะวันตกแบบ 4 คอร์ส ณ ห้องอาหารบลูมังกี้ ห้องอาหารเอ้าท์ดอร์ในบรรยากาศสุดหรู (ในระดับราคา Tier 3) หรือชุดน้ำชายามบ่าย ณ วูบาร์ ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของท้องทะเลแบบพาโนรามา ขึ้นเหนือไปต่อกันที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท กับข้อเสนอพิเศษสำหรับคนรักสเต็กที่ห้ามพลาดเนื้อระดับพรีเมียม ณ ห้องอาหารฟาโวล่า (ในระดับราคา Tier 3) หรือจะเลือกฉลองสุดสัปดาห์ที่เชียงใหม่กับ โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ที่จัดเต็มบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติทานได้ไม่จำกัด ณ ห้องอาหารกัช คิทเช่น แอนด์ บาร์ (ในระดับราคา Tier 1) นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ความอร่อยและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษจาก แมริออท บอนวอย ที่พร้อมต้อนรับให้ทุกคนมาสัมผัสตั้งแต่จนถึงเดือนสิงหาคม ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายในราคาที่จับต้องได้ ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ช่วยรังสรรค์ให้ทุกมื้ออาหารนอกบ้านของคุณคุ้มค่าและน่าประทับใจกว่าที่เคย แคมเปญ Eat Out เปิดให้สิทธิ์เฉพาะสมาชิกแมริออท บอนวอย เท่านั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถสมัครได้ฟรี คลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/loyalty/createAccount/createAccountPage1.mi) ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Eat Out with Marriott Bonvoy ได้ที่นี่ (https://blog.hungryhub.com/en/eat-out-with-marriott-bonvoy-x-hungry-hub/) และสำรองที่นั่งในประเทศไทยได้ที่นี่ (https://web.hungryhub.com/th/restaurants/group/eat-out-with-marriott-bonvoy-x-hungry-hub-2026/web?sort=most_relevance) ###
ยอดนักสืบแห่งยุคเฮเซ ‘โคนัน’ บุกไอคอนสยาม ครั้งแรกในอาเซียน
ไอคอนสยาม กับความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว!นิทรรศการ Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition ย้อนรอย 30 ปียอดนักสืบจิ๋วโคนัน ครั้งแรกในอาเซียน ชวนเก็บของสะสมลิมิเต็ด บัตร Collectible และสินค้าลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ บริษัท เดกซ์ ดรีม เอกซ์เพรส (DEX) และ ShoPro เตรียมเปิด ‘Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition’ นิทรรศการฉลองครบรอบ 30 ปีของทีวีซีรีส์สืบสวนระดับตำนาน “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” ที่ได้รับความนิยมจากแฟนๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับสิทธิ์จัดแสดงนิทรรศการ หลังประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ย้อนรอย 30 ปี นักสืบจิ๋วในตำนาน นิทรรศการ ‘Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition’ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญสำหรับแฟนโคนันชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่จะได้ร่วมย้อนรอยการเดินทางตลอด 30 ปีของอนิเมะยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ผ่านการจัดแสดงเนื้อหาและเบื้องหลังการผลิตอย่างละเอียด ซึ่งเริ่มตั้งแต่ แนวคิดการสร้างสรรค์ การออกแบบฉาก การจัดทำสตอรี่บอร์ด งานแอนิเมชัน การพากย์เสียง บทเพลงประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก โดย ภายในนิทรรศการยังมีโซนจัดแสดงและกิจกรรมไฮไลต์ต่าง ๆ อาทิ โซนโมเดลจำลองสถานที่สำคัญจากในเรื่อง โซน Storyboard Wall ที่รวบรวมสตอรี่บอร์ดสำคัญจากอนิเมะตลอด 30 ปี, โซนการพากย์เสียงที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของตัวละครผ่านน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ‘SP Gratitude Theater’ โรงภาพยนตร์พิเศษที่จัดฉายวิดีโอเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปีโดยเฉพาะ แรร์ไอเทม บัตร(สุ่ม) เก็บสะสม สำหรับการจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังยกระดับความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยบัตรเข้าชมพิเศษ สำหรับแฟนยอดนักสืบฯ ในรูปแบบ Collectible Ticket (Random) บัตรสะสมพิมพ์ลายคาแรคเตอร์พรีเมียม มีให้เลือกสุ่มเก็บสะสม 31 ลาย ออกแบบอย่างประณีตตามลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ให้แฟนๆ ได้ร่วมลุ้นคาแรคเตอร์โปรดและเก็บสะสมเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตในวาระครบรอบ 30 ปี โดยภายในงานฯ ยังมีโซนจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์แท้และของที่ระลึกเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนโคนันโดยเฉพาะ พร้อมนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์อนิเมะในหลากหลายมิติ ตั้งแต่แนวคิดการผลิต การวางแผนงาน กระบวนการสร้างสรรค์แอนิเมชัน บทเพลงประกอบ ตลอดจนฉากสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ทั่วโลก สำหรับพิธีเปิดงานฯ อย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป พร้อมการปรากฏตัวของ ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ มาร่วมแบ่งปันความประทับใจและร่วมเปิดประสบการณ์นิทรรศการครั้งสำคัญแก่แฟนๆ ชาวไทย ก่อนเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการอย่างเป็นทางการในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน นิทรรศการ ‘Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition’ จัดแสดงให้เข้าชมระหว่าง วันที่ 22 กรกฎาคม – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม โดยเปิดจำหน่ายบัตรล่วงหน้า (Early Bird) ระหว่างวันที่ 1 – 22 กรกฎาคม 2569 ในราคาพิเศษเริ่มต้น 250 บาท พร้อมรับของที่ระลึกเอ็กซ์คลูซีฟตามประเภทบัตร บัตรเข้าชมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บัตรทั่วไป (Regular Ticket) ราคา 250 บาท รับบัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket – Random) และเข็มกลัด (Limited Edition Badge) สำหรับผู้ที่ซื้อในช่วง Early Bird พร้อมรับสิทธิ์พิเศษ แว่นขยาย 1 ชิ้น บัตร VIP ราคา 500 บาท รับบัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket – Random), โปสเตอร์ลายพิเศษจาก Detective Conan, เข็มกลัด (Limited Edition Badge) และแว่นขยาย 1 ชิ้น บัตร Fan Fan ราคา 900 บาท (จำนวนจำกัด) ระดับพรีเมียมสำหรับแฟนพันธุ์แท้ พร้อมด้วยของสะสมฉลองครบรอบ 30 ปี ประกอบด้วย บัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket – Random), Standee Acrylic ฉลองครบรอบ 30 ปี และไฮไลต์พิเศษ ‘กุหลาบพรีเมียม 1 ดอก’ (ซึ่งจัดทำขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ชุดทั่วโลกเท่านั้น), โปสเตอร์ลายพิเศษจาก Detective Conan, เข็มกลัด (Limited Edition Badge) และแว่นขยาย 1 ชิ้น ภายในงานมีโซนจำหน่ายสินค้า 2 รูปแบบ ได้แก่ Free Area Pop-up Shop โดยเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องมีบัตรเข้าชม โซนสินค้าลิมิเต็ดเอ็กซ์คลูซีฟ สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ถือบัตรเข้าชมนิทรรศการเท่านั้น โดยสามารถซื้อบัตรเข้าชมออนไลน์ได้ที่ Ticketmelon https://www.ticketmelon.com/th
‘กุ๊ก’ ร่วมกับ ‘ล็อกซเล่ย์’ มอบน้ำมันคาโนลา 2,400 ขวด หนุนบริจาคโลหิต ต่อชีวิต
บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ร่วมกับ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด ส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม มอบน้ำมันคาโนลากุ๊ก 2,400 ขวด สนับสนุนกิจกรรมบริจาคโลหิต “กุ๊กชวนทำดี ปันโลหิต ต่อชีวิต” น้ำมันพืชกุ๊ก (COOK) โดย บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ร่วมกับ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด เดินหน้าส่งเสริมการทำความดีเพื่อสังคม ผ่านกิจกรรม “กุ๊กชวนทำดี ปันโลหิต ต่อชีวิต” ด้วยการส่งมอบน้ำมันคาโนลากุ๊ก ขนาด 1 ลิตร จำนวน 2,400 ขวด ให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นของที่ระลึกแทนคำขอบคุณสำหรับผู้ที่ร่วมบริจาคโลหิต ระหว่างวันที่ 23 – 25 มิถุนายน 2569 ในการนี้ คุณเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด และ ดร.อวยชัย รางชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ส่งมอบน้ำมันคาโนลากุ๊ก โดยมี นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 คุณเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “น้ำมันพืชกุ๊กเชื่อว่าการส่งต่อสิ่งดี ๆ สามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำ และการบริจาคโลหิตถือเป็นหนึ่งในการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะสามารถช่วยต่อชีวิตให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังรอความหวังได้จริง เราจึงจัดกิจกรรม ‘กุ๊กชวนทำดี ปันโลหิต ต่อชีวิต’ ขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมมอบน้ำมันคาโนลากุ๊กเป็นกำลังใจและแทนคำขอบคุณจากแบรนด์แก่ผู้ที่ร่วมเสียสละเพื่อสังคม” กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของน้ำมันพืชกุ๊กในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” ที่มุ่งส่งต่อความห่วงใยและความสุขจากทุกมื้ออาหารไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนในวงกว้าง ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และหน่วยรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันส่งต่อโอกาสและความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการโลหิตในการรักษาอย่างต่อเนื่อง
บิ๊กมูฟ ‘มหากิจศิริ’ ปักหมุดโรงงาน EV ในไทย ปูทาง ‘NIU’ สู่ฐานผลิตอาเซียน
TTA Group เครือธุรกิจตระกูลมหากิจศิริ ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เปิดโรงงาน P80 JET Assembly Factory ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า NIU เป้าผลิตสูงสุด 300,000 คันต่อปี พร้อมสร้าง Ecosystem ครบวงจรและผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตอาเซียน TTA Group ลงทุน 200 ล้านบาท เปิดโรงงาน P80 JET รองรับการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า NIU ในไทย ตั้งเป้ากำลังผลิตจาก 10,000 คัน สู่สูงสุด 300,000 คันต่อปี ขยายจากผู้จำหน่าย สู่ผู้สร้าง Ecosystem โรงงานใหม่เชื่อมการผลิต คลังสินค้า อะไหล่ บริการหลังการขาย รีไซเคิลแบตเตอรี่ และเครือข่ายดีลเลอร์ไว้ในระบบเดียว ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตอาเซียน ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 40% ตั้งเป้าผลิตเพื่อขายในไทย 70% ส่งออก 30% รองรับการเติบโตของตลาดอีวีภูมิภาค โมเดลอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย จากเดิมที่แบรนด์ต่างๆ วางให้ ‘ไทย’ เป็นตลาดจำหน่าย แต่ในวันนี้กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบนิเวศซัพพลายเชนครบวงจร จากการลงทุนตั้งฐานประกอบและพัฒนาเครือข่ายการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติจีนแบรนด์ NIUภายในประเทศไทย โดยมูฟเมนต์ดังกล่าว ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมฯนี้ ดำเนินการภายใต้ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ‘ทีทีเอ กรุ๊ป’ (TTA Group) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment Holding Company) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหนึ่งในธุรกิจหลักภายใต้การลงทุนของตระกูล ‘มหากิจศิริ’ ซึ่งมี ‘เฉลิมชัย มหากิจศิริ’ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ปัจจุบัน TTA มีพอร์ตธุรกิจครอบคลุมการขนส่งทางเรือ บริการนอกชายฝั่ง เคมีภัณฑ์การเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงธุรกิจการลงทุนใหม่ ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านความร่วมมือกับ NIU Global ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์อีวีระดับโลกจากจีน ล่าสุดใช้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เปิดโรงงาน ‘P80 JET Assembly Factory เพื่อรองรับการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมกับเป้าหมายขยายสู่ตลาดอาเซียนในระยะต่อไป ‘ฮับ’ ผลิตครบวงจร โดยโรงงาน P80 JET Assembly Factory แห่งนี้ วางบทบาททำหน้าที่ครบวงจรตลอดซัพพลายเชนอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์อีวี ทั้งเป็นผู้นำเข้า ผู้ประกอบ และผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ ‘NIU’ ในประเทศไทย และตลาดส่งออก ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.13 บนพื้นที่กว่า 4,200 ตารางเมตร พร้อมออกแบบให้เป็นศูนย์กลางครบวงจร ประกอบด้วย สายการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คลังสินค้า คลังอะไหล่ ทั้งหมดนี้ เพื่อรองรับการผลิต การส่งมอบ และบริการหลังการขายในจุดเดียว โดยในระยะแรก โรงงานสามารถประกอบรถได้พร้อมกันสูงสุด 5 โมเดล พร้อมตั้งเป้ากำลังการผลิตเบื้องต้น 10,000 คันต่อปี ก่อนขยายเป็น 30,000 คันต่อปี และรองรับการขยายกำลังการผลิตสูงสุดถึง 300,000 คันต่อปี หากความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น จากแผนธุรกิจที่วางไว้ บริษัทเตรียมส่งมอบรถให้ลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป ผลิต 2 รุ่นหลักทำตลาดก่อน ขณะที่ ในช่วงแรก โรงงานจะประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นหลัก ได้แก่ FX Pro รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต สมรรถนะสูง สำหรับผู้ใช้งานในเมือง ราคาจำหน่าย 69,000บาท (ปี2569) O-Play รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดีไซน์โมเดิร์น เน้นใช้งานในชีวิตประจำวัน ราคาจำหน่าย 59,000บาท (ปี2569) โดยในเฟสแรก จะเริ่มผลิต FX Pro ก่อนขยายไปสู่ O-Play และรุ่นอื่น ๆ เพื่อรองรับทั้งตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘มหากิจศิริ’ สร้างอีโคซิสเต็มอีวี จากแผนการลงทุนร่วมกันระหว่าง TTA และ NIU หากมองให้ลึกลงไปยังมีสิ่งที่น่าสนใจที่มากกว่าการเปิดโรงงาน ‘P80 JET Assembly Factory เพื่อขยายการผลิต แต่ TTA Group กำลังสร้างโมเดลระบบนิเวศ (Ecosystem) ของธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมภายในอีโคซิสเต็มเดียวกันอย่างครบวงจร ประกอบด้วย โรงงานประกอบรถ ศูนย์บริหารคลังสินค้า คลังอะไหล่ ระบบบริการหลังการขาย เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมาตรฐานบริการ 3S (Sales, Service และ Spare Parts) ระบบบริหารแบตเตอรี่ ตั้งแต่ยืดอายุการใช้งาน นำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล และ Refurbish รวมไปถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามือสองในอนาคต จากองค์ประกอบทั้งหมด อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ควบทั้งระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ ด้านความยั่งยืน (ESG) ที่ TTA Group นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ในครั้งนี้ ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 40% ขณะที่โรงงาน P80 JET Assembly Factory แห่งนี้ ยังมีหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยบริษัทเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากกว่า 40% เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตไทยและพัฒนาซัพพลายเชน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘NIU’ ยังอยู่ระหว่างการเข้าร่วมมาตรการสนับสนุน EV 3.5 เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น ‘ไทย’ ได้อะไรจากการลงทุนครั้งนี้ ต่อการตั้งโรงงานแห่งใหม่ในไทยครั้งนี้ ซึ่งอยู่ในเขตปลอดอากร (Free Zone) พร้อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและโลจิสติกส์ รองรับการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 70% และส่งออก 30% พร้อมเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตจากตลาดเวียดนามและลาว นอกจากนี้ การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การสร้างงาน การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขาย ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในระยะยาว สะท้อนบทบาทใหม่ ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค อีกด้วย เป้าขาย 10,000 คัน ภายในปี 2571 อย่างไรก็ตาม จากการทำตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าภายใต้ NIU Thailand ราว 8 ปีที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 3,000 คัน และมีผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 11 แห่ง ทั่วประเทศ โดยสเต็ปต่อไปของ NIU Thailand เตรียมแผนขยายตามนโยบาย ‘หนึ่งจังหวัด หนึ่งดีลเลอร์’ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าภายในปี 2571 จะมียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า NIU ไม่น้อยกว่า 10,000 คัน พร้อมใช้โรงงาน P80 JET เป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้แนวคิด ‘Global DNA, Local Strength’ เมื่อนำทุกส่วนมาประกอบเป็นภาพใหญ่แล้ว สะท้อนชัดการเปิดโรงงานแห่งใหม่ภายใต้ TTA Group เป็นความเคลื่อนไหวทางกลยุทธ์ (Strategic Move) ครั้งสำคัญของตระกูลมหากิจศิริ ในการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดอีวีเต็มสูบเพื่อสเกลอัพอาณาจักรธุรกิจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งระบบซัพพลายเชน ไปจนถึงการส่งออก เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ฐานผลิต EV สองล้อไฟฟ้าของอาเซียนในระยะยาว
TIME จัดอันดับปี 2026 ‘ทรู’ องค์กรยั่งยืนที่สุดในไทย
วิชั่นทรู มุ่งสู่ AI-First แรงส่งพาสู่องค์กรเติบโตยั่งยืนที่สุดในไทย จากการจัดอันดับ TIME ประจำปี 2026 ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการจัดอันดับที่ 160 ของโลก และเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการจัดอันดับสูงที่สุดจาก TIME 2026 องค์กรเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์ AI-First ควบคู่การดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG และ Responsible AI ทรูตั้งเป้ายกระดับทักษะ AI ให้คนไทย 12 ล้านคน พร้อมมุ่งสู่ Net Zero และบริหารพลังงานด้วย AI อย่างยั่งยืน ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า TIME World’s Most Sustainable Companies 2026 โดยนิตยสาร TIME ร่วมกับ Statista จัดให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ขึ้นอันดับที่ 160 ของโลก ก้าวกระโดดจากอันดับ 191 ในปี 2025 พร้อมเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการจัดอันดับสูงที่สุดในปีนี้ ด้วยคะแนน 79.22 คะแนน สำหรับ ผลการจัดอันดับครั้งนี้ สะท้อนการเติบโตทางธุรกิจ การขับเคลื่อนนวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน และเป็นแรงผลักดันสร้างองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด ให้ทุกครัวเรือนได้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ซิกเว่ กล่าวว่า ความสำเร็จผ่านการจัดอันดับในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ทรู ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กร AI-first พร้อมเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างรวดเร็ว และก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความรับผิดชอบ บนความยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ทรู สามารถทำทั้งสองสิ่งนี้ได้ ภายใต้หลัก ESG โดยบริหารจัดการการใช้พลังงานในโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ กำกับดูแลการใช้ AI ในทุกการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังรวมถึงสินค้าและบริการที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าเป็นไปตามนโยบายการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) รวมไปถึงการตั้งเป้าเสริมทักษะด้าน AI ให้แก่พนักงานและคนไทย 12 ล้านคนทั่วประเทศ ด้าน ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยปณิธานของคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่วางรากฐานการดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงความยั่งยืน ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจากหลากหลายสถาบันระดับโลก โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Top 1% ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จาก S&P Global ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 8 “การได้รับการยอมรับจาก TIME ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของทรูในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน” โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรู ได้บูรณาการหลักความยั่งยืนเข้ากับทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ผ่านการรับรองโดย SBTi พร้อมนำ AI มาช่วยบริหารจัดการพลังงานในสถานีฐานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม ด้วยการยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยทรู เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ AI First Organization พร้อมยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อกำหนดมาตรฐานการใช้ AI ในองค์กรอย่างมีความรับผิดชอบ สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ตามเป้าหมายการเติบโตองค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
บี.กริม ร่วมทุน ไอเน็ต ตั้ง ‘บี.กริม ไอเน็ต’ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครบวงจร
บี.กริม ผนึกกำลังครั้งสำคัญร่วม ไอเน็ต ตั้งบริษัทร่วมทุน “บี.กริม ไอเน็ต” พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีครบวงจรรายแรก มุ่งสู่อุตสาหกรรมและธุรกิจแห่งอนาคตในไทยและระดับภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนอธิปไตยดิจิทัลของไทย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และคลาวด์ระดับประเทศ ประกาศการจัดตั้ง บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (B.Grimm INET) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก ปัจจุบันความต้องการโซลูชันดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) ในนิคมฯ มากกว่า 80 แห่ง ซึ่งครอบคลุมโรงงานกว่า 5,400 แห่งทั่วประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยตั้งเป้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภค พลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเศรษฐกิจภายในนิคมฯ ซึ่ง บี.กริม ไอเน็ต จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายดังกล่าวโดยตรง ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร อาทิ การจัดการพลังงาน สิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ แพลตฟอร์มติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบความปลอดภัยคลาวด์ และ AI เป็นต้น โซลูชันทั้งหมดมีความยืนหยุ่น สามารถขยายตามการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ทุกภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะถูกพัฒนาและบริหารจัดการภายในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ บี.กริม ไอเน็ต เป็นบริษัทร่วมทุนที่ ดำเนินการผ่าน บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด (บริษัทย่อย ของ บี.กริม เพาเวอร์) และ บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของไอเน็ต) นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชัน ธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วย พันธกิจที่ชัดเจน คือการส่งมอบโซลูชันที่มากกว่าไฟฟ้า ผ่านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS) เพื่อเชื่อมโยงพลังงานเข้ากับดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง บี.กริม มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี โดยความร่วมมือกับ ไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทยมากว่า 31 ปี ในการก่อตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญของพันธกิจดังกล่าว เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน บนโครงสร้างพื้นฐานที่บริหารในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนิคมฯ และโรงงานต่างๆ ในการลดค่าใช้จ่ายและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น มีความพร้อมในการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ให้กับ “บี.กริม ไอเน็ต” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทร่วมทุน แต่คือผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล บริหารด้วยความเชี่ยวชาญในประเทศและพร้อมขยายตัวควบคู่ไปกับทิศทางของเทคโนโลยีโลกบนพื้นฐานที่ไว้วางใจได้ บี.กริม ไอเน็ต มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ที่แตกต่างจากผู้ให้บริการดิจิทัลรายอื่นๆ ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ: จาก บี.กริม ผู้ดำเนินธุรกิจในไทยมา 148 ปี และ ไอเน็ต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านดิจิทัลและคลาวด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในระดับประเทศทั้งด้านพลังงานและดิจิทัล การผสานพลังงานเข้ากับดิจิทัล: การหลอมรวมเทคโนโลยีปฏิบัติการด้านพลังงานและอุตสาหกรรม (Operational Technology) เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) อย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็น One-stop Solution รายแรกในตลาด ผู้นำการลดคาร์บอนด้วยดาต้า: ไม่เพียงแค่ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอน ผ่าน Dashboard แต่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมาย Net Zero ผ่านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ความคล่องตัวเชิงพาณิชย์: ด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยืดหยุ่น สามารถปรับตามขนาดของนิคมฯ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางจากทั้งสององค์กร ช่วยให้ส่งมอบโซลูชันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยหนึ่งในโครงการแรกที่ บี.กริม ไอเน็ต จะเดินหน้าคือเพิ่มขีดความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย อาทิ Smart Flood Alert ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าอัจฉริยะ ผสาน AI กับข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อระบบปั๊มระบายน้ำอัตโนมัติ Smart Traffic ตรวจจับและบันทึกป้ายทะเบียนยานพาหนะเข้า-ออก แจ้งตำแหน่งยานพาหนะในภายในนิคม เพิ่มความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพการจราจร Green House Gas Tracking ติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ รองรับมาตรฐาน ESG ระดับสากล Smart Water บริหารจัดการคุณภาพน้ำและระบบบำบัดอัตโนมัติด้วย AI พร้อมระบบแจ้งเตือนและออกบิลอัตโนมัติ Smart Process ยกระดับการบริหารจัดการภายในนิคมด้วย Digital Workflow, การใช้ AI ในการวิเคราะห์และรับข้อมูลคำร้อง ปัญหาต่างๆ Ticket Analytics และการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ E-contract เป็นต้น
‘ไทยมาร์ท’ (เดิมพัน)ธุรกิจครั้งใหม่ของ ‘นอท พันธวัชร์’ บนเส้นทางอีคอมเมิร์ซ
อดีตซีอีโอกองสลากพลัส ‘นอท-พันธวัชร์’ กลับมาอีกครั้งกับ ‘ไทยมาร์ท’ แพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย กับค่า GP ต่ำสุด ตั้งเป้าให้คนไทยพูดว่า ‘ของแท้ ต้อง Thaimart’ แต่เส้นทางครั้งนี้จะต่างจากเดิมแค่ไหน ยังต้องติดตาม ‘นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์’ อดีตซีอีโอแห่ง ‘กองสลากพลัส’ ที่สร้างตำนานความสำเร็จ หลังพลิกโฉมวงการจำหน่ายลอตเตอรี่ให้เข้าสู่โลกออนไลน์ จน ’สร้างชื่อ’ ให้เป็นที่จดจำได้สำเร็จเมื่อหลายปีก่อน แม้ว่าบทสรุปของธุรกิจนั้น จะนำไปสู่ข้อกล่าวหามากมาย ทั้งการจำหน่ายเกินราคา การไม่มีใบอนุญาตขายตรง และอื่นๆ อีกตามมาเป็นพรวน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชื่อของเขาเลือนหายไปจากหน้าสื่ออยู่พักใหญ่ แต่ลึกๆ แล้วเชื่อว่า อดีตซีอีโอกองสลากพลัส คนนี้ยังคงพยายามปรับตัวเพื่อสร้างตัวตนอีกครั้งในโลกธุรกิจแบบไม่ท้อ เห็นได้จากการลองผิดลองถูกร่วมกับทีมงานของเขาในหลายรูปแบบทั้งไลฟ์สดขายของ และในโครงการต่างๆ รวมถึงการเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคเปลี่ยน ในครั้งนั้น หลังธุรกิจกองสลากพลัส ต้องยุติกิจการในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเปลี่ยนผ่านกิจการในชื่อใหม่ ลอตเตอรี่พลัส หรือ นกพลัส แอปพลิเคชันซื้อลอตเตอรี่ออนไลน์บนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ใช้ Passion นำทางธุรกิจ ล่าสุด ในช่วงต้นปีนี้ ‘นอท’ กลับมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ผ่านการโพสต์ข้อความบนบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัวของเขา @notpanthawat เพื่อประกาศถึงการมาของธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า ‘ไทยมาร์ท’ (Thaimart) อีกหนึ่งตัวต่อชิ้นล่าสุด ภายใต้ ‘Passion’ ใหม่ของเขาที่ต้องการจะเปลี่ยนอนาคตธุรกิจไทย แล้วไทยมาร์ท (Thaimart) คืออะไร? จากข้อมูล ที่ นอท-พันธวัชร์ ได้เกริ่นไว้พร้อมเปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ‘เขา’ ย้ำว่า ‘ไทยมาร์ท’ เป็น ‘แพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย’ โดยมีจุดเด่นคือ การเก็บค่า GP (Gross Profit) ต่ำที่สุด เพื่อให้ร้านค้าไทยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายหลักในการขยายตลาดและเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าไทย โดย Thaimart กำหนดค่า GP แบบขั้นบันได ดังนี้ ปีที่ 1 คิด 0% ปีที่ 2 คิด 5% ปีที่ 3 คิด 8% ปีที่ 4 คิด 10% พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมการชำระเงินจนถึงสิ้นปี 2569 และฟรีค่าขนส่ง 100,000 ออเดอร์แรก ‘นอท’ ให้เหตุผลสนับสนุนการคิดค่าจีพีลักษณะนี้ คือ ต้องการให้เวลาผู้ประกอบการไทย 4 ปีเต็มในการกอบโกยผลประโยชน์ ปรับตัว และสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยการเก็บกำไรในอนาคตนี้จะอยู่บนพื้นฐานของ ‘คำสัญญา 7 ข้อ’ ที่เน้นความโปร่งใส เป็นธรรม และเติบโตไปด้วยกันโดยไม่เอาเปรียบผู้ค้า ซึ่ง เขาเน้นย้ำให้เลิกกังวลเรื่องการขึ้นราคาในอนาคต แล้วรีบเข้ามาเปิดร้านเพื่อสร้างโอกาสตั้งตัวตั้งแต่วันนี้ดีกว่า ด้วยแนวคิดของ ‘ไทยมาร์ท’ ที่วางตำแหน่งไว้ชัดเจนว่า ‘เราไม่ใช่แพลตฟอร์มที่แข่งกันขายถูก แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ยืนอยู่บนกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์ไทยที่ต้องการเติบโตในระบบที่ยุติธรรมและพร้อมรับผิดชอบต่อสินค้าที่ตนขาย เพื่อให้คำว่า ‘ของแท้’ มีพื้นที่ยืนที่ชัดเจน Manifest Success เอาไว้ล่วงหน้า ต่อแนวคิดธุรกิจใหม่ Thaimart หลังจากเดบิวต์ อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘เขา’ ย้ำความตั้งใจพร้อมบอกเล่าไอเดีย จุดเริ่มต้นและแนวคิดในการทำธุรกิจ ‘ไทยมาร์ท’ อีกครั้ง ผ่านคลิปวิดีโอสั้นที่โพสต์ลงในช่องทางโซเชียลมีเดีย ไปก่อนหน้านี้ เช่นกัน โดย ‘นอท’ บอกว่า เขาใช้สูตรเลือกที่จะเอา ‘ความสำเร็จ’ เป็นตัวตั้งต้น ดังที่ปรากฏในข้อความ ว่า “เมื่อเราเชื่อว่ามันจะสำเร็จ มันก็สำเร็จไปแล้ว” ด้วยสิ่งนี้ เป็นเสมือนการเมนิเฟสต์ Manifest หรือ การสะกดจิตความสำเร็จเอาไว้ล่วงหน้า โดยเขาอธิบายเพิ่มว่า “ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมตัดสินใจทำ ผมก็คิดแล้วว่า ไทยมาร์ทสำเร็จแล้ว และนึกภาพวันที่มันสำเร็จแล้วว่าจะเป็นยังไง… เพียงแค่เราต้องทุ่มเท ใส่ทั้งทรัพยากรและใจทั้งหมดลงไปเท่านั้นเอง” บริบทนี้ ของ ‘นอท’ คือ สิ่งสะท้อนการทำงานโดยมีเป้าหมายสุดท้ายเป็นที่ตั้ง และเขียนวิธีการไปสู่ความสำเร็จนั้นในระหว่างทาง เดิมพันครั้งสูงในเกมใหม่ ต่อการสวมหมวกซีอีโอใบใหม่ของ ‘นอท-พันธวัชร์’ ในอาณาจักร ‘ไทยมาร์ท’ ในครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ธุรกิจใหม่ แต่กำลังเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่เขาวาดหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตของคนไทยและธุรกิจไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเขาตั้งเป้าไว้ว่า ‘วันหนึ่ง ผมอยากให้คนไทยพูดว่า ของแท้ ต้อง Thaimart’ พร้อมเตรียมแกรนด์ โอเพนนิ่ง แพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แม้ว่าการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ นอทจะไม่ได้อยู่ในโลกสีเทาใบเดิมแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่า ‘เกม’ นี้ เขายังคงวางเดิมพันไว้สูงเช่นเคย เหมือนกับแนวคิด ‘นักสู้’ ที่เขาใช้ในการก้าวข้ามอุปสรรคในอดีต ซึ่งผลลัพธ์ของเดิมพันครั้งนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามกันต่อ เช่นเดียวกับแคปชั่นที่เขาเขียนไว้ใต้โพสต์รูปหนึ่งในอินสตาแกรมสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า ‘ข้าพเจ้า ทะเยอทะยานเหลือเกิน มิใช่เพราะโลภ แต่เพราะอยากทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นความจริง’ STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘โออิชิ’ เปลี่ยนหลอด-ช้อน-กล่องให้ย่อยสลายได้ทุกสาขา เข้าลูป Circular Economy
โออิชิ เข้าถึงนิวเจนฯ สายแคร์โลก เปลี่ยนให้ หลอด ช้อน และกล่องอาหารที่ลูกค้าใช้ทุกวัน ย่อยสลายได้ทางชีวภาพด้วยเทคโนโลยี EcoRevo จาก SCGC ใช้จริงในทุกสาขาทั่วไทยตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุมทั้งในร้าน-เทคอเวย์ และ เดลิเวอรี EcoRevo ทำได้สองอย่างในเวลาเดียวกันที่พลาสติกทั่วไปทำไม่ได้ ย่อยสลายทางชีวภาพภายใต้สภาวะที่เหมาะสมตามมาตรฐาน ISO 17556 และรีไซเคิลได้ในวงจรเดิม ไม่ว่าบรรจุภัณฑ์จะจบที่ไหน ก็ไม่ตกค้างในระบบนิเวศ Roll out เต็มระบบแล้วทุกสาขาทั่วไทยตั้งแต่ปี 2567 ผลิตภัณฑ์ หลอด ช้อน กล่องอาหาร ครอบคลุมทุกช่องทางบริการทั้งในร้าน-เทคอะเวย์-และเดลิเวอรี่ พร้อมนำเข้าไปใช้จริงทั้งระบบตั้งแต่วันแรก Closed Loop คือขั้นถัดไปที่จะทำให้วงจรสมบูรณ์จริงๆ โออิชิ มีแผนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นต่อเนื่องและส่งเสริมระบบเก็บคืนเพื่อนำกลับรีไซเคิล เมื่อทำได้ครบ วัสดุจะหมุนเวียนในระบบโดยไม่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมเลย กชกร อรรถรังสรรค์ รองกรรมการผู้จัดการ (สายงานจัดซื้อและพัฒนาผลิตภัณฑ์) บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารในเครือไทยเบฟ (ThaiBev) กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) พัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเทคโนโลยีย่อยสลายทางชีวภาพ EcoRevo มาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับธุรกิจอาหาร สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญด้านบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ พร้อมสร้างทางเลือกที่ดีขึ้นให้แก่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจอาหาร ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน จากการใช้เทคโนโลยี EcoRevo มาประยุกต์ใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานจริงในร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิทั่วประเทศ “เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ขณะที่ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ยังผลักดันการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม และครบวงจร ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การส่งเสริมระบบการจัดเก็บคืน เพื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ (Closed Loop) การลดปริมาณขยะตกค้างในระบบนิเวศ ขณะที่เทคโนโลยี EcoRevo นอกจากช่วยให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแล้ว ยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามมาตรฐานสากล ISO 17556 กชกร กล่าวว่า ปัจจุบัน โออิชิได้นำบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาร่วมกับเอสซีจีซีมาใช้งานจริง ในร้านอาหารญี่ปุ่นเครือโออิชิทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา โดยบรรจุภัณฑ์ที่เริ่มใช้งานแล้ว ได้แก่ หลอด, ช้อน และ กล่องอาหาร ซึ่งผลิตจากพลาสติกที่ผสานเทคโนโลยี EcoRevo ทำให้มีคุณสมบัติย่อยสลายทางชีวภาพภายใต้สภาวะที่เหมาะสม พร้อมรองรับ ทุกช่องทางการให้บริการ อาทิ รับประทานภายในร้าน ซื้อกลับบ้าน (Takeaway) บริการจัดส่งอาหาร (Delivery) โดย โออิชิมีแผนต่อยอดการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น ด้าน ‘สุรชา อุดมศักดิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเอสซีจีซี มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพอลิเมอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการจัดการขยะแบบ Closed Loop ด้วย จากความร่วมมือระหว่าง ‘โออิชิ’ และ ‘เอสซีจีซี’ สะท้อนการทำงานร่วมกันของภาคธุรกิจอาหารและภาคอุตสาหกรรมพอลิเมอร์ และเป็นตัวอย่างการนำหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปฏิบัติจริง ผ่านนวัตกรรมการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นอีกหนึ่งแนวโน้ม ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ ต่างมองหาและให้ความสำคัญ ในปัจจุบัน
เงินโฆษณาไทยหด แต่ค้าปลีก-ดิจิทัลพุ่ง MI ลุ้นสิ้นปี69เม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล.
MI Group เผยโฆษณาไทย 5 เดือนแรกหด 4.48% แต่มองครึ่งปีหลังฟื้น ดันทั้งปีแตะ 83,869 ล้านบาท ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซครองอันดับ 1 ขณะที่ทีวีดิจิทัลเหลือมูลค่าไม่ถึง 40% ของจุดสูงสุดเมื่อ 10 ปีก่อน สื่อดิจิทัล เจ้าเดียวที่โตในตลาดโฆษณาครึ่งปีแรก 5 เดือนแรกปี 2569 สื่อดิจิทัลมูลค่า 13,394 ล้านบาท โต 1% ส่วนทีวีและ OOH ติดลบ 9% และ 6% ตามลำดับ โดย Nestle เป็นแบรนด์ที่ทุ่มงบโฆษณาเพิ่มสูงสุดถึง 46% สวนกระแสตลาดหดตัว ทีวีดิจิทัลหายไปกว่า 60% ในรอบ 10 ปี จากสูงสุด 77,111 ล้านบาทในปี 2556 เหลือคาดการณ์เพียง 29,149 ล้านบาทในปีนี้ ช่องจาก 6 เป็น 24 แต่เม็ดเงินหด เหลือผู้เล่นแค่ 14 ช่องและยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซครองแชมป์ แต่คู่แข่งจีนกดดันหนัก ไทยมีนักช้อปออนไลน์กว่า 40 ล้านคน และเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของอาเซียน แต่สินค้าจีนแข่งได้ทั้งราคา ความเร็ว และเทคโนโลยี กดดันผู้ประกอบการไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด (MI Group) กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัว -4.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอุตสาหกรรมสื่อในครึ่งหลังปี 2569 นี้ มองว่าอาจเห็นสัญญาณบวกมากขึ้น จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การใช้จ่ายที่อาจทยอยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ จากปัจจัยดังกล่าว คาดผลักดันภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาทั้งปี 2569 จะหดตัวเพียง -1.3% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 83,869 ล้านบาท ซึ่งแม้ยังติดลบ แต่ถือว่าดีกว่าทิศทางที่ปรากฏในช่วงต้นปี ขณะที่ใน 5 เดือนแรกของปี 2569 มานี้ พบว่าสื่อ 3 กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ สื่อดิจิทัล 13,394 ล้านบาท โต 1% (เป็นสื่อเดียวที่เติบโต) สื่อทีวี 11,924 ล้านบาท ลดลง 9% สื่อ OHM 5,586 ล้านบาท ลดลง 6% โดย 5 กลุ่มบริษัทที่ใช้งบโฆษณามากสุด คือ Nestle 1,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% Unilever 1,293 ล้านบาท ลดลง 9% เทพไทย/OK Herbal 858 ล้านบาท ลดลง 16% P&G 564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% Colgate-Palmolive 528 ล้านบาท ลดลง 8% ปัจจัยกดดันไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบสะสมจากหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการปรับลดกำลังคนในหลายอุตสาหกรรมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและการมาแทนที่ของ AI ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรม/สินค้าและบริการที่คาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ได้แก่ Retail / E-Commerce (อันดับ 1 ต่อเนื่อง) Websites & Apps (โตแรงที่สุด) Non-Alcohol Beverages (FMCGs แข่งขันสูง) Government Announcement (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว) Skincare (FMCG แข่งขันสูง) Motor Vehicles (EV จากจีน) Dairy Products (นม Plant-based) Leisure/Concert/Exhibition Pharmaceuticals/ Vitamin Supplement Communications/Telco (เน้นการ Bundle กับ Streaming ในเครือ) ปี2569 สื่อทีวี มูลค่า 2.9 หมื่นล. ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 (2013) เม็ดเงินโฆษณาในสื่อโทรทัศน์มีมูลค่าสูงถึง 77,111 ล้านบาท แต่ในปีนี้ MI GROUP คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเหลือเพียง 29,149 ล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ของระดับสูงสุดเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล จาก 2,783 ล้านบาทในปี 2555 (2012) [*อาจมีข้อจำกัดในการรวรวมและจัดเก็บข้อมูลในขณะนั้น] คาดว่าตัวเลขในปีนี้จะสูงถึง 32,145 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 10 เท่า (ข้อมูลโดย DAAT) “โทรทัศน์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน ด้วยผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิง แต่ต้องการความสะดวก ความรวดเร็ว และประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต” ภวัต กล่าววว่า ในอดีต สื่อโทรทัศน์เคยมีเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี รองรับจำนวนช่อง Free TV เพียง 6 ช่องและเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือได้อย่างทั่วถึง แต่ในยุคทีวีดิจิทัล แม้จำนวนช่องจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง กลับมีเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายช่องไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเหลือผู้เล่นเพียง 14 ช่อง และเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และผู้ชม ขณะที่ยังไม่เห็นทิศทางการปรับตัวที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพลิกฟื้นความสามารถในการแข่งขันและดึงผู้ชมกลับคืนมา” จีน ผู้ทรงอิทธิพลอีคอมเมิร์ซไทย ภวัต กล่าวต่อถึงภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลในไทยซึ่งพบว่ามีอัตราการเติบโตอึอมเมิร์ซ (E-Commerce) สูงที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยผู้บริโภคชาวไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 เปลี่ยนผ่านพฤติกรรมจากออฟไลน์ (Offline) สู่ ออมนิ ชาแนล (Omni Channel อย่างถาวร) ที่เชื่อมโยงกันทุกช่องทาง โดยไทยมีนักช้อปออนไลน์มากกว่า 40 ล้านคน สัดส่วนกว่า 76% ของคนไทยช้อปออนไลน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง จากการเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเช่นกัน เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัล ลดข้อจำกัดด้านพรมแดนทางการค้า คู่แข่งจากทั่วโลก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้น สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านราคา ความเร็วในการพัฒนาสินค้า และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารต้นทุน “ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือความท้าทายจากปัจจัยเหล่านี้ จากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ภวัต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตสูง แต่การเข้าถึงอาจยังไม่เท่าเทียมทั้ง สัญญาณ ค่าใช้จ่าย และทักษะดิจิทัล ขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังควบคุมข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม และวิธีคิดของคนไทยผ่านอัลกอริทึม โดยไม่มีพันธกิจสาธารณะเหมือนสื่อมวลชน ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ จากสื่อหลักอ่อนแอลง ส่งผลกระทบคนในระบบนิเวศสื่อไทยนับแสนถึงนับล้านคน ทั้งนักข่าว โปรดักชั่น อินฟลูเอนเซอร์ และคนทำคอนเทนต์ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘คนไทย’ เสียอธิปไตยสื่อ แพลตฟอร์มต่างชาติได้ฟรีคอนเทนต์-เงินโฆษณา
‘คนไทย’ เสียอธิปไตยสื่อ แพลตฟอร์มต่างชาติได้ฟรีคอนเทนต์-เงินโฆษณา
MI Group เร่งแผนสร้างอธิปไตยสื่อไทยใน 2 ปีก่อนหมดสัมปทานทีวีดิจิทัล ตัดวงจรเสียดุลเม็ดเงิน-ข้อมูลเชิงลึกพฤติกรรมบริโภคคนไทยไหลออกนอกประเทศ อัลกอริทึ่มต่างชาติคุมข้อมูลข่าวสาร เม็ดเงิน ข้อมูล และ AI ของคนไทยกำลังไหลออกในวงจรเดียวกัน เงินโฆษณาไหลออก → -ข้อมูล ไหลออก → เอไอ เรียนรู้จากคนไทย → อัลกอริทึ่ม ถูกกำหนดจากต่างชาติ ไทยไม่ได้เสียแค่รายได้ แต่กำลังเสียอำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยเห็น เชื่อ และตัดสินใจ อีก 2 ปีใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดพร้อมกัน คือจังหวะเดียวที่มี ในปี 2572 สัมปทานทีวีดิจิทัลทั้งหมดหมดอายุพร้อมกัน MI Group มองเป็นโอกาสรีเซ็ตโครงสร้างสื่อไทยทั้งระบบ หากไม่มีแผนรองรับตอนนี้ ไทยจะเสียโอกาสสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้จริง MI Group เสนอ 6 ยุทธศาสตร์เปลี่ยนสื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ครอบคลุมพลังคอนเทนต์ไทย, พันธมิตรสื่อไทย , การแลกเปลี่ยนข้อมูล, ระบบนิเวศเอไอของไทย, จากมีเดียสู่แพลตฟอร์ม และ การรู้เท่าทันดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสื่อไปสู่การวางโครงสร้างสื่อระดับประเทศ ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด (MI Group) กล่าวในฐานะนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2572 ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในประเทศไทยทั้งหมดจะหมดอายุสัมปทานพร้อมกันในอีก 2 ปีข้างหน้าโดยในช่วงระหว่างนี้เป็นโอกาสเตรียมความพร้อมโครงสร้างสื่อประเทศไทยให้ครบวงจรระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งผู้ผลิตสื่อ (Media), ตัวแทนสื่อโฆษณา (Media Agency) และ ครีเอเตอร์-อินฟลูเอ็นเซอร์(Content-Influencer) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อทั้งอีโคซิสเต็มให้อยู่รอดร่วมกัน โดยไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มสื่อต่างชาติ “แบรนด์สินค้า ผู้ประกอบการธุรกิจไทย รวมถึงเอเยนซี ต่างจ่ายเงินให้กับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างชาติรายใหญ่ระดับโลกเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องแนวโน้มการใช้เงินในสื่อดิจิทัลที่เติบโตและเป็นสื่อเดียวที่เติบโตใน 5 เดือนแรกปีของ 2569 มีมูลค่าราว 13,394 ล้านบาท” จากโซเชียลมีเดียสู่ซูเปอร์แพลตฟอร์ม ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสื่อไทยต้องเร่งปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเพื่อคงบทบาทการเป็นสื่อหลักที่คนไทยเป็นเจ้าของให้มีคุณค่าและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต่อไป “สิ่งที่น่ากังวล คือความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่กำลังถูกท้าทายในยุคที่คู่แข่งจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้น จากคอมมูนิตี้สู่ซูเปอร์แพลตฟอร์ม” ขณะที่ แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ได้เติบโตไปสู่ซูเปอร์ แพลตฟอร์ม (Super Platform) ที่รวมทั้งการสื่อสาร ความบันเทิง การค้นหาข้อมูล การซื้อขายสินค้า และการชำระเงินไว้ในระบบเดียวกัน และในหลายกรณียังทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้บริการดิจิทัล เจ้าของสินค้า ผู้ให้บริการทางการเงิน และผู้กำหนดกติกาของตลาดในเวลาเดียวกัน โดยเม็ดเงินโฆษณาในปัจจุบัน ไม่ได้แค่ย้ายจากสื่อเดิมไปสู่สื่อใหม่ แต่กำลังไหลเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อม สื่อ(Media), การค้า (Commerce) และข้อมูล (Data) เข้าด้วยกัน ทำให้แพลตฟอร์มสามารถครอบครองทั้งความสนใจของผู้บริโภค ข้อมูล และธุรกรรมทางเศรษฐกิจในวงจรเดียว อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เงินโฆษณาไทยหด แต่ค้าปลีก-ดิจิทัลพุ่ง MI ลุ้นสิ้นปี69เม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล นอกจากนี้ ยังมึความน่ากังวลหลายด้านจากการไหลผ่าน (Flow) ดังนี้ เม็ดเงินไหลออกไปต่างประเทศ → Data ไหลไปต่างประเทศ → AI เรียนรู้จากข้อมูลคนไทย → Algorithm ถูกกำหนดจากต่างประเทศ จากความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อไทยไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ยังหมายถึงการย้าย ‘มูลค่า’ ออกนอกประเทศในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งกำไร ข้อมูล และองค์ความรู้ที่เกิดจากข้อมูลเหล่านั้น โดยเมื่อผู้บริโภค ใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลกมากขึ้น กำไรจากธุรกิจโฆษณาส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ และธุรกรรมของผู้บริโภคไทยก็ถูกสะสมอยู่บนระบบที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ และถูกนำไปใช้พัฒนา AI และอัลกอริทึมที่มีบทบาทต่อการมองเห็นข้อมูล ข่าวสาร สินค้า และบริการของคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ “สิ่งที่กำลังไหลออกจากประเทศไทยอาจไม่ใช่แค่เม็ดเงินโฆษณา แต่คือกำไร ข้อมูล ความรู้ของ AI และอำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยเห็น เชื่อ และตัดสินใจ” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจขายของออนไลน์ในกลุ่มผู้ประกอบการส่วนบุคคลรายย่อย (พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์) รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ ที่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับภูมิภาค ซึ่งแม้ว่ามาร์เก็ตเพลส (Marketplace) เหล่านี้จะให้บริการในไทย แต่ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคต่างๆ ก็จะถูกส่งไปยังต้นสังกัดบริษัทแม่ต่างชาติเช่นกัน ถือเป็นข้อมูลทางการตลาดเชิงลึกที่ไม่ได้ตกอยู่ในมือของคนไทย “อีกสองปีหน้าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุสัมปทาน เป็นจังหวะที่ทุกคนควรมารวมกันเป็นหน่วยกลางที่เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่มีในตอนนี้ โดยนำคอนเทนต์มารวมกับมาร์เก็ตเพลส เพื่อสร้างแพลตฟอร์มของไทย ซึ่งจะทำให้เห็นพฤติกรรมการซื้อโดยตรง ไม่ใช่แค่ข้อมูลคอนเทนต์แต่เชื่อมกับพฤติกรรมการซื้อได้จริง” ภวัต ย้ำว่า ประเทศไทยต้องเร่งแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ และยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อและข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล เพราะในศตวรรษที่ 21 สื่อและข้อมูลข่าวสารไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (National Media & Information Infrastructure) ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน ความเข้มแข็งของสังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังต้องออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลที่ประกอบด้วย Free TV Radio, OTT Streaming Social Media Digital Platform Out-of-Home Media 6 ยุทธศาสตร์รักษาอธิปไตยสื่อไทย ภวัต กล่าวต่อว่า MI Group ได้เสนอแนวคิดใหม่ : From Media Industry → National Attention Infrastructure ‘โครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย’ ครอบคลุมทั้งด้านข้อมูล (Data Sovereignty), ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ (Economic Competitiveness) และอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Cultural Influence) ของประเทศไทย ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้ Thai Content Power ‘สื่อไทยจะสู้ได้ด้วย Content เท่านั้น’ สร้าง Content ที่สะท้อนภาษา วัฒนธรรม และบริบทของคนไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่แพลตฟอร์มระดับโลกไม่สามารถลอกเลียนได้ Thailand Media Alliance ‘รวมพลังสื่อไทย’ รวมพลังผู้ประกอบการสื่อ คอนเทนต์ และครีเอเตอร์ไทย เพื่อสร้างขนาดและอำนาจการแข่งขันร่วมกัน Thailand Data Exchange ‘ให้ธุรกิจไทยสามารถเชื่อมข้อมูลกันภายใต้กติกาที่ปลอดภัย’ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดจากคนไทยสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย Thai AI Ecosystem ‘สร้างนิเวศ AI ของไทยเอง’ ลงทุนใน AI ภาษาไทย ฐานข้อมูลไทย และองค์ความรู้ไทย เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างประโยชน์จากบริบทของประเทศไทย From Media to Platform ‘คิดแบบ Ecosystem’ ยกระดับธุรกิจสื่อจากการขาย Reach และ Impression สู่การสร้าง Content → Audience → Community → Commerce → Data Digital & AI Literacy สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยเข้าใจคุณค่าของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึมและ AI ที่มีต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจ ภวัต ย้ำว่า ขณะนี้ถือเป็นวิกฤตเงียบประเทศไทย เมื่อสื่อหลักกำลังอ่อนแอ เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ และอนาคตข้อมูลข่าวสารและค่านิยมของคนไทยกำลังถูกกำหนดจากภายนอก แม้ปัญหาไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศอย่างเดียว แต่สะสมจากความขัดแย้งโลก เศรษฐกิจฟื้นช้า กำลังซื้อหด และเอไอ เข้ามาแทนที่แรงงานในหลายอุตสาหกรรม หากไม่มีแผนระดับชาติและการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ไทยจะสูญเสียไม่แค่ธุรกิจสื่อ แต่สูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเอง นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมสื่อหรือการค้าปลีก แต่จะขยายไปสู่ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวมอีกด้วย
ผ้านุ่มแต่อับกลิ่น Pipper Standard ปลดล็อกเส้นใยสลายแบคทีเรียไม่ทำร้ายผิว
ใหม่! ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE) เมื่อ ‘ความนุ่ม’ กลายเป็นที่กักเก็บเหงื่อและแบคทีเรีย : ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE) ปลดล็อกเส้นใยผ้าให้ระบายอากาศได้จริง สลายกลิ่นอับด้วย ODOURCO® เทคโนโลยีโดยไม่มีสาร Quats ทำร้ายผิว หนึ่งในความลับที่ทำให้ผ้าเหม็นอับง่ายกว่าปกติ คือสารกลุ่ม Quats (Quaternary ammonium compounds)ที่เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มทั่วไป ซึ่งทำหน้าที่เหมือน “แว็กซ์” เคลือบเส้นใยผ้าเพื่อให้ผ้านุ่ม ลื่น แต่การเคลือบนี้กลับไปอุดตันช่องว่างในใยผ้า ทำให้ผ้าสูญเสียการระบายอากาศ (Breathability) และดักจับความชื้นและแบคทีเรียจากเหงื่อไว้ข้างใน จนกลายเป็นแหล่งสะสมของกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงขึ้นเมื่อเจออากาศร้อน มร. ปีเตอร์ เวียนแมน (Peter Wainman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Equator Pure Nature จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากธรรมชาติภายใต้ตราสินค้าพิพเพอร์ สแตนดาร์ด ซึ่งเริ่มต้นแบรนด์จากประสบการณ์การแพ้สารเคมีในน้ำยาปรับผ้านุ่มอย่างรุนแรง เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี และย้ำถึงความตั้งใจในการเปลี่ยนมาตรฐานการดูแลเสื้อผ้าว่า “เราเลือกใช้นวัตกรรมที่แตกต่าง ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE) เป็นสูตร Quats-free และ Silicone-free เพราะเราเข้าใจดีว่าในสภาพอากาศร้อน ผ้าที่ ‘หายใจได้’ คือหัวใจสำคัญ เราใช้เอนไซม์ธรรมชาติจากสับปะรดและเลซิตินจากถั่วเหลืองมาทำให้ผ้านุ่มแทน ผลที่ได้คือผ้าที่ระบายความร้อนและเหงื่อได้ดี ลดการสะสมของกลิ่นอับสะสมที่ต้นทางได้อย่างยั่งยืน” นวัตกรรมเพื่อคนรักสุขภาพและสายแอคทีฟ: ปลดล็อกเส้นใยผ้าให้ระบายอากาศได้: เมื่อใยผ้าไม่ถูกเคลือบด้วยสารเคมีประเภทควอทส์หรือซิลิโคน ผ้าจึงระบายอากาศได้ดีขึ้น ลดโอกาสการเกิดกลิ่นอับสะสมแม้ในวันที่ต้องออกแรงหรือเล่นกีฬา ODOURCO® Technology: ช่วยลดกลิ่นฝังแน่นในใยผ้า ให้กลิ่นเลมอนโซดาที่สะอาดสดชื่นโดยไม่เสี่ยงต่อการระคายเคือง ปราศจากสารเคมี: ปราศจากพาราเบน แอลกอฮอล์ และสารเคมีอันตราย อาทิเช่น SLS, LAS, SLES, Formaldehyde, Quats ออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งสุขภาพผิวและประสิทธิภาพในการจัดการกลิ่นเหงื่อที่รุนแรงในหน้าร้อน สร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE) จาก ‘ความนุ่มที่อุดตัน’ เป็น ‘ความนุ่มที่ระบายอากาศ’ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งผ้าและคุณ ด้าน “เส้นใยผ้า” คืนความนุ่มนวลและระบายอากาศได้อย่างอิสระ ไม่สะสมความชื้นและกลิ่นอับจากเหงื่อ “สุขภาพผิว” ปลอดภัยจากการสัมผัสสาร Quats เปลี่ยนกิจวัตรการดูแลผ้าให้เป็นการดูแลตัวคุณและคนที่คุณรักได้อย่างสมบูรณ์แบบ สัมผัสพลังธรรมชาติที่จริงใจต่อคุณและโลกได้แล้ววันนี้: ติดตามข้อมูล:-Facebook: Pipper Standard Thailand-Instagram: @pipperstandard-Line Official Account: @pipperstandard สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Website: https://www.pipperstandard.com Shopee: https://shopee.co.th/pipperstandard Lazada: https://www.lazada.co.th/shop/pipper-standard Tiktok: https://www.tiktok.com/@pipperstandard_th
แรงงานไทย 85% พร้อมหางานใหม่ในยุคขึ้นเงินเดือนอย่างเดียวไม่พอรักษาคนเก่ง
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดผลสำรวจตลาดแรงงานไทยกลางปี 2569 พบพนักงานกว่า 85% มองหางานใหม่ และเกินคาดหวังเงินเดือนขึ้นในปีนี้ พนักงานไทย 85% มองหางานใหม่ พร้อมรับโอกาสใหม่อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังทำงานอยู่และรู้สึกผูกพันกับองค์กร โดยองค์กร ที่นิ่งนอนใจคิดว่าพนักงานพอใจแล้วปลอดภัย คือองค์กรที่เสี่ยงที่สุด 56% คาดหวังขึ้นเงินเดือนปีนี้ แต่เงินอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ปัจจัยที่ทำให้อยู่ต่อ คือ ความยืดหยุ่น 41% ความมั่นคง 38% และผู้บริหารที่เปิดกว้าง 30% แปลว่าองค์กรที่ขึ้นเงินแต่ไม่แก้วัฒนธรรม ยังเสียคนได้อยู่ดี การประเมินประสิทธิภาพการทำงาน (Performance Review) ที่ดีเพิ่มความผูกพัน ได้จริง พนักงาน 40% รู้สึกผูกพันและมีแรงจูงใจมากขึ้นหลัง Performance Review ล่าสุด และมีเพียง 9% ที่รู้สึกแย่ลง แอนดรูว์ พาวเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ของกลุ่มบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทสรรหาบุคลากรระดับโลก เผยว่า ในปี 2569 องค์กรยังเผชิญความท้าทายต่อเนื่องทั้งการสร้างความไว้วางใจ ความผูกพัน และความหมายในการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพในตลาดแรงงานไทยที่มีการแข่งขันสูง โดยองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างเปิดกว้าง การลงทุนในการพัฒนาและเติบโตของพนักงาน รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่น เปิดกว้าง และส่งเสริมการมีส่วนร่วม จะสามารถสร้างความแตกต่างและก้าวขึ้นเป็นองค์กรที่พนักงานต้องการร่วมงานด้วยมากที่สุด ทั้งนี้ ยังได้จัดทำผลสำรวจช่วงกลางปี 2569 พบว่า พนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่ง (56%) คาดหวังว่าจะได้รับการพิจารณาปรับเงินเดือนภายในปีนี้ ขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่มองว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการปรับเงินเดือน โดยความเชื่อมั่นดังกล่าวยังคงอยู่ แม้ภาคธุรกิจทั่วโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจจะชี้ให้เห็นว่าการประเมินผลงานและการพิจารณาปรับเงินเดือนมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยพนักงานใช้การพูดคุยดังกล่าวเป็นโอกาสในการประเมินเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของตนในระยะยาว แต่สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญกลับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องค่าตอบแทนเท่านั้น โดยพบ 4 ปัจจัยดังนี้ รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (41%) ความมั่นคงในการทำงาน (38%) การบริหารจัดการที่เปิดกว้างและมีประสิทธิภาพ (30%) วัฒนธรรมองค์กรที่สร้างแรงบันดาลใจ (30%) “ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่พนักงานให้ความสำคัญในการเลือกนายจ้าง” อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้จะมีความพร้อมมากกว่าในการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพ ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีความเข้มข้นมากขึ้น แอนดรูว์ กล่าวว่าการสร้างความผูกพันและความหมายในการทำงาน เป็นสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง โดยพบว่า พนักงานกว่า 40% ในองค์กรในประเทศไทยรู้สึกมีความผูกพันต่อองค์กรและมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น หลังการประเมินผลงาน (performance review) ล่าสุด ขณะที่มีพนักงานเพียง 9% เท่านั้นที่ระบุว่ากระบวนการประเมินผลงานส่งผลให้ความรู้สึกเชิงบวกต่อการทำงานและองค์กรลดลง ซึ่งช่วยให้องค์กรมีความมั่นใจต่อระดับความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แอนดรูว์ ย้ำว่า การประเมินผลงานกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการบริหารจัดการบุคลากร โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่องค์กรต้องสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของพนักงานและการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ “พนักงานต้องการทราบว่าทักษะและความสามารถของตนได้รับการยอมรับและให้คุณค่ามากน้อยเพียงใด มีโอกาสเติบโตในสายอาชีพอย่างไร และองค์กรมีการลงทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาวของพวกเขาหรือไม่” 85% พนักงานไทยพร้อมหางานใหม่ ด้าน ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ให้ความเห็นว่า แม้ว่าการประเมินผลงานจะมีส่วนช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อบทบาทการทำงานในปัจจุบันของพนักงาน แต่ผลการสำรวจยังพบว่า พนักงานในประเทศไทยกว่า 85% ยังคงเปิดรับและพร้อมพิจารณาโอกาสงานใหม่อยู่ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไม่ควรให้ความสำคัญเพียงการสร้างความผูกพันภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างคุณค่าและโอกาสที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน เพื่อให้พวกเขามองเห็นเหตุผลที่ชัดเจนในการเติบโตและอยู่กับองค์กรต่อไปในระยะยาว สิ่งไหน? ที่ทำให้พนักงานอยู่ต่อ โดยผลการสำรวจยังพบอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอยู่กับองค์กรของพนักงาน ได้แก่ โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพ วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นบวกและเปิดกว้าง ความยืดหยุ่นด้านเวลาและสถานที่ทำงาน ขณะที่รูปแบบการบริหาร พนักงานให้ความสำคัญกับผู้นำที่มีภาวะผู้นำแบบชี้นำ (authoritative leadership) ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางและความคาดหวังที่ชัดเจน (37%) รองลงมาคือผู้นำที่มีภาวะผู้นำแบบสร้างการเปลี่ยนแปลง (transformational leadership) ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (32%) อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานในประเทศไทยกว่า 85% ยังเปิดรับโอกาสงานใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันมีการแข่งขันเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้นการสื่อสารอย่างเปิดกว้างและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนได้รับการรับฟังและมีส่วนร่วมกับวิสัยทัศน์ขององค์กรและช่วยให้องค์กรเข้าใจถึงสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งด้านโอกาสในการเติบโต ความยืดหยุ่นในการทำงาน หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่สร้างแรงบันดาลใจ ขณะที่ ในปัจจุบัน การรักษาพนักงานไว้กับองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเสนอค่าตอบแทนที่สามารถแข่งขันได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างความหมายในการทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากองค์กร
ธนาคารกลางทั่วโลก 45% ซื้อทองเพิ่ม 12 เดือนหน้า ส่งสัญญาณขาขึ้น
YLG มองราคาทองแตะ 4,000 ดอลลาร์ฯ โซนสร้างฐาน หลังธนาคารกลาง 45% เตรียมซื้อทองเพิ่มใน 12 เดือน นักลงทุนควรมองยาวและใช้ DCA รับมือความผันผวนระยะสั้น สัญญาณสถิติชี้โซน 4,000 ดอลลาร์คือจุดสร้างฐาน ราคาทองต่ำกว่า SMA200 อยู่ 6% และในอดีตตั้งแต่ปี 2557 เกิดแบบนี้ 7 ครั้ง ทุกครั้งราคาสร้างฐานแล้วฟื้นตัวกลับขึ้น-ดาวน์ไซต์เริ่มจำกัด ธนาคารกลาง 45% เตรียมซื้อทองเพิ่มใน 12 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจ WGC จาก 76 ธนาคารกลางทั่วโลก พบ 89% เชื่อทุนสำรองทองโลกจะเพิ่มขึ้น และ 74% มีแผนลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐในอีก 5 ปีข้างหน้า DCA กลยุทธ์รับมือทองระยะสั้นผันผวน แต่ระยะยาวขาขึ้น แนะทยอยซื้อสะสมช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ไม่ต้องรอจังหวะที่ใช่ซึ่งคาดเดาได้ยาก ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าราคาทองคำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (22-28 มิ.ย.) ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปรับฐานลงมาโซน 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมาจากการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี ณ ราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ย (SMA) 200 วัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,474 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์แล้ว พบว่าต่ำกว่าเส้นดังกล่าว 10.6% และจากสถิตินับตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน มีอยู่ทั้งหมด 7 ครั้งที่ราคาทองคำจะปรับตัวลงมาต่ำกว่าเส้น SMA200 ลึกสุดที่ราว 10% เช่นกัน และราคาจะเริ่มสร้างฐานได้ จนกลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง จึงเป็นข้อมูลทางสถิติที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก ส่วนในระยะยาวทองคำมีโอกาสปรับตัวเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การเดินหน้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งสภาทองคำโลก (WGC) ระบุข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกกว้านซื้อทองคำเก็บสะสมเฉลี่ยสูงถึง 1,000 ตันต่อปี ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้าที่เฉลี่ยอยู่แค่ 500 ตันต่อปี การเร่งสะสมทองคำอย่างดุเดือดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง ธนาคารกลางทั่วโลก ส่งสัญญาณ นอกจากนี้สภาทองคำโลกยังได้สำรวจความคิดเห็นมีธนาคารกลางทั่วโลกเกี่ยวกับทิศทางความต้องการทองคำหลังจากนี้ ซึ่งมีธนาคารกลางเข้าร่วมตอบแบบสอบถามทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 76 แห่ง โดยมีประเด็นน่าสนใจดังนี้ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ถึง 89% เชื่อว่าปริมาณทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะ ‘เพิ่มขึ้น’ อีกใน 12 เดือนข้างหน้า โดย 45% ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสอบถาม ตั้งใจจะ ‘เพิ่มการซื้อทองคำเข้าคลังของตัวเอง’ ส่วนใหญ่ที่เหลือบอกว่าจะถือเท่าเดิม มีแค่ 1% เท่านั้นที่คิดจะลดการถือครอง ทองคำทำผลงานได้ดีในช่วงวิกฤต คือเหตุผลสำคัญในการซื้อเพิ่ม อีกทั้งยังช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต, ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และที่สำคัญคือ ใช้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ 74% มีแผนลดการถือครอง ‘เงินดอลลาร์สหรัฐ’ ในทุนสำรองโลกจะ ลดลงอย่างปานกลางถึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่สัดส่วนของเงินยูโรและเงินหยวนจะเท่าเดิม แต่สัดส่วนการถือครอง ‘ทองคำจะเพิ่มขึ้น’ จากผลสำรวจนี้ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งยังคงให้น้ำหนักทองคำเป็นขาขึ้นในระยะยาว สำหรับคำแนะนำนักลงทุนในภาวะที่ทองคำระยะสั้นยังปรับตัวลดลงได้อีก แต่ระยะยาวยังเป็นขาขึ้นนั้น จึงมองว่าการใช้กลยุทธ์การทยอยซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ฐิภา เสริมว่า วายแอลจี มีบริการแอปพลิเคชัน YLG Get Gold เปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุน รวมถึงนักลงทุนมือใหม่และรายย่อยสามารถสะสมทองคำง่ายๆ โดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2 นอกจากนี้ วายแอลจียังมีบริการซื้อขาย Gold Spot และ Silver Spot ผ่าน YLG Futures เปิดให้บริการเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ หรือ Ultra High Net Worth Investors (UHNW) ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขการเปิดบัญชี ขั้นตอนการใช้งานแพลตฟอร์ม และข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ โทร. 02-687-9999 LINE Official Account: @ylgglobalmarket (คำเตือน: การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ลักษณะสินค้า เงื่อนไขการซื้อขาย ค่าใช้จ่าย การคำนวณกำไรขาดทุน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน)
กวิน จัดสองบิ๊กอีเวนต์ใหญ่กระตุ้นตลาดโฮเรก้าและเครื่องดื่มปี 2026
กวิน อินเตอร์เทรด เตรียมจัด 2 บิ๊กอีเวนต์ TRAFS และ PUB BAR ASIA 2026 ปลุกตลาด HoReCa และ เครื่องดื่ม กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ TRAFS และ PUB BAR ASIA 2026 โดย กวิน อินเตอร์เทรด ประกาศจัด 2 งานแสดงสินค้าพร้อมกัน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โรงแรม Food Service และสถานบันเทิง ได้พบกับแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศที่ขนทัพสินค้าและบริการมาแสดงเพื่อรองรับไฮซีซั่นปลายปี พร้อมร่วมกิจกรรมไฮไลต์มากมาย ตลอด 4 วันจัดงานระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม นี้ ณ ฮอลล์ 100-101 ไบเทค กรุงเทพฯ คาดดึงผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ และสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการเจรจาธุรกิจกว่า 600 ล้านบาท นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า การผนึกกำลังจัดงาน Thailand Retail, Food & Hospitality Services หรือ TRAFS 2026 และ PUB BAR ASIA 2026 ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์ม B2B ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร เครื่องดื่มและสถานบันเทิง โดยครอบคลุมซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานทั้งสองจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม นี้ ณ ฮอลล์ 100-101 ไบเทค กรุงเทพฯ ซึ่งไฮไลท์ของงานปีนี้ที่น่าสนใจคือพาวิลเลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่นที่จะนำเสนอสาเกที่มีชื่อในแต่ละเมืองมานำเสนอให้ชิม วัตถุดิบอาหารและของใช้โรงแรมจากเกาหลีและอินเดีย รวมถึงคราฟต์เบียร์จากประเทศจีนที่ต้องการเจาะตลาดประเทศไทยด้วย งาน TRAFS 2026 ถือเป็นการปลดล็อคโอกาสธุรกิจอาหารและการบริการอาเซียน จัดขึ้นภายใต้ธีม Unlock Global Opportunities for ASEAN Food and Hospitality Markets รวบรวมสินค้าจัดแสดงออกเป็น 7 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดอาหาร เครื่องปรุง และวัตถุดิบ (Food, Ingredients & Raw Materials) ซึ่งรวมอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง ของทานเล่น เนื้อสัตว์และอาหารทะเล วัตถุดิบ เบเกอรี่และอาหารนำเข้า อาหารเส้น ฯลฯ หมวดเครื่องดื่ม ชา และกาแฟ (Beverages, Tea & Coffee) ที่รวมเมล็ดกาแฟ ชา อุปกรณ์ชงชา-กาแฟ ชาดอกไม้ นอกจากนี้ยังมี เครื่องดื่มทั่วไป เครื่องสกัดน้ำผลไม้ เป็นต้น หมวดเครื่องครัว อุปกรณ์ของใช้ในครัว (Kitchen & Bakery equipment) ที่รวมจาน ชาม แก้ว มีด ภาชนะบนโต๊ะอาหาร เครื่องล้างจาน เครื่องครัวแสตนเลสและระบบความเย็น ตู้แช่/ตู้เย็นเชิงพาณิชย์เครื่องกรองน้ำดื่ม เป็นต้น ของใช้ในห้องพักแขก อาทิ ที่นอนและผ้าปู วัสดุสิ้นเปลืองใช้ในห้องน้ำแขก (amenities) หมวดบรรจุภัณฑ์และเครื่องใช้สิ้นเปลือง (Packaging & Supplies) เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก, ฟิล์มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจากชานอ้อย (SUGARCANE ECOWARE) ของใช้ในโรงแรม และสปา และสินค้าไลฟ์สไตล์ หมวดเทคโนโลยี เครื่องมือวัด และซอฟต์แวร์ (Technology, SaaS & Instruments) รวมถึงแอปพลิเคชัน ระบบจัดการร้านอาหาร/การจัดซื้อ และเอเจนซี่บริการจัดหาและบริหารอินฟลูเอนเซอร์ หมวดอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ และโลจิสติกส์ (Industrial, Logistics & Others) รวมบริการขนส่งและคลังสินค้า การบำบัดน้ำและของเสีย เครื่องย่อยเศษอาหาร (Food Waste Composter) และเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร รวมถึงเสื้อผ้าและยูนิฟอร์ม นายกวินกล่าวต่อไปว่า สำหรับไฮไลต์ภายในงาน TRAFS เริ่มจากกิจกรรมเวิร์กชอปและโชว์สาธิตการทำอาหารโดยสมาพันธ์เชฟได้เปิดเซสชันพิเศษสำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่รักการทำอาหารจากการรวมตัวของยอดฝีมือในนามสมาพันธ์เชฟ ที่จะมาเผยเคล็ดลับการทำอาหารเชิงพาณิชย์ เทรนด์อาหารยุคใหม่ และเทคนิคที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพได้จริง กิจกรรมสาธิตการทำเบเกอรี่ (Bakery Demo) เมนูเบเกอรี่ยอดฮิต โดย สมาคมเบเกอรี่และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อาทิ ขนมหวานฟิวชันและเมนูอินเตอร์ เรียนรู้วิธีการทำอาหารว่างไทยโบราณหาทานยากและเมนูของว่างยอดนิยมที่ทำขายกำไรดี อาทิ กระทงทองไส้ไก่, ข้าวตังหน้าตั้ง, ม้าฮ้อ และ ปอเปี๊ยะทอดไส้มังสวิรัติพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหารงานบุคคลและการจัดการองค์กรจาก ชมรมผู้บริหารทรัพยากรบุคคลโรงแรม และเครือข่ายสมาคมนักบริหารงานอาหารและเครื่องดื่ม (FBMA) และสัมมนาหัวข้อ บริหารอย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าแบบก้าวกระโดด จากคุณฉันท์ คำทองแท้ (อาจารย์ปอ เซียนกาแฟ) โดย สมาคมธุรกิจร้านอาหาร ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมายภายในงาน นายกวิน กล่าวในส่วนของงาน PUB BAR ASIA 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม Gastronomic Mixology: Reinventing Classic Drinks with Culinary Creativity มีสินค้าแสดงมากมายจาก ไทย ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย รัสเซีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส ร่วมจัดแสดงสินค้าบริการ 4 หมวดหลักด้วยกัน ได้แก่ หมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ได้แก่ สุรา / เหล้า เป็นกลุ่มที่มีผู้จัดแสดงมากที่สุด รวมเหล้านอก เหล้าชุมชน และสุรากลั่นประเภทต่างๆ เช่น รัมและวอดก้า นอกจากนี้ ยังมี ไวน์ แชมเปญ เบียร์ คราฟต์เบียร์ ค็อกเทล สาโท เครื่องดื่มพื้นบ้านของไทย ไซเดอร์ เครื่องดื่มหมักจากผลไม้ สาเก เหล้าญี่ปุ่น ซึ่งจัดแสดงโดยผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น และคราฟต์เบียร์จากจีนในรูปแบบ Country Pavilion หมวดอาหารและขนมขบเคี้ยว (Food & Snacks) ที่ได้รวมอาหารทานเล่น อาหารทานคู่เครื่องดื่ม และเครื่องปรุงรส หมวดอุปกรณ์และเทคโนโลยี (Equipment & Software) ที่รวมอุปกรณ์ ระบบกดเบียร์ ถัง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสถานประกอบการ บรรจุภัณฑ์แก้ว และยังมีซอฟต์แวร์ (Software) ระบบหรือแอปพลิเคชันจัดการสำหรับธุรกิจ หมวดหมู่อื่นๆ (Others) ได้แก่ สินค้าหรือบริการเชิงนวัตกรรมใหม่ ๆ บริการหรืออุปกรณ์ด้านความบันเทิงในงานจัดเลี้ยง/ร้านค้า โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง Sake Tasting, Tasting French Organic Wine กิจกรรม Viu Manent Master Class กิจกรรม Hyde Master Class และ FENJIU: Experiences of Fenjiu, a Spirit of China เป็นต้น กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย การจัด 2 งานครั้งนี้ จะได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งไทยและต่างชาติตลอด 4 วันจัดงานกว่า 16,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ ผลักดันให้เกิดมูลค่าเจรจาธุรกิจสร้างเม็ดเงินสะพัดราว 600 ล้านบาท การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคม หน่วยงานต่างๆ เป็นอย่างดีเกือบ 20 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตเบียร์ Brewers Association (BA) รวมถึงสมาคมการแสดงสินค้าไทย สมาคมธุรกิจ ร้านอาหาร สมาคมนักบริหารงานอาหารและเครื่องดื่มประเทศไทย สมาคมเดอะเชฟ สมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร สมาคมเบเกอรี่ สมาพันธ์เชฟประเทศไทย สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม สมาคมการจัดการงานบุคคลโรงแรม สมาคมผู้บริหารงานแม่บ้านแห่งประเทศไทย เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์
ประชุม Thailand Supply Chain Network Co-Founders’ CEO Roundtable (TSCN)
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดการประชุม Thailand Supply Chain Network Co-Founders’ CEO Roundtable (TSCN) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ CEO จากบริษัทเอกชนชั้นนำของไทยที่เป็นเครือข่ายทางธุกิจ เข้าร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับแนวทางความร่วมมือภาครัฐและภาคธุรกิจสู่การลงมือปฏิบัติจริงในการพัฒนาภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ณ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ
เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ดูแลสมดุลฮอร์โมนวัย 50+
เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) ร่วมสนับสนุน LEGACY RACE ส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกร่วมกับการดูแลสมดุลฮอร์โมนในวัย 50+ บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดย คุณภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย พร้อมทีมงาน ร่วมสนับสนุนกิจกรรม LEGACY RACE โดยวีเจจ๋า – ณัฐฐาวีรนุช ทองมี เวทีแข่งขันกีฬาสำหรับผู้มีอายุ 50-69 ปี เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้คนวัย 50+ หันมาใส่ใจสุขภาพและใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง ตอกย้ำแนวคิด Health Span หรือการมีอายุยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Preventive Healthcare) การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) ในฐานะบริษัทเวชภัณฑ์ระดับโลกด้านการวิจัยและพัฒนายารักษาฮอร์โมนทดแทน ที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการออกกำลังกาย โภชนาการ การพักผ่อน และการดูแลสมดุลฮอร์โมน โดยเชื่อว่า “ฮอร์โมนสมดุล” เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เนื่องจากมีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายในหลายระบบ ทั้งพลังงาน การนอนหลับ อารมณ์ ความจำ มวลกล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล จะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉง มีพลัง เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด และมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว ภายใต้พันธกิจ “By Your Side For Life” เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) ยังคงเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพฮอร์โมน เพื่อให้ทุกคนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ แข็งแรง และมีความสุขในทุกช่วงวัย เพราะการมีอายุยืนไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยาวนาน แต่คือการมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกวันของชีวิต
Bravo BKK เปิดพื้นที่ประกาศรางวัลมณีเมขลา ครั้งที่ 4 ฮับคนบันเทิงไทย
Bravo BKK ภูมิใจร่วมสนับสนุนพื้นที่จัดงานแถลงข่าวประกาศรางวัลเกียรติยศ “มณีเมขลา” ครั้งที่ 4 ตอกย้ำบทบาทพื้นที่สร้างสรรค์ศูนย์กลางกิจกรรมและคอมมูนิตี้คนบันเทิงไทย ศูนย์การค้า Bravo BKK รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนสถานที่สำหรับการจัดงานแถลงข่าวประกาศรางวัลเกียรติยศ “มณีเมขลา” ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย (Entertainment Correspondents Association of Thailand) ณ ลานกิจกรรม Atrium ชั้น 1 ศูนย์การค้า Bravo BKK เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้จัดงานและผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงข่าว นำโดย คุณชาตรี ศรียาภัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความคึกคักของวงการบันเทิงไทย โดยมีศิลปิน ดารา และบุคคลสำคัญเข้าร่วมงาน อาทิ คุณเต้ มงคลกิตติ์, คุณสุดา ชื่นบาน, คุณเจิน เจิน บุญสูงเนิน พร้อมศิลปิน นักแสดงจากละคร “ทูตส่งวิญญาณ” และการแสดงของเด็กๆ จากเวที “จูเนียร์ เมขลา” และศิลปินดาราอีกคับคั่ง งานประกาศรางวัล “มณีเมขลา” ถือเป็นเวทีสำคัญที่อยู่คู่กับวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน มีบทบาทในการยกย่อง เชิดชูเกียรติ บุคคลผู้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพทั้งในวงการบันเทิง สื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้กับผู้ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง คุณสารพล ชลประเสริฐสุข Chief Operating Officer บริษัท บราโว บีเคเค จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้า Bravo BKK รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมที่มีความหมาย และมีคุณค่าต่อสังคม โดยมุ่งหวังให้พื้นที่ของศูนย์การค้าฯ เป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” สำหรับการสร้างสรรค์กิจกรรมในหลากหลายมิติ ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ Bravo BKK ในการเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และคอมมูนิตี้ ที่เปิดกว้างสำหรับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งในด้านศิลปะ วัฒนธรรม บันเทิง และกิจกรรมสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนและสร้างประสบการณ์ร่วมกันอย่างมีคุณค่า
LEPAS ถอดรหัสสุนทรียะเสือดาว เมื่อชีวกลศาสตร์กลายเป็นดีไซน์แห่งอนาคต
ถอดรหัส LEPAS Leopard Aesthetics วิวัฒนาการแห่งความสง่างามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวกลศาสตร์เสือดาว เมื่อกว่าพันปีก่อน หลู่ปัน — ช่างไม้ สถาปนิก และนักประดิษฐ์ระดับตำนานของจีนโบราณในยุคชุนชิว (770–476 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพแห่งช่างไม้” ของจีน — สังเกตเห็นรอยบากหยักของใบหญ้า แล้วเปลี่ยนแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นเลื่อย เครื่องมือที่พลิกโฉมโลกการก่อสร้างตลอดกาล จากแรงบันดาลใจเดียวกัน สถาปนิกผู้ออกแบบโอเปร่าเฮาส์ซิดนีย์ก็ค้นพบว่าโครงสร้างโค้งบางของกระดองเต่าและเปลือกไข่สามารถรับน้ำหนักมหาศาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงนำหลักการนั้นมาสร้างหลังคาโค้งอันเป็นสัญลักษณ์ของโลก แม้แต่เรดาร์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ก็เกิดขึ้นจากการถอดระบบนำทางด้วยคลื่นเสียงของค้างคาว ธรรมชาติไม่เคยหยุดสอนมนุษย์ และมนุษย์ไม่เคยหยุดเรียนรู้จากมัน สิ่งเดียวกันนี้ดำรงอยู่ในโลกแห่งการออกแบบยานยนต์ — แก่นแท้ของชีวกลศาสตร์คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับและขยายขีดความสามารถตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต นักออกแบบจึงไม่หยุดที่จะดึงแรงบันดาลใจจากทุกมุมของโลกธรรมชาติมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ ด้วยแรงบันดาลใจจากเสือดาว LEPAS ได้บุกเบิกภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ในนาม Leopard Aesthetics ซึ่งมอบอัตลักษณ์ทางสายตาที่งดงามควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ผสานความงามและประโยชน์ใช้สอยให้กลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ ที่นี่ เทคโนโลยีก้าวพ้นจากความเป็นเพียงยานยนต์ที่เย็นชา สู่การแสดงออกที่รับรู้ได้ สัมผัสได้ และอบอุ่นด้วยความสง่างามในการเคลื่อนที่ — ดุจดังนักล่าที่ก้าวเดินด้วยความมั่นใจท่ามกลางจังหวะของเมือง แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ: เสือดาวในฐานะต้นแบบสุนทรียะ เสือดาวคือจุดบรรจบของพลังและความงามที่หาได้ยากยิ่งในโลกธรรมชาติ เพียงแค่ปรากฏตัว มันก็ดึงดูดสายตาได้โดยไม่ต้องออกแรง ในยามพักผ่อน ร่างกายของมันยืดยาวเต็มที่ — ผ่อนคลายแต่ไม่หย่อนยาน ทุกเส้นสายดูพร้อมสรรพอยู่เสมอ ในยามเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อทุกมัดทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ แปลงพลังงานที่สะสมไว้ให้กลายเป็นความเร็วที่ระเบิดออกในพริบตา เสือดาวไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพลังกับความสง่างาม เพราะมันมีทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน LEPAS ดึงคุณสมบัตินี้มาหล่อหลอมในการออกแบบ — จับภาพท่วงท่าและพลังงานของเสือดาวให้ปรากฏในทุกเส้นสายของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความสง่างามที่แฝงด้วยพลัง ในแบบที่ยานยนต์พรีเมียมพึงมี ด้วยพันธกิจในการเป็น แบรนด์ที่ถูกเลือกสำหรับชีวิตแห่งการเดินทางอย่างสง่างาม LEPAS ดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดรูปทรงเชิงโครงสร้างและจังหวะการเคลื่อนไหวของเสือดาวสู่ภาษาการออกแบบ Leopard Aesthetics อันเป็นต้นฉบับ — นำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่สง่างามยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ทุกคน สุนทรียะในทางปฏิบัติ: จังหวะแห่งชีวิต วิวัฒนาการแห่งความสง่างาม บนรากฐานของแรงบันดาลใจทางชีวกลศาสตร์ LEPAS สอดแทรกหลักการชี้นำของแบรนด์ที่ว่า “Drive Your Elegance” ไว้ในทุกรายละเอียด การออกแบบภายนอกละทิ้งการประดับตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยและมุมคมกริบ หันมาใช้พื้นผิวประติมากรรมที่ไหลลื่นต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกถึงกล้ามเนื้ออันอิ่มเต็มและเรียบลื่นของเสือดาว แนวทางชีวกลศาสตร์เชิงสตรีมไลน์นี้ยกระดับสมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ของยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ LEPAS L6 EV บรรลุค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ 0.27Cd ซึ่งเป็นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม ลดแรงต้านอากาศระหว่างการเคลื่อนที่ได้อย่างโดดเด่น ราวกับร่อนไปบนสายลมอย่างไร้แรงเสียดทาน การเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ทั้งหมดนี้ยังมอบข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพที่ชัดเจนเหนือคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน แปลงเป็นการประหยัดพลังงานที่จับต้องได้สำหรับผู้ใช้ เมื่อเปิดประตูรถ ความพิถีพิถันของ LEPAS ยังคงดำเนินต่อไปไม่สะดุด — ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบด้วยความประณีตในระดับเดียวกับภายนอก รอบแนวคิด “Skyline” สร้างพื้นที่พักพิงแห่งความสะดวกสบายอย่างมีระดับ ณ ศูนย์กลาง การออกแบบ “Waterfall Screen” นำสายตาไปตามกระแสทางสายตาที่ไหลลื่น แผงหน้าปัดเสร็จสิ้นด้วยวัสดุลายเนื้อระลอกน้ำที่อ่อนโยนต่อสายตาและอบอุ่นต่อการสัมผัส ตะแกรงลำโพงประดับด้วยพื้นผิวลายหินก้อนกลม กลมกลืนกับรายละเอียดหินลอยตัวและแสงบรรยากาศที่นุ่มนวล ชวนให้นึกถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติที่ถูกโอบอุ้มเข้ามาในห้องโดยสารอย่างประณีต — พื้นที่ที่ธรรมชาติและเทคโนโลยีบรรจบกัน ก่อร่างเป็นสรณะแห่งความงามและบทกวียุคใหม่บนล้อ ดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาหล่อหลอมความงามแห่งการเดินทาง LEPAS ถ่ายทอดโลกอินทรีย์สู่ Leopard Aesthetics — เพื่อให้ทุกการเดินทางมาพร้อมกับความสง่างามในทุกก้าวที่ผ่านพ้น ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/
ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ร่วมฉลองป่อเต็กตึ๊ง 110 ปี
ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา โครงการแห่งความภาคภูมิใจของ ซี.อี.เอส. เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งครบ 110 ปี ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ผลงานชิ้นเอกของ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ธุรกิจก่อสร้างภายใต้ “กลุ่มพูลผล” ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้เป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการก่อสร้างอาคาร ตามแบบสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ตั้งอยู่ย่านสาทร-เจริญราษฎร์ ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แบ่งเป็นอาคารศาลเจ้าและอาคารอเนกประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเนื่องในโอกาสที่มูลนิธิ ป่อเต็กตึ๊งก่อตั้งครบ 110 ปี ย้อนกลับไปถึงประวัติความเป็นมาของการก่อสร้าง ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เริ่มต้นจากที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้มีแผนจัดสร้าง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” บนที่ดินย่านสาทร มูลค่าการก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีพระปฏิมาหลวงปู่ไต้ฮงกงแกะสลักจากหยกขาวขนาดใหญ่เป็นองค์ประธาน พร้อมพระโพธิสัตว์และเทพเจ้าอื่นๆ รวมไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่ออาคารว่า “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” อันมีความหมายว่า “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเทิดทูน พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” อีกทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงถึงความจงรักภักดีของชาวไทยเชื้อสายจีน พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ไปประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ด้วย ทั้งนี้ ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ก่อนการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2569 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จเปิดศาลไต้ฮงกงแห่งใหม่ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลยังพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ทั้งแสดงให้เห็นว่างานกิจการต่าง ๆ ที่ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งดำเนินการอยู่นั้น ล้วนอยู่ในพระเนตรพระกรรณ ด้วยเป็นมูลนิธิที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือฐานันดร สำหรับ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ได้รับความไว้วางใจ ให้ดำเนินงานก่อสร้างหลักของโครงการ ครอบคลุมงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบวิศวกรรมทั้งอาคาร ตลอดจนงานตกแต่งภายใน (ร่วมสมัย) เช่น ห้องประชุม, ห้องรับรอง, ห้องรับบริจาค เป็นต้น งาน Back of House (BOH) เช่น พื้นที่ปฏิบัติงาน หรือพื้นที่สำนักงาน เช่น ห้องเครื่อง, ห้องควบคุม เป็นต้น งาน Hardscape เช่น งานภูมิสถาปัตยกรรม ลานทางเข้า ทางเดิน กำแพง รั้ว เป็นต้น และอื่นๆ เช่น ห้องน้ำ รวมถึงอาคารที่จอดรถ สูง 6 ชั้น ซึ่งจอดรถได้ 127 คัน โดยทุกขั้นตอนดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย และความประณีตในระดับสูง เพื่อให้สมกับเป็นโครงการสำคัญระดับประเทศ การมีส่วนร่วมในโครงการ “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด และกลุ่มพูลผล ที่ได้มีโอกาสร่วมสร้างสรรค์โครงการอันทรงคุณค่าทั้งในด้านสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และจิตใจ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สำคัญในวาระครบรอบ 110 ปีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตอกย้ำความมุ่งมั่น ใส่ใจของ ซี.อี.เอส. ในการส่งมอบงานก่อสร้างคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าและประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่สังคมไทยสืบไป
ไอคอนสยาม เปิดป่าหิมพานต์กลางกรุง นิทรรศการศิลป์จินตนาการถึง 30 มิ.ย.
ไอคอนสยาม ชวนท่องป่าจินตนาการ ผ่านนิทรรศการศิลปะหิมพานต์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ ชมรมศิลป์สาคร ชวนท่องป่าแห่งจินตนาการ ใน “นิทรรศการงานศิลปะหิมพานต์” นิทรรศการที่ถ่ายทอดมุมมองและแนวความคิดของ 32 ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ของป่าหิมพานต์ผ่านเทคนิคที่หลากหลาย อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะแฟชั่น เพื่อร่วมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้คิด ตีความและจินตนาการอย่างอิสระ พร้อมนำสินค้างาน Craft & Art มาให้คนรักงานคราฟท์ได้ร่วมอุดหนุนอีกด้วย โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม ในโลกที่ผู้คนฝากความหวังไว้กับความเชื่อ เหมือนโยนสมอจิตใจลงกลางทะเลชีวิต เราต่างตามหา “ความหมาย” ที่จะพาให้ตัวเองยืนมั่น บางครั้งมันมาในรูปธรรมที่สัมผัสได้ บางครั้งก็เป็นนามธรรมที่ลอยอ้อยอิ่งในใจ และหนึ่งในภาษาที่มนุษย์ใช้ถ่ายทอดความหมายเหล่านี้มาแต่โบราณ…คือ “สัตว์” สัตว์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทั้งเทพและอสูร ทั้งความดุร้ายและความอ่อนโยน ทั้งศรัทธาและคำเตือน พวกมันแทนค่าความหวัง โชคลาภ อำนาจ ความมั่งมี ไปจนถึงการยับยั้งใจไม่ให้ก้าวพลาด และทั้งหมดนี้ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็น “สัตว์หิมพานต์” มรดกจินตนาการของบรรพบุรุษช่างไทยที่ต่อเส้นสายลายเส้นจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีขอบเขตของความเป็นไปได้ สัตว์หิมพานต์แต่ละชนิดจึงไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ประหลาดงดงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ที่บรรจุความหมายลึกซึ้ง ตั้งแต่คุณธรรม ความกล้าหาญ ไปจนถึงบารมีและพลังในแบบที่สะท้อนความเป็นไทยชัดเจนเหมือนเสียงฉาบกลองในงานบุญ และในยุคพหุวัฒนธรรมที่ผู้คนดื่มด่ำกับอิทธิพลรอบโลก นิทรรศการ “หิมพานต์” จึงเป็นพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่หันกลับมาตีความตำนานเก่าในภาษาของปัจจุบัน ผ่านผลงานทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมที่สอดรับกับความทันสมัยแต่ไม่ทิ้งรากเหง้าไทย และผู้ชมจะได้เห็นสัตว์หิมพานต์ในโฉมใหม่ บางตัวน่ารักจนยิ้มออก บางตัวงดงามจนหัวใจนิ่งฟัง บางตัวพาให้ตั้งคำถามกับความหมายของ “ความดี” และ “พลัง” แบบที่โลกยุคนี้ต้องการให้เรามองอีกที นิทรรศการหิมพานต์จึงไม่ใช่แค่การชมงานศิลป์ แต่เป็นการเดินทางผ่านความเชื่อ ความงาม และความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต เหมือนการเดินเข้าไปในป่าแห่งจินตนาการที่ไม่เคยมีวันสิ้นสุด
สยามพารากอน เนรมิต Watch Week 2026 ดันกรุงเทพฯ ฮับนาฬิกาหรูอาเซียน
สยามพารากอน เนรมิตปรากฏการณ์เรือนเวลาระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ย้ำบทบาท Global Luxury Destination ดันกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกา” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลก และ Global Luxury Destination ที่หนึ่งในใจคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูง ที่รวบรวมเมซงชั้นนำ ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาอิสระ และนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสืบสานงานฝีมืออันประณีต เผยโฉมนวัตกรรมล่าสุด ยกระดับการมีส่วนร่วมของคอมมิวนิตี้นาฬิกา และร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมโลกแห่งเรือนเวลา ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 โดยปีนี้ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกกว่า 45 แบรนด์ เพิ่มขึ้นจากปี 2025 สูงถึงกว่า 50% สร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา พร้อมสัมผัสนิทรรศการ รวมถึงโชว์เคสสุดพิเศษ และยังได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักสะสมจากทั่วโลกกว่า 400 คน และดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 40,000 คน ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการนาฬิกาลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากแบรนด์ระดับโลก นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ในการจัด Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายนาฬิกาลักชัวรีในช่วงจัดงานสูงถึง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 20,000 คน นักสะสมนาฬิกานานาชาติกว่า 200 คน และสร้างการรับรู้กว่า 300 ล้านครั้ง จนสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะตลาดลักชัวรีที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ปีนี้สยามพารากอนพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จ ด้วยการประกาศจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับในทุกมิติ ทั้งในด้านขนาดของงาน จำนวนแบรนด์ที่เข้าร่วม และความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีแบรนด์นาฬิการะดับโลกตอบรับเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 30 แบรนด์ในปีแรก เป็นกว่า 45 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งเมซงชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ และแบรนด์ชั้นนำในแวดวง Haute Horlogerie พร้อมคาดการณ์ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 40,000 คน และมีนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานมากกว่า 400 คน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งเอเชียและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ว่า “ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความไว้วางใจจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำที่มีต่อกลุ่มสยามพิวรรธน์ และศักยภาพของประเทศไทยและกรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมเรือนเวลาลักชัวรีระดับโลก โดยในปีนี้ได้รับการตอบรับที่เพิ่มขึ้นจากแบรนด์ระดับโลก นักสะสม และพันธมิตรจากนานาประเทศ ซึ่งหนึ่งในก้าวสำคัญที่สะท้อนสถานะของงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week บนเวทีโลก คือการได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมนาฬิกาในระดับนานาชาติ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานซึ่งช่วยยกระดับ Siam Paragon Bangkok Watch Week ให้ก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับงานนาฬิกาชั้นนำของโลก นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย โดยเราคาดหวังว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้หลงใหลในวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมลักชัวรี การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะ Global Watch Destination แห่งภูมิภาค” ด้าน มร.ปาสคาล ราเวซูด์ (Mr.Pascal Ravessoud) รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Bangkok Watch Week เพื่อนำองค์ความรู้ด้านด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา มาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก ซึ่งนอกเหนือจากการรับรองมาตรฐานแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการทำให้วัฒนธรรมศาสตร์แห่งเรือนเวลาเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น มีความน่าสนใจ และมีความหมายสำหรับกลุ่มผู้คนรุ่นใหม่ทั่วทั้งเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ซึ่งนับเป็นการร่วมกันสร้างโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา นักสะสม และผู้ประกอบวิชาชีพในวงการนาฬิกา ได้ต่อยอดความเข้าใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูง และก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยความหลงใหลในศิลปะและศาสตร์แห่งเรือนเวลา” Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับตำนานและเวิลด์คลาส มากกว่า 45 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SÖHNE , BIANCHET, BOUCHERON, BOVET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, VAN CLEEF & ARPELS, ZENITH รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR และ UNIVERSAL GENEVE พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านนาฬิกาลักชัวรีในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรด้านนาฬิกาชั้นนำระดับโลกและเครือข่ายนักสะสมนาฬิกานานาชาติ รวมถึงการขยายพื้นที่และจำนวนเซสชันของ “The Symposium” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ “The Symposium” เวทีบอกเล่าเรื่องราว (storytelling) และแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา ที่ถ่ายทอดโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์นาฬิกาจากแบรนด์ชั้นนำระดับเวิลด์คลาส ตลอดจนผู้คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิการะดับโลกที่บินตรงมาร่วมงาน จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่เคย ด้วยการเพิ่มจำนวนเซสชันและขยายพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วมได้มากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) ผู้บริหารแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และนักสะสมผู้ทรงอิทธิพลจากนานาประเทศ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และมรดกทางวัฒนธรรมของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาอย่างรอบด้านและลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้ภายในงานยังมี “The Exhibition” พื้นที่นิทรรศการที่รวบรวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน, นาฬิการุ่นลิมิเต็ด, รุ่นมาสเตอร์พีซ, เรือนเวลาที่โดดเด่นด้านความซับซ้อนของกลไกสร้างสรรค์, ชิ้นงานหายาก และคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมระดับโลกที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ประหนึ่งชิ้นงานระดับพิพิธภัณฑ์จากแบรนด์ระดับไอคอนนิกมาให้ชม รวมถึง “The Experience” สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ระดับโลกอาทิเช่น Watchmaking Class โดยช่างนาฬิกาชาวสวิสที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย Fondation de la Haute Horlogerie Academy (FHH Academy) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก เตรียมพบกับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนาฬิกาครั้งสำคัญของโลก ที่จะรวบรวมสุดยอดแบรนด์นาฬิกา นักสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักสะสมจากทั่วโลกมาไว้ในงานเดียว พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาและเมืองหลวงแห่งเรือนเวลาของเอเชีย ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON
ไอคอนสยาม จุดพลุสีรุ้งเหนือเจ้าพระยา ส่งท้าย Pride Month’ ครั้งประวัติศาสตร์
ไอคอนสยาม ส่งท้าย Pride Month ของประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ จัดเต็ม “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในไทย” ชมฟรี! เหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา 30 มิ.ย. นี้ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival ประกาศความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งความภาคภูมิใจระดับสากล ผ่านแคมเปญใหญ่ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY” จัดงานไฮไลต์ระดับโลกเพื่อส่งท้ายเดือนแห่งความเท่าเทียมอย่างงดงาม เตรียมพบกับปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรอคอย กับ “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” Journey of Pride Spectrum ในค่ำคืนวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 21.35 น. ยิ่งใหญ่ตระการตากว่า 5 นาที เหนือโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามของไอคอนสยาม เพื่อส่งต่อภาพสะท้อนแห่งความเท่าเทียมสู่สายตาชาวโลก และประกาศความพร้อมของกรุงเทพมหานครในเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก World Pride 2030 เปิดวาร์ป 4 จุดชม “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” ณ ไอคอนสยาม ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G จุดชมพลุริมแม่น้ำแบบใกล้ชิด สัมผัสความอลังการของพลุและรับชมการแสดงระบำสายน้ำได้อย่างเต็มตา ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 จุดชมวิวชั้นลอยฟ้าที่ให้มุมมองพาโนรามา นภาลัย เทอร์เรซ ชั้น 7 แลนด์มาร์กจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุด เห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาและพลุสีรุ้งแบบ 360 องศา ร้านอาหารริมน้ำ (ชั้น G – ชั้น 6) สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศดินเนอร์มื้อพิเศษพร้อมชมความงดงามของพลุไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ตลอดทั้งวันจนถึงค่ำคืนวันที่ 30 มิถุนายน ทุกคนยังสามารถร่วมเฉลิมฉลองพลังบวกของ Rainbow Culture ผ่านการจัดแสดงแสงสีสายรุ้ง ICONIC Rainbow Lighting บนยอดจั่วของอาคารไอคอนสยาม, น้ำตกสีรุ้ง “Pride Rainbow Waterfall” ณ ชั้น 6 และการแสดงระบำสายน้ำ The ICONIC Multimedia Water Features ธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลา 20.00 น. ไอคอนสยาม เปิดประตูต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มาร่วมปักหมุดและเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ส่งท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจนี้ไปด้วยกัน โดยผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาร่วมชมความอลังการได้ ณ ไอคอนสยาม หรือร่วมเป็นพลังสำคัญในการแชร์ภาพความงดงามของการแสดงนี้ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อส่งต่อพลังบวกของ Rainbow Culture จากประเทศไทยไปสู่สายตาผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ณ ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.iconsiam.com หรือ www.iconsiam.com
‘มวยไทย’ถึงยุคพี่เลี้ยง AI ปั้นซอฟต์พาวเวอร์รับตลาดสปอร์ตเทค 6.47 ล้านๆ
WBC มวยไทย ร่วม Cognition Alpha เปิดตัว Fight IQ แพลตฟอร์ม Sports Tech เปลี่ยนมวยไทยจาก Soft Power สู่ Data Asset ส่งออกระดับโลก รับตลาด Sports Tech มูลค่า 192 พันล้านดอลลาร์ในปี 2577 Sports Tech โตเร็วกว่าที่คิด CAGR 21.8% ต่อปี ตลาดโลกจาก 32.47 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 สู่ 192.27 พันล้านดอลลาร์ในปี 2577 มวยไทยมีเครือข่าย 40,000 นักกีฬา 5,000 ยิม 116 ประเทศ คือจุดตั้งต้นที่คนอื่นสร้างไม่ได้ Cogwear เปลี่ยนสิ่งที่โค้ชมองไม่เห็นให้กลายเป็นข้อมูล แถบคาดศีรษะอ่านคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ วัดความเครียด สมาธิ และการฟื้นตัวของระบบประสาท จากเดิมที่พัฒนานักกีฬาด้วยประสบการณ์โค้ช สู่ Neural Performance Plan รายบุคคล ชุดข้อมูลกรรมสิทธิ์เฉพาะ คือ Data Moat ระยะยาวของธุรกิจนี้ ข้อมูลที่สะสมจากนักสู้ทั่วโลกมีศักยภาพเติบโตสู่ 25 ล้านล้านจุดข้อมูล เปิดโอกาสให้แบรนด์ สปอนเซอร์ และพันธมิตรสร้างมูลค่าใหม่บนฐานข้อมูลมวยไทยได้จริง พล.ต. ธนพล ภักดีภูมิ ประธานสภามวยโลก มวยไทย (WBC MuayThai) กล่าวว่า WBC มวยไทย ร่วมกับ Cognition Alpha กองทุนร่วมลงทุนและผู้พัฒนาเทคโนโลยีประสาทวิทยาและระบบวิเคราะห์ข้อมูลสมรรถนะขั้นสูง เปิดตัวแบรนด์ ‘Fight IQ’ แพลตฟอร์ม Sports Tech เทคโนโลยีกีฬาสำหรับมวยไทยและกีฬาต่อสู้ พร้อมเป็นรากฐานด้านมาตรฐานและความปลอดภัยให้มวยไทยเติบโตบนเวทีสากล จากปัจจุบัน WBC มีเครือข่ายนักกีฬากว่า 40,000 คน ยิมกว่า 5,000 แห่ง ใน 116 ประเทศทั่วโลก สำหรับ ‘Fight IQ’ เป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเสริมระบบการดูแลนักกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกีฬาที่มีแรงปะทะสูงอย่างมวยไทย ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความพร้อมของร่างกาย สมอง การฟื้นตัว และความปลอดภัยระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิด ‘Quantified Fighter’ เปลี่ยนรูปแบบการพัฒนานักสู้จากการพึ่งประสบการณ์และสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงลึกประกอบการตัดสินใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความพร้อม การวางแผนฝึกซ้อม การบริหารความล้า ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนแข่งขัน พล.ต. ธนพล เสริมว่า การเปิดตัว Fight IQ’ ครั้งนี้ ยังจัดขึ้นในช่วง ‘กรุงเทพมหานคร’ เป็นเจ้าภาพจัดงาน Amazing MuayThai World Festival 2026 ระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2569 มหกรรมการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นระดับนานาชาติ ที่รวบรวมนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ที่หลงใหลในกีฬามวยไทยจากทั่วทุกมุมโลก ขณะเดียวกัน ยังเปิดตัวทีมนักมวยเยาวชน ‘WBC MuayThai Thailand Youth Team’ รวม 14 คน (ชาย 9 คนและหญิง 5 คน) ซึ่งเป็นนักกีฬาตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ Fight IQ ตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการฝึกซ้อมและการแข่งขันโดยเฉพาะ “เราเชื่อว่าข้อมูลที่แม่นยำ จะเข้ามาช่วยปูทางให้เส้นทางการเป็นนักกีฬามีความปลอดภัยมากขึ้น” ทุนโลกมุ่งเศรษฐกิจ Sport Tech ด้าน แอนดรูว์ เมอร์เรย์ กรรมการผู้จัดการ Cognition Alpha Pty Ltd ผู้ให้บริการเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sports Science) และประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กล่าวว่า Cognition Alpha มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ‘กีฬามวยไทย’ จากการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม (Soft Power) ศิลปะการต่อสู้ระดับสากล สู่บทบาทใหม่ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยว เทคโนโลยี ข้อมูลสมรรถนะนักกีฬา และ คอนเทนต์กีฬา ทั้งนี้ ยังสอดคล้องด้าน ‘Sports Technology’ การนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาใช้ร่วมพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาทั่วโลก โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่าตลาดสปอร์ต เทคโนโลยี มีมูลค่า 32.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 192.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 21.8% แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่าเทคโนโลยีกีฬา จะกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่นักลงทุนและองค์กรกีฬาระดับโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) การเสริมสมรรถภาพนักกีฬา และการป้องกันการบาดเจ็บ นอกจากนี้ ตลาดอุปกรณ์กีฬาต่อสู้ มีมูลค่า 11.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มจาก 12.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 สู่ 18.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 5.32% การเติบโตนี้ยังสะท้อนการขยายตัวเชิงพาณิชย์ของวงการกีฬาต่อสู้ในวงกว้าง ทั้งการจัดลีกการแข่งขัน ศูนย์ฝึกและสถาบันสอนกีฬา และธุรกิจแฟรนไชส์ค่ายมวย ขณะที่ ความก้าวหน้าของ AI และซอฟต์แวร์ยุคใหม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็วที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการฝึกฝนกีฬา จากการประเมินด้วยประสบการณ์ ไปสู่การวัดผลและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ Fight IQ ทำงานอย่างไร? แอนดรูว์ กล่าวว่าสำหรับเทคโนโลยีหลักที่ Fight IQ นำมาใช้คือ Cogwear อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) ในรูปแบบแถบคาดศีรษะน้ำหนักเบา สามารถอ่านและวิเคราะห์สัญญาณคลื่นสมองระดับคลินิกของนักมวยได้แบบเรียลไทม์ แม้ในสภาพการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างมวยไทย ครอบคลุมทั้งระดับความเครียด สมาธิ การตอบสนอง ความมั่นใจ และความพร้อมของระบบประสาท “ไฟต์ ไอคิว เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนข้อมูลที่โค้ชและนักกีฬาเคยมองไม่เห็นให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนว่านักกีฬาพร้อมเพียงใด ฟื้นตัวดีแค่ไหน ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจกระทบการฝึกซ้อมและการแข่งขัน” นอกจากนี้ แบรนด์ Fight IQ ยังเตรียมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยนำเทคโนโลยีประสาทวิทยา ข้อมูลสมรรถนะ และวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาผสานกับกระบวนการพัฒนานักสู้อย่างเป็นระบบ ภายใต้เป้าหมายในการนำดาต้ามาสนับสนุนการตัดสินใจและขับเคลื่อนกีฬามวยไทยสู่มาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยเสริมแกร่งการใช้ประสบการณ์และทักษะของนักกีฬาและโค้ชด้วยชุดข้อมูลที่สะท้อนความพร้อมและความเครียดของนักกีฬา เช่นเดียวกับกีฬาระดับโลกที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาขับเคลื่อนการพัฒนานักกีฬา “Fight IQ Fight IQ จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันมวยไทยเข้าสู่เศรษฐกิจ Sports Tech พร้อมต่อยอดสู่อีโคซิสเต็มสำหรับวงการกีฬาต่อสู้ในระดับสากล” Fight IQ สู่แพลตฟอร์มระดับโลก สำหรับในระยะถัดไป Fight IQ วางโครงสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อให้เป็นมาตรฐานใหม่ที่ค่ายมวย โค้ช และองค์กรกีฬาทั่วโลกนำไปใช้ได้จริง บนเสาหลัก 4 ด้าน ประกอบด้วย Biometric Indices ชุดดัชนีสมรรถนะเชิงประสาทที่ออกแบบให้วัดผลแบบเรียลไทม์ระหว่างการแข่งขัน ครอบคลุม 4 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ ความล้า (Fatigue) การฟื้นตัวของระบบประสาท (Neural Recovery) สมาธิ (Attention) ความมั่นใจ (Confidence) ดัชนีที่จะพัฒนาสู่ WBC Calibration Score Neuro Fuel ผลิตภัณฑ์กลุ่มเสริมสมรรถภาพสมองที่เน้นการปรับสมดุลการรับรู้ โดยไม่ใช้สารกระตุ้น Performance Platform แพลตฟอร์มในรูปแบบ NaaS และสินทรัพย์ข้อมูล (Data Asset) สำหรับนักกีฬาและยิม ที่นำเทคโนโลยี Cogwear มาวัดข้อมูลสมองและสร้าง Neural Performance Plan รายบุคคล โดยข้อมูลที่รวบรวมได้จะพัฒนาเป็นชุดข้อมูลกรรมสิทธิ์ (Proprietary Dataset) ที่มีศักยภาพเติบโตสู่ระดับ 25 ล้านล้านจุดข้อมูล Gym HQ Bangkok ศูนย์กลางแม่แบบสำหรับการขยายผลในระดับโลก ประกอบด้วย Command Center Calibration Pods พื้นที่ ‘Boulevard of Innovation’ โดยวางมาตรฐานเทียบเคียงกับ UFC Performance Institute และ Red Bull Athlete Performance Center ‘Quantified Fighter’ เจาะอุตฯกีฬาต่อสู้โลก ปัจจุบัน มวยไทย ในฐานะหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมสำคัญและยังเป็นกลไกสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจด้านข้อมูล สุขภาพ การศึกษา คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อรองรับฐานแฟนมวยไทยในระดับโลก เพื่อรองรับอุตสาหกรรมกีฬาต่อสู้กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย Fight IQ ได้นำแนวคิด ‘Quantified Fighter’ การพัฒนานักสู้จากข้อมูลที่วัดผลได้ ด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกเข้ามาเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพการแข่งขัน จากเดิมการพัฒนานักกีฬาพึ่งพาประสบการณ์ของโค้ชเป็นหลัก พร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์ ผู้สนับสนุน และพันธมิตรธุรกิจสร้างมูลค่าใหม่ให้มวยไทย ผ่านข้อมูลที่มีมาตรฐานและสื่อสารไปถึงผู้ชมได้ ปัจจุบัน วงการกีฬาระดับโลกยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาพระยะยาวของนักกีฬามากขึ้น โดยเฉพาะกีฬาที่มีแรงปะทะสูงอย่างมวยและกีฬาต่อสู้ ทำให้เทคโนโลยีด้านการประเมินความพร้อมของร่างกาย สมอง และการฟื้นตัวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และยิ่งทำให้ Sports Tech กลายเป็นโครงสร้างสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัย สำหรับ การเปิดตัว Fight IQ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนมวยไทยจากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม สู่แพลตฟอร์มข้อมูลและสมรรถนะที่ส่งออกได้ในระดับโลก ด้วยการวางมาตรฐานเดียวกันให้นักกีฬา ค่ายมวย และองค์กรกีฬาทั่วโลก Fight IQ จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและความปลอดภัยของนักสู้ วางรากฐานให้กีฬาต่อสู้ได้เติบโตบนพื้นฐานของข้อมูลและวิทยาศาสตร์ พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย
อสังหาฯ ดิ่งสุดรอบ 20 ปี สูตรรอด ‘ศุภาลัย’ สภาพคล่อง คุณภาพ และคน
‘เต-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม’ ผู้บริหารศุภาลัย ชี้วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยังมีโอกาสสำหรับองค์กรที่พร้อม เน้นสภาพคล่อง รักษาคุณภาพ พัฒนาคน และเตรียมความพร้อมเพื่อเติบโตในอนาคต วิกฤตอสังหาฯ หนักสุดในรอบกว่า 20 ปี ยอดซื้อขายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับต่ำมาก สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม สภาพคล่องและคุณภาพ คือหัวใจฝ่าวิกฤต ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ผู้บริหารศุภาลัย บอกองค์กรต้องบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบในทุกการตัดสินใจ พร้อมรักษาคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ตั้งรับอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างโอกาสใหม่ องค์กรควรเร่งพัฒนาคน ปรับปรุงกระบวนการ และเตรียมพร้อมเติบโต เพื่อคว้าโอกาสได้เร็วกว่าคู่แข่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว ในงาน Creative Talk Conference 2026 (CTC 2026) จัดโดย บริษัท บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) พร้อมเปิดเวทีเสวนา ‘Trends 2026-2027 : Business’ โดย คุณเต-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ ศุภาลัย ร่วมแชร์ประสบการณ์และแนวคิดในการรับมือกับวิกฤตธุรกิจ โดย คีย์เวิร์ด สำคัญ ‘คุณเต ไตรเตชะ’ ชี้ว่าแม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ แต่ทุกวิกฤตยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอสำหรับองค์กรที่มีความพร้อม ไตรเตชะ บอกอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดซื้อขายในกรุงเทพฯและปริมณฑลต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของวิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจในระดับเดียวกัน และแม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว แต่ยังคงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าใจสถานการณ์และรู้จักใช้จุดแข็งของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด “ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน มีจุดแข็งอะไร และพร้อมจะเก็บเกี่ยวโอกาสเหล่านั้นหรือไม่” ไตรเตชะ ย้ำว่าปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้ อันดับแรก คือ ‘สภาพคล่อง’ หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ด้วยส่งผลต่อการตัดสินใจในทุกมิติ ขณะเดียวกันองค์กรต้องรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการไว้ให้ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาเข้มข้นขึ้นก็ตาม เนื่องจากคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อองค์กร และเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยในขณะนี้ ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่องค์กรควรใช้ในการพัฒนาคน ปรับปรุงกระบวนการทำงานและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เมื่อโอกาสกลับมา “องค์กรที่เตรียมตัวไว้ดีย่อมสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง” โดยในช่วงท้ายของการเสวนา ‘ผู้บริหารศุภาลัย’ ได้ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการและผู้นำองค์กรว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การวางแผนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในอุตสาหกรรม จุดแข็งขององค์กร และการมองหาโอกาสใหม่อยู่เสมอเปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอลที่ไม่สามารถตั้งรับได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมจังหวะในการเปลี่ยนเกมและสร้างโอกาสในการทำประตู “การตั้งรับอย่างเดียวอาจทำให้เราไม่แพ้ แต่ถ้าอยากชนะ เราต้องหาจุดเปลี่ยน สร้างโอกาส และเตรียมพร้อมคว้ามันให้ได้” นอกจากนี้ ‘งาน CTC 2026 ‘ศุภาลัย’ ยังได้จัดบูธภายใต้แนวคิด ‘Find Your Wonderful Living’ ถ่ายทอดมุมมองการอยู่อาศัยแห่งอนาคตที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงนวัตกรรมล้ำสมัย แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เข้าใจการใช้ชีวิตจริงผ่านการนำเสนอแนวคิด Flexible Space พื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่นรองรับทุกบทบาทของชีวิต Well-Designed Kitchen ครัวปิดขนาดใหญ่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน Sustainable Living แนวคิดการอยู่อาศัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในระยะยาว พร้อมกิจกรรมและประสบการณ์พิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมค้นหา ‘Wonderful Living’ ในแบบของตนเอง
ทรูคอฟฟี่ จับมือ ทรูปลูกปัญญา เปิด เวิร์กช็อป ศิลปะฮีลใจ ศิลปินออทิสติก
ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านศิลปะบำบัดส่งเสริมศักยภาพเด็กพิเศษ สู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2 กรุงเทพฯ 23 มิถุนายน 2569 – ในยุคที่การเปิดรับความหลากหลายทางสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ศิลปะได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน…ทรูคอฟฟี่ ร่วมกับ ทรูปลูกปัญญา และ Artstory by Autistic Thai เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Cup & Space of Opportunities” ผ่านกิจกรรม “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ ตลอดจนการเยียวยาจิตใจผ่านศิลปะบำบัด ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพด้านอาชีพและรายได้ให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษร่วมถ่ายทอดมุมมองสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเคียงข้างศิลปินออทิสติกอย่างใกล้ชิด สะท้อนพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงงดงามในเชิงศิลปะ หากยังช่วยขยายความเข้าใจ ยกระดับการยอมรับความแตกต่าง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2 ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรูคอฟฟี่ คุณรมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และคุณวรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในสังคม พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ อัค – อัครัฐ นิมิตรชัย นักแสดงชื่อดังจากช่อง ONE น้ำผึ้ง – กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 อาย – กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว Miss Supranational Thailand 2026 และน้องณอน ตั้งวงศ์วิวัฒนา หรือ “อาณอน” เด็กโขนสาธิตเกษตร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับพลังของศิลปะบำบัด การยอมรับความแตกต่าง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ได้แสดงศักยภาพผ่านงานสร้างสรรค์ นอกจากนี้ กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าทรูคอฟฟี่ที่ใช้บริการภายในร้านครบ 400 บาทขึ้นไป จำนวน 20 คน ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์เวิร์กช็อปสุดพิเศษ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทั้งการเพ้นท์จานเซรามิก แก้วเซรามิก และเฟรมผ้าใบ โดยคุณครูและศิลปินออทิสติกจาก Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดเทคนิคอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนช่วงเวลาในคาเฟ่ให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ลูกค้าไม่เพียงได้สัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างมีความหมาย แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาส รายได้ และคุณค่าทางสังคมให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือเมนูพิเศษ “ส่งรัก” โดย “น้องโค้ก” บาริสต้าออทิสติกจากทรูคอฟฟี่ ที่ร่วมรังสรรค์เครื่องดื่มกับแขกรับเชิญพิเศษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ทรูคอฟฟี่ยังร่วมขยายพื้นที่แห่งโอกาสให้ผลงานของ Artstory by Autistic Thai ผ่านการนำผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก อาทิ Stone Coaster, Magnetic Wallet Card, Laptop Sleeve และSilk Scarf มาจัดจำหน่ายภายในร้าน เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าของงานศิลปะจากศิลปินออทิสติกสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและคอลเลกชันใหม่ ๆ ให้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่คือช่องทางในการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และผลักดันศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Workshop สามารถเข้าร่วมได้ที่ ARTSTORY Creative Hub @ ทรูคอฟฟี่ สาขามูลนิธิออทิสติกไทย ตลิ่งชัน ทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และต่อยอดโอกาสให้แก่บุคคลออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม
อนาคตเที่ยวไทย ปลายทางคุณภาพสูงเติบโต รับทุนโลกแห่ซื้อโรงแรมหรู
JLL เผยมูลค่าการซื้อขายโรงแรมระดับลักซูรีในไทย แตะ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 รับดีมานด์สินทรัพย์คุณภาพสูงโตต่อเนื่อง เงินทุนโลกไหลเข้าโรงแรมหรูต่อเนื่อง มูลค่าซื้อขายโรงแรมลักซูรี ในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 77% ในช่วงปี 2560-2568 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสินทรัพย์กลุ่มนี้ โรงแรมหรูถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ดีและมีศักยภาพเติบโตระยะยาวท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไทยได้อานิสงส์จากเทรนด์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย สามารถปรับขึ้นราคาห้องพักระดับลักชัวรีได้อย่างมีนัยสำคัญหลังโควิด สะท้อนกำลังซื้อของนักเดินทางคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์เฉพาะตัวมากขึ้น โรงแรมหรูยุคใหม่ขาย ‘ประสบการณ์’ มากกว่าห้องพัก เทรนด์ Lifestyle Luxury และ Wellness Tourism กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดโรงแรมระดับบน ผู้ประกอบการหันมาผสานสุขภาพ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์เข้ากับโครงการมิกซ์ยูสเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว เจแอลแอล (JLL) ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับโลกรายงาน ข้อมูลกระแสการลงทุนในโรงแรมระดับลักซูรี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยนักลงทุนมองว่าสินทรัพย์ประเภทนี้ มีทั้งความยืดหยุ่นต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและยังคงได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก สอดคล้องข้อมูลจากเจแอลแอล (NYSE: JLL) ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมการซื้อขายโรงแรมระดับลักซูรี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นถึง 77% ระหว่างปี 2560–2568 แตะระดับประมาณ 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 โดยมูลค่าดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในระดับการลงทุนต่อปีที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงแรมลักซูรี นับตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่เคยทำสถิติไว้กว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562 ขณะที่ ธุรกรรมการซื้อขายโรงแรมระดับลักซูรี จะคิดเป็นเกือบ 20% ของการซื้อขายโรงแรมทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2568 ซึ่งเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับสัดส่วน 8% ในปี 2560 และสูงกว่าระดับ 16% ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม พบว่าตลาดการลงทุนโรงแรมในประเทศไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทาน เนื่องจากเจ้าของโรงแรมส่วนใหญ่เน้นถือครองสินทรัพย์ในระยะยาว ส่งผลให้มีสินทรัพย์ออกสู่ตลาดค่อนข้างจำกัด โดยนับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา โรงแรมระดับลักซูรี มีสัดส่วน 19.2% ของมูลค่าการซื้อขายโรงแรมทั้งหมดในประเทศไทย “ในปีที่ผ่านมา กลุ่มโรงแรมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 7.9% ของจำนวนธุรกรรมทั้งหมด แม้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม” สำหรับธุรกรรมที่โดดเด่นในปีดังกล่าว ได้แก่ การซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นของโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านใจกลางกรุงเทพฯ และการขายหุ้น 51% ในโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ 2 ปัจจัยหนุนพอร์ตฯลักซูรี ด้าน พิมพ์พะงา ยมจินดา รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขายภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริการการลงทุนด้านโรงแรม เจแอลแอล (JLL) กล่าวว่า ตลาดโรงแรมระดับลักซูรี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจาก ความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นตลอดช่วงการแพร่ระบาดและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความมั่งคั่งที่เพิ่มสูงขึ้นและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้เห็นความต้องการการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากฐานนักลงทุนที่หลากหลายขึ้น ทั้งนักลงทุนกลุ่มบุคคล (Private Wealth) และเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งต่างมองหาโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผสมผสานทั้งความน่าเชื่อถือ การรักษามูลค่าเงินลงทุน และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ยังพบว่า ตลาดโรงแรมระดับลักซูรี กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการชิงส่วนแบ่งตลาด แม้โรงแรมกลุ่มนี้จะสามารถเรียกเก็บค่าห้องพักในระดับพรีเมียมได้มาโดยตลอด แต่ปัจจุบันช่องว่างของอัตราการเข้าพัก ระหว่างโรงแรมระดับลักซูรี และโรงแรมทั่วไปเริ่มแคบลง สะท้อนให้เห็นว่าโรงแรมระดับลักซูรีสามารถสร้างผลงานและรักษาระดับอุปสงค์ (Supply) ที่ยั่งยืนได้ตลอดทั้งปี จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งดังกล่าว ยังช่วยดึงดูดทั้งเม็ดเงินลงทุนและการพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อุปทาน (demand) โรงแรมระดับลักซูรี เติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปีตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดที่ประมาณ 8% ของตลาดโรงแรมทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับปานกลางไปจนถึงปี 2573 ทั้งนี้ จะสามารถขึ้นอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาอัตราการเข้าพักในระดับที่แข็งแกร่ง นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา โดยอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันในกลุ่มโรงแรมระดับลักซูรีและอัลตราลักซูรีในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการการขยายตัวของซัพพลายที่สอดคล้องกับดีมานด์ของตลาดช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาซัพพลายล้นตลาดที่เคยเกิดขึ้นในบางช่วงกับอุตสาหกรรมโรงแรม ส่งผลให้ภาวะซัพพลายและดีมานด์ยังคงอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุน รับเทรนด์โลก ไลฟ์สไตล์ ลักซูรี ขณะที่ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดโรงแรมระดับลักซุรี คือการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของนักเดินทางได้อย่างหลากหลาย โดยผู้ประกอบการทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคต่างเปิดตัวแนวคิดและแบรนด์ใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ (Wellness Retreat) สร้างประสบการณ์การเข้าพักที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น “อุปทานใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง” โดยโรงแรมห้าดาวแบบดั้งเดิมกำลังได้รับการเติมเต็มด้วยแนวคิด ‘Lifestyle Luxury’ ที่ผสานที่พักระดับลักซูรี เข้ากับประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์สังคม สุขภาวะ และวัฒนธรรมที่ได้รับการออกแบบและคัดสรรอย่างพิถีพิถัน แนวโน้มดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากการเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เช่น One Bangkok, Dusit Central Park และโครงการ Hatai ของกลุ่มนารายณ์ ซึ่งผสานองค์ประกอบของโรงแรมเข้ากับพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน และที่พักอาศัย ทำให้โรงแรมไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักแรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบครบวงจร โดยตลาดโรงแรมระดับลักซูรี ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ ๆ เช่น Aman Nai Lert Andaz One Bangkok The Ritz-Carlton One Bangkok ค่าที่พักแตะ 1.5 หมื่นบ.ต่อคืน ขณะเดียวกัน ยังมีการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งของโรงแรมดุสิตธานี แบรนด์โรงแรมสัญชาติไทย รวมถึงการเปิดตัวโรงแรมใหม่ที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ตลาดอย่าง Six Senses Bangkok The Langham – Custom House Bangkok โดยการเพิ่มขึ้นของอุปทานโรงแรมระดับลักซูรี ที่เน้นประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์เหล่านี้ ส่งผลให้ระดับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันของกลุ่มอัลตราลักซูรี พุ่งสูงขึ้น โดยปัจจุบันสามารถทำราคาได้ใกล้ระดับ 15,000 บาทต่อคืน เทียบกับราว 10,000 บาทต่อคืนในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้าน ชนาวุฒิ วรรณชัยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายธุรกิจที่ปรึกษาด้านโรงแรมประจำประเทศไทย เจแอลแอล กล่าวว่า ภูมิทัศน์ของธุรกิจโรงแรมระดับลักซูรี ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ประกอบการปรับรูปแบบการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังรักษาจุดยืนในฐานะสินทรัพย์ระดับพรีเมียมที่มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนการดำเนินงานของโรงแรมระดับลักซูรี จะสูงกว่าตลาดโรงแรมอื่น จากหลายปัจจัย อาทิ สัดส่วนพนักงานต่อจำนวนห้องพักที่สูงกว่า การให้บริการอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม บริการเฉพาะบุคคลที่เข้มข้นกว่า อื่น ๆ ทั้งนี้ โรงแรมระดับลักซูรี ยังคงสามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดโดยรวม ความสามารถในการกำหนดราคาห้องพักในระดับพรีเมียม พร้อมรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงอำนาจในการกำหนดราคาและศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่โดดเด่นของกลุ่มโรงแรมลักซูรี อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
หุ้นกู้ทรูเรทติ้ง A+ เปิดทางเลือกลงทุน ดอกเบี้ยสูงสุด 3.45%
ทรู เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ เรทติ้ง A+ แนวโน้มบวก ชูดอกเบี้ยคงที่ [2.15 – 3.45] % ต่อปี ตอกย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมรองรับการเติบโตระยะยาว คาดเปิดจองซื้อ 30 – 31 กรกฎาคม และ 3 สิงหาคม 2569 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำโทรคมนาคมเทคโนโลยีของไทย เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่แก่ผู้ลงทุนทั่วไป จำนวน 4 ชุด อายุระหว่าง 3 – 10 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.15 – 3.45]% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จากบริษัทชั้นนำที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ โดยทริสเรทติ้งได้จัดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ชุดใหม่ของทรูที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มเครดิตองค์กร “บวก (Positive)” เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อสถานะผู้นำทางการตลาด ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ทรูยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม Top 1% บริษัทที่มีความยั่งยืนที่สุดของโลกจาก S&P Global ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตามรายงาน Sustainability Yearbook 2026 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจบนรากฐานของความแข็งแกร่งทางการเงิน ความรับผิดชอบ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม และวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ผ่าน 7 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารยูโอบี บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส รวมถึงช่องทางดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นนายทะเบียนหุ้นกู้และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ของทรู ยังคงสะท้อนทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท นับเป็นการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการทำกำไร และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเครือข่ายให้ครอบคลุม มีความเสถียรสูงสุด และรองรับการเติบโตของการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับการบริหารเครือข่าย และพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าในทุกมิติ ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าว ประกอบกับผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำฐานะทางการเงินที่มั่นคง อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มเครดิต “บวก (Positive)” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 สะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของทรู (market position) โดยมีจุดแข็งจากโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ชุดคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และชื่อแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อถือ รวมถึงปัจจัยบวกจากประโยชน์ของการควบรวม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว หุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (โดยให้บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ลงทุนสถาบันจองซื้อในฐานะผู้ลงทุนทั่วไปเท่านั้น) (Public Offering) จำนวน 4 ชุด โดยมีอายุหุ้นกู้ให้เลือกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ชำระดอกเบี้ยคงที่ทุกๆ 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ และคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม และวันที่ 3 สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยหุ้นกู้ทั้ง 4 ชุดที่เสนอขาย มีรายละเอียดดังนี้ หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.15 – 2.40]% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.50 – 2.75]% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.00 – 3.25]% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.20 – 3.45]% ต่อปี และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดได้ตั้งแต่หุ้นกู้อายุครบปีที่ 5 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวน ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาไมโคร) หรือ โทร. 1333 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอปBangkok Bank Mobile Banking ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา โทร. 02 888 8888 กด 869 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่าน https://www.kasikornbank.com/kmyinvest (ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02 777 6784 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป SCB EASY และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02 626 7777 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป CIMB Thai ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02 285 1555 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โทร. 02 680 4004 บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02 165 5555 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป Dime! และรวมถึง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet สามารถศึกษาเพิ่มเติมถึงรายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการสมัคร TrueMoney Wallet Application และวิธีการจองซื้อ ได้ที่เว็บไซต์ www.truemoney.com หรือติดต่อขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด โทร. 1240 กด 6
ทรู หนุน ทางออก สมาคมฟุตบอลฯ รักษา สิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอล ทีมชาติไทย ถึง ปี 2572
ทรู ยินดีหนุนทางออกสมาคมฟุตบอลฯ เพื่ออนาคตบอลไทยเดินหน้าต่อ รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดทีมชาติไทยถึงปี 2572 สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศแนวทางแก้ไขภาระผูกพันทางการเงินที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาทในอดีต และบรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย ซีนิเพล็กซ์ (ในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น) ในฐานะหนึ่งในคู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง ยินดีสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายและเพื่อให้สามารถเดินหน้าพัฒนาฟุตบอลไทยได้อย่างมั่นคงต่อไป ภายใต้แนวทางข้อตกลงดังกล่าว สมาคมฯ จะเป็นผู้ชำระหนี้แทน บมจ. สยามสปอร์ต ให้แก่ ซีนิเพล็กซ์ คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดรวม 240 ล้านบาท โดยกำหนดแนวทางการชำระหนี้ออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย การให้สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทย แบบ Exclusive ผ่านแพลตฟอร์ม OTT , IPTV และ Pay TV บนทุกแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยบริษัทในกลุ่มทรู รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572 ให้แก่ ซีนิเพล็กซ์ และอีกส่วนคือการทยอยชำระเป็นเงินสด นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูยินดีที่ทุกฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในวันนี้ สำหรับทรู สิ่งสำคัญคือการมองไปข้างหน้า และการสนับสนุนแนวทางที่ช่วยให้สมาคมฟุตบอลฯ สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เพื่อประโยชน์ของวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว เราเชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสมาคม สโมสร นักกีฬา แฟนบอล และภาคเอกชน สิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ได้รับในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงสิทธิ์ทางธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงแฟนบอลไทยกับทีมชาติไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลของทรู และร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยผ่านพลังของกีฬา สำหรับทรู ฟุตบอลไทยไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่เป็นพลังที่เชื่อมโยงคนไทยทั้งประเทศเข้าด้วยกัน ทรูเชื่อมั่นในการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยและทำเพื่อประเทศไทยมาโดยตลอด และพร้อมมีส่วนร่วมสนับสนุนอนาคตของฟุตบอลไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” ข้อตกลงครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างความชัดเจนให้ทุกฝ่าย และเปิดโอกาสให้สมาคมฟุตบอลฯ สามารถมุ่งเดินหน้าพัฒนาฟุตบอลไทยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทรูพร้อมนำศักยภาพด้านเทคโนโลยี เครือข่ายดิจิทัล และแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ยกระดับประสบการณ์ของแฟนบอลไทย และสนับสนุนการเติบโตของฟุตบอลไทยในระยะยาวต่อไป
ICS Lifestyle Complex ปักหมุดความอร่อยใหม่ กินง่าย ครบทุกไลฟ์สไตล์ ในที่เดียว
ICS Lifestyle Complex เปิดพิกัดความอร่อยใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ อิ่มอร่อยง่ายๆ กับ Grab & Go ถึงมื้อจัดเต็มที่ Lotus’s Eatery ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม เดินหน้ามอบประสบการณ์ Food Destination แห่งใหม่ของฝั่งธนบุรี ชวนเปิดประสบการณ์ความอร่อยทุกวัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นมื้อกินง่าย อิ่มด่วน หรือมื้อหนักจัดเต็ม พร้อมรวบรวมร้านอาหารชื่อดังและร้านยอดนิยมหลากหลายสไตล์มาไว้ในที่เดียว ให้เลือกอิ่มอร่อยได้ตั้งแต่มื้อเช้าจนถึงมื้อค่ำ ไอซีเอสชวนเติมเต็มความอร่อยในชั่วโมงเร่งรีบที่โซน Grab & Go ชั้น G มีร้านใหม่อัปเดตเพียบ ไม่ว่าจะเป็นสายเครื่องดื่ม เติมความสดชื่นแบบทันใจ JUICE UP วิตามินซีเน้น ๆ น้ำผลไม้สกัดเย็น 100% ดื่มแล้วสดชื่น ตื่นเต็มตา พร้อมลุยงานต่อ MILLILITRE คาเฟ่สุดชิคที่ยกแก้วความอร่อยมาเสิร์ฟ ทั้งกาแฟดีไซน์เก๋ และเครื่องดื่มสุดครีเอท รสชาติกลมกล่อมลงตัว สายหวานเลิฟเวอร์ เติมพลังระหว่างวันด้วย BARON’S BAR BY THE CHEESE BARON เมนูโยเกิร์ตสุดพรีเมียม BOWCAKE เค้กวันเกิดและเบเกอรีเจ้าดัง ไซส์มินิกำลังดี รสชาติละมุนหัวใจ เหมาะกับซื้อไปเซอร์ไพรส์หรือกินเองก็ฟิน MARU WAFFLE วาฟเฟิลฮ่องกงยอดฮิต อบใหม่ร้อนๆ หอมกรุ่น กรอบนอกนุ่มใน DOU (โต้ว) น้ำเต้าหู้และเครื่องดื่มสไตล์ไชนีสโมเดิร์น เข้มข้น หอมละมุน ได้ประโยชน์เต็มแก้ว อิ่มท้องกำลังดี HELLO YOGURT โยเกิร์ตซอฟต์เสิร์ฟ ท็อปปิ้งแน่น Richesse เบเกอรีอบสดใหม่ กลิ่นหอมฟุ้ง มีให้เลือกหลากหลายเมนู SOOD’s (ซู้ด) เส้นหมี่กล่องไก่ฉีกที่ครบรสทุกคำสุดสะดวกกินที่ไหนก็อร่อย ประกายจันทร์ ซาลาเปาทับหลี ซาลาเปาเนื้อนุ่มไส้แน่น และติ่มซำร้อนๆ ที่หยิบทานง่าย อร่อยรวดเร็วทันใจ แต่ถ้าเป็นมื้อด่วน หนักท้อง แนะนำฝากท้องความอร่อยกับอาหารจานเดียวที่ Lotus’s Eatery@ICS ชั้น 4 รวมร้านเด็ดห้ามพลาดกับเมนูอร่อย สำหรับคนรักเส้นแนะนำ ก๋วยจั๊บดำเนินฯ ร้านโปรดของใครหลายๆ คน แนะนำ “ก๋วยจั๊บน้ำข้น” เมนูซิกเนเจอร์ห้ามพลาด หรือจะเปลี่ยนเป็นเส้นบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูป ก็อร่อยเด็ดเช่นกัน หลาลูกชิ้นปลาเยาวราช จะสั่งเส้นเล็ก เส้นหมี่หรือบะหมี่ ก็อร่อยทั้งหมด ใส่ลูกชิ้นซิกเนเจอร์รูปหัวใจ โกดมเป็ดพะโล้นครปฐม เป็ดพะโล้เนื้อนุ่มไม่มีกลิ่นคาว สั่งเป็นบะหมี่เป็ดพะโล้ หรือเส้นหมี่น้ำซุปร้อนๆ ซดคล่องคอ นิยมเรือ สายก๋วยเตี๋ยวเรือรสจัดจ้าน มีให้เลือกทั้งหมูและเนื้อ แชมป์แม่กลองผัดไทยหอยทอด ผัดไทกุ้งสดที่เส้นเหนียวนุ่ม ซอสผัดรสชาติครบรส สำหรับสายเน้นมื้อหนักแนะนำ ขาหมูตรอกซุง ร้านสตรีทฟู้ดระดับตำนานกว่า 70 ปีทั้งข้าวขาหมู และข้าวคากินุ่มๆ หนังฉ่ำๆ ละลายในปาก ดอน ข้าวมันไก่เมืองจันท์ โดดเด่นด้วยเนื้อไก่ตอนที่เนื้อนุ่มฉ่ำ หนังเด้งจากการต้มคุมอุณหภูมิ ส่วนสายแซบ ต้องไม่พลาดกับสากลนคร ร้านอาหารอีสาน ส้มตำไทย ทานคู่กับ ไก่ย่างสูตรพังโคน ลาบหมู ที่ผสมผสานความแซ่บได้อย่างลงตัว สำหรับสายสุขภาพ เน้นผักกับร้านอาหารเวียดนาม เวียตคูซีน เมนู “แหนมเนืองโรล” ที่ห่อมาให้กินง่ายๆ หากยังไม่อิ่ม จัดไปเพิ่มกับ “ก๋วยจั๊บญวนเพิ่มซี่โครง” ซุปรสกลมกล่อม ซี่โครงต้มมาเปื่อยกินง่าย ไม่เพียงเท่านั้น Lotus’s Eatery ยังรวบรวมร้านอาหารระดับตำนานชื่อดังอีกมากมายไว้ในที่เดียว พร้อมมอบความคุ้มค่ายิ่งขึ้นกับแคมเปญ “อิ่มทุกมื้อ คุ้มทุกจาน” เพียงซื้อบัตรรับประทานอาหาร Lotus’s Eatery@ICS มูลค่า 100 บาท รับสิทธิ์ใช้จ่ายมูลค่า 120 บาท สำหรับใช้ภายใน Lotus’s Eatery@ICS เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 22–30 มิถุนายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICS
ตลาดความงามไทย 7.5 หมื่นล. ผู้ชาย-วัย 50+ ใช้จ่ายสูงกว่าสองเท่า
WONTECH มอง ‘ไทย’ ตลาดความงามศักยภาพสูง ผู้ชาย-วัย 50+ กำลังซื้อมาแรง ดันเทรนด์ความงามเฉพาะบุคคล หนุนตลาด 7.5 หมื่นล้านบาท ตลาดความงามไม่ได้โตจากผู้หญิงเพียงอย่างเดียว กำลังซื้อของผู้หญิงวัยทำงานเริ่มอิ่มตัว แต่ผู้ชายกลับเข้าคลินิกความงามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายจะเติบโตเฉลี่ย 5.6% ต่อปี จนถึงปี 2575 วัย 50+ กำลังเป็นลูกค้าคุณภาพของอุตสาหกรรม ผู้บริโภคอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความพร้อมด้านการเงินและใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มอายุน้อยถึง 2 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการชะลอวัยและดูแลสุขภาพควบคู่กับภาพลักษณ์ เทรนด์ใหม่คือความงามเฉพาะบุคคล ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการขายเครื่องมือหรือเทคโนโลยีเดี่ยว ไปสู่ Personalized Aesthetic Solutions ผู้บริโภคต้องการแนวทางดูแลที่ออกแบบเฉพาะบุคคลและตอบโจทย์หลายปัญหาพร้อมกัน ไอแซค จาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ จำกัด WONTECH ASIA, THAILAND’ ในเครือวอนเทค เอเชีย ผู้เชี่ยวชาญความงามกลุ่มเลเซอร์และยกกระชับผิวหน้าจากเกาหลีใต้ กล่าวว่า วอนเทค เอเชีย มองทิศทางตลาดเวชศาสตร์ความงามในไทย มีการเติบโตต่อเนื่องชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มหัตถการปรับรูปหน้าและช่วยดูแลปัญหาริ้วรอยที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่ เนื่องจากกระแสผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาพักฟื้นน้อย และอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ตระหนักรู้ในการดูแลตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเติบโตด้วยศักยภาพสูงในระยะยาว สำหรับตลาดความงามในไทยโดยเฉพาะกลุ่มศัลยกรรมและเสริมความงามมีมูลค่าราว 75,000 ล้านบาทในปี 2568 โดยข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดมีการขยายตัวกว่า 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีอัตราการเติบโตลดลงจาก 4% เหลือ 2.7% จากแนวโน้มการเข้ามาใช้บริการของกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานลดลง เนื่องจากกำลังซื้อของกลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว แต่ยังพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ เริ่มตัดสินใจเข้ามาใช้บริการคลินิกเสริมความงามมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่า จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 5.6% ตั้งแต่ปี 2567 ไปจนถึง 2575 นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มลูกค้าที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป กำลังกลายเป็นตลาดศักยภาพสูงที่น่าจับตามองเช่นกัน ด้วยความพร้อมทางการเงินมากกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงกว่ากลุ่มลูกค้าอายุน้อยมากถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงสูงอายุที่ให้ความสำคัญกับการชะลอวัย คาดว่า กลุ่มนี้จะกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญสำหรับตลาดเสริมความงามในอนาคตด้วย ไอแซค เสริมว่าใน ปี 2569 WONTECH ยังมุ่งขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าเติบโต 30% จากปี 2568 ก่อน ทั้งด้านรายได้และการขยายฐานลูกค้า พร้อมวางแผนเพิ่มสัดส่วนจำนวนคลินิกพันธมิตร ขยายการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในอนาคต นอกจากนี้ ‘WONTECH ASIA, THAILAND’ ยังเห็นโอกาสเจาะกลุ่ม B2C เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและคุ้มค่ามากขึ้น นอกเหนือจากการทำตลาหลัก B2B อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หลังจาก WONTECH ASIA ทำตลาดตั้งแต่ปี 2567 พบว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยบริษัทสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกลุ่มเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency: RF) ราว 40% โดยรายได้จากไทย มีสัดส่วนกว่า 39% ของรายได้รวมทั้งหมดของ WONTECH อีกด้วย สำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2569 วอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ ได้จัดงานฉลองความสำเร็จของ Oligio Series หลังสร้างสถิติทะลุ 150 ล้านช็อต และมียอดการติดตั้งมากกว่า 1,000 เครื่องทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงการยอมรับของตลาดและความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยี Monopolar RF “ในอนาคตวงการความงามจะไม่ใช่การแข่งขันของเทคโนโลยีเพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่ง แต่เป็นการนำเทคโนโลยีช่วยดูแลปัญหาได้อย่างครอบคลุมและเหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น จากความต้องการที่ซับซ้อนกว่าเดิม” ทั้งนี้ ยังสอดคล้องทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคตที่มุ่งสู่ ‘Personalized Aesthetic Solutions’ การออกแบบแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล โดยเลือกผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละคน มากกว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงประเภทเดียว อาทิ ความต้องการดูแลปัญหาส่วนเกินควบคู่กับการยกกระชับและบำรุงคุณภาพผิวให้แลดูสุขภาพดี เช่น หลังการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วผู้บริโภคอาจเผชิญกับปัญหาความหย่อนคล้อยหรือสูญเสียความกระชับของผิวหน้า ทำให้การดูแลในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน ด้าน ‘รัตมา กำธรเจริญ’ ผู้อำนวยการฝ่ายด้านธุรกิจ บริษัท วอนเทค เอเชีย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปีนี้ ‘WONTECH’ เลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำหรับการจัดงาน ‘WAVE BANGKOK 2026’ โดยงานดังกล่าวถือเป็นแพลตฟอร์มวิชาการระดับนานาชาติที่ WONTECH จัดขึ้นหลายประเทศทั่วโลก ‘ไทย’ เป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์และการเติบโตของตลาด รวมถึงบทบาทในฐานะ ‘Medical Tourism Hub’ ด้วย โดยหลังจาก ‘WONTECH ASIA, THAILAND’ เข้ามาทำตลาดประเทศไทยราว 2 ปี สามารถสร้างยอดขายรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพตลาดที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นอย่างมากของ WONTECH ในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีผลต่อการตัดสินใจและมีผลกับกำลังซื้อบางกลุ่ม แต่ ภาพรวมตลาดยังมีการเติบโต เนื่องจากผู้บริโภคมองเป็นการลงทุนระยะยาว และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีมากขึ้น
พลังงานอย่างเดียวไม่พอ บี.กริม ขยายสู่ธุรกิจดิจิทัล ‘บี.กริม บียอนด์บริดจ์’
บี.กริม เพาเวอร์ เปิดตัว “บี.กริม บียอนด์บริดจ์” วางรากฐานก้าวสู่ผู้นำ “ธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต” รองรับการเติบโต “เศรษฐกิจดิจิทัล” ของไทยและภูมิภาค บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดและโซลูชันอุตสาหกรรมของไทย เปิดตัว บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด หน่วยธุรกิจใหม่ภายใต้ บี.กริม เพาเวอร์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักมุ่งโฟกัสธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต ของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) พร้อมวางรากฐานเพื่อการเติบโตและขยายสเกลได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่จำกัดอยู่เพียงโซลูชันใดโซลูชันหนึ่ง แต่พร้อมต่อยอดสู่โอกาสใหม่ในระยะยาว นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจที่ชัดเจน คือการเป็นผู้นำด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS เพื่อเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านพลังงานที่ บี.กริม เพาเวอร์ สั่งสมมากว่า 30 ปี เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งอนาคต โดยวางโครงสร้างธุรกิจให้พร้อมเติบโตและขยายสเกลได้อย่างเต็มที่ เพื่อก้าวสู่ “รากฐานใหม่” ที่จะกำหนดทิศทางการเติบโตของ บี.กริม เพาเวอร์ ในทศวรรษถัดไป บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นโดยมีการเติบโตเป็นแกนกลางของพันธกิจตั้งแต่วันแรก บริษัทมุ่งพัฒนา ลงทุน บริหารจัดการ และดำเนินการเชิงพาณิชย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โซลูชันดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ออกแบบโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายสเกล (Scale) ได้ตามความต้องการของตลาดและพันธมิตรที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในอนาคต โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์ ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และ เทคโนโลยีการจัดการพลังงาน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าพื้นที่อัจฉริยะ (Smart Micro Grid) ที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีความยาวรวมถึง 216.76 กิโลเมตร รวมถึงประสบการณ์การพัฒนา Data Center ผ่าน ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต “การจัดตั้ง บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการนำสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ มาขยายขอบเขตสู่ธุรกิจดิจิทัลที่มีศักยภาพเติบโตได้ในระดับภูมิภาค ท่ามกลางความต้องการ Digital Transformation ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายนพเดช กล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้พันธกิจด้าน DIaaS ของ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นรูปธรรมและรองรับการเติบโตในระยะยาว บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ได้ออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจดิจิทัลเป็น 2 แกนหลัก โดยเน้นให้มีความยืดหยุ่นและสามารถขยายสเกลตามความต้องการของลูกค้าและพันธมิตรในแต่ละภาคส่วน พร้อมเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันและขยายสเกลไปพร้อมกันได้ ดังนี้ Energy Platform-as-a-Service นำการพยากรณ์ด้วยอัลกอริทึม (Algorithm-based Forecasting) มาเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management System) พร้อมรองรับความพร้อมด้านการเปิดระบบโครงข่ายให้บุคคลที่สามเข้าใช้งาน (TPA Third Party Access) และเปิดศักยภาพด้านการซื้อขายพลังงานอัจฉริยะ (Energy Trading) บนแพลตฟอร์มเดียวกัน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้าน Smart Micro Grid ที่ บี.กริม เพาเวอร์ สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้แพลตฟอร์มนี้มีความน่าเชื่อถือและพร้อมใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้จริง และยังวางรากฐานให้ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่บทบาท ผู้รวบรวมและบริหารจัดการพลังงาน (Energy Aggregator) ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ Industrial Digital Services ให้บริการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมความปลอดภัย สาธารณูปโภค และความยั่งยืน ตลอดจนโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในมิติอื่นๆ โดยทีมงานพร้อมออกแบบและพัฒนา Solution แบบ Customize ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรม ทิศทางจากนี้ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ พร้อมพัฒนาและนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้าตามโจทย์ที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของ Data Center บี.กริม เพาเวอร์ ผ่าน ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม จะเป็นผู้ดำเนินการหลักโดยตรง การนำประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานพลังงานมาขยายสู่การเป็นผู้พัฒนาและผู้ดำเนินการ Data Center ระดับโลก ซึ่งจะเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับ 2 แกนธุรกิจของ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบนิเวศ DiaaS ของ บี.กริม เพาเวอร์ สมบูรณ์ครบวงจร โดยปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ hyperscale ขนาดใหญ่ 96 MW มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่ จ.ชลบุรี โดยมีความคืบหน้ามากกว่า 45% และจะเริ่มเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569 นี้ เกี่ยวกับ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด เป็นหน่วยธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) เชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมขยายสเกลรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม เกี่ยวกับ บี.กริม เพาเวอร์ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) คือบริษัทพลังงานชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก มุ่งมั่นสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี โดยมุ่งเน้นพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงบริการด้านโครงสร้างดิจิทัล เชื่อมโยงโลกสู่อนาคตแห่งพลังงานยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน ในการสร้างคุณค่าให้กับทุกพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสู่องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
แมริออท บอนวอย แจก โบนัส 6,000 คะแนน กระตุ้น ท่องเที่ยว ไทย ช่วงพักผ่อน
เปลี่ยนทุกการเข้าพักในประเทศไทยให้คุ้มค่ายิ่งกว่าที่เคย: แมริออท บอนวอย เปิดตัวโปรโมชั่น “Points On Us” รับโบนัสสูงสุด 6,000 คะแนนต่อการเข้าพัก แมริออท บอนวอย®, โปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลมากมายจาก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งรวมกว่า 30 แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลก เชิญชวนให้นักเดินทางออกไปสัมผัสความงดงามของประเทศไทย พร้อมยกระดับความคุ้มค่าในการเข้าพัก ผ่านการเปิดตัวโปรโมชั่นใหม่ “Points On Us” ที่จะทำให้ทริปท่องเที่ยวในประเทศไทยครั้งต่อไปของคุณน่าประทับใจมากยิ่งขึ้น สมาชิก แมริออท บอนวอย ที่สำรองที่พักและเข้าพักกับแมริออทในประเทศไทยผ่านโปรโมชั่น “Points On Us” ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 จะได้รับคะแนนโบนัส แมริออท บอนวอย 2,000 คะแนนต่อคืน สูงสุดถึง 6,000 คะแนนต่อการเข้าพัก ไม่ว่าทริปในฝันของคุณจะเป็นการออกไปสัมผัสความงดงามตระการตาของวัดวาอารามสีทองอร่าม หรือตื่นตาตื่นใจไปกับทริปชอปปิ้งในศูนย์การค้าสุดทันสมัยใจกลางเมือง หรือการเลือกดื่มด่ำกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้เมืองร้อน เสน่ห์อันมีชีวิตชีวาของสตรีทฟู้ดที่ชวนลิ้มลอง ตลอดจนเสียงคลื่นซัดสาดหาดทรายขาว หรือการไปสัมผัสธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาอันเงียบสงบที่ถูกโอบล้อมด้วยไอหมอก ทุกประสบการณ์อันน่าประทับใจเหล่านี้กำลังรอให้คุณเดินทางมาค้นพบด้วยตัวเอง ข้อเสนอสุดพิเศษนี้สามารถใช้ได้ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออทที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมืองชั้นนำและรีสอร์ทในจุดหมายปลายทางยอดนิยม ไม่ว่าคุณจะวางแผนทริปพักผ่อนในกรุงเทพฯ ทริปเที่ยวเกาะที่ภูเก็ตหรือเกาะสมุย ทริปครอบครัวที่เขาหลักหรือระยอง ทริปสั้นช่วงสุดสัปดาห์ที่หัวหินหรือพัทยา การพักผ่อนเหนือระดับที่กระบี่ หรือการเดินทางเชิงวัฒนธรรมที่เชียงใหม่หรือเชียงราย แมริออท บอนวอย พร้อมช่วยให้คุณสร้างสรรค์ประสบการณ์ท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยกระดับความสุขให้ทุกการพักผ่อน ข้อเสนอสุดพิเศษ “Points On Us” พร้อมต้อนรับคุณแล้ววันนี้ ณ โรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย สำหรับการจองและการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 สำรองห้องพักได้แล้วที่นี่ (https://www.marriott.com/th/offers/points-on-us-thailand-off-232762 ) พิเศษเฉพาะสมาชิกแมริออท บอนวอย! เต็มอิ่มกับสิทธิประโยชน์มากมายที่จะทำให้ทุกการเข้าพักสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งบริการ Wi-Fi ในห้องพักฟรี เช็คอินง่ายๆ ผ่านมือถือ และสะดวกเหนือระดับด้วยการใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจห้องพัก พร้อมรับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย สมัครสมาชิกฟรีได้ที่นี่ (https://www.marriott.com/th/loyalty/createAccount/createAccountPage1.mi) คะแนนแมริออท บอนวอย สามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเข้าพักห้องพักฟรี อิ่มอร่อยกับมื้ออาหารจานโปรด หรือร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ผ่านแมริออท บอนวอย โมเมนต์ (Marriott Bonvoy Moments) ข้อเสนอสุดคุ้มนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหม่ ที่ชวนให้คุณคิดถึงและวางแผนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ###
ไอคอนสยามพาซอฟต์พาวเวอร์ไทยแลนดิ้งโซล ‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’
เปิดฉากแล้ววันแรก “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026” ไอคอนสยาม สนับสนุน สุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ ร่วมเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยสู่สายตาชาวโลก เปิดฉากแล้วสำหรับงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงโซล ในวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ณ คลองชองกเยชอน โซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยในปีนี้ ไอคอนสยาม นำทีม เมืองสุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ ยกทัพ Soft Power ไทยสู่เวทีสากล นำเสนอผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทย อาทิ งานคราฟต์ ศิลปะขนาดจิ๋ว และขนมหวานไทยทำมือสุดประณีต เพื่อถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และร่วมส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพิ่มโอกาสพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนสู่เวทีโลก บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมีชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน ซึ่งให้ความสนใจแวะเวียนเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยที่บูธ เมืองสุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ลิ้มลองขนมไทยโบราณจากร้านดังแห่งเมืองสุขสยามอย่าง “ร้านขนมไทยแพรวไพลิน” รวมถึงชมการสาธิตการถักโครเชต์ไหมพรมดีไซน์สร้างสรรค์จาก “จุ๊บเจลเนอรัล” ชื่นชมความประณีตงดงามของศิลปะจิ๋วฝีมือช่างไทยจาก “ร้านเล็กปั้นจิ๋ว” ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมไทย 4 ภูมิภาคได้อย่างน่าทึ่ง และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการเปิดตัว กล่องจุ่มแมวไทย กับคอลเลกชัน Art Toy แมวมงคลไทย ที่ถูกใจนักสะสมชาวเกาหลี รวมทั้ง “น้องสุข” คาแรกเตอร์แมววิเชียรมาศ ทูตวัฒนธรรมประจำเมือง สุขสยาม ยังเป็นอีกหนึ่งสีสันที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้เข้าร่วมงานทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้สินค้าคราฟต์ไทยร่วมสมัยจากไอคอนคราฟต์ ทั้งผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมจาก “Mae Ing Shibori” ของฝากสไตล์ไทยดีไซน์เก๋จาก “HOLEN” กระเป๋า อัปไซเคิลจาก “SAME THANG” เครื่องใช้อะลูมิเนียมปั๊มลายไทยสีสวยจาก “SUCHAI CRAFT” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากอีกด้วย งาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ ที่ได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย สู่สายตานานาชาติ ตลอดจนช่วยส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการและช่างฝีมือไทยให้ได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยต่อไป
Pride 2026 บลูพอร์ต หัวหิน ภูมิใจอย่างเดียวไม่พอต้องเติมสุขภาวะด้วย
บลูพอร์ต หัวหิน เปิดประสบการณ์เดินทางพร้อมพักผ่อน ร่วมฉลอง Pride Month 2026 ชวนทุกคนเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในบรรยาศเมืองท่องเที่ยวชายทะเลคลาสสิค Pride ไม่ได้พูดแค่เรื่องความเท่าเทียม บลูพอร์ต หัวหิน ต่อยอดแนวคิดความภูมิใจ ไปสู่การดูแลสุขภาวะและคุณภาพชีวิตรอบด้าน สะท้อนเทรนด์ Wellness ที่กำลังเติบโตในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วโลก หัวหินกำลังสร้างภาพจำใหม่ของเมืองท่องเที่ยว กิจกรรม Pride ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศเปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลาย ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้หัวหินในฐานะเมืองพักผ่อนสำหรับทุกคน ไลฟ์สไตล์มิกซ์กับประสบการณ์ได้ทั้งวัน งานจัดขึ้นวันที่ 20 มิ.ย. มีกิจกรรมทั้งเดิน-วิ่ง เวิร์กชอป Pickleball และ Matcha Experience ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์มากกว่าการช้อปปิ้ง วจี กลมเกลี้ยง กรรมการผู้จัดการ บลูพอร์ต หัวหิน ผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ บลูพอร์ต หัวหิน (Blúport Hua Hin) กล่าวว่า บลูพอร์ต หัวหินร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ เทศบาลนครหัวหิน และภาคเอกชน บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ จัดงาน ‘PRIDE 2026’ ภายใต้แนวคิด The Gentle Rainbow – Softly Proud, Deeply Well สร้างประสบการณ์สีสันด้วยพลังแห่งความภาคภูมิใจ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ บลูพอร์ต หัวหิน “บลูพอร์ต หัวหิน มุ่งผลักดันกิจกรรม Pride อย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างบรรยากาศแห่งความเท่าเทียมในเมืองหัวหิน จนได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว” สำหรับในปีนี้ บลูพอร์ต หัวหิน ยังได้นำเสนอ Pride ในมิติใหม่ที่ผสานเรื่องความเท่าเทียมเข้ากับการดูแลสุขภาวะอย่างรอบด้าน สอดรับกับเทรนด์สุขภาวะเวลเนส Wellness ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนอย่างแท้จริง โดยภายในงาน PRIDE 2026: The Gentle Rainbow – Softly Proud, Deeply Well จัดให้มีกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งวัน Pride Flow Run กิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 3 กิโลเมตร ชวนทุกคนเริ่มต้นวันด้วยพลังบวก พร้อมร่วมวิ่งไปกับนักแสดงสาว แจ็คกี้-ชาเคอลีน มึ้นช์ พร้อมด้วย คุกกี้-ญดา สุวรรณปัฏนะ และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์มากมาย เวลา 06.00 – 09.30 น. ณ ลานเดอะ สแควร์ ด้านหน้าบลูพอร์ต หัวหิน Pride Workshop Series พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ค้นหา แสดงออก และแสดงความเป็นตัวเองผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปหลากหลายรูปแบบ เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ทางเข้าสวนพฤกษภิรมย์ ชั้น G Pride Pickle กิจกรรมกีฬา Pickleball เทรนด์กีฬาสุดฮอตที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ชวนทุกคนมาร่วมออกกำลังกาย พบปะเพื่อนใหม่ และสัมผัสความสนุกของกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้ เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ Arena Pickleball Club ชั้น 3 Pride Matcha Experience เวิร์กชอปชงมัทฉะที่ผสานศิลปะแห่งความละเมียดละไมและการใช้ชีวิตอย่างมีสุนทรียะ ผ่านประสบการณ์การชงและลิ้มรสมัทฉะแบบต้นตำรับ เวลา 15.30 – 17.00 น. ณ Museo Auto Classica ชั้น 2 โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/MxHRkecTqLh81gKk9 นอกจากนี้ บลูพอร์ต หัวหิน ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษตลอดเดือนมิถุนายน เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ให้ทุกความหลากหลายได้เปล่งประกายในแบบของตัวเอง ระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 อาทิ Pride Sip & Shine ช้อปสินค้าในหมวด Fashion & Beauty ครบ 1,500 บาท รับฟรี เครื่องดื่ม Pride Special Drink “Love in Colors” และ Hit the Court, Enjoy Museo เล่น Pickleball ที่ Arena Pickleball Club ครบ 5 ครั้ง รับสิทธิ์เข้าชม Museo Auto Classica ฟรี
BESINS ชี้ ฮอร์โมน กุญแจสุขภาพระยะยาว สู่การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ
BESINS HORMONE FORUM 2026 เปิดมุมมองใหม่ “ฮอร์โมน” ไม่ใช่แค่เรื่องวัยทอง แต่คือรากฐานของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดงาน BESINS HORMONE FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “Symphony of Hormones: Health Spans & Longevity” เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนและสุขภาพระยะยาว โดยรวบรวมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย และเวชศาสตร์ชะลอวัย มาร่วมถ่ายทอดบทบาทสำคัญของฮอร์โมนต่อการมีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิต พญ.พักตร์พิไล ทวีสินแพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ฮอร์โมนไม่ได้มีหน้าที่เพียงเกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือนหรือการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ทำหน้าที่เสมือน “วาทยกร” ที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกระบบในร่างกาย ทั้งสมอง หัวใจ หลอดเลือด กระดูก กล้ามเนื้อ ระบบเผาผลาญ และการนอนหลับ “ฮอร์โมนทำงานร่วมกันเหมือนวงดนตรีออร์เคสตรา หากเครื่องดนตรีบางชิ้นขาดหายไป บทเพลงแห่งสุขภาพก็ไม่สามารถบรรเลงได้อย่างสมบูรณ์ การดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาฮอร์โมนเพียงตัวใดตัวหนึ่ง แต่ต้องมองภาพรวมของทั้งระบบ” พญ.พักตร์พิไล กล่าว หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือบทบาทของฮอร์โมนเอสโตรเจน “เอสโตรเจนคือคอลลาเจนของทั้งร่างกาย” เพราะคอลลาเจนไม่ได้อยู่เพียงใต้ผิวหนัง แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก หลอดเลือด กล้ามเนื้อ หัวใจ และดวงตา เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงตามวัย อาจส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุน สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ข้อมูลทางการแพทย์ยังพบว่า ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองและระดับฮอร์โมนลดลง ความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับผู้ชายในวัยเดียวกัน นอกจากนี้ อาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งหลายคนมองว่าเกิดจากความเครียดหรือภาระชีวิต อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเช่นกัน โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีบทบาทสำคัญต่อการนอนหลับและสมดุลการทำงานของสมอง การใส่ใจฮอร์โมนจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพ ด้าน ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ผิวหนังและเส้นผมอาจเป็นมากกว่าตัวบ่งชี้ความงาม แต่สามารถสะท้อนสุขภาพภายในร่างกายได้ “คนอายุเท่ากันไม่ได้แก่เท่ากันเสมอไป ผิวและเส้นผมอาจเป็น Biomarker หรือสัญญาณบ่งชี้อายุทางชีวภาพที่สะท้อนการเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย หากพบปัญหาผิวแห้ง ผมร่วง หรือผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเสียสมดุลบางอย่าง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมน” ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าว พร้อมระบุว่า วิถีชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารแปรรูป การขาดการออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ล้วนส่งผลต่อระบบฮอร์โมนและเร่งกระบวนการเสื่อมของร่างกายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น “เป้าหมายของการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยาวขึ้น แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิต ทำงาน และทำกิจกรรมที่รักได้อย่างเต็มศักยภาพ การดูแลสมดุลฮอร์โมนร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ” ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวทิ้งท้าย คุณภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย BESINS HORMONE FORUM 2026 ถูกจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวคิด “Health Span” หรือการมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงวัย โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องด้านฮอร์โมน สุขภาพ และการดูแลตนเองให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว “ที่เบซินส์ เราเชื่อว่าการมีอายุยืนไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากแต่คือการมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจตลอดเส้นทางชีวิต ภายใต้พันธกิจ By your side, for life เรามุ่งมั่นเคียงข้างผู้คนในทุกช่วงวัย ผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ นวัตกรรม และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีพลัง และมีความสุขในแบบของตนเอง” BESINS HORMONE FORUM 2026 “Symphony of Hormones: Health Spans & Longevity” จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนและเวชศาสตร์ชะลอวัย แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของเบซินส์ในการผลักดันแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงรุก ที่มองสุขภาพอย่างองค์รวมและยั่งยืน เพราะ “ฮอร์โมน” ไม่ใช่เพียงเรื่องของวัยทองหรือความงาม แต่คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการมี Health Span หรือช่วงชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในทุกช่วงวัยได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด
Luxury Dining Series 3 ชูมื้ออาหาร เชื่อมความสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์ระดับโลก
ค้นพบศิลปะแห่งการร่วมโต๊ะอาหารไปกับ ลักซ์ชัวรี่ กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล Luxury Dining Series ครั้งที่ 3 ชวนคุณมาสัมผัสความสุขแห่งการเชื่อมสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มร่วมกัน ลักซ์ชัวรี่ กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศเปิดตัว Luxury Dining Series ครั้งที่ 3 นำเสนอประสบการณ์การเดินทางด้านอาหารที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ภายใต้แนวคิด “Across the Table” หรือ “อีกฟากของโต๊ะอาหารเดียวกัน” ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซีรีส์นี้จะจัดขึ้น ณ โรงแรมและรีสอร์ทระดับลักซ์ชัวรี่ในหลากหลายจุดหมายปลายทาง ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ต แอนด์ สปา (JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa) เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket) เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ต (The St. Regis Maldives Vommuli Resort), มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) และ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto) ก่อนจะปิดท้ายด้วยประสบการณ์สุดพิเศษกลางทะเลบนเรือลูมินารา ภายใต้ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอทช์ คอลเลคชั่น (Luminara, The Ritz-Carlton Yacht Collection) ทุกประสบการณ์ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตเพื่อสะท้อนถึงการสำรวจและการเชื่อมโยง โดยเปิดโอกาสให้เชฟได้ก้าวจากห้องครัวมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับแขกอย่างใกล้ชิด และไฮไลท์สำคัญของซีรีส์ในปีนี้ คือการเชื่อมต่อผู้คนเข้ากับจุดหมายปลายทาง วัตถุดิบ และเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างแท้จริง ได้แก่ Chefs [At The] Table ค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เชฟชื่อดังจะมาร่วมโต๊ะกับแขก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัวผ่านบทสนทนาอย่างใกล้ชิด The Grand Banquet งานเลี้ยงอาหารค่ำสุดพิเศษในสถานที่สำคัญของท้องถิ่น ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ Heirloom AM/PM การนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นระดับตำนานหรือเทคนิคการปรุงแบบดั้งเดิมเพียงหนึ่งเดียว มาสร้างสรรค์ผ่านเมนูพิเศษร่วมกัน Page to Plate ต่อยอดประสบการณ์ด้วยการคัดสรรสูตรอาหารจานโปรด เพื่อให้แขกได้ดื่มด่ำเรื่องราวแห่งรสชาติได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนอกเหนือจากแค่บนโต๊ะอาหาร The Shared Memory Menu นำเสนอประสบการณ์มิกโซโลจีที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความทรงจำและเรื่องราวของสถานที่ต่าง ๆ Spirited Social ถ่ายทอดศิลปะแห่งมิกโซโลจีให้มีชีวิตชีวา ผ่านกิจกรรมบาร์เทคโอเวอร์ที่เปี่ยมด้วยพลัง รังสรรค์โดยเหล่าบาร์เทนเดอร์ชั้นนำ Journey To Exceptional Taste ทริปท่องเที่ยวที่นำทางโดยเชฟและมาสเตอร์คลาสที่จะพาไปแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเทคนิคต่าง ๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยมื้ออาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะเติมเต็มทุกความเชื่อมโยงให้มีชีวิตชีวา “เป้าหมายหลักของ Luxury Dining Series ในปีนี้ คือการสะท้อนถึงหัวใจสำคัญทางความรู้สึกของการรับประทานอาหาร โดยร่วมค้นหาว่าเรื่องราวต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไร รสชาติแห่งความสุขนั้นอบอวลยาวนานแค่ไหน และความผูกพันแน่นแฟ้นขึ้นอย่างไรเมื่อเราได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน” โอริออล มอนทัล (Oriol Montal) รองประธานภูมิภาคฝ่าย ลักซ์ชัวรี่ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชียแปซิฟิก ยกเว้นประเทศจีน และรองประธานภูมิภาคประจำประเทศสิงคโปร์ กล่าว “จุดหมายปลายทางในซีรีส์ปีนี้ล้วนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง พร้อมด้วยการรวมตัวของเหล่าผู้เชี่ยวชาญเปี่ยมพรสวรรค์ที่ตั้งใจจะสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เพียงเฉลิมฉลองให้กับเมนูอาหารที่เสิร์ฟเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทรงจำที่ได้แบ่งปันร่วมกัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเดินทางจะได้รับแรงบันดาลใจในการออกไปค้นพบสถานที่แห่งใหม่ และได้กลับมาสัมผัสศิลปะแห่งการรวมตัวสังสรรค์อีกครั้ง” ด้วยความร่วมมือกับโมเอ็ท เฮนเนสซี่ (Moët Hennessy) ณ จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ประสบการณ์ด้านอาหารภายใต้ธีม “Across the Table” ในปีนี้ พร้อมนำเสนอประสบการณ์พิเศษตามรายละเอียดดังนี้ ประเทศเวียดนาม, 5 – 9 สิงหาคม – ณ เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ต แอนด์ สปา Chefs [At The] Table • Rémy Gaulé’s Afternoon Tea ณ ห้องอาหาร French & Co การรังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายที่ตีความขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสขึ้นใหม่ ผ่านมุมมองอันโดดเด่นแบบเวียดนาม Vietnamese Heritage Dinner โดย Madam Anh Tuyet และเชฟ Nguyen Hai Hung มื้ออาหารที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของอาหารเวียดนามแบบโฮมคุกกิ้ง เพื่อยกย่องรากเหง้าวัฒนธรรมดั้งเดิม Pink Pearl โดย Olivier Elzer และ Summer Le ประสบการณ์อาหาร 8 คอร์ส ผสานรสชาติฝรั่งเศสและเวียดนามอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความพิถีพิถันในงานฝีมือและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น The Grand Banquet • Vietnam in Celebration โดยเชฟ Olivier Elzer เชฟ Summer Le และเชฟ Cuong Nguyen พร้อมเสริมประสบการณ์ด้วยเครื่องดื่มที่รังสรรค์โดย Marco Dongi Heirloom AM Vietnamese Heritage Breakfast ณ ห้องอาหาร Tempus Fugit โดย Madam Anh Tuyet การสำรวจเสน่ห์ของวัฒนธรรมอาหารเช้าแบบเวียดนาม Heirloom PM Phu Quoc Seafood Lunch ณ ห้องอาหาร Red Rum โดยเชฟ Cuong Nguyen และเชฟ Hai Hung มื้อกลางวันที่เฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ของอาหารทะเลจากน่านน้ำชายฝั่งฟูก๊วก The Shared Memory Menu • Champagne with a Sommelier การเปิดประสบการณ์เรียนรู้เรื่องราว แหล่งกำเนิดและงานฝีมือเบื้องหลังหนึ่งในภูมิภาคไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก Sunday Champagne Brunch โดย Olivier Elzer เมนูที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ได้แรงบันดาลใจจากวัตถุดิบตามฤดูกาลของฟูก๊วก อาหารทะเลสดใหม่ และการผสานเทคนิคยุโรปคลาสสิกเข้ากับอิทธิพลเอเชียร่วมสมัยอย่างลงตัว Spirited Social Marco Dongi Bar Takeover ที่ Department of Chemistry การนำเสนอประสบการณ์มิกโซโลจีผ่านเมนูค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของผลไม้เมืองร้อน รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์คราฟต์ และพืชพรรณท้องถิ่นของเกาะแห่งนี้ ผ่านเมนูค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีต Journey To Exceptional Taste Bittersweet Chocolate Masterclass ร่วมสำรวจอีกมิติหนึ่งของอัตลักษณ์ด้านอาหารของฟูก๊วก ผ่านคลาสเรียนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมโกโก้ที่กำลังเติบโตของเกาะแห่งนี้ ประเทศไทย, 12 – 15 สิงหาคม – ณ เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต Chefs [At The] Table • The Art of Omakase & Craft Brew Experience โดยเชฟ Agustin Balbi และเชฟ Joseph Talbot ประสบการณ์อาหารแบบใกล้ชิดที่นำโดยแนวคิดตามฤดูกาลและวัตถุดิบท้องถิ่น Six-Hands Dinner ณ ห้องอาหาร Veranda โดยเชฟ Arnaud Sauthier เชฟ Joseph Talbot และหัวหน้าพ่อครัวขนมหวาน Sylvain Constans มื้อค่ำที่เฉลิมฉลองงานฝีมือ ฤดูกาล และรสชาติของชายฝั่งอันดามัน Eight-Hands Culinary Journey ณ ห้องอาหาร Aiyara โดยเชฟ Duangporn “Bo” Songvisava เชฟ Laongdao “Aong” Tohkhot เชฟ Ratchanee “Kob” Nu-On พร้อมการจับคู่ค็อกเทลโดย Jane Kaew-Yod The Grand Banquet Eight-Hands Dinner ณ The Beach Lawn โดยเชฟ Agustin Balbi เชฟ Arnaud Sauthier เชฟ Joseph Talbot และหัวหน้าพ่อครัวขนมหวาน Sylvain Constans ประสบการณ์อาหารค่ำที่รวมพลังเชฟชั้นนำ ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคอันโดดเด่นผ่านการปรุงอาหารร่วมกันอย่างลงตัว The Shared Memory Menu Sunset at Zbar with Bar Us ดื่มด่ำบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก ณ Zbar กับ Bar Us ที่ยกเอาเอกลักษณ์และแนวคิดอันโดดเด่นของบาร์ชื่อดังจากกรุงเทพฯ มาสู่ชายฝั่งของเกาะนาคาใหญ่ Spirited Social Golden Hour Stories at Sea ประสบการณ์ค็อกเทลที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดย Adi Sukasta ถ่ายทอดกลิ่นอาย สีสัน และจังหวะของยามเย็นได้อย่างมีชีวิตชีวา Golden Hour Cocktails ที่ Zbar โดย Adi Sukasta และ Fransiska Siregar ชวนดื่มด่ำค็อกเทลช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก ณ Zbar ผ่านฝีมือการรังสรรค์ของสองบาร์เทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญ Journey To Exceptional Taste Local Spirit, Refined Taste มื้อกลางวันที่จับคู่รสชาติอย่างพิถีพิถัน ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบจากภาคใต้ของประเทศไทย ควบคู่กับเครื่องดื่มที่คัดสรรอย่างพิเศษ ร่วมกับ The Distillery Phuket Natural Dye Textile Workshop เวิร์คช็อปเชิงปฏิบัติร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรสตรีบ้านบางหวานพัฒนา เพื่อเรียนรู้การแปรรูปพฤกษาพรรณท้องถิ่นให้กลายเป็นสีธรรมชาติที่สดใส Artisan Gin Blending with Kilo Spirits เวิร์คช็อปจินแบบเจาะลึกในบรรยากาศอันเป็นส่วนตัวของเกาะนาคา เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รังสรรค์จินสูตรเฉพาะในแบบของตนเอง ประเทศมัลดีฟส์, 26 – 30 สิงหาคม – ณ เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ต Chefs [At The] Table • An Evening with Chef Chan & Chef Abdo การรังสรรค์มื้อค่ำที่ผสานอย่างประณีตระหว่างอาหารจีนกวางตุ้งชั้นสูงและรสชาติแพนเอเชียอันซับซ้อน An Atelier with Chef Emmanuel Stroobant & Chef Ahmet เวิร์กช็อปทำอาหารแบบ Four-Hands สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ และการแลกเปลี่ยนบทสนทนาอย่างใกล้ชิด Curated Omakase Lunch ณ T.Pan โดยเชฟ Takato Kitano การเดินทางแห่งรสชาติอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ALBA Dining Experience โดยเชฟ Emmanuel Stroobant ประสบการณ์อาหารเมดิเตอร์เรเนียนร่วมสมัย ที่สะท้อนความงดงามของรสชาติและเทคนิคการปรุงอย่างมีศิลปะ The Shared Memory Menu Wine at Sunset โดย Master Sommeliers Thomas Ling และ Kuday ประสบการณ์ชิมไวน์แบบใกล้ชิดริมทะเล ท่ามกลางบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก An Evening with Chef Taj & Brian Gonzalez เมนูที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันพร้อมการจับคู่ค็อกเทล ถ่ายทอดความเชื่อมโยงระหว่างมรดกอาหารอินเดียและเอกลักษณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นบนเกาะ Heirloom AM • A Farewell with Flavor ณ ALBA ประสบการณ์อาหารเช้าสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่ถ่ายทอดรสชาติอันสดใส ผ่านวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล และเมนูคลาสสิกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง Spirited Social Sunset at The Whale Bar with Brian Gonzales ประสบการณ์ค็อกเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียงค่ำคืนเดียว ที่ถ่ายทอดศิลปะมิกโซโลจีร่วมสมัย ผสานวิถีชีวิตแบบเกาะ และเสน่ห์ของค่ำคืนเขตร้อนในมัลดีฟส์อย่างลงตัว Journey To Exceptional Taste • ดื่มด่ำไปกับเส้นทางแห่งการรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของรีสอร์ต ประเทศอินโดนีเซีย, 9 – 11 กันยายน – ณ มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ Chefs [At The] Table Where Indonesia’s Culinary Stories Come Alive โดยเชฟ Ketut Sartika เชฟ Agung Ardiawan และเชฟ Wira Hardiyansyah เมนูที่หยั่งรากจากสูตรอาหารดั้งเดิม ถ่ายทอดเรื่องราวที่สืบทอดตามกาลเวลา พร้อมสะท้อนวิวัฒนาการของศาสตร์การปรุงอาหารอินโดนีเซียในปัจจุบัน The Grand Banquet Two Chefs, One Story of Indonesian Heritage โดยเชฟ Syrco Bakker และเชฟ Bayu Timur การถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์อาหารอินโดนีเซียที่กำลังพัฒนา ผ่านประสบการณ์ที่ผสานการแสดงสดอันเปี่ยมด้วยอารมณ์และความหมาย Heirloom PM A Four-Hands Dialogue of Land and Fermentation โดยเชฟ Eka Sunarya และเชฟ Lee Daejin มื้ออาหารค่ำที่รังสรรค์อย่างประณีต โดยมีการหมักเป็นหัวใจหลัก ถ่ายทอดความหลากหลายทางชีวภาพของบาหลี ควบคู่ไปกับมุมมองด้านอาหารในระดับสากลอย่างกลมกลืน Spirited Social • An Evening with Kentaro Wada ประสบการณ์ค็อกเทลยามค่ำคืนที่นำเสนอรสชาติแห่งฤดูกาลอย่างประณีต สะท้อนสไตล์อันเรียบง่ายแต่ลุ่มลึกของ Kentaro Wada Journey To Exceptional Taste • The Pastry Edit with Richard Long ขนมมอบที่รังสรรค์อย่างประณีต ถ่ายทอดผ่านหลากหลายช่วงเวลาตลอดการเดินทาง พร้อมการสาธิตสด แพ็คเกจห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมให้บริการในหลากหลายจุดหมายปลายทาง ในขณะที่ประสบการณ์ Luxury Dining Series บนเรือลูมินารา แห่ง เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอทช์ คอลเลคชั่น เปิดให้บริการเฉพาะแขกที่จองทริปเดินทางเส้นทางประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น นอกจากนี้สมาชิกแมริออท บอนวอย ยังสามารถใช้คะแนนสะสม แมริออท บอนวอย โมเมนต์ (Marriott Bonvoy Moments) เพื่อร่วมประมูลเข้าร่วมกิจกรรมอาหารสุดพิเศษเหล่านี้ได้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Luxury Dining Series
ซีเจ มอร์ บุก โรงเรียน สร้าง ฐานลูกค้า รุ่นใหม่ เชื่อม แบรนด์ ถึง วัยรุ่น
‘ซีเจ มอร์’ สู้ศึกค้าปลีก ชูกลยุทธ์สร้างฐานลูกค้าระยะยาว ผนึก ‘คำต้องเชื่อม’ เดินสายพื้นที่ขวัญใจวัยรุ่น เชื่อมแบรนด์-สถานศึกษา ปลื้ม ‘เตรียมอุดม’ ตอบรับล้นหลาม พร้อมลุกอีก 3 สเตชัน ก.ค. – ส.ค. นี้ จบไปแล้วสำหรับกิจกรรมแคมปัสทัวร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ซีเจ มอร์ x คำต้องเชื่อม” สำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกกลุ่มที่ 2 ที่จัดขึ้น ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งใหญ่ โดยได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลายจากทั้งกลุ่มนักเรียนเจ้าถิ่น และนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสถาบันรอบข้าง ที่ตบเท้าเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่งจนเต็มพื้นที่ กิจกรรมดังกล่าว ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางชุมชนและพื้นที่รวมไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ยของ “ซีเจ มอร์” ที่ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การสื่อสารที่มุ่งเน้นความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเจเนอเรชันใหม่ โดยหยิบยกอัตลักษณ์เด่นของแบรนด์ในเรื่องความ “ครบ ถูก คุ้ม” มาปรับให้เข้ากับบริบทของวัยเรียน นอกจากนี้ ยังได้ขนทัพไอเทมเด็ดมาเปิดบูธให้น้องๆ ร่วมสนุก เล่นเกมแจกของรางวัลฟรีแบบจัดเต็ม พร้อมสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟมาสปอยล์น้องๆ กันถึงที่ ความสนุกในรั้วแคมปัสยังไม่จบเพียงเท่านี้ ซีเจ มอร์ และ คำต้องเชื่อม เตรียมเดินหน้าลุยแจกความสดใสและส่งต่อความคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง โดยสเตชันถัดไปเตรียมบุกไปหาวัยรุ่นกันถึงที่ ใกล้ที่ไหน ไปร่วมกิจกรรมกันได้ ตามตารางทัวร์ดังนี้ วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569: บุกรั้ว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาเขตรังสิต) วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569: บุกรั้ว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569: บุกใจกลางเมืองเอาใจก๊วนวัยรุ่น ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ปรากฏการณ์ความสำเร็จของการเดินสายแคมปัสทัวร์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพจำของแบรนด์ในใจกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ ซีเจ มอร์ ในฐานะผู้นำค้าปลีกไทย ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการรองรับทุกความต้องการของลูกค้ามากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนความสุข ส่งมอบความคุ้มค่า และสแตนด์บายเป็นเพื่อนแท้เคียงข้างไลฟ์สไตล์ของทุกชุมชนและทุกเจเนอเรชันอย่างไม่หยุดยั้ง
บี.กริม เพาเวอร์ มอบ เครื่องดนตรีโยธวาทิต หนุนทักษะดนตรีเยาวชนสกลนคร
บี.กริม เพาเวอร์ สร้างโอกาสทางการศึกษา มอบเครื่องดนตรีวงโยธวาทิตกว่า 2.1 ล้านบาท หนุนเยาวชนสกลนครพัฒนาศักยภาพผ่านดนตรี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมและการศึกษา สนับสนุนเครื่องดนตรีวงโยธวาทิตเพื่อการศึกษาแก่โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร จังหวัดสกลนคร มูลค่ารวม 2,129,000 บาท เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านดนตรี เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และพัฒนาศักยภาพสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ พิธีส่งมอบจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายณรงณ์ เห็นหลอด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เป็นประธานรับมอบ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในการนี้ ได้มีคณะผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ และผู้แทนจากบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ร่วมส่งมอบเครื่องดนตรีให้แก่โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในระยะยาว รวมไปถึงเป็นการส่งเสริมศักยภาพวงโยธวาทิตของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในเวทีระดับประเทศ อีกด้วย บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมอย่างยั่งยืน ขณะที่ดนตรีเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะรอบด้าน ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ วินัย และความมั่นใจในตนเอง ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 การสนับสนุนครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคศิลปวัฒนธรรม โดยมีมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า และบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรในการผลักดันโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาด้านดนตรีให้กับเยาวชนในพื้นที่ และสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบี.กริม เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม (Creating Shared Value) ผ่านการพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย อันเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน
มอร์นิ่ง!! ‘ตลาดรังสิต’ ขยับรอบ60ปี สู่ ‘Breakfast Destination’
ตลาดรังสิต ปรับภาพจำในรอบ 60 ปี สู Breakfast Destination ปลุกวัฒนธรรมอาหารเช้าไทย สร้างจุดหมายใหม่ดึงผู้บริโภค นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนยามเช้า รีโพสิชันนิ่งตลาดเก่าสู่จุดหมายใหม่ ตลาดรังสิตปรับบทบาทจากตลาดดั้งเดิม สู่ Breakfast Destination สร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้คนเดินทางมาใช้เวลาในช่วงเช้า เทรนด์เศรษฐกิจเช้ากำลังเติบโต ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์อาหารเช้า คาเฟ่ และไลฟ์สไตล์ยามเช้ามากขึ้น กลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจค้าปลีกและอาหาร ใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่นสร้างความแตกต่าง การรวบรวมร้านอาหารเช้าและเมนูดั้งเดิมของชุมชน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ตลาดและสร้างจุดขายที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ‘ตลาดรังสิต’ ภายใต้การบริหารของ บริษัท รังสิตร่วมพัฒนา จำกัด มากว่า 60 ปี ถึงในปัจจุบัน ได้ยกระดับจาก ‘ตลาดสด’ สู่ตำแหน่งใหม่ ‘ไลฟ์สไตล์เดสติเนชันยามเช้า’ อย่างเต็มรูปแบบ ต่อการปรับบทบาทใหม่อาณาจักรตลาดรังสิต หนึ่งในแลนด์มาร์คการค้าและเศรษฐกิจ สำคัญของจังหวัดปทุมธานี โดยมีพื้นที่ขนาดกว่า 78 ไร่ ประกอบด้วย อาคารพาณิชย์มากกว่า 700 คูหา แผงค้ากว่า 1,300 แผง ทั้งหมดส่งให้ ‘ตลาดรังสิต’ เป็นแหล่งรวมทั้งตลาดสด สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงร้านค้าทองคำ อีกด้วย โดยหนึ่งในไฮไลต์ ล่าสุดที่สร้างความแตกต่างและโดดเด่นให้กับ ‘ตลาดรังสิต’ คือการเป็นศูนย์รวมอาหารเช้าและเมนูอร่อยระดับตำนานที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ด้วยเมนูของกินตอนเช้า ที่คนไทยคุ้นเคย เริ่มตั้งแต่ ขนมครกสูตรโบราณหวานน้อย กระเพาะปลาเครื่องแน่นรสกลมกล่อม น้ำเต้าหู้หอมมันคู่ปาท่องโก๋ทอดสดใหม่ หมูสะเต๊ะหอมกรุ่นเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรเข้มข้น อย่างข้าวเหนียวหมูทอด เ นื้อทอดร้านดังประจำตลาด ขนมปังหน้าหมูทอดกรอบไม่อมน้ำมัน กุยช่ายนึ่งแป้งบางไส้แน่นที่ทำสดใหม่ตลอดวัน โดยตลาดรังสิต ยังนำเมนูของหวานยามเช้าสำหรับสายไลท์มีล อาทิ มันย่าง มันบด กล้วยปิ้งหอมหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งนี้ยังรวมถึงสินค้าและผลไม้คุณภาพที่จำหน่ายตลอดทั้งปี อย่างทุเรียน และ ข้าว ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดต่างเป็นเมนูยอดนิยมที่ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายสาย ‘เออร์ลี่ เบิร์ด’ ที่ตั้งใจเดินทางมาตลาดรังสิตเพื่อเลือกซื้อของอร่อยไปเติมพลังในตอนเช้า นอกจากนี้ ‘ตลาดรังสิต’ยังได้จัดคมเปญ ‘กริ๊งๆ นาทีทอง’ โปรโมชันที่เตรียมจัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ช้อปสินค้าและอาหารในราคาพิเศษแบบจำกัดเวลา มาสร้างสีสันใหม่ให้ตลาด พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจผันผวน Good Vibes ตลาดรังสิต ขณะเดียวกัน ‘ตลาดรังสิต’ ยังพัฒนาสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งความสะอาด ความเป็นระเบียบ และความสะดวกสบาย เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้เทียบชั้นตลาดยุคใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างครบถ้วน ปัจจุบัน ตลาดรังสิตถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกมิติการใช้ชีวิต ดังนี้ ‘ตลาดสดรังสิต’ ทำหน้าที่หลักด้านวัตถุดิบคุณภาพ ‘เรือนรังสิต’ โซน Grab & Go ตอบโจทย์ความเร่งรีบผู้บริโภค ‘ครัวรังสิต’ สำหรับสายกิน โซนแฟชั่นและไลฟ์สไตล์กว่า 1,000 แผงค้า ตลาดนัดตลอดทั้งสัปดาห์ ต่อการปรับผ่านใหม่ตลาดรังสิตครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งใหม่ในรอบกว่า 6 ทศวรรษ เพื่อส่ง งสัญญาณสำคัญง ว่าตลาดสดไทยกำลังก้าวเข้าสู่ ยุคที่ ‘ประสบการณ์’ กลายเป็นหัวใจของการจับจ่ายของชุมชนยุคใหม่ ขอขอบคุณภาพประกอบปก เพจปทุมธานีรีวิว
ไอคอนสยาม จับมือ กรุงไทย-KTC ยกระดับประสบการณ์ช้อปหรู เจาะ Wealth
ไอคอนสยาม จับมือ กรุงไทย – KTC เปิดมิติใหม่แห่ง Luxury Retail Experience มอบประสบการณ์เหนือระดับสำหรับลูกค้า Wealth ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าตอกย้ำความเป็น Global Experiential Destination และจุดหมายปลายทางแห่งไลฟ์สไตล์ลักชัวรีเหนือระดับ (Experiential Luxury Destination) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด หรือ KTC จัดกิจกรรม “Private Luxury Shopping Experience” สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth โดยเฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์แบบ Customer-Centric Experience ผ่านการช้อปปิ้งเหนือระดับแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Luxury Experience) ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานโลกของแฟชั่น ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และศาสตร์แห่งรสชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ของไอคอนสยาม ที่มุ่งสร้าง Meaningful Luxury Experience ผ่านการคัดสรรสิทธิประโยชน์และกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับแนวหน้า เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง (Affluent & Wealth Segment) ที่แสวงหาความแตกต่าง เฉพาะตัว และที่หาไม่ได้จากที่อื่น (Exclusive & One-of-a-kind Experience) โดยกิจกรรม “Private Luxury Shopping Experience” ครั้งนี้มอบความเหนือระดับให้กลุ่มลูกค้า Wealth ได้สัมผัสความเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกภายในไอคอนสยาม เริ่มด้วยประสบการณ์พิเศษด้านศิลปะจาก Gucci ที่นำเสนอ Personalized Illustration Session กิจกรรมวาดภาพเฉพาะบุคคลโดยศิลปินชื่อดัง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวและตัวตนของลูกค้าคนสำคัญผ่านผลงานศิลปะที่มีเพียงหนึ่งเดียว เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษที่เชื่อมโยงแบรนด์ ศิลปะ และตัวตนของแต่ละท่านเข้าด้วยกัน ขณะที่ Louis Vuitton ต้อนรับแขกคนสำคัญด้วยการเปิดประตูเชื้อเชิญเข้าสู่ Louis Vuitton L’Appartement พื้นที่รับรองส่วนตัว (Private Luxury Space) ภายในไอคอนสยาม พร้อมกิจกรรม Art of Packing Session ที่ถ่ายทอดศาสตร์แห่งการจัดกระเป๋าในแบบฉบับเมซงระดับโลก ผ่านบริการที่ออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคล เพื่อสะท้อนมาตรฐานการต้อนรับในระดับ Luxury Hospitality ด้าน Tiffany & Co. มอบช่วงเวลาที่น่าประทับใจผ่านกิจกรรม Icons In-store Activation พร้อมพรีวิวคอลเลกชัน HardWear ให้ได้สัมผัสก่อนใคร ทั้งยังเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเมนูไอศกรีมสูตรพิเศษจาก Torry’s Ice Cream ที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับ Tiffany & Co. และมีให้ลิ้มลองเฉพาะภายในบูติกเท่านั้น สะท้อนแนวคิด Immersive Brand Experience ที่เชื่อมโยงโลกของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์แห่งการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสเข้าด้วยกัน ก่อนปิดท้ายวันด้วยมื้ออาหารระดับเวิลด์คลาส ณ ร้านอาหารมิชลินสตาร์ Blue by Alain Ducasse ที่เติมเต็ม Luxury Journey ครั้งนี้ให้ครบทุกมิติทั้งด้านแฟชั่น ศิลปะ การบริการ และรสสัมผัสอันประณีตของศาสตร์การทำอาหารชั้นสูง ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทย KTC และไอคอนสยามเข้าร่วม ได้แก่ ดร.รัฐยา ทองรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย, คุณประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน), คุณสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ คุณระวี คุณวิภูศีลกุล ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกลุ่มงาน Customer Engagement Group 1 บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างไอคอนสยาม ธนาคารกรุงไทย และ KTC ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนพลังของ Strategic Partnership ที่เชื่อมโยงพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการเงิน ไลฟ์สไตล์ และลักชัวรีแบรนด์ เพื่อร่วมกันสร้าง Extraordinary Customer Experience และนิยามใหม่ของการดูแลลูกค้ากลุ่ม Wealth ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่าง มีคุณค่า และน่าจดจำ ยังตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ระดับโลก Global Experiential Destination ของไอคอนสยาม ที่มอบช่วงเวลาสุดพิเศษและความประทับใจเหนือความคาดหมายในทุกมิติของการใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง
จีนฟื้นแชมป์เที่ยวไทย ดันตลาดของฝากโต The Goldgreen เพิ่มมูลค่าผลไม้ไทย
The Goldgreen มองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว เป็นแรงส่งสำคัญของตลาดของฝากไทย พร้อมต่อยอดผลไม้ไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทในปี 2569 ‘‘อรรถพชร์ เธียรวุฒินันท์’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ โกลด์กรีน จำกัด ย้อนจุดเริ่มธุรกิจ ‘The Goldgreen’ แบรนด์สินค้าของฝากระดับพรีเมียม ที่หยิบผลไม้ไทยนำมาแปรรูปอบแห้ง แต่ยังคงเอกลักษณ์และรสชาติแห่งความเป็นผลไม้เมืองร้อนไว้อย่างเหนียวแน่น จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 และเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงในวันนี้ แม้บริษัทฯ จะเจอกับวิกฤตในช่วงโควิด-19 หลังดำเนินการมาราว 3-4 ปี ด้วยธุรกิจสินค้าในตลาดกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมค้าปลีกท่องเที่ยว พอสมควร อย่างไรก็ตาม หลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายในปี 2566 พร้อมเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ The Goldgreen’ สามารถกลับมาทำยอดขาย ‘New High’ ได้ต่อเนื่อง แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักจะลดลง แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารสมดุลพอร์ตลูกค้า ทำให้แบรนด์ยังบาลานซ์สัดส่วนกลุ่มลูกค้าเพื่อรักษาการเติบโตเอาได้ถึงในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น ลูกค้าต่างชาติ 90% คนไทย 10% “ในลูกค้าต่างชาติ 90% นี้ มีทั้งจีน ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ด้วย” ‘จีน’ หวนเที่ยวไทย-ปลุกตลาดของฝากโต อรรถพชร์ กล่าวว่า ในปี2569 นี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มกลับมาสดใส ด้วยประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยว/นักเดินทางต่างชาติ โดยเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุภาพรวมการท่องเที่ยวใน 5 เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวมทั้งสิ้น 13 ล้านคน มีเงินสะพัดกว่า 650,000 ล้านบาท ขณะที่ ‘จีน’ ยังครองอันดับ 1 จำนวน 2.2 ล้านคน ตามมาด้วย ‘มาเลเซีย’ 1.5 ล้านคน ‘อินเดีย’ 1 ล้านคน ‘รัสเซีย’ 928,774 คน และ ‘เกาหลีใต้’ 525,550 คน จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าว สะท้อนศักยภาพธุรกิจ ‘The Goldgreen’ ที่ยังแข็งแกร่งและผลักดันให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในฐานะแบรนด์สินค้าของฝากพรีเมียมสัญชาติไทย ที่นำทั้ง ขนมไทย ผลไม้ไทยมาแปรรูปยืดอายุการจัดเก็บแต่ยังคงรสชาติและคุณประโยชน์ เพื่อยกระดับวัตถุดิบไทยแท้ให้เป็นสินค้าพรีเมียม ส่งถึงมือนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสประสบการณ์รสชาติแบบไทยๆ พร้อมรองรับตลาดผลไม้อบแห้งในไทยมูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านบาท และเติบโตกว่า 10% อรรถพชร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ท่องเที่ยวในปีนี้ บริษัทมองว่าสินค้าของฝากจากไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทยยังมีศักยภาพมากด้วยเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของคนทั่วโลกอยู่แล้ว โดย Goldgreen นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแปรรูปสินค้าผลไม้ท้องถิ่นเกรดพรีเมียมที่ทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์รสชาติความเป็นไทย เพื่อทำตลาดกลุ่มลูกค้าหลักนักท่องเที่ยวที่ซื้อไปบริโภคเอง หรือ นำไปเป็นของฝาก อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด แบรนด์ได้ร่วมงานกับ ‘หลิงหลิง คอง’ ในฐานะพรีเซนเตอร์คนแรก ด้วยภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับ Brand Identity กลุ่มผลไม้อบแห้ง ‘The Goldgreen’ เพื่อเป็นตัวแทนสินค้าพร้อมดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความเป็นไทยและกลุ่มนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชียที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก “หลิงหลิง ยังชอบผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน แถมยังเป็นแฟนคลับตัวจริงที่เลือกทานผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ฯ เป็นประจำ ประกอบกับหลิงหลิงมีฐานผู้ติดตามหลากหลาย เป็นที่รู้จักในกลุ่มเอเชียกว้างขวาง เชื่อว่าจะช่วยขยายการรับรู้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น” ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ The Goldgreen คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชียและจีนที่มีไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบ Experience Seeker มุ่งท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสวัฒนธรรม รสชาติ และความเป็นไทยอย่างแท้จริง ซึ่งการซื้อของฝากและของที่ระลึกคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทางที่ขาดไม่ได้ นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่ใส่ใจเรื่องคุณภาพของอาหาร มองหาสินค้าพรีเมียมที่ทำจากวัตถุดิบไทยแท้ ให้รสชาติอร่อย และให้ความสำคัญกับคุณภาพและการจัดเก็บ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามในฐานะสินค้าที่มอบเป็นของขวัญหรือของฝากได้ เช่นกัน อรรถพชร์ กล่าวต่อ สำหรับแผนในระยะถัดไป แบรนด์จะมุ่งการทำตลาดเข้าถึงผู้บริโภคทั้งไทยโดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในประเทศไทยให้ครอบคลุม พร้อมขยายตลาดการส่งออกและจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้สัมผัสรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทยพรีเมียม ปัจจุบัน ‘The Goldgreen’ มีสินค้าหลากหลายแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ประกอบไปด้วย กลุ่มผลไม้แปรรูป เช่น มะม่วงอบแห้ง ทุเรียนอบกรอบ มังคุดอบกรอบ และสินค้าใหม่สตรอว์เบอร์รีอบกรอบ กลุ่มขนม เช่น ทองม้วน เจลลี่ผลไม้ ช็อกโกแลตคลุกเกล็ดทองม้วน กลุ่มข้าวแปรรูป เช่น ข้าวแต๋นมินิขนาดพอดีคำ เป็นต้น โดยผลิตภัณฑ์ The Goldgreen วางจำหน่ายช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ อาทิ Big C, Lotus, Tops foodhall, Gourmet market, Makro, Dear Tummy และในช่องทางออนไลน์ Shopee, Lazada จากแผนธุรกิจที่วางไว้ บริษัทฯ คาดมีรายได้ราว 300 ล้านบาทในปี 2569
BDMS สเกลธุรกิจสร้างอีโคซิสเต็ม-เวลเนสครบวงจร WellEra x Capella 2.9 หมื่นล.
BDMS ลงทุนใหญ่ 2.9 หมื่นล้านบาท เปิด WellEra โครงการเวลเนส อีโคซิสเต็มใจกลางกรุงเทพฯ ร่วม Capella Hotel Group รับเศรษฐกิจเวลเนสโลก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ BDMS ลงทุน 2.9 หมื่นล้านบาท สร้าง WellEra โครงการ Wellness Complex ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร เชื่อมบริการสุขภาพ การอยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ไว้ในระบบเดียวกัน ร่วมกับ Capella เปิด Branded Residence แห่งแรกในไทย Capella Residences Bangkok at WellEra นำมาตรฐานบริการระดับโลกมาผสานกับแนวคิดการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะระยะยาว รับเมกะเทรนด์เศรษฐกิจเวลเนสโลก BDMS มองโอกาสจากตลาด Wellness Economy มูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ Wellness Real Estate แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชาการ จำกัด (มหาชน) จำกัด (BDMS) ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ เปิดเผยว่า BDMS ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท เปิดตัวโครงการ WellEra (เวล-เอ-ร่า) ภายใต้แนวคิด ‘THE DNA OF WORLD WELL-LIVING’ ถือเป็นโครงการ สุขภาพเชิงบูรณาการ (Wellness Complex) ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ สำหรับโครงการฯ ต่อยอดจากประสบการณ์ด้านบริการทางการแพทย์ มากว่า 50 ปีมีจากจำนวนขนาด 50 เตียงก่อนขยายธุรกิจครอบคลุมการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องด้วย ถึงปัจจุบันครอบคลุมมากกว่า 10 แบรนด์/หน่วยธุรกิจ อาทิ BDMS Wellness Clinic Samitivej Paolo Hospital BNH Hospital Phyathai Hospital Bangkok Hospital Royal Bangkok Hospital ANB Laboratories RN Health Save Drug BeDee Medic Pharma Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok โดยจากนี้ไป เพื่อมุ่งสู่การเติบโตยั่งยืนองค์กรในอนาคต BDMS ได้นำความเชี่ยวชาญบริการทางการแพทย์ขยายสู่โปรเจกต์ เวล-เอ-ร่า เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสังคมสุขภาวะที่ดี รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ให้กับผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจ “โปรเจกต์นี้เป็น Stepping Stone ก้าวสำคัญของ BDMS ที่เป็นส่วนหนึ่งในจุดหมายปลายทางเวลเนส ของไทยด้วย” BDMS รับเศรษฐกิจเวลเนสโลก ด้าน นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) BDMS มุ่งสนับสนุนวิสัยทัศน์ ‘Wellness Hub Thailand: The Land of Life หรือ ดินแดนแห่งชีวิต’ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นเวเนส ฮับ (Wellness Hub) ของโลก ทั้งนี้ ยังเพื่อรองรับการเติบโตเศรษฐกิจเวลเนสโลก (Global Wellness Economy) ที่ปัจจุบัน มีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดจะเติบโตสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2572 ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพโลก ด้วยมูลค่ากว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.4 ล้านล้านบาท จากปัจจัยสนับสนุน คือ กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เติบโต 4% ที่อยู่อาศัยเชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) เติบโตกว่า 9% “ปัจจัยหลัง เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุด สะท้อนพฤติกรรมการใช้ชีวิตผู้คนทั่วโลกต้องการดูแลสุขภาพควบคู่การใช้ชีวิตพร้อมระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว” ขณะที่ ประเทศไทย มีจุดได้เปรียบครอบคลุมทุกด้านที่สนับสนุนการเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ของภูมิภาค ตามทิศทางภาครัฐที่เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub และตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจสุขภาพให้มีมูลค่ากว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 11% ของ GDP ประเทศในอนาคต ร่วมพันธมิตระดับโลก ‘Capella’ นายแพทย์ตนุพล เสริมว่าโครงการ WellEra โดย BDMS ยังร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ‘Capella Hotel Group’ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพเต็มรูปแบบในชื่อ ‘Capella Residences Bangkok at WellEra’ เป็นโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ ‘Capella’ แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อนำมาตรฐานการบริการระดับโลกด้านต่างๆ รวมกับประสบการณ์แห่งการอยู่อาศัยในทุกด้าน โดยโครงการ WellEra ยังได้พัฒนาภายใต้แนวคิด Wellness-Integrated Ecosystemประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน ได้แก่ Branded Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลก (Capella Residences Bangkok at WellEra) Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พบปะ และสร้างคอมมูนิตี้ที่มีคุณภาพ เบื้องหลัง WellEra นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า แนวคิดพัฒนาโครงการ WellEra เกิดจากจุดตั้งต้นหลักการขยายการดูแลสุขภาพของผู้คนที่ไม่ต้องรอป่วยเพื่อเข้ามารับการรักษา แต่เป็นการมอบบริการเพื่อสุขภาวะเพื่อการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพตลอดอายุขัย (life Span) และภาวะสุขภาพ (Health span) ได้อย่างสมดุลและยืนยาว เพื่อรองรับ สถานการณ์ทางสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้คน คือ แนวโน้มสังคมสูงวัย (Trends in Population Aging) โดยคาดว่าในปี ค.ศ. 2033 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society)โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ทั่วโลก โดยพบผู้เสียชีวิตจาก NCDs ประมาณ 43 ล้านคนต่อปี โดยประเทศไทย มีอัตราการเสียชีวิตจาก NCDs ราว 429,600 คนต่อปี หรือ เฉลี่ย 49 คนต่อชั่วโมง (สำหรับกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน ● มะเร็ง ● ความดันโลหิตสูง ● โรคหลอดเลือดสมอง) Lifestyle & Telomere Length Telomere ส่วนปลายของโครโมโซม เปรียบเหมือน ‘นาฬิกาชีวภาพ’ ของเซลล์ หากยิ่งสั้น ➡️ เซลล์ยิ่งแก่เร็ว สูบบุหรี่ หากสูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เป็นเวลา 40 ปี อายุขัยลดลงประมาณ 7.4 ปี โรคอ้วน ภาวะอ้วนทำให้ Telomere สั้นลง ➡️ เทียบเท่ากับการแก่เร็วขึ้นประมาณ 8 ปี ออกกำลังกาย การวิ่ง 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ➡️ ช่วยลดความชราของเซลล์ได้ประมาณ 9 ปี ความเครียด ความเครียดสะสมทุกวัน ➡️ เชื่อมโยงกับ Telomere ที่สั้นลง เทียบเท่ากับการแก่เร็วขึ้นประมาณ 10 ปี WellEra เปิดปี 2573 ด้าน ฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโครงการ WellEra วางแนวคิดการพัฒนาในรูปแบบของ Future Wellness Living Ecosystem เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน คาดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2573 โดยโครงการ WellEra ตั้งบนทำเลบริเวณหัวมุมถนนสารสินตัดถนนหลังสวน โดยมีพื้นที่โครงการเชื่อมต่อติดกับ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ บนพื้นที่รวมกว่า 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วย Branded Residence ที่อยู่อาศัยสุขภาวะ ภายใต้แบรนด์ Capellaจำนวน 45 ชั้น 262 ยูนิต Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ จำนวน 20 ชั้น 168 ห้องพัก Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต สำหรับผลดำเนินงาน BDMS ในปี พ.ศ. 2568 มีรายได้รวม 113,272 ล้านบาท โดยธุรกิจเวลเนสสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ถึง 12% ของรายได้รวมทั้งหมดของเครือ ที่มูลค่าประมาณ 13,600 ล้านบาท รอบรับผู้ใช้บริการกว่า 150 สัญชาติทั่วโลก
FIFA ปิดโลโก้ไม่สปอนฯบอลโลก Levi’s บอกไม่เป็นไร ใช้ ‘ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง’ ชิงเกมกลับมา
FIFA ปิดโลโก้แบรนด์ในสนามแข่งขันไม่สปอนเซอร์บอลโลก แต่ Levi’s พลิกวิกฤตเป็นไวรัลมาร์เก็ตติ้ง จนคนทั้งโลกจำแบรนด์ได้มากกว่าเดิม FIFA สั่งลบชื่อและโลโก้แบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์ ฟุตบอลโลก 2026 บังคับให้สนามแข่งขันหลายแห่งถอดชื่อและโลโก้แบรนด์เดิมออกชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่สิทธิประโยชน์ให้ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของ FIFA Levi’s เปลี่ยนการถูกปิดโลโก้ให้กลายเป็นไวรัล แม้ชื่อ Levi’s จะถูกปิดทับ แต่แบรนด์เลือกคงโครงร่างโลโก้ Batwing ไว้ จนผู้บริโภคจดจำได้ทันทีและเกิดการแชร์ต่อทั่วโลกออนไลน์ พลัง Brand Equity สำคัญกว่าการมองเห็นโลโก้ เคสนี้พิสูจน์ว่าแบรนด์ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำกับผู้บริโภคมายาวนาน ต่อให้ถูกลบชื่อออกไป ผู้คนก็ยังจดจำและเชื่อมโยงกลับมาที่แบรนด์ได้ เมื่อ FIFA มีกฎเหล็กห้ามแบรนด์อื่นที่ไม่ใช้สปอนเซอร์โฆษณา รวมถึง ‘Levi’s Stadium’ สนามแข่งในสหรัฐฯ แต่ ‘แบรนด์’ ไม่ยอมแพ้ใช้วิกฤตสร้างไวรัลมาร์เก็ตติ้ง เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก 2026 คิ๊กออฟใน 3 ประเทศเจ้าภาพร่วม สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศการเชียร์คึกคัก แต่กลับมี ‘สิ่งหนึ่ง’ ที่สะดุดตาแฟนบอลเป็นอย่างมาก จากความผิดปกติของป้ายชื่อและโลโก้รอบสนามแข่งขัน หลังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ‘FIFA’ ออกกฎเหล็กคุมเข้มด้านลิขสิทธิ์ พร้อมออกคำสั่ง 16 สนามกีฬาเจ้าภาพการแข่งขันฟีฟ่า 2026 ในครั้งนี้ทำการถอดป้าย ลบชื่อ หรือปิดโลโก้สปอนเซอร์เจ้าเดิมออกไปให้หมด!! โทษฐานที่แบรนด์เหล่านั้น ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการ ที่จ่ายเงินให้ FIFA จากมาตรการนี้ ทำให้ห้สนามแข่งขันฟุตบอลโลกหลายแห่ง ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ชั่วคราว จากชื่อ (สนาม) เดิม อาทิ MetLife Stadium (Metlife บริษัทประกันสหรัฐ) เปลี่ยนเป็น New York New Jersey Stadium Mercedes-Benz Stadium เปลี่ยนเป็น Atlanta Stadium SoFi Stadium เปลี่ยนเป็น Los Angeles County Stadium ต่อการรีเนมสนามแข่งขันฟุตบอลโลกในชื่อใหม่ดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ FIFA ได้สิทธิ์ทางโฆษณาแต่เพียงผู้เดียว โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ แบรนด์ต่างๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนให้กับสนามเหล่านี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันภายใต้การบริหารสิทธิ์ของ FIFA ล้วนต่างยอมจำนนให้ใช้ผ้าคลุมโลโก้แบรนด์ที่ติดอยู่บนป้ายสนามเสียเพื่อให้จบเรื่องนี้ไป ทีนี้มาถึงมุมพีค เมื่อมีผู้กล้าแบรนด์ระดับโลก อย่าง Levi’s ขอพลิกวิกฤตจากการถูกปิดป้ายชื่อแบรนด์ในสนาม Levi’s Stadium ณ เมืองซานตาคลารา สหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้ถูกเปลี่ยนชื่อชั่วคราวเป็น San Francisco Bay Area Stadium เพื่อเปิดทางให้กับมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ในปีนี้ งานนี้ Levi’s ขอไม่เลือกที่จะปล่อยจอย แต่กลับพลิกความจำยอมแบบงงๆ นี้ ให้เป็นสถานการณ์ใหม่ จนกลายเป็นการตลาดแบบไวรัล ‘Viral Marketing’ จนอื้ออึงในโลกโซเชียลออนไลน์ ไปในช่วงที่ผ่านมา เมื่อทีมการตลาดของ Levi’s จัดการนำผ้าใบสีขาวมาพันรอบโลโก้รูปทรงปีกค้างคาว (Batwing) เอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างประณีต จนเหลือเพียงโครงร่างทรงสามเหลี่ยมเว้าล่างที่เด่นตระหง่านอยู่บนยอดสนาม ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความ ‘อัจฉริยะ’ และที่สุดแห่งความสร้างสรรค์ไอเดีย ทางการตลาด เพราะแม้ว่าจะไม่มีตัวอักษรคำว่า Levi’s หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ด้วยรูปทรงเงา (Silhouette) ที่หลงเหลืออยู่นั้นเป็นตัวแทนของเสียงตะโกนอันทรงพลังที่สะท้อนชื่อแบรนด์ Levi’s เอาไว้ได้อย่างชัดเจน ด้วยแม้ว่า จะไม่เห็นตัวหนังสีอ Levi’s สีขาว บนพื้นหลังสีแดง ในสนาม (ชั่วคราว) แต่คนก็ยังจำได้ว่าเป็นป้ายโลโก้แบรนด์ยีนส์ระดับตำนานอายุมากกว่าร้อยปี เรื่องราวนี้ ทำชาวเน็ตบนแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์อย่าง X, Instagram และ Threads ต่างพากันแชร์ภาพนี้จนกลายเป็นไวรัล พร้อมเสียงชื่นชมว่านี่คือการแก้เกมที่เหนือชั้น และสมควรแก่การขึ้นเงินเดือนให้ทีมการตลาดอย่างยิ่ง!! ด้วยกลยุทธ์การตลาด Levi’s ที่ชวนสร้างการจดจำได้ดีขึ้นในครั้งนี้ กลับยิ่งดึงสายตาของผู้คนได้มากกว่าตอนเปิดโลโก้ปกติในสนาม เสียอีก จากสิ่งที่เกิดขึ้นในในครั้งนี้ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงในเรื่อง ‘Brand Equity’ หรือคุณค่าของแบรนด์ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ในทันที ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์กล่าวกับเว็บไซต์ fastcompany ว่า ในกรณีชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง Branding ซึ่งเป็นเพียงการสร้างสัญลักษณ์ (ชื่อ, โลโก้, สี) กับ Equity คุณค่าของแบรนด์ที่สามารถเข้าไปนั่งในใจและสมองของผู้บริโภคได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนสมองของผู้คนเมื่อเห็นรูปทรงของโลโก้กลับจำได้ทันที แม้ว่า Levi’s จะถูกพรางชื่อในครั้งนี้ แต่ผู้คนก็ยังจำอย่างดี สะท้อนถึงการสะสมคุณค่าของแบรนด์มานานร่วม 173 ปี โดยเรื่องนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วถึงขนาดที่หนึ่งในทีมนักสร้างสรรค์คอนเทนต์จาก Netflix ออกมาเสนอไอเดียว่า Levi’s ควรฉวยโอกาสนี้ทำเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์รุ่นพิเศษที่สกรีนลาย ‘โลโก้โดนผ้าคลุมสีขาว’ ออกมาวางจำหน่ายเลยทีเดียว เพราะมันสามารถสื่อถึงบรรยากาศของการแข่งขันได้อย่างทรงพลัง โดยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า หรือตราสัญลักษณ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ FIFA โดยตรง นอกจากเกิดกระแสในสนามแล้ว ในฝั่งทีมโซเชียลมีเดีย Levi’s ยังขยี้ซ้ำบนโลกออนไลน์เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นหัวขบถ ด้วยการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของแบนด์ให้เป็นรูปโลโก้โดนผ้าคลุมสีขาว พร้อมปล่อยคลิปวิดีโอแซวสถานการณ์ดังกล่าวโดยใช้แผ่นเสียงยอดฮิตอย่าง ‘Nobody’s Gonna Know’ ร่วมกับแคปชั่นสุดกวน ว่า ‘ยินดีต้อนรับคนทั้งโลกเข้าสู่สนาม [เซ็นเซอร์] อันสวยงามของเรา’ เรื่องราวที่เกิดขึ้น เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของ Levi’s ที่แยบยลและน่าสนใจอย่างมากในโลกธุรกิจและแบรนด์ดิ้งว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการทำการตลาด คือ การสร้างพื้นที่ในความทรงจำทางวัฒนธรรมของผู้คน แม้ว่าสหพันธ์ฟุตบอล FIFA อาจจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมป้ายโฆษณาหรือจัดการพื้นที่ทางกายภาพได้ตามใจชอบ แต่สุดท้าย พวกเขาไม่สามารถควบคุมความทรงจำและจิตวิทยาของผู้บริโภคได้ เมื่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมีความแข็งแกร่งมากพอ ที่ต่อให้จะถูกปิดบังหรือลบชื่อออกไปอย่างไร อัตลักษณ์ที่ทรงพลังนั้นก็ยังคงฉายทะลุผ้าคลุมออกมาจนผู้คนจำได้อยู่ดี
ทรูทั่วไทย ร่วมอาลัยน้อมสำนึกพระกรุณาธิคุณเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ทรู คอร์ปอเรชั่น ทั่วประเทศ ร่วมแสดงความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำคณะผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ ร่วมพิธีแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก ด้วยสำนึกในพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยเฉพาะการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนากระบวนการยุติธรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี เด็ก ผู้ต้องขัง และผู้เปราะบางในสังคม ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ พระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียม จะยังคงสถิตอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนน้อมนำพระจริยวัตรอันงดงามมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตตลอดไป ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้จัดพิธีแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานในทุกภูมิภาค ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปทุมธานี ได้แก่ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก ทรู ดิจิทัล พาร์ค สถานีข่าว TNN ช่อง 16 และทรู คอลเซ็นเตอร์ รังสิตและศรีนครินทร์ ตลอดจนสำนักงานทรู ประจำภูมิภาค ในจังหวัดนครปฐม พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี และสงขลา โดยคณะผู้บริหารและพนักงานทรูทั่วประเทศต่างร่วมใจแสดงความอาลัยด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สะท้อนความตั้งใจของทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะองค์กรเอกชนไทย ที่พร้อมน้อมนำพระปณิธานมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินงาน ควบคู่กับสร้างคุณประโยชน์แก่คนไทยและประเทศไทยอย่างยั่งยืน เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ท่านสืบไป
อาร์ม-ปิยะชาติ BRANDi เติม ‘GSI’ สร้างแต้มต่อใหม่ ‘GDP’ ไทยในเวทีโลก
อาร์ม-ปิยชาติ อิศรภักดี BRANDi เปิดแนวคิด GSI ดัชนีเศรษฐกิจยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็น GDP Plus ช่วยวัดคุณภาพการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันของไทย ท่ามกลางความท้าทายจาก AI ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน GSI คือ GDP Plus ดัชนีใหม่ที่เข้ามาเสริม GDP เพื่อวัดคุณภาพการเติบโตของประเทศ ครอบคลุมทั้งนวัตกรรม ความยืดหยุ่น และศักยภาพระยะยาว ไทยยังมีพื้นที่พัฒนา ไทยมีจุดแข็งด้านการเข้าถึงโอกาสของประชาชน แต่ยังต้องเร่งสร้างนวัตกรรมและประสิทธิภาพเชิงสถาบัน โลกใหม่วัดที่คุณภาพ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างอนาคตอย่างยั่งยืนด้วย โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการวัดความสำเร็จของประเทศด้วยตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอแล้ว เพราะแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่คำถามสำคัญคือ ‘คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นจริงหรือไม่?’ และ ‘การเติบโตนั้นยั่งยืนเพียงใด?’ สิ่งนี้ คือจุดเริ่มต้นแนวคิด ‘Sustainomy’ เศรษฐกิจยั่งยืน ที่เกิดจากการผสานระหว่าง Sustainable และ Economy เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง คน (People), โลก (Planet), กำไร (Profit) ให้เดินหน้าไปพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ไทยต้องมีพิมพ์เขียวเศรษฐกิจยั่งยืน ในยุค Sustainomy ฝ่าโลกซ้อนวิกฤต โดยแนวคิดดังกล่าว สะท้อนการเปลี่ยนกรอบความคิด (Logic Shift) ครั้งสำคัญ ที่มองว่า ‘ความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นเรื่องเดียวกันแล้ว’ ตามที่ ปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST และ CEO, BRANDi and Companies ผลักดันมาตลอดกว่า 3 ปี เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย ล่าสุด BRANDi เปิดสำนักงาน HOPE Quarter จัดงาน Global Sustainomy Outlook #1 ภายใต้แนวคิด ‘Beyond GDP : ก้าวข้ามขีดจำกัดการเติบโต สู่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจคุณภาพแห่งอนาคต’ เพื่ออัปเดตทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเปิดตัวแนวคิด Global Sustainomy Index หรือ GSI ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ถูกออกแบบให้เป็น ‘GDP Plus’ เครื่องมือเสริมการวิเคราะห์การเติบโตของประเทศในมิติที่ลึกขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทย แข่งขัน เติบโต และรับมือความเสี่ยงในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน GSI คือ อะไร แล้วทำไมต้องมี? อาร์ม-ปิยชาติ บอกว่า เศรษฐกิจในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ใช้ ‘GDP’ เป็นเครื่องมือหลักในการวัดขนาดเศรษฐกิจของประเทศ โดยคำนวณจาก การบริโภค (Consumption) การลงทุน (Investment) การใช้จ่ายภาครัฐ (Government Spending) และการส่งออก (Export) จากสมการดังกล่าวนี้ ทำให้ GDP ตอบคำถามว่า ‘เศรษฐกิจใหญ่แค่ไหน’? แต่ไม่สามารถตอบได้ว่า ‘การเติบโตนั้นมีคุณภาพหรือไม่’? เขาบอกอีกว่า ตอนนี้ โลกกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จากหลายปัจจัยอย่าง ความเหลื่อมล้ำ สังคมสูงวัย ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ AI ทั้งหมดนี้ ทำให้ GDP แบบเดิมไม่สามารถสะท้อนภาพได้ครบถ้วน จึงเป็นที่มาของ Global Sustainomy Index (GSI) ดัชนีที่ทำหน้าที่เป็น ‘ปลั๊กอิน’ เสริม GDP เพื่อวัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว GSI ชี้วัด 5 เสาหลัก ขณะที่ GSI นอกจากนำมาใช้ร่วมวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและยังประเมินความพร้อมของประเทศในการเติบโตผ่าน 5 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่ คุณภาพเชิงโครงสร้าง (Structure) ความสามารถในการรับมือความเสี่ยง (Resilience) ความครอบคลุมทางสังคม (Inclusion) ประสิทธิภาพเชิงสถาบัน (Institutional Capability) ศักยภาพการเติบโตจากผลิตภาพและนวัตกรรม (Productivity & Growth) โดย อาร์ม-ปิยะชาติ ย้ำว่าแนวคิดนี้ ยังสอดคล้องกับงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่ชี้ว่า “ประเทศที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ได้อาศัยเพียงเงินลงทุนหรือการบริโภค แต่ต้องมีคุณภาพสถาบันที่ดี ทุนมนุษย์ที่แข็งแรง นวัตกรรม ความสามารถในการปรับตัว และความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน” นอกจากนี้ ยังมีผลการประเมินด้าน GSI ล่าสุดในภูมิภาคอาเซียน ผลออกมาพบว่า ‘ไทย’ อยู่ในกลุ่มประเทศระดับกลาง (Structurally Constrained Development) จากจุดแข็งด้าน ‘Inclusion’ การเข้าถึงโอกาสของประชาชน แต่ยังมีช่องว่างสำคัญอย่าง กลไกภาครัฐ การขับเคลื่อนเชิงสถาบัน นวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่ง ประเทศไทยได้คะแนน Resilience ความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 58 จาก 100 คะแนน สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก เมื่อการจัดอันดับ ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เขา กล่าวอีกว่า ขณะที่เป้าหมายของดัชนีนี้ ไม่ใช่การจัดอันดับประเทศ เพราะในโลกปัจจุบัน ‘Benchmarking’ การเปรียบเทียบสำคัญกว่า ‘Ranking’ การจัดอันดับแล้ว ด้วยแม้จะรู้ว่าใครอยู่อันดับหนึ่งไม่ช่วยให้ประเทศพัฒนาได้เท่ากับการรู้ว่าจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองอยู่ตรงไหน และควรเรียนรู้อะไรจากประเทศอื่น ขณะที่ GSI ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนแผนที่การพัฒนา ที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และนักลงทุน มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศได้ชัดขึ้น ว่าเศรษฐกิจมีความพร้อมรับมือความเสี่ยงเพียงใด มีศักยภาพสร้างนวัตกรรมมากแค่ไหน และสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนได้จริงหรือไม่ อาร์ม-ปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้ายในมุมของ BranDi เชื่ออย่างหนักแน่นว่าการเติม GSI เข้าไปข้าง GDP ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการยกระดับจากการวัดเชิงปริมาณ ‘Quantity’ ไปสู่การวัดเชิงคุณภาพ ‘Quality’ เพื่อเข้าสู่ขีดการแข่งขันโลกยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพของระบบ ความสามารถในการปรับตัว และศักยภาพในการสร้างอนาคต ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม GSI จึงถูกวางให้เป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสในการเติบโตครั้งต่อไป และก้าวจากประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศคุณภาพสูง (High Quality Country) ที่สามารถสร้างทั้งความมั่งคั่ง ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันได้พร้อมกัน
LPN แก้โจทย์คนซื้อบ้านยุคหนี้สูง เปลี่ยนจากลดราคาเป็นลดภาระผ่อน
LPN มองหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพสูงเป็นโจทย์ใหญ่ตลาดอสังหาฯ ปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคา สู่การช่วยบริหารภาระการเงิน เปิดแคมเปญ ‘พักหนี้ที่ LPN’ ครอบคลุม 21 โครงการพร้อมอยู่ ตลาดบ้านเปลี่ยนจากแข่งราคา สู่แข่งช่วยจัดการการเงิน LPN มองว่าผู้บริโภคไม่ได้กังวลเรื่องราคาบ้านเพียงอย่างเดียว แต่กังวลภาระผ่อนระยะยาวและกระแสเงินสดในชีวิตประจำวันมากขึ้น ดึง 21 โครงการพร้อมอยู่ ตอบโจทย์หลายกลุ่มลูกค้า ครอบคลุมทั้งคอนโดใกล้รถไฟฟ้า ทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว เพื่อรองรับตั้งแต่ First Jobber จนถึงครอบครัวที่ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัย เป้าหมาย ทำให้การมีบ้านเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น โมเดล ‘อยู่ก่อน ผ่อนทีหลัง’ ช่วยลดแรงกดดันช่วงแรกของการซื้อบ้าน พร้อมเปิดทางให้ลูกค้าวางแผนการเงินได้เหมาะสมมากขึ้น ‘ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์’ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ แอลพีเอ็น (LPN) เปิดเผยว่า LPN มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากปัจจัยกระทบ อาทิ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อบ้านและระมัดระวังการก่อหนี้ระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อยุคใหม่ยังต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีและทำเลศักยภาพ แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเดิม ทั้งนี้ จากพฤติกรรมดังกล่าว บริษัทฯ มองว่าแนวทางการทำตลาดอสังหาฯ ในครึ่งหลังปี 2569 นี้ หากใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ตลาดอีกต่อไป จึงปรับแนวทางสู่การช่วยบริหารภาระทางการเงินของลูกค้า ผ่านแคมเปญ ‘พักหนี้ที่ LPN’ ภายใต้แนวคิด ‘อยู่ก่อน ผ่อนทีหลัง’ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านกระแสเงินสดในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้าน โดย LPN นำโครงการอสังหาฯพร้อมอยู่ 21 โครงการ ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมใกล้ระบบขนส่งมวลชน ทาวน์โฮมสำหรับครอบครัวเริ่มต้น รวมถึงบ้านแฝดและบ้านเดี่ยวหลายระดับราคา เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนเริ่มทำงาน ครอบครัวใหม่ ไปจนถึงผู้ที่ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัย “โมเดลนี้ ผู้ซื้อสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ก่อน โดยบริษัทช่วยสนับสนุนภาระผ่อนชำระบางส่วนตามเงื่อนไขนานสูงสุด 5 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อาทิ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และโซลาร์เซลล์ในบางโครงการ” ดารณี ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญแคมเปญ ไม่ใช่การกระตุ้นยอดขาย แต่ต้องการลดอุปสรรคในการเริ่มต้นมีบ้าน เพื่อช่วยให้ลูกค้าวางแผนการเงินได้เหมาะสมขึ้น และเปลี่ยนบทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากผู้ขายที่อยู่อาศัย ไปสู่ผู้ช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินให้กับผู้บริโภคในช่วงที่กำลังซื้อยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูงต่อเนื่อง
ไอคอนสยาม พา Local Heroes ไทยขยับสู่ตลาดโลก ผ่านเวที โซล
ไอคอนสยาม หนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นไทยสู่เวทีโลก นำพา Local Heroes ไปสู่ Global Heroes “เมืองสุขสยาม – ไอคอนคราฟต์” สร้างประสบการณ์วัฒนธรรมไทยใจกลางกรุงโซล ยกทัพงานคราฟต์ ศิลปะจิ๋ว ขนมไทย บุกเกาหลีใต้ใน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีสากล เตรียมพา “เมืองสุขสยาม” เมืองแห่งวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย หนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่รวบรวมเสน่ห์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสินค้าท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกัน และ “ไอคอนคราฟต์” (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ยกทัพงานคราฟต์ ศิลปะขนาดจิ๋ว และขนมหวานไทยทำมือสุดประณีต ไปถ่ายทอดความน่ารักของมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026: Creative Life and Creative Heartbeat” เทศกาลไทยสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ Cheonggyecheon Plaza ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ การเข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอคอนคราฟต์ ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ช่างฝีมือ และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน และนำเสนอภูมิปัญญา รวมถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ บนเวทีระดับนานาชาติ โดย คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการนำผู้ประกอบการจากเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2025 ซึ่งได้รับผลตอบรับดีเกินคาดหมาย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ในเกาหลีใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัฒนธรรมไทยและผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างความสนใจในตลาดต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ปีนี้ไอคอนสยามพร้อมต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการพาเมืองสุขสยามไปนำเสนอเสน่ห์วัฒนธรรมไทยผ่านแนวคิด ‘Thai Cuteness = Thai Soft Power’ รวมถึงคัดเลือกแบรนด์คราฟต์ไทยที่มีศักยภาพจากไอคอนคราฟต์ ไปถ่ายทอดความงดงามของวิถีชีวิตไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้อย่างเป็นสากล เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ สร้างการรับรู้ต่อสินค้าและบริการไทย และผลักดัน Soft Power ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอีกครั้ง” ในงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ครั้งนี้ เมืองสุขสยาม พร้อมนำเสนอความเป็นไทยภายใต้แนวคิด “Thai Cuteness = Thai Soft Power” ถ่ายทอดวิถีท้องถิ่น ขนมไทย และแมวไทย ผ่านงานคราฟต์จิ๋วจากดินไทย ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ “สารพัดสุข สนุกแบบไทย” ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะจำลองขนาดจิ๋วที่สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ไทย 4 ภูมิภาค จาก “ร้านเล็กปั้นจิ๋ว” ซึ่งสร้างสรรค์เมนูอาหาร ขนม และวิถีชุมชนไทย ในรูปแบบงานคราฟต์ย่อส่วนจากดินไทยปั้นมือ อีกทั้งยังมีการสาธิตงานคราฟต์และภูมิปัญญาไทยจาก “จุ๊บเจลเนอรัล” ที่นำเสนอแฟชั่นคราฟต์ร่วมสมัยผ่านงานถักโครเชต์ไหมพรมดีไซน์สร้างสรรค์ และ “ร้านขนมไทยแพรวไพลิน” ที่นำเซ็ตขนมไทยมงคลและขนมพื้นบ้านอัตลักษณ์ไทยหาทานยาก อาทิ ขนมตระกูลทอง ขนมใส่ไส้ประยุกต์ ขนมสาคูตะโก้ และขนมลืมกลืน ไปให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์ขนมไทยโบราณผ่านการสาธิตการปั้นลูกชุบ และเพื่อขยายฐานการรับรู้สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ เมืองสุขสยามยังเตรียมเปิดตัวไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “กล่องจุ่มแมวไทย” งานแฮนด์เมดดีไซน์ร่วมสมัยที่นำเอกลักษณ์ของแมวมงคลไทยมาต่อยอดในรูปแบบของสะสมสไตล์ Art Toy เป็นครั้งแรกภายในงาน รวมถึงเปิดตัว “น้องสุข” คาแรคเตอร์แมววิเชียรมาศ ทูตวัฒนธรรมประจำเมืองสุขสยาม ที่จะไปร่วมสร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานทุกเพศทุกวัย พร้อมยกระดับความสนุกด้วยกิจกรรม Thailand Check-in Mission เชิญชวนให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกร่วมแชร์ภาพถ่ายประสบการณ์ความน่ารักภายในงาน เพื่อแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษ ทั้งงานคราฟต์ไทยและ SOOKSIAM Limited Edition : Thai Food นอกจากนี้ ผลงานจาก 4 แบรนด์ไทยภายใต้ไอคอนคราฟต์ ยังได้ร่วมสร้างการรับรู้และเผยแพร่คุณค่าของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยไทยให้ชาวเกาหลีได้สัมผัส ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติ ทั้ง ผลิตภัณฑ์จาก “Mae Ing Shibori แม่อิงซิโบริ” วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นใช้สีธรรมชาติในการผลิตผ้ามัดย้อม พร้อมส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในชุมชนและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, ของขวัญและของที่ระลึกไทยแบรนด์ “HOLEN” ที่นำเอกลักษณ์จากวรรณคดีรามเกียรติ์มาสร้างสรรค์เป็นคาแรกเตอร์สุดน่ารัก เด่นด้วยสินค้าเชิงฟังก์ชันอย่างยาดมสมุนไพร Aromadom เคสยาดม และไอเท็มสุดคราฟต์ที่เหมาะเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของฝาก และของสะสมเชิงสร้างสรรค์, กระเป๋าอัพไซเคิลฝีมือคนไทย “SAME THANG” ที่หยิบเอาซองเมล็ดกาแฟมาเล่าเรื่องใหม่เป็นกระเป๋าแฮนด์เมดน่าใช้หลากหลายรูปแบบ และของใช้ของแต่งบ้านจาก “SUCHAI CRAFT” แบรนด์ระดับตำนานที่แปลงโฉมเครื่องใช้อะลูมิเนียมปั๊มลายไทยให้กลายเป็นของใช้และของตกแต่งบ้านร่วมสมัยสีสันสดใส โดยทั้ง 4 แบรนด์ล้วนนำเสนอผลงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยที่ร่วมสมัย ใช้งานได้จริง จึงไม่เพียงสะท้อนภาพความเป็นไทยได้อย่างน่าสนใจ ยังเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดีด้วย สำหรับงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 จัดขึ้นโดย สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงโซล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งจากประเทศไทยและเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านมิติด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และนวัตกรรมสร้างสรรค์ ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การแสดงของเหล่าศิลปิน T-Pop ชื่อดัง การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ขบวนพาเหรดวัฒนธรรม กิจกรรมการแข่งขัน โซนนวัตกรรมไทย รวมถึงรวบรวมร้านอาหารไทยชื่อดังมาให้ลิ้มลองมากมาย โดยคาดว่าจะดึงดูดชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก การหนุนเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยาม ในการเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ชุมชน และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศสู่ตลาดนานาชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ตลอดจนเป็นการผลักดันทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่สามารถสร้างคุณค่า สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
เกษรวิลเลจ เปิดเวทีอาหารไทยระดับโลก ผ่าน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026
เกษรวิลเลจ ตอกย้ำบทบาท World-Class Gastronomy Destination ร่วมเผยเสน่ห์อาหารไทยผ่าน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026: THE BLACK BOX EDITION กรุงเทพมหานคร สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้วงการอาหารไทยได้รับการกล่าวถึงบนเวทีโลกอีกครั้ง กับการเป็น Venue Host ของงาน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026: THE BLACK BOX EDITION ที่รวบรวม 12 เชฟระดับแนวหน้าจากทั่วโลก ผู้ครอบครองดาวมิชลินรวมกว่า 21 ดาว พร้อมการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของ 5 เชฟระดับ 3 Michelin Stars เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ค่ำคืนแห่ง Gastronomy ระดับโลกครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศไทยผ่านมุมมองของศาสตร์แห่งอาหารร่วมสมัย โดยนำเสนอคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านผลงานการรังสรรค์อาหารจากเชฟระดับโลกภายใต้แนวคิด “THE BLACK BOX EDITION” เชฟทั้ง 12 ท่านจะได้รับภารกิจพิเศษในการค้นหาแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบไทยที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน “กล่องปริศนา” ก่อนนำมาตีความและสร้างสรรค์เป็นเมนูระดับโลกที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเรื่องราวอันทรงคุณค่าของประเทศไทยผ่านมุมมองที่แตกต่างและน่าจดจำ THE BLACK BOX ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายทางการปรุงอาหาร หากยังเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องราวที่รอการค้นพบ ตั้งแต่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความทุ่มเทของเกษตรกรไทย แนวคิดด้านความยั่งยืน ไปจนถึงศักยภาพของวัตถุดิบไทยที่พร้อมก้าวสู่การยอมรับในระดับสากล งานครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศของโลก ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน ซึ่งยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เชฟและผู้เชี่ยวชาญด้าน Gastronomy จากทั่วโลก 12 เชฟระดับโลกที่ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ได้แก่ Chef Alvin Leung (Hong Kong) – 3 Michelin Stars Chef Bruno Menard (France) – 3 Michelin Stars Chef Thierry Voisin (France) – 3 Michelin Stars Chef Jacob Jan Boerma (The Netherlands) – 3 Michelin Stars Chef Thomas Bühner (Germany) – 3 Michelin Stars Chef Tim Golsteijn (The Netherlands) – 1 Michelin Star Chef Deepanker Khosla (India / Thailand) – 1 Michelin Star & Michelin Green Star Chef Massimiliano Sena (Italy) – Michelin-Starred Chef Chef Alessandro Frau (Italy) – International Michelin Chef Chef Gerard Villaret (France) – International Culinary Master Chef Michael Huu Huynh (Vietnam) – Award-Winning International Chef Chef Giorgio Diana (Italy) – Founder of Dinner Incredible & Global Gastronomy Ambassador จาก 12 เชฟระดับโลก ดาวมิชลินรวมกว่า 21 ดาว วัตถุดิบปริศนา 12 ชนิด และ 1 ภารกิจสำคัญ ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการอาหารไทยกำลังจะถูกบันทึกผ่านการถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในมิติที่ลึกซึ้ง ทรงคุณค่า และร่วมสมัย ในฐานะ Venue Host ของงาน Gaysorn Village ตอกย้ำบทบาทการเป็น World-Class Gastronomy Destination ใจกลางกรุงเทพมหานคร ด้วยการเปิดพื้นที่ The Crystal Box ชั้น 19 ณ Gaysorn Urban Resort ให้กลายเป็นเวทีระดับโลกสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจทางอาหาร และบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Gaysorn Village ในการสร้างประสบการณ์ที่ก้าวข้ามขอบเขตของการรับประทานอาหาร สู่การเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ การเชื่อมโยงผู้คน (Mingle) และการสร้าง Community ของผู้รักอาหาร เชฟผู้รังสรรค์อาหาร และผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ผ่านพลังของ Gastronomy พร้อมร่วมผลักดันศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่สำคัญของโลก ความร่วมมือดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้รักอาหารได้สัมผัสรสชาติและแนวคิดการปรุงอาหารระดับโลกต่อเนื่องจากค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ เปลี่ยนประสบการณ์จากเวที Gastronomy ระดับโลกให้กลายเป็นการเดินทางด้านอาหารที่เข้าถึงได้ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ Gaysorn Village ในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน Gastronomy ที่รวบรวมประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับแนวหน้าของโลกไว้ใจกลางกรุงเทพมหานคร DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026: THE BLACK BOX EDITION 13–14 มิถุนายน 2569 ณ The Crystal Box ชั้น 19, Gaysorn Urban Resort, Gaysorn Village “UNVEIL THE BLACK BOX. REVEAL THE TRUE THAILAND.” เพราะวัตถุดิบอันล้ำค่าของไทยไม่ได้มอบเพียงรสชาติอันโดดเด่น หากยังบรรจุเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความทรงจำที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้าหากัน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 คือการเฉลิมฉลองแห่งการค้นพบ ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ที่นำวัตถุดิบไทยอันโดดเด่น ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน และศิลปะแห่งการปรุงอาหารระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดตัวตนของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่งดงามที่สุด นั่นคือ “อาหาร”
ทรู เปิดตัว ทรู ไซเบอร์เซฟ แจ้งเตือนสายมิจฉาชีพข้ามพรมแดน
โทรปุ๊บ…เตือนปั๊บ! ทรู ขานรับมาตรการ กสทช. สกัดภัยมิจฉาชีพข้ามพรมแดน ชู “ทรู ไซเบอร์เซฟ” แจ้งเตือนสายเรียกเข้า +697 และ +698 ปกป้องลูกค้าจากมิจฉาชีพ เตือนภัยเบอร์เสี่ยงจากต่างแดน … ทรู ขานรับนโยบาย กสทช. เดินหน้ายกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องด้วยทรู ไซเบอร์เซฟ บริการปกป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับลูกค้าทรู ดีแทค ทรูออนไลน์ ฟรี ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องโหลดแอป ล่าสุดเพิ่มระบบแจ้งเตือนสำหรับสายเรียกเข้าจากต่างประเทศที่ขึ้นต้นด้วยรหัส +697 และ +698 โดยระบบจะแสดงข้อความแจ้งเตือนภัยขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ รองรับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทั้ง iOS และ Android ของลูกค้าควบคู่กับหมายเลขนั้น ๆ ในทันที เพื่อเพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุดก่อนตัดสินใจรับสาย ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นกลโกงของมิจฉาชีพที่มักใช้การโทรจากต่างประเทศเข้ามาหลอกลวงผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทรู ไซเบอร์เซฟ ยังได้ดำเนินมาตรการปกป้องลูกค้าอย่างรอบด้านและครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนลิงก์และสายเรียกเข้า การบล๊อกสายเรียกเข้าและ SMS การติดตามเฝ้าระวังเว็บไซต์หลอกลวง รวมถึงการแจ้งเตือนภัยไซเบอร์รูปแบบต่าง ๆ อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้และความตระหนักรู้แก่ผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ และเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าสามารถใช้งานบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยในทุกมิติ นอกจากนี้ยังมี บริการ 9777 Scam Report ให้ประชาชนแจ้งบล็อกสายมิจฉาชีพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมแจ้งผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง อีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติม “True CyberSafe” ได้ https://www.true.th/services/true-cyber-safe
ขัตติยา กสิกรไทย หวั่นธุรกิจไทยไม่ปรับรับ ESG เสี่ยงหลุดวงเงินทุนโลก
ขัตติยา กสิกรไทย ชี้ ESG ตัวชี้วัดศักยภาพธุรกิจในตลาดทุนโลก ไม่ใช่แค่ CSR อีกต่อไป ขณะที่ ESG Bond ไทยพุ่งแตะ 208,404 ล้านบาทในปี 2025 และ Thailand Taxonomy กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ ESG Bond ไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง มูลค่าแตะ 2 แสนล้านบาท ปี 2025 ตลาด ESG Bond ไทยมีมูลค่ารวม 208,404 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนมาจาก Sustainability-linked Bond ที่ผูกดอกเบี้ยกับเป้าหมายความยั่งยืนที่วัดผลได้จริง อสังหาฯ ยุคใหม่แข่งกันที่คาร์บอน ผู้พัฒนาโครงการต้องพิสูจน์ประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตามมาตรฐานสากล โครงการที่ผ่านเกณฑ์ Green Building เท่านั้นถึงจะเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ ธุรกิจไทยที่ไม่ปรับตัว เสี่ยงหลุดจากวงเงินทุนนักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้ ESG เป็นตัวชี้วัดศักยภาพการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขการเข้าถึงทุนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวบรรยายในหัวข้อ ‘Sustainability as an Economic Driver’ จากการจัดงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จัดโดย ‘แสนสิริ’ เธอระบุว่า ในอดีต ESG และความยั่งยืนถูกมองเป็นเพียงกิจกรรม CSR เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก เนื่องจากนักลงทุน สถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายต่างให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว “ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกไหลเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Green Bond, Sustainability Bond หรือกองทุน ESG ต่าง ๆ นักลงทุนไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในอนาคต” ทั้งนี้ ประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้ ด้วยหากธุรกิจไทยไม่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้ อาจสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ เพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในระยะยาว ขณะที่ภาพรวมตลาด ESG Bond ไทยมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2020 โดยมูลค่ารวมปี 2025 อยู่ที่ 208,404 ล้านบาท ซึ่งการฟื้นตัวไม่ได้มาจาก Green Bond แบบดั้งเดิม แต่มาจาก Sustainability-linked Bond ที่ผูกดอกเบี้ยกับเป้าหมายความยั่งยืน สะท้อนว่านักลงทุนต้องการ ผลลัพธ์ที่วัดได้มากขึ้น ขัตติยา กล่าวต่อว่า สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ Thailand Taxonomy เนื่องจากอาคารเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง ซึ่งในอนาคต ผู้พัฒนาโครงการจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องทำเล ราคา หรือคุณภาพโครงการเท่านั้น แต่จะต้องพิสูจน์ได้ว่าโครงการมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และสามารถวัดผลได้จริงตามมาตรฐานสากล เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ด้านอาคารสีเขียว (Green Building) และมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมเสริมต่อถึงแนวทางการเข้าถึง Green Loan หรือ Green Bond ไม่ได้เริ่มต้นจากการขอสินเชื่อ แต่ต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมขององค์กรใน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ สร้างความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับ ESG และกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืน วัดผลคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อรู้ว่าธุรกิจปล่อยคาร์บอนมากน้อยเพียงใด จัดทำแผนลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมกำหนดเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เช่น Green Loan, Green Bond หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ขณะที่ บทบาทของธนาคารในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้เงินทุน แต่ยังเป็น ‘Transition Partner’ พันธมิตรช่วยลูกค้าออกแบบเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ Thailand Taxonomy กุญแจเปลี่ยนผ่าน สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ Thailand Taxonomy จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างผู้พัฒนาโครงการ สถาบันการเงิน และนักลงทุน โดยช่วยให้ทุกฝ่ายใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอน และกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุน การปล่อยสินเชื่อ และการเติบโตของภาคธุรกิจในอนาคต ด้วยประโยชน์สำคัญ คือ ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น เพิ่มความน่าเชื่อถือในการลงทุน ลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคที่ตลาดทุนโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง Thailand Taxonomy เปลี่ยนโจทย์อสังหาฯไทย ‘แสนสิริ’ ขยายสเกลทุนสีเขียว SET ส่งสัญญาณตลาดทุนไทย เงินลงทุน ESG โต ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
SET ส่งสัญญาณตลาดทุนไทย เงินลงทุน ESG โต ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว
SET ชี้แนวโน้มเงินลงทุน ESG และผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อความยั่งยืนเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดทุนไทย-ภาคธุรกิจ ต้องยกระดับมาตรฐานอีเอสจี สร้างโอกาสเข้าถึงเงินทุนและดึงดูดนักลงทุนในอนาคต Climate Risk ไม่ใช่เรื่องไกลตัวธุรกิจ SET ระบุว่า หากไทยไม่เร่งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจกระทบเศรษฐกิจในระยะยาวจากภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศและภาคธุรกิจ ESG กลายเป็นสัญญาณใหม่ของการลงทุน องค์กรและนักลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเติบโตมากขึ้น บริษัทที่มีแผนความยั่งยืนชัดเจนมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนและสร้างความน่าสนใจต่อนักลงทุนได้มากกว่า SET เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสู่ตลาดทุนสีเขียว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูล เครื่องมือดิจิทัล และลดการใช้กระดาษผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป้าหมายคือช่วยให้บริษัทจดทะเบียนและซัพพลายเชนปรับตัวสู่ Net Zero พร้อมยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยในอนาคต อสัสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวในหัวข้อ ‘Sustainability as a Market Signal’ จากการจัดงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จัดโดย ‘แสนสิริ’ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง Thailand Taxonomy เปลี่ยนโจทย์อสังหาฯไทย ‘แสนสิริ’ ขยายสเกลทุนสีเขียว ขัตติยา กสิกรไทย หวั่นธุรกิจไทยไม่ปรับรับ ESG เสี่ยงหลุดวงเงินทุนโลก เขาระบุว่า ‘ความยั่งยืน’ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดทุนโลก แม้ในปัจจุบันหลายองค์กรยังเผชิญแรงกดดันจากการสร้างผลกำไรระยะสั้นและความคาดหวังของนักลงทุนแบบวันต่อวัน แต่การดำเนินธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องมองไกล 5-30 ปีข้างหน้า เพราะสิ่งที่ลงทุนและลงมือทำในวันนี้อาจไม่สะท้อนผลตอบแทนทันที แต่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาว “ความยั่งยืนเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ผู้ปลูกอาจไม่ได้เห็นร่มเงาด้วยตัวเอง แต่หากไม่มีใครเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ร่มเงานั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันสร้างรากฐานเพื่ออนาคตตั้งแต่ตอนนี้” ความเสี่ยงภูมิอากาศโลกกระทบเศรษฐกิจไทย อสัสเดช กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในระดับสูงของโลก แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลับส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูล Climate Risk Index ระบุว่า หากไม่มีการปรับตัวและมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ภายในปี ค.ศ. 2048 อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึง 40% จากผลกระทบของภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ รวมถึงผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรม ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก Climate Change มากที่สุดของโลก แม้อันดับจะดีขึ้นจากอดีตที่เคยติด Top 10 ซึ่งสะท้อนว่าการวางแผนและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวของภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นผลมากขึ้น ESG โอกาสใหม่ตลาดทุน-ภาคธุรกิจ โดยปัจจุบันองค์กรและบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งกองทุนเพื่อความยั่งยืนและเครื่องมือการลงทุนรูปแบบใหม่ ขณะที่ภาครัฐได้ผลักดันกองทุน Thai ESG พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจที่มีแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน สำหรับในมุมของตลาดทุนแล้ว การยกระดับมาตรฐาน ESG ไม่ใช้เพียงภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มความน่าสนใจให้กับธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะยาวได้มากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น CBAM จะเข้ามามีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย SET สร้างโครงสร้างพื้นฐานรับเปลี่ยนผ่าน อสัสเดช กล่าวถึงบบทบาทตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังเร่งพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยเหลือบริษัทจดทะเบียนและซัพพลายเชนให้สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตั้งเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรเอง และสร้างการเรียนรู้ร่วมกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ SET ยังผลักดันการลดคาร์บอนผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล อาทิ การลดการใช้กระดาษในรายงานและเอกสารต่าง ๆ ผ่าน TSD การส่งเสริมระบบอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘wiset’ สำหรับตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ย้อนหลัง ไปจนถึงความร่วมมือพันธมิตรด้านจนส่งไปรษณีย์ไทย ในการสนับสนุนใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลด Carbon Footprint ของระบบตลาดทุนในภาพรวมด้วย เขากล่าว ทิ้งท้ายว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน สถาบันการเงิน และภาครัฐ เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงในอนาคต สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
Thailand Taxonomy เปลี่ยนโจทย์อสังหาฯไทย ‘แสนสิริ’ ขยายสเกลทุนสีเขียว
‘Thailand Taxonomy’ กำลังเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมอสังหาฯสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่ ‘แสนสิริ’ เร่งขยายการเติบโตธุรกิจด้วยทุนสีเขียวผ่าน Green Loan และ Green Bond เชื่อมอีโคซิสเต็มทั้งซัพพลายเชน-เข้าถึงกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ยั่งยืนมาตรฐาน Thailand Taxonomy ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยสามารถประหยัดพลังงานได้ 25-35% เปลี่ยนเรื่องความยั่งยืนให้กลายเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับผู้อยู่อาศัย เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ก่อน เป็นแต้มต่อธุรกิจ ผู้พัฒนาโครงการที่ผ่านเกณฑ์มีโอกาสเข้าถึง Green Loan และ Green Bond ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเร่งการลงทุนในโครงการคาร์บอนต่ำระยะยาว อนาคตอสังหาฯ วัดทั้งซัพพลายเชน การเลือกคู่ค้า จากนี้ไปไม่ได้ดูแค่ราคาและคุณภาพงาน แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืน ส่งผลให้ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ และผู้ให้บริการต้องปรับตัวไปพร้อมกันทั้งอุตสาหกรรม ในงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จัดโดย ‘แสนสิริ’ พร้อมด้วย ‘Key Note’ ในหลากหลายอุตสาหกรรมเศรษฐกิจประเทศไทยที่เกี่ยวข้องทั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย • ธนาคารกสิกรไทย •สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่ง ประเทศไทย (UNGCNT)•บริษัทปูนซีเมนตไ์ทย จำกัด (มหาชน)•บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)• บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ร่วมแบ่งปันมุมมมอง เพื่อมุ่งสู่ ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ระดับโลกในอนาคต ร่วมกัน อุทัย อุทัยแสงสุขกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์แสนสิริ (Sansiri) กล่าวว่า ‘ความยั่งยืน’ กำลังเป็นรากฐานใหม่ของขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคต ทั้งวิธีคิดและการตัดสินใจ ให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดย ‘แสนสิริ’ เชื่อว่า องค์กรแห่งอนาคต คือ องค์กรที่สามารถปรับตัวได้ และเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ที่ต้องก้าวจาก ‘ความตั้งใจ’ ไปสู่ ‘การลงมือทำ’ อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการวางระบบที่โปร่งใส สร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้น กลาง และ ยาว เพื่อต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง “ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสใหม่ โดยตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แสนสิริทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเด็นด้าน Net Zero ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆในอีโคซิสเต็ม มีหลายบริษัทสามารถพัฒนาธุรกิจและบริการใหม่เข้ามาเติมเต็มคุณค่าในห่วงโซ่อุตสาหกรรม และกำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของภาคธุรกิจในอนาคต” จากทิศทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy ที่กำลังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสนสิริทำอยู่แล้ว ด้วยมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้จริง พร้อมยกระดับสู่การเป็น ‘ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน’ (Competitive Advantage) ใน 2 มิติหลัก คือ ด้านต้นทุนทางการเงิน ในยุคที่เงินลงทุนทั่วโลกมุ่งสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงมาตรฐาน Thailand Taxonomy ได้ก่อน ช่วยให้แสนสิริสร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ทั้ง Green Loan และ Green Bond ได้ก่อนผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรม ส่งผลให้บริหารต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะท้อนผ่านการเป็นบริษัทอสังหาฯ รายแรกที่ได้รับอนุมัติ Green Loan วงเงิน 4,000 ล้านบาท และเป็นรายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ออก Green Bond เพื่อพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงต่อยอดสู่การพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา ด้านเทรนด์ผู้บริโภค จากมาตรฐานฯ ดังกล่าว ยังการันตีโครงการคอนโดแสนสิริ สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25–35% ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ด้วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินให้กับลูกบ้าน ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งยังเป็นเกณฑ์ใหม่ซัพพลายเออร์อสังหาฯ เพื่อรองรับกลุ่ม Gen Y และ Gen Z กำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดที่ยั่งยืนและคุ้มค่า อุทัย กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของการพัฒนาโครงการตามเกณฑ์ Thailand Taxonomy คือ การทำงานร่วมกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000-5,000 ราย ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ระบบอาคาร ผู้ให้บริการพลังงาน ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมในจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยในอนาคต การคัดเลือกคู่ค้าจะไม่พิจารณาเพียงด้านราคาและศักยภาพการดำเนินงาน แต่จะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การใช้พลังงาน และแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพื่อยกระดับทั้งอีโคซิสเต็มอสังหาริมทรัพย์ไทยไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากผลประกอบการแล้ว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาโครงการ คู่ค้า สถาบันการเงิน ลูกค้า และสังคม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันในที่สุด อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง SET ส่งสัญญาณตลาดทุนไทย เงินลงทุน ESG โต ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ขัตติยา กสิกรไทย หวั่นธุรกิจไทยไม่ปรับรับ ESG เสี่ยงหลุดวงเงินทุนโลก
KANORI แฮนด์โรลเบอร์หนึ่งไทย โต 132% กวาดรายได้ 116 ล้าน ไตรมาสแรก
‘KANORI Hand roll bar’ กวาดรายได้ไตรมาสแรก ‘116 ล้านบาท’ โตแรง 132% ตอกย้ำความสำเร็จแฮนด์โรลเบอร์หนึ่งของไทย ตลาดร้านอาหารในไทยขึ้นชื่อว่า เป็นสมรภูมิที่ดุเดือด-ปราบเซียนกว่าใคร เพราะเป็นธุรกิจที่มีลักษณะ ‘Low Barriers of Entry’ หรือ เข้าง่าย ออกง่าย เป็นธุรกิจที่ใครๆ ก็นึกถึงเป็นอย่างแรก หากมีเป้าหมายต้องการริเริ่มมีกิจการเป็นของตัวเอง ทำให้มูลค่าตลาดร้านอาหารในปี 2568 สูงถึง 657,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยแต่ละปีราว 2-3% เจาะลึกลงไปกว่านั้น พบว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยม มีผู้เล่นทั้งแบรนด์โลคอล แบรนด์ไฮเอนด์ รวมถึงแบรนด์ที่ลัดฟ้ามาจากต่างประเทศ ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร กรุงเทพฯ ได้ทำการสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ปี 2568 พบว่า มีร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วประเทศไทย จำนวน 5,781 แห่ง ลดลง 135 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.2% ประเภทอาหารญี่ปุ่นที่มีการปิดตัวลง ได้แก่ ร้านซูชิ ร้านอิซากายะ ร้านสุกี้ชาบู ร้านยากินิกุ ร้านดงบุริ ร้านข้าวแกงกะหรี่ รวมถึงร้านอุด้งและโซบะด้วย ในบรรดาข้อมูลทั้งหมดที่ว่ามา ‘แฮนด์โรล’ ยังเป็นประเภทอาหารญี่ปุ่นที่นับว่ามีจำนวนคู่แข่งน้อย เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) หรือโอมากาเสะมากขึ้น บางส่วนออกมาเปิดเป็นร้านแฮนด์โรลโดยเฉพาะก็มีให้เห็นเช่นกัน ซึ่งก็รวมไปถึง ‘KANORI Hand roll bar’ แฮนด์โรลเจ้าแรกในเมืองไทยที่เปิดทำการมาได้ประมาณ 3 ปี พร้อมกับการเติบโตที่ขยายไปแล้ว 5 สาขา ทั้งยังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มแฮนด์โรลที่ขายดีที่สุดบน แกร็บฟู้ดด้วย นายปณิธิ กอบกุลสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของ ‘KANORI Hand roll bar’ ปีที่ผ่านมาเติบโตดีมากถือว่าเป็นตัวท็อปที่ทำเงินให้กับพอร์ตโฟลิโอของ ไทยสากล เอสเตท เฉพาะส่วนของ ‘KANORI Hand roll bar’ ปีที่แล้วมีผลประกอบการราว ‘400 ล้านบาท’ เติบโตกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ทำเงินไปแล้ว ‘116 ล้านบาท’ เติบโตขึ้นกว่า 132% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งปลายปีนี้มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 1 สาขา ปัจจุบัน KANORI Hand roll bar มี 5 สาขา ได้แก่ สาขาสุขุมวิท 49 สาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี สาขาไอคอนสยาม และสาขาสยามพารากอน หัวใจสำคัญที่ทำให้ ‘KANORI Hand roll bar’ เติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด มาจากการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพและรสชาติ วัตถุดิบทุกอย่างต้องสดใหม่พรีเมียมตามมาตรฐานของร้าน ทุกกระบวนการต้องใช้ของที่ดีที่สุดก่อนเสิร์ฟถึงมือลูกค้า ทั้งยังมีเมนูใหม่ตามฤดูกาลรวมถึงหน้าเทศกาลต่างๆ ด้วย นอกจากช่องทางการขายหน้าร้าน ปัจจุบัน ‘KANORI Hand roll bar’ ยังเป็นแฮนด์โรลที่มียอดขายอันดับ 1 บนแกร็บฟู้ด ปีที่ผ่านมาทำยอดขายเฉพาะบนแกร็บฟู้ดไปมากกว่า ‘42 ล้านบาท’ จากปีก่อนหน้าที่มียอดขาย ‘3.8 ล้านบาท’ และในปีนี้แม้ผ่านมาเพียงครึ่งทาง ทว่า ยอดขายของแฮนด์โรลจาก KANORI กลับสูงถึง ‘43 ล้านบาท’ เฉลี่ยแล้วยอดขายบนแกร็บฟู้ด (รวมทั้งบริการสั่งเดลิเวอรี่และบริการจองโต๊ะล่วงหน้า GrabFood Dine-out) “กว่าจะเริ่มทำเดลิเวอรี่เราใช้เวลาในการหาข้อมูลกว่า 7-8 เดือน เพื่อศึกษาว่า ทำอย่างไรให้ยังคงความกรอบของสาหร่ายได้เหมือนกับมาทานที่ร้าน เราต้องบินไปที่โรงงานญี่ปุ่น ต้องไปออกแบบแพ็กเกจจิ้งร่วมกับผู้ผลิตสาหร่าย เราซีลในพลาสติกมาตั้งแต่โรงงานที่ญี่ปุ่น ดังนั้น การที่ลูกค้าสั่งเดลิเวอรี่จึงเปรียบเสมือนได้สาหร่ายที่ออกมาจากโรงงานเลย สาหร่ายจึงกรอบมากเหมือนมาทานที่ร้าน” สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่สั่งแฮนด์โรลจาก KANORI ผ่านแกร็บฟู้ด ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าราว 60-70% เป็นลูกค้าใหม่ที่เพิ่งรู้จัก KANORI อีก 20-30% เมนูที่ได้รับความนิยมเป็นเซตเมนู 5 โรล, 6 โรล และเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน Salmon Bomb และ Lobster Bomb โดย ‘ลาดพร้าว’ เป็นโซนที่ลูกค้าสั่งซื้อไปมากที่สุด เนื่องจากโลเคชันดังกล่าวยังไม่มีหน้าร้านสาขา ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 1 ปี ของการพา ‘KANORI Hand roll bar’ ขึ้นไปอยู่บนแกร็บฟู้ด จึงมีโปรโมชันแทนคำขอบคุณ โดยนำเมนู “Triple Shrimp” แฮนด์โรลที่รวมความอร่อยของกุ้งหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกันมาไว้บนแกร็บฟู้ด จากปกติที่เมนูดังกล่าวจะมีจำหน่ายเฉพาะหน้าร้านสาขาเอ็มควอเทียร์เท่านั้น พร้อมมอบส่วนลด 100 บาท เมื่อสั่งอาหาร 500 บาทขึ้นไป เพียงใส่โค้ด ‘KANORI100’ รับสิทธิจัดส่งฟรีผ่านบริการ Saver ในพื้นที่ระยะทางสูงสุด 5 กิโลเมตร สำหรับใครที่สนใจอยากรับประทานแฮนด์โรลคุณภาพพรีเมียม สามารถสั่งเดลิเวอรี่ได้ที่ GrabFood และติดตามรายละเอียดของร้านได้ที่ Website: www.kanorihandroll.com, Facebook: Kanori, IG: kanorihandroll
ไอคอนสยาม จับมือรพ.ตากสิน เปิด ตรวจสุขภาพฟรี 17 รายการ เพื่อ คนรักสุขภาพ
ไอคอนสยาม ร่วมกับ โรงพยาบาลตากสิน จัดงาน “ICONSIAM WE CARE รวมพลคนรักสุขภาพ” เชิญชวนประชาชนร่วมตรวจสุขภาพฟรี 17 รายการ ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ โรงพยาบาลตากสิน สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จัดงาน “ICONSIAM WE CARE รวมพลคนรักสุขภาพ” มหกรรมสุขภาพเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม โดยรวบรวมองค์ความรู้ การตรวจคัดกรองสุขภาพ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และนวัตกรรมด้านการแพทย์ไว้อย่างครบวงจร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างภาคสาธารณสุขและภาคเอกชน มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และบริการด้านสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการดูแลสุขภาพเชิงรุก อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน อัดแน่นด้วยกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่ บริการตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น 17 รายการ สำหรับผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินภาวะสุขภาพและค้นหาปัจจัยเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น การตรวจคัดกรองสัญญาณชีพ ตรวจคัดกรองสุขภาพจิต ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-Ray) รวมถึงโปรแกรมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ เพื่อตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของตับและไต นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมสำหรับกลุ่มเสี่ยง อาทิ การตรวจ HPV Self-Test มะเร็งปากมดลูก การคัดกรองมะเร็งลำไส้ และการคัดกรอง HIV กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านการออกกำลังกาย รับฟังเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมด้านโภชนาการ เวิร์กชอปและกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม การจัดสัดส่วนอาหารตามหลักโภชนาการ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน เวทีเสวนาและการบรรยายพิเศษ ร่วมแชร์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และแนวทางการใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยแพทย์ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลตากสิน บูธนิทรรศการและนวัตกรรมทางการแพทย์ การให้บริการคำปรึกษาจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ พร้อมจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขไทย ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ กรุณางดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด อย่างน้อย 10 – 12 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ (สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย) และกรุณานำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ในวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1338
เจาะอุตสาหกรรมบิวตี้โลก SMS ส่ง COSMENA Series ชิงตลาดเครื่องสำอาง
“เอสเอ็มเอส” จัด Business Forum พร้อมเปิดตัวผลิตภัณ์ใหม่ COSMENA Series นวัตกรรมแป้งสำหรับกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย มุ่งขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางระดับโลก บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูงของประเทศไทยและของโลก ที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนึ่งในธุรกิจการเกษตรภายใต้การบริหารของ “กลุ่มพูลผล” จัด Business Forum หัวข้อ “COSMENA Series: The Innovation Forum Experience 2026” ภายใต้แนวคิด “Formulating Success: From Regulatory & Trend Updates to Multifunctional Starch” เจาะลึกการยกระดับการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ด้วยนวัตกรรมแป้ง COSMENA Series จากเอสเอ็มเอส พร้อมอัพเดทกฎหมาย ตลอดจนระเบียบข้อบังคับด้านเครื่องสำอางในประเทศไทยที่ผู้ผลิตต้องรู้ และ Trend Insight ล่าสุดในอุตสาหกรรม Cosmetic & Personal Care ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ภายในงานมี ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเปิดงาน ร่วมด้วย ภญ.กุลธิดา สุขนิวัฒน์ชัย เภสัชกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มเครื่องสำอางใหม่และนวัตกรรม กองควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ความรู้ในหัวข้อ The update of the rules and regulation of cosmetics & personal care in Thailand และนายสุพัฒน์ เลาระวัตร อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กล่าวในหัวข้อ Market landscape of the global and Thai cosmetic & personal care พร้อมพันธมิตรร่วมงานอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “Panel Discussion Topics: Natural ingredients for cosmetic & personal care in Thailand โดย ดร.ศิวรัตน์ บุณยรัตกลิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด, ผศ.ภญ.ดร.รมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ คณะภัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณมนสิณี ใจตรง R&D Supervisor Specialty Innovation และกิจกรรม Workshop : COSMENA Series : Multifunctional Starch ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า COSMENA Series เป็นนวัตกรรมแป้งธรรมชาติ (Natural Starch) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สำหรับกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการขยายไลน์ธุรกิจสู่อุตสาหกรรมดังกล่าว โดยทั่วไปผู้ผลิตเครื่องสำอางค์ในประเทศไทย จะนำเข้าแป้งและส่วนผสมต่างๆจากต่างประเทศ SMS เล่งเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ จึงมีการคิดค้นและพัฒนาแป้งสำหรับอุตสากรรมดังกล่าวขึ้นมา โดยในวันนี้ เราเน้นการนำเสนอแป้งในกลุ่ม COSMENA Series ที่สามารถใช้ทดแทนทัลคัม (Talcum) หรือผงแร่ทัลค์ (Talc) ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจหลักของเอสเอ็มเอส แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจอาหาร (Food) 80% และกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่อาหาร (Non-Food) อีก 20% โดยมีเป้าหมายขยายไลน์สู่ธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเอสเอ็มเอสได้ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ก่อนหน้านี้บริษัทได้ขยายไลน์ธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมยา ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อีกทั้งเป็นตลาดที่น่าสนใจด้วยอัตราการเติบโตมหาศาล และมูลค่าการซื้อขายในระดับโลกที่สูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ด้วยจุดแข็งของเอสเอ็มเอส ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและ R&D โดยเป้าหมายสูงสุดของบริษัทมุ่งมั่นใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้ง นำมาต่อยอดเพื่อตอบสนองต่อฟังก์ชันการใช้งานในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อผลักดันให้เกิดการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น แป้งมันสำปะหลังไทย นำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางระดับสากล นายสุพัฒน์ เลาระวัตร อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (Thai Cosmetic Cluster Trade Association) และกรรมการผู้จัดการ Skintec Interproduct กล่าวว่า หัวใจของความสำเร็จของเครื่องสำอางไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรม คุณภาพ หรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจผู้บริโภค และความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับของประเทศคู่ค้า ตลอดจนความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางโลกมีการเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นศูนย์กลางการเติบโตที่สำคัญ และเป็นตลาดที่มีแบรนด์ระดับโลกต่างมุ่งเป้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยประเทศที่มีการเติบโตสูงคือ “อินเดีย” ซึ่งมีประชากรกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมสินค้าแบรนด์พรีเมียมมากกว่า 200 ล้านคน รวมถึงตลาดตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนิยมสินค้ากลุ่มบอดี้ โลชั่น เพื่อผิวขาว ขณะที่ประเทศไทยทุกวันนี้ถือเป็นศูนย์กลางการผลิต หรือฮับเครื่องสำอางอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับต้นๆ ของเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ศ.ภญ.ดร.รมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ คณะภัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนาเกี่ยวกับ เทรนด์ส่วนผสมจากธรรมชาติสำหรับผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทย ว่า นิยามของส่วนผสมจากธรรมชาติในเชิงวิชาการ ไม่ได้มีแค่พืชหรือสมุนไพรเท่านั้น แต่ตามมาตรฐานสากลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. พืช เช่น มันสำปะหลัง (รวมถึงกลุ่มแป้งดัดแปร), ข้าวโพด, ขมิ้นชัน, บัวบก และว่านหางจระเข้ 2. สัตว์และจุลินทรีย์ เช่น คอลลาเจน (จากปลาหรือหนังหมู), นมผึ้ง รวมไปถึงสารที่ได้จากกระบวนการทางชีวภาพของจุลินทรีย์ และ 3. แร่ธาตุ (Minerals) แร่ธรรมชาติที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เช่น เกลือ, Titanium Dioxide, Zinc Oxide, Mica และทัลคัม เป็นต้น ทั้งนี้ มองว่าเทรนด์สารสกัดธรรมชาติในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะมีการนำพืชธรรมชาติมาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์เพื่อให้เกิดสารสำคัญตัวใหม่ๆ เช่น กลุ่ม Postbiotic หรือการหมักข้าวให้ได้สารกลุ่มเซราไมด์หรือเปปไทด์ รวมถึง Exosome (เอ็กโซโซม) จากพืช โดยการสกัดอนุภาคขนาดเล็กระดับเซลล์จากสมุนไพรไทย เพื่อทำหน้าที่เป็นสารสื่อสารระหว่างเซลล์ ช่วยให้นำส่งสารออกฤทธิ์ได้ตรงจุดมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Upcycling & Sustainable Source การนำของเหลือทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง รวมถึงการคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน ดร.ศิวรัตน์ บุณยรัตกลิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากแร่ทัลคัม (Talc) มีความเสี่ยงเรื่องสารก่อมะเร็งจากแร่ใยหินปนเปื้อน บริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) ขึ้นมาทดแทน โดยวันนี้ขอนำเสนอ COSMENA Series แป้งมันสำปะหลังดัดแปรทำหน้าที่เป็น Multifunctional Ingredient ประกอบไปด้วย COSMENA ASO และ COSMENA CS COSMENA ASO และ COSMENA CS แป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่ให้คุณสมบัติดูดซับความมันและเหงื่อได้ดีเยี่ยม (Oil Absorption) ให้สัมผัสที่แห้ง และช่วยประคองสูตรไม่ให้แยกชั้น พร้อมทั้งมีคุณสมบัติเด่นคือ มีการไหลที่ดี (Free Flow) ไม่จับตัวเป็นก้อน และยังให้ความลื่นและสัมผัสที่นุ่มนวล (Sensory & Spread ability) โดย COSMENA ASO สามารถใช้ทดแทนทัลคัม (Talcum) ได้ 100% และ COSMENA CS เหมาะสำหรับผู้ผลิตเครื่องสำอางค์และและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ที่มองหาส่วนผสมที่สามารถใช้ทดแทนทัลคัมและอลูมิเนียม (100% Tale and Aluminum Free) โดยทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์เหมาะสำหรับสูตรแป้งทาตัว แป้งฝุ่น แป้งตลับ รองพื้น ครีมทาตัวและครีมทามือ COSMENA Series นวัตกรรมแป้งจากธรรมชาติ (Natural Starch) ที่ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Clean Beauty และการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-conscious Formulations) สำหรับผู้ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ COSMENA Series ยังผ่านการรับรองมาตรฐานฮาลาล (Halal Certified) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูขับเคลื่อนธุรกิจและพาสินค้าไทยไปเติบโตในตลาดมุสลิมทั่วโลก
แกร็บฟู้ด นำร่องโมเดลเปลี่ยนขยะร้านอาหารเป็นรายได้ สร้างแต้มต่อธุรกิจสีเขียว
แกร็บฟู้ด ร่วมพันธมิตรสายกรีน ‘Trash Lucky’ เปิดโครงการ ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ ชวนร้านอาหารเปลี่ยนขยะรีไซเคิลเป็นรายได้ พร้อมดันโมเดลธุรกิจสีเขียวรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ เปลี่ยนขยะเป็นรายได้ ร้านอาหารสามารถคัดแยกขยะรีไซเคิลและนำเข้าสู่ระบบจัดการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นรายได้เสริมจากการรีไซเคิล เทรนด์ร้านอาหารยุคใหม่ต้องใส่ใจโลก ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สร้างโมเดลธุรกิจสีเขียวที่วัดผลได้ ร้านอาหารสามารถติดตามปริมาณขยะที่จัดเก็บและคาร์บอนที่ลดได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่วยยกระดับสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพล็ตฟอร์มเดลิเวอรี่แอปพลิเคชั่น ‘แกร็บฟู้ด’ เปิดเผยว่า แกร็บฟู้ด (GrabFood) มุ่งพันธกิจ ‘GrabForGood ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดการดำเนินงาน 13 ปี ล่าสุดในปี 2569 นี้ GrabFood ร่วมกับ แทรชลัคกี้ (Trash Lucky) สตาร์ทอัป แพลตฟอร์มมุ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและรีไซเคิลของไทย ริเริ่มโครงการใหม่ ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านอาหารบนแพลตฟอร์มแกร็บฟู้ดคัดแยกขยะที่เกิดขึ้นภายในร้านเพื่อนำเข้าสู่วงจรรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนนโยบาย ‘ร้านนี้ไม่เทรวม’ ของ กทม. สำหรับโครงการนำร่อง ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ มีพาร์ทเนอร์ร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ ของ GrabFood ให้ความสนใจเข้าร่วมได้แก่ Emily’s Chicken Noodles Easy Health Good Roots Greyhound Café Hommi บะหมี่ไข่ดอง คุ้มสึ เล็กใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ Lucky Panda เนื้อแคมป์ไฟ Plantiful โดยร้านเหล่านี้ มุ่งให้บริการคุณภาพเพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านความพยายามปรับปรุงรูปแบบและวิธีการดำเนินงานเพื่อลดกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกิจ เช่น การหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การวางแผนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปริมาณขยะเศษอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนขยะดังกล่าวเป็นเงินสดได้ทันที โดยร้านอาหารสามารถติดตามผลการดำเนินการ ทั้งจำนวนขยะที่ถูกจัดเก็บและปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จากการรีไซเคิล ผ่าน Trash Lucky Official LINE Account @Trashlucky ได้อีกด้วย พร้อมตั้งเป้านำขยะเข้าระบบรีไซเคิลให้ได้ 10 ตันภายในระยะเวลา 6 เดือน ด้าน ณัฐภัค อติชาตการ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ แทรชลัคกี้ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะล้นเมือง ซึ่งมีจำนวนถึง 2.24 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์ได้เพียง 25% ส่วน 75% ที่เหลือ ถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ เผา หรือเกิดการหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ดังกล่าว ยังเป็นจุดเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม Trash Lucky เพื่อส่งเสริมให้คนไทยคัดแยกขยะและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องและเหมาะสม ผ่านการใช้กลยุทธ์ ‘Rewarding system’ โดยสมาชิก Trash Lucky สามารถเปลี่ยน ‘ขยะ’ เป็นการสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกรับของรางวัลต่างๆ หรือสามารถลุ้นรับรางวัลใหญ่ประจำเดือนได้ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30,000 คน และrพร้อมช่วยนำขยะเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้มากกว่า 750 ตัน “ความร่วมมือกับแกร็บฟู้ดในครั้งนี้ ยังเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายจากประชาชนทั่วไป ไปสู่ผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ร้านอาหารตระหนักถึงความสำคัญและปรับพฤติกรรมในการคัดแยกและจัดการขยะได้อย่างเป็นระบบ” ขณะเดียวกัน ยังให้ความรู้และคำแนะนำด้านการลดปริมาณการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง อาทิ การลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ตามหลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle) การคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ Trash Lucky ยังเข้ามาดูแลการจัดเก็บและบริหารจัดการขยะรีไซเคิล โดยตั้งเป้าว่าจะมีขยะจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ เข้าสู่วงจรรีไซเคิลกว่า 10 ตัน พร้อมนำข้อมูลที่ได้จากโครงการฯนำร่องมาใช้วิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินการเพื่อพัฒนารูปแบบของโครงการให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ปรเมษฐ์ บุญเลิศศักดิ์สกุล กรรมการผู้จัดการ ร้าน Emily’s Chicken Noodles (เอมิลี่ เส้นหมี่ไก่ฉีก) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจ Emily’s Chicken Noodles มุ่งให้ความสำคัญต่อการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและมีเอกลักษณ์ตามคอนเซปต์ของแบรนด์ พร้อมคำนึงถึงความสะดวกของลูกค้า ควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “แบรนด์เลือกใช้กล่องกระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่ในธุรกิจอาหารก็ยังมีขยะอีกหลายประเภทที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม” สำหรับการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของร้านอาหารต้นแบบภายใต้โครงการ ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ ทำให้แบรนด์ได้องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในด้านการคัดแยกและจัดการขยะรีไซเคิล การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการสื่อสารกับพนักงานภายในร้านเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยให้เราดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
เวียตเจ็ท เติมฝูงบินโบอิ้ง 50 ลำ แผนสู่สายการบินยุคใหม่รับ 20 ล้านที่นั่งต่อปี
เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ปี 2569 ขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 เป็น 25 รับอุตฯท่องเที่ยวและการเดินทางในภูมิภาคเอเชียเติบโต-เพิ่มความถี่เที่ยวบินและเปิดเส้นทางใหม่ เติมฝูงบินรับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้นตัว เวียตเจ็ททยอยรับมอบโบอิ้ง 737-8 จำนวน 16 ลำในครึ่งปีหลัง 2569 ดันจำนวนเครื่องบินรุ่นนี้เพิ่มเป็น 25 ลำ รองรับเส้นทางศักยภาพและเที่ยวบินใหม่ ขยายเครือข่ายบินภูมิภาคเอเชีย เพิ่มความถี่เที่ยวบิน พร้อมเปิดเส้นทางใหม่ เช่น กรุงเทพฯ–กัวลาลัมเปอร์ เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายการเดินทางเชื่อมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภูมิภาค ลงทุนระยะยาวสู่สายการบินยุคใหม่ ตั้งเป้ารับมอบโบอิ้ง 737-8 ครบ 50 ลำภายในปี 2571 รองรับกว่า 20 ล้านที่นั่งต่อปี ชูจุดเด่นประหยัดเชื้อเพลิง ลดคาร์บอน และยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนประหยัด เวียตเจ็ท (Vietjet) กล่าวว่า เวียตเจ็ท วางแผนขยายฝูงบินในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 โดยจะทยอยรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รวมทั้งสิ้น 16 ลำ ซึ่งเริ่มรับมอบลำแรกไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และจะทยอยเข้าประจำการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยสิ้นปี 2569 นี้สายการบินเวียตเจ็ท จะมีเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 ประจำฝูงบินรวม 25 ลำ จากจำนวนฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ เพื่อนำมาใช้รองรับแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่มีศักยภาพสูง รวมถึงสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–กัวลาลัมเปอร์ และเที่ยวบินเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่เตรียมเปิดให้บริการภายในปีนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายการบินในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ แผนการรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 นี้ยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยบริษัทคาดว่าจะทยอยรับมอบเครื่องบินครบทั้ง 50 ลำภายในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารของสายการบินได้สูงสุดกว่า 20 ล้านที่นั่งต่อปี “การขยายฝูงบินครั้งนี้ เป็นการยกระดับขีดความสามารถของสายการบินในระยะยาว ทั้งการขยายเครือข่ายเส้นทางบิน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการพัฒนาประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร” สำหรับน เครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่ยังได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีกว่าเดิม ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของสายการบิน วรเนติ เสริมว่า แผนดังกล่าวยังตอกย้ำบทบาทของสายการบินยุคใหม่ ในฐานะกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเติบโตของเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน ไม่ได้จำกัดเพียงการขนส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวก ความถี่ในการเดินทาง และความคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเดินทางทางอากาศยังมีศักยภาพเติบโต แม้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะยังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยก็ตาม สอดคล้อง ข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 30-34 ล้านคน ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการเดินทางทางอากาศที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีราคาคุ้มค่า ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ด้วยประเทศไทย ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก ซึ่งเวียตเจ็ท ได้ขยายการดำเนินงาน ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและเส้นทางระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราการสำรองที่นั่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
CW Tower โชว์ โมเดล อาคาร ประหยัดพลังงาน ยั่งยืน ต้นแบบ อนาคต อสังหาฯ ไทย
เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ ร่วมเผยแนวทางการพลิกโฉม CW Tower สู่อาคารต้นแบบประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ในงาน “THE NOVA EXPO 2026” เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ (SENSES) หนึ่งในกลุ่มบริษัทยูนิเวนเจอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมแชร์โมเดลพลิกโฉมอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ สู่อาคารต้นแบบประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน บนเวทีเสวนาพิเศษในงานแสดงเทคโนโลยีอาคารครบวงจรแห่งปี “THE NOVA EXPO 2026” ภายใต้หัวข้อ “พบอาคารต้นแบบ Rebuild ในโครงการ MEA Energy Awards และ Product of the Year by Haier” ถ่ายทอดแนวทางการยกระดับอาคารเดิมให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนการบริหารอาคารสู่ความยั่งยืน นายนักรบ กุลพนิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน บริษัท เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการทั่วไป อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ กล่าวว่า อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าที่มีอายุกว่า 33 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รูปแบบการทำงาน และความต้องการของผู้เช่า โดยหัวใจสำคัญของการพลิกโฉมอาคารเดิม คือการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน “ปัจจุบันผู้เช่าให้ความสำคัญกับคุณภาพสภาพแวดล้อมในการทำงานมากขึ้น ตั้งแต่ความสวยงาม พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวก มาตรฐานสุขอนามัย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของเจ้าของอาคาร โดยเฉพาะในหลายบริษัทฯ ที่มีบุคลากรจากหลากหลายเจเนอเรชัน ทั้ง Gen X, Gen Y และ Gen Z ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน ทำให้การพัฒนาอาคารจึงต้องคำนึงถึงทุกมิติ เพื่อสร้างพื้นที่ทำงานที่มีคุณภาพและส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานอย่างแท้จริง โดยหนึ่งในต้นทุนสำคัญของอาคารสำนักงานคือพลังงานไฟฟ้าของระบบปรับอากาศ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร อาทิ ระบบ ONNEX Air Scrubber และ Air Chiller ระบบ Water-Cooled Magnetic Bearing Chiller จากไฮเออร์ (Haier) เข้ามาใช้งาน เพื่อช่วยลดพลังงานที่ใช้ในระบบอากาศและระบบทำความเย็น ส่งผลให้การใช้พลังงานของอาคารมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต่อเนื่องทุกปี รวมถึงยังได้ศึกษาการใช้พลังงานหมุนเวียนและแนวทางการอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ผู้เช่าและพนักงาน แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคารเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ สามารถรักษาอัตราการเช่าพื้นที่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความมุ่งมั่นในการพัฒนาอาคาร ยังสะท้อนความสำเร็จผ่านรางวัลและการรับรองมาตรฐานด้านพลังงาน และอาคารสีเขียวทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น MEA ENERGY AWARDS ระดับสูงสุด PLATINUM, BSA Building Safety Awards ระดับ Gold และ Platinum, TFMA Thailand Facility Management Association, LESS Low Emission Support Scheme และล่าสุดกับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสูงสุด LEED Platinum ประเภท O+M (Operation & Maintenance) ภายใต้มาตรฐานจาก U.S. Green Building Council และในอนาคตบริษัทฯ ยังพร้อมเดินหน้าต่อยอดสู่เป้าหมายในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนต่อไป ดังนั้น การรีโนเวทอาคารเก่าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงอาคารให้ทันสมัยขึ้น แต่เป็นการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาคารเดิม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในระยะยาว ความยั่งยืน จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารอาคารยุคใหม่ ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าทั้งต่อผู้เช่า ผู้ใช้อาคาร พนักงาน และเจ้าของทรัพย์สิน เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน” นายนักรบ กล่าว
สยาม ทาคาชิมายะ รวม ยีนส์ ญี่ปุ่น ระดับตำนาน เปิด เวที DENIM & CRAFT FEST
สยาม ทาคาชิมายะ ชวนสัมผัสจิตวิญญาณเดนิมญี่ปุ่น ในงาน ‘DENIM & CRAFT FEST’ ขนทัพยีนส์ Exclusive Japan Brand พร้อมดึงดีไซเนอร์แบรนด์ระดับตำนาน บินตรงมอบประสบการ์ณสุดเอ็กซ์คลูซีฟพร้อมจัดเต็มโปรโมชั่นตลอดเดือนมิถุนายน 2569 สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนเหล่าคนรักยีนส์และแฟชั่นนิสต้ามาอัปเดตเทรนด์ในงาน “SIAM TAKASHIMAYA DENIM & CRAFT FEST” ภายใต้คอนเซ็ปต์สุดชิค “เท่กับยีนส์ได้ทุกวัน!” รวบรวมกางเกงยีนส์และสินค้าแฟชั่นเครื่องประดับจากแบรนด์ชั้นนำรวมกว่า 15 แบรนด์ นำทัพโดยเดนิมแบรนด์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น Exclusive Japan Brand ที่มีจำหน่ายเฉพาะที่สยาม ทาคาชิมายะ เท่านั้น อย่าง Betty Smith, Red Card Tokyo และ Upper Hights ซึ่งโดดเด่นด้วยเสน่ห์การตัดเย็บอันประณีตตามแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ๆ พร้อมเสริมทัพความสนุกในการแต่งตัวด้วยแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ Bonmax, Calvin Klein, Force A Better, GQ, Maison Maverick Presents, Mila Owen, Nilin, Noble Wear, Saad, Simple&Raw, Emotion และ Grandfather เพื่อร่วมเปิดประสบการณ์งานคราฟต์และการแต่งตัวในสไตล์ที่เป็นคุณ ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2569 ณ แผนกยีนส์ และแผนกบุรุษ ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ภายในงาน คุณโซสุเกะ นิชิดะ ดีไซเนอร์จากแบรนด์ BETTY SMITH และ Jeans Curator ของพิพิธภัณฑ์ยีนส์ BETTY SMITH เมืองโคจิมะ ได้บินตรงมาให้คำแนะนำและมอบบริการสั่งตัดยีนส์และแจ็กเก็ตสุดพิเศษ CUSTOMIZED ORDER JEANS & JACKET เฉพาะรายบุคคล โดยมีผ้ายีนส์ให้เลือก กว่า 50 แบบ รวมถึงผ้า Lightweight สำหรับประเทศไทย มาให้เลือกสรรและคัสตอมในสไตล์ของตัวเอง พร้อมกันนี้ยังชวนเปิดประสบการณ์ครั้งสำคัญในโซนนิทรรศการ BETTY SMITH JEANS MUSEUM จัดแสดงยีนส์หายาก ส่งตรงจากพิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นมาให้ชมอย่างใกล้ชิด อาทิ กางเกงยีนส์ขาม้ายุค 70 ซึ่งเป็นยีนส์ตัวแรกที่ผลิตขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น, ยีนส์เฟด 20 ปี, ยีนส์เดนิมที่ทอด้วยดิ้นทองนิชิจิน และยีนส์เดนิมเพ้นส์ลายยูเซ็นด้วยมือ สะท้อนถึงเอกลักษณ์แห่งงานฝีมือที่ไม่ซ้ำใคร สามารถชมได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ ยังจับมือกับพันธมิตรอย่าง DENIM CULTURE CLUB คอมมูนิตี้คนรักกางเกงยีนส์ในประเทศไทย นำโดยคุณป้อง HAKU’S และ คุณเอก EAKKO กูรูผู้เชี่ยวชาญด้านดนิมที่มาร่วมพูดคุยอัปเดตเทรนด์ในหัวข้อ “DENIM TREND & LIFESTYLE” พร้อมชมแฟชั่นโชว์ “JAPAN JEANS MIX & MATCH SHOW” การบอกเรื่องราวของการเฟดยีนส์จากแบรนด์ SIMPLE & RAW และการแนะนำการเลือกเครื่องประดับจากหินธรรมชาติโดยแบรนด์ SAAD รวมถึงกิจกรรมเวิร์กชอปที่มีให้ร่วมสนุกตลอดทั้งเดือน ทั้ง RIVETING WORKSHOP BY BETTY SMITH ตกแต่งกระเป๋าด้วยการตอกหมุดคัสตอมในราคาเริ่มต้นเพียง 320 บาท พร้อมจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 50% สำหรับแบรนด์ที่ร่วมรายการ พร้อมมอบสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก สยาม ทาคาชิมายะ เมื่อช็อปสินค้าที่ร่วมรายการครบ 6,000 บาทขึ้นไป รับฟรีทันที E-Coupon มูลค่า 200 บาท และสำหรับลูกค้าที่ช็อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป ยังสามารถมาร่วมสนุกกับกิจกรรมเพื่อรับของรางวัลพิเศษภายในงานได้อีกด้วย มาร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งยีนส์ระดับ Exclusive Japan Brand และเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมดีๆ ในงาน “SIAM TAKASHIMAYA DENIM & CRAFT FEST” ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2569 นี้ ที่แผนกยีนส์ และแผนกบุรุษ (เฉพาะแบรนด์ที่ร่วมรายการ) ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมล่วงหน้าได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya
Brandname Money ขยายสินเชื่อพันล.รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ใช้แบรนด์หรูคู่สภาพคล่อง
แบรนด์เนม มันนี่ แนวคิดธุรกิจเปลี่ยนนาฬิกาหรูและกระเป๋าแบรนด์เนม ให้กลายเป็นสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝาก ขยายพอร์ตฯโต 100% สู่เป้า 1,000 ล้านบาทในปี 2570 ‘BRANDNAME MONEY’ แบรนด์เนม มันนี่ ธุรกิจผู้ให้บริการฝากขายและให้สินเชื่อแบรนด์เนมรายแรกของไทยและอาจเป็นของโลกก็ว่าได้ จากแนวคิดของ ‘ปพน นมัสภากร’ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ ที่มองว่า การเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูขั้นสุดไปจนถึงท็อปเทียร์ (Top Level/Populaity) ให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่กลายเป็นโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ได้เช่นกัน ไอเดียของ ‘เขา’ ถูกพิสูจน์ความสำเร็จแล้ว หลังธุรกิจดำเนินการครบ 2 ปี จากจุดเริ่มใช้เงินลงทุนส่วนตัวและผู้ถือหุ้นด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาทในปีแรก ก่อนพาสู่กำไร 8 ล้านบาทได้ในปี 2568 พร้อมขยายพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อขายฝากและเช่าซื้อแบรนด์เนมได้สูงถึง 200 ล้านบาท และในปี 2569 นี้กับแผนขยายพอร์ตฯ 400 ล้านบาท หรือเติบโต 100% จากความสำเร็จนี้ Alternate-X มองว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยต่อการทำธุรกิจที่เรียกว่านวัตกรรมทางการเงินผ่านสินเชื่อแปลงแบรนด์เนมให้กลายเป็นทุน ผ่านบทสัมภาษณ์ ‘ปพน นมัสภากร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้กอตั้งบริษัทแบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) มาบอกเล่าที่มาและแผนพาไปสู่พอร์ตฯสินเชื่อ 1,000 ล้านบาทในปี 2570 ธุรกิจที่เกิดจากการตั้งคำถาม ‘ปพน’ ย้อนจุดเริ่มต้นธุรกิจ แบรนด์เนม มันนี่ มาจากสองสามส่วนประกอบกัน ทั้งความชอบส่วนตัว การสะสมนาฬิกาหรูที่ผ่าน(ข้อ)มือมาแล้วนับไม่นับถ้วน ที่นำมาสู่การเป็น ‘เซียน’ เมื่อดูปุ๊ปแล้วรู้ปั๊บ ด้วยสามารถตีราคาของ ‘ได้แม่นยำ ที่ต่อมาขยายไปสู่ธุรกิจ ‘Trading’ ซื้อขายเปลี่ยนมือนาฬิกาแบรนด์หรูที่เป็นรู้จักกันดีในแวดวงตลาดเฉพาะกลุ่ม “แพสชั่นแรกเลย คือในตอนเด็กได้รู้จักกับ ‘แท็ก ฮอยเออร์’ (TAG Heuer) แบรนด์นาฬิกาสปอร์ตหรูสัญชาติสวิสที่คุณพ่อซื้อให้ ซึ่งในยุคนั้นต้องบอกว่าการได้ ‘แท็ก ฮอยเออร์’ มาครอบครองในช่วงหลายสิบปีก่อน เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและประทับใจมากๆ และนำไปสู่ความหลงไหลที่มีต่อลักซูรีแบรนด์เนมในเวลาต่อมา” นอกจากการได้ใช้ความชอบที่มีต่อนาฬิกาหรูเพื่อเก็บสะสมและเปลี่ยนมือ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไหล่รถมาได้ระยะหนึ่ง จากนั้น ‘ปพน’ เกิดเสียงในหัวดังขึ้นมาอีกครั้งว่า…ในเมื่อสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี เป็นทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและมีความต้องการสูง แล้วทำไม? ‘คนที่ต้องการ’ จะเป็นเจ้าของเลยในทันทีไม่ได้ ทำไม? ต้องรอก่อนเพื่อเก็บเงินซื้อ แล้วถ้าหากเรามีแบรนด์สะสมเก็บไว้อยู่แต่ต้องการสภาพคล่องในตอนนี้ ยังไม่อยากขาย แล้วจะมีทางเลือกอะไรอื่น ได้อีกบ้าง? …จากคำถามเหล่านี้ที่วนเวียนในหัวของเขา ที่ต่อมาได้กลายเป็นจุดตั้งต้นโอกาสทางธุรกิจให้กับ แบรนด์เนมมันนี่ ในเวลาต่อมา “ในช่วง 50-60 ปีก่อน คนไทยไม่มีเงินสดซื้อบ้าน หรือเมื่อ 40-50 ปีก่อนคนไทยไม่มีเงินสดซื้อรถ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนไทยเข้าถึงได้ทั้งบ้านและรถด้วยระบบสินเชื่อ ซึ่งก็เป็นหลักคิดเดียวกับการเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมให้ง่ายขึ้น ด้วยการมาของแบรนด์เนมมันนี่” วิถีแห่งสถานะทางสังคม ‘ปพน’ บอกว่าแบรนด์เนม มันนี่ เปิดตัวในปี 2567 ในช่วงที่สถานการณ์ทางการตลาดเรียกว่า ‘ถูกจังหวะ’ ในหลายๆ ด้าน ทั้งสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้เกิดความต้องการ ’สภาพคล่อง’ ทางการเงิน เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายบริการผลิตภัณฑ์ ทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง กลุ่มคนรุ่นใหม่ในสายอาชีพอินฟลูเอ็นเซอร์ ครีเอเตอร์ ที่มีกำลังซื้อสูงกลายเป็นกลุ่มมั่งคั่ง หรือ ‘New Money’ ที่เติบโตรวดเร็วกว่าคนรุ่นก่อน ซึ่งต้องการสร้างความเชื่อมั่นทางสังคมในช่องทางโซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น จากจุดนี้เอง ‘เขา’ บอกว่าแบรนด์เนม มันนี่ ได้เข้าไปแก้ ‘Pain Point’ ทั้งสองกลุ่มที่มีแบรนด์เนมลักซูรีอยู่แล้ว และ ในกลุ่มผู้ที่ต้องการสินค้าแบรนด์เนมมาครอบครอง แต่ยังกังวลด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลักแบรนด์เนม มันนี่ ในปัจจุบัน และนำไปสู่ 3 บริการหลักในช่วงแรก ประกอบด้วย ผ่อนไป ใช้ไป (Hire Purchase) รับสินค้าทันที เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย 0.99% ต่อเดือน ดาวน์เริ่มต้น 30-50% ผ่อนสูงสุด 24 เดือน ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้ ผ่อนจบ รับของ (Layaway) เงื่อนไข ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน ล็อคราคาสินค้าที่ชื่นชอบ อนุมัติไวใน 1 ชม. รับสินค้าทันทีเมื่อชำระครบ ขายฝาก & ย้ายค่าย (Sale with Right of Redemption) เงื่อนไข เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน ดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน รับเงินไวใน 1 ชม. เก็บรักษาในตู้เซฟ 1:1 มาตรฐานสากล พอร์ตฯ เช่าซื้อฮีโร่บริการ ‘ปพน’ เสริมว่า ธุรกิจบริการนี้ยังเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในตลาดได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงไดนามิกของเศรษฐกิจอีกด้วย “ในช่วงแรกปี2567 บริการพอร์ตโฟลิโอขายฝากเติบโตสูงสุด แต่หลังจากนั้นในปี 2568 ตลาดเปลี่ยนเป็นบริการเช่าซื้อ ผ่อนไปใช้ไปมีสัดส่วนสูงถึง 70-80% ซึ่งกลายเป็นพอร์ตฯฮีโร่ของแบรนด์เนมมันนี่ในตอนนี้” สำหรับกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี และไฮ-แบรนด์ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ กลุ่มนาฬิกา แบรนด์ต่างๆ Rolex Patek Philippe Richard Mille Audemars Piguet กระเป๋าและแฟชั่น แบรนด์ต่างๆ Hermès Chanel Louis Vuitton Gucci เครื่องประดับ แบรนด์ต่างๆ Bvlgari Cartier Tiffany & Co. “ระดับสินค้าที่ได้รับความนิยมมีตั้งแต่ต่ำสุดราคาหนึ่งหมื่นบาท และสูงสุด 8.5 ล้านบาท” โดยหากแยกเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการแบรนด์เนม มันนี่ ตามอายุแบ่งออกเป็น อายุ 30-40 ปี สัดส่วน 50% อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สัดส่วน 50% อายุต่ำกว่า 20 ปี สัดส่วน 20% กลุ่มอื่น สัดส่วน 10% ขยายพอร์ตฯสู่พันล้านบาท จากแนวโน้มการขยายตัวธุรกิจแบรนด์เนมมันนี่แบบก้าวกระโดด 100% ในปี2568 ที่ผ่านมา ทำให้ ‘ปพน’ ไม่ขอหยุดโอกาสการเติบโตไว้เท่านี้ แต่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ที่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับแบรนด์เนมมันนี่ได้ ทั้งในรูปแบบแหล่งเงินทุนหลายทาง (Source of Funds) และจากกิจการนัน-แบงก์ (Non Bank) ที่สนใจ โดยบริษัทวางเป้าหมายไว้ราว 300-400 ล้านบาท เขาบอกว่า แผนนี้เป็นแนวคิด ‘นำเงินไปต่อเงิน’ เพื่อรองรับความต้องการจากกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเข้ามาเติมอีกในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ด้วยหากแบรนด์เนมมันนี่ มีเงินทุนเข้ามาเติมจะทำให้ธุรกิจติดปีกไปต่อได้จากดีมานด์ในตลาด ปัจจุบันแบรนด์เนม มันนี่ มีพาร์ทเนอร์ร้านค้าแบรนด์เนมมือสองส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการสินเชื่อ จำนวน 70 ราย เพิ่มขึ้นจาก 40 ร้านค้า ส่งผลให้มีโอกาสในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดโครงการ Agent หรือเอเจ้นต์ ‘เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้’ สำหรับผู้ที่รักสินค้าแบรนด์เนมและอยู่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการมีรายได้เสริม เพียงแนะนำลูกค้ามาขอสินเชื่อกับแบรนด์เนมมันนี่ พร้อมให้ค่าตอบแทนให้ ด้วยเช่นกัน แบรนด์เนมมันนี่ ยังเปิดรับร้านค้าพันธมิตรต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาล่าสุดการปล่อนสิยเชื่อแบรนด์เนมมีหนี้เสียเป็น0% ด้วยบริษัทฯ มีความระมัดระวังและเข้มงวดอย่างมาก ขยายบริการ PA สร้างประสบการณ์ลูกค้า สำหรับ ในปี 2569 แบรนด์เนมมันนี่ เปิดบริการใหม่ ‘Personal Assistant’ (PA) รองรับความต้องการด้านประสบการณ์พิเศษด้านต่างๆ ให้กับลูกค้า อาทิ บริการให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการด้านสินเชื่อ โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน และให้บริการถึง Shop หรือร้านค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัว ปพน ย้ำว่า “แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังไม่ดีมากนัก แต่ความต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บุคคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ รวมทั้งซื้อเพื่อเป็นของขวัญของรางวัลให้กับตัวเองและคนที่รัก แต่ลูกค้าอาจไม่ต้องการใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมด จึงมาใช้บริการ” จากแนวทางดังกล่าว ถือเป็นส่วนผสมทางธุรกิจที่ แบรนด์เนม มันนี่ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง เพื่อแก้ทุกปัญให้เข้ากับทุกบริบทของตลาดและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ คือแผนพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ 1,000 ล้านบาทได้เร็วขึ้นภายในปีหน้า พร้อมวางเป้าหมายอนาคตสัดส่วน 1% ในตลาดแบรนด์เนมลักซูรี มูลค่า 2 แสนล้านบาทในไทย จากโอกาสในขณะนี้ที่กลุ่ม LVMH (Moët Hennessy Louis Vuitton) อาณาจักรธุรกิจสินค้าลักซูรีใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) เป็นแบรนด์เรือธง ปักหมุดให้ ‘ประเทศไทย’ เป็นตลาดปลายทางแบรนด์เนมลักซูรี แห่งที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียน ต่อจากญี่ปุ่น และ เกาหลี
ทรู คอร์ปอเรชั่น ขยายสัญญาณรองรับพสกนิกร ร่วมถวายอาลัยเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมผองไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ขยายสัญญาณการสื่อสารรองรับพสกนิกรหลั่งไหลร่วมแสดงความอาลัยตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา อย่างสมพระเกียรติ ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมผองไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์ และร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง โดยดำเนินการขยายและเสริมประสิทธิภาพโครงข่ายสื่อสาร 5G, 4G และ WiFi เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารแก่ประชาชนที่เดินทางไปเฝ้ารับเสด็จและร่วมแสดงความอาลัยตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW (Cell-On-Wheel) เพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้งานบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมตรวจสอบความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายสื่อสารตลอดแนวเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ ตั้งแต่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 4 ถนนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินใน บริเวณหน้าพระลาน เข้าสู่พระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี และพระที่นั่งพิมานรัตยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย รวมถึงการติดต่อสื่อสาร การติดตามข่าวสาร และการใช้งานดิจิทัลต่างๆ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter) ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น พร้อมจัดทีมวิศวกรเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) ซึ่งใช้ระบบ AI ในการบริหารจัดการและตรวจสอบคุณภาพสัญญาณแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลคุณภาพการให้บริการอย่างใกล้ชิด และรองรับการใช้งานของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นดูแลโครงข่ายสื่อสารให้มีความพร้อมสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยและเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ ให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น เรียบร้อย และสมพระเกียรติ ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมร่วมแสดงความจงรักภักดีด้วยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้
แคเรียร์ พลิกโลกแอร์! Beyond X ดีไซน์ไม้จริง Masterpiece หนึ่งเดียวในโลก
แคเรียร์ พลิกประวัติศาสตร์! ส่ง “Beyond X” แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้จริง ระดับ Masterpiece หนึ่งเดียวในโลก บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรายแรกของโลกสัญชาติอเมริกา ภายใต้แบรนด์ แคเรียร์ (Carrier) ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมความเย็น ฉีกทุกกฎเกณฑ์การดีไซน์เครื่องปรับอากาศนวัตกรรมใหม่ ชู 3 คอนเซปต์หลัก “Be Crafted, Be Cool, Be Care มุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นทางการ “แคเรียร์” สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศอีกครั้ง ด้วยการจัดงานเปิดตัวแอร์ระดับ Flagship สุดพรีเมียมรุ่นล่าสุด “Carrier Beyond X” ภายใต้คอนเซปต์งาน “The Masterpiece of Air Conditioner, Value Beyond Expectations” ยกระดับเครื่องปรับอากาศให้เป็นชิ้นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกในบ้าน ทลายทุกข้อจำกัดด้านดีไซน์ด้วยการใช้วัสดุจาก “ไม้จริง” เป็นครั้งแรก มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับซูเปอร์พรีเมียมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นายวรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคเรียร์” คือผู้คิดค้นเครื่องปรับอากาศรายแรกของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 124 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมความเย็นเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แคเรียร์ได้สร้างปรากฏการณ์ด้าน Design & Innovation มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่น Color Smart แอร์ดีไซน์โค้งมนที่สามารถเปลี่ยนหน้ากากลวดลายและสีสันได้จนคว้ารางวัล Product Innovation Awards และตามมาด้วยรุ่น X Inverter Plus ที่ปฏิวัติวงการด้วยแนวคิดแอร์พรีเมียม 5 เฉดสี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ในปีนี้ แคเรียร์พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย “Carrier Beyond X” เครื่องปรับอากาศรุ่น Flagship ที่ทลายทุกขีดจำกัดเดิมๆ โดยหลอมรวมเทคโนโลยีความเย็นและงานดีไซน์ชั้นเลิศเข้าด้วยกันอย่างขั้นสุด ผ่าน 3 แนวคิดหลัก (3 Be Concepts) คือ Be Crafted (ที่สุดแห่งความพิถีพิถัน) ครั้งแรกของโลกกับเครื่องปรับอากาศที่ตัวเครื่องทำจาก “ไม้จริง” โดยผ่านกระบวนการคัดสรรไม้และกรรมวิธีการผลิตอย่างประณีตในทุกขั้นตอน เสมือนชิ้นงานศิลปะล้ำค่าแบบ Custom-made ที่รังสรรค์มาเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ครอบครอง Be Cool (ที่สุดแห่งความเย็นสบายอุ่นใจ) มอบประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกสบายขั้นสูงสุดในการใช้งาน เสริมความมั่นใจยาวนานด้วยการดูแลสุด Exclusive บริการหลังการขายและรับประกันฟรีตลอด 5 ปีเต็ม Be Care (ที่สุดแห่งความใส่ใจเพื่อโลก) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม้จริงที่นำมาใช้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล Certification: PEFC Woods ซึ่งเป็นไม้ที่มาจากผืนป่าปลูกหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเลือกใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิล และยังคงประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด “แคเรียร์” พร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้สัมผัสกับนิยามใหม่ของเครื่องปรับอากาศที่เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่คือชิ้นงานมาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในโลกที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นเพื่อความยั่งยืน กับ Carrier Beyond X แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้ มากกว่าดีไซน์ คือความใส่ใจที่เหนือกว่า” นอกจากไฮไลท์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์พร้อมหนังโฆษณาแล้ว ภายในงานยังได้จัดช่วงพูดคุยสุดพิเศษ Panel Talks โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและเซเลบริตี้ชื่อดังจาก 3 วงการ มาร่วมสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การอยู่อาศัย นวัตกรรม และความยั่งยืนในปัจจุบัน เจาะลึก 3 เทรนด์ใหญ่ ผสานนวัตกรรมและงานดีไซน์แห่งอนาคต คุณภาณุเดช วัฒนสุชาติ (ดุ๊ก) (ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ) ได้เปิดเผยถึงเทรนด์การดีไซน์ในปัจจุบันว่า กำลังมุ่งไปสู่แนวคิด “Eco-Luxury & Nature In” หรือความหรูหราจากธรรมชาติที่จับต้องได้ โดยดึงเอาสัจจะวัสดุอย่างงานไม้จากธรรมชาติมามิกซ์กับความโมเดิร์น ควบคู่ไปกับฟังก์ชันที่ปรับเปลี่ยนได้ตามชีวิตจริง และการแต่งบ้านที่เล่าตัวตนของผู้อยู่อาศัย ซึ่ง Carrier Beyond X สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมพรีเมียมที่เข้ากับการออกแบบทุกสไตล์ได้อย่างลงตัว ทางด้าน คุณพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร (ท็อป) (นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม) ได้แชร์มุมมองในแง่มุมของการรักษ์โลกยุคใหม่ว่า ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือกระบวนการคิดแบบ Circular Design (การออกแบบหมุนเวียน) ตั้งแต่ต้นทาง และเป็นการรักษ์โลกแบบไม่ทรมานตัวเอง เลือกแบรนด์ที่แคร์โลกและมีความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของแคเรียร์นี้ ถือเป็นตัวแทนของความยั่งยืนที่แท้จริง เพราะคิดและพัฒนามาเพื่อช่วยดูแลโลกในระยะยาว ขณะที่ คุณปริญ จิวารุ่งเรือง (คุณเบ้น) นักธุรกิจผู้สร้างสรรค์ Double B Hostel และคาเฟ่ดีไซน์ระดับโลกอย่าง “Bite and Bond” (ตัวแทนมุมมองผู้บริโภคและเจ้าของกิจการ) ได้ร่วมฟันธงถึงปัจจัยในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ว่า “ดีไซน์ต้องมาก่อนเพื่อเปิดประตู และเทคโนโลยีตามมาเพื่อปิดการขาย” งานดีไซน์ที่สวยสะดุดตาจะสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากซื้อในครั้งแรก แต่เทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่ซ่อนอยู่ข้างหลังอย่างกลมกลืน (Seamless) จะเป็นตัวตัดสินให้ผู้บริโภคใช้ในระยะยาว ซึ่งโปรดักต์ที่ชนะใจคนยุคนี้ได้เบ็ดเสร็จ คือโปรดักต์ที่เอาเทคโนโลยีชั้นยอดมาห่อหุ้มด้วยงานดีไซน์ที่สวยงามและคุ้มค่า หลอมรวมสู่ “Carrier Beyond X” ความลงตัวที่ผู้เชี่ยวชาญเลือก แขกรับเชิญทุกท่านต่างยกให้ Carrier Beyond X เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเครื่องปรับอากาศยุคใหม่ ร่วมเปิดประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับ และสัมผัสความสุนทรีย์แห่งดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกที่จะเปลี่ยนบ้านคุณไปตลอดกาลกับ “Carrier Beyond X” ได้แล้ววันนี้ที่ Carrier Experience Space ณ อินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ทาง www.facebook.com/carrierthailand หรือทางเว็บไซต์ www.carrierthailand.com
‘เวลา’ คือ ความลักซูรี ‘สยามซีเพลน’ บินกรุงเทพฯ-หัวหิน 35 นาทีราคาไม่ถึงหมื่น
สยามซีเพลน เปิดเที่ยวบินเช่าเหมาลำกรุงเทพฯ-หัวหิน-พัทยา ราคาไม่ถึงหมื่นบาท ให้การบริหาร จัดการ ‘เวลา’ คือสินทรัพย์ความมั่งคั่งนักเดินทางกลุ่ม HNW ยุคใหม่ เวลาคือลักซูรี (luxury) ใหม่ นักเดินทางกลุ่ม HNW ไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่ซื้อเวลาคืน 35 นาทีแทน 3-4 ชั่วโมงบนถนน ประตูสู่การเดินทางลักซูรี (Accessible luxury) สยามซีเพลน ทำแคมเปญราคา 9,999 บาทจากปกติ 16,414 บาท ย้ำเที่ยวบิรน พรีเมียมที่เข้าถึงได้ เส้นทางหลากหลาย (Multi-Destination) กรุงเทพฯ–หัวหิน–อู่ตะเภา–พัทยา ในทริปเดียว ตอบโจทย์นักกอล์ฟ นักธุรกิจ ที่ต้องการตารางเดินทางยืดหยุ่น ภรตา เสนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์และการตลาด บริษัท สยาม ซีเพลน จำกัด ผู้ให้บริการเครื่องบินทะเล (Seaplane) ระดับลักซูรี กล่าวว่า ‘หัวหิน’ ยังเป็นจุดหมายปลายทางริมทะเลที่มีเสน่ห์และได้รับคววามนิยมของประเทศไทย จากความครบทั้งบรรยากาศ สิ่งอำนวยความสะดวกคุณภาพสูง เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ อาทิ รีสอร์ตริมชายหาด, สนามกอล์ฟชั้นนำ, ร้านอาหารชื่อดัง ศูนย์สุขภาพและเวลเนส รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมพร้อมส่งเสริมการเดินทาง พักผ่อน ท่องเที่ยว ‘หัวหิน’ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ‘Siam Scenic’ แบรนด์ภายใต้สยามซีเพลน ร่วมกับพันธมิตร VR Luxe ให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำระดับพรีเมียม ‘VR Luxe’ ด้วยเครื่องบิน Cessna Grand Caravan 208 EX พร้อมตกแต่งภายในรูปแบบ VIP จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในราคา 9,999 บาทสุทธิ(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน ต่อ 1 ที่นั่ง จากราคาปกติ 16,414 บาท “แคมเปญฯ นี้เพื่อให้การเดินทางระดับลักซูรี เข้าถึงได้สำหรับนักเดินทางทุกกลุ่ม” สำหรับเที่ยวบิน เปิดให้บริการทุกวันศุกร์และวันอาทิตย์ พร้อมออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางช่วงสุดสัปดาห์ (Weekender) ที่ต้องการหลีกหนีความแออัดของการจราจรบนท้องถนน ด้วยระยะเวลาบินเพียง 35 นาทีจากกรุงเทพฯ สู่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จากความร่วมมือกับ VR Luxe ทำให้คงราคาส่งเสริมการขายที่ 9,999 บาทสุทธิไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทั้งลูกค้าประจำและผู้โดยสารใหม่สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมั่นใจ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่หรูหรา คุ้มค่า และประหยัดเวลา ภรตา กล่าวต่อว่า นอกจากเส้นทางกรุงเทพฯ–หัวหินแล้ว Siam Scenic ยังให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อระหว่างหัวหินละสนามบินอู่ตะเภา พร้อมบริการรถลีมูซีนรับส่งตรงสู่จอมเทียนและพัทยา ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการเดินทางที่โดยปกติอาจใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงทางถนน ต่อการเชื่อมโยงสองเมืองชายทะเลสำคัญของประเทศไทยเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางหลายจุดหมายในทริปเดียว นักกอล์ฟ นักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก นอกจากเส้นทางกรุงเทพฯ–หัวหินแล้ว Siam Scenic ยังให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อระหว่างหัวหินและสนามบินอู่ตะเภา พร้อมบริการรถลีมูซีนรับส่งตรงสู่จอมเทียนและพัทยา ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการเดินทางที่โดยปกติอาจใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงทางถนน การเชื่อมโยงสองเมืองชายทะเลสำคัญของประเทศไทยเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางหลายจุดหมายในทริปเดียว นักกอล์ฟ นักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก
แมริออท แตะ1หมื่นโรงแรมทั่วโลก เปิด JW Marriott Ranthambore ย้ำเติบโต
แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ฉลองเปิดโรงแรมครบ 10,000 แห่งทั่วโลก ด้วยการเปิดตัว เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ฉลองเปิดโรงแรมแห่งที่ 10,000 ซึ่งได้แก่ เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) ในประเทศอินเดีย นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญก่อนครบรอบ 100 ปีของบริษัท เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) มีห้องพักรวม 127 ห้อง รวมถึงพูลวิลล่าส่วนตัว ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์ พอร์ทโฟลิโอของโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ชั้นนำของแมริออท ประกอบด้วยโรงแรมเกือบ 700 แห่ง ใน 74 ประเทศและเขตปกครอง โดยแบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) มีโรงแรมมากกว่า 130 แห่งทั่วโลก บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (NASDAQ: MAR) ประกาศเปิดตัวโรงแรมแห่งที่ 10,000 ของบริษัททั่วโลกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของบริษัท ก่อนการก้าวเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี แอนโทนี่ คาปูอาโน (Anthony Capuano) ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “แมริออทเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 99 ปีก่อน จากร้านรูทเบียร์ขนาด 9 ที่นั่ง และวันนี้ได้เติบโตสู่พอร์ทโฟลิโอระดับโลกที่มีโรงแรมกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุม 146 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ และนั่นเกิดขึ้นได้จากความทุ่มเทของทีมงานทั่วโลก รวมถึงความไว้วางใจจากเจ้าของโรงแรมที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์แมริออท” “การได้เฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ผ่านโรงแรมภายใต้แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากแบรนด์นี้ได้รับการตั้งชื่อตาม เจ. วิลลาร์ด แมริออท (J. Willard Marriott) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ซึ่งตัวเขาและ อลิซ เอส. แมริออท (Alice S. Marriott) ได้ร่วมกันสร้างรากฐานอันทรงคุณค่าให้แก่บริษัท ทั้งทางด้านโอกาส การบริการ และนวัตกรรม ซึ่งเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สืบสานงคุณค่านี้ต่อไป” เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงแรมร่วมกับพนักงานและคณะผู้บริหารของบริษัท นำโดย เดวิด แมริออท (David Marriott) ประธานคณะกรรมการบริษัท และ ราจีฟ เมนอน (Rajeev Menon) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC รวมถึง ไนเลช กาดิยา (Nilesh Gadhiya) เจ้าของรีสอร์ท และครอบครัวกาดิยา รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์เพียงไม่กี่นาที พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักซ์ชัวรีท่ามกลางธรรมชาติ ผ่านห้องพักจำนวน 127 ห้อง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทั้งพูลวิลล่าส่วนตัว ห้องพักและห้องสวีท ภายในรีสอร์ทแขกผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมี่ยมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารอินเดียร่วมสมัย เมนูท้องถิ่น ไปจนถึงค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากพืชพรรณท้องถิ่น ปัจจุบัน แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) มีโรงแรมมากกว่า 130 แห่งทั่วโลก และการเปิดตัวครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอโรงแรมระดับลักซ์ชัวรีของแมริออท ซึ่งประกอบด้วย 7 แบรนด์ รวมเกือบ 700 แห่ง ใน 74 ประเทศและเขตปกครอง พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางอันน่าประทับใจในจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการทั่วโลก ขณะที่แมริออทยังคงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลาย บริษัทได้ฉลองการเปิดโรงแรมใหม่ที่น่าสนใจในหลายกลุ่มตลาด ตั้งแต่ระดับมิดสเกล (Midscale) จนถึงระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) ได้แก่ เดอะ เซนต์ รีจิส บูดาเปสต์ (The St. Regis Budapest) เปิดให้บริการในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศฮังการี โรงแรมตั้งอยู่ภายใน Klotild Palace อาคารสถาปัตยกรรมชื่อดังของเมือง พร้อมนำเสนอความหรูหราเหนือกาลเวลา ประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ และบริการระดับโลกของแบรนด์สู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ เดอะ เวสทิน พลาญา บาญาร์ตา ออล-อินคลูซีฟ รีสอร์ท (The Westin Playa Vallarta, an All-Inclusive Resort) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะโรงแรมแบบออลอินคลูซีฟแห่งแรกของแบรนด์เวสทินในประเทศเม็กซิโก รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวบันเดรัส และนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจรที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับประสบการณ์การเดินทางอย่างมีคุณภาพ อาร์ทิก ซูโจว อพาร์ตเมนต์ บาย แมริออท บอนวอย (Artik Suzhou, Apartments by Marriott Bonvoy) เปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมืองประวัติศาสตร์ซูโจว โดยผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมือง สตูดิโอเรส บาย แมริออท กรีนส์โบโร แอร์พอร์ต (StudioRes by Marriott Greensboro Airport) เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม เพียงประมาณหนึ่งปีหลังการลงนามโครงการ โรงแรมสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีโมดูลาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ตอบโจทย์นักเดินทางระยะยาว ###
4 กลุ่มคอนเทนต์มงลง แบรนด์จ้างครีเอเตอร์ สู่ยุคยอดขายสำคัญกว่ายอดฟอลโลเวอร์
IdeasLabs แนะ 7 แนวทาง-4 กลุ่มคอนเทนต์ดาวรุ่งที่ยังดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์ ส่วนในครึ่งปีหลัง 2569 ยังใช้งบอินฟลูฯ มาร์เก็ตติ้ง แต่ขอโฟกัสยอดขายธุรกิจมากกว่ายอดไลก์-แชร์ แบรนด์วัดผลจากยอดขาย ไม่ใช่ยอดไลก์ เศรษฐกิจชะลอทำให้งบการตลาดทุกบาทต้องคุ้มค่า อินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์ ROI ได้มีโอกาสรับงบมากกว่า Micro-Nano Influencer ได้เปรียบ แบรนด์เริ่มกระจายงบไปยังครีเอเตอร์หลายรายแทนการทุ่มให้คนดัง พร้อมใช้ Affiliate Marketing วัดผลการปิดการขายแบบเรียลไทม์ 4 กลุ่มคอนเทนต์ยังดึงงบโฆษณา Foodie • Mom & Kid • Lifestyle • Beauty ยังตอบโจทย์การตัดสินใจซื้อ เพราะเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตจริงและกระตุ้นการซื้อได้ง่าย ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้านอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) และเทคโนโลยี มาร์เก็ตติ้ง (MarTech) สัญชาติไทย กล่าวว่าภาพรวมตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง (Influencer Marketing) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเห็นได้ชัด เน้นทำการตลาดที่คุ้มค่าสูงสุด โดยหันมาโฟกัสการได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน ROI (Return on Investment) มากกกว่าการสร้างการตระหนักรู้ (Awareness) หรือการทุ่มงบเพื่อให้ได้ยอดไลก์ ยอดวิว ที่สูงอีกต่อไป โดยงบประมาณ จะถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ‘คอนเทนต์นั้นสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง’ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่แบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือเมกะ อินฟลูเอ็นเซอร์ (Mega Influencer) ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปเต้นคู่กับสินค้าสนุก ๆ เพื่อสร้างไวรัล “ในยุคนี้ แบรนด์จะเปลี่ยนมาแบ่งงบก้อนนั้นไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์สัญญาร่วม (Affiliate) เพื่อวัดผลว่าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสามารถปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มค่าเงินที่สุด” ธนดล กล่าวต่อว่า จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาความต้องการแบรนด์ยอมควักงบประมาณลงทุนมากที่สุด เรียงลำดับตามความนิยมและการใช้งานจริงใน 4 กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ ดังนี้ กลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) เป็นกลุ่มที่แบรนด์ใช้งบสูงสุด เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่ายที่สุด เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายทำอาหารแจกสูตร ‘เมนูประหยัดทำเองได้ที่บ้าน’ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที กลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) กลุ่มคุณแม่มีอำนาจการตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก เช่น แบรนด์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับระหว่างแบรนด์ตนเองกับทั่วไปให้เห็นประสิทธิภาพจริง ผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ อย่าง Facebook Group Comunity หรือเว็บบอร์ดต่างๆ ก็จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ทันทีเพราะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ใช้งานกลุ่มแฟนคลับที่ชอบไปคอนเสิร์ต ทำคอนเทนต์ ‘ที่นั่งไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น’ โดยใช้กล้องสมาร์ตโฟนถ่ายภาพและคลิปการแสดง เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้กล้องใหญ่ราคาแพงก็มีรูปสวย ๆ ได้ ซูมได้ชัดเจน กลุ่ม Beauty (ความงาม) ที่แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังคงเลือกลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่การรีวิวผลลัพธ์พลีชีพก่อน-หลังใช้จริง จากข้อมูลข้างต้น IdeasLabs แนะนำอินฟลูเอนเซอร์ไทยเร่งปรับบทบาทตัวเอง จากเดิมที่เป็นเพียง ‘คนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว’ (Content Creator) ไปสู่การเป็น ‘คนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์’ (Business Result Driver) โดยมี 7 แนวทางพร้อมตัวอย่างการปรับตัวดังนี้ ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ ไม่ใช่แค่ไวรัล เช่น จากเดิมที่เคยทำคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์เปลี่ยนเป็นทำคลิป ‘แต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท’ พร้อมบอกพิกัดแต่ละชิ้น เพื่อช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น วัดผลได้ชัดเจน (Measurable Results) เมื่อส่งงานให้แบรนด์ ไม่ควรสรุปงานแค่ยอดวิวหรือยอดไลก์ อินฟลูเอนเซอร์ควรสรุปยอด Click-through rate (CTR) จากลิงก์ หรือรายงานยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า หรือ affiliate เพื่อแสดงศักยภาพในการปิดการขาย สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ด้วยการติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามความจริง เช่น ‘ลิปสติกรุ่นนี้สีสวยมากติดทน แต่แอบแห้งนิดหน่อยนะคะ คนปากแห้งต้องทาลิปมันก่อน’ ความจริงใจนี้จะสร้าง Trust ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่ ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ให้เป็น ครีเอเตอร์สามารถใช้ AiChat ช่วยสร้างไอเดียหัวข้อคลิป 10 แบบที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะชอบ หรือใช้ Ai ช่วยวิเคราะห์ด้านดีและที่ควรปรับปรุงหลังจากดูคลิปหรือรูปภาพที่ทำ เพื่อเป็นการรับฟังฟีทแบคก่อนส่งงาน หรือช่วยตรวจคำถูกผิดของแคปชั่นให้ดูมืออาชีพขึ้นได้ กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น ครีเอเตอร์ที่โตมาจาก TikTok ควรนำวิดีโอเดียวกันไปปรับสัดส่วนเพื่อลงใน YouTube Shorts / Facebook Reels และนำรูปนิ่งพร้อมข้อมูลสรุปไปเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8 เพื่อไม่ให้รายได้หายไปหากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งลดการมองเห็น ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น (Flexible Pricing) เช่น จากเดิม คิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว อาจเสนอทางเลือกให้แบรนด์เป็น ‘ค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท + ค่าคอมมิชชัน 10% จากทุกยอดขายที่เกิดขึ้นผ่านลิงก์ Affiliate’ หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิท เพื่อให้แบรนด์ตัดสินใจจ่ายง่ายขึ้น พัฒนาตัวเองสู่การเป็น ‘มืออาชีพ’ โดยเฉพาะการส่งงานตรงเวลาตามตาราง ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลประชากรของผู้ติดตาม (Demographics) ชัดเจน และส่ง “Post-campaign Report” สรุปผลลัพธ์การทำงานส่งให้แบรนด์ตรวจสอบทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดการณ์ว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพหรือราคา และตลาดยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ TikTok หรือ Facebook Reels ในสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างๆ จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ในลักษณะเจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มที่มีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น ธนดล กล่าวว่า ตัวอย่างเทรนด์ครึ่งปีหลัง จะเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาทำแคมเปญในลักษณะ ‘Long-term Partnership’ หรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3 – 6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบมากขึ้น เช่น แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (หรือโปรตีน) ร่วมงานกับครีเอเตอร์สายฟิตเนส/ลดน้ำหนัก เพื่อทำชาเลนจ์ ‘เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน’ โดยให้อินฟลูเอนเซอร์ดื่มสินค้านี้ควบคู่กับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันทุกสัปดาห์ ซึ่งการเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้มีประสิทธิภาพกว่าการรีวิวเพียงคลิปเดียวจบ “ครีเอเตอร์คนใดที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ตัวเลขยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่กุมความได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลังนี้อย่างแน่นอน”
3 แรงหนุน ดันตลาดอาหารเครื่องดื่มปี 2569 แตะ 1.24 ล้านล้านบาท
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ มอง 3 ปัจจัยหนุนตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยปี 2569 มูลค่าแตะ 1.24 ล้านล้านบาท เผยเทรนด์ร้านอาหาร •เทคโนโลยีหลังบ้าน •โซลูชันใหม่เพิ่มกำไรธุรกิจ ในงานแฟร์ FHT ระดับภูมิภาค ท่องเที่ยวฟื้น ดันดีมานด์ร้านอาหารโต นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติกลับมาคึกคัก หนุนการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และบริการอาหารทั่วประเทศ เดลิเวอรี-แอปสั่งอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังเติบโตต่อเนื่อง สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ ช่วยขยายฐานลูกค้า เพิ่มช่องทางขาย และเพิ่มความถี่ในการสั่งซื้อ อาหารพร้อมทาน โตตามวิถีชีวิตเร่งรีบ ผู้บริโภคต้องการความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่ายมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มอาหารพร้อมทานและร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ครองส่วนแบ่งตลาดสูง ‘สุภาภรณ์ อังศรีสุรพร’ ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 (FHT) กล่าวว่า ข้อมูลของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ และ Mordor Intelligence บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำของโลก ระบุธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มไทยในปี 2569 คาดมูลค่าการเติบโต 1.24 ล้านล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลักสนับสนุน คือ ด้านการท่องเที่ยว การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ความนิยมอาหารพร้อมทาน ขณะที่ กลุ่มร้านอาหารที่ให้บริการแบบรวดเร็ว (Quick Service Restaurants : QSR) จะครองส่วนแบ่งตลาดได้สูง เพราะตอบโจทย์ด้านเวลาในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้ม (เทรนด์) ที่น่าสนใจ คือ ร้านอาหารอิสระและสตรีท ฟู้ด (Street Food) ยังเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนสูงถึง 73.78% เมื่อเทียบกับร้านสาขา สะท้อนภาพความหลากหลายของผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย และ 74% ของผู้ประกอบการต้องการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ มากขึ้น ทั้งนี้ จากเทรนด์ดังกล่าว ยังเป็นโอกาสทั้งผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและตลาดอุปกรณ์และโซลูชันสมัยใหม่ ตั้งแต่อุปกรณ์ครัวระดับมืออาชีพที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานหนักได้ต่อเนื่องและอุปกรณ์ทำอาหารขั้นสูง เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพอาหารได้สม่ำเสมอ แม่นยำ ทำให้เตรียมอาหารได้เร็วขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ฟังก์ชันอัตโนมัติหรือโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยให้ทำงานได้เร็ว จัดการหลายขั้นตอนได้พร้อมกัน ประหยัดพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน และระบบเสิร์ฟสมัยใหม่ เช่น POS อัจฉริยะ การสั่งอาหารผ่านมือถือ แอปพลิเคชันและการชำระเงิน “การเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์และระบบธุรกิจที่ทันสมัยให้ธุรกิจร้านอาหาร ยังช่วยให้บริการลูกค้าได้ราบรื่นและรวดเร็วขึ้น ลดความผิดพลาดในการรับออเดอร์ สามารถเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนสต็อกสินค้าและวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้นด้วย” สุภาภรณ์ เสริมว่า สำหรับการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ในปีนี้ ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 บริเวณชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นอีกหนึ่งงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาคสำหรับธุรกิจร้านอาหาร เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันจากระบบหลังบ้าน ที่มีความเร็ว แม่นยำ สะดวกและคุ้มค่าทางธุรกิจ ด้วยอุปกรณ์และโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จากบริษัทชั้นนำของโลกและไทย อาทิ CL Lock •Great System (Thailand) • Jassway (Thailand) • Material World • Newton Food Equipment • Peerapat Technology• Sunmi • VJ International Group ฯลฯ ไฮไลต์ครั้งแรกในโลก นอกจากนี้ ในงานฯ ยังเปิดตัวอุปกรณ์สำหรับธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารครั้งแรกของโลกและของภูมิภาค อาทิ เครื่องซีลสูญญากาศจากอิตาลี Orved ทำได้มากกว่าการเก็บถนอมอาหาร โดยสามารถหมักเนื้อ ดึงรสชาติ แพ็กของเหลว ช่วยยืดอายุอาหารและลดของเสียในครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ Chiere One Biz by TINECO เครื่องปรุงอาหารอัตโนมัติที่รวมการควบคุมอุณหภูมิ การผัด และการจ่ายวัตถุดิบไว้ในเครื่องเดียว Zeoniq ระบบ POS บนคลาวด์ที่ช่วยบริหารการขาย สต๊อกสินค้า ออเดอร์ และข้อมูลธุรกิจแบบครบวงจร MyHotel แพลตฟอร์มบริหารโรงแรมอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทุกแผนกให้เข้าถึงแบบ Real-time พร้อมระบบ IoT ควบคุมไฟและเครื่องปรับอากาศ ช่วยลดค่าไฟได้ถึง 15–20% และยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าพักแบบไร้สัมผัส โดย ภายในงานฯ ยังมีกิจกรรมไฮไลต์ การประชุม สัมมนา การให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมาก
ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้า Employee Experience Awards พัฒนาคน ขับเคลื่อนดิจิทัล HR
ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้ารางวัล Employee Experience Awards อีกครั้ง โชว์ฟอร์มเด่นด้านสร้างการเติบโตให้พนักงาน และทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การบริหารทรัพยากรบุคคล ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้า 2 รางวัลระดับ Gold จากเวที Employee Experience Awards Thailand 2026 (EXA) เป็นเวทีระดับภูมิภาคที่จัดโดย Human Resources Online ประเทศสิงคโปร์ มอบรางวัลให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล สร้างมาตรฐานความเป็นเลิศในอุตสาหกรรม โดยเป็นรางวัลที่มุ่งเน้นเรื่องการสร้างประสบการณ์การทำงานแก่พนักงาน ซึ่งปีนี้ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ได้รับ 2 รางวัล ระดับ Gold ได้แก่ Best Career Development Programme และรางวัล Best HR Digital Transformation Strategy สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่พนักงานฅนไทยน้ำทิพย์ ผ่านกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้ครอบคลุมหลายมิติ ควบคู่กับสร้างเส้นทางอาชีพให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับองค์กร และความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลผสานการดำเนินการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับผลลัพธ์การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความสะดวกสบายในการให้บริการพนักงาน รางวัล Best Career Development Programme ระดับ Gold จากความโดดเด่นในการพัฒนาศักยภาพและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงานอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้และเติบโตผ่านโครงการพัฒนาบุคลากรที่หลากหลาย ทั้งการโค้ช (Coaching) การให้คำปรึกษาและระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling) และการเตรียมความพร้อมด้านทักษะแห่งอนาคต ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการเชื่อมโยงการพัฒนาคนเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจ พร้อมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพสูง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รางวัล Best HR Digital Transformation Strategy ระดับ Gold จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ผ่านระบบ HR “de+” ที่ออกแบบโดยยึดพนักงานเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้พนักงานเข้าถึงบริการและข้อมูลด้านบุคคลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โครงการดังกล่าวผสานการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วทั้งองค์กร พร้อมยกระดับประสบการณ์พนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสนับสนุนการตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก รางวัลนี้สะท้อนถึงการวางรากฐานองค์กรที่พร้อมเติบโตและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีพนักงานเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
‘การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์’ อีกหนึ่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด
มะเร็งระบบเลือด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่หลายคนรู้สึกกังวล ไม่ใช่แค่เพราะความรุนแรงของโรค แต่ยังรวมถึงกระบวนการรักษาที่ซับซ้อน ผลข้างเคียง และความไม่แน่นอนของการกลับมาเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวทางการรักษามะเร็งระบบเลือดได้พัฒนาไปมาก โดยเฉพาะ “การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ “การปลูกถ่ายไขกระดูก” ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสควบคุมโรคในระยะยาว และอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา เฉพาะทางด้านโรคเลือดและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันการรักษาไม่ได้มีเพียงยาเคมีบำบัดเหมือนในอดีต แต่แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากขึ้น เช่น การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด เมื่อคีโมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดได้ดี แต่ยังมีผู้ป่วยบางกลุ่มที่อาจต้องพิจารณาการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำ หรือเป็นโรคกลุ่มความเสี่ยงสูง “มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีผู้ป่วยอยู่ 2 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษา แต่ยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอยู่ หากให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ โอกาสควบคุมโรคระยะยาวจะสูงขึ้นมาก” “ส่วนอีกกลุ่มคือ ผู้ป่วยที่แม้โรคจะสงบแล้ว แต่แพทย์ประเมินว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง หรืออยู่ในระยะลุกลาม อาจพิจารณาปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทันทีหลังควบคุมโรคได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคระยะยาว” ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คือการสร้างระบบเลือดใหม่ หลักการสำคัญของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คือ การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมด ก่อนนำสเต็มเซลล์กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยฟื้นฟูไขกระดูกและระบบเลือดให้กลับมาทำงานอีกครั้ง ปัจจุบัน การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง (Autologous Stem Cell Transplantation) การใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค (Allogeneic Stem Cell Transplantation) ถ้าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนใหญ่จะใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง แต่ถ้าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งโรคอยู่ในไขกระดูกโดยตรง มักจำเป็นต้องใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ดี ปัจจุบันเก็บสเต็มเซลล์ผ่านกระแสเลือดได้แล้ว ในอดีต การปลูกถ่ายไขกระดูกต้องเจาะไขกระดูกจากกระดูกเชิงกราน แต่ปัจจุบันสามารถเก็บสเต็มเซลล์ผ่านทางกระแสเลือดได้ ใช้เวลาในการเก็บสเต็มเซลล์ไม่นาน ข้อดีคือช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวง่ายขึ้น โดยก่อนเก็บสเต็มเซลล์ แพทย์จะให้ยา G-CSF (Granulocyte-Colony Stimulating Factor) เพื่อกระตุ้นให้สเต็มเซลล์ออกจากไขกระดูกเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจึงใช้เครื่องมือเฉพาะทางแยกเก็บสเต็มเซลล์ไว้ เพื่อนำกลับมาใช้หลังจบการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดขนาดสูง นพ.อุดมศักดิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ทีมแพทย์ยังต้องประเมินความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียด ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ไต รวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ “ผู้ป่วยที่มีโรคอย่างเบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ยังสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้ หากควบคุมโรคได้ดี” 100 วันแรก ช่วงสำคัญของการฟื้นตัว หลังการปลูกถ่าย ผู้ป่วยจะเข้าสู่ช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างระบบเม็ดเลือดและภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะช่วง 100 วันแรก ซึ่งต้องเฝ้าระวังการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด “ช่วง 10–14 วันแรก ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำมาก จึงจำเป็นต้องพักในห้องระบบแรงดันบวกที่ควบคุมคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ถึงแม้จะอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันเบา ๆ ได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานบางอย่างได้ตามปกติ หากร่างกายไม่อ่อนเพลียมาก” หลังแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ผู้ป่วยยังต้องระวังการติดเชื้ออีกระยะหนึ่ง เพราะแม้เม็ดเลือดจะกลับมาปกติแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก GVHD ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาค คือ ภาวะ GVHD (Graft-versus-Host Disease) ซึ่งเกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่มองร่างกายผู้ป่วยเป็นสิ่งแปลกปลอมและเข้าไปโจมตี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีทั้งยาป้องกัน ยากดภูมิคุ้มกัน และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ช่วยลดความรุนแรงของภาวะนี้ได้มากขึ้น “เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่จะค่อย ๆ ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับร่างกายของผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดหรือหยุดยากดภูมิได้ในระยะยาว” นพ.อุดมศักดิ์ อธิบายถึงกระบวนการปรับตัวของเซลล์ในร่างกาย CAR-T Cell และภูมิคุ้มกันบำบัด ความหวังใหม่ของการรักษา “นอกจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้ว ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น CAR-T Cell Therapy และ Bispecific T-cell Engagers (BiTEs) ซึ่งเป็นแนวทางการรักษากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)” โดย CAR-T Cell คือ การนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยออกมาปรับแต่งทางพันธุกรรม ให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำมากขึ้น ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ส่วน BiTEs เป็นยาแอนติบอดีที่ช่วยเชื่อมเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความก้าวหน้าทางการแพทย์นี้เอง ทำให้ปัจจุบันผู้ป่วยไม่ได้มีทางเลือกในการรักษามะเร็งเพียงวิธีเดียวอีกต่อไป แต่แพทย์สามารถออกแบบการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากขึ้น ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ยังสามารถกลับไปทำงาน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง”
ซันโทรี่ฯ ใช้ไทยที่แรกในโลก ส่ง ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ ช็อกโกแลตดูไบ’ เกมใหม่น้ำอัดลม Gen Z
เป๊ปซี่ ส่งพลังซ่าแบบขนม ๆ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เจาะไลฟ์สไตล์ GEN Z ‘ไทย’ประเทศแรกของโลก ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เปิดตัว ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ในไทยเป็นตลาดแรกของโลก เจาะอินไซต์ Gen Z ใช้คอนซูเมอร์ อินไซต์ พัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และมักให้รางวัลตัวเองด้วยโมเมนต์แห่งความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน สร้างโอกาสการบริโภคนอกเหนือจากน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม ขยายพอร์ตนวัตกรรมรับตลาด 8.32 หมื่นล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์ Portfolio Expansion ของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค สร้างความแตกต่างในตลาดน้ำอัดลมไทยมูลค่า 83,200 ล้านบาท ปี2569 แม้จะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนซึ่งไม่ใช่ฤดูกาลขายหลักของธุรกิจเครื่องดื่ม แต่ ‘เป๊ปซี่’ ยังเติมสีสันไม่พัก ด้วยพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ ‘Pepsi Treats’ เป๊ปซี่ ทรีทส์ ที่เกิดจากการนำแนวคิด ‘Treatonomics’ ที่คนรุ่นใหม่มองหา ‘Small Wins’ ความสุขเล็ก ๆ รอบตัว สู่การพัฒนาสินค้าเครื่องดื่มรสชาติหวานละมุนจากของหวานยอดนิยมระดับโลก มาเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อสร้างโอกาสการบริโภคเพิ่มนอกเหนือจากการดื่มน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม ในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในปี 2569 มูลค่า 83,200 ล้านบาท อย่างต่อเนื่อง สำหรับ ‘Pepsi Treats’ ยังเป็นพอร์ตฯเครื่องดื่มที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาดในประเทศไทย ที่สร้างจุดเชื่อมโยงแบรนด์เป๊ปซี่ ให้เข้ากับวัฒนธรรมขนมหวานเพื่อมาเติมความสดชื่นระหว่างช่วงเวลา พร้อมสร้างประสบการณ์การดื่มรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากน้ำอัดลมทั่วไป ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เป๊ปซี่ เกาะเทรนด์ ‘Small Win’ ส่ง Pepsi Treats สตรอเบอร์รีแอนด์ครีม เล่นกับใจ GenZ ต่อเรื่องนี้ ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ บอกว่าล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในพอร์ตฯ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เพื่อสร้างสีสันและมิติใหม่ให้กับตลาดเครื่องดื่มไทย ซึ่งต่อยอดหลังเปิดตัวพร้อมทำตลาด ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่น สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม’ ไปก่อนหน้าและได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้นำกลิ่นหอมของช็อกโกแลตและพิสตาชิโอมาผสมผสานกับรสโคล่าและความซ่าแบบเป๊ปซี่ ในสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสมดุลระหว่างความอร่อยและการใส่ใจสุขภาพ พร้อมสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด ‘บ่ายนี้อย่าลืมทรีทส์’ (AFTERNOON TREATS) พร้อมย้ำภาพลักษณ์เป๊ปซี่ ในฐานะแบรนด์ซ่าที่สร้างความแปลกใหม่และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ Gen Z อย่างต่อเนื่อง “บริษัทฯ ใช้คอนซูเมอร์ อินไซต์’ มาพัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีกิจกรรมต่างๆ ซึ่งต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมหยุดพักจากความวุ่นวาย และให้รางวัลตัวเองด้วยโมเมนต์แห่งความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน” ใช้ประสบการณ์นำตลาดเจาะ GenZ ‘ยุทธนา’ กล่าวว่า ซันโทรี่ฯ ยังนำกลยุทธ์ Experience-Led Marketing ผ่านการสร้างประสบการณ์จริงที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ผ่านการตลาดมาสคอท (Mascot Marketing) โดยเปิดตัว ‘สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม และ ช็อกโกแลตดูไบ’ ในรูปแบบ Balloon Stunt ขนาดยักษ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสความน่ารักของคาแรกเตอร์เพื่อนซี้จากเป๊ปซี่ ทรีทส์ อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรม ‘บ่ายนี้อย่าลืมทรีทส์’ พามาสคอต สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม พร้อมเพื่อนใหม่ ช็อกโกแลตดูไบ ออกเดินทางไปยังแลนด์มาร์กและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมิถุนายน เพื่อสร้างสีสันและจุดกระแสบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมชวนผู้บริโภคร่วมค้นหารสชาติใหม่ล่าสุดของ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์’ และเปลี่ยนช่วงพักระหว่างวันเป็น ‘Afternoon Treat Moment’ โมเมนต์แห่งการทรีทส์ตัวเอง ต่อการการเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์สำคัญของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในการขยายพอร์ตโฟลิโอ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อินไซต์และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับกลยุทธ์การใช้ประสบการณ์ผู้บริโภคนำตลาดร่วมกันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงธุรกิจ ‘เป๊ปซี่’ อาจไม่ได้คาดหวังเพียงยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องการขยายโอกาสการบริโภค (Consumption Occasion) ให้เกิดขึ้นในช่วงเวลานอกเหนือจากการดื่มน้ำอัดลมแบบเดิม เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ และรักษาความสดใหม่ในสายตาผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา จากในช่วงนี้ แม้จะเข้าหน้าฝนซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ใช่ฤดูกาลขายหลักของตลาดเครื่องดื่ม แต่การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Pepsi Treats ออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เป๊ปซี่ยังคงสร้างบทสนทนากับผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี พร้อมกระตุ้นการทดลองสินค้าใหม่ และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากเซ็กเมนต์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์มากกว่าการแข่งขันด้านรสชาติน้ำอัดลมแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะ 5 ทริคดูแลสุขภาพดีคู่วินัยการเงินผ่านบัตรเครดิต
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บอก 5 วิธีใช้บัตรเครดิตดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและการเงิน ในยุค Longevity ตั้งแต่ ตรวจสุขภาพ วางแผนค่ารักษาพยาบาล ทำประกันสุขภาพ ควบคู่กับความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ทุกวันนี้ ‘Longevity’ หรือแนวคิดการมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และยังใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพในทุกช่วงวัย นับเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตามในวันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การดูแลสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทำแต่ไม่มั่นใจว่าจะ ‘จ่ายไหว’ หรือเปล่า เพราะค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลมักจะหมายถึงเงินก้อนใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่า ‘บัตรเครดิต’ นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่อาจมีบทบาทในการช่วยให้คุณบริหารการใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้อย่างคาดไม่ถึงเพราะหากรู้จักใช้บัตรเครดิตให้ถูกวิธี สิทธิประโยชน์บัตรหลายๆ ด้าน สามารถช่วยคุณดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จึงอยากเผย 5 เคล็ดลับการใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพอย่างฉลาดและคุ้มค่าด้วยบัตรเครดิต รู้จักร่างกายตัวเองก่อนจะเกิดปัญหาสุขภาพ : หนึ่งในความเสี่ยงที่มองไม่เห็นคือ “ต้นทุนสุขภาพที่เกิดจากการรอ” หลายคนเลื่อนการตรวจหรือรักษาเพราะยังไม่พร้อมจ่าย แต่ในความเป็นจริงการชะลอการดูแลตัวเองอาจทำให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ สุดท้ายต้องใช้เงินมากกว่าเดิมหลายเท่า การตรวจสุขภาพประจำปีหรือการตรวจเชิงลึกตามช่วงวัยคือกุญแจสำคัญของการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพ สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่มาพร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษหรือโปรโมชันเฉพาะกลุ่มช่วยให้การเช็กสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงการดูแลที่จำเป็นได้ทันเวลา เปรียบได้กับการลงทุนเพื่อการป้องกันเพื่อเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในอนาคตทั้งในด้านสุขภาพและชีวิต บัตรเครดิตตัวช่วยสุขภาพเมื่อยามฉุกเฉิน : ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมักมาในรูปแบบเงินก้อนใหญ่โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงต่าง ๆ หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน บัตรเครดิตสามารถช่วยคุณบริหารค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อย่างมีระบบโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแผนผ่อนชำระ ซึ่งปัจจุบันบัตรเครดิตต่าง ๆ มักจะมีแผนผ่อนชำระทั้งแบบ 0% หรือแบบมีดอกเบี้ยให้เลือกซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ช่วยให้คุณสามารถวางแผนบริหารการใช้จ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพ : การทำประกันสุขภาพนับเป็นอีกตัวช่วยที่ไม่เพียงสร้างความอุ่นใจแต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกี่ยวกับสุขภาพและทำให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว การชำระค่าเบี้ยประกันสุขภาพด้วยบัตรเครดิตนับว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทางเลือกในการผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น รับเครดิตเงินคืน, คะแนนสะสม หรือส่วนลดต่าง ๆ รวมทั้งยังเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินและภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้จ่ายอย่างมีสไตล์เพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในระยะยาว : หากไม่ต้องการเสียเงินก้อนใหญ่กับค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย วิธีป้องกันก็คือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกาย ใจ และสมดุลการใช้ชีวิต ควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมและสร้างวินัยในการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกายและช่วงวัย, การดูแลอาหารการกินเพื่อสุขภาพ, การดูแลสุขภาพกายและใจด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โยคะ พิลาทิส สปา ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพจิต รวมทั้งการแบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด ซึ่งปัจจุบันบางบัตรเครดิตก็มอบสิทธิพิเศษ เช่น ส่วนลด, คะแนนสะสม, เครดิตเงินคืน หรือการแบ่งชำระ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้บริการเหล่านี้และช่วยให้เราสามารถวางแผนการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์รักสุขภาพได้อย่างเหมาะสม สร้างวินัยการเงินพร้อมกับวินัยในการดูแลสุขภาพ : คุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มาจากการมีเงินอย่างเดียวแต่คือความสามารถในการดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดทั้งในมิติของสุขภาพและการเงินซึ่งช่วยให้คุณสามารถรักษาสมดุลระหว่างร่างกายและการเงินได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้สินที่จะตามมา สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับสุขภาพทางการเงินที่ดี ก็คือ การรักษาวินัยทั้งในการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน, การแบ่งเวลาออกกำลังกายและพักผ่อน รวมทั้งบริหารความเครียดอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว แม้บัตรเครดิตจะมีสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าหลายอย่างและช่วยให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจ เคล็ดลับการใช้บัตรเครดิต คือ ต้องใช้อย่างมีวินัย คือ วางแผนก่อนใช้-จ่ายคืนตรงเวลา-และใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างทั้งวินัยทางการเงินทางการเงินที่ดีควบคู่ไปกับวินัยในการดูแลตัวเองไปพร้อมกัน
ไอคอนสยาม โตสวนเศรษฐกิจ ทราฟฟิกพุ่ง 15% อัดโปรกลางปี ลด 80%
ไอคอนสยาม เผยความสำเร็จ 5 เดือนแรก ทราฟฟิกเพิ่ม 15% จัดโปรแรงฉลองกลางปีกับ “BIG BANG SALE 2026” แจกรางวัลรวม 10 ล้าน ลดสูงสุด 80% ไอคอนสยาม ฉลองความสำเร็จตอกย้ำเป็น Global Experiential Destination ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เผย 5 เดือนแรก มียอดทราฟฟิกสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 15% แม้เผชิญสถานการณ์ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เดินหน้าจัดโปรแรงฉลองกลางปีกับแคมเปญใหญ่ “ICONSIAM BIG BANG SALE 2026” ภายใต้แนวคิด “คุ้มเลเวลอัป 6 ต่อ ช็อปรับเกินคุ้ม” ใช้กลยุทธ์หลัก เข้าใจอินไซต์ลูกค้า นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงความต้องการ พร้อมเพิ่มความคุ้มค่าให้ชีวิตประจำวัน โดยจับมือพันธมิตรร้านค้าภายในศูนย์ มอบส่วนลดสูงสุดถึง 80% และOn Top แจกรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท มั่นใจดันยอดขายกลางปีสูงขึ้นกว่า 20% รายการพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ติดตามรายละเอียดของรางวัลได้จาก https://www.facebook.com/share/p/1Z7qR1X3MC/ ความสำเร็จดังกล่าวได้รับแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มลูกค้าชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเด็ก ซึ่งมีการใช้เวลาและใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยี่ยมชมไอคอนสยามยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องใน 5 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สูงขึ้นถึง 15% โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน สะท้อนบทบาทของไอคอนสยามในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียง “ส่วนลด” แต่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่ารวม” (Value for Money) ของการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ ความสะดวก และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการ ไปสู่การตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้น “การทำโปรโมชั่นในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของ Discount เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้าง Value Return ให้ลูกค้าได้จริง ทั้งในรูปแบบของรีวอร์ด สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน BIG BANG SALE 2026 จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘คุ้มเลเวลอัป’ เพื่อทำให้ทุกยอดใช้จ่ายคืนกลับมาเป็นคุณค่าในหลายมิติ” สำหรับ “ICONSIAM BIG BANG SALE 2026” สมาชิก ONESIAM จะได้รับสิทธิประโยชน์แบบ “คุ้มเลเวลอัป 6 ต่อ” ครอบคลุมทั้งส่วนลดสูงสุด 80% การรับคืน SIAM Gift Card สูงสุดกว่า 13,850 บาทต่อวัน พร้อม ONESIAM COINS 13,850 COINS เพิ่มเติม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกใหม่ นักช็อปสายรีวอร์ด และข้อเสนอร่วมกับบัตรเครดิต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย มากกว่าการเป็นแคมเปญส่งเสริมการขาย BIG BANG SALE 2026 ยังสะท้อนบทบาทของไอคอนสยามและไอซีเอสในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจค้าปลีกและการท่องเที่ยวช่วงกลางปี ผ่านการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคไทยและนักท่องเที่ยวออกมาจับจ่ายมากขึ้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งนี้ ICONSIAM BIG BANG SALE 2026 เป็นแคมเปญโปรโมชั่นที่มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก ONESIAM ได้สัมผัสประสบการณ์แบบเลเวลอัปผ่านสิทธิประโยชน์ที่ทวีความคุ้มค่าขึ้นเรื่อย ๆ มอบความคุ้มให้กับสมาชิก ONESIAM ถึง 6 ต่อ ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ต่อที่ 1: เลือกช็อปสินค้าลดราคาพิเศษ สูงสุด 80% จากร้านค้าที่ร่วมรายการ ภายในไอคอนสยาม ต่อที่ 2: สมาชิก ONESIAM ช็อปเพลิน รับคืนเกินคุ้มสูงสุดกว่า 13,850 บาท/วัน และรับเพิ่ม 13,850 ONESIAM COINS เพียงรวบรวมใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ตามยอดที่กำหนด รับสิทธิ์แลกของรางวัลสำหรับนำไปใช้โดยไม่มีขั้นต่ำ ดังนี้ • ช็อปสินค้าครบ 3,000 บาทขึ้นไป แลกรับ Lotus’s Privé Gift Card มูลค่า 100 บาท หรือ เลือกรับ 1 เมนู (จากร้านค้าที่ร่วมรายการ) และรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน • ช็อปสินค้าครบ 9,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 250 บาท จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน และรับเพิ่ม 250 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน • ช็อปสินค้าครบ 45,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 1,500 บาท จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน และรับเพิ่ม 1,500 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน • ช็อปสินค้าครบ 250,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 12,000 บาท จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน และรับเพิ่ม 12,000 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน ต่อที่ 3: สิทธิพิเศษสำหรับ 3 สุดยอดนักช็อปที่เป็นสมาชิก ONESIAM รับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 100,000 บาท (ไม่มีขั้นต่ำในการใช้) ลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญ และสะสมยอดใช้จ่ายภายในวันที่ใช้จ่ายที่ไอคอนสยาม, สยาม ทาคาชิมายะ สูงสุดตลอดระยะโปรโมชั่น ยอดช็อปสะสมขั้นต่ำ 3,000,000 บาทขึ้นไป เฉพาะร้านค้า Luxury ที่ร่วมรายการ แลกรับ SIAM GIFT CARD สำหรับใช้ที่ร้านค้า Luxury ที่ร่วมรายการ มูลค่า 100,000 บาท ไม่มีขั้นต่ำในการใช้ ต่อที่ 4: สำหรับลูกค้าใหม่ที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิก ONESIAM บน ONESIAM SuperApp และรวบรวมใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD สำหรับรับประทานอาหาร มูลค่า 200 บาท จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกใหม่/ตลอดรายการ และจำกัด 2,000สิทธิ์ ตลอดรายการ ต่อที่ 5: ICONSIAM & ICS Shop & Snap บน ONESIAM SuperApp และสะสมยอดภายในวันที่ใช้จ่าย (ได้ทุกช่องทาง) จากร้านค้าและร้านอาหารที่ร่วมรายการในไอคอนสยาม ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะและไอซีเอส สมาชิกที่สะสมยอดจำนวนใบเสร็จสูงสุด 60 ท่านแรก (ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ) รับ ONESIAM COIN รวม 1,000,000 ONESIAM COINS ต่อที่ 6: แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือ แบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อบัตร SIAM Gift Card มูลค่า 10,000 บาท *เงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ไอคอนสยาม ด้าน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) จัดแคมเปญ “ICS BIG BANG SALE 2026” มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก ONESIAM แสดงใบเสร็จภายในไอซีเอส แลกรับของรางวัลมูลค่ารวมสูงสุดกว่า 600 บาทต่อวัน พร้อม ONESIAM COINS 600 COINS ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ต่อที่ 1: เลือกช็อปสินค้าราคาพิเศษ ลดสูงสุด 80% จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอซีเอส ต่อที่ 2: ซื้อสินค้า บริการ และรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ครบตามเงื่อนไขที่กำหนด แลกรับของรางวัลสุดคุ้มแบบไม่มีขั้นต่ำในการใช้ • รวบรวมใบเสร็จครบ 1,000 บาทขึ้นไป แลกรับ Lotus’s Privé Gift Card มูลค่า 100 บาท สำหรับใช้ที่ Lotus’s Privé ชั้น B1 สาขาไอซีเอส และรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS จำกัด 1 สิทธิ์ /สมาชิก /ขั้นการซื้อ /วัน • รวบรวมใบเสร็จครบ 5,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 500 บาท และรับเพิ่ม 500 ONESIAM COINS จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิก /ขั้นการซื้อ /วัน • พิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ รับเพิ่ม Lotus’s Privé มูลค่า 100 บาท จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิก / ตลอดรายการ จำกัด 200สิทธิ์ ตลอดรายการ ต่อที่ 3: สมาชิก ONESIAM ที่สะสมยอดจำนวนใบเสร็จสูงสุด 60 ท่านแรก (ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ) รับ ONESIAM COIN รวม 1,000,000 ONESIAM COINS *เงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ไอซีเอส ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีก แคมเปญนี้ไม่เพียงมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงกลางปี แต่ยังสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่ใช้ Loyalty Ecosystem และ Data-driven Experience เป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามและไอซีเอสในฐานะ Global Experiential Destination ที่สามารถดึงดูดทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ร่วมสัมผัสประสบการณ์ช็อปปิ้งสุดคุ้มแห่งปี กับ “ICONSIAM & ICS BIG BANG SALE 2026” ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ พร้อมสิทธิประโยชน์แบบ “คุ้มเลเวลอัป 6 ต่อ” และรางวัลรวมมูลค่าสูงสุดที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับทุกการใช้จ่ายให้คุ้มค่ากว่าที่เคย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ Facebook: ICONSIAM และ Facebook: ICS #####
ทรู ผนึกตำรวจ ทลายแก๊งลักสายไฟสถานีฐาน รวบ 5 ผู้ต้องหา
ทรูร่วมตำรวจทลายขบวนการลักตัดสายไฟสถานีฐานมือถือ รวบ 5 ผู้ต้องหา ชี้เป็นภัยเงียบกระทบโครงข่ายสื่อสารและประชาชน ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งเบาะแสและร่วมสนับสนุนข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามเครือข่ายลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์สถานีฐานโทรศัพท์มือถือที่ก่อเหตุในหลายจังหวัด หลังเกิดเหตุลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์สถานีฐานโทรศัพท์มือถือในหลายจังหวัด ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการสื่อสารของประชาชนในบางพื้นที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจนสามารถขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและขยายผลสู่เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงข่ายโทรคมนาคมและสถานีฐานโทรศัพท์มือถือถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญของประเทศ การลักตัดสายไฟหรือขโมยอุปกรณ์จึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสื่อสาร การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้ในชีวิตประจำวัน ทรูให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว และพร้อมทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการป้องกัน ติดตาม และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง” ที่ผ่านมา ทรูตรวจพบเหตุลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์ภายในสถานีฐานโทรศัพท์มือถือในหลายจังหวัด อาทิ นครราชสีมา นครปฐม ระยอง และพื้นที่อื่นๆ โดยความเสียหายดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้บริการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเข้าถึงบริการดิจิทัลต่างๆ จากการติดตามข้อมูลและรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทรูได้แจ้งเบาะแสและประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งมอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนต่อ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำไปสู่การขยายผลติดตามเครือข่ายผู้ก่อเหตุ ภายหลังการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับและเข้าปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 5 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ และขยายผลตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามกระบวนการทางกฎหมาย การลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์สถานีฐานโทรศัพท์มือถือถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าความเสียหายด้านทรัพย์สินของผู้ประกอบการ เนื่องจากสถานีฐานโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ ซึ่งรองรับการโทรศัพท์ การใช้งานอินเทอร์เน็ต การติดต่อเหตุฉุกเฉิน การทำธุรกรรมออนไลน์ การเรียน การทำงาน และบริการดิจิทัลต่างๆ ที่ประชาชนพึ่งพาในชีวิตประจำวัน ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และติดตามผู้กระทำความผิด เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของโครงข่ายโทรคมนาคม และสร้างความต่อเนื่องในการให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ทรูขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นหรือมีข้อมูลบุคคล หรือกลุ่มต้องสงสัยที่ดำเนินการตัดสายไฟ และลักลอบขโมยอุปกรณ์หรือสถานีฐานโทรศัพท์มือถือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่สำคัญของประเทศ
ไทยเร่งเครื่อง AI for All ปั้นฮับ AI Living แห่งอาเซียน
ไทยก้าวสู่ศูนย์กลาง AI Living แห่งอาเซียน ในงาน Global Telecom AIoT Summit 2026 ผู้นำอุตสาหกรรมผนึกกำลังภายใต้แนวคิด “AI for All” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม AI Living ของภูมิภาค งาน Global Telecom AIoT Summit 2026 จัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้นำจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก นักวิชาการ และพันธมิตรในระบบนิเวศ AIoT เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ที่กำลังพลิกโฉมอนาคตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และบริการดิจิทัล ภายใต้แนวคิด “AI for All” งานประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) บริษัท T3 Technology และ Tuya Smart โดยมุ่งเน้นการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านการใช้ชีวิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมนำเสนอการประยุกต์ใช้ AIoT ในภาคครัวเรือน ธุรกิจ อาคารอัจฉริยะ และเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อสัญญาณอีกต่อไป โดย AI และ IoT กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุม และสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ต่อมา นาย Nick Wang ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ T3 Technology และรองนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้กล่าวเปิดงาน พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้าน AI Living โดยเน้นย้ำว่าคุณค่าที่แท้จริงของ AIoT ไม่ได้อยู่ที่การเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำให้บ้านและบริการต่าง ๆ สามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน ตอบสนองได้อย่างชาญฉลาด และสร้างคุณค่าในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง ด้านนาย Leo Chen ประธานบริษัท Tuya Smart กล่าวถึงความสำคัญของแพลตฟอร์ม AI Cloud แบบเปิดและระบบนิเวศนักพัฒนาระดับโลก ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการพัฒนา AIoT และสนับสนุนให้แบรนด์ ผู้ให้บริการ และนักพัฒนาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชันอัจฉริยะได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนา AIoT ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มีความเป็นธรรม ปลอดภัย และเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม พร้อมระบุว่าเมื่อ AI ขยายบทบาทสู่ภาคครัวเรือน ธุรกิจ การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเมืองอัจฉริยะ การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ภายในงานยังมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการของ Global Telecom AIoT Summit 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชนในการเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม AIoT ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงเช้า นาย Leo Yu ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร T3 Technology ได้นำเสนอหัวข้อ “T3 AIoT: Building the AI Living Infrastructure for Operators” โดยอธิบายแนวทางที่ T3 สนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการต่อยอดจากธุรกิจเชื่อมต่อสัญญาณสู่การเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตอัจฉริยะ ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน AI Living Infrastructure ที่ครอบคลุม AI Home อุปกรณ์อัจฉริยะ AI Agent และบริการดิจิทัลด้านไลฟ์สไตล์ ขณะที่นาย Will Yu หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ของ Tuya Smart ได้นำเสนอการบูรณาการระหว่าง Generative AI, Edge Intelligence และอุปกรณ์อัจฉริยะ เพื่อยกระดับอุปกรณ์ภายในบ้านให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ตอบสนองเชิงรุก สร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบนิเวศ AIoT นอกจากนี้ งานยังได้รับเกียรติจากนาย Julian Gorman หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ GSMA ซึ่งร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพของ 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอัจฉริยะสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ SME รวมถึงศาสตราจารย์ Wu Sai จากมหาวิทยาลัย Zhejiang ที่นำเสนอแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมระบบ AIoT และ Edge Intelligence ในเชิงวิชาการ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากประเทศไทยและภูมิภาคร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจของ AIoT ได้แก่ นายณัฐวิทย์ สุริตติกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) นายเอกลักษณ์ ประเสริฐแก้ว จาก AIS และนายพัชร วันทองคำ จาก True ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศ AIoT และแพลตฟอร์ม Digital Home เพื่อยกระดับประสบการณ์บ้านอัจฉริยะยุคใหม่ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง True, VNPT, T3 Technology และ Tuya Smart เพื่อผลักดันการนำ Hey Ami เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการพัฒนา AI Home และระบบนิเวศ AIoT อย่างเป็นรูปธรรม ช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมบูธนวัตกรรม AI ผ่านกิจกรรม AI-Innovation Tour พร้อมรับชมการสาธิตการใช้งานจริงจากนายรัชพล แสงสุริชัย หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ AIoT ของ T3 Technology ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ AIoT ในการควบคุมบ้านอัจฉริยะ การโต้ตอบกับอุปกรณ์อัจฉริยะ และบริการ AI Living ในชีวิตประจำวัน ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “AI-Native Telcos: AI as the New Growth Frontier for Operators” ซึ่งผู้นำอุตสาหกรรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากผู้ให้บริการโครงข่ายสู่แพลตฟอร์มบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมหารือถึงโมเดลธุรกิจใหม่ การพัฒนา AI Home การสร้างความผูกพันกับลูกค้า และความสำคัญของความร่วมมือในระบบนิเวศดิจิทัล นอกจากนี้ ยังมีพิธีเปิดตัว Global Telecom AIoT Promotion Initiative เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยี นักพัฒนา และสถาบันวิจัย ในการเร่งการนำ AIoT ไปใช้และขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของภูมิภาค ในช่วงท้ายของงาน มีการเสวนาหัวข้อ “AI Trust, Security & Governance” และพิธีเปิดตัวความร่วมมือด้าน Thailand Data Security Certification Joint Initiative ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล การพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ และกรอบธรรมาภิบาลที่น่าเชื่อถือ เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI ในทุกมิติของชีวิตและธุรกิจ งาน Global Telecom AIoT Summit 2026 สะท้อนให้เห็นว่า AIoT ไม่ใช่เพียงแนวคิดแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยการรวมพลังของหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม AI ผู้ให้บริการคลาวด์ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรในระบบนิเวศ ได้ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางสำคัญของนวัตกรรม AI Living ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทรู ใช้ 21 ดาวมิชลิน สร้างแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสผ่านมื้ออาหาร
ทรู รังสรรค์ปรากฏการณ์ Dinner Incredible ครั้งประวัติศาสตร์ “TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION” มอบที่สุดประสบการณ์เหนือระดับแก่ลูกค้าทรู ดีแทคคนสำคัญ กับ 12 เชฟมิชลินระดับโลก รวม 21 ดาว สะท้อนภาพแบรนด์ระดับเวิลด์คลาส เมื่อประสบการณ์กลายเป็นหัวใจของแบรนด์ยุคใหม่ ..ทรู ตอกย้ำบทบาทแบรนด์ชั้นนำที่เชื่อมโยงผู้คนสู่ประสบการณ์ระดับโลก ผ่านปรากฏการณ์ Fine Dining ครั้งประวัติศาสตร์ “TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION” การรวมตัวครั้งพิเศษของ 12 เชฟระดับโลก ผู้ครอบครองดาวมิชลินรวม 21 ดาว เพื่อรังสรรค์ค่ำคืน Gastronomy ระดับโลก ภายใต้แนวคิด “The Black Box Edition” ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านวัตถุดิบไทย เกษตรกร ชุมชน วัฒนธรรม และเรื่องราวท้องถิ่น ผสานกับมุมมองสร้างสรรค์และฝีมือของเชฟระดับแนวหน้าจากทั่วโลกอย่างประณีต โดยงานจัดขึ้นโดย บริษัท เดอะ ดิโพลแมท เน็ตเวิร์ค จำกัด ร่วมกับ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับที่หาได้ยากและน่าจดจำแก่ลูกค้าทรู ดีแทคคนสำคัญ สะท้อนวิสัยทัศน์ของทรูในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ก้าวไปไกลกว่าการให้บริการด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและมีคุณค่าในทุกมิติของชีวิต คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู เชื่อว่า ในวันนี้แบรนด์ชั้นนำไม่ได้สร้างความแตกต่างเพียงด้วยสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย สร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสิ่งที่ดีที่สุดได้อย่างแท้จริง TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION จึงเป็นความตั้งใจของทรูในการยกระดับ Customer Experience สู่ระดับโลก ผ่านค่ำคืน Fine Dining สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก 12 เชฟระดับโลก ผู้ครอบครองดาวมิชลินรวม 21 ดาว มอบให้แก่ลูกค้าทรู ดีแทคคนสำคัญ ผู้ไว้วางใจและเติบโตเคียงข้างแบรนด์มาอย่างยาวนาน” “สำหรับทรู การดูแลลูกค้าคนสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบสิทธิพิเศษ แต่คือการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ผ่านโมเมนต์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของทรูใน 3 มิติสำคัญคือ Leadership ความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง World-Class Excellence ความมุ่งมั่นในการนำสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาส่งมอบให้ลูกค้า และ Meaningful Connections หัวใจของแบรนด์ทรูที่เชื่อว่า การเชื่อมต่อที่มีความหมายไม่ได้เกิดขึ้นเพียงผ่านเครือข่าย แต่เกิดขึ้นผ่านผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกัน ซึ่งการจัดงาน Fine Dining ครั้งนี้ เป็นหนึ่งใน Brand Activation ที่สร้าง stylish footprint ให้กับแบรนด์บนเวทีไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม พร้อมย้ำบทบาทของทรูในฐานะ World-Class Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกอย่างมีความหมาย” คุณโอลิเวอร์ กล่าว ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนพลังของการนำความเป็นเลิศระดับโลกมาช่วยยกระดับคุณค่าของประเทศไทย ผ่านอาหาร วัฒนธรรม ผู้คน และวัตถุดิบไทย สู่ประสบการณ์ที่ทั้งทรงพลังและน่าจดจำ โดยมีทรูทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกของเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย “TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ The Crystal Box, Gaysorn Urban Resort ชั้น 19 Gaysorn Tower, Gaysorn Village
ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่ Pride ผ่านศิลปะ สะท้อนความหลากหลายทุกเฉดสีแห่งตัวตน
ไอคอนสยาม ร่วมกับ Queer Art Thailand และศิลปินรับเชิญ ชวนเปิดประตูสู่โลกแห่งความหลากหลาย ในนิทรรศการ ‘Colors of Pride: Unity in Diversity” สาดส่องทุกเฉดสีแห่งตัวตน ชมฟรี! วันนี้ – 21 มิ.ย. 69 ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจด้วยการจับมือกับกลุ่ม Queer Art Thailand พร้อมด้วยกลุ่มศิลปินรับเชิญ เปิดตัวนิทรรศการศิลปะต้อนรับเดือนแห่งความภาคภูมิใจ “Colors of Pride: Unity in Diversity” นิทรรศการร่วมสมัยที่นำเสนอภายใต้แนวคิด “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม” ซึ่งได้รวบรวมผลงานการสร้างสรรค์อันเปี่ยมด้วยความหมายของศิลปิน LGBTQ+ และศิลปินผู้สนับสนุนความหลากหลาย ถ่ายทอดผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และศิลปะร่วมสมัยในหลากหลายรูปแบบ มาจัดแสดงให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและบุคคลทั่วไป เข้าชมฟรี! ตั้งแต่วันที่ 3 – 21 มิถุนายน 2569 นี้ ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม นิทรรศการสร้างสรรค์ในครั้งนี้ ถ่ายทอดมุมมองสะท้อนใจที่ว่า “สี” ไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางสายตา แต่คือภาษาของอัตลักษณ์ ความรู้สึก และเสรีภาพในการมีอยู่ของแต่ละคน พร้อมนำเสนอ Pride ในฐานะสัญลักษณ์ของความหลากหลาย โดยขยายขอบเขตไปสู่การร่วมยินดีในคุณค่า ความเปราะบาง ความกล้าหาญ และการยอมรับซึ่งกันและกัน โดยได้รับเกียรติจาก 7 ศิลปินชื่อดังที่นำมุมมองและประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่าง มาร่วมสร้างบทสนทนาอันลึกซึ้งและร่วมจัดแสดงผลงานศิลปะอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้ ดร.วิชัย อิ่มสุขสม ปลุกชีวิตให้ “Gene Doll” ตุ๊กตาเก่าแก่อายุร่วม 50 ปี ผ่านภาพถ่ายอันทรงพลังที่พาเธอไปโลดแล่นในสถานที่อันหรูหรา กลมกลืนราวกับหญิงสาวที่กำลังเฉลิมฉลองในงานเต้นรำยามค่ำคืน เพื่อคืนชีวิตและสร้างความลงตัวระหว่างอดีตกับปัจจุบัน อ.ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร ส่งต่อผลงานชิ้นไฮไลต์อย่าง Spectrum of Love และ The Lover ใช้ผืนผ้าใบร่วมกับประกายระยิบระยับของกลิตเตอร์ สะท้อนความรักที่ไร้กรอบและข้อจำกัด พร้อมถ่ายทอดนิยามความรักอันบริสุทธิ์ผ่านสัญลักษณ์นกยูงเพศผู้สองตัว และงานเรซินที่สื่อถึงการตระหนักรู้ในคุณค่าของตัวเองอย่างอิสระ ปิยะดา ณ พัทลุง นำเสนอซีรีส์ผลงานสีน้ำมันและอะคริลิกที่หยิบยกเรื่องราวของ “สวนสาธารณะ” มาตีความใหม่ โดยมองว่าสวนสาธารณะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพในเมืองใหญ่ แต่คือพื้นที่ทางใจที่เปิดกว้างให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยได้หยุดพักผ่อน เติมพลัง และเชื่อมโยงความสุขร่วมกันท่ามกลางความวุ่นวาย รองศาสตราจารย์พิเศษ ระพี ลีละสิริ สร้างสรรค์ผลงานภาพวาดดอกไม้เปี่ยมความหมายมงคลแห่งชีวิต สะบัดฝีแปรงผ่านเทคนิคเกรียงระบายสี (Palette knife) และสีน้ำมันอย่างมีเอกลักษณ์ เพื่อส่งต่อพลังงานบวก แรงบันดาลใจ และความสดชื่นแจ่มใสให้กับผู้ชมทุกคนที่ได้มาเยือน SZACK เจ้าของผลงานประติมากรรมสุดเก๋ที่หยิบยก “กล้วย” มาใช้เป็นอุปลักษณ์ในการสำรวจตัวตนของมนุษย์ การปอกเปลือกกล้วยเผยให้เห็นเนื้อใน เปรียบเสมือนการก้าวข้ามกรอบที่สังคมคาดหวัง เพื่อเปิดเผยเนื้อแท้ ความเปราะบาง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอย่างสง่างาม ชญานิษฐ์ ม่วงไทย ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านผลงานชุด “ฉันอยู่ตรงไหน (where I belong)” ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตและสร้างสรรค์ผลงานอยู่ที่บ้าน สะท้อนสภาวะจิตใจแห่งการยอมรับตัวเอง ความอิสระ และความสุขอันอบอุ่นละมุนที่ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ศิริโรจน์ มานะอนุกูล นำเสนองานแนว abstract และสื่อผสมสุดลึกซึ้ง ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตลักษณ์ทางเพศกับรากเหง้าวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อาข่าในสังคมร่วมสมัย โดยหยิบเอาวัสดุพื้นถิ่นอย่างลูกปัด เปลือกไข่ และสีย้อมผ้า มาสร้างสรรค์ร่วมกันเพื่อสื่อสารถึงความทรงจำทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง ไอคอนสยาม ขอเชิญชวนคนรักงานศิลปะและผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ ปลดปล่อยตัวตน และเสพงานศิลป์ฮีลใจในพื้นที่ที่ทุกสีมีความหมาย ทุกอัตลักษณ์มีสิทธิ์ที่จะเปล่งประกายอย่างเท่าเทียม กับนิทรรศการ “Colors of Pride: Unity in Diversity” ตั้งแต่วันนี้ – 21 มิถุนายน 2569 ณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยามสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com
โรบินสันไลฟ์สไตล์ ปลุกกำลังซื้อกลางปี ลดสูงสุด 80% ลุ้นรางวัลกว่า 2 ล้านบาท
โรบินสันไลฟ์สไตล์ ปลุกกำลังซื้อกลางปี จัดแคมเปญ “Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale” ลดใหญ่ทั้งศูนย์ฯ สูงสุด 80% ชวนกิน-ช้อปดีลสุดคุ้มจากกว่า 650 ร้านทั่วประเทศ ลุ้นและรับฟรี! รวมกว่า 2 ล้านบาท ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขา ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อกลางปีจัดแคมเปญใหญ่ “Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale” มหกรรมลดใหญ่กลางปีที่รวมดีลสุดคุ้มจากร้านค้าชั้นนำกว่า 650 ร้านทั่วประเทศ ลดสูงสุด 80% พร้อมมอบสิทธิ์ลุ้นและรับฟรีของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 29 พ.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขา เพื่อชวนลูกค้าออกมาใช้ชีวิต กิน ช้อป และสนุกกับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่ครบครันภายในศูนย์การค้า พร้อมเติมสีสันด้วยกิจกรรมอุ่นเครื่องต้อนรับมหกรรมฟุตบอลระดับโลก ร่วมเฉลิมฉลองโมเมนต์แห่งความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง คุณนุจรีย์ มารัตนะฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “โรบินสันไลฟ์สไตล์มุ่งมั่นพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และไลฟ์สไตล์ในทุกพื้นที่ สำหรับแคมเปญ Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale ในปีนี้ ถือเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า ด้วยการมอบความคุ้มค่าและความสนุก ผ่าน 2 กิจกรรมหลักได้แก่ โปรโมชันสุดพิเศษประจำปี และสปอร์ตอีเวนต์รับกระแสมหกรรมกีฬาระดับโลก World Cup เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักช่วงกลางปี ที่ตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายช้อป กิน แฟชั่น และกีฬา” โดยแคมเปญ ‘Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale’ ปีนี้ จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘GRAND SALE ALERT!’ แท็กทีมกว่า 650 แบรนด์ชั้นนำทั่วประเทศ อัดส่วนลดแรงสูงสุด 80% ครอบคลุมทั้งแฟชั่น ช้อป กิน ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง พร้อมจัดหนักความคุ้ม ลุ้นและรับฟรีของรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ได้แก่ Grand Trophy Hunt กิน-ช้อปสะสมทุก 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ พิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รับสิทธิ์ลุ้น x2 ลุ้นเซ็ตไอที: OPPO Dream Team จำนวน 7 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท ได้แก่ OPPO Find N5, OPPO Reno14 5G, OPPO Pad5 Matte Display Edition 5G, OPPO Watch x2 และ OPPO Pad SE WiFi ลุ้นช้อปฟรี: บัตรของขวัญ Tops มูลค่า 4,000 บาท จำนวน 5 รางวัล รวมมูลค่า 20,000 บาท Grand Victory Rewards เมื่อกิน-ช้อปสะสม 1,500 บาทขึ้นไปต่อวัน รับฟรี! บัตรชมภาพยนตร์ 1 ใบ พร้อมคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำ ระหว่างวันที่ 29 พ.ค. 69 – 12 ก.ค. 69 และ รับฟรี! บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำ ระหว่างวันที่ 13 ก.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 พิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รับเพิ่ม บัตรชมภาพยนตร์ 1 ใบ (จำกัด 25 สิทธิ์ /สาขา, จำกัด 1 สิทธิ์ / หมายเลขบัตรเครดิตตลอดรายการ) Top Spender 15 ท่านแรก สำหรับลูกค้าที่กิน-ช้อปสะสมขั้นต่ำ 20,000 บาทขึ้นไปตลอดแคมเปญ และมียอดใช้จ่ายสะสมสูงสุด 15 ท่านแรก รับ MARSHALL KILBURN III มูลค่ารางวัลละ 14,490 บาท รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท Grand Final Privilege เพิ่มความคุ้มค่าสำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้แก่ กิน-ช้อป สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ บัตรเครดิต ttb รับ Magic Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมจากร้านค้า และร้านอาหาร ครบ 2,000 บาทขึ้นไป / วัน / จำกัด 1 สิทธิ์ (200 บาท) / หมายเลขบัตร / วัน และสูงสุดรวม 5 สิทธิ์ (1,000 บาท) ตลอดรายการ และจำกัดสิทธิ์รวม 600 สิทธิ์ ตลอดรายการ วันที่ 29 พ.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 สิทธิพิเศษเฉพาะ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 200 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรฯ 2,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 200 บาท (จำกัดเครดิตเงินคืนสูงสุด 200 บาท /หมายเลขบัตรเครดิตตลอดรายการ) รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ หมายเหตุ: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี / เงื่อนไขเป็นไปตามธนาคารกำหนด / โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากสื่ออื่นๆ ของธนาคาร นอกจากนี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ยังออนท็อปความคุ้มค่าด้วย ‘7.7 Flash Sale’ ไฮไลท์ห้ามพลาด ‘Champion Food’ อิ่มอร่อยกับเมนูฮิตราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 77 บาท จากร้านดัง อาทิ MK, The Pizza Company, คัตสึยะ, KFC, Auntie Anne’s, Mister Donut, และ Potato Corner ฯลฯ) พร้อมเอาใจสายแฟชั่นด้วย ‘Champion Style’ หั่นราคาสินค้าแบรนด์ดังจาก 999 บาท เหลือเพียง 777 บาท เท่านั้น เฉพาะร้านค้าและสาขาที่ร่วมรายการ (โปรโมชันอาจแตกต่างกันในแต่ละสาขา กรุณาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ณ จุดขาย) ในแคมเปญกลางปีสุดยิ่งใหญ่นี้ ยังได้รับความไว้วางใจจากคุณพาย-ศรัณวุฒิ นิตยสุทธิ และคุณกอล์ฟ-พสธร เลิศสถิตย์วงศ์ ศิลปิน นักแสดงรุ่นใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยม และแก๊งเพื่อนๆ คนรุ่นใหม่ มาร่วมกิน ช้อป และสนุกไปกับความบันเทิงกับร้านค้าต่างๆ ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ยังเนรมิตบรรยากาศภายในศูนย์ฯ ให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Grand Sale Alert” ผสานความตื่นเต้นของเกมกีฬาสู่โลกช้อปปิ้ง ไฮไลต์ห้ามพลาดกับ Photo Spot, พร็อพ 3 มิติสุดอลังการ ทั้งลูกบอลยักษ์และถ้วยรางวัลบนสนามจำลองทั่วศูนย์การค้า เพื่อมอบประสบการณ์ Immersive ช้อปสนุกสะใจทุกย่างก้าวตลอดแคมเปญ พลาดไม่ได้! กับมหกรรมความคุ้มค่าครั้งใหญ่แห่งปี ‘Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale’ จัดเต็มดีลลดสูงสุด 80% ลุ้นรับสิทธิ์พิเศษรวมกว่า 2 ล้านบาท พร้อมสนุกกับกิจกรรมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 ที่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขาทั่วประเทศ
ปลาทู-ดิฐวัฒน์ ขายบ้าน ‘อิสสระ บางนา’หรูแบบไม่ตะโกน แต่ให้ ‘Natuzzi Italia’ เล่าเรื่อง
ชาญอิสสระ คอลแล็บส์ Euro Creation นำ ‘Natuzzi Italia’ เฟอร์นิเจอร์จากอิตาลีมาใช้เต็มหลังเป็นครั้งแรกในไทยสู่ ‘บลูพรินต์’ บ้านอิสสระบางนามูลค่า 120 ล้านบาท ย้ำนิยามไควเอท ลักซูรี ความหรูที่ไม่ต้องตะโกน อีกหนึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของสองแบรนด์ระดับตำนานในไทยและโลก ‘ชาญอิสสระ’ ที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ของไทย และ Natuzzi Italia เฟอร์นิเจอร์ คราฟต์แมนชิป ระดับโลกที่ทั้งสองต่างเป็นองค์กรระดับตำนานอายุกว่า 70 ปี ได้ร่วมเดินสู่โปรเจกต์บลูพรินต์ โครงการ ‘บ้านอิสสระ บางนา’ ต้นแบบเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia ทั้งหลัง แห่งแรกในประเทศไทย ‘สองแบรนด์’ ความบังเอิญที่ลงตัว ดิฐวัฒน์ อิสสระ ‘คุณปลาทู’ ทายาทกลุ่มชาญอิสสระ (CI) ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เล่าจุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่าง CI และ ‘Natuzzi Italia ’ เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ระดับโลก ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความประทับใจแรกพบเมื่อครั้งไปเดินเล่นในงาน Buone Nazioni ประเทศอิตาลี แล้วได้พบกับแบรนด์ Natuzzi Italia ในแบบบังเอิญก็ว่าได้ “ความรู้สึกในตอนนั้น เรารู้ได้ทันทีว่า เป็นแบรนด์ที่ตรงกับสิ่งที่มองหา ทั้งสไตล์การออกแบบที่เรียบ หรู สะอาด จากความที่เป็นงานคราฟต์แมนชิประดับโลก” นอกจากนี้ ยังเป็นแบรนด์ที่สอดคล้องกับสไตลิ่งของคุณแม่ (ศรีวรา อิสสระ) ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดงานดีไซน์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวในหลายๆ ด้าน ที่คุณแม่ให้ความสำคัญและพิถีพิถันในเรื่องการออกแบบต่าง ๆ ซึ่งยังสะท้อนถึงในหลายโครงการของกลุ่มชาญอิสสระมาโดยตลอด รวมถึงในมุมมองส่วนตัวของ ‘คุณปลาทู’ เองในช่วงศึกษาวิศวกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในต่างประเทศ ที่มองเห็นนวัตกรรมกลไกซ่อนฟังก์ชั่นต่างๆ อยู่ในเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi อีกด้วย จากความบังเอิญแรกพบแบรนด์ในครั้งนั้น ที่ต่อมาได้กลายสู่จุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างบ้านอิสสระ บางนา กับ Euro Creation ตัวแทนแบรนด์ Natuzzi Italia ในประเทศไทย หลังการพบปะอย่างไม่เป็นทางการมากนักระหว่างทายาทสองตระกูล ‘ชาญอิสสระ’ และ ‘Natuzzi’ แต่สามารถไฟน์จูนทั้งสองแบรนด์ที่ต่างมีแนวคิดร่วมกันในการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักซูรี (Super Luxury) ที่เน้นความเรียบง่าย ‘น้อยแต่มาก’ สำหรับงานตกแต่งภายใน (Interior Design) เพื่อไม่ให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นในบ้านแข่งกันเอง แต่ ‘ทุกอย่าง’ จะต้องกลมกลืนและส่งเสริมกัน Blueprint หลังแรกบ้านอิสสระ บางนา ‘คุณปลาทู’ บอกว่า บ้านอิสสระ บางนา ยังเป็นโครงการหลังแรกในประเทศไทยที่นำเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia มาใช้เต็มหลัง โดยบ้านต้นแบบ คือ 17A มีขนาดที่ดิน 158 ตารางวา พร้อมรายละเอียด ดังนี้ พื้นที่ใช้สอย 750 ตารางเมตร 5 ห้องนอน 2 ห้องนั่งเล่น และ 2 ห้องสำหรับแม่บ้าน ราคาบ้านหลังละ 150 ล้านบาท หากแยกคำนวณมูลค่าเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia ทั้งหลังอย่างเดียวมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 67 ชิ้น ไม่นับรวมของตกแต่งอื่นๆ โดยราคาเฟอร์นิเจอร์เริ่มต้นที่ 150,000 บาท สำหรับโต๊ะ Coffee Table รุ่น Tempio และสูงสุดที่ 780,000 บาท คอลเล็กชันชุดโซฟา จัดเข้าเซ็ตพิเศษเฉพาะสำหรับยูนิต 17A บ้านอิสสระบางนา ซิกเนเจอร์ Natuzzi Italia นวัตกรรม Wellbeing ขณะที่จุดเด่นของ Natuzzi Italia นอกจากความโดดเด่นด้านดีไซน์ แล้วยังให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมที่คิดค้นร่วมกับสถาบันสรีรศาสตร์ เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่รองรับทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ให้ใช้งานร่วมกันได้ในพื้นที่เดียวกัน โดยซิกเนเจอร์หลักคือโซฟาแบบ Reclining ที่ปรับได้ทั้งนั่งและนอน รองรับการพักผ่อนได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทั้ง Sustainable Polyurethane ที่ไม่มีสารพิษ และหนังวัวจากเยอรมนีที่ผ่านการดูแลผิวเป็นพิเศษ ทำให้แมลงกัดน้อย เนื้อสัมผัสนุ่ม และทนทาน รวมถึงผิวโต๊ะแบบ Satin Glass ที่ทำความสะอาดง่าย สำหรับโครงการ ‘บ้านอิสสระ บางนา’ ที่ร่วมกับเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia ยังเป็นหลังแฟล็กชิปหนึ่งใน 43 ยูนิตของโครงการฯ ซึ่งปัจจุบันทั้งโครงการฯ ขายไปแล้ว 60% เหลือเพียง 11 หลัง รวมที่ดินสำหรับพัฒนาในเฟสอื่นๆได้ตามความต้องการลูกค้า ที่สนใจในอนาคต ขยายสู่โครงการระดับ World Class คุณปลาทู บอกต่อว่า ความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์ชาญอิสสระ และ Natuzzi Italia ยังเป็นโครงการ ‘Blueprint’ ก่อนขยายโมเดลการออกแบบไปยังโครงการระดับเวิลด์คลาส ‘World Class’ อย่าง ศรีพันวา ลากูน (Sri panwa Lagoon) โครงการมิกซ์ยูสระดับอัลตราลักซูรี่ บนพื้นที่กว่า 62 ไร่ พัฒนาโดย บริษัท อิสสระ นพร จำกัด (เครือชาญอิสสระ) ตั้งอยู่ในย่านบางเทา-เชิงทะเล จ.ภูเก็ต บริหารงานโดยแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง ศรีพันวา ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย อย่างไรก็ตามก่อนที่จะไปถึงในเฟสดังกล่าว คุณปลาทู พร้อมทีมยังมีแผนไปเยี่ยมชมโรงงานที่อิตาลี อย่างจริงจังก่อนขยายความร่วมมือในขั้นถัดไป เมื่อความหรูหรามีเหตุผล สุดท้ายแล้ว บ้านอิสสระ บางนา กับความต้องการสื่อถึงนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยระดับ Super Luxury ที่ไม่ต้องตะโกน แต่ให้ความสวย เรียบ หรู ดูมีเหตุผลในทุกอย่าง ทั้งดีไซน์ วัสดุ และฟังก์ชัน ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกที่มีแนวคิดตรงกัน ในราคาที่คุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับจริงๆ นอกจากนี้ ‘คุณปลาทู’ ก็ไม่ลืมที่จะปิดการขายแบบซอฟต์ๆ ด้วยโปรโมชั่นในไตรมาส3 (ก.ค.-ก.ย.2569) ในโครงการบ้านอิสสระ บางนา ต้นแบบหลังนี้ด้วยราคาพิเศษอยู่ที่ 120 ล้านบาท จากราคาปกติอยู่ที่ 150 ล้านบาท
โบนัส สุกี้ เข้ากรุงฯ เปิดเพิ่มสาขา เมกา บางนา รับสายบุฟเฟต์-คุ้มค่า
สิ้นสุดการรอคอย! BONUS SUKI เปิดแล้ววันนี้ที่เมกาบางนา เอาใจสายสุกี้บุฟเฟ่ต์อิ่มคุ้มแบบจัดเต็ม จัดโปรพิเศษ “มา 2 จ่าย 1” ฉลองเปิดร้าน วันที่ 8 – 10 มิ.ย. 69 เท่านั้น ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุก ๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และศูนย์รวมความอร่อยของทุกเจเนอเรชัน ต้อนรับการเปิดตัว BONUS SUKI ร้านสุกี้บุฟเฟต์สุดคุ้มที่ทุกคนรอคอย พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ ณ เมกา พาร์ค (Mega Park) ด้วยดีไซน์ของร้านที่มี 2 ชั้น เป็นแห่งแรก เพิ่มพื้นที่ความอร่อยให้กับลูกค้าทุกท่าน พร้อมจัดเต็มโปรโมชันสุดพิเศษ “บุฟเฟต์ราคา 219 บาท มา 2 จ่าย 1”* ฉลองเปิดร้านใหม่ที่สาขาเมกาบางนาเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 8 – 10 มิ.ย. 69 (จำกัด 100 สิทธิ์ต่อวัน รวม 300 สิทธิ์) BONUS SUKI พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์บุฟเฟต์สุกี้สุดคุ้มที่สายฟู้ดดี้รอคอย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 219 บาทต่อท่าน (*ราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องดื่มรีฟิล ตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย) ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยแบบไม่อั้นนาน 2 ชั่วโมง 15 นาที กับหลากหลายเมนูกว่า 60 รายการ ยกขบวนความอร่อยด้วยวัตถุดิบสุกี้ยอดนิยมอย่างหมูสไลซ์ กุ้งสด ลูกชิ้น และผักสด ไปจนถึงเมนูที่ช่วยเพิ่มสีสันให้มื้ออาหารน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นอย่างกุ้งแก้ว หมูไม้ไผ่ ติ่มซำ และกุ่ยช่ายทอด จับคู่กับน้ำซุปหอมกลมกล่อมและน้ำจิ้มรสเด็ดในสไตล์ที่ถูกใจคนรักสุกี้โดยเฉพาะ ตอบโจทย์ทั้งความอร่อย ความหลากหลาย และความคุ้มค่าในมื้อเดียว สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านสุกี้บุฟเฟต์ที่ให้ทั้งความอร่อย ความสนุก และความคุ้มค่าในบรรยากาศสุดร่มรื่น ปักหมุดมาที่ BONUS SUKI สาขาเมกาบางนา โซนเมกา พาร์ค ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
สูตรลับทำอสังหาฯ ซี.พี.แลนด์ ใช้ศักยภาพเครือซีพี ชิงลูกค้าเงินสด 40%
สูตรเติบโตของซี.พี.แลนด์ ใช้เครือข่ายธุรกิจซีพี ชิงได้เปรียบทำตลาดอสังหาฯเมืองรองเจาะดีมานด์จริงในต่างจังหวัด หลังพบลูกค้ากว่า 40% ยังซื้อบ้านด้วยเงินสดโอกาสใหม่ นอกกรุงเทพฯ ขยายลงทุนหัวเมืองศักยภาพ ซี.พี.แลนด์ เปิดโครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ครอบคลุมขอนแก่น นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ พิษณุโลก และกรุงเทพฯ มองโอกาสจากมิกซ์ยูสและโรงแรม ต่อยอดธุรกิจจากที่อยู่อาศัยสู่โครงการเชิงพาณิชย์มากขึ้น พร้อมศึกษาการพัฒนาโรงแรมในหลายพื้นที่ศักยภาพ ให้ผลตอบแทนระยะยาวเลือกลงทุนในจังหวัดที่มีเศรษฐกิจเติบโตและดีมานด์จริง รับเป้าสร้างผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยราว 7-8% ดํารงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อํานวยการอาวุโส กลุ่มงาน ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท ซี.พี.แลนด์ จํากัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า บริษัทฯ อยู่ในตลาดอสังหาฯ มากว่า 32 ปี พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Residence) ราว 15 ปี มีจำนวน 37 โครงการ ครอบคลุม 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย ในปัจจุบัน โดยแนวทางการพัฒนาโครงการฯ จะพิจารณาทำเลจังหวัดศักยภาพในภาพรวมทั้งเศรษฐกิจจังหวัด (GDP) รายได้ประชากรในจังหวัด และอุตสาหกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด ฯลฯ สอดคล้องกับการเข้ามาลงทุนของกลุ่มซีพีตามนโยบาย ‘นายธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส ซีพี ครอบคลุม 3 ประโยชน์ คือ ประเทศชาติ , ประชาชน และองค์กร สำหรับปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเปิด 5 โครงการที่อยู่อาศัยรวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 โครงการ ในต่างจังหวัด คือ นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ พิษณุโลก และขอนแก่น โดย3จังหวัดแรก ตลาดยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยกลุ่มบ้านเดี่ยว ส่วนขอนแก่น เป็นตลาดคอนโดมิเนียม และ 1 โครงการในกรุงเทพฯ เป็นบ้านเดี่ยว ย่านรามอินทรา จากแผนดังกล่าว ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดอสังหาฯในขณะนี้ ด้วยผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อหันมาลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงการลงทุนจากสินทรัพย์อื่นอย่างทองคำ หรือ ตลาดทุน ที่มีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่สินค้ากลุ่มอสังหาฯ ในภาพรวมให้ผลตอบแทนการลงทุน (Yield) เสถียรกว่า โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมีเนียม มีYield ราว 7-8% ดํารงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ตลาดอสังหาฯในขณะนี้ เป็นของผู้บริโภค ด้วยราคาสินค้ายังใช้ต้นทุนเดิมในการทำตลาด ก่อนที่ในบางโครงการจะปรับราคาขายตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบซัพพลายเชนในช่วงสงครามตะวันออกกลาง เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา “สินค้าราคาเดิมในทำเลศักยภาพ ได้การตอบรับดีเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ซึ่งส่งผลถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมาถึงในปัจจุบันพบว่า กำลังซื้อในต่างจังหวัดสัดส่วนราว 40% มักใช้เงินสด เพื่อความปลอดภัยในการลงทุนสินทรัพย์ มากกว่ากำลังซื้อในกรุงเทพฯ” เจาะภาคกลางตอนล่าง-เหนือตอนบน ล่าสุด ซีพีแลนด์ เปิดโครงการใหม่ในภูมิภาคกลางตอนบน-ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดนครสวรรค์และพิษณุโลก เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์ ‘SŌLVANI’ (โซลวานี) โดยวางตำแหน่งการทำตลาดที่อยู่อาศัยแตกต่างกันตามศักยภาพทั้งด้านทำล ความต้องการอยู่อาศัย ที่สอดคล้องรูปแบบเศรษฐกิจของทั้งสองจังหวัด สำหรับโครงการ โซลวานี นครสวรรค์ (SŌLVANI Nakhon Sawan) ตั้งอยู่บนที่ดิน 48 ไร่ ในอำเภอเมือง ประกอบด้วย จำนวน 201 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้น 52 ตารางวา ราคาตั้งแต่ 6.9 ล้านบาท-17 ล้านบาท ปัจจุบันขายไปแล้ว 23 ยูนิต และจองแล้ว 14 ยูนิต โดยโซลวานี นครสวรรค์ วางกลุ่มเป้าหมายหลัก นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ สอดคล้องกับภาพรวมจังหวัดเศรษฐกิจการค้า ซึ่งเป็นตลาดอสังหาฯ ที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในจังหวัดเหล่านี้ แต่ผู้ซื้อหลายคนไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านที่ไหน แม้ก่อนหน้าจะมีผู้เล่นรายอื่น เข้ามาพัฒนาโครงการฯ อยู่ใกล้แหล่งชุมชน หรือ ศูนย์การค้า แต่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยเชิงคุณภาพ ด้วยมีความพลุกพล่านการจราจรทางเข้าออกโครงการฯ ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อ สำหรับโซลวานี พิษณุโลก (SŌLVANI Phitsanulok) มีขนาดที่ดินราว 34 ไร่ คิดเป็นมูลค่าโครงการราว 700 ล้านบาท จำนวน 128 ยูนิต ขนาดที่ดิน เริ่มต้น 52.0 – 105.7 ตารางวา ราคา 9 ล้านบาท-15 ล้านบาท ขณะที่ โซลวานี พิษณุโลก รองรับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างไปจากหลายจังหวัด โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ จากจำนวนบ้านที่ขายได้แล้ว 14 หลัง พบว่ามีแพทย์เป็นเจ้าของถึง 4-5 หลัง สะท้อนกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงที่ยังมีอยู่ในตลาด นอกจากนี้ บริษัทยังนำแนวคิด Wellness Residence เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการ ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพ (BDMS) พิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโครงการเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร โดยลูกบ้านจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ อาทิ การให้คำปรึกษาทางการแพทย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แพ็กเกจตรวจสุขภาพ วัคซีน และส่วนลดค่ารักษาพยาบาลในราคาพิเศษ ใช้ ‘มาร์เก็ต เซอร์เวย์’ ก่อน ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาโครงการฯของซีพีแลนด์ ในกลุ่มบ้านระดับพรีเมียม ยังมาจากผลสำรวจตลาด (Market Survey) อย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดระดับล่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหาคุณภาพชีวิตมากกว่าการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะการขยายธุรกิจอสังหาฯในจังหวัดพิษณุโลก นอกจากมองเห็นโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัยแล้ว ยังเป็นผลจากความคุ้นเคยพื้นที่ด้วยก่อนหน้านี้บริษัทฯ เคยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้ว 2 โครงการ รวมประมาณ 500 ยูนิต รวมถึงมีอาคารสำนักงานให้เช่าอย่างซีพี ทาวเวอร์ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางการเติบโตของเมืองเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองจังหวัดนครสวรรค์ และ พิษณุโลก จะมีจุดแข็งต่างกัน แต่บริษัทมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจากการขยายตัวของเมืองและการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่พิษณุโลกซึ่งยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำตลาดไม่มากนัก ทำให้การพัฒนาโครงการระดับพรีเมียมสามารถสร้างความแตกต่างได้ชัดเจน จากทิศทางดังกล่าว ยังต่อยอดไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตของกลุ่มซีพี ที่ไม่จำกัดเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย แต่พร้อมมองหาโอกาสในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสและโครงการเชิงพาณิชย์ควบคู่กัน ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ รวมถึงการพัฒนาโรงแรมและที่พัก ซึ่งแม้จะยังไม่มีข้อสรุปด้านแบรนด์และรูปแบบการลงทุน แต่ถือเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการขยายธุรกิจในระยะต่อไปจากแนวทางพัฒนาอสังหาฯริมทรัพย์ในอนาคตแบบครบวงจร ยังเชื่อมโยงกับบริการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนสะท้อนความความแข็งแกร่งระบบนิเวศธุรกิจในเครือซีพี ทั้งด้านค้าปลีก อาหาร สุขภาพ โลจิสติกส์ โทรคมนาคม และอาคารสำนักงาน
อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ขยายสัญญา Green Energy รับดีมานด์อุตสาหกรรม
อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย)” ขยายสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด 5.46 เมกะวัตต์พีค เดินเครื่อง COD ก.ค.2569 นี้ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power ) ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) กับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 เมกะวัตต์พีค (MWp) กำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCP ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม” สำหรับบ้านเรือน, อาคารสำนักงาน และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ และตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2569–2573) ของ บี.กริม เพาเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย 93% ของทุนบริษัทจะทุ่มลงในพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Floating, Rooftop Solar, พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็น ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green พร้อมมุ่งสู่ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 และช่วยสนับสนุนนโยบายของ MCP ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 (Carbon Neutrality 2030) นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า จากสัญญาฉบับแรก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ ด้าน Mr. Katsuaki Nakagawa ประธานบริษัท บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MCP มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MCP ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ MCP มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ MCP แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และอนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน” เกี่ยวกับบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บี.กริม เพาเวอร์ คือบริษัทพลังงานชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก มุ่งมั่นสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี โดยมุ่งเน้นพัฒนาพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงบริการด้านโครงสร้างดิจิทัล เชื่อมโยงโลกสู่อนาคตแห่งพลังงานยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน ในการสร้างคุณค่าให้กับทุกพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสู่องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 เกี่ยวกับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด MCP ในฐานะผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศชั้นนำ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายด้านความยั่งยืนของกลุ่มมิตซูบิชิ อีเล็คทริค โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต พร้อมมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในโรงงานและสำนักงานภายในปีงบประมาณ 2030
เดินเข้า ‘วัตสัน’ จ่ายสินค้าแค่ 40% ครบทั้งงานผิว ผม หน้า ตัว
วัตสันร่วมมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เปิดแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ ลดราคาสินค้าสุขภาพและความงาม ช่วยประหยัดกว่า 60% จ่ายเพียง 40% ครอบคลุมสกินแคร์ เวชสำอาง ของใช้จำเป็น ตั้งแต่วันนี้ถึงกันยายน 2569 หลังรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ นายกรัฐมนตรี เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ในรูปแบบช่วยจ่าย 60/40 อย่างเป็นทางการพร้อมเริ่มให้สแกนระหว่างร้านค้าและประชาชน ไปเมือวันที่ 1. มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา แคมเปญฯ ในรอบนี้ได้การตอบรับจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคอย่างคึกคัก ด้วยหลายอุตสาหกรรมต่างทยอยออกแคมเปญเข้าร่วมเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ พร้อมกับที่ ‘ธุรกิจค้าปลีก’ ขยับตัวรับแคมเปญฯนี้อย่างรวดเร็ว ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก และเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคโดยตรง ขณะที่ ‘วัตสัน’ ประเทศไทย ผู้ให้บริการร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม ทซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2539 หรือกว่า 30 ปี ก็ไม่รอช้า กระโดดร่วมขบวนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ เช่นกัน ล่าสุด วัตสันเปิดตัวแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ มาร่วมแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดยชูจุดขาย ‘ช่วยประหยัดกว่า 60% ลูกค้าจ่ายเพียง 40%’ พร้อมนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเข้าร่วมรายการในราคาพิเศษ ที่ครอบคลุมในกลุ่มต่างๆ อาทิ สกินแคร์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล (ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก สบู่ และแชมพู) นอกจากนี้ วัตสันยังเตรียมหมุนเวียนสินค้าไฮไลต์เข้าร่วมโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านความคุ้มค่า โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าในราคาพิเศษเพียง 40% ของราคาเต็ม ขณะที่ เป้าหมายของแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ คือการช่วยลดภาระค่าครองชีพของคนไทย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่เป็นมิตรมากขึ้น สำหรับ แคมเปญจะจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 ครอบคลุมร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ แนวทางดังกล่าวของวัตสัน เรียกได้ว่าป็นอีกหนึ่งความพยายามของแบรนด์ตเพื่อยืนเคียงข้างผู้บริโภคไทย ช่วยเซฟงบประมาณในกระเป๋า และตอกย้ำบทบาทของวัตสัน ในฐานะร้านค้าปลีกสายซัพพอร์ตคนไทยทั้ง ความงาม และความคุ้มค่า ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในทุกสถานการณ์
สยาม ทาคาชิมายะ ชวนฮีลใจ ผ่านศิลปะ Pop Surreal และเวิร์กชอป
สยาม ทาคาชิมายะ ชวนท่องโลกแห่งอารมณ์ในนิทรรศการ “Sticker Emotion By Malee Naree”ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านศิลปะ Pop Surreal พร้อมเวิร์กชอปเยียวยาใจ วันนี้ – 10 มิ.ย. 2569 บริเวณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ขอเชิญชวนผู้ที่รักในงานศิลปะร่วมสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะรูปแบบใหม่ ในนิทรรศการ “Sticker Emotion By Malee Naree” ผลงานสร้างสรรค์ล่าสุดโดย มาลี นารี (Malee Naree) หรือ วัชรกรนันทน์ ปัญญา ศิลปินร่วมสมัยแนว Pop Surrealism ชื่อดัง จัดแสดงให้ชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 10 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม นิทรรศการ “Sticker Emotion” ในครั้งนี้ นำเสนอผลงานจิตรกรรมรวมทั้งสิ้น 19 ผลงาน ภายใต้แนวคิดที่หยิบยกเอา สติ๊กเกอร์ ตัวการ์ตูน และอีโมจิ ซึ่งเป็นภาษาภาพในวิถีชีวิตยุคดิจิทัลที่ผู้คนใช้ถ่ายทอดอารมณ์อย่างฉับไวและเป็นสากล มาทำหน้าที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง “สัญลักษณ์ของความรู้สึก” กับ “ประสบการณ์ภายในของมนุษย์” โดยศิลปินได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านองค์ประกอบรอบตัวละคร เปรียบเสมือนคลังของอารมณ์ร่วมที่หมุนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งความอ่อนโยน สดใส เปราะบาง และความเปลี่ยนแปลง ทว่าตัวละครศูนย์กลางกลับดำรงอยู่ในภาวะนิ่งสงบ เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เข้ามาหยุดพัก เชื่อมโยง และสนทนากับความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ ผ่านเทคนิคจิตรกรรมที่ละเอียดละเมียดละไม ราวกับอยู่กึ่งกลางระหว่างความฝันและความจริงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เจาะลึก 3 ผลงานไฮไลต์…เมื่อ ‘ความน่ารัก’ ซ่อนความเปราะบางของมนุษย์ยุคดิจิทัล “Brown Bear Emotion” ภาพสะท้อนของมนุษย์ยุคปัจจุบันที่พยายามซ่อนหัวใจไว้ภายใต้รอยยิ้ม ผ่านเรื่องราวของเด็กหญิงผู้เงียบงันท่ามกลางฝูงหมีสีน้ำตาล ดอกไม้ และสัญลักษณ์แห่งความน่ารัก ตัวการ์ตูนเหล่านี้เปรียบเสมือน “เกราะทางอารมณ์” ที่ทั้งปกป้องและซ่อนความเปราะบางภายใน ท่ามกลางโทนสีพาสเทล และบรรยากาศอันอ่อนโยน ผลงานชิ้นนี้จะค่อย ๆ ดึงดูดผู้ชมให้สัมผัสถึงความเงียบ ความเหงา และความรู้สึกแท้จริงที่ไม่ได้ถูกพูดออกมา “Sheep Emotion” ผลงานที่บอกเล่าสภาวะอารมณ์อันซับซ้อนของมนุษย์ร่วมสมัย ผ่านภาพเด็กหญิงผมสีอ่อนท่ามกลางฝูงแกะที่แสดงสีหน้าแตกต่างกัน ทั้งความสุข ความเศร้า ความวิตกกังวล และความสับสน ศิลปินใช้ “แกะ” เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนโยนและการใช้ชีวิตภายใต้แรงกดดันทางสังคม ส่วนใบหน้าที่ซ้ำ ๆ สื่อถึงโลกดิจิทัลที่เราต้องเผชิญกับข้อมูลและการตอบสนองทางอารมณ์ตลอดเวลา แม้ภาพจะดูสดใสปลอดภัย แต่สายตาของเด็กหญิงกลับเต็มไปด้วยการเฝ้ามองอย่างโดดเดี่ยว ซ่อนความเหนื่อยล้าเอาไว้ภายใต้เปลือกนอกที่สวยงาม “The Artist (ศิลปิน)” ภาพแทนจิตวิญญาณของศิลปินในฐานะผู้สร้าง ผู้แบกรับ และผู้ปลดปล่อย ผ่านตัวละครนางฟ้าถือพู่กันและจานสีที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งความเจ็บปวดซึ่งออกมาจากหัวใจ ทว่าปีกที่กางออกและพลังของสีแดงที่โหมกระหน่ำ คือสัญลักษณ์ของการหลอมรวมเลือดเนื้อและจิตวิญญาณเพื่อแปรเปลี่ยนบาดแผลให้กลายเป็นความงาม ทุกฝีแปรงจึงเป็นเหมือนการฉีกโซ่ตรวนออกทีละเส้นเพื่อมุ่งสู่อิสรภาพ กิจกรรมเวิร์กชอปพิเศษ! “Emotion in Color” วาดความรู้สึก…ในแบบของคุณ นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการแล้ว ภายในงานยังมีการร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง มาลี นารี และ BeamArt นักวิจัยและนักออกแบบประสบการณ์ทางอารมณ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดเวิร์กชอปเยียวยาใจที่ผสมผสานการวาดมันดาลา (Mandala) และการระบายสีอะคริลิค ภายใต้แนวคิด Anti-Perfectionism เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมโยงกับตัวตนภายในอย่างแท้จริง วันจัดกิจกรรม: วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569 (รอบเวลา 11:00 น. และ 15:00 น.) ค่าลงทะเบียน: 999 บาท / ท่าน (จำกัดรอบละ 10 ท่านเท่านั้น) ช่องทางการสมัคร: LINE: @SIAMTAKASHIMAYA ร่วมด่ำดิ่งสู่โลกแห่งจินตนาการ และค้นหาพื้นที่สงบภายในจิตใจกับนิทรรศการ “Sticker Emotion By Malee Naree” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-011-7500 หรือ Facebook: SIAM Takashimaya
น้ำมันพืชกุ๊ก ดึง ต้าห์อู๋-ออฟโรด เจาะนิวเจน ต่อยอดแบรนด์สุขภาพต่อเนื่อง
“น้ำมันพืชกุ๊ก” สานต่อความสำเร็จ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ชู “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ต่อยอดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” เดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งน้ำมันพืชกุ๊ก ได้ยกทัพนวัตกรรมสินค้าพร้อมรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่โดดด่นทั้งเรื่องสุขภาพและความอร่อยนำไปเสิร์ฟให้กับผู้เข้าชมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักธุรกิจด้านอาหารจากทั่วโลกเข้ามาร่วมเจรจาการค้า รวมถึงผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธ และช้อปสินค้ากันอย่างคึกคัก ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บริษัทฯ ได้เตรียมกลยุทธ์การสื่อสารจากนี้ ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” (Cook Fusion Happiness) โดยนำ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” สองหนุ่มสุดฮอต Friend of COOK ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อกลางปีที่แล้ว กลับมาเป็นตัวแทนในเรื่องสื่อสารเรื่องราวของน้ำมันพืชกุ๊กอีกครั้ง หลังจากได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคและกลุ่มแฟนคลับ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของกุ๊กให้มีความทันสมัย พร้อมขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับปีนี้ทั้งคู่จะมาเสิร์ฟเมนูอาหาร และความสนุกหลากหลาย พร้อมผสมผสานให้การทำอาหารสนุกขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการจับคู่วัตถุดิบแบบไร้ขีดจำกัด อัพเวลให้เมนูจานโปรดด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก ภายใต้แนวคิด “ผสานความต่างให้อร่อยลงตัว” สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ ที่แม้มีความแตกต่างแต่ลงตัว เช่นเดียวกับที่น้ำมันพืชกุ๊กที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา ที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง เมนูทอด ผัด และอีกหลากหลายเมนู นายเพชร กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำอาหาร มีภาพลักษณ์สดใส ร่าเริง และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของน้ำมันพืชกุ๊ก ที่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคอยู่เสมอ จะช่วยตอกย้ำคีย์เมสเสจหลักว่าการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก คือ “ความสุขที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน” จากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย พร้อมร่วมสนุกกับกลุ่มแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : COOK HEALTHY FAMILY เร็วๆ นี้
ยุคทอง T-BEAUTY คำตอบ เทรนด์บิวตี้ของคนไทย ที่ได้ไปต่อ!
เมื่อกระแสความงามแบบไทย T-Beauty ณ ตอนนี้พุ่งทยานกันแบบฉุดไม่อยู่เรียกได้ว่าหลากหลายแบรนด์ไทยแข่งขันกันสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพ คุ้มราคา มาเสิร์ฟผู้บริโภคกันแบบไม่มีพัก จนหลายแบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดและได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงปรากฏอยู่ในมือของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังทั่วโลก NINE BEAUTY โซนบิวตี้ภายในร้าน CJ MORE มุ่งสู่การเป็น T-Beauty Destination จุดหมายสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพ ที่ผ่านการคัดสรรอย่างเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของคนไทย เชื่อว่า T-Beauty ในวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแบรนด์ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจและตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพอากาศ โทนสีผิว หรือพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง เห็นผลจริง และเข้าถึงได้ในราคาที่คุ้มค่า จึงพร้อมเป็นพื้นที่สนับสนุนและผลักดันศักยภาพของแบรนด์ความงามให้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพราะ NINE BEAUTY เชื่อว่าความงามที่ดีที่สุด คือความงามที่เข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง เราจึงพร้อมเป็นจุดหมายแห่งการค้นพบ T-Beauty ที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ค้นพบแบรนด์ไทยคุณภาพและไอเทมความงามที่ตอบโจทย์คนไทยได้แล้ววันนี้ที่ NINE BEAUTY ในร้าน CJ MORE กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ
เมื่อความหรูต้องฉลาด LEPAS ปั้นมาตรฐานใหม่ของการเดินทางพรีเมียม
LEPAS สร้างนิยามใหม่ของการเดินทางระดับพรีเมียม ด้วย Intelligent LEX Platform พื้นที่อัจฉริยะ และความปลอดภัยระดับห้าดาว ในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม ห้องโดยสารที่คับแคบ การจัดสรรพื้นที่ที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และการต้องเลือกระหว่างสมรรถนะการขับขี่กับความสะดวกสบาย ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ผู้ใช้จำนวนมากต้องเผชิญ ในฐานะแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) รุ่นใหม่จาก Chery Group LEPAS วางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะ “Preferred Brand for Elegant Mobility Life” หรือแบรนด์ทางเลือกอันดับหนึ่งแห่งการเดินทางอันสง่างาม โดยพัฒนารถยนต์บน Intelligent LEX Platform สถาปัตยกรรมยานยนต์ระดับโลกขนาด Full-Size ที่รองรับพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมนำแนวคิด Spatial Intelligence หรืออัจฉริยภาพแห่งพื้นที่ใช้สอย มาสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ และยกระดับมาตรฐานของการเดินทางระดับพรีเมียมในยุคปัจจุบัน Intelligent LEX Platform ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ Native Architecture ที่ออกแบบมาเพื่ออนาคต โดยผสานแนวคิด Spatial Intelligence เข้าไว้ในโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้น ช่วยแก้โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มักต้องแลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่ใช้สอยและสมรรถนะการขับขี่ พร้อมมอบประสิทธิภาพด้านพื้นที่ระดับแนวหน้าของกลุ่มรถ ควบคู่กับประสบการณ์ Elegant Driving ที่นุ่มนวล มั่นคง และเหนือระดับ สร้างประสบการณ์การเดินทางที่สง่างามและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ความสง่างามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความสบายทั้งด้านพื้นที่และความรู้สึก ด้วยการออกแบบสัดส่วนระยะฐานล้อต่อตัวถัง (Wheelbase-to-Body Ratio) และการจัดวางห้องโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ Intelligent LEX Platform ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในให้มากที่สุดภายใต้ขนาดตัวรถเดียวกัน ขจัดข้อจำกัดที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง “ตัวรถใหญ่ แต่พื้นที่ภายในไม่สัมพันธ์กับขนาดภายนอก” ด้วยสถาปัตยกรรมที่ออกแบบสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่โดยเฉพาะ (New Energy-Oriented Architecture) แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมพื้นห้องโดยสารแบบเรียบตลอดทั้งคัน (Full-Domain Ultra-Flat Floor Design) ช่วยกำจัดอุโมงค์กลางที่มักพบในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความโปร่งโล่ง ใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มความสะดวกสบายในการโดยสารอย่างชัดเจน การจัดวางพื้นที่ภายในที่กว้างขวางช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังสามคนสามารถนั่งได้อย่างสบาย พร้อมพื้นที่วางขาที่เหลือเฟือ ลดความอึดอัดตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางกับครอบครัว การท่องเที่ยว การตั้งแคมป์ หรือการเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง พื้นที่ภายในยังสามารถรองรับสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก ทั้งรถเข็นเด็ก อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง หรือกระเป๋าเดินทาง ทุกตารางนิ้วของห้องโดยสารถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า รองรับการเดินทางและการใช้ชีวิตในทุกสถานการณ์อย่างแท้จริง อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ Intelligent LEX Platform คือความยืดหยุ่นในการรองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้าล้วน (BEV) ผ่านการออกแบบแพ็กแบตเตอรี่แบบมาตรฐานและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ที่มีการบูรณาการสูง ช่วยให้สามารถพัฒนารถยนต์ได้หลายรูปแบบบนแพลตฟอร์มเดียวกัน โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ใช้สอยหรือสมรรถนะการขับขี่ มอบอิสระในการเลือกเทคโนโลยีการเดินทางที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน ความมั่นใจในการขับขี่และเสถียรภาพบนท้องถนน เริ่มต้นจากรากฐานด้านความปลอดภัยของโครงสร้าง Intelligent LEX Platform ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Safety First โดยจัดสรรพื้นที่โครงสร้างอย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องทั้งแบตเตอรี่และผู้โดยสาร พร้อมใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษ ร่วมกับโครงสร้างป้องกันเฉพาะทาง ส่งผลให้แพลตฟอร์มมีศักยภาพในการผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวของ Global NCAP ช่วยปกป้องทั้งระบบแบตเตอรี่และห้องโดยสารอย่างรอบด้าน เปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมให้กลายเป็นความอุ่นใจที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้จริง นอกเหนือจากเทคโนโลยีและวิศวกรรม LEPAS ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ผสานอารมณ์และความงดงามผ่านปรัชญา Leopard Aesthetics ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความคล่องแคล่ว สง่างาม และทรงพลังของเสือดาว ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาการออกแบบที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว รายละเอียดการออกแบบที่โดดเด่นประกอบด้วยไฟ Daytime Running Light รูปทรงตัว V ที่สะท้อนภาพลักษณ์เฉียบคมและมั่นใจ กระจังหน้าทรงโค้งมนพร้อมรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานจิวเวลรี่ระดับพรีเมียม ตลอดจนตัวถังที่กว้างและไฟท้ายแบบ Full-Width Light Bar ที่ช่วยเสริมบุคลิกอันเรียบหรู ทันสมัย และโดดเด่นบนท้องถนน ด้วยพลังของ Intelligent LEX Platform LEPAS ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมสู่ประสบการณ์การใช้งานจริง ผ่านพื้นที่อัจฉริยะที่กว้างขวางและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบขับเคลื่อนที่รองรับพลังงานหลากหลายรูปแบบ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวที่ได้รับการออกแบบอย่างรอบด้าน รองรับทุกการเดินทางตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงการเดินทางกับครอบครัว เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ความสะดวกสบาย และสะท้อนตัวตนของ Preferred Brand for Elegant Mobility Life ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
‘Milk Lab’ ปลุกคาเฟ่คัลเจอร์ริมคลองลัดมะยม พาจิบกาแฟกับบาริสต้าแชมป์โลก
‘Milk Lab’ พา ‘คาอิล ยาซิน’ บาลิสต้าแชมป์โลก สร้าง Café Culture ปลุกวัฒนธรรมคาเฟ่เชื่อมโยงวิถีท้องถิ่นชุมชนริมคลองลัดมะยม หลังจาก ‘Milk Lab’ แบรนด์เครื่องดื่มแพลนต์เบส (Plant-Based) สัญชาติออสเตรเลีย เข้ามาปลุกตลาดวัฒนธรรมคาเฟ่ในไทยอย่างจริงจัง ด้วยการพาแบรนด์เข้าถึงชุมชน เพื่อทำความรู้จักกับผู้บริโภคชาวไทยให้มากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสองกลยุทธ์การทำตลาดแบรนด์ Milk lab ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเครื่องดื่มแพลนต์เบสออสเตรเลียได้สำเร็จ และได้นำ ‘Strategy’ นี้มาใช้ในตลาดประเทศไทยด้วยเช่นกัน อ่านต่อ เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ‘MILKLAB’ แพลนต์เบสออสเตรเลียเจาะไทย รับเทรนด์’โฮม บาริสต้า’ทำกาแฟที่บ้าน โดยในปีนี้ MILKLAB มองว่ากระแสกาแฟสเปเชียลตี้ (Specialty Coffee) และ ‘คาเฟ่คัลเจอร์’ (Café Culture) วัฒนธรรมกาแฟ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งหตุผลทำให้ MILKLAB ได้จัดกิจกรรมล่องเรือจิบกาแฟซิกเนเจอร์ กับ ‘มิคาอิล ยาซิน’ (Mikael Jasin) แชมป์บาริสต้าโลก ปี 2024 และ MILKLAB Global Brand Ambassador ท่ามกลางบรรยากาศริมคลองและวิถีชุมชนริมฝั่งน้ำของ ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ ย่านตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดภาพของคาเฟ่คัลเจอร์ในมิติใหม่ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ผู้คน ไลฟ์สไตล์ และชุมชน เข้าด้วยกัน ด้วย ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ ถือเป็นหนึ่งในตลาดน้ำที่ยังคงเสน่ห์แบบท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน ด้วยบรรยากาศเรียบง่าย และวิถีชุมชนที่ยังมีชีวิตชีวา จึงกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำ โดยกิจกรรมนี้ ‘มิคาอิล’ ยังได้ทำ 2 เมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์พร้อมใช้นม MILKLAB ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมได้ลองดื่ม อย่าง ‘Honey Oat Lychee’ และ ‘Coconut Pistachio Latte’ เพื่อถ่ายทอดอีกมิติของกาแฟสเปเชียลตี้ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับวัฒนธรรมคาเฟ่ร่วมสมัย ในบรรยากาศวิถีชุมชนท้องถิ่น ไว้อย่างลงตัว คลองลัดมะยม คาเฟ่ได้ทุกที่ ต่อการเลือกโลเคชั่น ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ เป็นฉากหลังของกิจกรรมของ MILKLAB ในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพของ ‘Café Culture’ วัฒนธรรมคาเฟ่ ที่กำลังเติบโตในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ผ่านประสบการณ์การดื่มกาแฟที่มีความสร้างสรรค์และหลากหลายมากยิ่งขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าร้านคาเฟ่ในวันนี้ ถือเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต การพักผ่อน การพบปะ และการสร้างแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ MILKLAB ยังมองว่า ผู้คนเข้าร้านคาเฟ่ ในทุกวันนี้ไม่ได้มองหาแค่รสชาติของเครื่องดื่มที่โปรดปราน เท่านั้นแต่ยังมองหาไลฟ์สไตล์และพื้นที่ของการใช้ชีวิตทั้ง การทำงาน การพบปะ การพักผ่อน ซึ่งกิจกรรมล่องเรือจิบกาแฟครั้งนี้ ยังสะท้อนมุมมองที่ร้านคาเฟ่ไม่ใช่แค่ร้านเสิร์ฟเครื่องดื่ม แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับวัฒนธรรมในท้องถิ่นและสร้างจังหวะของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ให้มีเอกลักษณ์ โดยกิจกรรม ยังสอดคล้องกับแนวทางธุรกิจ ‘MILKLAB’ ที่วางให้ไทย เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของแบรนด์ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเติบโตของคาเฟ่คัลเจอร์ กาแฟสเปเชียลตี้ และความนิยมเครื่องดื่มแพลนต์เบสในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคสายสุขภาพที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุผลหลักทให้แบรนด์ มุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมคาเฟ่ยุคใหม่อย่างต่อเนื่องและตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดนมแพลนต์เบสพรีเมียมในไทย ภายใต้แนวคิด ‘Made With Baristas. Made for You.’ ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำแนวคิด MILKLAB ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบาริสต้าโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับรสชาติของกาแฟและเครื่องดื่มสมัยใหม่ ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมในกลุ่มบาริสต้าและร้าน Specialty Café มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดย MILKLAB ยังมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกาแฟไทยในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ คอมมูนิตี้ และเครือข่ายบาริสต้าที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านวัฒนธรรมกาแฟ เช่นในกิจกรรมครั้งนี้
30 ปีจากนำเข้าสาหร่าย วันนี้ ‘NBF’ ทำแบรนด์ตัวเอง ‘Koriko’ เจาะสแน็กพรีเมียม
NBF หลังนำเข้าสาหร่าย B2B รายแรกของไทยกว่า 30 ปี วันนี้ทำแบรนด์ตัวเอง ‘Koriko’ เจาะตลาดสแน็ก 4,000 ล้านบาท ดึง ‘เก่ง-น้ำปิง’ พรีเซ็นเตอร์คู่แรก พาธุรกิจสู่รายได้พันล้านปี 2571 ตลาดสแน็กสาหร่ายไทยปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,700–4,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5–6% ต่อปี แม้มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว ช่องว่างยังอยู่ในกลุ่ม Better-for-you Snack ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่พร้อมจ่ายเพื่อความอร่อย ความแปลกใหม่ และคุณประโยชน์ในซองเดียวกัน NBF ต่อยอด 30 ปีในธุรกิจ B2B นำเข้าสาหร่ายรายแรกของไทย มีโรงงาน 3 แห่ง รับจ้างผลิต OEM ให้มากกว่า 10 แบรนด์ ใช้ประสบการณ์ต่อยอดสู่แบรนด์ Koriko เป็นการดึงมูลค่าจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดมาตลอด ปี 2568 รายได้อยู่ที่ 450 ล้านบาท โดยเติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา และปี 2569 ตั้งเป้า 500–600 ล้านบาท พร้อมผลักดันสู่ 1,000 ล้านบาทในปี 2571 ตลาดขนมขบเคี้ยวในไทยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดสแน็กสาหร่ายในปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,700–4,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5–6% ต่อปี แม้ในตลาดนี้ มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่แบรนด์ครองตลาด แต่ช่องว่างยังอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสแน็กและ Better-for-you Snack ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่พร้อมจ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้ทั้งความอร่อย ความแปลกใหม่ และคุณประโยชน์ในซองเดียวกัน เทรนด์นี้ จึงเป็นช่องว่างที่ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) มองเห็นโอกาสใหม่ในการทำตลาดสแน็กนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ผ่านแบรนด์ ‘Koriko’ สาหร่ายแซนด์วิช 2 แผ่นสอดไส้ข้าวพอง ประสบการณ์ สร้างแบรนด์ ‘กาญจนา ตั้งปกรณ์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (NBF) เล่าโปรไฟล์ธุรกิจ NBF เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจนำเข้าและทำตลาดสาหร่ายรายแรกของไทย ที่มีประสบการณ์มาร่วม 30 ปี ในรูปแบบธุรกิจบีทูบี (B2B) มี มีโรงงาน 3 แห่งในบางพลี สมุทรปราการ รับจ้างผลิต OEM ให้มากกว่า 10 แบรนด์ ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ผ่านมาตรฐานสากล FSSC22000, GHP และ HACCP ล่าสุด บริษัทฯ วางแผนขยายการเติบโตธุรกิจในตลาดผู้บริโภค (B2C) เพื่อทำตลาดสแน็กสาหร่ายผ่านแบรนด์โกริโกะ ‘Koriko’ ที่ต่อยอดจากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพื่อดึงมูลค่าจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดมาตลอด แกะสูตรปั้น ‘Koriko’ สำหรับการทำตลาด ‘Koriko’ แบรนด์ถูกวางตำแหน่งในกลุ่ม สแน็กระดับกลางพรีเมียม กำหนดราคาจำหน่ายปลีกซองอยู่ที่ 39 บาท เจาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่มองหาความแปลกใหม่ควบคู่สุขภาพ ขณะที่สินค้า มีจุดขายหลัก คือ สาหร่ายแซนวิช 2 แผ่นสอดไส้ข้าวพอง ให้แคลอรี่ต่ำเพียง 130 แคลอรี่ต่อซอง 30 กรัม “สาหร่าย Koriko ยังมาพร้อมนวัตกรรมสินค้าที่ไม่มัน ไม่เลอะมือ แตกต่างจากสาหร่ายทอดทั่วไปอย่างชัดเจน” ส่วนช่องทางจำหน่ายเน้นออฟไลน์ (Offline) 95% ผ่านร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ 7-Eleven • Gourmet Market • Lawson • Max Mart • Jiffy • SF Cinema • ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และ DEAN & DELUCA ในสนามบิน ส่วนช่องทางออนไลน์ (Online) สัดส่วน 5% ทำตลาดผ่าน TikTok Shop • Shopee และ Lazada พร้อมระบบสะสมคะแนนผ่าน Line Official ด้วย ‘เก่ง-น้ำปิง’ พรีเซ็นเตอร์คู่แรก กาญจนา บอกต่อถึงกลยุทธ์การทำตลาดสแน็กสาหร่าย ‘Koriko’ ในฐานะแบรนด์ใหม่จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ ‘Koriko’ เลือกร่วมงานกับสองศิลปินนักแสดงรุ่นใหม่ ‘เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย’ และ ‘น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แรก โดยคู่พรีเซ็นเตอร์ดังกล่าว ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ในทิศทางเดียวกับตำแหน่งทางการตลาด (positioning) แบรนด์ Koroko อย่างชัดเจนอีกด้วย “เก่ง สื่อถึงความนิ่ง เท่ และชัดเจน ส่วนน้ำปิงเติมความสดใส สนุก และสีสัน” โดยพรีเซ็นเตอร์ Koriko ทั้งคู่ยังถ่ายทอดแนวคิด ‘สาหร่ายของคนนอกกรอบ’ พร้อมเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การตลาดผ่านเรื่องราว (Storytelling Marketing ) ที่เล่าเรื่องนวัตกรรมสาหร่ายแซนวิชที่เกิดจากความบังเอิญสู่นวัตกรรม (Innovation) เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปิดใจลองสินค้าใหม่ อีกด้วย ขยายพอร์ตฯ ครบวงจรสแน็ก ทั้งนี้หากมองในภาพรวมของ NBF ต่อการเปิดตัวพร้อมทำตลาดเชิงรุก Koriko ในครั้งนี้ ด้วยถูกวางให้เป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ สินค้าเพื่อทำตลาด B2C โดยมี 6 รสชาติ ได้แก่ ออริจินัล • บะหมี่เกาหลี • ไข่เค็ม • วาซาบิ • หมาล่า และมะเขือเทศ โดยในอนาคต บริษัทฯ ยังมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ในพำอร์ตโฟลิโอ Koriko ในกลุ่มเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์ (Functional Snack) เพิ่มเติม เพื่อขยายการเติบโตจากสแน็กสาหร่ายสู่แบรนด์ขนมขบเคี้ยวครบวงจรที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก ปรับสูตรเจาะตลาดโลก กาญจนา เสริมอีกว่านอกจากทำตลาด B2C ด้วยแบรนด์Koriko แล้วในส่วนของ ‘NBF’ ยังวางแผนขยายธุรกิจเพื่อทำตลาดระดับโลก โดยนำจุดแข็งด้านการปรับสูตรสินค้าให้เหมาะกับวัฒนธรรมการบริโภคของแต่ละประเทศ โดยวางเป้าขยายสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ จีน • อินเดีย • อินโดนีเซีย และอาเซียน โดยใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วในโรงงานบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรองรับการขยายพอร์ตสินค้า ทั้งกลุ่มปลา วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป และสแน็กประเภทอื่นอย่างทองม้วนและข้าวโพดอบกรอบ ควบคู่การลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างความแตกต่างในแต่ละตลาด ลดต้นทุนรับพลังงานผันผวน กาญจนา กล่าวว่า นอกจากนี้ NBF ยังให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงธุรกิจแบบรอบด้าน อาทิ การติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบลีน ซัพพลาย เชน (Lean Supply Chain) กระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความผันผวนด้านต้นทุน การออกแบบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกโดยยังคงคุณภาพสินค้าไว้ 2 ปีหน้าพาแตะ พันล. จากแผนธุรกิจดังกล่าว กาญจนา บอกว่าในปี 2569 NBF ตั้งเป้ารายได้ 500–600 ล้านบาท จากปี 2568 อยู่ที่ 450 ล้านบาท โดยรายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 30 ปีของบริษัท เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายครบวงจรระดับประเทศและสากล
ทรูบิสิเนส ปลุก Smart Energy ยุค AI เชื่อม IoT ลดพลังงานสูญเปล่า กู้ต้นทุน SME ไทย
เช็กบิล ‘พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น’ พุ่ง 30-40%… ทรูบิสิเนส ปลุกกระแส Smart Energy ยุค AI ชูยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” บูรณาการเครือข่ายอัจฉริยะ เชื่อมโยง AI และ IoT กู้วิกฤตต้นทุนพลังงานครัวเรือนและ SME ไทย ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยากจะควบคุม สิ่งหนึ่งที่สะท้อนกลับมาเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลานี้คือ “บิลค่าไฟ” ข้อมูลเชิงลึกจาก ทรูบิสิเนส เผยสถิติสำคัญว่า ค่าไฟภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบปีต่อปี คนไทยต้องแบกรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 8,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน จนกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของผู้บริโภค ขณะที่ภาคธุรกิจอย่าง SME ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง ซึ่งค่าไฟที่สูงขึ้นอาจไม่ได้มาจากราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” หรือ “Invisible Waste” ที่แฝงอยู่ในบ้าน อาคาร และธุรกิจ SME กลายเป็นต้นทุนเงียบที่ซ้ำเติมค่าครองชีพและกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย มีผลให้อัตราการทำกำไร (Profit Margin) ลดลงไปถึง 70% โดย ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy: เมื่อสัญญาณคือพลังงานใหม่ที่เชื่อม IoT และ AI เพื่อคนไทย” ไฮไลต์บทบาทของเครือข่ายอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยี AI และ IoT ปฏิวัติ Smart Energy ยุค AI เผยศักยภาพของ Connectivity ที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยพลิกฟื้นวิกฤตพลังงาน ด้วยการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อกู้คืนต้นทุนให้แก่คนไทย ภาคธุรกิจ และประเทศไทย ในงาน Life x Energy 2026: ชีวิตกับพลังงาน ซึ่ง TNN Earth จัดขึ้น โดยมี นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน ตีแผ่ “Invisible Waste” ต้นทุนแฝง 30-40% จากพลังงานสูญเปล่า ที่ซ่อนอยู่ในบ้านและธุรกิจ ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เท่านั้น หากแต่ยังเกิดจาก “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” (Invisible Waste) มากถึง 30-40% ซึ่งแฝงตัวอยู่ทั้งในภาคครัวเรือนและสถานประกอบการในกลุ่ม SME โดยมี 4 สาเหตุใหญ่ ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ในโหมดสแตนด์บายตลอดเวลา (Always-on Standby) ทำให้พลังงานสูญเปล่า 12%, ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ขาดเซ็นเซอร์ควบคุมอย่างแม่นยำ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานราว 9% ขณะที่กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ คอยลดทอนประสิทธิภาพ ทำให้สูญเสียพลังงานประมาณ 8% รวมถึงระบบแสงสว่างหรือเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งาน เกิดพลังงานสูญเปล่าราว 6% ปัจจัยเหล่านี้รวมกัน กลายเป็นต้นทุนด้านพลังงานมหาศาลที่กระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือนทั้งยังฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น สถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น สู่ Smart Energy เพื่อการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า วันนี้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะทวีบทบาทสำคัญ เป็นรากฐานของการเชื่อมต่อทุกเทคโนโลยีในระบบพลังงานยุคใหม่ เพื่อให้ภาคครัวเรือน รวมถึงธุรกิจ สามารถควบคุมและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยระบบ Smart Energy ในยุค AI เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น (3 Stacks of Smart Energy) ดังนี้ SENSE — มีหัวใจสำคัญ คือ การรับรู้ทุกยูนิตของการใช้พลังงาน ด้วยศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G, ไฟเบอร์ และ NB-IoT ที่สามารถเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดอัจฉริยะ (Smart Meters) และกล้องวงจรปิดระบบ AI Vision เข้าด้วยกัน จึงยกระดับความสามารถในการเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้งานในทุกพื้นที่ได้อย่างละเอียด DECIDE — นำระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจลงมือทำแทนมนุษย์ได้อัตโนมัติ (AI Agents) มาใช้ช่วยรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์การใช้พลังงานได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ Sovereign AI Agents, Digital Twins และ Edge Cloud เป็นต้น ACT — เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้กลายเป็นการควบคุมและลดค่าใช้จ่ายได้จริง ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยคาดการณ์และสั่งการอุปกรณ์ต่างๆได้อัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ พร้อมหน้าจอแสดงผลเพื่อติดตามการใช้พลังงาน จึงช่วยให้เจ้าของบ้านหรือสำนักงานสามารถปรับแต่งการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่า และประหยัดค่าใช้จ่าย บทพิสูจน์ความสำเร็จของระบบพลังงานอัจฉริยะ: บ้านลดค่าไฟ ธุรกิจลดต้นทุน อาคารลด OPEX ทรูบิสิเนส ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” ถ่ายทอดความสำเร็จผ่านหลากหลายกรณีศึกษา (Use Case) ที่ประจักษ์ชัดว่าสามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีนัยยะสำคัญ บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนลงถึง 15-25% ต่อเดือน โดยผสานการทำงานร่วมกันของระบบอัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Networked Chargers) ช่วยบริหารจัดการช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยระบบจะเลือกชาร์จเฉพาะในช่วงเวลาที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด (Off-Peak) อัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการจัดสรรระบบโซลาร์เซลล์ที่ดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่มีปริมาณความเข้มแสงสูงสุด รวมถึงการตัดกระแสไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ใช้งาน เป็นต้น ออฟฟิศ/อาคารอัจฉริยะ (Smart SME/Building) ครอบคลุมกรณีศึกษาในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ธุรกิจค้าปลีก (Retail) นำร่องใช้งานไปแล้วกว่า 1,000 ร้านค้า สามารถประหยัดพลังงานจากการควบคุมระบบทำความเย็น แสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศได้ถึง 22% ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage / Restaurant) การติดตั้งเซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจวัดเพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษาอุปกรณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยลดความเสี่ยงของการชำรุดและลดโอกาสที่ระบบต้องหยุดชะงัก (Downtime) ลงได้ถึง 30% อาคารสำนักงาน (Office) การใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานพื้นที่ ช่วยปรับลดการใช้พลังงานหลังเวลาทำการที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลงได้ 28% โรงงานและอุตสาหกรรม (Factory & Industrial) การเชื่อมต่อความเร็วสูงช่วยให้ระบบการผลิตอัจฉริยะสามารถสับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงานของเครื่องจักรหนักที่มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานสูงไปอยู่ในช่วง Off-Peak ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยลดการใช้พลังงานจำเพาะลงได้ 18% กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อหน่วย จาก Smart Business สู่ Smart City เพื่อความยั่งยืนระดับมหภาค: เมื่อ Connectivity ช่วยเมืองใช้พลังงานฉลาดขึ้น ดร.ธีรเดช กล่าวย้ำว่า “Connectivity” นอกจากจะเป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ Smart Business ด้วยองค์ประกอบของเทคโนโลยียุคใหม่ อย่าง Unified Dashboard หน้าจอแสดงค่าการใช้พลังงานที่ช่วยสอดส่องและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ทำงานร่วมกับระบบสลับแหล่งจ่ายไฟอัจฉริยะ (Smart Source Switching) และระบบลดการใช้ไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง (Automated Peak Shaving) เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กรธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น Connectivity ยังขยายขอบข่ายเชื่อมโยงไปสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ที่ครอบคลุมการดูแลและอำนวยความสะดวกเพื่อคนเมือง อาทิ การนำขีดความสามารถของเครือข่ายสัญญาณไปขับเคลื่อนระบบควบคุมไฟแสงสว่างอัจฉริยะ (Smart Lighting), การใช้ 5G จัดการระบบสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดอัตราควันพิษสะสม (Traffic Flow) รวมถึงยกระดับโครงข่ายขนส่งสาธารณะ และระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนขยะและท่อประปารั่วไหลรอบเมือง เป็นต้น สร้าง Ripple Effect จากครัวเรือน — ธุรกิจ — เมือง สู่ความยั่งยืนของประเทศ เป้าหมายของยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขในบิลค่าไฟเท่านั้น แต่ ทรูบิสิเนส มุ่งนำศักยภาพเครือข่ายสัญญาณและการเชื่อมต่อ ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ต่อเนื่องในวงกว้างออกไปใน 3 มิติ คือ 1) การช่วยภาคครัวเรือน ลดภาระค่าครองชีพได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 2) ช่วยประหยัดงบประมาณของทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจจากพลังงานสูญเปล่า ด้วยเป้าหมาย Zero Utility Waste และ 3) ดึงศักยภาพการเชื่อมต่อและดิจิทัล ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน โดยมีดัชนีชี้วัดการลดก๊าซคาร์บอนที่จับต้องได้จริง (Quantifiable Carbon Cuts) โดย ทรูบิสิเนส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงทุกคนในสังคมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ครัวเรือน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระดับเมือง และประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และส่งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป
‘Stand for Love’ ดับเบิ้ลยู โฮเทล ฉลองเทศกาล Pride Month ในไทย
โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ และดับเบิ้ลยู เกาะสมุย เผยไฮไลต์กิจกรรม “Stand for Love” ตลอดเดือนมิถุนายน ครอบคลุมตั้งแต่เมนูมาการิต้าซิกเนเจอร์ แฟชั่นโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึงเวทีสนทนาที่จุดประกายแรงบันดาลใจ ดับเบิ้ลยู โฮเทล ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของ แมริออทบอนวอย ซึ่งมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 30 แบรนด์ ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ด้วยแคมเปญ “Stand for Love” แคมเปญเชิงประสบการณ์สุดพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ พร้อมจุดประกายบทสนทนาอันทรงคุณค่าผ่านหลากหลายกิจกรรมน่าสนใจ ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ และโรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย นับตั้งแต่ก่อตั้ง ดับเบิ้ลยู โฮเทล ยืนหยัดในการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและพร้อมต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นในคุณค่าของความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และเสรีภาพในการแสดงออก การสนับสนุนชุมชน LGBTQIA+ จึงฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของแบรนด์อย่างแท้จริง ดับเบิ้ลยู โฮเทล ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกเท่านั้น แต่เรายังร่วมเฉลิมฉลองในทุกตัวตนอย่างไม่มีเงื่อนไข และในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งเทศกาล Pride Month ทั่วโลก ดับเบิ้ลยู โฮเทล พร้อมร่วมเป็นกระบอกเสียงสำคัญผ่านกิจกรรมหลากหลายสีสันตลอดทั้งเดือน เพื่อขับเคลื่อนความเท่าเทียม และสร้างความตระหนักรู้ถึงความท้าทายต่างๆ ที่ชุมชน LGBTQIA+ ยังคงต้องเผชิญ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ดับเบิ้ลยู โฮเทล และแคมเปญ Pride การเฉลิมฉลอง Pride: ดับเบิ้ลยู โฮเทล ต้อนรับเดือนมิถุนายนนี้ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Stand for Love” พร้อมกันทั่วโลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและยืนหยัดเคียงข้างชุมชน LGBTQIA+ อย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนคุณค่าด้านความเท่าเทียม วัตถุประสงค์และพันธกิจ: มุ่งส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง สร้างสรรค์ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์: เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งผ่านประสบการณ์ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตื่นตาตื่นใจไปกับพื้นที่ Living Room ที่มีชีวิตชีวา และพร้อมตอบสนองทุกความต้องการด้วยบริการระดับตำนานอย่าง Whatever/Whenever® การผสานเสน่ห์ท้องถิ่นและมาตรฐานระดับโลก: ทุกจุดหมายปลายทางดับเบิ้ลยู โฮเทล ได้หลอมรวมพลังอันโดดเด่นและทันสมัยของแบรนด์ เข้ากับอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว เพื่อเปิดมุมมองใหม่และจุดประกายแรงบันดาลใจ เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์และเฉลิมฉลองแคมเปญ Stand for Love กับ ดับเบิ้ลยู โฮเทล ในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และเกาะสมุย Stand for Love ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ นิทรรศการศิลปะ ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge) และ เดอะ เฮ้าส์ ออน สาทร (The House on Sathorn): วันที่ 6 – 30 มิถุนายน Connectors Brunch พร้อมการแสดงพิเศษ ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table): วันที่ 6 มิถุนายน (12.30 – 15.30 น.) แฟชั่นโชว์โดย Eric Raisina ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table): วันที่ 13 มิถุนายน โปรแกรม Elixirs ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge): วันที่ 20 มิถุนายน กิจกรรม Stand for Love Run: วันที่ 28 มิถุนายน (6.00 – 9.00น.) โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ โรงแรมดีไซน์โดดเด่นที่ผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ใจกลางเมือง ผู้เข้าพักและลูกค้าสามารถร่วมชม นิทรรศการศิลปะ (Art Installations) ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งรังสรรค์โดย Bill Bensley นักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดังระดับโลก และคุณนิ่ม แก้วตระการ ผู้บุกเบิกงานอัปไซคลิง (Upcycling) ที่จะมาเนรมิตพื้นที่ของโรงแรมให้เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด ในวันที่ 6 มิถุนายน เตรียมพบกับ Connectors Brunch บุฟเฟ่ต์มื้อสายสุดสัปดาห์ยอดนิยมเวอร์ชั่นพิเศษที่ห้องอาหาร เดอะ คิทเช่นเทเบิ้ล (The Kitchen Table) ที่่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม รวมไปถึงแพ็กเกจเครื่องดื่ม การแสดงแดร็กควีนระดับไอคอน และดนตรีจากดีเจ วันที่ 13 มิถุนายน ร่วมสัมผัสความตระการตาของ แฟชั่นโชว์ โดย Eric Raisina ดีไซเนอร์และศิลปินสิ่งทอระดับโลก ต่อเนื่องในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge) ซึ่งจะเนรมิตค่ำคืนแห่งค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ โดยบาร์เทนเดอร์รับเชิญจากชุมชน LGBTQIA+ มาร่วมถ่ายทอดสีสันใหม่ให้กับวงการมิกโซโลจี และในวันที่ 28 มิถุนายน ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Stand for Love Run นำโดยคุณ Meepik อินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์และสุขภาพ กิจกรรมที่เปี่ยมพลังซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัยได้ร่วมเคลื่อนไหวอย่างมีความหมาย พร้อมส่งเสริมมิตรภาพและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม Stand for Love Beach ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย โปรแกรม Elixirs: วันที่ 1 – 30 มิถุนายน นิทรรศการศิลปะ: วันที่ 1 – 30 มิถุนายน Stand for Love Session กับ Kelio และ Ryann: วันที่ 13 มิถุนายน (17.00 – 18.00 น.) ดนตรีโดยดีเจ Groove และดีเจ Gregory ที่ Sip Beach: วันที่ 13 มิถุนายน (19.00 น.) Innerdance Workshop กับ Caro: วันที่ 11 มิถุยายน (16.30 – 18.00น.) โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย รีสอร์ทไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรีที่โดดเด่นด้วยพูลวิลล่าส่วนตัว สระว่ายน้ำ และวิวทะเล เชิญชวนคนที่คุณรักมาร่วมเฉลิมฉลองตลอดเดือนมิถุนายนกับโปรแกรม Elixirs ผ่านเมนูค็อกเทลสีสันสดใสและความบันเทิงที่เต็มไปด้วยพลัง นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน กิจกรรม Stand for Love Beach จะเปลี่ยนชายหาดสีทองของรีสอร์ทให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่มีชีวิต ถ่ายทอดผ่านผลงานศิลป์แนวออร์แกนิกและประติมากรรมดอกไม้ บรรยากาศเฉลิมฉลองของเทศกาล Pride Month จะยิ่งเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟและเข้มข้นขึ้นในค่ำคืนวันที่ 13 มิถุนายน มาร่วมเปิดฉากด้วยบทสนทนาที่มีความหมาย ก่อนไปสนุกกันต่อกับปาร์ตี้สุดเจิดจรัส เริ่มต้นค่ำคืนด้วย Stand For Love Session พื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์และการเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ พร้อมพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ Kelio และ Ryann คู่รัก LGBTQIA+ ที่จะมาสะท้อนเรื่องราวและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายที่ชุมชนยังต้องเผชิญในปัจจุบัน ผู้ร่วมภายในงานจะได้อิ่มอร่อยไปกับเครื่องดื่มและของว่างรสเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยการแบ่งปันเรื่องราว เพื่อให้ทุกเสียงมีความหมายและถูกรับฟังอย่างแท้จริง ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขและความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเสียงดนตรีสุดมันส์จากดีเจที่ Sip Beach วันที่ 11 มิถุนายน มาร่วมปลุกทุกประสาทสัมผัสให้ตื่นรู้ไปกับ Innerdance Workshop กิจกรรมที่จะพาคุณดำดิ่งสู่ห้วงเวลาแห่งการเยียวยา ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวของเสียงดนตรี คลื่นเสียง และพลังงานบำบัด โดยมี Caro เป็นผู้ปรนนิบัติและนำทางทุกท่านเดินทางเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อก้าวข้ามและปลดปล่อยทุกความรู้สึกภายในใจให้ไหลเวียนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติ แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานกรรมการบริหารประจำภูมิภาคไทย กัมพูชา ลาวและเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ดับเบิ้ลยู โฮเทล มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นกระบอกเสียงและสนับสนุนสิทธิของชุมชน LGBTQIA+ ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษเหล่านี้ในประเทศไทย สำหรับเรา Pride Month คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสุขในการอยู่ร่วมกันและเสรีภาพในการเป็นตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าในอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังคงมีสิ่งที่เราต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการยอมรับอย่างแท้จริง ซึ่งดับเบิ้ลยู โฮเทล หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แคมเปญ Stand for Love จะช่วยส่งต่อข้อความแห่งอิสรภาพและการเชื่อมโยงผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันอย่างกว้างขวาง” ดับเบิ้ลยู โฮเทล ขอเชิญชวนแขกผู้เข้าพักทุกท่าน ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมเฉลิมฉลองและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในเทศกาล Pride Month ในประเทศไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/offers/stand-for-love-off-229190/bkkwb-w-bangkok) และที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/offers/pride-month-activation-off-228280/usmwh-w-koh-samui). สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.marriott.com/diversity/diversity-and-inclusion.mi
ทำไมสร้างแต่ศูนย์การค้า ไม่มีสวนสาธารณะ? ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ จัดให้แล้ว
เซ็นทรัลพัฒนา ทำ ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ศูนย์การค้าแห่งที่ 4 เมืองนนทบุรี ใช้สูตรออกแบบธรรมชาติสู่โปรเจกต์ต้นแบบศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์อนาคต ดึงคนมาใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ปิดคำถามที่คนรุ่นใหม่อยากได้พื้นที่สีเขียวกลางเมือง เซ็นทรัลพัฒนา ลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท สร้างใหม่’เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ บนพื้นที่ 59 ไร่ พื้นที่ค้าปลีกรวม 210,000 ตารางเมตร เป็นศูนย์การค้ามิกซ์ยูสใหม่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี กำหนดเปิด 3 กรกฎาคม 2569 ครั้งแรกในไทยกับ The First Fully Biophilic Indoor Garden ออกแบบให้ต้นไม้จริงเติบโตในห้างด้วยแสง Skylight คำนวณมาตั้งแต่ก่อสร้าง สร้าง Microclimate ด้วยสายน้ำลดอุณหภูมิรอบอาคาร โมเดลเดียวกับ The Hyundai Seoul และสนามบินชางฮีสิงคโปร์ คว้ารางวัล Hubexo Asia Awards 2025 ตั้งแต่ยังไม่เปิด ตั้งเป้าทราฟฟิก 30,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวจากโครงการเดิมที่มี 15,000 คนต่อวัน รองรับด้วย 300 แบรนด์ดาวน์ทาวน์ 80% ใหม่ทั้งหมด นำโดย D-Sports Stadium สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ใหญ่สุดในไทย และร้านมิชลินท้องถิ่นเมืองนนท์ จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ซีพีเอ็น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม และ ที่พักอาศัย) รายใหญ่ กล่าวว่า ซีพีเอ็น ใช้งบลงทุนกว่า 4.5 พันล้านบาท พัฒนาโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ (Central Northville) บนทำเลกรุงเทพตอนเหนือ ย่านรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ วางตำแหน่งเป็นต้นแบบ Future Living Destination อีกหนึ่งในโปรเจกต์ศูนย์การค้าซีรีย์ วิลล์ ‘Ville Serie’ ที่เปิดตัวก่อนหน้า คือ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ (ทำเลถนนเลียบด่วนรามอินทรา) และ เซ็นทรัล เวสต์ วิลล์ (ทำเลถนนราชพฤกษ์ นนทบุรี) กับคาแรกเตอร์ต้นแบบศูนย์ฯ เซมิ-เอาต์ดอร์ ไลฟ์สไตล์ และ อีโค-ลิฟวิง เดสติเนชั่น ตามลำดับ นอกจากนี้ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ยังเป็นแห่งแรกที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดแห่งอนาคต The First Fully Biophilic Indoor Garden โดยดึงธรรมชาติสู่พื้นที่ใช้งาน สร้างความผ่อนคลาย ลดความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ให้กับผู้เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์ฯ จุฑาธรรม เสริมถึงแนวคิดการออกแบบศูนย์ฯ เพื่อสร้างประสบการณ์คนเมืองร่วมกับธรรมชาติ เพื่อให้ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น มาพบปะ ทำกิจกรรมร่วมกัน ตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่และมัลติ-เจนเนอเรชั่น ที่มองหารีครีเอชั่น เดสติเนชั่น รูปแบบใหม่ ทั้งพักผ่อน ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตกลางแจ้ง และคอมมูนิตี ไลฟ์สไตล์ ได้พร้อมกันในพื้นที่เดียว ด้าน ณัฐกิตต์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาด ซีพีเอ็น กล่าวว่า การเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลนอร์ทวิลล์ อยู่บนพื้นที่ 59 ไร่ มีพื้นที่ค้าปลีกรวม 210,000 ตารางเมตร เป็นสาขาที่ 4 ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นเมืองปริมณฑลรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งการขยายตัวของเมือง กำลังซื้อ และคุณภาพประชากร ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดนนทบุรี ปี 2566-2570 ยกระดับสู่ ‘เมืองน่าอยู่’ (Livable City) และต่อยอดสู่การเป็นสมาร์ต ซิตี้ (Smart City) ในอนาคต จากปัจจุบัน จังหวัดนนทบุรี มีความหนาแน่นประชากรไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ มีมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัด (GDP) อันดับ 8 ของประเทศ หรือมากกว่า 405,296 ล้านบาทต่อปี มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 213,992 บาทต่อคนต่อปี โดยเศรษฐกิจจังหวัดขับเคลื่อนหลักด้วย ภาคค้าปลีก, การผลิตและสุขภาพ สำหรับการเปิดโครงการ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ถือเป็นศูนย์การค้าในเครือซีพีเอ็นแห่งที่ 4ในจังหวัดนนทบุรี โดยแต่ละศูนย์วางตำแหน่งรองรับกลุ่มเป้าหมายตามแต่ละทำเลรับลูกค้า (Catchment Area) ที่แตกต่างกัน ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ดังนี้ เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ทำเลถนนแจ้งวัฒนะ เซ็นทรัล เวสต์เกต ทำเลบางใหญ่ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ทำเลถนนราชพฤกษ์ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ทำเลถนนรัตนาธิเบศร์ ขณะที่ ย่านรัตนาธิเบศร์อยู่จุดตัดของ MRT สายสีม่วงและสายสีชมพู เชื่อมต่อถนนติวานนท์ งามวงศ์วาน ทางด่วนศรีรัช และใกล้มอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี รัศมี Catchment Area มีโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 125 โปรเจกต์ มูลค่ารวมกว่า 90,000 ล้านบาท โดยกว่า 55% เป็นกลุ่ม High-end ถึง Luxury และมีประชากรในพื้นที่กว่า 1.8 ล้านคน นอกจากนี้ ในระยะถัดไปซีพีเอ็น ยังมีแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่อยู่อาศัยคอนโดมีเนียมในปี 2570 ต่อจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลนอร์ทวิลล์ ซึ่งเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พร้อมวางเป้าหมายมีผู้เข้ามาใช้บริการหมุนเวียน (ทราฟฟิก) ศูนย์ฯ แห่งนี้ ราว 3 หมื่นคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จากก่อนหน้าอยู่ที่ 1.5 หมื่นคนต่อวันในโครงการเดิม(เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์) “จากการออกแบบศูนย์ฯ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์และการใส่บริการแบรนด์ร้านต่างๆ เข้าไปจะดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาใช้ชีวิตได้ภายในศูนย์ฯ ตั้งแต่ช่วงเช้า ทั้งตั้วแต่แวะซื้ออาหารเช้าก่อนไปทำงาน หรือเข้ามาใข้บริการได้ตลอดทั้งวันจนถึงค่ำ ได้ตามไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจนฯ” ดีไซน์ระดับโลกเทียบ ‘ชางฮี’ สำหรับเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ได้แนวทางการออกแบบผ่านแรงบันดาลใจมาจาก 5 ธาตุธรรมชาติ ได้แก่ PLANT (สวนป่า เมฆ สายฝน) EARTH (วิถีชีวิตประจำวัน) STONE (พลังและความสมดุล) WOOD (การเชื่อมโยง) LIGHT (แสงแรกของวัน) สำหรับดีไซน์นี้ ยังคว้ารางวัล Hubexo Asia Awards 2025 สาขา Top 10 Developers ตั้งแต่ยังไม่เปิดให้บริการ และยังเป็นโมเดลการออกแบบเทียบชั้นกับ The Hyundai Seoul และสนามบินชางฮีสิงคโปร์ที่มี พื้นที่สีเขียวในร่ม (Indoor Garden) ขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ อีกด้วย ใช้ชีวิตเช้าถึงค่ำ กับ 6 โซนไฮไลต์ ขณะเดียวกัน โครงการยังถูกออกแบบให้คนมาใช้ชีวิตได้ทุกช่วงเวลา นอกเหนือจากการมาช้อปปิง หาร้านทานอาหาร แบบในอดีต ซึ่งประกอบด้วย 6 โซนเด่น คือ The Clouds – Indoor Forest พื้นที่ขนาด 500 ตารางเมตร ด้วยต้นไม้จริงที่ปลูกตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ประติมากรรมมีชีวิตอยู่ใจกลางห้าง The Hill-Community Space พื้นที่คอมมูนิตี้ รองรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้ง Co-working Space ดูหนัง ฟังดนตรี งาน Talk พร้อมจอขนาดใหญ่เหมือนดูภาพยนตร์กลางสวน Tree Grove-ลานต้นไม้แห่งการพักผ่อน มีทั้งเสียงนกร้องและเสียงน้ำไหล สร้างไมโคร ฮีลลิง (Micro Healing) ให้ความผ่อนคลายเหมือนอยู่กลางธรรมชาติ Stone Atrium-กลางโถงพร้อม จอ ดิจิทัล (Digital Screen) จัดอีเวนต์และโชว์เคส แบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และกีฬา Playville-Active Lifestyle Space กลางแจ้ง ประกอบด้วยสนามเด็กเล่น 550 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยหมีกริซลี่ สัญลักษณ์แห่งธรรมชาติ พร้อมลาน The Fountain พื้นที่เล่นน้ำ และ Jogging Track มาตรฐาน 450 เมตร พาน้องหมาวิ่งคู่เจ้าของได้ PetVille-235 ตารางเมตร Pet Park วิ่งเล่น Grooming และ Pet Wellness ครบในที่เดียว พร้อม Urban Park ลานแอโรบิกและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ชุมชน 300 แบรนด์ดาวน์ทาวน์ 80% ใหม่ทั้งหมด โดย เซ็นทรัล นอร์ท วิลล์ ได้นำกว่า 300 กลุ่มร้านค้าและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ (Downtown Brands) ซึ่ง 80% เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยมีในย่านนี้มาก่อน อาทิ D-Sports Stadium สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์แนวญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในไทย บนพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร พร้อมด้วยกิจกรรม ปีนผา, Fitness First พร้อม Pilates Studio, HYROX, Training Club และซาวน่าอินฟราเรด Tops Food Hall วัตถุดิบพรีเมียม Super Sports พร้อมสินค้าลิขสิทธิ์จากสโมสรลิเวอร์พูล Powerbuy Home Solutions B2S OfficeMate Food Ville ศูนย์อาหารพรีเมียม คอนเซปต์ The Warmth of Nature วิวรถไฟฟ้า รวมร้านมิชลิน ได้แก่ ราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปีศาลเจ้าพ่อเสือ เปลวก๋วยเตี๋ยวต้มยำ คุณประนอมก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก สุกี้เมาเวอริค ร้านดังเมืองนนท์ฯ เสน่ห์เรือนนท์ และเหลาริมทาง by เชฟเดช ร้านดังทั่วไป Bonchon Chagee Gong Cha Gyu-Kaku Momo Paradise Katsu Midori Sizzler Special ฯลฯ SF Cinema คอนเซปต์ใหม่ ‘The Prestige Cinema’ Kidzooona สนามเด็กเล่นในร่มจากญี่ปุ่น Matsukiyo Daiso
คนไทยสร้างขยะพิษ4 แสนตัน/ปี ทรูชวนทิ้งมือถือเก่าผ่านแอป รับของจาก 10 แบรนด์ดัง
คนไทยสร้าง e-waste 400,000 ตันต่อปี แต่จัดการถูกวิธีแค่ 20% ทรูชวนทิ้งมือถือเก่าผ่าน True App หาจุดทิ้งใกล้บ้าน วัดผลเรียลไทม์ และแลกรับของฟรีจาก 10 แบรนด์ดัง ถึง 31 ธ.ค. 2569 ไทยมี E-Waste กว่า 4 แสนตันต่อปี แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ถูกจัดการอย่างถูกต้อง ที่เหลือถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป เสี่ยงให้สารพิษและโลหะหนักรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมและย้อนกลับมากระทบสุขภาพ ทุกคน ทรู จับมือ 10 พันธมิตรเปิดโครงการ ‘E-Waste ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ บน True App ค้นหาจุดทิ้งใกล้บ้าน วัดผลลดโลกร้อนเรียลไทม์ และสะสมแต้มได้ทันที รองรับสมาร์ทโฟน อุปกรณ์เสริม และ IoT ที่เลิกใช้แล้ว ส่งเข้ารีไซเคิลถูกวิธี 100% ผ่านทรูช็อปและดีแทคกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ทิ้ง E-Waste แล้วรับ Rewards จาก 10 แบรนด์ดัง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 2569 ครอบคลุมทั้ง Dunkin’ โดนัทฟรี, Spa Cenvaree ลด 35%, SF Cinema ฟรี SF+ Package และอีกหลายแบรนด์ ทุกปีวันที่ ‘5 มิถุนายน’ ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ วันที่ทั่วโลกหยุดตั้งคำถามว่า เราทำอะไรกับโลกใบนี้ไปบ้าง? ซึ่งในปีนี้ ถูกวางไว้ภายใต้แแนวคิด ‘Inspired by Nature. For Climate. For Our Future.’ ตอกย้ำถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และการลงมือทำให้เกิดผลจริงคือภารกิจของทุกคน ไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือองค์กรใหญ่ โดยหนึ่งในปัญหาที่เติบโตเร็วที่สุดในยุคดิจิทัลและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คือ ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ หรือ E-Waste ตัวเลขโลกที่น่าตกใจ ปัจจุบันทั่วโลกมี E-Waste เกิดขึ้นกว่า 60 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับต้องปลูกต้นไม้ทดแทนถึง 660,089 ล้านต้น…ตัวเลขที่ไม่มีทางตามทันได้ด้วยการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน? หากกลับมาดูที่ ‘ประเทศไทย’ พบว่าสร้าง E-Waste มากกว่า 4 แสนตันต่อปี เทียบเท่าต้องปลูกต้นไม้ทดแทน 4,258 ล้านต้น แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ที่เหลืออีก 80% ถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป เสี่ยงให้สารพิษและโลหะหนักรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม และย้อนกลับมากระทบสุขภาพของเราทุกคน มือถือเก่าในลิ้นชัก คือ ส่วนหนึ่งของตัวเลขนั้น ขณะที่ สมาร์ทโฟนเก่า อุปกรณ์เสริม หูฟัง รีโมต หรือ IoT ที่เลิกใช้แล้ว และวางทิ้งไว้ในบ้าน ทั้งหมดนั้นคือ E-Waste ที่รอการจัดการอย่างถูกวิธี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนเลิกใส่ใจ แต่อยู่ที่ ‘ไม่รู้จะทิ้งที่ไหน’ ที่ทิ้งใกล้ฉัน True App ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งความยั่งยืนควรถูกออกแบบและบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผ่านระบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ ลงมือทำได้ง่าย และเห็นผลลัพธ์ได้จริง และเป็นที่มาเปิดตัวโครงการ ‘E-Waste ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ บน True App ที่เชื่อมทุกขั้นตอนไว้ในแอปเดียว ได้แก่ หาง่าย ค้นหาจุดรับทิ้งที่สะดวกที่สุด ครอบคลุมทรูช็อปและดีแทคกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงบริการสัญจรรับถึงที่ในกรุงเทพฯ และพระนครศรีอยุธยา วัดผลเรียลไทม์ คำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทันที เห็นว่าการทิ้งครั้งนี้ช่วยโลกได้แค่ไหน สะสมแต้ม ‘ดีต่อใจ’ บันทึกประวัติและผลที่จะได้รับ (Impact) ส่วนบุคคล ทุกครั้งที่ทิ้งคือการมีส่วนร่วมที่จับต้องได้ ส่งต่อพลังบวก แชร์เรื่องราวสู่โซเชียลเพื่อจุดประกายคนรอบข้าง ทิ้งเพื่อรับจาก 10 แบรนด์ดัง ทั้งนี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้คนลงมือทำจริง ทรู มอบสิทธิพิเศษให้ทันทีเมื่อทิ้ง E-Waste ผ่าน True App ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569 กับสินค้า บริการ โดยร่วมกับพันธมิตร 10 แบรนด์ ดังนี้ DUNKIN’ โดนัทฟรี 1 ชิ้น OfficeMate ส่วนลด 120 บาท เมื่อซื้อสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมครบ 1,500 บาท SCG HOME ส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อครบทุก 3,000 บาท Oriental Princess ซื้อ 1 แถม 1 กันแดด Natural Sunscreen SPF50 มูลค่า 715 บาท Spa Cenvaree ส่วนลด 35% ทรีทเม้นท์ทุกรายการ PAUL เซ็ต Sweet หรือ Savory ในราคาเพียง 179 บาท จากปกติ 385–460 บาท Sukishi Korean Charcoal Grill ยำปลาแซลมอนฟรี 1 จาน มูลค่า 230 บาท TrueCoffee อัปไซส์ฟรี เมนู Boran จาก R เป็น L OneOne รับ 5 OOC สำหรับเกมเมอร์ลูกค้าใหม่ SF Cinema รับฟรี SF+ Package ดูรายละเอียดและหาจุดทิ้งใกล้บ้านได้ที่ https://true.th/campaign/e-waste
เงินในกระเป๋ายังไหว แต่ ‘คนไทย’ยังไม่กล้าซื้อบ้าน-รถ เหตุหวั่นเศรษฐกิจ 12 เดือนหน้า
เทอร์ร่า สำรวจพบคนไทยยังมั่นใจการเงินตัวเอง แต่กลัวเศรษฐกิจ 12 เดือนข้างหน้า ขอชะลอซื้อบ้าน-รถ ส่วนเทรนด์เวลบีอิ้งพุ่ง 93% ให้สุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง-อสังหาฯ ต้องปรับเกมรับความต้องการใหม่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยครึ่งแรกปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 56 จุด จาก 66 จุดในช่วงครึ่งหลังปี 2568 แม้ยังเป็นบวก แต่ความกังวลต่อเศรษฐกิจ 12 เดือนข้างหน้าดิ่งลงเหลือเพียง 38 จุด ใกล้เคียงช่วงล็อกดาวน์โควิดปี 2564 คนไทยยังมองสถานะการเงินตัวเองดี โดยดัชนีคาดการณ์การเงินส่วนตัว 12 เดือนข้างหน้าสูงถึง 80 จุด แต่ความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่อย่างบ้านและรถยนต์ต่ำเพียง 42 จุด สะท้อนว่า “มีเงินแต่ยังไม่กล้าใช้” 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยเทรนด์ที่เติบโตแรงสุดคือนอนหลับมีคุณภาพและคาร์ดิโอ เพิ่มขึ้น 50% ผู้ซื้อบ้านยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ขนาดพื้นที่ แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิต ดัน Wellness เป็น factor ใหม่ในตลาดอสังหาฯ สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด (TerraBKK.com) ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้วยข้อมูลงานวิจัยเชิงลึก กล่าวว่า Terra ทำการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเหลือ 56 จุด จาก 66 จุด ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ผ่านมา “แม้ความเชื่อมั่นจะยังคงเป็นบวก จากค่าที่สูงกว่า 50 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจก็ตาม แต่ดัชนีมีแนวโน้มลดลงอีกครั้งอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง” โดยดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงในปีนี้ เกิดจากสองปัจจัยหลัก ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านและรถยนต์ ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 42 จุด ความรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 38 จุด ขณะที่ ดัชนีในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 66จุด จาก 45 จุดในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนหน้านี้ลดลงจาก 72 จุดในปี 2567, 75 จุด ในปี 2566 และ 79 จุด ในปี 2565 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่บันทึกไว้ในช่วงระยะเวลาสำรวจ โดยค่าดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 44 จุด ในปี 2564 ท่ามกลางมาตรการล็อกดาวน์จากโควิด-19 เมื่อเทียบกับ 71 จุด ในปี 2563 “ระดับความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในขณะนี้เทียบได้กับสิ่งที่เราเห็นในช่วงล็อกดาวน์ในปี 2564” สำหรับตัวชี้วัดอื่นๆ ของแบบสำรวจ ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับสถานะทางการเงินส่วนบุคคลของตนเอง โดยจัดอันดับดัชนี ดังนี้ การประเมินสถานการณ์ทางการเงินในอีก 12 เดือนข้างหน้า ได้คะแนน 80 การประเมินสถานะทางการเงินในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีก่อน ได้คะแนน 67 การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้คะแนน 56 คนรุ่นใหม่ มองหาสุขภาวะ พร้อมกันนี้ ‘Terra’ ยังได้ทำการสำรวจประจำปีเกี่ยวกับผู้ซื้อบ้านในอนาคตจากหลากหลายช่วงวัยทางออนไลน์ตั้งแต่ปี 2563-2567 และสำรวจทุกครึ่งปีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา โดยการสำรวจครั้งล่าสุด ซึ่งดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถาม 400 คน โดย 52% อยู่ในกรุงเทพฯ และ 48% อยู่ในจังหวัดอื่นๆ ขณะที่ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 44% คือ กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 15,000 ถึง 50,000 บาท อีก 25% มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ 31% มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท , กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (อายุ 31-44 ปี) คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดถึง 44%, กลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (อายุ 45-59 ปี) ที่ 32%, กลุ่มเจเนอเรชั่นซี (อายุ 15-30 ปี) คิดเป็น 16% และ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (อายุมากกว่า 59 ปี) คิดเป็น 8% ‘เวลบีอิ้ง’เทรนด์สำคัญ ขณะเดียวกัน Terra ยังสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาวะ (เวลบีอิ้ง)และพบว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามถือว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ โดย ‘กลุ่มเบบี้บูมเมอร์’ ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากที่สุด โดย 60% ระบุว่า ‘สำคัญมาก’ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในทุกรุ่น สำหรับ ด้านการใช้จ่ายรายเดือนด้านสุขภาพและสุขภาวะ รวมถึงกิจกรรมออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ วิตามิน การตรวจสุขภาพ และบริการดูแลสุขภาพอื่นๆ มีสัดส่วน 43% โดยจัดสรรเงินระหว่าง 1,000 ถึง 3,000 บาทต่อเดือน ตามมาด้วยกลุ่มที่ใช้จ่ายระหว่าง 3,000 ถึง 6,000 บาท และน้อยกว่า 1,000 บาท คิดเป็น 18% ตามลำดับอีก 13% ไม่ระบุงบประมาณด้านสุขภาพที่แน่นอน ส่วน 5% ใช้จ่าย 6,000-10,000 บาท และ 2% ใช้จ่ายมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่ามีแนวโน้มด้านสุขภาพที่เติบโตขึ้นหลายอย่างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพและการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งทั้งสองอย่างอยู่ที่ 50% ตามมาด้วยการฝึกยกน้ำหนักที่ 41% ในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ในอันดับสูงสุดที่ 64% ตามมาด้วยอาหารเสริมและวิตามินที่ 48% และการติดตามสุขภาพผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลและแอปพลิเคชันที่ 46% ในขณะเดียวกัน กิจกรรมไลฟ์สไตล์หลายอย่างกลับได้รับความนิยมลดลง อาทิ การเข้าสังคมนอกบ้านมีการลดลงมากที่สุดที่ 49% สปาและการบำบัดฟื้นฟูที่ 33% การดื่มแอลกอฮอล์ที่ 26% “ผู้ซื้อบ้านในปีนี้มีแนวโน้มที่จะมีดัชนีความสุขสูง ดังนั้นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรนำแนวคิดเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และอายุยืนยาวมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในสภาพตลาดปัจจุบันมากขึ้น” สุมิตรา เสริมว่า ผู้ซื้อบ้านในอนาคตไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เท่านั้นอีกต่อไป พฤติกรรมผู้คนกำลังมองหาบ้านที่สนับสนุนสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตในระยะยาว พวกเขาต้องการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว อากาศบริสุทธิ์ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ
WRG ย้ำระดับลักชัวรี่ เจาะเศรษฐีโลก ด้วยสิทธิพิเศษเหนือระดับ ครบวงจร
‘WORLD REWARD GROUP (WRG)’ ผู้นำบริการความหรูหราระดับ Super High-End ตอบโจทย์ “ลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์” มอบความ Privilege มัดใจลูกค้า กลุ่มดับบลิวอาร์จี (WRG) ผู้บุกเบิกธุรกิจการบริการลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์แก่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายทุกด้านของการใช้ชีวิต รวมทั้งเป็นผู้นำในการจัดหาสิทธิประโยชน์ระดับโลก ด้วยประสบการณ์ในการดูแลและให้บริการกลุ่มลูกค้าสิทธิพิเศษระดับ HNWI (High Net Worth Individual) และ UHNWI (Ultra High Net Worth Individual) ทั้งรายบุคคลและกลุ่มลูกค้าขององค์กรชั้นนำในประเทศไทยและในทวีปเอเชียมากว่า 20 ปี วางตำแหน่งเป็น Lifestyle Management Company ที่เชื่อมระหว่างแบรนด์ระดับโลก สถาบันการเงิน กลุ่มบริษัทประกัน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กับผู้บริโภคระดับ Affluent และ HNWI กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง โดยมีฐานปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ และให้บริการครอบคลุมทั่วเอเชียและในระดับโลก ตอกย้ำความเหนือระดับ การันตีโดยกลุ่มผู้ก่อตั้ง WRG ที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ากลุ่ม Wealth ของประเทศไทยมายาวนานกว่า 20 ปี จนก้าวขึ้นเป็นเจ้าตลาดในเซ็กเมนต์นี้อย่างเป็นที่ยอมรับ ปัจจุบันเครือมีฐานลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียที่ใช้บริการมากกว่า 50,000 รายต่อปี ซึ่งทำให้ WRG กลายเป็นผู้ให้บริการ Lifestyle Management ที่มีขนาดและความลึกของ Data ลูกค้า Wealth ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ด้วยบริการที่หลากหลายและครอบคลุมทุก Luxury Lifestyle พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงได้อย่างครบวงจร นายจักรพันธ์ รัตนเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดับบลิวอาร์จี (World Reward Group-WRG) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างของกลุ่มประกอบด้วย 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ World Reward Solutions (WRS) ผู้คัดสรรโปรแกรมสิทธิประโยชน์ระดับลักชัวรี่ และแพลตฟอร์ม Privilege Technology สำหรับธนาคารกลุ่มบริษัทประกัน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจในการคิดค้น คัดสรร และวางกลยุทธ์สิทธิประโยชน์ (Benefits) จากพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก Silver Voyage Club คลับที่พร้อมมอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษ (Privileges) ให้แก่สมาชิก และลูกค้ากลุ่ม Prestige/VIP ขององค์กร ไม่ว่าจะด้านการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารชั้นนำ โดยจะรังสรรผ่าน Silver Voyage Club Concierge ทีมผู้ช่วยส่วนตัวมืออาชีพที่ให้บริการด้วยความแม่นยำ ใส่ใจในคุณภาพ และเข้าใจทุกรายละเอียดไลฟ์สไตล์ของสมาชิก White Glove Service ดูแลการบริการขนส่งทางบก อาทิ รถลีมูซีน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งบริการส่งของที่มีมูลค่า (Luxury Delivery) Lifestyle +Travel Media ผู้ถือลิขสิทธิ์ Robb Report Thailand ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ใน 22 ประเทศทั่วโลก และ พันธมิตรใหม่ล่าสุด Flow Yacht Club ลักชัวรียอชท์คลับและแพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวทางน้ำครบวงจรแห่งแรกในไทย จากการได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้แบรนด์ Robb Report ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ UHNWI โดยมีฐานผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีตัวจริง ครอบคลุมทั้งนักลงทุน เจ้าของธุรกิจ ผู้ก่อตั้ง Family Office และนักสะสมระดับโลก ทำให้ Robb Report ไม่ใช่แค่นิตยสาร แต่คือใบเบิกทางที่ทำให้ WRG สามารถเข้าถึงมหาเศรษฐีตัวจริงทั่วโลก เช่นเดียวกับการได้ Flow Yacht Club เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากธุรกิจยอชท์ไม่ใช่เพียงการขายเรือ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ทางทะเลแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ Yacht Sales & Brokerage, Yacht Management, การให้เช่าเหมาลำ (Charter), Fractional Ownership ไปจนถึงโปรแกรมสมาชิก Boat Club พร้อมเครือข่ายในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลของไทย ทั้งกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ถือเป็นการขยายภาพรวมของ WRS Group สู่ไลฟ์สไตล์ทางทะเล และทำให้ Ecosystem ของ WRG มีความครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ลูกค้าระดับ UHNWI สามารถเริ่มความสัมพันธ์กับกลุ่มผ่านบัตรเครดิต Wealth ของธนาคารที่ใช้แพลตฟอร์มของ WRS ต่อยอดด้วยประสบการณ์จาก Silver Voyage Club และเดินทางด้วยบริการของ White Glove Service พร้อมอ่านเทรนด์ Ultra High Luxury Lifestyle ทั่วโลกผ่าน Robb Report และใช้วันพักผ่อนบนเรือยอชท์ของ Flow Yacht Club ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันในแพลตฟอร์มเดียว นายจักรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและกำลังซื้อที่ชะลอตัวจากปัจจัยลบ ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลากหลายอุตสาหกรรมในไทยได้รับผลกระทบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน แต่ธุรกิจที่ดูแลกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ยังคงสวนกระแส โดยวันนี้ WRG และยืนเด่นอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับการเติบโตของตลาด Luxury Concierge Service ในระดับโลกที่ยังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ถือเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่ม HNWI และ UHNWI ในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาเซียน นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้ WRG เติบโตสวนกระแส ยังมาจากการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตของกลุ่ม ที่ครอบคลุมลูกค้าทั้ง B2B, B2C และ B2B2C ขณะเดียวกันลูกค้าระดับ HNWI ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าลูกค้าในตลาดแมสในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงใช้จ่ายเพื่อรับประสบการณ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ที่สำคัญจากการวางตำแหน่งระดับภูมิภาค โดย WRG ไม่ได้มองตัวเองเป็นบริษัทไทย แต่เป็นแพลตฟอร์มเอเชียที่ตั้งฐานในกรุงเทพฯ ทำให้สามารถดึงดูดทั้งกลุ่ม Affluent ในประเทศและ HNWI ที่กำลังย้ายฐานเข้ามาได้ในเวลาเดียวกัน สำหรับเป้าหมายในระยะกลาง World Reward Group (WRG) ตั้งเป้าสู่การเป็น Wealth Ecosystem ที่ครบวงจรสำหรับลูกค้ากลุ่ม HNWI ในเอเชีย โดยอาศัยฐานลูกค้า 50,000 รายต่อปี ฐานเทคโนโลยี Privilege Platform ของ WRS เครือข่าย Robb Report ใน 22 ประเทศ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Flow Yacht Club เป็นแกนหลัก พร้อมเตรียมต่อยอดสู่บริการที่เข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้นในอนาคต พร้อมเตรียมประกาศการเปิดตัวโครงการ Private Club ระดับโลกที่จะมีพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมกันในไตรมาสสี่ปี 2026 นี้
หาที่สแกน ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ในห้างได้ของกินของใช้ ‘ไอคอนสยาม-ไอซีเอส’
รวมร้านอาหาร-ร้านค้าสไตล์ไทยกว่า 60 ร้าน 4 ภาคที่ไอคอนสยาม และคาเฟ่-ของหวานที่ไอซีเอส ใช้สิทธิไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60% สแกนจ่ายแค่ 40% ถึง 30 ก.ย. 2569 โครงการไทยช่วยไทยพลัส ภาคต่อของคนละครึ่ง รัฐบาลอนุทิน ชาญวีระกุล อุดหนุน 60% ประชาชนจ่ายเพียง 40% ผ่านการสแกน ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 ครอบคลุมร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการทั่วประเทศ ไอคอนสยามรวมร้านอาหารและร้านค้าสไตล์ไทยกว่า 60 ร้าน ที่เมืองสุขสยาม ชั้น G ครบทั้ง 4 ภาค ตั้งแต่ภาคกลาง อีสาน เหนือ ถึงใต้ ไอซีเอสเสริมด้วยร้านคาเฟ่ ของหวาน และ Lotus’s EATERY ครบทุกชั้น รองรับทุกไลฟ์สไตล์ ไอคอนสยามมอบโค้ดเติมเงิน EV มูลค่า 150 บาท เมื่อช็อปครบ 7,500 บาท และต่อด้วย BIG BANG SALE 12 มิ.ย. – 29 ก.ค. 2569 ไอซีเอสแลกรับ SIAM GIFT CARD 100 บาท เมื่อช็อปครบ 1,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับสมาชิก ONESIAM หลังรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีระกุล’ นายกรัฐมนตรี เปิดตัวโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ โปรเจกต์ภาคต่อจากคนละครึ่ง เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุน 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ผ่านการสแกน ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 นี้ ด้านศูนย์ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส (ฝั่งตรงข้ามไอคอนสยาม) สองศูนย์การค้าแลนด์มาร์คย่านธนบุรี ไม่รอช้าร่วมกระตุ้นการใช้จ่ายกลางปี โดยร่วมเปิดตัวโครงการไทยช่วยไทยพลัส พร้อมรวบรวมร้านอาหาร เครื่องดื่ม และร้านค้าชื่อดังกว่า 60 ร้าน ที่เข้าร่วมโครงการฯ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษตลอดช่วงกลางปี ครอบคลุมทั้งโซนอาหารและช็อปปิงสไตล์ไทย ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม โดยแบ่งโซนต่างๆ ดังนี้ โซนภาคกลาง ร้านโสภาน้ำปลาหวานทรงเครื่อง ขนมจีนยายระเบียบ ขนมไทยลงเรือ แพรวไพลิน ชวนหลงกุ่ยช่ายตลาดพลู แม่โสภาเมี่ยงคำโบราณ บ้านตลิ่งงาม ออเรนจี้ ข้าวแต๋นแม่โสภา โซนอีสาน ไทเมืองเพีย สิรินาถทิพย์วดีผ้าไทยฯ ปลายป่าน สยามแหนมเนือง Juicing Session โซนภาคเหนือ ได้แก่ พรธิราโครเชต์ Grab Handmade Art & Craft ลุงเงินกาแฟหม้อดิน ข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม อารมณ์ดอย โซนภาคใต้ โชคชนะพล น้ำชาบังบ่าว ครัว BARAKAT, นอกจากนี้ ยังรวมร้านอร่อยในโซนลานเมือง 1-2 ได้แก่ หอยทอดลุงยาวมหาชัย โกเฮงเกาเหลาเนื้อตุ๋น แมลงทอด อาหารตามสั่ง Hussna โกวเม เนื้อตุ๋นเอ็นตุ๋น ทะเลครก@1000ไม้ อาหารตามสั่ง ร้าน Seafood Roti Hussna หมูกรอบเบตง แมลงทอด – กุ้งเต้น ขาหมู ตรอกจันทน์ ครัวนลินธรณ์ นายน้อยหมูย่างเมืองตรัง ผลไม้สด Fresh Fruit ฯลฯ ด้าน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) ได้รวมร้านอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส รองรับทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งคาเฟ่ ของหวาน ดังนี้ ชั้น G JD FOODY HOME” ร้านอาหารสไตล์โฮมเมด MILLILITRE คาเฟ่ดีไซน์ทันสมัยสำหรับสายกาแฟ OLINO CREPE & TEA (Sweetory & Yogurt) ร้านเครปและเครื่องดื่มสไตล์ฟิวชัน SOOD’S อร่อยทุกคำ ชั้น 3 OCHAYA ร้านชานมและชาไทยยอดนิยม ด้วยเมนูต่างๆ อาทิ ชานมไข่มุก ชาผลไม้ ชั้น 4 Yak Crepe เครปไส้แน่นกว่า 30 ไส้ ร้าน Pang Lamoon ร้านอื่นๆที่ร่วมรายการ รวมถึง “Lotus’s EATERY@ICS” (ตรวจสอบร้านค้าที่ร่วมโครงการ ณ สถานที่) พร้อมสิทธิประโยชน์และโปรโมชันเพิ่มเติมจาก Lotus’s PRIVÉ เพื่อมอบความคุ้มค่าในการใช้จ่ายตลอดแคมเปญ นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังมอบความพิเศษสุดคุ้มอีกต่อ กับแคมเปญ ‘ช็อปคุ้ม FULL TANK’ ตั้งแต่วันนี้– 8 มิถุนายน 2569 แลกรับโค้ดเติมเงินชาร์จรถ EV มูลค่า 150 บาท เมื่อช็อปครบ 7,500 บาทขึ้นไป ด้าน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ เมื่อช็อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป สามารถแลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 960 สิทธิ์ตลอดรายการ) สำหรับใช้จ่ายครั้งถัดไป 200 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ต่อด้วยแคมเปญ ICONSIAM BIG BANG SALE 2026 ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ถึง 29 กรกฎาคม 2569 แลกรับ Lotus’s PRIVÉ Gift Card มูลค่า 100 บาท หรือเลือกรับ 1 เมนู (จากร้านค้าที่ร่วมรายการ) และรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS พิเศษสำหรับสมัครสมาชิกใหม่ ONESIAM รับเพิ่ม SIAM GIFT CARD มูลค่า 200 บาท เมื่อช็อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป ด้าน “ICS BIG BANG SALE 2026” สมาชิก ONESIAM แลกรับ Lotus’s PRIVÉ Gift Card มูลค่า 100 บาท พร้อมรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS และพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ ONESIAM รับ Lotus’s PRIVÉ Gift Card เพิ่มอีก 100 บาท เมื่อช็อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป ตลอดช่วงเวลาการจัดโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตที่คุ้มค่า สนับสนุนร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจบริการภายในประเทศ ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ให้คนไทยออกมาจับจ่ายอย่างคุ้มค่าในช่วงเวลานี้
รัสเซีย แชมป์ซื้อตลาดอสังหาฯภูเก็ต กวาดยอดโอน-ยูนิตสูงสุดต่างชาติ
รัสเซีย ต่างชาติยืนหนึ่งตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต ทั้งจำนวนยูนิต-ยอดโอนในไตรมาสแรกปี 2569 สวนทางมูลค่าซื้อขายเติบโหลายชาติชะลอตัว รัสเซีย เบอร์หนึ่งภูเก็ต ผู้ซื้อชาวรัสเซียโอนคอนโดในภูเก็ต 156 ยูนิต มูลค่า 1.06 พันล้านบาท คิดเป็น 44% ของมูลค่าโอนคอนโดต่างชาติทั้งหมดในจังหวัดช่วงไตรมาสแรก ดีมานด์หนุนตลาดคอนโดระดับบน 64% ของมูลค่าโอนคอนโดชาวรัสเซียทั่วประเทศเกิดขึ้นในภูเก็ต สะท้อนความต้องการยูนิตราคาสูงและการลงทุนระยะยาวในเมืองท่องเที่ยว จีน-เมียนมา-ไต้หวันชะลอตัว หลายชาติสำคัญมียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบปีก่อน สวนทางรัสเซียที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าการซื้อขาย สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในขณะนี้เริ่มมีตัวแทนขายที่ใช้ภาษารัสเซียทำการตลาดโครงการคอนโดมิเนียม ชัดเจน เห็นได้จากผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยได้รุกทำตลาดและโปรโมตโครงการคอนโดมิเนียมให้กับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อมีการจัดงานสำหรับตัวแทนขายในภูเก็ต ตัวแทนขายชาวรัสเซียมักจะมีจำนวนมากกว่าตัวแทนขายจากชาติอื่นๆ “ชาวรัสเซียนิยมเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวรัสเซียอาศัยอยู่จำนวนมาก จากก่อนหน้านี้กลุ่มนี้จะกระจุกตัวอยู่ในจอมเทียน พัทยา” สุรเชษฐ์กล่าวว่า แนวโน้มที่เกิดขึ้น คาดมาจากปัญหาภายในประเทศรัสเซีย กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจลงทุนจากต่างประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความยากลำบากจากการโอนเงินจากธนาคารรัสเซียถูกยกเว้นจากระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ (Swift) แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว สำหรับทั้งผู้พัฒนาฯ และผู้ซื้อ “ช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดไป จะเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่มาเยือนประเทศไทย” สอดคล้อง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้กับชาวรัสเซียเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 383 ยูนิต มูลค่า 1.66 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% ในด้านมูลค่าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ชาวรัสเซียกลายเป็นกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ แซงหน้าเมียนมา ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2568 ผู้ซื้อชาวจีน แม้จะยังคงเป็นกลุ่มต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในทั้งสองช่วงเวลา แต่ก็มีการลดลงมากที่สุด การโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 39% เหลือ 906 ยูนิต มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ลดลง 43% ในด้านมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมียนมา ร่วงลงมาอยู่อันดับที่สามในไตรมาสแรกของปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมลดลง 36% เหลือ 279 ยูนิต และมูลค่าลดลง 39% เหลือ 968 ล้านบาท ไต้หวัน ซึ่งเคยอยู่อันดับที่สี่ในทั้งสองช่วงเวลา มีการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 31% เหลือ 136 ยูนิต มูลค่า 688 ล้านบาท ลดลง 24% ในด้านมูลค่า สหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในอันดับที่ห้า มีการโอนกรรมสิทธิ์ 138 ยูนิต มูลค่า 685 ล้านบาท ลดลง 6% ในด้านปริมาณ และ 16.5% ในด้านมูลค่า ขณะที่ตลาดอสังหาฯภูเก็ต บันทึกมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมสูงสุดในกลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซีย รวมเป็นเงิน 1.06 พันล้านบาท จาก 156 ยูนิต คิดเป็น 64% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับยูนิตราคาสูง โดย ผู้ซื้อชาวรัสเซียยังคิดเป็น 44% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมต่างชาติทั้งหมดในภูเก็ต ซึ่งมีมูลค่า 2.43 พันล้านบาท จาก 420 ยูนิตในไตรมาสแรก
คนไทย ท็อป1ช้อปออนไลน์โลก 69% กดซื้อของทุกสัปดาห์ ‘ลาซาด้า’ 6.6 จึงต้องมา
ไทย แชมป์ช้อปออนไลน์อันดับ 1 โลก 69.1% ช้อปทุกสัปดาห์ ลาซาด้า เปิดแคมเปญ 6.6 ดึงแบรนด์พรีเมียมลง LazMall รับตลาดอีคอมเมิร์ซไทย 1.2 ล้านล้านบาทปี 2569 ไทยช้อปออนไลน์มากที่สุดในโลก รายงาน Digital 2026 Mid-Year จาก We Are Social ระบุคนไทย 69.1% ช้อปออนไลน์ทุกสัปดาห์ ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2569 คาดแตะ 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกรวม LazMall ดึงแบรนด์พรีเมียมตอบเทรนด์สินค้าแท้ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์แท้และความน่าเชื่อถือมากขึ้น ลาซาด้า ดึงแบรนด์บิวตี้ระดับโลกอย่าง Estée Lauder, La Mer, Drunk Elephant และ NARS เข้าร่วม LazMall อย่างเป็นทางการ แคมเปญ 6.6 ครบทุกทัชพอยต์ ออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากดีลลดสูงสุด 90% และคูปอง 10,000 บาท ยังมีกิจกรรม Gamification สะสมเหรียญ และ Event ออฟไลน์ที่อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ วันที่ 5 มิถุนายน พร้อมศิลปินร่วมงาน รายงาน Digital 2026 Mid-Year Global Update Report จาก We Are Social ระบุว่า ‘ประเทศไทย’ ครองแชมป์นักช้อปออนไลน์สูงสุดอันดับ 1 ของโลก โดยมีผู้บริโภคกว่า 69.1% ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์ นอกจากนี้ รายงาน The Rise of Authenticity-Driven E-Commerce in Thailand จาก Cube Insights คาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทางการ (Mall) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มจาก 30% เป็น 55% ภายในปี 2573 ขณะที่ Priceza ประเมินมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าสูงถึง 1.1 ถึง 1.2 ล้านล้านบาท พร้อมคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตราว 7% และครองสัดส่วนเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกรวมทั้งประเทศ ด้าน ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระดับภูมิภาค ให้ข้อมูลสอดคล้องผ่านสถิติแคมเปญวันเกิดของลาซาด้า พบว่ามีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยบนแพลตฟอร์ม (Average Order Value) เติบโตถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนทิศทางของอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าแบรนด์แท้ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพมากขึ้น โดยแพลตฟอร์ม ต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็นจุดหมายของนักช้อปคุณภาพ ที่สามารถค้นพบทั้งสินค้าและบริการระดับพรีเมียม รวมถึงประสบการณ์ช้อปที่แตกต่างได้ในที่เดียว LazMall รวมแบรนด์คุณภาพเจาะแรงซื้อ ทั้งนี้ ลาซาด้า เตรียมสร้างสรรค์แคมเปญใหญ่รับกลางปี แคมเปญดับเบิลเดย์ 6.6 ในปี 2569 โดยนำสินค้าแบรนด์ดัง พร้อมเต็มคูปองส่วนลดและโปรโมชันต่างๆ ให้นักช้อปร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน (2 ทุ่ม) – 8 มิถุนายน 2569 นี้ โดยมีไฮไลต์เด็ด อาทิ คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท* LazFlash ลดสูงสุดถึง 90%* และดีลส่วนลดพิเศษจากแบรนด์ดัง ลดแรง 6 ชั่วโมงแรก (เริ่ม 2 ทุ่ม – ตี 2) พร้อมตอกย้ำบทบาทเดสทิเนชันสินค้าแบรนด์แท้ชั้นนำ จากแบรนด์ทั้งไทยและระดับโลก ร่วมเปิดตัวร้านค้าอย่างเป็นทางการบน LazMall นำโดยแบรนด์บิวตี้ระดับพรีเมียม พร้อมเสริมแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้า อาทิ Kanebo Drunk Elephant Estée Lauder IPSA LA MER NARS Helena Rubinstein (เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้) ขณะที่หมวดแฟชั่น รวบรวมสินค้าและคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ยอดนิยม ทั้งแบรนด์แฟชั่นไทย GENTLEWOMAN และคอลเลกชันพิเศษจาก O&B ที่คอลแลบอเรชั่น กับคาแรกเตอร์น่ารักอย่าง Hello Kitty นอกจากนี้ ยังมีคอลเลกชันพิเศษ เอาใจคอบอลต้อนรับศึกฟุตบอล FIFA World Cup 2026 จากหลากหลายแบรนด์ทุกหมวดหมู่ อาทิ Asics, LEGO, POP MART และอื่นๆ ช้อปออนไลน์แถมบันเทิง พร้อมกันนี้ ลาซาด้า ยังยกระดับ ‘Lazada Membership’ ให้ความคุ้มค่าครอบคลุมไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ โดยอัปเกรดสิทธิพิเศษด้านบิวตี้ (Beauty) และ เวลเนส (Wellness) สำหรับสมาชิก Lazada Membership* โดยสมาชิกสามารถเลือกรับสิทธิพิเศษจาก Aura Bangkok Clinic อาทิ คูปองส่วนลดมูลค่าสูงสุด 1,000 บาท หรือบริการความงามยอดนิยม เช่น โบท็อกซ์ (Botox) และ พรีเมียม สกิน ทรีตเมนต์ (Premium Skin Treatment) พร้อมสิทธิทดลองใช้คลาสพาส (ClassPass) ฟรี นาน 1 เดือน นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรชั้นนำ GrabUnlimited และ LINEMAN VIP ฟรี 6 เดือน และส่วนลดประกันภัยรถยนต์จาก Chubb สูงสุด 18% เพื่อมอบความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิต เก็บแต้ม LazGames และ LazCoins ขณะทื่ ‘Gamification’ ถือเป็นอีกสีสันแคมเปญ 6.6 โดยลาซาด้าชวนร่วมสนุกกับเกม 6.6 Prize Grab เปิดกล่องสมบัติสะสมคะแนน เพื่อลุ้นรับทองคำแท่ง คูปองส่วนลด และรางวัลพิเศษต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเกม 6.6 Coins Soccer Rush ชวนนักช้อปเล่นเกมสะสมเหรียญ พร้อมแข่งเป็นทีมชนะรับเหรียญเพิ่มสูงสุด 666 เหรียญ ใช้เป็นส่วนลดสูงสุด 70%* ตลอดช่วงแคมเปญ ขยายดีลสู่โลกออฟไลน์ ลาซาด้า 6.6 ขณะเดียวกัน ลาซาด้า ยังเดินหน้าเชื่อมต่อนักช้อปผ่านกิจกรรมออฟไลน์อย่างสร้างสรรค์ ในวันที่5 มิถุนายน ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้นักช้อปได้ร่วมลุ้นและรับดีลพิเศษจากลาซาด้า แบบเรียลไทม์ พร้อมพบกับศิลปินนักแสดง ‘สกาย วงศ์รวี’ และ ‘แอลม่อน-โปรเกรส’ มาร่วมสนุกกับการตกดีลออนไลน์ พร้อมสร้างสีสันและความบันเทิงตลอดงาน
Gen Z หันลงทุนทองพุ่ง YLG ทำไซซ์เล็ก 10 เท่าตอบโจทย์วัยรุ่น
YLG ดึงอินไซต์ Gen Z หันลงทุนทองมากกว่ารุ่นเก่า เปิดตัว Mini Gold Online Futures ย่อขนาดสัญญาเหลือ 1 ทรอยออนซ์ เริ่มต้นง่ายขึ้น 10 เท่า พร้อมโปรลูกค้าใหม่รับออมทองสูงสุด 600 บาท Gen Z ลงทุนทองมากกว่าที่คิด งานวิจัยจาก Bank of America ชี้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเหล่าGen Z และ มิลเลนเนียล มองทองคำเป็นสินทรัพย์หลัก เหตุผลคือความมั่นคงและจับต้องได้ โดยเฉพาะหลังผ่านวิกฤตโควิดและค่าครองชีพพุ่ง สัญญาเล็กลง 10 เท่า ทลายกำแพงเงินทุน YLG เปิดบริการ Mini Gold Online Futures ใหม่มีขนาด 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททอง จากเดิม 10 ทรอยออนซ์ ทำให้วางเงินหลักประกันน้อยลง และจัด Asset Allocation ได้ละเอียดขึ้น เริ่มออมทองได้แค่ 100 บาท แอป YLG Get Gold เปิดให้ลงทุนขั้นต่ำ 100 บาท ไม่ต้องเดินทางหน้าร้าน พร้อมโปรลูกค้าใหม่รับออมทองสูงสุด 600 บาท ถึง 30 มิถุนายน 2569 ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยงานวิจัยจากหลายสถาบันชั้นนำ เช่น Bank of America ชี้ว่าคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และ มิลเลนเนียล (Millennials) หันมาลงทุนในทองคำในอัตราที่สูงกว่าคนรุ่นเก่า (Gen X และ Baby Boomers) โดยเกือบครึ่งหนึ่งของ Gen Z และ Millennials มองว่าความมั่นคง และการจับต้องได้เป็นเหตุผลหลักในการซื้อทองคำ นอกจากนี้ยังระบุว่าเหตุผลสำคัญของการถือทองคำ คือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอัตราเงินเฟ้อ หลังผ่านวิกฤตปี 2008 จนถึงโควิด-19 ค่าครองชีพที่สูงในปัจจุบัน ขณะที่ ความนิยมในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในทางอ้อม เนื่องจากทองคำที่เป็น ‘สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets)’ จะช่วยปรับสมดุลให้กับความเสี่ยงของพอร์ต ความนิ่งและความน่าเชื่อถือในยามวิกฤต (Absolute Safe Haven) ทองคำจึงยังมีหลายคุณสมบัติที่เด่นชัดกว่า โดยในยุคดิจิทัล ยังได้เกิดโอกาสของนักลงทุนรายย่อยที่ชัดเจน คือการเกิด ‘Fractional Ownership’ ทำให้ทองคำเข้าถึงง่ายมาก เช่นการออมทองที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่บาทผ่านแอปพลิเคชัน เช่น YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ทำให้ การเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยลงส่งผลให้เกิดสภาพคล่องสูงขึ้น สามารถซื้อขายได้ทันทีเมื่อต้องการ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางมาหน้าร้านทอง ฐิภา เสริมถึงแนวโน้มดังกล่าว ล่าสุด YLG ร่วมกับ TFEX ให้บริการ Mini Gold Online Futures สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่ของการเก็งกำไร และการป้องกันความเสี่ยง โดยย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า จึงทลายข้อจำกัดด้านเงินทุน และยังสามารถกำหนดสัดส่วน Asset Allocation ละเอียดขึ้นอีกด้วย จากเดิมที่สัญญามีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ สัญญาใหม่นี้จะมีขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำ ซึ่งการย่อขนาดสัญญาลงมาเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม จะช่วยให้การวางเงินหลักประกันลดลงมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือใช้ทองคำเสริมพอร์ตการลงทุนได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น พร้อมกันนี้ YLG ยังจัดโปรโมชัน Mini Gold Online Futures รับออมทองสูงสุด 600 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ YLG Futures ที่เปิดบัญชี TFEX โดยโปรโมชันนี้มอบสิทธิประโยชน์ 2 ต่อ ได้แก่ ต่อที่ 1 สำหรับลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชี TFEX กับ YLG Futures รับออมทองมูลค่า 100 บาทผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ที่เริ่มลงทุนใน Mini Gold Online Futures รับออมทองเพิ่มอีก 500 บาทผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold รวมมูลค่าสิทธิ์สูงสุด 600 บาท โปรโมชันนี้มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 เฉพาะลูกค้าใหม่เท่านั้น
‘เพ็ญภาค’ ขยายพอร์ตฯเครื่องดื่ม ทำ ‘เหล้าบ๊วย’ เจาะรุ่นใหม่ชอบลอง
‘เพ็ญภาค’ ปรับทิศธุรกิจมุ่งอุตฯเครื่องดื่มครบวงจร ขยายพอร์ตฯ คลุมอาหารเสริม เข้าตลาดแอลกอฮอล์ แตกแบรนด์ ‘Penpark Spirit’ รับสายดริงค์เจนฯ ใหม่ ชอบลอง เปลี่ยนไว ไอเท็มพาโต 40% ปี 2569 จากยาสตรีสู่เครื่องดื่มครบพอร์ต เพ็ญภาค ยาแผนโบราณ ขยายธุรกิจเต็มรูปแบบสู่เครื่องดื่ม RTD ทั้งกลุ่มไม่มีและมีแอลกอฮอล์ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนขึ้น บุกสองทาง — แบรนด์ตัวเองและ OEM เพ็ญภาค เปิดตัวแบรนด์ Penpark Spirit เจาะตลาดแอลกอฮอล์ พร้อมขยายธุรกิจ OEM เต็มตัว โดยใช้มาตรฐานการผลิตระดับเดียวกับยา พร้อม MOU กับ FATU MEDIA เป็นพาร์ตเนอร์รายแรก ตั้งเป้าโต 40% ในกลุ่มแอลกอฮอล์ ปี 2569 วางเป้าเติบโต 20% ในกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ และสูงถึง 40% ในกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยไตรมาส 1 ปิดด้วยการเติบโต 20% แล้ว พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนส่งออกอีก 5% ‘ไปรยา ไทยชาติ’ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด ขยายทิศทางการเปลี่ยนผ่าน ‘เพ็ญภาค’ ในปี 2569 สู่บทบาทผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มตัว เพื่อให้ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอ อาทิ กลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol) กลุ่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เต็มรูปแบบ “แนวทางดังกล่าว เพื่อให้เพ็ญภาคมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มและตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น การทำตลาดเครื่องดื่ม RTD ต้องเร่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์และสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภคได้” ซึ่งท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพ็ญภาคเชื่อมั่นว่าจุดแข็งด้านการผลิต นวัตกรรมสินค้า และการเปิดรับพันธมิตรทั้งด้านจัดจำหน่ายและ OEM จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน” นางไปรยา กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเสริมว่า ในปีนี้ เพ็ญภาค ยังมีอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญจากการต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์ และองค์กร โดยนำจุดแข็งด้าน นวัตกรรมการผลิต บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วอัดก๊าซซ่าที่รักษารสชาติและความซ่าได้ยาวนานกว่ารูปแบบอื่น และมาตรฐานการผลิตระดับสูงเทียบเท่ากับการผลิตยา เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพและความงามเพื่ออายุที่ยืนยาว (Longevity โดยขยายธุรกิจเชิงรุกรับจ้างผลิต ‘OEM’ (Original Equipment Manufacturer) เครื่องดื่มให้แบรนด์ต่างๆ อย่างเต็มตัว ล่าสุด เพ็ญภาค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ บริษัท ฝาตู้ มีเดีย จำกัด (FATU MEDIA) ในการผลิตเครื่องดื่ม OEM แบรนด์ใหม่อย่างเป็นทางการ โดยเพ็ญภาคจะร่วมคิดค้นสูตร ควบคุมมาตรฐานการผลิตระดับสากล และให้คำปรึกษาด้านการจัดจำหน่ายอย่างครบวงจร ไปรยา กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทวางแนวทางการทำตลาด ครอบคลุม 360 องศา พร้อมใช้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ การต่อยอดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย (Functional Drink) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในด้านการดูแลสุขภาพเชิงลึก การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าด้วยวัตถุดิบและกลิ่นอายของผลไม้ในเอเชีย (Asian Fruits & Flavor) เพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นจุดขายที่แตกต่าง การนำระบบ AI มาเจาะลึกพฤติกรรมร้านค้าและลูกค้า เพื่อพัฒนาโปรโมชั่นและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ไปรยา กล่าวต่อว่า จากการเข้าร่วมแสดงงานพร้อมออกบูธในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 ในปี 2569 นี้ ‘เพ็ญภาค’ ยังได้นำไลน์สินค้า ต่าง ๆ เพื่อรองรับตลาดเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมหาคู่ค้าและตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าขยายสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้น 5% จากปัจจุบันที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ (Line Up) 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol Functional Drink) ชูนวัตกรรมใหม่ ‘เพ็ญภาค ซีซ่า’ (Penpark CZa) เครื่องดื่มวิตามินอัดก๊าซซ่า น้ำตาล 0% 2 รสชาติ คือ แอลกลูต้า ทับทิม-มะเขือเทศ รวมแอสตาแซนทีน และกลูต้าไธโอนในขวดเดียว ไฟเบอร์ มะขามป้อม เครื่องดื่มดูแลรูปร่างและระบบขับถ่าย (มีวิตามินซีสูงกว่าส้มและมะนาว 20 เท่า) เครื่องดื่มสมุนไพรพญานาค และพญานาค พร้อมท์ กลุ่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (Alcohol) เจาะกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และชาวต่างชาติ ภายใต้พอร์ตโฟลิโอใหม่ คือ Penpark Spirit เครื่องดื่ม RTD (มีแอลกอฮอล์ 4-7%) จำนวน 4 SKUs ได้แก่ แอลเนอจี้ (L-Nergy) แอลเนอจี้ ไลท์ (L-Nergy Lite) เหล้าบ๊วย ริวอุเมะ (Ryuume) มิตรสาโท (Mitr Satho) กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กับ ‘เพ็ญภาคสตรีเยลลี่’ เยลลี่สมุนไพรรายแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ช่วยบำรุงมดลูก บำรุงเลือด และลดอาการปวดประจำเดือน กลุ่มยาแผนโบราณ ได้แก่ ยาสตรีเพ็ญภาค ยาบำรุงร่างกายพญานาค จากแผนธุรกิจดังกล่าว ในปี 2569 บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ 20% และกลุ่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์สูงถึง 40% โดยปิดไตรมาส 1 ปี 2569 ด้วยการเติบโต 20% ในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
วุ้นเส้นต้นสน เปิดตัว อีทซี่ รสใหม่ พร้อมมาสคอตน้องต้นสน
วุ้นเส้นต้นสน ลอนช์ “ต้นสน อีทซี่” 2 รสชาติใหม่ “ยำทะเล-ต้มยำ” พร้อมเปิดตัวมาสคอต “น้องต้นสน” ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน และผลิตภัณฑ์อาหาร เปิดตัว “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำ ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ OO25 ฮอลล์ 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี คุณพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ “ครอบครัวต้นสน” พร้อมยกทัพความอร่อยกับหลากหลายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากต้นสน พร้อมกันนี้ บริษัทยังถือโอกาสเปิดตัว “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำกุ้ง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง และต่อยอดความสำเร็จจาก 2 รสชาติแรก รสซุปไก่ และรสแจ่วฮ้อน ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อช่วงปลายปี 2568 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค โดยยังคงชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ไขมัน 0% และน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ พร้อมกันนี้ ในงานยังได้เปิดตัวมาสคอต “น้องต้นสน” ซึ่งสื่อถึงวุ้นเส้นต้นสนที่ทำจากถั่วเขียว 100% ด้วยต้องการให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมสื่อถึงพลังบวกและนุ่มนวล เหมือนเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ผู้บริโภคเสมอ มากับนิสัยที่สะท้อนถึงแบรนด์ “วุ้นเส้นต้นสน” ได้แก่ ความร่าเริง ขี้เล่น แต่ใส่ใจสุขภาพ รวมถึงมีใจรักธรรมชาติ และเป็นมิตรกับทุกคน โดยมีสโลแกนประจำตัว คือ “อร่อยดี เริ่มที่ต้นสน”“ต้นสน อีทซี่” แบบคัพ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของครอบครัวต้นสน มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการอาหารที่ทานง่าย สะดวก และยังอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด และยังเป็นการขยายตลาดกลุ่มสินค้าภายใต้ แบรนด์ต้นสน แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ต้นสนให้กว้างขึ้น ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ มีจำหน่ายในหลายช่องทาง ได้แก่ โก โฮลเซลล์, วิลล่า มาร์เก็ท, มิตซูโคชิ เดปาจิกะ, แมกซ์มาร์ท, บางบอน ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และฟู้ดแลนด์ พลาดไม่ได้! พบกับบูธครอบครัวต้นสน และ “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำกุ้ง ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ OO25 ฮอลล์ 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
ราวด์ เฮดส์ เปิดตัวแป้งโมจิใหม่ โชว์นวัตกรรมใน THAIFEX 2026
“ราวด์ เฮดส์” ภายใต้กลุ่มพูลผล ชูไฮไลต์นวัตกรรมสินค้า เปิดตัว “แป้งโมจิ” สูตรใหม่ ร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 26–30 พ.ค. นี้ บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายแป้งทำขนมสำเร็จรูปภายใต้ “กลุ่มพูลผล” ผู้นำด้านสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 84 ปี เข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมสินค้าที่โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ณ บูธ C52 ฮออล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัว ‘แป้งโมจิ’ สูตรพิเศษที่พัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ ผู้ประกอบการขนมและเบเกอรี่โดยเฉพาะ โดยแป้งโมจิสูตรใหม่นี้ รองรับการทำโมจิได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นไดฟูกุ โมจิ ฟิล์ม โมจิในเครื่องดื่ม หรือโมจิครีมชีส ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พร้อมให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเหนียวในระดับมืออาชีพ มีความโดดเด่นคือ สูตร anti-retrogradation ที่มุ่งแก้ปัญหาแป้งคืนตัวเมื่อเก็บในตู้เย็น ช่วยให้ร้านค้าสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้อง อาศัยทักษะการทำขนมขั้นสูง นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ผงสังขยาสำเร็จรูป” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง โดยเฉพาะ เพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถทำสังขยารสชาติแบบต้นตำรับได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมวัตถุดิบหลาย ชนิดหรือใช้เวลานาน ประกอบด้วย 3 รสชาติที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ได้แก่ สังขยาใบเตย หอมกลิ่นใบเตยแท้รส ชาติหวานละมุน, สังขยาชาไทย รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม และสังขยามันม่วง รสหวานนุ่มเป็นเอกลักษณ์ เหมาะทั้งการบริโภคในครัวเรือน และร้านค้า ผู้ประกอบการ สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเมนูขนมหวาน ต่าง ๆ บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด มุ่งเน้นการสร้างสรรค์แป้งผสมสำเร็จรูปที่ง่ายต่อการใช้งาน ผลิตจาก กระบวนการผลิตที่ทันสมัย สะอาด และได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล สินค้าในพอร์ตโฟลิโอครอบคลุม ทั้งแป้งไดฟูกุ แป้งวาราบิโมจิ แป้งโมจิ แป้งนวล ชุดทำไดฟูกุสำเร็จรูป และผงสังขยาหลากหลายรสชาติ ได้แก่ สังขยาใบเตย สังขยาชาไทย และสังขยามันม่วง พันธกิจหลักของบริษัทคือการช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงผู้ประกอบการ SME สามารถผลิตขนมคุณภาพสม่ำเสมอด้วยสูตรที่ควบคุมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญด้านการทำ ขนมโดยตรง นอกจากนี้ บริษัทยังรับผลิต OEM สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป และจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @koonpremix หรือ www.koonpremix.com
ONYX รุกเอเชียแปซิฟิก ขยายพอร์ตคุณภาพ สร้างการเติบโตยั่งยืนระยะยาว
ONYX Hospitality Group เดินหน้ารุกตลาดเอเชีย-แปซิฟิก วางหมากขยายพอร์ตอย่างมีชั้นเชิง มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตอกย้ำทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการกำลังเปลี่ยนผ่าน โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ “คุณภาพของการเติบโต” มากกว่าการขยายขนาดของพอร์ตสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว สำหรับกลุ่มออนิกซ์ฯ การเติบโตไม่ได้หมายถึงการเปิดโรงแรมเพิ่มขึ้นในหลากหลายจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกต่อระบบนิเวศการเดินทางในภาพรวม ตั้งแต่โครงสร้างดีมานด์ พฤติกรรมนักเดินทาง การพัฒนาเมือง ไปจนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือรับบริหารโครงการใหม่ ด้วยประสบการณ์กว่า 60 ปีในอุตสาหกรรมการบริการ กลุ่มออนิกซ์ฯ จึงวางบทบาทของตนเองในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ร่วมประเมินโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกับนักลงทุน โดยมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการขยายธุรกิจเชิงปริมาณในระยะสั้น นายคาชเฉียบ โวรา (Kashyap Vora) รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมว่า “ธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องอาศัยความรอบคอบ วินัยเชิงกลยุทธ์ และความเข้าใจตลาดในระดับที่ลึกยิ่งขึ้น การตัดสินใจลงทุนในปัจจุบันไม่สามารถพิจารณาจากตัวเลขการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวหรืออัตราการเข้าพักในระยะสั้นได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมองภาพรวมของระบบนิเวศการเดินทางอย่างครบถ้วน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเติบโตของภาคธุรกิจ แนวโน้มการบริโภค ตลอดจนแนวโน้มการเดินทางระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง” “ปัจจุบัน การขยายพอร์ตโฟลิโอไม่ได้วัดจากจำนวนโรงแรมภายในเครืออีกต่อไป แต่คือการจัดวางพอร์ตเชิงกลยุทธ์ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถสนับสนุนผลประกอบการ และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้แก่ทุกภาคส่วน แต่ละโครงการจำเป็นต้องมีบทบาทที่ชัดเจนภายในพอร์ตโฟลิโอ ไม่ว่าจะในด้านการกระจายความเสี่ยง การเพิ่มศักยภาพผลตอบแทน การสร้างมูลค่าเชิงกลยุทธ์ หรือความสามารถในการต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยการคัดเลือกการลงทุนอย่างมีวินัย ความเข้าใจตลาดเชิงลึก และความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กร” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ผ่านแนวทางการทำงานที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละโครงการโดยเฉพาะ (Tailored Approach) ซึ่งรวมถึงการพิจารณาโครงสร้างการลงทุน รูปแบบความร่วมมือ และการวางตำแหน่งแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะตอบโจทย์เชิงกลยุทธ์ สร้างผลกำไรที่ยั่งยืน และก่อให้เกิดมูลค่าในระยะยาว” “เราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรและเจ้าของโครงการที่มีวิสัยทัศน์ คุณค่า และความมุ่งมั่นด้านคุณภาพในทิศทางเดียวกัน เพราะการพัฒนาโรงแรมเป็นการลงทุนระยะยาว ความสอดคล้องด้านมาตรฐานคุณภาพ การบริหารความเสี่ยง และเป้าหมายการเติบโต ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าในระยะยาว และนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วน” จากองค์ความรู้ด้านตลาดและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่สั่งสมมายาวนานกว่า 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวทางการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่ให้ความสำคัญกับความสอดคล้องระหว่างจุดหมายปลายทาง แบรนด์ และพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้กรอบดังกล่าว ปัจจุบันกลุ่มออนิกซ์ฯ มีโรงแรมและที่พักภายใต้พอร์ตโฟลิโอรวม 49 แห่ง ใน 7 จุดหมายปลายทางเชิงกลยุทธ์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยภายในปี 2573 กลุ่มบริษัทตั้งเป้าหมายในการขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีจำนวนทรัพย์สินรวมมากกว่า 75 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการเติบโตดังกล่าวจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการคัดเลือกโครงการอย่างรอบคอบ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน เพื่อให้แต่ละการลงทุนสร้างคุณค่าได้จริงทั้งในเชิงกลยุทธ์และเชิงผลตอบแทน ในปี 2569 วาระที่องค์กรก้าวสู่หมุดหมายสำคัญครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและธรรมาภิบาลที่รอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เจ้าของโครงการ และพันธมิตรทางธุรกิจในทุกตลาดที่ดำเนินงาน พร้อมวางรากฐานสู่การเติบโตระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทศวรรษต่อไป ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เยี่ยมชมได้ที่: www.onyx-hospitality.com
สยามพารากอน เปิดแคมเปญ RUN MORE GET MORE วิ่งแลกรางวัล
สยามพารากอน จุดพลังคนรักสุขภาพ เปิดแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้! แลกรับสิทธิประโยชน์และรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ สยามพารากอน โกลบอลเดสติเนชั่นระดับโลกและจุดหมายปลายทางที่ครองใจทั้งลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย เปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด “RUN MORE GET MORE” ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้! แลกรับของรางวัลโดนใจทุก Lifestyle ชวนคนรักสุขภาพและสายแอคทีฟออกมาสนุกกับการวิ่ง พร้อมเปลี่ยนทุกกิโลเมตรให้กลายเป็นสิทธิประโยชน์และรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อตอบรับกระแส Health & Wellness Lifestyle ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงโลกของสุขภาพเข้ากับประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบพรีเมียม ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถสะสมระยะวิ่งผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและฟิตเนสที่กำหนด อาทิ Apple Health, Garmin Connect, Strava, Nike Run Club, Samsung Health และแอปพลิเคชันชั้นนำอื่น ๆ เพื่อนำมาแลกรับสิทธิพิเศษและของรางวัลจากร้านค้าที่ร่วมรายการได้อย่างง่ายดาย โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ไฮไลต์สำคัญ เริ่มจากเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมสะสมระยะวิ่งภายในวัน และแลกรับของรางวัลตามระยะที่กำหนด โดยระยะวิ่ง 2 – 5 กิโลเมตร สามารถแลกรับคูปองซื้อ 1 ฟรี 1 หรือส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำกว่า 1,400 รางวัล ขณะที่ผู้พิชิตระยะวิ่ง 5 กิโลเมตรขึ้นไป สามารถรับสิทธิ์คูปองใช้บริการฟรีจากแบรนด์สุขภาพ ความงาม ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ รวมกว่า 400 รางวัลตลอดรายการ อาทิ ร้านอาหาร คาเฟ่ คลินิกความงาม สปอร์ตรีเทล และโรงภาพยนตร์ อีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษคือกิจกรรมแข่งขันสะสมระยะวิ่งสูงสุด เพื่อเฟ้นหา 19 นักวิ่งตัวจริง ที่ทำสถิติได้สูงที่สุด รับ 10,000 ONESIAM Coins พร้อมของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท จากพันธมิตรชั้นนำ ทั้งสมาชิกฟิตเนสระดับพรีเมียมจาก Fitness First โปรแกรมความงามและดูแลสุขภาพจาก Dii Aesthetic และ The Klinique รวมถึงรางวัลเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะต้องสะสมระยะวิ่งขั้นต่ำตั้งแต่ 21 กิโลเมตรขึ้นไป และมีการบันทึกผลอย่างน้อย 4 ครั้งภายในระยะเวลากิจกรรม นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังสามารถนำระยะวิ่งที่สะสมจากแอปพลิเคชันสุขภาพและฟิตเนสชั้นนำมาแสดง ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ทั้งคูปองส่วนลด ของสมนาคุณ และบริการพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ดัง อาทิ PASAYA, Apex Hospital & Clinic, Distar Fresh และร้านค้าไลฟ์สไตล์ชั้นนำอีกมากมาย ร่วมเปลี่ยนทุกก้าวการวิ่งให้กลายเป็นรางวัลแห่งความสุขกับแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 ณ สยามพารากอน พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โซเชียลมีเดีย SIAM PARAGON และ ONESIAM SuperApp #SiamParagon #Extraordinary #RunMoreGetMore
สยามพิวรรธน์ ผนึกพันธมิตรลักชูรีโลก สร้างระบบนิเวศดึงกำลังซื้อสูง ยกระดับไทยสู่เวิลด์คลาส
สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำบทบาท Game Changer สู่มิติใหม่ของการขยายฐานลูกค้า ผนึกกำลังพันธมิตรระดับระดับเวิลด์คลาส ทรงพลังด้วยฐานกำลังซื้อสูงสุด ครองอันดับ 1 ในตลาดลักชูรีที่ทรงพลังที่สุดในเอเชีย ด้วยยอดขายระดับท็อปของโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรมลักชูรีไลฟ์สไตล์ ยกระดับและขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางแห่ง Global Luxury Destination ปรากฏการณ์ความร่วมมือระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์ ผสานพลัง 4 ผู้นำลักชูรีจากหลากหลายอุตสาหกรรม BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS สู่การสร้างระบบนิเวศลักชูรีแห่งอนาคต ผสานระบบนิเวศธุรกิจอันทรงพลังแบบไร้พรมแดน (Borderless Global Privilege) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงระดับสูงสุดจากทั่วโลก ตอบโจทย์การใช้ชีวิตลักชูรีแห่งโลกอนาคตครบทุกมิติ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกชั้นนำระดับโลก เจ้าของและผู้บริหารสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ ตอกย้ำบทบาทผู้นำ Game Changer ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งประวัติศาสตร์ร่วมกับพันธมิตรผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ได้แก่ BELMOND (LVMH), GALERIES LAFAYETTE, INSIGNIA และ MJETS เสริมความแข็งแกร่งของ Global Privilege Partnership และยกระดับ “Global Luxury Ecosystem” ที่เชื่อมโยงโลกแห่งลักชูรีอย่างไร้รอยต่อ สำหรับกลุ่มสมาชิก ONESIAM และสมาชิกขององค์กรพันธมิตร ผ่านเครือข่ายสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิตทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก โดยปัจจุบันสยามพิวรรธน์ครองตำแหน่งผู้นำในตลาดลักชูรี่ที่มีฐานลูกค้ากลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ทรงพลังที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และครองยอดขายกว่า 70% ของตลาดในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งยกระดับนิยามแห่งลักชูรี ด้วยพลังของเครือข่ายระบบนิเวศระดับโลกที่เชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด สยามพิวรรธน์จึงเดินหน้าสร้างเครือข่ายลักชูรีที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบที่สุดของโลก ผ่านการผสานประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการบินส่วนบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทหรูทั่วโลก ห้างสรรพสินค้าลักชูรีชั้นนำ และบริการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล สู่การสร้าง “Borderless Luxury Ecosystem” ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจค้าปลีกลักชูรีและระบบนิเวศไลฟ์สไตล์ลักชูรีของไทย ที่และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางของลักชูรีระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ นางสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “สยามพิวรรธน์ยึดมั่นในกลยุทธ์ Co-creation & Collaboration และเป็นผู้บุกเบิกการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในระดับโลกมาอย่างยาวนาน เพื่อมอบประสบการณ์เหนือระดับและสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ผ่านมาเรามีองค์กรพาร์ทเนอร์ระดับโลกที่ล้วนเป็นผู้นำในธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าร่วมในอีโค่ซิสเต็มที่ผสานศัภยภาพไร้ขีดจำกัดและสร้าง Share Values ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ในด้านลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นตลาดสำคัญและมีมูลค่าสูงสุด เรามีความเชี่ยวชาญในการดูแลกลุ่มลูกค้า High-Net-Worth จากทั่วโลก และมีฐานสมาชิก ONESIAM ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าระดับบนที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สมาชิกกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงมียอดจับจ่ายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อครั้ง และมียอดใช้จ่ายต่อปีมากกว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปถึง 35 เท่า ซึ่งสะทัอนให้เห็นถึงพลังการจับจ่ายของลูกค้าระดับบนได้เป็นอย่างดี เป้าหมายสำคัญของการสร้าง Global Privilege Partnership ในปีนี้ คือ การยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Luxury Destination มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับ Global Luxury Ecosystem เชื่อมต่อระบบนิเวศธุรกิจลักชูรีอย่างไร้รอยต่อสำหรับลูกค้ากลุ่ม Ultra-HNWIs ผ่านการบูรณาการฐานข้อมูลและสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อมอบเอกสิทธิ์สูงสุดที่เหนือความคาดหมาย” ในปีนี้ องค์กรพันธมิตรระดับโลกที่เข้าร่วม Global Privilege ล่าสุดได้แก่ BELMOND (LVMH) เครือธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมระดับ Ultra-Luxury ระดับโลก, GALERIES LAFAYETTE ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเดสติเนชั่นสำคัญในกรุงปารีสที่เหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องไปเยือน, INSIGNIA ผู้นำด้านการดูแลสมาชิกและไลฟ์สไตล์จัดการระดับพรีเมียม, และ MJETS ผู้ให้บริการด้านการบินส่วนบุคคลครบวงจรแห่งเดียวในประเทศไทย ต้นแบบการเดินทางเหนือระดับ โดยมีความพิเศษที่แตกต่างที่ตอบโจทย์ลักชูรี่ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ดังนี้ ยกระดับประสบการณ์การเดินทางไปกับ BELMOND (LVMH): ปฏิวัติศิลปะการเดินทางด้วย “Curated Journey” เชื่อมโยงการบริการชั้นเลิศของโรงแรมและรีสอร์ทหรูทั่วโลก เข้ากับสิทธิประโยชน์ในศูนย์การค้า สมาชิกจะได้รับบริการผู้ช่วยส่วนตัวแบบ 1-1 ในการวางแผนการเดินทาง พร้อมการต้อนรับระดับ VIP เมื่อเข้าพัก ณ โรงแรมระดับตำนาน หรือเดินทางไปกับรถไฟสุดหรูอันเป็นเอกลักษณ์ของ Belmond ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังจะได้รับสิทธิ์เข้าถึงการเดินทางที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครสำหรับสมาชิกคนสำคัญ “ที่ Belmond เรามุ่งมั่นที่จะรังสรรค์การเดินทางที่น่าจดจำอย่างไม่รู้จบ การร่วมมือกับ สยามพิวรรธน์ ในครั้งนี้ ช่วยให้เราสามารถผสานโลกแห่งลักชูรีรีเทลเข้ากับการท่องเที่ยวระดับอัลตร้าลักชัวรีได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับสมาชิก ONESIAM ให้ได้สัมผัสเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางระดับโลกในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน” — Charlotte Heyman, Director of Sales Asia, BELMOND ที่สุดแห่งบริการเหนือระดับจาก INSIGNIA: ยกระดับไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่าด้วยบริการดูแลลูกค้ารายบุคคลในรูปแบบเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน ตั้งแต่การสำรองที่นั่งในร้านอาหารที่จองยากที่สุดระดับโลก ไปจนถึงการเปิดประตูสู่การเข้าถึงกิจกรรมและประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งยากที่บุคคลทั่วไปจะเข้าถึงได้ “ความร่วมมือนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการมอบการดูแลที่เหนือความคาดหมาย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ผสานบริการดูแลลูกค้าระดับเวิลด์คลาสของเราเข้ากับระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ของสยามพิวรรธน์ เพื่อยกระดับความผูกพันของลูกค้าผ่านบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง” — Nada T. Rouviere, President of INSIGNIA เดินทางสะดวกสบายกับ MJETs: เติมเต็มจิ๊กซอว์ด้านการเดินทางไร้ขีดจำกัดผ่านบริการเครื่องบินส่วนตัว รวมถึงการเข้าใช้เลานจ์พิเศษที่สนามบิน พร้อมรถรับส่งระดับหรูจากรันเวย์ตรงสู่ศูนย์การค้าในเครือสยามพิวรรธน์อย่างไร้รอยต่อ “MJets เชื่อว่า คุณค่าของประสบการณ์การเดินทางในวันนี้ คือเวลา ความสะดวกสบาย และความราบรื่นในทุกช่วงของการเดินทาง การเข้าร่วม Global Privilege Ecosystem ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเชื่อมต่อระหว่างไลฟ์สไตล์และการเดินทาง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ seamless ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านจนถึงจุดหมายปลายทาง พร้อมสิทธิประโยชน์และการดูแลที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสมาชิก” — ณัฏฐภัทร สีบุญเรือง, CEO of MJETS ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อกับ GALERIES LAFAYETTE: มอบสิทธิพิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟและบริการระดับ VIP ผ่านเครือข่ายเชื่อมต่อระดับโลกอย่างไร้รอยต่อให้กับนักช้อปทั้งสองทวีป โดยเมื่อเดินทางถึงปารีส สมาชิก ONESIAM จะได้รับของขวัญต้อนรับสุดพิเศษ พร้อมสิทธิ์เข้าใช้บริการ VIP Lounge เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับสมาชิกกลุ่ม Black, Platinum และ Scarlet จะได้รับเอกสิทธิ์เหนือระดับในการเข้าใช้ Private Personal Shopping Lounge พร้อมบริการผู้ช่วยช้อปปิ้งส่วนบุคคล (Dedicated Personal Shopper) เมื่อแจ้งความประสงค์ รวมถึงบริการคืนภาษี (Tax Refund) แบบเร่งด่วน และการต้อนรับระดับ VIP อันอบอุ่น เช่นเดียวกับการช้อปปิ้งที่ศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์ “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายระบบนิเวศธุรกิจ ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งและทรงพลังอย่างสยามพิวรรธน์ ความร่วมมือในครั้งนี้คือการส่งมอบ ‘ประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อ’ ข้ามทวีป เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าของสยามพิวรรธน์จะได้รับการต้อนรับและการดูแลระดับสูงสุด ไม่ว่าจะกำลังช้อปปิ้งอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือปารีสก็ตาม” — Thierry Vannier, Director of International Customer Development and Operational Marketing at Galeries Lafayette Paris Haussmann. นอกจากความร่วมมือกับ 4 พันธมิตรล่าสุดแล้ว ปัจจุบันสยามพิวรรธน์มีเครือข่ายพันธมิตร Global Privilege Partnership ที่มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับแบบข้ามพรมแดนให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกและอยู่ในโกลบอลเดสติเนชั่น ประกอบด้วย ศูนย์การค้า PARCO ประเทศญี่ปุ่น, TAIPEI 101 ไต้หวัน, Hong Kong Times Square ฮ่องกง, ห้างสรรพสินค้า ION Orchard ประเทศสิงคโปร์, Pavilion Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย, Plaza Indonesia ประเทศอินโดนีเซีย, FOSUN สาธารณรัฐประชาชนจีน และ Hyundai Department Store ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจชั้นนำที่ครอบคลุมทั้งศูนย์การค้า การท่องเที่ยว และบริการด้านสุขภาพ ที่เข้าร่วมเสริมสร้างความพิเศษเหนือระดับสำหรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยสมาชิก ONESIAM จะได้รับส่วนลด โปรโมชั่นพิเศษ การรับรองระดับ VIP และประสบการณ์เหนือระดับที่มิอาจซื้อได้อื่นๆ ครบทุกมิติ ในขณะเดียวกัน สมาชิกของพันธมิตรเมื่อมาเยือนศูนย์การค้าในกลุ่มสยามพิวรรธน์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมเช่นเดียวกัน ทั้งส่วนลดพิเศษจากร้านค้าชั้นนำ การใช้บริการห้องเลานจ์ การรับบริการจากทีม Customer Relationship และบริการเอ็กซ์คลูซีฟอีกมากมาย นอกจากนี้ สยามพิวรรธน์ยังเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกับพันธมิตร เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ทำให้สามารถนำเสนอข้อเสนอที่ตรงใจลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) ได้มากขึ้น โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวมากกว่าการทำโปรโมชั่นเพียงชั่วคราว มีการบูรณาการสิทธิประโยชน์ข้ามอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์กลุ่ม High-Net-Worth Individuals ในทุกมิติ “การผนึกกำลังครั้งนี้ คือการก้าวข้ามทุกขีดจำกัด สู่การเติบโตอย่างไร้พรมแดน (Borderless Growth) พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง หรือ Global Luxury Destination และสร้างมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตระดับลักชูรีไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง” นางสรัลธร กล่าวทิ้งท้าย
‘บิ๊กซี’ เดิมพัน 8,000 ล.บาท จัดพอร์ต 1,735 สาขาทั่วไทย แข่งค้าปลีกไลฟ์สไตล์
บิ๊กซี ลงทุน8,000ล้านบาท เปิด 200 สาขาใหม่ปรับโฉมใหม่ 18 สาขา แผนปต่อในเกมค้าปลีกอนาคตมุ่งสู่พื้นที่ค้าปลีกไลฟ์สไตล์ชุมชน ลงทุน 8,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายธุรกิจ บิ๊กซีเตรียมเปิดสาขาใหม่กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมลงทุนในพื้นที่ศักยภาพสูงเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว ปรับพอร์ตสาขาตามศักยภาพทำเล เปลี่ยนจากการแข่งจำนวนสาขา สู่การคัดเลือกโลเคชันคุณภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้แม่นยำขึ้น เปลี่ยนห้างสู่ไลฟ์สไตล์ Community Destination รีโนเวตสาขาใหญ่ 18 แห่ง ภายใต้แนวคิด Better Store เพิ่มร้านอาหาร กิจกรรม และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์มากกว่าการจับจ่าย ‘บิ๊กซี’ ประกาศขยับใหญ่ลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาทในปี 2569 เปิดสาขาใหม่มากกว่า 200 แห่ง พร้อมปรับปรุงสาขาเดิมครั้งใหญ่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ ‘บิ๊กซี’โมเดลค้าปลีกยุคใหม่ สำหรับมูลค่าการลงทุน 8,000 ล้านบาทในรอบนี้ อาจไม่ได้สะท้อนแค่ความมั่นใจการลงทุนของบิ๊กซี…แต่อาจหมายถึงการเดิมพันกับโครงสร้างค้าปลีกระยะยาวของ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้มือบริหาร ‘อัศวิน เตชะเจริญวิกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำหรับการลงทุนครั้งนี้ บิ๊กซี ยังต้องการส่งสัญญาณว่าเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังเปราะบางในเวลานี้ก็ตาม พร้อมวัดใจการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต ที่จะเป็นโอกาสการเติบโตธุรกิจด้วย จากในช่วงก่อนหน้า บิ๊กซี มีการปรับรูปแบบการดำเนินงานของบางสาขา ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการลดขนาดธุรกิจ แต่ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเป็นการจัดสรรทรัพยากรใหม่ จากการนำเงินลงทุนในพื้นที่สาขาที่เติบโตจำกัด ไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า อัศวิน กล่าวว่า กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องจำนวนสาขา แต่ให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของโลเคชัน’ และ “ความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่…แนวคิดนี้สะท้อนว่าในอนาคต บิ๊กซีจะไม่ได้ใช้โมเดลเดียวกับทุกพื้นที่อีกต่อไป โดยสาขาขนาดใหญ่ จะถูกวางในพื้นที่ที่รองรับการเป็นศูนย์กลางชุมชนและไลฟ์สไตล์ ขณะที่สาขาขนาดเล็กจะทำหน้าที่เข้าถึงลูกค้าใกล้บ้านและตอบโจทย์ความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น จากแนวทางดังกล่าว สะท้อนทิศทางบิ๊กซี กำลังเปลี่ยนจากการบริหารเครือข่ายค้าปลีกแบบค้าปลีกตลาดทั่วไป (Mass Retail) ไปสู่การบริหารเครือข่ายแบบเฉพาะเจาะจงชุมชน (Localized Retail) ที่ให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ สู่ฟอร์แมต คอมมูนิตี้ เดสติเนชั่น อัศวิน บอกถึงอีกหนึ่งแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ครั้งนี้ คือแนวคิด ‘Better Store’ โดย บิ๊กซีเตรียมรีโนเวตสาขาขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 18 แห่ง โดยต้องการเปลี่ยนบทบาทของสาขาให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คน ด้วยภายในสาขาจะเพิ่มองค์ประกอบด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ ร้านอาหาร ร้านค้าเฉพาะทาง พื้นที่กิจกรรม รูปแบบ Tenant Mix ใหม่ ๆ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มเวลาการใช้บริการของลูกค้า และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ เป็นแนวโน้มเดียวกับค้าปลีกระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนห้างจาก ‘สถานที่ซื้อสินค้า’ ให้กลายเป็น ‘สถานที่ใช้ชีวิต’ สอดคล้องกับ บิ๊กซีเชื่อว่าการเติบโตไม่ได้อยู่ที่การกระจายสาขาให้มากที่สุดอีกต่อไป แต่จากนี้ไป คือการเข้าไปอยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนแต่ละพื้นที่ได้มากที่สุด ทำให้การลงทุน บิ๊กซี ในรอบนี้ ครอบคลุม เมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนศักยภาพใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าในจุดที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง โดยหลังจากการลงทุนและปรับพอร์ตสาขาแล้วเสร็จ บิ๊กซีจะมีโครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมีทั้งสาขาขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ ดังนี้ Lifestyle & Community Destination สาขาขนาดเล็กที่เข้าถึงผู้บริโภคในระดับชุมชน ผลลัพธ์ที่ได้ ยังทำให้ ‘บิ๊กซี’ เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจค้าปลีกที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละทำเลได้แม่นยำขึ้น จากการจัดพอร์ตธุรกิจค้าปลีกใหม่ทั้งระบบ โดยเปลี่ยนจากผู้เล่นไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิม สู่เครือข่ายค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทำเล และประสบการณ์ผู้บริโภคระยะยาว ตามเทรนด์อนาคตในที่สุด ปัจจุบัน บิ๊กซี มีสาขาขนาดใหญ่ในประเทศไทย กัมพูชา และลาว รวม 208 สาขา แบ่งเป็น ไฮเปอร์มาร์เก็ต 154 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 54 สาขา บิ๊กซีมินิอีก 1,527 สาขา เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 19 สาขา ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุผลประกอบการ ผลประกอบการบิ๊กซี (ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทแม่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC) รอบปี 2568 รายได้รวม 163,601 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,011 ล้านบาท
Disrupt Health Impact Fund ลงทุน Osteoboost อุปกรณ์ชะลอกระดูกบาง รับสังคมสูงวัยไทย
Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน ‘Osteoboost’ จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก สตาร์ทอัพ Women’s Health Tech รายแรกของโลก Osteoboost พัฒนาอุปกรณ์ wearable สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกบางที่ได้รับการรับรองจาก FDA เทคโนโลยีช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูก Precision Vibration Therapy ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณสันหลังและสะโพก ผลวิจัยพบลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกได้ถึง 85% เตรียมขยายสู่ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Disrupt Health Impact Fund ร่วมผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดภูมิภาค รองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทิง พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund กองทุน 500 TukTuks Fund และ ORZON Ventures เปิดเผยว่า ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสุขภาพระดับโลกที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด ข้อมูลจากองค์การโรคกระดูกพรุนสากล (International Osteoporosis Foundation – IOF) ระบุว่า ปัจจุบันผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลกมีอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุนสูงถึง 21.2% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลกประมาณ 500 ล้านคน เมื่อรวมทั้งหญิงและชาย ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้สูญเสียมวลกระดูกได้สูงถึง 20% ภายใน 5 – 7 ปี ช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือน กระทิง กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่น่ากังวลคือ 75% ของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเป็นผู้หญิง 20 – 24% อัตราการเสียชีวิตภายในปีแรกหลังจากกระดูกสะโพกหักสูง 40% สัดส่วนกลุ่มผู้รอดชีวิต ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง 60% ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน ที่สำคัญ IOF คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จำนวนผู้หญิงที่กระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 240% เมื่อเทียบกับปี 2533 ตามแนวโน้มของสังคมสูงวัย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรม HealthTech โดยเฉพาะกลุ่ม Women’s Health และ Healthspan ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลก ขณะที่ การลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกองทุน Disrupt Health Impact Fund ที่มุ่งเฟ้นหานวัตกรรม DeepTech ระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออกที่มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยเฉพาะกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงบันดาลใจจาก NASA ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund กล่าวว่า ปัจจุบันทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะกระดูกบางยังจำกัดเพียงการรับประทานวิตามินดี แคลเซียม และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก ขณะที่ยารักษาส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้ใช้กับผู้ป่วยกระดูกพรุนและกลุ่มเสี่ยงสูงเท่านั้น ทำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อยู่ในช่วงรอยต่อของภาวะกระดูกบางขาดทางเลือกในการดูแลและป้องกัน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่กระดูกพรุนและความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหัก Osteoboost จึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ช่องว่างของการรักษานี้โดยตรง สำหรับ การลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้สะท้อนทิศทางของกองทุน Disrupt Health Impact Fund ในการเฟ้นหานวัตกรรมระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน และตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออก จุดแข็งของ Osteoboost คือการเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ตัวเดียวที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA รับรอง เครื่องมือดังกล่าวทำงานผ่านการบำบัดด้วยคลื่นสั่นสะเทือนแบบแม่นยำ (Precision Vibration Therapy) ที่บริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยของ NASA ที่ใช้คลื่นการสั่นสะเทือนช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกของนักบินอวกาศในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้แน่ใจว่ามีการส่งคลื่นการสั่นสะเทือนในระดับที่เหมาะสมต่อการรักษาในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ Osteoboost ยังใช้งานง่าย เพียงสวมใส่อุปกรณ์อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที โดยไม่จำเป็นต้องหยุดทำกิจกรรมประจำวัน ที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่ร้ายแรง เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน ลอร่า ยีซี (Laura Yecies) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Osteoboost ผู้ประกอบการมากประสบการณ์ (serial entrepreneur) ในวงการเทคโนโลยี กล่าวว่า “ประสิทธิภาพของ Osteoboost ได้รับการพิสูจน์ผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิกแบบ Randomized Double-Blinded Sham-Controlled Trial ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวิจัยทางคลินิก โดยคณะนักวิจัยจาก University of Nebraska Medical Center ในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 126 ราย พบว่ากลุ่มที่ใช้งาน Osteoboost อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 เดือน สามารถลดอัตราการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 83% ลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูก (Bone Mineral Density – BMD) บริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 85% และลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกบริเวณสะโพกได้ถึง 55% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ Osteoboost โดยไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรง อีกทั้งผู้ใช้งานยังให้คะแนนความสะดวกในการใช้งานเฉลี่ย 3.9 จาก 5 คะแนน สะท้อนถึงความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน “ปัจจุบัน Osteoboost ได้รับการตอบรับอย่างดีในตลาดสหรัฐฯ จำหน่ายตามใบสั่งแพทย์ ทันทีที่เปิดตัว มียอดขายกว่า 2,000 เครื่องในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทางบริษัทจึงระดมทุนเพื่อเร่งขยายการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด” สำหรับ ความร่วมมือกับกองทุน Disrupt Health Impact Fund ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ Osteoboost ในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และมีจำนวนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภารกิจของ Osteoboost คือการสร้างทางเลือกใหม่สำหรับการดูแลสุขภาพกระดูกที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่ต้องพึ่งยาอย่างเดียว “ด้วยความเชี่ยวชาญ เครือข่าย และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศสุขภาพไทยของกองทุน Disrupt Health Impact Fund จะช่วยให้นวัตกรรมของเราสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยและคนในภูมิภาคได้รวดเร็วและในวงกว้างยิ่งขึ้น” ทั้งนี้ กองทุน Disrupt Health Impact Fund มีเป้าหมายการลงทุนระยะแรกราว 17 – 50 ล้านบาทต่อบริษัท พร้อมวางแผนลงทุนรวม 15 บริษัท ในนวัตกรรม DeepTech ด้าน Healthcare ภายใน 3 – 5 ปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ ภายใต้นโยบายลงทุน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง (Self Care) เวชศาสตร์ป้องกันโรค (Preventive Care) การดูแลผู้สูงวัย (Silver Age) การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) และโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมระดับโลกที่ออกสู่ตลาดแล้วหรืออยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกเพื่อขอการรับรองจาก FDA
‘โทชิฟุมิ ซูซูกิ’ ชายผู้มีวิสัยทัศน์สุดรั้น มองเห็นพลังแบรนด์ 7-Eleven ที่ใกล้เจ๊งในอเมริกา
เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ (Seven & i Holdings) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ ว่า นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ (Toshifumi Suzuki) อดีตประธานบริษัทและผู้บุกเบิก “7-Eleven” ในประเทศญี่ปุ่น ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้วด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในวัย 93 ปี ปิดตำนานชายผู้นำแฟรนไชรน์ 7-Eleven จากแบรนด์ที่ใกล้ตายจากรัฐเท็กซัส มาสู่ญี่ปุ่นและเป็นการเปลี่ยนวิธีการกิน-การอยู่ ของผู้คน และสร้างวัฒนธรรม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ให้กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ตอนที่ โทชิฟุมิ ซูซูกิ ในวัยหนุ่มเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา และได้พบกับร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ที่ชื่อ 7-Eleven ของบริษัท Southland Corporation เขาเกิดไอเดียทันทีว่าโมเดลนี้แหละที่จะตอบโจทย์สังคมญี่ปุ่นที่กำลังเร่งรีบ แต่ในตอนนั้น กลับไม่มีใครเห็นด้วยกับเค้าเลยสักคน บรรดานักวิเคราะห์นักการตลาดต่างสบประมาทเขาว่า “โมเดล ร้านเล็กๆ แบบนี้จะไปสู้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ได้อย่างไร? วัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่เหมือนอเมริกา ไม่มีทางรอดหรอก” แต่ซูซูกิไม่ฟังเสียงทัดทาน เขาเดินหน้าเปิด 7-Eleven สาขาแรกในญี่ปุ่นที่ย่านโตโยซุ กรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) และใช้เวลาไม่นานในการพิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์ของเขาเหนือกว่าใคร “ถ้าเรามัวแต่ทำตามสิ่งที่ลูกค้าบอกว่าต้องการ เราจะตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ แต่ถ้าเราสร้างสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการ นั่นแหละคือการนำหน้า” หนึ่งในแนวคิดการทำงานอันเลื่องชื่อของซูซูกิ นอกจาก “ร้านสะดวกซื้อ” ที่เปลี่ยนชีวิตของผู้คนในเมืองแล้ว ระบบการจัดการร้านค้าปลีกที่เราเห็นกันจนชินตาในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดถูกคิดค้นและริเริ่มโดยชายที่ชื่อ โทชิฟุมิ ซูซูกิ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ POS (Point of Sale) ระบบคิดเงินที่เก็บข้อมูลว่า สินค้าชิ้นไหนขายดี ใครเป็นคนซื้อ ซื้อตอนกี่โมง เพื่อให้ร้านค้าสามารถสั่งสินค้ามาเติมได้แม่นยำที่สุด ข้าวกล่องและโอนิกิริรสชาติโฮมเมด เขาปฏิวัติวงการอาหารสำเร็จรูป โดยการควบคุมอุณหภูมิการขนส่ง (Cold Chain) ทำให้ข้าวปั้นและอาหารกล่องในร้านสะดวกซื้อมีความสดใหม่ จนคนญี่ปุ่นหันมาฝากท้องไว้กับ 7-Eleven ในทุกๆ มื้อ การจ่ายบิลและตู้ ATM ในร้าน จากร้านขายของชำ เขายกระดับให้มันกลายเป็น ‘ศูนย์บริการชุมชน’ ที่คนสามารถมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และกดเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง เซเว่นฯ จิตวิญญาณบริการญี่ปุ่น เรื่องราวที่พีคที่สุดในชีวิตการทำงานของซูซูกิ คือตอนที่ Southland Corporation บริษัทแม่ของ 7-Eleven ในอเมริกา ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนต้องยื่นล้มละลายในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ในฐานะที่แฟรนไชส์ในญี่ปุ่นเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซูซูกิไม่ได้ปล่อยให้แบรนด์นี้ตายลง เขาตัดสินใจนำเงินทุนจากญี่ปุ่นเข้าไปซื้อกิจการทั้งหมดของบริษัทแม่ในอเมริกา นำมาล้างไพ่ ปรับโครงสร้างใหม่ และใส่จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่นลงไป จนสามารถฟื้นฟูแบรนด์ 7-Eleven ให้กลับมาผงาดและขยายสาขาไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย (ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทไทย) ซูซูกิ ลงจากตำแหน่งประธานและซีอีโอในปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) หลังจากสร้างยอดขายให้กลุ่ม เซเว่น แอนด์ ไอ ทะลุ 10 ล้านล้านเยน และขยายสาขาเฉพาะในญี่ปุ่นได้มากกว่า 20,000 แห่ง ‘ตำนาน’ เปลี่ยนโฉมค้าปลีกโลก การจากไปในวัย 93 ปีของ โทชิฟุมิ ซูซูกิ จึงไม่ใช่แค่การสูญเสียบุคลากรระดับตำนานของญี่ปุ่น แต่เป็นการปิดฉากชีวิตของ ‘สถาปนิก’ ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจค้าปลีกของโลกไปตลอดกาล ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อในตอนดึกเพื่อซื้อของกิน หรือแวะกดเงินตอนเช้า… รู้ไว้เถอะว่า ความสะดวกสบายเหล่านั้น เกิดขึ้นมาจากความดื้อรั้นและวิสัยทัศน์ของชายที่ชื่อ โทชิฟุมิ ซูซูกิ คนนี้ทิ้งสิ้น
ไอคอนสยาม จุดพลุสีรุ้งเหนือเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month ดันไทยสู่ World Pride 2030
ครั้งแรกในไทย! ไอคอนสยาม เตรียมจุดพลุสีรุ้งเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ฉลอง Pride Month สุดยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY” เนรมิตบรรยากาศสีรุ้ง ดึงทัพดารา-คู่จิ้นตัวท็อปรวมพลังขับเคลื่อน Soft Power หนุนไทยสู่เจ้าภาพ World Pride 2030 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival และ ค่าย DOMUNDI ประกาศความพร้อมในฐานะตัวแทนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งความภาคภูมิใจระดับสากล ผ่านแคมเปญใหญ่ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY หลอมรวมทุกความหลากหลาย สู่หนึ่งหัวใจแห่งความภาคภูมิ” ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ชูไฮไลต์การแสดงพลุสีรุ้งครั้งแรกในไทยเหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะแลนด์มาร์กที่พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า “ไอคอนสยามมุ่งมั่นเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ความหลากหลาย เท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (D.E.I.) ของกลุ่มสยามพิวรรธน์อย่างเต็มกำลัง เพื่อร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 โดยได้จัดแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY หลอมรวมทุกความหลากหลาย สู่หนึ่งหัวใจแห่งความภาคภูมิ” เพื่อตอกย้ำการเป็น ‘The Global Stage’ หรือ เวทีระดับโลกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างไร้ขีดจำกัด ภายใต้มาตรฐานอารยสถาปัตย์ (Universal Design) ที่สมบูรณ์แบบที่สุด พร้อมปักหมุดไอคอนสยามให้เป็น Pride Friendly Destination จุดหมายปลายทางที่รอต้อนรับความหลากหลายจากทั่วโลก พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและยั่งยืน เพื่อผลักดันศักยภาพของคนไทยให้ปรากฏต่อสายตาชาวโลกอย่างสง่างามและภาคภูมิ” สำหรับปี 2569 นี้ ไอคอนสยามเนรมิตกิจกรรมไฮไลต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจเนอเรชัน ผ่าน 3 ปรากฏการณ์แห่งความสุขที่จะเติมเต็มเดือนมิถุนายนนี้ด้วยสีสันและพลังบวกอย่างน่าประทับใจ 1. PRIDE THE WORLD: ปรากฏการณ์รุ้งบนแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ICONIC Rainbow: ไอคอนสยาม จับมือกับ LightSource ผู้นำ Lighting Design ชั้นนำของไทย จัดการแสดง Rainbow Lighting บนยอดจั่วไอคอนสยามตลอดเดือนมิถุนายนนี้ Rainbow Fireworks (14 มิ.ย. 2569): ตระการตากับการแสดง พลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย ความยาว 5 นาที เหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา สะท้อนภาพลักษณ์ Pride Friendly Destination สู่สายตาชาวโลก Pride & Greet (14 มิ.ย. 2569): กิจกรรมพิเศษกับศิลปินดังตัวแทนคนรุ่นใหม่จากค่าย DOMUNDI นำโดย น้ำปิง-นภัสกร, เติ้ล-เฟิร์สวัน และ นอร์ท-อ๊อตโต้ ณ บริเวณ ICONSIAM Park ชั้น 2 ไอคอนสยาม พร้อมลุ้นสิทธิ์ถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดกับ BL (Boy Love) คู่ดัง เติ้ล-เฟิร์สวัน และ นอร์ท-อ๊อตโต้ ในกิจกรรม Pride & Greet: Selfie Photocards Unity of Pride Collection 2. TOGETHER WE PRIDE: การขับเคลื่อนระบบนิเวศธุรกิจ Y-Economy Exclusive Content “Together We Pride”: ถอดรหัสความสำเร็จ Y-Content ผ่านบทสัมภาษณ์พิเศษใน THE STANDARD POP เจาะลึกบทบาท อ๊อฟชั่น – กิตติพัฒน์ จำปา และ น้ำปิง – นภัสกร ปิงเมือง ผู้บริหารและนักแสดงจากค่าย DOMUNDI ในฐานะผู้ขับเคลื่อน Ecosystem ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายให้เป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งและส่งออกสู่ตลาดสากล 3. POSITIVE PRIDE: ส่งมอบพลังบวกของ Rainbow Culture ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมมากมาย A FAIR x UNITY OF PRIDE AT ICONSIAM (3-14 มิ.ย. 2569): ตลาดแห่งความสนุกที่รวมร้านค้าสุดเด็ดของเหล่าคนดังมาให้คุณได้เที่ยว กิน ฟิน ช็อป กันแบบจัดเต็มต้อนรับเดือนแห่งความภาคภูมิใจ พิเศษสุด! มาร่วมระเบิดความสนุกและกระทบไหล่ซุปตาร์ในวันเปิดงาน วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค พบกับ พี่เอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร, นางเอกซุปตาร์ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ และแก๊งหิ้วหวี พร้อมจัดเต็มความสุขต่อเนื่องตลอด 12 วันของการจัดงาน โดยจะมีเหล่าคนดังอีกมากมายสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำกิจกรรมและสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนอย่างจุใจ • Colors of Pride : Unity in Diversity สีสันแห่งความภาคภูมิใจ (3-21 มิ.ย. 2569): นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยที่รวบรวมผลงานจากศิลปินหลากหลายเพศ มุมมอง และประสบการณ์ชีวิต ภายใต้แนวคิด “ความแตกต่างที่อยู่ร่วมกันได้อย่างงดงาม” ถ่ายทอดผ่านงานจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม และศิลปะร่วมสมัยในหลากหลายรูปแบบ จากกลุ่ม Queer Art Thailand นำโดย ดร.วิชัย อิมสุขสม, อ.ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร, ปิยะดา ณ พัทลุง พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญ รศ.พิเศษ ระพี ลีละสิริ, ชญานิษฐ์ ม่วงไทย, เสกสรรค ทุมมัย และศิริโรจน์ มานะอนุกูล จัดแสดงให้ชมฟรี บริเวณ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังได้จับมือกับ รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) เนรมิตสถานีรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีเจริญนคร ให้เต็มไปด้วยสีสันแห่งสายรุ้งต้อนรับผู้มาเยือนตั้งแต่ก้าวแรก พร้อมชวนสัมผัสความงดงามของ “Pride Rainbow Waterfall” น้ำตกสีรุ้งในโซนอลังการ ชั้น 6 และชม “ICONIC Multimedia Water Features” การแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดียในธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ริเวอร์ พาร์ค โดยเปิดให้ชมฟรีทุกวัน วันละ 3 รอบ เวลา 19.00 น., 20.00 น. และ 21.00 น. ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ไอคอนสยามขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจร่วมกัน เพราะเราเชื่อมั่นว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง สิ่งที่สวยงามที่สุดคือหัวใจที่กล้าหาญจะยอมรับและภูมิใจในตัวตนของตนเอง” ร่วมฉลองเทศกาลระดับโลกและสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับในแคมเปญ “UNITY OF PRIDE” ได้ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com
True AF 2026 เชื่อมทุกแพลตฟอร์ตเข้าถึงผู้ชมทุกเจนฯ 24 ชั่วโมง
‘True AF 2026’ คัมแบ็กยิ่งใหญ่! คืนตำนานเรียลลิตี้ไทยสู่ปรากฏการณ์ Multi-Platform Entertainment 24 ชั่วโมง เชื่อมผู้ชมทุกเจเนอเรชันแบบเรียลไทม์ ผ่าน TrueVisions NOW และ TrueVisions ระบบเคเบิลและจานดาวเทียม ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้วงการบันเทิงไทย ประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ True AF 2026 รายการเรียลลิตี้–มิวสิกเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับตำนานของประเทศไทย ยกระดับรายการสู่ “Multi-Platform Entertainment Ecosystem” ที่เปิดให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ ไลฟ์สตรีม คลิปสั้น กิจกรรมโหวต และประสบการณ์แบบ Real-Time บนแอปพลิเคชันทรูวิชั่นส์ นาว และทรูวิชั่นส์ ระบบเคเบิล และจานดาวเทียม การกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการ คืนตำนานรายการเรียลลิตี้ที่เคยสร้างกระแสทั่วประเทศ แต่คือการปรับโฉม True AF 2026 ให้กลายเป็นคอนเทนต์ความบันเทิงยุคใหม่ ที่เชื่อมต่อทั้งแฟนรายการรุ่นเก๋าและผู้ชมเจเนอเรชันใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านรูปแบบการรับชมและการมีส่วนร่วมที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของทรูในฐานะผู้นำคอนเทนต์ด้าน Entertainment รวมถึง Digital Content Ecosystem ของประเทศไทย นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“True AF ถือเป็นหนึ่งในรายการเรียลลิตี้ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการบันเทิงไทย และยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมหลากหลายเจเนอเรชัน การกลับมาของ True AF 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำรายการระดับตำนานกลับคืนสู่หน้าจออีกครั้ง แต่คือการยกระดับสู่ปรากฏการณ์ความบันเทิงยุคใหม่ ที่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ชมในยุคดิจิทัลได้อย่างครบมิติ” “ทรูวิชั่นส์มุ่งมั่นสร้าง True AF 2026 ให้เป็น Entertainment Ecosystem แบบครบวงจร ที่เปิดให้แฟน ๆ สามารถติดตาม มีส่วนร่วม และเชื่อมต่อกับรายการได้ตลอดเวลา ทั้งการรับชมแบบเรียลไทม์ ไลฟ์สตรีม คลิปสั้น กิจกรรมโหวต และประสบการณ์ความบันเทิงที่เชื่อมโยงผู้ชมกับนักล่าฝันอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากการออดิชันทั้ง 4 ภาคและช่องทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พลังของ True AF ยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในใจของผู้ชม รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีความฝันและต้องการพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมากกว่า 10,000 คน จนได้มาเป็น 12 นักล่าฝัน ตอกย้ำว่า True AF ไม่ใช่เพียงรายการประกวดร้องเพลงหรือเรียลลิตี้โชว์ แต่คือเวทีแห่งโอกาส ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบตัวตน พัฒนาศักยภาพ และก้าวเข้าสู่เส้นทางในวงการบันเทิงอย่างมืออาชีพ” “AF 2026 ไม่ใช่แค่รายการเรียลลิตี้ แต่คือ ประสบการณ์ร่วมกันของแฟนคลับทั่วประเทศ เราออกแบบทุกอย่างเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางความฝันนี้จริงๆ ด้วย 12 ช่องพิเศษ สำหรับนักล่าฝันแต่ละคน ที่จะให้คุณได้ติดตามชีวิตคนโปรดได้ตลอด ความรัก ความผูกพัน และ fandom culture จะแรงกว่าที่เคยเป็นมา ระบบโหวต ทางมือถือและทางเว็ป (af.truevisions.co.th) ที่ทำให้ทุกเสียงโหวตของคุณมีความหมาย เพราะที่นี่ คือบ้านของทั้งนักล่าฝัน และแฟนคลับทุกคน” “ทุกคนต่างมีความฝัน แต่จะมีสักกี่เวทีที่พร้อมเปลี่ยนความฝันนั้นให้กลายเป็นชีวิตจริงได้อย่างครบทุกมิติ สำหรับ True AF 2026 เราจึงตั้งใจยกระดับเวทีนี้ให้เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ด้าน Entertainment ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท พร้อมรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รายการ มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงรางวัลแห่งชัยชนะ แต่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่และเส้นทางอาชีพในวงการบันเทิง ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของศิลปินยุคใหม่อย่างครบวงจร ทั้งคอนโดมิเนียม Whizdom The Forestias Petopia มูลค่ากว่า 7.35 ล้านบาท เพื่อเป็นพื้นที่เริ่มต้นชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน พร้อมเงินสด 1 ล้านบาทจากทรู เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการต่อยอดความฝันและแพสชันของตนเอง นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง CHANGAN ยังได้ร่วมสนับสนุนความฝัน โดยมอบรถยนต์ไฟฟ้า Deepal S05 REEV ให้แก่ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น NEVO Q05 ให้แก่ รองชนะเลิศอันดับ 2” “ยิ่งไปกว่านั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังสนับสนุนการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ เชื่อมต่อความบันเทิงแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นซิม True 5G Unlimited ใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่อั้นนาน 24 เดือน บริการอินเทอร์เน็ตบ้านไฟเบอร์จาก TrueOnline พร้อมอุปกรณ์ Home Solution ฟรี 2 ปี รวมถึงแพ็กเกจ TrueVisions NOW MAX ให้กับ 12 นักล่าฝัน True AF 2026 เพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจจากคอนเทนต์บันเทิงระดับพรีเมียมตลอดทั้งปี ที่สำคัญ เส้นทางของผู้เข้าแข่งขันจะไม่สิ้นสุดลงหลังจบการแข่งขัน แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสครั้งสำคัญในวงการบันเทิง ทั้งโอกาสในการเป็นพรีเซนเตอร์ของทรู การเซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้ค่ายเพลง Ennead ที่บริหารร่วมกันโดย ‘ปอนด์ กฤษดา’ และ ‘โอม ปัณฑพล’ สอง Executive Producer ของ True Academy Fantasia 2026 รวมถึงโอกาสสำหรับผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพด้านการแสดง ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาเซ็นสัญญากับ BeOnCloud เพื่อต่อยอดสู่เส้นทางในวงการบันเทิงที่เหมาะสมต่อไป” “ด้วยการผสานพลังของคอนเทนต์ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัล และ Community Entertainment เข้าด้วยกัน True AF 2026 จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาของรายการเรียลลิตี้ระดับตำนาน แต่คือการกลับมาของปรากฏการณ์ความบันเทิงแห่งยุค ที่พร้อมจุดประกายความฝัน สร้างโอกาสครั้งใหม่ให้คนรุ่นใหม่ และปลุกกระแสครั้งสำคัญให้กับวงการบันเทิงไทยอีกครั้ง” นายองอาจ กล่าวสรุป พิเศษเฉพาะลูกค้าทรูและดีแทค!!! ติดตามทุกก้าวของนักล่าฝันคนโปรดได้แบบไม่พลาดทุกโมเมนต์ ผ่าน 12 กล้องพิเศษจากนักล่าฝัน V1-V12 พร้อมชมคอนเสิร์ตย้อนหลังและไฮไลท์ประจำวัน ประจำสัปดาห์ บนแอป TrueVisions NOW ที่เดียว เพียงสมัครแพ็กเกจ Now Ent ราคา 99 บาทขึ้นไป และร่วมโหวตให้กำลังใจนักล่าฝันในราคาพิเศษ 6 บาทต่อโหวต จากราคาปกติ 8 บาทต่อโหวตสำหรับลูกค้าทั่วไป ติดตามชมและเชียร์เหล่านักล่าฝันใน True Academy Fantasia 2026 ที่กำลังจะเปิดประตูก้าวสู่บ้าน True AF 2026 ณ โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ พร้อมการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 นี้ ได้ทางช่องเรียลลิตี้ (334) และ TrueVisions NOW ที่เดียว!
Canva x พี่เต๋อ นวพล รับ ‘ไทย’ เมืองสตอรี เทลลิ่ง ครีเอทีฟไม่พัก ระดับภูมิภาค
Canva เปิดตัวแคมเปญครั้งแรกในไทย ดึงผู้กำกับ ‘พี่เต๋อ-นวพล’ ปล่อยฟุตเทจฟรีให้ทุกคนตัดต่อ รับสายครีเอทีฟคนไทย เล่าเรื่องเก่งสุดระดับภูมิภาค Canva จับมือพี่เต๋อ-นวพล เปิดคลังฟุตเทจส่วนตัวเป็นครั้งแรก ให้คนไทยทุกคนนำฟุตเทจภาพยนตร์ที่ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องไปรีมิกซ์และสร้างผลงานของตัวเองผ่าน Canva Video Editor Canva for Education ครอบคลุมนักเรียนและครูกว่า 6 ล้านคนทั่วไทย ผ่านความร่วมมือกับ สพฐ. เพื่อขยายการเข้าถึงเครื่องมือสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย Canva AI 2.0 เปิดยุคใหม่ มาพร้อม Magic Video และ Canva Offline ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และทีมมืออาชีพ ให้สร้างงานได้แม้อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Canva แพลตฟอร์มการสื่อสารด้วยภาพแบบครบวงจร ระดับโลก กล่าวว่า หลังจากเปิดตัว Canva AI 2.0 จุดเริ่มต้นยุคใหม่การสร้างสรรค์ด้วย AI เพื่อตอกย้ำบทบาทของ Canva ในฐานะศูนย์กลางการทำงานแห่งอนาคต โดย ‘ประเทศไทย’ คือหนึ่งในชุมชนที่มีพลังความครีเอทีฟที่สุดในภูมิภาค ล่าสุด Canva จัดแคมเปญใหญ่ ‘Canva – ใครๆ ก็ Can ว่ะ’ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนร่วมสร้าง รีมิกซ์ และเล่าเรื่องในแบบฉบับของตัวเอง ด้วยเนื้อหาเรื่องราวดี ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ผ่านเครื่องมือที่ทุกคนสามารถทำให้ความคิดสร้างสรรค์ถูกเล่าออกมาได้จริงๆ นอกจากนี้ Canva ยังร่วมงานกับ ‘นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ หรือ ‘พี่เต๋อ’ เพื่อเปิดคลังฟุตเทจภาพยนตร์ส่วนตัวให้คนไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงเป็นครั้งแรก โดยนำฟุตเทจเบื้องหลังการถ่ายทำที่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องของพี่เต๋อ ให้ผู้คนจากทุกสายอาชีพมาลองสวมบทผู้กำกับ ตีความฟุตเทจชุดเดียวกันในมุมมองของตัวเอง และสร้างผลงานที่พร้อมอวดลงโซเชียลด้วย Canva Video Editor และ AI-powered design tools “แคมเปญฯ นี้ ยังท้าทายแนวคิดว่า ผลงานสร้างสรรค์เป็นเรื่องของคนที่มีพื้นฐาน ผ่านการฝึกฝน หรือมีอาชีพเฉพาะเท่านั้น แต่หากแค่เริ่มลงมือทำบวกกับไอเดีย แรงบันดาลใจ และเครื่องมือที่ใช่ ก็สามารถสร้างผลงานสุดสร้างสรรค์ออกมาแบ่งปันได้” ภัคพล ย้ำว่า Canva มองเห็นศักยภาพของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทุกวันด้วยไอเดียสร้างสรรค์จำนวนมากที่ยังไม่ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง โดยในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา Canva วางเป้าหมายเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นด้วยการทำให้การออกแบบและการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องที่เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดย Canva จะทำหน้าที่ร่วมสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยความง่ายให้กับผู้ใช้งาน ตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์มือใหม่ ไปจนถึงทีมงานมืออาชีพ เพื่อสื่อสารด้วยภาพ เล่าเรื่องราวของตน และทำให้วิสัยทัศน์ สร้างสรรค์กลายเป็นจริง ด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ Magic Video เครื่องมือตัดต่อวิดีโอด้วย AI ของ Canva Canva Offline ให้ผู้คนยังคงสร้างสรรค์ผลงานได้แม้มีการเชื่อมต่อจำกัด นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Canva ยังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขยายการเข้าถึง Canva for Education แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเสริมศักยภาพให้นักเรียนและครูมากกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศ ด้วยเครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์ สื่อสาร และเรียนรู้ผ่านภาพ ‘พี่เต๋อ’ บอกเปิดโลกสร้างสรรค์มาก ด้าน ‘เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ กล่าวว่า แคมเปญฯ นี้ ทำให้มีโอกาสร่วมงานกับคนรุ่นใหม่และพบกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Canva วิดีโอที่นอกจากจะได้ลองเอ็กซพลอร์ (explore) ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำงานจากความใช้ง่าย พร้อมได้เห็นคนรุ่นใหม่ หรือ คนที่ไม่ได้ทำงานหนังโดยตรงถึงวิธีการใช้ภาษาการตัดต่อทำงาน อีกด้วย “ถือเป็นการแชร์กันและกันผ่านการทำงานชิ้นนี้ และก็ทำให้รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้การตัดต่อเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้แล้วจริงๆ เมื่อความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน” อยากให้ ‘คนไทย’ ได้ลองเป็นผู้กำกับ และนี่ คือ ตัวอย่างความสร้างสรรค์ในแคมเปญ ‘Canva – ใครๆ ก็ Can ว่ะ’ ที่มี ‘พี่เต๋อ’ เป็นตัวยืนเรื่อง ! ภาพยนตร์เปิดฉากเวลา 6 โมงเช้าในออฟฟิศเอเจนซี เมื่อ ‘เต๋อ-นวพล’ และทีมงานกำลังติดอยู่ในบรรยากาศอันคุ้นเคย แก้งานวนไปตามฟีดแบ็กจากลูกค้า ขณะที่ลูกค้ายังคงพูดต่อไม่หยุด… ทีมงานก็เริ่มหลุดลอยกันไปทีละคน… จนได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ไม่มีใครคาดคิด!! ‘พี่ไรเดอร์’ คนหนึ่งเดินเข้ามาเห็นความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนจะเปิด Canva แล้วลงมือแก้งานให้เอง ไม่นานหลังจากนั้น ‘คุณลุง รปภ.’ และ ‘คุณป้า’ แม่บ้านก็เข้ามาร่วมวง ผลัดกันแก้ไขโฆษณาชิ้นนี้ต่อ ทั้งชุลมุน ตลก และเต็มไปด้วยความเป็นไทย (คนไทยช่วยกัน) และหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตัดต่อวิดีโอด้วย Canva เป็นเรื่องง่ายแค่ไหน… สำหรับผู้สนใจ เริ่มสร้างสรรค์ผลงานได้แล้ววันนี้จากฟุตเทจของ’เต๋อ-นวพล’ และเท็มเพลตวิดีโอของ Canva ที่ bit.ly/CanvaThailand เพราะตอนนี้ใครๆ ก็ Can ว่ะ
วัตสันบุกสีลม เปิดตี้กลางเมืองแบบตัวมัม คนสวยแตกตื่นทั้งย่าน!
วัตสันบุกสีลม เปิดตี้กลางเมืองสุดคึกคัก ปลุกย่านแตกด้วยสีสัน ความสวย และกิจกรรมสุดปัง เอาใจสายบิวตี้และเจนใหม่กลางกรุงเทพฯ กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลและทำเอาคนเดินย่านสีลมต้องมองเหลียวหลัง เมื่อ วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ปล่อยจอยความสนุกครั้งใหม่ กับปาร์ตี้ความสวยที่ทุกคนรอคอยอย่าง “MID YEAR PARTY เปิดตี้ลด คนจะสวย” ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ งานนี้วัตสันไม่ได้มาเล่นๆ แต่ขนเอาความสนุกและเซอร์ไพรส์มาเสิร์ฟถึงที่ เพื่อรีเฟรชโหมดความสวยของทุกคนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง บรรยากาศกิจกรรมครั้งนี้เต็มไปด้วยความสนุกและสีสันแบบจัดเต็ม โดยวัตสันไม่ได้มาแค่สร้างไวบ์คึกคักกลางเมือง แต่ยังขนเซอร์ไพรส์และไอเทมเด็ดด้านสุขภาพและความงามมาแจกให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ได้ร่วม “วอร์มอัปความสวย” และเตรียมตัวเข้าสู่ MID YEAR PARTY ไปพร้อมกัน ไฮไลต์ความนัวที่ตัวแม่ต้องรีบพุ่งตัว ปาร์ตี้ครั้งนี้ วัตสันจัดหนักจัดเต็มเพื่อคนรักบิวตี้โดยเฉพาะ การันตีด้วยกองทัพสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามกว่า 1,000 รายการที่ตบเท้ามาลดราคาแบบไม่เกรงใจใคร เพื่อให้ทุกคนได้สวยในแบบที่ตัวเองต้องการที่สุด อาทิ ตี้เปิดฟลอร์ กับสินค้าไอเทมตัวท็อปราคาฟาดๆ เริ่มต้นเพียง 38 บาท, 88 บาท และ 188 บาท ที่คัดมาแล้วว่าปังจริง ตี้ตัวแม่ ที่จัด Party Buddy โปรฯ ไฟลุกในตำนานที่รอบนี้พิเศษกว่าเดิมด้วยสินค้าซื้อ 1 แถม 1 ฟรี! พร้อมเปลี่ยนสินค้าให้ชอปแบบจุกๆ 50 ไอเทมทุกสัปดาห์ ตอบโจทย์ Gen Z ที่รักอิสระในการเลือก ไม่ต้องทนใช้แบรนด์เดียวซ้ำๆ อีกต่อไป ตี้ไฟลุก ชวนปลุกเติมพลังความสวยต่อเนื่อง ด้วยเซอร์ไพรส์ดีลลับที่หมุนเวียนกลุ่มสินค้ามาลดแรงทุกสุดสัปดาห์ตลอด 5 สัปดาห์เต็ม ตี้ไม่เลิก กับเอ็กซ์คลูซีฟดีล สิทธิพิเศษที่จัดมาให้สมาชิกวัตสันคลับโดยเฉพาะ เช่น On-Top 5% ทุกวันที่ 11 ของเดือน, Bonus Points และ Swap Points ลด 10% ทุกวันพุธ เรียกได้ว่าครั้งนี้วัตสันเปลี่ยนประสบการณ์ชอปปิงแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น “Beauty Party Experience” ที่สนุก เข้าถึงง่าย และร่วมสนุกได้แบบไม่มีดรอป พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำเทรนด์ Health & Beauty Retail ที่ไม่เคยหยุดสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ถ้าพร้อมแล้ว อย่าลืมมาร่วมปาร์ตี้ครั้งนี้ไปด้วยกัน เพราะ “MID YEAR PARTY เปิดตี้ลด คนจะสวย” จะไม่สนุกเลยถ้าขาดคุณ! เตรียมไปปาร์ตีได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม – 24 มิถุนายน 2569 นี้ ในร้านวัตสันทุกสาขาและวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store เกี่ยวกับ วัตสัน ประเทศไทย วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 วัตสันนำเสนอประสบการณ์ชอปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วประเทศ และวัตสัน ออนไลน์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบครันให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยวัตสันมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องที่จะส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา รวมไปถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนด้วยความใส่ใจ และมีมาตรฐาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT
ไอคอนคราฟต์เปลี่ยนขยะป่าชายเลนเป็นแฟชั่น Waste to Value ที่สวมได้จริง
ไอคอนคราฟต์ ชวนพบกับนิยามใหม่ของแฟชั่นร่วมสมัยใน “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” นิทรรศการและแฟชั่นโชว์สะท้อนแนวคิด Waste to Value ที่จะเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นสไตล์ วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการและแฟชั่นโชว์สุดสร้างสรรค์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ชวนสัมผัสมิติใหม่ของแฟชั่น ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน ผ่านแนวคิด Waste to Value กับการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน สู่การออกแบบแฟชั่นไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริง โดยเปิดให้ผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และร่วมตื่นตากับแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” คือโปรเจ็กต์พิเศษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ นายนภดล สังวาลเพ็ชร ภายใต้คำแนะนำของ ศาสตราจารย์ ดร.พัดชา อุทิศวรรณกุล โดยเกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้ง ไอคอนคราฟต์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งร่วมกันผลักดันงานด้านการออกแบบ งานวิจัย และความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้นิทรรศการและแฟชั่นโชว์ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ไม่ได้นำเสนอแฟชั่นเป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงผู้คนกลับสู่ธรรมชาติ ผ่านแนวคิด Waste to Value ที่นำทรัพยากรเหลือทิ้งมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาสีย้อมธรรมชาติจากวัสดุเหลือทิ้งในระบบนิเวศป่าชายเลน จนกลายเป็นแฟชั่นที่เปี่ยมด้วยความหมาย ผสานนวัตกรรม งานวิจัย และความยั่งยืนเข้าไว้ในชิ้นงานเดียวกันอย่างกลมกลืน โดยภายในงานจะนำเสนอแฟชั่นคอลเลกชันจำนวน 12 ชุด ภายใต้ 3 ธีมหลัก ได้แก่ Urban Sport Weekend, Adventure Sportwear และ Extreme Sportwear ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากเส้นสายของรากโกงกาง การเคลื่อนไหวของคลื่นน้ำ และความงดงามของระบบนิเวศป่าชายเลน มาถ่ายทอดผ่านงานออกแบบร่วมสมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ แฟชั่น และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวได้ในนิทรรศการ “KNOT : Knitting Nature and Ocean into Trends of Fashion” ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2569 และเชิญร่วมสัมผัสแฟชั่นโชว์สุดพิเศษในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT
‘ศุภลักษณ์’ เดอะมอลล์กรุ๊ป รับเศรษฐกิจ LGBTQ+ หนุนเที่ยวไทยแตะ 2 พันล.USDต่อปี
‘ศุภลักษณ์’ นายหญิงเดอะมอลล์ หนุนกรุงเทพฯสู่ ‘Global Pride Destination’ รับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ใน2 ปีดันเศรษฐกิจเที่ยวไทยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ- ต่างชาติเพิ่ม 4 ล้านคน Pride Month สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทยปีละกว่า 120 ล้านดอลลาร์ฯ และหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผล คาดว่าภายใน 2 ปี ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ฯต่อปี พร้อมนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มอีกกว่า 4 ล้านคน และตำแหน่งงานใหม่กว่า 152,000 อัตรา ไทยติดอันดับ 4 ของโลกด้านรายได้ท่องเที่ยว LGBTQ+ ในปี 2566 เดอะมอลล์กรุ๊ปจึงใช้ Pride Economy เป็นกรอบกลยุทธ์หลัก เชื่อมระบบนิเวศธุรกิจครบวงจรตั้งแต่รีเทล แฟชั่น ศิลปะ บันเทิง ไปจนถึง Night Economy เพื่อดันกรุงเทพฯ ขึ้นสู่อันดับต้นของแผนที่ความหลากหลายโลก LOVE PRIDE 2026 ปูทางสู่การป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ขบวนพาเหรด 31 พฤษภาคม 2569 จากเอ็มสเฟียร์สู่สนามกีฬาแห่งชาติ พร้อมกิจกรรมตลอดมิถุนายน คือการพิสูจน์ต่อสายตาโลกว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน บรรยากาศ และความหลากหลายพร้อมรับงานระดับโลก ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด EM DISTRICT, SIAM PARAGON RETAIL และ BANGKOK MALL กล่าวว่าในเดือนมิถุนายน ของทุกปี เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ความหลากหลายทางเพศระดับสากล ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล พร้อมสอดคล้องตัวเลขจากองค์กรการท่องเที่ยวระบุว่าช่วง ‘Pride Month’ ประเทศไทย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสูงถึงราว 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทท่องเที่ยวชั้นนำยังประเมินว่า ภายใน 2 ปีหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มอีกกว่า 4 ล้านคน และสร้างงานได้มากกว่า 152,000 ตำแหน่ง “ในปี 2566 ประเทศไทยยังติดอันดับที่ 4 ของโลกด้านรายได้จากการท่องเที่ยวของกลุ่ม LGBTQ+ บ่งชี้ชัดถึงศักยภาพที่พร้อมจะก้าวขึ้นสู่อันดับต้นของแผนที่ความหลากหลายโลก” ศุภลักษณ์ กล่าวว่า ทิศทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ เอ็ม ดิสทริค ประกาศจัดงาน ‘LOVE PRIDE 2026’ มหกรรมเฉลิมฉลอง Pride Month ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของย่านสุขุมวิท โดยร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะ ‘Global Pride Destination’ โดยนำแนวคิด ‘Pride Economy’ มาเป็นกรอบการดำเนินงานหลัก อย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจด้านต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ รวมถึงกลุ่ม LGBTQIA+ จากทั่วโลกให้มาจับจ่ายและร่วมกิจกรรมใน ย่านสุขุมวิทตลอดเดือนมิถุนายน นี้ ที่มองว่า ‘Pride Month’ ไม่ใช่แค่เดือนแห่งสีรุ้ง แต่คือหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่จะผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็น Entertainment Hub of Asia เมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับความหลากหลาย และการท่องเที่ยวระดับโลก ขณะที่ หนึ่งในความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของเทศกาล Pride คือขบวนพาเหรด LOVE PRIDE 2026 ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เคลื่อนขบวนจากศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ใจกลางสุขุมวิท มุ่งสู่สนามกีฬาเทพหัสดิน (สนามกีฬาแห่งชาติ) โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และไพรด์ไอคอนิคชั้นนำ อาทิ GAWDLAND ผู้ชนะจากรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World Season 3 ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้ไทยในเวทีระดับโลก KOLs ชื่อดังอีกนับ 10 ราย สำหรับ ขบวนพาเหรดนี้ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของกรุงเทพมหานครต่อสายตาโลก ว่าประเทศไทยพร้อมและมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 อย่างสมศักดิ์ศรี นอกจากนี้ ตลอดเดือนมิถุนายน เอ็ม ดิสทริค ยังเนรมิตทั้งย่านให้กลายเป็นปฏิทินเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฉลองเทศกาล เริ่มด้วย งาน GAWDLAND “I Belong” Pride Celebration โดยผู้ชนะระดับโลก ร่วมกับ Drag Stars และ Performers ชั้นนำ Pride Stage เวทีแสดงความสามารถของเหล่า LGBTQIA+ บริเวณหน้าเอ็มสเฟียร์ Thailand Pride Economy Forum 2026 เวทีระดมความคิดของผู้นำภาครัฐ เอกชน และครีเอทีฟ เพื่อกำหนดทิศทาง Pride Economy ของประเทศไทยในระดับนโยบาย นิทรรศการ ‘100 Voices to World Pride 2030’ ที่รวบรวมเสียงและพลังจากตัวแทนกว่า 100 คนทั่วประเทศ สะท้อนความพร้อมของไทยสู่เวทีโลกในมิติแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ งาน Amis Pride Marché ระหว่างวันที่ 11–14 มิถุนายน 2569 ณ Sphere Gallery1 ชั้น M เอ็มสเฟียร์ รวมแบรนด์แฟชั่นสุดเฟียสสำหรับชาว LGBTQIA+ และ Fashion Lovers Voyage Bangkok Pride Market ระหว่างวันที่ 18–30 มิถุนายน 2569 ณ Quartier Avenue ชั้น G เอ็มควอเทียร์ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ LGBTQIA+ ได้นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่าย ไฮไลท์ Pride Cabaret Show คอนเสิร์ตจากเพียว The Voice และ Mini Pride Parade ในวันที่ 28 มิถุนายน นำทีมโดยไก่ The Voice และเหล่า LGBTQIA+ ชื่อดัง นอกจากนี้ ร้านอาหาร EMDINING ในทั้งสามศูนย์การค้า ร่วมจัดเมนูพิเศษและโปรโมชั่นฉลอง Pride รวมถึง EM WONDER ชั้น 5 เอ็มสเฟียร์ ที่คึกคักด้วยกิจกรรมจากร้านค้ากินดื่มตลอดเดือน ส่วน เอ็ม ดิสทริค ยังสร้างสรรค์พื้นที่ทั้งย่านให้กลายเป็น Pride Landmark Corridor ผ่านผลงาน Installation Art และ Immersive Experience ที่สะท้อน Diversity และ Individuality โดยบริเวณควอเทียร์ พาร์ค เอ็มควอเทียร์ ถูกเนรมิตเป็น ‘Reflection of Pride’ อุโมงค์กระจก Reflective Mirror Installation กว่า 250 ชิ้น ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มองเห็นและภาคภูมิใจในตัวตนของตนเองอย่างอิสระ ตกแต่งด้วยธงหลากหลายเปรียบเสมือนเส้นทางแห่งการเชื่อมโยงผู้คนและความคิด ขณะที่เอ็มสเฟียร์จัดวาง Giant Inflatable Unicorn สูงกว่า 10 เมตร สัญลักษณ์แห่ง Imagination, Freedom และ Fearless Self-expression ที่กลายเป็นจุดเช็กอินสุดเป็นที่จดจำตลอดแนวสุขุมวิท ทั้งนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังร่วมกับสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย จัด ‘We All Pride Thailand 2026 @ Bangkapi’ ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ภายใต้แนวคิด ‘Empowering Diversity, Advancing Equity, Inspiring Inclusion’ ยกระดับศูนย์การค้าแห่งนี้สู่ Pride Community Hub ที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 จะมีขบวนพาเหรดจากภาคประชาสังคม เริ่มต้นจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สิ้นสุดที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมนิทรรศการที่สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่จุดหมายปลายทาง LGBTQIA+ ระดับโลก ศุภลักษณ์ กล่าวปิดท้ายว่า ขบวนพาเหรดและกิจกรรมทุกอย่างที่ได้จัดขึ้น คือการ ส่งสัญญาณที่ชัดเจนออกไปยังเวทีโลกว่า กรุงเทพฯ พร้อมแล้ว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บรรยากาศแห่งการต้อนรับ และพลังแห่งความหลากหลายที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งไม่ใช่แค่งานเทศกาล แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ระดับโลกของประเทศไทย ขณะที่ การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ยังหมายถึงการดึงนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ จากทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยงาน LOVE PRIDE 2026 และ We All Pride Thailand 2026 คือก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าประเทศไทยมีความสามารถ มีความพร้อม และมีความหลากหลายที่โลกต้องการมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกัน
คาราบาวกรุ๊ป เปิดประสบการณ์คราฟต์ งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026
คาราบาวกรุ๊ป ยกทัพเครื่องดื่ม ร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เปิดอาณาจักรและประสบการณ์สุดยิ่งใหญ่ ตอกย้ำแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” “คาราบาวกรุ๊ป” เปิดอาณาจักรเครื่องดื่มในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค พบไฮไลต์ สัมผัสถ้วยแชมป์ Carabao Cup พร้อมกิจกรรม Tasting Experience จากเครื่องดื่มหลากหลายของคาราบาวกรุ๊ป ช็อปเต็มอิ่มในวันสุดท้ายกับสินค้าและของที่ระลึกสุดพิเศษ 26–30 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้วิสัยทัศน์ “สินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก” (World-Class Product, World-Class Brand) คาราบาวกรุ๊ป บริษัทเครื่องดื่มระดับโลกที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม โรงงานบรรจุสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ขนทัพเครื่องดื่มจัดเต็มในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ครบวงจรที่สุดในเอเชีย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยว่า การร่วมจัดแสดงสินค้าของคาราบาวกรุ๊ปในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” สร้างสรรค์ทุกประสบการณ์ สู่ทุกความเป็นไปได้ เพื่อนำเสนอโลกแห่งเครื่องดื่มที่สะท้อนทั้งนวัตกรรม คุณภาพ และเอกลักษณ์ที่แตกต่างของแต่ละผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เครื่องดื่มชูกำลัง เบียร์ สุรา และเครื่องดื่มอื่น ๆ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ ตอกย้ำแนวคิด “ครบทุกความหลากหลายของรสชาติจากเครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบ” ของคาราบาวกรุ๊ป “การจัดแสดงปีนี้ เราต้องการสะท้อนศักยภาพของคาราบาวกรุ๊ป ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นายเสถียร กล่าว ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสโลกแห่งเครื่องดื่มภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” พร้อมพบกับหนึ่งในไฮไลต์สำคัญจากการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ “Carabao Cup” กลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์คาราบาวในระดับสากล ผ่านการจัดแสดงถ้วยแชมป์ Carabao Cup และเสื้อพร้อมลายเซ็นนักเตะจากสโมสรแชมป์ ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลกอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ภายในบูทยังนำเสนอประสบการณ์ด้านเบียร์ผ่านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ Fully Open Lid ของเบียร์คาราบาว, เบียร์ตะวันแดง, เบียร์พัทยา บีช และน้องใหม่ “เบียร์ภูเก็ต ไอส์แลนด์” รวมถึง “ข้าวหอมมิกซ์” เครื่องดื่มกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ กับภาพจำของ “ถังน้ำเขียวในตำนาน” ที่หลายคนคุ้นเคย พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม Tasting Experience จากเครื่องดื่มหลากหลายของคาราบาวกรุ๊ป ทั้งเครื่องดื่มชูกำลังสูตรที่มีจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ และกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมภายในบูทที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน สำหรับวันสุดท้ายของการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าและของที่ระลึกสุดพิเศษภายในบูทอีกด้วย พลาดไม่ได้! ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการดื่ม ผ่านเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบที่ผสานทั้งคุณภาพ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ภายในบูท “คาราบาวกรุ๊ป” ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บูทหมายเลข 2-T15 โดยการจัดงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ วันที่ 26–29 พฤษภาคม 2569 วันเจรจาธุรกิจ และ 30 พฤษภาคม 2569 สำหรับบุคคลทั่วไป ตั้งแต่เวลา 10:00–18:00 น.
NINE BEAUTY เจาะอินไซต์ Gen Z ดันอาณาจักรครีมซองโตทั่วประเทศ
NINE BEAUTY เครือเจซี มอร์ ใช้จุดแข็ง ‘อาณาจักรครีมซอง’ กว่า 500 SKU เจาะ Gen Z เน้นคุ้มค่าชอบทดลองก่อนซื้อไซซ์จริง ย้ำตำแหน่ง T-Beauty Destination ของไทย ‘ครีมซอง’ ช่องทางสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ NINE BEAUTY รวบรวมสินค้าความงามรูปแบบซองมากกว่า 500 SKU ครอบคลุมตั้งแต่สกินแคร์ เมกอัพ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ตอบโจทย์การทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อขนาดใหญ่ Gen Z มองหาความคุ้มค่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับราคาที่เข้าถึงได้และการทดลองสินค้าใหม่อยู่เสมอ ทำให้ครีมซองกลายเป็นฟอร์แมตที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการซื้อยุคปัจจุบัน โซเชียลมีเดียกลายเป็นชั้นวางสินค้าหลัก NINE BEAUTY ติดตามกระแสบนโซเชียล ผ่าน Facebook, Instagram และ TikTok ควบคู่หน้าร้านกว่า 2,000 สาขา รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อจากคอนเทนต์บนโซเชียลมากกว่าหน้าเชลฟ์ วีรธรรม เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ต ซีเจมอร์ (CJ MORE) กล่าวว่า แบรนด์ไนน์ บิวตี้ (NINE BEAUTY) เป็นโซนเครื่องสำอางและความงามมัลติแบรนด์ (Multi-brand) ภายใต้ CJ MORE จำนวนกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศในปัจจุบัน ซึ่งเป็นจุดแข็งให้ NINE BEAUTY สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคในวงกว้างไปได้พร้อมกัน โดยซีเจมอร์ วางแนวคิดโซน NINE BEAUTY ถูกออกแบบมาในคอนเซปต์บิวตี้ สโตร์ แหล่งรวมสินค้าความงามแบรนด์ไทย ‘T-Beauty Destination’ ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยโดยเฉพาะ ด้วยสินค้าที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผิวและไลฟ์สไตล์คนไทยจริงๆ ที่ครอบคลุม 5 กลุ่มสินค้าหลัก คือ Moisturizing & Hydration Acne Treatment & Control Brightening & Whitening Anti-aging & Firming Sun Protection / UV Defense นอกจากนี้ ยังขยายไปยังกลุ่มเครื่องสำอางสินค้ารูปแบบซองของไนน์ บิวตี้ ในฐานะ ‘อาณาจักรครีมซอง’ รวมมากกว่า 500 รายการ (SKUs) ทั้งรองพื้น คุชชัน ลิป มาสคาร่า บลัช ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ย้อมและบำรุงผม ครอบคลุมทุกความต้องการ ( Touchpoint) ของสินค้าความงามที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (Beauty Routine) สำหรับการให้ความสำคัญตลาดกลุ่มสินค้าบิวตี้แบบซอง ด้วยมองเห็นเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่น ซี (Gen Z) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักมีความต้องการเชิงลึกสินค้ากลุ่มนี้ ใน 2 ด้าน คือ ความคุ้มค่า และการได้ทดลองก่อนซื้อไซซ์ใหญ่ รวมถึงยังสอดคล้องข้อมูลจาก Wisesight พบว่าผู้บริโภคพูดถึง NINE BEAUTY ในฐานะ ‘อาณาจักรครีมซอง’ อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างเอนเกจเมนต์ (Engagement)ได้กว่า 23,070 ครั้ง และมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 256 Engagements ต่อวัน จาก 150 บัญชีผู้ใช้งาน (Accounts) ที่มีส่วนร่วม สะท้อนถึงแบรนด์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มีจุดยืนชัดเจนด้านผลิตภัณฑ์ คุณภาพ และ ราคา ที่เข้าถึงง่ายใกล้บ้าน โดย NINE BEAUTY ยังวางตำแหน่งการแข่งขันในด้านความคุ้มค่าราคาทุกบาทในช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังเปราะบาง เพื่อรองรับตลาดบิวตี้ไทยในปัจจุบันที่มีกำลังซื้อหลัก ทั้ง กลุ่มเป้าหมายGen Z และ กลุ่มชื่นชอบทดลองสินค้าใหม่เปลี่ยนบ่อย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มตัดสินใจซื้อสินค้าบนโซเชียลมีเดีย มากกว่าหน้าเชลฟ์ ทำให้แบรนด์มุ่งให้ความสำคัญการทำตลาดคอนเทนต์อัปเทรนด์ใหม่ ๆ บนสื่อสังคมโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Facebook, Instagram และ TikTok ควบคู่กัน เพื่อสร้างเส้นทางการขายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำการเป็น ‘T-Beauty Destination’ อันดับหนึ่งในใจคนไทย
‘อาซีม ปุริ’ ซีอีโอยูนิลีเวอร์ไทย เร่งนวัตกรรม-เวลบีอิ้ง เจาะผู้บริโภคยุคใหม่
‘อาซีม ปุริ’ ซีอีโอยูนิลีเวอร์ ไทย วาง 3 แกนบริหารหลัก ทีมงาน-ลูกค้า-ภาครัฐ พร้อมเร่งนวัตกรรม ความงาม สุขภาพ และเวลบีอิ้ง รับโอกาสังคมสูงวัยและอีคอมเมิร์ซ วาง 3 แกนบริหารเป็นเข็มทิศองค์กร ซีอีโอใหม่ให้ความสำคัญกับทีมงาน ลูกค้า และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของยูนิลีเวอร์ไทยในระยะยาว เร่งนวัตกรรมรับตลาดเวลบีอิ้ง ยูนิลีเวอร์เตรียมขยายการลงทุนในกลุ่มสุขภาพ ความงาม และ Anti-Aging หลังผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น ย้ำไทยเป็นฐานผลิตและส่งออก ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและส่งออกสินค้า FMCG ของยูนิลีเวอร์ไปยังมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก เป็นครั้งแรกหลัง ‘อาซีม ปุริ’ เข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย อย่างเป็นทางการในต้นปี 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ธุรกิจ FMCG ในพอร์ตโฟลิโอ Unilever ที่จะพาไปสู่องค์กรต่างชาติที่เข้ามาอยู่ไทยและมีอายุครบ 100 ปี ในอีก 6 ปีหน้า ‘อาซีม’ บอกถึงทิศทางการดำเนินงานยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารของเขา พร้อมให้ความสำคัญ 3 เรื่องหลักเป็นอันดับแรก คือ การสร้างทีมงาน พนักงานในการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ความสัมพันธ์ลูกค้า จำนวนหลายพันราย ทั้งกลุ่มร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านโชห่วย โดยได้ลงพื้นที่ไปแล้วกว่า 36 จังหวัดในช่วงที่ผ่านมา ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการสร้างงานและส่งเสริมการส่งออก นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ยังให้ความสำคัญกับกระแสความต้องการ (Trend) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีผลต่อผู้บริโภค อาทิ สังคมสูงวัย โดยลงทุนในผลิตภัณฑ์ Anti-aging ความงาม สุขภาพ และอาหารเสริม ครอบครัวเดี่ยวและคนเลี้ยงสัตว์ หลังพบข้อมูลน่านใจคนไทยเลี้ยงสัตว์กว่า 10 ล้านตัว ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม กำลังซื้อเปราะบาง พบว่าในช่วงที่ผ่านมา ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและรอโปรโมชั่น โดยยูนิลีเวอร์ ได้ใช้กลยุทธ์สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ เช่น ถุงเติม 2-3 ลิตร เพื่อให้คุ้มค่ากว่า e-Commerce ด้วยมองเห็นโอกาสจากประชากรไทยรวมนักท่องเที่ยวรวมกว่า 100 ล้านคน เป็นโอกาสขยายช่องทางออนไลน์ต่อเนื่อง โดยในปี 2569 นี้ ยูนิลีเวอร์ จะมุ่งลงทุนทั้งด้านโรงงานผลิต การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรม AI และการตลาดในหมวดสินค้าสำคัญ หลังสำนักงานใหญ่ยูนิลีเวอร์ (Global Head Quarter) ให้ความสนใจประเทศไทยในฐานะหมุดหมายยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค ไทย ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค อาซีม ขยายต่อว่า จากทิศทางดังกล่าว ‘ประเทศไทย’ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์นวัตกรรมและวิจัยพัฒนา (R&D) ผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอยูนิลีเวอร์ใน ระดับภูมิภาค พร้อมรองรับการส่งออกสินค้าไปยังกว่า 60 ประเทศทั่วโลก จากในช่วงที่ผ่านมามีสินค้าส่งออกจากไทยกว่า 100 ล้านชิ้น แล้ว นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เข้ามาใช้ร่วมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการฟังเสียงจากผู้บริโภคในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์เสียงจากโซเชียลมีเดียเพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เช่น ผู้หญิงไทย ให้ความสำคัญกับเส้นผมเป็นพิเศษ จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี AI สแกนเส้นผมเพื่อแนะนำทรีตเมนต์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ซึ่งมาจากทีม R&D ในไทย นวัตกรรมสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ ด้วยไทยเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลาย ยูนิลีเวอร์ จึงทำวิจัยเชิงลึกด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเพศต่อผิวหนัง โดยพัฒนาโลชั่น Vaseline Pro Derma Transition Body Lotion สำหรับกลุ่มคนข้ามเพศโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรายแรกของโลก โดยค้นพบส่วนผสมเฉพาะคือ Isoflavones ผ่านการวิจัยและพัฒนามากว่า 2 ปี และวางจำหน่ายบนเชลฟ์อย่างถาวรแล้ว ขณะที่กลุ่มสินค้า FMCG ภายใต้พอร์ตฯ ยูนิลีเวอร์ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม 3 ด้านหลัก คือ ไมโครไบโอม (Microbiome) โดยทีม R&D วิเคราะห์กลุ่มจุลินทรีย์โดยตรง สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า อาทิ Pond’s ใช้เทคโนโลยี Skin Intuition ในสกินแคร์ ไบโอเทคโนโลยี ซันไลต์ (Biotechnology Sunlight) นำเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์ล้างจาน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วิจัยและพัฒนานวัตกรรม (R&D Innovation) ภายใต้แนวคิด ‘Sassy’ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ S – Science (วิทยาศาสตร์), A – Aesthetics (สุนทรียศาสตร์), S – Sensorials (ประสาทสัมผัส), S – Shared by Others (การบอกต่อ) และ Y – Young Spirited (จิตวิญญาณคนรุ่นใหม่ “ในช่วงที่ผ่านมามีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มากกว่า 300 รายการ ครอบคลุมหลายประเทศทั้งมาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี พร้อมสิทธิบัตรหลายร้อยรายการ โดยนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง” เปิดลิสต์ สินค้านวัตกรรม อาซีม บอกว่าจากแนวทางดังกล่าว จะเห็นว่ายูนิลีเวอร์ ได้ทำตลาดสินค้า FMCG นวัตกรรมใหม่ออกมาต่อเนื่องแบรนด์ต่างๆ อาทิ โดฟ (Dove) โดยทีม R&D พัฒนาสินค้าแก้ปัญหาผมเสียจากแสงแดด พร้อมร่วมงานกับ ‘เจนนี่’ ศิลปินเคป๊อป ในฐานะแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ซึ่งได้การตอบรับสูงหลังเปิดตัวในวันแรก นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมผมหนาที่ใช้เพียง 2 สัปดาห์เพิ่มได้ถึง 1,000 เส้น ซันซิลค์ (Sunsilk) แชมพูสูตรผมหนา ผลิตในไทย พร้อมทำตลาดส่งออกกว่า 60 ประเทศ เคลียร์ (Clear) แชมพูสำหรับผู้ชายอันดับหนึ่งของประเทศ พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนัง บรีส ควิก วอช (Breeze Quick Wash) ผลิตภัณฑ์ซักสะอาดใน 15 นาที ประหยัดน้ำได้ 75% ลักส์ สปาร์คกลิ้ง (Lux Sparkling) ผลิตภัณฑ์ใหม่ทำความสะอาดผิวกาย ให้ความรู้สึกเหมือนอาบน้ำด้วยแชมเปญ วาสลีน กลูตา ไฮยาลูรอน (Vaseline Gluta Hyaluron) เพิ่มความกระจ่างใส 70% มีความโกลว์ชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ คนอร์ (Knorr) พัฒนาผงมะนาวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดไทย คอมฟอร์ท (Comfort) เน้นกลิ่นหอมและสัมผัสนุ่ม เขา ย้ำว่าจากยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และการติดตามเทรนด์ไปพร้อมความต้องการเชิงลึกผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 นี้ ยูนิลีเวอร์ จะใช้ 3 กลยุทธ์หลักดำเนินธุรกิจ คือ การเข้าร่วมมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ กับภาครัฐ จากที่ผ่านมาลดราคาสินค้า 10% ใน 75,000 ร้านทั่วไทย เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มเข้าถึงสินค้าได้ ยกระดับไทยเป็นแหล่งจัดหาวัตถุดิบระดับโลก (Global Sourcing Hub) ผลิตในไทยส่งออกทั่วโลก สร้างงาน ลงทุนเพิ่ม รักษากระบวนการซัพพลายเชน พร้อมติดตามอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาพลาสติกและผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในช่วงมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา ยังไม่มีการขาดแคลนซัพพลายแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงการปรับราคาสินค้าขึ้น แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากทิศทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความเคลื่อนไหวสูง (FMCG) ในช่องทางออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ถือ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญ โดยมุ่งกลยุทธ์การทำตลาดคอนเทนต์และดิจิทัล มากขึ้น “ช่วงที่ผ่านมา ยูนิลีเวอร์สร้างคอนเทนต์มากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน ถือเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ที่สุดในไทย โดยทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง Meta, TikTok และ Lazada เพื่อยกระดับ e-Commerce ในไทย ปัจจุบัน 35-40% ของยอดขายมาจากช่องทางออนไลน์” อาซีม ทิ้งท้ายว่า นอกจากสร้างความแข็งแรงต่อเนื่องให้กับพอร์ตฯ สินค้า FMCG ของยูนิลีเวอร์ อย่างต่อเนื่องแล้ว ขณะเดียวกันยังได้ขยายธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์กลุ่มเพื่อสุขภาพผู้บริโภค ‘เวลบีอิ้ง’ โดยมีแผนเปิดแบรนด์ใหม่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ยูนิลีเวอร์(ULVR.L) ประกาศเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เข้าซื้อกิจการแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Grüns จากสหรัฐอเมริกา) เพื่อมุ่งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ ทั้งหมด คือ ส่วนหนึ่งของเส้นทางการพาไปสู่ ‘องค์กรร้อยปี’ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ในปี 2575 อีกด้วย
รพ.วิมุต ครบ 5 ปี ย้ำแข่งโรคยากในราคาเข้าถึงได้ เห็น Co-pay เป็นโอกาส ที่คนอื่นมองข้าม
รพ. วิมุต ครบรอบ 5 ปี ปรับตำแหน่งสู่โรงพยาบาลราคาสมเหตุสมผล ชิงดีมานด์ตลาดคลินิค พรีเมียมโรงพยาบาลรัฐ มองระบบ ‘โค เปย์เมนต์’ เป็นโอกาสรับคนไข้ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพมาตรฐานเอกชน จาก General Hospital หันสู้ตลาดโรคยาก-ซับซ้อน รพ.วิมุต ปรับโมเดลธุรกิจสู่ Integrated Specialty Hospital เน้น 5 กลุ่มโรค NCDs ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ใช้กลยุทธ์ Selective Growth เลือกตลาดที่โต แทนการแข่งขันขยายสาขาแบบเดิม รพ.วิมุต มอง Co-payment เป็นโอกาส ไม่ใช่อุปสรรค รองรับกลุ่มคนไข้ที่ต้องร่วมจ่ายกับประกัน ซึ่งมองหาคุณภาพเอกชนในราคาที่จ่ายไหว วางตัวชิงช่องระหว่างคลินิกพรีเมียมกับโรงพยาบาลรัฐได้พอดี โตจากต่างชาติและตลาดสุขภาพผู้หญิง คนไข้เมียนมาโต 141% เอเชียใต้โต 70% พร้อมโรดโชว์ขยายฐาน CLMV ครึ่งหลังปี 69 เตรียมเปิดตัวโปรแกรมสุขภาพสตรีครอบคลุมทุกช่วงวัย นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด ในเครือพฤกษา เปิดเผยว่า ในปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ดำเนินกิจการครบรอบ 5 ปี พร้อมปรับตำแหน่งทางการตลาด (Repositioning Marketing) สู่โรงพยาบาลเอกที่เข้าถึงได้ในราคาสมเหตุสมผล (Reasonable Price) ภายใต้แนวคิด โรงพยาบาลเฉพาะทางแบบบูรณาการ (Integrated Specialty Hospital’) ใน 5 กลุ่มโรคยากซับซ้อน ในสังคมไทย สำหรับตำแหน่งใหม่โรงพยาบาลวิมุต ด้วยมองเห็นโอกาสจากสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกการเข้ารับบริการทางการแพทย์จากกลุ่มคนไข้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยบริการครบวงจรระดับโรงพยาบาลเอกชน จากตลาดกลุ่มคลินิกระดับพรีเมียม โรงพยาบาลรัฐ รวมถึงจากระบบโค-เปย์เมนต์ Co-Payment (เงื่อนไขในประกันสุขภาพที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วน) ไม่ใช่อุปสรรคอีกด้วย เพื่อรองรับกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องร่วมจ่ายกับประกัน ซึ่งมองหาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ หาโอกาสใหม่ในตลาดที่โต นพ.นิพัฒน์ เสริมว่าจากเดิมโรงพยาบาลวิมุตเป็น General Hospital โรงพยาบาลรักษาโรคทั่วไป ซึ่งการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้เป็นส่วนหนี่งแผนรักษาอัตราการเติบโตภายใต้แนวทาง ‘Selective Growth’ การเลือกตลาดโต โดยใช้จุดแข็งในบริการเฉพาะด้านที่วางทิศทางธุรกิจไว้ชัดเจน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้อย่างเห็นได้ชัดในภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันจำนวนสาขา สู่การแข่งขันด้านความชำนาญและผลลัพธ์การรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก “เราพบว่าผู้เล่นที่สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือผู้เล่นที่เลือกตลาด แม้ในปี 2569 อุตฯ โรงพยาบาลเอกชนยังคงเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจมีความท้าทายสูง” โดย โรงพยาบาลวิมุต พร้อมดูแลตลาดรักษาบริการทางการแพทย์ 5 กลุ่มโรคยากสังคมไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มโรคกระดูกและข้อ (ปัญหาข้อเสื่อม ปวดหลัง ปวดเข่า และอาการบาดเจ็บไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป) โรคระบบทางเดินอาหารและตับ กำลังเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทยจากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตเร่งรีบ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในคนอายุน้อยและวัยทำงาน ปัญหาสำคัญคือผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการในระยะแรก หรือมีเพียงท้องอืด ขับถ่ายผิดปกติ หรือปวดท้องเรื้อรัง จนละเลยการตรวจและพบโรคเมื่อลุกลามแล้ว รพ.วิมุต จึงเน้นการตรวจคัดกรองผ่าน Colonoscopy โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป พร้อมนำเทคโนโลยี Anorectal Manometry เข้ามาวินิจฉัยและ Biofeedback Therapy มาฟื้นฟูปัญหาระบบขับถ่าย สุขภาพเต้านม ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงไทยกังวลมากที่สุด โดยมะเร็งเต้านมคือมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย สำหรับทิศทางดังกล่าว ยังเพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพของคนไทยในยุคสังคมสูงวัยโดยใช้ความเข้าใจและองค์ความรู้ทางการแพทย์มาดูแลโรคยาก-ซับซ้อน พร้อมและสร้างระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงการดูแล ตั้งแต่ การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะตลาดเมียนมาและเอเชียใต้ที่เติบโตสูงถึง 141% และ 70% ตามลำดับ และขยายฐานลูกค้ากลุ่มประกันภัยเติบโต 8% ส่วนลูกค้าองค์กรเติบโต 12% รวมถึงการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะด้านโดยเฉพาะบริการสุขภาพผู้หญิงที่เติบโต 12% สำหรับแผนขยายการทำตลาดบริการสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายคนไข้ต่างชาติ กลุ่มประเทศCLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และ เวียดนาม) จะดำเนินการทั้งการจัดกิจกรรมโรดโชว์โรงพยาบาลวิมุต ในพื้นที่ประเทศกลุ่มเป้าหมาย และ การทำตลาดผ่านตัวแทน (เอเยนซี) โดยเฉพาะประเทศเมียนมา ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด ส่วนกัมพูชา มีอัตราการเข้ารับบริการฯ ลดลงจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในกลุ่มประเทศอ่าวตะวันออกลาง เช่นกัน ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุต แบ่งกลุ่มคนไข้เข้ารับบริการเป็นชาวไทย 90% (กลุ่มคนไข้ทั่วไป 40% ,กลุ่มองค์กร 60%) และชาวต่างชาติ รวมผู้พำนักอาศัยและทำงานในไทย (Expat) ราว 10% ใน 5 ประเทศอันดับแรก คือ จีน เมียมา กัมพูชา มาเลซีย และ สิงคโปร์ กลุ่ม Expat นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว เสริมว่า “แนวโน้มดังกล่าว รพ.วิมุต ยังเตรียมแผนการทำตลาดในกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง ผ่านบริการโปรแกรมสุขภาพสตรี ที่ครอบคลุมความเสี่ยงโรคต่างๆ ในแต่ละช่วงวัย ในครึ่งหลังปี 2569 นี้ด้วย” นอกจากนี้ โรงพยาบาลวิมุตยังร่วมกับพฤกษา เรียลเอสเตท ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในครือพฤกษา โฮลดิ้ง พัฒนาการออกแบบบ้านสุขภาวะ (Well-Being) โดยนำร่องไปแล้ว 2-3 โครงการก่อนหน้า พร้อมขยายการให้บริการด้านสุขภาพในโครงการต่างๆ ของพฤกษา เพื่อรองรับลูกบ้านกว่า 2.8 แสนครัวเรือน โดยตั้งเป้าปี 2569 จะสามารถให้บริการครอบคลุมสัดส่วน 20-30% ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน และ โรงพยาบาลวิมุต เทพธารินทร์ มีจำนวนเตียงรวม 270 เตียง พร้อมทีมแพทย์ประจำ (Full Time) 40 คน และแพทย์พาร์ทไทม์กว่า 400 คน สำหรับปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ตั้งเป้ารายได้ ที่ 1,500 ล้านบาท คาดเติบโต 15% จากปีก่อนหน้า โดยผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ทำรายได้ 337 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 283 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,213 ล้านบาทในปี 2567 เติบโต 7% โดยรายได้จาก ผู้ป่วยนอก (OPD) อยู่ที่ 711 ล้านบาท รายได้จากผู้ป่วยใน (IPD) อยู่ที่ 591 ล้านบาท โดยไตรมาส 4 ปี 2568 ทำรายได้รวม 376 ล้านบาท จากการขยายตัวของกลุ่มผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ
ปีพิเศษ ‘การบินไทย’ เลขมหัศจรรย์ 66-55-33 ยกระดับ ROP สู่ไลฟ์สไตล์ แอสเซท
การบินไทยครบ 66 ปี เปิดแผนครึ่งหลังปี 69 ยกระดับ Royal Orchid Plus สู่อีโคซิสเต็ม เดินทาง-ไลฟ์สไตล์ พร้อมแคมเปญ Rise to Gold และบินตรงอัมสเตอร์ดัมครั้งแรกในรอบ 28 ปี เลขมหัศจรรย์ 66-55-33 ปีพิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกัน การบินไทยครบ 66 ปี Royal Orchid Holidays ครบ 55 ปี และ ROP ครบ 33 ปีในปีเดียวกัน สะท้อนความต่อเนื่องของแบรนด์สายการบินแห่งชาติ ROP วางตำแหน่งใหม่สู่ Lifestyle Asset พัฒนาสู่อีโคซิสเต็ม เชื่อมการเดินทาง ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ครบลูปในบัตรใบเดียว และ แคมเปญ Rise to Gold เปิดเส้นทางลัดให้สมาชิกซิลเวอร์230,000 คนก้าวสู่ Gold ได้เร็วขึ้น บินตรงอัมสเตอร์ดัม ครั้งแรกในรอบ 28 ปี กลับมาให้บริการ 1 กรกฎาคมนี้ ด้วย Airbus A350-900 สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน สมาชิก ROP รับสิทธิ์ใช้ไมล์แลกบัตรโดยสารเพียง 50% สำหรับเส้นทางนี้ ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปี 2569 การบินไทย สายการบินแห่งชาติ มีความพิเศษเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ กิจการดำเนินงานครบรอบ 66 ปี บริการ รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ (Royal Orchid Holidays – ROH) การท่องเที่ยวแบบครบวงจรจากการบินไทย มีอายุครบรอบ 55 ปี และ บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าผ่านโปรแกรมลอยัลตี (Loyalty Program) โสมาชิกบัตร อาร์โอพี (ROP) หรือ รอยัล ออร์คิด พลัส (Royal Orchid Plus) ปัจจุบันมีอายุ 33 ปี “ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และความคาดหวังของผู้โดยสารที่ต้องการประสบการณ์การเดินทางที่มากกว่าเดิม” จากแนวโน้มดังกล่าว เป็นปัจจัยผลักดันสู่แผนธุรกิจในครึ่งหลังปี 2569 การบินไทย ด้วยกลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (loyalty Program) สมาชิกสายการบินไทย ผู้ถือบัตร รอยัล ออร์คิด พลัส (ROP) ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5.5 ล้านสมาชิกทั่วโลก และยังมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 40,000 คนต่อเดือน ครอบคลุม 3 ระดับบัตรสมาชิก คือ ซิลเวอร์ (Silver), โกลด์ (Gold) และ แพลตทินัม(Platinum) ทั้งรูปแบบธุรกิจ การเดินทางครอบครัว และการเดินทางแห่งความทรงจำ โดยมุ่งพัฒนา ROP เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เชื่อมโยงการเดินทาง ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรม สิทธิประโยชน์ และพันธมิตรใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสมาชิกในระยะยาว ปัจจุบันสมาชิก ROP มีฐานสมาชิกจำนวนมากที่สุดใน 5 ประเทศตามลำดับ คือ ไทย อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย “การบินไทยต้องพัฒนา ROP ให้เป็นมากกว่าระบบสะสมไมล์ทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างการบินไทยกับสมาชิก” ด้าน กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทย มองว่าสมาชิก ROP ถือเป็นไลฟ์สไตล์ แอสเสท (Lifestyle Asset) ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมทั่วโลก ด้วยบัตรเดียวสามารถเข้าใช้เลานจ์ในเครือ Star Alliance ได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสมาชิกระดับโกลด์ พร้อมโดยในโอกาส ROP ครบรอบ 33 ปี ยังได้ปรับโฉมโลโก้ พร้อมทำแคมเปญ ‘Rise to Gold’ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ โดยเฉพาะร่วมกับ Royal Orchid Holidays ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกใช้ไมล์ได้หลากหลายมากขึ้น โดยแคมเปญ ‘Rise to Gold’ พัฒนาขึ้นจากความต้องการเชิงลึกของสมาชิก Silver กว่า 230,000 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ สมาชิกที่เคยมีสถานะ Gold มาก่อน แต่ปัจจุบันลดลงมาเป็น Silver สมาชิกที่ใกล้ถึงสถานะ Gold แต่ยังไปไม่ถึง กลุ่ม Silver ที่เดินทางบ่อยในเส้นทางระยะสั้น (Short Haul) แต่ยังสะสมไมล์ไม่ถึงเกณฑ์ Gold “แม้สมาชิกกลุ่มเหล่านี้จะมีลอยัลตีต่อการบินไทยสูงมาก แต่ข้อจำกัดด้านไลฟ์สไตล์ รูปแบบการเดินทาง และเวลาทำให้เส้นทางสู่ Gold ในแบบไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้ ทำให้ การบินไทยสร้างแคมเปญ ‘Rise to Gold’ ขึ้นมา เพื่อเป็นเส้นทางลัดสู่สถานะ Gold สำหรับสมาชิก Silver โดยเฉพาะ” นอกจากนี้ การบินไทยยังร่วมกับธนาคารและพันธมิตรต่าง ๆ อาทิ บัตรเครดิตธนาคารพันธมิตร ให้สมาชิกใช้คะแนนหรือโอนพอยต์จากบัตรเครดิตเข้าระบบ เพื่อช่วยต่อยอดสถานะสมาชิกได้อีกด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม ซิลเวอร์ ที่มีการใช้งานสูง เดินทางสม่ำเสมอ แต่ยังไม่สามารถก้าวถึงสถานะโกลด์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแคมเปญ ‘Rise to Gold’ ในครั้งนี้ “พฤติกรรมสมาชิกส่วนใหญ่ นิยมใช้ไมล์แลกบัตรโดยสาร ที่พัก โรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งการบินไทยมีบริการ Royal Orchid Holidays เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ เพื่อให้สมาชิกสามารถใช้คะแนนได้สะดวกและหลากหลายยิ่งขึ้น” สำหรับสิทธิพิเศษลอยัลตี โปรแกรม สมาชิกบัตร ROP อาทิ รับสิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อน บริการต้อนรับและดูแลพิเศษจากลูกเรือ รับสิทธิสำคัญ (Priority) บริการอาหารบนเที่ยวบิน รับสิทธิสำคัญ (Priority)บริการกระเป๋าสัมภาระ รับสิทธิ์อัปเกรดบัตรโดยสาร รับสิทธิ์ใช้บริการเลานจ์ทั่วโลกในเครือ Star Alliance กิตติพงษ์ เสริมว่าในปี 2569 ยังเป็นวาระครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และการใช้ไมล์สะสมให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์สมาชิกมากยิ่งขึ้น ด้วยหากสมาชิกที่ไม่มีเวลาเดินทาง สามารถนำคะแนนไปใช้ผ่านบริการ Royal Orchid Holidays ได้ในรูปแบบต่าง อาทิ การใช้ไมล์ร่วมกับเงินสด เพื่อแลกที่พักโรงแรม บริการเดินทางอื่น ฯลฯ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น จาการทำงานร่วมกับ ROP ปัจจุบันแอปพลิเคชัน ROP ได้พัฒนาให้ใช้งานสะดวกขึ้น สมาชิกสามารถมองเห็นจำนวนที่นั่งที่เปิดให้แลกล่วงหน้าได้ชัดเจนขึ้น และระบบ Cash + Miles ช่วยเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกที่มีไมล์จำนวนมาก สามารถใช้ไมล์ร่วมกับเงินสดได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงบริการทางเลือกใหม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา โดยการบินไทยได้ปรับลดค่าธรรมเนียมน้ำมันลงสูงสุดประมาณ 30% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับแต่ละเส้นทาง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านระบบของ ROP บินตรงอัมสเตอร์ดัม รอบ28 ปี กิตติพงษ์ เสริมต่ออีกหนึ่งไฮไลต์ในครึ่งหลังปี 2569 การบินไทยเตรียมกลับมาให้บริการเส้นทางการบินตรงจากรุงเทพฯไปยังอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังยกเลิกเส้นทางนี้ไปนานถึง 28 ปี ด้วยบริการเที่ยวบินเครื่อง Airbus A350-900 เส้นทางกรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม กำหนดตารางการเดินเวลาประมาณ 05:30 น. ให้บริการบินตรงสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน “อัมสเตอร์ดัม ถือเป็นอีกหนึ่งเกตเวย์สำคัญของยุโรปที่การบินไทยกลับมาให้บริการอีกครั้งในปีนี้” ขณะเดียวกัน เพื่อร่วมฉลองการเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ในครั้งนี้ สมาชิก ROP ยังสามารถใช้ไมล์แลกบัตรโดยสารเส้นทางอัมสเตอร์ดัม พร้อมรับสิทธิ์ใช้ไมล์เพียง 50% สำหรับเส้นทางอัมสเตอร์ดัมทั้งขาไปและขากลับในช่วงเวลาใกล้เคียงกับตารางบินยุโรป นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารในแพ็กเกจ ‘Smart Gallery’ ของ Royal Orchid Holidays ที่ต้องออกเดินทางแต่เช้า ผ่าน ตั้งแต่ก่อนเดินทางเพื่อขึ้นเครื่อง อาทิ บริการเรียกรถจากบ้านไปสนามบิน เวาเชอร์ อาหาร พรีเมียมเลานจ์ รวมถึงสิทธิการจองที่พักใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ โดยการบินไทย เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดในแคมเปญ ‘รักคุณเท่าฟ้า’ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน นี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยภายในงานได้จัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารเส้นทางอัมสเตอร์ดัมในราคาพิเศษ รวมถึงตั๋วชั้นโดยสารประหยัด (Economy Class) บางระดับที่เมื่อเดินทางกลับมาแล้ว สามารถอัปเกรดสถานะขึ้นเป็นสมาชิกซิลเวอร์ ได้ทันที “การบินไทย วางเป้าหมายการจัดกิจกรรมนี้ เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเส้นทางสมาชิก ROP อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสมาชิกใหม่” สำหรับแผนดังกล่าว การบินไทยวางเป็นกลยุทธ์การการตลาดพร้อมบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านโปรแกรมลอยัลตี สมาชิกบัตรอาร์โอพี ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญบริหารลูกค้าสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างการบินไทยกับสมาชิกทั้งการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อธุรกิจ และครอบครัว เพื่อรองรับทุกการเดินทางให้ครอคุมตรงกับรูปแบบการใช้ชีวิตผู้โดยสารยุคใหม่ ทั้งนี้ หลังการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูกิจการและเริ่มกลับมาทำรายได้ จากรายงานผลประกอบการล่าสุดไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม 2569) มีผลดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 51,029 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.2% แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 10,107 ล้านบาท
ยารา คว้า Global Safety Award ย้ำ ‘ความปลอดภัย’ มาตรฐานธุรกิจโลก
ยาราประเทศไทย คว้า Global Safety Award ตอกย้ำ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก ยารา ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและการทำงานที่ปลอดภัย โดยล่าสุด ได้รับรางวัล Yara Global Safety Award 2025 จากความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร “Safe by Choice” การันตีความเป็นเลิศด้านการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในระดับสากล ด้วยรากฐานความสำเร็จกว่า 120 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยารา ณ ประเทศนอร์เวย์ สู่การนำเข้าและจัดจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพพรีเมียมในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และต่อยอดความมุ่งมั่นด้วยการจัดตั้งโรงงานบรรจุปุ๋ยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2559 ณ คลังสินค้าพูลพิพัฒน์ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการเลือกทำเลแห่งนี้ไม่ได้คำนึงถึงเพียงพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บนศักยภาพของทำเลที่เชื่อมต่อโครงข่ายโลจิสติกส์สำคัญได้อย่างครบวงจร ทั้งการขนส่งทางบกและทางน้ำ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เบื้องหลังความสำเร็จและก้าวที่มั่นคงของยารา ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น ‘ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ’ (Operational Excellence) ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจที่มีจุดยืนร่วมกัน โดยยาราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงานควบคู่ไปกับคุณภาพของสินค้า ยาราได้ยกระดับกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ จากอดีตที่อาศัยแรงงานคนบรรจุปุ๋ยในพื้นที่กลางแจ้ง สู่การปฏิบัติงานในที่ร่มทั้งหมด 100% พร้อมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาทดแทนแรงงานในจุดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการยกของหนัก การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางกายภาพและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่พนักงานในระยะยาว ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจคือ ยาราสามารถรักษาสถิติการดำเนินงานที่ปราศจากอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ยาราสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยริเริ่มการใช้กระสอบดีไซน์ใหม่ “Renobag” ซึ่งสามารถลดการใช้พลาสติกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกระสอบแบบเดิม ถือเป็นการลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ ยาราตั้งเป้าหมายที่จะขยายสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ Renobag ให้ครอบคลุมถึง 60% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งเท่ากับการลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้มากถึง 500 ตัน/ปี หรือเทียบได้กับช้าง 100 เชือก นอกเหนือจากการพัฒนากระบวนการภายในโรงงานบรรจุ ยารายังได้นำ “ระบบจองคิวรถบรรทุกล่วงหน้า” มาใช้บริหารจัดการการเข้า-ออกของรถรับสินค้า ช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง คลังสินค้าพูลพิพัฒน์บางไทร ในการปรับปรุงระบบจราจรภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดบนเส้นทางที่มีรถบรรทุกสัญจรหนาแน่น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างยาราและคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของทุกคนที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ อาทิ การกำหนดให้ผู้ที่เข้ามาภายในรั้วคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ต้องสวมใส่เสื้อสะท้อนแสงทันที การจัดสรรพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและเลนจักรยานอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตั้งรั้วกั้นบริเวณหน้าท่าเรือ ซึ่งพูลพิพัฒน์สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณหน้าท่า ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานทุกคน คุณ นันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยาราในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย ให้ความสำคัญกับพนักงาน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ผู้ให้เช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งร่วมส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยารามาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา Safe by Choice ของยารา ที่มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร และเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ในระดับโลก ยาราจึงมอบรางวัล Yara Global Safety Award ให้แก่ประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านความปลอดภัย โดยยาราประเทศไทยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในการประกาศผลครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา” คุณ ธำรงรัตน์ พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของยาราในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างองค์กร ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพูลพิพัฒน์ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้ พูลพิพัฒน์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการคลังสินค้าให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจลูกค้า ควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกมิติ”
SIAM Takashimaya Luxe Hall พื้นที่บริการประสบการณ์ลักซูรี สยาม ทาคาชิมายะ
สยาม ทาคาชิมายะ เปิดตัว SIAM Takashimaya Luxe Hall รวมคอนเซ็ปต์สโตร์แบรนด์ระดับโลก สะท้อนเทรนด์ Seamless Luxury ที่เชื่อมประสบการณ์ช้อปปิง ไลฟ์สไตล์ และบริการเข้าด้วยกัน สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม มร.อัตสึชิ โอะคูโมริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ทาคาชิมายะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ห้างฯ สยามทาคาชิมายะ เปิดโซน ‘SIAM Takashimaya Luxe Hall’ เนรมิตร บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ของชั้น M ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ช็อปปิงเหนือระดับ เพื่อเติมเต็มความสุนทรีย์ในทุกจังหวะของการเดินเลือกซื้อสินค้า โดยการพลิกโฉมพื้นที่ในครั้งนี้ มาพร้อมแนวคิด “Seamless Luxury Experience” ที่เน้นการออกแบบเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนกลาง (Integrated Continuity) โดยปรับเปลี่ยนจากพื้นที่แบบ Open Space เดิม ให้กลายเป็นโซน Fashion Luxury Brand ที่ต่อเนื่องมาจากโซนหลักของไอคอนสยาม เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพื้นที่ซึ่งหลอมรวมทุกสัมผัสแห่งความหรูหราให้ลื่นไหลเป็นหนึ่งเดียว ตกแต่งในสไตล์ Modern Luxury โดดเด่นด้วยงานออกแบบความร่วมสมัย ด้วยโทนสี Neutral เสริมความน่าสนใจด้วยโคมไฟเพดาน Abstract Modern Art ที่ช่วยสร้างมิติทางสายตาและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าของไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ ได้อย่างชัดเจน” ภายในโซน SIAM Takashimaya Luxe Hall แห่งนี้ ได้รวบรวมเหล่าแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ที่พร้อมใจกันนำเสนอคอนเซ็ปต์สโตร์รูปแบบใหม่เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่พิเศษสุดสำหรับลูกค้าสยาม ทาคาชิมายะ สัมผัส DIOR Beauty ที่เปิดบูติคใหม่ที่ใหญ่ที่สุดใน South East Asia พร้อมลักชูรีแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Burberry และ RIMOWA ร่วมด้วยแบรนด์ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE, BAO BAO ISSEY MIYAKE, me ISSEY MIYAKE, HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE, MARIMEKKO, MAJE, SANDRO, JIM THOMPSON และความเที่ยงตรงเหนือระดับจาก LONGINES นอกจากนี้ยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยแบรนด์เครื่องประดับอันประณีตและ แอคเซสซอรี จาก ARTS DE MAISON, ANTEPRIMA, PANDORA และ TUMI ร่วมสัมผัสรูปลักษณ์ใหม่และดื่มด่ำกับสุนทรียภาพแห่งการช็อปปิงที่เหนือระดับได้แล้ววันนี้ที่ SIAM Takashimaya Luxe Hall ชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม จุดหมายปลายทางที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างมีระดับ สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความหรูหราที่ผสานหัวใจบริการแบบญี่ปุ่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-011-7500 หรือ Facebook: Siam Takashimaya
สยามพิวรรธน์ จับมือ UNDP BIOFIN เติมบรรยากาศห้างหรูสู่พื้นที่ขับเคลื่อนธรรมชาติโลก
สยามพิวรรธน์ จับมือ UNDP BIOFIN จัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” รวมพลังทุกภาคส่วนสร้างแรงกระเพื่อมเพื่อธรรมชาติในระดับโลก กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต กรุงเทพฯ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ผ่านความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (UNDP BIOFIN) จัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” ภายใต้ธีม “Acting Locally for Global Impact” รวมผู้นำนานาชาติ นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และชุมชน สร้างต้นแบบการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดตัวความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ภายใต้ชื่อ “NEXTOPIA Gaming Application – Digital Finance for Nature” นวัตกรรมการเงินดิจิทัลเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในเมืองกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น ผ่านกลไกเกมการศึกษา (edutainment) และการระดมทุนสาธารณะ (crowdfunding) บนแพลตฟอร์ม ONESIAM SuperApp โดยเปิดพื้นที่ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต บริเวณชั้น 5A ศูนย์การค้าสยามพารากอน ให้กลายเป็น Local-to-Global Hub สำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจ และความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ จากระดับชุมชนไทยสู่เวทีโลก ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 งานครั้งสำคัญนี้จัดขึ้นสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพโลก (Global Biodiversity Framework) ภายใต้แนวคิด “Acting Locally for Global Impact” สะท้อนความเชื่อว่า การลงมือทำในทุกระดับ ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านธรรมชาติของโลกทั้งใบ ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ได้แก่ นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประจำประเทศไทย, เซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย, ศลยา ณ สงขลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ศรสวรรค์ พงษ์เผ่า ผู้จัดการความริเริ่มทางการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทย, รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์, ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, ดร.พรชัย จุฑามาศ เลขานุการมูลนิธิโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.), อรยา สูตะบุตร ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (Big Trees Project), เกล้ามาศ ยิบอินซอย ผู้อำนวยการสำนักงานมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี, ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระ, Environman สื่อและคอมมูนิตี้ออนไลน์ด้านสิ่งแวดล้อมชั้นนำของไทย ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้สู่แนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมการปกป้องระบบนิเวศและแนวปฏิบัติที่ยั่งยืน เวทีเสวนานานาชาติ: จากนโยบายโลก สู่การลงมือทำจริง ไฮไลต์สำคัญของงาน “International Day for Biodiversity 2026” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 คือการรวมตัวผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ นักการทูต นักวิชาการ ผู้บริหารองค์กรธุรกิจชั้นนำ และภาคประชาสังคม มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกรณีศึกษาการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่เชื่อมโยงระดับนโยบาย การลงทุน และการลงมือทำจริงในพื้นที่ โดยเวทีเสวนาแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ได้แก่ “The Global Vision” ว่าด้วยภาพรวมสถานการณ์ธรรมชาติของโลก บทบาทภาคเอกชน และการลงทุนด้าน ESG การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติอย่างยั่งยืน, “The Collaboration: Local Roots & Heart of Nature” เปิดกลยุทธ์การขับเคลื่อน Biodiversity Finance Plan ที่มุ่งเน้นการปิดช่องว่างด้านการเงินเพื่อธรรมชาติของไทย ผ่านความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Siam Piwat และ UNDP BIOFIN ผ่านการสร้าง NEXTOPIA Digital Gaming เป็นกลไกการเงิน crowdfunding สนับสนุนการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และมูลนิธิ อพ.สธ. เพื่อดูแลรักษาระบบนิเวศที่มีค่าของประเทศไทย และ “The Blue Frontier” บทบาทความร่วมมือในการผนึกกำลังปกป้องชายฝั่งทะเลไทย ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน Workshop : Crafting for the Planer เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านงานศิลปะ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานคือ Workshop : “Crafting for the Planet” เวิร์กชอปเชิงสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00–17.00 น. เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพผ่านงานศิลปะ งานคราฟต์ และวิทยาศาสตร์ เช่น การจัดสวนขวดเพื่อเข้าใจระบบนิเวศและพันธุกรรมพืช งานคราฟต์จากวัสดุทางทะเลเพื่อเรียนรู้ทรัพยากรชายฝั่ง และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปลูกฝังการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน ผู้เข้าร่วมเวิร์กชอปไม่เพียงได้รับความรู้ แต่ยังได้แสดงเจตจำนงในการดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านคำมั่นสัญญาเล็ก ๆ ที่สามารถนำไปปฏิบัติจริง สะท้อนแนวคิดว่า “การเปลี่ยนโลก เริ่มต้นได้จากมือของเราเอง” Bangkok Urban Biodiversity : เชื่อมเมือง เชื่อมป่า: การสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตในเมืองหลวง วันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 14.00-16.00 น. จะได้พบกับพลังพลเมืองอาสา มุ่งเน้นไปที่การขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมและนวัตกรรมท้องถิ่นที่จะทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองสีเขียว อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Citizen Science for Biodiversity” พูดคุยถึงความสำเร็จและบทบาทของโครงการ City Nature Challenge (CNC) ซึ่งทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสำรวจและเก็บข้อมูลสิ่งมีชีวิตในเมืองหลวง โดยกลุ่ม Nature Plearn Club พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชนระดับโลกเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (GYBN Thailand), และวังหินแล็บ แหล่งเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านวิทยาศาสตร์และศิลปะ “Urban Forest and Plant Diversity in Bangkok” ร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวของป่าในเมืองและความหลากหลายของพืชพรรณในกรุงเทพมหานคร นำโดยโครงการ Onnut Urban Forest โมเดลการเปลี่ยนพื้นที่จัดการขยะเดิมให้กลายเป็นปอดของเมือง เชื่อมโยงการจัดการต้นไม้ใหญ่ของกลุ่ม Big Trees Project ควบคู่ไปกับงานวิจัยด้านความหลากหลายของพรรณไม้จาก Mahidol Flower Lab ยกระดับการปลูกต้นไม้ทั่วไปสู่งานวิจัยเชิงลึก เพื่อคัดเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมกับระบบนิเวศเมือง และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์พื้นที่บนบกและท้องทะเลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปีค.ศ.2030 โดยกลุ่ม 30×30 Thailand Coalition ภาพถ่ายที่เล่าเรื่องธรรมชาติ: เมื่อวิทยาศาสตร์พบมนุษย์ นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 19-24 พฤษภาคม NEXTOPIA ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสอีกมิติหนึ่งของธรรมชาติผ่านนิทรรศการภาพถ่าย โดย จิตรทิวัส พรประเสริฐ ช่างภาพสารคดี ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “Hidden Paradise ” พื้นที่ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์มากเสียจนหลายครั้งอาจถูกมองข้าม หรือไม่เคยหยุดมองอย่างลึกซึ้งผ่านภาพถ่ายที่เชื่อมโยงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความรู้สึกและประสบการณ์ของมนุษย์ นิทรรศการชวนผู้ชมมองเห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนในทุกๆพื้นที่ โดยจิตรทิวัส พรประเสริฐ จะมาร่วมพูดคุยถ่ายทอดเรื่องราวภาพถ่ายความหลากหลายทางชีวภาพที่นำมาจัดนิทรรศการในวันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. NEXTOPIA: พื้นที่ต้นแบบ Regenerative Design ของเมือง การจัดงาน “International Day for Biodiversity 2026” ตอกย้ำบทบาทของ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ในฐานะแพลตฟอร์มด้าน Regenerative Design และนวัตกรรมความยั่งยืน ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่จัดแสดง ห้องทดลอง และสะพานเชื่อมระหว่างผู้สร้างสรรค์ท้องถิ่น องค์กรระดับโลก และสังคมเมือง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และธรรมชาติ งาน “International Day for Biodiversity 2026” ระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA บริเวณชั้น 5A สยามพารากอน เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ช่วยยกระดับบทสนทนาเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยสู่เวทีสากล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในกิจกรรมสำคัญ ภายใต้โครงการ Citizen of Earth ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง
แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ขายความรู้สึกเหมือนบ้าน กลางกรุงเทพฯ
สัมผัสความอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นจาก แมริออท เอ็กเซ็คคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ในกรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ (Marriott Executive Apartments) หนึ่งในแบรนด์ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของ แมริออท บอนวอย ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมคุณภาพกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก ขอเชิญชวนนักธุรกิจ นักเดินทางในเมือง และ ครอบครัว มาสัมผัสความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านในย่านที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษใหม่ที่ผสานความสะดวกสบายแบบที่พักอาศัยเข้ากับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น ข้อมูลที่น่าสนใจ ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ และ การอัพเดตสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิก แมริออท บอนวอย การออกแบบ: ห้องพักทุกห้องได้รับการออกแบบเพื่อความลงตัวระหว่างความสะดวกสบายในการพักผ่อน และ การทำงาน โดยมีพื้นที่นั่งเล่น และ พื้นที่รับประทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน สิ่งอำนวยความสะดวกที่มาพร้อมบริการระดับโรงแรม: ห้องพักประกอบไปด้วยห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน รวมถึงเครื่องซักผ้า และ เครื่องอบผ้า พร้อมสิทธิประโยชน์และบริการระดับมืออาชีพภายใต้แบรนด์โรงแรมระดับโลก จำนวนที่พักภายใต้แบรนด์ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ในกรุงเทพฯ: มีทั้งหมด 6 แห่ง ในทำเลที่พักอาศัยยอดนิยม รวมถึง ทองหล่อ สุขุมวิท และ สาทร การยกระดับคะแนนสะสม: สมาชิกแมริออท บอนวอย สามารถสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น รับคะแนนแมริออท บอนวอย 5 คะแนน ต่อการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.5 คะแนน ต่อการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) รับเครดิตสถานะ Elite 1 คืน ต่อการเข้าพักที่ตรงตามเงื่อนไขทุกๆ 1 คืน (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต้องพัก 3 คืนจึงจะได้รับ 1 เครดิต) รับคะแนนโบนัส Elite สำหรับอัตราค่าห้องพักที่ตรงตามเงื่อนไข แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ทั้ง 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองย่านทองหล่อ สุขุมวิท และ สาทร ผสมผสานความสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านเข้ากับบริการรับระดับโลกได้อย่างลงตัว แต่ละแห่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อน โดยมีพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารที่แยกเป็นสัดส่วน ห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน และ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าภายในห้องพัก นอกจากนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักให้ดียิ่งขึ้น สมาชิก แมริออท บอนวอย ยังได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การอัปเดตใหม่นี้ โดยสมาชิกจะได้รับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 5 คะแนนต่อการใช้จ่าย 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับเครดิตสถานะ Elite เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าโดยคิดเป็น 1 เครดิตต่อ 1 คืน และรับคะแนนโบนัส Elite เพิ่มเติม ด้วยการสะสมคะแนนที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นและการเลื่อนระดับสถานะที่รวดเร็วกว่าเดิม จึงไม่มีช่วงเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่านี้ ในการสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ณ ที่พักทั้ง 6 แห่งของ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ในกรุงเทพฯ ทองหล่อ: สัมผัสจังหวะชีวิตแห่งกรุงเทพฯยุคใหม่ ตั้งแต่บาร์เครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงร้านรวงสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทองหล่อคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดของคนมีสไตล์ โดดเด่นทั้งด้านรสนิยมและคุณภาพชีวิต ย่านนี้เต็มไปด้วยความทันสมัย มีชีวิตชีวา และตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกใกล้ถนนสุขุมวิท พร้อมเป็นแหล่งรวมตัวของผู้คนระดับแนวหน้า แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพฯ ทาวน์ฮอล สุขุมวิท ตั้งอยู่บนซอยสุขุมวิท 49 ใกล้กับโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท หนึ่งในศูนย์การแพทย์นานาชาติชั้นนำของกรุงเทพฯ และอยู่ไม่ไกลจากย่านทองหล่อที่เต็มไปด้วยสีสันของไลฟ์สไตล์เมือง เพียงไม่กี่ก้าวจากที่พัก แขกสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ณ ทาวน์ฮอล ไลฟ์สไตล์ พาร์ค ตั้งแต่กิจกรรมเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน ไปจนถึงร้านอาหารที่โดดเด่น ผ่อนคลายกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งและทรีเฮ้าส์ (Treehouse) พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งอันเงียบสงบหรืออิ่มอร่อยกับอาหารเอเชียนคอมฟอร์ทฟู้ดที่ห้องอาหารเซวา (Seva) ยกระดับการพักผ่อนสู่ประสบการณ์เหนือระดับ ณ เพนท์เฮาส์สวีท พื้นที่กว้างขวางถึง 175 ตารางเมตร ครบครันด้วย 3 ห้องนอนที่ออกแบบมาอย่างลงตัว พร้อมให้คุณดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯ ได้อย่างเต็มสายตา แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ทองหล่อ ตั้งอยู่บนใจกลางสุขุมวิท พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับด้วยห้องพักสไตล์อพาร์ทเมนท์ขนาด 1 2 และ 3 ห้องนอน ที่เน้นความสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศ ทั้งสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าและฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เดินทางสะดวกสบายเพียง 250 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสทองหล่อ ให้คุณเชื่อมต่อทุกจุดหมายในเมืองได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนอันแสนพิเศษที่ อ็อคเทพ รูฟท็อป บาร์ เลานจ์ แอนด์ บาร์ (Octave Rooftop Lounge & Bar) แลนด์มาร์กสุดหรูที่พร้อมให้คุณดื่มด่ำกับเครื่องดื่มรสเลิศและทัศนียภาพของกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา 360 องศา พร้อมพงษ์: ตั้งอยู่ในทำเลศูนย์กลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งนี้รายล้อมไปด้วยศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ อาคารสำนักงาน ศูนย์การประชุมชั้นนำ และสวนสาธารณะสำหรับการพักผ่อนอย่างเงียบสงบ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพฯ เปรียบเสมือนโอเอซิสแห่งความสงบที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งนักธุรกิจ คู่รัก และครอบครัวอย่างลงตัว ครบครันด้วยเอกสิทธิ์แห่งการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือ สนามกอล์ฟกลางแจ้ง สปา ฟิตเนส สนามเทนนิส แบตมินตัน และสควอช รวมไปถึงคิดส์คลับ ห้องพักสไตล์สตูดิโอและอพาร์ทเมนท์มีพื้นที่กว้างขวางสูงสุดถึง 180 ตารางเมตร พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกการเข้าพักราบรื่นไร้กังวล อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปยัง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ และ UOB Live ได้อย่างสะดวกสบาย สุขุมวิทตอนบน: ย่านที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของแหล่งธุรกิจและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ คลาวด์ อีเลฟเว่น (Cloud 11) ทรู ดิจิทัล พาร์ค (True Digital Park) และ เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่ พลาซา สุขุมวิท (Century The Movie Plaza Sukhumvit) แมริออท เอ็กเซคคิวทีฟ อพาร์ทเม้นท์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท 50 เป็นที่พักที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบายของย่านที่กำลังเติบโต ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อ่อนนุชเพียง 800 เมตร ห้องสวีททุกห้องได้รับการออกแบบอย่างลงตัว รองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว มีให้เลือกสูงสุดถึง 3 ห้องนอน พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่โปร่งสบายและสามารถรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ได้แก่ สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร และฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงห้องประชุมสำหรับการประชุมขนาดเล็กอย่างเป็นส่วนตัว แมริออท เอ็กเซคคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท 101 ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสำหรับผู้เข้าร่วมงานอีเวนต์และนิทรรศการ โดยอยู่ห่างจากศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เพียง 2 สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้า การประชุม และคอนเสิร์ตระดับนานาชาติอยู่เป็นประจำ แขกสามารถเลือกเข้าพักในห้องสวีทที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม เช่น ห้องอาหาร ฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ และห้องประชุม สาทร: ศูนย์กลางทางการเงินของกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักในนาม “Wall Street แห่งกรุงเทพฯ” ถนนสาทรเป็นที่ตั้งของบริษัทการเงินชั้นนำของโลก บริษัทข้ามชาติ และสถานทูต พร้อมรายล้อมด้วยแหล่งวัฒนธรรมและร้านอาหารชั้นเลิศที่หลากหลาย แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทรวิสต้า กรุงเทพฯ มอบประสบการณ์การพักอาศัยรูปแบบใหม่ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ความเป็นส่วนตัว และความสะดวกสบายที่ทันสมัย เลือกเข้าพักได้ตั้งแต่ห้องแบบ 1 ถึง 3 ห้องนอน ขนาด 65–165 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่งและครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน สิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ได้แก่ ฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ซาวน่า โยคะ ห้องเกมส์ ห้องอาหาร พื้นที่ทำงาน และห้องพักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ที่ตั้งใกล้ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ทีและรถไฟฟ้าบีทีเอส สามารถเดินทางไปยังย่านสีลมที่คึกคัก ย่านสุรวงศ์ที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรม และแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างง่ายดาย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองที่พักกับ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/search/submitSearch.mi?searchType=HotelList&hotelList=BKKBP,BKKEO,BKKEF,BKKEA,BKKSP,BKKTS )
บี.กริม เพาเวอร์ หนุนอนุรักษ์ทะเลไทย ส่งต่อพลังธุรกิจสู่แนวปะการังยั่งยืน
บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุน มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ด้วยการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมของ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะลไทย เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะระบบนิเวศใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของความสมดุลทางธรรมชาติ และฐานรากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระดำริในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแนวปะการังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ตลอดจนกระตุ้นปลูกจิตสำนึกของประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แนวปะการัง รวมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ทราบถึงประโยชน์และการให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป สำหรับกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท เดอะทับแขก รีสอร์ท จำกัด บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบา (Toba Aquarium) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
‘คาราบาว’ ใช้พลังอินฟลูฯ พาดูรอบชิง Carabao Cup เชื่อมแบรนด์กับแฟนบอล
คาราบาว พา 10 อินฟลูเอนเซอร์สายฟุตบอล ชมรอบชิง Carabao Cup ถึงอังกฤษ สะท้อนกลยุทธ์ใช้ ‘Creator Marketing’ เชื่อมแบรนด์เข้ากับวัฒนธรรมแฟนบอล คาราบาวพาอินฟลูเอนเซอร์ฟุตบอลกว่า 10 คน ชมรอบชิง Carabao Cup ถึง Wembley Stadium ประเทศอังกฤษ แบบติดขอบสนาม แบรนด์ใช้ ‘ประสบการณ์จริง’ แทนการสื่อสารแบบโฆษณา ผ่านโมเมนต์ฟุตบอลระดับโลกและคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ คาราบาวต่อสัญญาสนับสนุน Carabao Cup ถึงฤดูกาล 2028/29 รวมระยะเวลา 12 ปี เพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ในระดับนานาชาติ คาราบาว กับกลยุทธ์การตลาดผ่านประสบการณ์ นำอินฟลูเอ็นเซอร์ฟุตบอลไทยกว่า 10 คน เดินทางสู่ประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าร่วมชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ‘Carabao Cup’ ฤดูกาล 2025/26 ณ สนาม Wembley Stadium แบบติดขอบสนาม สำหรับกิจกรรมของคาราบาว ผ่านทริปนี้ ยังเพื่อตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของรายการฟุตบอลระดับนานาชาติ ‘Carabao Cup’ ผ่านการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ระหว่าง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สองสโมสรชั้นนำของโลก โดยการแข่งขันในวันนี้ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเชียร์ที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยแฟนบอลจากทั่วโลก สะท้อนความยิ่งใหญ่ของรายการ ‘Carabao Cup’ ในฐานะฟุตบอลถ้วยที่ได้รับความสนใจในระดับสากล และเมื่อเร็วๆนี้ คาราบาว กรุ๊ป ยังได้ขยายความร่วมมือในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ‘Carabao Cup’ อย่างต่อเนื่องไปจนถึงฤดูกาล 2028/29 รวมระยะเวลา 12 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟนฟุตบอล ผ่านการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขันในระดับโลก สำหรับทริปในครั้งนี้ อินฟลูเอนเซอร์ ยังจะได้รับประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่หาไม่ได้จากที่อื่น อาทิ การรับชมการแข่งขันแบบติดขอบสนาม การเข้าถึงพื้นที่สำคัญของการแข่งขัน เช่น บริเวณข้างสนามในช่วงเวลาการแข่งขันจริง พื้นที่พิธีมอบถ้วยแชมป์ การร่วมช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของนักฟุตบอลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ โอกาสในการพบปะกับตำนานนักฟุตบอลระดับโลก ทั้ง Nigel Winterburn และ Tony Adams จากสโมสรอาร์เซนอล รวมถึง Paul Dickov และ Shaun Goater จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมสัมผัสถ้วย ‘Carabao Cup’ อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น ขณะเดียวกัน อินฟลูเอนเซอร์ยังได้เข้าร่วมทัวร์สนาม Wembley Stadium ในมุมมองเบื้องหลัง รวมถึงการเยี่ยมชม Emirates Stadium สนามเหย้าของสโมสรอาร์เซนอล เพื่อสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลอังกฤษ อีกด้วย สร้างประสบการณ์ร่วมอินฟลูฯ ด้าน ‘ผักกาด’ จากเพจ Pakgard is here หนึ่งในผู้ร่วมทริปในครั้งนี้ บอกว่า “ตื่นเต้นมาก ตั้งแต่เดินมาถึงสนาม บรรยากาศยิ่งใหญ่กว่าที่คิด ประทับใจมากจริงๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัส” ขณะที่ ‘ชุ แมนซิตี้’ กล่าวว่า “ขอบคุณคาราบาวมากที่มอบโอกาสให้ได้มาชมรอบชิงชนะเลิศแบบใกล้ชิดแบบนี้ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากจริงๆ” โดยกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนแนวคิด ‘เชียร์บอล เชียร์บาว เชียร์ได้สุด เชียร์กับคาราบาว’ ได้อย่างชัดเจน พร้อมตอกย้ำบทบาทของ ‘คาราบาว’ ในการเชื่อมโยงประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลกเข้ากับแฟนบอลไทย ผ่านประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่างและเข้าถึงได้จริง ผ่านหนึ่งในกลยุทธการสื่อสารแบรนด์สู่ระดับโลกผ่าน อินฟลูเอ็นเซอร์สายฟุตบอล ตัวจริงในทริปนี้
เทรนด์ Long-Stay มาแรง ONYX เปิด ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ ชิงดีมานด์อยู่ยาวใน EEC
ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ร่วมทุน ญี่ปุ่น เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ เปิดโครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ เชื่อมแบรนด์โรงแรมในเครือ สร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมครบวงจร เจาะตลาดพำนักระยะยาวพัทยา-EEC Long-Stay กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่และใหญ่ อินไซต์นักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้มองหาที่พักเพียงระยะสั้น แต่ต้องการพื้นที่ใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นและอยู่ได้จริงเหมือนบ้าน ผลักดันสู่ความต้องการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และที่พักกึ่งอยู่อาศัย ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งในไทยและระดับโลก EEC ดึงดูดผู้พำนักระยะยาวเพิ่มขึ้น พัทยาและพื้นที่ EEC ปลายทางเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ที่กำลังกลายเป็นฐานของนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ด้วยทำเลที่เชื่อมเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ทำให้ความต้องการที่พักระยะยาวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โรงแรมกำลังเปลี่ยนสู่ธุรกิจ Living Ecosystem ONYX ใช้แบรนด์ Shama เติมพอร์ตระหว่างโรงแรมและที่อยู่อาศัย สร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่าการเข้าพัก สะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ที่แข่งขันด้วยคุณภาพการอยู่อาศัย ความยืดหยุ่น และการสร้างชุมชนระยะยาว ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผู้บริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ONYX Hospitality Group) กล่าวว่า ออนิกซ์ ฯ ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (JR Kyushu Business Development (Thailand) Co. Ltd.) บริษัทในเครือของ คิวชู เรลเวย์ คอมพานี (Kyushu Railway Company) หนึ่งในองค์กรชั้นนำของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว สำหรับการลงนามฯ ครั้งนี้ เพื่อพัฒนาโครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ (Shama North Pattaya) และยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มออนิกซ์ฯ จากการใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ชามา (Shama) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของไทย ในปี2569 และในอนาคต โดยความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กร จากความสำเร็จในโครงการ ‘ชามา เลควิว อโศก’ (Shama Lakeview Asoke) ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ให้เข้ารับบริหารและเป็นที่ยอมรับในฐานะหนึ่งในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา สำหรับโครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์สำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของออนิกซ์ โดยร่วมกับแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) และ โอโซ่ (OZO) เพื่อสร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมที่มีความเชื่อมโยงและครบวงจรมากยิ่งขึ้นในพื้นที่พัทยา ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยุทธชัย กล่าวว่า โครงการชามา นอร์ธ พัทยา จะยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้พำนักระยะยาว (Long-Stay)ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมที่พักอาศัยของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีนานาชาติ “แบรนด์ชามา พัฒนาการเติบโตจากความเข้าใจเชิงลึกต่อความต้องการของตลาดการเข้าพักลอง-สเตย์ หลังศึกษาแนวโน้มพบว่ามีศักยภาพการเติบโต ชัดเจนในอนาคต” นอกจากนี้ โครงการภายใต้แบรนด์ชามา แต่ละแห่งได้รับการพัฒนาจากอินไซต์พฤติกรรมและความคาดหวังของผู้พักอาศัย โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยครอบคลุมทั้งความสะดวกสบาย ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และความอบอุ่นเสมือนบ้าน ภายใต้มาตรฐานระดับสากล ด้าน ‘โทชิฮิโระ โมริ’ Director and Senior Managing Executive Officer ตัวแทนบริษัท คิวชู เรลเวย์ คอมพานี กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในการสานต่อความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จจากโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ สำหรับโครงการ ชามา นอร์ธ พัทยา บริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพอันแข็งแกร่งของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางรีสอร์ตชั้นนำภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมให้ความเชื่อมั่นในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านฮอสพิทาลิตี้ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ที่จะสามารถส่งมอบโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของทั้งผู้เข้าพักชาวไทยและนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าระยะยาวและความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน” Key Takeaways โครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ มีมูลค่าการลงทุนและพัฒนาโครงการราว 750 ล้านบาท ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในพื้นที่ EEC โครงการมุ่งเน้นการให้บริการที่ผสมผสานความสะดวกสบายของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เข้ากับบริการระดับโรงแรมชั้นนำ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยระยะยาว ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และในอนาคต ความร่วมมือระหว่าง ONYX และ JR Kyushu สะท้อนว่า อนาคตธุรกิจโรงแรมจะไม่ได้แข่งขันเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังมุ่งสู่ตลาด Long-Stay, Expat, Digital Nomad และผู้พำนักในเมืองเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งมีมูลค่าต่อคนสูงกว่าและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว
TRUE ส่ง’เอมี่’แม่บ้านเอไอ เปลี่ยนเกมเน็ตบ้าน ขยับสู่ เทคฯ คอม-เวลเนส อีโคซิสเต็ม
TRUE ย้ำ AI-First เปิดตัว TrueOnline Home Next พร้อม ‘เอมี่’ ผู้ช่วยอัจฉริยะประจำบ้าน จุดเริ่มความล้ำสู่ธุรกิจเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อ Smart Home-Wellbeing และ Ecosystem ข้ามอุตสาหกรรมในอนาคต จากเน็ตบ้านสู่แพลตฟอร์มชีวิต ทรูไม่ได้แข่งขันด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์กลางของ AI และบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวัน AI จะกลายเป็นประตูเชื่อมทุกอุตสาหกรรม ‘เอมี่’ จุดเริ่มต้นของ Ecosystem ที่สามารถเชื่อมสุขภาพ อสังหาฯ ค้าปลีก การศึกษา และบริการใหม่ๆ เข้าด้วยกันบนฐานข้อมูลเดียว Wellbeing คือสนามแข่งขันใหม่ องค์กรเทคโนโลยีระดับโลกกำลังขยับจากการขายอุปกรณ์ สู่การดูแลคุณภาพชีวิตผู้คน ซึ่งทรูกำลังวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในทิศทางเดียวกัน หลังจากเมื่อต้นปี 2569 ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ TRUE ประกาศวิสัยทัศน์สู่องค์กร ‘AI-First’ อย่างเต็มรูปแบบ โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนธุรกิจ ไปพร้อมกับสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) รวมถึง ‘คนเอไอ’ ทั้งภายในและนอกองค์กร เพื่อรองรับอนาคตประเทศไทยที่มุ่งสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่เชื่อมกับโลกทั้งใบ ในกลางปีนี้ TRUE ขยับใหญ่อีกครั้งสำหรับ ‘ทรูออนไลน์’ ผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet) เปิดตัว ‘TrueOnline Home Next’ ที่มาพร้อมกับโซลูชั่นเอไอ ‘TrueX Home Hub’ และ ‘เอมี่’ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่จะพาอินเทอร์เน็ตบ้านเข้าสู่อนาคตการอยู่อาศัยอัจฉริยะ ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) องค์กรเทคโนโลยี (Technology Company) เปิดเผยว่า ทรู ได้นำ AI Smart Home ให้บริการเป็นรายแรกในไทย ภายใต้แนวคิดโซลูชั่น ‘TrueOnline Home Next’ จากจุดเริ่มต้นของสัญญาณอินเทอร์เน็ตบ้านเพียงจุดเดียว ให้สามารถแผ่ขยายไปสู่ทุกความต้องการใช้ชีวิตภายในบ้าน ตั้งแต่ WiFi ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบ้านสู่ระบบบ้านอัจฉริยะ โดย ‘TrueOnline Home Next’ ใช้เทคโนโลยี AI และ Smart Home จาก TrueX พร้อมร่วมมือกับ Tuya ผู้นำ AI IoT Cloud Platform ชั้นนำของโลกและ T3 Technology นำเทคโนโลยี Smart Home ร่วมสร้างประสบการณ์บ้านอัจฉริยะ ที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ TrueX ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ Tuya กว่า 3,000,000 ชิ้นในไทยได้อย่างสะดวก โดยมี ‘เอมี่’ (Ami) เป็นศูนย์กลางการควบคุมอัจฉริยะประจำบ้าน ทำหน้าที่ตอบคำถามทั่วไปที่สั่งงานได้ด้วยเสียงภาษาไทย 100% ให้กับผู้อยู่อาศัย/ผู้ใช้งานในบ้าน ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัย ความบันเทิง และการจัดการระบบพลังงานภายในบ้าน ฯลฯ “อุปกรณ์ยังเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดที่มี AI อัจฉริยะ สามารถแยกแยะบุคคล เสียงเด็กร้อง และสัตว์เลี้ยง รวมถึงการแยกแยะพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือพฤติกรรมอันตรายของสัตว์เลี้ยง และสรุปออกมาเป็นสถิติและคำแนะนำในการเลี้ยงดูได้เป็นภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติ” ฐานพล บอกว่าจากแนวคิดดังกล่าว ทรูออนไลน์ ยังมองเห็นโอกาสจากรายงาน Digital 2025 : Thailand ของ We Are Social และ Meltwater เผยตัวเลขที่น่าสนใจของตลาด Smart Home ในประเทศไทยปี 2025 พบว่า มีครัวเรือนไทยที่เลือกใช้อุปกรณ์ Smart Home แล้วกว่า 12.3 ล้านชิ้น ที่ยังต้องการระบบ/โซลูชั่นการเชื่อมต่ออัจฉริยะมารองรับ อีกด้วย TrueOnline Home Next ทำงานยังไง? สำหรับ ‘TrueX Home Hub’ ยังมาพร้อมกับกล่อง TrueID TV Gen3 กล่องทีวี AI อัจฉริยะความคมชัดระดับ 4K HDR มีกล้องในตัว และ สมาร์ท ดีไวซ์ ต่าง ๆ อาทิ สมาร์ทปลั๊ก ด้วยฟีเจอร์ดูการใช้งานพลังงาน หลอดไฟอัจฉริยะที่สามารถปรับไฟเป็นโหมด Biorhythm ปรับแสง-สีไฟตามนาฬิกาชีวภาพอัตโนมัติ Solar Smart Home Solution จาก Altervim อำนวยความสะดวกในทุกวันของทุกคนในบ้าน ด้านความปลอดภัยและประหยัดพลังงานมากขึ้น เข้าถึงเน็ตบ้าน 60% ในไทย ฐานพล กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำตลาด ‘TrueOnline Home Next’ วางไว้สองรูปแบบหลัก คือ การจำหน่ายอุปกรณ์เสริมแยกเป็นรายผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการของผู้ใช้งาน และ โซลูชั่นบริการครบวงจรสำหรับผู้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตบ้านทรู ออนไลน์ พร้อมกันนี้ ทรู ยังจัดกิจกรรมการตลาดผ่านโปรโมชั่น สำหรับกลุ่มลูกค้าทรูออนไลน์ (เดิม) สามารถรับ ‘เอมี่’ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ได้ในราคา 119 บาทต่อเดือน จากปกติ 179 บาทต่อเดือน พร้อมเพิ่มบริการ Pet AI Care ผู้ช่วย AI ดูแลสัตว์เลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง ในราคาเพียง 99 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569 ทรู วางไว้เป้าหมายหลักในการทำตลาด ‘TrueOnline Home Next’ ทั้งการตอกย้ำบทบาท ทรูออนไลน์ ในฐานะแบรนด์โซลูชั่นเอไอในตลาดบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และ ขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในครัวเรือน (Penetration Rate) ของประเทศไทยภายใน3 ปีนับจากนี้ มีสัดส่วน 58-60% จากในปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ราว 55% จากปัจจุบันตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านในประเทศไทย กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ แม้ฐานผู้ใช้งานจะมีประมาณ 10.41 ล้านราย และอัตราการเติบโตเริ่มทรงตัวอยู่ที่ 1-2% แต่ความต้องการของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ‘เอมี่’ แม่บ้านเอไอ ต่อการมาของ ‘เอมี่’ ของบริการ ‘TrueOnline Home Next’ ภายใต้ ‘ทรู ออนไลน์’ ถือเป็นอีกหนึ่ง ‘คีย์ จิ๊กซอว์’ ที่จะเข้ามาคอมพลีททิศทางองค์กรเอไอ AI First ตามแผนของ ทรู ในฐานะ Technology Company ด้วยความครบวงจรระดับโลก ที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาวะ Wellbeing การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยของผู้คนในยุคปัจจุบันและอนาคต ด้วย ต่อเรื่องนี้ ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกแนวคิดการสื่อสารการตลาดแบรนด์ ‘TrueOnline Home Next’ ในครั้งนี้ ยังเพื่อตอกย้ำความชัดเจนของแบรนด์ทรูออนไลน์ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านที่ไม่ได้แข่งขันที่เฉพาะสัญญาณความเร็วสูงอีกต่อไป “ผู้ให้บริการเทคโนโลยียุคใหม่จะมุ่งให้ความสำคัญด้านความเป็นอยู่ที่สุขสบาย หรือ เวลบีอิ้ง การมีสุขภาวะที่ดีของการใช้ชีวิต สะท้อนชัดจากองค์กรใหญ่แบรนด์ระดับโลกต่างมุ่งสู่อุปกรณ์ โซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้คนในชีวิตประจำวัน ซึ่งทรู จะไปในทิศทางนี้เช่นกัน” โอลิเวอร์ เสริมว่า สำหรับผู้ช่วยเอไอ ‘เอมี่’ ที่มาของชื่อได้แรงบันดาลใจจากคำว่า ‘Ami’ ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า ‘เพื่อน’ และภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ‘ความรัก’ สะท้อนบทบาทของ AI ในฐานะเทคโนโลยีผู้ช่วยที่ใกล้ชิด เข้าใจ และพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกวัน และเมื่อ ‘เอมี่’ จะให้ความเป็นมิตรพร้อมใส่ใจผู้ใช้งานขนาดนี้ ทำให้ ทรูออนไลไลน์ เลือกแนวทางการสื่อสารการตลาดแบรนด์ สไตล์อบอุ่นหัวใจ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ https://youtu.be/oqgrQ9WohdI เพื่อถ่ายทอดอินไซต์ ของสังคมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมักถูกมองว่าทำให้คนในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันน้อยลง แต่ TrueOnline Home Next พร้อมด้วยเอมี่ จะเชื่อมต่อทุกการใช้ชีวิตของทุกคนได้อย่างรู้ใจและใกล้ชิดด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ จากจุดเริ่มต้นความอัจฉริยะในครั้งนี้ โอลิเวอร์ บอกว่า “ทรูยังมองต่อไปถึงการขยายอีโคซิสเต็มร่วมกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก สุขภาพ การศึกษา ฯลฯ ให้เชื่อมต่อเทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นภาพใหญ่ชิ้นเดียวร่วมกันในอนาคต ด้วย
25 พฤษภาคม วันไทรอยด์โลก สุขภาพดีแค่ไหนก็เป็นได้-60% ไม่รู้ตัวจนสายเกินไป
ไทรอยด์ ภัยเงียบที่คนวัยทำงานมองข้าม อาการเตือนคล้ายชีวิตประจำวัน อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ น้ำหนักเปลี่ยน แพทย์ รพ.วิมุต เผยสัญญาณเสี่ยง-รักษาหายถ้าจับได้ไว ภัยเงียบที่ 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น มีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน เหตุที่ไม่รู้ตัวเพราะอาการเริ่มต้นแยกไม่ออกจากความเครียดและการนอนน้อย ฮอร์โมนพังระบบ-ร่างกายพังตาม ไทรอยด์เป็นพิษทำให้หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ไทรอยด์ต่ำทำให้อ่อนเพลีย ซึมเศร้า ท้องผูก และบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจง่าย รักษาได้ แต่ต้องไม่รอ เจาะเลือดตรวจฮอร์โมนครั้งเดียวรู้ผลทันที ปล่อยไว้เสี่ยงถึงขั้น Thyroid Storm และ Myxedema Coma อันตรายถึงชีวิต ในวันที่ 25 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันไทรอยด์โลก (World Thyroid Day) เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้ง European Thyroid Association (ETA) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1965 พร้อมร่วมรณรงค์ความสำคัญของต่อมและโรคไทรอยด์ระดับสากลถึงในปัจจุบัน ปัจจุบัน ‘โรคไทรอยด์ง ไม่ได้เลือกแค่คนที่ดูแลตัวเองไม่ดี จากข้อมูลวารสารการแพทย์ Advances in Therapy ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกราว 200 ล้านคน และมากถึง 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เหตุผลหลัก คือ อาการเริ่มต้นแทบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นนอนไม่หลับ ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย และหลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับน้ำหนักขึ้นลงเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงมันส่งผลต่อร่างกายเกือบทุกระบบ และหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต บอกถึงความอันตรายโรคนี้ ผ่านอาการเตือนที่คนมักมองข้าม กับคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า เป็นโรคนี้จะรักษาได้หายไหม? โรคไทรอยด์ คืออะไร? ทำไมร่างกายถึงพัง ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กบริเวณลำคอ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของร่างกายแทบทุกระบบ ตั้งแต่การเผาผลาญ อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การหายใจ ไปจนถึงความตื่นตัวของสมอง เมื่อต่อมนี้ทำงานผิดปกติ ระบบต่างๆ ในร่างกายจึงเสียสมดุลตามไปด้วย พญ.ธนพร อธิบายว่าความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มก้อนเนื้อไทรอยด์เช่นถุงน้ำหรือมะเร็งไทรอยด์ กลุ่มการอักเสบและติดเชื้อ กลุ่มความผิดปกติของการผลิตฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบคือ ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) มักเกิดจากโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ที่กระตุ้นให้ต่อมผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) มักเกิดจากโรคฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) ที่ภูมิคุ้มกันค่อยๆ ทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์จนผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานช้าลงกว่าที่ควรเช็ก อาการเตือนที่เกิดแบบไม่มีสาเหตุ ขณะที่ อาการระยะเริ่มต้นของโรคไทรอยด์ดูธรรมดามาก จนหลายคนโทษว่ากินอาหารไม่สะอาดหรือทำงานหนักเกินไป วิธีสังเกตเบื้องต้นคือดูว่ามีอาการต่อไปนี้ต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนหรือไม่ ไทรอยด์เป็นพิษ-ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกง่าย ร้อนง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และท้องเสีย ไทรอยด์ต่ำ-หัวใจเต้นช้า อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ตัวบวม ผิวแห้ง หนาวง่าย ซึมเศร้า ง่วงมาก และท้องผูกเรื้อรังหากพบว่าตัวเองมีอาการเข้าข่าย 2 ข้อขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์ ทั้งนี้เพื่อตรวจคัดกรอง ‘พญ.ธนพร’ เตือนว่าหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉิน 2 แบบคือ Thyroid Storm ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งหัวใจจะเต้นเร็วมากจนน้ำท่วมปอด มีไข้ สับสน หรือตับอักเสบ และ Myxedema Coma ในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ ที่ทำให้ซึม ไม่รู้สึกตัว หายใจช้า หัวใจเต้นช้า และมีน้ำท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ ทั้งสองภาวะต้องเข้ารับการรักษาทันทีตรวจไม่ยาก หายได้ เพียงรักษาต่อเนื่องการวินิจฉัยทำได้ง่ายด้วยการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ โดยควรแจ้งแพทย์หากกำลังรับประทานวิตามิน Biotin หรือยาบางชนิด เพราะอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้ หากแพทย์สงสัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์อาจทำอัลตราซาวด์เพิ่มเติมแนวทางการรักษาแตกต่างกันตามชนิดของโรค ไทรอยด์เป็นพิษ ต้องรับประทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 18-24 เดือน โดยผู้ป่วยราว 30-50% อาจต้องรับประทานระยะยาว หรือใช้วิธีอื่นเช่นการกลืนน้ำแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัด ไทรอยด์ต่ำ มักเป็นภาวะถาวรที่ต้องรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต เมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติ อาการต่างๆ จะดีขึ้นและน้ำหนักจะปรับเข้าสู่สมดุล แต่หากต้องการลดน้ำหนัก ก็ยังต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย พญ.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้โรคไทรอยด์จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การออกกำลังกาย ผ่อนคลายความเครียด และกินอาหารที่มีไอโอดีนเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงได้ ที่สำคัญคืออย่าลืมตรวจสุขภาพทุกปี เพราะถ้าตรวจพบไวก็รักษาได้ทันท่วงที ดีกว่ารักษาในวันที่สายเกินไป”
C asean ชวนตีโจทย์โลกให้แตก จุดกระทบธุรกิจ-สังคม ก่อนอาเซียนครบ 60 ปี
C asean สู่ทศวรรษที่ 2 ย้ำบทบาทคอมมูนิตี้ 11 ชาติอาเซียน ผ่านเวทีใหญ่ CaF 2026 ‘Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary’ รับมือความท้าทายใหม่-อนาคตที่เปลี่ยนแปลง C asean สู่ทศวรรษที่ 2 กิจการเพื่อสังคมในเครือไทยเบฟ ก่อตั้งปี 2558 เชื่อมธุรกิจ-วัฒนธรรม 11 ชาติอาเซียน ปี 2569 ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 พร้อมรับมือโอกาสและความท้าทายใหม่ของภูมิภาค CaF 2026 เวทีใหญ่ที่รวมผู้นำระดับภูมิภาคและภาคธุรกิจ ปาฐกถา-เสวนาโดยเอกอัครราชทูต 4 ชาติ และ Insight Talks จากธุรกิจจริง ครอบคลุม Supply Chain, Digital Trade และกลยุทธ์ FMCG รับผู้บริโภคยุคใหม่ เตรียมอาเซียนให้พร้อมก่อนครบ 60 ปี เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดที่นำไปต่อยอดได้ทันที ผ่านกิจกรรมและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ มุ่งสร้างความสามารถแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียนร่วมกัน ซี อาเซียน (C asean) กิจการเพื่อสังคมในเครือไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2558 ด้วยแนวคิดสร้างความร่วมมือและความเชื่อมโยงด้านธุรกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมใน 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน (ไทย บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และ ติมอร์-เลสเต) ในปี 2569 นี้ ‘C asean’ ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลไปทั่วโลกที่รวมถึงในภูมิภาคอาเซียน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ C asean เตรียมจัดงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary’ เพื่อร่วมสะท้อนพัฒนาการสำคัญของอาเซียนและนำเสนอมุมมองต่อทิศทางของภูมิภาคในอนาคต ในเวทีนี้ C asean จะพาทุกคน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เตรียมความพร้อม และค้นหาแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความพร้อมของอาเซียน มุ่งสู่วาระครบรอบ 60 ปีอาเซียน ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027) อย่างมั่นคงและยั่งยืน ไฮไลท์ของงานฯนี้ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘ASEAN Milestones and Future Directions’ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสวนาพิเศษ หัวข้อ ‘Road to ASEAN’s 60th Anniversary: Ambassadors’ Dialogue for Future Resilience” โดยเอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ E. Datuk Wan Zaidi Wan Abdullah เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย E. Mrs. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย E. Ms. Wong Siow Ping Catherine เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย E. Mr. Francisco Tilman Cepeda เอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเตประจำประเทศไทย Insight Talks หัวข้อ ‘Advancing Regional Competitiveness Towards ASEAN at 60’ รวบรวมมุมมองและประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 3 หัวข้อ ได้แก่ Supply Chain Risk Management Framework for Growth การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น รับมือความเสี่ยงเพื่อการเติบโต Digital Trade Ecosystem: Insights from the Field บทเรียนจากประสบการณ์จริงในระบบนิเวศการค้าดิจิทัลอาเซียน FMCG Strategic Adaptation to New Consumer Demands กลยุทธ์ปรับตัวของธุรกิจ FMCG เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดย คุณณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสส่วนองค์กรสัมพันธ์ กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย โดย C asean วางกลุ่มเป้าหมาย ทุกคนชาวอาเซียนร่วมรับฟังมุมมองจากผู้นำระดับภูมิภาค ภาคธุรกิจที่ต้องการเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง รวมถึงทุกภาคส่วนที่สนใจแนวทางความร่วมมือและการพัฒนาอาเซียนสู่อนาคต นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำด้านการปรับตัวทางธุรกิจและความยั่งยืน เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขับเคลื่อนต่อได้ทันที สุดท้ายแล้ว การจัดงานฯนี้ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาแนวทางสู่อนาคตอย่างยั่งยืนของอาเซียนไปด้วยกัน ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและกลยุทธ์ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 📅 วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 12.30–16.30 น. 📍 ศูนย์ ซี อาเซียน ชั้น 10 อาคาร CW Tower ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร 🎟 ลงทะเบียนฟรี: https://forms.gle/samUPT2DuLsYyS5Q6 🌐 ดำเนินกิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมหูฟังแปลภาษาให้บริการ
ต้นเหตุปวดหลัง–เข่าเสื่อม อาการสะสมจากโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล
แพทย์เฉพาะทางกระดูก Bangkok Advanced Clinics บอกคนส่วนใหญ่โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล สะสมสู่อาการปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เพิ่มทางเลือกการรักษาผ่านการวางเท้าเหมาะสม นอกเหนือผ่าตัด โครงสร้างร่างกายไม่สมดุลสะสมสู่อาการโรค ความผิดปกติเล็กน้อยของร่างกายที่ไม่ได้แก้ไขจะบีบให้กระดูกส่วนอื่นปรับตัวชดเชย จนนำไปสู่อาการปวดหลัง กระดูกสันหลังคด และเข่าเสื่อมในระยะยาว เตือนวัยทำงานมักไม่รู้ตัว แพทย์เฉพาะทางกระดูกระบุว่าปัญหาโครงสร้างร่างกายมักเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตเห็นเพราะยังไม่มีอาการเจ็บปวดปรากฏชัดเจนในช่วงแรก แผ่นรองพื้นเท้าทางเลือกไม่ต้องผ่าตัด Bangkok Advanced Clinics ใช้การวินิจฉัยเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายผ่านแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) เป็นอุปกรณ์ช่วยเดินสบายและดูแลสรีระรวม อีกหนึ่งทางเลือกการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด นพ.สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Bangkok Advanced Clinics ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างร่างกายจำนวนมากมักเริ่มจากความผิดปกติเล็กน้อยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเด็กและวัยทำงาน ซึ่งในช่วงแรกอาจยังไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อชดเชยความไม่สมดุล เช่น เมื่อขาทั้งสองข้างสูงไม่เท่ากัน กระดูกเชิงกรานจะเอียงตาม จากนั้นลำตัวและกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ปรับแนวเพื่อให้ร่างกายยังคงทรงตัวได้ “ส่งผลให้เกิดปัญหาสะสมในระยะยาว เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เข่าเสื่อม หรือข้อสะโพกรับน้ำหนักไม่เท่ากัน” สำหรับแนวทางการดูแลของ Bangkok Advanced Clinics ใช้การวินิจฉัยเพื่อหาจุดบกพร่องเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้กับคนไข้ ที่นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว ยังได้ขยายแนวทางการรักษาผ่านแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) อุปกรณ์ช่วยให้เดินสบาย หรือแก้ปัญหาเฉพาะฝ่าเท้าเท่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลโครงสร้างร่างกายโดยรวม โดยเริ่มตั้งแต่ การประเมินโครงสร้างด้วยการเอกซเรย์ตั้งแต่ช่วงคอลงมา เพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง ความสูงของกระดูกเชิงกราน แนวข้อเข่า ข้อเท้า และความสมดุลของร่างกาย จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และกำหนดสเปกของแผ่นรองเท้าให้เหมาะกับแต่ละบุคคล กระบวนการดังกล่าวถือเป็นจุดแตกต่างสำคัญจากการทำแผ่นรองเท้าทั่วไปที่มักเน้นการวัดเท้าหรือแก้ปัญหาเฉพาะบริเวณฝ่าเท้า สำหรับแนวทางของ Bangkok Advanced Clinics จะพิจารณาความสัมพันธ์ของเท้ากับโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้การปรับสมดุลมีความแม่นยำที่สุด พร้อมติดตามผลหลังการใช้งาน โดยผู้รับบริการจะได้รับการประเมินซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น 1 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามลักษณะของแต่ละเคส เพื่อดูว่าโครงสร้างร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และแผ่นรองเท้ายังสอดคล้องกับสเปกทางการแพทย์หรือไม่ เนื่องจากวัสดุของแผ่นรองเท้าและรองเท้ามีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน ขณะเดียวกัน ร่างกายของผู้ใช้อาจมีการปรับตัวดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำเป็นต้องปรับสเปกให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงาน พบว่าผู้รับบริการมีทั้งกลุ่มที่เข้ามาเพราะมีอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดเข่า ปวดหลัง รองช้ำ เท้าแบน หรือมีปัญหาหลังการผ่าตัดข้อเข่า รวมถึงกลุ่มที่ยังไม่มีอาการ แต่ต้องการตรวจเช็กโครงสร้างเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่เริ่มให้ความสำคัญกับโครงสร้างร่างกายของบุตรหลานตั้งแต่วัยเด็ก โดยหนึ่งในกลุ่มที่เริ่มเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นคือเด็กนักเรียน โดยหลายครอบครัวเริ่มสังเกตจากพฤติกรรมการเดินของเด็ก เช่น เดินเป็ด เท้าแบน เข่าชิด หรือรองเท้าสึกไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโครงสร้างที่ไม่สมดุล หากได้รับการประเมินและดูแลตั้งแต่ช่วงวัยที่ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกและข้อในอนาคต จากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการจำนวนมาก ยังพบว่า เมื่อผู้ป่วยสูงอายุหรือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเข้ามารักษาและได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับความไม่สมดุลของร่างกาย มักทำให้เกิดความตระหนักต่อสุขภาพของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวตามมา โดยเฉพาะลูกหลาน ส่งผลให้การดูแลโครงสร้างร่างกายค่อย ๆ ขยายจากผู้ป่วยรายบุคคลไปสู่การดูแลในระดับครอบครัว
เจาะรายงาน ‘แมริออท บอนวอย’ ปฏิรูปโปรแกรมสมาชิกโรงแรม รับเทรนด์ท่องเที่ยววิถีท้องถิ่น
แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) เผยว่าความหลงใหลในประสบการณ์และวิถีคนท้องถิ่น กลายเป็นปัจจัยหลักในการปฏิรูปภาพลักษณ์โปรแกรมสมาชิกโรงแรม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) รายงานล่าสุด แมริออท บอนวอย แนวโน้มด้านความภักดีของลูกค้า 2569 (Loyalty Trends Report) โดย แมริออท บอนวอย ระบุว่า การมีส่วนร่วมในโปรแกรมสมาชิกในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสำคัญในการเดินทาง ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมเฉพาะตัวของนักเดินทางในแต่ละตลาด การมีส่วนร่วมในโปรแกรมสมาชิกของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่มีความซับซ้อนและพัฒนามากขึ้น รายงานแนวโน้มด้านความภักดีของลูกค้า 2569 (Loyalty Trends Report) โดย แมริออท บอนวอย ระบุว่า แม้นักเดินทาง 89% ในภูมิภาคจะเข้าร่วมโปรแกรมสมาชิกอย่างน้อย 1 โปรแกรม แต่รูปแบบการมีส่วนร่วมไม่ได้เป็นแบบเดียวกันอีกต่อไป แต่กลับถูกกำหนดด้วยการผสมผสานของเป้าหมายการเดินทาง ความคาดหวังด้านคุณค่าในชีวิตประจำวัน และลักษณะเฉพาะของแต่ละตลาด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลแบบ “One-size-fits-all” อย่างชัดเจน ความสนใจในการเดินทาง เป็นปัจจัยสำคัญของความภักดี ผลการศึกษาจากรายงานระบุว่า ความสนใจในการเดินทาง (Travel Passions) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่บ่งชี้ระดับการมีส่วนร่วมในโปรแกรมสมาชิก โดยรูปแบบการสะสมคะแนน การใช้คะแนน และการให้คุณค่าต่อสิทธิประโยชน์ของนักเดินทาง จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง สะท้อนว่าการออกแบบโปรแกรมสมาชิกที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีความหลากหลายและลึกซึ้ง เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด รายงานยังได้ระบุ 5 เป้าหมายการเดินทางหลักในภูมิภาค APEC ได้แก่ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Food & Dining), การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและทัศนียภาพ (Nature / Sightseeing), การท่องเที่ยวเพื่อช้อปปิ้ง (Shopping), การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Immersion), การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและปลีกตัวจากความวุ่นวาย (Recharge & Disconnect) “การเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร” (Food & Dining) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนการเดินทางและความภักดีต่อโรงแรม โดยนักเดินทางใน APEC ถึง 63% ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านอาหารเป็นอันดับแรกเมื่อวางแผนทริป กลุ่มนักเดินทางสายอาหารมีพฤติกรรมด้านความภักดีที่ชัดเจน โดยมีแนวโน้มสะสมคะแนนผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และแลกคะแนนกับประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) มากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญและสามารถขยายผลได้ดีที่สุดในการสร้างการมีส่วนร่วมของโปรแกรมสมาชิกโรงแรม ขณะเดียวกัน กลุ่มนักเดินทางที่มุ่งเน้น “การพักผ่อนและปลีกตัวจากความวุ่นวาย” (Recharge & Disconnect) ถือเป็นกลุ่มโอกาสขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับการเติบโตของโปรแกรมสมาชิกโรงแรม แม้ว่าจะมีแนวโน้มสมัครสมาชิกน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่กลับมีระดับการมีส่วนร่วมสูงเมื่อเข้าพัก โดยมักเดินทางเข้าพักในโรงแรม รีสอร์ต หรือวิลล่า และสะสมคะแนนผ่านการเข้าพัก การใช้บริการอาหารและเครื่องดื่ม และสปา สะท้อนว่า สำหรับนักเดินทางกลุ่มนี้ “โรงแรม” คือจุดหมายปลายทางของการเดินทางอย่างแท้จริง โปรแกรมสมาชิกโรงแรม คือหัวใจสำคัญของความภักดีด้านการเดินทาง โปรแกรมสมาชิกโรงแรมเป็นประเภทของโปรแกรมสมาชิกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาค APEC โดยมีนักเดินทางเข้าร่วมถึง 66% นำหน้าโปรแกรมของสายการบิน ธุรกิจค้าปลีก และร้านอาหาร อัตราการคงอยู่ของสมาชิกยังคงแข็งแกร่ง โดยนักเดินทางส่วนใหญ่ยังคงเป็นสมาชิกต่อเนื่องมากกว่า 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมสมาชิกโรงแรมยังคงเป็นตัวหลักในการสร้างและยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักเดินทางกับแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง คุณค่าที่เข้าถึงได้ทันทีในชีวิตประจำวัน คือปัจจัยสำคัญที่สุด ความคาดหวังพื้นฐานที่เห็นได้ชัดในภูมิภาค APEC คือ “การสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความสามารถในการสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายทั่วไปถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของโปรแกรมสมาชิกที่ดี ขณะที่พฤติกรรมการแลกคะแนนมีความหลากหลาย ได้แก่ 77% ของนักเดินทางใช้คะแนนแลกของรางวัลขนาดเล็กที่สามารถใช้ได้ทันที 61% ใช้กับรางวัลมูลค่าสูง และ 37% ใช้แลกประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัว รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่า ความสำเร็จของโปรแกรมสมาชิกจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่าง “รางวัลในฝัน” และ “คุณค่าที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน” ความร่วมมือกับพันธมิตร ช่วยขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของความภักดีโรงแรม โปรแกรมสมาชิกโรงแรมที่เชื่อมต่อกับพันธมิตรที่กว้างขึ้น มีความสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางมากยิ่งขึ้น โดยนักเดินทางใน APEC ต้องการช่องทางที่หลากหลายขึ้นในการสะสมและแลกคะแนน โดยครึ่งหนึ่งเรียกร้องให้มีตัวเลือกที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น รวมถึงพันธมิตรสำหรับการแลกคะแนนที่เพิ่มขึ้น แหล่งที่มาของการสะสมคะแนนหลักในภูมิภาค APEC ได้แก่ การเข้าพักในโรงแรม (57%) การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตพันธมิตร (53%) บริการอาหารเดลิเวอรีและการรับประทานอาหาร (48%) พันธมิตรด้านค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ (45%) สิ่งนี้สะท้อนว่าโปรแกรมสมาชิกโรงแรมจะเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับทั้งการเดินทางและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ในด้านการใช้คะแนน นักเดินทางนิยมใช้คะแนนสำหรับ การอัปเกรดห้องพัก (58%) ประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม (57%) สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางที่ใช้งานได้จริง (51%) แสดงให้เห็นว่าสมาชิกให้ความสำคัญกับรางวัลที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางโดยตรง 3 รูปแบบแนวคิดด้านความภักดีที่แตกต่างใน APEC แม้ว่าการเข้าร่วมโปรแกรมสมาชิกจะเป็นที่แพร่หลายในภูมิภาค APEC แต่ความหมาย รูปแบบการใช้งาน และแรงจูงใจของความภักดีมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละตลาด รายงานจึงระบุ 3 รูปแบบแนวคิดหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความคาดหวังต่อโปรแกรมสมาชิกโรงแรมที่แตกต่างกัน กลุ่มวางแผนเชิงกลยุทธ์: ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ในตลาดที่เติบโตเต็มที่เหล่านี้ พฤติกรรมความภักดีของลูกค้ามีลักษณะเป็นไปอย่างตั้งใจ มีเหตุผล และถูกปรับให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นักเดินทางกลุ่มนี้มองโปรแกรมสมาชิกเป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการเดินทาง โดยมีการวางแผนสะสมคะแนนอย่างมีระบบ ใช้บัตรเครดิตร่วมแบรนด์หรือสะสมคะแนนผ่านการเข้าพักอย่างสม่ำเสมอ และนิยมแลกคะแนนกับสิทธิประโยชน์ที่ใช้งานได้จริง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม หรือการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับนักเดินทางกลุ่มนี้ ความสม่ำเสมอของโปรแกรมสมาชิกเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และการเลือกใช้หลายโปรแกรมก็เป็นไปอย่างตั้งใจและผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้าน กลุ่มเน้นความคุ้มค่า: สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และ ไทย กลุ่มที่เน้นความคุ้มค่านี้อยู่ตรงกลางของสเปกตรัมด้านความภักดี โดยมีลักษณะเน้นความเป็นเหตุเป็นผล นักเดินทางในตลาดกลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวสูงแต่เลือกสรร โดยจะเข้าร่วมโปรแกรมความภักดีเมื่อเห็นว่าช่วยเพิ่มความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น หรือประสิทธิภาพในการเดินทางอย่างชัดเจน พวกเขาตอบสนองได้ดีต่อสิ่งจูงใจ เช่น การได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษเมื่อจองตรงกับโรงแรม โบนัสสะสมคะแนนเพื่อเลื่อนระดับสมาชิก การอัปเกรดห้องพัก รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ใช้งานได้จริง เช่น การขยายเวลาเช็กเอาต์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมในห้องพัก นักเดินทางกลุ่มนี้มักให้ความสนใจกับโปรแกรมสมาชิกโรงแรมที่สามารถมอบประโยชน์ที่จับต้องได้ในการยกระดับประสบการณ์การเดินทาง หรือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน กลุ่มแสวงหาประสบการณ์: อินเดีย อินโดนีเซีย และ เวียดนาม ตลาดที่เติบโตสูงนี้มีส่วนร่วมกับโปรแกรมสมาชิกทั้งในเชิงอารมณ์และเชิงธุรกรรม โดยนักเดินทางให้ความสนใจกับระบบพันธมิตร สิทธิพิเศษเฉพาะตัว สถานะ และประสบการณ์ที่น่าจดจำมากขึ้น ในตลาดนี้ความภักดีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นประตูสู่แรงบันดาลใจและการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ตลาดเหล่านี้ยังมีแนวโน้มความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และถือเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค การเกิดขึ้นของรูปแบบความภักดีที่แตกต่างกันนี้ ตอกย้ำข้อค้นพบสำคัญของรายงานว่า การเติบโตของโปรแกรมสมาชิกใน APEC ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยแนวทางเดียวกันทั้งภูมิภาคได้ จอห์น ทูมีย์ (John Toomey) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ (Chief Commercial Officer) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “โปรแกรมสมาชิกโรงแรมจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ระบบที่ปรับตัวได้ ซึ่งเติบโตไปพร้อมกับนักเดินทาง ไม่ใช่เพียงแค่หมุนรอบพวกเขาเท่านั้น ในภูมิภาคที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่าง APEC แบรนด์ที่เข้าใจพฤติกรรมในท้องถิ่นและความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง จะสามารถก้าวข้ามเรื่องขนาดธุรกิจ ไปสู่การสร้างความเกี่ยวข้องและความผูกพันในระยะยาวได้ ซึ่งแมริออท บอนวอย นำแนวคิดนี้มาสร้างให้เกิดขึ้นจริง ผ่านจุดแข็งของเครือโรงแรมที่ครอบคลุม พันธมิตรในแต่ละพื้นที่ และประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เช่น แมริออท บอนวอย โมเมนท์ (Marriott Bonvoy Moments)” แนวโน้มความภักดีในประเทศไทย นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มเดินทางเพื่อท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและชมทัศนียภาพมากที่สุด รองลงมาคือ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร 88% เข้าร่วมเป็นสมาชิกโปรแกรมความภักดีของลูกค้า (Loyalty Programs) 73% เดินทางเพื่อการพักผ่อนเท่านั้น โดยมักไปกับเพื่อน คู่รัก และครอบครัว 78% เลือกพักในโรงแรม รองลงมาคือ รีสอร์ตหรือวิลล่า (61%) 65% มีแนวโน้มใช้คะแนนสะสมจากโปรแกรมสมาชิกโรงแรม เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในทริป ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของ APEC ซึ่งอยู่ที่ 49% ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของนักเดินทางในประเทศไทย สิ่งที่แตกต่างจากประเทศอื่นใน APEC และรูปแบบการมีส่วนร่วมกับโปรแกรมสมาชิกโรงแรม ได้ที่นี่ (https://marrstar.ent.box.com/s/be9py89lvgdp2p2x2uhucxwuvpn9op2i) ดาวน์โหลด รายงานแนวโน้มด้านความภักดีของลูกค้า 2569 (Loyalty Trends Report) โดย แมริออท บอนวอย ได้ที่นี่ ( https://marrstar.ent.box.com/s/mlxgagxaz8m2umirtnfh9d17jt9mppv3 ) และ รายงานแยกตามตลาดสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC ได้ที่นี่ (https://marrstar.ent.box.com/s/67q707lzcy6krcltdvxk96ck7eev2vbu )
LEPAS L6 อีวี SUV รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมือง
LEPAS L6 สุดยอด SUV ไฟฟ้าภายใต้เชอรี กรุ๊ป เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก ผู้นิยามมาตรฐานใหม่แห่งการเดินทางอันสง่างาม ด้วยอัจฉริยภาพอันประณีต ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว ‘ความสง่างาม’ กลายเป็นคุณค่าที่โดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งขึ้นในการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองและยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนขยายของรสนิยมส่วนตัว เป็นพื้นที่อัจฉริยะอันประณีตที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน LEPAS L6 Premium SUV ไฟฟ้าภายใต้ CHERY Group (เชอรี กรุ๊ป) ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ “A Global High-Quality Tech SUV” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานออกแบบระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สงบนิ่ง นุ่มนวล และเหนือระดับ สำหรับคนเมืองที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหราและนวัตกรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสือดาว” (Leopard Aesthetics) ซึ่งถ่ายทอดความงดงามที่ผสานพลังและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ ไฟหน้า LED ดีไซน์ “Predator Eyes” ช่วยเสริมบุคลิกที่ล้ำสมัยและโดดเด่น ขณะที่ตัวถังแบบ Low-Slung Wide-Body สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.27 Cd ผสานกับไฟท้ายดีไซน์พรีเมียมและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ต LEPAS L6 จึงมอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่และความโดดเด่นทางดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความเรียบหรูผ่านพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หน้าจอแสดงผลแบบ Waterfall Screen ขนาด 13.2 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ลื่นไหล ดุจสมาร์ทโฟน ด้านความปลอดภัย LEPAS L6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบป้องกันอัจฉริยะรอบคัน รวมถึงระบบตัดกระแสไฟระดับมิลลิวินาทีเมื่อเกิดการชน ระบบระบายแรงดันแบตเตอรี่แบบกำหนดทิศทาง และมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับสูง ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่อุ่นใจและคงที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง ในฐานะรถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมือง LEPAS L6 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) ที่เน้นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม LEX (Next-generation Intelligent Platform) ที่รองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), Plug-in Hybrid (PHEV) และไฟฟ้า 100% (BEV) มาพร้อมระยะฐานล้อยาวถึง 2,700 มม. ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเสมือน “Mobile Grand Living Room” มอบการนั่งที่ผ่อนคลายและสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว ด้วยพื้นที่จัดเก็บอเนกประสงค์ถึง 39 จุดตลอดทั้งคัน พร้อมดีไซน์ห้องเก็บสัมภาระแบบหลายชั้น และช่องเก็บใต้พื้นขนาด 99 ลิตร สามารถจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว อุปกรณ์กลางแจ้ง และกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยการจัดวางยางอะไหล่ที่ด้านหน้ายังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห้องเก็บสัมภาระ และเพิ่มความจุสัมภาระให้สูงสุด ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ ประสิทธิภาพพลังงานที่ยอดเยี่ยม และระบบจัดการบรรยากาศภายในห้องโดยสารอัจฉริยะ และโหมดการทำงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ห้องโดยสารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนต่อขยายอันสง่างามของชีวิตประจำวัน ในฐานะรถ SUV เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก LEPAS L6 มาพร้อมนิยามมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อทุกการเดินทางที่สง่างามในทุกวัน วันนี้ LEPAS L6 Premium SUV จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่สะท้อนความสง่างามของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/
รู้จัก ‘GrabRanger’ พี่ๆไรเดอร์จิตอาสา เครือข่ายเรสคิว 1.3 พันคนบนถนน
เรื่องราวเหล่า ‘GrabRanger’ กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา กับฉายา ‘ฮีโร่แห่งท้องถนน’ พี่ๆ กลุ่มนี้เลือกเสียสละเวลาทำเงินช่วยเหลือเหตุไม่คาดฝันผู้ใช้รถบนท้องถนน เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มี ‘ไรเดอร์’ กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณหรือค่าตอบแทนใดๆ พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า ‘GrabRanger’ กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา ที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ ‘GrabRanger’ มีเหมือนกันคือ ‘จิตสาธารณะ’ ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน” จุดเริ่มจากบนถนน ‘เพียงลำพัง’ จุดเริ่มต้นกลุ่ม ‘GrabRanger’ เริ่มจาก ‘ประสบการณ์ตรง’ ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ พี่เชิด ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง พี่เชิด ย้อนความว่าในตอนนั้น น้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมาก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกตัวเองไปเลย และทำให้ตั้งใจว่า หากมีโอกาส จะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก “ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้ว ผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล” นับจากวันนั้น ‘พี่เชิด’ เดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ‘GrabRanger’ ในปีที่ผ่านมา (2568) วันนี้ ‘GrabRanger’ ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ สายซัพทุกเคสให้ความช่วยเหลือ สำหรับ ‘GrabRanger’ การให้ความช่วยเหลือ ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ ‘พี่สมดุ่ย’ ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม ‘GrabRanger’ เล่าถึงบทบาทในทีมว่า ‘ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์ “เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด” ‘ผู้ให้’ ยิ้มได้กว้างกว่า ‘พี่สมดุ่ย’ บอกว่า มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน “บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสีย ตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆ เราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย” ‘พี่สมดุ่ย’ กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า ฟังดูอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งที่เขารับรู้ได้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือมีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปตัวเขาเองพบว่าใจมีความสุขมาก ด้วยมันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง พลังจิตอาสา” ส่งต่อได้ ไม่สิ้นสุด สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ ‘พี่ฮาท’ ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าว เมื่อมาเข้าร่วม ‘GrabRanger’ เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆ นี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีม เพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม ‘GrabRanger’ พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันนั้น สู่ ‘GrabRanger’ ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า “GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ” “แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม โดยเป้าหมายต่อไปของ ‘GrabRanger’ คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ “แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย
บ้านปู ปั้นสตาร์ทอัปรุ่นใหม่ สาย’พลังงานเพื่อสังคม’โครงการ BC4C ปีที่ 15
‘บ้านปู’ เปิดโครงการ BC4D ปี 15 ภายใต้ธีม ‘พลังเปลี่ยนโลก’ ชวนคนรุ่นใหม่พัฒนาแนวคิดธุรกิจเติบโตควบคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิด ESG และนวัตกรรมเพื่ออนาคต BC4D เดินหน้าปีที่ 15 บ้านปูต่อยอดเวทีพัฒนาคนรุ่นใหม่ ผ่านแนวคิดธุรกิจที่เติบโตคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ดันไอเดียสู่ Impact จริง เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและสตาร์ทอัพ พัฒนาโมเดลธุรกิจตอบโจทย์โลกยุค ESG เทรนด์ธุรกิจต้อง ‘โตอย่างยั่งยืน’ BC4D สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากกำไร สู่การสร้างคุณค่าร่วมให้สังคมระยะยาว ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินกิจกรรมในโครงการ Bc4c สนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ในประเทศไทย ผ่านการสร้าง ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการในทุกช่วงการเติบโต โดยโครงการฯ ไม่จำกัดกรอบแนวคิด หรือประเภทธุรกิจ สะท้อนแนวคิดของ’บ้านปู’ ที่เชื่อในการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผ่านการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดไอเดียสู่การลงมือทำจริง เพื่อร่วมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับปีนี้ บ้านปูจัดโครงการ Bc4c ร่วมกับสถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม ‘SE’ รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ ‘พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม’ (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด ‘Energy of Possibility: พลังดี ไม่มีดรอป’ พื้นที่ปล่อยของ ทดสอบศักยภาพ และช่วยต่อยอดแพชชันการทำธุรกิจที่เกิดผลกระทบเชิงบวกในสังคมได้จริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุนจากเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไปต่อได้แบบไม่มีดรอป ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ กระบวนการบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น (Incubation Program): สำหรับคนที่มีไอเดียและอยากเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคม ช่วยปูพื้นฐานด้านธุรกิจ ค้นหาแนวทางในการสร้างรายได้ที่ใช่ไปพร้อมกับการกำหนดตัวชี้วัดทางสังคม พร้อมทุนสนับสนุนการทดลองตลาด ทีมละ 80,000 บาท และทุนต่อยอดธุรกิจทีมละ 250,000 บาท หากเป็นผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้าย กระบวนการพัฒนาความพร้อมของกิจการในระยะขยายผล (Acceleration Program): สำหรับกิจการที่ต้องการขยายผลและเติบโตอย่างเป็นระบบ ผ่านการโคชชิ่งเชิงลึก (Precision Coaching) เพื่อยกระดับคุณภาพการเติบโต (Quality Growth) แบบเจาะจงตามบริบทของแต่ละกิจการ เสริมความพร้อมให้สามารถโตต่อได้อย่างยั่งยืน และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว โดย ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงและยั่งยืน การสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด การตั้งเป้าหมายและวัดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อช่วยต่อยอดกิจการและผลักดันการเติบโตในระยะยาว บ้านปู เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ แล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu Champions for Change หรือ Incubation Program: https://forms.gle/K2hwa8e9eUsfCyM36 Acceleration Program: https://forms.gle/qe61aS7b9B5QPmLR9 สอบถามข้อมูล ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (BC4C) ได้ทาง เฟซบุ๊ก: Banpu Champions for Change โทร. 087-075-4815 อีเมล banpuchampions@gmail.com
xTool บุกอาเซียน ดันเครื่องเลเซอร์สร้างรายได้ พร้อมโปรแกรมปั้นแบรนด์ท้องถิ่น
“xTool” ผู้นำอุปกรณ์สร้างสรรค์ระดับโลก เดินหน้ากลยุทธ์บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวซีรีส์เครื่องมือแกะสลักด้วยเลเซอร์ที่จะเป็น “เครื่องทำเงิน” พร้อมด้วย “100 Local Brands Power-Up Program” “xTool (เอ็กซ์ทูล)” ผู้นำระดับโลกด้านเครื่องมือสร้างสรรค์ จัดงาน “Southeast Asia Brand Premiere” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ประกาศเดินหน้ารุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มรูปแบบ ภายในงานยังได้เผยโฉมนวัตกรรมเรือธงประจำปี “M2 Color Craft Laser” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์และผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ พร้อมยังได้เปิดตัวโครงการ “xTool Thailand Local Brand Power-UP Program (100 Local Brands Initiative)” เพื่อเปิดโอกาสให้แบรนด์ สตูดิโอ และสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพทางธุรกิจ เข้าร่วมต่อยอดและขยายธุรกิจกับ xTool ผ่านกิจกรรมป๊อปอัพแบบ immersive การให้คำปรึกษาเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจแบบครบวงจร การสร้างการรับรู้แบรนด์ร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนการสร้างทราฟฟิกบนโซเชียลมีเดียในประเทศไทย คุณเจสซี หลิว ประธานบริษัท xTool เปิดเผยว่า ปัจจุบัน xTool (เอ็กซ์ทูล) ถือเป็นแบรนด์เป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องเลเซอร์แกะสลักและตัดระดับโลก โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดและมากกว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของคู่แข่งอันดับ 2 ถึงอันดับ 10 รวมกัน สะท้อนศักยภาพทางธุรกิจและความสำเร็จอันเกิดจากความเชื่อมั่นของครีเอเตอร์หลายล้านคนทั่วโลกที่ทำให้ xTool เป็น “เครื่องมือสำคัญในการสร้างรายได้และต่อยอดธุรกิจสร้างสรรค์” สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยหัวใจสำคัญมาจากการนำเทคโนโลยีเลเซอร์อุตสาหกรรมที่เดิมมีราคาสูงและเข้าถึงยาก มาพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่ายและมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยม “xTool เชื่อมั่นในศักยภาพทางธุรกิจของตลาดไทยในอนาคตอย่างมาก เนื่องด้วยประเทศไทยมีระบบนิเวศด้านความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแกร่งและมีรากฐานด้านงานฝีมืออันโดดเด่น บริษัทฯ จึงเลือกก่อตั้งโรงงานและวางโครงสร้างซัพพลายเชนแบบครบวงจรในประเทศ ซึ่งการตัดสินใจนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวต่อตลาดไทย แต่ยังเป็นการมอบคุณค่าที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ ทั้งในด้านการจัดส่งที่รวดเร็ว การตอบสนองความต้องการโดยทีมงานมืออาชีพในไทย ตลอดจนความมั่นใจด้านเสถียรภาพและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ” ตัวเลือกแรกของผู้เริ่มต้นธุรกิจยุคใหม่ด้วยต้นทุนต่ำ พร้อมพิสูจน์โมเดลธุรกิจสินค้าสั่งทำเฉพาะบุคคลที่สร้างกำไรสูง เพื่อการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับนักสร้างสรรค์ชาวไทย xTool M2 ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจและเร่งการหมุนเวียนเงินทุน ภายใต้แนวคิด “Easy, Powerful, Accessible” โดยรุ่น M2 ได้นำเทคโนโลยี Dual Cameras และระบบ ACS™ (Auto-Creation System) ซึ่งเดิมพบได้เฉพาะในเครื่องระดับไฮเอนด์ มาให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันได้ M2 ช่วยให้ผู้สร้างสรรค์งานแฮนด์เมดจากที่บ้านสามารถผลิตผลงานคุณภาพระดับมืออาชีพได้จากโฮมสตูดิโอของตนเอง โดยปราศจากความกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านเทคนิคได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โมเดลธุรกิจ “Customization Service” ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างกำไรในระดับสูง ถูกนำไปใช้งานได้อย่างรวดเร็วในกลุ่ม Home Crafters ด้วยระบบการใช้งานที่เรียบง่าย ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจจากที่บ้านสามารถผลิตสินค้าต่างๆ เช่น จี้สั่งทำพิเศษ ที่รองแก้ว และการ์ดดีไซน์ประณีต ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที พร้อมช่วยให้เกิดการคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศและนักศึกษาที่ต้องการสร้างรายได้เสริม หรือคุณแม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจที่มั่นคงในเวลาว่าง สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ด้วยต้นทุนที่ไม่สูง ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจของขวัญขนาดกลางและขนาดย่อม (Gift SMBs) งานคัสตอมยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางศิลปะให้กับวัสดุทั่วไป เช่น ไม้ โลหะ และหนัง ส่งผลให้สามารถสร้างกำไรต่อออเดอร์ได้สูงขึ้น และลดระยะเวลาคืนทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศักยภาพในการสร้างกำไรในระดับสูงนี้ได้รับการพิสูจน์จากตลาดแล้ว โดยในปีที่ผ่านมา xTool ได้ทดลองโมเดล “Customization Service” ในเมืองพัทยา ผ่านการใช้งาน xTool F2 ซึ่งในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าโดดเด่นอย่างมาก โดยเครื่องเพียงหนึ่งเครื่องสามารถรองรับออเดอร์ได้มากกว่า 150 รายการภายในวันเดียว และสร้างรายได้สูงสุดต่อวันมากกว่า 17,000 บาท ตลอดระยะเวลาทดลองหนึ่งเดือน โครงการดังกล่าวสามารถสร้างรายได้รวมเกือบ 120,000 บาท ซึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ โคมไฟแกะสลักลายใบไม้ แก้วน้ำสั่งทำเฉพาะบุคคล และเครื่องประดับสลักลวดลายเฉพาะบุคคล “xTool Retail Studio” เพิ่มประสบการณ์คัสตอมแบบเรียลไทม์ สร้างทราฟฟิกและมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในฐานะหัวใจสำคัญของโครงการ Power-Up Program xTool ยังได้เปิดตัวโซลูชัน “xTool Retail Studio” ที่เปลี่ยนประสบการณ์ “การคัสตอมหน้างาน” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มทราฟฟิกและประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านค้า สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือระหว่าง xTool และ Starbucks Thailand เป็นต้นแบบสำคัญด้านนวัตกรรมค้าปลีก โดยปัจจุบันร้าน Starbucks Reserve™ Chao Phraya Riverfront ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ได้เปิดให้บริการ xTool Retail Customization Station อย่างเป็นทางการ เพื่อมอบประสบการณ์ออกแบบข้อความเฉพาะบุคคลที่สะท้อนตัวตนบนแก้วทัมเบลอร์ให้แก่ลูกค้า ด้าน คุณนิภารัตน์ เยาว์วิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายส่งเสริมการขายและการตลาด สตาร์บัคส์ ประเทศไทย เผยว่า หลังจากเปิดให้บริการออกแบบข้อความเฉพาะบุคคลที่ Starbucks Reserve™ Chao Phraya Riverfront ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม บริษัทฯ ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างล้นหลามจากลูกค้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล ลูกค้าไม่ได้เพียงเพลิดเพลินกับบริการดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรู้สึกเชื่อมโยงทางอารมณ์กับโอกาสในการสร้างสรรค์ไอเทมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสลักชื่อของตนเองหรือคนสำคัญลงบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์ที่มีความหมายและสะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน ความต้องการสินค้าสั่งทำเฉพาะบุคคลนี้ได้ช่วยเพิ่มทราฟฟิกให้ร้านค้า รวมถึงสร้างกระแสบนโซเชียลมีเดียในตลาดพรีเมียมอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ในปี 2569 เทรนด์การสร้างสรรค์สินค้าเฉพาะบุคคลกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของร้านแฟลกชิปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าปลีกของ Huawei, Meta Lab ในนิวยอร์ก และร้าน Decathlon กว่า 200 สาขาทั่วโลก ได้นำบริการสร้างสรรค์สินค้าตามความต้องการเฉพาะบุคคลมาใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลของร้าน Huawei ในเซี่ยงไฮ้ พบว่า ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังเปิดให้บริการ ยอดขายสินค้าของ 5 สาขานำร่องเพิ่มขึ้นถึง 58% ขณะที่จำนวนผู้เข้าใช้บริการภายในร้านเพิ่มขึ้น 18% นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับช่องทางออนไลน์ อัตราการคืนสินค้าลดลงถึง 80% และยังสามารถสร้างสถิติ “ไม่มีข้อร้องเรียนจากลูกค้า” ตลอด 10,000 ออเดอร์ที่ผ่านมา โดย xTool เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีเบื้องหลังแบรนด์ชั้นนำเหล่านี้ ปัจจุบันโซลูชัน Retail Studio ของ xTool ได้ถูกนำไปใช้งานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำกว่า 40 แบรนด์ และครอบคลุมจุดให้บริการมากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก ทำให้แบรนด์ต่างๆ สามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้า ผ่านประสบการณ์ออกแบบเฉพาะบุคคลที่สร้างความแตกต่างเหนือสินค้ามาตรฐานทั่วไปได้มากยิ่งขึ้น โรงงานในประเทศไทยและระบบ Care+: เสริมความต่อเนื่องทางธุรกิจผ่านระบบสนับสนุนในประเทศ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการหลักด้านความมั่นคงในการดำเนินงานของผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ xTool ได้เปิดตัวระบบบริการ “Care+ Exclusive Service System” โดยอาศัยจุดแข็งจากโรงงานและเครือข่ายซัพพลายเชนภายในประเทศไทย ระบบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากทีมเทคนิคที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้การให้บริการและการสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะเดียวกัน ระบบคลังสินค้าในประเทศยังช่วยรองรับการจัดส่งที่รวดเร็วเป็นพิเศษ ช่วยลดระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เพื่อให้ธุรกิจของ Home Crafters และผู้ประกอบการสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องแม้ในช่วงซ่อมบำรุง Care+ ยังได้เปิดตัวระบบ “Loaner Machine” หรือเครื่องสำรองใช้งาน โดยในระหว่างที่ลูกค้าส่งเครื่องเข้ารับการซ่อมบำรุง xTool จะจัดส่งเครื่องสำรองให้ใช้งานชั่วคราว กลไกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจาก Downtime ต่อสายการผลิต และช่วยรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบสนับสนุนแบบครบวงจรนี้ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยศักยภาพการผลิตภายในประเทศ จะช่วยให้ผู้สร้างสรรค์ชาวไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องในการผลิตและขยายศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างมั่นคงตลอดเส้นทางการเติบโตเชิงพาณิชย์ สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ M2 สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการได้ดังต่อไปนี้ Shopify: https://asia.xtool.com/th-th/products/xtool-m2-laser-with-color-module-for-creative-projects TikTok: https://vt.tiktok.com/ZS9FhyHdWQdbU-6EpnA/ Shopee: https://shopee.co.th/product/1735059459/49060735048
เกเตอเรด สูตรไร้น้ำตาล รับเทรนด์คนไทยฟิตร่างกาย ดันสปอร์ตดริงค์ไร้แคลอรีโต
เกเตอเรด ส่งสูตรไร้น้ำตาลเข้าตลาดสปอร์ตดริงค์ 5.5 พันลบ. แนวโน้มขยับโตต่อเนื่องรับเทรนด์คนรุ่นใหม่สายแอคทีฟมุ่งฟิตร่างกาย-ทำกิจกรรมกลางแจ้ง มองหาเครื่องดื่มแคลฯต่ำสมดุลร่างกาย เกเตอเรดเปิดตัวสูตรไม่มีน้ำตาลและไร้แคลอรี รองรับผู้บริโภคสายออกกำลังกายที่ต้องการลดน้ำตาลแต่ยังคงความสดชื่น ตลาดสปอร์ตดริงค์ไทยปี 2569 มูลค่าแตะ 5.5 พันล้านบาท ได้แรงหนุนจากเทรนด์ Active Lifestyle และคนไทยออกกำลังกายเพิ่มต่อเนื่อง ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเปลี่ยน จาก ‘งดหวาน’ เป็น ‘เลือกสมดุล’ ดันเครื่องดื่มกลุ่ม Better-for-you และสินค้าน้ำตาลต่ำเติบโตชัดเจน ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มแบรนด์ระดับโลก เปิดเผยว่า ในปี2569 บริษัทนำกลยุทธ์การออกแบบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ทำตลาดเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ ‘เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล กลิ่นส้มซิตรัส’ และไม่มีแคลอรี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลและไม่มีแคลอรี โดยยังคงอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล พัฒนาขึ้นโดยยึดความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นแกนหลัก ภายใต้แนวคิด ‘ไปต่อ ไม่พอแค่นี้’ เพื่อเติมความสดชื่นให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ ในทุกกิจกรรมการออกกำลังกาย ทั้งการวิ่ง เล่นฟุตบอล หรือ กิจกรรมแอคทีฟกลางแจ้ง ต่าง ๆ “กระแสผู้บริโภคชาวไทย ให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน” โดยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 คนไทยกว่า 44.4% ออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งผลให้ธุรกิจฟิตเนสเติบโตสูงถึงประมาณ 18% ในปี 2568 พบว่าการออกกำลังกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยในวงกว้าง นอกจากนี้ ผู้บริโภคกลุ่มผู้ออกกำลังกายดังกล่าว ยังมีแนวโน้มพฤติกรรมลดการบริโภคน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จากพฤติกรรมการบริโภคเชิงใส่ใจสุขภาพ (Health-conscious consumption) ที่มุ่งหาสมดุลระหว่างความอร่อยและการดูแลร่างกาย (Permissible indulgence) โดยไม่จำเป็นต้อง ‘งด’ แต่เลือก ‘ลด’ โดยเฉพาะการลดปริมาณน้ำตาล และหันไปเลือกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Better-for-you options มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่ยังคงต้องการ ‘ความอร่อย’ ควบคู่ไปกับการควบคุมแคลอรี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ออกกำลังกาย ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเกลือแร่ ‘เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล กลิ่นส้มซิตรัส’ พัฒนาขึ้นในรูปแบบไม่มีแคลอรี เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างการออกกำลังกาย โดยไม่เพิ่มภาระน้ำตาลและแคลอรีส่วนเกิน ปัจจุบัน วางจำหน่ายในรูปแบบขวด ขนาด 500 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท ในช่องทางร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ประเทศไทย ในปี 2568 คาดมีมูลค่าราว 5,500 – 5,600 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตขยายตัวประมาณ 2% – 5% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างระมัดระวังท่ามกลางความท้าทายด้านกำลังซื้อผู้บริโภค
‘เพาเวอร์บาย’ เปิดเพิ่มสาขา ‘ขอนแก่น’ เจาะตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลอีสานกำลังโต
เพาเวอร์บาย ขยายต่อในตลาดอีสาน เปิดสาขาที่ 3 ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ย้ำยุทธศาสตร์ค้าปลีกลงทุนในหัวเมืองเศรษฐกิจศักยภาพสูง เพาเวอร์บายเปิดสาขาใหม่ที่ ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ เป็นสาขาที่ 3 ในขอนแก่น และสาขาที่ 16 ในภาคอีสาน ขอนแก่นถูกวางเป็น Strategic Retail Market ของประเทศ จากศักยภาพเมืองเศรษฐกิจใหม่ ฐานประชากร และกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ โมเดลใหม่เน้น Tech & Lifestyle Destination ครบวงจร ผสานประสบการณ์ทดลองสินค้า โซลูชันการเงิน และ Omnichannel Retail เข้าด้วยกัน สุวิณ โกษีอํานวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทมุ่งยุทธศาสตร์ ‘Selective Expansion’ ลงทุนในหัวเมืองเศรษฐกิจศักยภาพสูง พร้อมยกระดับโมเดลสาขาสู่ ‘Regional Tech & Lifestyle Destination’ เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค ล่าสุดบริษัท ขยายตลาดในภาคอีสานต่อเนื่องพร้อมเปิดสาขาใหม่ ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ เป็นสาขาที่ 3 ในจังหวัดขอนแก่น และสาขาที่ 16 ในภาคอีสาน สำหรับการขยายสาขาแห่งที่3 ในจังหวัดขอนแก่นครั้งนี้ ยังมาจากปัจจัยหลัก ‘ตัวจังหวัด’ ที่มีองค์ประกอบของ ‘เมืองเศรษฐกิจยุคใหม่’ ครบทั้งด้านกำลังซื้อและศักยภาพการเติบโต โดยมี GPP สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน รวมถึงเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคมของภูมิภาค ควบคู่กับการขยายตัวของเมืองและโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง มีฐานประชากรกว่า 1.8 ล้านคน และครอบคลุมจังหวัดโดยรอบกว่า 10 ล้านคน “ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งในตลาดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Retail Market) ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม New Gen นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวเมือง ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตมากขึ้น” สุวิณ เสริมว่า ปัจจุบันการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างประสบการณ์และเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละพื้นที่มากขึ้น ทำให้บริษัทพัฒนา ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ภายใต้แนวคิด ‘Regional Tech & Lifestyle Destination’ เพื่อยกระดับสาขาให้เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและโซลูชันการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในภูมิภาคอีสาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดภูมิภาค ขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Next-Gen Experience Retail เพื้นที่แห่งการค้นหาแรงบันดาลใจ และประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ Interactive Tech Playground บนพื้นที่กว่า 850 ตารางเมตร ผ่านโซน Gaming & Creator Hub และ Smart Living Experience ลูกค้าสามารรถทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ Smart Assortment for Modern Lifestyle เราใช้ Local Insight ในแต่ละพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งพบว่าเทรนด์ของสินค้ากลุ่ม Smart Living, Gadget สำหรับการเรียนและการทำงาน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพมีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลในยุคนี้ นอกจากนี้ยังมีสินค้าครบทุกประเภทให้ได้เลือกสรร อาทิ ทีวีและเครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าขาดใหญ่และเล็ก เป็นต้น Empowering Purchasing Power เสริมศักยภาพการเข้าถึงสินค้าเทคโนโลยีผ่านโซลูชันทางการเงินที่โดนใจผู้บริโภค จากการเก็บข้อมูลพบว่าสัดส่วนการซื้อแบบผ่อนชำระในภูมิภาคนี้มากถึง 45% เพาเวอร์บายจึงนำเสนอทางเลือกทางการเงินที่ยืดหยุ่น ทั้งโปรโมชันผ่อน 0% ผ่อนน้อย ผ่อนนาน ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็ผ่อนได้ มาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อให้กับผู้บริโภคในทุกระดับ Connected Omnichannel Ecosystem เชื่อมต่อประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ O2O อย่างครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาสินค้า เปรียบเทียบข้อมูล สั่งซื้อ ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุก Touchpoint พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ Omnichannel Retail ของเพาเวอร์บาย นอกจากนี้ เพาเวอร์บายยังจัดแคมเปญฉลองเปิดสาขาใหม่ ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 17 มิถุนายน 2569 ดังนี้ โปรโมชันพิเศษลดสูงสุด 50% พร้อมสิทธิพิเศษสมาชิก The 1 รับคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 2,000 บาท จากพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ โปรแกรมเก่าแลกใหม่รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท ผ่อน 0%,แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน บริการจัดส่งและติดตั้งฟรี “กิจกรรมทั้งหมด เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามแนวทางที่เพาเวอร์บายวางไว้ในปีนี้”
Cheetah แผ่นรองเท้าสุขภาพ มองเห็นช่องตลาดคนปวดหลัง-โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล
Cheetah แบรนด์แผ่นรองเท้า ที่เข้ามาเจาะตลาดปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้เพอร์ฟอร์ม พร้อมขยายตลาดรองเท้านักเรียนพรีเมียม ด้วยค่าบริการเริ่มต้นฉียด 6 พันบาท Cheetah มองเห็นโอกาสจากกลุ่มผู้มีอาการปวดหลังและโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล พร้อมเจาะตลาดนักเรียนนานาชาติที่ผู้ปกครองยอมจ่ายเพื่อสุขภาพการเดินของบุตรหลาน แผ่นรองเท้าใช้วัสดุ Medical Grade และพัฒนาร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง เน้นการออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกายโดยไม่ผ่าตัด บริษัทเตรียมต่อยอดสู่รองเท้านักเรียน ที่รองรับแผ่นรองเฉพาะบุคคล แก้ปัญหารองเท้าทั่วไปที่พื้นแบนและไม่รองรับโครงสร้างเท้าที่แตกต่างกัน ปัทมา เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสินค้าแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) เพื่อสุขภาพแบรนด์ ‘Cheetah’ กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ ‘Cheetah’ วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุกสินค้าแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพ โดยมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญและใส่ใจสุขภาพพร้อมปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย โดย ‘Cheetah’ วางสินค้าในคอนเซปต์ ‘Every Step Shapes Your Future’ ต่อยอดมาจากจุดเริ่มต้นในครอบครัว ต้องการให้ลูกได้มีแผ่นรองเท้าดีๆ ใส่ไปโรงเรียน ก่อนขยายต่อถึงการสร้างแบรนด์สำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่ โดยสื่อถึงความคล่องตัว การเคลื่อนไหว และการก้าวเดินอย่างมั่นคง สำหรับ ‘Cheetah’ เป็นแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพ ได้พัฒนาแบรนด์อย่างจริงจังเมื่อราว 1 ปี สินค้ามีจุดเด่นวัสดุระดับทางการแพทย์ (Medical Grade) จากการวิจัยและพัฒนา ร่วมกับ บางกอก แอดวานซ์ สหคลินิก (Bangkok Advanced Clinics) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและข้อ ที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย ฯลฯ มานานกว่า 10 ปี อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ต้นเหตุปวดหลัง–เข่าเสื่อม อาการสะสมจากโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล โดยในเบื้องต้นแผ่นรองเท้า ‘Cheetah’ วางแผนสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ บางกอก แอดวานซ์ สหคลินิก สำหรับกลุ่มผู้เข้ารับบริการรักษาเกี่ยวกับกระดูก และต้องการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายโดยไม่ผ่าตัด ผ่านการออกแบบและตัดแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล (Tailormade) การจัดกิจกรรมออกบูธแสดงผลิตภัณฑ์แผ่นรองเท้าไปยังงานแสดงสินค้า เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพแม่และเด็ก และ เวลเนส รวมถึงโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศ ซึ่งอย่างหลังถือเป็นฐานกลุ่มเป้าหมายอันดับต้นของ ‘Cheetah’ “Cheetah มองเห็นโอกาสการทำตลาดแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพในกลุ่มนักเรียนนานาชาติ จากปัจจัยสนับสนุนด้านความอิสระการสวมใส่รองเท้านักเรียน และ กำลังซื้อผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับรองเท้าที่เข้ามาช่วยปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้บุตรหลาน ที่ส่งต่อประสิทธิภาพการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเดิน วิ่ง ไปจนถึงการเล่นกีฬา” สำหรับแผ่นรองเท้า Cheetah กำหนดราคาสินค้าในรูปแบบอัตราค่าบริการแบบเหมา (แพ็คเกจ) เริ่มตั้งแต่ 5,800-9,000 บาท (รวมค่าบริการทางการแพทย์) โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอน การวินิจฉัยโครงสร้างร่างกาย การปั๊มพิมพ์รอยเท้าเพื่อตัดเย็บแผ่นรองเท้า Cheetah (ใช้เวลาราว 2 สัปดาห์) จากนั้นติดตามผลการรักษาตั้งแต่ในเดือนแรก ไปจนถึง 8-12 เดือน โดยสินค้า ครอบคลุมการทำตลาดทั้ง 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1. เด็กวัยแรกเดินที่เริ่มมีพัฒนาการเคลื่อนไหว และกลุ่มเด็กโต, 2. กลุ่มเป้าหมายคนทำงาน ที่มีอาการปวดหลังและต้องการรักษาสมดุลด้วยการปรับโครงสร้างร่างกาย และ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาโครงสร้างงกระดูกหรือร่างกาย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังขยายสู่กลุ่มนักกีฬา เช่น กอล์ฟ วิ่ง แบดมินตัน เทนนิส ฟุตบอล และกีฬาที่มีการลงน้ำหนักหรือใช้ร่างกายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เนื่องจากกลุ่มนักกีฬามีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากโครงสร้างที่ไม่สมดุล และจำเป็นต้องดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนยังไม่เกิดอาการ ปัทมา กล่าวว่า นอกจากนี้ Cheetah ยังมีแผนต่อยอดสู่การผลิตรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นรองเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะรองเท้านักเรียน เพื่อรองรับความต้องการ และแก้ปัญหารองเท้านักเรียนในท้องตลาดทั่วไปที่มักมีพื้นรองเท้าแบนไม่มีอุ้งเท้า รวมถึงกรณีเมื่อต้องใส่แผ่นรองที่ปรับโครงสร้างเฉพาะบุคคลเข้าไป ฟื้นที่ในรองเท้าไม่รองรับ จึงอาจไม่พอดีกับรองเท้าสำเร็จรูปทั่วไป โดยการพัฒนารองเท้านักเรียนภายใต้แบรนด์ Cheetah มุ่งออกแบบให้สามารถรองรับแผ่นรองเท้าที่มีสเปกเฉพาะได้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้เด็กสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน และลดภาระของผู้ปกครองในการค้นหารองเท้าที่เหมาะสม สำหรับรองเท้าเพื่อสุขภาพและอุปกรณ์ดูแลโครงสร้าง มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 30,000–40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี โดยในประเทศไทย กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
ไอคอนคราฟต์ มัดรวมแบรนด์หัตถศิลป์ไทย ICONCRAFT The Power of Thai Craft
ไอคอนคราฟต์ ส่งต่อคุณค่าให้ชุมชน ผ่านแคมเปญ “ICONCRAFT The Power of Thai Craft” ชวนสัมผัสเสน่ห์งานหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่จุดประกายแรงบันดาลใจสู่สังคมตั้งแต่วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569 ชวนสัมผัสพลังของงานคราฟต์ไทยผ่านแคมเปญ “ICONCRAFT The Power of Thai Craft” นำเสนอสินค้างานคราฟต์มากคุณค่า จากผู้ประกอบการและช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ ที่ไม่เพียงประณีต งดงาม และร่วมสมัย ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก ด้วยการสร้างโอกาส สนับสนุนชุมชน และส่งต่อคุณค่าให้สังคมเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ให้คนรักงานคราฟต์ได้ชื่นชมและเลือกซื้อ ตั้งแต่วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม “ICONCRAFT The Power of Thai Craft” ได้รวบรวมผลงานคราฟต์คุณภาพจากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศมาให้เลือกหลากหลายรายการ ซึ่งล้วนบอกเล่าเรื่องราว สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผ่านงานออกที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับความคิดสร้างสรรค์และมุมมองร่วมสมัย แต่ละชิ้นงานจึงไม่เพียงสวยงามน่าใช้ ยังเปี่ยมด้วยความหมาย คุณค่า และจิตวิญญาณของการสร้างสรรค์ ที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชน สร้างโอกาสในสังคม และส่งต่อแรงบันดาลใจไปยังผู้คน ทั้งผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการและแบรนด์ที่มุ่งสนับสนุนท้องถิ่นอย่าง LAI MAI KRAM แบรนด์กระเป๋าทอจากต้นกก (ไหล) ผสมผสานกับไหม และย้อมด้วยครามธรรมชาติ จากวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง จังหวัดสกลนคร Krajoodbanrao แบรนด์กระเป๋ากระจูดคุณภาพเยี่ยม มาตรฐาน มอก. ที่ยกระดับสินค้างานสาน เพิ่มรายได้คนในชุมชน สร้างผลงานคุณภาพออกสู่ตลาดสากล จากจังหวัดพัทลุง VARNICRAFT หรือกระจูดวรรณี กระเป๋ากระจูดดีไซน์สวย จากจังหวัดพัทลุง BAN KHOK PHAYOM กระเป๋ากระจูดจากกลุ่มสตรีบ้านโคกพะยอม จังหวัดนราธิวาส KORAKOT แบรนด์คราฟต์สร้างสรรค์จากไม้ไผ่สีสุก ของนักออกแบบชื่อดัง “กรกต อารมณ์ดี” ที่ต่อยอดภูมิปัญญาไทย สร้างงานให้แก่ช่างฝีมือในชุมชน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี THORR’s ผลิตภัณฑ์จากฝีมือการถักทอของช่างทอชุมชนในจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง ที่ช่วยสร้างงาน กระจายรายได้ และรักษาวัฒนธรรมการถักทอของท้องถิ่น อีกทั้งยังมีผลิตภัณฑ์จากโครงการ Made by Beautiful People พื้นที่แห่งการส่งเสริมความเท่าเทียมของไอคอนคราฟต์ ที่มุ่งสร้างคุณค่าและมอบโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม อาทิ FEEMUE กระเป๋าน่าใช้ งานฝีมือมีดีไซน์จากความร่วมมือของมูลนิธิสิกขาเอเชีย ชาวบ้านในชุมชนคลองเตย และดีไซเนอร์จิตอาสาชาวญี่ปุ่น V CRAFT กระเป๋าถักทำมือที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวจากความพยายามและความภาคภูมิใจของศิลปินผู้พิการทางสายตา SANKONG EMBROIDERY ผลิตภัณฑ์ผ้าปักด้วยมือจากฝีมือผู้สูงอายุและผู้ต้องขังชายในเรือนจำกลางเชียงราย ของกลุ่มผ้าปักบ้านสันกอง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย HOPE FOR HANDICAPPED กับ Hopedoll ตุ๊กตาผ้าแห่งความหวัง ผลิตภัณฑ์ของผู้พิการทางสมองและปัญญา Artstory x ICONCRAFT ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์น่าใช้จากความร่วมมือของไอคอนคราฟต์ และ ART STORY by Autistic Thai ที่นำผลงานการออกแบบของศิลปินออทิสติกมาถ่ายทอดเรื่องราวลงบนผลิตภัณฑ์หลากหลาย ART STORY x BUAKAW ผลงานจากความร่วมมือสุดพิเศษระหว่าง “บัวขาว บัญชาเมฆ” นักมวยไทยระดับโลก และกลุ่มศิลปินออทิสติกที่ร่วมกันถ่ายทอดจิตวิญญาณนักสู้ผ่านผลงานคราฟต์แฟชั่นและของใช้ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์สุดคราฟต์จาก SUCHAI CRAFT ภาชนะอลูมิเนียมลายไทยที่พลิกโฉมให้เข้ากับยุคสมัยด้วยการเพิ่มสีสันให้สวยน่าใช้ พร้อมนำเสนอการใช้งานในรูปแบบใหม่ ๆ, ปิ่นโตดีไซน์คลาสสิกจาก PINTO, งานเซรามิกน่ารัก ๆ จาก HAVE A HUG STUDIO และของตกแต่งบ้านและสวน แฮนด์เมดเซรามิกจาก MANTRA พิเศษ! เพื่อขอบคุณในการสนับสนุนคุณค่าของงานคราฟต์ไทยและร่วมส่งต่อโอกาสสู่ชุมชน สังคม ไอคอนคราฟต์ขอมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM และลูกค้าชาวต่างชาติ ที่ร่วมช็อปสินค้าภายในไอคอนคราฟต์ ครบ 4,500 บาทขึ้นไป รับฟรี Pouch Bag NAKROB MOONMANAS X ICONCRAFT กระเป๋า Pouch ที่ออกแบบโดย “นักรบ มูลมานัส” ถ่ายทอดลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์ความเป็นไทย ตีความผ่านงานดีไซน์ร่วมสมัยอย่างมีสไตล์ มูลค่า 490 บาท (คละสี จำนวน 1 ใบ โดยจำกัด 1 สิทธิ์ / ท่าน / วัน รวม 280 รางวัลตลอดรายการ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนงานคราฟต์ไทย และค้นพบพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ส่งต่อคุณค่าได้ไม่สิ้นสุด กับแคมเปญ “ICONCRAFT The Power of Thai Craft” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569 ที่ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT
‘สิงห์’ บริหารวิกฤต เมื่อผู้ถูกกระทำมีสายสัมพันธ์แบรนด์ จุดเปลี่ยนที่ต้องเลือก ‘จุดยืน’
‘สิงห์’ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในครั้งนี้ จะเปลี่ยนทิศทางความไว้วางใจของสังคมไปอย่างไร? ในยุคที่สาธารณชนรุ่นใหม่ กล้าตั้งคำถามมากกว่าความศรัทธาแบรนด์เก่าแก่ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังแล้ว หลังบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด (BOONRAWD BREWERY CO., LTD.) ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม สิงห์ (Singha)อีกหนึ่งตราสินค้า(Brand) ของไทยที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 93 ปี ภายหลังเหตุการณ์สมาชิกในตระกูลภิรมย์ภักดี ได้ตกอยู่ในกระแสวิพากษ์สังคมของสองพี่น้อง ‘ทราย-สิรณัฐ สก็อต’ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ทราย สมุทร’ และ ผู้บริหารสิงห์ ‘พาย-สุนิษฐ์ สก๊อต ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ได้ชี้แจงว่าพ้นจากทุกตำแหน่งของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทบุญรอดฯ ออกหนังสือแถลงการณ์ ‘แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ พร้อมระบุใจความหนังสือว่า กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ รับทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณสุนิษฐ์ สก๊อต (คุณพาย) และขอแสดงความเสียใจอย่าง สุดซึ้งต่อคุณสิรณัฐ สก๊อต (คุณทราย) สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณสิรณัฐ สก๊อต เอง รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง สมาชิกครอบครัว ตลอดจนสังคมโดยรวม ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ เข้าใจถึงความกังวล และความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ขอแจ้งให้ทราบถึงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เราต่อต้านและไม่สนับสนุน การใช้ความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางร่างกาย วาจา การคุกคาม หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิ และศักดิ์ศรีของผู้อื่น ซึ่งจดยืนดังกล่าวเป็นปณิธานที่องค์กรยืดถือมาโดยตลอด กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ขอเรียนยืนยันว่า คุณสุนิษฐ์ สก๊อด ในฐานะผู้ที่ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวได้พ้นจากทุกตำแหน่งของ บริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ยืนยันจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ต่อการส่งหนังสือยืนยันจุดยืนขององค์กรสู่สาธาณะของกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งออกมาบริหารวิกฤต (Crisis Management) องค์กรและแบรนด์ ‘สิงห์’ ออกมาได้โดยไม่รอให้สถานการณ์ลุกลามขยายผลไปมากกว่านี้ ในช่วงจังหวะที่มีข้อมูลพรั่งพรูออกมาต่อเนื่องจากทั้ง ‘ทราย’ และหลากหลายมุมคิดของคนในสังคมออนไลน์ที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น ต่อเหตุการณ์ในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ที่แน่นอนว่า หากแบรนด์ยิ่งจัดการช้าไปกว่านี้ ก็อาจยิ่งมีผลกระทบหนักต่อภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วย ‘สาธาณชน’ อาจกำลังตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น? กับแบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 90 ปี ที่เดินทางมาอย่างแข็งแรงในวันนี้ที่นอกจากอายุแล้วแต่ยังเป็นเพราะ ‘ความไว้วางใจ’ ที่มีต่อแบรนด์ด้วย โดยเฉพาะในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ที่เติบโตมาพร้อมกับคนรุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่นซี (Z Generation ) ที่มาพร้อมกับ ‘ความกล้า’ ที่จะตั้งคำถามถึงความถูกต้อง ความเหมาะสมในสังคมที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งการล่วงละเมิด สิทธิเสรีภาพทั้งทางกาย ความคิด โดนเฉพาะจิตใจ เป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้แทบจะไม่ให้การยอมรับเลย เช่นเดียวกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ที่แม้ว่าแบรนด์ที่เก่าแก่อยู่มานานก็ตาม แต่อาจไม่ได้ถูกตัดสินแค่คุณภาพสินค้า หรือประวัติศาสตร์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังถูกประเมินจาก ‘จุดยืนทางศีลธรรม’ และวิธีรับมือเมื่อเกิดวิกฤตกับคนในเครือข่ายอำนาจของตัวเอง โดยเฉพาะองค์กรครอบครัวขนาดใหญ่ หรือธุรกิจตระกูล (Family Business) ที่ชื่อของ ‘คน’ กับ ‘แบรนด์’ ถูกเชื่อมกันแทบแยกไม่ออก ด้วยยิ่งแบรนด์มีอายุยาวนานมากเท่าไร ความคาดหวังจากสังคมก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะสำหรับผู้บริโภค แบรนด์ที่อยู่มา 93 ปี ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ยังขาย ‘ความน่าเชื่อถือ’ ที่สะสมข้ามรุ่น ดังนั้น ในวันที่เกิดวิกฤต สิ่งที่สังคมจับตา จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครผิด’ แต่คือ องค์กรจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด ว่าการตัดสินใจต่าง ๆ เป็นไปตามหลักการที่ประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กรจะสามารถบริหารภาพลักษณ์ (Image Management) หรือสื่อสารจุดยืนของตัวเองออกมาได้ดีเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วในเวลานี้ ‘เจ้าของความหมายของแบรนด์’ ตัวจริง อาจไม่ใช่บริษัทอีกต่อไป…แต่หากคือ ‘สาธารณชน’ ที่จะเป็นคนตัดสินเองว่า หลังผ่านเหตุการณ์นี้ไป ภาพจำของแบรนด์ ‘สิงห์’ จะถูกจดจำในฐานะแบรนด์ที่กล้ารับผิดชอบต่อสังคม หรือหรืออาจถูกตีความว่าเป็นความพยายามรักษาความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในช่วงวิกฤต ด้วยในตอนนี้ ภาพลักษณ์แบรนด์ ไม่ได้ถูกสร้างจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกสร้างจาก ‘วิธีตัดสินใจ’ ขององค์กร ในวันที่เกิดวิกฤตที่สุดแล้วต่างหาก
ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ เชื่อมแพลตฟอร์มการเงิน CardX เจาะกลุ่มพรีเมียม
ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผนึก SCB WEALTH และ CardX ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรทางการเงิน เจาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทบริหารจัดการธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครอบคลุมโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปา ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SCB WEALTH และ CardX ภายใต้แคมเปญ “ONYX 60th Anniversary” เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของบริษัทฯ เพื่อขยายบทบาทและต่อยอดสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายบริการทางการเงินและไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในธุรกิจบริหารจัดการฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาค ควบคู่กับการเดินหน้ากลยุทธ์สร้างเครือข่ายพันธมิตรอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการเงิน เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมและกลุ่มลูกค้า SCB WEALTH พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าพักให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth) ได้อย่างเหนือระดับ ผ่านการผสานจุดแข็งของเครือข่ายลูกค้า สิทธิประโยชน์ทางการเงิน และพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ในเครืออย่างลงตัว คุณพรทิพย์ เป้าทอง รองประธานกรรมการแผนกการตลาด (Vice President – Marketing) ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า ความร่วมมือกับ SCB WEALTH และ CardX ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในการต่อยอดการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ซึ่งไม่เพียงช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่มีศักยภาพสูง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงการเดินทาง การใช้จ่าย และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ “ในโอกาสครบรอบ 60 ปี เรามุ่งยกระดับบทบาทขององค์กรจากผู้ให้บริการสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรในระยะยาว โดยใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์และประสบการณ์ในธุรกิจบริการเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต” คุณศลิษา หาญพานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ High Net Worth and Affluent Segment และ รักษาการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Wealth and Insurance Capability Development ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “การผนึกกำลังภายในกรุ๊ป ทำให้ SCB WEALTH และ CardX มีความพร้อมในการมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์ ผ่านการนำจุดแข็งของแต่ละธุรกิจมาผสานกันเพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างอย่างชัดเจน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ แต่เป็นการวางรากฐาน Lifestyle Ecosystem ที่สะท้อนเจตนารมณ์ของธนาคารฯ ในการยกระดับ Lifestyle Privilege ของ SCB WEALTH ให้ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ผ่านพอร์ตโฟลิโอของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” คุณปัญญา เวชบรรยงรัตน์ Chief Business and Channel Officer บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “CardX มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของลูกค้าในทุกมิติ ความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และ SCB WEALTH ในครั้งนี้ จึงเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างเครือข่ายโรงแรมระดับภูมิภาคและศักยภาพด้านข้อมูลลูกค้าของ CardX เพื่อส่งมอบสิทธิประโยชน์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า ภายใต้แคมเปญ ONYX 60th Anniversary เราตั้งใจออกแบบประสบการณ์การเข้าพักที่มอบทั้งความคุ้มค่าและความพิเศษในเวลาเดียวกัน ผ่านสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงการใช้จ่าย การเดินทาง และการพักผ่อนอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสะท้อนทิศทางของ CardX ในการสร้าง ‘Everyday Value’ ควบคู่กับ ‘Premium Experience’ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายและการใช้ชีวิตของลูกค้าให้เหนือระดับ” ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เชื่อมโยงระบบเอกสิทธิ์สำหรับสมาชิก ONYX Rewards แก่ลูกค้า SCB WEALTH และ CardX ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าพัก การใช้จ่าย และการยกระดับสถานะสมาชิกสู่ระดับ Gold และ Platinum ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้าใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าอย่างเป็นระบบ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้ถือบัตรเครดิต CardX จะได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ การรับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้น 6 เท่า (6X PointX)* พร้อมส่วนลดห้องพักและบริการในโรงแรมที่ร่วมรายการ ขณะที่ผู้ถือบัตรเครดิต SCB WEALTH by CardX ได้แก่ผู้ถือบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING ผู้ถือบัตรเครดิต SCB FIRST และ ผู้ถือบัตรเครดิต SCB PRIME จะได้รับสิทธิยกระดับสถานะสมาชิก ONYX ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2570 พร้อมสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING และบัตรเครดิต SCB FIRST รับอภินันทนาการห้องพักเพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงประสบการณ์การเข้าพักในระดับที่สูงขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการพัฒนาประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และอาหาร ผ่าน ONYX Dining ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนแนวคิดของความร่วมมือระหว่างองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำการตลาดร่วมกัน แต่เป็นการวางรากฐานของการเติบโตในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงแบรนด์ พันธมิตร และลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างการรับรู้แบรนด์ การขยายฐานลูกค้าใหม่ ไปจนถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวผ่าน ONYX Rewards ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cardx.co.th บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ที่โอนธุรกิจไปยังคาร์ดเอกซ์ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนหน้าบัตรใหม่ สามารถร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้บริการโดย บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์
บุฟเฟต์ทุเรียน 30 สายพันธุ์ หมอนทอง มูซานคิง ก้านยาว ชะนี ไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม
ไอคอนสยาม●เมืองสุขสยาม●เดียร์ทัมมี่ ไลฟ์สไตล์ ส่งความสด อร่อย ยอดผลไม้ไทยทุเรียนกว่า 30 สายพันธุ์ และผลไม้ตามฤดูกาล 5 ภาค วันนี้-31 พฤษภาคม 2569 สวรรค์ของคนรักทุเรียนกว่า 30 สายพันธุ์ เมืองสุขสยามร่วมมือกับเดียร์ทัมมี่ ขนทุเรียนและผลไม้ไทยตามฤดูกาลจาก 5 ภาคทั่วประเทศมาให้ชิมแบบครบจบในที่เดียว ไฮไลต์บุฟเฟ่ต์ทุเรียนหมอนทองพรีเมียม กิจกรรมอิ่มไม่อั้นกับทุเรียนหมอนทองเกรดคัดสรรพิเศษ พร้อมด้วยผลไม้ไทยยอดนิยมหลากหลายชนิด ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2569 เชื่อมโยงเกษตรกรท้องถิ่นสู่ระดับโลก งานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘สุขยกสวน’ เพื่อสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรไทย และมอบประสบการณ์ความอร่อยให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย รองกรรมการผู้จัดการโครงการเมืองสุขสยาม ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เปิดเผยว่า เมืองสุขสยาม ร่วมกับ เดียร์ทัมมี่ ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์มาร์เก็ต, กรมส่งเสริมการเกษตร, สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนผลไม้จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จัดงาน SOOKSIAM Amazing Thai Fruits Paradise 2026 นำทุเรียนกว่า 30 สายพันธุ์ และผลไม้ไทยจากสวนผลไม้ 5 ภูมิภาค พร้อมกิจกรรม ‘บุฟเฟต์ทุเรียน’ อร่อยไม่อั้นกับทุเรียนหมอนทองเกรดพรีเมี่ยม ผลไม้ประจำฤดูกาล ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2569 สำหรับงานฯ จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘สุขยกสวน…ขบวนผลไม้ไทย ปลูกด้วยใจ เสิร์ฟให้คุณ’ เพื่อต้อนรับฤดูกาลมหัศจรรย์แห่งทุเรียนและผลไม้ไทย โดยเชื่อมโยงเกษตรกรท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ร่วมรับประสบการณ์รสชาติความอร่อยจากผลไม้ไทยประจำฤดูกาลที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด ไว้ครบในที่เดียว “ไฮไลท์อยู่ที่ทุเรียนกว่า 30 สายพันธุ์ จากแหล่งเพาะปลูกที่ดีที่สุด หมุนเวียนมาจำหน่ายภายในงาน อาทิ ทุเรียนสายพันธุ์ภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ โดดเด่นด้วยเนื้อแห้ง นุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด กลิ่นหอมละมุนไม่ฉุนจัด” นอกจากนี้ในงานฯ ยังได้นำ 7 ทุเรียนหาทานยากจากจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียนสายพันธุ์นกหยิบ รสชาติโดดเด่นคือหวานมันจัดจ้านกว่าหมอนทอง เนื้อละเอียดสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่ฉุน ทุเรียนสายพันธุ์นวลทองจันท์ ทุเรียนลูกผสมเลื่องชื่อจากจันทบุรี ระหว่างหมอนทองและพวงมณี โดดเด่นด้วยเนื้อสีเหลืองทอง เนียนละเอียดคล้ายคัสตาร์ด รสหวานมันเข้มข้น และจุดเด่นที่สุดคือ ไร้กลิ่นหรือกลิ่นอ่อนมาก เม็ดลีบเนื้อเยอะ ทุเรียนสายพันธุ์กบสุวรรณ มีต้นกำเนิดมาจากทุเรียนพื้นเมืองนนทบุรี (สายตระกูลกบ) ได้รับฉายาว่า ‘ทุเรียนผู้ดี’ เนื้อละเอียด สีเหลือง หวานมัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ เนื้อละเอียดเนียนนุ่ม แห้ง ไม่แฉะติดมือ ทุเรียนสายพันธุ์กบหน้าศาล เนื้อทุเรียนมีสีเหลืองอ่อนรสชาติหวานมันเนื้อละเอียด นุ่ม ไม่มีเส้นใยและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทุเรียนสายพันธุ์พวงทอง ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองเก่าแก่ที่หาทานได้ยาก เนื้อละเอียดเนียน สีเหลืองอ่อน ความโดดเด่นคือเนื้อแห้ง และไม่เละง่ายมีรสชาติหวานมันเข้มข้นแต่ไม่หวานจัดจนเลี่ยน ที่สำคัญคือมีกลิ่นไม่ฉุนเหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบทุเรียนกลิ่นแรง ทุเรียนสายพันธุ์ทองย้อยฉัตร (Thongyoichat) ทุเรียนพันธุ์โบราณที่หายาก เนื้อมีสีเหลืองนวลจนถึงเหลืองเข้ม ละเอียด หนา มีเส้นใยเล็กน้อย เมล็ดเล็ก รสชาติหวานมันพอดี ไม่หวานจัดจนเกินไป กลิ่นหอมนวลและไม่ฉุนรุนแรง ทุเรียนสายพันธุ์พวงมณีไร้หนาม จ.จันทบุรี เป็นการทดลองตัดหนามทุเรียนพันธุ์พวงมณีตั้งแต่ระยะลูกอ่อนเพื่อให้ไม่มีหนามสะดวกต่อการขนส่งและแกะรับประทาน ทุเรียนพันธุ์พวงมณีเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของภาคตะวันออก (จันทบุรีและระยอง)มีรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ผลขนาดเล็ก เนื้อมีสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีจำปา (สีส้มอมเหลือง) รสหวานจัดและมัน เนื้อเนียนละเอียดไม่มีเสี้ยน กลิ่นหอมละมุนแต่ไม่ฉุนจัด สำหรับ ผลไม้ตามฤดูกาลจาก 5 ภูมิภาค จากแหล่งเพาะปลูกที่ดีที่สุดมาให้ลิ้มรสกันภายในงานฯ อีกด้วย เริ่มที่ ภาคกลาง อาทิ ส้มโอขาวใหญ่ , ส้มโอทองดี จากจังหวัดนนทบุรี เสาวรสพันธุ์น้ำผึ้ง มังคุดกาก มะม่วงอกร่องโบราณจากจังหวัดอุทัยธานี ภาคเหนือ อโวคาโด้ พันธุ์พบพระ 08 จังหวัดตาก ซึ่งเป็นที่นิยมในตลาด ลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคใต้ แตงโมเกาะสุกร จังหวัดตรัง , แตงโมดำญี่ปุ่น “ราชาแตงโม” จังหวัดพังงา, ส้มโอทับทิมสยาม จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคตะวันออก ชมพู่เพชรคลองหาด จังหวัดสระแก้ว, มังคุดเขาคิชฌกูฏ, มังคุด 100 ปี โป่งแรด จังหวัดจันทบุรี ภาคอีสาน ฝรั่งไส้แดง สายพันธุ์หงเป่าสือ จังหวัดศรีสะเกษ, แก้วมังกรภูเรือ (แดง/ขาว) จังหวัดเลย น้อยหน่าเพชรปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยงาน ‘SOOKSIAM Amazing Thai Fruits Paradise 2026’ ยังได้นำผลไม้ส่งตรงจากสวนเกษตรกรมาจำหน่ายในราคาพิเศษกับช่วงผลไม้นาทีทอง และมะพร้าวน้ำหอมลูกละ 40 บาท 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 14.00 – 14.30 น. และ 17.00 – 17.30 น. พร้อมเอาใจคนรักทุเรียน ชวนอร่อยไม่อั้น 1 ชั่วโมงเต็มกับบุฟเฟต์ทุเรียนหมอนทองพรีเมียม, ทุเรียนก้านยาว, ทุเรียนเบญจพรรณ และผลไม้ไทยหลากหลายชนิด ในราคา 899 บาท ระหว่างวันที่ 22 – 26 พฤษภาคม วันละ 2 รอบ เวลา 14.00 – 15.00 น. และ 17.00 – 18.00 น. Fruitful Fest 2026 เดียร์ทัมมี่ ไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ด้าน กัญญภัส วิจิตรพรรณกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท อินเตอร์มาร์ท (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า Dear Tummy Lifestyle Supermarket จัดแคมเปญ ‘Fruitful Fest 2026’ รวบรวมผลไม้คุณภาพจากแหล่งเพาะปลูกทั่วประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ผลผลิตอยู่ในสภาพดีที่สุดของปี และได้มาตรฐาน GAP อาทิ กลุ่มชุมชนเกษตรแปลงใหญ่ จังหวัดเชียงใหม่ ลิ้นจี่จักรพรรดิ ที่สืบสานองค์ความรู้ด้านการเพาะปลูกมากว่า 60 ปี ฟ้าประทานฟาร์ม วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ผู้ปลูกกล้วยหอมทองที่ผ่านการดูแลอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน สวน ส. บุญมีฤทธิ์ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี สวนยิ้มละมัย อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร แหล่งต้นกำเนิดมะพร้าวน้ำหอม สะท้อนอัตลักษณ์ผลไม้พื้นถิ่นอย่างชัดเจน วิสาหกิจชุมชนเทศบาลตำบลเกาะทวด อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ปลูกส้มโอทับทิมสยาม จากพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง นอกจากนี้ เดียร์ทัมมี่ ได้นำผลไม้หลากหลายให้ได้สัมผัสกันอย่างเต็มฤดูกาล นำ ‘ทุเรียนกว่า 10 สายพันธุ์’ คัดพิเศษจากแหล่งปลูกคุณภาพทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งสายพันธุ์ยอดนิยมและสายพันธุ์พื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หมุนเวียนให้ได้ลองลิ้มรสตามช่วงความสุกที่ดีที่สุดของแต่ละสายพันธุ์ภายในงานนี้ ขณะที่ หนึ่งในกลุ่มที่น่าสนใจคือ ทุเรียนสายพันธุ์เบญจพรรณ ซึ่งเป็นกลุ่มทุเรียนพื้นเมืองดั้งเดิม สะท้อนรสชาติและเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ปลูกได้อย่างชัดเจน และเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การลิ้มลองในฤดูกาลนี้ เช่น หลงลับแล พวงมณี นกกระจิบ กระดุมทอง นกหยิบ นวลทองจันทร์ และทุเรียนสายพันธุ์ยอดนิยม ที่คนรักทุเรียนต้องห้ามพลาด ได้แก่ หมอนทอง มูซานคิง ก้านยาว ชะนี จันทบุรี
แมทธิว บอกถึงเวลาพา ‘แม็คยีนส์’ แบรนด์ไทยไปตลาดแฟชั่นต่างประเทศ
แม็คกรุ๊ป แผนขยายธุรกิจพาแบรนด์แม็คยีนส์ ไปตาดต่างประเทศ พร้อมหาดีลซื้อกิจการขยายช่องทางใหม่ หลัง 9 เดือน มีรายได้ 3,496 ล้านบาท กำไรกว่า 595 ล้านบาท ช้อปออนไลน์พุ่งเกือบพันล้าน แม็คกรุ๊ปเดินหา New S-Curve ‘แม็คยีนส์’ ศึกษาแผนบุกตลาดต่างประเทศ มองดีล M&A เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่จากฐานธุรกิจกว่า 50 ปี ออนไลน์โตแรงเกือบแตะพันล้าน รอบบัญชี 9 เดือนแรกปี 2569 รายได้ออนไลน์พุ่งแตะ 926 ล้านบาท เติบโต 74.3% กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท รายได้โตสวนเศรษฐกิจผันผวน แม็คกรุ๊ปทำรายได้รวม 3,496 ล้านบาท กำไรสุทธิ 595 ล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม ต้นทุนพุ่ง และกำลังซื้อชะลอตัว แมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ ‘แม็คยีนส์’ เปิดเผยว่า บริษัทวางแนวทางขยายการเติบโตธุรกิจในสองส่วนหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งด้านช่องทางออนไลน์ วางแผนขยายการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแผนการลงทุนขยายร้านค้าปลีกของตัวเอง ปรับปรุงจุดขายเดิมอย่างต่อเนื่องและปิดจุดขายที่ทำกำไรต่ำ ส่วนช่องทางออฟไลน์ จะเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่ โดยบริษัท เร่งศึกษาพัฒนาแผนงานในช่องทางอื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายช่องทางไปต่างประเทศ และการซื้อขายควบรวมกิจการ รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน จากความพร้อมและความคล่องตัวและสามารถทำทันทีเมื่อมีความมั่นใจ โดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรที่เพียบพร้อมจากรากฐานกว่า 50 ปี ประกอบด้วย จุดขายที่ครอบคลุมทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์, มีโรงงานผลิตสินค้าที่มีความชำนาญการ และ มีศูนย์กระจายสินค้าของตัวเอง แมทธิว กล่าวต่อถึงผลดำเนินงานของบริษัทและ บริษัทย่อยงวดไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 (1 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569) ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เห็นชัดจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง มาอยู่ ในระดับ 45.5 ในเดือนมีนาคม จากเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 51. 8 เพราะสงครามเกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนให้ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐให้มีความต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางคลี่คลายลงจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 1,102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.3 % เป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากช่องทางออนไลน์โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เป็น 26% ในงวดปีนี้จาก 18% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน หนุนให้งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้ จากการขายสินค้ารวม 3,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 251 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.7 % เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน ขายออนไลน์ 9 เดือนเกือบ 1พันล้าน แมทธิว กล่าวว่า รายได้รวมของบริษัทที่เติบโตขึ้นมีปัจจัยสนับสนุนหลักที่สำคัญ คือการเติบโตต่อเนื่องของรายได้ จากช่องทางออนไลน์ โดยในงวดไตรมาส 3 รายได้จากช่องทางออนไลน์ทำได้ ทั้งสิ้น 287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนรายได้อยู่ที่ 926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.3% เทียบงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 531ล้านบาท สำหรับช่องทางขายอื่น ๆ ของบริษัท เช่น ช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) คิดเป็นสัดส่วน 57% รายได้ปรับตัวลดลง ในไตรมาส 3 รายได้จากการขายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกของตนเอง จำนวน 631 ล้านบาท ลดลง 39 ล้านบาทหรือ 5.9 % แต่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 7.2 % ส่วนงวด 9 เดือน มีรายได้ 1,936 ล้านบาท ลดลง 160 ล้านบาทหรือ 7.6 % ห้างสรรพสินค้า (Department Store) คิดเป็นสัดส่วน 15 % ในไตรมาส 3 มีรายได้ 162 ล้านบาท ลดลง 20 ล้านบาทหรือ 10.9 % จากภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่ลดลง ส่วน งวด 9 เดือน มีรายได้ 551 ล้านบาท ลดลง 9 ล้านบาทหรือ 1.7 % และช่องทางอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วน 2% ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็คกรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ ในงวด ไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 จำนวน 176 ล้านบาท ลดลง 12 ล้านบาท หรือ 6.5 % เทียบงวดเดียวของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนบริษัท มีกำไรสุทธิ 595 ล้านบาท ลดลง 30 ล้านบาท หรือ 4.9 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งกำไรที่ลดง เป็นผลจากสัดส่วนยอดขายออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายผันแปรเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมารวมกับค่าใช้จ่ายออฟไลน์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทได้จัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายต่อเนื่องในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ดีบริษัทมีการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นให้เหมาะสม และยังคงนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เพื่อให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในงวดไตรมาส 3 อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 64.1 % เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 62.8 % ส่วนงวด 9 เดือน อัตราขั้นต้นที่อยู่ที่ 63.4 % สภาพคล่องยังสูง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวรวม 1,903 ล้านบาท ลดลง 81 ล้านบาท จากวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผล ให้ผู้ถือหุ้น 737ล้านบาท และมีการใช้เงินสดจ่ายซื้ออาคารที่ดินและอุปกรณ์ 76 ล้านบาท
Buldak รามยอนไก่เผ็ด สูตรพลิกชีวิตแม่บ้าน’คิม จองซู’ สู่ประธาน Samyang Foods
‘Buldak ‘รามยอนไก่เผ็ด ไอเท็มพลิกชีวิตแม่บ้านพา ‘คิม จองซู’ สู่ประธาน Samyang Foods อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ กับผลงานสร้างรายได้ส่งออก 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 จากแม่บ้านสู่ประธานบริษัท ‘คิม จองซู’ พลิกบทบาทจากลูกสะใภ้แชโบล สู่ผู้กุมอาณาจักร Samyang Foods เต็มตัว ด้วยผลงานกู้วิกฤต IMF และสร้างแบรนด์ Buldak จนกลายเป็นไวรัลระดับโลก Buldak เครื่องยนต์รายได้แสนล้าน รามยอนไก่เผ็ด Buldak ดันรายได้ส่งออกโตเกือบ 20 เท่า ภายใน 9 ปี พร้อมครองสัดส่วน 60% ของมูลค่าส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีใต้ เคสศึกษาธุรกิจแชโบลยุคใหม่ การขึ้นเป็นประธานบริษัทของ ‘คิม จองซู’ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจในเกาหลีใต้ จากระบบสายเลือดผู้ชาย สู่ยุคที่ ‘ผลงานจริง’ มีน้ำหนักเหนือธรรมเนียมเก่า Samyang Foods บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ดังเกาหลีใต้ แต่งตั้งนาง ‘คิม จองซู’ (Kim Jung-soo) รองประธานบริหารวัย 62 ปี เตรียมก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล หลังจากพ้นระยะเวลาจำคุกรอลงอาญา เธอได้ขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกบะหมี่กลุ่ม Buldak จนสร้างรายได้ในต่างประเทศเติบโตเกือบ 20 เท่า จาก 93,000 ล้านวอนในปี 2016 ทะยานสู่ 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 คิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของเกาหลีใต้ ซึ่งการที่ ‘เธอ’ ได้ขึ้นอยู่ในตำแหน่ง อาจเรียกว่ามี ‘เส้นเรื่อง’ แทบไม่ต่างจากบทซีรีย์เกาหลี เลย…. แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก ‘Samyang Foods’ อีกหนึ่งบริษัทแชโบลที่ทรงอิทธิพลในเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีตระกูล ‘ตระกูลจอน’ (Chun / Jeon Family) เป็นเจ้าของสืบทอดกันมาสองรุ่นแล้ว โดยผู้ก่อตั้งรุ่น 1 คือ ‘จอน จุงยุน’ (Chun Joong-yoon) อดีตประธานกิตติมศักดิ์ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและคิดค้น ‘ซัมยัง ราเม็ง’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของเกาหลีใต้ในปี 1963 ก่อนส่งต่อไปยังทายาทผู้สืบทอดกิจการ ‘จอน อินจัง’ (Jeon In-jang) ลูกชายคนโตของผู้ก่อตั้ง ที่ข้ารับตำแหน่งฐานะประธานบริษัทต่อจากพ่อในปี 2010 และในจุดนี้เองที่มาถึงจุดพลิกอาณาจักร ‘Samyang Foods’ หลัง ‘จอน อินจัง’ แต่งงานกับ ‘คิม จองซู’ (ลูกสะใภ้ใหญ่ของตระกูล) อดีต ‘แม่บ้าน’ ที่เข้ามาช่วยกู้ชีพธุรกิจช่วงวิกฤต IMF และที่สำคัญเธอ ยังเป็นผู้คิดค้น ‘รามยอนไก่เผ็ด Buldak’ ขึ้นมา และเตรียมรับตำแหน่งประธานบริษัท (Chairman) คนใหม่ในวันที่ 1 มิ.ย.ปี 2569 นี้ จุดพลิกชีวิตแม่บ้านฟูลไทม์ จอน อินจัง แต่งงานกับ คิม จองซู ในปี 1994 (พ.ศ. 2537) ในฐานะลูกสะใภ้ใหญ่ ที่มีหน้าที่เพียงดูแลสามีและลูกๆ เท่านั้น กับบทบาท ‘แม่บ้านเต็มเวลา’ (Full-time Housewife) ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารและไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลยสักนิด กระทั่ง 4 ปีถัดมาหลังใช้ชีวิตแต่งงาน ‘คิม จองซู’ ในวัยราว 34 ปี กำลังเผชิญกับบททดสอบความท้าทายชีวิตแม่บ้านเกาหลีตระกูลแชโบลครั้งใหญ่!! โดยในปี 1997-1998 เเกาหลีใต้เจอวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชีย (วิกฤต IMF) เม็ดเงินต่างชาติตีกลับ ค่าเงินวอนดิ่งเหว กลุ่มบริษัทแชโบลยักษ์ใหญ่ล้มละลายเป็นโดมิโน่ และแน่นอนว่า Samyang Foods เองก็ไม่รอด บริษัทต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล (Bankruptcy Protection) ท่ามกลางหนี้สินมหาศาลและสภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่าง ‘จอน จุงยุน’ (ผู้ก่อตั้ง) ต้องเร่งกอบกู้สถานการณ์ธุรกิจ ที่ไม่สามารถใช้การบริการแบบเดิมมากู้วิกฤตองค์กรได้ ที่สำคัญต้องใช้คนไว้ใจได้ที่สุด เข้ามาช่วยควบคุมกระแสเงินสดที่กำลังรั่วไหล เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเดบิวต์ ลูกสะใภ้ใหญ่ ที่ท่านประธานจอง ชักชวนให้ ‘คิม จองซู’ เข้ามร่วมงานกับบริษัทในปี 1998 ที่ใช้ทักษะแม่บ้านที่เชี่ยวชาญการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ขณะที่บทบาทแรกของ คิม จองซู ได้ถูกส่งเข้าไปคุม ‘ฝ่ายจัดซื้อและซัพพลายเชน’ ในทันที ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่คอยไล่บี้ตัดลดงบประมาณ (Cost-cutting) พร้อมเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์เพื่อขอลดราคาส่งวัตถุดิบ และหั่นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขององค์กรทุกบาททุกสตางค์ จากความสามารถในการคุมบัญชีสไตล์แม่บ้าน ที่เธอนำมาประยุกต์ใช้ในสเกลระดับบริษัท สามารถช่วยให้ Samyang Foods ประคองกระแสเงินสด และหลุดพ้นจากสภาวะฟื้นฟูกิจการ (Graduatedจาก IMF Management) ได้สำเร็จในปี 2005 จุดกำเนิดบะหมี่เผ็ด ‘Buldak’ หลังจากสะสางหนี้สินก้อนโตของบริษัท และช่วยให้ธุรกิจของตระกูลสามีรอดตายจากวิกฤต IMF และก้าวขึ้นมาเป็นรองประธานบริหาร (Sales & Marketing) ไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ในตลาดยุคหลังปี 2000 Samyang Foods ยังเผชิญวิกฤตครั้งใหม่แบบไม่พัก นั่นคือ ‘วิกฤตไร้ตัวตน’ (Identity Crisis) เมื่อบริษัทตกเป็นเบอร์รองอย่างสมบูรณ์แบบ โดยถูกคู่แข่งรายสำคัญอย่าง ‘Nongshim’ (เจ้าของ 신라면 ชินราเมน) ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นในแง่ของยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด ต่อความต้องการหาหนทางแก้ไขในความไร้ตัวตนของแบรนด์ ‘Samyang Foods’ นี้เอง ที่ทำให้ ‘คิม จองซู’ คือตัวต้นเรื่องในฐานะผู้คิดค้นโปรดักส์ใหม่ออกสู่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีจนประสบความสำเร็จด้วยสินค้ารามยอนไก่เผ็ด ‘Buldak Bokkeum Myeon’ (บูลดัก บกอึมมยอน) ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในไอเท็มบะหมี่กึ่งฯ สุดฮิตในจักรวาล Samyang Foods ‘เธอ’ เคยได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการกับสื่อต่างประเทศ (เช่น The Wall Street Journal และ Bloomberg) ถึงที่มารามยอนไก่เผ็ด Buldak ของ Samyang Foods ว่าเกิดจากในวันหนึ่งของช่วงวันหยุด คิม จองซู เดินเล่นย่าน ‘ซินชน’ (Sinchon) ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยยอนเซ เธอกับลูกสาวไปเจอร้านขายอาหารรถเข็มริมทางที่ขาย ‘บูลดัก’ (Buldak – 불닭) ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘ไก่เผ็ด’ (เมนูไก่ย่างหรือไก่ผัดซอสพริกที่เผ็ดจัด ๆ) แล้วพบว่าผู้คนโดยเฉพาะวัยรุ่น ต่างรับประทานบูลดักกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่สนใจในรสชาติความเผ็ดร้อนจนถึงกับต้องอุทานกันออกมาก็ตาม ความเผ็ดขนาดไฟลุกออกจากปากแบบนี้แล่ะ ทำให้ไอเดียของ เธอ ปิ๊งวาบขึ้นมาว่า “ถ้าคนชอบความเผ็ดระดับที่ร้องไห้ขนาดนี้ มันก็น่าสนใจลองทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติแบบนี้ดูบ้าง” และนั่นคือที่มาที่ทำให้เธอเดินกลับไปสั่งทีมวิจัยและพัฒนา R&D ไปเริ่มต้นโปรเจกต์รสชาติใหม่นี้ในทันที ที่ใช้เวลาราว 1 ปี 3 เดือนในการพัฒนาสินค้าพร้อมด้ทำการทดสอบโดยใช้ไก่ไปทั้งหมด 1,200 ตัว และซอสอีก 2 ตัน เพื่อเคี่ยวเข็ญรสชาติให้ได้มาตรฐานที่ต้องการ โดยทีม R&D ยังได้ออกตระเวนไปศึกษาและชิมพริกจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงร้านอาหารรสจัดจ้านเพื่อนำมาปรับใช้สินค้า คอนเทนต์ไวรัล พายอดขายกระโดด จากนั้น จึงได้ฤกษ์เปิดตัวสินค้าอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2012 ภายใต้ชื่อ ‘Buldak Bokkeum Myeon’ (บูลดัก บกอึมมยอน) ซึ่งในช่วงแรกมียอดขายในประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้หวือหวานักเนื่องจากเป็นรสชาติที่เผ็ดเฉพาะกลุ่ม จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา ก็เกิดกระแสไวรัลขึ้นในปี 2014 เมื่อ ยYouTuber ช่อง ‘Korean Englishman’ (ชาวอังกฤษที่พูดภาษาเกาหลี) ได้อัปโหลดวิดีโอชวนเพื่อน ๆ ในอังกฤษมาร่วมทดลองกินรามยอนรสชาติต่าง ๆ ของเกาหลี รวมถึงรสไก่เผ็ดนี้ โดยเจ้าวิดีโอคอนเท้นต์ชิ้นนั้น ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมจนเกิดเป็นเทรนด์ ‘Fire Noodle Challenge’ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างถ่ายคลิปท้ากินบะหมี่เผ็ดส่งต่อกันบน YouTube จนกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ยอดขายในต่างประเทศพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา ขณะที่ ตัวเลขรายได้จากการส่งออกของ Samyang Foods เติบโตจาก 93,000 ล้านวอนในปี 2016 ขึ้นสู่ระดับ 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 (เติบโตเกือบ 20 เท่า) โดยปัจจุบันรายได้รวมกว่า 80% ของบริษัทมาจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่สัดส่วนการส่งออก ในปี 2025 ยอดส่งออกของสินค้ากลุ่ม Buldak เพียงแบรนด์เดียว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดจากประเทศเกาหลีใต้ ส่งให้หุ้น Samyang กลายเป็นหุ้น 100 เด้งในตำนาน พร้อมส่งให้เธอก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรในที่สุด คดียักยอก 4.9 พันล.วอน อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2010 อาณาจักร Samyang Foods เผชิญบททดสอบใหญ่อีกครั้ง หลังคดีอื้อฉาวเมื่อสามีของเธอ ‘จอน อินจัง’ ทายาทสายตรงผู้เป็นลูกชายคนโตของผู้ก่อตั้ง ได้ก้าวสู่ตำแหน่งประธานบริษัท ต่อจากบิดา ในตอนนั้น ‘คิม จองซู’ ทำหน้าที่ดูแลสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด ซึ่งอยู่ในช่วงการวิจัยและเปิดตัวรามยอนไก่เผ็ด Buldak (ปี 2012) แต่ว่าบทบาททางการบริหารของฝ่ายสามีต้องสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงจากปัญหาทางกฎหมายในปี 2018 เมื่อทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกเงินบริษัทจำนวน 4.9 พันล้านวอน ผ่านการตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อตกแต่งบัญชีค่าบรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ จากนั้นในเดือนมกราคม ปี 2019 ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาตัดสินจำ ‘จอน อินจัง’ เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญาและต้องโทษเข้าเรือนจำทันที ส่วน ‘คิม จองซู’ ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี ด้วยการต้องโทษจำคุกและการถูกกดดันจากกลุ่มผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับทางกฎหมาย ส่งผลให้ ‘จอน อินจัง’ สูญเสียตำแหน่งในบอร์ดบริหารและสิทธิ์ในการจัดการบริษัทไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ทำให้ ‘คิม จองซู’ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล โดยหลังจากพ้นระยะเวลาจำคุกรอลงอาญา เธอได้ขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกบะหมี่กลุ่ม Buldak จนสร้างรายได้ในต่างประเทศเติบโตเกือบ 20 เท่า จาก 93,000 ล้านวอนในปี 2016 ทะยานสู่ 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 คิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของเกาหลีใต้ จากผลงานที่โดดเด่นการคุมโครงสร้างรายได้หลัก 80% ขององค์กรและมูลค่าหุ้นที่เติบโตอย่างมหาศาล ทำให้คณะกรรมการบริษัท Samyang Foods มีมติประกาศเลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งให้ ‘คิม จองซู’ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘ประธานบริษัท’ คนใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 นี้ ซึ่งเป็นการแทนที่เก้าอี้เดิมที่สามีเคยครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จด้วยฐานะผู้สร้างนวัตกรรมหลักขององค์กร สู่‘แชโบล’ บริบทใหม่สังคมเกาหลี ต่อการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งใหม่ประธานบริษัท ‘แชร์แมน’ ของ ‘คิม จองซู’ จากแม่บ้านในฐานะลูกสะใภ้ใหญ่ตระกูลแชโลก ยังสะท้อนบริบททางสังคมของเกาหลีใต้ยุคใหม่ จากเดิมที่ธรรมเนียมกลุ่มทุนเกาหลีใต้ จะยกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะการส่งต่ออำนาจสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ทายาทสายเลือดตรงที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ส่วน ‘ลูกสะใภ้’ มีบทบาทเป็นเพียงช้างเท้าหลังและผู้ดูแลภาพลักษณ์ครอบครัว การที่ ‘คิม จองซู’ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งได้ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญธุรกิจองค์กร ที่ยังพิสูจน์ระบบคุณธรรมในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้ชัด ถึงผลงานและการสร้างนวัตกรรมสามารถเอาวัฒนธรรมธุรกิจดั้งเดิมได้ โดยเฉพาะการมาของ ‘เธอ’ ในฐานะ ‘ตัวสำรองกู้ชีพ’ ยามกิจการแทบจะล้มละลาย ที่มากอบกู้ความรุ่งเรืองบริษัทกลับมาได้อีกครั้ง ด้วยการเริ่มต้นจากงานหลังบ้านที่สร้างศัตรูง่ายที่สุด อย่างการตัดลดต้นทุน ก่อนขึ้นมาคุมสายงานกลยุทธ์และการตลาด จากเส้นเรื่องความสำเร็จสู่เก้าอี้ ท่านประธาน Samyang Foods ของเธอ ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารที่เปลี่ยนผ่านจากระบบอุปถัมภ์ในครอบครัว ไปสู่การยอมรับในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่มีความสามารถรอบด้าน ยิ่งในปัจจุบันที่ผู้ถือหุ้นสถาบันและกลุ่มทุนต่างชาติมีบทบาทสูง ขณะที่ การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณบวกด้านธรรมาภิบาล (ESG) ไปยังตลาดทุนทั่วโลกอีกด้วย หากตัดภาพมาที่เมนู ‘Buldak’ เองก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่กลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนโครงสร้างรายได้เกือบ 80% ของ Samyang Foods และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของประเทศเกาหลีใต้ การที่ คิม จองซู เป็นผู้กุมสูตรลับ และคุมทิศทาง R&D บวกกับใช้ความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภค ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทำให้เธอสามารถคุม ‘กระแสเงินสด’ และทิศทางการเติบโตในอนาคต (Growth Engine) ของบริษัทไว้ได้เบ็ดเสร็จ
สถาปนิก’69 ยอดผู้ชมงาน 328,576 คน มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 22,000 ลบ.
สถาปนิก’69 ประกาศความสำเร็จด้วยยอดผู้ชมงานมากถึง 328,576 คน มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 22,000 ล้านบาท พร้อมชูแนวทางจัดการขยะเอ็กซิบิชั่นสร้างความยั่งยืน อเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการจัดงานสถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT ซึ่งจัดขึ้น ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยข้อมูลสรุปตลอด 6 วันของการจัดงานมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 328,576 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้เข้าชมในภาคธุรกิจ (Trade Visitors) 64% และกลุ่มผู้ใช้สินค้าบริการ (End Users) 36% ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 75,000 ตารางเมตร มีผู้ประกอบการร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,000 แบรนด์ ผลิตภัณฑ์บริการเพื่องานออกแบบและก่อสร้างรวมมากกว่า 100,000 รายการจากทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าเจรจาธุรกิจรวมกว่า 22,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีประชาชนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการและร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนถึงความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมและเป็นความภาคภูมิใจเมื่องานสถาปนิกประเทศไทยเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ ต่อยอดผลักดันวงการวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับในสากลและก้าวสู่จุดหมายเป็น The Most Influential Architecture Exhibition in ASEAN หรืองานแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน ทางสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนการยกระดับวิชาชีพสถาปัตยกรรมไทยในทุกด้านให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมส่งเสริมคุณภาพงานสถาปัตยกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยได้เปิดรับผลงานเพื่อพิจารณารับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2569 ซึ่งมีผู้สนใจส่งผลงานทั้งสิ้น 92 ผลงาน ทางคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผลงานรับรางวัล Design Award ได้แก่ ผลงาน Mitbury the Publice House โดยผู้ออกแบบ WOS Architects ผลงาน O-NES Tower โดยผู้ออกแบบ THAI OBAYASHI DESIGN ผลงาน Vanich House โดยผู้ออกแบบ Physicalist รางวัล Merit Award ได้แก่ ผลงาน BAAN O+O โดยผู้ออกแบบ JUNSEKINO Architect and Design ผลงาน The Digital Economy Promotion Agency (DEPA) headquarters โดยผู้ออกแบบ Architects 49 ผลงาน DFT Office โดยผู้ออกแบบ Stu/D/O Architects ผลงาน Nachan the Antique Courtyard Hotel โดยผู้ออกแบบ PAVA architects ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดได้ถูกนำมาจัดแสดงในงานสถาปนิก’69 ถือเป็นรางวัลทรงเกียรติและรางวัลสูงสุดทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมของไทย จาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวเสริมถึงความสำเร็จและภาพรวมงานครั้งนี้ ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการ จัดการสัมมนาระดับนานาชาติ และกิจกรรมจากองค์กรวิชาชีพเป็นที่น่าสนใจของกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิก แวดวงธุรกิจก่อสร้าง ตลอดจนประชาชน นักเรียน นักศึกษา จำนวนมาก ลงทะเบียนและ walk in เข้ามาร่วมงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ ASA INTERNATIONAL FORUM ซึ่งเชิญสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาร่วมพูดคุยถึง 6 session ในส่วนของ ASA INSPIRATION LAB และ Workshop ก็มีสถาปนิกกูรูในแวดวงวิชาชีพมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึง 28 session โดยตลอด 6 วันของงานมียอดรวมแล้วทั้งหมด 2,045 คน นอกจากนี้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากอีกหนึ่งกิจกรรม คือ ASA Experimental Design Competition 2026 การประกวดแบบภายใต้แนวคิด “ปัญญาร่วมสรรค์ Hybridized Wisdoms: Architecture Across Multiple Intelligences” ซึ่งมีผู้ตอบรับส่งผลงานประกวดรวม 412 ผลงานจาก 19 ประเทศทั่วโลก โดยผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศประเภทนักเรียน/นักศึกษา ได้แก่ HYEMIN KIM ชื่อผลงาน Bamseom Cloning Project และรางวัลชนะเลิศประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ ทีม HOYRANLAGE ชื่อผลงาน The Liquid Uthan—A Hybridized Habitat for the Manta Swarm และกิจกรรม ASA Emerging 2026 : Young Architects In The Age Of New Disruptions ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้สถาปนิกและนักออกแบบ “รุ่นใหม่” ได้จัดแสดงและนำเสนอผลงาน เพื่อสะท้อนศักยภาพ แนวคิด วิธีการทำงานและมุมมองต่อบทบาทของสถาปนิกท่ามกลางบริบทของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนสมาคมสถาปนิกสยามฯ เข้าร่วมงาน 23rd ARCASIA Forum ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ นางสาวสุทธหทัย นิยมวาส จาก The City Connext สำหรับการจัดงานสถาปนิก’69 ทางคณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะที่เกิดจากการจัดงาน จึงจัดโครงการส่งเสริมการออกแบบและก่อสร้างพาวิลเลียน/บูธอย่างยั่งยืน “ASA100 SUSTAINABLE : Towards Sustainable ASA Architect Expo” ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ โดยวัตถุประสงค์ลดปัญหาขยะจากงานแสดงสินค้า สนับสนุนผู้แสดงสินค้าให้ดำเนินการสอดคล้องกับแนวโน้ม ESG และ CSR ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของการจัดงานให้เทียบเท่างานแสดงสินค้าระดับสากล โดยแบ่ง 4 ประเภทรางวัล Gold, Silver, Bronz และ Honorable Mention ซึ่งในแต่ละประเภทรางวัลจะมอบให้กับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ และ บริษัทสถาปนิก ผู้ออกแบบ ยกตัวอย่าง ประเภทรางวัล Gold บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ได้รางวัล คือ บริษัท อีดีแอล ลามิเนตส์ จำกัด และบริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีบริษัทสถาปนิกผู้ออกแบบบูธ คือ บริษัท ลูกเล่น สถาปนิก จำกัด รับรางวัลด้วยเช่นเดียวกัน การจัดงานสถาปนิก’69 ยังมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและวางแนวทางจัดการขยะเอ็กซิบิชั่นสร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด โดยการ Reduce (ลดการใช้) ขอความร่วมมือให้ผู้ร่วมจัดแสดงงานลดการใช้พลาสติกที่ใช้เพียงครั้งเดียว ลดการใช้กระดาษ เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลในการลงทะเบียนและนำเสนอสินค้าแทนการใช้โบรชัวกระดาษแบบเก่า รวมถึง Reuse (ใช้ซ้ำ) ในส่วนโครงสร้างบูธนิทรรศการ บูธแสดงสินค้า ที่สามารถถอดประกอบและนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น บูธนิทรรศการของสมาคมฯ ได้ถอดชิ้นส่วน วัสดุก่อสร้าง ส่งมอบให้ ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน พิทักษา (กทม.) และ โรงเรียนคลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพิ่มเติมที่เป็นลังผลไม้ จากบูธ ASA CLUB มอบให้ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาสถาปัตยกรรม และ เชือก ส่งต่อไปยังกลุ่มแม่บ้านต่างจังหวัด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในนามประธานจัดงานสถาปนิก’69 ต้องขอขอบคุณพันธมิตรผู้ร่วมจัดแสดงงาน บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด องค์กรวิชาชีพสถาปัตยกรรม หน่วยงานต่างๆ ผู้สนับสนุนการจัดงาน รวมถึงผู้เข้าชมงานทุกท่านที่เป็นส่วนสำคัญทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะออแกไนเซอร์จัดงาน กล่าวว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ “Thematic Pavilion” พื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์วัสดุก่อสร้างและสตูดิโอออกแบบร่วมกันตีความ “วัสดุ” ผ่านสถาปัตยกรรมเชิงประสบการณ์ โดยปีนี้มี Thematic Pavilion มากถึง 8 พื้นที่ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในงานสถาปนิก ซึ่งแต่ละพาวิลเลียนสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน เทคโนโลยี งานคราฟต์ และการออกแบบแห่งอนาคต ผ่านการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ชมในรูปแบบใหม่ สำหรับรางวัล Thematic Pavilion ประจำปี 2026 มีทั้งหมด 2 รางวัล ได้แก่ “Thematic Pavilion Designer Choice Award” ตกเป็นของ “The Delta Stack Pavilion” จาก SCG x SaTa Na Architect ขณะที่รางวัล “Thematic Pavilion of the Year” หรือ Popular Vote จากเสียงโหวตของผู้เข้าชมตลอดทั้ง 6 วันจัดแสดง เป็นของ “TODĀ ARK” โดย TODĀ x Supermachine Studio อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “Palette of Materials Pavilion” พื้นที่จัดแสดงวัสดุในรูปแบบ Mood Board ซึ่งรวบรวมชิ้นส่วนวัสดุจริงกว่า 800 ชิ้น จากผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ 40 สตูดิโอ ผ่านการคัดสรรและออกแบบพื้นที่จัดแสดงโดย Looklen Architects เพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมมองเห็นแนวทางการใช้งานวัสดุในบริบทจริง พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลและตำแหน่งบูธภายในงานผ่านระบบ QR Code จนกลายเป็นทั้งจุดรวมแรงบันดาลใจและพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างนักออกแบบกับผู้ผลิตวัสดุภายในงาน ขณะเดียวกัน “Best Innovation Award 2026” ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนทิศทางใหม่ของวงการวัสดุก่อสร้างและการออกแบบ ผ่านการคัดเลือกนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชัน ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน โดยปีนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 16 แบรนด์ ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “DOS WIDERO Water Pac All in One” จาก DOS นวัตกรรมระบบน้ำสำหรับบ้านยุคใหม่ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชัน การประหยัดพื้นที่ และการใช้วัสดุรีไซเคิล 100% ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “3D Panel by recoplast” จาก Watsadu niyom และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “TOSTEM IN16 Series” จาก TOSTEM นอกจากนี้ ภายในงานยังรวบรวมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ประตู-หน้าต่าง สีและเคมีภัณฑ์ สุขภัณฑ์ ไม้และวัสดุทดแทนไม้ กระเบื้องและหิน เทคโนโลยีระบบน้ำ ผลิตภัณฑ์แสงสว่าง เทคโนโลยีอัจฉริยะ โครงสร้างสำเร็จรูป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและ Passive Home บ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่การออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น จากความสำเร็จของงานในปีนี้ หลายแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศได้ยืนยันเข้าร่วมงานสถาปนิก’70 แล้ว อาทิ SCG, TOA, Makita, TODA, TOSTEM, DOS, Epson, Panel Plus, WDC, Häfele, aluframe และอีกหลากหลายแบรนด์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อบทบาทของงานสถาปนิกในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างและการออกแบบในภูมิภาค “ในอนาคต งานสถาปนิกจะไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรม แต่จะเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่ายธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้างและการออกแบบ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่อนาคต” นายศุภแมน กล่าวทิ้งท้าย แม้งานสถาปนิก’69 จะปิดฉากลงแล้ว แต่ผู้สนใจยังสามารถย้อนชมบรรยากาศและผลิตภัณฑ์ภายในงานผ่าน Virtual Booth ได้ทาง https://virtual.architectexpo.com/tour/asa-expo-2026 ก่อนเตรียมพบกับ “งานสถาปนิก’70” งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2570 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ArchitectExpo.com และ Facebook Page : งานสถาปนิก : ASA Architect Expo
NINE BEAUTY ปลุกกระแส T-Beauty รวมแบรนด์ไทยตัวท็อปเขย่าตลาดบิวตี้
NINE BEAUTY ส่งบิ๊กแคมเปญ “ไทยแลนด์ แบรนด์ฟีเวอร์” รวมพลังแบรนด์ไทยตัวท็อป ชวนสายบิวตี้ช้อปของดี ราคาโดนใจ ตั้งแต่ 25 เม.ย. – 24 พ.ค. นี้ NINE BEAUTY (นายน์ บิวตี้) โซนเครื่องสำอาง และความงามมัลติแบรนด์ (Multi-brand) ในร้านค้าปลีก CJ MORE ตอกย้ำจุดยืนการเป็น “T-Beauty Destination” บิวตี้สโตร์ที่เข้าใจความต้องการของคนไทย พร้อมเดินหน้าส่งต่อกระแส T-Beauty เทรนด์ความงามจากแบรนด์ไทยคุณภาพ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคไทยยุคนี้ได้อย่างลงตัว ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ “ไทยแลนด์ แบรนด์ฟีเวอร์ รวมแบรนด์ไทยตัวท็อป” ชวนสายบิวตี้มาอัปเดตไอเทมเด็ดที่คัดมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ครบทั้งสกินแคร์ เครื่องสำอาง และไอเทมดูแลตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ลดสูงสุดมากกว่า 50% รวมแบรนด์ฮิต แบรนด์ดัง และไอเทมไวรัลไว้ครบในที่เดียว เพื่อให้ทุกคนสามารถช้อป T-Beauty ได้คุ้มกว่า ง่ายกว่า และสนุกกว่าเดิม ตลอด 1 เดือน ตั้งแต่ 25 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569 NINE BEAUTY เชื่อว่าความสวยไม่มีสูตรสำเร็จเดียว จึงคัดสรรสินค้าบิวตี้และของใช้ดูแลตัวเองที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของคนไทย ครบทุกหมวดพร้อมเป็นจุดหมายใหม่ของนักช้อปสายบิวตี้ที่อยากได้ของดี ราคาโดนใจ และเข้าถึงง่ายใกล้บ้าน มากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเดินหน้าส่งต่ออินไซต์ความงามแบบคนไทย ผ่านคอนเทนต์บน Facebook, Instagram และ TikTok : NINE BEAUTY ให้ผู้บริโภคอัปเดตเทรนด์ใหม่ รีวิวจริง ไอเทมฮิต และโปรโมชันเด็ดได้แบบเรียลไทม์ ช่วยตัดสินใจช้อปง่ายขึ้น พร้อมเสิร์ฟความสนุกแบบดูเพลิน เลื่อนแล้วหยุดไม่ได้ ห้ามพลาด! นักช้อปสายบิวตี้ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ไทยแลนด์ แบรนด์ฟีเวอร์” ได้แล้ววันนี้ ที่ CJ MORE โซน NINE BEAUTY เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ โปรโมชันระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569
สยาม ทาคาชิมายะ ใช้พลัง ‘มูเก็ตติ้ง’ เปลี่ยนห้างให้เป็นพื้นที่เรียกโชคดี
สยาม ทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม ดึงกลยุทธ์ ‘มูเก็ตติ้ง’ เชื่อมวัฒนธรรมความโชคดีแบบญี่ปุ่นเข้ากับพฤติกรรมช็อปปิงคนไทย เปิดแคมเปญ Lucky Lucky Lucky แจกของลิมิเต็ด จัดวันธงชัย พร้อมกิจกรรมเสริมดวงถึง 30 มิถุนายน 2569 เปลี่ยน ‘ห้าง’ ให้เป็นพื้นที่เรียกพลังบวก สยาม ทาคาชิมายะ ใช้กลยุทธ์ ‘มูเก็ตติ้ง’ เชื่อมความเชื่อญี่ปุ่นเข้ากับประสบการณ์ช็อปของคนไทย เปิดเกม ‘วันธงชัย’ กระตุ้นการใช้จ่าย ดัน Lucky Monday รับคะแนนคูณสอง พร้อมแคมเปญเสริมโชคและสิทธิพิเศษตลอดเดือน การตลาดยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย ‘อารมณ์ ความรู้สึก และความหมาย’ เปลี่ยนทุกการช็อปให้กลายเป็นพิธีกรรมแห่งความเฮง มร. อัตสึชิ โอะคูโมริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม ทาคาชิมายะ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้า สยาม ทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม เปิดเผยว่า ห้างสรรพสินค้า สยาม ทาคาชิมายะ นำกลยุทธ์ ‘มูเก็ตติ้ง’ (Mu-keting) การตลาดผ่านความศรัทธามาเชื่อมโยงวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องความโชคดีของญี่ปุ่น เข้ากับไลฟ์สไตล์การช็อปปิงของคนไทย ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่มองหาทั้งสินค้าคุณภาพและประสบการณ์ช่วยเติมเต็มพลังใจและสร้างความสุขในทุกมิติ และเป็นที่มา แนวคิดการจัดแคมเปญใหญ่ ‘Lucky Lucky Lucky’ สร้างบรรยากาศแห่งความโชคดีทั่วทั้งห้างฯ พร้อมมอบโบนัสพิเศษและของสมนาคุณลิมิเต็ดเอดิชั่น รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 นี้ “เราตั้งใจให้ สยาม ทาคาชิมายะ เป็นพื้นที่ที่มอบทั้งความสนุก พลังบวก และความเป็นสิริมงคล เพื่อเป็นของขวัญพิเศษให้กับลูกค้าทุกท่านที่เข้ามาใช้บริการ” นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด พันธมิตรทางธุรกิจ และสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ นำโดยคุณกานต์ธิดา ประสงค์โสภณ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณท์ บัตรเครดิตกรุงศรี เพื่อมอบสิทธิพิเศษความคุ้มค่าทุกการช็อป เพื่อยกระดับนิยามการช็อปปิงสู่ศาสตร์แห่งการสร้างความสุข ผ่านกลยุทธ์การมอบพลังบวกและสัญลักษณ์แห่งสิริมงคลของญี่ปุ่น เปลี่ยนทุกการช็อปให้มีความหมาย อาทิ ช็อปรับพลัง เพิ่มพลังบวกให้กับชีวิตด้วยของสมนาคุณสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อส่งต่อความโชคดีโดยเฉพาะ Lucky Doll ช็อปครบทุก 2,999 บาท รับฟรี! ตุ๊กตาพร้อมคำทำนายดวงชะตาจากญี่ปุ่น (คละแบบ) ขนาดกะทัดรัด Lucky Bag เมื่อช็อปครบทุก 5,999 บาท รับฟรี! กระเป๋าผ้าลายพิเศษ ผลงานการออกแบบโดย Kyoko Abe ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่น ที่ผสานศิลปะเข้ากับสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลได้อย่างลงตัว ตั้งแต่วันที่18 พ.ค. 69 เป็นต้นไป Lucky Monday เปิดตารางวันธงชัย ช็อปทุกวันจันทร์ตลอดเดือนพฤษภาคม รับคะแนนคูณสอง เปลี่ยนวันเริ่มต้นสัปดาห์ให้เป็นวันแห่งโชคลาภและการสะสมแต้มแบบก้าวกระโดด (รับคะแนนพิเศษเพิ่มเป็น 3 คะแนน จากปกติ 1 คะแนน เมื่อช็อปครบทุก 25 บาท) และทุกวันจันทร์ตลอดเดือนมิถุนายน แลกคะแนน สยาม ทาคาชิมายะ 400 คะแนน รับ E-COUPON 100 บาท รับความคุ้มค่าต่อเนื่องกับโปรโมชั่น พิเศษเฉพาะช่วงวันที่ 29 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 และ 20 – 30 มิถุนายน 2569 เท่านั้น รับ E-Coupon สูงสุด 12,000 บาท เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข (สามารถรวมใบเสร็จได้ทุกแผนก รวมถึง Food ชั้น G และชั้น 4) รับเพิ่ม! บัตรกำนัลสยาม ทาคาชิมายะ สูงสุด 3,800 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ และแลกพอยต์สะสมเพียง 1 พอยต์ พร้อมใบเสร็จที่ทำรายการ เช็กดวงปังกับ ‘อาจารย์ไวท์ – หมอดูโอปป้า’ ยกระดับประสบการณ์ช็อปปิงสู่การเสริมดวงชะตา เมื่อช็อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป ( 11 พ.ค. – 25 มิ.ย. 69 ) ลงทะเบียนรับสิทธิ์เช็กดวงสุดพิเศษกับ ‘อาจารย์ไวท์ หมอดูโอปป้า’ ที่จะมาเปิดลายแทงความปัง และแนะเคล็ดลับความเฮงให้ทุกโมเมนต์การช็อปปิงของคุณเต็มไปด้วยความมั่นใจ สำหรับท่านที่ลงทะเบียน 90 ท่านแรก สนุกกับกิจกรรม OMIKUJI (โอมิคุจิ) เป็นการเสี่ยงคำทำนายดวงชะตาแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น เพียงแสดงใบเสร็จที่มียอดช็อปใดๆ ในห้างฯ สามารถร่วมเสี่ยงคำทำนาย “โอมิคุจิ” รับความโชคดีและคำแนะนำแนวทางการในการใช้ชีวิต เติมพลังบวกให้กับทุกวันของคุณกับ Wallpaper เสริมมงคล แบบฉบับญี่ปุ่น โดย Kyoko Abe ศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่นมีให้สะสมถึง 12 ลาย สามารถสแกน QR CODE เพื่อดาวน์โหลดเสริมความปังตามจุดที่กำหนดทั่วทั้งห้างฯ ร่วมเปิดรับพลังแห่งความโชคดีและสนุกไปกับการช็อปปิงที่ ‘ดีต่อใจ’ ได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 ที่ สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @siamtakashimaya หรือเว็บไซต์ www.siamtakashimaya.co.th
PULZAR รีแบรนด์ คว้า ‘หนุ่ม กรรชัย–ลำไย’ พรีเซนเตอร์ No.1 ระดับประเทศ
สั่นสะเทือนทั่วไทย !! น้ำมันเครื่อง PULZAR สร้างปรากฎการณ์ รีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่ คว้า ‘หนุ่ม กรรชัย – ลำไย’ พรีเซนเตอร์ No.1 ระดับประเทศ ชูนวัตกรรมปกป้องความร้อนที่เหนือกว่าใคร ล็อกเครื่องยนต์คุณให้หนุ่มตลอดการใช้งาน เมื่อน้ำมันเครื่องไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ช่าง” แต่คือไอเทมสำคัญของ “คนรักรถ” PULZAR (เพาวซ่าร์ ) แบรนด์น้ำมันเครื่องที่มีเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับโลก เป็นผู้นำตลาดที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 15 ปี ภายใต้ชายคา บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด ประกาศก้าวสำคัญในปี 2569 ด้วยการทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท Re-branding ครั้งใหญ่ งานนี้ เพื่อเปลี่ยนภาพจำสินค้าให้กลายเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ระดับท็อปของประเทศ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย และ ลำไย ไหทองคำ โดยได้จัดงานแถลงข่าว “ การรีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่ และเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง PULZAR ” ภายใต้แนวคิด “ LONG LIFE TECH, LONG LIFE ENGINE ” สะท้อนถึงนวัตกรรมที่ยกระดับมาตรฐานการปกป้องเครื่องยนต์ครบทุกมิติ โดยงานจัดขึ้นในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ณ ห้อง Ballroom ชั้น B1 โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ ภายในงาน แบม ปีติภัทร คูตระกูล รับหน้าที่พิธีกร นำทุกคนเข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญ และกล่าวต้อนรับ คุณสัมพันธ์ ติงธนาธิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด ผู้บริหารรุ่นใหม่ พร้อมด้วย คุณสมเชษฐ์ บุญสนอง ผู้อํานวยการส่วนการตลาด นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางของแบรนด์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่แบรนด์น้ำมันเครื่องที่มีเทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก พร้อมจัดเซอร์ไพรส์หนัก! สร้างปรากฎการณ์แรงสั่นสะเทือนให้กับวงการครั้งใหญ่! ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา กับ 2 พรีเซนเตอร์ชั้นนำของเมืองไทย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย : ตัวแทนของนวัตกรรม LONG LIFE TECH และความชัดเจน ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือระดับผู้นำ ลำไย ไหทองคำ : ตัวแทนของผู้ใช้รถบรรทุกรถกระบะ และเป็นสาวแกร่งยุคใหม่ ที่มีความสดใส เข้าถึงง่าย สู้งานหนัก ทั้งสอง มาเป็นตัวแทนส่งต่อแนวคิดซึ่งเปรียบเปรยการดูแลรถเหมือนการดูแลร่างกาย หากเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ก็จะยังฟิตและอ่อนเยาว์ (Young at Heart) อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกใช้งานหนัก หรือ รถบ้านในชีวิตประจำวัน โดยการจับคู่ของ 2 พรีเซนเตอร์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถทุกกลุ่ม ผ่านการสื่อสารแบบ 360 องศา รวมถึงสื่อภาพยนตร์โฆษณา ทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์และกิจกรรมอีเว้นท์ทั่วไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การตลาดในปี 2569 ต่อการรุกเข้าสู่สนามการ แข่งขันในธุรกิจน้ำมันเครื่อง ที่ PULZAR มีจุดแข็งในเรื่องของสุดยอดเทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก นอกจากนี้ PULZAR ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่กล้าฉีกกฎการตลาด โดยนำ Insight จากผลวิจัยผู้บริโภคทั่วประเทศกว่า 500 ราย มาเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ ตั้งแต่การทำ Modern Design: ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้เหมือนกันทุกกลุ่ม และปรับโลโก้ให้เรียบง่ายในโทน เหลือง-ดำ ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และทรงพลัง มากขึ้นกว่าเดิม New Label: ฉลากใหม่ดีไซน์สวยอ่านง่าย ระบุประเภทการใช้งานที่ชัดเจน และวิธีการเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับการใช้งานรถแต่ละประเภท เพื่อให้จบปัญหาเดินเข้าร้านแล้วเลือกซื้อไม่ถูก Captain PULZAR: เป็นฮีโร่ สัญลักษณ์ผู้นำนวัตกรรมของแบรนด์ Pulzar ให้ผู้บริโภครับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพภายใต้สินค้าแบรนด์ Pulzar ได้อย่างมั่นใจ การรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การยืนยันว่า PULZAR พร้อมจะเป็นพลังนวัตกรรมใหม่ที่ช่วย “ล็อคความฟิต” ให้กับทุกเครื่องยนต์ เพื่อขับเคลื่อนทุกความเชื่อมั่น ของการขับขี่ที่สามารถพุ่งทยานไปได้ไกลกว่าเดิม
AP x SWATCH = ROYAL POP บันไดหรูขั้นแรก 1.4 หมื่นบาท พาไปหา GenZ
AP x Swatch กลยุทธ์คอลแล็บส์ 2แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสสู่รุ่นพิเศษ ‘Royal Pop’ สตราติจีโปรดักส์แก้วิกฤตยอดดิ่ง เพื่อเข้าถึง GenZ ได้แบบเทสต์ดีไม่เสียตัวตนความหรูระดับตำนาน AP ใช้ Swatch เป็น ‘บันไดขั้นแรก’ เข้าหา Gen Z รุ่นพิเศษ Royal Pop ราคา 14,000 บาท แต่ยังรักษา DNA ความหรูของ Royal Oak เอาไว้ครบ Swatch ต้องการสร้าง ‘ปรากฏการณ์ใหม่’ แบบ MoonSwatch หลังกำไรกลุ่มธุรกิจร่วงหนัก และตลาดนาฬิกากลางถูก Smartwatch แย่งลูกค้า คอลแล็บส์นี้ไม่ได้ขายแค่นาฬิกา แต่ขาย ‘ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์’ เพราะคนซื้อ Royal Pop วันนี้ อาจกลายเป็นลูกค้า AP ตัวจริงในอนาคต ปรากฎการณ์ เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ภาพผู้คนลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เข้าคิวซื้อนาฬิการุ่นพิเศษ ‘Royal Pop’ ที่ออกมาเซอร์ไพรส์ตลาดในประเทศไทย ซึ่งยังเป็นภาพบรรยากาศคล้ายคลึงกันกับในต่างประเทศที่เปิดจำหน่ายนาฬิกา ‘Royal Pop’ ในช่วงวันเวลาใกล้เคียงกันทั่วโลก สำหรับ ‘Royal Pop’ เป็นความร่วมมือระหว่างแบรนด์โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) หรือ AP แบรนด์ระดับ ‘Holy Trinity’ ของวงการนาฬิกาสวิสเซอร์แลนด์ และ สวอท์ช (Swatch) แบรนด์นาฬิการะดับตำนานชาติเดียวกัน ที่อย่างหลังวางตำแหน่งแบรนด์ไอเท็มแฟชันบอกเวลา ที่มีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากมาดูดีเทลคร่าว ๆ Royal Pop Collection เป็นนาฬิกาพกที่ถูกออกแบบมาให้มีสีสันสุดเฟียส ตัวเรือนทำจากวัสดุ ‘Bioceramic’ วางราคาเริ่มต้น 400 ดอลลาร์สหรัฐอgมริกา หากเอาเงินไทยมาคูณในตอนนี้ (อัตราแลกเปลี่ยน 32บาท/1 USD) รุ่นนี้จะตกอยู่ราว ๆ 13,064 สำหรับคอลเล็กชั่นพิเศษ Royal Pop นี้เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นดีไซน์คู่แฝดในรุ่น Royal Oak หนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ว่ากันว่าฮิตสุดในโลก กับดีไซน์แปดเหลี่ยมและหน้าปัดลายตาราง (Tapisserie) ด้วยค่าตัวเริ่มต้นที่ 36,000 ดอลลาร์ (ราว 1,175,868 ล้านบาท) ที่ว่ากันว่าหาซื้อจากช็อปได้ยากมาก และมักเป็นที่ต้องการของนักลงทุนสายนาฬิกาสะสมต่างตามหาให้ได้มาเพื่อครอบครอง นอกจากนี้ยังต้องใช้ทั้งทุน และเครดิตทางสังคมพร้อม ‘สร้างประวัติการซื้อ’ (Purchase History) หรือระบบ ‘โควต้า’ (Quota) การพ่วงยอด หรือ การให้สิทธิ์การซื้อ เพื่อสะสมความน่าเชื่อถือกับตัวแทนจำหน่าย (Authorized Dealer หรือ AD) ซึ่งเป็นกลยุทธ์นาฬิกาลักซูรี มักนำมาใช้กับฐานลูกค้าพิเศษของแบรนด์ จากความหรูหราระดับตำนานและความยากในการเป็นเจ้าของแบรนด์ AP ที่ในวันนี้แบรนด์ลักซูรีดังกล่าว ได้สร้างปรากฎการณ์สะท้านเข็มบอกเวลาไปแล้ว หลังกระทำการคอลแล็บส์แบรนด์ Swatch เพื่ออกสินค้าในรุ่น Royal Pop’ เพื่อสานฝันระดับลักซูรีในกลุ่มเป้าหมายทั่วโลก ต่อปรากฎการณ์นี้ Alternate-X ชวนไปหาคำตอบว่า เพราะเหตุใด? ‘AP’ แบรนด์นาฬิกากลุ่ม Holy Trinity ตระกูลนาฬิกาหรูสวิส ประกอบด้วยแบรนด์ Audemars Piguet, Patek Philippe และ Vacheron Constantin ถึงมาร่วมงานกับไอเทมแฟชั่นแบ Swatch ได้ในครั้งนี้ ทั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่กลยุทธ์คอลแล็บส์ระหว่างAP และ Swatch ต้องมองย้อนกลับไปที่แรงกดดันทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายก่อน ด้วยโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่ความร่วมมือเพื่อความสนุกหรือสร้างสีสันทางการตลาด แต่เป็น ‘กลยุทธ์สำคัญ’ ของทั้ง 2 แบรนด์ในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมนาฬิกาโลก ด้วยฝั่ง Swatch Group ในเวลานี้ กำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังกำไรจากการดำเนินงานในปี 2568 ร่วงลงกว่า 75% และยังหดตัวต่ออีกกว่าครึ่งในปีถัดมา ขณะที่ Omega แบรนด์หลักของกลุ่ม ก็เสียส่วนแบ่งตลาดให้ Rolex ต่อเนื่อง ส่วนตลาดระดับกลางของ Longines และ Tissot ถูกสมาร์ทวอชเข้ามาแย่งลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังถูกกดดันจากผู้ถือหุ้นสถาบันอย่าง Greenwood Investors ให้ปรับโครงสร้างบริษัท ด้วยเหตุนี้ ทำให้ Swatch จำเป็นต้องสร้าง ‘ปรากฏการณ์ใหม่’ ให้ได้แบบเดียวกับที่ MoonSwatch (นาฬิกาคอลเลกชันพิเศษที่เกิดจากการร่วมมือกับ Omega ) ที่เคยทำไว้ในปี 2022 (พ.ศ.2565) ในอีกด้าน AP แม้ยังอยู่ในสถานะแข็งแรงกว่า โดยก่อนหน้า อิลาเรีย เรสต้า (Ilaria Resta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) AP เปิดเผยว่ายอดขายปี 2025 โต 10% แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชะลอเป็นครั้งแรก เมื่อนักสะสมเริ่มซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น จากปัจจัยที่นำมาพิจารณามากขึ้น ทั้ง คุณภาพงานตกแต่ง กลไก และความสามารถในการรักษามูลค่าในระยะยาว ทำให้ AP ต้องหาวิธีรักษาการเติบโต พร้อมเปิดประตูสู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่นซี ( Z Generation) ที่กำลังเข้าหาแบรนด์หรูผ่านดิจิทัล วัฒนธรรมรีเซล และการคอลแล็บส์ในรูปแบบพิเศษต่าง ๆ ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง AP x Swatch ยังสะท้อนชัดเจนในด้าน ‘High-Low Collaboration’ เรียกว่าเป็นการจับมือของแบรนด์คนละขั้ว ‘Swatch’ ได้อานิสงส์จากภาพลักษณ์ระดับตำนานของ AP ส่วน AP จะได้เครือข่ายการผลิตและการจัดจำหน่ายระดับ Mass ของ Swatch เข้ามาช่วยขยายฐานผู้บริโภค โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้แค่แชร์ชื่อเสียง แต่กำลังแลก ‘ฐานแฟนคลับ’ กันจริง ๆ โดยเฉพาะ Royal Pop ที่เปิดทางให้ AP เข้าถึงคนรุ่นใหม่โดยไม่ต้องสร้างแบรนด์ Entry-Level เอง ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์หลัก ส่วน Swatch ยังใช้พลัง Hype Culture ‘วัฒนธรรมไฮป์’ ปรากฏการณ์ทางสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยความตื่นเต้น กระแสความนิยมและโซเชียลมีเดีย มาช่วยสร้างกระแสในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งยังเป็นตลาดสำคัญที่คิดเป็น 23% ของยอดขาย Swatch แต่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ นอกจากนี้ยังมี ‘สิ่งที่น่าสนใจ’ คือ AP ไม่ได้มอง Royal Pop เป็นการลดระดับแบรนด์ แม้นาฬิกาจะราคาเพียง 400 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ Royal Oak ราคาเฉลี่ยราว 36,000 ดอลลาร์ แต่กลับเป็นการสร้าง ‘Entry Point’ ใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสโลกของ AP ผ่านราคาที่เข้าถึงได้ เพราะในวันนี้สินค้าลักซูรี ไม่ได้ขายแค่ตัวสินค้า แต่ขาย ‘ความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์’ ด้วยผู้ซื้อ Royal Pop วันนี้ อาจกลายเป็นลูกค้า Royal Oak ในอนาคตก็ได้ ขณะที่อีกจุดที่เฉียบคม คือตัวสินค้าจากการคอลแล็บส์ AP x Swatch ในครั้งนี้ ยังเลือกทำไอเท็ม ‘Pocket Watch’ นาฬิกาห้อยกระเป๋า แทนนาฬิกาข้อมือ เพราะสอดรับกับเทรนด์ Gen Z ที่นิยมแขวน Accessory กับกระเป๋า และยังช่วยแยก Positioning ไม่ให้ไปชนกับนาฬิกาหรูตัวจริงโดยตรง ทั้งสองสินค้าจึงไม่ได้อยู่ใน ‘ชั้น’ เดียวกัน แต่ยังอยู่ใน ‘โลก’ เดียวกัน ด้าน แคเทอรีน เจิง (Cathaleen Chen) จากเว็บไซต์ businessoffashion และ แดนนี พารีซี (Danny Parisi) จาก glossy ต่างให้มุมมองว่า หาก Royal Pop เดินตามรอย MoonSwatch ซึ่งเคยสร้างยอดขายกว่า 1 พันล้านฟรังก์สวิส และกำไรจากการดำเนินงานราว 390 ล้านฟรังก์สวิส ความร่วมมือครั้งนี้ก็อาจสร้างรายได้มหาศาลให้ AP ผ่านโมเดลที่ตัวเองทำคนเดียวไม่ได้โดยไม่เสียภาพลักษณ์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่อง Brand Dilution ภาวะที่คุณค่า เอกลักษณ์แบรนด์ จนบางคนเรียก ‘Royal Pop’ ว่า ‘Royal Broke’ แต่จากประวัติศาสตร์ของ MoonSwatch กลับพิสูจน์ตรงกันข้าม เพราะหลังเปิดตัว MoonSwatch ยอดขาย Omega Speedmaster เพิ่มขึ้นถึง 50% แสดงให้เห็นว่า Accessible Product ไม่ได้ทำลายแบรนด์แม่ แต่ช่วยเพิ่มพลังให้แบรนด์ด้วยซ้ำ ท้ายที่สุด Royal Pop กำลังสะท้อน Paradigm Shift การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของโลกลักซูรี จากยุคที่แบรนด์หรูต้องพริวิเลจ ‘Privilege’ เข้าถึงให้ยากไว้ แต่ไปสู่ยุคที่แบรนด์ต้อง ‘เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วมสมัย’ มากขึ้น ในตอนนี้ ‘AP’ อาจกำลังทำความเข้าใจปัญหาคลาสสิกของแบรนด์หรูดีว่า คนรุ่นใหม่รู้ว่าแบรนด์เจ๋ง แต่ราคา 1-2 ล้านบาททำให้มันเป็นเพียง ‘ความฝัน’ ที่จับต้องไม่ได้ ดังนั้น แทนที่จะรอให้คนมีเงินก่อนค่อยเข้าหา AP แบรนด์เลือกสร้าง ‘บันไดขั้นแรก’ ในราคา 14,000 บาท ให้คนได้สัมผัส ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลก AP ก่อน เพราะความผูกพันกับแบรนด์ไม่ได้เกิดจากการ “รู้จัก” แต่เกิดจากการ “ได้สัมผัสจริง” และเมื่อวันหนึ่งคนเหล่านี้มีกำลังซื้อ AP ก็อาจกลายเป็นแบรนด์แรกที่พวกเขานึกถึงเสมอ
เทรนด์โลกอุตฯเครื่องดื่ม Wellness – Longevity โอกาสธุรกิจไทยเจาะตลาด 65.52 ล้านๆบ.
อินฟอร์มาฯ จัด ProPak Asia 2026 พาผู้ประกอบการไทยใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรม ยกระดับการผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม จับกลุ่ม Wellness – Longevity เกาะกระแสเมกะเทรนด์โลก Wellness – Longevity เป็นเมกะเทรนด์โลก ผู้บริโภคยุคใหม่ หันมาเลือกดื่มสินค้าที่ช่วยดูแลสุขภาพ อายุยืน และคุณภาพชีวิตระยะยาว ตลาดเครื่องดื่มสุขภาพโตมหาศาลระดับ 65.52 ล้านล้านบาท กลุ่มฟังค์ชันนัล ดริงค์, , โปรตีน, เครื่องดื่มลดน้ำตาล และ ภาวะสมดุลระบบทางเดินอาหาร (Gut Health) กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของแบรนด์ทั่วโลก โอกาสธุรกิจไทยยังเปิดกว้าง ไทยมีจุดแข็งทั้งสมุนไพร วัตถุดิบสุขภาพ และ Soft Power อาหารต่อยอดสู่เครื่องดื่มเวลเนส เพื่อเจาะตลาดโลกได้ในอนาคต กชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวว่า ภาพรวมและทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มว่า ตลาดเครื่องดื่มโลกยังสามารถเติบโตได้ ข้อมูลของ Mordor Intelligence บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกคาดว่าตลาดเครื่องดื่มโลก ปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 65.52 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 5.65% ขณะที่เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด จากรายได้และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมือง ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวกและตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคที่มุ่งเน้นสุขภาพ (Wellness) การมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) การดูแลสุขภาพชิงป้องกัน สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทยนั้น ยังคงรักษาฐานะการเป็นผู้ส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อันดับ 5 ของโลกได้ ส่วนมูลค่าตลาดรวมในประเทศปี 2026 นั้น คาดว่าจะสูงกว่า 5 แสนล้านบาท โดยมีทิศทางไปในแนวทางเดียวกับตลาดโลก ดังนั้นเพื่อยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน นวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงเป็นคำตอบสำคัญที่ช่วยปรับปรุงและวางแผนการดำเนินงานและกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดงาน ProPak Asia 2026 ปีนี้ จึงสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมฯ อย่างยิ่ง โดยนอกจากจะเป็นเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ยังมีไฮไลต์ที่ครอบคลุมนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรที่รองรับการผลิตที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทุกประเภท อาทิ เทคโนโลยีปลอดเชื้อขั้นสูง (Aseptic Technology) การปรับเปลี่ยนสายการผลิตเพื่อรองรับบรรจุภัณฑ์น้ำหนักเบา บรรจุภัณฑ์พลาสติกจากการรีไซเคิล (rPET) การใช้ AI มาบริหารจัดการสายการผลิตเพื่อลดความสูญเสีย (Zero Waste) และลดต้นทุนพลังงาน ฯลฯ พร้อมทั้งมีโซนกิจกรรมพิเศษ ProPak Drinksphere ศูนย์รวมแห่งอนาคตอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิต และเวิร์กช็อปในหัวข้อที่น่าสนใจ ทั้งนวัตกรรมเครื่องดื่มยุคใหม่, เทคโนโลยีการผลิตน้ำขั้นสูง, เครื่องดื่ม Functional Drink และคราฟต์แอลกอฮอล์, เทคโนโลยีและเทรนด์อุตสาหกรรม ฯลฯ รวมถึงสัมมนาพิเศษในหัวข้อ Hydration & Health : บทบาทของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและการมีอายุยืนยาว โดย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ฯลฯ โชว์เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ ด้าน เอมิล ฮัดดัด ผู้จัดการทั่วไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฮัสกี้ เทคโนโลยีส์ จำกัด บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบฉีดขึ้นรูปพลาสติก (Injection Molding Systems) เผยถึงมุมมองต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า มีการเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมือง ความต้องการและความนิยมสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์สะดวกต่อการบริโภค ส่วนจุดเด่นของภูมิภาคในอุตสาหกรรมการผลิตนั้น คือ การเป็นฐานการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่เน้นโซลูชันบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน คุ้มค่าต้นทุน เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ในการเติบโตระยะยาว จุดเด่นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มบรรจุภัณฑ์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้วัสดุรีไซเคิล การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการใช้วัสดุและต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบดิจิทัล ดังนั้นบริษัทฯ จึงกำหนดบทบาทในการเสริมศักยภาพแก่ผู้ประกอบการ โดยออกแบบเทคโนโลยีเครื่องจักรให้ตอบสนองการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้วัตถุดิบและของเสีย รักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ ควบคุมต้นทุนรวม และสนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิล ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปรับปรุงเวลาการเดินเครื่อง (uptime) ขยายกำลังการผลิตได้อย่างมั่นใจ โดยเทคโนโลยีของบริษัทฯ เป็นโซลูชั่นแบบครบวงจรที่รวมเอาเครื่องจักร แม่พิมพ์ ระบบฮอทรันเนอร์ อุปกรณ์เสริม และระบบตรวจสอบไว้ในแพลตฟอร์มเดียว จึงถูกนำไปใช้ทั้งในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และการแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่ ระบบฉีดพรีฟอร์ม PET สำหรับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม (PET preform systems ระบบผลิตฝาขวด (Closure manufacturing systems) เทคโนโลยีฮอทรันเนอร์ (Hot runner technologies) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์ สำหรับการร่วมงานกับ ProPak Asia 2026 นั้น มีไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดตัวแพลตฟอร์มการขึ้นรูปประสิทธิภาพสูงรุ่น HyLECTRIC™ และ HyPERSYNC™ ครั้งแรกของภูมิภาค และ ระบบฉีดพรีฟอร์ม PET รุ่น HyPET®6e และ HyPET® NX6 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต รักษาคุณภาพ และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ที่ บูธ C2-AF04 ฮอลล์ C2 ด้าน อุลริช เมมเพล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท เคเอชเอส เอจี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นถึงทิศทางอุตสาหกรรมฯ เพิ่มเติมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมในขณะนี้ แต่ในระยะยาวยังเติบโตได้แข็งแกร่งโดยเฉพาะตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งนำเสนอระบบบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างในแต่ละประเทศ อาทิ ประเทศไทยกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวด PET เป็นตลาดหลัก เวียดนามเน้นการใช้กระป๋อง โดยระบบบรรจุภัณฑ์ของ KHS ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ทั้งกลุ่มกระป๋อง ที่นำเสนอ SmartCan Eco เครื่องบรรจุและปิดฝาขนาดเล็กโดดเด่นด้านสุขอนามัยและประสิทธิภาพ กลุ่ม PET มีระบบ InnoPET FreshSafe QuadBlock ที่บูรณาการระบบเป่าขวด ติดฉลาก และบรรจุเข้าด้วยกัน พร้อมเทคโนโลยี Plasmax ช่วยรักษาคุณภาพเครื่องดื่มให้ยาวนาน กลุ่มแก้ว เป็นเครื่องล้างขวด Innoclean Cascade D ที่สร้างมาตรฐานใหม่ในการประหยัดทรัพยากรและพลังงาน นอกเหนือจากการนำเสนอเทคโนโลยีระดับโลกแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ผู้ผลิตท้องถิ่น ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลอย่าง Technical Talks และ KHS Virtual Training Center รวมถึงการมีเครือข่ายวิศวกรบริการกว่า 200 คน ที่พร้อมให้บริการอย่างรวดเร็ว ส่วนการร่วมจัดงานกับ ProPak Asia 2026 นั้น เพราะเป็นงานที่มีบทบาทสำคัญต่อกลยุทธ์การขยายตลาดในเอเชีย และ เป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยไฮไลท์ที่จะนำมาจัดแสดงนั้น จะเน้นโซลูชั่นบริการแบบครบวงจร ทั้งการบำรุงรักษาเครื่องจักร การปรับเปลี่ยนสายการผลิต (Line Conversions) และโซลูชัน การฝึกอบรม โดยโซลูชั่นดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร (uptime) ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพโดยรวมของระบบได้สูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ศักยภาพด้านบริการ” มีความสำคัญไม่แพ้ “นวัตกรรมเครื่องจักร” ในตลาดปัจจุบัน สำหรับงาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com
เกมระดับโลก! ‘เสถียร’ ต่อสัญญา2ปี Carabao Cup ส่งเบียร์ ‘ลาเกอร์’ บุกยุโรป
‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ เปิดเบื้องหลังต่อสัญญา Carabao Cup อีก 2 ปี มองฟุตบอลเป็นเกมสร้างแบรนด์ระยะยาว ดันคาราบาวสู่เวทีโลก พร้อมเปิดตัว Carabao Lager ในอังกฤษ “วันนี้เราเดินทางมาไกลจากวันแรกๆ…ผมตั้งเป้าว่า วันหนึ่ง…แค่คนเห็นฟุตบอล ก็ต้องนึกถึงเบียร์คาราบาว” ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข การลงทุนมักถูกตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ เช่นเดียวกับ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว ที่ถูกถามอยู่เสมอถึงการเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลลีกคัพอังกฤษ ‘คาราบาว คัพ’ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี และล่าสุดได้ต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี “คนมักถามผมว่า การเป็นสปอนเซอร์ คาราบาว คัพ คุ้มไหม ผมก็บอกว่า ความคุ้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเรามองในมิติไหน เพราะบางอย่าง…วัดเป็นตัวเงินไม่ได้” การต่อสัญญาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นการทำให้แบรนด์ไทยไปอยู่ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนและความต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเชื่อมโยงฟุตบอลกับวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ในอังกฤษ “เบียร์กับคนอังกฤษเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับเบียร์กับฟุตบอล โดยเฉพาะวัน Match Day ที่มีความหมายมาก” ‘คาราบาว’ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนในสนาม แต่พยายามจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Match Day จริง ๆ เพื่อสร้างความผูกพันกับแฟนบอล และทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการต่อสัญญาครั้งนี้ คือการใช้เวที ‘คาราบาว คัพ’ เปิดตัว Carabao Lager ในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป พร้อมให้แฟนบอลได้ทดลองสินค้าในบางแมตช์ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับฟุตบอลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น “เราเป็นเบียร์ที่จริงจังกับฟุตบอลมาก เมื่อมี คาราบาว คัพ กับเบียร์ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ไปด้วยกันได้” หนึ่งในช่วงเวลาที่ประทับใจ คือการได้รับคำขอบคุณจาก Keir Starmer นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในรอบชิงชนะเลิศ Carabao Cup ซึ่งทำให้เห็นว่าแบรนด์ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ ในประเทศไทย ‘คาราบาว คัพ’ ก็เป็นที่รู้จักรายการมากขึ้น และมีส่วนทำให้แคมเปญ “เชียร์บอล เชียร์บาว” ถูกจดจำ อีกทั้งภาพลักษณ์ของรายการเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน จากที่เคยถูกมองว่าเป็นถ้วยรอง กลายเป็นรายการที่ทีมชั้นนำให้ความสำคัญ และแข่งขันกันอย่างจริงจังมากขึ้น “วันนี้เราเดินทางมาไกลจากวันแรกๆ การที่โลโก้คาราบาวไปอยู่บนขวดเบียร์ ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับฟุตบอลมากขึ้น และเราจะทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง” การต่อสัญญาในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าคาราบาวจริงจังเรื่องฟุตบอล และจะเติบโตไปพร้อมกับฟุตบอลในระยะยาว “ผมตั้งเป้าหมายว่า วันหนึ่ง…แค่คนเห็นฟุตบอล ก็ต้องนึกถึงเบียร์คาราบาว”
ฟิวเจอร์พาร์ค-สเปลล์ เปิดโซนใหม่ ‘Pet Zociety’ หมุดหมายคนรักสัตว์ย่านรังสิต
ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ เปิดตัว “Pet Zociety” เอาใจเหล่า Pet Lover จัดใหญ่ Grand Opening “Hello Pet Zociety” ฉลองโซนใหม่ ปักหมุด Destination การใช้ชีวิตร่วมกันของคนและสัตว์เลี้ยง จิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม-กลุ่มงานธุรกิจ บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เปิดเผยว่า ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า รับเทรนด์ Pet Humanization เปิดตัวโซนใหม่ล่าสุด “Pet Zociety” (เพ็ทโซไซตี้) พื้นที่ Outdoor และ Semi-Outdoor ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าสเปลล์ (Zpell) ที่ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ให้เป็นพื้นที่เปิดที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่อาคารจอดรถ 1,000 คัน ตลอดแนวอาคารสเปลล์ ไปจนถึงลานกิจกรรม Zappening ภายใต้แนวคิด “Your Lifestyle. Your Future. รวมทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว” เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Pet Lover ที่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้ในทุกมิติ ทั้งการพักผ่อน การใช้เวลา และการใช้บริการในพื้นที่เดียวกัน ภายในโซนยังมี Pet Club ร้านค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร รองรับทุกความต้องการของคนรักสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่สินค้า อาหาร อุปกรณ์ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้เลี้ยงสัตว์ พร้อมศักยภาพในการเชื่อมต่อกับ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ที่อยู่ในระยะใกล้เพียงข้ามถนน ยกระดับให้ Pet Zociety เป็น Pet Ecosystem ที่ครบที่สุดในย่านรังสิต ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวโซนใหม่ ทางศูนย์การค้าได้จัดงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ “Hello Pet Zociety” พร้อมกิจกรรมเปิดตัว Future Park Petrock – “Every Pet is a Rockstar” โดยมีพิธีเปิดในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พร้อมชวนเหล่า Pet Lover ร่วมกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวิร์กช็อปเครื่องประดับสัตว์เลี้ยง, กิจกรรมแข่งขันความแข็งแกร่ง Paw Duo Challenge สุดมันส์, Pet Studio ถ่ายรูปคู่สัตว์เลี้ยงแสนรัก พร้อมเล่นเกมสนุกสนาน อาทิ แข่งกินแมวเลีย รวมถึงการตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง และช่วง “คุณหมอ Talk” ให้ความรู้เรื่องสัตว์เลี้ยง โดยโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เป็นต้น งาน Future Park Petrock – “Every Pet is a Rockstar” ปล่อยพลังสตาร์ของต้าวขนฟู จัดขึ้นเพื่อรวมพลคนรักสัตว์เลี้ยง โดยไฮไลต์ของงาน มีการนำเหล่า Pet Influencer ชื่อดังมาร่วมกิจกรรม สุด Surprise ตลอด 48 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 กับ 3 รูปแบบกิจกรรม ได้แก่ Pet Obstacle ภารกิจพิสูจน์ความแกร่ง จูงน้องๆ มาลงสนามแข่งขัน Obstacle ปลดปล่อยพลัง ให้น้อง ๆ มีสุขภาพดี ผ่านด่านท้าพิสูจน์ความแกร่ง และความสนิทสนมระหว่างเจ้าของและต้าวก้อนขนฟู อาทิ วิ่งซิกแซก, ลอดห่วง, หยิบหัวใจกลับมาให้เจ้าของ ฯลฯ Pet Memorie ถ่ายภาพร่วมกับเพื่อนรักขนฟูโดย Popup Pet Studio มืออาชีพ Pet Cafe Pop-Up สัมผัสใกล้ชิด กับเพื่อนรักขนฟู Exotic Pets จากคาเฟ่สัตว์เลี้ยงชื่อดัง นางสาวจิตตินันท์ กล่าวว่า โซน “Pet Zociety (เพ็ทโซไซตี้)” ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็น Destination สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของคนและสัตว์เลี้ยง โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เชื่อมต่อประสบการณ์จากภายในศูนย์การค้าฯ ที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Botanical Garden สู่พื้นที่ภายนอกด้วยแนวคิด Grove Design ที่เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และยกระดับประสบการณ์การใช้งานในทุกมิติ พื้นที่ถูกออกแบบด้วยวัสดุโทนธรรมชาติ (Earth Tone) อาทิ ไม้ หิน และพื้นผิวธรรมชาติ เพื่อให้กลมกลืนกับ Zappening ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าสเปลล์ ขณะที่ไฮไลต์สำคัญคือ Sky Bridge ที่เชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ช่วยให้การเดินทางของลูกค้าและสัตว์เลี้ยงสะดวก ปลอดภัย และต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเดินอ้อมอาคารอีกต่อไป การออกแบบเน้นรูปแบบ Tree Cluster หรือการจัดกลุ่มต้นไม้ เพื่อสร้างจังหวะของแสงและเงา (Light & Shade Experience) ให้เกิดความร่มรื่นตลอดแนวการเดิน เชื่อมทุกจุดเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนทุกก้าวของการเดินทางให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและน่าจดจำ ขณะเดียวกัน โครงสร้างสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น Urban Canopy ผสานทั้งต้นไม้จริงและโครงสร้าง Pergola เพื่อสร้างร่มเงา ที่เหมาะสมกับพื้นที่ Outdoor รองรับทั้งการพักผ่อน การทำกิจกรรม และการใช้เวลาร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้ตลอดวัน ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Pet Playground พื้นที่วิ่งเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างอิสระ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น จุดทิ้งปฏิกูล จุดล้างมือและล้างเท้า รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้ปลอดภัยและเป็นสัดส่วน Pet Parking ที่จอดรถเฉพาะสำหรับลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการ บริเวณชั้น G อาคารจอดรถ 1,000 คัน ใกล้โซน Pet Zociety (เพ็ทโซไซตี้) Pet Stroller บริการรถเข็นสำหรับสัตว์เลี้ยง สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้เตรียมมา สามารถยืมได้ที่บริเวณชั้น G อาคารจอดรถ 1,000 คัน เส้นทางเชื่อมต่อการเดินทางจากที่จอดรถ 1,000 คัน สู่พื้นที่ Pet Playground ได้โดยตรง ผ่านบันไดเลื่อน โดยไม่ต้องเดินอ้อมอาคาร ห้ามพลาด! ชวนเหล่า Pet Lover มาร่วมสนุกในงาน Future Park Petrock – “Every Pet is a Rockstar” ปล่อยพลังสตาร์ของต้าวขนฟู ณ โซน “Pet Zociety” (เพ็ทโซไซตี้) พื้นที่ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร บริเวณชั้น G ฝั่งอีสต์ ศูนย์การค้าสเปลล์ (Zpell) ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 ภายในงานพบกับไฮไลต์สุดพิเศษจากโซน Pet Café Pop-Up ที่รวมเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนซนและ Exotic Pet มาให้ใกล้ชิดอย่างเต็มอิ่ม เริ่มด้วยคาเฟ่น้องหมา “Shibainu Story” ที่ยกทัพน้องชิบะอินุและ “ปอมสกี้” สุนัขสายพันธุ์หายาก มาให้สัมผัสความน่ารักแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเอาใจสาย Exotic Pet กับ “A Cup of Zoo Café” ที่พาเหล่าสัตว์สุดพิเศษมาให้ทำความรู้จักอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น Meerkat, Prairie Dog, Marble Fox, Serval Cat และไฮไลต์สุดน่ารักอย่าง Capybara ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Outdoor Activity ให้ร่วมสนุกกับการป้อนหญ้าและให้อาหาร “แพะแคระมินิปิ๊กมี่” สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วสุดน่ารัก รวมถึงกิจกรรมอีกมากมายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง อาทิ สมัครแข่งขัน Petrock Challenge การประกวดแฟนซีสัตว์เลี้ยง ทำบัตร Pet ID Card ถ่ายภาพสุดคิวต์กับ Pet Studio และเวิร์กช็อปหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเอาใจ Pet Lover โดยเฉพาะ พิเศษ! ลูกค้าที่ร่วมกิจกรรม Check-in ครบ 6 จุด ภายในงาน รับฟรี “พวงกุญแจฟิวเจอร์” หรือเลือกรับ “บัตรเข้า Pet Café” (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) พร้อมร่วมส่งต่อความรักให้สัตว์ไร้บ้าน ผ่านการบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิ The Voice Foundation ตลอดระยะเวลาการจัดงาน
เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาสแรกกำไร4.9 พันล. 5 ปีลงทุน 1.1 แสนล.สร้างย่าน-เมือง
เซ็นทรัลฯ อวดไตรมาสแรก 2569 กำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท โต 18% จากปีก่อน ย้ำความสำเร็จ ‘Festival & Experience Economy’ ดึงทราฟฟิกพุ่งทั่วประเทศ CPN กำไรโต 18% รับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้น ไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 13,352 ล้านบาท แรงหนุนจากทราฟฟิกศูนย์การค้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ‘Festival Economy’ กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ค้าปลีก เซ็นทรัลฯ ใช้อีเวนต์-เทศกาลดึงคนเข้าศูนย์ทั่วประเทศ สร้าง Experience Destination กระตุ้นใช้จ่ายต่อเนื่อง ลงทุน 1.1 แสนล้าน ปั้นเมือง-แลนด์มาร์กใหม่ไทย เดินหน้า Mega Project รังสิต พระราม 9 และลาดพร้าว พร้อมขยายมิกซ์ยูส โรงแรม ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) กล่าวว่า การบริโภคภายในประเทศในไตรมาส 1 ปี 2569 มีสัญญาณฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยการสนับสนุนจากการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีนและอินเดียที่กลับมาเติบโต ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ Retail-Led Mixed-Use Development ของเซ็นทรัลพัฒนา และการสร้าง Festival & Experience Economy ผ่านอีเวนต์และเทศกาลตลอดทั้งปี ได้ช่วยผลักดันทราฟฟิกและการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทเติบโตมั่นคง มีรายได้รวม 13,352 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน โดยทุบสถิติรายได้ค่าเช่าและบริการของธุรกิจศูนย์การค้าที่แข็งแกร่ง จากจำนวนผู้มาใช้บริการและยอดขายร้านค้า และศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจให้เช่าและบริการ (62%) และอัตรากำไรขั้นต้นรวม (61%) ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะ Centara และ GO! Hotel ที่โดดเด่นต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของ Ecosystem และศักยภาพของเซ็นทรัลพัฒนาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วประเทศ ขณะที่ ในไตรมาส 1 ปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนาได้ประกาศ Transformation ครั้งใหญ่ของ ‘เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ แลนด์มาร์กสำคัญฝั่งธนบุรี ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ยกระดับ สู่ The New Soul of Pinklao คัด 500 แบรนด์ เนรมิตพื้นที่ 3.6 แสนตารางเมตร สร้างประสบการณ์ใหม่ทุกมิติ รองรับศักยภาพเมืองและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ รวมถึงการเปิดตัว ‘Market Place ทองหล่อ’ แฟล็กชิปคอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ใจกลางทองหล่อ ภายใต้แนวคิด ‘All-Day Lifestyle Destination’ รวมร้านอาหาร คาเฟ่ และไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำไว้ในที่เดียว สะท้อนการพัฒนาโครงการแนวคิด Urban Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ‘A Future-Led Ecosystem’ ลงทุนระยะยาวกว่า 110,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) พัฒนา Mega-Scale Projects และ Landmark Masterplans ทั่วประเทศ สร้าง “ย่าน เมือง และอนาคต” พร้อมยกระดับกรุงเทพฯ และประเทศไทยสู่ระดับโลก โดยจะพัฒนาเมกะโปรเจกต์สำคัญ อาทิ โครงการเมืองแห่งอนาคตย่านรังสิตบนพื้นที่กว่า 750 ไร่ ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา โครงการมิกซ์ยูส ‘Central GR9’ ใจกลาง CBD พระราม 9 ‘The Central District’ ผนึก เซ็นทรัล ลาดพร้าว และ The Central พหลโยธิน ขณะเดียวกันยังเตรียมเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 ได้แก่ 20 พ.ค. เตรียมเปิด เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส มิกซ์ยูสแห่งใหม่ของภาคอีสาน ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล PHYLL คอนโดระดับ super premium ที่แรกในอีสาน สูง 33 ชั้น GO! Hotel ที่แรกในอีสาน ต้นไตรมาส 3 แผนเปิด ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ มิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดใจกลางนนทบุรี ปลายปี 69 ทยอยเปิด Landmark Transformation ทั่วประเทศ อาทิ The New Central Bangna เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี เซ็นทรัล ภูเก็ต แผนขยายและปรับโฉม เพื่อไปสู่ The World’s Luxury Destination ดีที่สุดนอกกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายธุรกิจทั้ง Office, Hotel, และ Residence สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอนาคตของเมืองไทย ขณะเดียวกัน เซ็นทรัลพัฒนา พร้อมสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกตลอดทั้งปี ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายทั่วประเทศ ผ่าน ‘Global Festive Landmark’ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับเทศกาลไทยสู่ World-Class Experience Destination ตลอดทั้งปี หลังประสบสำเร็จจาก ‘Thailand’s Songkran Festival 2026’ ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ดึงผู้ร่วมงานกว่า 15 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมสร้างกระแสอันดับ 1 บนทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ด้วย Engagement กว่า 33 ล้าน ตอกย้ำบทบาทของเซ็นทรัลพัฒนาในฐานะผู้ขับเคลื่อน Festival Economy และ Culturetainment Platform ของไทย พร้อมต่อยอดความคึกคักของฤดูกาลท่องเที่ยวไทย ผ่าน “Summer Fest 2026” ที่เปลี่ยนศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศให้เป็น Summer Experience Destination รองรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วง Peak Travel Season และเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนผ่านแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ แลนด์มาร์กแห่งการจับจ่ายไหว้ กิน เที่ยว และ Cultural Celebration ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ดึงดูดทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมสร้าง Tourism & Spending Flow ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง จากแนวทางดังกล่าว ยังสะท้อนวิสัยทัศน์องค์กรแห่งอนาคต หลังรับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ครอบคลุมการบริหารองค์กร แบรนด์ การตลาด และความยั่งยืน ตอกย้ำคองค์กรชั้นนำระดับประเทศและระดับโลก ได้รับการยอมรับจากหลายเวทีชั้นนำอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านแบรนด์ การตลาด ความยั่งยืน และการบริหารองค์กร ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนา จะมีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงานทั้งหมด 44 โครงการ (ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 42 แห่ง – ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 17 โครงการ ต่างจังหวัด 24 โครงการ และในมาเลเซีย 1 โครงการ; ศูนย์การค้าเอสพละนาด และศูนย์การค้าเมกา บางนา) คอมมูนิตี้ มอลล์ 16 โครงการ มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 2.3 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีอาคารสำนักงาน 11 อาคาร โรงแรม 11 แห่ง และโครงการที่พักอาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบรวม 51 โครงการ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘CPN’เปลี่ยนหัวแถว’วัลยา’ส่งไม้ต่อ’ชนวัฒน์’สร้างเมืองยั่งยืนเวลบีอิ้ง 750 ไร่รังสิต
ซิมทรู-ดีแทค แจก 5 ดาวร้านอร่อยเมียนมา รักษาตลาดชิมแรงงานต่างชาติ
ทรู-ดีแทค ส่งแคมเปญ ‘Taste of Home’ ดึงร้านอาหารเมียนมา 5 ดาวให้ส่วนลด 20% มัดใจฐานผู้ใช้งานชาวเมียนมากลุ่มใหญ่สุดในไทย ย้ำเครือข่ายสัญญาณ ที่พึ่งยามไกลบ้าน ‘Taste of Home’ การตลาด CRM มัดใจแรงงานเมียนมา ทรู-ดีแทค ใช้อาหารเมียนมาและส่วนลดร้านดัง 5 ดาว สร้าง Brand Loyalty กับฐานลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหญ่สุดในไทย ‘แรงงานเมียนมา’ คือฐานลูกค้าสำคัญตลาดซิมไทย ปัจจุบันแรงงานเมียนมาในระบบกว่า 1.2 ล้านคน สะท้อนโอกาสมหาศาลของตลาดซิมและบริการสื่อสารข้ามชาติ จากเครือข่ายมือถือ สู่การเชื่อมโยงประสบการณ์ ทรู-ดีแทค ใช้ ‘รสชาติที่คิดถึง’ เชื่อมความผูกพันคนไกลบ้าน ย้ำภาพเครือข่ายที่เป็นมากกว่าสัญญาณ แต่คือความอบอุ่นหัวใจ ปัจจุบันทรู-ดีแทค มียอดรวม 48 ล้านซิมทั่วประเทศไทย และมีสัดส่วนกลุ่มแรงงานต่างชาติ (Migrant Workers) รายใหญ่ที่สุด คือ ‘ชาวเมียนมา’ สอดคล้องข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ‘แรงงานเมียนมา’ ที่อยู่ในระบบ (ถูกต้องตามกฎหมาย) กว่า 1.2 ล้านคน ยังไม่นับรวมผู้อยู่อาศัยและทำงานนอกระบบอีกจำนวนมากในไทย ที่อาจสูงกว่า 2 – 6 ล้านคน จากสัดส่วนดังกล่าว เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ ทรู-ดีแทค ต้องการย้ำความเป็นอันดับหนึ่งในตลาดซิมต่างชาติ พร้อมสร้างการจดจำแบรนด์ และรักษาฐานแรงงานข้ามชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศ ‘ชาวเมียนมา’ ผ่านแคมเปญล่าสุด ‘ร้านอาหารเมียนมาอร่อย 5 ดาว อร่อยและคุ้มค่าทรูดีแทคแนะนำ’ ภายใต้แนวคิด ‘Taste of Home: รสชาติที่คิดถึง’ สำหรับแคมเปญนี้ ทรู-ดีแทค ยังมอบสิทธิพิเศษ ทั้งส่วนลดสูงสุด 20% และเมนูพิเศษฟรี สำหรับลูกค้าทรูและดีแทคระบบเติมเงิน โดยงสแกน QR Code ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ หรือกด USSD เพื่อรับสิทธิ์ได้ทันที ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569 ด้วยกลยุทธ์การตลาดเจาะผู้ใช้งานเมียนมา ผ่านแคมเปญนี้ ที่นอกจากจะเป็นการบริหารความสัมพันธ์ (CRM) แล้ว ขณะเดียวกันยังเพิ่มความมั่นใจระบบเครือข่าย เพื่อดึงฐานผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคตได้เช่นกัน นอกจากนี้ ในฝั่งร้านอาหารเมียนมา ที่ได้รับคัดเลือกมาร่วมในแคมเปญนี้ ยังถูกการันตี จากทรู-ดีแทค ว่าเป็น ‘ร้านอาหารเมียนมาอร่อย 5 ดาว’ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าไทยที่อยากลองชิมอาหารเมียนมาแท้ ๆ ได้อีกด้วย เช่นกัน โดยแคมเปญนี้ ถือเป็น ‘กลยุทธ์รักษาฐานลูกค้า’ ผ่านซอฟต์ พาวเวอร์ อาหารเมียนมาระดับ 5 ดาว เพื่อมาใช้มัดใจฐานลูกค้าเมียนมาเบอร์ 1 ในตลาดซิมต่างชาติทรู-ดีแทค สำหรับ ร้านอาหารเมียนมา ในแคมเปญนี้ อาทิ แลน หง่าเส่ เตาโท เดอะ ลอฟท์ เบอมีส อีทเทอรี่ ฟูฟู่ ฮอทพอท หม่าล่า เชียง โก แอนด์ สไปซี่ นู้ดเดิ้ล กัลยาน่า เรสเตอรอง ปะกาน มเย เมียนมาร์ ฟู้ด เฮาส์ เอ ล้วน เปย์ (เบอมีส ฟู้ด) โดยลูกค้าทรู ดีแทค สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านอาหารที่ร่วมรายการและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ss.true.th/s/MMRestaurant หรือ www.true.th/promotion/prepaid/burmese-restaurant
สสส.ชวน’วิ่งสมาธิ’ ออกสตาร์ท ‘วันวิสาขบูชา’ เอาชนะใจ-เข้าเส้นชัยรับพระผง
สสส. ชวนคนไทยลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ผ่านกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา’ ปี 2569 วางเป้ากว่า 300,000 คนทั่วประเทศ สร้างสุขภาพกาย-ใจ ลดความเสี่ยงโรค NCDs สสส. บอกคนไทยยังเสี่ยงโรค NCDs จากพฤติกรรมเนือยนิ่ง ข้อมูล WHO ระบุคนไทยวัยผู้ใหญ่กว่า 28.9% มีกิจกรรมทางกายต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา จัดพร้อมกัน 70 พื้นที่ทั่วประเทศ กิจกรรมปี 2569 ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 300,000 คน พร้อมสร้างนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 10% ‘วิ่งสมาธิ’ เน้นสุขภาพกายควบคู่สุขภาพใจ แนวคิดกิจกรรมมุ่งสร้างสมดุลร่างกายและจิตใจ ผ่านการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ และปลูกพฤติกรรมสุขภาพระยะยาว ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสุขภาพของคนไทย มาจากพฤติกรรม ‘เนือยนิ่ง’ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ปัจจัยเสี่ยงหลักของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคหัวใจ เบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น โดยข้อมูลจาก องค์กรอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ข้อมูลพบว่าประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปราว 28.9% มีกิจกรรมทางกายต่ำกว่าเกณฑ์ จากแนวโน้มดังกล่าว สสส. ร่วมกับสมาพันธ์เดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทยและภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละอายมุข ปี 2569” ครั้งที่ 25 พร้อมกันใน 70 พื้นที่ทั่วประเทศ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยกิจกรรมฯ ยังออกแบบให้เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ใช้มิติทางศาสนา และวัฒนธรรมมาสร้างแรงจูงใจให้ประชาชรทุกเพศวัยใส่ใจสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างจริงใจสม่ำเสมอ “กิจกรรมฯ ครั้งนี้ วางเป้าหมายมีประชาชนทุกเพศ และวัยเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 300,000 คนทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าสร้างนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 10%” ดร.นพ. ไพโรจน์ เสริมว่า วิ่งสมาธิ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาต่อเนื่องตลอด 25 ปี ซึ่งพิสูจน์ว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งผลเชิงบวกต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักวิ่งไทยมาอย่างต่อเนื่อง “วิ่งสมาธิ ยังช่วยปรับสมดุลทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน ตามหลักการโฟกัสการอยู่กับปัจจุบันในทุกจังหวะการเดินหรือวิ่งของผู้เข้าร่วมกิจกรรม และยังมีผลพลอยได้ด้านสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น จากการขยับ เคลื่อนไหว เพื่อสร้างเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย” ประสาร จิรชัยสกุล ประธานมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย กล่าวว่า กิจกรรม “เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละอายมุข ปี 2569” ในกรุงเทพมหานคร จัดขึ้นที่สวนสราญรมย์ กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทาง http://thaijogging.org มีอัตราค่าสมัคร 200 บาท เป็นกิจกรรมที่ไม่มีการแข่งขัน โดยผู้สมัครจะได้รับเสื้อ และเมื่อวิ่งเข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญพระผง ‘ปางถวายเนตร’ นอกจากนี้ภายในงานฯ ยังจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำบุญตักบาตร พระสงฆ์แสดงสัมโมทนียคถา อีกด้วย โดยกิจกรรมฯ ในปี 2568 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สามารถจัดกิจกรรมได้ 74 พื้นที่ ใน 55 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมกว่า 38,431 คน และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมกิจกรรมทางกายเฉลี่ย 143 นาทีต่อสัปดาห์ใกล้เกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก
ไอคอนสยาม ช้อปคุ้มแจกโค้ดเติมเงินชาร์จรถ EV ฟรี
ไอคอนสยาม เติมความคุ้มให้กับทุกการเดินทาง ชวนช็อปสนุกพร้อมช่วยประหยัด มอบโค้ดเติมเงินชาร์จรถ EV ฟรี! ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2569 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การช็อปปิ้งสุดคุ้ม ส่งแคมเปญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช็อปยุคใหม่ “ช็อปคุ้ม FULL TANK” ชวนผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามาสนุกกับการช็อปปิ้งที่ไอคอนสยาม พร้อมรับสิทธิพิเศษที่จะเติมเต็มความสุขด้วยความคุ้มค่าแบบครบวงจร แลกรับโค้ดเติมเงินชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฟรี! เมื่อช็อปครบตามเงื่อนไข ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2569 โดยสิทธิประโยชน์สุดคุ้มนี้ สำหรับลูกค้าผู้เป็นสมาชิก ONESIAM เพียงรวบรวมใบเสร็จจากการใช้จ่ายภายใน ไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ ครบ 7,500 บาทขึ้นไป สามารถแลกรับโค้ดเติมเงินชาร์จรถ EV จาก EA Anywhere มูลค่า 150 บาท (จำกัด 30 รางวัล/วัน , 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 750 รางวัลตลอดรายการ) ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2569 เติมเต็มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่าย พร้อมสนับสนุนไลฟ์สไตล์การเดินทางที่สะดวกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คุณได้เพลิดเพลินกับการช็อปปิ้ง ชิมอาหารอร่อย และใช้เวลาพักผ่อนในไอคอนสยามได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น มาร่วมช้อปแบบคุ้มค่าสองต่อ เซฟทั้งเงินในกระเป๋าและร่วมสร้างความยั่งยืนได้แล้ววันนี้ที่ ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1338 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook: ICONSIAM
‘คนอร์’ แท็กทีม ‘อี๊ด-เซียนหรั่ง’ ปลุกตลาดอีสาน ชิงร้านอาหาร 8 แสนราย พาโต 13%
ตลาดผงปรุงรสปี2569 โต 7% โดยมี ‘ภาคอีสาน’ กินแชร์สูงสุดเกือบ 30% ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ ส่งสูตรเข้มข้นดักผู้ประกอบการ 8 แสนราย คว้าตัว ‘อี๊ด โปงลาง – เซียนหรั่ง’ ปั๊มยอดโตทะลุเป้า 13% พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกินข้าวนอกบ้าน UFS สะท้อนตลาดธุรกิจร้านอาหารไทยทั้งใน/นอกระบบรวมกว่า 8 แสนราย รับพฤติกรรมคนไทย มีแนวโน้มรับประทานข้าวนอกบ้าน กลยุทธ์ B2B เจาะสตรีทฟู้ด คนอร์อ ตั้งเป้าส่งผงปรุงรส ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ เข้าไปชิงส่วนแบ่งในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านค้าริมทาง (Street Food) ที่มีมากกว่า 800,000 ราย ภาพรวมตลาดโตต่อเนื่อง ตลาดผงปรุงรสในประเทศปี 2569 ขยายตัวราว 7% เทียบกับปีก่อน โดยมีการแข่งขันที่ดุเดือดจากการเข้ามาของแบรนด์ท้องถิ่นรายใหม่ ๆ ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสแบรนด์ ‘คนอร์’ ภายใต้ ยูนิลิเวอร์ ประเทศไทย ในกลุ่มธุรกิจ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food Solutions) หรือ UFS ได้เข้ามาประจำการในตลาดความอร่อยคู่ครัวเมนูไทยมากกว่า 30 ปี ถึงในปัจจุบัน ‘คนอร์’ มี 2 สินค้าหลัก คือ ซุปกึ่งสำเร็จรูปชนิดก้อน ‘คนอร์’ และ ผงปรุงรส ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ โดยสินค้ากลุ่มผงปรุงรส คนอร์อร่อยชัวร์ ที่ในปี 2569 นี้ UFS บอกว่าจะเป็นปีแห่งการช่วงชิงโอกาสการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยที่มีจำนวนกว่า 300,000 ราย (กิจการที่จดทะเบียนพาณิชย์) และหากรวมทุกประเภทเจ้าของธุรกิจร้านอาหารริมทาง (Street Food) เข้าไปด้วยแล้ว ตลาดนี้จะมีผู้ประกอบการสูงกว่า 800,000 ราย (รวมคิออสก์ทุกประเภท) เลยทีเดียว ขณะเดียวกับที่ ภาพรวมตลาดเครื่องปรุงรสในประเทศในปี2569 นี้เติบโตราว 7% เทียบปีก่อน จากปัจจัยการขยายธุรกิจร้านอาหาร การเข้ามาของแบรนด์ท้องถิ่นใหม่ ๆ ทำให้ตลาดผงปรุงรสมีการแข่งขันต่อเนื่อง จากปัจจุบันตลาดมีผู้เล่นแบรนด์หลัก ครองส่วนแบ่งการตลาด ดังนี้ รสดี (ROSDEE) สัดส่วน 74% คนอร์ (KNORR) สัดส่วน 8% ฟ้าไทย (FATHAI) สัดส่วน 8% อื่นๆ (OTHERS) สัดส่วน 2% จากข้อมูลดังกล่าว ‘สุรีรัตน์ ลีลาศิริวณิชย์’ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประจำประเทศไทยและกัมพูชา กลุ่มยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food Solutions) ยูนิลีเวอร์ประเทศไทย บอกว่าแนวโน้มดังกล่าว UFS มองว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างมาก ต่อการนำผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสคนอร์อร่อยชัวร์ เข้าไปเจาะตลาดธุรกิจร้านอาหาร (Food Service) ในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ อย่าง กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต ที่ธุรกิจร้านอาหารมักเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสาน ที่พบว่าครองสัดส่วนธุรกิจร้านอาหารสูงถึง 20-30% ของจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารทั้งหมดที่กล่าวไว้ข้างต้น “ตัวเลขนี้ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นโอกาสในการทำตลาดฟู้ดเซอร์วิสร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะในภาคอีสาน” สุรีรัตน์ บอกต่อถึงกลยุทธ์การทำตลาด คนอร์อร่อยชัวร์ ในปี2569 นี้ จะมาครบลูปทั้งการเปิดตัวใหม่(Relaunch) ผงปรุงรสด้วยการปรับสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ เพื่อเข้าถึงทุกร้านอาหารในประเทศไทย ประกอบด้วย ผงรสมะนาว, ผงปรุงรส (หมู) สูตรใหม่เข้มข้น , ซอสผัดเข้มข้น, ซอสมะขามเปียกเข้มขัน, 3 เกลอพร้อมใช้ (ใหม่) โดยสินค้า ยังคงราคาเดิมสินค้าในการทำตลาดไม่ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด วางราคาจำหน่าย ดังนี้ ขนาด 800 กรัม ประมาณ 69 – 94 บาท ขนาด 400 กรัม ประมาณ 65 – 76 บาท ขนาด 150-170 กรัม ประมาณ 23 – 31 บาท ขนาด 1.5 กิโลกรัม ประมาณ 153-275 บาท/ถุง ขณะที่ช่องทางจำหน่ายหลัก คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งออฟไลน์และ ออนไลน์แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ‘คนอร์’ เติมความนัวตลาดผงปรุงรส สุรีรัตน์ เล่าต่อถึงสีสันความสนุกในการทำตลาดผงปรุงรสคนอร์ อร่อยชัวร์ ในปี2569 นี้ ยังมาพร้อมกับการเปิดตัวแคมเปญการสื่อสารตลาดครบวงจร เน้น 3 แกนหลัก คือ สร้างการรับรู้ระดับประเทศ เป้าหมาย คือ ทำให้คนเห็นแบรนด์เยอะที่สุด ในช่องทาง TVC (รายการทีวี) “เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่คนอร์อร่อยชัวร์กลับมาใช้แคมเปญการตลาดในทีวีซี ด้วยทีวียังเป็นสื่อที่ยังเข้าถึงคนไทยในวงกว้างและเชื่อถือเรื่องอาหาร” Digital Platform ในช่องทาง YouTube / Facebook / TikTok เพื่อขยายการเข้าถึง (reach) และทำคอนเทนต์หลายรูปแบบให้เข้าหลายกลุ่ม Makro In-store ผลักดันการมองเห็นในหน้าร้านค้าปลีกส่งฟู้ดเวอร์วิส รายใหญ่ เพื่อให้คนเห็นและซื้อได้ทันที นอกจากนี้ ผงปรุงรส คนอร์อร่อยชัวร์ ยังให้ความสำคัญในช่องทาง ‘Massive Trial’ เน้น ‘ให้คนลองกินจริง’ ผ่านกิจกรรมบูธชงชิม เป็นต้น รวมถึงการเป็นพันธมิตรร่วมกับพาร์ทเนอร์แพลตฟอร์ม ฟู้ด เดลิเวอรี ผ่าน Grab เพื่อกระตุ้นออเดอร์แรก พร้อมขยายผ่าน LINE MANเจาะพื้นที่รอง อย่าง ร้านเล็กในตลาดที่ยังเข้าไม่ถึง นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งลูกเล่นเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ คือ การสร้างโอกาสทางยอดขายและการรับรู้แบรนด์ในร้าน ‘เขียงหมู’ ด้วยมองเห็นว่าตลาดอาหารเปียกยังมีช่องว่างสูง จากที่กล่าวข้างต้น ‘อีสาน’ จะเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์สำคัญทั้งขนาดของตลาดร้านอาหารที่ใหญ่ ความจัดจ้านรสชาติอาหารเมนูต่างๆ และการใช้สื่อช่องทางทีวี ก็เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีในตลาดอาหาร ทำให้ คนอร์อร่อยชัวร์ จะเน้นการทำโลคัลไลซ์เมนู ‘ลาบหมู’ มาเล่นกับตลาดนี้โดยเฉพาะ ไปพร้อมกับการลงพื้นที่จริงผ่านกิจกรรมแจกชิมฟรี เป็นต้น สองอินฟลูฯ กินแซ่บตลาดอีสาน และสิ่งที่ทำให้ คนอร์อร่อยชัวร์ มีความน่าสนุกยิ่งขึ้นเมื่อเลือกใช้ 2 พรีเซ็นเตอร์สายอินฟลูเอ็นเซอร์ คนดังอย่าง ‘อี๊ด โปงลาง’ (สมพงษ์ คุนาประถม) ศิลปินนักร้องนักดนตรี และ ‘เซียนหรั่ง’ (โน่-ภูวเนตร สีชมภู) ครีเอเตอร์ ผู้กำกับ และยูทูบเบอร์ชื่อดังจากช่อง ‘เซียน STUDIO’ มาร่วมทำตลาดสะท้อนความนัวร์ผ่านแคมเปญผงปรุงรส คนอร์อร่อยชัวร์ ในครั้งนี้ ด้วย สุรีรัตน์ เล่าต่อถึงเบื้องหลังการเลือก 2 อินฟลูฯ ดังกล่าว จะช่วยตอกย้ำความครบของคนอร์อร่อยชัวร์ได้ทั้งจุดแข็งในร้านอาหารผ่านคุณอี๊ดโปงลาง ที่เป็นทั้งศิลปินและเจ้าของร้านอาหาร ส่วนเซียนหรั่ง เป็นครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงและมีรายการที่เข้าถึงภูมิภาคอีสานโดยเฉพาะ อีกด้วย “ปีนี้คนอร์อร่อยชัวร์ ต้องการขยายโอกาสธุรกิจจากกลุ่มร้านอาหารจำนวนดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายมองหาความคุ้มค่าของสินค้าที่จะได้รับมากกว่าราคา เป็นที่มาของการปรับแผนการตลาดใหม่แบรนด์ทั้งหมด” จากแผนดังกล่าว UFS วางเป้าหมายแบรนด์ คนอร์อร่อยชัวร์ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 5% รวมเป็น 13% ในปี 2569 นี้ จากในปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 8% โตเคียงคู่เจ้าของร้านอาหารไทย นอกจากแผนการทำตลาด คนอร์อร่อยชัวร์ ที่มาพร้อมกับความสนุกในปีนี้แล้ว ‘สุรีรัตน์’ เสริมต่อถึงภาพใหญ่ของ UFS ที่ยังวางตำแหน่งเป็น ‘พันธมิตรธุรกิจ’ร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศไทยด้วย จากที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ 270 เชฟจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ภายใต้นวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน ไปจนถึงการให้บริการฝึกอบรมด้านต่างๆ ในการทำธุรกิจร้านอาหาร ให้กับผู้ประกอบการ ผ่าน 2 แบรนด์หลักในพอร์ตโฟลิโอ คือ คนอร์ (KNORR) รองรับตลาดธุรกิจร้านอาหารครัวไทย เบสท์ฟู้ด (Best Foods) รองรับตลาดธุรกิจร้านอาหารตะวันตก โดยแบ่งสัดส่วนช่องทางรายได้มาจาก กลุ่มธุรกิจบริการร้านอาหาร 50% และ กลุ่มธุรกิจโรงแรม 50% ปัจจุบันธุรกิจ UFS ในไทย มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในไตรมาสแรกอยู่ที่ 6.8% โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารฟูลเวอร์วิส ‘FSR’ เติบโต 23% และ กลุ่มฟู้ดเซอร์วิส CPU (Cloud / Central Production Unit) กลุ่ม ครัวกลาง โรงงานผลิตอาหาร ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เติบโต 14%
คลิปโซเชียล 15 วิ ซ้อนบิ๊กไบค์ในฉงชิ่ง ทำคนไทยแห่จองทริปเที่ยวตาม
Klook เผยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 52% จองทริปเที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล แผนปีนี้ใช้กลยุทธ์ Social-First เปิดโปรเจกต์ KREATORVERSE SEA คอนเทนต์สั้น เปลี่ยนเป็นยอดจองทริปจริง Klook เผยคนไทยกว่า 52% ตัดสินใจจองการท่องเที่ยวจากแรงบันดาลใจบนโซเชียล โดยคลิปสั้นเพียง 15 วินาทีสามารถกระตุ้นการเดินทางได้ทันที จีน กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวอาเซียน ยอดความต้องการเดินทางไปจีนพุ่งกว่า 134.1% จากแรงหนุนของฟรีวีซ่า เมืองทันสมัย และไวรัลคอนเทนต์สายไลฟ์สไตล์ กิจกรรมไวรัล ดันพฤติกรรมเที่ยวตามเทรนด์ ทั้งซ้อนบิ๊กไบค์ในฉงชิ่ง ถ่ายรูปชุดจีน คาเฟ่ลับ และรถไฟความเร็วสูง กำลังกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตบนแพลตฟอร์ม Klook ซาร่าห์ วัน ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ของ Klook แพลตฟอร์มการจองกิจกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย กล่าวว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สิ่งที่นักท่องเที่ยวโหยหาคือ ‘ความจริงใจ’ จากครีเอเตอร์ที่พวกเขาเชื่อถือ “เราพบว่าภาพเพียงภาพเดียวหรือคลิปสั้นเพียง 15 วินาที สามารถเปลี่ยนใจคนให้กดจองทริปได้ทันที” ทั้งนี้เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้ใช้งาน Klook ยังได้สร้าง Ecosystem ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงแรงบันดาลใจเข้ากับระบบการจองที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว ผ่านกลยุทธ์ Social-First พร้อมพัฒนาโปรแกรม Klook Kreator ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายครีเอเตอร์สายท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้ไปพร้อมกับการส่งต่อแรงบันดาลใจ พลังครีเอเตอร์เปลี่ยน ‘ไวรัล’ เป็น ‘ยอดจอง’ สำหรับกลยุทธ์ Social-First ยังได้เปิดตัว KREATORVERSE SEA โครงการระดับภูมิภาค คัดสรรอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ระดับท็อปกว่า 100 คน จาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม โดยจัดกิจกรรมการเดินทางสัมผัสประสบการณ์จริงในเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจีนอย่าง ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ เป็นเวลา 8 วัน โดยวางเป้าหมายสำคัญของแคมเปญนี้ คือ การสร้างคอนเทนต์แบบ Real-time ที่โดนใจอัลกอริทึมของโซเชียล มีเดีย โดยเน้นการเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ที่จองได้จริง และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ อาทิ การเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีน (ด่านมู่เถียนอวี้) เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการไปเยือนพระราชวังต้องห้าม ทดลองเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ สนุกไปกับโลกแห่งจินตนาการที่เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ การออกเดินสำรวจเสน่ห์และย่านลับๆ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ เดย์ทริปสุดพิเศษที่ซูโจว ฯลฯ โดย กลยุทธ์การตลาดดังกล่าว ยังสอดคล้องข้อมูลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวประจำปี Klook Travel Pulse 2026 พบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้ นักท่องเที่ยวไทยกว่า 52% ตัดสินใจจองทริปเดินทางจากแรงจูงใจบนโซเชียลมีเดีย ในไตรมาส1/2569 คนไทยมียอดจองทริปท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 54% (YoYX เมื่อเทียบกับปีก่อน 5 อันดับแรกประเทศยอดนิยม คือ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และ สวิตเซอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวในอาเซียนกว่า 80% หรือ 4 ใน 5 นิยมออกเดินทาง โดยได้รับอิทธิพลหลักมาจากคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ‘China Fever’ จุดหมายปลายทางชาวอาเซียน ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลในช่วงต้นปี 2569 Klook พบว่าประเทศจีนกำลังขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยว โดยมียอดความต้องการเดินทางพุ่งสูงขึ้นถึง 134.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีปัจจัยหลักมาจาก นโยบายอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ความทันสมัยของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ขณะที่ข้อมูลเชิงลึกยังระบุว่า 30% ของนักเดินทางอาเซียน มีการวางแผนที่จะมาเยือนจีนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2569 โดยพฤติกรรมที่น่าสนใจ คือการเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวจีนเพื่อสัมผัสประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสกับสุนทรียภาพ ความสวยงามของเมืองและซึมซับบรรยากาศที่น่าสนใจ
ทรู คอร์ปอเรชั่น ย้ำองค์กรไทยที่ยั่งยืนสุดของโลก 8 ปีซ้อน
ทรู คอร์ปอเรชั่น ย้ำองค์กรไทยที่ยั่งยืนสุดของโลก 8 ปีซ้อน การันตี Top 1% ของบริษัทใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 ในวันที่ “ความยั่งยืน” กลายเป็นวาระสำคัญของโลก องค์กรธุรกิจไม่ได้ถูกประเมินจากผลประกอบการเพียงมิติเดียวอีกต่อไป หากแต่ถูกมองลึกถึงวิธีการเติบโต ความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารความเสี่ยง และบทบาทในการรับมือกับความท้าทายระยะยาวของสังคมและสิ่งแวดล้อม สะท้อนจากรายงาน The Sustainability Yearbook 2026 ของ S&P Global ที่พิจารณาบริษัทกว่า 9,200 แห่งทั่วโลก จากการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) 2025 โดยมีเพียง 848 บริษัท ที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Yearbook ปีนี้ โดยทรู คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในองค์กรไทยที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความยั่งยืน ล่าสุด ได้รับการจัดอันดับผลการประเมินด้านความยั่งยืน Corporate Sustainability Assessment (CSA) ใน The Sustainability Yearbook 2026 ดังกล่าว ในฐานะองค์กรที่ติดระดับ Top 1% บริษัทที่มีความยั่งยืนที่สุดของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ด้วยคะแนนรวม 95 จาก 100 คะแนน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จาก S&P Global สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและ AI ควบคู่การสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ท่ามกลางการมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ โปร่งใส และสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน การที่ทรู ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Top 1% ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จาก S&P Global ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 8 ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพขององค์กรไทยบนเวทีสากล แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานในหลายมิติ ตั้งแต่โครงข่าย พลังงาน ประสบการณ์ลูกค้า ความปลอดภัยดิจิทัล การศึกษา ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมีเทคโนโลยีและ AI เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เปลี่ยนเป้าหมาย ESG ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้จริง โดยก้าวต่อไปของทรู คือการบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างมีวินัย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างผลลัพธ์ที่สมดุลทั้งต่อธุรกิจ ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ก้าวต่อไปของทรู คือการบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างมีวินัย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสมดุลที่ยั่งยืนทั้งต่อธุรกิจ ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม” ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เจาะลึกผลลัพธ์ “ทำจริง ทำถึง” – ทรู ดึงพลัง AI ขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกมิติ การติดอันดับ Top 1% องค์กรยั่งยืนที่สุดของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์ด้าน ESG แต่ยังสะท้อนแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่นำความยั่งยืนจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ได้แก่ ดึงศักยภาพเทคโนโลยี รับมือ Climate Change ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ทรู นำ AI มาช่วยบริหารจัดการโครงข่าย ทรู 5G ทรูออนไลน์ และระบบพลังงานทั่วประเทศ เพื่อรักษาคุณภาพบริการ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบอัจฉริยะช่วยติดตาม วิเคราะห์ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโครงข่ายแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการแม่นยำขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีที่ผ่านมา สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 350,722 เมกะวัตต์ชั่วโมง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 146,602 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เทียบเท่าศักยภาพการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้กว่า 15.5 ล้านต้น คุมเข้มข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งปกป้องลูกค้าคนสำคัญ ในมิติด้านสังคม ทรู ไซเบอร์เซฟ True CyberSafe” นวัตกรรมที่ใช้ AI ขั้นสูง ตรวจจับลิงก์ต้องสงสัยได้มากกว่ากว่า 7.5 ล้านครั้งต่อวัน ครอบคลุมผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านราย เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโลกดิจิทัลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสะท้อนบทบาทของทรูในการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ต้องมาพร้อมความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน มุ่งสู่องค์กร AI First อย่างมีความรับผิดชอบ หนุนเยาวชนก้าวทันโลกการศึกษายุคใหม่ ในมิติธรรมาภิบาล ทรู นำศักยภาพเทคโนโลยีการสื่อสารมาส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้อย่างเท่าเทียม ผ่าน “โครงการทรูปลูกปัญญา” ครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และช่องรายการโทรทัศน์ มีผู้ใช้งานกว่า 26.51 ล้านคน พร้อมร่วมมือกับภาคการศึกษาในการพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทย ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสนับสนุนให้ครูและนักเรียนนำ AI ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน นอกจากนี้ ทรู ยังส่งเสริมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนผ่าน “โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 12 รวมถึงนำนวัตกรรมดิจิทัลไปสนับสนุนกลุ่มคนออทิสติกและครอบครัว เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขณะเดียวกัน ทรูเชื่อว่าการทรานส์ฟอร์มด้วย AI จะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อ “คน” เข้าใจและใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568พนักงานกว่า 91% ได้รับการอบรมด้านดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถองค์กร ควบคู่กับการวางรากฐานการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ปลอดภัย และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้ง ทรูยังเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกาศใช้นโยบาย Responsible AI เพื่อกำหนดมาตรฐานการใช้ AI อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพสิทธิมนุษยชน
เมืองสุขสยาม โซนใหม่ ‘SOOK SMALL WORLD’ งานคราฟต์ไทยขนาดจิ๋ว
เมืองสุขสยาม เนรมิต ‘SOOK SMALL WORLD’ ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งศิลปะ ย่อส่วนวิถีและวัฒนธรรมไทย สู่งานคราฟต์ไทยขนาดจิ๋ว ณ ชั้น UG โซนภาคกลาง เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชวนสัมผัสประสบการณ์ครั้งใหม่ กับโซน “SOOK SMALL WORLD” ที่ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งศิลปะและงานคราฟต์ไทย ย่อส่วนความงดงามของวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ไทย สู่ผลงานศิลปะขนาดจิ๋วอันประณีตไว้อย่างสมจริง ภายใต้แนวคิด “The Charm of Thai Miniatures” ปักหมุดเป็นศูนย์กลางงานคราฟต์จิ๋วแห่งใหม่ฝั่งธนบุรี ผสมผสานงานศิลป์และวัฒนธรรมไทยเข้ากับนวัตกรรมโลกเสมือนจริงอย่างลงตัว ต้อนรับผู้มาเยือนสัมผัสประสบการณ์สารพัดสุขสนุกแบบไทยอย่างแท้จริง ณ ชั้น UG โซนภาคกลาง เมืองสุขสยาม ในไอคอนสยาม วรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย รองกรรมการผู้จัดการ โครงการสุขสยาม กล่าวว่า ไอคอนสยามและเมืองสุขยาม ตอกย้ำความเป็น Global Destination ในการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยมุ่งส่งเสริมด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทยให้เผยแพร่สู่สายตาผู้คนทั่วโลก โดยเมืองสุขสยาม ได้พัฒนาพื้นที่เปิดตัวโครงการ SOOK SMALL WORLD ใหม่ เพื่อยกระดับเมืองสุขสยามจากพื้นที่ค้าขายไปสู่ “Destination Experience พื้นที่สร้างประสบการณ์” ที่สร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ และประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทยในรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ The Charm of Thai Miniatures ย่อโลกวัฒนธรรมไทยสู่ผลงานศิลปะขนาดจิ๋วที่ประณีต พร้อมผลักดันให้เป็นแหล่ง Art & Craft Community ที่รวบรวมผลงานจากแหล่งชุมชน ครูช่าง ศิลปินต่างๆ ไว้ด้วยกัน “SOOK SMALL WORLD” เป็นการย่อส่วนวิถีชีวิต วัฒนธรรมพื้นบ้านในอดีตมาไว้ในพื้นที่เดียว ผ่านงานศิลป์ขนาดจิ๋วที่รังสรรค์รายละเอียดต่าง ๆ ได้อย่างสมจริง โดยเนรมิตพื้นที่ชั้น UG โซนภาคกลาง ของเมืองสุขสยาม ให้เป็นเรือนไทยอันวิจิตรทั้ง เรือนวิเชียรมาศ, เรือนขาวมณี, เรือนโกญจา และ เรือนสีสวาด ซึ่งแต่ละหลังถ่ายทอดประสบการณ์อันแตกต่างและน่า ประทับใจในหลากหลายมิติ ตั้งแต่โซนพิพิธภัณฑ์ งานคราฟต์ แกลเลอรี และเวิร์กชอป ให้ผู้เข้าชมได้เดินสำรวจอย่างเพลิดเพลิน โดยมี “น้อง SOOK” มาสคอตแมววิเชียรมาศ (ในรูปแบบดิจิทัล) สุดน่ารัก ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมประจำเมืองสุขสยาม คอยให้การต้อนรับและพาทุกท่านท่องโลกใบเล็กแห่งความสุขนี้ไปพร้อมกัน สัมผัสวิถีไทยผ่านพิพิธภัณฑ์ของจิ๋วระดับครูช่างศิลป์ไทย ไฮไลต์แรกที่ไม่ควรพลาดคือการเยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ของจิ๋วแบบไทย” ในเรือนขาวมณี ที่รวบรวมผลงานการจำลองวิถีชีวิต ประเพณี และสถาปัตยกรรมไทยซึ่งหาชมได้ยาก โดยฝีมือครูช่างศิลป์ไทยและช่างฝีมือผู้มากประสบการณ์ 6 ท่าน ได้แก่ อาจารย์ชูพันธ์ บรรจงชาติ ผู้เชี่ยวชาญการปั้นจิ๋วซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอดีตอันแสนสุข เช่นรถเข็นก๋วยเตี๋ยว ตลาดน้ำ และร้านค้าห้องแถวสุดคลาสสิก ซึ่งรังสรรค์ขึ้นจากประสบการณ์กว่า 30 ปี อาจารย์รุจี วิจิตตรานุรักษ์ ประธานกลุ่มศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ จังหวัดอ่างทอง ถ่ายทอดงานศิลปะปั้นจิ๋วผ่านเรื่องราวการละเล่น วิถีชีวิตดั้งเดิมและประเพณีอันงดงาม คุณอนันต์ รอดพาที ศิลปินชาวบ้าน เพจ “เม็ดไม้ขำๆ ธรรมชาติ” ผู้เปลี่ยนงานไม้ให้กลายเป็นสื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนสุดสร้างสรรค์ บอกเล่าเรื่องราววิถีการค้าขายในร้านขายของชำผ่านกลไกไม้ที่น่าทึ่ง คุณทิพย์สุดากร เอี่ยมโหมด แห่ง “บ้านทิพมาศเบญจรงค์” ผู้บุกเบิกการย่อส่วนศิลปะชั้นสูงให้มาอยู่ในขนาดจิ๋ว ด้วยคอลเลกชันทรงคุณค่า อาทิ ชุดขันข้าวตักบาตร ชุดขันโตก ชุดกาน้ำชา และอีกมากมาย ซึ่งทุกลวดลายสะท้อนเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยขนาดพกพา คุณปิยะนุช นาคคง ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ของจิ๋ว จังหวัดเชียงใหม่ จัดแสดงชุดบวงสรวงและเครื่องสักการะจิ๋ว รวมถึงการเปลี่ยนความเชื่อให้กลายเป็นศิลปะที่จับต้องได้ ครูบุบผา ล้วนวิลัย ครูช่างโขนมือหนึ่งที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 50 ปี สำหรับห้องเศียรบรมครู 9 พระองค์ โดยทุกเศียรจากบ้านโขนไทย สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีโบราณขนานแท้ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ในเรือนโกญจา (Thai Artisan Gallery House) ยังจัดแสดงรวมถึงจัดจำหน่ายของจิ๋วสไตล์ไทยที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชาวบ้านของคนไทยในอดีต จากร้าน Mini Thai อาทิ บ้านเรือนไทย ร้านอาหาร ร้านขายของชำ ตลาดชาวบ้านแบบไทย ฯลฯ ที่สามารถนำแต่ละชิ้นมาประกอบกันเป็นเรื่องราว หรือใช้สำหรับตั้งโชว์เป็นชิ้นเดียวได้ โดยความน่าสนใจคือการเปิดให้ทุกคนสามารถ DIY ทำของจิ๋วสไตล์ Mini Thai จากฝีมือตัวเองได้ ช็อปเพลินเดินงานคราฟต์ตลาดนัดของจิ๋ว สำหรับกลุ่มคนรักงานศิลปะและของสะสม ในเรือนสีสวาดยกเอา “DIY & Miniature Market” ตลาดนัดของจิ๋วที่ออกแบบให้เป็นชุมชนแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ รวมผลงานของจิ๋วจากศิลปินไทยไว้ครบครัน และเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนมีส่วนร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะในแบบของตัวเอง มาให้เพลิดเพลินกับการเลือกชมเลือกซื้อ โดยรวมร้านค้างานคราฟต์ขนาดจิ๋วที่สะท้อนเอกลักษณ์ไทยในรูปแบบร่วมสมัยมาไว้มากมาย อาทิ ร้าน Mini Garden กับ Terrarium สวนย่อส่วนในโหลแก้ว ที่ไม่เพียงสวยงาม ยังดูแลง่าย พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถ DIY สวนจิ๋วของตัวเองได้ตามสไตล์ที่ชอบ ร้าน Rolife ของเล่นทำมือสำหรับผู้ใหญ่ ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมร่วมสมัยระดับโลกเข้ากับดีไซน์แบบจีน อาทิ บ้านจิ๋ว ห้องจิ๋ว และอีกหลากหลาย สามารถซื้อกลับบ้านไป DIY ได้เลย ร้านเล็กปั้นจิ๋ว งานปั้นจากดินไทยเป็นผลไม้ไทย ขนมไทย ไปจนถึงร้านอาหารจิ๋ว ที่สีสันสมจริง สะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยในทุกชิ้นงาน พร้อมมุม DIY ให้ลองสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง ร้าน Sukhontha Souvenir ของที่ระลึกแบบไทย เช่น หัวโขนจิ๋ว ช้างเพชรจิ๋วสำหรับใส่เครื่องประดับ รวมถึงแม่เหล็ก (Magnet) ของที่ระลึก ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านสถานที่ และอีกมากมายที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ไทย ร้านจุ๋มจิ๋มเบญจรงค์จิ๋ว ร้านเบญจรงค์จิ๋ว ปั้นมือ ที่เขียนลาย และลงทองคำแท้ทีละชิ้น มีความละเอียดประณีต ทำให้ได้รับการคัดเลือกเป็นสินค้า OTOP และของที่ระลึกระดับประเทศ ร้านจุ๊บเจลเนอรัล งานถักไหมพรมลวดลายไทยร่วมสมัย และไหมพรมย้อมสีธรรมชาติ ทำมือทุกชิ้นโดยคนในชุมชนเพชรเกษม 56 ร้าน Handmade in I งานปั้นจิ๋วที่เผยเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านอาหารไทย ขนมไทย และผลไม้ไทย ในรูปแบบแม่เหล็กติดตู้เย็น พวงกุญแจ และยังมีงาน DIY ให้ลูกค้าสามารถเลือกมิกซ์แอนด์แมตช์ได้อย่างสนุก เปิดประสบการณ์สร้างสรรค์ อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญเพื่อเติมเต็มประสบการณ์แห่งความสุขให้กับทุกคน ในเรือนวิเชียรมาศยังมี “Thai Art Workshop” กิจกรรมการเรียนรู้และลงมือทำงานคราฟต์ด้วยตนเอง เพื่อให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับงานฝีมือไทย และนำชิ้นงานที่มีความหมายกลับบ้านเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษ อาทิ เวิร์กช็อป ปั้นดินไทยเป็นชุดเบเกอรี่จิ๋วและขนมไทย กิจกรรมเพ้นท์โอ่งจิ๋วและเพ้นท์หัวโขนจิ๋ว ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรมได้ทุกวันพุธ, พฤหัสบดี และวันศุกร์ โดยติดตามรายละเอียดและกำหนดการประจำเดือนได้ที่ Facebook: SOOKSIAM นอกจากนี้เมืองสุขสยาม ได้ร่วมมือกับ Culture Connex เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากหลากหลายชุมชนทั่วไทย ทั้ง 4 ภูมิภาคหลักของประเทศ เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นให้สามารถต่อยอดมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน สะท้อนพลัง Soft Power ไทยได้อย่างร่วมสมัยและจับต้องได้จริง นวัตกรรมโลกเสมือนจริงวัฒนธรรมไทย อีกหนึ่งไฮไลต์ของ “SOOK SMALL WORLD” คือการสัมผัสความเป็นไทยผ่านนวัตกรรมโลกเสมือนจริง (Immersive Experience) ในกิจกรรมสร้างสีสันและความประทับใจรูปแบบใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมถ่ายรูปในชุดไทยย้อนยุค ซึ่งจะโชว์ภาพบนจอ LED พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับจอ Magic Window ซึ่งจะพาไปชมความซุกซนของน้องสุข ( น้อง SOOK มาสคอตสุขสยาม) และกิจกรรมตามหาน้องสุข 7 Cat Happiness ที่ซ่อนอยู่ตามบ้านเรือนไทย ในโซน “SOOK SMALL WORLD” อีกทั้งยังมีการแสดงทางวัฒนธรรมไทยที่หมุนเวียนมาสร้างความประทับใจ อาทิ การแสดงโขนจิ๋ว เปิงมางเด็ก หุ่นละครเล็ก ฯลฯ ซึ่งนับเป็นการผสานกลิ่นอายดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว “SOOK SMALL WORLD” ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ย่อความงดงามของไทยมาไว้ในขนาดที่เข้าถึงได้ง่าย สนุกได้ทุกวัย และสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่รู้จบ มาร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกใบจิ๋วที่ยิ่งใหญ่ด้วยหัวใจไทยได้แล้ววันนี้ ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น UG โซนภาคกลาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SOOKSIAM
ทรู ไตรมาส1/2569 กำไร 6.6 พันล้าน มือถือกว่า 48 ล้านซิม-เน็ตบ้าน 3.6 หมื่นราย
ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรหลังหักภาษี 6.6 พันล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่ม10.9% เทียบปีก่อน รับปัจจัยบวกธุรกิจหลักโทรศัพท์เคลื่อนที่-ออนไลน์ โตแรง ทรูโชว์กำไรต่อเนื่อง ไตรมาสแรกโตแข็งแกร่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 6.6 พันล้านบาท และ EBITDA แตะ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากปีก่อน ธุรกิจมือถือ-ออนไลน์ หนุนฐานลูกค้าโตต่อเนื่อง ผู้ใช้บริการมือถือเพิ่ม 614,000 เลขหมาย ดันฐานลูกค้ารวมแตะ 48.1 ล้านเลขหมาย ขณะที่ผู้ใช้ 5G เพิ่มเป็น 18.4 ล้านราย Synergy หลังควบรวม หนุนต้นทุนลด-จ่ายปันผลสูง ทรูลดค่าใช้จ่ายโครงข่ายและบริหารหนี้ได้มีประสิทธิภาพ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท คิดเป็น payout ratio 73% ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเราในไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย อย่างไรก็ตาม ทรูฯ ยังคงติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งสามารถยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราได้อย่างต่อเนื่อง จุดเด่นการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 สำหรับไตรมาสนี้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการบริหารอัตราการเลิกใช้บริการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มาตรการรักษาฐานผู้ใช้บริการเชิงรุก และการเข้าร่วมส่งเสริมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ โดยได้รับแรงหนุนจากความเสถียรในการใช้งานของโครงข่ายและคุณภาพบริการที่ดีขึ้น การปรับปรุงโครงข่ายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระยะเวลาระบบเครือข่ายขัดข้อง (network downtime) ของธุรกิจออนไลน์ลดลง และยังส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (Net Promoter Score) ดีขึ้น ขณะเดียวกัน การใช้งานช่องทางบริการตนเองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดปริมาณการติดต่อคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลดีต่อประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 18.4 ล้านราย นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เราดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของผู้ใช้บริการและการลงทุนด้านโครงข่ายรวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยและรัดกุม ส่งผลให้ EBITDA เติบโต และอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 73% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า โดยมีแรงหนุนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.4 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในไตรมาส 4/2568 ในระยะถัดไป บริษัท มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน โดยยังคงมุ่งเน้นการบริหารการเงินอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการลงทุนอย่างมีวินัยในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง” จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.6 % เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ โทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ เมื่อปรับรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของค่าเช่าโครงข่ายซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน รายได้จากการขายลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการเปิดตัว iPhone ในไตรมาสก่อน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการ สิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น 5.3% จากการตั้งค้างจ่ายโบนัสและระดับหนี้สูญที่ลดลงในปีก่อน ส่วนต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากค่าใช้จ่ายคอนเทนต์ที่ลดลง (ไม่มี EPL) นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้ 8.6 พันล้านบาท หรือเติบโต 44% โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากประโยชน์ของการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 7.1 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 68.3% สำหรับไตรมาสนี้ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage) อยู่ที่ 3.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สำหรับไตรมาส 1/2569 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73% หรือ 0.14 บาทต่อหุ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 1/2569 รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน EBITDA: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 3% กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6 พันล้านบาท เงินปันผลระหว่างกาล: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8 พันล้านบาท เงินปันผลต่อหุ้น 14 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73%
บี.กริม เพาเวอร์ โชว์ Q1/69 แข็งแกร่ง ยอดขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน-ลูกค้าอุตสาหกรรมโต
บี.กริม เพาเวอร์ โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 แข็งแกร่ง ปริมาณขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนพุ่ง กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมโตแรง ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง ด้วยปริมาณการขายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า คิดเป็น 3,763 กิกะวัตต์-ชั่วโมง จากปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว อย่างไรก็ตาม รายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า 7.1% มาอยู่ที่ 12,726 ล้านบาท จากราคาขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และราคาขายไอน้ำที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง รวมถึงปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ลดลงของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ในสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับการชดเชยบางส่วนจากรายได้การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น รวมถึงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ARECO กำลังการผลิต 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ในส่วนของ EBITDA เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3,795 ล้านบาท จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง และรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยค่าใช้จ่าย SG&A หรือค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหาร และค่าใช้จ่ายทั่วไป ที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ลดลง ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 507 ล้านบาท ลดลง 32.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยข้างต้น รวมถึงกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงลดลง และค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้น 10.2% คิดเป็น 721 ล้านบาท จากรายการที่ไม่กระทบกระแสเงินสด และผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ในไตรมาส 1 นี้ บี.กริม เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จในการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ จำนวน 18 เมกะวัตต์ จากกลุ่มเหล็ก และในเดือนมกราคม BGP Holding (US) LLC บริษัทย่อยของ บี.กริม เพาเวอร์ ได้เข้าถือหุ้น 25% ใน New England Reliable Hydropower Holdings LLC ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 26 แห่ง ในสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน 8 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ บริษัท ซีเอ็มที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (การร่วมค้า) ยังได้ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ CMT1 ขนาด 10 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี ต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ บริษัท B.Grimm Power Tiara Sdn. Bhd. ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาผู้ถือหุ้นกับ KAB Energy Holdings Sdn. Bhd. เพื่อเข้าถือหุ้น 49% ในบริษัท Jati Cakerawala Sdn. Bhd. และ Eentier Sdn. Bhd. เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำลังการผลิตสูงสุด 1,500 เมกะวัตต์ ในมาเลเซีย และในเดือนมีนาคม 2569 บริษัท B.Grimm LNG Limited บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้นทั้งหมด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในมาเลเซียภายใต้ชื่อ B.Grimm LNG Sdn. Bhd. เพื่อดำเนินธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซธรรมชาติ ให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ในเดือนเมษายน B.Grimm Power Korea Limited บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้นทั้งหมด ได้เข้าทำรายการซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกโดยบริษัท Unison ในสัดส่วนประมาณ 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) จากบริษัท Myungwoon Industry Development ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Unison เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียน เพิ่มความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์ผ่านการใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นในอนาคต และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ขนาด 364.8 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 49% จากรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่า จะขยายตัว 1.5-2.5% โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะเติบโต 2% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3-0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุล 2.4% ของ GDP โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวจากการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ (โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และอัญมณี) และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศเติบโตผ่านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะชะลอตัวลง สำหรับเป้าหมายในปี 2569 วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 5 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas โดยคาดการณ์ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ SPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก จะอยู่ที่ 330-350 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าปี 2568 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 323 บาทต่อล้าน BTU นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์ รวมถึงตั้งเป้าโครงการที่คาดว่าจะเริ่ม COD ได้แก่ 1. อินทรี บี.กริม: โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 80 เมกะวัตต์ 2. Zhongce Rubber: โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง 35 เมกะวัตต์ 3. Nakwol 1: โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 365 เมกะวัตต์ 4. Huong Hoa 1: โรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง 48 เมกะวัตต์ และโครงการอื่นๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งเป้าก้าวสู่ผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก และบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2573
จุฬาฯ X ฮาวาร์ด บิสซิเนส สคูล ไขทางออกธุรกิจไทย รับมือ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’
สมาคมนิสิตเก่า BBA จุฬาฯ ร่วม Harvard Business School เปิดเวทีชี้ทางรอดธุรกิจไทย รับมือ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้ง AI ภูมิรัฐศาสตร์ ซัพพลายเชน และโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องใช้ Resilience มากกว่าสูตรสำเร็จเดิม โลกธุรกิจยุคใหม่ ไม่ใช่โลกเดิมอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญจาก Harvard Business School ชี้ว่า แนวคิด VUCA อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกที่เปลี่ยนเร็วจาก AI และความเสี่ยงระดับโครงสร้าง องค์กรไทยเร่งใช้ AI พร้อมสร้าง Resilience ภาคธุรกิจเริ่มลงทุน AI Roadmap คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่กับการปรับ mindset และเพิ่มความยืดหยุ่นองค์กร แรงงาน AI กำลังเป็นทักษะสำคัญของเศรษฐกิจไทย CP Axtra คาดไทยต้องการแรงงาน AI มากกว่า 80,000 อัตรา พร้อมเน้น Critical Thinking เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ Digital Company ดร.ปณิธาน จันทองจีน รองประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตร BBA International Program จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า สมาคมนิสิตเก่า BBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Harvard Business School Association of Thailand จัดเวทีเสวนา “From Disruption to Resilience” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก Harvard Business School (HBS) พร้อมด้วยผู้นำธุรกิจและเครือข่ายศิษย์เก่านานาชาติ แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความไม่แน่นอนในไทยและอาเซียน สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสร้าง ‘คำตอบ’ ให้สังคม โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI ต่อองค์กรธุรกิจ พร้อมมองว่าเครือข่ายระดับโลกอย่าง HBS จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขยายองค์ความรู้เชิงลึกสู่การใช้งานจริงในประเทศไทย ‘ไฮส์ โอ. กิ๊บสัน’ ผู้บรรยายอาวุโสจาก Harvard Business School ชี้ว่า ผู้นำองค์กรยุคใหม่กำลังเผชิญ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้ง AI ความมั่นคงไซเบอร์ ปัญหาคน ซัพพลายเชน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยในการบรรยายหัวข้อ ‘Crisis Leadership at the Edge’ กิ๊บสัน ระบุว่า การตัดสินใจของผู้นำวันนี้จะกำหนดทิศทางธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมมองว่าแนวคิด VUCA ที่เคยใช้อธิบายโลกธุรกิจในอดีต อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนกว่าเดิม เนื่องจากผู้นำจำนวนมากถูกฝึกมาเพื่อรับมือ “โลกเก่า” ไม่ใช่โลกใหม่ที่เต็มไปด้วย AI และการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง กิ๊บสันย้ำว่า องค์กรต้องปรับมายด์เซ็ต (mindset) และสร้างความยืดหยุ่นใหม่ (Resilience) เพราะสูตรสำเร็จเดิมไม่สามารถใช้รับมือความท้าทายยุคปัจจุบันและจากนี้ได้อีกต่อไป ‘ณัฐนรี ชุมมานนท์’ ผู้บริหาร RTN International Logistics ระบุว่า ธุรกิจโลจิสติกส์เอสเอ็มอีกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตโลก ทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และสงครามตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น พร้อมกันนี้ AI ยังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและการทำงานของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างรวดเร็ว โดยบริษัทจึงเร่งรีสกิล (Reskill) และ อัปสกิล (Upskill) พนักงาน ควบคู่กับการปรับมายด์เซ็ตร่วมกับองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขณะเดียวกัน ยังใช้กลยุทธ์ ‘Resilience’ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายด้าน โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการเปิดเส้นทางใหม่ส่งออกผลไม้ไทยไปจีน เพื่อลดการพึ่งพาตลาด CLMV แบบเดิม ด้าน ‘ธนชัย เอี่ยมธงทอง’ ที่ปรึกษา McKinsey & Company และซีอีโอ Almorphosis มองว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรยุคใหม่ยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนโครงสร้างไอทีและการลงทุนเทคโนโลยี โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการใหม่ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ขณะที่ องค์กรไทยเริ่มเข้าสู่ยุค AI Adoption ผ่านการวาง AI Roadmap และลงทุนด้านคลาวด์-ดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูล อย่างไรก็ตาม ธนชัย ชี้ว่า วันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ “เริ่มใช้ AI หรือยัง” แต่เป็นการขยายผล AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กร พร้อมย้ำว่า องค์กรยุคใหม่ต้องกล้ายอมรับความล้มเหลว เพราะ “ยิ่งล้มเร็ว ก็ยิ่งลุกกลับมาได้เร็ว” เพื่อปรับตัวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขณะที่ ‘มนิษา เกิดวงศ์บัณฑิต’ Head of Transformation บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CPXtra) ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเครือซีพี มองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยและการดำเนินธุรกิจในอนาคต พร้อมคาดว่า ประเทศไทยจะมีความต้องการแรงงานด้าน AI ระดับผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 80,000 อัตรา ตามการเติบโตของเทคโนโลยีและการใช้งาน AI ทำให้องค์กรธุรกิจและภาครัฐต่างเร่งนำ AI มาปรับใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับองค์กร ขณะเดียวกัน บุคลากรจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะ AI ควบคู่กับการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันองค์กรสู่ Digital Company และเชื่อมต่อกับระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต
ไทย เปิดดีล FTA บังกลาเทศ เชื่อมเศรษฐกิจอ่าวเบงกอล-อาเซียน
ไทย–บังกลาเทศ เร่งปูทาง FTA เชื่อมเศรษฐกิจอ่าวเบงกอล–อาเซียน หวังขยายโอกาสการค้าและการลงทุนใหม่ ผู้แทนภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เห็นพ้อง FTA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–บังกลาเทศในระยะยาว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (ITD) ร่วมกับ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และ สถานทูตบังกลาเทศ ประจำประเทศไทย จัดการประชุมหัวข้อ “Enhancing Bangladesh–Thailand Economic Engagement: Challenges, Opportunities, and the Way Forward in the Future Free Trade Agreement (FTA)” ณ United Nations Conference Centre เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน และแนวทางพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและบังกลาเทศ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ITD ในฐานะองค์กรวิชาการด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ นโยบายด้านการค้า การลงทุน และการเจรจาความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ในช่วงกล่าวเปิดการประชุม นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา (Ms. Armida Salsiah Alisjahbana) เลขาธิการบริหาร ESCAP กล่าวว่า ESCAP ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าระหว่างประเทศ ด้าน นายฟัยยาซ มูรชิด กาซี เอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทย และนายอับดุล ราฮิม คาน Additional Secretary กระทรวงพาณิชย์บังกลาเทศ ระบุว่า บังกลาเทศกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี ค.ศ. 2029 จึงเร่งขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยไทยถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และบริการสมัยใหม่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการสุขภาพ ขณะที่ นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและบังกลาเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้า แต่ยังครอบคลุมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ITD พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ที่ประชุมเห็นว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย–บังกลาเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเพิ่มบทบาทของภูมิภาคอ่าวเบงกอลในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย–บังกลาเทศ ในปี ค.ศ. 2025 อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การค้าระหว่างสองประเทศยังไม่สมดุล แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยไทยส่งออกวัตถุดิบอุตสาหกรรม ขณะที่นำเข้าสิ่งทอและอาหารทะเลจากบังกลาเทศ ทั้งนี้ เมื่อบังกลาเทศพ้นสถานะประเทศ LDC จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีแบบ DFQF จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายเร่งเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของ FTA ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือเชิงสำรวจ (Exploratory Discussions) เพื่อจัดทำกรอบการเจรจาและปูทางสู่การลงนาม FTA ในอนาคตภายในปี ค.ศ. 2026 ESCAP ยังย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนด้านวิชาการ การวิเคราะห์เชิงนโยบาย และการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค ผู้แทนจากบังกลาเทศระบุว่า การเตรียมพ้นสถานะ LDC ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดโลก จึงเร่งเดินหน้าจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยล่าสุดได้ลงนาม FTA กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และแสดงความสนใจจัดทำ FTA กับไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว บังกลาเทศยังมองว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญภายใต้นโยบาย “Look East Policy” และเป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมขั้นสูง ระบบสาธารณสุข และธุรกิจบริการสุขภาพ ซึ่งสามารถเกื้อหนุนกับศักยภาพด้านการผลิต แรงงาน และฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ของบังกลาเทศได้อย่างลงตัว อีกประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ ปัจจุบันไทยยังให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแบบ DFQF (Duty-Free Quota-Free) แก่บังกลาเทศในฐานะประเทศ LDC แต่เมื่อบังกลาเทศพ้นสถานะดังกล่าว สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะสิ้นสุดลง จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายเร่งศึกษาการจัดทำ FTA เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในอนาคต ในด้านความคืบหน้าการเจรจา ทั้งสองประเทศได้ลงนามแสดงเจตจำนงร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 และอยู่ระหว่างกระบวนการหารือเชิงสำรวจ (Exploratory Discussions) เพื่อจัดทำ Scoping Paper กำหนดกรอบและประเด็นสำคัญของการเจรจา ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปูทางสู่การลงนาม FTA ในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญจาก ESCAP และสถาบันวิชาการของบังกลาเทศยังนำเสนอผลการศึกษาที่ระบุว่า หากทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนจากไทยไปยังบังกลาเทศ จะช่วยเพิ่ม GDP ของบังกลาเทศประมาณร้อยละ 0.07 ตามแบบจำลอง GTAP และหากมีมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40 ตามการประเมินของ TINA ในด้านกฎระเบียบการลงทุน แม้ทั้งสองประเทศมีศักยภาพสูงในการขยายความร่วมมือ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น กฎระเบียบด้านข้อมูล การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ และกฎหมายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าควรเปิดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไปในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศควบคู่กันไป นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิด “Unlocking the Bay of Bengal: The 3-Tier FTA Strategy for Thailand–Bangladesh Trade” ซึ่งประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทวิภาคีเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางภาษี ระดับภูมิภาคผ่านกรอบ BIMSTEC เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ “Bangkok Vision 2030” และระดับพหุภาคีผ่านกรอบ RCEP เพื่อเตรียมความพร้อมของบังกลาเทศก่อนพ้นสถานะ LDC และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างยั่งยืน ประเด็นด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะแนวคิดการเชื่อมโยงท่าเรือระนองของไทยกับท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ รวมถึงโครงการ Landbridge ของไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า และเสริมศักยภาพทางการค้าในภูมิภาคอ่าวเบงกอล สำหรับด้านการลงทุน ไทยถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของบังกลาเทศ โดยการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบการร่วมทุนในภาคสิ่งทอ ประมง โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ภาคเอกชนยังมองเห็นโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรม EV พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางการแพทย์ ทั้งนี้ ESCAP เห็นว่า ความตกลงการค้าแบบพิเศษ (PTA/FTA) จะช่วยสร้าง “ความสามารถในการคาดการณ์” ให้แก่นักลงทุน ผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ไทยและบังกลาเทศไม่มีประเด็นอ่อนไหวต่อกันที่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา อีกทั้งยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกันในหลายมิติ จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเร่งเตรียมความพร้อมสู่การจัดทำ FTA เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไปในอนาคต
AWC ยก ‘Blue Ocean Dome’ จากงาน World Expo ญี่ปุ่น สร้างแลนด์มาร์คใหม่เอเชียทีคปี 69
‘วัลลภา ไตรโสรัส’ ซีอีโอ AWC บอกแผนติดตั้ง Blue Ocean Dome พื้นที่กว่า 1,600 ตร.ม. จากงานโอซาก้า เอ็กซ์โป ไว้ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ คาดเปิดตัวไตรมาส 3 ปีนี้ นายหญิง AWC ‘คุณเอ๋-วัลลภา ไตรโสรัส’ ซีอีโอ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีก และอาคารสำนักงาน บอกเล่าทิศทางธุรกิจปี 2569 นอกจากแผนงานใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในปีนี้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งมูฟเม้นต์น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อ ‘AWC’ บอกว่าจะนำ ‘Blue Ocean Dome’ ซิกเนเจอร์พาวิลเลียนจากงาน 2025 Osaka-Kansai Expo งานนิทรรศการนานาชาติประเทศญี่ปุ่น 2025 จัดขึ้นไปเมื่อ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมานั้น โดยจะนำบลูโอเชียน โดม ทั้งไซส์ใหญ่และไซส์กลางมา รวมขนาดพื้นที่ราว 1,600 ตร.ม. มาติดตั้งที่ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์’ (Asiatique The Riverfront) ปักหมุดไว้ตรงบริเวณใกล้ๆ กับ Jurassic World: The Experience เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบสวนสนุก ไว้ด้วยกัน ต่อเบื้องหลังโปรเจกต์นี้ ‘คุณเอ๋’ บอกว่ามองเห็นศักยภาพของ ‘บลู โอเชียนโดม’ ที่เชื่อว่าจะนำมาต่อยอดเชิงสถาปัตย์ได้อีกมากกว่าการรื้อทิ้งโครงสร้างไปเฉยๆ เมื่อจบงานโอซาก้า เวิลด์ เอ็กซ์โป 2025 โดยขณะนี้ ‘Blue Ocean Dome’ อยู่ระหว่างการติดตั้งในพื้นที่ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์’ ตามแผนงานเดิมคาดจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดได้ทันในปี 2569 นี้แต่ด้วยความตื่นเต้นตามสไตล์ AWC ที่มักมาแผนงานใหม่ๆ ได้ตลอด ทำให้ ‘คุณเอ๋’ บอกว่าจะเร่งงานติดตั้งเสร็จทันภายในไตรมาส 3 ปีนี้ให้ได้ อ่านต่อเนื้อหา อื่นที่เกี่ยวข้อง AWC ลงทุนแสนล.บาทใน5 ปี มี 35 โรงแรม 9,312 ห้องพัก รับท่องเที่ยวโลก
AWC ลงทุนแสนล.บาทใน5 ปี มี 35 โรงแรม 9,312 ห้องพัก รับท่องเที่ยวโลก
AWC แผน5 ปีลงทุน 100,000 ล้านบาท ขยายพอร์ตโรงแรมลักซูรี-ไลฟ์สไตล์ ดึงแบรนด์ระดับโลก Ritz-Carlton, Nobu, Fairmont ปลายทางเที่ยวคุณภาพ ตั้งเป้าสินทรัพย์ทะลุ 300,000 ล้านบาท และ 9,312 ห้องพักภายในปี 2573 AWC ปั้นพอร์ตลักซูรีระดับโลกวางงบลงทุนระยะ 5 ปี (2569-2573) กว่า 100,000 ล้านบาท เร่งขยายโรงแรม-ไลฟ์สไตล์ แลนด์มาร์กใหม่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และต่างประเทศ ขยายพอร์ตโรงแรมลักซูรี AWC ดึงแบรนด์ Fairmont, Ritz-Carlton, Kimpton, Nobu และ Plaza Athenee พร้อมขยายพอร์ตสู่ 35 โรงแรม 9,312 ห้อง มูลค่าสินทรัพย์รวมเกิน 300,000 ล้านบาท ในปี 2573 เอเชียทีคโตแรง รับเทรนด์ Edutainment-ท่องเที่ยวคุณภาพสูง Jurassic World และ SkyFlyers ดันทราฟฟิก-ค่าเช่าโตต่อเนื่อง พร้อมเปิด Hatch Dome ชูโมเดล Edutainment ปั้นเอเชียทีคสู่ Global Destination วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและคอมเมอร์เชียล อาคารสำนักงาน เปิดเผยว่า AWC ตั้งงบลงทุนพัฒนา ขยาย ปรับปรุงโครงการ (CARPEX) ระยะเวลา 5ปี (2569-2573) ราว 100,000 ล้านบาท) ตั้งเป้าขยายโรงแรมและอสังหาฯ ระดับลักซูรี อย่างต่อเนื่อง พร้อมลงทุน ‘โปรเจกต์ไอคอนิก’ จะมีโครงการสำคัญ เช่น แฟร์มอนต์ แบงคอก สุขุมวิท (Fairmont Bangkok Sukhumvit) พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล นิวยอร์ก (Plaza Athenee Nobu Hotel New York) เดอะ ริตซ์-คาร์ลตัน แบงคอก เดอะ ริเวอร์ไซด์ (The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside) เวิ้งนาครเกษม เยาวราช (Woeng Nakornkasem Yaowaraj) ลานนาทีค (Lannatique ) เชียงใหม่ ขณะเดียวกันบริษัท ยังใช้โมเดล AWC Growth Fund (AWC GR Fund) กลยุทธ์การลงทุนอสังหาฯ ในการขยายธุรกิจและพัฒนาโครงการเพื่อลดภาระหนี้สินในช่วงแรก ก่อนซื้อคืน 100% เมื่อสร้างรายได้ ในโปรเจกต์สำคัญทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และ พัทยา ชลบุรี เบื้องต้นใน 4 โครงการ คือ เวิ้งนาครเกษม เยาวราช, โครงการลานนาทีค เชียงใหม่ , โครงการโรงแรม พลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ Nobu Hospitality) และ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ สุขุมวิท กรุงเทพ โฮเทล และ สปา (The Okura Prestige Sukhumvit Bangkok Hotel and Spa) จัดพอร์ตโรงแรมหรูรับท่องเที่ยวลักซูรี วัลลภา กล่าวว่าทิศทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนธุรกิจ AWC โดยมุ่งขยายพอร์ตฯโรงแรมลักซูรีระดับโลก จากในปี 2569 นี้มีสินทรัพย์ 25 โรงแรม จำนวน 7,253 ห้อง ใน 17 แบรนด์ พร้อมวางแผนเพิ่มจำนวนโรงแรมและห้องพักเกือบ 3 เท่า เพื่อรองรับดีมานด์ตลาดไฮเอนด์ กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง เช่น นักท่องเที่ยวหรู/ลูกค้าระดับพรีเมียม กลุ่ม MICE การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Leisure / Bleisure) โดยจะดึงแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้าพอร์ตฯ นี้ อาทิ แฟร์มอนต์ (Fairmont), ริตซ์-คาร์ล (Ritz-Carlton) ตัน, คิมป์ตัน (Kimpton), โนบุ (Nobu) และ พลาซ่า แอทธินี (Plaza Athénée) โดยภายในปี 2573 จะมีสินทรัพย์ 35 โรงแรม จำนวน 9,312 ห้อง จาก 21 แบรนด์ เติบโต 36% จากแผนงานที่วางไว้ (Pipeline) รวมมูลค่าสินทรัพย์รวม (GAV) มากกว่า 300,000 ล้านบาท วัลลภา กล่าวต่อ สำหรับปี 2569 AWC ยังใช้งบลงทุนราว 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปีตามแผนขยายพอร์ตโฟลิโอผ่านโครงการสำคัญในทำเลศักยภาพ ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ชลบุรี อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และ โครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ และการพัฒนาแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เพื่อรองรับนักเดินทาง/ท่องเที่ยวคุณภาพทั้งต่างชาติและคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มหลังที่มีแนวโน้มขยายการเติบโตสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องจนถึงในไตรมาสแรกปีนี้ จากแนวโน้มดังกล่าว ผลักดันให้ผลดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้รวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% (YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 1,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% (YoY) มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 5,230 บาทต่อคืน “ปัจจัยการเติบโตยังมาจากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางหลัก ที่ AWC มีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมรองรับในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ” นอกจากนี้ การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมเดิม อาทิ กลุ่มโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่มี RevPAR เติบโต 26% (YoY) จากการฟื้นตัวของดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง กลุ่มรีสอร์ตลักซูรี จังหวัดกระบี่ และเกาะสมุย เติบโตต่อเนื่อง โรงแรมบันยันทรี เกาะสมุย สร้างอัตราห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) สูงสุดถึง 33,000 บาทต่อคืนในเดือนมกราคม 2569 ขณะเดียวกัน AWC เริ่มเห็นการต่อยอดการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ไปสู่การสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทยอยรับรู้รายได้จากโรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 ได้แก่ โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โรงแรม จูบิลี เพรสทีจ รัชดาภิเษก โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 74%) โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย (ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 83% ในไตรมาส 1/2569 พร้อม RevPAR ที่เติบโตทุกไตรมาสนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ) ไตรมาส1/2569 กำไรเฉียด2 พันล. วัลลภา กล่าวต่อว่า สำหรับไตรมาส 1/2569ที่ผ่านมา AWC มีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% (YoY) โดยทั้งสามรายการทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ โดย AWC ยังรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY) “ผลงานไตรมาสนี้ สะท้อนทิศทาง AWC ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ที่มุ่งการเติบโตระยะยาว ผ่านการผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม คอมเมอร์เชียล และไลฟ์สไตล์ รวมถึงการเปิดตัวและพัฒนาโครงการใหม่ในปีที่ผ่านมา ต่อยอดการเติบโตของ AWC ทั้งด้านรายได้ มูลค่าสินทรัพย์ และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก” ทั้งนี้ จากการต่อยอดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว การพักผ่อน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ส่งผลให้พอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีรายได้รวม 1,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% (YoY) นำโดย ‘เอ-ญ่า’ รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ที่สร้างรายได้สูงสุดกว่า 158 ล้านบาทในไตรมาสนี้ รวมถึงร้านอาหารและประสบการณ์ใหม่ที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศด้านไลฟ์สไตล์ของบริษัท เอเชียทีคฯ ค่าเช่าโต 5% ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล มีรายได้รวม 2,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% (YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 2,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% (YoY) หากไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน รายได้เติบโต 16.3% (YoY) สู่ 1,175 ล้านบาท และ BU EBITDA เติบโต 15.0% (YoY) สู่ 781 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตที่แท้จริงของทั้งกลุ่มศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน โดยหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งยังคงขยายตัวจากการพัฒนาโมเดลประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว มีรายได้ค่าเช่าเติบโต 15% (YoY) และกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) เติบโต 21% (YoY) จากอัตราการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 4% (YoY) สู่ระดับ 81% ค่าเช่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น 5% (YoY) และทราฟฟิกผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16% (YoY) จากความสำเร็จของโครงการ Jurassic World: The Experience และ SkyFlyers: Wings of Garudapterus ที่ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ AWC ยังเปิดตัว ‘Better World Better Future’ แลนด์มาร์กใหม่ด้าน Edutainment ณ Hatch Dome เพื่อส่งเสริมเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการผสานความบันเทิง เทคโนโลยี และการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้แก่ผู้มาเยือนในทุกกลุ่มอายุ พร้อมสนับสนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาวของโครงการ อ่านเนื้อหา อื่นที่เกี่ยวข้อง AWC ยก ‘Blue Ocean Dome’ จากงาน World Expo ญี่ปุ่น สร้างแลนด์มาร์คใหม่เอเชียทีคปี 69 ขณะที่ กลุ่มศูนย์การค้าโดยรวม BU EBITDA เติบโต 35% (YoY) และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 4% (YoY) จาก 73% เป็น 77% พร้อมทราฟฟิกผู้ใช้บริการที่เติบโต 6% (YoY) สำหรับกลุ่มอาคารสำนักงาน AWC ยังรักษาเสถียรภาพกระแสเงินสด โดยมี BU EBITDA เติบโต 2% (YoY) จากการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Lifestyle Workplace นำโดยโครงการดิ เอ็มไพร์ ภายใต้แนวคิด ‘The Empire Reimagined’ รวมถึงการรับรู้รายได้จากอาคารสำนักงานใหม่ จูบิลี เพรสทีจ ทาวเวอร์ บนทำเลศักยภาพย่านรัชดา ที่ช่วยรองรับการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว
อินฟอร์มา แจกสูตรทำร้านอาหารปี69 เสิร์ฟพอดีอิ่มแค่ 80% เพิ่มยอดขายเปิดโอกาสสั่งเมนูอื่น
อินฟอร์มา บอกสูตรธุรกิจร้านอาหารปี2569 มูลค่า 6.6 แสนล้านบาท เข้าสู่ยุคแข่งเติมความคุ้มค่าให้ลูกค้ารับประสบการณ์-แชร์ต่อได้ ชวนอัปเดทข้อมูลต่อที่ Food & Hospitality Thailand 2026 มูลค่าตลาดและโอกาส ตลาดร้านอาหารไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 6.6 แสนล้านบาท โดยกลุ่มฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตโดดเด่นถึง 22% กลยุทธ์การปรับตัว ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเน้นสร้างประสบการณ์ที่คุ้มค่า (Value for Money) เพื่อให้ลูกค้าประทับใจและเกิดการแชร์ต่อ Food & Hospitality Thailand 2026 งานแฟร์โซลูชั่นอาหารร่วมแชร์ข้อมูลเชิงลึกให้ธุรกิจอยู่รอด สุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวว่าในปี 2569 นี้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารต่างปรับตัวหลังเผชิญผลกระทบเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งมีทั้งร้านที่ไม่สามารถดำเนินกิจการให้ไปต่อได้ แต่ยังพบว่าหลายร้านมีการเติบโตและขยายสาขาได้ ขณะที่ LINE MAN Wongnai ระบุตลาดร้านอาหารไทยมีมูลค่ารวม 6.6 แสนล้านบาท โดยธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่โต 22% มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท เป็นปัจจัยที่น่าสนใจต่อการพิจารณาความสำเร็จในธุรกิจกลุ่มนี้ นอกจากนี้ จากการจัดงาน FHTตลอดช่วงที่ผ่านมายังพบข้อมูลเชิงลึกว่า รสชาติและคุณภาพยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อความสำเร็จ ด้วยยังมีอีกหลายองค์ประกอบ อาทิ การสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้ลูกค้า บริการที่ให้ความรู้สึกพิเศษและความคุ้มค่า (Value for Money) เสิร์ฟแบบพอดี อิ่มแบบ 80% เปิดโอกาสให้สั่งเมนูอื่นเพิ่มได้ นอกจากนี้ การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ร้านหรือแบรนด์ต้องมีเรื่องเล่า เพื่อแสดงตัวตน ความพิเศษ และความน่าสนใจ อาทิ รสชาติ การตกแต่ง บริการ หรือ สิ่งที่ร้านอื่นไม่มี ต้องรู้จักใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์อย่าง Facebook, TikTok, Instagram, Google Map หรือ ช่องทางอื่นๆ ที่ทำได้เอง และยังดึงดูดความสนใจกับ Youtuber, Influencer, Vlogger ให้มาถ่ายทอดเรื่องราวของร้านได้ เช่นกัน สุภาภรณ์ เสริมว่า ขณะที่การบริหารจัดการหลังบ้านเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ ต้องใช้หลายเครื่องมือร่วมกัน อาทิ การบริหารร้านแบบ Lean ช่วยยกระดับการจัดการให้มีประสิทธิภาพ ลดการศูนย์เสียทรัพยากร พลังงาน เวลา และแรงงาน แนวคิดแบบ Kaizen ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงเรื่องต่างๆ ทีละเล็กละน้อยทุกวัน การลงทุนและปรับปรุงร้านรวมถึงอุปกรณ์ ต้องไม่คิดแค่ถูกหรือแพง แต่ต้องคุ้มค่า ปัจจุบันอุปกรณ์และโซลูชันมีเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาในราคาที่เข้าถึงได้ แม้เป็นผู้ประกอบการรายเล็กก็เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ บรรจุภัณฑ์ คือ ภาพลักษณ์และต้นทุน ต้องปกป้องอาหารได้ดี ขนาดไม่ Over-packaging และสื่อสารสร้างการจดจำได้ การใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยนำทางในการวิเคราะห์ข้อมูล พฤติกรรมผู้บริโภค สร้างจุดขายใหม่ หรือ ทำ Feasibility Study ประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุน 3 เทรนด์ธุรกิจ F&B ที่จะมา สำหรับทิศทางของธุรกิจอาหารเครื่องดื่มนั้น มุ่งเน้นไปที่ 3 แนวโน้มที่ต้องจับตา ได้แก่ การกินต้องครบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง (Multi-Sensory Experience) สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงกับจุดเด่นที่ต้องการนำเสนอของร้านได้ กินดี อยู่ดี อายุยืนยาวด้วยสุขภาพที่ดี (Health, Wellness & Longevity) สายสุขภาพยังโตต่อเนื่องกว่า 20% ลูกค้ามองหาอาหารจากพืชแบบดั้งเดิม แท้จริง และปรุงแต่งน้อยที่สุด (Authentic Plant-Based) แสดงให้เห็นถึงความยั่งยืน และ การต่อยอดผ่านช่องทางค้าปลีก (Sustainability & Retail Expansion) รับผิดชอบและบอกกับลูกค้าถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งมองถึงการต่อยอดอาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่นของร้านให้ไปขายต่อในช่องทางอื่นได้ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญ คือ การเรียนรู้เคล็ดลับและทิศทางใหม่ๆ ของผู้ประกอบการต้องไม่หยุดนิ่ง การเป็นปลาเล็กที่อยู่รอด ต้องรวดเร็วและปรับตัวไว สุภาภรณ์ กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘All Sectors, One Destination’ พร้อมเป็นศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการอย่างแท้จริง โดยได้รับความร่วมมือในการจัดงานฯ จากสมาคมโรงแรมไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมเชฟประเทศไทย และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ภายในงานมีโซนจัดงานครอบคลุม 8 ภาคส่วนธุรกิจ ได้แก่ Food & Drinks Café & Bakery Shop & Retail Sips & Spirits Foodservice Equipment Hospitality Cleaning & Hygiene Coffee & Tea Village โดยมีผู้ร่วมจัดแสดงงานที่น่าสนใจ อาทิ CTI Food Supply, Earth Factory, GLT Italia, Italasia Trading (Thailand), Jaspal & Sons, Jassway (Thailand), Longbeach, Lucamari, Newton Food Equipment, VJ International Group ฯลฯ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีแห่งการพัฒนาศักยภาพที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมไฮไลต์ การประชุม สัมมนา เวิร์กช็อปและมาสเตอร์คลาส (Workshop & Masterclass) การสาธิตทำอาหาร (Cooking Demo) การแข่งขัน Thailand’s International Culinary Cup (TICC) การแข่งขัน Thailand Hotel Bartender’s Championship 2026 การแข่งขัน International Fashion Drinks Competition – Thailand Division และกิจกรรมอื่นๆ สำหรับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand
Marriott ใช้ Luxury Dining Series ขายประสบการณ์หรูผ่านความทรงจำ
แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ดึงเชฟระดับโลก สร้างประสบการณ์ผ่าน Luxury Dining Series ครั้งที่ 3 กับเรื่องเล่าวัฒนธรรมทั่วภูมิภาคเอเชียฯ บนโต๊ะดินเนอร์ Luxury Dining Series ปีที่ 3 สะท้อนการยกระดับจากกิจกรรมอาหาร สู่แพลตฟอร์มสร้างประสบการณ์สำหรับลูกค้าลักซูรี Marriott ใช้ ‘เรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร’ เป็นกลยุทธ์แบรนด์ เปลี่ยน Fine Dining จากมื้อพิเศษ ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์และความทรงจำร่วม เทรนด์ลักซูรียุคใหม่ แข่งกันที่ Meaningful Experience ผู้บริโภคเริ่มให้คุณค่ากับประสบการณ์และการเชื่อมโยงทางอารมณ์ (emotional connection) มากกว่าการครอบครองสินค้าเพียงอย่างเดียว ในปี 2569 นี้ ‘Luxury Dining Series’ ของ Marriott International เดินทางมาถึงปีที่ 3 สะท้อนว่าโปรแกรมนี้ นอกจากเป็นกิจกรรมพิเศษด้านอาหารแล้ว ในขณะเดียวกันยังได้พัฒนาสู่การเป็น ‘แพลตฟอร์มประสบการณ์’ สำหรับกลุ่มลูกค้าลักซูรี โดยเฉพาะ สำหรับ ‘Luxury Dining Series’ ปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘Across the Table’ ที่แมริออท ได้ยกระดับมื้ออาหารนอกจากการรับประทานทั่วไป ไปสู่พื้นที่บทสนทนา ความสัมพันธ์ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผ่านเชฟ นักเล่าเรื่อง และผู้ร่วมโต๊ะจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อการดำเนินโปรแกรมต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ ยังสะท้อนชัดถึงทิศทางใหม่ของธุรกิจลักซูรี ยังเดินทางมาสู่การแข่งขันด้าน ‘ประสบการณ์เฉพาะตัว’ และ ‘ความทรงจำทางอารมณ์’ ให้ลูกค้าได้รับกลับไป นอกเหนือจากการแข่งขันด้านคุณภาพและบริการของธุรกิจโรงแรมหรือความหรูหรา โดยสิ่งที่ Marriott กำลังตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์ผ่านกิจกรรม ‘Luxury Dining Series’ เพื่อสร้างให้ ‘Fine Dining’ ยังเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับความรู้สึกของการค้นพบ การแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม เข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่ หนึ่งในหัวใจสำคัญของงานที่นอกเหนือจากรสชาติอาหารแล้ว ‘เชฟ’ ยังรับบทบาทเป็นสื่อกลางพาผู้คนเข้าใจที่มาของวัตถุดิบ วัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงมุมมองของเชฟแต่ละคน ด้วย ‘เรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร’ สร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแขกบนโต๊ะอาหารโดยตรง ทำให้มื้ออาหารกลายเป็นพื้นที่ของการสื่อสาร มากกว่าการเสิร์ฟอาหารแบบดั้งเดิม ขณะที่แนวคิดนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคลักซูรี ยุคใหม่ ที่เริ่มให้คุณค่ากับ ‘Meaningful Experience’ ประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการครอบครองสินค้าเพียงอย่างเดียว จากสิ่งที่สร้างความแตกต่างได้จริง และเรื่องราวที่ซ่อนความรู้สึกร่วมไว้อยู่เบื้องหลัง แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ ‘Across the Table’ ที่เป็นมากกว่าการรับประทานอาหารในห้องอาหาร โดยเปิดให้จองเฉพาะภายใต้แคมเปญ Luxury Dining Series เท่านั้น ด้วยแพ็คเกจการเข้าพักสุดพิเศษ พร้อมให้บริการใน 6 จุดหมายปลายทาง สถานที่จัดงาน Luxury Dining Series ประจำปี 2569 ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอมเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa) เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket) เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ท (The St. Regis Maldives Vommuli Resort) มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto) Luminara, The Ritz-Carlton Yacht Collection การเดินทางข้ามประเทศญี่ปุ่นบนเรือ ลูมินารา เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอชต์ คอลเลกชัน สำหรับตารางการจัดงานมีดังนี้ เวียดนาม 5–9 สิงหาคม 2569 – เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอมเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa) ประเทศไทย 12–16 สิงหาคม 2569 – เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket) มัลดีฟส์ 25–30 สิงหาคม 2569 – เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ท (The St. Regis Maldives Vommuli Resort) อินโดนีเซีย 9–13 กันยายน 2569 – มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) ญี่ปุ่น 23–27 กันยายน 2569 – เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto) ญี่ปุ่น 9–18 ตุลาคม 2569 – ลูมินารา เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอชต์ คอลเลกชั่น (Luminara, The Ritz-Carlton Yacht Collection) รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมต่าง ๆ จะประกาศให้ทราบในเร็ว ๆ นี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: https://www.marriott.com/en-us/marriott-brands/portfolio/luxury-dining-series.mi
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน บอก 6 วิธีป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน ‘ราคาถูกเกินจริง’ สัญญาณอันตราย
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) ห่วงปัญหา “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” หลังต้นทุนพุ่ง กำไรหด เตือนผู้บริโภค ‘อย่าหลงเชื่อ ราคาถูกเกินจริง’ สัญญาณอันตราย ‘เสียเงิน-ไม่ได้บ้าน’ แนะ 6 วิธีป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน เช็กให้ชัวร์ก่อนจ้าง สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เตือน “ราคาถูกเกินจริง” คือสัญญาณเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และบ้านสร้างไม่เสร็จ แนะ 6 วิธีเช็กผู้รับเหมามืออาชีพ ตั้งแต่ตรวจนิติบุคคล สัญญามาตรฐาน สคบ. ไปจนถึงตรวจหน้างานจริงก่อนตัดสินใจจ้าง HBA ย้ำการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ภายใต้สมาคมฯ ช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องงบบานปลาย งานไม่ได้มาตรฐาน และข้อพิพาทระยะยาว อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวการทิ้งงานก่อสร้าง ที่สร้างความเสียหายในวงกว้างให้กับผู้บริโภคที่มีความตั้งใจวางแผนสร้างบ้าน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้บ้าน ซึ่งทางสมาคมฯ วิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางป้องกันปัญหา “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” ให้แก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ เจาะลึกวิกฤต ‘ราคาถูกเกินจริง’ ทั้งนี้ ปัญหาการทิ้งงานที่เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในขณะนี้ สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญภาวะกำไรหดตัว และส่งผลให้บางรายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่องจาก ราคาขายไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เมื่อเริ่มขาดสภาพคล่องและไม่มีงานใหม่เข้ามาหมุนเวียนจึงกระทบโดยตรงถึงผู้บริโภคที่ไม่ได้บ้านตามที่โฆษณาไว้ในสื่อ และกลายเป็นวงจรความเสียหายที่ยากจะเยียวยา โดยเฉพาะผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กลยุทธ์การตลาดและขาย กำหนดให้ “ราคาถูกเกินจริง” ซึ่งเป็นราคาขายที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของบริษัทรับเหมาบางกลุ่ม เพื่อต้องการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ “เมื่อราคาขายไม่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้เกิดปัญหาการทิ้งงานเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในขณะนี้ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญภาวะกำไรหดตัว และบางรายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เมื่อเริ่มขาดสภาพคล่องและไม่มีงานใหม่เข้ามาหมุนเวียน ส่งผลกระทบโดยตรงถึงผู้บริโภคที่ไม่ได้บ้านตามที่โฆษณาไว้ในสื่อ กลายเป็นวงจรความเสียหายในวงกว้าง” นายอนันต์กร กล่าว 6 เช็คให้ชัวร์ ลดเสี่ยงโดนทิ้งงาน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “บ้านกลายเป็นซาก” สมาคมฯ แนะ 6 วิธีเลือกผู้รับเหมามืออาชีพที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ดังนี้ ระวัง “ราคาที่ถูกเกินจริง” ราคาที่ต่ำกว่าราคากลางในตลาดมากเกินไปคือสัญญาณอันตรายอันดับแรก เพราะคุณภาพงานมีต้นทุนมาตรฐาน รวมถึงต้นทุนในการบริหารจัดการ และงานบริการที่ครบวงจร ซึ่งบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นมืออาชีพ จะมีระบบการดูแลที่ครอบคลุมมากกว่า ตั้งแต่การออกแบบจนถึงงานวิศวกรรมที่ซับซ้อน ซึ่งต้นทุนที่เหมาะสมเหล่านี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคง ตรวจสอบสถานะ “นิติบุคคล” การว่าจ้างในรูปแบบนิติบุคคลที่ตรวจสอบได้ มีแหล่งที่ตั้งบริษัทอย่างชัดเจน พร้อมมีทุนจดทะเบียน เป็นปัจจัยที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีผู้รับผิดชอบตลอดอายุสัญญา ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงการส่งมอบ ซึ่งแตกต่างจากการเป็นบุคคลธรรมดา หรือเพจเฟซบุ๊กที่สามารถปิดตัวหนีความรับผิดชอบไปได้ง่ายๆ สัญญาต้องเป็นไปตามมาตรฐาน “สคบ.” โดยสัญญาที่ได้มาตรฐานต้องระบุรายละเอียดงานและความรับผิดชอบที่รัดกุม ตามข้อบังคับสัญญาควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้แก่ กำหนดระยะเวลาชัดเจน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอย่างถูกต้อง พร้อมระบุรายละเอียดวัสดุที่ชัดเจน เช่น แบรนด์ รุ่น และเกรดวัสดุ เพื่อป้องกันข้อพิพาทและการลดสเปกงาน รวมทั้งการกำหนดค่าปรับกรณีล่าช้า และการรับประกันโครงสร้างตามกฎหมาย การเบิกงวดงานที่สอดคล้องกับหน้างานจริง การทำงานโดยบริษัทรับสร้างบ้านที่ได้มาตรฐานและเป็นมืออาชีพ ต้องไม่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าที่สูงจนผิดปกติ ซึ่งการเบิกเงินในแต่ละงวดต้องสอดคล้องกับค่าบริหารจัดการและเนื้องานที่ก่อสร้างเสร็จจริง เพื่อให้เงินที่จ่ายไปแปรสภาพเป็นเนื้องานที่จับต้องได้ ป้องกันความเสี่ยงจากการเบิกเงินเกินเนื้องาน “คุณภาพทีมงาน” และ “ผลงานจริง” จะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าบริษัทที่ว่าจ้างนั้นจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน อย่าเชื่อเพียงภาพถ่ายในสื่อออนไลน์ แต่ให้พิจารณาถึงความเป็นมืออาชีพของทีมงาน ผู้บริโภคควรเลือกผู้ประกอบการที่มีทีมสถาปนิกและวิศวกรที่มีประสบการณ์เฉพาะด้าน เข้ามาดูแลควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะแตกต่างจากผู้รับเหมาทั่วไปที่มีเพียงช่างฝีมือแต่ขาดการควบคุมมาตรฐานทางวิศวกรรม นอกจากนี้ควรขอชมหน้างานจริง เพื่อยืนยันคุณภาพงานที่เป็นรูปธรรม ยึดถือหลัก “มาตรฐานวิชาชีพ” พิจารณาเลือกผู้ประกอบการที่สังกัดองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพที่มีการกำกับดูแลสมาชิกภายใต้ระเบียบและกฎหมายควบคุม เพราะจะมีกลไกตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก การมีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ และมีหน่วยงานกลางที่ช่วยประสานงานไกล่เกลี่ยหากเกิดข้อพิพาท ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำงาน และจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะดำเนินต่อได้จนแล้วเสร็จ ย้ำความเชื่อมั่น “สร้างบ้าน…ปลอดภัย” อนันต์กร กล่าวว่า บ้านคือความฝันทั้งชีวิต อย่าตัดสินใจเพียงเพราะราคาถูกหรือรูปโฆษณา การเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีทีมงานมืออาชีพ มีสัญญาที่โปร่งใส และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ตรวจสอบได้ คือหลักประกันที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นบ้านที่มั่นคง ทั้งนี้ เพื่อเป็นหยุดวงจรความเสียหายที่ยากจะเยียวยาจากการบริษัทผู้รับเหมาทิ้งงาน ทางสมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในการสร้างบ้านของบริษัทรับสร้างบ้าน ในทั่วประเทศ หากผู้บริโภคเลือกสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ บริษัทเหล่านี้มีการให้บริการที่ครบวงจร และการส่งมอบงานตามสัญญาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ จากสมาคมฯ ซึ่งเป็นผู้ช่วยคัดกรองมาตรฐานเบื้องต้นแล้ว ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบผู้บริโภค ทั้งการสูญเสียงบประมาณ บ้านสร้างไม่เสร็จ งานไม่ได้คุณภาพ หรือเกิดข้อพิพาทที่ต้องใช้เวลานานในการดำเนินคดี” นายอนันต์กร กล่าว
ONYX ร่วมพันธมิตรการเงิน LH Bank คืบหน้า EQ Phuket โรงแรมลักซูรี ภูเก็ต
ออนิกซ์ ร่วมมือกับพันธมิตรทางการเงิน LH Bank เดินหน้าพัฒนาโครงการ ‘EQ Phuket’ โรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ยุทธชัย จรณะจิตต์ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ‘อีคิว ภูเก็ต’ (EQ Phuket) โรงแรมระดับลักซูรีแห่งใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ด้วยการลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินกับ LH Bank เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ โอเรียนเต็ล กรุงเทพ (Oriental Residence Bangkok) โดยมี นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป, นาย โดนัลด์ ลิม (Donald Lim) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Equatorial Group และ นายฉี ชิง-ฟู่ (Mr. Shih, Jiing-Fuh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม ท่ามกลางคณะผู้บริหารจากทั้งสามฝ่ายที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้พัฒนา ผู้บริหารโรงแรม และสถาบันการเงิน ในการขับเคลื่อนโครงการสู่ขั้นตอนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “โครงการ ‘อีคิว ภูเก็ต (EQ Phuket)’ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในกลยุทธ์การขยายพอร์ตโฟลิโอรีสอร์ตระดับลักชัวรีของกลุ่มออนิกซ์ฯ เราเห็นศักยภาพระยะยาวของตลาดภูเก็ตอย่างชัดเจน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งด้านการพัฒนาและการเงินในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันโครงการให้ประสบความสำเร็จตามแผน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว” มากกว่านั้น ‘อีคิว ภูเก็ต’ ไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมระดับลักซูรีแห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนทิศทางการเติบโตของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอในเซ็กเมนต์รีสอร์ตระดับบนของภูมิภาค โดยโครงการคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 2 ของปี 2571 และจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว ด้าน นาย โดนัลด์ ลิม (Mr. Donald Lim) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเควทอเรียล กรุ๊ป (Equatorial Group) เปิดเผยว่า เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพัฒนาโครงการสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำแบรนด์ EQ สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 การเปิดตัวโรงแรม EQ แห่งแรก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้สร้างสีสันให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรมอย่างโดดเด่น และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว ในฐานะแบรนด์บูติกลักซูรี EQ โดดเด่นด้วยการผสานความสง่างามเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ตลอดจนการบริการที่อบอุ่นและพิถีพิถันในทุกรายละเอียด จนได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากนักเดินทางทั่วโลก รวมถึงการยกย่องในระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการติดอันดับ Top 100 Hotels in the World ประจำปี 2568 จากนิตยสาร Travel + Leisure ในอันดับที่ 22 “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เพื่อร่วมกันนำแบรนด์ EQ เข้าสู่ประเทศไทย และพร้อมส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่โดดเด่น น่าประทับใจ และสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้แก่นักเดินทางจากทั่วโลกต่อไป” ขณะที่ นายฉี ชิง-ฟู่ (Mr. Shih, Jiing-Fuh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank กล่าวเสริมว่า “ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อ 1,800 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการ ‘EQ Phuket’ โรงแรมระดับลักชัวรี บนหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต โดยภายในโครงการประกอบด้วย และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ธนาคารเห็นว่าจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยโครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยยกระดับศักยภาพตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทย” การลงนามครั้งนี้ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของโครงการ ภายหลังจากที่ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนอย่างเป็นทางการกับ Equatorial Group เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,800 ล้านบาท การได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคการเงินต่อศักยภาพของโครงการ ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวระดับลักซูรีในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางกำลังซื้อสูงจากยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในกลุ่มรีสอร์ตระดับบนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเป็น 69% และอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวันที่ปรับตัวจาก 4,717 บาทในปี 2566 เป็น 5,241 บาทในปี 2567 ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวยังมีความหลากหลายมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังคงเป็นตลาดหลัก ส่วนนักท่องเที่ยวจากรัสเซียและอินเดียมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการฟื้นตัวของการเดินทางระยะไกลและความต้องการประสบการณ์การพักผ่อนคุณภาพสูงในทำเลที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ภูเก็ตยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาโครงการรีสอร์ตลักชัวรีในระยะยาว โครงการ ‘อีคิว ภูเก็ต’ ตั้งอยู่บริเวณหน้าหาดบริเวณตอนเหนือของหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต บนพื้นที่รวมประมาณ 32 ไร่ ประกอบด้วยห้องพักรวมประมาณ 170 keys ได้แก่ พูลวิลล่า 11 หลัง ห้องสวีต 27 ห้อง และห้องพักมาตรฐาน 132 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับลักชัวรี ห้องอาหาร all-day dining, pool bar, สระว่ายน้ำ 2 สระ, kids club, สปา, ฟิตเนส และพื้นที่สำหรับงานจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่ ริมชายหาดวางแผนพัฒนาเป็น beach club และ sports & lifestyle hub เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักชัวรีอย่างครบทุกมิติ มุ่งตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางระดับบนที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักคุณภาพสูงในทำเลที่โดดเด่นและเป็นส่วนตัว
ONYX ทศวรรษที่7 เป็นมากกว่าเชนโรงแรม ตั้งกองรีท ‘ONYXRT’ ระดม4 พันล.
ออนิกซ์ ไปต่อทศวรรษที่ 7 พลิกโฉมธุรกิจสู่ผู้ ‘Asian Hospitality’ มาตรฐานบริการเอเชียระดับภูมิภาค ลงทุน 5,500 ลบ. ขยายพอร์ตโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 75 แห่งในปี 2573 ออนิกซ์ แผนมุ่งสู่ทศวรรษที่ 7 ปรับบทบาทสู่ผู้ให้บริการฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมขยายพอร์ตแตะ 75 แห่งในปี 2573 ONYXRT เข้าตลาด ระดมทุน 4,000-4,400 ล้านบาท บริษัทเตรียมนำสินทรัพย์หลักอย่าง อมารี กรุงเทพฯ, โอโซ่ สมุย และโอโซ่ ภูเก็ต เข้ากองรีท เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวแบบ Evolving REIT ลงทุน 5,500 ล้านบาท ขยายแบรนด์รับท่องเที่ยวฟื้น ออนิกซ์ฯ เดินหน้าพัฒนา Amari, OZO, Shama และ Oriental Residence พร้อมเปิดโครงการใหม่ในไทยและต่างประเทศ รองรับดีมานด์นักเดินทางยุคใหม่ ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้บริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ร้านอาหารและสปา ในเครืออิตัลไทย กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจกลุ่มออนิกซ์ในโอกาสก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านฮอสพิทาลิตี แพลตฟอร์มระดับภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จากภาพจำที่ผ่านมาในฐานะผู้บริหารฯธุรกิจเชนโรงแรม และเซอร์วิส อพาร์ทเมนต์ ทั้งนี้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือ การสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ผ่านการนำสินทรัพย์เข้าสู่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ‘ONYXRT’ โดยในปี 2569 บริษัทคาดว่าสินทรัพย์หลัก (Core Assets) ประกอบด้วย อมารี กรุงเทพฯ, โอโซ่ สมุย และ โอโซ่ ภูเก็ต จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน “ขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ พร้อมวางแผนเดินสายโรดโชว์กับนักลงทุนและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้” สำหรับมูลค่าการระดมทุน บริษัทตั้งเป้าไว้ราว 4,000-4,400 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้ทั้งในด้านฟันดิ้ง (Funding) และการ รีครีเอตสินทรัพย์ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมย้ำว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่ ‘One-time REIT’ แต่เป็น ‘Evolving REIT’ ที่สามารถต่อยอดและพัฒนาได้ต่อเนื่องในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อมุ่งไปสู่ทิศทางดังกล่าว กลุ่ม ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ จะดำเนินการภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ คือ ขยายพอร์ตโรงแรมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ต่อเนื่อง (ปัจจุบันมี 49 โครงการ รวมกว่า 9,000 ห้อง) การเปิดโครงการใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ภูเก็ต สมุย พัทยา ระยอง และเซินเจิ้น (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ใช้ ‘ประสบการณ์’ เป็นหัวใจของแบรนด์ เพื่อให้บริการภายใต้มาตรฐานกลุ่ม ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ในฐานะผู้นำฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาคฯ เติมพอร์ตฯ รับนักเดินทางกลับมา ยุทธชัย ย้ำแนวทางธุรกิจในปี 2569 ออนิกซ์ฯ วางแผนขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียฯ ต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์ในการเป็น The Best Medium-sized Hospitality Management Company in Asia-Pacificพร้อมขยายพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรมไลฟ์สไตล์ในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค โดยเปิดตัวโครงการใหม่ ได้แก่ ชามา สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ (Shama Sukhumvit 101 Bangkok) ชามา เมดินี (Shama Medini) วาย โฮเทล หนานซาน เซินเจิ้น อินสไปร์ บาย โอโซ่ (Y Hotel Nanshan Shenzhen Inspired by OZO) นอกจากนี้ ออนิกซ์ฯ ยังมีแผนพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง อาทิ ชามา ระยอง (Shama Rayong) อีคิว ภูเก็ต (EQ Phuket) ชามา ฮับ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ (Shama Hub Ladprao Bangkok) ชามา นอร์ท พัทยา (Shama North Pattaya) ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาโครงการระดับลักซูรี ‘อมารี รีสอร์ต แอนด์ วิลล่า สมุย (Amari Resort & Villas, Samui)’ พร้อมแผนปรับปรุงครั้งสำคัญของ อมารี ภูเก็ต (Amari Phuket Transformation) เพื่อยกระดับศักยภาพของสินทรัพย์และประสบการณ์ของผู้เข้าพัก ยุทธชัย บอกว่าแนวทางดังกล่าวเพื่อมุ่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตร และการออกแบบรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับแต่ละตลาด โดยเตรียมใช้งบลงทุนราว 5,500 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายขยายพอร์ตโฟลิโอได้มากกว่า 75 แห่งภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ 49 แห่ง ส่วนกองรีท ‘ONYXRT’ จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท จากปัจจัยสนับสนุน อาทิ อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ทยอยฟื้นตัว การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน ปรับตำแหน่งชัด 4 แบรนด์หลัก ยุทธชัย เสริมว่าในโอกาสครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป วางแผนระยะยาวภายใต้แนวคิด ‘ONYX Universe’ เพื่อยกระดับแบรนด์ในภาพรวม ให้รองรับการเติบโตในอนาคต ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ โดยพัฒนาและปรับตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์หลักทั้ง 4 แบรนด์ ให้ชัดเจน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ดังนี้ อมารี (Amari) วางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่ม upper-upscale ย้ำการบริการแบบไทยที่อบอุ่น ผสานความเข้าใจในแต่ละพื้นที่ และเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางให้ชัดเจน โอโซ่ (OZO) โรงแรมไลฟ์สไตล์ระดับ upper-midscale ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักที่ราบรื่น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบถ้วน และความสบายที่เพิ่มขึ้น ชามา (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยภายใต้แนวคิด Joy of Living ผสานความสะดวกสบาย คุณภาพ และไลฟ์สไตล์ที่มีความหมาย เพื่อตอบโจทย์ทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) ยกระดับสู่การถ่ายทอดนิยามแห่งความลักซูรี ใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการบริการที่ออกแบบเฉพาะ โดยมีความเป็นส่วนตัวเป็นหัวใจสำคัญ “หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ เพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทบริหารจัดการธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก พร้อมส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับพันธมิตร นักลงทุน ลูกค้า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูมิภาคในระยะยาว” ยุทธชัย กล่าวว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ออนิกซ์ ได้ส่งมอบการให้บริการไปแล้วใน 49โรงแรม และ เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ รวมกว่า 9,000 ห้อง ครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ประกอบด้วยแบรนด์สำคัญ อาทิ Amari Vilas & Suites Samui Shama Rayong Shama Medini Inapired Iby 0:20 EQ Phuket Amari Phuket Shama Hub Ladprao Bangkok Shama North Pattaya โดยการดำเนินธุรกิจครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ฯ ยังคงแนวคิดและพลังการทำงานแบบองค์กรรุ่นใหม่ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดท่องเที่ยวและฮอสพิทาลิตี้ ขนาดกลางในระดับภูมิภาคเอเชียฯ จากวิวัฒนาการ (Evolution) ธุรกิจอย่างต่อเนื่องให้เตรียมพร้อมการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไปในอนาคต สำหรับในปี 2569 ออนิกซ์ฯ ตั้งเป้ารายได้รวม 10,330 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีก่อนหน้า
‘Me Time’ ช่วงพักใจหลังเลิกงาน คนรุ่นใหม่มาสก์หน้าดูซีรีย์เกาหลี
Watson ชวน ‘คนรุ่นใหม่’ มาฮีลใจรับกระแส ‘Me Time’ พักผ่อนด้วยมาสก์หน้า ได้ผิวสุขภาพดีรับเทรนด์เอเชียบิวตี้ ใครที่เดินเข้า ‘วัตสัน’ ในช่วงนี้ อาจสะดุดตากับมุม ‘มาสก์ชีท’ กับเจ้า ‘Watsons Fruity Mask’ ที่ถูกรีลอนช์ใหม่กันแบบยกเครื่องทั้งแพ็กเกจและคอนเซ็ปต์ กับธีม ‘ผิวหน้าซารางเฮ’ ที่หยิบกลิ่นอายของซีรีส์เกาหลีมาเจอกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว แกะซอง ‘Watsons Fruity Mask’ เริ่มกันตั้งแต่ ตัวแพ็กเกจใหม่ของ Fruity Mask มาในโทนสีสดใส ดูมินิมัลมินิใจ และพรีเมียมขึ้น แต่ยังคงคาแรกเตอร์ความเป็นผลไม้เอาไว้ชัดเจน ทำให้ฟีลโดยรวมดูเป็นสกินแคร์สาย A-Beauty ที่เข้าถึงง่าย ใช้แล้วสนุก และเหมาะกับคนที่ชอบดูแลผิวเป็นประจำด้วยตัวเอง ‘Self-care routine’ แบบรวดเร็วในชีวิตประจำวัน จุดเด่นของมาสก์รุ่นนี้ อยู่ที่การอัปเกรดทั้งสูตรและประสบการณ์ใช้งาน โดย ‘วัตสัน’ เลือกใช้เทคโนโลยีจากเกาหลี พร้อมสารสกัดธรรมชาติแบบเข้มข้น 96% ในแต่ละสูตร และใช้แผ่นมาสก์จากใยพืช 100% ผสมใบบัวบก ทำให้แผ่นแนบผิวและสัมผัสนุ่มมากขึ้น อีกจุดที่น่าสนใจ คือเป็น Vegan Formula 100% ปราศจากสารระคายเคือง 24 ชนิด รวมถึงไม่มีแอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ และซิลิโคน พร้อมผ่านการทดสอบสำหรับผิวแพ้ง่าย ตอบโจทย์ทั้งสายบิวตี้และสายรักษ์โลกในเวลาเดียวกัน Asian Beauty ความงามของยุค สิ่งที่ทำให้ Fruity Mask น่าสนใจมากขึ้น คือการมาพร้อมกระแส A-Beauty หรือ Asian Beauty ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ในตลาดความงามตอนนี้ เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับงานผิวแบบ ‘ผิวสุขภาพดี’ มากกว่าการปกปิดหนัก ๆ เน้นผิวฉ่ำ โกลว์ ดูเป็นธรรมชาติแบบสาวเกาหลี ญี่ปุ่น หรือเอเชียตะวันออก แนวคิดนี้ไม่ได้ขายแค่ความสวย แต่ขายเรื่องความสบายผิว ความอ่อนโยน และการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันด้วย ‘Me Time’ ขอเวลานอกให้ตัวเอง ขณะที่ พฤติกรรมคนรุ่นใหม่เองก็เปลี่ยนไปจากเดิม การมาสก์หน้าไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนบำรุงผิวอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘Me Time’ หรือช่วงเวลาพักใจหลังเลิกงาน หลายคนมองว่าการมาสก์หน้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูซีรีส์ ฟังเพลง เล่นมือถือ หรือทำคอนเทนต์ลงโซเชียล ทำให้แบรนด์บิวตี้ยุคนี้ต้องสื่อสารเรื่องอารมณ์ (Emotion) และความบันเทิง (Entertainment) ไปพร้อมกัน จากแนวโน้มนี้ ทำให้ ‘วัตสัน’ เลือกหยิบอินไซต์นี้มาต่อยอดผ่านแคมเปญ ‘Beautytainment’ ด้วยภาพยนตร์โฆษณาแนวซีรีส์เกาหลี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ผิวหน้าซารางเฮ’ ที่เล่าเรื่องความรักและผิวฉ่ำวาวในสไตล์ K-Drama มุมมาสก์หน้า Watson โดยส่วนตัว อีกอย่างที่ชอบ คือ เวลาเดินเข้าวัตสัน จะเห็นว่ามุมมาสก์ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ ‘Fruity Mask’ อย่างเดียว แต่ถูกจัดรวมอยู่กับกลุ่มสินค้าสาย K-Beauty และสกินแคร์ดูแลผิวแบบครบลูป ทั้ง มาสก์ชีท เซรั่ม โทนเนอร์ คลีนบิวตี้ สกินแคร์สาย Vegan รวมถึงหมวด Sustainable Choices ที่ตอบโจทย์คนที่เริ่มสนใจเรื่องส่วนผสม ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สำหรับ Fruity Mask รุ่นใหม่ มีทั้งหมด 6 สูตร แบ่งตามปัญหาผิวและไลฟ์สไตล์ค่อนข้างชัด ทั้งสูตร Tomato ผิวดูสดใส Aloe Vera เน้นให้ความผ่อนคลายผิว เติมความชุ่มชื้น Blueberry ฟื้นฟูผิว Yuzu ผิวกระจ่างใส Cucumber เติมน้ำให้ผิว Bamboo ลดการระคายเคืองและบาลานซ์ผิว จากทั้งหมด โดยรวมแล้ว เป็นการรีลอนช์ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาแพ็กเกจ แต่ปรับบริบทให้มาสก์ชีทกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งในแง่ความสวย ความรู้สึก และประสบการณ์ระหว่างใช้งาน ใครสนใจ สามารถหาซื้อได้แล้วที่วัตสันทุกสาขา รวมถึง Watsons Online และแอป WatsonsTH ด้วย
มิตซูโคชิ เดปาจิกะ จัดสินค้าญี่ปุ่นพรีเมียม ตรึงราคา 700 รายการ
‘มิตซูโคชิ เดปาจิกะ’ สร้างความเชื่อมั่น ล็อกราคาสินค้าพรีเมียมกว่า 700 รายการ ส่งแคมเปญ ‘Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม’ จับมือฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิตซูโคชิ เดปาจิกะ ซูเปอร์มาร์เก็ต-ฟู้ดฮอลล์ (Mitsukoshi Depachika) ศูนย์รวมอาหารและโกรเซอรีระดับพรีเมียมตามแบบฉบับของซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดฮอลล์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนําของญี่ปุ่น สาขาแรกของประเทศไทยในโครงการ วัน แบงค็อก ประกาศยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทยในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเปิดตัวแคมเปญ “Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม” ตรึงราคาสินค้าขายดีกว่า 700 รายการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า ให้ยังคงเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพดีและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 โดยรวบรวมไอเทมยอดนิยมที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่วัตถุดิบสดใหม่คุณภาพพรีเมียม อาหารแห้ง อาหารพร้อมทานรสชาติต้นตำรับ สินค้านำเข้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากญี่ปุ่น ไปจนถึงสินค้าขายดีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีสินค้าไฮไลท์ที่การันตี “ราคาเดิม” เพื่อคนไทย อาทิ ออร์แกนิคกรีกโยเกิร์ต, แซลมอนสดคุณภาพพรีเมียม, แดรี่โฮมแลคโตสฟรีโปรตีนสูง, เอมินา ดีเสิร์ทชีสสตรอว์เบอร์รี่, มัทซึริข้าวแซลมอนเทริยากิ, อินเทนส์แบลคเซซามิ ซอฟท์เสิร์ฟ, โอคินะนัตโตะฟูกุโอกะ, ถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็ง, ซากุระนัตโตะ, เส้นอุด้งแห้ง, ชาเขียวผงสำเร็จรูป, อิเคดะ ออร์แกนิก มัทฉะ, เอสเพียว หมูบด, ไอริสน้ำแร่จากฟูจิ, ขนมชีสปลาค็อดปรุงรสชนิดแท่ง และยากาซูริออร์กานิคโอคุมิโดริ เป็นต้น ทั้งนี้ แคมเปญ “Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม” ไม่ใช่เพียงแค่การทำโปรโมชันทางการตลาด แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างมิตซูโคชิ เดปาจิกะกับลูกค้า ตามปรัชญาการบริการแบบญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความพึงพอใจสูงสุดของผู้รับบริการ พร้อมยืนหยัดเป็นที่พึ่งให้กับผู้บริโภคชาวไทย ให้ได้ชอปสินค้าคุณภาพพรีเมียมในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาที่ผันผวน ในฐานะเพื่อนที่ไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์ของผู้บริโภคชาวไทย ร่วมสัมผัสประสบการณ์การชอปปิงที่อบอุ่นและคุ้มค่าแบบคนรู้ใจได้แล้ววันนี้ กับแคมเปญ “Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม” ที่มิตซูโคชิ เดปาจิกะ ชั้น B1 ตึกพาเหรด โครงการวัน แบงค็อก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Mitsukoshi Depachika Thailand, Instagram: Mitsukoshi_Depachika_TH, Tiktok: MITSUKOSHI DEPACHIKA หรือทางเว็บไซต์ https://www.onebangkokmitsukoshi.com/
ไอคอนสยามเปิดโลก Gen Alpha ดึง AI-Parenting ปั้นทักษะเด็กยุคใหม่
ไอคอนสยาม คอลแล็บส์ 2 พาร์ทเนอร์สื่อคอนเทนต์ THE STANDARD ● ซูเปอร์จิ๋ว เปิดงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 ชวนพ่อแม่และเด็ก Gen Alpha เรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต ผ่านเวทีเสวนา เวิร์กช็อป และพื้นที่เล่นสร้างสรรค์ นางสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็น ‘Global Experiential Destination’ ที่มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างครบวงจรสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะกลุ่ม Family & Kids ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคม การจัดงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 นี้ สะท้อนถึงความตั้งใจของเราในการสนับสนุนให้ครอบครัวไทยมีพื้นที่เรียนรู้และเตรียมความพร้อมสำหรับโลกอนาคต โดยในปีนี้เราได้ขยายรูปแบบงานให้เป็น Integrated Experience มากขึ้น ไม่เพียงเป็นเวทีเสวนาหรือกิจกรรมการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังพัฒนาให้เป็นพื้นที่ Community สำหรับครอบครัว ที่สามารถมาใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า พร้อมทั้งนำเทรนด์การเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น AI-Parenting มาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมภายในงาน” จัดเต็ม 5 โซนการเรียนรู้ เสริมทักษะเพื่อพ่อแม่ยุคใหม่ นายวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ กรรมการบริหาร บริษัท ซูเปอร์จิ๋ว จำกัด เปิดเผยว่า งาน Alpha Skills Summit & Expo ในปีนี้ได้รับการออกแบบเนื้อหาให้ลึกซึ้งและครอบคลุมมากขึ้น โดยต่อยอดจากโจทย์และความต้องการจริงของพ่อแม่และเด็กในปัจจุบัน เน้นทั้งองค์ความรู้ กิจกรรมลงมือทำจริง และพื้นที่เล่นที่ช่วยเสริมพัฒนาการ โดยภายในงานแบ่งออกเป็น 5 โซนหลัก ได้แก่ Main Stage: เวทีรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่จากสปีกเกอร์ผู้เชี่ยวชาญ Talent Stage: เวทีโชว์ศักยภาพและความสามารถของเด็ก Gen Alpha Workshop: กิจกรรมลงมือทำจริง ทั้งด้าน Parenting Skills และ Alpha Skills Exhibition: โซนสินค้าและบริการคุณภาพ รวมถึง โรงเรียนด้านการศึกษาแบบครบวงจร Play Space: พื้นที่เล่นขนาดใหญ่มากกว่า 4 ฐาน ที่ทั้งสนุก ปลอดภัย และส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างเต็มที่ สปีกเกอร์เจาะลึกทักษะสำคัญ เพื่อเข้าใจ Gen Alpha ด้าน นายนครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด กล่าวถึงเนื้อหาภายในงานปีนี้ว่า จะมุ่งเน้นทักษะสำคัญที่ช่วยให้พ่อแม่เข้าใจทั้งตัวเองและลูก ไม่ว่าจะเป็น Human Skills, Re-Parenting, Emotional Intelligence, Communication, Resilience และ Discovering Hidden Talents โดยมีสปีกเกอร์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขามาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ และประสบการณ์จริง เพื่อชวนพ่อแม่เปิดมุมมองใหม่ของการเลี้ยงลูก และเข้าใจการเติบโตของเด็ก Gen Alpha ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ร่วมเติบโตไปด้วยกันกับ Alpha Skills Summit & Expo 2026: Growing Together พื้นที่การเรียนรู้สำหรับพ่อแม่และเด็กยุคใหม่ ที่จะเปิดมุมมองใหม่ของการเลี้ยงลูกและการพัฒนาศักยภาพของเด็ก Gen Alpha ผ่านเวทีเสวนา กิจกรรมสร้างสรรค์ และพื้นที่เล่นที่ออกแบบมาเพื่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง งานจะจัดขึ้นในวันที่ 8-10 พฤษภาคม 2569 ณ ICONSIAM Hall ชั้น 7 และ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม โดยเปิดให้เข้าร่วมฟรีในโซน Talent Stage, Exibition และ Play Space สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโซน Main Stage และ Workshop สามารถซื้อบัตร One Day Pass ได้ที่หน้างาน ณ จุดจำหน่ายบัตร สิทธิพิเศษและโปรโมชั่นภายในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 (8-10 พ.ค. 69) เพื่อเพิ่มประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน Alpha Skills Summit 2026 ได้จัดเตรียมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมากมาย ได้แก่ E-gift card มูลค่า 200 บาท: สำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) Passport Stamp & Check-in: เพียงเช็คอินภายในไอคอนสยามและไอซีเอส รับของรางวัลสุดพิเศษทันที ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/alphaskillssummit2026
ทองคำโลกไตรมาสแรกปี69 ราคาลบ 16% แต่ดีมานด์เกือบ 2 แสนล.ดอลลาร์ฯ
ตลาดทองคำโลกไตรมาสแรก ปี2569 ความต้องการพุ่ง 74% สูงเป็นประวัติการณ์ YLG บอกไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น แต่เปลี่ยนสู่การสะสมทองคำระยะยาว รับสถาบันการเงินโลกมองทิศทางราคาเป็นบวก ราคาทองคำไตรมาสแรกปี 2569 ลดลง 16% แต่ความต้องการทองคำโลกยังพุ่ง 74% แตะ 1,231 ตัน สะท้อนแรงซื้อระยะยาวและการสะสมทองคำมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อทองแท่งต่อเนื่อง แม้ฝั่งตะวันตกเริ่มลดถือ ETF ทองคำ โดยจีนทำสถิติซื้อทองสูงสุดใหม่ 207 ตัน ขณะธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองต่อเนื่อง สถาบันการเงินโลก Goldman Sachs, JPMorgan และ Deutsche Bank ยังประเมินราคาทองคำระยะยาวเป็นบวก แรงหนุนหลักมาจากกระแสลดพึ่งพาดอลลาร์ และการถือทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์เมื่อ 29 มกราคม 2026 แต่ข้อมูลจากสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council กลับรายงานความต้องการทองคำโลกไตรมาส 1/2569 ที่พุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจัยสำคัญประกอบด้วย การซื้อทองแท่งและทองเหรียญโดยนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้มียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยเพียงประเทศเดียวมีการซื้อทองแท่งและทองเหรียญสูงถึง 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ทิ้งห่างสถิติเดิมที่ 155 ตันในปี 2556 ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน แรงซื้อจากนักลงทุนฝั่งเอเชีย ถือสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อ “Physical Gold” อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มลดการถือครอง ETF ทองออกในเดือนมีนาคม จนมากกว่าเงินที่ไหลเข้าในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ทั้งหมด ภาพดังกล่าวสะท้อน “Structural Turning Point” ของตลาดทองคำโลก หลังเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนฝั่งตะวันตกและเอเชีย คาดว่าเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มระยะยาวของ gold price กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากนักลงทุนฝั่งตะวันตกมีมุมมองด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสการถือครองทองคำเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่นักลงทุนเอเชียมองต่างโดยสิ้นเชิงว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เป็น safe haven สินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปีและไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ย ทิศทางระยะยาวยังไปต่อ ราคาทองคำล่าสุด (วันที่ 8 พ.ค. 2569) พยายามทรงตัวอยู่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายสถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง พวรรณ์ กล่าวว่า รายงานนี้ สะท้อนราคาทองคำจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนในเอเชียยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองแท่งและทองเหรียญ (Bar & Coin Demand) สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก และแม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเริ่มผ่อนคลาย หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว “เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการสะสมทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะยาว” สอดคล้องกับ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้อาศัยจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลงในเดือนเมษายน เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองอีก 260,000 ออนซ์ หรือ 8.1 ตันซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงเดือนต.ค. 2568 – ก.พ. 2569 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการถือทองคำสำรองเพิ่มเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2
ไวทัลไลฟ์ x หัวเว่ย ทำประเมินเสี่ยงน้ำตาลในเลือด ผ่านอุปกรณ์สวมใส่
ไวทัลไลฟ์–หัวเว่ย ผนึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสุขภาพ พัฒนาโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผ่านอุปกรณ์สวมใส่ ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ประกาศความร่วมมือกับ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดศักยภาพของเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ผ่านโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยใช้นาฬิกาอัจฉริยะของหัวเว่ยเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกและขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพ ประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการยกระดับเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ให้ ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงเครื่องมือในการติดตามสุขภาพประจำวัน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสุขภาพดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น ด้วยการ ผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จากพันธมิตรชั้นนำ โครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็น อีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาเสริมศักยภาพให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายได้แก่ หัวเว่ย ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลสุขภาพ เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนการเข้าร่วมโครง การการจัดการอุปกรณ์ ฟังก์ชันการประเมินความเสี่ยงและบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่มีมาตรฐาน การดูแลรักษาในระดับสากล เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพของข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ในการสนับสนุน การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพในเบื้องต้น รวมถึงจะมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการคัดเลือกผู้ เข้าร่วมโครงการรวมถึงการประเมินข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน โดยโครงการนี้เกิดมาจากการที่หัวเว่ยได้ดำเนินงานวิจัยด้านสุขภาพในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่องผ่าน Huawei Research Platform ครอบคลุมการศึกษาในหลายมิติ อาทิ สุขภาพหัวใจ การหายใจ สุขภาพตับ ความดันโลหิตสูง และหัวข้อด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยหัวเว่ยได้ร่วมมือกับองค์กรวิจัยมากกว่า 170 แห่ง และเข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 17 ล้านรายซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการติดตามการออก กำลังกาย และยังสามารถต่อยอดสู่การศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต ต่อยอดจากความสำเร็จของงานวิจัยก่อนหน้าในประเทศจีนโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาล ในเลือดสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของหัวเว่ยในการนำการศึกษาด้านสุขภาพรูปแบบนี้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายในการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดผ่านอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยให้การคัดกรอง ความเสี่ยงเบื้องต้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น สำหรับการทำงานของโครงการเมื่อผู้ใช้งานกดเข้าร่วมโครงการและให้ความยินยอมตามขั้นตอนที่กำหนด ระบบจะเริ่ม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมิน ระดับความเสี่ยงในเบื้องต้น โดยผลการประเมินอาจแสดงในรูปแบบระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือไม่พบความเสี่ยงในเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที เพื่อสนับสนุนความแม่นยำและคุณค่าทางวิชาการของการศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายอาจได้รับการติดต่อจาก โรงพยาบาลเพื่อขอความร่วมมือในการเข้ารับการตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มเติม โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูก นำมาใช้ประกอบการประเมินผลการศึกษาผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะกับผลการตรวจทาง คลินิกจากโรงพยาบาล เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความแม่นยำของโมเดลให้มากกว่า 90% ในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้จากผลการศึกษาไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับระบบนิเวศ เทคโนโลยี สุขภาพ ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยอุปกรณ์รุ่นแรกที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษานี้คือ HUAWEI WATCH FIT 5 Pro ซึ่งเตรียมเปิดตัวในประเทศไทย เร็วๆ นี้ จะเป็นอุปกรณ์สวมใส่รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้ในโครงการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของหัวเว่ยในการพัฒนา อุปกรณ์สวมใส่ให้เป็นมากกว่าสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสุขภาพ ดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ ข้อมูลสุขภาพ และแพลตฟอร์มการวิจัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งนี้ อุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเชิงสังเกตและการวิจัยเท่านั้น มิได้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญติดตามข่าวสาร และอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากหัวเว่ยได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Huawei Mobile TH หรือดูรายละเอียด เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า คอมมูนิตี้ และบริการต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน My HUAWEI ซึ่งสามารถ ดาวน์โหลดได้ผ่าน AppGallery
LPN บ้านคนเมือง รวบ 18 โครงการอสังหาฯ จัดโปรแรงเจาะข้าราชการกรุงเทพฯ
แอล.พี.เอ็น. X กทม. ทำ BKK Housing Platform แพลตฟอร์มบ้านคนเมืองทั่วกรุงเทพฯ จัดโปรแรง 18 โครงการ LPN ในงาน BKK Housing Expo ลดสูงสุด 2 ล้านบาท LPN จับมือ กทม. เปิดแพลตฟอร์ม ‘บ้านคนเมือง’ ร่วมพัฒนา BKK Housing Platform ศูนย์รวมข้อมูลบ้านและคอนโด เพื่อช่วยให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น พร้อมวางบทบาท กทม. เป็น Backbone สนับสนุนการมีบ้านอย่างยั่งยืนในเมืองใหญ่ อัดโปรโมชั่น18 โครงการ ในงาน BKK Housing Expo LPN นำ บ้าน ทาวน์โฮม และคอนโดพร้อมอยู่ ราคาเริ่มต้น 890,000 บาท ถึงระดับบ้านเดี่ยวหลายล้านบาท มอบส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ฟรีค่าโอน ดอกเบี้ยพิเศษ และของแถมรวมสูงสุด 9 รายการ เจาะกลุ่มข้าราชการ กทม. และคนทำงานเมืองหลวง ภายในงานมีเจ้าหน้าที่สินเชื่อจากธนาคารชั้นนำให้คำปรึกษาแบบใกล้ชิดช่วยวางแผนกู้ซื้อบ้านหลังแรกในงบที่เหมาะกับรายได้ของแต่ละบุคคล ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวว่า LPN ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามแนวทางการพัฒนาและการบริหารจัดการที่อยู่อาศัย ในโครงการ BKK Housing Platform ศูนย์รวมข้อมูลบ้านและคอนโดมิเนียมจากแบรนด์ชั้นนำ เพื่อช่วยให้คนเมืองเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น สำหรับโครงการฯ นี้ เกิดจากการร่วมมือระหว่าง กทม. (สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย) และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘บ้านคนเมือง’ ที่กรุงเทพมหานครต้องการเป็น ‘Backbone’ กลไกสนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ LPN ยังเตียมเปิดตัวแพลตฟอร์มในงาน BKK Housing Expo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 พฤษภาคมนี้ ณ สนามกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น โดยนำ 18 โครงการพร้อมอยู่ที่น่าสนใจ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด(โปรโมชั่น) พิเศษด้วยส่วนลดสูงสุด 2 ล้าน* เฉพาะภายในงาน รองรับความต้องการกลุ่มเป้าหมายข้าราชการ กทม. สำหรับ 18 โครงการคุณภาพจาก LPN ที่เข้าร่วมภายในงาน ได้แก่ เวนู 24 เวสต์เกต ราคาเริ่ม 05 ล้านบาท* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ประชาอุทิศ 90 ราคาเริ่ม 10 ล้านบาท* บ้านลุมพินี นิวนครปฐม ราคาเริ่ม 20 ล้านบาท* เวนู 24 คูคตสเตชั่น ราคาเริ่ม 39 ล้านบาท* เวนู 24 ราชพฤกษ์ ราคาเริ่ม 50 ล้านบาท* ลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดกระบัง – สุวรรณภูมิ ราคาเริ่ม 00 ล้านบาท* เพลส 168 ปิ่นเกล้า ราคาเริ่ม 29 ล้านบาท* เพลส 168 วุฒากาศ ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท* ลุมพินี วิลล์ จรัญ – ไฟฉาย ราคาเริ่ม 79 ล้านบาท* ลุมพินี พาร์ค บรมราชชนนี – สิรินธร ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท* ลุมพินี พาร์ค พหล 32 ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท* ลุมพินี เพลส แจ้งวัฒนะ – ปากเกร็ด สเตชั่น ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต – คลอง 1 ราคาเริ่ม 890,000 บาท* ลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ – ปากเกร็ด สเตชั่น ราคาเริ่ม 65 ล้านบาท* ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า – ริเวอร์วิว ราคาเริ่ม 39 ล้านบาท* ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 ราคาเริ่ม 59 ล้านบาท* ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์ – พระราม 2 ราคาเริ่ม 69 ล้านบาท* ลุมพินี คอนโดทาวน์ เอกชัย 48 ราคาเริ่ม 29 ล้านบาท* นอกจากนี้ภายในกิจกรรมยังมีข้อเสนอพิเศษ อื่นๆ อาทิ ส่วนลดสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท* ฟรีค่าโอนและค่าจดจำนอง* ดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการ* ของแถม สูงสุด 9 รายการ* สิทธิพิเศษ Members Get Neighbors (MGN) รับค่าแนะนำ 5,000 บาท* โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ที่สำคัญ ภายในงานยังมีเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินชั้นนำร่วมให้คำปรึกษาด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยวางแผนแนะนำเรื่องการยื่นกู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการและบุคลากร กทม. ที่ต้องการมีบ้านหลังแรกในงบที่จับต้องได้
‘MILKLAB’ แพลนต์เบสออสเตรเลียเจาะไทย รับเทรนด์’โฮม บาริสต้า’ทำกาแฟที่บ้าน
MILKLAB ออสเตรเลีย ใช้โมเดลคอลแล็บส์ท้องถิ่น และ คอมมูฯ มาร์เก็ตติ้ง เจาะตลาดกาแฟไทย ผ่านเครือข่ายบาริสต้ากว่า 3,000 คน รับเทรนด์เครื่องดื่มทางเลือกโตต่อเนื่อง 5% MILKLAB ใช้โมเดลธุรกิจจากออสเตรเลียบุกไทย ร่วมพันธมิตร Aroma Group ขยายตลาดคาเฟ่และธุรกิจเครื่องดื่ม พร้อมใช้กลยุทธ์สร้าง Community ในกลุ่มบาริสต้าไทย เจาะตลาด Specialty Coffee ผ่านบาริสต้า 3,000 คน MILKLAB วางตำแหน่งเป็นเครื่องดื่มทางเลือก (Plant-Based Milk) สำหรับกาแฟพิเศษรับเทรนด์ Specialty Coffee ที่เติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาด Plant-Based ไทยยังโตต่อเนื่อง MILKLAB มองพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเริ่มคล้ายออสเตรเลีย ทั้งการดื่มนมทางเลือกและเทรนด์ Home Barista ที่ขยายตัวสูง ไมเคิล เพริช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูมิ ลิมิเต็ด (Noumi Limited) ประเทศออสเตรเลีย ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มทางเลือก (Plant-Based)แบรนด์ ‘MILKLAB’ เปิดเผยว่า ‘MILKLAB’ ก่อตั้งในปี 2558 และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแพลนต์เบสระดับพรีเมียม อันดับ1 ของออสเตรเลีย พร้อมทำตลาดใน 24 ประเทศทั่วโลก และได้นำแบรนด์ ‘MILKLAB’ เข้ามาทำตลาดในในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีก่อน (2567) สำหรับ MILKLAB เป็นแบรนด์สินค้าที่ออกแบบควบคู่มากับบาริสต้า วางตำแหน่งให้เป็นเครื่องดื่มทางเลือกร่วมกับกาแฟพิเศษ ‘สเปเชียลตี คอฟฟี’ (Specialty Coffee) ตั้งแต่ 10 ปีก่อน จนเป็นที่ยอมรับสูงถึงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการเข้ามาทำตลาด Specialty Coffee ในไทยที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2569 MILKLAB วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุกในไทย โดยนำรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศออสเตรเลีย มาปรับใช้ในประเทศไทย ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์หลัก คือ ความร่วมมือการทำตลาดกับพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มกาแฟในไทย คือ บริษัท อโรม่า กรุ๊ป กลยุทธ์สร้างความผูกพันธ์แบรนด์ MILKLAB ในชุมชน (Community) บาริสต้าไทย ด้าน เดนิส เฟลพ์ส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการดูแลลูกค้า บริษัทนูมิ ลิมิเต็ด เสริมว่า ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการทำตลาดของนูมิ และ พันธมิตรท้องถิ่น บริษัท อโรม่า กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มกาแฟในไทย เพื่อขยายการทำตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ทั้งในช่องทางธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) ธุรกิจร้านกาแฟ คาเฟ่ รวมถึงการขยายตลาดผู้บริโภค (B2C) จากแนวโน้มการดื่มกาแฟที่บ้าน หรือ โฮมบาริสต้า (Home Barista) ที่กำลังขยายการเติบโตสูงขึ้นในประเทศไทย เช่นกัน ขณะที่ เซิร์จ คอสติ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท นูมิ ลิมิเต็ด กล่าวว่า แนวทางการทำตลาด MIL:KLAB นับจากนี้ไปจะเร่งสร้างการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยโดยเฉพาะเกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘บาริสต้า’ ที่มีอยู่กว่า 3,000 รายในปัจจุบัน ผ่านการสร้างชุมชน (Community) วัฒนธรรมการดื่มกาแฟพิเศษ โดยในปีนี้ MILKLAB ได้กระตุ้นการจดจำแบรนด์ โดยเข้าร่วมสนับสนุนหลักในกิจกรรมงาน World Coffee Bangkok 2026 จัดระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา นอกจากนี้ MILKLAB ยังใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านไลฟ์สไตล์และสร้างชุมชนผ่านการประสบการณ์เครื่องดื่มมาสร้างการจดจำ เช่น คาเฟ่เรฟ (Café Raves) การผสมผสานดนตรีเข้ากับวัฒนธรรมคาเฟ่ เป็นต้น “ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กระแสการบริโภคคนออสเตรเลียใช้เครื่องดื่มนมทางเลือกใส่ในเมนูเครื่องดื่มร้อนเย็นเพิ่มขึ้น ขณะที่แดรี่โปรดักส์ชะลอตัวลง ซึ่งมองว่าไทยกำลังเป็นตลาดที่มีการขยายตัวในลักษณะเดียวกัน” ปัจจุบัน MILKLAB มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือก 5 สูตร ประกอบด้วย นมอัลมอนด์ (Almond) ผลิตจากอัลมอนด์ออสเตรเลีย, นมโอ๊ต (Oat) , นมถั่วเหลือง (Soy), นมแมคคาเดเมีย (Macadamia) และ มะพร้าว (Coconut) โดยเบื้องต้นทำตลาดในไทย 2 สูตร คือ นมอัลมอน์ และนมโอ๊ต วางราคาปลีก 105 บาท ปริมาณบรรจุกล่อง 1,000 มล. สำหรับแนวทางดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายสร้างการเติบโตแบรนด์ 20% จากในช่วงที่ผ่านมา MILKLAB ได้ทำการตลาดผ่านคอนเทนต์ร่วมกับครีเอเตอร์ และ อินฟลูเอ็นเซอร์ สามารถสร้างยอดการรับชมในช่องทางสื่อโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านวิว ทั้งนี้ ยังเพื่อรองรับตลาดเครื่องดื่มทางเลือกแพลนต์เบสในประเทศไทยซึ่งเติบโตราว 5% ต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของตลาดในฐานะศูนย์กลางด้านวัตกรรมและภูมิทัศน์กาแฟในระดับภูมิภาค ปัจจุบันตลาดแดรี่ โปรดักสในไทยเชิงปริมาณ (Volume) มีมูลค่าราว 150 ล้านลิตร แบ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่มแพลนต์เบส ประมาณ 2,000-3,000 ล้านลิตร
‘อสมท.’ได้ประธานบอร์ดใหม่ ‘ศ.ดร. วิเลิศ’ อธิการบดีจุฬาฯ ปรับช่อง 9 แข่งคอนเทนต์
‘ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร’ อธิการบดีจุฬาฯ นั่งประธานบอร์ดคนใหม่ ‘อสมท.’ เร่งแผนฟื้นธุรกิจ-เติมรายได้ ปรับตำแหน่ง ‘ช่อง 9’ ช่องแห่งการเรียนรู้ของคนไทย ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท คนใหม่ โดยคณะกรรมการเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การสื่อสารสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเป็นกลไกสำคัญในการนำพา อสมท ฝ่าวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและยกระดับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผสานความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารธุรกิจระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท Yale University และ ปริญญาเอก Oxford University พร้อมประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง IBM P&G และ Hakuhodo ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ ประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASAIHL) ประธานศูนย์เครือข่ายความร่วมมือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเอเชีย–ยุโรป (ASEM LLL Hub) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน “Chula XL (Extension and Lifelong learning)” วิทยาลัยใหม่ของจุฬาฯ ที่บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ และธุรกิจสื่อสารจริง การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อสมท ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ ที่ยกระดับบทบาทของสื่อแห่งชาติ ให้เป็น ‘กลไกการสร้างโอกาสของการเรียนรู้’ และ ‘พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง’ ภายหลังรับตำแหน่ง ศ.ดร.วิเลิศ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจด้วยการเตรียมพลิกโฉม ช่อง 9 MCOT HD และสื่อในเครือทั้งหมดสู่การเป็น ‘ช่องแห่งการเรียนรู้’ (Learning Station) ที่บูรณาการทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและองค์ความรู้ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร นับเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรายที่ 2 ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท ซึ่งศาสตราจารย์ สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เคยดำรงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 เช่นกัน
OISHI กลยุทธ์เข้าหาลูกค้าสูงวัยผ่าน ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ ชิงตลาดบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น
โออิชิ ขยับต่อเนื่องทำตลาดกลุ่มสูงวัย ใช้ ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ มอบส่วนลดบุฟเฟต์ 30% ดึงแรงซื้อศักยภาพอายุ 65+ ปี ผ่าน 3 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ OISHI รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ ต่อเนื่อง เปิดตัว ‘OISHI Senior Card’ สำหรับลูกค้าอายุ 65 ปีขึ้นไป ขยายฐานลูกค้าผู้สูงวัยที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตระยะยาว ใช้ 3 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นแกนหลัก ครอบคลุม โออิชิ แกรนด์, และ โออิชิ บุฟเฟต์ และ โออิชิ อีทเทอเรียม มอบส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ตลอดปี 2569 ต่อยอดเทรนด์เอ็กซพีเรียนซ์ สเปนดิง (Experience Spending) ผู้สูงวัย โออิชิ มองว่ากลุ่มสูงวัยให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตรวมถึงการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวผ่านมื้ออาหารมากขึ้น ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ผู้บริหารร้านอาหารญี่ปุ่นเครือโออิชิ กล่าวว่าในปี 2569 นี้ บริษัทฯทำตลาดเชิงรุกต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคสูงวัยผ่าน 3 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ในพอร์ตฟอลิโอ คือ โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND) โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM) โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) ล่าสุด โออิชิ กิจกรรมทางการตลาดเผ่านบัตรสมาชิก ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ (OISHI SENIOR CARD) เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นระดับคุณภาพ โดยมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ดเป็นความตั้งใจมุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่” สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 สำหรับ การเปิดตัวบัตรสมาชิก ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมาย มอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นเหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับแคมเปญฯ นี้ ยังต่อยอดความสำเร็จจากในปีที่ผ่านมาแคมเปญ ‘โออิชิ สุขใจ วัยเก๋า’ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มอบสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า และประสบการณ์การรับประทานอาหาร ผ่านการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกับคนในครอบครัวและคนที่รัก เพื่อรองรับแนวโน้มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการเติบโตในระยะยาว ทั้งในแง่ของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณค่า (experience spending) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามเทรนด์ทั่วโลก อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘โออิชิ’ 2026 เติมอลาคาร์ต–อิซากายะ ส่ง ‘ซูชิ’ คำละ 29 บาท รับอินไซต์เจนฯซี ‘โออิชิ’ ยอดกตัญญูใช้การตลาดอบอุ่นหัวใจ พาผู้ปกครองอายุ 85 ปี ขึ้นไปเข้าร้าน ‘อิ่มฟรี’
ICONCRAFT ปลุกพลัง Local Heroes สู่ Global Heroes บนเวทีโลก
ICONCRAFT จับมือ รายการตือจันบันเทิง ชูงานคราฟต์ร่วมสมัย โชว์ศักยภาพงานฝีมือไทย ปลุกพลัง Local Heroes สู่ Global Heroes บนเวทีโลก ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด จับมือพันธมิตรสื่อออนไลน์ชื่อดัง “อีจัน” และตัวแม่แห่งวงการบันเทิง-ไลฟ์สไตล์ “ป้าตือ – สมบัษร ถิระสาโรช” เผยเสน่ห์งานคราฟต์ไทยร่วมสมัยผ่านคอนเทนต์พิเศษ “ICONCRAFT x ตือจันบันเทิง” เปิดอาณาจักรงานดีไซน์ไทย ณ ชั้น 4 และ 5 ไอคอนสยาม ถ่ายทอดเรื่องราวของงานฝีมือจากภูมิปัญญาไทย พร้อมเผยแนวคิดในการผลักดัน Local Heroes จากทั่วประเทศให้ฉายแสงในระดับ Global Heroes ตอกย้ำพันธกิจของไอคอนคราฟต์ในการเป็นประตูสู่สากลสำหรับช่างฝีมือไทย ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจร่วมกันในการยกระดับภาพลักษณ์งานคราฟต์ไทยให้ร่วมสมัย เข้าถึงคนรุ่นใหม่ และสามารถก้าวสู่ตลาดสากลได้อย่างภาคภูมิ โดย คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เผยว่า ไอคอนคราฟต์เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์และไอคอนสยาม ที่ต้องการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ ได้มีเวทีในการนำเสนอผลงานและต่อยอดภูมิปัญญาไทย เพราะประเทศไทยมีช่างฝีมือที่มีความสามารถจำนวนมาก แต่ยังขาดพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ ไอคอนคราฟต์จึงตั้งใจจะเป็นพื้นที่ที่รวบรวมทั้งผลงาน เรื่องราว และอัตลักษณ์ของไทยไว้ในที่เดียว โดยไม่เพียงเป็นพื้นที่จัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่ช่วยสนับสนุนด้านการตลาด การเล่าเรื่อง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้แบรนด์ไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการจับมือกับ ‘อีจัน’ และ ‘ป้าตือ’ สร้างสรรค์คอนเทนต์พิเศษ “ICONCRAFT x ตือจันบันเทิง” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของไอคอนคราฟต์ ในการสื่อสารเรื่องราวงานคราฟต์ไทยผ่านมุมมองที่เข้าถึงง่าย สนุก และร่วมสมัย โดยหวังว่าคอนเทนต์นี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้เห็นคุณค่าและหันมาสนใจงานคราฟต์ไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ไอคอนคราฟต์มุ่งยกระดับงานคราฟต์ไทยให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ ผ่านการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย จนเกิดเป็นนวัตศิลป์รูปแบบใหม่ที่มีความน่าสนใจ สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน เปลี่ยนภาพจำของงานคราฟต์ไทย จากของที่ระลึกสู่ของใช้ในชีวิตจริง ที่ทั้งสวยงาม มีเรื่องราว และมีศักยภาพในตลาดสากล เพื่อผลักดันผลงานของช่างฝีมือไทยจาก Local Heroes สู่ Global Heroes เป็นการเปิดประตูสู่โอกาส ให้ช่างฝีมือไทยได้ทดลองตลาดจริง ซึ่งไม่เพียงต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้กระจายสู่ชุมชน ยังจะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับช่างฝีมือและศิลปินไทยในท้องถิ่นทั่วประเทศ รายการ “ICONCRAFT x ตือจันบันเทิง” จะพาทุกคนไปเปิดโลกงานคราฟต์ร่วมสมัยภายในไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 และ 5 ไอคอนสยาม เผยเสน่ห์ของงานฝีมือไทย พร้อมสะท้อนให้เห็นว่างานหัตถศิลป์จากภูมิปัญญาไทย เมื่อผ่านการพัฒนาฟังก์ชันและดีไซน์ให้ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ก็สามารถก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่ถูกตีความใหม่ให้กลายเป็นแฟชั่นร่วมสมัย ไปจนถึงงานเซรามิก งานไม้ งานจักสาน เครื่องหอม ฯลฯ ที่สะท้อนเรื่องราว วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของช่างไทยได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งล้วนเป็นการยกระดับงานคราฟต์ไทย ให้กลายเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ทรงพลังของประเทศ เพราะไอคอนคราฟต์เชื่อว่า งานฝีมือไทยไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่คือพลังสร้างสรรค์ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศ และสร้างความภาคภูมิใจในระดับสากลได้อย่างแท้จริง ความร่วมมือระหว่างไอคอนคราฟต์, อีจัน และป้าตือ ในครั้งนี้ จึงนับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย โดยสนับสนุนให้งานหัตถศิลป์ไทยไม่ได้เป็นเพียงของที่ระลึก แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และนวัตกรรม ติดตามคอนเทนต์พิเศษ “ICONCRAFT x ตือจันบันเทิง”ได้ทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ “อีจัน บันเทิง” และร่วมสนับสนุนผลงานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างฝีมือไทยทั่วประเทศได้ที่ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 และ 5 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT
มาริออท บอนวอย ดึง10 เชฟในเครือสู่มื้อค่ำพิเศษ ช่วยเด็กไทยงาน Chef Riders Dinner
แมริออท บอนวอย ชวน 10 เชฟโรงแรมเครือมาริออท ในกรุงเทพฯ จัดงานประจำปี ’7th Annual Chef Riders Charity Dinner’ ระดมทุนสนับสนุนมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย-เซฟ เดอะ ชิลเดรน Marriott Bonvoy จัด Chef Riders Dinner ต่อเนื่องปีที่ 7 โปรเจกต์นี้ใช้ ‘อาหาร’ เป็นตัวกลางระดมทุนช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ขาดโอกาส รายได้สนับสนุนการทำงานของ Save the Children Thailand รวม 10 เชฟโรงแรมดังในเครือแมริออททั่วกรุงเทพฯ ในปีนี้เปลี่ยนรูปแบบสู่ Live Cooking 10 สเตชั่น ให้แขกพูดคุยกับเชฟได้ใกล้ชิด พร้อมบรรยากาศ Luxury Biker Camp กลาง R Bar ไฮไลต์งานปีนี้ คือ Dress Code สไตล์ Biker ให้แขกร่วมงานถูกชวนแต่งลุคเสื้อหนัง-ยีนส์โทนดำและเงิน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Harley-Davidson ให้เข้ากับธีม Chef Riders ‘มาริออท บอนวอย’ ระดมเชฟร่วมเปิดค่ำคืนมื้อพิเศษ ‘ช่วยเหลือเด็กไทย’ ในงาน ‘Chef Riders Dinner’ ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ด้านสังคมที่ ‘แมริออท บอนวอย’ จัดขึ้นต่อเนื่องในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 7 ในปีนี้ โดยใช้ชื่องาน ‘7th Annual Chef Riders Charity Dinner’ พร้อมใช้ ‘อาหาร’ เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะเด็กและครอบครัวที่ขาดโอกาส สำหรับโปรเจกต์นี้เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2562 และเดินหน้าต่อเนื่องถึงในปี2560 จัดขึ้นภายใต้แนวคิดการระดมทุนผ่านประสบการณ์อาหารและไลฟ์สไตล์ เพื่อสนับสนุนการทำงานของ มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย – เซฟ เดอะ ชิลเดรน (Save the Children) องค์กรที่ทำงานในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2522 และมีบทบาทในการสนับสนุนเด็กด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต และการคุ้มครองเด็กในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่ เบื้องหลังของงานนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Serve360 แพลตฟอร์มด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนระดับโลกของแมริออท ที่ใช้แนวคิด ‘Doing Good in Every Direction’ การสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมในหลายมิติ 10 สุดยอดเชฟเครือมาริออทฯ กรุงเทพ โดยในปีนี้งาน ‘Chef Riders Dinner’ ได้รวบรวมเชฟจากโรงแรมในเครือแมริออท บอนวอย รวมทั้งหมด 10 คน มาร่วมสร้างประสบการณ์อาหารในรูปแบบใหม่ ผ่านสเตชั่นอาหารปรุงสด ภายในพื้นที่ อาร์บาร์ (R Bar) ของโรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ โดยเชฟ จากทั้งหมดนี้จะร่วมกันนำเสนอประสบการณ์ด้านอาหารร่วมกัน ดังนี้ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์, เชฟเล็ก – อรรถกฤต สิทธิเวคิน และ เชฟเจอร์รี่ ลี โรงแรมแบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ เชฟเอ็กซ์ – อรรถพล ไนโต ถังทอง โรงแรมรอยัล ออคิดเชอราตัน เชฟมาร์โก คามาราตา โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เชฟเรเน่ อัลโคเซอร์ วิชาร์เรเทีย โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท เชฟเฟรดเดริค ฟาริน่า โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น เชฟต่อ – ธีรเทพ ดิษาภิรมย์ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ท เชฟชัช – ชัชพล สวยสม โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก เชฟกิ๊บ – สุพจน์ สุวรรณวงศ์ โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพฯ เชฟเล็ก – จันทร์จิรา แก่นไทย จาก เปิดประสบการณ์ใหม่ในมื้อพิเศษ สำหรับความแตกต่างของ Chef Riders Dinner ในปีนี้ คือการปรับรูปแบบจากดินเนอร์นั่งโต๊ะแบบดั้งเดิม ไปสู่ประสบการณ์รับประทานอาหารที่เปิดกว้างและมีส่วนร่วมมากขึ้น ผ่าน 10 สเตชั่นอาหารแบบ Live Cooking ที่เปิดโอกาสให้แขกได้พูดคุยกับเชฟโดยตรง พร้อมเรียนรู้แนวคิดเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่นและการใช้วัตถุดิบอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ พื้นที่จัดงานฯ บริเวณลานกลางแจ้งของ R Bar ยังถูกออกแบบใหม่ให้กลายเป็นแคมป์ปิ้งกราวด์สไตล์ลักชูรี ผสมบรรยากาศความเป็นไบเกอร์ ผ่านโต๊ะอาหารแบบรวมกลุ่ม บาร์ค็อกเทล และดนตรีจากดีเจ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายแต่ยังคงความมีชีวิตชีวา นอกจากนี้ ยังอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ Dress Code ของงาน ที่เชิญชวนแขกแต่งตัวในสไตล์ไบเกอร์ โดยเน้นเสื้อหนังและยีนส์โทนสีดำและสีเงิน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson เพื่อให้สอดคล้องกับธีม Chef Riders โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Chef Riders Dinner ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่สะท้อนแนวโน้มใหม่ของวงการ Hospitality ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องบริการหรืออาหาร แต่เริ่มขยายบทบาทสู่การสร้าง Social Impact ผ่านประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมรู้สึกมีส่วนร่วมกับสังคม สำหรับปีนี้ งาน Chef Riders Dinner ครั้งที่ 7 จะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 – 22.00 น. (เปิดลงทะเบียนเวลา 18.00 น.) ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ โดยจำหน่ายบัตรราคา 2,000 บาทสุทธิ ต่อคน วางกลุ่มเป้าหมายของงานครอบคลุมทั้งสายอาหาร นักชิม คนทำงานสายโรงแรม ไลฟ์สไตล์ นักธุรกิจ รวมถึงผู้ที่สนใจงานการกุศลและการสร้างเครือข่ายในบรรยากาศไม่เป็นทางการ ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ 02 125 5000 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ของโรงแรม Marriott Bonvoy ได้โดยตรง
บี.กริม- Digital Edge ปิดดีลสินเชื่อสีเขียวใหญ่สุดในไทย สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ที่ EEC
บี.กริม เพาเวอร์ และ ดิจิทัล เอดจ์ คว้าสินเชื่อสีเขียว มูลค่าสูงที่สุดในไทย 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลรองรับ AI และคลาวด์ในไทย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด (Digital Edge) ประกาศความสำเร็จในการลงนามสัญญาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) มูลค่า 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นการจัดหาเงินกู้สำหรับโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุด เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและก่อสร้างโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ BKK Campus ขนาด 100 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัทร่วมทุน ในจังหวัดชลบุรี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค ธุรกรรมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญภายใต้แผนการร่วมลงทุนมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และดิจิทัล เอดจ์ และยังเป็นการสร้างสถิติสินเชื่อสีเขียวระดับประเทศครั้งที่ 3 ติดต่อกันของดิจิทัล เอดจ์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต่อเนื่องจากความสำเร็จในประเทศเกาหลีใต้และอินโดนีเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตของการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โครงการ BKK Campus ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์ในระดับองค์กรขนาดใหญ่ สนับสนุนนโยบายดิจิทัลของประเทศที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ทั้งด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศไทย เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของดิจิทัล เอดจ์ โดยมีแนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ มุ่งยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในพื้นที่ EEC ให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้กรอบการจัดหาเงินทุนสีเขียวของดิจิทัล เอดจ์ เงินกู้ดังกล่าวจะสนับสนุนเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของบริษัท พร้อมสอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ บี.กริม เพาเวอร์ โดยโครงการได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานในระดับสูง ตั้งเป้าค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (Power Usage Effectiveness: PUE) เฉลี่ยต่อปีที่ 1.25 ซึ่งเป็นมาตรฐานของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำระดับโลก ควบคู่กับการมุ่งสู่การรับรองมาตรฐานอาคารเขียว LEED ระดับ Silver รวมถึงการนำระบบระบายความร้อนแบบวงจรปิดผสมผสานมาใช้ เพื่อลดการใช้น้ำ และการเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนในอนาคต อันจะช่วยลดความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนโดยรวม การจัดหาเงินทุนในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ในฐานะผู้จัดการเงินกู้ร่วม ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา HSBC Thailand ธนาคารกสิกรไทย Mizuho Bank Natixis CIB ธนาคารไทยพาณิชย์ Sumitomo Mitsui Banking Corporation และ Standard Chartered Bank โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา Mizuho Bank และ Standard Chartered Bank ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานสินเชื่อสีเขียว สะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศไทย สำหรับแผนการพัฒนา โครงการ BKK Campus จะดำเนินการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ โดยอาคารแห่งแรก (BKK1) มีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 และอาคารแห่งที่สอง (BKK2) ในไตรมาส 2 ปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการรองรับความต้องการใช้ข้อมูลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีต้องดำเนินควบคู่ไปกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือกับดิจิทัล เอดจ์ ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้มีทั้งประสิทธิภาพและความยั่งยืน พร้อมเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” ด้านนายโจนาธาน วอลบริดจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า “สินเชื่อสีเขียวครั้งนี้ถือเป็นรายการที่มีมูลค่าสูงที่สุดของบริษัท และสะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา บริษัทได้จัดหาเงินทุนผ่านสินเชื่อสีเขียวในหลายประเทศ รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่เงินทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น”
ดัชนี’นันยาง’สะท้อนเศรษฐกิจในตลาดรองเท้านักเรียน-ตรึงราคาดึงแรงซื้อผู้ปกครอง
นันยาง บอกรองเท้านักเรียน สะท้อนดัชนีเศรษฐกิจกระทบกำลังซื้อครัวเรือนช่วงเปิดเทอม ตรึงราคาไม่พอทำโครงการเปิดตู้ให้ยืมไปใส่ก่อนคืนทีหลังได้ รองเท้านักเรียน สะท้อนดัชนีเศรษฐกิจฐานราก ‘นันยาง’ ชี้กำลังซื้อผู้ปกครองปี 2569 อ่อนแรงจากค่าครองชีพสูง สะท้อนผ่านพฤติกรรม ‘ชะลอซื้อรองเท้าใหม่’ ช่วงเปิดเทอม ตรึงราคา พร้อมเพิ่มตัวเลือกประหยัด แม้ต้นทุนสูงขึ้น ‘นันยาง’ ยังตรึงราคารองเท้านักเรียนเพื่อลดภาระครัวเรือน พร้อมออกสินค้ารุ่นประหยัด เริ่มต้น 270 บาท เน้นคุ้มค่าและใช้งานจริง ‘ตู้นันยืม’ แก้ Pain Point เล็กที่ใหญ่ เปิดให้ยืมรองเท้าฟรีในโรงเรียน แก้ปัญหาฉุกเฉินของนักเรียน ขยายแล้วหลายร้อยโรงเรียน สะท้อนอินไซต์ “วันแย่ๆ จากรองเท้า” ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนันยางและรองเท้าแตะช้างดาว กล่าวว่า ‘รองเท้านักเรียน’ เป็นหนึ่งในดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจ และกำลังซื้อผู้บริโภคระดับฐานราก ด้วยเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน และเชื่อมโยงโดยตรงกับรายจ่ายด้านการศึกษาของครัวเรือน ขณะที่ในปี 2569 นี้ พบว่ากลุ่มผู้ปกครองได้ผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพโดยรวมที่ปรับเพิ่มต่อเนื่องในระดับสูงกว่าปกติ มีปัจจัยหลักจากวิกฤตพลังงานของโลก จากสถานการณ์นี้ ‘นันยาง’ ร่วมตรึงราคารองเท้านักเรียนในฤดูกาลเปิดเทอมใหม่นี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการลดภาระครอบครัวไทย และให้นักเรียนไทยใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่เช่นเดิม “นันยางเข้าใจดีว่าเงินทุกบาทมีความหมายมากในช่วงเปิดเทอม แม้ต้นทุนการผลิตจะปรับสูงขึ้น แต่นันยางยังคงตรึงราคาในช่วงเปิดเทอมนี้ เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระให้ผู้ปกครอง พร้อมเลือกใช้ยางพาราแท้ 100% ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของมาตรฐานความทนทาน” ขณะที่ ด้านการผลิต ‘นันยาง’ ให้ความสำคัญทุกขั้นตอนการรักษาคุณภาพรองเท้านันยาง และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมรองเท้าผ้าใบ (มอก.132-2564) ที่รองเท้าผ้าใบนันยางเป็นรายแรกและรายเดียวที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้รองเท้าที่ ปลอดภัย ใส่สบาย ทนทาน คุ้มค่าในระยะยาว สำหรับสินค้า นอกจากรองเท้าผ้าใบนันยางรุ่น 205-S พื้นเขียว ที่เป็นสินค้าเรือธงของนันยาง ในราคา เริ่มต้นที่ 340 บาทแล้วนั้น นันยาง ได้เสนอทางเลือก ‘รุ่นประหยัด’ เพิ่มเติมให้แก่ผู้ปกครองผ่านรองเท้าผ้าใบรุ่น Superstar ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่า ด้วยจุดเด่น การปรับทรงรองเท้าให้กว้างขึ้น ช่วยเพิ่มความเบาและสวมใส่สบาย ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ พร้อมพื้นรองเท้าลายสายฟ้าที่ออกแบบให้ทนทานและยึดเกาะได้ดี เหมาะทั้งการเรียน การใช้งานทั่วไป และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน วางราคาจำหน่ายเริ่มต้น 270 บาท ส่วนรองเท้าสำหรับ ‘นักเรียนประถม’ ในรุ่น Nanyang Have Fun ไม่ต้องผูกเชือก ลดการสัมผัสเชื้อโรค ด้วยจุดเด่นเรื่องความสะดวก สะอาด สนุกเพราะ ไม่ต้องผูกเชือก ให้ความนุ่ม เบา และรองรับแรงกระแทกได้ดี ด้วยพื้น Spring Soft Support™ ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ที่มองหาทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า และความสบายในการสวมใส่ ในราคา 320 บาท ‘นันยืม’ แก้วันแย่ๆ รองเท้ารังแกฉัน ด้าน ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ทำตลาดรองเท้านักเรียนนันยางและรองเท้าช้างดาว กล่าวว่า ‘นันยาง’ ยังสร้างกิจกรรมใหม่ที่แตกต่างในโครงการ ‘ตู้นันยืม’ ยืมนันยาง…ไปใส่ให้เต็มที่’ โมเดลช่วยแก้ปัญหาให้นักเรียนไทยในวันที่รองเท้าไม่เป็นใจ โดย ‘ตู้นันยืม’ ในโรงเรียนจะมีรองเท้าผ้าใบนันยาง ให้นักเรียนสามารถขอยืมใช้ได้ฟรี ในกรณีฉุกเฉิน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ใจดีสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งโดยการมอบตู้นันยืมให้กับโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ “นันยางเห็นนักเรียนไทยมีวันแย่ๆ เพราะรองเท้ารังแกฉัน เช่น ซักแล้วแห้งไม่ทัน, อยู่ดีๆ ดันโดนเทิร์น, สภาพเยินไม่พร้อมใช้, ใส่ผิดสีไม่ได้ตั้งใจ, ซื้อผิดไซส์ไม่พอดี และอื่นๆที่ทำให้ใส่ไม่เต็มที่ แม้จะเป็นเรื่องที่เล็กน้อย แต่วันนั้นอาจจะเป็นวันสำคัญที่สุดของชีวิตของใครคนหนึ่งก็ได้” จากเหตุการณ์เหล่าสู่ความตั้งใจให้นันยาง อยากเห็นรองเท้าที่พร้อมใช้งานเดินพร้อมไปกับทุกคน ผ่านโครงการ ‘ตู้นันยืม’ ยืมนันยาง…ไปใส่ให้เต็มที่ ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจในวงกว้าง มีโรงเรียนลงทะเบียนเข้าร่วมหลายร้อยแห่งทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเล็กๆ เหล่านี้ยังคงต้องได้รับการดูแล และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอนาคตของชาติได้อีกทางหนึ่ง โดยนันยางได้นำร่องโครงการใน 10 โรงเรียนที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อจัดส่ง ‘ตู้นันยืม’ เพื่อช่วยขจัดปัญหามากมายที่ทำให้ใส่ไม่เต็มที่ ดร.จักรพล กล่าวสรุปว่า สำหรับสถานการณ์ช่วงก่อนเปิดเทอมตั้งแต่หลังสงกรานต์ที่ผ่านมา ผู้ปกครองเตรียมความพร้อมสำหรับบุตรหลานในปีการศึกษาใหม่ โดยช่วงวันหยุดยาว 1-4 พฤษภาคม 2569 มีความคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงต้นเดือนและเป็นโค้งสุดท้ายก่อนเปิดเทอมใหญ่ โดยคาดว่าจะมีแรงซื้อต่อเนื่องตลอดทั้งเดือนพฤษภาคม ทั้งร้านค้าทั่วไปกว่า 4,000 แห่ง, ศูนย์สรรพสินค้าชั้นนำ, และทางออนไลน์ ซึ่งทุกช่องทางมีโปรโมชันส่งเสริมการขายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่จำกัดทำให้ผู้ปกครองได้พิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้นสำหรับรายจ่ายช่วงเปิดเทอมโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าเป็นปัจจัยสำคัญ
‘กลุ่มคาราบาว’ ท็อป1%โลกธุรกิจอุตฯ F&B ระดับสากล ย้ำองค์กรยั่งยืนคืนสู่สังคม
CBG ติด Top 1% อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มโลก คว้า 4.8 คะแนนจาก FTSE Russell ESG Scores ปี 2568 สะท้อนองค์กรยั่งยืนระยะยาว บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ประกาศความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน โดยได้รับผลการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) จาก FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2568 ด้วยคะแนนรวมถึง 4.8 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5.0 ซึ่ง CBG ได้ก้าวขึ้นสู่กลุ่ม Top 1% ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ระดับสากล ความสำเร็จในปีนี้สะท้อนถึงพัฒนาการด้านความยั่งยืนของ CBG ที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย สามารถทำคะแนนเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการประเด็นสำคัญด้าน ESG อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การเติบโตที่ก้าวกระโดดและสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การประเมินโดย FTSE Russell เป็นดัชนีที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้การยอมรับ ด้วยเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดและโปร่งใส โดยวัดผลจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ (Public Disclosures) เท่านั้น การได้รับคะแนนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของ CBG ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนในระยะยาว รางวัลความสำเร็จในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวที่สำคัญ คาราบาวกรุ๊ปจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้หัวใจของความยั่งยืน ในการสร้าง “สังคมแห่งโอกาส เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่า
ไอคอนสยาม จัดแคมเปญช็อปครบ1.5 หมื่นบาทรับบัตรเติมน้ำมันฟรี
ไอคอนสยามพลิกมิติทุกการใช้จ่ายให้คุ้มค่า จัดแคมเปญ ‘ช็อปคุ้ม – FULL TANK’ แลกรับบัตรเติมน้ำมันฟรี ! ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2569 คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไอคอนสยามได้ออกแบบแคมเปญ “ช็อปคุ้ม – FULL TANK” ขึ้น บนความเข้าใจสถานการณ์และความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง แคมเปญพิเศษนี้ ต้องการให้ผู้บริโภคเลือกจับจ่ายสินค้าตามระดับความต้องการ โดยมีไอคอนสยามและไอซีเอส ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่เพิ่มความสะดวกสบาย และยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ครบครันยิ่งขึ้น “แคมเปญนี้จึงไม่ใช่แค่รายการโปรโมชั่น แต่เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของเราในการสร้างประสบการณ์เหนือระดับ ที่ผสานความคุ้มค่าเข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว เพียงลูกค้าเปลี่ยนมาจับจ่ายสินค้าในชีวิตประจำวันที่ไอคอนสยามและไอซีเอส และสมัครเป็นสมาชิก ONESIAM เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมาย ได้แก่ รับบัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 300 บาท เมื่อช็อปครบ 15,000 บาท (จำกัด 35 รางวัล/วัน ,1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 1,120 รางวัลตลอดรายการ) รับบัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 500 บาท เมื่อช็อปครบ 35,000 บาท หรือเลือกรับบัตรเข้าสวนสนุก HARBOR LAND มูลค่า 760 บาท (บัตรเติมน้ำมันจำกัด 40 รางวัล/วัน บัตร Harbor Land จำกัด 10 รางวัล/วัน, 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 320 รางวัลตลอดรายการ) รับบัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 1,000 บาท พร้อม Siam Gift Card มูลค่า 1,000 บาท รวมของรางวัลมูลค่า 2,000 บาท เมื่อช็อปครบ 65,000 บาท (บัตร Siam Gift Card สำหรับการซื้อสินค้าครั้งต่อไป ครบ 2,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ จำกัด 30 รางวัล/วัน, 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 960 รางวัลตลอดรายการ) ลูกค้าสามารถรวบรวมใบเสร็จจากการใช้จ่ายภายในไอคอนสยาม และ สยาม ทาคาชิมายะ ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 8 มิถุนายน 2569 เพื่อแลกรับของรางวัลตามที่กำหนด รายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ติดตามได้จากสื่อโซเชี่ยลมีเดียของไอคอนสยาม” คุณสุมา กล่าวในที่สุด สำหรับไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามไอคอนสยาม มอบความคุ้มค่าให้สมาชิก ONESIAM ที่มียอดใช้จ่ายจากการซื้อสินค้า หรือบริการ และรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ภายในไอซีเอส เพียงรวบรวมใบเสร็จครบ 1,000 บาท สามารถแลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 100 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 960 สิทธิ์ตลอดรายการ) สำหรับใช้จ่ายครั้งถัดไป 200 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ หรือ รวบรวมใบเสร็จครบ 5,000 บาท แลกรับบัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 200 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/ขั้นการซื้อ/วัน รวม 480 สิทธิ์ตลอดรายการ) พร้อมกันนี้เพื่อมอบความคุ้มค่าแบบเหนือระดับ ONESIAM ได้ปรับอัตรา OneSiam Coin ใหม่ให้คุ้มยิ่งกว่า โดยการใช้จ่ายทุก 25 บาท รับทันที 1 Coin และทุก 8 Coin ใช้เป็นส่วนลดในการช็อปได้ 1 บาท และเพื่อฉลองฉลองอัตราใหม่ OneSiam Coin ไอคอนสยามและไอซีเอสยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM เพียงลงทะเบียนเข้าร่วมโปรโมชันบน ONESIAM SuperApp และใช้จ่ายในร้านค้าที่ร่วมรายการ ภายในไอคอนสยาม และไอซีเอส รับ ONESIAM Coins ทันทีตามยอดใช้จ่าย (ต่อใบเสร็จ) เริ่มรายการตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 พ.ค. 2569 ช็อป 100 บาท รับ 100 Coins (จำกัด 2 สิทธิ์/สัปดาห์) ช็อป 1,000 บาท รับ 1,000 Coins (1 สิทธิ์/สัปดาห์) ช็อป 10,000 บาท รับ 10,000 Coins (1 สิทธิ์/สัปดาห์) ช็อป 100,000 บาท (เฉพาะสินค้า Luxury) รับ 100,000 Coins (1 สิทธิ์/ตลอดแคมเปญ) นอกจากนี้ ทุกการช็อปมีสิทธิ์ลุ้น Starbucks E-Coupon 100 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์/ 1 ใบเสร็จ) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1338 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook: ICONSIAM และ Facebook: ICS
‘ดร.เชน-ยศชนัน’ เดิมพันการศึกษาไทย 4 ปี เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเอไอประเทศ
วิสัยทัศน์ ‘ดร.เชน-ยศชนัน’ เดิมพัน 4 ปี ปฏิรูปการศึกษาไทย สร้างระบบนิเวศเอไอ เติมทักษะคน พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศหนีกับดักรายได้ปานกลาง ศาสตราจารย์ ‘ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ‘วิสัยทัศน์การพัฒนาทักษะ AI การเตรียมความพร้อมของเยาวชนไทยในระดับอุดมศึกษา และบทบาทสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลของประเทศ’ ในโอกาสความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น, กูเกิล (Google) และ อว. ในโครงการ Thailand ‘s AI Future Starts Here อัปเกรดประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศด้าน AI โดยระบุว่า ในยุคที่เทคโนโลยีพลิกโฉมโลกอย่างฉับพลัน การพัฒนากำลังคนด้าน AI ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือ ‘วาระแห่งชาติ’ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน ท่ามกลางความท้าทายที่ประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรด้านนี้สูงถึง 80,000 คน อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทรู•Google•อว. สร้างแรงงาน AI คนไทย 12 ล้านคนเข้าระบบใน 4 ปีหน้า ไทย ต้องเลือกข้างไปทางไหน? ดร. ยศชนัน กล่าวย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยเจอหลากหลายปัจจัยกระทบ ทั้ง เศรษฐกิจตกต่ำ (Economic crisis) ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (Disaster) โดยเฉพาะปัจจัยหนักสุด คือ เทคโนโลยีดิสรัปชัน (Technology Disruption) ด้วยสิ่งที่เรียนมาเมื่อก่อนอาจใช้ไม่ได้แล้ว ทำให้ปัจจุบันทุกภาคส่วนต้องมีความเข้าใจ AI ในเชิงรุก ที่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน อย่างไรก็ตามต่อบริบทนี้ ‘ดร. ยศชนัน’ บอกว่าในฐานะผู้นำนโยบายการศึกษาของไทยซึ่งมีผลกับอนาคตแรงงาน มองว่าเป็นสิ่งจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยตนเองจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักของการศึกษาไทย “ทุกคนสามารถล้มบนฟูก ที่มีตัวผมรองรับได้” รองนายกรัฐมนตรี ย้ำอีกว่า จากทิศทางนี้สะท้อนถึงจุดที่ประเทศไทยจะต้องเลือกเส้นทางไปสู่แสงสว่างให้ถูก เพื่อให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ที่อยู่มานานหลายปี ซึ่งเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเป็นทางออกสำคัญ “เราคงไม่อยากจากโลกนี้ไปด้วยรายได้ปานกลาง เราสามารถมาเริ่มตรงนี้ด้วยกันในวาระสี่ปีนี้” นอกจากนี้ยังมี Governance ของการนำ AI มาใช้ (AI Adoption) แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ดีพอ ปัจจุบันอยู่เพียงประมาณ 20% ซึ่งยังเป็นช่องว่างสำคัญ ขณะที่โครงการนี้ต้องการบุคลากรด้าน AI ระดับโปรเฟสชั่นแนล (Professional) ประมาณ 80,000 คน เพื่อเติมเต็ม AI Gap ที่ยังห่างอยู่อีกมาก “ในวันนี้ไม่ใช่แค่การศึกษาเปลี่ยนไทยออกจากะลา ที่เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด อีก 4 ปีหน้า คนไทยหนึ่งในสามจะมีสกิล AI ติดตัว” ทั้งนี้ หากมองทิศทางประเทศไทยไปข้างหน้า ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน คนไทยต้องกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI Infrastructure) ในด้านเอไอ เอ็นจิเนียร์ (AI Engineer) เป็นอีกสิ่งสำคัญ ด้วยโจทย์ในตอนนี้จะไม่ใช่แค่การศึกษาเอไอ แต่ต้องสร้างความคลั่งไคล้ในเอไอเพื่อสร้างเป็นภาคต่อของการทำระบบนวัตกรรมเอไอ (AI Innovation System) โดยเฉพาะการสร้างเอไอของคนไทย ดร. ยศชนัน ย้ำว่า AI หน้าตาไทยจะเป็นอย่างไรให้คนยอมรับ ซึ่งในเรื่องนี้จะร่วมกันคิด พร้อมสร้างการเข้าถึงเอไอได้แม้อยู่ในต่างจังหวัด ไม่จำกัดเฉพาะในกรุงเทพฯ รวมถึงสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ประเทศไทยที่เข้าสู่สภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) “หากเราเพิ่มทักษะ AI เข้าไปให้กับคนกลุ่มนี้ที่มีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว ก็เหมือนเสือติดปีก โดยไม่จำเป็นต้องเรียนปริญญาใหม่” เปิดรับทุกเชื่อมต่อสร้างคนไทยเอไอ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาบุคลากรด้านเอไอ ว่า การสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ ‘AI Professional’ จำเป็นต้องเปิด Connectivity การเชื่อมต่อแบบไร้พรมแดน ให้ผู้เชี่ยวชาญจากทุกเชื้อชาติเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเร่งยกระดับศักยภาพให้ทันภายใน 4 ปี พร้อมต่อยอดการวิจัยและพัฒนา AI (AI R&D) อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันยังมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เข้ามาดำเนินการไม่มากนัก เนื่องจากข้อจำกัดด้านแรงจูงใจ (Incentive) จึงควรผลักดันนวัตกรรมเชิงสังคม ที่สามารถสร้างรายได้ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้พร้อมกัน ขณะเดียวกัน ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศเอไอ (AI Ecosystem) ให้ครบวงจร โดยมีทั้งวิศวกรเอไอ และผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ พร้อมยกระดับความรู้เท่าทันเอไอ (AI Literacy) ให้สอดคล้องกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบางมุมมองว่ามหาวิทยาลัยอาจไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริง งานวิจัยยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Economy) โดยทุกมหาวิทยาลัยจึงต้องมีส่วนร่วม (Contribute) อย่างจริงจัง ซัพพอร์ต สตาร์ทอัปAI ดร.ยศชนัน กล่าวต่อถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย AI ยังจะต้องเริ่มจากการสนับสนุนสตาร์ทอัปไทยให้ค้นหาโจทย์ที่ใช่ เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดและใช้งานได้ในระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่น (Trust) จากนักลงทุนและพันธมิตร “ตลาดอาเซียนซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคนถือเป็นโอกาสสำคัญ ซึ่งไทยได้เปรียบด้านทำเล สามารถพัฒนานวัตกรรมในประเทศและขยายสู่ตลาดโลกได้ หากยกระดับมาตรฐาน ของผลิตภัณฑ์ให้แข่งขันได้” ขณะที่ เวทีอย่าง Hackathon เป็นกลไกสำคัญในการสร้างไอเดียใหม่ ที่สามารถต่อยอดสู่การลงทุนจากบริษัทเทคระดับโลก เช่น Google ในมิติความร่วมมือระดับสากล รวมไปถึงผลักดันให้เกิดการตั้งฐานวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการระดับโลก “สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยปรับตัว อัปเดตหลักสูตรให้ทันกับโลก AI เพื่อเชื่อมต่อการเรียนรู้ การวิจัย และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบและสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแรงให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” ขณะที่โครงการ Thailand ‘s AI Future Starts Here อัปเกรดประเทศไทย สู่ความเป็นเลิศด้าน AI เป้าหมายการศึกษาและอนาคต ซึ่งอว. เล็งเห็นศักยภาพสามารถขยายเป้าหมายได้ถึง 20 ล้านคนในสี่ปีนี้ จากเป้าโครงการฯที่วางไว้ 12 ล้านคน คลัง Data เฉพาะตัวของไทย พร้อมเสริมต่อถึงการพัฒนา AI ของประเทศไทยจำเป็นต้องเริ่มจาก “ฐานข้อมูล” ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศ แม้ไทยอาจยังตามหลังหลายประเทศในภาพรวม แต่การมีข้อมูล (Data) ที่แข็งแรงคือโอกาสในการสร้างความได้เปรียบ ซึ่งไทย ยังมีจุดเด่นด้าน Wellness รวมถึงข้อมูลในภาคเกษตรและศิลปวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อน ‘ความเฉพาะตัวของข้อมูล’ (Uniqueness) ซึ่งหากมีการจัดเก็บและบริหารข้อมูลอย่างเป็นระบบในเชิงกลยุทธ์ สามารถนำไปต่อยอดใน AI ได้อีกมาก ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานเอไอ จำเป็นต้องมีทั้ง Data และการประมวลผล (Compute) ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ซึ่งไทยอาจมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน แต่สามารถใช้แนวทางความร่วมมือระหว่างบริษัทขนาดใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อย โดยไทยยังมีบทบาทในซัพพลายเชน (Supply Chain) และมีศักยภาพด้านสตอเรจ (Storage) สำหรับรองรับและจัดเก็บข้อมูลในบางส่วนของระบบ ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้ายด้านนโยบาย รัฐบาลพร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเอไอ (AI Infrastructure) ในฐานะอุตสาหกรรมใหม่ที่จะต่อยอดจากภาคการผลิตเดิม เช่น ยานยนต์สู่หุ่นยนต์ ครอบคลุมทั้งเกษตร การแพทย์ และอุตสาหกรรม โดยไทยมีพื้นที่อย่าง EEC ที่สามารถใช้เป็นแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ในการทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด นอกจากนี้ AI ยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความโปร่งใสของประเทศ โดยสามารถใช้ติดตาม (Track) และตรวจสอบกระบวนการต่าง ๆ เพื่อลดปัญหาคอร์รัปชัน และรับมือกับความเสี่ยงจากทุนสีเทาได้อย่างมีประสิทธิภาพ “หากสามารถบูรณาการจุดแข็งด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ความร่วมมือ และนโยบายเข้าด้วยกัน ไทยก็มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของโลก AI ได้อย่างยั่งยืน”
ทรู•Google•อว. สร้างแรงงาน AI คนไทย 12 ล้านคนเข้าระบบใน 4 ปีหน้า
อีก4 ปีหน้า จะมีแรงงานเอไอสายพันธุ์ไทยในระบบ 12 ล้านราย จากโครงการ ‘AI for All Thais’ ความร่วมมือระหว่างทรู และ Google ทำหลักสูตรเอไอเพื่อคนไทย โดยมี ‘อว.’ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยเอาไปบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน รับอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งเป้า 12 ล้านคนใน 4 ปี โครงการ ‘AI for All Thais’ มุ่งสร้างกำลังคนเอไอขนาดใหญ่ระดับประเทศ ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ และเร่งขีดความสามารถการแข่งขันไทย ดัน AI เข้าระบบมหาวิทยาลัยจริง พัฒนาหลักสูตร AI นับหน่วยกิตได้ เช่น AI First Citizen และ Gemini Academy เริ่มนำร่อง 20 มหาวิทยาลัย ก่อนขยายทั่วประเทศ สูตรเทคโนโลยี ภาครัฐ และการศึกษา ทรู-Google และ อว. สร้าง AI Ecosystem ครบวงจร เชื่อมการเรียนรู้สู่การใช้งานจริง ตั้งแต่พื้นฐานถึง Future Workforce ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล (Technology Company) เปิดเผยว่า จากทิศทางของทรู มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กร ‘AI-First’ พร้อมขับเคลื่อน ‘AI for All’ เพิ่มทักษะ (Up Skill) อนาคตให้คนไทย และเตรียมกำลังคนให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคใหม่ “องค์กรจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกเห็นตรงกันว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดของการนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง คือ ทักษะของผู้คน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศักยภาพของ AI ยังไม่ถูกปลดล็อกได้อย่างเต็มที่” โดยใน 2569 นี้ บริษัทฯ วางแผนเริ่มต้นจากพนักงานทรู โดยจะปูพื้นฐานให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจด้าน AI พร้อมต่อยอดขีดความสามารถของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญในทุกๆ ระดับการเรียนรู้ อาทิ การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงาน การพัฒนาโซลูชันและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซิกเว่ กล่าวว่า ทรูฯขยายวิสัยทัศน์องค์กรดังกล่าวไปสู่วงกว้างระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างพันธมิตร Google และ ภาครัฐ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เครือข่ายสถาบันการศึกษา สร้างอีโคซิสเต็ม AI ยกระดับการแข่งขันไทยระยะยาว โดยทรู ร่วมกับ Google เปิดโครงการ ‘AI for All Thais’ ครั้งแรกในไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้าน AI ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้ CP Center of Excellence (CP-CoE) ณ True Digital Park ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลและเอไอ (Digital & AI) และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Infrastructure) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และกำลังคนด้าน AI อย่างครบวงจร สำหรับอีโคซิสเต็มดังกล่าว ยังเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ เทคโนโลยี และการศึกษา เพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน AI ให้กับประเทศไทยในระยะยาว โดยตั้งเป้าเสริมศักยภาพให้คนไทย 12 ล้านคนภายในปี 2573 Google ปิดแก๊ปดิจิทัลคนไทย ด้าน ‘ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ Google กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง Google และ ทรู ในครั้งนี้ยังเป็นพันธกิจสำคัญต่อการนำความเชี่ยวชาญด้าน AI ระดับโลกของ Google มาเสริมความรู้และทักษะให้กับนักศึกษาไทย เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านทักษะดิจิทัล และเตรียมความพร้อมบุคลากร สู่การเติบโตในยุคของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยกูเกิล มุ่งสร้างศักยภาพให้กับคนรุ่นใหม่สามารถใช้งาน Generative AI ได้อย่างปลอดภัย ควบคู่ไปกับการยกระดับความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Gemini Academy for Students และหลักสูตร AI Literacy & Safety Modules ทั้งนี้ โครงการฯ ยังสอดคล้องแนวทางในปี 2561 Google ได้ประกาศความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ภายใต้พันธกิจ ‘Leave No Thai Behind’ ที่ได้ยึดเป็นแกนหลักในการดำเนินโครงการต่างๆ มาโดยตลอด เพื่อให้มั่นใจว่าคนไทยทุกคนได้รับโอกาสในการเติบโตและก้าวหน้าในยุคดิจิทัล หลักสูตรเอไอ เพื่อคนไทย สำหรับโครงการ ‘AI for All Thais’ ทรูและพันธมิตร ได้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ด้าน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างพื้นฐานไปจนถึงการประยุกต์ใช้จริงในระดับมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกัน ยังบูรณาการหลักสูตร AI มาตรฐานสากล เช่น AI First Citizen และ Gemini Academy ทั้งรูปแบบออนไลน์ และ ออฟไลน์ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจัดแข่งขัน AI ระดับมหาวิทยาลัยและประเทศ เพื่อสร้างทักษะจริงและเพิ่มขีดความสามารถ ขณะที่ อว.จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเชิงนโยบายและสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ ร่วมสร้างระบบนิเวศด้าน AI ด้วยหลักสูตร ‘AI for Future Workforce’ ที่สามารถนับหน่วยกิตได้จริง ซึ่งจะถูกบูรณาการเข้าในหลักสูตรการเรียนของมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับการเรียน AI จากการสร้างการรับรู้ สู่การลงมือปฏิบัติจริงในระบบการศึกษาโดยจะนำร่องใน 20 มหาวิทยาลัยชั้นนำก่อนขยายสู่ทั่วประเทศต่อไป 2 เฟส ‘AI for All Thais’ โดยโครงการ ‘AI for All Thais’ แบ่งออกเป็น 2 ระยะสำคัญ ได้แก่ 1.ระยะที่ 1: AI First Citizen มุ่งสร้างพื้นฐานความรู้และการเข้าถึง AI ภายใต้ Gemini Academy ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ AI Safety & Digital Literacy พื้นฐานการเขียนคำสั่ง Prompt Engineering ผ่านการเรียนรู้ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมรับดาต้าฟรี 10GB เรียนออนไลน์สำหรับนิสิตนักศึกษาที่ใช้งานทรูดีแทค เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Challenge จัดการแข่งขัน ประยุกต์ใช้ AI ในหัวข้อ ‘AI for Daily Life’ และ ‘AI for Society’ ให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้งานจริง โดยผู้ชนะ 5 ท่านจะได้เปิดประสบการณ์ระดับสากลเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์ 2.ระยะที่ 2: หลักสูตรพิเศษ AI for Future Workforce หลักสูตร AI ระยะเวลา 45 ชั่วโมงที่ทรู และ Google ร่วมกันออกแบบโดยเฉพาะ เพื่อความรอบรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับการทำงานในอนาคต โดยจะเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย และสามารถนับหน่วยกิตได้จริง นอกจากนี้ยังมีโครงการ Train-the-Trainer อาจารย์ ตลอดจนจัดการแข่งขันด้าน AI ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ โดยผู้ชนะ 4 ทีม รวม 16 ท่านจะได้รับโอกาสเข้าร่วมศึกษาดูงาน ณ Google ประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวกัน อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง 4 ปี ‘ดร.เชน-ยศชนัน’ เดิมพันการศึกษาไทย เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเอไอ ประเทศ
เลโก้ เปิด ‘LEGO® Certified Store’ สยามพารากอน โชว์ตัวต่อ ‘วัดพระแก้ว’ 1.5 แสนชิ้น
เลโก้ กรุ๊ป เปิด LEGO® Certified Store สยามพารากอน ใช้คอนเซ็ปต์ใหม่ เพลย์กราวด์ แห่งจินตนาการ พร้อมจัดงาน ‘LEGO Star Wars The Most Wanted” อินเทอร์แอคทีฟ หนึ่งเดียวในไทย เปิด LEGO Store คอนเซ็ปต์ใหม่ครั้งใหญ่ในไทย The LEGO Group เปิดร้าน LEGO® Certified Store โฉมใหม่ ยกระดับเป็น ‘Playground แห่งจินตนาการ’ ผสาน อินเทอร์แอคทีฟ ความคิดสร้างสรรค์ และ อัตลักษณ์ไทย ไฮไลต์งานดีไซน์ ‘วัดพระแก้ว’ จาก LEGO กว่า 155,000 ชิ้น LEGO Art Installation ใช้เวลากว่า 360 ชั่วโมง ถ่ายทอดความเป็นไทยร่วมสมัยสร้าง Landmark ภายในร้าน เชื่อมวัฒนธรรมกับโกลบอล แบรนด์ ดึง Star Wars Immersive Event ครั้งแรกในไทย LEGO Star Wars The Most Wanted จัดเต็ม 10 วัน พร้อมกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ ทั้ง Brick Zone, Photo Zone และ Meet & Greet ตัวละครจักรวาล Star Wars เซดริค รูสส์ ผู้จัดการทั่วไป กำกับดูแลประเทศอินเดียและกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก The LEGO Group กล่าวว่า เลโก้ ร่วมกับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด และ สยามพารากอน เปิดตัว LEGO® Certified Store แห่งใหม่ล่าสุดใจกลางกรุงเทพฯ ณ สยามพารากอน ในคอนเซ็ปต์ร้านค้ารูปแบบใหม่ โดยถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ร่วมกันครั้งใหญ่ และเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชีย พร้อมยกระดับประสบการณ์ค้าปลีกและการเล่นอย่างสร้างสรรค์ให้กับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านประสบการณ์ที่ผสานโลกแห่งจินตนาการ เทคโนโลยี และอัตลักษณ์ความเป็นไทยเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่ การเปิดตัว LEGO® Certified Store ณ สยามพารากอนในครั้งนี้ ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญของ The LEGO Group ในประเทศไทย โดยได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ที่มอบประสบการณ์แบรนด์และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ไทย จากความร่วมมือกับพันธมิตร DKSH และสยามพารากอน สำหรับ LEGO® Certified Store ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ของสยามพารากอน วางแนวคิด (Concept) ร้านรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดจากสาขาชั้นนำทั่วโลก สู่ ‘Playground แห่งจินตนาการ’ ที่นำประสบการณ์อินเทอร์แอคทีฟ การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ไว้ร่วมกันแบบครบวงจร โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือ ดีไซน์หน้าร้านที่โดดเด่นด้วย LEGO Brick สีแดงขนาดใหญ่ สร้างการจดจำในระดับสากล ส่วนภายในร้านได้นำแรงบันดาลใจจาก ‘วัดพระแก้ว’ ถ่ายทอดผ่านงานออกแบบอย่างวิจิตรประณีต LEGO Art Installation ที่ใช้เวลากว่า 360 ชั่วโมง ด้วยตัวต่อมากกว่า 155,000 ชิ้น สะท้อนความงดงามทางวัฒนธรรมไทยได้อย่างร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังได้ยกระดับประสบการณ์สู่ระดับจักรวาลกับปรากฏการณ์อีเว้นท์ ‘LEGO Star Wars The Most Wanted” หนึ่งเดียวในไทย ผ่านกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟแบบเต็มรูปแบบ ต่อเนื่อง 10 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 4 – 13 พ.ค. 2569 ณ ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน โดยพื้นที่แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ถูกเนรมิตให้เป็น Immersive Experience Space ที่ตื่นตาตื่นใจ ถ่ายทอดโลก Star Wars อย่างสมจริง พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ที่ออกแบบเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในทุกมิติ ทั้ง LEGO Brick Zone สำหรับการสร้างสรรค์อย่างอิสระ Photo Zone และ Photo Station ที่ยกบรรยากาศกาแล็กซีมาไว้ใจกลางเมือง Meet & Greet เอ็กซ์คลูซีฟกับเหล่า Imperial Characters และ Troopers ที่มาสร้างสีสันตลอดช่วงเวลาการจัดงานฯ โดยปรากฏการณ์อีเว้นท์ครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของ LEGO® ในการสร้าง ‘Experiential Event’ ระดับแลนด์มาร์ก ที่ผสานความบันเทิง จินตนาการ และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกันอย่างโดดเด่น พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ Siam Paragon ในฐานะ Global Lifestyle Destination และศูนย์กลางรีเทลระดับโลก
‘สยามพิวรรธน์’ รีเทล เทคแห่งแรกในไทยใช้ Huawei เชื่อมนักเดินทาง 200ล.คน
สยามพิวรรธน์จับมือ Huawei เปิด ONESIAM Global Visitor Card บน Wearables เชื่อม 4 แลนด์มาร์ครีเทลไทย สู่ผู้ใช้งานกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก ยกระดับ Travel Retail-ประสบการณ์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล รีเทลไทยรายแรก เชื่อม 200 ล้านผู้ใช้ Wearables ONESIAM Global Visitor Card ถูกฝังบน Huawei Wearables เข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกแบบเรียลไทม์ โฟกัสตลาดเอเชีย-จีน ดึง ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพ’ เข้าสู่แลนด์มาร์คไทยโดยตรง O2O Ecosystem ครบวงจรทั้งทริป เชื่อม Online-to-Offline ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างทริป จนหลังกลับประเทศ ใช้ Huawei Cloud + Quick App สร้างประสบการณ์ Personalized แบบไร้รอยต่อ ดัน Engagement โตแรง 400% Huawei กลายเป็นช่องทางหลักในการสมัคร ONESIAM Global Visitor Card แคมเปญ Pre-trip ดันยอดลงทะเบียนโตกว่า 400% ในเดือนเดียว อัมพร โชติรัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ‘Siam Piwat’ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีกศูนย์การค้าระดับแลนด์มาร์ค ศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี สยามพารากอน ไอคอนสยาม และโครงการมิกซ์ยูส ICS ไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า สยามพิวรรธน์ ตอกย้ำบทบาทสร้างจุดหมายปลายทางด้านประสบการณ์ระดับโลก Global Experiential Destination และมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีค้าปลีก (Retail Tech) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านและเสริมศักยภาพการแข่งขันอุตสาหกรรมค้าปลีกการท่องเที่ยวไทย (Travel Retail) ทั้งนี้ สยามพิวรรธน์ วางกลยุทธ์ผ่านการสร้างคุณค่ให้ลูกค้า พันธมิตร และระบบนิเวศโดยรวม ควบคู่กับการขยายพันธมิตรอีโคซิสเต็มระดับโลก (Global Partner Ecosystem) พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ล่าสุดร่วมกับพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ ‘หัวเว่ย’ (Huawei) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและโทรคมนาคมระดับโลก เปิดตัว ‘ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables’ เพื่อขยายโอกาสสู่ผู้ใช้งานอุปกรณ์สวมใส่ดิจิทัลอัจฉรินยะ ‘Huawei Wearables’ รองรับทุกระบบปฤิบัติการกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ จากประเทศสำคัญ ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ในปี 2569 สยามพิวรรธน์ จะต่อยอดความร่วมมือผ่านการพัฒนาโซลูชันบน Quick App ONESIAM ให้เชื่อมต่อกับ Wearables, Skytone และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อเพิ่มเอนเกจเมนต์กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมยกระดับประสบการณ์ผ่านนวัตกรรมของ Huawei เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ด้าน เรเชล (Rachel Zhou) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการคลาวด์สำหรับผู้บริโภค หัวเว่ย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Director of HUAWEI Consumer Cloud Service APAC) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างหัวเว่ยและสยามพิวรรธน์ เป็นการผสานระหว่างจุดหมายปลายทางรีเทลระดับโลกและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อสร้างคุณค่าที่โดดเด่นให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก “การเชื่อม ONESIAM Global Visitor Card ในระบบ HarmonyOS ด้วย Quick App ได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้เรามีส่วนร่วมกับนักท่องเที่ยวในทุกช่วงของการเดินทางได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและวางแผนก่อนเดินทาง ไปจนถึงประสบการณ์เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง โดยมอบสิทธิประโยชน์สมาชิกแบบเฉพาะบุคคล และยกระดับประสบการณ์ด้านช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์โดยรวม” นอกจากนี้ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ Huawei Wearables เข้ากับ ONESIAM Global Visitor Card ยังช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนสยามพารากอนและไอคอนสยาม สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์พิเศษได้ทันที เพื่อให้ทุกช่วงเวลาในการจับจ่ายซื้อสินค้าล้ำสมัยและคุ้มค่า รวมถึงความมุ่งมั่นสนับสนุน สยามพิวรรธน์ เพื่อมอบความสุข ความสะดวกสบาย และบริการระดับโลกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนที่เลือกประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทาง ฟีเจอร์ ONESIAM X Huawei Wearables สำหรับ ONESIAM Global Visitor Card บน Huawei Wearables เป็นนวัตกรรมโซลูชั่นมาร่วมยกระดับประสบการณ์นักท่องเที่ยวสู่ความสะดวก ผ่าน Quick Apps รองรับทุกระบบปฏิบัติการทั้ง iOS, Android และ HarmonyOS ด้วยฟีเจอร์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ อาทิ การสมัครสมาชิกแบบ One-Tap E-Coupon ระบบแนะนำบริการภายในศูนย์การค้า Data-driven insights มาใช้ในการ ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี ยังได้นำ Huawei Cloud มาใช้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อรองรับการทำงานแบบออมนิชาแนล (Omnichannel) ให้เขื่อมต่อช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการให้บริการและการบริหารจัดการ แบบ O2O (Online-to-Offline) อย่างครบวงจร ครอบคลุมทุกช่วงของคัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ (Customer Journey) ตั้งแต่ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง จนถึงหลังเดินทาง เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ทันทีผ่านอุปกรณ์ wearables สร้างประสบการณ์สมาร์ทเตอร์ ทราเวิล (Smarter Travel) และไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมระหว่างกันโดยไม่สะดุด ทั้งนี้ สยามพิวรรธน์ ถือเป็นรีเทลไทยรายแรกและรายเดียวที่เชื่อมต่อ ONESIAM Global Visitor Card เข้ากับระบบปฏิบัติการ HarmonyOS ของ Huawei โดยในปี 2568 เปิดการเข้าถึงผู้ใช้งานกว่า 400 ล้านอุปกรณ์ในประเทศจีน พร้อมยกระดับประสบการณ์ O2O และมอบสิทธิประโยชน์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ครอบคลุมทุกช่วงของการเดินทางอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับประสบการณ์ไปพร้อมการขยายอีโคซิสเต็มระหว่างพันธมิตรชั้นนำกว่า 150 ราย ครอบคลุมทั้งสายการบิน โรงแรม การท่องเที่ยว การเดินทาง สุขภาพ และอาหาร นอกจากนี้ ยังเปิดตัว HUAWEI Experience Store แฟลกชิปสโตร์รูปแบบใหม่ ชั้น 3 สยามพารากอนเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นสาขาแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่มีการดีไซน์พิเศษให้เป็น One-Stop Service ศูนย์บริการครบวงจรสำหรับลูกค้า Huawei รวมการจำหน่ายสินค้า พื้นที่ทดลอง และบริการหลังการขายไว้ในที่เดียว สำหรับความร่วมมือกับ Huawei ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของสยามพิวรรธน์ในปี 2569 โดยสะท้อนอย่างชัดเจนจากผลลัพธ์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ซึ่ง Huawei กลายเป็นช่องทางที่สร้างยอดลงทะเบียน ONESIAM Global Visitor Card สูงที่สุด ขณะเดียวกัน แคมเปญสื่อสารในช่วง Pre-trip ยังสามารถผลักดันยอดลงทะเบียนให้เติบโตมากกว่า 400% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเทียบกับปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพและอิทธิพลของแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างชัดเจน
ICS Lifestyle Complex ชวน 3 สาวเซเลบ เปิดลิสต์ 5 ร้านโปรด ปักหมุดความอร่อยที่ Lotus’s Eatery
ICS Lifestyle Complex ตรงข้าม ICONSIAM ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของฝั่งธนบุรี จับมือ CP Axtra เนรมิตสวรรค์ของนักกิน เปิดตัว ‘Lotus’s EATERY @ ICS’ ศูนย์รวมร้านอร่อยระดับตำนานแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในฝั่งธนบุรี บนชั้น 4 ของไอซีเอส พร้อมชวน 3 สาวเซเลบริตี้ร่วมเปิดประสบการณ์ความอร่อยแบบจัดเต็ม เผยลิสต์ 5 ร้านไฮไลต์ร้านโปรดจากร้านดังกว่า 30 ร้าน ที่คัดสรรเมนูเด็ดจากทั่วไทยมาไว้ในที่เดียว ตอบโจทย์สายกินยุคใหม่ที่มองหาความหลากหลาย ครบ จบในจุดหมายเดียว เริ่มที่ คุณเพลิน – พิมสิริ นาคสวัสดิ์ ที่ยกให้ Lotus’s Eatery เป็นจุดหมายใหม่ของนักกินชาวฝั่งธนบุรี ที่ต้องการความสะดวกและคุณภาพในเวลาเดียวกัน พร้อมเผยความประทับใจ Lotus’s Eatery ที่ได้รวมร้านอร่อย ร้านดังระดับตำนานมาไว้ในที่เดียว เหมาะสำหรับช่วงเวลาเร่งรีบและต้องการความรวดเร็วที่ต้องการหาร้านอร่อยให้เลือกหลากหลาย สำหรับร้านโปรดที่มักไปทานที่ร้านเป็นประจำคือ ร้านขาหมูตรอกซุง เพราะเป็นร้านระดับตำนานที่สืบทอดมานานกว่า 7 ทศวรรษ ไฮไลต์อยู่ที่เนื้อหมูที่ตุ๋นจนนุ่มละลายในปาก เสิร์ฟคู่กับ “ไข่มะตูมพะโล้” รสเข้มข้น ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ครองใจนักกินทุกยุค สำหรับสวรรค์ของคนรักเส้น แนะนำ “ร้านหลา ลูกชิ้นปลาเยาวราช” ลูกชิ้นปลาแท้จากเยาวราชที่เน้นความสดใหม่ ใช้เนื้อปลาล้วน ไม่คาวและไร้แป้ง เมนูเด็ดที่ชอบมากคือ ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลารวมมิตรน้ำใส และเกี๊ยวฮ่องกง เส้นเล็กต้มยำ เข้มข้น และเส้นเล็กเย็นตาโฟ พร้อมลูกชิ้นปลาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งทุกๆ ร้านโปรดได้รวมอยู่ในโลเคชันเดียว เดินทางสะดวก เหมาะทั้งมาทานกับครอบครัวหรือแวะมาฝากท้องระหว่างช้อปปิ้งค่ะ” คุณปอนด์ – หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา ซึ่งใช้บริการ Lotus’s Eatery เป็นประจำอยู่แล้ว ได้แนะนำร้านโปรดอย่างร้าน โกดม เป็ดพะโล้นครปฐม ที่ขึ้นชื่อเรื่องการตุ๋นเป็ดนานกว่า 4 ชั่วโมง จนได้เนื้อเป็ดที่นุ่มเข้าเนื้อและเลือดเป็ดไร้กลิ่นคาว พร้อมแนะนำเมนูยอดฮิตคือ ข้าวหน้าเป็ดและบะหมี่เป็ดพะโล้ เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มพริกเหลืองสูตรเด็ดที่ช่วยชูรสชาติเป็ดพะโล้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น คุณปอนด์ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า มีร้านประจำหลายร้านที่มาอยู่ที่ไอซีเอส ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปหลายๆ ที่เพื่อหาของอร่อย แต่สามารถมาที่นี่ที่เดียว ก็ได้กินครบทุกร้านแล้ว นับว่าตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองมากๆ ด้านคุณจุ๋ย – จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา กล่าวว่า “สำหรับคนที่ชอบลองของอร่อยหลากหลายสไตล์ ที่นี่ถือว่าครบมาก เพราะรวมร้านอร่อยมาไว้ที่เดียว มีเมนูหลากหลายให้เลือก สำหรับร้านโปรด คือร้านอาหารสไตล์ไทย-จีน อย่างร้าน “คนชง คนปรุง” การันตีความอร่อยด้วย Michelin Guide โดดเด่นด้วยการคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี ปรุงรสถึงเครื่องตามสูตรลับเฉพาะ เมนูแนะนำที่ต้องลองคือข้าวกระเพราไก่กรอบ ท้อปด้วยไข่ดาว และน้ำซุบร้อนๆ อย่างต้มบ๊วยกระเทียมดอง ที่ให้รสชาติกลมกล่อมแบบรสมือแม่ อีกหนึ่งร้านโปรดคืออาหารอีสานฟิวชันจากร้าน ‘สากลนคร’ ดีกรีเชฟกระทะเหล็ก ซึ่งเมนูโปรดที่ต้องสั่งทุกครั้ง คือ ส้มตำไทย ไก่ย่างสูตรพังโคน ลาบหมู ที่ผสมผสานความแซ่บและวัตถุดิบชั้นเลิศได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะ “ปลาร้าหอมนัว” สูตรส่งตรงจากสกลนครแท้ๆ ลิ้มรสความอร่อยจากร้านดังระดับตำนานกว่า 30 ร้านได้ที่ ‘Lotus’s Eatery’ ชั้น 4 ICS Lifestyle Complex ตรงข้าม ICONSIAM พร้อมตอกย้ำความเป็น Food Destination แห่งใหม่ของฝั่งธนบุรี ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICS
กิ๊กิ ชีสเค้ก I Ep.1 เบเกอรี่หลักล้านสร้างแบรนด์จากศูนย์ เมื่อเรื่องเล่าอร่อยพอๆ กับสินค้า
KiKi Cheesecake ร้านเบเกอรี่ที่ใช้ ‘ชีสเค้ก’ แจ้งเกิดแบรนด์ จากจุดเริ่มต้นเป็น ‘ศูนย์’ ที่มาพร้อมกับแนวคิดสร้างตัวตนให้กับธุรกิจ ด้วยคอนเทนต์เล่าเรื่อง จนสร้างยอดขายหลักล้านและขยายสาขาเพิ่มทั้งในเมืองชลและกรุงเทพฯ ชิตติพล ว่องส่งสาร หรือ ‘อี้’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์กิ๊กิ (KiKi) ชีสเค้ก ภายใต้บริษัท กิ๊กิ แอนด์ เฟรนด์ จำกัด (kiki and friends Co.Ltd) กับจุดเริ่มต้นธุรกิจท้องถิ่น เมืองชลบุรี ที่เจ้าตัวบอกว่าออกสตาร์ทจาก ‘ศูนย์’ แต่ด้วยความฮึดบวกกับความ ‘ตั้งใจจริง ๆ’ พร้อมทุนเริ่มต้นธุรกิจหลักหมื่นบาท เพื่อสร้างแบรนด์ ‘KiKi’ ชีสเค้ก จนกลายเป็นไวรัล จนมียอดขายสูงถึงหลักล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ ‘ความน่าสนใจ’ของร้าน ‘กิ๊กิ’ ยังมีเรื่องราวการทำธุรกิจของ ‘ชิตติพล’ ที่หันหลังให้กับงานประจำและฟรีแลนซ์ กราฟฟิก ดีไซเนอร์ เพื่อมาเปิดร้านขายขนมอบด้วยการแกะสูตรชีสเค้กจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น จนได้รสชาติที่เจ้าตัวบอกว่า ‘อร่อยเนียน’ ยิ่งกว่าต้นตำรับเสียอีก และนี่ คือการเดินทางของ ‘กิ๊กิ ชีสเค้ก’ ที่แจ้งเกิดแบรนด์ในจังหวัดชลบุรี ก่อนขยายสาขาเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ถึงปัจจุบัน KiKi Cheesecake มีแล้ว 8 สาขา !! เที่ยวญี่ปุ่น…เปลี่ยนชีวิต ‘ชิตติพล’ เล่าว่าก่อนจะตัดสินใจทำธุรกิจเบเกอรี่ร้าน ‘กิ๊กิ ชีสเค้ก’ เขาเริ่มจากการทำงานสายออกแบบกราฟฟิก อยู่ราว 3 ปี กระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นเมื่อราว 5 ปีก่อน….จากการเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และไปตกหลุมรักในรสชาติชีสเค้ก ร้านเจ้าดังอย่าง Rikuro Ojisan (ริคุโระ โอจิซัง) ในเมืองโอซาก้า เขา ย้อนภาพตอนไปเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นได้ตระเวนชิมขนมแทบทุกสาขาในคันไซ ด้วยเป็นร้านดัง และเมื่อได้ลองแล้วก็ยอมรับว่าอร่อยมากจริง ๆ ที่เจ้าตัว คอนเฟิร์มว่ามันอร่อยจน ‘แสงออกปาก’ ได้นั้นเป็นอย่างไร “จากปกติไม่ค่อยชอบกินขนมหวาน แต่มีร้านเดียวที่กินแล้วชอบมาก คือ Rikuro Ojisan (ริคุโระ โอจิซัง)ที่โอซาก้า” จากนั้นเมื่อกลับมาเมืองไทย เขาก็เริ่มตามหาชีสเค้กกินต่อในอีกหลายร้าน แต่ยังไม่เจอรสชาติแบบที่ต้องการ…สุดท้ายเลยตัดสินใจทำกินเอง เพราะอยากกินแบบนั้นจริง ๆ เริ่มจากซื้อเตาอบราคาประมาณ 3,000 บาท แล้วหาสูตรจาก YouTube พร้อมเรียนรู้จากศูนย์เลยจริง ๆ จากแค่ทำกินเล่นสู่ธุรกิจจริง ในช่วง 3 เดือนแรก ‘ชิตติพล’ บอกว่า ‘ล้มเหลวแทบทุกวัน’ ต้องทิ้งขนมตลอด เพราะ YouTube ก็ไม่ได้บอกทุกอย่าง ด้วยยังมีหลายจุดสำคัญ ที่ต้องลองผิดลองถูกเองทั้งหมด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะการทำขนมให้ได้รสชาติเดียวกับต้นตำรับ โดยได้ทำต่อเนื่องไปถึง 3 เดือน ถึงเริ่มเข้าใจว่านี่คือขนมปราบเซียน!! ที่จะต้องใช้ส่วนประกอบ ทั้ง อุณหภูมิ ความเข้มข้นของส่วนผสม สัดส่วนไขมัน น้ำ ความชื้น รวมถึงการอบและไฟ “ทุกอย่างมีผลหมด” ‘ชิตติพล’ ยอมรับว่าที่ผ่านมา ‘ล้มเหลว’ เพราะ ‘ความไม่รู้’ แต่แทนที่จะเลิก เขากลับยิ่งอยากเอาชนะให้มันอร่อยให้ได้ ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายร้อยก้อน ใช้แป้ง ครีมชีส ไปจำนวนมาก เพราะทำแทบทุกวัน จนกระทั่งเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความ ‘ซัคเซส’ ในเดือนที่ 4–5 ที่เมื่อทำได้แล้วเพื่อนเริ่มบอกว่า ‘อร่อย’ เขาย้ำว่า สูตรทั้งหมดเริ่มจากศูนย์ ที่เจ้าตัวปรับเองทุกวัน ด้วยอยากทำให้เนื้อเค้กทั้งเบาและแน่นในเวลาเดียวกัน ทั้งหมดนี้ ได้วิชาจาก ‘การลงมือทำจริง’ แล้วเริ่มให้เพื่อนลองกิน จนมีคนบอกว่าน่าจะขายได้ จากนั้นเลยทดลองขายทั้งหน้าหอพักแถวบางแสน ใกล้คณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยบูรพา รวมถึงขายผ่านแอป ฟู้ดเดลิเวอรี่ ในตอนนั้นวางราคาชีสเค้ก เริ่มต้นประมาณชิ้นละ 189 บาท (ปัจจุบัน 195 บาท ตามต้นทุนวัตถุดิบ) ขณะที่ ช่วงแรกของการวางขายหน้าหอพักราว 4 เดือน เริ่มมีลูกค้าซื้อซ้ำ แม้รายได้ช่วงแรกแทบไม่เหลือ เพราะต้นทุนสูง ด้วยวันหนึ่งทำได้ประมาณ 12 ก้อน เมื่อรายได้หักต้นทุนแล้วก็แทบเป็นศูนย์ แต่ยอดขายรวมอยู่ที่ประมาณเดือนละ 200 ก้อน ทุน 3 หมื่นบาท กับเกมวัดดวง ‘ชิตติพล’ บอกว่าในตอนนั้น เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่าหากยังทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ สุดท้ายมันจะกลายเป็นแค่งานอดิเรก ทั้งที่ เรารู้สึกว่าโปรดักต์มันดีพอ เลยอยากให้เจ้าชีสเค้กพวกนี้ได้ไปเจอคนมากกว่านี้ “ตอนนั้นลูกค้าต้องสั่งจองล่วงหน้า เลยเริ่มคิดว่าควรมีหน้าร้าน เพื่อเล่าเรื่องของแบรนด์ให้ชัดขึ้น” เขาบอกว่า จุดเริ่มธุรกิจเปิดหน้าร้าน มันเหมือนเป็นเกมวัดดวงจริง ๆ ด้วยในตอนนั้นเขามีทุนเป็นเงินสดราว 30,000 บาท จากนั้นก็เริ่มขับรถหาทำเลร้านที่มีคนเซ้งแต่ร้านส่วนใหญ่ไม่ใช่สไตล์ที่ชอบ จนไปเจอร้านเล็ก ๆ แบบสแตนด์อโลน ราคาเซ้งประมาณ 220,000 บาท “แต่เรามั่นใจว่าของมันขายได้ เลยตัดสินใจเอาเงินที่มีไปรวมกับการหาเพิ่มทั้งขายรถ รีไฟแนนซ์ และกู้เงิน จนได้เงินมาเกือบล้านและหักออกไปใช้แล้ว 600,000–700,000 บาท เพื่อทุ่มลงร้านทั้งหมด จนแทบไม่เหลือเงินในบัญชี” ชิตติพล บอกว่า เป็นจุดพลิกจากชีวิตพนักงานเงินเดือน 18,000 บาท กลายเป็นคนที่สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือนด้วยตัวเอง กับการเปิดร้าน กิ๊กิ ชีสเค้ก ในเมืองชลบุรี ซึ่งใช้คอนเซปต์ร้านเล็ก ๆ แบบสแตนด์อโลนในสาขาแรก ‘พระยาสัจจา’ ถัดมาอีก 8 เดือนขยายสาขาไป ‘ศรีราชา’ ด้วยมีลูกค้าเรียกร้อง หลังจากร้านสาขาแรก กิ๊กิ ชีสเค้ก เปิดได้ไม่นานธุรกิจพบกับการแพร่ระบาดโควิด-19 มีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น ทำให้ร้านสาขาจังหวัดชลบุรี ต้องปิดไปช่วงหนึ่ง และเมื่อกลับมาเปิดอีกครั้ง ลูกค้าก็พร้อมกลับมาที่ร้าน โดยวันแรกที่เปิดร้านขายได้ราว 20 ก้อน ทำให้ ‘ชิตติพล’ เริ่มทำขนมอื่นเพิ่มเพื่อวางจำหน่ายในร้าน เช่น ชูครีม ทั้งที่พื้นฐานทำอาหารแทบไม่มี แต่เมื่อได้ทำซ้ำในทุกวัน เขาบอกว่าก็เริ่มเก่งขึ้นเอง X ‘KiKi’ แม่มดน้อยและชิบะ เจ้าของกิ๊กิ ชีสเค้ก เล่าต่อถึงที่มาชื่อ ‘KiKi’ ในตอนแรกคิดไว้หลายชื่อทั้ง ‘กิ๊กิ เดลิเวอรี่’ หรือ ‘แม่มดน้อย’ ด้วยคอนเซปต์ร้าน คือเหมือนแม่มดทำขนม แล้วขี่ไม้กวาดไปส่งของ ซึ่งตั้งใจให้ชื่อเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ค้นหาเจอง่าย สุดท้ายเคาะที่ ‘กิ๊กิ’ ซึ่งเป็นชื่อตัวละครแม่มดฝึกหัดจากอนิเมะ ‘แม่มดน้อยกิกิ’ ของสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) นั่นเอง ส่วนโลโก้ร้านที่เป็นรูปสุนัขชิบะก็มาจากความชอบและรักสุนัขสายพันธุ์นี้เป็นการส่วนตัว แต่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูแล อ่านต่อเนื้อหา ที่เกี่ยวข้อง KiKi Cheesecake IEp.2 จาก ‘อยากชนะรสโอซาก้า’ สู่แฟรนไชส์ที่ขับเคลื่อนด้วย Passion
KiKi Cheesecake I Ep.2 จาก ‘อยากชนะรสโอซาก้า’ สู่แฟรนไชส์ที่ขับเคลื่อนด้วย Passion
กิ๊กิ ชีสเค้ก จุดเริ่มจากความเอาชนะเพื่อให้ได้รสชาติขนมเหมือนต้นตำรับโอซาก้า ญี่ปุ่น ที่ต่อยอดสู่ธุรกิจจริง แถมเจอกับหลากหลายเควสในเกมธุรกิจที่เคลียร์ผ่านมาได้จนถึงในปี 2569 กับแผนคุมขยายสาขาแฟรนไชส์และสูตรการทำงานด้วย Passion ชิตติพล ว่องส่งสาร หรือ ‘อี้’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์กิ๊กิ (KiKi) ชีสเค้ก ภายใต้บริษัท กิ๊กิ แอนด์ เฟรนด์ จำกัด (kiki and friends Co.Ltd) หลังบอกเล่าการออกสตาร์ทธุรกิจที่เริ่มจากศูนย์ พร้อมพาแบรนด์และกิจการไปเจอกับหลากหลาย ‘เควส’ เพื่อปรับท่าเล่นพร้อมแก้ไขให้พาไปสู่เกมธุรกิจในปี 2569 นี้ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง กิ๊กิ ชีสเค้ก Ep.1 เบเกอรี่หลักล้าน สร้างแบรนด์จากศูนย์ เมื่อเรื่องเล่าอร่อยพอๆ กับสินค้า สู่เส้นทางโมเดลแฟรนไชส์ ชิตติพล เล่าต่อว่าหลังทำร้านครบปี ธุรกิจเริ่มขยับขยายสู่รูปแบบแฟรนไชส์ในปีที่ 2 โดยเจ้าของแฟรนไชส์กลุ่มแรก คือ ‘ลูกค้าประจำ’ ของร้าน ถึงในปัจจุบันมีทั้งหมดประมาณ 8 สาขาแฟรนไชส์ กระจายอยู่รอบนอกกรุงเทพ เช่น สายไหม และแจ้งวัฒนะ และมี 3 สาขาหลักในชลบุรี คือ บางแสน พระยาสัจจา และศรีราชา สำหรับ โมเดลแฟรนไชส์ กิ๊กิ ชีสเค้ก กำหนดราคาอยู่ที่ 390,000 บาท โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ จะได้รับ สูตรขนม การสอนทำขนมทั้งหมด อัปเดตเมนูใหม่ให้ต่อเนื่อง การทำ Personal Branding การทำการตลาดออนไลน์ พร้อมวางระบบโปรโมตธุรกิจร้าน “เราไม่บังคับขายวัตถุดิบ แต่จะมีทีมเข้าไปแนะนำซัพพลายเออร์ และกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบให้คุณภาพคงที่ ซึ่งสิ่งที่เราขายจริง ๆ คือ โมเดลธุรกิจ แบรนดดิ้ง และแพคเกจจิ้ง พร้อมให้สิทธิ์แฟรนไชส์กิ๊กิ ชีสเค้ก เป็นระยะเวลา 2 ปี และหากไม่ต้องการต่อสัญญาใหม่เมื่อครบกำหนด บริษัทฯ พร้อมรับร้านกลับมาดูแลต่อ ‘ทำวันละหนึ่งอย่าง’ ล้มแล้วลุก อย่างไรก็ตาม นอกจากช่วง ‘ซันเซ็ต’ ของธุรกิจแล้ว กิ๊กิ ชีสเค้ก ก็เคยผ่านช่วงที่ยากลำบากที่สุดมาแล้วเช่นกัน ด้วยเขายอมรับว่า จากกระแสที่เริ่มตกทำให้ยอดขายในร้านสาขาลดลง “เป็นช่วงที่ดาวน์พอสมควร เมื่อเวลาขายไม่ดี เจ้าของมักโทษตัวเอง คิดว่าทำไม่เก่ง ขนมไม่อร่อย มีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน จนความมั่นใจเริ่มหายไป” และนั่นคือ จุดที่เริ่มคิดถึงการ ‘เซ้งร้าน’ ทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรใหม่ เพราะคิดว่าทำไปก็ไม่มีคนสนใจ มีบางช่วงถึงกับนอนทั้งวัน ตื่นมาก็เครียด แม้จะไม่มีหนี้ แต่สิ่งที่หายไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือ ‘การที่ลูกค้าไม่เห็นเราแล้ว’ ‘ชิตติพล’ บอกว่า ธุรกิจในวันนี้การมีตัวตนในสายตาลูกค้า ไม่ได้อยู่แค่หน้าร้านแต่มันอยู่ใน ‘หน้าจอมือถือ’ โดยจุดที่ทำให้ ‘เขา’ ลุกขึ้นมาได้จริง ๆ มาจากบทสนทนากับลูกวัย 4–5 ขวบ “มีวันหนึ่งลูกเดินมาถามว่า ‘พ่อเป็นกัปตันเหรอ?’ ซึ่งตอนแรกนึกว่าชวนเล่นเป็นกัปตันอเมริกา แต่ลูกพูดต่อว่า ‘พ่อเป็นกัปตันของบ้านนะ” คำนั้นทำให้เราสะอึก แล้วกลับมาถามตัวเองว่า…ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่? ทำให้ ‘ชิตติพล’ กลับมาทบทวนในฐานะกัปตันของบ้านแต่กลับไม่ตั้งเข็มทิศ ไม่พาผู้โดยสารไปไหนมาอยู่แต่ในห้องควบคุม จากวันนั้นเลยรู้ว่า ‘ต้องทำอะไรสักอย่าง’ จากร้านที่เงียบมาก ได้เริ่มลุกขึ้นมาทำทุกอย่าง ซื้อหุ่นเป่าลมเพื่อมาตั้งหน้าร้าน ทำป้ายใหม่ ปรับหน้าร้านที่บางแสน “ใช้หลักง่าย ๆ คือ ‘ทำวันละอย่าง’ เพราะถ้าคิดจะทำทุกอย่างพร้อมกัน มันจะยิ่งพัง เหมือนคนที่ร่างกายอ่อนแอ ต้องค่อย ๆ ฟื้นวันละ 1 อย่าง เราทำแบบนี้ 30 วัน ต่อเนื่องครบเดือนก็จะได้การเปลี่ยนแปลง 30 เรื่อง” ‘ชิตติพล’ บอกว่าพอทำไปเรื่อย ๆ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ‘Self-esteem’ เริ่มกลับมา ความรู้สึกโทษตัวเองก็น้อยลง แล้วเริ่มทำคอนเทนต์ จากในช่วงแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องทำคลิป แต่พอลองทำต่อเนื่อง แล้วเห็นว่ามันได้ผล “คลิปแรก ๆ ที่ทำออกมาไม่ได้ขายขนมเลย แต่เล่าเรื่องแมวที่บ้าน เล่าเรื่องชีวิต เล่าเรื่องการตลาด กลับกลายเป็นว่าคนดูเพิ่มขึ้น และเพิ่งเข้าใจว่า ยิ่งเราไม่ขายของตรง ๆ ของยิ่งขายได้” โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์กับคนดู ทำให้คนติดตาม พอคนดูเพิ่ม ยอดขายทุกสาขาก็เพิ่มตาม ขณะที่ ‘ช่วงพีค’ สุด คือ สาขาชลบุรี ทำยอดได้เกือบ 1 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ ธุรกิจจาก ‘Day1’ ในวันแรกที่ทำคนเดียว ถึงในตอนนี้มีทีมพนักงานถึง 12 คน!! ปี 2569 เปิด 5 สาขาแฟรนไชส์ ขณะที่แผนธุรกิจปี 2569 เขา วางแผนจะขยายร้านกิ๊กิ ชีสเค้กในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจอยู่ใน Waiting List มากกว่า 30 ราย กระจายหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต และโคราช โดยบริษัทฯ จะกำหนดการเปิดสาขาโมเดลแฟรนไชส์ ราว 5 สาขา เพื่อควบคุมคุณภาพ พร้อมโฟกัสการทำระบบให้แข็งแรงก่อน ทำให้ในปีนี้จะยังไม่เร่งขยายสาขา จากนั้นในปีที่ 2 และ 3 ‘กิ๊กิ ชีสเค้ก’ วางแผนขยายธุรกิจร้านเข้าสู่กรุงเทพฯ โซนชั้นใน พร้อมขยายต่างจังหวัดเพิ่มเติม โดยเป้าหมายปีนี้ ชิตติพล บอกว่า “ไม่ได้ตั้งเป้ายอดกำไรเป็นหลัก แต่โฟกัสการทำให้แบรนด์เป็นร้านโปรดของลูกค้า วัดผลจากการกลับมาซื้อซ้ำ การบอกต่อ และการจดจำแบรนด์กิ๊กิ ชีสเค้ก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ขณะที่ การทำธุรกิจในภาพรวมธุรกิจวันนี้ทุกสาขาจะต้องอยู่ได้ มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 300,000 บาทต่อเดือนต่อสาขา และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้คนที่ซื้อแฟรนไชส์ ‘อยู่รอดไปกับเราได้จริง’ ขยายฐานลูกค้าเด็กลง ชิตติพล เสริมว่านอกจากแผนขยายสาขาธุรกิจแล้ว ในปีนี้ KiKi Cheesecake จะยังโฟกัสการทำ Personal Branding มากขึ้นไปพร้อมการขยายฐานลูกค้าให้เด็กลงโดยเลือกใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย อาทิ TikTok กลุ่มอายุ 25–34 ปี Facebook กลุ่มอายุ 35–45 ปี Instagram กลุ่ม 13–24 ปี จากข้อมูลชุดนี้ ทำให้กิ๊กิ ชีสเค้ก เตรียมแยกทีมการทำคอนเทนต์ตามแพลตฟอร์มโซเชียล พร้อมปรับ Mood & Tone ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายในแต่ละเจนฯ ด้วย พร้อมใช้กลยุทธ์ใหม่ เริ่มคอลลาบอเรชั่น (Collaboration) กับร้านอาหาร เพื่อพัฒนาสูตรรสชาติอาหารและเบเกอรี่แนวใหม่ร่วมกัน เช่น ชีสเค้กต้มยำ หรือ ชีสเค้กทรัฟเฟิล เป็นต้น “เป็นการเอาขนมไปต่อยอดร่วมกับเมนูอื่น รวมถึงคอลแลบส์กับร้านกาแฟเพิ่ม ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังปีนี้” ทำคลิปแล้วปัดทิ้ง…ไม่ช่วยยอดขาย ชิตติพล กล่าวเสริมว่า จากก่อนหน้า กิ๊กิ ชีสเค้ก ใช้เครื่องมือ คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง ผ่านการทำคลิปสั้น เพื่อส่งเสริมการตลาดธุรกิจ จากเดิมยอดผู้ชมที่ดูคลิปจนจบมีผลกับ Conversion แต่หลังจากMeta ปรับนโยบายและอัลกอริทึ่มใหม่บนแพลตฟอร์ม ทำให้ทุกหนึ่งคลิปมีโฆษณาเข้ามาแทรก มีผลกับอัตราการดูคลิปคอนเทนต์ของร้านจนจบ จากเดิมอยู่แค่ 7% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 15–25% “ตัวเลขนี้มีผลกับยอดขายโดยตรง หากทำคลิปมี 100,000 วิวแต่คนดูไม่จบอาจสร้างรายได้แค่หลักร้อย แต่ถ้าคนดูจบมากขึ้น เช่น 10% เราต้องการแค่บางส่วนของคนดูเปลี่ยนมาเป็นลูกค้า ก็สามารถสร้างรายได้หลักร้อยถึงหลักพันได้” ชิตติพล บอกว่าจากสถานการณ์นี้ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา กิ๊กิ ชีสเค้ก ประกาศแนวทางออกไปแล้วจะชะลอการทำคลิปสั้น ด้วยไม่ส่งผลเชิงบวกกับคอนเวอร์ชั่น โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ยอดวิว แต่เป็น ‘ความเชื่อมั่น’ (Trust) เพื่อสร้างให้ลูกค้าต้องเห็นแบรนด์ซ้ำ ๆ เห็นวิธีคิด ทัศนคติ และการดูแลลูกค้า ด้วยก่อนหน้าหลายคนดูหลายคลิป ก่อนตัดสินใจซื้อ ปัจจุบัน KiKi Cheesecake มีสินค้าครอบคลุมหลายระดับราคา พร้อมวางแผนออกสินค้าใหม่ทุก 3–4 เดือน พร้อมใช้กลยุทธ์พัฒนาสินค้าใหม่และทดสอบตลาดจริง หากได้การตอบรับไม่ดี จะตัดรายการนั้นออกทันที ตัวอย่างเช่น ‘ครีมมี่ชีสเค้ก’ หลังทดลองตลาดแล้ว พบว่าขึ้นมาเป็นสินค้าขายดีอันดับ 2 ภายใน 3 เดือน ทำให้กลายเป็นสินค้าที่ได้อยู่ต่อในร้านกิ๊กิ ชีสเค้ก โดยกลุ่มสินค้าหลัก ในปัจจุบัน ได้แก่ ชีสเค้กญี่ปุ่น, ครีมมี่ชีสเค้ก, คุกกี้, ชูครีม, ทาร์ตไข่ และ พุดดิ้ง สินค้ามีรายการเเริ่มต้น 20 บาท(ทาร์ตไข่) ถึง 195 บาท (ชีสเค้ก) อนาคต ธุรกิจไลฟ์สไตล์ ชิตติพล ขยายต่อถึงภาพธุรกิจในอนาคตมีแนวคิดต่อยอดไปสู่การเป็น ‘ร้านอาหาร’ โดยนำสไตล์หน้าร้านแบบญี่ปุ่นมาผสมกับแบรนด์ แล้วนำเมนูใหม่ ๆ มาวางขายร่วมกับ ‘กิ๊กิ’ เพื่อขยายประสบการณ์จากแค่ขนม ไปสู่ไลฟ์สไตล์มากขึ้น จากแนวคิดการทำธุรกิจพร้อมแผนไปต่อของ ชิตติพล กับจุดสตจาร์ทที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ ที่ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมดสำหรับเขา แต่ได้พาแบรนด์ กิ๊กิ ชีสเค้ก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้แล้วในวันนี้ได้ เขา ย้ำแนวคิดสำคัญว่า สุดท้ายแล้วการทำธุรกิจ ต้องเริ่มจาก ‘สิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ’ เพราะระหว่างทางจะมีอุปสรรคเสมอ แต่สิ่งที่ต้องหาให้เจอ คือ ‘จุดได้เปรียบที่คนอื่นไม่มี’ และสิ่งนั้นมักมาจาก ‘Passion’ ของเราเอง เพราะแพสชันคือความได้เปรียบแบบหนึ่งที่คนอื่นเลียนแบบได้ยาก พร้อมทิ้งท้ายข้อคิดว่า การทำจะสิ่งใดอาจไม่ต้องใช้จุดตั้งต้นเพราะ ‘เงิน’ อย่างเดียวด้วยการทำเพราะเงิน หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คิดเราจะเลิกทันที แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ต่อให้มีอุปสรรคต่อให้เงินยังไม่มา เราก็ยังอยู่กับมันได้ เพราะเป็นสิ่งที่รักเราจะหาทุกวิธีเพื่อให้ได้อยู่กับสิ่งนั้น ด้วยเงินอาจเป็น ‘ผลลัพธ์’ แต่สิ่งที่ทำให้เรา‘อยู่รอด’ คือความเชื่อในสิ่งที่ทำ
‘ผีตาโขน’ ด่านซ้าย เมืองเลยงานบุญสู่เทศกาลโลก หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น
‘ดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี ประเพณีบุญหลวงการละเล่นผีตาโขน’ สโลแกนเมืองด่านซ้าย หนึ่งในอำเภอติดชายแดนของไทย จังหวัดเลย กับเสน่ห์งานประเพณีท้องถิ่น และ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพระธาตุศรีสองรัก ศูนย์รวมใจผู้คนจากงานบุญสู่เทศกาลระดับโลก ‘ผีตาโขน’ ที่กำลังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นแบบเงียบๆ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ด่านซ้าย’ จังหวัดเลย ล้างพระธาตุศรีสองรัก-ผีตาโขน ‘เมืองรอง’ เที่ยวได้ตลอดปี ต่อจากบทความก่อนหน้า AlternateX พาไปทำความรู้จักอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่มีงานประเพณีท้องถิ่นจัดขึ้นเกือบตลอดทั้งปี อีกหนึ่งงานประเพณีศักดิ์สิทธิ์ล้างองค์พระธาตุศรีสองรัก ที่จัดขึ้นก่อนถึงงานประเพณีระดับซิกเนเจอร์ อีเวนต์ งานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน งานบุญหลวงและผีตาโขน หลังจบพิธีล้างและสักการะประจำปีพระธาตุศรีสองรัก แล้วในเดือนถัดไปหรือราวเดือนมิถุนายนของทุกปี จะเข้าสู่งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ซึ่งในตอนนี้ประเพณีฯ ถูกยกระดับสู่งานเทศกาลท่องเที่ยวที่ดึงดูกนักท่องเที่ยวในระดับโลก ไปแล้ว สำหรับงานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขนในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2569 โดยในวันแรกจะเป็นพิธีอัญเชิญพระอุปคุต ถัดมาในวันที่สอง จะเป็นวันแห่ผีตาโขน (วันแห่พระเวสสันดรเข้าเมือง) และวันสุดท้ายเป็นงานพิธีแห่กัณฑ์หลอน และทำบุญฟังธรรม ร่วมกัน ขณะที่ความสนุกสนานของประเพณีนี้ที่ชาวด่านซ้าย และนักท่องเที่ยวเฝ้ารอ คือ การละเล่นผีตาโขน ด้วยก่อนจะถึงงานประเพณีนี้ ชาวด่านซ้ายที่มีฝีมืองานช่างหัตถกรรมและงานศิลปะ ต่างซุ่มทำ ‘หน้ากากผีตาโขน’ ของตัวเองเพื่อนำมาเล่นในขบวนแห่กิจกรรมประเพณี พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน วัดโพนชัย เล่าประวัติ ผีตาโขน เป็นประเพณีการละเล่นพื้นบ้านของด่านซ้าย จังหวัดเลย ที่สืบทอดมายาวนาน สำหรับเทศกาลงานบุญผีตาโขน เป็นส่วนหนึ่งของ ‘งานบุญหลวง’ ซึ่งรวมเอา ‘งานบุญพระเวส’ (ฮีตเดือนสี่) และ ‘งานบุญบั้งไฟ’ (ฮีตเดือนหก) เข้าไว้เป็นงานบุญเดียวกัน งานบุญพระเวส เป็นงานบุญที่จัดขึ้นเพื่อฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ ซึ่งถือว่าจะได้อานิสงส์แรงกล้า บันดาลให้พบพระศรีอริยเมตไตรย์ในชาติหน้า ส่วนงานบุญบั้งไฟเป็นงานบุญที่จัดขึ้นเพื่อบูชาอารักษ์หลักเมืองและถือเป็นประเพณีการแห่ขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ในงานบุญหลวงนี้ จะมีกองทัพ ‘ผีตาโขน’ ออกมาเต้นวาดลวดลายทั่วเมืองด่านซ้าย ร่วมสร้างความสนุกสนานครึกครื้นในขบวนแห่นี้อีกด้วย ส่วนที่มาของคำว่า ‘ผีตาโขน’ นั้นบ้างน่าจะมาจากการที่ผีเหล่านี้สวมหน้ากากคล้ายลักษณะของหัวโขนแต่เดิมบางคนเรียกว่า ‘ผีตาขน’ แต่ก็หาความหมายไม่ได้ชัดแจ้ง และจากคำบอกเล่าของเจ้าพ่อกวนขณะเข้าทรงว่า ‘ผีตามคน’ ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนเป็น ‘ผีตาโขน’ ในที่สุด ผีตาโขน-ผีที่เท่สุดในโลก การละเล่นผีตาโขน นอกจากเป็นกิจกรรมประเพณีท้องถิ่นแสนสนุกสนานแล้ว ปัจจุบัน ‘การทำหน้ากากผีตาโขน’ ยังได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนไปแล้วด้วย เช่นกัน ‘พี่หนึ่ง’ ชาวด่านซ้ายเล่าว่า “ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา หน้ากากผีตาโขน กลายเป็นไอเท็มที่เพิ่มมูลค่าให้กับงานประเพณีไปแล้ว จากความตั้งใจการทำหน้ากากผีตาโขน ด้วยลวดลายเอกลักษณ์เฉพาะจากงานฝีมือ ทำให้หลังการเล่นผีตาโขนจบจะมีคนเข้ามาขอซื้อหน้ากากผีตาโขนที่ถูกใจในทันที ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อชิ้น” นอกจากหน้ากากแล้ว ยังรวมไปถึงชุด ผีตาโขน ในยุคปัจจุบันที่หลายบ้านให้ความสำคัญกับการตัดเย็บชุดเพื่อสวมใส่ ซึ่งชุดของผีตาโขนเองก็มีการจำหน่ายและ ‘ตีราคา’ ต่อชุดที่สนใจหลังการละเล่นสิ้นสุดลงเช่นกัน จากวิวัฒนาการทั้งหน้ากากและชุดผีตาโขน ที่เดินทางจากรุ่นสู่รุ่น ถึงในตอนนี้ อาจเรียกได้ว่า คณะผีตาโขน แห่งเมืองด่านซ้าย จังหวัดเลย น่าจะเป็นแก๊งผีที่เท่สุดในโลกก็ว่าได้ ด้วยแม้ว่าจะสวมใส่ทั้งหน้ากากและชุดผีตาโขนเข้าไป แต่ก็ยังแอบเห็นแฟชั่นรองเท้า หรือ สนีกเกอร์เท่ๆ ที่เหล่าผีหยิบมาใส่อีกด้วย มาเล่นกันเถอะ..มาเล่นกันเถอะ สำหรับการละเล่นผีตาโขน ที่มาพร้อมกับเหล่ากองทัพผีใส่หน้ากาก จะมีสองส่วนประกอบกัน คือ ‘ผีตาโขนใหญ่’ เป็นหุ่นรูปตาโขน ขนาดสูงใหญ่เคลื่อนไหวได้ โดยจะมีคนเข้าไปควบคุมอยู่ภายในหุ่นเพื่อแสดงลีลาท่าทางต่างๆ ถือเป็นสีสันสำคัญที่สร้างความสนุกสนานและความประทับใจให้กับผู้ชมในเทศกาลบุญใหญ่นี้ ในการจัดทำขบวนแห่แต่ละปี มีกฎสำคัญ คือ จะทำผีตาโขนใหญ่ได้เพียงคู่เดียวเท่านั้น (ไม่เกิน 2 ตัวต่อหนึ่งขบวน) โดยต้องทำเป็นคู่ชายและหญิงเสมอ และมีการทำสัญลักษณ์ทางเพศให้เห็นเด่นชัด โดยโครงสร้างหุ่นส่วนลำตัวและหัวทำจากการนำตอกไม้ไผ่มาสานให้เป็นรูปร่างขนาดใหญ่ ส่วนใบหน้านิยมใช้กระด้ง กระดาษแข็ง หรือไม้มาประกอบ แล้วตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติให้เป็นตา จมูก และปาก พร้อมทาสีสันให้ดูน่ากลัวตามเอกลักษณ์ของผีตาโขน ส่วนการแต่งกายของหุ่น จะใช้เศษผ้าหรือกาบต้นลานแห้งมาเย็บต่อกันเป็นชุดยาวคลุมโครงไม้ไผ่ ภายในตัวหุ่นจะมีคานไม้สำหรับให้คนแบกประคองไว้ และมีการเจาะช่องเล็กๆ บริเวณลำตัวเพื่อให้คนข้างในมองเห็นทางและยื่นมือออกมารับของบริจาคหรือสิ่งของจากผู้ชมได้ เนื่องจากหุ่นมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ผู้ที่จะเป็นคนเล่นผีตาโขนใหญ่ต้องมีรูปร่างสูงใหญ่และร่างกายที่แข็งแรง เพื่อให้สามารถแบกหุ่นและร่ายรำไปตามจังหวะดนตรีได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางของขบวนแห่ มาถึงส่วนที่สอง ซึ่งถือเป็นไฮไลต์ คือ การละเล่นผีตาโขนเล็ก หรือ ผีตาโขนน้อย จะมีหน้ากาก ชุด และอุปกรณ์การเล่นสำคัญ 2 อย่าง คือ ‘อาวุธ’ ของผีตาโขนน้อยทุกตัว จะต้องมี ‘ดาบ’ หรือ ‘ง้าว’ ทำจากไม้เนื้ออ่อน เป็นอาวุธประจำกาย และ ‘เครื่องดนตรี’ ใช้สร้างเสียงดังเป็นจังหวะประกอบท่าเดิน หรือ ท่าเต้น เช่น ‘หมากกะแหล่ง’ (ปกติใช้แขวนคอวัว ควาย) กระดิ่ง กระพรวน หรือ กระป๋องที่บรรจุก้อนหิน สร้างเสียงกรุ๋งกริ๋งๆ ตลอดเส้นทางขบวนผีตาโขนแอนด์เดอะแก๊ง ส่วน การละเล่นผีตาโขนน้อย คือการเล่นผีตาโขนแบบใส่หน้ากาก และใช้ผ้าคลุมร่างกายให้มิชิด เนื่องจากการทำหน้ากากผีตาโขนน้อย ไม่มีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขเหมือนกับการทำผีตาโขนใหญ่ จึงทำให้เป็นที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย มาถึงบรรทัดนี้ Alternate-X อยากบอกว่า เมืองด่านซ้าย จังหวัดเลย นั้นมีเสน่ห์และความสนุกมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะประสบการณ์การเดินทางเพื่อเข้าสู่อำเภอด่านซ้าย ที่เราจะมองเห็นวิวแห่งขุนเขาใหญ่โตมาโอบล้อมเมืองเล็กๆ น่ารักๆ เอาไว้อย่างทะนุถนอมและอบอุ่น ที่นอกจากงานประเพณีแล้ว ยังมีบรรยากาศท้องถิ่นและของกินเอกลักษณ์ อย่างตำเส้นด๊องแด๊งน้ําผักสะทอน เครื่องปรุงรสท้องถิ่นที่หากินได้ที่ เมืองด่านซ้าย จังหวัดเลย เท่านั้นอีกด้วย……… คอนเฟิร์มเลยว่า ‘เมืองไทย…ไม่ไปไม่รู้’ อันนี้ของจริง!! STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เที่ยว ‘ด่านซ้าย’ จังหวัดเลย ล้างพระธาตุศรีสองรัก-เล่นผีตาโขน ‘เมืองรอง’ ไปได้ตลอดปี
‘ด่านซ้าย’ เมืองชายแดนในจังหวัดเลย กับ ‘เสน่ห์’ เฉพาะตัวทั้งผู้คน ของอร่อยพื้นบ้าน และ งานประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเกือบตลอดทั้งปี จากจุดเชื่อม ‘พระธาตุศรีสองรัก’ ศูนย์รวมจิตใจของชาวด่านซ้าย ‘ด่านซ้าย’ อำเภอติดชายแดนของประเทศไทยในจังหวัดเลย มีขนาดพื้นที่1,732 ตร.กม. ผู้คนอยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางราวๆ 5 หมื่นคน ด้วยสโลแกนเมืองสุดร่วมสมัยดีต่อใจและสนุกสนาน ‘ดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี ประเพณีบุญหลวงการละเล่นผีตาโขน’ ความเชื่อ-ผู้นำจิตวิญญาณ เมืองด่านซ้าย จังหวัดเลย กับความเชื่อของคนท้องถิ่นในเรื่อง ‘ผีปู่ย่า’ (ผีบรรพบุรุษ) แกนสร้างรากฐานสำคัญวัฒนธรรมท้องถิ่น สะท้อนชัดผ่านประเพณีท้องถิ่น ล้างองค์พระธาตุศรีสองรัก งานบุญหลวงและผีตาโขน ให้กับผีบรรพบุรุษที่ปกป้องดูแลรักษาผู้คนในเมืองและบ้านร่วมกับการขอฝน เพื่อความอุดมสมบูรณ์ ก่อนเข้าสู่ฤดูการเพาะปลูก สำหรับงานประเพณีของ ‘ด่านซ้าย’ นอกจากองค์พระธาตุศรีสองรักแล้วยังมีจุดศูนย์กลางที่ ‘วัดโพนชัย’ และหอเจ้าพ่อกวนและเจ้าเม่นางเทียม (จากเดิมที่ผู้คนเรียกเพียงพ่อกวนและแม่นางเทียม) ผู้ทำหน้าที่เชิงจิตวิญญาณสูงสุดและดูแลหอผีบรรพบุรุษประจำหอเจ้าบ้านหรือหอหลวง และหิ้งเจ้าเมืองวัง (เจ้านายฝ่ายชาย) และฝั่งหิ้งเจ้าเมืองกลาง (เจ้านายฝ่ายหญิง)ของเมืองด่านซ้าย โดยทั้งสองจะทำพิธีหลักๆ ร่วมกัน ขณะที่ตำแหน่ง ‘เจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียม’ นี้ ‘คนท้องถิ่นเก่าแก่’ บอกว่าเป็นหน้าที่ที่ถูกสืบทอดต่อจากรุ่นสู่รุ่นของตระกูล เพื่อทำหน้าที่ร่างทรงผีเจ้านายหรือผีบรรพบุรุษ และเป็นศูนย์กลางในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะงานประเพณีสำคัญของด่านซ้ายงานสักการะล้างองค์พระธาตุศรีสองรัก งานบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน โดย ‘เจ้าพ่อกวน’ จะต้องรับทำหน้าที่ในตำแหน่งนี้ไปตลอดจนสิ้นอายุขัย ก่อนส่งต่อไปยังทายาทรุ่นต่อไป นอกจากตำแหน่ง ‘เจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่แม่นางเทียม’ แล้วยังมีตำแหน่ง ‘แม่บ้าน’ ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยต่างๆ ของหอผีบรรพบุรุษเมืองด่านซ้าย โดยเฉพาะในช่วงประเพณีเดือนหก ‘งานบุญหลวง’ และเดือนเจ็ด ‘การละเล่นผีตาโขน’ อีกเช่นกัน สำหรับตำแหน่ง ‘แม่บ้าน’ ประจำหอผีฯ เป็นอีกหนึ่งสายงานทางวัฒนธรรมที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นประจำตระกูลเพื่อรับทำหน้าที่นี้มาหลายชั่วอายุคนถึงในปัจจุบัน ‘พระธาตุศรีสองรัก’ ไมตรีและความรัก ‘องค์พระธาตุศรีสองรัก’ เป็นเจดีย์ศิลปะล้านช้าง สัญลักษณ์คู่เมืองที่ชาวด่านซ้ายให้ความเคารพศรัทธาสุดหัวใจ กับความเชื่อสูงสุดในความศักดิ์สิทธิ์ของโบราณสถานอายุกว่า 466 ปี ในปี 2569 นี้ ตามตำนานที่ปรากฏหน้าบริเวณพระธาตุศรีสองรัก ระบุประวัติองค์พระธาตุศรีสองรัก สร้างเมื่อราว พ.ศ. 2103 – 2106 ในยุคสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา และ ยุคสมัยพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งกรุงศรีสัตนาคหุต อาณาจักรล้านช้าง (ลาวในอดีต) ต่อการสร้าง ‘พระธาตุศรีสองรัก’ แห่งนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งสักขีพยานแห่งสัจจะไมตรีในการช่วยเหลือกันและต่อสู้กับพม่า โดยไม่รุกรานกัน ด้วยความศรัทธาอย่างสุดหัวใจของชาวด่านซ้าย ที่มีต่อองค์พระธาตุศรีสองรัก แห่งนี้ ยังทำให้คนเมืองท้องถิ่นต่างถวายตัวเป็นลูกพระธาตุฯ ที่เรียกว่า ‘ลูกผึ้ง ลูกเทียน’ เพื่อขอความสิริมงคลมาสู่ชีวิตไม่ว่าจะเดินทางไปอยู่ที่ไหนก็ตาม ด้วยหากมีจังหวะ ‘ลูกผึ้ง ลูกเทียน’ ชาวด่านซ้ายจะต้องกลับมาสักการะองค์พระธาตุฯ หรือร่วมงานบุญใหญ่ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับมาบ้านเกิด ขณะที่ผู้คนนิยมกราบสักการะขอพรองค์พระธาตุศรีสองรัก ในด้านความเป็นสิริมงคลชีวิต ความรักที่สมหวัง ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน และมิตรภาพอันดี ด้วยชาวบ้านเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์เรื่องการขอพรอย่าให้อกหัก โดยนิยมแก้บนด้วยการถวายต้นผึ้ง ขณะที่ข้อห้าม!! สำคัญ สำหรับการมากราบสักการะพระธาตุศรีสองรัก คือ สตรีห้ามเข้าไปบริเวณภายในองค์พระธาตุฯ ซึ่งอนุญาตให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น และงดการแต่งกายหรือมีสิ่งของ ‘สีแดง’ นำติดเข้ามาภายในพระธาตุฯ ด้วย ‘สีแดง’ เป็นสีของเลือด สัญลักษณ์ของศึกสงคราม ‘พระธาตุศรีสองรัก’ ชำระล้าง-รับสิริมงคล โดยช่วงระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา อำเภอด่านซ้าย ได้จัดงานบุญประจำปี ล้างองค์พระธาตุศรีสองรัก ประเพณีใหญ่ของเมืองด่านซ้าย ที่จัดขึ้นก่อนวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 หรือวันวิสาขบูชา (ในปีนี้ปฎิทินจันทรคติมีเดือน 8 สองหนทำให้ปฏิทินวันพระประกาศให้ ‘วันวิสาขบูชา’ จะตรงกับวันที่ 31 พ.ค. 2569) สำหรับงานล้างพระธาตุศรีสองรัก ในปีนี้จัดยาวสี่วัน โดยไฮไลต์อยู่ในวันที่ 29 เมษายน จะมี ‘ลูกผึ้ง ลูกเทียน’ เกือบทั้งเมืองชาวด่านซ้ายมาร่วมกิจกรรมพร้อมจับจองพื้นที่บริเวณรอบๆ องค์พระธาตุฯ ตั้งแต่ช่วงเช้า และนำถังเปล่าติดตัวมาคนละหนึ่งใบมาใส่น้ำเพื่อร่วมล้างองค์พระธาตุฯ งานบุญใหญ่ประจำปีด้วยกัน โดยมีหลักปฎิบัติตามความเชื่อของประเพณีฯ คือ หนึ่งคนจะต้องนำน้ำใส่ถังไปล้างพระธาตุให้ครบสามครั้ง และเมื่อล้างพระธาตุครบ 3 รอบแล้ว สามารถนำน้ำล้างพระธาตุกลับไปประพรมบ้านเรือนหรือลูบศีรษะ เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อได้ด้วย จากนั้นในวันรุ่งขึ้น (30 เม.ย.) จะเป็นพิธีแห่นาคและทำขวัญนาค ณ วัดโพนชัย และมีพิธีถวายต้นผึ้งในวันถัดไป (1 พ.ค.) อ่าน เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม ‘ผีตาโขน’ จากงานบุญสู่เทศกาลโลก สร้างเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม ด่านซ้าย เมืองเลย STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ทรู คอร์ปอเรชั่น เคาะปันผล 0.12 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปี 2568 0.31 บาทต่อหุ้น
บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เมื่อ 30 เมษายน 2569 ในรูปแบบ Hybrid Meeting ทั้งการประชุม ณ ทรู ทาวเวอร์ รัชดา และผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-AGM) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือหุ้นเข้าร่วมได้อย่างทั่วถึง โดยที่ประชุมมีมติรับทราบผลการดำเนินงานของบริษัท และอนุมัติงบการเงินประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2569 นำโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายซิกเว่ เบรกเก้ กรรมการ และ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม เป็นต้น พร้อมคณะกรรมการบริษัทฯ ที่ประชุมมีมติอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิปี 2568 เป็นทุนสำรองตามกฎหมายจำนวน 132.9 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของกำไรสุทธิ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,146 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ทั้งนี้ เงินปันผลดังกล่าวมาจากผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 4/2568 และกำไรสะสมบางส่วนของบริษัท นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลก่อนหน้า ซึ่งบริษัทได้จ่ายไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท คิดเป็นเงินปันผลที่ประกาศจ่ายรวม 6,564 ล้านบาท ดังนั้น เงินปันผลรวมที่ประกาศจ่ายจากผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และจากกำไรสะสมบางส่วนของบริษัทฯ คิดเป็นอัตราหุ้นละประมาณ 0.31 บาท (หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด) ตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ โดยรวมสะท้อนนโยบายการบริหารผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง ในด้านโครงสร้างคณะกรรมการบริษัท ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ได้แก่ นายกลินท์ สารสิน (กรรมการอิสระ) นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ นายจอน โอมุนด์ เรฟฮัก และนายซิกเว่ เบรกเก้ ขณะเดียวกัน รับทราบการคงตำแหน่งกรรมการที่ว่าง 2 ตำแหน่งเป็นการชั่วคราว โดยคณะกรรมการจะดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งต่อไป
Chery เปิดตัว ‘LEPAS’ ระดับโลกเลือก’ไทย’ตลาดยุทธศาสตร์ EV พรีเมียม
LEPAS L6 EV เปิดตัวระดับโลกในงาน Auto China 2026 ย้ำ’ไทย’ตลาดยุทธศาสตร์ของ Chery พร้อมแผนบุก EV พรีเมียม ตั้งศูนย์บริการ 50 แห่ง และขยายยอดขาย 5 แสนคันใน 3 ปี LEPAS L6 EV เปิดตัวระดับโลก เปิดตัวครั้งแรกที่ไทย ก่อนขึ้นเวที Auto China 2026 อย่างเป็นทางการ สะท้อนบทบาท ‘ไทย’ ในฐานะตลาดยุทธศาสตร์ระดับโลกของแบรนด์ แผนบุกตลาด EV พรีเมียมในไทย ตั้งเป้าสร้างศูนย์บริการ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 พร้อมไลน์อัป EV และ PHEV ครบทุกระดับราคา วิชั่น Chery ‘ALL IN AI’ เร่งพัฒนาเทคโนโลยีครบวงจร ทั้งแบตเตอรี่ ระบบขับขี่อัตโนมัติ หนุน LEPAS เติบโตสู่แบรนด์ NEV ระดับโลกอย่างยั่งยืน ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ‘LEPAS’ ยนตรกรรมพรีเมียมในเครือ Chery Group นำคณะสื่อมวลชนและตัวแทนดีลเลอร์ยานยนต์จากประเทศไทยเดินทางสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่งและเมืองอู๋หู ที่ตั้งของศูนย์วิจัย พัฒนา และการผลิตหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘2026 Chery Group International Business Summit: New Era, New Heights’ และยังเป็นจังหวะเดียวกับช่วงระหว่างวันที่ 22–29 เมษายน 2569 มีการจัดงาน Beijing International Automotive Exhibition 2026 หรือ Auto China 2026 งานแสดงยานยนต์นานาชาติที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณะรัฐประชาชนจีน โดยในปีนี้รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ LEPAS เป็นอีกหนึ่ง ‘บูธ’ ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมและสื่อมวลชนได้มากที่สุด โดยแบรนด์มาพร้อมกับคอนเซปต์ ‘Elegance Moves The World’ โชว์แนวคิดงานออกแบบที่สง่างามเข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้าล้ำสมัยได้อย่างน่าทึ่ง ขณะที่ไฮไลต์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเวที Auto China 2026 คือ การเปิดตัวระดับโลก ‘Global Launch’ ของ ‘LEPAS L6 EV’ อย่างเป็นทางการ จากก่อนหน้า LEPAS เลือก ‘ไทย’ เป็นเจ้าภาพจัด World Premiere ของรุ่นนี้มาแล้ว ก่อนนำมาเปิดตัวต่อสายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการที่กรุงปักกิ่ง ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความสำคัญของประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์ระดับโลก โฉมใหม่ LEPAS L2 และ LEPAS L9 นอกจากงาน Auto China 2026 แล้ว LEPAS ยังพาคณะฯออกเดินทางไปยัง ‘เมืองอู๋หู’ มณฑลอานฮุย ที่ตั้งศูนย์วิจัย พัฒนา และการผลิตหลักซึ่งเป็นหัวใจของ Chery Group มาตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษ เพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 1 ปีของ LEPAS ณ Hilton Garden Inn Wuhu Economic Tech Zone ในงานฯ ได้จำลองบรรยากาศงานปาร์ตี้กลางสวนในสไตล์อิตาเลียน มอบประสบการณ์ที่หลอมรวมความงามของการออกแบบและยนตรกรรมเข้าด้วยกัน สอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ที่ยึดมั่นใน ‘Elegance Moves The World’ อย่างแท้จริง นอกจากนี้ LEPAS ยังได้จัดแฟชั่นโชว์สุดพิเศษ ถ่ายทอดแก่นแท้ของแบรนด์ผ่านภาษาแห่งแฟชั่นและการออกแบบ พร้อมอวดโฉมยนตรกรรม L6 และ L4 พร้อมสร้างความตื่นตาด้วยการเผยโฉม LEPAS L2 และ LEPAS L9 เป็นครั้งแรกของโลก หลังจากถูกเก็บเป็นความลับมาอย่างยาวนาน โดยเตรียมเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ‘ไทย’ ตลาดยุทธศาสตร์ ‘LEPAS’ สำหรับงานครบรอบ 1 ปียังเป็นเวทีสำหรับการสัมมนาเชิงกลยุทธ์เพื่อประกาศทิศทางแบรนด์อย่างเป็นทางการ โดย LEPAS เผยแผนระยะยาวในการสร้างสรรค์ไลน์อัปรุ่นใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวของผู้ขับขี่ในแต่ละตลาดทั่วโลก พร้อมย้ำวิสัยทัศน์การเป็นแบรนด์พรีเมียม NEV (ยานยนต์พลังงานใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า) ระดับสากลที่ยั่งยืน พร้อมบูรณาการเทคโนโลยีและการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่สมบูรณ์แบบภายในเครือ Chery Group จากจุดแข็งฐานะการเงินที่มั่นคงและเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ยังมีการมอบรางวัลให้แก่ประเทศที่สามารถแสดงศักยภาพที่โดดเด่นแต่ละด้านของแต่ละประเภท โดยประเทศไทยคว้ารางวัล Market Excellence Award (การทำการตลาด) และ Team Excellence Award (ดีลเลอร์เนทเวิคกิ้ง) พร้อมกัน 2 รางวัล และพิธีลงนามความร่วมมือ (Signing Ceremony) อย่างเป็นทางการระหว่าง LEPAS กับผู้แทนจำหน่ายชั้นนำจากประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นในการวางรากฐานธุรกิจระยะยาวในตลาดไทยอย่างจริงจัง และพร้อมลงทุนในระยะยาว โดยหนึ่งในเป้าหมายเชิงกลยุทธ์คือ การจัดตั้งศูนย์บริการมาตรฐานให้ครอบคลุม 50 แห่งทั่วประเทศไทย ภายในปี 2569 และไลน์อัปยนตรกรรมที่ครอบคลุมทั้ง EV และ PHEV ในหลายระดับราคา เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดยานยนต์พรีเมียมของไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และในระดับโลก ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของฐานลูกค้าและสร้างความมั่นใจในด้านการดูแลหลังการขายให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะ LEAPS เป็นตัวเลือกแรกของผู้บริโภคที่ต้องการยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดระดับพรีเมียม พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขาย 500,000 คันต่อปีภายใน 3 ปีนับจากเปิดตัว พร้อมขยายการจำหน่ายสู่ 89 ประเทศภายในปี 2570 เทสต์ไดรฟ์ 3 รุ่น LEPAS หลังจากทำความรู้จักกันมากขึ้นกับ LEAPS ไลน์อัปและโฉมใหม่กันแล้ว ในทริปนี้คณะสื่อมวลชนและตัวแทนดีลเลอร์ ยังได้ร่วมทดสอบขับขี่ LEAPS ทั้งสามรุ่นหลัก ได้แก่ L8 PHEV, L6 EV และ L4 EV บนเส้นทางรอบเมืองอู๋หู แหล่งกำเนิดของยนตรกรรมเหล่านี้ โดยภาพรวมสมรรถนะของทั้งสามรุ่นให้ความประทับใจในแบบที่แตกต่างกัน L8 PHEV สมดุลขุมพลัง Super Hybrid System ที่ทำงานร่วมกับระบบส่งกำลัง DHT ได้อย่างราบรื่น ให้อัตราเร่งต่อเนื่องและลื่นไหลในทุกช่วงความเร็ว L6 EV และ L4 EV ตอบสนองด้วยอัตราเร่งแบบ Instant Torque ที่ฉับไวและทรงพลังตามธรรมชาติของขุมพลังไฟฟ้าล้วน ระบบช่วงล่างและแชสซีของทั้งสามรุ่นถูกจูนมาอย่างพิถีพิถัน ลดอาการโคลงของตัวถังได้ดี ให้ความนุ่มนวลในการรองรับพื้นผิวถนน พวงมาลัยให้น้ำหนักพอดีทำให้การเข้าโค้งแม่นยำและมีความเชื่อมั่น นอกจากนี้ ในส่วนของห้องโดยสาร ยังควบคุมเสียงรบกวนภายในส่วนระบบเบรกให้น้ำหนักเป็นธรรมชาติและสม่ำเสมอ ขณะที่ ADAS หรือระบบช่วยขับขี่ขั้นสูงทำงานได้อย่างถูกจังหวะและไม่รบกวนการขับขี่ จากทั้งหมดสะท้อน LEPAS ให้ความสำคัญทั้งการออกแบบภายนอก และงานวิศวกรรมอย่างจริงจัง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ผสมผสานพละกำลัง ความนุ่มนวล และความปลอดภัยให้ลงตัวในทุกเส้นทาง Chery ยนตกรรมสู่โลกAI ก่อนปิดท้ายทริปในครั้งนี้ คณะเดินทางยังได้ร่วมงาน Chery International Business Summit 2026 เวทีแสดงวิสัยทัศน์ระดับองค์กรของ Chery Group ต่อพาร์ทเนอร์และสื่อมวลชนจากทั่วโลก โดยในงานฯ ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ ‘ALL IN AI’ และแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ ระบบขับขี่อัตโนมัติ ไปจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมยืนยันตัวเลขยอดขายปี 2025 ที่ 2.8 ล้านคันทั่วโลก โดยเกือบ 30% เป็นยานยนต์พลังงานใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงรากฐานที่แข็งแกร่งของ Chery Group ในฐานะบริษัทแม่ที่มีขีดความสามารถในการสนับสนุน LEPAS ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกตลาดที่ก้าวเข้าไป
เศรษฐกิจคนนอนดึก วีคเอนด์คนเมืองเรียกแกร็บพุ่ง ยิ่งดึกยิ่งแซ่บ’สั่งส้มตำปูปลาร้า-ถุงยาง’
แกร็บ แอบบอกอินไซต์คนเมืองทำอะไรกันตอนดึกๆ คืนวันศุกร์-เสาร์ เรียกรถพุ่ง 20% กดส่งด่วนเมนูส้มตำปูปลาร้า ส่วน ‘ถุงยาง’ ให้พี่ไรเดอร์ส่งให้ช่วงกลางคืนมากกว่า 3 แสนชิ้นต่อปี ต่อยอดทำแคมเปญแจกโค้ด ‘NIGHT’ ลด 15% เรียกรถพุ่งสุดคืนศุกร์-เสาร์ ดีมานด์ใช้บริการช่วง 21.00–24.00 น. สูงสุด โดยเฉพาะสายปาร์ตี้และเลิกงาน ทำยอดเรียกรถช่วงวีคเอนด์กลางคืนมากกว่าวันธรรมดาถึง 20% ส้มตำปูปลาร้าครองแชมป์มื้อดึก มียอดสั่งกว่า 200,000 จานต่อปี สะท้อนรสนิยมจัดจ้านของคนเมือง ตามด้วยเมนูไก่-ฟาสต์ฟู้ด และเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชาไทย ‘ถุงยาง’ ไอเท็มฮอตกลางดึก ยอดสั่งมากกว่า 300,000 ชิ้นต่อปี ผ่าน GrabMart ชี้พฤติกรรม ‘ซื้อฉุกเฉิน’ และไลฟ์สไตล์กลางคืนที่เติบโตชัดเจน พนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซูเปอร์แอปพลิเคชั่น แกร็บ (Grab) เปิดเผยผลการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่า ในเวลากลางคืน (ระหว่าง 21.00 – 05.00 น.) เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีการใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างมีนัยยะสำคัญไม่ต่างจากช่วงกลางวัน ประกอบด้วย การใช้บริการแอปเรียกรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน การไปปาร์ตี้สังสรรค์ในยามค่ำคืน การสั่งอาหารมื้อดึกมาทานที่บ้าน การสั่งซื้อสินค้าที่จำเป็นหรือไอเท็มที่ต้องใช้ในยามฉุกเฉิน “จุดเด่นของแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคในยุคนี้ โดยเฉพาะคนเมือง โดย แกร็บ ได้เร่งพัฒนาบริการต่างๆ พร้อมคัดสรรร้านค้าและร้านอาหารที่เปิดให้บริการยามดึกเพื่อตอบสนองดีมานด์ของผู้ใช้บริการในกลุ่มนี้” นอกจากนี้ แกร็บ ยังได้ทำแคมเปญพิเศษเพื่อเอาใจ ‘คนนอนดึก’ โดยเฉพาะ ทั้งในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ต้องทำรายงานในช่วงกลางคืน คนทำงานกลางคืน คอบอล สายเกม รวมถึงสายปาร์ตี้ เพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังเซ็กเมนต์ใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับธุรกิจ ศุกร์-เสาร์ เรียกรถพีคสุดช่วง 3 ทุ่ม-เที่ยงคืน ทั้งนี้ จากพฤติกรรมของผู้ใช้บริการแกร็บพบว่า ‘Weekend Night’ คือช่วงเวลาที่ผู้ใช้บริการออกไปใช้ชีวิตหลังเลิกเรียนหรือทำงานเพื่อแฮงเอาท์มากที่สุด เห็นได้จากอัตราการใช้บริการเรียกรถในเวลากลางคืนในช่วงสุดสัปดาห์ (ศุกร์-เสาร์) ที่สูงกว่าวันธรรมดาถึง 20% โดยช่วงเวลาไพรม์ไทม์ คือ ระหว่างเวลาสามทุ่มถึงเที่ยงคืน มีผู้ใช้บริการเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงกลางคืนทั้งหมด ครอบคลุมทั้งการเรียกรถเพื่อ ‘กลับบ้าน’ หลังเลิกงาน และ ‘ไปต่อ’ ยังแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืน สำหรับบริการคนขับรถยนต์ส่วนตัวมืออาชีพอย่าง GrabDriveYourCar ยังคงครองใจสายปาร์ตี้ ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน โดยเฉพาะในย่านหลักอย่าง สุขุมวิท ทองหล่อ-เอกมัย และเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งมีร้านอาหาร บาร์ และสถานบันเทิงหนาแน่น นอกจากคนไทยแล้ว ชาวต่างชาติก็นิยมใช้บริการเรียกรถผ่านแกร็บในตอนกลางคืนเช่นกัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน อเมริกา และอังกฤษ โดยนอกจากการเดินทางไป-กลับสนามบินแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติยังมักเรียกรถเพื่อไปสัมผัสชีวิตไนท์ไลฟ์ในย่านถนนคนเดินและไนท์มาร์เก็ต เช่น วอล์กกิ้งสตรีทพัทยา วอล์กกิ้งสตรีทบางลา และ เชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ส้มตำปูปลาร้า-ชาไทย เมนูเลิ๊บมื้อดึก สำหรับการใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรีในช่วงกลางคืน พบว่าผู้ใช้บริการกว่า 70% เลือกสั่งอาหารในช่วงเวลาระหว่างสามทุ่มถึงเที่ยงคืน ครอบคลุมกลุ่มที่หลากหลาย ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว เช่น สายปาร์ตี้ แฟนบอล คอซีรีส์ และเหล่าเกมเมอร์ สะท้อนให้เห็นว่า ‘มื้อดึก’ ไม่ใช่แค่การกินเพื่อความอิ่มท้อง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ใช้เวลาช่วงกลางคืนอย่างสะดวกสบาย เมนูอันดับหนึ่งที่มีการสั่งมากที่สุดผ่าน GrabFood ในช่วงกลางคืน คือ ‘ส้มตำปูปลาร้า’ ด้วยยอดสั่งมากกว่า 2 แสนจานต่อปี ครองใจคนกินดึกที่ต้องการอาหารรสชาติจัดจ้านมาเยียวยาจิตใจตามมาด้วยเหล่าสตรีทฟู้ด-ฟาสต์ฟู้ดตระกูลไก่ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวมันไก่ เบอร์เกอร์ไก่ และไก่ทอด ที่มาแรงไม่แพ้กัน ขณะที่เครื่องดื่มคาเฟอีนต่ำยังคงเป็นตัวช่วยบูสต์เอเนอจี้ยามดึก โดยมี ‘ชาไทย’ ขึ้นแท่นเมนูเครื่องดื่มยอดฮิตที่ถูกสั่งมากที่สุดกว่า 2 แสนแก้วต่อปี ตามมาด้วยเมนู โกโก้เย็น และ ชาเขียว ไอเท็มฮอตยามดึก ‘ถุงยาง’ แกร็บ เผยข้อมูลต่อ นอกจากการไปปาร์ตี้นอกบ้านแล้ว เทรนด์การสังสรรค์ที่บ้านก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน เห็นได้จากยอดสั่งซื้อ ‘น้ำดื่ม น้ำอัดลม และโซดา’ เพื่อใช้เป็น ‘มิกเซอร์’ ถือเป็น 3 รายการที่ขายดีที่สุดบน GrabMart ในช่วงกลางคืน รวมไปถึง ‘ไพ่’ หรือ ‘เกมการ์ด’ ที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสนุกให้กับปาร์ตี้ในยามค่ำคืน ขณะที่ อีกหนึ่งอินไซต์ที่พบคือการสั่งของใช้จำเป็นยามฉุกเฉิน ‘ถุงยางอนามัย’ ซึ่งถือเป็นฮอตไอเท็มที่มักมีการสั่งซื้อในช่วงกลางคืน ด้วยยอดสั่งมากกว่า 300,000 ชิ้นต่อปี รวมไปถึงไอเท็มช่วยชีวิตอย่าง ‘ชุดชาร์จอเนกประสงค์’ (หัวชาร์จและสายชาร์จโทรศัพท์มือถือ) ‘กระดาษ A4’ สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ต้องใช้ทำรายงานด่วน สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไอเท็มยอดนิยมที่มักถูกสั่งซื้อกลางดึก คือ ‘เครื่องดื่มชูกำลัง’ ซึ่งช่วยบูสต์เอเนอร์จี้ให้กับการตระเวนเที่ยวยามค่ำคืนที่ต่อเนื่องยาวนาน หรือนำไปผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ รวมถึงการอัพความแอคทีฟในช่วงที่ต้องปรับตัวด้านเวลา (jet lag) พนมกร เสริมว่า ข้อมูลดังกล่าว แกร็บนำมาต่อยอดสู่โปรโมชันพิเศษ เพียงใส่โค้ด ‘NIGHT’ เมื่อสั่งอาหารผ่าน GrabFood สั่งซื้อสินค้าผ่าน GrabMart ใช้บริการเรียกรถ หรือส่งพัสดุด่วนผ่าน GrabExpress ในระหว่างเวลา 21.00 – 05.00 น. รับส่วนลดสูงสุด 15%* ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 มิถุนายน 2569 นี้ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง รู้จัก ‘บาร์เบล สตราติจี้’ ยกสมดุลธุรกิจ ‘Grab’ สู่ผู้นำฟู้ดเดลิเวอรีไทย 1.62 แสนล.
บี.กริม ขายโซลาร์เพิ่ม 11.98 MWp สยามโตโยต้าฯ ล็อกต้นทุนก่อนพลังงานผันผวน
อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 ขยายซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์ 11.98 เมกะวัตต์พีค ให้ สยามโตโยต้าฯ ต้นแบบพลังงานหมุนเวียนภาคอุตสาหกรรม รับแผนพัฒนาพลังงานประเทศ ขยายดีลโซลาร์ลอยน้ำ 11.98 MWp อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 ลงนามเพิ่มกำลังผลิตให้สยามโตโยต้าฯ จากสัญญา Green Energy เดิม พร้อมกำหนด COD เชิงพาณิชย์ 5 พฤษภาคม 2569 รองรับดีมานด์พลังงานสีเขียวโรงงาน โรงงานเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด สยามโตโยต้าฯ เพิ่มกำลังซื้อไฟฟ้า เพื่อดันเป้าหมายลดคาร์บอน สะท้อนเทรนด์ภาคอุตสาหกรรมที่หันพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ดีลสอดคล้อง แผนพลังงานระดับประเทศ โครงการนี้เป็นต้นแบบการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมไทย และหนุนเป้าหมาย Net Zero ของทั้งองค์กรและทิศทางพลังงานประเทศ สาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ได้ลงนามสัญญาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) ขนาด 11.98 เมกะวัตต์พีค (MWp) (กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่แผงโซลาร์เซลล์สามารถผลิตได้ภายใต้สภาวะมาตรฐาน) ร่วมกับ บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด จากเดิม บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 ไปเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating เพิ่มขึ้นเป็น 11.98 เมกะวัตต์พีค โดยได้ลงนามในสัญญาฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 และมีกำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ ขณะที่ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 จำกัด เป็นส่วนหนึ่งของ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ขณะที่ บริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด เป็นบริษัทในเครือโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำระดับโลก มุ่งมั่นในการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก พร้อมบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593) รวมถึงเป้าหมายกำลังการผลิตสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
ลอรีอัล ใช้ ‘ความงาม’ โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ จับคู่นายจ้าง-แรงงานเสริมสวย
L’Oréal ใช้ประสบการณ์ระดับโลก ‘ความงาม’ ฐานโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ในโครงการ ‘Beauty for a Better Life’ เชื่อมรัฐ-เอกชน ปั้นแรงงานคุณภาพ ลดช่องว่างเศรษฐกิจผู้หญิงไทยระยะยาว ใช้ ‘ทักษะความงาม’ เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ (Economic Tool) แปลงสกิลเสริมสวยให้กลายเป็นรายได้จริง และการพึ่งพาตนเองระยะยาว ความร่วมมือรัฐ–เอกชน เชื่อมกรมกิจการสตรีฯ และ เครือข่ายธุรกิจ สร้างระบบนิเวศอาชีพครบวงจร การขยายธุรกิจและการคิดเชิงระบบ (Scale and System Thinking) ขยายศูนย์ฝึกฯ พร้อมเตรียมแพลตฟอร์มจับคู่งาน เพิ่มโอกาสเชิงโครงสร้าง ‘อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ’ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ลอรีอัล กล่าวถึงการทำโครงการ Beauty for a Better Life โดยใช้ ‘ความงาม’ เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและเปลี่ยนแปลงชีวิต เพื่อลดผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจและสังคมที่มีต่อผู้หญิง หนึ่งในพันธกิจระดับโลกภายใต้มูลนิธิลอรีอัล ใน 23 ประเทศทั่วโลก สำหรับโครงการ Beauty for a Better ยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงยืนหยัดในสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ภายใต้โปรแกรมด้านความยั่งยืน ‘L’Oréal For The Future’ โดย ลอรีอัล กรุ๊ป ตั้งเป้าหมายในการช่วยเหลือสตรีและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงอาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ 1 แสนคนทั่วโลกภายในปี 2030 ผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งขณะนี้สามารถดำเนินงานได้เกินเป้าหมายแล้ว สำหรับในประเทศไทย ลอรีอัล ร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการต่อเนื่องในระยะที่สอง(2569-2574) ในโครงการ Beauty for a Better Life วางเป้าหมายขยายผู้เข้ารับการฝึกอบรมในโครงการฯรวมทั้งสิ้นกว่า 1.5 พันคน พร้อมขยายการฝึกอบรมใน 8 ศูนย์เรียนรู้พัฒนาอาชีพและครอบครัว จากในเฟสแรก (2566-2569) มีจำนวนผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 600 คน จากจำนวนศูนย์ฯ 6 แห่ง (เชียงใหม่, ลำพูน, ขอนแก่น, ศรีสะเกษ, ชลบุรี และ สงขลา) ‘อรอนงค์’ กล่าวว่า แผนงาน ‘ลอรีอัล’ จากนี้ไปยังเตรียมแนวคิดพัฒนาแพลตฟอร์มการจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจร้านเสริมความงามและแรงงานที่ผ่านหลักสูตรเข้ารับการอบรมในโครงการฯ เพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างงานและอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในอนาคต คาดแพลตฟอร์ฒดังกล่าวเห็นความชัดเจนในปี 2569 นี้ จากปัจจุบันลอรีอัล ประเทศไทย มีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจร้านเสริมสวยราว 600-700 แห่งทั่วประเทศ “จากการทำงานผ่านในโครงการฯนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบความท้าทายหลัก คือตัวบุคลากร ในบางรายที่ผ่านเข้ารับการอบรมให้สามารถต่อยอดสู่การการสร้างงานได้อย่างจริงจัง ทำให้ ลอรีอัล ต้องเร่งผลักดันเรื่องนี้ต่อเนื่อง” พร้อมเสริมว่า ลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานระดับโลกมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ต่อการพัฒนาทักษะวิชาชีพเสริมสวยควบคู่กับทักษะชีวิต (Soft Skills) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระยะยาว ทั้งการจ้างงานและการเป็นเจ้าของกิจการเสริมสวย สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัว นอกจากนี้โครงการ ‘Beauty for a Better Life’ ถือเป็นต้นแบบโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อน ‘สังคมแห่งโอกาส’ มุ่งลดช่องว่างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำ สร้างศักยภาพของผู้หญิง และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยรายงาน Global Gender Gap Report 2025 ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 66 ของโลกที่ยังคงมีช่องว่างระหว่างเพศในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านโอกาสทางเศรษฐกิจและการเข้าถึงอาชีพ
ทุเรียน 100 บาท พิมรี่พาย เทคนิคไลฟ์..มีของเท่าไหร่ไม่รู้ แต่กำไรได้จากสินค้าแฝงตัวอื่น
ทุเรียน 100 บาท สุดท้ายแล้วเป็นโปรโมชั่นที่แทรกอยู่ในกลยุทธ์การตลาดของ ‘พิมรีพาย’ หลังเปิดไลฟ์ขาย 3 ชั่วโมง 50 นาที ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ‘พิมรี่พายขายทุกอย่าง’ กับยอดขายแสนบาทแตกใน 4 นาที แถมยังพ่วงขายสินค้าอื่น ๆ ตลอดทั้งการไลฟ์ด้วยจำนวนกว่า 8.8 ล้านวิว
กีฬาพาไปไกลกว่าสนามแข่งขัน จากเทเบิลเทนนิสสู่เส้นทางชีวิตของเยาวชนสโมสรฯ บ้านปู
เสียงลูกปิงปองกระทบโต๊ะดังสลับไปมาในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน สำหรับใครบางคน อาจเป็นเพียงเกมกีฬาเพื่อความสนุกสนาน แต่สำหรับเยาวชนในสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (Banpu Table Tennis Club – BTTC) เสียงเหล่านี้คือจังหวะแห่งการเติบโต เปลี่ยนผ่าน และการเริ่มต้นสร้างชีวิตในแบบของตัวเอง ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา BTTC ไม่ได้เป็นสโมสรที่เน้นเพียงการสร้างผลงาน แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพทั้งด้านกีฬาและการใช้ชีวิต ผ่านการฝึกซ้อมและส่งแข่งขันที่เป็นระบบและเท่าเทียม กิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ไปถึงวัฒนธรรมของการซัปพอร์ตซึ่งกันและกันในสโมสรฯ เยาวชนที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่นักกีฬา แต่ยังได้ค้นหาตัวตน เรียนรู้ที่จะเผชิญกับอุปสรรค และต่อยอดทักษะไปสู่เส้นทางชีวิตที่หลากหลาย จากสนามแข่งขันสู่เส้นทางอาชีพ: “โอม” นายจีรัฐติกุล เกษมพงศ์เรือง “โอม” เริ่มต้นจากการเล่นปิงปองด้วยความชอบในวัย 11 ปี ก่อนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ BTTC ในวัย 14 ปี ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขามองเห็นศักยภาพของตัวเองได้ชัดขึ้น ไม่เพียงจากการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องและโอกาสลงแข่งขันในนามสโมสรฯ ทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ แต่ยังรวมถึงการได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากโค้ช และการได้เรียนรู้ทักษะการถ่ายทอดองค์ความรู้ในบทบาท “พี่สอนน้อง” ผ่านการออกไปช่วยสอนเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลร่วมกับสโมสรฯ อย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ค่อย ๆ พาโอมก้าวสู่การเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติ และทำให้เขามองเห็นความเป็นไปได้ของการต่อยอดกีฬาเป็นอาชีพในอนาคต ปัจจุบันโอมเลือกที่จะต่อยอดประสบการณ์จากสนามแข่งขันสู่บทบาท “โค้ช” อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวจากสิ่งที่เขารัก “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู ทำให้ผมได้ลอง ได้พัฒนา และได้โอกาสเรียนรู้ในหลายบทบาท จนผมมั่นใจว่าปิงปองเป็นอาชีพที่ทำให้ผมสามารถดูแลครอบครัวได้ วันนี้ผมจึงอยากส่งต่อโอกาสและทักษะที่ผมเคยได้รับ เพื่อผลักดันให้น้อง ๆ รุ่นหลังเติบโตไปได้ไกลกว่าที่ผมเคยเป็น” กีฬาพาไปเจอความฝันใหม่: “เจฟฟี่” นายชลสิทธิ์ บุญสิริวัชรกุล สำหรับ “เจฟฟี่” ที่เติบโตมากับ BTTC มากว่า 10 ปี การเล่นปิงปองจึงไม่ใช่แค่ชัยชนะในสนาม แต่เป็นรากฐานที่ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิต จากผลงานการแข่งขันระดับประเทศสู่โควตานักกีฬาในรั้วมหาวิทยาลัย สิ่งที่ทำให้เจฟฟี่เติบโตไม่ใช่แค่การลงแข่งขัน แต่คือสภาพแวดล้อมของสโมสรฯ ที่เปิดกว้างและไม่ตีกรอบเส้นทางชีวิต นักกีฬาสามารถบริหารเวลาของตนเองได้ แม้ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ก็ยังสามารถไปทดลอง สิ่งใหม่ ๆ โดยไม่ถูกกดดันให้ต้องมีชีวิตอยู่แค่ในสนามแข่งขันเพียงอย่างเดียว เมื่อเดินตามเส้นทางกีฬาไปถึงจุดหนึ่ง เจฟฟี่จึงเริ่มต่อยอดความสนใจสู่สายสื่อสารมวลชนและวงการบันเทิง ปัจจุบันเขากำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 คณะวารสารศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเข้าศึกษาผ่านโควตานักกีฬา ควบคู่กับการเป็นนักแสดงในสังกัดค่ายที่มีชื่อเสียง พร้อมทั้งเริ่มต้นงานถ่ายแบบ เข้าร่วมรายการวาไรตี้ และกำลังมีผลงานซีรีส์ที่เตรียมออกอากาศภายในปีนี้ โดยยังคงรักษาบทบาทนักกีฬาไปพร้อมกัน “สโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปูไม่เคยตีกรอบว่าเราต้องเป็นนักกีฬาที่เก่งที่สุด สโมสรฯ เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผมได้ลอง ได้พยายาม ได้ผิดพลาด และได้ค้นหาตัวเอง ความมั่นใจของผมเกิดจากการที่มีคนคอยสนับสนุน และรู้ว่าไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ก็ยังมีเพื่อนพี่น้องในทีมของผมคอยเชียร์อยู่ข้างหลังเสมอ” เจฟฟี่กล่าว กีฬาพาไปเจอวัคซีนทางใจ: “ครีม” นางสาวสรวีย์ ยุติธาดา แม้เส้นทางของ “ครีม” จะไม่ได้มุ่งไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัว แต่ช่วงเวลาที่อยู่ใน BTTC ได้กลายเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยหล่อหลอมทักษะชีวิตที่จำเป็นครีม นิสิตคณะเภสัชศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่านอกจากการฝึกซ้อมกีฬา สโมสรฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านจิตใจควบคู่กัน ซึ่งจะสอดแทรกผ่านกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ไม่ว่าจะเป็นค่ายเก็บตัวนักกีฬา หรือกิจกรรมรวมพลประจำปี ที่เปิดโอกาสให้เธอได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจ เพื่อน โค้ช และรุ่นพี่จากศูนย์ฝึกต่าง ๆ รวมถึงระบบของสโมสรฯ ที่มีความเป็นระเบียบ ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้เธอได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ และการจัดการอารมณ์ ซึ่งกลายเป็นทักษะที่ติดตัวและถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเรียน “การแข่งเทเบิลเทนนิสไม่ใช่แค่เรื่องของถ้วยรางวัล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ใจหนูเข้มแข็ง เติบโต เป็นสนามฝึกให้หนูเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึก และเอามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้” ครีมกล่าว นายรัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านปูเชื่อมั่นในพลังของ ‘คน’ และมองว่ากีฬาจะช่วยสร้างคนทำให้เยาวชนได้เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และต่อยอดศักยภาพสำหรับการดำเนินชีวิตในอนาคต เราไม่ได้คาดหวังว่าเด็กทุกคนต้องไปเป็นนักกีฬาอาชีพหรือต้องได้ที่หนึ่งในทุกการแข่งขัน แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน สร้างการเรียนรู้ในฐานะนักกีฬาที่มีคุณธรรม และมีความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและต่อสังคม เพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นบุคลากรที่ดีของประเทศ เราหวังว่าพวกเขาจะส่งต่อพลังความรู้ พลังกาย และพลังใจที่พวกเขาเคยได้รับจากสโมสรฯ ไปยังน้อง ๆ ในรุ่นถัด ๆ ไป” ติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของสโมสรเทเบิลเทนนิสบ้านปู (BTTC) ได้ที่ https://www.facebook.com/BanpuTableTennisClub
เกษร ขยับจากรีเทลสู่แพลตฟอร์มเวลเนสระดับลักซูรี ย่านราชประสงค์
เกษรวิลเลจ สร้างคอมมูนิตี้เวลเนส ‘Gaysorn Urban Wellness’ เชื่อม 3 อาคาร จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ระดับลักซูรี ทำเลย่านราชประสงค์ รวม 3 อาคารเป็น Ecosystem เดียว เชื่อม Gaysorn Centre, Tower และ Amarin สร้างแพลตฟอร์มเวลเนสครบวงจรในทำเลเดียว ดึง 47 แบรนด์สายสุขภาพ-ความงาม ครอบคลุม 4 มิติ สุขภาพ, เมนทัล , ความงาม และ สกินแคร์ ตอบโจทย์การดูแลตัวเองแบบองค์รวม เติมลักซูรี พร้อมสร้างประสบการณ์ เพิ่มแบรนด์ระดับโลก อาหารและเครื่องดิ่ม สร้างกิจกรรมคอมมูนิตี้ ยกระดับจากรีเทล สู่ปลายทางไลฟ์สไตล์เวลเนสระดับหรูหรา กลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ (Gaysorn Property Group) ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูสค้าปลีกและอาคารสำนักงานระดับหรูบนทำเลย่านราชประสงค์ วางตำแหน่งสู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ระดับลักซูรีใจกลางเมือง ในแคมเปญ ‘Spectrum of LIFE’ รองรับแนวคิดการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพในมิติใหม่ ผสานศาสตร์ด้านสุขภาพ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ เข้าไว้ด้วยกัน โดยแคมเปญฯ จะสร้างประสบการณ์ทั้งหมดพร้อมเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิด ‘Gaysorn Urban Wellness’ อาณาจักรสุขภาวะคนเมือง เพื่อตอบโจทย์ ‘คนเมือง’ ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในระยะยาว (Longevity) โดยคัดสรรสินค้าและบริการชั้นนำด้านการดูแลสุขภาพและความงาม 47 แบรนด์ ครอบคลุมนวัตกรรมและการปรนนิบัติทั้งภายในและภายนอก ผ่านการดูแลสุขภาวะองค์รวม 4 มิติ ได้แก่ Health & Wellness Mental Well-being Beauty & Aesthetics Skincare & Cosmetic โดย ‘Gaysorn Urban Wellness’ ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 อาคารของเกษรวิลเลจ ได้แก่ เกษร เซ็นเตอร์ (Gaysorn Centre) เกษร ทาวเวอร์ (Gaysorn Tower) เกษร อัมรินทร์ (Gaysorn Amarin) สำหรับแคมเปญ ‘Spectrum of LIFE’ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าว ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การฟื้นฟูพลังชีวิต ไปจนถึงการสร้างสมดุลในชีวิตประจำวัน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของไลฟ์สไตล์คนเมืองที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองอย่างลึกซึ้งและการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดประสบการณ์ 27 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 นี้ พร้อมกันนี้ เกษร วิลเลจ ยังรวบรวมแบรนด์และบริการระดับโลก เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ด้านรสนิยมและการใช้ชีวิต โดยการเปิดตัวบูติก ‘Patek Philippe’ อย่างเป็นทางการ สะท้อนคุณค่าของ ‘เวลา’ ในฐานะองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพระยะยาว (longevity) ขณะเดียวกัน ยังสร้างประสบการณ์ด้านอาหารจาก Louis Vuitton Le Café ที่ผสานโลกของแฟชั่น อาหาร และศิลปะการใช้ชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมสร้างช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและฟื้นฟูพลังใจ (emotional well-being) ในบรรยากาศระดับลักซูรี พร้อมกันนี้ เกษรวิลเลจ ยังเตรียมเปิดพื้นที่ ‘Longevity Social Club’ ระหว่างวันที่ 6 – 12 พฤษภาคม 2569 ณ โซน Forum เกษร อัมรินทร์ เพื่อเป็นพื้นที่รวมตัวของผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพ โดยออกแบบให้เป็นทั้งพื้นที่ของการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การพักผ่อนในบรรยากาศที่ผ่อนคลายช่วยเสริมสมดุลของร่างกายและจิตใจ ในกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ กิจกรรมพิคเคิลบอลสำหรับสายแอคทีฟ การเติมพลังด้วยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กิจกรรมด้านเวลเนส ทั้งนี้ เกษรวิลเลจ ยังร่วมกับ ทีมนอร์ดิก เส้นทางบินตรงกรุงเทพฯ-ออสโล ภายใต้แนวคิด ‘ออสโลทริปถัดไป…เลือกการบินไทยเท่านั้น’ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยกระดับประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับลูกค้ากลุ่มใช้จ่ายสูง (Top Spender) 3 อันดับแรกรับตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ เส้นทางกรุงเทพฯ–ออสโล ช่วง 1 เม.ย. – 31 ก.ค. 2569 นี้ จากกลยุทธ์ดังกล่าว ของกลุ่มเกษรฯ ภายใต้แนวคิด Spectrum of LIFE ยังสะท้อนการยกระดับความหมายของทำเลราชประสงค์ จากค่ศูนย์การค้า สู่การเป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ที่ตอบโจทย์ชีวิตระยะยาว (Longevity) ของคนเมืองกำลังซื้อลักซูรี โดยใช้เวลแนสเป็นแกนสำคัญ โดยเชื่อมอีโคซิสเต็มสุขภาพ ความงาม เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ให้มาอยู่ในพื้นที่เดียว ผ่าน ‘Gaysorn Urban Wellness’
BGRIM ลงทุนต่อเนื่องพลังงานสะอาดซื้อ ‘Unison’ เกาหลีใต้ ล็อคซัพพลายเชนธุรกิจ
บี.กริม เพาเวอร์ ลงทุนกว่า 701 ล้านบาท ซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ Unison ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานลมในเกาหลีใต้ ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด ดีลลงทุนเชิงกลยุทธ์ บี.กริม ลงทุนหุ้นกู้แปลงสภาพกว่า 85% ใน Unison เปิดทางถือหุ้นในอนาคตและเสริมอำนาจในอุตสาหกรรมลม เชื่อมโยงโครงการจริง หนุนโครงการ Yeonggwang Nakwol Offshore Wind ขนาด 364.8 MW ที่บริษัทถือหุ้นอยู่แล้ว 49% เสริม ซัพพลายเชน Unison คือผู้ผลิตกังหันลมหลักของเกาหลีใต้ ช่วยล็อกเทคโนโลยี การผลิต และการพัฒนาโครงการในมือ พีรเดช พัฒนจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจพัฒนาพลังงานหมุนเวียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เกาหลี จำกัด (B.Grimm Power Korea Limited) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งออกโดย Unison Co., Ltd. สาธารณรัฐเกาหลี มูลค่า 32,000,000,000 วอนเกาหลี (ประมาณ 701,500,000 บาท) คิดเป็นประมาณ 85% ของหุ้นกู้แปลงสภาพทั้งหมด ภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นกู้แปลงสภาพจาก Myungwoon Industry Development Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็นผู้มีอำนาจควบคุมของ Unison โดย ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ จะเข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพจาก Myungwoon ในมูลค่าเงินต้นจำนวน 5,600,000,000 วอนเกาหลี (ประมาณ 128,000,000 บาท) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของหุ้นกู้แปลงสภาพทั้งหมด ต่างหากอีกด้วย สำหรับ Myungwoon Industry Development Co., Ltd. มี นายคิม คัง-ฮัก (Mr. Kim Kang-Hak) ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท และถือหุ้น 100% นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งประธานของ Korea Wind Energy Industry Association ซึ่งเป็นองค์กรหลักของอุตสาหกรรมพลังงานลมในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ในด้านธุรกิจ ปัจจุบัน Myungwoon Industry Development Co., Ltd. เป็นผู้ถือหุ้น 51% ในโครงการ Yeonggwang Nakwol Offshore Wind Power Project (Nakwol1) ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 364.8 เมกะวัตต์ และ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 โครงการมีความคืบหน้าการก่อสร้างประมาณ 78% โดย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ เกาหลี จำกัด ถือหุ้นในโครงการดังกล่าวในสัดส่วน 49% โดยการเข้าลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อ สนับสนุน Myungwoon Industry Development Co., Ltd. ในการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Unison ผู้มีอำนาจบริหารและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานลมในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากนี้ ยังเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะในธุรกิจกังหันลมและการพัฒนาโครงการ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของโครงการ Nakwol Offshore Wind Power Project ซึ่งบริษัทมีการร่วมลงทุนอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ขณะเดียวกัน บี.กริม เพาเวอร์ ยังมองถึงการเพิ่มโอกาสเชิงกลยุทธ์ในอนาคต ผ่านสิทธิในการแปลงสภาพเป็นหุ้นของ Unison โดยการแปลงสภาพเป็นหุ้นของ Unison ในอนาคตจะต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับข้อตกลงและเงื่อนไขตามกฎระเบียบด้านการลงทุนที่เกี่ยวข้องและจะต้องสนับสนุนสถานะของ Myungwoon Industry Development Co., Ltd. ในการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และเป็นผู้มีอำนาจบริหารของ Unison ผู้มีอำนาจบริหารต่อไป Unison เป็นผู้ผลิตกังหันลมชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้ มีความโดดเด่นด้านความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรม เทคโนโลยีที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโซลูชันพลังงานสะอาด ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ KOSDAQ ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ประมาณ 336,250,000,000 ล้านวอน (ประมาณ 7,500,000,000 บาท) ด้วยประสบการณ์ยาวนานหลายทศวรรษในการออกแบบ ผลิต และติดตั้งกังหันลมระดับอุตสาหกรรม ทำให้ Unison มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนของเกาหลีใต้ พร้อมทั้งขยายการดำเนินงานสู่ตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตภายในประเทศ และผลงานการส่งมอบโครงการที่มีความน่าเชื่อถือ Unison จึงเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาโครงการที่มองหาโซลูชันพลังงานลมที่มีประสิทธิภาพสูง มีความสามารถในการจัดหาเงินทุน และเหมาะสมกับสภาพโครงการทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง การลงทุนของ บี.กริม เพาเวอร์ ในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ GreenLeap ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งจัดหาพลังงานที่สะอาด ยั่งยืน มีเสถียรภาพในระดับสูง และราคาที่เข้าถึงได้ให้กับลูกค้า ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับอนาคต (Sustainable Fuels) โดยอาศัยจุดแข็งด้านความเชี่ยวชาญของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการจัดหาก๊าซธรรมชาติ และความร่วมมือที่ยาวนานและแข็งแกร่งกับคู่ค้าและผู้ผลิตอุปกรณ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ ยังตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก พร้อมบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 (ปี พ.ศ. 2593) รวมถึงเป้าหมายกำลังการผลิตสู่ 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573
MAMA KAKA นิทรรศการเดี่ยวคุณย่าสุดเปรี้ยว ตั้งคำถาม ‘ความแก่’ ที่ไอคอนสยาม
นิทรรศการงานอาร์ต ‘MAMA KAKA Solo Exhibition: The Beauty of Growing Old’ ที่ ไอคอนสยาม ชวนตั้งคำถามใหม่กับ ‘อายุ’ ผ่านคาแรกเตอร์ MAMA KAKA คุณย่าสุดเปรี้ยวโทนพาสเทล สะท้อนแนวคิด ‘Young at Heart’ หัวใจที่ไม่เคยแก่ ‘สุมา วงษ์พันธุ์’ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICON SIAM) และไอซีเอส (ICS) กล่าวว่า ไอคอนสยาม ร่วมกับ Bennovo Studio สร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกช่วงวัยในงานนิทรรศการ ‘MAMA KAKA Solo Exhibition: The Beauty of Growing Old’ นิทรรศการเดี่ยวคุณย่าสุดเปรี้ยว วันนี้ – 6 พฤษภาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 สำหรับ ‘MAMA KAKA Solo Exhibition: The Beauty of Growing Old’ เป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งใหญ่ครั้งแรกของ Bennovo Studio เจ้าของคาแรกเตอร์คุณย่าสุดเปรี้ยว มาถ่ายทอดความงดงามของการเติบโตและกาลเวลาผ่านผลงานศิลปะที่เต็มไปด้วยสีสัน อารมณ์ และแรงบันดาลใจ โดยจัดงานเปิดนิทรรศการอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ภายในงานฯ ยังได้จัดโซนต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบ Immersive ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับความสนุกสดใสของ MAMA KAKA ไปจนจนถึงวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม นอกจากนี้ในงานเปิดนิทรรศการฯ ยังได้สองศิลปินผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ MAMA KAKA อย่าง ‘เอกสิทธิ์ จันทร์คง’ และ ‘วิศรุต สืบประสิทธิ์’ ขึ้นเวทีร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจเบื้องหลังผลงาน ที่สะท้อนแนวคิด ‘Young at Heart’ และความเชื่อที่ว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข แต่สไตล์นั้นคงอยู่ตลอดกาล’ พร้อมเปิดมุมมองถึงการออกแบบคาแรกเตอร์ที่เชื่อมโยงความทรงจำ ความรัก และความสนุกในทุกช่วงวัย นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือ การพูดคุยกับแฟนคนดังของ MAMA KAKA ‘มิว – ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์’ ที่มาร่วมแบ่งปันความประทับใจต่อคาแรกเตอร์ชิ้นนี้ พร้อมสะท้อนมุมมองถึงความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตที่ไม่ควรถูกจำกัดด้วยวัย สร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับผู้ร่วมงานท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ “สำหรับนิทรรศการ ‘MAMA KAKA Solo Exhibition: The Beauty of Growing Old’ นี้ ยังถ่ายทอดแนวคิดเชิงบวกเกี่ยวกับการเติบโตและการใช้ชีวิตในทุกช่วงวัย สอดคล้องกับแนวคิดของไอคอนสยามในการส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าและความหมายให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก” โดย ความร่วมมือกับ Bennovo Studio ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของไอคอนสยามในการสนับสนุนศิลปินจากทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเข้าถึงผู้คนหลากหลายกลุ่ม เพื่อให้นิทรรศการนี้ เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์สำคัญที่ช่วยเติมเต็มแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังบวกให้กับทุกคนที่ได้มาเยือน ของไอคอนสยาม ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมระดับโลก MAMA KAKA คุณย่าผู้อ่อนเยาว์ สำหรับคาแรกเตอร์ MAMA KAKA มาพร้อมทรงผมประดับดอกไม้ และมีมอนสเตอร์สีเหลืองเป็นเพื่อนคู่ใจ สะท้อนชัดแนวคิด ‘Young at Heart’ หรือหัวใจที่ไม่เคยแก่ คาแรกเตอร์นี้ถูกสร้างโดยสองศิลปินไทย ‘เอกสิทธิ์ จันทร์คง’ และ ‘วิศรุต สืบประสิทธิ์’ จาก Bennovo Studio โดยทั้งสอง หยิบ ‘ความทรงจำต่อคุณย่า’ มาผสมกับอารมณ์ขัน ความดื้อ และความอบอุ่น กลายเป็นตัวแทนของชีวิตที่ไม่ถูกจำกัดด้วยวัย จุดเด่นของ MAMA KAKA นอกจากความน่ารักแล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นคาแรกเตอร์อาร์ต ทอย ที่ชวนตั้งคำถามกับสังคมว่า ‘ทำไมความแก่ต้องถูกมองว่าเสื่อมถอย’ ผ่านผลงานที่เล่าเรื่องผู้หญิงสูงวัยทั่วโลก การใช้ชีวิตอย่างอิสระ และความสุขเล็ก ๆ ที่ยังคงอยู่แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป
แมนดาลอเรี่ยนและโกรกู ปล่อยตัวอย่างสุดท้าย ก่อนฉาย IMAX พฤษภาคมนี้
“The Mandalorian and Grogu แมนดาลอเรี่ยนและโกรกู” ปล่อยตัวอย่างสุดท้ายพร้อมโปสเตอร์ใหม่ ก่อนฉายจริง 21 พฤษภาคม ในโรงภาพยนตร์ และมันยิ่งกว่าในระบบ IMAX ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทั่วโลกตั้งตารอมากที่สุด ผลงานโดยผู้กำกับ Jon Favreau จาก Iron Man และ The Lion King กับการผจญภัยสุดยิ่งใหญ่ที่จะทำให้ทุกคนหลงรักในมิตรภาพของคู่หูแห่งจักรวาล ตัวอย่างภาพยนตร์ โปสเตอร์และภาพนิ่ง เรียกเสียงฮือฮาอย่างท่วมท้น เมื่อ “The Mandalorian and Grogu แมนดาลอเรี่ยนและโกรกู” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จาก Lucasfilm สตูดิโอผู้สร้างแฟรนไชส์ภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่ Star Wars ได้เปิดตัวโปสเตอร์ใหม่และตัวอย่างสุดท้ายให้ผู้ร่วมงาน CinemaCon® 2026 ซึ่งจัดขึ้นในลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ได้ชมเป็นครั้งแรก ก่อนเผยแพร่ให้แฟน ๆ ทั่วโลกได้ตื่นเต้นไปกับการผจญภัยของแมนดาลอเรี่ยนและโกรกูอย่างเป็นทางการ โดยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทั่วโลกรอคอยเรื่องนี้พร้อมจะสร้างความประทับใจครั้งใหม่ให้ทุกคนได้สนุก มัน ลุ้น รวมถึงหลงรักไปกับมิตรภาพของนักล่าค่าหัวและศิษย์ตัวน้อยของเขา ในโรงภาพยนตร์ 21 พฤษภาคมนี้ และพลาดไม่ได้กับที่สุดของประสบการณ์แอ็กชันสุดมัน เพราะ “The Mandalorian and Grogu แมนดาลอเรี่ยนและโกรกู” ถ่ายทำเพื่อระบบ IMAX โดยเฉพาะ ให้แฟน ๆ ได้ตื่นตาตื่นใจ เต็มอารมณ์ทั้งงานภาพและงานเสียงในโรงภาพยนตร์ระบบ IMAX ส่วนใครอยากบิลด์อารมณ์ก่อนไปสนุกกับแมนดาลอเรี่ยนและโกรกูในโรงภาพยนตร์ สามารถอินล่วงหน้าได้กับอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ “The Mandalorian and Grogu Original Motion Picture Soundtrack” โดย Ludwig Göransson นักแต่งเพลงเจ้าของรางวัล Academy Award® ซึ่งจะปล่อยให้รับฟังผ่าน Walt Disney Records บนทุกแพลตฟอร์มดิจิทัล ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ส่วนแผ่นเสียงไวนิลขนาด 12 นิ้ว ซึ่งอัดแน่นด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์จำนวน 13 แทร็ก มีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 5 มิถุนายน และแผ่นไวนิลรุ่นพิเศษลิมิเต็ดดีไซน์รูปหมวกแมนดาลอเรี่ยนขนาด 10 นิ้ว แบบไดคัท ที่บรรจุเพลงสกอร์ใหม่จากภาพยนตร์จำนวน 2 แทร็ก จะวางจำหน่ายในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยแผ่นเสียงทั้งสองแบบเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้ววันนี้ สำหรับ “The Mandalorian and Grogu แมนดาลอเรี่ยนและโกรกู” เป็นการผจญภัยครั้งใหม่สุดยิ่งใหญ่ของคู่หูอย่าง Din Djarin (นำแสดงโดย Pedro Pascal) นักล่าค่าหัวแมนดาลอเรี่ยนระดับตำนาน และ โกรกู ศิษย์ตัวน้อยของเขา หลังจากที่จักรวรรดิอันชั่วร้ายได้ล่มสลายลง แต่เหล่าขุนศึกของจักรวรรดิยังคงกระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี ขณะที่สาธารณรัฐใหม่ (New Republic) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้น กำลังพยายามปกป้องทุกสิ่งที่ฝ่ายกบฏได้ต่อสู้มา พวกเขาจึงได้ขอความช่วยเหลือจากคู่หูคู่นี้ ภาพยนตร์กำกับโดย Jon Favreau นำแสดงโดย Pedro Pascal, Sigourney Weaver และ Jeremy Allen White เขียนบทโดย Jon Favreau ร่วมกับ Dave Filoni และ Noah Kloor อำนวยการสร้างโดย Jon Favreau, Kathleen Kennedy, Dave Filoni และ Ian Bryce โดยมี Karen Gilchrist, John Bartnicki และ Carrie Beck รับหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างบริหาร และดนตรีประกอบภาพยนตร์แต่งโดย Ludwig Göransson “นี่คือวิถีเรา” เตรียมตัวออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งใหม่ใน “The Mandalorian and Grogu เดอะแมนดาลอเรี่ยนและโกรกู” พร้อมประสบการณ์แอ็กชันสุดมันด้วยการถ่ายทำเพื่อระบบ IMAX โดยเฉพาะ 21 พฤษภาคม ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบปกติ และระบบ IMAX
ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน หนุนค่าไฟขั้นบันได อุ้มครัวเรือนทั่วประเทศ
สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขานรับโมเดลค่าไฟขั้นบันได อุ้ม 14 ล้านครัวเรือน พร้อมเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานชาติ เสริมความมั่นคงภาคอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน นายนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (APPP) ประกาศขานรับนโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดของรัฐบาล ที่มุ่งลดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย ครอบคลุม 14 ล้านครัวเรือน พร้อมยืนยันความพร้อมในการร่วมทำงานกับภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน สมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (APPP) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) กำลังผลิตรวมกว่า 9,050 เมกะวัตต์ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อรองนายกรัฐมนตรี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 โดยนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ การเร่งรัดกลไก Cost Pass-through ให้โปร่งใสและทันท่วงที, การกำหนดค่า Ft แบบ 2 กลุ่ม (2-Tier) เพื่อปกป้องผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย, การปรับโครงสร้างราคาก๊าซสู่ระบบ Single Pool Gas, การส่งเสริม Demand Response ในภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับกลไกบริหารวิกฤตพลังงานโดยเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในคณะทำงาน นโยบายปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โดยเฉพาะการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกที่ 3 บาทต่อหน่วย ภายใต้หลักการ “ใช้น้อยจ่ายถูก ใช้มากจ่ายแพง” นั้น สอดคล้องกับข้อเสนอของสมาคมฯ ที่ได้ยื่นต่อภาครัฐก่อนหน้า สมาคมฯ มองว่าทิศทางดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้อย่างตรงจุด ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นายนพเดช กรรณสูต นายกสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน กล่าวว่า การปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ความสำเร็จในระยะยาวต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งการลดการพึ่งพา LNG การกระจายความเสี่ยงของแหล่งที่มาของพลังงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และการเสริมความมั่นคงให้ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ “สมาคมฯ พร้อมร่วมทำงานกับภาครัฐอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน เพื่อให้การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งนี้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน และวางรากฐานความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง” นายนพเดชกล่าว สมาคมฯ มองว่าการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อัตราค่าไฟฟ้าที่สะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และมีเสถียรภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น Data Center, AI Infrastructure หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนต้องการความมั่นใจด้านต้นทุนพลังงานในระยะยาวก่อนตัดสินใจลงทุน การปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่แข็งแกร่งจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีการลงทุนโลก
แมริออท บอนวอย เชื่อมโอกาส ยกระดับอีเวนต์ และประชุมทั่วไทย
สร้างเครือข่าย เปิดประตูสู่โอกาส กับ แมริออท บอนวอย อีเวนต์ ในประเทศไทย ด้วยโรงแรมและรีสอร์ตราว 70 แห่งทั่วประเทศ พร้อมสถานที่จัดงานที่โดดเด่นนับร้อย แมริออท บอนวอย ช่วยเชื่อมโยงผู้คน แนวคิด และประสบการณ์ เพื่อยกระดับทุกการประชุมและอีเวนต์ทั่วไทย แมริออท บอนวอย โปรแกรมสะสมคะแนนและแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวจากแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย พอร์ตโฟลิโอของโรงแรมชั้นนำมากกว่า 30 แบรนด์ระดับโลก ขอเชิญนักวางแผนการประชุมและจัดงานอีเวนต์ ร่วมสร้างเครือข่ายที่มีความหมาย และอีเวนต์ทางธุรกิจที่ทรงพลังทั่วประเทศไทย ด้วยการผสานสถานที่จัดงานมาตรฐานสากล เทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์ท้องถิ่นอันโดดเด่น ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการประชุมและอีเวนต์อย่างครบวงจรของแมริออท ด้วยโรงแรมและรีสอร์ตกว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 18 แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ ตั้งแต่กลุ่มโรงแรมระดับซีเล็กต์เซอร์วิส (Select‑Service) ไปจนถึงโรงแรมระดับลักชัวรี (Luxury) แมริออท บอนวอย มอบทางเลือกที่หลากหลายสำหรับการจัดประชุมและอีเวนต์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมองค์กรขนาดใหญ่ งานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ การประชุมผู้บริหาร โปรแกรมท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การฝึกอบรม ไปจนถึงกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีในทีม โดยนักวางแผนสามารถเลือกใช้สถานที่จัดงานได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ห้องบอลรูมสุดหรู ห้องประชุมดีไซน์ร่วมสมัย สถานที่ริมชายหาด ไปจนถึงจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ ซึ่งทุกแห่งล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน จุดหมายปลายทางที่หลากหลาย เปิดทุกความเป็นไปได้ทั่วประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่มีชีวิตชีวาของประเทศไทย แมริออท บอนวอย นำเสนอโรงแรมมากกว่า 30 แห่ง พร้อมสถานที่จัดประชุมและอีเวนต์ที่หลากหลายและครบครัน แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค (Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park) ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์ – MICE) ชั้นนำของเมือง โดดเด่นด้วยห้องจัดงาน 36 ห้อง รวมถึงห้องบอลรูมขนาดใหญ่ 3 ห้อง และพูลเฮาส์ในบรรยากาศสไตล์เรสซิเดนเชียล ขณะที่รอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ โฮเทล กรุงเทพฯ (Royal Orchid Sheraton Riverside Hotel Bangkok) มอบบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่โดดเด่น เหมาะสำหรับการจัดงานที่น่าประทับใจ แบงค็อก แมริออท โฮเทล เดอะ สุรวงศ์ (Bangkok Marriott Hotel The Surawongse) ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ พร้อมพื้นที่จัดงานร่วมสมัย ห้องบอลรูมระบบจอภาพแอลอีดี (LED) และสวนสวยสำหรับการจัดประชุมและอีเวนต์ที่สร้างความประทับใจ เรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ (Renaissance Bangkok Ratchaprasong) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านราชประสงค์ นำเสนอพื้นที่จัดงานที่เดินทางสะดวก เหมาะสำหรับการประชุมระดับองค์กรและระดับภูมิภาค ขณะที่ เดอะ ริทซ์‑คาร์ลตัน, กรุงเทพฯ (The Ritz Carlton Bangkok) ยกระดับอีเวนต์ระดับไฮเอนด์ด้วยสถานที่จัดงานสุดหรู 9 แห่ง รวมถึงห้องบอลรูมที่สามารถชื่นชมทัศนียภาพของสวนลุมพินี นอกตัวเมืองกรุงเทพฯ พัทยา แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา (Pattaya Marriott Resort and Spa) นำเสนอสถานที่จัดประชุมริมทะเลที่ผสานการทำงานเข้ากับการพักผ่อนได้อย่างลงตัวบนหาดจอมเทียน ขณะที่ระยอง แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา (Rayong Marriott Resort & Spa) มอบบรรยากาศชายหาดอันเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโปรแกรมส่งเสริมการขาย การสัมมนา และการประชุมนอกสถานที่ บนชายฝั่งอันดามัน เจดับบลิว แมริออท เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Khao Lak Resort & Spa) ถ่ายทอดการประชุมให้เป็นเสมือนการเดินทางที่มีความหมาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงและคุณภาพชีวิตของผู้เข้าร่วมงาน ขณะที่ เขาหลัก แมริออท บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา (Khao Lak Marriott Beach Resort & Spa) นำเสนอพื้นที่จัดงานภายในอาคารที่ทันสมัย รวมถึงห้อง อันดามัน บอลรูม ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องบอลรูมที่ใหม่ที่สุดในพื้นที่ และโดดเด่นด้วยจอ LED ที่ใหญ่ที่สุดในเขาหลัก นอกจากนี้ รีสอร์ตยังมีพื้นที่ริมชายหาด ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดงานที่มอบประสบการณ์อันน่าประทับใจและสร้างแรงบันดาลใจ ในจังหวัดภูเก็ต นักวางแผนสามารถจัดอีเวนต์ที่โดดเด่นได้ที่โฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท(Four Points by Sheraton Phuket Patong Beach Resort) ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องบอลรูมอคารา แกรนด์ (Akara Grand Ballroom) พร้อมวิวหาดป่าตอง หรือสัมผัสมิติทางวัฒนธรรมที่คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ (Courtyard by Marriott Phuket Town) กับห้องจัดงานอเนกประสงค์ 10 แห่งในย่านเมืองเก่า ภาคเหนือของประเทศไทยมอบฉากหลังอันงดงามด้วยวัฒนธรรมและธรรมชาติ เลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท (Le Méridien Chiang Rai Resort) นำเสนอพื้นที่จัดงานทั้งในร่มและกลางแจ้งท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำกก ขณะที่ เชียงใหม่ แมริออท โฮเทล (Chiang Mai Marriott Hotel) มีพื้นที่จัดงานอเนกประสงค์ทั้งหมด 22 ห้อง รวมถึงห้องพลายบอลรูมที่มอบประสบการณ์แบบสมจริง (immersive), ห้องสุเทพ ฮอลล์ และห้องแกรนด์บอลรูม ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดการประชุมและนิทรรศการขนาดใหญ่ เพิ่มคุณค่าให้ทุกอีเวนต์ด้วย แมริอออท บอนวอย ด้วย แมริออท บอนวอย อีเวนต์ นักวางแผนสามารถสะสมคะแนนจากทุกการประชุม การจองแบบกลุ่ม และการจัดเลี้ยงที่เข้าเงื่อนไข เพื่อนำไปแลกรับห้องพักฟรี ประสบการณ์สุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางทั่วโลก โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญประจำโรงแรมคอยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ภายใต้แนวทางการทำงานเชิงที่ปรึกษา พร้อมเปิดกว้างในการทำงานร่วมกับเอเจนซีและพันธมิตรด้านความคิดสร้างสรรค์ตามความต้องการ เปิดทุกความเป็นไปได้แห่งการเชื่อมต่อกับ แมริออท บอนวอย อีเวนต์ ในประเทศไทย นักวางแผนการประชุมสามารถได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นกับข้อเสนอ กรุ๊ปและงานจัดเลี้ยง สำหรับลูกค้าองค์กร ปี พ.ศ. 2569 (2026 APEC Group & Catering offer): “สร้างเครือข่าย เปิดประตูสู่โอกาส” (Where Connections Create Possibilities) ซึ่งออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการจัดงานที่สร้างแรงบันดาลใจและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เปิดให้จองตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม – 30 กันยายน พ.ศ. 2569 และสามารถจัดงานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2569 ครอบคลุมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีนแผ่นดินใหญ่) ผู้ที่จองโดยตรงผ่านระบบเรสลิงก์ ของแมริออท (Marriott ResLink) จะได้รับคะแนนสะสมโบนัสเมื่อทำสัญญา ระบบบริหารจัดการรายชื่อห้องพักที่สะดวก และการสมัครสมาชิกที่รวดเร็ว พร้อมรับ คะแนนแมริออท บอนวอยเป็นสองเท่า สำหรับทุกอีเวนต์ที่เข้าเกณฑ์ สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอาจรวมถึงห้องพักฟรี เครดิตอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนลดค่าใช้จ่ายรวมของงาน และแพ็กเกจระบบภาพและเสียงที่อัปเกรด เพื่อให้นักวางแผนสามารถออกแบบอีเวนต์ได้ตรงตามเป้าหมายอย่างแท้จริง สิทธิพิเศษสำหรับการจองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 และจัดงานภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2569 สำหรับสัญญาที่มีมูลค่ามากกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ รับคะแนนแมริออท บอนวอย สามเท่า สำหรับการจองแบบกลุ่มพร้อมการจัดเลี้ยง การจองเฉพาะห้องพักแบบกลุ่ม หรือการจัดเลี้ยงอย่างเดียว รับส่วนลด 10% จากค่าใช้จ่ายรวมของงาน สำหรับการจองเฉพาะห้องพักแบบกลุ่ม รับส่วนลด 10% สำหรับห้องพัก และ 5% สำหรับการจัดเลี้ยง สำหรับการจองแบบกลุ่มพร้อมการจัดเลี้ยง หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือจองการประชุมหรืออีเวนต์ครั้งถัดไปในประเทศไทย กรุณาเยี่ยมชม https://www.marriott.com/en-us/meeting-event-hotels/group-reservations/Elevate-your-next-event-in-Thailand-and-Cambodia
แมริออท บอนวอย และ วีซ่า ดึงดาวดัง รับบอลโลก 2026
อาลิง โฮลัน และ วีนีซียุส ฌูนีโยร์ ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ในแคมเปญใหม่ของ แมริออท บอนวอย และ วีซ่า “เพื่อแฟนบอลทั่วโลก” (For Fans, Everywhere) ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2026 (FIFA World Cup 2026™) ด้วยการสนับสนุนจากวีซ่า พันธมิตรระดับโลกอย่างเป็นทางการของ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2026™ แมริออท บอนวอย เตรียมเปิดตัวสิทธิพิเศษในการเข้าถึงบัตรชมการแข่งขัน ผ่านกิจกรรม โมเมนต์ส ดรอป ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในโอกาสที่การแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ (FIFA World Cup™) กลับมาจัดขึ้นในทวีปอเมริกาเหนืออีกครั้งเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสามทศวรรษ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลการันตีของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) และ วีซ่า (Visa) ผู้นำระดับโลกด้านระบบการชำระเงินดิจิทัล ประกาศเปิดตัวแคมเปญระดับโลกครั้งใหม่ร่วมกันภายใต้ชื่อ “เพื่อแฟนบอลทั่วโลก” (For Fans, Everywhere) แคมเปญดังกล่าวนำโดยสองซูเปอร์สตาร์ลูกหนังระดับโลก ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลก ตอกย้ำพลังแห่งความหลงใหลของแฟนๆ ที่พร้อมเดินทางข้ามพรมแดนทันทีที่ได้ยินเสียงนกหวีดเริ่มเกม เพื่อออกไปสัมผัสกับเสน่ห์ของกีฬาฟุตบอลอย่างแท้จริง ตลอดช่วงการแข่งขัน For Fans, Everywhere จะมอบสิทธิ์เข้าถึงแมตช์การแข่งขันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน รวมถึงประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ให้แก่สมาชิกแมริออท บอนวอย ที่ถือบัตรวีซ่า นำแฟนบอลเข้าใกล้มหกรรมกีฬาที่ทั่วโลกต่างเฝ้ารอคอยมากที่สุด แคมเปญ For Fans, Everywhere จะถูกถ่ายทอดผ่านสองไอคอนแห่งวงการฟุตบอลระดับโลก ได้แก่ อาลิง โฮลัน (Erling Haaland) และ วีนีซียุส ฌูนีโยร์ (Vinícius Júnior) โดยทั้งสองจะร่วมปรากฏตัวในคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบร่วมกับแมริออท บอนวอย และวีซ่า ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอโซเชียลมีเดีย “สลีปโอเวอร์ สวีท” (Sleepover Suite) รวมถึงภาพยนตร์โฆษณา (Cinematic Brand Film) ที่เตรียมสร้างการมีส่วนร่วมกับแฟนบอลทั่วโลก เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นในเดือนมิถุนายนนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน เป็นต้นไป แมริออท บอนวอย เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบัตรเข้าชมการแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2026™ ครบทุกแมตช์ พร้อมประสบการณ์สุดพิเศษที่ได้รับการคัดสรรมาโดยเฉพาะ ผ่านแพลตฟอร์ม แมริออท บอนวอย โมเมนต์ส (Marriott Bonvoy Moments) โดยได้รับการสนับสนุนจากวีซ่า การเปิดตัวแมริออท บอนวอย โมเมนต์ส ในครั้งนี้ถือเป็นการมอบสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับอีเวนต์เดียว โดยมีข้อเสนอมากกว่า 600 รายการ ครอบคลุมทั้งประสบการณ์ในการรีดีมสิทธิ์ในอัตราคงที่ การประมูล และ กิจกรรม 1 พอยต์ ดรอป เกือบร้อยรายการ ซึ่งจะทยอยเปิดให้แลกสิทธิ์ทุกวันศุกร์ ไฮไลต์พิเศษในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม คือสัปดาห์แห่ง 1 พอยต์ ดรอป แบบรายวัน มอบโอกาสในการเข้าถึงสิทธิ์ในรูปแบบมาก่อนได้ก่อน สำหรับช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2026™ รวมถึงแมตช์รอบชิงชนะเลิศ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำอย่างแท้จริงให้กับแฟนบอลทั่วโลก “แคมเปญของเราสะท้อนความจริงสำคัญของแฟนฟุตบอลโลก นั่นคือการเดินทางไม่ได้เป็นเพียงการออกเดินทาง แต่คือหนทางในการเข้าใกล้ผู้คน ความหลงใหล และสถานที่ที่พวกเขารักมากยิ่งขึ้น เรากำลังสร้างพื้นที่ที่แฟนๆ สามารถเฉลิมฉลองความเป็นแฟนกีฬา เชื่อมโยงกับชุมชน และแบ่งปันวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น” เพ็กกี้ โรว์ (Peggy Roe) รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้า แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “การเดินทางเพื่อฟุตบอลโลกแตกต่างจากการเดินทางรูปแบบอื่น แฟนบอลไม่ได้เพียงออกไปสำรวจโลก แต่พวกเขานำโลกของตนเองติดตัวไปด้วย ทั้งการสนับสนุนทีมที่รัก และการแบ่งปันวัฒนธรรมของตนในระดับโลก ในฐานะพันธมิตรด้านการเดินทางตลอดชีวิต เราภูมิใจที่ได้อยู่เคียงข้างและสนับสนุนแฟนบอลในทุกช่วงของการเดินทาง ตั้งแต่การแข่งขันนัดแรก ไปจนถึงธรรมเนียมและความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” “การแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2026™ จะเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ประสบการณ์แฟนบอลรูปแบบใหม่ที่ล้ำสมัย” มัทเธียส กราฟสตรอม (Mattias Grafström) เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กล่าว “ขณะที่แคนาดา เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา เตรียมต้อนรับแฟนฟุตบอลนับล้านคนสู่มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่แมริออท บอนวอย และวีซ่า จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเปิดโอกาสสุดพิเศษหนึ่งเดียวในชีวิตให้กับแฟนบอลทั่วโลก ตั้งแต่นัดเปิดสนามที่เม็กซิโกซิตี้ ไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศที่ทุกคนเฝ้ารอ ณ นิวยอร์ก–นิวเจอร์ซีย์” “การแข่งขันฟุตบอลโลกถูกนิยามด้วยช่วงเวลาอันน่าจดจำที่แฟนบอลเก็บไว้ตลอดชีวิต และการเดินทางสู่การแข่งขันก็เป็นส่วนสำคัญของมนตร์เสน่ห์นั้น” คินดรา รัสเซลล์ (Kyndra Russell) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ภูมิภาคอเมริกาเหนือ วีซ่า กล่าว “แมริออท บอนวอย และวีซ่า กำลังร่วมกันเปิดโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่หาไม่ได้จากที่ใด เพื่อพาสมาชิกเข้าใกล้การแข่งขันมากยิ่งขึ้น เปลี่ยนการเดินทางและการเข้าถึง ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน ไม่ต่างจากเหตุการณ์บนสนามแข่งขัน” ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวทั่วโลก และมีแนวโน้มแตะมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2575* แมริออท บอนวอย อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมอย่างยิ่งในการตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ด้วยชาวอเมริกันเกือบ 75% ที่แสดงความสนใจในกีฬาฟุตบอล* ประกอบกับการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อชมการแข่งขันกีฬาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแข่งขันฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ 2026™ กำลังก้าวขึ้นเป็นช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมและการเดินทางที่สำคัญระดับโลก และด้วยการสนับสนุนจากวีซ่า แมริออท บอนวอย กำลังยกระดับรูปแบบการเข้าถึง การเชื่อมโยงสมาชิกและผู้ถือบัตรวีซ่าให้เข้าถึงโอกาสสุดพิเศษ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลโลกในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
TRUE รับวิกฤตคุมไฟป่า-ฝุ่นPM2.5 ภาคเหนือ โครงข่าย5G-4G ต้องแกร่ง
ทรูฯ กับแผนรับมือโครงข่ายสื่อสารในวิกฤตภาคเหนือ ความร้อนจากไฟป่าคุกคามระบบไฟเบอร์ออปติก และการรายงานข้อมูล PM2.5 แบบเรียลไทม์ต้องอาศัยการสำรองโครงข่ายแบบ 100% วิกฤตไฟป่าภาคเหนือพุ่งสูง จากข้อมูล GISTDA พบพื้นที่เผาไหม้ในเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนรวมกว่า 5.6 แสนไร่ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เสริมแกร่งโครงข่าย/ทีมช่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น เร่งอัปเกรดประสิทธิภาพสัญญาณทั้งมือถือและเน็ตบ้านทั่วภาคเหนือ เพื่อให้ระบบสื่อสารพร้อมใช้งาน 100% แม้ในสภาวะฉุกเฉินที่มีความร้อนสูงและเสี่ยงต่อความเสียหายทางกายภาพ การสื่อสารคือเส้นเลือดใหญ่โครงข่าย 5G และ 4G กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการตอบสนองเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล (Tech Company) กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ยังคงรุนแรงต่อเนื่องในภาคเหนือ กระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารในพื้นที่ด้วย ขณะที่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) ช่วงวันที่ 1-10 เมษายน 2569 พบพื้นที่เผาไหม้ จ.เชียงใหม่ 319,192 ไร่ และ จ.แม่ฮ่องสอน 243,318 ไร่ สะท้อนความรุนแรงของวิกฤตไฟป่าในปีนี้อย่างชัดเจน โดย สถานการณ์เช่นนี้ โครงข่ายสื่อสาร 5G และ 4G ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการใช้ชีวิต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน ซึ่งไฟป่า ความร้อน และความเสียหายทางกายภาพ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสถานีฐาน อุปกรณ์ภาคสนาม สายไฟเบอร์ออฟติก และระบบไฟฟ้า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจส่งผลต่อการให้บริการในวงกว้างเมื่อเกิดไฟป่า ทั้งนี้ ทรูฯ เร่งยกระดับมาตรฐานโครงข่ายมือถือและเน็ตบ้านไฟเบอร์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพื่อให้การสื่อสารยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์วิกฤต ดังนี้ เสริมเส้นทางไฟเบอร์ออฟติก ติดตั้งเพิ่มระบบไมโครเวฟสำหรับเชื่อมต่อฉุกเฉิน ยกระดับการจัดการความร้อนและฝุ่น PM5 ในสถานีฐาน การเพิ่มพลังงานสำรองพิเศษ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ไฟป่า ความร่วมมือกับ กฟผ. (EGAT) ในจุดเสี่ยงพื้นที่ภาคเหนือต่างๆ เช่น จ. เชียงใหม่ วางแผนอัปเกรดเส้นทางไฟเบอร์สำรองบนเสาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) เพื่อเพิ่มเส้นทางสำรองเครือข่ายและความเสถียรในการให้บริการมือถือกรณีเกิดเหตุไฟป่า ออกแบบเส้นทางไฟเบอร์ใหม่ตามแนวรถไฟ (Rail link) ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เช่น แพร่ น่าน และลำปาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากแนวไฟป่า ยกระดับแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการจัดการความร้อนในสถานีฐาน โดยเพิ่มความถี่ในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันทุก 6 เดือน เปลี่ยนฟิลเตอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ลดการอุดตันการระบายอากาศในตู้สถานีฐาน กระจายโหลดอุปกรณ์ (Load Sharing) เพิ่มตู้และย้ายอุปกรณ์ในจุดที่มีความร้อนสะสมสูง เพื่อลดความร้อนและการทำงานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองฉุกเฉิน เพิ่มในสถานีฐานสำคัญ รองรับไฟฟ้าดับได้ 2-4 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิ่มจำนวนทีมช่างเน็ตเวิร์กในพื้นที่เสี่ยงต่อไฟป่า และ PM5 ขณะที่ ปัจจัยสำคัญของวิกฤตภาคเหนือ คือ ‘ควันไฟ’ และฝุ่น PM2.5 ที่สามารถก่อให้เกิดการสะสมของเขม่าและการกัดกร่อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถานีฐาน ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการออกแบบระบบป้องกันฝุ่นและควบคุมอากาศในสถานีฐานอย่างเหมาะสมเพื่อให้บริการได้ต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงสุด “ในทุกสถานการณ์ลูกค้าทรูและดีแทคจะสามารถใช้บริการสื่อสารดิจิทัลให้ใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” คูรัม ย้ำว่า ทรูฯ มุ่งติดตามสถานการณ์ไฟป่าและ PM 2.5 ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินความเสี่ยงโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการสื่อสารในภาคเหนือ และลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และเศรษฐกิจในพื้นที่
สยามพารากอน จับมือ SC มอบบ้านหรู ตอบแทนลูกค้าคนพิเศษ
สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ จับมือ SC มอบรางวัลบ้านเดี่ยวสุดหรู “Boulevard Tuscany ชะอำ–หัวหิน” สร้างความประทับใจเหนือระดับแก่ลูกค้าต่อเนื่อง สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ เดสติเนชั่นชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ ที่ครองใจลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกมิติ โดยผนึกกำลังกับ SC มอบรางวัลใหญ่จากแคมเปญพิเศษ “The Magical Celebration 2026” ได้แก่ บ้านเดี่ยว สุดหรูจากโครงการ Boulevard Tuscany ชะอำ–หัวหิน มูลค่า 10.99 ล้านบาท เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าคนสำคัญ และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรังสรรค์ประสบการณ์ที่มีคุณค่าและน่าประทับใจ ที่แตกต่างในทุกมิติ โอกาสนี้ ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าวันสยาม ร่วมด้วย ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและนวัตกรรม บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ร่วมถ่ายภาพและแสดงความยินดี พร้อมมอบรางวัลให้แก่ วิชิต เหมือนมยุรฉัตร ผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลบ้านเดี่ยวโครงการ Boulevard Tuscany ชะอำ–หัวหิน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและความประทับใจ การมอบรางวัลครั้งนี้สะท้อนบทบาทของทั้ง 3 ศูนย์ฯในการเป็นมากกว่าศูนย์การค้า แต่คือจุดหมายปลายทางแห่งแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ โดย สยามพารากอน ยืนหยัดในฐานะ Global Destination ที่รวบรวมที่สุดของความลักชัวรีและประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาส, สยามเซ็นเตอร์ เมืองแห่งไอเดียที่ล้ำเทรนด์และสร้างแรงบันดาลใจอย่างไม่สิ้นสุดในฐานะ The Ideaopolis, และ สยามดิสคัฟเวอรี่ พื้นที่แห่งการค้นพบตัวตนและความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่แตกต่างอย่างมีสไตล์ ภายใต้แนวคิด The Exploratorium ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงมอบรางวัลแห่งความโชคดีให้แก่ลูกค้า แต่ยังสะท้อนถึงแนวทางการสร้างคุณค่าร่วมกันของพันธมิตรที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ และพร้อมส่งต่อประสบการณ์ที่มีความหมาย ครอบคลุมทั้งความสุข ความเอ็กซ์คลูซีฟ และคุณภาพชีวิตที่เหนือระดับ และไม่เคยหยุดพัฒนาและพร้อมมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าอยู่เสมอ
ONESIAM SuperApp แจก 32 ล้านคอยน์ ยกระดับสิทธิพิเศษเฉพาะบุคคล
ONESIAM SuperApp แพลตฟอร์มที่รวบรวมสุดยอดประสบการณ์ระดับโลกจากสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ ไอคอนสยาม ไอซีเอส และสยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญหลังยอดการใช้ ONESIAM Coin เติบโตทะยานกว่า 200% พร้อมเดินหน้าอัปเกรดความคุ้มค่าครั้งใหญ่ผ่านสิทธิประโยชน์แบบ Hyper-Personalized ตอกย้ำนิยาม “The Universe of Extraordinary Experiences” มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่แห่งความคุ้มค่าและเอกสิทธิ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมอย่างสมบูรณ์ นายปานเทพย์ นิลสินธพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงาน Digital Experience and Membership Management บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เผยถึงความสำเร็จว่า “ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ONESIAM SuperApp ได้พิสูจน์บทบาทการเป็นหัวใจหลักในการเชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์เหนือระดับเข้าด้วยกัน โดยในปี 2568 เราสามารถขยายฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 15% และที่โดดเด่นที่สุดคือยอดใช้ ONESIAM Coin เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 200% สะท้อนว่าสมาชิกให้ความไว้วางใจที่สมาชิกมีต่อระบบนิเวศแห่งสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ Insight ของลูกค้าอย่างแท้จริง เราจึงเปลี่ยนทุกความต้องการให้กลายเป็นประสบการณ์ประทับใจที่จับต้องได้จริง โดยพบพฤติกรรมการใช้ ONESIAM Coin ที่มีอัตราการเบิร์น (Redemption Rate) สูงถึง 70% จากยอดอัตราการสะสมทั้งหมด ปัจจุบันเราจับมือกับพันธมิตรกว่า 500 ร้านค้า และเห็นการเติบโตของยอดใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่ม Food & Beverage สูงขึ้นถึง 21% ซึ่งนี่คือข้อพิสูจน์ว่า ONESIAM Coin เป็นมากกว่าแค่การสะสมแต้ม แต่คือ ‘กุญแจสำคัญ’ ที่จะเปิดประตูสู่ประสบการณ์สุดพิเศษและสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุดในทุกที่ทุกเวลาสำหรับสมาชิกทุกคน” นายปานเทพย์ กล่าว Re-Engineering ‘ONESIAM Coin’: นิยามใหม่ของความคุ้มค่าที่สะสมง่ายและใช้ได้สนุกกว่าเดิม ไฮไลต์สำคัญที่สายช้อปห้ามพลาด คือการเปิดตัวโครงสร้างอัตราใหม่ของ ONESIAM Coin ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและความคุ้มค่าสูงสุด โดยปรับเกณฑ์การสะสมให้เข้าถึงง่ายขึ้นสมาชิกสามารถรับ 1 ONESIAM Coin ในทุกการใช้จ่ายเริ่มต้นเพียง 25 บาท พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Coin แทนส่วนลดเงินสดในอัตรา 8 Coins ต่อ 1 บาท ณ ร้านค้าพันธมิตรกว่า 500 แห่ง หรือการแลกเป็น E-Gift Card สำหรับช้อปปิ้งในกลุ่มสินค้าลักชัวรีแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ของความคุ้มค่าที่สมาชิกสามารถสัมผัสได้จริงในทุกช่วงเวลา Ultimate Privilege: เปิดประตูสู่เอกสิทธิ์ระดับโลกและประสบการณ์ลักชัวรี เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ประสบการณ์สมาชิก ONESIAM SuperApp เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ไปอีกขั้น ด้วยการออกแบบกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ที่เข้าถึงง่ายและตรงใจสมาชิกแต่ละกลุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Personalized Offers & Privileges) ภายใต้ 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. Accelerate Status Upgrade การปรับเกณฑ์การเข้าถึงสถานะสมาชิก ONESIAM ให้ง่ายขึ้น เพื่อให้สมาชิกได้รับเอกสิทธิ์ระดับพรีเมียมได้อย่างทั่วถึง 2. Ultimate Rewards ชูคอนเซปต์ “ยิ่งสะสมมากยิ่งได้มาก” โดยสมาชิกสามารถรับรางวัลพิเศษประจำเดือนเมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมตามที่กำหนด อาทิ บัตรกำนัล Starbucks, Afternoon Tea Set จาก TWG รวมถึงบริการลีมูซีนรับ-ส่งสนามบิน นอกจากนี้ สมาชิกยังสามารถใช้ ONESIAM Coin เพื่อเข้าร่วม Monthly Exclusive Events พร้อมเพลิดเพลินกับบริการลักชัวรีที่ออกแบบมาเพื่อประสบการณ์เหนือระดับ ไม่ว่าจะเป็น Personal Shopper, Personal Assistant, Exclusive Private Viewing กับแบรนด์ลักชัวรีชั้นนำระดับโลก รวมถึงสิทธิ์ในการเข้าถึงคอลเลกชันใหม่ก่อนใคร บริการห้องรับรองพิเศษ และสิทธิพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ บิ๊กเซอร์ไพรส์! ฉลองการปรับโครงสร้างอัตราใหม่ แจกกระหน่ำ 32 ล้านคอยน์ พิเศษสุด! ตั้งแต่ 28 เมษายน 2569 – 31 พฤษภาคม 2569 ONESIAM SuperApp ขอมอบของขวัญชิ้นใหญ่ด้วยแคมเปญพิเศษแบบจัดเต็ม “แจก ONESIAM Coin เพิ่มสูงสุด 25 เท่า” ตามยอดใช้จ่าย รวมมูลค่ากว่า 32 ล้านคอยน์ ยิ่งช้อปมาก ยิ่งคุ้มค่ามาก พร้อมรับดีลพิเศษในกลุ่ม Luxury Fashion ที่คัดมาให้สมาชิกคนสำคัญเช่นคุณเท่านั้น (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) ONESIAM SuperApp ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตให้พิเศษยิ่งขึ้น ภายใต้ความเชื่อมั่นว่า “จักรวาลแห่งประสบการณ์” จะเป็นกุญแจสำคัญในการครองใจลูกค้าทั่วโลกอย่างยั่งยืน โดยสมาชิกสามารถร่วมสัมผัสความคุ้มค่าเหนือระดับได้แล้ววันนี้ เพียงดาวน์โหลดและลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp หรือสะสมยอดใช้จ่ายผ่าน Information Counter ภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม
เมืองสุขสยาม จัดศึกประลองเครื่องเทศ เชื่อมวัฒนธรรมอาหาร ไทย–ไต้หวัน
เมืองสุขสยาม ผนึกกำลังพันธมิตร สานสัมพันธ์วัฒนธรรม ไทย–ไต้หวัน จัด “ศึกประลองเครื่องเทศ” เปิดเวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารเอเชีย สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (Taipei Economic and Cultural Office in Thailand) ผนึกกำลัง สมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีน (Chinese Gourmet Association) และเมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม สร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมไทย-ไต้หวัน ผ่านกิจกรรมพิเศษ “ศึกประลองเครื่องเทศ” (The Spice Battle) เวทีถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์ของอาหารเอเชีย ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวัตถุดิบและเครื่องเทศซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรังสรรค์รสชาติอาหาร พร้อมเปิดมิติของรสชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง คุณวรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย รองกรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม กล่าวว่า เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์วิถีไทย 4 ภาคผ่านวัฒนธรรมอาหารและศิลปะการแสดง เพื่อมอบประสบการณ์ไทยที่ครบทุกมิติแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก การจัดงาน “ศึกประลองเครื่องเทศ (The Spice Battle)” ในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารไทย–ไต้หวัน โดยใช้ “เครื่องเทศ” เป็นหัวใจของการสร้างสรรค์ สะท้อนอัตลักษณ์ รสชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากลและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก พร้อมกันนี้ ภายในพิธีเปิดงานสมาคมแลกเปลี่ยนอาหารจีนได้มอบธงมิตรภาพให้แก่ นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย และดร.ลักขณา นะวิโรจน์ ประธานโครงการเมืองสุขสยาม เพื่อสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและมิตรภาพอันดีระหว่างกัน อีกทั้ง ผู้แทนรัฐบาลฯ ยังได้มอบโล่เกียรติคุณด้านการส่งเสริมความร่วมมือทางวัฒนธรรมไทย–ไต้หวัน ให้แก่คุณเฉินสูชิว นายกสมาคมผู้ประกอบการซงหลิงด้วย นอกจากนี้ ภายในงานมีการสาธิตการปรุงอาหาร โดยเชฟชาวไต้หวันและเชฟชาวไทย ที่ร่วมถ่ายทอดเทคนิคและรังสรรค์เมนูพิเศษให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มรสอย่างใกล้ชิด โดยเชฟชาวไต้หวัน นำโดย นายจาง ซุ่นเหยา ซีอีโอ บริษัท ซุ่นต้าฟิชเชอรี่ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร้านอาหารซุ่นต้าซินก่าง และ นายจวง ยวี่เสียน จาก Taiwan Chefs Association (TCAC) ร่วมสร้างสรรค์เมนูเด่น ได้แก่ ไก่สามถ้วยสูตรโบราณ, ปูไข่นึ่งซอสหอมหมื่นลี้, บะหมี่เนื้อตุ๋นไต้หวัน, ไก่ตุ๋นเหล้าสมุนไพร, แซนด์วิชกุ้งไทย พร้อมสาธิต 2 เมนูพิเศษ ได้แก่ สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง และขนมปังหน้ากุ้ง (Shrimp Toast) สำหรับ “สลัดไข่ปลากระบอกสไตล์เหอเฟิง” ส่วนผสมหลักคือ “ไข่ปลา” ที่ผ่านการดองเกลือและตากแห้งในไต้หวัน มีสีส้มทองและรสชาติเข้มข้น จึงได้รับฉายาว่า “ทองคำดำแห่งท้องทะเล” เป็นอาหารสร้างสรรค์ที่ผสมผสานส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวันเข้ากับสไตล์การทำอาหารสมัยใหม่ อาหารจานนี้มักถูกมองว่าเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยแบบ “ฟิวชั่น” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสลัดสไตล์ตะวันตกกับส่วนผสมแบบดั้งเดิมของไต้หวัน ไม่เพียงแต่ให้ความสมดุลระหว่างสุขภาพและความอร่อยเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของอาหารไต้หวันอย่างเต็มที่อีกด้วย ส่วน “ขนมปังหน้ากุ้ง” นั้น นำกุ้งมาหมักด้วยน้ำตาลและพริกไทยก่อน จากนั้นชุบด้วยไข่ขาวตีฟู แป้ง น้ำมันพืช และผงฟู แล้วนำไปทอดในกระทะจนเหลืองกรอบและราดด้วยน้ำสลัด เป็นอาหารที่ผสมผสานระหว่างกุ้งและไข่ เป็นการผสมผสานรสชาติแบบไต้หวันดั้งเดิมกับสไตล์ตะวันตก สำหรับเครื่องเทศสำคัญในอาหารไต้หวัน ได้แก่ “สามเครื่องหอมหลัก” อย่างต้นหอม ขิง และกระเทียม ซึ่งเป็นพื้นฐานของเมนูผัดและตุ๋น รวมถึงวัตถุดิบเอกลักษณ์อย่างหอมเจียวและโหระพาไต้หวัน ที่ช่วยเสริมกลิ่นหอมเฉพาะตัว ตลอดจนสมุนไพรจีนอย่างตังกุย สำหรับเครื่องปรุงเสริมรสตามธรรมชาติ เช่น กุ้งแห้งและเห็ดหอมแห้ง ที่ช่วยยกระดับรสชาติให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น และยังเป็นการ “เสริมรสดั้งเดิมให้ชัดเจนขึ้น” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญของอาหารไต้หวัน โดยมีปรัชญาการปรุงที่มุ่ง “ขับเน้นรสหวานตามธรรมชาติของวัตถุดิบ” ควบคู่กับการ “ลดกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์” ผ่านการใช้สมุนไพร เครื่องเทศ และซอสหมักอย่างสมดุล อาทิ ซีอิ๊ว น้ำมันงา และเหล้าข้าว เพื่อสร้างรสชาติที่ละมุน กลมกล่อม และมีมิติ ขณะที่เชฟไทย นำโดย เชฟบุ๊ค-ชาณุวัฒณ์ ฉันทดิลก เชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและนานาชาติจากออสเตรเลีย และเชฟภัฏ จารึกฐิติ เชฟผู้เชี่ยวชาญอาหารไทย จากมหาวิทยาลัยการจัดการโรงแรม ดุสิตธานี ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์อาหารไทยผ่านเมนูที่ใช้เครื่องเทศเป็นหัวใจ อาทิ ฮังเลเครื่องเทศ 12 อย่าง แกงเขียวหวานไก่ แกงเหลืองยอดมะพร้าวปลากะพง ข้าวซอยไก่ และน้ำพริกปูไข่ปู พร้อมเมนูสาธิตบนเวที ได้แก่ แกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ และน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากอาหารพื้นถิ่นและอาหารไทยที่ชาวต่างชาติรู้จัก รวมถึงการมีส่วนผสมของเครื่องเทศไทยเป็นหลัก โดยความพิเศษของเมนูอาหารไทยอยู่ที่การผสานรสชาติอย่างลงตัว เพื่อให้มีรสชาติที่มีหลายหลายมิติ เมนูน้ำพริกโจร/น้ำชุบหยำ เป็นน้ำพริกพื้นบ้านภาคใต้ที่โดดเด่นด้วยการใช้วิธี “ขยำ” วัตถุดิบสด เช่น กะปิ กุ้งสด กุ้งแห้ง พริก และมะนาวเข้าด้วยกัน แทนการโขลก ทำให้ได้น้ำพริกเนื้อหยาบ มีน้ำขลุกขลิก รสชาติจัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม หอมกะปิย่าง/กะปิอย่างดี และหอมสมุนไพรสด กินคู่กับผักสด ส่วนเมนูเมนูแกงจืดน้ำมะพร้าวหมูบะช่อ ใช้น้ำมะพร้าวเพื่อให้ได้น้ำซุปหอมจากน้ำมะพร้าว รสชาติเบาๆ หวานหอม กลมกล่อม ใส่หมูบะช่อที่หมักด้วยสมุนไพรสามเกลอ เมนูนี้เป็นเมนูอาหารพื้นบ้าน โดดเด่นเรื่องรสชาติและความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำ เหมาะสำหรับซดร้อนๆ ดับความเผ็ดร้อนจากเมนูแรก สำหรับสมุนไพรและเครื่องเทศหลักของไทยนั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและใยอาหาร ขณะเดียวกันอาหารไทยยังคงสะท้อนเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่น ทั้งความหลากหลาย สีสันที่สดใส การจัดวางอย่างประณีต ตลอดจนวิถีการรับประทานร่วมกัน อันเป็นภาพสะท้อนของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่งดงาม และทำให้อาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลก ภายในงาน ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มรสเมนูเด่นจากสองประเทศ ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรม ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การปรุงรส ไปจนถึงการจัดจานอย่างมีศิลปะ สร้างประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านอาหาร พร้อม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ “อาหาร” ในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยนายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทยได้กล่าวทิ้งท้ายภายหลังการลิ้มรสอาหาร พร้อมกล่าวชื่นชมว่า “รสชาติอาหารไทยมีความละเมียดละไม กลมกล่อมอย่างมีมิติ และสำหรับผมแล้ว คุณค่าของอาหารไม่ได้อยู่ที่ปริมาณหรือการตกแต่ง แต่อยู่ที่รสชาติที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์ได้อย่างแท้จริง”
เทศกาล ‘NEXTOPIA Local Harvest Coffee Fest 2026’ ดึงกาแฟโลกสู่ไทย
สยามพารากอน เนรมิต NEXTOPIA เปิดเทศกาล “NEXTOPIA Local Harvest Coffee Fest 2026” เชื่อมเสน่ห์กาแฟโลกจากอิตาลีสู่ชุมชนไทย สร้างคอมมูนิตี้คนรักกาแฟใจกลางเมืองเพื่อความยั่งยืน สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลกและเดสติเนชั่นอันดับหนึ่งในใจ ของคนไทยและ นักท่องเที่ยวตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์พื้นที่แห่งประสบการณ์สุดพิเศษและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน เปิดตัวงาน “NEXTOPIA Local Harvest Coffee Fest 2026” ระหว่างวันที่ 23 เมษายน – 12 พฤษภาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ชวนทุกคนมาร่วมสำรวจวัฒนธรรมกาแฟในรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานรากเหง้าความคลาสสิกระดับสากลเข้ากับวิถีชุมชนไทยอย่างลงตัว งานในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้าง Coffee Community ที่แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด ESG (Environmental, Social, Governance) ผ่านการสนับสนุนเกษตรกรกาแฟไทยที่ขาดโอกาส และส่งเสริมการ ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยร่วมมือกับพันธมิตร ระดับโลก อย่างสถานเอกอัครราชทูตอิตาลี และสถาบันวัฒนธรรมอิตาลี มีไฮไลต์สำคัญ ที่ห้ามพลาดภายในงาน ได้แก่ A Sip of Italy: Where Coffee Becomes Culture ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง สยามพารากอน และ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลี และสถาบันวัฒนธรรมอิตาลี ที่จะพาทุกคนดื่มด่ำไปกับสุนทรียะ แห่งกาแฟในฐานะ “วัฒนธรรมโลก” นิทรรศการ Italian Passion: The Art of Espresso: ครั้งแรกในเอเชียกับนิทรรศการเวิลด์ทัวร์ที่รวบรวม Espresso Machine มาสร้างสรรค์เป็นนิทรรศการเครื่องกาแฟพิเศษที่ส่งตรง จากอิตาลี ถ่ายทอดเรื่องราวและประวัติศาสตร์ผ่านตัวเครื่องชง กาแฟจากหลายยุคสมัย ที่หาชมได้ยาก Talk & Experiences: เปิดเวทีเสวนาพิเศษ เจาะลึกวัฒนธรรมกาแฟอิตาลีแบบดั้งเดิม และเทรนด์กาแฟโลกจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่บินตรงมาจากประเทศอิตาลี Family Workshop & Fun: กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคนในครอบครัวจาก Bimbi Italiani และร่วมเปิดประสบการณ์พยากรณ์ดวงชะตาแบบสนุกๆ ผ่านศาสตร์ดูดวง จากลาเต้อาร์ต โดยอาจารย์ต้อง Jazz & Coffee: ชมการแสดงของ Bruno Brugnano & Bangkok New Trio เนื่องในวันแจ๊ส สากล (International Jazz Day) 30 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น. เพื่อยกย่องดนตรีแจ๊ส ในฐานะดนตรี สากลแห่งเสรีภาพ From Coffee to Creativity – A Family Experience: กิจกรรมเพื่อเด็กและครอบครัว จาก BIMBI Italiani ในวันที่ 25 เมษายน 2569 A Sip of Italy Market: สินค้ากาแฟจากหลากหลายพื้นที่ พร้อมเลือกซื้อเมล็ดกาแฟกลับบ้าน ได้ จากการสนับสนุนของหอการค้าไทย-อิตาเลี่ยน(TICC) Exclusive Collaboration Menu ลิ้มลองเมนูพิเศษจากการคอลลาบอเรชั่นระหว่างเชฟชาวอิตาเลียนกับร้านอาหารใน NEXTOPIA ที่นำกาแฟอิตาลีมาเบลนด์เข้ากับอาหารและเครื่องดื่มอย่างสร้างสรรค์ ได้แก่ ร้าน Dean & Deluca, Fallabella Little Sister Kitchen, Fatt Chicken and Slim Pig, Fikka, Gelateria Kitokki, Hopsy Story และ Nicolo Local Harvest Coffee Market นำเสนอตลาดกาแฟเพื่อชุมชนและการค้าที่เป็นธรรม เปิดพื้นที่ สนับสนุนเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อยจากทั่วประเทศไทย คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยมจากไร่ ที่มุ่งเน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมชูโมเดล Direct Trade ที่ส่งตรงจากไร่สู่มือ ผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลาง นอกจากนี้ยังมีเมนูสุดพิเศษจากร้านกาแฟชั้นนำใน NEXTOPIA อาทิ A Keen, Dean & Deluca, Dots Coffee, Fikka, Nicolo และ SC All Day Morning Cafe สยามพารากอน และ NEXTOPIA เชื่อมั่นว่าการจิบกาแฟหนึ่งแก้วสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่ยิ่งใหญ่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่การลิ้มรสชาติ แต่คือการสนับสนุนต้นทางอย่าง เกษตรกรและการดูแลโลก ไปพร้อมกัน ขอเชิญชวนคนรักกาแฟและผู้ที่สนใจมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้กาแฟที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังแห่งความยั่งยืนในงาน “NEXTOPIA Local Harvest Coffee Fest 2026” ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: NEXTOPIA
CJ MORE กลุ่มคาราบาว บนเส้นทางค้าปลีก 2 ทศวรรษเปิดครบแล้ว 2 พันสาขา
CJ MORE ค้าปลีกในกลุ่มคาราบาว อยู่บนเกมค้าปลีกสะดวกซื้อเป็นเวลาร่วม 20 ปี ถึงวันนี้มีครบ 2,000 สาขา กับแผนต่อไปเข้าพื้นที่ชุมชนใหม่ในทุกจังหวัดทั่วไทย บนสนามแข่ง ‘C-Store’ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท ซีเจ มอร์ เปิดสาขาครบ 2,000 แห่ง ในเดือนเมษายน 2569 บนเส้นทางธุรกิจค้าปลีกตลอด 21 ปี สู่การเป็นแบรนด์ที่เป็นมากกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตที่เติบโตอย่างมั่นคงจากฐานรากของชุมชน ใช้จุดแข็ง ‘ครบ ถูก คุ้ม’ ผ่านโมเดลธุรกิจที่รวบรวมแบรนด์ในเครืออย่าง Bao Café, Nine Beauty และ UNO ไว้ในจุดเดียว เพื่อสร้างประสบการณ์ ‘More Than a Supermarket’ ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ ภายใต้การนำของ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ และ ‘วีรธรรม เสถียรธรรมะ’ กับวางตำแหน่ง ซีเจ มอร์ เป็น ‘พันธมิตรของชุมชน’ พร้อมกลยุทธ์จัดโปรโมชันราคาถูกทุกวัน ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้ประชาชนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ‘CJ More’ แบรนด์ร้านค้าปลีกภายใต้การบริหารของ บริษัท ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด ธุรกิจใน เครือคาราบาวกรุ๊ป ที่มี ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ผู้ก่อตั้งและผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกสัญชาติไทยในตลาดร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ (Convenience Store) ที่แข่งขันสูงในตอนนี้ จากจุดเริ่ม ‘ซีเจ มอร์’เดิมคือ ซีเจ เอ็กซ์เพรส (CJ Express) เปิดสาขาแรกขึ้นในปี พ.ศ. 2548 ในจังหวัดราชบุรี กิจการท้องถิ่นก่อนเปลี่ยนมือการบริหารโดยกลุ่มคาราบาวกรุ๊ป พร้อมขยายตัวอย่างรวดเร็วในภาคกลางและครอบคลุมไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา โดยหลังเข้าซื้อกิจการแล้ว ‘เสถียร’ วางตำแหน่งให้ ซีเจ มอร์’ เป็นร้านค้าปลีกของคนในชุมชน เน้นจุดยืนภายใต้สโลแกน ‘ครบ ถูก คุ้ม’ ที่เป็นทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและเป็น ‘พันธมิตรของชุมชน’ ไปพร้อมกัน โดยมี ‘วีรธรรม เสถียรธรรมะ’ เป็นผู้บริหารธุรกิจค้าปลีก ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ซีเจมอร์ให้เป็นมากกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต ‘More Than a Supermarket’ ที่รวมสินค้าไลฟ์สไตล์และบริการที่หลากหลายไว้ในที่เดียว ซึ่งเราจะได้เห็นทั้ง สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป อาหารสด และของใช้ภายในบ้าน จาก แบรนด์ร้านค้าไลฟ์สไตล์ภายใน ซีเจ มอร์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาด อาทิ Nine Beauty (นายน์ บิวตี้) โซนเครื่องสำอางและความงาม จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เมคอัพ และอุปกรณ์ความงามที่หลากหลาย Bao Cafe (บาว คาเฟ่) แบรนด์ร้านกาแฟและเครื่องดื่มของซีเจ ที่ให้บริการเครื่องดื่มร้อน-เย็นภายในร้านค้า CJ Pet Shop (ซีเจ เพ็ทช็อป) โซนจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง ขนม และอุปกรณ์ดูแลสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ขณะที่ ในเดือนเมษายน ปีนี้ CJ MORE ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการเปิดสาขาครบ 2,000 สาขา ซึ่งถือเป็นการเดินทางที่เข้มข้นมาตลอด 21 ปี (นับจากก่อตั้งในปี 2548) สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชน จากจำนวนสาขาดังกล่าวของ CJ MORE ยังสะท้อนต่อถึงทิศทางในอนาคต เพื่อ ‘เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด’ โดยมุ่งเน้นการขยายสาขาไปสู่พื้นที่ชุมชนใหม่ๆ ให้ครอบคลุม ทุกจังหวัดทั่วประเทศ “เพื่อให้แบรนด์เข้าใกล้คนไทยมากขึ้น พร้อมพัฒนาระบบนิเวศ Ecosystem ภายในร้านให้มีความหลากหลายทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการเสริม เพื่อครองความเป็นเบอร์หนึ่งในใจชุมชนอย่างยั่งยืน” ต่อการพัฒนาร้านค้าปลีกซีเจ มอร์ ดังกล่าว ด้วยบริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากการใช้ความใกล้ชิดชุมชนเป็นข้อได้เปรียบในการเข้าถึงฐานลูกค้าที่ต้องการความสะดวกแต่ราคาต้อง ‘ถูกทุกวัน’ เหมือนซื้อจากร้านค้าส่ง ด้วยกลยุทธ์จัดรายการส่งเสริมการขายในทุกวัน เพื่อย้ำตำแหน่ง ศูนย์กลางของชุมชน (Community Center) ที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและราคาน้ำมันแพง ขณะที่ปัจจุบัน ตลาดค้าปลีก C-Store ในไทยคาดมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านบาท โดยมีผู้เล่นหลักในสมรภูมิ ดังนี้ 7-Eleven: จำนวนมากกว่า 14,500 สาขา CJ MORE จำนวน 2,000 สาขา Lotus’s Go Fresh ประมาณ 2,000+ สาขา Big C Mini จำนวนประมาณ 1,500+ สาขา อื่น ๆ อาทิ LAWSON 108 ราว 300 สาขา Tops daily (ท็อปส์ เดลี่) กว่า 520 สาขา จากข้อมูล สะท้อนว่า CJ MORE กำลังเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ในสนามค้าปลีกไทยจากแผนขยายตัวที่จะเข้าไปใกล้ชิดชุมชนทั่วไทยในทุกจังหวัด มากขึ้น อ้างอิงข้อมูล https://www.krungsri.com/en/research/industry/industry-outlook/wholesale-retail/modern-trade/io/modern-trade-2024-2026 https://www.nationthailand.com/business/economy/40039785
แพลทินัม ทำค้าปลีก 3.4 แสนตร.ม. 1,300 ห้องพักโรงแรม คุมทำเลราชประสงค์ถึงประตูน้ำ
กลุ่มแพลทินัม รวบตึงพื้นที่ค้าปลีก 3.4 แสนตร.ม. และ 1,300 ห้องพัก 3 แบนรด์โรงแรมในโปรเจกค์ ‘PLATINUM POP – PLATINUM PALAIS’ คุมทำเลราชประสงค์ – ประตูน้ำ – ราชปรารภ สร้าง CBD แลนด์มาร์ค รับอนาคตนักช้อป-ท่องเที่ยวทั่วโลก สเกลโปรเจกต์ระดับย่านเมือง ด้วยพื้นที่ ค้าปลีก 3.4 แสนตร.ม. บวกกับ โรงแรม 3 แห่ง รวมกว่า 1,300 ห้อง ภายใต้ PLATINUM POP – PLATINUM PALAIS การใช้โมเดล Hybrid Retail & Wholesale ผสานค้าส่ง–ค้าปลีก สร้างทั้งแวลูและวอลุ่ม ดึงกลุ่มเป้าหมายนักช้อป ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวใน ecosystem เดียว ทำเลเชื่อมครบเออร์เบิน คอนเน็กทิวิตี้ (Urban Connectivity) ย่านราชประสงค์–ประตูน้ำ–ราชปรารภ เชื่อม BTS, R-Walk และโครงข่ายเมือง รองรับทราฟฟิกระดับนานาชาติ หลังจากบริษัท เอส.พี.ที. แมเนจเมนท์ จำกัด (SPT) เปิดตัว ห้างแฟชั่นค้าส่ง-ค้าปลีก ‘แพลทินัม ประตูน้ำ’ ในปี 2548 ก่อนขยายธุรกิจสู่กลุ่มโรงแรมและมิกซ์ ยูส (Mixed-use) พร้อมเปิดบริการโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ บนชั้น 6 – ชั้น 24 ของอาคารโครงการฯ ในปี 2554 จุดตั้งต้นอาณาจักรมิกซ์ยูส ค้าปลีก อาคารสำนักงาน และ ฮอสพิทาลิตี้ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ในเวลาต่อมา หลายปีถัดมา เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป และกลุ่มเกสร ร่วมลงทุนก่อตั้งบริษัท แบงคอก สกายไลน์ จำกัด (ถือหุ้นสัดส่วน 49.90% เท่ากัน) ก่อสร้างและบริหารโครงการทางเดินลอยฟ้า R Walk จากสถานีรถไฟฟ้า บีทีเอสชิดลมมายังโครงการ ศูนย์แฟชั่นค้าส่ง เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ โครงการ เดอะ มาร์เก็ต และศูนย์การค้าที่สำคัญในย่านราชประสงค์ ล่าสุด เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ตัดสินใจเปลี่ยนโฉมโครงการ ‘PLATINUM SQUARE (เดิมคือย่านห้างแพลทินัม ประตูน้ำ) สู่ชื่อใหม่ PLATINUM PALAIS บริเวณแยกประตูน้ำ พร้อมปรับใหม่ THE MARKET BANGKOK สู่ชื่อ ‘PLATINUM POP’ (แพลทินัม ป๊อป) กับแนวคิดสร้างย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) แฟชั่นและฮอสพิทาลิตี (Hospitality) ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยจะให้ทั้งหมดอยู่ภายใต้ร่มโครงการ The Neighbourhood of Platinum ครอบคลุมทำเลศักยภาพสูงในย่าน ราชประสงค์ – ประตูน้ำ – ราชปรารภ ต่อเรื่องนี้ ‘สุรชัย โชติจุฬางกูร’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบริษัทฯ วางยุทธศาสตร์ธุรกิจครั้งใหญ่ ภายใต้โครงการแลนด์มาร์กใหม่ในชื่อ ‘The Neighbourhood of Platinum’ เพื่อขับเคลื่อน 3 ธุรกิจหลักสร้างความเชื่อมโยงและสนับสนุนกัน (Ecosystem)ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันได้ในระยะยาว เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่เข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้า-นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยโครงการฯ ประกอบด้วยศูนย์การค้า 3 แห่งรวมพื้นที่ทั้งหมด 345,475 ตร.ม. ได้แก่ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์ เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก เดอะ แพลทินัม สแควร์ นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมอีก 3 แห่ง รวมห้องพักทั้งหมดมากกว่า 1,300 ห้อง ได้แก่ โนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ม็อกซี่ แบงคอก ราชประสงค์ มาม่า เชลเตอร์ แบงคอก แพลทินัม ขณะเดียวกัน ยังมีอาคารสำนักงาน Pier111 พื้นที่รวม 55,000 ตร.ม. ตั้งอยู่บนโครงการเดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ในปัจจุบัน ‘สุรชัย’ ย้ำว่า โครงการ ‘The Neighbourhood of Platinum’ จะใช้จุดแข็งด้านทำเลศูนย์กลางเมืองที่มีโครงข่ายคมนาคมครบวงจร อาทิ ทางเดินลอยฟ้า ราชประสงค์ วอร์ค (R-Walk) เชื่อมโยงถึงโครงการศูนย์การค้าสามารถเดินต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าชิดลมและสยาม หรือจะเดินทางไปยังท่าเรือประตูน้ำ และ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีส้มในอนาคตที่จะเกิดขึ้น “ต่อไปพื้นที่แห่งนี้จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนทั่วโลกมาใช้ชีวิต พบปะ สร้างโอกาสและประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่” สำหรับการรีแบรนด์ THE MARKET BANGKOK ในชื่อ ‘THE PLATINUM SQUARE’ ใหม่ เป็นการเปลี่ยนผ่านโดยใช้จุดแข็งและเอกลักษณ์ของแบรนด์PLATINUM FASHION MALL ซึ่งเป็นผู้นำศูนย์การค้า ค้าส่ง–ค้าปลีกแฟชั่นอันดับ 1 ของประเทศและอาเซียนมายาวนานกว่า 20 ปี มาถอดรหัสความสำเร็จเป็น PLATINUM DNA ประกอบด้วย 3 V ได้แก่ VARIETY • VALUE • VOLUME มาสร้างประสบการณ์ Retail & Wholesale ค้าปลีกและค้าส่งใหม่ที่ทันสมัย “การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ ยังพลิกโฉม จุดยืน เป้าหมายและคุณค่าของการให้บริการธุรกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน เพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจแบบองค์รวมนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน” แบรนด์แพลทินัม จะมีอะไรใหม่? สุรชัย กล่าวต่อว่า THE MARKET BANGKOK จะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘PLATINUM POP’ (แพลทินัม ป๊อป) พร้อมปรับตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) ใหม่สู่การเป็น ‘The Center of Bangkok’s Pop Life’ ศูนย์รวมความป๊อปของกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยหลับใหล เช่นเดียวกับเสน่ห์ของกรุงเทพฯ ที่ไม่เคยหายไปไหน สร้างประสบการณ์ช้อปในย่านราชประสงค์ในรูปแบบใหม่ ที่ไร้กรอบ HIGH ENERGY, FLEX-FRIENDLY, VALUE-FIRST พร้อมร้านค้าแนวคิดใหม่ อาทิ ‘Lai Jie’ (ไหล่เจี๊ยะ) ศูนย์กลาง ‘ฮับ’ ความอร่อยนานาชาติแห่งใหม่ ใจกลางย่านราชประสงค์ ด้วยร้านอร่อยระดับตำนานมายาวนานกว่า 100 ปี ในคอนเซปต์กลิ่นไอแห่งเสน่ห์ที่ไม่เคยหลับใหลของย่านเยาวราช บนพื้นที่รวม 8,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น G และ ชั้น M จะเปิดให้บริการภายในเฟสแรก เดือน มิ.ย.2569 นี้ ใช้งบลงทุนกว่า 180 ล้านบาท ‘EVEANDBOY’ บิ๊กแบรนด์บิวตี้ไลฟ์สไตล์ เตรียมเปิดตัว ‘EVEANDBOY Café’ ครั้งแรกของโลก ที่บริเวณชั้น M พร้อมให้บริการภายใน มิ.ย. 2569 ‘TOFU SKINCARE MEGAMART’ ศูนย์กลางความงามแบรนด์ไทยอันดับ 1 ที่รวบรวมสินค้าและนวัตกรรมความงามครบวงจร มีขนาดพื้นที่กว่า 7,200 ตารางเมตร ตั้งอยู่ภายในโครงการ PLATINUM POP จะเปิดให้บริการภายใน ก.ค. 256 HOUSE OF LITTLEBUNNY เตรียมเปิด Mega Flagship Store อีกก้าวสำคัญของแบรนด์ไทยสู่การเติบโตในระดับภูมิภาคเอเชีย มอบประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับลูกค้าจากทั่วทุกภูมิภาค อย่างเป็นทางการ บริเวณชั้น1 ภายใน ส.ค. 2569 ขณะเดียวกัน ยังมีร้านค้ายอดนิยมที่ปัจจุบันเปิดให้บริการ ได้แก่ ชั้น G ร้าน STARBUCKS ชั้น 3 ร้าน MOMO PARADISE, ร้านพระราม9 ไก่ย่าง ชั้น 4 ร้าน Let’s Relax Spa , 786 SALON , MOS Dental Clinic โดย PLATINUM POP จะพัฒนาเต็มรูปแบบเฟส 2 ภายในไตรมาส 1 ปี 2570 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงบริหารร้านค้า (Revolution Tenant Mix) ใหม่ เพื่อให้ร้านค้าและบริการ รองรับทุกความต้องการกลุ่มผู้ใช้บริการได้ในราคาที่ย่อมเยาต่อรองได้ พร้อมคัดสรรร้านค้าในรูปแบบ ‘Hybrid Retail & Wholesale’ มาจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในแบบค้าส่งและค้าปลีก เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกให้กับลูกค้าทั้งกลุ่มชาวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนผู้ประกอบการธุรกิจให้สามารถมาใช้บริการช้อปครบจบในที่เดียว สำหรับหมวดสินค้าที่จะนำมาเปิดให้บริการยกตัวอย่าง เช่น Art – Toy & Hobby Game& Gadget Beauty & Wellness 2nd Hand Fashion & Brand Name Coffee & Tea Selection Specialty Café Bar & Restaurant International Buffet “การจัดการส่วนผสมร้านค้าใหม่เพื่อรองรับการสังสรรค์ แฮงค์เอ้าต์ ได้แบบออล์เดย์ ออลล์ ไนต์” สำหรับ ศูนย์การค้า THE PLATINUM SQUARE ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น ‘PLATINUM PALAIS’ (แพลทินัม พาเล) เพื่อยกระดับสู่ศูนย์กลาง Fashion Ecosystem ระดับภูมิภาค พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมแฟชั่นของไทย ในทุกภาคส่วนสู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิด ‘Spectrum of Fashion’สะท้อนความหลากหลายของแฟชั่นที่พร้อมตอบสนองความต้องการที่หลายหลากของผู้คนในที่เดียว โดยโครงการฯ ใช้งบลงทุนกว่า 7,800 ล้านบาท ตัวอาคาร 48 ชั้น แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้า 4 ชั้น คาดพร้อมเปิดบริการได้ในปี 2571 ขณะที่ธุรกิจโรงแรม จะเป็นโรงแรมมาม่า เชลเตอร์ แบงคอก แพลทินัม จำนวนห้องพักกว่า 500 ห้อง รวมพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดประมาณ 100,000 ตร.ม. ตั้งบนพื้นที่ 7 ไร่ บริเวณสี่แยกประตูน้ำ บริหารงานโดย เอนนิสมอร์ บริษัทร่วมทุนของแอคคอร์ พร้อมเปิดให้บริการในปี 2572 นอกจากนี้ ยังปรับปรุงพร้อมยกระดับการให้บริการธุรกิจโรงแรมที่อยู่ในทำเล ‘The Neighbourhood of Platinum’ ได้แก่ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ ใช้งบราว 227 ล้านบาททยอยดำเนินการปรับปรุงทีละเฟสควบคู่ไปกับการเปิดให้บริการตามปกติคาดจะเสร็จสมบูรณ์ ในไตรมาส 2 ปี2569 ปัจจุบันมี 288 ห้อง ตั้งอยู่บนโครงการแพลทินัม แฟชั่น มอลล์ บริหารงานโดยเครือโรงแรมแอคคอร์ ได้ โรงแรมม็อกซี่ แบงคอก ราชประสงค์ ล่าสุดเปิดให้บริการ Rooftop Bar ใหม่บนดาดฟ้า ชั้น 32 ภายใต้ชื่อสาโท ซัง ‘Sato San’ มีจุดเด่น คอนเซ็ปต์ ผสานวัฒนธรรมไทย-อีสาน และญี่ปุ่น ผ่านรสชาติงานคราฟท์ และวัฒนธรรม สร้างชีวิตชีวา ใจกลางกรุงเทพฯ มีจำนวนห้องพัก 504 ห้อง ทตั้งอยู่บนโครงการ PLATINUM POP บริหารงานโดยเครือ แมริออท อินเตอร์เนชันแนล สุรชัย กล่าวว่า เมื่อโครงการต่าง ๆ ทยอยเปิดบริการอย่างครบถ้วน คาดจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และนำไปสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด จากการพัฒนาสู่ ‘ย่านแห่งอนาคต’ ให้เป็นศูนย์กลาง การใช้ชีวิต เศรษฐกิจ และโอกาสทางธุรกิจของกรุงเทพฯ ได้แท้จริง
Gorilla Technology โชว์อินฟราฯเอไอ งาน GITEX AI Asia 2026 สิงคโปร์
Gorilla Technology ย้ำผู้นำโครงสร้างพื้นฐาน AI งาน GITEX AI Asia 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ ดัน ‘ไทย’ ฐานขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Gorilla Technology Group Inc. (NASDAQ: GRRR) (“Gorilla” หรือ “บริษัท”) ผู้ให้บริการโซลูชันระดับโลกด้าน Security Intelligence, Network Intelligence, Business Intelligence เทคโนโลยี IoT และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการเข้าร่วมงาน GITEX AI Asia 2026 ซึ่งนับเป็นปีที่สองติดต่อกันของบริษัทในการเข้าร่วมงานระดับภูมิภาคนี้ GITEX AI Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้น ณ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในงานด้าน AI ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรวบรวมบริษัทเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อแสดงนวัตกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีแห่งอนาคต ภายในงาน Gorilla Technology Group ได้นำเสนอศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI และโซลูชันที่เกี่ยวข้อง อาทิ การขับเคลื่อนการใช้งาน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) และระบบเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย บริษัทได้เปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Intelligent Video Analytics Recorder (IVAR) โซลูชันสืบสวนอัจฉริยะ Post Event และรวมถึง Gorilla Intelligent Network Director ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานแบบเรียลไทม์ในระดับองค์กรและภาครัฐ พร้อมความสามารถในการขยายตัว (Scalable) อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ Gorilla ยังได้ร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ Astrikos AI ซึ่งนำเสนอระบบนิเวศ AI ผ่านแพลตฟอร์ม Astriverse โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน (Collaborative Innovation) และในวันที่สองของงาน Gorilla ได้ลงนามลงทุนเพิ่มเติมใน Astrikos AI สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นในการเติบโตร่วมกัน ในด้านความร่วมมือเชิงธุรกิจ Gorilla ยังได้ร่วมเวทีกับ Yotta Data Services พันธมิตรด้านดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคุณ Sunil Gupta ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ได้ร่วมเสวนาในรูปแบบ Fireside Chat พร้อมทั้งดำเนินรายการในเวที CEO Series ร่วมกับคุณ Jay Chandan ประธานและ CEO ของ Gorilla ในหัวข้อ “Gorilla and Yotta: Building the Backbone of India’s AI Future” ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าร่วมงาน ขณะเดียวกัน ดร. Rajesh Natarajan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (Group CTO) ของ Gorilla ได้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “Next-Gen Infrastructure: Can Southeast Asia Lead the AI Economy?” สะท้อนบทบาทของบริษัทในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับภูมิภาค ตลอดระยะเวลาการจัดงาน Gorilla ได้เข้าร่วมพูดคุยเชิงกลยุทธ์กับผู้นำองค์กรและหน่วยงานภาครัฐจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเร่งการนำโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปใช้งานจริง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภูมิภาค คุณ Jay Chandan ประธานและ CEO ของ Gorilla กล่าวว่า “จากความสำเร็จของ GITEX AI Asia 2025 เราภูมิใจที่ได้มีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นใน GITEX AI Asia 2026 ในฐานะ Intelligent Infrastructure Sponsor เราได้แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ใหม่ของ Gorilla ที่กล้าคิด กล้านำ และเป็นผู้นำในการพัฒนา Data Centre โครงสร้างพื้นฐาน AI และ Smart City ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ต่อยอดจากความสำเร็จในงานครั้งนี้ Gorilla Technology Group ได้เร่งขยายการดำเนินงานในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการลงทุนในบุคลากร การสร้างทีมงานคุณภาพสูง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมและการดำเนินงานในภูมิภาค ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Yotta Data Services บริษัทมีแผนใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของภูมิภาคในระยะยาว เกี่ยวกับ Gorilla Technology Group Gorilla Technology Group เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เชี่ยวชาญด้านโซลูชัน AI ครอบคลุม Security Intelligence, Network Intelligence, Business Intelligence เทคโนโลยี IoT และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทนำเสนอโซลูชันด้าน Smart City, ระบบเครือข่าย, วิดีโอ, ความปลอดภัย และ IoT ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ภาครัฐ การผลิต โทรคมนาคม ค้าปลีก การขนส่งและโลจิสติกส์ สาธารณสุข และการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Deep Learning เป็นหัวใจสำคัญ Gorilla มุ่งเน้นการยกระดับการดำเนินงานของเมือง เพิ่มความปลอดภัย และเสริมสร้างความยืดหยุ่น ผ่านนวัตกรรม เช่น ระบบวิเคราะห์วิดีโออัจฉริยะ การจดจำใบหน้า การอ่านป้ายทะเบียน Edge Computing การวิเคราะห์เหตุการณ์ย้อนหลัง และเทคโนโลยี Cybersecurity ขั้นสูง
บิ๊กซี ปรับตำแหน่งใหม่ปลายทางค้าปลีกเชิงท่องเที่ยว จัดทริปลงเรือเลาะคลองรอบกรุง
บิ๊กซีฯ ใช้กลยุทธ์เติมประสบการณ์ช้อปเชิงท่องเที่ยว บิ๊กซี ราชดำริ จัดทริปล่องเรือคลองกรุงเทพฯ ย้ำปลายทางช้อปปิงเสน่ห์ไทย กลยุทธ์มัดใจนักเดินทาง บิ๊กซีเปิดแคมเปญ Big Trip at Big C Ratchadamri ล่องเรือคลองแสนแสบ–คลองบางลำพู เชื่อมช้อปปิงกับท่องเที่ยว ร่วมมือ 3 พันธมิตร ได้แก่ ททท. ชุมชนบางลำพู และบริษัทขนส่ง เพื่อดันบิ๊กซีเป็น Tourist Destination แคมเปญเริ่ม 25 เม.ย. – 28 มิ.ย. 2569 ซื้อครบ 3,000 บาท รับตั๋วล่องเรือ 1 ที่นั่ง ‘อัศวิน เตชะเจริญวิกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ‘ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี ร่วมเปิดเผยว่า บิ๊กซีฯ ยกระดับบทบาทสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ‘Tourist Destination’อย่างต่อเนื่อง โดยร่วมกับ 3 พันธมิตร ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วิสาหกิจชุมชน เสน่ห์ย่านบางลำพู บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด โดยร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่อเนื่องในแคมเปญ ‘บิ๊กทริป แอท บิ๊กซี ราชดำริ’ (Big Trip at Big C Ratchadamri) เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่านเส้นทางล่องเรือชมทัศนียภาพคูคลองใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์วิถีชีวิตชุมชนไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมร่วมกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยให้คึกคักต่อเนื่อง ทั้งนี้ บิ๊กซี ได้นำเสนอเส้นทางล่องเรือผ่านคลองสายสำคัญ ได้แก่ คลองแสนแสบ และ คลองบางลำพู เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของ “ชุมชนบางลำพู” ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 240 ปี ผ่านประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงลึกในรูปแบบ “คนท้องถิ่นพาเดิน” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยอย่างแท้จริง อัศวิน เสริมว่าแนวทางดังกล่าวเพื่อสอดคล้อง ‘บิ๊กซี’ วางตำแหน่งเป็นมากกว่าศูนย์การค้าโดยมุ่งให้ บิ๊กซี เป็นอีก ‘จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว’ ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ชอปปิงเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างลงตัว หลังแคมเปญฯ ดังกล่าวในเฟสแรกประสบความสำเร็จ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว “ในเฟสนี้จะช่วยต่อยอดการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์” สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่างแล้วยังร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการเชื่อมโยงวิถีชีวิตชุมชนริมคลอง และย่านบางลำพู ซึ่งอุดมไปด้วยของดี อาหารอร่อย และมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวในวงกว้างมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้สนใจแคมเปญ ‘บิ๊กทริป แอท บิ๊กซี ราชดำริ’ สามารถรับสิทธิพิเศษได้ ผ่านการแสดงใบเสร็จที่ปรากฏยอดซื้อสินค้าที่ร่วมรายการตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งสามารถสะสมยอดซื้อรวมภายในวันเดียวกันได้ เฉพาะที่ บิ๊กซี สาขาราชดำริ และต้องเป็นยอดซื้อที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงระยะเวลาแคมเปญ ตั้งแต่ วันที่ 25 เมษายน 2569 – วันที่ 28 มิถุนายน 2569 แบ่งเป็น ซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ มูลค่ารวมครบ 3,000 บาท รับฟรี ตั๋วล่องเรือพร้อมชมพิพิธบางลำพู 1 ที่นั่ง ซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ มูลค่ารวมครบ 4,500 บาท รับฟรี ตั๋วล่องเรือพร้อมชมพิพิธบางลำพู 2 ที่นั่ง ทั้งนี้ กำหนดรอบออกเรือทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 15.00 น. วันละ 1 รอบ จำกัดจำนวน รอบละ 30 ท่าน Key Takeaways บิ๊กซีปรับกลยุทธ์จากห้างค้าปลีกสู่ ปลายทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ใช้กิจกรรมล่องเรือเชื่อมช้อปปิงกับชุมชนท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กลยุทธ์ดึงนักท่องเที่ยวหลังสงกรานต์ เพิ่มทราฟฟิกสาขาราชดำริและยอดใช้จ่าย
สพฐ.และไมโครซอฟท์ จัดแข่ง AI Hackathon: ‘My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต’
สพฐ.และไมโครซอฟท์ เดินหน้าเชิงรุก! จับมือยกระดับระบบการศึกษาไทยสู่ยุคดิจิทัล จัดแข่งขัน AI Hackathon: “My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต” พร้อมเตรียมแผนขยายการเข้าถึงสู่โรงเรียนในสังกัดฯให้ได้ 29,000 แห่งภายในปี 2569 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผนึกกำลัง ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) เดินหน้าเชิงรุก ยกระดับระบบการศึกษาไทยเข้าสู่ยุคใหม่ สร้างโอกาสการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่เยาวชน ผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาระดับชาติ หรือ National Digital Learning Platform (NDLP) คิกออฟโปรเจ็คท์แรกอย่างเป็นรูปธรรม จัดการแข่งขัน AI Hackathon ภายใต้หัวข้อ “My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต” ชิงทุนการศึกษากว่า 150,000 บาท ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของความร่วมมือ โดยมุ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจาก 1,018 โรงเรียนนำร่อง ทั่วประเทศที่ใช้แพลตฟอร์ม NDLP ได้นำทักษะ AI ระดับโลกมาคิดค้นแนวทางแก้ไขปัญหาจริงในชุมชนของตนเอง และคัดเลือกจนเหลือ 8 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ใน Hackathon Workshop เรียนรู้ในการสร้าง pitch deck ไอเดียการแก้ไขปัญหาและสร้าง Smart Community รวมถึงได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดก่อนถึงวันแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดย สพฐ.และไมโครซอฟท์ ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ดิจิทัลและ AI ทั่วประเทศ ด้วยแผนขยายการเข้าถึงไปยังโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ให้ครอบคลุมทั้งหมดกว่า 29,000 โรงเรียนให้ได้ภายในปลายปี 2569 เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด มีโอกาสเท่าเทียมกันในการเรียนรู้และสร้างสรรค์ด้วย AI นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. “สพฐ.จัดการแข่งขัน AI Hackathon ครั้งนี้ภายใต้การเรียนรู้คอสต์พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ด้านต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม NDLP มุ่งเน้นเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศในสังกัด สพฐ. ได้เข้าร่วมประชันไอเดียและศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ บนเวทีที่ส่งเสริม ทั้งการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การประยุกต์ใช้ความรู้สู่การแก้ปัญหาในโลกจริง รวมถึงการนำเสนอสู่สาธารณะได้ ซึ่งการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ เห็นได้ชัดว่าเหล่าเยาวชนไทยมีความสามารถมาก เรียนรู้และปรับใช้ทักษะต่าง ๆ ได้รวดเร็วหลังจากที่ได้เข้ารับการเทรนแบบ 360 องศาในการวิเคราะห์ปัญหาที่เด็ก ๆ พบเจอในชุมชนของพวกเขาเอง สามารถสร้างรูปแบบการนำเสนอ ผ่านการใช้เครื่องมือ AI ออกมาได้น่าประทับใจและเห็นทิศทางของการนำไปต่อยอดปฏิบัติได้จริง ต้องขอบคุณไมโครซอฟท์สำหรับการร่วมผลักดันเต็มกำลังให้เกิด การเรียนรู้และสร้างบุคลากรคุณภาพขึ้นในสังคมไทย “ซึ่งกิจกรรมในวันนี้ถือได้เป็นการวางรากฐานครั้งสำคัญ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของ สพฐ. ในการขับเคลื่อนและขยายผลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 มิติหลัก คือ การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้อย่างยั่งยืน การยกระดับสมรรถนะผู้เรียนรอบด้าน สุดท้ายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเชิงรุก ทั้งนี้ เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของประเทศสู่มาตรฐานสากล พร้อมการเรียนรู้บนแพลตฟอร์ม NDLP สพฐ. ได้จัดเตรียมหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ พร้อมทั้งเสริมทักษะสำคัญแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งเน้นการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกและตามความสนใจของตนเอง เน้นการมีส่วนร่วมและการปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต สามารถปรับตัวและรับมือกับความท้าทายในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมั่นใจ ปัจจุบัน แพลตฟอร์ม NDLP มีสื่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้วกว่า 1,300 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาทักษะสำคัญทั้ง 16 ด้านตามกรอบ World Economic Forum เพื่อเดินหน้าสู่การยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ก้าวทันบริบทโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง ด้านหัวเรือใหญ่ผู้พัฒนาหลักสูตรและวางกรอบแนวทางการเรียนรู้ดิจิทัลและ AI อย่าง ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย – นางสุภารัตน์ จูระมงคล ผู้อำนวยการด้านทักษะเอไอ เผยแนวคิดการแข่งขันครั้งนี้ว่า “My Future Community” เกิดจากความเชื่อพื้นฐานที่ว่า เยาวชนไทยไม่ใช่เพียงผู้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่คือผู้สร้างอนาคตของชุมชนตัวเอง การออกแบบหัวข้อนี้จึงตั้งใจให้นักเรียนมองไปที่ปัญหาจริงในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ แล้วใช้เครื่องมือ AI เป็น “ทักษะใหม่” ในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข หรือ ความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ในการส่งเสริมให้ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด สามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและคนรอบข้างได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับทีม ผู้ชนะ และขอให้นักเรียนทุกคนอย่าหยุดเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาตนเองให้ทันทุกการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต” โดยการแข่งขัน AI Hackathon ไมโครซอฟท์ได้วางเกณฑ์การตัดสินหลักไว้ 5 เรื่อง ได้แก่ 1.) ความชัดเจนและความสมบูรณ์ของ Pitch ครบถ้วนทั้งกระบวนการ Problem → Solution → Technology → Implementation → Impact, 2.) การวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงลึก แม่นยำและตรงจุด ประเมินผลกระทบ ที่คาดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน, 3.) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และเครื่องมือ Microsoft เหมาะสมกับปัญหา (Azure AI/GitHub Copilot/Power BI/ ฯลฯ), 4.) ความเป็นไปได้และการขยายผล 5.) การนำเสนอและการตอบคำถามที่มั่นใจและคุมเวลาได้ “ซึ่งความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และ สพฐ. ในครั้งนี้เป็นแผนพัฒนาและเติมเต็มศักยภาพให้แก่เยาวชนไทยระยะยาว โดยในปีนี้ ไมโครซอฟท์ได้มอบคอร์สเรียน AI คุณภาพไว้บนแพลตฟอร์ม NDLP เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่หรือเวลาเรียนและหวังว่านักเรียนจะได้นำความรู้และทักษะ AI ระดับโลก ไปสร้างสรรค์อนาคตของชุมชนตัวเองได้อย่าง เป็นรูปธรรมต่อไป และทางไมโครซอฟท์ยินดีจะสนับสนุนการเรียนรู้อื่นๆ ต่อไปในอนาคต” และสำหรับการแข่งขัน AI Hackathon ภายใต้หัวข้อ “My Future Community – ชุมชนแห่งอนาคต” ครั้งนี้ ผู้ชนะเลิศ ที่ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาทพร้อมถ้วยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีมตาสระอิสระโอ จาก รร.เบญจมราชูทิศจันทบุรี ภายใต้ผลงาน “RubberGuard AI” คือการสร้าง “My Future Community” สำหรับชาวสวนยางจันทบุรี โดยใช้ AI ช่วยเพิ่มผลผลิต 20-50% ลดสูญเสียจากโรคใบร่วง ลดการจ้างแรงงานแพง และป้องกันการโค่นต้นยาง ผลลัพธ์ที่คาดหวัง คือ ชาวสวนมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน ชุมชน กลายเป็น Smart Agri Community ที่ใช้เทคโนโลยีจริง ลดปัญหา แรงงานสูงวัย และรักษาพื้นที่สวนยางให้คงอยู่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือทีม “KKS re NPK” รร.ขุขันธ์ (ศรีสะเกษ) ผลงาน: Smart Fertilizer Management ช่วยตรวจสภาพดินและแนะนำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต และส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน ทุนการศึกษา จำนวน 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือทีม “Bergamot” รร.โยธินบูรณะ (กรุงเทพมหานคร) ผลงาน: MindMirror พัฒนา MindMirror ซึ่งเป็นระบปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยตรวจจับช่องว่างของความเข้าใจเชิงแนวคิดของผู้เรียน และลดช่องว่างของความเข้าใจระหว่างผู้สอนกับ ผู้เรียน ทุนการศึกษา จำนวน 20,000 บาท และรางวัลชมเชย 5 รางวัล ทุนการศึกษารางวัลละ 10,000 บาท และทุกทีมได้รับประกาศนียบัตร สำหรับเยาวชนที่สนใจคอร์สเรียนบนแพลตฟอร์ม NDLP ไมโครซอฟท์ได้จัดทำและนำขึ้นแพลตฟอร์ม อย่างครบถ้วนแล้ว โดยมีคอร์สเรียนครอบคลุมดังนี้ หลักสูตร AI Basics หลักสูตร AI Skills for Everyone หลักสูตร AI Skills for Business Professionals หลักสูตร Microsoft 365 Copilot with Use Cases หลักสูตร Power BI for Beginners Azure AI: Zero to Hero หลักสูตร Prompt Engineering with GitHub Copilot หลักสูตร Cloud-native with Azure Container Apps หลักสูตร Enhanced Pipeline Security with Azure DevOps Machine Learning, Deep Learning, NLP ชื่อคุ้นหู…แต่ไม่รู้คืออะไร สำรวจโลก Generative AI: จากทฤษฎีสู่การสร้างสรรค์จริง เริ่มต้นการผจญภัยกับ AI จากไอเดียสู่การสร้างจริง
ผู้ถือหุ้น KCC ไฟเขียวอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดปี 68 หุ้นละ10สตางค์
ผู้ถือหุ้น KCC รับปันผลปี 68 ฉ่ำ!!! จ่ายในอัตรา95% ของกำไรสุทธิสูงกว่านโยบาย!! หลังยกระดับ KCC เป็นโฮลดิ้ง ส่งผลการดำเนินงานโตกระฉูด บมจ.ไนท คลับ แคปปิตอล โฮลดิ้ง(KCC) จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เป็นการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting ) โดยมีนายมานิต นิธิประทีป ประธานกรรมการบริษัท กรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบ ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีกรรมการของบริษัทและทีมบริหารเข้าร่วมประชุมอย่างครบครันนำโดยนายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ KCC เข้าร่วมและชี้แจงข้อมูลผลดำเนินงานและแผนงานของบริษัทต่อผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นได้มีมติอนุมัติ การจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงาน ประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท คิดเป็น จำนวนเงิน 61.83 ล้านบาท โดยคิดเป็นร้อยละ 95 ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการของบริษัท หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและหลังหักทุนสำรองตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท อย่างไรก็ตามในงวดระหว่างปี 2568 คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้แก่ผู้ถือหุ้น เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 อัตราหุ้นละ 0.0169 บาท รวมเป็นจำนวนเงิน 10.44 ล้านบาท ดังนั้น คงเหลือที่ต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในงวดครึ่งปีหลังอีกในอัตราหุ้นละ 0.0831 บาท เป็นจำนวนเงิน 51.38 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้กำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) ไปแล้วเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2569และกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569นี้ นายทวี กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ KCC เปิดเผยว่า บริษัทได้จ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราที่สูงกว่านโยบายโดยปี 2568 จ่ายในอัตรา 95% ของกำไรสุทธิสูงกว่านโยบายที่กำหนดไว้จ่ายไม่น้อยกว่า 40%ของกำไรสุทธิ และเป็นการจ่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากหรือเพิ่มขึ้นกว่า 400% เทียบปี 2567 ที่จ่ายหุ้นละ 0.02 บาท คิดเป็นเงิน 17.23 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากผลการดำเนินงานของบริษัทที่เติบโตขึ้น หลังได้ยกระดับ KCC เป็นโฮลดิ้ง ทำให้ขอบข่ายการดำเนินธุรกิจกว้างขึ้นและหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ได้ สำหรับผลดำเนินงานปี 2568 บริษัทมี รายได้จากการดำเนินงานเติบโตขึ้นเป็น 480.16 ล้านบาท โตขึ้น 73% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 244.90 ล้านบาท โตขึ้น 199% จาก 81.84 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยการเติบโตดังกล่าวเกิดจากการบริหารพอร์ตอย่างมีประสิทธิภาพ
ตามติดเรียลลิตี้รุ่นจิ๋ว ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี12’ ไร่แสงงาม ปากช่อง
เข้าสู่ปีที่12 รายการเรียลลิตี้อบอุ่นหัวใจ ตามติด 12 สามเณรน้อยปลูกปัญญาธรรม กับความมุ่งมั่นเส้นทางแห่งการตื่น (เพื่อเรียน) รู้ ตลอดเวลา 1 เดือนเต็ม ณ ‘ไร่แสงงาม’ ปากช่อง-นครราชสีมา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งศรัทธาและความสงบของพิธีบรรพชา ‘จุดเริ่มต้นสำคัญ’ ของการเรียนรู้บนเส้นทางธรรมสำหรับเยาวชนไทย…พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และพระอาจารย์ใหญ่ ได้เมตตาเป็นพระอุปัชฌาย์ ประกอบพิธีบรรพชาแก่สามเณรน้อยทั้ง 12 รูป ในโครงการ ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12’ โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมสืบสานอย่างต่อเนื่องสู่ปีที่ 12 โดยปีนี้ เปิดพื้นที่การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนธรรมะถ่ายทอดสด ภายใต้แนวคิด ‘แผ่นดินธรรม แผ่นดินไทย รัก เรียน เพียร ให้ ด้วยหัวใจตื่นรู้’ เพื่อหล่อหลอมเยาวชนให้เติบโตจากภายในด้วยสติ ปัญญา และคุณธรรม ผ่านการน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการปกครองตนและดำเนินชีวิตตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ณ สถานปฏิบัติธรรม ธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในโอกาสนี้ ‘ธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาสและโยมอุปถัมภ์ โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม พร้อมด้วย ‘อนุพงศ์ สุขสมนิตย์’ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ‘พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ’ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ‘ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา’ ที่ปรึกษาโครงการฝ่ายฆราวาส และ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการบริษัททรูฯ และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม รวมถึง ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัททรูฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัททรูฯ ร่วมอนุโมทนาบุญและส่งกำลังใจแก่สามเณรทั้ง 12 รูป ในการเริ่มต้นบทเรียนชีวิตบนวิถีแห่งธรรมอย่างงดงาม ในโอกาสนี้ ขอเชิญร่วมติดตามการเดินทางแห่งการเรียนรู้ตลอดการบรรพชาของ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 12” ทั้ง 12 รูป พร้อมร่วมส่งกำลังใจและชื่นชมความงดงามของการเติบโตจากภายในของสามเณรน้อย ที่จะค่อย ๆ เบ่งบานผ่านความสดใส ความตั้งใจ และความเพียรบนเส้นทางธรรม ตลอดระยะเวลา 4 สัปดาห์ อีกทั้งเพื่อน้อมนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นเข็มทิศของการดำเนินชีวิต ผ่านการฝึกสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก่อเกิดความตื่นรู้ เข้าใจคุณค่าของตนเอง ผู้อื่น สังคม และแผ่นดินไทย พร้อมปลูกฝังความรัก ความผูกพัน และความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติบนพื้นฐานแห่งธรรม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบไว้อย่างลุ่มลึกและร่วมสมัย ทั้ง ‘ระฆังแห่งสติ’ ช่วง ‘ตื่นรู้สู่ธรรมะ’ การเรียนรู้ผ่านนิทานธรรมะเชิงสร้างสรรค์ การจาริกธุดงค์ 4 วัน 3 คืน ณ วัดวชิราลงกรณฯ ตลอดจนช่วง ‘สามเณรน้อยบรรยายธรรม’ ที่สามเณรวันละ 3 รูป จะผลัดเปลี่ยนกันถ่ายทอดบทเรียนจากการบรรพชาอย่างเรียบง่ายและเปี่ยมพลังศรัทธา โดยมีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เมตตาเป็นพระอาจารย์ใหญ่ วางแนวทางการเรียนรู้และดูแลการฝึกฝนตลอด 31 วัน เพื่อให้การบรรพชาในครั้งนี้เป็นทั้งบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้งสำหรับสามเณรน้อย และเป็นแรงบันดาลใจอันงดงามที่ส่งต่อถึงผู้ชมทุกคน ชวนติดตามพร้อมให้กำลังใจเหล่าสามเณร 12 รูป กับความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่น ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 17 พฤษภาคม 2569 ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60, 99 และเรียลลิตี เอชดี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 119, 333 และแอปพลิเคชั่น สามเณรปลูกปัญญาธรรม, ทรูไอดี และทรูวิชั่นส์ นาว พร้อมออกอากาศช่วงไฮไลต์ประจำวัน ทางช่องทรูโฟร์ยู (True4U) ดิจิตอลฟรีทีวี ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 ที่เปิดเป็นฟรีทูแอร์ให้ทั่วประเทศ สามารถรับชมรายการผ่านอุปกรณ์และจานรับสัญญาณระบบอื่นๆ โดยปีนี้ นอกจากการถ่ายทอดสดแล้ว โครงการฯ ยังจัดเตรียมคอนเทนต์ธรรมะรูปแบบสั้น เข้าใจง่าย ครอบคลุมหลักการใช้ชีวิต การเลี้ยงดูลูก และข้อคิดเตือนใจ ให้ติดตามได้ผ่านทาง www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม พร้อมส่งสัญญาณถ่ายทอดไปยังเยาวชนที่บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนทั่วประเทศ เพื่อร่วมเรียนรู้และปฏิบัติธรรม รวมถึงทำวัตรสวดมนต์ไปพร้อมๆ กันกับสามเณรปลูกปัญญาธรรมทั้ง 12 รูป ได้อีกด้วย
JSP ต่อยอดอาหารเสริมได้ ‘จุลินทรีย์ขยัน’ แก้วิกฤตปุ๋ยนอกขาดตลาด
JSP ลุ้นวิกฤตสต็อกปุ๋ยนอกใช้ได้ถึงเมษายนนี้ ชุบชีวิตบาย-โปรดักส์ ‘กากเจลาติน’ สู่จุลินทรีย์ขยัน JSP EM ปรับผิวดิน ทางเลือก/ทางรอดพืชเศรษฐกิจไทย สยบวิกฤตโลจิสติกส์โลกชะงัก ไทยเสี่ยงขาดแคลนปุ๋ยยูเรียจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยสต็อกปัจจุบันคาดว่าจะมีใช้ถึงเพียงเดือนเมษายน 2569 นี้เท่านั้น กระทบหนักต่อกระดูกสันหลังของชาติ JSP เปิดตัว ‘จุลินทรีย์ขยัน JSP EM’ นวัตกรรมไบโอเทคจากกากเจลาตินเหลือทิ้ง พลิกขยะในโรงงานยาสู่สารบำรุงพืชที่ดูดซึมเร็วและเยียวยาเซลล์พืชได้ทันที ผลิตภัณฑ์ใช้เทคโนโลยี ‘Super Team’ จุลินทรีย์ 5 ชนิดที่ทำหน้าที่เป็นพลาสเตอร์ชีวภาพ ช่วยหยุดเชื้อร้ายและลดการสะสมเคมีในดินอย่างยั่งยืน พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสริมอาหาร ’สุภาพโอสถ’ และผู้รับจ้างผลิต (OEM) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supplychain) ในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมที่เป็นกระดูกสันหลังของไทย จากปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกปุ๋ยคงเหลือราว 1.116 ล้านตัน และคาดว่าจะมีปุ๋ยยูเรียนำเข้าเพิ่มอีกประมาณ 0.037 ล้านตัน ซึ่งปริมาณสำรองที่มีอยู่อาจเหลือเพียงพอถึงเดือนเมษายนนี้เท่านั้น ซึ่งภาครัฐได้เร่งมาตรการหาแหล่งนำเข้าใหม่ พร้อมส่งเสริเกษตรกรปรับสูตรการใช้ปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ขณะที่ JSP ในฐานะภาคเอกชน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพนำผลพลอยได้ (By-product) จากกระบวนการผลิตยาและอาหารเสริม เช่น กากเจลาติน มาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์ 5 ชนิด พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดินและพืช ภายใต้ชื่อ ‘จุลินทรีย์ขยัน (JSP EM)’ ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดิน เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหารของพืช และสามารถช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีในระยะยาว และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ ‘กำจัดกลิ่นไบโอคลีน’ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว พัฒนาบนพื้นฐานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นไบโอเทค โซลูชั่น (Biotech Solution) ที่ปลอดภัยระดับฟู้ด เกรด (Food Grade) และมีสาระสำคัญ ดังนี้ ไกลซีนและโพรลีน (Glycine & Proline) สารสำคัญที่เปรียบเสมือนนั่งร้านซ่อมแซมเซลล์ โดย Frontiers in Plant Science วารสารชั้นนำทางชีววิทยา ยืนยันว่า Proline และ Glycine คือกรดอะมิโนหลักที่พืชใช้สร้างผนังเซลล์ใหม่ ซึ่ง JSP E-M มีสารเหล่านี้เข้มข้น พืชจึงดูดซึมไปเยียวยาแผลได้ทันที เจลาติน เปรียบได้กับ ‘พลาสเตอร์ชีวภาพ’ โดยการศึกษาของ Frontiers ปี 2018 พบว่าเจลาตินช่วยเคลือบปิดบาดแผล ลดการสูญเสียน้ำและกันเชื้อโรคเข้าซ้ำ พร้อมปล่อยไนโตรเจนช้าๆ ให้พืช จุลินทรีย์ Super Team เป็นตัวหยุดเชื้อตัวร้ายชั้นดี งานวิจัยจาก PubMed และ PMC รายงานว่า Bacillus subtilis และ Lactobacillus สามารถผลิตสารปฏิชีวนะธรรมชาติ ลดความรุนแรงของโรค Phytophthora ได้จริง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เหมาะสำหรับพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ทุเรียน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รวมถึงตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคในเมืองที่หันมาปลูกพืชเพื่อบริโภคเองและให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม “วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเกษตรไทยที่ต้องเร่งมองหาทางเลือกใหม่ และลดผลกระทบระยะยาวจากที่ไทยต้องพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจนนำเข้าจากตะวันออกกลาง 30 – 40%” ทั้งนี้ การนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพมาต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรในระยะยาว ซึ่งหากสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ จะยังสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศได้อย่างยั่งยืนด้วย นอกจากนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังสะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการนำของเหลือจากกระบวนการผลิตมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ช่วยลดของเสียและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ สอดรับกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่กับหลัก ESG และ BCG พร้อมสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างโอกาสด้านคาร์บอนเครดิต อีกทั้งยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์บริษัท ‘Wellness for Life by Innovation’ ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สำหรับการทำตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว บริษัทฯ วางแนวทางขยายการเข้าถึงสินค้าผ่านานตัวแทนในประเทศ และตัวแทนในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความแข็งแกร่งจากธุรกิจเดิม เพื่อให้สามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มเกษตรกรและผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น Key Takeaways โลจิสติกส์โลกหยุดชะงัก เป็นแรงส่งให้เกษตรไทยต้องเร่งลดการพึ่งพาปุ๋ยนอกที่สูงถึง 40% และหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศแทน การทำธุรกิจแบบเศรษบกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ช่วยโลกพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรทุเรียนและปาล์มลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ กลยุทธ์ ‘Wellness for Life by Innovation’ ของ JSP สะท้อนการนำ ESG มาใช้จริง โดยเปลี่ยนของเสียเป็นรายได้และสร้างคาร์บอนเครดิตเพื่อความยั่งยืน
ดีแลนด์ ใช้ ‘ฮอร์โมนความสุข’ ปั้น ‘ESSENTIA RAMA 2’ เปิดเกมบ้านเวล-บีอิ้ง
ดีแลนด์ฯ ใช้ศาสตร์ฮอร์โมนและอินไซต์ผู้อยู่อาศัย ปั้น ESSENTIA RAMA 2 บ้านเดี่ยวแนวคิดเวล-บีอิ้ง ตอบโจทย์ชีวิตคนใช้เวลากว่า 2 ใน 3 อยู่ในบ้าน สู่เทรนด์อสังหาฯ สุขภาวะระยะยาว ดีแลนด์ฯ ใช้อินไซต์ผู้อยู่อาศัย บวกกับหลัก ‘ฮอร์โมนความสุข 4 ตัว’ เป็นแกนออกแบบบ้านและโครงการอสังหาฯ ในอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัย ESSENTIA RAMA 2 พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวเวล-บีอิ้ง บนพื้นที่ 43 ไร่ เน้นพื้นที่สีเขียว 52% พร้อมระบบอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ โครงการมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ราคา 10–25 ล้านบาท จับกลุ่มเรียล ดีมานด์ ที่มอง ‘สุขภาพ ควบคู่การใช้ชีวิตอยู่อาศัยระยะยาว เมื่อ 14 ปีก่อน กลุ่มบริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เข้ามาพัฒนาโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ ‘พอร์โต้ ชิโน่ (Porto Chino)’ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คที่ประสบความสำเร็จสูง โดยใช้ ‘อินไซต์’ ผู้อยู่อาศัยในย่านพระราม 2 ทำโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการคนในพื้นที่นี้ได้จริง ๆ ล่าสุด ‘สุเทพ ปัญญาสาคร’ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ยังใช้ ‘หลักการ’ เดียวกับข้างต้นพัฒนาโครงการ ESSENTIA RAMA 2 ซึ่งวางตำแหน่งเป็นบ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ภายใต้แนวคิด Well-being รองรับการอยู่อาศัยระยะยาว สอดรับพฤติกรรม ‘ผู้คน’ ต้องใช้เวลากว่า 2 ใน 3 ของชีวิตอยู่ในบ้าน ใช้เป็นจุดตั้งต้นทำบ้านสุขภาวะ ‘เวล-บีอิ้ง’ เกิดขึ้น “หลังเก็บอินไซต์ลูกค้าในตลาดมากว่า 23 ปีจนเข้าใจ ‘Pain Point’ ของโครงการบ้านจัดสรร แล้วนำมาทำโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์คนอยู่อาศัยจริง เช่นเดียวกับพอร์โต้ ชิโน่ ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ของคนในย่านพระราม2” จากทิศทางดังกล่าว ยังผลักดันให้บริษัทวางแนวคิดระดับองค์กร (Corporate Identity Brand) สู่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบและคอนโดในคอนเซปต์ ‘Well-being Residence’ เพื่อรองรับความต้องการผู้อยู่อาศัยที่จะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่โครงการอสังหาฯเวล-บีอิ้ง ของดีแลนด์ ได้ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน 4 ตัวที่มีส่วนทำให้คนมีความสุข อย่างฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน เซโรโทนิน จะหลั่งออกมาในตอนกิจกรรม การออกกำลังกาย ส่วนออกซิโทซิน เป็นความสุขที่ได้จากสัตว์เลี้ยง หรือโดพามีนจะเห็นได้จากคนที่ดูสื่อโซเชียลแล้วมีความสุข เป็นต้น มาประกอบหลักคิดเพื่อใช้ร่วมกับออกแบบตั้งแต่ตัวบ้าน การตกแต่งภายใน การใช้วัสดุ และการออกแบบระบบนิเวศ (Ecosystem)ในโครงการฯ สุเทพ เสริมว่า บริษัทฯยังจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาโครงการคอนโด คอนเซปต์เวล-บีอิ้ง ในอนาคต จากการออกแบบทั้งยูนิตห้องพักอาศัยให้ความสงบ ไม่มีเสียงรบกวนด้วยวัสดุคุณภาพ อาทิ ผนังอิฐมอญสองชั้น บานกระจกประตู หน้าต่าง แบรนด์ TOSTEM (ทอสเท็ม) ประเทศญี่ปุ่น ใช้ความหนากระจกสูงถึง 6-8 มล. จากปกติ 5 มล. เพื่อเรื่องเสียงดีขึ้น เป็นต้น รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการออกกำลังกาย “ในส่วนของกรีนนั้น จะติดตั้งโซลาร์รูฟขนาด 5-10 กิโลวัตต์ รองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนในแต่ละโครงการได้ด้วย” ESSENTIA RAMA 2 ต้นแบบ ‘เวล-บีอิ้ง’ สุเทพ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ได้นำหลักคิดนี้ต่อยอดสู่การวางมาสเตอร์แพลนโครงการ ESSENTIA RAMA 2 ซึ่งใช้ระยะเวลาราว 1 ปีสร้างผังโครงการฯบนที่ดินกว่า11 ไร่ พร้อมออกแบบบ้านใหม่ บนทำเลที่ดินแปลงสวยติดทะเลสาป (บริเวณใกล้ศาลพันท้ายนรสิงห์/สมุทรสาคร) โดยบริษัทฯ เข้าซื้อที่ดินมื่อราว 4-5ปีก่อนหน้า เพื่อทำโครงการบ้านเดี่ยวคอนเซปต์เวล-บีอิ้ง โดยเฉพาะ ขณะที่จุดตั้งต้นโครงการ ESSENTIA RAMA 2 แน่นอนว่ามาจากการใช้หลักการสุขภาพกายใจที่ดีดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ตั้งแต่การอยู่อาศัยในบ้าน สภาพแวดล้อม ภูมิทัศน์โดยรอบ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลาง ใช้เป็นโจทย์หารือร่วมสถาปนิก ซึ่งได้สตูดิโอออกแบบชื่อดัง ‘Research Studio Panin’ ร่วมออกแบบโครงการบนพื้นที่ทั้งหมดขนาด 43.21 ไร่ “เห็นได้ว่าฮอร์โมนความสุขสี่ตัวไม่ได้อยู่ที่บ้านอย่างเดียว ดีแลนด์ฯจึงต้องดีไซน์ให้ผู้อยู่อาศัย สามารถออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านได้ด้วย” นอกจากนี้ ยังเพิ่มพื้นที่ว่างของรั้วบ้านแต่ละหลังต้องไม่ติดกัน โดยให้พื้นที่ 52% ของโครงการฯเป็นส่วนกลางสีเขียว เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ออกมาใช้ชีวิตทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่อึดอัด รวมถึงในทุกยูนิตในด้านหลังจะมีสนามหญ้า (Courtyard) ในรูปแบบพ็อคเก็ต การ์เด็น (Pocket Garden) พื้นที่เขียวสวนหย่อม ขนาด 9-10 ตารางเมตร นอกเหนือจากบริเวณสวนใหญ่ในโครงการฯ ด้วย ขณะเดียวกัน ดีแลนด์ฯ ยังใส่รายละเอียดด้านสุขภาวะโดยติดตั้งเครื่อง ERV (Energy Recovery Ventilator) ระบบระบายอากาศ พร้อมเติมความสดชื่น ด้วยมองว่าหากในบ้านมีคนอยู่จำนวนมากก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีผลให้อากาศภายในบ้านไม่ถ่ายเท และมีผลต่อการพักผ่อนที่มีคุณภาพของผู้อาศัยด้วย ซึ่ง ‘การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ’ เป็นหนึ่งในหลักคิดการทำบ้านโครงการWell-being ด้วย ที่พบว่าใช้เครื่องฟอกอากาศอย่างเดียวไม่เพียงพอ “โครงการฯ ยังพัฒนาพื้นที่บริเวณการปฏิบัติสมาธิ รวมถึงออกแบบ’คลับเฮาส์’ ตั้งในบริเวณริมทะเลสาบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีแลนด์ คิดมาจากเพนพอยต์ความต้องการจริงมาใช้นำการสร้างโครงการฯ ก่อนคณิตศาสตร์หรือต้นทุนต่อหน่วย” ถอดสเปก ‘ESSENTIA RAMA 2’ สำหรับโครงการ ‘ESSENTIA RAMA 2’ (เอสเซนเทีย พระราม 2) วางตำแหน่งบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม มีรายละเอียด ดังนี้ มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,000 ล้านบาท ขนาดพื้นที่โครงการกว่า 43 ไร่ วางเริ่ม 10-25 ล้านบาท โครงการฯพัฒนาในคอนเซปต์ ‘The Essence of Life บ้านที่คิดครบ เพื่อความสุขสบายใจ’ ตอบโจทย์การใช้ชีวิต Holistic Wellbeing และตอบรับเมกะเทรนด์ Longevity Living โดยเบื้องต้นรองรับกลุ่มเป้าหมายหลักผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) อาทิ กลุ่มเจ้าของธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ เป็นต้น โดยโครงการ ESSENTIA RAMA 2 เริ่มก่อสร้างปี 2568 และมีกำหนดแล้วเสร็จปี 2572 สุเทพ ทิ้งท้ายว่า แนวทางดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งการตั้งรับตลาดอสังหาฯปี 2569 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ผู้บริโภคปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาบ้านเดี่ยว ไม่ได้ตัดสินใจซื้อ จากขนาดพื้นที่หรือทำเลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นอยู่ที่ดี มีชีวิตยืนยาวแบบมีคุณภาพ ‘Health Span’ ความปลอดภัย สภาพแวดล้อมเป็นมิตร และสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างทบทวนแผนธุรกิจและเป้าหมายรายได้ในปี 2569 จากความกังวลด้านวัสดุก่อสร้าง โดยในช่วงก่อนการขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกลาง บริษัทฯ วางไว้ที่1,300 ล้านบาท จากในปี 2568 มีผลประกอบการราว 800 ล้านบาท Key Takeaways ผู้พัฒนาเริ่มใช้วิทยาศาสตร์มาออกแบบประสบการณ์อยู่อาศัย ด้วยมองว่าบ้านไม่ใช่แค่ ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่คือ ‘แพลตฟอร์มสุขภาพชีวิต’ เทรนด์อสังหาฯ กำลังเปลี่ยนสู่ดีมานด์เวลบีอิ้ง ความต้องการเชิงลึกผู้ซื้อให้ความสำคัญ Health Span มากกว่าขนาดหรือราคาเพียงอย่างเดียว ดีแลนด์กำลังสร้าง ‘Ecosystem สุขภาวะ’ ด้วยการวางตำแหน่งทางการตลาดใหม่โครงการอสังหาฯ เพื่อรับดีมานด์ระยะยาวในตลาดคุณภาพชีวิต
แสนสิริ ‘ล็อกต้นทุน-เร่งเกมคอนโด’ ฝ่าผันผวน เปิด ‘XT 10 เอกมัย’ จับดีมานด์ต่างชาติ-ยีลด์ 8%
Sansiri ทบทวนแผนธุรกิจ-ล็อกต้นทุนผ่าน 2 แนวทาง เปิด XT 10 เอกมัย ราคาเริ่ม 3.9 ล.บาท เจาะดีมานด์ต่างชาติ ยีลด์เช่า 8% ฝ่าเศรษฐกิจโลกผันผวนกระทบไทย ปี2569 แสนสิริใช้ 2 กลยุทธ์ ‘Advance Payment’ และ ‘Material Onsite’ ล็อกต้นทุนก่อสร้างท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจ เปิดตัว ‘XT 10 Ekkamai’ มูลค่า 7,000 ล้าน ราคาเริ่ม 3.9 ล้านบาท เจาะตลาดคอนโดระดับกลาง เอกมัยเป็นโซนต่างชาติสูง สัดส่วน ผู้เช่ามากกว่า 70% และให้อัตราตอบแทนลงทุน (Rental Yield) เฉลี่ย 8% ต่อปี วิสุทธิ์ จันทร์วัฒรังกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ‘SANSIRI’ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทบทวนแผนการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือความผันผวนเศรษฐกิจในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อให้บริษัทฯ สามารถเปิดขายอีก 12 โครงการใหม่ที่เหลือตามแผนปี 2569 นี้ที่วางไว้ จากทั้งปี 16 โครงการ โดยในทุกโครงการใหม่ที่รอเปิดขายในปีนี้ สามารถก่อสร้างได้ตามแผนงานที่วางไว้ และยังรับประกันความปลอดภัย (Secure) ต้นทุนเดิมของสินค้าระหว่างพันธมิตรผู้รับเหมาก่อสร้างพัฒนาโครงการฯต่างๆทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด (เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี ขอนแก่น ประจวบคิรีขันธ์) ที่ร่วมงานกับแสนสิริอมาย่างต่อเนื่องราว 10-12 ราย ในปัจจุบัน โดยแสนสิริ ใช้กลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ประกอบด้วย 1.เงินทดรองจ่าย (Advance Payment) ราว 1,000–2,000 ล้านบาท และ 2. การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโครงการ (Material Onsite) ซึ่งบริษัทฯ ได้จัดให้มีการประมูลราคา (Bidding) ล่วงหน้าทำให้ได้ยังคงได้ต้นทุนราคาวัสดุสินค้าคงเดิมไว้ได้ “เป็นควิกวินร่วมกันทั้งของแสนสิริและพันธมิตรผู้รับเหมาฯ ให้สามารถพัฒนาในทุกโครงการฯ ที่เหลือได้ตามแผนปีนี้ในคอนโดกลุ่มaffordable และทั่วไป แต่ไม่มีกลุ่มลักซูรี่ โดยทั้งหมดจะยังคงเป็นราคาต้นทุนเดิมในปีนี้” XT 10 Ekkamai เริ่ม 3.9 ล. วิสุทธิ์ กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทฯ เปิดตัวคอนโดพอร์ตแบรนด์ XT แสนสิริ โครงการ ‘XT 10 Ekkamai’ (เอ็กซ์ที เทน เอกมัย) มูลค่า 7,000 ล้านบาท เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัทฯ และพันธมิตรบริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด สำหรับโครงการฯ วางตำแหน่งเป็นไลฟ์สไตล์คอนโด ตั้งบนทำเลใจกลางเอกมัย ระหว่างซอยเอกมัย 10 และ 12 บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ ประกอบด้วย 2 อาคารพักอาศัย อาคาร A สูง 28 ชั้น และอาคาร B สูง 29 ชั้น (รองรับการเลี้ยงสัตว์) และอาคารจอดรถ 8 ชั้นพร้อมชั้นใต้ดิน มีพื้นที่จอดรถรองรับ 466 คัน หรือคิดเป็น 50% พร้อมพื้นที่ส่วนกลางใช้ฟาซิลิตี้ (Co-sharing Facilities และส่วนกลาง 24 ชม.โดยห้องขนาด 30 รวมจำนวนห้องพัก 933 ยูนิต โดยแบ่งประเภทห้อง เป็น 1 ห้องนอน ขนาด 25 ตารางเมตร 3 ห้องนอน ขนาด 107 ตารางเมตร ห้องชุดรูปแบบ Loft เพดานสูง “โครงการฯ วางราคาเริ่มต้น 3.9 ล้านบาท ซึ่งมีอยู่ราว 40-50 ยูนิต และราคาสูงสุดราว 19 ล้านบาทสำหรับห้องลอฟต์ ซึ่งจะเปิดเปิดพรีเซล 16-17 พ.ค. นี้ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมอยู่ในปลายปี 2571” โดยก่อนหน้านี้ แสนสิริ เปิดตัวแบรนด์ XT 3 โครงการมูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ประกอบด้วย XT Ekkamai (เอ็กซ์ที เอกมัย) XT Huaikhwang (เอ็กซ์ที ห้วยขวาง) XT Phayathai (เอ็กซ์ที พญาไท) ‘เอกมัย’ ต่างชาติครองตลาดเช่า วิสุทธิ์ เสริมว่าโครงการ ‘XT 10 Ekkamai’ ดังกล่าว บริษัทฯมองเห็นศักยภาพความต้องการตลาดในย่านนี้ทั้งในกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง (Real Demand) และ กลุ่มลงทุนซื้อให้เช่า (Investor) ให้กับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและพำนักอาศัยระยะยาวในไทยในย่านเอกมัย อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และ ยุโรป ฯลฯ โดยคอนโดฯย่านนี้มีสัดส่วนผู้เช่าไม่ต่ำกว่า 70% “ปัจจุบันมีซัพพลายโครงการคอนโดในย่านนี้ คิดเป็นสัดส่วนยอดขายไม่ต่ำกว่า 80-90% แล้ว โดยที่ดินทำเลเอกมัยราคาตลาดอยู่ที่ราว 1.6 แสนบาทต่อตารางเมตร และมีการเติบโตของราคาประเมินเฉลี่ยถึง 34% ต่อรอบปี” นอกจากนี้ ยังสอดคล้องปัจจุบันทำเลนี้มีที่ดินเหลือให้พัฒนาน้อยลง ส่งผลให้ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาประเมินที่ดินรอบปีปัจจุบันปี 2566-2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 350,000 บาทต่อตารางวา ส่วนราคาซื้อขายที่ดินจริงตามการประกาศขายที่ดินบนออนไลน์ เฉลี่ยอยู่ที่ 950,000 บาทต่อตารางวาสูงกว่าราคาประเมินถึง 171% จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้แสนสิริ มองเห็นโอกาสการทำตลาดคอนโดฯ เพื่อรองรับความต้องการในอีก 2 ปีข้างหน้า ด้วยการนำสินค้าในราคาต้นทุนเดิมเข้าไปเติมตลาดดังกล่าว จากการเข้าซื้อที่ดินผืนดังกล่าวไปในปี 2568 ที่ผ่านมา พร้อมเสริมว่า จากการเปิดตัวแบรนด์ XT 3 โครงการก่อนหน้า ยังพบสัดส่วนโควตาการอยู่อาศัยของต่างชาติสูงถึง 47% และให้ผลตอบแทนการลงทุนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) สูง 8% ต่อปี ทั้งนี้ จากการปรับแนวทางธุรกิจพร้อมการเปิดตัวโครงการได้ตามแผนเดิมที่วางไว้ บริษัทฯ วางยอดรับรู้รายได้อยู่ที่ 17,500 ล้านบาทในปีนี้ Key Takeaways ธุรกิจอสังหาฯ นอกจากขาย ‘ทำเล’ แล้วยังต้องบริหาร ‘ต้นทุนล่วงหน้า’ เพื่อคุมความเสี่ยงทั้งระบบ ดีมานด์ต่างชาติยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาดคอนโดเมือง โดยเฉพาะทำเลหลัก (Prime Location) อย่างเอกมัย สูตรการเข้าซื้อที่ดินก่อน บวกกับ ต้นทุนเดิม เป็นแต้มต่อสำคัญในตลาดที่ราคาที่ดินพุ่งเร็วกว่ารายได้ผู้ซื้อ
1 ทศวรรษ Britania แห่งการเติบโตมั่นคง สู่การปรับกลยุทธ์รับมือโลกยุคใหม่
1 ทศวรรษ Britania กับเส้นทางการเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมปรับกลยุทธ์รับมือโลกธุรกิจยุคใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดอสังหาฯ และพฤติกรรมผู้บริโภค ถ้าพูดถึงบ้านแนวราบต้องมีชื่อ “BRITANIA” (บริทาเนีย) อยู่ในนั้นแน่นอน ธุรกิจจะไปในทิศทางไหนอย่างไร วันนี้บริทาเนีย ชวนหาคำตอบ พร้อมกับจุดเริ่มต้นเรื่องราวตลอดช่วง 10 ปี บนเส้นทางพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับ ‘กฤษณ์ เตชะสัมมา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI พร้อมเผยกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน คุณกฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ราวปี 2559 ว่า บริทาเนีย เปรียบเสมือนเหมือน New S-Curve ให้กับบริษัทแม่ คือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมเป็นสินค้าหลัก ที่มีความต้องการจะขยายธุรกิจสู่ที่อยู่อาศัยแนวราบ (บ้านจัดสรร) ภายใต้บริษัท ออริจิ้น เฮ้าส์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เลือกโลเคชันที่คุ้นเคย คือ ‘โซนตะวันออก’ เปิดโครงการแรกภายใต้ชื่อ “บริทาเนีย ศรีนครินทร์” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น จำนวน 149 ยูนิต เริ่มเปิดขายในเดือนพฤศจิกายน 2560 กระแสตอบรับดีมากใช้เวลาเพียงปีกว่า ๆ ในการปิดการขายโครงการ จากนั้นเดินเกมบุกต่อไม่หยุด ใช้สูตรทวีคูณเพิ่มพอร์ตไต่ระดับเติบโตและแบรนด์ “บริทาเนีย” เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดบ้านแนวราบ สู่การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก ออริจิ้น เฮ้าส์ มาเป็น “บริษัท บริทาเนีย จำกัด” ในปี 2562 เพื่อสะท้อนตัวตนของแบรนด์ และสร้างการรับรู้ของคำว่า “บริทาเนีย” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในตลาดที่อยู่อาศัย ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นบ้านสไตล์อังกฤษ เปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” Spin-off เข้าตลาดหุ้น แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ก็ไม่ได้ฉุดรั้งความมุ่งมั่นหมุดหมายสำคัญของการเติบโต ผู้บริหารและทีมงานเดินหน้าลุยเปลี่ยนตัวเองจาก New S-Curve เป็น “เรือธง” ด้วยการ Spin-off ในธุรกิจของออริจิ้น เป็นบริษัทย่อยบริษัทแรกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อท้ายชื่อบริษัทด้วย “จำกัด (มหาชน)” ในปี 2564 และใช้ชื่อย่อตลาดหลักทรัพย์ว่า “BRI” ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ท่ามกลางผู้เล่นในตลาดที่หลากหลาย บริทาเนีย ได้สร้างความแตกต่างเพียง 10 ปี พัฒนาโครงการไปแล้ว 50 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 64,519 ล้านบาท และมีลูกบ้านที่ได้ดูแลมากกว่า 4,600 ครอบครัว ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล, EEC และจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้ 5 แบรนด์หลัก ครอบคลุมทุก Segment ได้แก่ ทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว และ บ้านพักตากอากาศ โดยบ้านกลุ่มแรกพัฒนาภายใต้แบรนด์ “ไบรตัน” (Brighton) แบรนด์บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับเริ่มต้นราคา 2.5 – 4 ล้านบาท และกลุ่มที่ 2 แบรนด์ “บริทาเนีย” (Britania) แบรนด์บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ระดับ Mid-end ราคา 4 – 8 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 3 เจาะระดับ High-End ภายใต้แบรนด์ “แกรนด์ บริทาเนีย” (Grand Britania) บ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ราคา 8 – 20 ล้านบาทขึ้นไป กลุ่มที่ 4 บ้านเดี่ยว ระดับ Luxury ราคา 20 – 50 ล้านบาทขึ้นไป ภายใต้แบรนด์ “เบลกราเวีย” (Belgravia) และกลุ่มที่ 5 แบรนด์ใหม่ บ้านพักตากอากาศพูลวิลล่า ระดับ Luxury ภายใต้แบรนด์ “บัลโค” (Balco) เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ต้องการบ้านพักตากอากาศระดับ Luxury ราคา 32 – 60 ล้านบาท เน้นโครงการใกล้ชิดธรรมชาติและทำเล ศักยภาพระดับ World Destination เช่น บางเทา ภูเก็ต ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการบ้านพักตากอากาศที่หรูหรา ใส่ใจในรายละเอียด และเป็นส่วนตัว โดยในไตรมาส 2 ปีนี้ บริทาเนีย เตรียมทยอยรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท พาร์ทเนอร์ + Synergy ในกลุ่ม BRI อีก Key Success ที่ทำให้เติบโต กลยุทธ์ร่วมทุน (Joint Venture) กับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่ ทั้งจากญี่ปุ่นและพันธมิตรในไทย เป็นอีกเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ บริทาเนีย เลือกใช้นับตั้งแต่ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 ภายใต้คอนเซปต์ ‘Growth Together’ เรื่อยมาจนปัจจุบัน โดยมี พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจและเจ้าของที่ดิน ร่วมทุนพัฒนาโครงการหลายแห่ง อาทิ Sotetsu Group ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ร่วมทุนพัฒนาโครงการ เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ราชพฤกษ์-พระราม 5 เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Luxury, Nomura Real Estate Development ร่วมพัฒนาโครงการ บริทาเนีย โฮม บางนา กม. 17 และ บริทาเนีย ทาวน์ บางนา กม. 17, LOFIS (THAILAND) พัฒนาโครงการ แกรนด์ บริทาเนีย คูคต สเตชั่น, บริทาเนีย อมตะ-พานทอง และ แกรนด์ บริทาเนีย บางนา กม. 35 “บริทาเนีย” วางเกมปี 2569 ชู Crafted for Better Living ปั้นการเติบโตระยะยาว เพราะธุรกิจอสังหาฯมี Cycle ขึ้น-ลง ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ซึ่งคุณกฤษณ์ ยอมรับว่า “ปีนี้เป็นอีกปีที่ท้าทาย บทพิสูจน์ความแข็งแกร่ง แม้จะมีปัจจัยจากวิกฤตพลังงานและสงครามในตะวันออกกลางที่ควบคุมไม่ได้ แต่หากมองในอีกมุม สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็น ‘ความท้าทาย’ ที่ช่วยสร้างรากฐานความสำเร็จในอนาคต ซึ่งเราเองจำเป็นต้องปรับตัวให้รวดเร็ว และทำงานหนักมากยิ่งขึ้น โดยปีนี้เรามุ่งเน้นในเรื่องของการทำงานร่วมกัน (Synergy) ทั้งกับพาร์ทเนอร์และบริษัทในเครือ Origin Group ก่อให้เกิดพลังร่วมที่มากกว่าและเกิด Business Model ใหม่ ๆ” สำหรับ BRITANIA จะเติบโตแบบไหน คุณกฤษณ์ เผยถึงการวางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “Crafted for Better Living ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” สะท้อนถึงการออกแบบทุกองค์ประกอบของบริทาเนียอย่างตั้งใจ มีเป้าหมายสำคัญในปีนี้ คือ “ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การเป็นผู้พัฒนาบ้าน แต่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นในระยะยาว” โดยมุ่งเน้นการยกระดับความสุขของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ เพื่อให้บ้าน บริทาเนีย เป็นรากฐานของชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ที่จะเปลี่ยนนิยามของการอยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว BRITANIA Investment Property มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพสูงที่มีความต้องการเช่าชัดเจน ทั้ง บริเวณใกล้แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม, ทำเลศักยภาพโซนกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต เพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ขณะเดียวกันเรามีระบบการบริหารจัดการมืออาชีพ โดยได้ทีมจาก Hampton Hotel & Residence Management หรือ HHR ผู้มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 10 ปีในเครือ Origin Group ในการบริหาร Service Residence มาตรฐานโรงแรม เข้ามาดูแลบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อการเช่าแบบครบวงจร นับเป็นการเปิดโอกาสการลงทุนรูปแบบใหม่ให้กับนักลงทุน BRITANIA Wellness Residence ถือเป็นผู้พัฒนาโครงการรายแรก ๆ ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การ มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกายสุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย สร้างพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีที่สุดสำหรับผู้อยู่อาศัย บริทาเนียยังได้ร่วมมือกับ THE LONGEVIST ผู้เชี่ยวชาญด้านการชะลอวัยและการดูแลสุขภาพเชิงรุก เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้าน Longevity มาปรับใช้ในการอยู่อาศัยจริง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ให้ผู้อยู่อาศัยมีสุขภาพดี ใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาว และมีความสุขอย่างยั่งยืนในทุกช่วงเวลา BRITANIA Community สร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและเสริมสร้างความผูกพันในทุกเจเนอเรชัน โดยมุ่งเน้นการสร้าง สังคมการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ด้วยการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของผู้พักอาศัยในโครงการและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ที่ถูกถ่ายทอดผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกิจกรรมด้านสุขภาพ กิจกรรม Pet Friendly และกิจกรรมสำหรับครอบครัว BRITANIA Care Service เชื่อมลูกบ้านกับพันธมิตรธุรกิจชั้นนำ ดูแลคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในระยะยาว จับมือ หลากหลายพันธมิตร กว่า 50 ราย อาทิ แบรนด์ธุรกิจสัตว์เลี้ยงชั้นนำ Pando, Pet dé Bath และ Pets’ Ville ร่วมยกระดับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยยุคใหม่ Pet Friendly Living ที่ดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีบริการทำความสะอาดบ้าน, ดูแลสวน, ซักรีด, บริการดูแลสัตว์เลี้ยง, บริการดูแลรถยนต์ ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ โดยลูกบ้านสามารถเลือกใช้บริการผ่าน Britania Connect ได้ทั้งรูปแบบรายเดือนและรายปี และในปี 2569 นี้ บริทาเนีย มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 3,200 ล้านบาท เน้นทำเลศักยภาพในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ประกอบด้วย เบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ ปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี บ้านหรูระดับลักชัวรี มูลค่าโครงการเฟสแรก 800 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม บริทาเนีย ยังสร้างความแตกต่าง ส่งโมเดลอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ก้าวข้ามกรอบเดิม กับอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ “BRILLIANT AVENUE” มุ่งสร้างโอกาสใหม่แห่งการเติบโตภายใต้คอนเซ็ปต์ “WHERE WORK AND LIFE BALANCE ที่ซึ่งธุรกิจและความสุข บรรจบกันอย่างลงตัว” เป็นโครงการรูปแบบ Lifestyle Mixed-Use Residences ที่นี่ไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ผสานการใช้ชีวิตและการทำงานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บนพื้นที่เดียวกัน มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท และยังร่วมมือกับ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าในเครือ Origin Group พัฒนา “BRILLIANT BUSINESS PARK” สะท้อนการก้าวข้ามบทบาทเดิมของบริทาเนีย จากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ที่ไม่ได้มุ่งเพียงแค่การพัฒนา “บ้าน” แต่ขยายไปสู่การพัฒนาระบบธุรกิจครบวงจรรูปแบบใหม่ ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น ที่ผสานโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน ด้วยการเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบไฮบริด (Hybrid Lifestyle) นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ พระราม 2, บางนา-ตราด, อมตะซิตี้, แหลมฉบัง และระยอง มูลค่าโครงการเฟสแรก 1,200 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริทาเนีย ไม่ได้เป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการบ้านจัดสรร แต่เรามุ่งมั่นสร้าง Community และไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน พร้อมยกระดับสู่ Wellness Residences เพื่อส่งต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับ Longevity หรือ การมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการใช้ชีวิตในระยะยาว ออกแบบทุกองค์ประกอบของบ้านให้เป็นมากกว่าที่พักอาศัย เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตมีความมั่นคงและรองรับการเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมส่งมอบพื้นที่แห่งความสุขและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกับทุกครอบครัว เพราะ บริทาเนีย เชื่อว่า “บ้าน” เป็นพื้นที่แห่งความสุขของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี พร้อมมุ่งมั่นสร้างความผูกพัน ควบคู่ไปกับการดูแลความสุขให้ทุกครอบครัวของบริทาเนีย บริทาเนีย จึงเตรียมเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2569 จำนวน 2 ชุด อายุ 1 ปี 9 เดือน และ 2 ปี 9 เดือน อัตราดอกเบี้ยระหว่าง [5.65 – 6.15]% ต่อปี ผ่าน 14 สถาบันการเงิน อันดับความน่าเชื่อถือ “BBB-” แนวโน้ม “Stable” โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เตรียมออกและเสนอขายระหว่างวันที่ 5 – 7 พฤษภาคม 2569 อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://oriurl.com/py7wcybb สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ปรึกษาด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด คุณธันวา หมายนาค (วา) 083 554 9826 คุณศุภสิริ สุขมนต์ (ปลา) 089 748 5171 Email: admin@prop2morrow.com
อุตฯโฆษณาเปลี่ยน เมื่อผู้บริโภคนำครีเอทีฟ รับยุคความต้องตลาดแตกเป็นเสี่ยง
ออมนิคอม มีเดียฯ มองอุตฯโฆษณาเปลี่ยนสู่ยุคผู้บริโภคเป็นผู้วางเกมใหม่แทนครีเอทีฟนำ รับพฤติกรรมคอนซูเมอร์แตกย่อยและ AI เข้ามา แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์สื่อใหม่ทั้งระบบ ผู้บริโภคกลายเป็นตัวนำเกมโฆษณา จากเดิมที่ครีเอทีฟเป็นตัวตั้ง วันนี้ ‘เสียงบนโซเชียล’ กำหนดทิศทางแบรนด์ ตลาดสื่อไม่ได้แมสอีกต่อไป เกิดภาวะความต้องการมวลชนแตกกระจัดกระจาย (Mass Fragmentation) ผู้บริโภคแตกเป็นกลุ่มย่อยเฉพาะทางมากขึ้น AI และโซเชียล แพลตฟอร์ม เร่งการเปลี่ยนแปลง จาก TikTok, Social Commerce และ KOC โตแรง ทำให้แบรนด์ต้องสื่อสารแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น โทนี่ ฮาร์ราดีน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออมนิคอม มีเดีย เอเชียแปซิฟิก เครือข่ายเอเยนซีด้านสื่อและโฆษณาระดับโลก กล่าวว่าอุตสาหกรรมสื่อฯ ในระดับภูมิภาคเอเชียฯ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจ จากการขยายตัว (Scale) และมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง (Dynamic) ผลักดันให้ให้ธุรกิจ/แบรนด์สินค้าเติบโตบนความหลายหลายของผู้บริโภคทั้งในกลุ่มประเทศจีน ฮ่องกง เกาหลี รวมถึงประเทศไทย “อุตสาหกรรมโฆษณายุคใหม่ต้องเข้าใจโลกและท้องถิ่นไปด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วงไครซิส มีเดีย เอเยนซี ต้องวางบทบาทเป็นทั้งผู้วางแผนและคอนซัลต์ให้กับลูกค้าไปพร้อมกัน” ด้าน จิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ออมนิคอม มีเดีย ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภูมิทัศน์อุตฯสื่อและโฆษณาในภาพรวมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคในสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆที่มีผลต่อการทำงานร่วมกันระหว่างเอเยนซีและแบรนด์ มากขึ้น “จากเดิมงานครีเอทีฟ หรือความคิดสร้างสรรค์จะเป็นตัวนำการทำสื่อโฆษณาร่วมกับแบรนด์ แต่ในวันนี้เสียงผู้บริโภค หรือ คอนซูเมอร์ ที่เกิดขึ้นเป็นเทรนด์ต่างๆในสื่อโซเชียล จะเป็นตัวนำการทำงานเข้ามาแทนแล้ว” พร้อมเสริมว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ตัวแทนสื่อโฆษณาและแบรนด์มีการทำงานเชิงลึกร่วมกัน ต่อการรับฟังเสียงของผู้บริโภคในช่องทางสื่อต่างๆ (Social Listening) เพื่อนำมาออกแบบและวางแผนงานบริหารสื่อเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในจุดต่าง ๆ (Touch Point Media) ทั้งในช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ ตลาดผู้บริโภคกระจัดกระจาย ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีอิทธิพล และความหลากหลาย/ซับซ้อนของผู้บริโภคที่แตกออกเป็นกลุ่มเฉพาะมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมไปถึงการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัล ตั้งแต่ TikTok และโซเชียลคอมเมิร์ซ และอีคอมเมิร์ซอินฟลูเอนเซอร์ ที่ขยายตัวมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยุคใหม่ยังคุ้นเคยกับเทคโนโลยี มีความคาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ที่เป็นส่วนตัวและจริงใจมากยิ่งขึ้น ทำให้แบรนด์ต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคในประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับในตลาดทั่วโลก จากคาดการณ์ของสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ประจำปี 2569 ระบุว่า งบโฆษณาโดยรวม คาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.13 – 1.15 แสนล้านบาท จากปัจจัยขับเคลื่อน GDP อัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่เติบโตคงที่ รวมถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การขยายตัวของความเป็นเมืองและสังคมผู้สูงอายุ สำหรับสื่อที่โดดเด่นในปี 2569 จะเป็นสื่อดิจิทัล และสื่อนอกบ้าน (Out of Home) มีการเติบโตมาก และช่วยให้ผู้บริโภคถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่สื่อโทรทัศน์ ยังคงเป็นสื่อหลัก นอกจากนี้ ยังพบว่า อิทธิพลใหม่ จากครีเอเตอร์ระดับนาโนและไมโคร (Nano/Micro) รวมถึงเคโอซี (Key Opinion Consumers:KOCs) กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์การสร้างความผูกพัน (Engagement) “จากสถานการณ์นี้ทำให้เกิดความท้าทายที่เรียกว่า Mass Fragmentation หรือการบริโภคสื่อที่มีความหลากหลาย มีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น คนแต่ละรุ่นมีพฤติกรรมการเสพสื่อที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง” จัดโครงสร้างใหม่รับมือ โรเชลล์ ชายา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออมนิคอม มีเดีย ประเทศไทย เสริมว่าออมนิคอม มีเดียฯ วางแนวทางธุรกิจในปี2569 เพื่อสร้าง ‘ความแม่นยำในระดับสเกล’ ภายใต้โครงสร้างการบริหารเดียวส่งผลให้มีจำนวนพนักงานทั้งสิ้นราว 480 คนโดยร่วมกับเอเยนซี 4 แบรนด์ในเครือ คือ Initiative OMD PHD UM พร้อมหวังผลการทำงานร่วมกับพันธมิตรธุรกิจแบรนด์ครอบคลุม 4 ด้านหลัก คือ เข้าถึงผู้บริโภค คอนเทนต์ และวัฒนธรรม (Proximity) การบริหารจัดการการตลาดแบบครบวงจร (End-to-end Orchestration) ข้อมูลเจาะลึกจากฐานข้อมูลมหาศาล (Scaled Intelligence) วิจารณญาณของมนุษย์และความเป็นพันธมิตร (Human Judgment) ปัจจุบัน ออมนิคอม มีเดีย ประเทศไทย มีพันธมิตรแบรนด์ระดับโลกและดับท้องถิ่นสัดส่วนเท่ากัน 50% Key Takeaways แบรนด์ต้องฟังมากกว่าสื่อสาร Social Listening ไม่ใช่ออปชั่น แต่เป็นแกนหลักกลยุทธ์ (core strategy) ของการตลาดยุคใหม่ Mass Marketing ใช้ไม่ได้เหมือนเดิม ต้องคิดแบบหลายเซ็กเมนต์ (segment) พร้อมกัน และออกแบบการสื่อสารให้ตรงกลุ่มย่อย เอเยนซีกำลังกลายเป็นพันธมิตรธุรกิจแบรนด์ ไม่ใช่แค่ซื้อสื่อหรือทำครีเอทีฟ แต่ต้องเชื่อมข้อมูล อินไซต์ และกลยุทธ์เข้าด้วยกัน
Canva AI 2.0 เปลี่ยนเสียงในหัวเป็นดีไซน์จริงในไม่กี่วินาที ด้วยพลัง AI Lab
แคนวา แพลตฟอร์มออกแบบออนไลน์ อัปเลเวลสู่ Canva AI 2.0 รับโลกครีเอทีฟและดีไซน์ที่ต้องให้ ‘เอไอ’ มาเป็นผู้ช่วย ‘คิดอยู่ในหัวแค่พูดมา แคนวา ทำให้ได้’ Canva ขึ้นแท่น AI อันดับ 3 ของโลก มีผู้ใช้งานกว่า 250 ล้านคนต่อเดือน สะท้อนการเติบโตของ AI ในสายครีเอทีฟอย่างชัดเจน เปิดตัว Canva AI 2.0 ครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ก่อตั้ง เปลี่ยนแพลตฟอร์มจาก ‘เครื่องมือ’ เป็น ‘ผู้ช่วยคิด’ ครอบคลุมตั้งแต่ไอเดียจนถึงผลงานจริง ลงทุน AI Lab และโมเดลเฉพาะด้านดีไซน์ พัฒนา AI ที่เร็วกว่าและต้นทุนต่ำกว่าเจ้าอื่น รองรับงานภาพ วิดีโอ และดีไซน์ครบวงจร Canva (แคนวา) แพลตฟอร์มออกแบบออนไลน์ ภายใต้โมเดลธุรกิจ SaaS (Software-as-a-Service) จากความตั้งใจ ‘ให้ใคร ๆ ก็ออกแบบได้’ ของกลุ่มผู้ก่อตั้ง เมลานี เพอร์กินส์ (Melanie Perkins),คลิฟ โอเบรชท์ (Cliff Obrecht) และ คาเมรอน อดัมส์ (Cameron Adams) เกิดขึ้นครั้งแรกในเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ถึงในวันนี้ ‘แคนวา’ ให้บริการระดับโลกเข้าสู่ปีที่ 13 แล้ว กับคอนเซปต์ ‘ความง่าย’ ในการใช้งานของแคนวากับรูปแบบเทมเพล็ต (Template) สำเร็จรูป ให้เลือกใช้ต่างๆ อย่าง โพสต์โซเชียลมีเดีย, พรีเซนเทชั่น, โปสเตอร์, เรซูเม่, และวิดีโอ ที่เหมาะกับทั้งมือใหม่และมืออาชีพ ที่อาจไม่ต้องมีความรู้ด้านการออกแบบก็สามารถสร้างงานสวยงามได้ พร้อมจุดเด่น ‘ลากและวาง’ (Drag-and-Drop) ที่เรียกว่าเป็นการ ‘Hack’ วิธีทำงานดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัวมากขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ถึงในตอนนี้มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 250 ล้านคนต่อเดือน อัปเลเวล Canva AI 2.0 ล่าสุดเมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ‘Canva’ ประกาศก้าวสำคัญครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2556 ด้วยการเปิดตัว Canva AI 2.0 จุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการสร้างสรรค์ด้วย AI พร้อมตอกย้ำบทบาทของ Canva ในฐานะศูนย์กลางการทำงานแห่งอนาคต สำหรับทิศทางใหม่ของ Canva นี้ เป็นผลจากพลังแล็บ AI ระดับแนวหน้าและการลงทุนพัฒนาโมเดลพื้นฐานสำหรับงานดีไซน์มาอย่างต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา โดย Canva AI 2.0 ได้ยกระดับ Canva ให้เป็นแพลตฟอร์มอินเทอร์แอ็คทีฟอัจฉริยะ ในฐานะผู้ช่วยสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มคิดไอเดียจนออกมาเป็นผลงานจริงที่เน้นการทำงานเชิงรุก ช่วยให้ทีมเปลี่ยนไอเดียสู่การลงมือทำจริงได้ในที่เดียว นอกจากนี้ Canva AI 2.0 ยังมีระบบโครงสร้างใหม่ที่ฉลาดและทรงพลังที่จะเปลี่ยนภาพจำการทำงานดีไซน์แบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ขึ้นไปอีก “คิดอะไรได้ก็ปั้นให้เป็นจริงได้ทันที” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ Canva นับตั้งแต่วันที่ย้ายงานดีไซน์ออกจากซอฟต์แวร์เดสก์ท็อปที่ซับซ้อน มาสู่แพลตฟอร์มบนเบราว์เซอร์ Canva AI 2.0 มีฟีเจอร์ใหม่อะไรบ้าง? ดีไซน์ผ่านการสนทนา (Conversational Design) Canva AI ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นงานจริงได้ง่ายขึ้น พิมพ์หรือพูดในแบบที่คิดได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มจากหน้าเปล่า ๆ หรือเสียเวลาหาเทมเพลตที่ลงตัวตั้งแต่แรก ใส่ไอเดีย/เป้าหมาย หรือโครงร่างคร่าว ๆ Canva AI ก็จะช่วยสร้างงานที่พร้อมให้แก้ไขต่อได้ทันที พร้อมวางโครงสร้างจัด เลย์เอาต์ และใส่ความเป็นแบรนด์มาให้ตั้งแต่เริ่ม Canva AI 0 จะยังช่วยทำงานต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ จดจำสิ่งที่คุยกันไว้แม้ไอเดียมีการขยับขยายเพิ่มขึ้น ทั้งการเบรนสตอร์ม (brainstorm) ปรับแต่งรายละเอียด หรือแก้ไขงาน ก็ทำได้ในที่เดียว ระบบประสานงานอัจฉริยะ (Agentic Orchestration) ช่วยให้ AI ทำงานร่วมกับคนได้จริง จากการบอกเป้าหมาย ส่งสเก็ตช์คร่าว ๆ หรือแชร์บรีฟสั้น ๆ Canva AI ก็ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้เป็นงานจริงได้ผ่านบทสนทนาเดียว Canva พัฒนาระบบประสานงานแบบใหม่ที่ดึงเครื่องมือทั้งหมดมาทำงานร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานที่ครบถ้วน พร้อมใช้งาน ระบบจะทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วผู้ใช้งานต้องการอะไร เลือกใช้เครื่องมือที่ใช่ และประสานการทำงานให้ทุกอย่างออกมาในรูปแบบที่ต้องการ เช่น ถ้าพิมพ์ว่า ‘ช่วยสร้างแผนแคมเปญแบบหลายช่องทางเพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ช่วงซัมเมอร์’ Canva AI ก็จะช่วยสร้างทุกอย่างให้พร้อมต่อยอดหรือพร้อมนำไปใช้ได้ทันที ระบบวิเคราะห์วัตถุอัจฉริยะ (Object-Based Intelligence) ช่วยแก้ไขงานได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ด้วยคำสั่งบอก Canva AI ว่าอยากปรับจุดไหน ระบบก็จัดการให้เฉพาะส่วนนั้นได้ทันที เช่น การเปลี่ยนรูป ปรับข้อความพาดหัว หรือแก้ฟอนต์ใหม่ สามารถทำได้โดยไม่กระทบองค์ประกอบอื่นของงาน ด้วยพลังโมเดลการออกแบบเฉพาะของ Canva ทำให้ทุกชิ้นงานที่ AI 0 สร้างขึ้นจะแยกออกเป็นเลเยอร์ ให้ผู้ใช้งานแก้ไขต่อได้ทุกชิ้น เหมือนมีโครงงานที่พร้อมให้เข้าไปปรับแต่งต่อได้เต็มที่ ทีมจึงสามารถเข้ามาร่วมคอมเมนต์ ช่วยกันแก้ไข และปรับแก้งานต่อได้ทุกเมื่อ หน่วยความจำ (Living Memory) ระบบจดจำอัจฉริยะจะยิ่งรู้ใจผู้ใช้งานมากขึ้นทุกครั้งที่ใช้งาน โดยเรียนรู้จากบริบท ความต้องการ และผลงานที่ผ่านมา เพื่อช่วยคุมโทนงานให้สอดคล้องกับแบรนด์ และปรับการทำงานให้เข้ากับสไตล์ของผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น Canva AI ยังปรับประสบการณ์ให้เป็นแบบเฉพาะตัวได้มากขึ้น ด้วยการอ้างอิงจากดีไซน์ที่มีอยู่ เพื่อสร้างคลังความจำส่วนตัวและโปรไฟล์เกี่ยวกับผู้ใช้งาน เพื่อช่วยแนะนำสิ่งที่ตรงกับความต้องการได้มากขึ้นในทุกครั้งที่ใช้งาน สู่ยุค Agentic AI สมบูรณ์แบบ โดย Canva AI 2.0 ยังวางตำแหน่งให้เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการทำงานในทุกวัน ครอบคลุมงานชิ้นเล็กเล็ก ๆ ไปจนถึงแคมเปญเต็มรูปแบบ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในที่เดียว ทั้งเครื่องมือ เวิร์คโฟลว์ และผลงานที่พร้อมใช้งาน ช่วยให้ทีมทำงานได้เร็วขึ้น คล่องตัวขึ้น และจัดการทุกอย่างได้จบใน Canva ตัวเชื่อมข้อมูลรวมทุกงานไว้ในที่เดียว แทนที่จะปล่อยให้ข้อมูลจะกระจัดกระจายอยู่ตามแอปต่าง ๆ Canva AI จะรวมทุกอย่างมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด แค่เชื่อมต่อเครื่องมืออย่าง Slack, Gmail, Google Drive หรือ Calendar ระบบก็สามารถนำข้อมูลจากในแชท เนื้อหา และตารางงาน มาช่วยสร้างงานที่ตรงใจได้ เช่น สรุปประเด็นจากบันทึกการประชุมใน Zoom แปลงอีเมลจากลูกค้าให้เป็นโปรโมชั่นแบบเฉพาะคน ทำจดหมายข่าวในองค์กรจากอัพเดตใน Slack ทุกอย่างก็ทำได้ในที่เดียว ณ ตอนนี้ ตัวเชื่อมข้อมูลรองรับ Slack, Notion, Zoom, HubSpot, Gmail, Google Drive และ Google Calendar และจะรองรับแอปอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคต ตั้งเวลางาน ให้การทำงานไปต่อได้แบบอัตโนมัติ (Work On Autopilot) จากการตั้งค่าครั้งเดียว Canva AI จะช่วยดูแลงานที่เหลือให้เบื้องหลังได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์โซเชียลสำหรับทุกแพลตฟอร์ม แปลออกมาเป็นหลากหลายภาษา หรือการสรุปบรีฟจากอีเมลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมในแต่ละวัน งานทุกอย่างจะถูกจัดการให้แล้วเสร็จ พร้อมให้ใช้ได้ทันทีที่ล็อกอิน ลดระยะเวลาการทำงานที่เคยต้องทำหลายชั่วโมง ให้เหลือเพียงไม่กี่วินาที ค้นหาข้อมูลจากเว็บ โดย Canva AI สามารถดึงข้อมูลจากทั่วอินเทอร์เน็ตมาใช้งานได้ตรงในดีไซน์ จะค้นหาทันทีหรือให้ Canva AI ทำงานอยู่เบื้องหลังก็ได้ จากนั้นระบบจะรวบรวมและจัดข้อมูลให้เป็นระเบียบ พร้อมแปลงออกมาเป็นคอนเทนต์บนหน้าดีไซน์ที่แก้ไขต่อได้เลย เช่นข้อเสนอทางธุรกิจหรืออินไซต์สำหรับการสำรวจตลาด ให้นำไปต่อยอด ปรับแต่ง และแชร์ต่อได้ทันที ระบบ Branding อัจฉริยะ ด้วยระบบ Brand Intelligence จะช่วยคุมโทนให้ทุกงานสอดคล้องกับแบรนด์เองอัตโนมัติ แค่เชื่อมต่อข้อมูลหรืออธิบายสิ่งที่ต้องการ Canva AI จะช่วยจัดการฟอนต์ สี และสไตล์ให้เข้ากันในทุกดีไซน์ แม้งานเก่าก็อัพเดตให้ตรงแบรนด์ไกด์ไลน์ล่าสุดได้ง่ายๆ จากการสั่งครั้งเดียว ระบบก็ช่วยปรับงานให้ดูใหม่ขึ้นและตรงตามแบรนด์มากขึ้น เปลี่ยนงานแก้ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง ให้เสร็จได้ในไม่กี่วินาที Canva Code 0 พร้อมฟีเจอร์นำเข้า HTML จากการบอกไอเดียระบบจะสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและตอบโต้กับคนดูได้ทันที โดยจัดโครงสร้างงานมาอย่างดี ด้วยดีไซน์สวยงาม และรองรับการแสดงผลที่ลื่นไหลบนทุกอุปกรณ์ Canva โค้ดดิ้ง เพียงอิมพอร์ตไฟล์ HTML หรือผลงานที่สร้างด้วย AI เข้ามาใน Canva ก็สามารถปรับแต่งต่อได้ทันทีผ่าน Visual Editor ทุกขั้นตอนในที่เดียว ตั้งแต่การเพิ่มฟอร์มเพื่อส่งข้อมูลเข้า Canva Sheets การใส่ลูกเล่นแบบอินเทอร์แอ็คทีฟในงานพรีเซนเทชั่น ไปจนถึงเผยแพร่งานบนโดเมนของผู้ใช้งานเอง พร้อมรองรับระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Single Sign-On (SSO) Sheets AI สเปรดชีตอัจฉริยะที่ใช้งานง่ายกว่าเดิม โดยอธิบายสิ่งที่ต้องการจะดีไซน์ ฟีเจอร์ Canva AI 0จะช่วยสร้างสรรค์ตารางงานที่สมบูรณ์แบบ ทั้งโครงสร้างที่ชัดเจนและดีไซน์สวยงาม พร้อมข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ครบถ้วน ทั้งตารางงบประมาณ แผนการดำเนินงาน ปฏิทินการทำงาน หรือตารางงานวิจัย ทุกข้อมูลจะถูกจัดระเบียบและออกแบบมาอย่างมืออาชีพพร้อมใช้งานทันที Template Remix คลังแรงบันดาลใจที่ไร้ขีดจำกัด คลังเทมเพลตของ Canva ที่จะก้าวเข้าสู่ความไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดตัว Canva AI 0 แหล่งรวมแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด ให้คุณได้ค้นหา นำมาปรับแต่งและสร้างสรรค์ในสไตล์ของตนเอง เพียงเริ่มจากสิ่งที่คุณสนใจ แล้วให้ Canva AI ช่วยเจียระไนต่อจนกลายเป็นผลงานที่ตรงใจคุณที่สุด ทุกเทมเพลตจะเป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ ของความเป็นไปได้นับล้าน ไม่ใช่ ‘ข้อจำกัด’ ในการออกแบบอีกต่อไป เบื้องหลังความฉลาด Canva AI 2.0 ขณะที่หัวใจสำคัญของ Canva AI 2.0 คือห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าของ Canva ที่มีนักวิจัยกว่า 100 ชีวิต จากทีม Canva Original Research and Exploration (CORE) ร่วมกันสร้างสรรค์โมเดลรูปแบบมัลติโมดัล (multimodal foundation) ซึ่งเป็นโมเดลที่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลหลายประเภทพร้อมกันรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่องานดีไซน์โดยเฉพาะ สำหรับการลงทุนในครั้งนี้ ยังเป็นตัวเร่งขีดความสามารถด้านงานวิจัยของ Canva ให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น จาก AI Model รุ่นแรกที่ต้องใช้เวลาพัฒนานานกว่า 2 ปี แต่ในปัจจุบันจากความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานในการฝึกฝนโมเดล (Training Infrastructure), สถาปัตยกรรมโมเดล และระบบการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Closed-loop Reinforcement Learning) ส่งผลให้สามารถฝึกฝน ประเมินผล และเริ่มใช้งานโมเดลใหม่ๆ ได้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ในปัจจุบันงานวิจัยของ Canva ครอบคลุมเทคโนโลยี Visual AI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างรูปภาพ วิดีโอ และ Style Transfer ไปจนถึงการสร้างสรรค์และประเมินผลงานดีไซน์ในเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Canva นั้น ได้ปรับแต่งเพื่อคุณภาพของผลลัพธ์ พร้อมความรวดเร็ว ที่มีความสามารถในการแก้ไข และความสอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานจริง ขณะที่ โมเดลของ Canva มีความเร็วสูงกว่าถึง 7 เท่า และมีต้นทุนที่ประหยัดกว่าถึง 30 เท่า เมื่อเทียบกับโมเดลระดับแนวหน้าอื่นๆ ในระดับเดียวกัน เช่น Canva Proteus (เทคโนโลยี Style Transfer) รวดเร็วกว่า 2 เท่า และประหยัดกว่าถึง 23 เท่า Canva Lucid Origin (การใช้ AI สร้างรูปภาพ) รวดเร็วกว่า 5 เท่า และประหยัดกว่าถึง 30 เท่า Canva I2V (การเปลี่ยนภาพนิ่งให้กลายเป็นวิดีโอ): รวดเร็วกว่า 7 เท่า และประหยัดกว่าถึง 17 เท่า ทั้งนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของงานวิจัยเหล่านี้ Canva กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร รวมถึงระบบการฝึกฝนโมเดลภายในองค์กร ระบบจัดการการเรียนรู้แบบเสริมกำลังที่รองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีนี้ไปยังผู้ใช้งานกว่า 250 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลก เชื่อมระบบนิเวศเอไอ ‘ลากและวาง’ ขณะเดียวกัน Canva ยังได้ประกาศความสามารถใหม่ในการนำผลงานที่สร้างจาก AI เข้าสู่แพลตฟอร์ม Canva ได้โดยตรง ซึ่งสามารถแก้ไขและทำงานร่วมกันได้ทันทีผ่านเครื่องมือ Drag-and-drop ที่ใช้งานง่ายของ Canva พร้อมเผยแพร่เป็นเว็บไซต์ที่ใช้งานได้จริงภายในไม่กี่คลิก โดยในยุคที่ AI เข้ามาพลิกโฉมการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกต่างร่วมมือกับ Canva เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอัพเกรดร่างชิ้นงานสู่ผลงานที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ แก้ไขได้อย่างอิสระ และสามารถนำไปต่อยอดขยายผลได้อย่างไร้ขีดจำกัด จากความต้องการที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ Canva ขึ้นสู่การเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำที่มีอัตราการเติบโตในกลุ่มลูกค้าที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ AI รวดเร็วที่สุด อ้างอิงจากรายงานวิจัยล่าสุดโดยบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) ระดับโลกอย่าง Andreessen Horowitz เปิดรอบพรีวิวทดลองใช้ Canva AI 2.0 โดยเมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา Canva AI ได้เปิดให้เริ่มทดลองใช้งานจริงในรูปแบบ Preview โดยจะมอบสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้ามาเจอเมนูนี้บนหน้าแรกของ Canva หลังจากนั้นจะทยอยเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปเริ่มใช้งานในสัปดาห์ต่อ ๆ ไป
หน้าร้อนไทยดันค้นหา’กันแดด’พุ่ง 2.7 แสนครั้ง หนุนยอดขายวัตสันโต 150%
วัตสัน ดัน ‘Sun Destination’ อาณาจักรกันแดดครบวงจร รับดีมานด์หน้าร้อนโตแรง ค้นหา ‘กันแดด’ พุ่ง 729,112 ครั้ง ยอดขายเพิ่มกว่า 150% เทียบปีก่อน ค้นหาคำว่า ‘กันแดด’ บน Watsons Online ทะลุ 729,112 ครั้ง พร้อมยอดคลิกกว่า 45,000 ครั้ง สะท้อนดีมานด์ปกป้องผิวช่วงซัมเมอร์ กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเติบโตมากกว่า 150% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ผู้บริโภคเริ่มใช้กันแดดเป็นจุดเริ่มต้นของสกินแคร์รูทีนครบวงจร สินค้าฟื้นฟูผิวหลังแดด เช่น มาสก์และไวท์เทนนิ่ง โตเพิ่ม 28% ชี้พฤติกรรมดูแลผิวแบบต่อเนื่อง ตั้งแต่ปกป้องจนถึงซ่อมแซมระยะยาว อิศราวดี มีป้อม คัสโตเมอร์ คอนโทรลเลอร์ (Customer Controller) วัตสัน ประเทศไทย ผู้บริหารร้านค้าปลีกพิเศษสุขภาพและความงาม (Health and Beauty Retail) เปิดเผยว่า ข้อมูลเชิงลึกผู้บริโภคจากพฤติกรรมการค้นหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์วัตวัน ในช่วงซัมเมอร์ พบสัญญาณชัดเจนว่า ‘คนไทย’ กำลังมองการดูแลผิวในมิติที่ลึกและรอบด้านมากขึ้น โดยตัวเลขการค้นหาคำว่า ‘กันแดด’ บนวัตสันออนไลน์ที่ทะลุ 729,112* ครั้ง พร้อมยอดคลิกกว่า 45,000* ครั้ง สะท้อนถึงความต้องการผลิตภัณฑ์ปกป้องผิว หาก และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่มีนัยสำคัญ ที่ผู้บริโภคกำลังใช้ ‘กันแดด’ เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการดูแลผิวในทุกมิติ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ปลาเข็ม-กรัชเพชร’ ทายาทชาญอิสสระ สร้างไลฟ์สไตล์แบรนด์ ‘BaBaso’ เจาะตลาด 6,500 ล. ‘วัตสัน’ สร้างอีโคซิสเต็มสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ 900 SKU รับยุคผู้บริโภคคิดก่อนเปย์ ข้อมูลจากวัตสันออนไลน์ยังระบุว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเติบโตสูงกว่า 150%* เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (จำนวนชิ้น : มกราคม–พฤษภาคม 2567 เทียบกับ 2568) ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องและได้รับการยืนยันจากพฤติกรรมการค้นหาที่เกิดขึ้นควบคู่กัน โดยผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่การค้นหาครีมกันแดดเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการค้นหาสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและบำรุงผิวหลังสัมผัสแสงแดด อาทิ ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใส มาสก์บำรุงผิว และ สกินแคร์เพื่อการซ่อมแซมเซลล์ผิว เพิ่มขึ้นถึง 28% โดยปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าผู้บริโภคมองการดูแลผิวในช่วงซัมเมอร์เป็น สกินแคร์ เจอร์นีย์ ที่มีขั้นตอนและความต่อเนื่อง ตั้งแต่การปกป้อง การซ่อมแซม ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวในระยะยาว “ยอดขายกันแดดเติบโตกว่า 150% ชี้ว่าผู้บริโภคไทยมองการป้องกันแสงแดดเป็นจุดเริ่มต้นของสกินแคร์ รูทีน ที่ครบวงจร ไม่ใช่เพียงสินค้าตามฤดูกาล” อิศราวดี เสริมว่า จากข้อมูลสะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน มีความรู้และความตระหนักด้านการดูแลผิวในระดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญไม่ได้มองกันแดดเป็นเพียงสินค้าป้องกันแสงแดดตามฤดูกาลอีกต่อไป แต่เข้าใจดีว่าการปกป้องผิวจากรังสียูวีคือรากฐานของสุขภาพผิวในระยะยาว เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความต้องการโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้นในทุกขั้นตอน จากแนวโน้มนี้ วัตสัน นำมาต่อยอดสู่การให้บริการในฐานะ ‘Sun Destination’ โซลูชันครบวงจรในจุดเดียว เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวและซับซ้อนขึ้น โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์กันแดดกว่า 700 รายการ ครอบคลุมทุกระดับการปกป้อง และทุกบริบทการใช้ชีวิต ควบคู่ไปกับสินค้าในกลุ่มฟื้นฟูและบำรุงผิวที่ได้รับการคัดสรรให้สอดคล้องกับแต่ละขั้นตอนของการดูแลผิว แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทใหม่ของวัตสันในฐานะ ‘Sun Destination’ ปลายทางที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงโซลูชันการดูแลผิวจากแสงแดดได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ก่อนสัมผัสแสงแดด ระหว่างวัน ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวอย่างเต็มรูปแบบ ได้ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ และวัตสันออนไลน์ *อ้างอิงข้อมูลจาก Watsons Online (มกราคม–พฤษภาคม 2567 เทียบกับ มกราคม–พฤษภาคม 2568) Key Takeaways ผู้บริโภคไทยมอง ‘กันแดด’ เป็นพื้นฐานสุขภาพผิว ไม่ใช่สินค้าตามฤดูกาล ทำให้ความต้องการสินค้าเกี่ยวเนื่องทั้งก่อนและหลังเจอแดดเพิ่มขึ้น วัตสันวางตำแหน่ง ‘Sun Destination’ รวมโซลูชันครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปกป้อง ระหว่างวัน ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวหลังเผชิญแสงแดด วัตสันรวบรวมกันแดดกว่า 700 รายการ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สะท้อนบทบาทค้าปลีกความงามที่เน้นนำทางสกินแคร์เจอร์นีย์ครบวงจร
รีวิวเดอะควอเตอร์ เจ้าพระยา 2 วัน 1 คืน ‘กินอิ่มนอนอุ่น’
รีวิว Staycation 2 วัน 1 คืน The Quarter Chaophraya by UHG ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย่านคลองสาน ฝั่งธนบุรี กับประสบการณ์พักผ่อนห้องพักโฮมมี่ ฟาซิลิตี้ครบ เหมาะทั้งสายทำงาน-ทริปเดินทางในกรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงปีใหม่ไทย ‘เทศกาลมหาสงกรานต์’ ซึ่งเป็น Long Weekend ที่ผ่านมา AlternateX ได้พักผ่อนแบบยาวๆ ในกรุงเทพฯ และเป็นจังหวะเดียวกับได้รับออฟเฟอร์น่ารัก ๆ จาก UHG (Urban Hospitality Group) ผู้บริหารเชนโรงแรมและอาคารสำนักงานพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ The Quarter (เดอะ ควอเตอร์) ชวนไปพักโรงแรมเดอะควอเตอร์ เจ้าพระยา บาย ยูเอชจี (The Quarter Chaophraya by UHG) เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ระหว่างวันที่ 15-16 เมษายน ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในทีมครีเอเตอร์ AlternateX เป็นสาย Digital Nomad ที่ชื่นชอบการแบกโน๊ตบุ๊คไปทำงานในทุกๆที่มีไว-ไฟ และอินเทอร์เน็ตเร็วสูง ก็ไม่พลาดการสำรวจ The Quarter Chaophraya กับจุดเด่นของทำเลวิวว้าวๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในย่านที่สวยสุดของฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ AlternateX ขอใช้โอกาสนี้ ‘รีวิว’ ประสบการณ์เข้าพัก The Quarter Chaophraya ในช่วงสองวันหนึ่งคืน ซึ่งก่อนอื่นเราขอ POV สวมบทบาทเป็นนักเดินทางที่อยากทำงานไปด้วยพักผ่อนไปด้วย ซึ่งการได้ ‘ห้องพัก’ ที่ถูกใจจะเป็นอะไรที่ทำให้เราแฮปปี้สุด ๆพร้อมลุ้นว่าทั้งห้องพักและไวบส์ภายใน The Quarter Chaophraya แห่งนี้ จะเป็นยังไงบ้าง? หลายหลายวิธีการเดินทาง สำหรับ โรงแรมเดอะควอเตอร์ เจ้าพระยา อยู่ในทำเลย่านคลองสาน ฝั่งธนบุรี ของกรุงเทพฯ เข้าไปในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 17 ใกล้กับโรงพยาบาลตากสินและหากเลยสี่แยกไฟแดงถนนสมเด็จเจ้าพระยา เลี้ยวไปทางขวาก็จะเป็นศูนย์การค้าไอคอนสยาม หากเอาวิธีสะดวก ลองใช้บริการ BTS สายสีทองลงสถานีคลองสาน หรือ ขับรถส่วนตัวเข้าทางถนนสมเด็จเจ้าพระยา โดยโรงแรมมีอาคารจอดรถให้บริการ ตั้งอยู่ใกล้ห้างไอคอนสยาม สามารถเดินเท้ามาได้ประมาณ 10 นาที สำหรับสายชิลๆ หากอยากสัมผัสลมและวิวแม่น้ำเจ้าพระยา สามารถนั่งเรือข้ามฟาก แล้วมาลงเรือที่ท่าเรือคลองสาน จากนั้นเดินเท้าต่อมายังโรงแรมก็ได้เช่นกัน ส่วนสายบัดเจ็ตเน้นการผจญภัยในเมืองแบบ Sightseeing ด้วยรถเมล์ซึ่งมีสายที่ผ่านถนนสมเด็จเจ้าพระยา ได้แก่ สาย 6, 42, 43, 120, 4-1 (6), 4-10 (42R), 4-11 (43), 4-21 (120) Score ⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐ งานฟร้อนท์ ที่นี่ ‘เฟรนด์ลี่’ วันแรกของการเข้าพัก เมื่อไปถึงต้องเช็คอินที่เคาน์เตอร์ในล็อบบี้โรงแรมชั้น1 เพื่อรับคีย์การ์ดเข้าห้องพัก จุดนี้ถือเป็นหน้าด่านงานบริการที่ผู้เข้าพักจะได้รับ ‘ประสบการณ์แรก’ ที่มีต่อโรงแรม โดย ‘สตาฟ’ ที่นี่มีความเป็นมิตรและพร้อมดูแลแขกโรงแรมในระดับที่โอเคมาก ๆ เลย เช็คอินได้ตั้งแต่ 14:00 น. เช็คเอาท์ก่อน 12:00 น. Score ⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐ ห้องพัก ไวบส์อบอุ่น การได้ห้องพักที่โฮมมี่และมีไวไฟที่เร็วแรง ถือเป็นเซฟโซนอย่างหนึ่งของสาย ดิจิทัล นอแมด โดยห้องพักที่เราได้มาเป็นไทป์ Superior Twin Balcony ขนาด 31 ตารางเมตร มาพร้อมกับ 2 เตียงไซส์ใหญ่ การตกแต่งภายในห้อง ให้ความคลาสสิกแนวเอิร์ธโทนสีเขียวอมเทาอ่อน ด้วยเดคอเรชั่นตรงผนังหัวเตียงให้บรรยากาศชวนพักผ่อนขั้นสุด แต่ถ้าเปิดม่านตรงหน้าต่างระเบียงออกไปรับแสงก็พร้อมเรียกให้ลุกมาเปิดคอมทำงานได้เช่นกัน! บนเตียง เราจะได้หมอน 2ใบใหญ่ และหมอนใบเล็กอีกหนึ่งใบ พร้อมผ้าห่มหนานุ่มสไตล์โรงแรม ให้เอ็กซพีเรียนซ์การพักผ่อนนอนหลับสบาย แต่ด้วยช่วงเวลาที่ไปพักซึ่งเป็นหน้าร้อนของประเทศไทยในเดือนที่แสงแดดโหดสุดๆของปี ซึ่งหากใครเป็นสายร้อนเก่งอาจจะต้องแร่งแอร์ให้เย็นๆ ฉ่ำลงมามาสักหน่อย Score ⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐ Facilities เดอะควอเตอร์ เจ้าพระยา ออกจากห้องพักกันแล้ว เราไปสำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกกันภายในโรงแรม เดอะ ควอเตอร์ เจ้าพระยา กันต่อ ซึ่งมีหลากหลายฟาซิลิตี้ ที่น่าสนใจ ‘สระว่ายน้ำกลางแจ้ง’ กับวิวบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา และพื้นที่พักผ่อนริมสระ ที่นี่ยังมีบริการห้องพักที่อยู่ติดกับสระน้ำและสามารถเดินลงสระได้โดยตรงจากระเบียงห้อง ‘Pool Access Room’ อีกด้วย ห้องอาหารและบาร์ ให้บริการอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์นานาชาติ และอาหารมื้อหลักที่เน้นความสดใหม่ พร้อมบาร์ริมน้ำสำหรับดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็น ฟิตเนส ห้องออกกำลังกายอุปกรณ์ครบสำหรับสายยิม สปาและบริการนวด เพื่อการพักผ่อน พื้นที่จัดกิจกรรมและสวนริมน้ำ ชวนเดินเล่น และมุมพักผ่อนกลางแจ้งให้ไวบส์ชิล ๆ บริการด้านความสะดวก ด้วยลิฟต์ที่รองรับผู้พิการ, บริการรับฝากสัมภาระ และระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ขณะที่อีกหนึ่งจุดที่เราแอบชอบเอง คือ ภายในโรงแรมเดอะควอเตอร์ เจ้าพระยา ยังมีร้านสะดวกซื้อ LAWSON 108 อยู่ที่ชั้น 1 เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงอีกด้วย เรียกว่าเป็นความสะดวกที่เข้าถึงง่ายสุดๆ ในแบบที่ไม่ต้องออกไปนอกโรงแรม! Score ⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐ อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น ทริปนี้ของ Alternate X The Quarter Chaophraya by UHG เป็นช่วงเวลาพักผ่อนแบบปุ๊กปิ๊กสั้นๆ เพียง 1 คืน แต่ก็ถือว่าเป็น ‘โมเมนต์’ ที่คุ้มค่าสำหรับการ Staycation ที่ได้ประสบการณ์การพักผ่อนในย่านฝั่งธนฯ ของกรุงเทพฯ ในอีกรูปแบบหนึ่ง
‘สงกรานต์’ วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ เพื่อนบ้านก็มี แต่ทำไมไทย ‘ทำถึง’?
เมื่อประเพณีเทศกาลสงกรานต์เป็นวัฒนธรรมร่วมภูมิภาค แต่ ‘ไทย’ ยึดพื้นที่สื่อโลก ด้วยกลยุทธ์ ‘Festival Economy’ จากประเพณีท้องถิ่นสู่ซอฟต์ เพาเวอร์ระดับโลก สร้างภาพจำ Thailand Songkran หลายคนทยอยกลับเข้าสู่สภาวะปกติหลังผ่านพ้นเทศกาลมหาสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้ ‘ประเทศไทย’ สามารถกล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า ‘ทำถึงสุด’ ด้วยหลายพื้นที่แลนด์มาร์คของแต่ละภูมิภาคทั่วประเทศอย่าง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุดรธานี บุรีรัมย์ ภูเก็ต หาดใหญ่ สงขลาฯ ต่างเย็นฉ่ำทั่วหล้ามหาสงกรานต์ กันถ้วนหน้า นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการบิวต์เมืองรอง ‘พะเยา’ ให้สามารถชิงพื้นที่สื่อในช่วงสัปดาห์สงกรานต์ หลังได้ ‘แบมแบม-กันต์พิมุกข์ ภูวกุล’ ศิลปินเคป็อประดับโลกวง GOT7 มาขึ้นเวที ‘Bubble Wave Phayao Songkran Fest 2026’ โชว์คอนเสิร์ตริมกว๊านพะเยา ไปด้วยเช่นกัน อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘พะเยา’ สร้างภาพจำเมืองเที่ยว ดึง ‘แบมแบม GOT7’ ไลน์อัปสงกรานต์2569 โดย ‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง สะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 แม้ในช่วงที่ผ่านมา หลายฝ่ายกังวลปัจจัยลบสถานการณ์ต้นทุนค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นราคาน้ำมัน หนึ่งในตัวแปรหลักต่อการตัดสินใจใช้จ่ายผู้คน แต่กลับพบว่า พฤติกรรมการเดินทาง ของ ‘คนไทย’ ส่วนใหญ่เลือกท่องเที่ยวภายในประเทศและในพื้นที่ใกล้บ้านมากขึ้นด้วย เช่นกัน “สะท้อนการกระจายเม็ดเงินลงสู่พื้นที่ต่างจังหวัดและเศรษฐกิจท้องถิ่น” อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง สงกรานต์ปี 2569 เมืองรองโตแรง’จีน’หวนเที่ยวไทย-ข้าวสาร เปียกสุดในกทม. นอกจากภาพสะท้อนความปังของเทศกาลมหาสงกรานต์ในปี2569 นี้แล้วอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือ ความยิ่งใหญ่ของคำว่า ‘สงกรานต์ประเทศไทย’ ที่กลายเป็นคำสามัญ (Generic Name) อีเวนต์เทศกาลน้ำระดับโลกไปแล้ว โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่า ประเพณีดังกล่าวนี้ จะเป็นมรดกร่วมของภูมิภาคฯ ที่หลายประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง เมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา ต่างพยายามสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตัวเอง เพื่อชิงพื้นที่ท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมายังประเทศของตัวเองในช่วงเวลาเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวอุษาคเนย์ ด้วยเช่นกัน แต่ทำไม? ไทยแลนด์ทำถึง จากกิจกรรมอีเวนต์สงกรานต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นทั่วไทยในปีนี้ ยังกลายเป็นภาพจำที่สร้างบรรทัดฐานการจัดงานประเพณีท้องถิ่นให้เป็นจดจำทั่วโลกหลังสื่อยักษ์อย่าง CNN นำเสนอข่าวพร้อมชื่นชมการจัดงานสงกรานต์ไทย ในฐานะเทศกาลวัฒนธรรมระดับโลก (World Water Festival) ที่ไม่มีใครเทียบชั้นได้!! CNN ย้ำว่างานนี้เป็นมากกว่าการสาดน้ำ แต่คือวัฒนธรรมที่เป็นซอฟต์เพาเวอร์สำคัญ พร้อมยังแนะนำ ‘อาหารไทย’ อย่างข้าวแช่และข้าวเหนียวมะม่วง พร้อมจัดทำคู่มือท่องเที่ยวสงกรานต์ โดยมุ่งเน้นความสนุกสนานที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต กิจกรรมที่ชาวต่างชาติต้องการมาสัมผัสด้วยตัวเอง ‘เท่านั้น’ ‘สงกรานต์’ เท่ากับ ‘เฟสติวัล อีโคโนมี’ หากมองเป็นกลยุทธ์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวของไทย ต้องยอมรับว่า ประเพณีวันสงกรานต์ไทย (Songkran Thailand) ตลอดช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่การเล่นน้ำเพียงอย่างเดียว แต่คือ ‘ประสบการณ์’ ที่มาจากหลายส่วนผสมประกอบกัน ทั้ง คอนเสิร์ต วัฒนธรรม อาหาร ถนนคนเดิน ขบวนแห่ ปาร์ตี้น้ำ ฯลฯ โดยทั้งหมดเหล่านี้ นำมาประกอบร่างเพื่อสร้างเป็น ‘Festival Economy’ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเชิง Branding สงกรานต์ประเทศไทย ในปี 2569 ยังมาจาก ‘คนไทย’ ที่หันมาเที่ยวในประเทศสูงมาก ซึ่งถือเป็นฐานแข็งแรง และไม่ต้องพึ่งต่างชาติอย่างเดียว สะท้อนถึง ‘Domestic Demand’ ความต้องการของคนในท้องถิ่นเอง ที่เป็นตัวแปรสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจเทศกาล ถ้ามองเป็น ‘กลยุทธ์’ คืออะไร ? Alternate-X ถอดกลยุทธ์ ‘Thailand Songkran’ สงกรานต์ประเทศไทย จากประเพณีท้องถิ่น-วัฒนธรรมร่วมภูมิภาค ให้ไปสู่สปอตไลท์ระดับโลกได้นั้น มาจากการยกระดับสงกรานต์ไทยให้เป็นเทศกาลระดับสากล ที่ไม่ได้พูดถึง (Narrative) เฉพาะการสาดน้ำเพื่อความสนุก แต่ประกอบด้วย 5 เสาหลักเชิงกลยุทธ์ (Strategic Pillars) ที่พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ ได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นด้วย การสร้างแบรนด์วัฒนธรรม (Cultural Branding) ‘สงกรานต์ไทย’ ระดับโลก งานเทศกาลทั่วประเทศ (Nationwide Festivalization) อีเวนต์สงกรานต์ที่เกิดพร้อมกันทั่วภูมิภาคของไทย ที่เปลี่ยนทั้งประเทศเป็นเวทีประเพณีท้องถิ่นนักท่องเที่ยวเลือกได้หลายแบบ ทั้งเมืองใหญ่ / เมืองรอง / วัฒนธรรม / EDM / ถนน / วัด พลังวัฒนธรรมป๊อป (Pop Culture Amplification) จากการใช้ใช้ศิลปิน และ อินฟลูเอนเซอร์ มีชื่อเสียงร่วมงานกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ อย่าง แบมแบม GOT7 แมปเวทีคอนเสิร์ต จังหวัดพะเยา กลุ่มศิลปิน EDM ในกรุงเทพ ศิลปินไทย กระจายในภูมิภาค การกระจายตัวทางเศรษฐกิจท้องถิ่น (Economic Distribution) ทำให้เม็ดเงินลงท้องถิ่น ไปเมืองรองส่งผลถึงโรงแรมเต็มหลายจังหวัด และคนไทยเที่ยวใกล้บ้าน สร้างประสบการณ์นักเดินทาง/ท่องเที่ยว (Experience-led Tourism) งานสงกรานต์ไทย ถูกวางบทบาทใหม่ให้เป็นการขาย ‘ประสบการณ์’ ไม่ใช่แค่สถานที่ Thailand Songkran ภาพจำโลก อย่างไรก็ตาม ในเมื่อประเทศในอุษาคเนย์ต่างก็มีประเพณีสงกรานต์เป็นของตัวเอง แต่ทำไม ‘ไทยทำได้’ สร้างให้สงกรานต์กลายเป็นเทศกาลระดับโลกได้นั้น ยังมาจากการที่ไทยเป็นเจ้าของ ‘ภาพจำ’ ของเทศกาลน้ำโลก (Cultural Ownership Strategy) ที่ไทยสร้างแบรนด์ไว้ได้ก่อน ซึ่งยังรวมไปทั้งกลุ่มคำ อื่นๆ อย่าง สงกรานต์ คือ ประเทศไทย เทศกาลน้ำ (Water Festival) คือ ประเทศไทย เมษายน คือ สงกรานต์ประเทศไทย (Thailand Songkran) ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือการพาประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้ครอบครองคำสามัญ ‘Generic Name’ ทรงพลังเหล่านี้ ทำให้สงกรานต์ประเทศไทยยังกลายเป็นเทศกาลที่ครบเครื่องทั้งกิจกรรมดนตรี วัฒนธรรม ที่ผูกไว้กับประสบการณ์ท่องเที่ยว ที่นักเดินทาง/ท่องเที่ยว ต้องมาสัมผัสประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต คำกล่าวนี้อาจไม่เกินจริง เมื่อในปีนี้ไทยสามารถสร้างแบรนด์วัฒนธรรมท้องถิ่นได้ในระดับโลกแล้ว STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
Harmenstone แบรนด์เครื่องประดับสายมูฯ เจาะตลาดความเชื่อ 1.5 หมื่นล.
ตลาดมูเตลูในไทยมีมูลค่าราว 10,800-15,000 ล้านบาท ผู้บริโภค Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทำให้ ‘Harmenstone’ แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติไทยมองเห็นโอกาสขาย โดยมี ลาซาด้า พาแบรนด์เข้าตลาดอีคอมเมิร์ซระดับลักซูรี ตลาดมูเตลูไทยมีมูลค่า 10,800–15,000 ล้านบาท โดย Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนหลักถึง 73.2% Harmenstone ใช้แนวคิด ‘มูมินิมอล’ ผสานความเชื่อกับดีไซน์ร่วมสมัยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ใหม่ แบรนด์พัฒนาเครื่องประดับจากอินไซต์ผู้บริโภค ศึกษาความเชื่อ และออกแบบให้ใส่ได้ทุกวัน คอลเลกชันเด่นอย่าง The Mantra Rings และแชกงหมิวช่วยสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็ว Harmenstone ทำตลาดผ่าน LazMall Luxury บนลาซาด้า เพื่อเจาะลูกค้าพรีเมียม สร้างยอดขายเฉลี่ยหลักล้านต่อเนื่อง และปี 2568 ยอดขายรวมทะลุ 100 ล้านบาท เมื่อ 9 ปีก่อน (ปี2560) ‘บุ๊ค–หัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์ และ เคน–นันท์ธร พรกุลวัฒน์’ สองวิศวกร ผู้ก่อตั้งธุรกิจเครื่องประดับแบรนด์ ‘Harmenstone’ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดเครื่องประดับสายมูเตลูแต่ยังขาดความโมเดิร์นและไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน เป็น Trigger ให้พวกเขานำสิ่งเหล่านี้มาตีโจทย์ใหม่พร้อมพัฒนาเครื่องประดับในคอนเซ็ปต์ ‘มูมินิมอล’ ที่นำพลังจากธรรมชาติและความเชื่อมาใส่เข้ากับดีไซน์ เพื่อให้สวมใส่ใช้งานได้ทุกวัน ในทุกโอกาส ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องอินไซต์ผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่มเจนเนอเรชั่นซี (Gen Z) และผู้หญิงวัยทำงาน ที่หันมาให้ความสำคัญกับ ‘ความสงบของจิตใจ’ มากขึ้น ส่งผลให้เทรนด์ ‘มูเตลู’ ก้าวข้ามความเชื่อเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า ตลาดเครื่องประดับสายมูฯ ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาด ‘มูเก็ตติ้ง’ ที่นำความเชื่อมาต่อยอดเป็นสินค้าที่จับต้องได้และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ สำหรับประเทศไทย ตลาดมูฯ มีมูลค่าราว 10,800-15,000 ล้านบาท โดยมีผู้บริโภค Gen Z เป็นแรงขับเคลื่อนหลักด้วยสัดส่วนสูงถึง 73.2% ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘สายมู’ อย่างชัดเจน ขณะที่ พฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากการบูชาความเชื่อแบบดั้งเดิม สู่สินค้าเสริมพลังใจที่ผสานวัฒนธรรมป๊อป จนกลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่สะท้อนตัวตน แบรนด์ Harmenstone จึงหยิบอินไซต์นี้มาตีโจทย์สร้างความแตกต่างในตลาด ด้วยดีไซน์เครื่องประดับที่ตอบโจทย์สายมูยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด จากทั้งดีมานด์และขนาดของตลาดนี้เอง ทำให้ ‘สองผู้ก่อตั้ง’ เร่งถ่ายทอดความตั้งใจการทำผลิตภัณฑ์นี้ผ่านชื่อแบรนด์ ‘Harmenstone’ ที่ให้ความหมายสะท้อนความสมดุล (Harmony) และหินธรรมชาติ (Stone) เพื่อส่งต่อพลังให้แก่ผู้สวมใส่ “พวกเราอยากให้ผู้สวมใส่ได้เสริมความมั่นใจ และได้รับพลังงานที่ดี ซึ่งเป็นคุณค่าที่แตกต่างจากแบรนด์เครื่องประดับทั่วไป” ขณะที่ หัวใจสำคัญของแบรนด์คือดีเอนเอ ‘มูมินิมอล’ ที่ผสานศรัทธาจากองค์เทพและหินมงคลเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว แต่ก็ยังขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับข้อมูล ตั้งแต่การวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภคไปจนถึงความถูกต้องตามหลักความเชื่อ เพื่อให้ทุกชิ้นงานมอบคุณค่าทั้งในเชิงสัญลักษณ์และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง เมื่อ ‘ศรัทธามาพร้อมกับดีไซน์’ โดยหนึ่งในคอลเลกชัน Harmenstone’ ที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับแบรนด์ คือ The Mantra Rings แหวนซ่อนยันต์ ที่ถ่ายทอดมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ‘โอม มณี ปัทเม หุม’ ผ่านดีไซน์ร่วมสมัย เปลี่ยนเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม เป็นเครื่องรางเตือนใจและพลังในการใช้ชีวิตในทุกวัน ส่วน คอลเลกชัน แชกงหมิว ได้สะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ที่เดินทางไปประกอบพิธีปลุกเสกถึงวัดแชกงที่ฮ่องกง เพื่อส่งต่อพลังแห่งศรัทธาและความศักดิ์สิทธิ์ให้กับผู้สวมใส่ ยอดขายทะลุ 100 ล. สองผู้ก่อตั้ง เล่าต่อถึงเบื้องหลังความสำเร็จของแต่ละคอลเลกชัน มาจาก กระบวนการพัฒนาอย่างพิถีพิถันทำให้ทุกชิ้นงานมีความโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ และความหมายที่จับต้องได้ ตั้งแต่ การวิเคราะห์เทรนด์ผู้บริโภค การศึกษาความหมายขององค์เทพ การคัดเลือกสถานที่ประกอบพิธีตามหลักความเชื่ออย่างถ่องแท้ ขณะที่ ความสำเร็จนี้ยังสะท้อนผ่านการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา Harmenstone สามารถสร้างยอดขาย New High ทะลุ 100 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพและทิศทางการเติบโตของตลาด Spiritual Jewelry ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน หาลูกค้าพรีเมียมใช้ ‘LazMall Luxury’ นอกจากนี้ การทำตลาดเชิงรุกผ่านอีคอมเมิร์ซ ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของ Harmenstone โดยเฉพาะบนลาซาด้า ที่แบรนด์ได้รับเลือกให้อยู่บน LazMall Luxury โซนที่รวบรวมแบรนด์พรีเมียมและลักซูรีระดับโลกเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ความพรีเมียมของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน โดยแบรนด์ สามารถสร้างยอดขายเฉลี่ยหลักล้านบาทบนแพลตฟอร์มได้อย่างต่อเนื่อง สองผู้บริหาร Harmenstone ย้ำว่าในช่วงแคมเปญใหญ่อย่าง Lazada Birthday Sale ที่ผ่านมา Harmenstone ได้ทุบสถิติยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความต้องการของตลาดที่ขยายตัวไปพร้อมกับความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ สำหรับความสำเร็จนี้นอกจากช่องทางการขายแล้ว แบรนด์ยังใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกของแพลตฟอร์ม ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ และต่อยอดสู่การพัฒนาสินค้าและกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์สู่ตลาดพรีเมียม ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว “ความสำเร็จของ Harmenstone ไม่ได้เกิดจากโชคหรือกระแสมูเตลูเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการสร้างความแตกต่างผ่านสินค้าที่มีคุณภาพ ที่นำศิลปะมารวมเข้ากับความศรัทธา และสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส” สองผู้บริหาร ทิ้งท้ายว่า นอกจากการพัฒนาคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่องแล้ว โดยจากนี้ไป Harmenstone ยังวางแผนขยายการเติบโตสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ด้านคราฟต์แมนชิพและวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลกด้วย Key Takeaways เทรนด์มูเตลูเปลี่ยนจากความเชื่อเฉพาะกลุ่ม สู่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของ Gen Z แบรนด์ที่ผสานดีไซน์ร่วมสมัยกับความเชื่อสามารถสร้างความแตกต่างในตลาดได้ การใช้ข้อมูลเชิงลึกและอินไซต์ผู้บริโภคช่วยพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการ พร้อมยกระดับแบรนด์จากเครื่องประดับทั่วไปสู่ตลาดพรีเมียมได้อย่างชัดเจน อีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะ LazMall Luxury เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งการเติบโต ช่วยเพิ่มยอดขาย สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ และต่อยอดสู่การขยายตลาดต่างประเทศ
Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย ม่วนสงกรานต์สไตล์ล้านนา
“Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” เชียงใหม่–ลำพูน ม่วนไม่มีเบรก สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน เทศกาลแห่งความสุขที่จะชวนทุกคนสัมผัสเสน่ห์ แห่งเมืองล้านนา สืบสานวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่าที่สืบทอดความงดงามของวิถีความเป็นไทย จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้แนวคิด “สนุกสนาน สงกรานต์บ้านฉัน” พร้อมกัน 4 ภาค 6 จังหวัดของไทย เชื่อมพื้นที่วัฒนธรรมสำคัญและประวัติศาสตร์ริมสายน้ำตอกย้ำคุณค่าของประเพณีสงกรานต์ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เพื่อเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวิถีน้ำ…วิถีไทย ที่กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, ลำพูน, อุดรธานี, ขอนแก่น และภูเก็ต ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ปีนี้การจัดงานทุกพื้นที่ยังคงมุ่งเน้นการนำอัตลักษณ์และเสน่ห์ของแต่ละชุมชนมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันอย่างกลมกลืน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนในระดับภูมิภาค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะสร้างความยั่งยืนของการต่อยอดทุนวัฒนธรรม ที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างโอกาสมากมาย และความภาคภูมิใจของทุกภาคส่วนที่เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง ในส่วนของภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วันที่ 11-13 และ 15 เมษายน 2569 และ จ.ลำพูน ที่ ถ.รถแก้ว – ถ.อินทยงยศ วันที่ 11-13 เมษายน 2569 โดยทั้ง 2 จังหวัดได้มีกิจกรรมที่จัดเตรียมให้ผู้เข้าชมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติได้ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมล้านนาที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยความสุข สำหรับ “Chiang Mai Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” จัดที่ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ได้รับเกียรติจาก นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นประธานเปิด ร่วมด้วย นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และ นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้แทน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มากล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ โดยภายในงานจัดเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมาย ได้แก่ ไหว้พระขอพร ชำระล้างจิตใจที่จัดภายในวัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตักบาตรโชติกา ห่มผ้าพระธาตุเจดีย์หลวง พิธีสืบชะตาหลวง ร่วมขบวนแห่สรงน้ำพระสุดยิ่งใหญ่ ร่วมเจริญพระพุทธมนต์ และร่วมขบวนแห่พระอัฏฐารส นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมและการแสดงต่างๆอาทิ แข่งขันประกวดก่อเจดีย์ทรายแบบวิจิตรตามแบบแผนเจดีย์โบราณ เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีพื้นเมือง และ วันที่ 15 เมษายน 2569 จัดที่ ชุมชนช้างม่อย สัมผัสเสน่ห์ย่านเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ บนถนนช้างม่อยเก่าถึงขัวสะพานช้างม่อย พบกับภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นกลายเป็นงานคราฟล้านนาร่วมสมัยผ่านงานจักสาน ข้าวยาคูสูตรเฉพาะ ขนมจีน ผ้าซิ่นตีนจก ฯลฯ บรรยากาศภายเป็นไปอย่างคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มาร่วมสัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมล้านนาและเพลิดเพลินกับภูมิปัญญาพื้นถิ่นเชื่อมโยงพหุวัฒนธรรมจากชุมชนในเมืองและรอบเมืองทางด้าน “Lamphun Water Festival 2026 เทศกาลวิถีน้ำ…วิถีไทย” จัดที่ถนนรถแก้ว – ถนนอินทยงยศ จ.ลำพูน บรรยากาศได้มีประชาชนได้มาร่วมขบวบแห่สรงน้ำพระฉลองชาติกาล 150 ปีครูบาศรีวิชัยกันอย่างอบอุ่น และต่อด้วยไปดื่มด่ำบรรยากาศสงกรานต์ในสวน พบ Local Chef Table เมนูอาหารที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่นโดยเชฟเป็นผู้ออกแบบรังสรรค์เมนู นอกจากนี้พบกับตลาดนัดสินค้าคุณภาพมากมายที่มาให้เลือกซื้อมากมาย
สงกรานต์ปี 2569 เมืองรองโตแรง’จีน’หวนเที่ยวไทย-ข้าวสาร เปียกสุดในกทม.
ทรู คอร์ปอเรชั่น แทร็คความเคลื่อนไหวไปไหนมากสุดสงกรานต์? คนกรุงเทพฯ-ปริมณฑล-ตะวันออก เดินทางเก่งสุด ผู้คนยังกลับภูมิลำเนา ‘พี่จีน’ แชมป์เบอร์1 กลับมาเล่นน้ำเมืองไทย อีสาน แชมป์ปลายทางยอดนิยม Mobility Data โตสูงสุด +12.6% และติด 4 ใน 5 จังหวัดคนเดินทางมากสุดช่วงสงกรานต์ นักท่องเที่ยวจีนกลับมาอันดับหนึ่ง Inbound ต่างชาติเติบโต 2.5% ส่วนคนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่ม 24.5% 5 พื้นที่ฮิตในกรุงเทพฯ ได้แก่ ข้าวสาร สีลม ICONSIAM สยามสแควร์ และเซ็นทรัลเวิลด์ ‘คูรัม อัชฟาค’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคม เทคโนโลยี ดิจิทัล รายใหญ่ เปิดเผยว่าข้อมูลโมบิลิตี้ ดาตา (Mobility Data) สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางและการใช้งานดิจิทัลของผู้บริโภคแบบเรียลไทม์ ของผู้ใช้ชาวไทยและต่างชาติ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์วันที่ 11–15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยพบแนวโน้มพฤติกรรมการใช้งาน สัดส่วน 15.5% ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 4.5% ของภาคตะวันออกนิยมเดินทางท่องเที่ยว ส่งผลให้การเดินทางออกสู่ภูมิภาคต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้ ภาคอีสาน’ ครองตำแหน่งอันดับ1 มีการเติบโตสูงสุด +12.6% ภาคเหนือ +7% ภาคกลาง +3.6% ภาคใต้ +2.2% แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนเทรนด์การเดินทางกลับภูมิลำเนาและการเติบโตของท่องเที่ยวเมืองรองที่ยังคงได้รับความนิยมเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางหลัก จาก Mobility Data พบว่า 5 จังหวัดที่มีจำนวนคนเดินทางไปสูงสุดช่วงสงกรานต์ ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด นครศรีธรรมราช โดยภาคอีสานครองถึง 4 ใน 5 จังหวัดยอดฮิต ตอกย้ำบทบาทของภูมิภาคในฐานะศูนย์กลางทั้งการท่องเที่ยวและการกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล สงกรานต์ อยู่ในใจ‘จีน’เสมอ ขณะที่ กระแสซอฟต์พาวเวอร์ไทยเทศกาลสงกรานต์ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (Inbound Roamer) เติบโต 2.5% นำโดย จีน มาเลเซีย รัสเซีย ลาว อินเดีย คนไทยก็ให้ใจ จีน เช่นกัน ขณะเดียวกัน คนไทยยังคงเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น 24.5% โดยจุดหมายยอดนิยม ได้แก่ จีน ลาว มาเลเซีย ญี่ปุ่น ไต้หวัน ‘ข้าวสาร’ พื้นที่หนาแน่นสุด สำหรับคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงนิยมเล่นสงกรานต์กลางในพื้นที่ใจกลางเมืองกรุง ส่งผลให้ 5 พื้นที่ครองแชมป์ใช้งานเครือข่ายมือถือเติบโตสูงสุดระหว่าง 11-15 เมษายน 2569 ได้แก่ ถนนข้าวสาร สีลม ICONSIAM สยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์ (*หมายเหตุ: สีลมจัดงานสงกรานต์ 12-14 เม.ย. ขณะที่พื้นที่อื่นจัดถึง 15 เม.ย.) กทม.แชมป์ดาต้าแชร์ Facebook ขณะที่ 5 จังหวัดใช้ดาต้ามากสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร ทั้งนี้ พฤติกรรมการใช้งานมือถือในช่วงสงกรานต์ยังคงนิยมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการแชร์ประสบการณ์แบบเรียลไทม์ตลอดเทศกาล สำหรับ 5 อันดับนิยมสูงสุดของลูกค้าทรูมูฟ เอช ได้แก่ Facebook YouTube TikTok WhatsApp LINE ขณะที่ลูกค้าดีแทคนิยมใช้งาน 5 อันดับสูงสุด ได้แก่ 1. Facebook 2. YouTube 3. WhatsApp 4. TikTok 5. LINE “ข้อมูลจากการใช้งานมือถือสะท้อนทั้งพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในช่วงเทศกาล และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่ทั้งการใช้ชีวิต การเดินทาง และการสื่อสารเกิดขึ้นพร้อมกันแบบเรียลไทม์ ทั้งในเมืองหลัก เมืองรอง และระหว่างเส้นทางคมนาคม” คูรัม เสริมว่าทรูฯ ได้นำ AI และระบบ Autonomous Network ช่วยบริหารจัดการโครงข่าย รองรับทุกรูปแบบของการจัดงานสงกรานต์ ทั้งแบบเรียลไทม์ การปรับโหลดในพื้นที่หนาแน่น และการดูแลคุณภาพสัญญาณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งาน 5G 4G และ WiFi รวมถึงเน็ตบ้านได้อย่างต่อเนื่อง แรง เร็ว และมีเสถียรภาพ รองรับทุกกิจกรรมตลอดเทศกาลสงกรานต์ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทรู แกะรอยพฤติกรรมดาต้า ‘คนไทย-นทท.’ อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? คืนเคานต์ดาวน์ ขณะที่ การใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ มาจากการวางแผนเชิงรุกและเสริมศักยภาพโครงข่ายอย่างครบวงจร โดยส่งรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel หรือ COW) และติดตั้งเสาสัญญาณชั่วคราว (Temporary Site) เข้าประจำการในจุดจัดงานสำคัญทั่วประเทศ พร้อมขยายสัญญาณภายในอาคารด้วยระบบ IBC (In-Building Coverage) ในศูนย์การค้าและพื้นที่เมือง รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกใช้เวลาในเมืองมากขึ้น ทั้งการเดินห้าง ดูหนัง หรือทำกิจกรรมกับครอบครัว นอกจากนี้ ทรูนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาบริหารโครงข่ายผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ซึ่งทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง คาดการณ์และปรับจูนเครือข่ายล่วงหน้า รองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างแม่นยำ ขณะเดียวกัน ทรูฯ ยังดูแลคุณภาพเครือข่ายตลอดเส้นทางคมนาคมหลักทั่วประเทศ เพื่อรองรับประชาชนที่ทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาและกลับเข้ากรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มที่วางแผนหยุดยาวต่อเนื่องถึงวันที่ 19 เมษายน 2569” โดย ทรูฯ จะนำข้อมูลเชิงลึกจาก Mobility Data และพฤติกรรมการใช้งานในปีนี้ ไปวิเคราะห์ต่อยอดเพื่อยกระดับการวางแผนโครงข่าย เพื่อประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นของลูกค้าในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญรวมถึงสงกรานต์ ซึ่งเชื่อว่าจะคึกคักและยิ่งใหญ่กว่าเดิม โดยเฉพาะพื้นที่ไฮไลต์อย่าง สีลม สยามสแควร์ ข้าวสาร และภูมิภาคต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี ที่มีแนวโน้มดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง Key Takeaways เมืองรองโตแรงช่วงสงกรานต์ การเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวภูมิภาคดันภาคอีสานขึ้นอันดับหนึ่ง ซอฟต์พาวเวอร์สงกรานต์ดึงต่างชาติ นักท่องเที่ยวจีนยังเป็นตลาดหลัก ขณะคนไทยเที่ยวต่างประเทศเพิ่มต่อเนื่อง เล่นน้ำเมืองยังคึกคักสูง ข้าวสาร สีลม และโซนศูนย์การค้าครองพื้นที่ใช้งานดาต้าหนาแน่นสุด
กรุงเทพฯ 4 ปี ‘ชัชชาติ’ เก็บบิ๊กดาตาคนกทม. สร้างแลนด์มาร์คใหม่เมือง 1.8 พันล.
กรุงเทพมหานคร โอเพน เฮ้าส์ โชว์เคสทำงานในรอบ 4 ปีผ่านไปใช้บิ๊กดาต้าย้ำ Digital Governance จัดการเมือง ขอไปต่อสร้างแลนด์มาร์คใหม่ 1.8 พันล้านบาท ดิจิทัลบริหารจัดการ-ทราฟฟี่ ฟองดู (Digital Governance & Traffy Fondue) ใข้แพลตฟอร์มดิจิทัล รับเรื่องร้องเรียนกว่า 1.2 ล้านเรื่อง พร้อมลดเวลาดำเนินการจาก 26 วัน เหลือเพียง 2.4 วัน โดยมีประชาชนพึงพอใจสูงถึง 81% เก็บข้อมูลเมือง-สร้างอินฟราสตรัคเจอร์ (City Data & Infrastructure) นำบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์จุดเสี่ยงน้ำท่วมละเอียดถึง 737 จุด และติดตั้งระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ 74 แยก ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้นสูงสุด 41% พร้อมปรับปรุงทางเท้าคุณภาพรวมกว่า 1,100 กม. เมืองสร้างสรรค์-พื้นที่สาธารณะ (Creative City & Public Space) สร้างมูลค่าใหม่ให้สินทรัพย์เดิมผ่านโครงการจัตุรัสกรุงเทพฯ และสะพานเชื่อมทรงวาด พร้อมขยายสวน 15 นาที กว่า 400 แห่ง เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เดินได้และน่าอยู่ระดับสากล ช่วงปลายสัปดาห์ก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ไทย ‘มหาสงกรานต์ 2569’ ‘รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ‘เอกวรัญญู อัมระปาล’ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโฆษกกทม. เปิดศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร Open House: 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ภายใต้ทีมบริหาร ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่ากทม. เจ้าของมีม ‘บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ ขอเหล่าเน็ตติเซ่น เพื่อบอกเล่า ‘Success Story’ อย่างเป็นรูปธรรมในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาผ่านหัวข้อ ‘ศักยภาพกรุงเทพฯ: การพัฒนาเมือง’ 4 ปี 1.2 ล้านเรื่องร้องเรียน!! เอกวรัญญู ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนกรุงเทพฯ วางจุดเริ่มต้นการบริหารจัดการตั้งแต่ การออกแบบด้านความโปร่งใส ‘ดีไซน์ ดิจิทัล กัฟเวอร์แนนซ์’ (Digital Governance) โดยต่อยอดเทคโนโลยีมาบริหารจัดการในรูปแบบการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อมุ่งเน้นการปฏิรูปและความโปร่งใส ผ่านแพลตฟอร์มจัดการปัญหาเมือง ทราฟฟี่ ฟองดู ‘Traffy Fondue’ ถึงในตอนนี้มีเคสร้องเรียนเข้ามากว่า 1,200,000 เรื่องแล้ว!! และ จากจำนวนเคสทั้งหมด กรุงเทพฯ ดำเนินการไปแล้ว 64,500 เรื่องพร้อมสถิติการใช้บริการ ด้านต่าง ๆ ดังนี้ พฤติกรรมการใช้งาน ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งเคสผ่าน Traffy Fondue ‘นอกเวลาราชการ’ สูงถึง 61% และแจ้งในเวลาราชการ 39% (ต่างจากเดิมที่ต้องเดินทางมาแจ้ง ณ ที่ทำการเขต) ประสิทธิภาพการแก้ไข ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาลดลงเหลือเพียง 2.4 วัน จากเดิมที่เคยใช้เวลานานถึง 26 วัน การต่อยอดด้วยข้อมูล (City Data) ยกตัวอย่างการเก็บข้อมูล ‘ปัญหาน้ำท่วม’ จากในปี 2565 พบจุดน้ำท่วมทั้งหมด 737 จุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘ดาต้าเมือง’ (City Data) ที่นำมาใช้ต่อยอดเพื่อวางนโยบายให้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่มีข้อมูลเพียงสิบกว่าจุดเท่านั้น เอกวรัญญู เสริมว่า การให้บริการกรุงเทพฯ บนแพลตฟอร์มฯ ยังยึดแกนหลักให้บริการประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีระดับความพึงพอใจสูงถึง 81% และไม่พอใจ 19% ซึ่งปัจจุบันประชาชนที่ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านระบบจะยังอัปเดตสถานะให้ทราบทันทีว่าเรื่องถึงขั้นตอนไหนแล้ว “ขณะที่แต่ละเขตจะมีเรื่องร้องเรียนแตกต่างกันออกไป การให้บริการยังมีลักษณะคล้ายกับระบบ ‘ร้านอาหารรีวิว’ ที่ประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนการทำงานได้” บิ๊ก ดาตา กรุงเทพมหานคร โฆษกกรุงเทพมหานคร เล่าต่อถึงการเชื่อมโยงผู้ใช้งานบน Traffy Fondue ในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นำถูกนำมาจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและข้อมูลใหม่ (City Data) ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที เช่น กรณีการแจ้งปัญหา ‘รอยร้าว’ ของอาคารในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 โดยมีประชาชนสามารถใช้ Traffy Fondue ถ่ายรูปอาคารของตนเองเพื่อแจ้งมายังส่วนกลางได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีการรับเรื่องในลักษณะนี้มาแล้วกว่า 200,000 เคส รวมถึงประเด็นเร่งด่วนในปัจจุบัน ‘ปัญหาน้ำมัน’ ที่ขาดแคลนในบางสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านบนแพลตฟอร์มฯ ที่กรุงเทพฯ เพื่อนำมาใช้ติดตามปัญหาพร้อมอัปเดทจุดให้บริการด้วย เช่นกัน รวมไปถึงระบบการจองขออนุญาตและการชำระค่าธรรมเนียมขยะผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความโปร่งใสและรวดเร็ว และ บริการยื่นขออนุญาตสร้างบ้านออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์และขจัดอุปสรรคด้านความล่าช้า “ที่สำคัญยังช่วยลดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน ปัจจุบันมียอดการยื่นเรื่องผ่านระบบแล้ว 17,811 เรื่อง” เอกวรัญญู กล่าวว่านอกจากอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ดิจิทัล แล้วกรุงเทพมหานคร ยังมองหาโอกาสโปรโมทเมืองหลวงในด้านพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในการเปิดพื้นที่สำหรับจองสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีสถิติที่ผ่านมายอดจองทั้งหมด 326 รายดำเนินการเสร็จสิ้น 154 ราย และมีอยู่ระหว่างการดำเนินการถ่ายทำ ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องการภาพหลักฐานเมื่อเกิดเหตุการณ์รถถูกผิด (อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน) โดยสามารถแจ้งความและอัปโหลดข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพื่อขอภาพจากกล้อง CCTV ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถดึงข้อมูลจากเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่มีอยู่กว่า 60,000 ตัวทั่วพื้นที่ กรุงเทพฯ เมืองน่าเดิน ขณะที่ส่วนงานด้านการจัดการการเดินทาง อีกหนึ่ง ‘สตอรี่’ ที่คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญและสนใจไม่แพ้กัน โดย ‘รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ย้ำถึงแผนพัฒนาระบบการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร เชื่อมโยง 3 ส่วนประกอบกัน คือ การเดินเท้า ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อจากระบบขนส่งไปยังสถานที่ทำงาน ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ประกอบด้วยรถไฟฟ้า เรือโดยสาร และรถประจำทาง และ การขับขี่ยานพาหนะส่วนบุคคล ที่เน้นความสะดวกและความคล่องตัวในการจราจร นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาทางเท้าและทางเดินริมคลอง โดยกำหนดเป้าหมายการปรับปรุงทางเท้าไว้ที่ 1,000 กิโลเมตร ปัจจุบันดำเนินการได้เกินเป้าหมายเป็น 1,100 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิด ‘เดินได้ เดินดี และน่าเดิน’ โดยทางเท้าที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมดใช้หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม การจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าเดินให้ได้นั้นยังต้องสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนแรงของแดดเมืองไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำมาใช้ร่วมกับแนวคิดการดำเนินงานติดตั้งทางเดินมีหลังคา (Covered Walkway) ที่ตอนนี้เริ่มต้นที่ย่านสาทรและบริเวณทางเดินริมคลอง พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ด้วยการทาสีและตีเส้นทางเดินใหม่ในซอยย่อยเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่น ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองเดินได้!! ขณะที่ โครงการทางเดินริมคลอง ยังครอบคลุมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ คลองโอ่งอ่าง คลองบางลำพู คลองเปรมประชากร คลองผดุงกรุงเกษม “สำหรับคลองแสนแสบมีระยะทางรวม 40 กิโลเมตร (หากนับรวมทั้งสองฝั่งจะเป็น 80 กิโลเมตร) โดยเฉพาะช่วงบริเวณท่าเรือเพลินจิต” ขณะที่ การจัดการปัญหาพื้นฐานเมืองนั้น กรุงเทพฯ ยังได้นำ ‘ดาต้า’ มาใช้ออกแบบนโยบายป้องกันน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการทำงานแบบกระจายตัว ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้แนวทาง Area Based ในการลอกคลอง ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและคุ้มค่างบประมาณมากขึ้น เชื่อมโรงพยาบาลรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ‘รศ.วิศณุ’ กล่าวว่า กรุงเทพฯยังมีแผนพัฒนาบริเวณทางเดินอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ดำเนินการครบวงรอบ (Loop) โดยเฉพาะฝั่งถนนราชวิถีซึ่งมีโรงพยาบาลหลายแห่งตั้งอยู่ พร้อมวางแผนการจัดระบบขนส่งผู้ป่วยด้วยรถกอล์ฟและติดตั้งทางลาดที่ใช้งานได้จริง รวมถึงติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ด้วย พร้อมเสริมต่อ ถึง ‘ระบบขนส่งมวลชนทางเลือก’ โดยดำเนินโครงการจักรยานสาธารณะ (Bike Sharing) นำจักรยานสาธารณะมาให้บริการไม่มีค่าใช้จ่าย (ฟรีวันละ 1 ชั่วโมง) จากที่ผ่านมาตลอดทั้งปีมีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 200,000 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการดำเนินการมาถูกทิศทาง โดยเฉพาะความต้องการใช้บริการจักรยานสาธารณะเชื่อมต่อจากท่าเรือแสนแสบ (เพลินจิต) เพื่อปั่นจักรยานไปยังที่ทำงาน จากปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีรถโดยสารขนส่งมวลชนให้บริการจำนวน 6,000 คัน นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่ได้ดำเนินการติดตั้งแล้ว 183 จุด พร้อมออกแบบใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลไร้ที่พึ่งเข้ามาพักอาศัย ส่วนป้ายรถประจำทางรูปแบบใหม่ได้ดำเนินการติดตั้งแล้ว 500 จุด เมืองหลวง เมืองสมดุล ‘รศ.วิศณุ’ ย้ำว่าการสร้างเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากสองมิติสำคัญ ทั้งความคล่องตัวการเดินทาง และ สิ่งแวดล้อมที่สมดุล เพื่อให้เมืองสามารถรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด อันเกิดจากปริมาณรถที่เกินขีดจำกัดของถนน ดังนั้นเมืองจึงมุ่งบริหารจัดการพื้นที่เดิมที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยี Adaptive Traffic Control ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ซึ่งติดตั้งแล้วกว่า 74 แยกสำคัญ ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้น 10%-41% ในบางพื้นที่ โดยทำงานควบคู่ไปกับระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ นอกจากด้านเทคโนโลยีแล้ว การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานอย่างอุโมงค์ทางลอดแยกไฟฉายและท่าพระ ยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาช่วยเพิ่มโครงข่ายการเดินทางและระบายปริมาณรถออกจากถนนสายหลักได้อย่างเป็นรูปธรรม กรุงเทพฯ ใช้งบจัดการขยะ 8,000 ล.บาท/ปี ‘รศ.วิศณุ’ กล่าวต่อถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเมืองได้เปลี่ยนผ่านการจัดการขยะจากการตั้งรับสู่การรุกด้วยโครงการ ‘ไม่เทรวม’ เพื่อแก้ปัญหาภาวะขาดดุลงบประมาณการจัดเก็บขยะที่สูงถึง 7,000 – 8,000 ล้านบาทต่อปี โดยการรณรงค์ให้ประชาชนแยกขยะอย่างจริงจัง พร้อมใช้มาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Incentive) เช่น การลดค่าธรรมเนียมให้ครอบครัวที่แยกขยะ และปรับเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่แยก ซึ่งปัจจุบันได้รับความร่วมมืออย่างล้นหลามจากประชาชนกว่า 700,000 หลังคาเรือน นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังต่อยอดสิ่งแวดล้อมเมืองด้วยการเพิ่ม ‘ปอด’ พื้นที่สีเขียวในโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ที่ใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยติดตามผลการเติบโตอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนา ‘สวน 15 นาที’ พื้นที่สีเขียวขนาดเล็กใกล้บ้านที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองกว่า 400 แห่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนที่มอบพื้นที่ให้รัฐดูแลเป็นเวลา 7 ปี เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ส่วนบุคคลให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ โดยจะได้รับการยกเว้น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กทม. Lively กรุงเทพฯ เมืองมีชีวิต เอกวรัญญู กล่าวทิ้งท้าย ใช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีแผนสร้างเมืองให้สนุกขึ้น โดยในปีแรก กทม. ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายจัดกิจกรรมเมืองและเฟสติวัลต่างๆ เพื่อสร้างสีสันความมีชีวิตชีวาให้กับกรุงเทพในระดับย่าน เช่น การพัฒนาศูนย์กีฬาเบญจกิติ และกิจกรรมแอโรบิกที่ สวนลุมพินี นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีแผนสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีคุณค่าใหม่ เช่น โครงการ ‘สะพานคนเดิมข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ มูลค่า 1,800 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นสะพานจะเชื่อม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันตก (West Bank) บริเวณ Wat Thong Thammachat Pier (ท่าวัดทองธรรมชาติ ฝั่งตะวันออก (East Bank) บริเวณ Sawasdee Pier (ท่าสวัสดี) สำหรับโครงการสร้างสะพานคนเดินฯ นี้ดำเนินการแล้วเสร็จในส่วนของแนวคิดการออกแบบ (Concept) ไว้ก่อนเท่านั้น ซึ่งเป็นแผนงานที่วางไว้ในอนาคตและไม่ให้เป็นงบประมาณผูกพัน พร้อมวางแผนการสื่อสารปรับปรุงพื้นที่บริเวณท่าน้ำราชวงศ์ให้เป็นสะพานคนเดินที่รถจักรยานสามารถสัญจรผ่านได้ “เรามองว่าในกรุงเทพฯ นอกจากแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างพระปรางค์วัดอรุณแล้ว จะต้องพัฒนาสิ่งปลูกสร้างที่น่าจดจำใหม่ในอนาคต ที่ตอนนี้อยู่ขั้นตอนการออกแบบโครงการเท่านั้น ไม่ได้ตั้งงบประมาณผูกพันไว้ล่วงหน้า” นอกจากนี้ยังมีแผนเปลี่ยนศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง (City Museum) เพื่อเปลี่ยนย่านศาลาว่าการให้เป็น ‘ย่านเมืองมิวเซียม’ ช่วยให้ลานคนเมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมวางผังการสร้างเมืองในอนาคต ที่ยังครอบคลุมถึงการสร้าง ‘ฮอลล์ประจำเมือง’ และการเพิ่มพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญคือการผลักดัน จัตุรัสกรุงเทพฯ (Bangkok Square) บริเวณสนามศุภชลาศัย เพื่อปรับโฉมพื้นที่ใจกลางเมืองให้มีความเป็นสากล (Global) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คนไทยเข้าสู่ยุค ‘SmartSumer’ เลิกภักดีแบรนด์-พร้อมเททันที-AI ชี้นำก่อนซื้อ
CMMU เจาะพฤติกรรมคนไทยปี 2569 เข้าสู่ยุค ‘SmartSumer’ ผู้บริโภค 90-97% คิดก่อนซื้อ ใช้ AI เป็นตัวช่วยหลัก-เลิกภักดีแบรนด์พร้อม ‘เท’ ทันที หากเจอโปรโมชั่นที่จริงใจกว่า ส่วน FMCG อ่อนไหวสุดขึ้นราคา 11-20% ลูกค้าจะไม่ทน คนไทยเข้าสู่ยุค ‘SmartSumer’ เต็มตัว ผู้บริโภค 71% ใช้ AI ค้นหา เปรียบเทียบ และช่วยตัดสินใจก่อนซื้อ พฤติกรรมเปลี่ยนจากใช้อารมณ์ ไปสู่ใช้ข้อมูลและเหตุผลเป็นหลัก Brand Loyalty ลดลง พร้อมเปลี่ยนทันที หากราคา/ความคุ้มค่าไม่ตอบโจทย์ ผู้บริโภคพร้อม ‘เทแบรนด์’ โดยเฉพาะกลุ่ม FMCG ขึ้นราคาเพียง 11–20% ก็เริ่มเปลี่ยนทันที ราคา บวกกับ โปรโมชัน คือ ‘Trigger’ สำคัญ ส่วนลด 11–20% คือจุดกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสูงสุด ผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือก ‘รอโปร’ มากกว่าซื้อทันที รศ.ดร.พัลลภา ปีติสันต์ หัวหน้าสาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดเผยว่าจากงานวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ของ CMMU สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเข้าสู่ยุค ‘SmartSumer’ ผู้ที่คิด วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีระบบ ข้อมูลวิจัยฯ ชิ้นนี้ยังสนับสนุนอีกว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อตามอารมณ์ (Emotional-driven) ไปสู่การตัดสินใจบนข้อมูลและเหตุผล โดยมี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้น เพื่อมองหา ‘ความคุ้มค่า (Value for Money)’ กลายเป็นปัจจัยหลักในการซื้อสินค้า/บริการ โดยมี พฤติกรรมหลัก 5 มิติได้แก่ ค้นหาและเปรียบเทียบ (Search & Compare) คุ้มค่าสูงสุก (Maximize Value) ความต้องการแท้จริง (Authentic Demand) ลดความเสี่ยง(Risk Reduction) การใช้เวลาและความอดทน (Timing & Patience) นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมผู้บริโภคน่าสนใจ ดังนี้ ผู้บริโภค 90-97% มีความพิถีพิถันในการซื้อ Gen Z มีความโดดเด่นด้านจังหวะราคาและโปรโมชัน 62% ผู้บริโภคกว่า 71% ใช้ AI ช่วยค้นหา เปรียบเทียบ และคาดการณ์ราคา (เจนเนอเรชั่นซี Z 99% และเจนฯวาย 96% ‘ราคาสินค้า’ มีผลต่อใจคนไทย รศ.ดร.พัลลภา กล่าวต่อสำหรับ ‘การกำหนดราคา’ สินค้าและบริการ ซึ่งพบว่า ผู้บริโภคจะเริ่มถูกกระตุ้นเมื่อสินค้า ‘ลดราคา’ 11-20% ขณะที่ ‘การขึ้นราคา’ ผู้บริโภคทนการขึ้นราคาได้ +21-30% ยกเว้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทนได้เพียง +11-20% ทั้งนี้ หากเกินจุดรับได้ จะรอกิจกรรมส่งเสริมการขายโปรโมชัน การหาข้อมูลเพิ่ม และพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันที!! อารมรณ์ยังนำแฟชั่น-เครื่องประดับ จากงานวิจัยฯ ยังพบพฤติกรรมเชิงลึกผู้บริโภคคนไทยรุ่นใหม่ 5 หมวดสินค้า ดังนี้ 1.Technology & Gadgets ผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI รอบซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%) ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%) 2.Beauty & Personal Care 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มากกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบ (ChatGPT / Google Gemini) ให้ความสำคัญส่วนผสม (Ingredient-conscious๗ และรีวิวผู้ใช้จริง 3.Fashion Apparel & Accessories ใช้อารมณ์ตัดสินใจสูงสุด ใช้ AI เป็นแหล่งหาข้อมูลแซง TikTok ร้านค้าทางการ (Official Store) มีความสำคัญน้อยที่สุด (68.5%) 4.Home & Appliances 5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ YouTube เป็นแหล่งข้อมูลอันดับ 1 5.FMCG & Daily Essentials ซื้อออนไลน์สูงสุด อ่อนไหวต่อราคามากที่สุด ขึ้นราคา 11-20% พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ Baby Boomer พิถีพิถันสูงสุด (96%) เจนฯใหม่ วางลำดับความไว้วางใจ อาจารย์ประเสริฐ ธวัชโชคทวี อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ สาขาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ระบุว่า ผู้บริโภคมีเกณฑ์ตัดสินใจชัดเจนตามช่วงราคาแตกต่างกัน ดังนี้ ต่ำกว่า 1,000 บาท ใช้อารมณ์ ราคา 1,000-10,000 บาท มีการเปรียบเทียบและดูรีวิว มากกว่า 10,000 บาท ใช้เวลาราว 1-3 เดือน มากกว่า 100,000 บาท ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันการตัดสินใจซื้อผู้บริโภคยังมีตัวแปรลำดับชั้นความไว้วางใจ (Trust Hierarchy) เปลี่ยนไป รีวิวผู้ใช้จริงและเพื่อน น่าเชื่อถือสูงสุด โฆษณาแบรนด์มีอิทธิพลลดลง Gen Z ใช้ TikTok และ E-commerce แทน Search Engine พฤติกรรมโชว์รูมมิ่ง (Showrooming) ลองหน้าร้าน ซื้อออนไลน์ เพิ่มขึ้น แบรนด์เปลี่ยนแผนรับยุค ‘SmartSumer’ ด้าน ‘สิทธิกร ยิ่งเมืองมาร’ นักศึกษาปริญญาโท วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) และหัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า AI กำลังเป็น ‘แหล่งข้อมูลหลัก’ ทำให้แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์ ได้แก่ 1.AI-Ready Content พัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น รายละเอียดสินค้า คุณสมบัติ ราคา รีวิว และคำอธิบายทีครบถ้วน เพื่อเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือและให้ AI สามารถค้นหา แนะนำหรือเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค 2.Sincerity Marketing ความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก โดยเฉพาะ Beauty และ FMCG เช่น ส่วนผสม ใบรับรอง แหล่งที่มาและผลการทดสอบที่ชัดเจน ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือจากรีวิวของผู้ใช้จริง ทำให้แบรนด์ต้องพัฒนาที่สะท้อนประสบการณ์จริงให้มากขึ้น 3.Value-Based Pricing เน้นความคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งราคาเพียงอย่างเดียว 4.Promotion Strategy โปรโมชั่นยังมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อ ส่วนลด 11-20% คือ Sweet Spot กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด การใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ เช่น กลยุทธ์ 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค 5.Video Content ทำคอนเทนต์บนยูทูป เน้นรีวิวจริง ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหมวด Home&Appliances เพราะ ช่วยสร้างประสบการณ์และสร้างความเข้าใจได้ดีกว่าคอนเทนต์ประเภทอื่น ๆ 6.Omni-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ แบรนด์ควรใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาดและกระตุ้นการตัดสินใจแบบ Real-Time ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่ายและตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค แนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับผู้บริโภคต้องการผู้ช่วยช้อปปิ้งที่ชาญฉลาด Smart Personal Shopping Assistant ด้านต่าง ๆ ในปัจจุบัน อาทิ เปรียบเทียบราคาแบบเรียลไทม์ สรุปรีวิว แจ้งเตือนโปรโมชัน ตรวจสอบของแท้ ขณะที่ปัญหาหลัก ‘Pain Point’ ยังคงเป็น การตรวจสอบสินค้าปลอม และ ความน่าเชื่อถือของร้านค้า งานวิจัยฯ ยังชี้ชัดว่า ‘SmartSumer’ คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน โดย ‘ความไว้วางใจ’ คือปัจจัยแข่งขันสำคัญ โดยแบรนด์ที่ โปร่งใส มีรีวิวจริง และใช้ AI เข้าใจลูกค้า จะได้เปรียบ ซึ่งแพลตฟอร์มที่พัฒนาเครื่องมือ AI ครบวงจร จะคว้าโอกาสในตลาดยุคใหม่ได้ Key Takeaways แบรนด์ต้องปรับให้เหมาะสม (Optimize) สร้างความเข้าใจ AI ในการอ่านและเข้าถึงคอนเทนต์ ต้องมีข้อมูลครบ (ราคา รีวิว คุณสมบัติ) เพื่อให้ AI แนะนำได้ หากใครไม่ติดในการ AI recommendation อาจหมายถึงการหลุดจากชุดการพิจารณาการเลือกซื้อทันที ‘ความคุ้มค่า’ ชนะ ‘ภาพลักษณ์’ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพราะแบรนด์อีกต่อไป แต่ซื้อเพราะคุ้มค่า (Value) แบรนด์ต้องพิสูจน์เหตุผล ไม่ใช่แค่สร้างอารมณ์ ความไว้วางใจ (Trust) ใหม่ มาจากรีวิวจริง และ ประสบการณ์จริง โฆษณามีอิทธิพลลดลง แต่การแนะนำของผู้ใช้จริง (User Review) กลายเป็นตัวตัดสิน แบรนด์ต้องโปร่งใส และสร้างโซเชียล ปรูฟ (Social Proof) ให้ได้จริง
ออริจิ้น เติมดิจิทัลทำตลาดอสังหาพ่วงซิมทรูฯ เจาะต่างชาติอยู่ไทยยาว
ออริจิ้น x ทรูพันธมิตรสมาร์ทลีฟวิ่ง เปิดตลาดอยู่อาศัยบ้าน-คอนโดอัจฉริยะเจาะกลุ่มผู้ปกครองสัตว์เลี้ยงก่อนขยายตลาดต่างชาติ- Expat อยู่อาศัยไทยระยะยาว ออริจิ้น x ทรู ปั้น Smart Living Ecosystem เชื่อมอสังหาฯ กับดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ทั้งอินเทอร์เน็ต AI และบริการเสริมในบ้าน ยกระดับประสบการณ์อยู่อาศัย เจาะตลาด Pet Humanization โตแรง คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้กลายเป็นดีมานด์จริง โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่นวายและซี และสร้าง yield สูงกว่ายูนิตทั่วไป และเพิ่มมูลค่าโครงการระยะยาว มองตลาดกลุ่ม Expat อยู่ไทยยาวแบบครบแพ็ก ผูกอสังหาฯ เข้ากับซิมทรูและบริการดิจิทัลดึงต่างชาติอยู่ยาว พร้อมสร้างรายได้ทั้งที่อยู่อาศัยและบริการ อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ORIGIN VERTICAL) ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์บริการโครงข่ายบริการเทคโนโลยีดิจิทัลการอยู่อาศัย (Digital Living) รองรับการใช้ชีวิตของลูกบ้านโครงการอสังหาฯ ทั้งแนวราบและคอนโดมีเนียมทั้งกลุ่มอยู่อาศัยจริง (Real Demand) , นักลงทุน (Investor) และตลาดชาวต่างชาติ ที่เข้ามาพำนักอาศัยระยะยาว Longstay Visa หรือทำงานในไทย (Expat) ขณะที่ ความร่วมมือในโครงการแรกระหว่างบริษัทฯและทรู เป็นด้านไลฟ์สไตล์ดิจิทัล อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง พร้อมกล้อง AI และ Pet Tracker ดูแลสัตว์เลี้ยงแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง แบบครบวงจร พร้อมร่วมกับบริษัท บริทาเนีย จำกัด (ผู้บริหาร/จัดการที่พักอาศัยในเครือออริจิ้น) เพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศการบริหารจัดการอยู่อาศัย (Smart Living) อย่างราบรื่น “แนวทางนี้เป็นส่วนหนึ่งกลยุทธ์ตอกย้ำแบรนด์ออริจิ้น ในฐานะผู้นำโครงการอสังหาฯคอนโดมีเนียมที่ตอบโจทย์กระแสผู้ปกครองสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัข และ แมว ที่มีแนวโน้มขยายการเติบโตสูงและอยู่อาศัยในโครงการคอนโดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่งเห็นได้ชัดนับตั้งแต่ช่วงหลังแผ่นดินไหวใหญ่กรุงเทพฯ เมื่อต้นปีก่อน” จากทิศทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการบริหารสัดส่วนยูนิตในแต่ละโครงการคอนโดมีเนียมพร้อมเข้าอยู่ในหลายทำเล ทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดภายใต้พอร์ตโฟลิโอออริจิ้นรวมกว่า 4,966 ยูนิต จาก 25 โครงการ รวมทั้งบ้าน BRITANIA ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Crafted For Better Living ใส่ใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า “ใน 25 โครงการมี 4 โครงการฯ รองรับเลี้ยงสัตว์ได้ 100% ส่วนโครงการที่เหลืออื่นๆ จะแบ่งสัดส่วนยูนิต 30% ให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้” อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การกำหนดสัดส่วนยูนิตให้ชัดเจนดังกล่าว ด้วย ‘ออริจิ้น’ มองเห็นโอกาสตลาดอยู่อาศัยตามเทรนด์คนรุ่นใหม่กลุ่มเจนเนอเรชั่น Z และ เจนฯ Y ที่ใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ซึ่งยังสอดคล้องผลสำรวจพบว่าตลาดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เติบโต 12% ในช่วงที่ผ่านมามีการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 5.5 หมื่นบาทต่อสัตว์เลี้ยงหนึ่งตัวต่อปี โดยกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงครองสัดส่วนใหญ่สุด ขณะที่ในบางโครงการออริจิ้น เช่น ย่านอุดมสุข ในยูนิตที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้พบว่าสร้างผลตอบแทนรายได้จากการลงทุน (Yield) ราว 20% หรือ กำหนดค่าเช่ารายเดือนได้สูงกว่า (ราว 12,000 บาทต่อเดือน) เมื่อเทียบกับยูนิตอื่นที่ไม่รองรับการเลี้ยงสัตว์ในโครงการหรือ ทำเลเดียวกัน เป็นต้น อภิสิทธิ์ เสริมว่า นอกจากความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลการอยู่อาศัยและอุปกรณ์ติดตามสัตว์เลี้ยงร่วมกับทรูฯ แล้ว ออริจิ้น ยังมีแผนร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในด้านอื่น เพื่อขยายการทำตลาดอสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มชาวต่างชาติ ที่มาทำงานหรือพำนักอาศัยในไทยระยะยาว (Expat) หรือ นักเดินทาง/ท่องเที่ยว ที่ต้องการที่พักตลอดช่วงอยู่ในประเทศไทย พร้อมรับสิทธิพิเศษต่างๆ หากเปิดใช้บริการซิมโทรศัพท์จากทรูฯ เป็นต้น ปัจจุบัน ออริจิ้น มีแบ็คล็อก (Backlog) ยอดขายรอโอน โดยข้อมูลล่าสุดไตรมาส 1 ปี 2569 สะสมกว่า 34,476 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องยาวไปอีก 4-5 ปี ด้าน ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูฯ พัฒนาการให้บริการ เชื่อมต่อระบบนิเวศดิจิทัล TrueX การใช้ชีวิตและอยู่อาศัยในรูปแบบ Smart Home และ Smart Living ครอบคลุมไปถึง ‘สัตว์เลี้ยง’ ผ่านเทคโนโลยี AI และ อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ของสัตว์เลี้ยงได้แบบเฉพาะเจาะจง (Personalized) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Pet Humanization และการขยายอาณาจักร Origin Pawrents
รพ.วิมุตฯ ยกระดับเซฟตี้คนไข้ รับมือภาวะแพ้ยาสลบหายาก เสริมมั่นใจผู้ป่วย
โรงพยาบาลวิมุต ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัย ชูความพร้อมทีมวิสัญญีแพทย์ พร้อมรับมือทุกภาวะฉุกเฉิน ย้ำดูแลความปลอดภัยผู้ป่วยคือหัวใจของทุกการรักษา โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ ตอกย้ำจุดยืนด้านการแพทย์ ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเตรียมความพร้อมของทีมวิสัญญีแพทย์ เทคโนโลยีการเฝ้าระวังที่ได้มาตรฐาน และการสำรองยาเฉพาะทางสำหรับภาวะฉุกเฉินที่หายากแต่รุนแรง อาทิ ภาวะไข้สูงรุนแรงจากยาสลบ (Malignant Hyperthermia: MH) ซึ่งแม้จะพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว โรงพยาบาลวิมุตจึงลงทุนเตรียมพร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และยาเฉพาะทางที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่คนไทยไว้วางใจในทุกช่วงชีวิต ท่ามกลางกระแสความกังวลของสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีภาวะแพ้ยาสลบขั้นรุนแรง (Malignant Hyperthermia: MH) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับยาสลบบางชนิด ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งรุนแรง อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาภายในทันที แม้ภาวะนี้จะพบได้น้อยมาก เพียงประมาณ 1 ในหมื่นถึง 1 ในแสนของการดมยาสลบ แต่ความรุนแรงของภาวะนี้ทำให้การเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการมียาเฉพาะทางที่สามารถหยุดยั้งปฏิกิริยาดังกล่าว นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “เพราะการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยคือหัวใจสำคัญของทุกการรักษา และเป็นรากฐานที่โรงพยาบาลวิมุตยึดมั่นมาโดยตลอด เราเชื่อว่าการดูแลแบบใส่ใจไม่ได้วัดกันเพียงแค่ผลลัพธ์การรักษาในกรณีปกติทั่วไป แต่วัดจากความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ แม้แต่ภาวะฉุกเฉินที่หายาก การลงทุนในสิ่งที่อาจไม่ได้ใช้บ่อย แต่จำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตอกย้ำวัฒนธรรมของโรงพยาบาล ที่เชื่อมั่นว่าทุกชีวิตมีคุณค่า และผู้ป่วยทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม” นพ.ณัฐคม เจริญคุปต์ วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “ภาวะ Malignant Hyperthermia ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่วิสัญญีแพทย์ทุกคนต้องเฝ้าระวัง แม้พบได้ไม่บ่อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจมีอันตรายถึงชีวิต เพราะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ร่างกายหยุดเองไม่ได้ กล้ามเนื้อจะเกร็งรุนแรง การเผาผลาญพลังงานพุ่งสูงไม่หยุด อุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ทั้งไตวายเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดภาวะที่เลือดมีความเป็นกรดสูง ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิต สิ่งที่ทำให้ภาวะนี้แตกต่างจากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ คือสาเหตุมาจากพันธุกรรม ไม่ใช่ความผิดพลาดของการผ่าตัด จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในยีนของผู้ป่วย” “สัญญาณเตือนสำคัญที่ทีมวิสัญญีแพทย์ต้องเฝ้าระวังในห้องผ่าตัด ได้แก่ ค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออกที่พุ่งสูงผิดปกติ ซึ่งมักเป็นสัญญาณแรกที่เครื่องมือตรวจจับได้ ตามด้วยอาการกล้ามเนื้อกรามแข็งเกร็ง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น โดยในการวินิจฉัย วิสัญญีแพทย์ต้องใช้ดุลพินิจและประสบการณ์ทางการแพทย์ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าอุปกรณ์ทำงานปกติ แต่ร่างกายผู้ป่วยยังผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากร่วมกับหัวใจเต้นเร็วรุนแรง ก็ต้องสงสัยว่าเป็นภาวะ MH เป็นอันดับแรก แม้อุณหภูมิร่างกายจะยังไม่สูงขึ้นก็ตาม เพราะในระยะแรกของ MH อาการไข้มักเป็นอาการที่ตามมาทีหลัง” โดย นพ.ณัฐคม อธิบายเพิ่มว่า “เมื่อสงสัยว่าเป็นภาวะ MH ทีมต้องตัดสินใจเริ่มการรักษาทันที โดยอาศัยหลักความปลอดภัยตามมาตรฐานโรงพยาบาล โดยเราจะหยุดก๊าซยาสลบที่เป็นตัวกระตุ้นทันที เปลี่ยนระบบช่วยหายใจทั้งหมด ให้ออกซิเจน 100% แจ้งแพทย์ผ่าตัดถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมสั่งการให้ทีมผสมยาเฉพาะทางและระบายความร้อนไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นยาเฉพาะทางที่ใช้รักษาภาวะนี้เปรียบเสมือนกุญแจที่ไปปิดก๊อกแคลเซียมที่รั่วไหลในกล้ามเนื้อโดยตรง เมื่อแคลเซียมหยุดรั่ว กล้ามเนื้อที่เคยแข็งเกร็งจะเริ่มคลายตัว การผลิตความร้อนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นพิษต่อเลือดก็จะลดลงตามไป หากไม่มียานี้ การรักษาประคับประคองอื่น ๆ แทบจะไม่ส่งผลเลย เพราะเตาเผาภายในร่างกายยังคงทำงานอยู่ที่ระดับสูง” การเตรียมความพร้อมรับมือภาวะ MH ของโรงพยาบาลวิมุต แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การเตรียมยาและอุปกรณ์ ทั้งยาเฉพาะทางในปริมาณที่เพียงพอ อุปกรณ์ลดอุณหภูมิ และชุดตรวจติดตามพิเศษ และ 2. การเตรียมบุคลากรที่พร้อมแบ่งงานกันทันทีเมื่อประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่า จุดแข็งที่ทำให้ รพ. วิมุต สามารถรับมือกับเคสที่หายากแต่รุนแรงได้ ไม่ใช่แค่เพียงความรู้ทางการแพทย์ แต่เรายังมุ่งเน้นและเฝ้าระวังการรักษา เพื่อคงประสิทธิภาพมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย ประกอบกับความพร้อมของเจ้าหน้าที่และบุคลากร ผสานกับนวัตกรรม เทคโนโลยี รวมไปถึงเครื่องมือและยาทางการแพทย์ที่จำเป็น โรงพยาบาลวิมุต เน้นย้ำว่าการดมยาสลบในปัจจุบัน เรามีมาตรการการดูแลที่มีมาตรฐาน ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มุ่งพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถมั่นใจได้อีกขั้นได้ด้วยการแจ้งข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นโรคประจำตัว ยาที่ทานประจำ หรือแม้แต่ประวัติของคนในครอบครัวที่เคยได้รับการผ่าตัด เพราะข้อมูลเพียงเล็กน้อยอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วางแผนป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ตั้งแต่ต้น โรงพยาบาลวิมุต ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพโดยมุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่พร้อมดูแลคนไทยในทุกช่วงชีวิต ด้วยความรู้ทางการแพทย์ระดับสูง เทคโนโลยี และมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อสร้างความมั่นใจ ภายใต้การเตรียมความพร้อมที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดการรักษา
‘พะเยา’ สร้างภาพจำเมืองเที่ยว ดึง ‘แบมแบม GOT7’ ไลน์อัปสงกรานต์2569
สงกรานต์ปี 2569 นี้ ‘จังหวัดพะเยา’ อัปเวลงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองสู่สากล หลังมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า เปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ ‘Bubble Wave Phayao Songkran Fest 2026’ ดึงแบมแบม-กันต์พิมุ ขึ้นไลน์อัปเวทีริมกว๊าน!! เพจข่าวท้องถิ่นจังหวัดพะเยา รายงานว่า ‘มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า’ เปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ ‘Bubble Wave Phayao Songkran Fest 2026’ พร้อมเปิดไลน์อัปศิลปินระดับโลกและตัวท็อปของเมืองไทยมาสร้างประวัติศาสตร์ความสนุกและบันเทิงสุดม่วนให้กับเมืองริมกว๊าน จังหวัดพะเยา โดยช่วงประเพณีปีใหม่เมืองพะเยา ‘สงกรานต์ปี 2569’ นี้ จะเปลี่ยนโฉมจากงานท้องถิ่นให้กลายเป็น Music Festival ระดับอินเตอร์เนชั่นแนล บนแลนด์มาร์คที่สวยที่สุด ณ ลานพ่อขุนงำเมือง ‘ริมกว๊านพะเยา’ ด้วยไฮไลท์ การนำศิลปินระดับสากล ‘แบมแบม-กันต์พิมุข ภูวกุล (BamBam GOT7) มาขึ้นเวทีฟรีคอนเสิร์ต งานนี้ขอย้ำว่า ‘ฟรี’ !! ซึ่งกิจกรรมดนตรีระดับอินเตอร์ฯเช่นนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพะเยา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้เมืองรองดูทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง ‘Gen Z’ โดยเฉพาะ ส่องไลน์อัปสเตจ 3 วันรวด (13 – 15 เมษายน 2569) สำหรับฟรีคอนเสิร์ตที่ใหญ่ที่สุด ณ ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมืองมาเริ่มกันตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย. 69: เปิดวันแรกด้วยความพีค! BamBam Atlas ซานิ Dit kitty ปิดท้ายความมันส์กับ DJ Mayysaa & Mc Snook 14 เม.ย. 69 สายแมสต้องมา! Potato Proxie แอน อรดี ก่อนไปขยับเอวอย่างพร้อมเพรียงด้วยกันกับ DJ Mamicat & MC RRRUNK 15 เม.ย. 69: ส่งท้ายแบบตัวแม่! Bowkylion Milli & NAME MT เก่ง & น้ำปิง JJ & Ice Paris DJ SWEET KILLER จุดสตาร์ทกระตุ้นเศรษฐกิจพะเยา ต่อการจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ด้วยดึงเม็ดเงินจากแฟนคลับ (Fandom Economy) จากการนำศิลปินระดับโลกดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามา ที่คาดว่าจะปลุกความคึกคักเศรษฐกิจทั้งในช่วงสั้นระหว่างเทศกาลสงกรานต์ ผ่านกระแสโซเชียลจากงานคอนเสิร์ต รอบด้าน อาทิ กระจายรายได้สู่ชุมชน ที่พ่อค้าแม่ค้ารอบกว๊านพะเยาและร้านอาหารในตัวเมืองเตรียมรับอานิสงส์ไปก่อนเลย Soft Power ก็มา! โดย ‘พะเยา’ ได้โอกาสโปรโมตอาหารท้องถิ่นภาคเหนือที่ห้ามพลาด อาทิ ปลาส้มพะเยา (โดยเฉพาะจากกว๊านพะเยา) ครีมมะขามขัดผิวแม่แสงดี กะละแมโบราณไทลื้อ (เชียงคำ) ลิ้นจี่แม่ใจ (ตามฤดูกาล) ผลิตภัณฑ์ผักตบชวา ผ้าท้องถิ่นยอดนิยม คือ ผ้าทอไทลื้อ และผ้าทอพื้นเมือง ยอดจองโรงแรมและที่พัก สัญญาณ ‘เต็ม’ ทั้งนี้จากกระแสการจัดงานฯ พร้อมเปิดไลน์อัปศิลปินในช่วงก่อนหน้า ยังส่งผลให้ปัจจุบันยอดการจองที่พักและโรงแรมในตัวเมืองพะเยาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโรงแรมริมกว๊านพะเยาถูกจองเต็มล่วงหน้าไปแล้วกว่า 90% คาดว่าในช่วงวันงานจะมีการขยายตัวไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอย่าง ดอกคำใต้ และแม่ใจ ทำให้ภาคบริการกลับมาคึกคักที่สุดในรอบหลายปี พะเยา จากเมืองรองสู่ ‘เมืองต้องแวะ’ จากแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดผ่านงานเทศกาลสงกรานต์ในปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการตลาดสำคัญผลักดัน ‘พะเยา’ กำลังสร้างแบรนด์ใหม่ที่ไม่ใช่แค่เมืองทางผ่านไปเชียงรายอีกต่อไป แต่คือเมืองที่มีสไตล์ มีความพร้อมทั้งธรรมชาติ (กว๊านพะเยา) และอีเวนต์ระดับโลก การจัดงานครั้งนี้คือการประกาศภาพจำใหม่ว่า ‘เมืองรองก็ปังระดับโลกได้’ ถ้ามีกลยุทธ์การบริหารจัดการ และที่สำคัญต้องมี ‘พลังมหึมา’ จากอิทธิพลระดับท้องถิ่นอย่าง ‘มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า’ อ้างอิง พะเยาโพสต์ PhayaoPost
AI กำลังมา แต่แรงงานไทยยังไม่พร้อม-โลกปั่นป่วนอาจทำรายได้หาย 4%
ไทยติดกลุ่ม ‘ดาวรุ่ง AI อาเซียน’ แต่ธนาคารโลกชี้ทักษะแรงงานสอบตก ยกเคสเวียดนาม-มาเลย์ รากฐานแกร่ง มองสงครามอิหร่านทำรายได้คนไทยหาย 4% รัฐเร่งอุ้ม SME และคนจนก่อนสายเกินไป AI โต แต่ไทยยังใช้ไม่จริง ไทย-เวียดนาม-มาเลเซียถูกมองเป็นดาวรุ่ง AI แต่มีเพียง 13–17% ของบริษัทที่ใช้งานจริง สงครามฉุดรายได้ครัวเรือน ราคาพลังงานพุ่งอาจทำรายได้คนไทยลด 3–4% ความเสี่ยงเศรษฐกิจมาจากความขัดแย้งโลกที่ยืดเยื้อ ธนาคารโลกแนะ ‘ช่วยตรงจุด’ รัฐควรอุ้มคนจนและ SME แบบเจาะกลุ่ม เพื่อรักษาการจ้างงานโดยไม่กระทบการคลัง ธนาคารโลก (World Bank) ออกรายงานเตือนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) กำลังเผชิญความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย พร้อมชี้ให้เห็นโอกาสจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และนโยบายอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ รายงานของธนาคารโลกระบุว่า หากความขัดแย้งในระดับระหว่างประเทศยืดเยื้อและทวีความรุนแรง อาจฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 50 อาจทำให้รายได้ของครัวเรือนในภูมิภาคลดลงได้ถึงร้อยละ 3-4 ทั้งนี้ ธนาคารโลกแนะนำให้รัฐบาลในภูมิภาคใช้ มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เพื่อบรรเทาผลกระทบโดยไม่สร้างภาระทางการคลังเกินควร อาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า “มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมต่อประชาชนและภาคธุรกิจจะช่วยรักษาการจ้างงานในวันนี้ ขณะที่การกลับมาดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เคยหยุดชะงักอีกครั้ง คือปัจจัยที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตในอนาคตได้” AI สัญญาณบวก แต่ช่องว่างทักษะ=อุปสรรค รายงานยังชี้ว่าการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถือเป็นจุดสว่างของภูมิภาคในปี 2568 โดยเฉพาะใน มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ที่มีสัญญาณการเติบโตในภาคส่วนนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้จริงในภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง ร้อยละ 13-17 ของบริษัทสาขาข้ามชาติ ในจีนและไทยเท่านั้นที่มีการใช้งาน AI ซึ่งเป็นสัดส่วนเพียงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ สาเหตุหลักมาจากช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการขาดแคลนทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด อีกประเด็นพิเศษในรายงานเน้นย้ำว่า นโยบายอุตสาหกรรม สามารถเป็นเครื่องมือเร่งการเติบโตและสร้างงานที่มีผลิตภาพสูงได้ หากดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม กรณีความสำเร็จของ เกาหลีใต้ มาเลเซีย และเวียดนาม ถูกยกมาเป็นตัวอย่าง โดยประเทศเหล่านี้ประสบความสำเร็จจากการพัฒนารากฐานทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษา และสถาบันกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ในทางตรงกันข้าม รายงานระบุว่าบางประเทศในภูมิภาคยังไม่สามารถใช้มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากรากฐานทางเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ และการคงไว้ซึ่งมาตรการคุ้มครองทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคบริการ
เศรษฐกิจ ‘เพลย์เซฟ’ คนไทยใช้บัตรเครดิตเติมสภาพคล่อง-ซื้อประกัน-กองทุน
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดอินไซต์คนไทย วางแผนการเงิน-ลงทุนผ่านบัตรเครดิต 5 หมวดยอดนิยม ‘ประกัน-ซูเปอร์มาร์เก็ต-สะดวกซื้อ-เติมน้ำมัน-แต่งบ้าน-ช้อปออนไลน์ บอกแผนปี2569 ดึงพันธมิตรเติมความคุ้มหนุนเป้าใช้จ่ายผ่านบัตร 4.2 แสนล.โต 6% ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังมีความผันผวนและการฟื้นตัวที่เปราะบาง จากปัจจัยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน พฤติกรรม ‘เพลย์เซฟ’ ของผู้บริโภค คนไทยเน้นรักษาสภาพคล่องและให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายที่จำเป็น โดยหมวดประกันภัยและกองทุนมียอดการใช้จ่ายสูงขึ้นแซงหน้าการช้อปปิ้งทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เป้าหมายกรุงศรี คอนซูมเมอร์: ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรในปี 2569 อยู่ที่ 4.2 แสนล้านบาท เติบโต 6% โดยมุ่งเน้นการขยายพันธมิตรเพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ตรงใจกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน อภิศ จุราวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต กรุงศรี บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยว่า ในปี 2569ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังผันผวน อยู่ในช่วงการฟื้นตัวที่เปราะบาง โดยปัจจัยกดดันสำคัญมาจาก ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ขณะที่ ตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังชะลอตัวจากการแข่งขันที่รุนแรงและมาตรการควบคุมของภาครัฐ รวมถึงในกลุ่มรายได้กลางถึงล่างยังเผชิญกับภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงและแรงกดดันจากค่าครองชีพ โดยราคาพลังงานที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ เช่น อาหาร การเดินทาง และค่าสาธารณูปโภค ผู้บริโภคจึงต้องจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง ทั้งนี้ จากข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่า หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย 5 อันดับ ได้แก่ ประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน ช้อปออนไลน์ ส่วนหมวดใช้จ่ายที่มีอัตราเติบโตสูงสุด ได้แก่ โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน ตัวแทนท่องเที่ยว แอปดีลิเวอรี กองทุนรวม กีฬาและนันทนาการ โดยจากข้อมูลชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคจะระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น การเติบโตของการใช้จ่ายในหมวดสินค้าและบริการกลุ่มพรีเมียมชะลอลง เปลี่ยนไปหาทางเลือกในการใช้จ่ายที่ประหยัดและคุ้มค่ามากขึ้น ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย เช่น บริการดีลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ทำให้การใช้จ่ายผ่านบัตรรวมเติบโตเล็กน้อย มีความถี่เพิ่มขึ้นและมูลค่าต่อธุรกรรมลดลง และนิยมผ่อนชำระมากขึ้นเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและบริหารสภาพคล่อง ทั้งนี้ เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายและความต้องการที่เปลี่ยนไป ในปีนี้กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดผ่านมาตรการช่วยเหลือต่างๆ รวมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ คุ้มค่า ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารการใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปี69 เป้าเพิ่มใช้บัตรฯเพิ่ม 6% อภิศ กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จะยังคงเดินตามรอยกลยุทธ์เดิมแต่เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินงานมากขึ้นผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ พัฒนาผลิตภัณฑ์หลักให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ขยายระบบนิเวศพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจ สร้างเสริมนวัตกรรมทางการชำระเงิน ผสานความร่วมมือในเครือกรุงศรีเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตพร้อมเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ เพื่อคงความเป็นผู้นำในธุรกิจ โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จาก กลยุทธ์ทั้งห้าด้านนี้ เพื่อเสริมศักยภาพของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ให้สอดรับกับสภาวะแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปเพื่อสร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพและรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจการเงิน โดยตั้งเป้าภายในปี 2569 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 420,000 ล้านบาท (+6%), ยอดสินเชื่อใหม่ 98,000 ล้านบาท (+4%), ยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 627,000 บัญชี (+9%) และยอดสินเชื่อคงค้าง 147,000 ล้านบาท (+3%) Key Takeaways เน้นความปลอดภัยทางการเงิน ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและสร้างความมั่นคง เช่น ประกันภัย มากกว่าการช้อปปิ้งทั่วไป เพื่อรักษาสภาพคล่องและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ระวังภาระหนี้และค่าครองชีพ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเงินเฟ้อกดดันกลุ่มรายได้ปานกลางถึงน้อย ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายใหม่ ปัจจัยด้านราคาพลังงานและอาหารกลายเป็นตัวแปรหลักที่จำกัดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของผู้คนในสังคม โอกาสในโลกดิจิทัล หมวดโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันมีอัตราการเติบโตสูงสุด สะท้อนว่าไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยังคงขยายตัวได้ดี แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะเปราะบาง แต่ช่องทางออนไลน์ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเข้าไปทำตลาดอย่างจริงจัง
‘ปลาเข็ม-กรัชเพชร’ ทายาทชาญอิสสระ สร้างไลฟ์สไตล์แบรนด์ ‘BaBaso’ เจาะตลาด 6,500 ล.
‘ปลาเข็ม-กรัชเพชร อิสสระ’ กับธุรกิจสกินแคร์ ‘‘BaBaso’ แบรนด์กันแดดที่เชื่อมอีโคซิสเต็มจากธุรกิจอสังหาฯ โรงแรม ขยายสู่พอร์ตแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ ที่ ‘สกินชิป’ผู้บริโภคได้ทุกวันในตลาดกันแดดมูลค่า 6,500 ล้านบาท แตกไลน์ธุรกิจสู่เพอร์ซันนัล แคร์ (Personal Care) ‘ปลาเข็ม-กรัชเพชร อิสสระ’ เห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจอีกมิติอสังหาฯ-โรงแรม กลุ่มชาญอิสสระ สู่ตลาดสกินแคร์ ปั้น BaBaso เป็นจุดเริ่มต้นสร้าง ‘Lifestyle Ecosystem’ ใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น เจาะตลาดกันแดด 6,500 ล้านบาท ตลาดสกินแคร์กันแดดไทยเติบโตต่อเนื่อง 5–8% ต่อปี โดย BaBaso ชู Sun Mousse เป็น Hero Product เจาะคนเมืองสายแอคทีฟ กลยุทธ์แบรนด์เน้น Insight จริง โดยเริ่มจากเพนพอยต์ คนใช้ชีวิตเร่งรีบ ต้องการสกินแคร์ใช้ง่ายพัฒนาเป็น ‘Effortless Powerful Skincare’ ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ‘คุณปลาเข็ม-กรัชเพชร อิสสระ’ ทายาทสาวคนเล็กสุดคุณสงกรานต์-คุณศรีวรา อิสสระ แห่งอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ตระกูลชาญอิสสระ (CI) ที่ในวันนี้ ‘เธอ’ ได้ก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ‘BaBaso’ แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดดที่พัฒนาขึ้นมาเป็นไอเท็มแรก พร้อมเข้าสู่วงการค้าปลีกในตลาด ‘Personal Care’ ของใช้ส่วนตัว อย่างจริงจัง ในโอกาสนี้ Alternate-X ได้สัมภาษณ์พิเศษ ‘คุณปลาเข็ม-กรัชเพชร’ ถึงแนวคิดการทำแบรนด์‘ ‘BaBaso’ เกิดขึ้นจากอินไซต์ส่วนตัวก่อนแล้วขยายสู่การแก้ปัญหา ‘Pain Point’ ของตลาด เธอ บอกว่า ‘BaBaso’ ไม่ได้เริ่มจากการมองหาโอกาสทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจาก ‘ประสบการณ์จริง’ ของตัวเธอเอง ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ทั้งการทำงาน การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย รวมถึงกิจกรรมทั้งอินดอร์และเอาต์ดอร์ ทำให้เธอเห็นปัญหาชัดเจนว่า “สกินแคร์ในตลาด ยังไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา” จากเพนพอยต์ เหล่านี้กลายมาเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของแบรนด์ ‘BaBaso’ ที่ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด สกินแคร์ต้องทำได้มากกว่าหนึ่งฟังก์ชัน ที่ไม่ใช่แค่ปกป้องผิว แต่ต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องหลัก คือ ประสิทธิภาพ (Effective) ความสะดวก (Convenience) ความสบายผิว (Comfort) คุณปลาเข็ม บอกว่า จากอินไซต์ที่พบว่ากิจกรรมแอคทีฟไลฟ์สไตล์ ในปัจจุบัน เริ่มกลายเป็น ‘นิวนอร์มัล’ ของผู้คนไปแล้ว ทั้งในกลุ่ม คนทำงานเมือง คนรักสุขภาพ และ คนที่ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ทำให้ ‘BaBaso’ ยังถูกวางตำแหน่งให้เป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิต เธอ บอกว่าหลังได้แนวคิดและที่มาการสร้างผลิตภัณฑ์แล้ว จากนั้นได้มองต่อไปยังโอกาสทางการทำตลาดซึ่งพบว่ายังมีช่องว่างของตลาดสำหรับ ‘BaBaso’ ในกลุ่มคนทำงานที่ต้องการสกินแคร์ที่ใช้ง่ายแต่ให้ผลลัพธ์จริง โดย ‘BaBaso’ จะเป็นแบรนด์ที่เชื่อมระหว่าง ‘ประสิทธิภาพ’ และ ‘ไลฟ์สไตล์’ เข้าไว้ด้วยกัน ด้วยจุดเด่นสินค้า ฟังก์ชั่นปกป้องและกันแดด โดยมีไอเท็มสินค้า แบ่งออกเป็น BaBaso sun mousse SPF50+PA++++ BaBaso sun mousse โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ มาครบทั้งการดูแลผิวด้วยส่วนผสมคุณภาพระดับสากลและนวัตกรรมทันสมัย BaBaso Sun Infinite ∞ Formula 8 -Patented& Trademark Advanced Complex ไอเท็มนี้ให้การปกป้องผิวจากแสงแดดและการบำรุง ด้วยส่วนผสมจาก 8 สิทธิบัตรเเละเทรดมาร์ก ระดับนวัตกรรม เพื่อสุขภาพผิวที่ดี แบรนด์ไลฟ์สไตล์แอคทีฟ คุณปลาเข็ม เล่าต่อถึง ตำแหน่งทางการตลาดสินค้า BaBaso จะถูกวางให้เป็นสกินแคร์สำหรับคนเมือง ที่ตอบโจทย์แอคทีฟไลฟ์สไตล์และต้องการสกินแคร์ที่ช่วยให้ผิวดูดีได้โดยไม่เพิ่มขั้นตอนในชีวิตประจำวัน ที่ต้องเจอทั้งแสงแดด แสงหน้าจอ และมลภาวะในชีวิตประจำวัน พร้อมวางแนวทางการทำตลาด ‘BaBaso’ ในเบื้องต้น จะเร่งสร้างแบรนด์สกินแคร์สำหรับคนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างไม่หยุดนิ่ง ‘เธอ’ ย้ำว่า “เราไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแบรนด์กันแดดหรือสกินแคร์ทั่วไป แต่เป็น ‘Your Daily Skin Vacation’ ที่เสมือนผิวได้พักผ่อนในทุกวัน แม้ในวันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบ” ขณะเดียวกัน จะยังใช้ 4 กลยุทธ์หลักในการทำตลาด คือ กลยุทธ์สินค้าฮีโร่ (Hero Product Strategy) มุ่งสร้างการรับรู้ผ่านผลิตภัณฑ์ BaBaso Sun Mousse ให้เป็นที่จดจำในฐานะกันแดดเนื้อมูสสำหรับชีวิตคนเมือง กลยุทธ์คอนเทนต์นำแบรนด์ (Content-Led Brand) หัวใจหลักนำมาขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้หญิงทำงาน กลยุทธ์ดิจิทัล-เฟริสต์ (Digital-First Strategy) BaBasoให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นหลัก โดยเฉพาะช่องทางที่เข้าถึงผู้หญิงทำงานในชีวิตประจำวัน กลยุทธ์การสนับสนุนจากครีเอเตอร์และผู้ใช้งานจริง (Creator & Real User Advocacy Strategy) โดย BaBaso วางกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มคนทำงานในเมืองอายุราว 20–50 ปี ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ ต้องเผชิญทั้งแสงแดด มลภาวะ และการใช้หน้าจอในชีวิตประจำวัน ที่มองสกินแคร์ที่ใช้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และช่วยให้ผิวดูดีได้ในทุกวัน แม้ในวันที่ไม่มีเวลา ขณะที่ ผลิตภัณฑ์วางราคา 890 บาท ทำตลาดหลักในช่องทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์ และอีคอมเมิร์ซ อาทิ TikTok, Shopee, Lazada, Facebook , Instagram, Line official คุณปลาเข็ม บอกว่า ในช่วงแรกของการทำตลาด BaBaso วางเป้าหมายอย่างสมดุลทั้งด้านยอดขายและการสร้างแบรนด์ในระยะยาว ที่ต้องมาจากทั้งสองส่วนควบคู่กัน โดยเริ่มจากจุดสร้างความแข็งแรงของ Hero Product อย่าง Sun Mousse ให้เป็นที่จดจำในตลาดและขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนทำงานในเมือง พร้อมวางแผนต่อยอดแบรนด์ BaBaso ไปสู่ไอเท็มใหม่ๆในอนาคต โดยขยายจากผลิตภัณฑ์กันแดดไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ตอบโจทย์ ‘Urban lifestyle’ อย่างครบวงจร ทั้งการปกป้อง ฟื้นฟู และรีเฟรชผิวในแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยยังคงแนวคิดสำคัญ คือ ‘Effortless Powerful Skincare’ ทำให้การดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องง่ายๆ จากอสังหาฯ สู่ไลฟ์สไตล์โปรดักส์ คุณปลาเข็ม ทิ้งท้ายว่าในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ‘BaBaso’ ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจในอีกมิติหนึ่งของบริษัท จากเดิมที่ CI เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ซึ่งเน้นการออกแบบประสบการณ์การใช้ชีวิต ขณะที่ในวันนี้ เราเห็นโอกาสในการขยายมาสู่การดูแล “คุณภาพชีวิตในระดับที่ใกล้ตัวมากขึ้น อย่างการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน” จากแนวคิดและทิศทางการทำตลาดสะท้อนผ่าน ‘BaBaso’ ที่อันที่จริงอาจจะไม่ ไม่ใช่แค่แบรนด์กันแดดใหม่ แต่เป็นจุดสตาร์ทของการทำแบรนด์ที่เริ่มจาก อินไซต์ จริง ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ และการมองธุรกิจที่ CI ลงมาเล่นในตลาด ‘ไลฟ์สไตล์ของผู้คน’ ที่เป็นมากกว่า ‘หมวดสินค้า’ สะท้อนทิศทางใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ ที่อาจไม่ได้ถามว่า ‘เราขายอะไร?’ แต่เปลี่ยนคำถามใหม่ว่า ‘เราเข้าไปอยู่ในชีวิตผู้บริโภคได้ตรงไหนบ้าง’ ผ่านตัวอย่างจาก ‘BaBaso’ โปรดักส์น้องเล็กอีกหนึ่งมิติส่วนต่อขยายด้านแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์แบรนด์ของ CI ที่เข้าไปในตลาดครีมกันแดดประเทศไทยที่เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2568-2569 จะมีมูลค่าสูงกว่า 6,500 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5% – 8% ต่อปี Key Takeaways จาก Property สู่ Daily Brand ทายาทคนเล็กชาญอิสสระ สร้างธุรกิจแบรนด์สินค้าที่อยู่กับผู้บริโภคในทุกวัน ผ่านสกินแคร์ เมื่อ อินไซต์ ใช้ตอบโจทย์จริง BaBaso เริ่มจากเห็นโอกาสพฤติกรรมผู้ใช้จริง สะท้อนเทรนด์แบรนด์ยุคใหม่ที่ยึด ‘ชีวิตคน’ เป็นศูนย์กลาง เข้าสู่ Lifestyle Ecosystem เชื่อมอสังหาฯ โรงแรม สู่เพอร์ซันนัล แคร์ พร้อมสร้าง Brand ทัชพอยต์ครบวงจรในทุกช่วงของชีวิต
เที่ยวไทยสะดุด! Q2 ปี69 จองล่วงหน้าเริ่มแผ่ว ภาคเหนือเหงาสุด นทท.หนีPM2.5
ภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปี 2569 เตรียมเจอ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ หลังจากไตรมาส 1 เป็นไปตามเป้า แต่เมื่อไตรมาส 2 (เม.ย.–มิ.ย.) ปีนี้ กลับเริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวชัดเจน Q2 สัญญาณลบชัด ยอดจองเริ่มแผ่ว หลัง Q1 ยังโตตามเป้า แต่ดีมานด์เริ่มหดตัว โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ควรเป็นไฮซีซั่น ตั๋วเครื่องบินพุ่งแรงสุด 200% จากน้ำมันแพงและเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลาง กระทบการตัดสินใจเดินทางทั่วทุกภูมิภาค ภาคเหนือหนักสุดจาก ‘วิกฤตซ้อน’ ยอดจองเหลือเพียง 50–60% ผลกระทบ PM2.5 – ตลาดต่างชาติหาย และ ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง หลังจาก สมาคมโรงแรมไทย (THA) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วม 10 องค์กรภาคเอกชน ในเวทีระดมสมองวิเคราะห์วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พบสัญญาณอันตรายยอดจองล่วงหน้าไตรมาส 2 ชะลอตัว จากราคาน้ำมันพุ่ง และสายการบินต้องเลี่ยงน่านฟ้า ดันราคาตั๋วเครื่องบินบางเส้นทางพุ่งสูงถึง 200% ผลที่ตามมา ‘ดีมานด์นักท่องเที่ยวหดตัว’ และกระทบยอดจองล่วงหน้า โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นอย่างสงกรานต์ที่ควรจะคึกคัก กลับเริ่มเงียบลงในหลายพื้นที่ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง 15 สายการบินขึ้นค่าตั๋ว วิกฤตน้ำมันแพงไฮซีซั่น-ซัมเมอร์ปีนี้ ‘สงกรานต์’ ส่อเหงา ‘Q2 น่าห่วง’ จองล่วงหน้าชะลอ ทั้งนี้ การประเมินร่วมของ สมาคมโรงแรมไทย (THA), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และผู้ประกอบการโรงแรมทั่วประเทศ สะท้อนตรงกันว่า “ยอดจองล่วงหน้าไตรมาส 2 เริ่มชะลอตัว จากต้นทุนการเดินทางที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์” โดยสะท้อนรายภูมิภาค ดังนี้ ภาคเหนือ: หนักสุด ยอดจองเหลือเพียง 50–60% จากปัจจัยสงคราม บวกกับตลาดอิสราเอลหาย และสถานการณ์ฝุ่น PM 5 ภาคใต้: ตั๋วเครื่องบินแพงกระทบแรง โดยในบางเส้นทางราคาพุ่ง 200% พร้อมกับนักท่องเที่ยวอิสราเอลหาย เช่นกัน ภาคตะวันออก ลดลง 10–15% เป็นผลจากคนไทยชะลอเดินทางเพราะกังวลค่าครองชีพ กรุงเทพฯ สงกรานต์ยังเงียบ โดยกลุ่ม MICE ชะลอการตัดสินใจ ภาคตะวันตก/กลาง กระทบน้อยกว่า แต่พบพฤติกรรม ‘จองนาทีสุดท้าย’ มากขึ้น รับมือจาก ‘ปริมาณ’ สู่ ‘คุณภาพ’ ขณะที่ฝั่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประเมินว่า แม้ตลาดตะวันออกกลางจะสูญเสียจำนวนเที่ยวบิน (Flight Capacity) ไปเกือบ 50% แต่ยังมี ‘แรงพยุง’ จากตลาดอื่น ได้แก่ อเมริกา ด้วยเป็นตลาดที่มีดีมานด์ยังแข็ง ไม่มีสัญญาณยกเลิก ยุโรป โดยรัสเซียยังอันดับ 1 และโปแลนด์เริ่มมาแรง กลยุทธ์หลักที่ถูกหยิบมาใช้คือ ‘Value over Volume’ เน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เช่น Luxury Wellness Long Stay ทั้งนี้ เพื่อชดเชย ‘จำนวนคนที่หายไป’ ด้วย ‘รายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น’ 8 มาตรการ ไขทางออกธุรกิจโรงแรม ขณะที่ ภาคเอกชนเตรียมเสนอรัฐบาล 8 แนวทางสำคัญ เช่น ชะลอเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน เร่งแก้ PM 5 ลดราคาพลังงาน กระตุ้น ‘ไทยเที่ยวไทย’ เพิ่ม Charter Flight อัดงบ MICE ภาครัฐ เสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการ ลดพึ่งพา OTA ต่างชาติ’ และหนุนแพลตฟอร์มไทยอย่าง TAGTHAi ทดแทน อย่างไรก็ตามสำหรับภาพรวมปลายปี 2569 นี้ ยังต้องลุ้นการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ท่ามกลางความเปราะบาง แม้สถานการณ์ระยะสั้นจะกดดันอย่างหนัก แต่ผู้ประกอบการยังมองว่าวิกฤตครั้งนี้ ‘ไม่รุนแรงเท่าโควิด’ มีโอกาสคลี่คลายใน 2–3 เดือน ด้วยตลาดยังมีดีมานด์ แต่ ‘ชะลอการตัดสินใจ’ ขณะที่ ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ ราคาน้ำมัน ภูมิรัฐศาสตร์ และ กำลังซื้อผู้บริโภค Key Takeaways ท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ ‘โหมดชะลอ’ รอบใหม่ แม้ไม่หนักเท่าโควิด แต่แรงกดดันเริ่มชัด กลยุทธ์ท่องเที่ยวเปลี่ยนจาก ‘จำนวน’ เป็น ‘คุณภาพ’ เน้นนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงแทนแมส ตัวแปรเสี่ยงยังควบคุมไม่ได้ จาก 3 ปัจจัยสะท้องทิศทางครึ่งปีหลัง2569 ราคาน้ำมัน -ภูมิรัฐศาสตร์ – กำลังซื้อ
UHG ปรับกลยุทธ์โรงแรม-สำนักงาน รับวิกฤตน้ำมัน ท่องเที่ยวชะลอ
กลุ่ม UHG (Urban Hospitality Group) ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารโรงแรมและอาคารสำนักงานใจกลางกรุงเทพฯ 19 แห่งในปี2569 ภายใต้การบริหารของ ‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ กับแผนธุรกิจเฟล็กซิบิลิตี้ในปีนี้ควบคู่มอนิเตอร์สถานการณ์ เพื่อบริหารความเสี่ยงบนความท้าทายสงครามอิหร่าน-สหรัฐ ที่ชะงักการเดินทางโลก จากวิกฤตราคาน้ำมันกระทบธุรกิจในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นกัน นักท่องเที่ยวเริ่มหายจากแรงภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่มยุโรปลดลง 10–20% หลังต้นทุนน้ำมันพุ่ง กระทบดีมานด์เดินทางและยอดจองโรงแรมโดยตรง UHG ปรับเกมสู้ ‘ลดราคา เร่งการตลาดดิจิทัล กระตุ้นยอดจอง ลดราคาห้องพักเหลือ 2,100 บาท (-15%) พร้อมเร่ง OTA บวกกับการเพิ่มคอมมิชชั่นดึงยอดขาย เดินหน้าขยายแม้มีความเสี่ยง เปิดเพิ่ม 400 ห้อง ดันรวม 3,000 ห้องปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 20% ท่ามกลางความผันผวน “หากโลกชะงักการเดินทางที่กระทบต่ออุตสากรรมท่องเที่ยวที่พัก UHG ก็จะกลับไปใช้โหมดบริหารธุรกิจคุมความเสี่ยงเช่นเดียวกับในช่วงโควิด-2019” คำกล่าวของ ‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ จำกัด (Urban Hospitality Group) หรือ UHG ผู้บริหารโรงแรมภายใต้แบรนด์ ‘The Quarter’ และอาคารสำนักงานในทำเลศักยภาพกรุงเทพฯ พร้อมแผนธุรกิจในปี 2569 ที่ถูกวางไว้แล้วแน่ๆ แต่ก็มี ‘ตัวแปร’ ใหม่จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อิหร่านและสหรัฐอเมริกา มากระทบเศรษฐกิจโลกให้ชะลอการตัดสินใจการเดินทางระหว่างประเทศของผู้คน ด้วยต้นทุนน้ำมัน ที่ปรับราคาสูงขึ้น!! วุฒิพล บอกว่า กลุ่ม UHG ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางและการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด พบว่าภาพรวมนักท่องเที่ยวหลักของกลุ่มยุโรป (เยอรมัน, ฝรั่งเศส , สหราชอาณาจักร) เริ่มลดลงไป 10-20% จากเมื่อต้นปี2569 มีแนวโน้มดีต่อเนื่องซึ่งในปีก่อนมีการเติบโต 15% (YoY) เทียบปี 2567 “ปีที่ผ่านมาพบนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ จากยุโรป อาทิ คาซัคสถาน ทาจิกิสถานหรือ โปแลนด์ รวมทั้งจากตะวันออกกลางที่เดินทางมายังไทยมากขึ้น เห็นได้ชัดจากยอดจองโรงแรมเดอะควอเตอร์ ที่ได้รับความนิยมในสาขา อารีย์ ลาดพร้าว รัชโยธิน และ สะพานควาย” โดยกลุ่มนักเดินทางกล่าว จะจองที่พักตั้งแต่ 3 ถึง 5 คืนต่อทริป มีทั้งจองพักแบบคู่ กลุ่มเพื่อนฝูง และ กลุ่มครอบครัว ซึ่งพบอีกหนึ่งพฤติกรรมที่น่าสนใจ คือ นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะต่างชาติ เริ่มหันฝากกระเป๋าไว้กับโรงแรมก่อนเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น และจะกลับมาพักต่อที่เดอะควอเตอร์อีกครั้งก่อนเดินทางกลับประเทศตัวเอง อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าไทยจะเป็นฤดูการท่องเที่ยว (Hi-Season) ทำให้กลุ่ม UHG ต้องเร่งกลับมาทบทวนพร้อมเพิ่มความระมัดระวังการทำธุรกิจนับจากนี้ไปมากขึ้น ปัจจุบันกลุ่ม UHG มีลูกค้าโรงแรมแบ่งสัดส่วนเป็น ต่างชาติ 65% และ คนไทย 35% โดยเบื้องต้น กลุ่ม UHG ใช้กลยุทธ์ยืดหยุ่น (Flexibility) ทั้งการทำตลาดและบริหารแพ็คเกจราคาห้องพัก โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดด้วยโปรโมชั่นราคาที่พักมาดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายนักเดินทางทั้งในและต่างประเทศในช่วงนี้ เช่น ปรับราคาห้องพักอยู่ที่อัตรา 2,100 บาทจากอัตราปกติอยู่ที่ 2,400 บาท เรียกได้ว่าลดลงไปแล้วเกือบ 15% “จากข้อมูลในช่วงที่ผ่านมาพบยอดการจองถูกยกเลิกจากปัญหาทรานซิทในกลุ่มตะวันออกกลาง” พร้อมกันนี้ ยังจะโฟกัสการทำตลาดดิจิทัลร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มท่องเที่ยวต่างๆ (OTA) มากขึ้นเช่นกัน เพื่อกระตุ้นการจองที่พักให้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากการลดราคาที่พักแล้ว กลุ่ม UHG ยังสร้างแรงจูงใจด้วยการปรับค่าคอมมิชชั่น (Commission) ให้กับทีมฝ่ายขาย ด้วย อย่างไรก็ตาม วุฒิพล ย้ำว่า “หากโลกชะงักการเดินทางที่กระทบต่ออุตสากรรมท่องเที่ยวที่พัก UHG ก็จะกลับไปใช้โหมดบริหารธุรกิจคุมความเสี่ยงเช่นเดียวกับในช่วงโควิด-2019 ที่ผ่านมา” โดยในช่วงนั้น กลุ่ม UHG หันมาโฟกัสการควบคุมต้นทุนในภาพรวมธุรกิจรอบด้าน อย่าง ด้านพลังงานมีการกำหนดการเปิด/ปิดและพื้นที่การใช้เครื่องปรับอากาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม และบริหารจัดการฝ่ายระบบปฏิบัติการภายใน อื่นๆ เช่น การลดจำนวนหมอนภายในห้องพัก การตัดผลิตภัณฑ์ของใช้ประจำวันบางรายการออกไป เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วุฒิพล เชื่อว่าเหตุการณ์ตะวันออกลางที่เกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบไม่รุนแรงในภาคธุรกิจเท่ากับช่วงโควิด2019 ด้วยเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการหลายรายได้ผ่านเหตุการณ์มาพร้อมรับมือได้จนกลายเป็นความปกติ (Norm) ไปแล้ว และอาจจะคลี่คลายใน 2-3 เดือนนับจากนี้ ขยาย 3,000 คีย์รูมปี 2569 ซีอีโอ UHG กล่าวว่าสำหรับแผนธุรกิจเดิมที่บริษัทฯ วางไว้ในปีนี้ ก่อนมีปัจจัยสงครามตะวันออกกลางเกิดขึ้นนั้น กลุ่ม UHG มีแผนเปิดโครงการใหม่โรงแรมเดอะควอเตอร์ บาย ยูเอชจี (The Quarter By UHG) จำนวน 200 ห้องพัก (บริเวณปากซอยเอกมัย 14) ในช่วงกลางปีนี้ และในช่วงเดือนกันยายนเตรียมแผนเปิดส่วนขยายที่ปรับปรุงแล้วเสร็จอีก 200 ห้องพักในโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ลาดพร้าว ด้วย โรงแรมเดอะควอเตอร์ บาย ยูเอชจี (The Quarter By UHG) เอกมัย สำหรับโรงแรมเดอะควอเตอร์ เอกมัย ครั้งนี้ ‘วุฒิพล’ บอกว่าเป็นการพัฒนาขึ้นตามสูตรของกลุ่มยูเอชจี คือ การเลือกทำเลศักยภาพในรูปแบบ ‘กรีน ฟีลด์’ (Green Field) โดยการลงทุนบนที่ดินปล่อยเช่าระยะยาว จากพร็อพเพอร์ตี้ ที่เพิ่มขึ้น 2 แห่งจำนวน 400 ห้องพัก(Keys Room)ในปี 2569 จะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้กลุ่ม UHG จะมีโรงแรมทั้งสิ้น 3,000 คีย์รูม ซึ่งแผนดังกล่าวจะผลักดันให้ปีนี้ ธุรกิจมีการเติบโตรายได้เพิ่มขึ้น 20% ลดค่าเช่าเร่งดีมานด์ วุฒิพล กล่าวต่อถึงธุรกิจอาคารสำนักงานเดอะควอเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมิกซ์ยูสในแต่ละทำเล โดยปัจจุบันมีสัดส่วนอัตราครอบครองพื้นที่การเช่า(Occupancy) ดังนี้ อาคารรัชโยธิน ฮิลล์ (Ratchayothin Hills) สัดส่วน 60% อัตราบริการพื้นที่เช่า 850 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (ปรับลดราคาอยู่ที่ 700 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน/ปี2569) อาคารสุขุมวิท ฮิลล์ (Sukhumvit Hills) สัดส่วน 100% อัตราบริการพื้นที่เช่า 800 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (ปรับลดราคาอยู่ที่ 700 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน/ปี2569) อาคารรามคำแหง ฮิลล์ (Ramkhamhaeng Hills) สัดส่วน 20% อัตราบริการพื้นที่เช่า 650 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (ปรับลดราคาอยู่ที่ 550 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน/ปี2569) อาคารอารีย์ ฮิลล์ (Ari Hills) สัดส่วน 100% อัตราบริการพื้นที่เช่า 800 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (ปรับลดราคาอยู่ที่ 750 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน/ปี2569) อาคารเอเวอร์กรีน เพลส (Evergreen Place) สัดส่วน 90% อัตราบริการพื้นที่เช่า 550 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน (ปรับลดราคาอยู่ที่ 450 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน/ปี2569) ฟูลเฟอร์ฯ พร้อมทำงาน นอกจากการปรับอัตราบริการพื้นที่เช่าอาคารสำนักงานเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้มากขึ้นในปีนี้ กลุ่ม UHG ยังปรับโฉมการออกแบบพร้อมเติมความครบ ‘เฟอร์นิเจอร์’ Fully Furnished มาตกแต่งไว้ให้พร้อมเข้าทำงานภายในสำนักงานโดยกลุ่มลูกค้าไม่ต้องตกแต่งปรับปรุงเพิ่มเติมแต่อย่างใด “เราเลือกมาหนึ่งยูนิตในแต่ละอาคารสำนักงานนำมาตกแต่งทั้งการออกแบบภายในใส่เฟอร์นิเจอร์ออฟฟิศเข้าไป เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาดูและสร้างการตัดสินใจเช่าได้ง่ายขึ้น” นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานยังจะเติมความครบของระบบนิเวศ Ecosystem เพื่อสร้างบรรยากาศใหม่ๆ ที่ตรงกับจริตความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตการทำงานในแต่ละทำเลอาคารสำนักงานที่แตกต่างกันออกไป อย่างการนำร้านค้า ร้านอาหารเครื่องดื่มแนวใหม่ เข้ามาอยู่ในพื้นที่เช่าเพิ่มเติมอย่าง คาเฟ่ร้านกาแฟ After Dark (อาฟเตอร์ ดาร์ก) ร้านชาเขียวพรีเมียม Takitei หรือ ร้านพิซซ่า 90 Grams, Mana Cafe นอกเหนือจากร้านกาแฟ คาซา ลาแปง (CASA LAPIN) ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ วุฒิพล กล่าวว่า จากแผนและการบริหารความเสี่ยงธุรกิจในปี 2569 นี้ กลุ่ม UHG ยังมองบวกด้านรายได้เติบโต 20% จากจำนวนห้องพักที่เพิ่มเป็น 3,000 ห้องในปีนี้ จากในปี 2568 ที่ผ่านมากมีรายได้อยู่ที่ 2,660 ล้านบาท และกำไร (EBITDA) ราว 1,350 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรสุทธิราว 1,000 ล้านบาท พร้อมกับที่กลุ่มUHG วางแนวคิดการลงทุนต่อเนื่องในสองปีนี้ (2569-2570) โดยเตรียมงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000-1,500 ล้านบาทต่อปีเพื่อพัฒนาราว 2 โครงการ ทั้งในรูปแบบบราวน์ฟิลด์ และพัฒนาขึ้นใหม่ หรือ กรีน ฟิลด์ หากมีความเป็นไปได้และน่าสนใจ คาดในปี 2570 จะมีพร็อพเพอร์ตี้รวมทั้งสิ้น 21 แห่ง ในกรุงเทพฯ ซีอีโอ UHG ปิดท้ายว่าหากมองกลับไปยังภาพก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้งตะวันออกกลางเกิดขึ้น การทำธุรกิจในปีนี้น่าจะคลี่คลายขึ้นในหลายระดับทั้งการเข้ามาของรัฐบาลใหม่ที่เพิ่มความเชื่อมั่นนโยบายและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศในภาพรวม ไปจนถึงแผนเร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว แม้ว่านักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามาไทยลดลงจากช่วงก่อนโควิด-19 แต่มีกลุ่มประเทศใหม่เพิ่มเข้ามา Key Takeaways ธุรกิจโรงแรม ‘หนีไม่พ้น’ ราคาน้ำมัน จากต้นทุนพลังงาน เป็นตัวแปรใหญ่ที่มีผลทั้งกับดีมานด์และซัพพลาย Flexibility คืออาวุธรอดวิกฤต กลุ่ม UHG ใช้สูตรลดราคา-คุมต้นทุน-ใช้ดิจิทัล แผนสู้ความท้าทายแบบช่วงโควิด กล้าลงทุนในช่วงผันผวน คือ เดิมพันอนาคต UHG ยังขยายพอร์ตต่อเนื่องตามแผนเดิม ด้วยเชื่อมั่น ‘ท่องเที่ยวไทยยังไปต่อ’
15 สายการบินขึ้นค่าตั๋ว วิกฤตน้ำมันแพงไฮซีซั่น-ซัมเมอร์ปีนี้ ‘สงกรานต์’ ส่อเหงา
สายการบินกว่า 15 แห่งทั่วโลก ประกาศปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) พร้อมกันในช่วงนี้ สายการบินขึ้นราคาเป็นวงกว้าง มากกว่า 15 สายการบินทั่วโลกปรับ Fuel Surcharge บางรายขึ้นแรงกว่า 100% กระทบราคาตั๋วทันที ต้นตอจากน้ำมัน และ สงคราม วิกฤตราคาน้ำมันและความตึงเครียดตะวันออกกลาง ทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน ใช้น้ำมันเพิ่ม ตั๋วแพงยาวถึงครึ่งปีแรก ดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้น แต่ฝูงบินยังไม่พอ สายการบินมีอำนาจตั้งราคาสูงต่อเนื่อง จากสถานการณ์สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบเฮอร์มุซ โดยการปรับขึ้นมีตั้งแต่ระดับ 10–15% สำหรับสายการบินในประเทศ ไปจนถึงกว่า 100% สำหรับสายการบินระหว่างประเทศบางราย ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทางของผู้โดยสารทุกกลุ่ม Cathay Pacific (CX) ถือเป็นรายที่ปรับขึ้นสูงสุด โดยอัตราค่าธรรมเนียมพุ่งขึ้นถึง 102% และจะมีการปรับเพิ่มอีก 34% ในวันที่ 1 เมษายนนี้ ขณะที่ Greater Bay Airlines (HB) ปรับขึ้น 90% ด้าน Hong Kong Airlines (HX) เลือกปรับในรูปแบบตัวเงิน ราว 200 บาท หรือคิดเป็น 31% สำหรับสายการบินในฝั่งเอเชียตะวันออก อย่าง China Eastern (MU) และ China Southern (CZ) ต่างปรับขึ้นประมาณ 476 บาทต่อเที่ยวบิน ในขณะที่ Starlux Airlines (JX) สายการบินสัญชาติไต้หวัน ปรับสูงถึง 1,459 บาท ฝั่งยุโรปและโอเชียเนีย Air France (AF) ปรับขึ้นราว 1,847 บาท ส่วน Air New Zealand (NZ) อยู่ที่ประมาณ 1,708 บาท ขณะที่ Juneyao Air (HO) จากจีน นำโด่งในกลุ่มค่าธรรมเนียมตัวเลขสูงสุด ที่ราว 6,733 บาทต่อเที่ยวบิน ทั้งนี้ Thai Airways (TG) และ Bangkok Airways (PG) ประกาศปรับขึ้นในอัตราที่รับมือได้กว่า คือ 10–15% และ 15–20% ตามลำดับ โดย Bangkok Airways จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป สาเหตุเบื้องหลังการปรับขึ้นพร้อมกันครั้งนี้ มาจากหลายปัจจัยซ้อนกัน ได้แก่ ความผันผวนของราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) ในตลาดโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่บังคับให้สายการบินต้องเบี่ยงเส้นทางบิน ส่งผลให้ระยะทางและปริมาณน้ำมันที่ใช้เพิ่มขึ้น รวมถึงปริมาณนักเดินทางที่ฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่งหลังยุคโควิด ทำให้สายการบินมีอำนาจในการกำหนดราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดการณ์ว่า ราคาตั๋วเครื่องบินจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องตลอดครึ่งปีแรก เนื่องจากฝูงบินทั่วโลกยังไม่สามารถขยายได้ทันความต้องการ และฤดูการท่องเที่ยวยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลง ค่าธรรมเนียมดังกล่าวมีโอกาสที่จะลดลงได้ในระยะถัดไป ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่มีแผนเดินทางควรตรวจสอบ “ราคาสุทธิ” รวมค่าธรรมเนียมทุกประเภทก่อนซื้อตั๋ว และพิจารณาจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน Key Takeaways ตั๋วเครื่องบินเข้าสู่ ‘ยุคแพงใหม่’ ราคาจะไม่ลงง่ายในระยะสั้น โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยว สงกรานต์อาจไม่คึกคักเท่าเดิม ต้นทุนเดินทางสูงขึ้นกดดีมานด์ ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนชะลอแผนบิน คนเดินทางต้องวางแผนมากขึ้น เช็กราคาสุทธิ และจองล่วงหน้า เป็นวิธีลดผลกระทบจากค่าตั๋วแพง
อุตฯความงามไทย 4 แสนล. ขุมทรัพย์แบรนด์ที-บิวตี้ ‘EVEANDBOY’ พาปักหมุดตลาดโลก
‘EVEANDBOY’ แผนซัพพอร์ตสุดตัว 600 ความงามแบรนด์ไทย 3 แสนรายการในร้านผ่านงาน ‘T-BEAUTY FEST’ ปั้นสู่ไอเท็มบิวตี้เจาะเศรษฐกิจท่องเที่ยว ตลาดความงามไทยโตแรง อุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยมูลค่า 400,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 6–7% ต่อปี ต่อเนื่องระยะยาว EVEANDBOY คือ Hub ของ T-Beauty รวมกว่า 600 แบรนด์ มากกว่า 30,000 SKU ขายสินค้า T-Beauty แล้วกว่า 100 ล้านชิ้น นักท่องเที่ยวคือแรงขับใหม่ ต่างชาติแห่ซื้อสินค้าไทยเป็น ‘Must Buy’ หนุน T-Beauty กลายเป็น soft power ใหม่ หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกความงาม อีฟแอนด์บอย (EVEANDBOY) เปิดเผยว่า EVEANDBOY อยู่ในตลาดมา 21 ปีในฐานะบิวตี้สโตร์สัญชาติไทยเจ้าแรก และรวบรวมผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ไทยไว้มากที่สุด โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามองเห็น ‘T-Beauty’ Product of Thailand มีพัฒนาการชัดเจนทั้งคุณภาพ นวัตกรรม และความเข้าใจผู้บริโภค สอดคล้องภาพรวมตลาดความสวยความงามแบรนด์ไทยเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีแบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางสัญชาติไทยเติบโตทั้งเชิงรายได้และจำนวนลูกค้าอย่างก้าวกระโดด รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที-บิวตี้ เข้ามาในตลาดหลายสิบแบรนด์เกิดใหม่ โดย ข้อมูลจากนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ระบุอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่าราว ‘400,000 ล้านบาท’ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6-7% ต่อเนื่อง จากเมื่อราว 20 ปีก่อนอุตฯมีมูลค่าราว 70,000 ล้านบาท ทั้งนี้ สะท้อนว่าแบรนด์ไทยไม่ได้เป็นเทรนด์ระยะสั้นแต่กำลังเติบโตได้อย่างแข็งแรง และในอนาคต T-Beauty จะยังมีโอกาสเติบโตได้อีก จากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และการขยายไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวและตลาดต่างประเทศที่เริ่มให้ความสนใจแบรนด์ไทยมากขึ้น “เป็นยุคทองของ ‘T-Beauty’ Product of Thailand” นทท.ต่างชาติให้ใจ ‘ที-บิวตี้’ หิรัญ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน EVEANDBOY มีสินค้า T-Beauty จำนวน 600 แบรนด์ มากกว่า 30,000 รายการ ครอบคลุหมวดหมู่ เครื่องสำอาง สกินแคร์ น้ำหอม อาหารเสริม และอุปกรณ์เสริมความงาม ซึ่งตั้งแต่ปี 2565-2568 EVEANDBOY จำหน่ายสินค้า T-Beauty ไปแล้วมากกว่า 100 ล้านชิ้น มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 ขณะที่กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในร้าน ‘EVEANDBOY’ พบความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการจับจ่ายชัดเจน โดยมองหาสินค้า ‘T-Beauty’ Product of Thailand ในฐานะสินค้าที่สะท้อนถึงความเป็นไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ซึ่งแบรนด์ไทยทำมาตรฐานได้ทัดเทียมไม่แพ้แบรนด์ต่างประเทศ ทั้งด้านคุณภาพดี นวัตกรรมร่วมสมัย และราคาสมเหตุสมผล สร้างการบอกต่อในกลุ่มผู้บริโภคชาวต่างชาติ “ในอนาคตแบรนด์ไทยมีโอกาสเติบโตสู่แบรนด์ระดับโลกได้ไม่ยากอย่างแน่นอน” 6 ปัจจัยชิงตลาดความงาม อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาทำการตลาดในไทยอย่าวต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งแบรนด์ไทยเร่งสร้างความโดดเด่นให้เป็นที่น่าจับตาท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ประกอบด้วย 6 ปัจจัยหลัก ดังนี้ การสร้างนวัตกรรมและความรวดเร็วในการตอบโจทย์ผู้บริโภค ภาพลักษณ์ คุณภาพสินค้า ส่วนผสม ความสร้างสรรค์ ความสมเหตุสมผลของราคา “ทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งที่แบรนด์ไทยสามารถหยิบไปต่อยอดพัฒนาโปรดักต์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้” ความงามแบรนด์ไทยไอเท็มต้องมี หิรัญ กล่าว่าเพื่อตอกย้ำ EVEANDBOY ในฐานะร้านค้าปลีกความงามที่สะท้อนศักยภาพของ T-Beauty Product of Thailand ให้ไปสู่การเติบโตในระดับโลกอย่างแข็งแรงและยั่งยืน โดยในช่วงที่ผ่านมาจัดงาน ‘EVEANDBOY T-BEAUTY FEST’ ร่วมยกระดับภาพลักษณ์สินค้าแบรนด์ไทยภายใต้คุณภาพสินค้า ‘T-Beauty’ Product of Thailand เพื่อสร้างการบอกต่อ-พูดถึงเป็นวงกว้างให้มากที่สุด ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุถึงสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2568 พบว่า ‘มาเลเซีย’ ครองอันดับ 1 มากถึง 4.8 ล้านคน ‘จีน’ 4.6 ล้านคน ‘อินเดีย’ 2.1 ล้านคน ‘รัสเซีย’ 1.8 ล้านคน ‘เกาหลีใต้’ 1.6 ล้านคน ทั้งนี้ จากภาพรวมนักท่องเที่ยวดังกล่าว EVEANDBOYมองเป็นโอกาสดีที่จะผลักดันให้ ‘T-Beauty’ กลายเป็นสถานะ ‘T-Beauty Must Buy’ ไม่ว่าจะใครได้มาประเทศไทยก็ต้องซื้อเครื่องสำอางไทยกลับไป “หากสนใจสินค้า T-Beauty Product of Thailand ต้องมาที่ EVEANDBOY เท่านั้น EVEANDBOY พร้อมยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก” พร้อมกล่าวต่อถึงอีกหนึ่ง กลยุทธ์สำคัญในการขยายกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฐานแฟนคลับระดับภูมิภาคเอเชียและตลาดระดับสากล ด้วยการเลือกใช้พรีเซนเตอร์ระดับเอเชียหรือระดับโลก ควบคู่ไปกับการบอกเล่า ‘Storytelling’ ของแบรนด์ ที่จะมีส่วนช่วยให้ ‘T-Beauty’ Product of Thailand เติบโตทัดเทียมแบรนด์ต่างประเทศได้ไม่ยาก โดยในช่วงปี 2568-2569 พรีเซ็นเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ EVEANDBOY ได้ร่วมงานกับ สกาย-วงศ์รวี และ นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ (Acne-Aid), เจนเย่ (Janeeyeh), และ แบมแบม-กันต์พิมุกต์ (Euthymol) สำหรับผลดำเนินงานในปี 2567 (dataforthai) ระบุบริษัทฯมี รายได้ 4,457,595,881 บาท กำไร 1,071,173,122 บาท คิดเป็น 24.03% ของรายได้ Key Takeaways T-Beauty ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คืออุตสาหกรรมหลัก แบรนด์ไทยเติบโตทั้งคุณภาพ นวัตกรรม และการรับรู้ (perception) มีศักยภาพขึ้นเป็นโกลบอล แบรนด์ ได้จริง ธุรกิจค้าปลีกอย่าง EVEANDBOY เตรียมเป็นผู้เปลี่ยนเกม โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มรวมแบรนด์ไทย เชื่อม ‘สินค้าไทย ไปยังนักท่องเที่ยวสู่ตลาดโลก’ ท่องเที่ยวและพลังแห่งบิวตี้ (Tourism + Beauty) สูตรสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขณะที่นักท่องเที่ยวคือแรงขับความต้องการสำคัญ ดันสินค้าไทยจากโลคัล แบรนด์ สู่การบริโภคในตลาดระดับโลก
‘ดร.ยศชนัน’ กับแนวคิดเร่งไทยสร้างอีโคซิสเต็มเชื่อม ‘เศรษฐกิจเวลเนส’
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถอดบทเรียน INT มหิดล ครบ 10 ปี สู่การขับเคลื่อนนวัตกรรม สร้าง ‘เศรษฐกิจนวัตกรรม’ ทางออกประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ ‘คนเก่ง’ แต่คือ ‘ระบบเชื่อมไม่ถึง’ ไทยมีศักยภาพด้านบุคลากรสูง แต่ขาด ecosystem เชื่อมงานวิจัยสู่ตลาด INT ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ปิดช่องว่าง จากหิ้งสู่ห้างอย่างเป็นรูปธรรม กับดัก Quick Win ฉุด Deep Tech ไทย วัฒนธรรมเน้นผลลัพธ์ระยะสั้น ไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง จำเป็นต้องสร้างกลไกทุนใหม่ เช่น Holding Company เชื่อมสู่ VC Wellness Economy คือ Flagship ใหม่ของไทย ต่อยอดจุดแข็งด้านสุขภาพ สมุนไพร และชีวภาพ เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนและ Talent ระดับโลก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเผยทิศทางการขับเคลื่อนประเทศสู่ “เศรษฐกิจนวัตกรรม” ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับบทบาทของประเทศจาก “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” โดยสะท้อนมุมมองจากประสบการณ์การพัฒนาและขับเคลื่อนกลไกนวัตกรรม ของสถาบัน INT มหิดล ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของสถาบัน INT ครบรอบ 10 ปี กับบทบาท “ตัวเชื่อม” นวัตกรรมไทย ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาวงการนวัตกรรมไทยได้ผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งในด้านการเติบโตของงานวิจัยและความพยายามในการต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ INT (อิ๊นท์) ม.มหิดล ได้ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญในการผลักดันงานวิจัยจาก “หิ้งสู่ห้าง” อย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงการบริหารของ อ.เชน ยศชนัน INT ได้ถูกยกระดับให้ทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” หรือ Connector ของระบบนิเวศนวัตกรรม ผ่านการพัฒนายุทธศาสตร์ L.I.F.T Strategy ที่เชื่อมโยง 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Local Link: การเชื่อมโยงเครือข่ายภายในประเทศ International Link: การขยายเครือข่ายสู่ต่างประเทศและศูนย์บ่มเพาะระดับโลก Future Link: การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต Technological Enabler: การสร้าง ecosystem และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม อย่างไรก็ตาม อ.เชน ชี้ให้เห็นว่าบทเรียนสำคัญจากการขับเคลื่อน INT สะท้อนได้ว่า ความท้าทายของระบบวิจัยไทยไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของบุคลากร แต่คือ “กลไกเชื่อมโยง” ที่ยังไม่สมบูรณ์ในการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้จริง “ผมมองว่า ปัญหาของนวัตกรรมไทยไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของคน เพราะพื้นฐานคนไทยมีศักยภาพและสามารถปรับตัวได้ดี แต่สิ่งที่ยังขาดคือระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงในอดีต นักวิจัยมักถูกจำกัดอยู่ในกรอบของการตีพิมพ์หรือการขอตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่แรงจูงใจที่แท้จริง” จากโจทย์ดังกล่าว INT จึงถูกวางบทบาทให้เป็น “ตัวกลาง” ที่ช่วยเติมเต็มช่องว่าง โดยทำหน้าที่เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่มีความยืดหยุ่น สามารถไหลไปเชื่อมโยงทุกภาคส่วน และผลักดันงานวิจัยจากต้นน้ำสู่การใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและพาณิชย์ มุ่งเน้นความคล่องตัวสูงเพื่อตอบโจทย์ภาคเอกชน ผ่านกลไก ‘Speed Dating’ จับคู่นวัตกรรมกับความต้องการของธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ” อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของสถาบัน INT ในมุมมองของ อ.เชน คือการสร้าง “ความหวัง” ที่จับต้องได้จริง เปลี่ยนภาพจำเดิม ๆ ของวงการวิชาการไทย โดยย้ำเสมอว่า “งานวิจัยนอกจากจะเปลี่ยนชีวิตคนอื่นแล้ว ต้องสามารถเปลี่ยนชีวิตคนทำได้ด้วย” เสมือนในต่างประเทศที่นักวิจัยสามารถต่อยอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่การสร้างมูลค่า หากเห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่า ก็จะเกิดแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ผมเชื่อว่าสถาบัน INT หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีบทบาทเดียวกัน จะเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ เพราะนวัตกรรมคือโครงสร้างพื้นฐานเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยมีรายได้สูงอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติ และมีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ให้ประเทศเห็นความได้เปรียบและศักยภาพที่จะก้าวไปสู่เทคโนโลยีระดับสูงได้เช่นกัน” อ.เชน ยศชนัน กล่าว ปลดล็อกข้อจำกัด เลิกติดหล่ม Quick Win มุ่งลงทุน Deep Tech ระยะยาว ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้ให้ความเห็นต่อไปว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านงบประมาณ กฎระเบียบ และรูปแบบการลงทุน โดยเฉพาะวัฒนธรรมการทำงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ระยะสั้น หรือ “Quick Win” ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) ที่ต้องอาศัยเวลาและการลงทุนระยะยาว เพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว อ.เชน ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนากลไกสนับสนุนรูปแบบใหม่ โดยยกตัวอย่าง Holding Company หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการเงินทุน และเปิดทางให้งานวิจัยสามารถเติบโตจากช่วงบ่มเพาะไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง โดยกลไกดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “สะพานทุน” ในช่วงรอยต่อสำคัญ ช่วยประคับประคองงานวิจัยในระยะเริ่มต้น ก่อนส่งต่อให้ Venture Capital (VC) เข้ามาร่วมลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ชู “Wellness Economy” เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนโลก จากประสบการณ์การขับเคลื่อนนวัตกรรม อ.เชน มองว่า ประเทศไทยควรใช้ Wellness และ Health Innovation เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งด้านการแพทย์ สมุนไพร และความหลากหลายทางชีวภาพ “ไทยมีจุดแข็งด้าน Wellness อยู่แล้ว หากเรายกระดับนวัตกรรมด้านนี้ให้เป็น Flagship จะสามารถดึงดูดทั้งคนเก่ง บริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งฐานในประเทศได้ ซึ่งในระยะยาวสิ่งนี้จะเป็นหัวหอกขับเคลื่อนและต่อยอดให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ เติบโตตามไปด้วย” อ.เชนกล่าว มองไปข้างหน้า: พลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่แหล่งสร้างรายได้จากนวัตกรรม อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่สะท้อนแนวคิดจากการพัฒนาสถาบันฯ INT คือการผลักดันให้มหาวิทยาลัยไทยเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้การศึกษา ไปสู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจนวัตกรรม” ที่สามารถสร้างรายได้จากผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา “ในอนาคต รายได้หลักของมหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาค่าเทอม ไปสู่รายได้ที่เกิดจากผลผลิตทางนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนฟรี หรือการที่นักศึกษาสามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนเพื่อดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและยุติการกระจุกตัวของโอกาสในเมืองหลวง” พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ยังได้ให้นิยามถึงมหาวิทยาลัยแห่งอนาคตในรูปแบบ “มหาวิทยาลัยไร้รั้ว” เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ที่จะหลอมรวมเข้ากับศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจและภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้ามาสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเรียนรู้และเศรษฐกิจนวัตกรรมที่ยั่งยืน *หมายเหตุ: ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 เกี่ยวกับสถาบัน INT มหิดล สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล มุ่งทำหน้าที่เป็น Innovation Gateway of Mahidol University ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้าง Real World Impact โดยทำหน้าที่เป็นหน่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยสู่ภาคเอกชน เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนทั้งในประเทศไทยและระดับโลก
ศึกอาหารแมว! ‘วิสกัส’ งัดวิทยาศาสตร์โภชนาการ สู้ความเชื่อบนโซเชียล
วิสกัส เปิดอินไซด์ ‘ทาสแมวไทย’ เปิดเกมสู้ ด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์โภชนาการแข่งเทรนด์ ‘premium holistic’ มาแรง รับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทย พันล้านดอลลาร์ฯ คนไทยยก ‘แมว’ ดาวรุ่งสัตว์เลี้ยงยอดนิยมตามไลฟ์สไตล์เมืองมีพื้นที่จำกัด ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโตแรงจาก Pet Humanisation ตลาดไทยแตะระดับพันล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ‘แมว’ กลายเป็นสัตว์เลี้ยงดาวรุ่งในเมือง จากข้อจำกัดด้านพื้นที่และไลฟ์สไตล์ คนเลี้ยงแมวรักมาก แต่ ‘รู้โภชนาการน้อย’ 60% หาข้อมูลจากโซเชียล ขณะที่ 39% สับสนข้อมูล มีเพียง 17% ที่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจโภชนาการแมวอย่างถูกต้อง ศึกใหม่! วิทยาศาสตร์ vs ความเชื่อ กระแสอาหารโฮมเมด-raw diet โตแรงในกลุ่ม ‘ทาสแมว’ แต่วิสกัสย้ำ ‘สารอาหารครบถ้วน’ สำคัญกว่า image แบบ human-grade ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทยของมาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงหลากหลายแบรนด์ อาทิ เพ็ตดีกรี โรยัล คานิน และวิสกัส บอกตัวเลขที่น่าสนใจ พร้อมระบุเกี่ยวกับตลาดสัตว์เลี้ยงในไทย มีประชากรแมวประมาณ 8 ล้านตัว และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับสุนัขราว 20 กว่าล้านตัว ซึ่งสัดส่วนระหว่างสุนัขและแมวกำลังขยับเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง “มีแนวโน้มชัดเจนว่าแมวถูกมองเป็นสมาชิกครอบครัวมากยิ่งขึ้นทุกปี” ซูซานกล่าวว่า จากผลวิจัย WHISKAS® Purr Study สำรวจกลุ่มผู้เลี้ยงแมวในไทยกว่า 2,000 คนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็ยืนยันเช่นนั้น พบข้อมูลน่าสนใจดังนี้ 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทย มองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็นที่รักของครอบครัว 54% บอกว่าแมวช่วยลดความเครียด 52% รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขขึ้นเพราะมีแมว วัฒนธรรมเปิดรับเลี้ยง ‘แมวจร’ ขณะที่ เทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น ‘สมาชิกในครอครัว’ มากกว่าสัตว์เลี้ยงแบบเดิม พฤติกรรมนี้ผลักดันให้การจับจ่ายด้านสัตว์เลี้ยงขยายตัวสูงขึ้น ทั้งค่าอาหาร ค่าสัตวแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ สำหรับสายพันธุ์ยอดนิยมในไทย พบว่า แมววิเชียร์มาส (สยาม) ยังครองอันดับหนึ่งที่ 30% แมวเปอร์เซีย 28% โดยในกลุ่มผู้เลี้ยงแมวสายพันธุ์แท้ ซึ่งมีสัดส่วนราว 37% ของผู้เลี้ยงแมวทั้งหมด ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เลี้ยงแมวบ้านทั่วไป ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมการรับแมวจรจัดมาเลี้ยงที่ยังคงแพร่หลายในสังคมไทย โภชนาการแมวก็สำคัญนะ อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงพร้อมกัน คือ แม้คนไทยจะรักแมวมากแค่ไหน แต่จำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้เรื่องโภชนาการ จากผลสำรวจชี้ว่า 60% ของผู้เลี้ยงแมวนิยมไปค้นหาคำแนะนำด้านโภชนาการผ่านโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะจากบรรดาอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ไม่ใชผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์หรือสัตวแพทย์ 39% ยอมรับว่าสับสนกับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน 17% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เรื่องโภชนาการแมวอย่างดีพอ “ปัญหาไม่ใช่แค่ว่าข้อมูลมีมากเกินไป แต่คือคุณภาพข้อมูลที่ไม่เท่ากัน” คอนเทนต์น่ารักแต่ไม่วิทยาศาสตร์ ขณะที่ ‘คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงในโซเชียลมีเดียมักเน้นความน่ารัก ไม่ใช่ความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ เจ้าของแมวหลายคนจึงตัดสินใจเรื่องอาหารจากความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริง’ ซูซาน พูดชัดเจนว่า สมรภูมิข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย เมื่อผู้เลี้ยงแมวส่วนใหญ่พึ่งพา TikTok, Facebook และกลุ่มไลน์เป็นแหล่งข้อมูลหลัก เนื้อหาที่เผยแพร่ไวรัลได้มักไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกต้องที่สุด แต่คือเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นหรือขัดแย้งกับความเชื่อกระแสหลัก กระแส ‘อาหารโฮมเมด’ หรือ ‘raw diet’ สำหรับแมวเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้เลี้ยงที่เรียกตัวเองว่า ‘ทาสแมวตัวจริง’ แต่ดร. ซูซานชี้ว่า แมวเป็นสัตว์กินเนื้อโดยกำเนิดและต้องการสารอาหารเฉพาะที่มนุษย์ไม่ต้องการในปริมาณเท่ากัน โดยเฉพาะทอรีน กรดอะมิโนที่จำเป็นต้องได้จากอาหารเพราะแมวสร้างเองได้ไม่เพียงพอ รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุในสัดส่วนที่เฉพาะเจาะจง “อาหารปรุงเองในบ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเหล่านี้ได้ครบถ้วนเสมอไป” เธอกล่าว แต่ก็ยอมรับว่าจะสื่อสารเรื่องนี้กับผู้บริโภคที่ถูกคอนเทนต์ ‘อาหารธรรมชาติปลอดสารเคมี’ ครอบงำความคิดไว้แล้วเป็นเรื่องไม่ง่าย วิสกัส ย้ำแบรนด์น่าเชื่อถือ สำหรับแบรนด์ที่วางตำแหน่งตัวเองในเซกเมนต์กลางอย่างวิสกัส คำถาม คือจะสู้กับเทรนด์ ‘premium holistic’ ที่ผู้เลี้ยงแมวกลุ่ม humanization ยินดีจ่ายแพงกว่าอย่างไร? ดร. ซูซานให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาว่า เน้นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสารอาหารที่เพียงพอและสมดุลคือสิ่งที่แมวต้องการ ไม่ใช่ ‘human-grade ingredients’ ที่ฟังดูดีแต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าดีกว่าสำหรับแมว “ช่องว่างทางการตลาดนี้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่วิสกัสและคู่แข่งต่างเร่งสร้างการจดจำในฐานะ ‘ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้’ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการที่ดุเดือด ประกอบกับเทรนด์ Pet Parent ที่หันไปหาอาหารเกรด Holistic หรือ Human-Grade มากขึ้น จากกระแสดังกล่าว ทำให้ มาร์ส เพ็ทแคร์ (Mars Petcare) แก้เกมด้วยการวางกลยุทธ์แบบครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง ‘วิสกัส’ สำหรับตลาดแมส, ‘โรยัล คานิน’ ที่เน้นโภชนาการเฉพาะทาง และ ‘ชีบา’ (Sheba) ในกลุ่มอาหารพรีเมียม ลุ้นปรับราคาอาหารสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ตามเหนือกว่าการแข่งขันเชิงแบรนด์ ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วทั้งภูมิภาคกำลังถูกเขย่าจากแรงสั่นสะเทือนภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ นั่นคือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ราคาน้ำมันที่ผันผวนและพุ่งอย่างต่อเนื่อง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่ง ขณะที่ มาร์ส เพ็ทแคร์มีโรงงานผลิตสองแห่งในไทย คือ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยสัตว์เลี้ยงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC Pet Center) ที่เปิดดำเนินการในปี 2023 โดยทั้งสองแห่ง ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ ต้นทุนพลังงาน คือ ตัวแปรสำคัญสำหรับโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ทั้งในแง่กระบวนการผลิต การปรุงอาหาร การฆ่าเชื้อ การบรรจุ และโลจิสติกส์ เมื่อราคาพลังงานขยับ ต้นทุนทุกขั้นตอนขยับตาม และที่สำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบโปรตีนสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารแมว ก็ผันผวนตามราคาพลังงานเช่นกัน เพราะอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมงต่างพึ่งพาเชื้อเพลิงทั้งสิ้น ข้อได้เปรียบของมาร์สคือการมีโรงงานในไทย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากค่าขนส่งระหว่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้นทุนพลังงานในประเทศที่ขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ขณะที่วัตถุดิบโปรตีนบางส่วนที่ต้องนำเข้า ข้อมูลจากเว็บไซต์ Petfoodindustry เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ชี้ว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ราคาระดับผู้ผลิตปรับขึ้นสูงกว่าราคาขายปลีก สะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในด้านแรงงาน พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และส่วนผสมโปรตีนสัตว์ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตแบกรับต้นทุนไว้เองส่วนหนึ่ง โดยยังไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภค เมื่อถามผู้บริหาร มาร์ส เพ็ทแคร์ ถึงประเด็นต้นทุนการผลิต เธอกล่าวว่า แม้จะมีสถานการณ์ในตะวันออกลางที่กระทบต้นทุนการผลิต แต่บริษัทมีเครือข่ายซัพพลายเชนอยู่ทั่วโลก โดยบริษัทอยู่ระหว่างการมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่มีแผนปรับราคา หรือกำลังการผลิตในเร็ว ๆ นี้ แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Petfood industry เตือนว่า แม้การใช้จ่ายด้านอาหารสัตว์เลี้ยงจะค่อนข้างทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ไม่ได้ภูมิคุ้มกันโดยสมบูรณ์ มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ราคาย่อมเยากว่าหากรู้สึกแรงกดดันทางการเงิน นี่คือความท้าทายที่วิสกัสต้องรับมือ ในตลาดที่แบรนด์กลางและเป็นคู่แข่งอย่าง Me-O, Felix และ Purina ONE กำลังเติบโตเร็ว แมวกวัก สร้างจดจำแบรนด์ WHISKAS® ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ วิสกัสเลือกเดินเกมใหญ่ด้วยแคมเปญ ‘A WHISKAS® Cat is a Lucky Cat’ ที่หยิบเอาความเชื่อเรื่องแมวนำโชคซึ่งฝังรากในทั้งวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น มาถักทอกับข้อความเรื่องโภชนาการภายใต้คอนเซปต์ “แมวที่มีสุขภาพดี คือแมวที่โชคดี” ไฮไลต์ของแคมเปญคือตุ๊กตา ‘แมวกวัก’ สูง 10 เมตร ที่ตั้งอยู่บริเวณสยามสแควร์ ซอย 3 ซึ่งเปิดให้เข้าชมเพียง 2 วันเท่านั้น ระหว่าง 3–4 เมษายน 2569 งานมีดูโอ้นักแสดง มิกซ์ สหภาพ และ เอิร์ท พิรพัฒน์ ที่เป็นทั้ง “ทาสแมวตัวจริง” และขวัญใจกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมทั้งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาร่วมงานด้วย กิจกรรมนี้ มาร์ส เพ็ทแคร์ นอกจากสร้างกระแสไวรัลทางมาร์เก็ตติ้งแล้ว ยังต้องการส่งMessageไปยังบรรดาพ่อแม่แมวชาวไทยว่า สุขภาพที่ดีของแมวเริ่มจากอาหารที่มีโภชนาการพื้นฐานที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ผ่านการลงทุนของมาร์สในโรงงาน ศูนย์วิจัย และการสร้างความตระหนักรู้เรื่องโภชนาการในหมู่ผู้เลี้ยงสัตว์ คงต้องดูกันต่อไปว่า แคมเปญนี้จะเปลี่ยนให้เป็นพฤติกรรมการซื่้อได้แค่ไหน ท่ามกลางตลาดแบรนด์อาหารแมวคู่แข่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่พร้อมจะสลับแบรนด์ได้ทุกเมื่อตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจ Key Takeaways ตลาดไม่ได้แข่งแค่ราคา แต่แข่ง ‘ความเชื่อ’ แบรนด์ต้องสู้กับคอนเทนต์โซเชียล ไม่ใช่แค่คู่แข่งสินค้า อินไซต์ใหญ่คือ ‘รักแมว’ แต่ยังตรงข้ามกับการ ‘เข้าใจแมว’ ช่องว่างความรู้ คือโอกาสทองของแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ (credibility) เกมต่อไปคือ การสร้างความจริงในตลาด (Trust Economy) ใครสร้างภาพจำ ‘ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง’ ได้ จะชนะในระยะยาว STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
อุตฯโฆษณา 2.2 แสนล.โตเบอร์ 2 ศก.สร้างสรรค์ ‘CEA’ ปั้นทีมชาติครีเอทีฟไทยแข่งโลก
CEA ชวน B.A.D ปั้นที่สุด ‘ครีเอทีฟรุ่นใหม่’ ในเวที ‘B.A.D Young Cannes Competition Thailand 2026’ ทีมไทยแลนด์นิวเจนฯ ตัวแทนแข่งขันระดับโลก กลับมาสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมโฆษณา เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ประเทศ ที่ช่วยสร้างทั้งมูลค่าและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่นานาชาติ โดยในปี 2567 อุตฯ โฆษณามีมูลค่าสูงถึง 221,890 ล้านบาท เป็นอันดับที่ 2 จาก 15 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ซึ่งมีศักยภาพและโอกาสขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ CEA ร่วมกับ สมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (Bangkok Art Directors’ Association: B.A.D) จัดการประกวดโครงการ ‘B.A.D Young Cannes Competition Thailand 2026’เวทีประลองความคิดสร้างสรรค์สำหรับ ‘ครีเอทีฟ’ รุ่นใหม่ภายใต้แนวคิด ‘Fight for Thai Jersey – Revenge of the Thai Kids’ เพื่อคัดเลือก ‘ที่สุด’ ของนักสร้างสรรค์ 6 สาขา ได้แก่ ฟิล์ม (Film),ดิจิทัล (Digital), มีเดีย (Media), งานพิมพ์ (Print), งานออกแบบ (Design) และ ประชาสัมพันธ์ (PR) เพื่อเป็นตัวแทนครีเอทีฟรุ่นใหม่จากประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันเวทีระดับโลกอย่าง ‘Young Lions Competitions 2026’ ภายในเทศกาล ‘Cannes Lions International Festival of Creativity’ ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 โดย CEA ได้ร่วมสนับสนุนการจัดโครงการ B.A.D Young Cannes Competition Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และขยายโอกาสสู่ 6 จังหวัด ครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ (ชลบุรี สงขลา เชียงใหม่ พิษณุโลก มหาสารคาม และอุบลราชธานี) ผ่านการคัดเลือกรอบ Audition Round เฟ้นหานักสร้างสรรค์ด้านโฆษณารุ่นใหม่ (Rising Star) ระดับภูมิภาค จำนวน 10 ทีม ได้มีโอกาสมาแข่งขันบนเวทีตัวแทนประเทศไทยร่วมกับทีมจากส่วนกลาง สำหรับการสนับสนุนนี้ ยังยกระดับครีเอทีฟไทยให้เติบโตอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ด้วยคอนเทนต์ไทย คือ ปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุน การพัฒนาคนรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมนี้จึงเป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ “CEA เชื่อมั่นว่าThink Tank นักคิดรุ่นใหม่ไทยมีศักยภาพ ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความกล้า แพสชัน และมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งการลงทุนในคนรุ่นใหม่ คือ การลงทุนอนาคตของชาติ และเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ผ่านเวที B.A.D Young Cannes Competition Thailand ซึ่งยังเปิดกว้างพร้อมกระจายโอกาสไปสู่คนรุ่นใหม่ในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย” ปั้น ‘ทีมชาติครีเอทีฟไทย’ แข่งเวทีโลก ด้าน ‘อัศวิน พานิชวัฒนา’ นายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก กล่าวว่า โครงการ B.A.D Young Cannes Competition Thailand จัดต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อเปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่ในสายงานครีเอทีฟได้แสดงศักยภาพและพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในสายอาชีพ ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การวางกลยุทธ์ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยออกแบบการแข่งขันภายใต้โจทย์และเงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับการทำงานจริงในอุตสาหกรรม เพื่อเฟ้นหาสุดยอดครีเอทีฟไทยรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 30 ปี เป็นตัวแทนประเทศไทยสู่การประกวดแข่งขันบนเวทีระดับโลก นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ แบรนด์ และนักการตลาด เข้ามามีส่วนร่วมในการรับชมผลงาน เพื่อให้ไอเดียที่โดดเด่นสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจมากขึ้น “สมาคมฯ ยกระดับทั้งรูปแบบการแข่งขัน ความเข้มข้นของเนื้อหา และการขยายสาขาเป็น 6 สาขา โดยเพิ่มสาขาประชาสัมพันธ์ (PR) เป็นครั้งแรก สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันครีเอทีฟไทยให้เติบโตในระดับสากล” สำหรับการแข่งขัน B.A.D Young Cannes Competition Thailand 2026 ผู้เข้าแข่งขันต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายและนำเสนอผลงานภายในเวลาจำกัดเพียง 24-48 ชั่วโมง โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาในอุตสาหกรรมโฆษณา ครอบคลุุมการตัดสินทั้งแนวคิดสร้างสรรค์ กลยุทธ์ และการนำเสนอผลงาน โดยการแข่งขันปีนี้มีผู้เข้าประกวดรวมทั้งหมด 87 ทีม คัดเลือก จนได้ ‘ที่สุด’ ‘6 ทีมครีเอทีฟไทย’ ใน 6 สาขา ได้แก่ สาขา ฟิล์ม (Film) ผลงาน In Their Eyes โดย นายกษม กรึงไกร และนายศรันย์ เอิบโชคชัย จาก VML Thailand สาขา ดิจิทัล (Digital) ผลงาน The Screen Time Discount โดย นางสาวณัฏฐ์ จินดากิตติกุล และนางสาวรมิตา จุฑาสันติกุล จาก VML Thailand สาขา มีเดีย (Media) ผลงาน EV Ticket of Pride โดย นางสาวปรายฟ้า กิตติพินิจนันท และนางสาวอรกัญญา สมศรี จาก Knock Consulting สาขา งานพิมพ์ (Print) ผลงาน SLEEP ON IT โดย นางสาวพีราดา ตันติเศรณี และนางสาวศิลปี กอบกิจวัฒนา จาก YDM Thailand สาขา งานออกแบบ (Design) ผลงาน LOCAL ALIKE MAKES LOCAL AREA COME ALIVE โดย นางสาวณิชา วิทยไพสิฐสันต์ และนายมณฆล ขาวแจ้ง จาก SOUR Bangkok สาขา ประชาสัมพันธ์ (PR) ผลงาน The Endangered Life โดย นายภาสวุฒิ ประสิทธิ์วรนันท์ และนายพัณรพี พลสว่าง จาก SOUR Bangkok สำหรับ ผู้ชนะทั้ง 6 ทีม จะได้แข่งขันบนเวที “Young Lions Competition 2026” ร่วมกับเหล่าครีเอทีฟรุ่นใหม่จากหลายประเทศทั่วโลก ภายในเทศกาล Cannes Lions International Festival of Creativity 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส โดยทั้ง 6 ทีมจะได้สวมเสื้อแห่งเกียรติยศในฐานะตัวแทนประเทศไทย เพื่อแสดงศักยภาพของครีเอทีฟไทย พร้อมมุ่งสู่การสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญด้วยการเป็นทีมไทยทีมแรกที่คว้าชัยชนะกลับสู่ประเทศ Alternate-X สรุปให้ CEA ร่วมกับ B.A.D จัดเวที B.A.D Young Cannes Thailand 2026 ปั้นครีเอทีฟรุ่นใหม่ รับอุตสาหกรรมโฆษณาไทยมีมูลค่า 221,890 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมเปิดแข่งขัน 6 สาขา คัดตัวแทนไทยสู่เวทีโลก Young Lions ที่ฝรั่งเศส และขยายโอกาสสู่ภูมิภาค 6 จังหวัด ปั้น Rising Stars ทั่วประเทศ เพื่อมุ่งยกระดับศักยภาพครีเอทีฟไทย สร้างโอกาสเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ
iPhone 17 Pro Max กับภารกิจ NASA งานPRระดับกาแล็กชี่ ที่นักบินอวกาศพาไปถ่ายรูปนอกโลก
ภารกิจ Artemis II อีกก้าวสำคัญของกิจการอวกาศแห่งปี 2026 ที่จะพานักบินอวกาศ 4 คน ร่วมเดินทางสู่ดวงจันทร์อีกครั้งในรอบ 54 ปี ที่สำคัญนักบินกลุ่มนี้ยังมีมิสชั่นเก็บภาพความประทับใจจากนอกโลก ที่ว่ากันว่าอาจถูกบันทึกด้วยกล้อง iPhone 17 Pro ในฐานะกล้องระดับกาแล็กชี่ ของจริง!! หลังนาซา (NASA) ประสบความสำเร็จในการปล่อยภารกิจ Artemis II ไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 (ตามเวลาไทย) จากศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา โดยใช้จรวด SLS พานักบินอวกาศ 4 คน ได้แก่ Reid Wiseman Victor Glover Christina Koch Jeremy Hansen โดยนักบินอวากาศทั้งสี่คน ร่วมภารกิจเดินทาง ‘โคจรรอบดวงจันทร์’ (Lunar Flyby) เป็นเวลา 10 วัน ซึ่งเป็นภารกิจพามนุษย์ออกนอกวงโคจรต่ำของโลกครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี อย่างไรก็ตาม นอกจากจะเป็นภารกิจทดสอบระบบยาน Orion แล้ว ยังเป็นครั้งแรกที่ NASA ผ่อนปรนกฎระเบียบอนุญาตให้เหล่านักบินนำ iPhone (และสมาร์ทโฟนส่วนตัว) ติดตัวขึ้นไปบันทึกภาพและวิดีโอประวัติศาสตร์เพื่อถ่ายทอดมุมมองส่วนตัวจากห้วงอวกาศลึกสู่คนบนโลก อีกด้วย สำหรับการใช้งานสมาร์โฟนนั้น นักบินอวกาศทั้ง 4 คนได้รับอนุญาตให้นำเครื่องส่วนตัวขึ้นไปได้ทุกคน โดยอุปกรณ์จะถูกเก็บไว้ในชุดอวกาศระหว่างการปล่อยตัว และใช้งานในโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) ตลอดภารกิจ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘กล้องอัจฉริยะ’ ในการเก็บภาพความประทับใจส่งกลับมาให้ครอบครัวและแฟนคลับทั่วโลกได้ชมกันแบบใกล้ชิดกว่าที่เคย เมื่อสมาร์ทโฟน กำลังจะกลายเป็น ‘กล้องระดับอวกาศ’ ต่อความเคลื่อนไหวระดับจักรวาลในครั้งนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการจารึกประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ iPhone จะถูกยกระดับจากอุปกรณ์ไลฟ์สไตล์ไปสู่ ‘อุปกรณ์บันทึกภาพนอกโลก’ อย่างเป็นทางการในภารกิจที่มวลมนุษยชาติต่างเฝ้ารอ ภารกิจ Artemis II จุดเปลี่ยนภาพลักษณ์ Apple โดยในช่วงที่ผ่านมา พบว่าแบรนด์ iPhone ได้ถูกพูดถึงในภารกิจ Artemis II ซึ่งมีกำหนดพามนุษย์บินวนรอบดวงจันทร์ในปี 2026 เป็นวงกว้าง ที่ไม่ใช่อ้างถึงข่าวเทคโนโลยีทั่วไป แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่าเป็นกลยุทธ์ ‘พีอาร์แบรนด์ ระดับจักรวาล’ ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากการที่ ‘NASA’ ให้การรับรองเป็นครั้งแรก โดยอนุญาตให้นักบินอวกาศนำสมาร์ทโฟนขึ้นไปใช้งานจริงในภารกิจสำรวจอวกาศ นอกจากนี้ ยังสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค จากสินค้าคอนซูเมอร์ เทคโนโลยี (Consumer Tech) สู่ผลิตภัณฑ์เกรดระดับห้วงอวกาศ (Space-grade) เลยทีเดียว ด้วยวันนี้ iPhone ได้รับการเซอร์ติฟายด์ (Certify )ให้ใช้งานท่ามกลางสภาวะสุดขั้วในอวกาศได้แล้ว!! 4 อินไซต์ ที่โลกต้องจับตาดูดีลนี้ ขณะที่ ภารกิจ Artemis II นี้ยังเป็นจุดเริ่ม ‘Lunar Economy’ จากภาคเอกชนขับเคลื่อน พร้อมซัพพลายเชนกว่า 2,700 บริษัททั่วโลกร่วมภารกิจ รวมถึงยักษ์ใหญ่-สตาร์ทอัพ ผนึกกำลังสร้างเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ อีกด้วย อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง จุดสตาร์ทธุรกิจอวกาศ NASA พามนุษย์กลับดวงจันทร์ครั้งแรกรอบ 54 ปี พร้อมกับ 4 ด้านที่ต้องจับตาและคาดว่าจะมีผลตามมา คือ การยกระดับการรับรู้สมาร์ทโฟนไอโฟนสู่เทคโนโลยีที่ได้รับความไว้วางใจ (Perception iPhone, Reliable Technology) ที่ถูกเลือกโดย NASA เป็นสิ่งการันตีว่า นอกจากดีไซน์ iPhone แล้ว ด้านเทคโนโลยี ‘เชื่อถือได้ในระดับสูงสุด’ (Space-grade Reliability) ที่เปลี่ยนสถานะจาก Gadget ทั่วไปสู่เครื่องมือระดับมืออาชีพที่ใช้ทำงานนอกโลกได้จริง Marketing ที่เงินซื้อไม่ได้ อย่างไรก็ตามแม้ Apple จะไม่ได้ประกาศชื่อรุ่น iPhone 17 ออกมาตรงๆ แต่ด้วยช่วงเวลา(Timing) และไซเคิลของสินค้า (Product Cycle) ที่สอดคล้องกับภารกิจปี 2026 ได้สร้างการพูดถึง (Narrative) ที่ทรงพลังมหาศาล “หากลองจินตนาการถึงภาพถ่ายดวงจันทร์หรือวิดีโอจากอวกาศที่ขึ้นแคปชันว่า ‘Shot on iPhone’ นี่คือการโฆษณาที่ทรงพลังกว่างบการตลาดใดๆ ในโลก สนามรบใหม่ของ ‘กล้องมือถือ’ ทั้งนี้หาก iPhone สามารถบันทึกภาพจากอวกาศได้จริง บรรทัดฐานคำว่า ‘กล้องดี’ จะถูกเปลี่ยนไปทันที จากสนามแข่งเรื่องการถ่ายรูปในเวลากลางคืน ‘Night Mode’ หรือ Zoom จะกลายเป็นเรื่อง ‘Space-grade Camera’ ที่แบรนด์อื่นต้องเร่งสปีดตามให้ทัน การเล่าเรื่อง (Storytelling) ‘ความเป็นไปได้ของมนุษย์’ โดย Apple กำลังย้ายสนามแข่งจาก ‘มือถือในมือ’ ไปสู่ ‘เทคโนโลยีที่พาคนไปไกลกว่าเดิม’ พร้อมเปลี่ยนจากคอนเซปต์ “ถ่ายจาก iPhone’ ไปสู่ ‘ถ่ายจากนอกโลก’ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ที่อยู่คู่กับความสำเร็จของมนุษยชาติ ไปพร้อมกันในคราวเดียว สำหรับภารกิจ Artemis II ในครั้งนี้ นอกจากการพูดถึงประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Apple จากสมาร์ทโฟนด้านความคมชัด ขณะเดียวกันยังยึดพื้นที่ทางความรู้สึก ด้วยว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่อง iPhone ถ่ายดวงจันทร์ได้ชัดขึ้น แต่เป็นการที่ Apple กำลังแย่งชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภคว่า “ถ้าเทคโนโลยีนี้ดีพอสำหรับ NASA มันก็ดีเกินพอสำหรับคุณ” นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นผ่านภารกิจที่ยากที่สุดในโลก อ้างอิง https://people.com/nasa-will-now-allow-astronauts-bring-smartphones-into-space-11906846?utm_source=chatgpt.com https://www.bgr.com/2099197/nasa-astronaut-bring-iphone-moon-artemis-ii/?utm_source=chatgpt.com https://www.techradar.com/pro/get-ready-for-out-of-this-world-selfies-nasa-says-astronauts-can-now-take-their-own-phones-with-them-to-space?utm_source=chatgpt.com STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
กรุงเทพฯ แชมป์คนจ้ำม่ำ วิกฤตโรคอ้วนคนเมือง กทม.สร้างยิมกลางแจ้ง ดึงคนขยับตัว
เมื่อโรคอ้วนในเมือง กลายเป็นปัญหาที่ทำให้ภาคเอกชนและองค์กรรัฐ โนโว นอร์ดิศก์ ฟาร์มา จากเดนมาร์ค และ กรุงเทพฯ ร่วมสร้างพื้นที่ ‘ต้นแบบ’ ส่งเสริมสุขภาพกลางใจเมืองที่ได้แรงบันดาลใจจากโครงการ Cities for Better Health ณ Spor 10 ในกรุงโคเปนเฮเกน มาปรับใช้สู่ยิมกลางแจ้งในโครงการ ‘Benchakitti Park for Better Health’ กรุงเทพฯ วิกฤตโรคอ้วนในสังคมเมือง ปัจจุบันประชากรไทยกว่า 45% กำลังเผชิญภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีอัตราสูงถึง 58% ซึ่งโรคอ้วน คือต้นเหตุสำคัญของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือด เบาหวาน และโรคตับคั่งไขมัน (MASH) ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว จากเพนพอยต์นี้ทำให้ เกิดความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร, สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย และ โนโว นอร์ดิศก์ ฟาร์มา ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้าง ‘พื้นที่ต้นแบบในการส่งเสริมสุขภาพดีกลางใจเมือง’ ณ สวนเบญจกิติ โดยโปรเจกต์นี้ ยังได้แรงบันดาลใจจากโครงการ Cities for Better Health ณ Spor 10 ในกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบศูนย์กลางชุมชน (Community Hub) เพื่อส่งเสริมสุขภาพกายและใจ ผ่านการจัดพื้นที่สันทนาการ ออกกำลังกายแบบครอบคลุมคนหลายวัย (สเก็ต, ยิมนาสติก, บ็อกซิ่ง) ตั้งอยู่ในย่าน Jernbanebyen สู่การพัฒนาพื้นที่โครงการ ‘Benchakitti Park for Better Health’ ในกรุงเทพฯ เพื่อลดปัญหาโรคอ้วน ทำไมต้อง กรุงเทพฯ?!? ต่อการนำโมเดลดังกล่าว มาปรับใช้กับพื้นที่ในเมืองหลวงกรุงเทพฯ ด้วยพบว่าปัจจุบันเมืองหลวงอย่าง กทม. เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาโรคอ้วนรุนแรงที่สุด ซึ่งโครงการฯ กลับมองเห็นเป็นโอกาสในการเปลี่ยนพื้นที่สันทนาการให้กลายเป็น ‘ยิมกลางแจ้ง’ ที่เข้าถึงง่าย โดยการติดตั้งอุปกรณ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ทันสมัย เพื่อกระตุ้นให้คนเมืองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีวิถีชีวิตที่กระฉับปะเฉง (Active Lifestyle) มากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมาย คนเมืองทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายที่มีคุณภาพและครอบคลุม กลุ่มเสี่ยง NCDs เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงมีสถานที่ดูแลสุขภาพที่เป็นรูปธรรม สังคมโดยรวม ด้วยยังสอดคล้องกับหลักสูตร ‘อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (Childhood Obesity Curriculum) ,เป้าหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ออกกำลังกายที่ครอบคลุมสำหรับคนเมือง และโครงการครัวกลาง (Central Kitchen) เพื่อสร้างพื้นฐานสุขภาพที่ดีตั้งแต่ระดับเยาวชน ไปพร้อมกันด้วย กทม. มุ่งสู่เมืองสุขภาพดี สำหรับกิจกรรมนี้ นอกจากเป็นโครงการสร้างพื้นที่ที่ออกกำลังกายให้กับคนเมืองทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันยังเป็นการ ‘สร้างเมืองสุขภาพดี’ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง (NCDs) ผ่านการเพิ่มพื้นที่ออกกำลังกายที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “โครงการ Benchakitti Park for Better Health ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้การมีสุขภาพดีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ การมีอุปกรณ์ออกกำลังกายที่ทันสมัยและปลอดภัยในสวนสาธารณะ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถออกกำลังกาย เสริมสร้างความแข็งแรง และป้องกันโรคอ้วนรวมถึงโรคเรื้อรังอื่น ๆ ได้” ฯพณฯ นาย แดนนี แอนนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า “โครงการในสวนเบญจกิติครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นที่ Spor 10 ในกรุงโคเปนเฮเกน และเป็นตัวอย่างของความสัมพันธ์ไทย-เดนมาร์กยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน” ด้าน จิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า พื้นที่ออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อในสวนเบญจกิติเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือภาครัฐและเอกชนภายใต้โครงการ Bangkok, City for Better Health ที่สนับสนุนให้ผู้คนได้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและจัดการโรคอ้วนในระดับประชากร ทั้งนี้ โนโว นอร์ดิสค์ เป็นบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลก ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2466 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศเดนมาร์ก ปัจจุบัน Novo Nordisk มีพนักงานประมาณ 68,800 คน ใน 80 ประเทศ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราว 170 ประเทศทั่วโลก สำหรับโครงการ Cities for Better Health เป็นโครงการหลักของ Novo Nordisk ได้ดำเนินการแล้วในมากกว่า 50 เมืองทั่วโลก เพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพและป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังตั้งแต่ต้นทางผ่านแนวทางแบบองค์รวมและยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน กรุงเทพมหานครนับเป็นเมืองที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากจาการ์ตาที่เข้าร่วมเครือข่าย CBH Alternate-X สรุปให้ กทม. ร่วมกับสถานทูตเดนมาร์กและโนโว นอร์ดิศก์ เปิดตัวพื้นที่ต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพ ณ สวนเบญจกิติ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโรคอ้วนในเมืองที่พุ่งสูงถึง 58% โดยนำโมเดลจากกรุงโคเปนเฮเกนมาปรับใช้ผ่านการสร้าง ‘ยิมกลางแจ้ง’ และพื้นที่สันทนาการที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกวัย มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ พร้อมผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
C&G ย้ำต้นแบบโรงกำจัดขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อชุมชน
C&G คว้ารางวัล CSR-DIW Continuous Award 2568 ต่อเนื่องปีที่ 6 ตอกย้ำต้นแบบโรงกำจัดขยะเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อชุมชน บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม ประกาศความสำเร็จบนเส้นทางความยั่งยืน คว้ารางวัลมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR-DIW Continuous Award 2568) ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 สร้างประวัติศาสตร์เป็นสถานประกอบการโครงการกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม กทม. รายเดียว(จาก 418 โรงงานทั่วประเทศ) ที่รักษามาตรฐานระดับประเทศไว้อย่างเหนียวแน่น นายเศรษฐพัส กมลศุภประยูร ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนรับมอบโล่รางวัลจาก นายพลาวุธ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมี นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธี ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี รางวัล CSR-DIW Continuous Award 2568 ในปีนี้ไม่เพียงแต่การันตีมาตรฐาน ISO 26000 ใน 7 มิติหลักได้แก่ การกำกับดูแลองค์กร (Corporate Governance) สิทธิมนุษยชน (Human Rights) การปฏิบัติด้านแรงงาน (Labor Practice) สิ่งแวดล้อม (Environment) การปฏิบัติที่เป็นธรรม (Fair Operating Practice) ผู้บริโภค (Consumers Issue) และการมีส่วนร่วมต่อสังคมและชุมชน (Community Involvement and Development) แต่ยังสะท้อนถึงการลงมือทำที่ “จับต้องได้” ของ C&G ผ่านโครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้ชุมชนหนองแขมและสังคมในวงกว้าง อาทิ Zero Waste & Circular Economy: โครงการขยะอันตรายแลกไข่ และปฏิทินเก่าส่งต่อคนตาบอดปีที่ 2เพื่อส่งต่อไปยังศูนย์เทคโนโลยีการศึกษาเพื่อคนตาบอด มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ Social Well-being: การดูแลกลุ่มเปราะบาง การป้องกันโรคระบาดในชุมชน เช่น โรคพิษสุนัขบ้า และไข้เลือดออก และการส่งเสริมลานกีฬาต้านยาเสพติดในกลุ่มวัยรุ่น Economic Sustainability: ฝึกอาชีพสร้างรายได้เพื่อให้ประชาชนได้นำไปสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว และโครงการเกษตรกรรุ่นเยาว์ในโรงเรียน นำผลผลิตที่ได้มาใช้ประกอบอาหารกลางวันและจำหน่ายออกสู่ตลาดใกล้เคียง สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
‘วัตสัน’ สร้างอีโคซิสเต็มสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ 900 SKU รับยุคผู้บริโภคคิดก่อนเปย์
วัตสัน ใช้ 900 SKU สินค้าเฮ้าส์แบรนด์ สร้างระบบนิเวศของใช้ในชีวิตประจำวัน กลยุทธ์คุ้มค่าเข้าหาทุกเจนฯ ร่วมแคมเปญภาครัฐขยายตลาดสุขภาพและความงาม ฝ่าเศรษฐกิจกดดันแรงซื้อคิดหนักก่อนจ่าย เฮ้าส์แบรนด์ (House Brand) จะเป็นกลยุทธ์สำคัญ (Core Strategy) ใหม่ของวัตสัน ด้วยจำนวน 11 แบรนด์ มากกว่า 900 SKU ครอบคลุมทุกหมวดชีวิตประจำวัน ใช้เป็นเครื่องมือสร้างลอยัลตี และควบคุมราคาในตลาดแข่งขันสูง สร้างระบบนิเวศ ‘Ecosystem การใช้ชีวิต’ ผ่านสินค้า จำลองการใช้ชีวิตตั้งแต่เช้าถึงก่อนนอน ผ่านสินค้าในทุกทัชพอยต์ ดันแบรนด์ให้เป็น ‘พาร์ทเนอร์ชีวิตประจำวัน’ ไม่ใช่แค่ร้านขายของ ดาต้าชี้กำลังซื้อจริง โดยเฉพาะกลุ่มสุขภาพ วิตามินและสินค้า Health โตแรง โดยเฉพาะกลุ่มวัย 40-50 ปี สะท้อนเทรนด์สังคมสูงวัย(Aging Society) และ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ‘Watsons’ วัตสันไทยในปี 2569 นี้จะมีอายุครบ 30 ปี ภายใต้การบริหารของ ‘นวลพรรณ ชัยนาม’ กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทยกับมิชชั่นย้ำความแข็งแกร่ง ‘วัตสัน’ ยังยืนหนึ่งในตลาดธุรกิจร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม (Health&Beauty) อย่างต่อเนื่อง โดยใช้พอร์ตโฟลิโอเฮ้าส์แบรนด์’ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการทำตลาดฯ ปีนี้ นวลพรรณ บอกว่า ‘วัตสัน’ ทำตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ในไทยมายาวนานกว่าสิบกว่าปีถึงในปัจจุบันมีสินค้ามากถึง 11 แบรนด์จำนวนกว่า 900 รายการ (SKU) ที่ครอบคลุมทุกหมวดหมู่สินค้าที่ใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคชาวไทย ที่สามารถเรียกเป็นจักรวาลเฮ้าส์แบรนด์วัตสัน เลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ จากข้อมูลสมาชิกและยอดขาย ของร้านวัตสันทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียในปี 2567 พบว่าผู้บริโภคให้ความนิยมสินค้าตราวัตสันอย่างต่อเนื่องจนได้การตอบรับดีในทุกหมวดหมู่ สินค้า โดยมีสถิติ น่าสนใจดังนี้ กลุ่มสินค้าสำลี ขายได้ 84 ชิ้นต่อนาที กลุ่มสินค้าทิชชูเปียก ขายได้มากกว่า 132 ชิ้นต่อนาที กลุ่มสินค้ามาสก์หน้า ขายได้ 2 ชิ้นต่อวินาที กลุ่มสินค้าแปรงสีฟัน ขายได้ 51 ชิ้นต่อนาที หรือคิดเป็น 1 ชิ้นในทุก 2 วินาที สถิตินี้ยังสะท้อนความนิยมสินค้าเฮ้าส์แบรนด์วัตสัน ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่การจัดกิจกรรม Watsons ‘House of Quality’ ขึ้นเพื่อสำรวจจักรวาลพอร์ตสินค้าเฮ้าส์แบรนด์วัตสัน อีกด้วย นวลพรรณ บอกว่าสินค้าเฮาส์แบรนด์เหล่านี้วางตำแหน่งเป็น ‘พาร์ทเนอร์’ ที่สกินชิปผู้บริโภคชาวไทยตั้งแต่เช้าจรดค่ำและในทุกโมเมนต์ ครอบคลุมทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (personal care) สกินแคร์ ดูแลผิวกาย สินค้าเพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล ฯลฯ ซึ่งยังรวมไปถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางท่องเที่ยว เช็ตกระเป๋า ของใช้สำหรับการเดินทาง มาตอบโจทย์นิวเจนที่มองหาประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ มากขึ้น ท่องจักรวาลเฮ้าส์แบรนด์ วัตสัน สำหรับกิจกรรม Watsons ‘House of Quality’ เป็นการจำลองการใช้ชีวิตของผู้คนตั้งแต่ตื่นไปจนถึงก่อนเข้านอนก็ว่าได้ กับเหล่าไอเท็ม ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยการดิสเพลย์ สินค้าเฮ้าส์แบรนด์วัตสัน ผ่านพื้นที่การใช้ชีวิตในมุมต่าง ๆ ดังนี้ Master Bedroom กับกลุ่มผลิตภัณฑ์ส่วนตัว (personal care) ระดับพรีเมียม Master Barhroom ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับการอาบน้ำ และการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล Double Bedroom นำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำหอม ทั้งเซรั่ม บอดี้โลชั่น และโรลออน Double Bathroom ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก Swimming pool ด้วยผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด และ สินค้าออกกำลังกาย Workstation กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกลุ่มวิตามิน ต่างๆ ธุรกิจร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม (Health&Beauty) Kitchen กับสินค้าใช้ในทุกวัน อย่างทิชชู่ หนึ่งในกลุ่มทางเลือกสินค้ายั่งยืน ของวัตสัน ที่ได้รับความนิยม กำลังซื้อซีเนียร์ ตัวจริงวิตามิน ขณะที่สินค้ากลุ่มเพื่อสุขภาพอย่างวิตามิน ภายใต้ตรา วัตสัน เอฟ-เดย์ไวต้าพลัส 30 (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) ขนาดบรรจุ 15 ซอง ที่ปัจจุบันวางราคาจำหน่ายปกติ 590 บาท ถือเป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ที่ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศไทย เมื่อ2 ปีก่อน ด้วยมองเห็นโอกาสสินค้าดูแลสุขภาพ ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าได้การตอบรับดีจากกลุ่มลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง จากในช่วงแรกกลุ่มวิตามิน วัตสัน เอฟ-เดย์ไวต้าพลัส 30 พัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาดกลุ่มเป้าหมายคนไทยทั้งผู้หญิงและชายวัย 30 ปี จากนั้นวัตสัน ได้ฟังเสียงความต้องการผู้บริโภคชาวไทยพร้อมพัฒนา วิตามิน วัตสัน เอฟ-เดย์ไวต้าพลัส 40 และ วิตามิน วัตสัน เอฟ-เดย์ไวต้าพลัส 50 ออกสู่ตลาด ซึ่งในสองกลุ่มหลังกลับกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่โดดเด่นของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและวิตามินของวัตสัน ในวันนี้ โดยหลังสิ้นสุดการทัวร์จักรวาลเฮ้าแบรนด์วัตสัน Watsons ‘House of Quality’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือสื่อสารแบรนด์และการตลาด ล่าสุดวัตสันยังได้นำผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าวัตสันเข้าร่วมโครงการ ไทยช่วยไทย กับ กระทรวงพาณิชย์ ในแคมเปญ #ถูกคงที่ดีคงเดิม สินค้าราคาพิเศษครอบคลุมทุกหทวดหมู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและของใช้ส่วนตัว ที่ได้รับความนิยมและใช้ในชีวิตประวันมากกว่า 800 รายการ ในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ด้วย นวลพรรณ ย้ำว่าปัจจุบัน วัตสันมีกว่า 8,000 สาขาในตลาด 16 ประเทศ ทำให้มีความสามารถการทำตลาดเพื่อประหยัดต้นทุน (Economy of Scale) ในกลุ่มสินค้าเฮาส์แบรนด์คุณภาพในราคาที่เอื้อมถึงได้ในธุรกิจค้าปลีกและความงาม Alternate-X สรุปให้ Watsons ใช้พอร์ตฯ เฮ้าส์แบรนด์สินค้า 11 แบรนด์กว่า 900 SKU เป็นแกนกลยุทธ์ สร้างความได้เปรียบด้าน ‘คุณภาพคุ้มราคา’ ในตลาดร้านค้าปลีกสุขภาพและความงาม (Health & Beauty) โดยเริ่มขยับบทบาทจากขายสินค้าสู่แพลตฟอร์ม ‘อีโคซิสเต็ม การใช้ชีวิต’ ครอบคลุมทุกช่วงวัน ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงเฮลทธ์แอนด์เวลเนส ขณะที่ ‘ดาต้า’ยอดขายยังสะท้อนดีมานด์จริง สินค้าหมวดจำเป็นอย่างสำลี ทิชชู มาสก์ เติบโตต่อเนื่องระดับสูง ส่วนกลุ่มวิตามินโตเด่น โดยเฉพาะลูกค้าอายุ 40–50 ปี ชี้ชัดกำลังซื้อฝั่งสูงวัยและสุขภาพมาแรง พร้อมใช้ความได้เปรียบจากอีโคโนมี ออฟ สเกล ของ 16 ประเทศ 8,00 สาขา กดต้นทุน สร้างแบรนด์ตัวเองให้แข่งได้ในภาวะเศรษฐกิจรัดเข็มขัด
อร่อยสุดในย่านฝั่งธนฯ รวบ 30 ร้านแมปที่ ICS รับทราฟฟิกเพิ่มเกินหมื่นคนต่อวัน
ไอคอนสยาม บวก ซีพี แอ๊กซตร้า สร้าง Food Ecosystem จุดหมายปลายทางของอร่อยเปิด Lotus’s Eatery ที่ ICS รวม 30 ร้านอาหารดังในตำนาน รับดีมานด์กินข้าวนอกบ้าน ดันทราฟฟิกเพิ่มหลักหมื่นคนต่อวัน เพื่อคอมพลีทย่านฝั่งธนบุรี เปิดเกม Food Ecosystem เต็มรูปแบบ ไอคอนสยาม ร่วมพันธมิตร ซีพี แอ๊กซตร้า เปิด Lotus’s Eatery รวมกว่า 30 ร้าน ใช้ F&B เป็นแม่เหล็ก สร้างประสบการณ์กินครบทุกเซ็กเมนต์ในจุดเดียว จับเทรนด์ ‘กินข้าวนอกบ้าน” ของคนเมือง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนสู่ความสะดวก เร็ว และคุณภาพในราคาจับต้องได้ เติมโซน Grab & Go รองรับไลฟ์สไตล์เร่งรีบของคนทำงานและคนเมือง ดันทราฟฟิกพุ่ง รับดีมานด์ย่านเจริญนคร ฐานลูกค้า 3–5 ล้านคน + โปรเจกต์ใหม่ โรงพยาบาล ออฟฟิศ ที่อยู่อาศัย หนุนทราฟฟิกเพิ่ม “หลักหมื่นคน/วัน” และเพิ่มฟลูว์ระหว่าง ICS–ไอคอนสยาม +10% สุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ผู้บริหารค้าปลีกศูนย์การค้าไอคอนสยาม เปิดเผยว่าหลังจากในปี 2566 บริษัทฯ เปิดศูนย์การค้าไอซีเอส (ICS) วางตำแหน่งเป็น ‘มิกซ์ยูส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์’ รองรับกลุ่มผู้ใช้บริการในวงกว้าง อีกหนึ่งกลยุทธ์เชื่อมโยงปริมาณผู้ใช้บริการหมุนเวียน (Traffic) ระหว่าง2โครงการศูนย์ฯไอคอนสยาม และ ไอซีเอส ที่ปัจจุบันมีทราฟฟิกราว 2.5 หมื่นคนต่อวัน ล่าสุดบริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ แบรนด์โลตัส, แม็คโคร เปิดให้บริการ ‘Lotus’s Eatery’ ศูนย์รวมร้านอาหารในเบื้องต้นกว่า 30 ร้าน ที่ชั้น 4 ไอซีเอส พร้อมเสริมโซน Grab & Go ชั้น G เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคปัจจุบันที่เร่งรีบ “ไอคอนสยามและไอซีเอส เห็นเทรนด์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมกินข้าวนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งมีทั้งดีมานด์และซัพพลายอาหารคุณภาพในราคาจับต้องได้ โดยเฉพาะในย่านที่มีคนทำงานและผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ซึ่งบริษัทฯ มองเห็นเป็นโอกาส” สุมา เสริมว่าการขยายพื้นที่ใหม่ดังกล่าว ยังจะรองรับทราฟฟิกเพิ่มไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นคนต่อวัน จากจำนวนประชากรในย่านนี้และใกล้เคียง ซึ่งมาจากศักยภาพย่านเจริญนครและพื้นที่โดยรอบที่เข้าถึงได้ (Catchment Area) ราว 3–5 ล้านคน การพัฒนาอาคารใหม่โรงพยาบาลตากสิน ซึ่งจะเพิ่มอีก 600–700 เตียง ศูนย์ราชการแห่งใหม่ กระทรวงมหาดไทย และรวมทั้งที่อยู่อาศัยกว่า 25,000 ยูนิต เป็นต้น จากการเปิดตัวพื้นที่ ‘Lotus’s Eatery’ ร่วมกับพันธมิตรดังกล่าว ยังเป็นกลยุทธ์สร้างระบบนิวเวศอาหาร ‘Food Ecosystem’ ใช้กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นหัวใจ สร้างประสบการณ์ครบทุกเซ็กเมนต์ และทำให้ศูนย์การค้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยคาดจะผลักดันให้ทั้งสองศูนย์ฯไอคอนสยาม และ ไอซีเอส มีความสวมบูรณ์แบบในฐานะย่านการค้าที่เป็นจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์ในฝั่งธนบุรี ของกรุงเทพฯ พร้อมวางเป้าหมายสร้างปริมาณให้เกิดการโฟลว์ระหว่างไอคอนสยามและไอซีคเอาส จากมราฟฟิกเพิ่มขึ้นราว 10% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนให้กับร้านค้ารายย่อยภายในทั้งสองศูนย์ฯ ด้วย ด้าน เบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเปิดศูนย์อาหาร ‘Lotus’s Eatery’ ลำดับสาขาที่ 200 บนชั้น4 ศูนย์การค้า ICS ร่วมตอกย้ำการเป็นฟู้ด เดสติเนชั่น ระดับพรีเมียมของฝั่งธนบุรี โดยรวมร้านดังร้านมิชลิน และผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมสร้างพื้นที่แฮงก์เอาท์ของชุมชน พร้อมต่อยอดเครือข่ายร้านค้ากว่า 5,000 ราย และยกระดับประสบการณ์ศูนย์อาหารให้ทันสมัย ครบครัน และเข้าถึงง่าย ปัจจุบัน Lotus’s มีธุรกิจศูนย์อาหารแบ่งเป็น 3 โมเดล ได้แก่ Lotus’s Food Court เน้นความสะดวก สะอาด อร่อย ราคาเข้าถึงง่าย Lotus’s Eat มีจุดเด่นในเรื่องของ ร้านเด็ด เมนูอร่อย ร้านดังระดับตำนาน Lotus’s Eatery ศูนย์อาหารระดับพรีเมียม วางตำแหน่งเป็นแหล่งแฮงก์เอาท์ของชุมชน รองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตกิน ดื่ม ด้วยร้านค้ามิชลินไกด์ มีพันธมิตร ร้านอาหาร ขนม เครื่องดื่มแบรนด์ดัง ที่เป็นคู่ค้ากว่า 5,000 ร้านค้า
จุดสตาร์ทธุรกิจอวกาศ NASA พามนุษย์กลับดวงจันทร์ครั้งแรกรอบ 54 ปี
NASA แท็กทีมเอกชน ปล่อยจรวด ‘Artemis II’ ส่ง 4 นักบินอวกาศกลับดวงจันทร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 54ปี จุดสตาร์ทธุรกิจอวกาศ สร้าง ‘ทวีปที่แปด’ ของเศรษฐกิจโลก กลับดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 54 ปี NASA ส่งนักบินอวกาศ 4 คนโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจ 10 วัน เป็นก้าวสำคัญหลังยุค Apollo สู่ Deep Space อีกครั้ง เทคโนโลยีใหม่ยกระดับมนุษย์สู่จักรวาล ยาน Orion ใช้ AI ควบคุมระบบชีวิต พร้อมทดลอง organ-on-chip สื่อสารเลเซอร์ความเร็วสูง 260 Mbps เปลี่ยนเกมอวกาศ จุดเริ่ม ‘Lunar Economy’ ภาคเอกชนขับเคลื่อน ซัพพลายเชนกว่า 2,700 บริษัททั่วโลกร่วมภารกิจ พร้อมยักษ์ใหญ่-สตาร์ทอัพ ผนึกกำลังสร้างเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่มนุษยชาติไม่ได้เดินทางไกลออกไปจากวงโคจรโลกต่ำ (Low Earth Orbit) เพื่อไปเยือนเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดอย่าง “ดวงจันทร์” ตั้งแต่ที่นาซ่าพับโครงการ Apollo ในปี 1972 แต่วันที่ 1 เมษายน 2026 นี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้งของมนุษยชาติที่จะส่งมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งภายใต้ภารกิจ Artemis II ซึ่งนอกจากการกลับไปเยือนดวงจันทร์แล้ว ภารกิจครั้งนี้ยังได้เปลี่ยนรูปแบบเทคโนโลยีทางอวกาศด้วย จากเดิมที่การพัฒนาของนาซ่าเป็นหลัก แต่ปัจจุบันอวกาศได้กลายเป็น “สนามการลงทุน” ของภาคเอกชนในธุรกิจอวกาศด้วย ขณะนี้ NASA ได้ประกาศเริ่มนับถอยหลังอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ท่ามกลางความตื่นตัวของประชาคมโลก นี่ไม่ใช่แค่การส่งคนไปเที่ยวชมดวงจันทร์ แต่คือบททดสอบขั้นสูงสุดของเทคโนโลยี การแพทย์ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะว่าภารกิจ Artemis II ในครั้งนีhไม่ได้มีเป้าหมายส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ แต่มีเป้าหมายที่ “สำคัญยิ่งกว่า” นั่นคือการทดสอบระบบที่จำเป็นต่อการตั้งถิ่นฐานระยะยาวบนดวงจันทร์และการเดินทางไปดาวอังคาร โดยมีนักบินอวกาศ 4 ท่าน คือ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch จาก NASA และ Jeremy Hansen จากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) ในภารกิจตลอด 10 วันระหว่างทริปโลก-ดวงจันทร์ โดยช่วงเวลาปล่อยจรวด (Launch Window) เริ่มต้นวันที่ 1 เมษายน 2026 โดยมีช่วงเวลาสำรองถึงวันที่ 6 เมษายน และรอบถัดไปคือ 30 เมษายน 2026 ขอขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ NASA ขีดจำกัดใหม่ของมนุษย์และเทคโนโลยี ภารกิจ Artemis II จะนำยานอวกาศ Orion เข้าสู่การเดินทางแบบ Deep Space อีกครั้งนึงนับตั้งแต่ภารกิจ Apollo โดยครั้งนี้ ระบบช่วยชีวิตของ Orion ซึ่งใช้การควบคุมด้วย AI และเทคโนโลยียุคปัจจุบันจะทำงานอย่างแม่นยำในการจัดการออกซิเจน การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ และการควบคุมอุณหภูมิในสภาวะแวดล้อมที่โหดร้าย ทั้งนี้ เพื่อยืนยันว่ามนุษย์จะสามารถมีชีวิตรอดได้ในระยะยาวก่อนถึงภารกิจลงจอดจริงใน Artemis III ระบบต่างๆของยาน Orion จะเป็นควบคุมด้วย AI และอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งต่างจากภารกิจ Apollo ที่ใช้การควบคุมระบบทุกอย่างแบบอนาล็อก หนึ่งในไฮไลท์สำคัญระหว่างการเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์ คือการทดลอง AVATAR (A Virtual Astronaut Tissue Analog Response) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี “Organ-on-a-chip” ไปใช้ในห้วงอวกาศ นี่คือการส่ง “อวัยวะจำลอง” ที่สร้างจากเซลล์ไขกระดูกของนักบินอวกาศเองไปทดสอบกับรังสีคอสมิกและสภาวะไร้น้ำหนัก ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจความเสี่ยงของมะเร็งและผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เมื่ออยู่นอกเขตคุ้มครองของสนามแม่เหล็กโลก ภารกิจนี้ยังมีการติดตั้ง Orion Artemis II Optical Communications System (O2O) ซึ่งเป็นการสื่อสารผ่านเลเซอร์แทนคลื่นวิทยุแบบเดิม โดยจะทดสอบการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงถึง 260 Mbps จากห้วงอวกาศลึก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่จะทำให้การถ่ายทอดสดความละเอียดสูงหรือการส่งข้อมูลวิจัยมหาศาลจากฐานที่มั่นบนดวงจันทร์กลับมายังโลกเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นสำหรับภารกิจในอนาคต ธุรกิจอวกาศฟันเฟืองขับเคลื่อนภารกิจ Artemis II คือหลักฐานยืนยันว่าการสำรวจอวกาศยุคใหม่ไม่ได้เป็นสมรภูมิของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปมาสู่ “ระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศ” (The Lunar Economy) ที่มีภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในอดีโครงการ Apollo คือความสำเร็จที่ NASA แบกรับภาระและงบประมาณเกือบทั้งหมด แต่สำหรับ Artemis II ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ภารกิจนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากซัพพลายเออร์กว่า 2,700 ราย จาก 47 รัฐในสหรัฐฯ และพันธมิตรจากนานาชาติ ทำให้โครงการนี้มีสถานะเป็น Global Supply Chain ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล บริษัทอย่าง Lockheed Martin รับหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างยาน Orion ในขณะที่ส่วนประกอบสำคัญอย่าง “European Service Module” ได้รับการสนับสนุนจาก Airbus ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่าอวกาศกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก ขณะที่ Boeing รับผิดชอบโครงสร้างหลักของ จรวด SLS (Space Launch System) จรวดที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน โดยดูแลตั้งแต่ส่วน Core Stage ไปจนถึงระบบควบคุมการบิน (Avionics) ด้าน Northrop Grumman ผู้ผลิต Solid Rocket Boosters แท่งเชื้อเพลิงแข็งที่ให้แรงขับดันถึง 75% ในช่วงเริ่มต้นของการทะยาน และระบบ Launch Abort System (LAS) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกเรือ Aerojet Rocketdyne (L3Harris) เป็นผู้สร้างเครื่องยนต์ RS-25 หัวใจหลักของจรวด SLS ที่ส่งพลังมหาศาลส่งจรวดหลายพันตันออกนอกวงโคจร สำหรับ SpaceX ของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ แม้จะไม่ได้มีส่วนรวมในภารกิจArtemis II โดยตรงแต่ SpaceX จะรับหน้าที่ต่อยอดในภารกิจ Artemis III สำหรับการพัฒนาระบบลงจอดในภารกิจการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง นอกจากบรรดาบริษัทขนาดใหญ่แล้ว ภารกิจ Artemis ยังถือเป็นการเป็นศักราชใหม่สำหรับบรรดาบริษัทสตาร์ทอัพเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านอวกาศ เช่น Intuitive Machines มีบทบาทสำคัญในการใช้เครือข่าย Space Data Network เพื่อช่วยติดตามสัญญาณวิทยุจากห้วงอวกาศลึก เสริมความแม่นยำในการสื่อสารร่วมกับ NASA Rocket Lab บริษัทสัญชาตินิวซีแลนด์ ผู้อยู่เบื้องหลังการส่งดาวเทียมขนาดเล็ก (CubeSats) ไปสำรวจเส้นทางและสภาพรังสีล่วงหน้า เพื่อความปลอดภัยของนักบินใน Artemis II และบริษัท Axiom Space ผู้ร่วมพัฒนาชุดอวกาศรุ่นใหม่ (Next-gen Spacesuits) ที่มุ่งเน้นความคล่องตัวและการใช้งานในระยะยาว ภารกิจ Artemis II จึงไม่ใช่เพียงแค่การจารึกชื่อนักบินอวกาศ 4 คนลงในประวัติศาสตร์ ในฐานะมนุษย์โลกชุดแแรกในรอบ 54 ปีที่กลับไปเยือนดวงจันทร์ แต่คือการประกาศศักดาของมนุษยชาติในยุค “Space 2.0” ที่เส้นแบ่งระหว่างภาครัฐและเอกชนจางหายไป เหลือเพียงฟันเฟืองทางธุรกิจและนวัตกรรมที่สอดประสานกันอย่างไร้รอยต่อ จากห้องแล็บวิจัยยาของสตาร์ทอัพ สู่ฐานการผลิตจรวดขนาดยักษ์ของบริษัทระดับโลก ขณะที่ ทุกความเคลื่อนไหวในภารกิจนี้คือการวางรากฐานให้ดวงจันทร์กลายเป็น “ทวีปที่แปด” ของเศรษฐกิจโลก STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
ทรูฯ ปิดช่องว่างทักษะดิจิทัล ปั้นคนพันธุ์เอไอหมื่นคน ย้ำองค์กร AI-First แข่งโลก
ทรูฯ คิดเชิงกลยุทธ์ดึงที่ปรึกษาดิจิทัลระดับโลก ‘Thoughtworks’ สร้างคนไทยสายพันธุ์เอไอ เฟสแรก8,000 คนใน 2 ปี ปิด 3 ช่องว่างทักษะ เร่งองค์กรสู่ AI-First พร้อมดันไทยแข่งเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ปั้นคน AI ระดับองค์กร ทรูตั้งเป้าสร้างบุคลากร AI 8,000 คนใน 2 ปี และดัน 80% ของพนักงานมีทักษะ AI ภายในปี 2571 ย้ำ ‘AI ไม่แทนคน’ แต่เพิ่มศักยภาพสู่สายงานใหม่ เช่น ดาตา และ เทคโนโลยี ปิด 3 ช่องว่างทักษะสำคัญ องค์กรไทยยังติดช่องว่าง ทั้งด้าน ทักษะ ดิจิทัล, การรับดิจิทัล มาใช้ และการขยายผลการใช้ดิจิทัล ทำให้ต้องเร่งจาก ‘รู้เอไอไปสู่การใช้จริง และขยายผลสู่ทั้งองค์กร’ ไทยพร้อม แต่ต้องเร่งสปีด ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) และศักยภาพด้านเอไอเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองสิงคโปร์ แต่การแข่งขันอยู่ที่ ‘การใช้งานจริง’ ที่จะผลักดันให้ทรูฯ ไปสู่การเป็น AI-First Organization ศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ผู้ดำเนินธุรกิจโทรคมนาคม เทคโนโลยี (Telco Technology Company) กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Thoughtworks ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อร่วมเปลี่ยนผ่านทักษะดิจิทัลบุคลากรทรูฯ เพื่อมุ่งสู่องค์กรด้านเอไอ (AI-First) ตามทิศทางองค์กรประจำปี 2569 ที่ประกาศไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยทรู วางเป้าหมายในปี 2570 พนักงานทรูฯ จะต้องมีทักษะพื้นฐานด้านเอไอ (Digital Foundation) ได้ครอบคลุมสมบูรณ์ หลังจากนำแนวทางมาปรับใช้ (Implementation) ตั้งแต่ 3-6 เดือนที่ผ่านมา และในปี 2571 ทรูฯ วางเป้าหมาย 80% ของพนักงานราว 10,000 คนมีพื้นฐานด้านเอไอ ดังกล่าวตามเกณฑ์ (Classifieds) ที่ทรูฯ วางไว้ “การเพิ่มศักยภาพการทำงานให้พนักงานทรูมีทักษะด้านเอไอ ไม่ได้นำไปสู่การลดต้นทุนทรัพยากรบุคคลบริษัท หรือ ปรับลดจำนวนพนักงาน แต่เป็นการเพิ่มทักษะเพื่อต่อยอดไปสู่สายงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างสาขาดาตา ไซแอนซ์ เป็นต้น ทดแทนความกังวลเอไอจะเข้าไปแทนที่มนุษย์ ซึ่งเป็นสายงานดั้งเดิม” ปิดสามช่องว่างทักษะดิจิทัล ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ ทรูดิจิทัล อคาเดมี TRUE กล่าวว่า ทรูดิจิทัล อคาเดมี ตั้งขึ้นในปี 2562 มีวัตถุประสงค์พัฒนาบุคลากรองค์กร เครือข่ายธุรกิจในเครือซีพีและภายนอก ให้มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อตั้งรับการแข่งขันในอนาคต โดยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันทรูฯ ได้สร้างบุคลากรดิจทัลไม่ต่ำกว่าแสนคน ทั้งนี้ ทรูฯ ได้เตียมความพร้อมสร้างทักษะด้านเอไอ ควบคู่ไปกับทักษะความเป็นมนุษย์ (Human Skills) ฉพาะตัวที่เทคโนโลยีหรือเอไอ ไม่สามารถทดแทนได้ เพื่อรองรับไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล “การจะทรานสฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัลต้องสร้างคนไปสู่ความสำเร็จพร้อมกัน ซึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง ThoughtWorks จะเข้ามาช่วยคอมพลีตให้คนไทยเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี ที่พร้อมก้าวไปสู่การเป็นองค์กรชั้นนำเอไอด้วย” สำหรับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างทรูฯ และพันธมิตร Thoughtworks ในระยะ (Phase) แรก คือ พัฒนาซีรียส์หลักสูตร (Curriculums) เอไอ ที่ครอบคลุมพื้นฐานดิจิทัลเทคโนโลยีและเอไอ ด้านต่าง ๆ สำหรับบุคลากรองค์กรทรูฯ ก่อนขยายไปยังเครือข่ายองค์กรข่างนอก อาทิ บริษัทในเครือซีพี และ คนไทยในวงกว้าง ดร.ชนนิกานต์ ย้ำว่า ทักษะสำคัญในยุคนี้ คือ ข้อมูล (Data), เอไอ (AI) ฮิวเมน สกิล (Human Skill) และ ธุรกิจ เทคโนโลยี ที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่ปี 2567-2568 ที่ผ่านมา ที่พบว่าอุตสาหกรรมต่างๆให้ความสนใจธุรกิจเอไอ เป็นจำนวนมาก และผลักดันให้เอไอเติบโตถึง 4 เท่าตัว และในปี 2569จะขยายการเติบโตอีกหลายเท่าตัว สอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ที่ขยายตัวต่อเนื่อง “แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนความต้องการทักษะใหม่ที่จำเป็น” โดยยังสอดคล้องกับปัจจุบันการรับเอไอ (AI Adoption) มาใช้ในขณะนี้ได้เข้าสู่ยุค ‘ใช้งานจริง’ และ ‘สร้างมูลค่าทางธุรกิจ’ แต่ยังมีความท้าทาย 3 เรื่องที่ต้องเร่งปิดช่องว่าง คือ Skill Gap ความรู้ AI ในเบื้องต้นแล้ว แต่ต้องสามารถใช้คำสั่ง (Prompt) ในการทำงาน และเข้าใจเทคโนโลยีในยุคถัดไป (Next Step) Adoption Gap การนำ AI ไปใช้จริงในหน้างาน (Use Case) Scaling Gap จากเดิมติดอยู่ในโครงการทดลอง (Pilot) ที่จะต้องขยายไปใช้งานจริงได้ อินฟราฯไทยพร้อมสู่ยุคเอไอ ด้าน ณัฐรินีย์ พัฒนกูล Delivery Principal, Thoughtworks กล่าวว่า ระบบนิเวศของประเทศไทย (Thailand Ecosystem) ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อมดีมาก และด้านเอไอของไทยเป็นอันดับสองรองจากสิงคโปร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เทรนด์เอไอโลกปัจจุบันได้ก้าวไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของแกนหลักธุรกิจ และมีสัดส่วนกว่า 70% ที่เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมองค์กรได้นำไปปรับใช้แล้ว “ความท้าทายในระดับโกลบอล คือการควบคุม AI โดยเฉพาะการให้เอไอมาเป็นผู้ช่วยทำงาน ที่ปัจจุบันพบว่า AI เริ่มเขียนโค้ดและพับลิชโค้ดเองในโปรดักชันได้แล้ว แต่หลายบริษัทยังไม่มีการคอนโทรล ซึ่งในจุดนี้ยังต้องพิจารณารีไควร์เมนต์ด้วย นอกเหนือจากการอัปสกิลคนให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานในแต่ละวัน ซึ่งไม่ใช่การนำเอไอมาแทนที่” ทั้งนี้ จากการทำงานในฐานะที่ปรึกษาร่วมกับหลากหลายองค์กรทั่วโลกยังมีกรณีศึกษาจากการใช้งานจริง (Use Case) จำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รู้ว่าสิ่งใดให้ผลลัพธ์ที่ดี นำไปสู่การสร้างแนวทางแนะนำ(Guidance) เพื่อเร่งการขับเคลื่อนสู่เอไอ อีโคซิสเต็ม ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะดีกว่าการลองผิดลองถูก พร้อม มองไปถึงในปี 2573 ต้องการผลักดันให้คนไทยใช้ AI ได้จริง Key Takeaways ทรูเร่งปั้นคน AI ในองค์กรเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ AI-First อย่างเป็นรูปธรรม เกมจริงอยู่ที่การปิด 3 Gap จาก ‘รู้ AI’ ไปสู่ ‘ใช้จริงและสเกลได้’ ไทยมีโครงสร้างพร้อม แต่ต้องเร่งการใช้งาน AI เพื่อเข้าสู่การแข่งขันเศรษฐกิจดิจิทัล
คนไทยหันอ่านอีบุ๊ก ดันตลาดหนังสือ 3 พันล้าน นิวเจนฯหนีโซเชียล-ขอพื้นที่ส่วนตัว
ราคุเทน โคโบ แบรนด์เครื่องอ่านอีบุ๊กโลก เจาะนักอ่านอิเล็กทรอนิกส์รับตลาดหนังสือ E-Book ไทยมูลค่า 3 พันล้านบาท ขยายตัวต่อเนื่อง ส่ง 3 รุ่นเรือธงชิงส่วนแบ่งตลาด 140 ล้านบาท เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ใช้เป็นพื้นที่เงียบปลอดภัย หลบข้อมูลโซเชียลทะลัก ตลาดหนังสืออีบุ๊กไทยโตไม่พักมูลค่าแตะ 3,000 ล้านบาท หลังโควิด เครื่องอ่านอีบุ๊กโต 60% สะท้อนดีมานด์พุ่ง อินไซต์ใหม่ ‘อ่านเพื่อหนีโซเชียล’ E-Reader กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัว ลดแจ้งเตือน เพิ่มสมาธิในการอ่าน เกมบุก Rakuten Kobo x Meb เปิด 3 รุ่นเรือธง เจาะตลาดไทย ดัน ecosystem อ่าน-ฟัง-จด ในเครื่องเดียว จูเลียน โจว ผู้จัดการทั่วไป ราคุเทน โคโบ เอเชีย ผู้ทำตลาด อีรีดเดอร์ (E-Reader) เครื่องอ่านหนังสือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบุ๊ก (E-Book) แบรนด์ระดับโลก เปิดเผยว่าปัจจุบันตลาดอีบุ๊กเติบโตอย่างต่อเนื่องและอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยข้อมูลจาก Mordor Intelligence บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำระดับโลก รายงานว่าตลาดอีบุ๊กโลกปี 2569 ขยายตัวประมาณ 6.03 แสนล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นแตะระดับประมาณ 7.55 แสนล้านบาท ในปี 2574 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ระหว่างปี 2569 – 2574 ที่ 4.6% จากในปี 2568 อยู่ที่ 5.77 แสนล้านบาท ขณะที่ตลาดอีบุ๊กและเครื่องอ่านอีบุ๊กในเอเชียนั้น เป็นตลาดที่น่าจับตาด้วยเป็นตลาดใหม่ที่กำลังพัฒนามีโอกาสเติบโตสูง โดยปัจจัยสนับสนุน คือ พฤติกรรมนักอ่านที่เปลี่ยนไปและมีความหลากหลายขึ้น การใช้งานอุปกรณ์เครื่องอ่านอีบุ๊กจึงไม่ใช่แค่อ่านข้อความดิจิทัลเท่านั้น แต่ต้องการฟังออดิโอบุ๊ก และจดบันทึกในอุปกรณ์เดียว เครื่องอ่านอีบุ๊กถูกมองว่าเป็น ‘พื้นที่ส่วนตัว’ ช่วยหลบพักข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการแจ้งเตือนที่รบกวน ลดภาวะการเหนื่อยล้าจากการติดตามโซเชียลมีเดีย ทำให้กลับมามีสมาธิกับการอ่านได้อย่างแท้จริง “พฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้การอ่านอีบุ๊กขยายตัวขึ้น สอดคล้องกับทิศทางตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊ก” ขณะที่ ราคุเทน โคโบ ทำตลาดใน 195 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดร่วมกับพันธมิตร บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อขยายตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กในไทย พ้อมรองรับกลุ่มเป้าหมาย นักอ่านที่ชอบอ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อน เช่น กลุ่มผู้ชื่นชอบหนังสือภาพ หนังสือทำอาหาร หนังสือท่องเที่ยว หรือ การ์ตูน ฯลฯ ให้ก้าวเข้าสู่โลกของอีบุ๊กได้สำเร็จ ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กไทยโตยาว 5 ปี ด้าน ‘รวิวร มะหะสิทธิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาทในปัจจุบัน มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังสถานการณ์โควิด แม้บางช่วงอาจมีการชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในช่วงเติบโต ทั้งจากจำนวนและความหลากหลายของคอนเทนต์ที่เพิ่มขึ้น จากปัจจัยสนับสนุน อาทิ อุปกรณ์รองรับการอ่านมีให้เลือกใช้มากขึ้นในราคาที่จับต้องได้ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตง่ายและสะดวกขึ้น นักอ่านให้การตอบรับกับการอ่านอีบุ๊กมากขึ้น ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้เข้าชมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ปี 2568 โดยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย พบว่าการซื้ออีบุ๊กเพิ่มขึ้นจาก 20% ในปี 2563 เป็น 29% ในปี 2568 พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ตลาดเครื่องอ่านอีบุ๊กโตขึ้นตามไปด้วย โดยในปี 2567 มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท เติบโต 60% จากปี 2566 และ กลุ่ม เมพ เป็นผู้นำตลาดมีส่วนแบ่งอยู่ที่ 60-70% ทั้งนี้จากความร่วมมือทางพันธมิตรกับ ราคุเทน โคโบ เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์พร้อมเปิดตัวสินค้า 3 รุ่นเรือธง ได้แก่ Kobo Libra Colour รุ่นเรือธง ขนาด 7 นิ้ว จอสี รองรับการเขียนด้วยลายมือ ราคา 10,490 บาท Kobo Clara Colour ขนาด 6 นิ้ว จอสี รุ่นเริ่มต้น น้ำหนักเบา ราคา7,490 บาท Kobo Clara BW ขนาด 6 นิ้ว จอขาว-ดำ ราคา 6,490 บาท โดยผลิตภัณฑ์ ,พื้นที่จัดเก็บตั้งแต่ 16GB – 32GB (ขึ้นอยู่กับรุ่น) รองรับการจัดเก็บ E-book ได้สูงถึง 24,000 เล่ม เชื่อมต่อ Bluetooth แบบไร้สาย แบตเตอรี่ใช้งานได้นานหลายสัปดาห์ ใช้งานร่วมกับรีโมทเปลี่ยนหน้าเพื่อการอ่านแบบไม่ต้องใช้มือ เชื่อมต่อหูฟังแบบ Audiobook ฯลฯ ขณะที่ สินค้าวางจำหน่ายช่องทาง Readership.me , ร้าน B2S และ Marketplace พร้อมจัดกิจกรรมโปรโมชั่นราคาพิเศษสินค้าทั้ง 3 รุ่น ในโอกาสการเปิดตัวครั้งแรกที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 บู๊ธเลขที่ D30 ตั้งแต่วันนี้ – 6 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากนี้ ราคุเทน โคโบ เอเชีย ยังมอบส่วนลดพิเศษ 20 % ในการสั่งซื้ออีบุ๊กบนแพลตฟอร์มของ ราคุเทน โคโบ โดยกรอกโค้ด ‘THBK26’ ในขั้นตอนชำระเงิน (สิ้นสุดวันที่ 6 เมษายน 2026) ด้วยเช่นกัน
กินKFCใส่แตะช้างดาว แก้ปัญหารองเท้าสวบ สร้างแบรนด์ด้วยเล่นสงกรานต์ได้
KFC ประเทศไทย ดึง ‘นันยาง’ ใช้กลยุทธ์ Collaboration Marketing สร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์จริง ขายรองเท้าแตะช้างดาวรุ่นพิเศษ แก้จุดเจ็บสายเล่นน้ำรองเท้ากินขาช่วงสงกรานต์ คอลาบอเรชั่น มาร์เก็ตติง สองไอคอนแบรนด์ไทย-โลก ‘KFC’ กับ ‘นันยาง’ สร้างสินค้าใหม่จาก ‘Cultural Icon’ เปลี่ยนรองเท้าแตะหนีบธรรมดาๆ เป็นไอเท็มไวรัลรับสงกรานต์ แก้จุดเจ็บ (Pain Point) เล็กๆ แต่มีอิมแพ็ค (Impact) ใหญ่ จากอินไซต์ ‘รองเท้ากินขา-สวบ’ ที่คนเจอทุกปี ถูกต่อยอดเป็นโปรดักต์ที่ใช้งานได้จริงในเทศกาล สร้างแบรนด์ผ่านประสบการณ์ (Experience) จริง ไม่ใช่แค่โฆษณา แต่ให้คน ‘ใส่-เล่น-แชร์’ ขยายการรับรู้ผ่านสังคมมาบวกกับพฤติกรรมผู้บริโภค ภัทรา ภัทรสุวรรณ Associate Marketing Director KFC ประเทศไทย กล่าวว่าเคเอฟซีนำกลยุทธ์การทำตลาดผ่านความร่วมมือ (Collaboration Marketing) ระหว่าง ‘นันยาง’ ผู้ผลิตและทำตลาดรองเท้าแตะช้างดาวแบรนด์ระดับตำนานของไทย พัฒนาสินค้าร่วมกันระหว่าง 2 ไอคอนิกแบรนด์ เคเอฟซี และ ช้างดาว สู่คอลเล็กชั่นพิเศษ ‘รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง’ไอเท็มผลิตขึ้นรุ่นจำกัดที่นำจุดเด่นความคลาสสิกของรองเท้าแตะช้างดาวร่วมกับสีสันและความสนุกในสไตล์เคเอฟซี เข้าไว้ด้วยกัน สำหรับ ‘รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง’ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเล่นน้ำสงกรานต์โดยเฉพาะ ด้วยจุดเด่นรองเท้าแตะ ให้ความสบายในการสวมใส่แบบหนีบ และด้านการออกแบบดีไซน์สะดุดตาสีแดง-ขาว ให้ความเท่มีคาแรกเตอร์ รองรับทุกการเดินทางหาประสบการณ์ตลอดช่วงสงกรานต์ปีนี้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรองเท้าสวบ รองเท้าเลื่อน หรือรองเท้ากินขา “เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มที่พร้อมพาไปเปียก พาไปมันส์ และพาไปสนุกตัวเท่าช้างได้ทุกก๊วนสงกรานต์” ภัทรา กล่าวว่าเพื่อให้ไอเท็มลิมิเต็ดดังกล่าวเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง KFC ประเทศไทยยังได้เปิดตัววิดีโอแนวตั้งเชิงสร้างสรรค์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ผ่านคอนเทนต์แนวดูแลสัตว์ด้วยคาแรกเตอร์ใหม่ ‘น้องก๊าง’ ลูกช้างเกิดใหม่ที่ผสมผสานความเป็นไก่และช้างอย่างมีลูกเล่นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความน่ารัก พร้อมเฉลยความพิเศษที่มา ‘น้องก๊าง’ คือ ‘รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง’ ที่ถูกหยิบมาเล่าเรื่องในบทลูกช้างสามารถรับชมได้ที่นี่ ภัทรา ย้ำว่า หัวใจของ KFC ประเทศไทย คือ การเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึกพร้อมเปลี่ยนสู่ไอเดียที่สนุกและเข้าไปอยู่ในชีวิตคนได้จริง ขณะที่สงกรานต์เป็นหนึ่งในช่วงเวลาเทศกาลแห่งความสุข การออกไปใช้ชีวิต และ การได้สนุกด้วยกัน ที่คนไทยรอคอยที่สุดของปี และมักดีเทลเล็กๆที่หลายคนคุ้นเคย อย่างปัญหา ‘รองเท้ากินขา’ ที่เจอแทบทุกปี โดย KFC เชื่อว่าการทำการตลาดที่ดี คือการหยิบเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้มาคิดต่อให้ใหญ่ สนุกให้สุด และต้องใช้งานได้จริง จึงเป็นที่มาของ ‘รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง’ ไอเท็มพิเศษรับสงกรานต์ ที่ออกแบบมาเพื่อให้คนไทยเล่นน้ำได้เต็มที่ เดินได้สบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องรองเท้ากัด พร้อมเติม ‘ความสนุกแบบตัวเท่าช้าง’ ตามสไตล์ KFC “สำหรับเราความสนุกของแบรนด์ไม่ใช่แค่การสื่อสาร แต่ต้องเป็นประสบการณ์ที่คนสัมผัสได้จริง และในทุกโมเมนต์ของการเฉลิมฉลอง KFC ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ผ่านเมนูไก่ทอดที่อยู่เคียงข้างทุกการแบ่งปันของคนไทยเสมอ” ขณะที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เคเอฟซี ได้พัฒนาเมนูพิเศษโดยเฉพาะที่ KFC ทุกสาขาทั่วประเทศ (ยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) ตั้งแต่วันนี้ – 22 เมษายน 2569 ดังนี้ เดอะบอกซ์ จอย จอย ราคา 159 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 1 ชิ้น, ไก่วิงซ์แซ่บ 3 ชิ้น, ไก่ไม่มีกระดูก 2 ชิ้น, เฟรนช์ฟรายส์ (ปกติ) 1 ที่ และ เครื่องดื่ม เป๊ปซี่ (รีฟิล) 1 ที่ สงกรานต์ บักเก็ต ราคา 299 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 5 ชิ้น, ไก่วิงซ์แซ่บ 2 ชิ้น, ชิคเก้นป๊อป 7 ชิ้น, นักเก็ตส์ 3 ชิ้น, เฟรนช์ฟรายส์ (ปกติ) 1 ที่ และ ข้าวคลุกผู้พัน 1 ที่ เฮลิเดย์ บักเก็ต ราคา 399 บาท ประกอบด้วย ไก่ทอด 7 ชิ้น, ไก่วิงซ์แซ่บ 3 ชิ้น, นักเก็ตส์ 4 ชิ้น, ชิคเก้นป๊อป 7 ชิ้น, เฟรนช์ฟรายส์ (ปกติ) 1 ที่ และ ทาร์ตไข่ 1 ชิ้น นอกจากนี้ เคเอฟซี ยังให้แลกซื้อ ‘รองเท้าแตะผู้พันขี่ช้าง’ ในราคา 99 บาท ที่ร้าน KFC ทุกสาขาทั่วประเทศ (ยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ) หรือเลือกสั่งความอร่อยได้สะดวกผ่าน KFC Delivery บนเว็บไซต์, KFC App และแพลตฟอร์มเดลิเวอรีทุกช่องทาง พร้อมสิทธิ์แลกซื้อในราคา 129 บาท โดยสามารถแลกซื้อได้สูงสุด 3 คู่ ต่อ 1 ชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการ ได้แก่ ออลอินวันบักเก็ต, สงกรานต์ บักเก็ต, ชุดจุใจ, เฮลิเดย์ บักเก็ต, ชุดสุขใจ และปาร์ตี้บักเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 – 18 เมษายน 2569 ปัจจุบันมีร้านเคเอฟซี 1,226 สาขาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ (ณ ธันวาคม 2568) บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์ โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และบริหารร้านเคเอฟซีโดย แฟรนไชส์ซี จำนวน 3 ราย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)
นอนไม่หลับบ่อยๆ ใจสั่น เผลอวูบ ‘เมดพาร์ค’ เตือนเสี่ยงภาวะเสียชีวิตกะทันหัน
เมดพาร์ค ชวนรู้ทัน ‘ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน’ เจาะลึกความเสี่ยงจากหัวใจ สมอง และการนอนหลับ ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ อาการเหนื่อยล้า ใจสั่น หรือการวูบหมดสติช่วงสั้น ๆ อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “สัญญาณเตือน” ของ ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) ภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับล้านคนในแต่ละปี นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า โรงพยาบาลเมดพาร์ค มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่สังคม ‘รู้ทันภาวะเสียชีวิตกะทันหัน เข้าใจความเสี่ยงจากหลายระบบของร่างกาย’ ผ่านการเสวนาของแพทย์ผู้ชำนาญการ 3 สาขา ได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง เวชศาสตร์การนอนหลับ โดยมาร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุ ความเสี่ยง และแนวทางการป้องกันภาวะเสียชีวิตกะทันหันก่อนเกิดความสูญเสีย เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเข้าใจว่าภาวะเสียชีวิตกะทันหันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ เสมอไป หากแต่เป็นความเสี่ยงที่สามารถประเมินและลดโอกาสเกิดได้ ด้วยการตรวจคัดกรองเฉพาะทางที่ค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ “Sudden Death” ภัยเงียบที่พรากชีวิตของคนที่เรารักได้ในเวลาไม่กี่นาที พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า “ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) คือ การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด มักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เลือดหยุดไหลไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ” โดยส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในทางการแพทย์แล้ว ร่างกายอาจเคยส่งสัญญาณบางอย่างมาก่อน เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก หรือวูบเป็นครั้งคราว แต่กลับถูกมองข้ามไป และไม่ได้เข้ารับการตรวจเชิงลึกอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง เข้าใจความเสี่ยงจาก 3 ระบบสำคัญของร่างกาย : หัวใจ สมอง และการนอนหลับ แพทย์ผู้ชำนาญการจาก 3 สาขา โรงพยาบาลเมดพาร์ค ชี้ให้เห็นว่า ภาวะ Sudden Death ไม่ได้เกิดจาก หัวใจเพียงอย่างเดียว แต่หาก สมอง และการนอนหลับ มีความผิดปกติ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหันได้เช่นกัน พญ.ปิยะนาฏ ปรียานนท์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “80–90% ของผู้ป่วย Sudden Death เกิดจากระบบหัวใจและหลอดเลือด หลายกรณียังพบว่า โรคหัวใจหลายชนิดอาจไม่แสดงอาการชัดเจน โดยเฉพาะในคนอายุน้อย นักกีฬาอาชีพ ปัจจุบันยังพบมากขึ้นในวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมต่อเนื่อง เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตกะทันหันได้สูงกว่าคนทั่วไป” ในขณะเดียวกัน ระบบสมอง ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมการทำงานของร่างกาย ก็มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีของโรคหลอดเลือดสมองที่อาจส่งผลให้หัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลาอันสั้น น.อ. นพ.อุดม สุทธิพนไพศาล ร.น. แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคหลอดเลือดสมอง และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท กล่าวว่า “เมื่อเกิดภาวะเลือดออกในสมองอย่างรุนแรง จะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมหัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที” อีกหนึ่งปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ซึ่งทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง ร่างกายสูญเสียสมดุล และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผศ. นพ.จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และเวชศาสตร์โรคปอด อธิบายว่า “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงได้ในขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่แล้ว” เปลี่ยนความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวถึงการลดความเสี่ยงและแนวทางป้องกันการเสียชีวิตจากภาวะ Sudden Death ว่า “แม้ภาวะเสียชีวิตกะทันหันจะดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ แต่ในทางการแพทย์ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเชิงลึก ซึ่งลดความเสี่ยงการเสียชีวิตกะทันหันในกลุ่มคนทั่วไปได้ประมาณ 40 – 60% และ 60 – 80% ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง” สำหรับแนวทางสำคัญของ การตรวจคัดกรองเชิงลึกแบบเฉพาะทาง (Targeted Prevention) เป็นการตรวจเชิงลึกที่ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สมองและระบบประสาท การนอนหลับ และโรคทางพันธุกรรม เพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในร่างกายได้ลึกถึงระดับยีน เพราะ “การรู้ทันสัญญาณเตือนของโรค” ไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูลว่าเรากำลังจะป่วย แต่คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้วางแผนดูแลสุขภาพอย่างมีระบบ เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ให้กลายเป็นความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้
อวสารเด็กปั๊ม?!? ปตท.ส่งบริการเติมน้ำมันเองผ่านแอปฯบลูพลัส รับยุคดิจิทัล
พีทีที สเตชั่น เพิ่มทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าเติมน้ำมันเอง ‘Self Serve’ เริ่มตั้งแต่เปิดแอปฯแล้วกด สั่ง เติม จ่าย ครบ จบด้วยตัวเอง เจาะไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ลดขั้นตอนไม่จำเป็น กลยุทธ์ปูทางสู่สถานีบริการอัจริยะ ดึงลูกค้าด้วยส่วนลด 40 สตางค์ ลดราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต./ลิตร เมื่อใช้บริการ Self Serve ไม่มีขั้นต่ำ กระตุ้นให้ลูกค้าลองใช้ระบบใหม่ผ่านแอป เปลี่ยนพฤติกรรมสู่ Digital Fueling ‘สั่ง เติม จ่าย’ จบในแอป blueplus+ ลดเวลารอคิว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เร่งรีบยุคดิจิทัล ขยายเครือข่าย Self Serve ทั่วประเทศ เริ่มให้บริการกว่า 50 สถานี ในช่วงมีนาคม 2569 ปูทางสู่โมเดลสถานีบริการอัจฉริยะในอนาคต หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) เปิดเผยว่า โออาร์ เปิดให้บริการใหม่ ‘บริการเติมเอง (Self Serve)’ ภายในสถานีบริการ PTT ‘พีทีที สเตชั่น’ ด้วยแนวคิด ‘สั่ง เติม จ่าย ครบ’ ผ่านแอปพลิเคชั่นบลูพลัส (blueplus) เพื่อรองรับรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle)ในยุคดิจิทัล โดยบริการเติมเอง ‘Self Serve’ ได้ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเติมน้ำมันได้ด้วยตนเองอย่างง่ายดาย ลดเวลาการรอคิว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งรีบหรือช่วงที่สถานีมีผู้ใช้บริการหนาแน่น “เติมเสร็จแล้วไปต่อได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในขั้นตอนที่ไม่จำเป็น” ขณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมการใช้บริการเติมเองในวงกว้าง บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมการตลาดด้วยการมอบส่วนลด 40 สตางค์ต่อลิตร สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการเติมเองผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ทุกชนิดน้ำมันรวมถึง E20 โดยไม่จำกัดยอดเติมขั้นต่ำ พร้อมขยายจุดให้บริการครอบคลุมกว่า 50 สถานี ในเดือนมีนาคม 2569 นี้ หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า บริการฯนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์การเติมน้ำมันให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดย ‘Self Serve’ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Easy & Smart’ เพื่อให้ลูกค้าควบคุมทุกขั้นตอนได้ด้วยตนเอง ทั้งความรวดเร็ว ความสะดวก และค่าใช้จ่าย ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ได้ครบวงจร ตั้งแต่การสั่งเติม ชำระเงิน ไปจนถึงการสะสมคะแนน ทำให้ทุกขั้นตอนเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และควบคุมได้ สำหรับ จุดเด่นบริการเติมเอง (Self Serve) คุ้มค่ากว่า: รับส่วนลดทันที 40 สตางค์/ลิตร สำหรับน้ำมันทุกชนิด โดยไม่จำกัดยอดการเติมขั้นต่ำ ง่ายกว่า: เพียงขั้นตอนสั้น ๆ ตั้งแต่สั่งเติมผ่านแอปพลิเคชัน blueplus+ ไปจนถึงการเติมน้ำมันด้วยตนเอง สมาร์ทกว่า: ชำระเงินผ่านระบบดิจิทัล (บัตรเครดิต/เดบิต) บนแอปพลิเคชันได้อย่างปลอดภัย พร้อมสะสมคะแนน blueplus+ ได้โดยอัตโนมัติหลังหักส่วนลด
‘เรนวูด ปาร์ค’ ขายจุดเริ่มต้นชีวิตสังคมลักซูรี่ 5 หมื่นล. ขยายธุรกิจจัดเลี้ยง-แต่งงาน
เรนวูด ปาร์ค ต่อยอดอาณาจักร ‘ทาวน์ ชิป 2 พันไร่’ มูลค่า 50,000 ล้านบาท สร้างธุรกิจใหม่รับจัดงานเลี้ยง-แต่งงาน กลยุทธ์ไดเวอร์วิฟายด์ที่ออกมาย้ำความแข็งแรง สังคมลักซูรีระดับเวิลด์คลาส ต้องการชีวิตแบบไหนให้อยู่แบบนั้น สร้าง Ecosystem of Living มูลค่า 5 หมื่นล้าน เรนวูด ปาร์ค ทาวน์อ ชิปโครงการที่อยู่อาศัย พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้ชีวิตระดับโลกแบบครบวงจร ทั้งสนามกอล์ฟ โรงเรียนนานาชาติ และสปอร์ตคอมเพล็กซ์ เพื่อสร้างสังคมลักซูรี่ เชื่อมโยงทุกช่วงวัยเข้าด้วยกัน แตกไลน์ธุรกิจ Wedding & Events แบบ One-Stop Service การยกระดับจาก Luxury Residential สู่การเป็น Life Destination รองรับก้าวสำคัญของชีวิตผู้บริโภค ใช้จุดเด่นสถานที่ที่หลากหลายสไตล์ (China, Modern, English) ด้วยบริการจัดเลี้ยงระดับพรีเมียมแบบครบวงจร กลยุทธ์ Asset Optimization สร้างรายได้หมุนเวียน การใช้พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับเวิลด์คลาส ต่อยอดสู่ธุรกิจบริการ เพื่อขยายพอร์ตรายได้ใหม่ (Diversify) และเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงในโครงการผ่านกิจกรรมการจัดงาน วรพนิต รวยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เรนวูด กรุ๊ป กลุ่มบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และลงทุนระดับโลก กล่าวว่า Reignwood Park โครงการทาวน์ ชิป มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัยพร้อมมุ่งสร้าง ‘Ecosystem of Living’ เชื่อมโยงทุกช่วงเวลาของชีวิต ด้วยจุดเด่นโครงการ สังคมลักซูรี่ระดับเวิลด์คลาสที่ดึงความสำเร็จของ ‘เรนวูด ปาร์ค’ ที่นำองค์ประกอบระดับพรีเมียมไว้ในที่เดียว ทั้งสนามกอล์ฟมาตรฐานสากล, โรงเรียนนานาชาติ, คอมมูนิตี้มอลล์, พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ PARK11, และ Sport Complex ที่กำลังเปิดให้บริการ เพื่อสร้างสังคมคุณภาพที่มีความเพียบพร้อมในทุกด้าน ต่อยอดการใช้ชีวิตให้ลักซูรี่ ต่อความเคลื่อนไหวล่าสุดของเรนวูด ปาร์ค คือ การเปิดตัวธุรกิจรับจัดงานเลี้ยงและงานแต่งงาน ‘Wedding & Events’ เพื่อยกระดับโครงการจากลักซูรี่ เรสซิเดนเชียล เดสติเนชั่น ‘Luxury Residential Destination’ สู่การเป็นจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิต ‘Life Destination’ ผ่านการนำเสนอทางเลือกการจัดงานที่หลากหลาย ตั้งแต่สไตล์ จีนร่วมสมัย (China Modern) ไทยร่วมสมัย (Thai Modern) สไตล์อังกฤษ (English Style) พร้อมบริการแบบครบวงจร (One-Stop Service) ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบคอนเซปต์ จนถึงงานเลี้ยงระดับพรีเมียม ขยายสินทรัพย์สร้างการเติบโต วรพนิต บอกว่า เรนวูด ปาร์ค มองเห็นโอกาสจากการต่อยอดศักยภาพสินทรัพย์ที่มีอยู่ (Asset Optimization) เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน ‘ทุกก้าวสำคัญของชีวิต’ โดยเฉพาะการจัดงานแต่งงานที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัว ซึ่งจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดกลุ่มผู้บริโภครสนิยมสูงให้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ในโครงการ จากการการขยายพอร์ตครั้งนี้ ยังเป็นการขยายธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยง (Diversify) พร้อมสร้างรายได้จากสายงานบริการ (Service-based Income) ที่เชื่อมโยงกับแกนหลักของอสังหาฯ พร้อมเป้าหมาย คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ในสังคมลักซูรี่ระดับเวิลด์คลาส ที่สมบูรณ์ที่สุดในไทย ให้รองรับความต้องการได้ทั้งรูปแบบ Indoor และ Outdoor บนพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาสะท้อนตัวตนและรสนิยมเฉพาะตัวของลูกค้าเรนวูด ปาร์ค แนวทางธุรกิจ เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘เรนวูด ปาร์ค’ ในฐานะจุดหมายปลายทางของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผุ้อยู่อาศัย ในสังคมระดับเวิลด์คลาส ที่ใช้เป็นจุดขายดึงกำลังซื้อในระดับเดียวกัน อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘เรนวูด ปาร์ค’ โปรเจกต์ Township 5 หมื่นล้าน กับแนวคิด ‘พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ Key Takeaways กลยุทธ์ขยายธุรกิจเพิ่มรายได้ (Strategic Diversification) การขยายสู่ธุรกิจ Wedding เป็นการเติมจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายเพื่อครอบคลุมระบบนิเวศ (Ecosystem) การใช้ชีวิตตั้งแต่ ‘จุดเริ่มต้น’ จนถึงการอยู่อาศัยระยะยาว เติมประสบการณ์แบรนด์ (Brand Experience)การจัดงานอีเวนต์ระดับพรีเมียม จะเป็นเครื่องมือการตลาดสำคัญ (Experience Marketing) ที่ดึงดูดเรียล ดีมานด์ (Real Demand) เข้ามาสู่โครงการโดยตรง การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)การเปลี่ยนสินทรัพย์ในโครงการให้เป็น Life Destination ช่วยเพิ่มมูลค่า (Value-added) ให้กับผู้อยู่อาศัยเดิม และสร้างความแตกต่างอย่างเหนือชั้นในตลาดอสังหาฯ ระดับบน
LPN ยุค ‘ดารณี’ ย้ำภาพมั่นคง’ตึกแท่ง’แข่งพอร์ตเช่า-กลยุทธ์ชิงใจนิว เจนฯใน 3 ปี
‘ดารณี’ ซีอีโอหญิงแอล.พี.เอ็น. กับภาระกิจสร้างภาพจำแบรนด์ LPN อสังหาฯ เข้าใจเจนฯใหม่ใน 3 ปีหน้า เขย่าโครงสร้าง สินค้า-การตลาด-คุมหนี้ธุรกิจ ใช้ที่ดินเก่าทำโครงการดีไซน์ใหม่ ขยับสู่ตำแหน่ง Affordable Plus การปรับตำแหน่งทางการตลาดสู่ ‘Affordable Plus’ LPN ปรับภาพจำจากอาคารทรงแท่งแบบเดิม สู่ดีไซน์ทันสมัยที่เน้นฟังก์ชันยืดหยุ่นภายใต้ซับแบรนด์ใหม่ เช่น ‘168’ และ ‘EARN’ โดยยังคงรักษาจุดแข็งเรื่องความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร แต่เพิ่มความเหนือระดับในราคาที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ยังเข้าถึงได้จริง โมเดลรายได้ประจำ (Recurring Income) จากพอร์ตเช่า จัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่บริหารจัดการสต็อกที่อยู่อาศัย 2,300 ยูนิต ทำตลาดปล่อยเช่า ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่าเต็มเกือบ 100% พร้อมรุก Investor Program ขายห้องชุดพร้อมผู้เช่า เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนและช่วยระบายสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ วินัยทางการเงินและการบริหารสินทรัพย์เก่า ตั้งเป้าลดภาระหนี้ให้ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาทในปี 2569 และรักษาอัตราส่วน D/E ที่มีดอกเบี้ยให้ต่ำกว่า 0.80 เท่า รวมถึงวางแผนซื้อที่ดินใหม่ในปีนี้ ทำโครงการดีไซน์ใหม่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ หลัง ‘ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์’ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2567 ถึงในวันนี้เป็นเวลาเกือบ 2 ปีพร้อมกับภารกิจนำองค์กร ‘LPN’ กลับมาเป็นแบรนด์ในใจผู้บริโภคในตลาดอสังหาฯ ด้วยตำแหน่งทางการตลาด Affordable Plus สินค้าในราคาที่ยังเข้าถึงได้เหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมความพลัสเข้าไป หลังแบรนด์ LPN อยู่ในตลาดอสังหาฯมากว่า 36 ปีในปัจจุบัน ‘เธอ’ เปิดฟลอร์ชั้น 36 ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ LPN บนอาคารสำนักงานลุมพินี ทาวเวอร์ (Lumpini Tower) พระราม4 บอกเล่าทิศทาง LPN ที่เป็นการขยับใหญ่นับจากการเข้ามาบริหารของเธอในรอบ 2 ปี ต่อการตีโจทย์ใหม่จากแบรนด์อสังหาฯที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 3 ทศวรรษ ที่จะต้องเข้าไป ‘ทัชใจ’ ในฐานะแบรนด์ที่ภาคภูมิใจของผู้อยู่อาศัยนิว เจนเนอเรชั่น ที่เป็นกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ พร้อมวางเป้าไปสู่หมุดหมายนี้ให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดภายใน 3 ปีนับจากนี้ โดยสิ่งที่ ‘ดารณี’ วางมาสเตอร์แพลนไว้ให้กับ LPN ในยุคบริหารของเธอ ซึ่งจะครอบคลุมสูตรการตลาด ‘STP’ เริ่มตั้งแต่ เซ็กเมนต์ (Segment) ตลาดระดับกลางบวก ด้วยสินค้าโครงการอสังหาฯราคาเข้าถึงง่าย กลุ่มเป้าหมาย (Target) กลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่มีวิถีการใช้ชีวิตตามกระแสในยุคปัจจุบัน ที่ต้องการทั้งอยู่อาศัยทั้งในรูปแบบการเช่า, อยู่อาศัยจริง และการลงทุน ตำแหน่งทางการตลาด (Positioning) การวางตำแหน่ง LPN แบรนด์โครงการที่อยู่อาศัยในตลาดราคาที่เข้าถึงได้แต่เหนือระดับกว่า เรียกว่า ‘Affordable Plus’ และเมื่อ LPN เตรียมขยับแบรนด์เข้าหากำลังซื้อเจนฯ ใหม่ สิ่งแรกที่แบรนด์จะต้องทำคือ การใช้ภาพจำเดิมที่ให้ความรู้สึกความเป็นแท่งของอาคารโครงการคอนโดต่างๆของ LPN แต่มาใช้ประกอบเป็น ‘จุดแข็ง’ สะท้อนความมั่นคงแข็งแรงที่หมายถึงความคุ้มค่าระยะยาวโครงการฯ “ในช่วงภัยพิบัติแผ่นดินไหวในปี 2568 โครงการ LPN แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สะท้อนความเชื่อมั่นแบรนด์ให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างดี” ใช้ซับ-แบรนด์ เข้าหานิว เจนฯ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในยุคนี้ LPN เองก็ต้องปรับเกมใหม่ด้วยเช่นกัน ทั้งด้านการออกแบบโครงการ การเติมฟังก์ชั่นใหม่ๆ ใส่เข้าไป รวมถึงการใช้แบรนด์ย่อย (Sub-Brand) จากที่เปิดตัวไปก่อนหน้า ที่เป็นแบรนด์หลักใหม่ อย่าง ‘168’ เช่น 168 Avenue, 168 Park เน้นดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชันที่ยืดหยุ่น หรือ อย่างแบรนด์ใหม่ล่าสุด EARN by LPN เน้นจับกลุ่มกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ที่เปิดในพื้นที่อีอีซี (EEC) ไปก่อนหน้านี้ ส่วนแบรนด์เดิมที่ทำตลาดระดับพรีเมียม อาทิ ลุมพินี สวีท (Lumpini Suite) ลุมพินี สวีท (Lumpini Suite) ลุมพินี วิลล์ (Lumpini Ville) ลุมพินี วิลล์ (Lumpini Ville) ลุมพินี เพลส (Lumpini Place) ลุมพินี เพลส (Lumpini Place) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแบรนด์โครงการที่พักพักอาศัยแนวราบ บ้านลุมพินี และ ลุมพินี ทาวน์วิลล์ (Lumpini Townville) เป็นต้น “ซับแบรนด์ ภายใต้LPN จะเป็นตัวช่วยขยายธุรกิจท่ามกลางการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ทั้งระหว่างผู้พัฒนาโครงการ และ ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มองหาความต้องการสินค้าที่แตกต่างไปจากในอดีตด้วย” ‘ทำเล’ กำหนดจริตอยู่อาศัยกลุ่มเป้าหมาย ดารณี บอกว่า ในปี 2569 นี้ LPN ได้พัฒนางานออกแบบโครงการใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัย ‘LPN น่าอยู่’ โดยหยิบฟังก์ชันให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายในแต่ละทำเล ซึ่งดีไซน์ใหม่ของ LPN ที่จะต่างไปจากเดิม โดยในปี 2569 เตรียมเปิด 3 โครงการใหม่ คิดเป็นมูลค่ารวม 4,500 ล้านบาทประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม BAAN 365 เจษฎาราชพฤกษ์ มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม Low Rise บนทำเลถนนเพชรเกษม มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส2 ปีนี้ โครงการคอนโดมิเนียมแนวสูง (High Rise) พัฒนาภายใต้แนวคิดเวลบีอิ้ง (Well-being) บนทำเลย่านรามอินทรา มูลค่าโครงการกว่า 1,750 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส 3 ปีนี้ นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายเฟส 2 ของโครงการ วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา ในช่วงไตรมาส3 ปี2569 หลังจาก Sold out ในเฟสแรกแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา รายได้จากพอร์ตเช่า 2300 ยูนิต ‘ดารณี’ กล่าวต่อว่านอกจากเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 เพื่อเติมซัพพลายยูนิตเข้าไปในตลาดอสังหาฯแต่ละทำเลที่มีความต้องการแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทยังได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจ(BU) ใหม่ ‘ธุรกิจบริหารการเช่า’ ทำหน้าที่หลักบริหารจัดการพอร์ตสินค้าคงเหลือ (Inventory) ซึ่งกระจายอยู่ในแต่ละทำเลโครงการต่างๆ LPN ที่จะนำมาทำตลาดในรูปแบบพอร์ตโฟลิโอปล่อยเช่าจำนวน 2,300 ยูนิตซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) สูงเกือบ 100% และเป็นจุดแข็งที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่องค์กร การขยายฐานลูกค้า และเร่งระบายสินค้าคงเหลือ ผ่านช่องทางการขายที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังเพิ่มช่องทางสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ตัวแทนขาย และการทำตลาดภายใต้โมเดลระบบอินเวสเตอร์ โปรแกรมเพื่อการลงทุน (Investor Program) ด้วยการเสนอขายห้องชุดพร้อมผู้เช่า พร้อมให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนทันทีตั้งแต่วันโอน รองรับทั้งกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ที่มองหาการเช่าที่อยู่อาศัย พร้อมกัน โดยบียูใหม่นี้ วางเป้าหมายรายได้รวม 7,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13% ในปี 2569 ขยายธุรกิจเชื่อม 1.4 แสนครัวเรือน ดารณี กล่าวต่อว่า LPN ยังมองการสร้างรายได้จากธุรกิจบริการ/บริหารจัดการภายใต้ บริษัทในเครืออย่าง บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) โดยใช้จุดแข็งความได้เปรียบการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้บริการหลังการขายมาตลอด ครอบคลุมระบบวิศวกรรม การซ่อมแซมอาคาร ระบบรักษาความปลอดภัย และแม่บ้าน เป็นต้น สร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์ LPN ในฐานะธุรกิจอสังหาฯ ที่ครบวงจร ซึ่งต่อยอดเป็นรายได้ประจำของกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้ LPN ยังมองหาโอกาสใหม่ในการขยายธุรกิจ (Diversify) เพื่อเชื่อมโยงกับระบบนิเวศ (Ecosystem) แกนธุรกิจหลักที่อยู่อาศัยโครงการฯ มากว่า 36 ปี ที่ปัจจุบันมี 145 โครงการ หรือกว่า 140,000 ครอบครัว ครอบคลุมในทุกทำเล รวมมูลค่าโครงการกว่า 200,000 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน คุมหนี้เพิ่มสภาพคล่อง ดารณี กล่าวว่า LPN ยังเร่งเติมความเชื่อมั่นสถานะการเงิน ด้วยแผนบริหารแหล่งเงินทุนและกระแสเงินสด ควบคู่กับการลดภาระหนี้ให้ลดลง โดยตั้งแต่ปี 2566 บริษัทมีภาระหนี้เงินกู้อยู่ที่ 12,750 ล้านบาท และลดลงต่อเนื่องจนปี 2568 อยู่ที่ 9,900 ล้านบาท โดยปัจจุบัน บริษัทมี D/E ที่มีดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 0.86 เท่า และปี 2569 ตั้งเป้าหมายการลดภาระหนี้ให้ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท และรักษาระดับ IBD/E ให้ได้ต่ำกว่า 0.80 เพื่อบริหารสภาพคล่อง สามารถรองรับความเสี่ยง และยังมีศักยภาพในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัท พร้อมนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้จ่าย Dividend Yield เฉลี่ยราว 5-6% ต่อปี ให้กับผู้ถือหุ้นเ ซึ่งในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัทได้จ่ายคืนหุ้นกู้ครบกำหนดเต็มจำนวนไปแล้ว 682 ล้านบาท พร้อมแผนออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 และพร้อมในการชำระคืนหุ้นกู้ครบกำหนดอีกครั้ง ในปี 2570 นอกจากนี้ในช่วงก่อนหน้า LPN ได้ชี้อที่ดินเดิมจากผู้บริหารชุดก่อนเพื่อพัฒนาสินค้าในตลาดล่าง แต่จากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง-ความเข้มงวดปล่อยสินเชื่อทำให้คอนโดขายยาก ทำให้บริษัทหยุดซื้อที่ดินใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2567 พร้อมเร่งพัฒนาโครงการที่มีอยู่ ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงแปลงพระราม 3 ราว 3 ไร่ โดยวางแผนปีนี้ เตรียมกลับมาซื้อที่ดินอีกครั้ง แต่โฟกัสกลุ่มกำลังซื้อสูงในกรุงเทพฯ มากกว่าตลาดล่างแบบเดิม สำหรับปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายยอดขาย (Presale) ปี 2569 ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 10% จากปี 2568 ที่ทำได้ 7,200 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียมมูลค่า 5,500 ล้านบาท บ้านเดี่ยวมูลค่า 1,700 ล้านบาท นอกจากนี้ มีโครงการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในปี 2568 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,700 ล้านบาท ได้แก่ เอิร์น บาย แอล.พี.เอ็น. คอนโดมิเนียมใจกลางนิคมอมตะซิตี้ บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ประชาอุทิศ 90 ทาวน์โฮมหน้ากว้าง ซีรีส์ใหม่ ฟังก์ชันแบบบ้านเดี่ยว บ้านลุมพินี แก้วอินทร์ บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น ใกล้มอเตอร์เวย์ M81 นอกจากนี้ โดยวางเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ไว้ที่ 7,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13% ปัจจุบันบริษัทมียอดรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1,620 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 -2570 ส่วนรายได้รวม (Revenue) ของปี 2568 อยู่ที่ 6,730 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 4,060 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารจัดการงานเช่าและธุรกิจบริการ อยู่ที่ 2,670 ล้านบาท ปัจจัยลบเดิมท้าทายอสังหาฯ ดารณี ทิ้งท้ายว่า จากแนวทางดังกล่าว LPN วางให้เป็นปีแห่งการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่งที่สุด ผ่านโมเดลธุรกิจอื่น ๆ ที่สร้างรายได้เพิ่มนอกเหนือจากการขายสินค้าอย่างเดียว เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ในทุกสภาวะของตลาด จากภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ยังชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปี 2568 ซึ่งนับเป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจัยด้านภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่จำกัด รวมไปถึงผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ความตึงเครียดของเหตุการณ์ที่กระทบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน Key Takeaways โฟกัส คนรุ่นใหม่ (Gen-Focused) เป้าหมายหลักใน 3 ปีคือการเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่นึกถึง (Top of Mind) ผ่านสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาวะ (Well-being) ขยายธุรกิจหลากหลาย (Diversification) การไม่พึ่งพาเพียงยอดขายจากการโอน แต่ขยายสู่ธุรกิจบริการหลังการขายและบริหารเช่าเพื่อความยั่งยืน การฟื้นตัว (Resilience)ใช้ความเชื่อมั่นจากคุณภาพงานก่อสร้างกว่า 3 ทศวรรษ หลังผ่านพ้นภัยพิบัติ เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแบรนด์ ลอยัลตี คุมการเงิน (Financial Health) การลดหนี้และรักษาเงินสดในมือคือเกราะป้องกันในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนสูง
สงกรานต์ 30 ล.ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ ‘ยูดี ทาวน์’ หนุนอุดรฯ สร้างเศรษฐกิจเที่ยวอีสาน
ยูดี ทาวน์ มองกลยุทธ์มิกซ์-ยูส เต็มรูปแบบ ศึกษาโครงการที่อยู่อาศัยใน 5 ปี รับดีมานด์ท่องเที่ยวอุดรฯ ใช้ 30 ล้านจัดสงกรานต์แห่งภูมิภาค ดึงนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ 200,000 คนปั้นเมืองเศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ ขยายจากรีเทลสู่อีโคซิสเต็มรูปแบบ ยูดี ทาวน์ เดินเกม Mixed-use ครบวงจร ทั้งค้าปลีก โรงแรม และเตรียมพัฒนา ‘ที่อยู่อาศัย’ ตั้งเป้าเติม Ecosystem เมือง รองรับการเติบโตเศรษฐกิจอุดรฯ ในระยะ 5 ปี Event Economy เป็นตัวเร่งรายได้ ทุ่มงบ 30 ล้านบาท จัดสงกรานต์ คาดดึงคนกว่า 200,000 คน ปรับแพ็กเกจ-ราคา กระตุ้นรายได้อีเวนต์โต 50–80% อุดรฯ โตจากการท่องเที่ยวและซอฟต์เพาเวอร์ แรงหนุนจาก ‘ทะเลบัวแดง’ และแคมเปญ Amazing Thailand รวมถึงการท่องเที่ยวสายศรัทธา ดึงนักท่องเที่ยวไทย-ลาวต่อเนื่อง อภิชา วีรชาตยานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุดรพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้า ยูดี ทาวน์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มองโอกาสการขยายธุรกิจรูปแบบมิกซ์ยูส (Mixeduse) ครบวงจรทั้งค้าปลีก โรงแรม และ อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย โดยอย่างหลังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้หาดบรรยาเศรษฐกิจฟื้นตัวกำลังซื้อผู้บริโภคในภาพรวม “บริษัทฯ มีแผนทำอสังหาฯที่อยู่อาศัย จากที่ดินในมือยังมีอยู่ราว 2-3 ไร่ ในจังหวัดอุดรฯ เพื่อเติมความครบวงจรระบบนิเวศธุรกิจ ทึ่มีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม และที่อยู่อาศัย ซึ่งหากสถานการณ์เศรษฐกิจผ่อนคลายมากขึ้น อาจเห็นโครงการเรสซิเดนซ์ เกิดขึ้นภายใน5 ปีนี้” สำหรับแนวทาง ดังกล่าวเพื่อรองรับการขยายตัวเศรษฐกิจจังหวัดอุดรฯ ที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึัน หลังจากในปีนี้อุดรฯ เป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองรองที่ได้รับการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ’ทะเลบัวแดง‘ หลังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ได้ ‘ลิซ่า-ลิษา มโนบาล’ ศิลปืนระดับโลกร่วมเป็น Amazing Thailand Ambassador ปี2569 ทูตดารการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาจังหวัดอุดรฯ ยังเป็นเมืองท่องเทึ่ยวเชิงวัฒนธรรมศาสนา ด้วยมึนักท่องเทึ่ยวทั้งชาวไทยทและต่างชาติ ประเทศเพื่อนบ้าน (สปป.ลาว) นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในสานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ อาทิ วัดศิริสุทโธคำชะโนด เป็นต้น ‘ยูดี ทาวน์’ ฮับไลฟ์สไตล์อีสาน อภิชา กล่าวต่อว่าสำหรับธุรกิจศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ ( UD Town) เริ่มในปึ 2551 ปัจจุบันให้บริการ 18 ปี โดยบริษัทฯได้ทยอยปรับโฉมใหม่ อาทิ การวางผังพื้นทึ่ร้านค้าผู้เช่าในโครงการฯ การเพิ่มจำนวนร้านค้าแบรนด์ไลฟ์สไตล์ การจัดโซนใหม่ ’ตลาดเช้า‘ ภายในยูดี ทาวน์ “แผนดังกล่าวเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้เข้ามาใช้บริการคนท้องถิ่น และ นักท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตตั้งแต่เช้าถึงค่ำคืน ในฐานะยูดี ทาวน์ เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ของพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย” นอกจากนี้ ยูดี ทาวน์ ยังจัดกิจกรรม (Event) ประจำเทศกาลสำคัญตลอดทั้งปีต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 100 อีเวนต์ต่อปี อาทิ งานเคานต์ดาวน์ เทศกาลปีใหม่, วันเด็ก, วาเลนไทนส์ , สงกรานต์ , ฮาโลวีน และ งานคอนเสิร์ต ต่างๆ ดึงนิวเจนฯ ผ่านสงกรานต์ 2569 ล่าสุด บริษัทฯ ใช้งบลงทุนกว่า 30 ล้านบาทรับเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 จัดงาน UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026 ระหว่างวันที่ 13-16 เมษายน 2569 ณ ลานเดอะแลนด์ (The Land) ศูนย์การค้ายูดี ทาวน์ โดยปีนี้จัดในธีม ‘นีออน วอเตอร์ : เดอะ เพาเวอร์ ออฟ เดอะ โฟลว์’ สะท้อนพลังสายน้ำ ความสนุก ความสดใส และการไหลรวมของผู้คนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติ เดินทางร่วมกิจกรรมในช่วงสงกรานด์ สำหรับงาน UDON SONGKRAN FESTIVAL 2026 จัดขึ้นตลอด4 วัน 4 คืน พร้อมปรับรูปแบเข้าร่วมกิจกรรมตามความต้องการทั้งการมาเล่นน้ำ, ชมคอนเสิร์ต จากศิลปินชื่อดัง อาทิ ก้อง ห้วยไร่, Restrospect, อ๊อฟ ปองศักดิ์ , Tilly Birds, MAIYARAP รวมถึงศิลปินระดับสากล อย่าง SUN BxMC JASON, BUDDHA , SHOCKKO ฯลฯ โดยงานสงกรานต์ปีนี้ ยูดีทาวน์ ยังปรับกติกาและการเตรียมตัว สำหรับนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเทศกาล ‘UD TOWN SONGKRAN FESTIVAL 2026’ เข้าถึงได้หลายรูปแบบ ทั้งการมาเล่นน้ำ ชมคอนเสิร์ต หรือมาสนุกกับเพื่อนเป็นกลุ่มให้เลือกโซนได้ตามสไตล์ของตัวเอง “สงกรานต์ยูดีทาวน์ เป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ อีเวนต์จังหวัดอุดรฯ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่สายอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่ตั้งใจมาแสดงออกตัวตนในอีเวนต์นี้ ซึ่งอยากให้นักท่องเที่ยวเตรียมตัวมาให้พร้อม ทั้งการแต่งตัวที่เหมาะกับการเล่นน้ำ และการปฏิบัติตามกติกาของงาน เพื่อให้ทุกคนได้สนุกอย่างเต็มที่ ปลอดภัย และประทับใจกลับไป” โดยในปีนี้ยูดีทาวน์ ยังได้ปรับราคาแพ็คเกจเข้างาน แบ่งโซน ดังนี้ โซนคอนเสิร์ต บัตร 100 บาท และเข้าฟรีก่อน 18.00 น. โซนถังน้ำพร้อมเปียกสำหรับ 4 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 1,999 บาท/วัน โซนพื้นที่ยกระดับพร้อมทางเข้าส่วนตัวและห้องน้ำแยกพิเศษ โซนโต๊ะยืนสำหรับ 4 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 2,699 บาท/วัน โซนโต๊ะนั่งสำหรับ 6 ท่าน พร้อมเครื่องดื่ม ราคาเริ่มต้น 4,999 บาท/วัน จากการปรับรูปแบบแพ็คเกจในปีนี้ คาดมีผู้เข้าร่วมงานตลอดช่วงเทศกาลกว่า 200,000 คน แบ่งเป็นสัดส่วนหลัก นักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 85% และนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 15 % อภิชา ย้ำว่าในปีนี้จากแรงส่งจากการท่องเที่ยวของอุดรธานี และการรับรู้ของการจัดงานในวงกว้างดีขึ้น ทำให้มีโอกาสเห็นสัดส่วนผู้ร่วมงานจากต่างจังหวัดและต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางเข้ามาเพื่อมองหาประสบการณ์เทศกาลความสนุกในภาคอีสานโดยเฉพาะ ทั้งนี้ จากการปรับราคาแพ็คเกจโซนกิจกรรมลดลงคาดผลักดันการเติบโตรายได้ในกิจกรรมราว 50-80% จากปัจจุบัน ’ยูดี ทาวน์‘ มีผู้เข้ามาใช้บริการหมุนเวียนเฉลี่ย 10,000-15,000 คนต่อวัน และมีจำนวนผู้เช่าพื้นที่ค้าปลีกครอบคลุม 98% Key Takeaways เมืองรอง เป็นโอกาสใหม่ของอสังหาฯ ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ ประสบการณ์ (Experience) บวกกับ อีเวนต์ (Event) คือ ‘แม่เหล็ก’ สร้างทราฟฟิกและรายได้ มิกซ์-ยูส (Mixed-use) ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘เกมใหม่’ ของค้าปลีก
จับตาเศรษฐกิจโลกทาง 2 แพร่ง ‘BlackRock’ เตือนวิกฤตน้ำมันพุ่ง 150 ดอลลาร์
แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอ BlackRock ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลกบนความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง เผยราคาน้ำมันอาจดิ่งเหวหรือพุ่งทะลุเพดาน พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบหากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดกั้น จุดชี้ชะตาที่ช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก หากอิหร่านยังปิดกั้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลกอย่างมหาศาล ปัจจุบันการวางทุ่นระเบิดทำให้นักลงทุนกังวล และอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้นานหลายปี ทางเลือกใหม่กับผู้นำอิหร่านคนใหม่ การเปลี่ยนตัวผู้นำอิหร่านเป็น โมจตาบา คาเมเนอี กลายเป็นความหวังใหม่ในการเปิดประตูเจรจากับโลกตะวันตก หากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงและยกเลิกคว่ำบาตรได้ อุปทานน้ำมันจะกลับมาล้นตลาดและช่วยฉุดราคาน้ำมันลดลงสู่ 40 ดอลลาร์ ผลกระทบลูกโซ่จากน้ำมันสู่เกษตรกรรม วิกฤตพลังงานไม่ได้กระทบแค่การขนส่ง แต่จะลามไปถึงราคาสินค้าเกษตรเนื่องจากปุ๋ยผลิตจากก๊าซธรรมชาติ หากราคาพลังงานยืนระยะสูงเกินไป จะเกิดเงินเฟ้อรุนแรง กำลังซื้อหดหาย และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง BlackRock Inc. บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับทางแพร่งสำคัญ โดยผลลัพธ์ของความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะนำไปสู่ปลายทางที่แตกต่างกันสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นภาวะเฟื่องฟูหรือการถดถอยครั้งรุนแรง น้ำมัน ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก ฟิงก์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ราคาน้ำมันโลกในอีก 1 ปีข้างหน้ามีความเป็นไปได้ใน 2 ทิศทางที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง “ผมสามารถมองเห็นภาพที่น้ำมันอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ขณะเดียวกันก็อาจพุ่งสูงเกิน 150 ดอลลาร์ได้เช่นกัน เราอยู่ต่อหน้าสองทางสุดขั้ว และคงไม่มีทางสายกลาง” จุดชนวนของความไม่แน่นอนนี้ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านประกาศอ้างสิทธิ์ควบคุม โดยปัจจุบันมีการวางทุ่นระเบิดในเส้นทางน้ำสายนี้ ทำให้เรือสินค้าส่วนใหญ่ไม่กล้าผ่าน ทั้งที่โดยปกติช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของอุปทานน้ำมันโลก แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอ BlackRock I ขอขอบคุณรูปจากวิกิพีเดีย เศรษฐกิจโลกบนทาง 2 แพร่ง แพร่งที่ 1 อิหร่านกลับเข้าสู่เวทีโลก : หากสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านได้ น้ำมันจากอิหร่านจะทะลักสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้นฉับพลัน ราคาน้ำมันอาจร่วงลงสู่ระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง และเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ฟิงก์มองว่านี่คือ “สถานการณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และการเติบโต” แพร่งที่ 2 ขัดแย้งยืดเยื้อ ในทางตรงข้าม หากอิหร่านยังคงปิดกั้นเส้นทางการค้าและเลือกเผชิญหน้ากับนานาชาติต่อไป ฟิงก์เตือนว่าโลกอาจเผชิญกับราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ และอาจสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่อาจยาวนานหลายปี “มันจะกระทบต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อจะเร่งตัว กำลังซื้อจะหดหาย แม้กระทั่งราคาสินค้าเกษตรก็จะปั่นป่วน เพราะปุ๋ยเป็นผลพลอยได้จากก๊าซธรรมชาติ สุดท้ายเราจะเจอภาวะถดถอยทั่วโลก” ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เมื่ออายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนเดิมถูกสังหาร โดยต่อมาอิหร่านได้แต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชาย ขึ้นผู้นำประเทศแทน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าหากผู้นำคนใหม่มีแนวโน้มเปิดรับการเจรจากับตะวันตกมากกว่า อาจเป็นหนทางนำไปสู่การยุติความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้สัญญาณเชิงบวกหยุดโจมตีชั่วคราว 10 วัน แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าสถานการณ์คลี่คลายลงอย่างเป็นรูปธรรม แม้บรรยากาศในแวดวงการเงินยังคงมองบวกพอสมควร โดยเจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase ยังระบุว่า “ค่อนข้างมีความหวัง” กับผลลัพธ์ระยะยาวของวิกฤตครั้งนี้ แต่ฟิงก์ย้ำว่าไม่มีใครสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างแน่ชัดในเวลานี้ “ทุกคนต้องยอมรับว่าจะไม่มีทางออกตรงกลาง” ฟิงก์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเน้นว่าทิศทางของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ และผลลัพธ์ของสงครามหรือการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น” ที่มา Alternate-X สรุปให้ แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอ BlackRock เตือนเศรษฐกิจโลกถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมี “ราคาน้ำมัน” เป็นตัวแปรหลักที่อาจสวิงได้ตั้งแต่ 40 ไปจนถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเจรจากับอิหร่านสำเร็จโลกจะเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู แต่หากขัดแย้งยืดเยื้ออาจเกิดภาวะถดถอยรุนแรงทั่วโลก สถานการณ์ขึ้นอยู่กับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและท่าทีของผู้นำใหม่ของอิหร่านต่อชาติตะวันตก ฟิงก์ย้ำว่าภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจมากกว่าเพียงแค่นโยบายการเงินในขณะนี้
บ้านต้องทำเงินได้ ‘ลลิล’ จับดีมานด์คนรุ่นใหม่ ปั้นฟังก์ชันยืดหยุ่นสู้ต้นทุนโลก
ลลิลฯ ทำบ้านฟังก์ชั่นยืดหยุ่น ตอบโจทย์เรียลดีมานด์รุ่นใหม่ใช้บ้านทำเงินนอกเวลา เปิดโครงฯใหม่ ลลิล บางนา-เทพารักษ์ 2 ราคา2-8 ล้านบาท ยังใช้ทุนเดิมก่อนตามติดตะวันออกลางใกล้ชิด กระทบต้นทุนก่อสร้างทำราคาบ้านพุ่ง ดีมานด์จริงหนุนตลาดกลาง กำลังซื้อผู้อยู่อาศัยจริงยังมีต่อเนื่องในช่วงราคา 2–8 ล้านบาท สะท้อนช่องว่าง Supply ในทำเลบางนา-เทพารักษ์ที่ยังไม่เต็ม ฟังก์ชันบ้านเปลี่ยนตามพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ ออกแบบพื้นที่ยืดหยุ่น รองรับการทำงาน-หารายได้จากบ้าน เชื่อมเทรนด์การอยู่อาศัย ทำงานที่บ้าน สร้างรายได้เสริม และดูแลสุขภาพ บริหารต้นทุนท่ามกลางความเสี่ยงโลก ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า ลดผลกระทบต้นทุนผันผวน จับตาน้ำมัน-ตะวันออกกลาง ที่อาจดันราคาบ้านในอนาคต ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘LALIN’ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ พัฒนาโครงการ ‘ลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา–เทพารักษ์(2)’ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1,200 ล้านบาท ขนาด 34 ไร่ จำนวนทั้งสิ้น 305 ยูนิต ตั้งบนทำเลย่านบางนา-เทพารักษ์ โดยโครงการฯ พัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Prestige Living’ ด้วยดีไซน์สไตล์ฝรั่งเศส (French Colonial) ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว (Single Detached) จำนวน 42 ยูนิต บ้านแฝด (Semi Detached) จำนวน 42 ยูนิต ทาวน์โฮม (Townhome) จำนวน 221 ยูนิต โครงการฯ ตั้งอยู่บนทำเลย่านบางนา-เทพารักษ์ ห่างจากโครงการก่อนหน้า (ลลิล ทาวร์ ไลโอ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์) ราว 300-400 เมตร ที่พัฒนาไปก่อนหน้านี้ c\tทำให้บริษัทฯ มีข้อมูลเชิงลึกทั้งด้านศักยภาพพื้นที่ และพฤติกรรมกำลังซื้ออสังหาฯในย่านนี้ ครอบคลุมรัศมีตั้งแต่ บางนากิโลเมตรที่1 ไปจนถึงสุวรรณภูมิ ขณะที่ กลุ่มเป้าหมายโครงการฯจะเป็นกำลังซื้อผู้อยู่อาศัยจริง จากผลสำรวจของบริษัทฯ พบว่าตลาดในทำเลนี้ยังมีความต้องการสินค้าบ้านทั้งรูปแบบและระดับราคาตั้งแต่2 ล้านกว่าบาทถึงหลัก 8 ล้านบาท แต่ในทำเลนี้ยังขาดสินค้าในตลาด (Supply) สะท้อนจากกลุ่มทาวน์โฮม มียอดจองแล้ว 30 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของโครงการฯ และยังไม่พบอัตราการปฏิเสธสินชื่อ (Rejection Rate) จากสถาบันการเงินของลูกค้าลลิลในโครงการฯนี้ นอกจากราคาบ้านที่เหมาะกับกำลังซื้อจริงผู้บริโภคในย่านนี้แล้ว ลลิลยังพัฒนาแบบบ้าน ดีไซน์ โดยเน้นฟังก์ชั่นยืดหยุ่นเพื่อรองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของทุกเจนเนอเรชั่น รวมถึงนำกระแส (Trend) การดูแลสุขภาพ (Well Being) ซึ่งเป็นเทรนด์ร่วมสมัย ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ นำมาร่วมออกแบบพื้นที่ในโครงการฯด้วย “โดยเฉพาะพื้นที่อเนกประสงค์เพื่อรองรับการปรับปรุงให้ใช้สอยพื้นที่อื่นๆภายในบ้านตามอินไซต์คนรุ่นใหม่ที่มักทำอาชีพเสริมงานออนไลน์ อย่างไลฟ์ขายของ นอกเหนืองานประจำ” ขณะที่การแข่งขันอสังหาฯ ในกลุ่มนี้ โดยในภาพรวมยังแข่งขันที่ทำเล แบบบ้าน และ ความคุ้มค่า ที่ลูกค้าจะนำมาเปรียบเทียบแต่ละโครงการ ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดตัดสินใจของบริษัทฯต่อการพัฒนาโครงการฯ บนทำเลนี้ ที่ปัจจุบันราคาที่ดินเฉลี่ยราว 4.5 หมื่นบาทต่อตารางวา ล็อคราคาวัสดุตรึงราคาเดิมบ้าน ชูรัชฏ์ กล่าวถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ในตะวันออกกลาง ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่อง จากราคาน้ำมันทึ่ปรับสูงขึ้นกระทบต้นทุนการขนส่งสินค้าต่างๆ ซึ่งมีผลต่อตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะต้นทุนก่อสร้างที่อาจปรับเพิ่มขึ้นและส่งผลถึงราคาสินค้าที่อยู่อาศัยในปลายทาง “ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทล็อกราคาวัสดุบางรายการอย่างเหล็กไว้ก่อนหน้า ทำให้ยังสามารถคงต้นทุนเดิมในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ไว้ได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นปลายทางสถานการณ์จะสิ้นสุดอย่างไร ซึ่งหากคลี่คลายเร็วบริษัทฯ จะยังสู้ได้” Key Takeaways บ้านยุคใหม่ ‘อยู่อาศัย มีฟังกชั่นพื้นที่ยืดหยุ่น ในพื้นที่เดียว ตลาดเรียลดีมานด์ยังแข็งในเซกเมนต์ 2–8 ล้านบาท ต้นทุนก่อสร้างคือความเสี่ยงใหม่ที่อาจดันราคาบ้านขึ้น
บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ ให้กดเงินสดไม่มีค่าธรรมเนียม ผ่อนสินค้าผ่าน VISA
กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ รุกตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดตัว ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ โฉมใหม่ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการชำระเงินที่อัปความสามารถไปอีกขั้น เพิ่มความสะดวก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายยุคใหม่ รองรับทุกเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ด้วยบริการหลากหลายในบัตรเดียว ทั้งกดเงินทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอป UCHOOSE หรือผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสดล่วงหน้า 3% และบริการผ่อนยาว 0% ที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ดังมากกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศ และบริการใหม่ จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ มั่นใจกับระบบ VISA 3D Secure เพิ่มความปลอดภัยกับทุกการใช้จ่ายออนไลน์ ตั้งเป้าภายในปี 2569 จำนวนบัญชีลูกค้าใหม่ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า “กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ นับเป็นหนึ่งในหน่วยธุรกิจหลักของเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ด้วยรากฐานและความเชี่ยวชาญในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ยาวนานกว่า 32 ปี จากจุดเริ่มต้นที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเงินสดผ่อนชำระ พัฒนามาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย โดยมีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านบัญชี เรามุ่งมั่นจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ‘บัตรกดเงินสด เฟิร์สช้อยส์’ โฉมใหม่ นี้นับเป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำถึงจุดยืนของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ที่จะสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเรามายาวนาน พร้อมพัฒนานวัตกรรมการชำระเงินใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดย ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ โฉมใหม่นี้ นอกจากบริการหลากหลายในบัตรเดียว ทั้งกดเงินทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอป UCHOOSE หรือกดผ่านตู้ ATM โดยไม่มีค่าธรรมเนียมกดเงินสดล่วงหน้า 3% รองรับทุกค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ และบริการผ่อนยาว 0% ที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ดังมากกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศ บริษัทยังได้ร่วมมือกับ VISA เพิ่มบริการใหม่ จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนสินค้าออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เพิ่มความปลอดภัยกับทุกการใช้จ่ายออนไลน์ กับระบบ VISA 3D Secure สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าในยุค Cashless และเทรนด์การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง” นายอธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า “บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ใหม่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้า เราพบว่ามีหลายสถานการณ์ที่ผู้คนจำเป็นต้องใช้เงินเร่งด่วน สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่เพียงวงเงินสินเชื่อแต่คือความมั่นใจว่าจะเข้าถึงเงินสดได้ทันทีที่ต้องการใช้เงิน ขณะเดียวกันก็ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการใช้จ่ายออนไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก การเพิ่ม 2 บริการใหม่ จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ นับเป็นนวัตกรรมการชำระเงินรูปแบบใหม่สำหรับบัตรกดเงินสดซึ่งน่าจะตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี โดยจากการทดสอบตลาดในช่วงแรก กลุ่มลูกค้าเดิมของบัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ได้ทยอยรับบัตรใหม่แล้วตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่า ลูกค้าให้ความสนใจใช้บริการใหม่ โดยมีการทำรายการเพิ่มขึ้นกว่า 180,000 รายการ หรือคิดเป็นยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาท นอกจากนี้ ด้วยบริการใหม่นี้จะช่วยให้บริษัทสามารถทำความเข้าใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทำให้สามารถสร้างสรรค์สิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่ตรงใจลูกค้าได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต” “เพื่อสร้างความรับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับบัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ใหม่ กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ยังได้ออกแคมเปญสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด ‘ทุกรายจ่ายที่คาดไม่ถึง จบด้วยบัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ #จบทุกรายจ่ายที่คาดไม่ถึง เพื่อสื่อสารว่าเหตุผลในการใช้เงินของคนเรา หลายครั้งมักเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว โดยเล่าผ่านไอเดีย “ยักษ์” ที่ทำให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดกับชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่แน่นอนของรายได้ ที่มักจะเข้ามาในวันที่เงินคุณไม่พร้อม หรือแม้กระทั่งอุบัติเหตุฉุกเฉินที่เข้ามาในชีวิตแบบที่ใครก็คาดไม่ถึง แต่เมื่อมี ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ ติดตัวก็เปรียบเสมือนมีแผนสำรองของชีวิตที่ช่วยให้สามารถรับมือทุกรายจ่ายที่คาดไม่ถึง โดยสามารถรับชมคลิปโฆษณาผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ได้ที่ เว็บไซต์–เฟซบุ๊ก–อินสตาแกรม– ยูทูป–X–TikTok ทั้งนี้ คาดว่าด้วยสิทธิประโยชน์ที่โดดเด่นของ ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ ใหม่นี้ รวมถึงแคมเปญสื่อสารการตลาดดังกล่าว จะช่วยสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจของเรา โดยตั้งเป้าภายในปี 2569 จำนวนบัญชีลูกค้าใหม่ของทุกผลิตภัณฑ์ของกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 200,000 บัญชี เติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา” นายอธิป กล่าวสรุป บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์โฉมใหม่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมการชำระเงินที่อัปความสามารถไปอีกขั้น เพิ่มความสะดวก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายยุคใหม่ รองรับทุกรายจ่ายที่คาดไม่ถึงด้วยบริการหลากหลายในบัตรเดียว ทั้งกดเงินทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอป UCHOOSE หรือผ่านตู้ ATM และบริการผ่อนยาว 0% ที่ร้านค้าพันธมิตรแบรนด์ดังมากกว่า 20,000 ร้านทั่วประเทศ และบริการใหม่ จ่ายผ่อนได้ทุกที่ที่มีสัญลักษณ์ VISA ผ่านวงเงินสินเชื่อ และผ่อนออนไลน์ได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ มั่นใจกับระบบ VISA 3D Secure เพิ่มความปลอดภัยกับทุกการใช้จ่ายออนไลน์ สมัครง่ายผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE หรือผ่านเว็บไซต์ First Choice หรือยื่นเอกสาร อนุมัติ รับบัตรทันใจที่สาขาเฟิร์สช้อยส์ทั่วประเทศ รู้ผลอนุมัติ ได้ไวใน 30 นาที พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สมัคร ‘บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์’ ใหม่ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 – 30 มิถุนายน 2569 เมื่อสมัครบัตรฯ และผ่านการอนุมัติ รับสิทธิ์เบิกถอนเงินสด ไม่มีดอกเบี้ย 0% นานสูงสุดถึง 45 วัน และรับของสมนาคุณมูลค่าสูงสุด 4,590 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ข้อมูลเพิ่มเติม www.firstchoice.co.th/promotion/acquisition-online ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนบุคคล : กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 3% – 25% ต่อปี
คนไทยลดติดแกลม เน้นสภาพคล่อง กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ส่งฟีเจอร์ 0% ผ่อนทอง
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชี้เทรนด์ผู้บริโภคไทยเน้นสภาพคล่องมาก่อนลดฟุ่มเฟือย ใช้บัตรเครดิตเแบ่งชำระสินค้าแทนรูดเต็ม เปิดช่อง UChoose ทำฟีเจอร์ใหม่ ‘0% OUTLET’ ผ่อนสินค้า 3 พันรายการ ส่วนผลประกอบการปี68 ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 396,000 ล้านบาท ผู้บริโภคเน้นสภาพคล่องมากขึ้น คนไทยลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หันเลือกสินค้า ‘คุ้มค่า-จำเป็น’ นิยมผ่อนชำระแทนรูดเต็ม เพื่อบริหารเงินสดในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน เปิดฟีเจอร์ ‘0% OUTLET’ กระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มทางเลือกผ่อน 0% ครอบคลุมกว่า 3,000 รายการ รวมถึง ‘ทองคำ’ ตอบโจทย์ทั้งความต้องการซื้อและการกระจายภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว โครงสร้างการใช้จ่ายเปลี่ยนชัดเจน ฟาสต์ฟู้ดโต 9% สวนทางไฟน์ไดนิ่งและสินค้า Luxury ที่ชะลอตัว สะท้อนพฤติกรรม “ประหยัดแต่ยังใช้” และเลือกความคุ้มค่าเป็นหลัก อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส เปิดเผยว่า แนวโน้มพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2568 ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย แสวงหา ‘ความคุ้มค่า ตอบโจทย์ และสะดวก’ ขณะเดียวกัน ยังชะลอการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยและมองหาความคุ้มค่า หลังพบยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ลดลง ขณะที่ความนิยมในหมวดร้านอาหารจานด่วน เช่น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด (Fast Food) เติบโต9% โดยยอดใช้จ่ายในหมวดสินค้าแบรนด์หรูหรา (Luxury Fashion) ลดลง แต่ยอดใช้จ่ายในหมวดสินค้าแฟชั่นกระแส (Fast Fashion) ยังอยู่ในระดับทรงตัว เช่นเดียวกับหมวดสุขภาพที่ยอดใช้จ่ายในโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ลดลงแต่โรงพยาบาลรัฐบาลยอดใช้จ่ายเติบโตขึ้น 7% “แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการใช้จ่ายและความต้องการทางเลือกชำระเงินที่คุ้มค่า” สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา ผลประกอบการของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ระดับ 1.2% สำหรับบัตรเครดิต และ 2.3% ขณะที่ สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อผ่อนชำระนับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจอันเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพสะท้อนคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลของสายงานยุทธศาสตร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกของกรุงศรีคอนซูมเมอร์ วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและบัตรสินเชื่อในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ในปี 2568 พบว่าท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคมองหาทางเลือกในการใช้จ่ายที่ “คุ้มค่า ตอบโจทย์ความต้องการครบ และใช้จ่ายสะดวก” เน้นแบ่งชำระแทนรูดเต็มจำนวน ทั้งนี้ ยังพบว่ายอดการใช้จ่ายด้วยแผนผ่อนชำระสินค้าเติบโตต่อเนื่อง โดยผู้ถือบัตรเครดิตและสินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระเลือกชำระแบบแบ่งจ่ายมากกว่ารูดเต็มจำนวน สะท้อนพฤติกรรมระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภคจึงเลือกบริหารสภาพคล่องทางการเงินด้วยการผ่อนชำระระยะยาวแทนการจ่ายเป็นเงินก้อนในคราวเดียว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดตัว ‘0% OUTLET’ ฟีเจอร์ใหม่ในแอปพลิเคชัน UCHOOSE เสนอแผนผ่อนชำระ 0% ทุกชิ้น ทุกหมวดสินค้ากว่า 3,000 รายการ จากพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำ มอบความสะดวกในการจับจ่ายสินค้าและการบริหารการใช้จ่าย โดยมีหมวดสินค้าหลากหลายให้เลือก อาทิ ทองคำและเครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือและสินค้าไอที เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ แพ็กเกจท่องเที่ยว สินค้าและบริการเกี่ยวกับรถยนต์ สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ฯลฯ ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิต สามารถคลิกช้อปปิงและเลือกทำรายการผ่อนได้ง่ายทันใจ ทุกที่ ทุกเวลา รองรับทุกความต้องการของผู้บริโภคในแอปเดียว โดยในช่วงเปิดตัวฟีเจอร์ ‘0% OUTLET’ ในแอปพลิเคชัน UCHOOSE โดยสมาชิกบัตรฯ สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิงได้อย่างสะดวกและปลอดภัยบนแอปพลิเคชัน UCHOOSE ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 – 30 กันยายน 2569 ผ่อนซื้อสินค้าผ่านฟีเจอร์ ’0% OUTLET’ รับสิทธิ์ผ่อนสินค้า 0% ทุกชิ้น พร้อมรับคุ้มอีก 3 ต่อ ต่อที่ 1 ผ่อนสินค้าชิ้นแรก รับส่วนลดทันที 33% จากยอดผ่อนชำระ สูงสุดไม่เกิน 500 บาท/เซลส์สลิป เพียงกรอกโค้ด “First” ที่ช่องคูปองในหน้าสรุปการผ่อนชำระ ต่อที่ 2 ทำรายการผ่อนระหว่าง 1 เมษายน 2569-30 พฤษภาคม 2569 รับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 1,000 บาท เมื่อผ่อนชำระสินค้าผ่านบัตรฯ ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป พิเศษ! ร่วมรับเครดิตเงินคืนสำหรับโปรโมชันผ่อนชำระจากช่องทางปกติ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) ข้อมูลเพิ่มเติม krungsriconsumer.com/0-percent-outlet สำหรับ ผลประกอบการปี 2568 กรุงศรี คอนซูมเมอร์ มีอัตราการเติบโตได้ดีกว่าตลาด โดยมียอดบัญชีลูกค้าใหม่ 574,000 บัญชี, ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร396,000 ล้านบาท, ยอดสินเชื่อใหม่ 94,000 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 143,000ล้านบาท Key Takeaways คนไทย ‘ใช้จ่ายแบบระวัง’ มากขึ้น เน้นผ่อนแทนจ่ายก้อน ฟีเจอร์ 0% OUTLET เป็นเครื่องมือดึงกำลังซื้อในยุคเงินตึง โครงสร้างตลาดเปลี่ยนจากลักซูรี (Luxury) ไปสู่เน้นความคุ้มค่า (Value-driven) ชัดเจน
‘อะมิตี้’ ระดมทุน 100 ล.USD รอบ Series D ด้าน GenAI สูงสุดในอาเซียน
อะมิตี้ (Amity) เทคคอมพานีด้าน AI ที่ก่อตั้งในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D มูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการระดมทุนด้าน GenAI ครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การระดมทุนรอบนี้ได้รับความเชื่อมั่นจาก EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital เป็นผู้นำการลงทุน ร่วมด้วย Asia Partners และ SMDV พร้อมทั้งนักลงทุนรายเดิมและรายใหม่ อาทิ CMLIM Capital เงินทุนในครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ของอะมิตี้ เร่งขยายการเติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้ศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) ของอะมิตี้ที่สิงคโปร์ ควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพด้านการทำตลาดในระดับภูมิภาค (Go-to-market) และเดินหน้าการเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ในปี 2569 พร้อมวางเป้าหมายนำอะมิตี้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2570 อะมิตี้ขับเคลื่อนการเติบโตด้วยกลยุทธ์ ‘3Bs – Build, Buy, Bridge’ ได้แก่ Build – การพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ผ่าน ARAC, Buy – การขยายธุรกิจผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป และ Bridge – การผสานและบูรณาการศักยภาพของบริษัทในเครือเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งต่อยอดโซลูชัน AI สำหรับองค์กรสู่การนำไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้าน AI ระดับภูมิภาคที่กำลังเติบโตสู่เวทีโลก นายกรวัฒน์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง อะมิตี้ กล่าวว่า “อะมิตี้ เป็นกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ที่ก่อตั้งในประเทศไทย โดยมีศูนย์วิจัยและปฏิบัติการด้าน AI (ARAC) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในปีที่ผ่านมา รายได้ประมาณการรายปี (Annualized Revenue) ของกลุ่มบริษัทแตะระดับ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2565 และกว่า 75% ของ EBITDA ในปี 2568 มาจากหน่วยธุรกิจของอะมิตี้ในยุโรป สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระดับสากลได้อย่างชัดเจน” นายกรวัฒน์ กล่าวต่อว่า “เราเชื่อมั่นว่า ‘Vertical AI’ ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะอุตสาหกรรม คือโมเดลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจนและวัดผลได้จริงสำหรับลูกค้า ขณะเดียวกัน ‘Agentic AI’ จะพัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือช่วยวิเคราะห์หรือสรุปข้อมูล แต่จะเป็นระบบอัจฉริยะที่สามารถลงมือปฏิบัติงานและขับเคลื่อนกระบวนการทางธุรกิจได้จริง และท่ามกลางบริบทดังกล่าว อะมิตี้ ได้ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series D ด้วยมูลค่ารวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งการพัฒนา Vertical AI และ Agentic AI อย่างเต็มรูปแบบ ตอกย้ำศักยภาพในฐานะเทคคอมพานีสัญชาติไทยที่พร้อมแข่งขันในระดับโลก ในปีหน้าเราจะมุ่งขยายและพัฒนาศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ด AI หรือ ARAC ของเรา ควบคู่กับการเร่งขยายตัวในสองภูมิภาคหลัก ได้แก่ ยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” นายเคง เถ็ก ก๋วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อะมิตี้ กล่าวว่า “การระดมทุน Series D ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทเทคสตาร์ทอัปไปสู่ช่วง Growth & Scale อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นเงินทุนสำคัญเพื่อรองรับการขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ รวมถึงศูนย์ ARAC ที่สิงคโปร์ที่มีขีดความสามารถระดับแนวหน้า ตลอดจนการเข้าซื้อกิจการและแผนสร้างการเติบโตอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเป็นบริษัทเทคโนโลยีเพื่อลูกค้าองค์กรระดับโลกที่มีรากฐานจากประเทศไทย เราจะจัดสรรเงินลงทุนด้วยความมีวินัยและโปร่งใส โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่สร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจที่ชัดเจน ตลอดจนรายได้ที่ยั่งยืน และความได้เปรียบทางเทคโนโลยี พร้อมกับกับการดึงดูดบุคลากรระดับโลก เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน” นายทัชพล ไกรสิงขร ประธานศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ด้าน AI กรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งอะมิตี้ กล่าวว่า “เงินทุนที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปลงทุนในศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI หรือ ARAC เพื่อพัฒนา Vertical AI ที่เข้าใจบริบทและตอบโจทย์เฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและโทรคมนาคมเป็นสำคัญ พร้อมกันนี้ ยังจะเร่งการพัฒนา “Agentic AI” หรือเอเจนต์อัจฉริยะที่ทำงานแบบอัตโนมัติ ตลอดกระบวนการทางธุรกิจโดยพัฒนาให้ครอบคลุมทั้งอีโคซิสเทมของเรา ได้แก่ อะมิตี้ แอคเซนทิกซ์ (Amity Accentix) ผู้ให้บริการโซลูชันด้าน Voice AI, โทลล์ริง (Tollring) ผู้ให้บริการระบบวิเคราะห์การสื่อสาร, อะมิตี้ โซลูชั่นส์ (Amity Solutions) ผู้ให้บริการโซลูชัน Agentic AI, เอ้ก ดิจิทัล (EGG Digital) ผู้ให้บริการระบบวิเคราะด้านค้าปลีกและการตลาด, และอะมิตี้-นอร์ดสตาร์ (Amity-Nordstar) ผู้ให้บริการด้าน Unified Communications แนวทางดังกล่าวสะท้อนจุดแข็งด้าน AI ของอะมิตี้ที่เชื่อมโยงและทำงานร่วมกันเป็น Integrated Ecosystem โดยผสานเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองเข้ากับการใช้งานจริงได้อย่างครบวงจร ภายใต้แนวทาง “จากงานวิจัยสู่การสร้างรายได้ (Research-to-Revenue)” ซึ่งเข้ามาช่วยปลดล็อกความท้าทายในด่านสุดท้ายของการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้จริง (Last-Mile Adoption) ในระดับองค์กร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้หลายโครงการ AI ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืน” นาย เยิง เจีย ลี (Yeung Chia Li) Senior Partner บริษัท EDBI บริษัทการลงทุนภายใต้ SG Growth Capital กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับอะมิตี้ในการเดินหน้าจัดตั้งศูนย์วิจัย ARAC ในสิงคโปร์และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป การขยายการดำเนินงานของอะมิตี้ในสิงคโปร์ ทั้งด้านการวิจัย AI การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเตรียมความพร้อมในการเปิดตลาดใหม่ จะช่วยเสริมศักยภาพในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าองค์กรทั่วโลก และวางบทบาทสำคัญของกลุ่มอะมิตี้ในการผลักดันการนำ AI ไปใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรมยิ่งขึ้น เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ร่วมสนับสนุนอะมิตี้ในการขยายการดำเนินงานและเพิ่มขีดความสามารถเหล่านี้ในสิงคโปร์ และร่วมยกระดับอีโคซิมเทมด้าน AIโดยรวม” นายวรพล ศุภานุสนธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และพาร์ทเนอร์ บริษัท Asia Partners บริษัทไพรเวทอิควิตี้จากสิงคโปร์ที่เน้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีระยะเติบโต กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับคุณกรวัฒน์และอะมิตี้ ในการขยายแพลตฟอร์ม AI ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นอย่างแท้จริงออกสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป จากผลการดำเนินงานของอะมิตี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นถึงความแข็งแกร่งของอีโคซิสเทมทางธุรกิจและศักยภาพด้าน AI โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโซลูชัน AI ที่ประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างกว้างขวางในหลากหลายอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ ‘Build, Buy, Bridge’ ของอะมิตี้ที่ผสานการวิจัยและพัฒนาภายในองค์กรเข้ากับการควบรวมกิจการอย่างมีวินัยเพื่อยกระดับธุรกิจซอฟต์แวร์ที่เข้าซื้อมาให้เป็นแพลตฟอร์ม AI ถือเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการคว้าโอกาสจากตลาด AI สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในภูมิภาค เรายินดีที่จะได้สนับสนุนการเติบโตในช่วงต่อไปของอะมิตี้ เพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัท AI ชั้นนำที่มีรากฐานจากประเทศไทย” SMDV บริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) จากอินโดนีเซีย ระบุว่า “อะมิตี้ได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่ง โดยผสานศักยภาพด้านซอฟต์แวร์ระดับองค์กรเข้ากับกลยุทธ์ที่ชัดเจนในด้าน Vertical AI และ Agentic AI โดยบริษัทมีความพร้อมในการขยายเทคโนโลยีและระบบนิเวศไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป SMDV พร้อมสนับสนุนอะมิตี้ในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะถัดไป” “ความสำเร็จจากการระดมทุนในครั้งนี้ทำให้ยอดเงินระดมทุนรวมของอะมิตี้เพิ่มขึ้นเป็น 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เคยประกาศไว้ในช่วงปลายปี 2567 และด้วยรายได้ประมาณการรายปี (Run-rate Revenue) ของกลุ่มบริษัทที่สูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนทีมงานระดับโลกที่กระจายอยู่ใน 4 ทวีป ทำให้เรามีศักยภาพและทรัพยากรพร้อมในการขับเคลื่อนกลยุทธ์สามเสาหลักนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอะมิตี้จะเดินหน้าซื้อกิจการบริษัทซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ พร้อมเร่งพัฒนาและต่อยอด Vertical AI ให้สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ในตลาดโลก เราเชื่อว่าอะมิตี้จะสามารถก้าวเป็น AI Champion ของไทยและภูมิภาค โดยปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ามีรายได้ต่อปี 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเตรียมความพร้อมสำหรับการนำอะมิตี้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในปี 2570 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่อันยิ่งใหญ่ของกลุ่มบริษัท อะมิตี้ ในอนาคต” นายกรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
‘CPN’เปลี่ยนหัวแถว’วัลยา’ส่งไม้ต่อ’ชนวัฒน์’สร้างเมืองยั่งยืนเวลบีอิ้ง 750 ไร่รังสิต
เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปลี่ยนผ่านซีอีโอจากนายหญิง ‘วัลยา’ สู่ ‘ชนวัฒน์’ เคลื่อนองค์กรสู่อนาคตใหม่ๆ กับแผน 5 ปีลงทุน1.1 แสนล. นำร่องโครงการขนาดใหญ่ สร้างเมืองแนวคิดชุมชนยั่งยืนเวลบีอิ้ง 750 ไร่ ย่านรังสิต การเปลี่ยนผ่านผู้นำองค์กร ‘วัลยา จิราธิวัฒน์’ ส่งไม้ต่อให้ ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ยุคใหม่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ เซ็นทรัลพัฒนา หลังดำเนินธุรกิจมากว่า 45 ปี แผนลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้านบาท บริษัทเตรียมพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสและเมกะโปรเจกต์ทั่วประเทศ ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่ (Future-Led Ecosystem) และขยายโครงการเพิ่มต่อเนื่อง เมืองเวลบีอิ้ง 750 ไร่ย่านรังสิต โปรเจกต์ใหญ่ที่สุดของบริษัท มุ่งสร้างเมืองที่เน้นคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน พัฒนาเป็นเมืองแห่งอนาคตที่เชื่อมการอยู่อาศัย เศรษฐกิจ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2569 ‘วัลยา จิราธิวัฒน์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (ศูนย์การค้า, อาคารสำนักงาน และโรงแรม) ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล (ซีจี) ขึ้นเวทีประกาศวิสัยทัศน์องค์กร ‘A Future-Led Ecosystem’ พร้อมทำโครงการขนาดใหญ่ (Mega-Scale) ทั่วประเทศ ด้วยแผนลงทุน 5 ปี (2569-2575) มูลค่ากว่า 110,000 ล้านบาท โดย ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดแผนงานภายใต้โครงการฯของซีพีเอ็นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ‘วัลลยา’ ยังเปิดทางแนะนำซีอีโอใหม่ ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ ที่เตรียมรับไม้ต่อบริหารองค์กรที่กำลังเดินหน้าสู่ปีที่ 46 ‘วัลยา’ รีแคปการดำนินงานของซีพีเอ็น ในฐานะผู้บุกเบิกโมเดลธุรกิจ ‘Retail-Led Mixed-Use Development’ มาตลอด 45 ปีที่ผ่านมา มีโครงการรวมทั้งสิ้น 142 โครงการ ประกอบด้วย 45 ศูนย์การค้า 16 คอมมูนิตี้มอลล์ 11 อาคารสำนักงาน 17 โรงแรม 53 โครงการที่อยู่อาศัย “และจากแผนลงทุน 5 ปีหน้าคาดจะมีโครงการมิกซ์ยูสเพิ่มขึ้นเป็น 33 โครงการภายในปี 2573 โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา ซีพีเอ็นยังให้ความสำคัญการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ซึ่งมีส่วนสร้างงานและกระจายรายได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำรวมกว่า 1.5 ล้านตำแหน่ง” จากฐานการทำงานที่แข็งแกร่งตลอดช่วงที่ผ่านมา ยังต่อยอดสู่แนวทางใหม่ในการทำธุรกิจ ซีพีเอ็น ที่จะไม่ใช่แค่ผู้สร้างศูนย์การค้าแต่จะเป็นการสร้างย่าน สร้างเมือง พร้อมร่วมสร้างเศรษฐกิจประเทศไทย ด้วยโครงการขนาดใหญ่ ที่เตรียมเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ กรุงเทพฯ เมืองแม่เหล็กระดับโลก ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล President, Retail and Development ซีพีเอ็น ระบุว่า วันนี้บริษัทฯ วางแผนเพื่อเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไปสู่การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสระดับ Mega-scale Urban Transformation Projects เสร้าง ‘เมืองคุณภาพชีวิตที่ดี’ เพื่อสร้าง A Future-Led Ecosystem โดยเบื้องต้นเตรียมแผนพัฒนาโครงการระดับแลนด์มาร์ค (Landmark Masterplans) เพื่อยกระดับการพัฒนาเมือง พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพฯ และประเทศไทยสู่ระดับโลก จากก่อนหน้าได้พัฒนาทำเลกรุงเทพฯ ด้วยโครงการตามทำเลยุทธศาสตร์วงแหวนรอบนอก (Strategic Ring) ครอบคลุมทุกมุมเมือง สร้างศูนย์กลางการใช้ชีวิตและโครงข่ายเศรษฐกิจที่เชื่อมโยง ตั้งแต่ย่านซูเปอร์ คอร์ ซีบีดี อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์ (centralwOrld) เซ็นทรัล เอ็มบาสซี (Central Embassy) เซ็นทรัล พาร์ค (Central Park) “ด้วยทำเลยุทธศาสตร์โครงการดังกล่าว ยังเป็นแลนด์มาร์กใหม่ระดับโลก เชื่อมย่านชิดลม-ราชประสงค์-สีลม-พระราม 4 พร้อมแผนต่อเนื่องสู่พระราม 1 เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ สู่โกลบอล แม็กเน็ต เซ็นทรัล สร้างเมืองยั่งยืน-เวลบีอิ้ง ชนวัฒน์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยังวางแผนพลิกโฉมกรุงเทพฯ ตอนเหนือด้วยการสร้างเมืองที่ดีที่สุดแห่งอนาคตระดับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทและกลุ่มเซ็นทรับได้ทำมา โดยพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด ‘The Future Vision of Urban Living’ โครงการใหม่ย่านรังสิต และใหญ่ที่สุดของซีพีเอ็นและกลุ่มเซ็นทรัล โดยโครงการฯ ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่ 750 ไร่ ติดถนนพหลโยธิน, ทางด่วน โทลล์เวย์และมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน–โคราช) และใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง (รังสิต–ธรรมศาสตร์) ใกล้สถานศึกษาใหญ่ (ม.ธรรมศาสตร์, ม.กรุงเทพ, และม.รังสิต) ต่อแนวคิดการทำโครงการฯเมืองดังกล่าว ‘ชนวัฒน์’ บอกว่าได้พัฒนาจากการศึกษาเมืองน่าอยู่ทั่วโลก Global Livable Cities โดยออกแบบตามหลัก Livable Urban Design ได้แก่ Nature-Integrated Living เมืองที่มีพื้นทีสีเขียวขนาดใหญ่ พื้นที่สาธารณะที่ส่งเสริม Well-Being & Longevity Multi-Generational Living ด้วยเมืองที่มีโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ดี การออกแบบที่เป็น Universal Design รองรับการใช้ชีวิตของผู้คนทุกช่วงวัย Sustainable Living เมืองที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน มีระบบการจัดการเมืองที่ดี Walkable & Connected Living เมืองที่ผู้คนสามารถเดินได้จริง ลดการใช้พาหนะ และลดมลพิษ “โครงการมีเป้าหมายยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตและนิยามใหม่ของเมืองแห่งอนาคต ให้เมืองที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ด้วยยังมีศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิต พร้อมซูเปอร์ รีจินัล มอลล์ เป็นหัวใจสำคัญที่สร้างอาชีพรองรับผู้คนจำนวนมาก ซึ่งโครงการฯ แบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 เฟส” ซีบีดีใหม่ ‘Central GR9’ นอกจากนี้ ซีพีเอ็น ยังวางแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส Central GR9 (เซ็นทรัล จีอาร์ไนน์) The Future District ยกระดับศักยภาพย่านพระราม 9 สู่ Well-Established CBD แห่งอนาคต โดยชื่อ Central GR9 ได้ถูกตั้งเป็นชื่อย่านทั้งหมดบนที่ดิน 73 ไร่ มีพื้นที่ทั้งโครงการรวม (GBA) 1.1 ล้าน ตร.ม. ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9 อาคารออฟฟิศ 3 อาคาร ได้แก่ G Tower, R House (ตึก Unilever House เดิม) The Ninth Tower โดย โครงการฯมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ การใช้ชีวิต และโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมแบ่งนะยะเวลาการพัฒนาโครงการในเฟสแรก จะเปลี่ยนแปลงโฉมเซ็นทรัล พระราม 9 พร้อมขยายพื้นที่รีเทล คาดทยอยเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2571 สำหรับในในเฟสถัดไป มีแผนพัฒนาเรสซิเดนซ์ และองค์ประกอบอื่น เพื่อผลักดันย่านพระราม 9 สู่การเป็น ‘The Future District’ ที่ผสานทุกมิติของชีวิตเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ The Central District ลาดพร้าว-พหลโยธิน นอกจากนี้ ซีพีเอ็น ยังวางแนวคิดพัฒนาย่าน ‘The Central District’ เชื่อมลาดพร้าว-พหลโยธิน โดยปรับโฉมศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ควบคู่กับการพัฒนาเดอะเซ็นทรัล (The Central) พหลโยธิน เพื่อยกระดับทั้งย่านให้เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เดียวกัน โดยรวมทั้งสองโครงการจะมีขนาดที่ดิน 96 ไร่และพื้นที่รวม (GBA) 770,000 ตร.ม. โดย ‘The Central’ วางตำแหน่งเป็นโครงการแฟล็กชิปแห่งอนาคตที่รวมรวมร้านค้าแฟล็กชิป ต่างๆและร้านค้าปลีกด้านประสบการณ์ใหม่ๆที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ส่วนเซ็นทรัล ลาดพร้าวจะต่อยอดจากฐานลูกค้ากลุ่มเวลทธ์ (Wealth) ที่แข็งแกร่ง มิกซ์ยูสใหม่ เปิดกลางปี 2569 ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการ Central Northville (เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์) มิกซ์ยูสที่ใหญ่ที่สุดใจกลางนนทบุรี บนที่ดิน 59 ไร่ พื้นที่รวม (GBA) 210,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ศูนย์การค้า คอนโด PHYLL โดยศูนย์การค้าเตรียมเปิดให้บริการในเดือน ก.ค. 69 นี้ พร้อมไฮไลท์ อาทิ D-Sports Stadium ศูนย์กีฬาและเกมในร่มจำลองแนวญี่ปุ่น ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Fitness First ใหญ่ที่สุดในนนทบุรีกับ Pilates Studio รูปแบบใหม่ Food Destination รวมแบรนด์ทั้ง Solsot, Katsu Midori, Momo Paradise, Shabu Baru, Saemaeul, Eat Am Are, Chagee โรงภาพยนตร์ SF Cinema ขณะเดียวกัน บรืษัทฯ ยังปรับโฉมใหม่เซ็นทรัล บางนา (Central Bangna)โครงการมิกซ์ยูสบนที่ดิน 50 ไร่ พื้นที่รวม 300,000 ตารางเมตร (GBA) ประกอบด้วย ค้าปลีก, อาคารสำนักงาน และเรสซิเดนซ์ พร้อมต่อยอดจากคอนโด ESCENT Bangna สู่แผนพัฒนาที่อยู่อาศัยติดศูนย์การค้าเพิ่มเติม ทั้งนี้ข้อมูล The 1 ชี้ว่า Central Bangna ติด Top 5 ของศูนย์การค้าที่มีลูกค้า Wealthy Family สูงกว่า 85% มี Spending Power ในแบรนด์ระดับ Luxury พร้อมทั้งมี Loyalty และการกลับมาใช้บริการต่อเนื่องแม้ โดยในส่วนศูนย์การค้าโฉมใหม่เตรียมเปิดตัวในไตรมาส 4 ปี 69 นี้ พร้อมแบรนด์ใหม่ๆ ร้านอาหาร (Food) อาทิ SUSHIRO SOLSOT YONNY CRUMBS NEO RAMEN แบรนด์ Fashion อาทิ VICTORIA’S SECRET BATH & BODY WORKS DARKS SUNNIES WORLD ‘NO Brand’ และ Tops Central Bangna สาขา Stand Alone แห่งแรกในประเทศไทย ปรับสู่ ‘มิกซ์ยูส’ หัวเมืองใหญ่ สำหรับเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต (Central Chiangmai Airport) เตรียมเปลี่ยนผ่าน ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 30 ปี สู่โครงการมิกซ์-ยูส ไลฟ์สไตล์ เดสติเนชั่น (Mixed-Use Lifestyle Destination) ของเชียงใหม่ที่รวมค้าปลีก ฮับ ท่องเที่ยว ห้องจัดเลี้ยงการประชุม พื้นที่ไลฟ์สไตล์ และการพัฒนาองค์ประกอบอื่นๆ ในอนาคต บนพื้นที่ 130 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม (GBA) 173,000 ตร.ม. โดยขณะนี้ได้รับการตอบรับจากแบรนด์ชั้นนำอาทิ MUJI Flagship Store ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ HarborLand; ร้านอาหารและคาเฟ่แบรนด์ดังทั้ง CHAGEE Sushiro Bear House Boost Juice Gaga Koi Thé MIXUE Naisnow Potato Conner The Baristro ฉันทรส’ ร้านอาหารไทยในเครือแบรนด์เอกฉันท์ร้านดังระดับมิชลิน โดยในปีนี้เตรียมพบกับร้านเสน่ห์ไทยคูซีน’ ร้านอาหารฮาลาลมิชลินยอดฮิตของเมืองเชียงใหม่ และ แบรนด์ Fashion & Sport ได้แก่ Uniqlo, Adidas, Nike, PUMA, และ Beauty Brand อย่าง BEAUTRIUM และ JUNG SAEM MOOL พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยโซน Hug Thai, Hug Craft และ Good Goods นอกจากนี้ ยังรวมถึง เซ็นทรัล ภูเก็ต (Central Phuket) โดยวางแผนขยายพร้อมวางแผนผังใหม่ บนที่ดิน 110 ไร่ พื้นที่รวม (GBA) 500,000 ตร.ม. เพื่อพัฒนาเป็นหนึ่งใน The World’s Luxury Destination นอกกรุงเทพฯ รองรับให้โครงการเป็นหัวใจของเกาะและขับเคลื่อนภูเก็ตสู่เมืองชายทะเลระดับโลกที่ผู้คนมาใช้ชีวิต สู่การเป็น Downtown District ใหม่ทั้งด้าน Luxury Lifestyle, Hospitality, Residential และ Cultural Experiences เข้าด้วยกัน เติมทำเลขอนแก่น แคมปัส ขณะเดียวกัน ซีพีเอ็น ยังพัฒนาโครงการแห่งที่ 2 ในจังหวัดขอนแก่น ด้วยโครงการมิกซ์ยูส Central Khonkaen Campus (เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส) บนพื้นที่ 30 ไร่ ขนาดพื้นที่รวม (GBA) 62,000 ตร.ม. ประกอบด้วย ศูนย์การค้า คอนโด PHYLL สูง 33 ชั้น, GO! Hotel แห่งแรกของภาคอีสาน ตั้งอยู่บนทำเลใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โดยศูนย์การค้าเตรียมเปิดให้บริการในวันที่ 20 พ.ค. 69 นี้ พบกับไฮไลท์ อาทิ Xventure พื้นที่ Active Playground คอนเซ็ปต์ใหม่ Jetts Fitness เปิด 24 ชั่วโมง แห่งแรกของจังหวัด ร้านอาหารแบรนด์ดังนำโดย Shabu Baru สาขาแรกในขอนแก่น, Pasta Ama; Fashion & Lifestyle: Adidas Kids, Cath Kidston, Daddy & The Muscle, Matchbox, KIS, Freak, Anta, Journal และ SUNNIE Local Brands ชื่อดังทั้ง From scratch, Kin matcha, Long pizza, Luca, Matchong matcha, Sei scoop และ Trinity ทั้งนี้ซีพีเอ็น รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) สรุปผลประกอบการปี 2568 (สิ้นสุด 31 ธ.ค.2568) รายได้รวม 53,009 – 54,579 ล้านบาท (เติบโตต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน) มีกำไรสุทธิ 18,841 – 18,841.26 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นประมาณ 13% จากปี 2567) ปันผล 2.40 บาทต่อหุ้น Key Takeaways เซ็นทรัลพัฒนาเปลี่ยนผ่านผู้นำเพื่อเดินหน้าสู่ยุคเมกะโปรเจกต์ แผนลงทุน 5 ปี 1.1 แสนล้านบาท เน้นสร้างเมือง ไม่ใช่แค่ศูนย์การค้า โครงการเมืองเวลบีอิ้ง 750 ไร่ รังสิต คือแลนด์มาร์กใหม่ขององค์กร
รู้จัก ‘บาร์เบล สตราติจี้’ ยกสมดุลธุรกิจ ‘Grab’ สู่ผู้นำฟู้ดเดลิเวอรีไทย 1.62 แสนล.
ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในไทยปี 2568 มีมูลค่ากว่า 1.62 แสนล้านบาท ท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจกระทบกำลังซื้อแต่ ‘แกร็บ ไทย’ ยังเป็นผู้นำในตลาดด้วยการฟิตความแข็งแกร่งธุรกิจผ่านกลยุทธ์บาร์เบล สร้างสมดุลสองด้านแมส-พรีเมียมให้กับลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ และต่อยอดสู่ Barbell Strategy 2.0 ในปี 2569 กับแนวคิดสร้างมายด์เซ็ท ‘ชนะไปด้วยกัน’ กลยุทธ์ Barbell สร้างสมดุลรายได้ จับทั้งตลาดแมส (ราคาเข้าถึงง่าย) และพรีเมียม (คุณภาพ-กำลังซื้อสูง) ลดความเสี่ยงฝั่งเดียว และขยายฐานลูกค้าหลายระดับพร้อมกัน สร้างระบบนิเวศทางแนวคิด (Ecosystem Thinking) ด้วย ‘Winning with Purpose Together’ ในปี 2569 โฟกัสทั้งผู้ใช้ คนขับ ร้านค้า และพาร์ตเนอร์ทั้งระบบ สร้างการเติบโตแบบยั่งยืน ผ่านมายด์เซ็ต ‘ชนะไปด้วยกัน’ ดึงข้อมูลขับเคลื่อนการเติบโตผ่านฟีเจอร์ ใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้พัฒนาโปรดักต์ใหม่ เช่น Group Ride, Discover ต่อยอดสู่บริการการเงิน (สินเชื่อ) เพิ่มรายได้และเอนเกจเมนต์ จันต์สุดา ธนานิยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญื่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิเคชัน ‘แกร็บ’ (Grab) แพลตฟอร์บริการเรียกรถและฟู้ด เดลิเวอรี กล่าวว่า ในปี 2569 แกร็บวางแผนสร้างการเติบโตอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’เพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจทั้งธุรกิจ, การส่งเสริมความยั่งยืน และ การสนับสนุนนโยบ่ายระดับชาติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบนิเวศธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปด้วยกัน ขณะที่ในปี 2569 ยังเป็นปีที่มีความท้าทายต่อเนื่องจากปีก่อน และจากปัจจัยใหม่ที่กระทบบรรยากาศเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างสงครามตะวันออกลาง “การจะไปสู่เป้าหมายความสำเร็จเดียวกันได้นั้น จะต้องสร้างมายด์เซ็ตความต้องการชนะไปด้วยกันของทุกคนเพื่อใช้เป็นจุดร่วมของอีโคซิสเต็มทั้งระบบให้ได้ก่อน” ปี2569 แกร็บ ขอยกน้ำหนักต่อ ขณะเดียวกันในปีนี้ แกร็บยังใช้ความต่อเนื่องกลยุทธ์บาร์เบลล์ 2.0 (Barbell Strategy 2.0) มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการภายใต้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องจากในปี 2568 ที่ผ่านมา “กลยุทธ์บาร์เบลเหมือนกับการยกน้ำหนักในยิมที่จะต้องสร้างความสมดุลของลูกเหล็กสองข้าง เช่นเดียวกับที่แกร็บต้องเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า แต่ก็ไม่ลืมนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ” ขณะที่แผนงานแกร็บภายใต้กลยุทธ์บาร์เบลล์ในปีก่อน ยังสะท้อนต่อถึงการพัฒนาบริการภายใต้นวัตกรรมใหม่อย่าง ฟีเจอร์ กรุ๊ป ไรเดอร์ (Group Ride) เพิ่มความสะดวกและความประหยัดจากบริการเรียกรถแบบกลุ่ม หรือ ฟีเจอร์ดิสคัฟเวอร์ (Discover) ให้ผู้ใช้บริการร่วมรีวิว ร้านดังเมนูเด็ดในฐานะอีทฟลูเอ็นเซอร์ (Eatfluencer) เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และเพิ่มการมองเห็ของร้านอาหารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์บาสเก็ต บิลเดอร์ ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่านแกร็บมาร์ท (GrabMart) ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ด้วยระบบการพิมพ์ พูด หรือ การถ่ายภาพให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตระกร้าทันที ‘คนนอนดึก’ กำลังซื้อช่วงกลางคืน จันต์สุดา เสริมว่าจากวิจัยทางการตลาด แกร็บยังพบข้อมูลที่น่าสนใจในกลุ่มคนนอนดึก ซึ่งจะเป็นลูกค้ากลุ่ม (Segment) โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มักใช้เวลาในช่วงกลางคืน (Night Time) มากขึ้น เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ทั้ง การเล่นเกม รับชมการแข่งขันฟุตบอล หรือ กิจกรรมปาร์ตี้ สังสรรค์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสธุรกิจของแกร็บ “คนไทยมีจำนวนกว่า 60 ล้านคนซึ่งข้อมูลวิจัยบอกว่ามีฐานกว่า 45 ล้านคนที่ดูบอล” จากแนวโน่มดังกล่าว แกร็บได้ร่วมงานกับ ‘สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์’ ยูทูเบอร์ดังและเจ้าของช่อง Antihero Thailand ร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล รุกคืบเจาะกลุ่ม Gen Z นอdจากนี้ แกร็บยังส่งแพ็คเกจ GrabForStudent รวบรวมสิทธิประโยชน์ความคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ช่วยประหยัดเงินสูงสุดถึง 9,000 บาทต่อปี แกร็บ มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งในกลุ่มเจนวาย หรือ มิลเลนเนียล ซึ่งจากนี้ไปจะเข้าไปทำความรู้จักกับกลุ่มเจนฯซีมากขึ้น ด้วยกิจกรรมและแคมเปญร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวืทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกิจกรรมมอบส่วนลดบริการให้กับนักศึกษา ด้วย ‘โค้ด นักศึกษา’ จากการขอรับผ่านอีเมลโดเมนเนมของสถาบันต่างๆ เป็นต้น ให้สินเชื่อนาโน ผ่านแอปฯ จันต์สุดา กล่าวต่อในเดือนเมษายน ปีนี้ แกร็บ ยังได้พัฒนาบริการใหม่โดยทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash เพื่อให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก เพื่อเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาทและผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน “บริการนี้พัฒนาขึ้นหลังเก็บพฤติกรรมลูกค้าใช้บริการแกร็บด้านต่างๆ ทั้งการเรียกรถ การสั่งอาหาร ซึ่งถือเป็นเครดิต สกอร์ ที่นำมาต่อยอดสู่สินเชื่อเฉพาะบุคคล ผ่านฟีเจอร์แกร็บ ควิก แคช โดยเฉพาะ ซึ่งแกร็บได้รับอนุญาตให้บริการภายใต้ไลเซ่น นาโน โลน” โตพร้อมเศรษฐกิจท่องเที่ยว ผู้บริหารแกร็บ เสริมต่อว่าการเติบโตธุรกิจด้วยแนวคิด Winning with Purpose Together นั้นแน่นอนว่า แกร็บ ยังจะต้องเดินไปพร้อมกับนโยบายของรัฐหากไปในทิศทางใดแกร็บก็จะไปตาม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศร่วมกัน อาทิ บริการเรียกรถรับส่งในกลุ่มนักเดินทางต่างชาติ ผ่านบัตรทราเวิล พาส ในราคา 30 บาท การร่วมสนับสนุนงานWonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต) เทศกาลศิลปะ ดนตรี และไลฟ์สไตล์ระดับโลก ที่จัดขึ้นเป็นประจำในทุกช่วงปลายปี เป็นต้น ทั้งนี้ จากแนวทางธุรกิจดังกล่าว เพื่อผลักดันการดำเนินงานของแกร็บประเทศไทยให้เติบโตต่อเนื่องในปี2569 ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย สำหรับผลดำเนินงานแกร็บ ประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีไฮไลต์ดังนี้ ด้านการใช้งาน (User Growth) ความถี่การสั่งต่อคนเพิ่มขึ้น เ 19% การใช้จ่ายต่อคนต่อเดือนเพิ่มขึ้น 8% จำนวนผู้ใช้ที่มีธุรกรรมรายวันเพิ่มขึ้น 37% ด้านซัพพลาย (Supply Side) จำนวนคนขับเพิ่มขึ้น 52% จำนวนร้านค้าที่มีธุรกรรมต่อเดือนเพิ่มขึ้น 13.5% ด้านการเงิน (Financial Services) การปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 40% โดยการเติบโตดังกล่าว ยังสอดคล้องรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Commerce SEA 2025) โดย Google , Temasek และ Bain & Company ระบุเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ราว 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชั่นเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ด เดลิเวอรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุตลาดฟู้ด เดลิเวอรี่ ในภูมิภาคอาเซียน แต่ละประเทศมีขนาดตลาดฟู้ด เดลิเวอรี ดังนี้ อินโดนีเซีย ราว 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ราว 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาเลเซีย 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สิงคโปร์ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เวียดนาม 2.1พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22% โดยตลาดฟู้ดเดลิเวอรี ประเทศไทย มีส่วนแบ่งแพลตฟอร์ม (โดยประมาณ %)ดังนี้ Grab 47% LINE MAN: 41% foodpanda: 10% อื่น ๆ 2% / 0% Key Takeaways Barbell Strategy คือ ‘กันชนธุรกิจ’ ในยุคเศรษฐกิจผันผวน Grab ชนะตลาดฟู้ดเดลิเวอรี 1.62 แสนล้านบาท เพราะเล่นทั้งเกมราคาและคุณค่าในเวลาเดียวกัน การโตระยะยาวต้องคิดแบบอีโคซิสเต็ม (ecosystem) ไปทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม
VST ECS ปรับโมเดลขายระบบไอทีจ่ายตามใช้จริง เร่งองค์กรเปลี่ยนผ่านดิจิทัล
VST ECS พลิกวิธีคิดรันธุรกิจไอที เปิดโมเดลใหม่ให้จ่ายแค่ที่ใช้จริง สูตรเร่งขายโซลูชันส์องค์กรเปลี่ยนผ่านดิจิทัลแบบไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ เกมปลดล็อกพาร์ตเนอร์ Business Model Transformation เปลี่ยนจาก ‘ซื้อมา-ขายไป’ สู่การเป็น ‘แพลตฟอร์ม’ บวกกับ Service Provider’ สร้างรายได้ประจำ (Recurring) ผ่าน SLA แทนการขายครั้งเดียว จาก CapEx สู่ OpEx Shift ปลดล็อกพาร์ตเนอร์ไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก้อนใหญ่ เปลี่ยนเป็นจ่ายตามการใช้งานจริง เพิ่มความยืดหยุ่นธุรกิจ การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศ ใช้เครือข่ายพาร์ตเนอร์ 30 ปี เป็นแต้มต่อสู้กับคลาวด์ โกลบอล ดึงเทคโนโลยี HPE และ ซีเคียวริตี้ พาร์ตเนอร์ สร้างห่วงโซ่คุณค่าครบ ในแวดวงธุรกิจไอที ชื่อของ VST ECS ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ด้วยชื่อเดิมก่อนหน้า คือ เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด ก่อนได้นักลงทุนจากฮ่องกงเข้ามาถือหุ้นพร้อมปรับโฉมสู่ VST ECS (ประเทศไทย) ก่อตั้งในปี 2531 ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าไอทีและโซลูชันระดับโลกในไทย (IT Distributor) ถึงปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 50,000 รายการจัดจำหน่ายในจีน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ และลาว ล่าสุด VST ECS ดึงHPE (ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์) เปิดตัวบริการ ‘VST ECS Co-Location As-a-Service’ หนึ่งในแผนธุรกิจเปลี่ยนผ่านตำแหน่งธุรกิจสู่ ‘ผู้สร้างแพลตฟอร์ม’ ที่มีอำนาจกำหนดทิศทางของช่องทางธุรกิจไอทีในไทยทั้งระบบ ไปพร้อมการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าพอร์ตโฟลิโอ จากบทบาทเดิม ในฐานะ ‘ผู้จัดจำหน่าย’ ต่อการปรับบทบาทใหม่ในอุตสาหกรรมตลาดไอทีของ VST ECS ยังเป็ํนส่วนหนึ่งของการแก้ Pain Point อุปสรรคของโซลูชั่นไอที คือ ต้นทุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไอที ของพาร์ตเนอร์หรือดีลเลอร์ระดับกลางที่ต้องการนำเสนอโซลูชันไอทีระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ให้ลูกค้าองค์กร ที่มักสะดุดตรง ‘จุดเดียวกัน’ คือ ไม่สามารถลงทุนซื้อฮาร์ดแวร์ราคาสูงมาเตรียมไว้ก่อน และเมื่อไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โอกาสที่จะขยายโซลูชันระดับสูงก็หายไป ปิดช่องว่างพาร์ตเนอร์ ‘สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ชี้ว่าปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เพราะองค์กรทุกขนาดกำลังเดินหน้าลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันอย่างต่อเนื่อง ทั้งระบบจัดเก็บข้อมูล เซิร์ฟเวอร์ หรือโครงสร้างไอทีโดยรวม ต่างต้องการการลงทุนที่ซับซ้อนทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ และบุคลากรเฉพาะทาง จากความท้าทายเหล่านี้ทำให้ช่องว่างระหว่าง ‘พาร์ตเนอร์ที่มีศักยภาพสูง’ กับ ‘พาร์ตเนอร์ที่เข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้’ ยิ่งขยายออก และนั่นคือโจทย์ที่ VST ECS ต้องการคืนกำไรสู่พาร์ตเนอร์ โดยมี VST ECS Co-Location As-a-Service การรวมโครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แล้วเปิดให้พาร์ตเนอร์เข้ามาใช้งานในรูปแบบ ‘จ่ายตามที่ใช้จริง’ แทนการลงทุนซื้อโครงสร้างขนาดใหญ่เองตั้งแต่ต้น โดยแนวคิดนี้ฟังดูตรงไปตรงมา แต่นัยทางธุรกิจมีความลึกกว่านั้น เพราะมันเปลี่ยนโครงสร้าง Capital Expenditure (CapEx) ที่พาร์ตเนอร์ต้องแบกรับ ไปเป็น Operational Expenditure (OpEx) ที่คาดการณ์ได้และปรับขนาดได้ตามธุรกิจจริง ผลลัพธ์คือ พาร์ตเนอร์ที่เคยทำได้แค่ขายฮาร์ดแวร์ปลายน้ำ สามารถก้าวขึ้นมานำเสนอโซลูชันระดับเอ็นเตอร์ไพรส์ให้ลูกค้าองค์กรได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เพราะ VST ECS รับส่วนนั้นไปดูแลให้ทั้งหมด โดยบริการนี้ สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีของ Hewlett Packard Enterprise (HPE) ครอบคลุมทั้งในส่วนของเซิร์ฟเวอร์และระบบคอมพิวเตอร์ระดับสูง รวมถึงซอฟต์แวร์บริหารจัดการ HPE Morpheus ที่รองรับการทำงานแบบ Multi-Cloud และ Multi-Tenancy Governance ซึ่งทำงานร่วมกับ HPE Private Cloud Business Edition ในส่วนของระบบจัดเก็บข้อมูล แพลตฟอร์มได้ผสาน HPE Alletra MP B10000 และ HPE StoreOnce ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Immutability ซึ่งช่วยป้องกันข้อมูลจากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต ครอบคลุมทั้งการโจมตีจากภายนอกและภัยคุกคามจากภายใน “โมเดลนี้ เบื้องต้นโดยส่วนตัวยังไม่รู้ว่าจะขายได้เท่าไหร่ และไม่รู้ว่าตลาดจะตอบรับแค่ไหน แต่ถ้าผลตอบรับดี บริษัทพร้อมลงทุนเพิ่ม ด้วยยังไม่ได้ตั้งงบตายตัวไว้ก่อน” โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของบริการนี้ คือ System Integrator (SI) และพาร์ตเนอร์ในเครือข่ายของบริษัท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโซลูชันให้ลูกค้าองค์กร แต่มักติดขัดที่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปถึงปลายน้ำ กลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโมเดลนี้คือ ลูกค้าองค์กรขนาดกลางและใหญ่ ที่ต้องการอัปเกรดโครงสร้างไอทีโดยไม่ต้องผูกมัดกับการลงทุนก้อนโต พาร์ตเนอร์ที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มของ VST ECS จะสามารถนำเสนอโซลูชันเหล่านี้ได้ด้วยต้นทุนและความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเดิมมาก ขณะที่ตลาด As-a-Service ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเดินหน้าอย่างร้อนแรง ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกอย่าง AWS, Microsoft Azure และ Google Cloud ต่างก็ขยายบริการเข้ามาแย่งพื้นที่จากผู้เล่นในระบบ on-premise แบบดั้งเดิม “เป้าหมายหลักคือให้พาร์ตเนอร์ได้กำไรคืนไป ไม่ใช่ตัวเลขรายได้ของ VST ECS เอง พร้อมยดตัวอย่าง หากลูกค้าต้องการเก็บข้อมูลแต่ไม่มีโครงสร้างรองรับ ก็มาฝากไว้ที่นี่ได้ โดยใช้โซลูชันของ HPE เป็นแกนหลัก” ด้าน ‘พลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์’ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและเวียดนาม ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) กล่าวว่าโครงสร้างพื้นฐาน Disaggregated HCI ของ HPE ช่วยให้พาร์ตเนอร์สามารถขยายเซิร์ฟเวอร์หรือสตอเรจได้อิสระ ตามการเติบโตของธุรกิจแต่ละราย โดยไม่ต้องอัปเกรดทั้งระบบพร้อมกัน ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นที่ตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์ต้องการอย่างมาก “โมเดล Co-Location ยังตอบสนองความกังวลด้านข้อมูลและกฎระเบียบท้องถิ่นที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายองค์กรที่ยังไม่พร้อมย้ายทุกอย่างขึ้น Public Cloud เต็มรูปแบบ” จากแนวทางธุรกิจใหม่นี้ สะท้อนความพยายามของ VST ECS ในการสร้างความความแตกต่าง ด้วยโมเดล Co-Location ช่วยตอบสนองความกังวลด้านข้อมูลและกฎระเบียบท้องถิ่นที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายองค์กรที่ยังไม่พร้อมย้ายทุกอย่างขึ้นพับบลิค คลาวด์เต็มรูปแบบการ ด้วยจุดแข็งด้านความใกล้ชิดกับตลาดและเครือข่ายพาร์ตเนอร์ที่สั่งสมมากว่า 30 ปี ซึ่งผู้ให้บริการคลาวด์จากต่างประเทศยากจะสร้างได้ในเวลาสั้น ขณะที่ โมเดลรายได้แบบนี้ ยังตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย VST ECS ได้ฐานรายได้ที่มั่นคงและขยายเครือข่ายพาร์ตเนอร์เชิงคุณภาพ ขณะที่พาร์ตเนอร์ได้บริการที่ตนเองไม่ต้องลงทุนสร้าง แต่สามารถนำไปสร้างมูลค่าให้ลูกค้าองค์กรได้ทันที สงคราม-ความต้องการชิปพุ่ง ขณะเดียวกัน ‘สมศักดิ์’ ให้ความเห็นเพิ่มเติมความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน เขายอมรับว่าถ้าราคาน้ำมันขยับ ค่าขนส่งจะได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะ VST ECS เอาท์ซอร์สระบบโลจิสติกส์ทั้งหมด แต่ในขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณที่น่ากังวล ด้าน ‘พลาศิลป์’ ระบุประเด็นปัญหาชิปขาดแคลนที่กระทบห่วงโซ่อุปทานไอทีทั่วโลก เขาอธิบายว่าต้นตอมาจากการที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลกพร้อมใจกันทุ่มงบลงทุนใน LLM (โมเดลพื้นฐานที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลทางภาษา) และโครงสร้างเอไอ (AI) พร้อมกัน “ความต้องการชิปพุ่งขึ้นเร็วกว่ากำลังการผลิตจะตามได้ และผลกระทบนั้นลามไปถึง SSD ด้วย ทำให้ทั้งราคาและระยะเวลาจัดส่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมยากในตอนนี้” Key Takeaways VST ECS เปลี่ยนบทบาทจาก ‘คนกลาง’ เป็น ‘เจ้าของแพลตฟอร์ม’ โมเดลใหม่ลดข้อจำกัดเงินลงทุน ทำให้พาร์ตเนอร์ขายลูกค้าระดับองค์กร (Enterprise) ได้ คุณค่า (Value) เดิมยังอยู่ แต่เพิ่มรายได้ระยะยาวผ่านบริการและ SLA STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
โอลด์มันนี่ ‘สวาทยานนท์’ ปั้น ‘MONÉT’ บ้านหรู 70 ล. ทำเลหายากพระราม 3
ตระกูลสวาทยานนท์ ภายใต้ เมซง ดีเวลลอปเม้นท์ แทงสวนอสังหาฯชะลอปี 2569 เจาะตลาด Niche อ่านอินไซต์มหาเศรษฐี ‘สังคมส่วนตัวสงบ’ จุดขายแบรนด์ใหม่ MONÉT ทำเลหายากพระราม3 สะท้อนความลักซูรีไม่ได้แข่งที่ราคาแต่ใช้รสนิยมให้ความเป็นส่วนตัวขั้นสุด ที่ดินหายาก บนทำเลพระราม 3 มีซัพพลายจำกัด ราคาที่ดินแตะ 400,000 บาท/ตร.วา ทำให้ดันมูลค่าโครงการลักซูรี และลดการแข่งขันเชิงจำนวน กลยุทธ์ Niche Market โฟกัสกลุ่มมหาเศรษฐี Ultra Affluent ซึ่งเป็นเรียลดีมานด์กำลังซื้อสูงไม่ได้พึ่งสินเชื่อเป็นหลัก ช่วยหลบแรงกดดันเศรษฐกิจและภาวะหนี้ครัวเรือน การวางตำแหน่งสินค้าโครงการฯ พัฒนาแบบสังคมให้ความเป็นส่วนตัว (Private Community) ด้วยยูนิตน้อย แข่งขันด้วยดีไซน์ ฟังก์ชัน และประสบการณ์อยู่อาศัยแทนราคา ‘สวาทยานนท์’ อีกหนึ่งตระกูลเก่าแก่ในตลาดผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย จากจุดเริ่มต้นธุรกิจในหลายสิบปีก่อนหน้า โดยวางรากฐานพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและแนวราบในกรุงเทพฯชั้นใน ผ่านเครือสุขนิเวศน์กรุ๊ป อย่างอาคารมหาทุน พลาซ่า ย่านเพลินจิต และไทยซีซี ทาวเวอร์ ย่านสาทร จากนั้นในปี 2561 กลุ่ม ‘สวาทยานนท์’ ได้ขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุนก่อตั้งบริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด พร้อมพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับภายใต้แบรนด์ ‘Maison Development’ ก้าวสำคัญในการรีแบรนด์และยกระดับสู่ตลาดลักซูรี โครงการแรกในกลุ่ม Morgen และ Grand Morgen ซึ่งได้การตอบรับดีจากกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ถือเป็นจุดสะท้อนความสำเร็จ ในการเจาะตลาดบ้านแนวราบระดับบน ซึ่งเป็นแรงส่งให้ บริษัท เพลินพัฒน์ฯ ขอไปต่อในตลาดอสังหาฯ ระดับอัลตราลักซูรี ในปี2569 นี้ ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจไทยจากหลายปัจจัยท้าทาย ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหาฯในปีนี้ จะยังชะลอตัวต่อเนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาอันดับแรก ส่งผลให้สถาบันการเงินยิ่งมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อโครงการ และสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น รวมถึงสินเชื่อโครงการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กประสบปัญหาใหญ่ในเรื่องกระแสเงินสดหมุนเวียน แต่อย่างไรก็ตาม บริษัท เพลินพัฒน์ฯ ภายใต้กลุ่มเศรษฐีเก่าอย่างตระกูล ‘สวาทยานนท์’ ยังมองเห็นโอกาสอยู่ ที่ดินหายาก 4 แสนบาท/ตารางวา ‘ทวีเกียรติ นันทเอกพงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพลินพัฒน์ แอสเสท จำกัด บอกแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทฯ เลือกใช้เกมรุกในตลาดอสังหาฯ ด้วยการเปิดตัว 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,100 ล้านบาท ได้แก่ แกรนด์ มอร์เกน ไพรเวซี่ พรานนก-สาย 1 (Grand Morgen Privacy Phrannok-Sai 1) มูลค่าโครงการกว่า 300 ล้านบาท เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 40 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทยังขยายพอร์ตไปสู่ตลาดระดับอัลตรา ลักซูรี (Ultra Luxury) อย่างเต็มตัว โดยเปิดแบรนด์ใหม่ ‘MONÉT’ เพื่อเจาะทำเลพระราม 3 โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นโซนศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัวจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดสินเชื่อของธนาคาร แต่บริษัทฯ ยังมองเห็น ‘โอกาสในวิกฤต’ โดยเลือกโฟกัสตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ที่ได้รับผลกระทบน้อย และยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง “หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การพัฒนาโครงการบนที่ดินหายากย่านพระราม 3 ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินติดถนนหลักพุ่งสูงถึงประมาณ 400,000 บาทต่อตารางวา และในซอยอยู่ที่ราวกว่า 200,000 บาทต่อตารางวา” จุดนี้สะท้อนข้อจำกัดด้านซัพพลายในปัจจุบัน ที่เอื้อต่อการพัฒนาโครงการระดับลักซูรี ขณะที่ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘MONÉT’ จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการละประมาณ 400 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 และ ไตรมาส3 ปีนี้ได้แก่ โมเน่ต์ ควินน์ (MONÉT QUINN) พระราม 3 ตั้งอยู่ในซอยเจริญราษฎร์ 7 (ซอยประดู่) ระยะทาง 900 ม. จากโฮมโปร พระราม 3 ระยะทาง 3 กม. จาก King’s College International School และ Shrewsbury International School Bangkok พื้นที่ขนาด 1-3-8.3 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ขนาดที่ดิน 64.2–8 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 474 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ ห้องแม่บ้าน, ห้องอเนกประสงค์ , 2 ห้องรับรอง ลิฟต์ส่วนตัว รองรับ EV Charger สวน Backyard จำนวน 8 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 44.9 ล้านบาท กำหนดเปิดตัวไตรมาส 2 ปี 2569 โมเน่ต์ เฟลอร์ (MONÉT FLEUR) พระราม 3 ทำเลตั้งอยู่ในซอยสาธุประดิษฐ์ 58 เข้าออกหลายเส้นทาง ทั้งถนนสาธุประดิษฐ์, ถนนพระราม 3 และถนนรัชดาภิเษก ระยะทาง 2 กม. จาก King’s College International School พื้นที่ขนาด 1-1-38 ไร่ พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว 3.5 ชั้น Super Exclusive จำนวน 6 ยูนิต ขนาดที่ดิน 54.4-78.7ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 502-702 ตารางเมตร ฟังก์ชั่น 4-5 ห้องนอน 4–5 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์ส่วนตัว รองรับ EV Charger จุดเด่น สระว่ายน้ำส่วนตัวพร้อม Jacuzzi ทุกยูนิต ราคาเริ่มต้น 52.9 ล้านบาท กำหนดเปิดตัวไตรมาส 3 ปี 2569 โดยโครงการฯ ทั้งสองแห่งทำตลาดรองรับ 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ Ultra Affluent กลุ่มมหาเศรษฐี Young Successor เช่น เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร นักลงทุน และครอบครัวที่ต้องการบ้านหลังที่สองในเมือง ใกล้โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ และย่านธุรกิจสีลม–สาทร ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองเพียงราคา แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการออกแบบ ฟังก์ชันการใช้งานระยะยาว และความเป็นส่วนตัวระดับสูง รวมถึงความสะดวกในการใช้ชีวิตในเมือง และมองหาบ้านหลังที่สองใกล้โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ “บริษัทฯ มั่นใจดีมาน์สูงสวนทางซัพพลายจากที่ดินหายาก ซึ่งการทำตลาดบ้านหรูในขณะนี้ไม่ได้สู้กันที่ราคาแต่แข่งกันที่ความเป็นส่วนตัว ระดับสูงสุด” ทวีเกียรติ ย้ำว่าการพัฒนาโครงการยังอยู่ภายใต้แนวคิด ‘Private Community’ ยูนิตน้อย เลือกวัสดุคุณภาพสูง พร้อมฟังก์ชันครบ เช่น ลิฟต์ส่วนตัว รองรับ EV Charger และพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับบน พร้อมกล่าวต่อถึงการพัฒนาโครงการฯ ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจด้วยความระมัดระวังมากขึ้นในปี 2569 ซึ่งหันไปเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ระดับบนในทำเลที่ใกล้สถานศึกษา “การเลือกพัฒนาในทำเลพระราม 3 เพราะยังมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง และอยู่ใกล้สถาบันการศึกษาชื่อดังหลายแห่ง ซึ่งทำเลดังกล่าวการแข่งขันบ้านระดับเดียวกันก็มีน้อยมาก” โดย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เป็นคู่แข่งเพียง 1 ราย และผู้ประกอบการรายเล็กในพื้นที่เพียง 2-3 ราย ประกอบกับที่ดินในทำเลดังกล่าวค่อนข้างหายากและมีราคาแพง ทำให้เรามั่นใจที่จะพัฒนาโครงการย่านพระราม 3 อย่างมาก สำหรับภาพรวม บริษัทตั้งเป้าขยายพอร์ตสู่ตลาดลักซูรีอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำจุดยืนในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม และสร้างการเติบโตระยะยาวบนทำเลศักยภาพ โดยตั้งเป้าปิดการขายโครงการ Ultra Luxury ทั้งหมดภายในปี 2570 Key Facts ‘สวาทยานนท์’ เดินเกมสวนเศรษฐกิจ เจาะตลาดนิช กำลังซื้อมหาเศรษฐี ใช้แบรนด์ ผ่านแบรนด์ MONÉT เติมพอร์ตอสังหาฯ Ultra Luxury พระราม 3 คือทำเลทองจากที่ดินหายาก ดีมานด์สูง ซัพพลายจำกัด ราคาที่ดินติดถนนแตะ 4 แสนบ./ตร.ว.ส่วนในซอยราคากว่า 2 แสนบ./ตร.ว. แนวโน้มความนต้องการบ้านหรูยุคใหม่แข่งขันกันที่ ‘ความเป็นส่วนตัว + คุณภาพ’ มากกว่าราคา
จากสายสัมพันธ์ญี่ปุ่น–ซีพี สู่ไทยฮับส่งออกคอนเทนต์ ปั้นนอน-มังงะ สร้างเศรษฐกิจดิจิทัล
‘ญี่ปุ่น’ ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ ‘New Cool Japan’ ส่งออกนอน-มังงะ เป้าหมาย 20 พันล้านเยนใน 7 ปีหน้า เลือก ‘ไทย’ แห่งแรกฮับคอนเทนต์ ภูมิภาคอาเซียน ขน 125 เรื่อง 1,500 ตอนจาก 76 พันธมิตร ชูสทรูฯ สตรีมผ่าน TrueVision Now เริ่ม 25 มี.ค.นี้ ญี่ปุ่นใช้ยุทธศาสตร์ New Cool Japan มุ่งผลักดันคอนเทนต์นอน-มังงะ เช่น ซีรีส์และวาไรตี้สู่ตลาดโลก ไทยถูกเลือกเป็นฮับแรกนอกประเทศ เพราะศักยภาพสื่อและอิทธิพลในภูมิภาคอาเซียน คอนเทนต์รวม 125 เรื่อง 1,500 ตอน จากพันธมิตร 76 ราย สตรีมผ่าน TrueVisions NOW ทาเคชิ ไซโต้ รองประธานบริหาร บริษัท เอ็นทีที โดโคโม (NTT Docomo, Inc.) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและโทรคมนาคมของญี่ปุ่น และพันธมิตรกระทรวงกิจการภายในประเทศและการสื่อสารของญี่ปุ่น กล่าวว่าองค์กรเอกชนธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์ 76 ราย และสถานีเครือข่ายประเทศญี่ปุ่น (โตเกียว, โอซาก้าและ นาโกย่า) ร่วมสนับสนุนนโยบายรัฐบาลญี่ปุ่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘New Cool Japan’ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมคอนเทนต์ รายการต่างๆ ที่ไม่ใช่มังงะ (Non-Manga) เช่นละครญี่ปุ่น (J-Drama) รายการวาไรตี้ อื่นๆ ออกนอกประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 พันล้านเยน ภายในปีคศ. 2033 ในเบื้องต้น บริษัทฯ ร่วมลงนามข้อตกลง (MOU) เชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ ‘Japan Content Strategic Partnership Announcement & Joint Statement’ ภายใต้นโยบาย ‘New Cool Japan Strategy’ กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประเทศไทยเป็นรายแรกนอกประเทศญี่ปุ่น สู่การเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์ญี่ปุ่นในภูมิภาคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแพลตฟอร์ม TrueVisions Now โดย กลุ่มพันธมิตรญี่ปุ่น จะนำคอนเทนต์จาก Lemino Japanese Collection จำนวน 125 เรื่อง รวมกว่า 1,500 ตอน เสนอสู่ผู้ชมชาวไทยพร้อมเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมผ่านคอนเทนต์ในสองประเทศ โดยจะมีคอนเทนต์เตรียมเปิดตัวครั้งแรกในไทย ด้วยเช่นกัน สำหรับรูปแบบคอนเทนต์ ประกอบด้วย ไลฟ์-แอคชั่น บรอดคาสต์ คอนเทนต์ (Live-Action Broadcast Content) ต่างๆ ซีรีส์ญี่ปุ่น (J-Drama) รายการวาไรตี้ญี่ปุ่น คอนเทนต์ด้านวัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น ผลงานที่ได้รับความนิยม Top 10 ในญี่ปุ่น “ความร่วมมือครั้งนี้ใช้ระยะเวลาราว 1 ปีเพื่อศึกษาข้อมูลก่อนขยายผลจะไปในทิศทางใดต่อไป” ด้าน ‘องอาจ ประภากมล’ หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคม เทคโนโลยี (Telco Technology) กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทฯเป็นฝ่ายได้รับข้อเสนอในฐานะพันธมิตรภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘New Cool Japan’ จากทางประเทศญี่ปุ่นก่อน ซึ่งการเลือกไทยเป็นประเทศแรกนอกญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นระดับองค์กรของเครือซีพี (เจริญโภคภัณฑ์) ที่ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจการค้า (Trading) ในประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลานานในช่วงก่อนหน้า พร้อมสร้างชื่อเสียงจนได้รับความเชื่อถือจนนำไปสู่การได้รับข้อเสนอดังกล่าวจากประเทศญี่ปุ่น สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ TrueVisions NOW จะนำคอนเทนต์นอน-มังงะทั้งหมด ภายใต้ Lemino Japanese Collection จำนวน 125 เรื่อง 1,500 ตอน ทยอยขึ้นวางบนเชลฟ์เพื่อให้ผู้รับชมสามารถสตรีมเนื้อหาออนไลน์ในทุกช่วงเวลาที่ต้อง (On Demand) ซึ่งจะเริ่มเปิดตัวเนื้อหาในวันที่ 25 มีนาคม 2569 นี้ บริษัทฯ คาดจะมีฐานผู้รับชมหรือดาวน์โหลดคอนเทนต์เพิ่มขึ้นราว 50% ขณะที่ปัจจุบันมีกลุ่มผู้รับชมรายการผ่าน TrueVisionNow ทุกแพลตฟอร์มราว 1.1 ล้านคน โดยประเภทรายการต่างประเทศที่ได้รับความนิยม 3 อันดับต้น มาจาก เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น องอาจ เสริมว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประเทศญี่ปุ่นภายใต้ยุทธศาสตร์ New Cool Japan ดังกล่าว เลือกให้ไทยเป็นประเทศนำร่องส่งออกอุตสาหกรรมคอนเทนต์นอน-มังงะ ด้วยเหตุผลไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพและทรงอิทธิพลด้านสื่อคอนเทนต์ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหากคอนเทนต์ได้การตอบรับดีจะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมนอน-มังงะญี่ปุ่น สามารถขยายตลาดไปยังประเทศอื่นต่อไปในอนาคต ขณะที่ทรูฯ มองโอกาสการขยายตลาดคอนเทนต์ไปยังประเทศญี่ปุ่น ในอนาคตเช่นกัน Key Takeaways ไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์ญี่ปุ่นในอาเซียน คอนเทนต์วิดีโอเป็นเครื่องมือ Soft Power สำคัญของญี่ปุ่น โอกาสขยายตลาดสู่ประเทศอื่นขึ้นอยู่กับกระแสตอบรับในไทย
ทรูตั้งวอร์รูม 24 ชม. มอนิเตอร์ใกล้ชิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง ไม่กระทบลูกค้า
TRUE ย้ำโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำยืดหยุ่นรองรับทุกสถานการณ์ มีเส้นทางสำรองและพันธมิตรระดับโลก มั่นใจหากเกิดเหตุเคเบิลใต้น้ำตะวันออกกลาง ไม่กระทบบริการอินเทอร์เน็ตลูกค้าทรู คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ‘TRUE’ ผู้ให้บริการโทรคม เทคโนโลยี (Telco Technology) เปิดเผยว่า หากมีสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อระบบเคเบิลใต้น้ำ บริษัทฯ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเชื่อมต่อต่างประเทศของลูกค้าทรูในประเทศไทย ด้วยความพร้อมของโครงข่ายที่ออกแบบให้มีความยืดหยุ่น มีเส้นทางสำรองหลายเส้นทาง เชื่อมต่อกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก และมีการบริหารจัดการรวมถึงเฝ้าติดตามโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น “ทีมงานของทรูได้ติดตามสถานการณ์เคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมบริหารจัดการโครงข่ายรวมทั้งตั้ง Warroom ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง” สำหรับโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตของของทรูนั้นมีการกระจายเส้นทางการเชื่อมต่อในหลายระดับ ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว มีเส้นทางสำรองรองรับและสามารถบริหารจัดการเส้นทางการรับส่งข้อมูลได้อย่างยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ซึ่งได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบและศักยภาพที่จะรองรับการใช้งาน ทั้งในด้านแบนด์วิดท์และเส้นทางการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ให้ความมั่นใจลูกค้าจะยังคงใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีคุณภาพต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทรูมีความพร้อมของโครงข่ายการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่พร้อมสร้างความมั่นใจในการใช้บริการได้ ดังนี้ • โครงข่ายเคเบิลอิสระจากพื้นที่เสี่ยง โครงข่ายการเชื่อมต่อระหว่างประเทศของทรู รองรับด้วยระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 (Southeast Asia–Japan Cable 2) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น โดยมีเส้นทางที่แยกออกจากภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน และยังคงให้บริการได้ตามปกติอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบ • โครงข่ายมีเส้นทางสำรองหลากหลาย (Extensive Network Redundancy) ทรูบริหารจัดการโครงข่ายให้มีความยืดหยุ่นและมีความหลากหลายของเส้นทางสำรอง โดยมีความร่วมมือกับพันธมิตรโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลก ทั้งด้านการเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย (transit) และการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างผู้ให้บริการ (peering) ในศูนย์อินเทอร์เน็ตหลัก เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งช่วยรองรับเส้นทางการรับส่งข้อมูลที่หลากหลายระหว่างภูมิภาคทั้งเอเชีย ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก และสามารถปรับเส้นทางการใช้งานไปยังเส้นทางสำรองได้โดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด • พันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่ง พร้อมศักยภาพรองรับการใช้งานได้อย่างเพียงพอ บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของทรูเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างพันธมิตรผู้ให้บริการ (peering) มากกว่า 30 ราย และเชื่อมต่อพันธมิตรระหว่างเครือข่าย (transit) อีก 9 ราย ซึ่งล้วนเป็นผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ที่มีโครงข่ายครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลก ช่วยให้สามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากเหล่าพันธมิตรระดับโลกของเราถึงศักยภาพด้านแบนด์วิดท์ที่เพียงพอ พร้อมโครงข่ายที่มีเส้นทางเชื่อมต่อหลากหลาย ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้เกิดเหตุความเสียหายของเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคตะวันออกกลาง ก็จะไม่กระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการ • ยืนยันศักยภาพโครงข่ายจากเหตุการณ์จริงในอดีต จากเหตุการณ์ในเดือนกันยายน 2568 ที่ระบบเคเบิลใต้น้ำหลายเส้นในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ได้แก่ SMW4, IMEWE (India–Middle East–Western Europe), FALCON และ EIG (Europe India Gateway) เกิดการขัดข้องในวงกว้าง แม้เหตุการณ์จะมีผลกระทบในระดับภูมิภาค แต่บริการของทรูสามารถให้บริการได้ตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยืนยันให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพของการออกแบบโครงข่ายและระบบเส้นทางสำรองที่รองรับได้อย่างมีประสิทธิผล • การเชื่อมต่อไปยังพื้นที่เสี่ยงยุโรปและตะวันออกกลางมีปริมาณไม่มาก ปัจจุบัน ปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของทรูที่เชื่อมต่อไปยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% จึงทำให้ทั้งโอกาสที่จะเกิดผลกระทบยิ่งอยู่ในขอบเขตที่จำกัด • ทีมงานเฝ้าระวังดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ทีมเน็ตเวิร์กเฝ้าติดตามสถานการณ์และประสิทธิภาพโครงข่ายทั่วโลกอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาเสถียรภาพและคุณภาพของบริการ พร้อมตอบสนองได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเหตุฉุกเฉิน โดยทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ ด้วยโครงข่ายที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อถือได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานบริการได้อย่างต่อเนื่องและมั่นใจในทุกสถานการณ์ Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่นยืนยันความพร้อมโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและมีเส้นทางสำรองหลากหลาย รองรับเหตุการณ์เคเบิลใต้น้ำในตะวันออกกลางได้โดยไม่กระทบลูกค้า มีพันธมิตรระดับโลกและแบนด์วิดท์เพียงพอรองรับการใช้งาน พร้อมทีมงานดูแลโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความต่อเนื่องของบริการ
เช็คจริต 4 เอไอตัวท็อป ChatGPT-Gemini-Claude-Grok ตั้งทีมดิจิทัลส่วนตัวช่วยงาน
รู้จัก 4 เอไอตัวท็อป ChatGPT, Gemini, Claude และ Grok ถอดจริต จุดเด่น จุดด้อย พร้อมไอเดียสร้าง ‘ทีมดิจิทัลส่วนตัว’ ในยุคเอไอใกล้ฉัน การเข้ามาของ เอไอ โดยเฉพาะในบทบาทของผู้ช่วยทำงาน เอไอ เอเจนต์ (AI Agent) เริ่มเข้ามาอยู่ชิดในระดับเอนด์-ยูสเซอร์ ผู้ใช้งานทั่วไปอย่างพวกเรา คนวัยทำงานแทบทุกเจนฯ กันมากขี้น อย่างในตอนนิ้ก็มี AI หลายตัวมาให้เราเลือกใช้งานให้ตรงกับความต้องการ เฉพาะนั้นๆ ทำให้ ‘คนหนึ่งคน’ ทั้งงานในองค์กรและงานฟรีแลนซ์ เริ่มหันไปสร้าง ‘ทีมดิจิทัล’แบบส่วนตัวกันมากขึ้น โดย Alternate-X สำรวจคาแรกเตอร์ น้องๆเอไอ 4ตัวตึงอย่าง ChatGPT•Gemini•Claude•Grok ซึ่งพบว่าแต่ละเอไอต่างมีจริตในการทำงานที่ให้มุมมมองนำเสนอ ‘OutPut’ ที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แม้จะป้อนคำสั่ง (Prompt) ชุดเดียวกันก็ตาม และนี่ คือ ไวบส์ของเอไอทั้ง 4ตัวที่เราถอดรหัสมาได้หลังคลุกคลีกับน้องๆ ทีมดิจิทัลเอไอมาร่วม 1 ปี มาเริ่มกันที่ ChatGPT จากค่าย OpenAI ในฐานะ ‘พี่ใหญ่’ สายสุภาพเรียบร้อย เก่งรอบด้าน (All-rounder) และที่ดีที่สุด pros โครงสร้าง ความเป็นเหตุเป็นผล เก่งเขียนโค้ด มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ครีเอทีฟ ไรท์ติ้ง Cons ตอบแบบทางการ (diplomatic) เกิน บางทีมองโลกสวยและสุภาพมาก (positive/nice) เกินจนรู้สึก ‘น้ำใสใจจริง’ เหมือนฝ่ายบุคคล (HR )บริษัท ไม่ค่อยมีดราม่าหรือแซวแรง ๆ Best For เหมาะกับงานแบบไหน? การวางโครงสร้างบทความหรือรายงาน (Outlining) การเขียน Code และ Debugging ที่ซับซ้อน การเกลาภาษาให้ดูเป็นมืออาชีพ (Formal Polishing) Gemini ต้นสังกัด Google ที่หลายๆ คนคุ้นเคย ‘พี่รอบรู้’ จากความฉลาดหลักแหลม Pros ความสามารถรอบด้าน (multimodal) มาครบทั้งสายเท็กซ์ วิดีโอ และรูปภาพ แบบ โหดๆ ค้นหา (research) เก่งและลึก บริบทเนื้อหา (context) กราดยาวมาก ทำงานร่วมกัน (Integrate) กับกูเกิล เวิร์คสเปซ (Google Workspace) Cons มีความเป็นกลางเน้นปลอดภัย (neutral-safety) สูง ให้อารมรณ์เหมือนดูข่าวโทรทัศน์ ไม่มี ‘หัวใจ’ หรืออารมณ์ขัน (humor)แนวดิบ ๆ มากนัก Best For เหมาะกับงานแบบไหน? การหาข้อมูลที่ อัปเดท ล่าสุด การวางแผนการท่องเที่ยวหรือสายคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง งานที่ต้องวิเคราะห์ร่วมกับไฟล์ภาพหรือวิดีโอ (Multimodal) Claude จากค่าย Anthropic ‘นักปราชญ์ใจดี’ มีความเห็นอกเห็นใจสูงสุดๆ (empathetic) Pros สายความเป็นเหตุเป็นผล แบบลอง-ฟอร์ม ดีป ทอล์ค ได้มีจริยธรรม เก่งงานเขียนชุดคำสั่งภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างโปรแกรมหรือแอปพลิเคชัน และตรวจหา วิเคราะห์ และแก้ไขข้อผิดพลาด (Coding/Debugging) คุณภาพสูง ว่ากันว่าคิดตามหลักการ(methodically)ใกล้เคียงมนุษย์จริง ๆ Cons เน้นปลอดภัยมาก่อน (safety-first) เกิน บางทีไม่ตรงแรง ไม่นอกกรอบมากนัก Best For เหมาะกับงานแบบไหน? งานเขียนสายครีเอทีฟ ที่ต้องการอารมณ์ร่วม การสรุปเอกสารยาวๆ (Long Context) โดยไม่หลุดประเด็น การเป็นคู่คิด (Brainstorming) ที่ให้คำแนะนำแบบเห็นอกเห็นใจ Grok จากต้นสังกัด xAI (อีลอน มัสก์) คนนี้เป็น ‘บัดดี้สายขบถ’ วางตัวเป็นเพื่อนสนิทกับยูสเซอร์ สุดๆ Pros ตอบคำถามแบบตรงไปตรงมา ไม่พยายามสั่งสอนศีลธรรมผู้ใช้มากเกินไป แอบดื้อนิดๆ กว่าเอไอ ตัวอื่น ๆ ปล่อยมุกแห้ง ๆ ได้ Cons ไม่เน้นทางการ ต้องบอกเงื่อนไขการสนทนา ไม่คัดกรองเนื้อหา ‘Safety Net’ เทียบเท่ากับเอไอระบอื่นๆ Cons Best For เหมาะกับงานแบบไหน? การตามเทรนด์ร้อนบน Social Media (X/Twitter) การวิเคราะห์ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ (Controversial Topics) งานที่ต้องการไอเดียแบบ ‘นอกกรอบ’ หรือกวนๆ (Wit & Humor) เห็นจริตเอไอทั้ง 4 คนนี้แล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ผู้ใช้งานแล้วว่าจะเซ็ตทีมดิจิทัลเอไอ แบบส่วนตัวกันยังไงดี? STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
จากฟาร์มถึงโต๊ะ งานโครงการหลวงฯ2569 ไทยเบฟฯร่วมวิถีชุมชนยั่งยืน
ไทยเบฟ ส่งต่อภูมิปัญญาไทย สู่ใจกลางสยาม เจาะเส้นทางวิถีกินยั่งยืนคู่ชุมชนท้องถิ่นเติบโตในงาน Royal Project Gastronomy Festival 2026 งานจัดโดย มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ภายใต้แนวคิด “Taste of Longevity: From Farm to Table” ภายในงานมีเมนูจากวัตถุดิบโครงการหลวง พร้อมกิจกรรม Workshop เปิดประสบการณ์เรียนรู้ด้านอาหาร ธรรมชาติ และสุขภาพแบบครบวงจร ไทยเบฟนำเสนอสินค้าชุมชนผ่าน “สารพัดสรรพศิลป์” เช่น งานหัตถกรรม เสื้อผ้า และสมุนไพร สะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม งาน Royal Project Gastronomy Festival 2026 จัดโดย มูลนิธิโครงการหลวง ภายใต้แนวคิด “Taste of Longevity: From Farm to Table” มุ่งถ่ายทอดแนวคิดการกินอยู่เพื่อสุขภาพและความยั่งยืน ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสคุณค่าของอาหารตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ผ่านวัตถุดิบคุณภาพจากโครงการหลวง ร่วมมือรัฐ–เอกชน การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของมูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีผู้แทนสำคัญเข้าร่วมในพิธีเปิด อาทิ ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ กรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง คุณน้ำฝน อังศุธรรังสี ผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กรของ ไทยเบฟเวอเรจ เส้นทางจากฟาร์มถึงโต๊ะ ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสบรรยากาศและ “รสชาติแห่งความยั่งยืน” จากยอดดอย ผ่านเมนูอาหารที่รังสรรค์จากวัตถุดิบโครงการหลวง รวมถึงกิจกรรม Workshop ที่เปิดโอกาสให้เรียนรู้ ลงมือทำ และเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด Gastronomy กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แนวคิด Gastronomy ไม่ได้หยุดแค่เรื่องอาหาร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบท้องถิ่น สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และต่อยอดภูมิปัญญาชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไทยเบฟ ส่งต่อคุณค่าชุมชน ไทยเบฟเวอเรจ ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์จาก “สารพัดสรรพศิลป์” ที่สะท้อนภูมิปัญญาไทยและศักยภาพของคนในชุมชน อาทิ เครื่องเงินแบรนด์ Smile Silver จากดีไซเนอร์รุ่นใหม่ร่วมกับชาติพันธุ์กะเหรี่ยงลำพูน Treasure House เสื้อผ้างานปักมือ Eko เสื้อผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากห้อม MINDHOM ผลิตภัณฑ์สมุนไพรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม Corsair กระเป๋าผ้าด้นมือจากผ้าเก่าอินเดีย บาติกเดอนารา ผ้าบาติกจากช่างฝีมือ การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการสร้างโอกาสให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตได้อย่างยั่งยืน สถานที่และระยะเวลาจัดงาน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของอาหารและสินค้าชุมชนได้ที่บูทของไทยเบฟ ภายในงาน Royal Project Gastronomy Festival 2026 ตั้งแต่วันนี้ถึง 29 มีนาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน Key Takeaways งาน Royal Project Gastronomy Festival 2026 ถ่ายทอดแนวคิด “From Farm to Table” เชื่อมผู้บริโภคกับแหล่งผลิต เน้นอาหารสุขภาพและความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไทยเบฟเวอเรจ ใช้ Gastronomy เป็นเครื่องมือหนุนเศรษฐกิจชุมชน สร้างรายได้และโอกาสให้ผู้ผลิตท้องถิ่นเติบโตอย่างยั่งยืน งานรวมอาหาร วัฒนธรรม และงานคราฟต์ จากภูมิปัญญาไทยไว้ในที่เดียว ยกระดับ “ของดีชุมชน” สู่ประสบการณ์ร่วมสมัยในใจกลางเมือง
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จัดโปรลดสูงสุด 5 แสนบ.งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ร่วมงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 49 จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 5 ชั้น LG นำเหล่าทัพที่อยู่อาศัยคุณภาพจากหลากหลายโครงการในเครือมาให้เลือกกันแบบจุใจ พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 500,000 บาท และรับเพิ่ม Samsung S26* นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ “LALIN” ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีที่สุด ผ่านโครงการที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้า แต่ยังต้องสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าบ้านคือจุดเริ่มต้นของความสุขและอนาคตที่มั่นคงของทุกครอบครัว โดยในงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 49 ลลิล พร็อพเพอร์ตี้มาภายใต้ธีม “ดีลดุ ลดเดือด” นำโครงการคุณภาพทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแนวคิดใหม่ (บ้านแฝด) และทาวน์โฮม ประกอบด้วย บ้านลลิล, แลนซีโอ, ไลโอ และลลิล กรีนวิลล์ บน 4 ทำเลศักยภาพ โซนกรุงเทพฯตอนเหนือ รังสิต ลำลูกกา คลองหลวง รามอินทรา วัชรพล สายไหม โซนกรุงเทพฯตะวันออก บางนา เทพารักษ์ อ่อนนุช ลาดกระบัง ฉลองกรุง โซนกรุงเทพฯตะวันตก พระราม5 บางใหญ่ และโซนกรุงเทพฯตอนใต้ บางแค เพชรเกษม พุทธมณฑลสาย4 ประชาอุทิศ สุขสวัสดิ์ พระราม2 เอกชัย โดยมีโครงการที่ได้รับความนิยม อาทิ บ้านลลิล เดอะเพรสทีจ อ่อนนุช – สุวรรณภูมิ , บ้านลลิล รังสิต คลอง 2 , แลนซีโอ คริป วงแหวนฯ – พระราม 2 , แลนซีโอ คริป 2 สุขสวัสดิ์ – ประชาอุทิศ90 , ไลโอ 2 วงแหวนฯ – ปิ่นเกล้า , ไลโอ ติวานนท์ – รังสิต ในราคาพิเศษกว่า 40 โครงการ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบ้านคุณภาพ “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษ ส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท และสำหรับผู้ที่จองภายในงาน รับเพิ่ม Samsung S26* มูลค่า 33,900 บาท ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ตั้งแต่วันที่ 19-22 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ด้วย
คนไทยเที่ยวสั้นถี่ขึ้น ‘โรบินสัน กาญจนบุรี’ ปรับใหญ่เกาะมอเตอร์เวย์ ‘M81’ เร่งทราฟฟิกพุ่ง
โรบินสัน กาญจนบุรี โฉมใหม่รับพลังมอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่-กาญจนบุรี หดเดินทางไวขึ้นตามเทรนด์คนรุ่นใหม่วางทริปสั้นแต่เที่ยวบ่อยขึ้น เลิกเป็นศูนย์ฯแค่แวะมาแต่ขอเป็นแหล่งเติมไลฟ์สไตล์ทุกโมเมนต์ M81 ปลดล็อกการเดินทาง มอเตอร์เวย์บางใหญ่–กาญจนบุรี ลดเวลาเดินทางเหลือราว 1 ชั่วโมง ปริมาณรถวิ่งกว่า 35,000–50,000 คัน/วัน ดันทราฟฟิกพุ่ง เทรนด์เที่ยวสั้นมาแรง พฤติกรรม One Day Trip และ Micro-travel เติบโตชัดเจน ยอดค้นหาที่พักกาญจนบุรีบน Agoda พุ่งถึง 95% โรบินสันปรับเกมรับดีมานด์ รีโนเวตสู่ “Lifestyle Hub” รวมกว่า 200 ร้านค้า ดึง Food, Fashion, Experience ครบวงจร รองรับคนทุกเจเนอเรชัน หลังจากบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มเซ็นทรัล (ซีจี) ผู้นำธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่งรายใหญ่ เข้าลงทุนศูนย์การค้าโรบินสัน ในจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่ 13 ปีก่อน ล่าสุดปรับโฉมพร้อมวางตำแหน่งทางการตลาดสู่ ‘โรบินสันไลฟ์สไตล์’ ในฐานะ ‘Central to Life’ ศูนย์กลางชีวิตของผู้คนในพื้นที่ภายใต้แนวคิด ‘กาญฯ ฟีลกู๊ด’ (KAN FEEL GOOOOOOOOD) เปลี่ยนภาพจำจากสถานที่ที่แค่แวะมาสู่ ‘สถานที่ที่เปลี่ยนอารมณ์ของคุณให้ดีขึ้นได้ทุกวัน’ จากคอนเซปต์ใหม่ของ ‘โรบินสันไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี’ ในครั้งนี้ เซ็นทรัลฯ มองว่าเป็นการปรับบทบาทศูนย์ฯเพื่อรองรับการเติบโตของผู้คนท้องถิ่นที่เป็นคนรุ่นใหม่ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี ที่กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายปลายทางการเดินทางและท่องเที่ยว ที่น่าจับตามากขึ้น โดยเฉพาะการ ‘ปลดล็อค’ การเดินทางไปยังเมืองกาญจน์จากรุงเทพฯ ได้เร็วขึ้นใน 1 ชั่วโมง จากเดิมราว 3-4 ชั่วโมง หลังเปิดใช้มอเตอร์เวย์ M81 บางใหญ่–กาญจนบุรี อย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา คำค้น ‘กาญจนบุรี’ พุ่ง 95% สอดรับข้อมูลจากกรมทางหลวงพบว่าตั้งแต่พ.ค. 68 จนถึงปัจจุบัน มีปริมาณรถเฉลี่ยมากกว่า 35,000 คันต่อวัน และสูงสุดกว่า 50,000 คันต่อวันในช่วงวันหยุดยาว นอกจากนี้ ในช่วง 11 วันของเทศกาลปีใหม่ 2569 (ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69) มีรถใช้เส้นทาง M81 กว่า 557,880 คัน จากสถิตินี้ ส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกาญจนบุรีอย่างเห็นได้ชัดเจน รวมกับพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยที่เปลี่ยนไปสู่การท่องเที่ยวแบบ One Day Trip และ Micro-travel (เที่ยวทริปสั้นๆ แต่บ่อยครั้ง) มากขึ้น ทำให้ยอดค้นหาที่พักในกาญจนบุรีบนแพลตฟอร์ม Agoda เติบโตขึ้นถึง 95% ในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนชัดว่ากาญจนบุรีกำลังเข้าสู่จังหวะใหม่ของการเติบโต แนวโน้มดังกล่าว เซ็นทรัล รีเทล มองเห็นโอกาสการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัด พร้อมปรับโฉมใหม่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี ให้ครบและตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกเจเนอเรชั่น เพื่อรองรับให้ทันกับเมืองที่กำลังเติบโตในทุกด้าน พร้อมถ่ายทอดตัวตนของ ‘กาญจนบุรี’ ผ่านงานออกแบบในทุกพื้นที่ ตีโจทย์เมืองกาญจน์เข้าไลฟ์สไตล์ ต่อการรีโนเวตครั้งใหญ่ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ศูนย์ให้ทันสมัย ไปพร้อมออกแบบประสบการณ์ใหม่ทั้งระบบ สะท้อนเอกลักษณ์ของกาญจนบุรีผ่านภาษาดีไซน์ร่วมสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองมากขึ้น โดยนำสถาปัตยกรรม ศิลปะ และบริบทของเมืองเข้าไว้ด้วยกัน โดยรายละเอียดของแต่ละโซนถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับตัวตนของจังหวัดอย่างชัดเจน เริ่มจาก Common Area ได้แรงบันดาลใจจาก ดอกกาญจนิการ์สีขาว ดอกไม้ประจำจังหวัด ถ่ายทอดผ่านพื้นผิว ผนัง และองค์ประกอบตกแต่ง เพื่อสร้างความไหลลื่นของพื้นที่ โซนแฟชั่นและโซน IG Brand ถูกออกแบบในคอนเซ็ปต์เหล่าผีเสื้อ สื่อถึงความสุข ความอิสระ และความสุนทรีย์ของการใช้ชีวิต ตอบโจทย์ทั้งการช้อปและการถ่ายภาพ Food Haven โฉมใหม่ ถูกออกแบบให้ถ่ายทอดบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติ ผ่านแรงบันดาลใจจาก ร่มเงาของต้นไม้ และ ตลาดคนเดินกาญจนบุรี สร้างความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และมีชีวิตชีวา โซน Light Food ดึงรูปทรงของ ใบไม้ และโทนสีจาก ต้นจามจุรียักษ์ มาใช้เป็นองค์ประกอบหลัก เชื่อมโยงพื้นที่เข้ากับธรรมชาติซึ่งเป็นหนึ่งในเสน่ห์สำคัญของจังหวัด รวบตึงร้านดังโรบินสัน กาญจนบุรี นอกจากนี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี ยังนำร้านค้ากว่า 200 ร้านมาให้บริการพร้อมเสริมแม่เหล็กด้วย Food Haven และ Sunday Playland ตอกย้ำความเป็น Lifestyle Hub เป็นแกนหลักตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและการเติบโตของเมือง ทั้งร้านค้าแฟชั่น/บิวตี้, ดิจิทัลไลฟ์สไตล์สินค้าหมวดเทคโนโลยี-ไอที, บริการทางการเงินต่างๆ นอกจากนี้ยัง นำ Tops ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมี่ยม คัดสรรของกิน ของใช้มารองรับความต้องการ สำหรับการเปิดตัวโฉมใหม่ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ กาญจนบุรี ครั้งนี้ ยังร่วมกับพันธมิตรร้านค้า/ผู้เช่าภายในศูนย์การค้าฯ จัดโปรโมชันพิเศษและสิทธิประโยชน์ต่างๆ สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ของศูนย์การค้าฯโฉมใหม่ ด้วยส่วนลด กิจกรรมลุ้นรางวัล และสิทธิประโยชน์จากร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 เมษายน 2569 Key Takeaways มอเตอร์เวย์ M81 เปลี่ยน ‘กาญจนบุรี’ เป็นเมืองใกล้กรุง ดันดีมานด์ท่องเที่ยวพุ่ง คนไทยหันเที่ยวทริปสั้นแต่ถี่ขึ้น (Micro-travel) เร่งทราฟฟิกเข้าเมืองรอง โรบินสันกาญจนบุรีรีโนเวตใหญ่ ปรับสู่ Lifestyle Hub รับเศรษฐกิจท้องถิ่นโต
สงกรานต์ปี69 จะฝืดไหม?!? โฮสต์Airbnb บอกยอดจองว่าง70% คนหดมู้ดเที่ยว
สงกรานต์ปี 2569 อาจมีแววส่อชะลอเศรษฐกิจท่องเที่ยว หลัง ‘โฮสต์ Airbnb’ เผยห้องว่างสูงถึง 70% จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กดดีมานด์ยุโรป-ตะวันออกกลาง ห้องพักว่างสูงผิดปกติ โฮสต์ Airbnb หลายพื้นที่เผยห้องว่าง 70-95% ในช่วง High Season บางทำเลอย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต พบการยกเลิกหรือไม่มีจองเลย สงครามกดดีมานด์ท่องเที่ยว ความขัดแย้งตะวันออกกลางทำให้เที่ยวบินยกเลิกกว่า 800-1,000 เที่ยว นักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางชะลอการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงทั้งปี 2569 นักท่องเที่ยวสะสมต้นปีราว 7.49 ล้านคน ลดลงจากปีก่อน หากยืดเยื้อ 3 เดือน อาจทำทั้งปีหาย 18-25% จากเป้า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า การท่องเที่ยวไทยปี2569 จะยังสดใส ด้วย ‘ประเทศไทย’ ยังครองตำแหน่ง’ตัวแม่’จุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลก หลังได้ ‘ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินระดับโลกมาร่วมเป็นตัวแทนการท่องเที่ยว Amazing Thailand Ambassador อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เปิดปี 69 ‘ททท. x LISA’ ใช้ 10 พลังเสน่ห์ท้องถิ่น รีเซ็ตภาพเที่ยวไทยอวดโลก ตัวเต็มทีวีซี Feel All The Feelings ‘ลิซ่า’ อันซีน เชียงใหม่-ลำปาง-พะเยา-อุดร โดยเฉพาะในเดือนเมษายน 2569 จากเทศกาล ‘มหาสงกรานต์’ เมกาอีเวนต์วัฒนธรรมของไทยที่จัดเต็มพื้นที่ทั่วประเทศ ที่ไปพร้อมกับการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ทว่า จากสถานการณ์ขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และ อิหร่าน ที่ลากยาวร่วมสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงในตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญโลกหลายฝ่ายยังมองไม่เห็น ‘ทางลง’ เหตุการณ์ในครั้งนี้วาจะไปหยุดที่จุดใด ทำให้หลายประเทศทั่วโลก รวมทั้ง ‘ไทย’ เตรียมมองมุมใหม่รับมือสิ่งที่จะตามมา โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ในปี 2569 นี้ ททท. วางเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทย 36.7 ล้านคน ที่จะต้องลุ้นว่าบรรยากาศการท่องเที่วยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เดือนเมษายนปีนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นการท่องเที่ยวที่สดใส หรือไม่ ที่พักรายเล็ก หัวเมืองเที่ยวว่าง 70% โดย Alternate-X ตรวจสอบความคิดเห็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊คในชุมชนกลุ่ม Airbnb Host Thailand พบว่ามีสมาชิกผู้ใช้งานบัญชี (Account) รายหนึ่งตั้งโพสต์ขอความคิดเห็นการเข้ามาทำธุรกิจในแพล็ตฟอร์ม Airbnb ในช่วงตึงเครียกจากสถานการณ์ตะวันออกกลางจะได้รับผลกระทบหรือไม่? และนำไปสู่ความเห็นหลากหลายของสมาชิกกลุ่มต่างเริ่มไม่มั่นใจในธุรกิจให้บริการที่พักของตัวเองมาแบ่งปันให้กับนักเดินทางบนแพลตฟอร์ม AirBNB ในช่วงนี้ ที่มีผลต่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป โดยเจ้าของ (Host) ที่พัก AirBNB บางรายให้ความเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาถึงในตอนนี้ ซึ่งปกติแล้วเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทย แต่กลับพบว่ามีอัตราห้องพัก (Occupancy Room) ‘ว่าง’ ราว 70% ซึ่งค่อนข้างกังวลใจว่าจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ ซึ่งปกติเป็น High Season ของประเทศไทย ขณะที่บรรยากาศหลักของ โฮสต์ Airbnb ส่วนใหญ่ บอกว่ามี “ปีนี้ห้องว่างสูงผิดปกติ” มีบางรายเผยอัตรา ห้องว่าง 70-95% หรือ “ไม่มีจองเลย” โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก (กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ภูเก็ต, พัทยา, กระบี่, สมุย) โดยปัจจัยลบที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด คือ ความกังวล มาจาก สงครามอิหร่าน/ตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายเที่ยวบินยกเลิก มีการบินอ้อม และราคาบัตรโดยสารที่สูงขึ้นมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกล (ยุโรป และตะวันออกกลาง) หาย/เลื่อน/ยกเลิก โอเวอร์ซัพพลาย (Oversupply) ห้องพักจำนวนมาก บวกกับลูกค้าน้อยลง ทำให้แข่งขันสูง ทำให้โฮสต์ ต้องลดราคาหรือเร่งการทำตลาดโปรโมตหนัก นอกจากนี้ ยังมีเจ้าของแอร์บีเอ็นบี บางรายบอกว่าก่อนหน้านี้ “เคยเกือบ 95% เต็ม แต่ตอนนี้เหลือเยอะ” หรือ “70% ว่างแล้ว” โดยยกตัวอย่างทำเลบริการที่พัก อย่าง นิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ ‘โฮสต์’รายหนึ่ง บอกว่า ‘ไม่มีจองเลย’ หรือมี ‘2บุ๊คกิ้ง’ ในขณะนี้ ภูเก็ต ยกเลิกหมดจนถึงกลางเมษา ด้วยก่อนหน้านี้แม้ว่าห้องจะเต็มแต่โดนยกเลิก กรุงเทพฯ เจ้าของที่พักบางราย ระบุว่าได้กลุ่มนักท่องเที่ยว/เดินทางเป็นลูกค้าอาเซียนเกือบ 100% อย่างไรก็ตาม โฮสต์AirBNB หลายรายให้ความเห็นตรงกันว่า สงครามมาแต่ไม่ใช่เหตุผลหลักแต่ยอมรับว่ากระทบ พร้อมร่วมแสดงความเห็นต่อการปรับตัวด้วยหากยังมีสภาพคล่องทางธุรกิจ หรือ ถือ ’เงินเย็น’ เพื่อประคับประคองการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มนี้ต่อไป แต่หากสงครามครั้งนี้ยืดเยื้ออาจ ‘แย่’ ทำราคาไม่เกินทุน-ลูกค้าหาคุ้มค่า ส่วนวิธีรับมือ การทำตลาดและการแข่งขันในช่วงนี้ เจ้าของที่พักต่างร่วมให้คำแนะนำการทำตลาด โดยเริ่มจากถ่ายรูปห้องดี ๆ ลงแอป พร้อมเพิ่มระบบจอง และใช้ราคาแข่งขัน ที่ไม่สูงเกินต้นทุนมากนัก เพื่อรองรับโอเวอร์ซัพพลาย ด้วยลูกค้าน้อยลงและมักเลือกห้องดี ราคาประหยัดมาก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยในเดือนมี.ค. 2569 คาดแตะ 3.5–4 ล้านคน จากปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ กระทบต้นทุนเดินทาง เริ่มกดดีมานด์ตลาดยุโรป และ ตะวันออกกลางชะลอ จากเมื่อต้นปีนี้ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวราว 7.15 ล้านคน จากสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นสามารถสรุปทิศทางดังนี้ ต้นปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) ตลาดตะวันออกกลางลดลงหนัก ราว 55% ยุโรป และ ตะวันออกกลาง รวมลดลงประมาณ 16-18% จากแนวโน้มปกติ นักท่องเที่ยวทั้งหมดสะสมราว 49 ล้านคน (ลด 4-5% จากปีก่อน) แต่ตลาดระยะใกล้ (เอเชีย จีน อินเดีย มาเลเซีย) ยังแข็งแกร่งช่วยพยุงไว้ สงครามกระทบการเปลี่ยนเที่ยวบิน (transit) ยุโรป/ตะวันออกกลางเสียหายหนัก (เที่ยวบินยกเลิกมากกว่า 800-1,000 เที่ยว มีนักท่องเที่ยวตกค้าง ประมาณ 45,000 คน) ทั้งนี้ หากสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือน คาดส่งผลกระทบท่องเที่ยวทั้งปีอาจลด 18-25% (จากเป้า 36-37 ล้าน → เหลือ 27-31 ล้าน) รายได้หายหมื่น-สี่หมื่นล้าน จากในปี 2568 ที่ผ่านมารายได้จากการท่องเที่ยวไทย รวมประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท Alternate-X สรุปให้ สงกรานต์ปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอน แม้ไทยยังเป็นจุดหมายหลักของโลก โฮสต์ Airbnb เผยอัตราห้องว่างสูงผิดปกติถึง 70-95% ในหลายเมืองท่องเที่ยว ปัจจัยหลักมาจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง ทำให้เที่ยวบินลดและค่าตั๋วแพงขึ้น ขณะที่ตลาดยุโรปและตะวันออกกลางชะลอ โดยนักท่องเที่ยวเอเชียยังช่วยพยุง หากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบทั้งปี ทำจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
บิตคอยน์พุ่ง 2 หลัก รับขัดแย้งตะวันออกกลาง เงินไหลเข้า ETF แทนทองคำ
Bitget มองแนวโน้มตึงเครียดอิหร่านลากมา 2สัปดาห์ พาตลาดบิตคอยน์ให้ผลตอบแทน 2 หลัก มองต่อลุ้นราคาพุ่ง 84,000 ดอลลาร์ จากเม็ดเงินไหลเข้าETF ส่ง GetClaw ใช้เอไอติดตามกระแสเรียลไทม์วิเคราะห์ลงทุน บิตคอยน์ Outperform ตลาด บิตคอยน์ให้ผลตอบแทนระดับ 2 หลัก ท่ามกลางความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน เหนือกว่าทองคำและตลาดหุ้นที่เคยเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เงินไหลเข้า ETF ชัดเจน นักลงทุนสถาบันโยกเงินเข้าสู่ Bitcoin ETF แทนทองคำ สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองสู่สินทรัพย์ดิจิทัลเป็น Store of Value AI + คริปโต = เทรนด์ใหม่ Bitget เปิดตัว GetClaw ใช้ AI วิเคราะห์และเทรดแบบเรียลไทม์ ชี้เทรนด์ใหม่ของการลงทุนที่ผสาน AI และบล็อกเชน เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ระดับโลก กล่าวว่าจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านผ่านมาได้กว่า 2 สัปดาห์ หากไม่นับราคาน้ำมันดิบ ‘บิตคอยน์’ ถือเป็นสินทรัพย์เดียวที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับเลข 2 หลัก เอาชนะทั้งตลาดหุ้นและทองคำซึ่งในอดีตมักจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในภาวะความไม่สงบ โดยเชื่อว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าในกองทุนขนาดใหญ่บิตคอยน์ ‘Bitcoin ETF’ ในช่วงที่ผ่านมาแทนที่จะเป็นทองคำในภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บ่งบอกถึงพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันที่มองสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์กักเก็บมูลค่า (Store Of Value) ที่มีความยืดหยุ่นในช่วงที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ยังรวมถึงความต้องการสินทรัพย์ที่มีความแตกแยกจากสินค้าโภคภัณฑ์แบบดั้งเดิมที่ถูกผูกติดกับราคาน้ำมัน ส่วนตลาดหุ้นและทองคำปรับตัวขึ้นมาได้แรงก่อนหน้านี้ทำให้มีความเสี่ยงที่จะปรับฐานและเม็ดเงินไหลกลับไป ขณะที่ บทบาทของบล็อกเชนได้ขยายตัวเกินกว่าการเป็นแค่สินทรัพย์การลงทุนเพื่อซื้อขายทำกำไร แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับเทคโนโลยีในยุคหน้าอย่างเช่น AI ล่าสุดได้เกิดกระแสการใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงปฏิบัติการ (AgentAI ) อย่าง OpenClaw ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับบล็อกเชนอย่างเช่นการใช้จ่ายเงินด้วยเหรียญที่มีมูลค่าคงที่ (Stablecoin) “สิ่งนี้ทำให้เกิดเรื่องเล่าหรือ Narrative ใหม่ในตลาดการลงทุน ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มโยกย้ายเงินหนีความเสี่ยงมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ” นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงบวกอื่นอย่างเช่นแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันผ่าน ETF และข้อมูลบนบล็อกเชน (OnChain Data) ที่สะท้อนว่าการประเมินมูลค่าของบิตคอยน์อยู่ในระดับที่ไม่ถูกและไม่แพงเกินไป เรามองว่าบิตคอยน์จะมีอัพไซด์ในช่วงระยะสั้นนี้ที่ 84,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เฉิน กล่าวต่อว่า Bitget ในฐานะ Universal Exchange (UEX) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดเปิดตัว GetClaw ซึ่งเป็น AgentAI สำหรับการเทรดแบบอัตโนมัติรายแรกของโลกที่ไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสามารถเริ่มใช้งานได้ภายในไม่กี่วินาที โดย GetClaw จะติดตามภาวะตลาดคริปโตแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนผู้ใช้งานเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมการเทรดของผู้ใช้และนำไปปรับปรุงการวิเคราะห์ตลาดให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนที่มีความเป็นเฉพาะตัวได้ในที่สุด โดยวิธีใช้งานจะต้องติดตั้ง Telegram ลงในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือสมาร์ทโฟน จากนั้นก็สามารถพิมพ์สื่อสารกับ GetClaw ได้เลย จากแผนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย ‘ Bitget’ สู่การเป็น Universal Exchange ด้วยจำนวนผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย และเป็นศูนย์รวมของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเอไอที่ช่วยให้การลงทุนในยุคดิจิทัลง่ายขึ้นตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ Alternate-X สรุปให้ Bitget ชี้ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านกว่า 2 สัปดาห์ ดันบิตคอยน์ให้ผลตอบแทนระดับ 2 หลัก หลังเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ Bitcoin ETF แทนทองคำ สะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนสถาบัน บิตคอยน์เริ่มถูกมองเป็นสินทรัพย์กักเก็บมูลค่าใหม่ในภาวะภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด คาดราคามีอัพไซด์แตะ 84,000 ดอลลาร์ จากแรงซื้อและข้อมูล On-chain Bitget เปิดตัว GetClaw ใช้ AI วิเคราะห์ตลาดคริปโตแบบเรียลไทม์ เสริมการลงทุนยุคใหม่
ไทยเบฟ รับรางวัล WaterTech & Sanitation Innovation Award
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ได้รับรางวัลเทคโนโลยีน้ำสะอาดและสุขาภิบาล (Water Tech & Sanitation Innovation Award)ในงาน “The 2nd BT Awards: The Impact Makers” เวทีประกาศรางวัลนวัตกรรมระดับประเทศที่มุ่งยกย่ององค์กร บุคคล และโครงการที่ใช้เทคโนโลยีสร้าง “ผลกระทบเชิงบวก” ที่วัดผลได้ต่อผู้คน และสังคม ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยองค์การสหประชาชาติ โดยมี คุณพลปิยะ ฐิติเวส ผู้อำนวยการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เป็นผู้แทนรับมอบรางวัลดังกล่าว ณ อาคาร True Digital Park เมื่อวันก่อน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นถึงความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางสถานการณ์ภัยธรรมชาติซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จึงได้สนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ให้แก่ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อช่วยเติมเต็มระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือและภาคกลาง ครอบคลุมลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน โดยข้อมูลจากสถานีโทรมาตรฯ จะช่วยเสริมฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติให้สมบูรณ์และเป็นข้อมูลสำคัญในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เพื่อวางแผนเตือนภัย ป้องกันภัยพิบัติ รวมถึงใช้ในการฟื้นฟูและบริหารจัดการพื้นที่ป่าต้นน้ำ รางวัลดังกล่าว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟ และ สสน. ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นการวางรากฐานด้านข้อมูลน้ำที่แม่นยำ ผ่านความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน
อสังหาฯยูนิตล้น โอกาสบริหารโอเวอร์ซัพพลาย ‘LPP’ ขยายตลาดนัน-เรสซิเดนซ์
LPP ต่อยอดประสบการณ์บริหารฐานลูกบ้านกว่า 300 โครงการ เปิดตัว ‘UP’ 9 เซอร์วิอสังหาฯ ครบลูปรับดีมานด์อยู่อาศัยยุคใหม่ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 2.2 พันล้านบาท ฐานธุรกิจแกร่ง LPP ดูแลโครงการมากกว่า 300 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 13 ล้าน ตร.ม. มีประสบการณ์ในตลาดบริหารอสังหาฯ ยาวนานกว่า 34 ปี เปิดเกมบริการ 9 ด้าน (UP Services) ครอบคลุมตั้งแต่บริหารชุมชน งานก่อสร้าง ซ่อมแซม ไปจนถึงพลังงานและความปลอดภัย ขยายบริการสู่ลูกค้า Non-LPN และอาคารเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ เป้าหมายรายได้เติบโต ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 2,200 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ 1,832 ล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยดีมานด์บริการคุณภาพสูง และการดูแลทรัพย์สินแบบมืออาชีพ สุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) ผู้ดำเนินธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าตลาดบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ในไทยมีแนวโน้มขยายการเติบโตต่อเนื่อง โดยสมาชิกผู้อยู่อาศัยในสังคมแต่ละโครงการ ต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ บริษัทฯ มีประสบการณ์ในตลาดกว่า 34 ปีถึง ปัจจุบันดูแลโครงการมากกว่า 300 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 13 ล้านตารางเมตร ได้เปลี่ยนผ่านสู่การให้บริการครอบคลุมทุกมิติของอสังหาริมทรัพย์ จากเดิมในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการชุมชน (Community Management) โดย LPP พบว่าความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก โดยมีปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไขคือ ความกระจัดกระจายของบริการ หลังพบการบริหารจัดการอาคารหรืองานซ่อมแซมทำได้ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งลูกค้าต้องการความมั่นใจว่าการใช้ชีวิตอยู่อาศัยราบรื่น ความซับซ้อนของอาคารสมัยใหม่ อาคารยุคใหม่ต้องการการดูแลเชิงวิศวกรรมและการจัดการพลังงานที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งลำพังแค่การดูแลชุมชนแบบเดิมไม่เพียงพอ การรักษาความพึงพอใจและมูลค่าทรัพย์สิน เจ้าของอาคารและผู้อยู่อาศัยกังวลเรื่องคุณภาพชีวิตที่ลดลงและมูลค่าทรัพย์สินที่จะเสื่อมถอยตามกาลเวลาหากขาดการดูแลระดับมืออาชีพ สุรวุฒิ เสริมว่า จากแนวโน้ม ดังกล่าว ยังสะท้อนโอกาสทางธุรกิจ LPP ขยายการให้บริการเพื่อรองรับความจำเป็นระดับระบบนิเวศ (Ecosystem) บริการด้านอสังหา ที่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มลูกค้า Non-LPN และอาคารเชิงพาณิชย์ จากเดิมที่จำกัดเพียงการดูแลนิติบุคคล ล่าสุด LPP เปิดตัวมาสเตอร์ เซอร์วิส แบรนด์ใหม่ ‘UP’ (อัพ) ภายใต้คอนเซปต์ ‘Smooth Up Your Living’ แบ่ง 9 บริการหลัก ดังนี้ LIVE UP: บริหารจัดการนิติบุคคลและชุมชนที่พักอาศัย WORK UP: บริหารจัดการอาคารสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ BOOK UP: บริการงานขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร PLAN UP: ที่ปรึกษาพัฒนาโครงการและบริหารงานก่อสร้าง BUILD UP: บริการรับเหมาก่อสร้าง ตกแต่ง และติดตั้งงานระบบ FIX UP: งานปรับปรุงซ่อมแซมอาคาร ทรุด-ร้าว-กันซึม และงานระบบสุขาภิบาล POWER UP: บริหารจัดการพลังงาน ระบบไฟฟ้า และโซลาร์เซลล์เพื่อความยั่งยืน SECURE UP: ระบบรักษาความปลอดภัยบูรณาการ พร้อมศูนย์ EOC ตลอด 24 ชม. CLEAN UP: บริการทำความสะอาดครบวงจรสำหรับธุรกิจเฉพาะทาง (โรงแรม, โรงพยาบาล, โรงงาน) จากบริการใหม่ดังกล่าว LPP วางเป้าหมายรายได้ในปี2569 อยู่ที่ 2,200 ล้าน จากในปี 2568 มีรายได้สูงถึง 1,832 ล้านบาท Alternate-X มองว่าแผนธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ LPP เพื่อเพิ่มรายได้ตลาดนอน-เรสซิเดนซ์ ของบริษัทแม่ LPN ที่ยังขยายต่อไปยัง กลุ่มบริการ WORK UP (อาคารสำนักงาน), CLEAN UP (บริการความสะอาดโรงพยาบาล/โรงงาน) และ POWER UP (จัดการพลังงาน) นอกเหนือจากบริหารกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยจากการพัฒนาโครงการอสังหาฯของ LPN ท่ามกลางจำนวนยูนิต/โครงการล้นตลาดและชะลอตัวในเวลานี้ Alternate-X สรุปให้ LPP เดินเกมรุกฝ่าตลาดอสังหาฯ ชะลอ ด้วยการต่อยอดฐานลูกบ้านกว่า 300 โครงการ ใช้โมเดลบริการแบบ Ecosystem ครอบคลุมทุกมิติการอยู่อาศัยและอาคาร พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “UP” รวม 9 บริการ ตั้งแต่บริหารชุมชนถึงพลังงานและความปลอดภัย ตอบโจทย์ปัญหาลูกค้า ทั้งความซับซ้อนอาคาร คุณภาพชีวิต และมูลค่าทรัพย์สิน ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 2,200 ล้านบาท จากดีมานด์บริการมืออาชีพที่เพิ่มขึ้น
จุฬาฯ รีแบรนด์ 109 ปี สู่มหาวิทยาลัยเพื่อทุกคน เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ไม่ต้องสอบเข้า
‘วิเลิศ’ อธิการบดี จุฬาฯ รีแบรนด์สู่มหาวิทยาลัยของทุกคน เปิด 3 คณะใหม่รับการศึกษาดิจิทัลเรียนรู้ตลอดชีวิต แนะรัฐเปลี่ยนบทบาท ‘อว.’ สู่กระทรวงเศรษฐกิจ ดึงตลาดนักศึกษาต่างชาติ เทียบท่องเที่ยว-ส่งออก เปิด “เรียนจุฬาฯ ได้ ไม่ต้องสอบ” Chula XL รองรับทุกวัย ตั้งแต่คนทำงานถึงผู้สูงอายุ เรียนได้ทั้งออนไลน์ สะสมเครดิตต่อยอดในอนาคต สร้างอนาคตแรงงาน “เกษตรกร = ผู้ประกอบการ” คณะเกษตรบูรณาการสร้าง Agripreneur ครบห่วงโซ่ แก้ปัญหาเกษตรไทยทั้งรายได้ ความรู้ และตลาด การศึกษา = เครื่องยนต์เศรษฐกิจ จุฬาฯ เสนอรัฐมองการศึกษาเหมือนท่องเที่ยว/ส่งออก ดึงนักศึกษาต่างชาติ สร้างรายได้เข้าประเทศ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะประธานจัดงาน ‘President’s Tea Room’ อธิการบดีพบสื่อมวลชนพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ ‘จุฬาฯ กับพันธกิจเพื่อสังคม’ และ ‘Chula for the Future’ ระบุว่าตลอดกว่า 1 ศตวรรษที่ผ่านมา จุฬาฯ สร้างชื่อจากการผลิตบัณฑิตที่ขับเคลื่อนประเทศในทุกภาคส่วน โดยในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 109 ‘จุฬาฯ จะต้องไม่โตเดี่ยวๆ’ แต่ต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง “สูตรเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยจะวางตำแหน่งมหาวิทยาลัยให้เป็น ‘แหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชน’ อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมยึดยุทธศาสตร์เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง” ขณะที่ในปีนี้ได้เพิ่มอีกแกน คือ ‘เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ ขยายพันธกิจไปสู่คนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเฉพาะผู้สอบเข้า โดยเปลี่ยนผ่านโครงสร้างใหม่ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สามคณะ สามทิศทาง ดังนี้ Chula XL: เรียนจุฬาฯ โดยไม่ต้องสอบเข้า 1.‘วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ หรือ Chula XL ซึ่งชื่อย่อนั้นสื่อความหมายตรงไปตรงมา XL คือ Extension และ Lifelong Learning ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ปรึกษาด้านแบรนด์ชื่อดังและโฆษกจุฬาฯ อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “‘Chula XL’ เปิดโอกาสให้ไม่ต้องสอบก็เรียนจุฬาฯ ได้” ซึ่งประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ใหญ่มาก เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประตูของจุฬาฯ เปิดให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้นเท่านั้น สำหรับ Chula XL จะเปิดหลักสูตรในรูปแบบที่ยืดหยุ่น ทั้งออนไลน์และออนไซต์ ทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระบบคลังหน่วยกิตที่สะสมไปต่อยอดในอนาคตได้ Chula XL ให้ใครเรียน? ขณะที่ กลุ่มเป้าหมาย Chula XL นั้นกว้างมาก เริ่มตั้งแต่ คนวัยทำงานที่ต้องการ Reskill ผู้สูงอายุที่ต้องการเรียนรู้ในยามเกษียณ นอกจากนี้ ในส่วนของ พื้นที่สยามสแควร์ซึ่งเป็นสมบัติของจุฬาฯ จะถูกเปิดให้กับเกษตรกร คนพิการ และแรงงาน ใช้พื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แนวคิดนี้แสดงว่าจุฬาฯ กำลังนิยามความหมายของ ‘ทรัพยากร’ ใหม่ว่าไม่ใช่แค่หนังสือและห้องปฏิบัติการ แต่รวมถึงพื้นที่ทางกายภาพในใจกลางกรุงเทพฯ ด้วย Agripreneur รู้จริงธุรกิจการเกษตร 2. ‘คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ’ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรเดิม มุ่งผลิต ‘Smart Farmer’ และ ‘Agripreneur’ ที่เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานวิจัยและนวัตกรรมที่นี่จะครอบคลุมการผลิต การแปรรูป การตลาด และการจัดการเชิงระบบแบบสหศาสตร์ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่แก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางอาหารระดับประเทศและระดับโลก ขณะที่คณะนี้ ยังตอบโจทย์ตรงจุด เพราะปัญหาเกษตรไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องฝนแล้ง แต่เป็นเรื่องความรู้ ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงตลาด การมีคณะที่บูรณาการศาสตร์หลายด้านเข้าด้วยกัน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จุฬาฯ ใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองช่วยยกระดับอาชีพหลักของประเทศ ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3.‘วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ’ ซึ่งปรับมาจากบัณฑิตวิทยาลัยเดิม การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะบัณฑิตวิทยาลัยในความเข้าใจทั่วไปคือที่รวมของหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสาขาต่างๆ แต่วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการต้องการเป็นมากกว่านั้น วิทยาลัยแห่งนี้มีเป้าหมายเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการศึกษาสหวิทยาการ โดยผสานความรู้ข้ามศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต แนวทางนี้ตอบรับกระแสโลกที่ปัญหาส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยความเชี่ยวชาญเพียงศาสตร์เดียว เสนอรัฐมอง ‘การศึกษา’ เป็นเศรษฐกิจ ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวต่อในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พร้อมฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลชุดใหม่ ดังนี้ ประเด็นแรก คือ การมองกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะ ‘กระทรวงเศรษฐกิจ’ ทั้งนี้ แม้จะฟังดูแปลกในตอนแรก แต่ ‘เขา’ อธิบายว่าการดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในไทยสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนหลายล้านบาท ซึ่งไม่ต่างจากการท่องเที่ยวหรืออุตสาหกรรมส่งออก ประเด็นที่สอง คือ การตั้งคำถามต่อวิธีจัดสรรงบประมาณการศึกษาที่มักวัดจากจำนวนนักศึกษาเป็นหลัก ‘เขา’ เสนอว่าวันนี้จุฬาฯ ไม่ได้รับใช้แค่นิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่รับใช้ประชาชนทั้งประเทศผ่าน Chula XL และแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ต่างๆ ดังนั้น การวัดคุณค่าของสถาบันด้วยตัวเลขนิสิตอย่างเดียวจึงไม่ตรงกับความเป็นจริงอีกต่อไป “วันนี้ต้องมองเรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศชาติ และเป็นการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมี GDP มากขึ้น” Certified Press: ความคิดที่ยังไม่สุก แต่น่าจับตา นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งในข้อเสนอที่เกิดขึ้น และอาจพัฒนาต่อหรือหายไปก็ได้คือ ‘Certified Press’ หรือระบบรับรองข่าวสาร แนวคิดนี้เกิดจากปัญหา Fake News ที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่มีเวลาหรือทักษะพอที่จะตรวจสอบทุกข้อมูลที่ได้รับ ศ.ดร.วิเลิศเสนอว่าจุฬาฯ อาจทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับรองข่าวสาร ผ่านระบบโลโก้หรือสัญลักษณ์ที่บอกว่าข่าวชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบแล้ว “ข่าวปลอมมีเยอะแยะ คนรับสื่อไม่มีเวลาตรวจสอบ เราจึงต้องทำงานร่วมกัน” เขากล่าว พร้อมระบุว่าหากสื่อมวลชนเห็นด้วย จุฬาฯ พร้อมนำศาสตร์หลายสาขามาสนับสนุน ทั้งนิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และ AI อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังอยู่ในขั้นรับฟังความเห็น คำถามที่ตามมาคือใครจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และสถาบันการศึกษาเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นั้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงต่อ 109 ปีจุฬาลงกรณ์ พร้อมกันนี้ ในโอกาสครบรอบ 109 ปี จุฬาฯ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 จุฬาฯ ยังประกาศ 10 ก้าวสำคัญ ภายใต้แนวคิด ‘We are Chula 109 Designed to Rise and Shine’ ครอบคลุมทั้งการติด Top 10 อาเซียน อันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 17 ปี และ Top 100 โลกด้านชื่อเสียงและการจ้างงาน รวมถึง Top 44 โลกด้านความยั่งยืน พร้อมกันนี้ยังขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เช่น Massachusetts Institute of Technology Harvard University University of Oxford และ Tsinghua University ตัวอย่างที่เห็นผลคือการร่วมกับ MIT ออกแบบระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ไปใช้จริง นอกจากนี้ ยังรายงานความคืบหน้างานวิจัยที่ถูกจับตาในวงการแพทย์ไทยอย่าง ‘ยาภูมิคุ้มกันบำบัด’ (immunotherapy) สำหรับรักษามะเร็ง ซึ่งมีหลักการแตกต่างจากเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยไม่ได้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นและเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาตรวจจับและกำจัดเซลล์มะเร็งได้เอง ส่งผลให้มีแนวโน้มเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า และอาจมีประสิทธิภาพสูงในผู้ป่วยบางกลุ่ม ขณะที่ปัจจุบัน งานวิจัยได้ผ่านการทดลองในสัตว์ทั้งหนูและลิงเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเข้าสู่การทดลองในมนุษย์จำนวน 100 คนภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนการนำไปใช้จริงในทางคลินิก นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านต้นทุนการรักษาด้วยยาประเภทนี้ ปัจจุบันนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงถึงประมาณ 20 ล้านบาทต่อคอร์สการรักษา แต่หากการพัฒนาในประเทศประสบความสำเร็จ จะสามารถลดต้นทุนลงเหลือราว 1 ล้านบาท และมีแผนผลักดันเข้าสู่ระบบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น โดยมหาวิทยาลัยยังเดินหน้าระดมทุนเพื่อสนับสนุนการทดลองในมนุษย์ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการจัดคอนเสิร์ต จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว สะท้อนภาพใหญ่ของจุฬาฯ ในปีที่ 109 จึงไม่ใช่แค่การ ‘เติบโต’ แต่เป็นการ ‘เติบโตเพื่อสังคม’ ทั้งการเปิดโครงสร้างใหม่ ผลักดันงานวิจัย และขยายบทบาทสู่เศรษฐกิจและสาธารณะ ล้วนสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยกำลังพยายามก้าวข้ามกรอบเดิม
TRUE ให้ลูกค้า 51 ล้าน ใช้ฟรีดาต้า ‘หมอพร้อม’ เข้าถึงแพทย์ทางไกลทั่วไทย
ทรู คอร์ปอเรชั่น ใช้เอไอเติมแกร่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้านสาธารณสุข ต่อยอกจากเฟสแรกให้ลูกค้าซิมทรู 51 ล้านรายทั่วไทยใช้ฟรีดาต้า ‘หมอพร้อม Super App’ เปลี่ยนผ่านบริการแพทย์ทางไกลทั่วประเทศ ฟรีดาต้า 51 ล้านรายทั่วประเทศ ลูกค้า TRUE และ dtac ใช้ ‘หมอพร้อม’ ฟรี 1 ปีเต็ม ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ดัน Telemedicine และสุขภาพดิจิทัล ต่อยอดบริการแพทย์ทางไกล ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกล ใช้ AI และ 5G ยกระดับประสิทธิภาพระบบสุขภาพ สร้าง Ecosystem สุขภาพครบวงจร เชื่อมบริการรัฐ + เอกชน + สิทธิประโยชน์ผู้ใช้ กระตุ้นพฤติกรรมสุขภาพ เช่น เดินสะสมเครดิตแลกรางวัล ชารัด เมห์โรทรา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ผู้ให้บริการโทรคม เทคโนโลยี (Telco Technology) กล่าวว่า ทรูฯ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณสุขประเทศไทย โดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปรับปรุงซูเปอร์แอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพ ‘หมอพร้อม Super App’ ให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการแพทย์และไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพได้ง่ายละสะดวกมากขึ้น จากแนวทางดังกล่าว ทรูฯเปิดให้ลูกค้าซิมโทรศัพท์ทรู ดีแทค จำนวน 51 ล้านรายทั่วประเทศเข้าใช้แอปฯ โดยไม่เสียค่าบริการดาต้าเป็นเวลา 1 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 ถึง 30 เม.ย. 2570) เพื่อให้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังร่วมผลักดันแคมเปญ ‘หมื่นก้าว เอารางวัล’ ให้ประชาชนนำ ‘หมอพร้อมเครดิต’ ที่ได้จากการเดิน มาแลกรับสิทธิประโยชน์พิเศษจากทรู เช่น ส่วนลดสมาร์ทโฟน 5G หรือส่วนลดเครื่องดื่ม ทรู คอฟฟี่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจผลักดันให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน ดร.ธีรเดช ดำรงพลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร TRUE กล่าวว่าทรูฯ และ สธ. เป็นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสุขภาพในเบื้องต้นแบ่งออกเป็น 3 ระยะ (Phase) เฟสแรก ส่งเสริมกิจกรรมสุขภาพของประชาชนทั่วเพื่อนำเครดิตจากแอปมาแลกเปลี่ยนเป็นสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ดำเนินการมาก่อนหน้า เฟสสอง (ปัจจุบัน) ขยายความร่วมมือสู่การปรับปรุงบริการหมอพร้อม SUPER APP ให้บริการฟรีดาต้า สำหรับผู้ใช้ซิมทรู ดีแทค ทุกรายทั่วประเทศ เป็นระยะเวลา 1 ปี เฟสสาม สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) บริการทางการแพทย์เพื่อรองรับความต้องการและให้บริการคนไทย จากจุดแข็งเทคโนโลยี 5G ทรู ที่ครอบคลุมกว่า 90% ในพื้นที่ทั่วประเทศของไทย จากความร่วมมือระหว่างทรูและสธ. เพื่อต่อยอดบริการทางการแพทย์ของไทยผ่านซูเปอร์แอพสุขภาพ ‘หมอพร้อม SUPER APP’ ที่ปัจจุบันมีฐานการดาวน์โหลดแอปฯผู้ใช้งานราว 26 ล้านรายในปัจจุบัน โดยในอนาคตทรูฯ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้าง(Infrastructure) ทั้งเทคโนโลยี การนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านต่างๆ พร้อมเพิ่มทักษะดิจิทัลบุคลากร และการปรับปรุงระบบสุขภาพ รวมถึงบริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ให้กับคนไทยในทุกพื้นที่ห่างไกลให้เข้าถึงด้านสาธารณสุขได้สะดวกและง่ายขึ้นในอนาคต ที่มีความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ด้วยเทคโนโลยีโครงข่ายและอุปกรณ์ต่างๆ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE แผนสู่ AI-FIRST สร้างระบบนิเวศเอไอ ซินเนอร์ยี ‘ซีพี’ เจาะชีวิตดิจิทัลคนไทย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความร่วมมือกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระบบสุขภาพ 3 มิติ คือ เปลี่ยนการรักษา เป็นการสร้างนำซ่อม เปลี่ยนบุคลากรเดิม เป็น บุคลากรสมรรถนะสูง เปลี่ยนกำแพงค่าใช้จ่าย เป็นโอกาสการเข้าถึง ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมบุคลากรในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้บริการประชาชน อาทิ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ สร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านบริการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต รวมถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี โดยกระทรวงฯ จะควบคุม กำกับ การบริหารจัดการระบบฐานข้อมูลบนแพลตฟอร์มหมอพร้อม ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด Alternate-X สรุปให้ True Corporation ให้ลูกค้า 51 ล้านรายใช้ฟรีดาต้าใช้งาน ‘หมอพร้อม Super App’ นาน 1 ปี ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขและแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ได้ง่ายขึ้นทั่วประเทศ ใช้เทคโนโลยี AI และ 5G ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสุขภาพดิจิทัล ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล วางแผนสร้าง Ecosystem สุขภาพครบวงจร เชื่อมรัฐ เอกชน และสิทธิประโยชน์ผู้ใช้
ฟอร์ติเน็ต ชี้ 2 ปีองค์กรไทยพร้อมรับโลกคลาวด์ เปิด FortiSASE PoP เสริมปลอดภัยด้วย AI
ฟอร์ติเน็ต มองอีก 2 ปี องค์กรไทยต้องพร้อมรับโลกคลาวด์เต็มรูปแบบ เปิดตัว ‘FortiSASE PoP’ ในไทย เติมความปลอดภัยไซเบอร์ ลดความเสี่ยงภัยคุกคามด้วย AI เปิด PoP ในไทย ลดหน่วง-เพิ่มประสิทธิภาพ FortiSASE PoP ช่วยให้องค์กรเข้าถึงระบบความปลอดภัยใกล้ผู้ใช้มากขึ้น ลด latency และเพิ่มประสบการณ์ใช้งานในระบบคลาวด์และแอปกระจายศูนย์ รวม Network และ Security บนแพลตฟอร์มเดียว ลดความซับซ้อน IT และจำนวน vendor ที่ต้องดูแลช่วยให้องค์กรขยายระบบได้ง่าย ปลอดภัย และยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับกฎระเบียบและเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ข้อมูลอยู่ในประเทศ สอดคล้องมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ หนุนการเติบโต Digital Economy และการใช้ Hybrid / Multi-Cloud ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและลาว ฟอร์ติเน็ต ผู้ให้บริการระดับโลกด้านไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ ‘Fortinate’ เปิดเผยว่า จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) ของประเทศไทย เน้นย้ำความสำคัญของการเสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขยายการเชื่อมต่อ และเร่งการนำคลาวด์มาใช้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ “แผนฯยังเร่งการใช้แพลตฟอร์มคลาวด์ทั้งรูปแบบการทำงานแบบไฮบริด และแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์เพิ่มมากขึ้น” จากนโยบายรัฐดังกล่าว บริษัทมองเห็นโอกาสธุรกิจพร้อมลงทุนระยะยาวในการขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของประเทศ โดยนำบริการการเข้าถึงความปลอดภัย Secure Access เปิดตัวจุดให้บริการ ‘FortiSASE PoP’ แห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อช่วยนำระบบเครือข่ายที่ปลอดภัยและระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์มาไว้ใกล้กับผู้ใช้งานและองค์กรในประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้องค์กรบริหารจัดการระบบได้ง่ายขึ้น พร้อมปกป้องสภาพแวดล้อมภายในองค์กร (On-Premises) และบนคลาวด์ได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศดิจิทัลได้อย่างครอบคลุม และรองรับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและการปฏิบัติตามข้อบังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการผสานรวมระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ดร.ศุภกร กล่าวว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน PoP ครั้งนี้ ช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานของฟอร์ติเน็ตในกรุงเทพฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อการเติบโตระยะยาวของตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน การนำจุดบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยมาไว้ใกล้ผู้ใช้งานมากขึ้น ช่วยให้องค์กรสามารถรวมผู้ให้บริการหลายรายเข้าด้วยกัน (Consolidate Vendor) เพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และขยายระบบได้อย่างปลอดภัยเมื่อมีการใช้งานดิจิทัลเพิ่มขึ้น และประสบการณ์ผู้ใช้งานเมื่อเวิร์กโหลดมีการเคลื่อนย้ายไปทั่วสภาพแวดล้อมแบบกระจายศูนย์ ‘เอไอ’ สะกัดภัยคุกคาม ด้าน ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดจุดให้บริการ FortiSASE PoP ครั้งนี้จะช่วยให้องค์กรในประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการทำงานด้วยประสิทธิภาพสูง ความหน่วงต่ำ โดย ‘Unified SASE’ ช่วยให้องค์กรสามารถส่งมอบการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยการผสานรวมระบบเครือข่ายและระบบรักษาความปลอดภัยไว้ภายใต้ระบบปฏิบัติการเดียว นอกจากนี้ ยังสอดคล้องตามนโยบายความปลอดภัย และรองรับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์บนระบบคลาวด์ ของสํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) โดยข้อมูลยังคงอยู่ภายในประเทศก่อนถูกส่งไปยังคลาวด์ พร้อมป้องกันภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ครอบคลุมทั้งสภาพแวดล้อมภายในองค์กร และบนคลาวด์ ทางลัด ‘ลดซับซ้อน’ สถาปัตย์ดิจิทัล ‘วิทยา จูงหัตถการสาธิต’ ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางการจัดจำหน่าย ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย กล่าวว่า ‘FortiSASE’ ช่วยเสริมศักยภาพพันธมิตรในการตอบโจทย์ความต้องการด้านความปลอดภัยของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการลดความซับซ้อนของสถาปัตยกรรมระบบให้เป็นแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ ช่วยให้พันธมิตรสามารถนำเสนอบริการที่ขยายขีดความสามารถได้ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานให้กับองค์กรทั่วประเทศได้ดียิ่งขึ้น จากการเปิดตัว“FortiSASE ในช่วงที่ผ่านมา ฟอร์ติเน็ตยังได้จัดเสวนาร่วมกับพันธมิตร เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของบริการ Secure Access ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย โดยมีองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมข้าร่วม อาทิ ผู้ให้บริการโครงข่ายที่มีโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง(Service Provider) ได้แก่ บริษัท วัน-ทู-ออล จำกัด บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด รวมถึงผู้ให้บริการวางระบบไอที (System Integrator) ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันเครือข่ายที่ปลอดภัย ได้แก่ เอ็นทีที ดาต้า อิงค์ ประเทศไทย บริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) บริษัท เทอร์ราไบท์ พลัส จำกัด (มหาชน) บริษัท ยิบอินซอย จำกัด Alternate-X สรุปให้ Fortinet ลงทุนเปิด FortiSASE PoP ในไทย รองรับการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล ช่วยให้องค์กรเข้าถึงระบบความปลอดภัยไซเบอร์ใกล้ผู้ใช้ ลดความหน่วงในการใช้งานคลาวด์ รวม Network และ Security บนแพลตฟอร์มเดียว ลดความซับซ้อนการบริหารระบบ รองรับการทำงานแบบ Hybrid และ Multi-Cloud พร้อมป้องกันภัยคุกคามด้วย AI สอดคล้องมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ และหนุน ecosystem ดิจิทัลไทย
นิวสกายฯ เปิด ‘บ่อรับขยะระบบปิดใหญ่สุดในไทย’ ผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช
นิวสกายฯ เปิดเยี่ยมชม “บ่อรับขยะระบบปิดใหญ่สุดในไทย” โครงการกำจัดมูลฝอยเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าอ่อนนุช โชว์เทคโนโลยีกำจัดขยะไร้กลิ่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนเริ่มทดสอบรับขยะ 20 มี.ค.69นี้ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนในพื้นที่รอบโครงการฯ เข้าเยี่ยมชม “บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจต่อมาตรฐานการบริหารจัดการขยะและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ก่อนเปิดรับขยะเข้าทดสอบระบบในวันที่ 20 มีนาคม 2569 โชว์ศักยภาพเทคโนโลยีกำจัดขยะไร้กลิ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบ Real Time ไร้กลิ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ได้ก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จร้อยละ 86.89 และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบระบบรับขยะในวันที่ 20 มีนาคม 2569 นี้ จึงได้เปิดให้สื่อมวลชนและประชาชนที่อยู่ในรัศมี 5กิโลเมตรรอบโครงการฯเข้ามาเยี่ยมชมบ่อรับขยะ ซึ่งเป็นบ่อระบบปิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บ่อรับขยะของโครงการฯได้รับการออกแบบเป็น ระบบปิด (Closed System) มีความจุในการรองรับขยะได้สูงถึงประมาณ 24,000 ตัน ซึ่งถือเป็นโครงสร้างสำคัญของระบบกำจัดมูลฝอยสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะของกรุงเทพมหานคร กระบวนการกำจัดขยะใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยขยะถูกนำมาเทในบ่อพักภายในอาคารระบบปิด 3–5 วัน เพื่อลดความชื้น ใช้เครนคีบขยะเข้าสู่ เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850–1,100°C นำความร้อนต้มน้ำเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหันไอน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์ การเปิดเยี่ยมชมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโครงการ ได้รับข้อมูลและเห็นกระบวนการทำงานจริงของระบบรับขยะ รวมถึงมาตรการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการ ก่อนที่ระบบจะเริ่มทดสอบรับขยะและเดินเครื่องกำจัดขยะตามแผนที่วางไว้ โดยโครงการฯได้เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2567 กำหนดแล้วเสร็จประมาณเดือน พ.ย. 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 1,000 วัน ทั้งนี้ โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ซอยอ่อนนุช 86 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร มีขีดความสามารถในการกำจัดขยะไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน (รองรับสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน) ดำเนินงานภายใต้รูปแบบเอกชนร่วมลงทุน (BOT) ถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งยกระดับการจัดการขยะของเมืองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ โครงการยังได้ติดตั้ง เครื่อง E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่จำลองการรับรู้กลิ่นของมนุษย์ โดยใช้ชุดเซนเซอร์ (Sensor Array) เพื่อตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Odor Fingerprint จากนั้นนำข้อมูลไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ จำแนกประเภท และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และควบคุมกลิ่นในพื้นที่บ่อพักขยะได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ภายในบ่อพักขยะยังได้นำเทคโนโลยีห้องบ่อพักขยะแรงดันลบ (Negative Pressure System) มาใช้โดยออกแบบให้ภายในอาคารบ่อพักขยะมีความดันอากาศต่ำกว่าภายนอก ส่งผลให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ภายในตลอดเวลา ทำให้กลิ่นจากขยะไม่สามารถรั่วไหลออกสู่ภายนอกได้ อากาศภายในบ่อพักขยะมูลฝอยจะถูกดูดเข้าสู่ระบบเตาเผาเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ ทำให้กลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ถูกกำจัดไปพร้อมกับกระบวนการเผาไหม้ที่มีอุณหภูมิสูง 850–1,100°C ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมกลิ่นและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบของโครงการ จึงมั่นใจได้ว่า กลิ่นจากขยะจะถูกควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพร่กระจายออกสู่พื้นที่ภายนอก เนื่องจากอากาศภายในบ่อพักขยะทั้งหมดถูกนำเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ในเตาเผาที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสามารถกำจัดกลิ่นและก๊าซต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้การดำเนินงานของโครงการเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
CHAGEE อู้กำเมืองเจ้า เปิด 2 สาขาเชียงใหม่ ท้าทายตลาดเมืองหลวงคาเฟ่ไทย
CHAGEE เกิดที่จีนมาอยู่ไทยไปเชียงใหม่ต่อเปิด 2 สาขา เซ็นทรัลแอร์พอร์ต-เมญ่า เจาะตลาดเมืองหลวงคาเฟ่ประเทศไทยที่มีกว่า 2,400 ร้าน กับเป้าหมายสร้างวัฒนธรรมดื่มชายุคใหม่ในไทย ด้วยแบรนด์ระดับโลก เชียงใหม่ = สนามทดสอบแบรนด์ มีคาเฟ่มากกว่า 2,400 แห่ง แข่งขันสูงสุดในไทย ด้วยผู้บริโภคมีลอยัลตี้ (loyalty) สูง ไม่อินแบรนด์ใหม่ถ้าไม่แตกต่างจริง CHAGEE ไม่ใช่แค่ร้านชา วางแบรนด์ให้เป็น ‘ผู้สร้างวัฒนธรรมการดื่มชา’ ยุคใหม่ผสานวัฒนธรรมจีน บวกกับดีไซน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ลูกค้า โอกาสในช่องว่างตลาดชา แม้กาแฟล้นตลาด แต่ ‘ชาพรีเมียม’ ยังโตได้ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและคนรุ่นใหม่สายไลฟ์สไตล์ ชาจี (CHAGEE) หรือ 霸王茶姬 – ป้าหวังชาจี) แบรนด์ชานมระดับพรีเมียมแนว ‘Modern Oriental Tea’ ก่อตั้งขึ้นในปี 2017 ณ เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งต้นกำเนิดของชาโลก โดยแบรนด์ ‘ชาจี’ เน้นการนำวัฒนธรรมชาดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีและความทันสมัย กระทั่งล่วงมา 8 ปี ‘ชาจี’ จึงได้เข้ามาทำความรู้จกกับผู้บริภาวไทย พร้อมแกรนด์ โอเพ่นนิ่งแบรนด์ไปเมื่อปี 2025 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ชาจี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่เพื่อความแข็งแกร่ง ประกอบด้วย กลุ่มไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TFMAMA) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ เข้าถือหุ้นใหญ่ 51% ผ่านบริษัทในเครือ คมสันต์ ลี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) Flash Express ถือหุ้น 25% ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ถือหุ้น 20% โดย ‘ชาจี’ ได้รีแบรนด์เพื่อเปิดตัวใหม่อย่างเป็นทางการอีกครั้ง ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พร้อมเปิด 3 สาขาแรกในย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) กรุงเทพฯ ได้แก่ พาร์ค สีลม (Park Silom) อาคารเอ็กซ์เชนจ์ ทาวเวอร์ (Exchange Tower) วานิชเพลซ อารีย์ (Vanit Place) พร้อมวางแผนติดสปีดขยายสาขาชาจี ตั้งเป้าครอบคลุมศูนย์การค้าชั้นนำและย่านธุรกิจทั่วกรุงเทพฯ อย่าง เซ็นทรัล เวิลด์ สนามบินดอนเมือง ก่อนจะเริ่มขยายออกสู่ต่างจังหวัด ‘เชียงใหม่’ ตลาดปราบเซียนและเมืองหลวงคาเฟ่ ขณะที่ ‘เชียงใหม่’ ยังถูกขนานนามว่าเป็นจังหวัด ‘ตลาดปราบเซียน’ สำหรับธุรกิจจากกรุงเทพฯ จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่า มีความลอยัลตี (Loyalty) ต่อแบรนด์ท้องถิ่นสูง และมักจะ ‘เห่อ’ แบรนด์ใหม่เพียงช่วงสั้นๆ หากคุณภาพไม่ถึงจริงก็ยากจะอยู่รอด!! นอกจากนี้ เชียงใหม่ยังเป็นจังหวัดที่ถูกนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเจนฯใหม่ที่มักแซวบ่อยครั้งว่าเป็น ‘เมืองหลวงคาเฟ่’ ของไทยที่มีการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่ง: ด้วยจำนวนคาเฟ่ ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Analysis) ในปี 2025-2026 พบว่า ‘เชียงใหม่’ มีร้านกาแฟและคาเฟ่จดทะเบียนและปรากฏบนแผนที่สูงถึง กว่า 2,400 แห่ง (อ้างอิง: ResearchGate/Google Places API Data 2025) ด้วยความหนาแน่นนี้ ทำให้เชียงใหม่เป็นสนามทดสอบที่สำคัญของแบรนด์ระดับโลกก็ว่าได้!! นอกกรุงเทพฯ แมป 2 สาขาเชียงใหม่ จากแผนธุรกิจชาจีที่วางไว้ข้างต้น ทำให้ CHAGEE เลือก ‘เชียงใหม่’ เป็นเป้าหมายแรกในการขยายธุรกิจนอกกรุงเทพฯ (First expansion outside Bangkok) โดยเปิดตัวพร้อมกันถึง 2 สาขา เมื่อวันที่ 13–15 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ดังนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต (Central Chiangmai Airport) ชั้น 1 ศูนย์การค้า เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ชอปปิง เซ็นเตอร์ (MAYA Chiang Mai) (ชั้น G) ต่อการมาของ ‘ชาจี’ บนดินแดนล้านนา แห่งมานี้ยังมาพร้อมคอนเซปต์ ‘Customer Experience Hub’ ด้วยการตกแต่งสาขาเน้นดีไซน์ร่วมสมัยผสมผสานลวดลายท้องถิ่นและงานหัตถกรรมท้องถิ่นเมืองเชียงใหม่ เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่ โอกาสเจาะตลาด CHAGEE จากชุดข้อมูลข้างต้น ALTERNATE-X มองการขยายธุรกิจของ CHAGEE ที่กล้าบุกตลาดปราบเซียนอย่างเชียงใหม่ ด้วยมองเห็นโอกาสสำคัญ 3 ด้าน การเชื่อมโยงวัฒนธรรม (Cultural Connection) เชียงใหม่เป็นเมือง ที่มีรากฐานวัฒนธรรมแข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ที่เน้น ‘ศิลปะแห่งชา’ การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ฮับ (Tourism & Lifestyle Hub) แน่นอนว่าเชียงใหม่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกและมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักการดื่มชาคุณภาพระดับพรีเมียม ปิดช่องว่างตลาดชาพรีเมียม (Gap in Premium Tea Market) แม้จะมีร้านกาแฟเยอะมากในเชียงใหม่า แต่ร้านชาที่มอบประสบการณ์แบบ “Modern Oriental” อย่างเต็มรูปแบบยังมีช่องว่างให้เติบโต ต่อการเปิดสาขานอกกรุงเทพฯ ครั้งแรกในปี 2026 ของ ‘CHAGEE’ ที่นำตำแหน่งทางการตลาดเครื่องดื่มชาไม่ใช่แค่ร้านชานมพรีเมียม แต่กำลังจะเข้าไปท้าชิงบทบาทในฐานะแบรนด์ผู้สร้าง ‘วัฒนธรรมการดื่มชายุคใหม่’ ที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน ขณะที่การขยายตัวสู่เชียงใหม่ในครั้งนี้ ยังเป็นบทพิสูจน์สำคัญต่อการก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ชาระดับโลกที่ครองใจคนไทย ที่ขยายไปทุกหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ ประเดิมแห่งแรกที่เชียงใหม่ หนึ่งในจังหวัดสุดท้าทาย ปัจจุบัน CHAGEE มีสาขากว่า 7,000 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2569) โดยมีสำนักงานใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และมีสาขาในมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ Alternate-X สรุปให้ CHAGEE แบรนด์ชาพรีเมียมจากจีน ขยายสู่ไทยและเปิด 2 สาขาแรกใน เชียงใหม่ ที่ว่ากันว่าเป็น ‘ตล่าดปราบเซียน’ ท่ามกลางคาเฟ่กว่า 2,400 แห่ง โดย สาขาชาจี เซ็นทรัล แอร์พอร์ต และ เมญ่าฯ ยังวางคอนเซปต์ Modern Oriental Tea ผสมวัฒนธรรมชา มาบวกกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ พร้อมใช้ Customer Experience Hub เชื่อมดีไซน์ร่วมสมัยกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยเป้าหมายคือสร้าง ‘วัฒนธรรมการดื่มชายุคใหม่’ และปั้นแบรนด์ระดับโลกในไทย
จุดเริ่มบ้านไข่มุก 8 ล. สู่พอร์ต SLC 7.2 หมื่นล. ถอดสูตรอสังหาฯลักซูรี แสนสิริ
แสนสิริ กับการพัฒนาโครงการหรูพอร์ตโฟลิโอ ‘แสนสิริ ลักซูรี คอลเล็กชั่น’ (Sansiri Luxury Collection) หรือ SLC ทั้งแนวราบและคอนโดมีเนียม รวม 16 โครงการ 6 แบรนด์ รวมมูลค่ากว่า 7.2 หมื่นล้านบาท กับ 3 แกนหลักจะต้อง ‘วิน’ ผู้อยู่อาศัยจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะกลุ่ม Wealth เจนฯใหม่ให้ความสำคัญกับ Space มากขึ้น พอร์ตลักซูรีใหญ่สุดในไทย SLC มี 16 โครงการ 6 แบรนด์ รวมกว่า 200 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 72,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งบ้านและคอนโด ‘Space’ หนึ่งในแก่นสำคัญของลักซูรี ลูกค้ากลุ่ม Wealth มองหาพื้นที่ว่าง ความสงบ และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต เทรนด์นี้ชัดขึ้นหลังโควิด และกลายเป็นตัวกำหนดดีไซน์โครงการ แข่งด้วยบริการ ไม่ใช่แค่ทำเล แสนสิริพัฒนา ‘SLC Life Curator’ ดูแลลูกบ้านแบบครบวงจร สร้าง ecosystem และ community เพื่อรักษามูลค่าระยะยาว ‘บ้านไข่มุก’ ความหรูย้ำเชื่อมั่น ‘ศรีอำไพ รัตนมยูร’ ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด (Chief Marketing Officer – CMO) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าจุดเริ่มโครงการอสังหาฯระดับลักซูรีของแสนสิริ เกิดขึ้นแห่งแรกราว 40 ปีก่อนในโครงการบ้านไข่มุก (Khai Muk Condominium) ตั้งบนทำเล หัวหิน, ประจวบคีรีขันธ์ จาก วันแรกเปิดขายโครงการฯ ด้วยมูลค่า 8 ล้านบาทต่อยูนิต ถึงในวันนี้ บ้านไข่มุก แสนสิริ มีมูลค่าสูงถึง 80 ล้านบาทแล้ว จากมูลค่าโครงการที่เติบโตสูงถึง 10 เท่าตัวในรอบ 4 ทศวรรษ ‘ศรีอำไพ’ ย้ำว่าเป็นสิ่งสะท้อน ‘คุณค่า’ DNA ของแสนสิริ เป็นอย่างดี ที่ผู้อยู่อาศัย ซื้อความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์ตั้งแต่ ‘Day1’ ที่ยังส่งต่อรุ่นถึงรุ่นได้ในปัจจุบัน ความสำเร็จนี้ ‘ศรีอำไพ’ บอกว่าเป็นจุดตั้งต้นที่บริษัทฯ ต่อยอดในการพัฒนาสู่โครงการระดับลักซูรีและอัลตรา ลักซูรี ภายใต้พอร์ต SLC อย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบันมีจำนวน 16 โครงการ ภายใต้ 6 แบรนด์ กว่า 200 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 7.2 หมื่นล้าน นับว่าใหญ่สุดในไทย อาทิ 98 Wireless (ไนน์ตี้เอท ไวร์เลส) แฟล็กชิป คอนโดระดับลักซูรี่ นาราสิริ (Narasiri) บ้านเดี่ยวระดับลักซุรี่ บนทำเลต่างๆ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา นาราสิริ บรมราชชนนี บ้านแสนสิริ (Baan Sansiri): แฟล็กชิปบ้านเดี่ยวระดับบนสุด บ้านแสนสิริ พัฒนาการ KHUN by YOO (คุณ บาย ยู): คอนโดมิเนียม Design Branded Residence แห่งแรก BuGaan (บูก้าน): เอ็กซคลูซีฟ เรสซิเดนท์ THE MONUMENT (เดอะ โมนูเมนต์) ‘ศรีอำไพ’ ขยายภาพให้ชัดขึ้นต่อถึงแนวทางการบริหารพอร์ต SLC อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SANSIRI LUXURY COLLECTION : THE FOREFRONT OF LUXURY’ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว (Long-term value) พร้อมพัฒนาโครงการระดับซูเปอร์ลักซูรีและลักซูรีระดับเวิลด์คลาส รองรับลูกค้ากลุ่มเวลทธ์ (Wealth) ทั้งในประเทศไทยและนักลงทุนทั่วโลกที่ขยายฐานเติบโตเพิ่มขึ้น พร้อมวางองค์ประกอบ 3 ส่วนหลักใช้พัฒนาโครงการพอร์ต SLC ดังนี้ World-Class Design แนวคิดการออกแบบระดับโลก รองรับคุณภาพการใช้ชีวิตอยู่อาศัย สะท้อนผ่านตั้งแต่งานฐานราก การก่อสร้าง ฯลฯ Material & Craftsmanship วัสดุทั้งหมดในโครงการฯ แสนสิริวางแนวคิดการทำงานร่วมกับพันธมิตรแบรนด์คอลเล็กชั่นต่างๆ ระดับคราฟต์ Service and Unparalleled Living ด้านด้านด้านงานบริการหลังอยู่อาศัย ด้วยทีมบริหารที่เชี่ยวชาญในระดับลักซูรีโดยเฉพาะ “ดีมานด์กลุ่มเวลทธ์ ต้องการความสงบแห่งการอยู่อาศัยในบ้านที่ไทม์เลส อยู่ได้ยาวนาน และสร้างมูลค่าเพิ่มระยะยาว สามารถส่งต่อสินทรัพย์จากรุ่นสู่รุ่น” Space matters สะท้อนลักซูรี ศรีอำไพ’ เสริมอีกว่า จากสามองค์ประกอบนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มมาตรฐานพอร์ต SLC ที่ปัจจุบันแสนสิริยังต้องใส่ใจในดีเทล อื่นๆ ที่เปลี่ยนไปตามความต้องการผู้อยู่อาศัยระดับอัลตราลักซูรี ซึ่งมองหาพื้นที่ ‘Space’ มากขึ้น ในการพัฒนาโครงการฯตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในโครงการฯจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะในปัจจุบันพอร์ตSLC ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่มีความต้องการดีไซน์พื้นที่ว่างใหม่ๆ ที่เหมาะกับความต้องการในอนาคตได้มากขึ้น “หลังแพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ความต้องการสเปซ ยิ่งชัดขึ้น ซึ่งแต่ละโครงการพอร์ต SLC จะมีคาแรกเตอร์ต่างกัน” ‘แบรนด์’ ย้ำคาแรกเตอร์ลักซูฯ ด้าน ภัคพริ้ง การุญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI อธิบายต่อถึงแนวคิดการสร้างแบรนด์อสังหาฯ ในพอร์ต SLC ว่า การออกแบบแต่ละโครงการจะวางแนวคิดที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการออกแบบแตกต่างกันออกไป โดยแต่ละแบรนด์โครงการที่พัฒนาขึ้นมานั้น มีส่วนผสมทั้งทำเลเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายในย่านนั้นๆ และเมื่อได้ความชัดเจนของทาร์เก็ตแล้ว สิ่งต้องทำต่อ คือ ดีไซน์ความต้องการอยู่อาศัยให้ออกมาเป็นรูปร่าง จากนั้นใช้องค์ประกอบด้านอื่นๆ ทั้ง ฟีเจอร์ ฟังก์ชั่นในการเลือกวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ มาต่อเติมในแต่ละยูนิตในโครงการ ที่ยังคงคาแรกเตอร์แต่ละแบรนด์ ที่สะท้อนความลักซูรี ซึ่งเป็นจุดร่วมเดียวกัน ภัคพริ้ง เสริมว่า นอกจากแบรนด์แล้ว กลุ่มลูกค้าพอร์ต SLC ยังซื้อสังคม แสนสิริ หรือ Sansiri Community ที่กระจายอยู่ในแต่ละทำเลต่างๆ อาทิ กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้ (ทำเลศักยภาพ) บางนา-เลค 26 คอมมูนิตี้ (บรรยากาศริมทะเลสาบ) จตุโชติ คอมมูนิตี้ (แลนด์มาร์คใหม่) Sansiri 10 East (บางนา กม.10) ประชาอุทิศ 90 คอมมูนิตี้ เวสต์เกต คอมมูนิตี้ รังสิต-บางพูน คอมมูนิตี้ ราชพฤกษ์-346 คอมมูนิตี้ “ในพอร์ตเอสแอลซี มีกว่า 200 ยูนิตอยู่อาศัย ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อก่อนกลุ่มลูกค้าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ซื้อลงทุน ซึ่งตอนนี้แต่ละทำเลแสนสิริ คอมมูนิตี้ จะตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันด้วยในแต่ละทำเลมีคาแรกเตอร์ลงทุนเพื่ออยู่อาศัย หรือในบางทำเลปล่อยเช่า” ‘SLC Life Curator’ แบ็คอัพความพิเศษ จากจำนวนร่วม 200 ยูนิตภายใต้พอร์ต SLC นื้เองทำให้แสนสิริ มองเห็นความสำคัญของ ‘ฐานคุณภาพ’ นำไปสู่การขยายธุรกิจอื่นๆในระบบนิเวศ(Ecosystem) ต่างๆ ไปสู่การพัฒนาบริการระดับอัลตราลักซูรีที่เรียกว่า ‘SLC Life Curator’ เซอร์วิสพิเศษรองรับทุกความต้องการผู้อยู่อาศัยในพอร์ต SLC ตลอดการใช้ชีวิตภายในแสนสิริ คอมมูนิตี้ ศรีอำไพ เสริมว่า ด้วยความที่แสนสิริ อีโคซิสเต็มใหญ่มากๆ พร้อมทำงานร่วมกับสตาร์ท อัป ซึ่งเป็นจุดเริ่มนำแนวคิด SLC Life Curator มาให้บริการตั้งแต่ส่วนกลาง การจัดหากิจกรรมพิเศษต่าง ๆ อย่าง จัดงานวันเกิด สังสรรค์ หรือ อีเวนต์อื่นๆ ความต้องการผลิตภัณฑ์ บริการต่างๆ ให้กับลูกบ้านพอร์ตเอสแอลซีที่ต้องการรับบริการสามารถติดต่อมายังเลขหมายโทรศัพท์ 1168 โดยเฉพาะ เธอ ย้ำว่า ตลาดอสังหาฯระดับลักซูรีในวันนี้ มีรูปแบบการแข่งขันมุ่งสู่การให้บริการที่ยั่งยืนในระยะยาว เพื่อสร้างภาพจำความประทับใจและความเชื่อมั่นแบรนด์ที่ต่อเนื่องไปสู่รุ่น นอกเหนือจาก 3 แกนหลักการพัฒนาโครงการฯ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ศรีอำไพ กล่าวว่าล่า แสนสิริ เปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุดในพอร์ต SLC ‘นาราสิริ บรมราชชนนี’ วางแนวคิดดีไซน์ Regency Revival จากยุครุ่งเรืองของอังกฤษ มีมูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บน ถนนบรมราชชนนี ทำเลฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ รองรับความต้องการอยู่อาศัยระดับลักซูรี กลุ่มครอบครัว เจ้าของกิจการ นักธุรกิจ มี จำนวน 77 ยูนิต วางราคา 55–120 ล้านบาท ด้วยพื้นที่ใช้สอยกว่า 800 ตร.ม. บนขนาดที่ดิน 200,000–250,000 บาท/ตร.ว. พร้อมพื้นที่ส่วนกลางใหญ่ขนาดกว่า 10 ไร่ “โครงการฯ พรีเซลในเฟสแรกมี 6 ยูนิตมูลค่ากว่า 400 ล้านบาท โดยแต่ละเฟสสร้างเสร็จพร้อมโอน มั่นใจปิดการขายเฟสแรกในสิ้นเดือนนี้” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘Main Gate แสนสิริ’ ทางเข้าสู่โครงการฯหรู 5,000 ล. พอร์ตลักซูรี่ ‘นาราสิริ บรมราชชนนี’ โดยในปี 2569 แสนสิริ พัฒนาโครงการระดับอัลตร้าลักซูรี ภายใต้พอร์ต SLC จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท นาราสิริ 2 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาท บูก้าน กรุงเทพกรีฑา 1 โครงการมูลค่า 7,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนเปิดหนึ่งโครงการใหม่ บนทำเลถนนสุขุมวิท 51 มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท คาดเปิดช่วงปลายปี 2570 จากแนวคิดการทำพอร์ตฯอสังหาหรู SLC ของแสนสิริ ในวันนี้ ที่ต่อยอดความสำเร็จจากอดีตบวกกับการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งในปัจจุบัน เพื่อรองรับทุกความต้องการพิเศษของฐานลูกบ้านคุณภาพกว่า 200 ยูนิต กับบริการหลังการขายครอบคลุมรอบด้าน นอกเหนือทำเล การสร้างสังคม และ การออกแบบโครงการ ให้กับกลุ่ม Wealth ที่มีคาแรกเตอร์ลักซูรีแตกต่างกัน Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ ขยายพอร์ต Sansiri Luxury Collection (SLC) มูลค่า 7.2 หมื่นล้าน ครอบคลุม 16 โครงการ 6 แบรนด์ กับ DNA สำคัญคือ ‘สร้างมูลค่าระยะยาว’ ส่งต่อสินทรัพย์จากรุ่นสู่รุ่น ใช้สูตร 3 แกนหลัก World-Class Design, Craftsmanship, และบริการระดับลักซูรี พร้อมรองรับเทรนด์ใหม่ลูกค้าระดับ Wealth ให้ความสำคัญกับ ‘Space และความสงบ’ สะท้อนความมั่งคั่งที่แท้จริง นอกจากนี้แสนสิริ ต่อยอด ecosystem ด้วยบริการ ‘SLC Life Curator’ แข่งด้วยประสบการณ์ระยะยาว
‘สตอรี่ย้อนยุค’ เทรนด์เศรษฐกิจใหม่ สู่โมเดลค้าปลีก ‘1981 Soul & Sold’ ของเดอะมอลล์
‘เดอะมอลล์ รามคำแหง’ เปลี่ยนผ่านสู่ ‘Cultural Hub’ ในโครงการ ‘1981 Soul & Sold’ เปิดปลายปี 2569 โครงการเจาะอินไซต์แรงซื้อคนรุ่นใหม่ใช้สตอรี่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ‘Cultural Economy’ เปลี่ยนโมเดลค้าปลีกสู่ Cultural Hub โครงการ ‘1981 Soul & Sold’ พัฒนาแนวคิด Cultural Retail Ecosystem เชื่อมค้าปลีก ประสบการณ์ และชุมชนไว้ในพื้นที่เดียว เจาะเทรนด์เศรษฐกิจวัฒนธรรม จากกระแสวินเทจ, รีเซล และของเก่าสะสม เติบโตทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y–Z ที่มองหาสินค้ามีเอกลักษณ์และเรื่องราว สร้างแลนด์มาร์กใหม่ย่านรามคำแหง พื้นที่แบ่งเป็น 8 โซน ตั้งแต่แฟชั่น ดนตรี ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และอาหาร ตั้งเป้าเป็น Cultural Hub ใหม่ของกรุงเทพในอนาคต อัจฉรา อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, ดิเอ็มดิสทริค กล่าวว่าบริษัท ประเมินศักยภาพของทรัพย์สินในระยะยาว จากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยกำหนดแนวทางพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ของพื้นที่เดอะมอลล์ สาขารามคำแหง เพื่อขยายบทบาทจากพื้นที่ค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Retail Space) สู่ศูนย์รวมวัฒนธรรม (Cultural Hub) ภายใต้ชื่อโครงการ 1981 Soul & Sold สำหรับโครงการใหม่ดังกล่าววางรูปแบบระบบนิเวศค้าปลีกวัฒนธรรม (Cultural Retail Ecosystem) เพื่อตอบรับแนวโน้มการเติบโตของตลาด Resale และเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรม (Cultural Economy) โดยมุ่งเชื่อมโยง ค้าปลีก (Retail) ประสบการณ์ (Experience) และชุมชน (Community) เข้าไว้ในโครงสร้างเดียวกัน เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจที่มีความชัดเจน สามารถต่อยอดศักยภาพของทรัพย์สินได้อย่างยั่งยืน และสอดรับคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ จากห้างแรกฯ สร้างตำนานใหม่ อัจฉรา เสริมว่า การพัฒนาโครงการ 1981 Soul & Sold ยังเป็นการต่อยอดคุณค่าของพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้กับเดอะมอลล์ รามคำแหง ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของกลุ่มเดอะมอลล์ และเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของย่านรามคำแหงมาตั้งแต่ ปี 2526 และให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันไปสู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถค้นพบแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและสร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน ขณะที่ โครงการ 1981 Soul & Sold เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ค้าปลีกเดอะมมอลล์ ในการกระจายพอร์ตธุรกิจ (portfolio diversification) เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อสินค้า (Transaction-based Retail) ไปสู่การมีส่วนร่วมใช้ประสบการณ์ขับเคลื่อนค้าปลีก (Experience & Community-driven Engagement) ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (asset value enhancement) ผ่านโมเดลที่สร้างการหมุนเวียน (Traffic) คุณภาพสูง และสร้างความแตกต่างเชิงแบรนด์ในระยะยาว โดยปัจจุบัน ตลาดหมุนเวียนซื้อขาย (Resale)ของเก่า (Vintage) และ การค้าเชิงวัฒนธรรม (Cultural Commerce) มีแนวโน้มเติบโตในระดับสากล สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับเรื่องราว (Story) ความยั่งยืน (Sustainability) และ ตัวตน Identity สำหรับ ‘1981 Soul & Sold’ เป็นโครงการในรูปแบบความร่วมมือ (Project-based Collaboration) ระหว่างเดอะมอลล์ กรุ๊ป และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการคัดสรรค้าปลีก ‘Retail Curator’ เพื่อร่วมพัฒนาแนวคิดและคัดสรรผู้ประกอบการ โดยเดอะมอลล์ ยังเป็นเจ้าของทรัพย์สินและบริหารจัดการโครงการในภาพรวมทั้งหมด และในส่วนการพัฒนาแนวคิดและการคัดสรรผู้เช่า เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เชิญ ‘ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ’ ผู้เชี่ยวชาญในตลาดเรโทร (Retro) และรีเซล (Resale) เข้ามาร่วมทำหน้าที่คัดสรรจัดหาพื้นที่ (Retail Curator) ของโครงการ “การพัฒนาโครงการครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มมองหาสินค้าและประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ เรื่องราวและความหมายทางวัฒนธรรม มากกว่าสินค้าที่ผลิตในรูปแบบเดียวกันจำนวนมาก” นอกจากนี้ ยังรองรับการเติบโตของตลาดวินเทจ (Vintage)รีเซล (Resale) -ของสะสม (Collectibles) และ ครีเอทีฟ ไลฟ์สไตล์ (Creative Lifestyle) สะท้อนการขยายตัวของเศรษฐกิจวัฒนธรรม (Cultural Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราว วัฒนธรรม และตัวตนของสินค้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความไม่เหมือนใคร (Uniqueness) ตัวตน (Identity) และการเล่าเรื่องราว (Storytelling) 8 โซนค้าปลีก ‘1981 Soul & Sold’ ด้าน ‘ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ’ รีเทล คูเรเตอร์ (Retail Curator) โครงการ 1981 Soul & Sold กล่าวว่า โครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด A New-stalgia Market place & Culture Hub การนำความทรงจำหรือวัฒนธรรมในอดีตมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน เช่น การนำกระแสย้อนยุค Retro และ Vintage มาตีความใหม่ในบริบทของไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย โดยโครงการ 1981 Soul & Sold จะเป็น Cultural Hub ของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และงานสร้างสรรค์ ที่รวม Curated Retail, Specialty Vendors, Pop-ups, Workshops และ Collaborative Events เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้าง ecosystem ใหม่ของวัฒนธรรมร่วมสมัย ประกอบด้วย 8 พื้นที่หลัก ที่ถูกออกแบบให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง แฟชั่นหมวดธุรกิจหลัก ได้แก่ Fashion & Accessories Music & Media Analog & Tech Nostalgia Art, Craft & Design Collectibles & Memorabilia Lifestyle Services Food & Beverage ทั้งนี้ โครงการ 1981 Soul & Sold จะกลายเป็น Cultural Hub แห่งใหม่ของกรุงเทพ รองรับกลุ่มเป้าหมายจากการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักสะสม และผู้บริโภคที่มีความสนใจเฉพาะทางเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างรูปแบบพื้นที่เมืองที่แตกต่างจากศูนย์การค้าทั่วไป และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับย่านรามคำแหงในระยะยาว โครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาและคัดสรรผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2569 Alternate-X สรุปให้ The Mall Group ปรับโฉม เดอะมอลล์ รามคำแหง สู่โครงการ ‘1981 Soul & Sold’ เตรียมเปิดปลายปี 2569 วางแนวคิดพัฒนาเป็น Cultural Hub เชื่อมค้าปลีก ประสบการณ์ และคอมมูนิตี้ โดยโครงการตอบรับเทรนด์ Resale, Vintage และ Cultural Economy ที่กำลังเติบโต โดยพื้นที่แบ่งเป็น 8 โซนหลัก ตั้งแต่แฟชั่น ดนตรี ศิลปะ ของสะสม ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ ซึ่งโมเดลใหม่มุ่งสร้างเศรษฐกิจวัฒนธรรมและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ของพื้นที่ในระยะยาว
กระแสนิวเจนฯ ทำสมาธิ-ตีแบด-เทนนิส พาสมาร์ทวอช Garmin โต 42%
รายงาน Garmin Connect ประจำปี 2568 ระบุผู้ใช้งาน Garmin ทั่วโลกออกกำลังกาย เพิ่มขึ้น 8% คนรุ่นใหม่ โฟกัส วิ่ง-เดิน-ปั่นจักรยาน แรงหนุนกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่โต 42% เทรนด์สุขภาพโตทั่วโลก รายงาน Garmin Connect ระบุระดับกิจกรรมการออกกำลังกายของผู้ใช้เพิ่มขึ้น 8% สะท้อนกระแสผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและฟิตเนส กิจกรรมสุขภาพใจมาแรง การทำสมาธิเติบโตสูงถึง 148% เมื่อเทียบปีก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจควบคู่กัน อุปกรณ์สวมใส่โตแรง กระแสออกกำลังกายและกิจกรรมกลางแจ้งหนุนตลาด wearable ส่งผลให้ยอดขายอุปกรณ์ Garmin เติบโตถึง 42% คลิฟตัน เพมเบิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การ์มิน กล่าวว่าในปี 2569 Garmin วางแนวทางการขยายตลาดผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งสร้างโอกาสการเติบโตในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก โดยต่อยอดความสำเร็จจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2568 สามารถทำสถิติรายได้รวมสูงสุดในทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจ และกำไรจากการดำเนินงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนี้ กลุ่มฟิตเนสเติบโต 33% กลุ่มธุรกิจการบินเติบโต 13% กลุ่มการเดินทะเลเติบโต 10% กลุ่มยานยนต์เติบโต 9% กลุ่มกิจกรรมกลางแจ้งเติบโต 5% จากการเติบโตดังกล่าว สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายของบริษัทฯ โดยทำตลาดผลิตภัณฑ์ Garmin รวมกว่า 20 ล้านหน่วยทั่วโลก ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของบริษัทฯ คลิฟตัน กล่าวว่า แนวทางการเติบโตบริษัท มาจากปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่าง ๆ คือ กระแสสุขภาพและกิจกรรมกลางแจ้งที่เติบโตต่อเนื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอของ Garmin การยกระดับ Garmin Connect+ ด้วยฟีเจอร์ติดตามโภชนาการและข้อมูลสุขภาพเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วย Garmin Active Intelligence เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้งานบนแอปพลิเคชัน Garmin Connect การได้รับรางวัล CES 2026 Innovation Awards มากถึง 5 รางวัลจากผลิตภัณฑ์ในหลายหมวดหมู่ อาทิ Venu 4® และ Forerunner 970®ร่วมสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก “ความสำเร็จมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อ Garmin โดยปัจจัยสำคัญยังมาจากการมุ่งขยายธุรกิจในหลายตลาด พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานและมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน” ขณะที่เอเชียแปซิฟิก เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ Garmin โดยรายได้ในภูมิภาคนี้ เติบโต 12% ตลอดปี 2568 และเพิ่มขึ้น 8% ในไตรมาสที่ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความต้องการเทคโนโลยีด้านสุขภาพ อุปกรณ์สวมใส่ และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่ขยายตัวในหลายประเทศทั่วเอเชีย จากกระแสผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกาย ส่งผลให้สมาร์ตวอทช์และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน สำหรับประเทศไทย รายงานสรุปข้อมูล Garmin Connect ประจำปี 2568 ระบุว่า ผู้ใช้งาน Garmin ทั่วโลกมีระดับกิจกรรมการออกกำลังกาย (Activity Level) เพิ่มขึ้น 8% โดยกิจกรรมยอดนิยมของชาวไทยยังคงเป็นการวิ่ง การเดิน และการฝึกความแข็งแรง นอกจากนี้ยังพบว่าเทรนด์สุขภาพใจก็กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยการทำสมาธิมีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 148% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กีฬาประเภทแร็กเกตยังได้รับความนิยมมากขึ้น อาทิ แบดมินตันที่เติบโตถึง 116% และเทนนิสที่เติบโตถึง 65% สะท้อนรูปแบบการออกกำลังกายที่หลากหลายขึ้น และช่วยหนุนการเติบโตของตลาดอุปกรณ์สวมใส่ในประเทศอย่างต่อเนื่อง การ์มินตลาดไทยโต 45% ด้าน มิสซี่ ยาง ผู้จัดการประจำ การ์มิน ประเทศไทย กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย เห็นสัญญาณการเติบโตของความสนใจด้านสุขภาพและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในประเทศไทยมีรายได้เติบโตขึ้นกว่า 45% ในปี 2568 นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยติดตามข้อมูลสุขภาพและพัฒนาการฝึกซ้อมของตนเองมากขึ้น สะท้อนบทบาทของสมาร์ตวอทช์และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน โดยในปีนี้ Garmin ประเทศไทย มุ่งทำตลาดผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในหลากหลายกิจกรรม ภายใต้พันธกิจ ‘Engineered on the inside for life on the outside’ การออกแบบเทคโนโลยีจากภายในเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในโลกภายนอก เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคชาวไทยในการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับกระแสฟิตเนส สุขภาพ และกิจกรรมกลางแจ้งที่เติบโตทั่วโลก ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อความต้องการสมาร์ตวอทช์และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพของผู้บริโภค พร้อมตอกย้ำบทบาท Garmin ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ใช้งานติดตามข้อมูลสุขภาพ วิเคราะห์การฝึกซ้อม และปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้อย่างเป็นระบบผ่านอีโคซิสเต็ม รอบด้าน Alternate-X สรุปให้ Garmin เผยรายงาน Garmin Connect ปี 2568 พบผู้ใช้งานทั่วโลกมีกิจกรรมออกกำลังกายเพิ่มขึ้น 8% โดยคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยกิจกรรมยอดนิยมคือวิ่ง เดิน และปั่นจักรยาน ขณะที่เทรนด์สุขภาพใจมาแรง การทำสมาธิเติบโตสูงถึง 148% กีฬาประเภทแร็กเกต เช่น แบดมินตันและเทนนิส ก็เติบโตแรงเช่นกัน จากกระแสสุขภาพหนุนตลาดอุปกรณ์สวมใส่และสมาร์ทวอช Garmin เติบโตถึง 42%
Trip.com เทรนด์ 2026 คนไทยเที่ยวจีนแซงญี่ปุ่น ปลายทางไทยติดทุกลิสต์โลก
Trip.com บอกนักเดินทางจองที่พักในไทยผ่าน ทริป.เบสต์ โตขึ้น 24% รับผลสำรวจ 1ใน100 ปลายทางยอดฮิตติดทุกลิสต์ระดับโลก ส่วนคนไทยแผนปีนี้จองเที่ยวจีนแซงญี่ปุ่น ไทยติดอันดับจุดหมายโลก Trip.Best 2026 จัดให้ประเทศไทยติดอันดับ Must-Visit Destination ของโลก และครองสัดส่วนสูงในหลายหมวดท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจองที่พักไทยโตต่อเนื่อง การจองโรงแรมผ่านฟีเจอร์ Trip.Best ในไทยเติบโต 24% สะท้อนความนิยมของประเทศไทยในตลาดนักท่องเที่ยวทั่วโลก คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง ยอดจองทริปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 80% โดยจีนเป็นจุดหมายอันดับหนึ่ง แซงหน้าญี่ปุ่นในปี 2569 ไดแอน ชุย ผู้จัดการทั่วไป Trip.com Group ประเทศไทย กล่าวในการเปิดตัวงาน 2026 Trip.Best Thailand Unpacked: Travel Trends and New Travel Solutions พร้อมเผยข้อมูลสำคัญการจัดอันดับ Trip.Best ปี 2026 ครอบคลุมการจัดอันดับระดับโลก ทั้ง Global 100, Asia 100, Europe 100, Americas 100 และ China 100 รวมกว่า 30 ธีมการท่องเที่ยว พร้อมรายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัล 1,515 แห่ง สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ 852 แห่ง สถานที่เที่ยวยามค่ำคืน 403 แห่ง ร้านอาหาร 422 ร้าน และจุดหมายปลายทางยอดเยี่ยมอีก 288 แห่งทั่วโลก โดยการจัดอันดับทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจากผู้ใช้งานใน 190 ประเทศ บนพื้นฐานของความครอบคลุม ความน่าเชื่อถือ และความทันสมัย เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมั่นใจ ตั้งแต่ขั้นตอนการหาไอเดีย ไปจนถึงการตัดสินใจจองจริง พบข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้ ไทย ติดทุกลิสต์ผู้นำการท่องเที่ยว สำหรับผลการจัดอันดับ Trip.Best ระดับโลกประจำปี 2026 แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยขึ้นแท่นผู้นำแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแทบทุกหมวดหมู่อย่างชัดเจน อาทิ Global 100 Must-Visit Destination ไทยครองสัดส่วนถึง 33% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Global 50 Family-Friendly Destination ‘ไทย’ มีสัดส่วนสูงถึง 57% หมวดเกาะและชายหาด ‘ไทย’ ครอง 50% ของจุดหมายทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมวดหมู่ที่พัก ‘ไทย’ ครองสัดส่วน 37% ของจุดหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมวดหมู่ไนต์ไลฟ์ ‘ไทย’ ครองสัดส่วน 40% ของตัวเลือกสถานที่เที่ยวยามค่ำคืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมวดหมู่กิจกรรมแนะนำ (Things to Do) ‘ไทย’ ครองสัดส่วน 41% นับเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดาทุกหมวดหมู่ หมวดหมู่ร้านอาหาร ‘ไทย’ ครองสัดส่วน 36% ของจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตัวเลขการจองยังสะท้อนความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทย โดยในปี 2025 การเลือกจองที่พักในประเทศไทยผ่านฟีเจอร์ Trip.Best เติบโตขึ้น 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ยอดการจองรวม (GMV( รายวันจากการเลือกจองผ่านฟีเจอร์ Trip.Best สูงขึ้นถึง 67%สะท้อนบทบาทสำคัญของฟีเจอร์ Trip.Best ในการช่วยตัดสินใจเรื่องท่องเที่ยว ‘คนไทย’ เที่ยวจีนแซงญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังพบพบเทรนด์สำคัญ นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง เอเชียตะวันออกมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Trip.Best ชี้ว่าการจองท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยในปี 2026 เพิ่มขึ้นกว่า 80% ซึ่งมีปลายทาง ดังนี้ จีน เป็นจุดหมายอันดับหนึ่ง (9%) ญี่ปุ่น (1%) เวียดนาม (8%) ส่วนเมืองที่คนไทยค้นหามากที่สุดได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู โตเกียว ดานัง สำหรับด้านที่พัก พบความต้องการโรงแรมที่มีธีมเฉพาะทางก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีอัตราเติบโตประจำปีถึง 75% โดยนักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับวิวธรรมชาติมากที่สุด (29.1%) ตามด้วยโรงแรมระดับ 4 ดาวที่คัดสรรพิเศษ (27.1%) และที่พักระดับลักซูรี (18.2%) เจาะตลาดไทย ให้รีวิวรับคอยน์ ไดแอน กล่าวต่อ ล่าสุด Trip.com วางแผนการทำตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวไทยและความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของตลาดในประเทศ ผ่าน Trip.Best พร้อมเปิดตัว 3 โครงการริเริ่มใหม่ ในปี2569 คือ Best Reviewer Program โปรแกรมนักรีวิว Trip.Best เริ่มตั้งแต่ปี 2026 สมาชิก Trip.com ระดับ Black Diamond, Diamond+ และ Diamond สามารถเข้าร่วม Trip.Best Reviewer Program ได้แล้ว โดยโปรแกรมนี้ครอบคลุมทั้งการรีวิวที่พักและสถานที่ท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการจัดอันดับ สมาชิก Black Diamond รับ Trip Coins สูงสุดถึง 15%* Diamond+ และ Diamond รับคืนสูงสุด 2%* (ทุกออเดอร์ในช่วงเวลาที่กำหนด พร้อมให้ร่วมรีวิวและจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกด้วย) Black Diamond Tasting Privilege สิทธิพิเศษชิมอาหารสำหรับ Black Diamond ด้วยยอดผู้เข้าชมลิสต์การอันดับร้านอาหารจากนักท่องเที่ยวไทยที่เติบโตถึง 47% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โครงการนี้ รวบรวมร้านอาหารชั้นนำทั้งในประเทศไทยและจุดหมายปลายทางทั่วโลก โดยมี Global Fine Dining Rankings ที่ครอบคลุม 71 เมืองสำคัญ อาทิ เซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ก และลอนดอน Top Experiences Ranking-Thailand Edition ในแบบฉบับประเทศไทยเป็นการยกระดับประสบการณ์ที่ทำให้ทริปนั้นน่าจดจำ ตั้งแต่เทศกาลสงกรานต์ คอร์สสอนทำอาหารไทย ชุดไทยย้อนยุคในกรุงเทพฯ ไปจนถึง Jungle Flight ที่เชียงใหม่ โดยแคมเปญสงกรานต์ปีนี้ ยังให้ความพิเศษแบบออนไลน์-ออฟไลน์รับส่วนลดโรงแรมสูงสุด 60%* และสถานที่ท่องเที่ยวเริ่มต้น 50%* และไปถ่ายรูปเช็กอินที่แลนด์มาร์กสำคัญทั่วเมืองเพื่อสะสม Badge พิเศษ และรับ Trip Coins ทุกวันตลอดแคมเปญ ร่วมฉลองสงกรานต์ผ่านแฮชแท็ก #TripBestSongkran และติดตาม Trip.Best ผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อรับดีลพิเศษ คอนเทนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และแรงบันดาลใจในการเที่ยวตลอดเทศกาลสงกรานต์นี้ ด้าน อัครวิชย์ เทพาสิต รองผู้ว่าการด้านบริหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แนวทางของ Trip.Best ในการคัดสรรและนำเสนอจุดหมายปลายทาง โรงแรม และร้านอาหารชั้นนำของไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ททท. ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน จากการที่ Trip.com เชื่อมต่อธุรกิจไทยกับนักท่องเที่ยวทั่วโลก จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง กระจายความต้องการไปยังหลากหลายภูมิภาค Alternate-X สรุปให้ Trip.com Group เผยผลจัดอันดับ Trip.Best ปี 2569 พบประเทศไทยติดจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลกในหลายหมวดหมู่ โดยการจองที่พักในไทยผ่านฟีเจอร์ Trip.Best เติบโต 24% สะท้อนความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยวไทย และไทยยังครองสัดส่วนสูงในหลายหมวด เช่น เกาะและชายหาด ไนต์ไลฟ์ ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันการท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 80% ในปี 2569 จุดหมายยอดนิยมของคนไทยคือจีน แซงหน้าญี่ปุ่น โดยเมืองค้นหาสูงสุด ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เฉิงตู โตเกียว และดานัง
เซ็นทรัลฯปี2569 แผนธุรกิจ/บริหารเสี่ยงค้าปลีก รับมือพลังงาน-การค้าโลกสะดุด
ซีอาร์ซี ติดตามใกล้ชิดตะวันออกกลาง รับต้นทุนยังคุมอยู่-สต็อกสินค้าพอ 90-180 วัน แผนปี 2569 ลงทุนต่อ 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทในไทยล็อคเป้าเวียดนามตลาดค้าปลีกดาวรุ่งอาเซียน โฟกัสไทวัสดุ-Auto1 ขยายตัวแรง เป้าสิ้นปีภาพรวมโต 5% EBITDA 7% คุมความเสี่ยงซัพพลายเชน CRC มีสต็อกสินค้า FMCG รองรับตลาดได้นาน 3–6 เดือน ช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงโลจิสติกส์โลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ลงทุนค้าปลีกต่อเนื่องปี 2569 เตรียมงบลงทุนรวม 16,000–18,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ 22–26 แห่ง ครอบคลุมแบรนด์สำคัญ เช่น ท็อปส์ GO Wholesale และไทวัสดุ เวียดนามตลาดดาวรุ่งอาเซียน CRC เร่งขยาย GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ Mini go! เพิ่ม พร้อมฐานสมาชิก The 1 เวียดนามกว่า 4.3 ล้านราย สนับสนุนการเติบโตระยะยาว สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซีอาร์ซี (CRC) กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกลางที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคธุรกิจค้าปลีกในกลุ่มซีอาร์ซีมากนัก ด้วยปัจจุบันนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่มากหรือกระทบไม่ถึง 1% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงติดตามการเปลี่ยนแปลงรอบด้านจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเตรียมแผนรองรับหากมีปัจจัยการปิดกั้นเส้นทางการส่งออก/นำเข้าสินค้าทางเรือ หลังประเทศอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ “ซีอาร์ซี ยังมีสต็อกสินค้าในกลุ่ม FMCG ต่างๆ เพื่อทำตลาดในราคาคงที่ต่อเนื่องใน30 วัน และยาวนานที่สุด 6 เดือน ซึ่งยังไม่มีความกังวลด้านเงินเฟ้อ ด้วยในภาพรวมต้นทุนค่าพลังงานไฟฟ้ายังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเช่นกัน” สุทธิสาร เสริมว่า สำหรับแผนรับมือด้านพลังงานในอนาคตจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์นั้น ซีอาร์ซี ยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด จากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (GGE) เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยติดตั้งโซลาร์ รูฟท้อปเพื่อใช้เองในห้าง ศูนย์กระจายสินค้า และสาขาไทวัสดุรวมกว่า 200 แห่งในปี 2568 รวมทั้งขยายโครงการฯ ดังกล่าวในประเทศเวียดนาม ด้วย “จากเป้าหมายหลักต้องการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด แต่หากเกิดปัจจัยนอกเหนือควบคุมขึ้น ซีอารซี ยังมีพลังงานดังกล่าวรองรับ” นอกจากนี้หากไม่รวมสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว หลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่พร้อมประกาศนโยบายชัดเจนออกมาคาดว่าส่งผลต่อคามเชื่อมั่นผู้บริโภคและกำลังซื้อมากขึ้น ในปีนี้ CRC ปี2569 ลงทุน 1.6-1.8 หมื่นล้านบาท สุทธิสาร กล่าวว่าในปี 2569 ซีอาร์ซี เตรียมใช้งบลงทุนราว 16,000-18,000 ล้านบาท เพื่อขยายความรวดเร็วการเติบโตธุรกิจค้าปลีกทั่งในประเทศไทย และ เวียดนาม โดยมีแผนปิดสาขาใหม่รวม 22-26 แห่ง พร้อมแผนงานปรับปรุงโฉมใหม่ (Renovate)สาขาเดิมอีก 7 แห่ง โดยซีอาร์ซี วางแผนขยายสาขาใหม่ในประเทศไทยปี2569 แบ่งออกเป็น ท็อปส์ 8-10 สาขา GO Wholesale 2 สาขา ไทวัสดุ 3-5 สาขา ส่วนธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม ปี2569 แผนขยายสาขาแบ่งออกเป็น ศูนย์การค้า GO! 2 สาขา ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายฐานสมาชิก The 1 ในประเทศเวียดนามด้วยยอดสมาชิกรวมกว่า 4.3 ล้านราย และยังได้เสริมความแข็งแกร่งของสถานะการเงิน ตลอดจนบริหารจัดการการเงินและโครงสร้างเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างมั่นคง “ซีอาร์ซี ยังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ อย่างรอบคอบอีกด้วย” สุทธิสาร กล่าวว่า สำหรับปี 2569 ซีอาร์ซี ยังสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ ‘Innovation in Action’ เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ 1.อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) มุ่งต่อยอดความสำเร็จของแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน 2.อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts And Merchandise) อาทิ การพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ประเทศเวียดนาม เน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนประเทศไทย จะเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream 3.อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย (Drive Operational Excellence) พร้อมนำ AI มาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด, การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต พร้อมพัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ช่วยให้บริษัทฯ สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้อย่างไร้รอยต่อนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อกและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร มองโอกาสเข้าซื้อกิจการเติมพอร์ตค้าปลีก สุทธิสาร กล่าวว่า ซีอาร์ซี ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินอย่างมีวินัยเพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง “ในปีนี้ ถือเป็นปีแห่งความท้าทายและโอกาส ‘Challenges & Opportunities’ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง” จากแผนดังกล่าว ซีอาร์ซี วางเป้าในปี2569 มีอัตราการเติบโตรายอยู่ที่ 4-5% และ EBITDA ที่ 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับผลดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจซีอาร์ซีในประเทศไทยมีจำนวน 3,596 ร้านค้า ครอบคลุมใน 63 จังหวัดทั่วไทย และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ส่วนประเทศเวียดนาม มีจำนวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 20% ‘ไทวัสดุ-Auto1’ ดาวเด่นค้าปลีก โดยในปี 2568 กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ มีความโดดเด่นในการแข่งขันจากการขยายตัวของ ‘ไทวัสดุ’ ที่สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี จนปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 89 สาขา ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันสู่ยอดขายในปีก่อน อยู่ที่ 43,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 25% ขณะที่ธุรกิจสร้างการเติบโตใหม่ (New Growth Engine) ‘Auto 1’ วางแนวทางธุรกิจในปี2569 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาแบบเท่าตัวอีก 53 แห่ง ส่งผลให้มีเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 106 สาขาบนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร หลังจากในปี 2568 ธุรกิจ Auto1 ได้เร่งขยายสาขาใหม่ 13 แห่ง และมีสาขารวมทั้งสิ้น 53 แห่ง ในปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับ ‘ซีอาร์ซี’ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้.ให้บริการธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ทำตลาดในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า การจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ โก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) ลานชี มาร์ท 2.กลุ่มฮาร์ดไลน์ จำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ เหงียน คิม 3.กลุ่มแฟชั่น จำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป 4,กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด อนึ่ง บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์ ALTERNATE-X สรุปให้ เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ระบุความตึงเครียดตะวันออกกลางยังไม่กระทบธุรกิจค้าปลีกมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้มีสัดส่วนเพียงราว 1% บริษัทเตรียมแผนรับมือความเสี่ยงโลจิสติกส์ โดยมีสต็อกสินค้า FMCG รองรับการขายได้นานประมาณ 90–180 วัน โดยในปี 2569 เตรียมงบลงทุน 16,000–18,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาค้าปลีกในไทยและเวียดนามรวมกว่า 22–26 แห่ง ขณะที่ ตลาดเวียดนามยังถูกมองเป็นดาวรุ่งค้าปลีกอาเซียน พร้อมขยายศูนย์การค้า GO! และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! เพิ่ม ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ 3 ปี New Heights, Next Growth ใช้ AI และ Omnichannel ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ทรูฯ เจาะตลาดโซลาร์ ทำบ้านอัจฉริยะเน็ตเร็วสูง รับสิทธิลดหย่อนภาษี 2 แสนบ.
ทรูออนไลน์ เข้าวงการพลังงานสะอาด ดึง ‘Altervim’ สร้างบ้านโซลาร์อัจฉริยะพ่วงไวไฟเร็วสูง รับรัฐจูงใจเปลี่ยนผ่านพลังงานครัวเรือนรัฐให้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 แสนบาท ทรูรุกธุรกิจพลังงานบ้าน ทรูออนไลน์ทรานส์ฟอร์มสู่ Smart Living ผสานเน็ตบ้าน สมาร์ทโฮม และพลังงานสะอาดสร้างระบบนิเวศบ้านอัจฉริยะที่ช่วยประหยัดพลังงานและจัดการไฟฟ้าได้แบบดิจิทัล โซลาร์ พ่วงอินเทอร์เน็ตในแพ็กเดียว ติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมเน็ตบ้านไฟเบอร์และระบบบริหารพลังงานผ่านแอป TrueX ลูกค้ารับส่วนลดค่าเน็ต 500 บาทต่อเดือน สูงสุด 16 เดือน จูงใจด้วยสิทธิลดหย่อนภาษี ภาครัฐเปิดทางให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท ช่วยกระตุ้นครัวเรือนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดค่าไฟระยะยาว ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคม เทคโนโลยี (Telco Technology) เปิดเผยว่า ทรูออนไลน์ วางแนวทางเปลี่ยนผ่าน (Transform) ทบาทจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสู่การเป็นผู้นำการใช้ชีวิตอัจฉริยะ ‘Smart Living’ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยผสานรวม (Synergy) 3 แกนหลักไว้ด้วยกัน คือ Connectivity Smart Living Smart Energy เข้าไว้ด้วยกัน “บ้านที่สมบูรณ์แบบในวันนี้ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เน็ตที่เร็วที่สุด แต่ต้องเป็นระบบนิเวศที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิต สะดวก ประหยัด และบริหารจัดการไลฟ์สไตล์ในบ้านได้มีประสิทธิภาพสูงสุด” ล่าสุดทรูฯ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ‘Altervim’ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดระบบโซลาร์ เปิดตัวโซลูชันโซลาร์บ้านที่ผสานเอไอ (AI) สมาร์ท เซ็ต (Smart Set) และระบบสมาร์ท โฮม (Smart Home) ภายใต้แนวคิด ‘ติดโซลาร์กับทรูออนไลน์ ยกระดับบ้านยุคใหม่ด้วยพลังงานอัจฉริยะ’ สำหรับบริการนี้ เพื่อรองรับความต้องการกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคกลุ่มครัวเรือนให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการการใช้พลังงานทั้งบ้านแบบเรียลไทม์ได้โดยผ่านแอป TrueX เพียงแอปเดียว พร้อมรับสิทธิพิเศษส่วนลด เน็ตบ้านทรูออนไลน์ 500 บาทต่อเดือน นานสูงสุด 16 เดือน ซึ่งเป็นแคมเปญการตลาดส่งเสริมการขายในฤดูร้อนปีนี้ ฐานพล กล่าวว่า โซลูชั่น ‘โซลาร์ สมาร์ท โฮม’ เป็นอีกก้าวสำคัญของทรูออนไลน์ในการนำพลังงานสะอาดมาผสานกับเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ ที่ผสานความแข็งแกร่งของทรูออนไลน์ในฐานะเน็ตบ้านไฟเบอร์อันดับ 1 กับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมพลังงานของ Altervim สู่โซลูชัน One-stop Service ที่ดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร พร้อมรับประกันประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้ายาวนานถึง 30 ปี และทางเลือกผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกครัวเรือน นอกจากนี้ ทรูยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น ‘Innovative Smart Energy Partner’ จาก Huawei ร่วมพัฒนานวัตกรรมพลังงานอัจฉริยะโดยนำเทคโนโลยี Huawei Fusion Solar มาผสานเข้ากับแพลตฟอร์ม TrueX เพื่อยกระดับประสบการณ์การบริหารจัดการพลังงานและสมาร์ทโฮมผ่านแอปพลิเคชันเดียว ด้าน ‘สมบูรณ์ เลิศสุวรรณโรจน์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับทรูออนไลน์ในครั้งนี้ เป็นหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดไทย จากเดิมที่โซลาร์เซลล์เป็นเพียงอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า วันนี้เรากำลังก้าวสู่ยุคของ ‘Smart Energy’ ที่พลังงานต้องวัดผลและบริหารจัดการได้อย่างแม่นยำ โดย Altervim มุ่งออกแบบระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน เพื่อประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในระยะยาว และเมื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของเราเข้ากับศักยภาพด้านดิจิทัลของทรูออนไลน์จึงเกิดเป็นโซลูชันที่ไม่เพียงลดค่าไฟ แต่ยกระดับบ้านสู่ระบบพลังงานอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล จาก ความร่วมมือดังกล่าวยังพร้อมรับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้สูงสุดถึง 200,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการปรับบ้านสู่พลังงานสะอาดในขณะนี้ แพ็คเกจติดตั้งโซลาร์ พร้อมกันนี้ ทรู ออนไลน์ ยังได้จัด Exclusive Privileges ดังนี้ สิทธิพิเศษส่วนลดเน็ตบ้านทรูออนไลน์ ให้ลูกค้าที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในราคาเดือนละ 500นานสูงสุด 16 เดือน โดยหากเป็นลูกค้าเน็ตบ้านทรูออนไลน์ปัจจุบันสามารถนำมาผูกสัญญาหักส่วนลดได้ทันทีและมีผลในเดือนถัดไปหลังจากติดตั้ง (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ทำราคาพิเศษผ่อนเริ่มต้น 1,648 บาทต่อเดือน พร้อมบริการสินเชื่อ ผ่อนนานสูงสุด 7 ปี รับสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท *เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ขยายธุรกิจสู่พลังงานสะอาดผ่านทรู ออนไลน์ เปิดโซลูชันบ้านโซลาร์อัจฉริยะพ่วงอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ เป็นความร่วมมือกับ Altervim พัฒนา Solar Smart Home ที่ผสานโซลาร์เซลล์ เอไอ และระบบสมาร์ทโฮม รองรับผู้ใช้สามารถผลิตไฟฟ้าและติดตามการใช้พลังงานทั้งบ้านแบบเรียลไทม์ผ่านแอป TrueX พร้อมแพ็กเกจให้ส่วนลดเน็ตบ้าน 500 บาทต่อเดือน นานสูงสุด 16 เดือน พ่วงทางเลือกผ่อนติดตั้งสูงสุด 7 ปี โดยลูกค้ายังใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้สูงสุด 200,000 บาท ตามมาตรการรัฐ
Go Wholesale เร่ง Own Brand เจาะตลาด 3.9 หมื่นล. รับแรงซื้อพุ่งหากการค้าโลกผันผวน
โก โฮลเซลล์ ดึงผู้ผลิตในประเทศทำแบรนด์สินค้าตัวเอง-เอ็กซคลูซีฟ แบรด์ คลุมทุกเซ็กเมนต์อุปโภค-บริโภค เจาะตลาด OWN BRAND 3.9 หมื่นล.โต11% ทุกปี มองไกลความต้องการในไทยโตแรงหากการค้าโลกผันผวนล็อคส่งออก/นำเข้า Go Wholesale Own Brand โก โฮลเซลล์ แผนเร่งพัฒนาสินค้า Own Brand และ Exclusive Brand ร่วมกับผู้ผลิตไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าและสร้างความคุ้มค่าให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภค ตลาดสินค้า Own Brand ไทย ตลาดสินค้า Own Brand ในประเทศไทยมีมูลค่าราว 3.9 หมื่นล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยประมาณ 11% ต่อปี จากความต้องการสินค้าราคาคุ้มค่า กลยุทธ์ค้าส่งรับเศรษฐกิจโลกผันผวน โก โฮลเซลล์ เตรียมขยายสินค้าแบรนด์ตัวเองรองรับความเสี่ยงการค้าโลก หากการส่งออกและนำเข้าสะดุด ความต้องการบริโภคในประเทศมีโอกาสเพิ่มขึ้น ซันนี่ ซิติค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัทเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ผู้บริหารธุรกิจห้างค้าปลีกค้าส่ง โก โฮลเซลล์ (Go Wholesale) กล่าวว่าโก โฮเซลล์ ดำเนินงานสู่ปีที่ 3 ปัจจุบันเปิดให้บริการทั้งสิ้น 14 สาขา ครอบคลุมทำเลยุทธศาสตร์สำคัญรองรับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคทั่วไป 45% แบ่งเป็นเจนเนอเรชั่นวายและซี (GenY-Z) รวมกันราว 64% แบ่งเป็นผู้หญิงสัดส่วน 59% และ ผู้ชายสัดส่วน 41% สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจร้านค้า 55% แบ่งออกเป็น ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และ บริการรับจัดเลี้ยง (HORECA) สัดส่วน 35% ธุรกิจบริการร้านอาหาร (Food Service) สัดส่วน 20% โดยการดำเนินธุรกิจโกโฮลเซลล์ในช่วงที่ผ่านมา ได้ร่วมงานกับซัพพลายกว่า 1,800 ราย มีสินค้าวางจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 23,000 รายการ (SKU) พร้อมเข้าไปสร้างงานให้ในแต่ละชุมชนท้องถิ่นถึงปัจจุบันมีพนักงานรวมกว่า 2,700 คนใน 14 สาขาทั่วประเทศไทย จากปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ มีผู้ใช้บริการดาวน์โหลด โก แอปพลิเคชั่น (Go Application) จำนวน 1 ล้านราย มีการใช้งานประจำต่อเนื่องรายเดือน (Monthly Active User) ราว 2.5 แสนราย โดยยังพบข้อมูลน่าสนใจ กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ดังนี้ 24% เนื้อสัตว์ประเภทต่างๆ และ อาหารทะเล 24% ผลไม้และผัก 15% เครื่องดื่มและขนมขบเคี้ยว 13% กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ 14% ไม่ใช่อาหาร (นัน-ฟู้ด) 10% สินค้านม UHT, ก๋วยเตี๋ยว และเครื่องปรุงรสต่างประเทศ ซันนี่ กล่าวต่อในปี 2569 บริษัทใช้กลยุทธ์การทำงานร่วมกัน (Collaboration) ระหว่างพันธมิตร โดยเฉพาะกลุ่มซัพพลายเออร์ เพื่อทำตลาดแบรนด์สินค้าเฉพาะ (Exclusive Brand) โดยในปีนี้ จะเพิ่มผลิตสินค้าโอน แบรนด์เพิ่มอีก 120 รายการใหม่ (SKU) เพื่อวางจำหน่ายที่โก โฮลเซลล์ มีสินค้าโอนแบรนด์มากกว่า 1,800 เอสเคยูในปัจจุบันแบ่งหมวดหมู่การทำตลาดภายใต้ 3 แบรนด์หลักสินค้าตัวเอง ดังนี้ A Choice กลุ่มสินค้าอาหารสด อาหารแช่แข็ง เครื่องเทศและเครื่องปรุง อุปกรณ์และของใช้ สำหรับธุรกิจโฮเรกา และ ฟู้ด เซอร์วิส SUPER SAVE ผลิตภัณฑ์กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและอาหารพื้นฐาน PRO SAVE ผลิตภัณฑ์กลุ่มนัน-ฟู้ด สำหรับผู้ประกอบการมืออาชีพ เน้นสินค้าหมวดเคมีภัณฑ์และอปุกรณ์ทำความสะอาด “ทั้ง3 โอนแบรนด์วางกลยุทธ์ราคาให้ความคุ้มค่าเพื่อเป็นทางเลือกสำคัญให้กลุ่มเป้าหมาย สอดคล้องกับความต้องการและตอบอินไซต์แต่ละกลุ่มเป้าหมายโก โฮลเซลล์” ซันนี่ กล่าวว่า ในปีนี้โกโฮลเซลล์ มองเห็นโอกาสการทำตลาดสินค้าทุกหมวดหมู่เพื่อรองรับกลุ่มป้าหมายหลักทั้งสองกลุ่มรวมถึงลูกค้าทั่วไปที่แม้ว่าจะมีเพนพอยต์ต่างกัน แต่ต้องการสินค้าทางเลือกที่ให้ความคุ้มค่า คุ้มราคา มากขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริหารโก โฮลเซลล์ กล่าวเสริมการทำตลาดเชิงรุกสินค้า ทั้ง 3 แบรนด์ตัวเองของโก โฮลเซลล์ ในปีนี้ยังมองเป็นโอกาสในการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตสินค้าในประเทศเพื่อเตรียมความพร้อม หากเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนจากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกรณีหากไม่สามารถนำเข้า/ส่งออก สินค้าระหว่างประเทศไทยได้ในอนาคตเช่นกัน และสร้างความต้องการบริโภคในประเทศสูงขึ้น ขณะที่ตลาดสินค้าโอนแบรนด์ในประเทศไทยในภาพรวมคาดมีมูลค่าราว 3.9 หมื่นล.บาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 11% ต่อปีในช่วงที่ผ่านมา Alternate-X สรุปให้ Go Wholesale เดินหน้ากลยุทธ์สินค้า Own Brand และ Exclusive Brand ร่วมผู้ผลิตไทย เพื่อขยายตลาดค้าส่งอุปโภคบริโภคในประเทศ บริษัทมองโอกาสตลาด Own Brand ไทยมูลค่า 3.9 หมื่นล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 11% แผนในปี 2569 เตรียมเพิ่มสินค้าแบรนด์ตัวเองใหม่อีก 120 SKU จากปัจจุบันกว่า 1,800 SKUs กลุ่มลูกค้าหลักคือธุรกิจ HORECA และ Food Service ควบคู่ผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะ Gen Y-Z พร้อมรับมือความผันผวนการค้าโลก หากการส่งออก–นำเข้าสะดุด ความต้องการสินค้าในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจ ‘วิกรม’ ลงทุนหมื่นล. รับโครงสร้างฐานผลิตโลกเปลี่ยน
‘วิกรม’ ปรับใหญ่โครงสร้างนิคมฯอมตะ ตั้งรับจีนหนีสงครามการค้า-เมกะทุนโลกแห่เข้าอาเซียน ใส่ 10,000 ล้านรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเกิดขึ้นในฐานผลิต 3 ชาติ ไทย-เวียดนาม-ลาว อมตะลงทุน 10,000 ล้านบาท เตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใน 3 ประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่อาเซียน ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ในไทย เวียดนาม และลาว ปรับโมเดลสู่อินดัสตรี ซิตี้ อมตะยกระดับจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม สู่ผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รับกระแสย้ายฐานผลิตโลก สงครามการค้าและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ทุนโลกย้ายฐานผลิตออกจากจีน อาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นฐานการลงทุนใหม่ของโลก วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของโลกยุคใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ภายใต้แผนงาน ดังนี้ เสริมทีมบริหารองค์กร โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงา Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์ สำหรับในปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย ไทย จำนวน 1,650 ไร่ เน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เวียดนาม จำนวน 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค โดยแผนฯ ดังกล่าวเพื่อรองรับ เมกะเทรนด์ทุนโลกไหลสู่อาเซียน และจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนครั้งใหญ่ (Relocation) ที่เกิดจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงสงครามการค้าที่บีบให้ภาคการผลิตต้องมองหาฐานที่มั่นใหม่ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว “ภูมิภาคอาเซียน กำลังขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และลาว” พร้อมกันนี้ กลุ่มอมตะ อยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา ‘Industrial City’ เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อไปสู่การสร้างศูนย์กลางการลงทุนใหม่ รองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500 วิกรม กล่าวต่อว่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมถึงจากความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว Alternate-X สรุปให้ วิกรม กรมดิษฐ์ ปรับโครงสร้างองค์กรอมตะครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี ดึงมืออาชีพบริหาร พร้อมรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในไทย เวียดนาม และลาว ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ รองรับการย้ายฐานการผลิตจากจีนสู่อาเซียน ใช้โมเดลธุรกิจใหม่ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่ ‘Industrial City’ เมืองอุตสาหกรรมครบวงจร มองอาเซียนเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัล
นิวสกายฯ สร้างความเข้าใจ CoP โครงการโรงกำจัดขยะอ่อนนุช 1,600 ตัน/วัน
นิวสกายฯ เปิดเวทีชุมชน 22 ครั้ง ผู้ร่วมกว่า 1,517 คน สร้างความเข้าใจ CoP โครงการโรงกำจัดขยะอ่อนนุช 1,600 ตัน/วัน บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เดินหน้าสื่อสารและสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง จัดการประชุมกลุ่มย่อยรวม 22 ครั้ง ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 เพื่อชี้แจงการดำเนินงานตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมในรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) พร้อมรายงานความก้าวหน้าการก่อสร้าง โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ขนาด 1,600 ตันต่อวัน ซึ่งถือเป็นโครงการสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาขยะของกรุงเทพมหานคร ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ นายนพดล พฤกษะวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวสกาย เอ็นนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยทีมผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของโครงการ ได้แก่ พล.ต.อ. ดร. ปัญญา มาเม่น และ นายวินัย สวัสดิ์มณี ที่ปรึกษาอาวุโสของโครงการ พร้อมด้วย นายเศรษฐพัส กมลศุภประยูร ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ และทีมงาน ได้ลงพื้นที่จัดประชุมกลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรวม 22 ครั้ง ระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,517 คน “การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อชี้แจงความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ขนาด 1,600 ตันต่อวัน พร้อมอธิบายมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (CoP) และเปิดโอกาสให้ประชาชนสอบถามข้อมูลได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสในการดำเนินโครงการ” ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ว่าจ้างทีมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน จากบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นผู้มีสิทธิทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นผู้นำเสนอข้อมูล รับฟังความคิดเห็น ประเด็นข้อข้องใจ และตอบข้อซักถามให้กับประชาชนในพื้นที่ การประชุมจัดขึ้นครอบคลุมชุมชนและหมู่บ้านในรัศมี 5 กิโลเมตรจากที่ตั้งโครงการ ครอบคลุมพื้นที่เขตประเวศ เขตสะพานสูง เขตสวนหลวง เขตลาดกระบัง และเขตบางกะปิ รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดสมุทรปราการ สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนในการติดตามความคืบหน้าโครงการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้การประชุมกลุ่มย่อยถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถติดตามการดำเนินงานของโครงการได้ในทุกขั้นตอน และถึงแม้ว่าพี่น้องประชาชนในพื้นที่อ่อนนุชส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามและอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนถือศีลอด แต่ก็ยินดีเข้ามาร่วมการประชุมเป็นจำนวนมาก แสดงถึงความสนใจและติดตามการดำเนินงานมาของโครงการมาโดยตลอด “บริษัทเชื่อว่าการพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต้องเติบโตไปพร้อมกับชุมชน เราจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ทั้งการสื่อสารข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างต่อเนื่อง” นายนพดล พฤกษะวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเดือนมีนาคม 2569 บริษัทมีแผนเปิดให้ประชาชนเข้าชมศักยภาพของบ่อพักขยะของโครงการ ซึ่งเป็นบ่อพักขยะขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ประชาชนได้เห็นกระบวนการบริหารจัดการขยะและเทคโนโลยีการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด “เรามุ่งมั่นพัฒนาโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล โปร่งใส และเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะของกรุงเทพมหานครอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบในระยะยาว”
แผนคอนโดปี 69 ‘แสนสิริ’ ทำ 16 โครงการใหม่ 2.6 หมื่นล้าน สูงสุดในอุตสาหกรรมคลุมทุกตลาด
‘แสนสิริ’ กางแผนคอนโดปี 69 ปูพรม 16 โครงการใหม่ มูลค่า 2.6 หมื่นล้าน สูงสุดในอุตสาหกรรม ย้ำเบอร์ 1 ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โชว์ฟอร์มแกร่งปี 2568 ตอกย้ำ #แสนสิริผู้นำคอนโด สร้างความสำเร็จสูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ กวาดยอดขายสูงถึง 25,000 ล้านบาท โต 35% จากปีก่อน พร้อมสร้างยอดโอน 14,500 ล้านบาท เดินหน้ารุกหนักปี 2569 ลุยเปิดตัวคอนโดมิเนียม 16 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท (สูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ) พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 23,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนที่ 17,500 ล้านบาท มั่นใจสำเร็จตามเป้า โชว์แกร่งด้วยคอนโดพร้อมอยู่รับรู้รายได้ทันทีกว่า 20,000 ล้านบาท มุ่งครองความเป็นอันดับหนึ่งในตลาดคอนโดมิเนียมต่อเนื่อง ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก พร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ยืนหยัดมั่นคง ด้วย THE LUXURY & ICONIC REINFORCEMENT สานต่อความแข็งแกร่งผู้นำอสังหาฯ ระดับบน, STRATEGIC EXPANSION & PARTNERSHIP เดินหน้าขยายโครงการบนทำเลศักยภาพ ควบคู่กับการผนึกพันธมิตรพัฒนาโครงการร่วมทุน และ FUTURE LIVING & COMMUNITY EVOLUTION ให้ความสำคัญกับ Well-being ของทุกสมาชิกในโครงการ รวมถึงสัตว์เลี้ยง พร้อมยกระดับ Pets Welcome Condo ไปอีกขั้น ตลอดจนรุกโมเดล SANSIRI COMMUNITY กับกลุ่มคอนโดมิเนียม ประเดิมไตรมาสแรก กับที่สุดของคอนโดไฮไลท์แห่งปีจากแสนสิริ ครั้งแรกกับงานพรีเซลล์ LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) คอนโดใหม่ วิวแม่น้ำ ราคาเริ่มต้น 3.39 ล้าน* และ 1 ห้องนอน วิวเมือง 26 ตร.ม. เริ่ม 2.39 ล้าน* 14-15 มี.ค. นี้ แสนสิริผู้นำคอนโด ยืนแกร่ง รุกต่อเนื่องเปิด 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท พร้อมคอนโดพร้อมอยู่รอรับรู้รายได้กว่า 20,000 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จปี 68 สร้างยอดขาย-ยอดโอนคอนโดสูงสุดในอสังหาฯ โดย องอาจ สุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ. แสนสิริ กลุ่มคอนโดมิเนียมแสนสิริเติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนกระแสตลาด ครองตำแหน่งเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม ประสบความสำเร็จสร้างยอดขายที่ 25,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 35% จากปีก่อนหน้า และยอดโอนที่ 14,500 ล้านบาท สูงสุดในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 โดยตลอดทั้งปีที่ผ่านมา สามารถปิดการขาย (Sold Out) คอนโดมิเนียมไปได้ถึง 13 โครงการ มูลค่ารวม 9,610 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการคอนโดในกลุ่ม Medium ถึง Affordable ล่าสุด ได้ปิดการขาย THE LINE VIBE (เดอะ ไลน์ ไวบ์) และเตรียมปิดการขาย mekin HAUS (เมคิน เฮ้าส์ เชียงใหม่) เร็วๆ นี้ สำหรับทิศทางปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงเผชิญกับความท้าทายและแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก ซึ่งส่งผลต่อความไม่แน่นอนและภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม แสนสิริเล็งเห็นโอกาสบางประการ อาทิ จากการประสานพลังระหว่างนโยบายการคลังโดยรัฐบาลใหม่ที่เร่งวางรากฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินหลัง กนง. มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ต่อปี ซึ่งมีผลทันทีเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา ปัจจัยหนุนเหล่านี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินอย่างตรงจุด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อเป็นแรงส่งปลุกจีดีพีให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพและมีเสถียรภาพ และเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยโลกและปัจจัยภายในประเทศ แสนสิริพร้อมเดินหน้าแบบ Speed to Market ปรับตัวไวรองรับทุกสถานการณ์ เพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า โดยในปี 2569 เตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่รวม 16 โครงการ มูลค่ารวม 26,000 ล้านบาท สูงสุดในตลาดอสังหาฯ ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ครอบคลุมทุก SEGMENT ทั่วประเทศ ทุกระดับราคา และตั้งเป้ายอดขายคอนโดที่ 23,000 ล้านบาท และเป้ายอดโอนคอนโดที่ 17,500 ล้านบาท “แม้เป้าหมายในปีนี้จะมีความท้าทาย สวนกระแสทิศทางตลาด แต่ด้วยความพร้อมของคอนโดมิเนียมรอโอนกว่า 20,000 ล้านบาท ผนวกกับทรัพยากรที่แข็งแกร่งและมาตรฐานการบริการอันดับ 1 โดยเฉพาะความสำเร็จในทำเลศักยภาพอย่างภูเก็ตที่ทำยอดขายได้ดีต่อเนื่องทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงเชียงใหม่ และโครงการในขอนแก่นที่กระแสตอบรับดีเยี่ยม เราจึงมั่นใจว่าจะรักษาการเติบโตและครองความเป็นผู้นำ #แสนสิริผู้นำคอนโด เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคอสังหาฯ ไทยต่อไป” 3 กลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมแสนสิริ ปี 2569 โดย วิสุทธิ์ จันทร์วัฒรังกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ. แสนสิริ สมัตถ์คม ต่างวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ. แสนสิริ กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมแสนสิริ เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจขององค์กร เพื่อให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ ที่มากกว่าการอยู่อาศัย โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก มุ่งรักษาความเป็นหนึ่งในตลาด และครองอันดับหนึ่งในใจลูกค้าต่อเนื่อง ได้แก่ THE LUXURY & ICONIC REINFORCEMENT สานต่อความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดอสังหาฯ ระดับบน ด้วยการส่งมอบโครงการพร้อมอยู่ในกลุ่ม Premium รวม 5 โครงการ มูลค่า 14,800 ล้านบาท ได้แก่ คอนโด Via (เวีย) 3 โครงการ กับ Via 34 (เวีย 34), Via 61 (เวีย 61) และ Via ARI (เวีย อารีย์), SHUSH Ratchathewi (ชูช์ ราชเทวี) และ The Standard Residences Hua Hin (เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน) เพื่อตอบรับเรียลดีมานด์ที่ต้องการโปรดักส์คุณภาพระดับสูง ควบคู่กับการสร้างปรากฏการณ์ The Return of Icons นำแบรนด์ที่มีภาพจำแข็งแกร่งกลับมาสร้างความสำเร็จอีกครั้ง นำโดยแบรนด์ XT (เอ็กซ์ที) กับโครงการใหม่ XT 10 EKKAMAI (เอ็กซ์ที เทน เอกมัย) คอนโดใจกลางเอกมัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และคอนโดแบรนด์ THE MONUMENT (เดอะ โมนูเมนต์) กับโครงการใหม่ THE MONUMENT Sathon (เดอะ โมนูเมนต์ สาทร) ที่เตรียมเปิดตัวในปีนี้ STRATEGIC EXPANSION & PARTNERSHIP เดินหน้าขยายโครงการบนทำเลศักยภาพ บนทำเล STRATEGIC LOCATION ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ เตรียมเปิดตัว 6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 7,200 ล้านบาท ได้แก่ หัวหิน (HUB Hua Hin – ฮับ หัวหิน), พัทยา (dcondo vite – ดีคอนโด วีเต) และภูเก็ต ซึ่งได้เปิดตัว RHEA by Sansiri (รีอา บาย แสนสิริ) คอนโดใหม่ ใกล้หาดสุรินทร์-บางเทา และอีก 3 โครงการใหม่ในทำเลเชิงทะเล, ป่าตอง และสามกอง พร้อมกับเดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรระดับโลกที่มีศักยภาพ อย่าง บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมทุนพัฒนา LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) มูลค่า 6,500 ล้านบาท จากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri และสานต่อความร่วมมือกับ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่อเนื่อง โดยแสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่มุ่งพัฒนาโครงการให้ครอบคลุมทุก SEGMENT ทั่วประเทศ ทุกระดับราคา ตั้งแต่ Luxury ไป Affordable โดยมีแบรนด์ LOVE by Sansiri มาสนับสนุนพอร์ตคอนโดในกลุ่ม MEDIUM SEGMENT ในปีนี้อีกด้วย FUTURE LIVING & COMMUNITY EVOLUTION ยกระดับการอยู่อาศัยเพื่อ Well-being สูงสุด ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต เปลี่ยนนิยามคอนโดสู่การดูแลสุขภาพกาย-ใจระยะยาว ครอบคลุมทั้ง Physical Well-being (อากาศ/น้ำ/แสงธรรมชาติ), Mental Well-being (พื้นที่สีเขียว/Pet-friendly) และ Security อุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง ด้วย LIV-24 , Pet-friendly Landmark: ยกระดับสู่ Pets Welcome Condo ตั้งเป้าขยายเป็น 20 โครงการ มูลค่ารวม 46,200 ล้านบาท ภายในปี 2569 Sansiri Community: ตอกย้ำความสำเร็จของสังคมอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบในกลุ่มคอนโดมิเนียม ด้วย Sansiri Rangsit Campus Community โดยมี T77 Community เป็นโปรเจกต์ต้นแบบแห่งแรกที่ประสบความสำเร็จ ไฮไลต์สำคัญ ประเดิมไตรมาสแรกกับ ‘LOVE Charoen Nakhon’ ‘LOVE Charoen Nakhon’ (เลิฟ เจริญนคร) คอนโด Rare Item แห่งปีที่ทุกคนรอคอย กับดีไซน์ Wide-frontage (ตึกหน้ากว้าง) เปิดรับวิวน้ำเจ้าพระยาแบบ Panorama และฝั่ง Asiatique เต็มสายตา หนึ่งเดียวในย่าน เจริญนคร ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ Collective Living ที่เป็นคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ (Pets Welcome) มาพร้อมราคาที่ดึงดูดใจ โดยห้องวิวแม่น้ำเริ่มต้นที่ 3.39 ล้านบาท* และแบบ 1 ห้องนอน วิวเมือง ขนาด 26 ตร.ม. เริ่มต้นที่ 2.39 ล้านบาท โดย LOVE Charoen Nakhon เตรียมเปิดพรีเซลล์ในวันที่ 14 – 15 มีนาคม นี้ ติดต่อเข้าชมห้องตัวอย่างก่อนใครได้ที่ https://siri.ly/7tBswt1 ปัจจุบันคอนโดใหม่ (New Launch) ในย่านเจริญนคร-คลองสาน ส่วนใหญ่ขยับขึ้นไปแตะ 180,000 บาท โดยประมาณ /ตร.ม. รวมถึง ราคาที่ดินเจริญนครที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี อาทิ ราคาที่ดินติดริมถนนเจริญนครในปัจจุบันมีการเสนอขายอยู่ที่ประมาณ 400,000 – 800,000 บาทต่อตารางวา ส่วนแปลงที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ใกล้ไอคอนสยาม) พุ่งสูงถึง 1,000,000 บาทต่อตารางวาขึ้นไปซึ่งหายากมากในปัจจุบัน และมีส่วนกลางครบครัน ถือเป็นกลยุทธ์ “ราคาดีที่สุด” ของแสนสิริในปีนี้
TRUE แผนสู่ AI-FIRST สร้างระบบนิเวศเอไอ ซินเนอร์ยี ‘ซีพี’ เจาะชีวิตดิจิทัลคนไทย
‘ซิกเว่ เบรกเก้’ สร้างอีโคซิสเต็มเอไอ ‘AI-First’ คลุมบริการธุรกิจ-คน ผสานเครือซีพี-เวอร์ชวลแบงกิ้ง ยุทธศาสตร์3 ปีทรู คอร์ปอเรชั่นสู่ ‘AI-FIRST’ ย้ำตำแหน่ง ‘Telco-Tech Company’ ทรู AI-First ยุทธศาสตร์ 3 ปีของทรู คอร์ปอเรชั่น นำ AI ผสานเครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ยกระดับองค์กรสู่ Telco-Tech Company เชื่อมประสบการณ์ลูกค้า เทคโนโลยี และบุคลากร อีโคซิสเต็มดิจิทัลเครือซีพี ผสานธุรกิจในเครือ เช่น 7-Eleven, Makro และ TrueMoney รวมถึงแผน Virtual Bank สร้าง Synergy ระหว่างค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี เพื่อขยายบริการดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน AI และ 5G ไทย ทรูใช้ AI ในโครงข่าย บริการลูกค้า และการวิเคราะห์ข้อมูล Hyper-Personalization พร้อมพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทยกว่า 12 ล้านคน รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากแผนปรับโครงสร้างสัดส่วนการถือหุ้น TRUE จำนวน 24.95% ของเทเลนอร์ กรุ๊ป (TELENOR Group) ให้กับบริษัท บริษัท อะไรซ์ ดิจิทัลเทคโนโลยี จำกัด (บริษัทย่อยในกลุ่ม อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ก่อตั้งโดยศุภชัย เจียรวนนท์) คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 เดือน (หลังประกาศเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2569) นอกจากนี้ ทรูฯ ยังมองเห็นโอกาสสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน จากการเข้าสู่ธุรกิจธนาคารเสมือนจริง (Virtual Bank) ของกลุ่มซีพี (CP Group) ในปี2569 นี้ ด้วยการผสาน (Synergry) กับธุรกิจต่างๆในเครือ CP โดยทำงานอย่างใกล้ชิดขึ้นระหว่างธนาคารใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับเครือข่ายธุรกิจค้าปลีก เซเว่น-อีเลฟเว่น (7-Eleven) , แม็คโคร (Makro) ผลิตภัณฑ์การเงินดิจิทัล ทรู มันนี่ (True Money) และอื่นๆ รวมถึงในรูปแบบของโครงการร่วมกัน “การที่อะไรซ์ เข้ามาถือหุ้น และการมีเวอร์ช่วล แบงกิ้ง ของกลุ่มซีพี ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยกับทรูฯ แต่จะยกระดับการทำงานร่วมกันให้มีความคล่องตัวยิ่งขึ้น” สู่เส้นทาง ‘AI-FIRST’ ซิกเว่ กล่าวต่อว่าทรูฯ ยังมุ่งสู่องค์กร AI-First ให้ความสำคัญ ‘ลูกค้า’เป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำเอไอมาผสานสู่เครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัลของทรู ตามยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้า เทคโนโลยี และบุคลากรเข้าด้วยกัน พร้อมกำหนดทิศทางใหม่ในการให้บริการลูกค้า พันธมิตร และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย” ประกอบด้วย ‘4 Big Moves’ ดังนี้ 1.Big Move ด้านประสบการณ์ (Experience) เสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายทรู 5G บนคลื่นความถี่ 2300 MHz, 2600 MHz และ 1500 MHz เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านความเร็ว ความจุ และการครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อม เร่งยกระดับโครงข่ายทรูออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเสถียร ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการบรอดแบนด์ รองรับความพึงพอใจของลูกค้าและการเติบโตของ ARPU โดยผสานเข้ากับระบบนิเวศดิจิทัลหนึ่งเดียว อย่างไร้รอยต่อในทุกจุดสัมผัสของลูกค้า 2.Big Move ด้านการเติบโต (Growth) ธุรกิจลูกค้าทั่วไป กลุ่ม B2C ปรับยุทธศาสตร์จากการ “ชนะใจผู้ใช้รายบุคคล” สู่ “ชนะใจทั้งครอบครัว” ผ่านประสบการณ์แบบ Convergence ที่ผสานบริการมือถือและบรอดแบนด์เข้าด้วยกัน ประกอบด้วย แพลตฟอร์มความบันเทิง เช่น TrueID และ TrueVisions NOW โซลูชัน Home AI ผ่าน TrueX บริการความปลอดภัยไซเบอร์ True CyberSafe บริการด้านเกมและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล กลุ่ม ธุรกิจลูกค้าองค์กร (B2B) ทรูฯ ขยายบทบาทจากผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ สู่ พันธมิตรด้านโซลูชันดิจิทัลที่องค์กรไว้วางใจ ครอบคลุม Big Data Analytics AI, Security Integrated Platforms Cloud Computing 5G & Connectivity พร้อมขยายความร่วมมือกับ พันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก (Hyperscalers) เพื่อร่วมพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้องค์กรสามารถยกระดับเทคโนโลยีและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจดิจิทัล 3. Big Move ด้าน AI ทรูได้นำ AI มาประยุกต์ใช้แล้วในหลายด้าน เช่น Intelligent Network Operations เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายและลดต้นทุนพลังงาน Mari ผู้ช่วยเสมือน AI สำหรับบริการลูกค้า ระบบ Hyper-Personalization วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อมอบบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า นอกจากนี้ ทรูฯ ยังใช้นโยบาย Responsible AI ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทำโครงการ AI Literacy อย่างครอบคลุม พร้อมสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับภาคธุรกิจ และเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ร่วมกับพันธมิตรในระบบนิเวศ โดยตั้งเป้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับคนไทยมากกว่า 12 ล้านคน เพื่อรองรับยุคที่ AI เปลี่ยนแปลงทุกอุตสาหกรรม 4.Big Move ด้านบุคลากร (People) ทรูฯ ลงทุนพัฒนาศักยภาพบุคลากรเพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับอนาคต โดยยกระดับ Organizational Excellence พร้อมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ในทุกระดับ ตั้งเป้าอัปสกิล (Upskill) พนักงาน 100% ให้มีทักษะพื้นฐานด้าน AI ภายในปี 2569 พร้อมเปิดตัว ทุนการศึกษา AI จำนวน 10 ทุน สำหรับการศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงโครงการความร่วมมือระหว่าง MIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ทรูเชื่อว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของมนุษย์ในการสร้างนวัตกรรมและผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น” รับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล จากยุทธศาสตร์ทรูฯดังกล่าว เพื่อรองรับสู่การเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัลของไทยกำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนใน3 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก Digital Life โอกาสใหม่ในการพัฒนาบริการดิจิทัลที่สามารถเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของแต่ละบุคคล เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นทั้งผู้สร้างและผู้บริโภคข้อมูลในทุกด้านของไลฟ์สไตล์ ทั้งการทำงาน ความบันเทิง สุขภาพ หรือการเรียนรู้ รูปแบบที่สอง Home and Business โอกาสสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รองรับบ้านและองค์กร กำลังก้าวสู่ยุคอัจฉริยะด้วยจำนวนอุปกรณ์เชื่อมต่อและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยกำลังเร่งตัว แม้ว่า 73% ขององค์กรมีแผนนำ AI มาใช้ แต่มีเพียง 18% ที่นำมาใช้งานจริงในระดับองค์กร รูปแบบที่สาม Nationwide Digital Growth โอกาสทางดิจิทัลกำลังขยายตัวไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่เฉพาะเมืองใหญ่ รวมถึงการรองรับกลุ่ม Digital Nomad ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทุกภูมิภาค อาทิ การผลักดันสินค้าท้องถิ่นภาคใต้สู่ตลาดออนไลน์ระดับโลก การสนับสนุนสตูดิโอ Animation และ Visual Effects ทางภาคเหนือที่ผลิตผลงานให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก การยกระดับภาคอีสานสู่ศูนย์กลางแพลตฟอร์มบันเทิงดิจิทัล เป็นต้น “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงกลายเป็นกลไกสำคัญในการปลดล็อกการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่งการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ใช้ AI เข้ามาเสริมแกร่งเพื่อพิ่มประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง เน้นพัฒนาบุคลากร และสร้างความยั่งยืนระยะยาว” Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งสู่ AI-First ใช้เอไอขับเคลื่อนบริการและแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งการเชื่อมระบบนิเวศธุรกิจในเครือซีพี รวมถึงแผน Virtual Bank จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขัน วางยุทธศาสตร์ 3 ปี ขยายเครือข่าย 5G และบรอดแบนด์ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและบริการดิจิทัล AI นำมาใช้ทั้งด้านโครงข่าย บริการลูกค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างบริการเฉพาะบุคคล พร้อมตั้งเป้าพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทยกว่า 12 ล้านคน เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย
เป๊ปซี่ เกาะเทรนด์ ‘Small Win’ ส่ง Pepsi Treats สตรอเบอร์รีแอนด์ครีม เล่นกับใจ GenZ
เป๊ปซี่ หยิบกระแส ‘ทรีตโทโนมิกส์’ คนรุ่นใหม่ให้ทุกความสำเร็จเล็กๆ เป็นรางวัล ส่งรสชาติใหม่ ‘เป๊ปซี่ รีทรีต กลิ่นสตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม’ เจาะตลาดทุกโมเมนต์ธรรมดาเป็นกำลังซื้อ Gen Z ฉลอง ‘Small Win’ กลยุทธ์ Small Win เจาะ Gen Z เป๊ปซี่หยิบอินไซต์คนรุ่นใหม่ที่ให้รางวัลตัวเองกับความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ใช้แนวคิด Treatonomics เปลี่ยนโมเมนต์ธรรมดาให้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข เปิดตัว Pepsi Treats รสชาติใหม่ ส่ง Pepsi Treats กลิ่นสตรอเบอร์รีแอนด์ครีม สูตรไม่มีน้ำตาล ผสมความซ่าของเป๊ปซี่กับความหวานละมุนของสตรอเบอร์รีและครีม การตลาด Experience-Led Marketing เป๊ปซี่สร้างประสบการณ์แบรนด์ผ่าน BTS และสื่อนอกบ้านทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกิจกรรมออฟไลน์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ กระตุ้นการแชร์บนโซเชียล ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของและผู้ทำตลาดเครื่องดื่มแบรนด์ระดับโลก เปิดเผยว่าปี 2569 บริษัทฯ ต่อยอดกลยุทธ์การขยายพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Expansion) เพื่อตอบรับความต้องการเชิงลึก (Insight) กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาการให้ความสุขและอบอุ่นจิตใจ (Healing) ผ่าน ‘Small Win’ ความสำเร็จเล็ก ๆ ในแต่ละวัน เช่น เคลียร์แชทครบ หรือจบวันทำงานที่เหนื่อยล้าได้สำเร็จ นอกจากนี้ เป๊ปซี่ ยังนำแนวคิด ‘Treatonomics’ แนวโน้มพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เน้นซื้อสินค้าหรือประสบการณ์เพื่อ’ฮีลใจ’ และสร้างความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยเครื่องดื่มรสชาติหวานละมุน เพื่อเปลี่ยนให้เป็นช่วงเวลาพิเศษ และสอดคล้องกับกระแส ‘Self-love’ การมอบสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเองได้โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ จากกลยุทธ์และแนวโน้มพฤติกรรมดังกล่าว บริษัทฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นสตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม’ พัฒนาให้เป็นมากกว่าเครื่องดื่มแต่เป็นประสบการณ์ความอร่อยมาพร้อมความซ่ารสชาติเอกลักษณ์ของเป๊ปซี่ พร้อมความหวานของสตรอเบอร์รี และกลิ่นหอมละมุนของครีมในสูตรไม่มีน้ำตาล โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในการเปิดประสบการณ์ทางเลือกที่หลากหลายในตลาดเครื่องดื่ม เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์มองหาความสมดุลระหว่างความสุขและการใส่ใจสุขภาพ “ในปัจจุบัน ผู้บริโภครุ่นใหม่มองหาเครื่องดื่มที่เติมเต็มมากกว่าความสดชื่น ขยายไปในโมเมนต์ใหม่ ๆ ที่สร้าง ‘ความสุขเล็ก ๆ’ เพื่อเปลี่ยนโมเมนต์ธรรมดาให้มีความพิเศษ” สำหรับแนวทางการสื่อสารการตลาด บริษัทฯ วางแนวคิดภายใต้กลยุทธ์ Experience-Led Marketing สร้างประสบการณ์จริงเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z โดยเทคโอเวอร์ (Takeover) รถไฟฟ้า BTS ในช่วงเวลาการเดินทางพลิกให้เป็นโมเมนต์แห่งการทรีตตัวเอง พร้อม Wrap เก้าอี้บนรถไฟฟ้าบีทีเอส ในโทนสีหวาน สร้างช่วงเวลาให้ทุกที่นั่งเป็นช่วงเวลาได้รับการปรนณิบัติ (deserve a treat) พร้อมกันนี้ยังนำเทคโนโลยีการซิงค์ (Sync) ขบวนรถไฟฟ้าร่วมกับสื่อนอกบ้าน (Out Of Home Media:OOH) ของ Plan B ทำให้จอพาร์ค พารากอน (Parc Paragon) ของศูนย์การค้าสยามพารากอน แสดงโฆษณา Pepsi Treats ทุกครั้งที่ขบวนรถไฟฟ้า Pepsi Treats วิ่งผ่าน เพื่อเพิ่มสีสันและความตื่นเต้นให้กับการเดินทางของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ยังต่อยอดประสบการณ์สู่โลกออฟไลน์ ในบริเวณลานลิฟต์แก้ว ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้กลายเป็นพื้นที่กิจกรรมสุดซ่าแต่ซ่อนความหวานละมุนใจ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ร่วมสนุก ช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นการแชร์ประสบการณ์บนโซเชียลมีเดีย สำหรับผลิตภัณฑ์ เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นสตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม วางจำหน่ายราคาปลีก บรรจุกระป๋อง 18 บาท และแบบบรรจุขวด (ขนาดประมาณ 440-550 มล.) ราคาขวดละ 19 บาท ในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก-ส่ง ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ Alternate-X สรุปให้ เป๊ปซี่หยิบเทรนด์ ‘Small Win’ เจาะพฤติกรรม Gen Z ที่นิยมให้รางวัลตัวเองกับความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน โดยบริษัทต่อยอดอินไซต์ผู้บริโภคผ่านแนวคิด Treatonomics ที่เน้นการใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขและฮีลใจ พร้อมเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ Pepsi Treats กลิ่นสตรอเบอร์รีแอนด์ครีม สูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อสร้างโมเมนต์ความสุขในทุกวัน โดยกลยุทธ์การตลาดใช้ Experience-Led Marketing สร้างประสบการณ์แบรนด์ผ่านรถไฟฟ้า BTS และสื่อนอกบ้าน พร้อมกิจกรรมออฟไลน์และแคมเปญในเมือง กระตุ้นการรับรู้และการแชร์บนโซเชียลของคนรุ่นใหม่
SC หลังรีแบรนด์ใหญ่ 3 ปีหน้ากำไร30%นอกอสังหาฯ เขย่าพอร์ต3ธุรกิจกระจายเสี่ยง
SC รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี กับแผนบาลานซ์พอร์ต 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ พร้อมหาตลาดใหม่สร้าง‘รายได้ประจำ’ มุ่ง ‘New S-Curve’ แห่งอนาคต ด้วยแผนนี้จะพาสู่กำไร New High 30% ในปี 2573 ส่วนรายได้รวมปี 2569 วางเป้า 25,500 ล้าน รีแบรนด์ครั้งใหญ่ SC Asset ปรับภาพลักษณ์องค์กรในรอบ 20 ปี สู่แนวคิด ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ เน้นพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายและยืดหยุ่นรองรับเศรษฐกิจผันผวน พอร์ต 3 เครื่องยนต์ธุรกิจ ประกอบด้วยอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย อสังหาฯ รายได้ประจำ และธุรกิจใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มกำไรจาก Engine 2 และ 3 มากกว่า 30% ภายในปี 2573 แผนลงทุนปี 2569 SC เตรียมงบลงทุน 8,000 ล้านบาท ขยายโรงแรม คลังสินค้า และดิจิทัลแพลตฟอร์ม ตั้งเป้ารายได้รวม 25,500 ล้านบาท เติบโต 21% จากปีก่อน. อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาริมทรัพย์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดย ‘SC Asset’ ได้ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี พร้อมแนวคิดพาองค์กรเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ‘ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ณัฐพงศ์ บอกถึง แนวคิดการปรับใหญ่แบรนด์ SC ในครั้งนี้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เป็น ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ ด้วยพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นหลากหลาย พร้อมสื่อสารเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่เกี่ยวข้องและหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมทั้ง ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ “แบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต อยู่รอดได้ด้วยวิวัฒนาการ แบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญพันธุ์ในที่สุด SC จึงมีการปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ การรีแบรนด์และรีฟอร์มองค์กร คือ ส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น จะทำให้ SC ไม่เพียงอยู่รอด แต่เติบโตได้ยั่งยืนในธุรกิจอสังหาฯ ที่มีความผันผวนและท้าทายอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าสู่ผู้คนในวงกว้างได้มากขึ้น” ตั้งรับปรับตัว 2-3 ปีก่อนหน้า ซีอีโอ SC ระบุจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ส่งผลให้ SC ปรับตัวล่วงหน้าตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบทางการเงิน เพิ่มพันธมิตรร่วมลงทุน รวมถึงการริเริ่มในธุรกิจใหม่ๆ ตามยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ ยังได้ทยอยปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ (Engine) ได้แก่ Engine 1 อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย Engine 2 อสังหาริมทรัพย์รายได้ประจำ Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น โดยเอสซี ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Engine 2 และ Engine 3 ให้มากกว่า 30% เพื่อผลักดันกำไรภาพรวมของ SC ให้สร้าง New High อีกครั้งภายในปี 2573 ควบคู่กับการผลักดันให้ทุกธุรกิจสร้างคุณค่าให้คนและโลก ปี 2569 จัดงบลงทุน 8,000 ล้านบาท ณัฐพงศ์ กล่าวต่อถึงแผนปี 2569 เตรียมงบลงทุนราว 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ เพื่อผลักดันให้เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนี้ Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 33% และ เป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2568 มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่กว่า 18,500 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 40% จะทยอยรับรู้ในปี 2569 แนวราบ นำร่องพลิกโฉมบ้านเดี่ยว 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ ด้วยคอนเซ็ปต์บ้านที่เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง คอนโดมิเนียม เตรียมเปิดตัว Branded Residence ระดับอัลตร้า ลักชัวรี (Ultra Luxury) แบรนด์ใหม่ และโครงการริมแม่น้ำ มูลค่ารวม 2 โครงการ 25,500 ล้านบาท เปิดตัวโมเดล ‘GenSCription’ (Living Subscription Program by SC) แนวคิดตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ ‘เช่าแทนซื้อ’ เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ ดำเนินงานครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในสหรัฐอเมริกา ตั้งเป้ารายได้รวม โตราว 70% ที่ 2,000 ล้านบาท ขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้อง ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต พัฒนาคลังสินค้าโซน บางนา-EEC เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร ลงทุนธุรกิจใหม่พลังงานทางเลือก รองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้บริษัท SCX 360 Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ ที่ 400 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 60% ขยายธุรกิจบริการหลังการขายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการคอนเซียร์จ (Concierge) ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตร้า ลักชัวรี เตรียมงบลงทุน 3 ปี 1,000 ล้านบาท รองรับการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้ ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนระดับสากล FTSE Russell เดินหน้าลด GHG ต่อเนื่องตามเป้าหมาย 5 ปี 100,000 ตันคาร์บอน (ตั้งแต่ 2568-2573) เปิดตัว SC Green Mark มาตรฐานการพัฒนาอาคารเขียว ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย โดยจะนำไปใช้กับทุก Engine และทุกโครงการของบริษัท จากแผนดังกล่าว ในปีนี้ เอสซี วางเป้ารายได้รวมที่ 25,500 ล้านบาท หรือ เติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2 Alternate-X สรุปให้ SC Asset รีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี เพื่อปรับองค์กรให้ ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ และสร้างการเติบโตระยะยาว โดยบริษัทปรับพอร์ตสู่ 3 เครื่องยนต์ธุรกิจ กระจายความเสี่ยงทั้งอสังหาฯ รายได้ประจำ และธุรกิจใหม่ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนอกอสังหาฯ มากกว่า 30% ภายในปี 2573 และในปี 2569 เตรียมงบลงทุน 8,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายโรงแรม คลังสินค้า และธุรกิจดิจิทัล สู่เป้ารายได้รวมปี 2569 ไว้ที่ 25,500 ล้านบาท พร้อมสร้าง New S-Curve การเติบโตใหม่
เทรนด์ความงามเปลี่ยน คนไทยลงทุนใบหน้าไม่ผ่าตัด ดันไทยฮับตลาดบิวตี้ 7.5 หมื่นล้าน
‘เมิร์ซ เอสเธติกส์ฯ เปิดเทรนด์ความงามเปลี่ยน ‘คนไทย’ ขอผิวดีระยะยาวหันทำ แรงซื้อเจนฯZ-ผู้ชาย-LGBTQIA+ หนุนหัตถการใบหน้าแทนศัลยกรรมไม่ผ่าตัด โต26% ตลาดความงามไทยแตะ 7.5 หมื่นล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามปี 2568 มูลค่า 75,200 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากความต้องการดูแลภาพลักษณ์และสุขภาพผิว หัตถการไม่ผ่าตัดโตแรง บริการความงามแบบไม่ผ่าตัดมีสัดส่วน 26% ของตลาด โดยนิยมทำบริเวณใบหน้ามากที่สุด คิดเป็นกว่า 46% ของบริการทั้งหมด กลุ่มลูกค้าใหม่ดันตลาดโต แรงซื้อหลักมาจาก Gen Z ผู้ชาย และ LGBTQIA+ รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการเติบโตของ Medical Tourism ‘กฤษดา มงคลธารณ์’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องอัลเทอร่า, ผลิตภัณฑ์ฉีดสำหรับใช้ในคลินิกเสริมความงาม ระดับโลก เปิดเผยว่าเทรนด์ความงามยุคใหม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อคุณภาพผิวในระยะยาว 5–10 ปีข้างหน้า “แนวคิดดังนี้ ยังสอดคล้องกับเทรนด์ความงามยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากความสวยตามเทรนด์” สู่ความสวยที่มีความหมาย” โดยข้อมูลจาก Wisesight Research สะท้อนให้เห็น 1 ใน พฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีแนวคิดการดูแลตัวเองแบบ Longevity โดยเน้นการ ‘อยู่ดีอย่างยั่งยืน’ มากกว่าแค่ ‘อายุยืน’ ทำให้ผู้คนหันมาดูแลทั้งกายและใจตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยใช้เทคโนโลยีช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย พร้อมเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผสานพลังวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ เพื่อให้สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริงสะท้อนความงามยุคใหม่เป็นทั้งภาพลักษณ์และเสริมความมั่นใจและคุณภาพชีวิตในระยะยาว ที่เรียกว่า ‘Beauty Longevity’” จากแนวโน้มดังกล่าว เมิร์ซ เอสเธติกส์ วางแผนธุรกิจภายใน 1-3 ปีข้างหน้า ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ สร้างแบรนด์บนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือและมาตรฐานสากล สื่อสารจุดยืนของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้าน ‘Medical Aesthetics’ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่มีงานวิจัยรองรับ ปลอดภัย และให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทำงานเชิงลึกกับแพทย์และคลินิกพันธมิตร วางแผนลงทุนด้าน ‘Medical Education’ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการอบรม เวิร์กช็อป และ อัปเดตองค์ความรู้ สนับสนุนให้แพทย์นำเสนอการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัย สื่อสารกับผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา สร้างการรับรู้ผ่านคอนเทนต์ที่ให้ความรู้ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจผลิตภัณฑ์ กลไกการทำงาน และเลือกบริการ พร้อมกันนี้ เมิร์ซ เอสเธติกส์ฯ ยังให้บริการมุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เหมาะสม และยั่งยืน ‘Live A Better Look’ ความดูดีที่มาพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมตอกย้ำแนวคิดผ่านจัดงาน ‘UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE’ ผ่านแคมเปญ ‘Skin, by your design’ ของผลิตภัณฑ์ฉีดระดับโลกทั้ง 3 แบรนด์ ภายใต้แนวคิดการสร้างสรรค์ ‘Safe Zone’ หรือพื้นที่แห่งความรู้พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจกลไกการทำงานของผลิตภัณฑ์ และตัดสินใจบนพื้นฐานของมาตรฐานที่เชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังร่วมกับ ‘Grab Ads’ แพลตฟอร์มโฆษณาและการเดินทาง ทำแคมเปญส่งเสริมการตลาดพร้อมโปรโมชัน ‘MERZSAVE’ ให้ส่วนลดในการเดินทางไปคลินิกพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 27 สิงหาคม 2569 และส่วนลดค่าบริการแบบ Half-Price (ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 31 พฤษภาคม 2569) สำหรับ 3 โปรแกรมยอดนิยม ได้แก่ โปรแกรมโบทูลินั่ม ท็อกซิน โปรแกรม Belotero Revive โปรแกรม RADIESSE ( โดยแคมเปญดังกล่าวจะสื่อสารผ่านการ Wrap รถด้วยภาพ ‘ตู้เซฟ’ เพื่อสื่อถึงความสวยและความปลอดภัย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ ขณะที่รายงานจาก SCBEIC ระบุธุรกิจธุรกิจบริการเวชศาสตร์ในไทย มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ใช้บริการหัตถการและศัลยกรรมทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการเติบโตในประเทศไทย ผลักดันสู่การเป็น 1 ใน 4 ศูนย์กลาง(ฮับ)เวชศาสตร์ความงามที่สำคัญของเอเชียแปซิฟิก โดยอีก 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน สอดคล้องกับข้อมูลจาก ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยในปี 2568 คาดอยู่ที่ 75,200 ล้านบาท โต 1.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัย การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การขยายตัวเพิ่มขึ้นของกลุ่มผู้รับบริการแพทย์เชิงท่องเที่ยว (Medical Tourism )ในไทย กลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ อาทิ กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQIA+) กลุ่ม GenZ และผู้ชาย โดยกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว ยังเป็นฐานผู้ใช้บริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลักดันให้หัตถการความงามประเภทไม่ผ่าตัดได้รับความนิยม และมีสัดส่วนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 26% โดยเทรนด์ศัลยกรรมและเสริมความงามที่ลูกค้าสนใจทำมากที่สุดจะอยู่ที่บริเวณช่วงใบหน้า คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 46% ของจำนวนการใช้บริการทั้งหมด สำหรับการเสริมความงามแบบไม่ผ่าตัดในไทย 3 อันดับแรก คือ ฉีดโบทูลินั่ม ท็อกซิน ไฮยาลูรอน ยกกระชับใบหน้าและลำคอ Alternate-X สรุปให้ ตลาดความงามไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ความสวยตามเทรนด์” สู่แนวคิด Beauty Longevity ที่เน้นผิวดีระยะยาว ผู้บริโภคหันมาลงทุนกับหัตถการใบหน้าแบบไม่ผ่าตัดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ผู้ชาย และ LGBTQIA+ ขณะที่สังคมสูงวัยยิ่งหนุนความต้องการดูแลผิวเชิงป้องกัน ทำให้ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยมีมูลค่า 7.5 หมื่นล้านบาท และหัตถการไม่ผ่าตัดมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 26% ส่งผลให้ไทยก้าวสู่หนึ่งในฮับเวชศาสตร์ความงามสำคัญของเอเชียแปซิฟิก
MJ แกะเส้นทางสื่อนอกบ้านกรุงเทพฯ เปิดพิกัดป้ายโฆษณาแพงสุดใจกลางสยาม–พระราม4
MJ Master Journey แกะรอย 5 เส้นทางสื่อนอกบ้านย่านดาวน์ทาวน์กรุงเทพฯ คาแรกเตอร์ทำเล และป้ายแพงสุดบนทางด่วนพระราม 4 ปี 2569 ที่ OOH โตแรง 13% ทะลุ 17,918 ล้าน! อุตสาหกรรมโฆษณาไทยปี 2569 คาดมูลค่ารวม 87,264 ล้านบาท เติบโต 1.6% แต่สื่อนอกบ้าน (OOH) โตแรงที่สุด 13% มีมูลค่า 17,918 ล้านบาท แซงหน้าสื่ออื่น ๆ ต่อเนื่อง 10 ปี MJ ชี้ เป็นผลจากพฤติกรรมคนเมือง-เจน Z-นักท่องเที่ยวที่ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ป้ายโฆษณาแพงสุดครองแชมป์ทางด่วนพระราม 4 ป้ายโฆษณาบนทางด่วนพระราม 4 บริเวณโรงงานยาสูบ ยังเป็นโลเคชั่นราคาแรงที่สุดในกรุงเทพฯ เนื่องจาก Eyeballs สูงจากรถติดและผู้ใช้ทางด่วนจำนวนมาก รองลงมาคือสยามสแควร์ (อันดับ 1 ในทำเลดาวน์ทาวน์) และสี่แยกอโศก เน้นสร้างการจดจำแบรนด์ระยะยาว ทำเลแต่ละแห่งมีคาแรกเตอร์และกลุ่มเป้าหมายชัดเจน สยามสแควร์ เน้นเจน Z แสดงตัวตน (Eyeballs 6.4 ล้าน/เดือน), สี่แยกปทุมวัน เป็นฮับนักท่องเที่ยว-แฟนด้อม (9.2 ล้าน), เยาวราช Vibrant ชุมชนจีนเก่าแก่, สีลม เร่งรีบคนทำงาน, บรรทัดทอง ประสบการณ์กินเที่ยว MJ แนะ Journey-Based วางแผนคอลแล็บให้กลมกลืนบริบท เพื่อเข้าถึงและแปลงสู่การตัดสินใจซื้อ (Reach&Conversion) สูงสุด วิชิต คุณคงคาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ เอ็มเจ มาสเตอร์ เจอร์นีย์ (MJ Master Journey) ผู้ให้บริการวางกลยุทธ์บริหารสื่อนอกบ้านครบวงจรภายใต้กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป (MI Group)เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาประเทศไทยปี 2569 คาดมูลค่ารวมที่ 87,264 ล้านบาท เติบโตจากปี2568 เติบโต 1.6% โดยพบว่าสื่อนอกบ้าน หรือ OOH (Out Of Home Media) มีมูลค่าราว 17,918 ล้านบาท เติบโต 13% และเป็นกลุ่ม(Segment) เติบโตต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง โฆษณาปี 2569 แตะ 8.7 หมื่นล. MI ชี้ ‘สื่อนอกบ้าน’ โตแรง แซงทีวี แนวโน้มดังกล่าว บริษัทนำความเชี่ยวชาญุประสบการณ์มากว่า 25 ปี พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ OOH ได้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นโอกาสขยายธุรกิจไปพร้อมกับพันธมิตรธุรกิจแบรนด์สินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถเข้าถึงผู้บริโภค 3 กลุ่มสำคัญ คนรุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่น ซี (Z Generation) นักท่องเที่ยว และกลุ่มทำงานรุ่นใหม่ในเมือง ในฐานะกำลังซื้อทรงอิทธิพลในตลาดปัจจุบัน พร้อมกันนี้ ‘MJ Master Journey’ ยังได้แกะรอยเส้นทางการมองเห็นของผู้คน (Eyeballs) กับการรับรู้ทั้งภาพลักษณ์ คาแรกเตอร์ และอัตราค่าโฆษณาสื่อที่แตกต่างกันออกไป ใน3 ทำเล (Location) ย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงเทพฯ ดังนี้ สยามสแควร์ (Siam Square) พื้นที่แสดงออก วิชิต บอกว่า ‘สยามสแควร์’ เป็นมากกว่าพื้นที่ค้าปลีก (Retail) แต่ยังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ทางวัฒนธรรม (Culture) ของเหล่าเจนฯซี และกลุ่มที่มีอายุเด็กลงไปอีก ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโลเคชั่นแห่งนี้ ที่ ‘พวกเขา’ มักมาที่นี่เพื่อใช้เป็นพื้นที่แสดงออกตัวตน คาแรกเตอร์สำคัญ กลุ่มเป้าหมายมาเยือนที่นี่เพื่อประกาศการตัวตนเป็นคนแรกไม่ได้มาเพื่อ ‘ซื้อ’ เป็นสิ่งแรก กลุ่มเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ คนเมืองวัยทำงาน นักท่องเที่ยว การมองเห็นมากกว่า 4 ล้าน Eyeballs/เดือน สื่อนอกบ้านสำคัญ บริเวณสยามสแควร์ คือ ป้ายจอแอลอีดีขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกอาคารซิกเนเจอร์ทั้งด้านซ้ายและขวาในสยามฯ ป้ายโฆษณาเสาไฟสยาม (Siam Square Light Pole) จำนวน 20 จอ สี่แยกปทุมวัน-‘ฮับ’แฟนด้อม จากนั้น MJ พาออกเดินทางต่อไปยังแอเรียถัดไปบริเวณ ‘สี่แยกปทุมวัน’ จะพบกจอโฆษณาแอลอีดีขนาดใหญ่ (Mega LED) มองเห็นได้ 360 องศา ที่ติดตั้งหน้าศูนย์การค้าMBK อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีน ที่ตามรอยซีรียส์ไทยจะต้องใส่ชุดนักเรียนไทยเพื่อมาถ่ายรูปบริเวณนี้!! รวมถึง กลุ่มแฟนด้อมกลุ่มศิลปินต่างๆ ที่มักรวมตัวซื้อสื่อโษณาในโอกาสพิเศษอย่างครบรอบวันเกิดของศิลปิน ให้ปรากฏบนจอยักษ์กลางสี่แยกปทุมวันแห่งนี้ คาแรกเตอร์ จุดเช็คอินนักท่องเที่ยว ‘Digital Landmark’ ใจกลางเมืองในฐานะป็อป คลเจอร์ และ แฟนด้อม ฮับ (Pop Culture & Fandom Hub) กลุ่มเป้าหมาย นักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่ คนเมืองวัยทำงาน การมองเห็นมากกว่า 2 ล้าน Eyeballs/เดือน บรรทัดทอง สื่อแฝงอาคาร จากสี่แยกปทุมวัน วิ่งตรงไปเรื่อย ๆ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบรรทัดทอง >>>> จุดหมายปลายทางแหล่งรวมของกินของอร่อบของคนเมืองและนักท่องเที่ยว ที่มักมารวมกันในยามเย็นและค่ำคืน วิชิต บอกว่า ย่านบรรทัดทอง ในวันนี้ อยู่ในระยะ ‘อยู่ตัว’ (Stable) ระดับหนึ่งจากจำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักอย่างชาวจีน อีกเช่นกัน ที่มักมาเช็คอินพร้อมหาของกินในย่านนี้ จากร้านค้า ร้านอาหารที่ประกบอยู่สองข้างถนนบรรทัดทอง ซึ่งพื้นที่นี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลพื้นที่ของสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (PMCU) (รับผิดชอบบริหารพื้นที่พาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์กว่า 385 ไร่ ของมหาวิทยาลัย เช่น สยามสแควร์, สวนหลวง-สามย่าน และจัตุรัสจามจุรี-Alternate-X) “ทำเลนี้ ต้องสร้างสมดุลระหว่างกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่มาแล้วไป และคนท้องถิ่นที่เดินทางมา อย่างในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสัดส่วนนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นจะอยู่ที่ 70% และ 30% แต่เมื่อหมดหน้าไฮซีซั่นกลุ่มเจนฯซีและนักท่องเที่ยวจะสลับกัน” คาแรกเตอร์ บรรทัดทอง ทำเลให้ประสบการณ์ด้านการกิน กลุ่มเป้าหมาย นักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่ คนวัยทำงานเมือง รูปแบบการบริหารจัดการสื่อ แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ ป้ายโฆษณา บนอาคาร ตึก ของร้านค้า ร้านอาหาร ต่างๆ ที่แบรนด์สินค้าสนใจนำขึ้นไปติดตั้ง อย่าง มาสคอต น้องอุ่นใจ เอไอเอส (AIS) บนชั้นดาดฟ้าของตึก การเจรจาพื้นที่โฆษณากับสำนักงานจัดการทรัพย์สินฯ ‘เยาวราช’ ทำเลปราบเซียนป้ายโฆษณา จากถนนบรรทัดทองเชื่อมต่อไปยังเส้นทางถนนเยาวราช ย่านวัฒนธรรมการค้าเก่าแก่ชุมชนชาวจีนมากกว่าร้อยปี กับ เสน่ห์แห่งป้ายโฆษณา ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านค้าดั้งเดิมที่อยู่คู่โลเคชั่นแห่งนี้มาหลายทศวรรษ วิชิต ให้มุมมองต่อสิ่งที่น่าสนใจ คือ ในทุกพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว จะเห็นป้ายสื่อ OOH แบรนด์สินค้าเครื่องดื่มที่มาครบทั้ง สิงห์ ลีโอ และ ช้าง สะท้อนถึงเกตเวย์สู่พื้นที่การท่องเที่ยวประเทศไทย ไปพร้อมกัน “เยาวราช ถือเป็นพื้นที่ปราบเซียนของแบรนด์สินค้า จากคาแรกเตอร์เด่นของทำเลนี้ อย่างป้ายร้านทอง หรือ ร้านอาหารต่างๆ ที่มีความโดดเด่นอยู่มานาน แต่ในช่วงที่ผ่านมามีหลายแบรนด์สินค้าที่ใส่ความครีเอฟทีฟเข้าไปอย่าง ไลน์แมน หรือ วาโก้ ที่ทำสื่อ OOH ออกมาไทอินอยู่ในชุมชนได้กลมกลืนได้เป็นอย่างดี เช่นกัน” นอกจากนี้ โลเคชั่นเยาวราชในขณะนี้ที่มีพื้นที่ก่อสร้างโครงการ และมีการล้อมรั้วปิดกั้นไซต์งานโดยรอบการก่อสร้างนั้นๆ ซึ่งยังสามารถแปลงสภาพให้กลายเป็นพื้นที่โฆษณาได้ด้วยเช่นกัน รวมถึงสื่อเคลื่อนที่ (Transit Media) อย่างรถตุ๊กๆ หรือ รถไฟฟ้ามูฟมี ที่ให้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวในย่านนี้ เป็นต้น คาแรกเตอร์ ความมีชีวิตชีวาหลากหลายสีสัน (Vibrant) ของป้ายสื่อโฆษณาชุมชน ที่มีเอกลักษณ์ตอกย้ำ ‘เยาวราช’ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ในฐานะ ‘Old Place Destination’ ย่านชุมชนเก่าแก่ระดับโลก กลุ่มเป้าหมาย นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ลักษณะสื่อโฆษณา ป้ายโฆษณานอกอาคาร, ทรานซิส มีเดีย แบรนด์สินค้าสามารถวางแผนคอลแล็บส์การสื่อสารโฆษณาในทำเลต่างๆ ที่นอกจากหวังผลการเข้าถึง (Reach) แล้วยังต้องกลมกลืนกับบริบทในทำเลต่าง ๆ ด้วย สีลม เจาะไวบส์คนทำงานเมือง จากนั้น MJ พาวิ่งต่อไปยัง ‘สีลม’ อีกหนึ่งปลายทางสุดพลุกพล่านของกรุงเทพฯ ที่รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานต่างๆ และแน่นอนว่า ทำเลนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ความหยุดนิ่งของผู้คนที่มักค้างเติ่งบนท้องถนนเป็นเวลานาน จากปัญหา ‘รถติด’ ด้วยเส้นทางเชื่อมถนนพระรามสี่ ก่อนเลี้ยวขวาเข้าถนนสีลมนั้น จะพบกับป้ายโฆษณาข้างทางที่เรียกว่า ‘Metro Poster’ ที่ปัจจุบันมีราว 125 ป้ายทั่วกรุงเทพฯ มีการมองเห็นในช่วงเวลาเร่งด่วน (รถติด) ราว 7 ล้าน Eyeballs นอกจากนี้ยังมีป้าย Bangkok Jam สื่อผสมระหว่างโฆษณาและการให้ข้อมูลจราจร ที่มีราว 50 จอทั่วกรุงเทพฯ และมีขนาดจอแตกต่างกันที่เรียกว่า Bangkok Jam 1.0 และ Bangkok Jam 2.0 ที่อย่างหลังมีราว 44 จอ คาแรกเตอร์ ทำเลความเร่งรีบการใช้ชีวิต การทำงาน แหล่งเศรษฐกิจ ธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย คนเมือง คนทำงาน มีกำลังซื้อ (เน้นสร้างการจดจำแบรนด์สินค้าๆนั้น ที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อ ณ เวลานั้น หรือในอนาคต) ลักษณะสื่อโฆษณา ป้ายโฆษณา Metro Poster, Bangkok Jam และอื่นๆ ป้ายทางด่วนพระรามสี่ แชมป์ราคาแรง จากนั้น MJ กลับมาปิดท้ายบนเส้นทาง ‘ถนนวิทยุ’ ย่านที่มีอัตราค่าซื้อโฆษณาราคาแรงที่สุดในไทย ด้วยเป็นโลเคชั่นระดับไฮเอนด์ของการใช้ชีวิตอยู่อาศัยและการทำงานที่อยู่โดยรอบ และหากจัดอันดับทำเลที่มีพื้นที่อัตราค่าโฆษณาแรงสุด คือ สยามสแควร์ อันดับหนึ่ง รองลงมา คือ สี่แยกอโศก ส่วนป้ายสื่อโฆษณาที่มีราคาสูงสุด คือ ป้ายโฆษณาบนทางด่วนบริเวณโรงงานยาสูบ ถนนพระรามสี่ ยังครองแชมป์อยู่ ด้วยรองรับการมองเห็น Eyeballs ของผู้ใช้บริการทางด่วนที่มีจำนวนสูงมากในทุกวัน วิชิต เสริมต่อสำหรับสื่อบนรถไฟฟ้า บีทีเอส (BTS) ยังแยกส่วนค่าใช้จ่ายระหว่างค่า ห่อหุ้ม (Wrap) รถไฟฟ้าทั้งขบวนและค่าเช่าพื้นที่โษณาของขบวนรถไฟฟ้านั้นๆ ซึ่งสามารถเข้าถึงการมองเห็นราว 2-3 ล้าน Eyeballs ต่อวัน และมีข้อจำกัดมากกว่ารถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) พร้อมทิ้งท้ายว่า “การคอลแล็บส์ระหว่างแบรนด์สินค้าไปพร้อมการออกแบบเส้นทางสื่อที่ดี จะสร้างผลสำเร็จได้มากที่สุดท่ามกลางพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไปทั้งนักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่ และคนเมืองในปัจจุบัน ซึ่ง MJ จะใช้ 7 แพ็คเกจเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุม 7 เส้นทางสำคัญของผู้บริโภคหลักของไทยในการทำงานร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ธุรกิจ” Alternate-X สรุปให้ MJ Master Journey ใช้กลยุทธ์ Journey-Based OOH ปี 2569 แกะรอย 5 ย่านดาวน์ทาวน์กรุงเทพฯ (สยาม-ปทุมวัน-บรรทัดทอง-เยาวราช-สีลม/วิทยุ) เชื่อมพฤติกรรมผู้บริโภค 3 กลุ่มหลัก: Gen Z, นักท่องเที่ยว, คนทำงานเมือง เจาะตลาดสื่อนอกบ้าน (OOH) โตแรง 13% มูลค่า 17,918 ล้านบาท จากงบโฆษณารวม 87,264 ล้าน เพราะคนใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ขณะที่แต่ละย่านมีคาแรกเตอร์ชัด สยาม (แสดงตัวตนเจน Z), ปทุมวัน (ฮับนักท่องเที่ยว-แฟนด้อม), เยาวราช (Vibrant ชุมชนจีน), บรรทัดทอง (กินเที่ยว), สีลม (รถติดคนทำงาน) ส่วนป้ายแพงสุดยังเป็นทางด่วนพระราม 4 (โรงงานยาสูบ) จาก Eyeballs สูงและ traffic ต่อเนื่อง รองลงมาสยามและอโศก MJ แนะคอลแล็บแบรนด์ให้กลมกลืนบริบททำเล ใช้ 7 แพ็กเกจ Journey-Based เพื่อ Reach + Conversion สูงสุด ลดต้นทุน 10-50%
YLG คาดทองคำลงต่อจากดอลลาร์แข็ง โอกาสกลับไป 83,750 บาทเมื่อไหร่?
YLG ชี้ทองลงจากปรับฐาน หลังนักลงทุนตระหนกแห่ถือเงินสดระยะสั้น มั่นใจระยะยาวไปต่อคงเป้าปีนี้ที่ 5,596 ดอลลาร์แนะนักลงทุนระยะยาวทยอยสะสม ทองคำปรับฐานจากนิวไฮ 5,596 ดอลลาร์ (83,750 บาท) เกิดจาก panic sell ถือเงินสดบวกกับดอลลาร์ฯแข็ง หลังข่าวสหรัฐ-อิหร่าน 3 ปัจจัยกดราคาทองต่อระยะสั้น ทิศทางดอลลาร์, Bond yields สูง, Fed ชะลอลดดอกเบี้ย อาจลงลึกถึง 62,950 บาท YLG คงเป้าระยะยาว 83,750 บาทต่อบาททองคำ จากปัจจัยโครงสร้าง Geopolitical, central bank buying, หนี้โลกสูง มองเป็นโอกาสทยอยซื้อสะสม พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลงในช่วงนี้เกิดจากการพักตัวในระยะกลาง (ปรับฐาน) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาทองคำสูงสุดเป็นประวัติการณ์ล่าสุดบริเวณ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 83,750 บาทต่อบาททองคำ ทั้งนี้แม้ว่า ข่าวสหรัฐฯ -อิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำทะยานขึ้นได้ระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ผ่านต้านสำคัญซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่บริเวณ 5,417 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น จากนั้นราคาทองคำก็ยังคงเข้าสู่การปรับฐานต่อเนื่อง โดยมาจากปัจจัยที่ทองคำกำลังเผชิญภาวะที่คล้ายกับ ‘กับดักดอลลาร์แข็ง’ เนื่องจากกระแสเงินทุนในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐมากกว่าทองคำ นักลงทุนจำนวนมากขายสินทรัพย์ต่าง ๆ แล้วถือเงินสดหรือพันธบัตรสหรัฐก่อน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ตาม YLG มองว่าปัจจัยนี้จะเป็นแรงกดดันในระยะสั้นมากกว่าจะเป็น ‘กับดักดอลลาร์แข็ง’ ในระยะยาว คล้ายกับในช่วงแรกของวิกฤตใหญ่หลายครั้ง เช่น วิกฤตการเงินหรือสงคราม ตลาดมักเห็นสินทรัพย์ส่วนใหญ่รวมถึงทองถูกขายลงพร้อมกัน เพราะนักลงทุนต้องการสภาพคล่องก่อน “หลังจากความตื่นตระหนกในช่วงแรกผ่านไป ตลาดมักเริ่มแยกแยะสินทรัพย์ที่ควรถือในระยะยาว และทองคำมักกลับมาได้รับแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง” 3 ปัจจัยกดราคาทอง อย่างไรก็ดีระยะเวลาที่จะกดราคาทองได้นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตร การคาดการณ์นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) หากราคาพลังงานยังสูงและทำให้ตลาดเชื่อว่าเฟด จะชะลอการลดดอกเบี้ย ดอลลาร์สหรัฐฯและบอนด์ยีลด์มีแนวโน้มปรับขึ้นต่อไป อาจจะกดราคาทองได้ในช่วงหนึ่ง แต่หากความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับต่อจนกระทบต่อเสถียนรภาพของตลาดเงิน ทองคำมักจะกับมาได้รับแรงซื้ออย่างรวดเร็วและสามารถพลิกกลับมาเป็นขาขึ้นได้แม้ดอลลาร์สหรัฐฯยังแข็งค่า ทั้งนี้หากทองคำยังคงปรับฐานต่อเนื่อง วายแอลจีได้คาดการณ์การปรับฐานของราคาทองคำในระยะกลาง ออกมา เป็น 3 รูป แบบ ดังนี้ หากยืน 4,840-4,655 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 72,400-69,600 บาทต่อบาททองคำได้ ประเมินว่าการพักตัวอาจเป็นรูปแบบที่ไม่ลึก โดยอาจจะแกว่งตัวออกข้างในรูปแบบ Triangle (มีแนวโน้มมากกว่าที่จะการปรับฐานไม่ลึก แต่จะออกข้างโดยกินเวลาหลายสัปดาห์-หลายเดือน) กรณีนี้จะหลุด 4,655 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะปรับฐานลึกขึ้น โดยมีเป้าการปรับตัวลงที่ 4,402-4,210 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 65,850-62,950 บาทต่อบาททองคำ กรณีฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ราคาจะทะลุ 5,417 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 81,050 บาทต่อบาททองคำ เพื่อทดสอบ 5,596 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นจุดสูงสุดที่ทำไว้ หรือ 83,750 บาทต่อบาททองคำ สำหรับเป้าหมายของราคาทองคำปีนี้วายแอลจียังคงไม่เปลี่ยนแปลง ประเมินไว้ที่ 5,596 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือ 83,750 บาทต่อบาททองคำ โดยความผันผวนของราคาทองในช่วงนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงขายในตลาดการเงินโดยรวม และการปรับสถานะของนักลงทุนหลังราคาทองปรับขึ้นแรงก่อนหน้านี้ สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความผันผวนลักษณะนี้มักถูกมองเป็นจังหวะทยอยสะสม เพราะปัจจัยเชิงโครงสร้างที่หนุนทอง เช่น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การกระจายทุนสำรองของธนาคารกลาง ระดับหนี้ทั่วโลกที่สูง ยังไม่ได้เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นราคายังอาจผันผวนได้อีก หากดอลลาร์ยังแข็งและยีลด์ยังสูง นักลงทุนจึงควรแบ่งจังหวะซื้อ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ALTERNATE-X สรุปให้ YLG มองราคาทองคำปรับฐานระยะสั้นจากแพนิค เซล (panic sell) และดอลลาร์แข็ง ท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน แม้ราคาลงจากนิวไฮ 5,596 ดอลลาร์ (83,750 บาท) แต่ยืนยันขาขึ้นระยะยาวจากปัจจัยโครงสร้าง 3 ปัจจัยกดดันฐานต่อ ทั้ง ดอลลาร์, บอนด์ ยีลด์ และ เฟด มีโอกาสราคาทองอาจลงลึกถึง 62,950 บาท หากยืนแนวรับ 69,600-72,400 บาท คาดแกว่งข้างหรือฟื้นเร็ว ทะลุ 81,050 บาทได้ แนะนักลงทุนระยะยาวทยอยสะสม เน้นจังหวะ dip ไม่ all-in ระยะสั้นผันผวนสูง
Singha Estate ปรับเกมอสังหาฯ ดันธุรกิจโรงแรมรายได้หลัก ปี2569 ฟื้น 1.4 หมื่นล.
ธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตท (Singha Estate) ในปี2568 ที่ผ่านมา เติบโตต่อเนื่องในหลายประเทศสร้างกำไรแกร่ง โดยในปี 2569 บริษัทย้ำกลยุทธ์สร้างรายได้ประจำมุ่งธุรกิจ Hospitality เป็นแกนหลักในการเติบโตระยะยาว พารายได้ฟื้นกลับมา 1.4 หมื่นล.บาท โรงแรมกลายเป็นเครื่องยนต์รายได้หลัก สิงห์ เอสเตท เดินหน้าธุรกิจ Hospitality ผ่าน SHR เพื่อสร้างรายได้ประจำระยะยาว ตั้งเป้าดัน RevPAR โต 20–30% และ EBITDA แตะระดับ 30% กลยุทธ์ Asset Rotation เพิ่มประสิทธิภาพทุน ขายโรงแรมในสหราชอาณาจักร 15 แห่ง เพื่อนำเงินลดหนี้ดอกเบี้ยสูง พร้อมเตรียมงบลงทุนใหม่ 3,000–3,500 ล้านบาท ขยายโรงแรมระดับบน รายได้ปี 2569 ตั้งเป้า 1.4 หมื่นล้านบาท รายได้หลักมาจากโรงแรม ออฟฟิศ และการลงทุนใหม่ในนิคมดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัทคาดผลประกอบการสร้างกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ย้ำรายได้จาก ‘เรียล ดีมานด์’ ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล กล่าวถึงแผนธุรกิจปี 2569 วางแนวคิด ‘STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE’ เพื่อสร้างการเติบโตมั่นคง 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Resdidential), ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) ,ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate) โดยการดำเนินธุรกิจทั้ง 4 กลุ่มของบริษัทฯ ในปีนี้ จะมุ่งทำตลาดเพื่อรองรับความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) ทั้พร้อมมุ่งสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากความท้าทายในกระแส (Trend) ต่าง ๆ เกิดขึ้นในปี 2569 ประกอบด้วย การเติบโตจีดีพีไทย 3% การเป็นฮับเวลเนสและการท่องเที่ยวคุณภาพฟื้นตัว การลงทุนอุตสาหกรรมดาสตา เซ็นเตอร์ จากในช่วง2 เดือนแรกในปีนี้บีโอไอให้การส่งเสริมลงทุนไปกว่าสองแสนล้านบาท มีกลุ่มนักลงทุนหลักที่เข้ามาในไทยประเทศสิงคโปร์ , จีน และ ฮ่องกง มาตรการ LTV และอัตราดอกเบี้ยที่มีผลต่อภาคการบริโภค โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ โฟกัส ‘สร้างรายได้ประจำ’ ชัยรัตน์ กล่าวว่าสำหรับธุรกิจสร้างรายได้ประจำ หลัก ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจโรงแรม บริหารงานภายใต้ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR โดยในปี 2569 จะใช้กลยุทธ์ ‘การหมุนเวียนทรัพย์สิน’ (Asset Rotation) จากการขายโรงแรม 15 แห่ง ในสหราชอาณาจักรเพื่อทำกำไร และนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้ดอกเบี้ยสูง โดยในเบื้องต้น SHR วางแผนลงทุนใหม่ 3,000-3,500 ล้านบาท ขยายลงทุนในไทยเพิ่ม โดยเฉพาะโรงแรมระดับบน (Upper Upscale) ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน (Asset Enhancement) อาทิ ความร่วมมือพันธมิตร The Ascott Limited ปรับโฉมระดับพรีเมียมโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร ภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection (เปิดไปแล้ว) ส่วนอีก 2 โรงแรมจะเป็นแบรนด์ lyf (เปิดครึ่งแรกปี 2569) คาดช่วยอัตราห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) เป็น 20-30% แผนปรับปรุงโรงแรม 2 แห่ง คือ SAii Phi Phi Island Village ปรับปรุงวิลล่าเนินเขา 12 หลัง ส่วนแบรนด์ SAii Maldives วางแผนเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกสระว่ายน้ำส่วนตัวในวิลล่าเหนือน้ำอีกจำนวน 20 หลัง โดยตั้งเป้า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีให้บริการ (Revpar) ขยายตัว 20-30% และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย (EBITDA) แตะระดับ 30% สำหรับ การปรับปรุงทรัพย์สิน ช่วยยกระดับราคาห้องพักของ SHR อาทิ ภูเก็ต มีราคา 18,000 บาท/คืน ทำให้ฐานกำไรกลุ่มโรงแรมเติบโต โดย 2568 ปีที่ผ่านมา กำไรนิวไฮที่ 615 ล้านบาท หากคงอัตราเข้าพักที่กว่า 70% เท่าเดิม ฐานกำไรจะขยับไปสู่ 600 ล้านบาท/ปีอย่างต่อเนื่อง จากปี 2566 มีกำไรเพียง 50 ล้านบาท ปัจจุบัน SHR มีโรงแรม 18 แห่ง จำนวน 2,518 คีย์ ใน 5 ประเทศ ที่มีไฮซีซั่นต่างกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาตลอด เพราะไม่ได้พึ่งพาตลาดใดมากจนเกินไป 2.ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ออฟฟิศ) สำหรับธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า บริษัทฯ มุ่งเติบโตต่อเนื่องจากการรักษากลุ่มผู้เช่ารายเดิมไว้ระยะยาว โดยปกติผู้เช่าของสิงห์ฯมีระยะเวลาการทำสัญญาเช่า 3 ปี ซึ่งปัจจุบันอัตราเช่า (Occupancy Rate) อยู่ในระดับดี ประกอบด้วย อาคาร S Metro อัตราเช่า 94% อาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ อัตราเช่า 92% อาคาร S-Oasis อัตราเช่า 56% (ปีนี้ตั้งเป่าขยับสู่ 70%) จากการแข่งขันออฟฟิศบนถนนวิภาวดีแข่งขันไม่สูง มีดีมานด์เป็นของตนเอง ชัยรัตน์ กล่าวต่อว่าสำหรับกลุ่มธุรกิจไม่สร้างรายได้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.ธุรกิจที่อยู่อาศัย โดยในปี 2569 เน้นกลยุทธ์ ต่อยอดการเติบโตจากพันธมิตร (Scaling Through PartnerShips) โดยร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ 2 โครงการ มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ประกอบด้วย SAii Phuket Laguna มูลค่า 1,000 ล้านบาท ผสานความร่วมมือ (Synergy)กับบริษัทในเครือ คือ SHR เป็นโครงการรูปแบบ Branded Residence ไม่เกิน 100 ยูนิต บนทำเลโซนลากูน่าภูเก็ต โครงการคอนโดมิเนียมระดับหรู ในกรุงเทพฯ โดยร่วมกับกลุ่มวันเรียลเอสเตท มูลค่า 3,000 ล้านบาท มีราคาเฉลี่ย 150,000-200,000 บาท/ตารางเมตร 2.นิคมอุตสาหกรรม (เอส อ่างทอง) โดยปี 2569 บริษัทฯ จะมุ่ง ‘กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์’ โดยซื้อที่ดินขนาดใหญ่ 200-400 ไร่/แห่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาตกลง (Deal)กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่จากจีน มูลค่า 1,000 ล้านบาท คาดปิดดีลในช่วงครึ่งปีแรกนี้ “ในปีนี้ บริษัทเจรจาระหว่างนักลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์หลายราย ซึ่งนอกจากการขายที่ดินนิคมฯ แล้ว ยังสามารถทำรายได้ประจำเพิ่มจากการขายน้ำและขายไฟป้อนเข้าดาต้าเซ็นเตอร์ โดยปีก่อนขายน้ำได้ 54 ล้านบาท และได้ส่วนแบ่งขายไฟฟ้าอีก 160 ล้านบาท” เป้าปี 69 รายได้ 1.4 หมื่นล้านบาท ชัยรัตน์ กล่าวถึงแนวทางสำคัญในปีนี้ คือ การรักษาความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน (Strong Funding Capability) เน้นบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ โดย บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี จากแผนทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า ปี 2569 จะทำรายได้กลับมาฟื้นตัว (Turnaround Revenue) อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท จากปีก่อนปิดที่ 13,988 ล้านบาท พร้อมการทำกำไรสูงสุดประวัติการณ์ ต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ Singha Estate ปี 2569 แผนธุรกิจเน้นสร้าง รายได้ประจำ (Recurring Income) โดยให้ธุรกิจโรงแรมเป็นแกนหลักของการเติบโตระยะยาว ภายใต้ S Hotels and Resorts วางแผนหมุนเวียนสินทรัพย์ ขายโรงแรมในสหราชอาณาจักร 15 แห่ง เพื่อนำเงินลดหนี้และลงทุนใหม่ โดยบริษัทเตรียมงบลงทุนราว 3,000–3,500 ล้านบาท ขยายโรงแรมระดับบน พร้อมปรับปรุงสินทรัพย์เพื่อเพิ่มรายได้ต่อห้องพัก ปัจจุบันกลุ่มโรงแรมมี 18 แห่งใน 5 ประเทศ ทำให้มีรายได้จากฤดูกาลท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ช่วยกระจายความเสี่ยง บริษัทตั้งเป้าปี 2569 รายได้รวม 14,000 ล้านบาท หลังธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมฟื้นตัวต่อเนื่อง
พฤกษา กรุ๊ป 2569 แปลงสินทรัพย์เป็นรายได้ประจำดึงเฮลธ์แคร์ช่วย ฝ่าอสังหาฯชะลอ
พฤกษา กรุ๊ป ปี 2569 ปรับสมดุลพอร์อสังหาฯ เจาะกลาง-บน รับแรงซื้อจริง ลดเปิดโครงการใหม่เหลือ 7 แห่งปีนี้ พร้อมแผนแปลงสินทรัพย์เป็นการสร้างรายได้ประจำ ผสานเฮลธ์แคร์โรงพยาบาลวิมุตเปิดตัว ‘Family Doctor’ ดูแลลูกบ้าน ตั้งเป้ารายได้ 18,800 ล้านบาท เป้ารายได้รวม 18,800 ล้านบาท ในปี 2569 แบ่งเป็นธุรกิจอสังหาฯ 15,000 ล้านบาท และเฮลธ์แคร์ 2,600 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 30% โดยเน้นเติบโตเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ เปิดใหม่ 7 โครงการ มูลค่า 8,200 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 20 ปี โฟกัส Brand Champion กลุ่มกลาง-บน ในทำเลศักยภาพ เน้นเร่งปิด 22 โครงการเดิม เพื่อรักษาวินัยต้นทุนและกระแสเงินสด สร้าง recurring income ให้แตะ 20% ภายใน 3 ปี ผ่าน Smart Warehouse ขนาดใหญ่สุดอาเซียน (เช่า 60% ในปี 2569) และคอมเมอร์เชียล (เพิ่ม 500 ล้าน/ปี) ผสานเฮลธ์แคร์เปิด Family Doctor รายแรกในไทย ยกระดับแบรนด์ Wellness Residence ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พฤกษา เรียลเอสเตท , ธุรกิจสุขภาพเวลเนส(Healthcare)โรงพยาบาลวิมุต เปิดเผยว่าในปี2569 พฤกษา กรุ๊ป มุ่ง 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อรับมือตลาดอสังหาฯ ชะลอตัวโดยปรับพอร์ตโฟลิโอสู่เซ็กเมนต์กลาง-บน ลดการเปิดโครงการใหม่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยเปิด 7 โครงการ มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท พร้อมใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมผสานธุรกิจอสังหาฯ กับเฮลธ์แคร์ เพื่อสร้างรายได้มั่นคงระยะยาว สำหรับแผนงานภายใต้กลยุทธ์ ดังกล่าว ประกอบด้วย 1.โฟกัสบริหารสินทรัพย์ให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Asset-Optimized) และสร้างรายได้ประจำให้มั่นคง (Recurring-Built) โดยวางแผนเปลี่ยนสินทรัพย์ให้กลายเป็นโอกาสสร้างรายได้ประจำที่มีมูลค่าสูงขึ้น เน้นใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินเดิม ปรับพอร์ต และทยอยขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-core Assets) เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดภาระต้นทุน พร้อมจัดสรรที่ดินมูลค่า 13,000 ล้านบาท ราว 45% นำไปลงทุนต่อในโครงการใหม่ ทั้งนี้ จะมุ่งให้ความสำคัญแบรนด์ที่โดดเด่น (Brand Champion) มูลค่าโครงการรวม 3,000 ล้านบาท ในปี 2569 โดยเปิดโครงการใหม่ทั้งหมดเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ในทำเลศักยภาพที่คัดเลือกแล้ว พร้อมเร่งปิดโครงการให้เร็วขึ้น 22 โครงการ เพื่อรักษาวินัยด้านต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยัง มุ่งสินทรัพย์สร้างรายได้ประจำ (Recurring-Income Assets) คลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดในปี 2569 มีลูกค้าศักยภาพรองรับอัตราการเช่าสูงสุด 60% กลุ่มคอมเมอร์เชียล นำที่ดินเดิมกลับมาพัฒนาใหม่ ตั้งเป้าสร้างรายได้ประจำ 10% ภายใน 3 ปี โดยวางเป้าหมายขยายธุรกิจคอมเมอร์เชียลเพิ่มปีละ 500 ล้านบาท 2.โฟกัสใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ (Capital-Efficient) และหนุนการเติบโตระยะยาว (Growth-Enabled) โดยยกระดับผลประกอบการผ่านการบริหารเงินสด หนี้ และสภาพคล่อง เสริมความแข็งแกร่งความเป็นผู้นำตลาด โดยรักษาอัตราหนี้อยู่ในระดับต่ำ (Low Leverage) และเร่งกระแสเงินสดเพื่อลดสต๊อกคงค้าง พร้อมขยายวงเงินสินเชื่อ และจัดหาเงินกู้เฉพาะโครงการ ต้นทุนทางการเงินต่ำกว่า 3.5% เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและรองรับการลงทุน และเร่งกระแสเงินสด ลดสต๊อกคงค้าง โดยรับรู้รายได้คอนโดเร็วขึ้น 3–6 เดือน เพื่อรักษาวินัยต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนเงิน 3.โฟกัสการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ (Well Living-Focused) และเสริมความแข็งแกร่งแบรนด์ (Brand-Strengthened) โดยผสานพันธมิตรด้านสุขภาพ ยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์: เน้นเปิดโครงการใหม่ที่ผสานธุรกิจอสังหาฯ กับเฮลธ์แคร์ (Vimut Hospital) เพื่อสร้างจุดต่างและยกระดับแบรนด์สู่ผู้นำ Wellness Residence ล่าสุด เปิดตัว ‘Family Doctor’ รายแรกในไทย เพื่อเสริมบริการแพทย์ประจำครอบครัว ผสานบ้านกับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ทั้งนี้ จากแผนธุรกิจภายใต้ 3 แนวทางหลักคาดผลักดันให้กลุ่มพฤกษา ไปสู่เป้าหมายรายได้รวม 18,800 ล้านบาท ในปี 2569 แบ่งเป็น อสังหาฯ 15,000 ล้านบาท เฮลธ์แคร์ 2,600 ล้านบาท โดยปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอให้ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (recurring income) แตะ 20% ภายใน 3 ปี (จากปัจจุบัน 10%) พร้อมลดหนี้สุทธิเหลือต่ำกว่า 0.3 เท่า รักษากำไรขั้นต้น (GPM) สูง 33.3% และกลับสู่รายได้ระดับ 20-25 พันล้านบาท ในปี 2570-2571 โดยทิศทางในอนาคต เพื่อมุ่งสู่การเติบโตยั่งยืน (Sustainable Growth) ผ่านประสิทธิภาพสินทรัพย์ การเงินแข็งแกร่ง และแบรนด์ที่เน้นสุขภาวะแบบบูรณาการ เพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอและแข่งขันตลาดอสังหาฯ ระดับกลาง-บนได้อย่างมั่นคง Alternate-X สรุปให้ พฤกษา กรุ๊ป ปี 2569 กับกลยุทธ์หลัก Asset-Optimized, Capital-Efficient, Well Living-Focused เพื่อรับมือตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว พร้อมปรับพอร์ตโฟลิโอสู่กลาง-บน ลดเปิดโครงการใหม่ต่ำสุดในรอบ 20 ปี เหลือเพียง 7 โครงการ มูลค่า 8,200 ล้านบาท เร่งแปลงสินทรัพย์เป็นรายได้ประจำ ผ่าน Smart Warehouse (เช่า 60%) และคอมเมอร์เชียล (เพิ่ม 500 ล้าน/ปี) มุ่งบริหารเงินทุนเข้มงวด Low Leverage ต้นทุนกู้ต่ำกว่า 3.5% เร่งรับรู้รายได้คอนโดเร็ว 3-6 เดือน ผสานเฮลธ์แคร์กับอสังหาฯ เปิด Family Doctor รายแรกในไทย พุ่งเป้ารายได้รวม 18,800 ล้านบาท (อสังหาฯ 15,000 ล้านบาท และ เฮลธ์แคร์ 2,600 ล้านบาท)
BLESS X ‘เบลล่า ราณี’ ทำโปรเจกต์ BLESSING HER สร้างแบรนด์เติบโตคู่ชุมชน
‘BLESS’ ร่วม ‘เบลล่า ราณี’ ทำโครงการ ‘BLESSING HER’ จากลูกบ้านสู่พลังการให้ ขยายคุณค่าจากบ้านสู่คุณภาพชีวิต บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BLESS ประกาศเปิดตัวโครงการ “BLESSING HER” ภายใต้แนวคิด “สิ่งดีๆ ให้เธอ…ส่งต่อความมั่นใจให้สุดทาง” ร่วมกับ เบลล่า–ราณี แคมเปน นักแสดง CEO แบรนด์ Masis และคุณพลอย วีณา เมษกำเหนิดชัย ผู้จัดการส่วนตัวคุณเบลล่า และ Co-Founder แบรนด์ Masis โดยสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกางเกงผ้าอนามัย รวมมูลค่า 1,000,000 บาท เพื่อส่งต่อให้สตรีกลุ่มเปราะบางผ่านเครือข่ายมูลนิธิและองค์กรสาธารณกุศลทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่เติบโตท่ามกลางชุมชนในโครงการบ้าน “BLESSINGTON วงแหวน–จตุโชติ” เมื่อคุณพลอย เข้ามาเป็นลูกบ้าน และก้าวสู่การเป็นสมาชิกครอบครัว BLESS ความผูกพันดังกล่าวได้ต่อยอดสู่ความร่วมมือกับคุณเบลล่าและคุณพลอย จึงได้เกิดโครงการ “BLESSING HER” ในครั้งนี้ ซึ่ง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ BLESS ที่เชื่อว่า “บ้าน” ไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย หากแต่คือ Community ที่เกื้อกูลและเติบโตไปด้วยกัน บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (BLESS) นำโดย นายชัยวัฒน์ โกวิทจินดาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางสาวนิภา อภิรัตนรุ่งเรือง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมกับ เบลล่า ราณี แคมเปน เปิดตัวโครงการ “BLESSING HER” อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายยกระดับสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของผู้หญิงที่ขาดโอกาส โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเตียง ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน และผู้ขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกล โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) และ SDG 5: ความเท่าเทียมทางเพศ (Gender Equality) รวมถึง SDG 10: การลดความเหลื่อมล้ำ (Reduced Inequalities) ผ่านการขยายโอกาสการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขอนามัย คุณภาพแก่ผู้หญิงกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงมิติด้านสังคมควบคู่การเติบโต อย่างยั่งยืน นายชัยวัฒน์ โกวิทจินดาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ เปิดเผยว่าปัจจุบัน บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจกว่า 16 ปี ในโครงการ BLESSING HER ได้ขยายขอบเขตการดูแลจากการพัฒนาที่อยู่อาศัย สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อสร้างการเติบโตทั้งจำนวนยูนิตควบคู่การคืนสู่สังคม ด้าน ‘นิภา อภิรัตนรุ่งเรือง’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการนี้สะท้อนแนวคิดการทำธุรกิจควบคู่การสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม เราต้องการสนับสนุนกิจการของลูกบ้าน พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ งบประมาณ 1,000,000 บาทในครั้งนี้จะถูกส่งต่อผ่านเครือข่ายองค์กรที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้หญิงที่ต้องการจริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน” นางสาวเบลล่า ราณี แคมเปน CEO แบรนด์ Masis กล่าวว่า “ในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เบลเชื่อว่าสุขอนามัยคือพื้นฐานของความมั่นใจ Masis ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้หญิงใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ และสะดวกสบายมากขึ้น การได้ร่วมมือกับ BLESS ในโครงการ BLESSING HER ทำให้เราสามารถส่งต่อ โอกาสและศักดิ์ศรีให้กับผู้หญิงที่อาจยังเข้าไม่ถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพ เบลและพลอยรู้สึกยินดี และภูมิใจ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการให้ในครั้งนี้” สำหรับการสนับสนุนในระยะแรก บริษัทฯ จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ผ่านเครือข่ายองค์กรสาธารณกุศล ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา และ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ก่อนขยายการสนับสนุน ไปยังภาคี เครือข่ายอื่นทั่วประเทศ จนครบวงเงิน 1,000,000 บาท ภายในปี 2569 ซึ่ง คุณวีราภรณ์ ประสพรัตนสุข จากมูลนิธิกระจกเงา กล่าวเสริมว่า “ความสำคัญของผ้าอนามัยเป็นเรื่องที่สังคมส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น เพราะทุกเดือนคนที่ต้องเผชิญปัญหาเป็นผู้หญิง ในระยะ 7-12 วันต่อเดือน โดยเฉพาะผู้หญิงกลุ่มเปราะบางที่ต้องพยายามหารายได้มาจุนเจือความจำเป็นพื้นฐานนี้ ผ้าอนามัยที่ทุกคนเข้าถึงได้จึงไม่ควรถูกมองข้าม และควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม” และ คุณอุษา เลิศศรีสันทัด สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ กล่าวปิดท้ายว่า“สำหรับผู้หญิงที่เข้ามาพักพิง ความปลอดภัยและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์สุขอนามัยที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยดูแลสุขภาพกาย แต่ยังช่วยเสริมพลังใจและความมั่นใจให้ได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง” โครงการ “BLESSING HER” จึงไม่เพียงสะท้อนบทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งสร้างบ้านคุณภาพ แต่ยังตอกย้ำจุดยืนของ BLESS และ Masis ในการเติบโตเคียงข้างสังคม พร้อมส่งต่อความมั่นใจและศักดิ์ศรีให้ผู้หญิงไทย “สุดทาง” ตามเจตนารมณ์ของโครงการอย่างแท้จริง
แม็คยีนส์ ขยับใหญ่ 50 ปี ส่ง ‘MCJ SPORT’ แฟชั่นกีฬา เจาะพลังซื้อกลุ่มเวลเนส คอมมูนิตี้
แม็คกรุ๊ป แบรนด์แฟชั่นไทยขยับใหญ่ในตลาด 5 ทศวรรษ ขยายไลน์ใหม่ ‘MCJ SPORT’ เจาะสายแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ แวร์ ย้ำแบรนด์ผ่านงานวิ่ง ‘TikTok Shop Run Freshtival presented by MCJ’ เกมรุกในรอบ 50 ปี แม็คกรุ๊ปขยายพอร์ตจากยีนส์สู่ Active Lifestyle Wear ภายใต้แบรนด์ MCJ SPORT สะท้อนการปรับตัวตามเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ วางตำแหน่งแบรนด์ให้ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มเวลเนสโดยตรง เปิดตัวผ่านอีเวนต์ใหญ่ ใช้เวทีงานวิ่ง TikTok Shop Run Freshtival เป็นสนามทดลองตลาดจริง มีนักวิ่งและผู้ร่วมงานกว่า 4,000 คน ได้สวมใส่และใช้งานจริง สร้าง Brand Experience ควบคู่ยอดขายออนไลน์ พลังอีคอมเมิร์ซ & ครีเอเตอร์ จับมือ TikTok Shop เสริมแกร่งช่องทางขายออนไลน์ ติดอันดับ 1 ใน 50 แบรนด์ไทยดาวรุ่งจาก #TikTokShopThaiRisers ต่อยอดด้วยกิจกรรม Match Making หา Creator สร้างคอนเทนต์ขายระยะยาว ธฤต จันทะโสต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายอีคอมเมิร์ซ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครื่องแต่งกายแฟชั่นแบรนด์ แม็คยีนส์ (MC Jeans)กล่าวว่า แม็คยีนส์ เปิดตัว ‘MCJ SPORT’ สินค้ากลุ่มแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์แวร์ (Active Lifestyle Wear) แบรนด์ MCJ ผ่านการทดลองจากผู้ใช้จริง (Product Testimonial) ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้สวมใส่ใช้งาน อย่างเป็นทางการในงานวิ่งใหญ่ ‘TikTok Shop Run Freshtival presented by MCJ’ ไปเมื่อต้นเดือนมี.ค. นี้ที่ผ่านมา สำหรับกิจกรรมดังกล่าว เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ และ แพลตฟอร์ม TikTok Shop พันธมิตรด้านอีคอมเมิร์ซ ที่มองเห็นโอกาสเข้าถึงและขยายฐานผู้บริโภคกลุ่ม Active & Lifestyle Wear เพื่อเสริมความแข็งแกร่งตลาดแฟชั่นไลฟ์สไตล์ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยในงานฯ ครั้งนี้มีนักวิ่งและผู้เข้าร่วมงานกว่า 4,000 คน โดยแม็คกรุ๊ปให้การสนับสนุนเสื้อวิ่งไลน์ MCJ SPORT สำหรับนักวิ่งทุกคน สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างแอคทีฟ “เราเชื่อมั่นว่า MCJ SPORT จะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ และช่วยเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกกิจกรรม” ธฤต กล่าวว่าความร่วมมือระหว่าง TikTok ในครั้งนี้ ยังมาจากแม็คยีนส์เป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นที่ประสบความสำเร็จบนแพลตฟอร์ม TikTok Shop ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเวลเนส คอมมูนิตี้ (Wellness Community) ที่ขยายตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูธจัดแสดงสินค้า MCJ SPORT และกิจกรรม Match Making เพื่อค้นหาพันธมิตร TikTok Creator สำหรับร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการขายบนแพลตฟอร์ม ท็อป 50 แฟชั่นไทย ‘ดาวรุ่ง’ ด้าน ‘ชวัลรัตน์ ภู่ชัยวัฒนานนท์’ Head of Fashion, TikTok Shop ประเทศไทย กล่าวว่า ‘Mc JEANS’ เป็นหนึ่งใน 50 แบรนด์ไทยดาวรุ่งจากแคมเปญ #TikTokShopThaiRisers ซึ่งความร่วมมือระหว่าง Mc JEANS ในการเปิดตัว MCJ SPORT ในครั้งนี้ ยังเป็นก้าวใหม่ในการเชื่อมต่อกลุ่ม Wellness Community และสร้างประสบการณ์ Active Lifestyle Wear ผ่านการใช้งานจริง” เพื่อสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภค พร้อมต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในช่องทางอีคอมเมิร์ซอย่างยั่งยืน ปัจจุบัน MCJ SPORT วางจำหน่ายช่องทางหลักผ่าน TikTok Shop ในช่อง MCJ SPORT พร้อมติดตามกิจกรรมและโปรโมชันพิเศษจากแบรนด์ได้ตลอดทั้งปี Alternate-X สรุปให้ แม็คยีนส์ พลิกแบรนด์รอบ 50 ปี เปิดไลน์ใหม่ MCJ SPORT เจาะตลาด Active Lifestyle Wear เปิดตัวผ่านกลยุทธ์ให้ทดลองใช้จริงในงานวิ่งใหญ่ “TikTok Shop Run Freshtival presented by MCJ” ย้ำภาพแบรนด์สายแอคทีฟ ร่วม TikTok Shop ขยายฐานลูกค้ากลุ่มเวลเนส คอมมูนิตี้ และคนรุ่นใหม่ สร้าง Product Testimonial หน้างานMCJ SPORT วางจำหน่ายหลักผ่าน TikTok Shop พร้อมต่อยอดคอนเทนต์กับครีเอเตอร์
การได้กินไก่เคเอฟซีเป็นความเท่าเทียมอย่างหนึ่ง KFC เปิด 3 สาขา’แม่ฮ่องสอน’ ครบ77 จังหวัด
‘เคเอฟซี’ (KFC) แบรนด์ไก่ทอดสูตรผู้พันแซนเดอส์ จากรัฐเคนตักกี้ สหรัฐเอมริกา ที่ใช้เวลาร่วม 41 ปีในไทยเปิดครบ 77 จังหวัดแล้วที่ ‘แม่ฮ่องสอน’ ในปี 2569 นี้ มาพร้อมแคมเปญฯชาเลนจ์ฝ่ากว่าพันโค้งเพื่อมากินไก่ทอด!! กับรางวัลคือ ‘ความสะใจ’ ในฐานะผู้พิชิต!! และ ‘บักเก็ต’ ลายลิมิเต็ดเอดิชั่น เปิดครบ 77 จังหวัดในรอบ 41 ปี KFC ใช้เวลา 41 ปีในไทย ก่อนปักธงจังหวัดที่ 77 สำเร็จที่แม่ฮ่องสอนในปี 2569 ถือเป็น QSR รายแรกที่แมปเข้าสู่จังหวัดนี้ได้อย่างเป็นทางการ ฝ่า 1,864 โค้ง แก้โจทย์โลจิสติกส์ ความท้าทายหลักคือเส้นทางคดเคี้ยวและระบบขนส่งวัตถุดิบที่ซับซ้อน KFC วางระบบโลจิสติกส์ใหม่เพื่อคงคุณภาพสินค้า สด และมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ เปิด 3 สาขารวด พร้อมแคมเปญ 77 บาท เริ่มที่สาขา PTTOR แม่ฮ่องสอน และเตรียมเปิดแม่สะเรียง-ปาย จัดแคมเปญ “ฝ่าโค้งมาฟินไก่” โปร 77 บาท พร้อมบักเก็ตลิมิเต็ดฉลองจังหวัดที่ 77 ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย เปิดเผยว่าในวันที่ 5 มีนาคม ปี2569 ‘เคเอฟซี’ เปิดร้านสาขาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนอย่างเป็นทางการในแห่งแรก คือ เคเอฟซี สาขาสถานีบริการน้ำมัน พีทีที โออาร์ แม่ฮ่องสอน (KFC PTTOR Mae Hong Son) อยู่ภายใต้การดำเนินงานของพันธมิตรแฟรนไชส์ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)) โดยในปีนี้ KFC ยังมีแผนเปิดอีก 2 สาขาในแม่ฮ่องสอน คือ เคเอฟซี สาขาสถานีบริการน้ำมัน พีทีที โออาร์ แม่สะเรียง (KFC PTTOR Mae Sariang) เคเอฟซี สาขาสถานีบริการน้ำมัน พีทีที ปาย (KFC PTTOR PAI) “หนึ่งในอินไซด์ลูกค้าแอบมาบอกเคเอฟซี อยากให้มาอยู่ใกล้ขึ้น จากเดิมต้องไปกินเคเอฟซีในจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่รอบๆนอกแม่ฮ่องสอน” แต่ในวันนี้ ‘เคเอฟซี’ สามารถฝ่า 1,864 โค้งซึ่งเป็น ‘ความยาก’ จากระบบการขนส่ง (Logistic) หนึ่งในความท้าท้ายที่สุดที่ทำให้ไม่เคเอฟซีไม่สามารถเข้ามาเปิดสาขาในแม่ฮ่องสอน ได้ก่อนหน้า และจากความพร้อมด้านปัจจัยต่าง ๆ และความแข็งแกร่งของพันธมิตรในวันนี้ ทำให้ เคเอฟซี เป็นร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant-QSR) รายแรกที่สามารถแมปเข้าไปในจังหวัดนี้ได้แล้ว!! พร้อมเสิร์ฟทุกเมนูเคเอฟซีภายใต้สูตรมาตรฐานไม่ผิดเพี้ยน!! แม่ฮ่องสอนพาครบ 1226 สาขา ศศิพินทุ์ กล่าวว่าการเข้ามาเปิดสาขาเคเอฟซี ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังสะท้อนความสำเร็จแบรนด์ที่อยู่ในตลาดประเทศไทยมาถึง 41 ปี ที่ยึด ‘ความเข้าใจลูกค้า’ จุดตั้งต้นที่นำไปสู่ การคิดสูตรเมนูใหม่ไปจนถึงแคมเปญการตลาดที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย และในทุกโลเคชั่นที่เคเอฟซีเข้าไปทำตลาดร้านอาหารคิวเอสอาร์ในไทย “ก่อนหน้านี้ที่เคเอฟซี ไม่ได้เข้ามาเปิดสาขาที่แม่ฮ่องสอนมาจากความยากในการเดินทาง และเมื่อพร้อมในปีที่แล้วจึงมุ่งพัฒนาหาพื้นที่เปิดร้านสาขาในจังหวัดนี้” ถึงในวันนี้มีร้านเคเอฟซีครบ 1,226 สาขา แล้ว ที่สำคัญยังเป็น ‘แบรนด์เลิฟ’ ของผู้บริโภคชาวไทยตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมาด้วย ปัจจุบัน เคเอฟซี พัฒนารูปแบบ (Format) ร้านสาขาต่าง ๆ มาตอบโจทย์ทุกทำเลและทุกโอกาสในการเข้าถึงทุกเมนู จากในปี 2568 ที่ผ่านมา KFC เปิด 103 สาขาใหม่ แบ่งสัดส่วนอยู่ในกรุงเทพฯ 40% และต่างจังหวัด 60% กระจายทั้งในศูนย์การค้า และ ร้านสาขาฟรีสแตนดิ้ง (Freestanding) มากกว่า 200 แห่ง และในรูปแบบสาขาสแตนด์อโลน (Stanalone) ในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึงสาขาในสถานีบริการน้ำมัน ด้วย ใช้ความยากสู่ชาเลนจ์แคมเปญ ศศิพินทุ์ กล่าวว่า ในโอกาสฉลองเปิดร้านเคเอฟซี สาขาจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังมาพร้อมกับแคมเปญ ‘ฝ่าโค้งมาฟินไก่’ ฉลองจังหวัดที่ 77 พร้อมส่ง ‘ถุงฮาก’ หรือ ‘ถุงสำหรับผู้มีอาการคลื่นไส้’ ที่ซ่อนคำท้าเอาไว้หลังถุง ว่าจะฮากใส่ก็ได้นะ แต่ถ้าไม่ฮากมาถึงที่ KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน แบบถุงขาวสะอาด เตรียมรับโปรพิเศษ ในราคา 77 บาท กับเมนูไก่กรอบฮอทแอนด์สไปซี่ 7 ชิ้น และวิงซ์แซ่บ 7 ชิ้น มาพร้อม ‘บักเก็ต’ ลายลิมิเต็ด ดีไซน์จากของดีแม่ฮ่องสอน อย่าง เรือจีนแบบบ้านรักไทย ประเพณีลอยโคม ลุงผู้พันกับเส้นทางโค้งที่เป็นเอกลักษณ์ โดยไอเทมนี้ผลิตจำนวนจำกัดสำหรับ 77 คนแรกที่นำถุงฮากที่ยังไม่ได้ใช้งานมาจนถึงร้าน KFC ได้สำเร็จ ระหว่างวันที่ 5 – 11 มีนาคม 2569 นี้ สามารถรับ ‘ถุงฮาก’ ได้ที่จุดต่างๆ ดังนี้ ขึ้นรถจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 (จตุจักร) ด้วยรถสมบัติทัวร์ เส้นทางกรุงเทพฯ – แม่ฮ่องสอน เพิ่มสต็อปใหม่จอดตรงถึงหน้าร้าน KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน เฉพาะวันที่ 5 – 13 มีนาคม 2569 รถเหลือง ตลาดสายหยุด ส่งถึงหน้าร้าน KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน ตลอดเดือนมีนาคม คาเฟ่ระหว่างทาง 3 แห่ง ตลอดเดือนมีนาคม ได้แก่ เดอะฟาร์มคาเฟ่ อ.ปางมะผ้า ร้านชาละมุน อ.ปางมะผ้า ความสุข คาเฟ่ อ.สะเมิง นอกจากนี้ยังนำบักเก็ตลายลิมิเต็ด ดีไซน์ของดีแม่ฮ่องสอน เสิร์ฟในชุดเมนูที่เลือกซื้อ และเพื่อเป็นที่ระลึกให้ผู้กล้าทุกคนที่มาเยี่ยมเยียน พร้อมประกาศนียบัตรผู้พิชิตเส้นทางและลายเซ็นการันตีจากลุงผู้พันแซนเดอร์ส และแสตมป์ให้ปั๊มเช็คอินการมาเยือน ตลอดทั้งเดือนมีนาคม หรือจนกว่าของจะหมด ณ KFC สาขา ปตท. โออาร์ แม่ฮ่องสอน เสิร์ฟความเท่าเทียมในพื้นที่ ศศิพินทุ์ บอก ‘ไฮไลท์โลเคชั่นของจังหวัดและการทำแคมเปญการตลาดยังมาจากการใช้มุมมมองผ่านอินไซด์ผู้บริโภค ว่า “กว่าจะไปถึงแม่ฮ่องสอนไม่ใช่เรื่องง่าย” จากจุดนี้จึงนำมาใช้สร้างเป็นสิ่งน่าสนใจให้เกิดขึ้นผ่านทั้งผู้คน อาหาร และการท่องเที่ยว ไปพร้อมกัน อย่างไรก็ตามแม้ว่า ‘แม่ฮ่องสอน’ จะติดอันดับท็อป10 ความยากจนสุดในไทยก็ตาม แต่เคเอฟซี ก็ต้องการเข้าไปเสิร์ฟการบริการให้กับทั้งคนในท้องถิ่น นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสาขาในจังหวัดน้องเล็กของภาคเหนือแห่งนี้ โดยพัฒนาโมเดลร้านสาขาให้รองรับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว อิงจากพฤติกรรมลูกค้าที่ไม่ได้เดินห้าง เป็นเหตุผลในการเลือกทำเลสาขาในสถานีบริการน้ำมันPTT ทั้งสามแห่ง ซึ่งจะเป็นจุดพักสำคัญและอำนวยความสะดวก ในส่วนของยอดขายนั้น แน่นอนว่า เคเอฟซี ได้ประมาณการไว้แล้วจากหลายปัจจัยประกอบกัน แต่ก็ยังมุ่งมั่นเข้ามายังพื้นที่จังหวัดนี้ให้ได้ และไปพร้อมกับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งการสร้างงานในพื้นที่ ด้วยใช้พนักงานชุมชนเป็นผู้ให้บริการในร้านสาขา!! ปี2569 โฟกัสเปิดสาขาต่างจังหวัด ศศิพินทุ์ กล่าวถึงแผนในปี 2569 เคเอฟซีวางเป้าหมายขยายสาขาในไทยในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าในสัดส่วนกรุงเทพฯ 40% และ ต่างจังหวัด 60% จากปัจจุบันช่องทางรายได้ร้านเคเอฟซี แบ่งออกเป็น นั่งรับประทาน 32% ซื้อกลับ (Takeaway) 40% เดลิเวอรี่ 25% “พฤติกรรมลูกค้าขณะนี้ ยังชอบทานที่ร้านและซื้อกลับมากกว่าเดลิเวอรี่ โดยการเลือกพื้นที่เปิดสาขาแต่ละแห่งจะใช้มาร์เก็ต แพลนนิ่ง ทั้งดูฐานลูกค้าก่อนทำฟอร์แมตเพื่อเปิดให้บริการได้ในทุกโอกาส หรือในบางพื้นที่เน้นการนั่งทาน บางแห่งเป็นเทคอะเวย์ เดลิเวอรี่ เป็นหลักมาวิเคราะห์ก่อนขยายสาขาในแต่ละพื้นที่” ขณะเดียวกัน เคเอฟซี ยังจะนำเทคโนโลยีเข้ามาร่วมพัฒนาการให้บริการ อย่างตู้กดสั่งอาหารอัตโนมัติประจำแต่ละสาขา โดยนำพนักงานในร้านมาเป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในการกดสั่งเพื่อให้บริการในกลุ่มผู้สูงวัยที่ไม่คุ้นเคยการใช้บริการด้วยเช่นกัน พร้อมรับฟัง Feedback นำมาปรับปรุงบริการต่อไปให้ง่ายขึ้นใช้ได้อย่างสะดวกขึ้น รวมถึงการนำเอไอมาวิเคราะห์การทำตลาดสร้างความประทับใจให้ลูกค้า เช่นกัน สำหรับแนวทางการทำตลาดในปีนี้ เคเอฟซี จะใช้กลยุทธ์การตลาดให้ความคุ้มค่า Value for Money ด้วยราคาโปรโมชั่น ให้กับลูกค้าเข้ามาใช้บริการ เป็นหลักไปพร้อมการพัฒนาสินค้าใหม่ให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุดในทุกโอกาส เคเอฟซีมองโอกาสตลาดเมืองรอง ศศิพินทุ์ กล่าวถึงภาพรวมตลาดร้านอาหารคิวเอสอาร์ในไทยในสองเดือนแรกของปี2569 พบว่าตลาดไก่ทอดเติบโตดีจากหลายแบรนด์ใหม่ ๆ ที่เข้ามา รวมทั้งการทำกิจกรรมการที่โฟกัสขายไก่เป็นหลัก ทำให้ตลาดไก่ทอดคึกคัก ซึ่งเคเอฟซี ยังเป็นแบรนด์เลิฟและมีส่วนแบ่งมากขึ้น (มูลค่าตลาด QSR ประเทศไทย ที่มีอยู่กว่า 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนของตลาดไก่ทอดมากถึง 30,000 ล้านบาท-Alternate-X) พร้อมขยายความต่อถึงการเป็นแบรนด์เลิฟของเคเอฟซี มาจากปัจจัยหลายส่วนทั้ง ทีมงาน มีความเข้าใจ เข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่หยุดนิ่ง พัฒนา คุณภาพสินค้า บริการ รวมถึงโมเดลสาขาต่างๆ ทำให้ให้สามารถเข้าถึงแคมเปญเคเอฟซี ได้ต่อเนื่อง ศศิพินทุ์ กล่าวต่อถึงศักยภาพการเข้าไปเปิดสาขาในจังหวัดเมืองรอง มองว่าจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคต ซึ่งเคเอฟซี ต้องกลับมาวิเคราะห์รูปแบบ ฟอร์แมตร้านที่เหมาะสมก่อนจะเข้าไป เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการจ้างงานด้วย หลังจากKFC เรียนรู้ระบบโลจิสติกส์จากแม่ฮ่องสอนมากแล้ว และการมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแรงซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อการนำเคเอฟซี เข้าไปถึงได้ในทุกพื้นที่ในประเทศไทยในปีนี้ ที่ใช้ระยะเวลาถึง 41 ปี จนครบ 77 จังหวัด Alternate-X สรุปให้ KFC ใช้เวลา 41 ปีในไทย เปิดครบ 77 จังหวัด ล่าสุดปักธง ‘แม่ฮ่องสอน’ เป็นจังหวัดสุดท้ายได้ในปี 2569 ฝ่าความท้าทายเส้นทาง 1,864 โค้ง แก้โจทย์โลจิสติกส์ จนเปิด 3 สาขาในจังหวัดเดียว โดยเปิดสาขาแรก 5 มี.ค. 2569 ที่ PTTOR แม่ฮ่องสอน พร้อมแคมเปญ ‘ฝ่าโค้งมาฟินไก่’ จัดโปร 77 บาท พร้อมบักเก็ตลิมิเต็ด ดีไซน์ของดีแม่ฮ่องสอน จำกัด 77 คนแรก ในปี 2569 เดินหน้าขยายต่างจังหวัด 60% โฟกัสเมืองรอง-ปั๊มน้ำมัน ดันเศรษฐกิจท้องถิ่น
ลาซาด้า x ซานริโอ เปิดคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟรับ 3.3 ดันกระแส Character Marketing
ลาซาด้า จับมือ ซานริโอ นำลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์สุดคิ้วท์บุกอีคอมเมิร์ซรับแคมเปญ 3.3 เปิดตัวคอลเลกชันพรีเมียมสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์แฟชั่นไทย กับโปรเจกต์ ‘Sanrio characters: The Exclusive Collection at Lazada’ เฉพาะที่ลาซาด้าเท่านั้น ลาซาด้า เดินหน้าสร้างประสบการณ์อีคอมเมิร์ซที่เหนือกว่า ด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์ ‘Sanrio characters: The Exclusive Collection at Lazada’ ครั้งแรกของวงการอีคอมเมิร์ซไทยกับความร่วมมือในด้านลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลก (IP) อย่างเต็มรูปแบบ โดยนำตัวละครขวัญใจตลอดกาลอย่าง Hello Kitty, Kuromi และ Cinnamoroll มาถ่ายทอดผ่านคอลเลกชันสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบร่วมกันกับแบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำ ภายใต้ลิขสิทธิ์แท้จาก Sanrio นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนกลยุทธ์ของลาซาด้าในการยกระดับประสบการณ์ พรีเมียมผ่านสินค้าลิขสิทธิ์แท้ระดับสากล แคมเปญนี้เตรียมเผยโฉมอย่างเป็นทางการต้อนรับมหกรรมช้อป ‘ลาซาด้า 3.3 เซลใหญ่ ใส่เต็มต้นปี’ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2 ทุ่ม เป็นต้นไป ประเดิมด้วยคอลเลกชันแรกจาก Endless Holiday แบรนด์เสื้อผ้าแถวหน้าของไทย โดยลาซาด้าเลือกใช้เมกะแคมเปญ 3.3 เป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดตัวคอลแลบฯ โปรเจกต์สู่กลุ่มนักช้อปที่มองหาสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมทั่วประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยต่อยอดการเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการร่วมสร้างสรรค์ผลงานด้วยลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ระดับโลก แต่ยังช่วยตอกย้ำความแตกต่างของแพลตฟอร์มลาซาด้า ผ่านไลน์อัปสินค้าลิมิเต็ดเอดิชันที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และตัวตนของแบรนด์ พร้อมมอบคุณค่าในเชิงของสะสม ที่วางจำหน่ายเฉพาะที่ลาซาด้าเท่านั้น จับกระแส ‘Character Marketing’ ความต้องการสินค้าคาแรกเตอร์ (Character Merchandise) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภค “Kidult” หรือเหล่าผู้ใหญ่ที่โหยหาความสุขและกลิ่นอายความทรงจำในวัยเยาว์ ซึ่งมองว่าสินค้าคาแรกเตอร์ไม่ใช่เพียงสินค้าสำหรับเด็กอีกต่อไป แต่เป็นการแสดงออกถึงตัวตน และเป็นพื้นที่ทางใจที่มีคุณค่าทางอารมณ์อย่างลึกซึ้ง สอดคล้องกับรายงาน Global Licensing Industry Study 2025 ที่ระบุว่า กลุ่มสินค้าลิขสิทธิ์ในหมวดแฟชั่น (Fashion Licensing) มีอัตราการเติบโตสูงถึง 8.1% สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์โดยรวมซึ่งอยู่ที่ 3.7% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญากำลังมีบทบาทมากยิ่งขึ้นในเศรษฐกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ เสริมศักยภาพผู้ขายไทยบนแพลตฟอร์มพรีเมียม ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวครั้งนี้ ลาซาด้าได้สนับสนุนผู้ขายไทยให้สามารถเข้าถึงลิขสิทธิ์ IP ระดับโลก ตลอดจนการดูแลอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประสานงานด้านลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการวางกลยุทธ์และการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการขายบนแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยให้แบรนด์ไทยสามารถออกแบบคอลเลกชันที่ผสานทั้งตัวตนของ แบรนด์และเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Sanrio ได้อย่างลงตัว ซึ่งไม่เพียงช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปิดตัวแคมเปญ ‘Sanrio characters: The Exclusive Collection at Lazada’ สะท้อนความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของลาซาด้าในการยกระดับมาตรฐานวงการอีคอมเมิร์ซไทย ผ่านการนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แก่นักช้อป ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงมอบความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยสินค้าลิมิเต็ดเอดิชันบนแพลตฟอร์ม แต่ยังช่วยปลดล็อกศักยภาพของดีไซเนอร์และแบรนด์ไทยให้สามารถเติบโตพร้อมสร้างมูลค่าแบรนด์อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน นักช้อปจะได้สัมผัสความพิเศษหาไม่ได้จากที่อื่น เราเชื่อว่าคอลเลกชันนี้จะมีส่วนช่วยเติมเต็มประสบการณ์ช้อปปิง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทั้งอีโคซิสเต็มของลาซาด้าเติบโตไปพร้อมกันอย่างแข็งแกร่ง” แคมเปญ “Sanrio characters: The Exclusive Collection at Lazada” แบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำที่เตรียมเปิดตัวคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟในครั้งนี้ ได้แก่ Endless Holiday แบรนด์แฟชั่นที่โดดเด่นด้วยแพตเทิร์นและสีสันสดใส เตรียมเปิดตัวคอลเลกชัน Hello Kitty สุดน่ารัก ประเดิมแคมเปญ 3.3 ที่จะถึงนี้ LOOKBOOKLOOKBOOK แบรนด์สาวหวานที่ขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์ละมุนและซิลูเอตอันเป็นเอกลักษณ์เหมาะกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ พร้อมส่งลิมิเต็ดคอลเลกชัน ร่วมฉลองวันเกิดลาซาด้ากับแคมเปญ Lazada Birthday ในวันที่ 24 มีนาคม ตั้งแต่ 2 ทุ่ม เป็นต้นไป คอลเลกชันอื่น ๆ ที่จะทยอยเปิดตัวในแคมเปญถัดไป ได้แก่ Happy Sunday แบรนด์แฟชั่นที่สะท้อนความสนุกสนานและสีสันสดใส O&B แบรนด์รองเท้าไอคอนิกที่โดดเด่นด้วยรายละเอียดงานออกแบบที่ใส่ใจ Stylist Shop แบรนด์แฟชั่นยอดนิยมในกลุ่มเจนซี และแบรนด์ดังอื่น ๆ อีกมากมาย คอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ลาซาด้า จาก Endless Holiday (ซ้าย) และ LOOKBOOKLOOKBOOK (ขวา) Kohei Imai, COO, Sanrio Southeast Asia กล่าวเสริมว่า “เราหวังว่าคอลเลกชันภายใต้แคมเปญความร่วมมือนี้จะไม่เพียงสร้างความสุข รอยยิ้ม และแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ให้แบรนด์ไทยได้ถ่ายทอดตัวตน ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพผ่านการผสานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ถูกใจคนไทยเข้ากับคาแรกเตอร์ระดับโลกได้อย่างลงตัว พร้อมร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและความผูกพันระยะยาวกับผู้บริโภคในประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับพรีเมียมอย่างลาซาด้า” เตรียมช้อปคอลเลกชันแรกจาก “Sanrio characters: The Exclusive Collection at Lazada” ได้ที่ Link พร้อมช้อปจัดเต็มกับแคมเปญ “3.3 เซลใหญ่ ใส่เต็มต้นปี” ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม (2 ทุ่ม) – 5 มีนาคม 2569 เพลิดเพลินกับสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ สินค้าใหม่ล่าสุด และไอเทมต้อนรับซัมเมอร์ พร้อมดีลสุดคุ้มมากมาย อาทิ คูปองส่วนลดมูลค่าสูงสุดถึง 10,000 บาท* พร้อมดีลส่วนลด 20%, 25% และ 30% รวมถึงดีลพิเศษจาก LazMall ลดสูงสุด 35%* LazFlash ลดสูงสุดถึง 90%* ดีลพิเศษจากแบรนด์ดังแบบเอ็กซ์คลูซีฟ 6 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่เวลา 20.00 – 02.00 น. ในคืนแรกของแคมเปญ
ลบภาพจำโบราณ JSP ขายยาสมุนไพรไทยกำไรพุ่ง แผนปี69 ใส่เกียร์เจาะตลาด 8 หมื่นล.
JSP ปี2569 กับเป้าโต 7-10% ต่อยอดสินค้า ‘Own Brand-OEM’ เจาะตลาดสมุนไพรไทย 8.4 หมื่นล. รับผลงานปี 2568 เทรนด์สุขภาพ-การตลาดแรงส่งรายได้ทะลุพันล. รับเทรนด์ตลาดสมุนไพรไทยปี 2570 สูงแตะ 84,000-100,000 ล้านบาท Own Brand ตัวเครื่องเร่งมาร์จิ้น JSP ดันสัดส่วนรายได้ Own Brand จาก 55% เป็น 62% การคุมแบรนด์เอง เพิ่มกำไรระยะยาว OEM ยังเป็นฐานรายได้สำคัญ รับจ้างผลิตครบวงจร ทั้งอาหารเสริมและยา รองรับกระแสคนทำแบรนด์สุขภาพเพิ่มขึ้น ตลาดสมุนไพรไทยกำลังโตแรง คาดปี 2570 มูลค่าแตะ 84,000–100,000 ล้านบาท แรงหนุนจากแผนสมุนไพรแห่งชาติและเทรนด์สุขภาพ สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) ผู้ผลิตและทำตลาดครบวงจรผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ภายใต้แบรนด์ ‘สุภาพโอสถ’ เปิดเผยว่าปี 2569 บริษัทวางแนวทางธุรกิจพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมทำตลาดเชิงรุก และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง เพื่อยกระดับความสามารถทำกำไรและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ Own Brand เป็น 62% จากเดิม 55% ผลักดันสู่เป้าหมายในปี2569 เติบโต7-10% จากปีก่อน สำหรับแนวทางดังกล่าว เป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินงานบริษัทฯ ในปี 2568 เติบโตต่อเนื่องมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 1,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.5% เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 824.49 ล้านบาท “แม้ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอ และคู่แข่งหน้าใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่ง JSP สร้างความเชื่อมั่นไปยังผู้บริโภคด้วยแบรนด์ที่มีวัตถุดิบคุณภาพทุกผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานโรงงานระดับสากล” ทั้งนี้บริษัทฯ ยังมีกำไรสูงขึ้นอยู่ที่ 405 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 304.99 ล้านบาท ตามทิศทางรายได้ที่ขยายตัว ส่งผลทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 67.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,399.8% จากปีก่อนที่ทำได้ 4.53 ล้านบาท สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สิทธิชัย ย้ำว่า ในปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเร่งเครื่องของ JSP ผลักดันสู่ผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง จากปัจจัยสนับสนุน จากกลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ ทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาแผนปัจจุบันชนิดน้ำ และยาฮอร์โมน ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครบวงจร ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท (Own Brand) ได้แก่ แบรนด์ JSP และ สุภาพโอสถ มีการเติบโตต่อเนื่อง จากการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการทำการตลาดเชิงรุก ส่งผลให้สัดส่วนรายได้กลุ่ม Own Brand เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทลูก GWM ทำรายได้จากผลิตและบริการด้านการฟอกไต (Hemodialysis) ครบวงจร เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้รายได้ในกลุ่มดังกล่าวเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการใช้กำลังการผลิตในระดับที่สูงขึ้น สร้างการประหยัดต่อการผลิต (Economies of Scaleฉ) สนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้นให้ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน ล่าสุดบริษัทฯ ภายใต้แบรนด์ ‘สุภาพโอสถ’ ร่วมกับ รังนกเบลล์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์รังนกสูตรใหม่ ‘รังนกเบลล์ผสมหล่อฮังก๊วยสูตรเฉพาะจากสุภาพโอสถ’ อีกหนึ่งแผนแตกไลน์ธุรกิจใหม่ของสุภาพโอสถ จะเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนรายได้ในปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.0474 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 28 เมษายน 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และกำหนดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อขอมติอนุมัติเรื่องดังกล่าวในวันที่ 29 เมษายน 2569 อนึ่งตลาดยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย พบว่ามีแนวโน้มเติบโตสูง โดยคาดการณ์ว่าในปี 2570 มูลค่าตลาดจะสูงถึง 84,000-100,000 ล้านบาท ผ่านการผลักดันตามแผนปฏิบัติการสมุนไพรแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2566-2570) ที่มุ่งเน้นยกระดับสมุนไพรแชมเปี้ยน (ขมิ้นชัน, ไพล, กระชายดำ) สู่ระดับพรีเมียมและตลาดโลก Alternate-X สรุปให้ JSP ปี 2569 เดินหน้าสู่เป้าหมายโต 7-10% หลังปี 2568 รายได้ทะลุพันล้าน กำไรทำสถิติสูงสุด กลยุทธ์หลัก คือ เพิ่มสัดส่วน Own Brand เป็น 62% ควบคู่ธุรกิจ OEM ที่ยังเติบโต รับเทรนด์สุขภาพและการขยายช่องทางจำหน่ายดันแบรนด์ ‘สุภาพโอสถ’ โตต่อเนื่อง ส่วนธุรกิจลูกด้านฟอกไตช่วยเสริมรายได้มั่นคง พร้อมอานิสงส์ประหยัดต่อขนาดการผลิต ท่ามกลางตลาดสมุนไพรไทยที่มูลค่ากำลังไต่ระดับ 8.4 หมื่น–1 แสนล้านบาท ในปี 2570
ถ้าไม่เข้าวัดแล้วฉลองอะไร? สำรวจ ‘วันพิเศษ’ ของคนไม่มีศาสนาที่ยังโหยหาความหมาย
จากวันมาฆบูชาสู่คำถามใหม่ คนไม่มีศาสนามีวันสำคัญหรือไม่? สำรวจ Secular Holidays และความหมายชีวิตของกลุ่ม Non-religious กำลังเติบโตในคนรุ่นใหม่ วันที่ 3 มีนาคม ปี2569 ตรงกับวันมาฆะบูชา ที่ชาวพุทธศาสนิกชนเรียกว่า วันพระใหญ่ เป็นวัน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (วันเพ็ญเดือน 3) มีความสำคัญทางความเชื่อในศาสนาพุทธ ด้วยวันนี้เหล่าพุทธศาสนิกชนต่างออกมาทำกิจกรรมทางศาสนาต่างๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เป็นส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดโพลออกมาระบุกำลังซื้อวันมาฆบูชาปี 2569 คาดเงินสะพัด 2,650 ล้าน!! อย่างไรก็ตาม หากตัดภาพแบบฉึ่บ!! มายังกลุ่ม ‘Non-religious’ คำที่ใช้อย่างเป็นทางการระบุในเอกสารราชการว่า ‘ไร้ศาสนา’ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน ด้วยเหตุผลและความเชื่อเฉพาะบุคคล ครั้งหนึ่ง ‘ผู้เขียน’ มีโอกาสศึกษาในประเทศเกาหลี มีเพื่อนหลากหลายชาติร่วมชั้น และมีเพื่อนคนหนึ่งในคลาสเป็นคนอาร์เจนติน่า ใช่แล้ว!! เขาบอกว่าเขา ‘ไม่มีศาสนา’ ด้วยความที่ผู้เขียนนับถือศาสนาพุทธ และในตอนนั้นยังอ่อนประสบการณ์อยู่มาก ๆ หลายด้าน และมองว่า ‘การไม่มีศาสนา’ ของเพื่อนอาร์เจนฯ คนนั้นช่างน่าทึ่งมาก ทำให้หัวสมองสร้างชุดคำถามทันทีกับเพื่อนต่างชาติคนนั้นว่า “ถ้าเธอไม่มีศาสนาแล้วเชื่อ (Believe) ในอะไร? ถ้าเธอรู้สึกเศร้าแล้วจะหาอะไรยึดเหนี่ยวจิตใจ?” เพื่อนคนนั้นให้คำตอบของกลับมาด้วยถ้อยคำเรียบง่ายมาก ๆ เขาบอกว่า “ฉันเชื่อตัวเองในสิ่งที่ทำลงไปมันจะมีผลตามมาเสมอ ถ้าฉันมีความทุกข์ ฉันจะคุยกับตัวเอง คุยกับเพื่อน คุยกับคนสนิทใจ สุดท้ายมันก็จะมีทางออกให้เรื่องพวกนี้ผ่านพ้นไปได้เอง” เป็นประโยคบอกเล่าที่ตัดจบบทสนทนานี้ เราไม่ได้มีคำถามอะไรต่อ และเปลี่ยนไปคุยกันสัพเพเหระอื่น ๆ แทน เมื่อเวลาผ่านไป หัวข้อการคุยในครั้งนั้น ‘แฟลช’ ขึ้นมาอีกครั้งกับสถานการณ์ในตอนนี้ ด้วยกลุ่ม ‘Non-religious’ ขยายตัวเพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่อย่างเจนฯZ ทำให้เกิดคำถามชุดใหม่ว่า แล้วคนกลุ่มนี้เขามีวันพิเศษอะไรกันบ้างในแบบศาสนาอื่น ๆ ที่จะมีวันสำคัญของแต่ละศาสนาปประจำปี แล้วพวกเขาจะทำกิจกรรมอะไรกัน ด้วยโจทย์ใหม่นี้ผู้เขียน ไปเจอข้อมูลจาก TimeandDate ได้ให้คำจำกัดความของวันพิเศษ การมีวันหยุดของกลุ่มผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องทางศาสนา (Secular / Non-religious Holidays) ซึ่งจะมีวันหยุดหรือ พิธีกรรม (observances) ที่คนทั่วไป (รวมถึงคนที่ไม่มีศาสนา) สามารถเฉลิมฉลองได้โดยไม่ต้องอิงศาสนาใด ๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันแม่ วันพ่อ เป็นต้น เรียกว่าพิธีกรรมกลุ่มคนไม่อิงศาสนา โดย ‘secular observances’ วันหยุดประจำของกลุ่มคนไม่อิงศาสนา ซึ่งมักจะไม่มีการหยุดงานแต่การเฉลิมฉลองยังเกิดขึ้นในสังคมทั่วไป จากตัวอย่างวันพิเศษในต่างประเทศ ที่เราไปเจอมา เช่น Festivus ฉลองวันที่ 23 ธันวาคม สร้างขึ้นเป็นทางเลือกแทนแรงกดดันของเทศกาลศาสนา เช่น คริสต์มาส โดยเน้นกิจกรรมสังสรรค์แบบไม่เชื่อมโยงกับศาสนาเฉพาะใด ๆ แม้แรกเริ่มเป็นเรื่องจากวัฒนธรรมสื่อ (ซีรีส์) แต่ถูกบันทึกเป็น secular holiday ที่คนทั่วไปสามารถเลือกเฉลิมฉลองได้ HumanLight วันฉลองความเป็นมนุษย์ ฉลองวันที่ 23 ธันวาคม เกิดจากกลุ่มมนุษยนิยม (Humanist) เป็นกิจกรรมเชิงสังคมและจิตวิญญาณแบบไม่เชื่อมโยงศาสนาเฉพาะเกี่ยวกับ คุณค่าของมนุษย์ เช่น ความหวัง ความเห็นอกเห็นใจ และความเป็นมนุษย์ โดยไม่อิงความเชื่อทางศาสนา National Day of Reason วันเน้นเหตุผลและมนุษยนิยม เป็นวันฉลองในสหรัฐอเมริกาที่จัดขึ้นโดยกลุ่มมนุษยนิยมและคนไม่มีศาสนา เพื่อเฉลิมฉลองเหตุผลและเสรีภาพทางความคิด Observances กลุ่มวันเฉลิมฉลองในสังคมโดยทั่วไป โดยเว็บไซต์ปฏิทินวันสำคัญหลายแห่งจัดแบ่งวันเป็น observances ซึ่งเป็นวันที่เน้นการฉลองความหมายทางสังคมหรือคุณค่า แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นวันหยุดศาสนา โดยรวมถึงทั้งวันทางวัฒนธรรมและวันที่มีความหมายทางสังคม เช่น วันสากลด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น จากวันสำคัญของกลุ่มคนไม่มีศาสนา เราอาจเห็นชัดว่ามนุษย์แทบจะไม่หยุดสร้างพื้นที่ให้ ‘คุณค่า’ ที่ตัวเองเชื่อไม่ว่าจะมีพิธีกรรมหรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วนต้องการวันหนึ่งในรอบปีเพื่อมองตัวตน ท่ามกลางคนที่คิดคล้ายกัน และในวันสำคัญ อีเวนต์ของคนที่บอกว่า ‘ไม่มีศาสนา’ ยังอาจกลายเป็นพื้นที่ที่แบรนด์เข้าไปขาย ‘ความหมาย’ ได้ไม่แพ้วันสำคัญหรือการเฉลิมฉลองของศาสนาอื่นได้เช่นกัน! STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
บ้านต่ำกว่า 5 ล้านโต 16% ธุรกิจสร้างบ้านปรับเกมรับมือกำลังซื้อจำกัด-ต้นทุนจ่อขยับ
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เผยอินไซด์ผู้บริโภค ‘บ้านสะท้อนตัวตน’ มาแรง รับเทรนด์บ้านต่ำ 5 ล.บาทโต 16% สวนภาพรวมตลาดสมาชิกฯ 9.8 พันล.บาทหด18% ในปีก่อน เร่งเติมดีมานด์ใหม่ในงาน ‘รับสร้างบ้านโฟกัส 2026’ ตั้งเป้ายอดจอง 3,500 ล.บาท ตลาดภาพรวมชะลอ แต่เซ็กเมนต์ล่างโต ตลาดสมาชิก HBA ปี 2568 มูลค่า 9,885 ล้านบาท ลดลง 18% จากปีก่อน ขณะที่บ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาทเติบโต 16% สะท้อนการปรับตัวตามกำลังซื้อ ผู้บริโภคยุค Deep Information ผู้ซื้อศึกษาข้อมูลวัสดุ เปรียบเทียบบริษัท และตรวจสอบผลงานได้ละเอียดขึ้น ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือจึงกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการแข่งขัน เทรนด์ Trust & Value over Price ปี 2569 ผู้บริโภคยอมจ่ายสูงขึ้น หากมั่นใจคุณภาพ เทคโนโลยี และบริการหลังการขาย ในงาน FOCUS 2026 ตั้งเป้ายอดจอง 3,500 ล้านบาท สะท้อนความพยายามเร่งดีมานด์ใหม่ อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดธุรกิจรับสร้างบ้านของบริษัทสมาชิกในปี 2568 อยู่ที่ 9,885 ล้านบาท ปรับตัวลดลงร้อยละ 18 เทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่า 12,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทเติบโตสวนกระแสถึงร้อยละ 16 สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่ ‘คิดนาน ข้อมูลแน่น’ และให้ความสำคัญกับคุณภาพงาน รวมถึงประวัติการทำงานที่ตรวจสอบได้จริง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจรับสร้างบ้าน เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในด้าน ‘พฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูล’ ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใน 2 เรื่องที่สำคัญ The Rise of Deep Information ผู้บริโภคยุคใหม่มีข้อมูลเชิงลึกในมือ สามารถเปรียบเทียบ สเปกวัสดุ ตรวจสอบประวัติบริษัท และอ่านรีวิวได้ง่ายขึ้น ความโปร่งใสจึงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ Shift to Professionalism ผู้บริโภคหันมาใช้บริการ “บริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ” มากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะต้องการความมั่นใจว่าจะได้งานคุณภาพ ส่งมอบตรงเวลา งบไม่บานปลาย และมีบริการหลังการขายที่ยาวนาน โดยรูปแบบการใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ ได้เข้ามาเป็น ‘ปัจจัยกำหนดทิศทางหลัก’ (Key Determinant) ในการเลือกแบบบ้าน ด้วยปัจจุบันบ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่คือการสะท้อนตัวตน (Identity) และรสนิยมที่ชัดเจน Customization is King โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคระดับ High-end ระดับบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป จะให้ความสำคัญกับฟังก์ชันที่ตอบโจทย์กิจกรรมเฉพาะตัว เช่น พื้นที่สำหรับ Hobby, ห้องสตูดิโอ, หรือพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมต่อกับตัวบ้าน Emotional Connection แบบบ้านที่เลือกจึงต้องมีดีไซน์ที่บ่งบอกสถานภาพและสไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อนันต์กร กล่าวว่าจากสถานการณ์ตลาดรับสร้างบ้านในขณะนี้ เป็นโอกาส ‘สร้างบ้านตอนนี้…คุ้มที่สุด’ ก่อนที่ปัจจัยด้านต้นทุนและราคาวัสดุจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยสมาคมฯ จัดงาน ‘รับสร้างบ้าน FOCUS 2026 : สร้างบ้านสะท้อนตัวตน’ ไว้ที่ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นเป้ายอดจองในงาน 2,500 ล้านบาท และหลังงาน 1,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าชมงานกว่า 10,000 คน ตลอด 5 วันของการจัดงาน ระหว่างวันที่ 18 – 22 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี เทรนด์ปี 2569 ‘Trust & Value over Price’ ด้านปริญญา ธนินถิรากุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรมพิเศษ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า สำหรับเทรนด์ที่ต้องจับตามองในปี 2569 ตลาดจะมุ่งไปที่ ‘Trust & Value over Price’ คือ ผู้บริโภคยอมรับราคาที่สูงขึ้นได้ หากมั่นใจในคุณภาพและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงานหรือเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทที่ไม่มีผลงานโดดเด่น หรือขาดความน่าเชื่อถือทางดิจิทัลจะอยู่รอดได้ยากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจสร้างบ้านในปัจจุบัน ประกอบด้วย ความน่าเชื่อถือและผลงาน (Credibility & Portfolio) การสะท้อนตัวตน (Identity Design) รูปแบบบ้านต้องสวยงามและปรับเปลี่ยนให้ตรงกับไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวได้ ความคุ้มค่าและงบประมาณ (Value for Money) งบประมาณต้องนิ่งและควบคุมได้ตั้งแต่วันแรก ราคาเหมาะสมกับคุณภาพวัสดุและฝีมือช่าง บริการครบวงจร (Peace of Mind) ตั้งแต่การออกแบบ ขออนุญาต ก่อสร้าง การรับประกันโครงสร้างที่ยาวนาน นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการบ้านที่ ‘สะท้อนตัวตน’ สมาคมฯ จึงได้เตรียมแบบบ้านที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการตัดสินใจออกเป็น 5 Segment ดังนี้ กลุ่มบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาท ได้แก่ บ้าน Contemporary และ Minimal ซึ่งเป็นแบบบ้านที่เน้นราคาประหยัด และความคุ้มค่า กลุ่มบ้านราคาเข้าถึงง่าย (น้อยกว่า 51 – 5 ล้านบาท) สไตล์ยอดนิยมคือ Contemporary และ Modern ที่ผู้บริโภคตัดสินใจจากความคุ้มค่าของพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก และตอบโจทย์การเริ่มต้นครอบครัว กลุ่มระดับกลาง (01 – 10 ล้านบาท) เน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสไตล์ Modern Luxury และ Tuscany ที่สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลุ่มระดับบนและลักชัวรี่ (01 – 20 ล้านบาทขึ้นไป) บ้านสไตล์ Modern Classic และ Modern Luxury ซึ่งสะท้อนที่สุดแห่งความสำเร็จและรสนิยมของเจ้าของบ้าน กลุ่มบ้าน 20 ล้านบาทขึ้นไป ได้แก่ แบบบ้าน Classic และ Neo Classic ที่สุดแห่งความสำเร็จ และความมั่งคั่ง โดยภายในงาน ‘รับสร้างบ้าน FOCUS 2026 : สร้างบ้านสะท้อนตัวคุณ’ มีบริษัทรับสร้างบ้านร่วมออกบูธ 27 บริษัท และสถาบันการเงินชั้นนำ ที่มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ นอกจากนี้ภายในงานยังมีโปรโมชั่นส่วนลดจองปลูกสร้าง 10,000 บาท และ ทองคำแท่ง มูลค่ารวมกว่า 350,000 บาท Alternate-X สรุปให้ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เผยตลาดสมาชิกปี 2568 มูลค่า 9,885 ลบ. หดตัว 18% จากปีก่อน แต่กลุ่มบ้านต่ำกว่า 5 ล้านบาทโตสวนกระแส 16% สะท้อนดีมานด์ใหม่ในภาวะกำลังซื้อจำกัด ผู้บริโภคยุคใหม่มีข้อมูลลึก (Deep Information) และหันหา ‘ความน่าเชื่อถือ’ มากกว่าราคา โดยเทรนด์ปี 2569 คือ ‘Trust & Value over Price’ บ้านต้องสะท้อนตัวตน ควบคุมงบได้ โปร่งใสตรวจสอบได้ ในงาน รับสร้างบ้าน FOCUS 2026 ตั้งเป้ายอดจอง 3,500 ลบ. คาดผู้ชมกว่า 10,000 คน
ไทยต้องมีพิมพ์เขียวเศรษฐกิจยั่งยืน ในยุค Sustainomy ฝ่าโลกซ้อนวิกฤต
BRANDi ส่งพิมพ์เขียว Blue Print เศรษฐกิจยั่งยืนประเทศไทย รับมือโพลีไครซิส -AI และความผันผวนทุนโลก ย้ำ ‘Sustainomy’ เป็นทางรอด พร้อมโอกาสปี 2569 ที่โลกจับตาไทย By DOUNGJAI CHITTMONGKOL ไทยต้องมี ‘Blue Print’ เศรษฐกิจยั่งยืนระดับชาติ BRANDi ทำแผนแม่บท Sustainomy เสนอ 20 หน่วยงานรัฐ เพื่อขับเคลื่อนทั้งระบบอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมาย ผสาน People–Planet–Profit ให้เติบโตพร้อมกัน และยืนระยะได้ในบริบทโลกใหม่ โลกเผชิญ PolyCrisis เกมเศรษฐกิจเปลี่ยนสู่ ‘เครือข่าย’ จากความผันผวนทุน (Capital Turbulence) และ AI ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยแบบเดิมลดบทบาท ขณะที่ Community และแพลตฟอร์มกลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ ขณะที่ประเทศที่รีโพสิชั่นเร็วและสร้าง Capacity รองรับการเปลี่ยนผ่าน จะได้เปรียบในระยะยาว ปี 2569 คือจังหวะทองของไทยบนเวทีโลก การจัดงานระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand 2026 สะท้อนศักยภาพ Soft Power และการท่องเที่ยว หากวางยุทธศาสตร์ถูกทาง ไทยสามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจยั่งยืนและสร้างภาพลักษณ์ประเทศใหม่ได้ทันที อาร์ม-ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด และผู้ก่อตั้ง BRANDi Institute of Systematic Transformation (BiOST) องค์กรธุรกิจให้คำปรึกษาเปลี่ยนผ่านความยั่งยืน ด้วยแนวคิด คน (People) โลก (Planet) กำไร (Profit) สามารถเติบโตไปพร้อม ๆ กันได้ ถึงในวันนี้ BRANDi เดินทางสู่ปีที่ 14 และพร้อมจะไปต่อบนวิถีแห่งความยั่งยืนด้วยความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง ด้วยในเวลานี้ยังสอดคล้องกับสถานการณ์โลกได้เคลื่อนสู่ยุค ‘Sustainomy’ เศรษฐกิจแห่งความยั่งยืน และถึงเวลาที่ ‘ประเทศไทย’ จะต้องมี ‘Blue Print’ แผนแม่บทเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้วยเช่นกัน โดย BRANDi ตั้งใจนำเสนอบลูพรินต์แผนเศรษฐกิจยั่งยืนไปยัง 20 หน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกัน ‘คิดต่อ’ พร้อมพาประเทศไทยให้ไปต่อในบริบทโลกยุคใหม่ทีแตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากแนวคิดนี้ เป็นส่วนหนึ่งการจัดงานในเวที ‘FUTUREADY 2026: พลังความร่วมมือข้ามภาคส่วน’ โดยมีผู้แทนระดับแนวหน้า ครอบคลุมตั้งแต่ผู้แทนองค์การสหประชาชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารกลาง หน่วยงานกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ผู้กำกับดูแลตลาดทุน ภาคพลังงาน ภาคการลงทุน ไปจนถึงผู้นำภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ความเสี่ยงการเติบโตแบบใหม่ และโอกาสเชิงกลยุทธ์ของประเทศไทยในบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ ‘Sustainomy’ ไปเมื่อวันที่ 27 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา รีโพสิชั่น ประเทศไทย ซีอีโอ BRANDi บอกว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ ‘Sustainomy’ ของไทย จะต้องไปพร้อมกันทั้งระบบ แต่จุดสำคัญต้องตั้งต้นจาก ‘Mindset’ วิธีคิดของผู้นำองค์กรที่จะต้องเชื่อมั่นพร้อมลงมือทำอย่างเร่งด่วน เพื่อออกแบบระบบใหม่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พาประเทศไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะที่เศรษฐกิจแห่งอนาคตนี้ จะต้องทำควบคู่เพื่อวางรากฐานระยะยาวการเติบโตเศรษฐกิจความยั่งยืน (Sustainable Future) ที่จะก่อให้เกิด ‘น่านน้ำใหม่’ ของประเทศไทยทั้ง 3 ระยะ(Phase) คือ ระยะสั้น คิดลงมีปฏิบัติทำแผนในทันที ระยะกลาง การมีวินัยการเงินและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระยะยาว กระบวนการคิดสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีคุณภาพสูง เขาย้ำว่า โพสิชั่นนิ่งสำคัญ คือ ไทยต้องมีเป้าหมายใหญ่ในระดับสูงให้ทุกภาคส่วนจะต้องเติบโตร่วมกัน คนไทยตัวเล็กเข้ามามีส่วนร่วม ไม่เช่นนั้นจะเกิดการแบ่งชนชั้นในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และบริการเวลเนส “โจทย์คือ การจะเปลี่ยนผ่านด้านใดต้องเสริมความสามารถด้านนั้น มีคาแพคซิตี้ปริมาณเพียงพอหรือไม่ รวมถึงเรื่องวัฒนธรรม และต้องยอมรับจุดสำคัญว่า การเปลี่ยนผ่านเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีแผนรองรับไม่ทำให้คนตกงาน เพื่อตอบโจทย์ทรานซิชั่น” ขณะที่กลไก (Mechanism) การขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจความยั่งยืนด้วยสถาบันต่าง ๆ ให้เข้ามามีบทบาทผลักดันในเรื่องนี้ พร้อมวัดคุณภาพประเทศในอนาคต ไปจนถึงแผนรองรับความสามารถในการปรับตัว ‘Resilience’ ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านนี้พอสมควร แต่ในตอนนี้ศักยภาพไทยยังไม่กลับไปเท่ากับช่วงก่อนเกิดแพนเดอมิก ด้วยในขณะนี้โลกกำลังอยู่ในเวทีใหม่ ทั้งการมาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหลุมอากาศเศรษฐกิจ (Economic Turbulence) รวมถึงสองเรื่องใหญ่ในปัจจุบัน คือ ความสงบสุข (Peace) และความปลอดภัย (Security) โดย ซีอีโอ BRANDi ยังตั้งคำถามต่อว่า…. “หากสหรัฐไม่นำความสงบสุขของโลกแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น และประเทศไทยจะอยู่กับบริบทใด ด้วยหากไม่มีกรอบคิดนี้ จะตอบไม่ได้ทั้งควิก วิน และ ลอง เทิร์ม เพื่อแข่งขันในอนาคต ด้วยเมื่อเทียบกับมาเลเซีย หรือ เวียดนาม แล้ว อะไรคือความมั่นคงของประเทศไทย? เขา สะท้อนต่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาและกำลังไปต่ออย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความผันผวนของโลกในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต ‘PolyCrisis’ เห็นได้ชัดจากความไม่แน่นอนของแหล่งทุน (Capital Turbulence) ซึ่งไม่มี สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) แบบเดิมแล้ว จากเดิมเงินดอลลาร์ไหลไปทองคำและเกิดพื้นที่สินทรัพย์ใหม่ Tokenization ทำให้การกระจายสินทรัพย์มีความซับซ้อนมากขึ้น “ในตอนนี้ยิ่งถือครองทุนมาก ยิ่งรับความเสี่ยงสูง” คอมมูนิตี้ คือ สินทรัพย์ ปิยะชาติ เสริมต่อถึงปัจจุบันเกมการแข่งขันเปลี่ยนไปแล้ว ‘เราทุกคน’ อยู่ในยุคแข่งขันกับเอไอ ต่างจากอดีตราว 50 ปีก่อน ‘ใครผลิตสินค้าได้มาก’ คือผู้มั่งคั่ง ถัดมาเป็นยุค ‘ใครสร้างเทคโนโลยีได้’ คือผู้มั่งคั่ง แต่วันนี้ ‘ใครเป็นเจ้าของเครือข่าย’ คือผู้มั่งคั่ง เช่นแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ต่างๆ อย่าง facebook ที่ถือครองบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในปัจจุบัน เป็นการเปลี่ยนผ่านจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่การรวมกลุ่มชุมชน (Community) การจัดอันดับ กับดักเติบโต ซีอีโอ BRANDi ย้ำอีกว่าสิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ คือ Fusion การรวมศักยภาพพร้อมเปลี่ยนวิธีคิดและกลไก เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ขณะที่การยึดติดกับการจัดอันดับ (Ranking) และการทำงานในรูปแบบแบ่งไซโล (Silo Working) จะทำให้ปิดกั้นโอกาสด้วยไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ ไปพร้อมกับมองภาพในอนาคตควรมองต่อไปถึงใน 40 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีหน้าตาอย่างไร? นอกจากนี้ ยังต้องปิดช่องว่างการใช้อำนาจจุดต่างๆ ที่จะแทรกแซงเศรษฐกิจโลกใหม่ ไปจนถึงการตอบคำถาม ‘เราจ่ายภาษีไปเพื่ออะไร’ จากทั้งกลุ่มองค์กรธุรกิจ และ ภาคประชาชน ที่จากนี้ไปกระบวนการภาษีต้องสร้างพลัง (Empower) ให้ธุรกิจเติบโตยั่งยืนด้วย โอกาส ปี2569 โลกจับตาไทย ปิยะชาติ บอกว่า ‘ประเทศไทย’ ยังเดินหน้าไปต่อจากหลายภาคส่วนรัฐและเอกชนทำงานสอดคล้องกัน โดยเฉพาะในปี 2569 ที่โลกมองมาไทย จากการมาของ ‘Tomorrowland Thailand 2026’ (เทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ (EDM) ระดับโลกจากเบลเยียม มาจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชียอย่างเต็มรูปแบบ ณ Wisdom Valley เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 11–13 ธันวาคม 2569-Alternate-X) “ปีนี้โลกจับตาประเทศไทย เราจะไปสู่เป้าหมายใด และเป็นโอกาสให้ไทยต่อยอดในหลายด้านทั้งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” Alternate-X สรุปให้ อาร์ม–ปิยะชาติ แห่ง BRANDi เสนอ พิมพ์เขียว ‘Blue Print’ เศรษฐกิจยั่งยืน ผลักดันไทยสู่ยุค Sustainomy ที่ People–Planet–Profit เติบโตไปด้วยกัน แนวคิดถูกขยายบนเวที FUTUREADY 2026 รวมผู้นำรัฐ–เอกชน–การเงิน วิเคราะห์ความเสี่ยงโลกใหม่และโอกาสไทย การเปลี่ยนผ่านต้องทำ 3 ระยะ: ระยะสั้นลงมือทันที ระยะกลางสร้างวินัยการเงิน–โครงสร้างพื้นฐาน ระยะยาวยกระดับสู่ประเทศคุณภาพสูง เมื่อโลกเผชิญ PolyCrisis, Capital Turbulence และ AI ทำให้ ‘เครือข่าย–คอมมูนิตี้’ กลายเป็นสินทรัพย์ใหม่ แทนที่ Commodity และในปี 2569 เป็นจังหวะสำคัญ เมื่อไทยถูกจับตาจากงานระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand 2026 โอกาสรีโพสิชั่นประเทศสู่เวทีเศรษฐกิจยั่งยืน
‘ซีคอน’ ปี2569บุก EEC-ชลบุรี รับสร้างบ้านต่างจังหวัดโตแซงกรุงเทพฯ 3 เท่า
ซีคอน แบรนด์ธุรกิจรับสร้างบ้านที่อยู่ในตลาดมากว่า 6 ทศวรรษ ขยับเกมใหม่ปี2569 ขยายตลาด EEC-ส่งแบบบ้านใหม่ ‘FLOW Series’ อยู่อาศัยแบบลื่นไหลรับยิดหยุ่นรีโนเวท ตั้งเป้ายอดจอง 1,400 ล้านบาท สิ้นปี Market Shift: ตลาดรับสร้างบ้านต่างจังหวัดปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 1.46 แสนล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่าตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีมูลค่า 4.3 หมื่นล้านบาทอย่างมีนัยสำคัญ Growth Target: ซีคอนตั้งเป้ายอดจองปี 2569 ที่ 1,400 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปี 2568 ที่ทำได้ 1,200 ล้านบาท โดยมีกลุ่มบ้านราคา 4.6-7.9 ล้านบาทเป็นสัดส่วนยอดจองสูงสุด Innovation & Adaptability: เปิดตัวแบบบ้าน ‘FLOW Series’ และ ‘Your Home Series’ รุ่นใหม่ เน้นฟังก์ชันพื้นที่เปิดโล่ง (Growth Flow) และการออกแบบที่รองรับปัญหาน้ำท่วม มนู ตระกูลวัฒนะกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในปี 2568 จากข้อมูลของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านพบว่ามีมูลค่ารวม 190,134 ล้านบาท เมื่อพิจารณาเชิงพื้นที่พบว่าตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีมูลค่ารวม 43,731 ล้านบาท ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดมีมูลค่ารวม 146,403 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของตลาดภูมิภาคจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนด้านอุตสาหกรรมได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2569 บริษัทจะทำตลาดเชิงรุกต่างจังหวัดมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยมองเห็นโอกาสจากพื้นที่ศักยภาพสูงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรม โดยซีคอนเตรียมเปิดศูนย์รับสร้างบ้านจังหวัดชลบุรี ครอบคลุมการให้บริการในจังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด พร้อมมุ่งทำตลาดผ่านการสื่อสารครอบคลุมทั้งช่องทางออนไลน์ สื่อท้องถิ่น และกิจกรรมสร้างการรับรู้ในพื้นที่ รวมถึงขยายธุรกิจโครงสร้างชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปประเภทเสา และคานควบคู่ไปกับธุรกิจรับสร้างบ้าน เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของแรงงานในภูมิภาค มนู กล่าวต่อในปีนี้ บริษัทฯ นำกลยุทธ์คัสโตเมอร์ เซ็นทริค (Customer-Centric) มุ่งถอดรหัสพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึกครอบคลุมทุกความต้องการสร้างบ้าน ดังนี้ กลุ่มที่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย และงบประมาณ กลุ่มที่ต้องการภาพจำลองบ้านที่ชัดเจนผ่านเทคโนโลยี 3D และบ้านตัวอย่าง กลุ่มผู้บริโภคที่สนใจบ้านฟังก์ชั่น เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ บ้านประหยัดพลังงาน และระบบ Smart Home “แนวทางดังกล่าวเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้า ‘Customer Experience Management’ หรือ CXM ซึ่งเน้นสร้างความสบายใจให้ลูกค้าตลอดค้าคัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ ตั้งแต่การปรึกษาครั้งแรกจนถึงการส่งมอบบ้าน พร้อมอัพเดตความคืบหน้าโครงการแบบเรียลไทม์” นอกจากนี้ บริษัทยังมีหนึ่งในไฮไลต์ปีนี้ คือ การเปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ ‘FLOW’ ดีไซน์ที่ลื่นไหล เพื่อทุกก้าวของชีวิต ของการอยู่อาศัยบนพื้นที่ที่ขยับขยายได้ตามความต้องการภายใต้คอนเซปต์ The Perfect Flow โดยแบบบ้าน ‘FLOW’ มีจุดเด่น อาทิ Air & Function Flow ด้วยแปลนบ้านที่เชื่อมโยงกันอย่างลงตัว เปิดรับลม และแสงธรรมชาติ Growth Flow การออกแบบที่สร้างสรรค์พื้นที่ให้ ‘เปิดโล่ง’ บริเวณชั้นล่างเผื่อการปรับฟังก์ชันในอนาคต อาทิ มุมทำงานใหม่ ห้องสำหรับสมาชิกใหม่ครอบครัว พื้นที่สำหรับกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ขณะเดียวกัน ซีคอน ยังให้ความสำคัญการตอบโจทย์อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างลงตัวรวมถึงการรองรับสภาวะน้ำท่วม พร้อมต่อยอดการพัฒนาแบบบ้าน Your Home Series รุ่นใหม่บ้านขนาดใหญ่ที่คุ้มค่า ทั้งในด้านราคา ฟังก์ชันการใช้งาน ด้วยประสบการณ์การก่อสร้างจากซีคอนมาดูแล สำหรับช่องทางการขาย บริษัทฯ เน้นการพบลูกค้าโดยตรงควบคู่ไปกับการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล โดยยอดขายผ่านออฟไลน์ คิดเป็น 78% และออนไลน์ 22% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการรับข้อมูลเชิงลึก และความมั่นใจก่อนตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ขนาดใหญ่ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้พัฒนาบริการในรูปแบบ One-Stop Service ครอบคลุมตั้งแต่การเฟ้นหาที่ดินศักยภาพที่ตอบโจทย์ การออกแบบที่พิเศษแบบเฉพาะบุคคล การดำเนินการขออนุญาตปลูกสร้าง การสนับสนุนด้านสินเชื่อ ไปจนถึงการรับประกันหลังการขาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังได้ผนึกพลังร่วมกับพันธมิตรสถาบันการเงินหลายแห่ง อาทิ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย กรุงศรีอยุธยา ไทยพาณิชย์ กรุงไทย ออมสิน ธอส. และยูโอบี เพื่อสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัย พร้อมเตรียมเข้าร่วมงานรับสร้างบ้าน Focus 2026 ระหว่างวันที่ 18-22 มีนาคม 2569 ณ ฮอลล์ 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บ้านระดับกลาง ดีมานด์แรง มนู กล่าวต่อถึงผลดำเนินงานโครงสร้างยอดจองในปี 2568 พบว่าบ้านครอบครัวขนาดกลางระดับราคา 4.6-7.9 ล้านบาท พื้นที่ก่อสร้างประมาณ 200-350 ตารางเมตร มีสัดส่วนสูงสุด ตามมาด้วยบ้านครอบครัวขนาดใหญ่ระดับราคา 8.0-50 ล้านบาท ขึ้นไป และบ้านครอบครัวขนาดเล็ก ระดับราคา 1.65-4.50 ล้านบาท โดยผลประกอบการซีคอนในปี 2568 บริษัทฯ มียอดจองรวม 1,200 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดจองในปี 2569 ไว้ที่ 1,400 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ซีคอน ปรับเกมแข่งตลาดรับสร้างบ้านปี 2569 มุ่งเป้ายอดจอง 1,400 ล้านบาท โดยเน้นขยายฐานสู่พื้นที่ EEC และจังหวัดชลบุรีเพื่อรับดีมานด์ต่างจังหวัดที่สูงกว่ากรุงเทพฯ ถึง 3 เท่า ชูกลยุทธ์ Customer-Centric ผ่านการบริหารประสบการณ์ลูกค้า (CXM) และบริการ One-Stop Service ที่ครบวงจร พร้อมเปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ ‘FLOW’ ที่เน้นดีไซน์โปร่งโล่ง ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามการเติบโตของครอบครัวและรองรับสภาวะน้ำท่วม นอกจากนี้ยังจับมือพันธมิตร 8 สถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนสินเชื่อที่อยู่อาศัย สร้างความมั่นใจให้ลูกค้ากลุ่มบ้านระดับกลางถึงใหญ่ที่เป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน
กรุงศรี ออโต้ X ททท. เปิดเส้นทางเที่ยวรถEV ปลดล็อกสถานีชาร์จใกล้ฉัน
กรุงศรี ออโต้ ร่วม ททท. ไปต่อโครงการเที่ยวในประเทศเป็นปีที่ 3 อัปฟีเจอร์บริการ GO Travel หนุนเส้นทาง EV ชวนออกเดินทางยั่งยืนเติมพลังเศรษฐกิจชุมชน-2,500 จุดชาร์จทั่วไทย เครือข่ายชาร์จใหญ่ที่สุดในประเทศ กรุงศรี ออโต้ ใช้แพลตฟอร์ม Go Travel รวบรวมสถานีชาร์จกว่า 2,500 แห่ง จากพันธมิตร 5 ราย ครอบคลุมเส้นทางท่องเที่ยวหลักทั่วไทย ฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่ 5.9 ล้านราย ใช้ Data จากแอป GO by Krungsri Auto พัฒนาบริการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์พฤติกรรมจริง กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตลอด 3 ปี สร้างยอดเข้าชมสิทธิพิเศษกว่า 70,000 ครั้ง และกระจายรายได้สู่ชุมชนกว่า 20 ล้านบาท ชญาน์ธิป พันธุ์มณี ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจกรุงศรี ออโต้ ในปี 2569 หนึ่งในแผนงานสำคัญ คือ มุ่งเปลี่ยนบทบาทของรถยนต์ สู่การเป็น ‘หัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวและการใช้ชีวิต’ นอเหนือจากการเป็นยานพาหนการเดินทาง สำหรับแนวทางดังกล่าว มาจากฐานข้อมูลผู้ใช้แอปพลิเคชัน GO by Krungsri Auto จำนวนกว่า 5.9 ล้านราย สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางเพื่อพัฒนาบริการ ‘GO Travel’ สู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อการเดินทางกับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวครบวงจร นอกจากนี้ กรุงศรี ออโต้ ยังมองเห็นโอกาสการขจัดความกังวลของกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยการพัฒนา ‘เส้นทางท่องเที่ยวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า’ ที่รวมฟังก์ชันสำคัญไว้ในที่เดียว ดังนี้ การเชื่อมต่อจุดชาร์จ: รวบรวมเครือข่ายสถานีชาร์จกว่า 2,500 แห่ง จากพันธมิตร 5 ราย ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ สิทธิพิเศษระหว่างทาง: เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์จากร้านค้าตลอดเส้นทาง และมอบส่วนลดพิเศษผ่านแคมเปญ ‘GO WOW’ ประสบการณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: สร้างคุณค่าผ่านการใช้รถที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ท่องเที่ยวเก็บแต้ม ‘คุณค่า’ อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. มุ่งสื่อสารและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ภายใต้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2569 ‘Value Over Volume’ ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่า มากกว่าปริมาณ ผ่านการต่อยอดในแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจในรูปแบบ ‘Holistic Travel’ ซึ่งยกระดับจาก Wellness Tourism ทั่วไป อาทิ แคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ เพื่อกระตุ้นให้การเดินทางท่องเที่ยวเป็นการเติมพลังชีวิตและสร้างความสุขให้กับนักท่องเที่ยวได้ทันทีที่เริ่มออกเดินทาง นอกจากนี้ ยังนำการสื่อสารแบบบูรณาการ ใช้ความเชี่ยวชาญด้านตลาดของ ททท. ร่วมกับฐานผู้ใช้และเทคโนโลยีของกรุงศรี ออโต้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางทั่วประเทศ เศรษฐกิจชุมชนแข็งแรง ต่อการขยาย Ecosystem ระบบนิเวศผ่านเศรษฐกิจท่องเที่ยวมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบริการ GO Travel ผ่านความร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น ร้านค้าชุมชน และรัฐวิสาหกิจชุมชนกว่า 200 ราย และสร้างรายได้หมุนเวียนไปพร้อมกัน ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างยอดเข้าดูสิทธิพิเศษสะสมกว่า 70,000 ครั้ง และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 20 ล้านบาท นอกจากนี้ จากข้อมูลเชิงลึกฟีเจอร์ GO Travel ยังพบพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้รถทั่วประเทศอย่างชัดเจน เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น และนำไปสู่ประสบการณ์การเดินทางที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะร้านค้าชุมชนและรัฐวิสาหกิจท้องถิ่น กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ที่เตรียมดีลและสิทธิพิเศษไว้ต้อนรับ นอกจากนี้ ยังรวมถึงเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว เพื่อส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวแบบ Holistic เดินทางเพื่อเติมพลังกาย ใจ และอารมณ์ ในทุกภูมิภาคของประเทศไทย เพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้ทั้งผู้เที่ยวและผู้ประกอบการท้องถิ่น Alternate-X สรุปให้ กรุงศรี ออโต้ ร่วม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปต่อโครงการเที่ยวในประเทศปีที่ 3 ยกระดับบริการ GO Travel เชื่อมต่อการเดินทางกับไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวแบบครบวงจร เปิดเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมจุดชาร์จกว่า 2,500 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนแนวคิดท่องเที่ยวแบบ Value Over Volume และ Holistic Travel สร้างรายได้สู่ชุมชนกว่า 20 ล้านบาท และขยายเครือข่ายผู้ประกอบการกว่า 200 ราย
Garmin Health เปิดโครงการให้ทุนนักวิจัยสุขภาพมุ่งตลาดดิจิทัลเฮลท์
Garmin Health จับมือ Fitrockr เปิดตัวโครงการ “Asia Research Grant 2026” หนุนงานวิจัยสุขภาพยุคใหม่ ต่อยอดพลังข้อมูลสู่ความก้าวหน้าด้านดิจิทัลเฮลท์ Garmin Health (การ์มิน เฮลท์) โซลูชันด้านดิจิทัลเฮลท์จากการ์มิน ร่วมกับ Fitrockr แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและฟิตเนสชั้นนำ เปิดตัวโครงการ ‘Asia Research Grant 2026’ สนับสนุนงานวิจัยเชิงนวัตกรรมในเอเชีย โครงการทุนวิจัยที่มอบเครื่องมือสำหรับการศึกษาข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ ส่งเสริมการนำข้อมูลและระบบนิเวศของทั้งสองแพลตฟอร์มไปใช้อย่างสร้างสรรค์ ให้กับเหล่านักวิจัย นักศึกษา และนักวิชาการจาก 11 ตลาดในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก สมัครเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 มีนาคม 2569 ความร่วมมือระหว่าง Garmin Health และ Fitrockr นำไปสู่การผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กรระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยด้านสุขภาพในเอเชีย โดย Garmin Health ได้นำความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์สวมใส่ของ Garmin และการเข้าถึงข้อมูลทางสรีรวิทยาความละเอียดสูงผ่าน Garmin Health API และ SDK อาทิ อัตราการผันแปรของการเต้นของหัวใจ (HRV) ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Ox) รวมถึงข้อมูลดิบจากเซ็นเซอร์แอคเซเลอโรมิเตอร์ (Accelerometer Sensor) มาสนับสนุนการเก็บข้อมูลเชิงลึก ในขณะที่ Fitrockr จะเข้ามาเสริมศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและฟิตเนส ที่ช่วยให้องค์กรสามารถเชื่อมต่อ จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภายใต้โครงการทุนวิจัย ‘Asia Research Grant 2026’ ความเชี่ยวชาญของทั้งสองแบรนด์จึงถูกนำมาผสานกันได้อย่างลงตัว ตั้งแต่การเก็บข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ของ Garmin ไปจนถึงการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มของ Fitrockr เพื่อช่วยให้นักวิจัยสามารถแปลงข้อมูลสุขภาพเชิงลึกให้กลายเป็นองค์ความรู้ใหม่และผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริงในระดับสากล โอกาสสำหรับนักวิจัยเอเชียต่อยอดงานวิจัยด้านสุขภาพสู่เวทีสากล ผ่านโครงการทุนวิจัย “Asia Research Grant 2026” โครงการทุนวิจัย “Asia Research Grant 2026” มุ่งสนับสนุนนักวิจัยในเอเชียให้เข้าถึงเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการพัฒนางานวิจัยด้านสุขภาพ โดยทีมที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนแบบครบวงจร อาทิ สมาร์ตวอตช์ Garmin vívoactive 5 จำนวน 5 เครื่อง มาพร้อมฟีเจอร์ติดตามสุขภาพขั้นสูงและแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน สำหรับการเก็บข้อมูลสุขภาพเชิงลึก สิทธิ์เข้าใช้งาน Fitrockr Health Solutions Platform อย่างเต็มรูปแบบเป็นเวลา 6 เดือน รองรับผู้เข้าร่วมได้สูงสุด 50 คน โอกาสในการเผยแพร่ผลงานผ่าน Garmin Health Blog เพื่อยกระดับการมองเห็นของงานวิจัยคุณภาพในแวดวงวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในอนาคต โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุม 11 ตลาดสำคัญในภูมิภาคเอเชีย* พร้อมเปิดรับหัวข้อโครงการที่มีความหลากหลายในสาขาดิจิทัลเฮลท์และวิทยาศาตร์การกีฬา อาทิ การติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านการนอนหลับและกิจกรรมในโครงการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัย การติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะเมตาบอลิกเรื้อรัง และการศึกษาผลกระทบของความเครียดในที่ทำงานต่อค่าทางสรีรวิทยาและวงจรการนอนหลับ เป็นต้น คุณมิสซี่ ยาง ผู้จัดการประจำ การ์มิน ประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่มีบทบาทสำคัญต่อการวิจัยด้านสุขภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญข้อจำกัด ทั้งด้านต้นทุนอุปกรณ์และความซับซ้อนทางเทคนิคในการเข้าถึงข้อมูลดิบที่มีความละเอียดสูง Garmin Health จึงมุ่งนำจุดแข็งด้านอุปกรณ์สวมใส่และระบบข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่มาสนับสนุนระบบนิเวศงานวิจัย ผ่านโครงการทุนวิจัย ‘Asia Research Grant 2026’ ที่เราได้ร่วมมือกับ Fitrockr เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็น และนำข้อมูลสุขภาพจากชีวิตจริงไปต่อยอดสู่แนวทางการศึกษารูปแบบใหม่ ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานงานวิจัยด้านดิจิทัลเฮลท์ในภูมิภาคเอเชียในระยะยาว” คุณเยิร์ก เฟลิงเงอร์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Fitrockr Health Solutions กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Garmin ในโครงการทุนวิจัย ‘Asia Research Grant 2026’ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันงานวิจัยด้านดิจิทัลเฮลท์ให้ก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กรในการสนับสนุนนักวิจัยให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้าง องค์ความรู้ใหม่ ๆ โดย Fitrockr ได้นำแพลตฟอร์มด้านการเชื่อมต่อ จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่มาเสริมกระบวนการวิจัย เพื่อให้ทีมนักวิจัยสามารถทำงานกับข้อมูลสุขภาพที่มีจำนวนมากได้อย่างเป็นระบบ แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดไปสู่การค้นพบเชิงลึกที่มีคุณค่าต่อแวดวงวิทยาศาสตร์และการดูแลสุขภาพในอนาคต” สำหรับผู้ที่สนใจสมัครโครงการทุนวิจัย “Asia Research Grant 2026” เปิดรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ปริญญาเอก นักวิจัยหลังปริญญาเอก และนักวิจัยอาวุโส ที่ดำเนินงานวิจัยด้านสุขภาพหรือวิทยาศาสตร์การกีฬา หรือดำเนินงานวิจัยโดยใช้ข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 และจะมีการประกาศผลการพิจารณาทุนในวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ Garmin Health x Fitrockr Research Grant Asia 2026 *หมายเหตุ: โครงการทุนเปิดรับใบสมัครจากจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
‘ดุสิต อจรา หัวหิน’ ใช้ 7 จุดขายอสังหาฯไลฟ์สไตล์หรู-โครงการลีสโฮลด์60ปี
‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ หลังผ่าน EIA พร้อมก่อสร้างส่งมอบยูนิตแบรนเด็ด พ่วงบริการระดับโรงแรมลักซูรี ในปี 2571 ตามแผน กับ 7 จุดขายปิดแนวคิดโครงการลีสโฮลด์ 60 ปี ด้วยแบรนด์และบริการระดับโรงแรมอัลตราลักซูรี Leasehold 30+30 ปี บนมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท จำนวน 96 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 14–15 ล้านบาท เจาะตลาดอัลตราลักซูรี่เพื่ออยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว 7 พันธมิตรสร้างความเชื่อมั่นครบมิติ ตั้งแต่ SCG (Fitwel & Green), CBRE (ศักยภาพตลาด), Arkitektura (Timeless Design), A49, PLA ถึงบริการจาก Dusit Thani Hua Hin ทำเลหัวหินซัพพลายจำกัด หนุนยีลด์ 7–9% ตลาด Branded Residence มีจำนวนจำกัด และดีมานด์ต่อเนื่อง รองรับทั้ง Second Home และปล่อยเช่า ละเอียด โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดุสิต เอสเตท จำกัด กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบแบรนเด็ด เรสซิเดนซ์ (Branded Residences ) ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ (ของกลุ่มดุสิตธานี) ล่าสุดได้รับอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นที่เรียบร้อย และได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนงาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบประมาณปี พ.ศ. 2571 สำหรับโครงการฯ ใช้จุดแข็งด้านบริการฮอสพิทาลิตี้ (Hospitality) ของดุสิตธานีมาสู่รูปแบบการอยู่อาศัยใช้ชีวิตในทุกวันแบบสุขภาพกายใจยั่งยืน ‘Sustainable Well-Being’ รวมถึงการสร้างสังคมที่ดีสำหรับทุกช่วงวัย ทุกเจเนอเรชัน และการอยู่อาศัยร่วมกับสัตว์เลี้ยง (Multi-generational Living & Pet Friendly) และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตราลักซูรี่ จากความคืบหน้าโครงการฯ จากนี้ไปทำให้ ‘ดุสิจ อจรา หัวหิน’ เร่งเกมการทำตลาดขาย 7 ความเชื่อมั่นสะท้อนผ่านมุมมองพันธมิตร ประกอบด้วย FitWel ยั่งยืนกายใจ 1.เอสซีจี (SCG) ด้านความยั่งยืน : นำมาตรฐาน Fitwel เน้นการออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกวัน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ภายใต้แนวทาง ‘Fitwel: Low Rise Residential’ ซึ่งนับเป็นโครงการแรกในเอเชีย โดย SCG ยังนำวัสดุและโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ฉลาก ‘SCG Green Choice’ ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดของเสียในกระบวนการผลิตและการใช้งาน ยีลด์7-9% 2.ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) ด้านศักยภาพตลาดและการลงทุน : ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี ในด้านของซัพพลาย (อ้างถึงศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์) ณ สิ้นปี 2568 ไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ ทำให้เกิดความสมดุลของซัพพลายในตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการรูปแบบ Branded Residences มีจำนวนซัพพลายจำกัดแต่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Gross Yield) อยู่ในระดับ 7%–9% สอดคล้องกับตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของ Branded Residences โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มี Branded Residence มากที่สุดใน APAC ซึ่ง หัวหินยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาว หรือบ้านหลังที่สอง ที่ได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสู่การเป็น Smart City ลักซูรี มินิมัล 3.อาร์คิเทคทูรา (Arkitektura) ด้านการออกแบบ : โครงการ ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ มุ่งความเรียบง่ายที่ดูดีในระยะยาว (Timeless) โดยยกระดับสไตล์ Minimal ให้มีความชัดเจนผ่านการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงและการจัดวางพื้นที่ให้โปร่งโล่ง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยและความคลาสสิกอย่างลงตัว ซึ่งทุกยูนิตคัดสรรเฟอร์นิเจอร์และองค์ประกอบทุกส่วนอย่างพิถีพิถัน ด้วยมาตรฐานระดับสูงที่ผสานความหรูหราที่ผ่อนคลาย (Relaxed Luxury) พร้อมเข้าอยู่ตั้งแต่วันแรก 4.Fully Furnished Residences : แบรนด์ Caracole ฟอร์นิเจอร์ระดับลักซูรี่ สหรัฐอเมริกา ด้วยดีไซน์เรียบหรูแบบ ‘Relaxed Luxury’ และสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยกับความคลาสสิก โดยทุกยูนิต จะเป็น Fully Furnished Residences พร้อมสำหรับการอยู่อาศัยตั้งแต่วันแรก ‘แลนด์สเคป’ อัตลักษณ์ 5.บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) : โครงการฯ ตั้งบนโจทย์การออกแบบสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเปิดโล่งกับการปกป้องจากสภาพอากาศ ทั้งแสงแดดและลม รวมถึงการออกแบบให้เกิดความรู้สึกของการเข้าถึง (arrival experience) ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน จากพื้นที่ลักษณะพิเศษเฉพาะของหัวหินทั้งด้านภูมิทัศน์และบริบทการใช้ชีวิตของผู้คน ‘กรีน’ คืนสมดุล 6.บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด (PLA) ร่วมออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ : โครงการ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ ใช้แนวคิด‘Bridging Oasis’ โอเอซิสที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับการอยู่อาศัย บนพื้นที่สีเขียวกว่า 60% สร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในได้บนพื้นที่โครงการฯ ฮอสพิทาลิตีระดับโลก 7.โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน (Dusit Thani Hua Hin) นำเอกลักษณ์การบริการระดับ 5 ดาวมาสู่การอยู่อาศัย มาผสานเข้ากับชีวิตประจำวัน พร้อมการดูแลบริการและการบริหารการปล่อยเช่า เพื่อสร้างความคุ้มค่าและความอุ่นใจให้กับลูกบ้าน ที่สามารถรองรับทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัย ปัจจุบัน โครงการ ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท วางราคาเริ่มต้นยูนิต 14-15 ล้านบาท เป็นโครงการแบบลีสโฮลด์ (Leasehold) การเช่าแบบระยะยาว 30 + 30 ปี ประกอบด้วย 7 อาคาร แบ่งเป็นอาคาร 3 ชั้น จำนวน 4 อาคาร และอาคาร 6 ชั้น จำนวน 3 อาคาร รวมทั้งสิ้น 96 ยูนิต โดยยูนิตจะมีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน ขนาด 70 – 90 ตารางเมตร 2 ห้องนอน ขนาด 120 – 180 ตารางเมตร 3 ห้องนอนขนาด 250 ตารางเมตร และเพนต์เฮ้าส์ ทุกอาคารออกแบบให้บริเวณยูนิตชั้น 1 มีพื้นที่สวนสีเขียวส่วนตัว ขนาด 25 – 35 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่จอดรถติดกับที่พักอาศัย ได้ดำเนินการก่อสร้าง Sales Gallery แล้วเสร็จ พร้อมเปิดให้เยี่ยมชมโครงการฯ แล้ว อนึ่งพื้นที่โครงการฯ พัฒนาบนพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงแรม เดิมคือ ‘ดุสิต รีสอร์ท แอนด์ โปโลคลับ’ (Dusit Resort & Polo Club) สนามโปโลที่เคยเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก อยู่บนทำเลที่ตั้งที่มีหน้าหาดส่วนตัวยาวถึง 400 เมตร ต่อความคืบหน้าโครงการ ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ กับแนวคิดการขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบ Leasehold ระยะเวลา 60 ปี จำเป็นต้องนำจุดแข็งด้านความเชื่อมั่นแบรนด์ (Brand Trust) และบริการระดับโรงแรม พร้อมดึงพันธมิตรระดับประเทศและสากล ร่วมเปลี่ยนภาพจาก ‘สิทธิการเช่า’ เป็น ‘สินทรัพย์คุณภาพสูง’ และเมื่อบวกยีลด์ 7–9% และทำเลซัพพลายจำกัดในช่วงนี้ ย้ำภาพให้ลูกค้ามองเป็นไลฟ์สไตล์( Lifestyle Asset) มากกว่าประเด็นกรรมสิทธิ์ถาวร Alternate-X สรุปให้ ดุสิต เอสเตท เดินหน้าโครงการ Branded Residence ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ หลังผ่าน EIA เตรียมส่งมอบปี 2571 วางจุดขาย 7 ด้านรอบคลุมสุขภาพ การออกแบบ ความยั่งยืน และบริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ใช้เทรนด์โลกมาตรฐาน Fitwel แห่งแรกในเอเชียสำหรับ Low Rise Residential และพื้นที่สีเขียวกว่า 60% รองรับซัพพลายอสังหาฯ ตลาดหัวหินจำกัด หนุนโอกาสปล่อยเช่า Gross Yield 7–9% แม้เป็น Leasehold 30+30 ปี แต่ใช้ ‘แบรนด์-บริการ-ยีลด์’ ปิดจุดอ่อนกรรมสิทธิ์ไม่ถาวร
‘สมบูรณ์แบบ = โกหก’ 16 พฤติกรรมGen Z แบรนด์ต้องเข้าใจ ฝ่าโลกซ้อนวิกฤต
‘การตลาดวันละตอน’ สำรวจลึก 16 นิสัยคนรุ่นใหม่ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต พบเจนฯZ 40% ทั่วโลกเครียดตลอดเวลา ฝั่งไทย No.1 ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน วิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) คือบริบทหลัก Gen Z เติบโตท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมพร้อมกัน ส่งผลให้ความเครียดเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมผู้บริโภค ความเรียลสำคัญกว่าความเพอร์เฟกต์ Authenticity Over Aesthetics กลายเป็นหัวใจสำคัญ แบรนด์ที่ดู “สมบูรณ์แบบเกินไป” อาจถูกมองว่าไม่จริงใจ สินค้าคือเครื่องมือเยียวยาใจ ตั้งแต่ Treatonomics, Escape Economy ถึง Healing is the New Luxury สะท้อนว่าผู้บริโภคมองการใช้จ่ายเป็นกลไกจัดการความเครียด เพจการตลาดวันละตอน (EverydayMarketing.co) จัดงานสัมมนา ‘การตลาดเดือนละตอนครั้งที่ 2’ ภายใต้หัวข้อ ‘GEN AnZiety MARKETING TRENDS 2026 by Gen Z’ ถอดรหัสวิธีคิดและไลฟ์สไตล์ของชาว Generation Z ที่กำลังกลายเป็นความท้าทายและโอกาสครั้งใหม่ของแบรนด์ทั่วโลก จาก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Polycrisis) สู่สภาวะ GEN AnZiety ทุกวันนี้เรากำลังอยู่ในยุค Polycrisis หรือวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ซึ่งกลุ่มคนที่ต้องรับแรงกระแทกนี้ไปเต็ม ๆ คือ Generation Z ภาพที่ลึกกว่าการเป็นเพียง Digital Natives คือ พวกเขาต้องแบกรับความกดดันที่บังคับให้ต้องเก่งและต้องประสบความสำเร็จ ข้อมูลสถิติระบุชัดเจนว่า 40% ของ Gen Z ทั่วโลกรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลแทบจะตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น 63% ของ Gen Z ในประเทศไทยใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก จาก ‘ความวิตกกังวล’ (Anxiety) เหล่านี้เองที่กลายมาเป็น ‘โจทย์’ สำคัญ ทำให้พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของ Gen Z กลายเป็น ‘คำตอบ’ สำหรับแบรนด์ที่ต้องการเข้าไปอยู่ในใจพวกเขา 16 เทรนด์การตลาดปี 2026 แบรนด์ต้องรู้มัดใจ Gen Z เมื่อความเครียดคือตัวขับเคลื่อนพฤติกรรม เทรนด์ต่าง ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นจึงเป็นผลลัพธ์จากการพยายามทวงคืนความสุข ความมั่นคง และตัวตนกลับคืนมา โดยมี 16 เทรนด์ที่น่าจับตามอง ดังนี้ AI-Native : การใช้ AI จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยไม่ได้มอง AI เป็นแค่ซอฟต์แวร์ แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่ต้องพร้อมตอบสนองตลอด 24 ชั่วโมง และเป็นตัวเลือกแรกในการแก้ปัญหา AI Fatigue: ภาวะเริ่มเบื่อจากการเจอ AI มากเกินไปในชีวิต เมื่อแบรนด์ใช้ AI มากเกินไป ผู้บริโภคจะรู้สึกต่อต้าน ไม่อิน และปิดรับทันที Authenticity Over Aesthetics: เมื่อความเรียลสำคัญกว่าความสวย Gen Z มองว่าความสมบูรณ์แบบคือ ‘การโกหก’ แบรนด์จึงไม่ต้องพยายามสมบูรณ์แบบตลอดเวลา แต่ต้องกล้าที่จะ “ดูเป็นมนุษย์” และสื่อสารด้วยความเรียล Employee Generated Content (EGC): คอนเทนต์เรียล ๆ จากพนักงาน การใช้พนักงานเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ช่วยสะท้อนประสบการณ์และตัวตนจริงของคนในองค์กร ทำให้แบรนด์ดูจริงใจและน่าเชื่อถือ Gen Z Entrepreneur: บอกลางานประจำ ฉันจะเป็นนายตัวเอง ไอดอลของคนยุคนี้ไม่ใช่ดาราเหมือนเมื่อก่อน แต่คือเจ้าของธุรกิจและครีเอเตอร์ที่สร้างรายได้ด้วยตัวเอง Shrekking Trend: ยอมลดสเปคเพื่อหวังสิ่งที่ดีกว่า การก้าวข้ามค่านิยมความเพอร์เฟกต์แบบเดิม ๆ หันมาเลือกสิ่งที่ธรรมดา ไม่เพอร์เฟกต์ แต่เป็น Safe Zone ที่ให้ความสบายใจ Circular Fashion & Thrifting: แฟชั่นหมุนเวียนและเศรษฐกิจมือสอง เทรนด์นี้สะท้อนถึงจุดร่วมของความรักษ์โลก ความคุ้มค่า และการแสดงออกถึงสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร Dupe Economy: เศรษฐกิจสินค้าฝาแฝด การมองหาสินค้าทดแทนที่มีคุณภาพ ดีไซน์ หรือฟังก์ชันใกล้เคียงแบรนด์ดังหรือสินค้าไวรัล แต่มาในราคาที่ประหยัดและคุ้มค่ากว่ามาก Treatonomics: การให้รางวัลตัวเองด้วยสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ใช้ของชิ้นเล็ก ๆ เป็นกลไกเยียวยาจิตใจ เพื่อบรรเทาความเครียดรายวัน ทดแทนของชิ้นใหญ่ที่ดูไกลเกินเอื้อม The Escape Economy: เศรษฐกิจแห่งการหลบหนี การ “ซื้อทางออกชั่วคราว” เพื่อหลบหนีจากโลกความจริงที่หนักอึ้ง ไปสู่พื้นที่ที่พวกเขาสามารถควบคุมได้และรู้สึกปลอดภัย Solo Community: เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ในยุคที่อยู่คนเดียว การเลือกออกไปทำกิจกรรมคนเดียวเพื่อพบเจอคนใหม่ ๆ ซึ่งตอบโจทย์ทั้ง ‘อิสระ’ และ ‘การเชื่อมต่อ’ Healing is the New Luxury: การมีเวลาให้ตัวเองกลายเป็นสิ่งที่แพงและมีค่าที่สุด ความหรูหราถูกนิยามใหม่ผ่านสุขภาพและสภาวะจิตใจ ความสงบกลายเป็นของหายากและกลายเป็นความหรูหราที่ยุคนี้มองหา Conscious Drink+: เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มที่ถูกคิดค้นมาเพื่อมอบประโยชน์ต่อสุขภาพที่มากกว่าแค่การดับกระหาย MBTI Marketing: การตลาดผ่านรหัสพันธุกรรมทางบุคลิกภาพ การใช้ MBTI เป็นเสมือน “นามบัตร” เพื่อลดความไม่แน่นอนในการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม Mu (nimal) keting: มูแบบไม่ตะโกน การปรับเปลี่ยนวิถีการมูให้มา blend in แบบเนียน ๆ อยู่ในรูปแบบของแฟชั่นและสีสันในชีวิตประจำวัน Taste Dee Trend (เทสต์ดี): ความต้องการที่จะมีตัวตนและรสนิยมบนโซเชียล การมี “รสนิยมดี” ไม่ได้จำกัดแค่การแต่งตัว แต่รวมถึงไลฟ์สไตล์ การกิน การใช้ชีวิตโดยรวมที่ดูมีคลาสและมีตัวตนชัดเจน จากทั้ง 16 เทรนด์ ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการตลาดยุค 2026 ไม่ใช่การแข่งขันกันสร้างภาพลักษณ์ที่สวยหรูเพอร์เฟกต์ หรือการขายฟังก์ชันสินค้าแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แบรนด์ต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า สินค้าในวันนี้ไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่คือ ‘เครื่องมือบรรเทาความเครียด’ และเป็น ‘โลกอีกใบ’ ที่ผู้บริโภคสามารถควบคุมได้ แบรนด์ที่จะชนะใจ Gen Z ได้ คือแบรนด์ที่กล้าลดความสมบูรณ์แบบลงแล้วเพิ่ม ‘ความเป็นมนุษย์’ เข้าไป เปลี่ยนบทบาทจากผู้ขายมาเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ และ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ที่ช่วยเยียวยาจิตใจ พร้อมกับช่วยตอกย้ำตัวตนและรสนิยมของพวกเขาในโลกที่เต็มไปด้วยความกดดัน สามารถติดตามบทความฉบับเต็มและเจาะลึกทุกเทรนด์เพิ่มเติมได้ที่ เพจการตลาดวันละตอน และเว็บไซต์ www.EverydayMarketing.co *แหล่งที่มาข้อมูล: Deloitte และ Bangkok Post Alternate-X สรุปให้ เพจการตลาดวันละตอน จัดสัมมนา ‘GEN AnZiety MARKETING TRENDS 2026 by Gen Z’ ถอดรหัส 16 พฤติกรรม Gen Z ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต (Polycrisis) ข้อมูลชี้ 40% ของ Gen Z ทั่วโลกเครียดตลอดเวลา ขณะที่ไทย 63% ใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ความวิตกกังวลกลายเป็นแรงผลักให้เกิดเทรนด์ใหม่ ตั้งแต่ AI-Native, Dupe Economy ถึง Healing is the New Luxury Gen Z มองว่า ‘ความสมบูรณ์แบบ = การโกหก’ แบรนด์จึงต้องจริงใจและเป็นมนุษย์มากขึ้น การตลาดปี 2026 ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “พื้นที่ปลอดภัย” และเครื่องมือบรรเทาความเครียด
‘รพ.วิมุต’ เจาะตลาดสุขภาพผู้หญิงพุ่ง 5.8 พันล. แรงซื้อทรงอิทธิพล
รพ.วิมุต ส่งโปรแกรมสุขภาพครบลูปป้องกันดูแล-ความงามผิวผม เจาะ ‘Womenomics’ พลังแถวหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หนุนตลาดสุขภาพผู้หญิงแตะ 5.8 พันล้านบาทอีก 4 ปีหน้า พลังผู้หญิงไทยนำเทรนด์เศรษฐกิจโลก ผู้หญิงไทยดำรงตำแหน่ง CEO สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก (42%) และเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนเจ้าของธุรกิจหญิงมากกว่าชาย ส่งผลให้อำนาจการตัดสินใจซื้อและการบริหารจัดการสุขภาพกลายเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดการแพทย์ในปัจจุบัน มูลค่าตลาดสุขภาพสตรีพุ่งสูงต่อเนื่อง คาดการณ์มูลค่าตลาดสุขภาพผู้หญิงในไทยจะสูงถึง 5.8 พันล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7.2% ต่อปี โรงพยาบาลวิมุต รุกตลาดด้วยบริการเชิงรุกที่เน้นการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อตอบโจทย์ เจาะลึก 5 กลุ่มโรคยอดฮิตผ่านแคมเปญ Health for Her จากสถิติพบว่า เนื้องอกมดลูก, ช็อกโกแลตซีสต์, เลือดออกผิดปกติ และปัญหาเต้านม คือ 5 โรคที่ผู้หญิงเผชิญมากที่สุด นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า แนวโน้ม (Trend) วีเมโนมิกส์ (Womenomics) สะท้อนสถานะผู้หญิงเป็นผู้นำและผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ นอกเหนือจากการเป็นผู้บริโภค สอดคล้องข้อมูลวิจัยระบุบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทย รายงานจาก Grant Thornton บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก เผยในปี 2567 ว่าไทยมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งเป็น CEO มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก สูงถึง 42% และข้อมูลจาก Global Entrepreneurship Monitor 2024-2025 ระบุผลสำรวจ 51 ประเทศทั่วโลก พบว่าไทยเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนผู้หญิงเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดำเนินกิจการมายาวนานกว่า 3.5 ปี (Established Business) มากกว่าผู้ชาย มีอัตราส่วนหญิงต่อชายอยู่ที่ 1.04 “สะท้อนผู้หญิงไทยในยุคนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแรงงาน แต่เป็นผู้ตัดสินใจด้านการลงทุน การบริโภค และการบริหารองค์กร” ขณะเดียวกัน ตลาดสุขภาพสตรีในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 7.2% และคาดว่าจะมีมูลค่าราว 5.8 พันล้านบาทภายในปี 2573 จากแนวโน้มดังกล่าว โรงพยาบาลวิมุต สร้างแพลตฟอร์ม ‘One-Stop Women Health’ เต็มรูปแบบรองรับการดูแลสุขภาพผู้หญิงระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่ การป้องกัน การคัดกรอง การรักษา ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและศักยภาพในการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ยังผสานทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีทันสมัย และความเข้าใจเชิงลึกในความซับซ้อนของสุขภาพผู้หญิง สู่การ ‘ดูแลเชิงป้องกันและต่อเนื่อง’ ในแคมเปญ Health for Her ย้ำจุดยืน ‘สุขภาพผู้หญิงคือรากฐานของศักยภาพองค์กร เศรษฐกิจ และสังคม’ ‘ท็อป 5’ โรคผู้หญิง นพ.นิพัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญ คือ โรคจำนวนมากของผู้หญิง มักถูกพบเมื่อสาย เพราะอาการเริ่มต้นมักถูกมองข้าม โดย รพ. วิมุต มุ่งสร้างการตระหนักรู้ว่า ยิ่งรู้เร็ว รักษาไว โอกาสฟื้นตัวยิ่งสูง โดยเฉพาะโรคที่พบมากมีความเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมน ระบบสืบพันธุ์ และสุขภาพเต้านม ซึ่งอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก การตรวจสุขภาพและคัดกรองสม่ำเสมอจึงเป็นหัวใจสำคัญ” จากสถิติผู้ป่วยหญิงที่รพ. วิมุต ระหว่างปี 2565–2568 พบ 5 กลุ่มโรคที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง ดังนี้ เนื้องอกกล้ามเนื้อมดลูก (Leiomyoma) ก้อนเนื้อไม่ร้ายที่เกิดจากอิทธิพลฮอร์โมนเพศหญิง พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ อาการหลัก คือ ประจำเดือนมามากหรือนานเกิน 7 วัน มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ เหนื่อยง่ายจากภาวะซีด หากก้อนโตอาจกดเบียดกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ ทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูก โดยแนวทางรักษา ขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรง ตั้งแต่ติดตามอาการด้วยอัลตราซาวด์ ใช้ยา หรือผ่าตัด เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญนอกมดลูก ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและพังผืด หรือที่เรียกกันบ่อยๆว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) อาการที่พบบ่อยคือ ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ บางรายไม่มีอาการชัดเจน และตรวจพบเมื่อมีปัญหาการมีบุตร ภาวะเลือดออกผิดปกติจากมดลูกและช่องคลอด (Abnormal uterine and vaginal bleeding) อาจสะท้อนความผิดปกติของฮอร์โมนหรือโรคในระบบสืบพันธุ์ อาการได้แก่ เลือดออกนอกช่วงมีประจำเดือน เลือดออกกะปริบกะปรอย รอบเดือนถี่หรือห่างผิดปกติ หรือมีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะในวัยหมดประจำเดือนควรรีบพบแพทย์ทันที ก้อนที่เต้านม (Unspecified lump in breast) มักตรวจพบได้ด้วยตนเอง ลักษณะก้อนอาจแข็งหรือนิ่ม ขยับได้หรือยึดติดเนื้อเยื่อ หากมีสัญญาณอันตราย ได้แก่ ก้อนแข็ง โตเร็ว เต้านมบวมแดงหรือผิดรูป ผิวหนังย่นคล้ายผิวส้ม มีของเหลว/เลือดออกจากหัวนม ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองทุกเดือน และเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์ตามช่วงอายุ เนื้องอกไม่ร้ายของเต้านม (Benign breast neoplasm) ก้อนที่ไม่ใช่มะเร็ง พบบ่อยในวัยทำงานและวัยที่ฮอร์โมนแปรปรวน ลักษณะมีขนาดเล็ก ขอบชัด และขยับได้ บางรายปวดตึงก่อนมีประจำเดือน และขนาดก้อนเปลี่ยนตามรอบเดือน แม้ไม่ร้ายแรงแต่ต้องติดตามสม่ำเสมอ ครบวงจรสุขภาพ-ความงาม ด้าน นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่าแคมเปญ Health for Her โดยรพ.วิมุต รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้หญิงยุคใหม่หันมาใส่ใจร่างกายตัวเองให้มากขึ้น เพราะสัญญาณเล็ก ๆ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงสุขภาพผู้หญิง ราคาเริ่มต้น 1,900 บาท เพื่อให้การเช็กสุขภาพเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้ และไม่ต้องรอให้ป่วยก่อนค่อยตรวจ นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจดูแลฮอร์โมน ผิวพรรณ เส้นผม รูปร่าง และบริการด้านความงามที่ออกแบบมาให้เหมาะกับผู้หญิงแต่ละช่วงวัย ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ เพื่อให้ผู้หญิงดูดีจากภายในสู่ภายนอก ให้ใช้ชีวิตได้ในทุกบทบาท ในทุกวัน Alternate-X สรุปให้ ตลาดสุขภาพสตรีไทยมีแนวโน้มเติบโตแตะ 5.8 พันล้านบาทในปี 2573 สอดคล้องกับเทรนด์ Womenomics ที่ผู้หญิงไทยก้าวขึ้นเป็น CEO อันดับ 3 ของโลก โรงพยาบาลวิมุตจึงเปิดตัวแพลตฟอร์ม One-Stop Women Health และแคมเปญ Health for Her เพื่อดูแลสุขภาพแบบครบวงจรตั้งแต่การป้องกันไปจนถึงการรักษา โดยเน้นหนักใน 5 กลุ่มโรคที่พบบ่อย เช่น เนื้องอกมดลูกและเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ พร้อมเสนอโปรแกรมตรวจคัดกรองในราคาที่เข้าถึงง่ายเริ่มต้น 1,900 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมศักยภาพให้ผู้หญิงไทยใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกบทบาท
‘ฮั่ว เตียง ลิม’ แม่ทัพเฟรเซอร์สฯไทย ชูพอร์ตฯหลากหลาย ย้ำอสังหาฯ ครบวงจร
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เสริมแกร่งการเติบโตอย่างยั่งยืน ชูจุดแข็งพอร์ตโฟลิโอมีสินทรัพย์หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า ตอกย้ำแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ประกาศก้าวสำคัญในการสร้างการเติบโตของธุรกิจ และยกระดับการดำเนินงานในพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย โฟกัสการขยายธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์สู่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่การเสริมความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของธุรกิจพาณิชยกรรม ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์หลากหลายประเภทและใหญ่ที่สุดในไทย เดินหน้าจัดพอร์ตโฟลิโอให้ยืดหยุ่นและสมดุลมากยิ่งขึ้น รองรับความผันผวนของสภาวะตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” กล่าวว่า บริษัทฯ มีความโดดเด่นในการเป็นแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย ทำให้สามารถเชื่อมโยงสินทรัพย์ และความเชี่ยวชาญได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการคุณภาพสูง พร้อมด้วยประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในระยะยาวยกระดับศักยภาพธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ต่อยอดสินค้าและบริการครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย เป็นผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ จากสินทรัพย์ที่มีทั้งศูนย์กระจายสินค้า และคลังสินค้า ด้วยพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการที่จะขยายสู่ 4,000,000 ตร.ม.ในปีนี้ สะท้อนถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการด้านอุตสาหกรรมที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งต่อยอดสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเสริมความครบวงจรของสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ด้วยการพัฒนาอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) โครงการระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจร พื้นที่กว่า 4,600 ไร่ และเตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรีบนพื้นที่กว่า 2,200 ไร่ ซึ่งจะเติมเต็มการดำเนินธุรกิจให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้แพลตฟอร์มการดำเนินงานเป็นหนึ่งเดียว บริษัทฯ ได้การผสานการดำเนินงานร่วมกับโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกลุ่มบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ผลักดันให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมีพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งการผนึกกำลังครั้งนี้เป็นการผสานจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของทีมงานในด้านการปล่อยเช่า การบริหารสินทรัพย์ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้เช่า ช่วยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานที่ทำให้เกิดความคล่องตัว และเชื่อมโยงแนวทางในการดูแลผู้เช่าได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย ในการเป็นผู้ปลุกศักยภาพของโซนพระราม 4 ให้กลายเป็นทำเลทองของตลาดอาคารสำนักงานและรีเทล ปัจจุบัน บริษัทฯ บริหารจัดการอาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมและรีเทลในทำเล CBD พื้นที่รวม 1,846,000 ตร.ม. ทั้งหมด 7 โครงการมิกซ์ยูส และ 10 อาคารสำนักงาน ซึ่งใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT จำนวน 9 แห่ง สามารถรองรับความต้องการของบริษัทข้ามชาติและองค์กรชั้นนำของไทย เสริมแกร่งการดำเนินงานด้วยทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละธุรกิจ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต บริษัทฯ ได้วางโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อผสานการดำเนินงานของธุรกิจพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัยให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น รวมถึงเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เชื่อมต่อแต่ละธุรกิจ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีนายสมบูรณ์ วศินชัชวาล ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย และนายวรวรรต ศรีสอ้าน ดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โครงการวัน แบงค็อก พร้อมด้วยนายเกรียงไกร โภคานุกรม ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน รวมถึงแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนการเติบโตแต่ละธุรกิจ ดังนี้ นายวรวรรต ศรีสอ้าน – ธุรกิจรีเทล (Retail) นายอุรเสฏฐ นาวานุเคราะห์ – ธุรกิจอาคารสำนักงานและโรงแรม (Office & Hotel) นายพีระพัฒน์ ศรีสุคนธ์ – ธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ (Industrial & Logistics) นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง – ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม (Industrial Estate) นายภวรัญชน์ อุดมศิริ – ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวราบ (Landed Residential) นายวิทวัส คุตตะเทพ – ธุรกิจที่อยู่อาศัยแนวสูง (High-Rise Residential) เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมุ่งเน้นการรักษาคุณภาพของพอร์ตโฟลิโอและการดำเนินงานอย่างมีวินัย โดยคาดว่า ในปีงบการเงิน 2569 บริษัทฯ จะสามารถสร้างรายได้ถึง 15,045 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการผนึกกำลังการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจเข้าด้วยกัน
ลาซาด้า ปรับแผนลุยยุค Confidence Commerce เจาะตลาดอีคอมเมิร์ซ 1.8 ล้านๆ
‘ลาซาด้า’ ปี2569 ดัน LazMall รวบแบรนด์เอ็กซคลูซีฟ ใช้ AI ‘Lazzie’ หนุนยอดขายสินค้าทุกหมวดโต 10% รับเทรนด์อีคอมเมิร์ซเข้าสู่ยุค ‘Confidence Commerce’ นักช้อปให้ใจ ‘คุณภาพ’ ก่อน ‘ราคา’ เผยพฤติกรรม Showrooming ดูของจริงก่อนสั่งออนไลน์ วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์อีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาค ลาซาด้า (Lazada) กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คาดภายในปี 2573 จะมีมูลค่าราว 1.8 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากในปี 2568 อยู่ที่ราว 9.7 แสนล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงกว่า 14% “แรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่มุ่งเน้นการเติบโตผ่านมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ (Value per Order) แทนที่การเติบโตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว” ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับรายงาน The Rise of Authenticity-Driven E-Commerce in Thailand ที่ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคในภูมิภาคไหลเข้าสู่มาร์เก็ตเพลสรูปแบบ Mall หรือศูนย์รวมร้านค้าทางการของแบรนด์ต่าง ๆ มากขึ้น จาก 12% ในปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นราว 30% ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 55% ภายในปี 2573 วาริสฐา กล่าวว่าแนวโน้มดังกล่าว ‘ลาซาด้า’ ยังได้วางแนวการทำงานร่วมกับแบรนด์สินค้าคุณภาพที่ได้การยอมรับในรูปแบบเอ็กซคลูซีฟจำหน่ายเฉพาะ รวมถึงเอสเอ็มอี แบรนด์ในประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ตลาดอีคอมเมิร์ซที่เข้าสู่ยุค ‘Confidence Commerce’ ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพและโปรโมชันมาก่อนราคา “ลาซาด้า เตรียมใช้กลยุทธ์เอ็กซคลูซีฟแบรนด์สินค้าพรีเมียมทั้งในหมวดสกินแคร์ อย่างลาแมร์ (La Mer) เครื่องใช้ไฟฟ้าสเม็ก (SMEG) และอื่น ๆ วางจำหน่ายใน LazMallเร็วๆ นี้ เพื่อรอบรับความต้องการลูกค้า” นอกจากนี้ ลาซาด้า ยังให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยีอเอไอ ‘Lazzie’ (ลาซซี่)ผู้ช่วย AI ที่มีส่วนช่วยผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มฯ โดยในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมาลาซซี่ มีอัตราเติบโต 12% และเพิ่มอัตราคำสั่งซื้อ40% รวมถึงนำไปสู่การสร้างยอดขาย (Conversion) และการกลับมาเยี่ยมชมซ้ำ (Revisit) ลูกค้าราว 60% วาริสฐา ย้ำบทบาทการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วยแกนหลักสำคัญ ทั้งการทำธุรกิจภายใต้การควบคุมกำกับดูแลตามกฎหมายไทย ด้านความสะดวกผู้บริโภคปลายทาง จากการจัดส่งสินค้าที่ปัจจุบันลาซาด้าร่วมกับ 6 พันธมิตรผู้ขนส่งสินค้า ที่แบ่งโซนพื้นที่การขนส่งเพื่อรับประกันการจัดส่งในวันถัดไป หรือ Drop off ลูกค้าต้องการจัดส่งสินค้าด้วยตัวเองในศูนย์บริการรัศมีระยะ 2 กิโลเมตร “ปี2569 ยังเป็นปีท้าทายทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคชาวไทย แต่ลาซาด้า มองว่าความต้องการซื้อสินค้าคุณภาพในช่องทางอีคอมเมิร์ซยังมีอยู่ ด้วยเป็นหนึ่งในช่องทางหลักการซื้อสินค้าคนรุ่นใหม่ในช่วงที่ผ่านมาและในอนาคต ผลักดันรายได้สูงขึ้น 10% ทุกหมวดหมู่สินค้าจากกำลังซื้อสินค้าแบรนด์ที่สูงขึ้น และเติบโตสองหลักใน ลาซมอลล์” ล่าสุด ลาซาด้า เตรียมส่งแคมเปญใหญ่ ‘3.3. เซลใหญ่ ใส่เต็มต้นปี’ นำทัพสินค้าแบรนด์ดัง และโปรโมชันมาเอาใจนักช้อปคุณภาพ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม (2 ทุ่ม) – 5 มีนาคม 2569 นี้ โดยไฮไลต์ คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท* พร้อมด้วย LazFlash ลดสูงสุด 90%* และดีลส่วนลดพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ดังช่วง 6 ชั่วโมงแรก (2 ทุ่ม – ตี 2) ‘Showrooming’ ดูของจริงก่อนกดช้อป ด้าน ‘ภีม เบ็ญจศิริวรรณ’ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก CUBE INSIGHTS บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอีคอมเมิร์ซ กล่าวว่าได้ทำการเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) เมื่อปลายปี 2568 พบสถิติน่าสนใจ ดังนี้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มรูปแบบ Mall สูงที่สุดใน SEA 91% ของนักช้อปไทยซื้อสินค้าแบรนด์แท้ผ่าน Mall เป็นประจำ 77% ของผู้ซื้อระบุว่าคุณภาพมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ซึ่งสูงกว่าปัจจัยด้านราคาที่รองลงมาเป็นอันดับสอง 67% ของผู้บริโภค พร้อมจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 5-10% เพื่อแลกกับความอุ่นใจและการันตีสินค้าแบรนด์แท้ โดยแนวโน้มนี้เห็นได้ชัดเจนใน 3 กลุ่มดังนี้ หมวดความงาม (81%) แฟชัน (75%) เครื่องใช้ไฟฟ้า (62%) “พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนความต้องการคุณภาพสินค้า’ เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก และย้ำว่าสินค้าแท้บนมอลล์ เป็นช่องทางสำคัญช่วยลดความกังวลและเอื้อต่อการตัดสินใจซื้ออย่างรอบคอบ ทั้งในเรื่องความมั่นใจว่าเป็นของแท้ การรับประกัน และบริการหลังการขาย” นอกจากนี้ อินไซต์พฤติกรรมการช้อปปิงยุคใหม่ยังมีความซับซ้อนและใช้หลากหลายทัชพอยต์ควบคู่กัน โดยนักช้อปกว่า 71% มีพฤติกรรม ‘Showrooming’ ที่เลือกชมสินค้าจากหน้าร้านออฟไลน์ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อออนไลน์ และมีแนวโน้มว่าสัดส่วนการซื้อสินค้าในหมวดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือจะย้ายไปสู่ช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะจากร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์ม ขณะที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทอย่างมากในช่วงการค้นหาข้อมูล แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังมาจากปัจจัย ความเชื่อมั่นจากรีวิวผู้ใช้จริง ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การรับรองจากแพลตฟอร์ม Alternate-X สรุปให้ ลาซาด้าปรับกลยุทธ์สู่ยุค ‘Confidence Commerce’ เน้นคุณภาพและความเชื่อมั่นมากกว่าการแข่งขันด้านราคา รับตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2569 คาดโตต่อเนื่อง มูลค่าแตะ 1.8 ล้านล้านบาทในปี 2573 CAGR กว่า 14% ขณะที่สัดส่วนการซื้อผ่าน Mall หรือร้านทางการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการสินค้าแท้ โดยผลสำรวจพบผู้บริโภค 71% มีพฤติกรรม Showrooming ดูของจริงก่อนสั่งออนไลน์ โดยลาซาด้าดัน LazMall ดึงแบรนด์เอ็กซคลูซีฟ และใช้ AI ‘Lazzie’ หนุนยอดขายสินค้าทุกหมวดโต 10%
10 สิ่งใหม่’แสนสิริ’ ดึง ‘ณภัทร ทวีสิน’คุมกองทุนพันล.โยงระบบนิเวศอสังหาฯ
‘แสนสิริ’ (SIRI) ดึง ‘น้อบ’ ณภัทร ทวีสิน ทายาทเศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารเจนฯใหม่ดีกรีอ๊อกฟอร์ด-ฮาวาร์ด คุมบียู Sansiri Growth Incubator กองทุนพันล. ขยายระบบนิเวศ (Ecosystem) พอร์ตอสังหาฯ 500 โครงการ ฐานลูกบ้านกว่า 200,000 คน บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) จำกัด หรือ SIRI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ประกาศเกมเปลี่ยนครั้งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 25 ก.พ. หลังได้ ‘น้อบ-ณภัทร ทวีสิน’ เข้ามาร่วมขยายการเติบโตเชิงกลยุทธ์ผ่านหน่วยงานธุรกิจใหม่กองทุน Sansiri Growth Incubator มูลค่าพันล้านบาท จากยุทธศาสตร์ดังกล่าว น่าจับตาว่า ‘แสนสิริ’ กำลังรีโพสิชันตัวเองจากผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เติมเต็มด้วยแพลตฟอร์มระบบนิเวศ (ecosystem) ครบวงจร ของแสนสิริ หลังการเข้ามาของ ‘น้อบ’ ณภัทร ทวีสิน และนี่คือ 10 สิ่งใหม่!! ที่กำลังเกิดขึ้นนับจากนี้ 1.ตั้งหน่วยธุรกิจ(BU)ใหม่ ‘Sansiri Growth Incubator’ ภายใต้แสนสิริ พร้อมเดินเกมรุกด้วยกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท ลงทุน 3 ปี (2569–2571) ด้วยยุทธศาสตร์การเติบโตเชิงกลยุทธ์ธุรกิจ (New S-Curve) นอกธุรกิจอสังหาฯ 2.ทายาทรุ่นสองขึ้นคุมเกมลงทุนเต็มตัว ‘ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท ‘เศรษฐา ทวีสิน’ (อดีตผู้บริหารแสนสิริ และ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนที่ 30) ขึ้นเป็นผู้นำหน่วยธุรกิจ(BU)ใหม่ สะท้อนการส่งไม้ต่อเชิงกลยุทธ์ 3.โปรไฟล์ระดับโลก เสริมภาพลักษณ์องค์กร ด้วยพื้นหลัง ‘ณภัทร ทวีสิน’ สำเร็จการศึกษาหลักสูตร PPE (Bachelor Program in Philosophy Politics and Economics)จากมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด (University of Oxford) สหราชอาณาจักร และ MBA จาก ฮาร์วาร์ด บิสซิเนส สกูล (Harvard Business School- HBS) บวกกับประสบการณ์จาก Boston Consulting Group และ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการชั้นนำของโลก 4.เปลี่ยนมุมลงทุนจากเก็งกำไร สู่การผสานเชิงกลยุทธ์ (Strategic Synergy) โดยแสนสิริ โฟกัสถือหุ้น (minority) สัดส่วน 10–50% ในธุรกิจที่มีกระบวนการพิสูจน์เป็นไปได้จริง (proof of concept) ชัด เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตเชิงระบบไม่ใช่แค่ อัตราผลตอบแทนภายในจากการลงทุน (IRR) ระยะสั้น 5.ล็อกธุรกิจเชื่อมระบบนิเวศ (Ecosystem) อสังหาฯ โดยโจทย์สำคัญทุกกลุ่มธุรกิจต้อง ‘ต่อยอดชีวิตลูกบ้าน’ ได้จริง 5 ด้าน อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) โรงแรม (Hotels) ผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ (Consumer Products) การศึกษา (Education) 6.ใช้จุดแข็ง 500 โครงการ – ลูกบ้านกว่า 200,000 คน เป็นแต้มต่อ จากการเข้าลงทุนสตาร์ตอัป ที่จะได้ตลาดรองรับทันที ผ่านช่องทางในโครงการทั่วประเทศ 7.วางเป้าหมายปิดดีลอย่างน้อย 5 บริษัทในปีแรก คาดเห็นดีลแรกภายในครึ่งปีแรก 2569 เพื่อสร้างโมเมนตัมและความเชื่อมั่นตลาด 8.ปั้นรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่อสังหาฯ (Non-Property) เพิ่มเป็น 25% ภายในปี 2573 จากปัจจุบันราว 10–15% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Developer สู่ ‘Enabler’ 9.ใช้ภาคเรียล เซ็กเตอร์ (Real Sector) สู้เศรษฐกิจโตต่ำ ท่ามกลาง GDP ไทยราว 2% และอสังหาฯ ชะลอตัว การขยายธุรกิจ (diversify) ผ่านกลุ่มธุรกิจด้านคุณภาพชีวิต จะเป็นยุทธศาสตร์ทางรอดระยะยาว 10.นิยามใหม่ของการส่งไม้ต่อบริหารองค์กร จาก ‘สร้างบ้าน’ สู่ ‘สร้างระบบนิเวศชีวิต’ เป็นการวางรากฐานองค์กรยุคถัดไป มากกว่าแค่เปลี่ยนผู้บริหาร ณภัทร ย้ำว่า “แสนสิริ ไม่ได้ต้องการเพียงผลตอบแทนจากการลงทุน แต่ต้องการสร้างโอกาสการเติบโตให้ผู้ประกอบการที่มี DNA สอดคล้องกับเรา พร้อมใช้อีโคซิสเต็มของแสนสิริผลักดันให้ธุรกิจเติบโตจริง” รู้จัก ‘น้อบ-ณภัทร ทวีสิน’ ลูกชายคนโตของ เศรษฐา ทวีสิน ผู้ก่อตั้งแสนสิริและอดีตนายกรัฐมนตรี อายุ 29 ปี (เกิด พ.ย. 2539) การศึกษา: PPE มหาวิทยาลัย Oxford และ MBA Harvard Business Schoo ประสบการณ์ ทำงาน Boston Consulting Group (BCG) และ Bain & Company กว่า 10 ปี ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว ตำแหน่งปัจจุบัน กรรมการผู้จัดการ International Operations บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผลงานเด่นก่อนหน้า ดูแล The Standard Hotels และขายกิจการโรงแรมให้ Hyatt มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘แสนสิริ’ มองไกล 5 ปี ลดพึ่งพาอสังหาฯ สร้างรายได้ทางเลือกเพิ่ม 25% Alternate-X สรุปให้ Sansiri (SIRI) ตั้งบียูใหม่ ‘Sansiri Growth Incubator’ กองทุน 1,000 ล้านบาท เดินเกม New S-Curve นอกธุรกิจอสังหาฯ ใน 3 ปี (2569–2571) ดึง ‘ณภัทร ทวีสิน’ ทายาท ‘เศรษฐา ทวีสิน’ (อดีตผู้บริหารแสนสิริและนายกรัฐมนตรีของไทย) ขึ้นคุมพอร์ตลงทุน ชูแนวคิด Strategic Synergy ไม่เน้นเก็งกำไรระยะสั้น พร้อมโฟกัสลงทุนถือหุ้น 10–50% ใน 5 กลุ่มหลัก F&B, Lifestyle, Hotels, Consumer Products และ Education ที่ต่อยอดระบบนิเวศอสังหาฯ ใช้จุดแข็ง 500 โครงการ และฐานลูกบ้านกว่า 200,000 คน เป็นแพลตฟอร์มขยายธุรกิจพาร์ทเนอร์ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ไม่ใช่อสังหา (Non-Property) เป็น 25% ภายในปี 2573 ปลดล็อคข้อจำกัดผู้พัฒนาอสังหาฯ ขยายระบบนิเวศชีวิตครบวงจร
โฆษณาปี 2569 แตะ 8.7 หมื่นล. MI ชี้ ‘สื่อนอกบ้าน’ โตแรง แซงทีวี
MI GROUP บอกเม็ดเงินโฆษณาปี2569 แตะ 87,264 ล้านบาท โต 1.69% จากปีก่อน ลุ้น ‘สื่อนอกบ้าน’ ทรงอิทธิพลโตแซงทีวี รับคนเจนฯใหม่หันใช้ชีวิตนอกบ้าน-แบรนด์สินค้ายอมจ่ายครบลูป สร้างภาพลักษณ์พ่วงทำยอด แข่งจีนตีตลาด ตลาดโฆษณาปี 2569 มูลค่า 87,264 ล้านบาท เติบโต 1.6% จากปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปของอุตสาหกรรม สื่อนอกบ้าน (OOH) โตแรง 13% มีลุ้นแซงทีวี มูลค่า 17,918 ล้านบาท ขณะที่ทีวีติดลบ 7% แนวโน้มอิทธิพลเริ่มเปลี่ยนขั้ว แบรนด์ปรับ Media Mix สู่สมดุลมากขึ้น ออนไลน์ 45% ทีวี 30% OOH 25% เน้นสื่อสารครบฟันเนล สร้างภาพลักษณ์ควบคู่ยอดขาย ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสื่อโฆษณา ประเทศไทยในปี 2569 คาดมูลค่ารวมที่ 87,264 ล้านบาท เติบโตจากปี2568 เติบโต 1.6% โดยแบ่งสัดส่วนมูลค่า ดังนี้ สื่ออินเตอร์เน็ต 34,760 ล้านบาท โต 5% สื่อทีวี 29,149 ล้านบาท ติดลบ 7% สื่อนอกบ้าน (Out Of Home Media-OHM) 17,918 ล้านบาท โต 13% “ทิศทางในอนาคตสื่อ OHM มีโอกาสที่จะมีมูลค่าแซงสื่อทีวีได้ โดยสื่อทีวีเองยังคงมีแนวโน้มเติบโตลดลงจนถึงจุดๆหนึ่งหรือจนถึงปีที่หมดสัมปทานและต่อสัญญากันใหม่ หากเหลือสัก 4 ช่องก็มีโอกาสกลับมาโตได้อีกครั้ง “ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง MJ แกะเส้นทางสื่อนอกบ้านกรุงเทพฯ เปิดพิกัดป้ายโฆษณาแพงสุดใจกลางสยาม–พระราม4 อย่างไรก็ตาม จากการเติบโตอุตฯสื่อในปีนี้ หากมองข้ามบริบททางการเมือง ยังมีสัญญาณบวกจากปัจจัยต่างๆ อาทิ ภาพรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้น ส่งผลความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่งภายใต้รัฐบาลชุดใหม่นี้ ด้วยมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้า (อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) มาตรการทางเศรษฐกิจ คาดจะทยอยออกมาต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นบรรยากาศการเติบโตอย่างมีโครงสร้าง เศรษฐกิจมีสัญญาณบวกกลับมาฟื้นตัว ภวัต กล่าวต่อว่า ขณะที่สัดส่วนสื่อผสม (Media Mix) ในการสื่อสารการตลาดปีนี้ จะปรับไปในทิศทางที่สมดุลมากขึ้น โดยลดทอนจาก 3 สื่อหลักขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดและลักษณะของแคมเปญนั้นๆ โดยสื่อหลักจะมีสัดส่วนดังนี้ คือ สื่อ Online 45% สื่อ Broadcast TV 30% สื่อ OOH 25% สื่ออื่นๆ จะมีสัดส่วนไม่ถึง 5% แบรนด์แข่งภาพลักษณ์หนีจีน ภวัต กล่าว่า อุตสาหกรรมโฆษณาปี 2569 เป็นปีแห่งการปรับสมดุลครั้งสำคัญ จาก 2-3 ปีที่ผ่านมาแบรนด์จะเน้นทำยอดขายเป็นหลัก เพื่อสู้กับสินค้าจีน แต่ปีนี้จะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์แบรนด์ควบคู่กับยอดขาย เพื่อหนีสงครามราคาที่ต้องสู้กับแบรนด์จีน โดยปีนี้ แบรนด์จะโฟกัสใน 3 สื่อ คือ ออนไลน์+อินฟลูเอ็นเซอร์ TV OHM “ปีนี้ จะเป็นปีแห่งมีเดีย มิกซ์ ที่สมดุลเพื่อทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ที่สุดในแต่ละฟันนัลของ คัสโตเมอร์ เจอร์นีย์” ขณะที่ในปีนี้ตลาดโฆษณา ยังเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลการเติบโต (Rebalancing) ในรูปแบบแบบบูรณาการสื่อ (Truly Integrated Media) โดยเชื่อมต่อกันเชิงกลยุทธ์บนบิ๊ก ไอเดีย(Big Idea) เดียวกัน โดยแต่ละสื่อ (แพลตฟอร์ม) มีบทบาทและหน้าที่ ชัดเจนในแบบ ฟูล-ฟันนัล คัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ (FULL-FUNNEL Customer Journey) จากในอดีตเป็นการกระจายงบไปในหลากหลายสื่อหลากหลายแพลตฟอร์ม โดยการสื่อสารที่ทรงพลังไม่ใช่การเลือกสื่อที่ ‘ใหม่ที่สุด’ แต่ต้องออกแบบ ‘ระบบการสื่อสารที่ครบวงจร’ ขณะที่ในปีนี้สื่อนอกบ้าน ‘OHM’ กลับมามีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นในฐานะเครื่องมือโครงสร้างน่าเชื่อถือ ‘TRUST Infrastructure’ และจะกลับมาเป็นสื่อที่ทรงพลังที่สุด ภวัต เสริมว่า ในอดีต OOH มักถูกมองว่าเป็นสื่อแมส สื่อเก่า วัดผลยาก แต่ในยุคปัจจุบัน สื่อนอกบ้านเชื่อมต่อกับโมบิลิตี ดาต้า และพฤติกรรมออนไลน์ได้อย่างชัดเจน ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการมองเห็นป้าย กับการเสริช หรือการเยี่ยมชมเว็บไซต์ และ คอนเวอร์ชั่น พาธท์ “ปี2569 คาดว่าสื่อป้ายจอดิจิตอลที่มีเครือข่ายจะโตสุด รองลงมาคือ ทรานซิท และป้ายนิ่งทั่วไป” ภวัต ทิ้งท้ายบทสรุปปี 2569 แบรนด์ที่ชนะ ไม่ใช่แบรนด์ที่เสียงดังที่สุด ในโลกที่ทุกแบรนด์พยายามพูดให้ดังที่สุดแบรนด์ที่ถูกจดจำไม่ใช่แบรนด์ที่เสียงดังที่สุดแต่คือแบรนด์ที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบริบท โดยปีนี้ จะเป็นปีที่นักการตลาดต้องกลับมาทบทวนโครงสร้างการสื่อสารของตนเองใหม่อีกครั้ง พร้อมจัดวางให้ทำงานร่วมกันอย่างมีระบบ ซึ่งสื่อนอกบ้าน (Out of Home) อาจไม่ใช่พระเอกที่ได้สปอตไลท์ (Spotlight) แต่คือโครงสร้างหลักที่ทำให้ระบบการสื่อสารทั้งระบบยืนอยู่ได้จริง “ในวันที่ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้าน และแสวงหาประสบการณ์จริงมากขึ้น OOH จะไม่ใช่สื่อที่ลดบทบาทลง แต่จะยิ่งทวีความสำคัญ ลึกซึ้ง และฉลาดมากขึ้น” Alternate-X สรุปให้ ตลาดโฆษณาไทยปี 2569 คาดมูลค่า 87,264 ล้านบาท เติบโต 1.6% จากปีก่อน ขณะที่สื่อนอกบ้าน (OOH) โตแรง 13% แตะ 17,918 ล้านบาท มีลุ้นแซงทีวีที่ติดลบ 7% โดยออนไลน์ยังครองสัดส่วนสูงสุด ขณะที่แบรนด์ปรับ Media Mix ให้สมดุลขึ้น ในปีนี้นักการตลาดหันกลับมาสร้างภาพลักษณ์ควบคู่ยอดขาย หนีสงครามราคาจีน ด้าน MI ชี้ OOH จะเป็นโครงสร้างหลักของการสื่อสารยุคใหม่ เชื่อมต่อดาต้าและพฤติกรรมผู้บริโภคได้ชัดเจน
เซ็นทรัล ปั้น ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ ฮับลักซูรีเอเชีย เปิดครบ3เฟสปี2571
กลุ่มเซ็นทรัล ย้ำประสบการณ์แกร่งลงทุน 2.6 หมื่นล.บาท สร้างย่านหรูหรา ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ เสร็จครบ3 เฟส ไตรมาส3 ปี2571 รับแรงซื้อนักเดินทาง-อยู่อาศัยลักซูรี อันดับ1 เมืองท่องเที่ยว เมกะโปรเจกต์ 2.6 หมื่นล้านบาท เซ็นทรัลทุ่มงบลงทุนครั้งใหญ่ ปั้น ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ ยกระดับสเกลเมืองท่องเที่ยวสู่ลักซูรีฮับเอเชีย สะท้อนเกมรุกระยะยาว ปักหมุดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ–ไลฟ์สไตล์ระดับภูมิภาค ปั้นย่านเศรษฐกิจลักซูรีครบวงจร พัฒนาเป็น Downtown District ย่านเศรษฐกิจ ค้าปลีก โรงแรม เรสซิเดนซ์ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในโซนเดียว ออกแบบให้เป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว–กำลังซื้อไฮเอนด์ทั้งไทยและต่างชาติ เปิดครบสมบูรณ์ปี 2571 โครงการจะทยอยพัฒนาและเปิดเต็มรูปแบบภายในปี 2571 ตั้งเป้ายกระดับภูเก็ตสู่ Luxury Destination ของเอเชียอย่างชัดเจน ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (ค้าปลีก, อาคารสำนักงาน และโรงแรม) กล่าวว่าซีพีเอ็น ใช้งบลงทุนรวมกว่า 2.6 ล้านบาทพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลภูเก็ต 2 โครงการ คือ ฟลอเรสต้า (Floresta) และ เฟสติวัล (Festival) และ World-Class Attractions แลนด์มาร์กใหม่ในโครงการฯ บนทำเลถนนวิชิตสงคราม อำเภอเมืองภูเก็ต จุดศูนย์กลางเชื่อมต่อเมืองภูเก็ต “ซีพีเอ็น จะใช้งบลงทุนราว 7,000 ล้านเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มเป็น 5 แสนตารางเมตรจากเดิม 3 แสนตารางเมตรในโครงการเซ็นทรัลภูเก็ตแห่งนี้ รวม 110 ไร่ รองรับ 3 กลุ่มเป้าหมายศักยภาพ พำนักอาศัยระยะยาว นักท่องเที่ยวคุณภาพ และโกลบอล เวลทธ์” ขณะที่ปัจจุบัน กลุ่มชาวต่างชาติกำลังซื้อสูงในจังหวัดภูเก็ต คือ รัสเซีย, อินเดีย, จีน, สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส และกลุ่มกำลังซื้อที่มีแนวโน้มเติบโตสูง คือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และ โอมาน) โดยโครงการยังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเชื่อมสู่การเป็นย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง (CBD) ระดับหรูภายใต้ขื่อ ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ (Central Downtown District) พร้อมโครงสร้างเมือง ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม ฟายน์ ไดนิ่ง เมืองชายทะเล และ เวลเนส โดยทั้งหมดคาดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบใไตรมาส 3 ปี 2571 “ภาพอนาคตเซ็นทรัลภูเก็ต จะเป็นย่านธุรกิจการใช้ชีวิตลักซูรีที่เชื่อมต่อกันเช่นเดียวกับในกรุงเทพฯของกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีย่านลักซูรีไลฟ์สไตล์ตั้งแต่เซ็นทรัลเวิลด์เชื่อมต่อไปถึงทำเลในโครงการเซ็นทรัล แอมบาสซี” แผนรับเมือง ลักซูรี ไลฟ์สไตล์ ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อว่าแผนดังกล่าวของซีพีเอ็น ยังรองรับการเติบโตของจังหวัดภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางการใช้ชีวิตระดับอัลตราลักซูรี (Ultra Luxury) และ ลักซูรี (Luxury) ทั้งเพื่อพักผ่อนและการอยู่อาศัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดภูเก็ตสูงกว่าในช่วงแพร่ระบาดโควิดในปี 2019แล้ว ด้วยสายการบินกว่า 400 เที่ยวบินต่อเดือน จากประสบการณ์ธุรกิจค้าปลีกซีพีเอ็นกว่า 40 ปี และอยู่ในภูเก็ตมากว่า 20 ปี ในจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจังหวัดอันดับสองนอกกรุงเทพฯ ที่กลุ่มเซ็นทรัล (CG)ลงทุนมากที่สุด จากการพัฒนาโครงการเพื่อรองรับการเติบโตของภูเก็ตระยะยาว ด้วยจำนวนสินทรัพย์มากกว่า 140 แห่ง (Assets), โครงการค้าปลีก 10 แห่ง โรงแรม 7 แห่ง โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ ฟิล และ กว่า 120 ธุรกิจในเครือซีอาร์ซี ในปัจจุบัน โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานลักซูรี ไลฟ์สไตล์ของจังหวัดภูเก็ต ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้าโดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลาง (Hub) เวลเนสระดับโลก ฮับท่าเรือยอร์ช แบรนเด็ด เรสซิเดนซ์ ต่างๆ รวมทั้งการเป็นสมาร์ท ซิตี้ (Smart City) เมืองอัจฉริยะ ตามนโยบายรัฐที่วางไว้ ด้วยจุดเด่นด้านศักยภาพเมืองภูเก็ตที่มีเอกลักษณ์ทั้งวัฒนธรรม อาหาร โครงสร้างไลฟ์สไตล์ระดับหรู ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลนำแนวคิดลักซูรีเข้ามาในเมืองมากขึ้นเพื่อเชื่อมเมืองท่องเที่ยวไปพร้อมสร้าง ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค เพื่อมีส่วนร่วมเติมเสน่ห์และสีสันให้กับเมืองที่จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 2 ปีหน้าและกลายเป็นแลนด์มาร์ค มิกซ์ยูส ที่มีระบบนิเวศเศรษฐกิจรองรับกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศ ภูเก็ต ปลายทาง ‘ลักซูรี ไลฟ์สไตล์’ ชาตรี โกวิทานุพงศ์ Head of Project Development บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอ็น) กล่าวว่า โครงการเมกะมิกซ์ยูสนี้ คาดจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2028 ทั้ง 3 ส่วน ประกอบด้วย เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ‘The Pinnacle of Urban Luxury’ ขยายพื้นที่ลักชูรีเพิ่มอีกเท่าตัว เป็น The World’s Luxury Destination ที่สมบูรณ์แบบที่สุดนอกกรุงเทพฯ คาดเปิดไตรมาส 4 ปี 2026 เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล ‘The Everyday Urban Lifestyle Gateway’ ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งผสาน รีเทล แฟชั่น ไลฟ์ สไตล์ และพื้นที่กิจกรรมไว้ด้วยกัน คาดเปิดไตรมาส 1 ปี 2028 World-Class Attractions แลนด์มาร์กใหม่ที่ รวม Aquatic Experience, World-class Arena for Entertainment & Culture และ Immersive Park บนพื้นที่ต่อขยาย 14 ไร่ คาดเปิดไตรมาส 3 ปี 2028 แชมป์กำลังซื้อหรูเมืองท่องเที่ยว ด้าน ‘อิศเรศ จิราธิวัฒน์’ Head of Leasing Fashion & Luxury Partner Management บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอ็น) กล่าวว่าหลังกลุ่มซีจี เข้ามาลงทุนในจังหวัดภูเก็ตร่วม 30 ปีทำให้เข้าใจเกาะนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก พร้อมรองรับใน 3ปี (2026–2029) จังหวัดภูเก็ตเตรียมก้าวเข้าสู่ช่วงเร่งการเติบโตของตลาดลักซูรี่ ประกอบด้วย Branded Residences กว่า 4,700 ยูนิตจาก 26โครงการ โรงแรมลักชูรีใหม่กว่า 20โครงการ,5,200 ห้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การขยายสนามบินรองรับผู้โดยสารกว่า 18 ล้านคนต่อปี โครงการ Expressway สนามบิน–กะทู้–ป่าตอง ที่ลดเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที Marina, Deep-sea port โรงพยาบาลระดับสากล โครงการ Wellness จากแนวทางดังกล่าว เซ็นทรัล ภูเก็ต วางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางเชื่อมชีวิตลักชูรีปัจจุบันมีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงทั้งคนไทย, ชาวต่างชาตพำนักอาศัยในไทย (Expat), นักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มพักอาศัยระยะยาว (Long-stays) ส่งผลให้หลายแบรนด์มียอดขายติดท็อปทรี (Top 3) ของประเทศต่อเนื่อง มีการจับจ่ายต่อรายลูกค้า (Spending per Customer) สูงสุดในกลุ่มศูนย์การค้าเมืองท่องเที่ยว (Tourist malls) และมียอดขายต่อตารางเมตรสูงถึง 2.5 เท่า พร้อมฐานลูกค้า VVIP ระดับ Tycoon กว่า 3,000 คน รวมถึง The 1 ecosystem ที่เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้า Wealth ได้ทั่วประเทศ โดยเมื่อโครงการฯแล้วเสร็ตตามแผนจะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับโลกให้กับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ สู่ปลายทางต้องมาเยือน ด้าน จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development ซีพีเอ็น กล่าวว่า เซ็นทรัลวางแนวทางการออกแบบโครงการเซ็นทรัลภูเก็ต สู่การเป็น Central Phuket District ‘หัวใจเมืองภูเก็ต’ และ Global flagship experience ระดับโลก เทียบสเกลใกล้เคียงเซ็นทรัลเวิลด์ และระดับลักซูรีเทียบเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ โดยฝั่ง Floresta เจาะกลุ่มโกลบอล เวลธ์ (Global Wealth) รวมแบรนด์ลักซูรีระดับโลก และร้านอาหารระดับมิชลิน (Michelin restaurants) และไลฟ์สไตล์พรีเมียม พร้อมแลนด์มาร์กอย่าง Aquaria และโซนกิจกรรมครบวงจร ขณะที่ฝั่ง Festival สร้างความสมบูรณ์แบบการเดินทางด้วยเสริมแฟลกชิปสโตร์แบรนด์ดัง พร้อมขยายโซนอาหาร และพัฒนามิกซ์-ยูส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ยกระดับสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องมาเยือน (Must-visit destination) โดยดีไซน์ทั้งโครงการยึด DNA เดียวกันจากแรงบันดาลใจชายฝั่งอันดามัน ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นกับไลฟ์สไตล์สากล สะท้อนภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์และความบันเทิงหรูหราระดับโลก (Global Destination of Luxury, Lifestyle & Entertainment) Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลวางเป้า Central Phuket District เป็น ‘หัวใจเมืองภูเก็ต’ และ Global flagship experience ระดับโลก ศูนย์การค้าและย่านลักซูรีครบวงจร โปรเจ็กต์มีสเกล Super Regional Mall ใกล้เคียง centralwOrld และรวบรวมแบรนด์หรูระดับเดียวกับ Central Embassy โดยฝั่ง Floresta เจาะกลุ่ม Global Wealth รวมแฟชั่นลักซูรี Michelin restaurants ไลฟ์สไตล์พรีเมียม และแลนด์มาร์กสำคัญ ส่วนฝั่ง Festival สร้างประสบการณ์ช้อปครบลูป ดึงแบรนด์แฟลกชิป ขยายโซนอาหาร และพัฒนาเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ระดับโลก ดีไซน์ทั้งโครงการผสานเสน่ห์ชายฝั่งอันดามัน วัฒนธรรมท้องถิ่น และความหรูร่วมสมัย ตอกย้ำภูเก็ตสู่ จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์และความบันเทิงหรูหราระดับโลก
พอรซ์เซล่า จัดทริปเวิลด์คลาสพาท็อปเซล สัมผัสแรงบันดาลใจ’โมร็อกโก’
PORCELA (พอรซ์เซล่า) พาตัวแทนจำหน่าย TOP RANK เปิดประสบการณ์เวิลด์คลาส เยือนโมร็อกโก เติมแรงบันดาลใจสู่งานออกแบบกระเบื้องระดับโลก บริษัท ร่วมพัฒน์เซรามิค จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายกระเบื้องปูพื้น–บุผนัง กระเบื้องยางไวนิล และสินค้าเกี่ยวเนื่อง ภายใต้แบรนด์ PORCELA (พอรซ์เซล่า) เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำนวัตกรรมกระเบื้องเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟนำทีมตัวแทนจำหน่ายระดับ TOP RANK จากทั่วประเทศ บินลัดฟ้าสู่ โมร็อกโก เป็นเวลา 9 วัน 6 คืน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ด้านสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์ระดับโลก การเดินทางครั้งนี้นำโดย นางสาวปัญจมา เหล่าวิวัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมพัฒน์เซรามิค จำกัด จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “คืนกำไรและขอบคุณพันธมิตร” ที่เติบโตเคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน โดยเลือกดินแดนอารยธรรมมัวร์อันเก่าแก่เป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อให้คู่ค้าได้สัมผัสรากฐานศิลปะกระเบื้องและสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลต่อโลกการออกแบบมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการเยี่ยมชม Hassan II Mosque ณ เมืองคาซาบลังกา สุเหร่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดดเด่นด้วยงานหินอ่อนและกระเบื้องแกะสลักลวดลายวิจิตร สะท้อนความประณีตของศิลปะอิสลามที่ผสานงานฝีมือพื้นเมืองอย่างลงตัว คณะยังได้เดินทางสู่ Volubilis แหล่งมรดกโลกที่ยังคงหลงเหลืองานโมเสกจากคริสต์ศตวรรษที่ 3 ต้นกำเนิดลวดลายคลาสสิกที่ยังได้รับความนิยมในงานออกแบบยุคปัจจุบัน พร้อมเยือนเมืองโบราณอย่าง Fez ศูนย์กลางหัตถศิลป์เซรามิกและเครื่องหนัง และ Chefchaouen หรือ “The Blue Pearl” เมืองสีฟ้าท่ามกลางเทือกเขา Rif อันมีเอกลักษณ์โดดเด่น อีกหนึ่งภาพประทับใจคือความยิ่งใหญ่ของ Atlas Mountains ที่ทอดยาวผ่านภูมิประเทศหลากหลาย เผยโทนสีธรรมชาติอันลุ่มลึก ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการพัฒนากระเบื้องซีรีส์ใหม่ของ PORCELA (พอร์ซเซล่า) ในอนาคต คณะผู้บริหารและตัวแทนจำหน่ายยังได้สัมผัสบรรยากาศสุดตระการตาของ Sahara ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้น–ตก ณ เนินทราย Erg Chebbi ก่อนปิดท้ายที่เมืองสีชมพู Marrakesh เยี่ยมชม Bahia Palace พระราชวังที่ประดับตกแต่งด้วยงานปูนปั้นและโมเสกไม้สุดวิจิตร นางสาวปัญจมา เหล่าวิวัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมพัฒน์เซรามิค จำกัด กล่าวว่า ทริปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน แต่เป็นการศึกษาดูงานที่ทำให้ได้เห็นเทรนด์การใช้วัสดุตกแต่ง การเล่นสีสัน และลวดลายจากสถานที่จริง เพื่อนำองค์ความรู้และแรงบันดาลใจจากอารยธรรมระดับโลก มาต่อยอดสู่นวัตกรรมกระเบื้องไทย ซึ่ง PORCELA (พอร์ซเซล่า) มุ่งมั่นที่จะนำกลิ่นอายของอารยธรรมเหล่านี้ มาผสมผสานกับนวัตกรรมกระเบื้องที่มีอยู่เพื่อยกระดับมาตรฐานกระเบื้องไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับสากล และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับคู่ค้า ผู้สนใจผลิตภัณฑ์กระเบื้อง PORCELA (พอร์ซเซล่า) สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.porcela.co
eufy เปิดตัว Omni S2 และ C28 เจาะบ้านคนรักสัตว์ ดันตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AI โตแรง
eufy แบรนด์สมาร์ทโฮมภายใต้ ANKER ประกาศเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ ANKER eufy Omni S2 และ ANKER eufy Omni C28 ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับครอบครัวระดับพรีเมียมและครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยง โดยเมื่อผสานกับรุ่นที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ANKER eufy Omni E28 / E25 / C20 จะทำให้ C-E-S Series ของ eufy ครบสมบูรณ์ สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอ “Ultimate Innovation for Care” สู่นวัตกรรมการดูแลบ้านสำหรับครอบครัวไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วโลก เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับบ้านที่เพิ่มขึ้น โดยขนาดตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวเป็นราว 40.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) เกือบ 16.1 % ระหว่างปี 2026–2034ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการนำเทคโนโลยีทำความสะอาดอัตโนมัติและสมาร์ทโฮมมาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดนี้ ได้แก่ การยอมรับที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมเพื่อความสะดวกสบาย การพัฒนาเทคโนโลยี AI และระบบนำทางอัจฉริยะที่ช่วยให้หุ่นยนต์ทำงานได้แม่นยำขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาโซลูชันที่ช่วยลดภาระงานบ้านและประหยัดเวลามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวยุคใหม่และผู้บริหารที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ซึ่งเห็นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของการทำความสะอาดแบบ “hands-free” มากกว่าที่เคย[1] ด้วยความเข้าใจว่าในปัจจุบันสัตว์เลี้ยงกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวคนไทย eufy จึงวางตำแหน่งตนเองในฐานะแบรนด์สมาร์ทโฮมที่ผู้เลี้ยงสัตว์นึกถึงเป็นอันดับแรก ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าใจความต้องการเฉพาะของบ้านที่มีสมาชิกสี่ขา ตั้งแต่รุ่นคุ้มค่าอย่าง ANKER eufy Omni C28 ไปจนถึงรุ่นแฟลกชิประดับพรีเมียมอย่าง ANKER eufy Omni S2 eufy นำเสนอ Ultimate Innovation for Care เพื่อดูแลทุกคนในครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Built with Care” ที่ใส่ใจทั้งภายในและภายนอก Built with Care เพื่อครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยง แนวคิดหลัก eufy “Built with Care” สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่สะอาด ปลอดภัย และปราศจากเชื้อโรคสำหรับสมาชิกทุกคน รวมถึงสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก eufy ได้พัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของผู้เลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นขนร่วง คราบรอยเท้า คราบน้ำลาย หรือคราบสกปรกต่าง ๆ ภายในบ้าน หุ่นยนต์ดูดฝุ่นใน C-E-S Series ทุกรุ่นจึงมาพร้อมเทคโนโลยีทำความสะอาดขั้นสูง อาทิ Signature Roller Mop พร้อมระบบ HydroJet™ Self-Clean สำหรับการล้างผ้าม็อบแบบเรียลไทม์ในทุกจังหวะการถู แปรง DuoSpiral™ Detangle Brushes ที่ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการว่าสามารถกำจัดเส้นขนได้ 100% โดยไม่พันกัน พลังดูดต่อเนื่องทรงพลังสำหรับขนสัตว์ เศษอาหาร และฝุ่นผงละเอียด รวมถึงระบบ AI Obstacle Avoidance ที่เคลื่อนที่หลบหลีกสัตว์เลี้ยงและเด็กได้อย่างปลอดภัย มอบประสบการณ์ทำความสะอาดอัจฉริยะที่ไร้กังวลสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ในฐานะแบรนด์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร และหนึ่งในผู้นำด้าน Roller Mop Robotic Vacuum ในอุตสาหกรรม eufy พร้อมนำเทคโนโลยีทำความสะอาดล้ำสมัยมาสู่ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย ด้วยสมรรถนะทรงพลัง การปกป้องเชิงสุขอนามัย และการออกแบบที่ไม่ลดทอนคุณภาพในทุกมิติ ไลน์อัป C-E-S นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของครัวเรือนอย่างครอบคลุม โดยไม่ลดทอนมาตรฐานความสะอาด
จุฬาฯ ย้ำ AI University สร้างเครือข่ายผู้นำเอไอ ไปต่อหลักสูตร NEXUS AI รุ่น 2
จุฬาฯ มุ่งสู่ AI University ร่วมพันธมิตรเทคฯ ระดับโลกและ Degree Plus สร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงรัฐ-เอกชน ผ่านหลักสูตร NEXUS AI รุ่นที่ 2 ขับเคลื่อนไทยแข่งขันเศรษฐกิจอนาคต ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนและกำลังถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างรวดเร็ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Degree Plus เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก เปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ‘NEXUS AI’ รุ่นที่ 2 (Network for Executive Xceleration & Unbounded Scale) อย่างเป็นทางการ ภายใต้วิสัยทัศน์ AI University มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้เชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ จากความสำเร็จของการดำเนินงานในรุ่นแรก หลักสูตร NEXUS AI ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 50 ชีวิต พร้อมจุดประกายการนำ AI ไปใช้จริงในระดับองค์กร สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้นำไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจ AI การเปิดรุ่นที่ 2 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายผลจากระดับองค์กร สู่การสร้างพลังร่วมในระดับประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปิดตัว NEXUS AI รุ่นที่ 2 มิใช่เพียงการเปิดหลักสูตรใหม่ หากเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพผู้นำไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของโลก “AI ในวันนี้ไม่ใช่ ‘ความได้เปรียบ’ อีกต่อไป แต่เป็น ‘ความจำเป็น’ ประเทศที่สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์ ย่อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถแข่งขันได้อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมี AI แต่อยู่ที่ว่าใครมีปัญญาในการประดิษฐ์ปัญญาประดิษฐ์ในแบบของตนเอง” อธิการบดีกล่าวว่า ภายใต้เป้าหมายการเป็น AI University จุฬาฯ มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล และพัฒนาผู้นำที่สามารถใช้ AI เป็นกลไกหลักในการยกระดับองค์กรและขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รองศาสตราจารย์ ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ประธานอำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตร NEXUS AI รุ่นที่ 2 ได้รับการออกแบบให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยต่อยอดจากประสบการณ์และข้อเสนอแนะของผู้เข้าอบรมรุ่นแรก เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างรอบด้าน และนำไปสู่การขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม หลักสูตร NEXUS มี 6 ความโดดเด่นดังนี้ AI Thinking for Leaders วางรากฐานความเข้าใจด้าน AI อย่างถูกต้องและเป็นระบบ ควบคู่กับกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถต่อยอดสู่แผนกลยุทธ์ขององค์กรได้ทันที AI Labs for Executives สำรวจและทดลองใช้เครื่องมือ AI จริง เพื่อเข้าใจทั้งศักยภาพ ข้อจำกัด และแนวทางการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร Big Tech Company Visits ศึกษาดูงาน ณ องค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อเรียนรู้จากผู้ปฏิบัติจริง และเข้าใจระบบนิเวศดิจิทัลที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ “Bring Your Team” Workshops ส่งทีมงานเข้าร่วมเวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการนำ AI ไปใช้ในงานสำคัญขององค์กร อาทิ Sales, Marketing, HR และ Automation พร้อมกรณีศึกษาและเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที China Tech Immersion Trip เปิดประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการศึกษาดูงานในประเทศจีน เรียนรู้ทั้งในมิตินโยบาย เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนา AI ที่ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกด้านนี้ Networking for AI Leaders สร้างเครือข่ายผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ และต่อยอดความร่วมมือที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม NEXUS AI รุ่นที่ 2 เกิดจากความร่วมมือระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย คณะวิศวะกรรมศาสตร์และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, Degree Plus (บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด) และ 8 องค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับโลก ได้แก่ Alibaba Cloud Thailand บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จํากัด สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) Google Cloud ประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด Tencent Cloud สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ในการยกระดับศักยภาพผู้นำไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก “หลักสูตร NEXUS AI” คือเวทีสำคัญในการหล่อหลอมผู้นำ AI ของประเทศไทย เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับองค์กรและระดับประเทศ และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://lifelong.chula.ac.th/nexus/
จากหมูเด้งถึงพันช์คุง เมื่อ’Caring Marketing’เปลี่ยนความเอ็นดูเป็นพลังซื้อ
จาก ‘หมูเด้ง’ ถึง ‘พันช์คุง’ สะท้อนการตลาดใส่ใจ ‘Caring Marketing’ ที่สร้างแรงซื้อถึงเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่รักสัตว์มากขึ้น และกลายเป็นอำนาจการจับจ่ายซื้อสินค้ากลุ่มใหญ่ที่มีพลังและยอมจ่ายให้กับ ‘ความน่ารัก’ ให้กับสัตว์โลก กระแส ‘พันช์คุง’ ลิงหิมะญี่ปุ่นในสวนสัตว์เมืองอิชิคาวะ ‘Ichikawa City Zoo’ ใกล้กรุงโตเกียว ที่ทำหลายคนทั่วโลกหลายคน ‘ใจบาง’ กับภาพไวรัลคลิปลิงตัวจิ๋วทั้งลากทั้งกอดตุ๊กตา(ลิง)สีส้มติดตัวแทบตลอด กับความพยายามหาเพื่อนลิงเล่นด้วยกันภายในสวนสัตว์ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงในตอนนี้สื่อญี่ปุ่นรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวเดินทางมาสวนสัตว์แห่งนี้พุ่งพึง 900 คนต่อวันสูงกว่าช่วงปกติ 4 เท่าตัว นัยว่าผู้คนต่างพากันไปเพื่อไปให้กำลังใจพันช์คุงและตุ๊กตา(แม่)ของเขา แนวโน้มที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดถึง ‘ความรักสัตว์’ ที่อาจไม่ได้เป็นแค่ความเอ็นดู แต่กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ ที่พาโลกธุรกิจเข้าสู่ยุค Caring Marketing การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความใส่ใจ ความผูกพัน และความเข้าใจเชิงอารมณ์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ‘หมูเด้ง’ รุ่นพี่สายคิวท์ ก่อนหน้านี้เมื่อราวปี 2567 ในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ประเทศไทยเคยมีกระแสลักษณะคล้ายคลึงเช่นเดียวเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน กรณีลูกฮิปโปแคระเกิดใหม่ ‘หมูเด้ง’ ที่ขายความน่ารักและคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบคลิปวิดีโอของ ‘เบนซ์ อรรถพล’ พี่เลี้ยง Zoo Keeper จนเกิดการแชร์และพูดถึงอย่างกว้างขวาง มาถึงกรณีของ ‘พันช์คุง’ ในญี่ปุ่น ที่สะท้อนมิติความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ในอีกระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรบางอย่างกับตลาด?!? ‘พันช์คุง’ ลูกลิงกับตุ๊กตาส้ม Punch-kun (พันช์คุง) เป็นลูกลิงญี่ปุ่นสายพันธุ์ Japanese macaque หรือ ’ลิงหิมะ’ จากสวนสัตว์เมืองอิชิกาวะ อยู่ใกล้กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พันช์คุง กลายเป็นไวรัลระดับโลกจากภาพและคลิปที่แสดงพฤติกรรมคล้าย ‘ความเหงา’ และการกอดตุ๊กตาลิงอุรังอุตังจาก IKEA รุ่น DJUNGELSKOG เสมือนเป็น ‘ตุ๊กตาแทนแม่’ ขณะที่ภาพดังกล่าว ได้ถูกแชร์ไปทั่วโลก สร้างยอดวิวหลายสิบล้านวิว พร้อมแฮชแท็กอย่าง #HangInTherePunch และ #がんばれパンチ บนแพลตฟอร์มโซเชียลทั้ง TikTok, Instagram และ X จนเกิดกระแสแฟนอาร์ต การตีความเชิงอารมณ์ และการพูดถึงสินค้าที่เกี่ยวข้อง อีกด้วย จากไวรัลสู่ ‘Caring Economy’ โดยในช่วงที่ผ่านมาสื่อต่างประเทศและสื่อญี่ปุ่นรายงานว่าล่าสุด มีผู้เยี่ยมชมสวนสัตว์แห่งนี้พุ่งสูงถึงประมาณ 900 คนต่อวันมากกว่าช่วงปกติ 4 เท่า ส่งผลให้บรรยากาศสวนสัตว์เมืองอิชิกาวะ คึกคักขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงแต่การเคลื่อนไหวของผู้คนในโลกจริงเพิ่มขึ้นตามมา ไม่ใช่แค่ยอดวิวออนไลน์ จากกระแสไวรัลความเหงาของพันช์คุง ขณะเดียวกัน ‘ตุ๊กตา DJUNGELSKOG จาก IKEA’ กลายเป็นสินค้ายอดนิยมจนขายเกลี้ยง!! ไปแล้วในหลายประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนรูปธรรมชัดของ การตลาดแบบใส่ใจ Caring Marketing จากการที่ผู้คนมีอารมณ์ ที่นำไปสู่สร้างการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างทราฟฟิก และนำไปสู่การสร้างยอดขายทางการตลาด ได้ในที่สุด โดย Caring Marketing ยังเกี่ยวโยงกับทฤษฎีสร้างความผูกพันธ์ของอารมณ์และแบรนด์ Emotional Branding ของผู้บริโภค เช่น ความผูกพันหรือความรัก จะสร้างสัมพันธ์ระยะยาวและกระตุ้นพลังซื้อได้มากกว่าแค่คุณสมบัติสินค้าเท่านั้น รวมไปถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ทางการตลาด Relationship marketing ย้ำการสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับลูกค้าเป็นหัวใจของการตลาดสมัยใหม่ เพราะช่วยสร้างความจงรักภักดีและทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีคุณค่าต่อแบรนด์ และ Cause-related marketing สะท้อนชัดถึงการนำประเด็นสังคมหรือคุณค่าทางอารมณ์เข้ามาผูกกับแบรนด์ ช่วยเพิ่มความชื่นชมและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเช่นกัน จากพี่หมูเด้ง ถึงพันช์คุง ความต่างที่เหมือนกัน ด้านผู้เชี่ยวชาญ ‘ณรงวิทย์ ชดช้อย’ ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวผู้อำนวยการสวนสัตว์เขาเขียวให้มุมมองต่อเรื่องนี้กับ Alternate-X ไว้อย่างน่าสนใจ จากจุดเริ่มต้น ความห่วงใยใส่ใจของผู้คนในยุคปัจจุบันที่รักสัตว์ต่างๆ ในโลกมากขึ้น นอกเหนือจากสัตว์เลี้ยง ที่อย่างหลังหลายคนรุ่นใหม่หลายคนมีบทบาทเป็นพ่อแม่สัตว์เลี้ยง (Pet Parent) แทนการมีลูก ที่ขยายตัวมากขึ้น พร้อมยกกรณี ‘หมูเด้ง’ ลูกฮิปโปแคระคนดังแห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว กับกระแสความน่ารักที่เป็นไวรัลระดับโลกเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ที่ถูก ‘พี่เลี้ยง’ ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ความน่ารักในคลิปต่าง ๆ ทำให้เกิดกระแสความเอ็นดู ล้นหลาม สร้างทราฟฟิกคนมาเยี่ยมชมในช่วงพีคได้หลักหมื่นคนต่อวันช่วงวันหยุด และยังนำไปสู่การต่อยอดสินค้าเชิงพาณิชย์ (Merchandise) คาแรกเตอร์หมูเด้ง ต่างๆ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับแบรนด์สินค้าต่างๆ ในตลาด “ในตอนนี้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีนักท่องเที่ยวราว 2,000–3,000 คนต่อวัน และในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพิ่มเป็น 4,000–6,000 คนต่อวัน จากในช่วงสูงสุดก่อนหน้าหลักหมื่นตนต่อวัน” ณรงวิทย์ กล่าวว่า จากกระแสความชื่นชอบความน่ารักและใส่ใจสัตว์ หมูเด้ง ในช่วงที่ผ่านมา ถึงในตอนนี้ หมูเด้ง ยังมีกลุ่มฐานแฟนคลับติดตามกิจวัตรประจำวันอย่างเหนียวแน่น รวมถึงความต้องการซื้อสินค้าลิขสิทธิ์หมูเด้ง อย่าง ชุดนอนลายหมูเด้ง ที่มีความต้องการและผลิตซ้ำเพื่อจำหน่าย รวมถึงการทำงานต่อเนื่อง ร่วมกับ (Collabs) แบรนด์สินค้าในกลุ่มของที่ระลึก ตุ๊กตา พวงกุญแจ เป็นต้น ในปัจจุบัน สัตว์-คน ต้องปรับตัวเข้าสังคม ณรงวิทย์ ให้มุมมองต่อถึงระบบนิเวศการดูแลสัตว์ภายในสวนสัตว์ ถึงพฤติกรรมของพันช์คุง และฝูงลิงอุรังอุตังที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่ (Zone) ในกรณีนี้ ‘พันช์คุง’ อาจไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่เลี้ยงดู แต่อาจเป็นช่วงระหว่างการเทียบฝูงให้สัตว์คืนกลับเข้ากลุ่มได้ตามสภาพการใช้ชีวิตได้ตามปกติ เห็นได้จากภาพล่าสุดในสื่อตอนนี้ ‘พันช์คุง’ เริ่มได้กลายยอมรับให้เข้าฝูงแล้ว “อย่างในสวนสัตว์เขาเขียวเอง หรือแห่งอื่นๆ จะมีทีมดูแลที่เรียกชื่อไม่เป็นทางการว่า ทีมแม่นมดูแลสัตว์ที่เกิดใหม่ในกรณีที่แม่สัตว์ไม่สามารถเลี้ยงได้หรือเกิดเหตุจำเป็น จะทีมงานคนดูแลอย่างใกล้ชิด เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้ลูกสัตว์สามารถกลับคืนสู่ฝูงได้ เรียกว่าการเทียบฝูง” โดยกรณีพันช์คุง คาดเป็นแนวทางที่สวนสัตว์ญี่ปุ่นนำมาใช้ซึ่งในขณะนี้เริ่มเห็นภาพ พันช์คุงได้รับการยอมรับแล้ว ซึ่งเป็นวิธีการฝึกให้สัตว์มีความแข็งแกร่งทางจิตใจและค่อย ๆ เข้าสู่ฝูง และนำไปสู่การผสมพันธุ์ด้วยเช่นกัน กระบวนการเทียบฝูงดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนขึ้นไปเพื่อสร้างการยอมรับ ขณะที่ สวนสัตว์เขาเขียวเองก็มีกรณีน้อง ‘น้องภาระ’ ลูกวัวแดงป่าที่เกิดมาขาหัก จำเป็นต้องแยกเลี้ยงจากฝูงเพื่อรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาเดินได้ตามปกติ หลังจากนั้นมีการนำไปเทียบฝูงจนประสบความสำเร็จ และสามารถกลับมาอยู่ในพื้นที่ได้ต่อเนื่องในตอนนี้แล้ว เช่นกัน ณรงวิทย์ ทิ้งท้ายว่า “จากสิ่งสะท้อนเคสพันช์คุงยังเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่เทลลิ่งที่ทำให้ผู้คนย้อนกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของการรักสัตว์ และเห็นว่าสัตว์เองก็มีการปรับตัวได้ แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น ซึ่งแม้แต่ตัวมนุษย์ ก็เช่นเดียวกัน ที่ยังต้องใช้เวลาการปรับตัวเพื่อเข้าสู่และเป็นที่ยอมรับของสังคม” STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เที่ยวสระบุรี ‘ตานก๋วยสลาก’ ประเพณีวัฒนธรรมล้านนา 222 ปี ใกล้กรุงเทพฯ
ชุมชนไท–ยวน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ย้อนตำนาน 222 ปี จัดงาน ‘ตานก๋วยสลาก’ ประเพณีวัฒนธรรมล้านนา ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 สู่อัตลักษณ์ท้องถิ่น วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี รู้จัก ‘ตานก๋วยสลาก’ ‘ตานก๋วยสลาก’ พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา รากฐานจากวัฒนธรรมล้านนาและชุมชนชาวไท–ยวน สืบทอดต่อเนื่องมายาวนาน มีความหมายลึกซึ้งในเชิงจิตวิญญาณ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งสร้างสิริมงคลแก่ผู้ให้ทาน ลักษณะเด่นของประเพณี คือ การจัดเครื่องไทยทานใส่ “ก๋วย” หรือภาชนะตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วถวายพระสงฆ์ด้วยวิธีการจับสลาก!! สะท้อนคติความเชื่อ เรื่องการให้ทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ อันเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และความเสมอภาคตามหลักพระพุทธศาสนา สำหรับชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ ประเพณีนี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธา ความสามัคคี ภาษา การแต่งกาย อาหารพื้นถิ่น ดนตรี และศิลปหัตถกรรม ที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมสืบทอดมากว่า 222 ปี ทำไมมาอยู่ที่สระบุรีได้ ชุมชนไท–ยวนในพื้นที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนานกว่า 222 ปี จึงนำเอาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมติดตัวมาด้วย รวมถึง ‘ตานก๋วยสลาก’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดงาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชน และตอกย้ำความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องในพื้นที่ งานกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยจังหวัดสระบุรีผ่านสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี ร่วมกับอำเภอเสาไห้ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชุมชนไท–ยวน ท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ‘สระบุรี’ จังหวัดสระบุรี มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) โดยใช้ ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา Soft Power ของพื้นที่ การจัดงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ พร้อมส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานประเพณี และภูมิปัญญาชุมชน ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาพลักษณ์จังหวัด โดยอำเภอเสาไห้ ได้บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ออกแบบกิจกรรมให้ครอบคลุมมิติ “ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน” เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เที่ยว ‘เสาไห้’ วัฒนธรรมสร้างสรรค์ สำหรับงานนี้วางเป้าหมายผลักดัน “ตานก๋วยสลาก” ให้เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน และพัฒนาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวสำคัญของภาคกลาง พร้อมรองรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่และเครือข่ายชุมชนไท–ยวน นักท่องเที่ยวสายศาสนาและวัฒนธรรม ผู้สนใจเรียนรู้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษ สื่อมวลชนทุกแขนง โดยภายในงานตลอด 3 วัน มีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ ขบวนแห่ก๋วยสลากจากชุมชนต่าง ๆ พิธีถวายทานสลากภัตตามขนบธรรมเนียม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไท–ยวน การจำหน่ายสินค้าชุมชนและอาหารพื้นถิ่น บูธสาธิตภูมิปัญญา งานผ้าพื้นเมืองและหัตถศิลป์ กิจกรรมประกวดและการแสดงสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงศรัทธาทางศาสนากับการมีส่วนร่วมของทุกช่วงวัย ทั้งนี้ จังหวัดสระบุรีและภาคีเครือข่ายคาดหวังให้การจัดงานครั้งนี้ เป็นทั้งเวทีอนุรักษ์ประเพณีอันทรงคุณค่า และเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้จังหวัดสระบุรีในฐานะ “เมืองแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่พัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน และสามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวด้านศาสนา ธรรมชาติ และชุมชนได้อย่างลงตัว ไปต่องานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยการจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการร่วม ‘ย้อนตำนาน’ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาให้คนรุ่นใหม่และสาธารณชนได้เรียนรู้ เกิดความภาคภูมิใจ และร่วมกันสืบสานมรดกไท–ยวน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย เพื่อขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ ทั้งนี้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ขอเชิญประชาชน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
CBS บัญชีจุฬาฯ ดึง 3 ผู้นำองค์กร เปิดเวทีใหญ่รีเซ็ตเศรษฐกิจไทยฯ
CBS บัญชีจุฬาฯ เปิดเวทีถกโจทย์ใหญ่ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” ชี้จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงผู้นำ 3 องค์กรหลักเสนอทางออกประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจากดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “รีเซ็ต” ต้องลึกกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว ภาคธุรกิจชี้ ต้องลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง–สร้างเสถียรภาพ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก ภาคส่งออกชี้ ต้องกระจายตลาด–เพิ่มมูลค่าสินค้า คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว CBS กับภารกิจตัวกลาง “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย”: รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง” “มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต” ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
ปี 2569 คอมฯชิป AI แตะ 55% ตลาดโลก NVIDIA เปิดเกมใหม่ใน COMMART 2026
บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ประเดิมงานใหญ่ COMMART งานแรกของปี 2026 ด้วยแนวคิด COMMART GAMEFORCE เปิดตัวสินค้านวัตกรรมเทคโนโลยี AI เต็มรูปแบบจากทุกแบรนด์ดังทั้งฮาร์ดแวร ซอฟต์แวร์ ตอบโจทย์ ดีมานด์ลูกค้าเกมเมอร์ ผู้ใช้งานทั่วไปจนถึงมือโปร ที่มองหาเทคโนโลยีสุดล้ำระดับโลก เริ่ม 5-8 มีนาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ตลาดชิป AI โตต่อเนื่อง ปี 2569 คอมพิวเตอร์ติดตั้งชิป AI คาดแตะ 55% ของยอดส่งมอบทั่วโลก องค์กรใหญ่เร่งใช้ AI Notebook หนุนอุตสาหกรรมไอทีเติบโต ไฮไลต์เทคโนโลยี–เกมระดับโลก ทดลองเล่น Resident Evil Requiem ผ่าน GeForce RTX 50 Series สาธิต GeForce NOW ความละเอียด 4K และเดโมเกมดังหลายค่าย โปรโมชั่น–กิจกรรมจัดเต็ม 4 วัน ช้อปลุ้นรางวัล PlayStation 5 และ Gaming Gear มูลค่าสูง มีจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ รับส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท เทรนด์ตลาดชิป AI ปี 69 โตไม่ยั้ง บุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “ปี 2569 คาดว่าคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งชิป AI จะมีสัดส่วนถึง 55% ของยอดส่งมอบทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 31 % ในปี 2568 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างชัดเจน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่โน้ตบุ๊ก AI จะกลายเป็นทางเลือกหลักที่ช่วยหนุนให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไอทีปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับ 3 เทรนด์ไอทีปี 2569 ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย ชิปประมวลผลที่รองรับ AI เต็มตัว โน้ตบุ๊กที่เน้นความบางและหน้าจอแยก อุปกรณ์ DIY PC มี AI ในตัว ช่วยให้ทำงานด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “เรามั่นใจว่างาน COMMART GAMEFORCE จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไอทีของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” อธิชัย อุ่นโกมล ผู้บริหารและตัวแทน บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า NVIDIA มุ่งมั่นในการค้นหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสนุกและมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วนให้กับเกมเมอร์ จึงนำเทคโนโลยีระดับโลกมาให้ผู้สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ด้วยแนวคิด GAMEFORCE ในครั้งนี้ อีกทั้ง เอ็นวิเดีย ร่วมกับเกมพับลิชเชอร์ชั้นนำหลากหลายค่าย เพื่อนำสิทธิ์การจัดแสดงและจัดกิจกรรมเกมภายในงานตลอดระยะเวลา 4 วันอย่างเต็มรูปแบบ ไฮไลต์คือการทดลองเล่นเกม Resident Evil Requiem ภาคล่าสุดก่อนใคร ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งการ์ดจอ GeForce RTX™ 50 Series พร้อมสาธิต GeForce NOW บริการคลาวด์เกมมิ่ง ความละเอียดระดับ 4K รวมถึงกิจกรรมเกมและเดโมเทคโนโลยีจากหลากหลายค่าย อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมความบันเทิงสำหรับคอเกม เช่น การประกวด Cosplay ในธีมเกมและตัวละครยอดนิยม รวมถึงการจัดแสดงเดโมเกมและเทคโนโลยีด้านกราฟิกจากหลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น Half-Life 2 RTX, Tekken 8 ตลอดจน Nightmare Circus เกมฝีมือคนไทยที่ได้รับการยอมรับและสร้างชื่อเสียงในระดับสากล สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยบนเวทีโลกอย่างน่าภาคภูมิใจ พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “COMMART GAMEFORCE มุ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าไอทีและเกมมิ่งยุค AI ที่ครบวงจรที่สุด ผู้บริโภคจะได้พบกับโน้ตบุ๊ก AI, Gaming PC, การ์ดจอ, คอนโซล, อุปกรณ์เกมมิ่ง และซอฟต์แวร์แท้ พร้อมโปรโมชั่นแรง ของแถมจัดเต็ม และกิจกรรมเกม-อีสปอร์ต-ครีเอเตอร์ ที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้ง คอมมาร์ตยังร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เปิดจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี เพื่อตอกย้ำการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ โดยมอบส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท แก่ผู้ร่วมโครงการ ข้อเสนอ โปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษ คอมมาร์ต Big Bonus สิทธิ์ลุ้นของรางวัลสุดพิเศษในงานตลอดทั้ง 4 วัน เพียงช้อปสินค้าในงานครบทุก 3,000 บาท พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 ลุ้นโชคหน้างานจับแจกทุกวัน รางวัล เครื่องเล่นเกมส์พกพา, จอมอนิเตอร์, ชุดเช็ต Gaming gear และ เครื่องเล่นเกมส์ Play Station 5 ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จ ผ่าน LINE COMMART ได้ลุ้นลำโพงคอมพิวเตอร์อีก 5 รางวัล คอมมาร์ต on Top ช้อปครบ 50,000. – รับคูปองลดเพิ่ม 500.- (เฉพาะวันพฤหัสบดี-ศุกร์) คอมมาร์ต วัดดวง ร่วมสนุกหมุนวงล้อ ลุ้นคูปองส่วนลดสูงสุด 10,000. – คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานคอมมาร์ตครบ 30,000. – แลกสิทธิ์จอดฟรี ได้ 3 ชั่วโมง ภายในงาน COMMART GAMEFORCE เข้าชมงานฟรี เลือกสรรสินค้า หรือสอบถามความรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ กับแบรนด์ชั้นนำ หรือจากผู้ค้าทั้งตลาดสินค้าเทคโนโลยีกว่า 20 ราย เช่น ACE, Banana, E-Quip, Epson, iStudio by spvi, IT City, JIB, Maru, Zarukon, JIB Mobile, MSI, Speed Computer, Speed Gaming, Studio7, AMD, AppleSheep, Ascenti, ASUS, ROG, Bewell, Cougar, ERGOTREND, GamersLab, SecretLAB, เครดิตบูโร , Moonshot, GeForce NOW , Nvidia GeForce , Synnex ร่วมด้วย Media Partner เปิดใจ 1 ในแบรนด์ดังการันตีคุ้มค่า ‘COMMART’ 3 ทศวรรษ ถกล นิยมไทย Head of Investor Relations บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือรู้จักกันในชื่อ “BANANA” หนึ่งในพันธมิตร ผู้ค้ารายใหญ่ในงาน COMMART มาตั้งแต่ ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน เล่าว่า เข้าร่วมงาน Commart เพราะเป็นงานรวมเทคโนโลยี ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นแหล่งพบปะคนไอทีด้วยกัน และสิ่งสำคัญที่สุด แบรนด์ ตั้งใจให้ ลูกค้าที่เช้ามาดูงานคอมมาร์ต ได้รับความคุ้มค่าทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ระดับโลก ทั้งราคาที่ดี และของแจกให้กับลูกค้า “งาน COMMART ที่อยู่ได้ยืนยาวเป็นเพราะ ทุกแบรนด์ ผู้ค้า พันธมิตร ล้วนตั้งใจที่จะนำเสนอสิ่งที่คุ้มค่า นวัตกรรมใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมานำเสนอให้ลูกค้าได้พบนวัตกรรมอยู่เสมอ จะเห็นว่าช่วงแรกจัดงานปีละ 2 ครั้งได้ปรับเป็น 3 ครั้งตามความต้องการของลูกค้ามีความต้องการสิ่งของใหม่ๆ รวมถึงรู้กันดีว่าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก สินค้าที่ไม่มีในตลาด จะมีที่งานนี้” BANANA เองนอกจากบูธใหญ่ นำเสนอนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ แล้ว จะมีบูธสินค้า CLEARANCE เป็นสินค้าไอที ที่ยังเข้ายุคสมัย ปกติจัดที่ Office ครั้งนี้นำมาจัดลดกระหน่ำที่ COMMART AlternateX สรุปให้ บริษัท เออาร์ไอพี จัดงาน COMMART GAMEFORCE 5–8 มีนาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ชูเทคโนโลยี AI เต็มรูปแบบ คาดปี 2569 คอมพิวเตอร์ติดชิป AI จะมีสัดส่วน 55% ของยอดส่งมอบทั่วโลก สะท้อนยุค AI ชัดเจน เทรนด์เด่นปี 69 คือ ชิป AI เต็มตัว โน้ตบุ๊กบางจอแยก และ DIY PC มี AI ในตัว NVIDIA ร่วมเปิดประสบการณ์เกมใหม่ ทดลองเล่น Resident Evil Requiem พร้อม RTX 50 Series และ GeForce NOW 4K ภายในงานรวมสินค้าไอทีครบวงจร โปรโมชั่นแรง พร้อมกิจกรรมเกม อีสปอร์ต และโครงการรับ e-waste
‘The O2 Bangkok’ ห้างสรรพสินค้าสายสุขภาพ เจาะเทรนด์ใช้ชีวิตแอคทีฟ
‘The O2 Bangkok’ สปอร์ตคอมเพล็กซ์มูลค่า 200 ล.บาท แห่งแรกในไทยมาครบทั้ง “การแพทย์-กีฬา-การฟื้นฟู’ ให้บริการเดือนมิถุนายน 2569 โมเดลธุรกิจใหม่สายสุขภาพ ผสานคลินิกเวชศาสตร์การกีฬา กายภาพบำบัด และสนามกีฬามาตรฐานสากลในพื้นที่เดียว แก้ Pain Point ผู้บริโภค ไม่ต้องเดินทางหลายแห่งเมื่อต้องรักษาและฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ รับเทรนด์ตลาดโตแรง ตลาดเวชศาสตร์การกีฬาไทยคาดโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี ถึงปี 2576 สอดรับพฤติกรรมคนเมืองที่เน้น Active Lifestyle และป้องกันโรค NCDs พันธมิตร–สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ร่วมมือปอป้อ ทรัพย์สิรี เปิด Sapsiree Badminton Academy และฟิตเนส AI 24 ชม. มีคลินิกสุขเลิด สระ Hydrotherapy และพื้นที่กีฬา 4 ชั้นครบวงจร นายแพทย์มานพ ศิลาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ล้ำฤทธิ์ จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง The O2 Bangkok เผยว่า ปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกายและการใช้ชีวิตแบบแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์เพื่อป้องกันและต่อสู้กับกลุ่มโรคที่เกิดจากพฤติกรรม (NCDs) ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) ของไทย โดย Grand View Horizon แพลตฟอร์มวิจัยตลาด คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเวชศาสตร์การกีฬาในประเทศไทยจะพุ่งจาก 80.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 สู่ 170.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 นับเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) 8.8% จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทร่วมกับพันธมิตรชื่อดังในวงการแพทย์และกีฬา ใช้งบลงทุนราว 200 ล้านบาท พัฒนาโครงการ ‘The O2 Bangkok’ (ดิ โอทู แบงค็อก) สปอร์ตและเวลเนสคอมเพล็กซ์ แห่งแรกของประเทศไทย โดยโครงการฯ วางแนวคิดผสานศักยภาพด้านการแพทย์ การกีฬา และการฟื้นฟูสมรรถภาพไว้ในแห่งเดียว บนพื้นที่ 10,200 ตารางเมตร ในทำเลศักยภาพ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 84 ใกล้ MRT สถานีบางอ้อและรายล้อมด้วยเขตชุมชนเมือง วางแผนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายนปีนี้ พร้อมกันนี้ The O2 Bangkok ยังร่วมกับพาร์ตเนอร์สำคัญ อาทิ ปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันทีมชาติไทยดีกรีแชมป์โลก ร่วมเปิด ‘Sapsiree Badminton Academy’ แห่งแรกเพื่อพัฒนานักแบดมินตันดาวรุ่งสู่เวทีแข่งขันระดับสากล บริษัท Fei Yue Asia เจ้าของแบรนด์ FYB และ PRIMALAPE ฟิตเนสล้ำสมัย เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงและบริหารจัดการโดย AI แห่งแรกในไทย ทีมแพทย์เฉพาะทาง จากคลินิกสุขเลิด (Suklert Clinic) ร่วมดูแลรักษาอาการบาดเจ็บ ฟื้นฟูบำบัด และเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัวในพื้นที่เดียว ‘ป้องกัน-ฟื้นฟู-ยืดอายุ’ ไปด้วยกัน นายแพทย์มานพ เสริมว่า จากประสบการณ์การทำงานด้านการฟื้นฟูร่างกายทั้งในไทยและต่างประเทศ พบว่าศูนย์การแพทย์แผนปัจจุบัน ศูนย์กายภาพบำบัด และสนามกีฬาระดับมืออาชีพ ถูกแยกออกจากกัน ทำให้ผู้บริโภคคนไทยต้องเดินทางไปหลายที่ “เราเห็นพ่อแม่ไปตรวจสุขภาพที่คลินิก ส่วนลูกไปซ้อมกีฬาที่สนาม และเมื่อเล่นกีฬาแล้วเกิดการบาดเจ็บก็ต้องไปโรงพยาบาล หรือพออยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย ก็ต้องไปคลินิกกายภาพ เพนพอยต์นี้เป็นการสูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย” นอกจากนี้ นักกีฬาเยาวชนและนักกีฬามืออาชีพมากมาย ต้องเลิกเล่นกีฬาจากปัญหาการบาดเจ็บเรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างถูกต้อง ด้วยทราบดีว่านักกีฬาไม่ได้ต้องการแค่รักษาให้หายเจ็บ แต่ต้องการฟื้นฟูจนกลับมาแข่งขันได้ ดังนั้นการพัฒนาสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่มีศูนย์การแพทย์และศูนย์กายภาพอยู่ในสนามกีฬาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเชื่อมการรักษากับการเทรนนักกีฬาได้แบบไร้รอยต่อ สู่การพัฒนา The O2 Bangkok ดังกลาว เปลี่ยนผู้รับบริการเป็นสมาชิกระยะยาว สำหรับ The O2 Bangkok ใช้กลยุทธ์ ‘Injury-to-Membership Loop’เพื่อเชื่อมต่อบริการสามขั้นตอนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ การรักษา โดยผู้ที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ หรือปัญหาสุขภาพจากการทำงาน สามารถเข้ารับบริการที่คลินิกสุขเลิด (Suklert Clinic) ครอบคลุมบริการ ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน การฟื้นฟูจากการบาดเจ็บทางกีฬา กายภาพบำบัดสำหรับปัญหากล้ามเนื้อและข้อต่อ ตลอดจนการดูแลสุขภาพความงาม ที่เน้น Functional Medicine หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและชะลอวัย ขั้นที่สอง คือ การฟื้นฟู โดยผู้รับบริการสามารถเทรนต่อที่สนามกีฬาเพื่อให้สามารถกลับมาเล่นกีฬาได้ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดแบบไม่ต้องเดินทางไปสนามกีฬาที่อื่น ขั้นที่สาม คือ การป้องกันไม่ให้กลับมาบาดเจ็บอีก โดยสนามกีฬาของ The O2 Bangkok ออกแบบภายใต้มาตรฐานสากล พร้อมทีมโค้ชที่ช่วยดูแลการฝึกฝนอย่างถูกวิธีเพื่อการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและป้องกันการบาดเจ็บในระยะยาว ห้างสรรพสินค้าสายสุขภาพ นายแพทย์ เสริมว่า การออกแบบ The O2 Bangkok วางให้เป็นห้างสรรพสินค้าสำหรับสุขภาพ โครงการของเราตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ เจาะกลุ่มเป้าหมาย Urban Health หรือคนรักสุขภาพในเมืองและครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง ที่ต้องการสถานที่ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ทุกคนในครอบครัวจะเจอกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตนเอง “ลูก ๆ จะได้มาฝึกซ้อมกับโค้ช ผู้ใหญ่และนักกีฬาก็ได้มาเล่นกีฬาคลายเครียดและฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่วนพ่อแม่ที่มารอลูกก็จะได้มาตรวจสุขภาพและเข้าคอร์ส Anti-Aging ส่วนผู้สูงอายุ ก็เข้าโปรแกรมป้องกันโรค NCDs และมาออกกำลังกายแบบ Low Impact อย่างว่ายน้ำได้เช่นกัน” คอมเพล็กซ์ 4 ชั้น The O2 Bangkok มีพื้นที่อาคาร 10,200 ตารางเมตร รวม 4 ชั้น ประกอบด้วย Sapsiree Badminton Academy คอร์ตแบดมินตันติดแอร์ 7 คอร์ต ด้วยพื้นคุณภาพสูงที่ซับแรงกระแทกลดการเจ็บเข่า นำทีมสอนโดยปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย สนามบาสเก็ตบอลติดแอร์โดย FYB Basketball Academy ด้วยพื้นไม้เกรดแข่งขันมืออาชีพด้วยระบบซับแรงกระแทก สนามฟุตบอล 5 คน โดย FYB Football Academy, PRIMALAPE ฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมงที่บริหารจัดการโดย AI แห่งแรกในไทย คลินิกสุขเลิด (Suklert Clinic) สระน้ำ Hydrotherapy กลางแจ้ง ความยาว 25 เมตร, ศูนย์อาหารและเครื่องดื่มพร้อมตัวเลือกเมนูสุขภาพที่หลากหลาย และพื้นที่จอดรถกว้างขวาง พร้อมวางแผนเปิดบริการนวดและสปาในอนาคต แลนด์มาร์กสุขภาพนานาชาติ โดย The O2 Bangkok วางเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์แห่งการยกระดับประสิทธิภาพและการฟื้นฟูของกรุงเทพฯ (Bangkok Performance & Recovery Center) พร้อมสร้างการรับรู้ในฐานะแลนด์มาร์กด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ สำหรับในระยะยาว บริษัทมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ควบคู่ไปกับการขยายสาขา The O2 ในรูปแบบแฟรนไชส์ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำโมเดลที่ผสาน “การแพทย์-กีฬา-การฟื้นฟู” ไปยังพื้นที่ศักยภาพอื่น ๆ อันจะเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมกีฬาและกายภาพบำบัดของไทยสู่ระดับสากล Alternate-X สรุปให้ The O2 Bangkok สปอร์ต–เวลเนสคอมเพล็กซ์ มูลค่า 200 ล้านบาท เตรียมเปิด มิ.ย. 2569 ใช้โมเดลผสาน “การแพทย์–กีฬา–การฟื้นฟู” ไว้ในแห่งเดียว บนพื้นที่ 10,200 ตร.ม. ย่านจรัญฯ ตอบรับเทรนด์คนไทยใช้ชีวิตแอคทีฟ ป้องกันโรค NCDs และการเติบโตตลาด Sports Medicine ใช้กลยุทธ์ Injury-to-Membership Loop เชื่อมรักษา–ฟื้นฟู–ป้องกันแบบครบวงจร ตั้งเป้าเป็น Bangkok Performance & Recovery Center และขยายแฟรนไชส์ในอนาคต
สถาปนิก’69 ใช้ธีม ‘สติมา ปัญญา (พร้อมท์)’ สถาปัตย์กับเอไอไปด้วยกัน
สถาปนิก’69 มองงานออกแบบสถาปัตย์ยุคใหม่ไปทั้งระบบ คน-วัสดุมีพฤติกรรมตัวเอง และเอไอ ชวนประกวดแบบร่วมงานฯ ชิงรางวัล 50,000 บาท แนวคิดงานปี 2569 ชูธีม “SATI : WISDOM : PROMPT” มองสถาปัตยกรรมเป็นการผสานพหุปัญญา ทั้งคน เทคโนโลยี และธรรมชาติ เน้นการออกแบบที่ปรับตัวต่อโลกยุค AI และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ–สังคม รูปแบบการประกวด ไม่จำกัดการใช้ AI แต่ต้องระบุบทบาทเครื่องมือและอธิบาย Human Contribution ชัดเจน เปิดรับทั้งนิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ส่งได้เดี่ยวหรือทีม ไม่มีจำกัดอายุหรือสัญชาติ รางวัลและกำหนดการ รางวัลสูงสุดบุคคลทั่วไป 100,000 บาท ส่วนนิสิตนักศึกษารางวัลที่หนึ่ง 50,000 บาท เปิดรับสมัคร 10 ก.พ.–9 เม.ย. 2569 จัดงาน 28 เม.ย.–3 พ.ค. 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การจัดงานสถาปนิก’69 ต่อเนื่องครั้งที่ 38 เป็นงานแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและแสดงนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน ภายใต้ธีม ‘สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT’ เป็นการเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบด้าน มีบทบาทและท้าทายต่อรูปแบบการใช้ชีวิต และระบบวิธีคิดของผู้คน อาทิ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ฯลฯ ทั้งนี้ ในมุมของสถาปัตยกรรมจะต้องมีการเข้าใจ ปรับตัว เตรียมพร้อมเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของสังคมและผลักดันทิศทางการยกระดับสถาปัตยกรรมไทยไปสู่สากลได้ ขณะเดียวกัน เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทางสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ ASA Experimental Design Competition 2026 เปิดรับสมัครประกวดแบบเพื่อคัดเลือกสุดยอดผลงานร่วมแสดงนิทรรศการภายในงาน ‘สถาปนิก’69’ ครั้งนี้ โดยเชิญชวน นักออกแบบ ทั้งมืออาชีพ สมัครเล่น นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป ร่วมส่งผลงานประกวดแบบแนวทางความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘ปัญญาร่วมสรรค์ Hybridized Wisdoms: Architecture Across Multiple Intelligences’ ด้วยนิยามสถาปัตยกรรม คือ การเจราจาต่อรองระหว่างปัจจัยเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ ตลอดมา และในปัจจุบัน สำหรับการจัดงานฯ พร้อมแนวคิดการประกวดแบบฯ ครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับการออกแบบสถาปัตยกรรม จากนี้ไปไม่ได้เกิดจากมนุษย์เพียงลำพัง แต่เป็นความร่วมมือระหว่างมนุษย์ เครื่องจักร ธรรมชาติ และวัสดุที่มีพฤติกรรมของตนเอง โดยการออกแบบต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การควบคุมหรือครอบงำเหมือนในอดีต ขณะที่แนวคิดสำคัญ คือการ ‘เจรจาต่อรอง’ ระหว่างผู้สร้างกับบริบทแวดล้อม เพื่อให้เกิดความสมดุลมากกว่าการสั่งการฝ่ายเดียว โดยปัญญาประดิษฐ์(AI) ถูกมองเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ ที่สามารถช่วยคาดการณ์ วิเคราะห์ และสร้างแนวทางใหม่ๆ ทางสถาปัตยกรรม ทำให้การออกแบบในอนาคตจึงเป็นการผสานพหุปัญญา ทั้งมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ เข้าด้วยกัน ด้วยเป้าหมาย การสร้างพื้นที่ที่มีจริยธรรม ยืดหยุ่น และเปิดรับจินตนาการใหม่ๆ ขณะที่ การประกวดแบบครั้งนี้จึงไม่จำกัดการใช้ AI หรือเครื่องมือที่ไม่ใช่มนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ ซึ่งผู้ส่งผลงานต้องระบุอย่างชัดเจนว่าใช้เครื่องมือใด และเครื่องมือนั้นมีบทบาทหรืออิทธิพลมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญต้องอธิบายส่วนร่วมของมนุษย์ให้เห็นชัด ว่าการตัดสินใจ ทักษะ และภูมิปัญญาของมนุษย์อยู่ตรงไหน สะท้อนว่าถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด มนุษย์ยังคงเป็นแกนกลางของความหมายและคุณค่าทางสถาปัตยกรรม สำหรับการคัดเลือกผลงานจะพิจารณาโดยคณะกรรมการซึ่งเป็นสถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงทั้งคนไทยและต่างชาติรวม 5 ท่าน ประกอบด้วย ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล (CHAT Architects) ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย (IDYLLIAS, Co., Ltd.) Luca Bussolino (CRA-Carlo Ratti Associati) Cecilia MoSze Tham (Futurity Systems) Miho Mazereeuw (Urban Risk Lab/ Associate Professor, School of Architecture and Planning Massachusetts Institute of Technology) พร้อมวางหลักเกณฑ์พิจารณาตัดสินจาก ความคิดสร้างสรค์ (40%) : ความสามารถในการสร้างไอเดียที่น่าสนใจและสดใหม่ ความเกี่ยวข้องและความน่าสนใจในการตีความโจทย์ (30%) : การนำเสนอไอเดียใหม่ของคำนิยามว่า “ปัญญาร่วมสรรค์ Hybridized Wisdoms: Architecture Across Multiple Intelligences” รวมถึงการเล่าเรื่องให้มีมิติและความน่าสนใจ การสี่อสารที่ชัดเจน (30%) : ความชัดเจนในการนำเสนอแนวความคิด (เทคนิคการนำเสนอจะไม่ถูกพิจารณาในเกณฑ์การตัดสิน) โดยเปิดรับสมัครผลงานจาก 2 ประเภท คือ นิสิต-ศึกษา และ บุคคลทั่วไป รวมถึงสถาปนิก นักวางแผนผังเมือง นักออกแบบ ศิลปินและนักวิเคราะห์ โดยสามารถส่งผลงานเป็นรายบุคคลหรือทีม และไม่มีข้อกำจัดทางอายุ เพศ หรือสัญชาติ รวมถึงไม่มีข้อจำกัดจำนวนผลงานที่ส่ง ทั้งนี้ ผลงานที่นำส่งจะต้องไม่ถูกเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และผลงานที่ส่งเข้ามาจะต้องไม่ใช่ผลงานที่ถูกสร้างขึ้นหรือเป็นโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยผู้เข้าร่วมส่งผลงานต้องมีสิทธิ์ทางกฎหมายและลิขสิทธิ์ทุกรายการที่ส่งเข้าแข่งขัน หากโครงการมีวัสดุหรือองค์ประกอบใด ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ผลงานนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ และหากสืบทราบว่ามีการละเมิดสิทธิ์รางวัลจะถูกยกเลิกทันที สำหรับรางวัลของผู้ชนะการประกวดในระดับบุคคลทั่วไป รางวัลที่หนึ่ง รับเงินรางวัล 100,000 บาท รางวัลที่สอง 50,000 บาท รางวัลที่สาม 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 3 รางวัล รับประกาศนียบัตร ส่วนในระดับนิสิต นักศึกษา ผู้ชนะรางวัลที่หนึ่ง รับเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลที่สอง 30,000 บาท รางวัลที่สาม 20,000 บาท รางวัสชมเชย 3 รางวัล รับประกาศนียบัตร ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าประกวด ฟรี ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหมดเขตส่งผลงานประกวดแบบ วันที่ 9 เมษายน 2569 โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานรอบแรกวันที่ 16 เมษายน 2569 และจะประกาศผลงานที่ได้รับการคัดเลือกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการงานสถาปนิก’69 วันที่ 21 เมษายน 2569 ประกาศผลและมอบรางวัลกันในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่งานสถาปนิก’69 ผู้สมัครประกวดแบบสามารถ สำหรับงานสถาปนิก’69 ครั้งที่ 38 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Alternate-X งานสถาปนิก’69 ครั้งที่ 38 จัดภายใต้ธีม “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์)” สะท้อนโลกที่เปลี่ยนเร็วจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ AI แนวคิดหลักชี้ว่าสถาปัตยกรรมยุคใหม่ต้องเกิดจากความร่วมมือของมนุษย์ เครื่องจักร ธรรมชาติ และวัสดุที่มีพฤติกรรมของตนเอง การออกแบบจึงเป็นการ ‘เจรจาต่อรอง’ กับบริบท มากกว่าการควบคุม เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีจริยธรรมและยืดหยุ่น โดยสมาคมฯ เปิดเวที ASA Experimental Design Competition 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Hybridized Wisdoms’ ผู้ชนะสูงสุดระดับบุคคลทั่วไปรับ 100,000 บาท จัดงาน 28 เม.ย.–3 พ.ค. 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
อสังหาฯปี 2569 ‘ไทย’ บ้านหลังที่สองต่างชาติ ออริจิ้น ย้ำทำเลยุทธศาสตร์
ORIGIN ปรับพอร์ต 5 กลุ่มธุรกิจรับมือตลาดอสังหาฯปี2569 ‘โตเล็กน้อย’ แต่ยังมีโอกาสในทำเลยุทธศาสตร์ภูเก็ต-พัทยา-CBD กรุงเทพฯ เจาะต่างชาติย้านถิ่นมาไทย ‘บ้านหลังสอง’ แผนพาสู่เป้าปีนี้ 10,000 ล้านบาท ปรับพอร์ต 5 ธุรกิจหลัก ครอบคลุม คอนโด บ้าน โรงแรม เซอร์วิส และอินดัสเทรียล กระจายความเสี่ยง สร้างรายได้ทั้งขายและรายได้ประจำ ต่างชาติคือแรงหนุนสำคัญ มียอดลูกค้าต่างชาติรอโอนกว่า 6,300 ล้านบาท มาจากกว่า 30 ประเทศ สะท้อนดีมานด์ Second Home เสริมคล่องตัวด้วย Divestment ขายโรงแรม 4 แห่ง มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท สร้างกระแสเงินสดพิเศษกว่า 1,300 ล้านบาท พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางวิสัยทัศน์การทำธุรกิจ ‘ออริจิ้น’ ภายใต้ยุทธศาสตร์ไดเวอร์วิฟายด์(Diversify) ครอบคลุมขยายธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2569 บริษัทฯปรับโครงสร้างบริหารบริษัทในเครือ ORIGIN GROUP เพื่อสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมกระจายพอร์ตธุรกิจสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน รับมือทุกวัฏจักร โดยในปี2560 บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ ‘ORIGIN Portfolio Evolution 2026’ สร้างการเติบโตในทุกมิติ ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ 1.บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ปี 2026 เปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท ขณะที่ ออริจิ้น เป็นผู้นำอันดับ1 ตลาดคอนโดฯ Pet Friendly ที่พัฒนาโครงการเลี้ยงสัตว์ได้มากถึง 25 โครงการ จำนวน 4,966 ยูนิต และเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property หรือ IP Program) ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการ ‘รายได้สม่ำเสมอ ไม่ต้องบริหารเอง” เปลี่ยนคอนโดฯ เป็นสินทรัพย์ทำเงิน มีจำนวน 1,737 ยูนิต จาก 14 โครงการ พร้อมทั้งมีพอร์ตต่างชาติรอโอนรับรู้รายได้มูลค่ารวม 6,300 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจนี้ ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) ปัจจุบัน มี Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียมที่แล้วเสร็จใหม่ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในปี 2026 รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการรวมจาก 7 โครงการ 2.บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ผู้พัฒนา โครงการบ้านจัดสรร โดยปี 2569 จะเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ล่าสุดเปิดตัวโปรเจกต์ Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multi-functional) แนวคิดรวมโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์ พระราม2 บางนา-ตราด อมตะซิตี้ แหลมฉบัง ระยอง โครงการรวมมูลค่า 1,200 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดตัวโปรเจ็กต์เพื่อรองรับกลุ่มไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบเต็มรูปแบบเร็ว ๆ นี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) 3.บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผู้บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรสมัยใหม่ และบริษัทย่อยในเครือ วางแนวทางธุรกิจให้ครอบคลุมลูกค้าทุกเจนเนอเรชั่น พร้อมผลักดัน ESG เป็นแกนหลักขององค์กร ผ่านแนวคิด PRIMO CARE ครอบคลุมผู้คน (People) สัตว์เลี้ยง (Pet) และ โลก(Planet) เพื่อสร้างความยั่งยืนองค์กรรับอนาคต โดยวางเป้ารายได้ ปีนี้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท 4.บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income Business) ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ โรงแรม (Hotel Business) กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) กลุ่มธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) โดยแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอควบคู่การบริหารสินทรัพย์ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ดังนี้ เปิดดำเนินการ 4 โรงแรมใหม่ มูลค่า 5,915 ล้านบาท อาคารสำนักงานและโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท ไดเวอร์สเมนต์ (Divestment) กลยุทธ์ถอนการลงทุนสินทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในปีนี้อีก 4 โรงแรม รวม 1,011 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสเงินสดพิเศษเพิ่มกว่า 1,300 ล้านบาทให้กับกลุ่มธุรกิจ “โมเดลธุรกิจ นี้ช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ รองรับการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในระยะยาวเป็นไซเคิล เพื่อมุ่งมั่นสร้างโอกาสเติบโตแบบคู่ขนาน” 5.บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ ณ สิ้นปี 2568 มีศูนย์กระจายสินค้ารวมทั้งสิ้น 403,859 ตารางเมตร เปิดดำเนินการแล้ว 382,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 95% ในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดดำเนินการธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มอีก 5 โครงการ กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท และมีแผนนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 4 โครงการ ขนาดพื้นที่ 211,682 ตารางเมตร ในชื่อ ‘ALPHA REIT’ พีระพงศ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อรองรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังเป็นปีที่เติบโต ‘เล็กน้อย’ จากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจเติบโตระดับที่ต่ำ ,สงครามการค้า, การเปลี่ยนแปลงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน “ยังมีสัญญาณบวก จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายการรวมหนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกู้และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าได้มากขึ้น” นอกจากนี้ จากความผันผวนเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิตและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ ในฐานะโกลบอล เซฟ โซน (Global Safe Zone) และ บ้านหลังที่สอง (Second Home) ปัจจัยผลักดันสู่ดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย โดย ออริจิ้นฯ มองว่า คือ โอกาสสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัทฯ ทั้งในพื้นที่ ภูเก็ต พัทยา และ และ CBD กรุงเทพฯ สามารถสร้างยอดขายจากโอกาสข้างต้น มีลูกค้าต่างชาติกว่า 6,300 ล้านบาท จากลูกค้ากว่า 30 ประเทศ อาทิ รัสเซีย ไต้หวัน เมียนมา จีน และ โปแลนด์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยและแบรนด์ออริจิ้น นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯยังคงเปิดรับพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง พีระพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมและบริษัทฯ จากปัจจัยต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ กำลังซื้อ ความเข้มงวดสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่จากการที่กลุ่มบริษัทออริจิ้น มีความหลากหลายธุรกิจข้างต้น สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงธุรกิจเพื่อบริหารพอร์ตธุรกิจและสร้างสมดุลรายได้ ทำให้ดำเนินธุรกิจได้ในภาพรวมต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สร้างยอดขาย (Presales) รวมทั้งสิ้น 24,528 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ปรับพอร์ต 5 กลุ่มธุรกิจ รับมืออสังหาฯ ปี 2569 ที่โตเพียงเล็กน้อย ใช้ยุทธศาสตร์ Diversify กระจายรายได้ ลดความเสี่ยงวัฏจักรตลาด รับต่างชาติมองไทยเป็น Global Safe Zone ดึงแรงซื้อ ‘บ้านหลังที่สอง’ โฟกัสทำเลยุทธศาสตร์ ภูเก็ต–พัทยา–CBD กรุงเทพฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 10,000 ล้านบาท พร้อมใช้โมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพิ่มสภาพคล่อง
Dentsu ยักษ์เอเจนซีญี่ปุ่น ขาดทุน 7.5 หมื่นล. เปลี่ยน ‘CEO’ ฝ่า AI-เศรษฐกิจโลก
‘Dentsu’ ขาดทุนวิกฤต 7.5 หมื่นล้าน งดปันผล สะท้อนเอเจนซี่แบบเดิมไม่อาจสู้กระแส AI Marketing ตั้งซีอีโอ ใหม่ รับมือความท้าทาย ขาดทุนระดับประวัติการณ์ Dentsu รายงานผลขาดทุนสุทธิราว 7.5 หมื่นล้านบาท หลัก ๆ มาจากการตั้งด้อยค่าธุรกิจในต่างประเทศ AI เปลี่ยนเกมเอเจนซี เครื่องมือ Generative AI ลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์และวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ลูกค้าบางส่วนลดการพึ่งพาเอเจนซีแบบดั้งเดิม เศรษฐกิจโลกกดงบโฆษณา แบรนด์ชะลอการใช้งบการตลาดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกระทบรายได้บริษัทโฆษณาระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ วงการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกกำลังเผชิญกับ “Perfect Storm” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อ เดนท์สุ กรุ๊ป (Dentsu Group) ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งจากญี่ปุ่น ออกมารายงานผลประกอบการปี 2025 ที่ทำเอาสั่นสะเทือนไปทั้งกระดานหุ้น ด้วยตัวเลข ขาดทุนสุทธิสูงถึง 3.28 แสนล้านเยน (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท) นำไปสู่การตัดสินใจที่ดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท ทั้งการสั่งงดปันผล ปลดซีอีโอ และโละพนักงานนับพันตำแหน่ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่มันคือสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่บ่งบอกว่าโครงสร้างการตลาดแบบ “Network Agency” กำลังถึงจุดตีบตัน ภาพลวงตารายได้ หากพิจารณาเพียงตัวเลขรายได้รวมในปี 2025 ที่ 1.2 ล้านล้านเยน ซึ่งขยับขึ้นเล็กน้อย 0.3% อาจดูเหมือนว่าเดนท์สุยังคงรักษากระแสเงินสดไว้ได้ แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในงบการเงินจะพบ “แผลฉกรรจ์” ที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Goodwill Impairment Loss) มหาศาลถึง 3.96 แสนล้านเยน ในเชิงเกลยุทธ์การลงทุน นี่คือความล้มเหลวของการขยายอาณาจักรผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งเดนท์สุ ได้ทำการขยายและควบรวมกิจการในต่างประเทศตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับความจริงทางบัญชีว่า ธุรกิจเหล่านั้นไม่มีมูลค่าและไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามที่เคยประเมินไว้ ซ้ำยังกลายเป็นภาระหนักอึ้งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะกิจการที่ทำ M&A ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่งบโฆษณาถูกหดตัวลงอย่างรุนแรง ทิศทางเศรษฐกิจของเดนท์สุสะท้อนภาพชัดเจนว่า ธุรกิจในญี่ปุ่นยังคงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่มีความแข็งแกร่ง โดยสามารถทำอัตราการเติบโตได้ถึง 6.2% สวนทางกับผลประกอบการในภาคธุรกิจระหว่างประเทศ ที่กลายเป็นจุดอ่อนหลัก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างธุรกิจของเดนท์สุในเวทีโลกกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยลบทั้งจากภาวะเงินเฟ้อ และการตัดสินใจรัดเข็มขัดของลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค AI และเทรนด์ In-housing กำลังเขย่าตลาด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่มีโครงสร้างเทอะทะอย่างเดนท์สุเริ่มเสียเปรียบ คือการรุกคืบของ Generative AI ที่เข้ามาดิสรัปต์ รูปแบบการทำงานมาร์เก็ตติ้งแบบเดิมๆ ในอดีตความยิ่งใหญ่ของเครือข่ายโฆษณาขึ้นอยู่กับจำนวนบุคลากรและทรัพยากรสร้างสรรค์ (Scale) แต่ในปัจจุบัน AI สามารถจัดการงาน Creative Production ทั้งภาพและวิดีโอได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามหาศาล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ที่แม่นยำกว่าการใช้มนุษย์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ พฤติกรรมของแบรนด์ระดับโลกยังเปลี่ยนไปสู่การสร้างทีมการตลาดในตัว (In-housing) เพื่อควบคุมข้อมูลชั้นต้น (First-party Data) และความรวดเร็วในการขยับตัวตามตลาด หากต้องเลือกเอเจนซี่ แบรนด์เหล่านั้นมักเลือกจ้างบริษัทเฉพาะทาง (Specialized Agencies) ที่เก่งด้าน MarTech หรือ Digital Commerce มากกว่าเอเจนซี่ขนาดใหญ่ที่การตัดสินใจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง ล้างไพ่ซีอีโอ เลิกจ้าง งดปันผล เพื่อกู้วิกฤตศรัทธาและสถานะทางการเงิน บอร์ดบริหารของเดนท์สุจึงต้องเลือกทางเดินที่เด็ดขาด เริ่มจากการเปลี่ยนตัวซีอีโอ โดยปลด ฮิโรชิ อิกะราชิ และแต่งตั้ง ทาเคชิ ซาโนะ ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากตลาดญี่ปุ่นเข้ามาคุมบังเหียนแทนในเดือนมีนาคมนี้ การขยับตำแหน่งครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเดนท์สุต้องการกลับไปสู่รากฐานความสำเร็จแบบญี่ปุ่นที่เน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความละเอียดรอบคอบมากกว่าการขยายตัวแบบก้าวกระโดดแต่ไร้ทิศทาง ขณะเดียวกัน การงดจ่ายเงินปันผลและการเลิกจ้างพนักงานกว่า 3,400 ตำแหน่ง คือ มาตรการรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง หลังจากความพยายามในการขายกิจการต่างประเทศให้กับกลุ่มทุนอย่าง Bain Capital ล้มเหลวลง ทำให้เดนท์สุไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการ “ผ่าตัดใหญ่” ในองค์กร ก้าวต่อไปของเดนท์สุในปี 2026 คือการพิสูจน์ว่ายักษ์ใหญ่รายนี้จะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่ Lean Organization ได้จริงหรือไม่ ทิศทางใหม่ที่บริษัทมุ่งเน้นคือการผันตัวเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีการตลาด (MarTech Consultancy) และการนำ AI มาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์แคมเปญแบบ Hyper-Personalization เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลในสเกลที่ใหญ่ขึ้น บทเรียนครั้งสำคัญของเดนท์สุคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนของ “Diseconomies of Scale” หรือการที่ธุรกิจขนาดใหญ่เกินไปจนต้นทุนการบริหารจัดการสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ในโลกการตลาดยุค 2026 “ปลาเร็ว” กำลังกิน “ปลาใหญ่” และถ้าปลาใหญ่ตัวนี้ไม่สามารถลดน้ำหนักและเพิ่มความเร็วได้ การจะกลับมาทำกำไรในปี 2026 ตามเป้าหมายที่วางไว้อาจเป็นเรื่องที่ห่างไกล ที่มา: https://www.ft.com/content/893afd1b-5d65-475a-bbcf-62ae9525a560 https://www.mmm-online.com/news/dentsu-reports-record-loss-ahead-of-ceo-transition-suspends-dividends/ Alternate-X สรุปให้ Dentsu Group Inc. เผชิญภาวะขาดทุนกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก รายได้โฆษณาชะลอจากงบการตลาดลูกค้าที่รัดเข็มขัดมากขึ้น การเข้ามาของ AI เร่งเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเอเจนซีแบบดั้งเดิม บริษัทต้องตั้งด้อยค่าทรัพย์สิน (Impairment) และปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ สะท้อนแรงสั่นสะเทือนของอุตสาหกรรมโฆษณาในยุคเทคโนโลยีดิสรัปต์ STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
MC Jeans ดึงเอไอใส่แฟชั่น ‘ลองเสื้อบนหน้าจอ’ กลยุทธ์ลดคืนสินค้า-เพิ่มซื้อจริง
MC Jeans ในมือบริหาร ‘แมทธิว กิจโอธาน’ กับความล้ำเกมค้าปลีกแฟชั่นอนาคต ใช้ AI เจาะอินไซด์ลูกค้ายุคใหม่ดู ‘คอมพลีท ลุคส์’ ก่อนช้อป แผนเพิ่มยอดขายช่องออนไลน์-รายได้โตสองหลัก ปี2569 พร้อมมุ่งสู่องค์กรใช้ดาตาขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ เล็งแผนขยาย S-Curve ใหม่ดันรายได้ 8,000 ล้านบาท AI คือแกนหลักธุรกิจ ลงทุนด้าน AI ราว 80 ล้านบาท พัฒนาระบบทั้งออนไลน์และหน้าร้าน มุ่งลดคืนสินค้า เพิ่ม Conversion และคุมต้นทุนการตลาดแม่นยำขึ้น CRM กลายเป็นเครื่องยนต์รายได้ ยอดขายจากฐานสมาชิกคิดเป็น 60% ของรายได้รวม ตั้งเป้าขยายสมาชิกจาก 1.8 ล้านราย สู่ 3 ล้านรายใน 3 ปี ออนไลน์โตต่อเนื่อง สัดส่วนออนไลน์อยู่ที่ 27–29% ของยอดขายรวม ตั้งเป้าระยะยาวแตะ 30% พร้อมออเดอร์สูงสุด 30,000 รายการต่อวันช่วงแคมเปญ ภาพการแข่งขันในธุรกิจแฟชั่นปี 2569 ไม่ได้วัดกันแค่ดีไซน์หรือจำนวนสาขาอีกต่อไป หากแต่ขยับเข้าสู่สนามของ “ข้อมูล” และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นยอดขายจริง โดย ‘แมทธิว กิจโอธาน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นภายใต้แบรนด์ Mc Jeans หัวเรือใหญ่คนปัจจุบัน เลือกกลยุทธ์ Data-Driven Retail เต็มรูปแบบ นำ AI และเทคโนโลยี Visual Try-On เข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ในจังหวะที่กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง ‘แมทธิว’ บอกเป้าหมายรายได้ปีบัญชี 2569 (กรกฎาคม 2568–มิถุนายน 2569) เติบโตระดับสองหลัก หลังครึ่งปีแรกยอดขายรวมขยายตัว 12% และคาดว่าครึ่งปีหลังจะรักษาทิศทางใกล้เคียงกัน โดยแรงหนุนมาจาก การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง การยกระดับประสิทธิภาพการขายผ่าน AI ทั้งด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การบริหารแคมเปญ และการควบคุมต้นทุนการตลาด ขณะที่ หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือ การขยายบริการ Visual Try-On หรือระบบ “ลองเสื้อผ่านหน้าจอ” ช่วยให้ลูกค้าทดลองสวมใส่สินค้าเสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ โดยระบบจะประมวลผลภาพให้สอดคล้องกับสรีระผู้ใช้งาน เริ่มจากสินค้าหลักอย่างเสื้อและกางเกง ก่อนต่อยอดสู่การลองครบลุค (Complete Look)ในอนาคต “เทคโนโลยีนี้ ถูกวางบทบาทเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์มากกว่าลูกเล่นดิจิทัล โดยบริษัทคาดว่าจะช่วยลดอัตราการคืนสินค้า เพิ่มความมั่นใจในการซื้อ และยกระดับ Conversion Rate บนอีคอมเมิร์ซ” ปัจจุบันยอดขายออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 27–29% ของยอดขายรวม และตั้งเป้าระยะยาวแตะ 30% โดยมียอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยราว 20,000 ออเดอร์ต่อวัน และอาจแตะ 30,000 ออเดอร์ต่อวันในช่วงแคมเปญดับเบิ้ลเดย์ ขณะที่ โครงสร้างลูกค้าสะท้อนพฤติกรรมต่างรุ่นอย่างชัดเจน กลุ่ม Gen Z เป็นฐานหลักของออนไลน์ ส่วน Gen X และ Gen Y ยังให้น้ำหนักกับประสบการณ์หน้าร้าน ทำให้ MC Group ยังคงเดินเกมแบบ Omni-Channel ควบคู่กัน AI วิเคราะห์หน้าร้าน ดัน Conversion เพิ่ม “คุณภาพทราฟฟิก” แมทธิว กล่าวต่อในฝั่งออฟไลน์ บริษัทนำระบบ In-store Customer Analysis มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เริ่มทดลองใน 4 สาขาแฟล็กชิป ได้แก่ แฟชั่นไอส์แลนด์ เซ็นทรัลเวสต์เกต เมกาบางนา ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จากนั้นวางแผนขยายสู่ 41 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าครบ 100 สาขาภายในปีบัญชีนี้ ข้อมูลที่ได้ไม่เพียงสะท้อนจำนวนคนเข้าร้าน แต่ลงลึกถึงเส้นทางการเดิน จุดหยุดดูสินค้า และโซนที่สร้างความสนใจ เพื่อนำข้อมูลไปปรับดีไซน์ผังร้าน รูปแบบเชลฟ์วางสินค้า และสนับสนุนพนักงานขายด้วยข้อมูลเชิงลึก หลังใช้งาน 6 เดือน บริษัทระบุว่าทราฟฟิกในสาขาทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และเมื่อการแนะนำสินค้าตรงกับความต้องการมากขึ้น อัตราปิดการขายก็ขยับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่จำนวนลูกค้า แต่คือคุณภาพของทราฟฟิก” นพดล ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุ โดยมองว่าการใช้ข้อมูลช่วยเปลี่ยนหน้าร้านจากพื้นที่ขายสินค้า เป็นพื้นที่สร้าง Conversion อย่างมีระบบ CRM เครื่องจักรหลักดันยอดขายแตะ 60% ขณะเดียวกัน AI ยังถูกนำมาใช้ในมิติการตลาดดิจิทัล ผ่านระบบ AI-Driven Precision CRM เพื่อวิเคราะห์ฐานสมาชิกกว่า 1.8 ล้านราย ปัจจุบันยอดขายที่มาจากฐาน CRM คิดเป็น 60% ของยอดขายรวม เพิ่มจาก 40% ในปีบัญชีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสมาชิกจากเพียงฐานข้อมูลลูกค้า ไปสู่เครื่องยนต์รายได้หลักขององค์กร บริษัทตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกแตะ 3 ล้านรายภายใน 3 ปี นอกจากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ระบบ Advanced Analytics และ AI Automation ยังช่วยคัดเลือกและติดตามอินฟลูเอนเซอร์ที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมวัดผลตอบแทน (ROI) แบบเรียลไทม์ ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) ได้แม่นยำขึ้น และปรับแคมเปญได้ทันสถานการณ์ ส่งผลให้คุณภาพทราฟฟิกดีขึ้น อัตราการแปลงยอดขายเพิ่มขึ้น และรายได้ออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง ด้านงบลงทุน แมทธิวเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณรวมด้าน AI ราว 80 ล้านบาท โดยเน้นการพัฒนาระบบภายในองค์กร (In-House Development) เป็นหลัก และบางส่วนใช้ผู้เชี่ยวชาญเอาท์ซอร์สเพื่อเสริมศักยภาพ โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ปีนี้จะเติบโตระดับสองหลัก จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งฝั่งยอดขายและการบริหารต้นทุน ในด้านความสามารถทำกำไร ‘ปิยะ โอฬารริกสุภัค’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าอัตรามาร์จิ้นคืนกำไรขั้นต้นมีโอกาสกลับสู่ระดับปกติที่ 64.5% หลังช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ปรับขึ้นแตะ 64% แล้ว การบริหารสต๊อกที่แม่นยำขึ้นผ่านข้อมูล รวมถึงการลดการทำโปรโมชั่นแบบหว่านกว้าง เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคั สำหรับการขยายเครือข่าย บริษัทตั้งเป้าเปิดจุดขายใหม่ 15 แห่งในปีนี้ โดยครึ่งปีแรกเปิดแล้ว 10 แห่ง เหลืออีก 5 แห่งในครึ่งปีหลัง พร้อมย้ำว่าด้วยสถานะของบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมีเงินสดในมือราว 2,000 ล้านบาท ทำให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนและรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ S-Curve ใหม่ รายได้อาจแตะ 8,000 ล้าน นอกจากนี้ แมทธิว ยังยอมรับว่าความท้าทายหลักของปีนี้คือกำลังซื้อผู้บริโภค โดยเริ่มปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณชะลอในกลุ่มสินค้า Hardwear เช่น ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ก่อนจะส่งผลต่อสินค้าแฟชั่น และสินค้าอาหารตามลำดับ หากผู้บริโภคต้องการตัดลดค่าใช้จ่าย บริษัทจึงต้องบริหารสมดุลระหว่างการกระตุ้นยอดขายและการรักษามาร์จิ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมจับตาความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง แมทธิว ยังเผยว่า ปีที่ผ่านมา MC Group ทำรายได้ราว 4,000 ล้านบาท โดยแย้มว่าอาจเห็นการเติบโตแบบ S-Curve ในระยะถัดไป โดยรายได้อาจขยับสู่ระดับ 8,000 ล้านบาท แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกลยุทธ์ทั้งหมด แต่ทิศทางการลงทุนใน AI และการขยายฐานสมาชิกสะท้อนภาพชัดเจนว่าบริษัทกำลังวางรากฐานเพื่อการเติบโตระยะยาวมากกว่าการเร่งยอดขายระยะสั้น ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ Mc Jeans จากผู้ค้าปลีกแฟชั่นดั้งเดิม สู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์ แต่กลายเป็นโครงสร้างหลักของการบริหารร้านค้า การวางแผนสินค้า การตลาด และการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้ลูกค้า คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่ว่า AI จะช่วยเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ แต่คือบริษัทจะสามารถแปลงความได้เปรียบเชิงข้อมูลให้กลายเป็น S-Curve ใหม่ของรายได้ตามที่ผู้บริหารส่งสัญญาณไว้ได้มากเพียงใด ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังเปราะบางและการแข่งขันในตลาดแฟชั่นยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ Mc Jeans เดินเกมค้าปลีกปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ Data-Driven Retail เต็มรูปแบบ ดึง AI และเทคโนโลยี Visual Try-On ให้ลูกค้า “ลองเสื้อผ่านหน้าจอ” ก่อนซื้อจริง เป้าหมายคือ ลดการคืนสินค้า เพิ่ม Conversion และดันยอดออนไลน์แตะ 30% ยอดขายจากฐานสมาชิก CRM พุ่งแตะ 60% ของรายได้รวม จากสมาชิกกว่า 1.8 ล้านราย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตสองหลัก พร้อมวางรากฐาน S-Curve ใหม่สู่ 8,000 ล้านบาท STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
ลลิล ปี 2569 คุมหนี้–เสริมคล่องตัว โฟกัสบ้าน 2–12 ล. ชิงกำลังซื้อจริง
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ แผนปี 2569 รักษาสภาพคล่อง-คุมหนี้-เปิดโครงการแม่นยำ-ย้ำคุณภาพ-เปลี่ยนผ่านดิจิทัล ฝ่าท้ายอสังหาฯ ปีนี้เศรษฐกิจยังผันผวนฉุดกำลังซื้อ หลังปี2568 ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัว 17% จากแรงซื้ออ่อนแรง-แบงค์เข้มสินเชื่อ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ย้ำวินัยการเงินแข็งแรง คุมหนี้ต่ำกว่าอุตสาหกรรม และมีวงเงินสำรองจากธนาคารหลายแห่ง ไม่พึ่งพาแหล่งเงินทุนเดียว ลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โฟกัสตลาด 2–12 ล้านบาท พัฒนาบ้านแนวราบตอบโจทย์อยู่อาศัยจริง เจาะกำลังซื้อระดับกลาง-บนในทำเลศักยภาพ เป้าหมายปี 2569 เปิด 4–6 โครงการใหม่ มูลค่า 3,500–4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท รายได้ 3,350 ล้านบาท ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘LALIN’ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แนวคิด ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณ 2.6% – 3.3% อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยง ต้องติดตามในปี 2569 นี้ ในประเด็น ภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดยังโตต่ำกว่า 2% จากกำลังซื้ออ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนสูง แต่ยังได้ปัจจัยบวกจาก ภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านม เม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง มาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ ไชยยันต์ กล่าวต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวม การจัดหาสินค้า (Supply) ปรับลดลง หลังจากผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายราย ชะลอแผนการเปิดโครงการใหม่ลดลงในปีนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว ช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการโอเวอร์ซัพพลาย โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง เหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพแท้จริง ทั้งด้าน โดยในปี 2569 นี้ บริษัทฯ มองว่ายังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ พร้อมมุ่งทำธุรกิจบนรากฐานการเติบโตมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ประกอบด้วย เน้นขยายธุรกิจด้วยความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง รักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายตลาดใหม่ในบางทำเล และพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัย อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเล บริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม รวมถึงการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน “บริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก พร้อมตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ ไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม” จากภาพรวมในปี 2568 พบว่าตลาดอสังหาหดตัวไปกว่า 17% จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ลลิล ย้ำเฟรนช์ โคโลเนียล เจาะกลาง-บน นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี2569 บริษัทฯ วางแนวทางการตลาดภายใต้แนวคิด ‘Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth’ พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมโฟกัสตลาดทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ราคา 2–12 ล้านบาท แบรนด์หลัก ได้แก่ ไลโอ แลนซีโอ บ้านลลิล ลลิล กรีนวิลล์ “จุดเด่นโครงการลลิลฯ คือดีไซน์แบบบ้าน French Colonial หนึ่งในกลยุทธ์ร้างการจดจำแบรนด์ในตลาดระดับกลาง-บน” นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ พร้อมวางเป้าหมายปี 2569 มียอดขาย 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท จากแนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG การวิจัยเพื่อเข้าถึง Insight Customer ตลอดจนการเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ การพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย การขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต Alternate-X สรุปให้ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) วางแผนปี 2569 ภายใต้แนวคิด Competitive Survival เน้นคุณภาพ คล่องตัว และนวัตกรรมบริษัทคุมหนี้สินต่อทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม พร้อมรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โฟกัสตลาดบ้านราคา 2–12 ล้านบาท ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ตั้งเป้าเปิด 4–6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,500–4,500 ล้านบาท เป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท และรายได้ 3,350 ล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังอ่อนแรง
Taxi BEV ปี 2569 ตลาดโต 46% จาก 2 ปัจจัยหนุน แท็กซี่ไฟฟ้ากำลังครองเมือง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองตลาดกลุ่มแท็กซี่ BEV ขยายตัวพุ่งทำส่วนแบ่งตลาดทั้งปี 2569 ขยับเป็น 88% จาก2 ปัจจัยหนุนส่งให้คืนทุนเร็วขึ้น เดือนมกราคม 2569 สัดส่วนจดทะเบียนแท็กซี่ใหม่ที่เป็น BEV พุ่งสูงถึง 97% เติบโตก้าวกระโดดจาก 75% ในปี 2568 สะท้อนโมเมนตัมการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและชัดเจนในตลาดแท็กซี่ไทย คาดทั้งปี 2569 ยอดจดทะเบียน BEV เติบโต 46% (YoY) ทำให้ครองส่วนแบ่งตลาด 88% ขณะที่แท็กซี่กลุ่มอื่นหดตัว 41% สองปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ จำนวนสถานีชาร์จเพิ่มขึ้น 22% (YoY) ณ สิ้นปี 2568 ทำให้หาจุดชาร์จสะดวกขึ้น และค่าชาร์จไฟฟ้าลดลง 6.5% (YoY) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการแท็กซี่คืนทุนได้เร็วขึ้น ธุรกิจสถานีชาร์จมีรายได้ประจำ และสร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนมาใช้ BEV มากยิ่งขึ้น การแข่งขันดุเดือดจากค่ายจีน 3 แบรนด์หลัก (BYD, SAIC-MG, GAC Aion) ที่เน้นราคาจับต้องได้ แบตเตอรี่ครบวงจร และบริการหลังการขายกระจายตัว กำลังแทนที่แท็กซี่สันดาปแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากราคารถมือสองผันผวน โครงสร้างชาร์จตึงตัว และอายุแบตเตอรี่ระยะยาว ผู้ปรับตัวเร็วและบริหารต้นทุนดีจึงได้เปรียบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลสำรวจตลาดระบุว่า ในเดือนมกราคม 2569 พบการจดทะเบียน Taxi ใหม่ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วน(BEV) ในสัดส่วนที่สูงถึง 97% เติบโตก้าวกระโดดจาก 75% ในปี 2568 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าทิศทางการเติบโตที่รวดเร็วของ Taxi BEV นี้ น่าจะส่งผลให้ตัวเลขจดทะเบียน Taxi BEV ทั้งปี 2569 เติบโต 46% (YoY) สวนทาง Taxi กลุ่มอื่นที่หดตัว 41% (YoY) ทำให้ส่วนแบ่งตลาดทั้งปีของ Taxi BEV คาดขยับขึ้นเป็น 88% ทั้งนี้ 2 ปัจจัยหลัก ที่สนับสนุนให้ Taxi BEV เติบโตขึ้นในไทยอย่างรวดเร็ว ได้แก่ จำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าในไทย ณ สิ้นปี 2568 ที่เพิ่มจำนวนขึ้น 22% (YoY) ทำให้สะดวกในการหาจุดชาร์จไฟ ขณะเดียวกันค่าชาร์จไฟฟ้าในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ที่ลดลง 5% (YoY) และยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้น ส่งผลให้การคืนทุนเกิดเร็วขึ้น 3 ค่ายจีนชิงตลาดแท็กซี่ BEV จากข้อมูลดังกล่าว Alternate-X มองต่อถึงแนวโน้มตลาดบริการรถสาธารณะแท็กซี่เครื่องยนต์สันดาปคาดกำลังถูกแทนที่ด้วยแท็กซี่ไฟฟ้าที่เน้น ‘คุ้มค่า วิ่งเยอะ คืนทุนเร็ว’ จาก 3 ค่ายรถยนต์จีน ที่มีจุดเด่นและมีความเป็นไปได้สูงอย่าง BYD – จุดแข็งด้านแบตเตอรี่ครบวงจร ด้วยโมเดลราคาจับต้องได้ และมีประสบการณ์รถเชิงพาณิชย์ในจีน SAIC Motor (เจ้าของแบรนด์ MG) ซึ่งมีประสบการณ์ด้วยทำตลาดไทยมานาน ใช้กลยุทธ์ราคาแข่งขันได้ และฐานบริการหลังการขายกระจายตัว เป็นที่รู้จักของตลาดชาวไทย GAC Aion ค่ายรถยนต์จากจีนที่โฟกัสอีวี (EV) โดยตรง จุดเด่นด้านระยะทางการวิ่ง และเทคโนโลยี พร้อมแผนขยายการทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น แท็กซี่ไฟฟ้าเต็มเมืองใน 3 ปี ทั้งนี้ จากข้อมูลการขยายตัว ในช่วงเดือนมกราคม 2569 พบว่าสัดส่วนจดทะเบียนใหม่เป็น BEV ถึง 97% และทั้งปีคาดครองตลาด 88% มีอัตราการเติบโต 46% ต่อปี โดยหากยังมีโมเมนตัม อยู่ในระดับนี้คาดว่าภายใน 2–3 ปี (ราวปี 2571–2572) รถแท็กซี่ใหม่เกือบทั้งหมดจะเป็นไฟฟ้า และรถเก่าจะทยอยถูกแทนที่ นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของแท็กซี่ไฟฟ้า ยังส่งผลกระทบวงกว้างต่อทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมเช่นกัน อาทิ ผู้ประกอบการแท็กซี่ จะได้รับประโยชน์ชัดเจนจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างมาก ด้วยระยะเวลาคืนทุนที่สั้นลง ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้าก็มีโอกาสสร้างรายได้สม่ำเสมอจากรถแท็กซี่ที่ต้องชาร์จซ้ำทุกวัน ธุรกิจนี้จะกลายเป็นแหล่งรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่น่าดึงดูด บริษัทลิสซิ่ง/ไฟแนนซ์ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อเฉพาะทางสำหรับรถ EV เชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มผู้ประกอบการได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึง ศูนย์บริการและช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญด้านรถ EV จะเผชิญความต้องการที่พุ่งสูงตามจำนวนยานพาหนะไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแพลตฟอร์มเรียกรถสามารถนำจุดเด่นของ EV มาเป็นจุดขายหลัก ทั้งในแง่ต้นทุนที่ต่ำลงและภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความแตกต่างในตลาด 3 ปัจจัยเสี่ยง-รับเปลี่ยนผ่านต้องปรับตัว อย่างไรก็ตาม ยังมี 3 ปัจจัยเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม อาทิ การแข่งขันด้านราคารถที่ดุเดือดอาจรุนแรงจนส่งผลให้มูลค่ารถมือสองผันผวนและคาดเดายาก โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จอาจเผชิญภาวะตึงตัว หากจำนวนรถ EV เติบโตเร็วกว่าการขยายเครือข่ายสถานีอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้งานรถเชิงพาณิชย์หนักหน่วง ขณะที่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้เปรียบในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ คือ ผู้ที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะทำให่เกมแก่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Taxi BEV นี้เป็นของผู้ที่ไวกว่าและและรอบคอบ สำหรับรถบีอีวี (BEV) มาจากคำว่า Battery Electric Vehicle เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเพลังงานไฟฟ้า ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอกได้ โดยรถยนต์ BEV มักมีระยะทางการขับขี่ที่ยาวนานกว่า PHEV และไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Alternate-X สรุปให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตลาดแท็กซี่ไฟฟ้า (BEV) ในไทยปี 2569 กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเดือนมกราคมพบสัดส่วนจดทะเบียนใหม่สูงถึง 97% เติบโตจาก 75% ในปีก่อน คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 46% (YoY) สวนทางกลุ่มอื่นที่หดตัว 41% ทำให้ส่วนแบ่งตลาด BEV พุ่งแตะ 88% แรงหนุนหลักมาจากสถานีชาร์จเพิ่ม 22% และค่าชาร์จไฟลด 6.5% ส่งผลให้คืนทุนเร็วขึ้น Alternate-X มองต่อว่า ค่ายรถจีนอย่าง BYD, SAIC (MG), GAC Aion กำลังชิงตลาดด้วยจุดเด่นด้านราคา แบตเตอรี่ และบริการหลังการขาย ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า แท็กซี่ใหม่เกือบทั้งหมดจะเป็นไฟฟ้า ขณะที่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งหมดต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
สักการะขอพร 3 เทพ มัดรวม โชคดี-มั่งคั่ง-รักปัง รับตรุษจีน2569 ไอคอนสยาม
เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม จัดงานรับตรุษจีน 2569 ปีม้าไฟต้องพุ่งทยาน งาน เงิน ความรัก โชคลาภ สักการะขอพร 3 เทพ ตกเย็นชมต่อประติมากรรมโคมไฟ ช้อปแล้วไปชิมอาหารมงคลแสนอร่อย เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม เชิดชูความสัมพันธ์ไทย–จีน พร้อมสืบสานประเพณีตรุษจีน จัดงานสุขสยาม ‘มหัศจรรย์ ตรุษจีน มั่งมีศรีสุข’ ในคอนเซ็ปต์ LOVE & LUCK IN PROSPERITY หลอมรวมความรัก, ความมั่งคั่ง, ความโชคดี รวมไว้ด้วยกัน โดยงานฯ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน นำโดย กระทรวงวัฒนธรรม ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด (เซียงเพียว) บริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีนต้อนรับปี 2569 หรือ ปีนักษัตร ‘มะเมีย’ (ม้า) สัญลักษณ์แห่งพลังงานที่พุ่งทะยาน ความรวดเร็ว การก้าวกระโดดอย่างมีความสุข ตั้งแต่วันนี้ – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม สำหรับบรรยากาศในพิธีเปิดงาน สุขสยาม ‘มหัศจรรย์ ตรุษจีน มั่งมีศรีสุข’ ได้รับเกียรติจาก คุณประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน คุณบันเทิง เพียรค้า ผู้อำนวยการกลุ่มค่านิยมและความเป็นไทย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา คุณจุฑากาญจน์ เตชะวรรณเวคิน รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการบริษัทและกรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด คุณวรพล นิธิปิติกาญจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด คุณวันชนะ เอี่ยมพิกุล ผู้ช่วยประธานบริหารด้านการจัดการทั่วไป บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด แบรนด์เซียงเพียว คุณปีเตอร์ ไล นายกสมาคมอาหารจีนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรร่วมพิธีเปิดงาน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมงานคับคั่ง สักการะ 3 องค์เทพ ภายในงานมีกิจกรรมเสริมสิริมงคลไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมาย อาทิ สักการะ 3 มหาเทพ ‘ปัดเป่าความทุกข์โศก จากร้ายเป็นดี’ ได้แก่ องค์ตั่วเหล่าเอี๊ย เทพแห่งพลังศรัทธาผู้พิชิตสิ่งชั่วร้ายรอบทิศ เทพไฉ่ซิงเอี๊ย เทพแห่งโชคลาภและความมั่งคั่งร่ำรวย ไท้ส่วยเอี๊ย ประจำปี 2569 ขุนพลบุ่งเตียกไต่เจียงกุง ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและคุณธรรม นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์!! ที่ไม่ควรพลาด คือ การสักการะขอพร ‘เทพกวนอู ขี่ม้า เช็กเธาว์’ ขณะกำลังกระโจนไปข้างหน้า หรือยกขาหน้าขึ้น กวนอูถือง้าวอยู่ในท่าพร้อมรบ แสดงออกถึงการต่อสู้ แข่งขันและเอาชนะคู่แข่งในทุก ๆ ด้าน เทพสำคัญของปีมะเมีย ซึ่งผ่านพิธีเบิกเนตรจากวัดทิพย์วารีวิหาร ที่บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา (ประตู5) เมนูอาหารมงคลแสนอร่อย ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลต์ ห้ามพลาดในช่วงเทศกาลตรุษจีน กับเมนูอาหารมงคลเลิศรส เพราะเป็นสัญลักษณ์ของคำอวยพร ความเชื่อ และความปรารถนาดีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ภายในงานคัดสรรเมนูมงคลความหมายดีมาให้เลือกอิ่มอร่อยอย่างจุใจ อาทิ เป็ดย่าง ผัดหมี่หมื่นปี กุ้ง-ปูอบวุ้นเส้น หมูทองคำ (หมูกรอบ) เมนูพิเศษที่รังสรรค์จากน้ำปลาแท้ตราปลาหมึก ได้แก่ ผัดเต้าหู้ทรงเครื่องสิริมงคล, ไก่ผัดเม็ดมะม่วงรับทรัพย์ และลาบเป็ดย่างเสริมลาภ, ไก่มงคลต้มน้ำปลา รสชาติกลมกล่อม หอมน้ำปลา เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด โดยทุกเมนูโดดเด่นด้วยรสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มโดด และกลิ่นหอมน้ำปลาเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้มด้วยน้ำปลาแท้ตราปลาหมึก ที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 81 ปี และส่งออกกว่า 70ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีเมนู มงคลจากสมาคมเชฟจีนแห่งประเทศไทย ที่ร่วมรังสรรค์เมนูมงคลต้อนรับตรุษจีนโดยเฉพาะ อาทิ หมูหัน เป็ดปักกิ่ง เป็ดกีตาร์ ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว หูฉลาม นอกจากนี้ สำหรับเมนูขนมมงคลไหมฟ้า หรือขนมหนวดมังกร ซึ่งหาทานยาก และเซ็ตซาลาเปาความหมายมงคล สำหรับมอบเป็นของขวัญแทนใจแก่ญาติผู้ใหญ่ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เติมเต็มบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองให้อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย โดยภายในการจัดงานยังมีกิจกรรมสุดพิเศษ! Mini Workshop แบบเอ็กซ์คลูซีฟ!! กับ เชฟอิน แซ่ขอ โดยบรรยากาศในการ Workshop เต็มไปด้วยความอบอุ่นสนุกสนานแบบเป็นกันเอง โดยเชฟอินจัดเต็มทั้งเรื่องความรู้ และเคล็ดลับในการรังสรรค์เมนูมงคลต้อนรับปีใหม่จีนมามอบให้อย่างจัดเต็ม ชมการแสดงทางวัฒนธรรม สำหรับการแสดง พบกับศิลปะการแสดงกายกรรมจีนขั้นสูง ‘การเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมย’ ด้วยการจำลองการกระโดดข้ามหุบเขาของสิงโต เพื่อไปเก็บดอกไม้มงคล สื่อถึงสัญลักษณ์ของความกล้าหาญก้าวข้ามสิ่งชั่วร้าย และนำพาความเป็นสิริมงคลมาสู่ผู้ชม ด้วยท่วงท่าการเชิดสิงโตอันอ่อนช้อย ผสมผสานความแข็งแกร่งระหว่างการกระโดดข้ามเสาแต่ละต้น สร้างความตื่นเต้นและเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยวระหว่างชมการแสดง และสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างมาก พร้อมกิจกรรมให้ร่วมเสริมเฮงอีกมากมาย อาทิ เพลิดเพลินกับการแสดงศิลปะทางวัฒนธรรมไทย-จีน สุดตระการตา การเขียนคำอวยพรมงคลอักษรจีนจากอาจารย์ หลิวเจี้ยนเหยิน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา บทกวี และวัฒนธรรมจีน, เลือกช้อปเสื้อผ้า ของที่ระลึกเสริมความปัง สำหรับกิจกรรม Workshop อาทิ เพ้นท์หน้ากากจีน และเพ้นท์ลายพัดจีน และภายในงานยังมีบูธจาก ‘เซียงเพียว’ ชวนมาสัมผัสมนต์เสน่ห์ตรุษจีน โดยให้บริการนวดฟรีด้วยผลิตภัณฑ์เซียงเพียว รีลีฟครีม เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเกมหมุนวงล้อให้ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล ซึ่งภายในงานยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘ยาอมสมุนไพรเซียงเพียว’ อมง่าย ชุ่มคอ มีส่วนผสมของฟ้าทะลายโจรและสมุนไพรกว่า 7 ชนิด ให้กับผู้มาร่วมกิจกรรมได้ทดลอง พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษที่มีเฉพาะภายในงาน ทั้งนี้ ภายในงานฯ ยังพบกับความสวยงามตระการตาของการตกแต่งพื้นที่ด้วยประติมากรรมโคมไฟลอดท้องมังกร ซึ่งมังกรเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจ ปัญญา และความอุดมสมบูรณ์ และปลาทองมงคลในบ่อน้ำ สัญลักษณ์ของความมั่งมีศรีสุข เงินทองไหลมา และความสมบูรณ์พูนสุข ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม บริเวณสะพานมัฆวาน ให้ทุกคนรับพลังดีๆ เพื่อเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ของชาวจีนด้วยความเป็นมงคล ร่วมสัมผัสเทศกาลตรุษจีนมหามงคล เสริมพลังงานดีสุดปังต้อนรับศักราชใหม่แห่งปีม้าไฟ ที่หลอมรวม ศิลปะ วัฒนธรรม ความศรัทธา และ ความรัก ไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน ณ เมืองสุขสยาม ตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G
ทรู ส่งทีมฯ AI เจาะพื้นที่ใช้งานหนาแน่น รับแหล่งเที่ยวยอดฮิต ตรุษจีนปี2569
ทรู คอร์ปอเรชั่น อัปสัญญาณ 5G รับเทศกาลตรุษจีนปีม้า ส่ง ‘ทีมปฏิบัติการ AI’ วิเคราะห์หใช้งาน-ปรับแต่งสัญญาณอัตโนมัติ ให้สายมู-ช้อป ลื่นไหลในแหล่งเที่ยวหนาแน่นตรุษจีน 2569 ยกระดับเครือข่ายทั่วประเทศ อัปเกรด 5G/4G และติดตั้งอุปกรณ์เสริมในพื้นที่ใช้งานหนาแน่น ดูแลทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน รองรับทราฟฟิกช่วงวันจ่าย-วันไหว้-วันเที่ยว ใช้ AI บริหารเครือข่ายอัตโนมัติ นำระบบ Highly Autonomous Network มาวิเคราะห์และปรับสัญญาณแบบเรียลไทม์ ปรับช่องสัญญาณและมุมเสาอัตโนมัติ ลดปัญหาความแออัดของเครือข่าย โฟกัสแหล่งตรุษจีนทั่วไทย เสริมสัญญาณในจุดสำคัญ เช่น วัดมังกรกมลาวาส และงานตรุษจีนเยาวราช ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ และตะวันออก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจรรายใหญ่ของไทย ประกาศความพร้อมขยายเครือข่าย 5G และ 4G โดยยกระดับประสิทธิภาพเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงตรุษจีนปี 2569 นี้ โดยเฉพาะในช่วง 3 วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว ตลอดเทศกาลตรุษจีน สำหรับเทศกาลตรุษจีนเริ่มต้นตั้งแต่วันไหว้ตรงกับ 16 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมคาดว่าปีนี้ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติจำนวนมากร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในย่านการค้าสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการชาวจีนที่ให้วันหยุดพิเศษแก่พนักงานเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาและเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง จากสถานการณ์ดังกล่าว ทรูฯ ได้บูรณาการทีมเน็ตเวิร์ก ทีมวิเคราะห์ข้อมูล ทีมภูมิภาค และศูนย์บริการลูกค้า เพื่อติดตามและวิเคราะห์คุณภาพสัญญาณตลอด 24 ชั่วโมง การเตรียมพร้อมครอบคลุมในช่วงเทศกาลตรุษจีน ดังนี้ อัปเกรดเครือข่าย 5G และ 4G ทั่วประเทศ ติดตั้งอุปกรณ์ขยายสัญญาณเพิ่มเติมในพื้นที่สำคัญ ดูแลเครือข่ายไฟเบอร์สำหรับลูกค้าอินเทอร์เน็ตบ้านทรูออนไลน์ ครอบคลุมทั้งลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทค นำ AI ยกระดับเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูง โดย ทรูฯ ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกในไทยที่คว้ามาตรฐาน AN Level 4.0 จาก TM Forum ได้นำเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูง (Highly Autonomous Network) มาบริหารจัดการสื่อสารในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Intent-Based Operation (IBO) ซึ่งเปรียบเสมือน ‘ทีมปฏิบัติการ AI’ ที่คอยวิเคราะห์ความหนาแน่นของการใช้งาน พร้อมปรับแต่งสัญญาณ ช่องสัญญาณ และมุมองศาเสาโดยอัตโนมัติ เพื่อมอบประสบการณ์ 5G และ 4G ที่ดีที่สุดตลอดเวลา เสริมสัญญาณครอบคลุมงานตรุษจีนทั่วไทย โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญช่วงเทศกาลรองรับรองรับเที่ยว-ไหว้เจ้า-เสริมดวง-แก้ชง อาทิ กรุงเทพฯ: วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่), วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2), งานตรุษจีนเยาวราช อุดรธานี: เทศกาลตรุษจีนถนนอาหารเมืองอุดรธานี นครสวรรค์: งานแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ สุพรรณบุรี: ตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ราชบุรี: งานราชบุรีไชน่าทาวน์ สงขลา: งานศาลเจ้ามูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่, เทศกาลตรุษจีนหาดใหญ่ ชลบุรี: วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ), ศาลเจ้ากวนอู ไร่ไหหลำ เชียงใหม่: เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์เมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ ทรูฯ ระดมทีมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ (Business and Network Intelligence Center: BNIC) พร้อมจัดหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจลงพื้นที่จริงทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้ลูกค้าสามารถถ่ายรูป วิดีโอ แชร์คอนเทนต์ ไลฟ์สตรีม และใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างราบรื่นตลอดช่วงเทศกาลตรุษจีน Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น อัปเกรดเครือข่าย 5G และ 4G รับเทศกาลตรุษจีนปี 2569 รองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วประเทศ ส่ง ‘ทีมปฏิบัติการ AI’ วิเคราะห์ทราฟฟิกแบบเรียลไทม์ ปรับแต่งสัญญาณอัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยี Intent-Based Operation บริหารเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูงตลอด 24 ชั่วโมง เสริมสัญญาณในจุดเที่ยว-ไหว้เจ้า-ช้อปปิ้งสำคัญทั่วไทย โดยเฉพาะย่านเยาวราชและหัวเมืองใหญ่ ตั้งเป้ามอบประสบการณ์ใช้งานลื่นไหล รองรับถ่ายรูป ไลฟ์สตรีม และแชร์คอนเทนต์ช่วงเทศกาล
ชาญอิสสระ จัดพอร์ตบ้าน-คอนโดลักซูรี่ ขายราคาทุนเจาะนักลงทุนตุนของดี
‘ชาญอิสสระ’ ย้ำพอร์ตอสังหาฯลักซูรี่ ยังเป็นแกนหลักทำโปรแรง สะท้อนทิศทางปีนี้ยังท้าทาย แต่เป็นโอกาสนักลงทุนได้ของดีราคาทุน พร้อมชำระคืนหุ้นกู้ครบดอกเบี้ย จัดพอร์ตลักซูรี่รับตลาดผู้ซื้อ ชาญอิสสระเร่งขายบ้าน-คอนโดระดับบน เน้นสินทรัพย์คุณภาพในทำเลศักยภาพ มองจังหวะตลาดเป็นโอกาสให้นักลงทุน ‘ตุนของดี’ ราคาคุ้มค่า แคมเปญแรงกระตุ้นกำลังซื้อ ‘วันเดียวราคาทุน’ ดิ อิสสระ สาทร เริ่ม 4.59 ล้านบาท ‘ใช้ชีวิตฟรี 5 ปี’ บ้านอิสสระ บางนา มูลค่าสิทธิประโยชน์ 4 ล้านบาท บิ๊กโปรเจกต์ภูเก็ต 7,300 ล้านบาท ศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต มิกซ์ยูส 62 ไร่ พูลวิลล่าเริ่ม 43.8–182 ล้านบาท เจาะกลุ่ม Ultra Luxury สงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย โรงแรม และอาคารสำนักงาน กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจในปี 2569 ยังมีความท้าทายในทางยากลำบาก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าและสถาบันการเงิน ทำให้สามารถผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ พร้อมแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดภายใต้แคมเปญกระตุ้นการขายทุกโครงการ อาทิ ‘วันเดียวราคาทุน’ ในโครงการ ต่างๆ เช่น ดิ อิสสระ สาทร (The Issara Sathorn) ลักซ์ชัวรี่ คอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ที่สร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ และอยู่ในโลเคชั่นที่เหมาะสม ด้วยราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท โครงการบ้านอิสสระ บางนา (Baan Issara Bangna) บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ ทำเลที่ตั้งใกล้เมกะบางนา สถาบันการศึกษา โรงเรียนนานาชาติ สนามกอล์ฟ โรงพยาบาล มีแคมเปญ ‘ใช้ชีวิตฟรี 5 ปี’ มูลค่ารวม 4,000,000 บาท ด้วยราคาขายเริ่มต้นที่ 39.9 ล้านบาท นอกจากนี้โครงการใหม่ โครงการศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต (Sri panwa Lagoon) โครงการมิกซ์ยูส บนที่ดิน 62 ไร่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,300 ล้านบาท โดยในเฟสแรกประกอบด้วย Sri panwa Lagoon Waterfront Pool Villa ลักซ์ชัวรี่พูลวิลล่า สุด exclusive จำนวน 16 หลัง ริมลากูน 3 – 6 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 268.24 –1,001.80 ตร.ม. สระว่ายน้ำส่วนตัว ราคาเริ่มต้นที่ 43.8 – 182 ล้านบาท Sri panwa Lagoon Multi – Flex House อาคาร 3 ชั้น จำนวน14 หลัง บนถนนเชิงทะเลสายหลัก ออกแบบให้สามารถใช้งานเป็นที่พักอาศัย ร้านค้า หรือสำนักงานก็ได้ ราคาเริ่มต้น 39.8 – 8 ล้านบาท โดยเฟสถัดไปจะมีทั้งโรงแรมและ ส่วนที่เป็นคอมเมอร์เชียลอื่นๆ เพื่อสร้างความครบครันให้กับโครงการ โดยในปีนี้ บริษัทฯ เน้นความสำคัญในการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้มากด้วยการออกแคมเปญกระตุ้นการขายต่างๆ ดังที่ปรากฎข้างต้น ด้วยความมั่นใจในคุณภาพของทุกโครงการว่า จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขและความคุ้มค่าแก่ลูกค้า “บริษัทฯ ยังคงนโยบายนำเสนอโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นดี ในสภาวะปัจจุบันของตลาดซึ่งถือเป็นตลาดของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง คือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ซื้อจะสามารถลงทุนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด” สงกรานต์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทดำเนินการชำระคืนหุ้นกู้มีประกันรุ่น CI262A ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ครบถ้วนตรงตามกำหนด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 209.10 ล้านบาท พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการชำระคืนหุ้นกู้มีประกันรุ่น CI263A มูลค่า 420 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2569 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย Alternate-X สรุปให้ ชาญอิสสระ ย้ำพอร์ตบ้านและคอนโดลักซูรี่ รับอสังหาฯ ปี2569 เป็น ‘ตลาดผู้ซื้อ’ เดินหน้าแคมเปญแรง ‘วันเดียวราคาทุน’ และ ‘ใช้ชีวิตฟรี 5 ปี’ กระตุ้นดีมานด์ ในโครงการไฮไลต์ ได้แก่ ดิ อิสสระ สาทร, บ้านอิสสระ บางนา และศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต ใช้ทำเลคุณภาพ สินทรัพย์ระดับพรีเมียม พร้อมเข้าอยู่และลงทุน สะท้อนกลยุทธ์ขายสินทรัพย์คุณภาพสูง เพื่อดึงนักลงทุนและผู้ซื้อที่มองความคุ้มค่าระยะยาว
‘บิ๊กซี’ขยับค้าปลีกสู่แพลตฟอร์มธุรกิจเชื่อมชุมชนทั่วไทย เปิด ‘The Color’ มีรูฟท้อปกินดื่มกลางคืน
บิ๊กซี วางยุทธศาสตร์ค้าปลีกลบภาพจำไฮเปอร์มาร์เก็ตสู่ บิสซิเนส อีโคซิสเต็ม เชื่อมชุมชนทั่วไทย เปิดใหม่ฟอร์แมต ‘The Color’ ไลฟ์สไตล์มอลล์ 6 ชั้น พร้อมรูฟท็อปกินดื่ม ดึงคนรุ่นใหม่ The Color มูลค่า 4,000 ล้านบาท โครงการ 6 ชั้น พื้นที่ 27,000 ตร.ม. ค่าเช่าเฉลี่ย 1,000 บาท/ตร.ม. ตั้งเป้าเปิดไตรมาส 1 ปี 2570 บนทำเลแจ้งวัฒนะ 14 ฐานลูกค้าและเครือข่ายแข็งแกร่ง มีสมาชิก 22.1 ล้านราย ลูกค้าประจำ 8–9 ล้านราย ด้วยเครือข่ายกว่า 1,600 ทัชพอยต์ และพาร์ทเนอร์ 7,000 ราย ปรับโมเดลสู่ คอมมูนิตี้ คอมเมิร์ซ (Community Commerce) เพิ่มประสบการณ์ อาหารคุณภาพ และกิจกรรมชุมชน หลังได้ผลลัพธ์ตัวอย่าง หางดง ลูกค้าโต 9% ยอดขายโต 16% อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบีเจซี มองว่าอนาคตของธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าในพื้นที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องพัฒนาเป็นระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) เชื่อมโยงการค้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ พันธมิตรธุรกิจ และชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน จากแนวคิดดังกล่าว ยังสอดคล้องการดำเนินงานของบิ๊กซี กว่า30 ปีที่ผ่านมา ต่อการทำโครงการค้าปลีกรูปแบบใหม่พร้อมขยายสาขาทั่วประเทศ ทั้งในหัวเมืองใหญ่และต่างจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี เชียงแสน และเชียงของ เพราะเชื่อว่า ‘หากชุมชนเติบโต ธุรกิจก็เติบโตได้’ ขณะที่โจทย์สำคัญ ธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านราคา แต่เป็นการแข่งกับ ‘ความสะดวกและเวลา’ ด้วยผู้บริโภคสามารถสั่งสินค้าผ่านมือถือและส่งถึงบ้านได้ทันที “ฟิซิคัล มอลล์ ยังต้องตอบโจทย์ความรวดเร็ว ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ออนไลน์ทดแทนไม่ได้” The Color นำร่องภาพจำใหม่ Big C ล่าสุด บริษัทฯพัฒนาโครงการห้างค้าปลีกฟอร์แมตใหม่ภายใต้แบรนด์ ‘The Color’ มูลค่า 4,000 ล้านบาท บนทำเลถนนแจ้งวัฒนะ 14 ในรูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ไปพร้อมลบภาพจำแบบเดิมไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) ที่ผู้บริโภคบางส่วนมองว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เดินไกล ไม่ทันสมัย “การรีเฟรชแบรนด์ด้วยฟอร์แมตใหม่ The Color จะยังช่วยสร้างภาพลักษณ์สดใหม่ ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ และเพิ่ม Tenant รายใหม่ที่ไม่อยู่ในกลุ่มเดิม” ขณะเดียวกัน การขยายธุรกิจค้าปลีกฟอร์แมตของบิ๊กซี ครั้งนี้จะยังสร้างประสบการณ์ด้านต่างๆ เช่น อาหารคุณภาพดี สินค้าโฮมเมด สินค้าท้องถิ่น หรือร้านลับในท้องถิ่น (Hidden Gems) รวมถึงร้านระดับ Michelin Guide ที่เข้ามาเสริมความแตกต่าง “ตัวอย่างที่หางดง เชียงใหม่ หลังปรับศูนย์อาหารr พบว่าจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 9% และยอดขายเติบโต 16%” โดยแนวทางดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งกลยุทธ์สร้างการจดจำในอนาคตให้ลูกค้านึกถึงหมวดสินค้าแล้วต้องนึกถึงบิ๊กซีทันที เช่น หากเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างหมวดแซลมอน ซึ่งปัจจุบันมียอดขายสูงกว่า 60 ตันต่อสัปดาห์ รวมถึงสินค้ากลุ่มแบรนด์ไพรเวท (Private Label) ที่ใช้เป็นแม่เหล็กดึงลูกค้าด้วยราคาคุ้มค่า อัศวิน กล่าวต่อสำหรับโครงการ The Color ซึ่งเป็นโมเดลไหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทั้งในมิติของบิ๊กซีและกลุ่มบีเจซีในหลายด้าน อาทิ สร้างคอมมูนิตี้ คอมเมิร์ซ (Community Commerce) ระหว่างบิ๊กซีและพันธมิตร คือ จำหน่ายสินค้าและสร้างประสบการณ์ เช่น ลานกิจกรรมกีฬา งานเทศกาลท้องถิ่น และ Co-working Space เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการ ซึ่งส่งผลต่อยอดขายโดยตรง ขยายระบบนิเวศธุรกิจของบีเจซี จากการมีเครือข่ายกว่า 1,600 ทัชพอยต์s และสมาชิกมากกว่า 22.1 ล้านราย แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มลูกค้าประจำราว 8–9 ล้านราย ทำให้สามารถใช้ข้อมูลพัฒนาสินค้า บริหารสต็อก และออกแบบโปรโมชันได้แม่นยำขึ้น พร้อมเป้าหมาย ให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างน้อย 10 ครั้งต่อปี และเปลี่ยนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ มีการทำแผนทบทวนธุรกิจ (Business Review) ร่วมกับพันธมิตรคู่ค้า เพื่อลดต้นทุนซัพพลายเชน ปรับระบบ Inventory และทดลองโมเดลลงทุนต่ำ คืนทุนเร็ว เช่น Pop-up Store และคาราวานสินค้า เพื่อทดสอบความเหมาะสมของสินค้าในแต่ละพื้นที่ก่อนขยายจริง สร้างโอกาสพันธมิตร โดยบิ๊กซีเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรเข้ามาร่วมธุรกิจในรูปแบบยืดหยุ่น ทำให้ทั้งผู้เช่าและแพลตฟอร์มเติบโตไปด้วยกัน ปัจจุบันบิ๊กซีมีสาขารวมประมาณ 1,490 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 5 ฟอร์แมตหลัก ได้แก่ ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ Big C Place Big C Community Big C Common Mini Big C ขนาด 200–300 ตารางเมตร โดยใน 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทวางแผน เปิดใหม่บิ๊กซี 2 สาขา คือ 1. สาขาในโครงการลานนาทีค (Lanna Tique) จังหวัดเชียงใหม่ และ สาขาอุดมสุข กรุงเทพฯ พร้อมแผนปรับโฉมใหม่ (Renovate) ใน 18 สาขา อาทิ สาขาเชียงราย อุดรธานี พัทยา สุรินทร์ และดอนเมือง (พื้นที่ประมาณ 34,000 ตารางเมตร) เพื่อให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย และแข่งขันได้ The Color 6 ชั้น พื้นที่กินดื่ม-ใช้ชีวิต ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี ในเครือ ที.ซี.ซี เปิดเผยว่า แนวทางบริหารธุรกิจค้าปลีกกลุ่มบีเจซี จากนี้ไปในอนาคตจะสร้างความหลายรูปแบบแบรนด์ค้าปลีก (Retail Format) ศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในแต่ะพื้นที่ ทึ่มีความต้องการเชิงลึกแตกต่างกันออกไปในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย “บิ๊กซี เป็นแบรนด์ที่ยังไปต่อ แต่การมีฟอร์แมตเพิ่มจะเติมความหลากหลายให้สามารถเข้าถึงทาเนนต์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างการเติบโตไปในแต่ละพื้นที่ชุมชนร่วมกัน” สำหรับห้างค้าปลีกฟอร์แมตใหม่ ‘The Color’ ตั้งอยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ 14 วางแนวคิดพื้นที่การใช้ชีวิต ‘A PLACE TO LIVE’ ในรูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ บนทำเลศักยภาพเชื่อมต่อถนนแจ้งวัฒนะและถนนสรงประภา รายล้อมย่านชุมชนกว่า 48,500 ครัวเรือน ด้วยโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 200 แห่ง ด้วยจำนวนประชากรในย่านนี้มากกว่า 800,000 คน โครงการฯ คาดจะดำเนินแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาสแรกปี 2569 มี 6 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่ให้บริการดังนี้ ชั้นรูฟ ท้อป (RF) พื้นที่ร้านอาหารและบาร์ เปิดให้บริการในช่วงค่ำคืน (Late Night) ชั้น 4 (4F) พื้นที่ความบันเทิงและความงาม (Entertainments&Beauty Wellness Zone) ชั้น3 (3F) พื้นที่บริการด้านการเงินธนาคารและไอที (Bank & IT Zone) ชั้น2 (2F) พื้นที่ร้านอาหารทานสะดวก (Quick & Easy Restaurant Zone) ชั้น1 (1F) พื้นที่ร้านค้า ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Restaurant Zone) ชั้นเบสเมนต์ (B1) พื้นที่จอดรถและบริการต่างๆ (Parking & Service) สำหรับโครงการฯ จะมีพื้นที่ค้าปลีกราว 27,000 ตารางเมตร คิดค่าเช่าพื้นที่ในอัตราปกติเฉลี่ย 1,000 บาทต่อตารางเมตร ฐาปณี กล่าวต่อว่าบริษัทฯ วางแนวทางการทำงานร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าธุรกิจในปัจจุบันราว 7,000 ราย ยังจะไปพร้อมกับการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกในฟอร์แมตใหม่ ๆ ในแต่ละชุมชน พื้นที่จังหวัดที่มีความเหมะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละพื้นที่ในอนาคตต่อไป Alternate-X สรุปให้ บิ๊กซีปรับยุทธศาสตร์จากไฮเปอร์มาร์เก็ตสู่แพลตฟอร์มระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) เชื่อมการค้า อสังหา และชุมชน เปิดตัว ‘The Color’ ไลฟ์สไตล์มอลล์มูลค่า 4,000 ล้านบาท บนถนนแจ้งวัฒนะ 14 รีเฟรชภาพจำใหม่ เพิ่มร้านอาหาร Hidden Gems และรูฟท็อปกลางคืน ใช้ฐานสมาชิก 22.1 ล้านราย และ 1,600 ทัชพอยต์ ขยายการค้าชุมชน (Community Commerce)วางแผนปี 2569 เปิด 2 สาขาใหม่ รีโนเวต 18 สาขา ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า
เทรนด์กาแฟปี 2569 สู่ยุคพรีเมียมราคาจับต้องได้ บอนกาแฟปล่อยสินเชื่อเปิดคาเฟ่
‘บอนกาแฟ’ ส่งโมเดลครบวงจรให้สินเชื่อ-เติมสภาพคล่อง หนุนเปิดคาเฟ่ ง่ายขึ้น บอกสูตรจุดคุ้มทุนต้องขายได้วันละร้อยแก้ว ส่วนเทรนด์ปี 2569 เข้าสู่ยุคการดื่มกาแฟพรีเมียมในราคาจับต้องได้ หลัง2 แบรนด์ใหม่เข้ามาหนุนตลาดโตสองหลัก เปิดร้านง่ายขึ้นด้วยสินเชื่อครบวงจร บอนกาแฟจับมือ Luckyleasing และ Vyvr ให้เช่าซื้อเครื่องชง และ เงินหมุนเวียนสูงสุด 500,000 บาท ลดอุปสรรคเงินลงทุนก้อนแรก ดันคนอยากเปิดร้านเข้าสู่ตลาดมากขึ้น สูตรคืนทุน 100 แก้ว/วัน ยอดขายเฉลี่ย 100 แก้วต่อวัน คือ Magic Number คืนทุนใน 1 ปี ในทำเลและการคุมต้นทุนยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อความอยู่รอด พรีเมียมราคาจับต้องได้ โตสองหลัก กาแฟคุณภาพสูง เช่น เกอิชา ราคาต่ำกว่า 100 บาท/แก้ว เริ่มเห็นชัด ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก ‘แพงเฉพาะกลุ่ม’ เป็น ‘พรีเมียมที่เข้าถึงได้’ อุษาพรรณ อินทีรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารธุรกิจครบวงจรอุปกรณ์และจัดหาวัตถุดิบกาแฟ-ไม่ใช่กาแฟ(Non-Coffee) รายใหญ่ในเครือ Massimo Zanetti Beverage ประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่าในปี 2569 บริษัทฯ วางแนวทางการขยายธุรกิจไปยังตลาดผู้บริโภค ‘บีทูซี’ (B2C-Business to Consumer) มากขึ้น จากในช่วงที่ผ่านมาเน้นกลุ่ม บีทีบี (B2B-Business to Business) เป็นหลัก โดยบริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อสถาบันการเงิน 2 รูปแบบหลัก คือ ลัคกี้ ลีสซิ่ง (Luckyleasing) ร่วมให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องชงกาแฟ (เครื่องใหม่) Boncafe ตามระยะเวลา/เงื่อนไขที่กำหนด ไวเวอร์ (Vyvr) บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย ให้วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 500,000 บาท ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย “จากความครบวจรทั้งการจัดสินเชื่อระหว่างบอนกาแฟและพันธมิตรทั้งสองราย จะช่วยขยายฐานไปยังตลาดผู้บริโภคที่ต้องการเปิดร้านกาแฟได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯจะทำตลาดเชิงรุกโดยจัดกิจกรรมเวิร์ค ช้อปมากขึ้น” อุษาพรรณ กล่าวว่าจากแผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจในปี2569 ครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ 1. Segment leadership รักษาผู้นำกลุ่มโรงแรม 4-5 ดาว และขยายฐานสู่กลุ่มร้านอาหารที่ต้องการโซลูชั่นระดับพรีเมียม 2.Product Innovation เปิดตัว ‘Sync for Perfection นวัตกรรมเชื่อมต่อแบบไร้สายระหว่างเครื่องชงกาแฟ Lamarzocco และเครื่องบด Mahlkonig รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องบดและเครื่องชั่ง Mahlkonig โดยมีแอปฟลิเคชั่นเป็นตัวกลาง พร้อมทำตลาดเชิงรุกกลุ่มนัน-คอฟฟี่ ด้วย มัทฉะ เกรดพรีเมียม จากแหล่งปลูกต่างๆ เพื่อรองรับเทรนด์ผู้บริโภครุ่นใหม่ 3.Digital Commerce ปรับโฉมใหม่เว็บไซต์ boncafe วางตำแหน่งให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมืร์ซเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคปลายทาง (end user) ได้ง่ายขึ้น คาดดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในกลางปี 2569 นี้ นอกเหนือจากการทำตลาดในช่องทางออนไลน์แพลตฟอร์มอีคอมเมมิร์ซ ลาซาด้า และ ช้อปปี้ อุษาพรรณ กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจร้านกาแฟปัจจุบันพบว่ามีการหมุนเวียนทั้งการเปิดตัวใหม่และการปิดตัวธุรกิจ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยังไม่ทราบจำนวนร้านคาเฟ่ที่แน่ชัด แต่พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงสินค้า/เครื่องดื่มกาแฟเมล็ดคุณภาพ/พรีเมียม ได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มติบโตสูงสองหลัก (Double Digit) เมื่อเทียบกับร้านกาแฟประเภทอื่นๆ ที่เปิดทั่วไป จากในช่วงสองถึงสามปีก่อน เป็นกระแสของสเปเชียลตี คอฟฟี่ (Specialty Coffee) “การเติบโตดังกล่าว มาจากยอดขายอุปกรณ์บอนกาแฟซึ่งขยายตัวขึ้นตามด้วย โดยเฉพาะการขยายตัวของสาขาธุรกิจเชนร้านกาแฟสองรายใหม่อย่างอูโน่ คอฟฟี่ และ วัน ทู วัน คอฟฟี่ ที่เปิดตัวในปี2568 ที่ผ่านมา” จากแนวโน้มนี้ คาดผลักดันให้ภาพรวมการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟของไทยในปี2569 เข้าสู่บริบทสินค้าคุณภาพในราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญ มาจากการได้เห็นการเข้าถึงเครื่องดื่มกาแฟจากเมล็ดเกอิชา ในราคาเริ่มต้นแก้วละไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท จากเดิมราคา 300-400 บาท เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีให้กับผู้บริโภค ที่ผลักดันให้ธุรกิจตลาดกาแฟกลับสู่จุดสมดุล (Economy of Scale) ซึ่งในปีนี้ธุรกิจกาแฟ คาดยังเติบโตในอัตราชะลอตัวเทียบกับในช่วงก่อนหน้า “ROI ธุรกิจร้านกาแฟในปัจจุบัน มีตัวเลขมหัศจรรย์ หรือ เมจิก นัมเบอร์ คือ ต้องขายเครื่องดื่มกาแฟต่อวันในจำนวน 100 แก้ว จึงจะสามารถถึงจุดคืนทุนได้ภายในหนึ่งปี ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งร้านด้วย ซึ่งหากมีร้านกาแฟที่เปิดไลน์สินค้าอื่นเพิ่มในกลุ่มเบเกอรี่ อาจมีความน่าเป็นห่วงในเชิงยอดขาย” ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้มาจาก กลุ่มธุรกิจกาแฟ 50% กลุ่มอุปกรณ์เครื่องชงกาแฟ 30% กลุ่มนัน-คอฟฟี่ 20% โดยในปี 2569 บริษัทฯ วางเป้าหมายสัดส่วนรายได้กลุ่มบีทูซีอยู่ที่ 23% และกลุ่มบีทูบี อยู่ที่ 77% จากในปีก่อนหน้าอยู่ที่ 20% และ 80% ตามลำดับ พร้อมวางเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อนอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท เติบโต6% จากปี 2567 Alternate-X สรุปให้ ‘บอนกาแฟ’ บุกต่อไม่พักธุรกิจกาแฟปี2569 ขยายตลาดจาก B2B สู่ B2C เต็มตัว ดึงสองพันพันธมิตรปล่อยสินเชื่อช่วยคนเปิดร้านกาแฟง่ายขึ้น รับตลาดเข้าสู่ยุคร้านกาแฟพรีเมียมราคาจับต้องได้ โตระดับ Double Digit จากกระแส Specialty Coffee บอกทำร้านกาแฟยุคนี้อยู่ที่ยอดขาย 100 แก้วต่อวัน จะคืนทุนได้ใน 1 ปี บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านบาท โต 12% และเพิ่มสัดส่วน B2C เป็น 23% รับเทรนด์ปีนี้คือ ‘กาแฟคุณภาพดี ราคาจับต้องได้’ ดันตลาดสู่ Economy of Scale
ไหว้ไฉ่ซิ้งเอี้ย ตรุษจีน 2569 คืน ‘นิว มูน’ เริ่มต้นพลังงานใหญ่ รับทรัพย์ปีมะเมีย
วันตรุษจีนปี 2569 ปีนี้ตรงกับวันที่ 17 ก.พ. และขึ้นสู่ปีนักษัตรใหม่ตามปฏิทินจีน เป็นวันเริ่มต้นปี ปีมะเมีย (ปีม้า) อย่างเป็นทางการ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่จีนเริ่มตั้งวันจ่ายซึ่งตรงกับวันที่ 15 ก.พ. เพื่อเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ในวันที่ 16 ก.พ. จะเป็นวันที่ครอบครัวจะทำพิธีไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าสู่วันเที่ยวหรือวันตรุษจีนตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มต้นปีใหม่จีนด้วยการแต่งชุดสีแดง อวยพร และเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ตรุษจีน 2569 ตรงกับ New Moon เป็นคืนเดือนดับที่ดวงจันทร์ขนานโลกและดวงอาทิตย์ เชื่อกันว่าเป็นจุดรีเซ็ตพลังงาน เริ่มต้นใหม่ทรงพลังที่สุดรอบปี ฤกษ์ไหว้ไฉ่ซิ้งเอี้ย แนะนำคืน 16 ก.พ. เวลา 23.00–00.59 น. หันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งถือเป็นทิศโชคลาภปีนี้ แนวคิด ‘Set Zero’ เคลียร์พื้นที่ทิศใต้ เปิดไฟโทนแดง–ส้ม ตั้งจิตนิ่งและอธิษฐานรับพลังเริ่มต้นปีใหม่ ซินแสปรัชญา’ เจ้าของฉายา ‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ กูรูโหราศาสตร์จีน บอกเคล็ดลับ รับทรัพย์: ไหว้ไฉ่ซิ้งเอี้ย เทพเจ้าโชคลาภ ปี2569 เมื่อดวงจันทร์รีเซ็ตจักรวาล และทิศใต้เปิดประตูแห่งโชคลาภ ในคืน วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเริ่มต้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน แต่นี่คือปรากฏการณ์ทางพลังงานที่ดาราศาสตร์เรียกว่า New Moon (เดือนดับ) วินาทีที่ดวงจันทร์ขนานอยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ สร้างสภาวะ ‘Zero Point’ หรือสุญญากาศทางพลังงานที่นิ่งสนิทที่สุดในรอบปี 🌑 ทำไม New Moon ตรุษจีนปีนี้ถึง ‘พิเศษ’ กว่าครั้งไหน? ตามหลักวิชาฮวงจุ้ยและโหราศาสตร์จีน New Moon ของวันตรุษจีน 2569 คือ ‘จุดตัดที่สมบูรณ์’ ของ 3 พลังงานใหญ่: The Solar Shift: เป็น New Moon แรกหลังจากโลกเปลี่ยนศารท (ลิบชุน) เข้าสู่ปีมะเมียอย่างเต็มตัว เหมือนคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งลงระบบปฏิบัติการใหม่ พลังงานจึงบริสุทธิ์และสดใหม่ที่สุด The Perfect Balance: วันไหว้ตรงกับ วันยิ้มสุก (ธาตุน้ำ) ในขณะที่ทิศโชคลาภคือ ทิศใต้ (ธาตุไฟ) เกิดปฏิกิริยา ‘Steam Engine Effect’ หรือแรงดันไอน้ำมหาศาลที่จะเปลี่ยน ‘แรงกดดัน’ ในชีวิตให้กลายเป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ ความมั่งคั่ง Collective Consciousness: พลังจากคนนับพันล้านคนที่ตั้งจิตไปที่การ ‘เริ่มต้นใหม่’ พร้อมกัน ทำให้ประตูมิติพลังงานเปิดกว้างกว่าปกติ 🕒 ฤกษ์งามยามดี และทิศอัญเชิญ วันไหว้: คืนวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา (ยามจื้อ): 00 – 00.59 น. (เป็นช่วงเวลาที่พลังงานเริ่มเปลี่ยนผ่านแรงที่สุด) ทิศรับโชค: ทิศใต้ (ให้ผู้ไหว้หันหน้าไปทางทิศใต้ เพื่อรับพลังงานธาตุไฟโดยตรง) 🛠️ พิธีกรรม ‘Set Zero’ เตรียมตัวเป็นแม่เหล็กดึงดูดทรัพย์ จัดเตรียม ‘The Setup’ (พื้นที่รับพลัง) เปิดทางให้ไฟ: เคลียร์ทิศใต้ของบ้านให้โปร่งสว่าง เปิดไฟสีส้มหรือแดง หรือจุดเทียนแดงเพื่อกระตุ้นโชคลาภ สื่อกลางรับพลัง: วาง เหรียญสิบบาทใหม่ 13 เหรียญ ไว้บนโต๊ะไหว้เพื่อเป็นสื่อนำแรงสั่นสะเทือนของเงินทอง (เมื่อจบพิธีให้เก็บเข้าลิ้นชักเก็บเงินทันที) การตั้งโต๊ะ: ตั้งรูปหรือป้ายเทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี้ยให้หันหน้ามาทางทิศเหนือ เพื่อให้ท่านสบตากับเราพอดีขณะที่เราหันหน้าไปทิศใต้ การเตรียมตัวผู้ไหว้ (Mindset & Dress Code) แต่งกาย: สวมเสื้อผ้าสีเหลือง ส้ม หรือแดง เพื่อสะท้อนคลื่นความถี่ของธาตุโชคลาภ ข้อควรระวัง: ผู้ที่เกิด ปีจอ และ ปีชวด ในปีนี้ถือว่าพลังงานปะทะแรง ให้ผู้อื่นเป็นคนจุดธูปดอกแรกและนำกล่าวอธิษฐาน ขั้นตอนการ ‘จูนจิต’ (Mindful Receiving) ขณะอธิษฐาน ให้ทำสมาธิสั้นๆ เข้าสู่สภาวะ ‘นิ่งสนิท’ (Zero Point) ตามสภาวะของดวงจันทร์ แล้วจินตนาการว่าตัวคุณเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่กำลังดูดซับแสงสีทองจากทางทิศใต้เข้าสู่กลางหน้าอก นี่คือการ Alignment ให้ความถี่ในตัวคุณตรงกับความถี่ของความมั่งคั่ง 📜 บทอธิษฐานรับพลังงานใหม่ “ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล) ขอเปิดรับพลังงานบริสุทธิ์จากจักรวาลในวินาที Set Zero นี้ ขอให้ธาตุน้ำในตัวข้าพเจ้า (ปัญญา) ผสานกับธาตุไฟจากทิศใต้ (โชคลาภ) เปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นแรงดัน เปลี่ยนทุกความนิ่งเฉยให้เป็นความรุ่งโรจน์ ขอให้ความมั่งคั่งไหลบ่าเข้าสู่ชีวิตข้าพเจ้านับแต่วินาทีแรกของปีใหม่นี้ด้วยเทอญ” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ดวงโลก-ไทยปี2569 เดอะแบก-ภาระหนักอึ้ง แนะเคล็ดใช้พลัง’สี-น้ำ’ลดร้อนแรง ปรัชญาเปิดฟ้า กูรูฮวงจุ้ย www.gurufengshui.com FB Page: GuruFengShui และ ฮวงจุ้ยดีบ้านเด่นกับอาจารย์ปรัชญาเปิดฟ้า Tiktok: ซินแสปรัชญาเปิดฟ้า LINE OA: @Gurufengshui
‘ITALJET’ส่งตัวท็อปเฉียดล.บาทเจาะตลาด แผนเปิดโรงงานในไทย แห่ง3ในโลก
‘ITALJET’ จากแทร็ก MotoGP สู่ถนนเมืองไทย! เปิดตัว Dragster 3 รุ่นรวด พร้อมแผนเปิดโรงงานในไทยแห่งที่ 3 ของโลก โรงงานแห่งที่ 3 ของโลก ITALJET เตรียมตั้งฐานการผลิตในไทย ต่อจากอิตาลีและจีน เล็งใช้ไทยเป็นศูนย์กลางส่งออกในอนาคต รุ่นเรือธงเฉียด 1 ล้านบาท Dragster 700 Gresini Edition ราคา 989,000 บาท ได้โควตาไทย 8 คัน และถูกจองแล้ว 5 คัน ขยายเครือข่าย 40 ดีลเลอร์ จาก 15 แห่ง เป็น 40 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 เน้นสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขาย มัสซิโม่ ตาร์ตารีนี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Italjet S.p.A ทั้งยังเป็นทายาทสายตรงของ Leopoldo Tartarini ผู้ก่อตั้ง ITALJET เปิดเผยถึงทิศทางใหม่ ‘ITALJET’ (อิตัลเจ็ท) เตรียมขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทย โดยวางเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 3 ของโลก ต่อจากประเทศอิตาลีและจีน ความน่าสนใจของการลงทุนครั้งนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบจากการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ (CKD) เป็นการลงทุนโดยตรงเพื่อหาชิ้นส่วนภายในประเทศไทยและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกในอนาคต โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ มาเวอร์ริค กรุ๊ป เพื่อจัดตั้งโรงงานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจชลบุรี-ระยอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 “เราไม่ได้แค่สร้างยานพาหนะไว้เดินทาง แต่เรากำลังสร้างสิ่งประดิษฐ์ในฝันที่สะท้อนคุณภาพและสไตล์อิตาลีแท้ๆ ซึ่งจะไม่ยอมทำให้เป็นแมสโปรดักชั่นจนขาดเอกลักษณ์” 3 รุ่นใหม่ เปิดราคา 2.9 แสนบาท โดย ‘อิตัลเจ็ท’ ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ดังนี้ 1.Italjet Dragster 700 Twin (รุ่นเรือธง) สกู๊ตเตอร์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสนามแข่ง Premium Edition ราคา 799,000 บาท Limited Edition: 899,000 บาท Gresini Edition (Limited): 989,000 บาท (รุ่นพิเศษลายทีมแข่ง MotoGP) 2.Italjet Dragster 459 Twin ราคาเปิดตัว: 499,000 บาท โปรโมชั่น: แถมฟรีหมวกกันน็อค Nolan มูลค่า 24,900 บาท (กำหนดส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569) 3.Italjet Dragster 300 Black Edition ราคาขายปลีก: 299,000 บาท (พร้อมส่งมอบทันที) 40 ดีลเลอร์ทั่วไทย นรวิชญ์ ภทรธนกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสองล้อมานานกว่า 15 ปี ระบุว่าภารกิจสำคัญในปีนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวผ่านบริการหลังการขาย โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการ (Service Center) จากปัจจุบันที่มีอยู่ 15 จุด เพิ่มขึ้นเป็น 40 จุดทั่วประเทศภายในปี 2569 เพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ด้าน สุทธิเทพ อุดมทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เปิดเผยเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ คาดการณ์ยอดจำหน่ายในรุ่น Dragster 300 ไว้ที่ 200 คัน และรุ่น Dragster 459 อีกประมาณ 100 คัน ส่วนรุ่นเรือธงอย่าง Dragster 700 นั้นได้รับความสนใจอย่างสูงจนมียอดจองเข้ามาแล้ว 5 คัน จากโควตาเบื้องต้นที่ได้รับจัดสรรเพียง 8 คันเท่านั้น สำหรับ การรุกตลาดครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Italjet ในประเทศไทย เนื่องจากแผนการจัดตั้งฐานการผลิตแห่งที่ 3 ของโลกในเขตเศรษฐกิจชลบุรี-ระยอง ภายในปี 2571 จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดกำแพงภาษีนำเข้า ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในอนาคตมีโอกาสปรับตัวลงสู่ระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าปัจจุบันที่เป็นการนำเข้าทั้งคันจากอิตาลี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกับคุณภาพงานประกอบที่ยังคงมาตรฐานอิตาลี พร้อมพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเชิงราคาในตลาดไทยได้มากขึ้น Alternate-X สรุปให้ ITALJET แบรนด์สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากอิตาลี เปิดตัว Dragster 3 รุ่นในไทย พร้อมรุ่นเรือธง Dragster 700 ราคาสูงสุด 989,000 บาท เป็นรุ่นท็อปได้รับโควตาเพียง 8 คัน และมียอดจองแล้ว 5 คัน โดยบริษัทประกาศแผนตั้งโรงงานผลิตในไทยเป็นแห่งที่ 3 ของโลก ภายในปี 2571 พร้อมเปลี่ยนจากนำเข้า CKD สู่การผลิตเต็มรูปแบบในเขตเศรษฐกิจชลบุรี-ระยอง ตั้งเป้าขยายดีลเลอร์ 40 แห่งทั่วประเทศ และดันไทยเป็นฐานส่งออกในอนาคต
‘รามคำแหง’ รีเทิร์น รับรถไฟฟ้าสีส้มเติมสดใสทำเล ทุบเดอะมอลล์3ทำห้างฯใหม่
‘รามคำแหง’ เตรียมมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังศูนย์การค้าในตำนานอย่างเดอะมอลล์ รามคำแหง ปรับโฉมใหม่ และการเปิดตัวโรงแรม The Quarter ในย่านนี้ เพื่อรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม ‘ใบชุบ’ ที่จะมาฟื้นทำเลนี้ 1981 Soul and Sold’ พลิกบทบาทห้างสู่ Cultural Hub รีแบรนด์เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง สู่ศูนย์รวมแฟชั่นวินเทจ ของสะสม และพื้นที่สร้างสรรค์ วางหมวดสินค้า 8 กลุ่มหลัก ผสานรีเทล–อีเวนต์–คอมมูนิตี้ในระบบนิเวศเดียว The Quarter รามคำแหง รับดีมานด์ทำเลฟื้นตัว โดย UHG เปิดโรงแรม 338 ห้อง ราคาเฉลี่ยราว 1,500 บาท/คืน รับความต้องการลูกค้าหลักคนไทย 60-70% ต่างชาติ 30-40% มองศักยภาพโตตามรถไฟฟ้าสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีส้ม ตัวเร่งทำเล ‘ใบชุบ’ ใหม่ เส้นทางบางขุนนนท์–มีนบุรี ระยะทาง 35.9 กม. เชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก–ตะวันออก รามคำแหง พร้อมขึ้นแท่นทำเลยุทธศาสตร์ ใกล้ทองหล่อ–เอกมัย และแอร์พอร์ตลิงก์ ย้อนกลับไปราว 20-30 ปีก่อน ‘รามคำแหง’ หนึ่งในย่านชุมชน การศึกษา แหล่งงาน ของฝั่งตะวันออก กรุงเทพฯ ที่ราว 10 ปีก่อนหน้า ยังเป็นทำเลไฮไลต์ที่กลุ่มเดอะมอลล์ (The Mall Group) เข้ามาจับจองย่านนี้พร้อมเปิดศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ถึง 3 สาขา ก่อนจะทุบทิ้ง เดอะมอลล์ 2 และเดอะมอลล์ 4 รามคำแหง ไปเมื่อปี 2560-2561 และเหลือ ‘เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง’ เอาไว้ ล่าสุด ‘เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง’ (อยู่ระหว่างซอยรามคำแหง 13 และ15) เปลี่ยนโฉมพร้อมใช้ชื่อใหม่ ‘1981 Soul and Sold’ กับตำแหน่งศูนย์รวมแฟชั่นวินเทจ พร้อมแผนเปิดโครงการปลายปี 2569 ขณะที่แนวคิดหลักของโครงการ ‘1981 Soul and Sold’ เป็นความตั้งใจของกลุ่มเดอะมอลล์ ที่ปรับจากการทำพื้นที่ค้าปลีกในฟอร์แมตจากเดิมที่เป็น ห้างสรรพสินค้า หรือมอลล์ ทั่วไป แต่จะเป็นพื้นที่ฮับ คัลเจอร์ (cultural hub) พื้นที่รวมวัฒนธรรมสายครีเอทีฟ ที่ออกแบบให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว โดยภายในโครงการมีไฮไลต์น่าสนใจ อาทิ Merchandise ของสะสม, แฟชั่นรีพริ้นต์, งานคราฟต์ท้องถิ่น Experiences นิทรรศการ, คอนเสิร์ต, ตลาดเรโทร, เวิร์กช็อป Facilities คาเฟ่, คอนเทนต์สตูดิโอ, vault, archive, photo lab Activities : swap meet, ประมูล, storytelling, pop-up fair Community : กลุ่มเรโทร, new wave, นักสะสม, นักล่าของหายาก ขณะที่ หมวดสินค้า (Category Clusters 8 กลุ่มหลัก) ได้แก่ 1.Fashion & Accessories 2.Music & Media 3.Analog & Tech Nostalgia 4.Art, Craft & Design 5.Collectibles & Memorabilia 6.Lifestyle Services 7.Food & Beverage 8.Community Anchors (กลุ่ม/พื้นที่ที่เป็นแกนชุมชน) สำหรับโครงการฯ คาดเปิดตัวภายในช่วงปลายปี 2569 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหาผู้เช่า และรีโนเวตปรับพื้นที่ทั้งในอาคารและนอกอาคาร The Quarter ปักหมุดรอโอกาส ก่อนหน้า นอกจากการปรับโฉมใหม่โครงการ ‘1981 Soul and Sold’ ของกลุ่มเดอะมอลล์ แล้ว เช่นดียวกับที่กลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (UHG) เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ (The Quarter) และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลส์’ (Hills) มองเห็นโอกาสจากการเตรียมกลับมามีชีวิตชีวาของย่านรามคำแหง อีกครั้ง วุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ UHG กล่าวกับ Alternate-X ว่า ทำเลย่านรามคำแหง เป็นทำเลครอบคลุมทั้งชุมชนอยู่อาศัย สิ่งอำนวยคามสะดวกทั้งศูนย์การค้า สถานศึกษา แหล่งทำงาน มายาวนาน รวมถึงยังเป็นทำเลเชื่อมต่อถนนหลายสาย อาทิ ลาดพร้าว พระราม 9 ศรีนครินทร์ พัฒนาการ และยังไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ จากศักยภาพทำเล บริษัทได้ลงทุนพร้อมปรับโฉมโรงแรมเดิมในย่านรามคำแหง ซึ่งอยู่ไม่ห่างเดอะมอลล์มากนัก โดยพัฒนาโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ The Quarter รามคำแหล่ง ซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านให้บริการห้องพักจำนวน 338 ห้อง คิดอัตราค่าบริการราว 1,500 บาท โดยอาจมีการปรับขึ้นลงบ้างขึ้นอยู่กับอัตราการเข้าพัก “หลังเปิดให้บริการโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง ได้การตอบรับดีจากกลุ่มเป้าหมายนักเดินทาง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวไทยสัดส่วน 60-70% และต่างชาติสัดส่วน 30-40%” พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า การเปิดสาขาใหม่เดอะควอเตอร์ รามคำแหง ด้วยมองเห็นศักยภาพทำเลในอนาคต ส่วนหนึ่งจากการมาของระบบโครงสร้างพื้นฐานบริการตคมนาคมสาธารณะ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) ซึ่งจะเชื่อมกรุงเทพฯฝั่งตะวันตกและตะวันออก โดยแนวเส้นทางในอนาคตจะเริ่มจาก บางขุนนนท์ ผ่านศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านสนามหลวง ประตูน้ำ ดินแดง สิ้นสุดที่ มีนบุรี (สุวินทวงศ์) รวมระยะทาง 35.9 กม. แบ่งเป็น 2 ช่วง ตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี/สุวินทวงศ์) 17 สถานี วิ่งผ่านถนนพระราม 9, รามคำแหง, แยกลำสาลี ถึงมีนบุรี (คาดเปิดปี 2571) ตะวันตก (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมฯ) 11 สถานี ผ่านศิริราช, สนามหลวง, ราชเทวี, ดินแดง (คาดเปิดปี 2573) หากรถไฟฟ้าสายสีส้มมาตามแผนทั้งหมด จะยังสนับสนุนรามคำแหงสู่การเป็นทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างกันเป็น ‘ดิสทริค แอเรีย’ ในอนาคต ด้วยอยู่ไม่ไกลจากย่านทองหล่อ-เอกมัย อีกทั้งมีแม่เหล็กรายรอบต่างๆ อาทิ ราชมังคลากีฬาสถาน, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, โครงการมิกซ์ยูสสำนักงานรามคำแหงฮิลส์และโรงแรมเดอะควอเตอร์ รามคำแหง, แอร์พอร์ต ลิงก์ รามคำแหง, ท่าเรือคลองแสนแสบ “UHG มองว่าเป็นทำเลที่มีความน่าสนใจมากๆ ในระดับเดียวกับบริเวณห้าแยกลาดพร้าว แต่เป็นรองกว่าเล็กน้อยเท่านั้น” พร้อมเสริมว่า โฉมใหม่ โครงการ ‘1981 Soul and Sold’ ซึ่งเป็นของกลุ่มเดอะมอลล์ทำ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะออกมาตรงตามความต้องการของตลาด และ สามารถสร้างความคึกคักและความสะดวกสบายให้ถนนรามคำแหงบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี จากการเปลี่ยนโฉม พร้อมยกระดับตัวซูเปอร์มาร์เก็ต ในรูปแบบกูรเมต์ มาร์เก็ต ด้วย Alternate-X สรุปให้ ย่านรามคำแหงกำลังกลับมาคึกคัก จากการรีโนเวต ‘เดอะมอลล์ 3’ สู่โครงการใหม่ชื่อ ‘1981 Soul and Sold’ คอนเซ็ปต์ใหม่ปรับจากห้างฯ ดั้งเดิม สู่ Cultural Hub รวมแฟชั่นวินเทจ งานคราฟต์ และคอมมูนิตี้สายครีเอทีฟ เตรียมเปิดปลายปี 2569 รองรับแรงหนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีส้ม ขณะที่กลุ่มโรงแรม UHG เปิด The Quarter รามคำแหง มาก่อนหน้ารับดีมานด์นักเดินทางไทย–ต่างชาติ และเมื่อรถไฟฟ้าสีส้มเปิดครบเส้น รามคำแหงมีศักยภาพยกระดับสู่ ‘ดิสทริค แอเรีย’ เชื่อมตะวันออก–ตะวันตกกรุงเทพฯ
7 ไฮไลต์ ‘โลเปีย’ ซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น บุกตลาดไทยแห่ง2ในเอเชีย
โลเปีย (LOPIA) แบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ต จากประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาในไทยแห่งสองต่อจากไต้หวัน พร้อม Grand Openingไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สาขาแรก ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ซูเปอร์มาร์เก็ต AI โมเดลญี่ปุ่นแท้ โลเปียเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแรกในไทยที่ประกาศใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างจริงจัง พร้อมพัฒนาระบบมัดจำรถเข็นและเตรียมใช้ QR ในอนาคต สะท้อนโมเดลค้าปลีกญี่ปุ่นที่เน้นข้อมูล เทคโนโลยี และประสบการณ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เนื้อวากิว 500 SKUs นำเข้าเนื้อวากิวญี่ปุ่นแท้มากกว่า 80% และมีสินค้ากลุ่มเนื้อกว่า 500 รายการ ตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘ผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบเนื้อญี่ปุ่น’ ที่แตกต่างจากซูเปอร์ทั่วไป ญี่ปุ่นพรีเมียม ราคาจับต้องได้ สินค้ากว่า 90% นำเข้าจากญี่ปุ่น วางตำแหน่งแบรนด์เป็นคุณภาพสูงแต่เข้าถึงง่าย เจาะกำลังซื้อคนไทยที่เติบโตสูง ฮิโตชิ มิซึโมโตะ กรรมการบริษัท LOPIA (โลเปีย) และหัวหน้าสำนักงานใหญ่ฝ่ายดูแลภูมิภาคเอเชีย ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตโลเปีย (LOPIA) บอกเส้นทางการเดินทางกว่า 5,000 กิโลเมตร จากประเทศญี่ปุ่นของโลเปีย มายังประเทศไทยเพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบอาหารคุณภาพญี่ปุ่น เป็นแห่งที่สองต่อจากไต้หวัน สำหรับโลเปีย ประเทศไทย สาขาแรกมีขนาดพื้นที่ราว 1,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ชั้นG ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และนี่คือ 7 ไฮไลต์ของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ 1.ใช้ AI วิเคราะห์ลูกค้าจริงจัง ฮิโตชิ บอกว่า ‘โลเปีย’ เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในไทยที่นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เหมาะกับคนไทย นอกจากนี้ยังเป็นแห่งแรกที่นำระบบชำระมัดจำรถเข็นตระกร้าออกจากช่องจอด โดยลูกค้าจะต้องใส่เหรียญสิบบาทเข้าไปก่อนนำรถเข็นออกมาจากช่องจอดได้ และเมื่อจับจ่ายซื้อของเรียบร้อยแล้วให้นำรถเข็นกลับมาไว้ที่เดิมก็จะได้รับเหรียญสิบบาทกลับคืนไป “วิธีนี้ เพื่อให้ลูกค้านำรถเข็นกลับมาคืนไว้ที่ช่องได้ด้วยตัวเอง และในอนาคตบริการระบบนี้ จะเปลี่ยนเป็นรูปแบบสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อความสะดวกมากขึ้น” 2️.สินค้านำเข้าญี่ปุ่นแท้ 90% สินค้ากว่า 90% ภายในโลเปีย จะเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ ‘ญี่ปุ่นแท้’ จริงที่มีราคาไม่แพงกว่าคู่แข่ง พร้อมคัดสรรสินค้ายอดนิยมของคนไทยเข้ามาขายด้วย 3️.เนื้อนำเข้า 500 รายการ โลเปีย นำเข้าวัตุดิบเนื้อวัว (วากิว) จากญี่ปุ่นโดยตรงมาจำหน่ายมากกว่า 80% เช่น วากิวพันธุ์ดำญี่ปุ่นแท้ ที่คงความสม่ำเสมอรสชาติเนื้อญี่ปุ่น ภายใต้กระบวนกานำเข้าแม้ไม่ได้แช่แข็ง โดยมีกลุ่มเนื้อวัววางจำหน่ายมากกว่า 500 รายการ (SKUs) จุดนี้ตอกย้ำ ‘เนื้อแท้เกรดญี่ปุ่น’ เป็นภาพลักษณ์หลักของโลเปีย 4️ บริการ ‘ย่างให้ฟรี’ ทุกเมนู เมื่อลูกค้าซื้อเลือกซื้อชิ้นเนื้อวัวลายสวยได้ตามต้องการแล้วนำจ่ายเงิน หากต้องการให้ปรุงย่างเนื้อวัวสเต็ก สามารถรับบริการนี้ได้ โดยลูกค้านำใบเสร็จมาย่างฟรีได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถือเป็นประสบการณ์ช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่แตกต่างจากซูเปอร์แห่งอื่น 5️. ซูชิคำใหญ่ เริ่ม 30 บาท ภายในโลเปีย ยังมีสเตชั่นปรุงเมนูซูชิ (Sushi) แบบสดๆ พร้อมวางขายถือเป็นอีกหนึ่งมุมโปรดของลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ด้วยขนาดของ ‘ซูชิ โลเปีย’ มีขนาดใหญ่ข้าวและเนื้อรวมกันปริมาณ 26 กรัมต่อ1 คำเมื่อเทียบซูชิทั่วไป 1 คำมีข้าวและเนื้อราว 20กรัม ในตอนนี้ ซูชิ ของโลเปีย มีให้เลือก 50 ชนิด ด้วยราคาเริ่มต้น 30 บาทต่อชิ้น!! “คอนเซปต์ซูชิโลเปีย คือ อิ่มเต็มคำเพื่อให้ลูกค้ารับประทานซูชิญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องทานหลายชิ้น” 6️. Private Brand-สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ โลเปียยังวางจำหน่ายสินค้าไพรเวทแบรนด์โดยเฉพาะที่ปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่า 30% และเน้นสินค้าออริจินัล จากญี่ปุ่นทำตลาดในไทย ซึ่งในอนาคตวางแผนขยายสัดส่วนสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โลเปีย ยังมีแนวคิดพัฒนารูปแบบวิจัย ผลิต พร้อมวางจำหน่ายสินค้าบางรายการในประเทศไทย เพื่อทำตลาดให้กับโลเปียในอนาคตด้วย โลเปีย มีแผนผลิตเมนูคาราเกะ (Karage ไก่ทอดกรอบ) ภายใต้แบรนด์ตัวเอง จากตอนนี้ผลิตในญี่ปุ่นก่อน พร้อมมองโอกาสขยายโรงงานในไทยเพื่อส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ “นอกจากนำเข้าวัตถุดิบแล้ว โลเปียยังผลิตและขายเองอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยทำการตลาดวิจัยก่อนว่าคนไทยชอบแบบไหน เช่น ชิโอะปังที่ขายได้เป็นพันชิ้นแล้ว” 7️ ‘คุณภาพญี่ปุ่น’ ราคาถูกกว่าคู่แข่งราว 15% สำหรับสินค้าภายในซูเปอร์มาร์เก็ตโลเปีย สาขาขาแรกในไทนยแห่งนี้ ‘มิซึโมโตะ’ บอกว่ามุ่งโฟกัสคุณภาพสินค้าในราคาที่เหมาะสมเพื่อให้คนไทยเข้าถึงสินค้าได้ เน้นความคุ้มค่าคู่ความอร่อยจริง “เมื่ออาหารอร่อย จะเป็นแม็กเน็ตที่ดึงดูดลูกค้าคนไทยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโลเปีย ให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง” มิซึโมโตะ ให้เหตุผลการที่โลเปีย เจแปน เลือกเปิดสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ด้วยมองเห็นศักยภาพพื้นที่ในรูปแบบการเช่าพื้นที่ ในชั้นจีของศูนย์ฯ นอกจากนี้ โลเปียยังอยู่ใกล้กับท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะสร้างทราฟฟิกลูกค้าระหว่างกันได้ด้วย ขณะที่ กลยุทธ์สำคัญของโลเปีย คือ เน้นสินค้าออริจินัล ญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าแรกในตลาดไทยในทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะขนมและของหวานอาทิ เวียง พาเทล่า ชีสเค้ก ที่อย่างหลังยังเป็นสินค้าที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศญี่ปุ่น ถือว่าอร่อยที่สุดในกลุ่มชีสเค้ก มีเนื้อแน่น หอม ละมุน รวมไปถึงกลุ่มผลไม้ญี่ปุ่น อย่างแอปเปิลแดง แอปเปิลเขียว ญี่ปุ่น สายพันธุ์โอริน และสตรอว์เบอรี่ ไปจนถึงมันแท้ ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่หาซื้อได้เฉพาะที่โลเปีย ส่วนความท้าทายของโลเปียต่อการเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกในไทย นั้น มิซึโมโตะ บอกว่าเป็นเรื่องกระบวนการนำเข้าเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานและถูกต้องตามกฎระเบียบไทย เป็นหลักมากกว่า ด้วยปัจจุบัน มองว่า ‘ไทย’ ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อที่น่าสนใจสูง ราว 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับไต้หวันที่เปิด 9 สาขาแห่งแล้ว และ 139 สาขาในญี่ปุ่น Alternate-X สรุปให้ โลเปีย (LOPIA) ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 จากญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียต่อจากไต้หวัน กับจุดเด่น การนำ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เหมาะกับตลาดไทย ด้วยสินค้ากว่า 90% นำเข้าจากญี่ปุ่นแท้ โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อวากิวกว่า 500 รายการ สร้างประสบการณ์ต่างจากซูเปอร์ทั่วไป ด้วยบริการ ‘ย่างเนื้อให้ฟรี’ และซูชิไซส์ใหญ่เริ่ม 30 บาท ชูจุดขาย “คุณภาพญี่ปุ่น ราคาคุ้มค่า” ถูกกว่าคู่แข่งราว 15% พร้อมขยาย Private Brand ในอนาคต
พลังชิปไต้หวัน สร้างชาติมหาอำนาจเทคโนโลยี ไทยต้องขายอะไรถึงตามทัน?
‘A Chip Odyssey’ ชิปเปลี่ยนชาติ สารคดีไต้หวันสร้างเศรษฐกิจชาติด้วยนวัตกรรม หันกลับมองไทย จะขายอะไรในโลกอนาคต จุดเริ่มต้นของ TSMC และอุตสาหกรรมชิปไต้หวันเกิดจากการวางเดิมพันครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนในร้านน้ำเต้าหู้เมื่อปี 1974 สารคดี A Chip Odyssey สะท้อนจิตวิญญาณ ‘ผู้สร้างภูเขา’ ที่เปลี่ยนวิกฤตทางการทูตให้กลายเป็นปาฏิหาริย์แห่งเทคโนโลยีโลก บทความเปรียบเทียบความกล้าหาญทางนโยบายของไต้หวันกับโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องเร่งหา ‘ยุทธศาสตร์หลัก’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักฐานการผลิต ช่วงก่อนเลือกตั้งประเทศไทย 8 กุมภาพันธ์ 2569 หนึ่งวัน (7 ก.พ.) ‘ผู้เขียน’ ได้รับเชิญจากสำนักเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ร่วมชมภาพยนตร์สารคดีที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของอุตสาหกรรมชิปของไต้หวัน ซึ่งกลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของไต้หวันมาจนถึงทุกวันนี้ บริเวณจอฉายภาพยนตร์กลางแจ้งบนดาดฟ้ารูฟท็อปของ River City ย่านสี่พระยา ท่ามกลางลมโชยชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแสงไฟจากตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ ภาพบนจอฉายเรื่องราวของเกาะเล็กๆ อีกฟากหนึ่งของทะเลจีนใต้ที่ชื่อว่า “A Chip Odyssey” (หรือชื่อภาษาจีน 《造山者—世紀的賭注》 – Mountain Makers: Gamble of the Century) สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความสำเร็จทางเทคโนโลยี แต่มันคือการฉายภาพความพยายามในการเอาตัวรอดของชาติในยามวิกฤต ซึ่งดูจะประจวบเหมาะกับห้วงเวลาที่ไทยเราเองก็กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน ไต้หวันมหาอำนาจเทคโนโลยี ในโลกยุคปัจจุบันที่ ‘ชิป’ (Semiconductor) เปรียบเสมือนน้ำมันแห่งศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องแล็บหรือโรงงานสะอาดเอี่ยม (Clean Room) อีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชี้ชะตาความมั่นคงของโลก ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ซึ่งออกฉายในช่วงฤดูร้อนปี 2025 ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของบริษัท TSMC เท่านั้น!! แต่ยังเป็นภาพตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และการเสียสละของชาวไต้หวันที่เปลี่ยนเกาะเล็กๆ ให้กลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีที่โลกขาดไม่ได้ สารคดีที่ผู้กำกับ ‘เสี่ยวจูเฉิน’ (Hsiao Chu-Chen) เจ้าของรางวัลม้าทองคำ ได้ใช้เวลากว่า 5 ปีในการถ่ายทำ ได้สร้างปรากฏการณ์ทำรายได้ทะลุ 30 ล้านเหรียญไต้หวันภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน กลายเป็นหนึ่งในสารคดีที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของไต้หวัน และเป็นสื่อที่เชื่อมโยงคนต่างรุ่นให้หันกลับมามองรากเหง้าความสำเร็จของชาติด้วยความภาคภูมิใจ จุดเริ่มต้นจากร้านน้ำเต้าหู้ ฉากแรกของสารคดีนีเปิดมาได้อย่างน่าสนใจ ผู้กำกับฉายภาพให้เห็น ‘Job Fair’ ของบรรดานักศึกษาจบใหม่ในไต้หวันที่ส่วนใหญ่ล้วนบอกว่าอยากทำงานในบริษัทผู้ผลิตชิป ก่อนจะตัดภาพมากด้วยการพาผู้ชมย้อนกลับไปค้นหาความจริงที่ดูเหมือนเป็น ‘ตำนาน’ เกี่ยวกับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรม 7 คน ที่นัดพบกันในร้านอาหารเช้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในย่านเมืองเก่ากลางกรุงไทเป ปัจจุบันร้านน้ำเต้าหู้นั้นได้หายไปกลายเป็นอาคารสำนักงานแล้ว เพื่อตัดสินใจในเรื่องที่บ้าบิ่นที่สุด นั่นคือการเลือก ‘เซมิคอนดักเตอร์’ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติ โดยหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐรวม เจี่ยง จิ้งกว๋อ (Chiang Ching-kuo) ลูกชายของเจียงไคเช็ครวมด้วย ในช่วงทศวรรษ 1970 ไต้หวันตกอยู่ในสภาวะวิกฤตอย่างหนัก ทั้งจากการถูกขับออกจากสหประชาชาติ (UN) ในปี 1971 การสูญเสียความสัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รวมถึงวิกฤตการณ์น้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดนั้นเอง รัฐบาลไต้หวันตัดสินใจ ‘วางเดิมพัน’ ครั้งใหญ่ด้วยการส่งวิศวกรหนุ่ม 19 คน เดินทางไปฝึกงานที่บริษัท RCA ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแผนระยะยาวในการนำพาไต้หวันให้หลุดพ้นจากการเป็นชาติที่พึ่งเกษตรกรรมเป็นหลัก โอกาสเดียว ‘ชาติต้องรอด’ ‘ชื่อจินไถ’ (Shih Chin-tay) อดีตประธานสถาบัน ITRI เล่าผ่านสารคดีว่า วิศวกรกลุ่มนี้มีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปี พวกเขาเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นเคยด้วยความรู้สึกทึ่งในความเจริญของอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันก็แบกรับภาระอันหนักอึ้งว่า ‘ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก’ เพราะนี่คือโอกาสเดียวในการรักษาความอยู่รอดของชาติ ประโยคหนึ่งที่ชื่อจินไถพูดและรู้สึกสะกิดใจผู้เขียนคือ “ถ้าหากตอนนั้นประเทศอยู่ในสถานะที่ดีและมั่นคง ไต้หวันคงไม่มีวันสร้างปาฏิหาริย์แห่งเซมิคอนดักเตอร์ได้เลย” Mountain Makers ชื่อภาษาจีนของสารคดีนี้คือ “Mountain Makers” (ผู้สร้างภูเขา) ซึ่งอ้างอิงถึงฉายาของ TSMC ที่ถูกเรียกว่า “保國聖山” (Sacred Nation-Protecting Mountain) หรือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศ เนื้อหาของสารคดีนี้ต้องการสื่อสารให้เห็นว่าภูเขาลูกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากการ ‘ถม’ ด้วยหยาดเหงื่อและการเสียสละส่วนตัวของคนรุ่นบุกเบิก สารคดีนำเสนอแง่มุมที่จับต้องได้มากกว่าแค่ตัวเลขกำไรหรือเทคโนโลยีระดับนาโน ผ่านบทสัมภาษณ์คนวงในอย่าง มอร์ริส ชาง’ (Morris Chang) ผู้ก่อตั้ง TSMC ไช่หมิงไข (Tsai Ming-kai) ผู้ก่อตั้ง MediaTek หรือบรรดาผู้นำองค์กรเทคฯของไต้หวันเพียงเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานในสายการผลิตที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนยอมรับว่าพวกเขาพบรักและแต่งงานกันในโรงงาน เพราะเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตถูกอุทิศให้กับการทำงาน สารคดีย้ำเตือนเราว่า ความสำเร็จระดับโลกนี้มีราคาที่ต้องจ่าย และราคาที่ว่านั้นคือความสุขส่วนตัวและการอุทิศตนเพื่อ ‘เป้าหมายที่ใหญ่กว่า’ ภาพจากโดรนที่บินผ่านเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ของไต้หวัน สลับกับภาพโรงงานที่ทันสมัยในเมืองซินจู่ สร้างนัยยะเชิงสัญลักษณ์ว่าอุตสาหกรรมชิปคือปราการธรรมชาติยุคใหม่ที่ทำให้โลกต้องหันมาปกป้องไต้หวัน ไม่ใช่เพียงเพราะความเห็นอกเห็นใจ แต่เพราะโลกไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากขาดชิปจาก “ภูเขา” ลูกนี้ สิ่งที่ทำให้ A Chip Odyssey แตกต่างจากภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อคือความใจกว้างในการนำเสนอความล้มเหลว ผู้กำกับเลือกที่จะเก็บบทตอนเกี่ยวกับความพยายามที่ล้มเหลวของบริษัท Vanguard International Semiconductor ในการพัฒนา DRAM เพื่อสะท้อนว่าเส้นทางสู่ยอดเขานั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและความสูญเสีย นอกจากนี้ สารคดียังเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับปัจจุบันอย่างแนบเนียน โดยมี คริส มิลเลอร์ (Chris Miller) ผู้เขียนหนังสือ Chip War มาร่วมให้สัมภาษณ์ รวมถึงการใส่ฟุตเทจเหตุการณ์สำคัญอย่างการมาเยือนของ แนนซี เพโลซี ในปี 2022 และสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการแย่งชิงอุตสาหกรรมชิป เพื่อย้ำเตือนว่าวิกฤตการณ์ของไต้หวันยังไม่จบสิ้น มอร์ริส ชาง ได้กล่าวประโยคที่ทรงพลังในตอนท้ายของเรื่องว่า “โลกาภิวัตน์และการค้าเสรีได้ตายไปแล้ว” นี่คือคำเตือนว่าอนาคตจะยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น ไต้หวันจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะหยุดอยู่กับที่หรือหลงระเริงกับความสำเร็จในอดีต อนาคตที่ยังต้องเดิมพัน ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดของ A Chip Odyssey คือไม่นานหลังมีการเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว สารคดีเรื่องนี้สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาดูได้อย่างล้นหลาม มีรายงานว่านักศึกษาและวิศวกรหนุ่มสาวพากันเข้าชมจนแน่นโรง หลายคนบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างเต็มอกที่จะบอกว่าตนเองมาจากไต้หวัน หลังภาพยนตร์ฉายจบที่ River City ผู้กำกับเสี่ยวจูเฉิน ซึ่งบินตรงมาร่วมงานและเสวนากับผู้ชมด้วยตัวเอง ได้แชร์เรื่องราวที่น่าประทับใจไว้อย่างมีพลัง เธอเล่าถึงวิศวกรคนหนึ่งที่พาลูกและพ่อแม่มาดูสารคดีเรื่องนี้รวมถึง 3 รอบ เพียงเพื่อให้ลูกๆ ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเหตุใดพ่อถึงต้องทำงานล่วงเวลาและอุทิศตนอย่างหนัก และเพื่อให้พ่อแม่ได้เห็นภาพความรุ่งเรืองของยุคสมัยที่พวกเขาเคยมีส่วนร่วมถากถางทางไว้ นี่คือการใช้ ‘พลังทางวัฒนธรรม’ (Cultural Power) ที่ก้าวข้ามกรอบของประวัติศาสตร์เทคโนโลยี สู่การสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันของคนในชาติที่เชื่อมโยงกันด้วยความเข้าใจและความรัก A Chip Odyssey จบลงด้วยประโยคที่ดังก้องไปทั่วดาดฟ้าริมน้ำว่า ‘เราต้องสำเร็จ ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก’ ซึ่งเป็นคำพูดของอดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซุนหยุนสวาน เมื่อ 50 ปีก่อน แต่กลับมาสั่นสะเทือนความรู้สึกอีกครั้งในโลกปี 2025-2026 ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน แม้ว่านักวิจารณ์ศิลปะบางกลุ่มอาจมองว่าสารคดีเรื่องนี้มีท่าที ‘เชิดชูบุคคล’ (Lionizing) และกระตุ้นความรักชาติอย่างเข้มข้นจนอาจดูล้นเกินสำหรับคนนอก แต่สำหรับชาวไต้หวันและผู้ที่เฝ้ามองประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ สารคดีเรื่องนี้คือ ‘จิ๊กซอว์’ ชิ้นสำคัญที่ทำให้โลกเข้าใจว่าเหตุใดเกาะเล็กๆ แห่งนี้ถึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ค้ำยันเทคโนโลยีโลกไว้ไม่ให้พังทลาย เรื่องราวทั้งหมดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของซิลิคอนหรือชิปราคาแพงอันทรงประสิทธิภาพ แต่มันคือเรื่องของ “ความตั้งใจแน่วแน่เพื่อความอยู่รอดและศักดิ์ศรี” ซึ่งยังคงเป็นแกนกลางของจิตวิญญาณไต้หวันมาจนถึงปัจจุบัน และจะเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาก้าวไปสู่การสร้าง ‘ภูเขา’ ลูกต่อไปในอนาคต ท่ามกลางปัจจัยท้าทายที่อุตสาหกรรมชิปของไต้หวันยังคงตั้งตระหง่านอยู่ใน ‘ใจกลาง’ ของพายุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) ของโลก อนาคตที่ยังคงต้องวางเดิมพันด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของคนทั้งชาติ โมเดลภูเขาของไทย ? ด้วยความที่ภาพยนตร์สารคดีนี้ฉายหนึ่งวันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง เมื่อมองผ่านเลนส์ของ A Chip Odyssey เราจะเห็นว่าโมเดลการพัฒนาเทคโนโลยีของไต้หวันไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘วิศวกรรม’ แต่คือ ‘รัฐศาสตร์’ ที่แม่นยำ!! ไต้หวันเลือกเดิมพันบนความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่โลกต้องการ (Niche Mastery) โดยรัฐบาลทำหน้าที่เป็น ‘ผู้เปิดประตู’ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้สถาบันวิจัย ก่อนจะส่งไม้ต่อให้เอกชนอย่าง TSMC, MediaTek, Quanta Computer และ Acer จนกลายเป็นระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ประเทศไทยภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งปี 2569 เรามักเห็นการนำเสนอนโยบาย ‘หว่านแห’ แก้ปัญหาปากท้องระยะสั้น แต่ยังขาด ‘เป้าหมายยุทธศาสตร์เชิงเดี่ยว’ ที่ชัดเจนเหมือนที่ไต้หวันเคยทุ่มทรัพยากรไปที่เซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว ความแตกต่างที่สำคัญ คือ ไต้หวันสร้างความมั่งคั่งจากการเป็น ‘เจ้าของเทคโนโลยี’ แต่ไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของการเป็น ‘ฐานการผลิต’ ที่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจ ศักยภาพของไทยไม่ได้ด้อยกว่าหากพิจารณาจาก ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม’ ที่เราสั่งสมมานาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ความท้าทายที่รออยู่หลังวันเลือกตั้งคือ ผู้นำคนใหม่จะมี ‘ความกล้าหาญทางนโยบาย’ (Policy Courage) เหมือนกลุ่มบุคคลในร้านอาหารเช้าที่ไทเปเมื่อปี 1974 หรือไม่? โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนจาก ‘แรงงานราคาถูก’ เป็น ‘แรงงานทักษะสูง’ และการสร้างสถาบันวิจัยที่สามารถเปลี่ยนงานเปเปอร์งานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าในระดับโลกได้จริง หากไทยสามารถเลือก ‘ภูเขา’ ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food), พลังงานสะอาด, หรือชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมกับสร้างฉันทมติของคนในชาติให้มองเห็นเป้าหมายระยะยาวร่วมกันเกินกว่ารอบวาระของการเลือกตั้ง แต่คำถามสำคัญที่ยังคงดังก้องอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเข้าคูหาคือ ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังถากถางทางข้ามขุนเขาเทคโนโลยีไปไกลแล้ว เหตุใด? ประเทศไทยจึงยังวนเวียนอยู่ตรงเชิงเขา และไม่ยอมตัดสินใจเลือก ‘ภูเขา’ ของตัวเองเพื่อออกเดินเสียที? ตราบใดที่เรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าอะไรคือเสาหลักแห่งอนาคต ก็คงไม่แปลกที่สื่อใหญ่และนักวิเคราะห์ต่างชาติจจะตีตราว่าเราคือ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ Alternate-X สรุปให้ บทเรียนจากสารคดี ‘A Chip Odyssey’ ที่เผยจุดกำเนิดมหาอำนาจชิปของไต้หวัน ซึ่งเริ่มจากการตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ในร้านน้ำเต้าหู้เพื่อความอยู่รอดของชาติ จนกลายเป็น “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” ที่โลกขาดไม่ได้ในปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง เนื้อหาได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงทิศทางประเทศไทยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลิกหว่านแห และกล้าตัดสินใจเลือก “ยุทธศาสตร์หลัก” เพื่อสร้างนวัตกรรมของตนเองแทนการเป็นเพียงฐานการผลิตที่พึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจก่อนจะสายเกินไป STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
เมกาบางนา เอ็กซคลูซีฟ บัตรวีซ่ากสิกร กิน-ช้อปได้คุ้มเกิน 4 ต่อ
ยกระดับประสบการณ์กิน-ช้อปสุดคุ้ม กับแคมเปญ ‘กิน-ช้อป คุ้ม X4 ที่เมกาบางนา’ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย* ศูนย์การค้าเมกาบางนา ร่วมกับ บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย* มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้กับผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย กับแคมเปญ “กิน-ช้อป คุ้ม X4 ที่เมกาบางนา*” ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569 ยกระดับประสบการณ์ความสุขที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้า ทั้งการรับประทานอาหาร การช้อปปิ้ง ผ่านสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม 4 ต่อ เฉพาะที่เมกาบางนาเท่านั้น โดยผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยสามารถรับสิทธิพิเศษ “คุ้ม X4” กับไลฟ์สไตล์กิน-ช้อปกับแบรนด์ดังต่างๆ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย ดังนี้ คุ้ม 1 : รับส่วนลดสูงสุด 60%* จากร้านค้าและร้านอาหารที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ ทั้งร้านอาหารชื่อดังและแบรนด์แฟชั่น สปอร์ต และไลฟ์สไตล์ชั้นนำมากมายให้ทุกมื้ออร่อยและทุกการช้อปคุ้มยิ่งกว่าเดิม o ร้านอาหาร ได้แก่ AN COM AN CA บ้านหญิง BHC CHICKEN BINCHO BOON TONG KEE COCO ICHIBANYA FUJI HASUL HUA SENG HONG KOKORO OMAKASE HAND ROLL BAR LONG JOHN SILVER โอ้กะจู๋ SAEMAEUL SMITH&CO. SOLSOT SUSHIRO THE BIBIMBAB TONKATSU AOKI TWG TEA YAKINIKU LIKE YOU&I PREMIUM SUKI BUFFET o ร้านค้าแบรนด์ดัง ได้แก่ ADIDAS ASICS CALVIN KLEIN CARNIVAL GENTLEWOMAN H&M HOKA IKON JD SPORTS MIZUNO NEW BALANCE NIKE PRONTO &CO PUMA REV RUNNR SALOMON, SKECHERS THE NORTH FACE TOPOLOGIE, UNIQLO ZARA คุ้ม 2 : รับฟรี! MEGA VOUCHER มูลค่า 100 บาท* เมื่อมียอดใช้จ่ายที่ร้านอาหารในศูนย์ฯ ครบ 1,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป และรับเพิ่ม MEGA VOUCHER มูลค่า 300 บาทเมื่อช้อปที่ร้านค้าในหมวดอื่นๆ ภายในศูนย์ฯ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป คุ้ม 3 : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* เมื่อใช้ K Point แลกเท่ายอดใช้จ่าย เพิ่มความคุ้มค่าทางการเงินในทุกการใช้จ่าย คุ้ม 4 : พิเศษทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ รับฟรี! ขนมหรือเครื่องดื่ม ที่ร้านที่ร่วมรายการ* เมื่อรับประทานอาหารหรือช้อปภายในศูนย์ฯ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป แคมเปญ “กิน-ช้อป คุ้ม X4 ที่เมกาบางนา” ตอบโจทย์ครบทั้งสายกิน สายช้อป สำหรับทุกคน ที่มองหาความคุ้มค่าในทุกวัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของเมกาบางนาในฐานะ “YOUR EVERYDAY MEETING PLACE” แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น *ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_megabangna ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
‘KANORI’ แฮนด์โรล ใช้สูตร ‘เปิดก่อนได้เปรียบ’ ขาย 2 ปีรายได้เกิน 400 ล.บาท
KANORI Hand Roll Bar ร้านแฮนด์โรลเจ้าแรกไทย ใช้จุดขายพรีเมียมเคลมใช้ไข่หอยเม่นญี่ปุ่น 3,800 กล่องมากที่สุดในประเทศ เปิดมา 2 ปี มียอดขายทะลุ 400 ล้านบาท แผนปี 2569 ขยายครบ 10 สาขาเข้าย่านที่อยู่อาศัย-เปิดครัวกลาง First Mover KANORI เป็นร้านแฮนด์โรลบาร์เจ้าแรกของประเทศไทย เปิดตัวปี 2566 ด้วยสูตรฟิวชันที่ปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทย เน้นวัตถุดิบพรีเมียมและประสบการณ์สดใหม่จากหน้าเคาน์เตอร์ ใช้วัตถุดิบพรีเมียมสูงสุดในประเทศ ปี 2568 ใช้อูนิ (ไข่หอยเม่น) มากถึง 3,800 กล่อง และสาหร่ายกรอบจาก Exclusive Partner ญี่ปุ่นถึง 2 ล้านโรล สร้างจุดต่างชัดเจนในตลาดแฮนด์โรล คว้ารางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 และแผนขยายปี 2569 ได้รับรางวัลสุดยอดร้านอาหารขายดี GrabFood Dine-out จากยอดขายและรีวิวสูงสุด ปี 2569 วางแผนเปิดสาขาใหม่ 1-2 แห่งในย่านที่อยู่อาศัย ‘KANORI Hand Roll Bar’ ก่อตั้งและเปิดสาขาแรกในเดือนสิงหาคม 2566 โดยสามพี่น้อง ปณิธาน-ปณิธิ-ปวิตรา ตระกูล ‘กอบกุลสุวรรณ’ ได้สร้างอาณาจักรธุรกิจไลฟ์สไตล์ร้านอาหารภายใต้ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด ในเครือบริษัทไทยสากล กรุ๊ป ผู้จัดหาธุรกิจเครื่องจักรอุตสาหกรรม ‘ปณิธิ กอบกุลสุวรรณ’ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด บอกแนวคิดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ‘ร้านแฮนด์โรล’ ซึ่งเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำเสนอรูปแบบบาร์นั่งกินสด ๆ แบบโอมากาเสะฟิวชัน จากจุดเริ่มไอเดียธุรกิจมาจากน้องสาว ‘ปวิตรา’ ที่ลองกินร้านอาหารแนวนี้ในนิวยอร์ก แล้วนำมาปรับให้เข้ากับรสชาติไทยและบรรยากาศสบาย ๆ ไม่มืดทึบเหมือนในสหรัฐฯ 1.เจาะช่องว่างโอกาสตลาดในไทย ‘สามพี่น้องกอบสุวรรณ’ มองเห็นเทรนด์อาหารญี่ปุ่นเติบโตต่อเนื่องในไทย โดยเฉพาะแฮนด์โรล (Temaki Sushi) ที่กำลังฮิตในสหรัฐฯ และยุโรป แต่ในไทยยังไม่มีร้านบาร์จริงจัง (ส่วนใหญ่เป็นเดลิเวอรี่) จึงมองเป็นโอกาสบุกเบิกตลาดใหม่ ด้วยแนวคิด แฮนด์โรลเข้าใจง่าย กินได้ทุกวัย ราคาพรีเมียมแต่เข้าถึงได้ และสามารถสร้างประสบการณ์สดใหม่จากหน้าเคาน์เตอร์ โดยเริ่มจากชวนเพื่อน ๆ ลอง แล้วบอกต่อปากต่อปากโดยไม่พึ่งอินฟลูเอนเซอร์หนัก 2.กลยุทธ์เจ้าแรกเปิดก่อนได้เปรียบ ‘ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด บอกแนวทางการทำตลาดแบรนด์ คาโนริ ด้วยกลยุทธ์หลัก คือ เป็น First Mover รายแรกในตลาดแฮนด์โรลไทย เน้นคุณภาพวัตถุดิบพรีเมียม โดยใช้อูนิ (ไข่หอยเม่น) และสาหร่ายมากที่สุดในประเทศ (ปี 2568 ใช้อูนิ 3,800 กล่อง และสาหร่าย 2 ล้านโรล) นอกจากนี้ ยังเป็นเอ็กซคลูซีฟ พาร์ทเนอร์ (Exclusive Partner) กับผู้ผลิตสาหร่ายกรอบจากญี่ปุ่น ทำให้กรอบอร่อยไม่เหมือนใคร จุดขายคือโรลสดใหม่เสิร์ฟทันที บรรยากาศโล่งโปร่งสบาย รสชาติหลากหลายจัดจ้านเหมาะคนไทย และสร้างการรับรู้ตลาดผ่านคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น (ยิ่งแข่ง คนยิ่งรู้จักแฮนด์โรล) 3.กินง่ายเข้าได้กับทุกวัย คาโนริ ยังมัดใจด้วยความใหม่แต่เข้าใจง่าย กินได้ทุกกลุ่มวัย (เด็ก-ผู้ใหญ่) โดยสร้างประสบการณ์โอมากาเสะพรีเมียมแต่ไม่เครียด ในบรรยากาศร้านสบาย ๆ ไม่มืดทึบ รสชาติสดใหม่คุณภาพสูง (อูนิ-สาหร่ายพรีเมียม) และราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบคุณภาพ กลยุทธ์แนวคิดนี้ ยังทำให้คนรุ่นใหม่ติดใจความสด ความกรอบ และความพิเศษแบบเอ็กซคลูซีฟที่หาที่อื่นไม่ได้ และมียอดขายโตจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก และขยายไปจนถึงการรีวิวบน GrabFood 4.โตแรง 2 ปีพาสู่รางวัล ทรัมป์ อัพ ล่าสุด คาโนริ ยังคว้ารางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 สาขาสุดยอดร้านอาหารขายดี (GrabFood Dine-out) จากยอดขายและจำนวนรีวิวสูงสุดบนแอป GrabFood (คะแนนความพึงพอใจสูง) มาจากการเติบโตต่อเนื่อง 2 ปีกว่า ๆ จากปัจจุบัน คาโนริ เปิด 5 สาขา (ใจกลางเมือง) มีอัตราการหมุนเปลี่ยนใช้บริการโต๊ะสูง7-10 รอบ/วัน ไปพร้อมกับการรักษาคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าแม้คู่แข่งเพิ่มขึ้น 5. แผนปี 2569 ขยาย 2 สาขา สำหรับในปีนี้ คาโนริ วางแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 1-2 แห่ง ในรูปแบบสแตนด์อะโลน ย่านที่อยู่อาศัย (Residential Area) หลังเปิดให้บริการครอบคลุมทำเลห้างใจกลางเมืองแล้ว นอกจากนี้ ยังมุ่งให้ความสำคัญสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร เพื่อรองรับการขยายตัวธุรกิจในอนาคต ดังนี้ สร้างครัวกลางใหม่ คาดแล้วเสร็จไตรมาส 2 ปีนี้ เสริมซัพพลายเชน ด้านทรัพยากรบุคคล การรักษามาตรฐานคุณภาพ และเพิ่มคุณภาพสินค้า แนวทางนี้ เพื่อรองรับการเติบโตยั่งยืน คาดในกรุงเทพฯ มีสาขาราว 10 แห่งเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายพรีเมียม นอกจากนี้ ยังมีแผนเตรียมสร้างแบรนด์ใหม่และบุกต่างประเทศในอนาคต Alternate-X สรุปให้ ‘KANORI Hand Roll Bar’ ร้านแฮนด์โรลเจ้าแรกในไทย เปิดตัวสิงหาคม 2566 โดยสามพี่น้องตระกูลกอบกุลสุวรรณ เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายใน 2 ปีเศษ ยอดขายทะลุ 400 ล้านบาทในปี 2568 (โตกว่า 100% จากปีก่อน) ขยายสาขาครบ 5 แห่งใจกลางเมือง จุดเด่นคือการเป็นรายแรก ‘First Mover’ พร้อมเลือกวัตถุดิบ ใช้อูนิและสาหร่ายพรีเมียมมากที่สุดในประเทศ (อูนิ 3,800 กล่อง, สาหร่าย 2 ล้านโรลต่อปี) ล่าสุดคว้ารางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 สาขาสุดยอดร้านอาหารขายดี GrabFood Dine-out จากยอดขายและรีวิวสูงสุด ในปี 2569 วางแผนขยายสาขาเพิ่ม 1-2 แห่งในย่านที่อยู่อาศัย พร้อมสร้างครัวกลางใหม่และเสริมความแข็งแกร่งภายในองค์กรเพื่อโตอย่างยั่งยืน
ดีลแห่งภูมิภาค ทรู-ซอฟต์แบงก์ ญี่ปุ่น พาธุรกิจไทยใช้ เอไอ คลาวด์ ระดับโลก
ทรูบิสิเนส เปิดดีลระดับภูมิภาคร่วมซอฟต์แบงก์ แต่ได้ระบบนิเวศ AI-เทคโนโลยีเวิลด์คคลาส ดันองค์กรธุรกิจไทยก้าวสู่ดิจิทัลราบรื่นครบลูป เป้าหมายหลัก สร้างศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลอาเซียน ความร่วมมือมุ่งขับเคลื่อนไทยเป็นฮับดิจิทัลภูมิภาค ด้วย 3 กลยุทธ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะอุตสาหกรรม, ผสานจุดแข็งทั้งสองฝ่ายแบบไร้รอยต่อ, และร่วมลงทุนเทคโนโลยีใหม่ระยะยาว ธุรกิจไทย เข้าถึงเทคโนโลยีเวิลด์คลาสง่ายขึ้น องค์กรธุรกิจไทยจะใช้ AI Cloud, แพลตฟอร์ม AI, และนวัตกรรม 5G ที่ปรับแต่งให้เหมาะบริบทไทย พร้อมบริการครบวงจร (ออกแบบ-วางระบบ-ติดตั้ง-หลังขาย) สร้างการบูรณาการด้านนวัตกรรม (Integrated Innovation) กับพันธมิตรระดับโลก ผสานเบสต์ แพรคทีส (Best Practice) จากซอฟต์แบงก์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย ร่วมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตก้าวกระโดด และทำให้ธุรกิจไทยขยายไร้พรมแดนในอาเซียน ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ กล่าวว่า บริษัทฯ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ซอฟต์แบงก์ ผู้นำธุรกิจโทรคมนาคม ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี พร้อมดึงแนวทางปฏิบัติขั้นสูง (Best Practice) ระดับโลก มาสู่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทย สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ จะนำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ บริการ และเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัทร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งมอบโซลูชันดิจิทัลล้ำสมัยในด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์และสอดคล้องตรงตามความต้องการของในแต่ละภาคอุตสาหกรรม พร้อมพาองค์กรธุรกิจไทยก้าวสู่เปลี่ยนผ่านดิจิทัล (Digital Transformation) ให้ได้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพบนเวทีโลก อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทรู ปูทางแบรนด์เทคโกลบอล ย้ำภาพจำเวทีโลกผ่าน ‘โอปอล’ Miss World 2025 นอกจากนี้ ยังปูทางสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทางดิจิทัลในประเทศไทย ด้วยเป้าหมายสำคัญสูงสุด คือ การร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลแห่งภูมิภาค โดยจะร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับการขยายบริการโซลูชันแห่งอนาคต ภายใต้กลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ดังนี้ การพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์ ผสานข้อมูลเชิงลึกจากความเข้าใจลูกค้าและองค์กรธุรกิจในประเทศไทยเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อออกแบบและพัฒนาโซลูชันที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม การผนวกจุดแข็งทั้งความสามารถในการให้บริการในพื้นที่ประเทศไทยของทรูบิสิเนส และเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนพันธมิตรในระดับสากลของซอฟต์แบงก์ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่เข้าใจบริบทของภาคธุรกิจไทยด้วยมาตรฐานโลก อย่างไร้รอยต่อ การประสานวิสัยทัศน์เพื่อเติบโตในระยะยาวผ่านการร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI Cloud และ 5G ขณะเดียวกัน ยังเป็นจุดเริ่มต้นการรวมกันระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกและความเป็นเลิศด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลชั้นนำของไทย สร้าง ‘นวัตกรรมแบบบูรณาการ’ (Integrated Innovation) ที่จะเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากล ครอบคลุมทุกมิติ ด้วยบริการแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้งานของลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบ จนถึงการวางระบบและติดตั้ง ด้าน คิมิมาซา คูโด (Vice President, Head of Global Business Division) ซอฟต์แบงก์ คอร์ป กล่าวว่า ความมุ่งมั่นในการวางรากฐานระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เป็นหนึ่งในพันธกิจของซอฟต์แบงก์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเติบโต การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล “ความร่วมมือนี้ เราเชื่อมั่นในศักยภาพของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนานวัตกรรมแบบบูรณาการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภาคธุรกิจไทยให้ขยายตัวได้อย่างไร้พรมแดน พร้อมผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง” ขณะเดียวกัน องค์กรธุรกิจไทย จะสามารถเข้าถึงความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีระดับโลกผ่านพันธมิตรในระบบนิเวศของซอฟต์แบงก์ อาทิ โซลูชันดิจิทัลที่ล้ำสมัย แพลตฟอร์ม AI นวัตกรรมเทคโนโลยีมาตรฐานโลก ที่ออกแบบและปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถตอบสนองทันต่อความต้องการของตลาดและก้าวผ่านจุดคุ้มทุนของธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อสามารถคงความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสร้างรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลกด้วย Alternate-X สรุปให้ ทรูบิสิเนส ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซอฟต์แบงก์ (ญี่ปุ่น) ยกระดับเทคโนโลยี AI Cloud และ 5G สำหรับธุรกิจไทย โดยใช้จุดแข็งทรู (โครงสร้างพื้นฐานครอบคลุม และความเข้าใจตลาดไทย) กับเทคโนโลยีขั้นสูงและพันธมิตรระดับโลกของซอฟต์แบงก์ พัฒนาโซลูชันดิจิทัลเฉพาะอุตสาหกรรมแบบ End-to-End เร่งการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล (Digital Transformation) ให้องค์กรไทยแข่งขันระดับโลก พร้อมสร้างระบบนิเวศ AI แข็งแกร่งในไทย โดยตั้งเป้าทำประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลอาเซียน ดีลนี้เป็นจุดเริ่มต้นการร่วมวิจัย พัฒนา และอาจลงทุนร่วมใน AI-5G ระยะยาว สร้างการเติบโตยั่งยืนให้ธุรกิจไทย
SC Asset เบอร์ 1 แบรนด์อสังหาฯ 2 ปีซ้อน คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยจาก QGEN
SC Asset ติดโผ “แบรนด์ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด” จากการจัดอันดับในการสำรวจ QGEN Thailand Most Attractive Companies (QMAC) ต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมขึ้นแท่นอันดับ 1 ในกลุ่มแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน สะท้อนความเชื่อมั่นของคนทำงานรุ่นใหม่ ที่มีต่อองค์กรในมิติของแนวคิดการบริหารคน ภาวะผู้นำ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่สอดคล้องกับความคาดหวังของโลกการทำงานยุคใหม่ QGEN Consultant บริษัทที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน People & Organization ของไทย ได้จัดทำการสำรวจบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด หรือ QGEN Thailand Most Attractive Companies 2026 (QMAC 2026) เก็บข้อมูลการสำรวจจากนักศึกษามหาวิทยาลัย บัณฑิตจบใหม่ และพนักงานภาคเอกชนทั่วประเทศ ช่วงอายุ 20–40 ปี ผ่านช่องทางออนไลน์ รวม 5,672 คน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกองค์กรที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด 3 อันดับโดยไม่มีตัวเลือกชี้นำล่วงหน้า แสดงให้เห็นการรับรู้ต่อองค์กรจากมุมมองของคนทำงานและคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง จากการสำรวจและจัดอันดับดังกล่าว บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset ได้รับอันดับที่ 8 โดยถือเป็นการติดอันดับแบรนด์ที่คนอยากร่วมงานด้วยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และยังถือเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่มองว่างานไม่ควรเป็นศูนย์กลางของชีวิตทั้งหมด แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนให้คนสามารถใช้ชีวิต เติบโต และทำงานได้อย่างสมดุล ความแข็งแกร่งดังกล่าวมาจากแนวคิดการบริหารองค์กรที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงานของพนักงานในทุกมิติ ตั้งแต่รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น การสื่อสารที่เปิดกว้าง บรรยากาศการทำงานที่เคารพความแตกต่าง ไปจนถึงสวัสดิการและการดูแลที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงานอย่างรอบด้าน วัฒนธรรมองค์กรของ SC Asset ยังถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “For Good Mornings” ซึ่งเชื่อว่าเช้าที่ดีจะนำไปสู่วันที่ดี และวันที่ดีจะสะท้อนออกมาเป็นคุณภาพของงานและความยั่งยืนขององค์กร ควบคู่กับแนวคิด Gratitude Mindset ที่ปลูกฝังการเห็นคุณค่าและการขอบคุณซึ่งกันและกันในชีวิตการทำงานประจำวัน ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็น Safe Zone และเอื้อต่อการเติบโตของทั้งบุคคลและทีม แนวทางดังกล่าวตอกย้ำวิธีคิดของ SC Asset ในฐานะองค์กรอสังหาริมทรัพย์ที่มองการพัฒนา “คน” เป็นรากฐานเดียวกับการพัฒนาโครงการและธุรกิจ เพราะองค์กรเชื่อว่าคุณภาพของงานและคุณค่าของแบรนด์ในระยะยาวล้วนเริ่มต้นจากคุณภาพชีวิตของคนทำงาน เมื่อคนรู้สึกว่าที่ทำงานไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เขาเลือกได้ เขาจะพร้อมเติบโตและเดินไปกับองค์กรด้วย การติดอันดับ QGEN Thailand Most Attractive Companies 2026 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนทิศทางของ SC Asset ในการสร้างองค์กรที่ผสานความแข็งแรงทางธุรกิจเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานที่เข้าใจชีวิตของคนรุ่นใหม่ พร้อมเดินหน้าภายใต้เป้าหมาย เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทั้งองค์กร คนทำงาน และสังคม
8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย กับโอกาสธุรกิจหลังเลือกตั้งประเทศไทย 2569
สแกน 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล 2569 มองหาช่องทางธุรกิจใหม่จาก คนละครึ่งพลัส, EV, และ EdTech เพื่อเตรียมรับมือเศรษฐกิจยุคใหม่ นโยบายรัฐ เป็นตัวเร่งโอกาสธุรกิจ 8 นโยบายครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และเทคโนโลยี ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและตลาดใหม่ในประเทศ เทคโนโลยีและความปลอดภัยมาแรง KYC, Fraud Detection, วิเคราะห์ข้อมูล, ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ฯลฯ จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่จากนโยบายรัฐ พลังงาน–การศึกษา–แรงงาน คือเกมยาว ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า อีวี อีโคซิสเต็ม การจัดเก็บพลังงานเลือก (Energy Storage) และ EdTech แบบทักษะขั้นพื้นฐาน (Skill-based) เป็นโอกาสระยะยาวมากกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น หลังปิดหีบการเลือกตั้ง 2569 ไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง อัปเดทผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ระบุ อันดับ1 พรรคภูมิใจไทย คาดการณ์ สส.แบ่งเขตจำนวน 174 ที่นั่ง อันดับ2 พรรคประชาชน คาดการณ์สส.แบ่งเขตจำนวน 87 ที่นั่ง อันดับ3 พรรคเพื่อไทย คาดการณ์ สส.แบ่งเขตจำนวน 58 ที่นั่ง ขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคประชาชน สัดส่วน 28.30% อันดับ2 พรรคภูมิใจไทย 17.26% และอันดับ3 พรรคเพื่อไทย 14.92% หากไม่มีข้อผิดพลาดทางเทคนิคเกิดขึ้น แน่นอนว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสียงข้างมากจากคะแนนการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในปี 2569 และหากดำเนินเสร็จสิ้นตลอดกระบวนการได้ทั้งหมด คนไทยจะได้เห็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปต่อได้ หลังกลางปี 2569 เป็นต้นไป จาก 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศไว้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ยังน่าสนใจว่าภายใต้ 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ให้ไว้มีโอกาสทางธุรกิจ หรือ การตลาดอะไรที่ซ่อนอยู่บ้าง กับแคมเปญพูดแล้วทำพลัส+ คลุม 4 แกนหลัก ความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ และ ภัยพิบัติ สร้างเชื่อมั่นแบรนด์ไทย นโยบายที่1 เลือกคนดีมีความรู้ความสามารถมาเป็นคณะรัฐมนตรี ได้ อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นโยบายที่2 ปราบสแกมเมอร์ ทลายทุนเทา ไม่เอากาสิโน จาก สองนโยบายนี้ ข้อแรกเราอาจเห็นได้ว่า พรรคภูมิใจไทย จัดสินค้า (ตัวบุคคล)ออกมาในรูปของเแพ็คเกจคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะรองนายกฯ มืออาชีพ อย่าง สีหศักดิ์ , ศุภจี และ เอกนิติ มาคุมกระทรวงสำคัญ ที่สะท้อนเซนทิเมนต์ทางเศรษฐกิจระดับหนึ่ง และอาจมีผลต่อ ‘ระเบียบสังคม’ ไปด้วย ดังนี้ ความเชื่อมั่นในระบบราชการ เมื่อนำคนที่มีความรู้จริง มาบริหาร ช่วยลดความกังวลเรื่องการเมืองท้องถิ่น ให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ข้อมูล’ และ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ มากกว่า ‘กระแสการเมือง’ ศักดิ์ศรีบนเวทีโลก การมีทีมต่างประเทศและพาณิชย์ที่เชี่ยวชาญ จะช่วยยกระดับไทยให้ไม่ใช่แค่ ‘ผู้รับตาม’ แต่เป็น ‘ผู้คุมทิศทาง’ ในอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อความภาคภูมิใจของคนในชาติ ส่วนนโยบายการปราบสแกมเมอร์ฯ มีผลกระทบเชิงบวกในด้าน ‘จริยธรรมสังคม’ หากทำได้อย่างจริงจังจะช่วยลดความเครียดสะสมในสังคมที่หวาดระแวงจากการต้องรับสายแปลกปลอมก่อนหน้า และทำให้ผู้สูงอายุ (กลุ่มเป้าหมายหลักของสแกมเมอร์) รู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้ การไม่เอากาสิโนและทลายทุนเทา ยังเป็นการประกาศจุดยืนว่าประเทศจะไม่พึ่งพา ‘เงินที่แลกด้วยความล้มละลายของครอบครัว’ จากเกมเสี่ยงโชค และสร้างความโอกาสให้ธุรกิจสีขาวไม่ถูกจำกัดการเข้าถึง หลังทุนเทาถูกทลาย และยังมีความเป็นไปได้ให้กับ ธุรกิจด้านระบบตรวจสอบความปลอดภัยข้อมูล หรือ Identity Verification (KYC), ระบบป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ (Fraud Detection) และซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไป จะมีความสำคัญมากขึ้น หลังรัฐให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ จากนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม นโยบายข้อสองนี้ อาจยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการดำเนินการและนำไปสู่ผลลัพธ์จับต้องได้จริงในรูปแบบใด ออกมา นโยบายที่ 3 ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขายได้คนละครึ่งพลัส สำหรับนโยบายนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งความต้องการจากฐานเสียงคนชั้นกลางที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยการรับเงินโครงการคนละครึ่งพลัส จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือกระตุ้นหมุนเวียนทั้งเศรษฐกิจและเติมสภาพคล่องการใช้ชีวิตประจำวันได้ในช่วงหนึ่ง และส่งผลดีต่อเนื่องกับ ธุรกิจค้าปลีก ระบบชำระเงิน กลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก และถ้ามองต่อไปอีกสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) จากกล่มผู้ใช้และยอดขายที่เพิ่มขึ้นผ่านโครงการนี้ เพื่อนำไปใช้วางแผนแคมเปญการตลาดที่ได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคได้ต่อไปอีก นโยบายที่4 สร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานยาเสพติด สินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย นโยบายนี้ คาบเกี่ยวทั้งความมั่นคง สังคม และ การค้า โดยเฉพาะอย่างหลังการป้องกันสินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย ที่ต้องทำงานร่วมกันของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่โอกาสทางธุรกิจ คาดยังเป็นด้านของระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สินค้าเกษตร (Blockchain) เพื่อยืนยันว่าสินค้าถูกกฎหมายและมีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังรวมถึงสินค้าส่งออกไทย และ SME ด้านส่งออก ที่จะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งโอกาสอาจเป็นของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งกิจการเอสเอ็มอีที่สร้างแบรนด์สินค้าไทยไปสู่ตลาดโลก มากขึ้น นโยบายที่5 ทหารอาสา เงินเดือน 12,000 บาท จ้าง 4 ปี และ นโยบายที่ 6 พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท จ้าง 4 ปี ด้วยนโยบายกลุ่มนี้เกี่ยวข้องเชิงสังคม สาธารณสุข และการศึกษา จากโอกาสเมื่อมีการจ้างงานระยะสั้น (4 ปี) จำนวนมาก แนวโน้มธุรกิจที่จะได้รับโอกาสรับช่วงต่อในการนำบุคลากรเหล่านี้มาปรับทักษะ ‘Reskill’ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานภาคเอกชนได้อีก หลังจากครบวาระการจ้างงาน นโยบายที่ 7 ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด แน่นอนว่านโนบายฯ เกี่ยวข้องทางตรงกับธุรกิจพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV & Green Energy) คาดจะเป็นโอกาสระบบนิเวศทางธุรกิจ (EV Ecosystem) ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น สร้างความต้องการธุรกิจสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) และศูนย์ซ่อมบำรุง EV จะกลายเป็นอีกช่องทางการทำธุรกิจและการตลาดใหม่ นอกจากนี้ หากค่าไฟถูกคุมไว้ที่ 3 บาท ธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์อาจต้องปรับตัวเน้นไปที่การขาย ‘ระบบกักเก็บพลังงาน’ (Energy Storage) เพื่อความเสถียรแทน นโยบายที่ 8 เรียนฟรี มีงานทำ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา การศึกษาเท่าเทียมพลัส สุดท้ายนโยบายดังกล่าว น่าจะส่งผลทางตรงกับธุรกิจเทคโนโลยีและการศึกษา (EdTech & Platform) เป็นโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน (Online Learning) ที่เน้นทักษะพื้นฐาน (Skill-based) เรียนเพื่อไปทำงานจริงคาดจะเติบโตมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำระบบบริหารจัดการเรียนรู้ (LMS) หรือแอปพลิเคชันที่ใช้ AI ในการจับคู่ทักษะกับงาน (Job Matching) จะเป็นที่ต้องการสูง จากโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นข้างต้น เป็นการมองต่อยอดจาก 8 นโยบายของพรรคภูมิใจไทยในแคมเปญพูดแล้วทำพลัส+ ที่แม้ว่าพรรคได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำนโยบายหาเสียงให้ครบถ้วนทุกข้อ จากข้อจำกัดต่าง ๆ แต่ต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญา และมีนโยบายหลักที่เป็นรูปธรรมเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน ด้วยยังสะท้อนถึงความมั่นใจต่อแบรนด์พรรคการเมือง ที่เปรียบเสมือนเป็นตราสินค้าในการแข่งขันตลาดการเมืองประเทศไทยเช่นกัน ที่จะสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการแข่งขันเพื่อชิงหัวใจของผู้บริโภคชาวไทย ในเกมครั้งหน้า Alternate-X สรุปให้ หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งจำนวนสส. มากที่สุด นำโดย ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 8 นโยบายหลักภายใต้แคมเปญ ‘พูดแล้วทำพลัส+’ ครอบคลุมความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ สร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ไทยและโอกาสธุรกิจใหม่ กับนโยบายเด่น ๆ เช่น ครม.มืออาชีพ, ปราบสแกมเมอร์, คนละครึ่งพลัส, ค่าไฟ 3 บาท, มอเตอร์ไซค์ EV ผ่อนถูก, ทหาร/พยาบาลอาสา, การศึกษาออนไลน์ฟรีมีงานทำ สร้างโอกาสธุรกิจในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ , ระบบการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับสินค้าเกษตร, อีโคซิสเต็มอีวี, EdTech, การปรับทักษะแรงงาน, การวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าไม่ทำครบทุกข้อ แต่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นแบรนด์พรรคและเปิดโอกาสธุรกิจสีขาวในยุคใหม่ STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เจนฯ Z ฉลาดน้อยลง?กว่าคนรุ่นพ่อ-แม่ นักประสาทวิทยาแจงสาเหตุ 5 ปัจจัย
Gen Z กลายเป็นคนรุ่นแรกนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมาที่มีระดับสติปัญญาน้อยกว่าพ่อแม่ของพวกเขา และในตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ค้นพบสาเหตุที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2010 แนวโน้มสติปัญญาถดถอยหลังปี 2010 ข้อมูลจากกว่า 80 ประเทศพบความสามารถทางปัญญาเริ่มทรงตัวและลดลง ช่วงเวลาเดียวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่ห้องเรียนอย่างแพร่หลาย สมองมนุษย์ไม่เหมาะกับการเรียนรู้แบบดิจิทัลล้วน คอนเทนต์สั้น หน้าจอ และการเรียนผ่านอุปกรณ์ ทำให้การเรียนรู้ตื้น ลดการจดจ่อ ความจำระยะยาว และการคิดเชิงซับซ้อน ปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่เด็ก Gen Z นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าเด็กไม่ได้ ‘โง่ลง’ แต่ถูกสอนด้วยเครื่องมือที่ผิดธรรมชาติ มนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน DailyMail เผยบทความระบุงานวิจัย ดร. จาเร็ด คูนีย์ ฮอร์วาธ (Jared Cooney Horvath) อดีตครูที่ผันตัวมาเป็นนักประสาทวิทยาศาสตร์ ผู้อํานวยการ LME Global ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบ่งปันการวิจัยสมองและพฤติกรรมกับธุรกิจและโรงเรียน เผยข้อมูลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนเจนเนอเรชั่น Z (Gen Z) กลายเป็นคนรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่มีระดับสติปัญญาและทักษะการคิดต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่อย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ!! สำหรับกลุ่ม Gen Z ในงานวิจัยนี้ ระบุช่วงอายุระหว่าง ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997 – ต้นทศวรรษ 2010 เป็นรุ่นแรกที่เติบโตมากับ เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ อยู่ในระบบการศึกษานานขึ้นกว่าคนรุ่นศตวรรษที่ 20 โดยสิ่งที่ลดลงใน Gen Z (จากข้อมูลระยะยาว) จากการบันทึกพัฒนาการทางปัญญาที่เริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 พบว่า Gen Z มีคะแนนต่ำกว่ารุ่นก่อนในหลายด้าน ได้แก่ ความสามารถในการจดจ่อ (Attention) ความจำระยะยาว ทักษะการอ่าน ทักษะคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน ค่า IQ โดยรวม 5 ปัจจัยลดระดับสติปัญญา ดร. จาเร็ด ยังยังระบุงสาเหตุที่มีส่วนต่อระดับความสามารถทางสติปัญญาลดลงของกลุ่ม Gen Z ในงานวิจัยชิ้นนี้ พบ 5 ปัจจัยหลัก คือ 1.การพึ่งพา ‘เทคโนโลยีการศึกษา (EdTech)’ มากเกินไป จากการเรียนรู้ที่ย้ายไปอยู่บน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และหน้าจอ เป็นสาเหตุสำคัญ ขณะที่ห้องเรียนใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำให้เด็กเรียนผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนจริง 2.สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้จาก ‘คอนเทนต์สั้น’ ดร. จาเร็ด ระบุว่าสมองมนุษย์ ไม่ถูกเชื่อมต่อทางชีววิทยา ให้เรียนรู้จาก คลิปสั้น ข้อความย่อ การสรุปแนวคิดซับซ้อนให้เหลือไม่กี่บรรทัด ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้ตื้น ไม่เกิดความเข้าใจเชิงลึก 3.เวลาบนหน้าจอมากเกินครึ่งของเวลาตื่น นอกจากนี้ ยังพบว่าวัยรุ่นใช้เวลามากกว่า 50% ของเวลาที่ตื่นอยู่หน้าจอ จากการจ้องหน้าจอต่อเนื่องรบกวนการสร้างความจำและสมาธิ ทำให้สมองไม่ได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เชิงลึกตามธรรมชาติ 4. มนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดจาก ‘มนุษย์ด้วยกัน’ ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังอธิบายตรงกันว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับครู, การแลกเปลี่ยนกับเพื่อน, การสื่อสารแบบเผชิญหน้าไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว 5. ปัญหาไม่ใช่ ‘ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น’ ดร. จาเร็ด ยังย้ำชัดว่า สาเหตุ ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีผิดวิธี การอบรมครูไม่พอ จากแอปหรือแพลตฟอร์มไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีไม่สอดคล้องกับวิธีที่สมองมนุษย์เติบโตและเก็บข้อมูลตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังพบจุดเปลี่ยนสำคัญปี 2010 (พ.ศ. 2553) โดยข้อมูลจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่า ความสามารถทางปัญญาเริ่มทรงตัวและลดลงราวปี 2010 ด้วยโรงเรียนไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ในปีนั้น ซึ่งชีววิทยามนุษย์ไม่เปลี่ยนเร็วพอจะเป็นสาเหตุ ขณะที่ สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าโรงเรียนอย่างกว้างขวาง โดยหลักฐานระดับโลก ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่มีงานวิจัยครอบคลุม กว่า 80 ประเทศ พบแนวโน้มนี้ต่อเนื่องกว่า 60 ปี โดยประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนมาก จะส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดร. จาเร็ด กล่าวว่า “คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่เครื่องมือที่เราใช้สอนพวกเขา” ทั้งนี้ การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมากเกินไป อาจกำลังบั่นทอน ความสามารถทางปัญญา สมาธิ และการคิดเชิงลึก ของมนุษย์ โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ Alternate-X สรุปให้ งานวิจัยชี้ Gen Z เป็นคนรุ่นแรกที่ระดับสติปัญญาและทักษะคิดต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ หลังพบคะแนนลดลงชัดในสมาธิ ความจำ การอ่าน คณิต การแก้ปัญหา และ IQ รวม ขณะที่นักประสาทวิทยาชี้จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มราวปี 2010 พร้อมการใช้ EdTech ในโรงเรียน โดยปัจจัยหลักมาจากการเรียนผ่านหน้าจอ คอนเทนต์สั้น และเวลาหน้าจอเกินครึ่งวัน ขณะที่ปัญหาไม่ใช่ตัวเด็ก แต่คือเครื่องมือเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องสมองมนุษย์
ลมทะเลติดกรุงเทพฯ จุดเด่นทำเลพระราม2 ‘คุณาลัย’ มุ่งอสังหาฯเวลเนส
KUN ใช้แนวคิดสุขภาพดีคือความมั่งคั่งแห่งยุค ทำโครงการบ้านแนวราบรอบกรุงเทพฯ เปิด ‘นาวาร่า พระราม 2’ รับเทรนด์ Longevity Living และเศรษฐกิจสุขภาพระยะยาว กลยุทธ์ปี 2569 ของ KUN มุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพ พัฒนาโครงการจากความต้องการอยู่อาศัยจริง ผสานแนวคิด Well-being & Longevity Living เป็นแกนหลักทุกโครงการ ทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ โฟกัสบางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง และรังสิตคลอง 2 ตอบโจทย์การเดินทางสะดวก ควบคู่สภาพแวดล้อมสงบเหมาะอยู่อาศัยยาว ‘นาวาร่า พระราม 2’ จุดเริ่ม Longevity Economy ตั้งอยู่ย่านบางขุนเทียน–ชายทะเล พื้นที่อากาศดีคล้ายปอดของกรุงเทพฯ ใกล้โรงพยาบาลผู้สูงอายุและเมดิคอลฮับ รองรับการใช้ชีวิตทุกช่วงวัย ณประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทำเลชานเมือง เปิดเผยว่าในปี 2569 บริษัท มุ่งพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยทุกโครงการฯ มุ่งสร้างที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตที่มีสุขภาวะดีในระยะยาว (Well-being & Longevity Living) สะท้อนความเชื่อ ‘สุขภาวะที่ดีคือความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ (Health is the New Wealth)’ ซึ่งสามารถเลือกและออกแบบได้ตั้งแต่การเลือกทำเลและสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย พร้อมพัฒนาโครงการบ้านแนวราบยึดความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย (Real Demand) เป็นศูนย์กลาง ภายใต้แบรนด์ ‘คุณาลัย’ และ ‘นาวาร่า’ ขณะที่ ในทุกโครงการฯ จะเอื้อต่อการใช้ชีวิตจริงของผู้คน บนทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานความสะดวกในการเดินทางเข้ากับสภาพแวดล้อมที่สงบ สบายและเหมาะกับการอยู่อาศัยในระยะยาว ครอบคลุม 3 ทำเลหลัก ได้แก่ บางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง รังสิตคลอง 2 “ทิศทางของคุณาลัยในปี 2569 จะลงลึกในองค์ความรู้เพื่อพัฒนาโครงการด้วยแนวคิดพื้นที่ที่ส่งผลต่อสุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิตในทุกวัน การเลือกทำเลที่มีอากาศดี มีธรรมชาติ และมีความสมดุลจะเป็นจุดตั้งต้นการพัฒนาโครงการทั้งหมดของคุณาลัย” ณประวีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการเติบโตในปี 2569 และในอนาคต บริษัทจะมุ่งสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘Longevity Economy and Preventive Care’ ล่าสุดเปิดตัวสโมสรโครงการ ‘นาวาร่า พระราม 2’ อย่างเป็นทางการ เพื่อสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุล บนทำเลศักยภาพถนนบางขุนเทียน–ชายทะเล เชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก แต่ยังคงความสงบและเป็นส่วนตัว ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อากาศดีที่สุดของกรุงเทพฯ และเปรียบเสมือน ‘ปอดของคนกรุงเทพฯ’ จากอิทธิพลของลมทะเลและพื้นที่สีเขียวโดยรอบ นอกจากนี้ พื้นที่บางขุนเทียน–ชายทะเล ถือเป็นทำเลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในกรุงเทพฯ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เปิดรับลมทะเล ทำให้มีอากาศถ่ายเทดีตลอดปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบโครงการของ ‘นาวาร่า พระราม 2’ ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานจริงของบ้าน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวในทุกช่วงวัย ขณะเดียวกัน โครงการฯ ยังอยู่ใกล้กับ โรงพยาบาลผู้สูงอายุ บางขุนเทียนที่สร้างเสร็จแล้ว และใกล้กับโครงการโรงพยาบาลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ที่มีแผนกำลังจะเริ่มก่อสร้าง จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมกันนี้ โครงการ ‘นาวาร่า พระราม 2’ ยังเปิดสโมสร Keanu (คี-อา-นู) ซึ่งมีที่มาจากภาษาฮาวาย แปลว่า ‘สายลมเย็น’ พื้นที่ส่วนกลางที่วางแนวคิดการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ในบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ รองรับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย ตั้งแต่การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ในชุมชน “ผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเลือกที่อยู่อาศัยในมิติที่ลึกกว่าราคา โดยเลือกทำเล สภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในระยะยาว” พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนขยาย 5 ธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้ราว 300-400 ล้านบาท ภายในปี 2575 ด้วยมองว่าธุรกิจหลักการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรคาดจะถึงจุดอิ่มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นับจากนี้ Alternate-X KUN วางทิศทางปี 2569 เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้เศรษฐกิจที่ท้าทาย พัฒนาโครงการบ้านแนวราบยึด ความต้องการอยู่อาศัยจริง และแนวคิด Well-being & Longevity Living โฟกัสทำเลรอบกรุงเทพฯ บางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง และรังสิตคลอง 2 เปิดตัว ‘นาวาร่า พระราม 2’ ชูทำเลบางขุนเทียน–ชายทะเล อากาศดี ใกล้ธรรมชาติ เตรียมขยายสู่ Longevity Economy และ 5 ธุรกิจใหม่ สร้างรายได้ประจำระยะยาว
หวานของเราไม่เท่ากัน!! JSP ร่วม’เบลล์’ปรับสูตรเจาะตลาดรังนกหมื่นล.-ส่งออกจีน
ในวันที่ 11 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป ไทยจะใช้ค่าความหวานใหม่เครื่องดื่มชงสด ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ หนึ่งในปัจจัยทำให้ JSP และ Bell ปรับเกมตลาดรังนก มูลค่าหมื่นล.บาทพร้อมแผนส่งออกจีน-เร่งขยายธุรกิจด้วยสูตร M&A เน้นเวลเนส ตลาดรังนกสำเร็จรูปไทยมูลค่า 10,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5-8% ต่อปี แต่กลุ่มน้ำตาลน้อย/ไม่เติมน้ำตาลขยายตัวสูงถึง 15-20% ต่อปี จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่หันมารับประทานเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทุกวันแทนของฝากเทศกาล JSP ร่วมกับรังนกเบลล์พัฒนาสูตร ‘รังนกผสมหล่อฮังก๊วย’ ใช้ความหวานจากธรรมชาติของหล่อฮังก๊วย แทนน้ำตาลสังเคราะห์ ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและตลาดส่งออกจีนมูลค่า 200,000 ล้านบาท ที่กังวล NCDs เช่น เบาหวาน โรคอ้วน JSP วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจปี 2569 ผ่าน M&A ในกลุ่ม Wellness ครอบคลุมอาหารเสริม สมุนไพร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ คาดเห็นดีลสำคัญอย่างน้อย 2 รายการ โดยเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตยั่งยืนและเข้าตลาด mai ในอนาคต เครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูปในไทยที่ผ่านมามักถูกมองเป็น ‘ของฝากตามเทศกาล’ ขณะที่ภาพของรังนกกำลังจะเปลี่ยนไปสู่การเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับน้ำตาลและฟังก์ชันด้านสุขภาพมากขึ้น ล่าสุด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ผู้ผลิตและทำตลาดเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพร ร่วมกับ ‘รังนกเบลล์’ ขยายไลน์สินค้ารังนกผสมหล่อฮังก๊วย อีกหนึ่งมูฟเมนต์สะท้อนทิศทางตลาดเครื่องดื่มในกลุ่มเวลเนส (Wellness) ของไทยได้อย่างชัดเจน พิษณุ แดงประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหารสายงานขายและการตลาด JSP ให้ข้อมูล ภาพรวมตลาดรังนกสำเร็จรูปในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยปีละ 5–8% ส่วนตลาดส่งออก ขณะที่ ‘จีน’ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม ด้วยมูลค่าตลาดราว 200,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตในระดับใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือการเติบโตของ ‘กลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่เติมน้ำตาล’ ซึ่งขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด โดยอยู่ที่ 15–20% ต่อปี สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z ที่มองรังนกในฐานะเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์ (Functional Drink) มากกว่าสินค้าพรีเมียมตามฤดูกาล และต้องการประโยชน์ด้านสุขภาพโดยไม่แลกมากับน้ำตาลสังเคราะห์ “จุดนี้เองที่ทำให้ JSP ที่เชี่ยวชาญสมุนไพรในแบรนด์สุภาพโอสถ ซึ่งอยู่ในตลาดมากว่า 75 ปี มองเห็นโอกาสโดนร่วมกับรังนกเบลล์ พัฒนารังนกผสมหล่อฮังก๊วย สูตรเฉพาะจากสุภาพโอสถ” โดย ผลิตภัณฑ์สูตรใหม่นี้ ยัวใช้ความหวานจากธรรมชาติของหล่อฮังก๊วย แทนน้ำตาล พร้อมสื่อสารภาพรังนกในฐานะเครื่องดื่มเพื่อดูแลสุขภาพที่ดื่มได้ทุกวัน ด้าน ‘เบลล์-สุรชัย พิมพ์ประไพภรณ์’ กรรมการบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม แอนด์ อาร์ ดิสทริบิวเตอร์ กล่าวถึง ความร่วมมือกับ JSP ในครั้งนี้ ยังสะท้อนทิศทางการปรับตัวของตลาดรังนกที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้บริโภคในประเทศอีกต่อไป โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของอุตสาหกรรมรังนกไทย และมีมูลค่าตลาดมากกว่า 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของตลาดส่งออกทั้งหมด ขณะที่ พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนในช่วงหลังมีลักษณะใกล้เคียงกับตลาดไทยมากขึ้น ทั้งความกังวลเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและโรคอ้วน รวมถึงการลดการบริโภคน้ำตาล ส่งผลให้กระแส Sugar-Free และ Functional Food ขยายตัวต่อเนื่องในตลาดจีนเช่นเดียวกัน จากบริบทดังกล่าว การพัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกสูตรน้ำตาลจากธรรมชาติอย่าง ‘เบลล์รังนกผสมหล่อฮังก๊วย’ จึงถูกวางบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของรังนกไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก มากกว่าการเป็นเพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ในเชิงพาณิชย์ พร้อมกันนี้ ผลิตภัณฑ์ ‘เบลล์รังนกผสมหล่อฮังก๊วย ยังร่วมงานกับ ‘หนุ่ม กรรชัย’พิธีกรดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้บริโภควัยทำงานที่ต้องการทางเลือกดูแลสุขภาพแบบเรียบง่าย น่าเชื่อถือ และเข้าถึงได้ทุกเจเนอเรชัน JSP โตต่อไปด้วยกลยุทธ์ M&A พิษณุ กล่าวต่อ สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจเชิงโครงสร้างของ JSP ในระยะถัดไป โดยในปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะให้มุ่งเติบโตผ่านกลยุทธ์ M&A การเข้าซื้อควบรวมกิจการมากขึ้น โดยโฟกัสไปที่ธุรกิจเวลเนส ครอบคลุมตั้งแต่ยา อาหารเสริม สมุนไพร เครื่องสำอาง ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ โดยในส่วนของรายละเอียดการลงทุน ยังต้องรอการอนุมัติจากบอร์ดบริหารในช่วงไตรมาสสอง ซึ่งรูปแบบการลงทุนอาจเป็นได้ทั้งการเข้าซื้อกิจการโดยตรง หรือการลงทุนลักษณะเวนเจอร์ แคปิตอล (Venture Capital) คาดในปีนี้ มีโอกาสเห็นอย่างน้อย 2 ดีลสำคัญ ขณะที่ เงื่อนไขของการเข้าลงทุน ไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนระยะสั้น แต่ต้องเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตเชิงกลยุทธ์ร่วมกับกลุ่ม JSP และมีศักยภาพในการเข้าสู่ LiVE Exchange และตลาด mai ในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (DE Ratio) อยู่ที่ 0.7 ซึ่งยังสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะหน้าตาเป็นยังไง ธุรกิจเดียวที่ยังเติบโตได้จริงคือ Wellness” สิทธิชัย กล่าวอีกว่าคลื่นสุขภาพเป็นเมกะเทรนด์ที่ไม่ขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจหรือการเมือง และจะยังเป็นแกนหลักของการขยายอาณาจักร JSP ในช่วงหลายปีข้างหน้า Alternate-X สรุปให้ ตั้งแต่ 11 ก.พ. 2569 ไทยปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่มชงใหม่ “หวานปกติ = หวาน 50%” เพื่อลดน้ำตาล ลดเสี่ยง NCDs สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพทั่วโลก ขณะที่ ตลาดรังนกสำเร็จรูปไทยมูลค่า 10,000 ล้านบาท เติบโต 5-8% ต่อปี แต่กลุ่มน้ำตาลน้อย/ไม่เติมน้ำตาลพุ่งแรง 15-20% จากคนรุ่นใหม่ Gen Y-Z มองเป็น ฟังค์ชันนัล ดริ๊งค์ เป็นโอกาสของ JSP ร่วม ‘รังนกเบลล์’ เปิดตัวสูตรใหม่ ‘รังนกผสมหล่อฮังก๊วย’ ใช้ความหวานธรรมชาติจากหล่อฮังก๊วย มาเจาสายสุขภาพและตลาดส่งออกจีน (มูลค่า 200,000 ล้านบาท) พร้อมวางแผนโตต่อด้วย M&A ในกลุ่ม Wellness คาดเห็นดีลสำคัญอย่างน้อย 2 รายการในปี 2569
ธุรกิจไทยคุมต้นทุน-ประหยัด ออฟฟิศเมท ส่งแบรนด์ ONE พายอดขายทะลุพันล.
ออฟฟิศเมท ย้ำแบรนด์ ‘ONE’ อุปกรณ์สำนักงานต้นทุนประหยัด เจาะตลาดธุรกิจเริ่มต้น-องค์กร ยุครัดเข็มขัด แบรนด์ ONE มียอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตระดับสองหลักจากปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากราคาที่เข้าถึงง่าย คุณภาพ fit to purpose และครอบคลุมทุกประเภทธุรกิจ สินค้า ONE ครบวงจร ตั้งแต่เครื่องเขียน กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและบรรจุภัณฑ์อาหาร ราคาเริ่มต้น 10-25 บาท ระดับกลาง 300-1,500 บาท และสูงสุด 4,000-6,000 บาท รองรับงบประหยัด ลูกค้ากว่า 450,000 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมออฟฟิศ ธนาคาร โรงพยาบาล ร้านอาหาร โรงงาน และหน่วยงานรัฐ พัฒนาสินค้า eco-friendly ภายใต้ ONE Green เจาะตลาดองค์กร ใส่ใจความยั่งยืน ดร.มลฤดี เลิศอุทัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ออฟฟิศเมท (ไทย) จำกัด ผู้ทำคลาดอุปกรณ์สำนักงาน ในเครือเซ็นทรัล กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางการทำธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ เน้นตอบโจทย์ความต้องการความคุ้มค่าให้กับกลุ่มเป้าหมายลูกค้า ธุรกิจ องค์กร ที่มุ่งให้ความสำคัญทั้งการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยออฟฟิศเมท จะให้ความสำคัญการทำตลาดแบรนด์ ‘ONE’ สินค้าไพรเวท เลเบลของบริษัท ที่อยู่ในตลาดมาราว 10 ปี ผลิตมาเพื่อช่วยธุรกิจและองค์กร ภายใต้แนวคิด ‘ครบ คุ้ม ทุกวัน’ และตอกย้ำความครบวงจรของด้านความครบวงจรตามงบประมาณ ‘One-Stop Office on a Budget’ ด้วยสินค้าอุปกรณ์สำนักงานและสินค้าพื้นฐานที่ธุรกิจต้องใช้ ในราคาที่เข้าถึงง่าย ทุกวัน “แบรนด์ ONE มีสินค้าที่เหมาะกับการใช้งานของธุรกิจ ตั้งแต่เครื่องเขียน กระดาษถ่ายเอกสาร อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน และอุปกรณ์ทำความสะอาด” นอกจากนี้ ยังครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่รองรับการใช้งานเฉพาะทางมากขึ้น อาทิ กระดานไวท์บอร์ด เครื่องทำลายเอกสาร ลิ้นชักเก็บเงิน บิลเงินสด อะคริลิคใส่สื่อการขาย รวมถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร รองรับความต้องการของธุรกิจหลากหลายประเภท ดร.มลฤดี กล่าวว่าแบรนด์ ONE มีกลุ่มลูกค้าองค์กรและธุรกิจทั่วประเทศกว่า 450,000 ราย ครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งออฟฟิศ ธนาคาร โรงพยาบาลและคลินิก ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก โรงงาน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ สะท้อนแนวคิดที่ว่า ‘ธุรกิจไหนๆ ก็ใช้ ONE’’ โดยวางกลยุทธ์ราคาสินค้า ตั้งแต่ ระดับราคาเริ่มต้น (กลุ่มเครื่องเขียนและวัสดุสำนักงาน) ราว 10 – 25 บาท ระดับราคากลาง (กลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บและแพ็คเกจจิ้ง) ช่วงราคา: 300 – 1,500 บาท ระดับราคาสูงที่สุด (กลุ่มเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน) อยู่ที่ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท โดยสินค้าหลายรายการผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐานเดียวกับแบรนด์ชั้นนำในตลาด และมีการพัฒนาสินค้าให้ครอบคลุมความต้องการของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ ONE Green และ ONE Eco-friendly เพื่อเป็นทางเลือกให้กับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ทั้งนี้ จากการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์ ONE มียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี โดยในปี 2568 มียอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท เติบโตในอัตราสองหลัก จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญมาจากจุดเด่นด้านราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่กับคุณภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน (fit to purpose) Alternate-X สรุปให้ ในยุคที่ธุรกิจไทยหันมาคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ออฟฟิศเมท (ในเครือเซ็นทรัล รีเทล) ส่งแบรนด์ ONE มาเจาะดีมานด์ในตลาดสินค้าอุปกรณ์สำนักงานครบวงจรเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับองค์กรและ SME ที่ต้องการความคุ้มค่า ครอบคลุมเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสินค้าเฉพาะทางในราคาที่จับต้องได้ ถึงปัจจุบันแบรนด์นี้มีลูกค้ากว่า 450,000 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ออฟฟิศไปจนถึงโรงงานและภาครัฐ ปี 2568 ONE สร้างปรากฏการณ์ยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท เติบโตสองหลัก
บางจากฯ คว้าโอกาสความต้องการยังมี ไม่ทิ้ง ‘E85’ ขายต่อ ย้ำวิสัยทัศน์โลกสะอาด
บางจากฯ หนุนใช้แก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ยังขายต่อทุกสถานีบริการน้ำมันทั่วไทย ย้ำวิชั่นพลังงานสะอาดลดฝุ่นฯ ทุกการเติม 1ลิตรลดปล่อย CO₂ E85 ทางเลือกพลังงานสะอาด น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO มีเอทานอล 85% ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้ ลดการปล่อย CO₂ ได้สูงสุด 850 กรัมต่อลิตร เมื่อเทียบเบนซินทั่วไป บางจากยืนหยัดนวัตกรรมสีเขียว BCP ดำเนินธุรกิจพลังงานครบวงจร ตั้งแต่น้ำมัน พลังงานหมุนเวียน ถึงชีวภาพ เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม ตลาด E85 เปลี่ยน แต่ดีมานด์ยังมี หลังรายใหญ่ประกาศเลิกจำหน่าย E85 ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2569 ขณะที่บางจากยังคงเป็นผู้ให้บริการหลัก รองรับผู้ใช้รถ E85 เสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) ผู้ให้บริการพลังงานครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทย้ำวิสัยทัศน์นวัตกรรมสีเขียวและยั่งยืนสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยยังวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์บางจากแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO เพื่อรองรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85 ได้ แนวทางดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกพลังงานสะอาดที่ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้และสนับสนุนการดูแลคุณภาพอากาศ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาสถานีบริการน้ำมันบางจากที่จำหน่ายน้ำมัน E85 ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ‘บางจาก’ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตเป็นเวอร์ชันใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์บางจากแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาให้รองรับน้ำมัน E85 โดยเฉพาะ มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซิน 15% และเอทานอล 85% ซึ่งเอทานอลเป็นผลผลิตจากภาคการเกษตร จึงเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้ได้มากกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น เสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) นอกจากนี้ การใช้น้ำมัน E85 ทุก 1 ลิตร สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้มากถึง 850 กรัม เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินทั่วไป รวมถึงลดการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และมีส่วนช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาไหม้อีกด้วย ปัจจุบัน BCP คือ กลุ่มบริษัทผู้นำด้านพลังงานของไทยที่มุ่งเน้นนวัตกรรมสีเขียวและยั่งยืน ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ น้ำมันปิโตรเลียม (โรงกลั่นและสถานีบริการกว่า 2,000 แห่ง) พลังงานหมุนเวียน (บีซีพีจี) ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (บีบีจีไอ) ทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจใหม่ๆ เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม อนึ่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR เครือกลุ่มบริษัทปตท. ประกาศเลิกจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 โดยเปลี่ยนไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูงกว่า เช่น กลุ่ม Super Power แทน Alternate-X สรุปให้ บางจาก (BCP) ย้ำจุดยืนพลังงานสีเขียว เดินหน้าจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ต่อเนื่อง ชูเป็นทางเลือกพลังงานสะอาด ลดมลภาวะจากการเผาไหม้และช่วยดูแลคุณภาพอากาศ E85 S EVO ใช้เอทานอลจากภาคการเกษตร ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสถานีที่จำหน่าย E85 ได้ผ่านแอป ‘บางจาก’ เวอร์ชันล่าสุด เพื่อรองรับผู้ใช้รถยนต์ที่ยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์นี้ ท่ามกลางตลาดหลังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทยเลิกขาย E85
LWS บอกทำเลปิ่นเกล้าเริ่ด! รอแรงซื้อ-เช่า-ลงทุนอสังหาฯ รับการมารถไฟฟ้าสายสีส้ม
แอล ดับเบิลยู เอสฯ สำรวจลึกดีมานด์อยู่อาศัยย่านปิ่นเกล้า ยังมีรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม หลังเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าโฉมใหม่ 1.7 พันล.ส่งสัญญาณทำเลศักยภาพกรุงเทพฯตะวันตก ดีมานด์คอนโดยังไปต่อ มีคอนโดเปิดขาย 2,342 หน่วย ขายแล้วกว่า 64% เหลือขายเพียง 830 หน่วย สะท้อนซัพพลายจำกัดในทำเลหลัก คมนาคม–ไลฟ์สไตล์หนุนมูลค่า รถไฟฟ้าสายสีส้มเชื่อมตะวันตก–ตะวันออก เพิ่มศักยภาพการเดินทาง พร้อมด้วยถนนหลักและทางด่วน ใกล้แหล่งงาน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ราคายังจับต้องได้ ผลตอบแทนน่าสนใจ ด้วยราคาคอนโดเฉลี่ย 1.97–3.10 ล้านบาท ต่ำกว่าทำเลชั้นในค่าเช่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 6% ต่อปี ดึงดูดนักลงทุน บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด (LWS Wisdom and Solutions) บริษัทในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ผู้พัฒนาอสังหาริใทรัพย์รายใหญ่ เปิดผลรายงานจากการสำรวจพื้นที่ย่าน ‘ปิ่นเกล้า’ ในปี2569 พบข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้ คอนโดมิเนียมเปิดขาย 5 โครงการ จำนวน 2,342 หน่วย มียอดขายไปแล้วกว่า 64% คิดเป็นอัตราการขายได้เฉลี่ย 6-7 หน่วยต่อเดือนต่อโครงการ ปัจจุบันมีหน่วยคอนโดมิเนียมเหลือขายอยู่เพียงจำนวน 830 หน่วย ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ที่ตั้งอยู่ติดถนนบรมราชชนนี ซึ่งเป็นถนนสายหลักของย่านปิ่นเกล้า ทั้งนี้ LWS วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหลักบนทำเลย่านปิ่นเกล้ามีการเติบโตมาจาก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเมือง พฤติกรรมผู้บริโภค การยกระดับระบบคมนาคมที่กำลังเดินหน้า ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ในรอบเกือบ 30 ปี ซึ่งยังเป็นการยกระดับบทบาทจากศูนย์การค้าประจำย่านสู่ ‘District Leader’ ผู้นำของย่านกรุงเทพฝั่งตะวันตก สะท้อนทิศทางการเติบโตของทำเลโดยรอบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในส่วนของการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมกรุงเทพฝั่งตะวันตกและตะวันออกจะเข้ามาเสริมศักยภาพทำเลอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบรางหลักเกือบทุกสาย โดยจะส่งผลให้ ‘ปิ่นเกล้า’ กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านการเดินทางของเมือง ไลฟ์สไตล์ครบ ดึงดูดกำลังซื้อที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อมูลค่าของที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทาง โดยเฉพาะสถานีที่อยู่ในทำเลศักยภาพหรือเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้มากยิ่งขึ้น ขณะที่การเดินทางยังเชื่อมต่อถนนสายหลักอย่างถนนบรมราชชนนี จรัญสนิทวงศ์ และสิรินธร รวมถึงทางพิเศษประจิมรัถยา สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ได้สะดวก อยู่ใกล้แหล่งงาน โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ทั้งนี้ จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ปิ่นเกล้า เข้าสู่การเป็นย่านครบวงจรมิกซ์ยูส Mixed-use District ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งวัน และเป็นย่านของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตใกล้เมือง แต่ต้นทุนการอยู่อาศัยสามารถ ‘จับต้องได้’ มากกว่าใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน หากพิจารณาปัจจัยด้านคมนาคม ไลฟ์สไตล์ และโครงสร้างประชากร ทำให้ปิ่นเกล้ากำลังก้าวสู่การเป็นนิว เออร์เบิน โนด (New Urban Node) จุดเชื่อมต่อใหม่ของเมือง กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก จากย่านพักอาศัยและทางผ่านสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตการอยู่อาศัย และการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และคนทำงานในโซนฝั่งธนบุรี-พระนคร สำหรับราคาขายเฉลี่ยคอนโดในพื้นที่ดังกล่าว เริ่มต้นที่ประมาณ 1.97 ล้านบาท – 3.10 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 79,000–110,000 บาท/ตร.ม. ในขนาดพื้นที่ห้องเริ่มต้น 23–24 ตร.ม. ซึ่งนับว่ายังเป็นราคาที่ต่ำกว่าหลายทำเลชั้นในที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใกล้เคียงกัน โดยมีอัตราค่าเช่าเริ่ม 10,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้องสตูดิโอ และ 13,000–15,000 บาทต่อเดือน สำหรับแบบห้อง 1 ห้องนอน ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ดังนั้น ปิ่นเกล้าในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่ทำเลใหม่ แต่กำลังกลายเป็น ‘ทำเลสำคัญ’ ของอนาคตเมืองกรุงเทพอีกด้วย Alternate-X สรุปให้ LWS ชี้ทำเล ‘ปิ่นเกล้า’ กำลังกลับมาโดดเด่น รับการพัฒนาโครงสร้างเมืองและระบบรางสายสีส้ม ยังมีดีมานด์ที่อยู่อาศัยยังแข็งแรง จากคอนโดเปิดขาย 5 โครงการ ขายแล้วกว่า 64% ขณะที่ การรีโนเวทเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มูลค่า 1.7 พันล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพย่านฝั่งตะวันตก ด้วยโครงข่ายคมนาคมครบ เชื่อมรถไฟฟ้า ถนนสายหลัก และทางด่วน ดันปิ่นเกล้าสู่ Mixed-use District และ New Urban Node ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก
‘โออิชิ’ 2026 เติมอลาคาร์ต–อิซากายะ ส่ง ‘ซูชิ’ คำละ 29 บาท รับอินไซต์เจนฯซี
‘โออิชิ’ ปี 2569 ใช้สูตรประสบการณ์คุ้มค่าสู้ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม 6.57 แสนล.โตชะลอ เติมครบในร้านเดียวโออิชิ อีทเทอเรียม ‘บุฟเฟต์-อลาคาร์ท-อิซากายะ’ เจาะอินไซด์เจนฯซี ขออิ่มพอดีแต่กินหลากหลายผ่าน 160 เมนู เริ่มต้นซูชิคำละ 29 บาท เปิดแฟล็กชิป สาขาสามย่านมิตรทาวน์ โมเดลร้าน Hybrid รับพฤติกรรมใหม่ โออิชิ อีทเทอเรียม รวม บุฟเฟต์ อาลาคาร์ต และอิซากายะในร้านเดียว ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการอิ่มล้น แต่ต้องการความยืดหยุ่นและหลากหลาย กลยุทธ์ราคา เจาะเจนฯซี ด้วยซูชิเริ่มต้นคำละ 39 บาท และบุฟเฟต์เริ่ม 359 บาท ตั้งเพดานสเปนดิ้งเข้าถึงง่าย รีครูทกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงานรุ่นใหม่ โตสวนเศรษฐกิจชะลอ แฟลกชิปอีทเทอเรียมหลังปรับโฉม เติบโต 20% เทียบก่อนรีโนเวต ท่ามกลางตลาด F&B ปี 2569 มูลค่า 6.57 แสนล้านบาท ที่โตช้าลง เมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ร้านอาหารรุ่นพี่อย่างแบรนด์ ’โออิชิ’ ที่อยู่ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมากว่า 2ทศวรรษ ขอไปต่อปี 2569 ด้วย ‘โรดแมป’ แผนปรับโฉมใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ทุกสาขา ศสัย ตังเชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทโออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารภายใต้พอร์ตฟอลิโอแบรนด์ ‘โออิชิ’ กล่าวว่า แผนธุรกิจหลักในปี 2569 บริษัทมุ่งปรับโฉมใหม่ (Renovate) สาขาร้านอาหารทั้งหมดในพอร์ตฯจำนวน 269 สาขาทดแทนการขยายสาขาเพิ่ม เพื่อปรับปรุงคอนเซปต์ภาพลักษณ์ร้านสาขาพร้อมสร้างประสบการณ์และบริการใหม่ ๆ รองรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘จากรุ่นสู่รุ่น’ (Next Generation) อย่างต่อเนื่อง ย้ำตำแหน่งร้านอาหารญี่ปุ่นในทุกวัน ปัจจุบัน ‘โออิชิ’ ทำธุรกิจราว 26 ปี เติบโตด้วยจำนวนสาขาและแบรนด์ต่างๆ ดังนี้ ชาบูชิ (Shabushi) โออิชิ บุฟเฟต์ โออิชิ อีทเทอเรียม โออิชิ แกรนด์ โออิชิ ราเมน คาคาชิ นิกุยะ โออิชิ บิซโทโระ “ในปีนี้ เราต้องการโฟกัสสิ่งที่เรามีอยู่โดยจะรีโนเวททั้งคอนเซปต์แบรนด์และสาขาร้านที่เปิดให้บริการ หลังจากนี้โออิชิจะต้องไปเจอร์นีย์ใหม่” ขณะที่ แนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบัน และมีทางเลือกในการบริโภคร้านอาหารต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับประทานอาหารของคนรุ่นใหม่ หรือ เจนเนอเรชั่นซี (Z Generation) ในปัจจุบัน อิ่มกำลังดี ลด ฟู้ด เวสต์ ศสัย กล่าวว่า ล่าสุดบริษัท ปรับรูปแบบร้านอาหารแบรนด์โออิชิ อีทเทอเรียม ที่ดำเนินธุรกิจสู่ปีที่ 10 ภายใต้แนวคิดใหม่ ‘ออล ยู แคน อีทซากายะ’ เปิดสาขาต้นแบบแห่งแรก (Flagship) บนชั้น 4 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ สำหรับร้านโออิชิ อีทเทอเรียม แห่งนี้ยังรวมครบทุกประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นทั้งแบบบุฟเฟ่ต์, จานเดี่ยว (Alacart) และ อีซากายะ (Izakaya) ภายในร้านเดียว “คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการแชร์ประสบการณ์ในการกินดื่ม ความสนุกที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งอีทซากายะของอิชิ อีทเทอเรียม จะเป็นโมเดลใหม่ที่ให้ความคุ้มค่า ครบรส” ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคที่มองหาเมนูอาหารที่มีขนาด (Portion) เล็กลงให้ความอิ่มแบบพอดี เพื่อทดลองเลือกทานอาหารเมนูอื่น ๆ ได้หลากหลายขึ้น ทดแทนการรับประทานอาหารไม่หมดและกลายเป็นของเสีย (Food Waste) ส่วนคอนเซปต์บุฟเฟต์ เองยังมีอยู่เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าการรับประทานอาหารของผู้บริโภคในราคาที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ ยังได้ปรับใหม่ 160 เมนูอาหารและเครื่องดื่มซึ่งรวมถึงการนำเมนูลิสต์ใหม่ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใส่เข้าไปในรายการอาหารด้วย ซึ่งอย่างหลังเปิดจำหน่ายในเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมวางกลยุทธ์ราคาบุฟเฟต์ โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ แบ่งออกเป็น ‘Suhi Delight’ ราคา 359 บาท++/หัว ด้วยชุดบุฟเฟต์ซูชิ ข้าวปั้นหน้าต่างๆ และอาหารทานเล่นรวมกว่า 50 รายการ ‘Full Selection’ ราคา 699 บาท++/หัว บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น และอาหารนานาชาติ อาทิ ซูชิ ซาชิมิ เทปันยากิ ตอร์ติญ่า แฮมเบิร์ก ปีกไก่ทอดสไตล์นาโกย่า ฯลฯ ของหวาน เครื่องดื่ม รวมกว่า 100 รายการ Seafood Paradise ราคา 849 บาท++/หัว บุฟเฟต์เมนูพิเศษอาหารทะเล อาทิ กุ้งแม่น้ำ โฮตาเตะ หอยนางรม รวมกว่า 130 รายการ นอกจากนี้ ในส่วนบริการอาหารจานเดี่ยวมีเมนูอะลาคาร์ทให้เลือกจำนวนมากเริ่มต้นอยู่ที่จานละ 29 บาท++ (เมนู ซูชิ เอบิซอสสไปซี่ (2 คำ)) เป็นต้น ศสัย กล่าวต่อ โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ รองรับกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภคที่มองหาความอิ่ม คุ้มค่า และกลุ่มต้องการทานอาหารเฉพาะที่ชอบ รวมถึงการร่วมรับประทานอาหารใช้เวลาด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กและใหญ่ “คอนเซปต์อิซากายะ ร้านสาขานี้เปิดไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตแล้ว 20% เทียบในช่วงก่อนปรับโฉม ซึ่งสอดคล้องกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ ทั้งกลุ่มนักศึกษา พนักงานออฟฟิศในย่านนี้ พร้อมขยายการเข้าถึงในกลุ่มใหม่ ๆในย่านใกล้เคียง” โดยเบื้องต้น บริษัทจะเก็บข้อมูลพร้อมศึกษาความต้องการตลาดอย่างต่อเนื่อง ก่อนวางแผนปรับโฉมเพิ่มในสาขาอื่นต่อไปในอนาคต จากปัจจุบัน โออิชิ อีทเทอเรียม มีสาขาให้บริการ 6 แห่ง และ โออิชิ บุฟเฟ่ต์ 12 สาขา ศสัย กล่าวว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา โออิชิ มีอัตราการเติบโตรายได้จากสาขาร้านเดิม (Same Store) ราว 20% โดยยอดขายหลักมาจาก ธุรกิจร้านอาหาร (Restuarant) ราว 80% และธุรกิจอาหารบรรจุพร้อมทาน (Package Food) 20% ขณะที่ ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในปี 2569 คาดมีอัตราการเติบโตชะลอจากปี 2568 ธุรกิจร้านอาหาร (Restaurant) คาดเติบโต 4% ธุรกิจเครื่องดื่ม คาดขยายตัว 2% จากในปีที่ 2568 ตลาดF&B เติบโต 7.8% มีขนาดตลาดมูลค่าราว ๆ 6.57 แสนล้านบาท (ข้อมูล-ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) Alternate-X สรุปให้ โออิชิ ปี 2569 ปรับโมเดลร้านอาหารญี่ปุ่นรับพฤติกรรมเจนฯใหม่ ดัน ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ แฟลกชิปสามย่านมิตรทาวน์ รวม บุฟเฟต์–อาลาคาร์ต–อิซากายะ ในร้านเดียว ชูคอนเซปต์คุ้มอิ่มพอดีแต่กินหลากหลาย ผ่านเมนูกว่า 160 รายการ เปิดราคาด้วยซูชิเริ่มต้นคำละ 29 บาท และ Sushi Delight 359 บาท ตั้งเป้าสร้างประสบการณ์กิน–ดื่ม–แชร์ ท่ามกลางตลาด F&B ปี 2569 มูลค่า 6.57 แสนล้านบาท โตชะลอ
เทรนด์นักลงทุนปี2569 เทรดหุ้นควบคริปโทฯ ‘Bitget’ มองปีนี้ ‘ทองคำ’ มาแรงสุด
Bitget บอกเทรนด์นักลงทุนรุ่นใหม่ปี 2569 เทรดสินทรัพย์ดั้งเดินควบคู่ดิจิทัล ชี้ทองคำยังแรงสุด ยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ บิตคอยน์แตะ 1.5-1.8 แสนดอลลาร์ กระจายความเสี่ยงด้วย TradFi แพลตฟอร์มเดียว Bitget เผยแรงเทขายทองคำที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการลดการเก็งกำไรช่วงสั้น ปีนี้หนุนราคายืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนบิตคอยน์ แตะ 150,000-180,000 ดอลลาร์ พฤติกรรมนักลงทุนยุคใหม่เทรดสินทรัพย์ดิจิทัลควบทองคำและหุ้นในบัญชีเดียวกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง Bitget เพิ่มสินทรัพย์ลงทุนดั้งเดิมเข้ามาในแพลตฟอร์มซื้อขายในฟีเจอร์ TradFi พบทองคำ ได้รับความนิยมสูงสุด เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าการปรับฐานของบิตคอยน์รวมถึงทองคำและแร่โลหะมีค่ามาจากความกังวลในประเด็น ดังนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน จากว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ฯ คนใหม่ ความกังวลด้านสภาพคล่องในระดับมหภาค โดยแรงเทขายที่ออกมา มองว่าเป็นการลดระดับการเก็งกำไร (Leverage) ที่มาจากปัจจัยมหภาค มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง “ทั้งสองสินทรัพย์ยังสามารถที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้ในปีนี้” สำหรับ ปัจจัยมหภาคที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังด้านนโยบายการเงิน “ปัจจัยเหล่านี้จะยังคงผลักดันทองคำให้กลับมาทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักของโลกอีกครั้ง” เฉิน กล่าวว่า บิตคอยน์กำลังเข้าสู่ช่วงการลดความเสี่ยง ท่ามกลางสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้น มูลค่าตลาดที่หายไปเกือบ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ปรากฎการณ์นี้จะเริ่มดีขึ้นเมื่อนักลงทุนคลายความกังวลจากเริ่มสับเปลี่ยนเงินทุนจากสินทรัพย์ปลอดภัต ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเช่นบิทคอยน์ในที่สุด โดย คาดว่าราคาทองคำในปีนี้ยังสามารถยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้จากปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีต่อเนื่อง ขณะที่บิตคอยน์ในระยะสั้นอาจยังเคลื่อนไหวในกรอบ 70,000-80,000 ดอลลาร์ แต่พื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่ยังต่อเนื่อง ความผันผวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยี ความคืบหน้าของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทในสหรัฐฯ หากแรงหนุนเหล่านี้ยังคงอยู่ยังมองว่าบิตคอยน์มีเป้าหมาย 150,000–180,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 เฉิน กล่าวเสริมว่า “อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนราคาบิตคอยน์ คือ นักลงทุนส่วนหนึ่งมองเป็นสินทรัพย์การลงทุนคู่กับไปทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหลักท่ามกลางระบบการเงินโลกที่แตกกระจายมากขึ้น ซึ่งการถือครองทั้งสองสินทรัพย์ร่วมกันจะช่วยทั้งป้องกันความเสี่ยงและกระจายผลตอบแทน เป็นแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นที่นักลงทุนในระบบการเงินเดิมและระบบการเงินใหม่จะซื้อขายทั้งทองคำและบิตคอยน์ ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของนักเทรด Bitget ในฐานะแพลตฟอร์ม Universal Exchange (UEX) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดได้เพิ่มสินทรัพย์การลงทุนดั้งเดิมเข้ามาในแพลตฟอร์มซื้อขายตั้งแต่ปลายปี 2568 ผ่านฟีเจอร์ TradFi ล่าสุดสร้างสถิติปริมาณการซื้อขายสูงสุดตลอดกาลที่ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 21 มกราคม และมีปริมาณซื้อขายต่อวันแตะ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดชี้ว่าเทรดเดอร์ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่เคลื่อนไหวเร็วตามเหตุการณ์ มากกว่าจะเป็นเพียงแหล่งเก็บมูลค่า พร้อมกันนี้ ‘Bitget TradFi’ ยังเปิดโอกาสให้นักเทรดเพิ่มความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ภายในบัญชีเดียว สามารถย้ายจากบิตคอยน์ไปสู่ทองคำ จาก altcoin ไปสู่ดัชนีตลาดหุ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มสะท้อนวิสัยทัศน์ UEX ในภาพรวมของ Bitget ที่ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและตลาดดั้งเดิมหลอมรวมกันภายใต้แพลตฟอร์มเดียว Alternate-X สรุปให้ นักลงทุนรุ่นใหม่ในไทยและทั่วโลกกำลังเปลี่ยนพฤติกรรม เทรดหุ้นควบคู่กับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสกำไรในยุคดิจิทัล ขณะที่ ‘Bitget’ ชี้ว่าเทรนด์นี้เด่นชัด โดยนักลงทุนยุคใหม่ถือทั้งสินทรัพย์ดั้งเดิม (หุ้น ทองคำ) และคริปโต (บิตคอยน์) เพื่อป้องกันความผันผวน ปัจจุบันแรงขายทองคำและบิตคอยน์เป็นเพียงทำกำไรระยะสั้น ไม่ใช่สัญญาณลบ เพราะความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยยังแข็งแกร่ง Bitget มองปี 2569 ทองคำยังมาแรงสุด ยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่บิตคอยน์มีโอกาสแตะ 150,000-180,000 ดอลลาร์ Bitget TradFi เปิดโอกาสเทรดสินทรัพย์หลากหลายในแพลตฟอร์มเดียว ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง
เข็มทิศชีวิตเป้าหมายใหม่ เจาะตลาดเยียวยามหาเศรษฐี ‘ครูอ้อย’ อัปเวลสู่แอป ‘Zoul’
‘ครูอ้อย’ ฐิตินาถ ณ พัทลุง อดีตไลฟ์โคชสาวไทยที่ให้ข้อคิดสายธรรมะผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตเพื่อพาผู้คนสู้ปัญหาทางใจในโลกจริง ล่าสุดกลับมาในร่างทอง เศรษฐีที่โมนาโก ในฐานะผู้ก่อตั้ง Mental Health Tech พร้อมพัฒนา Zoul แอปพลิชั่นเยียวยาจิตใจ ที่มีมูลค่าร่วมกว่า 7.7 พันล้านบาท การกลับมาของครูอ้อยในบทบาทใหม่ จากภาพลักษณ์สาวชุดขาวสายบุญผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตกว่า 20 ปีก่อน ผันตัวเป็น ‘Dr. DDnard’ นักลงทุนสายสุขภาพจิตเทคโนโลยี ใช้ชีวิตหรูที่โมนาโก แอป Zoul Meditation on the Go พัฒนาโดย ดร.ฐิตินาถ ร่วมกับดัชเชส Sarah Ferguson รองรับ 17 ภาษา มีฟีเจอร์เล่นอัตโนมัติตามเป้าหมายชีวิต เช่น Wealth & Happiness, Goal Digger สำหรับผู้บริหาร เยียวยาปมลึก และ offline mode มีแบบให้เริ่มใช้ฟรีก่อน แล้วอัปเกรดพรีเมียม มูลค่าและเป้าหมายระดับโลก บริษัท Zoul เคลมมูลค่าการลงทุน กว่า 7.7 พันล้านบาท (ประมาณ 222 ล้าน USD) จากการระดมทุนกองทุนต่างชาติและทีมงานเกือบ 100 คน มุ่งเจาะตลาดคนมีกำลังซื้อสูง โดยเน้น emotional, financial, social freedom และมีแผน retreat ฟรีในไทย จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากในสื่อออนไลน์หลายสำนักและโซเชียล มีเดีย ต่างหยิบเรื่องราวในอดีตของ ‘ครูอ้อย’ กลับมาพูดถึงวีรกรรมของไลฟ์โคชสาวคนดัง หากตัดความไวรัลออกไป ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่ง คือ การกลับมาของ ‘ครูอ้อย’ ในลุคส์ใหม่ที่สลัดภาพจำเก่า ‘สาวชุดขาวสายบุญ’ ที่ถือหนังสือเข็มทิศชีวิตที่โด่งดังกว่า 20 ปีก่อน สู่ภาพใหม่สาวนักลงทุนสายสุขภาพจิตเทคโนโลยี พร้อมใช้ชื่อสากลว่า Dr. DDnard (Dr. DDnard Napattalung) พร้อมกับ อัปเวลไกดฺไลน์นำทางชีวิตจากหนังสือสู่เวอร์ชั่นดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชัน ‘Zoul’ ที่เราลองไปดาวน์โหลดมาแล้วมาดูกันว่า แอปนี้ จะมีอะไรมาตอบโจทย์การใช้ให้ ’ผู้คน’ ที่ยังมองหาความสงบทางจิตใจซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เชื่อว่ามีกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อยอมจ่ายเพื่อค้นหาทางออกเพื่อสุขภาพใจ เจาะตลาด17 ภาษา สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ iOS และ Android ให้เข้าไปที่ AppStore หรือ Google Play แล้วค้นหาคำว่า ‘Zoul’ (ออกเสียงว่า ‘โซล’) จะบอกดิสคริปชั่นตัวเองว่าเป็นแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตเทคโนโลยี (Mental Health Tech) มีโลโก้โทนสีเขียวมินต์ (Mint) ขั้นแรกเมื่อลองกดดาวน์โหลดพร้อมติดตั้งแล้ว จะพบหน้าแรกของแอปพร้อมภาษาให้เลือกใช้มากถึง 17 ภาษา!! อาทิ อังกฤษ ไทย ฝรั่งเศส อิตาลี เกาหลี ดัชท์ โปรตุเกส ฯลฯ จากการพัฒนาแอปฯ ที่รอบรับได้หลากหลายภาษาเหล่านี้ หมายถึงกลุ่มเป้าหมายมหาศาล ที่ Zoul วางแผนเข้าไปเจาะตลาด โดยเมื่อเปิดแอปครั้งแรก สามารถเลือกภาษาเพื่อใช้งานได้ตามต้องการก่อน จากนั้นสมัครหรือล็อกอิน (ใช้อีเมล, กูเกิล แอปเปิล หรือ จะเป็นเกสต์ก่อนก็ได้ ซึ่งแอปจะถามเป้าหมายคร่าว ๆ กับเราก่อนว่า เช่น อยากลดเครียด นอนหลับดีขึ้น เยียวยาปมเก่า สร้างมายด์เซ็ต ความมั่งคั่ง หรือจะเพิ่มศักยภาพพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น (high-performance) ก็สามารถเลือกตามที่อยากได้ก่อน ส่วนหน้าหลักและการใช้งานหน้าแรกของแอปฯ จะเจอกับ One-Button Play All ซึ่งเป็นปุ่มเด่นที่สุด ผู้ใช้งานสามารถกดปุ่มใหญ่ ๆ กลางจอ เพื่อ ‘Play’ จากนั้นแอปจะเล่นเพลย์ลิสต์ต่อเนื่องอัตโนมัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เช้า กับการย้ำตัวเอง (Affirmations) ร่วมกับอัปเกรด มายด์เซ็ต (Mindset upgrade) กลางวัน ลดความเครียด (Stress relief) หรือทำสมาธิแบบไวๆ (quick meditation) เย็น/ก่อนนอน เป็นการเข้าสู่โหมดหลับลึก (Deep sleep) หรือบรรเทาปมในใจ (healing trauma) ด้วยฟีเจอร์นี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่อยากเลือกเอง แค่การกดแล้วปล่อยให้เล่นเพลงแบ็คกราวด์ (background sound) เพื่อสร้างบรรยากาศสงบ ได้ตลอดวัน นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ ‘Goal-Based Playlists’ เพลย์ลิสต์ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นเมนูหลัก แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่น Sleep นอนหลับลึก Wealth and Happiness ความมั่งคั่ง + ความสุข Goal Digger มายด์เซ็ต สำหรับคนทำงานใหญ่ ผู้ประกอบการ Stress & Anxiety Relief Healing การเยียวยาปมลึก อารมณ์ การเงิน ความสัมพันธ์ ในกลุ่มนี้ ผู้ใช้งานเลือกหมวด แล้วเลือกเซสชั่นสั้น (5-15 นาที) หรือยาว (30-60 นาที+) จากนั้นกดเล่น ส่วนฟีเจอร์ Daily Affirmations & Wisdom ในทุกวันจะมีข้อความ/เสียงให้พลังเชิงบวก (positive) แบบสั้น ๆ ส่งมาให้ (เหมือน daily dose) อ่านหรือฟังเพื่อเริ่มวันดี ๆ รวมทั้ง Offline Mode ดาวน์โหลดเสียงไว้ใช้แบบไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต (เหมาะกับการเดินทาง) ลองใช้ฟรี ก่อน สำหรับผู้สนใจทดลองใช้งานให้เริ่มจากเนื้อหาฟรีก่อน ด้วยเสียงครูอ้อย (Dr. DDnard) เสียงดัชเชสซาร่าห์ เฟอร์กูสัน (Sarah Ferguson) และอื่น ๆ มีให้เลือกในแอปฯ เพื่อนำมาใช้ระหว่างทำกิจวัตรแต่ละวัน อย่าง เดินทาง ทำงานบ้าน แปรงฟัน หรือก่อนนอน เพื่อให้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น แต่หากต้องการรูปแบบเฉพาะตัว (personalize) มากขึ้น จะมีบริการฟีเจอร์พรีเมียม/การบอกรับสมาชิก (premium/subscription) เพื่อปลดล็อกเนื้อหาเพิ่ม ที่มาพร้อมกับการใช้เอไอ มาร่วมวิเคราะห์เพื่อเยียวยาปมจิตใจในแบบเฉพาะบุคคล ในบางส่วนด้วย นอกจากนี้ ยังมีไลฟ์ เซสชั่น (live session) ถ่ายทอดสดนั่งสมาธิฟรีในบางช่วง ซึ่งสามารถตรวจสอบหรือติดตามกิจกรรมได้ในแอปหรือช่องทางโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ค/ไอจี @zoul.meditate ได้เช่นกัน ต่อการกลับมาของครูอ้อย หรือ Dr. DDnard ด้วยภาพลักษณ์ใหม่นักลงทุนที่ใช้แกนหลักเดิมการเยียวยาจิตใจให้กับผู้คน ที่มาพร้อมกับการปรับตัวรับยุคดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชั่น ที่ไม่ใช่แค่บอกเล่าแค่การทำสมาธิธรรมดา ด้วยแอปนี้มีเป้าหมายเจาะตลาดในกลุ่มคนทำงานระดับผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ ที่อาจกำลังเจอปัญหาหมดไฟหรือปมลึก ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ในการทำตลาดครั้งใหม่และใหญ่กว่าเดิมที่พา ครูอ้อยไปพบกับ แหล่งทุนมหาศาลผ่านเครื่องมือฮีลกายใจผู้คนในยุคดิจิทัลผ่านแอปนี้ อีกครั้ง !! นอกจากนี้ยังอาจเป็นเส้นทางที่ตรงกับวาทกรรมไวรัลของครูอ้อยที่กล่าวไว้ ว่า ‘จงเป็นเพื่อน กับคนรวยอย่างน้อยหนึ่งคน เพราะเพื่อนที่รวย จะสอนคุณว่าทำยังไง ถึงจะรวย พวกเขาจะให้เงินคุณ เพื่อเริ่มธุรกิจ คนจนจะทำได้แค่ทำให้คุณ ตกต่ำลง’ จนกลายเป็นไวรัล ในช่วงข้ามคืน Alternate-X สรุปให้ ‘ครูอ้อย’ ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือ ดร. DDnard กลับมาไวรัลอีกครั้ง หลังหายจากสื่อไทยนาน ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ เศรษฐีไฮโซที่โมนาโก จากภาพจำเดิมไลฟ์โคชสายบุญผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต สู่ผู้ก่อตั้งแอป Zoul (โซล) แอป Mental Health Tech ที่ผสานการทำสมาธิ เยียวยาจิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ แอปนี้รองรับ 17 ภาษา มีฟีเจอร์ One-Button Play All เล่นเพลย์ลิสต์อัตโนมัติตามเป้าหมาย มีเนื้อหาฟรีกว่า 2,000 เสียง รวมเสียงจากครูอ้อยและดัชเชส Sarah Ferguson พร้อม premium ที่ใช้ AI personalize การเยียวยา เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจที่หมดไฟ พร้อมเคลมมูลค่าแอปกว่า 7.7 พันล้านบาท (ราว 222 ล้าน USD) จากการระดมทุนและทีมงานระดับโลก STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
แกะสูตร ‘Fitwhey’ เวย์โปรตีนที่เกิดจากความสงสัย นำไปสู่ยอดขายทะลุพันล้าน
‘แดนนี่-ดนุพล ชิลลี่’ บอกสูตรขาย ‘Fitwhey’ แบรนด์เวย์โปรตีนสัญชาติคนไทยให้ได้พันล้าน ดึงแพลตฟอร์ม ลาซาด้า ขยายตลาดเป้า No.1 ‘เอเชีย’ คุณภาพคือหัวใจธุรกิจ Fitwhey ใช้ Lab Guarantee ยืนยันสารอาหารตรงฉลาก 100% ตั้งมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสในตลาดเวย์โปรตีนไทย การตลาดชัด เจาะตัวจริงสายกล้าม กับสโลแกน ‘โคตรเถื่อน’ สื่อถึงความจริงใจและกล้าฉีกกรอบ ต่อยอดด้วยสินค้าไวรัลและคอลแลบระดับโลก สร้างแบรนด์จำได้ทันที ลาซาด้า ช่วยขยายตลาดสู่เอเชีย Fitwhey สามารถครองยอดขายอันดับ 1 บนลาซาด้า และโตจาก 500 ล้านเป็น 1,000 ล้านใน 3 ปี บนพื้นที่ LazMall และ LazLive ช่วยดัน Basket Size และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ‘Fitwhey’ ฟิตเวย์ เวย์ โปรตีน ที่สายเวิรต์กเอ้าต์ เข้ายิม มักนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ กับสโลแกน #โคตรเถื่อน กับภาพจำแบรนด์สินค้าที่หนักแน่น เจาะคนรักกล้ามเนื้อจริงจัง โดยสินค้า ทำยอดขายทะลุพันล้านบาทไปแล้วในช่วงไม่กี่ปี ‘แดนนี่’ ดนุพล ชิลลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้เริ่มต้นธุรกิจ Fitwhey เล่าเบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจากคำถามเรียบง่ายในช่วงเริ่มต้นธุรกิจว่า ‘ทำไมคนไทยต้องกินเวย์โปรตีนราคาแพงเกินจริง จากความสงสัยนำไปสู่การสร้างธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งสร้างยอดขายเกิน 1,000 ล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาผู้คนต่างหันมาให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย จนกลายเป็นเทรนด์และขยายการเติบโตในวงกว้างที่กลายเป็นของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับนิยามการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี คือความมั่งคั่ง ‘Health is the new wealth’ ‘แดนนี่’ ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นธุรกิจ ฟิตเวย์ โปรตีน มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่หลงใหลในกีฬาเพาะกาย แต่กลับพบว่าเวย์โปรตีนในประเทศไทยช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว มีราคาสูงเกินเอื้อมถึงกระปุกละ 5-6 พันบาท!! จากนั้นเมื่อ ‘เขา’ มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอเมริกาและพบว่าต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้สูงอย่างที่คิด และสร้างแรงบันดาลใจให้เริ่มต้นนำเข้าเวย์โปรตีนมาแบ่งปันให้เพื่อนฝูงในราคาที่เหมาะสม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ‘แดนนี่’ ตัดสินใจก่อตั้ง Fitwhey.com ในปี 2552 ซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซด้านอาหารเสริมรายแรก ๆ ของไทย เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าคุณภาพระดับสากลสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ฟิตเวย์ Passion #99 Business#1 แดนนี่ บอกอีกว่า หลังอยู่ในวงการอาหารเสริมมาระยะ ยังพบอีกว่าปัญหาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้มาก่อนเคยทราบ นั่นคือการทำ Amino Spiking การเติมกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มค่าปริมาณโปรตีนบนฉลาก ทำให้ไม่ได้คุณค่าทางโภชนาการที่แท้จริง!! รวมถึงการเคลมสารอาหารเกินจริงในตลาด เพนพอยต์นี้ทำให้ Fitwhey ต้องการร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านความโปร่งใสด้วยการใช้ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Guarantee) รับรองว่าสารอาหารในผลิตภัณฑ์ตรงตามฉลากทุกประการ เพื่อยืนยันมาตรฐานคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า “ธุรกิจเริ่มจากคำว่าซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามาโดยตลอด ภายใต้แนวคิด Passion #99 Business #1 เพราะสินค้าที่ดีไม่จำเป็นต้องค้ากำไรเกินควร แต่ต้องมีคุณภาพตามที่เคลมจริง 100% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ Fitwhey ยึดถือมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี” ขณะเดียวกัน เพื่อควบคุมมาตรฐานให้สมบูรณ์แบบที่สุด Fitwhey ยังได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตของตัวเอง แทนการจ้างผลิตภายนอก (OEM) เพื่อลดปัญหาการควบคุมรสชาติและคุณภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง พร้อมกวาดรีวิวเชิงบวกจากผู้ใช้จริงเกือบเต็มทุกรายการ การตลาดทรง ‘โคตรเถื่อน’ นอกจากตัวสินค้าแล้ว ‘ฟิตเวย์’ ยังมุ่งสื่อสารแบรนด์ที่ชัดเจนและจริงใจ ผ่านความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายด้วยสโลแกน ‘โคตรเถื่อน’ ซึ่งไม่ได้สื่อถึงความหมายที่ก้าวร้าว แต่สะท้อนความกล้าที่จะฉีกกรอบเดิม ๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า โดยที่ผ่านมา ฟิตเวย์ ยังได้ทำงานร่วมกับลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ระดับโลกอย่าง Godzilla และ Baki Hanma และการพัฒนาสินค้าที่เป็นกระแสไวรัล อาทิ เวย์โปรตีนรสต้มยำ เบียร์ หรือ ทุเรียน รวมถึงแคมเปญมาร์เก็ตติงสุดบ้าระห่ำเพื่อคืนกำไรให้ลูกค้าอีกมากมาย สร้างความตื่นเต้นและทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ ขยับปรับแพลตฟอร์ม แดนนี่ เล่าต่อว่า ฟิตเวย์ เคยเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลต่อวงการฟิตเนสอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ด้วยดีเอนเอความเป็น ‘ตัวจริง’ ที่ไม่เคยยอมแพ้ ทำให้ Fitwhey สามารถกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำตลาดได้อีกครั้ง พร้อมสร้างรายได้เติบโตจาก 500 ล้านบาท สู่ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี และครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซลาซาด้า ไปในปีที่ผ่านมา “นอกเหนือจากการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง การขยายธุรกิจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของฟิตเวย์ โดยมีลาซาด้า เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่เชื่อมโยงแบรนด์สู่ฐานลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่าในเชิงคุณภาพ” โดยเฉพาะบน LazMall ซี่งมีจุดแข็งด้านสินค้าแบรนด์ คุณภาพสูง และเชื่อถือได้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของฟิตเวย์ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์มาตรฐานให้กับผู้บริโภค แดนนี่ ย้ำว่าคุณภาพของสินค้าเป็นเพียงปัจจัยขั้นต้น แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงคือประสบการณ์โดยรวมที่ลูกค้าได้รับ ตั้งแต่ความรวดเร็วในการการจัดส่งแม้ในช่วงแคมเปญใหญ่ ไปจนถึงการรับประกันสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจและความภักดีต่อแบรนด์ LazMall หนุนแรงซื้อพรีเมียม ขณะที่ อินไซต์ที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์ม LazMall คือพฤติกรรมการซื้อลูกค้า ที่เน้นกลุ่มสินค้าพรีเมียม อาทิ เวย์โปรตีนไอโซเลท (Whey Protein Isolate) และนิยมเลือกซื้อสินค้าขนาดใหญ่ เช่น 8 ปอนด์ หรือ 10 ปอนด์ มีมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ (Basket Size) บนลาซาด้าสูงกว่าช่องทางอื่นถึง 1.5 เท่า จากข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ Fitwhey สามารถวางกลยุทธ์จัดการสินค้าได้แม่นยำ จนขึ้นสู่แบรนด์ที่มียอดขายติดอันดับท็อปในหมวดสินค้าสุขภาพ (Sports Nutrition) ในช่วงเมกะแคมเปญ 11.11 ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ที่สุดแห่งปี 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ การใช้ LazLive เครื่องมือไลฟ์ของลาซาด้ายังเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารความจริงใจและให้ความรู้เรื่องสินค้ากับลูกค้าโดยตรง ทั้งหมดส่งผลให้ Fitwhey สามารถขยายการเติบโตบนลาซาด้าได้ถึง 2 เท่า พาไปสู่ยอดขายหลักร้อยล้านบาทได้อย่างรวดเร็ว แดนนี่ กล่าวถึง เป้าหมายต่อไปของ Fitwhey คือ ส่งมอบ ‘ความคุ้มค่าสูงสุดในทุกบาทที่จ่ายไป’ ให้กับลูกค้า พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นแบรนด์เวย์โปรตีนอันดับ 1 ในเอเชีย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล พร้อมย้ำหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญสู่ความสำเร็จนี้ คือความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจและเติบโตเคียงข้างกันอย่าง ลาซาด้า แพลตฟอร์ม ที่มีส่วนช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงแบรนด์คุณภาพกับกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาคุณค่า Alternate-X สรุปให้ ‘แดนนี่–ดนุพล ชิลลี่’ เผยสูตรปั้น Fitwhey เวย์โปรตีนสัญชาติไทย จากคำถามง่ายๆ ว่าทำไมคนไทยต้องกินเวย์ราคาแพง ด้วยจุดแข็งคือคุณภาพตรงฉลาก โปร่งใส ไม่ทำ Amino Spiking และยึดหลักซื่อสัตย์ต่อลูกค้า พร้อมลงทุนสร้างโรงงานผลิตเอง คุมมาตรฐานรสชาติและคุณภาพตลอดซัพพลายเชน และสื่อสารแบรนด์ชัดด้วยสโลแกน ‘โคตรเถื่อน’ สร้างการจดจำและไวรัลต่อเนื่อง ดึงพลังอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ‘ลาซาด้า’ กลยุทธ์มุ่งเป้า No.1 เอเชีย หลังได้ยอดขายทะลุ พันล้านบาท ไปแล้ว
กงสุล เปิดศูนย์ฯเลือกตั้ง–ประชามติ นอกราชอาณาจักร 95 แห่งทั่วโลกแบบเรียลไทม์
อธิบดีกรมการกงสุลเปิดตัวศูนย์ติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศในภารกิจการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ (กรมการกงสุล) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระทรวงมหาดไทย และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทั่วโลก โอกาสนี้ อธิบดีกรมการกงสุลได้นำผู้สื่อข่าวเยี่ยมชมภายในศูนย์ติดตามฯ แนะนำระบบเฝ้าติดตามการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร (Overseas Voting Monitoring System: OVMS) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยศูนย์บริหารข้อมูลการกงสุลและสารสนเทศ (CDIC) กรมการกงสุล เพื่อติดตามการดำเนินการตั้งแต่การจัดส่งและรับบัตร รวมถึงการรายงานผลการดำเนินการต่างๆ ของสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทั้ง 95 แห่งทั่วโลกแบบ real-time เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการดำเนินการในทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น โปร่งใส ถูกต้อง และทันเวลา โดยเฉพาะในขั้นตอนสำคัญขณะนี้ คือ การขนส่งบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วกลับมาประเทศไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการส่งกลับมาแล้วและจะถึงประเทศไทยทั้งหมดภายในวันที่ 5 ก.พ. 2569 เพื่อคัดแยกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ในวันที่ 6 ก.พ. 2569 ต่อไป
‘ดร.ต้นคูน’ รุ่น 4 ยาดมตราโป๊ยเซียน พาแบรนด์สกินชิปคนรุ่นใหม่ในตลาด 4.5 พันล.
ตลาดยาดมไทยในปี 2567-2568 คาดมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท ที่กำลังแข่งขันท่ามกลางความหลากหลายของยี่ห้อสินค้าและสูตร ในตลาดประชากรไทยราว 70 ล้านคนที่อาจจะต้องมี ‘ยาดม’ ติดตัวหนึ่งชิ้นต่อคน ซึ่งหมายถึงการเป็นสินค้าที่มีโอกาส ‘สกินชิป’ ผู้บริโภคได้เกือบตลอดเวลา ตลาดยาดมไทยปี 2567–2568 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท เป็นสินค้าสกินชิปที่ผู้บริโภคพกติดตัวได้ตลอดเวลา ยาดมตราโป๊ยเซียน อายุ 90 ปี ใช้กลยุทธ์ Art Toy และสีพิเศษ เพื่อขยายฐานคนนิวเจน นักท่องเที่ยว และสร้างดีมานด์ใหม่ บริษัทมีกำไรต่อเนื่อง 5 ปี รายได้ปีล่าสุดกว่า 1,155 ล้านบาท แบรนด์ตราโป๊ยเซียนสร้างยอดขายหลักมากกว่า 99% สำหรับตลาดนี้ มี’ยาดมตราโป๊ยเซียน’ เป็นหนึ่งในสินค้ายาดมยี่ห้อเก่าแก่อยู่คู่ตลาดไทยมาถึง 90 ปี ที่พร้อมมากต่อการเข้าสู่ภาพจำแบรนด์สินค้าร่วมสมัย ภายใต้การดูแลของ ‘ต้นคูน-ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์’ ทายาทรุ่นที่ 4 อาณาจักรแบรนด์ยาดมตราโป๊ยเซียน Alternate-X มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ดร.ต้นคูน’ ถึงเจอร์นีย์ยาดมตราโป๊ยเซียนที่จะพาตัวเองไปพบปะผู้คนกลุ่มคนนิวเจนเนอเรชั่น ในตลาดมากขึ้น ผ่านเครื่องมือสื่อสารการตลาดใหม่ ๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ‘เขา’ เข้ามามีส่วนร่วมบริหารกิจการในฐานะกรรมการและที่ปรึกษาบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและเจ้าของยาดมตราโป๊ยเซียน อย่างในช่วงปีที่ผ่านมา ยาดมตราโป๊ยเซียน ยังได้ถูกหยิบมาเล่าเรื่องใหม่ผ่านปลอกยาดมในคาแรกเตอร์ อาร์ต ทอย (Art Toy) ไอเทมที่เป็นกระแสในกลุ่มคนนิวเจนเนอเรชั่น เพื่อให้สินค้ามีดีมานด์เป็นที่ต้องการและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้มากขึ้น อ่านบทความอื่น เพิ่มเติม ‘Art Toy ‘โป๊ยเซียน’ ทำออกมาจำกัดอยากได้ยังไม่มีขาย ปลุกมู้ดเที่ยว 4 ภาคเมืองไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำยาดมตราโป๊ยเซียนสีขาว-ดำ พร้อมแจกให้กับประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง พร้อมตั้งจุดแจกยาดมฯให้กับประชาชนทั้ง 3 ท่าเรือ (ท่าวังหลัง, ท่าช้าง และ ท่ามหาราช) โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาด้วย “บริษัททำยาดมตราโป๊ยเซียนสีดำออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 90ปี ซึ่งสีพิเศษเหล่านี้ เป็นความสามารถในการผลิตของโรงงานบริษัท ที่สามารถฉีดสีต่าง ๆ ให้กับสินค้าเพื่อให้ได้สีตามต้องการ” ดร.ต้นคูน บอกว่า กิจกรรมนี้ เป็นพาร์ทหนึ่งของงานซีเอสอาร์ยาดมตราโป๊ยเซียน ในฐานะไอเทมที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน ด้วยต้องการส่งต่อกำลังใจให้กับคนไทยไปพร้อมกัน นอกจากนี้บริษัทยังได้ทำสีสินค้าธงชาติไทย (แดง ขาว น้ำเงิน) ในรูปแบบจัดชุด (Set) ทั้งสามสี รวมไปถึงทำยาดมตราโป๊ยเซียน ที่เป็นสีสัญลักษณ์ (CI) ให้กับแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง ที่นำไปแจกให้กับผู้เข้าร่วมอีเวนต์แสดงคอนเสิร์ต เช่นกัน สร้างไวบส์ สดชื่นตลอดปี69 สำหรับในปี 2569 เป็นปีที่ ยาดมตราโป๊ยเซียน เดินทางสู่ปีที่ 90 ซึ่ง ‘ดร.ต้นคูน’ บอกว่า จะยังไม่มีแคมเปญพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองออกมา แต่จะให้ความสำคัญกับแกนหลักในการสร้างสีสันใหม่ของแบรนด์ เพื่อตอกย้ำความสดชื่นของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างขึ้น ที่จะใช้เป็น Vibes บรรยากาศหลักอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ดร.ต้นคูน บอกว่า ประเทศไทย ยังมีศักยภาพสูงในตลาดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในโอกาสของการทำตลาดสินค้ายาดมในฐานะของฝาก ของที่ระลึก ซึ่งแม้ว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะลดจำนวนลงและได้ผลกระทบบ้าง แต่บริษัทฯ มองว่ายังมีโอกาสในตลาดกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ที่เดินทางมาไทยทดแทน “ในช่วงที่ผ่านมาถึงในตอนนี้ กลุ่มเป้าหมายสินค้าจากนักท่องเที่ยวจะเป็น อินเดีย จีน เอเชียใต้ และประเทศในสหภาพโซเวียตเดิมที่มาเที่ยวไทยซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มาแรงมาก” จุดขายไปหมดทุกโลเคชัน ‘เขา’ เล่าต่อถึงการทำตลาดยาดมตราโป๊ยเซียนในไทย กับจุดแข็งด้านช่องทางจำหน่าย ด้วยหน่วยรถขนส่งสินค้าของบริษัทที่เดินทางออกไปทั่วทุกภูมิภาคของไทย เพื่อสร้างการเข้าถึงให้กับผู้บริโภคได้ในทุกระดับตำบล อำเภอ ครอบคลุมร้านค้าที่อยู่หนือสุดและใต้สุดของประเทศไทย เช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการทำตลาดสินค้าในต่างประเทศที่สามารถพบเจอสินค้าที่จำหน่ายในต่างประเทศ ที่มีขายใน 5 ทวีปทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ต่างๆ ด้วยปัจจุบัน สินค้ายาดมตราโป๊ยเซียนครองยอดขายหลักสัดส่วน มากกว่า 99% ที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่น ๆ ในเครือ สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูล dataforthai) บริษัทฯ มีกำไรต่อเนื่องทุกปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2567) ปี 2563 รายได้ 797,640,287.63 บาท กำไร 234,299,696.29 บาท ปี 2564 รายได้ 751,269,275.65 บาท กำไร 284,215,496.56 บาท ปี 2565 รายได้ 967,256,152.10 บาท กำไร 378,764,386.04 บาท ปี 2566 รายได้ 1,087,530,702.77 บาท กำไร 509,769,655.96 บาท ปี 2567 รายได้ 1,155,372,771.39 บาท กำไร 530,912,539.99 บาท ความท้าทายเจนฯ 4 ที่ต้องไปต่อ ดร.ต้นคูน บอกว่าการเข้ามาร่วมดูแลกิจการครอบครัวในฐานะรุ่น 4 นั้น สิ่งสำคัญ คือ มุ่งรักษาความซื่อสัตย์ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดหลักที่ทำให้กิจการดำเนินการมาถึงได้ในปัจจุบัน ที่จะไปพร้อมกับการทำตลาดเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่า การทำตลาดยุคนี้ ‘ต้องตะโกน’ พร้อมประกาศแบรนด์ออกมาดัง ๆ ว่า ‘โป๊ยเซียน’ ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้เขายังได้ต่อยอดจากบทบาท ‘พี่ต้นคูน’ ในฐานะติวเตอร์ในวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา มาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งทำให้ตัวเขามีโอกาสถูกรับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษในสถาบันต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา จุดนี้เองที่ ‘ดร.ต้นคูน’ บอกว่าเป็นทั้งโอกาสและประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้เขาได้พบกับ นิว ยูสเซอร์ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของประเทศ ขณะเดียวกันก็จะเป็นฐานผู้ใช้ใหม่ของยาดมตราโป๊ยเซียน ไปด้วยพร้อมกัน ด้วยทุกครั้งที่ตัวเขาไปร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ แน่นอนว่าไปพร้อมกับภาพลักษณ์แบรนด์ ‘โป๊ยเซียน’ นั่นเอง!! “เป็นความโชคดีของเราเองด้วยที่มีโอกาสได้เจอกับกลุ่มเด็กๆ ไม่ต่ำกว่าหมื่นคนต่อปี ซึ่งพวกเขายังเป็นดาตาเบสสำคัญ ที่ทำให้เรารู้เทรนด์ใหม่ๆ ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของพวกเขาในช่วงนั้น ๆ อย่างคอลเล็กชั่นอาร์ต ทอย ยาดมโป๊ยเซียน ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากเทรนด์ในช่วงที่ผ่านมาด้วย” ต่อยอดแบรนด์จากงานที่รัก ดร.ต้นคูน เล่าต่ออีกว่า จากโปรไฟล์ตัวเขาเองก่อนจะมาร่วมกิจการของครอบครัวนั้น เขาผ่านอาชีพมาอย่างหลากหลายก่อนถึงวัย 30 ปี ซึ่งรวมไปถึงการเป็น ‘ไกด์’ ในสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ ของไทย ที่ตัวเขามีความสนใจและเชี่ยวชาญอย่างมาก จากความชอบในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้ต่อยอดไปสู่งานไกด์กิตติมศักดิ์ในกลุ่มทัวร์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ที่มักรีเควสต์ ‘ดร.ต้นคูน’ มาเป็นหัวหน้าคณะนำเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งเขายังมองเห็นโอกาสนี้ในการนำแบรนด์ยาดมโป๊ยเซียน สร้างการมีส่วนร่วมในสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ ได้อีกด้วย โดยบริษัทได้ติดตั้งเก้าอี้พักผ่อนในอุทยานประวัติศาสตร์ 9 แห่ง (อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (อยุธยา), อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ (กาญจนบุรี), อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (บุรีรัมย์), ปราสาทเมืองต่ำ (บุรีรัมย์), อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (นครราชสีมา) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (อุดรธานี), อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เพชรบุรี), อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม (สระแก้ว)) นอกจากนี้ ในปี2569 บริษัทฯจะนำเก้าอี้เข้าไปติดตั้งเพิ่มใน 3 พิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ พร้อมนำเก้าอี้ วางให้บริการในโรงพยาบาลได้ครบ 19 จังหวัดทั่วประเทศ จากก่อนหน้าดำเนินการไปแล้ว 10 แห่ง อีกด้วย ดร.ต้นคูน กล่าวต่อในฐานะรุ่นสี่ของยาดมตราโป๊ยเซียน ที่หลายคนมักถามเขาบ่อยครั้งถึง ‘ความท้าทาย’ ต่อการเข้ามาร่วมบริหารธุรกิจพันล้าน ซี่งเขาบอกว่า ‘ไม่มีครับ’ ที่แม้ว่าภาพรวมในปีนี้ อาจจะมีหลายปัจจัยกระทบที่เข้ามาหนักกว่าปีก่อนก็ตาม แต่เขา กลับมองเป็นแรงบวกให้ต้องคิดเพื่อพาแบรนด์และกิจการให้ไปต่อได้มากกว่า แต่กระนั้น เขาขอทิ้งท้ายปณิธานส่วนตัวในแบบฉบับผู้บริหารเจนฯใหม่ ด้วยการตั้งเป้า ‘งดกินของโปรดอย่างหมูกรอบก่อน เพื่อให้มีซิกซ์ แพ็ค กล้ามเนื้อหน้าท้องเรียงตัวสวย 6 ชั้นให้ได้ในปี 2569 นี้’ เรียกได้ว่าเป็นการปิดท้ายการให้สัมภาษณ์ด้วยคำตอบของผู้บริหารเจนฯใหม่ที่ ‘ฉีก’ ไปจากเดิมในแบบใหม่ แบบสับ มากกกก Alternaty-X สรุปให้ ยาดมตราโป๊ยเซียน กับมิสชั่นภาพลักษณ์แบรนด์ร่วมสมัย ภายใต้การบริหารของ ‘ดร.ต้นคูน’ ทายาทรุ่นที่ 4 ในตลาดยาดมไทยมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ที่เปิดโอกาสสกินชิปผู้บริโภคได้เกือบตลอดเวลา จากกลยุทธ์ฟีเจอร์ให้ความสดชื่นของสินค้าที่เอามาเล่าใหม่ ในคอลเล็กชั่นพิเศษ อย่างอาร์ตทอย ไปจนถึงการนำแบรนด์ ไปมีส่วนร่วมในโอกาสวาระพิเศษต่างๆ และกิจกรรม CSR มาเชื่อมแบรนด์กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว โดยปี 2569 โป๊ยเซียนโฟกัสสร้าง Vibes ความสดชื่นต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกโลเคชันทั่วไทย กับผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง กำไรสูง สะท้อนพลังแบรนด์ไทยอายุ 90 ปีที่ยังไปต่อได้ไกล
บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ บ้านหลังที่2แนวรีสอร์ตเจาะคนรุ่นใหม่อยากหนีเมือง
บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ จากชาญอิสสระ โชว์บ้านดีไซน์ใหม่ Tropical Resort บนทำเลที่ราบสูงไฮแลนด์ วิวสวย กับแคมเปญ ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ รับการใช้ชีวิตบ้านหลังที่สองคนยุคใหม่ Second Home สำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่อยากมีบ้านพักตากอากาศ ใช้ชีวิตจริงได้ ทั้งพักผ่อน ทำงานรีโมต และอยู่อาศัยระยะยาวในบรรยากาศสงบ เป็นส่วนตัว ดีไซน์ Tropical Resort อยู่สบายเหมือนรีสอร์ตทุกวัน บ้านดีไซน์เปิดโล่ง รับวิวภูเขาและลมธรรมชาติ พร้อมเทคโนโลยี SCG Heim ฟังก์ชันครบตั้งแต่ Club House สระว่ายน้ำ ฟิตเนส จนถึงระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. ทำเลไฮแลนด์ ปากช่อง–เขาใหญ่ จุดแข็งที่คนเมืองมองหา พื้นที่สูง 420 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศดีตลอดปี ไร้กังวลน้ำท่วม เชื่อมกรุงเทพฯ ง่ายด้วยมอเตอร์เวย์ M6 เหมาะเป็น Functional Second Home โครงการ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ จาก บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีแบรนด์ติดลิสต์ในวงการบ้านหรูและบ้านพักตากอากาศคุณภาพสูง เปิดตัวแคมเปญใหญ่แห่งปี ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ ชวนมาใช้ชีวิตฟรี ๆ 5 ปี บนทำเลไฮแลนด์ที่แท้จริง! สำหรับแคมเปญฯ โปรเจกต์นี้ ชาญอิสสระ ใช้จุดตั้งต้นแนวคิดด้วยจินตนการให้ทุกคนลองนึกถึงภาพแรกที่ตื่นมาพร้อมอากาศเย็นสบาย ลมธรรมชาติพัดผ่าน วิวภูเขาและธรรมชาติเขียวขจีรอบตัว ไม่มีรถติด ไม่มีมลพิษ และที่สำคัญ ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วมเลยสักนิด แถมอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถยนต์ส่วนตัวไม่ถึง 4 ชั่วโมง!! แน่นอนทำเลที่ว่า คือ ปากช่อง เขาใหญ่ แนวคิดโครงการบ้านสีตวัน โครงการ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ พัฒนาขึ้นจากเจากแนวความต้องการของคนยุคใหม่ที่อยากมี ‘บ้านหลังที่สอง’ (Second Home) ที่ให้ทั้งการพักผ่อน ไปพร้อมกับการใช้ชีวิตได้จริงทั้งทำงานและความชิลล์ จากความงดงามของธรรมชาติ ที่สำคัญให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด ด้วยความปลอดภัย 100% บนพื้นที่ราบสูงเชิงเขา (Highland Area) ที่อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดปี โครงการฯ เจาะกลุ่มเป้าหมายกำลังซื้อความต้องการที่แท้จริง นักธุรกิจ และคนรุ่นใหม่ ที่มองหาบ้านพักตากอากาศระดับลักซูรี่ รองรับการใช้ชีวิตระยะยาว ทำงาน remote ได้สบาย ครอบครัวพักผ่อนได้เต็มที่ หรือเตรียมไว้สำหรับวัยเกษียณแบบมีคุณภาพ ด้วยฟังก์ชันและการออกแบบดีไซน์ใหม่ล่าสุด ดีไซน์ใหม่ทรอปิคอล รีสอร์ต ล่าสุด โครงการ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ ยังเปิดตัวดีไซน์ใหม่สไตล์ Tropical Resort ที่ผสมผสานความหรูหราแบบรีสอร์ทเข้ากับการอยู่อาศัยจริงจัง ประกอบด้วย แบบบ้าน 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ: ที่ดิน 113 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 240 ตร.ม. แบบบ้าน 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ: ที่ดิน 140-181 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. มาพร้อมดีไซน์เปิดโล่ง รับวิวธรรมชาติเต็มตา ระบบระบายอากาศดีด้วยเทคโนโลยี SCG Heim ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแข็งแรง) และฟาซิลิตี้ครบ Club House Outdoor Lobby Exercise Room สระว่ายน้ำกลางแจ้ง Linear Garden สวนแนวราบสวยงาม ลานอเนกประสงค์ ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. นอกจากนี้ยังมีที่ดินแปลงสวยพร้อมอยู่ เริ่มต้น 104 ตร.วา ในราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท* สำหรับแคมเปญโปรโมชั่น ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ มีรายละเอียด ใช้ชีวิตฟรี ๆ 5 ปี (ไม่ต้องผ่อนหรือค่าบำรุงในช่วงนั้น*) ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท* ราคาเริ่มต้นบ้าน 9 ล้านบาท* อากาศดีตลอดปี ปากช่อง–เขาใหญ่ สำหรับทำเลปากช่อง เขาใหญ่ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 420 เมตร อากาศเย็นสบาย ลมธรรมชาติพัดตลอดปี มีความลาดเอียงตามธรรมชาติ อยู่ห่างจากแม่น้ำสายหลัก ไร้ปัญหาน้ำท่วมถาวร นอกจากนี้ยังเดินทางสะดวกสุด ๆ ด้วยมอเตอร์เวย์ M6 ย่นเวลาเหลือไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เงียบสงบ เป็น Functional Second Home ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนเมืองที่อยากหนีความวุ่นวายแต่ยังเชื่อมต่อได้ง่าย นัดหมายเยี่ยมชมบ้านตัวอย่าง หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม Sales Gallery เปิดทุกวัน 09.00 – 18.00 น. โทร. 090-968-9191 รายละเอียดเพิ่มเติม: https://charnissara.com/Baansitawan Line OA: https://lin.ee/JgtmSGN แผนที่โครงการ: https://maps.app.goo.gl/E1To5VVWrDagfJjA8 Alternate-X สรุปให้ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ จากชาญอิสสระ ใช้คอนเซ็ปต์บ้านหลังที่สองสไตล์ Tropical Resort ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากหนีเมือง แต่ยังใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนได้จริง บนทำเลไฮแลนด์ อากาศดี น้ำไม่ท่วม เดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่ถึง 4 ชั่วโมง ดีไซน์บ้านใหม่ เปิดโล่ง ใกล้ธรรมชาติ ฟังก์ชันครบ รองรับ Remote Work และครอบครัว มาพร้อมแคมเปญ ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ อยู่ฟรี 5 ปี ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท
จุฬาฯทำหลักสูตรใหม่บริหารชีวิตการเงิน แก้กับดักคนไทยวัยหนุ่มสาวก่อหนี้พุ่ง
จุฬาฯ X ธปท. เปิดหลักสูตรวิชาใหม่ ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ สร้างภูมิคุ้มกันหนี้ครัวเรือน คนไทยยุคใหม่ต้องรู้เท่ากันการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยเริ่มตั้งแต่อายุน้อย ข้อมูล ธปท. ชี้คนอายุราว 30 ปี เกือบครึ่งมีหนี้ และกว่า 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน โครงสร้างหนี้ไทยน่ากังวล หนี้อสังหาฯ มีสัดส่วนเพียง 34% ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก ขณะที่หนี้บริโภคและบัตรเครดิตสูง บริหารจัดการยากและไม่สร้างรายได้ หลักสูตรใหม่แก้ปัญหาที่ต้นน้ำ รายวิชา ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ พัฒนาเป็นรูปแบบออนไลน์ มุ่งยกระดับ Financial Literacy ทั้งนิสิตและประชาชนทั่วไปอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัวรายวิชาใหม่ ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ (Financial Planning for Life) เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจทางการเงิน (Financial Literacy) ของประชาชน โดยรายวิชาใหม่ดังกล่าว พัฒนาโดยภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน พร้อมสร้างความตระหนักด้านการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ครัวเรือนไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศในระยะยาว ขณะที่ ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ยังมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ผ่านการสร้างความรู้และทักษะทางการเงิน ทั้งในกลุ่มนิสิตนักศึกษา และขยายสู่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถบริหารจัดการชีวิตทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 1ใน 5 คนไทยก่อหนี้เสีย ‘ชญาวดี ชัยอนันต์’ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทยตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา สะท้อนว่ารายจ่ายของครัวเรือนสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย กลุ่มอายุประมาณ 30 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้ และราว 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน ปัจจุบันคนไทยกว่า 21 ล้านคนมีหนี้ โดยประมาณ 3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เป็นหนี้เสีย และภาระหนี้จำนวนมากยังต่อเนื่องไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยกลุ่มอายุ 60–69 ปี ยังคงมีหนี้เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แม้ระดับหนี้ครัวเรือนไทยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบางประเทศพัฒนาแล้ว แต่โครงสร้างหนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินทรัพย์มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 34 ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ร้อยละ 70–90 ส่วนที่น่ากังวลคือสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิตที่สูง ซึ่งบริหารจัดการได้ยากและไม่ก่อให้เกิดรายได้ เรียนออนไลน์เพิ่มเข้าถึง รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชาดังกล่าวได้รับการพัฒนาในรูปแบบรายวิชาออนไลน์ รองรับการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามอัธยาศัย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการวางแผนการเงินได้อย่างทั่วถึง พร้อมคาดหวังให้รายวิชานี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับ Financial Literacy ของสังคมไทย และช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว Alternate-X สรุปให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ธปท. เปิดรายวิชาใหม่ ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ หวังแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยและทวีความรุนแรง ข้อมูลชี้คนไทยกว่า 21 ล้านคนมีหนี้ และ 1 ใน 5 เป็นหนี้เสียตั้งแต่วัยทำงาน หลักสูตรมุ่งสร้าง Financial Literacy ให้บริหารเงินอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เปิดเรียนออนไลน์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงความรู้ทางการเงินของประชาชนวงกว้าง
โมเดิร์น วาบิ-ซาบิ ‘Velin Collection’ เทรนด์แต่งบ้านคนยุคใหม่สวย-สงบ-ดีป
เอสบี ดีไซน์สแควร์ เข้าถึงอินไซด์อยู่อาศัยคนยุคใหม่มองหาความสงบ ลึก จริงใจ ไม่ฉูดฉาด ผ่านคอลเล็กชั่น ‘Velin Collection’ รับแนวคิด Modern Wabi-Sabi มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ อินไซด์การอยู่อาศัยคนยุคใหม่ บ้านไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่คือพื้นที่พักใจ คนรุ่นใหม่ให้คุณค่ากับความสงบ ความรู้สึก และบรรยากาศ ดีไซน์ Modern Wabi-Sabi ผสานปรัชญาญี่ปุ่นกับฟังก์ชันร่วมสมัย ในความงามจากความไม่สมบูรณ์ เรียบง่าย แต่ลึกและจริงใจ Velin Collection ของ SB Design Square เลือกใช้ไม้ Oak และหิน Travertine สร้างอารมณ์อบอุ่น ออกแบบให้มิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลายพื้นที่ ใช้งานได้จริง ในแต่ละวันหลายคนอาจใช้ชีวิตท่ามกลางความรีบเร่ง วุ่นวาย ทำให้เมื่อถึงเวลากลับ ‘บ้าน’ จึงกลายเป็นสถานที่ ‘เซฟ โซน’ ของคนยุคใหม่ ที่มองหาความเรียบง่ายแห่งการอยู่อาศัย เพื่อผ่อนคลายทั้งกายและใจในพื้นที่เดียวกัน อินไซด์นี้ ยังทำให้แนวคิดการแต่งบ้านแบบ ‘Wabi-Sabi’ ซึ่งมีรากฐานมาจากปรัชญาญี่ปุ่น ได้ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้งในฐานะสไตล์ที่ตอบโจทย์ของผู้คนยุคปัจจุบัน ‘Wabi-Sabi’ คือ แนวคิดที่มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ ความเรียบง่าย ไร้ร่องรอยของกาลเวลา เป็นความงามที่ไม่ฉูดฉาด แต่สงบ ลึก และจริงใจ เมื่อแนวคิดดั้งเดิมนี้ถูกนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน จึงเกิดเป็น Modern Wabi-Sabi การผสานระหว่างความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น ความร่วมสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะกับการอยู่อาศัยจริงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการแต่งบ้านสไตล์ Muji , Minimal และ Natural Loft ที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การตกแต่งที่พักอาศัยสไตล์ Modern Wabi-Sabi ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิต เน้นลดทอนสิ่งไม่จำเป็น เปิดพื้นที่ให้บ้านได้หายใจ และสร้างบรรยากาศที่ช่วยเยียวยาจิตใจ ผู้อยู่อาศัยสามารถรู้สึกผ่อนคลาย ได้อยู่กับปัจจุบัน และเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้มากขึ้น ผ่านวัสดุ สี แสง และรูปทรงที่ไม่แข็งกระด้าง ‘Velin Collection’ สะท้อนโมเดิร์น วาบิ-ซาบิ จากความเข้าใจพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ เอสบี ดีไซน์สแควร์ พัฒนา ‘Velin Collection’ คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Modern Wabi-Sabi ภายใต้แนวคิด ‘The Soul of Modern Wabi-Sabi’ ออกมา โดย ‘Velin Collection’ เริ่มต้นจากการมองเห็นว่า ผู้บริโภคคุ้นเคยกับเฟอร์นิเจอร์ลายไม้สไตล์ Muji หรือ Minimal ที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย แต่ยังต้องการความแตกต่างที่มีมิติและความอบอุ่นมากขึ้น ทำให้ เอสบีฯ เลือกนำวัสดุยอดนิยมอย่าง ไม้สี Oak และ หิน Travertine มาตีความใหม่ ผ่านงานออกแบบที่ละมุน ร่วมสมัย และเหนือกาลเวลา ให้มิกซ์แอนด์แมตช์กับการตกแต่งบ้านได้หลากหลายสไตล์ วัสดุ แสง และเส้นสาย หัวใจของ Modern Wabi-Sabi ขณะที่ องค์ประกอบสำคัญของ Velin Collection คือ การเปิดพื้นที่ให้วัสดุ แสง และเงา ทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ลายไม้ Valley Oak ถูกเลือกมาเพื่อเผยเสน่ห์ของผิวสัมผัสและลวดลายที่อบอุ่น เมื่อแสงตกกระทบในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน จะเกิดเงาไล่ระดับอย่างนุ่มนวล ทำให้เฟอร์นิเจอร์ดูมีชีวิตและไม่หยุดนิ่ง หน้าท็อปหิน Travertine ถ่ายทอดแนวคิด Imperfect Beauty อย่างชัดเจน ด้วยร่องรอยตามธรรมชาติของหิน เมื่อผสานกับแสงและเงา ช่วยขับ texture ให้เด่นชัดในมุมมองที่เปลี่ยนไปตลอดวัน สร้างบรรยากาศสงบ อบอุ่น และผ่อนคลาย เส้นสายโค้งมน หรือ Relaxed Form ถูกนำมาใช้ในทุกรายละเอียด ทั้งท็อปหิน โครงตู้ หรือหน้าบาน ช่วยลดความแข็งของรูปทรง ให้แสงไหลไปตามพื้นผิวอย่างเป็นธรรมชาติ เสริมด้วยโทนสี Earth Tone อย่าง ครีม เบจ และน้ำตาล ที่ทำงานร่วมกับทั้งแสงธรรมชาติและแสงไฟโทนอุ่นได้อย่างลงตัว พร้อมรายละเอียดมือจับทองเหลืองทรงโค้ง ที่สะท้อนแสงอย่างพอดี เพิ่มสัมผัสของ Soft Luxury โดยไม่รบกวนความสงบของภาพรวม Velin Collection ครบทุกฟังก์ชันอยู่อาศัย นอกจากนี้ ‘Velin Collection’ ยังถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในทุกพื้นที่ของบ้าน ทั้ง ตู้ข้างเตียง ดีไซน์โค้งมน พร้อมลิ้นชักระบบ Soft-Close ตู้ลิ้นชักและไซด์บอร์ดทีวี ที่ผสานพื้นที่จัดเก็บเข้ากับรูปทรงที่กลมกลืน โต๊ะข้าง โต๊ะกลาง Bench สำหรับเติมบรรยากาศ Cozy ในห้องนั่งเล่นและห้องนอน นอกจากนี้ ยังสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับเฟอร์นิเจอร์กลุ่มเดียวกัน เช่น ตู้เสื้อผ้า Bianca หน้าบานโค้งมน มือจับทองเหลือง หรือเตียงผ้านุ่มฟูสีครีมดีไซน์ลอนอย่าง Grandniss และ Gamew ที่มาพร้อมฟังก์ชันเก็บของใต้เตียง เมื่อแสงเงาตกกระทบจะช่วยลดความแข็งของพื้นที่ และสะท้อนแนวคิด Modern Wabi-Sabi ได้อย่างสมบูรณ์ Velin Collection เหมาะกับใคร สำหรับ Velin Collection เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ชอบบ้านที่เรียบง่าย อบอุ่น และใช้งานได้จริง ไม่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ แต่ให้คุณค่ากับความรู้สึกและบรรยากาศของการอยู่อาศัยในระยะยาว
คนไทยกู้บ้านไม่ผ่าน 80% เสนาฯ ปี69 ย้ำโมเดลเช่าอยู่ก่อน-ฝ่าวิกฤตแรงซื้อ
เสนาฯ เจาะตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ใช้นวัตกรรมการเงินช่วยเข้าถึงบ้าน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ฝ่าแรงกดดันคนไทยกู้ไม่ผ่านพุ่ง 80% กำลังซื้อหาย 60% ตลาดอสังหาฯ ชะลอจากสินเชื่อ ในปี 2568 ยอดโอนเหลือราว 40,000 ยูนิต จากเดิม 100,000 ยูนิต มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน พุ่งสูงถึง 80% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ไม่ใช่ดีมานด์หาย กลยุทธ์ Diversified ลดความเสี่ยง เสนาฯ แบ่งพอร์ตเป็นธุรกิจที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ (Affordable) และ การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจใหม่ ครอบคลุมเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โกดังโลจิสติกส์ และอาคารสำนักงานเกรด A ดันพลังงานสะอาดควบคู่บริหารหนี้ ขยายบ้านติดโซลาร์ แบทเตอรี พร้อมศึกษา Perovskite และธุรกิจอีวี ตั้งเป้าลดหนี้ บริหารความเสี่ยง DE อยู่ที่ 1.42 เท่า ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์รรม การผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ปี2569 ยังเป็นปีที่ท้าทายตลาดอสังหาฯ ด้วยในปีที่ผ่านมามียอดโอนราว 40,000 ยูนิต จากเดิมราว 100,000 ยูนิต และยังมีปัจจัยอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่พุ่งขึ้นราว 80% จากเดิม 40–60% อย่างไรก็ตาม เสนาฯ มองเห็นโอกาสจากภาพสะท้อนสำคัญในปี 2568 ที่ผ่านมา คือ กำลังซื้อที่หายไปในสัดส่วน 60% ซึ่งบริษัทฯ จะไม่หนีไปตลาดกลุ่มอื่นหรือต่างจังหวัด แต่จะอยู่ที่เดิมเพื่อแก้ปัญหาด้วยโซลูชั่นและนวัตกรรมทางการเงิน ด้วยไม่ใช่เพราะความต้องการบ้านลดลง แต่ผู้บริโภคเข้าถึงบ้านไม่ได้จากข้อจำกัดด้านสินเชื่อและภาวะเศรษฐกิจ โดยบริษัทวางแนวทางการทำธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Diversified ขยายการดำเนินงานไปยังผลิตภัณฑ์ตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจหลักอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว โดย แบ่งออกเป็น 2 แนวทางธุรกิจหลัก คือ 1.กลุ่มธุรกิจอสังหาฯที่อยู่อาศัย ธุรกิจหลักย้ำตำแหน่งผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯราคาเข้าถึงได้ (Affordable) ซึ่งเป็นตลาดที่เสนาฯ เชี่ยวชาญ จากการนำนวัตกรรมทางการเงิน LivNex เช่าออมบ้าน และ Rent์Nex โดยสามารถเช่าอยู่ได้สูงสุด 3 ปี ก่อนทำการกู้ซื้อจริง โดยค่าเช่าที่จ่ายไปจะถูกสะสมเป็นเงินออมสำหรับลดเงินต้น เปลี่ยนกลุ่มผู้ต้องการที่อยู่อาศัย แต่กู้ไม่ผ่าน ให้สามารถเข้าถึงบ้านได้ในอนาคต 2. กลุ่มธุรกิจสร้างรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) ประกอบด้วย ธุรกิจเซอร์วิส อพาร์มเมนต์ (Service Apartment) จากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล ในโครงการ Shama Sukhumvit 101 (ชามา สุขุมวิท 101) ภายใต้การบริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ปโครงการฯ รองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติและนักธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีโครงการรูปแบบอื่นๆ เช่น เสนาเฮ้าส์ พหลโยธิน 30 และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เสนา ฮันคิว ฮันชิน ธุรกิจโกดังสินค้า โดยเสนาฯ ร่วมกับพันธมิตรบริษัท มิตซูบิชิ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) สัดส่วนลงทุน 51% และ 49% ตามลำดับ พัฒนาโครงการโกดังสินค้า ทำเลคลองเตย มีขนาดพื้นที่ 5 หมื่นตร.ม. คาดสร้างการรับรู้รายได้ในปี 2571 รวมถึงในโครงการ Spring Tower อาคารสำนักงานระดับเกรด A มาตรฐาน LEED – Gold standard ที่เสนาเข้าไปร่วมลงทุนมาแล้วเป็นเวลากว่า 10 ปี ปัจจุบันโครงการฯ มีอัตราการเช่าสูงราว 95% และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นอีกพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของเสนา ‘ดร. เกษรา’ ย้ำว่า บริษัทฯ ยังมุ่งธุรกิจพลังงานสะอาดและนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย จากที่ผ่านมาเสนาฯ เป็นผู้นำด้านแนวคิด ‘บ้านติดโซลาร์’ โดยจะขยายผลอย่างต่อเนื่อง ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการทุกระดับราคา ตั้งแต่ทาวน์เฮ้าส์ไปจนถึงบ้านเดี่ยวราคากว่า 20 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังยกระดับให้บริการสู่ Solar Battery ในโครงการซีรีส์แกรนด์ พร้อมศึกษาเทคโนโลยี Perovskite Solar Cells เซลล์แสงอาทิตย์เพอร์รอฟสไกต์ แบบผลึกให้ความยืดหยุ่นช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดแม้ในพื้นที่จำกัด สำหรับธุรกิจ Sena Green Energy ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีธุรกิจยานยนต์พลังงานทางเลือก (Green Automotive) พร้อมแผนขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จากในปีก่อนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ 570 คัน และตั้งเป้าเติบโตมากขึ้นในปีนี้ ดร.เกษรา บอกว่า จากแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนพร้อมจัดพอร์ตธุรกิจและบริหารหนี้ให้มั่นคงมากขึ้นในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยโจทย์หลักคือการลดหนี้และบริหารความเสี่ยงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน จากปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) อยู่ที่ 1.42 เท่าในปัจจุบัน โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้ปี 2569 อยู่ที่ 10,697 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจอสังหาฯ 9,300 ล้านบาท ธุรกิจบริการและการจัดการ 339 ล้านบาท ธุรกิจพลังงานทางเลือกทดดแทน 1,658 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ยังเผชิญความท้าทาย ยอดโอนหดเหลือราว 40,000 ยูนิต พร้อมอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ พุ่งแตะ 80% ขณะที่เสนาฯ เลือก ‘อยู่ที่เดิม’ แก้ปัญหาคนอยากมีบ้านแต่กู้ไม่ผ่าน ด้วยโซลูชันการเงิน LivNex และ RentNex พร้อมใช้กลยุทธ์ Diversified ลดพึ่งพาธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว ขยายพอร์ต Recurring Income ทั้งเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โกดัง และอาคารสำนักงานเกรด A ไปพร้อมเร่งธุรกิจพลังงานสะอาด บ้านติดโซลาร์–EV–Green Energy ควบคู่บริหารหนี้อย่างรอบคอบ
ตัวเต็มทีวีซี Feel All The Feelings ‘ลิซ่า’ อันซีน เชียงใหม่-ลำปาง-พะเยา-อุดร
ททท. ย้ำคีย์เวิร์ด ‘Trusted Thailand’ มั่นใจเที่ยวไทย หลังได้ ‘ลิซ่า-ลลิษา’ เป็น Amazing Thailand Ambassador พานักเดินทางอันซีนแหล่งเที่ยวมหัศจรรย์เมืองรองผ่านทีวีซี ‘Feel All The Feelings’ ตัวเต็มยาว 1 นาที เครื่องมือยุทธศาสตร์การตลาดท่องเที่ยวคุณภาพกับเป้าปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน แคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ ใช้ Lisa เป็นตัวแทนซอฟต์พาวเวอร์ สร้างการรับรู้การท่องเที่ยวไทยในระดับสากลพร้อมขยายความสนใจจากเมืองหลักสู่เมืองรองอย่างมีอารมณ์ร่วม 4 จังหวัดมุมใหม่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา อุดรธานี นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทีวีซี ‘Feel All The Feelings’ ตัวเต็มความยาว 1 นาที เน้นการเล่าเรื่องผ่านความรู้สึก มากกว่าการโปรโมตสถานที่ ช่วยรีเฟรชภาพจำการท่องเที่ยวไทย เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เลือกแลนด์มาร์ค ‘วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร’ เป็นสถานที่เปิดตัว แคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ พร้อมปล่อยตัวเต็มภาพยนต์โฆษณา (TVC) ชิ้นแรกในแคมเปญฯนี้ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในปี2569 นี้ ททท. มุ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านกลยุทธ์ Trusted Thailand เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการผลักดันให้เมืองไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าในทุกสถานที่ ล่าสุด ททท. เปิดตัวแคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ เพื่อสร้างการสื่อสารและการรับรู้เป็นวงกว้างผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า- ลลิษา มโนบาล’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador มาร่วมนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวและความรู้สึกที่ได้รับเมื่อมาเยือนประเทศไทยทุกครั้ง แคมเปญฯ นี้วางเป้าหมายยกระดับคุณภาพ ควบคู่การกระจายรายได้และนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่น่าจดจำ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง รีเฟรมเที่ยวไทยผ่านมุมมอง’ลิซ่า’ Feel All The Feelings ปล่อยทีวีซี 28 ม.ค.นี้ สำหรับ ภาพยนตร์โฆษณาชุด ‘Feel All The Feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก’ ชิ้นนี้ขนาดความยาว 1 นาที ได้ถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยวอันซีน (Unseen) ต่างๆ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาค้นหาและสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเองในประเทศไทย พร้อมสร้างชีวิตชีวา ‘Feel Alive’ อีกครั้ง โดยเนื้อหาทีวีซี ชิ้นนี้ ‘ลิซ่า’ จะเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ได้รับในช่วงเวลาพักผ่อนและเติมเต็มพลังที่ประเทศไทย ผ่านทุกอารมณ์ความรู้สึก ทุกจังหวะความงามของประเทศไทย ที่ไม่มีที่ไหนบนโลกเหมือนที่นี่ นอกจากนี้ ผลงานชุดดังกล่าวยังได้ดาราและนักแสดงชื่อดัง มาร่วมเดินทาง และถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกัน ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของประเทศไทยอาทิ วิน – เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ โดย ทั้งหมดจะร่วมออกเดินทางเพื่อค้นหาความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวในไทย อย่าง พิธีจุดผางประทีป วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ความตระการตาเหนือจริงวิวเจดีย์ลอยฟ้า จังหวัดลำปาง ทะเลหมอกของภูลังกา จังหวัดพะเยา ขณะเดียวกัน ยังพาออกเดินทางไปชมความสวยงามของ สถานที่ท่องเที่ยวในภาคอื่น ๆ ที่มีสิ่งน่าค้นหาให้ไปสัมผัสประสบการณ์ อาทิ ความสวยงามกับแสงแรกยามเช้าของวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในกรุงเทพมหานคร ความงดงามของทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี สัมผัสเสียงสายน้ำของน้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก ฯลฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า แคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ เพื่อยกระดับพร้อมนำเสนอเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ของประเทศไทย พร้อมสร้างการกระจายท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กยอดนิยมไปยังเมืองรอง เพื่อเพิ่มคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าต่อทริปตามยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume – ท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างคุณค่าให้การเดินทาง’ สอดคล้องกับ เป้าหมายการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ของททท. มุ่งสู่คุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นเจาะกลุ่มคุณภาพและยกระดับความยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้รวม 3 ล้านล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และไทยเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง Alternate-X สรุปให้ ททท. เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมภาพยนต์โฆษณาชิ้นแรกตัวเต็มในแคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ หลังได้ศิลปินระดับโลก ‘Lisa’ มาร่วมงานในฐานะ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ดึงเสน่ห์เมืองรองผ่านมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอารมณ์ พร้อมพาอันซีนเที่ยวไทยใน 4 จังหวัด เชียงใหม่–ลำปาง–พะเยา–อุดรธานี ถ่ายทอดความงดงามที่ยังไม่ถูกพูดถึง โดยทีวีซีชิ้นนี้ ยังสื่อสารประสบการณ์มากกว่าสถานที่ ใช้พลังซอฟต์พาวเวอร์ของ Lisa เชื่อมวัฒนธรรม ธรรมชาติ และผู้คน ย้ำภาพลักษณ์ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเรื่องราวและความรู้สึกหลากหลาย
เมดพาร์ค ปีที่6 มุ่งการแพทย์เฉพาะบุคคลใช้จีโนม กันเสี่ยงโรคร้ายแรงพันธุกรรม
โรงพยาบาลเมดพาร์ค ปีที่ 6 ย้ำตำแหน่งรักษาโรคซับซ้อน เปิดบริการเวชศาสตร์จีโนมเต็มรูปแบบมุ่งสู่การแพทย์เฉพาะบุคคล ใช้ข้อมูลพันธุกรรมวางแผนรักษาโรคเรื้อรังและมะเร็งอย่างแม่นยำรับแข่งขันธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์เต็มรูปแบบ เมดพาร์คให้บริการตรวจยีน วิเคราะห์ และแปลผลทางคลินิกโดยทีมแพทย์เวชพันธุศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง เชื่อมข้อมูลสู่การตัดสินใจรักษาอย่างเป็นระบบ รักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าแม่นยำขึ้นใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ตรวจยีนกลายพันธุ์เชิงลึก ช่วยเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ลดการลองผิดลองถูกในการรักษา ขยายบทบาทสู่การป้องกันโรคระยะยาว ตรวจคัดกรองยีนมะเร็งทางพันธุกรรม ช่วยประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนดูแลสุขภาพทั้งผู้ป่วยและครอบครัวตั้งแต่ก่อนเกิดโรค นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าปี 2569 โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดให้บริการสู่ปีที่ 6 ภายใต้ตำแหน่ง ‘โรงพยาบาลรักษาโรคยากซับซ้อน’ พร้อมมุ่งสู่การให้บริบาลทางการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล (Individual Medicine) โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่แตกต่างออกไปในแต่ละคน แนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกระแสการดูแลรักษาโรคมะเร็ง ที่เข้าสู่ยุคการตัดสินใจทางการแพทย์ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลทางพันธุกรรม ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แพทย์เข้าใจลักษณะของโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) รวมไปถึงการวางแผนป้องกันโรคก่อนป่วย ด้วยการคัดกรองโรคทางพันธุกรรม “เวชศาสตร์จีโนม เป็นเครื่องมือช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ลดการรักษาที่ไม่จำเป็น และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว” ล่าสุดโรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์และการให้บริการด้าน เวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การให้บริการผ่านการวางแผนรักษา และการดูแลเชิงป้องกันอย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย จากปัจจุบันโรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้บริการทางการแพทย์ครอบคลุมมกว่า 40 ศูนย์และคลินิกเฉพาะทาง เพื่อรองรับดูแลผู้เข้ารับการรักษาทั้งชาวไทยและต่างชาติสัดส่วน 60 และ 40% ตามลำดับ ซึ่งอย่างหลังเป็นกลุ่มคนไข้ในประเทศสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป ที่พำนักอาศัยระยะยาว(Expat) ในไทย และในบางช่วงฤดูกาล (Season) จะเป็นกลุ่มตะวันออกกลางและ CLMV ประเทศเมียนมา ลาว และ กัมพูชา รู้ทันความเสี่ยงรักษาเฉพาะบุคคล นพ.ประสิทธิ์ เผ่าทองคำ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า จุดเด่นเวชศาสตร์จีโนม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้บริการรตรวจผลยีนและแปลผลทางคลินิก (Clinical Interpretation) โดยนำข้อมูลพันธุกรรมมาพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติ และบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั้งหมด ทำงานร่วมกันทีมแพทย์เวชพันธุศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์ นักชีวสารสนเทศ และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อเชื่อมโยงการตรวจ การแปลผล และการตัดสินใจรักษาอย่างเป็นระบบ สำหรับห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์และการให้บริการด้าน เวชศาสตร์จีโนม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ยังรองรับผู้เข้ารับบริการในโรคที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยยีนทางพันธุกรรมอื่น ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ฯลฯ คิดค่าบริการรับการตรวจราว 25,000 บาท ใช้ระยะเวลารับรู้ผลประมาณ 3 สัปดาห์ “การเข้าใจอาการโรคจากจุดตั้งต้นยีนพันธุกรรม ทำให้ประเมินการรักษาเฉพาะคนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 40 ปีที่ในครอบครัวมีประวัติผู้ป่วยมะเร็ง เต้านม รังไข่ หรือลำไส้ ซึ่งหากตรวจยีนความเสี่ยงพบได้เร็วก่อนยิ่งสามารถดูแลรักษาได้ทันท่วงที” รักษามะเร็งพุ่งเป้าพุ่งบุคคล ด้าน นพ.สุดปรีดา ชัยนิธิกรรณ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา กล่าวเสริม การตรวจยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ช่วยให้แพทย์สามารถระบุการกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคได้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการกลายพันธุ์ที่พบได้ยาก ซึ่งอาจถูกมองข้ามจากการตรวจแบบเดิม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะมะเร็งปอดที่มียีนกลายพันธุ์หลายชนิด แต่ละชนิดมียามุ่งเป้าที่มีการตอบสนองแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งเมื่อได้ผลตรวจยีนกลายพันธุ์ที่ลึกและแม่นยำ ก็จะสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ได้รวดเร็วและทันเวลา “มะเร็งชนิดเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรักษาแบบเดียวกันอีกต่อไป” ขณะที่ แนวคิดเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งนี้ทำให้ เวชศาสตร์จีโนม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นการเลือกแนวทางการรักษาที่สอดคล้องกับลักษณะทางชีววิทยาของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย ดร.วิสิตศักดิ์ สุขสะอาดพสุ ผู้อำนวยการฝ่ายห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยา กล่าวว่า เวชศาสตร์จีโนมยังมีบทบาทสำคัญในมิติของการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ และสนับสนุนการดูแลระยะยาวอย่างเหมาะสม ปัจจุบัน โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีบริการตรวจคัดกรองยีนมะเร็ง ที่ครอบคลุมยีนสำคัญหลายชนิด การตรวจนี้ช่วยเพิ่มโอกาสการป้องกันโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งไต มะเร็งไทรอยด์ เป็นต้น การตรวจคัดกรองยีนมะเร็งนี้ เหมาะทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็ง ผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามียีนผิดปกติถ่ายทอดจากพ่อหรือแม่ หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการทราบสาเหตุทางพันธุกรรม รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรม แต่ต้องการตรวจสุขภาพเชิงลึก ก็สามารถเข้ารับการตรวจดังกล่าวได้เช่นกัน Alternate-X โรงพยาบาลเมดพาร์ค ปีที่ 6 ย้ำตำแหน่งโรงพยาบาลรักษาโรคยากซับซ้อน เดินหน้าเวชศาสตร์จีโนมและการแพทย์เฉพาะบุคคลอย่างจริงจัง ส่งการรักษาแบบ Individual Medicine ใช้ข้อมูลพันธุกรรมร่วมกับบริบทผู้ป่วย เพื่อออกแบบแผนรักษาที่แม่นยำ ลดการรักษาเกินจำเป็น ตอบโจทย์โรคเรื้อรังและโรคมะเร็ง ด้วยเทคโนโลยีตรวจยีนขั้นสูง NGS รองรับ Targeted Therapy เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์อย่างเป็นทางการ เสริมการรักษาและการป้องกันโรคเชิงลึก รองรับผู้ป่วยไทย–ต่างชาติ ครอบคลุมกว่า 40 ศูนย์การแพทย์ มุ่งคุณภาพชีวิตระยะยาวของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
‘Gen Z’ จะไม่ทน วางแผนลาออกใน 1–2 ปี หนีองค์กรไม่ยืดหยุ่น–ไม่สบายใจ
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดผลวิจัยมุมมมององค์กร-แรงงานยุคดิจิทัล เจนZ กว่า 50% เตรียมลาออกใน1-2ปี แนะกิจการปรับระบบให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สร้างการมีส่วนร่วม Gen Z ไม่ยึดติดองค์กร กว่า 56% คาดว่าจะทำงานกับนายจ้างเดิมไม่เกิน 1–2 ปี หากไม่ตอบโจทย์ชีวิตและคุณค่า ความยืดหยุ่นคือมาตรฐานใหม่ 54% ต้องการทำงานแบบยืดหยุ่น ขณะที่โอกาสเติบโตและวัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยรั้งตัวสำคัญ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีบริหารคน 44% ของผู้จัดการมองว่าบริหาร Gen Z ยาก จำเป็นต้องปรับระบบสื่อสาร การเรียนรู้ และ mentorship ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ที่ปรึกษาการจัดบุคลากรมืออาชีพระดับโลก เปิดเผยว่า แนวโน้มพนักงานกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เข้าสู่ตลาดแรงงานไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อรูปแบบการทำงานขององค์กรอย่างชัดเจน เป็นผลจากความต้องการ ความท้าทาย และความคาดหวังที่แตกต่างของคนรุ่นนี้ สำหรับ ‘Gen Z’ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี มีจุดแข็งด้าน ความคล่องตัวทางดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน การดูแลด้านสุขภาวะ การทำงานที่มี ‘เป้าหมาย’ ขับเคลื่อน “แนวโน้มดังกล่าว เป็นความท้าทายในหลายองค์กร ต่อการทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ ด้วยยังไม่สามารถรองรับความต้องการของGen Z ได้อย่างเต็มที่ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด” 3 สิ่ง ‘Gen Z’ ต้องการจากองค์กร โดยข้อมูลยังสะท้อน ‘ลำดับความสำคัญ’ ที่ชัดเจนของคนรุ่น Gen Z ในการเลือกสถานที่ทำงาน ดังนี้ ความยืดหยุ่น (flexibility) เป็นความต้องการอันดับต้น ๆ มากกว่าครึ่ง (54%) ของพนักงาน Gen Z ต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible remote work) การทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจน (25%) เป็นอันดับรองลงมา การทำงานแบบร่วมมือเป็นทีม (17%) จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่าคนรุ่นนี้ต้องการความเป็นอิสระและการปรับตัวที่รวดเร็วเพื่อให้เกิดสมดุลของชีวิตและงาน (work-life balance) โดยมองว่าความยืดหยุ่นเป็น ‘มาตรฐานที่ควรมี’ มากกว่าจะเป็นเพียงสวัสดิการเพิ่มเติม รวมถึง ปัจจัยสำคัญสนับสนุน อื่นๆ คือ โอกาสการเรียนรู้และพัฒนา (learning & development) โดย 50% ของ Gen Z ระบุว่า การเรียนรู้จากการทำงานจริง (on-the-job training) เป็นวิธีพัฒนาที่มีประสิทธิภาพที่สุด โปรแกรมพี่เลี้ยง (25%) การเข้าร่วมเวิร์กช็อปและสัมมนา (17%) ส่วน ‘การเรียนรู้ผ่านคอร์สภายนอก’ ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่เลือก สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z ชอบการเรียนรู้แบบ ‘ลงมือทำจริง’ ที่จะได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกับการสร้างผลงานที่ตนได้มีส่วนร่วม โดยองค์กร ควรเชื่อมโยงรูปแบบ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (immersive learning) เพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพ เสริมสร้างความผูกพันในระยะยาว และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของพนักงานรุ่นใหม่ ปุณยนุช กล่าวว่า โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดสำหรับพนักงาน Gen Z โดย 52% มองว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจอยู่กับองค์กร สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเปิดกว้าง ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยอยู่ในอันดับที่สอง (24%) ขณะที่ ความยืดหยุ่นด้านชั่วโมงการทำงานและสถานที่ทำงาน อยู่ในอันดับที่สาม (20%) “ตอกย้ำว่าคนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับ สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เวิร์ก- ไลฟ์ บาลานซ์ เป็นอย่างมาก” อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเลือกสถานที่ทำงาน ความมั่นคงของงาน และ การสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เป็นประเด็นที่พนักงาน Gen Z ให้ความสำคัญมากที่สุด 37% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการทำงาน 37% ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี “แม้ว่าความมั่นคงทางการเงินและความก้าวหน้าในสายอาชีพจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ สุขภาพจิต และ คุณภาพชีวิต ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน” สำหรับ ‘ความภักดีต่อองค์กร’ ยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจาก 56% ของพนักงาน Gen Z คาดว่าจะทำงานกับนายจ้างรายเดิมเพียง 1–2 ปี เท่านั้น ดังนั้น หากองค์กรต้องการรักษาบุคลากรกลุ่มนี้ให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว องค์กรจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบองค์รวมที่ผสานทั้งความมั่นคงและการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของ Gen Z และให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่เปิดเผยตั้งแต่เริ่มต้น ความท้าทายบริหารพนักงาน Gen Z ปุณยนุช กล่าวว่า แม้พนักงาน Gen Z จะมีจุดแข็ง เช่น ทักษะด้านดิจิทัล (52%) และความคิดสร้างสรรค์ (25%) แต่การผสานคนรุ่นนี้เข้ากับการทำงานในองค์กรยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจาก Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้มีวิธีการทำงานและรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้จัดการ ระบุว่าการบริหารพนักงาน Gen Z เป็นเรื่องยาก เนื่องจากความคาดหวังและแนวทางการทำงานที่ไม่เหมือนกับคนต่างช่วงวัย โดย Gen Z มักชอบการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล (digital-first) ซึ่งมีความรวดเร็วและสะดวก แต่ในบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือถูกมองว่าขาด ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal skills) ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ นอกจากนี้ แนวคิดของ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับ ความยืดหยุ่น ความเป็นอิสระ และการทำงานที่มีเป้าหมาย มักแตกต่างจากวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิม โดยพวกเขาต้องการทำงานที่มีความหมาย มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองหาความสอดคล้องกับค่านิยมองค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการบริหารจัดการใหม่ ผ่านการส่งเสริม การสื่อสารอย่างเปิดเผย ความยืดหยุ่นในการทำงาน และระบบพี่เลี้ยง (mentorship) อย่างไรก็ตาม แม้ Gen Z จะนิยมใช้เครื่องมือดิจิทัลในการทำงานและการสื่อสาร แต่สิ่งนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการสื่อสารยุคใหม่ มากกว่าจะเป็นการต่อต้านการสื่อสารแบบพบหน้าโดยตรง ปุณยนุช เสริมว่า แม้จะมีความท้าทายในการบริหารGen Z แต่องค์กรจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพของคนรุ่นนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย มากกว่า 72% ขององค์กร ระบุว่าเปิดรับการจ้างงานพนักงาน Gen Z เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างช่วงวัยในที่ทำงาน ทำให้ องค์กรต่าง ๆ จึงให้ความสำคัญกับแนวทาง เช่น การส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดเผย การจัดระบบพี่เลี้ยง (mentorship) การเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อสนับสนุนให้ Gen Z สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับ ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวและทำงานร่วมกับพนักงาน Gen Z ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมองว่า การเชื่อมช่องว่างระหว่างความคาดหวังของ Gen Z และความพร้อมขององค์กร ธุรกิจควรนำกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและรูปแบบการทำงานที่ Gen Z ให้ความสำคัญมาปรับใช้ โดยแนวทางที่องค์กรสามารถพิจารณาได้มีดังนี้: ขณะเดียวกัน ยังควรส่งเสริมความยืดหยุ่นในการทำงาน จัดให้มีรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดหรือทำงานทางไกลควบคู่กับบทบาทงานที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของ Gen Z พร้อมกันนี้ ยังควรวางระบบการทำงานดังกล่าวอย่างรอบคอบ และดำเนินการเฉพาะเมื่อเหมาะสมกับโครงสร้างและรูปแบบการบริหารขององค์กร ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติและทักษะ soft skills จัดการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (on-the-job training) และการเข้าร่วมเวิร์กช็อปและสัมมนา เพื่อรองรับแนวทางการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงที่ Gen Z ให้ความนิยม พร้อมเสริมทักษะอื่นที่สำคัญ เช่น การแก้ปัญหา ภาวะผู้นำ และการสื่อสาร รวมถึงในด้านอื่น ๆ ดังนี้ สนับสนุนด้านสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี จัดให้มีโครงการดูแลสุขภาพจิต การสนับสนุนด้านการเงิน และมาตรการอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ลงทุนในระบบพี่เลี้ยงและการทำงานร่วมกัน จับคู่พนักงาน Gen Z กับพี่เลี้ยง (mentor) เพื่อให้คำแนะนำและช่วยพัฒนาทักษะ soft skills รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างรุ่น เพื่อเสริมความเข้าใจ แลกเปลี่ยนทักษะ และลดช่องว่างระหว่างวัยในการทำงาน ให้ข้อเสนอแนะอย่างทันท่วงที การให้ feedback หรือการประเมินผลเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ใช่เพียงการวัดผลตามเป้าหมาย แต่ครอบคลุมถึงทักษะ soft skills โดยระบุความคาดหวัง แนวทางปรับปรุง และคำแนะนำที่ชัดเจน การให้ข้อมูลที่สะท้อนผลการทำงาน (feedback) อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พนักงาน Gen Z เห็นจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จัดเตรียมเครื่องมือที่เหมาะสม สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากรที่ทันสมัย พร้อมจัดการฝึกอบรมเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน เสริมความมั่นใจ และสอดคล้องกับความถนัดด้านเทคโนโลยีของ Gen Z วัฒนธรรมองค์กรใหม่ ปุณยนุช กล่าวว่า พนักงาน Gen Z มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในประเทศไทยได้อย่างมาก ทั้งนี้ หากองค์กรต้องการดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นนี้ พร้อมทั้งบริหารจัดการความท้าทายด้านการทำงานร่วมกันและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผยและโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ—ทั้งสองฝ่ายต้องสามารถสื่อสารความคาดหวังได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่ความสำเร็จ” “ในโลกการทำงานแบบไฮบริดในปัจจุบัน ซึ่งมีคนหลากหลายวัยทำงานร่วมกัน องค์กรควรสร้างสภาพแวดลล้อมที่เปิดกว้างและครอบคลุม เพื่อให้ทุกวัยสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จไปด้วยกันได้” Alternate-X สรุปให้ Robert Walters เปิดข้อมูลพนักงาน Gen Z กว่า 50% เตรียมลาออกภายใน 1–2 ปี หากองค์กรไม่ตอบโจทย์ชีวิต เผยคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น สุขภาวะ และงานที่มีเป้าหมาย มากกว่าความภักดีต่อองค์กร ขณะที่ ความก้าวหน้าในอาชีพและวัฒนธรรมองค์กรเปิดกว้าง เป็นปัจจัยรั้งคน Gen Z ให้อยู่ต่อ องค์กรจำนวนมากยังบริหาร Gen Z ได้ยาก จากความต่างด้านวิธีทำงานและการสื่อสาร ทางออกคือปรับวัฒนธรรม สร้างระบบเรียนรู้จริง ความยืดหยุ่น และการสื่อสารที่โปร่งใส
ทรู ปูทางแบรนด์เทคโกลบอล ย้ำภาพจำเวทีโลกผ่าน ‘โอปอล’ Miss World 2025
ทรู ยกชั้นลูกค้าสู่เวิลด์คลาส กับกลยุทธ์สร้างภาพจำระดับโลกผ่าน Miss World 2025 โอปอล-สุชาตา แบรนด์แอมบาสเดอร์ทรู คนแรก ตัวแทนเล่าเรื่อง วัฒนธรรม-เทคโนโลยี-ความยั่งยืน ทรูยกระดับแบรนด์สู่ Global Purpose ความร่วมมือกับ Miss World เป็นการขยับบทบาทจากแบรนด์สื่อสารระดับประเทศ สู่เทคคอมปานีไทยที่มีภารกิจระดับโลก ภายใต้แนวคิด Technology for Good ‘โอปอล–สุชาตา’ World Ambassador คนแรกของทรู ในฐานะ Miss World 2025 คนแรกของไทย ถูกวางบทบาทเป็นตัวแทนเล่าเรื่องความเป็นไปได้ใหม่ของคนไทย ผ่านคุณค่า ความสามารถ และความยั่งยืนในระดับสากล กลยุทธ์ Media Ecosystem 360 องศา โดย ทรูใช้ทั้ง On-ground, Online และ Offline เชื่อมพลังพนักงาน แฟนคลับ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภค เพื่อสร้างภาพจำแบรนด์และแรงบันดาลใจในชีวิตจริง ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือกับ ‘Miss World’ พร้อมได้ ‘โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี’ Miss World 2025 คนแรกของประเทศ ร่วมงานในฐานะเแบรนด์แอมบาสเดอร์ทรูคนแรก กับภารกิจ ‘True to the World’ จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เรียกว่าเป็นการยกระดับบทบาทจากแบรนด์ระดับประเทศ ‘ทรู’ สู่แบรนด์ที่มีภารกิจระดับโลก (Global Purpose) ขณะที่ ‘ทรู’ เป็นอีกหนึ่งแบรนดิ้งองค์กรรายใหญ่ของไทยที่อยู่ในตลาดมากว่า 30 ปี จากผู้ให้บริการสื่อสาร สู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร ครอบคลุมโทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และโซลูชันเพื่อคุณภาพชีวิต สำหรับ ‘Miss World’ เป็นองค์กรระดับนานาชาติที่ก่อตั้งมากว่า 70 ปี มีจุดยืนชัดเจนด้านมนุษยธรรมและสังคม ภายใต้แนวคิด Beauty with a Purpose ด้วยเวทีนี้ไม่ใช่แค่การประกวดความงาม แต่คือแพลตฟอร์มสร้าง ‘ผู้นำทางคุณค่า’ ที่ใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม โดยหลังทำความรู้จักกับสองแบรนด์องค์กรที่มี ‘เจอร์นีย์’ การเดินทางที่แตกต่างกันสุดขั้ว และอาจเรียกว่าแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันได้เลยนั้น !! แต่วันนี้ ทรูและมิสเวิลด์ ได้เดินเกมมาพบกัน พร้อมได้ ‘โอปอล-สุชาตา’ ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ภารกิจล่าสุด ‘มงเปลี่ยนโลก’ ไปพร้อมกับ ทรู ย้ำภาพจำ ‘ทรู’ เวิลด์คลาส ด้าน ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าที่มาความร่วมมือครั้งนี้ ด้วยมองเห็นศักยภาพ ‘สององค์กรระดับโลก’ ที่มีเป้าหมายและวัฒนธรรมร่วมกัน ด้านผู้ทรงคุณค่าระดับเวิลด์คลาส (World Class Quality Person) และแบรนด์ผู้นำระดับโลก (World Class Leading Brand) โดยเมื่อนำสองด้านมารวมกันแล้วเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสังคมและเวทีโลก จากจุดยืน ‘มิสเวิลด์’ ด้านมนุษยธรรมที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่สร้างคุณค่าให้มนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ขณะที่ ‘ทรู’ กับตำแหน่งเทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาสของไทย เชื่อในแนวคิด Technology for Good ว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่เพียงความล้ำหน้า แต่ต้องสร้างคุณค่าให้ชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง “ภารกิจมงเปลี่ยนโลก ภายใต้การขับเคลื่อนของโอปอล-สุชาตา เป็นการจุดประกายความเชื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นได้จริง เริ่มจากตัวเรา และส่งต่อไปสู่สังคมในภาพใหญ่ พร้อมสร้าง True to the World” โอลิเวอร์ ขยายภาพภารกิจในครั้งนี้ ยังสะท้อนชัดเจนผ่าน ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss World 2025 คนแรกของประเทศ และในฐานะ True’s First World Ambassador ซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์ความสำเร็จบนเวทีโลก รวมถึงบอกเล่า ‘ความเป็นไปได้ใหม่’ ของคนไทย ด้วยความครบทั้ง ความงาม ความดี ความสามารถ และความมุ่งมั่น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจในระดับนานาชาติ ตามแนวคิด ‘Beauty with a Purpose’ ผ่านความสำเร็จของโอปอล ร่วมตอกย้ำ ‘ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อมีกันและกัน’ “ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อสื่อสารพร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีมงได้ในรูปแบบของตัวเอง สะท้อนถึงความสำเร็จไม่จำกัดอยู่บนเวทีใดเวทีหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงของทุกคน” พาวเวอร์ อัป ชีวิตดิจิทัล นอกจากการให้นิยามใหม่ด้านแบรนดิ้งแล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นจุดเริ่มต้นการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลและระบบนิเวศครบวงจร ผ่านบทบาทของ ‘โอปอล สุชาตา’ มาขับเคลื่อนภารกิจ ‘มงเปลี่ยนโลก’ World Premier พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคชาวไทยในหลากหลายมิติ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการด้านต่างๆของทรู ได้แก่ Power Up ปกป้องลูกค้าระดับเวิลด์คลาสผ่าน True5G เครือข่ายแรกของไทยที่มาพร้อม True CyberSafe มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ เชื่อมต่อโลกได้อย่างรวดเร็ว แรง และเต็มประสิทธิภาพ เพื่อความพร้อมการใช้ชีวิตในทุกวัน Power Up ชีวิตสมาร์ท ยกระดับชีวิตในบ้านให้ฉลาดล้ำกับ TrueOnline ด้วยความเร็ว แรง เต็มสปีด Power Up การเดินทาง เชื่อมต่อทั่วโลกไร้รอยต่อด้วย GO Travel ซิมเน็ตต่างประเทศ พร้อมจับมือกับพันธมิตรเครือข่ายอันดับหนึ่งทั่วโลก พร้อมกันนี้ ทรู ยังใช้กลยุทธ์ Media Ecosystem 360 องศา ย้ำความแข็งแกร่งบทบาท ‘โอปอล สุชาตา’ ในฐานะ True’s First World Ambassador เพื่อส่งต่อพลังบวก พร้อมความตั้งใจทำความดีสู่ทุกคนในสังคม พร้อมสื่อสารแบบครบวงจร ในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้ On-ground เริ่มคิกออฟจากภายในองค์กรด้วยพลังพนักงานกว่า 5,000 คน ร่วมส่งต่อ ‘มงเปลี่ยนโลก’ สะท้อนผ่านคนทรูเป็นเสียงแรก เล่าเรื่องราวของ World Ambassador คนแรกของทรู ก่อนเปิดตัว ‘โอปอล สุชาตา’ อย่างเป็นทางการในงาน ‘มงเปลี่ยนโลก’ สร้างเอนเกจเมนต์ให้เกิดขึ้นจริงกับสื่อ แฟนคลับ และคอมมูนิตี้ กลุ่ม Beauty Pageant และเหล่า Influencers Online สร้างแรงบันดาลใจให้กลายเป็นกระแสระดับแมส ด้วยทีเซอร์ แคมเปญ (Teaser Campaign) เพื่อปลุกพลังทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย True5G ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 10 ล้านคน โดยแคมเปญฯ สื่อสารภายใต้แนวคิด ‘สัญญาณที่เชื่อมต่อทุกความสำเร็จ’ ก่อนปรับสู่ผู้รับชมในวงกว้างขึ้น (Mass Audience) ด้วยภาพยนตร์โฆษณา และ Video Series ต่อเนื่องบนทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อในเครือทรู ขณะเดียวกัน ยังเปิดตัว ‘Crowning Pose’ สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จผ่าน KOL และครีเอเตอร์ และอีกหนึ่งไฮไลท์ เปิดไมโครไซต์ (Microsite) ‘ทุกคนมีมงได้’ เลือกมงกุฎที่สะท้อนตัวตนและส่งต่อแรงบันดาลใจในแบบของตัวเองให้โลกรู้ Offline ใช้สื่อออฟไลน์ ระดับพรีเมียมในทำเลศักยภาพสูง เช่น จอขนาดใหญ่บริเวณ True Shop Siam ซอย 2 จุดแลนด์มาร์คใจกลางเมือง ครอบคลุมทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขยายการรับรู้ทั่วประเทศผ่าน True Shop หลายสาขา เพื่อย้ำภาพจำ ‘โอปอล สุชาตา’ ในฐานะ True’s First World’s Ambassador เพื่อสร้างแรงบันดาลใจปรากฏในชีวิตประจำวัน ต่อเนื่อง โอลิเวอร์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าว ยังสะท้อนการดำเนินงาน ‘ทรู’ ตลอดช่วงที่ผ่านมา จากการการยอมรับในเวทีสากล ในฐานะองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนอันดับหนึ่งจากดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ปี จาก S&P Global สะท้อนผ่านโครงการเพื่อสังคมที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม หลากหลาย เช่น ทรูปลูกปัญญา สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาเยาวชนไทย การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลดช่องว่างการเข้าถึงการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด ที่บ้านเลาสูนอก หมู่บ้านเล็กๆ ในอ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อเชื่อมชีวิตผู้คนในทุกพื้นที่ของประเทศ การช่วยเหลือกลุ่มคนออทิสติก มูลนิธิถันยรักษ์ รณรงค์ให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองและป้องกันภัยเงียบจากมะเร็งเต้านม “True to the World จะสะท้อนความเชื่อร่วมกันของ ทรู คอร์ปอเรชั่น และ มิสเวิลด์ ถึงความสำเร็จ อยู่ที่ใจของคนที่มุ่งมั่น ซึ่งพลังนี้ มีอยู่ในตัวตนของทุกคน และสามารถนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงและคุณค่าให้เกิดขึ้นจริงแก่ประเทศไทยได้” Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือกับเวทีมิสเวิลด์ พร้อมแต่งตั้ง ‘โอปอล–สุชาตา’ Miss World 2025 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ทรูคนแรก ภายใต้ภารกิจ ‘True to the World’ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการยกระดับแบรนด์จากระดับประเทศ สู่แบรนด์ที่มี Global Purpose บนเวทีโลก โดย ทรู และมิสเวิลด์ มีจุดยืนร่วมด้านการสร้างคุณค่าให้สังคม ผ่านเทคโนโลยีและมนุษยธรรม ขณะที่ ‘โอปอล’ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเล่าเรื่องความเป็นไปได้ใหม่ของคนไทยในระดับนานาชาติ พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ Media Ecosystem 360 องศา เชื่อมแบรนด์ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
Fujifilm 2026 ยักษ์สีเขียว เล่นบทใหม่ ‘DX Partner’ ใช้ เอไอ เปลี่ยนผ่านธุรกิจไทย
Fujifilm ตัวพ่อกรณีศึกษา ‘การปรับตัวธุรกิจ’ ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อกสู่โลกเอไอในปัจจุบัน กับแผนไปต่อตลาดไทยในปี2026 ในฐานะ ‘DX Partner’ รับมูลค่าตลาดเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ไทย แตะ 4.9 แสนล้านบาทภายในปี 2573 Fujifilm ตั้งเป้าเป็น One-Stop DX Partner ภายในปี 2569 รองรับ Future of Work และ Intelligent Workflows สัดส่วนรายได้หลักมาจาก Business Innovation 38% แซง Imaging ที่เหลือเพียง 13 ตลาด Digital Transformation ไทยคาดแตะ 4.9 แสนล้านบาทในปี 2573 ด้วย CAGR 9.3% Fujifilm คือหนึ่งในกรณีศึกษาการปรับตัว (Business Transformation) ที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากบริษัทที่เกือบต้องล่มสลายในวันที่โลกเลิกใช้ฟิล์มถ่ายภาพ กลับผงาดขึ้นมาใหม่ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยมีหมุดหมายใหม่คือการก้าวสู่การเป็น ‘One-Stop DX Partner’ อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 หากพูดถึงชื่อ “Fujifilm” ภาพจำในใจของใครหลายคนอาจยังคงติดอยู่ที่ร้านล้างรูปหน้าปากซอยที่มีป้ายสีเขียวโดดเด่น หรือม้วนฟิล์มไวแสงที่เป็นเอกลักษณ์ในยุคแอนะล็อก แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ Fujifilm คือหนึ่งในกรณีศึกษาการปรับตัว (Business Transformation) ที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากบริษัทที่เกือบต้องล่มสลายในวันที่โลกเลิกใช้ฟิล์มถ่ายภาพ กลับผงาดขึ้นมาใหม่ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยมีหมุดหมายใหม่คือการก้าวสู่การเป็น “One-Stop DX Partner” อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นการล่มสลายของอุตสาหกรรมเดิมเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ใหม่ Fujifilm เข้าใจลึกซึ้งว่าโลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Future of Work และ Intelligent Workflows อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด คือ “ถ้าเมื่อก่อนเราเรียก Fujifilm มาเพื่อซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร ปัจจุบันพวกเขาอยากให้เราเรียกเขามาเพื่อวางระบบทำงานผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์” เพื่อสร้างองค์กรที่ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และมุ่งสู่ความเป็นสังคมไร้กระดาษ (Paperless) โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ปัจจุบัน Fujifilm ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ขายกล้องหรือล้างรูปอีกต่อไป ภายใต้การนำของ มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาประกาศปักธงรบครั้งใหม่ ให้ในปี 2569 สู่การเป็น ‘One-Stop DX Partner for the Future of Work and Intelligent Workflows’ การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกบริการ แต่คือการยกเครื่องโครงสร้างธุรกิจและเทคโนโลยีขนานใหญ่ โดยเฉพาะการนำ AI ลิขสิทธิ์เฉพาะ เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนองค์กรไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล ‘รายได้หลัก’ ไม่ใช่แค่กล้องหรือเครื่องถ่ายเอกสาร หากพิจารณาจากตัวเลขผลประกอบการล่าสุด จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างธุรกิจของ Fujifilm ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากภาพจำในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยสัดส่วนรายได้หลัก มาจาก กลุ่มธุรกิจ Business Innovation กว่า 38% ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบด้านโซลูชันองค์กรโดยตรง กลุ่ม Healthcare ตามมาเป็นอันดับสองที่ 32% กลุ่มธุรกิจ Electronic Materials อยู่ที่ 17% กลุ่ม Imaging ซึ่งรวมถึงกล้องถ่ายภาพและฟิล์มที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ กลับลดสัดส่วนลงมาเหลือเพียง 13% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าบริษัทได้ย้ายฐานที่มั่นจากธุรกิจวัสดุไวแสงเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลและนวัตกรรมระดับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ สถานะปัจจุบันของ Fujifilm จึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หรือเครื่องพิมพ์สำนักงาน แต่คือการอาศัยรากฐานทางเทคโนโลยีที่สะสมมาตั้งแตยุคฟิล์มมาปรับปรุงเข้ากับระบบดิจิทัล โดยปี 2569 มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) พุ่งเป้าไปที่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Transformation (DX) แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและ SME ไทยที่กำลังเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fujifilm กำลังใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดการข้อมูลเชิงลึกมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดในกระบวนการทำงานขององค์กรผ่านการผสมผสานนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับทิศทางของตลาดแรงงานและการลงทุนในระบบอัตโนมัติที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ไม่ได้ขายแค่เครื่องพิมพ์ แต่ขาย ‘ระบบคิด’ มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ามีปัจจัยกดดันมากมาย ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือตัวเลข GDP ไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สิ่งเหล่านี้คือ “ตัวเร่ง” ที่บังคับให้ธุรกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องรีบทำ Digital Transformation (DX) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ “เราไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่เราคือ Change Agent หรือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปสู่ยุค Hybrid Work การที่องค์กรต่างๆ หันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) มากขึ้น สะท้อนได้ จากคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด Digital Transformation หรือ DX ในไทยจะพุ่งสูงถึงเกือบ 4.9 แสนล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 9.30% สอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตของตลาดระบบความปลอดภัยด้านดิจิทัล (Cyber Security) ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 30.59 พันล้านบาท และอุตสาหกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 20-25% ระหว่างปีพ.ศ. 2566 – 2573 สิ่งที่ Fujifilm กำลังจะทำคือการก้าวข้ามบทบาท ‘คนขายเครื่องถ่ายเอกสาร’ สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าไปวางระบบการทำงานแบบ Intelligent Workflows นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไปกระบวนการทำงานที่เคยติดขัดด้วยกระดาษ หรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย จะถูกจัดการผ่านระบบมือถือและคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบไร้รอยต่อ FUJIFILM IWpro จัดการ Unstructured Data ผู้บริหารฟูจิฟิล์มประเทศไทย กล่าวว่่า สิ่งที่Fujifilm โดดเด่นกว่าใครในตลาด DX คือการนำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์ของตนเองมาปรับใช้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับ Unstructured Data หรือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น ไฟล์ภาพเอกสาร ใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ หรือแม้แต่องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล มร. ฮายาโตะ ซึโบอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัญหาใหญ่ขององค์กรที่พยายามทำ DX คือการที่เทคโนโลยีที่ซื้อมาไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง หรือผู้ให้บริการขาดความเข้าใจในเนื้อธุรกิจ Fujifilm จึงแก้โจทย์นี้ด้วยการส่งโซลูชัน ‘FUJIFILM IWpro’ ซึ่งเป็น Workspace บนคลาวด์ที่ใช้ Generative AI และเทคโนโลยี OCR อัจฉริยะ เข้ามาช่วย ลองนึกภาพพนักงานบัญชีที่ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลจากใบแจ้งหนี้เป็นพันๆ ใบ ระบบของ Fujifilm สามารถอ่านค่าเหล่านั้นและแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัล (Structured Data) เช่น CSV เพื่อส่งต่อเข้าสู่ระบบบัญชีหรือ ERP ได้ทันทีโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลเอง และที่สำคัญคือ ‘ไม่ต้องตั้งค่าเทมเพลตล่วงหน้า’ เพราะ AI มีความฉลาดพอที่จะระบุได้ว่าช่องไหนคือราคาสินค้า ช่องไหนคือที่อยู่ นี่คือการเปลี่ยนงานรูทีนให้กลายเป็นงานที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยอย่างแท้จริง ซึโบชิ ยังกล่าวว่า ด้วยโซลูชั่นดังกล่าว ฟูจิฟิล์มประเทศไทย ในช่วงแรกจึงมุ่งทำการตลาดขายโซลูชั่นนี้ให้กับบรรดาองค์กรที่ตั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออก 11 จังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของบรรดาสำนักงานและโรงงานญี่ปุ่นในทไทย ทำให้ AI ใช้งานได้จริงในออฟฟิศ โครงสร้างการทำตลาดของ Fujifilm ปัจจุบันถูกย่อยออกมาเป็น 3 แกนหลักเพื่ออุดรอยรั่วให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ กลุ่ม Business Solutions ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการเอกสารดิจิทัล กลุ่ม Office Solutions ที่นำระบบ Predictive Maintenance หรือการใช้ AI วิเคราะห์ความเสียหายล่วงหน้าเข้ามาจัดการเครื่องใช้สำนักงาน กลุ่ม Graphic Communications ที่ปลี่ยนระบบงานพิมพ์อุตสาหกรรมให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ การแบ่งเช่นนี้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังพยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการทำงานของลูกค้าองค์กรมากกว่าจะเป็นเพียงผู้ขายอุปกรณ์สำนักงาน ด้าน ‘ธีรยา สุขมาก’ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารการตลาด ระบุถึงแผนการเปลี่ยนผ่านองค์กรที่แบ่งออกเป็น 4 เฟส โดยเริ่มจากการสร้างพื้นฐานสังคมไร้กระดาษ (Paperless) ขยับสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านโซลูชัน และปลายทางคือการเป็น End-to-End Partner ซึ่งเป็นจุดที่ Fujifilm จะเข้าไปวางโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบครบวงจร ทั้งนี้ ยังควบคู่ไปกับแผนความยั่งยืน SVP2030 ที่ตั้งเป้าลดคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ผ่านการผลักดันเครื่องพิมพ์แบบ Remanufactured หรือการคืนสภาพเครื่องใช้แล้วให้กลับมาทำงานได้เทียบเท่าของใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของ Fujifilm ในปี 2569 คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า พวกเขาข้ามพ้นยุคฟิล์มและเครื่องถ่ายเอกสารมาสู่การเป็นผู้ขาย “DX Solution” ให้กับธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่ฟูจิฟิล์มกำลังพยายามทำให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในชีวิตการทำงานประจำวัน Alternate-X สรุปให้ Fujifilm เดินเกมปี 2569 ขยับบทบาทจากผู้ขายฮาร์ดแวร์ สู่ ‘One-Stop DX Partner’ เต็มรูปแบบ ใช้ AI ลิขสิทธิ์เฉพาะ ผสานระบบ Intelligent Workflows เปลี่ยนวิธีทำงานองค์กรไทย โครงสร้างรายได้เปลี่ยนชัด Business Innovation ขึ้นแท่นรายได้หลัก รับอานิสงส์ตลาด Digital Transformation ไทย มูลค่าแตะ 4.9 แสนล้านบาท พร้อมวางตำแหน่งเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ผู้ขายเครื่องถ่ายเอกสาร
เทรนด์ปี 69 ทุนญี่ปุ่น อัปเกรดสู้ภาษีทรัมป์–อีวีจีน ส่งสัญญาณผ่านคู่ค้าขึ้นราคาสินค้า
JCCB เปิดรายงานดัชนีความเชื่อมั่นศก.ไทย (DI) พบครึ่งหลังปี 68 ดิ่งต่ำสุดที่ -12 ก่อนคาดการณ์ดีดกลับเป็นบวก +1 ในปีนี้ รับอานิสงส์รัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นักลงทุนจับตาค่าเงินบาท หวังระดับ 4.0-4.1 เยนต่อบาทเพื่อพยุงขีดความสามารถการแข่งขัน ดัชนีความเชื่อมั่น JCCB ครึ่งหลังปี 2568 ต่ำสุดที่ -12 ก่อนคาดปี 2569 พลิกกลับเป็นบวก +1 จากความหวังรัฐบาลใหม่ บริษัทญี่ปุ่น 43% คงการลงทุน และ 23% พร้อมเพิ่มลงทุน โดยโฟกัสเปลี่ยนเครื่องจักร–Digital Transformation ความเสี่ยงหลักคือกำลังซื้อในประเทศอ่อน ค่าเงินบาทแข็ง และผลกระทบภาษีสหรัฐที่เริ่มดันต้นทุนขึ้น หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Sentiment DI) ของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นสะท้อนภาพ ‘ความกังวลที่แฝงด้วยความหวัง’ ของเหล่านักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยที่มองว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ จากการสำรวจของสมาชิก JCCB จำนวน 1,677 ราย โดยมีบริษัทญี่ปุ่นในไทยที่ตอบกลับผลสำรวจ 521 ราย (คิดเป็น 31.1%) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น (DI) ของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ค่า DI ดิ่งลงไปอยู่ที่ -4 และทรุดตัวต่อเนื่องไปถึง -12 ในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงสภาวะ “ถดถอย” ในความรู้สึกของผู้ประกอบการ สาเหตุหลักที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นต้องกุมขมับ คือ การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ความสั่นคลอนของการเมือง ประเด็นชายแดนเพื่อนบ้าน อุตสาหกรรมยานยนต์ที่โดนหมัดฮุคจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา การรุกคืบอย่างหนักของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน สำหรับปี 2569 ทิศทางเศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในลักษณะ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ (Slow Recovery) โดยมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตอย่างกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวใจหลักในการประคองความเชื่อมั่น แต่ภาพรวมยังคงมีความย้อนแย้ง เมื่อกลุ่มนอกภาคการผลิต โดยเฉพาะค้าปลีกและอุปโภคบริโภค กลับส่งสัญญาณติดลบอย่างน่ากังวลจากแรงกดดันของหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อภายในประเทศให้ซบเซา อย่างไรก็ตาม แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มปรากฏชัดขึ้นในผลสำรวจล่าสุด ซึ่งคาดการณ์ว่าค่าการลงทุนตรง (DI) ในครึ่งแรกของปี 2569 จะดีดกลับมาเป็นบวกได้ที่ระดับ 1 แม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยนิดแต่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยภาคธุรกิจกว่า 28% มั่นใจว่าอุปสงค์จะเริ่มกระเตื้องขึ้นในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการฝ่าฟันสมรภูมิการค้าที่ต้องปะทะกับสินค้าราคาถูกจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในส่วนของการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักร ข้อมูลจาก JCCB ที่น่าสนใจคือ บริษัทส่วนใหญ่ถึง 43% ยังคงเลือกที่จะ ‘คงการลงทุน’ ไว้ในระดับเดิม ขณะที่ 23% พร้อมที่จะ ‘ลงทุนเพิ่ม’ ในปี 2569 สิ่งที่น่าสนใจคือวัตถุประสงค์ของการลงทุนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเทรนด์ได้เปลี่ยนเป็นดังนี้ เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม (สูงถึง 57%) การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร (30%) การทำ Digital Transformation (21%) แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้หนีจากไทยแต่พวกเขากำลัง ‘อัปเกรด’ตัวเองให้ทันสมัยขึ้นเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ ประเด็นที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย ต้องกล้ำกลืนนั้นข้อมูลจากผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ‘อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ’ คือปัญหาอันดับหนึ่ง (59%) สืบเนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูง ตามมาด้วยการแข่งขันที่รุนแรง และต้นทุนบุคลากรที่พุ่งสูงขึ้น แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดในรอบนี้คือ ‘นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา’ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 19% ซึ่งบริษัทกว่า 26% คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ’ ซึ่งผลสำรวจพบว่า เกือบ 50% ของบริษัทญี่ปุ่นได้รับผลกระทบในเชิงลบหรือยังคงมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนนี้ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายอุปทานที่ไทยเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ เรื่องของ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ยังเป็นประเด็นร้อนที่นักลงทุนจับตา โดย มร.อิจิโร อาเบะ ประธานส่วนงานวิจัยเศรษฐกิจของ JCCB และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ให้ความเห็นว่า สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นอยากเห็นคือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยระดับที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ (Desirable Exchange Rate) คือช่วง 4.0 – 4.1 เยนต่อบาท แต่ปัจจุบันค่าเงินพุ่งไปถึง 4.9 เยนต่อบาท ซึ่งกดดันขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก อีกมาตรการรับมือภาษีสหรัฐที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจพบว่าบริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะ ‘คงสถานการณ์เดิม’ เพื่อรอดูท่าที (54%) แต่มีถึง 22% ที่เริ่ม ‘ปรึกษาคู่ค้าทางธุรกิจเกี่ยวกับราคา’ เพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่คือสัญญาณเตือนว่าผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับสินค้าราคาแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ แผนการส่งผ่านต้นทุนยังคงเป็นเรื่องยาก โดย 60% ของบริษัทยังไม่มีการดำเนินการส่งผ่านต้นทุนเนื่องจากเกรงจะเสียส่วนแบ่งการตลาด ผลสำรวจชี้ว่าบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังคงมองไทยเป็น ‘ศูนย์กลางภูมิภาค’ อาเซียนทั้งในแง่การตั้งสำนักงานและศูนย์กลางการผลิต แต่อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นหลายแหล่งต่างมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยอันดับหนึ่งคือ ‘มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค’ (42%) ตามมาด้วย ‘การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน’ (32%) และการปรับปรุงระบบภาษีให้มีความโปร่งใสและไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ทุนญี่ปุ่นยังชื่นชมรัฐบาลในเรื่องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาคส่วนต่างๆ (20%) แต่ก็ยังคาดหวังให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ รายงานยังได้เปิดเผยถึงผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา แม้บริษัท 67% จะบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ แต่อีก 29% กลับต้องเผชิญกับ ‘ระยะเวลาในการขนส่งที่เพิ่มขึ้น’ และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น (24%) มาตรการรับมือที่ภาคธุรกิจเลือกใช้คือการเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางเรือแทน (23%) เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนของเส้นทางบก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองข้ามช็อตไปยังภาพรวมในปี 2569 รายงานจาก JCCB ระบุความเชื่อมั่นผ่านค่าดัชนี DI ที่คาดว่าจะดีดตัวกลับขึ้นมาสู่ระดับ +1 ได้สำเร็จ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สร้างความหวังในด้านเสถียรภาพและการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ทว่าในมุมมองของนักลงทุน เส้นทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้ายังคงเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายรอบด้าน หากประเทศไทยต้องการรักษาฐานที่มั่นสำคัญและเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มทุนญี่ปุ่นไว้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการฟื้นฟูกำลังซื้อภายในประเทศที่ซบเซา และการปฏิรูประบบราชการให้มีความโปร่งใสและเอื้อต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางสมรภูมิการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มประเทศคู่แข่งในอาเซียนที่พร้อมจะชิงความได้เปรียบในทุกขณะ Alternate-X สรุปให้ ทุนญี่ปุ่นส่งสัญญาณ ‘ไม่ทิ้งไทย แต่ต้องปรับตัว’ ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวเปราะบาง โดยดัชนีความเชื่อมั่น JCCB ครึ่งหลังปี 68 ดิ่งถึง -12 ก่อนคาดปี 69 ฟื้นเป็นบวกเล็กน้อย ส่วนปัญหาหลักคือกำลังซื้ออ่อน หนี้ครัวเรือนสูง การเมือง และแรงกดดันจากจีน–สหรัฐ แต่นักลงทุนเลือกคงเพิ่มลงทุน โดยเน้นอัปเกรดเครื่องจักรและ Digital Transformation พร้อมส่งสัญญาณเตือนผู้บริโภคเริ่มชัด เมื่อบางบริษัทเตรียมส่งผ่านต้นทุนสู่ราคาสินค้า
‘มหิดล’ ตั้งบริษัทร่วมทุนเอกชนทำโรงงานไบโอ เร่งไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมโลก
‘INT’ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งบริษัท เอ็มยู โฮลดิ้ง กิจการร่วมทุนเอกชนสร้างโรงงานไบโอ มูลค่าหลักพันล. ตั้งต้นสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม นำร่องงานวิจัยเชิงลึกออกสู่ตลาดผ่าน ‘มหิดล คอลเล็กชั่น’ INT มหิดล ดูแลงานวิจัยนักวิจัยกว่า 4,000 คน มีสิทธิบัตรมากกว่า 300 รายการ MU Holding เตรียม JV เอกชน สร้างโรงงานไบโอแพลนต์ในศาลายา เสร็จภายใน 2 ปี “Mahidol Collection” สินค้า FMCG จากงานวิจัย มีแล้วกว่า 30 รายการ วางตลาดจริง รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า INT วางแนวทางการบริหารจัดการนวัตกรรม และผลงานวิจัยในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำออกมาใช้งานสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือการทำงานระหว่าง INT มหาวิทยาลัยมหิดล และ องค์กรภาคเอกชน ล่าสุด INT ได้จัดตั้ง บริษัท เอ็มยู โฮลดิ้ง จำกัด (MU Holding) ใช้ทุนจดทะเบียนราว 2 ล้านบาท ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม ปี 2569 โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทสไทย (ธปท.) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทฯ และคณะกรรมการบริษัทจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศและ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยบริษัทฯ เตรียมวางแผนประกาศร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรเอกชน ผู้ผลิตชีววัตถุรายใหญ่ สร้างโรงงานไบโอ แพลนต์ (Biology Plant) บนที่ดินขนาด 1-2 ไร่ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โครงการฯ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในสองปี พร้อมขยายความร่วมมือด้านการสนับสนุนการทดลองของห้องปฏิบัติการ(Laboratory)ในรูปแบบทวิน ฟาซิลิตี้ (Twin Facility) จากเอกชนภายนอกเพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานร่วมกัน คาดโครงการฯมีมูลค่าหลักพันล้านบาท พร้อมวางแผนประกาศความร่วมมือดังกล่าวในเร็วๆนี้ นอกจากนี้ บริษัทเอ็มยู โฮลดิ้ง ยังทำหน้าที่ดูแล สนับสนุน โครงการ (Project) ต่าง ๆ อาทิ บ่มเพาะธุรกิจเริ่มต้น สตาร์ท อัป ฯลฯ พร้อมต่อยอดผลงานนักวิจัยในเครือ INT ที่ปัจจุบันมีจำนวนราว 4,000 คน กระจายในวิทยาเขต (Campus) ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ทั่วประเทศ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่ได้รับสิทธิบัตร (Patent) มากกว่า 300 ชิ้น ในปัจจุบัน โดยในช่วงที่ผ่านมา INT ยังนำผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรต่อยอดสู่การทำตลาดสินค้าผู้บริโภค (FMCG) ได้จริงตามมาตรฐานการผลิตอาหารและยา(อ.ย.)ภายใต้ชื่อ ‘มหิดล คอลเล็กชั่น’ (Mahidol Collection) ปัจจุบันมีมากกว่า 30 รายการ (Item) ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จะถูกดูแลเพื่อทำการตลาดภายใต้ MU Holding ต่อไปในอนาคต รศ.ดร.วิริยะ กล่าวว่า จากแผนงานดังกล่าวยังสนับสนุนให้ เอ็มยู โฮลดิ้ง หารายได้อิสระในรูปแบบธุรกิจ (Model Business) เบื้องต้นประกอบด้วย รายได้จากการบริหารจัดการลิขสิทธิ์(License) ด้านสิทธิบัตรนวัตกรรมและเทคโนโลยี งานวิจัยของสถาบันฯ รายได้การร่วมลงทุนจากสัดส่วนการเข้าถือหุ้นในธุรกิจ/สตาร์ท อัป รายได้การรับงานผลิตวิจัยจากภายนอก แนวทางดังกล่าว เป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึกสู่ตลาดโลก พร้อมบริการจัดการเชิงพาณิชย์ได้อย่างคล่องตัว จากปัจจุบัน INT ได้รับงบประมาณดำเนินงานสนับสนุนประจำปี 2569 ราวพันล้านบาท พร้อมกันนี้ INT ยังเตรียมร่วมยกระดับประเทศไทย จากการเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในด้านคุณภาพชีวิตและ Longevity โดยมุ่ง 3 แกนนวัตกรรมหลักที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ เทคโนโลยีการแพทย์ด้านเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) การเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเท่าเทียม เวชศาสตร์ชะลอวัยและความงาม “โลกธุรกิจยุคใหม่จะวัดผลแพ้ชนะกันด้วยนวัตกรรม ด้วยเป็นเครื่องมือสำคัญลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์และการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างเท่าเทียมและยังเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้า” Alternate-X สรุปให้ INT มหาวิทยาลัยมหิดล เดินเกมรุกตั้งบริษัท เอ็มยู โฮลดิ้ง บริหารจัดการสิทธิบัตรและงานวิจัยเชิงลึก ผลักดันงานวิจัยในมือกว่า 300 สิทธิบัตร ออกสู่ตลาดอุตสาหกรรมและผู้บริโภคจริง เตรียมร่วมทุนเอกชน สร้างโรงงานไบโอแพลนต์ในพื้นที่ศาลายา มูลค่าหลักพันล้านบาท โมเดลธุรกิจเน้นรายได้จากลิขสิทธิ์ ร่วมลงทุนสตาร์ทอัป และรับจ้างวิจัยจากภายนอก วางเป้าเชื่อมงานวิจัยไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมโลก โดยโฟกัสแพทย์ขั้นสูงและ Longevity
‘ศุภาลัย’ กับครั้งแรก โมเดลปล่อยเช่า-คลังสินค้า ปี69ย้ำตลาดอสังหาฯออสเตรเลีย
‘ศุภาลัย’ แผนเพลย์เซฟใช้ปี2569 คิกออฟธุรกิจใหม่โมเดลปล่อยเช่าคอนโดทำเลสวย-เริ่มคลังสินค้าครั้งแรก เปิด 28 โครงการ 3.5 หมื่นล.ยึดตลาดอสังหาฯออสเตรเลีย Global Driven บริหารความเสี่ยง ใช้ออสเตรเลียเป็นฐานรายได้ต่างประเทศ โตกว่า 370% เครื่องมือลดการพึ่งตลาดไทย ด้วยพอร์ต 25 โครงการ 4 รัฐ 6 เมือง หวังสร้างรายได้คุณภาพระยะยาว โฟกัสกำลังซื้อจริงในประเทศ เปิด 28 โครงการใหม่ เน้นบ้านราคา 4–8 ล้านบาท สัดส่วน 90% โฟกัสการเลือกทำเล-สินค้าแม่น ลดความเสี่ยงสต๊อกค้างในตลาดชะลอ เสริมรายได้ประจำ ลดผันผวน ต่อยอดคอนโดปล่อยเช่า Yield 8–9% และเริ่มธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าครั้งแรก วางเป้าภายใน 5 ปี รายได้ประจำเพิ่มเป็น 5–6% ของรายได้รวม ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีความท้าทาย จาก จากภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง 86% และประมาณการ GDP ราว 1.5% ในปีนี้ จากปีก่อน 2.2% มีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตามในปี 2569 เศรษฐกิจในภาพรวมยังดูดีกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปีพ.ศ.2539) มีอัตราดอกเบี้ยสูง MLR 12% และสูงสุด 24-27% ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ “ปีนี้ดอกเบี้ยมีอัตราราว 1.25% เงินเฟ้อต่ำ 0.3% และมีซัพพลายในตลาดเหลือเยอะ ขณะที่ค่าก่อสร้างถูก ส่งผลให้ราคาบ้านไม่ได้เพิ่มขึ้น” โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ายอดขายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนไม่ถึง 50,000 ยูนิต ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 20 ปี (นับตั้งแต่ปี 2549) จากช่วงปกติเฉลี่ยมียอดขายราว 80,000 – 100,000 ยูนิต/ปี และสูงสุด 120,000 ยูนิต/ปี ในปี 2561 (ก่อนช่วงโควิด) ดร.ประทีป กล่าวว่า ”ถ้าเฉลี่ยราคาบ้าน 2-3 ล้านบาทต่อยูนิต ยอดขายเหลือ 5 หมื่นยูนิตต่อปี เท่ากับยอดขายในตลาดหายไป 1-1.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากดึงคนเข้ามาซื้อเพิ่มได้เท่าเดิม จะช่วยกระตุ้น GDP ได้อีกทาง” ขณะเดียวกันศุภาลัย ยังใช้กลยุทธ์ ‘Global Driven’ เพื่อปรับสมดุล (Balance) การดำเนินธุรกิจอสังหาฯ จากปัจจัยความผันผวนที่กล่าวข้างต้น โดยวางให้ออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศหลัก จากสัญญาณศักยภาพที่ชัดเจนในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตกว่า 370% โดยในปี 2569 ศุภาลัย เตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีพอร์ตโครงการรวม 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 176,500 ล้านบาท* (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ขณะที่ กลยุทธ์ดังกล่าว เป็นหนึ่งในเครืองมือบริหารสมดุลพอร์ตธุรกิจอสังหาฯเพื่อสร้างฐานรายได้คุณภาพจากต่างประเทศ ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจไทยด้านเดียวในช่วงที่ตลาดภายในยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว พร้อมวางเป้าหมาย ปี2569 มียอดขายในตลาดดังกล่าวราว 15,000 ล้านบาท ปี 69 เปิด 28 โครงการใหม่ 3.5 หมื่นล้านบาท ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนงานปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัว 28 โครงการใหม่ เพิ่มขึ้น 27% (YoY) รวมมูลค่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% (YoY) แบ่งเป็น บ้านแนวราบ 23 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท สำหรับกลยุทธ์ปีนี้ จะเน้นบริหารสมดุลโครงการระหว่างแนวราบและคอนโดโดยเลือกทำเลและรูปแบบที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง ควบคู่การขยายพื้นที่ใหม่ อาทิ สุพรรณบุรี เกาะสมุย ครอบคลุมการพัฒนา 30 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงการบ้านระดับกลาง ราคา 4-8 ล้านบาท สัดส่วน 90% “กลุ่มระดับล่างราคาต่ำ 3 ล้านบาท เผชิญอัตราปฏิเสธสินเชื่อ 50% จากค่าเฉลี่ยของศุภาลัยอยู่ที่ 17% ส่วนบ้านระดับบนยังมีสต๊อกเพียงพอ” โดยในปี 2569 ศุภาลัย ตั้งเป้ายอดขาย (Presale) 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในไทย 30,000 ล้านบาท และยอดขายในออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท ส่วนเป้ารับรู้รายได้ อยู่ที่ 37,500 ล้านบาทเป็นรายได้ในไทย 27,000 ล้านบาท และออสเตรเลีย 10,500 ล้านบาท “ปีนี้ ศุภาลัย จะเน้นความแม่น ในทุกมิติ ตั้งแต่สินค้า ทำเล ราคา ไปจนถึงฐานะการเงิน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” เติมพอร์ตเช่าคอนโด ไตรเตชะ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ศุภาลัย จะให้ความสำคัญการทำตลาดอสังหาฯในพอร์ตให้เช่าคอนโด และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มากขึ้น ด้วยมองเห็นโอกาสจากแนวโน้มการขยายตัวเทรนด์การเช่าที่ขยายตัวต่อเนื่องโดยนำคอนโดเหลือขายในหลาย ๆ ทำเล อาทิ กรุงเทพ ชลบุรี ระยอง มาทดลองปล่อยเช่าระยะยาว 6 เดือน – 3 ปี หลังจากเริ่มทำโมเดลให้เช่าดังกล่าวในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา โดยปัจจุบันศุภาลัยทำโมเดลให้เช่าราว 10 โครงการ จำนวน 200-300 ยูนิต มีอัตราเช่าเกือบเต็ม 100% ให้ผลตอบแทน(Yield) 8-9% อาทิ ศุภาลัย ไอคอน-สาทร คิดอัตราค่าเช่าราว 1-2 แสนบาทต่อเดือน รองรับกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาพำนักในไทยเพื่อรับการรักษาพยาบาล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเทรนด์เช่าแนวโน้มดี แต่อัตรา (เปอร์เซ็นต์)ผลตอบแทนภายใน ‘IRR’ (Internal Rate of Return) จากการปล่อยเช่าคอนโด อยู่ที่ราว 10% ซึ่งยังน้อยกว่าการทำตลาดเพื่อการขายที่อยู่อาศัย ที่อัตรา IRR ราว 20% ร่วมวงธุรกิจคลังสินค้าครั้งแรก ไตรเตชะ กล่าวอีกว่าศุภาลัย ยังวางแนวทางกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยพัฒนา ‘ธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า’ เป็นครั้งแรก พร้อมตั้งนิติบุคคลชื่อ ‘บริษัท เอสอีเอ เอสเตท จำกัด’ ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมทุน (JV) ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศุภาลัย ถือหุ้น 41% กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของยูโรเปี้ยนฟู้ด ถือหุ้น 10% กลุ่มเอยูกรุ๊ป เป็นทุนจีนที่จดทะเบียนบริษัทในฮ่องกง ถือหุ้น 49% โดยในเบื้องต้น ได้ซื้อที่ดินรวมคลังสินค้าขนาด 200 ไร่ ในทำเลย่านพนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยใช้งบลงทุนสำประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ และจะสร้างรายได้ภายในปี 2570 เป็นต้นไป โครงการฯ ดังกล่าวเพื่อรองรับลูกค้าหลัก กลุ่มผู้ต้องการเช่าคลังสินค้า กลุ่มอุตสาหกรรมเบา เช่น กลุ่มประกอบสินค้าต่าง ๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น “ธุรกิจคลังสินค้าดังกล่าว บริษัท มองเห็นโอกาสทั้งจากผู้ร่วมทุนศุภาลัยเองที่ต้องการพื้นที่คลังสินค้า รวมไปถึงความต้องการจากกลุ่มธุรกิจจีน ทำให้เห็นดีมานด์เบื้องต้น” ขณะที่ปัจจุบัน ศุภาลัย ได้เริ่มแผนทยอยทดลองการลงทุน 1 โครงการ พร้อมคาดว่าภายใน 5 ปี จะมีพอร์ตรายได้จากรายได้ประจำเพิ่ม 5-6% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 3-4% ของรายได้รวม อ่านบทความ อื่นเพิ่มเติม ศุภาลัย มองอสังหาฯ ปี 2569 เข้าสู่ยุคคัดกรองผู้เล่น-ผู้บริโภควินัยการเงินสูง Alternate-X สรุปให้ ศุภาลัย แผนปี 2569 ใท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่ยังฟื้นตัวช้า ใช้กลยุทธ์ Global Driven ในตลาดออสเตรเลียช่วยกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทย พร้อมเปิด 28 โครงการใหม่ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท เน้นบ้านระดับกลางตอบโจทย์กำลังซื้อจริง ต่อยอดรายได้ประจำด้วยโมเดลปล่อยเช่าคอนโดทำเลศักยภาพ Yield 8–9% เริ่มธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าครั้งแรก วางฐานรายได้ระยะยาว ลดพึ่งพาการขายอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว
‘One Chichan’ แลนด์มาร์คพรีเมียมชลบุรี ‘ตัน’ ส่งอีเวนต์แรกรับวาเลนไทน์
‘One Chichan’ แลนด์มาร์คใหม่ อาณาจักรล่าสุดของ ‘ตัน ภาสกรนที’ กับอีเวนต์แรกของปี2569 งานเทศกาลดนตรี WONDER ONE Music Festival ชวนกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองชลรับวาเลนไทนส์ ทำเล & วิสัยทัศน์ กับคีย์โลเคชันโซนเขาชีจรรย์ ใกล้กรุงเทพฯ เชื่อมท่องเที่ยวภาคตะวันออก วางตำแหน่งเป็นโอเอซิสแห่งพัทยา และแลนด์มาร์คระดับพรีเมียม อีเวนต์ขับเศรษฐกิจ เปิดตัวด้วย WONDER ONE Music Festival รวมศิลปินแถวหน้า มากระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวผ่านการเดินทาง หาที่พัก และการใช้จ่ายช่วงวาเลนไทน์ ศักยภาพการเติบโตระยะยาว โปรเจกต์และอีเวนต์เทศกาล ยังรองรับผู้ชมหลายหมื่นคน พร้อมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อปั้นสู่จุดหมายปลายทางอีเวนต์ระดับโลกในอนาคต หลัง ‘ตัน ภาสกรนที’ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI พ่อมดแห่งวงการเครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน (Ichitan) เปิดตัวโครงการ วันชีจรรย์ ‘One Chichan’ ไปเมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านมา โครงการฯ นี้ ‘คุณตัน’ วางตำแหน่งเป็นพื้นที่พักผ่อนแลนด์มาร์คระดับพรีเมียมแห่งใหม่ของจังหวัดชลบุรี ที่เดินทางสะดวกด้วยอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ โดยโครงการ One Chichan’ มีขนาดพื้นที่พัฒนาเฟสหลักราว 160 ไร่ วางงบลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท (พัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม) กับความตั้งใจของ ‘คุณตัน’ ในการออกแบบให้เป็น ‘โอเอซิสแห่งพัทยา’ ด้วยบรรยากาศล้อมรอบท่ามกลางหุบเขาและทะเลสาบ พร้อมพื้นที่จัดอีเวนต์ สามารถรองรับผู้เข้าชมได้สูงสุด 20,000 – 27,500 คน และมีพื้นที่จอดรถรองรับได้ถึง 10,000 คัน ต่อการการเลือกปักหมุดที่ ‘One Chichan’ แน่นอนว่าสอดคล้อง วิสัยทัศน์ของ ‘คุณตัน’ ที่มองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจในโซนตะวันออก นอกเหนือจากความผูกพันส่วนตัวของคุณตันกับจังหวัดชลบุรี ‘เมือง’ ที่เขาใช้ชีวิตและมีจุดเริ่มต้นทางธุรกิจมาตั้งแต่วัยเด็ก มูฟแรกปี2569 ‘One Chichan’ ในปี 2569 นี้ ‘คุณตัน’ เตรียมเปิดตัวโครงการ ‘One Chichan’ อย่างเป็นทางการด้วยเทศกาลดนตรี WONDER ONE Music Festival โดยนำกลุ่ม 16 ศิลปินแถวหน้ามาสร้างความสุข 2 วันเต็ม 14 ก.พ. 69: ฉลองวันแห่งความรักกับ Jeff Satur ปาล์มมี่ วี วิโอเลต ATLAS PARADOX URBOYTJ โชว์พิเศษ ‘Piano & I’ โดย โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมแขกรับเชิญ ตู่ ภพธร และ B5 15 ก.พ. 69: สนุกต่อเนื่องกับเหล่าศิลปิน นนท์ ธนนท์ The TOYS POTATO Season Five Slot Machine โจอี้ ภูวศิษฎ์ HERO เติม ‘ไวบส์ ชลบุรี’ สำหรับอีแวนต์แรกของปีที่ ‘One Chichan’ แห่งนี้ คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งพลังซอฟต์เพาเวอร์ผ่านกิจกรรมดนตรี ร่วมปลุกความคึกคักเศรษฐกิจในชลบุรี ถือเป็นจังหวัดที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูงสุดแห่งหนึ่งของไทย ที่เป็นทั้งพื้นที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรม การค้า และการท่องเที่ยวที่สำคัญ และในแต่ละปี มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 20-25 ล้านคน (รวมชาวไทยและต่างชาติ) โดย ‘พัทยา’ และ ‘เขาชีจรรย์’ ยังเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม อีกด้วย สำหรับอีเวนต์แรกเทศกาลดนตรี WONDER ONE Music Festival เตรียมจัดขึ้นสองวัน 14-15 กุมภาพันธ์ นี้ ผู้สนใจยังสามารถเลือกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศได้ทั้งวันเดย์ ทริป หรือ สเตเคชั่น ทริป ได้เช่นกันที่ ปัจจุบัน ‘ชลบุรี’ มีที่พักและโรงแรม กระจายตัวอยู่ทั่วจังหวัดมากกว่า 1,000 แห่ง รองรับทุกระดับราคาตั้งแต่บูติกโฮเทลไปจนถึงรีสอร์ท 5 ดาว !! ขณะที่แผนในอนาคต ‘One Chichan’ แห่งนี้ คุณตัน เตรียมแผนปั้นให้โซนเขาชีจรรย์เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่ครบวงจรทั้งการพักผ่อนและอีเวนต์ใหญ่ อีกด้วย Alternate-X สรุปให้ ‘One Chichan’ แลนด์มาร์คพรีเมียมใหม่ชลบุรี อาณาจักรล่าสุดของ ‘ตัน ภาสกรนที’ ปักโลเคชันโซนเขาชีจรรย์ บนพื้นที่ 160 ไร่ งบลงทุนราว 3,000 ล้านบาทเปิดอีเวนต์แรกของปี 2569 ด้วย WONDER ONE Music Festival รับวาเลนไทน์ รองรับผู้ชมสูงสุดกว่า 27,500 คน ดันเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชลบุรีดับเป้าหมายเป็นโอเอซิสแห่งพัทยา และจุดหมายอีเวนต์ระดับโลกในอนาคต
เปิดบ้านเทคโนโลยีเพื่อชีวิตดิจิทัล ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ โฉมใหม่
เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนคนรักเทคโนโลยีมาเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ ในงานฉลองโฉมใหม่ เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า จัดโดยบิ๊กบอส สุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เพาเวอร์บาย ในคอนเซ็ปต์ “Technology for Life” ศูนย์รวมเทคโนโลยีเพื่อชีวิตยุคใหม่ ที่ออกแบบมาให้เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ใช้ง่าย และตอบโจทย์ชีวิตจริงของทุกคนในครอบครัว บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักเป็นกันเอง และอบอุ่น พร้อมชมความน่ารักของต้าวแฝด น้องโซล-น้องโมเน่ แม่เมย์-พรีมายา และพ่อแซก ที่มาร่วมพูดคุยในฐานะ ครอบครัว Tech. Lover ที่หลงใหลการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน มาร่วมแชร์มุมมองการเลือกอุปกรณ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยให้บ้านเป็นพื้นที่แห่งความสุข สนุก และสะดวกสบายมากขึ้น โดยแม่เมย์ และพ่อแซกเล่าประสบการณ์การเลือกใช้เทคโนโลยี และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความบันเทิงในบ้าน สมาร์ทดีไวซ์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยให้ชีวิตง่าย และประหยัดเวลามากขึ้น ขณะที่น้องๆ ก็สนุกกับแกดเจ็ต เกม และเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมทั้งการเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนภาพของครอบครัวยุคดิจิทัล ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ได้อย่างลงตัว สำหรับโฉมใหม่ของเพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถูกออกแบบให้เป็น Lifestyle Tech. Destination ที่เดินสนุก เลือกง่าย และลองได้จริง ครบทุกโซนที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน อาทิ Television & Audio โซนความบันเทิงที่รวมทีวีและเครื่องเสียงจากแบรนด์ระดับโลก ให้ทุกโมเมนต์ในบ้านเต็มไปด้วยภาพคมชัดและเสียงสมจริง จะดูหนัง ดูกีฬา หรือการ์ตูนก็ฟินได้ทั้งครอบครัว Mobile Solution แหล่งรวมสมาร์ทโฟนหลากหลายแบรนด์ดัง รุ่นใหม่ รุ่นฮิต ครบทุกไลฟ์สไตล์ ให้การสื่อสารและการเชื่อมต่อโลกเป็นเรื่องง่ายในทุกวัน Computer Zone โซนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริมที่ตอบโจทย์ทั้งเรียน ทำงาน และไลฟ์สไตล์ดิจิทัล พร้อมให้เลือกครบ จบในที่เดียว Tech & Gadget พื้นที่ของสายแกดเจ็ตและเกมเมอร์ รวมอุปกรณ์เกมมิ่ง ไอเทมฮอต และเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง ใครอยากอัปเดตเทรนด์โลก ต้องแวะโซนนี้ Small Appliance โซนเอาใจคนรักการทำอาหารและสายโฮมคาเฟ่ ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพ ช่วยเปลี่ยนครัวให้เป็นพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ Air Zone ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ด้วยเครื่องฟอกอากาศและเครื่องปรับอากาศที่เหมาะกับทุกขนาดห้อง เพื่ออากาศสะอาด สดชื่น และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนในบ้าน Major Appliance ครบทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน พร้อมเทคโนโลยี IoT ที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้การใช้ชีวิตแบบสมาร์ทโฮมเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด พิเศษสุดกับ โปรโมชั่นฉลองเปิดโฉมใหม่ ที่จัดเต็มให้ช้อปอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น สินค้า Crazy Deal ลดสูงสุด 60%, สินค้า Super Crazy ลดครึ่งราคา พร้อมกิจกรรมมากมาย 7 วันเท่านั้น, ช้อปสินค้าแบรนด์ดังลดเพิ่มสูงสุด 5,000 บาท, ช้อป 1,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! คูปองส่วนลด 400 บาท ใช้ช้อปครั้งต่อไป, นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าแลกรับส่วนลดสูงสุด10,000 บาท, ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน และรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 40,000 บาท กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ, พิเศษ! สมาชิก The1 แลกคะแนน The1 ร่วมกับคะแนนบัตรเครดิตรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 25%, ช้อปครบ 8,000 บาท รับฟรี Tumbler Power Buy x Artstory ตั้งแต่วันนี้ – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เท่านั้น ใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเลือกเทคโนโลยีที่ “ใช่” และลงตัวไลฟ์สไตล์ของตัวเองและครอบครัว มาสัมผัสประสบการณ์จริงได้แล้ววันนี้ที่ เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โฉมใหม่
TikTok US ดีล 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เกมซื้อเวลา 5-10 ปี ความมั่นคงภูมิรัฐศาสตร์โลก
เกมเดิมพันสองฝั่ง 5-10 ปี สหรัฐฯ-จีน หลังจบดีล TikTok US มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลลาร์ ตั้งบริษัทใหม่ให้ Oracle คุมเซิร์ฟข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐ ปิดประตูความมั่นคงแค่ด่านแรก แต่จีนยังแทรกแซงได้ทางอ้อม การควบคุมข้อมูล (Data Control) ย้ายข้อมูลผู้ใช้สหรัฐเข้า Oracle Cloud ลดการเข้าถึงตรงจากจีน แต่ไม่ใช่ศูนย์ความเสี่ยง อัลกอริทัม และ อินฟลูเอ็นเซอร์ (Algorithm & Influence) อัลกอริทึมถูกฝึกฝนใหม่ แต่เริ่มจากเทคโนโลยี ByteDance ยังมีอิทธิพลค้างเหลืออยู่ทางอ้อม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์การเมือง (Geopolitical Risk) ความขัดแย้งสหรัฐ–จีน ยังคาดเดายาก ทำให้ดีลนี้เป็นบัฟเฟอร์ กันชนชั่วคราว ไม่ใช่คำตอบถาวร หลัง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปิดดีลบรรลุข้อตกลงจัดตั้งกิจการร่วมทุนใหม่ ‘TikTok USDS Joint Venture LLC’ อย่างเป็นทางการ ไปเมื่อช่วงวันที่ 22-23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยรายงานข่าวระบุ กิจการดังกล่าว เป็นการร่วมทุน TikTok ในสหรัฐร่วมกับ ‘Oracle’ และกลุ่มนักลงทุนอื่น ๆ อย่าง Silver Lake และ MGX จากอาบูดาบี ถือหุ้นเสียงข้างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงถูกสั่งแบนจากเหตุผลด้านความมั่นคง และเปิดทางให้แพลตฟอร์มยังคงดำเนินธุรกิจในสหรัฐต่อไปได้ ขณะที่ ByteDance มีสัดส่วนการถือหุ้นราว 19.9% แต่บริษัทยังสามารถควบคุมการดำเนินงานหลักของ TikTok ได้ และยังได้รับส่วนแบ่งกำไร จากตลาดสหรัฐราวครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในเกมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลกครั้งนี้ มีนักวิเคราะห์ หลายฝ่ายประเมินว่า ‘ByteDance’ ซึ่งเป็นบริษัทแม่จากจีน ยังเป็นผู้ชนะด้วยยังคงกุมอำนาจเหนือหัวใจสำคัญของ TikTok ด้านต่างๆ อาทิ แหล่งรายได้หลัก การบริหารแพลตฟอร์ม การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ส่วนความกังวล ด้าน ‘ข้อมูลผู้ใช้’ ถูกส่งต่อให้ Oracle รับหน้าที่ดูแลแทน ‘ฟาเบียน เอาเวอฮันด์’ ซีอีโอของ Socialscale ซึ่งทำงานร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok กล่าวว่า “แม้การแยกเรื่องข้อมูลและอัลกอริทึมออกไป จะดูเหมือนการควบคุม แต่ในความเป็นจริง อัลกอริทึมถูกกำหนดโดยการดำเนินงาน กลยุทธ์สินค้า และพฤติกรรมของผู้ใช้เป็นหลัก” สะสางความมั่นคงข้อมูล ย้อนกลับไปในช่วงปีก่อนหน้า รัฐบาลทรัมป์ แสดงท่าทีจริงจัง ‘อยากได้’ หรือพยายามบังคับให้ TikTok เปลี่ยนมือ หรือ ขายกิจการในสหรัฐฯ มาจากประเด็น ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) เป็นหลัก โดย รัฐบาลและสภาคองเกรส (ทั้งสองพรรคพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน) มองว่า TikTok ซึ่งเป็นของ ByteDance บริษัทจีน มีความเสี่ยงสูงหลายด้าน ทำให้สหรัฐต้องการ ‘ควบคุม’ เพื่อให้คนอเมริกันเป็นเจ้าของ ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ชาวอเมริกัน (Data Privacy & Security Risk) ในกฎหมายจีน (National Intelligence Law) บังคับให้บริษัทจีนต้องส่งมอบข้อมูลให้รัฐบาลจีนเมื่อถูกขอ ซึ่งมีความกังวลว่าพนักงาน ByteDance ในจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐฯ ได้ ทั้งโลเคชั่น คอนแท็กส์ การใช้เบราเซอร์ พฤติกรรม ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ บางส่วน ด้วยในอนาคต หากเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีน ข้อมูลผู้ใช้งานมากกว่า 170-200 ล้านราย อาจถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย ทั้งการสอดแนม สร้างโปรไฟล์บุคคล หรือโจมตีทางไซเบอร์ ที่เจ้าของแพลตฟอร์มสามารถปรับอัลกอริทึมสั่งการได้ในทางเทคนิค เดิมพันสองฝั่ง โลกความมั่นคงเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามหลังดีลได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหรัฐและจีนไปเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แต่อาจยังอยู่ในเกม ‘การเดิมพันสองฝั่ง’ หรือ เกมเสี่ยงอยู่เช่นกัน ด้วยดีลนี้เหมือน ‘ซื้อเวลา’ ของสหรัฐอเมริกา ไปก่อนมากกว่า ‘ชนะขาดลอย’ ด้วยแม้ว่าสหรัฐฯ จะได้เปรียบแต่ยังไม่ปิดเกมทั้งหมดแต่เป็นการ ‘ปิดประตูด่านแรก’ ก่อน ด้วยข้อมูลผู้ใช้สหรัฐฯ จะถูกย้ายและคุ้มครอง เก็บใน Oracle Cloud (ซึ่งเป็นของสหรัฐฯ ล้วน ๆ) ไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์จีนอีกต่อไป ทำให้รัฐบาลจีนเข้าถึงตรง ๆ ยากขึ้นมาก (ตาม National Intelligence Law ของจีนที่บังคับบริษัทส่งข้อมูล) ขณะที่ ByteDance เหลือหุ้นสัดส่วนราว 19.9%: ต่ำกว่า 20% ตามกฎหมาย ทำให้ เจ้าของจริงยังเป็นกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ Oracle, Silver Lake, MGX ถือสัดส่วนราว 15% ขึ้นไป และ นักลงทุนอื่น ๆ รวมกว่า 80% นอกจากนี้ อัลกอริทึมยังถูกฝึกฝนใหม่ (Retrain) ใช้ข้อมูลผู้ใช้สหรัฐฯ เท่านั้น และนำไปเก็บไว้ใน Oracle เพื่อลดโอกาสการเข้าถึงจากจีน ที่อาจใช้เทคโนโลยี AI และ แมชชีน เลิร์นนิง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้งาน เพื่อแนะนำสินค้า บริการ หรือเนื้อหาที่ตรงใจที่สุด ไปจนถึงการเซนเซอร์เนื้อหาต่อต้าน CCP (พรรคคอมมิวนิสต์จีน/กองบรรณาธิการ Alternate-X ) และความมั่นคงข้อมูลอื่นๆ ของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ยังเป็นเกมเสี่ยง สหรัฐ-จีน แต่อย่างไรก็ตามดีลนี้ อาจยังเป็น ‘เกมเสี่ยงสองฝั่ง’ ด้วยยังไม่จบ 100% ด้วย ByteDance ยังถือหุ้น 19.9% และถือครองลิขสิทธิ์เทคโนโลยี แม้จะเป็นผู้มีเสียงข้างน้อยในกิจการ แต่ยังมีอิทธิพลบางส่วนตามที่นักวิเคราะห์ระบุข้างต้นในด้านอัลกอริทึม โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจาก Center for American Progress, PBS บอกว่าแนวทางนี้ยังมีช่องโหว่ และยังไปไม่สุดตามเป้าหมายที่ประกาศด้วยแม้จะพยายามตัดอิทธิพลจีนออกแล้ว แต่ต้นทางเทคโนโลยียังมาจาก ByteDance จึงยังมีความเสี่ยงแฝงอยู่ และถ้าอนาคตรัฐบาลจีนใช้กฎหมายกดดันบริษัท ก็อาจแทรกแซงได้ทางอ้อม อีกทั้งหากความขัดแย้งสหรัฐ–จีนทวีความรุนแรง สหรัฐฯ อาจออกกฎหมายเพิ่ม หรือจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดเทคโนโลยี สุดท้ายดีลนี้จึงเป็นแค่การถ่วงเวลา 5–10 ปี ไม่ใช่คำตอบถาวร ด้วยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว หากยังปล่อยดีลยังทำงานต่อไปได้ เพื่อให้ผู้ใช้งาน TikTok ไม่สะดุด โฆษณายังมีอยู่ มีผู้ตรวจสอบ คอยติดตามช่วยลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันในช่วง 5-10 ปีนี้ถือเป็นช่วงการเก็บข้อมูลอิสระใหม่ (Retrain)ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อพิสูจน์ว่า ‘TikTok US’ ปลอดภัยจริง และอาจเป็นความมั่นคงปลอดภัยอย่างถาวรได้จริงในอนาคต แต่ถ้ามีวิกฤต หรือมีอิทธิพลอุบัติการณ์เกิดใหม่ขึ้นอีก อาจทำให้สหรัฐต้อง ‘รีเซ็ต’ เรื่องนี้อีกครั้ง ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากจุดเริ่มต้นด้วยรหัสเริ่มต้นแพล็ตฟอร์มของ ByteDance ซึ่งยังอาจมีช่องโหว่ซ่อนอยู่ หรือในอนาคตถ้าจีนบังคับ ByteDance (ผ่านกฎหมาย) ให้แทรกแซงทางอ้อมในด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หรือมีความขัดแย้งสหรัฐ-จีนรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ อาจกลับมาเพิ่มกฎหมายใหม่ ส่วนจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้ดีลนี้เป็นการแค่ ‘ซื้อเวลา’ 5-10 ปี ไม่ใช่การแก้ปัญหาถาวร เกมนี้ อาจเรียกว่าเป็น การเดิมพันความเสี่ยง ที่ซื้อกันชนเวลาให้ สหรัฐฯ บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น ได้โดยไม่ต้องแบนทันที (ซึ่งจะกระทบผู้ใช้ 200 ล้านคน และครีเอเตอร์ อีโคโนมี) ส่วนในฝั่งจีน ประเมินแล้วว่า ByteDance ยอมลดหุ้นแต่ยังได้เงินมหาศาลจากดีลมูลค่า มากกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ TikTok ยังเติบโตในสหรัฐฯ ตามสไตล์การทำงานแบบ ‘จีน’ ที่อาจมองว่า ‘เสียเล็กแต่ได้ใหญ่’ ด้วยยังครองพลังซอฟต์พาวเวอร์ผ่านคอนเทนต์ ก็เป็นไปได้เช่นกัน Alternate-X สรุปให้ ดีล TikTok US มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยให้แพลตฟอร์มรอดการแบนในสหรัฐ โดย Oracle รับบทคุมข้อมูลผู้ใช้ ปิดความเสี่ยงจีนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ ByteDance ยังถือหุ้นและเทคโนโลยี ทำให้ความเสี่ยงไม่หมด 100% ด้าน นักวิเคราะห์มองดีลนี้เป็นการ ‘ซื้อเวลา’ ด้านความมั่นคง 5–10 ปี เป็นเกมสหรัฐ–จีน ที่ยังไม่จบ หากเกิดวิกฤตใหม่ TikTok อาจถูกรีเซ็ตอีกครั้ง STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
Amazfit Active Max รีวิวสมาร์ทวอทช์แบตอึด 25 วัน AI วางแผนออกกำลังกาย
รีวิว Amazfit Active Max สมาร์ทวอทช์สายสุขภาพ แบตอึด 25 วัน จอใหญ่ ระบบ AI วางแผนฝึกและติดตามสุขภาพครบ เหมาะกับคนออกกำลังกายจริงจังที่ต้องการข้อมูลแม่นยำ ไม่เน้นแฟชั่น แต่เน้นใช้งานระยะยาว แบตเตอรี่และการใช้งานระยะยาว ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 25 วัน ลดภาระการชาร์จ เหมาะกับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ AI และข้อมูลสุขภาพเชิงลึก Zepp Coach™ และ BioCharge™ ช่วยวางแผนฝึกตามสภาพร่างกายจริงในแต่ละวัน ฟีเจอร์กีฬาและแผนที่ครบ รองรับกว่า 170 โหมดกีฬา GPS แม่นยำ พร้อมแผนที่ออฟไลน์ในตัว เหนื่อยง่าย เวลาไม่พอ แต่ยังอยากดูแลตัวเอง อาจเรียกได้ว่าเป็น เพนพอยต์ของคนยุคนี้ ด้วยชีวิตคนทำงานปัจจุบัน เจอแรงกดดัน ทั้งงาน หน้าจอ สุขภาพ และเวลาออกกำลังกายที่ถูกบีบให้สั้นลง ขณะที่ หลายคนมองหาไลฟ์สไตล์สุขภาพในยุคนี้ ที่ไม่ได้หมายถึงฟิตหุ่นอย่างเดียว แต่คือ ‘รู้จักพลังงาน’ ของตัวเองด้วย จากความต้องการแบบนี้ ทำให้ผู้คนต้องการบริหารเวลาออกกำลังกายให้คุ้ม พร้อมใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่อารมณ์ ทำให้ ‘สุขภาพ’ กลายเป็น ‘ระบบ’ มากกว่าการใช้ความพยายามเหมือนเดิม จากออกให้เยอะสู่ออกให้ฉลาด ขณะที่ เทรนด์สุขภาพเปลี่ยนจากการนับแคลอรีหรือชั่วโมง มาเป็น การฟังสัญญาณร่างกาย การฝึกตามความพร้อมแต่ละวัน การใช้ AI และข้อมูลชีวภาพช่วยวางแผน แกดเจ็ต ตอบโจทย์ชีวิตจริง ดังนั้น ตัวช่วยอย่างอุปกรณ์สวมใส่ ในวันนี้ยังเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นเป็นโค้ชส่วนตัวได้อีกด้วย นอกเหนือจากแค่เครื่องวัด จากแนวโน้มนี้ Amazfit Active Max สมาร์ทวอทช์ที่วางตำแหน่งชัดว่าออกแบบมาเพื่อ ‘คนอยากดูแลสุขภาพจริงจัง แต่ยังใช้ชีวิตปกติ’ มาพร้อมสเปกเพื่อแก้ปัญหาการใช้งานระยะยาว Amazfit Active Max ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เห็นชัดคือการทำให้ ‘การออกกำลังกายไม่เดาเอา’ ด้วยข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ และการประเมินพลังงานของร่างกาย ทำให้รู้ว่า วันไหนควรซ้อมหนัก, วันไหนควรพัก หรือวันไหนควรลดความเข้มข้น ด้วยฟีเจอร์ ที่ใส่มาให้ไม่ได้บังคับว่าการออกกำลังทุกครั้งจะต้องฟิต แต่ช่วยให้ไม่ฝืน จากการใช้งานได้จริง อย่าง จอและดีไซน์ หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 480×480 พิกเซล สว่างสูงสุด 3,000 nits ทำให้มองชัดแม้กลางแดด ตัวเรือนอะลูมิเนียมอัลลอยด์ น้ำหนักเบา 39.5 กรัม พร้อมโครงสร้าง Pivoted Lug ที่ใส่แล้วกระชับข้อมือ แบตเตอรี่และการนำทาง แบตเตอรี่ 658 mAh ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 25 วัน หรือ 10 วันในโหมด Always-on Display รองรับ GPS 5 ระบบ ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 64 ชั่วโมง พร้อมหน่วยความจำ 4GB สำหรับแผนที่ออฟไลน์ เส้นทางเดินป่า แผนที่สกี และพอดแคสต์ AI และโหมดกีฬา รองรับโหมดกีฬามากกว่า 170 รูปแบบ Smart Strength Training ตรวจจับท่าฝึกความแข็งแรงอัตโนมัติได้ถึง 25 ท่า พร้อมวิเคราะห์ Muscle Heatmap Zepp Coach™ ใช้ AI ออกแบบแผนฝึกเฉพาะบุคคล ตั้งแต่ 5K ถึงมาราธอน และรองรับอุปกรณ์เสริมอย่างสายคาดอกหรือ Power Meter สุขภาพ 24 ชั่วโมง เซ็นเซอร์ BioTracker™ PPG วัดอัตราการเต้นหัวใจ, SpO2, ความเครียด และการนอน BioCharge™ Energy Monitoring ประเมินพลังงานร่างกาย One-Tap Measuring วัดค่าสุขภาพ 4 อย่างใน 45 วินาที ไลฟ์สไตล์และการเชื่อมต่อ โทรผ่าน Bluetooth จากข้อมือ สั่งงานด้วยเสียงผ่าน Zepp Flow™ ซิงค์ข้อมูลกับ Zepp App และเชื่อมต่อ Strava, TrainingPeaks, Apple Health และ Google Fit สำหรับ Amazfit Active Max จากข้อมูลพบว่า จะวางจำหน่ายปลายเดือนมกราคม 2569 ในราคา 6,490 บาท พร้อมจำหน่ายผ่านตัวแทนอย่างเป็นทางการ และช่องทางออนไลน์ Amazfit บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ แกดเจ็ตชิ้นนี้? ให้กี่คะแนน จากข้อมูลข้างต้น ในมุมมองของ Alternate-X ขอให้คะแนนรวม 8.5 / 10 ด้วยเหตุผลหลัก จุดเด่นของแบตเตอรี่ มาพร้อมกับระบบ AI ที่ใช้งานได้จริง เหมาะกับสายออกกำลังกายสม่ำเสมอและต้องการข้อมูลเชิงลึก ที่สำคัญยังเป็นแนวมินิมัล คลาสสิค ไม่ได้เน้นแฟชั่น แต่เน้น ‘อยู่กับเราได้นาน’ ถ้ามองหาอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการสุขภาพแบบเป็นระบบ ไม่เร่ง ไม่ฝืน และไม่ต้องชาร์จบ่อย Amazfit Active Max คือแกดเจ็ตที่ทำหน้าที่ ‘ผู้ช่วยชีวิตสุขภาพ’ ได้ค่อนข้างครบในงบระดับกลาง
‘PRAKAAN’ พรีเมี่ยมวิสกี้ไทยโต200% ไปต่อตลาด New World Whisky หมื่นล.
เจาะกลยุทธ์ ‘PRAKAAN’ ปี 2 ทำยอดขายพุ่ง 200% ทุบสถิติซิงเกิลมอลต์ไทย กางโรดแมปปี 69 เปิดประตูสู่ตลาด New World Whisky หมื่นล้าน ตลาดพรีเมียมโตแรง เทรนด์ Drink Less But Better หนุนซิงเกิลมอลต์โตต่อเนื่อง กลยุทธ์ New World Whisky ใช้รางวัลระดับโลกปูทางเจาะยุโรป–เอเชียอย่างเป็นระบบ พลัง Soft Power ไทย ผสานวัตถุดิบ อัตลักษณ์ และประสบการณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มแบรนด์ ปี 2569 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมียมกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะในเซกเมนต์ ‘ซิงเกิลมอลต์วิสกี้’ (Single Malt Whisky) ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์อีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม’ และ ‘สัญลักษณ์แห่งรสนิยม’ ที่ข้ามพรมแดนจากยุโรปสู่เอเชียอย่างเต็มตัว กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้คือการผงาดขึ้นของ ‘PRAKAAN’ (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ระดับพรีเมียมแบรนด์แรกของประเทศไทย ต้นกำเนิดจากจังหวัดกำแพงเพชร กับรสมหัศจรรย์สัมผัสแหล่งน้ำคุณภาพจากผืนป่าระดับโลก พร้อมกรรมวิธีหมักบ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยเบฟเวอเรจ จากความตั้งใจแรกของกระบวนการผลิตที่นำไปสู่การสร้างปรากฏการณ์ยอดขายพุ่งสูงกว่าเป้าหมายถึง 200% หลังเปิดตัวเพียงปีเศษ ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจและการเมืองในปีที่ผ่านมา ‘New World Whisky’ คือโอกาสใหม่ โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ภูมิทัศน์ของตลาดวิสกี้โลกในปี 2569 ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่เคยผูกขาดอยู่เพียงสกอตแลนด์หรือไอร์แลนด์ไปแล้ว โดยกลุ่ม ‘New World Whisky’ หรือวิสกี้จากแหล่งกำเนิดใหม่นอกยุโรป กำลังกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด โดยมี ‘ญี่ปุ่น’ เป็นต้นแบบความสำเร็จ ในฐานะตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้วิสกี้ท้องถิ่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดวิสกี้โลกที่เตรียมทะยานสู่ 105.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์) ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 4.82% อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกไปที่เซกเมนต์ ‘ซิงเกิลมอลต์’ กลับพบโอกาสที่หอมหวานยิ่งกว่าด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 6% สะท้อนชัดถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด ‘Drink Less, But Better’ คือการหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและเรื่องราว ของผลิตภัณฑ์มากกว่าปริมาณ ด้วยเหตุนี้ PRAKAAN จึงใช้ความสำเร็จจากการคว้ารางวัลบนเวที World Whiskies Awards 2025 เป็นแรงส่งสำคัญในการเดินหน้าชิงส่วนแบ่งการตลาดใน 5 ประเทศยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการปักหมุดในกลุ่ม New World Whisky ที่กำลังมีโมเมนตัมการเติบโตแรงกว่าวิสกี้แบบดั้งเดิม เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของซิงเกิลมอลต์สายเลือดไทยในฐานะตัวจริงบนเวทีโลก ปัจจุบัน PRAKAAN วางจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว 5 ตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส โดยแต่ละประเทศมีบริบทที่ต่างกัน ในฝั่งยุโรป (เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร) เป็นตลาดที่มีความรู้เรื่องวิสกี้สูง (Sophisticated Market) “ต่อการที่ PRAKAAN คว้ารางวัล Category Winner จากเวที World Whiskies Awards 2025 มาได้ จึงเป็น ‘ใบเบิกทาง’ สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น” ส่วนอินเดีย ถือเป็นตลาดที่มีประชากรดื่มวิสกี้มหาศาลและกำลังยกระดับสู่กลุ่มพรีเมียมที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ และที่ญี่ปุ่น นับเป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นภาพลักษณ์ New World Whisky เพราะญี่ปุ่นนับเป็นตลาดต้นกำเนิดของ New World Whisky ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแตกต่างจากวิสกี้ของฝั่งยุโรป โดยทั้ง 5 ประเทศนี้ นอกจากวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำแล้ว กลุ่มไทยเบฟยังใช้กลยุทธ์ “Ecosystem Synergy” ผ่านเลาจ์ของโรงแรมในเครือเพื่อสร้างประสบการณ์ตรงให้กับแขกที่เข้าพัก อย่างไรก็ตาม ตลาดจีน ยังคงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ (The Hardest Nut to Crack) แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจมหาศาล แต่พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนยังมี Brand Loyalty ที่เหนียวแน่นต่อ “คอนยัค” (Cognac) และ “เหล้าเหมาไถ” (Baijiu) การจะแทรกตัวเข้าไปในมื้ออาหารหรือวัฒนธรรมการดื่มของจีนจึงต้องใช้กลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่าเพียงแค่การวางขายในเชลฟ์ เลือกตั้ง-ภัยแล้ง มีผลตลาดเครื่องดื่ม ด้าน ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย กล่าวว่า “จากข้อมูลปี 2568 ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเติบโตขึ้นถึง 28% จากปีก่อนหน้า หากมองย้อนกลับไปในปี 2568 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ ทั้งจากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว ฤดูร้อนที่สั้นกว่าปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายเครื่องดื่มคลายร้อน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่อ่อนไหวอย่างการยุบสภาและการสูญเสียบุคคลสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ปีแห่งการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีปัจจัยบวกเกื้อหนุนรอบด้าน เริ่มจากมิติ เสถียรภาพทางการเมือง ที่การเลือกตั้งในช่วงต้นปีและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและผู้บริโภคกลับคืนมา ส่งผลให้เกิดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและตรงจุด ซึ่งช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและผลักดันกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้มีการคาดการณ์สภาพอากาศว่าจะมีฤดูร้อนที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งตามสถิติทางการตลาดแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับยอดขายเครื่องดื่มที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ตลาดแอลกอฮอล์ในปีนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากกลยุทธ์ Sport Marketing ระดับโลกผ่านการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่าง 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนต์ระดับแม่เหล็ก ในการกระตุ้นบรรยากาศการเฉลิมฉลองและการบริโภคทั้งในช่องทาง On-premise เช่น ผับ บาร์ และร้านอาหาร รวมถึงช่องทาง Off-premise ทั่วประเทศไทย “ปี 2569 กลายเป็นโอกาสทองที่ผู้เล่นในตลาดอย่าง PRAKAAN จะสามารถตักตวงกระแสเชิงบวกเหล่านี้เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” The Quest of PRAKAAN สำหรับปี 2569 นี้ PRAKAAN (ปราการ) เดินหน้าดำเนินกลยุทธ์ Experiential Marketing เพื่อถ่ายทอด อัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่ระดับโลก ผ่านงาน ‘The Quest of PRAKAAN’ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ The House on Sathorn เป้าหมายหลักคือการเข้าถึงหัวใจของกลุ่ม Premium Spirit Drinker ซึ่งมีฐานผู้ดื่มขนาดใหญ่กว่า 9.5 ล้านคน ผ่านการใช้กลยุทธ์ Experiential Marketing ภายใต้คอนเซปต์ ‘Recomposing Thainess to World-Class Ritual’ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพจำจากการขาย ‘สินค้า’ ให้กลายเป็นการสร้าง ‘พิธีกรรม’ แห่งการดื่มระดับสากล ผ่านการร้อยเรียงประสบการณ์แบบ Multi-Sensory Experience ที่ผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ดนตรีร่วมสมัยจากการแสดงของ NIXSA x Synthderellar มาสร้างบรรยากาศ ควบคู่ไปกับการออกแบบเมนูอาหารในรูปแบบ Food Pairing ที่ดึงเอาคุณลักษณะเด่นออกมาได้อย่างชัดเจนของวิสกี้ซีรีส์ ‘ตรีบูร’ ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Select Cask Double Cask Peated Malt กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างการจดจำแบรนด์ในระดับลึก แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการมัดใจกลุ่มมิลเลนเนียลและกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่มองหาคุณค่าและประสบการณ์แปลกใหม่ที่เหนือกว่าการบริโภคทั่วไป ต่อความสำเร็จของ PRAKAAN ในย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะทางการตลาดของค่ายไทยเบฟเพียงอย่างเดียว แต่เปรียบเสมือนการประกาศศักดาของ Thai Single Malt อย่างสง่างามบนแผนที่วิสกี้โลก โดยในปี 2569 ที่การแข่งขันในตลาดพรีเมียมวิสกี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น การที่แบรนด์สามารถถือครองความได้เปรียบผ่านดีเอ็นเอกลยุทธ์ 3P อันแข็งแกร่ง ทั้ง Provenance (แหล่งวัตถุดิบจากผืนป่ามรดกโลก) Pride (ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย) Passion (ความมุ่งมั่นในคุณภาพ) และผลักดันให้วิสกี้ไทยกลายเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งในเวทีสากล Alternate-X สรุปให้ PRAKAAN ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ไทยปี 2 สร้างปรากฏการณ์ยอดขายพุ่งกว่า 200% ย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยในตลาดพรีเมียมสปิริตระดับโลก เดินเกมปี 2569 รุกตลาด New World Whisky มูลค่าหมื่นล้าน หลังคว้ารางวัล World Whiskies Awards ใบเบิกทางสู่เวทีสากล วางหมาก Experiential Marketing สร้างคุณค่ามากกว่าแค่เครื่องดื่ม มองปีนี้ ตลาดเครื่องดื่มแข่งคึกคักจากปัจจัยหนุน การเมือง ภัยแล้ง อีเวนต์กีฬาโลก STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
VSF Global โชว์ ‘Top3’ วีซ่าปลายทางฮิตคนไทย อังกฤษ-ออสเตรเลีย-เยอรมัน
VFS Global เปิดกลยุทธ์ปี 2026 ชู ‘ข้อมูลปลอดภัย-บริการพรีเมี่ยม’ มัดใจนักเดินทางยุคใหม่ เผย UK-AUS-GER จุดหมายฮิตคนไทย พร้อมแจง 5 เรื่องต้องรู้ก่อนขอวีซ่า ปลายทางฮิตชัดเจน UK–AUS–GER ครอง Top 3 จุดหมายคนไทยยื่นวีซ่าสูงสุด บริการพรีเมียมตอบโจทย์ยุคใหม่ ยื่นวีซ่าถึงที่ เพิ่มศูนย์ในห้าง–โรงแรม ลดความยุ่งยาก ความปลอดภัยข้อมูลคือหัวใจ เข้ม Data Security ลบข้อมูลทันทีหลังจบกระบวนการ ไซมอน พีซีย์ (Simon Peachey) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคออสตราเลเซีย จีน VFS Global ผู้ให้บริการเอาท์ซอร์สและเทคโนโลยีแก่ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่า เปิดเผยว่าทิศทางตลาดการท่องเที่ยวในปี 2569 มีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ จากข้อมูลพบว่า กลุ่มประเทศ3 อันดับแรก (ท็อป 3) ที่คนไทยนิยมยื่นขอวีซ่ามากที่สุด คือ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี โดยในปีนี้ VFS Global และ RCIS พร้อมร่วมกับตัวแทนจากสถานทูตออสเตรีย เยอรมนี ฮังการี และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับคลื่นนักเดินทางชาวไทยในช่วงไฮซีซันที่กำลังจะมาถึง รวมถึงหน่วยงานรัฐบาล ยังให้ความสำคัญควบคู่ไปกับจำนวนนักท่องเที่ยว คือ ความกังวลเรื่องการพำนักเกินระยะเวลาที่กำหนด (Overstay) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาวีซ่าในอนาคต ไซมอน กล่าวว่า ในปีนี้ VFS Global ได้วางแผนยกระดับมาตรฐานการให้บริการผ่านนวัตกรรม โดยยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยที่กลับมาคึกคักเต็มตัว โดยนำกลยุทธ์ความปลอดภัยด้านข้อมูล (Data Security) และการขยายโซลูชันบริการระดับพรีเมียม ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่ผู้สมัครวีซ่าทั่วประเทศ ขณะที่ การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Data Security) คือ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานที่ VFS Global ยึดถือมาตลอด 25 ปี จากการลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบการเข้าถึงข้อมูลที่จำกัดเฉพาะส่วนที่จำเป็น และมีนโยบายการลบข้อมูลผู้สมัครทันทีหลังจากกระบวนการขอวีซ่าเสร็จสิ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ยื่นคำร้องในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ VFS Global ยังทำให้รูปแบบการยื่นวีซ่าให้เข้าถึงง่ายและพรีเมียมยิ่งขึ้น อาทิ บริการ Visa At Your Doorstep โดยพนักงานจะเดินทางไปรับคำร้องและเก็บข้อมูลชีวมิติถึงที่บ้านหรือออฟฟิศ บริการ Premium Lounge เน้นความสะดวกสบายแบบส่วนตัว การเพิ่มศูนย์ยื่นวีซ่าในทำเล Prime Location อาทิ ในโรงแรมหรูและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน และธัญญาพาร์ค ในรูปแบบรถตู้เคลื่อนที่ (Mobile Visa Application Centre) บริการ Prime Time สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่านอกเวลาทำการหรือวันเสาร์ บริการส่งพาสปอร์ตคืนทางไปรษณีย์เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการรับพาสสปอร์ตคืน ผู้บริหาร VFS Global เตือนว่า สิ่งสำคัญที่ผู้ขอวีซ่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ปัญหามิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อ VFS Global หรืออ้างว่าเป็นตัวแทนสถานทูตมักมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยทาง VFS Global ได้ใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารการตลาดเพื่อทำความเข้าใจกับสาธารณชนเกี่ยวกับ ‘ข้อเท็จจริง’ 5 ประการที่มักถูกเข้าใจผิด เพื่อป้องกันไม่ให้นักเดินทางตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงเสียทรัพย์สิน ไม่มีการการันตีผลวีซ่า: VFS Global มีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการรับเอกสารเท่านั้น อำนาจการตัดสินใจว่าจะ ‘ผ่าน’ หรือ ‘ไม่ผ่าน’ เป็นสิทธิ์ขาดของสถานทูตแต่เพียงผู้เดียว ความเร็วในการพิจารณา: การใช้บริการพรีเมียมเซอร์วิสช่วยเพิ่มความสะดวกในขั้นตอนการยื่น แต่ไม่ได้มีผลต่อความเร็วในการพิจารณาของสถานทูต การนัดหมายไม่มีค่าใช้จ่ายแอบอ้าง: คิวการนัดหมายถูกควบคุมโดยระบบและสถานทูต VFS Global ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายคิวผ่านบุคคลที่สาม ช่องทางการชำระเงิน: บริษัทฯ จะไม่มีการรับชำระเงินผ่านโซเชียลมีเดียเด็ดขาด การชำระเงินต้องทำผ่านเว็บไซต์ทางการหรือที่ศูนย์รับคำร้องโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่เอเจนซี่หางาน: VFS Global ไม่ได้ให้บริการเรื่องการย้ายถิ่นฐาน (Migration) หรือจัดหางานในต่างประเทศ หากมีการแอบอ้างในลักษณะนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ วางแผนล่วงหน้าก่อนขอวีซ่า ไซมอน ย้ำว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในกระบวนการขอวีซ่า นักเดินทางควรวางแผนขอวีซ่าลวงหน้าแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะวีซ่าเชงเกนที่สามารถยื่นได้ล่วงหน้าสูงสุดถึง 6 เดือน (180 วัน) การเตรียมตัวเร็วไม่เพียงแต่ช่วยลดความกดดันเรื่องระยะเวลา แต่ยังช่วยให้ผู้ยื่นคำร้องไม่หลงกลมิจฉาชีพที่มักใช้ความเร่งด่วนมาเป็นข้ออ้างในการเรียกรับเงิน “เป้าหมายในปี 2569 นี้ VFS Global คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักเดินทางไทยรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเตรียมตัว ซึ่งการได้รับความเชื่อมั่นจากสถานทูตทั่วโลกและความมั่นใจของผู้สมัครยังเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ซึ่งการออกมาให้ข้อมูลเรื่องมิจฉาชีพในครั้งนี้จึงเป็นหน้าที่ที่ VFS Global ต้องทำ เพื่อให้แน่ใจว่าความกังวลใจเรื่องขั้นตอนเอกสารจะไม่กลายเป็นอุปสรรคของการเดินทาง และทุกคนสามารถออกไปเปิดประสบการณ์ในต่างแดนได้อย่างที่ตั้งใจไว้” ปัจจุบัน VFS Global ดำเนินงานในระดับสากลมาตลอด 25 ปี ให้บริการข้อมูลวีซ่าแก่สถานทูตและพันธมิตรรัฐบาลทั่วโลก 67 แห่ง ครอบคลุมศูนย์รับคำร้องกว่า 3,300 แห่งใน 153 ประเทศ มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเพื่ออำนวยความสะดวกกว่า 17,300 คน สำหรับประเทศไทย VFS Global เริ่มเข้ามาให้บริการตั้งแต่ปี 2005 จนปัจจุบันขยายเครือข่ายศูนย์ยื่นวีซ่ากว่า 38 แห่ง ให้บริการสถานทูตและกงสุลรวม 26 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางไทยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ VFS Global เผยสถิติพบคนไทยนิยมยื่นขอวีซ่าไปสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และเยอรมนี มากที่สุด ปี 2569 นี้ครบรอบ 25 ปีให้บริการระดับสากล ส่งกลยุทธ์ความปลอดภัยด้านข้อมูล (Data Security) โดยมีการลบข้อมูลผู้สมัครทันทีหลังเสร็จสิ้นกระบวนการ พร้อมยกระดับบริการพรีเมียมด้วย ‘Visa At Your Doorstep’ รับคำร้องถึงบ้าน และเพิ่มจุดบริการในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เตือนภัยมิจฉาชีพแอบอ้างขายคิว ย้ำว่า VFS Global ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีผลต่อการตัดสินใจของสถานทูต แนะนำนักเดินทางวางแผนขอวีซ่าเชงเกนล่วงหน้าได้สูงสุด 6 เดือน เพื่อลดความผิดพลาดและเลี่ยงกลโกง
AssetWise x Smallroom ใช้ดนตรีเจาะเจนZ ย้ำแบรนด์ KAVE แคมปัส คอนโด
AssetWise x Smallroom ใช้ดนตรีเจาะเจนใหม่ ปั้นแบรนด์ KAVE ย้ำแคมปัส คอนโด โรดโชว์ทัวร์คอนเสิร์ต กลยุทธ์เชื่อมแบรนด์อสังหาฯ เข้าถึงไลฟ์สไตล์ Gen Z ดนตรีเชื่อมแบรนด์กับไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์จริงและความผูกพันระยะยาวกับ Gen Z เข้าใจ Insight นักศึกษา ทำเล ราคา และฟังก์ชันตอบโจทย์ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แบรนด์อยู่อาศัยไม่ขายแค่ห้อง แต่ขาย Community ประสบการณ์ และความทรงจำ พชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์ ใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านดนตรี (Music Marketing) ร่วมกับ ‘ค่ายเพลงสมอลล์รูม’ Smallroom ค่ายเพลงที่มี DNA และฐานแฟนคลับเป็นกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ สนับสนุนทัวร์คอนเสิร์ตประจำปี ‘Smallroom Music Camp Tour 2025’ ส่งมอบประสบการณ์ทางดนตรี ให้เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดย การสนับสนุนทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงพลังและช่วยเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดที่สุด ซึ่งความร่วมมือระหว่างแอสเซทไวส์ และ Smallroom ในครั้งนี้ ยังมุ่งสร้าง Brand Love และความผูกพันระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่กับแบรนด์ KAVE ในระยะยาว “ดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด” สำหรับ ‘Smallroom Music Camp Tour 2025’ เป็นทัวร์คอนเสิร์ตประจำปีที่นำกลุ่มศิลปินและกิจกรรมจากค่าย Smallroom เดินสายสร้างความสนุกไปยังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักศึกษา และจะจัดกิจกรรมความสนุกอีกอย่างต่อเนื่องในปีนี้ พชร กล่าวเสริม กลยุทธ์ดังกล่าว ยังสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตแอสเซทไวส์ ในตลาดแคมปัสคอนโดภายใต้แบรนด์ KAVE ปัจจุบันมีจำนวน 19 โครงการ ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้ความเข้าใจเชิงลึก(Insights) กลุ่มนักศึกษา ในอยู่อาศัยพร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ขณะที่จุดเด่น โครงการแคมปัสคอนโดแบรนด์ KAVE ประกอบด้วย ทำเลใกล้สถานศึกษา ราคาเข้าถึงง่าย เหมาะกับกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยแล้ว นอกจากนี้ โครงการยังการออกแบบทุกพื้นที่ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคน Gen Z ด้วยส่วนกลางขนาดใหญ่และหลากหลายฟังก์ชัน อาทิ โครงการเคฟ วันเดอร์แลนด์ (KAVE Wonderland) ห้อง E-sport, ห้องซ้อมดนตรี, ห้องไลฟ์สด, Creative Space, Co-working zone พื้นที่สำหรับทำงานและติวหนังสือ ไปจนถึงสแตนซ้อมเชียร์ พชร กล่าวว่า แคมปัสคอนโดแบรนด์ KAVE ได้การตอบรับดีจากทั้งกลุ่มนักศึกษาที่อยู่อาศัยจริง และกลุ่มนักลงทุนที่เน้นปล่อยเช่า โดยในหลายทำเลใกล้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างผลตอบแทน (Yield) ได้สูงถึง 8% ต่อปี* ตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำตลาด Campus Condo ของแบรนด์ KAVE ได้อย่างแข็งแกร่ง Alternate-X สรุปให้ AssetWise ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือการตลาดเจาะ Gen Z อย่างตรงจุด กลยุทธ์คอลแล็บส์ Smallroom สร้าง Brand Love ผ่านทัวร์คอนเสิร์ตในรั้วมหาวิทยาลัย ตอกย้ำภาพลักษณ์ KAVE ในฐานะแคมปัสคอนโดที่เข้าใจไลฟ์สไตล์นักศึกษา เชื่อมอสังหาฯ เข้ากับดนตรี ความทรงจำ และช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย เสริมความแข็งแกร่งแบรนด์ พร้อมดึงทั้งผู้อยู่อาศัยจริงและนักลงทุน
รักษาโรคอ้วนยั่งยืน ปรับวิถีชีวิต ผ่าตัดลดน้ำหนักทางเลือกผู้ป่วย BMI สูง
บำรุงราษฎร์ แนะควบคุมดูแลน้ำหนักเหมาะสมแต่ละคน สู่สุขภาพยั่งยืนระยะยาว แม้ ‘BMI’ จะปกติแต่อาจแฝงภัยเงียบนำไปสู่หลายโรคเรื้อรังไม่รู้ตัว โรคอ้วนไม่ใช่แค่รูปร่าง แม้ BMI ปกติ ก็อาจแฝงความเสี่ยงโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว การรักษาต้องเฉพาะบุคคล พฤติกรรม ยา การส่องกล้อง หรือผ่าตัด ต้องประเมินโดยแพทย์ เป้าหมายคือสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่ลดเร็ว แต่ลดอย่างปลอดภัยและไม่กลับมาอ้วนซ้ำ พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า แนวทาง ‘Weight Management’ การควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน โรคอ้วน ภัย(ไม่) เงียบ รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด ‘ภัยเงียบ’ หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งหลายชนิด สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจติดอ้วน วิกฤตจีดีพีไทย 5.6% ‘บำรุงราษฎร์’ แนะจัดการสุขภาพ พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นประกอบด้วย การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง การสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูง แม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ ‘การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม’ เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) ขณะที่ แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น ‘Health Resolution’ ที่สำคัญสำหรับปีใหม่ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน Alternate-X สรุปให้ ‘โรคอ้วน’ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก แต่เป็นภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายระบบ การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ โดยเฉพาะผู้ที่มีค่า BMI สูงหรือมีโรคร่วม ขณะที่ แนวทาง Weight Management ต้องดูแลแบบองค์รวม เฉพาะบุคคล และยั่งยืน รวมถึง ยา GLP-1RA การส่องกล้องเย็บกระเพาะ และการผ่าตัด เป็นทางเลือกทางการแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่แค่ผอม แต่คือสุขภาพดีระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เศรษฐกิจติดอ้วน วิกฤตจีดีพีไทย 5.6% ‘บำรุงราษฎร์’ แนะเร่งจัดการสุขภาพ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อมูล ‘ไทย’ กำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด!! แนะเร่งรับจัดการน้ำหนักก่อนนำไปสู่กลุ่มโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ขยายผลกระทบลามเศรษฐกิจ สุขภาพประชากรเสื่อมถอย อัตราอ้วนพุ่ง เปิดประตูโรคเรื้อรัง เพิ่มภาระระบบสาธารณสุข ต้นทุนเศรษฐกิจมหาศาล จากค่ารักษา–ประสิทธิภาพแรงงานลด สูญเสีย GDP ระยะยาว ต้องเร่งจัดการเชิงระบบ ควบคุมน้ำหนักแบบเฉพาะบุคคล ลดผลกระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง ดร.อาทิรัตน์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน พร้อมให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติต่างๆ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ครอบคลุมทางเลือกการรักษาหลากหลาย ตั้งแต่ การใช้ยา การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง รักษาโรคอ้วนยั่งยืน ปรับวิถีชีวิต ผ่าตัดลดน้ำหนักทางเลือกผู้ป่วย BMI สูง Alternate-X สรุปให้ ไทยกำลังก้าวสู่ ‘สังคมอ้วน’ เร็วกว่าที่คาด กระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ ด้วย คนไทยอ้วน–น้ำหนักเกินกว่า 42% เสี่ยงโรค NCDs เพิ่ม จากในปี 2562 ความสูญเสียจากโรคอ้วนคิดเป็น 1.5% ของ GDP หากไม่เร่งแก้ ปี 2060 อาจแตะ 5.6% ของ GDP ไทย ‘บำรุงราษฎร์’ ชี้ต้องจัดการน้ำหนักแบบครบวงจรและยั่งยืน
ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ควร? โรงอาหารประกันสังคม 12 ล้าน เขย่า 25 ล้านเสียงเลือกตั้ง
ไม่ผิดกฎหมาย แต่กระทบหัวใจแรงงาน โรงอาหาร 12 ล้าน’ประกันสังคม’ ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน ใช้เงินจากคนทำงานผิดวัตถุประสงค์? คำถามใหญ่เขย่าผลเลือกตั้ง!! ความถูกต้องทางกฎหมาย vs ความชอบธรรมทางสังคม โครงการผ่านระเบียบและการตรวจสอบ แต่ไม่ตอบโจทย์ความรู้สึกของผู้ประกันตน โครงสร้างการบริหารกองทุน ผู้จ่ายเงินจำนวนมากที่สุด กลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดทิศทางเงิน ผลกระทบทางการเมือง แรงงานกว่า 25 ล้านคน อาจกลายเป็นกลุ่มเปลี่ยนเกมเลือกตั้ง หากประเด็นนี้ถูกขยายผล ปมร้อนสำนักงานประกันสังคมใช้เงินกองทุนประกันสังคมกว่า 12 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและจัดสร้างโรงอาหารภายในอาคารกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้นอกการตั้งคำถามเรื่องเป็น Conflict of Interest หรือไม่นั้น? และอาจกำลังกลายเป็นประเด็นพลิกการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน หากมองในแง่การใช้งบประมาณภาครัฐ 12 ล้านมันอาจดูไม่ได้เยอะมากหากเทียบกับตัวเลขงบประมาณระดับพันล้านหมื่นล้านบาท แต่เมื่อรายละเอียดของเรื่องนี้ถูกเปิดเผย คำถามที่ตามมากลับไม่ใช่เพียงว่า “ถูกระเบียบหรือไม่” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกและกว้างกว่านั้น คือการใช้เงินกองทุนของผู้ประกันตนไปลงทุนในพื้นที่ของหน่วยราชการอื่น เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบประกันสังคมไทยอย่างไร ไม่นานหลังมีการเปิดประเด็น ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นการใช้เงินกองทุนประกันสังคมจริง โดยผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคม ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความผิดทางกฎหมายหรือการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการนี้ การที่บอกว่า โครงการสร้างโรงอาคารผ่าน สตง.แล้วนั้น มันเปรียบเสมือนการรับรองในเชิงกฎหมายว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เงิน “ผิดวัตถุประสงค์” อย่างใด แต่ถึงกระนั้น ในเชิงกระบวนการทางราชการ คำชี้แจงดังกล่าวอาจถือว่าเพียงพอ แต่ในเชิงความรู้สึกของผู้ประกันตนจำนวนมาก คำถามกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น ไม่ผิดกม. แต่ไม่เหมาะสม หากพิจารณาตามนิยามทางกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด การใช้เงินกองทุนประกันสังคมสร้างโรงอาหารในอาคารกระทรวงแรงงาน อาจยังไม่เข้าองค์ประกอบของ “conflict of interest” ในความหมายของการเอื้อประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีบุคคลใดได้รับผลประโยชน์เฉพาะตน อย่างไรก็ตาม ในมุมของธรรมาภิบาลภาครัฐและการบริหารกองทุนสาธารณะ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนลักษณะของ “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน” (institutional conflict of interest) ด้วยเพราะเงินกองทุนประกันสังคม เป็นเงินที่มาจากการสมทบของลูกจ้างเอกชน นายจ้าง และรัฐ ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลแรงงานเอกชนในยามเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ และชราภาพ ไม่ใช่เงินงบประมาณแผ่นดินทั่วไป แต่เมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้สร้างหรือปรับปรุงทรัพย์สินถาวรในพื้นที่ของกระทรวงเอง ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคมเอง คำถามที่ต้องตามมาคือ “ใครได้ประโยชน์เป็นลำดับแรก” จึงเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีคำอธิบายว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานก็เป็นผู้ประกันตนเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง สถานะของข้าราชการกับแรงงานเอกชนทั่วไปย่อมแตกต่างกัน ทั้งในด้านความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงสวัสดิการ และอำนาจต่อรองในระบบ สำนักงานประกันสังคมชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2561 พื้นที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีข้อจำกัดด้านสถานที่ มีความแออัด และไม่เอื้อต่อการจัดทำโรงอาหาร ขณะเดียวกัน ระบบเดลิเวอรีอาหารยังไม่แพร่หลาย การเดินทางออกไปหาซื้ออาหารในบริเวณใกล้เคียงไม่สะดวก จึงเห็นว่าการขอใช้พื้นที่ในกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการติดต่อราชการ จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนที่มาใช้บริการได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าว แม้จะฟังขึ้นในเชิงการบริหารงานประจำวัน แต่คำถามที่ยังคงอยู่ คือ การอำนวยความสะดวกในลักษณะนี้ เป็น “ภารกิจจำเป็น” ของกองทุนประกันสังคมในระดับที่ต้องลงทุนถึง 12 ล้านบาทหรือไม่?!?โดยเฉพาะเมื่อเงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินสะสมระยะยาวของผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เงินบริหารหน่วยงานทั่วไป!!! เสี่ยงเจ๊งใน 30 ปี? ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักเห็นข่าวประมาณว่า ประกันสังคมเสี่ยงที่จะเจ๊งภายใน 30 ปี หากไม่รีบสังคายนาปรับโครงสร้าง ไม่เพียงแค่เรื่องโรงอาหาร 12 ล้าน กรณีการใช้เงินของสำนักงานประกันสังคมในหลายเคส คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมเริ่มหันกลับไปตั้งคำถามต่อโครงสร้างการบริหารกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ และพบความย้อนแย้งที่ดำรงอยู่มานาน นั่นคือ เงินประกันสังคม ซึ่งล้วนมาจากเงินของคนที่ทำงานเอกชนแต่กลับถูกบริหารโดยมายเซ็ตแบบระบบราชการ ขณะที่เงินบำนาญของข้าราชการกลับถูกบริหารโดยมืออาชีพจากภาคเอกชนผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากกว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีโครงสร้างการบริหารที่แยกออกจากระบบราชการโดยตรง เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาบริหาร มีการเปิดเผยผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และให้สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในทางกลับกัน กองทุนประกันสังคม ซึ่งมีขนาดกองทุนใหญ่กว่า และมีสมาชิกมากกว่า กลับยังคงถูกบริหารภายใต้กรอบคิดแบบราชการเป็นหลัก การตัดสินใจสำคัญจำนวนมากถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมอย่างจำกัด ผลลัพธ์คือ ผู้จ่ายเงินจำนวนมากที่สุด กลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดทิศทางของเงินตัวเอง 25 ล้านคน พลิกผลเลือกตั้ง? ช่วงนี้ที่ประเทศกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประเด็นปากท้องและสวัสดิการแรงงานจึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และกรณีประกันสังคมอาจกลายเป็นหนึ่งใน “ตัวแปรทางการเมือง” ที่หลายพรรคไม่อาจมองข้าม ข้อเสนอเรื่องการนำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ หรืออย่างน้อยการปรับโครงสร้างให้มีความเป็นอิสระและเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมมากขึ้น สิ่งที่เราจะได้เห็นนับจากนี้คือประเด็นปฏิรูปประกันสังคมจะถูกหยิบยกไปพูดบนเวทีดีเบตอย่างจริงจังแน่นอน เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ชุด รัฐมนตรีจะสับเปลี่ยนกี่คน เงินกองทุนประกันสังคมยังคงเป็นเงินก้อนมหาศาลที่แรงงานเอกชนต้องฝากอนาคตไว้กับระบบที่พวกเขาแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และกรณีโรงอาหาร 12 ล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงงบประมาณ หากแต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามทางการเมืองว่า ใครเป็นเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคมกันแน่ และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจแทนแรงงานทั้งประเทศ?!? “25 กว่าล้านคน” คือตัวเลขของจำนวนผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมขณะนี้ ดังนั้นแรงงานเอกชนกว่า 25 ล้านคน คือกลุ่มประชากรที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลับแทบไม่เคยถูกมองว่าเป็น “กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง” อย่างจริงจัง ท้ายที่สุดแล้ว คำถามของสังคมอาจไม่ใช่ว่า การนำเงินประกันสังคมไปสร้าง “โรงอาหาร” นั้นถูกระเบียบหรือไม่ เพราะคำตอบในเชิงเอกสารอาจชัดเจนไปแล้ว แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ในวันที่ผู้ประกันตนยังต้องต่อคิวยาวเพื่อรับการรักษา ในวันที่เงินชราภาพยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ และในวันที่แรงงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าสิทธิของตนไม่สอดคล้องกับเงินที่จ่ายไปทุกเดือน เงินกองทุนประกันสังคมควรถูกใช้เพื่ออะไรเป็นลำดับแรก ระหว่างการสร้างโรงอาหาร กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง Alternate-X สรุปให้ ปมร้อนประกันสังคมใช้งบ 12 ล้านบาทสร้างโรงอาหาร แม้ถูกกฎหมายแต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม ด้วยเงินกองทุนมาจากผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคน จึงถูกจับตาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน” แม้ผ่านการอนุมัติและตรวจสอบจาก สตง. แต่ความรู้สึกของแรงงานยังไม่คลี่คลาย จากประเด็นสะท้อนปัญหาโครงสร้างการบริหารกองทุนที่ผู้จ่ายเงินมีอำนาจน้อย อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเมืองและผลการเลือกตั้งในอนาคต STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
กระแสแบรนด์ไทยแฟชั่น–บิวตี้ โตแรงบนลาซาด้า หนุน LazMall ยอดพุ่ง 51%
ลาซาด้า โชว์อินไซต์กระแส ‘คนไทย’ วัย30ปีอัป เลือกแบรนด์ไทย แฟชั่น-เครื่องสำอาง ครองใจสายช้อปอีคอมเมิร์ซ ดันแคมเปญ 12.12 บน LazMall โตสูง51% Quality Shopping ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ เรื่องราวแบรนด์ และประสบการณ์ มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว อินไซต์คนไทย + ดีไซน์ แบรนด์ไทยเข้าใจไลฟ์สไตล์คนไทย ออกแบบสินค้าโดนใจ และสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมาย แพลตฟอร์มพรีเมียม LazMall สร้างความเชื่อมั่นด้วยของแท้ ระบบโลจิสติกส์ และ AI ช่วยแนะนำสินค้าแม่นยำ สภาพเศรษฐกิจที่ยังผันผวนยังมีผลต่อบรรยากาศการซื้อสินค้า สะท้อนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความเป็นเหตุเป็นผล มีการเทียบแล้วเทียบอีกระหว่างแบรนด์ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าใด ๆ โดยเฉพาะในช่องขายอีคอมเมิร์ซ ที่ตอนนี้มีปรากฎการณ์สินค้าแบรนด์ไทยในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและบิวตี้ ที่กลายเป็นหมวดดาวเด่นบนแพลตฟอร์มลาซาด้า ด้วยยอดขาย อัตราการซื้อซ้ำ และความภักดีต่อแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ยุค ‘Quality Shopping’ ด้วยราคาอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการตัดสินใจ แต่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ขณะที่แบรนด์ไทย สามารถออกแบบสินค้าและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตคนไทยได้ด้วยเรื่องราวของแบรนด์ และความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของตนเอง ผู้บริโภคเชื่อมั่นแบรนด์ไทยมากขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่นิยมสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน กลุ่มกำลังซื้อสูงหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลัก เนื่องจากเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าและประสบการณ์การช้อปปิงที่ได้รับ สอดคล้องกับข้อมูลจาก ‘ลาซาด้า’ พบว่าในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมา ยอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนว่า อีคอมเมิร์ซ กลายเป็น ‘หน้าร้านหลัก’ ของแบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว จากช่องทางขายสู่แพลตฟอร์มสร้างแบรนด์ ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ยังทำให้อีคอมเมิร์ซ เปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่จำหน่ายสินค้า ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและบิวตี้ที่ต้องอาศัยการสื่อสารรวดเร็ว เข้าใจเทรนด์ และเข้าถึงอินไซต์ผู้บริโภคอย่างแม่นยำ แนวโน้มดังกล่าว ลาซาด้า วางตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์มพื้นที่สำหรับแบรนด์ไทย ด้วยเครื่องมือการตลาดครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การทำแคมเปญเชิงข้อมูล (Data-driven Campaign) ไปจนถึงการวัดผลที่ช่วยให้แบรนด์พัฒนาประสบการณ์ช้อปปิงได้อย่างต่อเนื่อง “ข้อมูลจากเมกะแคมเปญล่าสุด ระบุว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์ม ส่วนใหญ่เป็น แบรนด์ไทย ที่มีจุดแข็งร่วมกันคือ ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และ ความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคไทยอย่างลึกซึ้ง สร้างดีมานด์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยประสบความสำเร็จในโลกอีคอมเมิร์ซ คือการสร้างความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงด้านต่าง ๆ อย่าง การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ สินค้าลิมิเต็ด การทำคอลแลบพิเศษ เพื่อสร้างทั้งความรู้สึกพิเศษ (Exclusivity) และแรงกระตุ้นในการตัดสินใจซื้อ (Urgency) ตัวอย่างแบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างโดดเด่นบนลาซาด้า ได้แก่ Endless Holiday แบรนด์แฟชั่นที่สร้างเอกลักษณ์ผ่านลวดลายและสีสันสดใหม่ รักษาฐานลูกค้าประจำได้แข็งแรง และต่อยอดด้วยการร่วมมือกับ Disney สร้างยอดขายกว่า 170 ล้านบาทในปี 2568 โดยกว่า 95% มาจากลาซาด้า Rally Movement แบรนด์แฟชั่นที่ประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์เปิดตัวสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้า จนเกิดปรากฏการณ์ Sold Out และสร้าง It-Bag ที่ครองใจนักช้อป YVIS แบรนด์เครื่องประดับที่ผสานดีไซน์พรีเมียมกับราคาจับต้องได้ ออกคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมคอลแลบกับแฟชั่นไอคอน เพื่อครองพื้นที่ Top of Mind ของผู้บริโภค แพลตฟอร์มพรีเมียม ปัจจัยเร่งโตยาว โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่แบรนด์ไทยเลือกเติบโตบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซพรีเมียม คื อการเข้าถึงกลุ่มนักช้อปที่มีความตั้งใจซื้อสูง (High-intent shoppers) ซึ่งให้ความสำคัญกับของแท้ คุณภาพ และประสบการณ์ที่เชื่อถือได้ ขณะที่ ลาซาด้า ได้สร้างความแตกต่างผ่านระบบนิเวศที่ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ ผ่านการรับประกัน 4 ด้าน บน LazMall คือ ของแท้–ส่งไว–คืนง่าย–สต็อกพร้อม นอกจากนี้ ยังมีระบบ AI Lazzie ที่ช่วยแนะนำสินค้าได้ตรงความต้องการ ไปจนถึงโปรแกรมสมาชิกที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เพื่อเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ร่วมผลักดันแบรนด์ไทยให้เติบโตในระยะยาว ท่ามกลางตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Alternate-X สรุปให้ กระแส ‘แบรนด์ไทย’ แฟชั่น–บิวตี้ โตสวนเศรษฐกิจผันผวน บนแพลตฟอร์มลาซาด้า พบอินไซต์ผู้บริโภควัย 30 ปีขึ้นไป หันเลือกแบรนด์ไทยมากขึ้น เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ขณะที่แคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย LazMall โต 51% ตอกย้ำอีคอมเมิร์ซคือหน้าร้านหลัก ส่วนแบรนด์ไทยชนะด้วยดีไซน์ อินไซต์คนไทย และกลยุทธ์ลิมิเต็ด–คอลแลบ ลาซาด้าบทบาทเกินแพลตฟอร์มขาย สู่โครงสร้างสร้างแบรนด์ระยะยาว
ปริศนา ‘Lifestyle Inflation’ รายได้เพิ่มแต่รายจ่ายยังสูง กับดักคนทำงาน
เจาะลึกความลับ Lifestyle Inflation ทำไมเงินเดือนเพิ่มแต่เงินไม่เหลือเก็บ? พร้อมวิธีแก้กับดักการเงินคนรุ่นใหม่ สร้างความมั่งคั่งด้วยการชนะใจตัวเอง คนวัยทำงาน เมื่อเริ่มทำงานใหม่ ๆ เงินเดือนสตาร์ทในระดับมาตรฐาน สิ่งที่เป็นชาเลนจ์ คือ การลิ้มลองรสชาติของความเป็นผู้ใหญ่ ที่ต้องรับผิดชอบการใช้ชีวิตตัวเองกับ ‘สารพัดค่าใช้จ่าย’ ที่ตามมาทวงถามในทุกสิ้นเดือน ในช่วงเงินเดือนออก วงจรนี้ อาจเกิดขึ้นหมุนเวียนกับใครหลายคน จนเคยตั้งคำถามเหมือน ๆ กันว่า “เงินเดือนออกแล้ว…ทำไมยังไม่สิ้นเดือนก็แทบไม่เหลือ?” เพนพอยต์นี้ อาจทำให้คนทำงานบางคนตัดสินใจเปลี่ยนงานประจำใหม่ โดยมีหนึ่งในปัจจัยหลัก เพื่อหวังผลรายได้ประจำจากเงินเดือนที่อาจจะเพิ่มขึ้น 10-30% ตามสูตรการเปลี่ยนงานใหม่ แต่แล้ว เหตุการณ์แบบเดิม ก็กลับเข้าสู่ลูปเดิม ๆ ที่มาพร้อมกับคำถามเดิม เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นแล้ว แต่ทำไมสิ้นเดือนทีไรเงินหายไปไหน ไม่มีเงินเหลือเก็บ…..อีกแล้ววววว เหตุการณ์นี้เสมือนเป็นความย้อนแย้ง Paradox ในการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นเรื่องของ ‘Lifestyle Inflation’ ทฤษฎีที่ว่าด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่มีผลกระทบกับเงินในกระเป๋า ด้วยหากลองแกะค่าใช้จ่ายหลัก ๆ สมมุติบทบาท (POV) การเป็นคนทำงานหนึ่งคน ที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในเมือง หรือ แหล่งงาน ไม่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว แน่นอนว่าจะต้องเจอรายจ่ายประจำ (Fixed Cost) อย่าง ค่าเดินทาง ค่าเช่าห้อง ค่าใช้ชีวิต และค่าใช้จ่ายยิบย่อย ทำให้รายได้ในช่วงเริ่มต้นของวัยทำงานแทบไม่พอใช้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตการทำงานเติบโตขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น มีตำแหน่งสูงขึ้น หลายคนกลับพบความจริงที่น่าประหลาดใจว่า “รายได้มากขึ้น แต่เงินก็ยังไม่พอเหมือนเดิม” บริบทนี้ อาจฟังดูย้อนแย้ง ด้วยในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์ที่คนวัยทำงานกำลังเติบโต ละต้องเผชิญ คือ ‘รายได้โต แต่ฐานะไม่โตตาม’ ‘Inflation’ คืออะไร ทำไมเงินถึงหายไป? Inflation (เงินเฟ้อ) คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ กำลังซื้อของเงินลดลง เช่น เงิน 100 บาทในวันนี้ ซื้อของได้น้อยกว่าสมัยก่อน แม้ตัวเลขเงินจะเท่าเดิม เงินเฟ้อ 2-3% ต่อปี ขณะที่ปรากฎการณ์เงินเฟ้อ ถือเป็น ‘นอร์ม’ ความปกติของโลกทุนนิยมมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับไทย มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยระยะยาวอยู่ราว 2–3% ต่อปี และบางช่วงพุ่งสูงจากวิกฤตน้ำมัน วิกฤตต้มยำกุ้ง และโควิด-19 แม้บางปีเงินเฟ้อต่ำ แต่ ‘ราคาสินค้าหลัก’ ไม่ได้ลดกลับลงมาเท่าเดิม จากปัจจัยเหล่านี้ อาจเป็นคำตอบบางส่วนว่า ต่อให้เงินเดือน ‘ไม่ลด’ แต่ถ้าโตช้ากว่าเงินเฟ้อ ชีวิตจริงก็จนลงเงียบ ๆ เช่นกัน ‘Lifestyle Inflation’ เกิดจากอะไรบ้าง ตัดภาพมาที่รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีผลกับเงินเฟ้อ ‘Lifestyle Inflation’ คือ พฤติกรรมที่เมื่อรายได้เพิ่ม ทำให้มาตรฐานการใช้ชีวิตเพิ่มตามมาด้วยค่าใช้จ่ายพุ่งเกิน และสุดท้ายวนลูปการเงินไม่เหลือเหมือนเดิม ยกตัวอย่างชีวิตจริง เงินเดือนเริ่มต้น รายได้ 18,000–20,000 บาท ค่าใช้จ่ายหลักมักหนีไม่พ้น ค่าเช่าห้อง / ผ่อนที่พัก (คอนโด/บ้าน) ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ / อินเทอร์เน็ต หนี้การศึกษา / บัตรเครดิต เงินออม (ซึ่งมักเป็นส่วนที่ถูกตัดก่อน) ปริศนาการเงินที่เพิ่มขึ้น…แต่เงินหายไปไหน โดยชีวิตการทำงานพ้นช่วง 3–5 ปีไปแล้ว มีการเปลี่ยนงาน เงินเดือนอาจปรับเพิ่มขึ้น 20–30% (ตามสูตรการเปลี่ยนงาน) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ เรามักอัปเลเวลการใช้ชีวิต ตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นด้วย อาทิ เปลี่ยนมือถือรุ่นใหม่ รถใหม่ / ผ่อนรถ บ้านหรือคอนโดที่ใหญ่ขึ้น ร้านอาหารดีขึ้น/ สายฮอป คาเฟ่ บ่อยขึ้น วางแผนทริปเดินทาง/ท่องเที่ยวแพงขึ้น จุดนี้เรียกว่า เป็นโมเดลจ่ายยชำระรายเดือน (Subscription) เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว!! สุดท้าย เงินที่ ‘เพิ่ม’ ไม่ได้หายไปไหน แต่มัน ถูกใช้ไปกับไลฟ์สไตล์ที่ขยับสูงขึ้นทุกระดับ ปลดล็อกกับดักไลฟ์สไตล์ เมื่อรู้ที่มาปริศนากับดักการเงินไม่เหลือเก็บที่หายไปแล้ว ในตอนนี้ยังไหวตัวทัน เพื่อสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวในอนาคต ด้วยลองวิธี ดังนี้ 1.แยก ‘รายได้เพิ่ม’ ออกจาก ‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’ ด้วยกฎพื้นฐาน คือ รายได้เพิ่ม ไม่จำเป็น ต้องใช้เพิ่มทั้งหมด แนวคิดที่ใช้ได้จริง รายได้เพิ่ม 10% แบ่งออกไปเพิ่มเงินออมก่อน 5–7% แล้วใช้เพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง 2.จดบัญชี ช่วยได้แค่ไหน? การจดบัญชีไม่ได้ทำให้รวยทันที แต่ช่วยให้ เรารู้ว่า ‘เงินรั่ว’ ตรงไหน มีงานวิจัยด้านพฤติกรรมการเงินพบว่า คนที่ติดตามค่าใช้จ่าย มีอัตราออมสูงกว่าคนไม่ติดตามแค่ “เห็นตัวเลขจริง” ก็ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ 3.ใช้ AI เป็นผู้ช่วยการเงินยุคใหม่ คนทำงานรุ่นใหม่สามารถใช้ AI เช่น สรุปรายจ่ายอัตโนมัติจาก Statement วิเคราะห์พฤติกรรมใช้เงินรายเดือน ตั้ง Alert เตือนค่าใช้จ่ายเกินงบ จำลองแผนเกษียณ / แผนลงทุนเบื้องต้น แน่นอนว่า AI ไม่ได้ทำให้รวยแทนเรา แต่ช่วยให้ ตัดสินใจดีขึ้นและเร็วขึ้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แจกทริกบริหารเงิน หาได้เท่าไรไม่สำคัญเท่า’ใช้อย่างไร’ 4. FOMO คือผู้ร้ายจริงไหม? FOMO (Fear of Missing Out) คือ ความกลัวตกเทรนด์อาจเห็นได้หมู่มากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มักแบ่งปันช่วงเวลาการใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดีย และอาจมีความกังวลลึก ๆ ว่า ‘กลัวไม่เหมือนคนอื่น’ ‘กลัวพลาดประสบการณ์’ ‘กลัวดูไม่ประสบความสำเร็จ’ จากภาพรวมที่เห็น โซเชียลมีเดียทำให้ชีวิตคนอื่นดูดีตลอดเวลา แต่ไม่โชว์บิลบัตรเครดิต เรามาดูวิธีรับมือ ‘FOMO’ แยก ‘ความต้องการ’ ออกจาก ‘แรงกดดันทางสังคม’ ตั้งงบความสุข (Fun Budget) ชัดเจน เตือนตัวเองว่า ภาพในโซเชียล อาจตรงข้าม ความจริงทางการเงิน สุดท้าย ‘Lifestyle Inflation’ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การปล่อยให้มันเกิดโดยไม่รู้ตัว คือความเสี่ยงระยะยาว โดยแนวคิดน่าสนใจ คือ ความมั่งคั่งไม่ได้วัดจากรายได้แต่วัดจาก ‘สิ่งที่คุณเก็บไว้ได้’ ด้วย รายได้เพิ่มคือโอกาส แต่ถ้าไม่บริหารให้ดี อาจจะกลายเป็นเพียง ‘ชีวิตที่ดูดีขึ้น แต่ฐานะไม่ขยับ’ หากรู้ทันไลฟ์สไตล์ อินเฟลชั่นวันนี้ จะเป็นการป้องกันปัญหาการเงินในอีก 10–20 ปีข้างหน้า Alternate-X สรุปให้ Lifestyle Inflation คือภาวะที่รายได้เพิ่มขึ้นแต่มาตรฐานการใช้ชีวิตและรายจ่ายกลับสูงตามจนไม่มีเงินเก็บ สาเหตุเกิดจากพฤติกรรม ‘อัปเลเวล’ ชีวิตตามเงินเดือน เช่น เปลี่ยนมือถือใหม่ กินหรู เที่ยวแพง หรือผ่อนสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ การใช้ชีวิตภายใต้แรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย (FOMO) เป็นตัวเร่งให้คนรุ่นใหม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อภาพลักษณ์ วิธีแก้คือต้องแยก ‘รายได้ที่เพิ่ม’ ออกจาก ‘ค่าใช้จ่าย’ โดยเน้นการออมก่อนใช้ และจดบันทึกรายจ่ายเพื่ออุดรูรั่วทางการเงิน ขณะที่ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดจากรายได้ที่หาได้ แต่คือจำนวนเงินที่สามารถรักษาและเก็บออมไว้ได้เพื่ออนาคต STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘แสนสิริ’ มองไกล 5 ปี ลดพึ่งพาอสังหาฯ สร้างรายได้ทางเลือกเพิ่ม 25%
แผนบริหารเสี่ยงอสังหาฯขาลง ‘แสนสิริ’ ปี2569 ตั้งกองทุน-หน่วยธุรกิจใหม่สร้างรายได้เพิ่ม-มองรับพันธมิตร JV ตุนซื้อที่ดินรอพัฒนาโครงการต่อในอนาคต ตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจใหม่ ลดความเสี่ยงรายได้ ขยาย JV กับพันธมิตร เสริมสภาพคล่อง–ลดภาระเงินลงทุน บริหารแบ็กล็อกกว่า 2 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ต่อเนื่องถึงปี 2027 อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า หนึ่งในความเคลื่อนใหญ่ของแสนสริในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ แสนสิริ ยังมองหาโอกาสขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรรายใหม่ๆ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันในอนาคต อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญบริหารความเสี่ยงเงินลงทุน โดยเฉพาะในตลาดอสังหาฯที่มีความผันผวนสูง จากปัจจุบัน บริษัทมี 4 พันธมิตรร่วมทุน คือ กลุ่มบริษัทบีทีเอส กลุ่มเอ็กซ์สปริง แอสเสท แมเนจเม้นต์ กลุ่มโตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) กลุ่มมิตซุย (Mitsui Fudosan) โดยในปี2569 แสนสิริ จะมุ่งพัฒนาโครงการอสังหาฯ2 กลุ่ม (Segment) หลัก คือ ระดับกลางและระดับบน (Medium-Premium) แบ่งสัดส่วนเป็นคอนโดและบ้านแนวราบ 50:50 ในตลาดกรุงเทพฯ 85% ต่างจังหวัด 15% พร้อมโฟกัสจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ภูเก็ต 6 โครงการ จากทั้งหมด 8 โครงการต่างจังหวัด แผนดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มผู้ซื้อจริง (Real Demand) ทั้งอยู่อาศัยและนักลงทุน พร้อมวางแผนเปิดตัว 19 โครงการมูลค่าราว 51,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการร่วมทุนพันธมิตร ดังนี้ กลุ่มบีทีเอส จำนวน 1 โครงการมูลค่า 4,400 ล้านบาท กลุ่มเอ็กซ์สปริงฯ จำนวน 7 โครงการมูลค่า 11,000 ล้านบาท กลุ่มโตคิวฯ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท กลุ่มมิตซุยฯ จำนวน 5 โครงการ มูลค่า 20,800 ล้านบาท ตลาดกลับสู่สมดุลใหม่ อุทัย กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปีนี้ ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจผันผวนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ด้วยเข้มงวดการให้สินเชื่ออยู่อาศัยและสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Project Finance) ของสถาบันการเงิน “ในปีนี้จะคอนโซลิเดทคัดกรองผู้เล่นที่มีศักยภาพในตลาดจริง แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาลง ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการลดลง และกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้น” โดยนับจากปีนี้ไป อุตสาหกรรมตลาดอสังหาฯ กำลังกลับสู่ ‘จุดสมดุลใหม่’ จากผู้ประกอบการรายเล็กทยอยหายไป รวมถึงซัพพลายใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากหลังช่วงโควิดที่ซัพพลายล้นตลาด ขณะเดียวกัน จากกระแส ‘Thailand Effect’ ของชาวต่างชาติ และมีแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานและการมองไทยเป็นเซฟ เฮเว่น (Safe Haven) ทำให้ตลาดอสังหาฯยังมีตลาดลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่ม CLMV จากเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจีน จะลดสัดส่วนเหลือ 56% จากเดิม 67% มองไกล 5 ปี ธุรกิจใหม่เติมรายได้ 25% ด้าน ‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทวางแผนจัดตั้งหน่วยงานธุรกิจใหม่ (New Business Unit) เพื่อสร้างรายได้ทางเลือก และกระจายพอร์ตไม่พึ่งพาการขายบ้าน–คอนโดเพียงอย่างเดียวในอนาคต วางเป้าหมายใน 5 ปี รายได้จากธุรกิจใหม่จะคิดเป็นราว 25% ของรายได้รวมบริษัท รองรับธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ ในภาพรวมตลาดที่อยู่ในภาวะชะลอตัว “ก่อนหน้านี้ แสนสิริเปิดตัวธุรกิจบริการรับสร้างบ้าน ต้นแบบ Crafted by Sansiri มีผลดำเนินการราว 250 ล้านบาท วางเป้าหมายเติบโตเพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท ในปีนี้” ขณะเดียวกัน แสนสิริ ยังให้ความสำคัญการบริหารจัดการแบ็กล็อก (Backlog) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องในปีถัดๆไป ปัจจุบันมีแบ็กล็อกที่เตรียมรับรู้รายได้รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนและรับรู้ยาวไปถึงปี 2027 โดยสัดส่วนรายได้มาจาก แบ็กล็อกเดิม 30% การขายใหม่ 70% “เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่บริษัทมั่นใจจากการเลือกเปิดโครงการถูกที่ ถูกจังหวะ ในกลุ่มตลาดที่เหมาะสม พร้อมเปิดรับพันธมิตรร่วมทุนรายใหม่เพิ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญกระจายความเสี่ยงและเสริมสภาพคล่องในระยะยาว” สำหรับปีนี้ บริษัทมีรายได้หลักมาจากยอดโอนต่อเนื่องจากการทำตลาดโครงการในปีที่ผ่านมา และจากแบ็คล็อก (Baglock) สัดส่วนราว 30% และจากยอดขายใหม่ 70% พร้อมวางเป้าหมายยอดขาย 48,000 ล้านบาท โดยมียอดโอน 39,000 ล้านบาท พร้อมวางงบลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ เพื่อรอเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตต่อเนื่อง ขณะที่ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมียอดขาย 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท ปิดการขาย(Sold Out) 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท มีกำไร 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) พร้อมจ่ายเงินปันผลอสม่ำเสมอ มี Dividend Yield 10%) จากจำนวนสินทรัพย์ทั้งหมด 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ ในปีนี้ แสนสิริมีหุ้นกู้ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยวางแผนออกใหม่ประมาณ 11,000–12,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่าทุกโครงการมี Project Financing รองรับ 100% และยังมีความสามารถดำเนินธุรกิจได้แม้ไม่ออกหุ้นกู้เพิ่ม Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ แผน 5 ปี ดันรายได้ธุรกิจใหม่แตะ 25% ลดพึ่งอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว เตรียมตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจศักยภาพสูงนอกภาคอสังหาฯ เดินหน้าตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ (New BU) กระจายความเสี่ยงรายได้ระยะยาว เปิดตัวไตรมาสแรกของปีนี้ ใช้กลยุทธ์ JV กับพันธมิตรไทย–ต่างชาติ บริหารเงินลงทุนในตลาดผันผวน มองตลาดอสังหาฯ เข้าสู่ ‘สมดุลใหม่’ จากซัพพลายลด–ดีมานด์แท้เริ่มฟื้น
กลุ่มดุสิตฯ มูฟแรกในมือ ‘ชนินทร์’ ปี69 คุมเกมระวังโครงการเดิมย้ำบราวน์ฟิลด์
มูฟเมนต์แรกของกลุ่มดุสิตธานีหลังการเปลี่ยนผ่านผู้นำ ไม่ใช่การเร่งขยายแบบเดิม แต่คือการตั้งหลักใหม่ เดินเกมอย่างระมัดระวัง ด้วยยุทธศาสตร์เน้น Brownfield และ Conversion เพื่อคุมคุณภาพโครงการ ลดความเสี่ยงต้นทุนสูง และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมโรงแรมโลก
ProPak Asia 2026 รับอุตฯ อาหารโต ดันไทย-อาเซียนฐานผลิตปลอดภัย
อุตสาหกรรมอาหารปี 2569 อาเซียนถูกจับตาในฐานะ Safety Zone ฐานผลิตอาหารโลก ท่ามกลางความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ในปีนี้งาน ProPak Asia 2026 ขยายพื้นที่กว่า 20% สะท้อนดีมานด์การลงทุนและเทคโนโลยีแปรรูปอาหารที่เติบโตแรงในภูมิภาคนี้
คริปโต ลุ้นขาขึ้นต้นปี รับกฎหมาย CLARITY Act คาดบิตคอยน์แตะ แสนดอลลาร์ฯ
Bitget เปิดปัจจัยดันตลาดคริปโทขาขึ้นในปีนี้ หลังสหรัฐฯออกกฎหมาย CLARITY Act สร้างความชัดเจนแบ่งหน้าที่กำกับดูแลคาดช่วยดึงเม็ดเงินสถาบันกลับมาเป็นบวกในรอบสามเดือน กฎหมายชัดเจน CLARITY Act แยกอำนาจกำกับ SEC–CFTC ลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย เพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนสถาบันกลับเข้าตลาด ความเชื่อมั่นฟื้นตัว Fear & Greed Index ฟื้นเหนือระดับ 40 สูงสุดในรอบหลายเดือน สะท้อนมุมมองบวกต่อแนวโน้มตลาดคริปโท โครงสร้างตลาดเปลี่ยน คริปโทหลอมรวมกับการเงินดั้งเดิมมากขึ้น หุ้นโทเค็นไนซ์และ TradFi บนบล็อกเชนโตต่อเนื่อง เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ระดับโลก กล่าวตลาดคริปโท ยังต้องตับตาปัจจัย การออกกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลบวกมายังตลาดคริปโทในภาพรวมต้นปีนี นอกเหนือไปจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับกฎหมายดังกล่าว มีเนื้อหาสำคัญ คือ การแบ่งหน้าที่ของสองหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และคณะกรรมาธิการการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ของสหรัฐฯให้มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แจกทริกบริหารเงิน หาได้เท่าไรไม่สำคัญเท่า’ใช้อย่างไร’
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แชร์ 5 เคล็ดลับวางแผนการเงิน เริ่มจากเข้าใจฐานะตัวเอง ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง กระจายแหล่งรายได้ และบริหารการใช้จ่ายอย่างมีวินัย ตอกย้ำแนวคิด “หาได้เท่าไรไม่สำคัญเท่าใช้อย่างไร” เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
สภาพคล่องโลกเปลี่ยนทิศ เงินไหลหุ้นไทย–ทองคำ นักลงทุนยุค AI ต้องอ่านเกมใหม่
กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้ารับกำไร 3 ต่อ จากภาวะตลาดเงินสหรัฐฯ ตึงตัว ให้เป้าดัชนี 1,401 จุด มอง KBANK – TTB และหุ้นปันผลสูงเป็นเป้าหมายหลักนักลงทุน แนวโน้มตลาดหุ้นไทย จะเป็นเป้าหมายการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ หลังเกิดภาวะตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ ปัจจัยหนุนหุ้นไทยหวังทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น โอกาสรับเงินปันผล และส่วนต่างค่าเงินที่แข็งค่า ภาพรวมการลงทุนทั่วโลก หุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสไปต่อ แต่ด้วย Valuation ที่เริ่มตึงตัว ตลาดจะหันไปให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัทเข้มข้นขึ้น ณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินภาวะการตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยสร้างกำไร 3 ต่อ ทั้งปันผลสูง กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไปแตะระดับ 1,401 จุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองในฐานะทุนสำรอง บีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง จนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาล และต้องหันมาระดมทุนผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้น อันเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราวผ่านระบบ REPO ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องถาวรผ่านการขยายงบดุล (QE) อีกครั้ง “ปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยังคงช่วยขับเคลื่อนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ทะยานขึ้น แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มกระจายวงกว้าง” ทั้งนี้ KTX ประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ดัชนีดอลลาร์เสื่อมค่าลงสู่ระดับ 97.7 จุดในปี 2026 และผลักดันให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,697 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (1 ออนซ์ทองคำ ประมาณ 140,488 บาทไทย-กองบรรณาธิการ Alternate-X) ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องมาที่ 30.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทย โดยเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มเข้าสู่จุดนิ่ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับเป็นขาขึ้น จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนย้ายเข้าสู่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่น่าจูงใจกว่า โดยมี ‘กลุ่มธนาคาร’ เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยมีความพร้อมที่จะสร้างโอกาสทำกำไร 3 ต่อให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากการมีสภาพคล่องล้น ขณะที่ฐานะเงินกองทุน (CE Tier 1) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเชิงรุก ทั้งการเพิ่มอัตราปันผลจ่าย (รวมถึงการซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อันจะนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating Valuation) และท้ายที่สุดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ หุ้นเด่นน่าจับตาได้แก่ KBANK และ TTB นอกจากนี้ KTX ยังมองเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง อย่าง BA, SPRC และ THANI รวมไปถึงหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดต้นทุนทางการเงิน ตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วงก่อนหน้า ได้แก่ GULF, BCPG, EGCO และ LH ธีมลงทุน AI แรงหนุนเชิงโครงสร้าง ด้าน วรัท บางเจริญพรพงค์ นักกลยุทธ์การลงทุนตลาดต่างประเทศ KTX กล่าวว่ายังคงเล็งเห็นถึงโอกาสของการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่แรงขับเคลื่อนหลักกำลังเคลื่อนย้ายจากการขยายตัวของการประเมินมูลค่า (Valuation) ไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัท เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 มีระดับ Valuation ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่นโยบายการเงินอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันชั่วคราว เนื่องด้วยอยู่ระหว่างรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ในขณะที่ธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ และกำไร แต่เริ่มเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพกำไร จากภาระการลงทุน และค่าเสื่อมราคา เป็นเหตุให้การลงทุนในปี 2026 นักลงทุนควรมุ่งให้ความสำคัญไปที่การคัดเลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น (NVDA80, GOOG80) พร้อมกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มคุณค่า (Value) (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และภูมิภาคอื่นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (NIKKEI80, กองทุนรวม SCBKEQT, SCBSEMI (A), KT-JAPAN-ALL) ขณะที่ตลาดจีน มีโอกาสเก็งกำไรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้เศรษฐกิจยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว Alternate-X สรุปให้ ตลาดเงินสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะตึงตัวจากวิกฤตศรัทธาพันธบัตรระยะยาว เปิดทางให้เงินทุนต่างชาติไหลออกสู่ตลาดเกิดใหม่ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX) มองหุ้นไทยเป็นเป้าหมายหลัก จากโอกาสทำกำไร 3 ต่อ ทั้งราคาหุ้น ปันผล และค่าเงินบาทแข็งค่า กลุ่มธนาคารโดยเฉพาะ KBANK และ TTB ถูกประเมินว่ามีศักยภาพ Re-rating สูง ขณะเดียวกัน สภาพคล่องโลกที่เพิ่มขึ้นจาก QE หนุนราคาทองคำพุ่งแรง KTX คาดทองคำมีโอกาสแตะ 4,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2026
UOB ให้สิทธิวันลา’จิตอาสา’ ปีละ 3 วัน เจาะอินไซต์ Gen Z เลือกงานมีคุณค่าทางสังคม
ยูโอบี เจาะอินไซต์ 89% Gen Z มองงานสร้างสังคมต้อง ‘มีคุณค่า’ ใช้กลยุทธ์ ‘งานจิตอาสา’ มัดใจคนรุ่นใหม่ที่มองหาคุณค่ามากกว่าค่าตอบแทน ริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน การดึงดูดและรักษาพนักงานศักยภาพสูงกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญท่ามกลางสมรภูมิ ‘สงครามแย่งชิงคนเก่ง’ (Talent War) เมื่อเงินเดือนไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทำงานรุ่นใหม่อีกต่อไป สอดคล้องรายงานจาก Deloitte Global 2025 เผยตัวเลขที่น่าจับตามองว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญสูงสุดกับ ‘การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย’ (Purpose-driven work) โดยกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ได้มองหาเพียงความก้าวหน้าในสายอาชีพ แต่ต้องการใช้ชีวิตในองค์กรที่เชื่อมโยงกับ ‘คุณค่าทางสังคม’ อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การออกแบบงานที่ตอบโจทย์ดังกล่าว กลายเป็นโจทย์หลักในการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรชั้นนำในยุคปัจจุบัน ขณะที่ แนวคิดดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านโครงการ ‘UOB Heartbeat Volunteerism’ เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาคน (People Development) ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) โดยโมเดลนี้ เปิดโอกาสให้พนักงานเปลี่ยนบทบาทจากคนทำงานออฟฟิศ สู่การเป็น ‘เพื่อนร่วมทาง’ กับชุมชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) ที่น่าทึ่ง โดยตลอดปี 2568 มีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 3,800 คน หรือคิดเป็น 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด สร้างชั่วโมงแห่งการให้รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือการนำแนวคิด ‘จิตอาสาที่ใช้ทักษะวิชาชีพ’ (Skills-based Volunteering) มาใช้จริง โดยส่งเสริมให้พนักงานนำความรู้และความเชี่ยวชาญจากการทำงาน ไปต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน แทนการลงแรงเพียงอย่างเดียว แนวทางนี้สร้างประโยชน์แบบ Win-Win กล่าวคือ ชุมชนได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ขณะเดียวกันพนักงานก็ได้พัฒนาทัศนคติและ ‘ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น’(Empathy) ซึ่งเป็น Soft Skill ที่สำคัญในยุคนี้ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ธนาคารได้กำหนดนโยบายให้พนักงานใช้สิทธิ งวันลาเพื่อกิจกรรมจิตอาสา” (Volunteer Leave) ได้ปีละ 3 วัน เพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานเพื่อสังคมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถือเป็นวันลาพักร้อนและไม่กระทบต่อภารกิจหลัก “แนวทางนี้ สะท้อนความตั้งใจจริงขององค์กรในการสนับสนุนให้พนักงานมีสมดุลชีวิตและการให้” ด้าน ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า งานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับ ส่งต่อไปยังผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากยิ่งขึ้น Alternate-X สรุปให้ UOB ประเทศไทย ใช้กลยุทธ์ “วันลาจิตอาสา” ปีละ 3 วัน ดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ อินไซต์ชี้ 89% ของ Gen Z เลือกงานที่สร้างคุณค่าทางสังคม มากกว่าค่าตอบแทน โครงการ UOB Heartbeat Volunteerism เชื่อมการพัฒนาคนกับ Social Impact เน้น ‘จิตอาสาใช้ทักษะวิชาชีพ’ ต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่ชุมชนจริง ตอกย้ำเทรนด์ Talent War เมื่อ Purpose สำคัญกว่าเงินเดือน
6 เทรนด์อุตฯสร้างสรรค์ พลังท้องถิ่น-คนชั้นกลางรุ่นใหม่ อนาคตเศรษฐกิจไทย
ปี 2569 คือจุดเริ่มต้นของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ของไทย CEA ชี้ 6 เทรนด์สำคัญ ตั้งแต่ AI คอนเทนต์ ดนตรี ไปจนถึงพลังท้องถิ่นและชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ Creative Nation
‘เครนมรณะ’ คดีระดับชาติ กฎหมายไทยไม่ถึง CEO เทียบ SAPA เกาหลีเอาผิดอาญา
เครนมรณะ 2569 ไทยทำได้แค่ถอดบทเรียน แต่เกาหลีมีกฎหมาย SAPA ไว้ลากคอ CEO ติดคุก-ฟ้องให้ล้มละลาย เซ่นความมักง่ายระดับบิ๊ก โครงสร้างกฎหมายไทยอ่อนแรง ลงโทษเฉพาะนิติบุคคลและแรงงานระดับล่าง ไม่แตะผู้บริหาร SAPA เปลี่ยนบทบาท CEO จริงจัง จากผู้รับผลกำไร เป็นผู้รับรองความปลอดภัยโดยตรง แรงกดดันเชิงอาญา และ เศรษฐกิจ ให้จำคุก ยึดใบอนุญาต และค่าเสียหายเชิงลงโทษ ทำให้ความประมาท ‘ไม่คุ้มเสี่ยง’ ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมงของกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับข่าวเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำซากในแวดวงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เริ่มต้นจากเหตุการณ์ช็อกที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเครนยกสะพานโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 จนมีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้น 32 ราย และเพียงวันถัดมา ในวันที่ 15 มกราคม เหตุการณ์ “เครนร่วง” ก็อุบัติขึ้นอีกครั้งที่ ถนนพระราม 2 (เชื่อมต่อพื้นที่พระราม 4 ในโครงการรื้อถอน) ทับรถยนต์ประชาชนจนมีผู้เสียชีวิต ความสูญเสียเหล่านี้ตอกย้ำถึงรอยร้าวในระบบความปลอดภัยของการก่อสร้างไทย และนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมผู้รับเหมารายเดิมถึงยังเกิดเหตุซ้ำซาก?” และถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีกฎหมายควบคุมเข้มงวดอย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งมีกฎหมาย Serious Accidents Punishment Act (SAPA) หากเหตุการณ์แบบไทยเกิดขึ้นในเกาหลีชะตากรรมของ “เจ้าสัว” หรือ “ซีอีโอ” จะต่างกันโดยสิ้นเชิง ไทย ล้มเหลวเชิงระบบซ้ำซาก? เหตุการณ์ที่สีคิ้วเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา แต่คือความล้มเหลวเชิงระบบที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รถไฟไทย เครนขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งคานคอนกรีตเกิดการทรุดตัวและร่วงลงมาทับโบกี้รถไฟขณะมีผู้โดยสารเต็มขบวน แรงกระแทกและน้ำหนักมหาศาลเปลี่ยนตู้รถไฟให้กลายเป็นเศษเหล็กภายในเสี้ยววินาที ยังไม่ทันที่ความช็อกของคนไทยจะจางหาย เช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ถนนพระราม 2 พื้นที่ก่อสร้างโครงการทางยกระดับที่ถูกขนานนามว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” ก็เกิดเหตุเครนถล่มทับรถยนต์ประชาชนอีกครั้ง ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าบริษัทผู้รับเหมาเป็นรายเดียวกับที่เคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งนี้ไม่ใช่เพียง “โชคร้าย” แต่มันคือการพิสูจน์ว่า “มาตรการลงโทษในปัจจุบันของไทย ไม่สามารถยับยั้งความประมาทได้จริง” ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถกเถียงเรื่องการ “พักใบอนุญาต” หรือการ “ตัดคะแนน” หรือตั้งกรรมการสอบสวนหาความเอาผิดผู้รับเหมา แต่กว่าจะไปถึงวันนี้ กว่าจะไปถึงการเอาผิดผู้รับเหมาหรือผู้ที่บกพร่องทำคนตาย คนไทยก็ลืมเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ถ้าจะให้เห็นภาพคือกรณีตึงสตง.ถล่ม หรือกรณีหลุมยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ถึงตอนนี้ อยากตั้งคำถามตัวโตๆว่า ตามเงาเอาผิดผู้รับเหมาได้หรือยัง? เลิกถอดบทเรียน-เอาผิดจริง เหตุที่มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำซาก ไม่อยากให้ “ถอดบทเรียน” เพราะมันถอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอย่างในต่างประเทศอย่างที่ เกาหลีใต้ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการบังคับใช้กฎหมาย Serious Accidents Punishment Act (SAPA) หรือ Jung-dae-jae-hae-cheo-beol-beop เมื่อปี 2022 กฎหมาย SAPA ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ที่ผู้บริหารระดับสูงมักจะลอยตัวเหนือความผิด โดยอ้างว่าตนเอง “ไม่รู้เห็น” หรือจะอ้างว่า ไม่ได้ปฏิบัติอยูในหน้างานเลยไม่รู้เรื่อง กฎหมายนี้เปลี่ยน “หน้าที่” ของ CEO จากการนั่งดูตัวเลขกำไร มาเป็นการต้อง “รับรองความปลอดภัยด้วยตัวเอง” หัวใจหลักของ SAPA ที่ต่างจากกฎหมายไทยคือ เอาผิดถึงตัว CEO หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง (เสียชีวิต 1 คนขึ้นไป หรือบาดเจ็บหนักหลายคน) ผู้บริหารระดับสูงต้องถูกสอบสวนทันที หากพบว่าไม่ได้จัดสรรงบประมาณหรือวางระบบความปลอดภัยที่เพียงพอ มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี อีกส่วนคือ ค่าเสียหายเชิงลงโทษ ภายใต้กฎหมาย SAPA หากเป็นเหตุร้ายแรง ภาครัฐสามารถยึดใบอนุญาตก่อสร้างเป็นเวลา 1 ปี การยึดใบอนุญาตเปรียบเสมือนการประหารชีวิต เพราะในเวลา 1 ปีบริษัทไม่สามารถประมูลงานใหม่ได้ บริษัทขาดรายได้ทันที ไม่เพียงเท่านั้นหากเกิดเหตุร้ายแรงบริษัทต้องชดเชยให้ผู้เสียหายสูงสุดถึง 5 เท่า ของมูลค่าความเสียหายจริง ซึ่งอาจทำให้บริษัทล้มละลายได้ในพริบตา นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ไม่ใช่แค่พนักงานในบริษัท แต่หากบุคคลภายนอก (เช่น ผู้โดยสารรถไฟที่สีคิ้ว หรือคนขับรถบนถนนพระราม 2 ได้รับอันตรายจากโครงสร้างหรือพาหนะของบริษัท CEO ก็ต้องรับผิดชอบภายใต้คำนิยาม “Serious Civic Accident” ‘คดีระดับชาติ’ อุบัติเหตุก่อสร้าง หากเหตุการณ์สีคิ้วและพระราม 2 เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ? ลองจินตนาการว่าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงและทางยกระดับเหล่านี้ตั้งอยู่ในกรุงโซล แทนที่จะเป็นประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขของ SAPA สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทผู้รับเหมาคือ 1. การจับกุมผู้บริหารระดับสูง CEO ของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่จะถูกตั้งข้อหาอาญาทันที การอ้างว่า “เครนชำรุดโดยไม่คาดคิด” จะฟังไม่ขึ้น หากอัยการตรวจสอบพบว่าบริษัทลดงบประมาณการซ่อมบำรุงหรือใช้เครื่องจักรที่หมดอายุ 2 .การพิสูจน์ “ระบบจัดการ” ภายใต้กฎหมายเกาหลีไม่ได้ดูแค่ว่า “ใครทำพลาดที่หน้างาน” แต่ดูว่า “บริษัทมีงบประมาณความปลอดภัยไหม? มีการตรวจสอบซ้ำ (Double Check) หรือไม่?” หากไม่มีระบบที่เป็นรูปธรรม CEO จะต้องโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 3.ความสูญเสียทางธุรกิจ ชื่อของบริษัทจะถูกตีตราว่าเป็น “ธุรกิจอันตราย” และถูกสั่งพักงานทั่วประเทศทันที (ยึดใบอนุญาต) จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ไม่ใช่แค่พักงานเฉพาะจุดที่เกิดเหตุ สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่มีกฎหมาย SAPA แบบเกาหลี แต่เรามีกฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัย (OHSA) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลงโทษ “ตัวนิติบุคคล” (ปรับเงินซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการหมื่นล้าน) หรือการเอาผิดกับ “วิศวกรควบคุมงาน” หรือ “คนขับเครน” ซึ่งเป็นเบี้ยล่างในระบบ ทว่าผู้บริหารระดับสูงไม่ต้องเผชิญกับโทษจำคุก ความปลอดภัยจึงถูกมองว่าเป็น “ต้นทุนที่ปรับลดได้” เพื่อเพิ่มกำไร เหตุการณ์ที่สีคิ้วซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย หากใช้มาตรฐาน SAPA นี่คือคดีระดับชาติที่อาจส่งผลให้ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทผู้รับเหมาติดคุกยาวนานและบริษัทถูกฟ้องร้องจนหมดตัว โศกนาฏกรรมเครนร่วงต่อเนื่องทั้งสองเหตุการณ์ในปี 2569 นี้ ควรเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่สะท้อนว่านโยบายการ “แบล็กลิสต์” ผู้รับเหมาตามเกณฑ์เดิมนั้นอาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่ระบบนอมินียังเอื้อให้บริษัทเดิมกลับมาประมูลงานได้ในชื่อใหม่ และผู้บริหารระดับสูงยังไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียด้วยอิสรภาพของตนเอง สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากกฎหมาย SAPA ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาอุดช่องโหว่นี้ คือการสร้าง ความรับผิดชอบที่ส่งต่อไม่ได้ โดยกำหนดให้หน้าที่ในการจัดวางระบบความปลอดภัยสูงสุดต้องผูกพันที่ตัว CEO โดยตรง ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ได้ รวมถึงต้องมี การเพิ่มโทษอาญาสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อบังคับให้ประเด็น “ความปลอดภัย” ถูกยกขึ้นเป็นหัวข้อสำคัญลำดับแรกในที่ประชุมบอร์ดบริหาร ไม่ใช่เพียงหัวข้อท้ายตารางที่ถูกตัดงบประมาณเพื่อเพิ่มกำไร นอกจากนี้ การให้อำนาจและ สิทธิแก่ประชาชนในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ จะเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้บริษัทตระหนักว่าชีวิตของคนไทยมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะชดเชยด้วยเงินประกันภัยเพียงไม่กี่แสนบาท เหตุการณ์ที่สีคิ้วและพระราม 2 ในเดือนมกราคม 2569 ไม่ควรถูกจดจำเพียงแค่เป็น “อุบัติเหตุร้ายแรง” ที่ต้อง “ถอดบทเรียน” กันซ่้ำแล้วซ้ำอีก แต่ต้องถูกบันทึกเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกฎหมายความปลอดภัยของไทยให้ศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐบาลยังเพิกเฉยและปล่อยให้ผู้บริหารระดับสูงลอยตัวอยู่บนความสูญเสียของประชาชนอย่างไร้ความรับผิดชอบ เราก็ทำได้เพียงแค่รอเวลานับถอยหลังสู่การอุบัติของ “เครนมรณะ” ครั้งถัดไปในอนาคตอันใกล้เท่านั้น Alternate-X สรุปให้ โศกนาฏกรรมเครนถล่มปี 2569 สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบความปลอดภัยก่อสร้างไทยอย่างรุนแรง เหตุเกิดซ้ำจากผู้รับเหมารายเดิม ชี้ชัดว่ามาตรการลงโทษปัจจุบัน ‘ไม่เขี้ยว’ พอจะยับยั้งความประมาท เมื่อเทียบเกาหลีใต้ ภายใต้กฎหมาย SAPA ความรับผิดไม่หยุดแค่หน้างาน แต่ไล่ถึงตัว CEO SAPA ใช้โทษอาญา ยึดใบอนุญาต และค่าเสียหายเชิงลงโทษ บีบให้ความปลอดภัยเป็นวาระบอร์ด ไทยจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย จาก “ถอดบทเรียน” สู่ “ผูกความผิดกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ” STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
มโนยนต์ ถือหุ้น 100% Borneo ลุยอะไหล่ยานยนต์อาเซียน เป้า5 พันล.ใน5ปี
มโนยนต์เดินเกมรุกควบรวมบอร์เนียวเต็มรูปแบบ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานอะไหล่ยานยนต์และวัสดุอุตสาหกรรม ตั้งเป้าเติบโตสู่ผู้นำตลาดอาเซียนใน 5 ปี
ศุภาลัย มองอสังหาฯ ปี 2569 เข้าสู่ยุคคัดกรองผู้เล่น-ผู้บริโภควินัยการเงินสูง
ศุภาลัยประเมินอสังหาฯ ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งการคัดกรองผู้เล่น ผู้บริโภคมีวินัยการเงินสูง ดีมานด์แท้ชัด เปิดโอกาสคอนโดราคาเข้าถึงได้
AI เชื่อมวัฒนธรรรมไทย-จีน โชว์ล้ำ ‘โขน-งิ้วจีน’ ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่
‘AI’ พบ ‘โขน-อุปรากรจีน’ : เจาะกิจกรรม ‘พลังคนรุ่นใหม่’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน สู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไร้พรมแดน Key Facts การใช้ AI ต่อยอดมรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–สื่อระดับนานาชาติ สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเปลี่ยน Soft Power ไทย-จีน ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจและสื่อระดับโลก ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่ระดับนโยบาย แต่เป็นการ “คอลแลปส์” ครั้งใหญ่ของพลังสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ ในงาน “พลังแห่งคนรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ไร้พรมแดน” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประจำชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยความร่วมมือของสำนักงานสื่อสารระหว่างทวีปแห่งประเทศจีน (CICC) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไฮไลต์ที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุดในงาน คือการทลายกรอบศิลปะดั้งเดิม เมื่อ ‘งิ้วอู๋จวู’ จากเจ้อเจียง และ ‘โขนไทย’ โดยศิลปินแห่งชาติ พิเชษฐ กลั่นชื่น ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) นี่ไม่ใช่การทำลายของเก่า แต่คือการสร้างความทันสมัย ให้กับมรดกภูมิปัญญา เพื่อให้เข้าถึงหัวใจของคน Gen Z และสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสากล งานนี้ยังถือเป็นเวทีรวมตัวครั้งสำคัญของเฟันเฟืองในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ อาทิ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) Tencent, MINISO ผู้บริหารสื่อชั้นนำอย่าง CCTV สถานีวิทยุโทรทัศน์เหอหนาน โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในประเด็นการต่อยอดมรดกวัฒนธรรมสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกันนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญระหว่าง สำนักงานสื่อสารระหว่างทวีปแห่งประเทศจีน (CICC) และ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์สื่อระดับนานาชาติในอนาคต นอกจากความร่วมมือทางกลยุทธ์แล้ว ภายในงานยังสะท้อนแนวคิด “วัฒนธรรมกินได้และสร้างรายได้” ผ่านกิจกรรมไฮไลต์อย่างนิทรรศการ Art on the Move ที่นำประติมากรรมจากวรรณกรรมอมตะ “สามก๊ก-กิมย้ง” มาจัดแสดงที่ Siam Square One เป็นแห่งแรกของโลก ควบคู่ไปกับ Creative Market 50 ปีทอง ตลาดนัดสร้างสรรค์ที่รวบรวมทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ชื่อดัง เกมออนไลน์ และสินค้ามรดกภูมิปัญญาอย่าง OTOP กว่า 100 รายการ มาจัดแสดงเพื่อเชื่อมโยง Soft Power ของทั้งสองประเทศให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง กิจกรรมภายในงานยังขยายผลสู่ “U Panda” ที่ชวนเยาวชนปั่นจักรยานลัดเลาะแลนด์มาร์คประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และปิดท้ายอย่างตระการตาด้วย “โดรนแปรอักษร” กว่า 1,000 ลำ บนท้องฟ้าสยามสแควร์ ที่เปลี่ยนเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กลายเป็นภาพหน้ากากโขนและกำแพงเมืองจีน สื่อสารถ้อยคำกินใจที่ว่า “ไทย-จีน : ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของไทยและจีนไม่ใช่จำกัดเพียงแค่พี่น้อง เพราะจากบริบทในปัจจุบัน มันไปไกลกว่าคำว่าพี่น้องอย่างมาก กิจรกรรมในวันนี้นับเป็นโมเดลการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนที่สุด เพราะเป็นการสร้าง “สะพานใจ” ผ่านงานศิลปะและนวัตกรรม โดยมีเยาวชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมนิทรรศการประติมากรรมร่วมสมัย และผลงานจากภูมิปัญญาด้านงานศิลปะของไทยและจีน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม 210-211 ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Alternate-X สรุปให้ ความร่วมมือไทย-จีนก้าวสู่บทใหม่ ผ่านงาน ‘พลังแห่งคนรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ไร้พรมแดน’ ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี AI ไฮไลต์สำคัญคือการตีความ ‘โขนไทย–งิ้วจีน’ รูปแบบใหม่ เพื่อเชื่อมมรดกดั้งเดิมกับคนรุ่น Gen Z เวทีนี้รวบรวมองค์กรรัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ระดับโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กิจกรรมสะท้อนพลัง Soft Power ผ่านนิทรรศการ ศิลปะ ตลาดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีโดรน ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ก้าวข้ามวัฒนธรรม สู่โอกาสทางเศรษฐกิจไร้พรมแดน
ไทยติดลิสต์75 ประเทศโดนระงับ อาจถูกปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ หลัง 21 ม.ค.2026
สหรัฐอเมริกาประกาศระงับการออกวีซ่าให้กับ 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย แบบไม่มีกำหนด กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะหยุดกระบวนการพิจารณาวีซ่าทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
Honda เคาะปี 2027 เปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ EV รับโลโก้ใหม่ ‘H Mark’
Honda Motor สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ประกาศปรับภาพลักษณ์องค์กร (Rebranding) ด้วยการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ ‘H Mark’ ดีไซน์ใหม่ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางหลักในการสื่อสารแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ Honda รีแบรนด์โลโก้ครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่ปี 1963 ‘H Mark’ ใหม่ถูกออกแบบให้มินิมัล สื่อแนวคิดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เริ่มใช้อย่างเป็นทางการกับรถ BEV และ e:HEV ตั้งแต่ปี 2027 พลิกโฉม Identity จากปี 1963 สู่ยุค Minimalist นับตั้งแต่ปี 1963 ตรา H Mark เดิมได้ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นมาอย่างยาวนาน แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Honda ได้ตัดทอนรายละเอียดให้มีความเป็นมินิมัล (Minimalist) มากขึ้น โดยแนวคิดการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘สองมือที่ยื่นออกไป’ ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การตลาดที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) และความพร้อมในการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ยานยนต์แบบเดิม ขอขอบคุณภาพจาก www.piston.my ปี 2027 การมาของ e:HEV และ BEV ในเชิงกลยุทธ์ Honda เลือกใช้ H Mark ใหม่เป็นตัวแทนของความล้ำสมัย โดยมีกำหนดการใช้งานดังนี้ Product Integration: เริ่มติดตั้งบนยนตรกรรมไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ไฮบริด (e:HEV) รุ่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป Brand Consistency: ปรับโฉม Touchpoint ทั่วโลกให้เป็นทิศทางเดียวกัน ทั้งการตกแต่งโชว์รูมและตัวแทนจำหน่าย (Corporate Identity), การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล, และภาพลักษณ์ในกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต การสร้าง Unified Brand เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ขณะที่ นักวิเคราะห์มองว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้คือการส่งสัญญาณ ‘Transformation’ ครั้งสำคัญ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ชัดเจนในใจผู้บริโภคยุคใหม่ (Next Generation) ที่มองหาความยั่งยืนและเทคโนโลยีอัจฉริยะ การสร้างความเอกภาพ (Unified Brand Image) ทั่วโลกจะช่วยให้ Honda สามารถขับเคลื่อนแคมเปญการตลาดระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลังมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของ Honda ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนโลโก้ แต่คือการประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำ Mobility แห่งอนาคตที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2027 นี้ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ฮอนด้า เข้าตลาดแกดเจ็ต นำร่องไทยขาย ‘UC3’ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่แรกในโลก Alternate-X สรุปให้ Honda ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 60 ปี เปิดตัวโลโก้ใหม่ ‘H Mark’ เพื่อใช้สื่อสารแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก ด้วยดีไซน์ใหม่ถูกปรับให้มินิมัล สื่อถึง ‘สองมือที่ยื่นออกไป’ เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและการเปิดรับนวัตกรรม โดยโลโก้ H Mark จะถูกใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า BEV และ e:HEV รุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป การรีแบรนด์ครั้งนี้ครอบคลุมทุก Touchpoint ตั้งแต่ตัวรถ โชว์รูม ไปจนถึงการสื่อสารดิจิทัลระดับโลก ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้ แต่คือการประกาศจุดยืนของ Honda ในฐานะผู้นำ Mobility แห่งอนาคต
‘กินกันจัง’ ถอดสูตรคณิตศาสตร์ในหม้อชาบู เมนู 19 บาท สู่เป้า 100 ล้าน ปี2569
ตลาดชาบู-หม้อไฟมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ยังแข่งไม่พัก โดยเฉพาะการเข้ามาของเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ใช้สาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังมีร้านชาบูรายหนึ่งที่ยืนระยะได้ครบ 10 ปีเต็ม ด้วยโมเดลที่สวนทางตลาด นั่นคือ ‘กินกันจังชาบู’ ร้านชาบูแบบอะลาคาร์ต ราคาเริ่มต้นเพียง 19 บาท กับเป้าหมายยอดขาย ร้อยล้านบาทปี 2569 Key Facts ชาบูอลาคาร์ตเริ่มต้น 19 บาท อยู่รอดได้ด้วยการคุมตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ โมเดลไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ เลือกขายเป็นจาน คุมต้นทุนวัตถุดิบตั้งแต่วันแรกด้วยการคิดเชิงสถิติ ทำให้รักษาราคา 19 บาทได้ต่อเนื่องยาวกว่า 10 ปี เติบโตจากร้านเล็ก 8 โต๊ะ สู่ 12 สาขา รายได้แตะหลักร้อยล้าน เริ่มต้นจากสาขาแรกย่านจรัญฯ ด้วยเงินลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท ปัจจุบันมีทั้งสาขาบริษัทและสาขาส่วนบุคคล รวมพนักงานกว่า 200 คน และตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 100 ล้านบาท แข่งในตลาดเดือดด้วยคุณภาพวัตถุดิบและขยายไลน์สินค้า ไม่เล่นสงครามราคาใช้วัตถุดิบคุณภาพจากซัพพลายเออร์เดิมตั้งแต่วันแรก เพิ่มเมนูใหม่อย่างไอศกรีม ซอฟต์เสิร์ฟ และเดลิเวอรี่ เพื่อรับมือการแข่งขันจากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ จุดเริ่มต้น ‘กินกันจัง’ จากฝั่งธนบุรี ‘พชร เรืองพีระกุล’ กรรมการบริษัท บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด และผู้ก่อตั้งร้านกินกันจังชาบู เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจ กินกันจัง ครั้งแรกในวัย 26 ปี พร้อมสาขาแรกเปิดเมื่อ 10 ปีก่อน กับสาขาแรกตั้งบนถนนจรัญสนิทวงศ์ 61 ด้วยเงินลงทุนราว 7–8 แสนบาท เป็นร้านขนาด 1 คูหาให้บริการ 7–8 โต๊ะ ในช่วงแรก ๆ โดยชื่อร้านมาจากซอสเกาหลีแบรนด์หนึ่งที่ออกเสียงคล้ายคำว่า ‘กินกันจัง’ ที่เขาชอบใจและนำมาแปลงใช้เป็นชื่อแบรนด์ ก่อนหน้าจะทำชาบู ‘พชร’ เคยทำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำแตก ในทำเลใกล้กันมาก่อนราว 2 ปี เมื่อสะสมทุนได้จึงขายกิจการและหันมาลุยชาบูเต็มตัว หลังมองเห็นทราฟฟิกลูกค้าจำนวนมากจากร้านหมูกระทะที่เปิดให้บริการในทำเลใกล้กัน จากโบรคเกอร์ สู่เจ้าของร้านอาหาร ‘พชร’ จบการศึกษาด้านการเงินคณิตศาสตร์ และเคยทำงานเป็นโบรคเกอร์หุ้นมาก่อน เขามองว่าหากต้องการเติบโตและมั่งคั่ง ต้องมีธุรกิจของตัวเอง จึงเริ่มต้นจากการ ‘เรียนจริง ทำจริง’ ตั้งแต่การไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยว จนถึงการเข้าอบรมคอร์สอาหารญี่ปุ่นและชาบู ก่อนเปิดร้านทุกครั้ง โดยตั้งแต่วันแรก ‘กินกันจัง’ วางตำแหน่งชัดเจนว่าไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ แต่เลือกโมเดล อะลาคาร์ต เพื่อคุมคอสต์และคุณภาพวัตถุดิบได้ดีกว่า “ผมไม่กล้าทำอะไรที่คุมต้นทุนไม่ได้ ตัวเลขต้องชัด” ขณะที่ตั้งแต่วันเปิดสาขาแรก จรัญสนิทวงศ์ 61 กินกันจังชาบู ทำเมนูเริ่มต้นราคาถาดละ 19 บาท พร้อมเสิร์ฟให้บริการเมนูอาหารอื่น ๆ ในร้านมากกว่า 30 รายการ เปิดขายตั้งแต่ 15.00 น. – 02.00 น. จับกลุ่มลูกค้าหลัก คือ นักศึกษาและครอบครัวที่มาทานเป็นกลุ่ม ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ตัวเลข’ จากพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ทำให้ ‘พชร’ ใช้การคำนวณเชิงสถิติในการบริหารร้าน ทำให้แตกต่างจากบุฟเฟ่ต์ที่ต้องประเมินปริมาณการกินต่อหัวเพื่อกำหนดต้นทุนต่อคน “ผมคิดและคำนวณต้นทุนมาแล้ว แต่เมื่อเห็นว่ายังไม่ชัวร์จึงไม่กล้าเสี่ยงทำ เพราะผมเป็นคนให้ความสำคัญกับตัวเลขและการคุมต้นทุน หากควบคุมคอสต์ไม่ได้ก็ไปต่อยาก เมื่อเทียบกับโมเดลบุฟเฟ่ต์จะคำนวนมาแล้วว่าลูกค้ากินได้เฉลี่ยประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคน แล้วไปกำหนดต้นทุนวัตถุดิบ เช่น หากตั้งราคาขาย 299 บาท ต้นทุนวัตถุดิบจะต้องไม่เกิน 150 บาท เพื่อรักษากำไรในระดับประมาณ 50%” ขณะที่ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลของกินกันจังชาบูอยู่ที่ 300–800 บาท ค่าเฉลี่ยต่อหัวราว 200 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่มา 2–8 คนต่อโต๊ะ ยังเติบโตท่ามกลางสงครามชาบู ปัจจุบัน ‘กินกันจัง’ มี 12 สาขา ทั้งรูปแบบสแตนด์อโลนและในห้าง ดังนี้ จรัญสนิทวงศ์ 61 บางขุนนทน์ ตลาดพลู ถนนจันทน์ 39 ถนนจันทน์ 9 จรัญสนิทวงศ์ 3 ประตูน้ำ บางมด เอกชัย 5 ถนนเพชรเกษม บางซ่อน กัลปพฤกษ์ โดย ‘ท็อป ทรี’ สาขาขายดีสุด คือ บางซ่อน ถนนจันทน์39 และ บางขุนนนท์ แต่ก็ยังเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ที่เข้ามา ‘ประกบข้างในเกือบทุกสาขา’ ขณะที่การทำร้านอาหารในปัจจุบัน เขาบอกว่า ทราฟฟิกลูกค้าหลังโควิดลดลงจากเดิมเฉลี่ย 4 ครั้งต่อเดือน เหลือ 2–3 ครั้ง แต่แบรนด์เลือกไม่แข่งด้วยการลดราคาหรือทำโปรโมชั่นเหมือนเชนร้านชาบู ด้วยจุดแข็งคือ ‘ราคาประหยัดตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยคุณภาพวัตถุดิบ’ พชร บอกว่าในปี 2569 กินกันจังจะยังไม่เร่งเปิดสาขาใหม่ แต่โฟกัสที่การเพิ่มเมนูขายดีและมาตรฐานวัตถุดิบ โดยจะลงทุนไลน์ของหวาน อย่างไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ–สลัชชี่–บิงซู คาดใช้งบรีโนเวทสาขาเฉลี่ย 1.5–2 ล้านบาทต่อสาขา โดยในครึ่งปีแรกเตรียมเปิดตัว ซอฟต์เสิร์ฟรสนมฮอกไกโด ราคาประมาณ 49 บาท พร้อมขยายช่องทางรายได้เพิ่มจากบริการเดลิเวอรี่เพิ่ม คีย์ซัคเซส ‘ราคา-คุณภาพ-ความจริงใจ’ พชร กล่าวอีกว่า ตลอด 10 ปี ‘กินกันจัง’ ใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์รายเดิมอย่าง เบทาโกร ที่ยังไม่เปลี่ยนคุณภาพ และเลือกใช้ เนื้อวัวหนุ่ม แทนวัวแก่แบบที่หลายร้านใช้ ที่สร้างความแตกต่างด้านรสชาติของวัตุดิบอย่างชัดเจน พร้อมเสริมว่า การที่กินกันจัง ยังทำราคาเมนู(หมู) เริ่มต้น 19 บาทได้ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนจากซัพพลายเออร์อย่างเบทราโกรที่คงต้นทุนและคุณภาพไว้ดังเดิมมาโดยตลอดเช่นกัน ขณะที่เชนร้านอาหารรายใหญ่ที่ให้บริการ มองว่าต้นทุนการบริหารจัดการจะสูงกว่ามาก เช่น เนื้อสามชั้นเป็นของออสเตรเลียเหมือนกันแต่จะมีอายุของเนื้อด้วยว่าเป็นการใช้เนื้อวัวแก่หรือเนื้อวัวหนุ่ม จุดนี้มีรายละเอียดเยอะว่าเป็นเนื้อประเภทไหน ที่นำมาใช้เป็นวัตุถุดิบ ซึ่งที่ร้านกินกันจัง จะใช้เนื้อวัวหนุ่มให้บริการ เขา เชื่อว่า ความอยู่รอดมาจาก ราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพสม่ำเสมอ ลูกค้าประจำและปากต่อปาก เป้าหมายสู่ ‘ร้อยล้าน’ โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้ราว 59 ล้านบาท และในสิ้นปี 2569 วางเป้าหมายอยู่ที่ 100 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเติบโต 10% ต่อปี หลังดำเนินการรีโนเวทสาขาเสร็จทั้งหมด 10 แห่ง ยกเว้นสาขาใหม่ ถนนจันทน์ 9 และ เพชรเกษม หลังจากปรับโฉมใหม่ภายในสิ้นปีนี้ จะนำสาขา 6 แห่งที่อยู่ในรูปแบบส่วนบุคคลเข้ามาเป็นสาขาของบริษัท ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานกว่า 200 คน ใน 12 สาขา ใช้คนต่อสาขาน้อยกว่าร้านบุฟเฟ่ต์ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดี จากร้านเล็ก ๆ ฝั่งธนบุรี สู่แบรนด์ชาบูอะลาคาร์ตที่ยืนระยะได้ในสนามโหด นี่คือสูตรธุรกิจที่เริ่มจาก ตัวเลข ความเข้าใจต้นทุน และความจริงใจกับผู้บริโภค Alternate-X สรุปให้ ‘กินกันจังชาบู’ ร้านชาบูอะลาคาร์ต ราคาเริ่มต้น 19 บาท เติบโตจากฝั่งธนบุรีครบ 10 ปี โมเดลไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ เน้นคุมต้นทุนด้วยการคิดเชิงคณิตศาสตร์และสถิติ ใช้วัตถุดิบคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย สร้างฐานลูกค้าประจำจากปากต่อปาก ปัจจุบันมี 12 สาขา รายได้ปี 2568 ราว 59 ล้านบาท ตั้งเป้าสิ้นปีแตะร้อยล้าน พร้อมกลยุทธ์เพิ่มไลน์เมนู ไม่เร่งขยายสาขา
ส่องวัฒนธรรม’อายิโนะโมะโต๊ะ’ พื้นที่ปลอดภัยความคิด ที่เจนZ อยากร่วมงาน
Key Facts Top 50 Companies 2026: ติดอันดับบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดเป็นครั้งแรก จากผลสำรวจของ WorkVenture Psychological Safety: ชูวัฒนธรรม ‘พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด’ ให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียและลองผิดลองถูกเพื่อเติบโตร่วมกับองค์กร (Co-Growth) Well-being Focus: เน้นดูแลคุณภาพชีวิต 4 มิติ ทั้งงาน สังคม การเงิน และสุขภาพ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรด้านโภชนาการระดับโลก หลายคนที่ไถฟีดบนโซเชียลแพลตฟอร์ม ‘TikTok’ ในช่วงปลายปีก่อน อาจเคยผ่านตาคอนเทนต์ของ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ จากหลากหลายช่องอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่ต่างทำเนื้อหาทั้งภาพรวมธุรกิจและการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วมงาน อย่างช่อง Mosmudjook บน TikTok ของ ‘มอส–มายด์’ ซึ่งสวมบทบาทฝ่ายบริหารด้านการสรรหาและพัฒนาบุคลากร ได้กลายเป็นอีกพื้นที่คอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจ โดยหนึ่งในคลิปไวรัลที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง คือ ได้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ จำกัด ตัวจริง!! มานำเสนอในมุมมองคนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนภาพชีวิตการทำงานภายในองค์กรที่จับต้องได้ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า อะไร? คือแรงดึงดูดที่ทำให้คนในวัยเริ่มต้นอาชีพอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแห่งนี้ อายิโนะโมะโต๊ะ อยู่ไทยกว่า4 ทศวรรษ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2525 โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ ภายใต้ปรัชญา ‘กินดี มีสุข (Eat Well, Live Well.)’ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ของบริษัท สำหรับรูปแบบการทำธุรกิจในไทยของอายิโนะโมะโต๊ะ ได้เข้ามาทำธุรกิจอาหารและโภชนาการ ตั้งแต่การผลิตเครื่องปรุงรส ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานและโภชนาการอื่น ๆ เพื่อรองรับตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จากในอดีตถึงปัจจุบัน อายิโนะโมะโต๊ะ มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง จากสินค้าเดิมเครื่องปรุงที่เรียกันว่าผงชูรส ที่ผู้บริโภคชาวไทยรู้จักเป็นอย่างดี ที่ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนกิจการด้วยพลังแห่ง ‘คน’ ถึงในวันนี้ภาพจำของอายิโนะโมะโต๊ะ ที่เป็นทั้ง ‘องค์กรเก่าแก่ด้านอาหาร’ และยังเป็นบริษัทที่คนรุ่นใหม่มองว่า เป็นพื้นที่ให้โอกาสการเติบโตและเรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นองค์กรที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างรอบด้าน องค์กรเก๋าที่รุ่นใหม่อยากทำงาน แม้จะเป็นองค์กรที่มีอายุหลายสิบปี แต่ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Top 50 Companies in Thailand 2026™ โดย WorkVenture จากกว่า 720 องค์กรชั้นนำ ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 22–35 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สะท้อนแนวคิดคนรุ่นใหม่ มองเห็นอะไร? ในองค์กร ที่นอกจากตัวผลิตภัณฑ์ที่รู้จักมายาวนาน แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าสนใจ มร. อิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานกับอายิโนะโมะโต๊ะ คือแนวคิด ‘Co-Growth’ ที่องค์กรส่งเสริมให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยทางความคิด (Psychological Safety) (สภาวะที่คนในทีมรู้สึกปลอดภัยทางความคิดและความรู้สึก กล้าพูด กล้าคิด กล้าถาม กล้าลองผิดลองถูก โดยไม่กลัวถูกตำหนิ ดูถูก หรือเสียภาพลักษณ์-กองบรรณาธิการAlternate-X) และการให้โอกาสพนักงานเรียนรู้และเผชิญความท้าทายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อายิโนะโมะโต๊ะ ยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้าน ความมั่นคงของอาชีพ, การเติบโตในสายอาชีพ, ความผูกพันของทีมงาน, และการดูแล Well-being ทั้งทางกาย จิตใจ และการงาน รวมถึงการได้เรียนรู้การทำงานในภูมิภาคอาเซียนยังช่วยเปิดมุมมองด้านวัฒนธรรมอาหารและการทำงานข้ามพรมแดนอีกด้วย ไปต่ออนาคตด้วยแนวคิดบริหารบุคคล ขณะเดียวกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ยังเตรียมเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 และในฐานะองค์กรระดับโลกด้านอาหารและโภชนาการ ด้วยค่านิยมและวิสัยทัศน์ ‘Leading in Creation of Well-Being’ โดยให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมศักยภาพพนักงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และมีความหมาย โดยการบริหารและวัฒนธรรมองค์กร ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อายิโนะโมะโต๊ะให้ความสำคัญกับการพัฒนาและดูแลพนักงานใน 4 มิติหลัก ได้แก่ คุณลักษณะงาน (Job Attributes) ค่าตอบแทนและโอกาสเติบโต (Reward & Career) การดูแลพนักงานและวัฒนธรรมองค์กร (People & Culture) ภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Image) ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Ajinomoto Group Way (AGW) และ Ajinomoto Group Creating Shared Value (ASV) ที่เน้นการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์และสร้างคุณค่าร่วมทั้งภายในและสังคม ด้วยเครื่องยืนยันการบริหารที่ได้รับการยอมรับรางวัล Top50 Companies in Thailand 2026™ นับเป็นปีแรกที่ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ ได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นหลักฐานยืนยันว่าแนวบริหารที่ให้ความสำคัญกับ Well-being, ความปลอดภัยทางความคิด, และการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ Alternate-X สรุปให้ อายิโนะโมะโต๊ะ ปรับภาพลักษณ์องค์กรเก๋าสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ใช้ฝ่าย HR ตัวจริงร่วมกับอินฟลูเอ็นเซอร์เพื่อดึงดูดกลุ่ม Talent รุ่นใหม่ พร้อมก้าวสู่ทำเนียบ Top 50 Companies in Thailand 2026™ โดย WorkVenture สะท้อนการยอมรับจากคนรุ่นใหม่อายุ 22–35 ปี กับแนวคิด ‘Co-Growth’ และความปลอดภัยทางความคิด (Psychological Safety) เปิดพื้นที่ให้พนักงานกล้าลองผิดลองถูกเพื่อเติบโตไปพร้อมบริษัท พร้อมดูแลพนักงานครบ 4 มิติ ทั้งคุณลักษณะงาน, ค่าตอบแทน, วัฒนธรรมองค์กร และภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ด้วยปรัชญา ASV สร้างคุณค่าร่วมกับสังคม ควบคู่กับการสร้าง Well-being ให้พนักงานมีสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาว
สูตรลับค่าความหวาน ‘โคโคเลิฟ’ น้ำมะพร้าวแท้ 100% จากสวนไทยสู่ตลาดโลก
COCOLOVE กับการทำตลาดน้ำมะพร้าวที่ไม่ได้มีแค่แคมเปญ แต่ยังมีเบื้องหลังการผลิตกำหนด ‘ค่าความหวาน BRIX’ ด้านรสธรรมชาติแท้ พร้อมแผนเปิดแบรนด์ใหม่ EVERLOVE รุกตลาดยุโรป–สหรัฐฯ ปี2569 Key Facts ควบคุมรสชาติด้วย BRIX – สูตรลับกำหนดค่าความหวานน้ำมะพร้าวให้สม่ำเสมอทุกล็อต ด้วยเทคโนโลยี Aseptic UHT ซัพพลายเชนมั่นคง – คอนแทร็คฟาร์มมิ่งกว่า 300 ครัวเรือน รับซื้อมะพร้าวน้ำหอม 500–1,000 ตัน/ปี ขยายตลาดโลกปี 2569 – เปิดแบรนด์ใหม่ EVERLOVE เจาะยุโรป–สหรัฐฯ ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศ 30–40% อาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มนํ้ามะพร้าวแท้ 100% แบรนด์ ‘Cocolove (โคโคเลิฟ)’ กล่าวถึงแผนธุรกิจการทำตลาดกลุ่มบริษัทฯ นับจากปี 2569 นี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘เอเวอร์เลิฟ (EVERLOVE)’ เพื่อขยายตลาดเครื่องดื่มกลุ่มใหม่ พร้อมทำตลาดในต่างประเทศ โดยบริษัทวางแผนเปิดตัวสินค้าแบรนด์ ‘เอเวอร์เลิฟ ในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ในช่วงเดียวกันกับจัดงานไทยเฟล็กซ์ (THAIFEX – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569) เพื่อแนะนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์รายการใหม่ในตลาดต่างประเทศ “แบรนด์ใหม่เอเวอร์เลิฟ วางตำแหน่งสินค้าในกลุ่มเฮลตี้ ดริงก์ เบเวอเรจ ทำตลาดในกลุ่มประเทศยุโรป และ สหรัฐอเมริกา” สำหรับแผนดังกล่าว บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากศักยภาพการผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มประเทศไทยที่ได้การตอบรับดีในตลาดต่างประเทศ หลังจากทำตลาดสินค้าตัวแรกของบริษัท คือ เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวโคโค่เลิฟ ที่อยู่ในตลาดมา 3 ปีในปัจจุบัน และมีรายได้เติบโตทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง โดยบริษัท จะใช้โรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เดินสายการผลิตสินค้าแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันโรงงานเดินสายการผลิตเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวโคโคเลิฟ และยังมีกำลังการผลิต (Capacity) เพียงพอ อาชวิน กล่าวต่อถึงแผนการทำตลาดแบรนด์โคโคเลิฟ ในปี 2569 จะมุ่งขยายฐานและสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ด้วย ผลิตภัณฑ์ที่มอบคุณค่า แบรนด์ แวลู (Brand Value) ‘Love yourself, Drink for your health’ ที่ใช้เป็นแคมเปญหลักในการทำตลาดต่อเนื่องพร้อมจัดกิจกรรมโรดโชว์ ไปยังสถานศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ราว 8-10 แห่ง (Campus) ตลอดทั้งปี 2569 นี้ ทุกขวดรสธรรมชาติ 100% อาชวิน กล่าวว่า โคโคเลิฟ เป็นแบรนด์น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มที่อยู่ในตลาดเครื่องดื่มน้ำผลไม้มาราว 3 ปีเป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนไทยที่รักการดูแลสุขภาพและชาวต่างชาติแล้ว แผนจากนี้ไปโคโคเลิฟ จะต้องเข้าไปทำความรู้จักพร้อมสร้างการเป็นท็อป ออฟ มาย แบรนด์ในกลุ่มคนรู่นใหม่ให้นึกถึงและเลือกดื่ม เป็นแบรนด์ต้น ๆ พร้อมเสริมว่า การที่ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับในตลาดมาจากคุณภาพของสินค้าเครื่องดื่มจากวัตถุดิบน้ำมะพร้าว 100% ไม่ใส่น้ำตาล ด้วยกรรมวิธีการผลิต ภายใต้เทคโนโลยี Aseptic UHT โดยเฉพาะการกำหนดค่ามาตรฐานความหวาน (BRIX) น้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นค่าความลับความหวานของโรงงานในการผลิตเครื่องดื่ม ที่ทำให้ได้รสชาติของน้ำมะพร้าวแท้ในทุกบรรจุภัณฑ์สินค้า นอกจากนี้ โรงงานบริษัทฯ ยังทำงานร่วมกับชุมชนเกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมมากกว่า 300 ครัวเรือนใน 3 จังหวัด คือ สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพื่อจัดส่งวัตถุดิบมะพร้าวน้ำหอมให้กับบริษัทในรูปแบบคอนแทร็ค ฟาร์มมิ่ง ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวัตถุดิบได้ล่วงหน้า ซึ่งในปี 2569 คาดจะรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมราว 500-1,000 ตัน ปัจจุบันโคโคเลิฟ มีสินค้า 3 รายการ (SKU) หลัก คือ ขนาดบรรจุ 330 มล. (ขวดเล็ก) ราคา 77 บาท, ขนาดบรรจุ 1,000 มล. (ขวดใหญ่) ราคา 75 บาท และขนาด 350 มล. (ขวดพลาสติก) ราคา 27 บาท โดยวางจำหน่ายสินค้าครอบคลุมทุกช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ 77 จังหวัด อาชวิน กล่าวต่อถึงแผนการทำตลาด บริษัทฯยังทำงานร่วมกับ เบลล่า ราณี แคมเปน ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ COCO LOVE (โคโค่เลิฟ) เพื่อสื่อสารแกนหลักแบรนด์อย่างต่อเนื่องนด้าน สุขภาพ สดชื่น ความสวย พร้อมใช้แคมเปญ COCOLOVE Z Friends ผ่านกลุ่มพรีเซนเตอร์คนรุ่นใหม่ ‘ปัน-มิน-เดียร์’ เพื่อสื่อสารแบรนด์การตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายเจนเนอเรชั่น Z จากแนวทางการทำตลาดทั้งสองแบรนด์ ‘COCOLOVE’ และ ‘EVERLOVE’ บริษัทวางเป้าหมายรายได้ปี 2569 แบ่งเป็นตลาดในประเทศสัดส่วน 60-70% และตลาดต่างประเทศ 30-40% โดยจะขยายตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา จีน และ ตะวันออกกลาง สำหรับตลาดน้ำผลไม้ในไทยในภาพรวมคาดมีมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลตลาดกลุ่มน้ำมะพร้าวที่ชัดเจน ซึ่งมีผู้เล่นในตลาดราว 10 แบรนด์ Alternate-X สรุปให้ โคโคเลิฟเดินหน้าขยายธุรกิจน้ำมะพร้าวแท้ 100% ด้วยจุดแข็ง ‘สูตรลับค่าความหวาน’ ที่ควบคุมมาตรฐานรสชาติให้สม่ำเสมอทุกขวด เป็นหัวใจการผลิตอยู่ที่เทคโนโลยี Aseptic UHT และการกำหนดค่า BRIX ซึ่งเป็นความลับของโรงงาน โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘EVERLOVE’ รุกตลาดเครื่องดื่มเฮลตี้ในยุโรปและสหรัฐฯ พร้อมใช้ฐานการผลิตจากอัมพวาและระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรกว่า 300 ครัวเรือน สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์จากสวนไทยสู่ตลาดโลก ด้วยคุณภาพเป็นแกนหลักของการเติบโต
‘ตึกแถวเก่า’แปลงสภาพ บางทำเลหั่นราคาขาย 75% ปรับทำหอพัก-เกสต์เฮ้าส์
‘ตึกแถว’ อาคารพาณิชย์ที่ใช้ทั้งอยู่อาศัยและทำการค้าที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ 40-50 ปีก่อน วันนี้กำลังเงียบเหงาสุดๆ แม้ ‘ทำเล’ จะยังตอบโจทย์ความสะดวกแต่ฟังก์ชั้นไร้ที่จอดรถ และอื่นๆ ทำให้หลายอาคารยอมขายขาดทุนให้นักลงทุนแปลงโฉมสู่ ‘หอพัก-เกตเฮ้าส์’ รับยุคเจนฯ เรนต์ และนักท่องเที่ยว Key Facts ตึกแถวใหม่หายจากตลาด ปัจจุบันแทบไม่มีการสร้างตึกแถวใหม่แบบ 100 คูหาเหมือนในอดีต ส่วนใหญ่เหลือเพียงไม่กี่ห้องหน้าโครงการใหญ่ ราคาสวนทางทำเล ในย่านที่ซบเซาราคาตึกแถวหั่นลดได้ถึง 75% แต่ในย่านที่มีเรื่องราว (Storytelling) อย่างเยาวราช ราคาพุ่งสูงถึง 30-50 ล้านบาท เปลี่ยนฟังก์ชันสู่ที่พัก: ตึกแถวเก่าถูกดิสรัปต์จากอีคอมเมิร์ซ จึงต้องปรับตัวเป็นที่พักระยะสั้น (Guest House) หรือโรงแรมขนาดเล็กแทนการทำร้านค้าแบบเดิม ‘ตึกแถว’ กำลังจะหายไป ‘สุรเชษฐ กองชีพ’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า อสังหาริมทรัพย์ประเภท อาคารพาณิชย์และเพื่ออยู่อาศัย ‘ตึกแถว’ กำลังทยอยหายไปจากตลาด โดยเฉพาะพื้นที่ กรุงเทพฯ แทบจะไม่มีโครงการตึกแถวใหม่เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว “หากยังมีให้เห็นอยู่มักเป็นเพียงไม่กี่ห้อง ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อทำหน้าที่เป็นร้านค้า ร้านอาหาร หรือบริการเสริมของโครงการ มากกว่าจะเป็นตึกแถวหลัก 100 ห้อง แบบในอดีต” บริบทสังคม ‘ดิสรัปต์’ ตึกแถว สุรเชษฐ บอกว่าการทยอยหายไปของอาคารพาณิชย์ อย่างตึกแถว ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ไม่ได้ผูกชีวิตไว้กับร้านหน้าบ้านเหมือนเดิม ทำให้หลายชุมชนเงียบลง ร้านค้าหายไปจากชั้นล่าง ส่วนชั้นบนก็ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของเจ้าของรุ่นแรกอีกต่อไป ข้อจำกัดทางกายภาพของตึกแถว ด้วย พื้นที่จำกัด เข้าถึงยาก ไม่มีที่จอดรถของอาคารพาณิชย์ในยุคก่อน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ครอบครัวที่ขยายใหญ่ ลูกหลานจึงเลือกออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ขาดผู้สืบทอดกิจการ จากการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม และการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ทำให้กิจการไม่น้อยต้องปิดตัวลงด้วยไม่มีผู้สานต่อ ส่งผลให้ตึกแถวจำนวนมากถูกปล่อยว่างพร้อม ๆ กัน “ปัจจัยดังกล่าว กลายเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างชุมชนเมืองในปัจจุบัน” 3โซน ‘ตึกแถว’ อาจต้องไปก่อน สำหรับอาคารพาณิชย์ ‘ตึกแถว’ มีจำนวนไม่น้อยที่มีทรงอาจ ‘ไปไม่รอด’ โดยเฉพาะตึกแถวติดถนนใหญ่ ทำเลถนน จรัญสนิทวงศ์ ถนนเพชรเกษม และถนนพระราม 3 เป็นต้น ด้วยตึกแถวเหล่านี้ แม้จะมีทำเลติดถนนก็ตาม แต่ไม่สามารถจอดรถได้เหมือนในอดีต ทำให้ร้านค้าและร้านอาหารที่เคยเฟื่องฟูต่างทยอยปิดตัว หรือเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ จากฟังก์ชั่นหลักที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันทั้ง ‘ปัญหาที่จอดรถ’ ‘ขนาดอาคารแคบ’ และ สภาพอาคารเก่ามากกว่า 30–40 ปี ทำให้ตึกแถวหลายแห่งขายยาก และนำไปสู่การขายในราคาที่ต้องปรับลด โดยเฉพาะทรัพย์ที่ถูกถือครองโดยสถาบันการเงิน หรืออยู่ในย่านที่เคยคึกคักแต่ซบเซาลง เช่น ในทำเล วงเวียนใหญ่ ดาวคะนอง เตาปูน สะพานควาย และ สุขุมวิทตอนปลาย การค้าออนไลน์มา-ออฟไลน์นิ่ง จากพฤติกรรมผู้บริโภคและการเข้ามาของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ ‘ร้านค้า’ อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ติดถนนใหญ่เหมือนเดิม อีกต่อไป ส่วน ‘ร้านค้า’ ที่ยังอยู่รอดในทำเลเหล่านี้มักเป็นกิจการดั้งเดิมที่ปรับตัวได้ และที่สำคัญคือการเป็นเจ้าของตึกเอง ทำให้ไม่ต้องแบกรับค่าเช่าสูง ซึ่งต่างจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ทำให้ตึกแถวในหลายทำเล เริ่มทยอยหมดความน่าสนใจ กระทบให้ราคาตึกแถวลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงฟังก์ชั่น การใช้ตึกแถวเป็นสำนักงาน ได้ลดลงอย่างชัดเจน จากข้อจำกัดเดิม ทั้งที่จอดรถและภาพลักษณ์องค์กร ยกเว้นกิจการครอบครัวที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ขณะที่ต่างจังหวัด ยังพอเห็นสำนักงานในตึกแถวอยู่บ้าง แต่จากความต้องการอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ เป็นแรงส่งให้ไม่มีตึกแถวใหม่เกิดขึ้นมานานแล้ว เช่นกัน แปลงโฉมสู่เกสต์เฮ้าส์-ร้านอาหารบาร์คูล ๆ อย่างไรก็ตามตึกแถว ในบางทำเลยังไปต่อได้ดี โดยเฉพาะในทำเลที่ยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น ริมถนนสุขุมวิท พบว่ายังมีคนเช่าและซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาขายต่อห้องขยับเกิน 10 ล้านบาทไปแล้ว หรือในบางห้องราคาสูงกว่านั้น เพราะถูกซื้อเพื่อนำไปเป็นทางเข้า–ออกของที่ดินด้านหลัง รวมไปถึงในย่านเก่าแก่ระดับตำนานอย่างเยาวราช สำเพ็ง พาหุรัด ที่ราคาซื้อขายทะลุ 30–50 ล้านบาทต่อห้อง แม้ตัวอาคารจะมีอายุกว่า 50 ปี แต่ด้วยทำเลและศักยภาพในการทำธุรกิจ ก็ยังดึงดูดทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ส่วน ย่านอย่างทรงวาด ตลาดน้อย ที่กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตึกแถวถูกปล่อยขายหรือให้เช่าในราคาหลัก 10 ล้านบาทต่อยูนิต หรือค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 30,000–40,000 บาทต่อเดือน “สะท้อนว่าความเก่า ไม่ได้แปลว่าไร้มูลค่า หากย่านนั้นมีเรื่องราวและเสน่ห์เฉพาะตัว” ตึกแถวย่านท่องเที่ยว ยังมีเสน่ห์ ขณะที่ ตึกแถวในย่านท่องเที่ยวทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเยาวราช สำเพ็ง ตลาดน้อย ทรงวาด ตลาดพลู ห้วยขวาง อารีย์ ถนนข้าวสาร รามบุตรี ดินสอ พระอาทิตย์ หรือพื้นที่ใกล้เคียง พบว่าถูกนำมาปรับเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ รวมถึงที่พักระยะสั้นอย่างเกสต์เฮ้าส์ โฮมสเตย์ และโรงแรมขนาดเล็ก เพราะรูปแบบอาคารมีคาแรกเตอร์ มีเรื่องเล่า และเชื่อมโยงกับย่านโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ ส่วนตึกแถวในทำเลที่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า โดยเฉพาะรอบนอกกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ก็ถูกนักลงทุนเข้ามาซื้อและรีโนเวตเป็นที่พักขนาดเล็กมากขึ้น ตามแนวสุขุมวิท พญาไท รัชดาภิเษก ห้วยขวาง เพชรเกษม จรัญสนิทวงศ์ เพราะเดินทางเข้าเมืองหรือสนามบินได้สะดวก และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับครบ ทั้งตลาด ร้านอาหาร และศูนย์การค้า จากภาพสะท้อนดังกล่าว พบว่าทิศทางอนาคตของของตึกแถวในระยะยาว ยังขึ้นอยู่กับ ‘การเปลี่ยนแปลงของย่าน’ ด้วยหากพื้นที่รอบข้างกลับมามีชีวิต มีตัวตน และเป็นที่รู้จักเหมือนถนนข้าวสาร เยาวราช ทรงวาด ตลาดน้อย ตลาดพลู หรือบางหว้า ตึกแถวก็จะถูกปลุกมูลค่าให้กลับมาอีกครั้ง แปลงร่างสู่ ‘หอพัก’ สอดคล้องกับ ‘พชร เรืองพีระกุล’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ร้านอาหารกินกันจังชาบู และนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากความคุ้นเคยในทำเลกรุงเทพ ฝั่งธนบุรี ย่านจรัญสนิทวงศ์มาไม่ต่ำกว่าสิบปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนซื้อตึกแถว 4 คูหา ย่านจรัญสนิทวงศ์ 56 จากราคาขายต่ำกว่าตลาด ราว 1 ล้านบาท/คูหา หรือลดลงราว 75% จากปกติ 4 ล้านบาท/คูหา สำหรับราคาตึกแถวย่านดังกล่าวลดลงค่อนข้างเยอะ บางเจ้าตั้งราคาขายขาดทุน ด้วยราคาต่ำกว่าตลาดค่อนข้างมาก จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการซื้อตึกแถว เพื่อรีโนเวตเป็นหอพัก เจาะย่านสถานศึกษาในทำเลนี้ Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรมตึกแถวไทยถึงจุดเปลี่ยน หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนและขาดผู้สืบทอดกิจการ ทำให้โครงการใหม่แทบไม่มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดย ‘ตึกแถว’ทำเลถนนใหญ่หลายแห่ง เช่น จรัญฯ และเพชรเกษม ประสบปัญหาขาดที่จอดรถและสภาพอาคารเก่าจนราคาประเมินลดลงอย่างมาก แต่ยังเป็นโอกาสทองของนักลงทุน หลังราคาตึกแถวบางทำเลหั่นลดลงถึง 75% โดยถูกกว้านซื้อเพื่อรีโนเวตเป็นหอพักใกล้สถานศึกษา ส่วนย่านเมืองเก่าและแหล่งท่องเที่ยว เช่น ทรงวาด และเยาวราช ยังคงมีมูลค่าสูงทะลุ 50 ล้านบาท จากกระแสการแปลงโฉมเป็นคาเฟ่และบาร์สุดคูล โดยอนาคตของตึกแถวขึ้นอยู่กับการปรับตัวสู่ธุรกิจ ‘Generation Rent’ และการเป็นเกสต์เฮ้าส์รองรับนักท่องเที่ยว ในทำเลใกล้รถไฟฟ้า
ดวงโลก-ไทยปี2569 เดอะแบก-ภาระหนักอึ้ง แนะเคล็ดใช้พลัง’สี-น้ำ’ลดร้อนแรง
ซินแสปรัชญา อ่านไพ่อี้จิ้ง ดวงเมืองประเทศไทยปี 2569 เข้าสู่นักษัตรปีม้า ‘ธาตุไฟ’ บวกกับดวงเมืองที่เป็นธาตุไม้ ที่จะพัดพาความแรงแบบทวีคูณ โดยเคล็ดบรรเทาความร้องแรงต้อง ใช้น้ำ เป็นตัวกลางพร้อมแนะนำสีและทิศต้องห้ามของปีนี้ Key Facts พลังม้าไฟรุนแรงสุดรอบ 60 ปี – เร่งการเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วนระดับโลก ดวงไทยไฟเผาไม้ – เสี่ยงความขัดแย้ง ต้องการคนกลางและความเย็น น้ำคือทางรอด – สุขภาพ การเงิน ธุรกิจ และฮวงจุ้ยต้องเน้นสมดุล ‘ซินแสปรัชญา’ เจ้าของฉายา ‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ กูรูโหราศาสตร์จีน อ่านคำพยากรณ์ดวงโลกประจำปี ผ่านโหราศาสตร์จีนพร้อม‘ไพ่ อี้จิง’ (I-Ching) คัมภีร์โบราณอายุกว่าพันปีของจีนที่ว่าด้วย ‘ศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลง’ เพื่อใช้ถอดรหัสผ่านสัญลักษณ์กึ่งลักษณ์ (Hexagram) รวม 64 รูปแบบ ที่ต่างมีความหมายเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์สมดุลของธรรมชาติและทิศทางของสรรพสิ่งในจักรวาล ด้วยศาสตร์นี้ ยังมีความผูกพันกับวัฏจักรของกาลเวลา 5 ธาตุ (ดิน น้ำ ทอง ไฟ ไม้) และ 12 นักษัตร โดยจะมีการหมุนเวียนพลังงานหลักในทุกๆ 60 ปี ตามปฏิทินจีนโบราณที่เรียกว่า ‘โป๊ยยี่สี่เถี่ยว’ คือวิชาโหราศาสตร์จีนเก่าแก่ที่ใช้การวิเคราะห์ ‘ดวงชะตาจากวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิด’ เพื่อทำนายวิถีชีวิต ตัวตน และจังหวะชีวิต หัวใจสำคัญของ ‘อี้จิง’ ไม่ใช่เพียงการทำนายอนาคต แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจสภาวะปัจจุบันเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับจังหวะของโลกและฟ้าดิน อีกด้วย ‘ซินแสปรัชญา’ บอกอีกว่า คัมภีร์อี้จิง ยังอ้างอิงหลักการทางสถิติ และคณิตศาสตร์เลขฐานสอง ยิ่งทำให้ความหมายที่ได้จากอ่านไพ่มีความน่าสนใจสูงมาก จากเกริ่นข้างต้นเมื่อนำมาถอดคำพยากรณ์ร่วมกับโหราศาสตร์จีน ในปี 2569 ที่เข้าสู่ปีม้าธาตไฟ (Yang Fire Horse) พร้อมกับศาสตร์อี้จิงจะตรงกับ กึ่งลักษณ์ที่ 28 ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่ ‘หนักอึ้ง’ หรือการแบกรับภาระจนเกินขีดจำกัด ทำไม? ต้องเป็นไพ่เลข ‘28’ ซินแสปรัชญา อธิบายว่าตามวัฏจักร 60 ปี จะมีการหมุนรอบตามพลังงานธาตุดังที่กล่าวข้างต้น และวนไปพร้อมกับไพ่ทั้ง 64 รูปแบบ ซึ่งในปี 2569 นี้ พลังงานมาหยุดอยู่ที่รูปแบบที่ 28 ทั้งนี้เมื่อนำมาอ่านคำทำนายร่วมกับหลักโหราศาสตร์จีนด้วยแล้ว ในปีนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่พลังงานธาตุไฟรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ส่งผลให้ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว ร้อนแรง และเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ‘โลก’ จะพลิกโฉมไม่กลับเหมือนเดิม ขณะที่ดวงโลก และ ดวงเมืองประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในลัคนาเมษและเป็นธาตุไฟ เช่นเดียวกัน และเมื่อเข้าสู่ปี 2569 จะยังส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ ทั้ง สถานที่ ผู้คน แบบรอบด้าน จากความร้อนแรงแบบคูณสอง “ปีนี้โลกจะส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงผ่านภัยธรรมชาติ จากธาตุไฟประจำปีที่ร้อนจัดเข้าไปกระตุ้นสภาพแวดล้อม” ช่วงที่ผ่านมา โลกเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว (Point of No Return) จาก อุณหภูมิโลกที่สูงเกิน 1.5 องศา ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะ ‘โลกเดือด’ (Global Boiling) เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติ จะตอบโต้โลกและมนุษย์ ทั้งสภาวะอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว เช่น หนาวจัด หรือน้ำท่วมรุนแรง “เป็นปีที่โลกจะพลิกโฉมจนไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป” ดวง ‘ประเทศไทย’ ไฟเผาไม้ สำหรับสถานการณ์ประเทศไทย ‘ดวงเมืองไทย’ มีเสาหลักเมืองเป็นธาตุไม้ โดยในปีนี้เป็นปีม้าไฟที่พลังแรงจัด ทำให้เกิดสภาวะ ‘ไฟเผาไม้’ ได้ รวมถึง ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีอยู่ จากชัยภูมิของประเทศไทย ที่แบ่งขั้วด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบกับพลังธาตุไฟที่รุนแรง จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและการแบ่งฝ่ายที่ชัดเจน ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง “ทางออก ต้องใช้น้ำมาดับไฟ โดยสถานการณ์นี้จะสร้างวีรบุรุษหรือต้องการคนกลาง ที่มีคุณลักษณะใจเย็นเหมือนน้ำมาช่วยไกล่เกลี่ยวิกฤต” ซินแสปรัชญา วิเคราะห์คำทำนายจากไพ่ต่อว่า จากพลังหยางของม้าไฟในปีนี้ ทำให้คนใจร้อน เกิดการปะทะและสงครามได้ง่ายทั้งระดับบุคคลและระดับประเทศ สำหรับด้านสุขภาพ ต้องระวังโรคที่มากับความร้อนและความดัน เช่น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) “ควรหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวันเพื่อปรับสมดุลร่างกาย” ธุรกิจที่รุ่งเรือง (กลุ่มธาตุน้ำ) ซินแสปรัชญา กล่าวต่อถึงการทำธุรกิจในปีนี้ที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวก จะเป็นกลุ่มเครื่องดื่ม, อาหารซีฟู้ด, การท่องเที่ยวทางน้ำ และสินค้าที่เป็นของเหลวทุกชนิด โดยคำแนะนำเพื่อความอยู่รอดและธุรกิจ ในด้านการเงินและการลงทุน นั้นให้ระมัดระวังการถือเงินสด ซึ่งยังหมายถึงกระดาษ ด้วยมีนัยเปป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับธาตุไฟปีนี้ “ระมัดระวังการถือเงินสดเฉยๆ เพราะมูลค่าอาจลดลง ควรเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าได้ เช่น ที่ดิน ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ ด้วยหนี้คือไฟ ให้หลีกเลี่ยงอย่าก่อหนี้ใหม่ และรีบปิดหนี้เดิมให้เร็วที่สุด เพราะดอกเบี้ยและภาระหนี้จะแผดเผาคุณเหมือนไฟท่วมตัว” สำหรับการปรับแก้ฮวงจุ้ยและการใช้สีมงคล นั้นในปีนี้ ควรเน้นสีที่สื่อถึงน้ำ เช่น น้ำเงิน, ฟ้า, ดำ เพื่อลดทอนความร้อนแรงของธาตุไฟ ส่วนทิศต้องห้าม ปีนี้ควรระวัง ทิศเหนือและทิศใต้ เป็นทิศที่ถูกชง ไม่ควรตั้งโต๊ะทำงานช รวมถึงหลีกเลี่ยงการขุด เจาะ หรือต่อเติมในทิศดังกล่าว นอกจากนี้ หากมีหน้าต่างทางทิศเหนือ/ใต้ ให้เลี่ยงการเปิดรับลมโดยตรง หรือปรับเปลี่ยนทิศทางเพื่อไม่ให้พลังลบพุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน “สรุปสั้นๆ ปี 2569 คือปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ต้องใช้ ‘สติ’ และ ‘ความเย็น’ เข้าสู้กับโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ Alternate-X สรุปให้ ปี 2569 เข้าสู่ปีม้าธาตุไฟ พลังงานร้อนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ตามศาสตร์อี้จิงและโหราศาสตร์จีน โดยดวงโลกเข้าสู่ภาวะ ‘หนักอึ้ง’ ไพ่เลข 28 สะท้อนการแบกรับภาระและการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ซึ่ง ‘ประเทศไทย’ เป็นธาตุไม้ เจอปีไฟแรง เกิดสภาวะ ‘ไฟเผาไม้’ เสี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรง ทางออก คือ ‘ใช้น้ำดับไฟ’ ทั้งเชิงสัญลักษณ์ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการบริหารอารมณ์
RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า จากการแสดงที่นำไปสู่การมีตัวตนสักที่จริงๆ
เริ่มปี 2026 กับ ‘RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า’ ภาพยนตร์ชวนอบอุ่นหัวใจ นำแสดงโดย Brendan Fraser เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการแสดง กลายเป็นความหมายของการมีตัวตนและครอบครัว การกลับมาครั้งล่าสุดของ ‘Brendan Fraser’ นักแสดงชายเจ้าของรางวัล Academy Award® ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ ‘RENTAL FAMILY’ พร้อมรับบทบาทนักแสดงชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโตเกียว ท่ามกลางความโดดเดี่ยว ความหลงทาง และการค้นหาความหมายของชีวิต สำหรับ ‘RENTAL FAMILY’ เริ่มต้นเส้นเรื่องเมื่อเขาได้พบกับเอเจนซี่ ‘ครอบครัวให้เช่า’ ที่พาเข้าสู่การทำงานแสนประหลาด ด้วยการไปสวมบทบาทเป็นใครสักคนในชีวิตของผู้อื่น จากการแสดงที่เริ่มต้นเพียงตามหน้าที่ ค่อย ๆ พาเขาก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในโลกของผู้คนเหล่านั้น ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการแสร้งเป็นจริง กลับก่อเกิดเป็นสายใยที่จริงใจ และนำมาซึ่งความสุขที่ไม่คาดคิดจากครอบครัวจำแลง การมีตัวตนและเป็นส่วนหนึ่ง พล็อตของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ยังสะท้อนเส้นแบ่งระหว่าง บทบาทกับความเป็นจริงเริ่มเลือนราง ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับคำถามเชิงศีลธรรม ทำให้ตัวละครหลักกลับค้นพบความหมายของการมีตัวตน การเป็นส่วนหนึ่ง และความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันอีกครั้ง จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมล้นหลาม จากการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เริ่มต้นจากการ ‘เช่า’ หรือการหลอก ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างอบอุ่น ลึกซึ้ง และแฝงด้วยแง่คิดเกินคาด เป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้นักวิจารณ์และผู้ชมจำนวนมาก ต่างชื่นชมว่า เป็นภาพยนตร์ดราม่าคอเมดี้ที่อบอุ่น อ่อนโยน ด้วยเล่าเรื่องเรียบง่ายแต่ทรงพลัง แม้หยิบประเด็นสีเทาอย่างการแสร้งเป็นคนอื่นมาเล่า แต่ไม่กดดันอารมณ์จนเกินไป กลับมอบประสบการณ์ ‘ฟีลกู้ด’ อย่างพอดี เป็นประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ทั้งหม่นเศร้านิด ๆ และชวนยิ้มไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ก็ยังเล่าเรื่องที่งดงาม ไม่ตัดสินใคร ให้เกียรติ และเคารพหัวใจของ ‘การบริการ’ ที่เป็นแก่นของเรื่องอย่างแท้จริง กับการแสดงของ Brendan Fraser เองก็ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก ว่าเป็นการแสดงที่นุ่มนวล อ่อนโยน และช่วยสะท้อนแง่งามของความเป็นมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม มาเริ่มต้นปี 2569 แบบ ฟีลกู๊ด ค่าย Searchlight Pictures ส่งภาพยนตร์ฟีลกู้ดอบอุ่นหัวใจมาต้อนรับปีใหม่ ‘RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า’ เข้าฉายวันที่ 8 มกราคม 2569 นี้ พร้อมสร้างความประทับใจให้กับคอหนังทั่วโลก จนหลายเสียงยกให้เป็น “หนังดีที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นปี 2026” ด้วยคะแนนความนิยมจาก Rotten Tomatoes Tomatometer (นักวิจารณ์) สูงถึง 88% จาก 160 รีวิว Popcornmeter (ผู้ชม) สูงถึง 96% จากมากกว่า 1,000 รีวิว (คะแนน ณ วันที่ 8 มกราคม 2569) ข้อมูลภาพยนตร์ ‘RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า’ กำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างโดย HIKARI (Beef, Tokyo Vice, 37 Seconds) นำแสดงโดย Brendan Fraser (The Whale, The Mummy, Encino Man) พร้อมนักแสดงสมทบ อื่นๆ มาเริ่มต้นปีด้วยความอบอุ่นหัวใจ พร้อมเก็บเกี่ยวความสุขผ่านความสัมพันธ์แบบให้เช่าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ไปด้วยกันในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
รีเฟรมเที่ยวไทยผ่านมุมมอง’ลิซ่า’ Feel All The Feelings ปล่อยทีวีซี 28 ม.ค.นี้
ททท. ปล่อยทีเซอร์ ‘Feel All The Feelings’ ความยาว 15 วินาที ภาพยนตร์โฆษณา กับ ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador พา ‘อันซีน’ ปลายทางเที่ยวคุณภาพ รอชมเวอร์ชั่นเต็ม 28 ม.ค.นี้ ความคืบหน้าล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดประตูส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยในปี 2569 ผ่านทีเซอร์ ‘Teaser’ ตัวอย่างภาพยนตร์โฆษณา ‘Feel All The Feelings’ ที่มี ‘ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินระดับโลก ชาวไทย มาร่วมงานในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยว ‘Amazing Thailand Ambassador’ พร้อมเผยความงดงามและเอกลักษณ์ไทยครั้งใหม่ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เปิดปี 69 ‘ททท. x LISA’ ใช้ 10 พลังเสน่ห์ท้องถิ่น รีเซ็ตภาพเที่ยวไทยอวดโลก ‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน สำหรับทีเซอร์ชิ้นนี้มีขนาดความยาว 0.15 นาที นำเสนอเนื้อหาในชั่วกระพริบตาผ่านมุมมอง ‘ลิซ่า’ ชวนทุกคนมาสัมผัสทุกความรู้สึกที่ไทย พร้อมตั้งคำถาม What does Thailand feel like? ประเทศไทยให้ความรู้สึกแบบไหนกันนะ…..อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์ม ต่าง ๆ YouTube: https://youtu.be/Pw3TDgHsFW0 Facebook: https://www.facebook.com/share/v/17um2yPHBp/?mibextid=wwXIfr TikTok: https://www.tiktok.com/@amazingthailand/video/7593351775231560980 ‘ลิซ่า’ ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ พร้อมพาทุกคนร่วมอเมซิ่งจุดหมายปลายการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสวยงาม ความตื่นเต้น ความสนุก และความสุข ที่ได้รับจากสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง โดยหลังรับชม ทีเซอร์ ชิ้นนี้ยังชวนให้ได้ลุ้นพร้อมรอเซอร์ไพรส์ จาก ‘ลิซ่า’ ว่าจะพาไปสถานที่ท่องเที่ยวระดับ Unseen ที่เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพ ‘Quality Destination’ ครั้งใหม่กับภาพยนตร์ ‘Feel All The Feelings’ เวอร์ชั่นเต็มในงานเปิดตัวและช่องทางออนไลน์ Amazing Thailand วันที่ 28 มกราคมนี้ Alternate-X สรุปให้ ททท. รีเฟรมภาพการท่องเที่ยวไทยปี 2569 หลังปล่อยทีเซอร์ภาพยนตร์โฆษณา ‘Feel All The Feelings’ ความยาว 15 วินาที หลังร่วมงานกับ ‘ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินระดับโลก ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวไทย ‘Amazing Thailand Ambassador’ มาถ่ายทอดมุมมองใหม่ของการเที่ยวไทย ที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง แต่คือประสบการณ์และความรู้สึก พร้อมตั้งคำถามชวนค้นหา What does Thailand feel like? ผ่านจุดหมายปลายทาง Unseen และ Quality Destination เตรียมรับชมเวอร์ชั่นเต็มพร้อมกัน 28 มกราคมนี้
ฮอนด้า เข้าตลาดแกดเจ็ต นำร่องไทยขาย ‘UC3’ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่แรกในโลก
ฮอนด้า มอเตอร์ ย้ำไทยเป็นตลาดกลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนรถมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าเจาะผู้บริโภคครั้งแรกด้วย New Honda UC3 ปลั๊กอิน ราคา 132,600 บาท พร้อมอีโคซิสเต็มเต็มรูปแบบ เจาะกลุ่มแรกสายชอบทดลองแกดเจ็ต ไทย ตลาดยุทธศาสตร์ EV ฮอนด้าเลือกไทยเป็นประเทศแรกทำตลาด ‘UC3’ เจาะตลาด B2C และเป็นฐานพัฒนานวัตกรรมไฟฟ้า เปลี่ยนภาพมอเตอร์ไซค์เป็น ‘แกดเจ็ต’ โดย UC3 ถูกวางตำแหน่งใหม่ เจาะ Early Adopter และไลฟ์สไตล์คนเมือง สร้างอีโคซิสเต็ม ไม่ใช่ขายแค่รถ ฮอนด้า เดินหน้าขยายสถานีชาร์จ บริการ และโครงสร้างรองรับการเติบโตระยะยาว ‘ไดกิ มิฮาระ’ ผู้บริหารระดับสูง รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้าเปิดตัว New Honda UC3 รถไฟฟ้าปลั๊กอิน (Plug-in) คอมมิวเตอร์รุ่นแรก ทำตลาดผู้บริโภค (B2c) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในโลก พร้อมวางแผนเปิดตัวสินค้ารุ่นดังกล่าวในประเทศเวียดนาม เป็นลำดับต่อไป สำหรับ New Honda UC3 เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรคนไทย สะท้อนถึงความสำคัญของธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าในตลาดประเทศไทยและในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องในฐานะ ฮอนด้า เป็นผู้นำยุคแรกที่เริ่มวางรากฐานนวัตกรรมไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561 ในรุ่น Benly e และ CUV e พร้อมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Honda WN7 (รถบิ๊กไบค์ไฟฟ้า ชาร์จ CCS2 แบบรถยนต์) ในงาน งานมหกรรมยานยนต์ที่มิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา “ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตหลักต่อไปแม้ในยุคที่อีวีเติบโต เพื่อสร้างงาน เสริมรากฐานโดยมุ่งให้ความสำคัญในระบบนิเวศอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน” มิฮาระ กล่าวว่า ปัจจุบัน ‘ฮอนด้า’ เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 40% คาดในปีงบประมาณนี้จะมียอดจำหน่าย 21 ล้านคัน และคาดว่าจะถึง 60 ล้านคันภายในปี 2030 โดยทุกๆ 2 คน จะมีผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1 คน ทั้งระบบเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างแท้จริง ตลาดไทยปี69 เปิด11 รุ่นใหม่ ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย และเป็นศูนย์กลางหลักของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในระดับภูมิภาค โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยโดยรวมอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน และปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดรวมรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.68 – 1.73 ล้าน “การแข่งขันทางธุรกิจจะเข้มข้นขึ้น ด้วยมองว่าในปีนี้ยังมีปัจจัยเชิงลบเดิมกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ อาทิ หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง ภาษีส่งออกในตลาดต่างประเทศ ที่ยังคงต่อเนื่องจากปีก่อน” สำหรับปี 2569 บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว โดยปีนี้มีแผนเปิดตัว 11 รุ่นใหม่รถจักรยานยนต์ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน พร้อมรักษาความเป็นผู้นำด้านการขาย เทคโนโลยีบริการหลังการขาย ขณะที่ในปีนี้ยังเป็นก้าวสำคัญของ ฮอนด้า โดยเปิดตัว New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Plug-in รุ่นแรก เพื่อจำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ ออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในคอนเซ็ปต์ ‘The Urban First Movers ก้าวแรกที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบเดิม’ วางราคาจำหน่าย 132,600 บาท” สำหรับคุณสมบัติ New Honda UC3 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 kWh แบตเตอรี่ Lithium-ion LFP มาตรฐานสากล UNR136 วิ่งไกลสูงสุด 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 80 กม./ชั่วโมง 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Econ, Standard, Sport และระบบ Reverse Assis Function ช่วยถอยหลัง ดีไซน์โมเดิร์น ไฟหน้า LED แบบ Integrated Light Bar หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก Honda SMART KEY ช่องชาร์จ USB Type-C และพื้นที่เก็บของหลายตำแหน่ง โครงสร้าง Stability Frame “ไทยฮอนด้า ยังเปิดตัว Honda ev Charger แห่งแรกของประเทศไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และมีแผนขยายกว่า 230 สถานี เพื่อรองรับการใช้งานภายในปีนี้ และอีก 800 สถานี ภายใน พ.ศ. 2572” ชิมิซุ กล่าวต่อ สำหรับกลุ่มรถเอที (รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ) บริษัทฯ ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ New Honda Scoopy ในคอนเซ็ปต์ ‘The Iconic Gang แก๊งเจนใหม่ ไปให้สุดเทรนด์’ พร้อมนำวง ‘LYKN’ ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ใหม่ มาพร้อมสีใหม่ 9 เฉดสี 3 สไตล์ วางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น Club 12 ราคาแนะนำ 55,100 บาท รุ่น Prestige ราคาแนะนำ 53,700 บาท รุ่น Urban ราคาแนะนำ 50,600 บาท นอกจากนี้ในรุ่น New Honda Lead125 กับคอนเซ็ปต์ ‘New Dimension of Minimal มินิมอลอีกขั้น สู่ความเท่อีกระดับ’ ถ่ายทอดมิติใหม่ของไลฟ์สไตล์คนเมือง มาพร้อมเฉดสีใหม่และดีไซน์ด้านหน้าที่เสริมลุคสปอร์ต ทันสมัย ให้ความมั่นใจด้วยระบบเบรก ABS รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับ New Honda Lead125 วางจำหน่าย 2 รุ่นพร้อมเฉดสีใหม่ ได้แก่ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 67,000 บาท รุ่น CBS ราคาแนะนำ 62,000 บาท สุดท้าย All New Honda Wave110 ปรับโฉมใหม่เพิ่มความทันสมัย โดดเด่นด้วยสีรถและโลโก้ Emblem สีคอปเปอร์ มาพร้อมไฟเลี้ยวดีไซน์ใหม่แบบ LED มีช่องเก็บของด้านหน้า ตะขอแขวนอเนกประสงค์ และ ช่องชาร์จ USB Type-C และระบบความปลอดภัย Combined Brake System (CBS) ด้วยเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI อัตราการประหยัดน้ำมัน 71.4 กม./ลิตร โดยวางจำหน่าย ในรุ่น ล้อแม็ก Special Edition 2 สี (สีขาว–น้ำตาล และ สีดำ–น้ำตาล) ราคา 48,800 บาท และรุ่นล้อแม็ก 3 สี (สีเทา–น้ำตาล, สีน้ำเงิน และสีแดง) ราคา 48,300 บาท ล้อซี่ลวด สตาร์ทมือ ดิสก์เบรก มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี (สีเทา–ดำ, สีน้ำเงิน–ดำ และสีดำ–น้ำตาล) ราคา 46,300 บาท ล้อซี่ลวด สตาร์ทเท้า ดรัมเบรก วางจำหน่าย สีดำ ราคา 39,000 บาท จากแผนดังกล่าว ในปี2569 บริษัทวางเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 1.36 – 1.40 ล้านคัน คาดจะมีสัดส่วนการขายกลุ่มรถเอที 58% จากในปี2568 มีสัดส่วน 56% จากในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์กว่า 1.40 ล้านคัน เติบโต 102% เทียบกับปีก่อนหน้า และครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 ด้านแหล่งข่าวบริษัท บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่าการทำตลาดเชิงรุกผู้บริโภในกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในปีนี้ ด้วยมองเห็นศักยภาพตลาดของไทยที่มีความพร้อมด้านอีโคซิสเต็ม และเทคโนโลยี โดยมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า New Honda UC3 การทำตลาดในเฟสแรกเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายผู้ชื่นชอบและพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ (Early Adoptor) “ด้วยราคา 132,600 บาท สำหรับ New Honda UC3 ยังเป็นจุดเริ่มต้นการขับเคลื่อนของฮอนด้าสู่อนาคตโฉมใหม่ในตลาดแกดเจ็ต” Alternate-X สรุปให้ ‘ฮอนด้า’ เปิดเกมใหม่ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า B2C ด้วย New Honda UC3 ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยจุดสตาร์ทสู่แนวคิด ‘แกดเจ็ตไฟฟ้า’ เจาะกลุ่มแรกคนเมือง สายทดลองเทคโนโลยี UC3 พัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย สะท้อนบทบาทไทยในฐานะฐานนวัตกรรมและศูนย์กลางอีโคซิสเต็ม EV โดย ‘ฮอนด้า’ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศครบวงจร ทั้งโครงสร้างชาร์จและบริการ รองรับการเติบโตระยะยาว UC3 คือ ก้าวแรกของยุคใหม่ที่เชื่อมอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ เข้ากับตลาดแกดเจ็ตและไลฟ์สไตล์เมือง
คนรุ่นใหม่ใช้คอนเทนต์ ‘หาของอร่อย’ ยูโอบี ปลดล็อกโอกาสธุรกิจร้านอาหาร
‘ยูโอบี’ เติมสกิลเอสเอ็มอีสายร้านอาหารเร่งสร้างแบรนด์แกร่งชิงตลาดอาหารและเครื่องดื่ม 9.67 แสนล้านบาท พบผู้ใช้ TikTok 67% ตั้งใจทำคอนเทนต์อาหารfติดอันดับโลก แนะ3 เทคนิคเชื่อมผู้บริโภค Key Facts พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนรุ่นใหม่ใช้โซเชียล โดยเฉพาะ TikTok เป็นเครื่องมือค้นหาและตัดสินใจซื้ออาหาร ตลาดใหญ่ แต่แข่งขันสูง ธุรกิจอาหารปี2567 มูลค่า 9.67 แสนล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง แต่มีอัตราเปิด–ปิดกิจการสูง คอนเทนต์ = เครื่องมือสร้างแบรนด์ Hook, Key Message และ Call to Action คือหัวใจเชื่อมร้านอาหารกับผู้บริโภค สยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานสัมมนา ‘Accelerate Your Brand: F&B Growth Playbook for SMEs’ ณ ยูโอบี พลาซา กรุงเทพฯ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) โดยงานฯ มีผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่มากกว่า 150 ราย ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2567 ยอดขายของธุรกิจบริการด้านอาหารมีมูลค่าอยู่ที่ 9.67 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องขึ้นทุกปี “ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมีการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงสุด และมีอัตราเลิกกิจการสูงสุดเช่นกัน” ขณะที่ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคนิยมใช้โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งค้นหาและตัดสินใจซื้ออาหาร ดังนั้นการสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า กว่า 67% ของผู้ใช้ ตั้งใจค้นหาคอนเทนต์อาหาร ทำให้หมวดหมู่อาหารและเครื่องดื่มติดอันดับของคอนเทนต์ยอดนิยมทั่วโลก สะท้อนถึงโอกาสมหาศาลสำหรับธุรกิจ F&B ในการสร้างคอนเทนต์ที่โดนใจและเชื่อมต่อกับผู้บริโภค ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันสูงมาก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีร้านอาหารและเครื่องดื่ม ต้องเร่งพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อสร้างความแตกต่างและความแข่งขันได้ในตลาด โดยมี 3 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ Hook: ดึงดูดความสนใจตั้งแต่แรก Key Message: สื่อสารใจความสำคัญชัดเจน Call to Action: กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ โดยภายในงานฯ ยังมีเจ้าของธุรกิจแบรนด์ร้านอาหารชื่อดัง มาร่วมแบ่งปันแนวทางการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น โดยเน้นการรักษาคุณภาพควบคู่กับความกล้าในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อสร้าง ‘Story to Flavor’ ผ่านอารมณ์ของลูกค้า พร้อมทั้งการทำ Collaboration กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างกระแสใหม่ในตลาด เช่น Lele Juice Bar Guss Damn Good Bonnie Café & Bakery เฮียด่วน นอกจากนี้ ยูโอบี ยังได้สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย ดิจิทัลโซลูชันจาก UOB BizSmart และพันธมิตร โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบีเกี่ยวกับโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจ F&B ครอบคลุมทั้งสินเชื่อเพื่อบริหารกระแสเงินสด การขยายกิจการ และเสริมสภาพคล่อง พร้อมรับฟังประสบการณ์จากผู้ก่อตั้ง Bone Boost แบรนด์น้ำซุปกระดูก มาแชร์เคล็ดลับการปั้นแบรนด์ พร้อมประสบการณ์การการใช้โซลูชันที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ พร้อมพูดคุยกับ Adaptis เรื่องระบบรับชำระเงินแบบครบวงจร และประกันภัยร้านค้าและธุรกิจจาก MSIG ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจกระทบต่อธุรกิจ สยุมรัตน์ กล่าวว่า ยูโอบี มุ่งสู่การเป็นพันธมิตรแห่งการเติบโต ‘Growth Partner’ ที่เข้าใจความท้าทายของผู้ประกอบการ และพร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทุกด้าน ตั้งแต่การจัดการเงินทุน การลดความเสี่ยง ไปจนถึงการวางระบบหลังบ้าน เพื่อให้สามารถแข่งขันและขยายโอกาสในตลาดได้อย่างมั่นใจ Alternate-X สรุปให้ ตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยในปี 2567 มีมูลค่า 9.67 แสนล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง เป็นอุตสาหกรรมที่มีทั้งผู้เล่นรายใหม่และปิดกิจการออกไปสูงสุด ขณะที่ ผู้บริโภครุ่นใหม่ใช้โซเชียลมีเดียค้นหาและตัดสินใจเลือกอาหารมากขึ้น โดย TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญของคอนเทนต์อาหารระดับโลก ทั้งนี้ เอสเอ็มอีร้านอาหารต้องเร่งสร้างแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ที่โดนใจ โดย ยูโอบีเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการด้วยความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันครบวงจร
‘ไฟโบรบลาสต์’ ความงามอนาคต เปลี่ยนพึ่งสารแปลกปลอม สู่ยุคใช้เซลล์มนุษย์ฟื้นฟูผิว
เจาะเทรนด์ความงามปี 2026 เมื่อโลกเปลี่ยนจากการเติมสารสู่ผิวหน้า สู่นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ ฟื้นฟูผิวด้วยเซลล์ของร่างกายเอง เปิดโอกาสใหม่เศรษฐกิจสุขภาพและอุตสาหกรรมความงามไทย Key Facts การเปลี่ยนยุคความงาม จากการเติมสารแปลกปลอม สู่การฟื้นฟูผิวจากกลไกเซลล์ของร่างกายเอง นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ เทคโนโลยี Cell Therapy ฝีมือนักวิจัยไทย ที่ยกระดับเวชศาสตร์ความงามสู่มาตรฐานสากล โอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกบทบาทไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมความงามมูลค่าสูง อุตสาหกรรมความงามและเวชศาสตร์ความงามทั่วโลกกำลังเข้าสู่ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ในปี 2026 จากแนวคิดการดูแลผิวที่เน้นการเติมสารจากภายนอก เพื่อแก้ปัญหาความเสื่อมของผิวแบบเร่งด่วน ไปสู่แนวคิดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ การฟื้นฟูผิวจากกลไกธรรมชาติของร่างกายในระดับเซลล์ เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และยั่งยืนในระยะยาว เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของ Wellness Economy, การเข้าสู่ สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองความงามเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) มากกว่าการแก้ไขเฉพาะจุดในระยะสั้น ‘ฟื้นฟู’ ความงามยุคใหม่ ขณะที่ ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงผลลัพธ์ที่ ‘ดูดีขึ้นเร็ว’ แต่ต้องการความงามที่ปลอดภัย ไม่สร้างความเสี่ยงในระยะยาว และสอดคล้องกับการทำงานของร่างกาย โดยความงามแนวใหม่ จะไม่ใช่การฝืนธรรมชาติด้วยการเติมสารแปลกปลอมเข้าสู่ผิวหน้า แต่เป็นการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ผิวสามารถกลับมาทำงานได้ด้วยตัวเอง แนวคิดนี้ทำให้ Regenerative Beauty ความงามเชิงฟื้นฟูระดับเซลล์ กลายเป็นเมกะเทรนด์ของเวชศาสตร์ความงามในอนาคต โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างและคุณภาพผิวจากต้นเหตุ แทนการแก้ปัญหาที่ปลายทาง รู้จัก ‘ไฟโบรบลาสต์’ หัวใจแห่งการฟื้นฟู หนึ่งในนวัตกรรมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระแส Regenerative Beauty คือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ซึ่งพัฒนาโดยทีมอาจารย์แพทย์นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ‘ไฟโบรบลาสต์’ เป็นเซลล์สำคัญในชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูโรนิกแอซิด ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้ผิวแข็งแรง เต่งตึง และยืดหยุ่น เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของเซลล์เหล่านี้จะลดลง ส่งผลให้ผิวบาง หย่อนคล้อย และเสื่อมสภาพ โดยนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์จึงใช้แนวคิด Cell Therapy โดยนำเซลล์ของผู้รับบริการมาเพาะเลี้ยง เพิ่มจำนวนและปรับคุณภาพ ก่อนนำกลับมาฉีดสู่ผิว เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวตามกลไกธรรมชาติ เนื่องจากเป็นเซลล์ของร่างกายเอง จึงมีความปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงจากการแพ้หรือการต่อต้านของร่างกาย และให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผิว นวัตกรรมไทยบนเวทีสากล ขณะที่ การพัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เกิดจากการวิจัยเชิงลึกยาวนานกว่า 8 ปี โดยทีมอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำโดย ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ และ ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล งานวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบอย่างเป็นระบบ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และความน่าเชื่อถือในระดับสากล หัวใจสำคัญของการวิจัย นอกจากทำให้ผิวดูดีขึ้นแล้วยังไปพร้อมกับการออกแบบกระบวนการฟื้นฟูที่ ปลอดภัย ไม่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดหรือคีลอยด์ และมุ่งเน้นการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืนในระยะยาว ‘เปลี่ยนเกม’ อุตสาหกรรมความงาม จากความสำเร็จของนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ใน Phase แรก ทีมวิจัยได้ต่อยอดงานวิจัยสู่ ไฟโบรบลาสต์ Phase 2 ซึ่งจดสิทธิบัตรเรียบร้อยในเดือนธันวาคม 2568 โดย ความก้าวหน้าในระยะนี้ช่วยลดข้อจำกัดเดิม ด้วยการฉีดเพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ความเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ และความกระชับของรูขุมขน ผ่านกลไก การสื่อสารระหว่างเซลล์ (Cell-to-Cell Communication) นวัตกรรม Phase 2 ยังเป็นการแก้ปัญหาผิวเฉพาะจุด พร้อมยกระดับการทำงานของระบบผิวโดยรวม สะท้อนทิศทางใหม่ของเวชศาสตร์ความงามที่มุ่งฟื้นฟู ‘ระบบ’ มากกว่า ‘อาการ’ อุตฯความงามเชื่อมเศรษฐกิจ เวลเนส รายงานจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Global Medical Aesthetics มีมูลค่ากว่า 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าราว 76,500 ล้านบาทในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจาก Aging Society และ Medical Tourism ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทยอาจกลายเป็น ตัวเปลี่ยนเกม ที่ช่วยยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์ สามารถดึงดูดทั้งผู้บริโภคในประเทศและผู้รับบริการจากต่างชาติ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจสุขภาพในระยะยาว บทบาทใหม่ ประเทศไทย สำหรับ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ ยังสะท้อนถึงเทรนด์ความงามปี 2026 และตอกย้ำบทบาทของงานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสร้าง Real World Impact ทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อความงามขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ประเทศไทยจึงมีโอกาสก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามและเวชศาสตร์ฟื้นฟูระดับภูมิภาค อย่างเป็นรูปธรรม Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรมความงามกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2026 จากยุคการเติมสารเร่งด่วน สู่การฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ด้วยนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ เทคโนโลยี Cell Therapy ที่ใช้เซลล์ของร่างกายเองเพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน งานวิจัยฝีมือนักวิจัยไทยสะท้อนศักยภาพประเทศในการก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาค พร้อมเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสุขภาพและ Medical Aesthetics เติบโตในระยะยาว
โหนกระแสอย่างมีชั้น Nike-Origin ยอดพุ่ง 300% ปรากฎการณ์ไวรัลแฟชั่น ‘มาดูโร’
เมื่อแบรนด์ระดับโลก Nike-Origin กล้าเล่นกับกระแสอย่างมีชั้นเชิง ‘Newsjacking’ จากไวรัล ‘มาดูโร่’ อดีตผู้นำเวเนฯ พาโซเชียลแห่เสริชคอลเล็กชั่นแฟชั่น ทำยอดขายพุ่ง 300% Key Facts ไวรัลภาพการจับกุม ‘นิโคลัส มาดูโร่’ ทำให้คำค้นหา Nike Tech พุ่งทันที และสินค้าขาดตลาดทั่วโลก แบรนด์ Origin ใช้กลยุทธ์ Newsjacking อย่างมีชั้นเชิง ดันยอดขายพุ่ง 300% ภายในวันเดียว ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำพลังของอินฟลูเอ็นเซอร์ แบบไม่ตั้งใจ (Accidental Influencer) และการตลาดแบบเรียลไทม์ (Real-time Marketing) ในยุคโซเชียล ในโลกยุคดิจิทัลที่กระแสความสนใจของผู้คนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว เส้นแบ่งระหว่างข่าวการเมืองระดับโลกกับเทรนด์แฟชั่นมักจะพร่าเลือนจนแยกไม่ออก แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อย่างการบุกจับกุม ‘นิโคลัส มาดูโร่’ (Nicolás Maduro) ที่ตอนนี้กลายเป็นอดีตผู้นำเวเนซุเอลา จะกลายเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์บนหน้าการตลาดออนไลน์!! เมื่อเครื่องแต่งกายที่เขาสวมใส่ในขณะถูกควบคุมตัวโดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้กลายเป็น ‘ไอเทมฮอต’ ที่มียอดการค้นหาถล่มทลายและทำให้สินค้าขาดตลาดในพริบตา ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการฉวยโอกาสทางการตลาด (Real-time Marketing) ของแบรนด์ที่กล้าเล่นกับกระแสอย่างมีชั้นเชิง ‘Nike Tech’ คำค้นหาพุ่ง เมื่อ 3 มกราคม 2026 ไม่นานหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวปฏิบัติการ operation absolute resolve บุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร กลางกรุงคารากัส ทรัมป์ได้เผยภาพมาดูโรขณะถูกควบคุมตัวบนเรือ USS IWOJIMA ซึ่งภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นมาดูโร่ในสภาพที่ดูผ่อนคลายเกินคาด โดยเขาสวมชุดวอร์มที่ดูคุ้นตาคนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี!! ทันทีที่ภาพนี้ถูกแชร์ออกไป ‘นักสืบไซเบอร์’ และเหล่าแฟชั่นนิสต้าบนโลกออนไลน์ต่างละทิ้งประเด็นการเมืองชั่วคราว เพื่อพยายามระบุว่าชุดที่อดีตเผด็จการผู้นี้ใส่คือแบรนด์อะไร และคำตอบที่ได้ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความโกลาหลในตลาดเครื่องกีฬา เมื่อมีการยืนยันว่าชุดวอร์มสีเทาชุดนั้นคือ Nike Tech Fleece รุ่นยอดนิยมของเหล่าวัยรุ่นและสายสตรีทแวร์ทั่วโลก ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่าคำค้นหา ‘Nike Tech’ พุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นตรงทันทีหลังจากภาพถูกเผยแพร่ ขณะที่แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล PeakMetrics รายงานว่ามีการพูดถึง Nike Tech บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) มากกว่า 5,000 ครั้งต่อวันในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากค่าเฉลี่ยปกติที่มีการพูดถึงเพียง 300 กว่าครั้งต่อวัน ปรากฏการณ์นี้บน TikTok ยิ่งไวรัลไปอีก เมื่อกลุ่มผู้ใช้ Gen Z และ Gen Alpha ต่างพากันทำคอนเทนต์ ‘Steal the Look’ หรือการแกะรอยราคาเสื้อผ้าที่มาดูโร่ใส่ โดยระบุว่าชุดแจ็คเก็ตและกางเกงรวมกันมีราคากว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 7,000 บาท) บางรายถึงขั้นตัดต่อภาพโดยใช้ AI เพื่อล้อเลียนว่านี่คือแคมเปญใหม่ของ Nike ที่ใช้ชื่อว่า ‘Prison Collection’ หรือ ‘The Escape Pack’ ความตลกขบขันเหล่านี้เองที่เป็นเชื้อชั้นดีทำให้แบรนด์ Nike ได้รับการพูดถึง (Earned Media) ในระดับที่หากเป็นการทำแคมเปญโฆษณาปกติอาจต้องใช้เงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน ‘ครีเอทีฟ’ ปั่นไครซิส อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Nike ได้รับอานิสงส์จากความมีชื่อเสียงเดิมของแบรนด์ (Brand Equity) จนสินค้าหลายรุ่นขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว แบรนด์ขนาดเล็กอย่าง Origin กลับแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการบริหารจัดการแบรนด์ท่ามกลางวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ ในอีกมุมหนึ่งของภาพการจับกุม มาดูโร่ถูกพบเห็นว่าสวมเสื้อฮู้ดประสิทธิภาพสูงสี ‘Patriot Blue’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Origin แบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าที่มีฐานการผลิตอยู่ในรัฐเมนและนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ทำให้ Pete Roberts CEO ของ Origin เล่าว่าในตอนแรกเขาต้องรีบตรวจสอบว่ารูปภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือภาพที่สร้างจาก AI เนื่องจากมันดูเหนือความจริงมากที่มีผู้นำเผด็จการสวมใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เขาในขณะถูกจับใส่กุญแจมือ แทนที่จะหลีกหนีจากประเด็นล่อแหลมทางการเมือง Roberts และทีมงาน รวมถึงคู่ค้าอย่าง Kip Fulks (ผู้ร่วมก่อตั้ง Under Armour) ได้ตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ ‘Lean into it’ หรือการกระโจนเข้าหาโอกาส พวกเขาเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นทางการเมืองที่รุนแรง แต่ใช้อารมณ์ขันที่ทันเหตุการณ์ด้วยการโพสต์รูปมาดูโร่ในเสื้อฮู้ดของแบรนด์พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า ‘Welcome to America’ และเปิดลิงก์สั่งซื้อล่วงหน้าทันที ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่ง ยอดขายของ Origin พุ่งสูงขึ้นถึง 300% ภายในวันเดียว และมียอดการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียหลายหมื่นครั้ง Roberts ให้สัมภาษณ์ว่านี่ไม่ใช่การหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง แต่เป็นการนำเสนอความจริงที่เกิดขึ้น (Authenticity) เพื่อสื่อสารภารกิจของแบรนด์ที่เน้นการผลิตในอเมริกาให้คนนับล้านได้รู้จักในชั่วข้ามคืน โดยที่พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาแม้แต่เซนต์เดียว Origin นับว่าใช้กลยุทธ์ ‘Newsjacking’ การโหนกระแสได้อย่างมีชั้นเชิง แทนที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นละเอียดอ่อน พวกเขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความไวรัลด้วยความโปร่งใสและอารมณ์ขันที่พอดี การเปลี่ยนภาพผู้นำเผด็จการในชุดกุญแจมือให้กลายเป็นโฆษณา ‘Made in USA’ ที่ทรงพลัง เป็นการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ยุคใหม่ต้องมี Agility ความคล่องตัวในการตัดสินใจระดับสูง ซึ่งในกรณีนี้ CEO ของแบรนด์เลือกที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ที่น่าจะควบคุมไม่ได้ ให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารพันธกิจขององค์กรจนสามารถสร้างยอดขายพุ่งสูงถึง 300% ภายในวันเดียว อยู่ดีๆก็อินฟูลฯ แบบไม่ตั้งใจ ความสำเร็จของทั้ง Nike และ Origin ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับจริยธรรมของ ‘บุคคลที่สวมใส่’ มากเท่ากับ ‘ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์’ ในบริบทที่แปลกประหลาด สำหรับวัยรุ่นที่ติดตามกระแส Nike Tech การเห็นมาดูโร่ใส่ชุดที่พวกเขาอยากได้กลับทำให้ชุดนั้นดู ‘เท่’ ในสายตาขบถ (Rebel) หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นหัวข้อสนทนาที่ทำให้พวกเขาดูทันโลก ในขณะเดียวกัน สำหรับแบรนด์ Origin การที่สินค้าของพวกเขาไปปรากฏอยู่บนตัวนักโทษระดับโลกกลับเป็นการยืนยันทางอ้อมถึงคุณภาพและความทนทานของเนื้อผ้าที่แม้แต่คนในสถานการณ์วิกฤตยังเลือกสวมใส่ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงพลังของ ‘Accidental Influencer’ ผู้ทรงอิทธิพลโดยไม่ตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนเริ่มเอือมระอากับคอนเทนต์ที่ถูกจัดวางมาอย่างดี (Polished content) จากเหล่า Influencer มืออาชีพ การได้เห็นเสื้อผ้าแบรนด์ดังในสถานการณ์จริงที่ไม่ได้ถูกเตี๊ยมไว้ล่วงหน้า กลับสร้างแรงกระตุ้นในการซื้อได้อย่างมหาศาล สินค้าอย่างแจ็คเก็ต Nike Tech Fleece ที่เดิมทีก็เป็นสินค้าขายดีอยู่แล้วในหมู่เด็กวัยรุ่น กลับยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่ ‘ทีม Nike Tech’ ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ที่รักความอิสระและไม่ยึดติดกับรูปแบบชุดทำงานแบบเดิมๆ (Corporate America) เปิดเกมไวการตลาดโซเชียล ปรากฏการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่นักการตลาดและเจ้าของแบรนด์ควรได้รับจากเหตุการณ์บุกจับมาดูโร่ในครั้งนี้ คือความสำคัญของการเฝ้าระวังและตอบโต้ในเวลาที่เหมาะสม ในโลกออนไลน์มาร์เก็ตติ้งยุคปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้มีการประชุมบอร์ดบริหารเป็นสัปดาห์เพื่อรออนุมัติโพสต์ในโซเชียลมีเดีย แบรนด์ที่สามารถ ‘อ่านเกมขาด’ และกล้าเสี่ยงที่จะใช้ความตลกขบขันเพื่อลดทอนความตึงเครียดของสถานการณ์ จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ Origin ทำไม่ใช่การยกย่องผู้นำที่ถูกจับกุม แต่เป็นการดึงสปอร์ตไลท์จากเหตุการณ์นั้นมาส่องที่สินค้าของตนเองอย่างถูกที่และถูกเวลา สุดท้ายแล้ว ปรากฏการณ์ ‘Maduro Marketing’ นี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในตำราการตลาดระดับโลกว่า แบรนด์ระดับพันล้านอย่าง Nike และแบรนด์ที่กำลังเติบโตอย่าง Origin สามารถเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่เคร่งเครียดให้กลายเป็นนาทีทองทางการค้าได้อย่างไร ในโลกที่ทุกคนมีหน้าจออยู่ในมือ ความสนใจของผู้คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และในสัปดาห์แรกของปี 2026 นี้ ไม่มีใครที่ดึงดูดความสนใจได้มากไปกว่านักโทษที่กลายเป็นพรีเซนเตอร์ชุดกีฬาโดยไม่รู้ตัวคนนี้อีกแล้ว Alternate-X สรุปให้ กระแสไวรัลการจับกุมอดีตผู้นำเวเนซุเอลากลายเป็นจุดเปลี่ยนของโลกแฟชั่น เมื่อ Nike Tech ถูกค้นหาถล่มทลายจากภาพไวรัลโดยไม่ต้องทำโฆษณา ขณะเดียวกัน Origin กล้า ‘เล่นกับกระแส’ ด้วยอารมณ์ขันและความจริงใจ ด้วยการตอบสนองที่รวดเร็วทำให้ยอดขายพุ่ง 300% ในวันเดียว นี่คือกรณีศึกษาการตลาด Newsjacking ในยุคเรียลไทม์ปี 2026 STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
แสนสิริ เปิดเกมต้นปี ใช้เค-ป็อป’BTS’ เจาะนิวเจน เร่งโปรลดสต็อกอสังหาฯ-หนีตลาดซึม
แสนสิริเปิดเกมรุกอสังหาฯ ต้นปี 2569 ใช้ K-Pop ‘BTS’ ดึงลูกค้านิวเจน พร้อมโปรลดหนัก เร่งระบายสต็อก ท่ามกลางตลาดที่ยังชะลอตัว Key Facts ปี 2568–2569 ตลาดอสังหาฯ ไทย คาดยังชะลอการเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดขายใหม่ลดลงกว่า 30% และบ้านมือสองครองสัดส่วนการโอนสูง แสนสิริใช้ K-Pop และเพลง ‘Dynamite’ ของ BTS เป็นเครื่องมือเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ การจัดโปรแรงตั้งแต่ต้นปีสะท้อนกลยุทธ์เร่งบริหารสต็อกและกระแสเงินสดในภาวะตลาดเปราะบาง ในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเดิมในปีก่อนที่ลากมาถึงในปีนี้ ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแรง จีดีพี ปีนี้คาดการณ์ 1.6-2% แน่นอนว่ากระทบแรงซื้อผู้บริโภคในตลาดต่อเนื่อง ด้วยปัจจุบันครัวเรือนไทยยังมีหนี้สูงกว่า 95% มีผลต่อการตัดสินใจให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยในปีที่ผ่านมาพบอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อฯ (Home Loan Rejection Rate) อยู่ที่ราว 39–40% จากกำลังซื้อที่อยู่อาศัยเคลื่อนตัวช้าแบบนี้ แน่นอนว่าส่งผลไปยังจำนวนยูนิตโครงการอสังหาฯ ที่ผู้พัฒนาได้เปิดตัวและทำตลาดไปในช่วงปีก่อนๆ หน้านี้ ด้วยหากโครงการใดยังไม่ Sold Out เจ้าของ/ดีเวล็อปเปอร์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสต็อกแต่ละโครงการต่อไป โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) คาดการณ์ปี 2568-2569 ตลาดอสังหาฯไทยชะลอตัวต่อเนื่อง โดยปี 2568 ที่อยู่อาศัยขายใหม่จะอยู่ที่ 74,544 หน่วย ลดลง 31.2% มูลค่า 472,300 ล้านบาท ลดลง 38.6% ส่วนปี 2569 คาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% ขณะที่บ้านมือสองครองสัดส่วนโอนสูงถึง 66% ของจำนวนหน่วย และ 49% ของมูลค่า ปัจจัยสำคัญทำให้ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ไว้ก่อน และอาจหันไปบริหารจัดการสต็อกโครงการฯ เดิมที่เคยเปิดไว้ก่อนหน้านี้แทน ขณะที่บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายมใหญ่ ‘แสนสิริ’ ได้ออกตัวแรงการทำตลาดเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี 2569 ด้วยกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้านยอดขายและสต็อกคงค้าง ในโครงการฯ ที่เปิดตัวก่อนหน้า โดยนำดนตรีระดับโลกแนวเค-ป๊อป (K-Pop) มาใช้ร่วมกับการตลาดเชิงวัฒนธรรมพร้อมเติมกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยโปรโมชันราคา หวังเร่งตัดสินใจซื้อและขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ในแคมเปญ ‘DEAL POP TOP CHART ดีลแรงติดท็อป ป็อปทุกโครงการ’ สำหรับโปรเจกต์นี้ แสนสิริ รับลิขสิทธิ์เพลงระดับโลก ‘Dynamite’ ของ BTS จากค่ายเพลง HYBE เป็นเวลา 1 ปี มาใช้เป็นแกนกลางการสื่อสารการตลาดพร้อมสร้างภาพจำใหม่ในการซื้อบ้านมาเชื่อมโยงกับอารมณ์ ความสนุก และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ (New Generation) จากเดิมที่มองว่า การซื้อบ้านแต่ละครั้งเป็นเรื่องจริงจังหรือไกลตัว โดยใช้ ‘K-Pop’ เป็นสะพานเชื่อมแบรนด์ สร้างอารมณ์ร่วมมากกว่าการขายตรง ๆ ต่อการเลือกเพลง ‘Dynamite’ ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกของ BTS ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก เป็นทั้งกิมมิคทางการตลาด และสะท้อนถึงการวางตำแหน่งแบรนด์ของแสนสิริที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับวัฒนธรรมป๊อปและคอนเทนต์ระดับสากล ไปพร้อมกัน ด้วยเพลงดังกล่าว ยังเคยสร้างปรากฏการณ์ข้ามพรมแดน จากแฟนด้อมสู่กระแสหลัก และถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์ของพลังบวกและความหวัง ‘แสนสิริ’ ได้นำมาผูกกับแนวคิด ‘การเริ่มต้นชีวิตใหม่’ ผ่านการมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เมื่อใช้แนวคิดนี้เป็นจุดตั้งต้นเข้าหาแรงซื้อนิวเจนฯ แล้ว ‘แสนสิริ’ ยังได้จัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า ออกมาตั้งต้นปีนี้ โดยนำ 111 โครงการพร้อมอยู่ครอบคลุม บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมในหลากหลายทำเล พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 12 ล้านบาท ต่อการจัดโปรโมชันตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นสัญญาณชัดของการเร่งบริหารสต็อกและกระแสเงินสดในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นเต็มที่ แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่มักอัดโปรในช่วงครึ่งหลังของปีเพื่อปิดยอด แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงโครงสร้างของผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ KTC แจกล้านพ้อยต์ เร่งกำลังซื้อ นอกจากนี้ แคมเปญฯ ยังเสริมแรงซื้อให้ตัดสินใจไวขึ้น โดยร่วมกับ บัตรเครดิต KTC มอบคะแนน KTC FOREVER 10 เท่า สูงสุด 1,000,000 คะแนน มาช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของผู้ซื้อ และเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกและกลุ่มวัยทำงานตอนต้น คลุมทุกเซ็กเมนต์โครงการฯ สำหรับโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญฯ ครอบคลุมตั้งแต่บ้านเดี่ยวระดับบน เช่น เศรษฐสิริ บางนา กม.10 และเศรษฐสิริ สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ ไปจนถึงบ้านและทาวน์โฮมสำหรับครอบครัวเริ่มต้น นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียม ทั้งทำเลในเมือง ศูนย์กลางธุรกิจ และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต แนวทางดังกล่าว อาจยังสะท้อนแนวคิด ‘กระจายความเสี่ยง’ ทั้งด้านราคา ทำเล และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อไม่พึ่งพาเซ็กเมนต์ใดเซ็กเมนต์หนึ่งมากเกินไป ต่อการใช้ K-Pop กับโปรโมชันอสังหาฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเกมรุกการตลาดอสังหาฯ ที่ ‘แสนสิริ’ ดีดขึ้นมา ‘สร้างจังหวะ’ ด้วยตัวเอง ทั้งในเชิงการตลาด การบริหารความเสี่ยง และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เป็นกำลังซื้อจริงให้ได้ในเวลานี้ Alternate-X สรุปให้ ตลาดอสังหาฯ ไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง และอัตราปฏิเสธสินเชื่อเกือบ 40% โดยผู้พัฒนาหลายรายชะลอเปิดโครงการใหม่ และหันมาเร่งบริหารสต็อกเดิม ขณะที่ ‘แสนสิริ’ เปิดเกมรุกตั้งแต่ต้นปี ใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงวัฒนธรรมควบคู่โปรโมชันราคา พร้อมดึงเพลงฮิตระดับโลก ‘Dynamite’ ของ BTS เป็นสะพานเชื่อมแบรนด์กับกลุ่มลูกค้านิวเจน โดยการจัดโปรแรงต้นปี ยังสะท้อนความพยายามเร่งยอดขาย กระแสเงินสด และลดความเสี่ยงในตลาดที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่
เบื้องหลัง’Unitree G1’ไวรัลหุ่นยนต์นักเต้น โมเดลใหม่ส่งออกอำนาจดิจิทัลจีน
ไวรัล ‘Unitree G1’ หุ่นยนต์นักเต้นจากปินเจียง เผยยุทธศาสตร์จีน ผสาน AI คอนเทนต์ และแรงงานอนาคต สู่การส่งออกเศรษฐกิจ-วัฒนธรรมดิจิทัลยุคใหม่ Key Facts Unitree G1 ใช้เทคโนโลยีมอเตอร์และข้อต่อที่พัฒนาขึ้นเอง ใช้เวลากว่า 3 ปี จนเคลื่อนไหวได้ใกล้มนุษย์ เมืองปินเจียงเป็นที่ตั้งบริษัท AI และซอฟต์แวร์กว่า 200 แห่ง และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีน การส่งออกวัฒนธรรมดิจิทัลของปินเจียง สร้างรายได้กว่า 5.2 หมื่นล้านหยวนในครึ่งปีเดียว สำนักข่าว Xinhua-AsiaNet/Dataxet เผยบทความระบุ เหตุการณ์ไวรัลช่วงปลายเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมาในโลกโซเชียลพากันฮือฮากับ ไวรัลวิดีโอการเต้นได้อย่างลงตัวทุกจังหวะแบบพลิ้วไหว ของเหล่าแดนเซอร์หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์สีเงิน 6 ตัว ในการแสดงของ ‘หวัง เล่อหง’ ศิลปินนักร้องชาวจีน ปรากฎการณ์ในครั้งนั้น ยังเรียกความสนใจจาก ‘อีลอน มัสก์’ ซีอีโอเทสลา จนถึงกับต้องกด ‘แชร์’ การแสดงคอนเสิร์ตของหุ่นยนต์แดนเซอร์ทั้ง 6 ตัวนี้ พร้อมคำสั้นๆ ว่า ‘น่าประทับใจ’ สำหรับหุ่นยนต์ ‘Unitree G1’ เหล่านี้มาจากเขตเทคโนโลยีชั้นสูงหางโจว (ปินเจียง) ได้ผลิตออกมา พร้อมนำมาใช้งานผ่านการแสดงเต้นประสานจังหวะกับนักร้อง ‘หวัง เล่อหง’ ได้อย่างลงตัวทุกจังหวะ และแสดงท่าตีลังกาหลังได้อย่างพลิ้วไหวในช่วงพีคของเพลง ที่เรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมเป็นจำนวนมาก ส่งออกวัฒนธรรมดิจิทัลจีน ยุคใหม่ ขณะที่ สำนักงานข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลประชาชนเขตปินเจียง เมืองหางโจว ระบุว่า การแสดงอันน่าประทับใจเพียงไม่กี่นาทีนี้ บอกทุกอย่างได้หมดแล้วว่า ‘ปินเจียง’ กำลังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีและการเติบโตทางอุตสาหกรรม บนพื้นที่ 72 ตารางกิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำเฉียนถางแห่งนี้ โดยหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์อัจฉริยะของจีน ไม่ได้พัฒนาแยกขาดจากอุตสาหกรรมคอนเทนต์ แต่เติบโตอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สามสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมใหม่’ ของจีน ซึ่งประกอบด้วย • วรรณกรรมออนไลน์ • ละครออนไลน์ • เกม ทั้ง3 อุตสาหกรรมกำลังได้รับความนิยมในระดับโลก และกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้มีความสามารถจากหลากหลายสาขาให้หลั่งไหลเข้ามา รวมตัวกันที่เมืองปินเจียง เพื่อสร้างระบบนิเวศครีเอทีฟและเทคโนโลยี ที่หลอมรวม ‘จินตนาการ–เนื้อหา–นวัตกรรม’ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สู่หุ่นยนต์อัจฉริยะที่ผสานการเคลื่อนไหวได้อย่างลงตัว ก้าวจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง สะท้อนชัดว่า หุ่นยนต์เต้นรำของ Unitree ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ แต่เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงวงการ AI ที่กำลังเฟื่องฟูในปินเจียง หวัง ซิงซิง ซีอีโอของ Unitree กล่าวว่า “ท่าทางที่ดูง่ายๆ เหล่านั้น? ล้วนเกิดจากมอเตอร์ โปรแกรมการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนกลไกที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ” โดยทีมของเขาใช้เวลาสามปีในการคิดค้นเทคโนโลยีสำคัญ ทำให้ข้อต่อของหุ่นยนต์มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วเป็นพิเศษ ปัจจุบัน หุ่นยนต์มากความสามารถเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น!! เทคโนโลยีของพวกมันถูกนำไปใช้ในโรงงาน การดูแลผู้สูงอายุ และอื่นๆ นอกจากนี้ มอเตอร์และตัวลดความเร็วที่ผลิตขึ้นมาเอง ยังทลายการผูกขาดตลาดของบริษัทต่างชาติได้อีกด้วย ปินเจียง เมืองหลวงเอไอ จีน สำหรับเมือง ‘ปินเจียง’ ปัจจุบันเต็มไปด้วยความสำเร็จด้านเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยระบบ AI ของ Deep Principle ช่วยเพิ่มความเร็วในการคัดแยกของหุ่นยนต์ในคลังสินค้าได้ถึงสามเท่า และหุ่นยนต์จราจร AI ที่พัฒนาร่วมกับ Supcon ก็กำลังโลดแล่นอยู่บนท้องถนนในปินเจียง ช่วยควบคุมการจราจรอย่างราบรื่นและตักเตือนผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างสุภาพ ‘ปินเจียง’ ยังเป็นที่ตั้งของบริษัท AI และซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่กว่า 200 แห่ง มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่ชิป AI ไปจนถึงแอปพลิเคชันในโลกแห่งความเป็นจริง เมืองหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีรูปร่างหน้าตาเฉพาะตัวเป็นที่ตั้งของบริษัทที่เกี่ยวข้องกว่า 100 แห่ง และฐานทดสอบก็เปลี่ยนแนวคิดในห้องแล็บให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จริงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ใน 3ไตรมาสแรกของปีนี้ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของปินเจียงเพิ่มขึ้น 11.3% ซึ่งเป็นการเติบโตสองหลักติดต่อกันสามไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากดาวเด่นด้าน AI ของเมืองนี้ จากการส่งออกทางวัฒนธรรมช่วยให้เรื่องราวของจีนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทั้งนี้ หากหุ่นยนต์อัจฉริยะเป็น ‘กำลังหลัก’ ของปินเจียง ‘การส่งออกทางวัฒนธรรมสามอย่างใหม่’ ของเมืองนี้ก็เปรียบเสมือน ‘การสร้างความตระหนักรู้อย่างจู่โจม’ ขณะที่ NetEase Games เกม Naraka: Bladepoint ได้ผสมผสานความงามแบบจีนดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีภายในบริษัท โดยมีแสงไฟในป่าไผ่ที่สมจริงและท่าทางการต่อสู้แบบศิลปะป้องกันตัวที่สมจริง โดยเกมนี้ ขายได้มากกว่า 20 ล้านชุดทั่วโลก และผู้เล่นต่างชาติหลายล้านคนกำลังเรียนรู้ท่าทางการต่อสู้และชื่นชมสถาปัตยกรรมของเกมทางออนไลน์ วัฒนธรรมศิลปะป้องกันตัวแบบตะวันออกกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านเวทมนตร์ดิจิทัล ส่วนเกม Legend of Zanghai (ดัดแปลงจากนิยายออนไลน์) พัฒนาโดย Hangzhou Nanpai Investment Management Co., Ltd. ได้ให้เช่าใน 190 ประเทศ และติดอันดับสูงสุด 23 ประเทศ ผ่านงานฝีมือแบบดั้งเดิม เช่น การต่อไม้แบบเดือยและร่อง และการแสดงหุ่นเงา ทำให้ผู้ชมในต่างประเทศติดใจ ‘การส่งออกทางวัฒนธรรมนั้นเกี่ยวกับการเชื่อมต่อผ่านความรู้สึก เราเล่าเรื่องราวของจีนในแบบตะวันออก’ โฆษกของบริษัทกล่าว ต่อเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ คือ หมู่บ้านนักเขียนอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีน ด้วยนักเขียนชื่อดัง 325 คนอาศัยอยู่ที่นี่ และผลงานยอดนิยมกว่า 300 ชิ้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เกม และอื่นๆ ผ่านกระบวนการพัฒนาและถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาแบบเร่งด่วน ทำให้เข้าถึงผู้อ่านในต่างประเทศกว่า 160 ล้านคน โดย ‘ปินเจียง’ ให้การสนับสนุนพวกเขาผ่านกองทุน 500 ล้านหยวนและมาตรการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านเงินทุนสำหรับบริษัทสร้างสรรค์ขนาดเล็ก ในครึ่งแรกของปีนี้ การส่งออกทางวัฒนธรรมของปินเจียง สร้างรายได้ 52.35 พันล้านหยวน และ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดในหางโจว ตามข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลของรัฐบาลประชาชนเขตบิ่ญเจียง หางโจว เมือง ‘แม่เหล็ก’ ดึงดูดคนเก่ง จากความสำเร็จของปินเจียง นั้นมาจากสิ่งเดียว คือ ด้าน ‘คน’ ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 33.5 ปี ซึ่งที่นี่มีคนเก่งกว่า 500,000 คน คิดเป็น 3% ของคนเก่งทั้งหมดในเจ้อเจียง โดยใช้พื้นที่น้อยกว่า 0.1% ของพื้นที่ทั้งหมด ข้อดีด้านการดึงดูดบุคลากรของปินเจียงนั้นหาที่เปรียบไม่ได้ เมื่อเงินทุนเริ่มต้นสูงถึง 20 ล้านหยวนสำหรับบุคลากรต่างชาติฝีมือดี โครงการพัฒนาบุคลากรมากกว่า 1,100 โครงการ (ก่อให้เกิดบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 9 แห่ง) ในช่วง 16 ปี และการปรับปรุงนโยบายในปีนี้ได้เพิ่มเงินทุนจาก 100 ล้านหยวนเป็น 1 พันล้านหยวน นอกจากนี้ในเมืองปินเจียง การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป โรงเรียนอนุบาลในพื้นที่จัดเวลาทำงานให้ตรงกับเวลาอาหารเย็นและการดูแลหลังเลิกเรียน และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วยดูแลสมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ รวมไปถึง ‘เพื่อนบ้านคือหุ้นส่วนทางธุรกิจ’ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ด้วยการลงทุนมหาศาลในด้านพลังการประมวลผลและข้อมูล ทำให้คนเก่งในท้องถิ่นสามารถทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อไล่ตามความฝันของตน ‘กง หย่งซิง’ ซีอีโอของบริษัท Najing Science and Technology กล่าวว่าด้วยประสบการณ์ตรงทำให้เขารู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี จากการที่บริษัทของเขาได้รับการสนับสนุนหลายสิบล้านหยวน และรัฐบาลยังช่วยจัดการเรื่องการลงทะเบียนเรียนของลูกๆ ในทีมของเขาด้วย “ที่นี่ เราสามารถทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับนวัตกรรมและการวิจัยโดยไม่มีสิ่งรบกวน” จากหุ่นยนต์ของ Unitree ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ไปจนถึง Naraka ที่สร้างความประทับใจให้กับนักเล่นเกมในต่างประเทศ และความฝันของคนเก่งที่กำลังเบ่งบาน สะท้อน ‘ปินเจียง’ กำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพลังการผลิตคุณภาพใหม่ และจ่ดคำชมของ ‘มัสก์’ ที่ว่า ‘น่าประทับใจ’ ไม่ได้หมายถึงแค่ทีมหุ่นยนต์เท่านั้น แต่เป็นการปรบมือให้แก่เรื่องราวอันน่าทึ่งของ ‘ปินเจียง’ ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม การทำงานเป็นทีม และการก้าวข้ามขีดจำกัด Alternate-X สรุปให้ หุ่นยนต์เต้นรำ Unitree G1 ที่ไวรัลทั่วโลก ไม่ได้เป็นแค่การแสดง แต่สะท้อนพลังเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ส่งออกดิจิทัลของจีน ต่อเบื้องหลังความสำเร็จคือเมืองปินเจียง (Binjiang) ศูนย์กลาง AI และนวัตกรรมของหางโจว หลังจีนผสานหุ่นยนต์ AI เข้ากับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สามสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมใหม่’ ด้วยเทคโนโลยีของ Unitree ถูกพัฒนากว่า 3 ปี และนำไปใช้จริงในโรงงาน การแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ ‘ปินเจียง’ กำลังกลายเป็นโมเดลเมืองที่ใช้ ‘คนบวกกับเทคโนโลยีและวัฒนธรรม’ สร้างอำนาจดิจิทัลระดับโลก
เริ่มปี’69 รัฐปิดช่องว่าง บวกภาษีบาทแรกสินค้าออนไลน์ แฟชั่น ราคาเด้งท้าย 30%
ตลาดออนไลน์ไทยเข้าสู่เฟสใหม่ เก็บภาษีVAT สินค้าแพลตฟอร์มต่างชาติตั้งแต่บาทแรก หมดยุค ‘ของถูกจากต่างประเทศแบบไร้ต้นทุนแฝง’ Key Facts เก็บ VAT ตั้งแต่บาทแรกไม่ขัด FTA ด้วยมาตรการใหม่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับสินค้านำเข้าออนไลน์ทุกมูลค่า เป็นคนละส่วนกับ FTA ไทย–จีน 0% ที่ยกเว้นเฉพาะอากรนำเข้า แฟชั่นนำเข้า ราคาเด้งปลายทาง 20–30% จากต้นทุนซ้อน ทั้งค่าระบบ แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ การคืนสินค้า และมาร์จินที่เดิมบางมาก แพลตฟอร์ม–ร้านค้า ต้องปรับ UX และโมเดลธุรกิจ โดยการคำนวณราคาสุทธิที่หน้าเช็กเอาต์กลายเป็นหัวใจการแข่งขัน เพราะราคาเด้งท้ายหมายถึงความเชื่อใจลูกค้าที่หายไป 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาเป็นวันแรกของการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) อัตรา 7% ของมูลค่าสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่ ‘บาทแรก’ โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท มาตรการนี้ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SME จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ และกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่อยู่ในระบบภาษี สำหรับ มาตรการจัดเก็บภาษีแวต 7% ที่รัฐเริ่มเก็บ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องสินค้านำเข้า ‘ทุกมูลค่า’ รวมถึงของราคาต่ำ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับนโยบายการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน อัตรา 0% ที่ให้สิทธิ์ยกเว้น ‘อากรนำเข้า’ เฉพาะกรณีที่สินค้ามีถิ่นกำเนิดจากจีนจริง และมีเอกสารรับรองถิ่นกำเนิด (Form E) ถูกต้อง แฟชั่นปรับขึ้น 20-30% จากนโยบายฯ นี้ ส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้บริโภค และ เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และรวมถึงเจ้าของธุรกิจรายย่อยพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ที่สั่งของราคาถูกนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างแน่นอน ในฝั่งผู้บริโภคชาวไทย ที่คุ้นเคยการกดสั่งซื้อสินค้าจากต้นทางร้านค้าออนไลน์ในต่างประเทศโดยเฉพาะในจีน บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ อย่างแฟชั่น ชีอิน (SHEIN) สินค้าอุปโภคบริโภคแพลตฟอร์มเทมู (Temu) หรือ เถาเป่า (Taobao) ซึ่งราคาสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อาจมีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 20-30% ตามกลไกภาษีและต้นทุนการนำเข้า ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าแฟชันที่บางรายการที่มีราคาถูกแม้จะจัดเก็บภาษีแวตเพิ่มอัตรา 7% แต่ปลายทางอาจขยายราคาเพิ่มเป็น 20-30% เพื่อให้ ‘กำไรสุทธิ’ เท่าเดิม เป็นผลจากตัวต้นทุนที่ ‘ซ้อนทับ’ พร้อมกัน อาทิ VAT 7% (คำนวณจากราคาสินค้าและ ค่าขนส่ง), ค่าดำเนินพิธีการ หรือ ระบบแพลตฟอร์ม, ต้นทุนการคืนสินค้า, ต้นทุนการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า (UX) หากราคาไม่รวมภาษีตั้งแต่ต้น แพลตฟอร์มอาจต้องกันในส่วนของกำไรเผื่อไว้ จากเดิมกำไรที่มีอยู่บางมาก ทำให้บางร้านต้อง ‘เพิ่มราคา’ เพื่อให้คุ้มการขาย แต่เพื่อไม่ให้กระทบต่อประสบการณ์การช้อปปิ้ง รัฐบาลได้ประสานงานให้ระบบภาษีเป็นแบบ ‘Seamless Integration’ บูณาการไร้รอยต่อโดยปัจจุบันกว่า 97% ของรายการสินค้าบนแพลตฟอร์มหลัก จะทำการคำนวณและรวมภาษีแวต และอากรนำเข้าไว้ในราคาขายเรียบร้อยแล้ว !! แนวทางนี้ ‘ผู้บริโภค’ จึงยังคงได้รับความสะดวกสบายด้วยการ ‘ชำระเงินเพียงครั้งเดียว’ และรอรับสินค้าที่บ้านได้ทันที โดยไม่ต้องเดินทางไปดำเนินการทางศุลกากรด้วยตนเอง จุดนี้สะท้อนว่า จากนี้ไปผู้บริโภคชาวไทยต้องพิจารณาป้ายราคาสินค้า บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก่อนตัดสินใจกดสั่งซื้อ ด้วยจะเป็นราคาที่ถูกบวกภาษีนำเข้าเพิ่มเข้าไปแล้ว และต้องชั่งน้ำหนักว่า ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายออกไปคุ้มค่ากับคุณภาพสินค้าที่ยังต้องรอคอยจากการนำเข้า อีกหรือไม่? แพลตฟอร์มเสี่ยง-ลูกค้าเท ตัดภาพมาที่ฝั่งผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ เมื่อลูกค้า ‘รู้แล้วว่า’ ต้องจ่ายเพิ่มcแต่ยังต้องรอคอยสินค้านำเข้าเหมือนเดิม เป็นปัจจัยที่ทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มฯข้ามชาติ ต้องปรับระบบคำนวณภาษีตั้งแต่หน้าชำระเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านประสบการณ์ลูกค้า (UX Risk) จากการที่ ‘ลูกค้า’ คาดหวังราคาหนึ่ง แต่เมื่อถึงตอน ‘เช็คเอาต์ คาร์ต’ เพื่อจ่ายเงินกลับต้องเจออีกราคา (ที่ถูกบวกภาษี) ในตอนท้าย อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจไม่ไปต่อกับสินค้าบนแพลตฟอร์มนี้ในวินาทีสุดท้าย ได้เช่นกัน!! เพราะถ้าราคา ‘เด้งตอนท้าย’ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือความเชื่อใจของลูกค้าที่จะตามมาอีกในอนาคต ซึ่งยังรวมไปถึงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม ด้านความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าอีกด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ‘ต้นทุนเพิ่ม’ สำหรับฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจไทย ในกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์รายย่อยที่นำเข้าสินค้า จากจีนแน่นอนว่าจะมี ‘ต้นทุน’ สูงขึ้นทันที ด้วยจะต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าดำเนินการด้านเอกสาร/โลจิสติกส์ ที่กลายเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยแม้ว่าจะเป็นสินค้าของราคาถูก แต่ ‘กำไรบาง’ ทำให้ ‘มีความเสี่ยง ไม่คุ้มการขาย’ รวมไปถึงเงินทุนจมกับสต๊อกด้วยขายได้ช้าลงเพราะราคาสูงขึ้น ขณะที่รูปแบบธุรกิจเดิมของพ่อค้าออนไลน์รายย่อย คือ ขายของราคาถูกได้กำไรต่อชิ้นน้อย แต่อาศัยปริมาณขายสูง แบรนด์ไทย แข่งด้วยคุณภาพ-เชื่อถือ ขณะที่ มาตรการฯนี้ ส่งผลกระทบชิงบวกทางอ้อมให้กับธุรกิจไทย และแบรนด์สินค้าท้องถิ่น ในการแข่งราคากับสินค้านำเข้าได้ดีขึ้น แต่ยังต้องสู้กันที่แบรนด์ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่รับจ้างผลิต (OEM / ODM) ในประเทศ, ผู้ขายที่มีสต็อกในไทย (Local Fulfillment) รวมไปถึงธุรกิจที่ขาย ’ประสบการณ์–บริการ–คุณค่า’ ที่ไม่ใช่แค่ของถูก จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยหรือได้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดออนไลน์ในครั้งนี้ จากโอกาสนี้ กลุ่มธุรกิจแบรนด์ SME ไทย ยังต้องเร่งสื่อสารการตลาดด้วยจุดแข็ง ‘ของไทย ทำในไทย ส่งเร็ว’ พร้อมย้ำมาตรการภาษีเป็นตัวเร่งอธิบายความเป็นธรรมในการแข่งขันตลาดการค้าในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ เป็นความมุ่งหวังของภาครัฐต่อการปกป้องการแข่งขันในตลาดของผู้ประกอบการท้องถิ่น และปรับระบบให้เป็นธรรม โปร่งใส ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงระยะเวลาก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ จากผู้บริโภคไทย ให้คำนึงถึงความคุ้มค่าและความพึงพอใจ มากยิ่งขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่นับจากต้นปี 2569 เรียกได้ว่าเข้าสู่เฟสใหม่ของการค้าอีคอมเมิร์ซ โดยทุกฝ่าย ผู้บริโภค แพลตฟอร์ม และ ร้านค้ารายย่อยต่างต้องปรับตัวตามมาตรการนี้เพื่อให้ยังเป็นฝ่าย ‘วิน’ ในเกมอีคอมเมิร์ซ รอบนี้ Alternate-X สรุปให้ การเก็บ VAT สินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2569 ถือเป็นการปิดช่องว่างภาษีครั้งสำคัญของตลาดอีคอมเมิร์ซไทย มาตรการนี้ไม่ขัด FTA ไทย–จีน 0% เพราะเป็นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่อากรนำเข้า ขณะที่กลุ่มสินค้าแฟชั่นนำเข้าได้รับผลกระทบสูงสุด โดยราคาปลายทางอาจขยับเพิ่ม 20–30% จากต้นทุนที่ซ้อนทับ ทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเร่งปรับระบบคำนวณภาษีตั้งแต่หน้าเช็กเอาต์ เพื่อลดความเสี่ยงด้าน UX และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์ไทยและผู้ขายที่มีสต็อกในประเทศได้โอกาสแข่งขันมากขึ้นในสนามราคาที่เป็นธรรมกว่าเดิม STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
สุขแรกปี69 ชาร์ตพลังในสวนฯ กับ ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026
กลุ่มไทยเบฟ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่4 เทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 เติมพลังสีเขียวผ่าน 4 สวนสาธารณะใจกลางเมืองใหญ่ สร้างวันดี ๆ ให้หัวใจได้พัก สำหรับเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 กลับมาอีกครั้งในปีที่ 4 ชวนคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว เริ่มต้นปีใหม่ด้วยพลังบวก ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง พร้อมเปลี่ยน 4 สวนสาธารณะหลักให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเริ่มต้นในเดือนแรกของปี 2569 โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 มกราคม 2569 โดยเทศกาล จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม-ครอบครัว อาทิ กลุ่มThaiBev, QSNCC, One Bangkok, Sustainability Expo และมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (BIG Trees Foundation) ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด ‘เมืองที่ดีต่อใจคนทุกวัย’ พร้อมกันนี้ ในงานเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ยังได้จัดกิจกรรมร่วมทำบุญใหญ่ต้นปี ท่ามกลางความสงบร่มรื่นของสวนป่าเบญจกิติ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลและน้อมรำลึกถึงพระราชปณิธาน ‘ป่ารักน้ำ’ ที่ทรงมุ่งดูแลผืนป่าและต้นน้ำของแผ่นดิน ซึ่งเป็นรากฐานของความอุดมสมบูรณ์ สู่สวนป่าเบญจกิติ ที่วันนี้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของคนเมืองด้วยธรรมชาติอันยั่งยืน ด้วยกิจกรรมเจริญสุขอย่างดีงาม ต้อนรับปีใหม่อย่างเป็นสิริมงคล ตั้งแต่ วันที่ 9 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 109 รูป จาก 11 วัด ในบรรยากาศสงบร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวกลางเมือง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ณ บริเวณองค์พระพุทธวิสุทธิมงคล และริมทะเลสาบ สวนเบญจกิติ วันที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 08.00-09.30 น เปิดใจรับพลังบวกในยามเช้า พร้อม ‘ธรรมะปลุกใจ’ ให้กาย–ใจอ่อนโยน กับ ‘เสียงธรรมยามเช้า’ โดยพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) เริ่มต้นปีใหม่ด้วยใจตื่นรู้ : เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต ณ สวนเบญจกิติ นอกจากนี้ กรุงเทพดีต่อใจ ยังจัดกิจกรรมต่าง ๆ มาเชื่อมคนเมือง โดยใช้ สวนสาธารณะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนเมืองได้พักกาย พักใจ ใช้เวลาร่วมกัน และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง ในกลุ่มเป้าหมาย ครอบครัวในเมือง เด็กและเยาวชน คนทำงานที่อยากชาร์จพลังใจ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มองหากิจกรรมเชิงไลฟ์สไตล์–สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นเทศกาลที่ ‘ทุกวัยเข้าถึงได้’ และเข้าร่วมได้ฟรี เสน่ห์ 4 สวนกลางเมืองหลวง สำหรับ 4 สวนสาธารณะที่เข้าร่วทมเทศกาลปีนี้ ซึ่งแต่ละแห่งมีจุดเด่นและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เป็นทางเลือกเติมชีวิตชีวา ในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เริ่มกันที่ ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่สีเขียวระดับตำนานกลางกรุงเทพฯ ด้วยขนาดราว 360 ไร่ กับจุดเด่น ความเป็นสวนสาธารณะเก่าแก่ ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) บนถนนพระราม4 ที่เหมาะกับกิจกรรมครอบครัวขนาดใหญ่ ถัดมาเป็น ‘สวนเบญจกิติ’ กับสมญานาม ‘ปอดใหม่’ ของกรุงเทพฯ กับพื้นที่ขนาดรวมกว่า 450 ไร่ ด้วยจุดเด่น พื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศเมือง และเส้นทางเดิน–วิ่งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ รัชดาภิเษก ถนนรัชดาภิเษก ย่านคลองเตยใกล้กับศูนย์การประชุมแห่งช่ติสิริกิติ์ เขยิบไปอีกในทำเลใกล้กัน จะเป็น ‘อุทยานเบญจสิริ’ สวนศิลปะใจกลางย่านสุขุมวิท ด้วยพื้นที่ขนาดประมาณ 29 ไร่ ด้วยจุดเด่น ด้านการเดินทางเข้าถึงง่าย มีความเป็นไลฟ์สไตล์รายล้อมด้วยชุมชนและศูนย์การค้า สวนสาธารณะชุมชน ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 22 – 24 ลำดับสุดท้าย ‘สวนปทุมวนานุรักษ์’ กับแนวคิดสวนเชื่อมเมือง–ธรรมชาติ บนพื้นที่ขนาดราว 30 ไร่ มีจุดเด่น ด้านพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศเมือง ใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ อีกเช่นกัน ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนราชดำริ 5 แอคทิวิตี้ ‘เล่นรู้’ สำหรับกิจกรรมเด่นในแต่ละสวนสาธารณะ 4 แห่ง ตลอด 3 วัน (9-11 ม.ค.) ยังพบกับกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้และความสนุก เช่น Kids Climbing ฝึกปีนต้นไม้อย่างถูกวิธี เสริมกล้ามเนื้อและความกล้า Biodiversity Survey สำรวจพืช–สัตว์ในสวน เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ Nature Walk เดินเรียนรู้ระบบนิเวศกับรุกขกร ระบายสีกลางสวน & นิทานสร้างจินตนาการ สำหรับเด็ก ๆ โดย ทุกกิจกรรมออกแบบให้ ‘เล่นได้–เรียนรู้เป็น–ปลอดภัย’ เติมใจฟูให้คนเมือง โดย ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ เป็นงานอีเวนต์ ที่ชวนคนเมืองกลับมาใช้ พื้นที่สาธารณะอย่างมีคุณค่าดีต่อใจร่วมกัน ที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากธรรมชาติ ไปพร้อมกัยบครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน และที่สำคัญอีกกลุ่มพลังสำคัญที่ชับเคลื่อนกรุงเทพฯ คนทำงาน-ผู้ใหญ่ ให้เข้ามาพักใจจากความเร่งรีบ เมืองได้กลับมามีชีวิตที่อ่อนโยนขึ้น 📍 Bangkok Bestival 2026 🗓 9–11 มกราคม 2569 📌 สวนลุมพินี | สวนเบญจกิติ | อุทยานเบญจสิริ | สวนปทุมวนานุรักษ์ 🎟 เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ทรู แกะรอยพฤติกรรมดาต้า ‘คนไทย-นทท.’ อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? คืนเคานต์ดาวน์
ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดสถิติใช้งานเครือข่าย ทรูมูฟ เอช–ดีแทค ดาต้า ปี2569 นักท่องเที่ยว ‘จีน-ออสเตรีย’ เยือนไทยพุ่ง ช่วงเคานต์ดาวน์ ยกให้ ‘ไอคอนสยาม’ ดาต้าใช้งานเกิน 300% รับ ‘มาร์ค ต้วน’ Key Facts ดาต้า เครื่องมืออ่านเศรษฐกิจจริง จากสถิติ Mobility Data บอกปริมาณการใช้งาน และสะท้อนการเคลื่อนตัวของคน เงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ เมืองท่องเที่ยว และ เมืองบ้านเกิด(ภูมิลำเนา) ที่ขยายการเดินทางควบคู่กันในช่วงปลายปี ทั้งด้านการท่องเที่ยว และการไหลคืนกลับท้องถิ่นของแรงงานและครอบครัว ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างการใช้ดาต้าและโครงข่าย อีเวนต์ระดับโลก ดันพฤติกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะงาน ไอคอนสยาม และ Amazing Thailand Countdown ทั้งสร้างภาพลักษณ์ ไปพร้อมกับสร้างการใช้งานดิจิทัลจริง ทั้งไลฟ์ แชร์ และสตรีม ‘คูรัม อัชฟาค’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าทรูฯ สำรวจข้อมูล Mobility Data จากผู้ใช้งานเครือข่ายมือถือแบรนด์ทรูมูฟ เอช และดีแทค สะท้อนเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาที่คึกคักทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงปลายปี 2568 เข้าสู่ปี2569 โดยในช่วงโค้งสุดท้ายสัปดาห์ก่อนสิ้นปี พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 5 ประเทศมีจำนวนสูงสุดบนเครือข่ายของ ‘ทรูมูฟ เอช’ ได้แก่ จีน มาเลเซีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา อินเดีย สำหรับ ‘ดีแทค’ คือ ออสเตรีย จีน อเมริกา รัสเซีย สวีเดน ขณะที่นักเดินทางต่างชาติเหล่านี้ ได้เข้ามาท่องเที่ยวไทยทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศท่องเที่ยวปลายปีของไทยอย่างต่อเนื่อง Top 5 ใช้งานทรูมูฟ เอช ‘คูรัม’ ระบุสถิติจากการใช้งานมือถือแบรนด์ ‘ทรูมูฟ เอช’ ช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2569 พบว่าจังหวัดที่คนไทยเดินทางท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาช่วงปีใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด โดยจังหวัดที่คนไทยเดินทางช่วงปีใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดคือ ‘สุรินทร์’ เติบโตประมาณ 30% สะท้อนจากการที่คนไทยทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาเหตุอพยพชั่วคราวจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และช่วงปีใหม่เป็นวันหยุดยาวที่เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ภูเก็ต แชมป์ชาวต่างชาติ สำหรับ จังหวัดยอดนิยมนักท่องเที่ยวต่างชาติบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช 5 อันดับแรก ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ ชลบุรี ขณะที่จังหวัด ’สุราษฎร์ธานี’ เป็นจังหวัดดาวรุ่งขวัญใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ นิยมเดินทางไปช่วงปีใหม่และมียอดเติบโตสูงสุดเพิ่มขึ้นราว 80% บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช สะท้อนบทบาทอีกหนึ่งจังหวัดสำคัญภาคใต้ที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งหมู่เกาะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารทะเลสดอร่อย ‘คูรัม’ ระบุสำหรับ 5 แอปพลิเคชันยอดนิยมบนมือถือบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ที่มีการใช้งานสูงสุดในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์สู่ปีใหม่ ได้แก่ Facebook YouTube LINE TikTok Instagram โดยช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด (Peak Hour Period) บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช คือ เวลา 21.00–22.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาพร้อมเคานต์ดาวน์ แชร์ภาพและวิดีโอบรรยากาศก่อนเข้าสู่ปีใหม่ (ข้อมูลการเคลื่อนที่ของจำนวนประชากรจากโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobility Data ทรูมูฟ เอช ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ธันวาคม 2568) คูรัม กล่าวต่อ สถิติจากการใช้งานมือถือแบรนด์ ‘ดีแทค’ ช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2569 โดยจังหวัดยอดนิยมของคนไทยบนเครือข่ายดีแทค ที่เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลปีใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ “ในช่วงเทศกาลปีใหม่เพชรบูรณ์ เป็นจังหวัดมาแรงมีคนไทยนิยมเดินทางคิดเป็นอัตราเติบโตสูงสุดเพิ่มขึ้นราว 32%” จากสถิติดังกล่าว สะท้อนกระแสความนิยม (เทรนด์) การท่องเที่ยวธรรมชาติภูเขาและอากาศหนาวใกล้กรุงเทพฯ ทั้งเขาค้อ–ภูทับเบิก และแหล่งท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์ อย่างวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ขณะที่ จังหวัดยอดนิยมที่ผู้ใช้งานต่างชาติเครือข่ายดีแทคนิยมเดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ 5 อันดับแรก ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ กระบี่ โดยจังหวัดดาวรุ่งขวัญใจนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 บนเครือข่ายดีแทค และมียอดเติบโตสูงสุดคือ ‘สตูล’ เติบโตเพิ่มขึ้นราว 115% สะท้อนความนิยมการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมสัมผัสเสน่ห์เมืองเก่า และเป็นช่วงยอดนิยมที่เดินทางไป ‘เกาะหลีเป๊ะ’ ‘คูรัม’ กล่าวเสริมว่า ในช่วงระหว่างการจัดกิจกรรมส่งท้ายปี 2568 ต้อนรับปี 2569 ที่ผ่านมา ทรูฯ ร่วมยกระดับประสบการณ์เครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพตลอดช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง เพื่อเสริมขีดความสามารถของสัญญาณ 5G, 4G และ WiFi ให้มีประสิทธิภาพและตรงจุด พร้อมทีมปฏิบัติการภาคสนามดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยครอบคลุมทั้งในแลนด์มาร์กเคานต์ดาวน์หลักของกรุงเทพฯ อาทิ ไอคอนสยาม รวมถึงย่านท่องเที่ยวสำคัญ และจังหวัดยอดนิยมทั่วไทย เพื่อให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแชร์ภาพ วิดีโอ ไลฟ์สตรีม และส่งข้อความอวยพรปีใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น โดย แอปพลิเคชันยอดนิยมบนเครือข่ายดีแทค – แอปที่มีการใช้งานสูงสุดในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์สู่ปีใหม่ ได้แก่ Facebook YouTube TikTok LINE WhatsApp ขณะที่ ช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด (Peak Hour Period) บนเครือข่ายดีแทค คือ เวลา 20.00–21.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (ข้อมูลการเคลื่อนที่ของจำนวนประชากรจากโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobility Data ดีแทค ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ธันวาคม 2568) โดยแอปทรูไอดี (TrueID) มียอดผู้ใช้งานรวมในช่วงเทศกาลเพิ่มขึ้นราว 110% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ สะท้อนรูปแบบการใช้งานและความนิยมคอนเทนต์วิดีโอและเอนเตอร์เทนเมนต์ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงการใช้งาน ‘ทรูออนไลน์’ (เน็ตบ้าน) มีการใช้งานสูงสุดในช่วงเวลา 21.00–22.00 น. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทั้งจากการสตรีมคอนเทนต์ วิดีโอคอล และการเล่นเกมออนไลน์ร่วมกันของครอบครัวและเพื่อน ผ่าน 5 แอปยอดนิยมบนทรูออนไลน์ ได้แก่ Facebook Line YouTube TikTok Instagram ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เดินหน้ายกระดับเครือข่ายสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยและเร็วแรงยิ่งขึ้น พร้อมส่งมอบความสุขข้ามปีผ่านกิจกรรม “TRUE 5G UP สัญญาณ UP ความสุข ยิ้มรับของขวัญ ฉลองสัญญาณใหม่” ให้ลูกค้าเข้าร่วมรับของขวัญได้ง่าย ๆ เพียงเปิดแอปทรู คลิกแบนเนอร์กิจกรรม หรือเข้าไปที่ https://s.true.th/3aCz/HappyExp7 กด ‘รับของขวัญ’ แล้ว ‘ยิ้ม’ ให้กล้อง ก็รับของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ได้ทันที เข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 มกราคม 2569 นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปี 2569 ที่ผ่านมายังพบว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’ ที่ไอคอนสยาม ในฐานะเป็น Global Countdown Destination อย่างเต็มภาคภูมิ โดยงานฯ ยังเชื่อมประเทศไทยสู่เวทีโลกรองรับ CNN ถ่ายทอดสด New Year’s Eve ด้วยไฮไลท์ปีนี้นำโดยโชว์พิเศษจากมาร์ค ต้วน (Mark Tuan) ศิลปินไอคอนิกระดับโลก ร่วมเวทีกับศิลปินชั้นนำของไทย ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติหลั่งไหลสู่พื้นที่ดังกล่าว “ปริมาณการใช้งานดาต้าบริเวณไอคอนสยามในคืนเคานต์ดาวน์พุ่งสูง 300% เทียบกับช่วงเทศกาลทั่วไปในเดือนธันวาคม 2568” Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดข้อมูล Mobility Data ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องสู่ปี 2569 สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คึกคักทั่วประเทศ จีน มาเลเซีย รัสเซีย และอินเดีย ยังคงเป็นกลุ่มหลัก ขณะที่ออสเตรียและสวีเดนเด่นบนเครือข่ายดีแทค จังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ครองแชมป์ต่างชาติ ส่วนจังหวัดบ้านเกิดในอีสานและภาคเหนือรับแรงเดินทางคนไทย ด้านดาต้าการใช้งานพุ่งสูงสุดคืนเคานต์ดาวน์ โดยไอคอนสยามทำสถิติสูงกว่า 300% ตอกย้ำบทบาทแลนด์มาร์กระดับโลกและพลังเศรษฐกิจอีเวนต์ปลายปี
5 สิ่งที่ได้ไปต่อปี 2569 เทรนด์เอไอ และ เวลเนส ธุรกิจยังต้องโตกายใจขอรอดด้วย
Alternate-X รวบรวม 5 แนวโน้มธุรกิจที่ได้ไปต่อในปี 2569 เมื่อเทคโนโลยีต้องเดินเคียงคู่กับสมดุลร่างกาย ภายใต้กรอบเศรษฐกิจไทย GDP 1.2-2.0% และโอกาสทองในยุค AI Agent, HealthTech และความยั่งยืนธุรกิจ Key Facts GDP & Market Outlook เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวในกรอบจำกัด 1.2-2.0% โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวแบกความหวังหลัก (เป้านักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน) AI Agent Era เทรนด์ AI เปลี่ยนจากการเป็นเพียงเครื่องมือ สู่การเป็น “พนักงานเสมือน” (AI Agent) ที่ทำงานทดแทนมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการอย่างเต็มตัว Longevity & Wellness เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super Aged Society) เร็วกว่าที่คิด ทำให้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและการนอนหลับมีมูลค่าตลาดมหาศาล เข้าสู่ปี 2569 กันแล้วหลายธุรกิจยังประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังจะเป็นอีกหนึ่งปีสุดท้าทาย จากสารพัดปัจจัยกระทบต่อเนื่องในปีก่อน หลังหลายสำนักคาดการณ์ปีารเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้อยู่ที่กรอบ 1.2-2.0% เป็นผลต่อเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบกำลังซื้อ แรงส่งให้ผู้บริโภคยัง ‘ใส่ใจ’ ความคุ้มค่าราคาสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ต้องจ่ายให้กับสินค้า/บริการมากขึ้น แน่นอนว่าในตัวเลขการเติบโตจีดีไทย ราวๆ 1-2% ในปีนี้ หนึ่งใน ‘ความหวัง’ หลักยังอยู่ที่การส่งออกคาดการณ์ขยายตัวอยู่ในช่วงระหว่าง -3.1% ถึง +1.1% และการท่องเที่ยวไทย ที่จะเป็นเครื่องยนต์ทรงพลังสำคัญในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างหลัง ซึ่ง ‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกเป้าหมายภาคการท่องเที่ยวในนี้ จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 36.7 ล้านคน โดยสัดส่วนกว่า 70% เป็นนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้จากเอเชียและแปซิฟิกใต้ 25.7 ล้านคน ส่วนอีก 30% หรือ 11 ล้านคนเป็นนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง GDP ไทยปี2569 คาด 1.6% แรงซื้อใน/ต่างประเทศชะลอ การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เทรนด์ผู้บริโภคปี 2569 ของ่าย-ไม่ซับซ้อน-6 วิแรกชี้ตายแบรนด์ไหนได้ไปต่อ!! ‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน จากแนวโน้มที่จะเกิดในภาพรวม หากมาดู ‘ใส้ใน’ ที่จะนำมาขับเคลื่อนการบริโภคในประเทศทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคแล้ว Alternate-X รวบรวม ‘สิ่งที่จะได้ไปต่อ’ ในปี 2569 กับ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ที่หลายสำนักวิเคราะห์แล้วว่าจะเติบโตและได้ไปต่ออย่างโดดเด่น 1.ธุรกิจ AI & Automation (ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ) ในปี 2569 เกือบทั่วทั้งโลกรวมถึงประเทศไทย จะสู่ยุค ‘AI Agent’ หรือ พนักงาน AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง เช่น การจัดการสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม เทรนด์นี้ เป็นโอกาสของบริการที่ปรึกษาด้าน AI, การพัฒนาแชตบอตอัจฉริยะ, และระบบจัดการข้อมูล (Big Data) ยกตัวอย่าง ‘DeepL’ แพลตฟอร์มแปลภาษาจากประเทศเยอรมนี ที่เน้นความแม่นยำทางไวยากรณ์และบริบทธุรกิจ ซึ่งกำลังขยายตัวไปสู่ระบบ AI ที่ช่วยเขียนอีเมลและเอกสารธุรกิจให้เป็นมืออาชีพแบบอัตโนมัติ หรือ ‘Hugging Face’ ชุมชนและแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา AI (คล้าย GitHub ของ AI) ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเลือกใช้โมเดลไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเอง 2.เศรษฐกิจสูงวัยและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Longevity Economy & HealthTech) เมกะเทรนด์โลกที่มาแรง จากการเตรียมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวโดยเฉพาะประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) (ผู้สูงอายุมากกว่า 30%) ในปี 2574 ปัจจัยหลัก ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุเติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึง Preventive Care หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ในอุตสาหกรรมตลาดกลุ่มนี้ เป็นโอกาสธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables), แอปพลิเคชันวางแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล, และที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีเทคโนโลยีรองรับ อย่างในต่างประเทศ มีสินค้า ‘Oura Ring’ จากประเทศฟินแลนด์ แหวนอัจฉริยะที่วัดค่าสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่อง คุณภาพการนอนหลับ (Sleep Score) ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานและผู้สูงอายุที่ต้องการติดตามสุขภาพแบบไม่เอิกเกริก บริการ ‘CarePredict’ อุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม (เช่น การกิน การเดิน) เพื่อทำนายปัญหาสุขภาพหรือแจ้งเตือนก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุล้ม 3.ธุรกิจสีเขียวและความยั่งยืน (Green Mandate & Circular Economy) แน่นอนว่า ในปี 2569 ผู้บริโภคและนักลงทุน จะยังให้ความสำคัญกับ ‘ESG’ (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) มากขึ้น ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวสู่ Net Zero จะเสียเปรียบในการแข่งขัน โดยโอกาสยังเป็นของอุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานทดแทน (โซลาร์เซลล์), บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลดคาร์บอน อันนี้มีตัวอย่างธุรกิจในไทยที่น่าสนใจ อย่าง ‘More Foods’ สตาร์ทอัปที่พัฒนาโปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-based) โดยเน้นวัตถุดิบในท้องถิ่น ลดขั้นตอนการขนส่งเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ ‘Reformation’ แบรนด์แฟชั่นสัญชาติอเมริกัน ที่เน้นความยั่งยืน โดยมีการระบุชัดเจนว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นใช้ทรัพยากรไปเท่าไหร่ และมีระบบรับซื้อคืนเพื่อนำไปรีไซเคิล (Circular Economy) 4.ธุรกิจการแพทย์และความงาม (Medical & Wellness) ยังเป็น ‘เทรนด์’ หลักที่ได้รับความนิยมและมาแรงอย่างต่อเนื่องด้าน ‘เวลเนส’ (Wellness) ที่เน้นความสมดุลของกายและใจ โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ (Plant-based) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต (Mental Health) โดยเป็นโอกาสสำหรับบริการในธุรกิจและตลาด ศูนย์กายภาพบำบัด, อาหารเสริมเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition), และผลิตภัณฑ์เพื่อการนอนหลับคุณภาพสูง ยกตัวอย่าง ‘Calm’ จากสหรัฐอเมริกา คลามเป็นแอปพลิเคชันที่ขยายตัวจากแค่เสียงนำนั่งสมาธิ ไปสู่การทำคอนเทนต์ ‘Sleep Stories’ และการร่วมมือกับองค์กรใหญ่เพื่อเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพจิตให้พนักงาน ส่วนที่โดดเด่นในไทย อย่างธุรกิจบริการสุขภาพกลุ่มโรงพยาบาล BDMS กับ BDMS Wellness Clinic ศูนย์สุขภาพที่เน้นการป้องกันและการตรวจระดับยีนเพื่อจัดวิตามินเฉพาะบุคคล (Personalized Supplements) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ของปีนี้ 5.ธุรกิจความเชื่อและไลฟ์สไตล์ (Trust Economy & Niche Market) ในยุคที่ข้อมูลล้นหลาม ‘ความไว้วางใจ’ และ ‘ความเชื่อ’ กลายเป็นสินค้าสำคัญ รวมถึงธุรกิจที่ตอบโจทย์ความชอบเฉพาะกลุ่ม (Niche) ด้วย ขณะที่การหาที่พึ่งพาและให้กำลังใจ ยังเป็นความต้องการเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ทำให้สินค้าสายมู (ที่ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย), ธุรกิจสัตว์เลี้ยง (Pet Humanization), และการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalized Experience) ยังเติบโตไปต่อ จากในช่วงปีที่ผ่านมาและในปีนี้ ทำให้เห็นแพลตฟอร์มดูดวงรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น อย่าง HoroWorld แพลตฟอร์ม ดูดวงออนไลน์ 24 ภายใต้กลุ่มบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART Corporation) ที่ปรับให้ความเชื่อมาสู่ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ด้วยบริการดูดวงออนไลน์และขายสินค้าเสริมดวงที่ออกแบบให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ บริการ ‘Pet Lovers Centre’ ธุรกิจแฟรนไชส์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ที่ขยายจากร้านขายของสัตว์เลี้ยง ไปสู่บริการ ‘Wellness สำหรับสัตว์’ เช่น สปาสุนัข, อาหารเกรดพรีเมียม และประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Humanization) ด้วยกระแสเหล่านี้สะท้อนว่าปี 2569 จะต้องเป็นปีที่ธุรกิจที่ต้องสมดุล ด้วยความ ‘ฉลาด’ (AI), ยั่งยืน (ESG) และ ‘เข้าใจความเป็นมนุษย์’ (Wellness & Aging Society) มากที่สุด ด้วยในทุกความท้าทายเศรษฐกิจย่อมมีโอกาสสำหรับธุรกิจที่มองเห็นศักยภาพจีดีพีไทย 1.2-2% ในปีนี้ Alternate-X สรุปให้ ท่ามกลางการเติบโตของจีดีพีไทยปี 2569 ที่คาดการณ์ไว้เพียง 1.2-2.0% ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยยังคงมีการส่งออก และ การท่องเที่ยว เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 36 ล้านคน ส่งผลให้ 5 แนวโน้มกลุ่มธุรกิจแห่งปีต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ที่ผสมผสานความอัจฉริยะของ AI เข้ากับการดูแลสุขภาวะมนุษย์อย่างยั่งยืน ทั้งเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HealthTech) หรือธุรกิจสีเขียว (ESG) ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำคัญในการแข่งขัน ธุรกิจที่ ‘ฉลาด ยั่งยืน และเข้าใจมนุษย์’ จึงจะเป็นผู้ที่รอดและเติบโตได้จริงในสมรภูมิเศรษฐกิจปีนี้ อ้างอิง 10 ธุรกิจดาวรุ่ง ดาวร่วง ปี 2569 | แนวโน้มธุรกิจไทย – หอการค้าไทย finbiz by ttb – เทรนด์ธุรกิจ 2026 Deloitte Tech Trends 2026 (Official Page) IBM – Business Trends 2026 Report STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘หลับฝันดี’ ดีมานด์คนยุคใหม่ ‘Frolina’ รีแบรนด์ใหญ่เจาะเศรษฐกิจเวลเนสโตแรง
‘เวลเนส’ รีแบรนด์สู่ Performance Rest Partne คู่คิดการพักผ่อน กลยุทธ์ย้ำตำแหน่งชัดรับเมกะเทรนด์โลก รับกลุ่ม Sleep Wellness ขับเคลื่อนแรงสุดในอุตฯเวลเนส มูลค่าตลาด 6.8 ล้าน ๆ ดอลลาร์ฯ ‘ณัษฐพงษ์ ธรรมฉัตรพงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธรรมฉัตร เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้แบรนด์ Frolina กล่าวว่าการเติบโตของตลาดเวลเนส สะท้อนอินไซต์สำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในเมืองที่เผชิญภาวะ ‘Tired & Wired’ เหนื่อล้าร่างกายและสมองจากภาระงาน ความเครียด และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ยังสอดคล้องรายงานของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่าอุตสาหกรรมตลาดเวลเนสทั่วโลก ขยายการเติบโต 7.9% ในปี 2023–2024 และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2029 มากกว่า 7–8% ต่อปี โดยหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ ‘สุขภาวะการนอนหลับ’ (Sleep Wellness) จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทมองเห็นช่องว่างของตลาดเวลเนสผ่านกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์ (Functional Textiles) ทั้งความนุ่มและดีไซน์ในผลิตภัณฑ์เวลเนส (Wellness Products) ที่มักเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางหรือมีราคาสูง และยากต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดย ‘Frolina’ ได้ปรับบทบาทแบรนด์ใหม่ (Rebranding) ภายใต้แนวคิดอินเทลลิเจนต์ คอมฟอร์ต (Intelligent Comfort) มาเชื่อมโยงช่องว่างนี้ จากการใช้วัสดุ นวัตกรรม และการออกแบบอย่างมีระบบ เพื่อให้การพักผ่อนของผู้บริโภคเป็นทั้งความสบายและส่งผลต่อการฟื้นฟูสุขภาพพร้อมกัน นอกจากนี้ แนวคิดแบรนด์ Frolina ยังมาพร้อมแท็คไลน์ใหม่ คือ “Comfort, That Cares – ความสบายที่ใส่ใจ” สะท้อนจุดยืนของแบรนด์ Wellness Home ภายใต้กลุ่มสินค้าผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอน เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม คนทำงานที่ใช้ชีวิตหนัก ต้องการสมดุล และมองหาการพักผ่อนที่ช่วยให้ฟื้นตัวได้จริง ปรับตำแหน่งใหม่ในอุตฯสิ่งทอ ‘ณัษฐพงษ์’ เสริมว่า การปรับตัวครั้งใหญ่ของแบรนด์ ‘Frolina’ ส่วนหนึ่งยังเป็นการต่อยอดจากจุดเริ่มต้นธุรกิจเดิมบริษัท ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน และสิ่งทอคุณภาพ และอยู่ในตลาดมานานร่วม 35 ปี สำหรับการปรับทิศทางครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แคมเปญหลัก คือ ‘Rest to Win – พักเพื่อไปต่อ’ สะท้อนความเชื่อใหม่ของแบรนด์ว่า การพักผ่อนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่รางวัลของความสำเร็จ แต่คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในทุกสนามชีวิต “Frolina วางตัวเองชัดเจนในตลาดเวลเนส แอนด์ เพอร์ ฟอร์แมนซ์ ไลฟ์สไตล์ ที่กำลังเติบโตควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่” อย่างไรก็ตาม อุตฯสิ่งทอไทยยังเป็นหนึ่งในกลไกหลักทางเศรษฐกิจด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 6,064.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการจ้างงานมากกว่า 402,000 คนใน 2,607 โรงงานทั่วประเทศ โดยบริษัท ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดการผลิตผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน และสิ่งทอให้กับแบรนด์ต่าง ๆ (OEM) ทั้งในไทย และต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม บรูไน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ใน 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งเข้าใจความต้องการของตลาดเป็นอย่างดี โดยบริษัทวางช่องทางจำหน่าย Frolina ทำตลาดผลิตภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และจุดจำหน่ายกว่า 188 สาขาทั่วประเทศ สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบรนด์ Frolina ยังได้ร่วมกิจกรรมเวลเนสครั้งใหญ่ของเอเชีย ในฐานะผู้สนับสนุนหลักพันธมิตรด้านเท็กซ์ไทล์ (Official Textile Partner) ในงาน Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon ผ่านแนวคิด Rest to Win เพื่อพิสูจน์ในสนามจริง เชื่อมโยงการพัก การฟื้นตัว และเพอร์ฟอร์แมนซ์ เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังจะต่อยอดสู่ ‘The 6 on Rest’ แพลตฟอร์มแคมเปญการสื่อสารแบรนด์ที่เชิญบุคคลสำคัญจากหลากหลายสายอาชีพมาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและมุมมองเรื่องการพักผ่อนในแบบของตนเอง การปรับตัวครั้งใหญ่ของบริษัทธรรมฉัตรฯ พร้อมขยายแนวคิดใหม่ไลน์อัปสินค้าแบรนด์ Frolina ไปสู่ตลาดเวลเนส เพื่อเติมรายได้ใหม่จากเมกะเทรนด์โลกในอนาคต นอกเหนือจากการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตฯ สิ่งทอมากว่า 3 ทศวรรษ Alternate-X สรุปให้ ตลาดเวลเนสโลกเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรมคนทำงานเมืองที่เผชิญภาวะ ‘Tired & Wired’ และพักผ่อนไม่เพียงพอ ข้อมูล GWI ระบุอุตสาหกรรมเวลเนสมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดย ‘Sleep Wellness’ เป็นหนึ่งในกลุ่มเติบโตเร็วสุด ด้าน ‘Frolina’ ภายใต้กลุ่มธรรมฉัตรฯ รีแบรนด์สู่บทบาท Performance Rest Partner เชื่อมการพักผ่อนกับการฟื้นฟูและประสิทธิภาพชีวิต จุดต่าง คือ การใช้ Functional Textiles + Intelligent Comfort ทำให้เวลเนสเข้าถึงง่าย ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน การขยับครั้งนี้ตอกย้ำทิศทางใหม่ของอุตฯสิ่งทอ จากผู้ผลิตสู่แบรนด์เวลเนสเชิงไลฟ์สไตล์และเศรษฐกิจสุขภาพ
อาเซียนสมรภูมิลงทุนจีน ‘ดิจิทัล–EV’ ไหลเข้าไทย ‘ทุเรียน’แข่งเศรษฐกิจภูมิภาค
เอชเอสบีซี วิเคราะห์ระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังภูมิภาคนี้ โอกาสตลาดเวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย สินค้าเกษตรเกินดุลจีน จากสินค้าดาวรุ่ง ‘ทุเรียน’ ของ3 ชาติแข่งขันแรง Key Facts อาเซียนขึ้นแท่นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนต่อเนื่อง ในปี 2567 มูลค่าการค้าอาเซียน–จีนทะลุ 9.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองตำแหน่งคู่ค้าใหญ่ที่สุดของจีนเป็นปีที่ 5 สะท้อนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนที่แน่นแฟ้นขึ้น FDI จีนเร่งไหลเข้าอาเซียน โดยไทยเด่นในดิจิทัล–EV โดย FDI คิดเป็น 14.5% ของ FDI โลก โดยจีนเป็นแรงขับสำคัญ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม มีสัดส่วน FDI จากจีน เกิน 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยไทยโดดเด่นใน ดิจิทัล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ EV ‘ทุเรียน’ กลายเป็นสมรภูมิสินค้าเศรษฐกิจภูมิภาค เวียดนามเร่งส่งออกทุเรียนจีนพุ่งกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2567 ดันส่วนแบ่งตลาด ทะลุ 40% แข่งขันไทยและมาเลเซีย ทำให้ทุเรียนกลายเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงระดับอาเซียน ยุน หลิว นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายวิจัยการลงทุนระดับโลก ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เผยบทวิเคราะห์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยปี 2567 มูลค่าการค้าทวิภาคีทะลุ 984,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (30.7 ล้านล้านบาท) ทำให้อาเซียนครองตำแหน่งคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนเป็นปีที่ห้าติดต่อกัน แม้บรรยากาศการค้าโลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 14.5% ของ FDI ทั่วโลก “โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนกำลังผลักดันให้ FDI ในเวียดนาม มาเลเซีย และไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568” การค้าขยายตัวแข็งแกร่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนแซงหน้าสหภาพยุโรป โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการค้าทวิภาคีในปี พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มทำสถิติใหม่สูงกว่าปี พ.ศ. 2567 ที่อยู่ที่ 984,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 30.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ แม้อาเซียนจะขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งคิดเป็น 30% ทั้งของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจที่มีฐานเทคโนโลยีแข็งแกร่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็มีการเกินดุลการค้ากับจีนในสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยอินโดนีเซีย ยังส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ไปยังตลาดจีนของ ส่วนไทยและฟิลิปปินส์มีจุดแข็งในภาคเกษตรมาแต่เดิม และเวียดนามก็กำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วภายหลังลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับจีน อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดกลับมาจาก ‘ทุเรียน’ ผลไม้ที่ไม่ใช่สินค้าเกษตรดั้งเดิม หลังตลาดทุเรียนในประเทศจีน กลายเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าผู้ส่งออกไทยจะครองตลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่การแข่งขันก็ทวีความดุเดือดขึ้น โดยเวียดนามจากที่ไม่เคยส่งออกทุเรียนไปจีนเลยจนกระทั่งปี พ.ศ. 2563 แต่เมื่อเห็นว่าตลาดนี้ทำเงินได้มหาศาล การส่งออกทุเรียนของเวียดนามไปยังจีนก็พุ่งสูงขึ้นถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 93,600 ล้านบาทในปี 2567 โดยส่วนแบ่งตลาดในจีนของเวียดนามพุ่งจาก 0% เป็นกว่า 40% ในเวลาเพียงสามปี (กราฟที่ 2) นอกจากนั้นปัจจุบันมาเลเซียซึ่งมีชื่อเสียงในทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงก็เข้าร่วมชิงส่วนแบ่งการตลาดทุเรียนในประเทศจีนด้วยหลังจากตกลงส่งออกทุเรียนสดตั้งแต่สิงหาคม 2567 FDI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายหลังจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคอาเซียนซบเซามาเป็นเวลานานหลายปี ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2561 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ที่ทำให้อาเซียน 6 ประเทศหลักหรือ ASEAN – 6 สามารถดึงดูด FDI ได้ 14.5% ของ FDI ทั่วโลก ซึ่ง 65% ของเม็ดเงินลงทุนนั้นไหลเข้าไปยังสิงคโปร์ จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้จีนเร่งลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากดูตัวเลขในภาคการผลิต จะพบว่าสัดส่วน FDI จากจีนในพอร์ตการลงทุนของแต่ละประเทศในอาเซียนจากแทบไม่ถึง 10% ในปี พ.ศ. 2558 ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามมีสัดส่วน FDI จากจีนพุ่งสูงเกิน 25% ของจำนวน FDI ที่เข้ามาในประเทศทั้งหมด แม้สัดส่วน FDI จากจีนในมาเลเซียและสิงคโปร์จะยังไม่โดดเด่นนัก เนื่องจากได้รับเม็ดเงินการลงทุนจากประเทศในฝั่งตะวันตกในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E)เป็นจำนวนมหาศาล แต่บทบาทของการลงทุนจากจีนยังมีความสำคัญชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ FDI จากจีนในอาเซียนนี้ไม่ได้รวมถึงฟิลิปปินส์ เนื่องจากการลงทุนจากจีนในฟิลิปปินส์ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก จีน แบ่งโซนประเทศลงทุน สำหรับ ทิศทางการลงทุนจากจีนในประเทศในอาเซียนแตกต่างกันไปตามจุดเด่นของแต่ละประเทศ เช่น อินโดนีเซีย การลงทุนจากจีนจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ชั้นนำอย่าง CATL และผู้ผลิตสแตนเลสอย่าง Tsingshan มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลอมนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า EV ไทย-ผู้ผลิตรถไฟฟ้า EV ชั้นนำของจีนอย่าง BYD, Great Wall Motor และ SAIC มองไทยเป็นฐานในการตั้งโรงงานผลิต มาเลเซีย-ซึ่งแข่งขันในตลาดการผลิตรถไฟฟ้า EV เช่นกัน ก็ดึงดูดการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Sector) เวียดนาม-นักลงทุนจากจีนมองหาโอกาสขยายกำลังการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในประเทศ ผลกระทบจากภาษีนำเข้ายุค Trump 2.0 สำหรับคำถามที่ลูกค้า ถามมายังธนาคารเอชเอสบีซีเป็นจำนวนมาก คือ “กลยุทธ์ “China+1” จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษียุค Trump 2.0” อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังเร็วไปที่จะสรุป แต่ข้อมูลก็บ่งชี้ว่ากลยุทธ์ China+1 จะดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากการค้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง และแนวโน้มการเติบโตของ FDI ยิ่งมากขึ้น โดยสิ่งที่ทำให้แปลกใจ คือ ประเทศไทยมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มสูงจนมีมูลค่าเกือบ 7% ของ GDP ของประเทศไทย (กราฟที่ 3) โดย 40% ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มาจาก ‘ภาคดิจิทัล’ ซึ่งเราคาดว่ามาจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการลงทุนจากจีนคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมดของไทย ตั้งแต่ต้นปี 2568 (กราฟที่ 4) ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ลงทุนในภาคผลิตภัณฑ์โลหะ, ภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E), และภาคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและเติบโตในระดับสูงเช่นนี้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา และการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เช่นเดียวกับมาเลเซีย มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากจีนพุ่งสูงขึ้นช่วยผลักดันพอร์ต FDI รวมของประเทศ ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ส่วนเวียดนาม กระแส FDI ใหม่จากจีนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องช่วยชดเชยการลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับอาเซียนไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ว่าว่าภูมิภาคอาเซียนจะสามารถเปลี่ยนแนวโน้มนี้ให้เป็นส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ขึ้นในระดับโลกได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด Alternate-X สรุปให้ เศรษฐกิจอาเซียนยังเป็นจุดหมายหลักของเงินลงทุนจากจีน ท่ามกลางสงครามการค้าและกลยุทธ์ China+1 ข้อมูลจาก HSBC ชี้ว่า FDI จากจีนไหลเข้าสู่เวียดนาม มาเลเซีย และไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยเฉพาะภาคดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน อาเซียนยังได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรกับจีน โดย ‘ทุเรียน’ กลายเป็นสินค้าดาวรุ่งมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การแข่งขันระหว่างไทย เวียดนาม และมาเลเซียรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าอาเซียนไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่กำลังขยับเป็นผู้เล่นเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลก
‘บิ๊กซี’ ชิงแรงซื้อครอบครัว ทำสวนสนุก-เติมแก็ดเจ็ตไอที รับปี69 ลูกค้าเน้นคุ้มค่า
บิ๊กซี นำร่องโฉมใหม่ 17 สาขา มี ’สวนสนุกไซส์ใหญ่ เติมสินค้าแก็ดเจ็ต ชิงแรงซื้อครอบครัวทำเลชุมชน รับปีหน้าค้าปลีกแข่งหนักเกม ‘คุ้มค่า-ประหยัด’ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารห้างค้าปลีก (Hypermarket) กลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่า บิ๊กซี ทยอยปรับปรุงสาขา (Renovate) ทั่วประเทศตามแผนปี 2568 โดยมีทั้งสาขาที่อยู่ระหว่างดำเนินการและตามแผนงาน รวมทั้งสิ้น 17 สาขา อาทิ สาขารัชดาภิเษก สาขาเอกมัย สาขานครปฐม สาขาเอ็กซ์ตร้า พัทยากลาง ฯลฯ สำหรับการปรับปรุงสาขาบิ๊กซี ในครั้งนี้ เพื่อปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้ทันสมัยพร้อมพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้านต่างๆ เช่น การจัดผังร้านที่สะดวกต่อการเข้าใช้บริการ การเพิ่มความหลากหลายของสินค้า อาทิ ร้านอาหารที่จำหน่ายในราคาคุ้มค่า สวนสนุกขนาดใหญ่สำหรับเด็ก ๆ สินค้าไอที การยกระดับโซนอาหารสดให้มีความสด สะอาด และเข้าถึงง่าย อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง แผน ‘บิ๊กซี’ ครึ่งหลังปี68 บาลานซ์กำลังซื้อค้าปลีก เปิด 4 สาขาใหม่-โฟกัสสาขาท่องเที่ยว สำหรับโฉมใหม่ห้างบิ๊กซี ยังเน้นการออกแบบภายใต้แนวคิด ‘เติบโตไปพร้อมชุมชน’ โดยเปิดโอกาสให้แต่ละสาขามีบทบาทเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าผ่านกิจกรรมและการสื่อสารที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน นอกจากนี้ บิ๊กซี ยังคัดสรรและเพิ่มร้านค้าหลากหลาย จำหน่ายสินค้าราคาคุ้มค่าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ตอบโจทย์ชุมชนโดยรอบ เพื่อให้บิ๊กซีเป็น ‘ห้างคนไทย ใส่ใจความคุ้มค่า เพื่อราคาที่ทุกคนเข้าถึง’ พร้อมชูจุดแข็งด้านสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดีในราคาย่อมเยา ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษ คูปองส่วนลดเพิ่มเติม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกบิ๊กซี (บิ๊กพอยต์) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการชอปปิงอย่างคุ้มค่า ขณะที่ หนึ่งในหัวใจสำคัญของบิ๊กซี คือ ‘แผนกอาหารสด’ ด้วยคุณภาพ ความสดใหม่ และราคาที่เหมาะสมกับค่าครองชีพของคนไทย ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน และจากเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นจากต้นทางสู่ผู้บริโภคในราคาที่คุ้มค่า สำหรับในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 บิ๊กซี ยังได้จัดแคมเปญสินค้าราคาพิเศษรายการต่าง ๆ อาทิ กระเช้าปีใหม่ราคาพิเศษ รายการซื้อและแถม พร้อมคูปองส่วนลดและเวาเชอร์เพิ่มเติมเมื่อซื้อครบตามเงื่อนไขที่กำหนด สินค้าแบรนด์ Besico อาทิ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง “บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่คึกคักนี้ จะเป็นอีกปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น” อัศวิน กล่าวว่า บิ๊กซี ยังมีแผนรีโนเวทสาขาอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การชอปปิงให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกช่วงวัย ตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘ห้างของคนไทย’ ที่ไม่หยุดนิ่งกับการพัฒนาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และการให้บริการที่ทันสมัยมากขึ้น Alternate-X สรุปให้ บิ๊กซี รีโนเวทสาขาทั่วประเทศ 17 แห่งในปี 2568 ปรับโฉมรับการแข่งขันค้าปลีกที่รุนแรงขึ้น เพิ่มแม่เหล็กใหม่ ‘สวนสนุกขนาดใหญ่–สินค้าไอที–ร้านอาหาร ย้ำความคุ้มค่า ดึงกำลังซื้อครอบครัวในทำเลชุมชน พร้อมยกระดับผังร้านและโซนอาหารสด เน้นความสด สะอาด เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ค่าครองชีพคนไทย ใช้แนวคิด ‘เติบโตไปพร้อมชุมชน’ ให้แต่ละสาขาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของพื้นที่ ตอกย้ำเกมค้าปลีกปีหน้า แข่งขันด้วยกลยุทธ์ ‘คุ้มค่า-ประหยัด’ ผ่านโปรโมชั่นและสิทธิ์สมาชิกบิ๊กพอยต์
ปิดปี’68 คนไทย กินชาบู-สเต็ก ดื่มชา ขับเคลื่อนธุรกิจ F&B กว่า 6.57 แสนล.บาท
จบปี 2568 ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในประเทศไทย เผชิญความท้าทายรอบด้าน จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ Key Facts มูลค่าตลาด F&B ไทย ปี 2568 อยู่ราว 6.46–6.57 แสนล้านบาท เติบโตเพียง 2.8% ต่ำกว่าคาด เซ็กเมนต์แข่งขันรุนแรงที่สุดคือ ชาบู/หม้อไฟ (2.3–2.5 หมื่นล้านบาท), สเต็ก (9 พันล้านบาท) และ เครื่องดื่มชา (อย่างน้อย 1.9 หมื่นล้านบาท) พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้น Value for Money และ ประสบการณ์หน้าร้าน กดดันกำไรและเร่งการปรับตัวของแบรนด์ Alternate-X รีวิวภาพรวมตลาดร้านอาหารในไทยในรอบปี 2568 พบว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีสีสันและขับเคลื่อนกำลังซื้อผู้บริโภคไม่น้อยหน้าเซ็กเมนต์อื่นๆ จากข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (K-Research) ประเมินว่า มูลค่าตลาด F&B ไทยอยู่ที่ประมาณ 6.46 แสนล้านบาท เติบโต 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 6.57 แสนล้านบาท การเติบโตที่ชะลอลงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ส่วนผู้บริโภค เองเริ่มใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ตลาดอาหารบางเซ็กเมนต์ยัง ‘สวนกระแส’ โดยเฉพาะ ตลาดธุรกิจร้านอาหารสายบุฟเฟต์เน้นกลยุทธ์ราคาคุ้มค่า และ เครื่องดื่มจากต่างชาติ–เมนูใหม่ ที่ยังคงได้รับความนิยมสูงในรอบปีที่ผ่านมา ตลาดชาบู แข่งเดือดกว่าไฟใต้หม้อ ขณะที่ตลาดร้านบริการอาหาร Food Service รวมทุกประเภท และ สตรีท ฟู้ด จากการคาดการณ์ของ K-Research อยู่ที่ราว 572,000 ล้านบาท โดยในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ร้านอาหารเซ็กเมนต์ ‘หม้อไฟ’ อย่างสุกี้ ด้วยมูลค่าตลาดในปัจจุบันคาดอยู่ที่ 2.3-2.5 หมื่นล้านบาท ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดของธุรกิจร้านอาหารไทย ในปีนี้ ขณะที่ ผู้เล่นรายหลัก ที่ยังยืนระยะในกลุ่มแมส คือ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ซึ่งปัจจุบัน สุกี้ตี๋น้อย ดำเนินการภายใต้กลุ่ม บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ระบุผลดำเนินงานไตรมาส3 เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ‘สุกี้ตี๋น้อย’ มีสาขาทั้งหมด 86 สาขา ประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย บาบีคิว (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 7 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา รวมทั้งหมด 96 สาขา พร้อมแผนขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมก่อนคู่แข่งหลายราย ส่วนความคุ้มค่าราคา(Value for Money) ยังเป็นกลยุทธ์แกนหลักของแบรนด์ แม้ว่าในปีนี้สุกี้ตี๋น้อย จะมีผลกำไรสุทธิลดลงก็ตาม แต่ยังคงเป็นแบรนด์ขวัญใจมหาชนในตลาดบุฟเฟ่ต์ราคาจับต้องได้ ขณะที่อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในตลาดหม้อไฟ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ในเซ็กเมนต์แมสอย่าง ‘โบนัสสุกี้’ ในเครือ MK (เอ็ม เค เรสโตรองต์ กรุ๊ป) ที่ทดลองเปิดสาขาแรกในจังหวัดสระบุรีก่อน เพื่อวัดพลังแบรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค จากนั้นขยับตัวเองเข้ามาเปิดสาขาแรกที่ Little Walk รามคำแหง กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน ปีนี้ พร้อมเปิดแผนธุรกิจขยายสาขาในระยะถัดไป รวมถึงยังมีอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมในตลาดน้ำซุป เมื่อ ‘ลัคกี้ สุกี้’ ภายใต้ บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ได้ถูกกลุ่มเซ็นทรัล (Central Restaurant Group – CRG) เข้าซื้อหุ้น 40% คิดเป็นมูลค่าราว 940 ล้านบาท ‘ดีล’นี้ยังสะท้อนว่าแม้ตลาดจะโต แต่ความเดือดของการแข่งขันทำให้ผู้ประกอบการรายกลาง–เล็ก ต้องมองหาพันธมิตรหรือทางออกเชิงโครงสร้าง ขณะที่แบรนด์รุ่นเก๋าอย่าง ‘ชาบูชิ’ (Shabushi) ในเครือไทยเบฟ ฟู้ด ก็เร่งปรับตัวตั้งแต่ต้นปีทั้งการเติมประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า การปรับรูปแบบร้าน และการลงมาเล่นตลาดบุฟเฟ่ต์ชัดเจนขึ้น ผ่านกลยุทธ์ราคาและการขยายสาขาในทำเลไฮเปอร์มาร์เก็ต เพื่อรักษาฐานลูกค้าในยุคกำลังซื้อเปราะบาง อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ชาบูชิ’ ทวงแชมป์ ‘Top of Mind’ คนรุ่นใหม่ ทุ่มหมดหน้าตักเจาะตลาดฟู้ด 7 แสนล. สงครามหม้อไฟ 5 หมื่นล. ตลาดนี้เป็นของผู้บริโภค ชอบน้ำซุป-น้ำจิ้ม แบบไหนไปแบรนด์นั้น เมื่อต้านทานไม่ได้จงเข้าร่วม ‘ชาบูชิ’ มาแล้ว!! บุฟเฟต์ 259+บาท คลุม 72 สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วไทย จากแนวโน้มในรอบปีนี้ แม้ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จะเป็นแบรนด์ที่มีความเคลื่อนไหวหลักปี 2568 แต่จากอัตราการเติบโตเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนสัญญาณว่า ‘ตลาดเริ่มอิ่มตัว’ และการแข่งขันด้านราคา–ทำเล–ต้นทุน วัตถุดิบ กดดันกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สเต็ก สงคราม ‘คุ้มค่า’ ยุคประหยัด อีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่เห็นการเคลื่อนไหวชัดในปี 2568 คือ ตลาดร้านสเต็ก ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 9 พันล้าน และกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ รุกตลาดโลก ส่งออก 2 แบรนด์สร้างในไทย ขยายแฟรนไชส์ต่างประเทศเต็มกำลัง สงครามร้านอาหาร ถึงคิวตลาดสเต๊ก 9 พันล.บาท ชานตาเฟ่ ขอรีแบรนด์ใหม่สู้ด้วย!! โดยแรงกระเพื่อมสำคัญ มาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของร้านสเต็กแบรนด์ อีท แอม อาร์ สเต็ก (Eat Am Are) ของบริษัท อีท แอม อา กรุ๊ป จำกัด ที่เดินหน้าเปิดสาขาไม่หยุด (ปัจจุบันกว่า 20 สาขา)ด้วยกลยุทธ์ ‘ราคาสมเหตุสมผลเกินคุณภาพ’ มาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ จากการที่ตลาดนี้มีตัวเลือกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องปรับเกมตามเช่นกัน โดยกลุ่ม ไมเนอร์ ฟู้ด เลือกแตกแบรนด์ Steak & More เพื่อขยายฐานลูกค้า หลังจากก่อนหน้านี้มี Sizzler ครองตลาดกลาง–พรีเมียมอยู่แล้ว ด้วยจำนวนสาขาราว 65-70 สาขา ขณะที่เมื่อกลางปี 2568 ยังเห็นความเคลื่อนไหวของ ซานตาเฟ่ สเต็ก ที่รีแบรนด์ภาพลักษณ์ใหม่ให้สดใสและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เช่นกัน เครื่องดื่ม ปีแห่ง ‘ชา’ ปี 2568 ถือเป็นปีทองของ ตลาดเครื่องดื่มกลุ่มชา อย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นปีจากกระแส ชาพรีเมียม โดยเฉพาะมัตจะ (Matcha) มาแรงเกินต้าน ผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มภาพรวมมูลค่าราว 5.69 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนอน-คอฟฟี่ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ ตลาดชา (ค้าปลีกและชาพร้อมดื่ม) คาดว่ามี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 19,000 จากหลายแรงหนุนสร้างความนิยมในกลุ่มผู้บริดภค โดยเฉพาะกระแสชาไทยในระดับสากล ส่วนหนึ่งยังมาจากจากการโปรโมตผ่านวัฒนธรรมป๊อปและความร่วมมือในต่างประเทศ ผ่าน ลิซ่า ศิลปินเคป็อป ระดับโลก จากความร่วมมือ ‘Erewhon’ มาครีเอทชาไทยสูตรพรีเมียม ‘Thai up the World’ ยกระดับภาพลักษณ์ ‘ชา’ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มแฟชั่น ไม่ใช่แค่ของดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีอีกภาพที่เห็นชัด คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่และซับแบรนด์ เช่น CTV ของชาตรามือ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘CTM’ แบรนด์ลูก ‘ชาตรามือ’ มาเพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ เข้าสู่ยุคชาไทย…ไม่(ใส่)สีส้ม ขณะเดียวกัน ในตลาดนี้ ยังได้เห็นการเข้ามาของของแบรนด์ชาระดับพรีเมียมรายใหญ่อย่าง ชาจี (CHAGEE) จากจีนเข้ามาในไทย โดยกลุ่มทุนไทยนำโดย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ เบเวอร์เรจ จำกัด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (มาม่า), คมสันต์ แซ่ลี (Flash Express) และ ‘ชานนท์ เรืองกฤตยา’ (อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์) เข้าซื้อหุ้น 51% ทำให้กลุ่มนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และขับเคลื่อนธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ จากแนวโน้มการขยายตัวตลาดเครื่องดื่มชาที่เติบโตในปี 2568 นี้ จะยังเป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่ต้องจับตาต่อ ในปีหน้า ปีแห่งแข่งความคุ้มค่า ประสบการณ์หน้าร้าน จากความเคลื่อนไหวในตลาด F&B ในปีนี้ หากมองต่อถึงในปี2569 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารยังต้องเดินบนเส้นทางประคับประคองภายใต้โจทย์ใหญ่ คือ กำลังซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ฉลาดขึ้น รอบคอบขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า มากกว่าภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ขณะที่ แบรนด์ จะต้องตอบโจทย์ราคาเหมาะสม ประสบการณ์ชัด และคุณค่าที่ผู้บริโภครู้สึกได้จริง นอกเหนือจากสร้างเอนเกจเมนต์แบรนด์ให้ไวรัล ในสมรภูมิ F&B ที่จะยังแข่งขันต่อไปไม่แพ้ไฟใต้หม้อชาบู ในปีหน้า Alternate-X สรุปให้ ปิดปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ไทย ยังเป็นตลาดใหญ่ มูลค่ากว่า 6.46–6.57 แสนล้านบาท แต่เติบโตต่ำกว่าคาดจากกำลังซื้อชะลอและเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดในหลายเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะ ชาบู–สเต็ก–เครื่องดื่มชา ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักของปี ผู้บริโภคหันมาเลือก ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ประสบการณ์หน้าร้าน’มากกว่าภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้แบรนด์ใหญ่–กลางต้องเร่งปรับกลยุทธ์ราคา รูปแบบร้าน และพาร์ตเนอร์เชิงโครงสร้าง สะท้อนสัญญาณว่าตลาด F&B ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่เติบโตได้ในระยะยาว STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เอเชียทีค เคานต์ดาวน์ 2026 ริมเจ้าพระยา สร้างกรุงเทพฯ เมืองแห่งประสบการณ์
ปลายปี 2568 กรุงเทพมหานคร ส่งท้ายปรากฏการณ์ใหม่ด้านการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ เมื่อ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดตัวโครงการ ‘Bangkok Spectacular 2026” ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ ระหว่างวันที่ 23–31 ธันวาคม 2568 งาน ‘Bangkok Spectacular 2026’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–31 ธันวาคม 2568 ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เปิดตัว THAINOSAUR Museum พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทยใจกลางกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จัดงาน ASIATIQUE’S THAILAND COUNTDOWN 2026 รูปแบบใหม่ ฉลองข้ามปีต่อเนื่อง 5 วัน ในโอกาสนี้ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เปิดตัวแลนด์มาร์กการเรียนรู้แห่งใหม่ของประเทศไทย ‘THAINOSAUR Museum’ พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาไทยในรูปแบบ Edutainment ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน โครงการนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนเทศกาลท่องเที่ยวช่วงปลายปีของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเฉลิมฉลอง การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน กรุงเทพฯ เมืองแห่งการเฉลิมฉลอง สำหรับ Bangkok Spectacular 2026 เป็นความร่วมมือของ AWC, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรมทรัพยากรธรณี และ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อพัฒนาเทศกาลการท่องเที่ยวในรูปแบบ Destination-led จากการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพของกรุงเทพฯ มาเล่าเรื่องใหม่ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยแนวคิดหลักของโครงการ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า หลากหลาย และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กรุงเทพมหานครในฐานะ จุดหมายปลายทางของการเฉลิมฉลองระดับสากล และเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง สร้างสรรค์ และมีชีวิตชีวา THAINOSAUR Museum ขณะที่หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Bangkok Spectacular 2026 คือการเปิดตัว ‘พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทย’ THAINOSAUR Museum พิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวด้านบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยาของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม รองรับผู้เข้าชมทุกช่วงวัย โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มาจากความร่วมมือกับภาครัฐ ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นการต่อยอดจากโครงการ FOSSIL PARK และ HATCH DOME ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติแบบบูรณาการ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ภายใต้พันธกิจ ‘Building Better Future For All’ โดย AWC สนับสนุนเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติขั้นสูงให้แก่กรมทรัพยากรธรณี เพื่อเสริมศักยภาพการวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยา และเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กับเยาวชนและนักวิจัยรุ่นใหม่ในอนาคต ไดโนเสาร์ไทย เล่าเรื่องผ่านครีเอทีฟ โดย THAINOSAUR Museum แห่งนี้ จะถ่ายทอดเนื้อหาผ่านการออกแบบพื้นที่และเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ของจริง เข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ พร้อมผสานงานศิลปะสร้างสรรค์โดยศิลปินไทย ‘ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์’ เพื่อให้ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของไทยเข้าถึงได้ง่ายและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังนำการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เครื่องเล่นขยายต่อไปสู่ SkyFlyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์เลื้อยคลานบินได้สายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเปิดมุมมองใหม่จากหนึ่งในจุดชมทัศนียภาพที่สูงที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ รวมถึงอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ การจัดงาน ‘ASIATIQUE’S THAILAND COUNTDOWN 2026’ เป็นครั้งแรกในรูปแบบใหม่ ที่ขยายความยิ่งใหญ่ของการเฉลิมฉลองต่อเนื่องยาวนานถึง 5 วัน ระหว่างวันที่ 25–28 และ 31 ธันวาคม 2568 โดยงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘พลังแห่งเสียง ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย’ ใช้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสู่เวทีดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมการแสดงแสง สี เสียงแบบ Immersive ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ให้ทุกคนร่วมก้าวสู่ปีใหม่ไปพร้อมกัน แมปกรุงเทพฯ เมืองแห่งประสบการณ์เที่ยว ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว พร้อมทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้าน ‘ไมเคิล ฮาริท’ หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล AWC กล่าวว่า Bangkok Spectacular 2026 สะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาสำคัญของปี โดยเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น จะยังคงพัฒนาในฐานะแลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ การเฉลิมฉลอง และการเรียนรู้ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับเมือง ชุมชน ภาคการท่องเที่ยว และคนรุ่นต่อไป มากกว่าการเฉลิมฉลอง สำหรับ Bangkok Spectacular 2026 คือภาพสะท้อน ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ ในการเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลอง การเรียนรู้ และความภาคภูมิใจของเมือง พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในปลายปีนี้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะม่ใช่แค่ งพื้นที่’นับถอยหลังสู่ปีใหม่แต่เป็น สเปซ ที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต มา ‘JOY’ กัน Alternate-X สรุปให้ AWC เปิดโครงการ ‘Bangkok Spectacular 2026’ ส่งท้ายปี 2568 ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ททท. และพันธมิตรภาครัฐ ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมไฮไลต์สำคัญ การเปิดตัว ‘THAINOSAUR Museum’ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทยรูปแบบ Edutainment เชื่อมศิลปะ วิทยาศาสตร์ และประสบการณ์เรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย และงาน ASIATIQUE’S THAILAND COUNTDOWN 2026 เฉลิมฉลองริมเจ้าพระยาต่อเนื่อง 5 วัน
‘สุขภาพ’ คือ ต้นทุน ปัจจัยใหม่ค่าครองชีพคนไทย ‘5 โรคเสี่ยงสูง’ วัยทำงาน-รุ่นใหม่
‘รพ.วิมุต’ เผยวิกฤตสุขภาพมโรค ‘NCDs’ ครองแชมป์ กลุ่มเสี่ยง ‘คนทำงาน–คนเมือง’ แนะดูแลเชิงป้องกันรับมือปี 2569 ปัจจัยเดิมซ้ำเพียบเพิ่มภาระด้านสุขภาพ นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ปัจจุบัน ‘สุขภาพ’ กลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่กำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ยังเผชิญความผันผวน ค่าครองชีพสูง การแข่งขันในการทำงานรุนแรงขึ้น และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งนี้ จากสข้อมูลภาพรวมผู้ป่วยปี 2568 พบว่า คนไทยยังคงเข้ารับการรักษาจำนวนมากจากโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งไม่เพียงเป็นปัญหาสาธารณสุข แต่ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในปี 2568 โรงพยาบาลวิมุต พบว่า 5 โรคหรือกลุ่มโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหวัดและโรคทางเดินหายใจ กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ขณะที่ 3 อันดับแรกเป็นกลุ่มโรค NCDs ซึ่งสะท้อนปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างชัดเจน ทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล การออกกำลังกายน้อย และความเครียดสะสม สำหรับโรคหวัดและภูมิแพ้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่วน ออฟฟิศซินโดรม กลายเป็นโรคประจำตัวของคนวัยทำงานในยุคเศรษฐกิจเร่งรีบ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานานและขาดการเคลื่อนไหว ‘เร่งใช้ชีวิต’ ปัจจัยหลัก นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้โรคทั้ง 5 กลุ่มนี้กลายเป็นโรคยอดฮิตในปี 2568 มาจาก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย คนเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานหลายบทบาท มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองน้อยลง พฤติกรรมการกินยังคงพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวานเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของโรค NCDs ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกสลับร้อน และปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูหนาว ส่งผลโดยตรงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ และออฟฟิศซินโดรม สะท้อนต้นทุนสุขภาพของแรงงานยุคดิจิทัลที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอวันละหลายชั่วโมง “หากพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยน แนวโน้มในปี 2569 โรคดังกล่าวจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจพบผู้ป่วยในอายุน้อยลง” อย่างไรก็ตาม แม้โรคเหล่านี้จะพบได้บ่อย แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาการเริ่มต้นมักไม่ชัดเจน โรคความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง อาจไม่มีอาการในระยะแรก หรือแสดงเพียงอาการเล็กน้อย หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจคัดกรอง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่โรคหวัดและภูมิแพ้ หากมีอาการไอ จาม น้ำมูกเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอกบ่อยครั้ง อาจสะท้อนผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ส่วนออฟฟิศซินโดรมที่เริ่มจากอาการปวดเมื่อยเล็กน้อย หากละเลย อาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน นพ. สุวาณิช กล่าวว่า โรงพยาบาลวิมุต วางแนวทางการดำเนินงานพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดยในปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต จะลงทุนด้านบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเตรียมอีก 3 ศูนย์ความเป็นเลิศศูนย์เฉพาะทาง ได้แก่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ เพื่อตอบโจทย์โรคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการกิน ความเครียด และวิถีชีวิตคนเมือง ศูนย์สมอง ที่ให้ความสำคัญกับโรคระบบประสาทซึ่งพบมากขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย ศูนย์สุขภาพสตรี ที่ออกแบบการดูแลให้เข้าใจผู้หญิงในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การดูแลสุขภาพภายใน การฟื้นฟูสมดุลร่างกาย ไปจนถึงการดูแลด้านความงามและคุณภาพชีวิต ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะสาขาที่มีประสบการณ์ โดยศูนย์ฯ เหล่านี้สะท้อนทิศทางเชิงกลยุทธ์ของโรงพยาบาลวิมุตในการพัฒนาบริการสุขภาพให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย โดยมุ่งสร้างคุณค่าในระยะยาวทั้งต่อผู้ใช้บริการ ระบบสุขภาพ และการเติบโตของธุรกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน “การตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสป้องกันและดูแลโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” สำหรับในปี 2568 โรงพยาบาลวิมุตเร่งลงทุนและปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจสุขภาพอย่างจริงจัง พร้อมเปิด 3 ศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Centers) ไปแล้วได้แก่ ศูนย์สุขภาพปอด เพื่อรับมือโรคทางเดินหายใจจาก PM5 และภูมิแพ้ ล ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด เพื่อรองรับภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ศูนย์กระดูกและข้อ เพื่อดูแลปัญหากล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ จากทั้งวัยทำงานและสังคมผู้สูงอายุ “การเปิดศูนย์เหล่านี้สะท้อนทิศทางของวิมุต เพื่อยกระดับการรักษาเฉพาะทาง ควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ” Alternate-X สรุปให้ โรงพยาบาลวิมุต บอก ‘สุขภาพ’ กลายเป็นต้นทุนชีวิตใหม่ ท่ามกลางค่าครองชีพและแรงกดดันการทำงาน ในปี 2568 กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังครองแชมป์ผู้ป่วยคนไทย โดย 5 โรคเสี่ยงสูง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคทางเดินหายใจ และออฟฟิศซินโดรม ขณะที่คนเมืองและวัยทำงานคือกลุ่มเสี่ยงหลัก จากพฤติกรรมเร่งรีบ อาหารแปรรูป และมลภาวะ ทำให้ ‘วิมุต’ เน้นการดูแลเชิงป้องกัน รับมือปี 2569 ลดต้นทุนสุขภาพระยะยาว
เปิดปี 69 ‘ททท. x LISA’ ใช้ 10 พลังเสน่ห์ท้องถิ่น รีเซ็ตภาพเที่ยวไทยอวดโลก
‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ ‘10 พลังเสน่ห์ไทย’ จุดตั้งต้นของดีท้องถิ่นเล็กๆอุตฯเที่ยวไทย เปิดเกมใหม่ชวนโลกออกเดินทาง จากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ซูเปอร์บอสค่าย LLOUD ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล ศิลปินเกาหลีระดับโลก กับบทบาทAmazing Thailand Ambassador ตัวแทนการท่องเที่ยวเมืองไทย กับแคมเปญ Amazing Thailandx LISA มาสื่อสารการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาโลก พร้อมปล่อยทีเซอร์แรกในเดือนมกราคม 2569 อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน วัดพลัง ‘ลิซ่า’ ลูกสาวแห่งชาติ เตรียม อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ รอบใหม่ หลังรายได้เที่ยวไทยวืดเป้า 3 ปีติด ก่อนที่คนไทยจะได้รับชม ‘ทีเซอร์’ ชิ้นนี้ ททท. ยังได้เปิดตัวเนื้อหาพลังแห่งเสน่ห์ไทยในระดับท้องถิ่นมุมมมองใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรูหราเสมอไป แต่อาจเริ่มจาก ‘เรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัว’ ที่จริงใจและมีชีวิต จากสิ่งที่ ‘ลิซ่า’ เคยหยิบมาถ่ายทอด จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกอยากออกเดินทาง สู่เรื่องเล่า 7 ‘พลังแห่งเสน่ห์ไทย’ ผ่านวัฒนธรรมอาหาร และของดีท้องถิ่น ‘ของกินริมทาง’ เสน่ห์แสนอร่อย ก่อนหน้านี้ ‘ลิซ่า’ ได้สร้างเรื่องมหัศจรรย์กับของกินเล่นริมทาง Street food ที่หลายคนคุ้นเคย ‘ลูกชิ้นยืนกิน’ สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ของดีท้องถิ่นที่กลายเป็นเมนูฮิตระดับประเทศ มาแล้ว ‘ไก่ทอดหาดใหญ่’ ที่ลิซ่าเอ่ยถึงในบทสัมภาษณ์ ทำให้แฟนคลับออกตามรอยกันทั่วไทย นอกจากนี้ ยังมี ‘ผัดไทย’ และ ‘ตำมะม่วง’ เมนูโปรดในร้านอาหารไทยที่ลอสแอนเจลิส ส่งผลให้ร้านอาหารไทยในต่างแดนมียอดจองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยคอนเทนต์ เหล่านี้ในสไตล์ของลิซ่า ยังทำให้ ‘อาหารไทย’ ไม่ได้ถูกเล่าในฐานะเมนูหรู แต่คือรสชาติของชีวิตประจำวัน ที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมี ‘ข้าวไข่เจียว’ และ ‘ไอศกรีมขนมปัง’ ที่ ลิซ่า เลือกทานในงานฉลองรางวัล Spotify Billions Club Plaque จนกลายเป็นไวรัลข้ามคืนเช่นกัน รวมไปถึง ‘โรตีสายไหม’ ที่ปรากฏในสอตรี อินสตาแกรม (Instagram Story) ของลิซ่า ทำให้เกิดกระแสตามรอยของหวานอยุธยาทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความธรรมดาแบบไทย ๆ สามารถกลายเป็นประสบการณ์ที่คนทั้งโลกอยากสัมผัสได้ วัฒนธรรมไทย สู่ไลฟ์สไตล์ระดับสากล นอกจากอาหารแล้วยังมีเรื่องราวของแฟชั่นและอัตลักษณ์ไทย ที่นำมาถ่ายทอดอย่างร่วมสมัย ทั้ง ‘ชุดไทยผ้าไหมยกลำพูน’ พร้อมรัดเกล้ายอดในมิวสิกวิดีโอ ‘LALISA’ ทำให้โลกเห็นความงามของเครื่องแต่งกายไทยในมิติใหม่ ‘ผ้าซิ่นย้อมครามหมักโคลน’ ที่ลิซ่าใส่เที่ยวอยุธยา จุดกระแส ‘นุ่งซิ่นเที่ยวไทย’ และทำให้ผ้าไหมกลายเป็นลุคการแต่งกายประจำวัน ‘OOTD’ ได้เช่นกัน เรื่องราวของวัฒนธรรมไทยเหล่านี้ ยังตีความใหม่ว่าไม่ใช่แค่ของอนุรักษ์ แต่คือแฟชั่นที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ยกระดับ ‘ของดีไทย’ สู่เวทีโลก ขณะเดียวกัน ยังมีหนึ่งในตัวอย่างการต่อยอดพลังแห่งเสน่ห์ไทยเมนู ‘Thai up the World’ จากความร่วมมือกับ Erewhon ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในสหรัฐฯ ที่ยกระดับชาไทยให้กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอกย้ำศักยภาพสินค้าไทยในตลาดสากล ทั้งหมดนี้ คือ พลังของ ‘10 เสน่ห์ไทย’ ที่แอมบาสเดอร์ระดับโลก กำลังจะพาเมืองไทยไปอยู่บนแผนที่ความทรงจำของนักเดินทางทั่วโลกอีกครั้ง พร้อมเตรียม ‘เทคออฟ’ แคมเปญ Amazing Thailand x LISA ที่ไม่ได้แค่ชวนมาเที่ยว แต่ชวนให้โลก รู้สึกผูกพัน กับเมืองไทย ผ่านอาหาร แฟชั่น วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ในปี 2569 นี้ Alternate-X สรุปให้ เปิดปี 2569 กับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในแคมเปญ Amazing Thailand x LISA หลัง ททท. วางเป็นกลยุทธ์การตลาดระดับโลกผ่าน ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador ในบทบาทมากกว่าแอมบาสเดอร์ แต่เป็นตัวตั้งต้นการเล่าโครงสร้างท่องเที่ยวไทยใหม่ ด้วยของดีท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่ถูกยกระดับเป็น Soft Power ที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ทั้ง อาหาร แฟชั่น และวิถีชีวิต ถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัยและใช้ได้จริง กลยุทธ์นี้ขยับการท่องเที่ยวจากภาพจำเดิม สู่ประสบการณ์ที่เชื่อมอารมณ์ รากฐานเที่ยวไทยในปีหน้า
ส่งท้ายปี68 ‘คนไทย’ ใช้จ่ายพุ่ง 4 เท่า เพื่อฮีลใจ แวะเติม ‘พลัง’ ส่งตัวเองไปต่อปีหน้า
ฮาคูโฮโด สรุปรอบปี 2568 ‘คนไทย’ ฝ่าหลายวิกฤตท้าทาย ส่งท้ายปียอมจ่ายพุ่ง 4 เท่าเพื่อเติม ‘พลัง’ โอกาสแบรนด์-ธุรกิจสร้างตัวตนสินค้า ‘ฮีลใจ-ซัพพอร์ต’ ให้ทุกคนไปต่อ ปี 2569 อรุณโรจน์ เหล่าเจริญวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) (Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND)) เผยผลสำรวจฉบับพิเศษส่งท้ายปี 2568 สรุปภาพรวมปีนี้ เป็นปีแห่งการเติบโตของคนไทย จากตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ‘คนไทย’ ใช้ชีวิตกันหลากหลายโหมด ทั้งจากการเอาตัวรอดจากพิษเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเอาตัวรอด รวมไปถึงกระแสความภูมิใจในความเป็นชนชาติไทย ‘Thai DNA’ ทั้งหมดนี้สะท้อนการปรับตัวของ ‘คนไทย’ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ขณะที่ผลสำรวจ ภาพรวมการใช้จ่ายในเดือนธันวาคมนี้ เพิ่มขึ้นกว่า +4 เทียบกับผลสำรวจเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จุดนี้เองสะท้อนถึง ความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคที่ต้องการพักหายใจ จากหลากหลายเรื่องเหนื่อย-หนักมาตลอดทั้งปี โดยผู้บริโภคยอมใช้จ่ายเพื่อ ‘ฮีลใจ’ ในด้านต่าง ๆ อาทิ การท่องเที่ยวในประเทศ การทานอาหารมื้อพิเศษนอกบ้าน การซื้อของตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า การซื้อเครื่องดับประดับ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘ช่วงปลายปี’ คือช่วงเวลาเพิ่มพลังใจของคนไทยอย่างแท้จริง 2 เทคนิคมัดใจ ‘กำลังซื้อ’ จากแนวโน้มดังกล่าว ‘ฮาคูโฮโด’ วิเคราะห์ในช่วงเวลานี้ เป็นโอกาสดีของแบรนด์ในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค และเชื่อว่า ยิ่งแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคมากเท่าไหร่ ยิ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์/เทคนิค สำหรับแบรน 2 หัวข้อ ดังนี้ แบรนด์เป็นพลังใจให้คนไทย ในช่วงปลายปี เป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคอยากพักใจหลังเจอเรื่องหนัก ๆ มาตลอดทั้งปี แบรนด์จึงควร ‘ชื่นชมความเข้มแข็งของคนไทย’ และช่วยออกแบบโมเมนต์ดี ๆ ส่งท้ายปี เช่น Year-End Gratitude Film เพื่อขอบคุณผู้บริโภคที่สู้มาด้วยกัน Encouragement Card สร้างข้อความให้กำลังใจเฉพาะบุคคล Healing Day แบรนด์ลดราคาสินค้าเพื่อเติมพลังใจให้แก่ผู้บริโภค “การทำสิ่งเหล่านี้ จะทำให้แบรนด์กลายเป็นเพื่อนร่วมทางในวันที่เหนื่อยล้า และช่วยให้คนไทยเริ่มต้นปีหน้าได้อย่างมีพลังและมีความสุขไปพร้อมกัน” อัปเกรดชีวิตทุกช่วงวัย อรุณโรจน์ กล่าวว่า ผู้คนในแต่ละช่วงวัยต้องการทักษะที่แตกต่างกัน การทำแคมเปญตามแต่ละวัยจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจผู้คนลึกขึ้นและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคได้มากขึ้น ดังนี้ ช่วงวัย 20 – 29: สามารถทำเครื่องมือค้นหาตัวตน(Self-Discovery Tools) การตรวจสอบจัดการอารมณ์ (Emotional Check-in) เพื่อจัดการใจที่เชื่อมกับสินค้าในฐานะ ตัวช่วยเริ่มต้นเส้นทางชีวิต ช่วงวัย 30 -39: สร้างชุดสำเร็จรูปเพิ่มประสิทธิภาพ/เทคนิคกระตุ้นการทำงาน (Productivity Kits / Career Boost Tips) ด้วยสินค้าช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น จัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น ช่วงวัย 40 – 49: ออกแบบเนื้อหาการวางแผนการเงินและสุขภาพ (Financial & Health Planning Content) ผ่านสินค้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงของชีวิต ช่วงวัย 50 – 59: ทำแนวทางวางแผนชีวิตวัยเกษียณ (Retirement Readiness Guide) วางสินค้าเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยเตรียมพร้อมชีวิตหลังเกษียณในระยะยาว ยอมเปิดกระเป๋าจ่ายส่งท้ายปี ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกแนวโน้มในการใช้จ่ายของคนไทยในช่วงครึ่งปีแรก แนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ที่ 65 คะแนน ก่อนที่จะพุ่งขึ้นเป็น 67 คะแนนในช่วงครึ่งปีหลัง ความเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นว่า คนไทยพร้อมใจกลับมาเปิดกระเป๋าใช้จ่ายอีกครั้ง โดยมีแรงหนุนมาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล รวมถึงในช่วงปลายปีมีเทศกาลปีใหม่ที่ทั้งเมืองเต็มไปด้วยสีสัน แสงไฟ และกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามาเติมแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่ ร่วมสนุกไปกับทุกโมเมนต์ เก็บเกี่ยวทุกความสุข หลังเจอความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งปี 5 ทักษะคนไทย ได้ไปต่อปีหน้า อรนลิน เรื่องสุรเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้คนในแต่ละช่วงวัยต้องการทักษะเพื่อเส้นทางการเติบโตที่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง ‘คนไทย’ส่วนใหญ่เลือกพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติมากกว่าทักษะทางอารมณ์เพราะช่วยเสริมความมั่นคงแบบจับต้องได้ โดยพบว่า 5 อันดับแรก (Top 5) ทักษะที่คนไทยอยากพัฒนาในปีหน้า และเป็นทักษะที่อยู่รอดได้จริงและเห็นผลทันที ดังนี้ Top 1 – 44% ทักษะอาชีพใหม่ หารายได้เสริม เพิ่มสกิล เพื่อรายได้ เพิ่มโอกาสรอดในเศรษฐกิจที่คาดเดาไม่ได้ Top 2 – 44% ดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ กายและใจที่ดีคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทุกอย่างในชีวิต Top 3 – 43% วางแผนการเงินอย่างมีเป้าหมาย รู้ทันเรื่องการเงิน คิดไกลเพื่ออนาคตที่มั่นคงและสบายใจ Top 4 – 30% ตั้งเป้าและทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่ฝัน แต่ลงมือทำให้เห็นผลชัด ๆ Top 5 – 26% ใช้เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพชีวิต รู้ทันเทรนด์ใหม่ ให้ชีวิตไวขึ้น ง่านขึ้นในยุคที่ต้องแข่งกับเวลา “แม้ในปีนี้ ชีวิตจะวุ่นวายและมีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง แต่คนไทยยังคงรักษาความสุขของตัวเองได้ ด้วยการรักษาบาลานซ์ชีวิตและการดูแลตัวเอง เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า วิธีนี้ทำให้คนไทยมีความสุขต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณอันดีที่คนไทยปรับตัวพร้อมกับมือกับทุกสถานการณ์และทุกการเติบโต พร้อมที่จะรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไป” Alternate-X สรุปให้ ฮาคูโฮโดชี้ ปี 2568 ผลสำรวจ ‘คนไทย’ มองว่าท้าทายความไม่แน่นอนรอบด้าน หลังเผชิญเศรษฐกิจ วิกฤต และความไม่แน่นอน ส่งท้ายปีนี้ พบ ‘คนไทย’ เปิดกระเป๋าใช้จ่ายเพิ่มกว่า 4 เท่า เพื่อ ‘ฮีลใจ’ และเติมพลังให้ตัวเองก่อนก้าวสู่ปี 2569 แผนการใช้จ่ายเน้นท่องเที่ยว อาหารมื้อพิเศษ ของใช้ และไลฟ์สไตล์ที่สร้างความสุข เป็นโอกาสแบรนด์ เชื่อมโยงผู้บริโภคด้วยบทบาท ‘พลังใจ’ และการซัพพอร์ตชีวิตในแต่ละช่วงวัย เทรนด์ ยังชี้ ‘คนไทย’ พร้อมกลับมาใช้จ่าย หากแบรนด์เข้าใจอารมณ์ ความหวัง และการเติบโตของผู้คนอย่างแท้จริง
คริปโต ไทย ขยับจากเก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงิน รับ Cobo สิงคโปร์บุกตลาด
Cobo ผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลจากสิงคโปร์ เข้าตลาดไทยในจังหวะเปลี่ยนผ่าน หลังผู้เล่นรายเดิมปิดตัว ชูมาตรฐาน custody ระดับโลก ปูทางเงินสถาบันและโอกาสลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว
‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน
ททท. เปิดปี 2569 ด้วยแคมเปญ Amazing Thailand x LISA เตรียมปล่อยทีเซอร์แรก ม.ค. ลุ้นลิซ่าพาเที่ยวจังหวัดใหม่ ๆ หลังปี 2568 คนไทยออกเดินทางทะลุ 210 ล้านทริป สะท้อนพลังท่องเที่ยวในประเทศยังแข็งแรง
‘SOURI’ ขนมหวานที่ขายประสบการณ์ ‘วิน–เมธวิน’ใช้บรรทัดทอง เวทีใหม่
‘วิน–เมธวิน’ กับบทบาทผู้ประกอบการธุรกิจ ผ่านแบรนด์ขนมหวาน ‘SOURI’ จากร้านเล็กสู่กว่า 40 สาขา ล่าสุดเปิด Stand Alone คอนเซ็ปต์ Night Cafe Culture แห่งแรกบนถนนบรรทัดทอง ใช้ขนมผ่านพื้นที่นี้เป็นสื่อเชื่อมวัฒนธรรมไทย สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก
สายการบิน ‘แอร์คาลิน’ ดัน ‘กรุงเทพฯ’ เมืองปลายทาง ‘ฮับ’ บินเชื่อมยุโรป-แปซิฟิก
‘แอร์คาลิน’ สายการบินประเทศนิวแคลิโดเนีย หนุนเมืองปลายทาง ‘กรุงเทพฯ’ ศูนย์กลางเชื่อมยุโรป–แปซิฟิก หลังครบ 1 ปีเส้นทาง ‘นูเมอา–กรุงเทพฯ–ปารีส’ ผู้โดยสารเกิน 6 หมื่นคน ขยายเพิ่ม 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จอร์จ เซเลเฟน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินแอร์คาลิน กล่าวว่า สายการบินประจำชาตินิวแคลิโดเนีย สายการบินแอร์คาลินเปิดให้บริการเส้นทาง นูเมอา – กรุงเทพฯ – ปารีส เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการแล้วกว่า 60,000 คน โดยอัตราจำนวนการขนส่ง หรือ โหลด แฟคเตอร์ (Load Factor) ของสายการบินฯ เฉลี่ยเกินร้อยละ 80 และในฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์ จำนวนโหลด แฟคเตอร์เพิ่มสูงสุดถึงร้อยละ 89 – 90 ทั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการตอบรับอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวในเส้นทางบินนี้ ส่งผลให้ฐานะทางการเงินของสายการบินฯ ในปี 2568 มีความสมดุล รวมถึงสร้างงานตรงอีกจำนวน 30 ตำแหน่ง “ในเวลาเพียงหนึ่งปี เส้นทางนูเมอา – กรุงเทพฯ – ปารีส กลายเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญของเครือข่ายระหว่างประเทศของสายการบินแอร์คาลิน และกรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูสู่เอเชียและโลก ทั้งให้บริการผู้โดยสาร การท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในแปซิฟิกใต้” นอกจากนี้เส้นทางดังกล่าวยังสะท้อนกลยุทธ์ระยะยาวที่จะสร้างเครือข่ายเส้นทางบินเชื่อมโยงยุโรป ประเทศไทย และแปซิฟิกใต้ ด้วยฝูงบินที่ทันสมัย Airbus A330-900neo เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของสายการบินฯ ในการบินเส้นทางระยะไกล 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เส้นทาง นูเมอา-กรุงเทพ-ปารีส เที่ยวบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่ สนามบินชาร์ล เดอ โก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทุกวันจันทร์ พุธ และเสาร์ โดยออกเดินทางเวลา 09:40 น. ถึงในวันเดียวกันเวลา 17:00 น. เที่ยวบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่ สนามบินนานาชาติลา ตองตูตา เมืองนูเมอา ประเทศนิวแคลิโดเนีย ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และอาทิตย์ โดยออกเดินทางเวลา 16:25 น. และถึงนูเมอาในช่วงเช้า พร้อมบินตรงสู่ ตาฮิติ รวมถึงโอ๊คแลนด์และซิดนีย์ได้รวดเร็ว ให้สะสมไมล์กับ Flying Blue นอกจากเส้นทางบินนูเมอาแล้ว สายการบินยังมีเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางสำคัญหลายแห่งในแปซิฟิกใต้ รวมถึง นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เฟรนช์โปลินีเซีย วานูอาตู ฟิจิ วาลลิส และ ฟุตูนา โดยใช้เครือข่ายการบินของแอร์คาลินในภูมิภาคแปซิฟิก ยิ่งไปกว่านั้นสายการบินยังเป็นพันธมิตรกับโปรแกรม ‘Flying Blue’ ซี่งผู้โดยสารสามารถสะสมไมล์และแลกเปลี่ยนค่าใช้จ่ายหรือการเดินทางได้ในเครือข่ายของสายการบินแอร์คาลิน จอร์จ กล่าวว่าสายการบินแอร์คาลิน ยังวางกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อรองรับการเติบโตและสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ ดังนี้ เชื่อมต่อระหว่างยุโรป ประเทศไทย และแปซิฟิก โดยเส้นทางนี้เป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่มุ่งสร้างเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศที่สำคัญ ทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางข้ามภูมิภาคได้สะดวกมากขึ้น เพิ่มความถี่เที่ยวบินเพื่อความยืดหยุ่นในการเดินทาง: ปรับตารางบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ช่วยให้ผู้โดยสารมีตัวเลือกวันเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น สามารถวางแผนทริปการเดินทางได้ยืดหยุ่นตามความต้องการ ยกระดับประสบการณ์การเดินทางด้วยเครื่องบินใหม่และบริการแบบฟูลเซอร์วิส ให้บริการด้วยเครื่องบิน Airbus A330-900neo ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของฝูงบิน และยังมีเครื่องบิน Airbus A320neo สำหรับให้บริการเส้นทางภูมิภาค ทำงานร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของไทย ด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตร และสนับสนุนให้บริษัทเอเจนซี่ท่องเที่ยวออกแบบแพ็กเกจทัวร์ยุโรปและแปซิฟิก เพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ สายการบินแอร์คาลิน ยังโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่ผสมผสานเสน่ห์ของ นิวแคลิโดเนีย ดินแดนพิเศษของฝรั่งเศสกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เข้ากับมาตรฐานการบริการแบบสายการบินยุโรประดับสากล ตั้งแต่ลวดลายลำเครื่อง โทนสีในห้องโดยสาร ไปจนถึงเมนูอาหารบนเครื่องที่คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและไวน์ฝรั่งเศส ห้องโดยสาร 3 ชั้น เจาะทุกไลฟ์สไตล์ ชั้นธุรกิจ (Business Hibiscus Class) พร้อมที่นั่งแบบ fully-flat bed ทุกที่นั่งและทางเดินเข้า–ออกแบบตรง ให้ความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะสำหรับนักธุรกิจและนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนเต็มที่ก่อนถึงปารีสหรือกลับกรุงเทพฯ มาพร้อมจอ LED HD ขนาดใหญ่ ระบบความบันเทิงครบ และสิทธิใช้เลานจ์สนามบินทั้งที่นูเมอา กรุงเทพฯ และปารีส ชั้นประหยัดพรีเมียม (Premium Economy Class): ห้องโดยสารแบบเฉพาะ มีเพียงไม่กี่แถว ชูจุดเด่นเรื่องพื้นที่วางขาสูงสุดราว 96 เซนติเมตร ระยะเอนเบาะสบาย และจอส่วนตัวขนาดใหญ่ เหมาะกับผู้โดยสารที่ต้องการความสบายเพิ่มขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ชั้นประหยัด (Economy Class): ออกแบบห้องโดยสารใหม่ให้โปร่งและกว้าง ที่นั่งเอนสบาย มีระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 31 นิ้ว พร้อมจอสัมผัสส่วนตัวในทุกที่นั่ง และระบบความบันเทิงที่มีรายการให้เลือกชมมากกว่า 90 โปรแกรม รองรับการเดินทางระยะไกลได้อย่างเพลิดเพลิน บินไปปารีสเริ่มต้น 1.38 หมื่นบาท ทั้งนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 1 ปีของเส้นทางบินนูเมอา–กรุงเทพฯ–ปารีส สายการบินแอร์คาลิน จัดกิจกรรมการตลาดโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทย โดยผู้โดยสารสามารถรับส่วนลด 2,000 บาทต่อคน ทั้งชั้นประหยัด ชั้นประหยัดพรีเมียม และชั้นธุรกิจ เมื่อจองตั๋วโดยตรงที่ www.aircalin.co.th โดยใช้โค้ดส่วนลด BKKBDAY1 กรุงเทพฯ – ปารีส ชั้นประหยัด เที่ยวเดียว เริ่มต้น 13,800 บาท* กรุงเทพฯ – ปารีส ชั้นประหยัด ไป-กลับ เริ่มต้น 25,900 บาท* หมายเหตุ * ราคาเป็นค่าโดยสารเที่ยวเดียวหรือไป-กลับ และรวมภาษีทุกรายการแล้ว (อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในบางช่วงวันเดินทาง) * อาจมีช่วงวันที่ไม่สามารถใช้โปรโมชั่นได้และมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามฤดูกาล โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสายการบิน เกี่ยวกับสายการบินแอร์คาลิน สายการบินแอร์คาลิน หรือ Air Calédonie International ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ในฐานะสายการบินประจำชาติของนิวแคลิโดเนีย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนูเมอา และดำเนินการบินจากสนามบินนานาชาติ ลา ตองตูตา (La Tontouta International Airport – NOU) ปัจจุบันสายการบินฯ มีฝูงบินหลักประกอบด้วย เครื่องบิน Airbus A330-900neo จำนวน 2 ลำ A320neo จำนวน 2 ลำ ให้บริการเที่ยวบินจากศูนย์กลางหลักที่สนามบินนานาชาติลาตอนตูตาไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโอเชียเนียและเอเชีย เชื่อมต่อผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 100 เมืองทั่วโลกผ่านสายการบินพันธมิตร และเปิดเส้นทาง CDG–BKK–NOU ทำให้เครือข่ายของแอร์คาลินเชื่อมยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตในภูมิภาคเอเชีย Alternate-X ‘แอร์คาลิน’ ยกให้กรุงเทพฯ เป็นฮับเชื่อมยุโรป–แปซิฟิก หลังเปิดเส้นทางนูเมอา–กรุงเทพฯ–ปารีส ครบ 1 ปี มีผู้โดยสารกว่า 60,000 คน โหลดแฟคเตอร์เฉลี่ยเกิน 80% และสูงสุดเกือบ 90% ในฤดูท่องเที่ยว พร้อมขยายเที่ยวบินเป็นสัปดาห์ละ 3 เที่ยว เพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับดีมานด์ระยะยาว ใช้ฝูงบิน Airbus A330-900neo เน้นประสิทธิภาพและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม กับ 4 กลยุทธ์หลัก สร้างเครือข่ายยุโรป–ไทย–แปซิฟิก พร้อมดึงไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์
คนไทยยก ‘การนอน’ เป็นหัวใจของสุขภาพดี ผลสำรวจชี้ฟื้นฟูกาย–ใจสำคัญกว่าออกแรง
เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เปิดสำรวจเทรนด์คนไทย นิยาม ‘สุขภาพดี’ เริ่มจากการนอนและฟื้นฟูร่างกาย มากกว่าการออกกำลังกายหนัก ๆ ‘sleep & recovery’ คือหัวใจของสุขภาวะแบบองค์รวม ผู้บริโภคหวังผู้เชี่ยวชาญและโปรแกรมดูแลกาย–ใจที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ จูเลียน เบรา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและสิงคโปร์ ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เครือข่ายฟิตเนสและไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพระดับโลก เปิดเผยว่า เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ทำการศึกษาความเข้าใจคนไทยที่มีต่อคำว่า ‘สุขภาวะแบบองค์รวม’ รวมถึงวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ และแผนการพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างตจำนวน 1,000 คน วัยทำงานอายุระหว่าง 25 ถึง 65 ปี และมีรายได้ครัวเรือนระดับปานกลางถึงสูง ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ชลบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และนครราชสีมา ทั้งนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนไทย 1,000 คน พบว่า มากกว่า 1 ใน 3 (65%) หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คนไทยเกินครึ่ง (55%) ยกให้เรื่องการนอนหลับและการฟื้นฟูร่างกาย (sleep and recovery) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการมีสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ให้ความสำคัญด้านโภชนาการ (42%) ให้ความสำคัญสุขภาพจิต (40%) อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านการนอนหลับยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ โดยเพียง 1 ใน 10 (9%) ของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้นที่รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในแต่ละวัน ในขณะที่กว่า 1 ใน 3 (37%) ยอมรับว่าปัญหาการนอนหลับส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับพลังงานและสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผลสำรวจยังสะท้อนถึงความคาดหวังที่มีต่อผู้ให้บริการการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ดังนี้ มากกว่าครึ่ง (55%) มองว่าการที่ผู้ให้บริการมี ‘ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง’ มาให้คำแนะนำด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สัดส่วนราว 2 ใน 5 (41%) สนใจเข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือโปรแกรมที่ให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ขณะที่ 42% ต้องการผสมผสานการออกกำลังกายที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจเข้าไปในกิจวัตรประจำวันมากขึ้น ‘จูเลียน’ กล่าวว่า “ผลสำรวจพบว่า 1 ใน 2 ของคนไทยรู้สึกยุ่งวุ่นวาย เหนื่อยล้า หรือกดดัน และกว่า 50% ใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การนอนหลับที่ดีแลการชะลอจังหวะชีวิต จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ผู้บริโภคชาวไทยมองหาเพื่อสุขภาพที่ดีและการมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” จากแนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับคลับของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญและโปรแกรมการฟื้นฟูร่างกายที่มีประสิทธิภาพ คลาส-คอร์ส ปรับสมดุล ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการฟื้นฟู และการปรับไลฟ์สไตล์โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล ได้แก่ คลาส Mat Pilates ฝึกสมาธิผ่านการเคลื่อนไหว (Mindful movement) เน้นการควบคุมร่างกายอย่างมีสติ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงพร้อมความรู้สึกสดชื่น คลาส Recovery Reformer Pilates ที่เน้นการยืดเหยียด ช่วย คลายกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่น เพื่อการฟื้นฟูร่างกายอย่างตรงจุด คลาส Sound Bath ศาสตร์การบำบัดด้วยเสียง เพื่อความสงบของระบบประสาท พร้อมยกระดับคุณภาพการนอนหลับ ห้องเกลือหิมาลายัน บำรุงสุขภาพทางเดินหายใจ และสร้างพื้นที่สำหรับการพักใจ จากความกดดันในชีวิตประจำวัน Sleep Pod เทคโนโลยีไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมเสียงบำบัดและระบบสั่นสะเทือนที่อ่อนโยนสำหรับการนอนหลับช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนและฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ห้องไอซ์และห้องอบไอน้ำ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายและจิตใจต่อความเครียด อุปกรณ์ล้ำสมัยจาก Hyperice เทคโนโลยีเครื่องนวดกล้ามเนื้อประสิทธิภาพสูง เพื่อประสบการณ์การดูแลตัวเองแบบมืออาชีพ Personal Wellness Consultants ทีมที่ปรึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวมส่วนตัว ที่จะช่วยประเมินโภชนาการ ไลฟ์สไตล์ และการเคลื่อนไหว เพื่อวางแผนสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล Kauai ร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงสดใหม่จากวัตถุดิบธรรมชาติ ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกเป้าหมายการดูแลสุขภาพ Alternate-X สรุปให้ ผลสำรวจคนไทยวัยทำงาน 1,000 คน ชี้การนอนและการฟื้นฟูคือแกนหลักของสุขภาพดี พบสัดส่วน 55% ให้ความสำคัญกับการนอนและการฟื้นฟู (sleep & recovery) มากที่สุด มากกว่าการออกกำลังกาย ขณะที่ ปัญหาการนอนยังหนัก มีเพียง 9% ที่รู้สึกพักผ่อนได้เต็มที่ โดยผู้บริโภคต้องการผู้เชี่ยวชาญรับรอง และโปรแกรมฟื้นฟูกาย–ใจที่เชื่อมกับชีวิตจริง สำหรับเทรนด์สุขภาพไทยกำลังขยับจาก ‘ฟิต’ ไปสู่ “สมดุลและยั่งยืน”
เทรนด์ผู้บริโภคปี 2569 ของ่าย-ไม่ซับซ้อน-6 วิแรกชี้ตายแบรนด์ไหนได้ไปต่อ!!
MI Group บอกอินไซด์ผู้บริโภคในปี 2569 เลือกความง่าย-ไม่ซับซ้อน หลังเจอเศรษฐกิจหนักๆ แบรนด์ สินค้า จะต้องขายความจริงใจ ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเอไอ แทรกซึมการตัดสินใจของมนุษย์ ภวัต เรืองเดชบวร ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อจากมุมเอกชนในอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในปี 2569 จากหลายสำนักคาดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ราว 1.6% จากนโยบายระยะสั้น Quick Win ที่ยังเป็นปัจจัยบวก อย่าง การท่องเที่ยว การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาตรการช่วยเหลือภาคการผลิต การลดหนี้ครัวเรือน มาตรการกระตุ้นและช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ต่อเนื่อง “ปัจจัยเดิมเหล่านี้ยังพอช่วยประคองเศรษฐกิจให้ไปต่อได้บ้าง ในปีหน้า” ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภค โดยเฉพาะภาพรวมกลุ่มคนเจเนอเรชั่น Z ลงไป ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ แบรนด์ สินค้า นักกการตลาด ต้องคิดว่า ‘จะทำอะไรกับเขา’ ในแง่การวางรากฐานเพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในระยะยาว อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง MI รีวิวอุตฯสื่อปี68 หวิดติดลบแตะ 8.6 หมื่นล.ปีหน้าท้าทาย-ไทยท้ายแถวอาเซียน ง่าย-ไม่ซับซ้อน=พลังขายยุคใหม่ ด้าน วรินทร์ ทินประภา, Chief Growth Officer, MI Group เสริมทิศทางการตลาดในปี 2569 ว่าแบรนด์กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และการเข้ามาของสื่อและเทคโนโลยี ทั้งนี้ จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า ผู้บริโภค พร้อมจ่ายถ้ารู้สึก ‘คุ้มค่า’ และ ‘มั่นใจ’ ขณะที่ความเชื่อใจ ‘Trust’ จะไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือแรงขับไปสู่การปิดการขาย (Conversion Driver) โดยเฉพาะ ความง่าย ไม่ซับซ้อน คือพลังของการขายยุคใหม่ โดยมีแกนหลักที่แบรนด์ต้องเข้าใจ คือ 96% ลูกค้าพร้อมซื้อซ้ำ หากกระบวนการซื้อ ‘ชัดเจน’ 56% ผู้บริโภคทิ้งตะกร้าทันที หากเห็นค่าใช้จ่ายแอบแฝง วรินทร์ ย้ำว่า ‘ทุกความไม่ชัดเจน ส่งผลลบในทุกมิติ’ สำหรับแนวทางเนื้อหา (Content) ในการทำตลาดสื่อสารร่วมกับผู้บริโภค แน่นอนว่ายังเป็นปีของคอนเทนต์ วิดิโอ โดยใน 6 วินาทีแรก คือจุดชี้ชะตา ต้องดึงคนไปดู Long-Haul ต่อไประยะยาวได้จนจบคลิปได้หรือไม่? ดังนั้นการผลิตคอนเทนต์วิดีโอ จึงต้องเข้มข้นตั้งแต่การวางแผน หลังจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (Streaming) เริ่มมีการรวมศูนย์ (Consolidate) เหลือผู้เล่นหลักไม่กี่ราย ไม่กระจัดกระจายเหมือนในช่วงแรก ๆ ที่มีหลายแพล็ตฟอร์มแย่งลูกค้า จากเดิมแบรนด์ต้องยิงโฆษณาหลายแพลตฟอร์ม ทำให้คนดูกระจาย วัดผลยาก แต่ในขณะนี้ ‘คนดู’ หันกลับมาที่แพลตฟอร์มหลัก เป็นผลดีต่อเม็ดเงินโฆษณาเริ่มโฟกัสชัดขึ้น และนำไปสู่โอกาสใหม่ทางการตลาด โดยแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องกระจายงบเล็ก ๆ เช่นในที่ผ่านมา นอกจากนี้ แบรนด์/นักการตลาด ยังต้องมองให้ทุกแพลตฟอร์มเป็น ‘ตลาด’ ไม่ใช่แค่ช่องทาง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคถามเอไอ (AI) มากกว่าคลิกค้นหาด้วยในปัจจุบันแบรนด์ ต้องเร่งสร้างตัวตนบนดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่ ‘หาเจอ’ แต่ต้องเป็น คำตอบที่ AI เลือกแนะนำ โลกใหม่ระบบนิเวศ คอมเมิร์ซ วรินทร์ เสริมว่า แนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันให้แพลตฟอร์มทำงานเป็นระบบเดียวกับคอนเทนต์และครีเอเตอร์ โดยแบรนด์ ต้องสร้างความได้เปรียบ ทั้งการออกแบบระบบนิเวศคอมเมิร์ซ (Commerce Ecosystem)ให้สมดุล ทั้งการเลือกแพลตฟอร์ม การทำคอนเทนต์ทุกชิ้น ที่พาไปสู่การตัดสินใจและรวมกันเป็น ‘คอมเมิร์ซ’ ที่ประกอบกัน 2 ส่วน คือ KOL/Influencer มีทักษะสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อปิดการขาย (Trust + Conversion Engine) Audience (ผู้บริโภค/ผู้รับชม) ต้องการ ‘คำอธิบาย’ ไม่ใช่แค่การขาย ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี2569 จะกลายเป็นความคุ้นเคยทั้งฝั่งแบรนด์และผู้บริโภค ที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ และการตัดสินใจด้วยข้อมูลเอไอ ซึ่งจะต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมกันระหว่าง AI-แบรนด์-มนุษย์ โดยในโลก AI คือ กวาดหมด หากใครไม่เข้าใจจะถูกทิ้ง ซึ่งแบรนด์ต้องสื่อสารให้ AI เข้าใจ ไม่เช่นนั้น ต่อให้ลงโฆษณา AI ก็ไม่พาไปอยู่ในบทสนทนา “แบรนด์ที่ชนะ คือแบรนด์ที่ มีตัวตน ไม่ใช่แข่งราคาล้วน” Key Takeaways ความง่าย คือ พลังการขายยุคใหม่ ผู้บริโภคปี 2569 เลือกแบรนด์ที่สื่อสารชัด ไม่ซับซ้อน ลดขั้นตอนตัดสินใจ Trust คือ Conversion Driver ความเชื่อใจไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่ส่งผลตรงต่อการซื้อและการซื้อซ้ำ 6 วินาทีแรกชี้เป็นชี้ตายคอนเทนต์วิดีโอ หากดึงความสนใจไม่ได้ โอกาสปิดการขายจะหายทันที AI กลายเป็นด่านแรกของการตัดสินใจ แบรนด์ต้องสร้างตัวตนให้เป็น ‘คำตอบที่ AI เลือกแนะนำ’ ไม่ใช่แค่หาเจอ ผู้ชนะคือแบรนด์ที่มีตัวตน ไม่ใช่แข่งราคาล้วน ต้องเชื่อม AI–คอนเทนต์–ครีเอเตอร์–คอมเมิร์ซ เป็นระบบเดียวกัน Alternate-X สรุปให้ MI Group ชี้ผู้บริโภคปี 2569 ยังเผชิญเศรษฐกิจหนัก เลือกแบรนด์ที่ ‘ง่าย ชัด ไม่ซับซ้อน’ ทำให้ความเชื่อใจ (Trust) คือแรงขับเคลื่อนสู่การขายสำคัญ ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์ พบว่า 96% ลูกค้าซื้อซ้ำ หากกระบวนการซื้อชัดเจน ขณะที่ 56% ทิ้งตะกร้าทันทีเมื่อเจอค่าใช้จ่ายแอบแฝง และที่สำคัญคือ คอนเทนต์ วิด๊โอ มาแรง ‘6 วินาทีแรก’ ของวิดีโอคือจุดตัดสินใจ ต้องดึงคนดูยาวจนจบ เข้าสู่ยุค AI แบรนด์ต้องสร้างตัวตนให้เป็นคำตอบที่ AI เลือกแนะนำ ในระบบนิเวศคอมเมิร์ซใหม่
ตลาดความงาม 7.52 หมื่นล. คนไทยทำศัลยกรรม 74% สู่ T-Beauty Destination
ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยปี 2568 พุ่งแตะ 75,200 ล้านบาท หลังคนไทยใช้บริการสูงถึง 74% ดันไทยขึ้นแท่น T-Beauty Destination ขณะที่ ADMI ดึง 2 มาตรฐานโลก ปั้นศูนย์ฝึกเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย รองรับ Medical Tourist และเมกะเทรนด์ Longevity ตลาดศัลยกรรมและความงามไทยยังโตแรง มูลค่ากว่า 7.5 หมื่นล้านบาท โดยคนไทยเป็นฐานหลัก ขณะที่ ADMI ขยับบทบาทจากสถาบันฝึกอบรมสู่ศูนย์ระดับภูมิภาค ผ่านมาตรฐานสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ สอดรับเทรนด์ศัลยกรรมที่ยังครองตลาด และโอกาสใหม่จากสายไม่ผ่าตัด–Longevity ที่เติบโตตามสังคมสูงวัยและ Medical Tourism พญ. สุรางคณา วีระนาวิน Medical Director, Aesthetic and Dermatology Medical Institute (ADMI) สถาบันสอนและฝึกอบรมด้านผิวหนัง ความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยกล่าวว่า อุตสาหกรรมความงามของไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามในไทยปี 2568 มีมูลค่าราว 75,200 ล้านบาท ขณะที่ ความนิยมการทำศัลยกรรมและความงามแบบผ่าตัดในไทยยังคงได้รับความนิยมและมีสัดส่วนการใช้บริการสูงถึง 74% ส่วนความนิยมการทำศัลยกรรมและความงามในไทยแบบไม่ผ่าตัดมีสัดส่วนอยู่ที่ 26% และยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีความต้องการด้านการชะลอวัย นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของลูกค้าชาวต่างชาติ (Medical Tourist) ซึ่งบริการด้านเสริมความงามได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับ 2 ของบริการทางการแพทย์ทั้งหมดที่ชาวต่างชาติใช้บริการในประเทศไทย นอกจากภาคบริการแล้ว ตลาดแบรนด์สกินแคร์และอาหารเสริมในไทย ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองแบบองค์รวม ทั้งการดูแลจากภายในและการเสริมความงามจากภายนอก “แนวโน้มดังกล่าว แม้จะเป็นปัจจัยบวกอุคสาหกรรมตลาดความงามในไทย แต่ยังมีปัญหา (Pain Point) สำคัญ คือการขาดแคลนบุคลากรแพทย์คุณภาพ ” พญ. สุรางคณา กล่าวว่า ADMI ในฐานะสถาบันฝึกอบรมแพทย์ มีเป้าหมายการถ่ายทอดความรู้ด้านผิวหนังและความงามแบบครบวงจร ได้ยกระดับมาตรฐานของสถาบันสู่การเป็น ‘Regional Training Center ศูนย์ฝึกอบรมเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย’ โดยสถาบันฯ ได้การรับรองจาก American Board of Aesthetic Medicine and Cosmetic Surgery (ABAMCS) สหรัฐอเมริกา และการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ Korean College of Cosmetic Surgery & Medicine (KCCS) ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศความงามไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย บุคลากร, การรักษา, การวิจัย การเลือกใช้นวัตกรรม ไปจนถึงการให้บริการที่ปลอดภัยแก่ผู้รับบริการในประเทศและลูกค้าต่างชาติ “ADMI มองเห็นโอกาสสำคัญในการสร้างบุคลากรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานสากล และย้ำความพร้อมของประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางความงามระดับเอเชีย และเป็นพื้นฐานของ Medical & Wellness Hub ไทยในอนาคต ผ่านศูนย์ฯแห่งนี้ ” ขณะที่ Regional Training Center ศูนย์ฝึกอบรมเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย วางเป้าหมายลดช่องว่างด้านจำนวนและคุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบสุขภาพและความงามของประเทศไทยในระยะยาว รองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยหลากเมกะเทรนด์ ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กระแส Longevity และความต้องการด้านการชะลอวัยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานสากล ทั้งนี้ในฐานะ Regional Training Center ยังสะท้อนถึงการเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบความงามไทยในการรองรับผู้ใช้บริการจากทั่วโลก และช่วยป้องกันผู้บริโภคจากบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อผลักดันภาพลักษณ์และเสริมความเชื่อมั่นให้ T-Beauty โดดเด่นยิ่งขึ้น ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงามที่ผสานศาสตร์การแพทย์ มาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยี และประสบการณ์ได้อย่างครบถ้วน ด้าน รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (Marketing Director) บริษัท ด็อกเตอร์ สกิน แลบบอราทอรีส์ กล่าวว่า บริษัทวางแนวทางผลักดันให้ ADMI ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นรายสำคัญในอุตสาหกรรมความงามยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงในตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) โดยเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ ได้แก่ Aesthetic Solution Group และ Aesthetic Pharmaceuticals เพื่อนำเข้านวัตกรรม เครื่องมือคุณภาพสูง และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Yeonica Skin Booster นวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูแลผิวในปัจจุบัน สำหรับการขยายสู่ตลาด B2B ครั้งนี้ คาดจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของ ADMI ในเซกเมนต์ที่มีความมั่นคงสูง อาทิ ด้าน ‘ซึงวอน แพค’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) KM Pharmaceutical Co., Ltd. กล่าวว่า ตลาดความงามของประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การยกระดับ ADMI สู่ศูนย์ฝึกอบรมเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย และการเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเวชศาสตร์ความงามอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน ยังตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น Hub of T-Beauty Destination ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอบรับเมกะเทรนด์โลกด้านความงาม อาทิ Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรมความงามไทยเติบโตต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 52 หมื่นล้านบาท ‘คนไทย’ ยังเป็นกำลังซื้อหลัก โดยนิยมศัลยกรรมแบบผ่าตัดมากที่สุด ขณะที่ ‘Medical Tourist’ หนุนไทยเป็นจุดหมายด้านความงามอันดับต้นของภูมิภาค หนึ่งในปัจจัยที่ ADMI มองเห็นโอกาสยกระดับมาตรฐานบุคลากร ด้วยศูนย์ฝึกเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชียพร้อมผลักดันไทยสู่ T-Beauty & Medical Wellness Hub อย่างยั่งยืน
เรนวูด ปี2569 ลงทุน 6.5 พันล.ใช้ที่ดิน 2 ไร่ สร้าง PARK11 ไลฟ์สไตล์ คอมมูฯเวริลด์ คลาส
เรนวูด ปี 2569 ใช้กว่า 6,500 ล้านบาท ขยายเฟสใหม่เปิดตัว PARK11 ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ แผนเร่งเครื่องที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ เสริมบทบาทเมืองไลฟ์สไตล์และกีฬาเวิลด์คลาส Key Facts เรนวูดลงทุน 6,500 ล้านบาทในปี 2569 ครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัย PARK11 และ Sport Complex บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ PARK11 คอมมูนิตี้มอลล์ มูลค่า 840 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ Under the Sea คืบหน้ากว่า 90% เตรียมเปิดไตรมาส 1/2569 โครงการที่อยู่อาศัย Sereno และ Zonia มียอดขายรวมเติบโตต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ First Come, First Serve มร.สจวร์ต เดลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรนวูด โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ วางแนวทางพัฒนาโครงการมิกซ์ยา เรนวูด ปาร์ค ในปี 2569 โดยมุ่งเสริมศักยภาพการเติบโตตามแกนหลักการพัฒนาในส่วนของที่อยู่อาศัย Reignwood Residence Collection ประกอบด้วย Estate ที่ดินเปล่าขนาดใหญ่พิเศษอยู่ในโซนพิเศษภายในสนามกอล์ฟ Robinswood Golf Club สำหรับสร้างบ้านสั่งสร้าง ระดับอัลตราลักชัวรี่ และการออกแบบตามความต้องการของเจ้าของ พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 1,500 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 300 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมสิทธิ์สมาชิกสนามกอล์ฟ Robinswood Golf Club. Sereno (เซเรโน่) Sonia (โซเนีย) นอกจากนี้ ยังใช้งบลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท สำหรับ ‘PARK11’ โครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ ใช้งบลงทุนรวม 900 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการ PARK11 มูลค่า 840 ล้านบาท Get Growing Reignwood Park มูลค่า 28 ล้านบาท พื้นที่ค้าปลีกประมาณ 8,600 ตารางเมตร พื้นที่ Get Growing ประมาณ 3,800 ตารางเมตร โครงการฯ จะครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 ไร่ ภายใต้แนวคิด ‘Under the Sea’ พื้นที่การเรียนรู้และการเล่นวิถีธรรมชาติสำหรับเยาวชนและครอบครัว พื้นที่ Shopping Area มีประมาณ 4,800 ตารางเมตร ปัจจุบันมีความคืบหน้าการก่อสร้างกว่า 90% และพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2569 สำหรับ โครงการ Sport Complex ที่ใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 18,000 ตารางเมตร มีความคืบหน้าการก่อสร้างราว 30% และวางแผนเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569 เพื่อเสริมบทบาท เรนวูด ปาร์ค ในฐานะศูนย์กลางกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘เรนวูด ปาร์ค’ เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน กับแนวคิด ‘พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ กลยุทธ์ ‘เฟิรสต์คัม-เฟิรสต์ เสิร์ฟ’ ขณะที่ความคืบหน้าโครงการที่อยู่อาศัย เรนวูด ปาร์ค บนพื้นที่รวมกว่า 2,000 ไร่ ปัจจุบันพัฒนาในส่วนที่อยู่อาศัยแล้วประมาณ 25% โดยงานก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% สำหรับกิจกรรมในปีหน้า เรนวูด เตรียมจัดอีเวนต์ระดับไฮเอนด์หลากหลายรูปแบบร่วมกับลูกบ้านโครงการ อาทิ การแข่งขันกอล์ฟที่เชิญ นักฟุตบอลระดับโลก เข้าร่วม รวมถึงการจัดงานแต่งงาน อีเวนต์ยานยนต์ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ กิจกรรม Winter Love Song เพื่อเสริมภาพลักษณ์เมืองไลฟ์สไตล์ระดับเวิลด์คลาสอย่างครบวงจร โดยโครวการที่อยู่อาศัยมีความความคืบหน้า ดังนี้ โครงการเซเรโน่ (Sereno) จำนวนทั้งหมด 101 ยูนิต วางราคาเริ่มต้น 42 ล้านบาท (ราคาเดียว) ปัจจุบันขายไปแล้วประมาณ 70% ขนาดพื้นที่โดยรอบ/ที่ดินประมาณ 155–255 ตร.ม. ลูกบ้านโครงการฯ รับสิทธิประโยชน์ สมาชิกตลอดชีพ (Lifetime Membership) จากปกติสมาชิก 50 ปี มูลค่ารวมประมาณ 61 ล้านบาท หรือ คิดเป็นปีละประมาณ 7 แสนบาท โครงการโซเนีย (Zonia) มีให้เลือก 2 สไตล์ Classic และ Modern จำนวนทั้งหมด 352 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 16.8 ล้านบาท ปัจจุบันขายไปแล้วประมาณ 30% สิ่งที่ให้มาพร้อมบ้าน, เครื่องปรับอากาศ,ระบบ Home Automation และ วอลเปเปอร์ทั้งหลัง รับสิทธิ์ได้สิทธิ์สมาชิกกอล์ฟ 30 ปี สำหรับโครงการฯ ทุกคอลเล็กชั่น เป็นการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ซึ่งหลังจากทยอยเปิดขายบ้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ายูยิตบนแปลงที่ดินขนาดใหญ่ในปัจจุบันขายหมดแล้ว ด้วยกลยุทธ์การขายที่ใช้หลัก ‘First Come, First Serve’ ใครมาก่อนได้ก่อน จึงทำให้แปลงใหญ่ขายหมดเร็ว จากราคาปรับขึ้นทุกปี
‘เรนวูด ปาร์ค’ โปรเจกต์ Township 5 หมื่นล้าน กับแนวคิด ‘พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’
‘วรพนิต รวยรุ่งเรือง’ ซีอีโอ เรนวูด กรุ๊ป กับแนวคิด ‘ร้อยล้านซื้อบ้านได้ แต่พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ เบื้องหลังโปรเจกต์ เรนวูด ปาร์ค ทาวน์ชิป มูลค่า 50,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เพื่อสร้าง คอมมูนิตี้ระดับเวิลด์คลาส มากกว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ “เมืองที่ดีควรให้คุณภาพชีวิตแบบไหนกับคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน” คำตอบนี้ สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ของ ‘วรพนิต รวยรุ่งเรือง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหญิงแห่ง Reignwood Group ผู้กำลังขับเคลื่อนหนึ่งในเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสระดับเวิลด์คลาส บนที่ดินกว่า 2,000 ไร่ ณ ลำลูกกา คลอง 11 จังหวัดปทุมธานี โครงการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่คือความพยายามในการ ‘สร้างเมือง’ ที่คนทุกเจเนอเรชันสามารถใช้ชีวิต เติบโต และส่งต่อคุณค่าให้กันได้ในระยะยาว เมืองที่ไม่เร่งสร้าง แต่ตั้งใจดูแล เรนวูด ปาร์ค เริ่มพัฒนามาแล้วราว 4–5 ปี ในรูปแบบ ‘ทวาน์ ชิป’ มีองค์ประกอบตั้งแต่ โรงเรียนนานาชาติ สนามกอล์ฟ พาร์ก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ พื้นที่จัดอีเวนต์ และแผนต่อยอดสู่โรงแรมในอนาคต สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากมิกซ์ยูสทั่วไป คือแนวคิดที่หยิบแรงบันดาลใจจาก ‘พระราชวังฤดูร้อน’ พื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นพื้นที่ของวัฒนธรรม การพักผ่อน และการส่งต่อคุณค่าในระยะยาว ดังนั้นด้วยขนาดพื้นที่โครงการกว่า 2,000 ไร่ ไม่สามารถเร่งให้เสร็จเร็วได้ เราจึงเลือกทำหน้าที่ทั้งดีเวลลอปเปอร์และโอเปอเรเตอร์ พร้อมดูแลอาฟเตอร์เซอร์วิส เพื่อรักษามาตรฐานของโครงการในฐานะเฮอริเทจ ประสบการณ์โลก สู่เมืองไทย คุณพลีส เล่าต่อเบื้องหลังแนวคิดการพัฒนาเมืองของเรนวูด มาจากประสบการณ์กว่า 40 ปี ของกลุ่มธุรกิจในรุ่นผู้ก่อตั้ง คือ คุณพ่อ ตั้งแต่ยุคจีนเปิดประเทศในปี 1995 จากการเข้าไปพัฒนาโครงการในเซินเจิ้น ปักกิ่ง ไปจนถึงสนามกอล์ฟ โรงแรม และธุรกิจไลฟ์สไตล์ ทั้งในประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกา บทเรียนเหล่านั้นหล่อหลอมความเชื่อสำคัญว่า ‘เมืองที่ดี ต้องเติบโตบนรากฐานของคุณภาพชีวิต’ และนั่นคือเหตุผลที่เรนวูด ปาร์ค ให้ความสำคัญกับ กีฬา สุขภาพ การศึกษา และการอยู่อาศัยที่มีระบบสนับสนุนครบวงจร โดยมีแผนเปิด Golf Academy ที่จะเปิดในปี 2026 รวมไปถึงโรงเรียนนานาชาติ KIS International School ซึ่งถูกวางให้เป็นหัวใจของการพัฒนาเมืองในระยะยาว World-class ไม่ได้วัดจากราคา แต่วัดจากคน สำหรับ ‘วรพนิต’ คำว่า World-class Community ยังไม่ได้หมายถึงระดับราคาของบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่คือคุณภาพของ ‘คน’ และ ‘เพื่อนบ้าน’ ที่อยู่ร่วมกัน “ร้อยล้านซื้อบ้านได้ แต่พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน” แนวคิดนี้สะท้อนชัดในวิธีการคัดเลือกลูกบ้าน และการออกแบบกิจกรรม กีฬา และไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่คนรู้จัก เชื่อมโยง และเติบโตไปด้วยกัน เทคโนโลยีต้องใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ดูทันสมัย นอกจากนี้ ‘เรนวูด ปาร์ค’ ยังนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตจริง ตั้งแต่ระบบสมาร์ทโฮม เวลเนสในบ้าน ไปจนถึง ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยโดรน 12 ลำ บินดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโครงการฯ ยังไปดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับแนวคิดความยั่งยืน ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบบำบัดน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการปลูกต้นไม้กว่าหมื่นต้นภายในโครงการ ขณะที่แนวทางจากนี้ไป ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ‘เรนวูด’ ยังเตรียมขยายสู่เวทีโลก ทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ ดูไบ และโครงการเชื่อมโยงในภูเก็ต พร้อมเป้าหมายการเติบโตราว 30% ในปี 2026 แต่เหนือกว่าตัวเลขหรือรางวัล สิ่งที่ ‘วรพนิต รวยรุ่งเรือง’ อยากย้ำมากที่สุด คือ “คนไทยเราทำได้ และไม่ได้ด้อยกว่าใครในโลก ถ้าเราตั้งใจจริง มีระบบที่ดี และเปิดโอกาสให้ศักยภาพได้เติบโต” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เรนวูด แผนปี2569 ลงทุน 6.5 พันล.ใช้ที่ดิน 2 ไร่ สร้าง PARK11 ไลฟ์สไตล์ คอมมูฯ Alternate-X สรุปให้ เรนวูด ปาร์ค คือการพัฒนาเมืองมากกว่าการขายบ้าน บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ มูลค่า 50,000 ล้านบาท โครงการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ‘ร้อยล้านซื้อบ้านได้ แต่พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ สะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพของคนและสังคมในระยะยาว ‘เรนวูด’ รับบททั้งผู้พัฒนาและผู้บริหารเมือง เพื่อรักษามาตรฐานแบบเฮอริเทจ พิสูจน์ว่าไทยสามารถสร้างคอมมูนิตี้ระดับเวิลด์คลาสได้ด้วยฝีมือคนไทย
คุมเบาหวานระยะสงบช่วงเทศกาล กินอะไรได้บ้าง? แนะทางเลือกอร่อยน้ำตาลไม่พุ่ง
ภาวะเบาหวานระยะสงบสามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้ป่วยควบคุมอาหาร เลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม และปรับวิธีการกินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ความเสี่ยงน้ำตาลสูงขึ้น การเลือกอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ ลดการทอด และควบคุมปริมาณหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ภาวะเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) คือภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดกลับสู่เกณฑ์ปกติโดยไม่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสและลดการพุ่งสูงของระดับน้ำตาลในเลือด วิธีการปรุงอาหาร เช่น การทอดหรือใช้น้ำตาลและไขมันสูง ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าชนิดวัตถุดิบบางประเภท ช่วงเทศกาล เป็นช่วงที่ความเสี่ยงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น จากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปและการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น เบาหวานยังคงเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายคนอาจยังมีความเข้าใจไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมรวมถึงทำให้ภาวะของโรคเข้าสู่ ภาวะเบาหวานสงบ (Diabetes Remission) เป็นไปได้ช้าลง สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ผู้ที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิ) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีที่หลายคนอาจรับประทานอาหารหรือของหวานต่าง ๆ ในงานสังสรรค์มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องท้าทายยิ่งกว่าเดิม คนไทย 6 ล้านคนเสี่ยงเบาหวาน ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวไทยอายุ 20–79 ปี กว่า 6 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับโรคเบาหวาน หรือคิดเป็นอัตราความชุก 10.2% เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในปี 2554 สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยถึงหนึ่งในสามยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย ขณะที่ ในช่วงเทศกาลที่พฤติกรรมการกินอาจเปลี่ยนไปจากปกติ หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน คือ หลายคนมักคิดว่าการเป็นโรคเบาหวานหมายความว่าต้องงดอาหารที่ชอบโดยสิ้นเชิง หรือจำเป็นต้องรับประทานเฉพาะขนมไร้น้ำตาลและอาหารรสจืดเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ความต้องการด้านอาหารของแต่ละคนแตกต่างกัน และผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารไทยที่อร่อยได้เช่นเดิม เพียงปรับเลือกวัตถุดิบ ปริมาณ และวิธีปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แอ๊บบอตต์ หนึ่งในบริษัททางการแพทย์ชั้นนำและผู้นำระดับโลกในศาสตร์ด้านโภชนาการ แนะ 5 เคล็ดลับปรับเมนูอาหารแบบไทย ๆ เพื่อช่วยผู้ป่วยเบาหวานในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและก้าวสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ง่ายขึ้น 1.เลือกอาหารย่างแทนอาหารทอด อาหารทอดมักเป็นเมนูประจำงานเทศกาล มักมีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง2 ลองงดเมนูทอด ในช่วงเทศกาล เช่น กล้วยทอด ปอเปี๊ยะทอด และหันมาเลือกอาหารย่าง เช่น ปลาเผา ไก่ย่าง หรือสะเต๊ะหมู/ไก่ ซึ่งให้โปรตีนสูง ไขมันเลวต่ำ และยังคงรสชาติอร่อยโดยไม่เพิ่มน้ำมันส่วนเกิน เหมาะสำหรับควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเทศกาลมากกว่า 2.ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมีส่วนช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสและทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น ตัวเลือกของอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ผักใบเขียว (คะน้า, กวางตุ้ง) ข้าวโอ๊ต ถั่วเขียว ข้าวบาร์เลย์ เผือก และข้าวโพดหวาน นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น กลูเซอนา สามารถใช้ทดแทนมื้ออาหารหรือเสริมมื้ออาหารเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 3.เปลี่ยนจากแกงกะทิเป็นต้มยำน้ำใสหรือแกงจืด เมนูแกงกะทิจะมีไขมันอิ่มตัวสูง ลองเปลี่ยนเป็นต้มยำน้ำใสหรือแกงจืดที่ปรุงด้วยผักและโปรตีนไขมันต่ำ เช่น กุ้งหรือไก่ เมนูเหล่านี้ให้รสชาติไทยแบบคุ้นเคย แต่เบากว่า และอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และโปรตีน⁴ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเทศกาล 4.ใช้สมุนไพรและเครื่องเทศแทนซอสปรุงรสที่มีน้ำตาล สมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ สะระแหน่ โหระพา และข่า ช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้กับอาหารโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาล ในขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำจิ้มไก่ หรือซอสหอยนางรม ซึ่งมักมีน้ำตาลแฝงอยู่ ควรอ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียด และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี น้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาลแทน 5.เลือกผลไม้สดแทนขนมหวานและเครื่องดื่มหวาน ๆ ปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับอาจเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเทศกาลที่เต็มไปด้วยขนมหวาน เครื่องดื่มหวาน และของหวาน การปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น สั่งหวานน้อยหรือไม่หวาน และเลือกผลไม้สดที่มีใยอาหารสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ส้มโอหรือฝรั่ง ซึ่งหวานตามธรรมชาติ จะช่วยลดความเสี่ยงจากระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ขณะเดียวกันก็ยังตอบโจทย์ความอยากของหวานในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองได้ดี ทพญ.ดร.อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งรสชาติอาหารหรือวิถีการกินแบบดั้งเดิม สิ่งสำคัญคือการเติมเต็มร่างกายด้วยโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล และปรับวิถีชีวิตที่ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อเสริมพลังให้ผู้ป่วยก้าวไปสู่เป้าหมายภาวะเบาหวานสงบได้จริง” ขณะที่ การดูแลโรคเบาหวานเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้องและเริ่มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเทศกาลและการเข้าสู่ปีใหม่นับเป็นเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนพฤติกรรมการกิน ดูแลโภชนาการอย่างจริงจัง และการทำกิจกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาทิ การเลือกมื้ออาหารช่วงเทศกาลที่ดีต่อสุขภาพ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ การตั้งเป้าหมายดูแลสุขภาพต้อนรับปีใหม่ โดย ทุกก้าวล้วนมีความหมายเมื่อได้รับคำแนะนำจากบุคลากรด้านการแพทย์ถึงโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล เป้าหมายสู่เบาหวานระยะสงบจะเป็นไปได้ เพียงเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ “ร่วมกับการรับประทานอาหารหลักให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ” สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.family.abbott/th-th/glucerna/managing-diabetes-tools-and-guides.html *อาหารทางการแพทย์ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ อ้างอิง: International Diabetes Federation – Thailand: Diabetes country report 2000-2050 Healthline, 7 June 2023: Why Are Fried Foods Bad for You? David JA Jenkins, Cyril WC Kendall, Livia SA Augustin, Silvia Franceschi, Maryam Hamidi, Augustine Marchie, Alexandra L Jenkins, Mette Axelsen. Glycemic index: overview of implications in health and disease. The American Journal of Clinical Nutrition, Volume 76, Issue 1, 2002. https://doi.org/10.1093/ajcn/76.1.266S Healthline, 17 July 2020: Is Thai Food Healthy? Thai Ginger, 15 March 2021: 5 Flavorful and Healthy Thai Herbs You Should Be Eating Healthline, 14 May 2025: 8 Health Benefits of Guava Fruit and Leaves Healthline, 2 September 2025: 9 Health Benefits of Pomelo (and How to Eat It) Alternate-X สรุปให้ เบาหวานชนิดที่ 2 ในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่รู้ตัว ขณะที่ช่วงเทศกาลเป็นช่วงเสี่ยงจากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป โดยความเข้าใจผิดคือผู้ป่วยต้องงดอาหารอร่อยทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นความจริง การเลือกอาหาร Low-GI ปรับวิธีปรุง และลดน้ำตาลแฝงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าโภชนาการที่สมดุล คือกุญแจสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ
TL เสริมแกร่งธรรมาภิบาล ยกระดับองค์กรเทคโนโลยีสู่มาตรฐานกำกับดูแลระดับสากล
บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ TL (“บริษัท”) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานกำกับดูแลกิจการให้สอดคล้องกับหลักสากลและแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว บริษัทฯ เชื่อว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือธรรมาภิบาลเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจมืออาชีพ และเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นจากผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยการยกระดับธรรมาภิบาลครั้งนี้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการ การบริหารความเสี่ยง การคุ้มครองข้อมูล การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น และความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจเทคโนโลยี TL ได้มีการยกระดับในการทบทวนนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการ จรรยาบรรณธุรกิจ และกำหนดนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการองค์กร โดยนำค่านิยมด้านความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบมาเป็นหลักการปฏิบัติในทุกระดับขององค์กรผ่าน การตัดสินใจที่ตรวจสอบได้ การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม และการเปิดเผยข้อมูล อย่างครบถ้วนทันเวลา เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติจริง บริษัทดำเนินงานภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการ พร้อมคณะกรรมการชุดย่อย 5 ชุด ทำหน้าที่กลั่นกรองและตรวจสอบในประเด็นเฉพาะด้าน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างกลยุทธ์การเติบโตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ TL บริหารความเสี่ยงครอบคลุมทั้งภายนอกและภายในบริษัทให้ครอบคลุม และสอดคล้องกับกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และแผนการดำเนินธุรกิจ (Strategy & Planning Risk) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Operation and Infrastructure Risk) ความเสี่ยงด้านการรายงานทางการเงิน (Financial Reporting Risk) และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Risk) เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมั่นคง รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA และ Data Governance พร้อมมาตรการควบคุมที่มีความชัดเจนและการทบทวนการบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ ยึดหลัก Zero Tolerance ต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมกลไกตรวจสอบและแจ้งเบาะแสที่โปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาลสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นและการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืนตาม ESG ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมควบคู่กับผลประกอบการ นายอิศรา เรืองสุขอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงข้อกำหนดบนเอกสาร แต่เป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในพนักงาน ทุกระดับขององค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งต่อผู้ถือหุ้น อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และสังคมไทย เราจะยังคงพัฒนาธรรมาภิบาลให้แข็งแรงและโปร่งใส เพื่อให้นวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นช่วยให้ผู้คนมีความสุขได้อย่างแท้จริง” ความมุ่งมั่นด้านธรรมาภิบาลของ TL ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว บริษัทมองว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ คือปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและตลาดทุน ในฐานะองค์กรเทคโนโลยี TL ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและขยายธุรกิจภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
Avatar:Fire and Ash กวาด 100 ล้านในไทย! ‘เจมส์ คาเมรอน’ พาทัวร์ด้านมืดแพนดอร่า
หลังการเปิดตัวภาคแรกภาพยนตร์ไซไฟ (Sci Fi) Avatar (อวาตาร) ในปี 2009 ของผู้กำกับ ‘เจมส์ คาเมรอน’ ที่เข้ามาสร้างประสบการณ์ความตื่นตาและความ ‘ว้าว’ โปรดักชันสมบูรณ์แบบขั้นสุด ให้กับคนดูได้จดจำโลกแพนดอร่า และ ชาวนาวี กับพล็อตที่เปลี่ยนใจให้พระเอก ‘เจค ซัลลี่’ อดีตนาวิกโยธินขาพิการเดินไม่ได้ ตัดสินใจทิ้งโลกสีฟ้า (Planet) จริงของเขา เพื่อไปใช้ชีวิตกับ ‘เนย์ทิรี’ แฟนสาวชาวอวาตารคนสวย ทิ้งช่วงไป 13 ปี เจมส์ คาเมรอน พา Avatar กลับมาอีกครั้งในภาค2 Avatar: The Way of Water (อวตาร: วิถีแห่งน้ำ) ขยายสู่เรื่องราวครอบครัวของเจค ซัลลี่ และเนย์ทีรี ที่ต้องเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่กลางสายน้ำ โดยอพยพไปอยู่กับเผ่าแห่งท้องทะเล (Metkayina) เพื่อปกป้องครอบครัวจากภัยคุกคามใหม่ ‘การกลับมาของมนุษย์’ ที่ต้องการยึดครองแพนดอร่าอีกครั้ง มาในปี 2025 นี้ ‘คาเมรอน’ พาเข้าสู่ Avatar: Fire and Ash (อวตาร: อัคนีและธุลีดิน) Avatar3 ที่ผู้กำกับ ‘ราชาแห่งโลกภาพยนตร์’ รายนี้ เลือกที่จะเปลี่ยนโทนภาพยนต์ที่มีความสมจริงมากขึ้น สะท้อนผ่านธรรมชาติที่มีทั้งด้านโอบอุ้มและทำลายล้าง รวมไปถึงมุมมอง ‘ฮีโร่ไม่ได้ขาวสะอาดเสมอไป’ เรียกได้กว่าเป็นการเปลี่ยนโทนหนังจากแฟนตาซีสายสว่าง มาเป็นแนวดราม่าเข้มข้นที่สมจริงยิ่งขึ้น ความเป็นมนุษย์ในชาวนาวี จากบทสัมภาษณ์ เจมส์ คาเมรอน กล่าวถึงชาวนาวีเผ่าไฟ หรือ Mangkwan ในภาคนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวละครใหม่ แต่ยังเป็นการ ‘ทำลายภาพจำเดิม’ ของผู้ชม อีกด้วย พร้อมสะท้อนความเป็นมนุษย์มากขึ้นจากในสองภาคแรก จากที่เราเห็นชาวนาวีเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักสงบและอยู่กับธรรมชาติ ด้วยในภาค 3 คาเมรอนต้องการสื่อว่า ‘ทุกเผ่าพันธุ์มีทั้งดีและร้าย’ การนำเสนอชาวนาวีที่มีด้านมืด มีความพยาบาท และใช้ความรุนแรง จะทำให้ดาวแพนดอร่าดู ‘สมจริง’ มากกว่าการเป็นแค่แดนสวรรค์ที่เราเห็นกันในภาคแรก เมื่อ 13 ปีก่อน โดยในภาคนี้ คาเมรอน ยังเลือกหยิบ ‘ไฟ’ เป็นสัญลักษณ์การทำลายล้างและความแค้น ที่อาจหมายถึง ‘กิเลส’ ที่เขาต้องการใช้เผ่านี้เป็นกระจกสะท้อนให้ครอบครัว ‘เจค’ และ เนย์ทีรี เห็นว่า หากพวกเขาปล่อยให้ความแค้นครอบงำ พวกเขาก็อาจไม่ต่างจากมนุษย์ที่พวกเขาเกลียดชัง จุดบีบคั้นคนดู ในภาคนี้ Avatar:Fire and Ash มีหลายจุดที่อาจทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมในสงครามทางอารมณ์และอุดมการณ์ ที่ไม่ใช่แค่การสู้รบด้วยอาวุธ แต่เป็นการการปะทะกันของอุดมการณ์ ที่สร้างความบีบคั้นมากการสู้กับหุ่นยนต์มนุษย์ โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนของ ‘เนย์ทีรี’ ที่เกิดขึ้นในภาคนี้ รวมไปถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในโลกแพนโดร่าอย่าง โลอัค (Lo’ak) และ คิรี (Kiri) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงความขัดแย้ง เพื่อพิสูจน์ว่า ‘พวกเขา’ สามารถสร้างวิถีทางใหม่ที่ต่างจากพ่อแม่ได้หรือไม่ ‘แพนดอร่า’ กระจกเงาโลกสีฟ้า จากเส้นเรื่อง อวาตาร ทั้ง 3 ภาค ในสายตา ‘คาเมรอน’ อาจสะท้อนว่าแพนโดร่าไม่ใช่แค่ดาวอีกดวง แต่คือ ‘โลกในอุดมคติที่กำลังถูกความจริงเข้ามาทดสอบ’ จากภาคแรกสอนให้เรารักธรรมชาติ สะท้อนความสวยงามที่มีราคา มาในภาคสองสอน ความรักครอบครัว และในภาคสามนี้ เป็นการบอกถึงการ ‘ยอมรับความจริง’ แม้แต่ที่ที่สวยงามที่สุด ยังมีด้านโหดร้ายซุกซ่อนซ่อนอยู่ ความเคลื่อนไหวในไทย สำหรับในไทย หลัง ‘Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน’ กับความยาวกว่า 3 ชั่วโมงเข้าฉายไปเมื่อ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) ผู้รับสิทธิ์ทำตลาดภาพยนตร์อวตาร์ ในไทย เผยรายได้จากการจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าและการเข้าฉาย 2 วันแรกสู่ 100 ล้านบาทไปแล้ว ขณะที่ความสมจริงในภาคนี้ ยังเป็นภาพยนตร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจอใหญ่โดยเฉพาะการดูในระบบ IMAX, Dolby Vision + Atmos และระบบพิเศษ เพื่อมอบประสบการณ์การดูภาพยนตร์ที่แตกต่างและประทับใจยิ่งกว่า นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีบัตรชมภาพยนตร์ ‘Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน’ ยังร่วมประสบการณ์พิเศษใน Avatar: Fire and Ash Immersive Experience นิทรรศการที่จะพาทุกคนท่องไปในดินแดนอันแตกต่างสุดขั้วของแพนดอร่า ซึ่งเปิดให้ผู้ที่มีบัตรชมภาพยนตร์ทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และเอส เอฟ ซีเนม่า ทุกสาขาทั่วประเทศ นําบัตรชมภาพยนตร์มาแลกรับสิทธิ์เข้าชมฟรี! (บัตรชมภาพยนตร์ 1 ใบสามารถแลกรับสิทธิ์เข้าชมได้ 1 ครั้ง) ตั้งแต่วันนี้ – 21 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00-22.00 น. ณ Infinite City Hall ชั้น 5 สยามพารากอน Alternate-X สรุปให้ Avatar: Fire and Ash ทำรายได้ในไทยทะลุ 100 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว หลังเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน ด้วยฝีมือราชาแห่งโลกภาพยนตร์ ‘เจมส์ คาเมรอน’ พลิกโฉมโลกแพนดอร่าจากแฟนตาซีสายสว่าง สู่แนวดราม่าที่มืดหม่นและสมจริงยิ่งกว่าเดิม มาพร้อมการเปิดตัว ‘ชาวเถ้าถ่าน’ (Ash People) เพื่อสะท้อนด้านมืดและกิเลสของชาวนาวีที่ไม่ได้มีแค่ความรักสงบ ด้วยเนื้อหาเน้นการปะทะทางอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่อย่าง โลอัค และ คิรี ท่ามกลางไฟแห่งความแค้นของเนย์ทีรี ทำให้ แพนดอร่าในภาคนี้ เสมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนโลกความจริง ที่ความสวยงามมักมาพร้อมบททดสอบที่โหดร้าย STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘กระดูกพรุน’ ในผู้ชาย ความเสี่ยงสุขภาพ ร่างกายส่งสัญญาณ ‘ปวดหลังเรื้อรัง’
โรงพยาบาลเอส สไปน์ฯ บอกแนวโน้ม ‘ผู้ชาย’ ก็เสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ ความจริงที่หลายคนไม่รู้กับแพทย์เฉพาะทาง ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุ และแม้จะมีภาพจำว่าเป็น ‘โรคของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน’ แต่ ในความเป็นจริงผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน ผู้ชาย เป็นโรคกระดูกพรุนได้ นพ.ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ เผยว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเรื่องภาวะกระดูกพรุนและควรตระหนัก แม้ผู้ชายจะมีฮอร์โมน แอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งช่วยสร้างมวลกระดูกได้มากในช่วงวัยกลางคน จึงทำให้เข้าสู่ภาวะกระดูกพรุนช้ากว่าผู้หญิงเฉลี่ย 10 ปี แต่สุดท้ายเมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ที่ควบคุมสมดุลกระดูกเริ่มทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวกับกระดูก เนื่องจากร่างกายมีเซลล์ 2 ชนิดที่ทำหน้าที่ตรงข้ามกัน คือ เซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) เซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) “เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างกระดูกจะลดลง ขณะที่การสลายยังคงดำเนินต่อไป นำไปสู่ภาวะที่มวลกระดูกค่อย ๆ ลดลงเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อการหักหรือยุบตัวของกระดูกโดยเฉพาะกระดูกสันหลัง” โดย กระดูกสันหลังเป็นจุดรับน้ำหนักของร่างกาย เมื่อมวลกระดูกลดลง ความแข็งแรงก็ลดตาม ส่งผลให้กระดูกสันหลัง ยุบตัว หรือผิดรูป ได้ง่าย ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือแม้แต่เดินไม่ได้ในรายที่กระดูกหักและไปกดทับเส้นประสาท” นพ.ศรัณย์กล่าว นพ.ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ จับสัญญาณ ‘ภาวะกระดูกพรุน’ สำหรับการตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) เป็นวิธีมาตรฐานที่สามารถวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ใช้เวลาเพียง 15–20 นาที ไม่เจ็บตัว และไม่ต้องเตรียมร่างกายใด ๆ นพ. ศรัณย์ อธิบายว่า “ในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปี พบว่าผู้ชายและผู้หญิงมีอัตราการหักจากโรคกระดูกพรุนใกล้เคียงกันคือ 50:50 แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง” กลุ่มที่ควรได้รับการตรวจ: ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น หลังค่อม, ส่วนสูงลดลง, น้ำหนักน้อย (BMI < 20), สูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์ หรือกาแฟมากกว่า 400 มก./วัน, ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน หรือ มีประวัติครอบครัวกระดูกหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรง ดังนั้น การตรวจมวลกระดูกจะช่วยให้รู้เท่าทันก่อนที่กระดูกจะหักหรืออาการปวดหลังจากภาวะกระดูกพรุน เพื่อเริ่มดูแลรักษาได้ทันเวลาและป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ขณะที่ การรักษาอาการปวดหลังจากภาวะกระดูกพรุนมีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับอาการและผลการตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง ระยะเริ่มต้น: ใช้ยาเพื่อเพิ่มมวลกระดูก ร่วมกับการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อหลัง กรณีกระดูกยุบหรือหักเฉียบพลัน: แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยหัตถการ เช่น การฉีดการ Bone Cement เพื่อเติมและยึดโครงสร้างกระดูก ลดการปวด และป้องกันการทรุดตัวเพิ่ม ป้องกัน-เสริมความแข็งแรงกระดูก นพ. ศรัณย์ กล่าวถึงแนวทางการป้องกันภาวะกระดูกพรุนด้านโภชนาการที่เหมาะสม ที่จะช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก และลดความเสี่ยงของกระดูกหักโดยในแต่ละช่วงวัยควรได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอ และควรได้รับจากอาหารเป็นหลัก เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ ถั่ว งาดำ ฯลฯ อายุต่ำกว่า 50 ปี: ควรได้รับ แคลเซียม 800 มก./วัน อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือหญิงวัยหมดประจำเดือน: แคลเซียม 1,000 มก./วัน และหากเสริมด้วยอาหารเสริมแคลเซียม: ก็ไม่ควรเกิน 1,500 มก./วัน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ สำหรับ โรคกระดูกพรุนในผู้ชาย อาจเป็น ‘ภัยเงียบ’ ที่ถูกมองข้ามมานาน ทั้งที่มีความเสี่ยงไม่แพ้ผู้หญิง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากหากปล่อยให้กระดูกหักหรือทรุดโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้เริ่มดูแลสุขภาพกระดูกให้แข็งแรงด้วย ที่ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ มีบริการตรวจมวลกระดูกด้วย เครื่องมือที่มีมาตรฐานสากลและทันสมัย โดยแพทย์เฉพาะทาง และพร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกทั้งในด้านการป้องกัน การเสริมโภชนาการ และแนวทางดูแลที่เหมาะสม Key Takeaways กระดูกพรุนเกิดได้ในผู้ชาย มีความเสี่ยงกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุ แม้จะเริ่มช้ากว่าผู้หญิง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความรุนแรงไม่ต่างกัน และมักถูกวินิจฉัยช้ากว่า ปวดหลังเรื้อรังคือสัญญาณเตือนสำคัญ อาจเกิดจากกระดูกสันหลังยุบหรือหักจากภาวะกระดูกพรุน ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบทั่วไ ตรวจเร็ว รู้ทัน ป้องกันความพิการในอนาคต การตรวจมวลกระดูกด้วย DEXA Scan ช่วยพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสกระดูกหัก เดินไม่ได้ และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ภาวะกระดูกพรุนในผู้ชายเป็นปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้ามมานาน แม้ผู้ชายจะมีฮอร์โมนช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมาก ขณะที่ อาการปวดหลังเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังยุบหรือหักโดยไม่รู้ตัว การตรวจมวลกระดูกด้วย DEXA Scan ช่วยวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันความรุนแรงและรักษาคุณภาพชีวิตได้
Health-Food-ESG อนาคตยูนิคอร์น สตาร์ทอัพ ไทย ในวันที่ ‘เงินลงทุน’ เลือกข้าง
ในโลกที่นักลงทุนไม่ได้มองหาแค่ไอเดีย แต่กำลังมองหา ‘แต้มต่อ’ ที่จับต้องได้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มองว่า โอกาสสตาร์ทอัปไทยไปต่อในระดับโลกได้ กับแผนพายูนิคอร์นสายเลือดใหม่ที่ตลาดต้องการ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจุฬาฯ เปิดตัวโครงการ ‘Go Global Startup Bootcamp: Chula – DC Silicon Startup Bridge’ โดยร่วมมือกับฟาวเดอร์ อินสติวต์ (Founder Institute)เครือข่ายบ่มเพาะสตาร์ทอัปชั้นนำ สหรัฐอเมริกา เพื่อผลักดันสตาร์ทอัป ฐานงานวิจัยของจุฬาฯ สู่ตลาดระดับโลก สตาร์ท อัปไทย ต้องชนะ 3 เกมนี้ รศ. ภญ. ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าแนวโน้มสตาร์ท อัป ไทย ที่มีศักยภาพการเติบโตเพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับโลก ประกอบด้วยกลุ่มสำคัญๆ ที่แตกต่างไปจากประเทศอื่นและสอดคล้องกับจุดแข็งของไทย อาทิ 1. กลุ่มสุขภาพและสุขภาวะ (Health & Welness) 2. กลุ่มอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร (Food & Agriculture Technology) 3. กลุ่มอีเอสจี (ESG) ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล “ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน จุฬาฯ ทำโครงการด้านสตาร์ท อัป ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 200 ทีมที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว” ทั้งนี้ จากการร่วมทำงานไปพร้อมกับทีมสตาร์ทอัปพบ เพน พอยต์ (Pain Point) สำคัญ คือ ขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) เป็นพื้นฐานในการพัฒนาและต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์/บริการด้านต่าง ๆ เพื่ออนาคต สร้าง 5 ยูนิคอร์นไทยไปเวทีสากล ขณะเดียวกัน สตาร์ท อัป ไทย จะต้องเร่งปิดช่องว่าง (Gap) ให้เข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ศักยภาพจากงานวิจัยระดับต้นน้ำ (Fundamental Research) ของสถาบัน/มหาวิทยาลัยด้านวิจัยให้ต่อยอดหรือประยุกต์ (Application) ไปสู่ ‘ผลงานที่เป็นรูปธรรม’ หรือ ‘นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง’ เพื่อสร้างระบบนิเวศห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)อย่างต่อเนื่อง “ตอนนี้เรายังขาด Connect the dots จุดมาเชื่อมต่อให้ลื่นไหลทั้งพาร์ทเนอร์ระดับสากล และ การลงทุนเทคโนโลยี ที่แม้ว่าไทยจะมีนักลงทุนด้านนี้ แต่ยังมีจำนวนไม่มาก รวมถึงความเชื่อมั่นการลงทุนจากต่างชาติ ด้วยไทยยังขาด ซัคเซส สตอรี่ ในด้านนี้” ขณะที่ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและ ฟาวเดอร์ อินสติวต์ (Founder Institue) สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกของไทยในระดับอุดมศึกษา ผ่านโครงการ ‘Go Global Startup Bootcamp:Chula-Dc Sillicon Startup Bridge’ ปั้นสตาร์ทอัปไทยสู่เวทีโลก ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และสิ้นสุดเดือน ตุลาคม 2569 คาดว่าจะได้ 2-5 ที่สตาร์ทอัปไทย เข้าร่วมบ่มเพาะการพัฒนาจากสตาร์ทอัปไปสู่ธุรกิจจริงที่ซิลิคอน วัลเลย์ สหรัฐฯ “โปรแกรมฯ นี้วางเป้าหมายสร้าง 5 ยูนิคอร์นไทย ในตลาดสากล” Key Takeaways เงินลงทุนเลือก ‘จุดแข็งเชิงโครงสร้าง’ ไม่ใช่แค่ไอเดีย เมื่อ Health–Food–ESG คือสนามที่ไทยมีแต้มต่อจากฐานทรัพยากร วัฒนธรรม และงานวิจัย ไม่ใช่การไล่ตามเทรนด์โลกแบบปลายแถว Deep Tech คือตั๋วผ่านด่าน จากสตาร์ทอัปสู่ธุรกิจโลก ขณะที่ Pain Point หลักของสตาร์ทอัปไทยไม่ใช่ไอเดีย แต่คือการขาดเทคโนโลยีขั้นลึกที่ต่อยอดงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สเกลได้ ยูนิคอร์นไทยจะเกิดได้ ต้องเชื่อม ‘วิจัย–ตลาด–ทุนโลก’ ให้ครบวงจร การจับมือ Chula–Founder Institute สะท้อนว่า Success Story จะไม่เกิดหากยังขาดตัวเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัย นักลงทุน และเวทีสากล Alternate-X สรุปให้ จุฬาฯ มองสตาร์ทอัปไทยมีศักยภาพแข่งขันโลก หากยึดจุดแข็ง Health, FoodTech และ ESG โดย Pain Point สำคัญคือการขาด Deep Technology เป็นฐานพัฒนานวัตกรรม ขณะที่งานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยยังไม่ถูกเชื่อมสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ด้วยไทยยังขาด Success Story เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนเทคโนโลยีโลก ทำให้จุฬาฯ จับมือ Founder Institute ปั้นสตาร์ทอัปไทยสู่ซิลิคอนวัลเลย์ เป้าหมาย 5 ยูนิคอร์น
‘ศุภลักษณ์ อัมพุช’ เดิมพันครั้งใหม่ยกชั้น ‘ย่านสุขุมวิท’ สู่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ดิสทริค
‘ศุภลักษณ์ อัมพุช’ นายหญิงกลุ่มเดอะมอลล์ สะท้อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ยังมีศักยภาพสู่เดสติเนชั่นความบันเทิง รวบพันธมิตรธุรกิจสร้าง ‘สุขุมวิท’ สู่ย่านซิกเนเจอร์เฟสทีฟ-เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แห่งใหม่ของไทย ‘คุณแอ๊ว-ศุภลักษณ์ อัมพุช’ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเดอะมอลล์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าเดอะมอลล์ และ ดิ เอ็มดิสทริค มองว่าอนาคตการท่องเที่ยวไทยจะเติบโตได้ ไม่ใช่เพียงจากจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จากความสามารถในการ ‘ยกระดับเมือง’ และสร้างประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวคิดพัฒนา ‘ย่านสุขุมวิท’ ให้เป็นซิกเนเจอร์เอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่นักเดินทางอยากกลับมาเยือนซ้ำ ไทยยังมีศักยภาพ แต่ติดกับดัก ‘มาแล้วก็ไป’ ‘คุณแอ๊ว’ ฉายภาพประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของโลก จุดแข็งสำคัญที่สุดคือ ‘คนไทย’ ทั้งรอยยิ้ม บริการ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ไทยเผชิญในช่วงที่ผ่านมา คือ การหายไปของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม หลังช่วงแพนดามิกโดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งกลุ่มหลังมีปัจจัยภายในด้านการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของจีน เป็นต้น ขณะที่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย แม้จะมีจำนวนมากแต่บ่างส่วนมาเที่ยวเพียงระยะสั้น ใช้จ่ายไม่ลึก และไม่กลับมาอีก เนื่องจากการท่องเที่ยวยังวนอยู่กับแหล่งเดิม และขาดกิจกรรมหรืออีเวนต์ที่ดึงดูดให้คนอยากอยู่นานขึ้น จาก ‘เวทีสากล’ สะท้อนโอกาสของไทย ศุภลักษณ์ บอกอีกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ‘เธอ’ ได้รับเชิญขึ้นกล่าวในเวที ‘Global Tourism Economy Forum (GTEF) 2025 ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน จากเดิมงานฯ นี้มีแนวคิดจะจัดในประเทศไทย แต่ยังมีความกังวลเรื่องนโยบายและความต่อเนื่องของภาครัฐ ซึ่งแม้งานจะจัดขึ้นที่จีน แต่มีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศ ต่างสะท้อนมุมมองถึง ‘ประเทศไทยยังเป็นประเทศในฝันของนักท่องเที่ยวโลก’ หากสามารถวางทิศทางและบริหารโอกาสได้อย่างเป็นระบบ พร้อมขยายความต่อของพลังแห่งเสน่ห์ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ไทย ที่ในวันนี้ยังแข็งแรงด้วยขายได้ทั้ง อาหาร วัฒนธรรม รวมไปถึงความหลากสีสีน LGBTQ+ เทศกาล และไลฟ์สไตล์เมือง แต่ปัจจุบันกิจกรรมเหล่านี้ ยังกระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่มีชื่อเสียงระดับโลกและน่าชื่นชม เช่น การจัดงาน Count Down ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสร้างของใหม่เพียงจุดเดียว แต่คือการ ‘กระจายประสบการณ์’ ให้เมืองมีชีวิตในหลายย่าน พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ‘สุขุมวิท’ สู่ย่านเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก โดยหนึ่งในแนวคิดหลัก คือ การพัฒนา ย่านสุขุมวิท ให้เป็นย่านซิกเนเจอร์ ความบันเทิงและไลฟ์สไตลล์ ‘Entertainment & Lifestyle District’ ด้วยขนาดพื้นที่ครอบคลุมรัศมีราว 2 กิโลเมตร ตั้งแต่บย่านเอ็มดิสทริกต์ ไปจนถึงบริเวณโรงแรม S31 ขณะที่โครงการนี้จะเชื่อมพื้นที่ด้วยทางเดิน (Walkway) ไปพร้อมดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนกลุ่มต่าง อาทิ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในย่านโดยรอบ เช่น แสนสิริ โนเบิล รวมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ โรงแรมอื่นๆ โดยรอบ ที่จะผลักดันให้ย่านนี้มีความคึกคักทางเศรษฐกิจท่องเที่ยว ผ่านการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองต่าง ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ตลอดทั้งปี ล่าสุด ดิ เอ็มดิสทริค (The EM District) โครงการศูนย์การค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ ประกอบด้วย ดิเอ็มโพเรียม ดิเอ็มควอเทียร์ และดิเอ็มสเฟียร์ ร่วมกับผู้ประกอบการ 10 ธุรกิจตั้งแต่ค้าปลีก โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ อาหาร เครื่องดื่มไปจนถึงเอ็นเตอร์เทนเมนต์และโครงสร้างพื้นฐานเมือง โดยร่วมผลักดันย่านการค้าและท่องเที่ยว สู่เทศกาล ‘COUNTDOWN LANDMARK ระดับโลก’ ในงาน ‘EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026’ เมกะอีเวนต์ส่งท้ายปี ศุภลักษณ์ บอกว่า ‘ดิ เอ็มดิสทริค’ และพันธมิตรย่านสุขุมวิทจะร่วมสร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวและบันเทิงแห่งใหม่ในเทศกาลเคานต์ดาวน์ 2026 และยังเป็นครั้งแรกในย่านนี้มีการจุดพลุหลายชุดนานกว่า 2 นาที บนแนวถนนสุขุมวิท ครอบคลุม อโศก–พร้อมพงษ์–ทองหล่อ ใช้งบไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท นอกเหนือจากงบลงทุนแคมเปญการตลาดในไตรมาสสี่ อยู่ที่ 400 ล้านบาท Festival Economy กระตุ้นเศรษฐกิจเมือง จากแนวคิดที่แปรสู่การจัดกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ที่ขยายไปสู่การสร้าง ‘ย่านสุขุมวิท’ ให้เป็นซิกเนเจอร์การจัดงานอีเวนต์ ความบันเทิงขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเคานต์ดาวน์ การแสดงพลุ ขบวนพาเหรด LGBTQ+ หรือเฟสติวัลดนตรีและแฟชั่น ซึ่งจะยังเป็นหัวใจของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองระดับโลก ‘คุณแอ๊ว’ ย้ำว่าแนวคิด คือ การสร้าง ‘ภาพจำใหม่’ ให้กรุงเทพฯ และต่อยอดไปสู่เทศกาลต่าง ๆ จากในปีก่อนหน้า ย่านนี้ได้จัดงานเทศกาลใหญ่ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น Pride, สงกรานต์, ตรุษจีน, งานแม่แห่งแผ่นดิน หรืออีเวนต์ระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีของใหม่ให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำ พร้อมกล่าวถึงความคืบหน้า ‘บางกอก มอลล์’ (Bangkok Mall) โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ขนาดใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ เดอะมอลล์กรุ๊ป พัฒนาบนที่ดิน 100 ไร่ย่านบางนา ใกล้ไบเทค บางนา จะเตรียมเปิดพื้นที่ให้บริการบางส่วนในต้นปี 2569 นี้ เพื่อเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ดึงเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน ขณะเดียวกัน ‘ศุภลักษณ์’ ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาจากการหายไปของ นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ยังมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ด้านความปลอดภัย กระแสข่าวคอลเซ็นเตอร์ และนโยบายภายในประเทศจีน ทั้งนี้ หากไทยสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้ เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสามารถกลับมาได้ตามเป้าหมาย จากในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยแตะระดับ 5 ล้านคน ‘คุณแอ๊ว’ เน้นย้ำว่า ไทย–จีนยังต้องพึ่งพากันทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการค้า รวมถึงการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมจีน “คนไทยรุ่นใหม่ สนใจการสื่อสารภาษาจีนเพิ่มขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจร่วมกันสองประเทศไทยและจีน” ศุภลักษณ์ ทิ้งบทสรุปว่าประเทศไทยต้องก้าวข้ามการขายของเดิมอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นวัดหรืออาหาร แต่ต้องสร้าง ‘ประสบการณ์ใหม่’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากทำได้ กรุงเทพฯโดยเฉพาะย่านสุขุมวิท จะกลายเป็นซิกเนเจอร์ อีเวนต์ แอเรีย และศูนย์กลางเฟสติวัล แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในระดับภูมิภาค” “ถ้าอยากให้คนมาอีก ต้องมีของใหม่ให้เขาเสมอ” Key Takeaways ‘Festival & Entertainment’ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยกระตุ้นรายได้ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งค้าปลีก อสังหาฯ และบริการในวงกว้าง ‘สุขุมวิท’ มีศักยภาพเป็นย่านระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ต่อเนื่องตลอดปี หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแม่เหล็กสำคัญของประเทศ ‘ซอฟต์พาวเวอร์ไทย’ แข็งแรงแต่ต้องกระจายกิจกรรมไปสู่หลายย่านอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการกระจุกตัวและขยายผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมและยั่งยืนขึ้น การสร้างย่านเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก ไม่ใช่หน้าที่รัฐหรือเอกชนฝ่ายเดียว แต่ต้องมี ‘เจ้าภาพพื้นที่’ ที่กล้าลงทุนระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ศุภลักษณ์ อัมพุช ร่วมพันธมิตรปั้น ‘ย่านสุขุมวิท’ เป็น ‘Entertainment & Lifestyle District’ ระดับโลกเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมาซ้ำ วางให้เป็นแพล็ตฟอร์มสู่ ‘Festival Economy’ สร้างประสบการณ์ใหม่และภาพจำใหม่ให้เมือง แทนการพึ่งพาเพียงแหล่งท่องเที่ยวเดิม พร้อมย้ำซอฟต์พาวเวอร์ทั้งอาหาร วัฒนธรรม และ LGBTQ+ ต้องกระจายกิจกรรมไปหลายย่านเพื่อลดการกระจุกตัว ล่าสุดร่วมพันธมิตรจัดเมกะอีเวนต์เคานต์ดาวน์ 2026 บนถนนสุขุมวิทด้วยงบกว่า 200 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมแนะเน้นฟื้นความเชื่อมั่นกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนผ่านความปลอดภัยและนโยบายที่ต่อเนื่องเพื่อดึงดูดคนให้กลับมาตามเป้า และเสนอให้คนรุ่นใหม่ฝึกทักษะภาษาจีนเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าร่วมกับจีนในอนาคต STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
รับมืออสังหาฯท้าทาย เอสซีฯ แตกธุรกิจโซลาร์ ลดต้นทุนผู้เช่า-เพิ่มรายได้ประจำ
เอสซีฯ ส่งเครื่องยนต์ตัวที่ 2 สร้างรายได้ประจำผ่านโลจิสติกส์-พลังงานสะอาด สู่คลังสินค้า SCX Logistics ทุกแห่ง ช่วยลดต้นทุนพลังงาน 20–30% แผนสร้างรายได้ประจำใหม่จากขายไฟฟ้า เติมยั่งยืนระยะยาว รชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation ในเครือเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Engine 2 ของเครือเอสซีฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ The Way Forward โดยบริษัทฯ พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ นำโซลูชันให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ ‘Smart Solar Energy Solutions’ เข้ามาเสริมแกร่งคลังสินค้า พร้อมสร้างกรีน อินดัสตรี พร็อพเพอร์ตี้ (Green Industrial Property) เพื่อช่วยลูกค้าลดต้นทุนพลังงาน และยังสอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ รชฎ กล่าวว่า “ลูกค้าโลจิสติกส์ยุคนี้ ไม่ได้มองหาเพียงคลังสินค้าและโรงงานอีกต่อไป แต่ต้องการโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และต้นทุนพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ขณะที่ การพัฒนาโซลูชั่น Solar Smart Warehouse จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้คลังสินค้าของ SCX Corporation เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สำหรับโซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftopในโครงการ SCX Logistics ทุกแห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 29,200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง(kWh) ต่อปี รวมถึงการติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้อง คาดจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.62 ล้านต้น[1] รชฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า โซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ SCX Corporation เป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ People ช่วยให้ผู้เช่าอาคารเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Planet ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนทิศทางประเทศที่เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น เป็นปี 2050 พร้อมทั้งเสริมเป้าหมาย Green Logistics และ Green Industry ของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม Profit ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัทจากการขายพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้ Power Purchase Agreement (PPA) คิดเป็นประมาณ 10-15% จากรายได้ค่าเช่าอาคาร พร้อมทั้งตอกย้ำภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Green Industrial Property ของไทย โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Vasticity Assets ในฐานะ Strategic Partner ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ESCO (Energy Service Company) มานานกว่า 10 ปี ให้เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ด้าน ‘ธนวัฒน์ วงศ์นภาจันทร์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาสทิซิตี้ แอสเซท จำกัด หรือ Vasticity Assets กล่าวว่า บริษัทมองว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต ต่อความร่วมมือกับ SCX เพื่อร่วมผลักดัน Smart Solar Energy Solutions สู่ภาคธุรกิจการผลิตและโลจิสติกส์ จะช่วยวางรากฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้เช่าอย่างแท้จริง และต่อยอดสู่การสร้าง Green Ecosystem ที่แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ Vasticity Assets จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการด้านวิศวกรรม การติดตั้ง รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายและรองรับการขยายขนาดการใช้งานไปยังทุกอาคารของ SCX Logistics ในอนาคต เบื้องต้น มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการนำร่องแห่งแรกที่ SCX Logistics บางนา กม.20 เฟสแรก ประมาณ 20,000 ตร.ม.ในปี 2026 ก่อนจะขยายการติดตั้งทั้งโครงการภายในปี 2027 และจะไปยังโครงการของ SCX Logistics ทุกแห่งต่อไป คาดว่าจะติดตั้งจนครบทุกแห่ง ภายในปี 2028 Alternate-X สรุปให้ เอสซีฯ เร่งขยาย Engine 2 แตกไลน์ธุรกิจพลังงานสะอาด จับมือ Vasticity Assets ติดตั้ง Solar Rooftop ยกระดับคลังสินค้าเป็น Green Industrial Property ตอบโจทย์ ESG ช่วยผู้เช่าลดต้นทุนพลังงาน 20–30% โดยไม่ต้องลงทุนเอง แผนสร้างรายได้ประจำใหม่จากขายไฟฟ้า เสริมความยั่งยืนระยะยาว
ที่สุดแห่งปี2025 ‘แกร็บ’ ฮิตเรียกไปมูเทวาลัยพระพิฆเนศ-กรุงเทพฯ แชมป์คนละครึ่ง
แกร็บ เผยเทรนด์ ‘เรียกรถ-ฟู้ดเดลิเวอรี’ ประจำปี 2025 คอนเสิร์ต Blackpink ทำยอดเรียกรถไปสนามราชมังฯ โต 5 เท่า ส่วนเมนูตระกูล ‘ชาเย็น’ ยอดสั่ง 11 ล้านแก้วล้มแชมป์เก่าอเมริกาโนเย็น ‘แกร็บ’ Grab ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยข้อมูลเทรนด์ “ที่สุดแห่งปี 2025” ครอบคลุมทั้งบริการการเดินทางและสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ด้านบริการเรียกรถ สำหรับบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ยังคงเติบโตและได้รับความนิยมทั้งจากผู้ใช้บริการชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย 3 จุดหมายปลายทางหลักที่ผู้ใช้บริการนิยมเดินทางไปมากที่สุด คือ สนามบิน สถานีขนส่ง ห้างสรรพสินค้า โดยปีนี้ ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ มาแรงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (MBK Center) ไอคอนสยาม และสยามพารากอน ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ พระบรมมหาราชวัง ถนนข้าวสาร เยาวราช โดย ‘เทวาลัยพระพิฆเนศ’ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง กลายเป็นฮอตสปอตแห่งใหม่ที่มาแรงที่สุด ด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตขึ้นถึง 678% เนื่องจากคนไทยสายมู รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปไหว้เพื่อขอพรเรื่องความสำเร็จและเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต จีน ครองแชมป์เรียกรถแกร็บ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะชะลอตัว แต่บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ยังถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกใช้บริการ โดย 5 ชาติที่ใช้บริการมากที่สุด คือ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ และมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโกลเด้นวีค (หรือวันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1 – 7 ตุลาคม 2568) มีนักท่องเที่ยวจีนใช้บริการมากขึ้นกว่าช่วงปกติเกือบ 50% ขณะที่นักท่องเที่ยวจาก “ประเทศจอร์เจีย” ถือเป็นกลุ่มที่มาแรงที่สุดด้วยยอดใช้บริการที่เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า นครนายก เมืองรองมาแรง นอกจากจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ตและพัทยา ที่ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมและมีการใช้บริการเรียกรถเป็นอันดับต้น ๆ แล้ว จังหวัดเมืองรองก็ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ด้วยอานิสงส์ของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทั้งโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ หรือมาตรการ ‘เที่ยวดีมีคืน’ โดย 5 จังหวัดเมืองรองที่มียอดใช้บริการเรียกรถสูงที่สุด คือ อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ ขณะที่ ‘นครนายก’ ถือเป็นจังหวัดที่มาแรงที่สุดด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตขึ้นกว่า 9 เท่า เนื่องจากเดินทางใกล้ สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวไฮไลท์สำคัญอย่างเขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกนางรอง อุทยานวังตะไคร้ รวมถึงทุ่งบัวแดง ยี่เป็ง เชียงใหม่ ทำถึงโต 44% สำหรับ เทศกาลเชิงวัฒนธรรมและอีเวนท์ยังถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเดินทางและท่องเที่ยว โดยเทรนด์ในปีนี้ พบว่า เทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะประเพณียี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่ มียอดเรียกใช้บริการเติบโตขึ้นถึง 44% รองลงมา คือ เทศกาลสงกรานต์ ด้านคอนเสิร์ตของศิลปินไทยและเทศก็ยังคงส่งผลให้ยอดใช้บริการเรียกรถเติบโตขึ้น โดยเฉพาะคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> IN BANGKOK ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 ตุลาคม ทำให้ยอดเรียกรถเพื่อเดินทางไปราชมังคลากีฬาสถานเติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าจากช่วงปกติ ผู้บริโภค ประหยัดเลือกรถ SAVER ทั้งนี้ หลังเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปีที่ผ่านมา บริการเรียกรถในราคาประหยัดอย่าง SAVER ทั้งรถยนต์ (GrabCar SAVER) และรถจักรยานยนต์ (GrabBike SAVER) ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ด้วยยอดใช้บริการที่เติบโตขึ้นกว่า 289% สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มองหาตัวเลือกของบริการในราคาที่ถูกลงในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด บริการจองรถล่วงหน้า (Advance Booking) ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 50% โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่นิยมเรียกใช้เพื่อเดินทางไปสนามบิน ขณะที่ฟีเจอร์รักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง ‘Grab EV Rides’ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสค้นหารถ EV เพื่อให้บริการเป็นตัวเลือกแรก ยังได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการ โดยสะท้อนผ่านยอดเรียกใช้บริการที่เติบโตขึ้นถึง 58% ส้มตำ-ชาเย็น ตัวตึงฟู้ดเดลิเวอรี จากในรอบปีที่ผ่านมา พบว่าอาหารประจำชาติอย่าง ‘ส้มตำ’ ยังคงครองแชมป์เมนูที่ขายดีที่สุดด้วยยอดสั่งกว่า 16 ล้านจานต่อปี โดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้าที่มียอดสั่งสูงที่สุด รองลงมาคือข้าวมันไก่ ด้วยยอดขายกว่า 1.5 ล้านจาน จากกระแสไวรัลของ Gundum Effect ในญี่ปุ่นที่ส่งผลมาถึงความนิยมของเมนูข้าวมันไก่ในประเทศไทย และตามมาด้วยลาบหมู ด้วยยอดขายกว่า 1 ล้านจาน สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มขายดี ปีนี้พบว่า เมนู ‘ชาเย็น’ (ทั้งชาไทยและชานมไข่มุก) มาแรงแซงหน้าแชมป์เก่าอย่างอเมริกาโนเย็น ด้วยยอดสั่งรวมทั้งปีกว่า 11 ล้านแก้ว จากอิทธิพลของลิซ่าที่ร่วมทำคอลแล็บส์กับ Erawhon ในชื่อเมนู ‘Thai up the World by Lisa’ จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก รองลงมาคือเมนูชาเขียวสุดฮิตด้วยยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัทฉะฟีเวอร์ที่ขาดตลาดจนกลายเป็นไวรัลข้ามปี ที่ได้รับความนิยมทั้งเครื่องดื่มและเบเกอรี ส่วน ‘อเมริกาโนเย็น’ ตกมาอยู่อันดับสามด้วยยอดสั่งรวมกว่า 8 ล้านแก้ว สำหรับฮอต ไอเทม ดาวรุ่งมาแรงประจำปีในกลุ่มเบเกอรี คือ ‘ชิโอะปัง’ ขนมปังเกลือที่มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ไปดังในเกาหลี จนไวรัลมาถึงไทย ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นกว่า 36 เท่า ส่วน ‘ชาองุ่นเคียวโฮปั่นทอปอัปด้วยครีมชีส’มาแรงสุดในกลุ่มเครื่องดื่มด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นกว่า 17 เท่า นอกจากนี้ ยังมี ‘แฮนด์โรล’ เมนูฮิตติดลมบนที่มาแรงสุดๆ ในสายฟู้ดดี้ ช่วยสร้างประสบการณ์การกินแบบโอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยมียอดสั่งที่เติบโตขึ้นกว่า 300% สำหรับการตลาดผ่านความร่วมมือระหว่างแบรนด์ (Collaboration Marketing) ยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสีสันและความแปลกใหม่ในปีที่ผ่านมา โดยเมนูคอลแล็บส์ที่ขายดีที่สุดในปีนี้ คือ โปรเจกต์ ‘Proudly, Made in Thailand’ แบรนด์ทาร์ตไข่สเปเชียลตี้ยอดนิยมอย่าง YOLK ได้ร่วมกับ 4 แบรนด์ไทยชั้นนำ อันได้แก่ โอ้กะจู๋ โรงคั่วกาแฟทรงวาด แก้วบูทีค และเจี้ยนชา พัฒนาเมนูคอลแล็บ 4 รสชาติพิเศษที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ซึ่งช่วยดันให้ยอดขายต่อวันเติบโตขึ้น 48 % นอกจากนี้ ยังพบว่าเทรนด์การกินที่ร้านก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยผู้ใช้บริการเลือกซื้อดีลส่วนลดและใช้บริการจองร้านผ่านแอปพลิเคชันในโอกาสพิเศษหรือไปรับประทานอาหารกันเป็นกลุ่ม โดย 3 ประเภทร้านที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ บุฟเฟต์ ร้านปิ้งย่าง และร้านอาหารญี่ปุ่น ส่วนร้านที่มาแรงที่สุดแห่งปี คือ ‘Kanori Hand Roll Bar’ ที่ถือเป็นผู้บุกเบิกร้านแฮนด์โรลสไตล์ญี่ปุ่นเจ้าแรกในไทย ด้วยยอดขายเติบโตกว่า 5 เท่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ที่สุดแห่งคนละครึ่งพลัส ขณะที่ โครงการแห่งปี ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหน้าร้านและผ่านเดลิเวอรี โดยผู้บริโภคนิยมใช้คนละครึ่งพลัสสั่งอาหารในมื้อเที่ยงมากที่สุด มียอดสั่งเฉลี่ยประมาณ 80 – 120 บาทต่อออเดอร์ และคนในกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้คนละครึ่งพลัสผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมากที่สุด สำหรับร้านอาหารที่ขายดีที่สุดผ่านแกร็บคือ ‘สยามกะเพราคาเฟ่ – บรรทัดทอง’ โดยมียอดขายเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าปกติถึง 14 เท่า Alternate-X สรุปให้ แกร็บเปิดเทรนด์ ‘ที่สุดแห่งปี 2025’ พบการเรียกรถ–ฟู้ดเดลิเวอรีโตต่อเนื่องจากท่องเที่ยว อีเวนต์ และสายมูเรียกรถไปส่งเทวาลัยพระพิฆเนศ ห้วยขวาง ฮอตสุดพุ่ง 678% ขึ้นแท่นแลนด์มาร์กใหม่ ขณะที่คอนเสิร์ต BLACKPINK ดันยอดเรียกรถไปสนามราชมังฯ โตเกือบ 5 เท่า ส่วนเป็งเชียงใหม่โต 44% บริการฟู้ดเดลิเวอรี ‘ส้มตำ’ ครองแชมป์ เมนู ‘ชาเย็น’ แซงอเมริกาโนเย็น ยอดสั่ง 11 ล้านแก้ว และคนในกรุงเทพฯ ครองแชมป์ใช้ ‘คนละครึ่งพลัส’ สะท้อนพฤติกรรมประหยัด เลือกบริการ SAVER มากขึ้น
‘EVEANDBOY’ ดึง’Chalotte’ รีเฟรชแบรนด์ ทำธุรกิจ20ปี มีรายได้ 9 พันล้าน
‘EVEANDBOY’ ร้านค้าปลีกความงามแนวคิดมัลติแบรนด์ บิวตี้ ไอเทม ที่มีอายุร่วม 20 ปี ดึงคาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ผ่านร้านสาขาแฟล็กชิปใจกลางสยาม ส่งต่อเทรนด์ความงามปีหน้า เทคโนโลยีความงามยั่งยืน มาแรง สิ้นปีเป้าหมายโต 30% ย้อนกลับไปในปี 2548 หรือ 20 ปีก่อน คือปีเริ่มต้นของแบรนด์ ‘EVEANDBOY’ เข้าสู่ธุรกิจร้านค้าปลีกความงาม จากแนวคิดของ ‘บอย-หิรัญ ตันมิตร’ ทายาทเจ้าของร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในจังหวัดมหาสารคาม ที่มองเห็นโอกาสในตลาดนี้ที่ยังไม่มีใครทำในเวลานั้น การเข้ามาของ ร้าน ‘EVEANDBOY’ ในครั้งนั้นยังเป็นช่วงจังหวะที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากทั้งกำลังซื้อที่มีมากขึ้นและต้องการสินค้าบิวตี้ ไอเทม ที่หลากหลายให้เลือกในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ร้านบิวตี้สโตร์ได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนขยายไปยังจังหวัดขอนแก่น ที่ได้การตอบรับสูงเช่นกัน จากนั้นในปี 2555 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ ‘EVEANDBOY’ มีโอกาสเข้ามาปักหมุดเปิดร้านใจกลางกรุงเทพฯ สาขาแรกย่านสยามสแควร์ พร้อมสร้างปรากฎการณ์ในตลาดค้าปลีกพิเศษกลุ่มสินค้ำความงาม ให้เป็นที่ต้องการกลุ่มคนเมืองหลวง และในจังหวัดอื่นๆ ทำให้ธุรกิจขยายสาขาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน 70 สาขาทั่วประเทศ ปัจจุบัน EVEANDBOY มีสินค้าแบรนด์ระดับโลก และท้องถิ่นระดับภูมิภาค จากยุโรป อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไทย และประเทศอื่นๆ รวมกว่า 100,000 รายการ หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านค้าปลีกความงาม อีฟแอนด์บอย (EVEANDBOY) กล่าวว่าในโอกาส ‘EVEANDBOY’ ครบรอบ 20 ปี ได้จัดงาน ‘EVEANDBOY 20th Anniversary : The Future of Beauty Legacy’ เผยโฉม EVEANDBOY Centerpoint Siam Square สาขาแฟล็กชิป สโตร์ บนพื้นที่กว่า 850 ตารางเมตร ใจกลางสยามสแควร์ โดย EVEANDBOY’ ยังร่วมกับ ‘ชรารัตน์ สาระอาภรณ์’ หรือ ‘Mackcha’ ศิลปินไทยผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ ให้โลดแล่นบนพื้นที่สโตร์แห่งใหม่ พร้อมด้วยผลงานศิลปะ EVEANDBOY x Chalotte Sculpture สำหรับสโตร์โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับคาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ ยังได้รับแรงบันดาลใจจากนักบัลเล่ต์ ด้วยเป็นศิลปะที่มีความคลาสสิก สะท้อนผ่านเด็กผู้หญิงที่มีจินตนาการและความฝัน เช่นเดียวกับ EVEANDBOY ที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนสวยขึ้นในแบบของตัวเอง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จากร้านบิวตี้สโตร์เล็กๆ สู่บิวตี้รีเทลอันดับ 1 จัดโซนใหม่แบบ Easy Beauty สำหรับความพิเศษของแฟล็กชิฟสโตร์ EVEANDBOY Centerpoint Siam Square (Flagship Store) ยังได้ปรับคอนเซปต์ดีไซน์ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น แยกหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน อาทิ ชั้น 1: Trendy Makeup Station รวบรวมเมคอัพ ตามกระแส K-Beauty, T-Beauty และไอเท็มกระแสแรงจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว ชั้น 2: Skin & Hair Care Sanctuary โซนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม ชั้น 3: Fragrance & Global Brands น้ำหอมและแบรนด์ดังระดับโลก หิรัญ เสริมว่า “เสน่ห์ของการช้อปปิ้งออฟไลน์ไม่เคยหายไปไหน การที่เรานำเสนอประสบการณ์พิเศษต่อลูกค้า ทั้งบริการ การสร้างบรรยากาศโดยรอบ รวมไปถึงการได้ทดลองสินค้าใหม่ก่อนใคร รวมถึงมุมมองการมองเห็นสินค้าที่หลากหลายให้เลือกแบบละลานตาในบรรยากาศชวนซื้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ของการช้อปปิ้งออฟไลน์ในทุกๆ สาขาไม่ใช่เฉพาะแค่สาขานี้” เทคฯ บิวตี้-สวยยั่งยืน หิรัญ กล่าวถึง เทรนด์ความสวยความงามในปีหน้า จะเป็นเทคโนโลยีและความงามแบบยั่งยืนจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาและให้ความสำคัญ ในการดูแลตัวเองแบบองค์รวมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดูแลทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึง ‘Authenticity’ หรือการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองและความงามอย่างแท้จริงด้วย ส่วนบิวตี้ไอเทมที่น่าจับตามองในปีหน้า คาดว่า ไอเทมที่มีคุณสมบัติแบบไฮบริด (Hybird) อาทิ รองพื้นที่มีส่วนผสมของสกินแคร์ ลิปบำรุงริมฝีปาก หรือบลัชออนที่มีส่วนผสมของสารกันแดด ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สวยและบำรุงในไปตัวพร้อมๆ กัน เป็นไอเทมที่ผู้บริโภคมองหา โดย EVEANDBOY ได้ติดตามเทรนด์พร้อมทำตลาดทุกผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในทุกสาขา สำหรับผลประกอบการ อีฟแอนด์บอย ย้อนหลัง 5 ปี จาก dataforthai รายงานมีกำไรต่อเนื่องทุกปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2567) ปี 2563 รายได้กว่า 2,200 ล้านบาท กำไรเกือบ 400 ล้านบาท คิดเป็น 17.91% ของรายได้ ปี 2564 รายได้กว่า 1,800 ล้านบาท กำไรกว่า 270 ล้านบาท คิดเป็น 14.94% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 2,700 ล้านบาท กำไรเกือบ 500 ล้านบาท คิดเป็น 18.09% ของรายได้ ปี 2566 รายได้กว่า 3,500 ล้านบาท กำไรกว่า 750 ล้านบาท คิดเป็น 21.65% ของรายได้ ปี 2567 รายได้กว่า 4,400 ล้านบาท กำไรกว่า 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 24.03% ของรายได้ อย่างไรก็ตาม จากบทสัมภาษณ์หิรัญ ผ่านสื่อในช่วงกลางปี2568 ที่ผ่านมา เขาบอกว่า อีฟแอนด์บอยทำรายได้ทะลุ 7,000 ล้านบาท และในปี 2568 นี้ ตั้งเป้าเติบโตจากปีก่อนหน้า 30% หรือจะมีรายได้ราว 9,100 ล้านบาท ขณะที่ Statista ผู้วิจัยข้อมูลตลาดอุตสาหกรรม ระบุในปี 2568 มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลส่วนบุคคล (Beauty & Personal Care) ในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 255,600 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.6% อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 Alternate-X สรุปให้ EVEANDBOY ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ฉลองครบ 20 ปี พร้อมรีเฟรชแบรนด์ผ่านคอลแล็บส์คาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ สร้างภาพจำใหม่ให้แฟล็กชิปสโตร์ เปิด EVEANDBOY Centerpoint Siam Square โฉมใหม่ บนพื้นที่กว่า 850 ตร.ม. ปรับโซนร้านเป็น Easy Beauty รองรับเทรนด์บิวตี้โลกและประสบการณ์ออฟไลน์ รับรายได้ปี 2568 คาดแตะเกือบ 9,100 ล้านบาท ตอกย้ำบิวตี้รีเทลอันดับ 1 ของไทย
เทรนด์ลงทุนDigital Asset ปี69 กระแสแปลงหุ้นเป็นโทเคนมาแรง-ตลาดหุ้นไ่ม่เซ็กซี่
Bitget มองเทรนด์ปี 2026 การแปลงหุ้นเป็นโทเคนมาแรงหนุนตลาดคริปโทเติบโตสูง มองช่วยดันวอลลุ่มเทรดหุ้นเทคโนโลยีแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์ ‘เกรซี่ เฉิน’ (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าในปี 2026 จะเห็นระบบการเงินแบบดั้งเดิมเข้าหาเทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนดิจิทัลหรือ Tokenization มากขึ้น หลังจากที่ปี 2025 นี้ กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯได้ทำให้เกิดกระแสของ Stablecoin เติบโตอย่างรวดเร็วและถูกใช้งานจริงอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุดคือหลักทรัพย์หรือหุ้นที่จะถูกแปลงอยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลหรือ Tokenize Equity ที่จะสามารถซื้อขายได้ผ่านแพลตฟอร์มคริปโทรวมถึงแพลตฟอร์มการลงทุนแบบดั้งเดิมจะทำการเพิ่มโปรดักต์ประเภทนี้เข้ามาด้วย ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) สหรัฐฯได้ออกมาอนุญาตให้ DTCC หรือบริษัทกลางชำระหลักทรัพย์สามารถใช้บล็อกเชนในการ Tokenize ตราสารทางการเงินอย่างหุ้นและพันธบัตรต่าง ๆ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่น่าจับตา นอกจากนี้ โครงการนำร่องของคณะกรรมการกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสหรัฐฯหรือ CFTC อนุญาตให้ Bitcoin, Etherereum และเหรียญ USDC สามารถนำมาใช้เป็นสินทรัพย์สำรองสำหรับการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งว่าคริปโทกำลังถูกผสานเข้าสู่ระบบการเงินดั้งเดิมอย่างแท้จริง “ข้อดีของการซื้อขายหุ้นแบบโทเคนดิจิทัลคือสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเข้าร่วมตลาดได้ข้ามเขตเวลาโดยไม่สะดุด ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม ลงไปได้อย่างมาก คาดว่าหุ้นที่จะได้รับความนิยมในการซื้อขายบนโทเคนดิจิทัลมากที่สุดคือหุ้นที่เกี่ยวกับคริปโทรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดี” ขณะที่ Bitget ในฐานะแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ยุคใหม่ที่รวมศูนย์ทั้งการเงินแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน (Universal Exchange : UEX) มองว่าหลังจากที่ได้เปิดซื้อขายหุ้นสหรัฐฯในรูปแบบโทเคนดิจิทัลได้เห็นปริมาณการซื้อขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ปริมาณการซื้อขายแบบสปอตของโทเคนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 452% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าพุ่งขึ้นถึง 4,468% เทียบรายเดือนและวอลลุ่มเทรดสะสมรวมตั้งแต่เปิดซื้อขายแตะระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยปริมาณการซื้อขายหลักจะอยู่ที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Mega-cap) อย่าง Tesla, Meta, MicroStrategy, Apple และกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับ Nasdaq-100 สอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดคริปโทที่เชื่อมโยงกับดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการ บิตเก็ต (Bitget) โทเคน ดิจิทัล สู่สินทรัพย์หลัก ล่าสุด Bitget เปิดตัว Bitget TradFi เวอร์ชั่น Private Beta โดยสามารถเทรดตราสารการเงินต่างๆได้บนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน โลหะมีค่า สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีตลาดหุ้น โดยใช้เหรียญ USDT เป็นหลักประกัน รองรับความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่จะเข้าถึงตลาดการเงินแบบดั้งเดิมที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะสนับสนุนให้หุ้นในรูปแบบโทเคนดิจิทัลไม่ใช่แค่การทดลองอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นสินทรัพย์กระแสหลักที่กำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนระดับโลก ช่วงเวลานี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ความมั่งคั่งกำลังเปลี่ยนผ่านคริปโท หุ้น ทองคำอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบเดียว 3 ปัจจัยหนุนสินทรัพย์ ดิจิทัล ทั้งนี้ Alternate-X คาดแนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา พบว่าเทรนด์ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2026 คาดว่า จะยังมีการขยายตัวจาก 3 ปัจจัยสนับสนุน นโยบายดอกเบี้ยขาลง ตามทิศทางโลก มีผลต่อการฝากเงินหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรได้ผลตอบแทนที่ต่ำลง ทำให้นักลงทุนมองหาช่องทางลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ตลาดทุนชะลอตัว ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หรือมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ไม่จูงใจ นักลงทุนอาจย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือแสวงหาโอกาสในตลาดอื่น ทำให้ตลาดคริปโตฯ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงจึงได้รับอานิสงส์จากเงินทุนส่วนนี้ การเติบโตเงินที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน (เงินสีเทา) ที่ขยายตัวทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา มีผลต่อการโยกย้ายสู่รูปแบบคริปโตฯ ด้วยสามารถถูกโอนย้ายและปกปิดเส้นทางการเงินได้ง่ายกว่า ด้วยมีลักษณะการทำธุรกรรมแบบกระจายศูนย์และยากต่อการตรวจสอบย้อนหลัง อาจทำให้ความต้องการใช้คริปโตฯ เป็นช่องทางในการฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดและทำให้ตลาดขยายตัว จากปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวและเติบโตขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2026 Alternate-X สรุปให้ ปี 2569 การลงทุนดิจิทัลเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยโครงสร้าง ทำให้ตลาดหุ้นขาดความน่าสนใจ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน นักลงทุนรุ่นใหม่หันมองสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและมีสตอรี่การเติบโตชัดเจน กระแสแปลงหุ้นเป็นโทเคน (Tokenization) กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของตลาดทุน โทเคนเปิดโอกาสเพิ่มสภาพคล่องและรูปแบบการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในยุคดิจิทัล
ไอคอนสยาม x พี่จ๋า ‘มาร์ค ต้วน’ ขึ้นสเตจโชว์ริมน้ำ ฉลองเคาน์ดาวน์ 2026 สะกดโลก
ไอคอนสยาม ย้ำ ‘ป๊อป พาวเวอร์’ สร้างภาพจำมหัศจรรย์ประเทศไทยระดับโลก ดึง ‘มาร์ค ต้วน’ ร่วมส่งท้ายปี2025 ขึ้นเวที Amazing Thailand Countdown 2026 สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ในช่วงส่งท้ายปี 2025 ต้อนรับปี 2026 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม จัดกิจกรรมการตลาดผ่านประสบการณ์สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘A GLOBAL PHENOMENAL CELEBRATION AT THE ICON UNRIVALED – มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก’ ระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม “ไอคอนสยาม ร่วมกับภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ ใช้เฟสติวัลระดับโลก ย้ำความมหัศจรรย์ประเทศไทย” สำหรับมหกรรมดังกล่าว ไอคอนสยาม ยังทำงานร่วมกับศิลปินเกาหลีระดับโลก ‘มาร์ค ต้วน’ สมาชิกบอยแบนด์ GOT7 มาร่วมขึ้นเวทีกับศิลปินไอคอนิคของไทย ใน ‘คอลลาบอเรชั่น โชว์’ พิเศษเพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการบันเทิง พร้อมพาทุกคนก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยช่วงเวลาแห่งความประทับใจจากโชว์ที่ออกแบบมาเพื่อเวทีเคานต์ดาวน์ของไอคอนสยามโดยเฉพาะ และมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษให้กับทุกคน เคานต์ ดาวน์ไทย ระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ที่สุดแห่งปี ด้วยศิลปินกว่า 200 ชีวิต ทั้งระดับโลกและแถวหน้าของเมืองไทย ผลัดเปลี่ยนให้ความสนุกตลอด 5 วันเต็ม ด้วยการแสดงจากศิลปินท็อปลิสต์และโชว์พิเศษ ยกระดับมาตรฐานงานเคานต์ดาวน์ของไทยสู่เวทีโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Unrivaled Global Celebration – Endless Riverfront Entertainment Arena’ ‘ป๊อป พาวเวอร์’ ส่งพลังสุข โดย ไอคอนสยาม เปิดลิสต์ไลน์อัพศิลปิน ที่เข้าร่วมกับ 5 จังหวะดนตรีสู่ความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัดที่ไอคอนสยาม เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงระดับโลก ช่วงระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2025 ดังนี้ วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เนรมิตรเวทีไอคอนสยามในรูปแบบ POP POWER เพื่อให้พลังของความ Pop ส่งต่อสู่ทุกคน นำโดย PiXXiE, 4EVE, ATLAS, DMD BOYS และ XEBIS Entertainment วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ความบันเทิงในรูปแบบของ DANCE FORCE นำโดย URBOYTJ, CDGUNTEE & NARA, CIR*CRL, THE 52 ARENA และ Paulie Sirisant (DJ) พร้อมเนรมิตพื้นที่ริเวอร์ พาร์คให้กลายเป็น Riverfront Dance Arena ฟลอร์เต้นรำขนาดใหญ่ที่สุดริมเจ้าพระยา วันที่ 29 ธันวาคม 2568 จังหวะร็อคพร้อมจังหวะเลิฟในงานเคานต์ดาวน์ไอคอนสยามเต็มไปด้วยจังหวะ LOVE ที่จะทำให้ทุกคนได้กลับมารักในจังหวะของตัวเองอีกครั้ง นำโดย Slot Machine, Three Man Down, Y2Z, ศิลปินจาก IAM และศิลปินจาก WAYDAY วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เต็มไปด้วยโมเมนต์ความประทับใจ ในการกลับมารวมตัวแบบครบวงอีกครั้งของ LAZ1, การแสดงพิเศษจากหลิง-ออม, เก่ง-น้ำปิง และการแสดงอื่นๆ จาก Angel Angie, Prim, DRIPA, Fluke Pongsapat และ In The 8ight ภายในคอนเซ็ปต์ STAR HARMONY วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ค่ำคืนเคานต์ดาวน์พิเศษ GLOBAL PHENOMENON STAGE พบศิลปินระดับโลกและศิลปินไอคอนนิคของไทย ร่วมส่งท้ายปี นำโดย MARK TUAN, Jeff Satur, Bodyslam, BUS because of you i shine, PROXIE, DEXX, Shining Boy Trainees, ซี-นุนิว และ เติ้ล-เฟิร์สวัน 8 เช็คลิสต์ร่วมงาน ผู้สนใจ เตรียมพร้อมเข้างานเคานต์ดาวน์ไอคอนสยาม ได้ดังนี้ วิธีที่ 1 ฟรี! ร่วมสนุกทาง Social Media ICONSIAM วิธีที่ 2 ฟรี! Walk-In วิธีที่ 3 สมัครสมาชิกใหม่ ONESIAM SuperApp วิธีที่ 4 สมาชิก ONESIAM ช็อปสะสมครบตามกำหนด วิธีที่ 5 ICONSIAM x MARK TUAN Exclusive Fan Meeting *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด วิธีที่ 6 Fast Fan เพื่อนักช็อปแห่งไอคอนสยาม วิธีที่ 7 ช็อปของถูกใจ พร้อมร่วมสนุกจับกาชาปอง วิธีที่ 8 ONESIAM GLOBAL VISITOR CARDS HOLDERS * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.iconsiam.com หรือ Facebook: ICONSIAM Alternate-X สรุปให้ ไอคอนสยามจับมือพันธมิตร เปิดมหาปรากฏการณ์ Amazing Thailand Countdown 2026 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้กลยุทธ์ ‘ป๊อป พาวเวอร์’ ดึงศิลปินระดับโลก ‘มาร์ค ต้วน’ ร่วมโชว์พิเศษกับศิลปินไทย จัดเต็ม 5 วัน 27–31 ธันวาคม 2568 รวมศิลปินกว่า 200 ชีวิต ครอบคลุมทุกแนวดนตรี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ไทยสู่เวทีโลก สร้างภาพจำประเทศไทยด้านเฟสติวัลระดับสากล ตอกย้ำบทบาทไอคอนสยามในฐานะ Global Destination ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกส่งท้ายปี
ก่อนเหตุปะทะชายแดน ‘กัมพูชา’ เอ็มโอยู ‘Trip.com’ ดีลที่เกือบพังแบรนด์ระดับโลก
ในช่วงก่อนปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา หนึ่งสัปดาห์ มี MOU ที่เกือบทำแบรนด์พัง บทเรียนราคาแพงของ Trip.com แพล็ตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกที่ไปจับมือกับรัฐบาลกัมพูชา ร่วมแผนดันสู่ปลายทางเที่ยวอาเซียน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ดำเนินอยู่ในหลายมิติ ล่าสุดได้เกิดอีกหนึ่งประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อปรากกฏความร่วมมือระหว่าง Trip.com Group แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ระดับโลก กับภาครัฐของประเทศกัมพูชา ที่ถูกจับตามองอย่างหนัก โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานชาวจีน ซึ่งแสดงความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล จนลุกลามกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการประกาศลบแอปอย่างต่อเนื่อง หากมองภาพรวม ความร่วมมือระหว่าง Trip.com Group กับกัมพูชา ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ ขยับจากระดับนโยบาย สู่ระดับธุรกิจ และในที่สุดได้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในสายตาสังคมออนไลน์จีน เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจาก ก่อนหน้านี้มีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ผู้บริหารระดับสูงของ Trip.com Group นำโดย เจน ซุน (Jane Sun) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้พบหารือกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการผลักดันกัมพูชาให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน พร้อมหารือถึงการใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์ม Trip.com ในการสนับสนุนนโยบายด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา การพูดคุยดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร การเดินทางเข้า–ออกประเทศ การจองที่พัก การทำตลาดดิจิทัล ไปจนถึงกิจกรรม MICE ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือครั้งนี้ถูกวางกรอบไว้ในระดับยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ต้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘กัมพูชา’ Victim Brand จุดขายจาก ‘เรื่องเล่า’ ผู้เล่นเรียกความสนใจในตลาดโลก ต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2025 แผนดังกล่าวได้ก้าวสู่ขั้นที่เป็นรูปธรรม เมื่อ ‘คิม มิเนีย’ (Kim Minea) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การท่องเที่ยวแห่งชาติกัมพูชา ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการตลาดและดิจิทัลกับ Trip.com Group โดยมี เฉิน กว่านฉี (Chen Guanqi) รองประธาน Trip.com Group เป็นผู้แทนฝ่ายบริษัท แม้ในเอกสารจะระบุว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้าน Destination Marketing และการโปรโมตการท่องเที่ยว แต่ในสายตาของผู้ใช้งานจำนวนมาก ข้อตกลงดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการยกระดับสู่ ‘ความร่วมมือเชิงลึก’ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้แพลตฟอร์ม เพื่อนำไปออกแบบแคมเปญและผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำหรับกัมพูชา ทันทีที่ข่าวถูกเผยแพร่ออกมา กระแสต่อต้านในหมู่ผู้ใช้ชาวจีนปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว บนสื่อสังคมออนไลน์จีน มีคำถามจำนวนมากพุ่งตรงไปที่ Trip.com ว่า “ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ลึกแค่ไหน ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ และแพลตฟอร์มยังยืนอยู่ฝั่งผู้ใช้ หรือเลือกเดินหน้าหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ” ความไม่พอใจยิ่งทวีความรุนแรง เนื่องจากกัมพูชายังถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย ซึ่งในอดีตเคยส่งผลกระทบต่อพลเมืองจีนมาแล้ว ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากไม่ยอมรับการที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่เดินหน้าความร่วมมือเชิงลึกโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองข้อมูล ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ Trip.com Group ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเป็นเพียงการโปรโมตการท่องเที่ยวบนแพลตฟอร์ม Ctrip ในประเทศจีนเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือเดียวกับที่บริษัททำร่วมกับหน่วยงานการท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยยืนยันว่าไม่มีการแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ใช้ใด ๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ Trip.com ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ภายในวันเดียวกัน Trip.com Group ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่สอง ประกาศ ระงับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาโดยทันที หลังรับทราบถึงความกังวลของผู้ใช้บริการ พร้อมย้ำว่าไม่มีการขายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามที่มีการกล่าวอ้าง และบริษัทยังคงยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดด้านความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ แบรนด์พลาดท่า ‘ภูมิรัฐศาสตร์–ข้อมูล–ความเชื่อมั่น’ กรณีความร่วมมือระหว่าง Trip.com Group กับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา ที่ลุกลามกลายเป็นกระแสต่อต้านในหมู่ผู้ใช้ชาวจีน ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะตัวของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายหนึ่ง หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แบรนด์เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลกต้องเผชิญมากขึ้นในยุคที่ ‘ข้อมูล–ภูมิรัฐศาสตร์–ความรู้สึกของผู้ใช้’ เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก แม้ Trip.com จะออกมาย้ำหลายครั้งว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงการโปรโมตการท่องเที่ยว ไม่มีการแลกเปลี่ยนหรือใช้ข้อมูลผู้ใช้ แต่ปฏิกิริยาจากสังคมออนไลน์จีนกลับรุนแรงเกินกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ จนต้องประกาศระงับความร่วมมือภายในเวลาอันรวดเร็ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่แบรนด์ระดับโลกต้องเผชิญ ‘ต้นทุนทางความเชื่อมั่น’ จากการตัดสินใจเชิงธุรกิจที่ไปพาดพิงกับรัฐ อำนาจการเมือง หรือพื้นที่ขัดแย้ง โดยมีกรณีศึกษาจากหลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยเผชิญแรงต้านในลักษณะเดียวกัน Google กับโครงการ Dragonfly เมื่อเสิร์ชเอนจิน กลายเป็นเครื่องมือรัฐ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุด คือ Google กับโครงการ Dragonfly ซึ่งเป็นแผนพัฒนาเสิร์ชเอนจินสำหรับตลาดจีน ที่ยอมปรับระบบให้สอดคล้องกับการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน แม้โครงการดังกล่าวจะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อรายละเอียดรั่วไหลออกมาในปี 2018 ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ทั้งภายในองค์กรและในสายตาสาธารณชนทั่วโลก พนักงาน Google จำนวนมากออกมาคัดค้าน โดยมองว่า Dragonfly ขัดกับหลักการพื้นฐานของบริษัทด้านเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล และอาจเปิดช่องให้รัฐติดตามพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้ แรงต้านดังกล่าวรุนแรงจน Google ต้องออกมาชะลอโครงการ และสุดท้าย Dragonfly ก็กลายเป็น ‘โปรเจกต์ต้องห้าม’ ที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการที่แบรนด์เทคโนโลยีประเมินแรงกระเพื่อมทางจริยธรรมและความเชื่อมั่นต่ำเกินไป แม้จะเป็นตลาดขนาดมหาศาลอย่างจีนก็ตาม Apple กับการย้ายข้อมูล iCloud ในจีน อีกหนึ่งกรณีที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ของ Trip.com คือ Apple กับการย้ายข้อมูล iCloud ของผู้ใช้จีนไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่บริหารโดยบริษัทท้องถิ่นในจีน เรื่องนี้มองว่า ‘ถูกกฎหมาย แต่ผู้ใช้ไม่ชอบใจ’ Apple ยืนยันมาโดยตลอดว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายท้องถิ่น และบริษัทไม่ได้ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล แต่ในสายตาของนักสิทธิมนุษยชนและผู้ใช้จำนวนมาก การย้ายข้อมูลครั้งนี้ถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐ ผลลัพธ์คือ แม้ Apple จะไม่ได้เผชิญการลบแอปในวงกว้างเหมือน Trip.com แต่ภาพลักษณ์ของบริษัทในฐานะ ‘ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัว’ ก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะในโลกตะวันตก กรณีของ Apple แสดงให้เห็นว่า แม้การตัดสินใจจะ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ แต่ก็อาจไม่เพียงพอในเชิงความเชื่อมั่น หากผู้ใช้รู้สึกว่าแบรนด์ยอมถอยเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางตลาด Airbnb กับความร่วมมือในพื้นที่ขัดแย้ง อีกตัวอย่างสุดท้ายกับกรณี Airbnb เคยเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการให้บริการในพื้นที่ขัดแย้งทางการเมือง เช่น เขตเวสต์แบงก์ หรือบางประเทศที่มีปัญหาสิทธิมนุษยชน แม้ Airbnb จะพยายามวางตัวเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านการท่องเที่ยว แต่การตัดสินใจว่าจะ “เปิด” หรือ “ปิด” บริการในพื้นที่ใด กลับถูกตีความว่าเป็นการเลือกข้างทางการเมืองโดยปริยาย ในบางกรณี Airbnb ถูกวิจารณ์ว่ากำลังสร้างรายได้จากพื้นที่ขัดแย้ง ขณะที่ในบางกรณี การถอนตัวก็ทำให้บริษัทถูกโจมตีจากอีกฝั่งหนึ่ง ส่งผลให้ Airbnb ต้องปรับนโยบายหลายครั้ง และยอมรับว่า “ธุรกิจแพลตฟอร์มไม่สามารถแยกตัวออกจากภูมิรัฐศาสตร์ได้อีกต่อไป” กรณีดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญของแบรนด์ขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล ที่สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะกับภาครัฐหรือประเทศที่มีความอ่อนไหวด้านภาพลักษณ์และความปลอดภัย ไม่ได้ถูกประเมินเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากผู้ใช้ ซึ่ง ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความโปร่งใส’ อาจมีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว เคสเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์ขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัลว่า การลงนาม MOU หรือความร่วมมือกับภาครัฐ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องประเมิน “ต้นทุนทางสังคม” และ “ต้นทุนทางความเชื่อมั่น” อย่างรอบด้าน ในโลกที่ผู้ใช้สามารถลบแอป แบนแบรนด์ และตั้งคำถามต่อศีลธรรมของบริษัทได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรยังขาดความเข้าใจต่อบริบททางการเมือง ความอ่อนไหวทางสังคม และความรู้สึกของผู้ใช้ในแต่ละตลาด กรณีของ Trip.com สะท้อนชัดว่า แม้บริษัทจะรีบชี้แจงและยืนยันจุดยืนเรื่องการไม่ใช้หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ใช้ แต่ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนแล้วกลับไม่อาจฟื้นคืนได้ทันที เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นคำถามปลายเปิดสำหรับทุกแบรนด์ระดับโลกว่า ในยุคที่ข้อมูลคืออำนาจ และความไว้วางใจเปราะบางกว่าที่เคย จุดยืนขององค์กรนั้น ถูกผู้ใช้มองว่าอยู่เคียงข้างใครกันแน่ ผลประโยชน์ของรัฐ ตลาด หรือผู้ใช้งานของตนเอง Alternate-X สรุปให้ ความร่วมมือ MOU ระหว่าง Trip.com กับรัฐบาลกัมพูชา ถูกมองว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัยข้อมูลผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้งานชาวจีนตั้งคำถามหนัก จนเกิดกระแสลบและลบแอปเป็นวงกว้าง แม้ Trip.com ยืนยันว่าเป็นเพียงการทำ Destination Marketing แต่แรงกดดันสูงเกินคาด ทำให้บริษัทตัดสินใจระงับความร่วมมือทันที เพื่อลดความเสียหายต่อความเชื่อมั่น กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของแบรนด์โลกในยุคที่ ‘ข้อมูล–ภูมิรัฐศาสตร์–ความเชื่อใจ’ แยกจากกันไม่ได้ STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
MI รีวิวอุตฯสื่อปี68 หวิดติดลบแตะ 8.6 หมื่นล.ปีหน้าท้าทาย-ไทยท้ายแถวอาเซียน
เศรษฐกิจไทยปี 2568 กดดันเม็ดเงินโฆษณาเฉียด 8.6 หมื่นล้านบาท เติบโตใกล้ศูนย์ ขณะที่ปี 2569 ไทยโตช้าสุดในอาเซียน ทำให้แบรนด์ต้องเร่งปรับสมดุลกลยุทธ์รับความผันผวน ภวัต เรืองเดชบวร ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) กล่าวว่า จากข้อมูล 11 เดือนแรกในปี 2568 พบว่าเม็ดเงินโฆษณารวมทั้งออนไลน์และดิจิทัลมีมูลค่าประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยหายไปเพียงราว 200 กว่าล้านบาท สำหรับในเชิงรายสื่อ หมวดสื่อโทรทัศน์ ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินโฆษณาติดลบประมาณ 6% ขณะที่สื่อดิจิทัล แม้ยังเติบโต แต่ขยายตัวเพียง 4% ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก สะท้อนความระมัดระวังในการใช้งบของแบรนด์ ในรอบปีที่ผ่านมา โดยสื่อที่ยังเติบโตโดดเด่น คือ สื่อนอกบ้าน (Out Of Home-OOH) และ สื่อขนส่ง (Transit Media) ซึ่งขยายตัวระดับสองหลัก (Double Digit) มีมูลค่ารวมราว 1.4 หมื่นล้านบาท จากแรงหนุนของกิจกรรมอีเวนต์ การท่องเที่ยว และการกลับมาของผู้บริโภคในเมือง อย่างไรก็ตาม MI Group อาจปรับมุมมองตลาดจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตในปีนี้มาเป็น ‘ทรงตัว’ หรือ ‘ติดลบ’เล็กน้อย -0.06% เนื่องจากยังมีปัจจัยลบอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) เพื่อประเมินตัวเลขที่อาจกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงระดับ 1% ซึ่งในส่วนของประเด็นการเมืองยังไม่ถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยหลักในการประเมิน “ภาพรวมปีนี้ คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาทั้งระบบจะอยู่ที่ประมาณ 8.57–8.6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มใกล้เคียงกันในปีหน้า” ภวัต กล่าวอีกว่า ในปี 2568 นี้ ยังมีเม็ดเงินโฆษณาที่ตกหล่นจากการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะในดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ราว 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากนำตัวเลขดังกล่าวกลับมานับรวม จะทำให้มูลค่าตลาดโฆษณา ขยับเข้าใกล้ระดับ 1 แสนล้านบาท ขณะที่ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ กลุ่มเอสเอ็มอี และครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์ ที่ใช้งบโฆษณาเองในการทำตลาดดิจิทัล เช่น การยิงแอดโฆษณาแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ต่างๆ รวมถึงกลุ่มนาโน/ไมโคร อินฟลูเอ็นเซอร์ ที่เติบโตอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาเม็ดเงินในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่ง ไม่ถูกรายงานในระบบ ปี69 ‘ไทย’ โตช้าสุดในภูมิภาค ภวัต กล่าวต่อถึงแนวโน้มในปี 2569 ว่าเศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าขยายตัว แต่ประเทศไทยยังเติบโตในอัตราต่ำ โดยคาดว่า จีดีพีไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ โดย ‘อาเซียน’ยังเป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น มีอัตราการขยายตัวราว 4.3–4.8% และในบางประเทศเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่เติบโตใกล้ระดับ 5% “สะท้อนว่าเอเชียและอาเซียนยังเป็นภูมิภาคที่น่าจับตา ขณะที่ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตช้าสุดของภูมิภาค จากในปีนี้ คาด จีดีพีไทยจะขยายตัวราว 1.8% จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น โครงการ คนละครึ่ง พลัส เฟสสอง ที่ผ่านมา” สำหรับ ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ความท้าทาย (เดิม) ยังคงอยู่และจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ซึ่งไทยจำเป็นต้อง ‘ตั้งรับ’ ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (Demand) ที่ผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) “ปัจจัยเดิมเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ” มองหา ปัจจัยบวกปี 69 ภวัต กล่าวต่อด้านการบริโภคภาคเอกชน (Private Sector) แม้ยังจะประคองตัวได้ แต่การใช้จ่ายขยายตัวในระดับจำกัด คาดโตเพียง 1.9% ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า (Trade Barriers) และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะท่าทีจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาด และ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคบุคคล ที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นข้อจำกัดต่อกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ ภาครัฐ ยังต้องเร่งบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เกษตรสมัยใหม่ และการแพทย์รูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สำหรับ นโยบายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 7% สินค้านำเข้าจากจีนทุกแพลตฟอร์ม จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้ มาตรการควบคุมสินค้าจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดภูมิภาค ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในภาพรวมไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกบางส่วน จากการปรับโครงสร้างภาษี โดยประเมินมูลค่าผลกระทบในระดับหลักพันล้านบาท ด้าน การส่งออกของไทย ปัจจุบันพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ราว 20% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด โดยต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่อยู่ในระดับประมาณ 19% ซึ่งยังเป็นแรงกดดันต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ขณะเดียวกัน รายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีนมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศจีน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง แม้จะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดใหม่เข้ามาทดแทน แต่ยังต่ำกว่าระดับเป้าหมายเดิมที่เคยคาดหวังไว้ราว 30–40 ล้านคน ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะยังช่วยให้เศรษฐกิจไทย ‘ไปต่อได้’ ในปีหน้า จากฐานปัจจัยเดิมที่มีอยู่ เลือกตั้งต้นปีหน้าสะพัดท้องถิ่น ส่วนการเลือกตั้งประเทศไทย ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 นั้นมองว่า เม็ดเงินที่นำออกมาใช้ในแคมเปญการเลือกตั้งจะถูกจัดสรรไปในรูปแบบของการหาเสียงในพื้นที่จริง (On Ground) เป็นหลัก มากกว่าใช้งบประมาณผ่านสื่อหลัก ซึ่งเปรียบจากการเลือกตั้งในช่วงก่อนที่ผ่านมา จะใช้เม็ดเงินผ่านสื่อในช่วงเลือกตั้งราว 100 ล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) ในช่วงนั้นๆ “โดยปกติแบรนด์จะเข้าไปเกี่ยวข้องการเลือกตั้งในรอบการอภิปรายรายพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง มากกว่า” 5 ปีหน้า ‘สังคมสูงวัยเต็มตัว’ ภวัต เสริมอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ สังคมสูงวัย โดยใน 5 ปีหน้า กลุ่มประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปซึ่งคิดเป็น 25% ของประเทศ ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะลอลง ทั้งด้านแรงงาน การบริโภค และการผลิต ในระยะต่อไป ความท้าทายคือการ วางรากฐานเศรษฐกิจให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชัน Z ซึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมของประเทศ สำหรับ Quick Win ระยะสั้น ไทยยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาตรการช่วยเหลือภาคการผลิต การลดภาระหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มดังกล่าว ในปี 2569 ข้อมูล MI Learn Lab by MI Group ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาจากการปรับฐานข้อมูลใหม่ จะมีเม็ดเงินราว 86,271 ล้านบาท ทรงตัวกับปี 2568 เติบโต 0.64% จากปัจจัยบวกและลบของปี2568 ที่ยังผันผวน แต่จากการใช้เงินเอสเอ็มอีและอินฟลูฯ ที่อย่างหลังครองสัดส่วนถึง 21% ของตลาด สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระบบสื่อและการตลาดไทย อาจผลักดันมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาแตะถึง 111,603 ล้านบาท ปี69 แบรนด์ปรับสมดุล ภวัต กล่าวว่า จากสภานการณ์ดังกล่าว มองว่าในปี 2569 แบรนด์สินค้าต้องกลับมาทบทวนพร้อมหาจุดสมดุลของแบรนด์ ด้วยแบรนด์ที่มีตัวตนชัดจะชนะใจผู้บริโภค และ สร้างความผูกพันได้พร้อมกัน ซึ่ง MI GROUP ทำโครงการแบ่งปันองค์ความรู้ MI GROUP Wisdom ต่อเนื่องปีที่5 ในคอนเซ็ปต์ ‘The Balance Kit’ เครื่องมือประเมินสมดุลการทำตลาด เพื่อช่วยนักการตลาดและเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนยอดขาย ไปพร้อมสร้างคุณค่าแบรนด์ระยะยาว และเติบโตยั่งยืน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ศึกเก่าศึกใหม่ไม่พัก ‘ประเทศไทย’ ไปต่อครึ่งหลังปี68 MI Group บอกจะขายของต้องเข้าใจลูกค้าเก่ง Alternate-X สรุปให้ MI Group ประเมินอุตสาหกรรมโฆษณาไทยปี 2568 มีมูลค่า 8.57–8.6 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน โตเกือบศูนย์ ขณะที่ ทีวีติดลบ 6% ดิจิทัลโตเพียง 4% ต่ำกว่าคาด ขณะที่ OOH และ Transit โตสองหลัก มูลค่ารวม 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล–อินฟลูฯ ที่ตกหล่นจากระบบสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ดันมูลค่าตลาดแฝงใกล้ 1 แสนล้านบาท และในปี 2569 จีดีพีไทยคาดโตเพียง 1.6% ต่ำสุดในอาเซียน ท่ามกลางแรงกดดันหนี้ครัวเรือน การค้าโลก และสังคมสูงวัย โดย MI ชี้แบรนด์ต้อง ‘ปรับสมดุล’ ระหว่างยอดขายระยะสั้นกับการสร้างแบรนด์ เพื่อเติบโตยั่งยืนในปีหน้า
ปรากฏการณ์ ‘ดูแล้วช้อป’ พฤติกรรมเจนฯ Z ปั้นรายได้ ‘วิดีโอครีเอเตอร์’ยุคใหม่
เทรนด์ ‘วิดีโอ คอมเมิร์ซ’ ที่เข้ามาปฏิวัติการช้อปปิ้งออนไลน์ เปลี่ยนคนดูคอนเทนต์ให้กลายเป็นคนซื้อ ที่เรียกว่า ‘ช้อปเปอร์เทนเมนต์’ ที่ในตอนนี้ Lazada และ YouTube Shopping นำมาใช้สร้างประสบการณ์การช้อปไร้รอยต่อด้วยกัน ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาค เผยรายงาน e-Conomy SEA 2025 ระบุการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ตลาดดังกล่าวมีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value) หรือ มูลค่า GMV เติบโตขึ้นถึง 2.5 เท่า ภายในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้มีสัดส่วนคิดเป็น 25% ของมูลค่า GMV ของตลาดอีคอมเมิร์ซโดยรวมในปี 2025 โดยเฉพาะคอนเทนต์บน YouTube ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางการซื้อของผู้บริโภค สอดคล้องข้อมูลยังชี้ว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 88% เชื่อมั่นในคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ของครีเอเตอร์บน YouTube ผู้บริโภคไทยกว่า 93% เห็นว่าข้อมูลบน YouTube มีความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีความมั่นใจในการซื้อสินค้าที่มีการนำเสนอบนแพลตฟอร์มดังกล่าว เติมสกิลเอไอ ‘ครีเอเตอร์’ แนวโน้มดังกล่าว ลาซาด้า ได้ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับโปรแกรมแอฟฟิลิเอต (Affiliate Program) นายหน้าขายสินค้า ‘YouTube Shopping’ ในการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิงแบบไร้รอยต่อในระบบนิเวศร่วมกันระหว่างนักสร้างสรรค์ (ครีเอเตอร์)และผู้รับชมคอนเทนต์ แบบครบวงจร ตอบรับเทรนด์วิดีโอคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ โดยยังสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ของลาซาด้า หลังลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาและเสริมศักยภาพโปรแกรม Lazada Affiliate ให้รองรับอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนการให้โบนัส-คอมมิชชันรับแคมเปญ ‘ลาซาด้า 12.12 เซลใหญ่ ส่งท้ายปี’ ในช่วงที่ผ่านมา สำหรับความร่วมมือกับ YouTube Shopping ช่วยต่อยอดให้ครีเอเตอร์สามารถขยายช่องทางสร้างรายได้กับลาซาด้า พร้อมเพิ่มเอนเกจเมนต์กับผู้ชมและนักช้อปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากความหลากหลายเครื่องมือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์ในการทำคอนเทนต์ ดังนี้ Auto Tagging ฟีเจอร์ช่วยระบุและแท็กสินค้าที่กล่าวถึงในวิดีโอโดยอัตโนมัติ ซึ่ง YouTube กำลังเริ่มทดสอบและจะเริ่มทยอยเปิดบริการในภายหลัง Auto Timestamps แสดงแท็กสินค้าในช่วงเวลาที่มีการพูดถึงในวิดีโอ ช่วยดึงดูดความสนใจผู้ชมในจังหวะที่มียอดรับชมสูงสุด พร้อมทั้งลดเวลาในการทำงานของครีเอเตอร์ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ YouTube ยังมีฟีเจอร์ Stickers บน YouTube Shorts สามารถปรับดีไซน์ให้เข้ากับคอนเทนต์ได้ตามต้องการ ซึ่งหลังจากเริ่มทดลองใช้งานในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าผู้ใช้ Shorts คลิกเข้าชมสินค้าผ่านสติ๊กเกอร์เพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับการใช้แท็กทั่วไป ขณะที่ ฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและแดชบอร์ดสรุปผล ช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างสรรค์ พัฒนา และยกระดับประสิทธิภาพคอนเทนต์ได้อย่างต่อเนื่อง คอนเทนต์เดียวขายได้ทั่วภูมิภาค สำหรับแผนดำเนินงานของลาซาด้า ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์สนับสนุนครีเอเตอร์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือโปรแกรมแอฟฟิลิเอต YouTube Shopping จะช่วยขยายโอกาสและเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายพาร์ทเนอร์ของ Lazada Affiliate ทั่วภูมิภาค ขณะเดียวกันยัง เปิดทางให้ครีเอเตอร์สามารถร่วมงานกับแบรนด์และผู้ขายในหลายประเทศได้มากขึ้น พร้อมเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยครีเอเตอร์ของลาซาด้าสามารถสร้างรายได้จากค่าคอมมิชชันได้สูงสุดถึง 4 ล้านบาทต่อเดือนจากทุกช่องทาง สะท้อนศักยภาพการเติบโตของวิดีโอคอมเมิร์ซในอาเซียนอย่างชัดเจน อัดฉีดในเทศกาล ‘ดับเบิลเดท’ โดยในช่วงเมกะแคมเปญ 11.11 ที่ผ่านมา ‘ลาซาด้า’ ได้เปิดตัวแคมเปญอัดฉีดค่าคอมมิชชันคูณสอง เพื่อผลักดันความสำเร็จของครีเอเตอร์ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากครีเอเตอร์ทั่วภูมิภาค มียอดการแท็กสินค้า Lazada Affiliate บนแพลตฟอร์ม YouTube สูงกว่า 4 แสนครั้ง ในขณะที่สินค้าบิวตี้ อิเล็กทรอนิกส์ และแฟชั่น เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากครีเอเตอร์ในช่วงแคมเปญ 11.11 พร้อมกับที่ ในช่วงเมกะแคมเปญ ‘ลาซาด้า 12.12 เซลใหญ่ ส่งท้ายปี’ ลาซาด้ายังเดินหน้ากระตุ้นการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง ด้วยคอมมิชชันคูณสอง พร้อมชาเลนจ์แท็กสินค้าตลอดเดือนธันวาคม เพื่อให้ครีเอเตอร์ปลดล็อกโบนัสด้วยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ ๆ พร้อมต่อยอดการเติบโตให้แบรนด์และผู้ขายส่งท้ายปี 2568 นี้ Alternate-X สรุปให้ เทรนด์ ‘วิดีโอคอมเมิร์ซ’ เปลี่ยนพฤติกรรมเจน Z จากดูคอนเทนต์สู่การซื้อแบบเรียลไทม์ หรือ ‘ช้อปเปอร์เทนเมนต์’ Lazada เผยตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซอาเซียนโต 2.5 เท่าใน 2 ปี คิดเป็น 25% ของ GMV อีคอมเมิร์ซปี 2025 โดย YouTube มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ คนไทยกว่า 90% เชื่อถือข้อมูลจากครีเอเตอร์ จากความร่วมมือ Lazada และ YouTube Shopping ช่วยเสริมรายได้ครีเอเตอร์ด้วยเครื่องมือ AI และ Affiliate แบบครบวงจร หลังครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้ข้ามประเทศ สูงสุดแตะ 4 ล้านบาทต่อเดือน สะท้อนพลังเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่
Festive ‘สยามพารากอน’ อีเวนต์-ดีลแรงแจกบ้าน 10 ล. โชว์ระดับโลก-ปลุกเที่ยวรับปี 2026
เริ่มเลย! เฟสทีฟส่งท้ายปี’68 ต้อนรับปี 69 ‘สยามพารากอน’ ส่งอีเวนต์-โปรแรง ยาวตลอดเดือนธ.ค.ปลุกบรรยากาศแรงซื้อนักท่องเที่ยวไทย/ต่างชาติ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ย้ำตำแหน่ง ‘Global Landmark Destination’ จุดหมายปลายทางหนึ่งในใจของผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุข ส่งท้ายปลายปี ‘Siam Paragon The Magical Celebration 2026’ ร่วมฉลองความสุขด้วยมหกรรมอีเว้นท์และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษทั้งศูนย์ฯและห้างสรรพสินค้า ตลอดเดือนธันวาคม ปี 2568 โดยนำกิจกรรมไอคอนิกระดับโลก ‘World Class Iconic Events’ สร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์ด้วยโชว์ชุดพิเศษจากต่างประเทศ ร่วมฉลองความมหัศจรรย์ของฤดูกาล ณ พาร์ค พารากอน โดยเปิดให้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดเดือนธันวาคมนี้ ได้แก่ วันที่ 12-14 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. และ เวลา 20.00 น. ณ พาร์ค พารากอน พบกับ โชว์ชุดพิเศษ Molecole Show การแสดงร่วมสมัยจากประเทศอิตาลีที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานศิลปะการเต้น การแสดงผาดโผน เทคนิคแสงสี และเอฟเฟกต์ LED ล้ำสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการเคลื่อนไหวในรูปแบบ Visual Performance ที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ โดยทีมผู้สร้างสรรค์มืออาชีพจากอิตาลี ด้วยความโดดเด่นด้านศิลปะ ความสวยงามของภาพลักษณ์ และการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับการเล่าเรื่อง Molecole Show หนึ่งในการแสดงที่ได้รับความสนใจในงานระดับนานาชาติทั่วโลก วันที่ 24-28 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. และ เวลา 20.00 น. ณ พาร์ค พารากอน โชว์ Revue de Rue คณะการแสดงสตรีทเพอร์ฟอร์แมนซ์ร่วมสมัยจากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการยอมรับจากเวทีศิลปะนานาชาติ ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการผสมผสาน การเต้น การแสดงกายกรรม และศิลปะการเล่าเรื่องแบบฝรั่งเศส (French theatrical storytelling) ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสนุก และพลังสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้ชมทุกช่วงวัย Revue de Rue มีชื่อเสียงด้านการนำเสนอประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความอบอุ่น และความประณีตในรายละเอียดแบบศิลปะฝรั่งเศส สร้าง ‘ความมหัศจรรย์กลางเมืองใหญ่’ จนกลายเป็นหนึ่งในการแสดงสตรีทโชว์ระดับยุโรปที่ได้รับคำเชิญจากเทศกาลและมหานครสำคัญทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลอดเดือนธันวาคม ยังจัดมหกรรมงานเฉลิมฉลองด้วยเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอนเสิร์ตร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ พร้อมพบเซอร์ไพรส์พิเศษจากเหล่า ซานต้า แซนตี้ และขบวนพาเหรดแฟนซี พาทุกคนเดินทางเข้าสู่บรรยากาศเทศกาลคริสต์มาส ทั่วทุกพื้นที่ของสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 24-25 ธันวาคม 2568 และทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 13.00 น. / 15.00และ 17.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. ณ พาร์ค พารากอน ร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ไปกับคอนเสิร์ตจากนักร้องเสียงดี WIM “กานต์ กษิดิ์เดช” ที่จะพาทุกคนมีความสุข และอบอุ่นไปกับเสียงเพลงที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศแสนอบอุ่น วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. ณ พาร์ค พารากอน พบกับนักร้องสาวเสียงดี ‘อิ๊งค์-วรันธร เปานิล’ พร้อมส่งต่อเวทีใน เวลา 23.30 น.ให้คู่จิ้นแห่งปี ‘เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย’ และ ‘น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง’ ร่วมนับเวลาถอยหลังส่งความสุขมอบรอยยิ้มข้ามปีไปด้วยกัน สร้างคืนเค้าท์ดาวน์สุดโรแมนติกที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร พร้อมกับพื้นที่ ‘NEXTOPIA’ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ร่วมมอบความสุขให้ สนุกไปกับ ‘Tilly Birds’ วงดนตีแถวหน้าของไทย ร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.30-00.30 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ขณะเดียวกัน สยามพารากอน ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย จัดโปรโมชั่นพิเศษ ลุ้นและแลกรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาทจากร้านค้าที่ร่วมรายการ รับคูปอง ชิงโชค 1 ใบ ภายในวันเดียวกัน สำหรับผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิตกสิกรไทย รับคูปองเพิ่มเป็น 2 ใบ เพื่อลุ้นรางวัลใหญ่!!! บ้านเดี่ยวโครงการ บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ-หัวหิน จาก SC Asset และรางวัลอื่นๆ แลกรับ SIAM GIFT CARD และ CASH COUPON รวมมูลค่าสูงสุด 700 บาทเมื่อช็อปครบตามเงื่อนไข พร้อมสิทธิพิเศษช้อปน้อยกว่าแลกรับของรางวัลสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยและบัตรเครดิตกสิกรไทย สมาชิก ONESIAM รับ ONESIAM Coins สูงสุด 4เท่า จากร้านค้าพันธมิตร พร้อมรับเพิ่ม E-Cash Coupon สูงสุด 1,100 บาท เมื่อช็อปตามเงื่อนไข พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือ แบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อ SIAM GIFT CARD ใบละ 10,000 บาท (ยกเว้นการใช้ที่ร้าน Local Jewelry สยามพารากอน) ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.68 – 10 ม.ค.69 *เงื่อนไขเป็นไปตามธนาคาร และบริษัทฯ กำหนด ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ย 0% เมื่อลูกค้าชำระเต็มจำนวนภายใน วันครบกำหนดชำระ, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 25% ต่อปี
สร้างมรดกธรรม พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท ‘วัดเขาพระงาม’ ไทยเบฟฯ เปิดสะพานบุญสมทบทุน
มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เชิญร่วมสมทบทุนสร้าง ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ วัดเขาพระงาม จ.ลพบุรี น้อมบูชาคุณ ‘พระอุบาลีคุณูปมาจารย์’ มหาเถระผู้เป็น ‘บูรพาจารย์แห่งวงศ์พระกรรมฐาน’ พระอาจารย์ใหญ่ ผู้บุกเบิก ‘เขาพระงาม’ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาไทยอย่างสูงในยุครัชกาลที่ 5-6 จนได้รับการยกย่องเป็น ‘พระต้นแบบสายวัดป่า’ และเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในปี พ.ศ. 2455 ท่านได้จาริกธุดงค์มาวิเวก ณ บริเวณเขาพระงาม เมืองลพบุรี ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นป่าเขาสงัด ท่านได้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่บนไหล่เขา หรือ ‘พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล’ จนกระทั่งในปี 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ได้เสด็จมาในการผูกพัทธสีมา และทรงพระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ตามนามฉายา ‘สิริจันโท’ จากการค้นพบอันเป็นมงคล สู่ ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ ในปี พ.ศ. 2566 ได้ค้นพบ ‘อัฐิธาตุ’ ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ภายในกุฏิเจ้าอาวาสเก่า ณ วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร การค้นพบอันเป็นมงคลนี้ จึงนำมาสู่ ‘โครงการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ สนับสนุนโดย มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เจดีย์ออกแบบเป็น ทรงปราสาทยอดแบบล้านช้าง (สูง 27.55 ม.) เพื่อสะท้อนถึงชาติกำเนิดของท่าน (ชาวอุบลราชธานี) เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาคำสอนของท่าน (โครงการเริ่ม 4 ส.ค. 2568 คาดแล้วเสร็จปี 2570) ร่วมสร้างมหากุศล วิหารทานอันเลิศ ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมสร้างมรดกธรรม ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ ให้สำเร็จลุล่วง การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิธาตุของพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ถือเป็น ‘วิหารทาน’ อันเลิศ เป็นมหากุศลยิ่งใหญ่ ช่องทางการร่วมบุญสมทบทุนสร้างพระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท บัญชี ‘วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร เพื่อสร้าง พระเจดีย์เจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจันโท)’ ธนาคาร: ออมสิน สาขา: โคกกะเทียม เลขที่บัญชี: 020454994979 Alternate-X สรุปให้ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เปิดสะพานบุญเชิญร่วมสมทบทุนสร้าง ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ ณ วัดเขาพระงาม จ.ลพบุรี โครงการนี้จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมบูชาคุณ ‘พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)’ พระมหาเถระสำคัญแห่งสายวัดป่า หลังการค้นพบอัฐิธาตุของท่านในปี 2566 จึงเกิดโครงการสร้างเจดีย์เป็นศูนย์รวมศรัทธาและการศึกษาธรรม สำหรับองค์เจดีย์ ออกแบบทรงปราสาทยอดล้านช้าง สะท้อนรากเหง้าทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย การร่วมบุญครั้งนี้นับเป็น ‘วิหารทานอันเลิศ’ เพื่อสืบทอดมรดกธรรมสู่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน
ไทยเบฟ สนับสนุนดนตรีในสวน ‘MedMusic in the Park 2025
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน ดนตรีในสวน “MedMusic in the Park 2025” ครั้งที่ 4 ภายใต้ธีม “In The Mood” เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดยมี นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค และ คุณสมถวิล ปธานวนิช กรรมการบริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ปรึกษาโรงพยาบาลเมดพาร์ค พร้อมด้วย คุณโชติพัฒน์ และคุณอาทินันท์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ คุณภาวินี ไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการโครงการเพื่อการพัฒนาสังคม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงาน ณ Amphitheater สวนเบญจกิติ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน โดยงานในปีนี้ได้นำเสนอดนตรี Smooth Jazz, Soulful Ballads, และ Mid-Tempo Grooves จากศิลปินระดับตำนาน ได้แก่ Nathan East มือเบสระดับโลก, Jack Lee มือกีตาร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้, Donald Barrett มือกลองมากฝีมือที่เคยร่วมงานกับศิลปินระดับโลก, Norihito Sumitomo นักประพันธ์เพลงชื่อดังจากญี่ปุ่น และ Noah East นักเปียโนรุ่นใหม่ผู้ผสมผสานความคลาสสิกกับแจ๊สร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ร่วมด้วยศิลปินชาวไทย Mariam Grey (มาเรียม B5) และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท พร้อมสมาชิกวง ETC ซึ่งล้วนมีผลงานด้านดนตรีที่โดดเด่น ในการจัดกิจกรรมนี้ถือเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมผ่านศาสตร์แห่งดนตรีบำบัดที่ช่วยปลอบประโลมใจและบรรเทาความเหนื่อยล้าของชาวกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมปรับรูปแบบงานให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย
‘บุญชัย-ซิกเว่’ สองคมคิด-มองเกษตรยุคเอไอ เป็นเครื่องมือแต่ข้าวปลาคือของจริง
สะท้อนมุมคิด ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ และ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทยผ่านโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ปีที่ 17ในยุคที่เอไอและดิจิทัลคือ ‘เครื่องมือ’ สำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดรากฐานภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ‘บุญชัย-ซิกเว่’ อดีตดูโอ ‘ผู้บริหาร’ในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม สะท้อนมุมมมองโลกเกษตรกรรมยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง และย้ำว่า สิ่งที่เป็นความยั่งยืนที่แท้จริง คือ ‘เกษตรกรรมและอาหาร’ ในงานประกาศผล ‘เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2568’ ภายใต้แนวคิด ‘ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว’ จัดโดยมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คุณค่าแห่งสำนึกรักบ้านเกิด ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเบญจจินดา (BCG) ผู้ดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดว่า เกริ่นที่มาโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อน เกิดจากแนวคิดเปิดพื้นที่ให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในช่วงนั้นได้กลับไปสร้างคุณค่าให้ถิ่นกำเนิดของตนเอง ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน บุญชัย บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันโครงการฯเข้าสู่ปีที่ 17 และ ไม่เคยหยุดนิ่งรูปแบบเดิม เพราะในแต่ละปีทั้งเทคโนโลยี สภาพสังคม และบริบทการทำงานล้วนเปลี่ยนแปลงไป “คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เคยเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ระยะแรก วันนี้เติบโตขึ้น กลายเป็นปราชญ์เกษตร นักพัฒนา หรือผู้นำชุมชนที่กลับไปสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับบ้านเกิดของตนเอง” ขณะที่ในปัจจุบัน ‘สังคมเมือง’ อย่างกรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไป งานเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ทำให้ในวันนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองเห็นคุณค่าของการกลับไปอยู่ใกล้พ่อแม่ ครอบครัว และใช้ความรู้ความสามารถที่มี นำความเจริญกลับคืนสู่ชุมชน ตามความหมายของคำว่า ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ อย่างแท้จริง สำหรับปีที่ 17 นี้ ‘บุญชัย’ มองว่าองค์ความรู้และผลงานที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาน่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง จึงมีการรวบรวมองค์ความรู้เป็นคู่มือในรูปแบบหนังสือ เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานเกษตรระดับจังหวัด ขณะเดียวกัน เนื้อหาส่วนที่เหลือได้พัฒนาเป็นอีบุ๊ก เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายและขยายผลได้ทั่วประเทศ โดยในอนาคตมีแผนนำองค์ความรู้จากปีถัดไป มาต่อยอดและพัฒนาเป็นเวอร์ชันใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรวมถึงกรณีศึกษาของผู้ที่ได้รับรางวัลตลอด 16 ปีที่ผ่านมาด้วย โลกเกษตรกรรมใหม่ยุคเอไอ บุญชัย สะท้อนมุมมองต่อถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี อย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่า จะมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย ที่เกษตรกรหรือคนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยในเรื่องนี้ จะนำมาปรับใช้ในการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างแนวคิดการพัฒนาเกษตรเชิงรูปธรรม เช่น การทำ ‘บิ๊กฟาร์ม’ (Big Farm) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) และเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยี (IoT, AI, Big Data) สร้างฟาร์มอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้อัตลักษณ์เกษตรกรรม ยังสะท้อนความหลากหลายของประเทศ ผ่านสัญลักษณ์และการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวในภาคกลาง หรือ กาแฟในภาคใต้ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของการนำศักยภาพเฉพาะพื้นที่มาต่อยอดเป็นโอกาสไปพร้อมสร้างความแข็งแรงจากรากฐานของแต่ละชุมชน ถอดรหัสความยั่งยืน ‘ประเทศไทย’ บุญชัย เล่าต่อถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบดิจิทัล ผ่านการจัดทำอีบุ๊ก ‘พ่อพารวย’ ได้นำศาสตร์แห่งพระราชาแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ในอนาคตมีแผนแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ เขา ยังตั้งคำถามเชิงหลักการว่า…. “แม้วันหนึ่งโครงการอาจยุติลง แต่สิ่งสำคัญคือองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงพื้นที่จริง การทำงานร่วมกับชุมชน การรวมกลุ่ม พูดคุย และลงมือทำจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าและไม่สูญหายไปตามกาลเวลา” ขณะเดียวกัน จากประสบการณ์การทำงานภาคสนามส่วนตัวของ บุญชัย ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ทางเกษตรปลูกไม้ผลโกโก้ ยังทำให้เขาเห็นศักยภาพของประเทศไทยในมิติเกษตรและอาหารอย่างชัดเจน หรือ อย่างการนำเทคโนโลยีการปลูกทุเรียน การบริหารจัดการผลไม้ชนิดเดียวในปริมาณมากจนสร้างรายได้มหาศาล “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวเพื่อการส่งออก เพราะยังมีพืชเศรษฐกิจและสินค้าเกษตรอีกหลายประเภทที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดโลกได้” ขณะที่ ในภาพใหญ่ ‘ประเทศไทย’ ยังมีจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างเมืองอย่างกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิ มีบทบาทอย่างมาก ไม่ต่างจากศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก เช่น แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ที่หลายประเทศยุโรปใช้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เช่นกัน บุญชัย ย้ำว่า แม้หลายประเทศจะสามารถปลูกพืชชนิดเดียวกับไทยได้ เช่น ข้าวหรือ แก้วมังกร และบางแห่งอาจมีปริมาณมากกว่า แต่สิ่งที่ทำให้ไทยยังแข่งขันได้ คือสิ่งที่เราทำได้ดีและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องอาศัยคุณภาพ ดิน น้ำ และองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน เขา สำทับต่อถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นพี่และรุ่นใหม่ ในการประสานพลัง ช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บุญชัย เสริมต่อ ในฐานะที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเทคโนโลยี ‘เขา’ ยอมรับว่า ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนบางประเทศ แต่สิ่งที่ไทยมี คือ ทุนทางวัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่พัทยาหรือภูเก็ตเท่านั้น หากแต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน เพราะอารยธรรมไทยและภูมิภาคนี้ไม่ได้มีอายุเพียง 700 ปี แต่หยั่งรากลึกยาวนานกว่า 2,000 ปี และนี่คือคุณค่าที่สามารถนำมาต่อยอดสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน ‘เทคโนโลยี’ เป็นเครื่องมือช่วย ด้าน ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม (Group CEO) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ผู้ให้บริการธุรกิจโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ เล่าเสริมถึงโครงการฯ นี้ว่า จากแนวคิดริเริ่มที่ดีเมื่อ 16 ปีก่อนและเดินหน้ามาในปัจจุบัน ยังสอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีก่อนหน้า เขายังได้เห็นพี่ชายลงมือทำเกษตรกรรมในพื้นที่เล็ก ๆ ในชนบทอย่างจริงจัง ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าและความสำคัญของภาคเกษตร ไม่ใช่เพียงในฐานะแหล่งผลิตอาหาร แต่ในฐานะรากฐานของสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยจากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ‘เขา’ มองว่า แม้พื้นที่ทำการเกษตรจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่หากมีความตั้งใจและการจัดการที่ดี ก็สามารถพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพได้ ขณะที่เทคโนโลยี เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้ผู้คนอิ่มท้องได้ หากขาดภาคเกษตรที่เข้มแข็ง เกษตรกรจึงเปรียบเสมือน ‘กระดูกสันหลัง’ ของประเทศ และเป็นภาคส่วนที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีสิ่งใดจะยั่งยืนไปกว่าการร่วมกันผลักดันเกษตรกรให้เติบโตอย่างมั่นคง ซิกเว่ ยังเน้นย้ำว่า อนาคตของภาคเกษตรจะอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเข้ามารับช่วงต่อด้วยมุมมองและเครื่องมือที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับองค์ความรู้ด้านการเกษตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และทำให้เกษตรกรรมสามารถตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันได้มากขึ้น โดยไม่ทิ้งรากฐานสำคัญที่หล่อเลี้ยงสังคมไว้เบื้องหลัง Alternate-X สรุปให้ สะท้อนมุมคิดของ ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ และ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ กับการพัฒนาเกษตรกรรมไทยในยุคเทคโนโลยีและเอไอ ผ่านโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ที่เดินหน้ามายาวนานสู่ปีที่ 17 แก่นสำคัญ คือ การคืนคุณค่าให้บ้านเกิด เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชนอย่างยั่งยืน แม้ว่าโลกวันนี้ จะเข้าสู่ยุคเอไอและดิจิทัล ที่ถูกมองเป็น ‘เครื่องมือ’ สำคัญแต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดภาคเกษตรและอาหารที่มั่นคง ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านอาหาร โลจิสติกส์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์เกษตรเฉพาะถิ่น ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของชาติเริ่มจากรากฐาน “ข้าวปลาอาหาร” และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสานต่อ
‘แท็กซี่ไทย’ เตรียมเปลี่ยนผ่านสู่อีวี สหกรณ์ฯ 8 หมื่นคันร่วม ‘แกร็บ’ อัปสกิลเดินทางยุคใหม่
‘แกร็บ’ อัปสกิลดิจิทัลคนขับแท็กซี่ 5 สหกรณ์ในงาน ‘แท็กซี่ยุคใหม่’ พร้อมใจเปลี่ยนแท็กซี่ 8 หมื่นคัน ขับเคลื่อการเดินทางสู่ยุค EV ‘เมธิณี อนวัชกุล’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บ เข้ามาดำเนินงานในเป็นเวลากว่า 12 ปี จากจุดเริ่ม ‘GrabTaxi’ พร้อมพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน ความปลอดภัยทั้งคนขับและผู้โดยสาร เพื่อไปสู่บริการเรียกรถที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน เพื่อมีส่วนร่วมยกระดับขนส่งมวลชนไทย ขณะเดียวกัน ‘แกร็บ’ ยังมุ่งสนับสนุนกลุ่มคนขับแท็กซี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้ขยายความร่วมมือระหว่างสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย จัดงาน ‘แท็กซี่ยุคใหม่ พร้อมใจเปลี่ยน’ เพื่อเชิญชวนคนขับแท็กซี่จากสหกรณ์ในเครือข่ายมาร่วมเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเดินทางได้อย่างยั่งยืน แท็กซี่ฯ เจนใหม่ปรับตัว ด้าน ‘วิฑูรย์ แนวพานิช’ นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย และประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันคนขับแท็กซี่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนค่าครองชีพ และค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้โดยสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบการทำงานของแท็กซี่ไทยจำเป็นต้องเกิดการ ‘เปลี่ยนแปลง’ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อสภาพแวดล้อมการทำงานยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคนขับแท็กซี่กว่าหลายหมื่นรายที่ใช้แพลตฟอร์ม Grab เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ผ่านแอปพลิเคชัน แต่ต้องยอมรับว่ายังมีคนขับแท็กซี่อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยเข้าร่วมแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดโอกาสให้คนขับแท็กซี่ในสหกรณ์เครือข่ายของสมาคมฯ ได้แก่ สหกรณ์แท็กซี่สยาม สหกรณ์มิตรแท้แท็กซี่ สหกรณ์แท็กซี่ภูมิพลัง สหกรณ์แท็กซี่สหมิตร สหกรณ์แท็กซี่เหลืองทอง “ทั้ง5 สหกรณ์รวมจำนวนกว่า 80,000 คัน สามารถเข้าใจโลกยุคใหม่ พร้อมเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และแนวทางที่จำเป็นต่อการยกระดับการให้บริการและการสร้างรายได้ในยุคดิจิทัลต่อไปในอนาคต” สำหรับไฮไลท์สำคัญของงาน ‘แท็กซี่ยุคใหม่ พร้อมใจเปลี่ยน’ ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการส่งเสริม 3 ทักษะสำคัญให้กับกลุ่มคนขับแท็กซี่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และมาตรฐานการให้บริการอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อ “เปลี่ยนสู่สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า” ผ่านการเจาะลึกข้อมูลโครงการ GrabEV ที่ช่วยให้คนขับแท็กซี่เข้าใจถึงประโยชน์ในการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิง และการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดให้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ อาทิ รุ่น AION ES รุ่น AION Y Plus และ รุ่น MG EP การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อ ‘เปลี่ยนสู่สุขภาวะที่ดีกว่า’ ผ่านการเรียนรู้วิธีดูแลรักษาสุขภาพ พร้อมตรวจร่างกายฟรี จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)รวมถึงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) การเสริมทักษะด้านดิจิทัล เพื่อ “เปลี่ยนสู่การให้บริการที่ดีกว่า” ผ่านการส่งเสริมให้คนขับแท็กซี่ เห็นประโยชน์จากการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเพิ่มโอกาสในการหารายได้ พร้อมสอนการใช้แอปพลิเคชันแกร็บ เพื่อให้บริการเรียกรถ และแนะนำสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ บริการทางการเงิน และประกันอุบัติเหตุ ด้าน ‘เดือน สุวรรณพุ่ม’ คนขับภายใต้สหกรณ์แท็กซี่ภูมิพลัง กล่าวว่า ตนขับแท็กซี่มานานกว่า 38 ปี และเป็นหนึ่งในแท็กซี่กลุ่มแรกที่เปิดใจลองใช้แพลตฟอร์มแกร็บในการช่วยเสริมรายได้ จากแต่ก่อนที่ต้องตระเวนหาผู้โดยสาร “ตอนนี้เราสามารถรับงานผ่านแอปได้ ทำให้ผมมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำงานได้สะดวกขึ้น การได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ช่วยเปิดโลกการทำงานให้กับผมเป็นอย่างมาก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ” นอกจากนี้ การได้มาลองขับรถไฟฟ้ายังจะเป็นตัวเลือกในการช่วยประหยัดต้นทุนให้กับคนขับแท็กซี่ได้อย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าการทำงานในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาจะต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ และเป็นอีกทางเลือกให้เครือข่ายผู้ขับแท็กซี่ได้เปิดใจ และลองเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเองให้ทันยุคสมัยต่อไป Alternate-X สรุปให้ แท็กซี่ไทยกว่า 80,000 คันจาก 5 สหกรณ์ใหญ่ จับมือแกร็บอัปสกิลคนขับเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อรับมือพฤติกรรมผู้โดยสารที่เปลี่ยนเร็ว และต้นทุนค่าครองชีพ–พลังงานที่สูงขึ้น ผ่านโครงการสอน 3 ทักษะหลัก ได้แก่ ความรู้ด้าน EV, สุขภาวะ–ความปลอดภัย และทักษะดิจิทัล เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสหารายได้ผ่านเครื่องมือออนไลน์ พร้อมปรับตัวสู่การเดินทางยุคใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมแท็กซี่ไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ยาทั่วโลกราคาพุ่ง10.4% หนุนเทรนด์ดูแลตัวเองก่อนป่วย-ตลาดเสริมอาหารโต
JSP เปิดผลสำรวจราคายาทั่วโลกปี 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.4% โซนเอเชียฯ ราคาเพิ่ม 12.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ย หนุน ‘การกินอาหาร’เป็นยา’ สู่เมกะเทรนด์ในคนรุ่นใหม่ แรงส่งผลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโตตาม สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า ราคายาและค่ารักษาพยาบาลโดยรวมในหลายประเทศในปี 2025 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยพบว่า ราคายาทั่วโลกปรับขึ้นจากปี 2024 ประมาณ 10.4% โดยราคายาในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นประมาณ 4.5% – 5.0% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่ต่ำกว่า 10% เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายควบคุมราคาในสหรัฐฯ ขณะที่ราคายาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ราคายาเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 12.3% ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มค่าใช้จ่ายทางการแพทย์โดยรวมเพิ่มขึ้นสูงสุดในโลก สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ราคายาปรับตัวสูงขึ้นในปี 2025 ประกอบด้วย ยามีการใช้นวัตกรรมที่สูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม โดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรังและโรคหายาก เช่น มะเร็ง, โรคภูมิต้านตนเอง, และการบำบัดด้วยยีนบำบัด/เซลล์บำบัด เป็นยาที่มีความซับซ้อนในการวิจัยและพัฒนาสูงมาก ทำให้มีราคาเริ่มต้นในการเปิดตัว (Launch Price) ที่สูงมาก ปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนการดำเนินงาน อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตยา เช่น ราคาวัตถุดิบ การขนส่ง และพลังงาน รวมถึงค่าแรงในภาคบริการสุขภาพ ส่งผลต่อต้นทุนด้านบุคลากรทางการแพทย์ (พยาบาล, เภสัชกร, นักวิจัย) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการที่สูงขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน ก็ส่งผลต่อค่าบริการทางการแพทย์และราคายาด้วย ต้นทุนการวิจัยและพัฒนา (R&D)ความซับซ้อนของการวิจัยแม้ว่าผลตอบแทนการลงทุนจากการวิจัยและพัฒนาจะดีขึ้น แต่ ต้นทุน R&D เฉลี่ยต่อยาใหม่หนึ่งตัว ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากกระบวนการวิจัยทางคลินิกมีความซับซ้อนและมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ JSP ยังประเมินว่าราคายาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากนี้ไปอย่างน้อยปีละ 10% จากปัจจัยนี้ส่งผลให้เทรนด์การดูแลสุขภาพก่อนป่วยจึงได้รับความนิยมจากทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง รวมถึงเทรนด์การกินอาหารเป็นยา (Food as Medicine) ด้วยการเลือกกินอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันและจัดการโรค โดยเน้นอาหารจากธรรมชาติ สมุนไพร และอาหารฟังก์ชันที่มีประโยชน์เฉพาะทาง เช่น ผัก ผลไม้ ปลาทะเล โยเกิร์ต และอาหารออร์แกนิค เพื่อบำรุงสุขภาพกายและจิตใจ กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ขยายออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก ขณะที่ เทรนด์นี้เป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้เกิดการขยายตัวของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากพืชและสมุนไพร เนื่องจากช่วยให้การได้รับสารอาหารครบตามปริมาณที่ร่างกายต้องการได้สะดวกรวดเร็ว และเป็นทางเลือกสำหรับวัยทำงานที่มีเวลาจำกัด ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก่อนป่วย โดยเทรนด์ดังกล่าว ยังสนับสนุนให้ยอดขายในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ JSP ภายใต้แบรนด์ “สุภาพโอสถ” มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในปีนี้คาดว่าจะทำได้ที่ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 845.9 ล้านบาท “คาดว่าในอนาคตยอดขายจะยังเติบโตตามเทรนด์ที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเพราะไม่อยากเจ็บป่วยอีกทั้งยังหลีกเลี่ยงราคายารักษาโรคที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี” Alternate-X สรุปให้ ราคายาทั่วโลกปี 2025 พุ่งแรง 10.4% โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มสูงถึง 12.3% ปัจจัยหลักมาจากต้นทุน R&D, วัตถุดิบ และบริการด้านการแพทย์ที่แพงขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้คนวัยทำงานทั่วโลกหันมาดูแลตัวเองก่อนป่วยมากขึ้น ขณะที่เทรนด์ ‘กินอาหารเป็นยา’ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตต่อเนื่องตลาดซัพพลีเมนต์พุ่งแรง โดยเฉพาะกลุ่มสารสกัดสมุนไพรและอาหารฟังก์ชัน
GDP ไทยปี2569 คาด 1.6% แรงซื้อใน/ต่างประเทศชะลอ การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดจีดีพีไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.6% จากอุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศชะลอ-ท่องเที่ยวฟื้นตัวไม่เต็มที่-บริโภคครัวเรือนได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง มอง กนง. ลดดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้ง อีกทั้งยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทาง บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2569 องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่าการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่ขยายตัวได้ 2.4% มาอยู่ที่ 0.5%เนื่องจากมาตรการภาษีของทรัมป์ได้ส่งผลต่อต้นทุนการค้าและเพิ่มความไม่แน่นอน ในปี 2568 การค้าโลกได้อานิสงส์จากการเร่งส่งออกของภาคธุรกิจก่อนที่ภาษีเริ่มบังคับใช้จริงในเดือนสิงหาคม บวกกับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่พุ่งแรง โดยเฉพาะการส่งออกจากเอเชียไปสหรัฐฯ ตามการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ สวนทางกับสินค้าประเภทอื่นที่ไม่ใช่ AI (Non-AI) ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ในขณะที่การส่งออกจากจีนไปเอเชียยังเติบโตได้ดีต่างกับการส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีธุรกิจในประเทศจีนยังเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงทั้งด้านกำลังการผลิตและสงครามราคา (Anti-Involution) ซึ่งกดดันการทำกำไรของภาคธุรกิจในจีนอย่างต่อเนื่อง ด้าน ‘ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.0% โดยส่งออกสินค้าของไทยในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง การท่องเที่ยวที่จะยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่ ในขณะที่การบริโภคของครัวเรือนที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ส่วนหนึ่งจากแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง โดยคาด กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 1 ครั้ง ในปี 2569 นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน ด้าน ‘เกวลิน หวังพิชญสุข’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569 ยังอยู่ท่ามกลางความท้าทาย การชะลอลงของคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า กดดันการผลิตต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เสี่ยงหดตัวเป็นปีที่ 4 ส่วนธุรกิจบริการส่วนใหญ่ (เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร การแพทย์ ก่อสร้าง เป็นต้น) คาดเติบโตชะลอลง ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบบางอย่างยังสูงและค่าแรงอาจปรับขึ้น ทำให้การสร้างรายได้สุทธิจะยากขึ้นภายใต้ศักยภาพตลาดที่โตต่ำ ธุรกิจจึงยังต้องเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ปรับตัวรับเทรนด์อย่างแตกต่าง และมองหาตลาดใหม่ ด้าน ‘ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบแบงก์ไทย) มีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่องในปี 2569 สอดคล้องกับภาพการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจ โดยคาดว่า สินเชื่อของระบบแบงก์ไทยจะหดตัวลง 0.7% ในปี 2569 ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะหดตัวลง 2.3% ในปี 2568 โดยสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อย ทั้งในส่วนของสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อ จะยังคงหดตัวตามข้อจำกัดด้านรายได้และอำนาจซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่ หนี้ครัวเรือนในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงมาที่ระดับไม่เกิน 85% ต่อจีดีพี ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงทิศทางคุณภาพสินเชื่อในปี 2569 ด้วยเช่นกัน Alternate-X สรุปให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่เพียง 1.6% ต่ำกว่าคาดการณ์หลายสำนัก โดยกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอตัวจากภาวะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่ภาคการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นช้า ส่วนภาคท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด นักท่องเที่ยวหลักใช้จ่ายลดลง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงกระตุ้นเชิงโครงสร้างเพื่อดันการเติบโตระยะยาว
ผ่าดวง ‘ฮุน เซน’ มหากาพย์ 2 ปีวิปโยค จาก ‘สงครามชิงอำนาจ’ สู่ ‘มรดกเลือด-โรคภัย’
โดย: ปรัชญาเปิดฟ้า (นักวิเคราะห์และที่ปรึกษาฮวงจุ้ย) Alternate X ‘ซินแสปรัชญา เจ้าของฉายา ‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ กูรูโหราศาสตร์จีนวิเคราะห์ใบหน้าตามหลักนรลักษณ์ศาสตร์ โหงวเฮ้ง (จีน) ‘ฮุนเซน’ อดีตนายกฯกัมพูชา ที่ยังมีบทบาทสำคัญทางการเมืองประเทศในปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งแนวชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา ผ่านบทความชิ้นนี้ ในฐานะคนไทยที่เฝ้ามองสถานการณ์บ้านเมือง ผมไม่ได้รู้จักมักจี่กับ สมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นส่วนตัว แต่การเคลื่อนไหวของเขาที่เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมต่อประเทศไทย ทำให้ผมต้องหยิบยกศาสตร์แห่ง “ดวงจีน” (Bazi) และ “โหงวเฮ้ง” (Mian Xiang) มาถอดรหัสผู้นำกัมพูชาท่านนี้ สิ่งที่พบ คือ ฉากทัศน์ที่น่ากังวล หากปี 2568 คือปีแห่งการดิ้นรนสู้ศึก ปี 2569 กลับกลายเป็นปีแห่งโศกนาฏกรรมทางสุขภาพและการส่งไม้ต่อที่อันตรายยิ่งกว่า ฉากที่ 1: ปี 2568 (ปีงูเล็ก) – มังกรติดจั่นในตาข่ายฟ้า โดยพื้นฐาน สมเด็จฯ ฮุน เซน เกิดปี มะโรง (มังกร – ธาตุน้ำ) เมื่อเข้าสู่ปี 2568 ปี มะเส็ง (งูเล็ก – ธาตุไฟ/ไม้) การปะทะกันเริ่มต้นขึ้น: วิกฤต “ลาภมาก ร่างกายอ่อนแอ”: ปีมะเส็งนำพาธาตุ “ไฟ” (ขุมทรัพย์/ทรัพยากร) เข้ามามหาศาล แต่ดวงชะตาวัยจร 73 ปีของท่านกลับอยู่ในสภาวะ “น้ำเหือดแห้ง” ท่านมองเห็นขุมทรัพย์แต่ไร้กำลังบารมีที่จะคว้ามาด้วยวิธีปกติ ความเครียดจากการ “อยากได้แต่เอื้อมไม่ถึง” จึงพุ่งถึงขีดสุด กับดัก “ตาข่ายฟ้า”: การโคจรของ มังกร (ดวงเกิด) และ งู (ปีจร) สร้างสภาวะอำนาจติดขัด บริวารเริ่มแตกแถว การสร้างสถานการณ์สงครามจึงเป็นหนทางเดียวที่ท่านเลือกใช้เพื่อ “ฉีกตาข่าย” และรวบรวมอำนาจ โหงวเฮ้งวัย 73: ใบหน้าแห่งความกังวล คิ้วขมวดและมุมปากตก: สะท้อนความระแวง ทายาทไว้ใจไม่ได้ และความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม สัญญาณ “ดินถล่ม” (Sagging Earth): บริเวณคางด้านข้าง (วังบริวาร) ที่เคยบึกบึน กลับหย่อนคล้อยผิดรูป บ่งบอกว่า “ฐานอำนาจสั่นคลอน” และคุมลูกน้องไม่อยู่ ร่องแก้ม “มังกรพันขา”: ร่องแก้มลึกที่วิ่งชนจุดอายุ 73 คือสัญญาณของการถูกสถานการณ์บีบให้ต้องรบ (ติดจั่น) ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ ฉากที่ 2: ปี 2569 (ปีม้า) – วิกฤตสุขภาพและการส่งมอบ ‘มรดกเลือด’ หากท่านคิดว่าปี 2568 หนักแล้ว ปี 2569 (ปีมะเมีย ธาตุไฟ) จะเป็นการเปลี่ยนฉากทัศน์จาก “สนามรบ” มาเป็น “เตียงพยาบาล” และความวุ่นวายภายในราชวงศ์ ดวงจีน: ภาวะ “น้ำแห้งขอด ในกองเพลิง” ปี 2569 เป็นปี “ม้าไฟ” (Bing Wu) ซึ่งถือเป็นไฟที่แรงที่สุดในรอบ 60 ปี น้ำปะทะไฟ (Water Clashes with Fire): ฮุนเซน (ธาตุน้ำ) เมื่อเจอกับ “ไฟกองใหญ่” ของปีม้า จะเกิดภาวะ “น้ำระเหย” ต่างจากปีงูที่เป็นไฟซ่อน ปีม้านี้ไฟเปิดเผยโชติช่วง ส่งผลให้ “ปัญหาสุขภาพ” จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แซงหน้าการเมือง จุดตายทางสุขภาพ: เมื่อน้ำปะทะไฟรุนแรง อวัยวะที่กระทบหนักคือ หัวใจ, ความดันโลหิต, สายตา และสมอง (เส้นเลือดแตก/ตีบ) ดาว “ม้าเดินทาง” (Traveling Horse): ปีนี้ท่านจะ “อยู่ไม่ติดที่” แต่ไม่ใช่การเดินทางเจรจาทางการทูต มันคือการเดินทางเพื่อ “หนีร้อน” หรือต้องย้ายสถานที่รักษาตัว การเมืองภายในจะวุ่นวายจนท่านนั่งสั่งการนิ่งๆ ไม่ได้อีกต่อไป โหงวเฮ้งวัย 74: คางระส่ำ ทายาทสะเทือน จุดอายุ 74 ปี เดินมาอยู่ที่ “ขากรรไกรข้างซ้าย” (Left Jawbone) จุดชี้ขาด “บัลลังก์ลูก”: หากปี 2568 ทำสงครามแล้วพลาด หรือเศรษฐกิจพัง คางข้างซ้ายจะยุบหรือตอบลงในปีนี้ ความหมายคือ “รากฐานที่ส่งต่อให้ลูก (ฮุน มาเนต) ไม่แข็งแรง” ฮุนเซนต้องใช้บารมีเฮือกสุดท้ายค้ำบัลลังก์ให้ลูก เพราะบริวารจะไม่เชื่อฟังทายาทเท่าที่ควร สีหน้า “ไฟเผาหน้า”: หากสุขภาพทรุด ใบหน้าอาจแดงก่ำผิดปกติ (ธาตุไฟกำเริบ) หรือ ดำคล้ำเหมือนเขม่า (ธาตุน้ำตาย) บริเวณคาง นี่คือสัญญาณ “การสูญเสียอำนาจการควบคุม” คือคุมสถานการณ์ไม่อยู่แล้ว ต้องปล่อยไปตามยถากรรม บทสรุป: สัจธรรมแห่งอำนาจ ภาพรวมของดวงชะตาชี้ชัดว่า หากปี 2568 คือการ ‘ทุบหม้อข้าวรบ’ ปี 2569 ก็คือผลลัพธ์ที่ตามมาว่า ‘จะอิ่มหรือจะอดตาย’ การศึกภายนอกอาจจบลงเพราะไฟมอดเชื้อ แต่สงครามภายในร่างกายและภายในชาติจะปะทุขึ้น เมื่อ “ร่มโพธิ์ใหญ่” เริ่มใบร่วงโรยรา ฮุน มาเนต จะเจอบททดสอบที่โหดที่สุด คือการต้องคุมกองทัพและกลุ่มอำนาจเก่าที่เริ่มปีนเกลียว โดยไร้เงาของบิดาที่แข็งแรงเหมือนเก่า นี่คือฉากทัศน์ที่ย้ำเตือนสัจธรรมว่า ‘สังขารที่ร่วงโรย ไม่อาจฝืนอำนาจแห่งกรรมและธรรมชาติได้’ สุดท้ายแล้วไม่มีใครใหญ่เกินกว่าผลของการกระทำที่ตนได้ก่อไว้ครับ www.gurufengshui.com FB Page: GuruFengShui และ ฮวงจุ้ยดีบ้านเด่นกับอาจารย์ปรัชญาเปิดฟ้า Tiktok: ซินแสปรัชญาเปิดฟ้า LINE OA: @Gurufengshui
‘ออริจิ้น โฮเทล’ สู่พรีเมียมลงทุน 1.8 หมื่นล. ได้’Marriott- Moxy’เจาะเมืองเที่ยว
กลุ่มออริจิ้น ได้แมริออทฯ ร่วมทำโรงแรมเจาะเมืองท่องเที่ยว ภูเก็ต-ชลบุรี-เชียงใหม่ กลยุทธ์ ช็อต-คัท เพิ่มแวลูมาตรฐานบริการระดับสากล เพื่อเติมรายได้ยั่งยืนจากพอร์ตโรงแรม รับแนวโน้มทัวริสต์โลกทยอยฟื้นตัว ‘พีระพงศ์ จรูญเอก’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจโรงแรมในเครือบริษัท หรือ ออริจิ้น โฮเทล ร่วมกับ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) ในฐานะพันมิตรพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์ของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล รวม 3 แห่ง โดยรับสิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า ร่วมออกแบบโครงการ และการประกอบธุรกิจตามรูปแบบของแบรนด์ รวมมูลค่าทั้ง 3 โครงการประมาณ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วย กรุงเทพ 2 แบรนด์ และ ภูเก็ต 1 แบรนด์ โดยโครงการแรกที่พัฒนาร่วมกันในกรุงเทพ ได้แก่ Bangkok Marriott Sukhumvit Onnut จำนวน 252 ห้อง Courtyard by Marriott Bangkok Sukhumvit Onnut จำนวน 232 ห้อง นอกจากนี้ ยังได้ตกลงร่วมกันพัฒนาโครงการในจังหวัดภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ Moxy คือ โครงการ Moxy Phuket Chaofah จำนวน 255 ห้อง ขณะเดียวกัน ออริจิ้น โฮเทล และ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ยังมีแผนพัฒนาโรงแรมในอนาคตเพิ่มเติมบนทำเลจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยว (Tourist Destination) ได้แก่ กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้แข็งแกร่งและแชร์ส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกได้เป็นอย่างดี พร้อมส่งเสริมการบริหารธุรกิจโรงแรมของกลุ่ม ออริจิ้น โฮเทล ให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าผู้มาพัก ตลอดจนนักลงทุนและกลุ่มพันธมิตร ด้าน ‘ชาญชัย พันธุ์โสภา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทั้งภาคธุรกิจ และ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และ ชลบุรี ยังมีความแข็งแกร่ง เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกที่สำคัญของไทย สำหรับความร่วมมือระหว่าง แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามสัญญาให้สิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า และการประกอบธุรกิจตามรูปแบบของแบรนด์ ภายใต้ 3 แบรนด์ Marriott (แมริออท) Courtyard by Marriott (คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท) Moxy (ม็อกซี่) โดยในกรุงเทพ และ ภูเก็ต ประกอบด้วย Bangkok Marriott Sukhumvit Onnut (โรงแรมแบงค็อก แมริออท สุขุมวิท อ่อนนุช), Courtyard by Marriott Bangkok Sukhumvit Onnut (โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท แบงค็อก สุขุมวิท อ่อนนุช) และ Moxy Phuket Chaofah (โรงแรมม็อกซี่ ภูเก็ต เจ้าฟ้า) “ความร่วมมือระหว่าง ออริจิ้น โฮเทล และ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมโดยตรง โดยปัจจุบัน Marriott Bonvoy มีสมาชิกกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก” นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการบริหารธุรกิจโรงแรมของกลุ่ม ออริจิ้น โฮเทล ให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและกลุ่มพันธมิตร ด้าน Mr. Gautam Bhandari, Senior Vice President Development, Marriott International, Asia Pacific (Excluding China) เปิดเผยว่า การนำแบรนด์ชั้นนำของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้แก่ Marriott, Courtyard by Marriott และ Moxy มาสู่โครงการใหม่ เพื่อมอบดีไซน์ที่โดดเด่น บริการระดับโลก และสิทธิประโยชน์จากโปรแกรม Marriott Bonvoy ให้กับลูกค้า ปัจจุบันแมริออทมีเครือข่ายกว่า 9,700 โรงแรม ใน 143 ประเทศ 1.75 ล้านห้องพัก และ สมาชิก Marriott Bonvoy กว่า 260 ล้านคน ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำพันธกิจของ แมริออท ในการส่งมอบคุณภาพ นวัตกรรม และการเติบโตระยะยาวในภูมิภาค Alternate-X สรุปให้ ออริจิ้น โฮเทล เดินหน้าสู่ตลาดพรีเมียม จับมือ Marriott – Moxy ยกระดับโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ร่วมพัฒนาโรงแรม 3 โครงการแรก รวมกว่า 8,000 ล้านบาท ในกรุงเทพและภูเก็ต พร้อมแผนต่อยอดสู่ ชลบุรี–เชียงใหม่ ดีลนี้ช่วยเพิ่มมาตรฐานสากลด้วยระบบบริหารและแบรนด์ไฮเอนด์ของ Marriott สอดรับการฟื้นตัวของท่องเที่ยวโลก โดย ออริจิ้น โฮเทล ตั้งเป้าดึงฐานลูกค้า Marriott Bonvoy 260 ล้านสมาชิกทั่วโลก เสริมจุดแข็ง Soft Power ท่องเที่ยวไทย ขณะที่ ความร่วมมือครั้งนี้คือก้าวสำคัญสู่การสร้างรายได้จากธุรกิจโรงแรม และต่อยอดไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมมากขึ้น
‘กัมพูชา’ Victim Brand จุดขายจาก ‘เรื่องเล่า’ ผู้เล่นเรียกความสนใจในตลาดโลก
เหตุการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 หลังจากสถานการณ์เงียบไปกว่า 5 เดือน โดยมี ‘อันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยก่อนหน้านี้ กระทั่งเกิดเหตุปะทะใหม่ ทำให้ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถูกจับตาอีกครั้งในระดับภูมิภาคที่ขยายวงสู่ระดับโลกระลอกใหม่!! จากเหตุการณ์ปะทะในครั้งก่อนหน้า ‘สื่อกัมพูชา’ มีความพยายามนำเสนอว่า ไทยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ขณะที่ฝั่งทางการไทยระบุว่า พื้นที่ชายแดนไทย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้เขตโรงพยาบาลและร้านสะดวกซื้อในไทย ถูกกัมพูชา เปิดฉากโจมตีก่อน โดยมีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่จุดชนวนปมขัดแย้งเป็นวงกว้างระหว่างสองประเทศ พร้อมเสียงเล่าจากทั้งสองฝั่ง ที่ต่างเดินทางสู่สังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มข่าวต่างประเทศ กับวาทกรรม ‘ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน’ กลายเป็นพื้นที่ต่อรองความถูกต้องชอบธรรม จุดเปลี่ยน-จากเรื่องท้องถิ่นสู่เวทีโลก ความขัดแย้งครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า ‘กัมพูชา’ อาจกำลังใช้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง (Narrative Strategy) เพื่อผลักดันตัวเองเข้าสู่เวทีโลกในฐานะ ผู้ถูกกระทำ (Victim) หวังให้องค์กรระหว่างประเทศและมหาอำนาจตะวันตกเข้ามามีบทบาทตรวจสอบข้อเท็จจริง การรักษาภาพจำว่า ‘เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ’ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองเชิงการเมืองและสื่อสารต่อสาธารณะนอกภูมิภาค จากเดิมที ความขัดแย้งชายแดนถูกมองเป็นประเด็นในระดับอาเซียน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับถูกผลักให้คนทั่วโลกพูดถึง ผ่านสื่อระหว่างประเทศ โดยหลายฝ่ายคาดว่า การถูกจับตาจากเวทีโลกไม่ได้มีเพียงมิติการเมือง หากยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ทางการทูต ที่ช่วยให้กัมพูชาได้รับการมองเห็นมากขึ้นในด้าน การลงทุน ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจใหม่ๆ กลายเป็น ‘Brand Exposure’ ที่เกิดจากความขัดแย้งโดยตรง จากเส้นเรื่องเหล่านี้ หากเราวางให้ ‘กัมพูชา’ เป็นการสร้างแบรนด์ (Branding) แล้ว อาจถอดตำแหน่งทางการตลาดอาเซียนที่ขยับสู่เวทีโลก ได้แบบนี้ จุดเด่น (Key Selling Point (KSP))ในอาเซียน แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก (นครวัด) ต้นทุนแรงงานต่ำ กำลังเติบโตด้านอสังหาริมทรัพย์ ตลาดเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ ภาพจำ (Perception Brand) ในเวทีโลกปัจจุบัน ประเทศเล็ก กำลังพัฒนา เศรษฐกิจพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติสูง แรงงานต้นทุนต่ำในอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องแต่งกาย กลยุทธ์สร้างแบรนด์ (Brand Strategy) ล่าสุด จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ประเทศหลังอาจกำลังเล่าเรื่องในมุม ‘ผู้ถูกกระทบ’ เพื่อดึงความเห็นใจ และเรียกความสนใจจากผู้เล่นมหาอำนาจ โอกาสทางตลาด (Market Opportunity) กัมพูชา ใช้กระแสข่าว เป็นแรงกระตุ้นให้แบรนด์ประเทศถูกพูดถึง พร้อมต่อยอดสู่แคมแปญท่องเที่ยว–ลงทุน?!? ‘Victim Branding’ เรียกความสนใจโลก ด้วยองค์ประกอบของประเทศ ‘กัมพูชา’ อาจเป็นไปได้ว่ากำลังใช้ภาพ ‘Victim Branding’ การเป็นแบรนดฺสินค้าผู้โดนกระทำ หรือ การเป็นมวยรอง Underdog Marketing เมื่อต้องการลงแข่งในสนามอาเซียนและโลก ที่ดึงไทย มาเป็นตัวเปรียบเทียบ (Benchmark) พร้อมกับใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องมือทางการตลาดและการทูต ทำให้โลกหันมามอง และอาจสร้างจังหวะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการลงทุน แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่อ่อนไหว แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ‘เรื่องเล่า’ (Narrative) สามารถเปลี่ยนเกมจากพื้นที่ชายแดน สู่สมรภูมิภาพลักษณ์ประเทศในระดับโลกได้ เกมลดทอน ‘คุณค่าประเทศไทย’ จากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงด้านอธิปไตยระหว่างสองชาติที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดภาพสะท้อนภาพในตลาดอาเซียนและโลกมองมาที่ ‘ไทย’ ที่มีความแข็งแกร่งหลายด้านในตลาดเดียวกัน จากจุดแข็ง ต่าง ๆ อาทิ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวภูมิภาค ด้วยมีความครบทั้งการท่องเที่ยวครบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่แบ็กแพ็กเกอร์ถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม จากทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวครบถ้วน ฮับการค้า โลจิสติกส์ของอาเซียน ด้วยที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และเครือข่ายโลจิสติกส์ ไทยยังเป็นฐานการผลิตและขนส่งของภูมิภาค Soft power ที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมอาหาร บริการ และไลฟ์สไตล์ไทยเป็นข้อได้เปรียบด้านภาพลักษณ์ ที่โลกจดจำ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ไทย ในขณะนี้อาจถูกกดดันจากปัจจัยการเมือง ภัยธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสะท้อนเป็นความไม่แน่นอนต่อสายตานักลงทุนและนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม ส่วนมุมมองระดับโลก ยังมองไทยเป็นประเทศศักยภาพปานกลาง มีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและการผลิต แต่ยังต้องพัฒนาสมดุลด้านธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น จากเหตุปะทะชายแดนครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางทหาร แต่เป็นเกมเชิงภาพลักษณ์ที่กัมพูชาดึงไทยเข้ามาอยู่ในเฟรมเดียวกันอย่างจงใจ เมื่อ ‘narrative’ ถูกเล่าในมุม ‘ผู้ถูกกระทำ’ โลกจึงโฟกัสกัมพูชามากขึ้น ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ไทยอาจถูกลดทอนความเหนือกว่าในภูมิภาค คำถาม คือ นี่คือกลยุทธ์สร้าง spotlight ให้แสงสาดกัมพูชาบนเวทีโลกด้วยการพาตัวเองและไทยไปอยู่ระดับเดียวกันหรือไม่? Alternate-X สรุปให้ เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุอีกครั้ง กลายเป็นจุดเริ่มของการเล่าเรื่องเชิงภาพลักษณ์ที่สะเทือนถึงภูมิภาคอาเซียนและสายตานานาชาติ ‘กัมพูชา’ ถูกมองว่าอาจใช้ narrative “ผู้ถูกกระทำ” เพื่อดึงความสนใจโลก เปลี่ยนสถานะจากเรื่องท้องถิ่นสู่ประเด็นสากล เมื่อเรื่องเล่าเข้าสู่สื่อโลก สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความเห็นใจ แต่คือ Brand Exposure ที่ทำให้กัมพูชาถูกพูดถึงในเชิงเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว–การลงทุน ในอีกมุม นี่อาจเป็นเกมเชิงกรอบภาพลักษณ์ ที่ดึงไทยมาอยู่ในสนามเดียวกันเพื่อลดช่องว่างความเหนือกว่า คำถามที่จึงเกิดขึ้น นี่คือ การผลักตัวเองขึ้นสปอตไลต์ พร้อมลดทอน Soft Power ของไทย เพื่อขยายพื้นที่ของแบรนด์กัมพูชาหรือไม่? STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ลบภาพจำ ‘เชียงใหม่’ ไม่ใช่แค่เมืองเที่ยวสู่ คราฟต์ เวลเนสฯ ‘CEA’ ยกระดับท้องถิ่น
‘เชียงใหม่’ จังหวัดใหญ่สุดในไทย ด้วยขนาดพื้นราว ๆ 22,436.074 ตร.ม กับภาพจำมายาวนานเมืองท่องเที่ยวแห่งมนต์เสน่ห์ล้านนา ที่ในวันนี้ CEA ต่อยอดแนวคิด ‘โลคัลพลัส’ สู่เมืองคราฟติง เวลเนสฯ ‘ไชยยง รัตนอังกูร’ ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวว่า CEA ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยศิลปิน นักสร้างสรรค์ ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมเปิด ‘เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2568’ หรือ “Chiang Mai Design Week 2025” (CMDW2025) อย่างเป็นทางการ เป็นปีที่ 11 โดยเทศกาลฯ ย้ำบทบาทในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนือสู่ระดับนานาชาติ พร้อมต่อยอด ‘ทุนจากวัฒนธรรม’ ให้กลายเป็น ‘ทุนเศรษฐกิจ’ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 ณ ย่านกลางเวียง, ช้างม่อย – ท่าแพ และสันป่าข่อย จังหวัดเชียงใหม่ ด้าน ‘ดร. ชาคริต พิชญางกูร’ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า เทศกาลฯ มี 3 เป้าหมายสำคัญได้แก่ การเฉลิมฉลองนักสร้างสรรค์คืนถิ่น (Homecoming) สนับสนุนการกลับมาร่วมสร้างเมืองของคนเชียงใหม่รุ่นใหม่ การสืบสานวิถีท้องถิ่นที่ยั่งยืน (Local Sustainable Living) เสริมความเข้มแข็งของทุนทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม การสร้างพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ (New Opportunities) เพื่อให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และเครือข่ายนักสร้างสรรค์ มีพื้นที่เติบโตและขยายสู่ตลาดใหม่ สำหรับปีนี้ มีเครือข่ายจาก 15 ประเทศทั้งในเอเชียและยุโรปเข้าร่วมเทศกาลฯ จัดแสดงผลงาน รวมถึงสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนในอนาคต ช่วยผลักดันให้เชียงใหม่เติบโตในฐานะเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป โดย CEA ตั้งเป้าให้เทศกาลฯ เติบโตจากเทศกาลงานออกแบบ ไปสู่การเป็น ‘เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์เมือง (City Branding)’ ที่สำคัญของเชียงใหม่ เพื่อช่วยให้เมืองนี้ก้าวข้ามภาพจำเดิมจาก ‘เมืองท่องเที่ยว’ ไปสู่การเป็นเมืองที่ ‘Crafting Wellness from Local Essence, Inspiring Asia’ และกลายเป็นจุดหมายของนักสร้างสรรค์และนักลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันเชียงใหม่และภาคเหนือให้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ เชียงใหม่..อะไรใหม่?!? พร้อมกันนี้ ยังได้ต่อยอดแนวคิด ‘โลคัล พลัส’ (Local Plus) พลังท้องถิ่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมโปรแกรมไฮไลต์ตลอด 9 วันของเทศกาลฯ ด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์กว่า 150 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ กลางเวียง, ช้างม่อย – ท่าแพ, สันป่าข่อย และพื้นที่อื่น ๆ ดังนี้ Make Scents, Make Sense สถานที่ TCDC เชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น. นิทรรศการที่เปิดมุมมองใหม่เรื่อง ‘กลิ่นหอม’ ในมิติต่าง ๆ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านกลิ่นของไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Wellness ด้วยพลังแห่งกลิ่นหอมจากธรรมชาติ The Homecoming Club สถานที่ สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมสตรีศรีล้านนาไทย เวลา 10.00 – 22.00 น. กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กลับบ้าน เล่าผ่านเรื่องราวของคนคืนถิ่น Days in Rainy Summer สถานที่ TCDC เชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น.นิทรรศการชวนสัมผัสประสบการณ์เหนือจริงที่ ‘ลม’ จะถูกนำเสนอในฐานะผู้เล่าเรื่องสู่โลกของกระดาษสาทำมือจากสยามพรหมประทาน Toy Laung (Art Toy) สถานที่ หอพื้นถิ่นล้านนา เวลา 10.00 – 22.00 น.นิทรรศการ Art Toy Exhibition และตลาดจำหน่ายผลงานจากศิลปินเชียงใหม่และทั่วประเทศภายใต้แนวคิด ‘Land: Masks of Art – พื้นที่ หน้ากาก ศิลปิน” พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปสร้าง Art Toy ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและงานปั้นมือ เส้นทางใหม่หางโจว สถานที่ หอกลางเวียง เวลา 10.00 – 22.00 น นิทรรศการเส้นทางแห่งจินตนาการที่เชื่อมงานหัตถกรรม และการออกแบบร่วมสมัยไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด ‘The New Hangzhou Line’ CRAFTed to TASTE สถานที่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น. ความร่วมมือด้านศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่านโครงการศิลปินพำนักระหว่างศิลปินเซรามิกจากฝรั่งเศสและไทย Russian Soul: modern heritage สถานที่ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เวลา 10.00 – 22.00 น.สะท้อนวัฒนธรรมระหว่างมรดกดั้งเดิมและดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดรัสเซียในมุมมองใหม่ และสร้างความร่วมมือสู่เวทีนานาชาติ นิทรรศการศิลปะไฟนีออน โดย สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย สถานที่ ห่าน สตูดิโอ เวลา 10.00 – 22.00 พื้นที่แห่งประสบการณ์และความผูกพันระหว่างศิลปินที่มีต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ North East India (Asthalakshmi) Pavilion สถานที่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น. องค์กรพัฒนางานหัตถกรรมและผ้าทอมือแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEHHDC) จากประเทศอินเดีย นำช่างฝีมือและผู้ประกอบการร่วมนำเสนอผลงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท ให้เป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ ด้วยวิถีและดวงดาว สถานที่ หอกลางเวียง เวลา 10.00 – 22.00 น. สัมผัสความนิ่งจากจิตใจ ความสงบที่สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นคงภายใน โดยถ่ายทอดผ่านศิลปะ 2 มิติ ดอกไม้เริงระบำ สถานที่ มัก. ซีเอ็นเอ็กซ์ เวลา 16.00 – 23.00 น. นิทรรศการศิลปะการจัดดอกไม้ที่นำแรงบันดาลใจจากการเต้นรำ มาถ่ายทอดเป็นงานจัดดอกไม้ที่มีลีลา Chiang Mai Street Jazz Festival 2025 สถานที่ โอลด์ เชียงใหม่ (ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่) เวลา 17.00 – 23.00 น. สัญลักษณ์การรวมผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม ผ่านพลังของเสียงดนตรีแจ๊สและดนตรีร่วมสมัย Chiang Mai Ho Zix สถานที่ Uniserv CMU เวลา 16.30 – 23.00 น. (วันที่ 8 – 11 ธันวาคม 2568) เทศกาลดนตรีที่รวมศิลปินท้องถิ่นเชียงใหม่กว่า 40 วง ถ่ายทอดเสียงแห่งตัวตนผ่านดนตรีหลากหลายแนว 2025 สถานที่ คลับ คร้าฟวิ่ง ซี.เอ็น.เอ็กซ์ เวลา 10.00 – 22.00 น. (วันที่ 6 – 7 ธันวาคม 2568) การแสดงดนตรีสด (Live Performance) จากศิลปินไทยและต่างชาติ CMDW Design Showcase | International & Thai Designers สถานที่ เอส.วี. เฟอร์นิเจอร์ เวลา 10.00 – 22.00 น. การจัดแสดงผลงานจากนักออกแบบทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ ที่ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยในหลายสาขา กาดต่อนยอน ตอน หนัว สถานที่ โหล่งฮิมคาว เวลา 10.00 – 22.00 น. (วันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2568) ร่วมเฉลิมฉลอง 10 ปีชุมชนโหล่งฮิมคาว กับแฟชั่นโชว์งานหัตถกรรม ร้านค้า กิจกรรมเวิร์กช็อป อาหาร เครื่องดื่ม และนิทรรศการพิเศษ ‘10 ปี ชุมชนโหล่งฮิมคาว: There’s No Place Like Home’ ดร. ชาคริต กล่าวว่า CEA ยังมุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนืออย่างต่อเนื่องและครอบคลุม ทั้งการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะสร้างสรรค์ เช่น การจัดตั้ง TCDC แห่งใหม่ใน 4 จังหวัดของภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย, แพร่, อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก โดยมีแผนจะเปิดให้บริการปี2569การขยายเครือข่ายนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมศักยภาพนักสร้างสรรค์ผู้ประกอบการ และเยาวชน รวมทั้งผลักดันภาคเหนือให้เติบโตเป็น ‘Creative Region’ ที่แข็งแกร่งในทุกมิติ” ‘ธันวาคม’ เดือนแห่งครีเอทีฟ ด้าน ‘วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด’ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ เป็นงานสะท้อนพลังของคนเชียงใหม่และเสน่ห์ของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สอดคล้อจังหวัดเชียงใหม่มีนโยบายการสร้างภาพลักษณ์เมือง (City Branding) ให้เป็นที่ยอมรับและจดจำในระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว ‘12 เดือน 12 ธีม’ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนสามารถสัมผัสประสบการณ์ของเชียงใหม่ครบทุกมิติ ทั้งภูมิประเทศ ธรรมชาติ วัฒนธรรม ธุรกิจท้องถิ่น ประเพณี และวิถีชีวิต โดยเดือนธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็นเดือนแห่ง Creativity & Design โดยมีเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่จะทำให้เห็นว่าศิลปะ การออกแบบ และวัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเชื่อมโยงโอกาสทั้งจากการท่องเที่ยวและการลงทุนในระดับโลกได้จริง AlternateX สรุปให้ CEA ผลักดันเชียงใหม่จากเมืองท่องเที่ยวสู่ “Crafting Wellness City” ด้วยพลังความสร้างสรรค์ จัดต่องาน Chiang Mai Design Week 2025 (CMDW2025) ปีที่ 11 ชูภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนแนวคิด Local Plus ด้วยกิจกรรมกว่า 150 โปรแกรมทั่วเมือง 6–14 ธันวาคม 2568 เชื่อมศิลปะ–วัฒนธรรม–เวลเนส–เศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสลงทุน พร้อมเครือข่าย 15 ประเทศร่วมงาน ตั้งเป้าเชียงใหม่ก้าวพ้นภาพจำเดิม สู่เมืองเวลเนส–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับโลก
Art Toy ‘โป๊ยเซียน’ ทำออกมาจำกัดอยากได้ไม่มีขาย ปลุกมู้ดเที่ยว 4 ภาคเมืองไทย
‘โป๊ยเซียน’ ยาดมแบรนด์ไทยที่อยู่ในตลาดมา 90 ปี ที่ไม่ขอยอมแก่ แต่ขอไปต่อด้วยหนึ่งในกลยุทธ์คอลแล็บส์ศิลปินไทย ผลิตปลอกยาดมรุ่นจำนวนจำกัดหาซื้อไม่ได้แต่ต้องเข้าร่วมกิจกรรม ออกมากระตุ้นเที่ยวไทย 4 ภาคกับ ททท. ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ (ต้นคูน) กรรมการ และที่ปรึกษาบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตยาดมตรา ‘โป๊ยเซียน’ เปิดเผยว่าโป๊ยเซียนร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย สดชื่นได้ใจ ปลอดภัยได้ชัวร์กับยาดมตราโป๊ยเซียน’ เพื่อส่งเสริมและนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองใหม่เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ ‘โป๊ยเซียน’ และ ‘ททท.’ ยังร่วมกับ ‘ต๊อด–อารักษ์ อ่อนวิลัย’ (Sahred Toy)ศิลปินรุ่นใหม่ของไทยด้าน Digital Art Storytelling ร่วมออกแบบปลอกยาดมผลิตออกมาจำนวนจำกัด (Limited Edition) ภายใต้โจทย์นำ ‘สัญลักษณ์ประจำภูมิภาคของไทย’ ในสไตล์ Art Toy ร่วมสมัย จำนวน 4 ลวดลาย แทน 4 ภูมิภาค “แนวคิดนี้ ยังสอดคล้องกับฟีเจอร์โป๊ยเซียนเพื่อเติมความสดใหม่ให้กับอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้ดูสนุก ทันสมัย และเข้าถึงง่าย” โดยปลอดยาดมโป๊ยเซียน ทั้ง 4 ภูมิภาค ใช้อัตลักษณ์สื่อสารร่วมกับการท่องเที่ยวดังนี้ ภาคเหนือ ถ่ายทอดผ่าน ‘โคมยี่เป็ง’ สัญลักษณ์ประเพณียี่เป็งอันเก่าแก่ของชาวล้านนา ในรูปแบบ Art Toy ที่สะท้อนความอ่อนช้อยและงดงามทางวัฒนธรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ใช้ ‘พญานาค’ ตัวแทนแห่งความศรัทธา พลังอำนาจ และความอุดมสมบูรณ์ จากตำนานลุ่มน้ำโขง ภาคกลาง นำเสนอ ‘พญายักษ์วัดแจ้ง’ ยักษ์คู่เมืองที่ยืนตระหง่านเคียงข้างวัดอรุณราชวรารามฯ มากว่า 200 ปี สะท้อนความศักดิ์สิทธิ์และตำนานเก่าแก่ของกรุงรัตนโกสินทร์ ภาคใต้ ถ่ายทอดผ่าน ‘ตัวหนังตะลุง’ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาวปักษ์ใต้ ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สำหรับไอเทมยาดมโป๊ยเซียน อาร์ต ทอย ดังกล่าว จะผลิตออกมาจำนวนจำกัด พร้อมใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยว นักเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านการสื่อสารแบรนด์ยาดมโป๊ยเซียนด้วยอาร์ต ทอย ที่เป็นกระแสความนิยมในปัจจุบัน โดยผู้สนใจผลิตภัณฑ์ สามารถร่วมกิจกรรมลุ้นรับ ยาดมโป๊ยเซียน Special Limited Edition Art of Freshness (4 แบบ 4 ภาค) โดยมีกติกา คือ ออกเดินทางท่องเที่ยวและถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ คู่กับยาดมโป๊ยเซียน ส่งภาพมาร่วมสนุกที่ Facebook Fanpage : โป๊ยเซียน – Poysian กิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 โดยภาพที่ถ่ายทอด ‘ความสดชื่นแบบไทย’ และเชื่อมโยงกับโป๊ยเซียนได้โดดเด่นที่สุด จะได้รับยาดมโป๊ยเซียน Limited Edition จำนวน 1 แบบ (ตามภูมิภาคที่ถ่ายภาพ) รวมของรางวัลทั้งสิ้น 90 รางวัล “ยาดมโป๊ยเซียน เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทย ที่วางขายครอบคลุมทั่วภูมิภาคของไทย เหมือนเป็นไอเทมคู่นักเดินทาง และยังเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ ที่ต่างชาติรู้จักและคุ้นเคยอีกด้วย” Alternate-X สรุปให้ ยาดมแบรนด์ไทยระดับตำนาน ‘โป๊ยเซียน’ ร่วมกับ ททท. เปิดแคมเปญปลุกเที่ยวไทย เปิดตัว Art Toy Limited Edition 4 ภาค ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านดีไซน์ร่วมสมัย ผลิตจำนวนจำกัด 8,000 ชิ้น ไม่วางขาย ต้องร่วมกิจกรรมเพื่อรับเท่านั้น กระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยกลยุทธ์ครีเอทีฟ ดึง Gen Z และนักเดินทางยุคใหม่ ตอกย้ำภาพยาดมคู่คนไทยกว่า 90 ปี พลิกภาพสินค้าคลาสสิกสู่ Soft Power ไทย
UHG สร้างแบรนด์ระดับภูมิภาค ให้ที่พักนักกีฬา ‘SEA GAMES 2025 THAILAND’
ศึกแห่งเกมสปิริตระดับภูมิภาค Sea Games 2025 Thailand เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 นี้ โดย UHG หนึ่งในองค์กรเอกชนได้นำโรงแรม เดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง เข้าร่วมสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการด้านที่พักให้กับทีมนักกีฬา รวมไปถึงนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย วุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป หรือ UHG เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ (The Quarter) และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลส์’ (Hills) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในมหกรรมการแข่งขัน SEA GAMES 2025 THAILAND ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 นี้ โดยกลุ่ม UHG ได้นำหนึ่งในพร็อพเพอร์ตี้ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง (The Quarter Ramkhamhaeng) รองรับการเข้าพักให้กับทีมนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ ในครั้งนี้ ด้วยโรงแรมดังกล่าวนับเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามราชมังคลากีฬาสถาน ย่านหัวหมากมากที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามสำคัญในการแข่งขันมหกรรมกีฬาฯ ครั้งนี้ สำหรับการเป็นผู้สนับสนุน SEA GAMES 2025 THAILAND ยังเป็นโอกาสโรงแรม The Quarter เพื่อให้บริการที่พักพร้อมสร้างความประทับใจแก่นักกีฬา รวมไปถึงสมาคมกีฬา อันเป็นองค์กรสาธารณะ และนักกีฬาต่างชาติในฐานะแขกบ้านแขกเมืองของประเทศ อีกทั้งยังส่งผลให้โรงแรมเป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาคได้อย่างดี ซึ่งถือเป็นเกียรติยศของโรงแรมเดอะควอเตอร์ ด้วย ขณะที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ปัจจุบันให้บริการห้องพักจำนวน 338 ห้อง คิดอัตราค่าบริการราว 1,500 บาท โดยอาจมีการปรับขึ้นลงบ้างขึ้นอยู่กับอัตราการเข้าพัก โดยหลังจากเปิดให้บริการ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง ยังได้การตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายนักเดินทาง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวไทยสัดส่วน 60-70% และต่างชาติสัดส่วน 30-40% เนื่องจากทำเลที่ตั้งใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ รามคำแหง ไม่ไกลจากย่านทองหล่อ-เอกมัย อีกทั้งยังอยู่ติดท่าเรือโดยสารคลองแสนแสบ ใกล้เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง บิ๊กซีรามคำแหง และหัวหมากเซ็นเตอร์อีกด้วย “จากการจัดคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ปีนี้ โรงแรมฯแห่งนี้ มีอัตราการเข้าจองที่พักเต็ม100% เช่นกัน” วุฒิพล กล่าว พร้อมเสริมว่า สำหรับในไตรมาสสี่ปีนี้และในไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ในส่วนของกลุ่มโรงแรมเดอะควอเตอร์ภาพรวมมีอัตราการจองพักคิดเป็นสัดส่วน 90% โดยราคาที่พัก มีการปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 15-25% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง สำหรับการขยายแบรนด์ The Quarter ปัจจุบันโฟกัสที่ตลาดกรุงเทพเป็นหลักเนื่องจากจำนวนผู้มาเยือนที่ครองอันดับ 1 ของโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีความหลากหลายของแขกผู้เข้าพักสูง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ วางแผนขยับขยายออกนอกทำเล CBD เนื่องจากการขยายตัวของรถไฟฟ้าและความเจริญต่างๆ รวมไปถึงปัจจัยด้านราคาที่ดินและอุปสงค์อุปทาน Alternate-X สรุปให้ SEA GAMES 2025 THAILAND กำหนดจัดระหว่าง 9–20 ธันวาคม 2568 โดย UHG ประกาศร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านที่พักในงานครั้งนี้ นำโรงแรม The Quarter Ramkhamhaeng รองรับการเข้าพักของทีมนักกีฬา ด้วยทำเลโรงแรมตั้งใกล้สนามราชมังคลาฯ สะดวกต่อการเดินทางแข่งขัน ตอกย้ำบทบาท UHG ในธุรกิจฮอสพิทาลิตี้และการสนับสนุนกีฬาระดับภูมิภาค
สีแห่งปี 2026 ‘สีขาว’ Pantone 11-4201 Cloud Dancer กำลังใจให้ทุกไอเดียเติบโต
Pantone 11-4201 Cloud Dancer คือ สีแห่งปี 2026 บริสุทธิ์-ความสงบ-เริ่มต้นใหม่ เหมือนฉากหลังปุยเมฆขาวเริงระบำ พร้อมให้ ‘ทุกคน’ วาดเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ในปี 2025 ที่กำลังผ่านไป หลายคนน่าจะยังจำสีประจำปี ‘Mocha Mousse’ (มอคค่ามูส) โดยสถาบัน Pantone Color Institute ได้ประกาศให้สีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความนุ่มนวล ได้เป็นอย่างดี โดยในปี 2026 ที่กำลังมาถึง Pantone เลือกก้าวสู่ความเรียบง่าย พร้อมยกให้ สีขาว Pantone 11-4201 Cloud Dancer เป็น Color of the Year 2026 สีแห่งความบริสุทธิ์ ความสงบ และการเริ่มต้นใหม่ เหมือนแผ่นกระดาษว่างที่พร้อมให้ทุกคนสร้างเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง แล้วทำไมถึงต้องประกาศสีแห่งปี?…. Pantone คือบริษัทผู้พัฒนาระบบมาตรฐานสีระดับโลกหรือ Pantone Matching System (PMS) เพื่อใช้เป็นภาษากลางในวงการดีไซน์ แฟชั่น พิมพ์ และสื่อสารสร้างสรรค์ สาเหตุที่ Pantone ประกาศ Color of The Year เพื่อชี้ทิศทางเทรนด์สีประจำปีที่ส่งผลต่อการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ ตลาดและเทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลก ‘Cloud Dancer’ สีแห่งปี 2026 ในปีนี้ Pantone เลือกสี Cloud Dancer ด้วยสะท้อนสภาวะของโลกยุคใหม่ที่ผู้คนต้องการพื้นที่หายใจ ความโปร่งเบา และโฟกัสกับแก่นแท้ที่สำคัญจริง ๆ สีขาวเฉดนี้ไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า แต่เป็น ‘ความหวัง-ความเรียบง่าย-และการเริ่มต้นใหม่’ ที่ให้น้ำเสียงสงบ นุ่มนวล และนำสายตาไปสู่อนาคตที่เปิดกว้างขึ้น สีที่พร้อมเป็นฉากหลังของทุกไอเดียที่กำลังเติบโต ประกาศมาแล้ว 26 ครั้ง โดย Pantone เริ่มประกาศสีแห่งปีตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2026 รวมกว่า 26 ครั้ง โดยใช้การวิจัยเทรนด์โลก ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ไปจนถึงอารมณ์ของผู้คนในแต่ละปี เพื่อค้นหาสีที่สะท้อนสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ จับคู่ใช้งานสี Cloud Dancer สำหรับ Color Palettes ที่จับคู่กับ Cloud Dancer ได้สวยมาก ได้แก่ Neutral & Clean Cloud Dancer Ultimate Gray Silver Birch Mushroom Soft & Pastel Mood Cloud Dancer Lavender Fog Blush Pale Aqua Modern Minimal Cloud Dancer Deep Charcoal Sandstone Black Ink Fresh & Nature-Inspired Cloud Dancer Olive Green Earth Brown Sage Mist Photo-www.pantone.com Tip: โทนนี้เหมาะกับงานออกแบบปี 2026 ทั้งแฟชั่น แบรนด์ดิ้ง อินทีเรีย และเว็บดีไซน์ โดยเฉพาะงานที่ต้องการความเรียบหรู สบายตา และ timeless มาก ๆ Alternate-X สรุปให้ หลังจาก Mocha Mousse เป็นสีแห่งปี 2025 ในปีหน้า Pantone Color Institute ประกาศให้ Pantone 11-4201 Cloud Dancer (สีขาว) เป็น Color of the Year ประจำปี 2026 สีขาวเฉดนี้ถูกเลือกให้เป็นสีแห่ง ความบริสุทธิ์ ความสงบ และการเริ่มต้นใหม่ ‘Cloud Dancer’ สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่หายใจ ความเรียบง่าย และการโฟกัสกับแก่นแท้ของผู้คนในสภาวะโลกยุคใหม่ สีขาวเฉดนี้เปรียบเสมือนแผ่นกระดาษว่างเปล่าที่พร้อมเป็นฉากหลังให้ทุกไอเดียและทุกเรื่องราวเติบโตอย่างนุ่มนวล Pantone ยังได้แนะนำชุดสี (Color Palettes) ที่เข้ากันได้ดีกับ Cloud Dancer เช่น Neutral & Clean และ Modern Minimal ซึ่งเหมาะสำหรับงานดีไซน์ทุกแขนงในปี 2026 STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
หมดยุคทองอสังหาฯ ตลาดเปลี่ยนสู่สายเช่า แผนเสนาฯ ปี69 ใช้สต็อกบ้านบริหารเสี่ยง
‘ดร.ยุ้ย-เกษรา’ นายหญิงเสนาฯ แผนปี2569 บริหารสต็อกโครงการฯสู่โหมด’เช่า’ ตั้งรับกำลังซื้อสะดุดจากหนี้ครัวเรือนยังท่วม ‘กับดัก’ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ดร.ยุ้ย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวถึงตลาดอสังหาฯ ไทยในปี 2569 แนวโน้มจะขับเคลื่อนโดยกลุ่มราคาจับต้องได้ (Affordable) เป็นหลัก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?!?.….. ดร.ยุ้ยให้มุมมองว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในตลาดอสังห่าฯในปี 2569 มาจาก ‘หนี้ครัวเรือน’ ของประชากรประเทศไทย ที่ยังมีอัตราสูง ทั้งจากสินเชื่อส่วนบุคคล, บัตรเครดิต และหนี้อื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการกำลังซื้อของผู้บริโภค (Consumer Spending) หรือ ตัวซี (C) ซึ่งเป็นดัชนีขับเคลื่อนที่มีผลกระทบใหญ่ที่สุดของระบบเศรษฐกิจ “เสนาฯ มองโจทย์กำลังซื้อวันนี้ว่าคนอยากมีบ้าน แต่กำแพงสินเชื่อยังสูง อ้างอิงจากพอร์ตของเสนาฯ พบสัดส่วนผู้กู้ไม่ผ่านแตะราว 50% และ 80% ในบางพื้นที่อย่างโซนบางใหญ่” ขณะที่ปัจจุบันตัวเลขหนี้ในระบบนี้ ยังไม่รวมภาระจากสหกรณ์ และหนี้นอกระบบที่ไม่สามารถแสดงตัวเลขที่แท้จริงได้ ทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ไม่เต็มร้อย ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้เหล่านี้ต้องใช้เวลา แต่ผลลัพธ์ได้ส่งแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมผ่านการใช้จ่ายและการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น โดยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า มองว่าตลาด Affordable กลุ่มสินค้าบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท จะยังเป็นแกนหลักในตลาดแม้ว่าจะสวนทางกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่กล่าวข้างต้น ด้วย ‘บ้าน’ ยังเป็น ‘ปัจจัยสี่’ ที่ยังเป็นที่ต้องการในตลาดของผู้บริโภคอยู่ เล่นในตลาดที่เสนาฯ เก่งและถนัด ดร. ยุ้ย บอกอีกว่า ขณะที่เสนาฯ เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่แข็งแกร่งในตลาดบ้าน-คอนโด ในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑลโดยรอบ ซึ่งเป็นพอร์ตที่บริษัทฯ มีความถนัด “ข้อได้เปรียบของตลาดนี้ คือ ต้นทุนการพัฒนาไม่สูง แม้จะมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่การแข่งขันวัดที่ราคา–ฟังก์ชัน–ทำเล ยิ่งหากตลาดไหนมีสินค้าใช้ทดแทนกันได้มาก การแข่งราคาจะรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ตลาดแข่งขันกันโดยสมบูรณ์ตรงตามทฤษฎี” จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ วางแนวทางการบริหารธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘อีโคโนมี ออฟ สโคป’ (Economy of Scope) การนำพอร์ตอสังหาฯ ทั้งแนวนราบ และ คอนโดมีเนียม หรือแบ็ค ล็อค นำกลับมาพัฒนาใหม่ เช่น การตกแต่งพร้อมอยู่ด้วยดีไซน์ หรือ การใช้แนวคิดฟังก์ชันการอยู่อาศัย เข้าไปประกอบเพื่อทำการขาย “แนวทางนี้ จะช่วยลดต้นทุนการตลาด/ลีด (Lead) โดยตรงตามทฤษฎีการประหยัดต่อประเภท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในยุคที่ ต้นทุนการหาลีด 1 คน แพงกว่าที่เคยหลายเท่า แต่โอกาสปิดการขายต่ำลงครึ่งหนึ่ง” ดร. ยุ้ย ย้ำว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่การรีเซลโครงการ แต่เป็นการบริหารสินทรัยพ์แบบประหยัดต้นทุนจากสต็อกที่มีอยู่ที่สอดคล้องกับดีมานด์ ตามความต้องการอยู่อาศัยที่ยังมีอยู่ในตลาด ต่างจากทฤษฎีอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of Scale)ที่เป็นการบริหารประหยัดต้นทุนจากการผลิตจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเสริมให้โครงการสร้างเสร็จไม่ควรมีรีเจกสูง ซึ่งต่างจากพรีเซลราคาดีที่จองง่าย–ดาวน์ถูก แต่สุดท้ายปล่อยบอลลูนจนลูกค้าไปต่อไม่ได้ ความท้าทายของตลาดจึงไม่ใช่การเร่งขาย แต่คือ การลดโอกาสหลุดกู้ในตอนจบ โดยแผนของเสนาฯ ในระยะถัดไป คือ โฟกัสประสิทธิภาพและเซกเมนต์ที่ถนัด โดยเฉพาะตลาดบ้าน 1.2–5 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับดีมานด์หลักของกรุงเทพฯ ราว 70% แต่กลับมีอัตรากู้ไม่ผ่านสูง ทำให้บริษัทเร่งผลักดันโมเดลธุรกิจ LivNex & RentNex เพื่อลดการถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อ (Rejection) จากสถาบันการเงินเพื่อซื้อบ้านและคอนโด สร้างรายได้ประจำจาก LivNext-RentNex ดร. ยุ้ย กล่าวว่าในปี 2569 บริษัทฯ จะมุ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากโมเดลธุรกิจการ ‘เช่าซื้อ’ จากการใช้สต็อกบ้าน-คอนโดเป็นกลยุทธ์หลักในการทำตลาดอสังหาฯ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ยังกู้ไม่ผ่าน ด้วยโปรแกรม ‘LIvNex’ เช่าออมบ้าน ที่เริ่มพัฒนาเมื่อ 2 ปีก่อน จากการมองเห็น Pain Point ใหญ่ของผู้ซื้อบ้าน—รายได้โตไม่ทันราคาบ้าน และยังติดเครดิตบูโรจำนวนมาก โดย LIvNex ดัดแปลงแนวคิด Rent-to-Own จากต่างประเทศให้เข้ากับตลาดไทย จุดขายคือดอกเบี้ยต่ำ 1.8% ผ่อนตรงกับบริษัท ที่มีจุดเด่นเสมือนเป็นที่ปรึกษาการเงิน โดยวิเคราะห์เคสผู้กู้แบบรายบุคคล เพื่อติดตามเครดิตทุก 6 เดือน ช่วยให้ลูกค้ามีเส้นทางชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะกู้ผ่านในอนาคต และครอบครองสินทรัพย์ในอนาคตเมื่อครบสัญญา 3 ปี ทั้งนี้ หลังทำ LivNex มา 2 ปีมีผลลัพธ์เริ่มชัด ในกลุ่มลูกค้าเอ็กซิต เข้าธนาคารแล้ว 100 ยูนิต ยิ่งในโครงการคอนโดราคาประมาณ 2 ล้านบาท มีอัตรากู้ผ่านช่วงสองปีแรกกว่า 10% ขณะที่เป้าหมายเชิงระบบคือ 1,000 ยูนิตภายใน 3 ปี โดยคาดว่ากว่า 30–40% จะสามารถย้ายเป็นเจ้าของได้จริง ส่วนยอดยกเลิกอยู่ในระดับใกล้เคียงกับความเสี่ยงปกติของสถาบันการเงิน “โมเดลนี้จึงไม่ใช่แค่การขายบ้าน แต่เป็นทางออกใหม่ของตลาด Real Demand ในยุคที่ราคาทรัพย์และรายได้ประชาชนเดินสวนทางกัน” นอกจากนี้ เสนาฯ ยังมีโมเดล RentNex เช่าวันนี้และเปลี่ยนเป็นซื้อได้ในอนาคต ที่ช่วยเปลี่ยนค่าสำรองเช่าให้กลายเป็นเครดิตวางบนโต๊ะเพื่อขอกู้สินเชื่อบ้านในอนาคตได้หากลูกค้าตัดสินใจซื้อจริง เสนาเสนอว่าระบบนี้ช่วยลด Pain Point คนอยากมีบ้านแต่ยังไม่พร้อมจ่ายก้อนใหญ่ทันที รวมถึงยังรองรับกลุ่มคนที่ต้องการเช่าอยู่ยาว แต่ไม่อยากผูกสัญญาผ่อนบ้านยาว 30 ปีตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจมองว่าเป็นภาระทางการเงินผุกพันธ์ระยะยาว ดร. ยุ้ย ย้ำว่าเป้าหมายปลายทางของเสนาฯ คือ ให้ลูกค้าทุกเคสสามารถผ่อนบ้านผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือสถาบันการเงินในระบบได้ ขณะที่จำนวนยูนิตของ LIvNex จะเพิ่มขึ้นตามยอดขายของแต่ละปี ขณะที่ RentNex แม้ยังไม่ได้ทำการตลาดเชิงรุกผ่านเอเจนต์ แต่สามารถปล่อยเช่าได้แล้วราว 70–80 ยูนิต และมีแผนขยายเป็น 500 ยูนิตภายในปีเดียว โดยตลาดหลักอยู่ในทำเลที่มีดีมานด์เช่าชัดเจน เช่น ย่านรังสิต ใกล้มหาวิทยาลัย แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม และโซนพระราม 9 ด้วยค่าเช่าเฉลี่ยราว 3,000–5,000 บาทต่อเดือน สำหรับโมเดลฯ LivNex – RentNex เสนาฯ วางเป้าหมายให้เป็นกลุ่มธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 80–100 ล้านบาท และมีมาร์จิ้นสูงกว่าธุรกิจหลักประมาณ 15% ถือเป็นกำไรที่เติบโตชัดเจน แม้บางทำเลอย่างบางใหญ่จะมีอัตราปฏิเสธสินเชื่อสูง แต่โมเดลนี้ช่วยลดการปฏิเสธการขอสินเชื่อ(Rejection) จากธนาคาร และเพิ่มประสิทธิภาพได้ดี อสังหาฯ ยุคใหม่เป็นของตลาดเช่า ดร.ยุ้ย เสริมว่า จากแผนดังกล่าวด้วยมองว่า ‘คนเช่า’ คือฐานใหญ่ในตลาดที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะสร้างดีมานด์ใหม่ จึงเลือกเข้าไปเพิ่มคุณค่าและความต่าง ด้วยข้อเสนอ เช่าวันนี้ แต่ไม่ทิ้งโอกาสเป็นเจ้าของในอนาคต ช่วยเปลี่ยนตลาดเช่าธรรมดาให้กลายเป็นเส้นทางสู่การมีบ้านได้จริง โดยตลาดเช่าที่อยู่อาศัยมีดีมานด์อยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างตลาดใหม่ ซึ่งเสนาฯ เพียงเข้าไป ‘เพิ่มทางเลือก’ ให้แตกต่างกว่าตลาดทั่วไป ซึ่ง RentNex ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด เช่าวันนี้ มีสิทธิ์เป็นเจ้าของในอนาคต ต่างจากการเช่าอพาร์ตเมนต์ปกติที่จ่ายแล้วจบ ไม่มีโอกาสได้ครอบครองสินทรัพย์ ขณะที่ โมเดลของ RentNex คือ เมื่อผู้เช่าทำสัญญา เช่น ค่าเช่า 60,000 บาท/เดือน จำนวนเงินนี้สามารถถูกนำไปนับเป็นเครดิตเพื่อยื่นกู้ หากอยู่ไปแล้วต้องการซื้อจริงก็ ‘เปลี่ยนสถานะจากผู้เช่าเป็นเจ้าของได้’ เงินที่จ่ายไปไม่สูญเปล่า นำไปใช้ซื้อโครงการในเครือเสนาฯ ได้ทันที ทั้งนี้ เสนา วางแผนทำทุกโครงการให้รองรับ RentNex รวมถึง LivNex รวมกว่า 25–30 ทำเลในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล คิดเป็น 1,000–2,000 ยูนิต เพื่อสร้างระบบการเช่าที่มี Value Added เช่น ศูนย์กลาง Facility, แอปบริการ, ระบบจัดการการอยู่อาศัยครบวงจร ขณะที่ LivNex ปัจจุบันสร้างยอดกว่า 2,000 ล้านบาท ละช่วยรักษาดีมานด์ที่อาจหลุดหายจากการยื่นกู้ไม่ผ่าน ทำให้บริษัทบริหารแบ็คล็อกได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม และคาดทำให้มีการแปลงมาสู่การเป็นยอดขายจริง(Conversion Rate) จะสูงขึ้นในปีหน้า โดยปีนี้ บริษัทคาดทำยอดขาย 1 หมื่นล้านบาท ตามเป้า แม้ยอดโอนลดเพราะกู้ไม่ผ่าน โดย LivNex สร้างยอด 4,000–5,000 ยูนิต และเป้ารวมเดิมอยู่ที่ 7,000 สะท้อนภาพความจริงในตลาด ซึ่งอุปสงค์ (Demand) ยังมี แต่ข้อจำกัดอยู่ที่เครดิตและเศรษฐกิจครัวเรือน ตามที่กล่าวข้างต้น ปีหน้าเศรษฐกิจมีลุ้น-ไม่สดใสเต็มที่ ดร. ยุ้ย ให้มุมมมองตลาดอสังหาฯในปี 2568 ที่กำลังจะผ่านไปว่าเป็นปีแห่งความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ซบเซา ภัยธรรมชาติ และกำลังซื้อที่ไม่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการต้อง ‘วัดกึ๋นจริง’ ปรับเกมเร็ว รับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิดตลอดเวลา ขณะที่พอร์ตแนวราบกลุ่ม 2–3 ล้านบาทยังเป็นตลาดใหญ่ แต่ปีนี้การตัดสินใจซื้อชะลอลงสูงสุดในรอบ 4–5 ปี ทั้งจากเศรษฐกิจและข้อจำกัดสินเชื่อ แม้ว่าผู้บริโภคจำนวนมาก ‘อยากมีบ้านแต่ไม่อยากกู้’ หรือ ‘กู้ไม่ผ่าน’ จึงต้องมีทางออกที่ไม่ทิ้งลูกค้าไว้กลางทาง อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวก คือ แนวโน้มดอกเบี้ยลดลง หากอัตราปฏิเสธสินเชื่อดีขึ้นและ อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ผ่อนคลาย ลูกค้าอาจกู้ได้มากขึ้น จากเดิมล้านละประมาณ 5,000–6,000 บาท ซึ่งจะเป็นแรงบวกสำคัญในการฟื้นตลาดที่อยู่อาศัยในปีต่อไป “ความหวังคือปีหน้าจะไม่เผชิญภัยซ้ำซ้อน แต่ยอมรับว่าบรรยากาศเศรษฐกิจอาจยังไม่สดใสเต็มที” ดร. ยุ้ยทิ้งท้ายว่า วันนี้ผู้พัฒนาฯ ต้องคิดโซลูชันใหม่ เช่น การรวมหนี้–ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ลูกค้ากู้ได้จริงในอนาคต หากการเมืองนิ่งและนโยบายแก้หนี้เกิดขึ้นจริง จะช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือน เพิ่มพลังการซื้อ และนำไปสู่การกู้รอบใหม่ที่มีคุณภาพขึ้นตามเงื่อนไขธนาคาร นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งความเสี่ยงในฝั่งดีเวลลอปเปอร์ คือ ผังเมืองใหม่ที่ยังไม่สรุป ทำให้การวางแผนที่ดินและพัฒนาพอร์ตในบางโซนไม่ชัดเจน แต่สำหรับสินค้ากลุ่ม Mass–Affordable ของเสนายังเป็นพอร์ตสินค้าที่มีความยืดหยุ่นและโอกาสเติบโต โดยเฉพาะโครงการตระกูล ‘คิทท์’ (SENA KITH) ที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง และส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้รับเหมา–เจ้าของที่ดิน–สถาปนิกท้องถิ่น “ในปีหน้า คาดการแข่งขันในตลาดอาจไม่หนาแน่นเท่าช่วงก่อน แต่ผู้ชนะจะเป็นในราย ที่ทำผลิตภัณฑ์คุ้มค่า–เข้าถึงง่าย–ย่นระยะเวลาสู่การมีบ้านได้จริง” ‘ทำเล’ ที่ใช่ ยังเป็นคีย์อสังหาฯ ดร. ยุ้ยกล่าวต่อถึงภาพรวมโครงสร้างประชากร (Demographic) ของไทยที่เปลี่ยนไป มีเด็กเกิดใหม่ลดลง ขณะที่คนรุ่นใหม่ชะลอการซื้อบ้าน คาดเป็นปัจจัยทำให้ความต้องการ ‘เช่า’ เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ตลาดปล่อยเช่ากลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของนักลงทุนอสังหาฯ สำหรับเสนาฯ มองว่าทำเลที่ให้ผลตอบแทนดีในพอร์ตโครงการฯของบริษัทในปัจจุบัน คือ บางนา – พระราม 9 – รังสิต โดยค่าเช่าคอนโดระดับหมื่นต้นๆ สามารถสร้าง ยีลด์ 5% – สูงสุดราว 7–9% ในบางทำเล โดยเสนามองว่า ‘ยุคทองอสังหาฯ จบลงแล้ว’ ตลาดเข้าสู่ระยะ (Phase) เติบโตเชิงประสิทธิภาพ ไม่ใช่เชิงปริมาณ แต่ทุกไซเคิลย่อมมีขาขึ้น เมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี และซัพพลายยังจำกัดอยู่ในแบบปัจจุบัน จะทำให้การดีดตัวรอบใหม่ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันแม้ยอดโอนลด แต่ กำไรยังไม่ลด จากการบริหารสต็อกและต้นทุนอย่างรัดกุม ดร.ยุ้ย ทิ้งท้ายว่า ประเทศยังมี ‘ช่องว่างโอกาส’ หากผลักนโยบายอสังหาฯ ถูกจุด ส่วนโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อยเป็นการหาเสียงได้ แต่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ด้วยหากต้องการผลลัพธ์จริง ต้องสร้างเมืองให้มีความพร้อมในการทำธุรกิจ (Doing Business-ready), ปรับกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) และพัฒนาเมกะโปรเจกต์เชื่อมเศรษฐกิจจริง เช่น ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ บริการ Alternate-X สรุปให้ เสนาดีเวลลอปเม้นท์ชี้ภาพอสังหาฯ ปี 2569 เข้าสู่ยุคตลาดเช่า หลังหนี้ครัวเรือนสูง–กู้ผ่านยาก ขณะที่กลยุทธ์หลักใช้สต็อกบ้าน–คอนโด ปรับเป็นโมเดล Rent-to-Own ผ่าน LivNex / RentNex พร้อมโฟกัสบ้านราคาเข้าถึงง่าย 1.2–5 ล้าน เจาะ Real Demand ที่อยากมีบ้านแต่ติดเครดิต ตั้งเป้าธุรกิจเช่าเป็น Recurring Income ระยะยาว เพิ่ม Conversion เข้าแบงก์ มองอนาคตอสังหาฯ เป็นเกม ‘คุณค่า-ประสิทธิภาพ’ แทนการเติบโตปริมาณแบบยุคทองเดิม
เบบี้ บูมเมอร์ ‘ไต้หวัน’ หวนกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน วิกฤตเสียชีวิตมากกว่าเกิดใหม่
ไต้หวันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว! ขาดแคลนแรงงานหนักจนเบบี้บูมเมอร์วัยเกษียณกลับมาทำงานอีกครั้ง หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ครั้งสำคัญเคลื่อนตัวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ และมีอัตราการเกิดที่ ‘ต่ำ’ อย่างต่อเนื่องท่ามกลางโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในรายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติระบุว่า “ภายในปี 2030 เอเชียจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก และมากกว่า 60% ของประชากรผู้สูงอายุในโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะอยู่ในเอเชีย” แน่นอนว่าหนึ่งใน ‘4 เสือแห่งเอเชีย’ ที่มีประชากร 23 ล้านคนอย่าง ‘ไต้หวัน’ เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังประสบกับวิกฤตประชากรที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตมีมากกว่าจำนวนการเกิดในไต้หวันเป็นเวลา 22 เดือนติดต่อกันแล้ว ประกอบกับประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบสวัสดิการสังคมต้องแบกรับภาระมากขึ้น ในขณะเดียวกัน อัตราการเกิดในไต้หวันก็ยังต่ำมากด้วยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ไต้หวันกำลังเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (super-aged society) เมื่อคนเกษียณวัย ‘เบบี้บูมเมอร์’ กลับมาทำงานกันมากขึ้น… Photo by : Pixabay / pasja1000 ภายในเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษ ชาวไต้หวันมากกว่า 6 ล้านคนจะถึงวัยเกษียณตามเกณฑ์บังคับที่ 65 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งสัญญาณเตือนทั้งในกลุ่มธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย และในตอนนี้ ไต้หวันต้องเตรียมรับมือกับคลื่นการเกษียณอายุครั้งใหญ่ 2 ระลอกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้ประชากรวัยทำงานลดลงเกือบ 6.7 ล้านคน คลื่นลูกแรกที่กำลังเกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ปี 2023 เมื่อกลุ่มคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เริ่มเกษียณอายุออกจากตลาดแรงงาน คลื่นลูกต่อไปของกลุ่มคนเจน X ก็จะตามมาในอีกประมาณ 16 ปีข้างหน้า ไต้หวันกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 65 ปี แต่เมื่อปีที่แล้วมีการแก้ไขประมวลกฎหมายแรงงานเพื่ออนุญาตให้นายจ้างสามารถเลื่อนอายุเกษียณของพนักงานไปหลังจากอายุ 65 ปีได้ หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน อัตราการจ้างงานในกลุ่มผู้เกษียณอายุในไต้หวันเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ใน 3 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า “ธุรกิจต่างๆ จะต้องปรับตัวมากขึ้นโดยเสนอชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ลดภาระงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ” ปัจจุบัน มีผู้สูงวัย 65 ปีขึ้นไปเพียง 10% เท่านั้นที่ยังคงทำงาน ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำกว่าสังคมผู้สูงอายุอื่นๆ ในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ถึงกระนั้นในแต่ละปีก็มีผู้เกษียณอายุในไต้หวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 110,000 คน ส่งผลให้ตลาดแรงงานตึงตัวอย่างต่อเนื่อง “นอกเหนือจากแรงงานวัยกลางคนและผู้สูงอายุแล้ว ก็ยังมีแรงงานผู้หญิง รวมถึงผู้อพยพใหม่ในไต้หวันที่กลายเป็นแรงงานสำคัญในอนาคตด้วยเช่นกัน ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนผู้หญิงที่เข้าร่วมตลาดแรงงานในไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 52% แต่ต่ำกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์…นั่นหมายความว่าในภาคธุรกิจ บริษัทต่างๆ น่าจะต้องปรับใช้แนวปฏิบัติการจ้างงานที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อบริหารจัดการแรงงานของตัวเอง” ดร.โจว เหวินฉี ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติจงเฉิง กล่าว แรงงานคนรุ่นใหม่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว…เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดแรงงานหันมารับพนักงานสูงอายุทำงานแทน Photo by : Pixabay / binmassam ดินแดนแห่งนี้ได้กลายเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุ’ อย่างเป็นทางการในปี 2018 โดยสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็น 14% หรือมากกว่าของจำนวนประชากรทั้งหมด เท่านั้นไม่พอ แต่ไต้หวันยังประสบปัญหา ‘อัตราการเกิดต่ำ’ ด้วยเช่นกัน แถมจำนวนประชากรก็ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกันในเดือนตุลาคม ซึ่งนั่นทำให้การจ้างงานยากขึ้น ประกอบกับคนหนุ่มสาวชาวไต้หวันจำนวนมากใช้เวลาเรียนหนังสือในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยนานขึ้น ส่งผลให้พวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานช้าลงไปอีก อีกทั้งงานในภาคเทคโนโลยีที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า และงานแบบชั่วคราวที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า กลับกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ในไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบางภาคส่วนอย่างอุตสาหกรรมร้านอาหาร “ภาคธุรกิจร้านอาหารเคยพึ่งพาแรงงานรุ่นใหม่ แต่คนกลุ่มนี้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะประชากรวัยทำงานในไต้หวันลดลง และเข้าสู่สังคมสูงวัย บริษัทจึงต้องหันไปใช้แรงงานผู้สูงอายุแทน” มาร์ค หลิน รองผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและการพัฒนาของ ‘Wowprime’ เครือข่ายร้านอาหารรายใหญ่ในไต้หวัน กล่าวพร้อมบอกอีกว่า “บริษัทได้มีการปรับตารางเวลา และความเข้มข้นของงานให้เหมาะกับพนักงานวัยกลางคนและผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขายังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รับภาระหนักเกินไป ตัวอย่างเช่น พนักงานสูงอายุอาจทำงาน 3 วัน และพัก 2 วัน จากนั้นจึงทำงานอีก 3 วัน เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” เจเรมี หวง พนักงานเสิร์ฟชาวไต้หวัน อดีตเจ้าของร้านอาหารวัย 68 ปี หนึ่งในผู้เกษียณอายุที่มาทำงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารที่มีเพื่อนร่วมงานอายุน้อยกว่าเขาถึงครึ่งหนึ่ง บอกกับ CNA ว่า “ผมหวังว่าจะยังคงเป็นคนที่มีคุณค่าของสังคมหลังเกษียณอายุ ซึ่งมันหมายถึงการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ในด้านร่างกาย ผมไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ เพราะผมยังคงปั่นจักรยานเสือภูเขาออกกำลังกายทุกวัน ในทางกลับกัน ผมคิดว่าการมาทำงานเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรง ผมไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะทำงานจนถึงอายุเท่าไหร่ ถ้าร่างกายยังเคลื่อนไหวได้ ผมก็จะพยายามรักษาสุขภาพให้ดี ใช้ชีวิต และทำงานด้วยความสุขไปพร้อมกัน” หวง กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ โครงสร้างประชากรไต้หวันเปลี่ยนไป! เมื่อกลุ่มคนวัยเกษียณเจนเบบี้บูมเมอร์กลับมาทำงานกันอีกครั้ง ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำลงเรื่อยๆ แต่จำนวนประชากรสูงอายุกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมเด็กรุ่นใหม่ยังเข้าตลาดแรงงานช้า จึงเกิดวิกฤตขาดแคลนแรงงาน จนบางอุตสาหกรรมต้องปรับนโยบายรับพนักงานสูงวัยเข้ามาทำงานแทน… Source : Taiwan’s ageing workforce and low birth rate push seniors back into employment Taiwan Faces Workforce Shortage as Aging Population and Low Birth Rate Drive Seniors Back to Work Silver shift: Taiwan’s seniors rejoin workforce amid labour crunch STORYTELLER BY THIS IS OLIVIA นักเดินทางตัวเปี๊ยก…ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเลนส์ขยายโลกใบใหญ่
เปิดแล้ว! MELAND สวนสนุกยักษ์จากจีน มาอยู่ไทยแห่งแรกที่ ‘สยามพารากอน’
MELAND สวนสนุกในร่มระดับโลกจากจีนร่วมทุนสยามพิวรรธน์ เปิดครั้งแรกในไทยที่สยามพารากอน 5 ธ.ค. 2568 บนพื้นที่ 5,000 ตร.ม. รวม 7 โซน เครื่องเล่นกว่า 100 รายการ พร้อม Immersive Art และระบบความปลอดภัยมาตรฐานสูง เหมาะสำหรับครอบครัวและเด็ก ‘ถาง เจี๊ย’ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารฝ่ายปฏิบัติการ และผู้อำนวยการ บริษัท สยาม มีแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใช้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท พัฒนาโปรเจกต์สวนสนุกในร่ม MELAND เป็นการร่วมทุนระหว่าง กลุ่มบริษัท Shenzhen Ledi Culture Co., Ltd ผู้บริหารกิจการสวนสนุกในจีน และกลุ่มสยามพิวรรธน์ ผู้บริหารค้าปลีกศูนย์การค้ารายใหญ่ของไทย ในสัดส่วน 75% และ 25% ตามลำดับ สำหรับสวนสนุกในร่ม ‘MELAND’ เปิดให้บริการวันที่ 5 ธ.ค. 2568 นี้ อยู่บนชั้น5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วางตำแหน่งเป็นสวนสนุกระดับโลก World-Leading Indoor Theme Park พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดให้ความรู้พร้อมความบันเทิง (Edutainment) คอนเซปต์เดียวกับที่เปิดให้บริการที่ประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันสวนสนุกดังกล่าวให้บริการกว่า 140 แห่ง ครอบคลุมกว่า 60 เมืองทั่วประเทศจีน “มีแลนด์ เลือกมาเปิดที่ไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีน ด้วยมองเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยที่แต่ละปี มีนักเดินทางจากทั่วโลกเข้ามาเป็นจำนวนมาก” โดยสวนสนุก MELAND รองรับกลุ่มเป้าหมายหลักครอบครัวและเด็ก (Family with Kids) อายุตั้งแต่ 6 เดือน-17 ปี เข้ามาใช้บริการเล่นและเรียนรู้ภายในพื้นที่สวนสนุกแห่งนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 5,000 ตร.ม. เป็นผลงานการออกแบบจาก X+ Living ทีมดีไซน์ระดับนานาชาติ ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์การออกแบบเสมือนเมืองแห่งเทพนิยาย ประกอบด้วย 7 โซนธีม พร้อมเครื่องเล่นกว่า 100 รายการ และประสบการณ์สุดสมจริงมากกว่า 500 รูปแบบ อาทิ Wandering Carousel และไฮไลต์ Sea-Merry-Go-Round ม้าหมุนแฟนตาซี พาไปยังโลกใต้ทะเลที่น่าหลงใหล Fiship Tour การเดินทางบนเรือปลาพาเด็ก ๆ และผู้ปกครองออกผจญภัยจากท้องทะเลลึกลับสู่ก้อนเมฆหลากสีสัน Sparkle Sky Cruise โบยบินเหนือก้อนเมฆไปกับ Cloudtop Jungle Gym พิชิต ฐานปีนป่ายขนาดมหึมาสูงกว่า 5 ชั้น Meta-Racers ต่อสู้ในสังเวียนอินเทอร์แอคทีฟแบบเสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง สำรวจอาชีพกว่า 20 อาชีพ อาทิ นายแพทย์ นักดับเพลิง เชฟ เกษตรกร และอีกมากมาย ในโซนเล่นสวมบทบาท (roleplay) ในเมืองจำลอง Mini City พร้อมเรียนรู้ผ่านการเล่นที่เต็มไปด้วยจินตนาการ นอกจากนี้ MELAND ยังร่วมกับ D’strict บริษัทออกแบบสื่อดิจิทัลระดับโลก นำเสนอประสบการณ์ศิลปะ Immersive Art ในโปรเจกต์ Light Interaction จาก Arte Kids Park ที่เกาะเชจู มาสู่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะไว้ด้วยกัน ให้ผู้เข้าชมในทุกโอกาสด้วยบริการจัดงานเฉลิมฉลองครบวงจร: MELAND ทั้งนี้ MELAND ยังให้บริการด้านการจัดสถานที่พิเศษสำหรับทุกช่วงเวลาสำคัญ ของครอบครัว เช่น งานวันเกิด งานรับปริญญา หรือเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ รวมถึงบริการปาร์ตี้ธีมสร้างสรรค์ ให้ปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมยังจัดกิจกรรมต่อเนื่อง อาทิ ขบวนพาเหรดเทพนิยายและการแสดงบนเวทีแบบอินเทอร์แอคทีฟ พร้อมเสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัยด้วย และการบริการ ด้วยระบบติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ให้เด็กทุกคนที่เข้าใช้บริการจะได้รับสายรัดข้อมืออัจฉริยะที่มีระบบติดตามตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบตำแหน่งของบุตรหลานผ่านอุปกรณ์ได้ทันทีผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญมาตรฐานสุขอนามัย 3 ระดับ ได้แก่ การฆ่าเชื้อทั่วทั้งสวนสนุกก่อนเปิดให้บริการทุกวัน การทำความสะอาดเฉพาะจุดอย่างต่อเนื่องระหว่างช่วงการเปิดให้บริการ การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อครั้งใหญ่ประจำสัปดาห์ สำหรับค่าบริการ MELAND นำเสนอทางเลือกบัตรเข้าสวนสนุกหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ บัตรเข้าใช้บริการแบบครั้งเดียวสำหรับเด็กมีราคาระหว่าง 1,150 – 1,730 บาท บัตรแบบเข้าได้หลายครั้ง และ บัตรแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งสำหรับครอบครัวที่ต้องการความคุ้มค่า รวมถึง ยังมีบริการเสริมที่เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ เช่น กิจกรรมเล่นแบบมีผู้แนะนำ และ เวิร์กช็อปศิลปะและงานประดิษฐ์ โดยหลังเปิดให้บริการ MELAND สยามพารากอน คาดว่าจะรองรับผู้เข้าชมได้สูงสุดถึง 2,500 คนต่อวัน Alternate-X สรุปให้ MELAND ยักษ์สวนสนุกในร่มจากจีน เปิดสาขาแรกในไทยที่สยามพารากอน 5 ธ.ค. 2568 โปรเจกต์ร่วมทุนระหว่าง Shenzhen Ledi Culture Co., Ltd (75%) และสยามพิวรรธน์ (25%) ใช้งบกว่า 400 ล้านบาท วางแนวคิดสวนสนุกแนว Edutainment มีพื้นที่ขนาด 5,000 ตร.ม. ออกแบบโดย X+Living มี 7 โซนกว่า 100 เครื่องเล่น ชูจุดเด่น Immersive Art จากความร่วมมือกับ D’strict พร้อมระบบความปลอดภัยและสุขอนามัยเข้มงวด ตั้งเป้ารองรับผู้เข้าชมสูงสุด 2,500 คนต่อวัน พร้อมแพ็กเกจบัตรหลายรูปแบบ รองรับครอบครัวและเด็ก
กรุงศรีฯ แจกเคล็ด(ไม่)ลับ จัดการ ‘ภาษี’ ไม่เป็นภาระแต่เพิ่ม ‘เงินออม’ เข้ากระเป๋า
หลายคนคิดว่าภาษีเป็นเหมือนภาระที่น่าปวดหัว แต่จริง ๆ แล้ว หากรู้จักวางแผนให้ดี การประหยัดภาษีก็เป็นโอกาสเพิ่ม ‘เงินออม’ ให้เรามากขึ้น หากรู้จักใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาดเพื่อให้มีเงินเหลือในกระเป๋าคุณมากขึ้น ปัจจุบันอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของไทยอยู่ที่ 0%–35% กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มี 5 คำแนะนำดี ๆ ที่ช่วยให้คุณจัดการภาษีอย่างสมาร์ท 1.แจ้งรายการลดหย่อนล่วงหน้าเพิ่มสภาพคล่องรายเดือน หากเป็นมนุษย์เงินเดือนและบริษัทอนุญาตให้แจ้งรายการลดหย่อนภาษีล่วงหน้า (เช่น ค่าลดหย่อนบุตร, ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน เป็นต้น) ให้ทำทันทีเพราะจะทำให้เงินเดือนที่คุณได้รับถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยลง ส่งผลให้มีเงินเดือนโอนเข้าบัญชีเพิ่มขึ้น คุณจึงสามารถนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดการลงทุนหรือฝากประจำรับดอกเบี้ยเพิ่มได้ สำหรับมือใหม่อาจแจ้งเฉพาะรายการที่มีความแน่นอนก่อน ส่วนรายการที่ตั้งใจไว้แต่ยังไม่ชัวร์ค่อยไปยื่นขอคืนภาษีในภายหลังได้ 2.รายการลดหย่อนที่วงเงินสูงคือโอกาสทองต้องคว้า รายการลดหย่อนที่มีวงเงินสูงมักมาพร้อมผลประโยชน์ทางการเงินทั้งในแง่สะสมความมั่งคั่งหรือมอบความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ รวมทั้งช่วยลดภาระภาษีได้สูง เช่น ลดหย่อนประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท ลดหย่อนดอกเบี้ยกู้บ้านสูงสุด 100,000 บาท ลดหย่อนกองทุน Thai ESG สูงสุด 300,000 บาท ลดหย่อนกองทุน RMF + ประกันบำนาญ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท (เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมอย่างละเอียด) เป็นต้น 3.อย่าทิ้งโอกาสขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยและเงินปันผลหุ้น โดยทั่วไปดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และเงินปันผลหุ้นถูกหัก 10% แต่หากฐานภาษีของคุณต่ำกว่าอัตราที่ถูกหักไป คุณมีสิทธิ์นำรายได้เหล่านี้มารวมยื่นเป็นรายได้ทั้งหมดเพื่อขอคืนภาษีส่วนที่ถูกหักไป นอกจากนี้ เงินปันผลจากหุ้นยังสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลที่มาจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้วเพื่อนำมาคำนวณภาษีที่ต้องชำระใหม่ซึ่งอาจทำให้คุณได้รับเงินภาษีคืนเพิ่มขึ้นอีกด้วย 4. ใช้บัตรเครดิตบริหารสภาพคล่อง การซื้อประกันหรือกองทุนบางประเภทสามารถใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายได้ ข้อดีคือช่วยบริหารสภาพคล่องเพราะช่วยยืดระยะเวลาการชำระเงินทำให้คุณไม่ต้องจ่ายเงินทันที จึงทำให้คุณบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และการใช้บัตรเครดิตซื้อประกันบางประเภทยังเปิดโอกาสให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตได้อีกด้วย อาทิ คะแนนสะสม หรือเครดิตเงินคืน อย่างไรก็ตาม ควรชำระคืนเต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี 5. จัดเก็บเอกสารหลักฐานภาษีให้เป็นระบบ เพื่อพร้อมรับมือทุกการตรวจสอบ ความผิดพลาดเล็กน้อยในการยื่นภาษีอาจนำไปสู่ความยุ่งยากในการตรวจสอบย้อนหลังได้ ดังนั้นจึงควรเก็บเอกสารภาษีอย่างน้อยห้าปีเผื่อกรณีสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังโดยแนะนำให้จัดเก็บแยกเป็นปีในซองจดหมายหรือแฟ้มเพื่อลดความเสี่ยงของเอกสารสูญหาย การวางแผนภาษีไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือการวางแผนชีวิต เพราะทุกบาทที่คุณประหยัดได้คือเงินที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นการลงทุนหรือสร้างความมั่นคงในอนาคตในรูปแบบต่าง ๆ ได้ จึงควรวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ทั้งนี้ บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี และการซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายและคะแนนสะสมกับบัตรเครดิต และควรทำความเข้าใจ เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด Alternate-X สรุปให้ ภาษีไม่ใช่ภาระ หากวางแผนดีสามารถเพิ่มเงินออมได้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะนำ 5 วิธีใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาด หากแจ้งลดหย่อนล่วงหน้า ช่วยเพิ่มเงินสดในมือรายเดือน ใช้สิทธิ์วงเงินลดหย่อนสูง-ขอคืนภาษีดอกเบี้ย/ปันผล อย่าปล่อยผ่าน รวมทั้งการใช้บัตรเครดิตเพื่อบริหารสภาพคล่อง พร้อมจัดเก็บเอกสารภาษีเป็นระบบ
‘ไต้หวัน-ไทย’ บูรณาการความสัมพันธ์ยุคดิจิทัล ปั้น ‘คนเก่ง’ รับฐานแรงงานขั้นสูง
‘ไต้หวัน’ วางกลยุทธ์ความสัมพันธ์สองชาติ หนุน ‘ไทย’ ฐานคนเก่งเทค! เชื่อมมหาวิทยาลัย–โรงงานตั้งแพลตฟอร์มปั้นแรงงาน STEM ชั้นสูง ไต้หวัน เดินหน้าขยายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชั้นสูงในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว “แพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยี ไต้หวัน–ไทย” เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสำคัญระหว่างความสามารถในการแข่งขันของไต้หวัน และความต้องการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยในระยะยาว การเปิดตัวจัดขึ้นที่บางกอกคลับ อาคารสาทรซิตี้ โดยมีตัวแทนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของไต้หวัน สมาคมอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทย–ไต้หวัน เข้าร่วมคับคั่ง สะท้อนถึงทิศทางการลงทุนที่เน้นความร่วมมือเชิงลึกด้านทรัพยากรมนุษย์ มากกว่าการย้ายฐานการผลิตเพียงมายังประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) ระบุว่า แพลตฟอร์มนี้เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ไต้หวันในการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีบนผืนแผ่นดินไทย โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและผู้ประสานงาน เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับบุคลากรที่มีศักยภาพ พร้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทยเพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในระดับสากล “นายกรัฐมนตรีอนุทินได้ประกาศชัดเจนถึงนโยบายเศรษฐกิจ ‘Quick Big Win’ ซึ่งมุ่งผลลัพธ์เชิงรูปธรรมที่รวดเร็ว ไต้หวันพร้อมสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรทักษะสูงผ่านแพลตฟอร์มนี้ ที่ถือเป็น Quick Big Win ของทั้งสองฝ่าย” ไต้หวัน #4 ลงทุนในไทย ข้อมูลจาก TECO ระบุว่า ปี 2024 ไต้หวันเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 4 เป็นมูลค่ากว่า 15,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 16.2% จากปีก่อนหน้า โดยอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ลงทุนต่อเนื่อง มีบริษัทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่า 60 แห่ง ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย และยังมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ส่งผลให้เกิดการจ้างแรงงานกว่า 10,000 คน ในปัจจุบัน การเข้ามาลงทุนของไต้หวัน มักผูกโยงกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ไต้หวันมองว่าเป็นฐานยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถสนับสนุนการผลิตที่ต้องการความต่อเนื่อง ปลอดภัย และได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายจากภาครัฐ สร้างแรงงาน STEM รับอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการชาวไต้หวันในไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ คือการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านวิศวกรรม อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีดิจิทัล (STEM) ทั้งยังมีข้อจำกัดของแรงงานด้านภาษาและการทำงานในลักษณะสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งทางด้านผู้แทนสมาคมแผงวงจรพิมพ์ไต้หวัน (TPCA) มองว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่คน” พร้อมเน้นว่าการเร่งสร้างบุคลากรไทยที่มีศักยภาพจะเป็นปัจจัยตัดสินความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย นอกจากการเปิดตัวแพลตฟอร์มแล้ว ทาง TECO ยังได้สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวัน นำโดยมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (NPUST) ที่นำเสนอโครงการสนับสนุนการฝึกอบรม “INTENSE Program” ซึ่งผสานการเรียนภาษาจีนและการฝึกทักษะเฉพาะด้านอุตสาหกรรมสำหรับเตรียมนักศึกษาเข้าสู่สายงานเทคโนโลยีระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ NPUST ได้ก่อตั้งศูนย์ความร่วมมือบุคลากรนานาชาติไต้หวัน–ไทย เพื่อเสริมความเชื่อมโยงด้านการศึกษา–อุตสาหกรรมในระยะยาว เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาของไทยก็เร่งปรับหลักสูตรด้าน STEM และเปิดอบรมออนไลน์ระยะสั้นฟรี รวมถึงกิจกรรมจับคู่แรงงานกับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับภาคเอกชนไทย โดยผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกล่าวแสดงความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งเสนอให้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบริษัทไต้หวันกับสถาบันการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลิตบุคลากรตอบโจทย์ตลาดจริง โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมศักยภาพ เช่นเขต EEC สู่ยุคการทูตเชิงบูรณาการ หลัน ย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อเสริมกำลังแรงงานชั่วคราว แต่คือการวางรากฐาน “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ในไทย โดยมีเป้าหมายให้ไทยไม่ใช่เพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ แต่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคในอนาคต “นี่ไม่ใช่เพียงการหาคนทำงาน แต่คือการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย” ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ยังกล่าวว่า อีกหนึ่งความสำคัญของการเปิดตัวแพลตฟอร์มนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงบูรณาการ” ของกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ที่มุ่งผนึกกำลังระหว่างรัฐ–เอกชน–มหาวิทยาลัย เพื่อขยายความร่วมมือเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน การเปิดตัวครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของไต้หวันที่ลงทุนในไทย เช่น Advantech, Cal-Comp, Chicony, Inventec, UniMicron และ Delta Electronics พร้อมย่้ำเรื่องความต้องการแรงงานเฉพาะทางและการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยในไทย ภายใต้การนำของ TECO แพลตฟอร์มดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “จุดรวมศูนย์เดียว” (One Stop Contact) สำหรับบริษัทไต้หวันทุกแห่งในไทย หากต้องการบุคลากร สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานพันธมิตร สามารถติดต่อผ่านอีเมลแพลตฟอร์ม tw.th.talent@gmail.com หรือโทรศัพท์ 02-119-3555 ต่อ 386 โดย TECO จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานกลางสำหรับบริษัทไต้หวันในไทย โดยผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือความร่วมมือ สามารถติดต่อผ่านอีเมลหรือโทรศัพท์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายละเอียด และเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อให้ครบทุกขั้นตอน Alternate-X สรุปให้ ไต้หวันเดินหน้าเชื่อมไทย ผ่านแพลตฟอร์มพัฒนาบุคลากรเทค–เซมิคอนดักเตอร์ ตั้งเป้าปั้นแรงงาน STEM ชั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัลอนาคต โดยมหาวิทยาลัย–โรงงาน จับมือสร้างโมเดลฝึกอบรมทักษะลึกแบบครบวงจร ขณะที่ ไทย ถูกมองเป็นฐานยุทธศาสตร์ในภูมิภาค สำหรับขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทค ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อน “การทูตเชิงบูรณาการ” สร้างระบบนิเวศเทคที่เติบโตยั่งยืน STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
‘ตามมี’ ชวนกินวิถียั่งยืน อร่อย ‘เดือนของพ่อ’ กับเมนู ‘ปลาย่างใบชะพลู’
‘ตามมี’ ร้านอาหารสุขภาพ เปิดแคมเปญ ‘เดือนของพ่อ’ ชวนครอบครัวมาอร่อยเมนูฟรี ‘ปลาย่างใบชะพลู’ ย้ำวัตถุดิบพื้นถิ่นและแนวคิดอาหารยั่งยืน ‘ตามมี’ (ThamMe)’ ร้านอาหารไทยร่วมสมัยเพื่อสุขภาพ ด้วยแนวคิด ‘Sufficient Food – Feel Good Taste Good’ นำเสนออาหารที่อร่อย ปลอดภัย และมีที่มาชัดเจน เน้นวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย และประมงพื้นบ้าน พร้อมสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรมและยั่งยืนทั้งต่อลูกค้าและชุมชนต้นน้ำ โดยกิจการดำเนินงานภายใต้บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด พร้อมทีมผู้ประกอบการที่ทำงานด้านระบบอาหารยั่งยืนและสายอาหารเพื่อสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์โดดเด่นด้วยความเข้าใจลึกในระบบจัดหาวัตถุดิบและการออกแบบเมนูที่ใส่ใจคุณภาพในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับต้นทางของอาหาร โดยทำงานร่วมกับเกษตรกรอินทรีย์ ประมงพื้นบ้าน และฟาร์มท้องถิ่น โดยทุก ‘เมนู’ พัฒนาให้ ‘อร่อยจริง–ดีต่อร่างกาย’ พร้อมดีไซน์การปรุงให้เป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่เข้าถึงคนทุกวัย จากเส้นทางของเมนูอาหารแต่ละจาน ‘ตามมี’ สะท้อนถึงความสำคัญวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มออร์แกนิก และประมงพื้นบ้าน ที่นำมาปรุงแบบคลีนให้รสชาติอร่อยจริงโดยไม่ปรุงแต่งเกินจำเป็น เหมาะกับสายสุขภาพและครอบครัว อร่อยได้สุขภาพ ‘เดือนของพ่อ’ พร้อมกันนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันพ่อและช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว ‘ตามมี’ จัดแคมเปญพิเศษ ‘เดือนของพ่อ” ตลอดเดือนธันวาคม ปี 2568 ไฮไลต์สำคัญ คือ ลูกค้าที่พาคุณพ่อมารับประทานอาหาร รับฟรีเมนูพิเศษ “ปลาย่างใบชะพลู” มูลค่า 150 บาท เมื่อทานครบตามที่ร้านกำหนด สำหรับแคมเปญนี้ ยังออกแบบมาเพื่อการมีส่วนร่วมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมเพิ่มประสบการณ์การกินแบบสุขภาพดี ผ่านวัตถุดิบไทยพื้นถิ่น เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มครอบครัวและคนรักสุขภาพในช่วงเทศกาลตลอดเดือนธันวาคม ปี2568 นี้ สำหรับเมนูใหม่ ‘ปลาย่างใบชะพลู’ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของแคมเปญนี้ ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ของแบรนด์ตามมีอย่างชัดเจน ด้วยจุดเด่นเมนู ใช้ปลาเกรดดีจากประมงพื้นบ้านที่ทั้งสดสะอาดและปลอดภัย ห่อด้วย ‘ใบชะพลู’ ผักพื้นบ้านไทย ให้กลิ่นหอมอ่อน ช่วยขับรสปลาย่างด้วยไฟพอเหมาะ คงความฉ่ำและกลิ่นสมุนไพรธรรมชาติ เรียกได้ว่าเมนูจานนี้ดีต่อทั้งใจและสุขภาพ ขณะที่ต้นทุนยังได้มาจากวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสนับสนุนชุมชนไปพร้อมกัน โดยแคมเปญ ‘เดือนของพ่อ’ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ ตามมี (ThamMe) ในการตอกย้ำภาพลักษณ์ร้านอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่เชื่อมโยงความอร่อย วัตถุดิบท้องถิ่น และคุณค่าทางสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่เมนู ‘ปลาย่างใบชะพลู’ ไม่เพียงเป็นโปรโมชั่นพิเศษ แต่ยังเป็นการเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบไทยที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมสะท้อนพันธกิจของแบรนด์ในการผลักดันระบบอาหารยั่งยืนของประเทศไทยให้เติบโตไปด้วยกันทั้งร้าน–ชุมชน–ลูกค้า มาถึงบรรทัดนี้ หากใครอยากพาครอบครัวไปสัมผัสรสชาติ พร้อมร่วมฉลองส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลสำคัญนี้ได้ที่ร้านตามมี (ThamMe) ทั้ง 2 สาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ สาขาบรรทัดทอง โทร. 063-212-4459 สาขาสัมมากร โทร. 062-604-9119 Alternate-X สรุปให้ ‘ตามมี’ ร้านอาหารไทยเพื่อสุขภาพ เดินหน้าโปรโมตวิถีกินยั่งยืนจากวัตถุดิบธรรมชาติและประมงพื้นบ้าน ส่งแคมเปญพิเศษ ‘เดือนของพ่อ’ ชวนครอบครัวมาร่วมฉลองด้วยเมนูไทยฟิวชันสายสุขภาพ พร้อมไฮไลต์มอบฟรีเมนู ‘ปลาย่างใบชะพลู’ เมื่อลูกค้าพาคุณพ่อมาทานอาหารตามเงื่อนไขเมนูนี้ ยังสะท้อนจุดแข็งแบรนด์ที่เน้นวัตถุดิบพื้นถิ่น ดีต่อสุขภาพและสนับสนุนชุมชน ส่วนแคมเปญนี้ตอกย้ำบทบาท ThamMe ในการผลักดันระบบอาหารยั่งยืนและประสบการณ์กินดีมีความหมาย STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
