Skip to content
AlternateX
  • Home
  • What’s Up
  • About Us

ส่องเมนูเฮลตี้ดีต่อใจ เทศกาลอาหารเจ 2569 ‘J-Licious’ ที่ ICONSIAM กว่า 1,000 เมนูอร่อย

WeView

อิ่มเจ อิ่มใจ อิ่มจัง! เทศกาลอาหารเจ J-Licious ที่ ICONSIAM ชวนมาอร่อยกับเมนูเจกว่า 1,000 รายการ ตั้งแต่ 8–18 ตุลาคม 2569   ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ชวนสายกิน สายสุขภาพ มาอิ่มอร่อยกับเมนูเจกว่า 1,000 รายการจากร้านดังทั่วไอคอนสยาม ที่มาครบทั้งอาหารเจรสคุ้นเคยและเมนูเจ 4 ภาคที่ช่วยเติมสีสันให้การกินเจไม่จำเจ….   อ่านเนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ไอคอนสยามเปิดแคมเปญ ‘J-Licious’ พลิกเทศกาลกินเจสู่เทรนด์สุขภาพผสานอาหาร 4 ภาค   ในงานฯ ยังเปิดประสบการณ์อาหารเจแนวใหม่ภายใต้คอนเซปต์ ‘LONGEVITY กายใจ’ ในรูปแบบ ‘HEALTHY LONGEVITY’ ที่ดีต่อใจและสุขภาพ ด้วยทุกเมนูล้วนให้ความสำคัญกับการเลือกวัตถุดิบคุณภาพและการดูแลสุขภาพ   นอกจากนี้ในงานฯ ยังจัดกิจกรรมควบคู่กับให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมไทย–จีนผ่านการแสดงร่วมสมัย และกิจกรรมแบ่งปันอาหารเจส่งต่อความสุขสู่ชุมชน   ไอคอนสยามอยากชวนทุกคนมาอิ่มอร่อย เติมพลังใจกาย พร้อมอิ่มบุญไปด้วยกัน ตลอดเทศกาลปี 2569 นี้ และยังเป็นโอกาสดีต่อการออกสตาร์ทดูแลตัวเองด้วยการเลือกอาหารที่สมดุล ในช่วงเทศกาลอิ่มบุญ และอิ่มหัวใจ ในปีนี้ด้วย เมนู J-Licious ต่าง ๆ เหล่านี้      

October 11, 2026 / 0 Comments
read more

ไม่มีของฟรีในโลก! ChatGPT แทรกโฆษณาผ่านช่องแชต เปิดทางรายได้ใหม่

Zcreat

OpenAI ขยาย ChatGPT Ads มาไทย เปิดช่อง ‘แบรนด์’ ลงโฆษณาในแชต AI ผู้ใช้แพ็กเกจ Free และ Go อาจเห็นโฆษณา ส่วน Plus และ Pro ไร้แอดกวนใจตามเงื่อนไขบริษัท      ChatGPT  ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในรูปแบบแชตบอต (Chatbot) ที่พัฒนาโดยบริษัท OpenAI ขยายธุรกิจโฆษณาสู่ไทย ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคระหว่างค้นหาข้อมูลและพิจารณาสินค้า หลังจาก OpenAI ประกาศเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ให้ผู้ลงโฆษณาในไทยและอีก 6 ตลาดเอเชียเข้าถึงแพลตฟอร์ม ChatGPT Ads ได้   สำหรับฝั่งผู้ใช้งาน บัญชีแพ็กเกจ Free และ Go อาจเห็นโฆษณาในพื้นที่ที่เปิดให้บริการและเมื่อบัญชีเข้าเกณฑ์ ส่วนแพ็คเกจ Plus, Pro, Business, Enterprise และ Edu ไม่มีโฆษณาตามเงื่อนไขของ OpenAI  ซึ่งรายได้จากการขายโฆษณาเป็นรายได้ของ OpenAI โดยตรง   ส่วน NVIDIA ในฐานะเจ้าของชิป GPU และระบบประมวลผลที่ใช้ฝึกและให้บริการโมเดล AI รวมถึงเป็นพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานกับ OpenAI คาดรับผลประโชนทางอ้อมจากความต้องการประมวลผล AI เพิ่มขึ้น   ย้อนกลับไปในเดือน พฤศจิกายน 2565 ต่อการเปิดตัว ChatGPT เข้ามาทักทายผู้บริโภคพร้อมขยายการใช้งานทั่วโลก อย่างรวดเร็ว!! ด้วยหลังจากที่ ชาวแชทจีพีที คุ้นเคยกับระบบกันดีแล้ว   ล่วงมาเกือบ 4 ปี ล่าสุด OpenAI ได้ขยายช่องทางธุรกิจจากการให้บริการ AI และการสมัครสมาชิก สู่ตลาดโฆษณาดิจิทัล ด้วยการนำโฆษณาเข้ามาอยู่ในประสบการณ์การสนทนาของผู้ใช้งาน   สำหรับโมเดลนี้ ยังทำให้ ChatGPT ในฐานะเครื่องมือค้นหาคำตอบหรือผู้ช่วยทำงานท็อปฟอร์มสุดของเหล่านิวเจน แห่งยุคแล้ว ในตอนนี้ยังเป็นช่องทางให้ ‘แบรนด์’ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงที่กำลังค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก หรือพิจารณาสินค้าและบริการได้ อีกด้วย   ‘ChatGPT Ads’ แทรกบทสนทนาระหว่างเรา   ขณะที่รูปแบบโฆษณาของ ChatGPT แตกต่างจากโฆษณาบนเว็บไซต์หรือเสิร์ชเอนจินทั่วไป เพราะผู้ใช้งานสามารถสนทนาเพื่อระบุความต้องการและข้อจำกัดของตัวเองได้อย่างละเอียด ระบบโฆษณาจึงสามารถนำบริบทของบทสนทนามาประกอบการเลือกโฆษณาที่เกี่ยวข้องได้   เช่น ผู้ใช้กำลังวางแผนท่องเที่ยว เปรียบเทียบซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจ หรือเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ระบบอาจแสดงโฆษณาสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับหัวข้อดังกล่าว เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าหรือกำลังตัดสินใจ   อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก OpenAI โฆษณาสามารถปรากฏใต้คำตอบของ ChatGPT โดยมีการระบุว่าเป็นโฆษณาอย่างชัดเจนและแยกออกจากคำตอบของ AI ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังพัฒนารูปแบบโฆษณาและเครื่องมือวัดผลเพิ่มเติม รวมถึงรูปแบบโฆษณาที่มีภาพประกอบ ซึ่งประกาศเริ่มทดสอบในสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม 2569   อย่างไรก็ตาม โฆษณาไม่ได้ปรากฏในทุกบทสนทนาหรือกับผู้ใช้ทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับสิทธิ์ของบัญชี ภูมิภาค และการทยอยเปิดให้บริการของ OpenAI โฆษณาไม่ได้เปิดพร้อมกันทั่วโลก ใครจะเห็นบ้าง?   ทั้งนี้แม้ ChatGPT Ads จะขยายไปมากกว่า 60 ประเทศแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้งานทุกประเทศจะเห็นโฆษณาพร้อมกันทั้งหมด โดย OpenAI ใช้วิธีทยอยเปิดให้บริการตามตลาดและกลุ่มผู้ใช้ที่เข้าเกณฑ์   โดยเหตุผลสำคัญต่อการเพิ่มโมเดลโฆษณาเข้ามา โดย OpenAI ระบุว่าโฆษณาช่วยสนับสนุนการเข้าถึง AI ในวงกว้าง รวมถึงต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง   หลังจากในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 OpenAI ระบุว่า ChatGPT Ads มีอัตรารายได้ต่อปี (annualized revenue run rate) แตะ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่ถึง 200 วันหลังเปิดตัว พร้อมระบุว่ามีผู้ลงโฆษณาหลายหมื่นรายใช้งานแพลตฟอร์มแล้ว   อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการนำอัตรารายได้ในช่วงเวลาหนึ่งมาคำนวณเป็นรายปี ซึ่งอาจยังไม่ได้หมายความว่า OpenAI จะรับรู้รายได้จากโฆษณาได้ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้วในปี 2569   แต่หากโมเดลนี้ขยายตัวได้ต่อเนื่อง OpenAI จะมีรายได้จากผู้ลงโฆษณาเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถเปิดให้ผู้ใช้งานบางกลุ่มเข้าถึงบริการได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าสมัครสมาชิก   ซึ่งเป็นแนวทางที่แพลตฟอร์มดิจิทัลหลายแห่งใช้สร้างสมดุลระหว่างรายได้จากโฆษณาและรายได้จากสมาชิก ตัวอย่าง ChatGPT Ads โฆษณาแทรกระหว่างบรรทัดการสนทนาของยูสเซอร์และ Chat GPT ทางเลือกใหม่ ‘แบรนด์’ ลงโฆษณา   ขณะที่ จุดต่างสำคัญ ChatGPT Ads ในส่วนของ ‘ผู้ใช้งาน’ ที่เข้ามาเลื่อนดูเนื้อหาแล้ว ขณะเดียวกันเอไอ ยังสามารถอธิบายเป้าหมายและถามต่อได้หลายรอบ  ที่อาจทำให้โฆษณามีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคในช่วงที่กำลังพิจารณาทางเลือกได้จริง   สำหรับธุรกิจ เชื่อว่าโมเดลโฆษณา ChatGPT Ads จะเป็นช่องทางใหม่ในการเข้าถึงลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอน ค้นพบสินค้า —> เปรียบเทียบตัวเลือก —> ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ โดย OpenAI เปิดให้ผู้ลงโฆษณาเข้าถึงแพลตฟอร์มผ่านทีมขาย พันธมิตรเอเจนซี และ Ads Manager สำหรับธุรกิจที่เข้าเกณฑ์   ขณะที่ การแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับบทสนทนาก็ทำให้ประเด็นความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง OpenAI ระบุว่าจะไม่เปิดเผยบทสนทนา ประวัติแชต หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้แก่ผู้ลงโฆษณา และไม่ขายข้อมูลผู้ใช้ โดยผู้ลงโฆษณาจะได้รับข้อมูลผลลัพธ์ในภาพรวม เช่น จำนวนการมองเห็นและคลิก   นอกจากนี้ บริษัทยังยืนยันว่าโฆษณาไม่สามารถกำหนด จัดอันดับ หรือเปลี่ยนแปลงคำตอบที่ ChatGPT สร้างขึ้นได้ และโฆษณาจะไม่ปรากฏใกล้กับหัวข้ออ่อนไหวบางประเภท เช่น สุขภาพส่วนบุคคล สุขภาพจิต และการเมือง ตามหลักเกณฑ์ของบริษัท   อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดแล้ว การเพิ่มโฆษณาใน ChatGPT ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนคำตอบของ AI ให้กลายเป็นพื้นที่ขายสินค้าโดยตรง แต่เป็นความพยายามสร้างรายได้จากช่วงเวลาที่ผู้บริโภคใช้ AI ค้นหาข้อมูลและตัดสินใจ   ในจุดนี้เอง ChatGPT Ads อาจกลายเป็นช่องทางโฆษณาใหม่ๆ ที่เข้ามาในจังหวะที่ยูสเซอร์ทั่วโลกรวมถึงไทยต่างคุ้นเคยกับเอไอแล้ว จนแทรกซึมในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างกลมกลืน แลักลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ไปในที่สุด   alt-x KEY TAKEAWAYS OpenAI ขยาย ChatGPT Ads สู่ประเทศไทย เปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคผ่านบทสนทนากับ AI ผู้ใช้แพ็กเกจ Free และ Go อาจเห็นโฆษณา ส่วน Plus, Pro, Business, Enterprise และ Edu ไม่มีโฆษณาตามเงื่อนไขของ OpenAI โฆษณาอาจปรากฏตามบริบทการสนทนา เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคระหว่างค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้า OpenAI เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ จากผู้ลงโฆษณา นอกเหนือจากค่าสมัครสมาชิก NVIDIA ไม่ได้รับส่วนแบ่งค่าโฆษณาโดยอัตโนมัติ แต่อาจได้ประโยชน์ทางอ้อมจากความต้องการชิปและระบบประมวลผล AI ที่เพิ่มขึ้น OpenAI ระบุว่าโฆษณาแยกจากคำตอบของ AI และบริษัทไม่ขายข้อมูลผู้ใช้ให้ผู้ลงโฆษณา   อ้างอิง OpenAI ประกาศขยาย ChatGPT Ads ในเอเชีย รวมประเทศไทย และข้อมูลรายได้โฆษณา: ChatGPT Ads expands to Southeast Asia and Taiwan เงื่อนไขแพ็กเกจ การแสดงโฆษณา และความเป็นส่วนตัว: Ads in ChatGPT — OpenAI Help Center ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานระหว่าง OpenAI และ NVIDIA: OpenAI and NVIDIA announce strategic partnership     ภาพประกอบ-AI   CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.  

October 11, 2026 / 0 Comments
read more

เช็กอินก่อนบิน! ‘Plaza Premium First–Lounge’ เปิด 2 เลานจ์ใหม่สุวรรณภูมิ สั่ง à la carte-อาบน้ำได้

WeView

PPG  ส่ง2 ประสบการณ์ใหม่ 2 เลานจ์สายการบิน Plaza Premium First’-‘Plaza Premium Lounge’ ในสุวรรณภูมิ  เติมความพรีเมียม สั่งอาหารจานเดี่ยว ห้องพักส่วนตัว ให้อาบน้ำ-พักผ่อนได้       พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป (Plaza Premium Group: PPG) ผู้ให้บริการด้านการต้อนรับและโซลูชันสำหรับผู้โดยสารในสนามบินระดับโลก ใช้ฤกษ์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เปิดตัวห้องรับรองผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  2 รูปแบบ ได้แก่ Plaza Premium First (PPF)  และ Plaza Premium Lounge (PPL)   โดยความพิเศษในครั้งนี้ ยังเป็นการเปิดตัวคอนเซปต์เลานจ์คู่ (Dual-lounge) ครั้งแรก!! ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสารที่ต้องการยกระดับประสบการณ์ก่อนออกเดินทางหรือระหว่างเปลี่ยนเที่ยวบิน   สำหรับ ‘เลานจ์’ ทั้งสองแห่ง ตั้งพิกัดบริเวณผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 3 อาคารเทียบเครื่องบิน G ใกล้เกต G1 ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 790 ตารางเมตร พร้อมแบ่งรูปแบบการให้บริการชัดเจน ตั้งแต่ประสบการณ์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟที่เน้นความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงเลานจ์ที่เน้นความสะดวกสบายและเข้าถึงง่าย   รู้จัก ‘Plaza Premium Group’ ผู้บุกเบิกเลานจ์อิสระในสนามบิน   ซง ฮอย ซี ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พลาซ่า พรีเมียม กรุ๊ป กล่าวว่า ‘PPG’ ก่อตั้งขึ้นในปี 2541 เป็นผู้บุกเบิกแนวคิดห้องรับรองผู้โดยสารอิสระในสนามบิน ปัจจุบันดำเนินธุรกิจบริการด้านการเดินทางผ่าน 14 แบรนด์ ครอบคลุมบริการห้องรับรองผู้โดยสาร โรงแรมสำหรับผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบิน บริการอำนวยความสะดวก ร้านอาหารภายในสนามบิน และแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับนักเดินทาง     ปัจจุบัน บริษัทฯ มีเครือข่ายครอบคลุมสนามบิน 600 แห่งใน 150 ประเทศทั่วโลก ให้บริการผู้โดยสารมากกว่า 30 ล้านคนต่อปี และมีพนักงานกว่า 7,000 คนทั่วโลก   โดย แบรนด์สำคัญในเครือประกอบด้วย Plaza Premium Lounge เน้นบริการห้องรับรองผู้โดยสาร และ Plaza Premium First  มอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมด้วยการดูแลเฉพาะบุคคล   นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับรางวัลจาก Skytrax ในสาขาห้องรับรองผู้โดยสารอิสระที่ดีที่สุดในโลกต่อเนื่อง 10 ปี ตั้งแต่ปี 2559–2569 ตามข้อมูลของบริษัท   ‘สุวรรณภูมิ’ ฮับยุทธศาสตร์การเดินทางอาเซียน   ซง  กล่าวว่าต่อการเปิดตัวดับเบิล เลาน์ สองแห่งในไทย นับเป็นส่วนหนึ่งในแผนขยายเครือข่ายของ PPG โดยบริษัทมองว่าสุวรรณภูมิเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ จากบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการบินและการท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสารในตลาดไทย โดยเฉพาะสนามบินที่มีผู้โดยสารระหว่างประเทศจำนวนมาก และกำลังขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางในอนาคต   โดย ข้อมูลจากสนามบินระบุว่า ในปี 2568 สุวรรณภูมิต้อนรับผู้โดยสาร 62.9 ล้านคน มากกว่า 80% เป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน สนามบินกำลังดำเนินแผนเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 65 ล้านคน เป็น 80 ล้านคนต่อปีภายในปี 2573   จากปริมาณผู้โดยสารระหว่างประเทศและแผนขยายสนามบินจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สุวรรณภูมิเหมาะกับการเปิดเลานจ์ 2 รูปแบบ ซึ่งรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของนักเดินทาง   ด้าน ‘กิตติพงศ์ กิตติขจร’ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางออกจากประเทศไทยและผู้ที่เปลี่ยนเที่ยวบินผ่านสุวรรณภูมิ   2 เลานจ์ 2 ความต่างประสบการณ์ โดย PPG ยังวางตำแหน่ง เลานจ์ทั้งสองแบรนด์ Plaza Premium First’ และ ‘Plaza Premium Lounge’ ให้บริการรองรับไลฟ์สไตล์ตามความต้องการ ดังนี้   สำหรับ Plaza Premium First เน้นความเป็นส่วนตัวและบริการเฉพาะบุคค ออกแบบให้เป็น เหมาะกับผู้ที่ต้องการประสบการณ์ก่อนขึ้นเครื่องที่พิเศษยิ่งขึ้น ขนาดพื้นที่ 212 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 50 คน ไฮไลต์ บริการอาหาร Primo Dining นำเสนอเมนูแบบสั่งทำตามรายการ (à la carte) อาทิ แอ๊บปลา ต้มข่าไก่ และข้าวซอยเหนือ รวมถึง Aero Bar ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มพรีเมียม ไวน์ และค็อกเทลสูตรพิเศษอย่าง Siamese Martini ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากต้มยำไทย โซนพักผ่อนส่วนตัว ห้องอาบน้ำ และบริการผู้ช่วยส่วนตัว ช่วยให้ผู้โดยสารใช้เวลารอเที่ยวบินได้อย่างสะดวกสบายและเป็นส่วนตัวมากขึ้น   ขณะที่ Plaza Premium Lounge ให้สะดวกสบาย พร้อมอาหารไทยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบ   ขนาดพื้นที่ 578 ตารางเมตร รองรับได้สูงสุด 98 ที่นั่ง เน้นการต้อนรับที่อบอุ่น ความสะดวกสบาย และการใช้งานที่เข้าถึงง่าย จุดเด่น ครัวปรุงสดและไลน์บุฟเฟต์ที่มีเมนูไทย เช่น ส้มตำ ไก่ปิ้ง และลูกชุบ สิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับผู้โดยสารหลากหลายกลุ่ม อาทิ Wi-Fi ความเร็วสูง จุดชาร์จอุปกรณ์ ห้องอาบน้ำ ห้องปฏิบัติศาสนกิจ และพื้นที่สำหรับครอบครัว   ‘ศิลปะไทย’ เติมประสบการณ์ก่อนขึ้นเครื่อง   นอกจากอาหารและบริการแล้ว เลานจ์ทั้งสองแห่งยังนำเสนอผลงานศิลปะจากศิลปินไทยร่วมสมัย เพื่อสะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการออกแบบพื้นที่   โดยผลงานที่นำมาจัดแสดงประกอบด้วยงานปักผ้าไหม งานโมเสกแก้ว ผ้าแฮนด์เมดย้อมสีธรรมชาติ และภาพทิวทัศน์เมืองที่สร้างสรรค์จากผ้ายีนส์ การเลือกใช้งานศิลปะเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบที่ต้องการเชื่อมประสบการณ์ระดับสากลเข้ากับเอกลักษณ์ของประเทศไทย   ใครๆ ก็ใช้บริการได้   โดยเลานจ์ทั้งสองแบรนด์ รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้โดยสารที่เดินทางออกนอกประเทศหรือเปลี่ยนเที่ยวบินที่สุวรรณภูมิสามารถเข้าใช้บริการ โดยไม่จำกัดสายการบินหรือชั้นโดยสาร ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถเข้าใช้โดยไม่ต้องจองล่วงหน้า หรือ สามารถจองลวงหน้าผ่านเว็บไซต์ plazapremiumlounge.com   นอกจากนี้ ยังมี Lounge Pass แบบหลายครั้งให้เลือก วางราคาเริ่มต้น 69 ดอลลาร์สหรัฐ   อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารควรตรวจสอบราคา เงื่อนไขการเข้าใช้ และบริการที่รวมอยู่ในบัตรของเลานจ์แต่ละประเภทก่อนเดินทาง เนื่องจากรายละเอียดอาจแตกต่างกันตามรูปแบบบริการและแพ็กเกจ alt-x KEY TAKEAWAYS Plaza Premium Group (PPG) เปิด Plaza Premium First และ Plaza Premium Lounge ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นการเปิดตัวคอนเซปต์เลานจ์คู่ครั้งแรกในประเทศไทย เลานจ์ทั้งสองแห่งตั้งอยู่ชั้น 3 อาคารเทียบเครื่องบิน G ใกล้เกต G1 รวมพื้นที่กว่า 790 ตารางเมตร Plaza Premium First มีพื้นที่ 212 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารมากกว่า 50 คน เน้นความเป็นส่วนตัว บริการผู้ช่วยส่วนตัว อาหารแบบสั่งจานเดี่ยว ห้องอาบน้ำ และ Aero Bar Plaza Premium Lounge มีพื้นที่ 578 ตารางเมตร รองรับได้สูงสุด 98 ที่นั่ง มีบุฟเฟต์อาหารไทย ครัวปรุงสด Wi-Fi จุดชาร์จอุปกรณ์ ห้องอาบน้ำ และพื้นที่สำหรับครอบครัว เลานจ์ทั้งสองแห่งเปิดรับผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศและผู้โดยสารเปลี่ยนเที่ยวบิน โดยไม่จำกัดสายการบินหรือชั้นโดยสาร ตามเงื่อนไขการใช้บริการ ผู้โดยสารสามารถเข้าใช้บริการโดยไม่ต้องจองล่วงหน้า หรือจองผ่านเว็บไซต์ Plaza Premium Lounge โดยมี Lounge Pass แบบหลายครั้งราคาเริ่มต้น 69 ดอลลาร์สหรัฐ PPG เลือกสุวรรณภูมิเป็นจุดยุทธศาสตร์ จากบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการบินและท่องเที่ยวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

Bitget เผยสถิติ 13 ปี ต.ค. บิตคอยน์ลุ้นบวก 77% โชว์กองทุนแกร่งเกิน 300 ล้านเหรียญ

PRnounce

Bitget เปิดสถิติย้อนหลัง 13 ปี เดือน ต.ค.บิตคอยน์มีโอกาสเป็นบวก 77% ผลตอบแทนเฉลี่ย 18.64% ล่าสุดโชว์เงินกองทุนแข็งแกร่งอยู่ในระดับเกิน300ล้านดอลลาร์   Bitget เผยสถิติย้อนหลัง 13 ปี พบช่วงเดือน ตุลาคม บิตคอยน์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงพฤศจิกายน โอกาสกว่า 77% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 18.64% ล่าสุดพบแรงซื้อจาก Bitcoin ETF โดยนักลงทุนสถาบันสร้างสถิติมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 2.65 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนกันยายน สูงที่สุดเป็นอันดับที่สองหลังเริ่มเปิดซื้อขาย ปัจจัยหลักมาจากการผ่อนคลายนโยบานด้านคริปโท แต่แนะระวังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯที่อาจเกิดแรงเทขาย พร้อมเปิดเผยเงินกองทุนคุ้มครองผู้ใช้งาน กลับมาอยู่ในระดับเกิน 300 ล้านดอลลาร์ อีกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเพียงสัปดาห์เดียวและอัตราส่วนเงินสำรองรวม สูงถึง 131% สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแพลตฟอร์ม นางสาวเกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าราคาบิตคอยน์ได้รับแรงหนุนจากการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non Farm Payroll) ที่ออกมาน้อยกว่าที่คาดค่อนข้างมาก ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้กองทุน Spot Bitcoin ETF บันทึกยอดเงินไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) สูงถึง 2.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นสถิติมูลค่าเงินไหลเข้ารายเดือนที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักลงทุนสถาบันที่ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดัชนี Crypto Fear & Greed Index ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 69 ขึ้นอยู่ในโซนความโลภ (Greed) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดแข็งแกร่งขึ้น อีกปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ฯ (SEC) และ คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าแห่งสหรัฐ ฯ (CFTC) ที่ออกนโยบายมาสนับสนุนตลาดคริปโทอย่างเช่นการรับรองซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคนดิจิทัล ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นแม้ว่ากฎหมาย CLARITY Act จะไม่ผ่านการรับรองจากวุฒิสภาก็ตาม “สถิตินับตั้งแต่บิตคอยน์มีการซื้อขายมาตลอด 13 ปีที่ผ่านมา เดือนตุลาคมมีโอกาสกว่า 77% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 18.64% และจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่องถึงเดือนพฤศจิกายน ระยะสั้นมีแนวต้านที่ 87,300 ดอลลาร์ และแนวรับ 82,500 ดอลลาร์ ” นางสาวเกรซี่ เฉิน กล่าว อย่างไรก็ตามความเสี่ยงที่รออยู่คือการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ฯ ในเดือนพฤศจิกายน สถิติในอดีตตลาดหุ้นและบิตคอยน์จะปรับตัวขึ้นก่อนที่จะมีการเลือกตั้งและจะปรับตัวลงแรงทุกครั้ง ช่วงเวลานี้จึงยังสามารถเข้าซื้อลงทุนได้และทยอยขายทำกำไรลดความเสี่ยง ประกอบกับการติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ ถ้ายังอยู่ในระดับสูงอาจจะกดดันให้คณะกรรมการนโยบายการเงินปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคม ทั้งนี้เพื่อรองรับการซื้อขายของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ล่าสุด Bitget ได้เติมเงินทุนเข้ากองทุนคุ้มครองผู้ใช้งาน (Protection Fund) กลับเข้าสู่ระดับมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกครั้งภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากเกิดเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมาซึ่ง Bitget ได้นำกองทุนดังกล่าวมาใช้นำร่องชดเชยผลกระทบทางการเงินมูลค่าประมาณ 388 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ลูกค้าสามารถถอนเงินได้ตามปกติ นอกจากนี้รายงานความโปร่งใสเงินสำรอง Proof of Reserves (PoR) ฉบับล่าสุด ณ วันที่ 29 กันยายน 2026 อัตราส่วนเงินสำรองรวม (Overall Reserve Ratio) สูงถึง 131% ยืนยันว่าสินทรัพย์สำรองของแพลตฟอร์มยังคงสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานอัตรา 1:1 เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของผู้ใช้งานทั้งหมด “ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผู้ใช้งานของเรา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า กลไกการคุ้มครองที่เราสร้างขึ้นสามารถทำงานได้จริงในทางปฏิบัติซึ่งผลที่เกิดขึ้นพิสูจน์แล้วว่าเราสามารถทำได้สำเร็จ ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์ของกองทุนบน On-chain ได้ด้วยตนเองเหมือนเช่นที่เคยทำได้มาตลอด” นางสาวเกรซี่ เฉิน กล่าว  

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

NURA Bangkok Clinic ผนึก รพ.รวมใจรักษ์ เป็น Care Partner ยกระดับสุขภาพเชิงป้องกัน

PRnounce

NURA Bangkok Clinic โดย ฟูจิฟิล์ม ดีเคเอช จับมือร่วมกับ รพ.รวมใจรักษ์ เป็นพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและการแพทย์ (Care Partner Network) เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เชิงป้องกัน และการส่งต่อรักษาแบบครบวงจร       บริษัท ฟูจิฟิล์ม ดีเคเอช (ประเทศไทย) จำกัด หรือ “NURA Bangkok Clinic” สหคลินิกตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งและโรคหัวใจเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ใจกลางกรุงเทพฯ เดินหน้าส่งเสริมการดูแลสุขภาพ คัดกรองมะเร็งและโรคหัวใจเชิงรุก พร้อมขับเคลื่อนและส่งเสริมให้คนไทยในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงหรือผู้ที่มีความรักและใส่ใจในการตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำได้รับประสบการณ์ใหม่ด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากฟูจิฟิล์ม ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัวและสะดวกสบาย ล่าสุดประกาศความร่วมมือกับบริษัท การแพทย์ สุขุมวิท 62 จำกัด หรือ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) แต่งตั้งโรงพยาบาลรวมใจรักษ์เป็นพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและการแพทย์ (Care Partner Network) แห่งแรกของ NURA Bangkok Clinic นับเป็นก้าวสำคัญในภารกิจพัฒนาเครือข่ายการดูแลสุขภาพแบบต่อเนื่อง (Continuity of Care Ecosystem) เพื่อเชื่อมโยงการตรวจคัดกรองสุขภาพเชิงรุกและการตรวจพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เข้ากับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และการเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม มุ่งสร้างแนวทางการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และทันท่วงที   NURA Bangkok Clinic มุ่งเน้นการตรวจสุขภาพและคัดกรองมะเร็งและโรคหัวใจเชิงป้องกัน ผ่านโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ปริมาณรังสีต่ำเป็นพิเศษ (Ultra Low-Dose CT Scan) ควบคู่การวิเคราะห์ผลด้วยระบบ AI ของฟูจิฟิล์ม เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพในการอ่านและวิเคราะห์ภาพของรังสีแพทย์ สามารถตรวจคัดกรองได้อย่างละเอียดและครอบคลุมตั้งแต่บริเวณทรวงอกจนถึงช่องท้อง รวมถึงการประเมินปริมาณหินปูนในหลอดเลือด (Calcium Score) และไขมันรอบกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภายใต้แนวคิดการตรวจครบจบภายใน 120 นาที ตั้งแต่เริ่มต้นการตรวจจนถึงการพบแพทย์ โดยผู้รับบริการไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือน้ำล่วงหน้า ช่วยให้สามารถรับรู้ความเสี่ยงหรือความผิดปกติด้านสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และนำไปสู่การวางแผนดูแลสุขภาพและการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที   ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ หากผลการตรวจคัดกรองของผู้รับบริการที่ NURA Bangkok Clinic พบความเสี่ยงหรือความผิดปกติที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมหรือการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการรักษา ผู้รับบริการสามารถรับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและการแพทย์ของ NURA Bangkok Clinic เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ตลอดจนการรักษาตามความเหมาะสม ซึ่งสร้างความต่อเนื่องระหว่างการตรวจคัดกรองเชิงป้องกันไปสู่การดูแลทางการแพทย์ในขั้นตอนต่อไป   นายสิทธิเวช เศวตรพัชร์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฟูจิฟิล์ม ดีเคเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “NURA Bangkok Clinic มุ่งส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน และการตรวจคัดกรองเพื่อค้นหาความเสี่ยงของมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพไม่ควรรอให้มีอาการ แต่ควรเริ่มจากการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมเป็นประจำทุก 6 เดือน หรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะการตรวจพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สามารถเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยเพิ่มเติมและรับการดูแลรักษาที่เหมาะสมได้อย่างทันท่วงที เพื่อให้กลับมามีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว NURA Bangkok Clinic มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันในสังคมไทย อย่างไรก็ตาม การตรวจพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขั้นตอนสำคัญต่อจากนั้นคือการส่งต่อผู้รับบริการเพื่อรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทาง และเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ความร่วมมือในฐานะพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและการแพทย์กับโรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ซึ่งมีศักยภาพทั้งด้านเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการดูแลรักษาเฉพาะทาง จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้อีโคซิสเต็มการดูแลสุขภาพของเรา ตั้งแต่การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย ไปจนถึงการส่งต่อและการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อร่วมส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน (Longevity)”   นายอภิรักษ์ อภิสารธนรักษ์ กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ กล่าวว่า “โรงพยาบาลรวมใจรักษ์มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและการแพทย์กับ NURA Bangkok Clinic ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงเป้าหมายร่วมกันของทั้งสององค์กรในการสร้างระบบการดูแลสุขภาพที่ยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การป้องกันและการค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการตรวจวินิจฉัย การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง และการรักษาที่เหมาะสม ในมุมของโรงพยาบาล เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพที่ดีไม่ควรสิ้นสุดลงเมื่อทราบผลการตรวจ แต่ควรมีระบบที่ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถก้าวไปสู่ขั้นตอนต่อไปได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว การเชื่อมโยงกับ NURA Bangkok Clinic จึงเป็นการนำศักยภาพของทั้งสององค์กรมาเติมเต็มกัน ทั้งด้านการคัดกรองเชิงป้องกัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และการดูแลรักษา เพื่อสนับสนุนให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางสุขภาพ”                    

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

กทม. เปิดตัวครัวกลางส่งต่ออาหารสุขภาพให้ 7 โรงเรียน มุ่งลดปัญหาโรคอ้วนเด็ก

PRnounce

จากหนึ่งครัวกลางสู่เจ็ดโรงเรียนและนักเรียนอีก 1,500 คน กรุงเทพมหานครเปิดตัวครัวกลางเพื่อส่งมอบอาหารเพื่อสุขภาพและลดโรคอ้วนในเด็ก   โครงการ “Bangkok, City for Better Health (กรุงเทพฯ เมืองสุขภาพดี) เปิดตัว “ครัวกลาง” ที่โรงเรียนวัดดอน ซึ่งช่วยให้สามารถจัดเตรียมอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับนักเรียนเกือบ 1,500 คน จากโรงเรียนเจ็ดแห่งในเขตสาทรและบางรัก โครงการนี้มุ่งแก้ไขปัญหาอัตราโรคอ้วนที่เพิ่มสูงขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดยการรวมศูนย์การจัดเตรียมอาหารเพื่อให้มั่นใจในมาตรฐานทางโภชนาการที่สม่ำเสมอ ยกระดับความปลอดภัยด้านอาหาร ลดภาวะอ้วนในเด็ก และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ (NCDs) โครงการนี้ส่งมอบอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารและสูตรได้รับการรับรองจากกรุงเทพมหานครในทุกวัน จากโรงเรียนวัดดอนไปยังโรงเรียนอีกหกแห่ง ฝึกอบรมตัวแทนนักเรียนให้เป็นผู้ตรวจสอบอาหาร “อย. น้อย” และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลกของโนโว ซึ่งส่งเสริมเสาหลักด้านหลักสูตรอย่าปล่อยให้เด็กอ้วนและพื้นที่สันทนาการที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้   กรุงเทพมหานคร (“กรุงเทพมหานคร”) สถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ประจำประเทศไทย (“สถานเอกอัครราชทูต”) และบริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว”) ได้ร่วมกันเปิดตัวโครงการ “ครัวกลาง” ที่โรงเรียนวัดดอน ภายใต้โครงการ “Bangkok, City for Better Health” โครงการนี้ช่วยให้โรงเรียนวัดดอนสามารถจัดเตรียมอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีรสชาติอร่อย ไม่เพียงแต่สำหรับนักเรียนของตนเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักเรียนทั้งหมดเกือบ 1,500 คน จากโรงเรียนอีกหกแห่ง ในเขตสาทรและบางรักด้วย   ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตจากโรคอ้วน โดยประชากรราวร้อยละ 45 มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน1 อัตราความชุกในกรุงเทพมหานครยิ่งสูงกว่าที่ประมาณร้อยละ 582 สำหรับนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ความชุกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 163 ซึ่งโรคอ้วนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือด และโรคทางเมแทบอลิก เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง และโรคตับคั่งไขมันที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึม (MASH)4 โดยเกือบหนึ่งในสามของผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคอ้วนต้องเผชิญกับโรคเรื้อรังเหล่านี้5,6 ความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานคร สถานเอกอัครราชทูต และโนโว มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น พร้อมทั้งป้องกันและจัดการกับโรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับระบบเมตาบอลิก และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ (NCDs) ในเขตเมืองที่โรคอ้วนส่งผลกระทบรุนแรงที่สุด   ครัวกลางได้รับการออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงอาหารกลางวันในโรงเรียนที่มีความสมดุล และสนับสนุนพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพในหมู่เด็ก ๆ ด้วยแรงบันดาลใจจากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี การรวมศูนย์การจัดเตรียมอาหารช่วยสร้างมาตรฐานทางโภชนาการที่สม่ำเสมอ ยกระดับความปลอดภัยด้านอาหาร และช่วยให้โรงเรียนสามารถจัดเสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพที่หลากหลายมากขึ้นให้แก่นักเรียนในทุกวัน โครงการนี้ยังรวมถึงการฝึกอบรมตัวแทนนักเรียนให้เป็น ‘อย. น้อย‘ เพื่อตรวจสอบคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่จัดเสิร์ฟ โครงการนี้ส่งเสริมเสาหลัก หลักสูตรอย่าปล่อยให้เด็กอ้วนและพื้นที่สันทนาการในสวนเบญจกิติที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้   นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ครัวกลางที่โรงเรียนวัดดอนเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการที่ความร่วมมือสามารถยกระดับชีวิตประจำวันของนักเรียนในกรุงเทพมหานครได้ ด้วยการจัดหาอาหารที่มีคุณภาพให้แก่โรงเรียนเจ็ดแห่งในเขตสาทรและบางรัก เรากำลังลงทุนเพื่ออนาคตที่มีสุขภาพดีขึ้นสำหรับเด็ก ๆ และกรุงเทพฯ ครัวแห่งใหม่นี้จะจัดเตรียมอาหารตามแนวทางโภชนาการของกรุงเทพมหานคร โดยเน้นสัดส่วนที่สมดุล ผัก โปรตีน และสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ นอกจากการสนับสนุนสุขภาพของนักเรียนแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ในหมู่เด็ก ครู และครอบครัว เกี่ยวกับความสำคัญของอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี ฯพณฯ นายแดนนี อันนัน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ครัวกลางที่โรงเรียนวัดดอนได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ความสำเร็จและการดำเนินโครงการนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศที่สามารถเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นความจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนหลายพันคนในกรุงเทพมหานคร ประเทศเดนมาร์กภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนความร่วมมือที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี อันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน”   นายจิฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิก ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว ประเทศไทย เน้นย้ำว่า “ที่โนโว เราเชื่อว่าสุขภาพที่ยั่งยืนเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก และการป้องกันมีบทบาทสำคัญในการลดภาระของโรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อน ครัวกลางเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Cities for Better Health ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกของโนโว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เมืองมีสุขภาพที่ดีขึ้น”   ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมที่จำลองการทำงานของครัวกลาง ตั้งแต่การปรุงอาหารไปจนถึงความท้าทายในการส่งมอบอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ครัวกลางเริ่มดำเนินการตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อส่งมอบอาหารเช้า จากนั้นจึงส่งอาหารกลางวันตามเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อให้มั่นใจในความสดใหม่และความปลอดภัยของอาหาร ครัวกลางส่งอาหารจากโรงเรียนวัดดอนไปยังโรงเรียนวัดยานนาวา โรงเรียนวัดมหาพฤฒาราม โรงเรียนวัดม่วงแค โรงเรียนวัดแก้วแจ่มฟ้า โรงเรียนวัดหัวลำโพง และโรงเรียนวัดสวนพลู ให้บริการอาหารแก่นักเรียน 1,500 คนในทุกวัน ทั้งนี้ ในงานได้รับเกียรติจาก พล.ท. หญิง รศ. พญ. อภัสนี บุญญาวรกุล นายกสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย รศ. นพ. เพชร รอดอารีย์ นายกสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย และ รศ. ดร. พิมพ์ลภัส “ชินนี่” ลี้กิจเจริญผล อาจารย์และนักวิจัยประจำ Technical University of Denmark (DTU)   โนโวเป็นบริษัทด้านการดูแลสุขภาพระดับโลกที่เชื่อว่าสุขภาพดีที่ยั่งยืนเริ่มต้น ณ ตอนนี้ ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ เราได้ผสานความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำเข้ากับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในชีวิตของผู้คน เราพัฒนาการรักษาและการสนับสนุนอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผู้คนหลายล้านคนเห็นความก้าวหน้าที่พวกเขาสามารถมองเห็น รู้สึก และรักษาไว้ได้ได้ทั้งในวันนี้และในอนาคต ในทุก ๆ วัน พนักงานกว่า 67,000 คนทั่วโลกขับเคลื่อนเป้าหมายของเราในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือ โครงการ และการลงทุนของเรา เรากำลังทำงานเพื่อป้องกันโรค ขยายการเข้าถึงการรักษา และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยให้ผู้คนจำนวนมากยิ่งขึ้นมีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมได้ที่ novonordisk.com และติดตามเราได้ทาง Instagram, LinkedIn, TikTok, Facebook, X และ YouTube.   อ้างอิง Aekplakorn W. 6th Thailand National Health Examination Survey 2019-2020. 2021 Data on file of Bangkok Metropolitan Administration’s Health Screenings, https://health2.bangkok.go.th/, accessed 11 September 2026. Data on file of Smart Grow Bangkok, https://datastudio.google.com/u/0/reporting/f2f600a1-cc2f-4539-a771-f378ed507e66/page/p_uxgto9hoxd?s=jaE5IbPi0DI , accessed 11 September 2026. Yanai H, Adachi H, Hakoshima M, Iida S, Katsuyama H. Metabolic-Dysfunction-Associated Steatotic Liver Disease-Its Pathophysiology, Association with Atherosclerosis and Cardiovascular Disease, and Treatments. Int J Mol Sci. 2023 Oct 23;24(20):15473. doi: 10.3390/ijms242015473. PMID: 37895151; PMCID: PMC10607514. Kearns K, Dee A, Fitzgerald AP, Doherty E, Perry IJ. Chronic disease burden associated with overweight and obesity in Ireland: the effects of a small BMI reduction at population level. BMC Public Health. 2014;14(1):143. Australian Institute of Health and Welfare. Impact of overweight and obesity as a risk factor for chronic conditions. Australian Burden of Disease Study. 2017.  

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

KPI คว้า 3 รางวัลใหญ่จาก TCCTA Awards 2026 ตอกย้ำความเป็นเลิศบริการลูกค้า

PRnounce

KPI ตอกย้ำความเป็นเลิศ คว้า 3 รางวัลใหญ่ระดับประเทศจาก TCCTA Contact Center Awards 2026 ยกระดับมาตรฐานการให้บริการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ เคพีไอ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนามาตรฐานการให้บริการแก่ลูกค้าหลังการขาย เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการผ่าน KPI Contact Center ประกาศความสำเร็จคว้า 3 รางวัลใหญ่จากงาน TCCTA Contact Center Awards 2026 จัดโดยสมาคมการค้าธุรกิจศูนย์บริการทางโทรศัพท์ไทย (TCCTA: Thai Contact Center Trade Association) องค์กรวิชาชีพชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจในการประเมินศักยภาพองค์กรและยกระดับมาตรฐานศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย ในครั้งนี้ เคพีไอ ได้รับ 3 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลระดับองค์กร The Best Workflow Contact Center of The Year (ระดับ Silver) 1 รางวัล และรางวัลระดับบุคคล The Best Contact Center Manager (ระดับดีเด่น) จำนวน 2 รางวัล ตอกย้ำความเป็นเลิศในด้านการพัฒนาศักยภาพและการบริหารจัดการกระบวนการให้บริการของศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ KPI Contact Center ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสุชาวดี แสงอนงค์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ความพึงพอใจของลูกค้าคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด เคพีไอจึงไม่หยุดที่จะพัฒนาการให้บริการของ KPI Contact Center ทั้งการพัฒนาความสามารถของบุคลากร รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการออกแบบกระบวนการทำงาน เพื่อส่งมอบบริการที่รวดเร็วและมีคุณภาพให้แก่ลูกค้ามากที่สุด ในปีนี้ เป็นปีที่กรุงไทยพานิชประกันภัย ครบรอบ 73 ปี รางวัลนี้จึงถือเป็นรางวัลแห่งปี ที่เราทุกคนมีความภาคภูมิใจ ทั้งยังสะท้อนถึงความร่วมมือของทีมงาน KPI Contact Center และพนักงานเคพีไอ ในการร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าค่ะ” Your Trust, Our Care ดูแลทุกความไว้ใจ  

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอนจัด Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 สำเร็จสวยงาม เตรียมลุยต่อปี 2027

PRnounce

สยามพารากอนประกาศความสำเร็จ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เตรียมปักหมุดปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก ปี 2027 อย่างยิ่งใหญ่ ดันกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination สยามพารากอน ตอกย้ำแลนด์มาร์กระดับโลก และ Global Luxury Destination ประกาศความสำเร็จของงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 22–27 กันยายน 2569 รวมกว่า 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก โดยมีแบรนด์ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรกกว่า 20 แบรนด์ และนำเสนอเรือนเวลาเปิดตัวใหม่กว่า 200 รุ่น และเปิดเวที Symposium ผ่าน The Symposium รวม 18 เรื่องราวจากแบรนด์นาฬิการะดับโลก ตลอด 6 วันของการจัดงานมีผู้เข้าชมรวมกว่า 40,000 คน โดยมีผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงจากแบรนด์ต่างๆ บินตรงมาร่วมงานด้วยตนเอง สะท้อนการยอมรับในฐานะงานระดับโลกอย่างแท้จริง และยังสะท้อนความสนใจในโลกแห่งเรือนเวลาและการเติบโตของคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกา พร้อมเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญด้านวัฒนธรรมนาฬิกาของภูมิภาค และเตรียมปักหมุดปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2027” ก้าวสู่ปีที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมและเป็นงานระดับโลกที่สะกดทุกสายตา คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้า สยามพารากอน กล่าวว่า ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ในปีนี้ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของแวดวงนาฬิการะดับนานาชาติ ตลอดจนพลังของความร่วมมือระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์ แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม และคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกา ที่ได้ร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มซึ่งหลอมรวมองค์ความรู้ วัฒนธรรม งานฝีมือ และนวัตกรรมแห่งศาสตร์การประดิษฐ์เรือนเวลาไว้ในงานเดียวอย่างสมบูรณ์ “การที่งานสามารถต้อนรับผู้เข้าชมกว่า 40,000 คนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดระยะเวลา 6 วันของการจัดงาน รวมถึงได้รับการตอบรับอย่างโดดเด่นจากเวที The Symposium ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นว่าความหลงใหลในโลกแห่งเรือนเวลาได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และกำลังก้าวสู่การเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายเจเนอเรชัน หลากหลายประสบการณ์ และหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ตั้งแต่นักสะสมระดับผู้เชี่ยวชาญไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นศึกษาศาสตร์แห่งเรือนเวลา” “นอกเหนือจากการนำเสนอสุดยอดเรือนเวลาจากทั่วโลกแล้ว เรามุ่งหวังให้งานนี้เป็นเวทีแห่งการสร้างแรงบันดาลใจ การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนมุมมองในระดับนานาชาติ ผ่านการมีส่วนร่วมของผู้บริหารแบรนด์ นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำทางความคิดในอุตสาหกรรมที่เดินทางมาจากหลายประเทศทั่วโลก ความหลากหลายขององค์ความรู้และบทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในงาน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางแห่งการเชื่อมโยงคอมมูนิตี้นาฬิการะดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างชัดเจน” คุณธณพร กล่าวเสริม กว่า 45 แบรนด์ระดับโลก ร่วมถ่ายทอดความหลากหลายแห่งศาสตร์เรือนเวลา การจัดงานในปีนี้ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์นาฬิการะดับโลกให้เข้าร่วมมากกว่า 45 แบรนด์ โดยมี แบรนด์ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรกกว่า 20 แบรนด์ พร้อมเปิดตัวเรือนเวลารุ่นใหม่กว่า 200 รุ่น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร ตลอดจนความไว้วางที่มีต่อกลุ่มสยามพิวรรน์ และสยามพารากอน ที่สามารถเชื่อมโยงผู้บริโภค นักสะสม และอุตสาหกรรมนาฬิการะดับโลกเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบรนด์นาฬิกาที่ร่วมถ่ายทอดความโดดเด่นภายในงาน อาทิ A. LANGE & SÖHNE, AMIDA, BIANCHET, BLANCPAIN, BOUCHERON, BREGUET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHANEL, CHOPARD, CVSTOS, FRANCK MULLER, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GRAND SEIKO, GREUBEL FORSEY, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JACOB & CO., JAEGER-LECOULTRE, L.LEROY, PANERAI, PARMIGIANI FLEURIER, PIAGET, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TAG HEUER, TIFFANY & CO., TUDOR, ULYSSE NARDIN, UNIVERSAL GENÈVE, VACHERON CONSTANTIN และ ZENITH ภายใน The Exhibition ผู้เข้าชมได้ค้นพบเรือนเวลาเปิดตัวใหม่กว่า 200 รุ่น ควบคู่กับนาฬิกาหายาก รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น และผลงานชิ้นสำคัญจากแบรนด์ที่เข้าร่วมงาน พร้อมพูดคุยกับตัวแทนแบรนด์เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบและการพัฒนากลไก ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้งานเป็นพื้นที่สำหรับทั้งการค้นพบเรือนเวลาที่น่าสนใจและการเรียนรู้คุณค่าที่อยู่เบื้องหลังนาฬิกาแต่ละเรือน 18 Symposium Sessions สร้างพื้นที่Storytelling and Experience มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 4,000 คน หนึ่งในหัวใจสำคัญของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือ The Symposium ซึ่งจัดขึ้นรวม 18 หัวข้อ มีผู้เข้าร่วมฟังตลอดการจัดงานรวมกว่า 4,000 คน เปิดโอกาสให้นักสะสม ผู้ชื่นชอบนาฬิกา และผู้สนใจได้เรียนรู้จากบุคคลสำคัญในวงการอย่างใกล้ชิด ผ่านเนื้อหาที่ครอบคลุมประวัติศาสตร์ของแบรนด์ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แนวคิดการออกแบบ นวัตกรรม และมุมมองต่อการสะสมเรือนเวลา นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากวิทยากร ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงนาฬิกากว่า 100 คน จากหลายประเทศและพื้นที่ อาทิ สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแลกเปลี่ยนมุมมอง ช่วยเชื่อมโยงคอมมูนิตี้นาฬิกาในประเทศไทยกับแวดวงเรือนเวลาระดับนานาชาติ ความหลากหลายของหัวข้อและเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมสะท้อนให้เห็นว่า ความสนใจในนาฬิกาครอบคลุมไปถึงประวัติศาสตร์ งานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของการสะสม โดย The Symposium ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำคัญในการส่งต่อองค์ความรู้และเปิดบทสนทนาระหว่างแบรนด์ นักสะสม และผู้สนใจรุ่นใหม่ ต่อยอดประสบการณ์ สู่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของคอมมูนิตี้ ด้าน The Experience แบรนด์ต่าง ๆ ได้ร่วมสร้างกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสัมผัสโลกแห่งเรือนเวลาในรูปแบบที่หลากหลาย เสริมด้วยความร่วมมือกับ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรด้านวัฒนธรรม และการศึกษานาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ ผ่าน FHH Academy Lounge ซึ่งช่วยให้ผู้สนใจเข้าถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกา และต่อยอดความสนใจสู่การเรียนรู้อย่างเป็นระบบ การเชื่อมโยง The Exhibition, The Symposium และ The Experience เข้าด้วยกัน ทำให้งานมีบทบาททั้งในฐานะพื้นที่นำเสนอผลงานนาฬิการะดับโลก เวทีแลกเปลี่ยนความคิด และจุดนัดพบของคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจร่วมกัน พร้อมเปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจวัฒนธรรมนาฬิกาผ่านการชม การฟัง และการมีส่วนร่วมด้วยตนเอง ดึงดูดสื่อไทยและนานาชาติ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้ชมทั่วโลก Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ CNN และสื่อจากสวิตเซอร์แลนด์ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน เป็นต้น ที่เดินทางมาร่วมงานตลอดทั้งสัปดาห์ เพื่อรายงานบรรยากาศ สัมภาษณ์ผู้บริหารแบรนด์และบุคคลสำคัญในแวดวงนาฬิกา พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวและไฮไลต์ของงานสู่ผู้ชมทั่วโลก ความสนใจจากสื่อนานาชาติสะท้อนถึงความโดดเด่นของงานในฐานะเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนาฬิกา และช่วยขยายการรับรู้ถึงศักยภาพของกรุงเทพฯ ในการเป็น Global Watch Destination กระแสตอบรับบนโซเชียลเติบโต Reach เพิ่ม 366% และ Engagement เพิ่ม 147% ความสนใจในงานยังสะท้อนผ่านผลการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย โดยสร้างการรับรู้กว่า 600 ล้านครั้ง มี Reach เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 366% และ Engagement เพิ่มขึ้น 147% แสดงถึงการขยายการรับรู้และการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ของงาน พร้อมส่งต่อเรื่องราวของแบรนด์ เรือนเวลา และองค์ความรู้จากเวทีสู่ผู้ชมในวงกว้าง โดยการจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ, โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ และ เกรย์ กูส ซึ่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมงาน และสนับสนุนการเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับคอมมูนิตี้นาฬิการะดับนานาชาติ ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เป็นอีกก้าวสำคัญของสยาม พารากอนในการสร้างคอมมูนิตี้นาฬิกาที่เข้มแข็ง และการเชื่อมโยงประเทศไทยกับอุตสาหกรรมนาฬิการะดับโลก ผ่านความร่วมมือของแบรนด์ พันธมิตร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้เข้าชม สยามพารากอนพร้อมต่อยอดงานให้เป็นแพลตฟอร์มแห่งการค้นพบและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนาฬิกา และเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่ปีที่ 3 ในปี 2027 อย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิมในทุกมิติ เพื่อร่วมผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็น Global Watch Destination อย่างแท้จริง  

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริมคว้ารางวัล HR Asia 2026 ต่อเนื่องปีที่ 5 ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรแข็งแกร่ง

PRnounce

บี.กริม คว้ารางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่เติบโตจากพลังของพนักงานทุกคน     บี.กริม สานต่อความสำเร็จด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร คว้ารางวัลจากเวที HR Asia Awards 2026 จัดโดย HR Asia นิตยสารชั้นนำด้านทรัพยากรบุคคลของภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2026 หรือรางวัลองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 พร้อมรับ Golden Harmonia Trophy ในโอกาสที่ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ให้ความสำคัญกับบุคลากร การมีส่วนร่วม และประสบการณ์ที่ดีของพนักงาน ภายใต้ปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” (Doing Business with Compassion) โดยมี นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บี.กริม เป็นผู้แทนเข้ารับรางวัล เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ณ TRUE ICON HALL, ICONSIAM   สำหรับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia เป็นรางวัลที่ยกย่ององค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยมี Total Engagement Assessment Model (TEAM) เป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน เพื่อสะท้อนมุมมองและประสบการณ์ของพนักงานในมิติต่างๆ ควบคู่กับแนวทางการบริหารบุคลากรขององค์กร   ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม เปิดเผยว่า การเป็นองค์กรที่น่าทำงานไม่ได้เกิดขึ้นจากรางวัลเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากประสบการณ์ที่พนักงานสัมผัสได้ในทุกวัน ตั้งแต่การเปิดรับความคิดเห็น การทำงานร่วมกัน การดูแลซึ่งกันและกัน ไปจนถึงการสร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้บุคลากรสามารถก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับองค์กร อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่สะท้อนความหมายของรางวัลในปีนี้คือ เสียงจากพนักงาน จากผลสำรวจ Employee Survey ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดครบทั้ง 3 มิติ ภายใต้ Total Engagement Assessment Model (TEAM) ได้แก่ CORE, SELF และ GROUP ซึ่งครอบคลุมมุมมองที่มีต่อองค์กร ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ตลอดจนความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันเป็นทีม “การได้รับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากพนักงานของเราทุกคน บี.กริม เชื่อมาโดยตลอดว่าบุคลากรคือหัวใจสำคัญขององค์กร เราจึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม แสดงศักยภาพ เรียนรู้ และพัฒนาไปด้วยกัน โดยมีปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารีเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลทั้งบุคลากร ธุรกิจ และสังคม” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าว   นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานทรัพยากรบุคคล บี.กริม กล่าวว่า สิ่งที่มีความหมายสำหรับเราไม่ใช่เพียงการได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แต่คือเสียงของพนักงานที่สะท้อนผ่าน Employee Survey ซึ่งมีผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดครบทั้ง 3 มิติ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่พนักงานมีต่อองค์กรและการทำงานร่วมกัน พร้อมเป็นข้อมูลสำคัญให้เรานำไปต่อยอดการพัฒนาประสบการณ์ของพนักงานให้ดียิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่อง บี.กริม ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กรอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมเดินหน้าส่งเสริมประสบการณ์ของพนักงาน ให้สอดคล้องกับการขยายธุรกิจทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ เพื่อสร้างองค์กรที่เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหลากหลายประสบการณ์และมุมมองสามารถมีส่วนร่วม พัฒนาศักยภาพ และสร้างคุณค่าไปด้วยกัน   “สำหรับ บี.กริม องค์กรที่น่าทำงานเริ่มต้นจากคน และแข็งแกร่งขึ้นจากสิ่งที่ทุกคนร่วมกันสร้างในทุกๆ วัน เราต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกว่าสามารถมีส่วนร่วม ได้รับการรับฟัง มีโอกาสพัฒนาตนเอง และได้รับการดูแลในมิติต่าง ๆ เพราะประสบการณ์ของพนักงานไม่ได้เกิดจากกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่เกิดจากประสบการณ์ตลอดเส้นทางการทำงานของพนักงาน และจากสิ่งที่ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้นในแต่ละวัน” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูอัปเกรด eSIM GO Travel MyPlan ทุกค่ายใช้ได้ไม่ต้องเปลี่ยนซิม เริ่มต้นเฉลี่ย 11 บาทต่อวัน

PRnounce

ทรู ยกระดับโรมมิ่ง ต่อยอด ‘eSIM GO Travel MyPlan’ ให้ทุกค่าย GO ได้ตามใจไม่ต้องเปลี่ยนซิมหลัก เพิ่มทางเลือก GO UNLIMITED และ GO FLEXY ราคาเริ่มต้นเฉลี่ย เพียง 11 บาทต่อวัน พร้อมสิทธิพิเศษตลอดทริป ชู “จีน-ฤชาทร” ถ่ายทอดคอนเซปต์ “GO ได้ตามใจ ชูสได้ตรงเทสต์”   ทรู คอร์ปอเรชั่น  ย้ำผู้นำด้านบริการโรมมิ่ง เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จด้วยการยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ผ่านบริการ “eSIM GO Travel MyPlan” ให้ลูกค้าทุกเครือข่าย GO ได้ตามใจยิ่งกว่าเดิม โดยไม่ต้องเปลี่ยนซิมหลัก   เพิ่มทางเลือกให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ทั้ง GO UNLIMITED และ GO FLEXY พร้อมราคาเริ่มต้นเฉลี่ยเพียง 11 บาทต่อวัน* ชูแนวคิด Customized Travel Connectivity ให้อิสระลูกค้าเลือกประเทศ จำนวนวัน และปริมาณดาต้าได้เหมาะกับแต่ละทริป พร้อมสิทธิพิเศษด้านการเดินทางจากพันธมิตรชั้นนำ   บริการ “eSIM GO Travel MyPlan” ครั้งนี้นำเสนอด้วยคอนเซปต์ “GO ได้ตามใจ ชูสได้ตรงเทสต์” ผ่าน “จีน-ฤชาทร กิตติพรพานิช” ในบทบาท Brand Ambassador ตัวแทนนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการออกแบบทริป   ชวนทุกคนออกแบบการเดินทางในสไตล์ของตัวเอง ตั้งแต่เลือกจุดหมายและประสบการณ์ที่ชอบ ไปจนถึงเลือกแพลนอินเทอร์เน็ตให้เหมาะกับแต่ละทริป เพื่อเชื่อมต่อและแบ่งปันโมเมนต์ระหว่างการเดินทางได้ในแบบที่ต้องการ   คุณพุทธิภา เชียรเตชากุล หัวหน้าสายงานธุรกิจต่างประเทศ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำบริการโรมมิ่ง ทำให้ทรูเข้าใจดีว่า นักเดินทางมีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตแตกต่างกัน ทั้งรูปแบบการใช้งาน ระยะเวลาเดินทาง และงบประมาณ ความยืดหยุ่นในการเลือกแพ็กเกจให้เหมาะกับทริปจึงเป็นสิ่งสำคัญ   เราจึงเดินหน้าต่อยอด eSIM GO Travel MyPlan ด้วยแนวคิด Customized Travel Connectivity ให้ลูกค้าเลือกประเทศ จำนวนวัน และแพ็กเกจดาต้าได้เหมาะกับการเดินทางของตัวเอง ไม่ว่าจะไปพักผ่อน ทำงาน หรือสร้างสรรค์คอนเทนต์ ด้วยทางเลือก GO UNLIMITED และ GO FLEXY พร้อมราคาใหม่ที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น ผสานจุดแข็งด้านเครือข่ายพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และสิทธิพิเศษด้านการเดินทาง เพื่อให้ลูกค้าทุกเครือข่ายเข้าถึงประสบการณ์โรมมิ่งของทรูได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนซิมหลัก และ GO ได้ตามใจในแบบของตัวเอง”   เลือกแพลนได้ตามสไตล์ ด้วย GO UNLIMITED และ GO FLEXY eSIM GO Travel MyPlan ตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ด้วย 2 ตัวเลือกหลัก ได้แก่   GO UNLIMITED แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับนักเดินทางที่ต้องการใช้ดาต้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการติดต่อสื่อสาร ใช้โซเชียลมีเดีย ดูคอนเทนต์ หรืออัปเดตเรื่องราวระหว่างทริป โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณดาต้า GO FLEXY แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตสำหรับนักเดินทางที่ต้องการความยืดหยุ่น สามารถเลือกจำนวนวันและปริมาณดาต้าให้เหมาะกับระยะเวลาการเดินทาง รูปแบบการใช้งาน และงบประมาณของแต่ละทริป   ทั้งสองตัวเลือกครอบคลุมจุดหมายในทุกทวีปทั่วโลกตามประเทศและเครือข่ายที่รองรับ ในราคาเริ่มต้นเฉลี่ยเพียง 11 บาทต่อวัน* พร้อมรับฟรีอินเทอร์เน็ต 2GB สำหรับใช้งานในประเทศไทย   GO ได้มากกว่า ด้วยสิทธิพิเศษตลอดการเดินทาง   นอกจากบริการอินเทอร์เน็ตสำหรับใช้งานในต่างประเทศแล้ว eSIM GO Travel MyPlan ยังมาพร้อมสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้ GO ได้มากกว่า และคุ้มได้มากกว่า…ไปกับประสบการณ์ที่เหนือกว่าการโรมมิ่ง (Beyond Roaming) เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของลูกค้าตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ระหว่างทริป จนถึงวันเดินทางกลับ อาทิ   ฟรี! ประกันการเดินทางจาก FWD Life Insurance และ Allianz Ayudhya** ฟรี! บริการ Red Carpet ช่องเช็กอินพิเศษและบริการจาก AirAsia ส่วนลด 40% สำหรับบริการเดินทางไป-กลับสนามบินจาก Grab คูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำในต่างประเทศ พร้อมสิทธิพิเศษด้านการเดินทางอื่น ๆ อีกมากมาย ตามเงื่อนไขที่กำหนด   “จีน-ฤชาทร” ถ่ายทอดการเดินทางที่เลือกได้ในแบบของตัวเอง เพื่อสื่อสารกับนักเดินทางรุ่นใหม่ ทรูนำเสนอคอนเซปต์ “GO ได้ตามใจ ชูสได้ตรงเทสต์” ผ่าน “จีน-ฤชาทร กิตติพรพานิช” ในบทบาท Brand Ambassador ของ eSIM GO Travel MyPlan นำเสนอเรื่องราวและโมเมนต์การเดินทางที่สนุก เป็นธรรมชาติ และสะท้อนความเป็นตัวเอง พร้อมชวนทุกคนออกไปค้นพบจุดหมายและประสบการณ์ใหม่ในแบบที่เลือกได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่การเลือกจุดหมายปลายทาง กิจกรรม ร้านอาหารและคาเฟ่ ไปจนถึงแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่เหมาะกับแต่ละการเดินทาง โดยมี eSIM GO Travel MyPlan เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้ลูกค้าสามารถเลือกแพลนและเชื่อมต่อระหว่างทริปได้ตามความต้องการ   การสื่อสารครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งนำเสนอเฉพาะประโยชน์ของแพ็กเกจ แต่ยังนำ eSIM GO Travel MyPlan เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การเดินทาง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ออกไปค้นพบจุดหมาย ประสบการณ์ และเรื่องราวใหม่ ๆ ในแบบของตัวเอง   ซื้อและติดตั้งออนไลน์ได้ทันที ชำระเงินสะดวกหลากหลายช่องทาง พร้อมเชื่อมต่ออย่างราบรื่น ปลอดภัย และมั่นใจตลอดการเดินทางในต่างประเทศ ลูกค้าทุกเครือข่ายสามารถใช้ eSIM GO Travel MyPlan  ควบคู่กับซิมหลักเดิมบนอุปกรณ์ที่รองรับ eSIM โดยซื้อออนไลน์ ลงทะเบียน และติดตั้ง eSIM ผ่าน QR Code ได้ด้วยตนเองทุกที่ ทุกเวลาตลอด 24 ชม. เริ่มนับวันเมื่อเชื่อมต่อกับเครือข่ายครั้งแรก ขณะอยู่ต่างประเทศ   เมื่อเดินทางถึงต่างประเทศ ระบบจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายพันธมิตรที่รองรับโดยอัตโนมัติ เพลิดเพลินกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่าย 5G จากพันธมิตรผู้ให้บริการชั้นนำทั่วโลกกว่า 700 ราย โดยรองรับการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายพันธมิตรหลายรายในประเทศปลายทางที่กำหนด ให้ลูกค้าได้ใช้งานไหลลื่นเหมือนกับคนท้องถิ่น พร้อมความยืดหยุ่นในการสลับใช้งานระหว่างเครือข่ายที่รองรับในแต่ละประเทศปลายทาง นอกจากนี้ลูกค้ายังมั่นใจตลอดการเดินทางด้วยบริการคอลเซ็นเตอร์โรมมิ่ง โทรฟรีขณะอยู่ต่างประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ตอกย้ำตัวจริงด้านบริการโรมมิ่งจากทรู   ดูรายละเอียดแพ็กเกจ ประเทศที่รองรับ และเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ของ eSIM GO Travel MyPlan บริการ eSIM โรมมิ่งสำหรับเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศได้ที่ https://www.true.th/ir   *ราคาเฉลี่ยต่อวันคำนวณจากแพ็กเกจและระยะเวลาที่ร่วมรายการ โปรโมชันและสิทธิพิเศษเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด **เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียด ความคุ้มครองและเงื่อนไข    

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู คอร์ปอเรชั่นผนึกกำลัง ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ส่งถุงกำลังใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมบางน้ำเปรี้ยว

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าช่วยชาวบางน้ำเปรี้ยวมอบถุงกำลังใจผ่าน ‘บุ๋ม ปนัดดา’ ร่วมฝ่าวิกฤตน้ำท่วม พร้อมดูแลสัญญาณสื่อสารต่อเนื่อง     ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าภารกิจ “ทรูเพื่อคนไทย” เคียงข้างประชาชนท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ยังส่งผลกระทบในหลายพื้นที่ ล่าสุดผนึกกำลังกับมูลนิธิองค์กรทำดี นำโดย “บุ๋ม” ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิฯ ส่งมอบ “ถุงกำลังใจ” ซึ่งบรรจุอาหารพร้อมรับประทาน นม ขนม น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งยังเผชิญสถานการณ์น้ำท่วมในวงกว้าง โดยมี นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นำทีมพนักงานทรูร่วมส่งมอบถุงกำลังใจให้แก่ทีมมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อนำไปกระจายความช่วยเหลือถึงประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ควบคู่กับทรูได้ระดมทีมวิศวกรเครือข่ายดูแลสถานีฐานและโครงข่ายสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร รับข้อมูลข่าวสาร และประสานงานขอความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง     สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดฉะเชิงเทรายังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอบางน้ำเปรี้ยวและอำเภอบางคล้า ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม และเส้นทางสัญจรสำคัญ โดยเฉพาะถนนสายบางน้ำเปรี้ยว–องครักษ์ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังและกระแสน้ำไหลแรงในบางช่วง ทำให้การเดินทางและการเข้าถึงความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นของการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อส่งต่อสิ่งของจำเป็นและกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ยังต้องเผชิญความยากลำบากในชีวิตประจำวัน     นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในสถานการณ์น้ำท่วมที่หลายครอบครัวต้องเผชิญความยากลำบาก ทรูเชื่อว่าการอยู่เคียงข้างประชาชนไม่ได้มีเพียงการดูแลให้ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งต่อความช่วยเหลือที่จำเป็นในชีวิตประจำวันด้วย เราจึงร่วมมือกับมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมีทีมอาสาสมัครทำงานเข้าถึงชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อส่งมอบถุงกำลังใจให้ถึงมือประชาชนในพื้นที่บางน้ำเปรี้ยว พร้อมกันนี้ ทีมวิศวกรของทรูยังคงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลความพร้อมของเครือข่าย เพราะในยามวิกฤต การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการติดต่อครอบครัว การรับข้อมูลข่าวสาร และการขอความช่วยเหลือ ทรูจะยังคงทำหน้าที่ทั้งในด้านการสื่อสารและการดูแลชุมชน เพื่อร่วมก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน” ด้าน “บุ๋ม” ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งร่วมกับทีมอาสาสมัครลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดฉะเชิงเทราอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าถึงชุมชนที่ถูกน้ำท่วมและการส่งมอบสิ่งของจำเป็นแก่ประชาชน ได้ร่วมรับมอบถุงกำลังใจจากทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อนำไปส่งต่อให้แก่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่บางน้ำเปรี้ยว โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานกำลังระหว่างภาคเอกชนกับเครือข่ายจิตอาสาที่มีประสบการณ์ในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถกระจายไปยังชุมชนที่มีความจำเป็นได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงเร่งดูแลความพร้อมของเครือข่าย 5G และ 4G ในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง ทีมวิศวกรเครือข่ายติดตามสถานการณ์น้ำและประเมินความเสี่ยงของสถานีฐาน เสาสัญญาณ ชุมสายหลัก และชุมสายย่อย โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ลุ่มต่ำและจุดที่อยู่ใกล้แม่น้ำหรือคลอง พร้อมเสริมแนวกั้นน้ำบริเวณชุมสายสื่อสาร โดยนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่ ตลอดจนเตรียมเชื้อเพลิงให้เพียงพอสำหรับรองรับกรณีที่มีการระงับการจ่ายไฟฟ้าหลักชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงวางแผนเส้นทางขนส่งอุปกรณ์และเติมเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสภาพน้ำและเส้นทางสัญจร เพื่อดูแลการให้บริการสื่อสารในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทรู คอร์ปอเรชั่น ขอส่งกำลังใจถึงประชาชนในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว อำเภอบางคล้า และทุกพื้นที่ทั่วไทยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมเดินหน้าภารกิจ “ทรูเพื่อคนไทย” ทั้งการส่งต่อความช่วยเหลือผ่านความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ และการดูแลโครงข่ายสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนยังคงเชื่อมต่อถึงกันได้ในทุกช่วงเวลาสำคัญ

October 10, 2026 / 0 Comments
read more

Arc 9 Capital รุก Private Equity อาเซียน ชูวิสัยทัศน์ 9X ปั้นธุรกิจไทยสู่ Regional Champions

PRnounce

“Arc 9 Capital” รุก Private Equity อาเซียน ชู Track Record ดีลรวมกว่า 17,000 ล้านบาท พร้อมวิสัยทัศน์ “9X” ปลดล็อก Productivity Growth ใน 9 ปีข้างหน้า ปั้นธุรกิจไทยพื้นฐานแข็งแกร่งสู่ Regional Champions Arc 9 Capital บริษัทบริหารการลงทุน Private Equity ที่มุ่งเน้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าลงทุนในธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและพร้อมก้าวสู่การเติบโตระยะถัดไป โดยมีผลงานการลงทุนและขับเคลื่อนดีลมูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านบาท และปัจจุบันลงทุนแล้วใน 10 ธุรกิจทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “9X” Arc 9 Capital ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพและผลิตภาพของธุรกิจในพอร์ตตลอด 9 ปีข้างหน้า ด้วยการผสานเงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูล บุคลากร และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้บริษัทที่มีพื้นฐานดีเติบโตได้เร็วขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น และก้าวจากธุรกิจท้องถิ่นสู่ผู้เล่นระดับภูมิภาค   Private Equity ที่มากกว่าเงินทุน นายภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน Arc 9 Capital กล่าวว่า “Private Equity คือการลงทุนที่มองศักยภาพและผลประกอบการของธุรกิจจริง มากกว่าความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดแต่ละวัน เรานำเงินทุนจากนักลงทุนไปลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพ แล้วร่วมสร้างมูลค่าในระยะยาว ผลตอบแทนจึงมาได้ทั้งจากการเติบโตของกิจการ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือการขายให้กับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ “แต่สำหรับเรา Private Equity ไม่ควรหยุดอยู่แค่การนำเงินเข้าไปลงทุน หน้าที่ของเราคือการปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจอย่างแท้จริง ทั้งการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เปิดตลาดใหม่ ดึงทีมบริหารที่ใช่ วางกลยุทธ์ และนำเงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูล และเครือข่ายเข้าไปช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วและแข็งแรงขึ้น 9X จึงไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มมูลค่าบริษัท แต่คือคำถามที่เราตั้งไว้ว่า ใน 9 ปีข้างหน้า เราจะช่วยให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และสร้างผลผลิตได้มากขึ้นแบบก้าวกระโดดได้อย่างไร โดยมีข้อมูล AI เทคโนโลยี บุคลากร และพันธมิตรเป็นตัวเร่ง” Arc 9 Capital มุ่งลงทุนในธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กระแสเงินสดเป็นบวก และมีศักยภาพเติบโต ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตระยะยาว อาทิ ธุรกิจสุขภาพและอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี รวมถึงธุรกิจครอบครัวที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน LACO: จากธุรกิจสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่ Global Food Company   หลายคนอาจไม่รู้ว่า ถั่วแระญี่ปุ่นที่ผู้บริโภคทั่วโลกรับประทานกันอยู่ จำนวนไม่น้อยผลิตจากประเทศไทย และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกคือ บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) ผู้ผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Trader Joe’s และเป็นหนึ่งในการลงทุนสำคัญของ Arc 9 Capital LACO เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรแช่แข็ง และผู้รับจ้างผลิต (OEM) ครบวงจรสำหรับถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็ง โดย Arc 9 Capital ลงทุนในรูปแบบกลุ่มผู้ร่วมลงทุน ร่วมกับ Development Bank of Japan (DBJ) และครอบครัวผู้ก่อตั้ง LACO ซึ่งสะท้อนทั้งความสามารถในการเชื่อมบริษัทไทยเข้ากับพันธมิตรระดับสถาบันจากต่างประเทศ และแนวทางการทำงานร่วมกับเจ้าของกิจการเดิมเพื่อต่อยอดธุรกิจไปด้วยกัน ปัจจุบัน LACO มีสัดส่วนการผลิตราว 11% ของปริมาณการผลิตถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็งทั่วโลก และคาดว่าจะมีรายได้ในปี 2569 มากกว่า 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเติบโตระยะถัดไปไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนจากธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์และรับจ้างผลิต ไปสู่ธุรกิจอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ LACO อยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตั้งแต่ถั่วแระญี่ปุ่นอบกรอบ ผลไม้แช่แข็งเคลือบช็อกโกแลต อาหารพร้อมรับประทาน ไปจนถึงสินค้าเพื่อสุขภาพและอาหารโปรตีนสูงสำหรับตลาดต่างประเทศ พร้อมนำทรัพย์สินทางปัญญาและแบรนด์ระดับโลก เช่น My Melody และ Kuromi จาก Sanrio มาสร้างความแตกต่าง เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผลไม้แช่แข็งและถั่วแระญี่ปุ่นจากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่สินค้าอุปโภคบริโภคที่สร้างคุณค่าแบรนด์ และเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้น เบื้องหลังการเติบโตในระยะถัดไป นายกรวี ศุภสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน (Investment Director) Arc 9 Capital ในฐานะกรรมการบริษัท LACO ทำงานร่วมกับทีมบริหารอย่างใกล้ชิด โดย Arc 9 Capital มีบทบาทในการสนับสนุนและต่อยอดแผนงานของทีมบริหาร ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ การขยายตลาดและช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ ตลอดจนการพิจารณาโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ Arc 9 Capital ยังร่วมเสนอแนวคิดและโอกาสใหม่เพื่อเสริมแผนการเติบโตของบริษัท เช่น การใช้ Brand Ambassador เพื่อสร้างการรับรู้และมูลค่าให้กับแบรนด์ และการศึกษาช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศโดยตรง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตของ LACO ไปสู่ธุรกิจอาหารที่มีแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น นายกรวี กล่าวว่า “LACO มีฐานการผลิตและความเชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งในระดับโลกอยู่แล้ว บทบาทของเราคือการทำงานร่วมกับทีมบริหาร เพื่อสนับสนุนและต่อยอดสิ่งที่บริษัททำได้ดี พร้อมช่วยนำมุมมอง เครือข่าย และแนวคิดใหม่เข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นด้านแบรนด์ ตลาดต่างประเทศ หรือโครงสร้างเงินทุน เป้าหมายคือการช่วยเพิ่มทางเลือกในการเติบโต และสร้างมูลค่าจากจุดแข็งที่ LACO มีอยู่แล้ว นี่คือแนวทางที่ Arc 9 ต้องการทำงานกับบริษัทในพอร์ต คือทำงานเคียงข้างทีมบริหารและร่วมกันหาโอกาสการเติบโตใหม่สำหรับอนาคต” เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับ LACO จากผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง สู่บริษัทอาหารระดับโลกที่มีข้อมูล เทคโนโลยี นวัตกรรม และแบรนด์เป็นแกนกลางของการเติบโต   Pet Healthcare: ยกระดับด้วยมาตรฐานการรักษา ข้อมูล และ AI   อีกหนึ่งการลงทุนสำคัญคือ โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก ซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลสัตว์เอกชนใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทยตามขนาดรายได้จากบริการทางการแพทย์ และเดินหน้าหาโอกาสขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องผ่านการเข้าซื้อกิจการ (M&A) โรงพยาบาลสัตว์ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพสัตว์คุณภาพสูงในวงกว้างยิ่งขึ้น นายภูรัตน์ อธิบายถึงที่มาของการลงทุนว่า “เมื่อคนแต่งงานน้อยลงและอัตราการเกิดลดลง ขณะที่คนเลี้ยงสัตว์มากขึ้น วันนี้หลายครอบครัวดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ต่างจากลูก และคาดหวังการรักษาที่มีคุณภาพ ใส่ใจ และไว้วางใจได้ เราจึงมองธุรกิจสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นโอกาสระยะยาว และเป็นความรับผิดชอบที่เราต้องทำให้ดีที่สุด” การขยายเครือข่ายดำเนินไปควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการรักษาให้เป็นหนึ่งเดียวในทุกสาขา ผ่านการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guidelines) ที่รวบรวมองค์ความรู้ของสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาจัดเป็นระบบ พร้อมวางระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงประวัติการรักษา ผลตรวจ และการใช้ยา เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องและแม่นยำขึ้น และให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเข้ารับบริการที่สาขาใด ในระยะถัดไป Arc 9 Capital มองถึงการพัฒนาเครื่องมือ AI ที่ทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ ทั้งการสรุปข้อมูลผู้ป่วย ค้นหาแนวทางการรักษา และติดตามเคส โดยการตัดสินใจทางคลินิกยังคงเป็นของสัตวแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีแทนแพทย์ แต่คือการช่วยให้แพทย์มีเวลาใส่ใจผู้ป่วยและเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง คือความมั่นใจว่าสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด SGIS: การศึกษาระดับโลก ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น   นอกจากนี้ Arc 9 Capital ยังลงทุนในธุรกิจอื่นอีกหลายแห่งในประเทศไทยและภูมิภาค โดยเน้นอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกและตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือ Singapore Global International School (SGIS) โรงเรียนนานาชาติที่พัฒนาร่วมกับ Principals Academy จากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ โดยนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการศึกษา “Authentic Singapore” มาพัฒนาหลักสูตรและการบริหารโรงเรียนในประเทศไทย เป้าหมายคือการทำให้ครอบครัวเข้าถึงการศึกษานานาชาติคุณภาพสูง ในค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ามากขึ้น SGIS มุ่งปั้นเด็กให้เป็น “Happy Achievers” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันดีว่า “เก่ง ดี มีสุข” ด้วยการผสานความเข้มข้นทางวิชาการแบบเอเชีย เข้ากับการเรียนรู้แบบองค์รวมและความคิดสร้างสรรค์แบบตะวันตก โดยไม่ลืมรากและคุณค่าแบบไทย เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมั่นใจ ทั้งในห้องเรียนและบนเวทีโลก SGIS มีค่าเล่าเรียนเริ่มต้นประมาณ 295,000 บาทต่อปี และแม้วิทยาเขตแรกย่านศรีนครินทร์จะเพิ่งเริ่มก่อสร้างได้ราว 2 เดือน แต่มีนักเรียนสมัครแล้วกว่า 100 คน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง และความต้องการทางเลือกการศึกษาที่สมดุลระหว่างคุณภาพระดับสากลกับความคุ้มค่า Arc 9 Capital และพันธมิตรอยู่ระหว่างศึกษาการขยาย SGIS ทั้งวิทยาเขตใหม่ในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นในประเทศไทย รวมถึงการนำแนวทางการศึกษาของ SGIS ไปสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้นักเรียนรุ่นใหม่เข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น ลงทุนแล้วต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม     การลงทุนเหล่านี้สะท้อนแนวทางของ Arc 9 Capital ที่ไม่ได้จำกัดบทบาทแค่การจัดสรรเงินทุน แต่เน้นการสร้างความร่วมมือ นำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาต่อยอด สร้างระบบและเทคโนโลยี และเชื่อมบริษัทในพอร์ตเข้ากับเครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลก ในทางปฏิบัติ Arc 9 Capital ทำงานร่วมกับบริษัทในพอร์ตครอบคลุมตั้งแต่ M&A การขยายตลาดต่างประเทศ การวางแผนสืบทอดกิจการ การเสริมทีมบริหารและธรรมาภิบาล การเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน การปรับโครงสร้างเงินทุน การสร้างระบบข้อมูลและนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยปรับแนวทางให้เหมาะกับบริบทและเป้าหมายของแต่ละบริษัท นายกรวี กล่าวว่า “สำหรับเรา การสร้างมูลค่าไม่ได้จบในวันที่ลงทุน แต่เพิ่งเริ่มต้นจากวันนั้น เราทำงานร่วมกับผู้ถือหุ้นและทีมบริหารเพื่อหาว่าธุรกิจยังเติบโตได้จากจุดไหน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ การทำ M&A การสร้างผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ หรือการแก้โจทย์ด้านโครงสร้างองค์กรและการสืบทอดธุรกิจ เพื่อให้บริษัทแข็งแรงและพร้อมเติบโตในระยะยาว หลายบริษัทกำลังเผชิญโจทย์ของช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งการวางแผนสืบทอดกิจการ การเสริมทีมบริหาร การสร้างธรรมาภิบาลที่แข็งแรงขึ้น หรือการวางกลยุทธ์การเติบโตใหม่ สิ่งสำคัญคือเราทำงานร่วมกับเจ้าของและผู้บริหารเดิม ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนทุกอย่าง แต่ช่วยต่อยอดสิ่งที่ธุรกิจทำได้ดีอยู่แล้วให้ไปได้ไกลขึ้น”     ทีมที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนกับประสบการณ์สร้างธุรกิจจริง     นายภูรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ Arc 9 แตกต่างคือทีมที่มีประสบการณ์ทั้งด้าน Private Equity, M&A, วาณิชธนกิจ การบริหารธุรกิจ และการสร้างธุรกิจจริง เราจึงไม่ได้มองบริษัทผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เข้าใจทั้งมุมของนักลงทุนและเจ้าของกิจการ ตั้งแต่การหาโอกาสเติบโต การสร้างความร่วมมือ ไปจนถึงโจทย์ที่ซับซ้อนอย่างการสืบทอดธุรกิจ การสร้างทีมใหม่ หรือการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับการเติบโตขั้นต่อไป   “ด้วยประสบการณ์ทั้งเชิงการเงินและเชิงปฏิบัติ เราเข้าใจดีว่าธุรกิจไม่ได้เติบโตจากวิศวกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยคน ระบบ การตัดสินใจที่ถูกต้อง และการลงมือทำร่วมกับผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเดิม เราจึงมองตัวเองเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ มากกว่านักลงทุนที่เข้าไปถือหุ้นเพียงอย่างเดียว สำหรับเรา Private Equity ที่ดีไม่ใช่แค่การเลือกซื้อธุรกิจที่ดี แต่คือการทำให้ธุรกิจนั้นดีขึ้นหลังจากที่เราเข้าไปลงทุน” ก้าวต่อไป: ขยายโอกาสการลงทุนสู่วงกว้าง ในระยะถัดไป Arc 9 Capital ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับสถาบันชั้น

October 8, 2026 / 0 Comments
read more

เที่ยวไทยดึงเงินกลับ 8,000 ล้าน เก็บ’ค่าเหยียบแผ่นดิน’ต่างชาติ 450 บาทบวกในตั๋วบิน

WeView

ท่องเที่ยวไทย เตรียมเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท ผ่านช่องทางอากาศ ดึงรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย  8,000 ล้านบาท กระจายใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และประกันภัย     สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวในฐานะประธานการประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางจัดเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ’  โดยมีตัวแทนภาครัฐ เอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมหอการค้าจีน กลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป สยามพิวรรธน์ คิง เพาเวอร์ แพลทินัม กรุ๊ป สมาคมโรงแรมไทย สายการบินนานาชาติ และบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น   รวมถึงภาคประชาสังคม เข้าร่วมรับฟังความเห็นพร้อมหารือร่วมกับ ต่อเนื่องจากการรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับร่างประกาศการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ร้อยละ 80.50   ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะประมวลข้อเสนอจากเวทีหารือร่วมกับผลการรับฟังออนไลน์ เพื่อให้ร่างประกาศฯ  มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ พร้อมหารือสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และผู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องวิธีการจัดเก็บ การกำหนดข้อยกเว้น แนวทางการจัดหาประกันภัย และการใช้จ่ายเงินกองทุน   9 เดือนปี’69 ต่างชาติมาไทย 22 ล.คน   สุรศักดิ์ กล่าวว่าผลการรับฟังในครั้งนี้ กระทรวงฯ จะนำมาช่วยการออกแบบนโยบายสร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดหาประกันภัยที่คุ้มครองนักท่องเที่ยว และบรรเทาภาระของสถานพยาบาล รวมถึงลดภาระภาษีประชาชน พร้อมนำรายได้ไปดูแลแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนอย่างทั่วถึง   โดยภาคการท่องเที่ยวเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยแล้วกว่า 22 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท การรักษาความเชื่อมั่นจึงต้องครอบคลุมทั้งความปลอดภัยของผู้เดินทางและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว   เก็บค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคน   สำหรับร่างประกาศฯ ‘การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ’ อัตรา 450 บาทต่อคน เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเกณฑ์ ที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางอากาศเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้ และชะลอทางบก – ทางน้ำไว้ 1 ปี   ขณะที่รายได้จะเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยส่วนหนึ่งจะนำไปจัดหาประกันภัยคุ้มครองนักท่องเที่ยวผู้ชำระค่าธรรมเนียม ครอบคลุมกรณีเสียชีวิต และค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มความคุ้มครอง อีกส่วนหนึ่งจะนำไปใช้ฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว   สำหรับรายได้หลังหักค่าจัดเก็บและค่าประกันภัย คาดว่าจะมีเม็ดเงินอย่างน้อยราว 8,000 ล้านบาท สำหรับนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย   ขณะที่ การหารือครั้งนี้ได้รับข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ว่าเงินกองทุนควรสนับสนุนพื้นที่ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไรให้ทั่วถึง พร้อมข้อเสนอในการกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลการใช้เงินให้ตรวจสอบได้   โดยผลการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 28 กันยายน 2569 มีผู้ร่วมแสดงความเห็น 5,954 คน พบสัดส่วนดังนี้   50 % เห็นด้วยกับร่างประกาศฯ 30 % เห็นด้วยกับอัตรา 450 บาท/คน   ส่วนประเด็นที่ยังเห็นต่าง คือ การเก็บอัตราเท่ากันทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ และในด้านวิธีจัดเก็บ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 36.26) เห็นด้วยกับช่องทางการจัดเก็บผ่านบัตรโดยสาร เพื่อลดขั้นตอนและความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง   ลดภาระค่ารักษาพยาบาลต่างชาติชายแดน   นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเปรียบเทียบระบุกว่า 80 ประเทศมีการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างกัน ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และบาหลี สำหรับไทยมีเป้าหมายให้ผู้มาเยือนร่วมสมทบค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการดูแลแหล่งท่องเที่ยว เพื่อลดการพึ่งพาภาษีคนไทยเพียงทางเดียว   ขณะที่ประกันภัยภายใต้มาตรการนี้ มุ่งคุ้มครองนักท่องเที่ยวที่ชำระค่าธรรมเนียม โดยกระทรวงฯ จึงเน้นออกแบบประกันภัยที่สถานพยาบาลตรวจสอบสิทธิและเบิกจ่ายได้จริง เพื่อลดค่ารักษาที่เรียกเก็บไม่ได้และภาระภาษีประชาชน พร้อมตรวจสอบปีฐานและขอบเขตตัวเลขกับหน่วยงานสาธารณสุข   โดยในที่ประชุมฯ ยังมีการกล่าวถึงภาระค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติของสถานพยาบาลรัฐตามแนวชายแดนที่เรียกเก็บไม่ได้ ซึ่งครอบคลุมชาวต่างชาติหลายกลุ่ม   เอกชน ขอเว้นการค้าชายแดน   ขณะที่ ภาคเอกชนเสนอให้กำหนดอัตราที่ไม่กระทบการตัดสินใจเดินทาง จัดเก็บโดยไม่เพิ่มความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง โดยให้พิจารณาข้อยกเว้นสำหรับผู้ค้าชายแดนและผู้เดินทางข้ามแดนประจำ และสื่อสารสิทธิและเงื่อนไขกรมธรรม์ให้ชัด แม้ประเมินว่านักท่องเที่ยวกว่า 80% โดยเฉพาะจากยุโรปและอเมริกามีประกันเดินทางอยู่แล้ว   นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังขอให้เปิดเผย รายรับ การเบิกจ่าย ค่าประกันภัย และผลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งกองทุนรับไปพิจารณากลไกกำกับดูแลให้ตรวจสอบได้     alt-x KEY TAKEAWAYS  ไทยเตรียมเดินหน้าร่างมาตรการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาทต่อคน สำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศทางอากาศ การจัดเก็บทางบกและทางน้ำจะ ชะลอไว้ 1 ปี ขณะที่ช่องทางจัดเก็บผ่านบัตรโดยสารเป็นแนวทางที่ได้รับความเห็นสนับสนุนมากที่สุด คาดรายได้หลังหักค่าจัดเก็บและค่าประกันภัย อย่างน้อยราว 8,000 ล้านบาท นำไปพัฒนาและฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่งเสริมการท่องเที่ยว เงินส่วนหนึ่งจะใช้จัดหาประกันภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่ชำระค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระค่ารักษาพยาบาลและการพึ่งพาภาษีประชาชน ภาคเอกชนเสนอให้ ยกเว้นผู้ค้าชายแดนและผู้เดินทางข้ามแดนประจำ พร้อมขอให้การจัดเก็บไม่เพิ่มความล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ช่วง 9 เดือนปี 2569 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 22 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านล้านบาท กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะนำข้อเสนอจากภาคส่วนต่าง ๆ ไปปรับร่างประกาศ ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี          

October 8, 2026 / 0 Comments
read more

แกร็บฟู้ดดึง 12 ร้านดังฉีกกรอบอาหารเฮลตี้ ครีเอทเมนูคอลลาบอเรชันเสิร์ฟเฉพาะเดือนตุลาคม นี้

PRnounce

แกร็บฟู้ด ฉีกกรอบอาหารเฮลตี้ จับคู่ 12 ร้านดังขวัญใจโซเชียล ครีเอทเมนูคอลแลปส์ใหม่ พร้อมเสิร์ฟเฉพาะที่แกร็บฟู้ด ตลอดเดือนตุลาคมนี้   แกร็บฟู้ด แอปสั่งอาหารอันดับ 1 ในประเทศไทย  ชวนสายเฮลตี้มาสนุกกับการกินดีแบบไม่จำเจ กับ 45 ร้านอร่อยการันตีคุณภาพโดย GrabThumbsUp รวมไปถึงเมนูคอลแลปส์ใหม่จาก 12 ร้านดังขวัญใจโซเชียล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Beyond The Healthy Bite” ที่คัดสรรเมนูคุณภาพให้กินดีอร่อยครบ ตั้งแต่มื้อหลัก ของว่าง ของหวาน ไปจนถึงเครื่องดื่ม หาชิมได้เฉพาะที่แกร็บฟู้ดตลอดเดือนตุลาคมนี้เท่านั้น   จับคู่ 12 ร้านดังต่างสไตล์ ครีเอทเมนูคอลแลปส์พิเศษเฉพาะที่แกร็บแบบไม่ซ้ำใคร   สุกี้พรศิริ x Emily’s: สร้างสรรค์ “สุกี้แห้งเส้นแก้วน้ำพริกหอมเจียว” เมนูสุกี้แห้งเส้นแก้วเหนียวนุ่มคาร์โบไฮเดรตต่ำ ที่มีให้เลือกทั้งเมนู หมู ไก่ เนื้อ กุ้ง และ หมึกกรอบ เพิ่มความอร่อยคลุกเคล้าน้ำพริกหอมเจียว หรือ น้ำพริกหมูกระจกจาก Emily’s หอมถึงรส เข้มถึงเครื่อง BURNT x Pig Me Up: ครั้งแรกของร้านแซนด์วิช BURNT โดย “สกาย-วงศ์รวี” และร้านคอหมูย่างพรีเมียม Pig Me Up โดย “เจมีไนน์-นรวิชญ์” 2 หนุ่ม Friends of Grab กับการร่วมครีเอทเมนูใหม่ “Pastrami Sticky Wrap” แรปเนื้อพาสตรามีรมควัน หอมเครื่องเทศเข้มถึงเนื้อ และ “Pig up Sandwich” แซนด์วิชหมูย่างเนื้อนุ่มฉ่ำ ไส้แน่นเต็มคำ Kanori x Plantiful: เสิร์ฟ “Plant-Based Set Menu” เซตแฮนด์โรล Plant-based ชูจุดเด่นด้วย 5 เมนูที่นำวัตถุดิบจากธรรมชาติมารังสรรค์อย่างประณีต ประกอบ Unagi Vegan มะเขือม่วงย่างซอสเทอริยากิ Mushroom Truffle โรลเห็ดผสานความหอมจากทรัฟเฟิล Tomato Akami Vegan โรลมะเขือเทศกับใบโอบะ Tofu Yuzu Beetroot เต้าหู้บีทรูทซอสพลัมรสสดชื่น และ Avocado Truffle Caviar เมนูฮิตเพิ่มมิติด้วยคาเวียร์และสาหร่ายพวงองุ่น Fit2GO x Flourist Matchahouse: เอาใจมัทฉะเลิฟเวอร์ด้วย 2 เมนู Low Carb – High Protein ทั้ง “White Choc Matcha Protein Brownies” บราวนีโปรตีนไร้แป้งเนื้อหนึบ หอมเข้มมัทฉะ และ “Strawberry Matcha Protein Drink” เครื่องดื่มโปรตีนมัทฉะและสตรอว์เบอร์รี Daddy Don’t Know x น้ำเต้าหู้ปูลา: ครีเอท 2 เมนู “Pistachio Soya Gelato” เจลาโต้โฮมเมดน้ำเต้าหู้เนื้อละมุนเข้าคู่เพิ่มความหอมนัวจากพิสตาชิโอ และ “Pistachio Gelato Soy Milk” น้ำเต้าหู้คั้นสดหอมถั่วพิสตาชิโอ พร้อมโปรตีน 25 กรัมต่อขวด ท้อปปิ้งด้วย Brownie Crunch เทแล้วเขย่า เติมความกรุบกรอบ JIAN CHA Tea x Proove: ร่วมต่อยอด 4 เมนูเครื่องดื่มใหม่ ตอบโจทย์ในช่วงกลางวันด้วย “MagDay Orange Tea” และ “MagDay Orange Tea Smoothie” ชาส้มและชาส้มปั่น ที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมและสารสกัดใบกะเพรา เติมความสดชื่นระหว่างวัน พร้อมด้วย “MagNight Grape Smoothie” เครื่องดื่มสมูททีชาองุ่นรสกลมกล่อม และ “MagNight Mochi Milk” นมโมจิเสริมด้วยแมกนีเซียม เพื่อช่วงเวลาที่ผ่อนคลายปิดท้ายวัน   นอกจากนี้ ยังมีเมนูสุขภาพเอ็กซ์คลูซีฟจาก 33 ร้านยอดนิยม อาทิ BARTELS, Two Men Bagel, The Rolling Pinn, License To Blend, Chandee, Old School Brownies และอีกมากมาย ให้ลิ้มลองตลอดเดือนตุลาคมนี้ พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 100 บาท เพียงใส่โค้ด “GTUHEALTH” เมื่อสั่งเมนูที่ร่วมรายการผ่าน GrabFood ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคมนี้    

October 8, 2026 / 0 Comments
read more

พลังซื้อทาสสายเปย์ รูดหนักบัตรเครดิตหมวดสัตว์เลี้ยง กรุงศรี ครึ่งแรกปี69 โตแรง 8%

BizKet

บัตรเครดิต กรุงศรี เปิดอินไซต์ใช้บัตรฯ หมวดสัตว์เลี้ยงครึ่งแรกปี 69 โต 8% ดึง 50 พันธมิตรเกาะเทรนด์สังคมรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพิ่มขึ้น วางเป้าแตะ 1,000 ล.บาท สิ้นปี   สมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ให้บริหารธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่า บัตรเครดิตกรุงศรี วางแผนทำตลาดเชิงรุกผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตในรุกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง หลังพบกระแสการดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนสมาชิกในครอบครัวมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง     “เทรนด์เลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัวขยายตัวสูงในช่วงที่ผ่านมา จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เช่น การแต่งงานช้า, อัตราการเกิดลดลง, จำนวนคนโสดเพิ่มขึ้น, ความต้องการเพื่อนทางใจในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับแรงกดดันต่าง ๆ”   จากสถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่สัตว์เลี้ยงที่รักผ่านสินค้าและบริการต่าง ๆ ในหมวดต่าง อาทิ อาหารเกรดพรีเมียม การรักษาพยาบาล บริการด้านสุขภาพและสุขอนามัยที่ดี ประกันภัยสัตว์เลี้ยง เสื้อผ้าและของเล่นคุณภาพดี การท่องเที่ยว เทคโนโลยีสำหรับสัตว์เลี้ยง เช่น อุปกรณ์ให้น้ำให้อาหาร เครื่องฟอกอากาศ ฯลฯ แนวโน้มดังกล่าว ยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรของสมาชิกบัตรเครดิต กรุงศรี จากข้อมูลระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ในหมวดสัตว์เลี้ยง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เติบโตถึง 8% เทียบกับปีที่ผ่านมา ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบัญชีบัตรหลักต่อเดือนในหมวดดังกล่าวเพิ่มขึ้น 10% ความถี่การใช้จ่ายต่อบัญชีบัตรหลักต่อเดือนเพิ่มขึ้น 2% “บัตรเครดิต กรุงศรีมองว่าเซกเมนต์นี้ เป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญเพราะการใช้จ่ายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงไม่ได้เกิดเป็นครั้งคราว แต่เป็นหมวดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและมีศักยภาพการเติบโตสูงจนสามารถผลักดันให้กลายเป็นเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงได้”     สมหวัง กล่าวว่า บริษัทร่วมกับ 50 พันธมิตรแบรนด์ดังชั้นนำกว่า 140 สาขาทั่วไทย ในหลากหลายหมวด อาทิ โรงพยาบาลและคลินิกสัตว์เลี้ยง, ร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์และของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง, ร้านจำหน่ายอาหารสัตว์, ร้านในกลุ่มดูแลสุขภาพและสุขอนามัยสัตว์เลี้ยง, โรงแรมและรีสอร์ตที่รวมให้บริการสัตว์เลี้ยง, โรงเรียนฝึกสัตว์เลี้ยง, ประกันภัยสัตว์เลี้ยง ฯลฯ  ภายใต้ 3 แนวทางการทำตลาด  ได้แก่ การสร้างการรับรู้แบรนด์ ผ่านการเข้าร่วมงานและกิจกรรมเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงชั้นนำอย่างต่อเนื่อง การสร้างความผูกพันกับลูกค้า ผ่านแคมเปญ สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมสำหรับคอมมูนิตี้คนรักสัตว์ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ การขยายเครือข่ายพันธมิตร ให้ครอบคลุมสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร   โดย บัตรเครดิต กรุงศรี ยังมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ส่วนลด, เครดิตเงินคืน, สิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟดีลกับแบรนด์ดังชั้นนำต่าง ๆ รวมถึงทางเลือกในการใช้จ่ายที่ตอบโจทย์สมาชิกบัตร เช่น การผ่อนชำระแบบ 0% เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการเงินเข้ากับธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร ให้ได้รับบริการทางการเงินที่สะดวก คุ้มค่า และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของแต่ละกลุ่ม   นอกจากนี้ ยังเตรียมแคมเปญมอบสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าและหลากหลายในหมวดสัตว์เลี้ยง อาทิ แคมเปญ My Pets, My Love เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตามเงื่อนไข แบบชำระเต็มจำนวนที่โรงพยาบาลสัตว์, คลินิกสัตว์ และร้านเพ็ทช้อปชั้นนำที่ร่วมรายการ ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 – 31 ธันวาคม 2569 รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 50,450 บาท หรือเลือกผ่อนจ่ายเบา ๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน เพียงทำรายการเพื่อเปลี่ยนเป็นยอดแบ่งชำระรายเดือนผ่านฟีเจอร์ U PLAN ในแอป UCHOOSE ด้วยตนเอง (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด), แคมเปญ Pet Lovers เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไข ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ รับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 16,000 บาท ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2569 – 31 ตุลาคม 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) เป็นต้น ข้อมูลเพิ่มเติม www.krungsricard.com ทั้งนี้ ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี     “บริษัทเชื่อมั่นว่าศักยภาพของตลาดกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยผลักดันการเติบโตของธุรกิจของบริษัท  พร้อมเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต กรุงศรี ในหมวดสัตว์เลี้ยง 1,000 ล้านบาทในปีนี้”     ปัจจุบัน บัตรเครดิตกรุงศรี มีลูกค้าในความดูแลกว่า 2.4 ล้านบัญชี โดยมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ได้แก่ บัตรเครดิต กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง บัตรเครดิต กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ซิกเนเจอร์ บัตรเครดิต กรุงศรี ซิกเนเจอร์ บัตรเครดิต กรุงศรี วีซ่า แพลทินัม บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม บัตรเครดิตกรุงศรี โฮมโปร คอร์ปอเรท การ์ด บัตรเครดิต กรุงศรี เลดี้ ไทเทเนียม มาสเตอร์การ์ด บัตรเครดิต เอไอเอ วีซ่า แพลทินัม alt-x KEY TAKEAWAYS บัตรเครดิตกรุงศรีเผยพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ยอมจ่ายเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้จ่ายหมวดสัตว์เลี้ยงครึ่งแรกปี 2569 ที่เติบโต 8% ร่วม 50 พันธมิตรชั้นนำ ครอบคลุมไลฟ์สไตล์สัตว์เลี้ยงเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Pet Humanization ตั้งเป้าหมายยอดใช้จ่ายรวมในหมวดสัตว์เลี้ยงแตะ 1,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2569

October 8, 2026 / 0 Comments
read more

ไต้หวัน เศรษฐกิจโตสุดรอบ 39 ปี เดินหน้าชิป–AI ดึง ‘ทาเลนต์’ ไทยร่วมวง

EcoVative

ไต้หวันฉลองวันชาติครบ 115 ปี ย้ำศักยภาพชิป–AI ขยายความร่วมมือไทย เปิดแพลตฟอร์มดึงบุคลากรเทคโนโลยี ขยายมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางปีนี้     ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวันประจำประเทศไทย กล่าวในฐานะประธานเปิดงานฉลองวันชาติไต้หวันในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ครบรอบ 115 ปี จัดโดยสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมผู้ร่วมงานหลากหลายสาขากว่า 1,000 คน   พร้อมกันนี้ ยังใช้เวทีวันชาติครบ 115 ปีไต้หวัน เผยศักยภาพการขับเคลื่อนไต้หวันภายใต้จุดแข็ง 3 ด้าน คือ   ประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือ เทคโนโลยี บนศักยภาพชิปและ AI   เขาย้ำว่า ปัจจุบัน ชิปขั้นสูงกว่า 90% ของโลกผลิตในไต้หวัน และ AI เซิร์ฟเวอร์กว่า 90% ผลิตและประกอบโดยผู้ประกอบการไต้หวัน สะท้อนบทบาทในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกทั้งด้านเซมิคอนดักเตอร์ ICT และปัญญาประดิษฐ์   เศรษฐกิจไต้หวันโต 14% สูงสุด 39ปี   หลัน กล่าวถึงด้านเศรษฐกิจไต้หวัน ในครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวเกิน 14% สูงสุดในรอบ 39 ปี มูลค่าตลาดหุ้นไต้หวันขึ้นเป็นอันดับ 4 ของโลก และคาดว่า GDP ต่อหัวจะทะลุ 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีไล่ ชิง-เต๋อ ที่ต้องการให้ไต้หวันเป็น ‘เศรษฐกิจที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดิน’   ขณะที่ในคำกล่าวของ ปีเตอร์ หลัน ยังหยิบตัวเลข 1 ถึง 6 มาไล่เรียงให้เห็นว่าไทยกับไต้หวันพึ่งพากันในมิติไหนบ้าง เริ่มจาก ไต้หวัน เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของแรงงานไทย ในต่างประเทศ บริษัทไต้หวัน 2 แห่งที่ติดทำเนียบ SET50 ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้านการค้า ไต้หวันเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าสำคัญอันดับ 3 ไต้หวันเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย ด้านท่องเที่ยว ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมอันดับ 5 ของชาวไต้หวัน ด้านการลงทุน ไต้หวันเป็นแหล่ง FDI อันดับ 6 ของไทย นโยบายเศรษฐกิจมุ่งใต้ใหม่   หลัน ชี้ว่าตัวเลขชุดดังกล่าว สะท้อนความผูกพันทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และประชาชนของสองฝ่าย พร้อมระบุว่าไต้หวันจะเดินหน้าขยายนโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) และการทูตเชิงบูรณาการ (Integrated Diplomacy) และหากมีช่องทางสื่อสารที่เหมาะสมในอนาคต โอกาสร่วมมือก็มีได้ในทุกมิติ โดยสำนักงานฯ ยังได้จัดตั้ง ‘แพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไต้หวัน–ไทย’ ขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายขยายมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักเดินทางในปีนี้ ซึ่งเขามองว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกระชับขึ้น   ในช่วงท้ายของคำกล่าว หลันและภริยาร่วมดื่มอวยพรกับเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันและเอกอัครราชทูตกัวเตมาลาประจำประเทศไทย รวมถึงผู้นำชุมชนชาวจีนโพ้นทะเล   สำหรับงานเฉลิมฉลองในปีนี้ สำนักงานฯ ใช้แนวคิด ‘การทูตเพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน’ ของกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เชิญสถานเอกอัครราชทูตกัวเตมาลาประจำประเทศไทยมาแสดงกาแฟจากกัวเตมาลาคู่กับซุ้มชานมไข่มุก และเพิ่มโซนโฟโต้บูธ ‘วันชาติไต้หวัน’ เป็นครั้งแรก   alt-x KEY TAKEAWAYS  ไต้หวันฉลองวันชาติครบ 115 ปี พร้อมชู 3 จุดแข็ง ได้แก่ ประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือ และเทคโนโลยี ชิป–AI คือยุทธศาสตร์สำคัญ โดยไต้หวันระบุว่าชิปขั้นสูงกว่า 90% ของโลกผลิตในไต้หวัน และ AI Server กว่า 90% ผลิตและประกอบโดยผู้ประกอบการไต้หวัน ไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญ ทั้งด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และแรงงาน เปิด ‘แพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไต้หวัน–ไทย’ เพิ่มช่องทางเชื่อมโยงบุคลากรและภาคเทคโนโลยีของสองฝ่าย ขยายมาตรการยกเว้นวีซ่า สำหรับนักเดินทางในปี 2569 หวังช่วยกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เศรษฐกิจไต้หวันโตแรง ครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวเกิน 14% สูงสุดในรอบ 39 ปี ตามข้อมูลที่ผู้แทนไต้หวันกล่าวในงาน

October 8, 2026 / 0 Comments
read more

‘8 ตุลาคม’ วันสายตาโลก ‘ไบเออร์’ แชร์วิชั่นความก้าวหน้าการรักษาโรคจอตา

Peace&Play

วันสายตาโลก ‘8 ตุลาคม’ ไบเออร์ร่วมแชร์วิชั่นและความก้าวหน้าในการรักษาโรคจอตา สร้างความตระหนักรู้และป้องกันภาวะสูญเสียการมองเห็นในกลุ่มเสี่ยง   เนื่องในวันสายตาโลก (World Sight Day) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม ไบเออร์ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาว   โรคทางจอประสาทตา หรือ จอตา (Retina) เช่น โรคจุดรับภาพชัดจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (nAMD: Neovascular Age-related Macular Degeneration)  โรคจุดรับภาพชัดจอตาบวมจากเบาหวาน (DME: Diabetic Macular Edema) และภาวะหลอดเลือดดำที่จอตาอุดตัน (RVO: Retinal Vein Occlusion) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็น   ผู้ป่วยจำนวนมากจึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อเวลาในการเดินทาง การทำงาน การใช้ชีวิตประจำวัน และการดูแลครอบครัว   ปัจจุบัน ความก้าวหน้าของการรักษาด้วยยากลุ่ม Anti-VEGFs ช่วยเพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้น โดยที่ผ่านมาผู้ป่วยอาจต้องมาโรงพยาบาลทุก 1–2 เดือน เพื่อรับการฉีดยาเข้าวุ้นตา สร้างความลำบากทั้งด้านเวลา และค่าใช้จ่าย   แต่ในปัจจุบันมีนวัตกรรมยาฉีดรุ่นใหม่ในกลุ่ม Anti-VEGFs ที่มีประสิทธิภาพที่ดี และสามารถออกฤทธิ์ในดวงตาได้นานขึ้น   ข้อมูลทางคลินิกล่าสุดระบุว่า ผู้ป่วยส่วนหนึ่งสามารถยืดระยะห่างระหว่างการรักษาได้นานสูงสุดถึง 24 สัปดาห์ หรือกล่าวคือ สามารถควบคุมโรคและคงการมองเห็นได้โดยมารับการฉีดยาที่โรงพยาบาล ทุก 6 เดือนแทน จึงช่วยลดภาระการเดินทางมารับการรักษา และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีเวลาคุณภาพที่ดีในชีวิตมากขึ้น   ในโอกาสนี้ ขอเชิญรับชมมุมมองจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยโรคจอประสาทตา พร้อมพูดคุยถึงความก้าวหน้าและนวัตกรรมการรักษาใหม่ ที่มุ่งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลได้สะดวกขึ้น ลดภาระการรักษาในระยะยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อการมองเห็นที่ดีขึ้น และเวลาคุณภาพในชีวิตที่มากขึ้น  

October 8, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอนผนึกคอมมูนิตี้ AI ไทย-เทศ ฉลอง 3 ปี SCBX NEXT TECH ลุยโลกอนาคต

PRnounce

สยามพารากอน รวมพลังคอมมูนิตี้ AI ชั้นนำไทย-ต่างประเทศ ฉลอง 3 ปี SCBX NEXT TECH ชวนก้าวไปด้วยกัน ในโลกเทคโนโลยีแห่งอนาคต ผ่านซีรีส์กิจกรรมส่งท้ายปี เชื่อมคนไทยกับเครือข่าย AI ระดับโลก   สยามพารากอน ฉลองครบรอบ 3 ปี SCBX NEXT TECH ตอกย้ำบทบาท “เทคคอมมูนิตี้เพื่อการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต” หลังมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะสมกว่า 200,000 คน พร้อมผนึกกำลัง 3 คอมมูนิตี้ AI ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ ได้แก่ AI Future Ready โดย AiLearning x AiROVA, Claude Thailand Community และ Global AI Community ร่วมจัดซีรีส์กิจกรรม “SCBX NEXT TECH – TOGETHER 3RD ANNIVERSARY CHAPTER” ต่อเนื่อง 3 เดือน 3 ธีม ตั้งแต่ตุลาคมถึงธันวาคม 2569 ภายใต้แนวคิด Smarter Better Richer เปิดพื้นที่ให้คนทุกกลุ่มอัปเดตองค์ความรู้ พัฒนาทักษะ และเชื่อมต่อกับคอมมูนิตี้และเครือข่าย AI ทั้งในไทยและระดับโลก ธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนกันยายน 2566 SCBX NEXT TECH ณ ชั้น 4 สยามพารากอน ได้เดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งบน SCBX NEXT STAGE, AreaX by SCBX และ Partner Space โดยจัดกิจกรรมไปแล้ว 1,590 ครั้ง หรือเฉลี่ยประมาณ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ มีผู้เข้าร่วมสะสมกว่า 200,000 คน ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์กว่า 100 ราย และสร้าง Engagement บนโซเชียลมีเดียกว่า 2.5 ล้านครั้ง (ข้อมูลจาก Wisesight Social Listening) สะท้อนการเติบโตของ SCBX NEXT TECH ในฐานะเทคคอมมูนิตี้ ที่เชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าไว้ด้วยกัน “การขยายตัวของกิจกรรมและเครือข่ายสะท้อนถึงความสนใจด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้น พร้อมตอกย้ำบทบาทของ SCBX NEXT TECH ในฐานะจุดเชื่อมต่อ ที่เปิดโอกาสให้คนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงนักพัฒนา ได้เข้ามาทดลอง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ ร่วมกัน ขณะเดียวกัน เรามองว่าพื้นที่แห่งนี้ยังสามารถสร้างคุณค่าในระยะยาว ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้คนนำสิ่งที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ พัฒนาทักษะ และต่อยอดสู่โอกาสใหม่ ๆได้จริง เพื่อให้ทุกคนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ธณพร กล่าวต่อว่า ในวาระครบรอบ 3 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ SCBX NEXT TECH จึงเลือกผนึกกำลังกับ AI Future Ready, Claude Thailand Community และ Global AI Community ซึ่งล้วนเคยร่วมงานกับ SCBX NEXT TECH และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้าน AI มาอย่างต่อเนื่อง โดยความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา ผ่านจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันของแต่ละคอมมูนิตี้ เริ่มจาก AI Future Ready โดย AiLearning x AiROVA ซึ่งมีจุดเด่นด้านเวิร์คช็อป AI แบบลงมือทำจริง และเคยจัดกิจกรรมกับ SCBX NEXT TECH มาแล้วหลายครั้ง และได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง สามารถเข้าถึงผู้เรียนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ SME นักศึกษา กลุ่ม First Jobber ไปจนถึงพนักงานบริษัท ต่อด้วย Claude Thailand Community คอมมูนิตี้สาธารณะบน Facebook สำหรับผู้สนใจ Claude AI ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย มีสมาชิกมากกว่า 500,000 คน โดยที่ผ่านมาเคยจัดมีตอัพที่ SCBX NEXT TECH เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานแลกเปลี่ยนทั้ง Use Case และองค์ความรู้ ตลอดจนต่อยอดสู่โอกาสด้านการทำงานและการสร้างรายได้จาก Claude AI อีกหนึ่งเครือข่ายสำคัญคือ Global AI Community องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับนานาชาติ ซึ่งมีมากกว่า 200 Chapters และสมาชิกกว่า 250,000 คนทั่วโลก ช่วยเชื่อม SCBX NEXT TECH เข้ากับองค์ความรู้และเครือข่าย AI จากทั่วโลก “เราเชื่อมั่นว่า เมื่อทั้ง 3 คอมมูนิตี้มาอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน จะสามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ได้ตั้งแต่การลงมือใช้ AI จริง การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากคอมมูนิตี้ในประเทศไทย ไปจนถึงการเปิดมุมมองสู่เทคโนโลยีและเครือข่ายระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของเราที่อยากให้ SCBX NEXT TECH เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้ามาอัปเดตความรู้ พัฒนาทักษะ และมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ จากเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง” ธณพร กล่าวเสริม นอกจากความโดดเด่นของพาร์ทเนอร์แต่ละรายแล้ว อีกหนึ่งความพิเศษของ “SCBX NEXT TECH – TOGETHER 3RD ANNIVERSARY CHAPTER” คือ การออกแบบกิจกรรมให้เป็นซีรีส์ต่อเนื่องตลอด 3 เดือนส่งท้ายปี ภายใต้แนวคิด Smarter Better Richer โดยแบ่งออกเป็น 3 ธีม เดือนละ 2 กิจกรรม รวม 6 กิจกรรม ประเดิมเดือนตุลาคม ภายใต้แนวคิด Richer กับธีม Grow Forward ที่สอดรับกับช่วง IMF Annual Meetings และกระแสการลงทุนโลก โดยนำ AI มาเชื่อมกับการลงทุนและธุรกิจ เริ่มจาก AI FUTURE READY #3 วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เจาะการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์การลงทุน การตัดสินใจด้านพอร์ตโฟลิโอ และการทำธุรกิจ ก่อนต่อด้วย CLAUDE THAILAND MEETUP #3 วันที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่ชวนทดลอง ใช้ Claude กับโจทย์ด้านการลงทุนและธุรกิจ ต่อด้วยเดือนพฤศจิกายน ภายใต้แนวคิด Better กับธีม Power Possibility สำหรับนักพัฒนาและผู้สนใจเทคโนโลยี เริ่มจาก GLOBAL AI COMMUNITY: DEV DAY วันที่ 20 พฤศจิกายน 2569 ที่เจาะลึก Agentic AI, เครื่องมือพัฒนา, Workflow Automation และการนำระบบไปใช้งานจริง ก่อนต่อด้วย GLOBAL AI COMMUNITY: EMERGING TECH วันที่ 21 พฤศจิกายน 2569 อัปเดตเทคโนโลยีเกิดใหม่ ตั้งแต่ Robotics, Edge AI ไปจนถึงเทคโนโลยีที่น่าจับตาในปี 2570 ปิดท้ายเดือนธันวาคม ภายใต้แนวคิด Smarter กับธีมUnlock Your Next เริ่มจาก GLOBAL AI COMMUNITY: YEAR-END RECAP วันที่ 18 ธันวาคม 2569 ชวนทบทวนทักษะ AI ที่ใช้ได้ผลในปี 2569 และสิ่งที่ควรหยุดใช้ ก่อนต่อด้วย AI FUTURE READY #4 วันที่ 19 ธันวาคม 2569 ที่จะชวนวางแผนทักษะที่ควรพัฒนาต่อในปี 2570 สำหรับ ONESIAM MEMBER ที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับสิทธิพิเศษ อาทิ คอร์สเรียน AI สิทธิ์ทดลองใช้งานโปรแกรม AI จากพาร์ทเนอร์ชั้นนำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงสิทธิส่วนลดต่าง ๆ ภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน ทั้งนี้ ธณพร กล่าวทิ้งท้ายว่า SCBX NEXT TECH จะยังเดินหน้าสานต่อการเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้คน คอมมูนิตี้ และพันธมิตร โดยตลอดปี 2569 ยังมีกิจกรรมจากพาร์ทเนอร์อีกกว่า 60 อีเวนต์ ขณะที่ในปี 2570 เตรียมต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Microsoft รวมถึงพาร์ทเนอร์อีกหลากหลายราย เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมเดินหน้าร่วมกันขับเคลื่อน SCBX NEXT TECH ให้เป็น “เทคคอมมูนิตี้เพื่อการเรียนรู้แห่งโลกอนาคต” ที่เชื่อมผู้คนเข้ากับองค์ความรู้ คอมมูนิตี้ และโอกาสใหม่จากโลกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง    

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออทผนึกฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ลงนามครั้งใหญ่เตรียมเปิดโรงแรม 7 แห่งในไทย

PRnounce

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ลงนามข้อตกลงครั้งสำคัญกับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เตรียมเปิดโรงแรม 7 แห่งในประเทศไทย     คาดว่าจะเพิ่มห้องพักมากกว่า 1,200 ห้องในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต โดยการลงนามครั้งนี้ครอบคลุมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ สาทร รวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ ซิติเซนเอ็ม (citizenM) โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน (Four Points Flex by Sheraton) และ ซีรีส์ บาย แมริออท (Series by Marriott) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามข้อตกลงกับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น เปิดโรงแรม 7 แห่งในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มห้องพักอีก 1,262 ห้องในกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ข้อตกลงพอร์ตโฟลิโอนี้ครอบคลุมการขยายแบรนด์เจดับบลิว แมริออท และเตรียมนำนำแบรนด์ ซิติเซนเอ็ม, โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน และ ซีรีส์ บาย แมริออท เข้าสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรก “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้กระชับความสัมพันธ์กับฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นผ่านการขยายธุรกิจครั้งสำคัญในประเทศไทย พอร์ตโฟลิโอที่เติบโตนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันต่ออนาคตของอุตสาหกรรมการบริการ ซึ่งตอบรับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น และสร้างจุดหมายปลายทางที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวมและความสัมพันธ์ที่มีความหมาย เราตั้งตารอที่จะสานต่อความร่วมมือกับฟิโก้ เพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้กลายเป็นจริงในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและเมืองที่มีชีวิตชีวาของประเทศไทย” ราจีฟ เมนอน ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว กรุงเทพฯ เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ สาทร (JW Marriott Bangkok Sathorn) – โรงแรมหรูขนาด 288 ห้องที่คาดว่าจะผสานการบริการอันประณีตเข้ากับการใช้ชีวิตในเมือง พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านสุขภาวะผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาและฟิตเนสที่หลากหลาย และศูนย์กลางไลฟ์สไตล์อันมีชีวิตชีวา เพื่อสร้างพื้นที่ต้อนรับที่ให้แขกได้เติมพลัง เชื่อมสัมพันธ์ และสัมผัสพลังของกรุงเทพฯ ซิติเซนเอ็ม กรุงเทพ สุขุมวิท 11 (citizenM Bangkok Sukhumvit 11) – เป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยห้องพัก 147 ห้อง โรงแรมแห่งนี้จะสะท้อนแนวทางอันเป็นเอกลักษณ์ของ citizenM ในด้านการบริการสมัยใหม่ โดยจะผสานเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย การออกแบบร่วมสมัยที่โดดเด่น การบริการที่จริงใจ และสถานที่ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่น่าตื่นเต้น ใจกลางย่านสุขุมวิท โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน (Four Points Flex by Sheraton) – โรงแรม 3 แห่งที่จะเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศไทย ตั้งอยู่ในทำเลทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 8 (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Sukhumvit 8) คาดว่าจะมี 162 ห้อง โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 14 (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Sukhumvit 14) คาดว่าจะมี 130 ห้อง และ โฟร์ พอยต์ส เฟล็กซ์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุรวงศ์ (Four Points Flex by Sheraton Bangkok Surawong) คาดว่าจะมี 201 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่เปี่ยมด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งสามแห่งจะมอบการเข้าพักที่สะดวกสบาย ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส แบรนด์นี้ออกแบบมาสำหรับนักเดินทางที่พร้อมเดินทางอยู่เสมอ โดยให้ความสำคัญกับองค์ประกอบพื้นฐาน ผ่านหลักการด้านความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า ทั้งในด้านการออกแบบและประสบการณ์ของผู้เข้าพัก พัทยาและภูเก็ต แบรนด์คอลเลกชันใหม่ล่าสุดของแมริออท ซีรีส์ บาย แมริออท ได้รับการออกแบบเพื่อมอบประสบการณ์การเข้าพักที่สะดวกสบายและเข้าถึงง่าย โดยถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง พร้อมด้วยความน่าเชื่อถือและมาตรฐานที่สม่ำเสมอซึ่งนักเดินทางให้ความสำคัญ แบรนด์นี้กำลังจะเปิดตัวในประเทศไทย ณ สองจุดหมายปลายทางรีสอร์ตยอดนิยมของประเทศ ได้แก่ อีซี่ แพลนเน็ต พัทยาเหนือ, ซีรีส์ บาย แมริออท (Easy Planet North Pattaya, Series by Marriott) ขนาด 192 ห้อง และ อีซี่ แพลนเน็ต ภูเก็ต ป่าตอง, ซีรีส์ บาย แมริออท (Easy Planet Phuket Patong, Series by Marriott) ขนาด 142 ห้อง “สำหรับผม การบริการไม่เคยหมายถึงเพียงการมอบสถานที่พัก แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ผู้คนได้เชื่อมโยงกับผู้อื่น และมีความสุขกับการใช้เวลา ในอนาคตผมเชื่อว่าสุขภาวะ กีฬา และไลฟ์สไตล์จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อวิธีที่ผู้คนเดินทางและใช้ชีวิต การขยายธุรกิจครั้งนี้เปิดโอกาสให้เรานำแนวคิดดังกล่าวมาสู่พอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมและสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย ไม่เพียงสำหรับแขกของเรา แต่รวมถึงชุมชนโดยรอบด้วย เรารู้สึกยินดีที่จะเดินหน้าบนเส้นทางนี้ร่วมกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และร่วมกันสร้างสิ่งที่มีคุณค่าในประเทศไทย” นาย กฤษน์ ศรีชวาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น กล่าว ข้อตกลงหลายโรงแรมครั้งนี้ต่อยอดจากความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล และฟิโก้ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งครอบคลุมโรงแรม 4 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้ 4 แบรนด์ ได้แก่ โฮเทลมิวส์ แบงค็อก ออโต้กราฟ คอลเลคชั่น (Hotel Muse Bangkok, Autograph Collection) แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ตเมนต์ กรุงเทพ ทาวน์ฮอลล์ สุขุมวิท (Marriott Executive Apartments Bangkok Townhall Sukhumvit) โฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน กรุงเทพฯ เพลินจิต สุขุมวิท (Four Points by Sheraton Bangkok Ploenchit Sukhumvit) และ เมโทรโพล แบงค็อก, อะ ทริบิวต์ พอร์ตฟอลิโอ โฮเทล (Metropole Bangkok, a Tribute Portfolio Hotel) ความร่วมมือที่ขยายตัวนี้จะส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายมีพอร์ตโฟลิโอร่วมกันรวม 11 โรงแรม ภายใต้ 8 แบรนด์ ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 3 แบรนด์ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ตของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศไทยได้ที่ www.marriott.com.  

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

NINE BEAUTY ผนึก LUX ดึง “โบว์ เมลดา” เสิร์ฟความเอ็กซ์คลูซีฟใน CJ MORE ซูเปอร์แฟร์

PRnounce

NINE BEAUTY จับมือ LUX เสิร์ฟความ Exclusive ขั้นสุด ชวนแฟนๆ สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับ “โบว์ เมลดา” พร้อมกิจกรรม Lucky Fan และมินิคอนเสิร์ตสุดใกล้ชิด จบไปแล้วอย่างสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! กับความร่วมมือระหว่าง NINE BEAUTY และ LUX แบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิวกายชั้นนำระดับโลกจากเครือ Unilever ที่มาร่วมเสิร์ฟประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้า CJ MORE แบบจัดเต็ม ในงาน ซีเจ มอร์ ซูเปอร์แฟร์ 21 ปี เติบโตเคียงข้างชุมชน ณ CJ MORE สาขานาวงประชาพัฒนา จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมชวน “โบว์ เมลดา สุศรี” พรีเซนเตอร์ LUX มาร่วมสร้างสีสันและมอบความสุขให้กับลูกค้า CJ MORE และผู้โชคดี Lucky fan ผ่านกิจกรรมพิเศษมากมายภายในงาน ไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัวและจัดจำหน่ายครีมอาบน้ำ LUX Limited edition กลิ่นพิเศษที่มีขายเฉพาะที่ CJ MORE โซน NINE BEAUTY เท่านั้น กับกลิ่น COZY WINTER หอม อบอุ่น เหมือนฤดูหนาว และกลิ่น POPPY SUMMER หอม สดชื่น เหมือนฤดูร้อน โดยทั้ง 2 กลิ่นสุดพิเศษได้พัฒนากลิ่นให้หอมติดผิว พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในชีวิตประจำวันของอากาศเมืองไทย ในราคาที่เข้าถึงได้ นอกจากการเปิดตัวสินค้า Exclusive แล้ว NINE BEAUTY และ LUX ยังสร้างโมเมนต์พิเศษให้กับแฟนๆ ผ่านกิจกรรม Lucky Fan เปิดโอกาสให้ผู้โชคดีได้ใกล้ชิดกับ “โบว์ เมลดา” ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพแบบ 1:1 และเกมสนุกๆ พร้อมเก็บภาพความประทับใจกลับไปเป็นที่ระลึก ก่อนปิดท้ายด้วย Mini Concert ที่มาร่วมสร้างความสนุกและความประทับใจให้กับลูกค้าและแฟนๆ ความร่วมมือระหว่าง NINE BEAUTY และ LUX ในครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดของ NINE BEAUTY ในการยกระดับประสบการณ์การดูแลตัวเอง ผ่านการนำเสนอทั้งสินค้า Exclusive และกิจกรรมพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ สร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง พร้อมเชื่อมโยงแบรนด์ สินค้า และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตอบโจทย์การดูแลตัวเองในทุกวัน

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยามจัดนิทรรศการ “คิดถึงสมเด็จย่า” ครั้งที่ 29 น้อมรำลึกพื้นที่แห่งพระเมตตาไร่แม่ฟ้าหลวง

PRnounce

น้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า เรียนรู้พื้นที่แห่งพระเมตตา “ไร่แม่ฟ้าหลวง” ในนิทรรศการ “คิดถึงสมเด็จย่า” ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือสยามพิวรรธน์กรุ๊ป ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดนิทรรศการ “คิดถึงสมเด็จย่า ครั้งที่ 29” ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม นิทรรศการ “คิดถึงสมเด็จย่า” ในครั้งนี้ นำเสนอพระราชกรณียกิจในรูปแบบเส้นเวลา (Timeline) ตั้งแต่ พ.ศ. 2515 จนถึงปัจจุบัน พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของ “ไร่แม่ฟ้าหลวง” พื้นที่ที่สะท้อนให้เห็นพระเมตตาและพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมอาชีพและงานหัตถกรรมของชาวเขา สู่การเป็นแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมล้านนา และพัฒนาเป็น “อุทยานศิลปะวัฒนธรรมแม่ฟ้าหลวง” ในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในงานยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จาก DoiTung Lifestyle ซึ่งบางผลงานนำมาจัดแสดงและจำหน่ายเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น อาทิ พรมรูปสัตว์ทะเล พรมลวดลายดอกไม้ กระเป๋าที่ผลิตจากเส้นใยพลาสติก Upcycling ภายใต้คอนเซ็ปต์ Circular Economy ตลอดจนผลิตภัณฑ์เซรามิกที่ออกแบบพิเศษเพียงชิ้นเดียว รวมถึงเครื่องดื่มจาก DoiTung Café ที่ได้จัดเตรียมเมนูซิกเนเจอร์ Kokuto Latte มาให้ลิ้มลองภายในงานด้วย   ขอเชิญร่วมสัมผัสเรื่องราวแห่งพระเมตตา เรียนรู้พระราชปณิธานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืนและร่วมรำลึกถึงสมเด็จย่าผ่านนิทรรศการ “คิดถึงสมเด็จย่า” ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 14-18 ตุลาคม 2569 ณ เจริญนคร ฮอลล์ ชั้น M ไอคอนสยาม

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

สยาม ทาคาชิมายะ จัดนิทรรศการ ‘ECHOES of Waste’ แปลงขยะสู่คุณค่าศิลปะเพื่อความยั่งยืน

PRnounce

สยาม ทาคาชิมายะ ร่วมกับพันธมิตรไทย-ญี่ปุ่น จัดนิทรรศการ “ECHOES of Waste – เสียงสะท้อนแห่งสังการ” เปลี่ยนขยะสู่คุณค่าใหม่ผ่านงานศิลปะเพื่อความยั่งยืน วันนี้ – 15 ตุลาคม 2569 ณ Event Space ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ร่วมกับ บริษัท ชูโตคุ โฮลดิ้งส์ จำกัด, ACTA Plus Thailand องค์กรสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน และ White Canvas โครงการประกวดศิลปะร่วมสมัยและนิทรรศการนานาชาติ จัดงาน “ECHOES of Waste – เสียงสะท้อนแห่งสังการ” นิทรรศการศิลปะเพื่อความยั่งยืนที่รวบรวมผลงานของศิลปินไทยและญี่ปุ่น 8 คน ถ่ายทอดแนวคิดการสร้างคุณค่าใหม่จากวัสดุเหลือใช้ผ่านมุมมองศิลปะร่วมสมัย ชวนผู้ชมร่วมสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ของสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “ขยะ” พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 ณ Event Space ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม นิทรรศการ “ECHOES of Waste – เสียงสะท้อนแห่งสังการ” จัดขึ้นในวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่นในปี 2570 โดยใช้ศิลปะเป็นภาษาสากลในการเชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และแนวคิดด้านความยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ผ่านการนำวัสดุที่ถูกทิ้งหรือหมดคุณค่าในมุมมองเดิม ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก ขยะทะเล กล่องนม เศษวัสดุก่อสร้าง หรือดินเหลือใช้ มาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนมุมมองใหม่ต่อคุณค่าของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยนิทรรศการในครั้งนี้ ได้รวบรวม 8 ศิลปินร่วมสมัยจากประเทศไทยและญี่ปุ่น ซึ่งล้วนมีแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุเหลือใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน สะท้อนทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ความทรงจำ และวิถีชีวิตร่วมสมัย ผ่านผลงานศิลปะที่หลากหลาย ตั้งแต่งานประติมากรรม ศิลปะจัดวาง ศิลปะสื่อผสม ไปจนถึงงานเซรามิกและผลงานอัปไซเคิลร่วมสมัย ศิลปินจากประเทศญี่ปุ่นประกอบด้วย Milk Packco ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานอัปไซเคิลจากกล่องนมใช้แล้ว โดยมองเห็นคุณค่าและศักยภาพของวัสดุธรรมดาที่ผู้คนมักมองข้าม พร้อมนำมาแปรเปลี่ยนเป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขณะที่ Yoko Ichikawa ศิลปินร่วมสมัยและนักวาดภาพประกอบ ถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเด็นทางสังคมผ่านสื่อและรูปแบบการสร้างสรรค์ที่หลากหลาย ส่วน Minami Shibata นำวัสดุที่เก็บรวบรวมจากชายฝั่งทะเลมาสร้างสรรค์เป็นผลงานภายใต้แนวคิด “ORINASU – Build with Scrap” ที่สะท้อนความงดงามของสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ และการค้นพบคุณค่าใหม่ของวัสดุเหลือใช้ ขณะที่ Masaki Tomabechi ศิลปินเซรามิกผู้พัฒนาแนวคิด “Revamic” ได้นำเศษดินและวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตเซรามิกกลับมาสร้างสรรค์เป็นผลงานใหม่ เพื่อนำเสนอแนวคิดการฟื้นคืนคุณค่าให้แก่ทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าหมดประโยชน์ สำหรับศิลปินไทย ประกอบด้วย ภูริกรณ์ คงสุวรรณ (Snackbagboy) ผู้หยิบขยะทะเลและวัสดุเหลือใช้รอบตัวมาสร้างสรรค์เป็นผลงานสีสันสดใสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล ท้องฟ้า และธรรมชาติ ถ่ายทอดพลังบวกผ่านรูปทรงและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่ ปรัชญา เจริญสุข ศิลปินร่วมสมัยเจ้าของรางวัลระดับนานาชาติ นำขยะทะเลและไมโครพลาสติกมาสำรวจผลกระทบของวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นกับชุมชนชายฝั่ง ส่วน ทีทัช หงษ์คงคา มุ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และวัฒนธรรมการบริโภค ผ่านการแปรรูปถุงพลาสติกและบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวให้กลายเป็นงานศิลปะที่งดงามแต่แฝงด้วยคำถามต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และ ปราชญ์ พิมานแมน ศิลปิน ภัณฑารักษ์ และนักวิชาการจากภาคใต้ของประเทศไทย ที่นำวัสดุเหลือทิ้งและวัตถุจากชุมชนมาสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และความทรงจำร่วมของสังคมร่วมสมัย นอกจากการจัดแสดงผลงานศิลปะแล้ว นิทรรศการยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ผ่านการนำเสนอแนวคิดที่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวัน รวมถึงทบทวนมูลค่าและโอกาสใหม่ของสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ประโยชน์ โดยแสดงให้เห็นว่าวัสดุเหลือใช้สามารถได้รับการตีความใหม่และกลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าทางสังคม ศิลปะ และสิ่งแวดล้อมได้อีกครั้ง นิทรรศการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Embassy of Japan in Thailand, Bangkok Metropolitan Administration (BMA), Consulate-General of Thailand in Fukuoka, JETRO Bangkok และ Japanese Association in Thailand สะท้อนความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านพลังของงานสร้างสรรค์ ผู้สนใจสามารถเข้าชม นิทรรศการ “ECHOES of Waste – เสียงสะท้อนแห่งสังการ” ได้ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 ณ Event Space ชั้น 4 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya  

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยามเปิดแคมเปญ ‘J-Licious’ พลิกเทศกาลกินเจสู่เทรนด์สุขภาพผสานอาหาร 4 ภาค

PRnounce

ไอคอนสยาม เปิดเกม “J-Licious” พลิกเทศกาลกินเจ สู่เทรนด์เจเฮลตี้ อิ่มอร่อย อิ่มบุญ พร้อมเติมสุขภาพดีให้กายใจ กับอาหารเจหลากหลายจากร้านดัง และเมนูเจ 4 ภาค 8-18 ตุลาคมนี้ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ร่วมกับ เมืองสุขสยาม พร้อมด้วยพันธมิตรร้านอาหารชั้นนำ ตอบรับเทรนด์สุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ต้อนรับเทศกาลกินเจปี 2569 ในงาน “J-Licious” ชวนเปิดมุมมองใหม่ของการกินเจ ที่ไม่เพียงอิ่มท้องจากหลากหลายเมนูเจรสเลิศ ยังได้เติมเต็มความสุขให้กายและใจ ผ่านอาหารเจคุณภาพที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน พร้อมลิ้มลองอาหารเจจาก 4 ภูมิภาค ตลอดจนกิจกรรมเสริมศรัทธาสร้างความเข้มแข็งทางใจ ผสานประสบการณ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ระหว่างวันที่ 8-18 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม เมื่อเทรนด์สุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น เทศกาลกินเจจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของหลายคน ที่ไม่ได้เป็นเพียงช่วงเวลาแห่งการละเว้นเนื้อสัตว์ แต่ยังเป็นโอกาสดีในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน กลับมาใส่ใจสุขภาพผ่านมื้ออาหาร และเปิดใจลองเมนูจากพืชที่หลากหลายมากขึ้น เทศกาลกินเจปีนี้ ไอคอนสยาม ไอซีเอส และเมืองสุขสยาม พร้อมด้วยพันธมิตรร้านอาหารชั้นนำทั่วทั้งไอคอนสยาม ต้อนรับเทศกาลกินเจ กับงาน “J-Licious” ชวนเปิดประสบการณ์เทศกาลกินเจในมุมใหม่ ผ่านอาหารเจเพื่อสุขภาพหลากหลายสไตล์ และกิจกรรมเสริมศรัทธาจากเมืองสุขสยาม พร้อมเลือกสรรวัตถุดิบเจจากเดียร์ทัมมี่ ไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อให้ทุกคนได้ค้นพบอาหารเจเพื่อสุขภาพ ที่ดีต่อใจ และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง นางสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “สำหรับเทศกาลกินเจปีนี้ ไอคอนสยามอยากชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์กับคำว่า ‘Longevity’ หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านแนวคิด ‘ลองเจเฮลตี้ Longevity กายใจ’ ที่ชวนให้การกินเจเป็นเรื่องสนุกและเข้าถึงง่าย สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน โดยมองผ่าน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ Healthy การเลือกอาหารที่สมดุลและใส่ใจคุณภาพของวัตถุดิบ และ Longevity การเริ่มดูแลตัวเองในวันนี้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต “อยากชวนทุกคนใช้ช่วงเทศกาลกินเจเป็นโอกาสในการลองเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ จากเดิมที่หลายคนมองว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการละเว้นเนื้อสัตว์ สู่ประสบการณ์ใหม่ของการ กินดีเพื่อสุขภาพ เริ่มตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ดี และค้นพบรูปแบบการกินที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งไอคอนสยามได้รวบรวมความหลากหลายมาไว้ให้ทุกคนได้เลือกสรร ตั้งแต่เมนูเจหลากสไตล์กว่า 1,000 เมนูจากร้านอาหารชั้นนำภายในไอคอนสยาม และไอซีเอส ไปจนถึงมีวัตถุดิบเจ จากเดียร์ทัมมี่กว่า 2,000 รายการ ขณะเดียวกันเมืองสุขสยามยังเติมเต็มอีกมิติของเทศกาลผ่านเรื่องราวของอาหาร วัฒนธรรม และศรัทธาสร้างความสุขทางใจ ทำให้ J-Licious ปีนี้ไม่ได้มีเพียงความอร่อย แต่ยังเป็นโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสเรื่องราวและประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากมาย ซึ่งเราหวังว่าเทศกาลกินเจที่ไอคอนสยาม จะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเปิดใจสู่เมนูใหม่ เติมพลังให้ตัวเอง และลองค้นพบความสุขในแบบที่เข้ากับชีวิตของตัวเอง เพื่อให้การกินเจเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สร้างความสุขได้ทั้งกายและใจ” นางสุมากล่าว อิ่มอร่อยกับเมนูเจหลากหลายสไตล์จากร้านดังทั่วไอคอนสยาม สำหรับคนรักความอร่อยที่ต้องการเปิดประสบการณ์ทานอาหารเจ ไอคอนสยามชวน “ลองเจเฮลตี้” ที่ได้คัดสรรเมนูเจจากร้านอาหารหลากหลายสไตล์ ทั้งอาหารไทยร่วมสมัย จีน เกาหลี อิตาเลียน เวียดนาม ให้เลือกอิ่มอร่อยตลอดเทศกาล พร้อมเปิดมุมมองใหม่ของการรับประทานอาหารเจที่ทั้งดีต่อสุขภาพ และรสชาติที่ไม่จำเจจากร้านอาหารมากมาย อาทิ BIANCA, Coffee Beans by Dao, GINGER FARM kitchen, have a Zeed, Hong Bao, JUMBO Seafood, KANORI, karun, NARA Thai Cuisine, Pacamara Coffee Roasters, SOLSOT, รส’นิยม, บ้านไอซ์, อันเกิม-อันก๋า ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม ณ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ตรงข้ามไอคอนสยาม อาทิ getfresh, ซาลาเปาทับหลี ประกายจันทร์, ชาตักวุ้น, DOU’ 荳 – โต้ว, Inthanin, Millilitre, JUICE UP ให้เลือกอิ่มอร่อยสุขภาพดีได้ทุกวันตลอดเทศกาลกินเจ กินเจที่ไอคอนสยามปีนี้ เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทุกคนจะได้ “ลอง” ประสบการณ์เจที่แตกต่าง ทั้งรสชาติใหม่และทางเลือกใหม่ในการกินเจ ให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่สนุกและอร่อยได้ในแบบของตัวเอง   เปิดเส้นทางศรัทธา วิถีกินผัก เสริมความสุขทั้งกายใจที่เมืองสุขสยาม   หากอยากสัมผัสเสน่ห์ของอาหารเจที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นจากทั่วไทย ห้ามพลาดที่ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G ต้อนรับเทศกาลกินเจปีนี้ผ่านแนวคิด “อิ่มบุญ อิ่มเจ 4 ภาค” ยกระดับเทศกาลกินเจ สู่ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวของศรัทธา อาหาร และวิถีชุมชน โดยนำประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ตมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ เชื่อมโยงเส้นทางแห่งศรัทธาเข้ากับอาหารเจ 4 ภาคทั่วไทย ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์ของเทศกาลกินเจผ่านหลากหลายมิติ ภายในงานพบกับอาหารเจ 4 ภาคจากภูมิปัญญาท้องถิ่นทั่วไทย ทั้ง ภาคเหนือ อาทิ น้ำพริกอ่องเจและแกงโฮะ, ภาคอีสาน อาทิ น้ำตกเจและลาบหมูกรอบเจ, ภาคใต้ อาทิ คั่วกลิ้งเจ ขนมจีนน้ำยาภูเก็ต และผัดหมี่ฮกเกี้ยน ไปจนถึง ภาคกลาง ที่มีทั้งข้าวหน้าเป็ดเจ ข้าวหมูแดงเจ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ เย็นตาโฟเจ เป็นต้น พร้อมของหวานและอาหารว่างที่สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทย พร้อมกันนี้เมืองสุขสยาม ได้จัดเตรียมเมนูพิเศษต้อนรับเทศกาลกินเจ โดยนำแรงบันดาลใจจากอาหารท้องถิ่นไทยมารังสรรค์เป็นเมนูเจร่วมสมัย ได้แก่ โอ้เอ๋วน้ำผึ้งมะนาว เครื่องดื่มหรือของหวานท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต ที่ให้ความสดชื่น หอมหวานละมุน และเกี๊ยวซ่าข้าวซอย เกี๊ยวซ่าไส้ผักเสิร์ฟคู่กับซอสข้าวซอยเจหอมเครื่องเทศ นำเสน่ห์ของอาหารท้องถิ่นมาตีความใหม่ ให้การกินเจปีนี้ทั้ง อร่อย สนุก และร่วมสมัย ทั้งสองเมนูรังสรรค์โดยเชฟจีโน่ จิตศักดิ์ หลิมภากรกุล เชฟชื่อดังจากรายการ MasterChef Thailand Season 3 และ MasterChef All Stars นอกจากนี้ไฮไลต์สำคัญคือเส้นทางแห่งศรัทธา เปิดพื้นที่ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมาสัมผัสรากความเชื่อของประเพณีถือศีลกินผัก พร้อมสักการะ องค์พระโพธิสัตว์ กวนอิมปางประทานพร องค์เต้าโบ้หงวนกุน เทพมารดาแห่งดวงดาว และองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ หรือจักรพรรดิราชทั้งเก้าพระองค์ ผ่านชุดเทวรูปที่อัญเชิญมาจากประเทศจีน เพื่อความเป็นสิริมงคล ภายในงานยังมีนิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราว ประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต ทั้งเรื่องราวของม้าทรง เครื่องแต่งกาย และวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมชม “พิธีอิ้วเก้ง” หรือขบวนแห่พระรอบเมือง เพื่อโปรดประชาชนและประทานพรแก่บ้านเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีสำคัญของชาวภูเก็ต และอีกหนึ่งมิติของเทศกาลปีนี้คือการส่งต่อความสุขสู่ชุมชน ผ่านกิจกรรม “โรงเจหม้อใหญ่ สุขภาพดีกินง่าย ได้บุญ ส่งต่อชุมชน” โดยเมืองสุขสยาม ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจะร่วมกันจัดทำอาหารเจวันละ 200 กล่อง เป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2569 เพื่อส่งมอบให้แก่ชุมชนในเขตคลองสาน ได้แก่ ชุมชนวัดสุวรรณ ชุมชนสวนสมเด็จย่า และชุมชนช่างนาค สะพานยาว มาร่วมเปิดประสบการณ์กินเจ “J-Licious” พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของอาหารเจ เส้นทางแห่งศรัทธา และวัฒนธรรมการถือศีลกินผัก ให้เทศกาลกินเจครั้งนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการ อิ่มท้อง อิ่มบุญ อิ่มใจ และลองเริ่มต้นวิถีชีวิตที่ดีไปด้วยกันที่ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 8 –18 ตุลาคม 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ICONSIAM หรือ iconsiam.com หรือโทร 1338

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

KFC 42 ปีในไทยเปิดยุคใหม่ ขายไก่ทอดไม่พอขอขยับสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์

BizKet

KFC ประเทศไทยวัย 42 ปี ขยับสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ รีเฟรชครั้งใหญ่ เปิดโมเดลต้นแบบ QXR สาขาสยามเซ็นเตอร์ ยกระดับประสบการณ์ร้าน ทำเมนูโมเดิร์น สิ้นปี2569 เปิดครบ 1,266 สาขา   หลังจาก ‘KFC’ แบรนด์ไก่ทอด สูตรผู้พันแซนเดอร์ส จากสหรัฐอเมริกา เข้ามาอยู่ในวิถีวัฒนธรรมฟาสต์ฟู้ดของคนไทยมานานกว่า 4 ทศวรรษ ในสาขาแรกที่เซ็นทรัลลาดพร้าวในปี 2527  ก่อนเติบโตจนมีเครือข่ายครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดในปัจจุบัน   วันนี้ KFC ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ ยุคใหม่ครั้งสำคัญ โดยยกเครื่องใหม่หมดทั้งแบรนด์ เมนูอาหาร การออกแบบร้าน การบริการ ไปจนถึงวิธีการเชื่อมต่อผู้บริโภครุ่นใหม่   โดยโจทย์ของ KFC ในวัย 42 ปีในไทย คือ การทำอย่างไร? ให้แบรนด์ที่คนคุ้นเคยมานาน ยังรู้สึกสดใหม่และเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้ โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่น ซี (Gen Z)   ล่าสุด เคเอฟซี ออกมาประกาศ ‘KFC New Era’ พร้อมรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ครอบคลุมทั้งระบบ ตั้งแต่ เมนู ร้าน ประสบการณ์การรับประทานอาหาร การบริการ ไปจนถึงอัตลักษณ์แบรนด์ใหม่ (New Brand Identity) มาเชื่อมโยงกับผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น   Modern Menu  KFC ลูกค้าออกแบบกินเอง   ศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ General Manager KFC ประเทศไทย กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านใหญ่ ‘เคเอฟซี’ ในครั้งนี้ ‘หัวใจแรก’ อยู่ที่ ‘Modern Menu’ เพื่อรองรับผู้บริโภคยุคใหม่ ที่นอกจากต้องการความเร็ว ความสะดวก แล้ว ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญ รสชาติ ทางเลือก และความยืดหยุ่นที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง   โดยในรอบนี้ เคเอฟซี ใช้เมนูใหม่ ‘Boneless’ หรือไก่ไม่มีกระดูก มาเป็นพระเอก เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าออกแบบรสชาติได้เองผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ Season It คลุกผงปรุงรส Dunk It ดังก์ซอส  และ Dip It ดิปซอส   นอกจากนี้ ยังเพิ่มรสชาติที่พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดไทย ได้แก่ Smoky BBQ Seoul Hot New Jai Ded Garlic Parmesan White Truffle Zabb Spicy รวมถึงดิปซอสใหม่อีก 5 รสชาติ   ขณะเดียวกัน KFC ยังนำเมนูที่ตอบโจทย์การกินแบบ ‘Grab & Go’ อย่าง Double Down, Zinger Burger และ Twister มาต่อยอด พร้อมเพิ่มเมนูใหม่ Scoop Fries และ Matcha Mochi Egg Tart ซึ่งเป็นสินค้าเมนูใหม่ที่เตรียมวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง  เพื่อเพิ่มทางเลือกและทำให้ประสบการณ์การกิน KFC มีความหลากหลายมากขึ้น   รีเฟรชภาพจำ ‘KFC’ ใหม่   ภัทรา ภัทรสุวรรณ Associate Marketing Director KFC ประเทศไทย กล่าวว่า อัตลักษณ์ใหม่แบรนด์ (New Brand Identity) ของ KFC จะนำไปใช้กับทุก จุดสัมผัส ‘Touchpoint’ การรับบริการตั้งแต่ ดีไซน์ร้าน ไปจนถึงยูนิฟอร์มพนักงานที่เรียกว่า ‘Us-niform’ ถูกออกแบบให้มีความทันสมัย มีสไตล์ และยังใช้งานได้จริง   ขณะเดียวกัน Brand Identity ใหม่ ยังครอบคลุมองค์ประกอบที่เป็นภาพจำของ KFC ทั้ง Colonel Sanders, Bucket, Logo และ Finger Lickin’ Good โดยปรับให้ร่วมสมัยขึ้น แต่ยังรักษา DNA และสิ่งที่ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยกับแบรนด์เอาไว้   และเมื่อ KFC ไม่ได้ต้องการเป็นเพียงร้านอาหารอีกต่อไป ยังได้ต่อยอดพร้อมขยายไปสู่ ‘Next-Gen Merchandise’ ด้วยสินค้าคอลเลกชันลิมิเต็ด เอดิชัน ทั้งแจ็กเกต เสื้อยืด หมวก กระเป๋ายิม และกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊ก เพื่อขยับแบรนด์จากร้านอาหารเข้าไปสู่พื้นที่ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น โมเดลใหม่ QXR สาขาสยามเซ็นเตอร์   อรณัฐร์ ผกาภรณ์รัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) จากแนวทางดังกล่าว เคเอฟซี ได้นำมารวมไว้ในร้าน KFC สาขาสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งเปิดให้บริการวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ในฐานะสาขาต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘Quality Experience Restaurant’ หรือ QXR ไปสู่ประสบการณ์ให้ความสำคัญ ทั้งความรวดเร็วและคุณภาพของประสบการณ์ลูกค้า เพื่อยกระดับจากรูปแบบ Quick Service Restaurant (QSR) เดิม   โดยโมเดลใหม่นี้ ได้นำเทคโนโลยีและบริการเข้ามาช่วยออกแบบคัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ (Customer Journey) ตั้งแต่ Kiosk สำหรับสั่งอาหารด้วยตัวเอง Lobby Host พนักงานที่เข้ามาต้อนรับและดูแลบริการ Just Pick Up ที่ช่วยให้การรับอาหารคล่องตัวขึ้น   โดยจุดที่น่าสนใจ คือ KFC ยังนำ ‘ความเป็นมนุษย์’ ของโฮสต์ มาร่วมให้ประสบการณ์ การต้อนรับ ดูแล และสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด QXR พร้อมวางแผนขยายช่องทางเดลิเวอรีในสาขาสยามเซ็นเตอร์ เร็วๆนี้ โดยตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน ลูกค้าจะสามารถสั่งผ่าน Grab แบบ Exclusive เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึงผ่าน KFC Application ได้เช่นกัน ปัจจุบัน KFC มีสาขาครอบคลุม 77 จังหวัด จำนวน1,242 สาขา (ข้อมูล 6 ตุลาคม 2569) พร้อมวางเป้าขยาย 1,266 สาขาภายในสิ้นปี 2569 นี้   โดยบริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์ ประเทศไทย ภายใต้แฟรนไชส์ซี จำนวน 3 ราย คือ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)     alt-x KEY TAKEAWAYS  KFC อายุ 42 ปี ปรับใหญ่รับผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยการรีเฟรชตั้งแต่เมนู ประสบการณ์ร้าน บริการ และ Brand Identity โดยเฉพาะการเจาะกลุ่ม Gen Z Modern Menu เปิดให้ลูกค้าคัสโตไมซ์การกินมากขึ้น ผ่าน Boneless และ 3 รูปแบบ Season It, Dunk It และ Dip It พร้อมรสชาติใหม่ที่พัฒนาสำหรับตลาดไทย KFC ขยับจากร้านอาหารสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ ผ่าน Next-Gen Merchandise และสาขาต้นแบบ QXR ที่สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งผสานเทคโนโลยีเข้ากับบริการจากพนักงาน    

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

GMM MUSIC วางแผน 5 ปี ‘Re-engineering’ รับอนาคตเศรษฐกิจดนตรี

BizKet

GMM MUSIC แผน 5 ปี เดินหน้า ‘Re-engineering’ รับเศรษฐกิจดนตรี เปิด 3 ปัจจัยหนุนรายได้ครึ่งแรกปี2569 แตะ 2,161.2 ล้านบาท กำไรโต 29.2%   ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) หรือ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค (GMM MUSIC) กล่าวว่า บริษัทวางกลยุทธ์การเติบโตในอนาคต พร้อมวางแผน 5 ปีมุ่งทำ ‘รีเอ็นจิเนียริ่ง’ (Re-engineering) องค์กร โดยเริ่มเดินหน้าโครงการเมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้องค์กรมีความแข็งแกร่งมากขึ้น และ มีอนาคตที่ยั่งยืน เพื่อเป็นเสาหลักการสร้างรายได้ให้กับ GMM GRAMMY ต่อไป   ขณะที่ผลดำเนินงานในครึ่งแรกปี2569 ‘จีเอ็มเอ็ม มิวสิค’ สามารถสร้างรายได้รวมกว่า 2,161.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่ 280.7 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 29.2%   โดยอัตรากำไรสุทธิ ขยับสูงขึ้นเป็น 13.0% สูงขึ้นมาจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 11.3% โดยรายละเอียดการเติบโตในแต่ละกลุ่มธุรกิจ มีดังนี้   กลุ่มธุรกิจบริหารศิลปิน (Artist Management Business) ในครึ่งปีแรกนี้กลุ่มธุรกิจบริหารศิลปินสร้างรายได้สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 730.8 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 17.9%   โดยองค์ประกอบของการเติบโต มาจาก รายได้ธุรกิจงานแสดง (Live Show) เติบโตขึ้น 18.4% งาน Presenter และ Tailormade เติบโต 17.4%   กลุ่มธุรกิจดิจิทัลมิวสิค (Digital Business) ในครึ่งปีแรกทำรายได้รวม 533.3 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่าเดิม 15.2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่โตเร็วกว่ารายได้รวมของบริษัท เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ สร้างเทคโนโลยีเฉพาะทางในการบริหารจัดการ Back Catalogue และการแลกเปลี่ยนโนว์-ฮาว (Know-How) อย่างใกล้ชิด อาทิ YouTube สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 6.4% Spotify เติบโต 29.5% TikTok ติบโต 82.9% Meta   กลุ่มธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ (Right Management Business) รายได้รวม 156.1 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 12.3%   เมื่อนำรายได้กลุ่มธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์รวมกับรายได้กลุ่มธุรกิจดิจิทัลมิวสิค จะเป็นฐานรายได้ในลักษณะสร้างรายได้ประจำ (Recurring) ที่มีความมั่นคงสูง นับเป็นสัดส่วนถึงหนึ่งในสามของรายได้ทั้งหมดของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ซึ่งความมั่นคงนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในทุกปี ช่วยลดความผันผวน และสะท้อนถึงความมั่นคงในโมเดลธุรกิจของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ได้เป็นอย่างดี   กลุ่มธุรกิจโชว์บิซ (Showbiz Business) หน่วยงานคอนเสิร์ตและเฟสติวัลภายใต้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค สร้างรายได้สูงขึ้นถึง 496.3 ล้านบาท เติบโต 8% เป็นผลมาจาก จำนวนผู้ซื้อบัตรที่มากขึ้น การขยายมิวสิคเฟสติวัลแบรนด์ใหม่ การขยายงานเข้าสู่พื้นที่ใหม่ ๆ โดยผู้ชมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 272,462 คน และมีอัตราผู้ชมรวมทั้งปีโตแบบทบต้น (CAGR) 20.6% สะท้อนถึงภาพการจัดคอนเสิร์ตและมิวสิคเฟสติวัลที่ Sold Out อย่างรวดเร็วเกือบทุกงาน   สำหรับงานที่จะเกิดขึ้นในครึ่งหลังปี2569 ยังมีอัตราการ Sold Out อย่างต่อเนื่อง คาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะทำให้ภาพรวมของอัตราการเติบโตในครึ่งปีหลังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน   โดย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ มาจาก   ความรัดกุมในการวางแผนงานล่วงหน้า ความร่วมมือจากทุกฝ่าย ความแข็งแกร่งของค่ายเพลง ศิลปิน ทีมบริหาร พนักงานทุกคน ในการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ภาวิต กล่าวว่าผลงานบริษัทในครึ่งแรกปี 2569 เป็นที่น่าพึงพอใจ สะท้อนการผลักดันการเติบโตบริษัท จากองค์กรโครงสร้างดนตรี (Music Infrastructure) ไปสู่เศรษฐกืจดนตรี (Music Economy) เพื่อมุ่งสู่การเป็นธุรกิจบันเทิงที่ใหญ่ที่สุด   “ข้อมูลตัวเลข ณ ปัจจุบัน บริษัทเชื่อว่าจะมีครึ่งหลังปี 2569 ที่สวยงามและจะเป็นอีกปีที่ดีของบริษัทฯ พนักงาน และศิลปิน ผมขอขอบคุณทุกฝ่ายทั้งภายในและภายนอกที่ช่วยกันสนับสนุน และทำงานกันอย่างหนักกันตลอดทั้งปี”       alt-x KEY TAKEAWAYS  GMM MUSIC วางแผน 5 ปี เดินหน้า Re-engineering องค์กร เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรองรับการเติบโตสู่เศรษฐกิจดนตรี (Music Economy) ครึ่งแรกปี 2569 มีรายได้รวม 2,161.2 ล้านบาท เติบโต 12.2% และมีกำไรสุทธิ 280.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.2% ธุรกิจบริหารศิลปินทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 730.8 ล้านบาท เติบโต 17.9% ขณะที่งาน Live Show และ Presenter/Tailormade เติบโตต่อเนื่อง ธุรกิจ Digital Music และ Right Management สร้างรายได้รวมคิดเป็นประมาณ หนึ่งในสามของรายได้ทั้งหมด เป็นฐานรายได้ Recurring ที่ช่วยเพิ่มความมั่นคงให้ธุรกิจ ธุรกิจ Showbiz ทำรายได้ 496.3 ล้านบาท เติบโต 8% จากจำนวนผู้ชมที่เพิ่มขึ้น การขยาย Music Festival และการเข้าสู่พื้นที่ใหม่ ๆ โดยบริษัทคาดครึ่งหลังปี 2569 ยังเติบโตต่อเนื่อง      

October 7, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู คอร์ปอเรชั่นระดมทีมดูแลสัญญาณสื่อสาร พร้อมส่งมอบถุงกำลังใจช่วยผู้ประสบอุทกภัย

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ลุยรับมือน้ำท่วมปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ระยอง เร่งดูแลสัญญาณสื่อสาร พร้อมมอบ “ถุงกำลังใจ” ช่วยคนในพื้นที่   ทรู คอร์ปอเรชั่น เร่งรับมือสถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออก จัดกำลังทีมวิศวกรเครือข่ายเข้าดูแลพื้นที่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และระยอง อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปราจีนบุรีที่หลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบและบางจุดมีกระแสน้ำไหลแรง ขณะที่ฉะเชิงเทรา นครนายก และระยองยังคงมีพื้นที่น้ำท่วมที่ต้องเฝ้าระวัง ประกอบกับความเสี่ยงจากฝนตกหนักในภาคตะวันออก ทรูจึงติดตามระดับน้ำ สภาพพื้นที่ และความเสี่ยงต่อโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังคนและอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และประสานขอความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเดินหน้าภารกิจ “ทรูเพื่อคนไทย” ส่งต่อความห่วงใยและ “ถุงกำลังใจ” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย   เร่งเสริมป้องกันสถานีฐาน–ชุมสาย พร้อมระบบไฟสำรองรับมือน้ำท่วม   ทีมวิศวกรทรูเร่งดูแลสถานีฐาน เสาสัญญาณ ชุมสายหลักและชุมสายย่อยในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและจุดใกล้แม่น้ำหรือคลอง พร้อมติดตั้งเสริมแนวกั้นป้องกันน้ำบริเวณชุมสายการสื่อสาร รวมถึงการนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าสำรอง และเชื้อเพลิง รองรับกรณีถ้าระบบไฟฟ้าหลักระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของชุมชน พร้อมวางแผนเส้นทางขนส่งและเติมเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสภาพน้ำและการสัญจรในแต่ละพื้นที่   ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ Business Network Intelligence Center (BNIC) ติดตามสถานะโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ข้อมูลจากสถานีฐาน สภาพอากาศ และสถานการณ์ในพื้นที่ เพื่อประเมินจุดเสี่ยงและจัดลำดับการส่งทีมวิศวกรและอุปกรณ์เข้าดูแล พร้อมเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) อุปกรณ์โครงข่ายสำรอง และยานพาหนะสำหรับเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามสถานการณ์   “ทรูเพื่อคนไทย” ส่งถุงกำลังใจควบคู่ภารกิจดูแลสัญญาณ   นอกเหนือจากการดูแลโครงข่ายสื่อสาร ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าภารกิจ “ทรูเพื่อคนไทย” ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยจัดเตรียม “ถุงกำลังใจ” พร้อมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น เพื่อนำไปมอบให้ประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ควบคู่กับภารกิจดูแลสัญญาณสื่อสาร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้ทุกความห่วงใยยังคงเชื่อมต่อถึงกัน   ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับมาตรการด้านโครงข่าย กำลังทีมวิศวกร และการช่วยเหลือประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องของการสื่อสารและการเข้าถึงความช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

October 6, 2026 / 0 Comments
read more

องค์กรเพิ่มงบสื่อสาร 14.3% รับวิกฤตยุค AI วิวาลดี้ พีอาร์ชี้ Crisis Communication เพิ่มสูงสุด

Zcreat

วิวาลดี้ พีอาร์ บอกองค์กรเพิ่มงบสื่อสาร 14.3% ขณะที่การสื่อสารด้านวิกฤตเพิ่มขึ้นสูงสุด แนะ 3 เรื่องรับมือความเสี่ยงยุค AI ก่อนกระทบความเชื่อมั่น   โจเซฟ เฮนรี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง วิวาลดี้ พับลิค รีเลชั่นส์ (วิวาลดี้พีอาร์) เผยว่าในปี 2570 องค์กรธุรกิจในยุค AI ควรเร่งให้ความสำคัญพร้อมยกวาระ ‘Trust Building’ การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา-ทันท่วงทีกับลูกค้าและสังคม เพื่อเตรียมตัวรับมือกับโลกที่ข้อมูลใหม่และวิกฤตอาจเกิดขึ้นได้ทุกเสี้ยววินาที   แนวทางดังกล่าว สอดคล้องข้อมูลจากรายงาน ‘Edelman Trust Barometer Special Report ปี 2026’ ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถาม 17,688 คนใน 15 ตลาดทั่วโลก พบสัดส่วนดังนี้ 89% มองว่า ‘คุณภาพ’ เป็นปัจจัยสำคัญหรือถึงขั้นชี้ขาดในการซื้อ 88% ให้ความสำคัญด้านความไว้วางใจและความคุ้มค่า   “งานวิจัยล่าสุด สะท้อนว่าปัจจุบันความไว้วางใจแบรนด์’ มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเท่ากับความคุ้มค่า ซึ่งเป็นสัญญาณเร่งให้ผู้นำองค์กรและเจ้าของธุรกิจ ต้องยกประเด็นการสร้างความไว้วางใจและการสั่งสมชื่อเสียงองค์กร (Trust and Reputation Building) ขึ้นเป็นวาระธุรกิจสำคัญในปี2570 และควรเริ่มเตรียมแนวทางการสื่อสารที่จะเข้าถึงใจลูกค้าตั้งแต่วันนี้”   โจเซฟ อธิบายว่า ปัจจุบันองค์กรต่างๆ สามารถพัฒนาและวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ ‘ชื่อเสียงองค์กร’ นั้นเป็นได้ทั้งดาบสองคม ทั้ง‘ข้อได้เปรียบ’ สำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร และเป็น ‘ความเสี่ยงทางธุรกิจ’ สำหรับบริษัทที่ยังไม่มีแนวทางรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา   โดยในวันที่เกิดวิกฤต และความเชื่อมั่นของลูกค้า พนักงาน นักลงทุน และคู่ค้า เกิดสั่นคลอน ในส่วนขององค์กร ที่พร้อมแก้ไขสถานการณ์และมีทีมงานที่สามารถสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและทันท่วงทีเท่านั้น ที่จะรอดจากวิกฤตความเชื่อมั่น       องค์กรทุ่มงบสื่อสารแก้ไครซิส   นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า องค์กรชั้นนำหลายแห่งเริ่มให้ความสำคัญและลงทุนกับการสื่อสารอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการศึกษาของ Korn Ferry ที่นำเสนอโดย Axios พบว่า ผู้บริหารฝ่ายการสื่อสารของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 ที่ร่วมการสำรวจมากกว่าครึ่งมีตำแหน่งอยู่ในคณะผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กร และยังมีสัดส่วนที่รายงานตรงต่อซีอีโอเพิ่มจาก 40% ในปี 2566 เป็น 47% ในปี 2568   ขณะที่ผลวิจัย CCO Spend Survey ปี 2026 ของ Gartner พบว่า งบประมาณสำหรับการประชาสัมพันธ์ (PR) เป็นหมวดงบด้านการสื่อสารที่บริษัทใช้มากที่สุดอยู่ที่ 14.3% นอกจากนี้ การสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication) คือ กิจกรรมที่งบเพิ่มขึ้นจากปีก่อนมากที่สุดในบรรดากิจกรรมที่สำรวจ   โดยข้อมูลจากการสำรวจ สะท้อนชัดว่า  องค์กรชั้นนำเลือกลงทุนกับการเตรียมความพร้อมเพื่อรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ ในยุคที่บริษัทต่างต้องรัดเข็มขัดและใช้จ่ายอย่างรัดกุม   AI เร่งได้ทุกอย่าง แต่มนุษย์ ยังต้องตัดสินใจ     ขณะที่ รายงาน Ragan Communications Benchmark Report ปี 2026 ที่สำรวจนักสื่อสารมืออาชีพกว่า 800 คนทั่วโลก พบว่า 50% ของนักสื่อสารที่สำรวจใช้ AI เพื่อผลิตคอนเทนต์ในปริมาณที่มากขึ้น 29% ของนักสื่อสารนำเวลาที่ประหยัดได้ไปใช้กับการกำหนดกลยุทธ์ 24% นำไปใช้กับการวัดผลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ยังต้องใช้ความสามารถและวิจารณญาณของมนุษย์   โจเซฟ กล่าวว่า  AI ช่วยย่นเวลาการทำงานในทุกด้าน แต่ในวันที่องค์กรจำเป็นต้องส่งสารไปยังลูกค้าและสังคม คำถามที่ยากที่สุดคือสิ่งที่ต้องพูดคืออะไร พูดเมื่อไร และพูดอย่างไร ซึ่งคนที่จะตอบได้ดีที่สุดไม่ใช่ AI แต่คือคนที่เข้าใจทั้งธุรกิจ บริบทสังคม วัฒนธรรม และความรู้สึกของผู้คนในสังคมนั้น ๆ   “AI ไม่อาจรับผิดชอบการตัดสินใจที่ท้าทายแทนองค์กรได้ และไม่สามารถเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และความละเอียดอ่อนของอารมณ์ผู้คน ซึ่งการสื่อสารในห้วงเวลาที่สำคัญที่สุด ต้องกลั่นออกมาจากความรู้ ความเข้าใจ และความเป็นมนุษย์”   3 เรื่องใหญ่องค์กรยุคใหม่รับมือปี 2570   โจเซฟ  กล่าวว่า สำหรับการลงทุนด้านการสื่อสารในปี 2570 ควรครอบคลุมการดูแลความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การติดตามสถานการณ์ การเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต และการเสาะหาที่ปรึกษาด้านการสื่อสารมืออาชีพ ควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่ข่าวเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยมี 3 เรื่องที่องค์กรควรให้ความสำคัญ   สร้างความไว้วางใจไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน (Trust Building) ระบุให้ชัดว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มใดสำคัญต่อธุรกิจที่สุด ทั้งลูกค้า พนักงาน นักลงทุน และคู่ค้า แล้วลงทุนดูแลความสัมพันธ์กับกลุ่มเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เพราะความเชื่อมั่นที่สะสมไว้ในวันที่ธุรกิจดำเนินไปตามปกติคือสิ่งที่จะปกป้ององค์กรในวันที่มีคนตั้งคำถาม เตรียมรับความเสี่ยงก่อนกลายเป็นวิกฤต (Risk Readiness) วางระบบติดตามสถานการณ์ที่จับสัญญาณได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ใช้ AI ช่วยกรองข้อมูลจำนวนมหาศาลให้เร็วขึ้น จัดเตรียมแผนรับมือวิกฤตที่พร้อมนำมาปฏิบัติ และซ้อมรับมือด้วยการจำลองสถานการณ์ เพื่อให้ทีมรู้ว่าต้องทำอะไรตั้งแต่นาทีแรก ดึงนักสื่อสารเข้าวงตัดสินใจตั้งแต่ต้น (Strategic PR Counsel) ให้ทีมสื่อสารหรือที่ปรึกษาได้รับทราบการตัดสินใจสำคัญก่อนประกาศ เพื่อประเมินว่าใครจะได้รับผลกระทบและควรสื่อสารอย่างไร พร้อมให้ผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ และที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร ร่วมประเมินและคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมความพร้อมรับมือทุกด้าน   เขาย้ำว่า “วิวาลดี้พีอาร์ มองว่า ธุรกิจในยุค AI ทำงานกันเร็วขึ้นและตัดสินใจด้วยข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น ในยุคนี้ ความไว้วางใจที่สร้างยากขึ้น ก็ย่อมมีค่ามากขึ้นไปพร้อมกัน โดยองค์กรที่ผ่านวันยาก ๆ ได้ดีที่สุด คือองค์กรที่เตรียมตัวไว้ตั้งแต่วันที่ทุกอย่างยังปกติ เพราะการลงทุนกับความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร คือการปกป้องความไว้วางใจที่สร้างขึ้นและสะสมมายาวนาน เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคงแม้ในวันที่ต้องเจอวิกฤต” มร.โจเซฟ เฮนรี่ กล่าวทิ้งท้าย       alt-x KEY TAKEAWAYS  ยุค AI ทำให้ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงเกิดเร็วขึ้น ข้อมูลใหม่และกระแสสังคมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา องค์กรจึงต้องเตรียมระบบสื่อสารก่อนเกิดวิกฤต องค์กรเริ่มลงทุนกับ Crisis Communication มากขึ้น  Gartner พบว่างบ PR คิดเป็น 14.3% ของงบด้านการสื่อสาร และ Crisis Communication เป็นกิจกรรมที่งบเพิ่มขึ้นมากที่สุดจากปีก่อน AI เร่งงานได้ แต่มนุษย์ยังต้องตัดสินใจ โดยเฉพาะคำถามว่าองค์กรควรพูดอะไร พูดเมื่อไร และพูดอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจธุรกิจ สังคม และความรู้สึกของผู้คน

October 6, 2026 / 0 Comments
read more

เซ็นทรัลพัฒนา x นิปปอนเพนต์ สู่แผนพัฒนาพื้นที่ด้วยดีไซน์ยั่งยืน Sustainability by Design

PRnounce

เปิดวิสัยทัศน์ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’  ผู้พัฒนาศูนย์การค้าแห่งความยั่งยืนเพื่ออนาคต กับการพัฒนาพื้นที่ที่เริ่มจากผู้คน สู่ ‘Sustainability by Design’ จับมือ ‘นิปปอนเพนต์’ พันธมิตรสีนวัตกรรม ร่วมสนับสนุนสู่ความยั่งยืน   “เซ็นทรัลพัฒนา” ผู้พัฒนาศูนย์การค้าอันดับ 1 ของไทย เปิดวิสัยทัศน์การพัฒนาศูนย์การค้าคุณภาพที่มองไกลกว่าการสร้างพื้นที่เพื่อการใช้ชีวิตในวันนี้ โดยมุ่งความสำคัญกับการสร้างคุณค่าให้ผู้คน ชุมชน และเมือง ควบคู่ไปกับการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผ่านแนวคิด “Imagining better futures for all” และหลัก “Sustainability by Design” ที่บูรณาการความยั่งยืนตั้งแต่การวางมาสเตอร์แปลน การออกแบบอาคารและภูมิทัศน์ การเลือกใช้วัสดุ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการพื้นที่และการทำงานร่วมกับผู้เช่า โดยมี “นิปปอนเพนต์” สีนวัตกรรมระดับสากลผู้ครองอันดับ 1 ของเอเชียจากประเทศญี่ปุ่น ร่วมเป็นพันธมิตรด้านความยั่งยืน คุณชาตรี โกวิทานุพงศ์ กรรมการผู้จัดการ สายงาน Project Development บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ฉายมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนา ภายใต้นิยาม “ศูนย์การค้าคุณภาพ” ผ่านแนวคิด “Imagining better futures for all” ว่า เนื่องจากปัจจุบันศูนย์การค้าเปรียบเสมือน “Third Place” ในชีวิตของผู้คน ศูนย์การค้าในวันนี้จึงต้องคำนึงถึงการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครบถ้วน (Customer-Centricity) ตั้งแต่การคัดสรรร้านค้า ร้านอาหาร การออกแบบการเดินทางเข้า – ออกภายในศูนย์การค้า พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขณะเดียวกันศูนย์การค้าจะต้องเป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชนและเมือง พร้อมอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน จึงทำให้ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนนับเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเซ็นทรัลพัฒนา ดังนั้นการวางเป้าหมายขององค์กรเพื่อมุ่งไปสู่ Net Zero 2050 ทำให้ความยั่งยืนมิใช่ปัจจัยที่เติมเข้ามาในภายหลังหรือเป็นเพียงทางเลือก แต่ถือเป็นสิ่งที่ต้องบูรณาการเข้ากับวิธีคิดในการออกแบบศูนย์การค้าตั้งแต่ต้นตามหลักการ “Sustainability by Design” ซึ่งทำให้โครงการและศูนย์การค้าภายใต้เซ็นทรัลพัฒนาล้วนได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากลหรือระดับประเทศ เช่น LEED, TREES, EDGE, WELL Building Standard, Resilient Design ยิ่งไปกว่านั้น เซ็นทรัลพัฒนายังได้รับการคัดเลือกใน DJSI World ต่อเนื่อง 8 ปี และ DJSI Emerging Markets ต่อเนื่อง 12 ปี พร้อมอยู่ใน Top 10% of the S&P Global Sustainability Yearbook สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบนิเวศด้านความยั่งยืนได้อย่างแข็งแกร่ง คุณชาตรีกล่าวต่อว่า การวางแนวคิดด้านความยั่งยืนตั้งแต่ต้นนั้น หมายถึงกระบวนการสร้างโครงการแต่ละแห่งของเซ็นทรัลพัฒนา จะมีปัจจัยด้านความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งมาตั้งแต่เริ่มวางมาสเตอร์แปลนโครงการ การออกแบบภูมิทัศน์ การออกแบบอาคาร การคัดเลือกวัสดุระหว่างการก่อสร้าง การบริหารโครงการ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือกับผู้เช่าเพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางด้านความยั่งยืนของศูนย์ฯ วิธีคิดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านกลุ่มโครงการของเซ็นทรัลพัฒนา ที่เริ่มต้นการออกแบบจากความเข้าใจผู้คนและบริบทของเมือง ควบคู่กับการสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต มีการนำนวัตกรรมการออกแบบผสมผสานธรรมชาติเข้ามาในศูนย์ฯ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกค้า เช่น เซ็นทรัล พาร์ค (Central Park) ที่มีการสร้าง Roof Park บนดาดฟ้าขนาด 7 ไร่ พร้อมเส้นทางเดินและออกกำลังกาย เพื่อเป็นดั่งส่วนต่อขยายของสวนลุมพินี ช่วยเชื่อม ‘Park Life’ เข้ากับ ‘Urban Life’ ได้เป็นเนื้อเดียวกัน เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ (Central Northville) ศูนย์การค้าที่พัฒนาภายใต้แนวคิด Biophilic Design นำธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ภายในอาคาร พร้อมสร้างสรรค์พื้นที่ Sports & Wellness, Multigeneration Community และ Pet-Friendly เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้คน หรือ เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส (Central Khonkaen Campus) ที่มี Indoor Garden สวนในอาคารแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในจังหวัด พร้อมเชื่อมพื้นที่สีเขียวนี้เข้ากับ Co-working Space และ Creative Community ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดล้วนสะท้อนการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้คน เมือง และสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแค่ในวันนี้ แต่ยังมองการณ์ไกลถึงอนาคตด้วย การตัดสินใจเลือกวัสดุคือการตัดสินใจเพื่อความยั่งยืน คุณชาตรีกล่าวต่อไปถึงขั้นตอนการตัดสินใจเลือกวัสดุก่อสร้างว่า เป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจที่สำคัญเพื่ออนาคต เพราะวัสดุที่เลือกใช้จะส่งผลทั้งต่อคุณภาพอาคาร คาร์บอนฟุตปรินท์ และสุขภาวะของผู้ใช้งานอาคาร โดยหลักการพิจารณาเลือกวัสดุที่เซ็นทรัลพัฒนาใช้นั้น จะต้องตอบโจทย์ได้อย่างสมดุล ทั้งด้านคุณภาพการใช้งาน (Performance), ความปลอดภัย (Safety), ความทนทาน (Durability), สุขภาวะของผู้ใช้งาน (Health & Well-being) และ สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact)   “การพัฒนาศูนย์การค้าหมายถึงการดูแลผู้ที่มาใช้ชีวิตในอาคาร และจะต้องดูแลซ่อมบำรุงอาคารนั้นๆ ไปจนตลอดอายุการใช้งาน ดังนั้น เราจะเลือกพันธมิตรวัสดุที่สามารถให้ความสบายใจได้ในทุกด้าน ทั้งในเรื่องมาตรฐานวัสดุต้องมีคุณภาพสูง ทนทาน ใช้งานได้ยาวนาน เพื่อลดการซ่อมแซมและลดการใช้ทรัพยากร วัสดุนั้นยังต้องผ่านการทดสอบที่สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เรายึดถือ เช่น LEED, WELL Building Standard”  ด้าน คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะพันธมิตรด้านวัสดุสีนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน กล่าวสอดคล้องกันว่า นิปปอนเพนต์วางวิสัยทัศน์ด้านพันธกิจต่อความยั่งยืน ภายใต้หลักดำเนินงาน ESG (Environmental, Social and Governance) มาอย่างยาวนาน รวมถึงมีการพัฒนาธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer- Centricity) เช่นเดียวกัน บริษัทฯ จึงมีการดำเนินการที่สนับสนุนคู่ค้าในด้านความยั่งยืนและด้วยความเข้าใจถึงเป้าหมายของคู่ค้ามาโดยตลอด   โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าธุรกิจรีเทล นิปปอนเพนต์ได้พัฒนาสีนวัตกรรมและเทคโนโลยีหลากหลายด้าน ทั้งนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานของสี ผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมและตอบสนองทุกโจทย์ของลูกค้า   โซลูชันของนิปปอนเพนต์เกิดขึ้นจากความเข้าใจเป้าหมายของคู่ค้า มีทั้งในด้าน สีนวัตกรรมปลอดสารพิษ โดยสีนิปปอนเพนต์ทุกชนิดที่ผลิตในไทยปราศจากการใช้ส่วนประกอบของโลหะหนัก (Non-Toxic Pigment) และฟอร์มัลดีไฮด์อันเป็นสารก่ออันตรายแก่ร่างกาย รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความทนทานและยืดอายุการใช้งานสี เพื่อให้สียึดเกาะบนผนังได้อย่างสวยงามและยาวนาน ลดรอบระยะเวลาการทาซ้ำ รวมถึงพัฒนาให้การทาสีลดขั้นตอนการทาให้น้อยลง ทำให้โครงการลดปริมาณการใช้สีได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อการลดการปลดปล่อยคาร์บอนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริง   นอกจากนี้ ยังมี สีนวัตกรรมทาภายในเพื่อสุขภาพ นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์ ที่ได้รับตรารับรองอากาศสะอาดระดับโลก GREENGUARD GOLD จากสถาบัน UL ประเทศสหรัฐอเมริกา ปราศจากสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (Zero VOCs) มีเทคโนโลยีดักจับฆ่าเชื้อแบคทีเรียและไวรัสบนผนังหลายชนิด ปลอดภัยต่อสุขภาพผู้อยู่ในอาคาร ทั้งยังไร้กลิ่นฉุน จึงสามารถเข้าใช้งานได้ทันที หรือเข้าอยู่ได้ในแม้กระทั่งขณะทาสี รวมถึง สีนวัตกรรมจากธรรมชาติ นิปปอนเพนต์ เนเจอร์แคร์ สีทาอาคารที่ใช้วัตถุดิบจากยางพาราธรรมชาติทดแทนวัตถุดิบที่ผลิตจากฟอสซิล ซึ่งทำให้สีชนิดนี้เปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่เป็นคาร์บอนหมุนเวียน (Renewable Carbon) ได้ถึง 42% ตอบโจทย์การลดการปลดปล่อยคาร์บอนของโครงการ   ในด้านการผลิต นิปปอนเพนต์ยังดำเนินการเกี่ยวกับความยั่งยืนในหลายด้าน เช่น การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ การติดตั้งระบบ Dust Collector เพื่อดักจับฝุ่นไม่ให้หลุดรอดออกนอกโรงงาน และการเปลี่ยนมาใช้รถอีวีในการขนส่งเพื่อลดการปล่อยมลพิษ โดยทั้งหมดเป็นการพัฒนาเพื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสีตลอดซัพพลายเชน ให้เจ้าของอาคารได้ใช้สีนวัตกรรมพร้อมมาตรฐานครบถ้วนตามหลักเกณฑ์สากล และผู้ใช้งานอาคารสามารถมั่นใจได้ว่ากำลังใช้ชีวิตในพื้นที่ที่มีอากาศสะอาด ปราศจากอันตรายที่มากับสารระเหยในสีทาอาคาร   สุดท้ายนี้ คุณชาตรีกล่าวปิดท้ายด้วยว่า วิสัยทัศน์ของเซ็นทรัลพัฒนาคือการ “Imagining better futures for all” ซึ่งเป็นบทบาทที่มองเห็นในภาพใหญ่ได้มากกว่าการเป็นศูนย์การค้า ด้วยพลังของเครือข่ายเซ็นทรัลพัฒนาที่ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าอยู่ถึง 45 แห่งทั่วประเทศ และมีทราฟฟิกผู้ใช้บริการวันละเกือบ 20 ล้านคน จึงทำให้เป้าหมายของเซ็นทรัลพัฒนาจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ศูนย์การค้าคุณภาพเท่านั้น แต่ในอนาคต เซ็นทรัลพัฒนาจะเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยผลักดันแนวคิดด้านความยั่งยืนให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตผู้คนได้ โดยจะช่วยให้สังคมตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมกันลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   “เพราะสำหรับเรา ความยั่งยืนไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย แต่คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสถานที่ที่ดีขึ้นสำหรับคนและเมืองในระยะยาว” คุณชาตรีกล่าวทิ้งท้าย    

October 6, 2026 / 0 Comments
read more

7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านม ‘ดุสิตธานี’ ทำ ESG รวมจิตอาสาเย็บเต้านมเทียม 9.3 พันชิ้น

EcoVative

7 ตุลาคม เป็นวันมะเร็งเต้านม และปีนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ พร้อมพันธมิตร เปิดพื้นที่สวนลอยฟ้า สวนดุสิตอรุณ เป็นจุดรวมพลังจิตอาสามาเย็บเต้านมเทียม 9,300 ชิ้นภายในสิ้นปี พร้อมส่งต่อผ่านสภากาชาดไทย ไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ   ‘เต้านมเทียม’ คืออุปกรณ์ที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมซึ่งผ่านการผ่าตัดเต้านมออกใช้สวมในชุดชั้นใน ช่วยให้รูปร่างสมดุลและกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่รู้สึกแปลกแยก ภายใต้โครงการ ‘Synergy for Her ถักทอพลังใจ สร้างสุขเพื่อสังคม’ เปิดตัวเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และจะดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569   ตัวโครงการนี้ต่อยอดจาก ‘Sabina Sewing Cup Sewing Heart เย็บเต้ารวมใจ สู้ภัยมะเร็งเต้านม’ ที่บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ทำมาต่อเนื่อง โดยซาบีน่าสนับสนุนอุปกรณ์เย็บ ส่วน GC จัดหาเม็ดพลาสติกที่ใช้บรรจุภายใน ซึ่งบริษัทระบุว่าได้มาตรฐานสุขอนามัย   ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ 2.2 หมื่นคน/ปี   จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ 22,363 คนต่อปี หรือวันละกว่า 61 คน โดยเป้าหมาย 9,300 ชิ้น เทียบได้ราวร้อยละ 42 ของจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ในหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลไม่ได้ระบุว่าผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเต้านมออกและต้องใช้เต้านมเทียมมีจำนวนเท่าใด   อย่างไรก็ตามโดยครั้งนี้ดุสิตธานีเข้ามาเป็นตัวกลางเชื่อมภาคส่วนต่างๆ ผ่านพื้นที่ของตัวเอง ขณะที่สภากาชาดไทยทำหน้าที่รับมอบและกระจายต่อสู่โรงพยาบาล ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบ ESG ผ่านความร่วมมือแบบพหุภาคี และกลุ่มต้องการให้สวนดุสิตอรุณเป็น “พื้นที่แห่งความสุขจากการให้” โดยชูบทบาทสวนลอยฟ้าแห่งนี้ให้ “ไม่เพียงเป็นแค่ปอดแห่งใหม่ใจกลางเมือง แต่คือพื้นที่สร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคมและสุขภาพของผู้คน”   ในงานเปิดตัว พันธมิตรแต่ละรายมีบทบาทต่างกัน แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) ให้ความรู้เรื่องการดูแลรักษามะเร็งเต้านมแบบเฉพาะบุคคล เมืองไทยประกันชีวิตมอบกรมธรรม์ไมโครอินชัวรันซ์ให้จิตอาสาที่ร่วมงาน มหาวิทยาลัยศิลปากรจัดดนตรีในสวนและเวิร์กช็อปทำการ์ดให้กำลังใจผู้ป่วย ส่วนผู้ร่วมงานได้ฟังเสวนาการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันด้วยวิถีธรรมชาติ และจิตอาสา 200 คนแรกได้รับแผ่นฟองน้ำจำลองไปฝึกตรวจเต้านมด้วยตนเอง   ผู้สนใจร่วมเย็บ รับอุปกรณ์ฟรีได้ที่ซาบีน่าช็อปและเคาน์เตอร์ซาบีน่าในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ รวมถึง Refresh Zone ชั้น 6 สวนดุสิตอรุณ   alt-x KEY TAKEAWAYS ดุสิตธานี ร่วมกับ 6 พันธมิตร เปิดพื้นที่สวนดุสิตอรุณอจัดกิจกรรมเพื่อสังคม ชวนประชาชนและจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจเย็บ ‘เต้านมเทียม’ ให้ได้เป้าหมาย 9,300 ชิ้น ในสิ้นปี 2569 มุ่งส่งต่อความช่วยเหลือและกำลังใจ ให้แก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศไทย

October 6, 2026 / 0 Comments
read more

อย. ปรับบทบาทใหม่พาธุรกิจไทยเจาะตลาดเศรษฐกิจสุขภาพโลก  240 ล้านๆ บาท

Peace&Play

อย. ปรับบทบาทครั้งใหญ่สู่แพลตฟอร์มระบบนิเวศสุขภาพครบวงจร จัดงาน ‘ThaiFDA WELLNEXT 2026’ เชื่อมนักวิจัยและนักธุรกิจไทยคว้าโอกาสในตลาดเวลเนสโลก   เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นอกจากการเป็นองค์กรกำกับดูแลให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพมีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยแล้ว นับจากนี้ไป อย. ยังขยายบทบาทสู่ระบบกำกับดูแลพร้อมสนับสนุนการพัฒนาด้านนวัตกรรม ช่วยให้ผู้วิจัยและผู้ประกอบการมองเห็นเส้นทางตั้งแต่แนวคิด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขออนุญาต ไปจนถึงการเข้าสู่ตลาดได้ชัดเจนขึ้น ภายใต้ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ   โดย อย. จะเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงระบบนิเวศ (Ecosystem) นวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและยาครบวงจร โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา องค์กรเอกชน พร้อมมองหาแหล่งเงินทุน (Funding)  สนับสนุนและพัฒนานวัตกร (Innovator) ไทย ในการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ นักธุรกิจไทย เพื่อรองรับสู่การทำตลาดเศรษฐกิจสุขภาพในระดับโลกที่ปัจจุบันมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า  240 ล้านล้านบาท และเศรษฐกิจสุขภาพประเทศไทย มูลค่าราว 76,500 ล้านบาท   เภสัชกรหญิงสุภัทรา กล่าวว่า แนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับทิศทางอย.ที่มุ่งสนับสนุนงานนักวิจัยใน 3 กลุ่มหลักเบื้องต้น คือ กลุ่มสตาร์ทอัป จากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาสนับสนุนและแก้ไขปัญหาด้านผลิตภัณฑ์อาหารและยา เพื่อรองรับความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วย กลุ่มเทคโนโลยีอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต่างๆ ที่ส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตในผู้คน กลุ่มอาหารเพื่ออนาคต (Future Food) อาทิ ผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-Based) เพื่อรองรับกระแสทางเลือกการรับประทานอาหารจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship) ที่ อย.ให้ความสำคัญ ‘ThaiFDA WELLNEXT 2026′  โอกาสธุรกิจเวลเนส   จากทิศทางดังกล่าว อย. เตรียมจัดงาน ‘ThaiFDA International Health, Wellness and Longevity Innovation Forum 2026′ หรือ ‘ThaiFDA WELLNEXT 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘From Thai Innovation to Global Trust’ ขึ้นระหว่างวันที่ ระหว่างวันที่ 23–25 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00-20.00 น. ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน เพื่อเชื่อมองค์ความรู้ • นวัตกรรม • มาตรฐาน • ตลาด •การลงทุน เพื่อผลักดันนวัตกรรมสุขภาพไทยไปสู่ความเชื่อมั่นในระดับโลก   สำหรับงาน ‘ThaiFDA WELLNEXT 2026’ วางกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมงานประชาชนทั่วไปที่สนใจ รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาด และ นักลงทุน มาร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานฯ แบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ ดังนี้   ส่วนที่ 1 พื้นที่กิจกรรมและเวทีองค์ความรู้ ครอบคลุม 4 โซนหลัก โซนที่ 1 นิทรรศการ ‘From Thai Innovation to Global Trust’ ถ่ายทอดทิศทางสุขภาพแห่งอนาคต และเส้นทางการพัฒนานวัตกรรมไทยตั้งแต่แนวคิดและงานวิจัย ไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้มาตรฐาน พร้อมสะท้อนบทบาทของ อย. ในการกำกับดูแล ส่งเสริม และสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพ โซนที่ 2 กิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วม ให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส ทดลอง และเรียนรู้ผ่านจากประสบการณ์จริงและกิจกรรมเวิร์กชอป (Workshop) เวทีย่อย (Mini Stage) ที่นำเสนอแนวโน้มและเรื่องใกล้ตัวด้านสุขภาพ เวลเนส และการมีอายุยืน พร้อมคลินิกให้คำปรึกษา (FDA Consultation Clinic) เปิดให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย เข้ารับคำปรึกษาแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญของ อย. และหน่วยงานพันธมิตร   โดยภายในโซน นี้ยังมีการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมผู้ประกอบการกับกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) นักลงทุน ผู้ซื้อ และผู้จัดจำหน่าย ผ่านการเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัว เพื่อสร้างโอกาสด้านการลงทุน การขยายตลาด และความร่วมมือทางธุรกิจ   นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำคัญ ‘WELLNEXT Pitching Challenge’ เวทีประกวดสำหรับนักศึกษา นักวิจัย และผู้ประกอบการนำเสนอผลงานเพื่อชิงเงินรางวัล ผ่าน 2 เวที ได้แก่  ‘WELLNEXT Market Pitching: Build the Next Health Product Business’  ต่อยอดผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ธุรกิจแห่งอนาคต  และ ‘WELLNEXT Future Pitching: Imagine the Next Health Product’  ออกแบบอนาคตผ่านผลิตภัณฑ์สุขภาพ โซนที่ 3 International Symposium – Knowledge & Thought Leadership เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระดับนานาชาติ โซนที่ 4 เวทีกลาง ‘WELLNEXT Stage’ เวทีหลักสำหรับสื่อสารทิศทางสุขภาพ นโยบาย แนวโน้ม และนวัตกรรม ส่วนที่ 2 พื้นที่บูธแสดงศักยภาพและเจรจาธุรกิจ รวบรวมผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี บริการ และนวัตกรรมด้านสุขภาพ (Health), เวลเนส (Wellness) และ การมีอายุยืน (Longevity) จากผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเปิดพื้นที่แสดงศักยภาพของนวัตกรรมไทย ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจ alt-x KEY TAKEAWAYS อย. เดินหน้าเปลี่ยนผ่านบทบาทสู่การเป็นผู้ผลักดันและสร้างระบบนิเวศผลิตภัณฑ์สุขภาพเต็มรูปแบบ จัดงานใหญ่ ‘ThaiFDA WELLNEXT 2026’ ระหว่างวันที่ 23–25 ตุลาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และจับคู่ธุรกิจ เพื่อผลักดันนวัตกรรมสุขภาพไทยสู่เวทีสากล

October 6, 2026 / 0 Comments
read more

น้ำมันพืชกุ๊กคว้า 4 รางวัล HR Asia Awards ตอกย้ำองค์กรต้นแบบความยั่งยืน

PRnounce

“น้ำมันพืชกุ๊ก” คว้า 4 รางวัล จากเวที HR Asia Awards 2026 ตอกย้ำสุดยอดองค์กรดีเด่นที่ให้ความสำคัญกับพนักงาน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” ประสบความสำเร็จ รับ 4 รางวัลจากเวที HR Asia Awards 2026 จัดโดย HR Asia นิตยสารชั้นนำด้านทรัพยากรบุคคลของภูมิภาคเอเชีย โดยได้รับรางวัลใหญ่ HR Asia Best Companies to Work for in Asia Awards และรางวัลพิเศษอีก 3 รางวัล ได้แก่ HR Asia People Transformation Award, HR Asia Sustainable Workplace Awards และ HR Asia Tech Empowerment Awards ตอกย้ำสุดยอดองค์กรดีเด่นที่น่าทำงานในระดับสากล และสะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพขององค์กร จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25กันยายน 2569 ณ TRUE ICON HALL ชั้น 7ไอคอนสยาม สำหรับรางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia Awards เป็นรางวัลที่ได้รับการยกย่องจากองค์กรชั้นนำทั่วโลก มอบให้แก่องค์กรที่มีความสามารถด้านการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลในแขนงต่างๆ อย่างโดดเด่น โดยมีนิตยสารเอชอาร์ เอเชีย (HR Asia) ของบริษัท Business Media International ประเทศมาเลเซีย เป็นผู้ดำเนินการจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2013 พิจารณาจากเกณฑ์การวัดระดับความมีส่วนร่วมของพนักงานและวัฒนธรรมองค์กรการทำงานในมิติต่างๆ และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการจากองค์กรชั้นนำ ระดับภาคพื้นเอเชีย ร่วมพิจารณาตัดสิน ภายใต้หัวข้อ Total Engagement Assessment Model (TEAM) แบ่งออกเป็น 3 เกณฑ์หลัก ประกอบด้วย การบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดีเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน การดูแลเอาใจใส่และสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมในการทำงาน และการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ขณะที่รางวัลพิเศษอีก 3 รางวัลที่บริษัทได้รับ ได้แก่ HR Asia People Transformation Awardเป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรซึ่งมีความโดดเด่นในการปรับเปลี่ยนองค์กรและบุคลากรให้สอดคล้องกับโลกธุรกิจยุคใหม่ ส่วนรางวัล HR Asia Sustainable Workplace Awards มอบให้กับองค์กรที่มีความโดดเด่นในด้านการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นภายในองค์กร ส่วน และรางวัล HR Asia Tech Empowerment Awardsมอบให้กับองค์กรที่โดดเด่นในการนำเทคโนโลยีมาเสริมพลังการทำงานและการบริหารทรัพยากรบุคคล การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ตอกย้ำความสำเร็จของบริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ในการสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับพนักงาน ภายใต้ค่านิยม SIIQ (Synergy, Innovation, Integrity, Quality) ซึ่งเป็นรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรที่พนักงานทุกระดับมีเป้าหมายร่วมกัน สอดคล้องกับทิศทางบริหารงานและนโยบายด้านความยั่งยืนที่มองว่า “คน” เป็น “หัวใจสำคัญ” ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ เช่น โครงการ Work-Integrated Learning (WiL), Digital Talent Development, Succession Planning ตลอดจนให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของคนในองค์กร โดยได้จัดกิจกรรมเชิญชวนให้พนักงานออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นการสร้างความสามัคคีในองค์กรอีกด้วย รางวัล HR Asia Awards เป็นรางวัลที่ครอบคลุมในกลุ่ม 15 ประเทศของเอเชีย ได้แก่ จีน กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เวียดนาม และไทย ส่งผลให้เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด เพื่อเชิดชูองค์กรต้นแบบที่มีความโดดเด่นในด้านการบริหารดูแลทรัพยากรบุคคลอันเป็นเลิศ

October 5, 2026 / 0 Comments
read more

แสนสิริ ตีโจทย์แตกเจาะ ‘เรียลดีมานด์’ สูตรฝ่าท้าทายอสังหาฯปี69

BizKet

แสนสิริ รีแคป 9 เดือนปี2569 โตจากความต้องการจริงคนซื้ออสังหาฯ ดัน 18 โครงการ ‘Sold Out’ ยอดขาย  3.64 หมื่นล้าน ไปต่อโค้งท้ายปี69 เปิดอีก 12 โครงการมูลค่า 11,000 ล้านบาท   วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า บริษัทสามารถทำยอดขายในช่วง 9 เดือนแรก (สิ้นสุด 30 กันยายน 2569) ได้ตามแผนงานที่ 36,400 ล้านบาท จากแรงสนับสนุนความต้องการที่อยู่อาศัยในกลุ่มบ้านและคอนโดมิเนียมที่ ได้การตอบรับอย่างดีต่อเนื่องจากโครงการเปิดตัวใหม่ทั้งแนวราบและแนวสูง   โดยฉพาะโครงการแนวราบที่สร้างยอดขายได้อย่างร้อนแรง อย่าง ‘บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา’ มียอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ จากปัจจัยด้าน ทำเลที่ดี ดีไซน์โดดเด่นสไตล์ Tropical Retreat ตอบโจทย์เรื่องเวลบีอิ้ง (Well-being) และมีระดับราคาที่แข่งขันได้   นอกจากนี้ ยังมีโครงการบนทำเลศักยภาพ ที่สร้างยอดขายได้ตามเป้า อาทิ เศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง อณาสิริ รามอินทรา – จตุโชติ โครงการในกลุ่ม Sansiri New Ratchapruek คอมมูนิตี้ อณาสิริ เมเบิล สิริ เพลส ราชพฤกษ์ตัดใหม่ ขณะที่โครงการคอนโดมิเนียม ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ซึ่งได้การตอบรับดีเช่นกัน อาทิ ‘เดอะ โมนูเมนต์ สาทร’ คอนโดมิเนียมระดับ Legacy บน Rare Freehold สาทร ซอย 10 ที่ทำยอดขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง เดอะ เบส มิดทาวน์-ภูเก็ต คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ใจกลางเมืองภูเก็ต สร้างสถิติยอดจอง 50 ห้องแรกหมดภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ แสนสิริยังมีโครงการพร้อมอยู่ ช่วยสนับสนุนกระแสเงินสดและการรับรู้รายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง อาทิ เวีย อารีย์ ชูช์ ราชเทวี เดอะ เบส รัชดา 19 ดี คอนโด คีรี   “ในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถปิดการขาย (Sold Out) ไปแล้ว 18 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 23,500 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์และความต้องการสินค้าที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง”   วิชาญ  กล่าวต่อในไตรมาส4 แสนสิริ ยังมุ่งให้ความสำคัญในการทำตลาดอสังหาฯ เพื่อรองรับกลุ่ม ‘Real Demand’ กำลังซื้ออสังหาฯ ที่แท้จริง พร้อมเร่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์การบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโออย่างยืดหยุ่น เพื่อรองรับความความท้าทายด้านข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน   ทั้ง บริษัทได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับธนาคารพันธมิตรชั้นนำ ในการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเรียลดีมานด์ ตั้งแต่การประเมินความพร้อมทางการเงิน วางแผนเครดิต ไปจนถึงการให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงเครดิตสำหรับผู้ที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ได้สำเร็จ   สำหรับไตรมาส 4 ปี2569 แสนสิริ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ทั้งแนวราบและแนวสูง รวม 12 โครงการ (แนวราบ 6 โครงการ คอนโดมิเนียม 6 โครงการ) มูลค่ารวม 11,000 ล้านบาท   โดยมีไฮไลต์ โครงการแนวราบ อาทิ เศรษฐสิริ รัตนาธิเบศร์ เดมี อรุณอมรินทร์ สราญสิริ ปัญญาอินทรา อณาสิริ รามคำแหง – กรุงเทพกรีฑา สำหรับโครงการคอนโดมิเนียม อาทิ พินน์ เกษตร เดอะ มูฟ ลาดพร้าว 35 แคนวาซ พาเลท เชิงทะเล ดีคอนโด คลาวด์ ดอนเมือง โครงการใหม่แบรนด์ HAUS ใน T77 โครงการใหม่ในภูเก็ต (ป่าตอง, ราไวย์)   พร้อมกันนี้ ยังเตรียมเผยโฉม ‘เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน’ ในเร็วๆนี้ เพื่อรองรับ ‘Real Demand’ ระดับบน และการต่อยอดคอมมูนิตี้ที่พักอาศัยขนาดใหญ่อย่าง Sansiri New Ratchapruek บนพื้นที่ขนาดใหญ่ 1,000 ไร่   alt-x KEY TAKEAWAYS  แสนสิริทำยอดขาย 9 เดือน 36,400 ล้านบาท คิดเป็น 76% ของเป้าหมายทั้งปีที่ 48,000 ล้านบาท สะท้อนยอดขายที่ยังเดินตามแผนท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่ท้าทาย Real Demand เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทั้งบ้านและคอนโดฯ โดยบริษัทเน้นพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ทำเล ราคา และความต้องการเฉพาะกลุ่ม 18 โครงการ Sold Out มูลค่ากว่า 23,500 ล้านบาท เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญว่าสินค้าที่เปิดตัวสามารถเปลี่ยนความต้องการเป็นยอดขายจริง พอร์ตไม่ได้พึ่งตลาดเดียว ตั้งแต่บ้านแนวราบระดับกลาง-บน คอนโดฯ ในทำเลศักยภาพ ไปจนถึงตลาดเฉพาะอย่าง Pet-friendly และ Luxury Freehold จับมือธนาคารแก้โจทย์สินเชื่อ ช่วยลูกค้า Real Demand ตั้งแต่ประเมินความพร้อม วางแผนเครดิต ไปจนถึงเพิ่มโอกาสโอนกรรมสิทธิ์สำเร็จ Q4 เตรียมเปิดอีก 12 โครงการ มูลค่าราว 11,000 ล้านบาท เพื่อเติมพอร์ตทั้งแนวราบและคอนโดฯ และผลักดันยอดขายให้ถึงเป้าหมายทั้งปี  

October 5, 2026 / 0 Comments
read more

5 องค์กรไทยใช้โมเดล ‘แคร์ใจ’ ดูแลพนักงาน ปรับสวัสดิการรับยุค ‘เดอะแบก’

Peace&Play

5 ธุรกิจต่างอุตสาหกรรม โซเนพาร์ • แอล พี ซี • เป็นลาว • บีไอจี • โบว์เบเกอรี่ ที่มองเห็นจุดเชื่อมเดียวกัน เมื่อ ‘สวัสดิการ’ ต้องแคร์หัวใจพนักงานและครอบครัว กลยุทธ์พาองค์กรโตไปด้วยกัน      จากงาน FFW IDEA MARKET ปลดล็อค ‘เดอะแบก’ สร้างสมดุล ‘งาน-ครอบครัว’ จัดโดยเครือข่ายสถานที่เป็นมิตรกับครอบครัว หรือ ‘FFW’ (Family Friendly Workplace) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และพันธมิตรเครือข่าย พร้อมจัดเสวนา ‘องค์กรต้นแบบสถานที่ทำงาน เป็นมิตรกับครอบครัว’ พร้อมผู้บริหาร 5 องค์กรมาร่วมแบ่งปันแนวคิดบริหารองค์กรยุคใหม่ ด้วยการปรับสมดุลระบบสวัสดิการที่ดูแลพนักงานยุค ‘เดอะแบก’ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกัน ธีรวิชญ์ ตรงวินัยฉัตร ผู้บริหาร บริษัท โซเนพาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ‘ไฮบริด เวิร์ค’ เพิ่มแรงใจพนักงาน   ธีรวิชญ์ ตรงวินัยฉัตร ผู้บริหาร บริษัท โซเนพาร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Sonepar Thailand) ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและโซลูชันระบบไฟฟ้าและอุตสาหกรรม กล่าวว่า บริษัทนำระบบไฮบริด เวิร์ค (Hybrid Work) การทำงานผสมผสานระหว่างสถานที่ทำงาน (Workplace) และเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) ได้ตามความเหมาะสม โดยออกแบบระบบการทำงานและการติดตามงานให้รองรับรูปแบบดังกล่าว   โดย บริษัทให้น้ำหนักกับ ‘ความเชื่อใจ’ ระหว่างหัวหน้างานและพนักงานเป็นสำคัญ พร้อมเริ่มปรับระบบนี้มาใช้ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งแนวทางนี้จะสนับสนุนให้พนักงานสามารถบริหารจัดการชีวิตตัวเองทั้งด้านการทำงานและการดูแลครอบครัวได้สะดวกขึ้น   “บริษัทมองสวัสดิการ ในมิติที่กว้างกว่าเรื่องค่าตอบแทน โดยออกแบบงานให้สอดคล้องกับชีวิตพนักงาน ให้กลายเป็นหนึ่งในเบเนฟิต ซึ่งยังช่วยสร้างความผูกพันและวัฒนธรรมองค์กรในระยะยาว ซึ่งการทำงานรูปแบบไฮบริด ยังช่วยให้พนักงานสามารถบริหารจัดการชีวิตส่วนตัวและครอบครัวได้ดีขึ้น ซึ่งบริษัท” พงศกร ฉัตรพิริยะพันธ์ บริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ออกแบบ ‘สวัสดิการ’ ดูแลครบ   พงศกร ฉัตรพิริยะพันธ์ บริษัท แอล พี ซี วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด กิจการธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในเครือ แอลพีเอ็น (LPN)  กล่าวว่า บริษัทออกแบบสวัสดิการจากปัญหาจริงของพนักงานเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำข้อมูลและเสียงสะท้อนมาปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง   จากจุดเริ่มสังเกตพฤติกรรมพนักงานที่มีผลกระทบกับการทำงานตามปกติ โดยเฉพาะปัญหาการเงิน ซึ่งเริ่มจากช่วยแก้หนี้นอกระบบด้วยเงินกู้ดอกเบี้ย 0% พร้อมส่งเสริมการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และขยายการดูแลสู่ครอบครัว โดยจัดสวัสดิการทุนการศึกษาบุตรช่วยแบ่งเบาค่าเทอมและค่าอุปกรณ์การเรียน เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาของลูกพนักงาน พรพิสุทธิ์ ยอดปัญญา ผู้บริหาร บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด ขยายสวัสดิการดูแลครอบครัว   ด้าน พรพิสุทธิ์ ยอดปัญญา ผู้บริหาร บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี (BIG) ผู้ให้บริการ ก๊าซอุตสาหกรรมแบบครบวงจร กล่าวว่า บริษัทขยายสวัสดิการจากพนักงานสู่ครอบครัว อาทิ ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมสมาชิกในครอบครัว ทุนการศึกษาบุตร และการดูแลสุขภาพกายใจ ด้วยมองว่า ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการทำงาน   “สะท้อนแนวคิด ‘Family Workplace’ ที่นอกจากให้ความสำคัญด้านสิทธิประโยชน์สวัสดิการแล้วยังรวมถึงการสร้างระบบดูแลคนแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งพนักงาน ครอบครัว และองค์กร  ด้วยบริษัทมองพนักงานในมิติเชิงมนุษย์ ‘Humanity’ ไม่ใช่เพียงแรงงาน โดยให้ความสำคัญกับความรู้สึก ปัญหาชีวิต และความแตกต่างของแต่ละคน”   พันชนะ วัฒนเสถียร ผู้บริหารบริษัท ออน เดอะ พลาโต จำกัด บริหารสมดุลแรงงาน   พันชนะ วัฒนเสถียร  ผู้บริหารบริษัท ออน เดอะ พลาโต จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร ‘เป็นลาว’ และสมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหาร ‘เป็นลาว’ เปิดให้บริการ 8 สาขา มีพนักงานราว 200 คน และมีความแตกต่างช่วงวัยแรงงานหลาย ตั้งแต่เยาวชน วัยทำงาน 25–55 ปี ไปจนถึงผู้สูงอายุ จึงต้องออกแบบสวัสดิการอย่างยืดหยุ่น   “ความท้าทายสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร คืออัตราการหมุนเวียนของพนักงานสูง โดยเฉพาะช่วงขยายสาขา ทำให้ต้องปรับระบบดูแลคนให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ซึ่งการบริหารคนต้องยืดหยุ่นและเข้าใจความแตกต่างของพนักงาน เพราะแม้สวัสดิการจะดี แต่หากไม่ตอบโจทย์ชีวิต ก็อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาคนให้อยู่กับองค์กร”   โดยบริษัท ได้สำรวจความหลากหลายเพื่อค้นหาและแก้ปัญหาพนักงาน ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า ‘One Size Does Not Fit All’ โดยให้ผู้บริหารและพนักงานร่วมออกแบบสวัสดิการ เช่น การสนับสนุนค่าเล่าเรียนบุตรและการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยให้เหมาะกับบริบทชีวิตแต่ละกลุ่ม วิสิทธิ์ สดแสงเทียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โบว์เบเกอรี่เฮ้าส์ จำกัด ลงทุนกับพนักงาน ด้วยสวัสดิการ   วิสิทธิ์ สดแสงเทียน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โบว์เบเกอรี่เฮ้าส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ กล่าวว่า บริษัท ให้ความสำคัญกับสวัสดิการที่ครอบคลุมทั้งพนักงานและครอบครัว พร้อมนำแนวทาง ‘Family-Friendly Workplace’  การสร้างสถานที่ทำงานที่เป็นมิตรกับครอบครัว บริษัทมองว่าไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานและดูแลครอบครัวได้อย่างสมดุลในระยะยาว “โจทย์สำคัญ คือ การวางแผนดูแลพนักงานทั้งด้านสุขภาพ การเงิน ความเครียด หนี้สิน และการจัดการครอบครัว ซึ่งล้วนส่งผลต่อชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน”   alt-x KEY TAKEAWAYS สวัสดิการยุคใหม่ต้องตอบโจทย์ชีวิต องค์กรเริ่มออกแบบสวัสดิการจากปัญหาจริงของพนักงาน ทั้งงาน ครอบครัว การเงิน สุขภาพ และความเครียด Hybrid Work กลายเป็นเครื่องมือดูแลชีวิตพนักงาน Sonepar ใช้ความยืดหยุ่นและความไว้วางใจ เปิดทางให้พนักงานจัดสมดุลระหว่างงานกับการดูแลครอบครัว ดูแลพนักงานต้องขยายไปถึงครอบครัว BIG และ LPC ใช้สวัสดิการด้านสุขภาพ การศึกษา และการแก้ปัญหาการเงิน เพื่อช่วยลดภาระที่ส่งผลต่อชีวิตการทำงาน One Size Does Not Fit All  ‘เป็นลาว’ ออกแบบสวัสดิการให้สอดคล้องกับความแตกต่างของวัยและบริบทชีวิต เพราะสวัสดิการที่ดีอาจไม่ตอบโจทย์พนักงานทุกกลุ่ม สุขภาพใจไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว องค์กรต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัย ระบบการลา บทบาทหัวหน้า และช่องทางขอความช่วยเหลือ เพื่อให้คนทำงานไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว  

October 5, 2026 / 0 Comments
read more

ธนาคารกรุงเทพ–ประพันธ์สาส์น จัด “รางวัลชมนาด ครั้งที่ 15” เดินหน้าสนับสนุนนักเขียนหญิงไทย

PRnounce

ธนาคารกรุงเทพ ร่วมกับ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เดินหน้าขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมไทย จัดงานประกาศ “รางวัลชมนาด ครั้งที่ 15” ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด เดินหน้าตอกย้ำเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมไทย ผ่านโครงการ Chommanard Book Prize ครั้งที่ 15 (ประเภทนวนิยาย) เวทีสำคัญที่สร้างพื้นที่ให้นักเขียนหญิง ได้แสดงความสามารถในด้านการสร้างสรรค์งานวรรณกรรม และต่อยอดจากพลังของตัวอักษรสู่เวทีสากล โดยจัดงานประกาศผลอย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุมชั้น 29 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่สีลม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย รางวัลชนะเลิศ ตกเป็นของ คอนโด…ซ่อนปริศนา (heaven haven)” ชื่อที่ส่งเข้าประกวด “คอนโดคนดี (heaven haven)” โดย วีรดา ดีเป็นธรรม นามปากกา: วรีดา ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “ไม่มีใครควรกินข้าวตามลำพัง” โดย ชญานันท์ เอี่ยมสำอางค์ นามปากกา:  มังคุด ภายในงานยังได้ได้รับเกียรติจาก ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธี และผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงวรรณกรรม นำโดย ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2557, กนกวลี พจนปกรณ์ นักเขียนและ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย อาทร เตชะธาดา, ดร.อรุโณชา ภาณุพันธุ์ ผู้จัดละครและประธานบริษัท บรอดคาซท์ไทย เทเลวิชั่น จำกัด, ธีรนาฏ โชควัฒนา, สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์  เป็นต้น ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ธนาคารกรุงเทพมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมสนับสนุนรางวัลชมนาด ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักเขียนหญิงได้ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ ประสบการณ์ และจินตนาการผ่านงานวรรณกรรม พร้อมสร้างกำลังใจให้ทั้งนักเขียนรุ่นใหม่และนักเขียนในวงการ “เราเชื่อว่าการสนับสนุนนักเขียน ไม่ได้หมายถึง “เพียงการสนับสนุนหนังสือหนึ่งเล่ม แต่คือการสนับ สนุนความฝันและความกล้าที่จะสร้างสรรค์ผลงาน” และสิ่งที่ทำให้รางวัลชมนาดมีความหมายยิ่งขึ้น คือผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโอกาสในการแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการเปิดประตูให้เรื่องราวและเสียงของนักเขียนไทยได้ก้าวไปสู่ผู้อ่านในระดับสากล “พลังของตัวอักษร” สามารถจุดประกายความคิด สร้างสรรค์ กอปร์กับบันดาลใจ และเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ได้เสมอ  ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอเป็นกำลังใจให้นักเขียนทุกคนเดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า เพื่อให้วรรณกรรมไทยได้เติบโตและก้าวไกลสู่นานาชาติได้อย่างเต็มภาคภูมิร่วมกัน” อาทร เตชะธาดา กรรมการบริหารสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น และผู้ร่วมก่อตั้งรางวัลชมนาด กล่าวว่ารางวัลชมนาดคือรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของนักเขียนหญิงที่ได้มีโอกาสแสดงความสามารถด้านการเขียน ตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีที่ผ่านมามีนักเขียนหญิงส่งผลงานเข้าประกวดเพิ่มขึ้นแทบทุกครั้ง โดยผลงานชนะเลิศจะได้รับการจัดพิมพ์ทั้งภาษาไทยและแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักอ่านทั่วโลก มีหลายผลงานที่ได้รับการซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาอื่นๆ มากมาย อาทิ หนังสือสารคดีเรื่อง “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” ของ ธนัดดา สว่างเดือน (หนิง เอรี่) ซึ่งได้รับรางวัลชมนาดครั้งที่ 2 ได้รับการแปลและตีพิมพ์เผยแพร่รวมทั้งสิ้น 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย, ภาษาอังกฤษ (ในชื่อ I am ERI: My Experience Overseas), ภาษาจีน, ภาษาเวียดนาม และ co-edition กับสำนักพิมพ์ August ในมาเลเซีย เป็นตัวอย่างและเรื่องอื่นๆ ฯลฯ “จากวันแรกที่ตั้งใจอยากให้มีเวทีของนักเขียนหญิง ถึงวันนี้ที่รางวัลชมนาด กลายเป็นที่รู้จักของวงการหนังสือทั่วโลก สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ได้มีการจัดโรดโชว์นำผลงานและวรรณกรรมไทยไปจัดแสดงและเผยแพร่ในต่างประเทศเป็นประจำทุกปี แทบทุกภูมิภาคแล้วในภูมิศาสตร์ของโลก ก็รู้จักรางวัลชมนาดและยอมรับความสามารถนักเขียนไทย ทั้งหมดนี้เพื่อผลักดันและสร้างโอกาสให้ผลงานนักเขียนไทยทั้งชมนาดและนักเขียนท่านอื่นๆ ให้ก้าวสู่ระดับสากล นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมพบปะนักอ่าน ร่วมออกบูธในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ เพื่อส่งเสริมการอ่านและประชาสัมพันธ์ผลงานใหม่ๆ ให้เป็นที่รู้จัก เพราะเราเชื่อว่า หนังสือ เปรียบเสมือนต้นน้ำแห่งความคิดสร้างสรรค์ เสริมสร้างปัญญา สมาธิ จินตนาการ และเพลิดเพลินไปกับความสวยงามของภาษา” กนกวลี พจนปกรณ์ กรรมการรอบตัดสิน และตัวแทนกรรมการรับคัดเลือก และอดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เผยถึงหลักเกณฑ์ในการพิจารณาผลงาน ว่า คณะกรรมการให้ความสำคัญกับความสมบูรณ์ขององค์รวมนวนิยายเป็นสำคัญ โดยพิจารณาควบคู่กับความคิดสร้างสรรค์ในเนื้อหา กลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ และคุณค่าเชิงวรรณศิลป์ในการประพันธ์ เพื่อให้ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกมีความโดดเด่นทั้งในด้านเนื้อหาและการสร้างสรรค์ทางวรรณกรรม “นักเขียนไทยยุคนี้มีพัฒนาการด้านเนื้อหาและกลวิธีการเล่าเรื่องที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งแนวฆาตกรรม ผี ดิสโทเปีย ยูโทเปีย โรแมนติก ดราม่า รวมไปถึงแนว Boy Love Girl Love  มีการนำเทคนิคการเล่าเรื่องใหม่ ๆ มาใช้ เช่น การเล่าแบบกระแสสำนึกและการสลับช่วงเวลา โดยการพิจารณาผลงานไม่ได้มองเพียงความคิดสร้างสรรค์ เนื้อหา พล็อต และการใช้ภาษา แต่ยังให้ความสำคัญกับประเด็นด้านลิขสิทธิ์และผลกระทบต่อบุคคลหรือสิทธิทางการค้า ขณะเดียวกันนักเขียนรุ่นใหม่ควรฝึกฝนด้วยการอ่านงานหลากหลายแนว เพื่อเพิ่มพูนคลังคำศัพท์ ค้นหาวิธีเล่าเรื่องและสไตล์ของตนเอง โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในงานเขียน ซึ่งอาจทำให้ภาษามีลักษณะเป็นประโยคสั้น ๆ ขาดคำเชื่อมทำให้ขาดความลื่นไหลในการช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน ดังนั้นการอ่านและฝึกเขียนอย่างต่อเนื่องจึงยังเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตนเองของนักเขียน” กนกวลี กล่าว โดยการประกวดชมนาดครั้งที่ 15 มีผลงานผ่านเข้าสู่รอบตัดสินจำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1.คอนโดคนดี (heaven haven) โดย วีรดา ดีเป็นธรรม นามปากกา: วรีดา 2. ภาพซ้อนซ่อนเสียง โดย ภัทรพร สะลีมา นามปากกา: ภัทรภิญญ์ 3. สืบสมองกล ฆาตกรรมในเสื้อกาวน์ โดย ชัญญา ศรีธัญรัตน์  นามปากกา: ANNIEmalista (แอนนีมาลิสต้า) 4. กรงกตัญญู โดย ชฎากาญ วโรดมย์กร 5. ไม่มีใครควรกินข้าวตามลำพัง โดย ชญานันท์ เอี่ยมสำอางค์ นามปากกา:  มังคุด 6. รถไฟขบวนนั้นชื่อว่า “รักและคิดถึง”  โดย นิตยา จันฤาไชย นามปากกา: ณิยตา 7. Loves for Losers…รักเสมือนแด่ผู้แหลกสลาย โดย เสาวลักษณ์ พิพัฒนานุกูลชัย นามปากกา เอิงเอย 8. ภาพยนตร์แห่งรัก (The Movies of Love) โดย เสาวรี เอี่ยมลออ นามปากกา : เสาวรี     สำหรับการประกวดรางวัลชมนาด (Chommanard Book Prize) ครั้งที่ 16 สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.praphansarn.com หรือ Facebook : Praphansarn.com    

October 4, 2026 / 0 Comments
read more

B-Quik ไม่ได้ซ่อมแค่รถ EV เปิด ‘EV Pro+’ ดึง Digital Lifestyle เข้ามาอยู่ในศูนย์บริการ

PRnounce

B-Quik เปิดตัว “EV Pro+” พร้อมยกระดับ Digital Lifestyle ดูแลรถ EV แบบมืออาชีพ ควบคู่ประสบการณ์ที่เชื่อมทุกจังหวะชีวิต   บริษัท บี-ควิก จำกัด เดินหน้าปรับทิศทางธุรกิจสู่การเป็น “Mobility Lifestyle Brand” เปิดตัว “B-Quik EV Pro+” บริการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร พร้อมให้บริการในทุกสาขาทั่วประเทศ ควบคู่การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าสู่โลก Digital Lifestyle ด้วยการเชื่อมบริการ เทคโนโลยี ระบบสมาชิก และประสบการณ์ในชีวิตประจำวันเข้าด้วยกัน ทิศทางดังกล่าวถูกประกาศภายในงานแถลงข่าว ณ เซ็นทรัล พาร์ค แบงคอก โดยมีคณะผู้บริหาร บริษัท บี-ควิก จำกัด (B-Quik)  นำโดย มร.เฮงก์ โจฮัน คิกส์ (Henk J. Kiks) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และ คุณบุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า พันธมิตรธุรกิจ สื่อมวลชน รวมถึงพรีเซนเตอร์ของ B-Quik ได้แก่ มิกค์ ทองระย้า, บิวกิ้น–พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล และพีพี–กฤษฏ์ อำนวยเดชกร เข้าร่วมงาน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากเครือข่ายและความเชี่ยวชาญที่ B-Quik สั่งสมมา เพื่อรองรับรถยนต์หลากหลายรูปแบบ ทั้งรถยนต์สันดาป รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมขยายบทบาทจากศูนย์บริการรถยนต์ไปสู่แบรนด์ที่ต้องการดูแลทั้ง “รถ” และ “การเดินทางของผู้คน” B-Quik EV Pro+ ดูแลรถ EV ครบมิติ ให้ผู้ใช้ไปต่อได้ทุกเส้นทาง B-Quik EV Pro+ หนึ่งในบริการหลักที่ B-Quik เปิดตัว คือ B-Quik EV Pro+ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับลักษณะเฉพาะของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าแรงดันสูง แบตเตอรี่ ระบบควบคุมอุณหภูมิ น้ำหนักตัวรถ และแรงบิดที่แตกต่างจากรถยนต์สันดาป บริการดังกล่าวผสานทีมช่างที่ผ่านการอบรม เครื่องมือเฉพาะทาง และมาตรฐานการให้บริการระดับมืออาชีพ พร้อมให้บริการครอบคลุมทุกสาขาของ B-Quik ทั่วประเทศ ตรวจเช็กสุขภาพรถยนต์ EV ช่วยให้วางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม B-Quik EV Pro+ ให้บริการตรวจเช็กระบบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า โดยใช้เครื่องสแกนระบบ EV จาก LAUNCH PE เพื่ออ่านและประเมินข้อมูลในจุดต่าง ๆ เช่น สถานะแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ปลั๊กและช่องชาร์จ อุณหภูมิแบตเตอรี่แรงดันสูง กล่องหรือเคสแบตเตอรี่ สายไฟแรงดันสูง รวมถึงค่าความสมบูรณ์ของแบตเตอรี่ หรือ State of Health (SOH) ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้รถเห็นสถานะเบื้องต้นของรถ และสามารถนำไปใช้ประกอบการวางแผนบำรุงรักษาได้อย่างเหมาะสม ดูแลระบบปรับอากาศ ของเหลว เบรก เกียร์ และช่วงล่าง การดูแลรถ EV ของ B-Quik ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจเช็กระบบไฟฟ้า แต่ยังครอบคลุมงานบำรุงรักษาที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การล้างแผงคอนเดนเซอร์ ล้างตู้แอร์ และฟลัชชิ่งระบบปรับอากาศ เพื่อเปลี่ยนน้ำมันคอมเพรสเซอร์แอร์ น้ำยาแอร์ และดรายเออร์ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็น ตรวจเช็กและบำรุงรักษาระบบเบรก เปลี่ยนผ้าเบรก น้ำมันเบรก เจียรจานเบรก ตลอดจนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์และดูแลระบบช่วงล่าง เพื่อให้การดูแลรถครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยและสมรรถนะการขับขี่ ยางสำหรับรถยนต์ EV จากแบรนด์ชั้นนำ ด้วยน้ำหนักตัวรถและแรงบิดของรถยนต์ไฟฟ้า ยางและระบบช่วงล่างจึงเป็นอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ B-Quik EV Pro+ จึงมียางสำหรับรถ EV จากแบรนด์ชั้นนำให้เลือก พร้อมบริการเปลี่ยนยาง สลับยาง ปะยาง เติมลมไนโตรเจน ตั้งศูนย์ และถ่วงล้อ นอกจากนี้ยังมีบริการตรวจเช็กระบบเซนเซอร์แรงดันลมยาง รองรับทั้งระบบ Indirect TPMS และการเปลี่ยน TPMS Sensor เมื่อจำเป็น ทีมช่างและเครื่องมือ คือ หัวใจของมาตรฐานบริการ เบื้องหลังมาตรฐานการให้บริการ B-Quik ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า บี-ควิกมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันอาชีวศึกษา และวิทยาลัยเทคโนโลยี โดยส่งอาจารย์เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อนำความรู้กลับไปถ่ายทอดให้ผู้เรียนและพัฒนาบุคลากร รองรับการทำงานกับบี-ควิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรเข้าใจลักษณะเฉพาะของรถ EV และทำงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัย ขณะเดียวกันยังทำงานร่วมกับสถาบันอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเทคโนโลยีด้านยานยนต์ทั่วประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ รองรับการฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานกับ B-Quik อย่างต่อเนื่อง “EV Crossroads 2026” เปิดเวทีความรู้ ให้ผู้ใช้รถ EV ตัดสินใจอย่างมั่นใจ ภายในงานยังมีเวทีเสวนา “EV Crossroads 2026: อัปเดตเทรนด์และเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่คนไทยควรรู้” ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ในแวดวง EV มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง นำโดย อาจารย์มนัส พลัดเจริญ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง บริษัท ออลอีวี เซอร์วิส จำกัด (All EV Service) ผู้ให้บริการและดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงจัดอบรมพัฒนาบุคลากรด้าน EV, คุณเวล–กฤษดา ธีรศุภลักษณ์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า เจ้าของเพจและช่อง Welldone Guarantee (เวลดัน การันตี) และ คุณปังและคุณอาย จากช่อง EV Girls ซึ่งนำเสนอประสบการณ์การใช้และรีวิวรถยนต์ไฟฟ้าในมุมผู้บริโภค เนื้อหาการเสวนาครอบคลุมตั้งแต่ทิศทางตลาด เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลง ข้อควรรู้ก่อนเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงแนวทางดูแลและบำรุงรักษารถ EV ให้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมกับสภาพการใช้งานในประเทศไทย B-Quik New Service & Digital Lifestyle เชื่อมทุกจังหวะการเดินทาง   นอกจากการขยายบริการสำหรับรถ EV แล้ว B-Quik ยังเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าภายใต้แนวคิด B-Quik New Service & Digital Lifestyle โดยเชื่อมการบริการนอกสถานที่ ช่องทางดิจิทัล ระบบสมาชิก และพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น พร้อมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ต่อเนื่องมากกว่าช่วงเวลาที่นำรถเข้าศูนย์บริการ Digital Mobility Ecosystem ตั้งแต่ค้นหาข้อมูลถึงการดูแลเชิงป้องกัน B-Quik เดินหน้าพัฒนาช่องทางบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า ตั้งแต่ B-Quik Mobile Service บริการเปลี่ยนยางถึงที่ ไปจนถึงการเลือกซื้อยางรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ B-Quik.com ได้พัฒนาระบบและรูปแบบ E-Commerce สำหรับค้นหาข้อมูลและเลือกซื้อสินค้า ก่อนเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ B-Member ซึ่งรวมการสะสมคะแนน ส่วนลด และสิทธิพิเศษไว้ในระบบเดียว สู่แนวคิด One-Stop Online Experience   อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ B-Member พัฒนาขึ้น คือ “B-Car” สำหรับจัดเก็บประวัติการดูแลรถยนต์ ช่วยให้สมาชิกตรวจสอบข้อมูล วางแผนบำรุงรักษา และรับการแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงกำหนดเข้ารับบริการ แนวคิดนี้เป็นการขยับจากการดูแลรถเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การดูแลเชิงป้องกัน โดยใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยประกอบการตัดสินใจ   B-Member ขยายจากสิทธิประโยชน์เรื่องรถ สู่ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย B-Member กำลังขยายบทบาทจากระบบสมาชิกที่เน้นการสะสมคะแนนเพื่อรับส่วนลดด้านการดูแลรถยนต์ ไปสู่แพลตฟอร์มสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับความสนใจของลูกค้าในหลากหลายหมวด ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม การเดินทาง ท่องเที่ยวและพักผ่อน สุขภาพและการออกกำลังกาย ช้อปปิ้ง และความบันเทิง ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ โดยสมาชิกสามารถใช้คะแนน B-Member เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ B-Café และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์ให้เกิดขึ้นจริง ภาพของแนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่าน “B-Café” ร้านเครื่องดื่มและของว่างที่ B-Quik เปิดให้บริการแล้ว 7 สาขา ภายในศูนย์บริการรถยนต์ B-Quik เพื่อเพิ่มความสะดวกและยกระดับประสบการณ์ระหว่างรอรับบริการ ให้ศูนย์บริการเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์จังหวะชีวิตของลูกค้ามากกว่าการนำรถเข้าตรวจเช็กเพียงอย่างเดียว อีกหนึ่งกิจกรรมคือการสนับสนุน “B-Quik Khao Yai Marathon” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เชื่อมแบรนด์เข้ากับกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการออกกำลังกาย โดย B-Quik ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางตั้งแต่การเตรียมรถ การเดินทางสู่เขาใหญ่ ไปจนถึงประสบการณ์ในวันแข่งขัน ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในทุกปี ขณะที่ B-Quik Bangsaen Grand Prix 2026 ที่ชายหาดบางแสน ก็ขยับจากประสบการณ์การชมรถแข่งในรูปแบบเดิม ด้วยการจัดกิจกรรมเต้นแอโรบิคริมชายหาด และงานวิ่งในสนามแข่งรถ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก สร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับทั้งวงการมอเตอร์สปอร์ตและลูกค้า “คาร์-บี” มาสคอตใหม่ พร้อมพรีเซนเตอร์ 3 คาแรกเตอร์ เชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภค อีกหนึ่งสีสันภายในงานคือการเปิดตัว “คาร์-บี (Car-B)” มาสคอตคาปิบาราคาแรกเตอร์ใหม่ของ B-Quik ที่ออกแบบให้มีความเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย เพื่อเป็นตัวกลางในการสื่อสารเรื่องรถ ระบบสมาชิก สิทธิประโยชน์ และกิจกรรมต่าง ๆ ให้เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และครอบครัว ขณะเดียวกัน มิกค์ ทองระย้า, บิวกิ้น–พุฒิพงศ์ และ พีพี–กฤษฏ์ ก็เข้ามาสะท้อนภาพผู้ใช้รถที่มีช่วงวัย บุคลิก และรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างกัน ช่วยขยายภาพของ B-Quik จากแบรนด์ที่สื่อสารเรื่องสินค้าและบริการ ไปสู่ความสัมพันธ์และประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า นอกจากนี้ B-Quik เตรียมจัดงาน “B-Quik Super Fan Day” ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 โดยรายละเอียดจะประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป   เติบโตจากความไว้วางใจ พร้อมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกจากการพัฒนาธุรกิจ B-Quik ยังให้ความสำคัญกับการเติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม โดยปัจจุบันได้จัดตั้ง มูลนิธิ บี-ควิก เพื่อสังคม เพื่อสร้างประโยชน์ แบ่งปัน และช่วยเหลือหน่วยงานที่ขาดแคลน รวมถึงให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ กิจกรรมครอบคลุมตั้งแต่การบริจาคโลหิต การช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ การสนับสนุนการก่อสร้างและพัฒนาโรงเรียนและศาสนสถาน การมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้หน่วยงานที่ขาดแคลน ตลอดจนการช่วยเหลือและให้โอกาสแก่บุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ด้านการศึกษา B-Quik ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมงานในสายยานยนต์ โดยมีเครือข่ายความร่วมมือกับวิทยาลัยอาชีพและวิทยาลัยเทคโนโลยีทั่วประเทศ เพื่อรองรับบุคลากรรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานและการทำงานในองค์กร ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางของ B-Quik ที่ต้องการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยไม่หยุดพัฒนาทั้งบริการ เทคโนโลยี บุคลากร และประสบการณ์ใหม่ ๆ เพื่อให้แบรนด์สามารถดูแลทั้ง “คน รถ และสิ่งแวดล้อม” ได้มากขึ้น จากศูนย์บริการรถยนต์ สู่แบรนด์ที่ต้องการเชื่อมโยงกับทุกไลฟ์สไตล์ในทุกจังหวะของการเดินทาง ไม่ว่าสถานการณ์หรือเทคโนโลยีการขับเคลื่อนจะเปลี่ยนไปอย่างไร   บี-ควิก…พร้อมให้คุณไปต่อ   เกี่ยวกับบริษัท บี-ควิก จำกัด บี-ควิก เป็นผู้ให้บริการตรวจเช็กและบำรุงรักษารถยนต์ในประเทศไทย ครอบคลุมระบบการทำงานหลักของรถยนต์ อาทิ ยาง ระบบเบรก ช่วงล่าง แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง ระบบปรับอากาศ และบริการที่เกี่ยวข้อง พร้อมเดินหน้าพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี ช่องทางดิจิทัล และรูปแบบบริการใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์และความต้องการของผู้บริโภค  

October 4, 2026 / 0 Comments
read more

ร้านอาหารจีนกำลังส่งออก ‘รสชาติ’ YONNY ปรับโมเดลแฟรนไชส์เข้าท้องถิ่น เปิดทางนักลงทุนจีน-ไทย

Zcreat

Yu Ni Zai Yi Q จับเทรนด์ใหม่ส่งออกธุรกิจร้านอาหารจีน ใช้ ‘รสชาติ’ เป็นเรื่องเล่าทำตลาด ผ่านโมเดลแฟรนไชส์ ‘YONNY’ ฉบับปรับปรุงเข้ากับท้องถิ่น ขายนักลงทุนจีน-ไทย     หม่า ไห่เทา กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ YONNY  ในเครือ Yu Ni Zai Yi Qi  ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารรายใหญ่ประเทศจีน เปิดเผยว่า หลังจากบริษัททดลองเปิดร้าน YONNY ครั้งละ 6 สาขาพร้อมกันจำนวน 2 ครั้ง ในประเทศมาเลเซียและประสบความสำเร็จมาแล้วในช่วงก่อนหน้า   โดยปัจจุบัน YONNY  ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครือร้านอาหารจีนที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในมาเลเซียภายในเวลาเพียง 10 เดือน ซึ่งบริษัทได้นำประสบการณ์ดังกล่าว พัฒนาสู่รูปแบบการขยายธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งสินค้า ทำเล การดำเนินงาน ซัพพลายเชน และระบบแฟรนไชส์ พร้อมปรับรายละเอียดให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของแต่ละประเทศ   ล่าสุดบริษัท วางแผนเชิงรุกธุรกิจร้านอาหาร YONNY ในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดยวางตำแหน่งแบรนด์เป็นร้านอาหารแนวฟาสต์ฟู้ดสไตล์จีน ’Fast-Casual’ เน้นเสิร์ฟเมนูด่วน โดยใช้เมนู ‘ปลาต้มผักกาดดอง’ ซึ่งมีทั้งเมนูปลาต้มผักกาดดองผัดร้อน (Signature Hot-Oil Suancai Fish) และปลาต้มผักกาดดองสูตรดั้งเดิม (Traditional Laotan Suancai Fish) ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง เป็นเมนูหลัก   นอกจากนี้ YONNY ยังเสริมด้วยเมนูฮอตพอท เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ต้องการลวกต้มแบบเลือกวัตถุดิบเองได้ เพื่อตอบโจทย์ช่วงเวลาการรับประทานที่หลากหลาย รวมถึงเมนู อาหารจีนประเภทผัดต่าง ๆ อาทิ ไก่ผัดสูตรหลินอี๋และหมูผัดพริก  ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย อีกด้วย   ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่ผ่านมา YONNY ได้เปิดร้านต้นแบบพร้อมนำโมเดลร้านเจเนอเรชัน 6.0 ซึ่งรวมเมนูซิกเนเจอร์ ‘ซวนไฉ่อวี๋’ (Suancai Fish) หรือที่รู้จักในต่างประเทศว่า ‘Sauerkraut Fish’ เมนูเอกลักษณ์ปลาต้มผักกาดดอง รวมเข้ากับเมนูมินิฮอตพอท หม้อไฟขนาดเล็กที่ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบได้เอง ในสาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต ซึ่งได้ตอบรับดีเกินคาด จากสัดส่วนลูกค้าชาวไทยมากกว่า 80% และมีอัตรากลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 50%   “โมเดลร้านดังกล่าว รองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลายกลุ่ม ทั้งครอบครัว คนรุ่นใหม่ และนักเดินทาง และครอบคลุมตั้งแต่มื้อด่วนสำหรับคนเดียว และการรับประทานอาหารเป็นกลุ่มช่วงมื้อบ่ายไปจนถึงมื้อดึก”   ไห่เทา กล่าวถึงแนวทางการทำธุรกิจ YONNY ในประเทศไทย บริษัทยังร่วมกับ Thailand Franchise Center จัดสัมมนาการลงทุน พร้อมเปิดรับพันธมิตรแฟรนไชส์ในประเทศไทย นอกเหนือจากแผนเปิด 6 สาขาใหม่ ในทำเลหลักศูนย์การค้าของกรุงเทพฯ และ เชียงใหม่ ทั้งในรูปแบบร้านขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป และบางสาขามีหน้าร้านยาวกว่า 23 เมตร และรูปแบบร้านเจเนอเรชัน 6.0  ด้วย   สำหรับแผนการตลาด YONNY ยังได้พัฒนาแคมเปญ ‘Six Fish’ โดยใช้มาสคอตปลาการ์ตูน 6 คาแรกเตอร์เป็นตัวแทนของแต่ละสาขา เพื่อเชื่อมโยงความหมายมงคลของเลข 6 และสัญลักษณ์ปลาในวัฒนธรรมจีนเข้ากับตลาดไทย พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ‘เช็กอิน’ สะสมตราประทับแลกรางวัล และร่วมงานกับครีเอเตอร์สายอาหารในประเทศไทยผ่าน Facebook, Instagram และ X   ทั้งนี้ จากแผนธุรกิจและแนวทางการทำตลาดดังกล่าว ภายในปี 2569 บริษัทฯ จะมี YONNY เปิดให้บริการทั้งสิ้น 23 สาขาในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่   YONNY บริหารสมดุลตลาดท้องถิ่น   หม่า กล่าวว่าแนวทางการทำธุรกิจในประเทศไทย ‘YONNY’ โดย นำรสชาติอาหาร ‘รสเปรี้ยวและเผ็ด’ อย่างเมนูปลาต้มผักกาดดอง มาเป็นจุดเชื่อมอาหารจีนกับผู้บริโภคไทย ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่คุ้นเคยกับอาหารรสเปรี้ยวและเผ็ด ในการทำตลาดร้านอาหารจีนแคชชวล สไตล์   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการวางระบบเพื่อรองรับการเติบโต รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ทำเลสาขา โดยร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศอย่างศูนย์การค้ารายใหญ่ กลุ่มเซ็นทรัล และ กลุ่มเดอะมอลล์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก ทั้งครอบครัว คนรุ่นใหม่ และนักเดินทาง   สำหรับด้านซัพพลายเชน YONNY ใช้ระบบจัดหาวัตถุดิบแบบผสมผสาน โดยวัตถุดิบสำคัญที่กำหนดรสชาติ เช่น ปลา ผักกาดดอง และน้ำซุป ผลิตตามมาตรฐานจากจีนเพื่อรักษารสชาติให้สม่ำเสมอ ส่วนผักและวัตถุดิบสดรายวันได้คัดเลือกจากผู้ผลิตในประเทศไทย     “YONNY ได้ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นพัฒนาระบบคลังสินค้าและการจัดส่ง เพื่อรองรับการดำเนินงานหลายสาขาพร้อมกัน”   ในส่วน บุคลากร YONNY ใช้ทีมงานผสานบุคลากรหลักจากจีนกับทีมงานในประเทศไทย ครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้างร้าน การฝึกอบรม การจัดการระบบดิจิทัล การตลาด การบริหารซัพพลายเชน   สำหรับแนวทางการขยายธุรกิจ ภายใต้โมเดลแฟรนไชส์ในประเทศไทย YONNY ยังพัฒนารูปแบบเพื่อสนับสนุนในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ อาทิ   ผู้ลงทุนชาวไทยเชื้อสายจีน ผู้ประกอบการไทย นักธุรกิจจีนที่ต้องการขยายกิจการสู่ต่างประเทศ   โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนธุรกิจจีน ไม่ต้องนำรูปแบบการดำเนินงานจากจีนมาใช้ทั้งหมด โดย YONNY ปรับบริการให้เข้ากับวัฒนธรรมและพฤติกรรมการรับประทานของลูกค้าชาวไทย เช่น การเปิดโอกาสให้ลูกค้าใช้เวลาในการรับประทานอาหารและสังสรรค์มากขึ้น ภายใต้แนวทางที่ใช้มาตรฐานเดียวกันในระดับสากล แต่กำหนดกลยุทธ์และการดำเนินงานให้เหมาะกับประเทศไทย จากการเปิดร้าน สู่การสร้างระบบธุรกิจระยะยาวในตลาดต่างประเทศ   “YONNY มองว่าการขยายธุรกิจร้านอาหารจีนในต่างประเทศกำลังเปลี่ยนจาก การนำเมนูและรูปแบบร้านจากจีนมาใช้โดยตรง ไปสู่การสร้างระบบธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจตลาดท้องถิ่น การบริหาร ซัพพลายเชน การทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านศูนย์การค้า และการพัฒนาเครือข่ายแฟรนไชส์”   FYI ปัจจุบัน Yu Ni Zai Yi Qi มีร้านมากกว่า 2,700 สาขาทั่วโลก ครอบคลุมประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกาเหนือ บริษัทได้รับการรับรองจาก Frost & Sullivan ให้เป็น อันดับ 1 ในตลาด Global Sauerkraut Fish Market โดยมีเครือข่ายร้านอาหารเมนูปลาต้มผักกาดดอง (Sauerkraut Fish) มากที่สุดในโลก และเป็นแบรนด์ร้านอาหารจานด่วนประเภทข้าวที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศจีน       alt-x KEY TAKEAWAYS YONNY เปลี่ยนจาก ‘นำสูตรจีนไปใช้’ สู่การปรับเข้าตลาดท้องถิ่น  Yu Ni Zai Yi Qi บริษัทแม่ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมผู้บริโภค วัฒนธรรมการกิน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของแต่ละประเทศมากขึ้น ใช้แฟรนไชส์เป็นเครื่องมือขยายธุรกิจข้ามประเทศ โมเดลแฟรนไชส์ถูกพัฒนาครอบคลุมสินค้า ทำเล การดำเนินงาน ซัพพลายเชน และระบบสนับสนุน เพื่อรองรับการเติบโตหลายสาขา ‘ปลาต้มผักกาดดอง’ ทำหน้าที่เป็นสะพานสู่ตลาดไทย ‘YONNY’ เลือกรสเปรี้ยวและเผ็ดของเมนูซิกเนเจอร์มาเชื่อมอาหารจีนกับพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย เปิดโมเดลให้ทั้งนักลงทุนจีนและไทย กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมผู้ลงทุนไทยเชื้อสายจีน ผู้ประกอบการไทย และนักธุรกิจจีนที่ต้องการขยายกิจการสู่ต่างประเทศ เป้าหมาย สร้างระบบธุรกิจ YONNY ผสานมาตรฐานจากจีนเข้ากับพันธมิตรท้องถิ่น ซัพพลายเชน บุคลากร และการบริหารสาขา เพื่อสร้างโมเดลที่ขยายต่อในต่างประเทศได้  

October 4, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท บอนวอย ส่งแบรนด์อพาร์ตเมนต์ใหม่แห่งแรกในไทย ปักหมุดเขาหลัก

Peace&Play

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ส่งแบรนด์ใหม่  ‘Apartments by Marriott Bonvoy’ แห่งแรกในไทย ปักหมุดโครงการ Matalay เขาหลัก พร้อมโรงแรม Moxy เจาะกลุ่มลองสเตย์-เวลเนส ไลฟ์สไตล์   ราจีฟ เมนอน ประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่รวมประเทศจีน แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล  ผู้บริหารธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ระดับโลก กล่าวว่า แมริออทฯ ประกาศลงนามข้อตกลงกับ บริษัท  เคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (KS Hotel and Resort) ผู้พัฒนาโครงการ Matalay (โปรเจกต์มิกซ์ยูสขนาดใหญ่หน้าหาดยาวกว่า 1.2-1.4 กิโลเมตร บนพื้นที่กว่า 1,250 ไร่)  ด้วยแนวคิดการพัฒนามิติใหม่ พร้อมยกระดับจังหวัดพังงาจากเมืองท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แบบองค์รวม โดยพัฒนาโรงแรม 2 แห่ง ได้แก่   Matalay Khao Lak, Apartments by Marriott Bonvoy ซึ่งเป็นการเปิดตัวแบรนด์แห่งแรกในประเทศไทย Moxy Khao Lak Memories Beach บนชายฝั่งเขาหลัก ในโครงการ Matalay จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ บนพื้นที่ 200 เฮกตาร์ (ประมาณ 1,250 ไร่) ที่กำลังพัฒนาขึ้น   ขณะที่ จุดเด่นทั้งสองโครงการฯ ให้ความเป็นส่วนตัวแวดล้อมท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม ด้วยชายหาดทรายเงียบสงบ ทะเลสาบ ภูเขา ป่าไม้ และยังเป็นจุดโต้คลื่นที่มีชื่อเสียงของไทย   โดยโรงแรมทั้งสองแห่ง ตั้งอยู่บริเวณตอนเหนือของหาดเมมโมรี่  และในทางตอนใต้จะมีลู่วิ่งและเลนส์จักรยานแห่งใหม่ความยาว 3 กิโลเมตรผ่านผืนป่าเขียวชะอุ่มและทะเลสาบ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโรงแรมเจดับบลิว แมริออท เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา กับโครงการ Matalay ซึ่งมาพร้อมหน้าหาดยาวกว่า 1.4 กิโลเมตร   “การที่สองแบรนด์ Marriott Bonvoy เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโครงการMatalay แห่งนี้ รวมถึงนำเชน Apartments by Marriott Bonvoy เป็นแห่งแรกในประเทศไทย สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์ระหว่างมาริออทกับเคเอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท เพื่อร่วมเสนอแบรนด์และจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ แก่นักเดินทาง”   โดยแต่ละโครงการภายใต้แบรนด์ Moxy มีรายละเอียดดังนี้   Moxy Khao Lak Memories Beach เป็นโรงแรมแห่งแรกของแบรนด์ Moxy ในภาคใต้ของประเทศไทย ที่นำ ‘ดีเอ็นเอ’ ความสนุกสนานและคอมมูนิตี้ที่ทันสมัยมีเอกลักษณ์มาสู่หมู่บ้านเซิร์ฟเมมโมรี่ที่อยู่ติดกัน พร้อมแนวคิดการตกแต่งสไตล์เรโทร จากแรงบันดาลใจในยุคบุกเบิกของการโต้คลื่นโดยโรงแรมแห่งนี้ ประกอบด้วย ห้องพักจำนวน 160 ห้อง ดีไซน์ล้อมรอบด้วยสระว่ายน้ำ Moxy Bar & Restaurant บาร์ริมสระและบาร์ริมหาด ฟิตเนสขนาดใหญ่ และสนามหญ้าหน้าชายหาดสำหรับจัดอีเวนต์   Matalay Khao Lak, Apartments by Marriott Bonvoy โครงการวางแนวคิดเรสซิเดนซ์ สไตล์รีสอร์ต กว้างขวาง มอบประสบการณ์เสมือนบ้านหลังที่สองให้แก่ครอบครัว หรือ ดิจิทัลโนแมด ท่ามกลางแนวชายฝั่งอันบริสุทธิ์และพื้นที่ตอนในอันเขียวชอุ่มของเขาหลัก ทั้งในรูปแบบยูนิตเชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำหรือมองเห็นวิวทะเล แต่ละยูนิต อำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัยพร้อมด้วยห้องครัว เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ประกอบด้วย อพาร์ตเมนต์แบบสองห้องนอน จำนวน 60 ยูนิต ขนาด 110 ตารางเมตร รองรับการเข้าพักระยะยาว นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์สำรวจจุดหมายปลายทางต่างๆ ในกิจกรรมต่างๆ   การเรียนโต้คลื่นร่วมกับชุมชนนักโต้คลื่นท้องถิ่นของเขาหลัก การพายเรือคายัคในทะเลสาบและลากูนหลายแห่ง การอาบป่า สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี การเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลช้างและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สนามมินิกอล์ฟ 36 หลุม ดนตรีสดที่บาร์ริมชายหาด ประสบการณ์ด้านอาหารอันหลากหลาย   โดย โรงแรมทั้งสองแห่งอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตประมาณ 75 นาทีโดยรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการขยายเพื่อรองรับผู้โดยสารได้ถึง 18 ล้านคนต่อปีภายในปี 2572 alt-x KEY TAKEAWAYS  แมริออทลงนามพัฒนาอพาร์ตเมนต์แบรนด์ใหม่ Apartments by Marriott Bonvoy แห่งแรกในประเทศไทยที่เขาหลัก ขยายอาณาจักรด้วยโรงแรม Moxy Khao Lak Memories Beach สไตล์เรโทรแห่งแรกในภาคใต้ ปักหมุดในโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ Matalay บนพื้นที่กว่า 1,250 ไร่ พร้อมชายหาดยาว 1.4 กิโลเมตร  

October 4, 2026 / 0 Comments
read more

แกร็บเปิดเทรนด์ ‘จีนเที่ยวไทย’ ปี 69 ค้นหา 13 ล้านครั้ง ‘ข้าวเหนียวทุเรียน’ เสิร์ชพุ่ง 2.7 หมื่นครั้ง

WeView

แกร็บ เผยเทรนด์นักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยปี 69 ค้นหาเที่ยวไทยกว่า 13 ล้านครั้ง ยอดเรียกรถโต 75% พร้อมคำค้น ‘ข้าวเหนียวทุเรียน’ กว่า 2.7 หมื่นครั้ง   พนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้นักท่องเที่ยวชาวจีน กลับมาทวงแชมป์ครองตำแหน่งนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งในประเทศไทยอีกครั้ง โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (1 มกราคม – 26 กันยายน 2569) มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 3.82 ล้านคน   ทั้งนี้ ยังสอดคล้องข้อมูลการใช้บริการบนแพลตฟอร์ม Grab โดยนักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมียอดใช้บริการเรียกรถเติบโตขึ้นกว่า 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว   “เราพบว่านักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่นิยมค้นหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง เสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) โดยตลอดปีนี้มีคนจีนค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไทยแล้วมากกว่า 13 ล้านครั้ง”     พนม กล่าวว่า ล่าสุดแกร็บ ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านแคมเปญ Grab Grand Golden Week เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยในช่วง Golden Week (วันชาติจีน) ระหว่างวันที่ 1 – 7 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นช่วงที่มียอดใช้บริการเรียกรถเติบโตขึ้นกว่าปกติราว 90%   โดยแคมเปญฯ ยังสอดคล้องไปกับโครงการ ‘Nihao Month 2026’ ของ ททท. เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์บนเสี่ยวหงซูสร้างคอนเทนต์อัปเดตเทรนด์และสถานที่ท่องเที่ยว การแนะนำฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยและบริการเรียกรถที่มีคนขับซึ่งสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ การจัดทำป้ายจุดรับ-ส่งเป็นภาษาจีนในสถานท่องเที่ยวยอดนิยม   “แกร็บ เตรียมจัดขบวนทรูปต้อนรับและจัดบูธกิจกรรมในย่านหลัก อย่างบรรทัดทอง เยาวราช และไอคอนสยาม เพื่อมอบส่วนลดพิเศษสำหรับบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อให้เหล่านักเดินทางชาวจีนสามารถท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกและมั่นใจยิ่งขึ้น” สำหรับแนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องข้อมูลนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยในปี 2569 ซึ่งสะท้อนผ่านแนวโน้มพฤติกรรมการใช้บริการ และเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยพบว่าเทรนด์ท่องเที่ยวของสายคอนเทนต์ยังคงมาแรง  ทำให้แหล่งท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมแปลกใหม่ และมุมถ่ายรูปให้ได้โพสต์ลงโซเชียล กลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าในกรุงเทพฯ อาทิ ‘ทรงวาด’ กลายเป็นจุดเช็กอินที่ได้รับความนิยม ด้วยมีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้งและสตรีตอาร์ตในแทบทุกซอย ผลักดันยอดเรียกรถไป-กลับสูงถึง 10 เท่า ‘คลองบางหลวง’ อีกหนึ่งย่านชุมชนท้องถิ่นในกรุงเทพฯ ที่นักท่องเที่ยวจีนสายคอนเทนต์นิยมไปถ่ายรูปวิถีชุมชนริมน้ำ โดยพบยอดเรียกรถสูงขึ้นกว่า 12 เท่า   ขณะที่ เทรนด์ล่าสุด ‘มาลัยรัดเกล้า’ ที่วัยรุ่นไทยนิยมเอาพวงมาลัยดอกบัวมาประดับทรงผม ปรับลุคไทยเดิมให้ทันสมัยกลายเป็นไวรัลที่ ‘พส.จีน’ แห่ทำตาม ส่งผลให้ยอดการเรียกรถไปปากคลองตลาดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว เช่นกัน   เชียงราย-ลำพูน เมืองรองยอดนิยม   นอกจากกรุงเทพฯ และเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ พัทยา และภูเก็ตแล้ว ยังพบว่าแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดย ‘เชียงราย’ เป็นจังหวัดเมืองรองที่คนจีนนิยมไปแวะเวียนมากที่สุด โดยเฉพาะวัดร่องขุ่น และวัดร่องเสือเต้น ขณะที่ “ลำพูน” กลายเป็นเมืองรองมาแรงที่มียอดเรียกรถเติบโตขึ้นมากกว่า 4 เท่า6     ขณะเดียวกันกระแส ‘มูเตลู’ ยังคงเป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเช่นกัน สะท้อนผ่านยอดเรียกรถไปแหล่งขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะ ‘ศาลพระพิฆเนศ ห้วยขวาง’ ที่คนนิยมไปขอพรด้านความสำเร็จ และ ‘ศาลพระตรีมูรติ เซ็นทรัลเวิลด์’ จุดหมายสายมูเรื่องความรัก โดยมียอดเรียกรถไปทั้งสองที่เติบโตขึ้นกว่า 45%6     คำค้นมาแรง  ‘ข้าวเหนียวทุเรียน’   สำหรับแหล่งอาหารที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมเดินทางไปในปีนี้ คือ ถนนสายกินอย่าง ‘บรรทัดทอง’ ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยมียอดเรียกรถเติบโตขึ้นถึง 3 เท่า6 รวมไปถึงรัชดา ห้วยขวาง และ พระราม 9 โดยนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่นิยมตามรอยร้านอาหาร ‘ซีฟู้ด’ และ ‘หม้อไฟ’ โดยเฉพาะร้านส้มส้ม ซีฟู้ด บรรทัดทอง ร้านโคตรทะเล ซีฟู้ด บุฟเฟต์ และ ร้านหลงหมาล่า ย่านพระราม 9 RCA ที่มีคิวแน่น รวมไปถึงร้านนมและขนมปังโฮมเมดที่ได้รับความนิยมอย่าง ‘หนึ่ง นม นัว’ บนถนนบรรทัดทองที่คลาคล่ำไปด้วยคนจีนตลอดทั้งวัน     นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจีน ยังตามหาเมนูของหวานสไตล์ไทย โดย ‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ ยังครองอันดับหนึ่งด้วยยอดสั่งผ่านบริการ GrabFood ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% และเมื่อสำรวจพฤติกรรมการค้นหาเมนูที่ต้องการ (Menu Search) พบว่า ‘ข้าวเหนียวทุเรียน’ เป็นคำค้นหาที่มาแรงที่สุด โดยมียอดเสิร์ชรวมกันมากกว่า 27,000 ครั้ง       alt-x KEY TAKEAWAYS  จีนกลับมาครองอันดับ 1 นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย โดย 9 เดือนแรกปี 2569 เดินทางเข้าไทยกว่า 3.82 ล้านคน พฤติกรรมการเดินทางและใช้บริการผ่าน Grab เติบโต โดยยอดเรียกรถของนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 75% จากปีก่อน โซเชียลมีเดียมีบทบาทต่อการวางแผนเที่ยวไทย คนจีนค้นหาคอนเทนต์เกี่ยวกับเที่ยวไทยบนเสี่ยวหงซูมากกว่า 13 ล้านครั้ง เที่ยวตามเทรนด์และคอนเทนต์ยังมาแรง ทรงวาดและคลองบางหลวงมียอดเรียกรถเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า และ 12 เท่าตามลำดับ เมืองรองเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะเชียงรายและลำพูน ซึ่งมียอดเรียกรถเติบโตอย่างโดดเด่น อาหารไทยยังเป็นแม่เหล็กสำคัญ ‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ มียอดสั่งเพิ่มกว่า 50% ขณะที่ ‘ข้าวเหนียวทุเรียน’ เป็นคำค้นเมนูมาแรงกว่า 27,000 ครั้ง Golden Week เป็นช่วงสำคัญของตลาดจีน Grab คาดยอดใช้บริการเรียกรถช่วง 1–7 ตุลาคมสูงกว่าปกติราว 90%

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

BlueQuest ผนึกโอโซ่และอมารีภูเก็ต อบรมช่วยสัตว์ทะเลเกยตื้น

PRnounce

BlueQuest จับมือ โอโซ่ ภูเก็ต–อมารี ภูเก็ต ผนึกกำลังหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน จัดอบรมช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น พร้อมเชื่อมโยงการแจ้งเหตุผ่านแอปพลิเคชัน   BlueQuest ร่วมกับ โรงแรมโอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) และ โรงแรมอมารี ภูเก็ต (Amari Phuket) จัด “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเบื้องต้น และการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน BlueQuest ในการแจ้งเหตุ” เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 ณ โรงแรมโอโซ่ ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการประสานความช่วยเหลือเมื่อพบสัตว์ทะเลหายากเกยตื้น การอบรมได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการประสานงานจาก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนบน, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โดยมีผู้แทนจากศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายากสิรีธาร จังหวัดภูเก็ต, Thai Whale, อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต, อุทยานแห่งชาติเขาลำปี–หาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา รวมถึงชุมชนอ่าวตังเขน, อาสาสมัคร และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม เนื้อหาการอบรมครอบคลุมตั้งแต่สถานภาพและการจำแนกชนิดสัตว์ทะเลหายาก ภัยคุกคาม การดูแลฟื้นฟูสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นด้วยจิตอาสา หลักการช่วยเหลือเบื้องต้น การประเมินสภาพสัตว์เกยตื้น การจัดการซากและการเก็บข้อมูล ตลอดจนแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเหมาะสม บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน และภาคอาสาสมัครได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานในพื้นที่ พร้อมฝึกปฏิบัติผ่านสถานการณ์จำลอง ตั้งแต่การประเมินเหตุการณ์ การวางแผนและดำเนินการช่วยเหลือ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ในพื้นที่ ไปจนถึงการส่งพิกัด ภาพถ่าย และข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ทีมผู้เชี่ยวชาญสามารถประเมินสถานการณ์และเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลหรือหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี ข้อมูล และความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชุมชน อาสาสมัคร และเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ เพื่อให้ทุกการพบเห็นสามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที อีกหนึ่งหัวข้อสำคัญของการอบรม คือ การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชัน BlueQuest ในการแจ้งเหตุ โดยผู้เข้าร่วมได้ทดลองใช้งานจริง ตั้งแต่การเข้าสู่เมนูแจ้งเหตุ เลือกประเภทเหตุการณ์ ระบุตำแหน่งผ่านระบบ GPS แนบภาพถ่ายและกรอกรายละเอียดที่จำเป็น ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ ประเมินสถานการณ์ และเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกคนสามารถเริ่มใช้งาน BlueQuest ได้ง่าย ๆ ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและลงทะเบียนผู้ใช้งาน   เมื่อพบเหตุการณ์ที่ต้องการแจ้ง สามารถเลือกประเภทของเหตุการณ์ ระบุพิกัด แนบภาพถ่าย พร้อมให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ เวลา และลักษณะของเหตุการณ์ก่อนกดส่งรายงาน โดยการใส่ข้อมูลที่ครบถ้วน โดยเฉพาะพิกัดและภาพถ่าย จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและวางแผนดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เยาวชนไทยวัย 17 ปี ผู้ก่อตั้ง BlueQuest กล่าวว่า “BlueQuest ไม่ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเพียงช่องทางสำหรับรายงานปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้ใช้งานพบเห็นเท่านั้น แต่เราต้องการให้แอปพลิเคชันเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คน ข้อมูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน”     “ผู้ใช้งานยังสามารถติดตามข้อมูลแจ้งเตือนเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ สถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อีกด้วย เราเชื่อว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเลและสิ่งแวดล้อมได้ เพราะการแจ้งข้อมูลเพียงหนึ่งครั้ง เมื่อมีพิกัด ภาพถ่าย และรายละเอียดที่ชัดเจน อาจช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์และดำเนินการได้อย่างทันท่วงที” “การอบรมที่ภูเก็ตครั้งนี้เป็นจุดหมายแรกของ BlueQuest ในการนำแอปพลิเคชันไปใช้ควบคู่กับการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติร่วมกับคนในพื้นที่ ในระยะต่อไป เราตั้งใจขยายกิจกรรมไปยังพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น ๆ เช่น กระบี่, เกาะสมุย และพัทยา เพื่อให้ชุมชน อาสาสมัคร และผู้ประกอบการมีความพร้อมในการแจ้งเหตุและประสานความช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากได้อย่างเหมาะสม” แคลร์กล่าวทิ้งท้าย   ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน BlueQuest ได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และ Android ผ่าน Google Play Store พร้อมติดตามข่าวสาร กิจกรรม และเรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ท้องทะเลจาก BlueQuest ได้ทาง Facebook: BlueQuest Thailand และ Instagram: bluequest.thailand มาร่วมเป็นอีกหนึ่งสายตาที่ช่วยเฝ้าระวังและดูแลท้องทะเลให้คงความสมบูรณ์ต่อไป  

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม จัดแคมเปญ ‘FASHION ATTENTION’ ขนแบรนด์แฟชั่น-บิวตี้ระดับโลก ช็อปคุ้มตลอดตุลาคมนี้

PRnounce

ไอคอนสยาม จัดแคมเปญ “FASHION ATTENTION เสิร์ฟลุคสับ รับซีซันใหม่” ยกทัพแบรนด์แฟชั่น-บิวตี้ระดับโลก ช็อปคุ้มรับ SIAM GIFT CARD และของสมนาคุณสุดพิเศษ ตลอดเดือนตุลาคมนี้   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่นระดับโลก ชวนสายแฟและบิวตี้เลิฟเวอร์มาอัปเดตเทรนด์ใหม่ล่าสุดประจำฤดูกาล ในแคมเปญ “FASHION ATTENTION เสิร์ฟลุคสับ รับซีซันใหม่” ขนทัพบิวตี้ไอเท็มและแฟชั่นเซตสุดฮอตจากแบรนด์ดังระดับโลกมาให้เลือกช็อปอย่างจุใจ พร้อมมอบโปรโมชันและสิทธิพิเศษสุดคุ้มค่าเฉพาะสมาชิก ONESIAM ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ   สำหรับสมาชิก ONESIAM เพียงรวบรวมใบเสร็จจากการใช้จ่ายในหมวดแฟชั่นและบิวตี้ที่ร่วมรายการภายในวันเดียวกัน เพื่อแลกรับสิทธิ์ ดังนี้ ช็อปครบ 7,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 200 บาท ช็อปครบ 15,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 500 บาท พิเศษ! รับเพิ่ม สำหรับสมาชิกใหม่! เมื่อช็อปครบตามที่กำหนด และสมัครสมาชิก ONESIAM ภายในวัน รับทันที 2,000 ONESIAM Coins (จำกัด 500 สิทธิ์ตลอดรายการ)   ของรางวัลพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ! เฉพาะช่วงวันที่ 22 –25 ตุลาคม 2569 เอาใจสายแฟชั่นนิสต้าตัวจริง เพียงช็อปสินค้าหมวดแฟชั่นและบิวตี้ครบ 10,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! Elle Freedom Tote Bag มูลค่า 790 บาท กระเป๋าดีไซน์เก๋สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ช่วยคอมพลีตลุคให้มีสไตล์ (จำกัด 120 สิทธิ์ตลอดรายการ, ของมีจำนวนจำกัด มาก่อนรับสิทธิ์ก่อน)   เพลิดเพลินกับการเลือกสรรสินค้าจากทัพพาเหรดแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ยอดนิยมมากมาย อาทิ Louis Vuitton, Dior, Gucci, Prada, Loewe, Balenciaga, Bottega Veneta, CELINE, Tiffany & Co., Cartier, Sephora, Chanel Beauté, Byredo, Le Labo, Tory Burch, Coach, Adidas, Nike, Onitsuka Tiger, HOKA, Lululemon, Swarovski, Gentlewoman, Charles & Keith, Pandora และอื่นๆ อีกมากมาย   มาร่วมอัปเดตลุคใหม่สุดปังรับซีซันได้ในแคมเปญ “FASHION ATTENTION เสิร์ฟลุคสับ รับซีซันใหม่” ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ โดยสามารถนำใบเสร็จที่แลกรับสิทธิ์ได้ที่เคาน์เตอร์ Information ชั้น G, ชั้น M และชั้น 2 ของไอคอนสยาม ภายในวันเดียวกัน ติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ ICONSIAM: https://www.iconsiam.com/th/promotions หรือ Facebook: ICONSIAM

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู x กสทช. ออกมาตรการช่วยผู้ประสบอุทกภัย แจกเน็ตฟรี 5GB ขยายเวลาชำระเงิน และโทรฉุกเฉินฟรี

PRnounce

ทรู x กสทช. เดินหน้าเคียงข้างผู้ประสบอุทกภัย พร้อมดูแลการสื่อสารลูกค้าทรู-ดีแทค มอบเน็ตฟรี 5GB 3 วัน เพิ่มวงเงินใจดีให้ยืม ขยายวันใช้งาน และขยายวันชำระเงิน 7 วัน พร้อมให้โทรฟรีฉุกเฉิน 3 เบอร์ ากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในวงกว้าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบอุทกภัยทุกท่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือดูแลลูกค้าทรู ดีแทค ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบร่วมดูแลการสื่อสาร ทั้งให้โทรฟรีฉุกเฉิน 3 เบอร์ มอบเน็ตฟรี 5GB 3 วัน เพิ่มวงเงินใจดีให้ยืม ขยายวันใช้งาน 7 วัน ขยายเวลาชำระค่าบริการ 7 วัน และ สำหรับทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ ขยายเวลาชำระค่าบริการ 7 วัน รวมทั้งจัดทีมเน็ตเวิร์คดูแลเครือข่ายทั้งโมบายล์ ทรู ดีแทค และไฟเบอร์ทรูออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้าใช้งานติดต่อสื่อสารได้ต่อเนื่อง และร่วมสนับสนุนน้ำดื่มและชุดถุงยังชีพ มอบให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ คุณชารัด เมห์โรทรา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เพราะการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก โดยเฉพาะในพื้นที่ประสบอุทกภัยที่ต้องใช้การติดต่อเพื่อขอความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์ ทรูมีความตั้งใจที่จะร่วมแบ่งเบาภาระและดูแลลูกค้าให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เราจึงร่วมกับ กสทช. ออกมาตรการช่วยเหลือเบื้องต้น ทั้งการมอบอินเทอร์เน็ตฟรี ขยายระยะเวลาใช้งาน และขยายเวลาชำระค่าบริการ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะไม่มีอุปสรรคในการสื่อสาร และเรายังคงเตรียมพร้อมทีมเครือข่ายดูแลสัญญาณให้เสถียรที่สุดในทุกพื้นที่ มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกค้าในพื้นที่ประสบภัย ดังนี้ โทรฟรีเบอร์ฉุกเฉิน : 191, 1669, 199 ลูกค้าทรู-ดีแทค แบบเติมเงิน ขยายวันใช้งานเพิ่มอีก 7 วัน เน็ตฟรี5GB 3 วัน (รอรับSMS) เพิ่มวงเงินใจดี*ให้ยืมถึงวันที่ 5 ต.ค.2569 (บริการสำหรับลูกค้าเติมเงิน ให้ยืมเงินไปใช้ก่อน) ลูกค้าทรู-ดีแทค แบบรายเดือน เน็ตฟรี5GB 3 วัน (รอรับSMS) ขยายวันชำระเงินเพิ่มอีก 7 วัน • ลูกค้าทรูออนไลน์ ทรูวิชั่นส์ ขยายวันชำระเงินเพิ่มอีก 7 วัน ลูกค้าที่ได้รับความเดือดร้อนหรือต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการลูกค้า โทร. 1242 หรือ 1678 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น มีความพร้อมดูแลระบบสื่อสารในทุกสถานการณ์โดยเฉพาะช่วงวิกฤต โดยมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมดูแลแก้ปัญหาเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทีมงานบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ทรูขอเป็นตัวแทนส่งมอบกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยทุกท่าน เราพร้อมยืนหยัดเคียงข้าง และก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน  

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

YLG มองทองคำขาขึ้นต่อเนื่อง จีน-สหรัฐฯ แห่ทยอยเก็บ ‘ไทย’ แชมป์เบอร์ 1 อาเซียน

EcoVative

YLG เผยตลาดทองคำโลก 9 เดือนอยู่ในรอบขาขึ้น พบแนวโน้มธนาคารกลางประเทศใหญ่แห่สะสมทองคำต่อเนื่อง ด้านไทยครองอันดับ 1 อาเซียนถือครองทองคำสูงสุดในโลก   ไทยยืนหนึ่งอาเซียน  ประเทศไทยถือครองทองคำอันดับ 1 ของอาเซียน ติดอันดับ 23 ประเทศถือครองทองคำสูงสุดในโลก  ธนาคารกลางแห่สะสม ตลาดทองคำโลก 9 เดือน ทิศทางยังเป็นขาขึ้นโดยมีจีนและสหรัฐฯ แข่งกันทยอยเก็บเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง YLG เปิดฟีเจอร์  Gold Spot ลงทุนทองคำสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ตั้งแต่ 1 ทอนซ์ถึง 1 กิโลกรัม พร้อมมุมมองราคาแตะจุดสูงสุดเดิม   พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า YLG ยังคงมีมุมมองต่อเทรนด์ของราคาทองคำที่เป็นภาพใหญ่ว่ายังอยู่ในรอบขาขึ้น   โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทอง คือ การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ที่เดินหน้าเก็บทองคำเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนำเข้าทองคำสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคม มากกว่า 1,000 ตัน สูงกว่าปริมาณนำเข้าตลอดทั้งปี  2568   นอกจากนี้ ยังมีประเทศขนาดกลางอย่างโปแลนด์ที่ซื้อทองคำสะสมมาตั้งแต่ปี 2561 (2018) หรือตั้งแต่ก่อนยุคโควิด 19 และแม้โปแลนด์จะสะสมทองคำจนมีสัดส่วนประมาณ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศแล้ว แต่ก็ยังตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อต่อเนื่องจนกว่าจะสะสมครบ 700 ตัน   ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่างๆจะพบว่า ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่มีสัดส่วนการถือครองทองคำที่สูงมาก ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่กลับมีการถือครองต่ำกว่า 10%   จากแนวโน้มดังกล่าว อาจจะเป็นสัญญาณว่าอีกหลายประเทศจะยังคงต้องการซื้อทองคำเพิ่ม โดย สัดส่วนการถือครองทองคำ สูงสุด 20 อันดับทั่วโลก เผยแพร่โดยสภาทองคำโลก ที่ได้รวบรวมจากสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ณ ไตรมาส 2/2569 มีดังนี้   อุซเบกิสถาน (Uzbekistan): มีสัดส่วนทองคำสูงถึง 86–87% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรองประมาณ 416 ตัน สหรัฐอเมริกา (United States): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 84% โดยเป็นผู้ถือครองทองคำมากที่สุดในโลกด้วยปริมาณ 8,133.5 ตัน เยอรมนี (Germany): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 84% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 3,350.3 ตัน เลบานอน (Lebanon): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 82% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 8 ตัน ฝรั่งเศส (France): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 8% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,437 ตัน อิตาลี (Italy): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 3% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,451.8 ตัน โปรตุเกส (Portugal): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 9% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 382.7 ตัน คาซัคสถาน (Kazakhstan): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 77% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 9 ตัน เนเธอร์แลนด์ (Netherlands): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 2% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 612.5 ตัน กรีซ (Greece): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 64–65% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 115 ตัน ไซปรัส (Cyprus): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 13.9 ตัน ตุรกี (Turkey): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 603 ตัน รัสเซีย (Russia): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 47% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,317 ตัน สเปน (Spain): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 8% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 281.6 ตัน โปแลนด์ (Poland): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 1% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 582 ตัน โดยมีเป้าหมายขยับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 700 ตัน คูราเซาและซินต์มาร์เติน (Curaçao & Sint Maarten): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 9% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 13.1 ตัน เบลารุส (Belarus): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 53.8 ตัน ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank – ECB): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 1% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 504.8 ตัน สโลวาเกีย (Slovak Republic): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 2% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 31.7 ตัน สหราชอาณาจักร (United Kingdom): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 5% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 310.3 ตัน   ขณะที่ประเทศไทย มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 10.5% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 234.5 ตัน อยู่ลำดับที่ 23 ของโลก และอยู่อันดับ 1 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ส่วนใหญ่ถือครองอยู่ประมาณ 5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ   ทั้งนี้จากตัวเลข 20 อันดับแรกจะพบว่า 1 – 10 อันดับแรกเป็นชาติมหาอำนาจที่ส่งต่อความมั่งคั่งมาตั้งแต่ยุคก่อน รวมถึงประเทศที่มีเหมืองทองคำอย่างเช่นอุซเบกิสถาน   ขณะที่ลำดับ 11 – 20 เริ่มมีประเทศที่เร่งกำลังสะสมทองคำเข้าไปอยู่ในกลุ่ม เช่น โปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ยูเครนและรัสเซีย การสะสมทองคำของโปแลนด์จึงเป็นสัญญาณว่าให้ความเชื่อถือทองคำในระยะยาวมากขึ้น ขณะที่จีนมีสัดส่วนทองคำต่อสำรองอยู่ที่ 2,366 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 5% ดังนั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนทองคำของชาติมหาอำนาจอื่นๆ จีนจึงถือว่ายังอยู่ห่างไกล ทำให้จีนเข้าสะสมทองคำในทุกราคา และจะยังคงสะสมเพิ่มต่อไป       อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่องการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราดอกเบี้ยและเรื่องผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ระหว่างทางราคาทองคำจะเกิดการแกว่งตัวจากการขายทำกำไร แต่มองว่าระยะยาวราคาจะยังคงเป็นทิศทางขาขึ้น   “คาดว่า ครึ่งหลังของปีหน้าจะได้เห็นราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง ส่วนการปรับลดลงของทองคำในช่วงนี้มองว่าเป็นการขายเพื่อทำกำไรของพอร์ตในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในระยะยาวมองว่ายังเป็นขาขึ้น”     ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากการลงทุนทองคำในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่ ล่าสุด YLG จึงเปิดให้บริการซื้อขายทองคำด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (Gold Spot) แบบเรียลไทม์ โดยทองคำ 99.99% สามารถลงทุนได้ทั้งหน่วยทรอยออนซ์  และกิโล  ขั้นต่ำที่ 1 ทรอยออนซ์ และ 1 กิโลกรัมตามลำดับ ขณะที่ทองคำ 96.5% สามารถลงทุนขั้นต่ำที่ 10 บาททอง     ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผ่าน LINE : @ylgbullion หรือโทร. 02 798 9888  

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

100 องค์กรทั่วโลกร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนความยั่งยืนในงาน AT ONE IMPACT WEEK 2026

PRnounce

100 องค์กรทั่วโลกร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน ผ่านงาน AT ONE IMPACT WEEK 2026 ต่อยอดแนวคิดสู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม TPC และ NO.17 Foundation ผนึกกำลังกว่า 100 องค์กรระดับโลก ร่วมประกาศเจตนารมณ์ใหม่เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเทรนด์เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศ ผืนดิน ระบบอาหาร มหาสมุทร การเงิน การลงทุน และการพัฒนามนุษย์ ในงาน AT ONE IMPACT WEEK 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลร่วมงานกว่า 5,000 คน พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ผ่าน Forum & Festival จากวิทยากรกว่า 450 คน เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาคการลงทุน ภาคธุรกิจ ภาคการกุศล และภาครัฐ ต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่: 1.โมเดลใหม่สำหรับเอเชีย การสำรวจโมเดลความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านที่ดิน อาหาร สุขภาพ และพลังงาน 2. การฟื้นฟูธรรมชาติสู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน พัฒนาโมเดลระบบนิเวศที่เชื่อมองค์ความรู้จากโลกตะวันออกและตะวันตก และ 3. การจ้างงานเยาวชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจการเชิงนวัตกรรมในเศรษฐกิจภาคทะเลและระบบอาหาร บริษัท ทีพีซี กรุ๊ป (สิงคโปร์) TPC (Tsao Pao Chee: เชาว์ เป่า ฉี) และ NO.17 Foundation ผนึกกำลังกว่า 100 องค์กรระดับโลก ร่วมประกาศเจตนารมณ์ใหม่เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเทรนด์เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการฟื้นฟูสภาพภูมิอากาศ ผืนดิน ระบบอาหาร มหาสมุทร การเงิน การลงทุน และการพัฒนามนุษย์ ในงาน AT ONE IMPACT WEEK 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลร่วมงานกว่า 5,000 คน สร้างปรากฏการณ์ความตระหนักถึงเทรนด์เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะและสร้างการรับรู้ให้แก่ทั่วโลก ตลอดระยะเวลา 5 วัน ณ Suntec Singapore Convention & Exhibition Centre ความสำเร็จของสัปดาห์นี้ขับเคลื่อนด้วยความตระหนักรู้ร่วมกันว่า ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และความแตกแยกทางสังคมนั้น เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจที่มุ่งใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพียงอย่างเดียว และยังคงใช้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ แม้ธรรมชาติและระบบนิเวศซึ่งเป็นรากฐานของทุกชีวิตกำลังเสื่อมถอย งาน AT ONE IMPACT WEEK 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ จึงเชื่อมโยงผู้นำองค์กร ภาคเอกชน ภาครัฐและชุมชนจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และร่วมหาแนวทางที่เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ (Well-being Economy) จะช่วยให้ผู้คนและโลกสามารถเติบโตและมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมกัน สำหรับ TPC สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนความเชื่อของภาคธุรกิจให้เป็นการลงมือทำ งาน AT ONE IMPACT WEEK ได้ยกประเด็นเพื่อถกและร่วมหารือกันตั้งแต่เรื่องภาวะผู้นำและการตระหนักรู้ของมนุษย์ การแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก ไปจนถึงบทบาทของเงินทุน ธรรมชาติ และชุมชน ซึ่งล้วนสะท้อนว่าภาคธุรกิจต้องมีบทบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ต้องมีแนวทางการบริหารองค์กรในรูปแบบและแนวคิดใหม่ เปิดรับและเชื่อมโยงมุมมองที่แตกต่าง ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ภายในงาน AT ONE IMPACT WEEK ออกแบบให้เวที Forum & Festival ทั้งสองเวทีหาคำตอบภายใต้คำถามร่วมกัน โดยเวที Forum มุ่งหาคำตอบจากคำถาม “เราจะสร้างเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะได้อย่างไร” ในขณะที่ AT ONE – all is well Festival ชวนค้นหาคำตอบอีกด้านว่า “เราต้องพัฒนาตนเองอย่างไร เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ” ทั้งสองส่วนสะท้อนแนวคิดจาก “ตนเอง” สู่ “ส่วนรวม” (I-to-We) ของ TPC ที่เริ่มจากการตระหนักรู้ในตนเอง สู่ความรับผิดชอบต่อผู้อื่น การดูแลรับผิดชอบในระดับองค์กร และการร่วมสร้างคุณค่าให้กับสังคมในวงกว้าง AT ONE IMPACT WEEK ทำหน้าที่เดินหน้าวางรากฐานและวางกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะเพื่อการเปลี่ยนผ่านในระบบนิเวศ 4 ด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1.เมือง 2.ชนบท 3.มหาสมุทร และ 4.การตระหนักรู้ของมนุษย์ พร้อมขยายผลผ่านโครงสร้างพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ 1.เงินทุน 2.พลังงานและธรรมชาติ 3.การพัฒนามนุษย์ และ 4.ชุมชนและวัฒนธรรม โดยโครงสร้างทั้งหมดนี้ร่วมขับเคลื่อน 6 เสาหลักยุทธศาสตร์การลงทุนของ TPC เพื่อวางรากฐานสู่เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ ซึ่งประกอบด้วย 1. สุขภาวะ (Well-being) 2. สภาพภูมิอากาศและธรรมชาติ (Climate & Nature) 3. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) 4. ระบบอาหาร (Food Systems) 5. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) 6. การพัฒนาสภาพแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิต (Human Construct) นอกจากนี้ AT ONE IMPACT WEEK ยังได้เชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างสองซีกโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตลอดทั้งสัปดาห์ได้สร้างเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนนี้ในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านธุรกิจ ภาวะผู้นำ ภาคการลงทุน เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการพัฒนามนุษย์ โดยผสานมุมมองที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อแสวงหาแนวทางในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะให้ก้าวหน้าต่อไป ตลอด 3 วันของเวทีเสวนา ผู้เข้าร่วมงานได้ช่วยกันหาแนวทางการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง การแลกเปลี่ยนเหล่านี้นำไปสู่การประกาศเจตนารมณ์และความร่วมมือที่พร้อมจะสานต่อร่วมกันหลังจบงาน พร้อมขยายผลจากสิงคโปร์สู่ภูมิภาคอื่น ๆ ในอนาคต   การผนึกกำลังพันธมิตรระดับภูมิภาค AT ONE IMPACT WEEK เป็นเวทีเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยมี National Geographic และ World Economic Forum เป็น Ecosystem Partner และ Temasek Foundation เป็น Co-Creation Partner พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรและพันธมิตรของ NO.17 Foundation ร่วมขับเคลื่อนงานกว่า 100 องค์กร ครอบคลุมด้านสภาพภูมิอากาศ มหาสมุทร ธรรมชาติ เมือง การกุศล การสื่อสารผ่านเรื่องราว การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และการพัฒนามนุษย์   จากการแลกเปลี่ยนแนวคิดสู่การลงมือทำ   ในพิธีปิดวันสุดท้ายของงาน AT ONE IMPACT WEEK 2026 มีการประกาศความร่วมมือและเจตนารมณ์กับพันธมิตรกว่า 15 ความร่วมมือ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ ครอบคลุมเรื่องการฟื้นฟูธรรมชาติ อาหาร สุขภาพ พลังงาน การจ้างงานเยาวชน และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล (Blue Economy) โดยมีความร่วมมือสำคัญ ได้แก่   1. โมเดลใหม่สำหรับเอเชีย (A New Model for Asia) : The Rockefeller Foundation, TPC และ NO.17 Foundation ผนึกกำลังสำรวจรูปแบบความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านผืนดิน อาหาร สุขภาพ และพลังงานที่เชื่อมโยงกันทั่วเอเชีย โดยเชื่อมภาคการกุศล ภาคธุรกิจ เงินทุน และชุมชน เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ไขที่สามารถขยายผลและสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว 2. การฟื้นฟูธรรมชาติสู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน (From Nature Restoration to Mutual Value) : TPC, NO.17 Foundation, Economics of Mutuality Foundation, Mutual Value Labs และ SecondMuse ร่วมกันพัฒนาโมเดลระบบนิเวศที่ยึดบริบทของพื้นที่เป็นฐาน และเชื่อมองค์ความรู้จากโลกตะวันออกและตะวันตก เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ สร้างความมั่งคั่งร่วมกัน และส่งเสริมสุขภาวะ 3. การจ้างงานเยาวชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Youth Employment Across Southeast Asia) : Standard Chartered Foundation, TPC และ NO.17 Foundation ผนึกกำลังสำรวจรูปแบบความร่วมมือข้ามภาคส่วนเพื่อส่งเสริมการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจการเชิงนวัตกรรมในเศรษฐกิจภาคทะเลและระบบอาหาร สานต่อความร่วมมือ เชื่อมประเทศไทยสู่อนาคตร่วมกัน งาน AT ONE IMPACT WEEK ณ ประเทศสิงคโปร์ เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเปลี่ยนผ่านในภาพใหญ่ ที่เชื่อมโยงเงินทุน ภาคธุรกิจ ภาคการกุศล องค์ความรู้ และชุมชน ภายใต้พันธกิจร่วมกันในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของชีวิต ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่งคั่ง โดยสำนักงานส่วนกลางของกลุ่มบริษัททีพีซี ในประเทศไทย (TPC Thailand Office) มุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรในประเทศไทย เข้ากับเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาคขององค์กร เพื่อสำรวจโอกาสความร่วมมือและการลงทุนใหม่ ๆ พร้อมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจร่วมกัน เตรียมรับมือความท้าทายในอนาคตทั้งด้านพลังงาน ระบบอาหาร ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะเพื่อร่วมพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่สร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับทั้งภาคธุรกิจและสังคม   เกี่ยวกับ TPC   TPC (Tsao Pao Chee: เชาว์ เป่า ฉี) เป็นบริษัทโฮลดิ้งของกลุ่มธุรกิจครอบครัวรุ่นที่ 4 มีรากฐานการดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 120 ปี และมีเครือข่ายธุรกิจครอบคลุมภูมิภาคเอเชีย โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมสำนักงานในสาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และไทย ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งสุขภาวะและความสุข (Well-being and Happiness Economy) TPC ดำเนินธุรกิจด้านห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงโครงข่ายและเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจโลก ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสุขภาวะที่มุ่งส่งเสริมการเติบโตทั้งในระดับบุคคลและสังคม ระบบนิเวศทางธุรกิจของ TPC ขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายด้านสุขภาวะเป็นแกนหลัก ประกอบด้วย IMC Industrial, OCTAVE Living, OCTAVE Capital และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ได้แก่ NO.17 Foundation, OCTAVE Institute และ Restore Nature Foundation มีพนักงานมากกว่า 9,000 คน ซึ่งดำเนินงานร่วมกันเพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิต โดย TPC มีสำนักงานในสาธารณรัฐประชาชนจีน ไทย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น ข้อมูลเพิ่มเติม: https://tsaopaochee.com/ เกี่ยวกับ สำนักงานส่วนกลางของกลุ่มบริษัททีพีซี ในประเทศไทย (TPC Thailand Office) สำนักงานส่วนกลางของกลุ่มบริษัททีพีซี ในประเทศไทย (TPC Thailand Office) ทำหน้าที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจในประเทศไทย และเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact Investment) โดยมุ่งแสวงหาโอกาสการลงทุนผ่านการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ การร่วมทุน และการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ กับองค์กรที่มีแนวทางสอดคล้องกับกลยุทธ์การปรับตัวสู่ยุคใหม่ และ 6 เสาหลักยุทธศาสตร์การลงทุนของ TPC (Six Investment Pillars) ระบบนิเวศของ TPC ในประเทศไทย ประกอบด้วย กลุ่มบริษัทยูนิไทย (Unithai Group) ผู้นำด้านโซลูชันอุตสาหกรรมทางทะเลที่มีความเชี่ยวชาญครอบคลุมการเดินเรือ วิศวกรรมทางทะเล โลจิสติกส์ ท่าเรือ และโซลูชันด้านห่วงโซ่อุปทาน ที่ก่อตั้งมาแล้วกว่า 50 ปีในประเทศไทย และกลุ่มบริษัทออคเทฟ (OCTAVE) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มุ่งพัฒนาระบบนิเวศ ผลิตภัณฑ์ บริการ และองค์ความรู้เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดีของ TPC โดยสำนักงานส่วนกลางของกลุ่มบริษัททีพีซี ในประเทศไทย (TPC Thailand Office) ทำหน้าที่เชื่อมโยงรากฐานอันแข็งแกร่งของธุรกิจอุตสาหกรรมที่ TPC สั่งสมมาอย่างยาวนาน ควบคู่ไปกับการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการดำเนินงาน และสร้างผลประกอบการทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจแห่งสุขภาวะ (Well-being Economy) อย่างยั่งยืน เกี่ยวกับ NO.17 Foundation NO.17 Foundation เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเงินทุน ความตระหนักรู้ และความร่วมมือในยุคแห่งสุขภาวะ และเป็นหัวใจสำคัญด้านการกุศลของ TPC (Tsao Pao Chee) โดยยึดโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) 17 ข้อ ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนของโลก โดย NO.17 ผนึกกำลังผู้ให้ทุน พันธมิตร และผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่มีค่านิยมสอดคล้องกัน เพื่อเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ผ่านการแบ่งปันที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจ เครือข่ายความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟู และการสร้างระบบนิเวศอย่างมี

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

Inside Retail Asia เปิดอินไซต์คนไทยบอกต่อแบรนด์ ‘พาวเวอร์บาย’ เชื่อมั่นสูง 4 เท่า

PRnounce

Inside Retail Asia เผยการจัดอันดับผู้ค้าปลีกที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากที่สุดในเอเชีย ชี้ไทยวัสดุและโฮมโปรมีสถิติผู้แนะนำแบรนด์มากกว่าผู้ซื้อจริงถึง 3 เท่า   ผลศึกษาของ Inside Retail Asia ชี้ให้เห็นว่า “ความแตกต่างระหว่างลูกค้ากับแนะนำแบรนด์” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดที่หลายแบรนด์ยังไม่ได้วัดผล การศึกษาของ Inside Retail Asia ถือเป็นการจัดอันดับผู้ค้าปลีกที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากที่สุดในเอเชีย และเป็นการจัดอันดับครั้งแรกที่ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ โดยมีผู้บริโภคกว่า 70,000 คน ใน 11 ตลาดทั่วเอเชีย ผู้บริโภคชาวไทยยังบอกต่อไทยวัสดุและโฮมโปรมีจำนวนมากกว่าผู้ซื้อจริงประมาณ 3 เท่า   ผลการจัดอันดับ Brand Conviction Index: Asia’s Top 100 Retailers ครั้งแรกของ Inside Retail Asia ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคชาวไทยที่แนะนำพาวเวอร์บายให้ผู้อื่นมีจำนวนมากกว่าผู้ซื้อสินค้าจริงจากร้านในปัจจุบันถึง 4 เท่า โดยผู้ค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายนี้อยู่ในอันดับ 63 ของดัชนีระดับเอเชีย และมีอัตราการแนะนำแบรนด์สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มผู้ค้าปลีก 100 อันดับแรกตามรายงานดังกล่าว ความแตกต่างระหว่าง “ผู้ซื้อสินค้าจากแบรนด์” กับ “ผู้ที่เชื่อมั่นในแบรนด์” คือสิ่งที่ดัชนีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดผล และผลการศึกษาที่ได้กำลังตั้งคำถามต่อมุมมองเดิมของธุรกิจค้าปลีกเกี่ยวกับขนาดของธุรกิจ พลังการบอกต่อของแบรนด์ และโอกาสการเติบโตในอนาคต ดัชนีนี้ถือเป็นการจัดอันดับกลุ่มผู้ค้าปลีกที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคมากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และเป็นการจัดอันดับครั้งแรกที่ผ่านการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ โดยอ้างอิงจากการสัมภาษณ์ผู้บริโภคกว่า 70,000 รายใน 11 ตลาดทั่วเอเชีย และข้อมูลติดตามต่อเนื่องตลอด 12 เดือนจาก YouGov BrandIndex จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 พาวเวอร์บาย เป็นธุรกิจในเครือเซ็นทรัล รีเทล กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นจุดหมายด้านเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภค ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมและสินค้าไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและบริการชอปปิงที่เชื่อมต่อการใช้งานระหว่างหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ ในหมวดสินค้าที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาได้อย่างง่ายดาย ความแตกต่างระหว่างจำนวนผู้ที่แนะนำแบรนด์กับผู้ซื้อจริงบ่งชี้ว่า ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของพาวเวอร์บายขยายวงกว้างไปไกลกว่าฐานลูกค้าในปัจจุบัน สำหรับไทยวัสดุ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 84 มีผู้บริโภคชาวไทยที่แนะนำแบรนด์มากกว่าผู้ซื้อสินค้าจริงจากร้านอยู่ในปัจจุบันประมาณ 3 เท่า ขณะที่โฮมโปร ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 85 มีสัดส่วนดังกล่าวเกือบ 3 เท่า โดยไทยวัสดุไม่ได้จำกัดบริการเพียงการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและเครื่องมือช่าง แต่ยังมีบริการให้คำแนะนำ การจัดส่ง รวมถึงบริการติดตั้งและบำรุงรักษาผ่าน vFIX ส่วนโฮมโปรนำเสนอสินค้าที่หลากหลายควบคู่กับบริการให้คำปรึกษา การติดตั้ง การซ่อมแซม และการปรับปรุงที่อยู่อาศัย   นายโรเบิร์ต สต็อกดิลล์ หัวหน้าฝ่ายข่าวระดับโลกของ Inside Retail Asia เปิดเผยว่า การจัดอันดับธุรกิจค้าปลีกส่วนใหญ่มักบอกได้เพียงว่าใครมีขนาดธุรกิจใหญ่ที่สุด แต่ Brand Conviction Index ช่วยให้เห็นข้อมูลเชิงธุรกิจที่สำคัญยิ่งกว่า โดยวัดว่าแบรนด์ใดได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคอย่างแท้จริง และความเชื่อมั่นนั้นครอบคลุมไปถึงผู้บริโภคที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของแบรนด์มากน้อยเพียงใด ขณะที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลถูกจัดอันดับที่ 81 โดยมีผู้บริโภคชาวไทยที่แนะนำแบรนด์มากกว่าผู้ซื้อจริงมากกว่า 2 เท่า นับเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่มีความแตกต่างระหว่างจำนวนผู้แนะนำแบรนด์กับผู้ซื้อจริงมากที่สุดในดัชนีดังกล่าว ปัจจุบันห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลมีเครือข่ายรวม 30 สาขา ครอบคลุมสินค้าแฟชั่น ความงาม ของแต่งบ้าน และไลฟ์สไตล์ โดยรายงานยกการปรับโฉมห้างเซ็นทรัล ชิดลม เป็นตัวอย่างของการยกระดับแบรนด์สู่ตลาดระดับบน ควบคู่กับการรักษาความเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคทั่วประเทศคุ้นเคยเป็นอย่างดี แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ Shopee ยังติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศไทยและอยู่อันดับที่ 4 ของเอเชีย รองจาก Rolex ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย JD.com Flipkart ทั้งนี้ข้อมูลสำหรับประเทศไทยในรายงานฉบับนี้อ้างอิงจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอายุ 18 ปีขึ้นไป รายงานฉบับเต็มของ Brand Conviction Index: Asia’s Top 100 Retailers สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ [REPORT LINK]  

October 2, 2026 / 0 Comments
read more

LPN เรียกความมั่นใจลูกบ้าน 290 โครงการหลังน้ำลด ส่งมาตรการเสริมรับมือรอบใหม่

EcoVative

LPN เรียกความมั่นใจลูกบ้าน 290 โครงการ หลังน้ำลด เสริมมาตรการรับมือน้ำท่วมรอบใหม่ พร้อมดูแลลูกค้าและพนักงานอย่างต่อเนื่อง   ‘ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ แอลพีเอ็น (LPN) และ บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) ผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทแอลพีเอ็น วางแนวทางดูแลลูกค้าและพนักงานใน 290 โครงการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทุกคนเป็นอันดับแรก ภายใต้การรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบภายใต้แนวทาง ดังนี้   จัดตั้ง War Room เพื่อติดตามและสื่อสารกับลูกค้าแต่ละโครงการและพนักงาน พร้อมบริหารอัตรากำลังทีมงานให้เหมาะสมกับการเข้าช่วยเหลือในแต่ละพื้นที่ แบ่งระดับการช่วยเหลือโดยแยกเป็น 4 ระดับ เพื่อวางแนวทางการจัดการที่เหมาะสม ได้แก่ ระดับสีแดงเข้ม : น้ำเข้าพื้นที่ส่วนกลาง และลิฟต์ ติดตั้งปั๊มสูบน้ำเพิ่มในพื้นที่ ที่ได้รับผลกระทบ กรณีกระทบระบบไฟฟ้า หรือประปา อาจมีการตัดการจ่ายไฟ หรือน้ำในอาคาร เพื่อความปลอดภัย โดยนิติฯ จะแจ้งล่วงหน้า ระดับสีแดง : น้ำเข้าโครงการ แต่ส่วนกลางและห้องเครื่องใช้งานได้ปกติ ติดตั้งปั๊มเพิ่มที่ประตูระบายน้ำเพื่อเร่งระบาย และวางกระสอบทรายกั้นแนวห้องเครื่อง และห้องส่วนกลาง ระดับสีเหลือง : เฝ้าระวัง ยังไม่ได้รับผลกระทบ เฝ้าระวังและเตรียมปั๊มสูบน้ำไว้ที่ประตูระบายน้ำพร้อมใช้งานทันที ระดับสีเขียว : สถานการณ์ปกติ นิติบุคคลเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จะแจ้งให้ทราบทันทีหากมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินและอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลให้พร้อมใช้งาน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วหรือไฟฟ้าดูด รวมถึงสัตว์มีพิษ   นอกจากนี้ ยังเสริม 8 มาตรการเข้าช่วยเหลือ ดังนี้   เสริมแนวกั้นน้ำในจุดเสี่ยงด้วยสมาร์ทบอร์ดและกระสอบทรายกว่า 10,000 กระสอบ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันพื้นที่สำคัญและระบบสาธารณูปโภค อาทิ ห้องเครื่อง ระบบน้ำ และระบบไฟฟ้า จัดรถและเรือสำหรับเข้าช่วยเหลือในพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูงเพื่ออพยพ – เคลื่อนย้ายผู้ป่วย – ส่งอาหาร เตรียมพื้นที่พักพิงหรือห้องพักชั่วคราวในกรณีฉุกเฉิน อำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือลูกค้า – พนักงาน อย่างต่อเนื่อง จัดส่งถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นให้แก่ลูกค้า และพนักงานที่ได้รับผลกระทบ สำหรับพนักงานที่ได้รับผลกระทบ บริษัทฯ เปิดช่องทางให้แจ้งข้อมูลและขอรับความช่วยเหลือ ปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH สำหรับพนักงานที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและลดผลกระทบจากสถานการณ์ มอบเงินช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบ 3,000 บาทต่อราย พร้อมวงเงินกู้เพื่อการซ่อมแซมบ้านพักอาศัยหลังน้ำลด จัดเตรียมทีมงานแต่ละส่วน ทั้งทีมก่อสร้างจาก LPN, นิติบุคคลจาก LPP, แม่บ้านจาก LPC รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจาก LSS ให้ความช่วยเหลือ ขณะเดียวกันหลังจากสถานการณ์น้ำลด กลุ่มบริษัทแอลพีเอ็น ยังวางแนวทางการฟื้นฟูโครงการต่างๆ ดังนี้ ทีมงาน LPS ตรวจสอบพื้นที่และระบบสำคัญ ได้แก่ ระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบลิฟต์ ห้องเครื่อง และระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ระบบระบายน้ำ ท่อ รางน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากการอุดตัน ก่อนทยอยเปิดใช้งานตามความพร้อมของแต่ละโครงการ ทีมงาน LPC จัดเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์เพื่อดำเนินการ Big Cleaning เพื่อเร่งคืนพื้นที่ให้แก่ลูกค้า ‘สะอาด–ปลอดภัย–พร้อมใช้งาน’   ทั้งนี้ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่มบริษัท LPN สามารถบริหารจัดการและเข้าดูแลช่วยเหลือโครงการที่ได้รับผลกระทบได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบัน โครงการส่วนใหญ่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนโครงการที่ยังคงได้รับผลกระทบ บริษัทฯ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็นเข้าดูแลและเร่งฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง   สำหรับกรณีฉุกเฉิน หรือต้องการแจ้งเหตุสามารถติดต่อ Call Center 02-689-6888 หรือ ศูนย์รับแจ้งเหตุ 02-689-6869   โดย LPN และ LPP ยังคงติดตามสถานการณ์ในหลายโครงการและพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นอย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลทั้ง เพื่อนบ้าน ชุมชน และพนักงานของเรา ให้ผ่านสถานการณ์นี้ไปอย่างปลอดภัย เพราะเราเชื่อว่า การดูแลที่ดีไม่ใช่แค่ในวันที่ทุกอย่างปกติ แต่คือการอยู่เคียงข้างกันในวันที่ต้องการความช่วยเหลือที่สุด  

October 1, 2026 / 0 Comments
read more

EP.II อสังหาฯ ครึ่งแรกปี 69 ดีมานด์จริงเร่งตลาด-คอนโด ต่างชาติแรงซื้อหดแล้ว

EpisodeX

REIC เปิดสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ครึ่งแรกปี 2569 ขับเคลื่อนด้วยเรียล ดีมานด์ มองต่อภาพรวม พบแรงซื้อชาวต่างชาติหดตัวตลาดคอนโดมิเนียม แต่ทำเลมหา’ลัย-Pet Friendly ครองใจนิว เจนฯ   ขับเคลื่อนด้วย Real Demand: ตลาดที่อยู่อาศัยในครึ่งปีแรก 2569 พึ่งพาแรงซื้อจากความต้องการอยู่อาศัยจริงเป็นหลัก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย แรงซื้อต่างชาติหดตัว: ตลาดคอนโดมิเนียมเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อและยอดโอนของกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ปรับตัวลดลงจากช่วงก่อนหน้า เจาะลึกทิศทางตลาดอสังหาฯ REIC วิเคราะห์เจาะลึกภาพรวมและแนวโน้มการปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาฯ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ในงาน สัมมนา ‘กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City’ จัดโดย บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญภาคอสังหาริมทรัพย์ จากหน่วยงานรับและเอกชน ร่วมสะท้อนมุมมองเมือง ‘กรุงเทพมหานคร’ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังเตรียมประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและพื้นที่จังหวัดปริมณฑล และส่งผลต่อการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง EP.I-ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ เปิดทางฟลัดเวย์ ดันโอกาสลงทุนอสังหาฯ   ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อํานวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในครึ่งแรกปี 2569 มีสภาพเหมือน ‘ชะลอตัว’ หรือ ‘อยู่ในโซนระวัง ต้องรอโอกาส’ เพราะภาคอสังหาฯแทบจะผูกติดกับภาวะเศรษฐกิจไทย  ปัจจุบันได้รับผลกระทบเรื่องการค้า การส่งออกที่ลดลง  การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ และต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น   โดย REIC ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังพัฒนาไปต่อได้ และมีผลต่อกำลังซื้ออสังหาฯ ซึ่งในปัจจุบันตลาดอสังหาฯได้เริ่มฟื้นตัว ประเมินได้จากตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจริงจากกรมที่ดิน ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวนหน่วยขยายตัวมากถึง 20.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 อยู่ที่ 79,703 ยูนิต มูลค่าอยู่ที่ 241,864 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 7% ​ ขณะที่ สินค้าคอนโดมิเนียมเป็นกลุ่มหลักที่ผลักดันการเติบโต ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากการที่ผู้ซื้อเร่งโอนกรรมสิทธิ์ล่วงหน้า จากความไม่แน่นอนของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติให้ต่ออายุมาตรการจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570   ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดและมูลค่าจากตลาดต่างชาติ ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวครั้งนี้มาจากเรียลดีมานด์หรือกำลังซื้อจริงของผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก   โดยอาคารชุดมียอดโอนกรมสิทธิ์จำนวน 40, 976 ยูนิต เติบโตเพิ่มขึ้น 30% มีมูลค่าประมาณ 94,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9 % ส่วนบ้านแนวราบ มีจำนวน 38,727 ยูนิต เพิ่มขึ้น 21.1% มูลค่า 147,115 ล้านบาท ขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.8%   ด้านซัพพลาย พบว่าหน่วยเหลือขาย ทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมลดลงประมาณ 10% เนื่องจากมีการเร่งระบายสต็อกเดิมของผู้ประกอบการและการชะลอเปิดตัวโครงการใหม่ ทำให้ระดับสินค้าคงคลังเริ่มกลับสู่จุดสมดุลมากขึ้น   ผู้ประกอบการลดขนาดโครงการจัดสรร   ​สำหรับภาพรวมการพัฒนาโครงการจัดสรรในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า ผู้ประกอบการปรับลดขนาดโครงการจัดสรรให้เล็กลง ส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่จัดสรรไม่เกิน 50 ไร่ต่อโครงการ เนื่องจากหากพัฒนาโครงการขนาดเกิน 100 ไร่ หรือ 500 ไร่ จะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการนานและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมาก  นอกจากนี้สถิติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า ตลาดอสังหาฯแนวราบมากกว่า 95% เป็นการพัฒนาโดยบริษัทรายใหญ่และบริษัทมหาชน ในขณะที่สัดส่วนของผู้พัฒนาโครงการรายใหม่มีน้อยกว่า 5%   ส่วนภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียม ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากราคาที่ดินแนวราบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก สำหรับประเด็นความวิตกกังวลเรื่องแผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของผู้ซื้อเพียงแค่ในช่วงแรกเท่านั้น แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างและการตัดสินใจซื้อในระยะยาว อย่างมีนัยสำคัญ ​ ด้านตลาดต่างจังหวัด ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายใหญ่ขยายฐานลงทุนอย่างต่อเนื่องและเข้าไปทำตลาดนานแล้ว  เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯท้องถิ่นจะมีปัญหาจากผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่แตกต่างกัน ทำให้อาจเห็นบริษัทอสังหาฯบางราย ที่ไปลงทุนในตลาดต่างจังหวัดอาจจะไปไม่รอดได้เช่นกัน   ตลาดอสังหาฯระดับกลาง-ล่าง รับปัจจัยกระทบหนี้ครัวเรือนสูง ​ การเติบโตของกลุ่มตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนถึงระดับอัลตราลักชัวรี  ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูง นิยมซื้อที่อยู่อาศัยด้วยเงินสด ไม่พึ่งพาสินเชื่อธนาคาร และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อย ต่างจาก​ตลาดระดับกลางถึงล่างที่ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันหลักจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ของสถาบันการเงินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการการปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้น และภาระหนี้ครัวเรือนของประชาชนที่ยังทรงตัวในระดับสูง เมกะเทรนด์อสังหาฯ ใน 5 ปี สำหรับทิศทางอสังหาฯในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่   การขยายตัวของเมือง โดยโครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่างๆ กำลังเปลี่ยนโครงสร้างกรุงเทพฯ จากเดิมที่มีศูนย์กลางเดียว  คือ ย่านสีลม-สาทร ที่เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ หรือ CBD ไปสู่การเป็น “Network City” เกิดศูนย์กลางธุรกิจใหม่ เช่น New CBD ย่านพระราม 9-รัชดา และ EBD ย่านบางนา-สุวรรณภูมิ ​พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี ผู้ซื้อหันมาใช้ระบบ Omnichannel Journey ในการค้นหาข้อมูล ชม Virtual Tour และใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมากขึ้น รวมถึงเกิดรูปแบบการเป็นเจ้าของที่ยืดหยุ่น เช่น Rent-to-Own และ Leasehold ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ดินและการก่อสร้าง โดยราคาประเมินที่ดินใหม่และค่าวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น บังคับให้ผู้ประกอบการต้องสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” (Value Creation) ให้กับโครงการมากกว่าแค่การขายพื้นที่แบบเดิม ​ นอกจากนี้การขยายเส้นทางของรถไฟฟ้าสายใหม่ ทำให้พื้นที่อื่นรอบนอกกรุงเทพฯมีการเติบโตแทนการกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น สายสีส้ม (ตะวันออก) ดันทำเลรามคำแหง-มีนบุรี ให้กลายเป็น Hub ใหม่ของที่อยู่อาศัยแนวราบ ส่วน สายสีเหลืองและสายสีชมพู ช่วยเชื่อมต่อพื้นที่ กทม. ตอนเหนือและตะวันออก หนุนการเติบโตของโครงการ Low-rise และ Community Mall   ขณะเดียวกันผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ ยังเตรียมเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน (FAR Bonus) บริเวณจุดตัดสถานีรถไฟฟ้า (Interchange) ส่งเสริมการพัฒนา TOD (Transit-Oriented Development) ซึ่งส่งผลให้ราคาประเมินที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บีบให้ผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ต้องขยับออกไปซื้อที่ดินในทำเลชานเมืองมากขึ้น   ยุคทอง’บ้านแฝด’- คอนโด Campus & Pet-Friendly คว้าใจนิว เจนฯ จากปัจจัยกระทบด้านราคาที่ดินที่พุ่งสูงจนทำให้บ้านเดี่ยวมีราคาแพงเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะจับต้องได้ ส่งผลให้บ้านแฝดก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าดาวเด่น เข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมอย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากมีพื้นที่ใช้สอยและฟังก์ชันใกล้เคียงบ้านเดี่ยวแต่มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า หรือเป็นบ้านแฝดสไตล์บ้านเดี่ยว ซึ่งทำเลกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่, บางนา-ตราด และราชพฤกษ์-นครอินทร์ จะเป็นทำเลเด่นของตลาดบ้านแฝด   ​ขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม กลุ่มสินค้าที่สร้างผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่องคือ Campus Condo บริเวณใกล้สถานศึกษา ซึ่งให้ผลตอบแทนจากการเช่า (Rental Yield) สูง ดึงดูดนักลงทุนได้เป็นอย่างดี และ Pet-Friendly Condo ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ รับกระแส Pet Humanization ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างตรงจุด ​ อย่างไรก็ตามแม้ตลาดอสังหาฯไทย ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง เช่น อัตราดอกเบี้ย ภาระหนี้ครัวเรือน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงาน แต่โอกาสใหม่ๆ ยังคงมีอยู่มาก จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทย ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสม ทาง REIC ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยคงอยู่ระดับต่ำไปถึงปี 2570   ขณะที่การพิจารณาสินเชื่อบ้านจากสถาบันการเงิน ยังคงเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ  ซึ่งในภาวะเช่นนี้จะส่งผลให้การเปิดโครงการใหม่ลดลง ทำให้อุปทานในตลาดจะเริ่มปรับเข้าสู่จุดสมดุล ส่งผลให้ภาพรวมอสังหาฯไทยในระยะถัดไป มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมั่นคงยิ่งขึ้น ​

October 1, 2026 / 0 Comments
read more

EP.I-ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ เปิดทางฟลัดเวย์ ดันโอกาสลงทุนอสังหาฯ

EpisodeX

ภาครัฐฉายภาพอนาคตผังเมืองกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ เปิด 3 โซนศักยภาพอสังหาฯ รองรับพื้นที่ฟลัดเวย์ เพิ่ม FAR และพัฒนา TOD เปิดทำเลใหม่สู่การลงทุน     ในงาน สัมมนา ‘กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City’ จัดโดย บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญภาคอสังหาริมทรัพย์ จากหน่วยงานรับและเอกชน ร่วมสะท้อนมุมมองเมือง ‘กรุงเทพมหานคร’ ต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังเตรียมประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและพื้นที่จังหวัดปริมณฑล และส่งผลต่อการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต   ‘ลดขนาดที่ดินจัดสรร’  อาจจะยัง   สิทธิโชค ศรีมีชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  สังกัดสํานักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (กรมที่ดิน) กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อเสนอปรับลดขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำ เพื่อช่วยผู้ซื้อบ้านในยุคค่าครองชีพสูง โดยข้อเสนอดังกล่าว ‘เป็นไปได้ยาก’ และมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากยังมีความคิดเห็นต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัย   สำหรับข้อเสนอที่มีการเสนอไว้ ได้แก่ ทาวน์เฮาส์ ลดขนาดจาก 16 ตารางวา เหลือ 14 ตารางวา แต่ยังให้คงความกว้างหน้าบ้านไว้ที่ 4 เมตร บ้านแฝด ลดขนาดจาก 35 ตารางวา เหลือ 25 ตารางวา และ บ้านเดี่ยว ลดขนาดจาก 50 ตารางวา เหลือ 36 ตารางวา   อย่างไรก็ดีอาจจะมีความเป็นไปได้ในกรณีการปรับลดขนาดที่ดินบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มผ่อนปรนปรับลดลงเหลือ 40 ตารางวา ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางในเดือนตุลาคมนี้   ขณะที่ การปรับลดขนาดที่ดินจำเป็นต้องสอดคล้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และกฎหมายผังเมือง อีกทั้งคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางและหน่วยงานรัฐ ที่ปัจจุบันให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นหลัก หากปรับลดขนาดลงจะเพิ่มความหนาแน่นของชุมชน และซ้ำเติมปัญหาการจอดรถขวางทางหน้าบ้าน ซึ่งเป็นข้อพิพาทหลักในปัจจุบัน   แก้ปัญหาจราจร-ขยะ ในหมู่บ้านจัดสรร   นอกจากนี้ กรมที่ดินได้เตรียมปรับเพิ่มข้อกำหนดความกว้างถนนภายในโครงการ จากขั้นต่ำ 8 เมตร ขยายเป็น 9 เมตร เพื่อรองรับการจอดรถและเปิดทางให้รถขยะรวมถึงรถสาธารณะสัญจรได้สะดวก โดยกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ได้กำหนดให้โครงการต้องจัดเตรียม ‘พื้นที่พักขยะ’ บริเวณด้านหน้าโครงการเพื่อความสะดวกในการขนถ่าย     ตีตกข้อเสนอขยายเกณฑ์จัดสรร 20 แปลง-ช่องเลี่ยงกฎหมาย   สำหรับข้อเสนอขยายเกณฑ์จำนวนแปลงจัดสรรจากไม่น้อยกว่า 10 แปลง เป็น 20 แปลง เพื่อช่วยผู้พัฒนารายย่อย ที่ประชุมมีมติ ตีตกข้อเสนอดังกล่าวทันที เนื่องจากกังวลว่าจะกลายเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายจัดสรรที่ดิน   ทั้งนี้ กฎหมายยังคงกรอบเวลาการพิจารณาออกใบอนุญาตจัดสรรที่ดินไว้อย่างชัดเจนว่าต้องแล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับจากยื่นเอกสารครบถ้วน   ปลดล็อค ‘ฟลัดเวย์’ ทำโครงการอสังหาฯ   ด้าน สิทธิพล กุสุมอรัญญา รองผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความคืบหน้าของผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ที่ปัจจุบันโครงสร้างเมืองมีการเปลี่ยนแปลงและกำลังเผชิญกับภาวะเมืองเติบโตมากขึ้น เพราะกทม.เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย     ขณะที่ร่างผังเมืองที่มีทั้งหมด 8 ผังเมืองมีขั้นตอนการทำผังเมืองไม่ง่ายเพราะมี 18 ขั้นตอน ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนที่ 10 อยู่ในช่วงการติดประกาศ 90 วัน   โดยภาพรวมแล้ว การขับเคลื่อนร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ให้กับวงการอสังหาฯและผู้ลงทุน ด้วยการปรับปรุงแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (TOD) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัย ร้านค้า แหล่งงาน และบริการสาธารณะได้สะดวก ภายระยะเดินทาง 15 นาที ซึ่งต้องเป็นเมืองแห่งสุขภาวะรองรับสังคมผู้สูงอายุและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวเพื่อรับมือกับวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงในอนาคต   ทั้งการปรับสีผังเมืองใหม่ เช่น ขยายพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) พื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) และลดพื้นที่สีเขียวลาย (อนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม) ส่งผลให้หลายทำเลได้รับสิทธิประโยชน์ในการพัฒนาก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ   โดยมี ​3 กลุ่มทำเลศักยภาพสูงที่เป็นทำเลทองของผู้ประกอบการและนักลงทุน ประกอบด้วย ​ โซนปลดล็อก ‘ฟลัดเวย์’ ที่มีการเปลี่ยนพื้นที่เขียวลายสู่โครงการจัดสรร กลุ่มพื้นที่ที่เคยติดเงื่อนไขอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (พื้นที่สีเขียวลาย) ถูกปรับยกระดับให้เป็นพื้นที่สีเขียวและสีเหลือง เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์เฮาส์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ฝั่งธนบุรี (ตลิ่งชัน – ทวีวัฒนา – บางขุนเทียน – บางบอน) ได้มีการปลดล็อกพื้นที่เขียวลาย โดยได้รับอานิสงส์จากโครงข่ายถนนตัดใหม่ โดยเฉพาะถนนพรานนก-พุทธมณฑล สาย 4 และการสร้างระบบกั้นน้ำ ทำให้สามารถพัฒนาโครงการจัดสรรที่อยู่อาศัยได้เต็มรูปแบบ โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก (ประเวศ – สะพานสูง – ลาดกระบัง – หนองจอก) มีการปรับลดพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก คืนสิทธิการพัฒนาที่ดินให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รองรับการขยายตัวของที่อยู่อาศัยจากเมืองชั้นใน   โซนอัปเกรด FAR ทวีคูณ สามารถก่อสร้างตึกสูง-มิกซ์ยูสได้ใหญ่ขึ้น โดยกลุ่มทำเลที่มีการเพิ่มค่าสัดส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ทำให้เจ้าของที่ดินและนักพัฒนาสามารถสร้างอาคารได้พื้นที่กว้างขึ้น หรือสร้างตึกได้สูงขึ้นบนขนาดที่ดินเท่าเดิม  โดยทำเลไฮไลต์ เช่น ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มีการปรับสีผังเมืองจาก ย.2 เป็น ย.5 ส่งผลให้ค่า FAR เพิ่มขึ้นจาก 1.5 เท่าเป็น 3 เท่า สามารถพัฒนาอาคารได้ขนาดใหญ่ขึ้นถึง 2 เท่า ทำเลรัชดาภิเษก – พระราม 9 – คลองเตย ตอกย้ำการเป็น New CBD ด้วยการขยายพื้นที่สีแดงและสีส้ม เพิ่มศักยภาพในการสร้างอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียมสูง และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่พิเศษ รองรับแผนการย้ายท่าเรือคลองเตยในอนาคต, โซนสวนหลวง – ปทุมวัน – คลองสาน มีการปรับสีผังเมืองยกระดับความหนาแน่น เพิ่มสิทธิการก่อสร้างอาคารสูงและอาคารพาณิชยกรรมรอบจุดเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง ​ โซนโหนดรถไฟฟ้า (TOD & Interchange) ศูนย์กลางชุมชนใหม่ พื้นที่ตามแนวถดถอยและจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าหลายสาย ได้รับการปรับเปลี่ยนผังสีเป็นพื้นที่สีส้มและสีแดง เพื่อเปิดทางให้เกิดการพัฒนาคอนโดมิเนียมและศูนย์การค้าชุมชน เช่น ดอนเมือง – วงเวียนหลักสี่ มีการเพิ่มพื้นที่สีส้มและสีแดง รองรับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงและสนามบินดอนเมือง มีนบุรี – ลาดพร้าว – บางกะปิ อัปเกรดความหนาแน่นเพื่อรองรับจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีส้ม และสายสีเหลือง พื้นที่บางนา – ศรีนครินทร์ มีการขยายพื้นที่พาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง รองรับการเติบโตของศูนย์กลางพาณิชยกรรมฝั่งตะวันออก   นอกจากนี้ (ร่าง) ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ได้กำหนดให้มีมาตรการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวม  (FAR) สำหรับการพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพิ่มเติมจากเดิม 5 กรณี  เป็น 10 กรณี เช่น การจัดให้มีพื้นที่สำหรับใช้เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กหรือ สถานดูแลผู้สูงอายุในเวลากลางวัน การจัดให้มีพื้นที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ สวนสาธารณะ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ลำคลอง การจัดให้มีพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปในบริเวณเปลี่ยนถ่ายการสัญจรของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน เป็นต้น    

October 1, 2026 / 0 Comments
read more

AWC ดึง ‘Westfield’ เปลี่ยนค้าปลีกสู่เดสติเนชั่น ‘ประสบการณ์’ กรุงเทพฯ-พัทยา ลงทุนกว่า 5.9 หมื่นล.

Zcreat

AWC ใช้โนว์-ฮาว  URW ปลั๊กอิน 3 โครงการมูลค่าลงทุนกว่า  5.9 หมื่นล้านบาท Asiatique • เยาวราช • Aquatique พัทยา สู่จุดหมายปลายทางประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว    บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในเครือ TCC Group ที่มีพอร์ตโฟลิโอทั้งโรงแรม การบริการ จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ และอาคารสำนักงาน ล่าสุด ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Unibail-Rodamco-Westfield (URW) ผู้พัฒนาและบริหารจุดหมายปลายทางด้านรีเทลภายใต้แบรนด์ ‘Westfield’ เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางด้าน ‘รีเทล ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์เป็นแกนกลาง ใน 3 โครงการสำคัญของ AWC ได้แก่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เวิ้งนครเกษม เยาวราช Aquatique พัทยา   แล้วทำไมต้อง Westfield?   สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแกนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ AWC ที่กำลังขยับจากรีเทลในฐานะพื้นที่ค้าขาย ไปสู่ ‘เดสติเนชั่น’ ที่ใช้ ‘ประสบการณ์’ เป็นตัวดึงคนเข้ามาใช้เวลา กิน เที่ยว ช้อป ดูความบันเทิง สัมผัสวัฒนธรรม และกลับมาอีกครั้ง   โดย AWC เป็นบริษัทพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ของไทย (ในเครือ TCC Group) มีธุรกิจหลักทั้งโรงแรมและการบริการ จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ และอาคารสำนักงาน   ขณะที่ในฝั่งเชิงพาณิชย์ (Commercial) AWC  กำลังเดินหน้าพัฒนา Retail Destination ที่เชื่อมรีเทล ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง วัฒนธรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน   ส่วนพันธมิตรของ AWC ล่าสุดในครั้งนี้คือ Unibail-Rodamco-Westfield หรือ URW บริษัทระดับโลกที่พัฒนาและบริหารโครงการค้าปลีก (Retail Destination) ในเมืองสำคัญหลายแห่ง ซึ่ง URW มีพอร์ตฯ ที่ดึงดูดผู้เข้าชมรวมกว่า 950 ล้านครั้งต่อปี โดยมี Westfield เป็นหนึ่งในแบรนด์หลักด้านรีเทล เดสติเนชั่น ของกลุ่ม   ขณะที่ Westfield เป็นแบรนด์ใหญ่ด้านรีเทล เดสติเนชั่น ของ URW ที่มีโครงการต่างๆ ในเมืองใหญ่หลายแห่ง เช่น Westfield London และ Westfield Stratford City ในลอนดอน ซึ่งอย่างหลังมีร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ ร้านอาหารมากกว่า 80 แห่ง รวมถึงโรงแรมและความบันเทิงต่าง ๆ และมีผู้มาใช้บริการประมาณ 50 ล้านคนต่อปี รวมถึงในฝรั่งเศส  Westfield Forum des Halles และ Westfield Les 4 Temps   ทั้งนี้ URW จะนำ จุดแข็งด้านองค์ความรู้ Know-How มาปลั๊กอินให้กับ 3 โครงการเพื่อร่วมยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ในการบริหารพื้นที่ของ AWC ในด้านต่างๆ อาทิ   การสร้างสรรค์พื้นที่ (Placemaking) การสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจค้าปลีก (Retail Partnerships) การทำการตลาดเพื่อผลักดันให้สถานที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม (Destination Marketing)   3 โครงการ 5.9 หมื่นล้านบาท กรุงเทพ-พัทยา   ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้ วางโรดแมป 3 โครงการของ AWC มูลค่ารวมกว่า 5.9 หมื่นล้านบาท เริ่มตั้งแต่ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น มีขนาดมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 224,000 ตร.ม. บนทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพฯ สำหรับคาแรกเตอร์เอเชียทีคฯ วางโจทย์ชัดเจนในการขยับจากแหล่งท่องเที่ยวริมน้ำไปสู่ Lifestyle Destination ระดับโลก โดยอยู่ระหว่างเติมทั้งค้าปลีก อาหาร ความบันเทิง วัฒนธรรม และประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้าไปในพื้นที่เดียวกัน   โดยโครงการใหม่ Avatar: Guardians of Eywa มีกำหนดเปิดในปี 2027 และขยายพื้นที่ใหม่ราว 16,000 ตร.ม. เตรียมเปิดไตรมาส 4 ปี 2026   โครงการ เวิ้งนครเกษม เยาวราช มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท โดยความร่วมมือกับ URW ในการพัฒนาพื้นที่ ราว 32,000 ตร.ม. (ขณะที่พื้นที่โครงการทั้งหมดตามแผนพัฒนาอยู่ที่มากกว่า 135,000 ตร.ม.)คาแรกเตอร์ โครงการมิกซ์ยูส พื้นที่วัฒนธรรม และพื้นที่สำหรับชุมชน โดยวางแนวคิด ‘Legacy of the Past, Inspiration of Tomorrow’ ประกอบด้วยพื้นที่รีเทล โรงแรมหรู 2 แห่ง และไอคอนิก ‘Chinese Pavilion’   กำหนดแล้วเสร็จ ปี 2029   โครงการ Aquatique พัทยา มูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 110,000 ตร.ม.คาแรกเตอร์  Waterfront Entertainment เชื่อมเดสติเนชั่นริมทะเล รีเทล ไลฟ์สไตล์ โรงแรม และความบันเทิง โปรเจกต์นี้ยังร่วมกับพันธมิตรระดับโลก อื่น เช่น Moxy Pattaya และ Universal Destinations & Experiences สำหรับประสบการณ์ DreamWorks และแผนโรงแรมธีม DreamWorks ซึ่งมีกำหนดเปิดในไตรมาสแรกปี 2033   อนึ่งมูลค่าโครงการฯ ดังกล่าว จากก่อนหน้า AWC ระบุแผนลงทุนมากกว่า 40,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี สำหรับ Asiatique The Riverfront Destination และ Woeng Nakornkasem Yaowaraj โดยจะสร้างพื้นที่รีเทล ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และวัฒนธรรมเพิ่มกว่า 260,000 ตร.ม.   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง AWC ลงทุนแสนล.บาทใน5 ปี มี 35 โรงแรม 9,312 ห้องพัก รับท่องเที่ยวโลก   แล้วจะเอาแบรนด์ Westfield มาใส่ด้วยไหม?   ต่อความร่วมมือระหว่าง AWC และ URW ในฐานะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการสร้างจุดหมายปลายทาง โดยนำความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์ รีเทล อาหาร ความบันเทิง วัฒนธรรม และชุมชนเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจยังต้องติดตามต่อไปว่า จะได้เห็นแบรนด์รีเทลระดับโลก ‘Westfield’ เข้ามาปักหมุดที่เมืองไทย หรือไม่?   ขณะที่ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ TCC Group เองก็มี BJC ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกฟอร์แมตต่างๆ อย่างแบรนด์ Big C อยู่แล้ว ทำให้ AWC มีทั้งประสบการณ์ทำงานกับ Big C ในรูปแบบพันธมิตรค้าปลีกในก่อนหน้านี้ ส่วนความร่วมมือใหม่กับ URW/Westfield ที่มุ่งเน้นการสร้างจุดหมายปลายทางด้านประสบการณ์   สุดท้ายแล้ว หากมองเป็นภาพภาพใหญ่ ความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากร่วมยกระดับการปรับโฉม 3 โครงการ ไปสู่มิติใหม่ของปลายทางท่องเที่ยวระดับโลกในแต่ละเดสติจากสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ของ AWC ที่มีคาแรกเตอร์บนทำเลที่แตกต่างกัน โดยมี Westfield เข้ามาเติม วิธีสร้างประสบการณ์และระบบนิเวศรีเทลระดับโลก   alt-x KEY TAKEAWAYS AWC ร่วมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ URW ดึง Know-how ของ Westfield ในด้าน Placemaking, Retail Partnerships, Destination Marketing และ Customer Experience มาปลั๊กอินกับ 3 โครงการสำคัญ 3 โครงการลงทุนรวมกว่า 5.9 หมื่นล้านบาท ได้แก่ Asiatique The Riverfront, Woeng Nakornkasem Yaowaraj และ Aquatique Pattaya ครอบคลุมกรุงเทพฯ และพัทยา โจทย์ใหม่ของ AWC เปลี่ยนรีเทลเป็น Destination ให้คนเดินทางมาใช้เวลา กิน เที่ยว ช้อป และสัมผัสประสบการณ์ ไม่ใช่แค่พื้นที่ซื้อขาย

October 1, 2026 / 0 Comments
read more

กองทัพเรือ ร่วมไอคอนสยาม จัดนิทรรศการศิลป์ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

PRnounce

กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม จัดนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์” ถ่ายทอดความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และมรดกวัฒนธรรมไทยอันทรงคุณค่า วันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม   ชมนิทรรศการเรือพระราชพิธีครบทั้ง 52 ลำ พร้อมเรียนรู้บทบาทของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธี เพื่อเตรียมรับชมพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำหนดจัดงาน “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม เพื่อเผยแพร่ความรู้ ความสำคัญ และความงดงามของขบวน พยุหยาตราทางชลมารค หนึ่งในโบราณราชประเพณีที่ทรงคุณค่าและสะท้อนเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของ ชาติไทย ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ศึกษาและชื่นชมอย่างใกล้ชิด ในพิธีเปิดนิทรรศการวันที่ 29 กันยายน 2569 ได้รับเกียรติจาก พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พุทธศักราช 2569 เป็นประธานในพิธี โดยมี พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง ประธานคณะกรรมการจัดงานเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี (คตร.), คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และผู้ทรงเกียรติจากกองทัพเรือ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนผู้มีส่วนร่วมในการจัดงาน เข้าร่วมพิธี พร้อมชมนิทรรศการขบวนพยุหยาตรา และการแสดงเห่เรือจากกองทัพเรือ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค นับเป็นพระราชพิธีสำคัญที่รวบรวมศาสตร์และศิลป์อันวิจิตรของชาติไทยไว้ทั้งด้านประวัติศาสตร์ งานช่างศิลป์ ขนบธรรมเนียมราชประเพณี ตลอดจนภูมิปัญญาที่ได้รับการสืบทอดมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2569 พระราชพิธีครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 และมีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ทำหน้าที่เป็นเรือประธานในริ้วขบวน อันเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความงดงามและความรุ่งเรืองของมรดกวัฒนธรรมไทยสู่สายตาประชาชนชาวไทยและนานาชาติ นายไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยาม ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดการเป็นเวทีแห่งการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก เราเชื่อว่าความยิ่งใหญ่ของประเทศไทยไม่ได้เกิดจากความงดงามของสถานที่หรือความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาที่สั่งสมและสืบทอดมาอย่างยาวนาน ไอคอนสยามจึงยึดมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานและส่งต่อคุณค่าทางวัฒนธรรมเหล่านี้สู่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้คนไทยได้ภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง และเพื่อให้ผู้มาเยือนจากทั่วโลกได้เห็นถึงคุณค่าและเอกลักษณ์อันโดดเด่นของประเทศไทย”     “นิทรรศการครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยได้เข้าถึงเรื่องราวของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เข้าใจคุณค่าของโบราณราชประเพณี และตระหนักถึงความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ร่วมชื่นชมพระราชพิธีสำคัญที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 และร่วมภาคภูมิใจในมรดกอันทรงคุณค่าของชาติไทยที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดอย่างงดงามจนถึงปัจจุบัน” ไฮไลต์สำคัญของนิทรรศการ คือส่วนจัดแสดง “ริ้วขบวนเรือพระราชพิธีจำลอง” ซึ่งจัดแสดงโมเดลเรือพระราชพิธี 52 ลำ ที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม จัดเรียงในรูปแบบประเภทและหน้าที่ของเรือพระราชพิธี พร้อมเนื้อหาประวัติความเป็นมาของเรืออย่างละเอียดครบถ้วน เพื่อเรียนรู้บทบาท หน้าที่ และความสำคัญของเรือแต่ละประเภทในริ้วขบวน ตลอดจนชื่นชมความประณีตงดงามของศิลปกรรมไทยที่ได้รับการสร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจงบนเรือพระราชพิธีแต่ละลำ นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังนำเสนอเรื่องราวของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธีปี 2569 ซึ่งได้รับการอัญเชิญให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเรือสำคัญหลักในริ้วขบวน ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งทรงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินประทับตลอดเส้นทางทางน้ำ, เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ทำหน้าที่อัญเชิญผ้าพระกฐินไปในริ้วขบวน, เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งรองสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นเรือพระที่นั่งทรงสำรอง โดยเรือแต่ละลำล้วนมีบทบาทสำคัญและสะท้อนคุณค่าของราชประเพณีไทยที่สืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เข้าชมยังจะได้ชื่นชม เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง ความยาว 15 เมตร พร้อมสื่อมัลติมีเดีย วิดีทัศน์ และองค์ความรู้เกี่ยวกับขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่จะช่วยถ่ายทอดประวัติความเป็นมา ความสำคัญของพระราชพิธี และเรื่องราวเบื้องหลังเรือพระราชพิธีแต่ละลำ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความประทับใจต่อมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม “นิทรรศการ สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 จะมีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ให้ประชาชนได้ร่วมรับชมและเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าของชาติไทย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในความงดงามของโบราณราชประเพณีที่ได้รับการสืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com  

September 30, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ ผนึกสยามพิวรรธน์ รุกพลังงานสะอาด 300 เมกะวัตต์

PRnounce

“บี.กริม เพาเวอร์” ลงนามความร่วมมือ “สยามพิวรรธน์” ตั้งเป้าพัฒนาโครงการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดผ่านการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า ให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) รวมกว่า 300 เมกะวัตต์ พร้อมเดินเครื่อง COD โซลาร์รูฟท็อป “สยามพารากอน” กำลังผลิต 800 กิโลวัตต์ ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยตอกย้ำพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ผ่าน 2 โครงการหลัก ได้แก่ การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาและพัฒนาโครงการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดผ่านการใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) และการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กำลังการผลิตติดตั้งรวม 800 กิโลวัตต์ ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และ สยามพิวรรธน์ ในครั้งนี้ มุ่งศึกษาและพัฒนาระบบการซื้อขายไฟฟ้าผ่านเชื่อมต่อระบบโครงข่ายให้แก่บุคคลที่สาม โดยตั้งเป้ากำลังการผลิตตามสัญญารวมสูงสุดถึง 300 เมกะวัตต์ ถือเป็นการตอบรับยุคที่ความต้องการพลังงานสะอาดและการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าทวีความสำคัญขึ้น โดยบทบาทของ บี.กริม เพาเวอร์ จะเป็นผู้จัดหาและนำเสนอโอกาสในการจัดหาไฟฟ้า รวมถึงโซลูชันด้านพลังงานที่เหมาะสมให้แก่สยามพิวรรธน์ ผ่านกลไก TPA เพื่อนำไปสู่การทำสัญญาในอนาคต นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังร่วมมือกันในโครงการเพื่อสังคมและความยั่งยืน (Social engagement and sustainability initiatives) เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นางชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของทั้งสองบริษัทชั้นนำ เพื่อเดินหน้าโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนผ่าน Third Party Access (TPA) ของศูนย์การค้า กลุ่มสยามพิวรรธน์ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2050 หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมา ได้ทำการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารสยามพารากอน ผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,600 ตร.ม. ได้สำเร็จ ซึ่งช่วยเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด สะท้อนบทบาทของสยามพิวรรธน์ ในฐานะผู้นำการพัฒนาโครงการแลนด์มาร์กระดับโลกที่มุ่งบูรณาการแนวคิดความยั่งยืนไว้ในทุกกระบวนการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลและคุณค่าร่วมกันกับผู้คน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจในระยะยาว” ภายในงานยังได้เฉลิมฉลองการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิตติดตั้งรวมประมาณ 800 กิโลวัตต์ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดยเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด (BGPSS) ภายใต้ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยามพารากอน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ Paragon Hall ศูนย์การประชุมและศูนย์แสดงนิทรรศการระดับโลก Cinema Side ฝั่งโรงภาพยนตร์ (พารากอน ซีนีเพล็กซ์) และโครงการ NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต แลนด์มาร์กสำคัญและต้นแบบแพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนใจกลางกรุงเทพมหานคร ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิด COD โครงการนี้ ได้ตอกย้ำความร่วมมือระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ กับ กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาและบริหารโครงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลกในกรุงเทพมหานคร อาทิ สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ซึ่งได้มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) เมื่อปลายปี 2568 เพื่อขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลายมิติ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เป็นต้น ทั้งนี้ สยามพารากอน ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ร่วมกับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคาของอาคารสยามพารากอน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 4,600 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะเทียบเท่ากับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดประมาณ 532 ตันต่อปี การเปิด COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาศูนย์การค้าสยามพารากอน ในครั้งนี้ ช่วยพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาด รวมถึงเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน สอดคล้องกับกลยุทธ์ GreenLeap – Global and Green ของ บี.กริม เพาเวอร์ เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกพลังงานและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ด้วยการจัดหาพลังงานที่มีเสถียรภาพ สามารถเข้าถึงได้และสร้างความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก     นายนพเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมุ่งมั่นที่จะขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามวิสัยทัศน์องค์กร มุ่งสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี (Empowering the World Compassionately) โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า50% เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว และสร้างพันธมิตรเพื่อต่อยอดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ ในปีค.ศ. 2030 (ปี พ.ศ. 2573) และก้าวสู่เป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2065 (ปี พ.ศ. 2608) **********************************

September 30, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS Thailand เปิดตัว ‘LEPAS Care’ ยกระดับบริการหลังการขาย ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2569

PRnounce

LEPAS Thailand เปิดตัว “LEPAS Care” ยกระดับบริการหลังการขายครบวงจร พร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2569   การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูงตลอดอายุการใช้งาน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เดินหน้าขยายศูนย์บริการสู่ 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมคลังอะไหล่มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท เสริมความมั่นใจในการดูแลลูกค้าระยะยาว และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย   เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยนตรกรรมไฟฟ้า LEPAS อย่างเป็นทางการ ประกาศเปิดตัวโปรแกรม “LEPAS Care” ยกระดับการบริการหลังการขายแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “เพราะทุกการเดินทางมีความหมายสำหรับคุณ” มุ่งสร้างความมั่นใจและดูแลลูกค้าในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถ ครอบคลุมทั้งการรับประกัน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ความพร้อมด้านอะไหล่ บุคลากร และเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นของ LEPAS ที่ไม่ได้หยุดเพียงการส่งมอบยนตรกรรม แต่พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่ลูกค้าไว้วางใจได้ในระยะยาว   มั่นใจตลอดการใช้งาน ด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม   ภายใต้โปรแกรม LEPAS Care ลูกค้าจะได้รับการรับประกันรถยนต์ใหม่ 8 ปี หรือ 200,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ครอบคลุมตัวรถ ระบบมอเตอร์ขับเคลื่อน และแบตเตอรี่แรงดันสูง พร้อม Lifetime Warranty Package* การรับประกันตลอดอายุการใช้งานสำหรับชิ้นส่วนหลักของรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ แบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และระบบควบคุมไฟฟ้า โดยไม่รวมชิ้นส่วนที่สึกหรอตามการใช้งาน ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันตลอดทั้งปี   ลูกค้า LEPAS สามารถรับคำปรึกษาด้านเทคนิคได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือรถขัดข้อง พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) และบริการรถยก (Towing Service) แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี โดยให้บริการฟรีไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดในระยะ 100 กิโลเมตร หรือไปยังจุดหมายที่ลูกค้าต้องการในระยะ 35 กิโลเมตร   นอกจากนี้ ยังครอบคลุมบริการกรณีลืมกุญแจไว้ภายในรถ ด้วยบริการรับ-ส่งกุญแจสำรองฟรีในระยะ 20 กิโลเมตร หรือประสานช่างกุญแจตามคำขอ* สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ใหม่ ยังได้รับสิทธิพิเศษจาก LEPAS ได้แก่ เครื่องชาร์จไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Charger) พร้อมบริการติดตั้งฟรี และ บริการรถยนต์ทดแทน (Courtesy Car) สำหรับกรณีงานซ่อมภายใต้การรับประกันที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เกิน 3 วันทำการ*   เสริมความพร้อมทั้งศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ   LEPAS ให้ความสำคัญกับความพร้อมของบริการหลังการขายตั้งแต่วันแรกที่ศูนย์บริการเปิดดำเนินการ ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ ปัจจุบัน เลพาส ประเทศไทย มีศูนย์บริการ 40 แห่งทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 50 แห่งภายในปี 2569   ทุกศูนย์บริการมีบุคลากรประจำครบทั้งผู้จัดการฝ่ายบริการ (Service Manager) หัวหน้าช่าง (Foreman) ช่างเทคนิค (Technician) และที่ปรึกษางานบริการ (Service Advisor) พร้อมเครื่องมือมาตรฐานและเครื่องมือพิเศษสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนสต็อกอะไหล่ที่ครอบคลุมทั้งอะไหล่สำหรับการบำรุงรักษา งานซ่อมอุบัติเหตุ และชิ้นส่วนที่สึกหรอตามการใช้งาน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เดินหน้า 4 แผนหลัก พัฒนาเครือข่ายบริการหลังการขายระยะยาว เลพาส ประเทศไทย เดินหน้าลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 4 แผนงานสำคัญ ได้แก่   คลังอะไหล่และระบบโลจิสติกส์ คลังอะไหล่ขนาด 17,000 ตารางเมตร รองรับอะไหล่มากกว่า 8,400 รายการ (SKU) รวมประมาณ 200,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 250 ล้านบาท พร้อมระบบจัดส่งถึงศูนย์บริการในกรุงเทพฯ ภายใน 24 ชั่วโมง และต่างจังหวัดภายใน 2 วัน ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน LEPAS (Certified Body & Paint) ตั้งเป้าเปิดให้บริการ 12 แห่งภายในปี 2569 แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑล 6 แห่ง และต่างจังหวัด 6 แห่ง ด้วยมาตรฐานงานซ่อมที่ได้รับการรับรองสำหรับรถยนต์ LEPAS โดยเฉพาะ ศูนย์ซ่อมแบตเตอรี่ (Battery Repair Center) เตรียมพัฒนาศูนย์เฉพาะทางสำหรับการบำรุงรักษา ตรวจวิเคราะห์ และซ่อมชิ้นส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูง เพื่อยกระดับการดูแลรถยนต์ไฟฟ้าด้วยบุคลากรและองค์ความรู้เฉพาะทาง ศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิค (Technical Training Center) ศูนย์ฝึกอบรมภายใต้ Chery Group มีกำหนดเปิดดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2569 ประกอบด้วยห้องเรียนด้านเทคนิค 4 ห้อง และพื้นที่ฝึกปฏิบัติงานซ่อม 4 พื้นที่ รองรับ 350 ที่นั่ง และผู้เข้าอบรมได้ถึง 3,600 คนต่อปี โดยตั้งเป้าให้ช่างเทคนิคทุกคนผ่านการรับรองระดับ 1 (Level 1) ครบ 100% ภายในปี 2569 พร้อมผลักดันให้มีช่างเทคนิคระดับ Master Technician ประจำทุกศูนย์บริการภายในปี 2570   LEPAS Care ขยายการดูแลสู่มาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 2569   นอกเหนือจากการยกระดับบริการหลังการขายในระยะยาว LEPAS Care ยังขยายการดูแลไปสู่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยจัดมาตรการพิเศษเพื่อช่วยบรรเทาภาระและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถนำรถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด   ลูกค้าที่รถยนต์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมสามารถนำรถเข้ารับ บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี ครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์ระบบเบื้องต้น (Diagnostic Scan) การตรวจสุขภาพแบตเตอรี่ และการตรวจระบบเบรก   สำหรับรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายรุนแรง บริษัทฯ จะจัดสิทธิ์นัดหมายเข้ารับบริการเป็นกรณีพิเศษ พร้อมประสานทีมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ให้ความช่วยเหลือ รวมถึงจัดทำรายงานผลการตรวจสภาพรถเพื่อใช้ประกอบการเคลมประกันภัย และช่วยประสานงานกับบริษัทประกันภัยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าตลอดกระบวนการ   นอกจากนี้ ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขยังได้รับ ส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรง 30%* สำหรับค่าใช้จ่ายจากเหตุอุทกภัยที่ลูกค้าเป็นผู้ชำระเองและอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย   สำหรับลูกค้าที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ และมีความประสงค์จะซื้อรถยนต์คันใหม่ บริษัทฯ จะพิจารณามอบความช่วยเหลือพิเศษเพิ่มเติม เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ   นายจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เลพาส ประเทศไทย (LEPAS Thailand) กล่าวว่า “ความไว้วางใจของลูกค้าคือหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของ LEPAS ในประเทศไทย โปรแกรม LEPAS Care จึงไม่ใช่เพียงบริการหลังการขาย แต่เป็นความตั้งใจของเราที่จะดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ ตั้งแต่การรับประกันแบตเตอรี่ตลอดอายุการใช้งาน บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ไปจนถึงการลงทุนในคลังอะไหล่ การพัฒนาบุคลากร และการขยายเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ”   “โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างอุทกภัย เราต้องการให้ลูกค้ามั่นใจว่า LEPAS พร้อมอยู่เคียงข้างและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับมาใช้ชีวิตและเดินทางได้อย่างมั่นใจโดยเร็วที่สุด”   หมายเหตุ: ส่วนลด 30% สำหรับลูกค้า LEPAS ที่ชำระค่าใช้จ่ายเองจากเหตุอุทกภัย และอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทประกันภัย เฉพาะอะไหล่ที่เข้าร่วมรายการเท่านั้น   *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด อะไหล่ที่ไม่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ แบตเตอรี่ ยางรถยนต์ มอเตอร์ขับเคลื่อน ชุดควบคุมมอเตอร์ และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์   ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อนัดหมายเข้ารับบริการ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการ LEPAS ทั่วประเทศ  

September 29, 2026 / 0 Comments
read more

กองทัพเรือ-ไอคอนสยาม ชวนชมเรือพระราชพิธีจำลองในนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์”

PRnounce

กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม ชวนสัมผัสความวิจิตรของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ผ่านนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์”     กองทัพเรือ ร่วมกับ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขอเชิญชวนประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ร่วมชมนิทรรศการ “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม เพื่อร่วมเรียนรู้และชื่นชมความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อันเป็นหนึ่งในโบราณราชประเพณีสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน พร้อมเตรียมความพร้อมก่อนการรับชมพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569     ภายในนิทรรศการตื่นตากับการจัดแสดงเรือพระราชพิธีจำลองครบทั้ง 52 ลำตามรูปแบบริ้วขบวนจริง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างประณีตงดงาม พร้อมเรื่องราวเกี่ยวกับประเภท บทบาท และความสำคัญของเรือแต่ละลำในริ้วขบวน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้อย่างใกล้ชิด อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการจัดแสดงเรื่องราวของ 4 เรือพระที่นั่งสำคัญแห่งพระราชพิธีปี 2569 ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในริ้วขบวนพระราชพิธี ตลอดจนการจัดแสดงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลองขนาดใหญ่ ความยาว 15 เมตร พร้อมสื่อมัลติมีเดีย วิดีทัศน์ และองค์ความรู้ที่ช่วยถ่ายทอดความเป็นมาและความสำคัญของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคได้อย่างครบถ้วนและเข้าใจง่ายสำหรับผู้ชมทุกวัย     นิทรรศการครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์ของมรดกวัฒนธรรมไทยผ่านรูปแบบการนำเสนอที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมร่วมภาคภูมิใจในคุณค่าของโบราณราชประเพณีที่ได้รับการอนุรักษ์และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ณ พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน     ผู้สนใจสามารถเข้าชม “สี สรรค์ สะท้อนศิลป์ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ ไอคอนลักซ์ ชั้น M ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com  

September 29, 2026 / 0 Comments
read more

ไทยน้ำทิพย์-โคคาโคล่า ผนึกซีเจ มอร์ ขยายจุดรีไซเคิลโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค ปีที่ 6

PRnounce

ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ผนึกพันธมิตร ซีเจ มอร์ เข้าร่วมโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เปิดจุดรับวัสดุรีไซเคิลเข้าถึงพื้นที่ชุมชนยิ่งขึ้น   ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตร ซีเจ มอร์ (CJ MORE) สู่การขับเคลื่อนโครงการด้านความยั่งยืน สนับสนุนการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ ผ่านการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ CJ MORE ขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชน อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพิ่มโอกาสเก็บบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วกลับสู่ระบบรีไซเคิลที่มากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) ในประเทศไทย   คุณปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ องค์กรสัมพันธ์ การสื่อสาร และความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม “โคคา-โคล่า” ในประเทศไทย กล่าวว่า “ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ส่งมอบความสดชื่นในประเทศไทยมา 67 ปีแล้ว เราให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน “Our Choice, Our Future!” โดยหนึ่งในเรื่องที่เราขับเคลื่อนคือสนับสนุนการเก็บบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งเราได้ร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าในประเทศไทยในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ยาวนาน 6 ปีแล้ว โดยผนึกพันธมิตรลูกค้ากลุ่ม Modern Trade ทั้งห้างสรรพสินค้า ค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เข้าร่วมในโครงการเพื่อตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ล่าสุด ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า รู้สึกขอบคุณและยินดีที่ได้พันธมิตร ซีเจ มอร์ มาร่วมในโครงการเพิ่ม ซึ่งจะช่วยขยายการเข้าถึงพื้นที่ชุมชนได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพิ่มความครอบคลุมของจุดรับวัสดุรีไซเคิลให้โครงการนี้ สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้ประเทศไทยไปด้วยกัน โดยไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า จะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมลูกค้าทั้งกลุ่มค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่และกลุ่มร้านค้าท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนระบบบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน (Circular Packaging) สร้างความสำเร็จด้านความยั่งยืนร่วมกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจของพันธมิตรอย่างยั่งยืน”   คุณนพภรณ์ ตั้งจิตปิยะนนท์ ผู้อำนวยการสำนักประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ซีเจ มอร์ ในฐานะร้านค้าปลีกในชุมชน ที่มีสาขาครอบคลุมมากกว่า 2,100 แห่งทั่วประเทศ เดินหน้าในการเข้าถึงชุมชนไทยและเข้าใกล้คนไทยมากขึ้น เรามุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตของชุมชนอย่างโตเนื่อง และนำเสนอสินค้าที่ครบ ถูก คุ้ม และจัดกิจกรรมพิเศษในพื้นที่สาขาเพื่อช่วยสนับสนุนประชาชนรอบพื้นที่และเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชนนั้น ๆ และดำเนินธุรกิจควบคู่กับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งประเด็นด้านความยั่งยืนก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ ซีเจ มอร์ มีเป้าหมายขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน เราจึงยินดีที่ได้มีเข้ามาร่วมมือในโครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 เพิ่มจุดรับวัสดุรีไซเคิลใน ซีเจ มอร์ ซึ่งสาขาของเรามีจุดแข็งในการอยู่ในพื้นที่ชุมชนและมีกิจกรรมดี ๆ ที่ได้มีส่วนร่วมกับคนในชุมชนอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถช่วยเชื่อมโยงโครงการนี้เข้ากับคนในชุมชนรอบข้างสาขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ซีเจ มอร์ ยังให้การสนับสนุนบัตรกำนัลมูลค่า 100 บาท จำนวน 50 ใบ สำหรับใช้ในกิจกรรม Lucky Draw เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้ลูกค้า ซีเจ มอร์ ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้มากยิ่งขึ้น โดยเรายังอยู่ระหว่างการวางแผนร่วมกับไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า เพื่อขยายจำนวนจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขาของ ซีเจ มอร์ เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต สนับสนุนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบในประเทศไทยร่วมกันต่อไป” ปัจจุบัน ซีเจ มอร์ สนับสนุนการจัดตั้งจุดรับวัสดุรีไซเคิลในสาขานำร่องรวม 5 จุด ได้แก่ สาขาร่มเกล้า 64 สาขาสน.อุดมสุข สาขาลาซาล 50 สาขากิ่งแก้ว 25/1 และสาขาแยกประเวศ โดยประชาชนสามารถนำวัสดุรีไซเคิล 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก แก้ว กระดาษ และโลหะ (รวมถึงกล่องเครื่องดื่ม UHT) มาส่งที่จุดรับวัสดุรีไซเคิลดังกล่าว โครงการ “โค้ก” ชวนแยก แลกลุ้นโชค กับ Trash Lucky ปีที่ 6 ชวนประชาชนร่วมรีไซเคิลผ่านจุดรับวัสดุรีไซเคิลในโครงการรวมมากกว่า 90 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ขอนแก่น และระยอง ลุ้นรางวัลมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านบาท โดยโครงการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Trash Lucky https://trashlucky.com/recycleme/

September 29, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก GE Vernova ขับเคลื่อนพลังงานภูมิภาคอาเซียน

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ ผนึก GE Vernova ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ขับเคลื่อนการเติบโตด้านพลังงานระดับภูมิภาคอาเซียน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่และผู้นำด้านพลังงานของประเทศไทยและ GE Vernova Inc. ผู้นำโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลก จากสหรัฐอเมริกา ประกาศความสำเร็จในการลงนามข้อตกลงสำคัญ 2 ฉบับ ตอกย้ำความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างสององค์กรในด้านการผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พิธีลงนามจัดขึ้นภายในงาน Gastech 2026 งานแสดงสินค้าระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ, LNG, โซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ และ AI สำหรับพลังงาน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค (BITEC) บางนา โดยได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เจมส์ แดนลีย์ ท่านทูตณอน โอนีลส์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บี.กริม เพาเวอร์ และ มร.หยิว เว่ย หนาน ผู้จัดการทั่วไปประจําภูมิภาคเอเชียใต้และแปซิฟิกจาก GE Vernova เป็นผู้ร่วมลงนาม สะท้อนถึงความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับภูมิภาค ตลอดจนสะท้อนถึงความคืบหน้าของความร่วมมือระหว่าง GE Vernova และ บี.กริม เพาเวอร์ ภายใต้ข้อตกลงฉบับแรก GE Vernova จะรับผิดชอบในการจัดหา กังหันก๊าซรุ่น 9HA.02 พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) จำนวน 1 ชุด เพื่อใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ระบบกังหันก๊าซพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Co-generation) ขนาด 750 เมกะวัตต์ แห่งใหม่ในประเทศมาเลเซีย ขณะที่ บี.กริม เพาเวอร์ จะรับผิดชอบในการเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ ส่วนข้อตกลงฉบับที่สอง จะครอบคลุมสัญญาบริการระยะเวลา 14 ปี สำหรับชุดกังหันก๊าซแบบ Aeroderivative รุ่น LM6000 ของ GE Vernova จำนวน 5 ชุด ณ โรงไฟฟ้า บี.กริม บีไอพี เพาเวอร์ 1 และ 2 ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ในระยะยาว พร้อมเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานของสินทรัพย์ด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อระบบพลังงานของประเทศไทย ความร่วมมือระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และ GE Vernova ในครั้งนี้ ถือเป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการดำเนินงานในระดับภูมิภาคของ บี.กริม เพาเวอร์ เข้ากับเทคโนโลยีกังหันก๊าซขั้นสูงของ GE Vernova และศักยภาพด้านการให้บริการระดับโลก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลยุทธ์การขยายธุรกิจในตลาดต่างประเทศของ บี.กริม เพาเวอร์ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย ในการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีประสิทธิภาพ และมีความน่าเชื่อถือในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันยังช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาวของสินทรัพย์ด้านพลังงานที่ให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมและระบบไฟฟ้าของประเทศไทย “การลงนามภายในงาน Gastech 2026 ถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการสะท้อนความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่าง GE Vernova และ บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งแต่สนับสนุนการพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าแห่งใหม่ในภูมิภาค ไปจนถึงการให้บริการสนับสนุนตลอดอายุการใช้งานในระยะยาว สำหรับกังหันก๊าซที่อยู่ในระบบการผลิตไฟฟ้าของ บี.กริม เพาเวอร์” Mr.Ramesh Singaram ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจ Gas Power ประจำภูมิภาคเอเชียของ GE Vernova กล่าว “เราภูมิใจที่ได้นำทั้งเทคโนโลยีและบริการของ GE Vernova มาผสานเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุน บี.กริม เพาเวอร์ ในการส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัทในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” Mr.Ramesh Singaram กล่าว ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่าพลังงานไม่ได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นพลังขับเคลื่อนความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และสังคม จากความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานกับ GE Vernova สะท้อนปรัชญาในการขับเคลื่อนธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่ง “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” (Empowering the World Compassionately) ด้วยความใส่ใจและความรับผิดชอบ โดยผสานนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญด้านการดำเนินงาน และพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจ เพื่อส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพในพื้นที่ที่มีความต้องการ “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม เรามุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าดังกล่าว ควบคู่ไปกับการร่วมสร้างอนาคตด้านพลังงานของภูมิภาคให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น” ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าว จากขอบเขตของข้อตกลงทั้งสองฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง GE Vernova และ บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งครอบคลุมวัฏจักรชีวิตของการผลิตไฟฟ้า ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูงมาใช้กับโครงการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ไปจนถึงการให้บริการบำรุงรักษาระยะยาวสำหรับระบบการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังมีความมุ่งมั่นในการส่งมอบโซลูชันด้านพลังงานที่มีความมั่นคง ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกี่ยวกับ GE Vernova GE Vernova Inc. (NYSE: GEV) เป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่จัดตั้งขึ้นโดยมีพันธกิจเฉพาะในด้านพลังงาน ประกอบด้วยธุรกิจหลัก ได้แก่ Power, Wind และ Electrification พร้อมได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการเติบโต (Accelerator Businesses) ด้วยประสบการณ์กว่า 130 ปีในการร่วมแก้ไขความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งยังมีบทบาทนำต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ด้วยการเดินหน้าขยายการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน GE Vernova ให้การสนับสนุนลูกค้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคง และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน บริษัทมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีพนักงานมากกว่า 85,000 คนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ด้วยพันธกิจของบริษัทภายใต้แนวคิด “The Energy to Change the World” เทคโนโลยีของ GE Vernova มีส่วนช่วยสร้างอนาคตด้านพลังงานในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น มีความน่าเชื่อถือ ยั่งยืน และมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น ธุรกิจ Gas Power ของ GE Vernova พัฒนาเทคโนโลยีและบริการด้านระบบผลิตไฟฟ้าด้วยก๊าซธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพสูงและทันสมัย ตลอดจนโซลูชันด้านการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่มุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำ โดยเป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านกังหันก๊าซ และเทคโนโลยีโรงไฟฟ้า รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้อง โดยมีฐานติดตั้งผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอุตสาหกรรม

September 29, 2026 / 0 Comments
read more

JSP เกาะเทรนด์ ‘กินเพื่อป้องกัน’ รับคนรุ่นใหม่หันดูแลตัวเอง หนีค่าหมอเพิ่มปีละ10% 

Peace&Play

JSP ส่งแบรนด์ ‘สุภาพโอสถ’ รับเทรนด์ ‘กินเพื่อป้องกัน’ ของคนรุ่นใหม่หลบต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นทุกปี-พร้อมเพิ่มทางเลือกเข้าหากลุ่มไม่มีเวลาดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์เสริม ห่าง 5 โรคหน้าฝน   มุ่งตลาดแบรนด์สุภาพโอสถ JSP เดินหน้าทำตลาดผลิตภัณฑ์ในเครืออย่างเต็มรูปแบบ ทั้งช่องทางร้านค้าและออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง เกาะกระแสคนรุ่นใหม่ JSP ตอบรับเทรนด์การดูแลตัวเองก่อนป่วย หันมาออกกำลังกายและเลือกรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน หนีต้นทุนค่าหมอพุ่ง  ต้นทุนการรักษาและราคายาที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 10-15% ผลักดันให้คนหันมาใส่ใจการป้องกันสุขภาพมากขึ้น     พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนา ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยา ยาแผนโบราณ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหารเสริม และเครื่องสำอางแบบครบวงจร  ภายใต้แบรนด์ สุภาพโอสถ, COX,  EVITON เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งพัฒนาและทำตลาดผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘สุภาพโอสถ’ ในเชิงรุกมากขึ้นนับจากนี้   โดย JSP วางแผนเร่งขยายช่องทางจำหน่ายทั้งร้านค้า และช่องทางออนไลน์เพิ่ม ให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง พร้อมเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์แบรนด์ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง   สำหรับแผนดังกล่าว เพื่อรองรับกระแส(เทรนด์) การดูแลตนเองก่อนป่วย  ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังมุ่งไปทางเดียวกันทั่วโลก ด้วยผู้คน ต่างหันมาออกกำลังกายมากขึ้น รวมถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน   นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลัก ที่ส่งผลให้กระแสการดูแลตัวเองก่อนป่วยได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ คือ ต้นทุนด้านการเข้ารักษาจากสถานพยาบาลเพิ่มสูงทุกปี โดยมาจากทั้งค่ายาที่สูงขึ้น ซึ่งทั่วโลกต้นทุนการผลิตยาจะสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 10- 15% โดยส่วนใหญ่เป็นต้นทุนจากงานวิจัย ต้นทุนค่าจ้างบุคลากรทางการแพทย์พุ่งปีละ 5 – 5.5 % ทุกปี ซึ่งมีส่วนต่อค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นปีละ 7.5-10%   อย่างไรก็ตาม จากสภาพในปัจจุบันยังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีเวลาในการดูแลตัวเองมากนัก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนประชาชนมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากหลายปัจจัย สอดคล้องข้อมูลกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า 5 อันดับโรคที่พบผู้ป่วยมากที่สุดในช่วงวันที่ 9 สิงหาคม–8 กันยายน 2569 ได้แก่ โรคไข้หวัดใหญ่ (พบผู้ป่วยสะสม 359,672 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น) โรคอุจจาระร่วง โรคโควิด-19 และโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน โรคปอดอักเสบ โรคมือเท้าปาก พิษณุ กล่าวว่าจากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทมองเห็นโอกาสการนำผลิตภัณฑ์สุภาพโอสถ ที่ได้รับการตอบรับสูงสุดในช่วงหน้าฝน ได้แก่ วิตามินซี และรังนก  เป็นหนึ่งทางเลือกในการป้องกันและดูแลสุขภาพ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ต้องการดูแลแต่ไม่มีเวลาและมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยโรคที่อาจมาพร้อมในฤดูฝน ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ในข้างต้น   นอกจากนี้ ยังรวมถึงกลุ่มผู้บริโภค ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนเกิดการเจ็บป่วย ทั้งการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย รวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพและเสริมโภชนาการ เช่นกัน   “เทรนด์สุขภาพกินเพื่อป้องกัน จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการเติบโตตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพราะนอกจากความต้องการที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลแล้ว ยังมีปัจจัยระยะยาวจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงความตื่นตัวด้านสุขภาพ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันมากขึ้น”

September 28, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูฯ ผนึก กสทช. ส่งรถ COW เสริมสัญญาณเคหะร่มเกล้า หนุนสื่อสารช่วงน้ำท่วม

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ กสทช. ห่วงใยประชาชนพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า ส่งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW เสริมสัญญาณ รองรับการติดต่อสื่อสารและประสานความช่วยเหลือ   บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE ผู้ให้บริการเทคโนโลยี (Tech Com)  ร่วมกับ สำนักงาน กสทช. ดูแลการสื่อสารในพื้นที่น้ำท่วมเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง โดยเร่งนำรถสถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) เข้าติดตั้งเพื่อเสริมสัญญาณ บริเวณชุมชนอยู่อาศัยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ   ทั้งนี้ เพื่อรองรับการติดต่อสื่อสารของประชาชน รวมถึงการประสานความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำท่วมยังอยู่ในระดับสูง และบางจุดสูงกว่า 1 เมตร ส่งผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะผู้ป่วย เด็ก และผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง   ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งการอพยพออกจากพื้นที่ การขนย้ายสิ่งของ และการนำอาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญประจำบ้าน และสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังอยู่ภายในชุมชน   ในสถานการณ์ที่ประชาชนจำนวนมากยังคงอยู่ในพื้นที่ ซึ่งการติดต่อสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการประสานขอความช่วยเหลือ การติดต่อกับครอบครัว และการติดตามข้อมูลข่าวสารและสถานการณ์   ล่าสุด การเสริมสัญญาณในพื้นที่จึงมีความสำคัญต่อทั้งประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่และหน่วยงานต่างๆ ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอพยพ ให้ความช่วยเหลือ และนำสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ เพื่อให้การติดต่อและประสานงานสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง   การนำ COW เข้าพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินของทรูในการดูแลโครงข่ายสื่อสารตลอด 24 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วม โดยทีมวิศวกรภาคสนามยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับการทำงานและเสริมอุปกรณ์ตามความจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อสื่อสาร รับข้อมูลข่าวสาร และประสานความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง

September 28, 2026 / 0 Comments
read more

‘เอกราช ปัญจวีณิน’ TRUE ระดมพลังสมองควอนตัมไทย เดิมพัน 4 ธุรกิจเป้าหมายอนาคต

EcoVative

ทรู เผยทิศทาง Quantum Club Thailand ระดมพลังสมองควอนตัมไทย เตรียมใช้จริงใน 4 ธุรกิจเป้าหมายแห่งอนาคต รับเศรษฐกิจโลกดิจิทัล   หลังจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กลุ่ม ซีพี (CP) บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด (Arise Ventures Group) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ครือข่ายสถาบันวิจัย QTRic และ qBraid เปิดตัว ควอนตัม คลับ ไทยแลนด์ (Quantum Club Thailand) ไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา   อ่านเนื้อหา ที่เกี่ยวข้อง CP เปลี่ยน’ไทย’เป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ตั้งกองทุนแสนล.ใน7 ปีรับเศรษฐกิจโลก’ควอนตัม’   ล่าสุด ‘เอกราช ปัญจวีณิน’ หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม ทรูฯ ได้เปิดบ้าน ‘ซีพี อินโนเวชั่น’ ณ True Digital Park (ทรู ดิจิทัล พาร์ค) พร้อมอัปเดทความคืบหน้า โปรเจกต์ต่างๆ ที่เตรียมเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ จากพลังมันสมองชาวควอนตัม คลับ ไทยแลนด์   แกนหลัก ‘ควอนตัม’ ประเทศไทย   เอกราช เกริ่นถึงแนวคิดการนำ ‘ควอนตัม’ มาประยุกต์ใช้ในบริบทของการประมวลผลระดับควอนตัม (Quantum Computing) ด้วยหลักการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างแบบจำลองของ ‘คำตอบ’ ในทุกรูปแบบที่เป็นไปได้และนำไปสู่การใช้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการแก้ไขและออกแบบสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้   ขณะที่ การนำระบบประมวลผลควอนตัม ในระยะแรกภายใต้กลุ่ม Quantum Club Thailand จะโฟกัสแนวทางการนำเทคโนโลยีควอนตัมไปประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ที่กำลังดำเนินการอยู่ พร้อมด้วยอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต โดยเริ่มจาก   ด้านเครือข่ายโทรคมนาคม ‘Telco Network Optimization’ ซึ่งกลุ่มทรูฯ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก เพื่อวางแผนโครงข่าย 5G/6G ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงนำควอนตัมมาช่วยตรวจจับความผิดปกติ (Anomaly) ในระบบโทรคมนาคม และประเมินความพร้อมของโครงข่ายโทรคมนาคมสำหรับเทคโนโลยีนี้ ด้านพลังงาน ‘Energy Optimization’ การทำงานร่วมกับ EGAT (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) เพื่อสร้างโมเดลด้านการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าและการจ่ายพลังงานหมุนเวียน (Renewable Dispatch) การบริหารสมดุลช่วงโหลดพีค (Peak-load Balancing) และโครงการนำร่องด้านการจัดตารางกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Scheduling) ความปลอดภัยควอนตัม ‘Quantum Safe’ ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อเตรียมความพร้อมด้าน Post-Quantum Cryptography (PQC) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (Critical Infrastructure)   พร้อมทดลองนำร่อง Quantum Key Distribution (QKD) เพื่อการส่งข้อมูลที่ปลอดภัยสูงสุด และเสริมความมั่นคงของเครือข่ายให้พร้อมรับมือภัยคุกคามจากเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคต   นอกจากนี้ยังขยายผลไปยัง อุตสาหกรรมเป้าหมายต่อไป ได้แก่ Manufacturing (อุตสาหกรรมการผลิต) Financial Services (การเงิน) Healthcare (สาธารณสุข) Supply Chain (ห่วงโซ่อุปทาน)   “แนวทางนี้ สะท้อนแผนขยายการประยุกต์ใช้ควอนตัมให้ครอบคลุมภาคธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น”   ‘Digital Twin’ โทรคมนาคมควอนตัม   สำหรับความคืบหน้าล่าสุด Quantum Club Thailand วางแผนเปิดตัวโครงการต้นแบบระบบสื่อสารโทรคมนาคมภายใต้ระบบการประมวลผลควอนตัม Digital Twin สำหรับ ‘Telco Network Optimization’ ซึ่งจะเริ่มทดสอบวันที่ 10 ธันวาคม 2569  ซึ่งโปรเจกต์ฯ นี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมความพร้อมเพื่อเปิดตัวตามแผนที่วางไว้ และในปี 2570 วางแผนเปิดตัวไม่ต่ำกว่า 4-5 โครงการ   เอกราช อธิบายหลักการระบบประมวลผลควอนตัม จากในอดีตจะต้องใช้ทั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ คอมพิวเตอร์ ที่มี ชิปเซ็ตควอนตัม (QUE) ประมวลผล เมื่อเทียบกับการทำงานระบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป ที่ในบางโปรเจกต์อาจต้องใช้งบลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ถึงหลัก 500 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกันระหว่างพันธมิตร qBraid ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ คอวนตัม ด้วยโมดูลต่างๆให้ผู้ใช้งานเลือกได้ตามความต้องการในแต่ละโปรเจกต์ ซึ่งช่วยทั้งการร่นระยะเวลาการทำงาน รวมถึงงบประมาณลงทุนในด้านนี้ ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องเปิดพ็อคเก็ต โทเคน (Token Pocket) เพื่อนำไปใช้ โดยใช้งบลงทุนขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการที่ต้องการพัฒนาทดสอบ   “ควอนตัม ย่อเวลาการคำนวนข้อมูลเพื่อสร้างความเป็นไปได้ในทุกรูปแบบ อย่างในบางโครงการใช้เวลา 7 นาที เทียบกับอดีตใช้เวลา 7 วัน”   ระบบนิเวศเศรษกิจควอนตัม เอกราช กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือในการทำงานภายใต้ Quantum Club Thailand จะครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีควอนตัมที่ควบคู่กันใน 3 ด้าน ดังนี้ Q’Academy (ด้านวิชาการ) Q’Industry (ด้านอุตสาหกรรม) Q’Lab (ด้านห้องปฏิบัติการวิจัย)   ฝั่ง Academic (วิชาการ) จะเจาะลึกงานวิจัยด้านเทคโนโลยีควอนตัมของไทย โดยเฉพาะความสำเร็จครั้งสำคัญคือการพัฒนา  ขณะที่ QKD (Quantum Key Distribution) ข้ามพรมแดนครั้งแรกในอาเซียน รวมถึงการวิจัย Post-Quantum Cryptography และอัลกอริทึมควอนตัมสำหรับการค้นคว้ายา   สำหรับภาคเอกชน (Private Sector) นำเสนอโจทย์จริงจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม พร้อมระบุ 6 ชั้นความซับซ้อน ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการประหยัดพลังงานเครือข่าย พร้อมเสนอกรณีศึกษาที่เป็นไปได้สำหรับการนำควอนตัมมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหานี้   ขณะที่ ภาครัฐ (Government) จะให้น้ำหนักการวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัมของไทย ตั้งแต่ งานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) การพัฒนาบุคลากร ความพร้อมด้านเทคโนโลยี วิสัยทัศน์เชิงนโยบายระดับชาติ   จุดเริ่ม เศรษฐกิจควอนตัมโลก 2028 เอกราช  กล่าวถึงการทำงานของ Quantum Club Thailand ยังสะท้อนมุมมองเทคโนโลยีระดับโลก ผ่านแนวคิด ‘The Quantum Decade’ ซึ่งปัจจุบันมีถึง 31 ประเทศที่ดำเนินโครงการควอนตัมระดับชาติแล้ว   นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องติดตาม คือ กำหนดเวลาการเปลี่ยนผ่านสู่ PQC (Post-Quantum Cryptography) ตามกรอบเวลาสากล ภายใต้สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐฯ (NIST) รวมถึงหน่วยงานด้านความปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลกหลายแห่ง (เช่น ประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย) ได้กำหนดแผนงานและเป้าหมายให้องค์กรต่างๆ เริ่มดำเนินการเปลี่ยนผ่าน (Migration) และทดสอบระบบสำหรับโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบสำคัญภายในช่วงปี 2028  และ ‘ประเทศไทย’ จึงไม่ควรพลาดขบวนเทคโนโลยีนี้เช่นกัน  โดยควอนตัม คลับ ประเทศไทย ยังวางเป้าหมายด้านวิชาการพัฒนา บุคคลากรควอนตัมประเทศไทย ได้ 500 คนในปี2570   โดยแนวทางทั้งหมดอยู่ภายใต้แกนสำคัญของ  Quantum Club Thailand  ซึ่งวางหลักคิดไว้ชัดเจนว่า ‘No Quantum Claim without a Classical Benchmark’ ไม่กล่าวอ้างว่า Quantum ดีกว่า หากยังไม่ได้พิสูจน์ด้วยการเปรียบเทียบกับวิธีการแบบ Classical     alt-x Key  Takeaways Quantum Club Thailand เดินหน้าผลักดันเทคโนโลยีควอนตัมจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเข้าด้วยกัน Q’Industry วางโจทย์นำร่อง 3 ด้าน ได้แก่ Telco Network Optimization, Energy Optimization และ Quantum Safe เพื่อทดสอบศักยภาพควอนตัมกับปัญหาจริง ทรู เตรียมใช้ Quantum-inspired Optimization กับการวางแผนโครงข่าย 5G/6G รวมถึงการตรวจจับความผิดปกติและประเมินความพร้อมของโครงข่าย Financial Services, Healthcare และ Supply Chain ถูกวางเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับการขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในระยะต่อไป หลักคิดสำคัญของ Quantum Club Thailand คือ ‘No Quantum Claim without a Classical Benchmark’ หรือไม่กล่าวอ้างว่า Quantum ดีกว่า จนกว่าจะพิสูจน์ด้วยการเปรียบเทียบกับวิธีการแบบ Classical

September 28, 2026 / 0 Comments
read more

ZEEKR ย้ำอยู่ด้วยเสมอให้ส่วนลด 40% ค่าแรง อะไหล่ รถประสบภัยน้ำท่วม ทุกรุ่นทั่วไทย

BizKet

ZEEKR จัดแคมเปญส่วนลด ค่าแรงและค่าอะไหล่ 40%* เพื่อดูแลรักษาและซ่อมแซมรถยนต์ ZEEKR ทุกรุ่น ทั่วไทย เริ่มเลย! ถึงสิ้นเดือนต.ค.นี้   จากสถานการณ์วิกฤติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ของประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีผู้ได้รับความเสียหายขยายเป็นวงกว้าง   ZEEKR Thailand ออกประกาศร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมเคียงข้างลูกค้าส่งกำลังใจและความห่วงใยถึงผู้ประสบภัยจากวิกฤตน้ำท่วมในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ   โดยมอบส่วนลดพิเศษ 40% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่* เพื่อช่วยดูแลรักษาและซ่อมแซมรถยนต์ ZEEKR ทุกรุ่น เพื่อให้คนไทยสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว   โดยมีระยะเวลาร่วมแคมเปญ ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ตุลาคม 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม แคมเปญสำหรับรถยนต์ ZEEKR ทุกรุ่น ซึ่งได้รับความเสียหายจากสถานการณ์วิกฤตอุทกภัย ทั่วประเทศ ส่วนลดพิเศษ 40% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ (ยกเว้นแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และ DC Converter) ส่วนลดพิเศษนี้ไม่ครอบคลุมลูกค้าที่มีการใช้สิทธิ์จากบริษัทประกันภัยฯ ส่วนลดพิเศษไม่สามารถเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์สำหรับการเข้ารับบริการและใช้อะไหล่แท้ ZEEKR ที่จำหน่ายโดยศูนย์บริการ ZEEKR เท่านั้น     ZEEKR ขอให้ทุกท่านผ่านพ้นช่วงเวลานี้อย่างปลอดภัย พร้อมให้คำมั่นว่า จะเคียงข้างและดูแลลูกค้า คนสำคัญอย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์ Stay safe, We’re here for you.

September 28, 2026 / 0 Comments
read more

XSPRING วางแผนให้ชนะ ‘Win Your Life’ ทุกเกมชีวิต-การเงิน สู่นักกีฬาคนพิการ

PRnounce

XSPRING จับมือ ก.ล.ต., ตลท. และเครือข่ายสมาคมกีฬาคนพิการจัดงาน “Win Your Life เพราะเกมชีวิตต้องวางแผนให้ชนะ” ถ่ายทอดความรู้ทางการเงินอย่างยั่งยืนสู่นักกีฬาคนพิการ   กลุ่มธุรกิจการเงินเอ็กซ์สปริง (XSpring) ยึดมั่นแนวคิดการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตทุกมิติ บูรณาการจุดแข็ง ทรัพยากร และผู้เชี่ยวชาญ ร่วมผลักดันทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และภาคสังคม ให้มีความรู้ด้านการวางแผนชีวิต การบริหารการเงิน การออม การลงทุน และการรู้เท่าทันภัยจากการหลอกลวงทางการเงินและการลงทุน เพื่อยกระดับโอกาสในการเข้าถึงองค์ความรู้ทางการเงินอย่างเท่าเทียม ล่าสุด จับมือ ก.ล.ต. ตลท. และเครือข่ายสมาคมกีฬาคนพิการ จัด “Win Your Life เพราะเกมชีวิตต้องวางแผนให้ชนะ” สานต่อโครงการ “Because Sharing is Caring” ปีที่ 4 เสริมความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินให้นักกีฬาคนพิการ รับมือข้อจำกัดด้านรายได้และเส้นทางอาชีพ พร้อมรู้เท่าทันภัยหลอกลวงทางการเงินและการลงทุน พร้อมจัดกิจกรรมเสวนา จาก 3 นักกีฬาคนดัง “สายสุนีย์ จ๊ะนะ” นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติไทย “วรวุฒิ แสงอำภา” นักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทย และ “รุ่งโรจน์ ไทยนิยม” นักกีฬาเทเบิลเทนนิสคนพิการทีมชาติไทย ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตและด้านการเงิน และต่อยอดสู่ความสำเร็จในแบบ PLAN – INVEST – GROW – WIN เพราะเกมชีวิตต้องวางแผนให้ชนะ   นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpring AM) ในฐานะตัวแทนกลุ่มธุรกิจการเงินเอ็กซ์สปริง (XSpring) เปิดเผยว่าปี 2569 เป็นปีที่ XSpring เดินหน้ากลยุทธ์การบริการทางการเงินจาก Ecosystem ของกลุ่ม ภายใต้แนวคิด “Accelerate Integration for Sustainable Growth” เร่งขับเคลื่อนการบูรณาการเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งลูกค้า ผู้ถือหุ้น และสังคม ด้วยการบูรณาการศักยภาพ จุดแข็ง และทรัพยากรที่มีอย่างเต็มความสามารถ โดยเฉพาะในด้านการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมให้ยั่งยืนนั้น XSpring ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องผ่านการส่งความรู้ด้านการบริหารจัดการด้านการเงินให้มีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจด้านการเงิน (Financial Literacy) ช่วยยกระดับการเข้าถึงเครื่องมือในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างเท่าเทียม ผ่านโครงการ “Because Sharing is Caring” ที่ XSpring เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2566 ถ่ายทอดความรู้ให้กับทั้งนักมวย และในปีต่อมาได้ส่งต่อไปยังสมาชิกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย รวมถึงในปีล่าสุดได้ส่งต่อให้นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ สำหรับปีนี้โครงการ “Because Sharing is Caring” จัดขึ้นอีกครั้งภายใต้แนวคิด “Win Your Life เพราะเกมชีวิตต้อง ‘วางแผน’ ให้ชนะ” โดยได้กลับมาเจาะกลุ่มนักกีฬา เพราะเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างทั้งชื่อเสียง ความสำเร็จ และความมั่งคั่งทางการเงิน แต่มีนักกีฬาจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถบริหารจัดการทางการเงินให้ยั่งยืนได้ XSpring จึงเล็งเห็นปัญหาและยังคงสานต่อกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และเครือข่ายสมาคมกีฬาคนพิการ ประกอบด้วย สมาคมกีฬาคนพิการทางสมองแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการจัดโครงการส่งต่อองค์ความรู้ด้านการเงินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงให้แก่นักกีฬาคนพิการและบุคคลที่เกี่ยวข้องในการวางแผนชีวิตและการเงิน ครอบคลุมการบริหารรายรับรายจ่าย การออม การลงทุน และการป้องกันภัยจากการหลอกลวงทางการเงินและการลงทุน มุ่งสร้างทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในระหว่างเส้นทางอาชีพนักกีฬาและการเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในอนาคต   “การสนับสนุนนักกีฬาไม่ควรสิ้นสุดเพียงการสร้างโอกาสในการฝึกซ้อมหรือการแข่งขัน แต่ควรรวมถึงการสร้างความพร้อมและภูมิคุ้มกันทางการเงิน เพื่อให้นักกีฬาสามารถวางแผนชีวิตและดูแลตนเองได้อย่างมั่นคง แม้เมื่อถึงวันที่ต้องก้าวออกจากสนามแข่งขัน โดยเฉพาะอาชีพนักกีฬามีช่วงเวลาการแข่งขันจำกัด รายได้อาจจะไม่สม่ำเสมอตลอดเส้นทางและโอกาสในการประกอบอาชีพอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นกว่าอาชีพทั่วไป รวมถึงมีความเสี่ยงจากการบาดเจ็บหรือการยุติการแข่งขัน ดังนั้นความรู้เรื่องการบริหารเงิน การออม การลงทุน และการป้องกันตนเองจากภัยทางการเงิน จึงเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยต่อยอดความสำเร็จในวันนี้ไปสู่ความมั่นคงในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้พิการยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงองค์ความรู้และกิจกรรมด้านการเงินที่ไม่ได้ออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะกลุ่ม XSpring จึงมุ่งสานต่อโครงการเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว” นายยศกรกล่าว   โครงการ Because Sharing is Caring – Win Your Life เพราะเกมชีวิตต้อง “วางแผน” ให้ชนะ จัดขึ้น ณ ศูนย์ฝึกกีฬาบอคเซียแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โดยเปิดโอกาสให้นักกีฬาคนพิการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ทั้งบูธสำรวจ Money Mindset และ Financial Health เพื่อสำรวจมุมมองและสุขภาพทางการเงินของตนเอง บูธเกมรู้ทันกลโกงมิจฉาชีพจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมทักษะการสังเกตและป้องกันภัยหลอกลวงทางการเงินและการลงทุน และบูธให้ความรู้ด้านสิทธิและสวัสดิการคนพิการ จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)   กิจกรรมไฮไลต์ภายในงาน ได้แก่ การเสวนาหัวข้อ “เทคนิคการวางแผนการเงินสำหรับนักกีฬาอาชีพ” โดย นายเมธวัฒน์ ว่องกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด และนายปุณยวีร์ จันทรขจร วิทยากรด้านการลงทุน ร่วมถ่ายทอดความรู้และแนวทางด้านการวางแผนการเงินและการลงทุน พร้อมด้วย นางสาวสายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบทีมชาติไทย นายวรวุฒิ แสงอำภา นักกีฬาบอคเซียทีมชาติไทย และนายรุ่งโรจน์ ไทยนิยม นักกีฬาเทเบิลเทนนิสคนพิการทีมชาติไทย ร่วมแบ่งปันประสบการณ์จริงจากเส้นทางนักกีฬา เพื่อเชื่อมโยงหลักการทางการเงินกับการวางแผนชีวิต และการสร้างความมั่นคงทั้งในระหว่างและหลังเส้นทางอาชีพนักกีฬา   นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายหัวข้อ “ติดอาวุธป้องกันตนเองจากภัยกลโกง” โดย นายเศรษฐวัฏ ภู่ตระกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมความรู้ตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสริมความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้เข้าร่วมสามารถรู้เท่าทัน ตรวจสอบ และป้องกันตนเองจากภัยหลอกลวงทางการเงินและการลงทุนได้อย่างเหมาะสม   “ความเท่าเทียมทางการเงิน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนในหลายด้านของชีวิต การเข้าถึงความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน ให้สามารถวางแผนอนาคตของตนเองได้อย่างมั่นคงจึงเป็นปัจจัยที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันเพื่อให้ทุกหน่วยของสังคมก้าวไปด้วยกันอย่างมั่นคง สอดคล้องกับแนวคิด PLAN – INVEST – GROW – WIN “เพราะเกมชีวิตต้องวางแผนให้ชนะ” นายยศกร กล่าว

September 27, 2026 / 0 Comments
read more

เซ็นทรัลบริหารวิกฤตฝนถล่มเมือง ยังเปิดศูนย์ฯปกติ 44 สาขาทั่วไทย – ท็อปส์ ปิดชั่วคราว 10 สาขา

BizKet

กลุ่มเซ็นทรัล มอนิเตอร์กลุ่มค้าปลีกระบบซัพพลายเชน 24 ชั่วโมง ‘โก โฮลเซลล์’ วางแผนเติมสต๊อกสินค้า-คุมโลจิสติกส์ ท็อปส์ ตั้งวอร์รูม 24 ชม. หลังปิดชั่วคราว 10 สาขา         กลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ผู้ดำเนินธุรกิจในส่วนศูนย์การค้า (บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)) หรือ ซีพีเอ็น และเซ็นทรัล รีเทล (ซีอาร์ซี) ผู้บริหารค้าปลีก/ค้าส่ง โกลโฮลเซลล์ (Go Wholesale) และ ท็อปส์ (Tops) ได้เร่งติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ถึงในขณะนี้วันที่ 27 กันยายน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับความต้องการประชาชน เข้าถึงสินค้าอุปโภค บริโภค ได้อย่างเพียงพอ   โดยซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล ในวันนี้ (27 ก.ย. 69) ประกาศเปิดให้บริการศูนย์ฯ ทั้ง 44 สาขา ทุกแห่งทั่วประเทศตามปกติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้เลือกซื้ออาหาร สินค้า และของใช้จำเป็น พร้อมระบุ เซ็นทรัลพัฒนาขอส่งความห่วงใยถึงทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว   ‘โก โฮลเซลล์’ เร่งเติมสต็อก-มอนิเตอร์ 24 ชม.   ขณะที่ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ‘โก โฮลเซลล์’ (GO WHOLESALE) เพื่อผู้ประกอบการ ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้วางแนวทางยกระดับการเฝ้าระวังและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด หลังกรุงเทพมหานครขยายประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยจากเดิม 3 เขต ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขต มีผลตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชน มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอาหาร และสินค้าจำเป็นเพิ่มสูงขึ้นในหลายพื้นที่   โดยปัจจุบัน โก โฮลเซลล์ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติทุกสาขา พร้อมจัดทีมติดตามสถานการณ์น้ำและเส้นทางการเดินทางตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่าง สาขารามคำแหงและสาขารังสิต ซึ่งได้เตรียมความพร้อมและมาตรการป้องกันเชิงรุก เพื่อรับมือหากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น พร้อมประเมินสถานการณ์แบบต่อเนื่องเพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างปลอดภัยร อบด้านทั้ง สาขา สินค้า และระบบโลจิสติกส์   พร้อมยืนยันว่า ยังมีสินค้าที่จำเป็นและวัตถุดิบอาหารเพียงพอ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ และยังติดตามปริมาณสินค้าและความต้องการในแต่ละสาขาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถบริหารจัดการการเติมสินค้า ได้อย่างเหมาะสมหากพบความต้องการเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่   ทั้งนี้ เพื่อรองรับรองรับความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า และธุรกิจ Foodservice ที่จำเป็นต้องมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคทุกกลุ่ม ในการเข้าถึงสินค้าและวัตถุดิบของผู้ประกอบการ เพราะหลายธุรกิจยังจำเป็นต้องเปิดให้บริการและดูแลลูกค้าของตน   โดยโก โฮลเซลล์ เตรียมความพร้อมทั้งสต็อกสินค้า ระบบกระจายสินค้า และทีมปฏิบัติการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความสำคัญสูงสุดด้านความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานทุกคน   สำหรับด้านระบบโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าไปยังสาขาต่าง ๆ ยังคงดำเนินการได้ตามปกติ พร้อมมีแผนสำรองด้านเส้นทาง การขนส่ง และการบริหารสต็อก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากระดับน้ำ การจราจร หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่โดยจะปรับแผนตามสถานการณ์จริงควบคู่กับการให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของทีมขนส่งและผู้ปฏิบัติงาน   ท็อปส์ ปิดชั่วคราว 10  สาขา     ขณะที่ ร้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ต ‘ท็อปส์’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งดำเนินมาตรการรับมือทั้งด้านความปลอดภัย การให้บริการ และการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย ควบคู่กับการดูแลให้สินค้าจำเป็นยังคงมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน   ปัจจุบันมีบางสาขาที่ได้รับผลกระทบและจำเป็นต้องปิดให้บริการชั่วคราว หรือปรับเวลาเปิด–ปิดตามสถานการณ์และเวลาการให้บริการของศูนย์การค้า โดยบริษัทฯ พร้อมเร่งกลับมาเปิดให้บริการตามปกติทันทีที่สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่เอื้ออำนวย   สำหรับสาขาที่ปิดให้บริการชั่วคราว ประกอบด้วย ท็อปส์ 1 สาขา ได้แก่ สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ ท็อปส์ เดลี่ 6 สาขา ได้แก่ รัชดา 52 เฉลิมพระเกียรติ 30 แยก 14 ร่มเกล้า 27, นิลุบล ซอย 10 เคหะคลองจั่น คลองตำหรุ ท็อปส์ แคร์ 3 สาขา ได้แก่ สุขาภิบาล 3 ลาดกระบัง หัวหมาก โดยลูกค้า สามารถติดตามสถานการณ์และการเปิดให้บริการของแต่ละสาขาได้อย่างต่อเนื่องผ่าน Official Facebook Fanpage: Tops Thailand (ข้อมูลถึงวันที่ 26 กันยายน เวลา 18:40 น.)   สำหรับการบริหารสินค้า ท็อปส์ยืนยันว่า มีปริมาณสินค้าสำรองในคลังและศูนย์กระจายสินค้าอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ น้ำดื่ม อาหารแห้ง อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน และของใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมบริหารสต็อกและเติมสินค้าเข้าสู่หน้าร้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่   ขณะเดียวกัน ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าของท็อปส์ยังคงดำเนินการตามปกติ พร้อม ‘เพิ่มรอบการจัดส่งสินค้าเป็นกรณีพิเศษ’ เพื่อเร่งเติมสินค้าหน้าร้าน โดยเฉพาะกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานและน้ำดื่ม ทั้งนี้ สำหรับบางพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูง การจราจรติดขัด หรือมีความเสี่ยงต่อการเดินทาง อาจส่งผลให้การจัดส่งล่าช้ากว่าปกติในบางช่วง   โดยท็อปส์ยึด ความปลอดภัยของพนักงานขนส่งและผู้ปฏิบัติงานเป็นสำคัญ พร้อมประเมินสถานการณ์และปรับแผนการจัดส่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ควบคู่กับการเร่งบริหารและกระจายสินค้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์อย่างเป็นระบบ ท็อปส์ได้จัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการกู้วิกฤตและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม (War Room) ทำงานแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทั้งการประเมินความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงาน การติดตั้งคันกั้นน้ำและเตรียมระบบระบายน้ำในพื้นที่สาขา รวมถึงการบริหารห่วงโซ่อุปทานร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตร เพื่อสำรองและกระจายสินค้าจำเป็นไปยังสาขาต่าง ๆ ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า    

September 27, 2026 / 0 Comments
read more

เสนาฯ ปลดล็อก Gen Z ไม่รีบซื้อบ้านส่งโมเดล ‘ซื้อพ่วงเช่า’ สร้าง Passive Income

BizKet

SENA จัดโครงสร้างพอร์ตอสังหาฯ รับทุกความต้องการตลาด เติม ‘RentNex Invest’ โมเดลซื้อพ่วงเช่า เจาะนักลงทุนรุ่นใหม่   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ‘ดร.ยุ้ย’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ SENA เปิดเผยว่า เสนาฯ วางแนวการทำตลาดโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโด ภายใต้โมเดล ‘SENA HOMEWAYS’ ทางเลือกสู่การมีบ้านในทุกจังหวะชีวิต เพื่อเชื่อมโยงระบบนิเวศ (Ecosystem)โครงการฯ ที่สอดคล้องกับ การซื้ออสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยจริง การเช่า เตรียมพร้อมซื้อเป็นเจ้าของ และ การลงทุน ประกอบด้วย 5 แนวคิดผลิตภัณฑ์ ดังนี้   กลุ่มเช่าตรง – RentNex สำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยและยังต้องการความยืดหยุ่น สามารถเช่าอยู่ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ โดยค่าเช่าที่จ่ายสะสมเป็นเครดิตจากค่าเช่า (Equity Credit) เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนลดเมื่อซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตตามเงื่อนไข พร้อมมี SenX Property Service ดูแลห้องและผู้เช่า ลองอยู่ – Pre-LivNex สำหรับผู้ที่ตั้งใจซื้อบ้านแต่ยังต้องใช้เวลาเตรียมเอกสาร รายได้ เงินออม หรือเครดิต สามารถเข้าอยู่อาศัยจริงระหว่างเตรียมความพร้อม สร้างวินัยการชำระ ก่อนเข้าสู่ LivNex หรือซื้อเมื่อพร้อม เช่าออม – New LivNex สำหรับผู้ที่อยากมีบ้านแต่ยังต้องเตรียมความพร้อมด้านสินเชื่อ (Mortgage Readiness) สามารถเข้าอยู่อาศัยก่อนได้ โดยเงินที่ชำระในแต่ละเดือนจะสะสมเป็นส่วนลดเมื่อซื้อบ้าน พร้อมสร้างประวัติการชำระเพื่อประกอบการยื่นสินเชื่อและโอนกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนการเช่าวันนี้ให้เป็นเส้นทางสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้จริง ซื้อโอน – Buy to Own สำหรับผู้ที่พร้อมซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ สามารถเลือกบ้านหรือคอนโดให้เหมาะกับการใช้ชีวิตและความพร้อมทางการเงิน รองรับทั้งการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเองหรือซื้อเพื่อลงทุน ซื้อลงทุน – RentNex Invest สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้จากค่าเช่า โดยไม่ต้องหาผู้เช่าหรือบริหารห้องด้วยตนเอง ภายใต้รูปแบบซื้อเพื่อปล่อยเช่า (Buy to Let) ที่มาพร้อมแนวคิด ‘ซื้อพ่วงผู้เช่า เห็นผลตอบแทนก่อนลงทุน’   ‘ดร.ยุ้ย’ กล่าวว่าสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ ‘ซื้อลงทุน’ (RentNex Invest) เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการสินทรัพย์อสังหาฯล่าสุดของเสนาฯ โดยนำทรัพย์กลุ่ม RentNex จำนวน 800 ยูนิต ใน 25 โครงการ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่ามากกว่า 80% มาต่อยอดทางเลือกลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ ‘ซื้อเพื่อปล่อยเช่า (Buy to Let)’ ด้วยการ ‘ซื้อพ่วงผู้เช่า เพื่อเป็นทางเลือกการลงทุนอสังหาฯ ของคนรุ่นใหม่   สำหรับจุดเด่น ‘ซื้อลงทุน’ (RentNex Invest)  เป็นการลงทุนอสังหาฯคอนโด ที่ผู้ลงทุนเห็นข้อมูลสำคัญด้านต่าง ๆ ได้ก่อนตัดสินใจ อาทิ รายละเอียดห้อง ค่าเช่า อัตราผลตอบแทน (Yield) ราว 7% และประมาณการกระแสเงินสด (Cash-flow Scenario) พร้อมการันตีค่าเช่า 3 ปี และบริการบริหารการเช่าโดย SenX ดร.ยุ้ย เสริมว่า RentNex Invest ยังให้ความสำคัญกับกระแสเงินสด (Cash Flow) ควบคู่กัน เพื่อให้ผู้ลงทุนเห็นภาพรายได้ค่าเช่ากับภาระผ่อนในแต่ละเดือน เช่น   รายได้ค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท เทียบกับค่างวดเดือนละ 7,000 บาท ทำให้มีกระแสเงินสดเป็นบวก (Positive Cash Flow) เดือนละ 1,000 บาท หรือมี ‘ค่าเช่ามากกว่าค่าผ่อน’ โดยรายได้จากค่าเช่าสามารถช่วยลดภาระการผ่อนทรัพย์สินของผู้ลงทุนได้ ด้านการบริหารจัดการ ผู้ลงทุนทราบค่าเช่าตามโปรแกรมก่อนซื้อ พร้อมการันตีค่าเช่า 3 ปี รับประกันงานซ่อมแซม 3+1 ปี* พร้อมดูแลการเช่าแบบครบวงจร ตั้งแต่เตรียมห้อง หาผู้เช่า ไปจนถึงดูแลสัญญา โดยห้องที่ซื้อลงทุนมาพร้อมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าตามแพ็กเกจ และเริ่มรับรายได้ค่าเช่าได้ตั้งแต่เดือนแรกตามเงื่อนไขของโปรแกรม นอกจากนี้ ยังเชื่อมฐานลูกค้าที่ต้องการเช่าของ RentNex เข้ากับการดูแลห้องและผู้เช่าโดย SenX ช่วยให้ผู้ลงทุนไม่ต้องเริ่มต้นและบริหารทุกอย่างด้วยตนเอง พร้อมออกแบบโดยคำนึงถึงภาระหลังสิ้นสุดระยะการันตี (Designed with Post-Guarantee Affordability in Mind) เพื่อรองรับการวางแผนกระแสเงินสดและการถือครองทรัพย์สินในระยะยาวให้ผู้ลงทุน   “หากครบกำหนดเลยสัญญา 3 ปี หากไม่มีผู้เช่าต่อในยูนิตที่ลงทุน เสนาฯ จะเป็นผู้รับดูแลให้ต่อเนื่อง”   ปลดล็อค Gen Z ไม่รีบซื้อบ้าน   ดร.ยุ้ย ขยายแนวคิด ‘ซื้อลงทุน’ (RentNex Invest) ของเสนาฯยังเพื่อรองรับทางเลือกในการลงทุนที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่แม้ว่าจะซื้อที่อยู่อาศัยแตกต่างไปจากอดีต แต่ยังมีความต้องการลงทุนสินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง (Passive Income) นอกจากงานประจำ   โดยเฉพาะการลงทุนในคอนโด แต่ขณะเดียวกันอาจยังไม่ต้องการมีภาระการผ่อนระยะยาว 30 ปีกับสถาบันการเงิน แต่หากมีนวัตกรรมอสังหาฯ เพื่อการลงทุนให้ผลตอบแทนที่คิดมาให้แล้วเพื่อเป็นทางเลือกได้เช่นกัน   ขณะที่รูปแบบการซื้อลงทุนดังกล่าว ดร.ยุ้ย ระบุว่าได้แนวคิดจากรูปแบบสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการซื้อคอนโดหรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อปล่อยเช่าโดยเฉพาะ เปิดให้ผู้ลงทุนใช้เงินกู้เพื่อซื้อทรัพย์สินที่สร้างรายได้จากค่าเช่าได้   จากแนวทางดังกล่าว สะท้อนการสร้างระบบนิเวศอสังหาฯของเสนา ที่ตอบโจทย์ทั้ง กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ไม่ซื้อบ้าน แต่ยังต้องการพาสซีฟ อินคัม ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่เสนาฯ เองก็มีช่องทางทำตลาดอสังหาฯ ไปพร้อมกัน   โดยเสนาฯ วางเป้าหมายภายในปี 2569 ในส่วนของ ‘ซื้อลงทุน’ (RentNex Invest) จำนวน 100 ยูนิต   alt-x KEY TAKEAWAYS เสนาฯ ขยายตลาดจาก ‘ซื้อบ้าน’ สู่ ‘ซื้อเพื่อสร้างรายได้’ ผ่าน RentNex Invest โมเดล Buy to Let ที่ซื้อคอนโดพร้อมผู้เช่าและบริการบริหารการเช่า RentNex Invest ใช้ข้อมูลค่าเช่าและ Cash Flow ช่วยตัดสินใจก่อนลงทุน พร้อมการันตีค่าเช่า 3 ปี และ SenX ดูแลตั้งแต่หาผู้เช่าถึงบริหารสัญญาตามเงื่อนไขของโปรแกรม โจทย์ใหม่ของ Gen Z ไม่เร่งมีบ้าน แต่ต้องการเข้าถึงอสังหาริมทรัพย์ในฐานะสินทรัพย์สร้างรายได้ โดย SENA นำแนวคิดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนจากญี่ปุ่นมาต่อยอดเป็นโมเดลลงทุนคอนโดปล่อยเช่า

September 26, 2026 / 0 Comments
read more

กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 ขยับสู่เฟสติวัลงานวิ่งระดับโลก เป้าผู้สมัคร 2 หมื่นคน

WeView

กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 ยกระดับสู่งานเทศกาลงานวิ่งระดับโลก โยงคอนซปต์ ‘วิ่ง เมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม’ ดึง 20,000 คนจากทั่วโลก ไฮไลท์นักวิ่งทุกระยะเข้าเส้นชัยตามเวลากำหนด รับเหรียญรางวัลรุ่นพิเศษ   ยกระดับสู่งานระดับโลก การแข่งขัน ‘กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37’ ภายใต้แนวคิด RUN THE LEGACY OF BANGKOK เตรียมจัดขึ้นในวันที่ 10 มกราคม 2570 เพื่อเป็นหมุดหมายเทศกาลวิ่งนานาชาติ เส้นทางสายประวัติศาสตร์ เป้าหมายผู้สมัคร งานวิ่งชูจุดเด่นเส้นทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาและสถานที่สำคัญ คาดมีผู้สมัครกว่า 20,000 คน โดยเป็นชาวต่างชาติราว 40% มาตรฐานสากลและรางวัลพิเศษ ดำเนินการตามมาตรฐาน AIMS และ World Athletics พร้อมชิงถ้วยพระราชทานและเงินรางวัลรวมกว่า 1.2 ล้านบาท รวมถึงเหรียญรางวัลพิเศษสำหรับผู้เข้าเส้นชัยตามกำหนด   พล.ท. สัมพันธ์ ยังพะกูล นายกสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพฯ ร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและระดับโลก เตรียมเปิดสนามใจกลางกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่วิ่งเพื่อสุขภาพ ‘37th Bangkok Marathon’ หรือ ‘กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37’ ภายใต้แนวคิด ‘RUN THE LEGACY OF BANGKOK’ เตรียมจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2570   ขณะที่ ผู้จัดงานฯ พร้อมด้วยพันธมิตรสนับสนุน ยังเตรียมผลักดันให้กิจกรรมงานวิ่ง ‘กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37’ ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหมุดหมายเทศกาลงานวิ่งระดับโลก เพื่อต้อนรับนักวิ่งที่ใส่ใจในสุขภาพทั้งชาวไทย และต่างชาติที่จะเดินทางมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ของกรุงเทพฯ   โดยเฉพาะเส้นทางการวิ่ง กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 ที่เชื่อมโยงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองที่มีเรื่องราว สะท้อนมนต์เสน่ห์ของกรุงเทพฯ ในมุมที่แตกต่างผสาน ‘การวิ่ง เมือง ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม’ ให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกันตลอดเส้นทาง   พล.ท. สัมพันธ์ กล่าวว่า การจัดงาน กรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 ในครั้งนี้ คาดมีผู้สมัครไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นนักวิ่งจากทั่วโลก และคาดว่ามีนักวิ่งต่างชาติจากทั่วโลกร่วมกิจกรรมฯ ราว 40% จากการจัดงานฯ ครั้งที่ 36 มีจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 1.5 หมื่นราย และใช้งบประมาณการจัดงานไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท   “งบฯดำเนินงานกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 ต้องรอจำนวนผู้สมัครวิ่งที่ชัดเจนก่อน เพื่อนำมาประเมินค่าใช้จ่ายการจัดงานด้านต่างๆที่ครอบคลุมมาตรการการดูแลความปลอดภัยผู้เข้าร่วมงาน งานบริการทางการแพทย์ ไปจนถึงกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือได้การสนับสนุนจากพันธมิตรในงานฯครั้งนี้”   โดยงานกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 37 ยังวางเป้าหมายให้เป็นพื้นที่เชื่อมผู้คนจากทั่วโลกผนวกเข้าด้วยกันกับเรื่องราวของกรุงเทพฯ พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากเวทีวิ่งนี้สู่การเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของนักวิ่งนานาชาติ เป็นเทศกาลงานวิ่งเพื่อสุขภาพระดับโลกที่ทุกคนเข้าถึงได้และรอคอยเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ส่งเสริมให้กรุงเทพฯ ในฐานะมหานครแห่งกีฬา สุขภาพ การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมร่วมสมัย  ผ่านงาน Bangkok Marathon ที่ถูกจับตามองในฐานะอีกหนึ่งสปอร์ต อีเวนต์ สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย     ฟิตร่างให้พร้อมแล้วล็อคระยะ   สำหรับกิจกรรมงานวิ่ง 37th Bangkok Marathon แบ่งการแข่งขันเป็น 4 ระยะ ได้แก่ มาราธอน 195 กิโลเมตร ฮาล์ฟ มาราธอน 1 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ระยะไมโครมาราธอน 5 กิโลเมตร   โดยกิจกรรมฯ ดำเนินการภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับสากลของ AIMS (Association of International Marathons and Distance Races) สมาคมระดับโลกที่เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรผู้จัดงานวิ่งระยะไกลและมาราธอนทั่วโลก ทำหน้าที่รับรองมาตรฐานเส้นทางการวิ่งระยะไกลให้ถูกต้องตามหลักสากล และจัดตามกติกา World Athletics   นอกจากนี้ ยังรวมถึงสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างความมั่นใจและประสบการณ์ที่ปลอดภัยสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจนครบาล เครือข่ายพันธมิตร (ครอบคลุมการบริหารจัดการเส้นทาง การควบคุมพื้นที่ การจราจร ระบบการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน จุดปฐมพยาบาล ตลอดจนการดูแลนักวิ่งตลอดการแข่งขัน รวมทั้งประกันอุบัติเหตุ จุดบริการน้ำดื่มและอาหาร) สำหรับรางวัลการแข่งขัน ผู้ชนะเลิศ Overall ประเภทนานาชาติชายและหญิง ในการแข่งขันระยะมาราธอน ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมเงินรางวัลคนละ 60,000 บาท พิเศษสำหรับผู้ทำลายสถิติการแข่งขันชายและหญิงในระยะมาราธอนจะได้รับเงินรางวัลพิเศษคนละ 100,000 บาท ส่วนผู้ชนะอันดับที่ 1-5 ประเภทชายและหญิง โดยในแต่ละช่วงกลุ่มอายุของระยะมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศและเงินรางวัลตามเกณฑ์ที่กำหนด   สำหรับระยะมินิมาราธอนผู้ชนะกลุ่มเยาวชนประเภทชายและหญิงอายุระหว่าง 12-19 ปี อันดับที่ 1-5 จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศพร้อมเงินรางวัลตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นกว่า 1.2 ล้านบาท     สำหรับการแข่งขันระยะมินิมาราธอน ผู้ชนะอันดับที่ 1–5 จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ โดยไม่มีเงินรางวัล ซึ่งแบ่งตามประเภทและกลุ่มอายุ ดังนี้ ประเภทชาย กลุ่มอายุ 20–39 ปี และกลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป ประเภทหญิง กลุ่มอายุ 20–34 ปี และกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป   ขณะที่นักวิ่งทุกระยะที่เข้าเส้นชัยภายในเวลาที่กำหนดจะได้รับเหรียญรางวัลรุ่นพิเศษซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของงาน โดยมีแนวคิดในการออกแบบผ่านการถ่ายทอดมรดกทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ ผสานภาพสถานที่สำคัญริมสองฝั่งของสายน้ำเจ้าพระยาผ่านการออกแบบที่ร่วมสมัย สะท้อนอัตลักษณ์กรุงเทพฯ ซึ่งแสดงถึงความภาคภูมิใจแห่งความสำเร็จ   โดยเปิดรับสมัครแล้ว! วันนี้ถึง 31 ต.ค. 69สำหรับอัตราค่าสมัคร แบ่งเป็นราคาสำหรับคนไทยและต่างชาติ ดังนี้ มาราธอน 195 กิโลเมตร คนไทย 1,250 บาท ต่างชาติ 75 ดอลลาร์สหรัฐ ฮาล์ฟมาราธอน 1 กิโลเมตร คนไทย 950 บาท ต่างชาติ 55 ดอลลาร์สหรัฐ มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร คนไทย 750 บาท ต่างชาติ 35 ดอลลาร์สหรัฐ ไมโครมาราธอน 5 กิโลเมตร คนไทย 550 บาท ต่างชาติ 25 ดอลลาร์สหรัฐ     สามารถศึกษารายละเอียดการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkmarathon.com   

September 26, 2026 / 0 Comments
read more

‘Economy of Flood’ เมื่อต้านทานไม่ได้จงเข้าร่วม ถ้าอนาคต ‘เมือง’ อาจต้องจมน้ำ

EcoVative,  Zcreat

เมื่อฝนหนักและน้ำท่วมกลายเป็นความเสี่ยงที่เมืองต้องเผชิญบ่อยขึ้น แนวคิด ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’ อาจเป็นโจทย์ใหม่ของการออกแบบเมือง ไลฟ์สไตล์ และเศรษฐกิจแห่งอนาคต ตั้งแต่ Sponge City บ้านลอยน้ำ ไปจนถึง Economy of Flood     ปรากฏการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพมหานครและหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ (26 กันยายน 2026) โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ยังเผชิญฝนตกไม่หยุด และในบางพื้นที่มีฝนสะสมมากกว่า 150 มิลลิเมตร และปริมาณน้ำฝนสะสมต่อเนื่องนานกว่า 24 ชั่วโมง   โดยเฉพาะสถานการณ์ในกรุงเทพมหานคร ล่าสุดถูกยกระดับขึ้น โดยขยายพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขตแล้ว (26 กันยายน 2569) จากเดิมที่ประกาศให้หนองจอก สวนหลวง และคันนายาวเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย   ปรากฎการณ์ในช่วงข้ามคืนนี้ เปลี่ยนสถานะ ‘คนเมือง’ จำนวนมากให้กลายเป็น ‘ผู้ประสบภัย’ ไปแล้วในหลายครอบครัวแบบไม่ทันตั้งตัว ต่อเรื่องนี้   อย่างไรก็ตาม การค้นหาสาเหตุน้ำท่วมฉับพลันจากปรากฎการณ์ฝนถล่ม ไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าใดในเวลานี้ ด้วยมีหลายฝ่ายหยิบยกปัจจัยมาถกเถียงถึงปัญหาที่สะสมต่อเนื่องมายาวนาน ตั้งแต่   ผังเมืองที่โตผิดรูป การทรุดตัวของแผ่นดิน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ภัยพิบัติธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้น อื่น ๆ   ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงและผลกระทบจากน้ำท่วมต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งอันที่จริงแล้ว วิกฤตน้ำท่วมรอบนี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงในกรุงเทพมหานครเท่านั้น และอาจเป็นภาพสะท้อนว่าเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมสุดขั้ว อาจกลายเป็นความเสี่ยงที่เมืองต้องเตรียมรับมือบ่อยขึ้นในอนาคต   ในตอนนี้ โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ใช่การทำให้เมือง ‘ปลอดน้ำท่วม’ อย่างสมบูรณ์ แต่เป็นการออกแบบระบบที่ช่วยลดความเสี่ยง ความเสียหาย และทำให้เมืองสามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้นหลังเกิดเหตุ   ทีนี้ alternate-x มองว่า หากเราเปลี่ยนวิธีคิด จากการพยายาม ‘เอาชนะ’ มาเป็นการ ‘เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับภัยน้ำท่วม’ เมืองในอนาคตควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? กันได้บ้าง ถ้าผู้คน ต้องอยู่กับน้ำ ทั้งในเชิงโครงสร้างสถาปัตยกรรมเมือง ไปจนถึง ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เริ่มตั้งแต่   อนาคตเมืองลอยน้ำ   ‘Sponge City (เมืองฟองน้ำ) ในอนาคต แนวคิดการเปลี่ยนเมืองให้เป็นฟองน้ำ ยอมให้น้ำซึมลงดิน มีสวนสาธารณะหรือพื้นที่เปิดโล่งที่สามารถออกแบบให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงและกักเก็บน้ำชั่วคราวเมื่อเกิดฝนตกหนัก เวลาน้ำหลาก ซึ่งเริ่มมีการทดลองและก่อสร้างจริงแล้วในหลายประเทศ   ด้วยหลักการก่อสร้าง ‘Amphibious Architecture’ (สถาปัตยกรรมสะเทินน้ำสะเทินบก) บ้านและอาคารที่ไม่ได้สร้างเพื่อกันน้ำท่วม แต่เป็นบ้านที่ ‘ลอยตัวขึ้นตามระดับน้ำ’ ได้เมื่อน้ำมาและกลับลงมาตั้งอยู่บนพื้นดินเดิมเมื่อน้ำลด โดยในบางพื้นที่ อาจเห็นการออกแบบทางเดิน แพลตฟอร์ม หรือโครงสร้างพื้นฐานชั่วคราวที่สามารถใช้งานได้ในช่วงน้ำท่วม     หากเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยขึ้น จนกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่เมืองต้องรับมือเป็นประจำ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่มีผลต่อไลฟ์สไตล์  และวิธีคิดในการเอาตัวรอดของคนเมือง ซึ่งอาจจะต้องปรับวิถีชีวิตให้อยู่รอดและรันงานต่อได้ ในวันที่มวลน้ำจ่อถึงหน้าประตูบ้าน โดยเริ่มตั้งแต่   ทำงานที่บ้าน (Work from Home)   สำหรับชาว รีโมท เวิร์คเกอร์ , ฟรีแลนเซอร์ หรือ สตรีมเมอร์ ที่บ้านกำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง การเตรียมระบบสำรองคือหัวใจสำคัญเพื่อให้งานไม่สะดุด ด้วยในวันที่น้ำท่วม สิ่งที่มักจะตามมาคือไฟดับ ‘คนทำงานอยู่บ้าน’ ควรมีเครื่องสำรองไฟ (UPS) หรือ Power Station ขนาดพกพาที่ชาร์จไฟเต็มไว้เสมอ และเตรียมเราเตอร์ใส่ซิมลิงก์ตรงกับพาวเวอร์แบงก์ เพราะระบบไฟของคู่สายอินเทอร์เน็ตบ้านอาจล่มได้ทุกเมื่อ   นอกจากนี้ ควรย้ายจุดเสี่ยงทันที ปลั๊กพ่วง เคสคอมพิวเตอร์ อะแดปเตอร์ UPS และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดให้อยู่สูงกว่าระดับน้ำที่คาดว่าจะท่วม และอยู่ในจุดที่ไม่เสี่ยงสัมผัสน้ำ   การรับมือนี้ เพื่อให้คนทำงาน ไปต่อได้แม้ไฟ-เน็ตดับ   Economy of Flood เศรษฐกิจมวลน้ำหลาก   เมื่อวิถีชีวิตของเราต้องเปลี่ยนมา ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’ เม็ดเงินและฟันเฟืองทางเศรษฐกิจก็ย่อมหมุนตามไปด้วย ปรากฏการณ์นี้อาจกำลังส่งต่อให้เกิด  ‘The Economy of Flood  เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวต่อมวลน้ำ ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนวิกฤตภัยพิบัติให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่จำกัดแค่เรื่องการขายสินค้ายังชีพ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง หรือ ไฟฉายอีกต่อไป   แต่เป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ Pain Point ของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด   เริ่มตั้งแต่ กลุ่มธุรกิจและนวัตกรรม ที่อาจมีบทบาทเพิ่มขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงจากน้ำท่วม โลจิสติกส์ การขนส่ง และบริการกู้ภัยยานยนต์ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เห็นความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงน้ำท่วม บริการรถยก/รถสไลด์ยกสูง บริการคิวทองชั่วข้ามคืน เพื่ออพยพรถยนต์หนีน้ำ รวมถึงธุรกิจอู่ซ่อมรถที่ปรับตัวมาทำแพ็กเกจ ‘เช็กสภาพหลังจมน้ำ’ แบบเบ็ดเสร็จ On-Demand Flood Delivery แพลตฟอร์มขนส่ง ในอนาคตอาจเกิดบริการที่ออกแบบระบบขนส่งเฉพาะสำหรับพื้นที่ซึ่งรถยนต์ทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้   นอกจากนี้ ยังรวมถึงนวัตกรรมป้องกันน้ำท่วมยุคใหม่ ที่ติดตั้งง่ายในระดับนาที อาทิ กระสอบทรายไฮโดรเจล (Absorbent Flood Barriers): ถุงผ้าใบน้ำหนักเบาในเวลาปกติ แต่เมื่อสัมผัสน้ำ สารพอลิเมอร์ภายในจะพองตัวกักเก็บน้ำจนกลายเป็นเขื่อนกั้นน้ำภายในไม่กี่นาที ซึ่งในผลิตภัณฑ์บางประเภทสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ขณะที่บางชนิดเป็นแบบใช้แล้วทิ้ง แผงกั้นน้ำท่วมสำเร็จรูป (Flood Gates/Barriers): แผงพลาสติก ABS หรืออลูมิเนียมดีไซน์โมเดิร์นที่ใช้ระบบแรงดันน้ำในการยึดเกาะ ยิ่งน้ำมาแรง แผงกั้นยิ่งประกบแน่นกับพื้นผิว บางระบบออกแบบให้ติดตั้งได้รวดเร็วและใช้แรงงานน้อยกว่าการวางกระสอบทราย แต่ประสิทธิภาพขึ้นกับชนิดผลิตภัณฑ์และสภาพพื้นที่ ขณะที่ ธุรกิจประกันภัยและ InsurTech ก็อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประกันภัยน้ำท่วม ประกันภัยแบบพาราเมตริก (Parametric Insurance) หรือประกันภัยรายย่อย (Micro-Insurance) ที่นำข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์ และ AI มาใช้ประเมินความเสี่ยงและกำหนดเงื่อนไขการจ่ายสินไหมแบบอัตโนมัติ จากปรากฎการณ์ฝนตกและน้ำท่วมฉับพลันในครั้งนี้ นอกจากสร้างความสูญเสียเชิงเศรษฐกิจในปกติจากภัยธรรมชาติ ขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านี้อาจกำลังส่งสัญญาณให้ ทุกคน เข้าสู่การปรับตัว พร้อมลุกขึ้นมาออกแบบเมือง ปรับไลฟ์สไตล์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้อยู่รอดร่วมกันในอนาคต   เพราะในท้ายที่สุดแล้ว… ถ้าต้านทานกระแสน้ำไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือเรียนรู้ที่จะ ‘ว่าย‘ ไปพร้อมกับมัน     บทความโดย alternate-x Content Team  

September 26, 2026 / 0 Comments
read more

‘FEELS’ ผงโปรตีนสกัดจากปลาซาร์ดีน งานวิจัยไทยสู่ตลาดสุขภาพออสเตรเลีย

EpisodeX

 งานวิจัยไทยสู่ตลาดจริง ‘FEELS’ ผงโปรตีนสกัดจากปลาซาร์ดีน นวัตกรรมไทยโครงการ VEP ที่พร้อมก้าวสู่ตลาดสุขภาพในออสเตรเลีย   จากกิจกรรมเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย(RUN) โดยได้จัดแสดงผลงานนักวิจัยในโครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย ‘Thailand-Australia Venture Exchange Program’ หรือ VEP เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานนวัตกรรมขั้นสูงและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจ พร้อมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง  เสริมศักยภาพสตาร์ทอัพไทยในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล   อ่านต่อเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง RUN ปลดล็อค ‘Valley of Death’ งานวิจัยไทยสู่สตาร์ทอัปจริงบุกตลาดออสเตรเลีย   โดยในงานฯ ครั้งนี้  รศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์  อาจารย์ประจำภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  หนึ่งในนักวิจัยโครงการ VEP ได้มีโอกาสนำเสนอแผนธุรกิจ (Pitching) โครงการผลิตภัณฑ์ ‘FEELS’ ผงโปรตีนสกัดจากปลาซาร์ดีน ในงาน FOREFOOD COHORT #6 DEMO DAY จัดขึ้นโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาต (สวทช.)     รศ.ดร.ทานตะวัน เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาโครงการผลิตภัณฑ์ ‘FEELS’ ดังกล่าวเป็นผงโปรตีนฟังก์ชันที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง สกัดจากส่วนเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมการผลิตซูริมิ หรือเนื้อปลาบด เพื่อตอบโจทย์สุขภาพของผู้สูงวัยและแก้โจทย์สิ่งแวดล้อม   โดยงานวิจัยชิ้นนี้ ได้ผ่านการขยายกำลังการผลิตสู่ระดับเชิงพาณิชย์ (Commercial Scale) และได้รับอนุมัติการจดทะเบียน อย. เรียบร้อยแล้ว พร้อมได้รับคัดเลือกให้เข้าโครงการ VEP เพื่อศึกษาโอกาสการขยายตลาดในออสเตรเลีย และสร้างความร่วมมือกับกลุ่ม Care Home รวมถึงโรงพยาบาลในต่างประเทศ   เพิ่มมูลค่า 10 เท่าส่วนเกินการผลิต   รศ.ดร.ทานตะวัน กล่าวว่า ผลงานวิจัยผงโปรตีนสกัด Feels เริ่มจากการร่วมมือกับโรงงานผลิตซูริมิจากปลาซาร์ดีน ซึ่งกระบวนการกรองปลาเดิมจะเหลือส่วนเนื้อติดก้างบริเวณตะแกรงเครื่องจักร ที่มักถูกจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ในราคาต่ำ   โดยทีมวิจัย ได้นำส่วนเหลือดังกล่าวมาผ่านกระบวนการสกัดเฉพาะ จนได้เป็นผงโปรตีนคุณค่าสูง มีคุณประโยชน์ทางโภชนาการเหมาะกับผู้สูงอายุที่ให้ปริมาณ โปรตีนเทียบเท่าไข่ไก่ 1 ฟอง และมีแคลเซียมสูงกว่านมสด 1 แก้ว จากผลิตภัณฑ์ 1 เสิร์ฟ หรือ 15 กรัม   นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักโมเลกุลขนาดเล็ก ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย ไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืดเหมือนโปรตีนจากพืช และมีจุดเด่นที่รสชาติ ‘อุมามิ’ ตามธรรมชาติจากกรดอะมิโนในปลาซาร์ดีน ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารในผู้สูงวัย   ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดขยะในระบบอุตสาหกรรม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน  และสามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบเดิมได้มากกว่า 10 เท่า   สำหรับความสำเร็จของงานวิจัยเกิดขึ้นการผลักดันและสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากระบบนิเวศนวัตกรรม เริ่มต้นตั้งแต่ ศูนย์เร่งการจัดการนวัตกรรม เทคโนโลยี และการวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือ KUTAC และ ForeFood Accelerator   โดย Foodinnopolis สวทช. ที่ช่วยเติมเต็มความรู้ให้การโค้ชชิ่ง และเปิดมุมมองด้านการดำเนินธุรกิจอย่างครบถ้วน รวมถึง RUN ที่ช่วยสร้างระบบนิเวศวิจัย เชื่อมโยงภาควิชาการสู่ภาคอุตสาหกรรม และช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยจากบนหิ้งให้สามารถนำมาผลิตและขายได้จริงในตลาด โดยเฉพาะหน่วยงานระดับโลกอย่าง CSIRO ประเทศออสเตรเลีย ในโครงการ VEP ที่ช่วยเปิดโอกาสและลดความเสี่ยงในการขยายตลาดต่างประเทศ   “ทีมวิจัยขอขอบพระคุณการสนับสนุนจากทุกหน่วยงาน ที่ช่วยผลักดันให้งานวิจัยชิ้นนี้พัฒนาจนประสบความสำเร็จและพร้อมออกสู่ตลาดได้จริง”

September 25, 2026 / 0 Comments
read more

RUN ปลดล็อค ‘Valley of Death’ งานวิจัยไทยสู่สตาร์ทอัปจริงบุกตลาดออสเตรเลีย

EpisodeX

RUN ดันงานวิจัย Deep-Tech ด้านเกษตรและอาหาร เดินหน้าโครงการ VEP หนุนสตาร์ทอัพไทยเปิดตลาดออสเตรเลีย     เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย(RUN)โชว์ผลงานนักวิจัยในโครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย ‘Thailand-Australia Venture Exchange Program’ หรือ VEP พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง  เสริมศักยภาพสตาร์ทอัพไทยในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล   รศ. ดร. ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office)  กล่าวว่า ปัจจุบันงานวิจัยและเทคโนโลยีจำนวนมากของไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการขยายผลเชิงพาณิชย์ หรือตกอยู่ใน ‘Valley of Death’ จากปัจจัยหลายประการ ทั้งกระบวนการพัฒนาที่ไม่สร้างความแตกต่าง ข้อจำกัดทางกฎหมาย และขาดช่องทางเชื่อมโยงสู่ตลาดสากล  RUN โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ 8 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร   โดยองค์กรและสถาบัน ได้ร่วมสร้างระบบนิเวศวิจัยและนวัตกรรมที่ยั่งยืนให้แก่ประเทศ พร้อมมุ่งผลักดันงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยีเชิงลึก ที่มีการประเมินความพร้อมของเทคโนโลยี (TRL) และความพร้อมเชิงพาณิชย์ (CRL) ตั้งแต่การระบุความต้องการของผู้ใช้   การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา   การพัฒนาต้นแบบ   ไปจนถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการจัดตั้งบริษัท Spin-off   เพื่อพัฒนาศักยภาพสตาร์ทอัพด้านเกษตรและอาหารไทยในการขยายตลาด และสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล   ขณะที่ในเดือนเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา RUN ได้ร่วมมือกับเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (Commonwealth Scientific and Industrial Research Organisation, CSIRO) เปิดตัว ‘โครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย’ หรือโครงการ VEP   โดยเป็นโปรแกรมแลกเปลี่ยนและเร่งสปีดนวัตกรรมแบบเข้มข้นในระยะเวลา 12 สัปดาห์ ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และ SMEs ด้านเกษตรและอาหาร (Agrifood) ของไทยและออสเตรเลีย เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ตลาด และโอกาสทางธุรกิจ   สำหรับการดำเนินโครงการรวม 3 รอบ ในช่วงปี 2569-2570   ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เข้าถึงเครื่องมือการวิจัยระดับโลกของ CSIRO ได้รับการโค้ชแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการพร้อมทดสอบความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์ในตลาดทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมลงพื้นที่จริง ทั้งในประเทศออสเตรเลียและประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผลงานวิจัยขั้นสูงให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างแท้จริง   รศ. ดร. ชาลีดา  กล่าวว่า  ปัจจุบันโครงการ VEP  อยู่ระหว่างการดำเนินการในเฟสแรกคือ การอบรมและ Workshop  ในประเทศไทย เพื่อศึกษาแนวทางการทำตลาดและเรียนรู้ระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของออสเตรเลีย    ก่อนที่จะเดินทางไปประเทศออสเตรเลียในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อสัมผัสระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของออสเตรเลียในสถานที่จริง   ซึ่ง RUN ได้สนับสนุน  7 นักวิจัยจาก RUN เข้าร่วมในโครงการ VEP ประกอบด้วย   ดร.ปัทมาวรรณ ชิมมา จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.วรัญญา เตชะสุขถาวร จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.เอกสิทธิ์ จงเจริญรักษ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.พิมพ์นิภา หิรัณย์สร จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.ทานตะวัน พิรักษ์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.ขนิษฐา รุตรัตนมงคล จากมหาวิทยาลัยนเรศวร     อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘FEELS’ ผงโปรตีนสกัดจากปลาซาร์ดีน งานวิจัยไทยสู่ตลาดเสริมโปรตีนเปิดตลาดออสเตรเลีย

September 25, 2026 / 0 Comments
read more

เศรษฐี 3 ชาติ ‘เวียดนาม-ไทย-อินเดีย’ ขับเคลื่อนอสังหาฯ Branded Residences เอเชีย

Zcreat

ถอดรหัส ‘Branded Residences’ เอเชียแปซิฟิก 2026 รับ ‘เวียดนาม–ไทย’ รับเทรนด์เศรษฐีใหม่ และการปรับตัวครั้งใหญ่ของบ้านหรูติดแบรนด์   การเติบโตแบบก้าวกระโดด เอเชียแปซิฟิกเตรียมเปิดตัวโครงการ Branded Residences อีก 187 โครงการภายในปี 2032 เติบโตขึ้นถึง 97% เวียดนามและไทยนำโด่ง เวียดนามรั้งอันดับ 1 ตลาด Branded Residences ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 152% ขณะที่ไทยตามมาเป็นอันดับ 2 พรีเมียมราคาพุ่ง ส่วนต่างราคา (Brand Premium) ของภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 29% โดยหมุดหมายใหม่ คือ โครงการสไตล์รีสอร์ตชิงสัดส่วนถึง 65% ในโครงการที่กำลังพัฒนา   ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ! จากรายงานล่าสุด Savills Branded Residences APAC Report 2026 ชี้ให้เห็นว่า ภาพรวมของตลาด ‘Branded Residences’  (ที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ที่ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำ) กำลังกระจายตัวและปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบรับกลุ่มมั่งคั่งยุคใหม่ในภูมิภาค   เวียดนาม-ไทย-อินเดีย 3 ขั้วอำนาจ Branded Residences แห่งเอเชีย   เมื่อเจาะลึกในระดับประเทศ  ‘เวียดนาม’ กลายเป็นดาวเด่นที่ร้อนแรงที่สุดในภูมิภาค โดยมีจำนวนโครงการมากที่สุดและมีอัตราการเติบโตในอนาคต (Pipeline) สูงถึง ‘152% ภายในปี 2032’ ขณะที่ ‘ไทย’ ตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยฐานโครงการระดับโรงแรมหรูที่เข้มแข็ง ส่วน ‘อินเดีย’ โดดเด่นในฐานะตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตรระยะยาวสูงที่สุดแห่งหนึ่ง โดยคาดว่าโครงการจะเพิ่มขึ้น ‘126% ในอีก 6 ปีข้างหน้า’ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความมั่งคั่งในเมืองใหญ่และกำลังซื้อภายในประเทศ   โดย ‘Top 5 ประเทศ’ ที่มีโครงการ Branded Residences มากที่สุดใน APAC ดังนี้ เวียดนาม (Vietnam) ไทย (Thailand) อินเดีย (India) จีน (China) อินโดนีเซีย (Indonesia)   เทรนด์เปลี่ยน จาก ‘เมืองหลวง’ สู่ ‘รีสอร์ตตากอากาศ’   ในอดีต Branded Residences มักกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงหรือศูนย์กลางทางการเงิน แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า โครงการที่กำลังพัฒนา (Pipeline) มากถึง ‘65% เป็นโครงการสไตล์รีสอร์ต’ (เพิ่มขึ้นจาก 50% ในโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว)   ขณะที่ จุดตากอากาศยอดฮิตอย่าง ‘ภูเก็ต’ และ ‘บาหลี’ กลายเป็นเป้าหมายหลักของมหาเศรษฐี (HNWIs / UHNWIs) ที่มองหาบ้านหลังที่สองเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ การเกษียณ การพักผ่อนของครอบครัว และการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน   นอกจากนี้ โครงการรูปแบบ ‘Co-located (ตึกร่วมกับโรงแรม)’ ยังได้รับความนิยมสูงถึง ‘84% ในโครงการใหม่’ เนื่องจากลูกบ้านสามารถเข้าถึงบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโรงแรมได้อย่างครบครัน   กระจายความหรู ไม่ได้มีแค่ Luxury อีกต่อไป   ทั้งนี้ อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือการกระจายระดับแบรนด์ (Chain Scales) แม้ว่าแบรนด์ระดับ Luxury จะยังครองส่วนแบ่งหลัก แต่ในโครงการใหม่ๆ สัดส่วนของแบรนด์ระดับ ‘Upper Upscale’ และ ‘Upscale’ กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   โดยโครงการที่กำลังพัฒนา (Pipeline):** เป็นแบรนด์ Luxury เพียง 48% ขณะที่ Upscale และ Upper Upscale รวมกันจับส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น ‘เหตุผล’ สำคัญของผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ซื้อระดับกลาง-บน ที่ต้องการคุณภาพบริการมาตรฐานแบรนด์ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น   สรุปแบรนด์ผู้เชี่ยวชาญ: เจ้าตลาดโรงแรม vs แบรนด์แฟชั่น Top Hotel Brands     Four Seasons (ผู้นำระดับโลกและเอเชีย) Aman Banyan Tree Meliá Dusit (ข้อสังเกต- 5 ใน 10 อันดับแรกเป็นแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดในเอเชีย แสดงถึงความเชื่อมั่นและความเข้าใจในพฤติกรรมผู้ซื้อท้องถิ่นเป็นอย่างดี)   Non-Hotel Brands (แบรนด์นอกธุรกิจโรงแรม)   อย่างไรก็ตาม แม้สัดส่วนแบรนด์ที่ไม่ใช่โรงแรมจะลดลงเล็กน้อยในภาพรวม แต่กลุ่ม ‘Fashion & F&B’ กลับกำลังมาแรง แบรนด์ระดับโลกอย่าง Fendi, Elie Saab และ Nobu เตรียมเปิดตัวโครงการแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเร็วๆ นี้   มูลค่าและมูลค่าเพิ่ม (Brand Premium)   ในปีที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ย Brand Premium (ราคาที่ผู้ซื้อยอมจ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอสังหาฯ ทั่วไปที่ไม่ติดแบรนด์) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกขยับขึ้นจาก 23% เป็น 29% แม้จะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 33% แต่แนวโน้มการเติบโตนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและมูลค่าของโครงการ Branded Residences ที่นับวันยิ่งแข็งแกร่ง   บทสรุปอนาคต Branded Residences ในเอเชีย ตลาด Branded Residences ในเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะกำลังซื้อต่างชาติอีกต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วย ‘ความมั่งคั่งภายในภูมิภาค’ (Domestic Wealth) โดยทิศทางในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่   Master-planned Communities โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่มีครบทั้งที่อยู่อาศัย โรงแรม ศูนย์สุขภาพ และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ Wellness & Longevity การบูรณาการสุขภาพแบบองค์รวมและนวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อความยั่งยืน Secondary Markets การขยายตัวไปยังเมืองท่องเที่ยวรองที่มีศักยภาพสูง   ที่มา: Savills Branded Residences APAC Report 2026 ภาพประกอบปก-บทความ Savills Branded Residences APAC Report 2026   บทความโดย alternate-x Content Team

September 25, 2026 / 0 Comments
read more

ศูนย์คุณธรรม เผยผลสำรวจปี 69 คนไทยคุณธรรม ‘พอใช้’ แต่อ่อนแอ ‘พอเพียงและซื่อสัตย์’

EcoVative

ศูนย์คุณธรรม เปิดผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 สะท้อนทิศทางพฤติกรรมคนไทย ท่ามกลางโลกวิกฤตและความท้าทายยุคใหม่ ทุกช่วงวัย คุณธรรม ‘พอใช้’ แต่ยังอ่อนแอ พอเพียง-ซื่อสัตย์   แนวคิดหลักระดับโลก รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ชี้ว่าโลกยุควิกฤตบีบให้มนุษย์ต้องกล้าเผชิญหน้า พร้อมชูแนวคิด We change World change เพื่อก้าวผ่านไปด้วยกัน การเปิดผลสำรวจสำคัญ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เผยผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 เพื่อสะท้อนพฤติกรรมบ่งชี้ในมิติต่าง ๆ ของคนไทย มิติการประเมิน 5 ด้าน การสำรวจครอบคลุมดัชนีชี้วัดสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ พอเพียง วินัยรับผิดชอบ และมิติต่าง ๆ เพื่อพัฒนาสังคมท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจ   “ยิ่งวิกฤต คุณธรรมยิ่งสำคัญ” คำกล่าวของ รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี เกริ่นไว้ในช่วงเปิดการจัดประชุมวิชาการประจำปี 2569 ‘THE MORAL SURVIVAL : นิยามคุณธรรมในโลกที่บีบคั้นให้เราเอาตัวรอด” พร้อมเปิดผลสำรวจ ‘ดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต’ จัดทำและประเมินโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพื่อสะท้อนพฤติกรรมบ่งชี้การมีคุณธรรมและทุนชีวิตของคนไทยในมิติต่าง ๆ   รศ. นพ. สุริยเดว ขยายต่อถึงบริบทข้างต้น ด้วยในโลกยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความสุดโต่ง และวิกฤตการณ์รอบตัวที่หมุนเร็วขึ้น ซึ่งบีบให้มนุษย์ต้องปรับตัวและเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างกล้าหาญ ขณะเดียวกัน เด็กและคนรุ่นใหม่ ยังพบว่า ผู้ใหญ่หรือสังคมมีพฤติกรรมบกพร่องในเรื่องวินัยและความซื่อสัตย์   ปัจจัยเหล่านี้ ยังสะท้อนชัดในปัจจุบัน โลกเต็มไปด้วยแรงกดดันจาก เศรษฐกิจ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี เอไอ และความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ พร้อมส่งต่อถึงคำถามสำคัญคือ ‘เราจะเอาตัวรอด โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?’   จากท่ามกลางวิกฤตในวันนี้ ‘We change World change’ ถือเป็นคีย์หลัก ให้ทั้งโลกอยู่รอดไปด้วยกัน เปิดผลสำรวจคุณธรรมคนไทย ปี 2569   สำหรับผลสำรวจสถานการณ์คุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 จัดทำโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการพัฒนาดัชนีชี้วัดคุณธรรม 5 มิติ ได้แก่ พอเพียง วินัยรับผิดชอบ สุจริต จิตสาธารณะ และกตัญญู ดัชนีทุนชีวิต 5 พลัง ได้แก่ พลังตัวตน พลังครอบครัว พลังสร้างปัญญา/พลังที่ทำงานหรือองค์กร พลังเพื่อนและกิจกรรม และพลังชุมชน เพื่อสะท้อนสถานการณ์คุณธรรมของคนไทย 3 ช่วงวัย ได้แก่ อายุ 13–24 ปี, 25–40 ปี และ 41 ปีขึ้นไป   คุณธรรม ‘พอใช้’ คนไทยทุกช่วงวัย   สำหรับผลการสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรม ปี 2569 พบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมคุณธรรมของประชากรทั้ง 3 ช่วงวัย อยู่ที่ 4.63 คะแนน จากคะแนนเต็ม 6 คะแนน อยู่ในระดับ ‘พอใช้’ วัยรุ่นและเยาวชน อายุ 13–24 ปี : 4.53 คะแนน ‘พอใช้’ วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 25–40 ปี : 4.39 คะแนน ‘พอใช้’ วัยกลางคนและวัยผู้ใหญ่ตอนปลาย อายุ 41 ปีขึ้นไป : 4.79 คะแนน- ‘พอใช้’   คะแนนคุณธรรม 5 มิติ   พอเพียง : 4.39 คะแนน วินัยรับผิดชอบ : 4.59 คะแนน สุจริต : 4.42 คะแนน จิตสาธารณะ : 4.65 คะแนน กตัญญู : 5.09 คะแนน ขณะที่ ผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 พบผลการประเมินคุณธรรมจำแนก ทั้ง 6 ภูมิภาคอยู่ในระดับ ‘พอใช้’ ตามเกณฑ์ ดังนี้ ภาคเหนือ : 4.64 คะแนน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : 4.60 คะแนน ภาคตะวันออก : 4.60 คะแนน ภาคตะวันตก : 4.57 คะแนน ภาคกลาง : 4.63 คะแนน ภาคใต้ : 4.72 คะแนน   คนไทย ‘ภูมิคุ้มกันรอบตัว’ ดีมาก   ในด้านผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต (Life Assets)  ปี 2569  ผลการพบคะแนนเฉลี่ยทุนชีวิตรวมทุกวัยอยู่ที่ 80.5% อยู่ในระดับ ‘ดีมาก’ ดังนี้ วัยรุ่นและเยาวชน อายุ 13–24 ปี : 80.2% — ดีมาก วัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 25–40 ปี : 81.7% — ดีมาก วัยกลางคนและวัยผู้ใหญ่ อายุ 41 ปีขึ้นไป : 81.2% — ดีมาก   ทุนชีวิต 5 พลัง พลังตัวตน (Self-power) : 6% — ดีมาก พลังครอบครัว (Family power) : 8% — ดีมาก พลังสร้างปัญญา/พลังที่ทำงานหรือองค์กร : 80.2% — ดีมาก พลังเพื่อนและกิจกรรม (Friends & Activities) : 2% — ดี พลังชุมชน (Community power) : 9% — ดี ขณะที่ พลังครอบครัวมีคะแนนสูงสุด และพลังชุมชนมีคะแนนต่ำสุดใน 5 พลังโดย ทุนชีวิตจำแนกตามช่วงวัย พลังตัวตน : 13–24 ปี 82.2% | 25–40 ปี 85.9% | 41 ปีขึ้นไป 85.4% พลังครอบครัว : 13–24 ปี 82.4% | 25–40 ปี 85.1% | 41 ปีขึ้นไป 86.0% พลังสร้างปัญญา/พลังที่ทำงานหรือองค์กร : 13–24 ปี 80.3% | 25–40 ปี 80.8% | 41 ปีขึ้นไป 81.2% พลังเพื่อนและกิจกรรม : 13–24 ปี 80.1% | 25–40 ปี 80.8% | 41 ปีขึ้นไป 77.5% พลังชุมชน : 13–24 ปี 75.8% | 25–40 ปี 75.8% | 41 ปีขึ้นไป 75.8% โดยคะแนนทุนชีวิตรายภูมิภาคอยู่ระหว่าง 78.4%–82.4% จำแนกตามภูมิภาค ดังนี้ ภาคเหนือ : 81.9% ภาคกลาง : 81.5% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : 78.4% ภาคตะวันออก : 81.0% ภาคตะวันตก : 82.4% ภาคใต้ : 81.5% คนไทยยังอ่อนแอ ‘พอเพียง-สุจริต’   นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบแนวโน้มดัชนีคุณธรรมในช่วงปี พ.ศ. 2565–2569 พบว่า ด้านที่ได้คะแนนนำสูงสุดในทุกๆ ปี คือ “ด้านกตัญญู” ซึ่งครองแชมป์คะแนนสูงสุดมาโดยตลอด 5 ปี   สำหรับด้าน ที่มักได้คะแนนน้อยที่สุดและถือเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง หรือ แย่ลงในหลายช่วงปี คือ ‘ด้านพอเพียง’ รวมถึง ‘ด้านสุจริต’ ที่เคยลดลงต่ำในช่วงปี 2567 (อยู่ที่ 4.19) โดย หากเปรียบเทียบและวิเคราะห์แนวโน้มดัชนีคุณธรรม ปี 2565–2569 มีดังนี้ ปี 2565 : พอเพียง 4.38 | วินัยรับผิดชอบ 4.47 | สุจริต 4.41 | จิตสาธารณะ 4.58 | กตัญญู 4.98 | รวม 4.56 ปี 2566 : พอเพียง 4.59 | วินัยรับผิดชอบ 4.61 | สุจริต 4.60 | จิตสาธารณะ 4.76 | กตัญญู 5.11 | รวม 4.73 ปี 2567 : พอเพียง 4.17 | วินัยรับผิดชอบ 4.27 | สุจริต 4.19 | จิตสาธารณะ 4.35 | กตัญญู 4.64 | รวม 4.32 ปี 2568 : พอเพียง 4.22 | วินัยรับผิดชอบ 4.33 | สุจริต 4.22 | จิตสาธารณะ 4.40 | กตัญญู 4.62 | รวม 4.36 ปี 2569 : พอเพียง 4.39 | วินัยรับผิดชอบ 4.59 | สุจริต 4.42 | จิตสาธารณะ 4.65 | กตัญญู 5.09 | รวม 4.63 ขณะที่ ผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 พบว่า คะแนนทุนชีวิตรวมทุกวัย ได้แก่ 1% ในปี 2565 8% ในปี 2566 6% ในปี 2567 5% ในปี 2568 5% ในปี 2569   โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของคะแนนรวมรายปี (YOY) ในปี 2566 +7.3%, ปี 2567 -7.4%, ปี 2568 +1.2% และปี 2569 +2.5% และอัตราการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีฐาน 2565 ในปี 2566 +7.3%, ปี 2567 -0.6%, ปี 2568 +0.5% และปี 2569 +3.1%   สำหรับ ผลสำรวจดัชนีชี้วัดคุณธรรมและทุนชีวิต ปี 2569 ในด้านการเปลี่ยนผ่านของคุณธรรมไทยในยุคดิจิทัล เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพครอบคลุม 180 กรณีศึกษา ใน 3 ช่วงวัย และ 6 ภูมิภาค รายงานระบุว่า คุณธรรมของสังคมไทยไม่ได้สูญหาย แต่กำลังเปลี่ยนผ่านและปรับตัว เพื่อให้สอดรับกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจ วิถีชีวิตดิจิทัล และค่านิยมของคนต่างเจเนอเรชัน   โดยพบปัจจัยร่วมสมัยที่ส่งผลต่อคุณธรรม ดังนี้   เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีและ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิต รวมถึงมีประเด็นความเสี่ยง เช่น ข่าวปลอมและการพนันออนไลน์ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ แรงกดดันทางเศรษฐกิจส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและการรักษาหลักคุณธรรม โดยเฉพาะในบริบทการทำงานและค่าครองชีพ ความคาดหวังต่อเยาวชน เยาวชนและวัยรุ่นเผชิญความคาดหวังทั้งด้านการเรียน การหางาน และภาพลักษณ์ในสังคมออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อความเครียดและการตัดสินใจ ช่องว่างระหว่างวัย คนต่างวัยมีมุมมองต่อคุณค่าและการแสดงออกทางคุณธรรมที่แตกต่างกัน แม้ยังมีค่านิยมคุณธรรมร่วมกัน   Digital Empathy ตัวแปรแสดงออกคุณธรรม   นอกจากนี้ จากการเข้ามาของเทคโนโลยี ยังมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความหมายและรูปแบบการแสดงออกของคุณธรรม อาทิ   กตัญญู (Gratitude) อดีต การอยู่ร่วมบ้านเรือนและการดูแลปรนนิบัติบิดามารดาอย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน “Digital Empathy หรือการใช้เทคโนโลยี/AI แสดงความเอื้ออาทรและความห่วงใยครอบครัว จิตสาธารณะ (Public Mind) อดีต การลงแรงทางกาย เช่น กวาดลานวัด งานทำความสะอาดชุมชน ปัจจุบัน: การระดมทุนออนไลน์ กิจกรรม CSR ขององค์กร และการแชร์ข้อมูลเพื่อช่วยเหลือสังคม สุจริต (Honesty) อดีต การไม่ลักทรัพย์หรือขโมยสิ่งของที่มีตัวตน ปัจจุบัน การเคารพลิขสิทธิ์ทางปัญญา การให้เครดิตแหล่งที่มา และจริยธรรมในการใช้ AI   รศ. นพ. สุริยเดว  กล่าวสรุปข้อสังเกตสำคัญจากการบูรณาการผลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พบว่าพฤติกรรมคุณธรรมยังคงเดิม  โดยในด้านกตัญญูเข้มแข็งที่สุด ขณะที่พอเพียงและสุจริตอ่อนแอที่สุดต่อเนื่องจากปี 2565–2567 โดยการส่งเสริมระยะต่อไปควรให้น้ำหนักกับพอเพียงและสุจริต โดยเฉพาะการจัดการกับการยอมรับความผิดเล็กน้อยว่าเป็นเรื่องปกติ ‘พลังชุมชน’ พังระบบนิเวศคุณธรรม   ขณะที่วัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นกลุ่มที่ต้องใส่ใจที่สุด ซึ่งพบว่า คะแนนคุณธรรมต่ำที่สุด ขณะที่ทุนชีวิตอยู่ระดับดีมาก สอดคล้องกับข้อค้นพบเรื่องแรงกดดันเศรษฐกิจและภาวะชีวิต จึงควรควบคู่การส่งเสริมคุณธรรมกับการลดแรงกดดันจริง   นอกจากนี้ยังพบว่า ‘พลังชุมชน’ คือจุดอ่อนของระบบนิเวศคุณธรรม ซึ่งต่ำที่สุดในทุกช่วงวัยและเกือบทุกพื้นที่ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงควรออกแบบกิจกรรมชุมชนที่ยืดหยุ่น เข้าถึงง่าย และเปิดให้คนทุกวัยร่วมออกแบบ โดยศูนย์วิจัยคุณธรรม ยังนำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังนี้   ส่งเสริมคุณธรรมแบบบูรณาการหลายมิติ ทำพร้อมกันในทุกพื้นที่ชีวิต ได้แก่ ครอบครัว โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน และสื่อ; มองพฤติกรรมรอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง; ปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการแสดงออกถึงคุณธรรม ทักษะรู้เท่าทันสื่อและ AI ยุคดิจิทัล — ส่งเสริมการใช้อย่างรู้เท่าทัน ตรวจสอบความถูกต้อง รู้จักอคติของอัลกอริทึม ตระหนักเรื่องลิขสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว และคิดถึงผลกระทบก่อนโพสต์หรือแชร์ พลังของคนใกล้ตัวและแบบอย่างที่ดี — พ่อแม่ ครู หัวหน้างาน เพื่อน และผู้นำชุมชนมีอิทธิพลสูง ควรเป็นแบบอย่างที่ดี โดยคำพูดและการกระทำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน วิธีบริหารจัดการแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม — ใช้วิธีการที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงง่าย โดยการส่งเสริมความพอเพียงและสุจริตควรคำนึงถึงภาระหนี้ ทักษะการเงิน สวัสดิการ และช่องทางช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อลดแรงกดดันไม่ให้ขัดขวางการตัดสินใจที่ดี   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม และเกณฑ์การแปลผล ดูเพิ่มเติม https://mdc.moralcenter.or.th/                        

September 24, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอนเปิดฉาก Bangkok Watch Week 2026 รวมพลคนรักนาฬิการะดับโลก

PRnounce

“SIAM PARAGON BANGKOK WATCH WEEK 2026: OPENING CEREMONY” ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลา รวมผู้บริหารแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ นักสะสมและ Watch Community จากนานาประเทศ ร่วมสร้างโมเมนต์ระดับโลกกลางกรุงเทพฯ สยามพารากอน ตอกย้ำแลนด์มาร์กระดับโลก และ Global Luxury Destination ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เดินหน้าปักหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินวงการนาฬิการะดับโลก ด้วยการจัดงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “SIAM PARAGON BANGKOK WATCH WEEK 2026: OPENING CEREMONY” เชิญผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และบุคคลสำคัญจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 45 แบรนด์ พร้อมเหล่าผู้เชี่ยวชาญ นักสะสม และ Watch Community จากหลากหลายประเทศ มาร่วมเฉลิมฉลองให้กับวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลา และร่วมสร้าง Global Moment แห่งโลกนาฬิกาขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อต้อนรับการมาถึงของ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารและบุคคลสำคัญในแวดวงนาฬิการะดับโลกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง อาทิ Mr.Georges Kern (CEO, House of Brands), Mr.Nicholas Rudaz (CEO, Frank Muller), Mr.Jean-Philippe Bonneau (CMO, Roger Dubuis), Mr.Gregory Bruttin (Managing Director, Universal Geneve), Mr.Tobias Kuffer (Vice President, NORQAIN) Mr.Damien Licciardi (Managing Director, Cartier), Mr.Cole Pennington (Tudor), Mr.Takeshi Sakamoto (Vice President, Grand Seiko) Mr. Pierre Guerrier (Watchmaking Expert, Piaget), Mr.Stephane Pichavant (CCO, Bremont), Mr.Kevin To (Gerald Charles) นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก Ms.Aurélie Streit รองประธาน FHH (Fondation Haute Horlogerie) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญนี้ โดยมี ผู้บริหารระดับสูงของสยามพิวรรธน์ อาทิ คุณมยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์, คุณแคโรไลน์ เมอร์ฟีย์ และ คุณธณพร ตันติยานนท์ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ค่ำคืนพิเศษนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร อาทิ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT), ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย, โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ และ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ ถ่ายทอดแนวคิดการนำมรดกทางวัฒนธรรมไทยมาบรรจบกับจังหวะของกรุงเทพฯ ยุคใหม่ ผ่าน One Moment ที่ไม่ได้บอกเล่าเรื่องของเวลาด้วยภาพของนาฬิกา แต่ทำให้ผู้คนสัมผัสถึง “เวลา” ผ่านแสง ศิลปะการเคลื่อนไหว ดนตรี และอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยเนรมิต Art Jewel ชั้น 5 สยามพารากอน ให้เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ผ่านงานทัศนศิลป์ของ อภิชาติ ฐิติวงศ์วรสกุล, เนียม มะวรคนอง และ ทัด ณัฐธีร์ ผสานกับหุ่นละครโจหลุยส์ การแสดงระนาดไฟฟ้า และดนตรีแจ๊สกลิ่นอายไทย ทุกองค์ประกอบร่วมกันเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต สะท้อนว่าเวลาคือสิ่งที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและผู้คนต่างเจเนอเรชันเข้าด้วยกัน ทำให้ Siam Paragon Bangkok Watch Week เป็นมากกว่างานนาฬิกา แต่คือช่วงเวลาที่โลกของเรือนเวลามาพบกับศิลปะ วัฒนธรรม และจังหวะของกรุงเทพฯ อย่างมีความหมาย สำหรับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยรวมแบรนด์นาฬิการะดับโลกกว่า 45 แบรนด์ มาร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลา ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดนัดพบของแบรนด์ ผู้บริหาร นักสะสม และคอมมูนิตี้คนรักนาฬิกาจากทั่วโลก อาทิ A. LANGE & SÖHNE, AMIDA, BEHRENS, BIANCHET, BLANCPAIN, BOUCHERON, BREGUET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHANEL, CHOPARD, CVSTOS, FRANCK MULLER, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GRAND SEIKO, GREUBEL FORSEY, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JACOB & CO., JAEGER-LECOULTRE, L.LEROY, LOUIS ERARD, MB&F, NORQAIN, ORIS, PANERAI, PARMIGIANI FLEURIER, PIAGET, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN GENÈVE, TAG HEUER, TIFFANY & CO., TUDOR, ULYSSE NARDIN, UNIVERSAL GENÈVE, VACHERON CONSTANTIN, และ ZENITH. โดยมีไฮไลต์ภายในงานมากมาย เปิดตัวเรือนเวลาใหม่ล่าสุด ครั้งแรกในโลก และครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในความพิเศษของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือการได้รับเลือกให้เป็นเวทีเปิดตัวเรือนเวลาและคอลเลกชันสำคัญจากแบรนด์ระดับโลก โดยแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 45 แบรนด์ นำ Novelties กว่า 200 เรือน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงที่ประเทศไทย อาทิ Roger Dubuis เปิดตัวคอลเลกชัน “Knights of the Round Table” เป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน ขณะที่ Oris แบรนด์นาฬิกาสวิสอิสระจาก Hölstein ซึ่งมีประสบการณ์ด้านเรือนเวลามากว่า 120 ปี เปิดตัว “Bangkok Limited Edition” นาฬิกา Aquis รุ่นพิเศษสำหรับประเทศไทย ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากแสงสีทองของกรุงเทพฯ ยามพระอาทิตย์ตกและสถาปัตยกรรมของมหานคร รวมถึง Universal Genève ที่เปิดตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกภายในงาน สะท้อนบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงมรดกของวงการเรือนเวลาเข้ากับอนาคตและคอมมูนิตี้ระดับภูมิภาค นอกจากนี้ภายใน “The Exhibition” ผู้เข้าชมยังจะได้สัมผัสกับเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน มาสเตอร์พีซ เรือนเวลาที่มีความซับซ้อนทางกลไก ชิ้นงานหายาก และคอลเลกชันอันทรงคุณค่า โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือเรือนเวลาจาก Breguet ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 225 ปีของ Tourbillon ถ่ายทอดมรดกแห่งนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านกลไกอันซับซ้อนของเมซง The Symposium เชื่อมโลกแห่งเรือนเวลาเข้ากับผู้คน โดยตลอด 6 วันของงาน เปิดเวที The Symposium รวม 18 เซสชัน ให้ผู้บริหารระดับโลก นักสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญ และบุคคลสำคัญในวงการร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและมุมมอง ตั้งแต่ The Breitling Journey กับ Georges Kern ไปจนถึงเรื่องราวมรดกและนวัตกรรมของ Tourbillon โดย Emmanuel Breguet รวมถึง Watch Collector Symposium สำหรับคอมมูนิตี้นักสะสม นอกจากนี้ Fondation Haute Horlogerie (FHH) ยังร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานฝีมือ มรดก และอนาคตของ Haute Horlogerie เข้ากับผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น “The Experience” เปิดโลก Haute Horlogerie ผ่านองค์ความรู้และประสบการณ์ อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือ “The Experience” พื้นที่นำเสนอประสบการณ์และนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาจากแบรนด์ต่าง ๆ พร้อมการเปิดตัว “FHH Academy Lounge” โดย Fondation Haute Horlogerie อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้นักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้สนใจได้เรียนรู้ศาสตร์แห่งเรือนเวลาผ่านคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ FHH รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับ FHH Certification มาตรฐานระดับสากล ผู้รักและหลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลามาร่วมเปิดประสบการณ์แห่งวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกได้ใน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ตั้งแต่วันนี้ – 27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน สามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Instagram: @bangkokwatchweek  

September 24, 2026 / 0 Comments
read more

GIZ จับมือบี.กริม เพาเวอร์ เผยแผนลดคาร์บอนนิคมแหลมฉบัง-บางกะดี

PRnounce

GIZ ผนึก กนอ. บีไอพี บี.กริม เพาเวอร์ และพันธมิตร เปิดผลการศึกษาแนวทางเปลี่ยนผ่านพลังงานและลดคาร์บอน ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและสวนอุตสาหกรรมบางกะดี องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) ร่วมกับสำนักงานนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรมบางกะดี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร จัดงานประชุมเผยแพร่ผลการศึกษา “โครงการพัฒนาแผนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศไทย” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการนำผลการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ โดยการประชุมจัดขึ้นใน 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมโอ๊ควูด โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี และพื้นที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ โรงแรม ดิ ไอเดิล โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงแนวทางการนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ โครงการดังกล่าวมุ่งศึกษาและพัฒนาแนวทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่อุตสาหกรรม โดยมีนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เป็นพื้นที่นำร่อง โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อพัฒนาแผนลดคาร์บอนที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยพิจารณาความเป็นไปได้ทางเทคนิค ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็นแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นลำดับ โดยสามารถเริ่มต้นจากมาตรการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ในปัจจุบัน เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การบริหารจัดการพลังงาน และการเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน พร้อมกับเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการและเทคโนโลยีในระยะต่อไปที่ต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมเชิงพาณิชย์ แหล่งพลังงาน การลงทุน และนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสม ในฐานะพันธมิตรด้านพลังงานของพื้นที่ บี.กริม เพาเวอร์ มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเข้ากับความต้องการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาพลังงาน (Reliability) ความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน (Affordability) และการลดคาร์บอน (Decarbonisation) ผ่านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และโซลูชันที่เหมาะสมกับธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับทางเลือกใหม่ ๆ ที่จะมีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว งานประชุมครั้งนี้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนแนวทางนำ Roadmap ไปสู่การปฏิบัติ ครอบคลุมแนวโน้มและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของไทย มาตรการลดคาร์บอน ประสิทธิภาพพลังงาน การเปลี่ยนผ่านของภาคการผลิตไฟฟ้า ไฟฟ้าสีเขียว แหล่งเงินทุน และ ESCO Model โดยมี ความร่วมมือในระดับพื้นที่ (Area-based Collaboration) เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้พัฒนานิคม ผู้ผลิตและผู้ให้บริการพลังงาน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ภาครัฐ ภาคการเงิน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อเตรียมความพร้อมและลดข้อจำกัดในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ผลการศึกษาและบทเรียนจากทั้ง 2 พื้นที่ จะเป็นกรณีศึกษาสำหรับประยุกต์ใช้กับพื้นที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังจัดขึ้นในรูปแบบ Carbon Neutral Event สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำแนวคิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้กับการจัดงานควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โครงการ TGC EMC ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) ภายใต้กระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) โดยมุ่งสนับสนุนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ผ่านการดำเนินงานใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานหมุนเวียน การขนส่ง การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรม ชีวมวล และการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนานโยบาย และนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ ภายใต้แนวคิดการบูรณาการข้ามภาคส่วน (sector coupling)

September 24, 2026 / 0 Comments
read more

HSBC รับ FDI ญี่ปุ่นเติมทุนในไทย 3.67 หมื่นล. ขยายลงทุน 3 อุตสาหกรรมอนาคต

EcoVative

ซีอีโอ HSBC Group Japan เยือนไทย ย้ำความเชื่อมั่น FDI ญี่ปุ่นสะสมแตะ 3.45 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนธุรกิจไทย-ญี่ปุ่นขยายตัวรับวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต     ทาเคโอะ คาเนโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจธนาคารเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น (HSBC Group Japan) กล่าวว่า ในโอกาสการเยือนประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนภูมิภาคอาเซียนของเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น ครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เพื่อพบและหารือกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมใช้เวลาอยู่ในพื้นที่จริงในทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งกำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อเครือข่ายการค้าและการลงทุนของญี่ปุ่นทั่วอาเซียน   สำหรับการเดินทางเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อเข้าพบลูกค้าองค์กรภาคธุรกิจและหารือถึงแนวทางที่ธนาคารฯ จะสามารถสนับสนุนลูกค้าญี่ปุ่นและไทยที่ขยายธุรกิจในทั้งสองประเทศได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรับวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่นในปี 2570   โดย ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยยอดรวม FDI จากญี่ปุ่น ที่มาลงทุนในประเทศไทยอยู่ที่ 3.45 ล้านล้านบาทหรือ104,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของปริมาณ FDI รวมทั้งหมดของไทย (ข้อมูล ณ ปี 2568)   ขณะที่ แนวโน้มการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามายังไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในปี 2568 มีเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเข้ามายังไทยเพิ่มเติมถึง 39,900 ล้านบาทหรือ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ  ตลอดจนยังมีการวางแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 36,700 ล้านบาทหรือ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ เดือนมิถุนายน 2026   “สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องต่อประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในการขยายธุรกิจทั่วอาเซียนและในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี”   สำหรับความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ยังขยายการเติบโตทั้งเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงระหว่างกัน รวมถึงการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอีกด้วย โดยทั้งสองประเทศกำลังเกี่ยวพันในด้านห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น(value chain) และมีความความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขั้นสูง บริการทางการเงิน   สำหรับ การค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความสำคัญและการเติบโตของระเบียงการค้าดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยนับตั้งแต่ปี 2541 มูลค่ารวมของการค้าไทย–ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเป็น 1.88 ล้านล้านบาท (56,200 ล้านเหรียญสหรัฐ)   โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกที่ 788,000 ล้านบาท (23,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้ามายังประเทศสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยมีมูลค่าการนำเข้าที่ 992,000 ล้านบาท (29,700 ล้านเหรียญสหรัฐ)   ทาเคโอะ  กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว HSBC Group Japan มองเห็นโอกาสองค์กรภาคธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นขยายการค้าและการลงทุนในระเบียงการค้าใน 4 ประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ในด้านต่างๆ อาทิ การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น การลงทุนในภาคการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน การขยายการให้บริการลูกค้า การเร่งวาระด้านดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน   “ส่งผลให้ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจขยายการเติบโตในเชิงขนาด และยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคมากยิ่งขึ้นด้วย”   โดยบทบาทสำคัญ ของธนาคารเอชเอสบีซี คือ การช่วยให้ลูกค้าใช้เครือข่ายระดับโลก เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ จากการผสานความแข็งแกร่งของทีมงานและเครือข่ายในพื้นที่ทั่วอาเซียน ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในญี่ปุ่น และความสามารถในการสนับสนุนลูกค้าครอบคลุมทั้งด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน การชำระเงินและบริหารสภาพคล่อง การจัดหาเงินทุน การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการสนับสนุนด้านการลงทุนระหว่างประเทศ   ด้าน จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ระเบียงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย–ญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นจากการลงทุนและความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ อีกทั้งยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการเติบโตข้ามพรมแดนที่สำคัญที่สุดของเอเชีย   โดยธนาคารเอชเอสบีซี มุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มโอกาสการลงทุนในระเบียงการค้านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระเบียงการค้าดังกล่าวเปลี่ยนผ่านไปสู่การค้าและการลงทุนที่มีมูลค่าสูงขึ้นและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากยิ่งขึ้นเช่นปัจจุบัน   ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 6,000 บริษัท สะท้อนถึงความสัมพันธ์และการร่วมมือทางการค้าการลงทุนที่มีมาอย่างยาวนาน โดยการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกของภูมิภาค   ขณะที่ ระเบียงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นยังเป็นหมุดหมายการลงทุนที่สำคัญของบริษัทญี่ปุ่นในการวางแผนเติบโตในอาเซียนและทั่วโลก โดยสิ่งที่HSBC สังเกตได้ชัดเจนในขณะนี้ คือ   แผนการขยายธุรกิจของบริษัทต่างๆ ในระเบียงการค้านี้มีความซับซ้อนมากขึ้นจากห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคที่ปรับเปลี่ยนไป รูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและแนวคิดด้านความยั่งยืน องค์กร/บริษัท เริ่มมองหาพันธมิตรที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเติบโตได้ในหลายประเทศ ไม่ใช่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว   อย่างไรก็ตาม จากโความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของบริษัทเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารเอชเอสบีซีสามารถนำจุดแข็งด้านเครือข่ายระดับโลกและความเชี่ยวชาญมาสนับสนุนลูกค้าในการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม   “เมื่อบริษัทจากไทย ญี่ปุ่น และบริษัทข้ามชาติขยายธุรกิจในระเบียงการค้าการลงทุนนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการพันธมิตรที่สามารถเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเข้ากับเงินลงทุน ความสามารถในการทำธุรกิจ และความร่วมมือข้ามพรมแดนก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย”   ทั้งนี้ ในฐานะธนาคารเพื่อการค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่สนับสนุนการค้ากว่า 86% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดทั่วโลก ตลอดจนธนาคารที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกอันมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในทั้งสองประเทศมานานกว่า 135 ปี ทำให้ธนาคารเอชเอสบีซีสามารถช่วยให้องค์กรภาคธุรกิจลงทุนได้อย่างมั่นใจ บริหารความเสี่ยง   alt-x KEY TAKEAWAYS   ภารกิจเยือนอาเซียนและประเทศไทย  ทาเคโอะ คาเนโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจธนาคารเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น (HSBC Group Japan) เดินทางเยือนภูมิภาคอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย) เพื่อพบปะลูกค้าและพันธมิตร พร้อมหารือแนวทางสนับสนุนธุรกิจญี่ปุ่นและไทยในการขยายฐาน เตรียมรับวาระสำคัญปี 2570  การเยือนครั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ในปี 2570 ญี่ปุ่นยังเป็นแชมป์การลงทุน FDI อันดับ 1 ของไทย ประเทศญี่ปุ่นครองแชมป์แหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยยอดสะสมรวม 3.45 ล้านล้านบาท หรือ 104,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นกว่า 1 ใน 4 ของ FDI รวมทั้งหมดของไทย ข้อมูล ณ ปี 2568) แนวโน้มการลงทุนแข็งแกร่งต่อเนื่อง ในปี 2568 มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มเติมถึง 39,900 ล้านบาท พร้อมแผนวางแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 36,700 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ในอาเซียน

September 24, 2026 / 0 Comments
read more

‘เนเน่ รอยัล’ แชมป์ AGT 2026 จากเด็กภูเก็ตสะท้อนสู่แบรนด์ตัวตน ‘Global Talent’

Zcreat

เนเน่ รอยัล ‘รัตติกานต์ อำลอย’ สาวน้อยวัย 16 ปีจากภูเก็ต คว้าแชมป์ AGT 2026 พร้อมเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ สู่เวทีสร้างแบรนด์ Global Talent    ผลประกาศเวที America’s Got Talent 2026 (AGT Season 21) ออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดย ‘เนเน่ รอยัล’ หรือ แพรว–รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปีจากจังหวัดภูเก็ต คว้าแชมป์ของเวทีระดับโลก พร้อมเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังผ่านการแข่งขันและการโหวตจากผู้ชมอเมริกันจนก้าวขึ้นเป็นผู้ชนะประจำซีซันนี้   ก่อนถึงการประกาศผล ‘เนเน่’ เพิ่งขึ้นเวทีรอบไฟนัลในค่ำคืนวันที่ 22 กันยายน ตามเวลาสหรัฐฯ ซึ่งตรงกับช่วงเช้าวันที่ 23 กันยายนตามเวลาไทย โดยเธอเลือกเพลง ‘Seven Nation Army’ ของ The White Stripes มาปรับในสไตล์ของตัวเอง พร้อมโชว์เสียงร้องและกีตาร์ต่อหน้าผู้ชมใน Pasadena Civic Auditorium และได้รับเสียงปรบมือยืนจากทั้งฮอลล์และคณะกรรมการ   โดยโชว์ ชิ้นดังกล่าวยังกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่สร้างกระแสบนโลกออนไลน์ โดยคลิปการแสดงรอบไฟนัลบนช่อง YouTube ของ AGT มียอดชมทะลุ 7 ล้านวิวภายในเวลาประมาณหนึ่งวัน   ขณะที่โชว์ออดิชันเพลง ‘Zombie’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสเนเน่บนเวทีนี้ มียอดชมแตะประมาณ 20 ล้านวิว บนช่อง AGT อย่างเป็นทางการก่อนเข้าสู่รอบไฟนัล   กระทั่งการประกาศผลในช่วงค่ำวันที่ 23 กันยายนตามเวลาสหรัฐฯ หรือเช้าวันที่ 24 กันยายนตามเวลาไทย ’Terry Crews’ พิธีกรของรายการประกาศชื่อ Nene Royal ในฐานะผู้ชนะ AGT Season 21 อย่างเป็นทางการ   ความสำเร็จครั้งนี้ นอกจากการได้แชมป์ของ ‘เนเน่’ สาวน้อยจากประเทศไทยแล้ว ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพแห่งการเดินทางของเด็กสาววัย 16 ปีที่เริ่มต้นจากภูเก็ต ก่อนพาตัวเองขึ้นไปยืนบนเวทีระดับโลก ที้ทำให้ ‘ความฝัน’ การเป็นร็อกสตาร์เกิดขึ้นจริงต่อหน้าผู้ชมทั่วโลก   โดยโมเมนต์ นั้นยังไปไกลกว่าการคว้าแชมป์ เมื่อ ‘เนเน่’ ได้ขึ้นเวทีร่วมกับ Linkin Park ในช่วง Results Show ของ AGT และร่วมร้องเพลง ‘The Emptiness Machine’ กับวงร็อกระดับโลก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพสำคัญที่เกิดขึ้นหลังจากเธอเคยพูดถึงความต้องการที่จะได้ร่วมแสดงกับวงนี้มาก่อน   จากเส้นทางของเนเน่ สะท้อนภาพของ ‘Talent’ จากท้องถิ่นจังหวัดภูเก็ต ที่ค่อย ๆ เติบโตจากการเล่นดนตรีในตลาดและการแสดงตามเวทีต่าง ๆ ก่อนมาถึง AGT โดยมีครอบครัวเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยเฉพาะ คุณพ่อณรงค์ อำลอย ที่ติดตามและสนับสนุนเส้นทางดนตรีของลูกสาวมาตลอดการแข่งขัน   ‘เนเน่ รอยัล’ แบรนด์ทาเลนต์   จากเด็กสาวที่เคยเล่นดนตรีในภูเก็ต วันนี้ชื่อของเธอ เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘Nene Royal’ และยังกลายเป็น ‘Global Talent’ ที่มีคนรู้จักในตลาดต่างประเทศแล้ว   ขณะที่โจทย์ต่อไป นอกจากการรักษากระแสจาก AGT แล้ว อาจยังเป็นช่วงเวลาสู่การเปลี่ยนช่วงเวลานี้ให้กลายเป็นเส้นทางอาชีพของศิลปิน ได้อย่างจริงจัง ทั้งการสร้างผลงานเพลงของตัวเอง การขยายฐานแฟนคลับต่างประเทศ และการขึ้นเวทีระดับนานาชาติ   นอกจากนี้ ‘Nene Royal’ ในฐานะชื่อศิลปิน ยังมีโอกาสเติบโตเป็น ‘Personal Brandง แบรนด์บุคคลที่อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การแข่งขัน ‘Talent Show’ ที่สามารถต่อยอดไปยังมิติด้านอื่น ได้ทั้ง ดนตรี แฟชั่น บันเทิง และไปจนถึงความร่วมมือระหว่างแบรนด์ (Brand Collaboration) ได้เช่นกัน   โดยมีสิ่งน่าสนใจ คือ เรื่องราวของ ‘เนเน่’ ที่ใช้ความสามารถของตัวเองสร้างมูลค่าในฐานะ ‘เด็กไทยคว้าแชมป์’ ได้ด้วย Local Talent  จนสร้างฐานผู้ชมระดับโลก Global Audience ได้ถูกพิสูจน์แล้วในวันนี้จาก AGT เวทีที่ทำให้โลกรู้จัก ‘Nene Royal’   และจากนี้ ‘เวที’ ต่อไปที่จะทำให้คนทั่วโลกอยากติดตามว่า ‘เด็กสาว’จากภูเก็ตคนนี้ จะสร้างเสียงของตัวเองขึ้นมาได้ไกลแค่ไหน ?!?   alt-x KEY TAKEAWAYS จากภูเก็ตสู่เวทีโลก เนเน่ รอยัล หรือ รัตติกานต์ อำลอย วัย 16 ปีจากภูเก็ต คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 หลังสร้างความโดดเด่นด้วยการร้องเพลงและเล่นกีตาร์บนเวทีระดับโลก เส้นทาง AGT สร้างตัวตน ‘Rock Talent’ ชัดเจน ตั้งแต่การออดิชันด้วยเพลง ‘Zombie’ ไปจนถึง Golden Buzzer จาก Mel B. และโชว์รอบไฟนัล ‘Seven Nation Army’ เนเน่ค่อย ๆ สร้างภาพจำในฐานะศิลปินร็อกดาวรุ่งจากไทย แชมป์ จุดเริ่มต้น Global Talent ชัยชนะพร้อมเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เปิดโอกาสให้เนเน่ต่อยอดจากเวที AGT ไปสู่การสร้างผลงานเพลง ฐานแฟนคลับ และเส้นทางศิลปินในตลาดต่างประเทศต่อไป  

September 24, 2026 / 0 Comments
read more

เปิดแลนด์มาร์คสามย่านมิตรทาวน์ ส่งแรงเชียร์ให้ถึงทีมชาติไทยในศึกเอเชียนเกมส์ นาโกย่า 2026

Peace&Play

กกท. เปิด ’20th Asian Games Playground@Samyan Mitrtown’ แลนด์มาร์คกลางใจเมือง ‘สามย่านมิตรทาวน์’ ชวนส่งแรงเชียร์ไปถึงนักกีฬาทีมชาติไทย ในศึกเอเชียนเกมส์และเอเชียนพาราเกมส์ ไอจี – นาโกย่า 2026       การกีฬาแห่งประเทศไทย  (กกท.) และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ร่วมกับพันธมิตร TOYOTA I AIS I PTT I COUNTERPAIN I SPONSOR I YAMAHA I GRAND SPORT และสามย่าน มิตรทาวน์ เปิดตัวแลนด์มาร์กแห่งการเชียร์กีฬาสำหรับแฟนกีฬาชาวไทย ‘20th Asian Games Playground@Samyan Mitrtown’ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งให้คนไทยร่วมส่งใจเชียร์นักกีฬาไทย ในการแข่งขันมหกรรมเอเชียนเกมส์และเอเชียนพาราเกมส์ ไอจิ – นาโกย่า 2026 จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569     สำหรับ ‘20th Asian Games Playground@Samyan Mitrtown’ วางแนวคิดพื้นที่ในรูปแบบ ‘ป๊อปอัพสเปซแห่งความสนุกและลานกีฬาไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ใจกลางเมือง’  ภายใต้แคมเปญ “#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES พร้อมติดตั้งจอ LED ขนาดใหญ่ ถ่ายทอดสดการแข่งขันเอเชียนเกมส์ให้เยาวชนและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลุ้นและเชียร์เหล่านักกีฬาไทยแบบไม่มีค่าใช้จ่าย   โดยมุ่งหวังให้ ‘20th Asian Games Playground@Samyan Mitrtown’ เป็นพื้นที่จุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยได้สัมผัสความสนุกในการชมและเชียร์กีฬา พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนให้ได้เห็นคุณค่าของการออกกำลังกาย และให้การเล่นกีฬากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย อย่างยั่งยื่น สำหรับ 20th Asian Games Playground@Samyan Mitrtown ได้รับการออกแบบให้เป็นลานกิจกรรมกีฬาเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานนวัตกรรมและความบันเทิง เพื่อต้อนรับแฟนกีฬาและประชาชนทั่วไปให้ได้สัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับเอเชีย โดยประกอบไปด้วย   โซน PADEL WALL-BOUNCE CHALLENGE พาเดล มิติใหม่ของการตีแร็กเก็ตกับกติกาเฉพาะตัว โซน BATMINTON CHALLANGE ตีแบดมินตันผ่าน Giant LED (Nintendo) โซน RUNNING CHALLANGE หลากหลายโหมดให้ได้วิ่ง, โซน BOXING CHALLANGE ให้ประลองแรงหมัดกันได้ทุกวัย     ‘ทีมชาติไทย’ ตัวแทนคนรุ่นใหม่   พร้อมกันนี้แคมเปญ “#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES ภายใต้กิจกรรรมนี้ ยังได้เปิดตัว ‘เตนล์-ชิตพล ลี้ชัยพรกุล’ ศิลปินระดับโลก และ ‘เอส ศุภ สง่าวรวงศ์’ นักแสดงดังอดีตฉลามหนุ่มทีมชาติไทย ในฐานะ 2 ใน 4 ตัวแทนคน มาร่วมแข่งขันแมตช์หยุดโลกในเกม Tennis Nintendo บนเวที ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟน ๆ และผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมภายใต้แคมเปญฯ นี้  ขณะที่อีก 2 ตัวแทนฟากนักกีฬาไทย ‘นาตาลี-นาคประเสริฐ พาเดล’ ทีมชาติไทยระดับเอเชีย และ ‘บูม-กษิดิศ สำเร็จ’ เทนนิสชายมือ 1 ของไทยได้เดินทางไปทำภารกิจในฐานะทีมชาติไทย ณ ญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อย   ด้าน ‘เตนล์ ชิตพล’ เผยถึงความรู้สึกในฐานะตัวแทนส่งต่อแรงบันดาลใจในระดับเอเชีย “ผมเชื่อว่าเราทุกคนต่างเป็นนักสู้และสนุกกับการวิ่งตามฝันในสนามชีวิตของตัวเอง ไม่ต่างจากเหล่านักกีฬาที่กำลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในเวลานี้ จึงอยากส่งต่อพลังใจนี้ เชียร์นักกีฬาทุกท่านทั่วเอเชียให้มุ่งมั่นเต็มที่ และก้ามข้ามทุกขีดจำกัดเพื่อเป้าหมายของตนเอง และมาร่วมกันเปลี่ยนเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขและเป็นศูนย์รวมความทรงจำที่งดงามร่วมกันของพวกเราชาวเอเชียทุกคนครับ”   ขณะที่ ‘เอส ศุภ’ ได้ร่วมถ่ายทอดความรู้สึกและปลุกพลังคนรุ่นใหม่ในฐานะผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ลงสนามในฐานะทีมชาติไทยมาแล้วว่า “จากอดีตนักกีฬาว่ายน้ำที่เคยผ่านความทุ่มเทในสนาม วันนี้ผมขอส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจในอีกบทบาทหนึ่งครับ “20th Asian Games Playground@Samyan Mitrtown” แห่งนี้จะเป็นพื้นที่แห่งความสนุกที่จะเชื่อมต่อหัวใจของกองเชียร์และนักกีฬาให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มาส่งพลังเชียร์แบบไร้ขีดจำกัดให้ทัพไทยคว้าชัยชนะในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ด้วยกันนะครับ”     สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเดินทางมาร่วมสนุกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยไปพร้อมกันกับ Giant LED screen ให้ดูกันเต็มอิ่ม ที่ลานเชียร์และอัฒจันทร์ รวมตัวคนไทยลุ้นไปกับการถ่ายทอดทุกแมตสำคัญของทัพไทย ณ ลานกิจกรรม Semi-Outdoor ชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน – 25 กันยายน 2569 และ ลานกิจกรรมชั้น 3 ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 4 ตุลาคมนี้   โดยภายในงาน ยังมีบูธกิจกรรมน่าสนใจจากแบรนด์ผู้สนับสนุนหลัก อาทิ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทโช ฟาร์มาซูติคอล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ที.ซี. ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วยผู้สนับสนุนพื้นที่งานนี้ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์        

September 24, 2026 / 0 Comments
read more

Mobel Klik ทำเฟอร์นิเจอร์ให้มีรสชาติ แล้วมาเจอกันที่ Qottontale Café

Peace&Play

‘Mobel Klik’ ชวนแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์คัสตอมสั่งได้ตามใจในคลิ๊กเดียว เปิดตัว 3 สีใหม่ ที่จับเอา Furniture มาเจอ Flavour ที่ Qottontale Café     โลกแห่งการตกแต่งบ้านยุคใหม่ กำลังจะเปลี่ยนไปจากภาพจำแบบเดิมๆ ที่ทำได้ง่ายขึ้น แถมยังสั่งได้ตามใจในแบบเราทุกอย่าง ได้เพียงแค่กดสั่งผ่านปลายนิ้ว จากนั้นแค่รอให้สินค้ามาส่งถึงหน้าประตูบ้าน…   แนวคิดข้างต้นนี้ คือ คอนเซปต์ของ ‘Mobel Klik’ (โมเบิล คลิก) ธุรกิจสตาร์ทอัปเฟอร์นิเจอร์ ออนไลน์ สัญชาติไทย ที่ก่อตั้งและเริ่มทำการตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2567 เพื่อตอบโจทย์ทุกคนที่อยากได้เฟอร์นิเจอร์ในแบบที่สามารถปรับแต่ง ขนาด ฟังก์ชั่น และสี พร้อมชำระสินค้าและนำส่งในทุกขั้นตอนในแบบออนไลน์   ปัจจุบัน Moble Klik มีไลน์อัปสินค้าเฟอร์นิเจอร์ครอบคลุม 7 หมวด ตู้ข้างเตียง ชั้นวางทีวี ตู้ไซด์บอร์ด ตู้ติดผนัง ตู้รองเท้า ตู้เสื้อผ้า แผ่นไม้สีตัวอย่าง   สำหรับสินค้าเฟอร์นิเจอร์ Moble Klik วางราคาเฉลี่ยตั้งแต่ 1,500 บาทถึงหลักกว่าหมื่นบาทต่อชิ้น ซึ่งทุกคน สามารถเริ่มต้นสนุกกับการสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ ได้ตั้งแต่ดีไซน์พื้นฐาน แบบโมดูลาร์ 3 รูปแบบ ซึ่งสามารถนํามาต่อ วาง หรือซ้อนกัน เพื่อสร้างดีไซน์ใหม่ให้เหมาะกับพื้นที่ พร้อมเลือกสไตล์พื้นผิวได้ทั้ง ลายไม้ (Woodgrain), สีพื้น (Solid) และทูโทน (Two-tone) ด้วยตัวเลือก 23 สี ได้ในช่องทางเว็บไซต์ www.mobelklik.com  ได้ใน 3 ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ดังนี้ Make it Yours ขั้นตอนแรก การออกแบบและเลือกเฟอร์นิเจอร์ในแบบที่ต้องการ Payment ทำการชำระเงินตามขั้นตอนของเว็บไซต์ Free Delivery รอรับสินค้าพร้อมบริการจัดส่งฟรี และติดตั้งฟรีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับออเดอร์ 7,500 บาทขึ้นไป   (ใช้เวลาดำเนินการพร้อมจัดส่งราว 14 วันทำการ)   Moble Klik กับ  3 รสชาติใหม่   ล่าสุดในเดือนกันยายน ปีนี้ ‘Moble Klik’ อยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกันมากขึ้น โดยจัดกิจกรรมภายในธีม ‘Find Your Flavor, Find Your S(h)elf’ มาร่วมค้นหารสชาติใหม่ ในแบบที่เป็นตัวเรา พร้อมแนะนำ 3 สีใหม่ ได้แก่ Matcha, Yuzu และ Milkshake โดยงานฯ เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 9 ตุลาคม 2569 ณ Qottontale Café  คาเฟ่สีส้มอิฐที่มีเอกลัษณ์ ตั้งอยู่ในซอยร่วมฤดีย่านเพลินจิต ที่ถูกเนรมิตรให้กลายเป็นดิสเพลย์โชว์รูม ที่เต็มไปด้วยสีสันและไอเดียการแต่งบ้าน   สำหรับงานเปิดตัว 3 รสชาติใหม่ในครั้งนี้ Mobel Klik ยังมาพร้อมตู้ไซซ์ยักษ์ 3 ดีไซน์ โดย Qottontale Café ได้ร่วมรังสรรค์เครื่องดื่มพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 3 สีใหม่ ทั้ง Matchajicha, Crystal Yuzu และ Pink Cloud มาถ่ายทอดคาแรกเตอร์ของแต่ละสีออกมาในรูปแบบของ Flavor เพื่อเชื่อมโยงโลกของเฟอร์นิเจอร์ สีสัน และไลฟ์ สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน   ขณะเดียวกัน Mobel Klik ยังยกระดับมาตรฐานด้านวัสดุ ด้วยการเปลี่ยนจากไม้เกรด E1 มาใช้ ไม้เกรด Super E0 จากบริษัท พาเนล พลัส จํากัด ซึ่งมีระดับการปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ตํ่ากว่าเกรด E1 เพื่อเพิ่มความใส่ใจต่อคุณภาพอากาศภายในพื้นที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้งานในพื้นที่ปิด เช่น ห้องนอน ห้องแต่งตัว หรือพื้นที่ที่ใช้งานเป็นเวลานาน   สำหรับการอัปเกรดครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำแนวคิดของ Mobel Klik ที่ให้ความสําคัญทั้งการดีไซน์ภายนอก สะท้อนผ่าน สี รูปทรง และดีไซน์ และการเลือกใช้วัสดุภายใน เพื่อให้เฟอร์นิเจอร์ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ฟังก์ชัน และการใช้ชีวิตในระยะยาว   พิเศษภายในงานฯ  สําหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้า Mobel Klik ครบ 7,500 บาท ระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 9 ตุลาคม 2569 สามารถนําหลักฐานการชําระเงินมาแลกรับ เครื่องดื่มฟรี 1 แก้ว หรือเลือกเข้าร่วมกิจกรรม Workshop ได้ที่ Qottontale Café ตามเงื่อนไขที่บริษัทกําหนด   🎈Event: Find Your Flavor, Find Your S(h)elf 📅 Date: 26 September – 9 October 2026 🕐 Time: 09.00–18.00 น. 📍Venue: Qottontale Café, ซอยร่วมฤดี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร BTS: เพลินจิต ทางออก 4      

September 22, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม คว้า ARC Awards 2026 ตอกย้ำ One Report สื่อสารโปร่งใส

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ ปลื้มคว้ารางวัล ARC Awards International 2026 สาขา Interior Design เป็นปีที่ 3 ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน ศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัทได้รับรางวัลการออกแบบรายงานประจำปี 2568 จากการประกวดออกแบบรายงานประจำปี ARC Awards International 2026 สาขา Interior Design ระดับ Bronze ในกลุ่มธุรกิจพลังงาน ผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า (Electric Power Company) ซึ่งนับเป็นรางวัลในหมวดนี้ครั้งที่ 3 ต่อเนื่องจากปี 2564 และ 2568 รวมถึงรางวัลประเภท Interactive Design ในปี 2567 รายงานประจำปี 56-1 (One Report) ประจำปี 2568 ของ บี.กริม เพาเวอร์ ถูกออกแบบอย่างสวยงามและเรียบง่าย โดยมีการจัดเรียงเนื้อหาและภาพประกอบที่ช่วยให้ผู้ถือหุ้นและผู้อ่านเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ชัดเจน รวดเร็ว และเข้าใจง่าย ทั้งในด้านธุรกิจ กิจกรรมเพื่อสังคม และทิศทางในอนาคตขององค์กร เพื่อสื่อสารถึงการเนินงานตลอดปีที่ผ่านมา ตลอดจนกิจกรรมที่มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ตอกย้ำความหมายของการ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” พันธกิจ และวิสัยทัศน์ที่ บี.กริม เพาเวอร์ ยึดมั่นมาโดยตลอด “รางวัลนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ สะท้อนความตั้งใจของเราในการสื่อสารอย่างโปร่งใส และเข้าถึงได้สำหรับทุกคนที่ไว้วางใจ บี.กริม เพาเวอร์” ศิริวงศ์ กล่าว ทั้งนี้ จากการได้รับรางวัลดังกล่าว ตอกย้ำความเป็นเลิศของรายงานประจำปีของ บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งให้ความสำคัญในการออกแบบการจัดวางเนื้อหาภายในรูปเล่มที่ไม่เพียงสวมงาม แต่ยังต้องเข้าถึงง่าย และสามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจ และมีส่วนร่วมให้แก่ผู้อ่าน ตลอดจนสามารถสื่อสารเนื้อหาต่างๆ รวมถึงวิสัยทัศน์และพันธกิจ (Vision & Missions) ขององค์กรได้อย่างครบถ้วน ชัดเจน เพื่อทำให้การสื่อสารข้อมูลต่างๆ ไปยังผู้ถือหุ้น และผู้อ่านมีประสิทธิภาพสูงสุด บี.กริม เพาเวอร์ คือบริษัทพลังงานชั้นนำของไทย ที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก มุ่งมั่นสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี โดยมุ่งเน้นพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงบริการด้านโครงสร้างดิจิทัล เชื่อมโยงโลกสู่อนาคตแห่งพลังงานยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน ในการสร้างคุณค่าให้กับทุกพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสู่องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 สำหรับรางวัล ARC Awards เป็นรางวัลภายใต้ MerComm International Awards Programs จัดโดยบริษัท MerComm Inc. องค์กรอิสระระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความเป็นเลิศในด้านการสื่อสาร และเพื่อยกย่องบุคลากรขององค์กรและบริษัทที่มีผลงานโดดเด่น โดยรางวัลดังกล่าวได้รับการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการสื่อสารข้อมูลเชิงเศรษฐกิจ และวิทยาการเทคโนโลยีจากทั่วโลก แบบ Blind Judges โดยมีการจัดลำดับคะแนนตามเกณฑ์ของรางวัล ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลจะต้องได้รับคะแนนอยู่ในเกณฑ์มากกว่า 70%

September 22, 2026 / 0 Comments
read more

Tinder เจออินไซต์เทรนด์ Gen Z ชวน ‘เดทยกแก๊ง’ มากกว่าเจอกันตัวต่อตัว

Peace&Play

Tinder®  บอกอินไซต์ Gen Z ไทย ชอบออกเดทแบบกลุ่ม มากกว่าเจอกันตัวต่อตัว อัปเวลฟีเจอร์ Events นัดเจอผ่านกิจกรรมกลุ่ม ปักหมุดกรุงเทพฯ ฮิตอันดับ 2 ของโลก   Tinder® เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวฟีเจอร์ ‘Events’ ในไทยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569  และได้รับกระแสตอบรับอย่างมากโดยมีกิจกรรมให้เข้าร่วมแล้วมากกว่า 25 ครั้ง ส่งผลให้กรุงเทพฯ ก้าวขึ้นเป็นเมืองอันดับ 2 ของโลกที่มีจำนวนผู้เข้าชมหน้ารายละเอียดกิจกรรมต่อวันสูงที่สุด นอกจากนี้ สมาชิกชาวไทยยังมีอัตราการมีส่วนร่วมสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดย 12% ของผู้เข้าชมกดแสดงความสนใจ และมีอัตราการเช็กอินเข้าร่วมกิจกรรมในกรุงเทพฯ เฉลี่ยสูงถึง 44%   สอดคล้องผลสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน Events (*) พบว่ากิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุด มักเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทำ อาทิ กิจกรรมแช่น้ำเย็นและฝึกการหายใจ เพียงงานเดียวมียอดเข้าชมหน้ากิจกรรมมากกว่า 11,000 ครั้ง กิจกรรมด้านสุขภาพ เช่น งานวิ่ง พิกเคิลบอล กิจกรรมไลฟ์สไตล์ การฉายภาพยนตร์กลางแจ้ง เวิร์กช็อปปั้นเครื่องปั้นดินเผา ชมรมหนังสือ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน   โดยผู้เข้าร่วม ระบุว่าประสบการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนมุมมองที่พวกเขามีต่อ Tinder โดย 92% ให้คะแนนกิจกรรมในเชิงบวก 85% ระบุว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมอีก และในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ยังไม่ได้ใช้ Tinder มากกว่าครึ่งกล่าวว่ากิจกรรมนี้ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะเริ่มใช้แอปฯ   สำหรับ การเปิดตัวครั้งนี้ ทินเดอร์ ยังต้องสื่อสารแบรนด์ Tinder ประเทศไทยภายใต้แนวคิด ‘Real Chemistry’ ที่มุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจและมีความหมายบนพื้นฐานของความสนใจและไลฟ์สไตล์ที่ตรงกัน  สอดคล้องงานวิจัยในกลุ่ม Gen Z อายุ 18–24 ปี (**) พบว่า   คนโสดชาวไทยต้องการความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับคนที่มีความสนใจคล้ายกันและสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ คนโสดยุคใหม่ยังสนใจการพบปะผ่านกิจกรรมกลุ่มมากกว่าการนัดเดตแบบตัวต่อตัว   จากพฤติกรรมเขิงลึก (Insight) เหล่านี้ Tinder  วางฟีเจอร์ ‘Events’ เป็นจุดเชื่อมต่อความสัมพันธ์ ด้วยพื้นที่และโอกาสเจอตัวจริงในอีเวนต์สาธารณะที่ทำให้คนโสดพบปะคนอื่นได้แบบสบายๆ ไม่กดดัน และมีกิจกรรมที่เข้ามาช่วยสร้างบทสนทนาได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ที่นอกจากรวบรวมกิจกรรมจากพันธมิตรแล้ว ยังสร้างสรรค์กิจกรรมพิเศษเพื่อคนโสดจากแพลตฟอร์มเองในชื่ออีเวนต์ ‘หมูกะเทอ’ Party ปาร์ตี้หมูกระทะ จัดบนลานจอดรถช้าง ถนนทรงวาด ให้ทุกคนมาร่วมรับประทานหมูกระทะ และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศสนุกสนานและผ่อนคลายริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งแบบกลุ่มเพื่อนหรือสายเดี่ยวมาคนเดียว กิจกรรมนี้ ยังสอดคล้องฟีเจอร์ Events  เพื่อเปิดโอกาสทำความรู้จักผู้คนใหม่ๆ ที่มีความสนใจคล้ายกัน   ภายในงานมีกิจกรรมและกิมมิกที่ช่วยสร้างบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติระหว่างผู้ร่วมโต๊ะและโต๊ะใกล้เคียง โดยอีเวนต์จะจัดขึ้นทั้งหมด 11 รอบ ได้แก่ วันที่ 18 กันยายน 2569 จำนวน 1 รอบ เวลา19.30–21.30 น. วันที่ 19–20 และ 25–27 กันยายน 2569 วันละ 2 รอบ เวลา 17.00–19.00 น. และ 19.30–21.30 น.   ผู้ที่สนใจสามารถซื้อบัตรได้โดยตรงผ่าน Ticketmelon https://www.ticketmelon.com/Tinder/TinderMooKaTerParty  และเมื่อเช็กอินเข้าร่วมงานผ่านแอปฯ Tinder จะได้รับคูปองสำหรับแลกรับเมนูพิเศษได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย   Tinder® ฟีเจอร์ใหม่ ‘Events’ ‘Events’ เป็นฟีเจอร์ที่ Tinder จะรวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจทั้งจากพันธมิตรผู้จัดงานและกิจกรรมที่ Tinder สร้างสรรค์ขึ้นเองมาลิสต์ไว้บนหน้าแอปฯ Tinder เพื่อให้ผู้ใช้เลือกดูกิจกรรมที่ตนเองสนใจ จากนั้นผู้ใช้จะกด ‘สนใจ’ (Interested) เพื่อเลือกกิจกรรมที่ต้องการเข้าร่วม กดซื้อบัตรเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม และเมื่อถึงหน้างานแล้วสามารถ ‘เช็กอิน’ (Check-in) บนแอปฯ Tinder โดยผู้ใช้ฟีเจอร์จะต้องผ่านการตรวจสอบรูปถ่าย (Photo Verification) เพื่อยืนยันตัวตนว่าเป็นตัวจริงตรงกับในโปรไฟล์ด้วย สำหรับ ความพิเศษของฟีเจอร์ Events คือ   ผู้ใช้งานจะมองเห็นโปรไฟล์ของผู้ใช้ท่านอื่นที่ปักหมุดสนใจเข้าร่วมกิจกรรมไว้ เป็นโอกาสให้คนโสดได้ส่องโปรไฟล์คนที่น่าสนใจที่อาจจะได้ไปเจอตัวจริงในงาน การเช็กอินหน้างาน จะทำให้คนโสดที่อยู่ในงานต่างทราบว่ามีคนโสด ‘ตัวจริง’ คนไหนอยู่ในงานให้ได้ทำความรู้จักบ้าง เปิดโอกาสพิเศษให้ปัดจอ Match กันได้ตั้งแต่ในงาน หลังจบงาน ผู้ใช้ Tinder ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับตรา ‘เข้าร่วมแล้ว’ (Attended) แสดงบนหน้าโปรไฟล์ เพื่อเป็นสัญญาณให้ผู้ใช้คนอื่นๆ รู้ว่ามีความสนใจในกิจกรรมแบบเดียวกันหรือเคยไปงานเดียวกันมาแล้   ทั้งหมดนี้ เพื่อสร้างจุดเชื่อมโยงในการพูดคุยและทำความรู้จักกันได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในด้านตัวกิจกรรมนั้น Tinder ยังได้ออกแบบเพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของคนโสดที่มีความหลากหลาย ทำให้ลิสต์กิจกรรมมีรูปแบบต่าง ๆ ที่ตรงกับวิถีชีวิต เช่น รันคลับ, เพ้นท์สีเซรามิก, ตีกอล์ฟ, พิกเคิลบอล, พิลาทีส, แช่ไอซ์บาธ, ชมภาพยนตร์, เล่นบอร์ดเกม, โซเชียลคลับ และอีกคอนเสิร์ตหลากหลายแนวดนตรีที่ Tinder อยากชวนไป โดยเชื่อว่าจะต้องมีกิจกรรมที่ใช่สำหรับคนโสดแต่ละคนแน่นอน   (*) ผลสำรวจจาก Tinder IRL Thailand – Post-event Survey Topline จัดขึ้นเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านฟีเจอร์ Events ของ Tinder ในประเทศไทย (**) ผลการวิจัยจากรายงาน Thailand Singles Understanding Study ที่ทำการสัมภาษณ์คนโสดชาวไทยวัย 18-39 ปี โดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกครั้งละ 90 นาทีทั้งในรูปแบบออนไลน์และพบปะกันต่อหน้า          

September 22, 2026 / 0 Comments
read more

ซีพี แมตชิ่งไอเดียล้ำเปลี่ยน ‘ไทย’สู่ประเทศนวัตกรรม งาน CP Innovation Exposition 2026

EcoVative

เครือซีพี ชวนคนไทยทุกคนร่วมออกแบบเศรษฐกิจดิจิทัลอนาคต-แลกเปลี่ยนไอเดียแล้วจับคู่สร้างธุรกิจจริงไปด้วยกัน ในงาน ‘CP Innovation Exposition 2026’   ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารดิจิทัล (Tech Company) กล่าวในฐานะประธานการจัดงาน ‘CP Innovation Exposition 2026’ มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ครั้งที่ 9 โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ งานรวมนวัตกรรมล้ำสมัยจากซีพีทั่วโลกและพันธมิตร พร้อมวิสัยทัศน์จากผู้นำระดับโลก ในบรรยากาศผสานโลกดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และกิจกรรมการเรียนรู้ตลอด 3 วัน ระหว่างวันที่ 20 – 22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค   โดยการจัดงาน CP Innovation Exposition 2026 วางเป้าหมาย สร้างความตื่นตัวทั้งในระดับองค์กร และ ผู้คน ไปสู่การเรียนรู้ ทดลอง ร่วมมือกัน และเปลี่ยนความเป็นไปได้ด้านต่างๆ เหล่านั้นไปสู่การสร้างคุณค่าได้จริง สร้าง เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีตลอดช่วงที่ผ่านมา พร้อมเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดคุณค่าที่เป็นรูปธรรมต่อภาคธุรกิจ ผู้คน และประเทศไทย   “เทคโนโลยีในวันนี้ ก้าวไปไกลกว่าการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีกำลังพัฒนาด้วยอัตราเร่ง ขยายขอบเขตของสิ่งที่เป็นไปได้ และเปิดโอกาสใหม่ๆ ที่แม้แต่ลูกค้าเองอาจยังไม่เคยนึกถึง”   สำหรับงานฯปีนี้ ยกระดับรูปแบบสู่ ‘Future Fest’ ด้วยแนวคิด ‘RISE TOGETHER INNOVATE BEYOND -ผสานพลังขับเคลื่อนสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า’ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนในทุกสาขา อาทิ   ผู้ประกอบการ ได้พบปะและมีประสบการณ์ร่วมค้นหาแนวคิดและเทคโนโลยี ให้นำไปต่อยอดธุรกิจ คนทำงาน ได้สำรวจเครื่องมือและวิธีทำงานใหม่ นักศึกษา ได้ใกล้ชิดผู้พัฒนาและมองเห็นโอกาสในโลกอาชีพ ผู้เข้าร่วมงานฯ เปิดประสบการณ์พร้อมร่วมสำรวจเทคโนโลยีนวัตกรรม พร้อมพบปะพูดคุยกับผู้คิดค้น แลกเปลี่ยนมุมมองกับกูรูจากหลากหลายวงการ   โดยผู้สนใจทั่วไป สามารถเลือกสัมผัสนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ทั้งอาหาร สุขภาพ และการใช้ชีวิต พร้อมเปิดรับไอเดียจากภายในและภายนอกเครือซีพี ให้การพบกันในงานเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และความร่วมมือที่จะนำไปพัฒนาต่อ   ส่องอนาคตเศรษฐกิจ ‘Future Fest’   โดยภายในงาน ‘CP Innovation Exposition 2026’ นอกจากพบกับนวัตกรรมจากเครือซีพีทั่วโลกและพันธมิตรแล้ว ยังมีความสนุกจากการเรียนรู้เทคโนโลยีที่ครอบคลุมทั้ง   AI Robotics Quantum Space Sustainability Food & Health Gender & Inclusion ธุรกิจ และการใช้ชีวิตแห่งอนาคตในยุคดิจิทัล ไลฟ์สไตล์   นอกจากนี้งาน ‘CP Innovation Exposition 2026’ ยังเป็นเวทีรวบรวมวิสัยทัศน์และประสบการณ์จากผู้นำธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญระดับโลก พร้อมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ SME นักสร้างสรรค์จากวงการเกมและบันเทิง อินฟลูเอนเซอร์ ที่ปรึกษาธุรกิจ ร่วมเปิดพื้นที่ให้ความรู้และประสบการณ์จากหลากวงการมาพบกัน โดยมีผู้ร่วมแบ่งปันจากองค์กรชั้นนำ รวมถึงในช่วง ‘Ask the Expert’ เปิดโอกาสถามตรงผู้รู้จริงจากหลากหลายวงการ อาทิ AWS Microsoft Huawei Tencent Thoughtworks Unitree GalaxySpace   โดยในงานฯนี้ ยังรวบรวมผลงานนวัตกรรมที่ผ่านการคัดสรรจากกว่า 20 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เครือซีพีดำเนินธุรกิจ ร่วมกับนวัตกรรมจากพันธมิตร พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะพูดคุยกับผู้พัฒนาผ่าน ‘Meet the Innovator’ เรียนรู้ตั้งแต่โจทย์ที่ต้องการแก้ การทดลองและพัฒนา ไปจนถึงการนำมาใช้งานจริง เพื่อค้นพบแนวคิดที่อาจนำไปต่อยอดกับงานหรือธุรกิจของตนเอง   สำหรับตัวอย่างผลงานที่จะได้พบมีทั้ง ไก่อวกาศ CP Space Chicken ที่พาอาหารไทยไปสู่อวกาศ ว่องไว Wong-WAI แพลตฟอร์ม AI คาดการณ์ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง นวัตกรรมการผลิต ข้าวมันไก่ สำหรับคนเจนใหม่ โครงการ ‘ผลไม้ไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก’ ที่พัฒนาคุณภาพและเพิ่มโอกาสให้ผลผลิตเกษตรไทย MeowMoney ความบันเทิงผ่านเกมมาสร้างประสบการณ์ใหม่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล   นอกจากนี้ ยังมีเวที ‘HealthyLicious’ ต่อยอดนวัตกรรมอาหารฝีมือคนไทย สู่โอกาสธุรกิจอาหารแห่งอนาคต โครงการที่เปิดโอกาสให้นักวิจัย สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SME ภายนอกเครือซีพี นำเสนอนวัตกรรมอาหารที่ผสานสุขภาพกับความอร่อย ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก ไปจนถึงเทคโนโลยีวัตถุดิบ     อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ซีพี สร้างระบบนิเวศใหม่ มุ่งเทคโนโลยีวัตุดิบอาหารสู่อุตสาหกรรมธุรกิจ ‘Future Food’     สำหรับผู้สนใจ CP Innovation Exposition 2026   ดูรายละเอียดกิจกรรม รายชื่อวิทยากร และเลือกลงทะเบียนเข้าร่วมเซสชันที่สนใจได้ที่ https://cpinnoexpo2026.com/welcome       alt-x KEY TAKEAWAYS  รูปแบบการจัดงาน Future Fest  เครือเจริญโภคภัณฑ์ ยกระดับงานมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ครั้งที่ ใช้แนวคิด ‘RISE TOGETHER INNOVATE BEYOND’ ผสานโลกดิจิทัลและความคิดสร้างสรรค์ตลอด 3 วัน ระหว่างวันที่ 20 – 22 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค รวมนวัตกรรมเปลี่ยนโลก 8 หมวดหลัก  ครอบคลุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น AI, Robotics, Quantum, Space, Sustainability, Food & Health, Gender & Inclusion และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ เจอ ‘ของจริง’ องค์กรเทคโนโลยีระดับโลก เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองผ่านเซสชัน Ask the Expert ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทชั้นนำ เช่น AWS, Microsoft, Huawei, Tencent, Thoughtworks, Unitree และ GalaxySpace ผลงานไฮไลต์นวัตกรรมไทยและสากล  จัดแสดงนวัตกรรมเด่น เช่น ไก่อวกาศ (CP Space Chicken), แพลตฟอร์ม AI คาดการณ์ความเสี่ยง (Wong-WAI), เกมดิจิทัล (MeowMoney) และเวทีประกวดอาหารแห่งอนาคต (HealthyLicious)

September 22, 2026 / 0 Comments
read more

MU Cambodia 2026 กับบทเรียน AI จากฟิล์มกระจก ร.5 เมื่อข้อมูลซ้ำไม่ใช่ความจริง

Zcreat

จากฟิล์มกระจก ร.5 สู่เวที MU Cambodia 2026  บทเรียนความรู้ (ไม่) เท่าทัน AI เมื่อ ‘อัลกอริทึม’ ไม่สามารถสู้ ‘ประวัติศาสตร์จริง ได้     กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับวัฒนธรรมชาติไทย บนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังเวที Miss Universe Cambodia 2026 นำเสนอภาพและองค์ประกอบเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายสตรีโบราณในรอบ Preliminary เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา   โดยมีทั้งภาพผู้หญิงแต่งกายด้วยสไบ โจงกระเบน รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายราชสำนักกัมพูชาในอดีต ต่อเรื่องนี้ถูกตั้งประเด็นจากผู้ใช้งานโซเชียล ฝั่งไทยได้โต้กลับในทันทีว่า ภาพหญิงสาวโบราณบางภาพ ที่ถูกนำมาใช้ประกอบการนำเสนอ มีลักษณะตรงกับภาพประวัติศาสตร์ที่มีแหล่งอ้างอิงในประเทศไทย   ถึงในขณะนี้ (21 กันยายน 2569) ยังไม่พบคำชี้แจงจากกองประกวด Miss Universe Cambodia 2026โดยตรง ถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการนำภาพดังกล่าวมาใช้   เพราะตอนนี้ กระทรวงวัฒนธรรมไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว และกรมศิลปากรเผยแพร่เนื้อหาไว้ชัดเจนว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพสตรีชาวกำแพงเพชร ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2449 ในรัชกาลที่ 5 และต้นฉบับฟิล์มกระจกอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ   นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังระบุว่า ภาพที่เวที Miss Universe Cambodia 2026 นำไปใช้มีการตัดตรากรมศิลปากรที่เป็นลายน้ำออก และไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มา   โดยเฉพาะภาพกลุ่มหญิงสาวจำนวน 7 คน ที่ถูกนำมาใช้ในวิดีโอของเวที MU Cambodia 2026  ซึ่งในความเป็นจริงจากแหล่งข้อมูลของกรมศิลปากระบุชัดเจนว่าเป็นภาพ ‘หญิงสาวเมืองกำแพงเพชร’ ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2449  ซึ่งมีคลังภาพถ่ายประวัติศาสตร์จากฟิล์มกระจกของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นต้นที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย   ขณะที่ UNESCO ยังเผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์อีกว่า  คลังสะสมฟิล์มกระจกหลวงของไทยมีฟิล์มกระจกกว่า 35,000 แผ่น และภาพต้นฉบับประมาณ 50,000 ภาพ โดยอยู่ในการดูแลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งคอลเลกชันภาพฟิล์มกระจกดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนใน UNESCO Memory of the World International Register ในปี 2560   ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเวที Miss Universe Cambodia 2026 สะท้อนชัดถึงคำถามสำคัญว่า ‘ภาพประวัติศาสตร์’ ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนขนาดนี้ เมื่อถูกนำไปใช้ในบริบททางวัฒนธรรมของอีกประเทศ ควรมีการระบุที่มาอย่างไร?   จาก ‘ชุดสไบไทย’ สู่ภาพจำทางวัฒนธรรม   ทั้งนี้ หากมองในมุมซอฟต์เพาเวอร์ การนำเครื่องแต่งกาย ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาอยู่บนเวทีประกวดนางงาม ย่อมสามารถทำหน้าที่เป็น ‘สื่อ’ ที่ช่วยสร้างภาพจำให้กับผู้ชมได้   แต่ในกรณีของ Miss Universe Cambodia 2026 ครั้งนี้ เวทีฯ ควรตอบคำถาม การหยิบภาพบางส่วน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามาจากแหล่งประวัติศาสตร์ของไทยให้ได้ ต่อการเลือกใช้ภาพและระบุถึงแหล่งที่มา   โดยยังมีประเด็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ คือ ‘ความตั้งใจ’บนเวที Miss Universe Cambodia 2026 ต่อการเลือกใช้ภาพเครื่องแต่งกายสตรีสยามนำขึ้นฉายในเวทีฯ ใครั้งนี้ อาจเป็นความพยายามโน้มน้าวเนื้อหาเหล่านี้ให้ถูดจดจำในภาพของประเทศกัมพูชา ในยุคที่เอไอพร้อมจะหยิบข้อมูล จากหลายแหล่งที่มาประกอบเป็นคำตอบให้กับผู้ถาม   ขณะที่มีผู้ใช้งานสื่อโซเชียลฝั่งไทย ต่างได้ตั้งข้อสังเกตุมาเป็นระยะเวลานานแล้วว่า ‘กระแสชุดไทย’ ในประเทศกัมพูชาอาจได้รับอิทธิพลหลังละคร บุพเพสันนิวาส ออกฉายและได้รับความนิยมในภูมิภาคนี้  ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม’ ที่มีอิทธิพลต่อสตรีกัมพูชารุ่นใหม่หันมาใส่สไบ จนเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สถานการณ์ความพยายามแสดงออกทางวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายสตรีกัมพูชา ในเวที MU Cambodia 2026 ในครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเสนอ ‘Chud Thai: knowledge, craftsmanship and practices of the Thai national costume’ องค์ความรู้ งานช่าง และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับชุดไทย  8 แบบ เข้าสู่บัญชี Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity ของ UNESCO รอบปี 2026   โดยสถานะบนเว็บไซต์ UNESCO ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า รายการดังกล่าวยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน (Not Inscribed) และอยู่ในกระบวนการพิจารณาสำหรับบัญชีปี 2026   อัลกอริทึ่ม VS ประวัติศาสตร์จริง   ทั้งนี้ จากข้อมูลจริงดังกล่าว และสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาพบนเวที Miss Universe Cambodia 2026  อาจไม่ได้จบอยู่เพียงคำถามว่า ‘ภาพนี้เป็นของใคร’ แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า ในโลกที่ AI  แม้ว่าจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจจับความจริงโดยอัตโนมัติ ด้วยระบบเอไอบางรูปแบบสามารถค้นและดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์มาประกอบคำตอบได้ ขณะที่ระบบ AI ฟีเจอร์ในเสริช เอ็นจิ้น อย่างกูเกิล (Google) เองก็สามารถใช้เทคนิคอย่าง Retrieval-Augmented Generation (RAG) เพื่อดึงข้อมูลจาก Search Index มาประกอบการตอบคำถาม ได้เช่นกัน   ดังนั้นความพยายามสร้างภาพจำพร้อมใส่ข้อมมูลบิดเบือนจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ไม่ได้หมายความว่า ‘ข้อมูลเหล่านั้น’ จะกลายเป็นความจริง เช่นเดียวกัน รวมไปถึงการนำข้อความเดิมไปเผยแพร่ซ้ำหลายเว็บไซต์ ก็ ไม่ได้ทำให้ AI ‘จำ’ ว่าข้อมูลนั้น ‘ถูกต้อง’ เพียงเพราะมีคนพูดถึงจำนวนมาก   ด้วยอย่างที่หลายคนรู้ๆ กันว่าระบบการค้นหาของ Google ยังใช้หลายปัจจัยคุณภาพมาประกอบการจัดเก็บ บันทึกข้อมูล รวมถึงการจัดการกับเนื้อหาซ้ำ และระบบยังสามารถพยายามระบุแหล่งข้อมูลต้นฉบับได้ หรือกล่าวได้อีกอย่างคือ ‘ปริมาณการถูกพูดถึง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อมูล’   ทั้งหมดสะท้อนรูปแบบการบันทึกร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้ในโลกออนไลน์ ที่เรียกว่า ‘Digital Footprint’  เช่นเดียวกับ กรณีภาพหญิงสาวเมืองกำแพงเพชรจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เมื่อมีภาพเดียวกันปรากฏขึ้นในหลายบริบท ขณะที่การมีแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการดูเพียงว่า ‘ใคร’ กำลังทำซ้ำๆ ข้อมูลเหล่านั้นมากที่สุด   ยิ่งในยุค AI ข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกค้นพบ นำมาเชื่อมโยง และนำไปใช้สร้างคำตอบใหม่ได้อีกทอดหนึ่ง ‘แม้ว่า จะมีผู้พยายามเผยแพร่ข้อมูลชุดเดิมซ้ำ ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณและการกระจายตัวของข้อมูลนั้นบนโลกออนไลน์  เพื่อหวังให้ข้อมูลดังกล่าวถูกค้นพบหรือถูกนำไปอ้างอิงในระบบดิจิทัลมากขึ้นก็ตาม   และนั่น เป็นเหตุผลว่าทำไม?  ‘หลักฐานต้นทาง’  จึงสำคัญกว่า การกล่าวอ้างและความพยายามเผยแพร่ข้อมูลซ้ำ เพื่อสร้างร่องรอยดิจิทัล ใหม่ โดยไร้หลักฐานต้นทางที่แท้จริง ยืนยัน   เมื่อ ‘Digital Footprint’ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องตัดสินว่าอะไรจริงหรือเท็จ แต่เป็นร่องรอยให้ตรวจสอบเส้นทางของข้อมูลได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวที Miss Universe Cambodia 2026 ในครั้งนี้     alt-x KEY TAKEAWAYS ภาพประวัติศาสตร์มีที่มา กระทรวงวัฒนธรรม ออกมาระบุภาพสตรีสยาม ชาวเมืองกำแพงเพชรถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2449 และต้นฉบับอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ข้อมูลซ้ำไม่เท่ากับความจริง การเผยแพร่ข้อมูลเดิมซ้ำบนหลายเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องโดยอัตโนมัติ AI ต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ระบบ AI สามารถดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์มาประกอบคำตอบ จึงควรย้อนกลับไปตรวจสอบหลักฐานต้นทาง Digital Footprint คือร่องรอยข้อมูล  ไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินความจริง แต่ช่วยตรวจสอบเส้นทางและบริบทของข้อมูลบนโลกออนไลน์ ภาพประกอบ-AI ปรับสัดส่วนภาพ   CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.    

September 22, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม ยกระดับ ICONIC CRAFT COFFEE 2026 สู่กาแฟรักษ์โลก ขับเคลื่อนความยั่งยืน

PRnounce

ไอคอนสยาม ยกระดับเทศกาลกาแฟครั้งสำคัญของเมืองไทย ‘ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026’ สู่ปรากฏการณ์กาแฟรักษ์โลก ตอกย้ำแนวคิด ‘ICONSIAM GO GREEN’ ขับเคลื่อนสู่มิติความยั่งยืน ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดประตูมหานครแห่งกาแฟ ร้อยเรียงเรื่องราวของผู้คน รสชาติ และวัฒนธรรมจากทั่วทุกมุมโลก ในมหกรรมกาแฟสุดยิ่งใหญ่แห่งปี “ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ปักหมุดเป็น Global Coffee Destination ชวนคนรักกาแฟมาร่วมเดินทางสู่ 6 Coffee District ที่พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มกว่า 1,000 เมนูจากทั่วโลก พร้อมทั้งเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตอกย้ำแนวคิด ICONSIAM GO GREEN ส่งมอบคุณค่าคืนกลับสู่สังคมและชุมชน โดยให้ผู้ร่วมงานร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนผ่านแคมเปญ ZERO Cup to Landfill ทุกแก้วที่ดื่ม มีปลายทางที่ยั่งยืน โดยการรณรงค์ให้ร้านค้าและผู้เข้าร่วมงานตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม ร่วมกันแยกแก้วและวัสดุที่ใช้แล้วให้ถูกประเภท ณ จุด RETURN STATION ซึ่งตั้งอยู่ภายในงาน เพื่อนำแก้วที่ใช้แล้วไปเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง ไม่ให้กลายเป็นขยะฝังกลบ พร้อมส่งมอบต้นไม้ในกระถางที่ทำจากขยะ, กากกาแฟ, สารบำรุงดิน และปุ๋ยน้ำไนโตรเจนจากกากกาแฟ ให้กับผู้ร่วมงานเพื่อคืนความสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ ส่วนกากกาแฟ และเศษอาหารจากงานจะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตสารบำรุงดินมอบให้กับสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร นำไปบำรุงต้นไม้ในสวนสาธารณะ ภายในงานยังมีจอประมวลผลจำนวนขยะที่คักแยกได้ และจำนวนการลดการปล่อยคาร์บอนฯ แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงกิจกรรม แก้วเพื่อน้อง จุดแบ่งปันแก้วน้ำ Reuse สภาพดีที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อนำไปส่งต่อสู่มือน้องๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดการผลิตขยะใหม่ รวมทั้งรณรงค์ให้ผู้เข้าร่วมงานนำแก้วส่วนตัวมาใช้ภายในงาน พร้อมรับส่วนลด 5 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มภายในงานจากร้านที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปสุดคราฟต์ Coffee Painting วาดภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากกากกาแฟสำหรับคนรักศิลปะอีกด้วย ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามและเกิดเป็นภาพความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันของไอคอนสยามที่มุ่งเน้นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้จัดงาน ผู้ประกอบการ ตลอดจนผู้บริโภค เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกันในการดูแลสิ่งแวดล้อม และเป็นหลักสำคัญที่พิสูจน์ว่า อุตสาหกรรมกาแฟไทยสามารถเติบโตอย่างสง่างามควบคู่ไปกับการสร้างโลกที่ยั่งยืนและน่าอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไปได้อย่างแท้จริง เชิญชวนร่วมออกเดินทางสู่มหานครแห่งกาแฟที่เต็มไปด้วยเรื่องราว สัมผัสสุนทรียภาพแห่งการดื่มด่ำกาแฟรสเลิศ และประสบการณ์พิเศษในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 ระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ICONSIAM HALLและ SURALAI HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1338 หรือรายละเอียดเพิ่มเติมทาง Facebook: ICONSIAM และ https://iconsiam.com/th/events-activities/iconic-craft-coffee-expo-2026  

September 20, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม คว้าชนะเลิศเวที TIA 2026 ดันสงกรานต์ไทยสู่เฟสติวัลระดับโลก

PRnounce

ไอคอนสยาม คว้ารางวัลชนะเลิศ Best Cultural Destination Influencer Campaign จากเวที Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore ตอกย้ำความสำเร็จในการยกระดับสงกรานต์ไทยสู่ Global Festival ผ่านพลัง Influencer Marketing ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา คว้ารางวัลชนะเลิศ Best Cultural Destination Influencer Campaign จากเวที Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore จากความสำเร็จของแคมเปญ “ICONSIAM Thaiconic Songkran Celebration 2026” ที่สามารถนำเสนอคุณค่าและเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยผ่านกลยุทธ์ Influencer Marketing ได้อย่างโดดเด่น พร้อมสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมในวงกว้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในฐานะ Global Experiential Destination ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยสู่ผู้คนทั่วโลก รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จของไอคอนสยามในการผสานการตลาดเชิงประสบการณ์เข้ากับพลังของ Creator Economy เพื่อยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่การเป็น Global Festival ระดับโลก ภายใต้แนวคิดการรวบรวม “ที่สุดแห่งความเป็นไทย” ไว้ในงานเดียว ทั้งมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า สัญลักษณ์สำคัญของชาติ เสน่ห์ร่วมสมัยของไทย และจุดหมายปลายทางการเล่นน้ำสงกรานต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นเอกลักษณ์ โดยนำเสนอผ่านมุมมองของครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์จากหลากหลายกลุ่มผู้ชม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก คุณปัณณิตา วรรณโกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Best Cultural Destination Influencer Campaign จากเวที Thailand Influencer Awards 2026 ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยผ่านมุมมองร่วมสมัยที่เข้าถึงผู้คนยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้พลังของครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ในการถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และความงดงามของประเพณีสงกรานต์ไทยให้กลายเป็นประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้ชมทั้งในประเทศและต่างประเทศ” แคมเปญ “ICONSIAM Thaiconic Songkran Celebration 2026” ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญในการสร้าง WOW Moment และ New Viral Experience ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเทศกาลสงกรานต์ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยไอคอนสยามนำกลยุทธ์ Segmentation-Driven Influencer Ecosystem มาใช้ในการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ Mass Influencers, Lifestyle Creators, Family Influencers, Fandom Influencers, Social Buzz Makers ไปจนถึง International Influencers และ Micro & Nano Influencers เพื่อสื่อสารประสบการณ์ของงานในมิติที่แตกต่างกัน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ แคมเปญยังใช้กลยุทธ์ Influencer Marketing แบบ Full-Funnel ควบคู่กับการสร้างคอนเทนต์แบบ Real-time ผ่าน TikTok, Instagram, Facebook และ YouTube Shorts ตลอดช่วงการจัดงาน เพื่อสร้างกระแสการพูดถึงบนโลกออนไลน์ กระตุ้นการมีส่วนร่วม และสร้างทั้ง Reason to Visit สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมงาน และ Reason to Revisit สำหรับผู้ที่เคยสัมผัสประสบการณ์แล้ว ผลลัพธ์ของแคมเปญสามารถสร้างการเข้าถึงรวมมากกว่า 8 ล้าน Reach และการมีส่วนร่วมกว่า 200,000 Engagements พร้อมสร้าง Social Buzz ในวงกว้าง และช่วยขยายการรับรู้เทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ งาน Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore จัดขึ้นเพื่อยกย่องแบรนด์ องค์กร และครีเอเตอร์ที่มีผลงานด้าน Influencer Marketing โดดเด่นและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการสื่อสารการตลาด โดยรางวัล Best Cultural Destination Influencer Campaign ถือเป็นหนึ่งในรางวัลสำคัญที่มอบให้แก่แคมเปญที่สามารถนำเสนอคุณค่าทางวัฒนธรรมและส่งเสริมจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวผ่านการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของไอคอนสยามในการเป็น Global Experiential Destination ที่รวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยและสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดคุณค่าของวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก และร่วมผลักดันเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่การเป็น Global Festival ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONSIAM  

September 20, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม ทุ่ม 10 ล้าน จัด Infinite Wonders เฟส 2 ลุ้นทอง-กิฟต์การ์ด

PRnounce

ไอคอนสยาม ฉลอง 8 ปี ทุ่มโปร 10 ล้าน ส่ง “Infinite Wonders” เฟส 2 แจกทอง และ SIAM GIFT CARD ตอบโจทย์เป็น “แหล่งช็อปปิ้งที่คุ้มค่าที่สุด” กรุงเทพฯ (19 กันยายน 2569) – ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าฉลองครบรอบ 8 ปีแห่งความสำเร็จและความเป็นที่สุดอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อขอบคุณลูกค้าและผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในแคมเปญฉลองครบรอบเฟสแรกด้วยการส่งมอบความสุขและสิทธิประโยชน์แจก SIAM GIFT CARD แก่ลูกค้า เปิดตัวแคมเปญฉลองครบรอบเฟส 2 ภายใต้ชื่อ “Infinite Wonders ICONSIAM 8th Anniversary” มอบ “มหัศจรรย์ความสุข ลุ้นรางวัลอินฟินีตี้” เพื่อตอบโจทย์นักช็อปทุกคนที่กำลังมองหาการช็อปปิ้งอย่างไรให้คุ้มค่าและได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดในทุกการใช้จ่าย ความพิเศษในเฟสนี้ ไอคอนสยามจัดเต็มด้วยของรางวัลแจกทองคำแท้สุดล้ำค่า และการแจก SIAM GIFT CARD ยอดรวมมูลค่าของรางวัลตลอดแคมเปญฉลองครบรอบ 8 ปีกว่า 10 ล้านบาท พร้อมกันนี้เตรียมพบกับไฮไลต์สำคัญที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกผ่านกิจกรรมการตลาดไตรมาส 4 ที่ได้รับการสร้างสรรค์มาเป็นพิเศษ เพื่อส่งมอบรอยยิ้ม ความสุข และความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกคนในไตรมาสสุดท้ายของปี ระหว่างวันที่ 21 กันยายน – 9 พฤศจิกายน 2569 นี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.iconsiam.com/th/promotions นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “การฉลองครบรอบ 8 ปีของไอคอนสยาม เราตั้งใจให้เป็นแคมเปญที่ยิ่งใหญ่และสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าช็อปปิ้งได้อย่างคุ้มค่าที่สุด โดยเริ่มต้นจากเฟสแรกที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความไว้วางใจของลูกค้า เราจึงต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว เดินหน้าต่อด้วยเฟส 2 เพิ่มทั้งความสุข ความคุ้มค่า และความพิเศษ เพื่อให้การเฉลิมฉลองครั้งนี้สร้างความประทับใจสูงสุด โดยเฉพาะช่วงปลายปีนี้ เป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ เราจึงออกแบบโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และช่วยให้การช็อปปิ้งความคุ้มค่ากับทุกการใช้จ่ายให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังคงสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือความคาดหมาย เพื่อส่งต่อความสุขให้กับทุกคนอย่างต่อเนื่อง เพราะสำหรับเรา ‘Infinite Wonders’ ไม่ได้หมายถึงเพียงรางวัลหรือโปรโมชั่น แต่หมายถึงการสร้างสรรค์ประสบการณ์และส่งต่อความสุขในรูปแบบใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากมอบให้กับลูกค้าในโอกาสครบรอบ 8 ปีไอคอนสยาม และตลอดช่วงปลายปีนี้” ช็อปปิ้งอย่างไรให้คุ้มค่า กับแคมเปญ “มหัศจรรย์ความสุข ลุ้นรางวัลอินฟินีตี้” สำหรับแคมเปญเฟส 2 “Infinite Wonders ICONSIAM 8th Anniversary”” ไอคอนสยามจัดเต็มด้วยโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM ร่วมลุ้นรับรางวัลสุดยิ่งใหญ่ กว่า 4,400 รางวัล นอกจากนี้ ช็อปครบรับคูปองชิงโชคเพื่อลุ้นรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 80,000 บาท 8 รางวัล และทองคำน้ำหนัก 1 บาท 8 รางวัล รวม 16 รางวัล และเมื่อช็อปครบตามยอดที่กำหนดทุกวันตลอดรายการ ยังมีสิทธิ์แลกรับ Siam Gift Card รวมสูงสุดมูลค่า 5,150 บาท/คน และ ONESIAM Coins สูงสุด 39,800 Coins ต่อวัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ ต่อที่ 1: มหัศจรรย์ความสุข ลุ้นรางวัลอินฟินีตี้ สำหรับสมาชิก ONESIAM เมื่อซื้อสินค้าและบริการที่ร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ แล้วรวบรวมใบเสร็จครบทุก 3,000 บาท รับคูปองชิงโชค 1 ใบ เพื่อลุ้นรับรางวัลใหญ่ 16 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 1.21 ล้านบาท ได้แก่ SIAM GIFT CARD มูลค่า 80,000 บาท จำนวน 8 รางวัล รวมมูลค่า 640,000 บาท โดยไม่มีขั้นต่ำในการใช้ และสามารถใช้ได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 ทองคำแท่งน้ำหนัก 1 บาท จำนวน 8 รางวัล มูลค่า 72,050 บาทต่อรางวัล (ราคาซื้อ ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569) ต่อที่ 2: ช็อปรับคุ้ม INFINITE VALUE รับ SIAM GIFT CARD ทุกวัน สำหรับสมาชิก ONESIAM สามารถนำใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ มาแลกรับ SIAM GIFT CARD ตามยอดใช้จ่ายต่อวัน พิเศษ! สมาชิก ONESIAM ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทย สามารถรับสิทธิ์ด้วยยอดใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ดังนี้ สมาชิก ONESIAM ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่ช็อปครบ 7,000 บาท/วัน รับทันที SIAM GIFT CARD มูลค่า 150 บาท สมาชิก ONESIAM ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่ช็อปครบ 45,000 บาท/วัน รับทันที SIAM GIFT CARD มูลค่า 1,000 บาท สมาชิก ONESIAM ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่ช็อปครบ 170,000 บาท/วัน รับทันที SIAM GIFT CARD มูลค่า 4,000 บาท พิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทย รับสูงสุด 79,600 ONESIAM COINS โดยสมาชิก ONESIAM ผู้ถือบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยที่สะสมยอดใช้จ่ายผ่านบัตรภายในไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ ตามเงื่อนไข ระหว่างวันที่ 21 กันยายน – 9 พฤศจิกายน 2569 รับ ONESIAM Coins เพิ่มตามยอดใช้จ่ายที่กำหนด โดยต้องลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษผ่าน ONESIAM SuperApp และนำใบเสร็จรวมถึงเซลส์สลิปที่มีชื่อ-นามสกุลและหมายเลขบัตรเครดิตตรงกัน ลงทะเบียนรับสิทธิ์ภายในวันที่ใช้จ่ายเท่านั้น ต่อที่ 3: นักช็อปสะสมบิล INFINITE SUPER FAN รับ SIAM E-GIFT CARD มูลค่าสูงสุด 80,000 บาท โดยสมาชิก ONESIAM สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโปรโมชั่นผ่าน Snap & Collect บน ONESIAM SuperApp เพื่อสะสมใบเสร็จจากร้านค้าและร้านอาหารที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ ระหว่างวันที่ 21 กันยายน – 9 พฤศจิกายน 2569 โดยใบเสร็จต้องมียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ และสามารถสะสมได้สูงสุด 5 ใบเสร็จต่อวัน สำหรับผู้ที่สะสมจำนวนใบเสร็จได้สูงสุด 10 อันดับแรกของรายการเท่านั้น ต่อที่ 4: ช็อปรับเพิ่ม INFINITE PRIVILEGES แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ แบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อ SIAM GIFT CARD ใบละ 10,000 บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ร่วมสัมผัสมหัศจรรย์ความสุขและรับสิทธิพิเศษมากมายในแคมเปญ “Infinite Wonders ICONSIAM 8th Anniversary” มหัศจรรย์ความสุข ลุ้นรางวัลอินฟินีตี้ มอบสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่รวมกว่า 4,400 รางวัล สำหรับสมาชิก ONESIAM ทั้ง SIAM GIFT CARD มูลค่า 80,000 บาท จำนวน 8 รางวัล และทองคำแท่งน้ำหนัก 1 บาท จำนวน 8 รางวัลได้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน – 9 พฤศจิกายน 2569 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ Facebook: ICONSIAM  

September 20, 2026 / 0 Comments
read more

จากสมรรถนะสู่ประสบการณ์ เมื่อ LEPAS ใช้ Soft Power แห่งความสง่างามสร้างจุดต่างในตลาดรถยนต์

PRnounce

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่กำลังเร่งตัวขึ้นทั่วโลก จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นระยะทางขับขี่ สมรรถนะ หรือเทคโนโลยีห้องโดยสารอัจฉริยะ ล้วนพัฒนาเข้าใกล้กันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในอดีต การเพิ่มฟีเจอร์และยกระดับสเปกถือเป็นแนวทางหลักที่ผู้ผลิตรถยนต์ใช้สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่เมื่อความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ของแต่ละแบรนด์เริ่มไม่แตกต่างกันมากนัก ผู้บริโภคจึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขหรือคุณสมบัติทางเทคนิคอีกต่อไป หากยังมองว่ารถยนต์คันนั้นสะท้อนรสนิยม สุนทรียภาพ และวิถีชีวิตของตนได้มากน้อยเพียงใด การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จึงกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ ซึ่ง Hard Power หรือศักยภาพด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ กลายเป็นมาตรฐานพื้นฐาน ขณะที่ Soft Power ของแบรนด์เริ่มมีบทบาทสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความผูกพันกับผู้บริโภคในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความต้องการด้านการเดินทางของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาคยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดยานยนต์ที่เติบโตเต็มที่ให้ความสำคัญกับความประณีตของช่วงล่างและสัมผัสในการควบคุมพวงมาลัย ขณะที่เมืองใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีทั้งถนนแคบ การจราจรหนาแน่น และพื้นที่จอดรถจำกัด ต้องการรถยนต์ที่คล่องตัวและเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ส่วนตลาดในละตินอเมริกาและแอฟริกาก็มีสภาพถนนและโครงสร้างพื้นฐานที่หลากหลาย รถยนต์ที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดโลกจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างมาตรฐานด้านประสิทธิภาพและคุณภาพจากสถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มร่วม กับความยืดหยุ่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละตลาด แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกนำมาใช้มาอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากญี่ปุ่นบางรายใช้สถาปัตยกรรมแพลตฟอร์มร่วมเพื่อรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยของตัวถังและระบบช่วงล่าง พร้อมปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค ตั้งแต่รถ SUV ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมในอเมริกาเหนือ ไปจนถึงรถอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นเดียวกับผู้ผลิตรถยนต์พรีเมียมจากยุโรปที่นำแพลตฟอร์มโมดูลาร์มาใช้ โดยยังคงสถาปัตยกรรมทางกลไกหลักไว้ ขณะเดียวกันก็ปรับช่วงล่าง ระบบพวงมาลัย และเทคโนโลยีภายในห้องโดยสารให้เหมาะกับตลาดยุโรป จีน และอเมริกาเหนือ การผสานรากฐานทางเทคนิคร่วมเข้ากับความเข้าใจตลาดท้องถิ่นจึงกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก แต่การตอบโจทย์ด้านวิศวกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานมีความพร้อมมากขึ้น ความสามารถทางเทคนิคจึงเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม ความท้าทายของแต่ละแบรนด์คือการเปลี่ยนเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นคุณค่าที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเสน่ห์ด้านการออกแบบ ความสะดวกสบาย คุณค่าทางอารมณ์ หรือความรู้สึกถึงอัตลักษณ์เฉพาะตัว ความสามารถในการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่มองเห็น จดจำ และได้รับเลือก จึงสะท้อนถึง Soft Power ของแบรนด์ และเมื่อความแตกต่างด้านฮาร์ดแวร์ลดน้อยลง Soft Power ย่อมมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้บริบทนี้ LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมของ Chery Auto เลือกสร้าง Soft Power ของแบรนด์ผ่านแนวคิดเรื่อง “ความสง่างาม” ซึ่งถ่ายทอดออกมาในสามมิติหลัก ได้แก่ Leopard Aesthetics, Elegant Technology และ Exquisite Space Leopard Aesthetics หรือสุนทรียศาสตร์แห่งเสือดาว นำบุคลิกที่สง่างาม ปราดเปรียว และเปี่ยมพลังของเสือดาวมาถ่ายทอดผ่านเส้นสายตัวรถที่โค้งมนและลื่นไหล ผสานความคล่องตัวเข้ากับความแข็งแกร่ง จนกลายเป็นภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว Elegant Technology หรือเทคโนโลยีแห่งความสง่างาม พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX โดยนำขีดความสามารถด้านห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีความปลอดภัย มาถ่ายทอดเป็นประสบการณ์การใช้งานที่สะดวกสบาย เป็นธรรมชาติ และให้ความรู้สึกสงบนิ่งตลอดการเดินทาง ส่วน Exquisite Space หรือพื้นที่ภายในอันประณีต ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ใช้สอยอย่างพิถีพิถัน การเลือกใช้วัสดุที่ให้สัมผัสสบาย การควบคุมเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ตลอดจนฟังก์ชันที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อขยายความหมายของ “ความสง่างาม” จากสิ่งที่มองเห็น ไปสู่ประสบการณ์ที่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสัมผัสได้จริง แนวคิดทั้งสามมิตินี้ได้รับการสนับสนุนด้วยศักยภาพด้านการดำเนินงานระดับโลกและการปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับแต่ละตลาดของ LEPAS ภายใต้มาตรฐานด้านเทคโนโลยีและคุณภาพที่สอดคล้องกัน แบรนด์ให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ให้เหมาะกับข้อกำหนดทางกฎหมาย สภาพถนน พฤติกรรมการขับขี่ และวิถีชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แนวทางดังกล่าวทำให้คุณค่าของแพลตฟอร์มร่วมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องสเปก แต่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในแต่ละตลาดสามารถตีความ “ความสง่างาม” ผ่านบริบทและรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง แทนการกำหนดประสบการณ์แบบเดียวกันสำหรับทุกประเทศ ปัจจุบัน LEPAS อยู่ระหว่างการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่หลายรุ่นในตลาดรถพวงมาลัยขวา รวมถึงประเทศไทยและอินโดนีเซีย ตลอดจนเริ่มเปิดพรีเซลในหลายประเทศของยุโรป ท้ายที่สุด ตลาดและประสบการณ์จริงของผู้ใช้งานจะเป็นบทพิสูจน์ว่าแนวคิด “ความสง่างาม” ของ LEPAS สามารถสร้างความแตกต่างและความผูกพันกับผู้บริโภคได้มากเพียงใด อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผลิตภัณฑ์ยานยนต์มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น การกำหนดอัตลักษณ์ของแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่ชัดเจนเช่นนี้ นับเป็นอีกหนึ่งทิศทางที่น่าจับตามองของการแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ LEPAS: https://lepasinternational.com/

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

ฟิวเจอร์พาร์ค ผนึก โนโวเทล จัด Cleanup Day 2026 สร้างเมืองรังสิต สะอาดน่าอยู่

PRnounce

ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ ผนึกโนโวเทลฯ และพันธมิตร จัด “Cleanup Day 2026” นำโดย ดร.สุชาย วัชอภัยกุล และ ปิแอร์ อีฟ วู ร่วมสร้าง Future City Rangsit สะอาดและน่าอยู่ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เดินหน้าสานต่อแนวคิด Future Park Green Future จัดกิจกรรมจิตอาสา “Cleanup Day 2026 – รวมพลัง ร่วมสร้างเมืองสะอาด เพื่ออนาคตที่น่าอยู่” เนื่องใน World Cleanup Day โดยผนึกกำลังกับโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หน่วยงาน องค์กรพันธมิตร ผู้ประกอบการ ตลอดจนคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสา ร่วมกันเก็บขยะและดูแลความสะอาดพื้นที่โดยรอบฟิวเจอร์พาร์ค สเปลล์ และ Future City Rangsit เพื่อร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่สะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุชาย วัชอภัยกุล กรรมการผู้จัดการร่วม กลุ่มงานบริหารทั่วไป ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายปิแอร์ อีฟ วู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นำคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสาจากหน่วยงานพันธมิตรลงพื้นที่เก็บขยะและดูแลความสะอาดบริเวณโดยรอบ Future City Rangsit ในโอกาสนี้ ดร.สุชายได้มอบหมวกและอุปกรณ์เก็บขยะให้แก่ตัวแทนจิตอาสา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือและการร่วมแรงร่วมใจในการดูแลสิ่งแวดล้อม ก่อนที่ทุกภาคส่วนจะแบ่งทีมและกระจายกำลังไปยังพื้นที่ปฏิบัติงานตามจุดต่างๆ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมตลอดการดำเนินกิจกรรม ดร.สุชาย วัชอภัยกุล กรรมการผู้จัดการร่วม กลุ่มงานบริหารทั่วไป ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ กล่าวว่า ฟิวเจอร์พาร์ค สเปลล์ และ Future City Rangsit เป็นพื้นที่ที่ผู้คนจำนวนมากเข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และทำกิจกรรมร่วมกันในแต่ละวัน การดูแลพื้นที่ของเราให้สะอาด เป็นระเบียบ และน่าอยู่ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ กิจกรรม Cleanup Day 2026 ไม่ได้มีความหมายเพียงการร่วมกันเก็บขยะ แต่ยังสะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่พร้อมลงมือดูแล Future City Rangsit ให้เป็นพื้นที่ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน “ภายใต้แนวคิด Future Park Green Future เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่ดีเริ่มต้นได้จากการลงมือทำในเรื่องใกล้ตัว เมื่อแต่ละคนร่วมกันดูแลพื้นที่ส่วนรวม ความร่วมมือเล็ก ๆ เหล่านี้จะพัฒนาเป็นวัฒนธรรมที่ช่วยให้ Future City Rangsit สะอาดขึ้น น่าอยู่ขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” ด้าน นายปิแอร์ อีฟ วู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต กล่าวว่า โรงแรมมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Cleanup Day 2026 เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกองค์กร การที่ผู้บริหาร พนักงาน พันธมิตร และจิตอาสาได้ลงมือทำงานร่วมกันในวันนี้ แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือที่เข้มแข็งสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ชุมชนและพื้นที่โดยรอบได้ “ในฐานะส่วนหนึ่งของ Future City Rangsit โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต พร้อมสนับสนุนกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดหมายที่น่าอยู่ น่าทำงาน และน่ามาเยือนสำหรับทุกคน” กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ Rangsit Business Park บริษัท พิพัฒนสิน จำกัด, โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, ตลาดรังสิต, โรงเรียนทองพูลอุทิศ, ตัวแทนร้านค้าภายในศูนย์การค้า รวมถึงคณะผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสา ซึ่งร่วมกันลงพื้นที่เก็บขยะและดูแลความสะอาดตามจุดที่กำหนด Cleanup Day 2026 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมภายใต้แนวคิด Future Park Green Future ที่มุ่งส่งเสริมให้การดูแลสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นจากการลงมือทำและความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพราะพลังจากแต่ละคน เมื่อนำมารวมกัน ย่อมสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย และช่วยพัฒนา Future City Rangsit ให้เป็นพื้นที่ที่สะอาด น่าอยู่ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

‘เสถียร’ เดินเกมลึกค้าปลีก ‘ซีเจ มอร์’ แผนชนะใจชุมชนผ่านสินค้า ‘CJ STAR’

EcoVative

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ เดินเกมลึกค้าปลีก ปั้นโครงการ ‘CJ STAR’  ของดีติดตาว ไม่เก็บค่าจีพีแรกเข้าสินค้าของดีชุมชน นำร่อง 14 ผู้ประกอบการส่ง 21 สินค้าท้องถิ่นขึ้นหัวชั้น ‘ซีเจ มอร์’ นำร่องกรุงเทพฯ และปริมณฑล   จุดเริ่มต้นไอเดียของ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ซีอีโอ กลุ่มคาราบาว เกิดขึ้นง่าย ๆ จากการได้ลองชิมขนมหน้างาคู่กับชาอุ่น ๆ ในร้านท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่จังหวัดชัยนาท และด้วยรสชาติที่น่าประทับใจนั้น ทำให้เขา ต้องกลับมาหารือกับทีมงาน ‘ซีเจ มอร์’ (CJ MORE) ซูเปอร์มาร์เก็ตชุมชนในเครือคาราบาว เพื่อหาแนวทางสนับสนุนและต่อยอด ‘ของดีท้องถิ่น’ ให้เติบโตและสร้างชื่อเสียงได้ไกลกว่าในชุมชน และเป็นที่มาสู่การเปิดตัวโครงการ CJ STAR ของดีติดดาว   ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เล่าย้อนโครงการ CJ STAR ของดีติดดาว เกิดขึ้นเมื่อราวเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ ‘เขา’ บอกเล่าไอเดียให้กับทีมงานว่า ‘ต้องการหาของดีท้องถิ่น’ ได้มีโอกาสขยายตลาดและการเติบโต เพื่อนำมาวางจำหน่ายในร้านซีเจ มอร์   จากกระบวนการสรรหาทั้งหมด ใช้เวลาดำเนินการราว 4 เดือน จนได้ผู้ประกอบการที่ได้รับการติดดาวทั้งสิ้น 14 ราย รวม 21 รายการสินค้า ซึ่งถือเป็นตัวแทน ‘ของดี’ จากชุมชนต่างๆ ที่มีความหลากหลายทั้งอาหาร ขนม เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น พร้อมวางขายในบริเวณพื้นที่หัวชั้น ‘CJ STAR’ ของดีติดดาว ในร้าน CJ MORE เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ซึ่งในเบื้องต้นจะวางจำหน่ายในซีเจ มอร์ สาขากรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ก่อน   โดยบริษัทฯ ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมสินค้าแรกเข้า (0% GP) จากผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ CJ STAR ของดีติดดาว ในร้านสาขา CJ MORE แต่อย่างใด แต่จะมีค่าดำเนินการด้านการขนส่งกระจายสินค้า (Logistic) เพื่อกระจายสินค้าเหล่านี้ ไปยังสาขาซีเจมอร์ ที่ร่วมโครงการฯ   “โครงการนี้เราไม่ได้มุ่งเน้นเงินกำไรเป็นหลัก แต่ ‘ซีเจ ของดีติดดาว’ ต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีพื้นที่ขายมากกว่า หากเทียบกับการนำสินค้าไปฝากขายแบบปกติที่ต้องเสียค่า GP 30% ซึ่งสมมติว่าผู้ประกอบการขายได้กำไร 10% เมื่อหักค่าธรรมเนียมออกไปแล้ว ก็จะเหลือเงินกำไรจริง ๆ แค่ 5%”      โดยในระยะแรก (Phase) โครงการCJ STAR ของดีติดดาว จะมุ่งในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลักก่อน ด้วยสินค้าหมวดของอุปโภคของใช้นั้นจะมีขั้นตอนยุ่งยากกว่า   ‘ของดี’ไทย ออนทัวร์ตลาดโลก   สเถียร ขยายแนวคิดโครงการ CJ STAR ของดีติดดาว ยังเป็นหนึ่งในความตั้งใจผลักดันสินค้าไทยซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ‘Made in Thailand’ จากประเทศไทยไปสู่ระดับโลก ร่วมกับการโรดโชว์ผลิตภัณฑ์เครือคาราบาว ในตลาดต่างประเทศ   “ซีเจ มอร์ ต้องการเป็นแพลตฟอร์มที่จะพาคนตัวเล็กในชุมชน ผู้ผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ ได้มีโอกาสเข้าสู่ตลาดใหญ่”      อย่างไรก็ตาม ต่อการจะขยายสินค้าโครงการCJ STAR ของดีติดดาว ไปยังร้านสาขาซีเจอมอร์ไห้ได้ครบทั่วประเทศนั้น  เสถียร บอกว่ายังต้องใช้ระยะเวลาเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทั้งศักยภาพของร้านค้าท้องถิ่น ทั้งด้านเงินลงทุน เพิ่มกำลังการผลิตสินค้าได้มาตรฐานตามเกณฑ์ต่าง ๆ และด้านการตลาด   ลงพื้นที่สร้างแบรนด์ CJ MORE   เสเถียร เสริมเกร็ดโครงการฯนี้ จากคำบอกเล่าของ น้อง ๆ ทีมงานซีเจ มอร์ ในช่วงแรกของการสรรหาผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมโครงการ CJ STAR ของดีติดดาว จากการลงสนามในพื้นที่จริงของจังหวัด ต่างพบกับประสบการณ์หลากหลายที่ได้สร้างความประทับใจให้กับทีมงานซีเจมอร์ในทุกรูปแบบ ทั้งความสงสัยของชาวบ้าน ที่นึกว่าเป็นกลุ่มมิจจาชีพ มาหลอกให้ลงทุน จนต้องตรวจสอบย้อนกลับโทรศัพท์ไปสอบถามต้นสังกัดสำนักงานใหญ่ว่า ทีมที่ลงพื้นที่เหล่านี้ เป็นพนักงานบริษัทจริงหรือไม่ !?!   เรียกได้ว่า กว่าจะถึงวันเปิดตัวโครงการฯ ไปเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ทีมงานต้องผ่านทั้งความระทึกจากความสงสัยของผู้ประกอบการชุมชน ที่สุดท้ายแปลงคืนกลับมาเป็นความภาคภูมิใจร่วมกัน เมื่อสินค้าในโครงการCJ STAR ของดีติดดาว’ หลังวางจำหน่ายในสาขาซีเจ มอร์ สามารถทำยอดขายใน 3 วันแรก ได้ถึง 5,000 ชิ้น คิดเป็นรายได้รวมกว่า 180,000 บาท !!   เสเถียร บอกอีกว่า สินค้าโครงการซีเจ ของดีติดดาว ยังวางแผนขยายแนวคิดไปยังสินค้า ของดีในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดอื่นทั่วประเทศไทย จากปัจจุบันสินค้าครอบคลุมภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และ ภาคตะวันออก เพื่อสร้างโอกาสขยายการเติบโตสินค้าชุมชนร่วมกับซีเจมอร์ และกลุ่มคาราบาว   สำหรับในปีนี้ บริษัทฯ ใช้งบลงทุนราว 950 ล้านบาท ขยายสาขาซีเจ มอร์ ในสองรูปแบบ (Model) คือ CJ MORE ซูเปอร์คอนวีเนี่ยนสโตร์ และ CJ Express ซึ่งจะมีขนาดพื้นที่ รูปแบบร้าน และความหลากหลายของสินค้าที่แตกต่างกัน คาดในสิ้นปี 2569 ทั้ง 2 โมเดลมีสาขาราว 2,500 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 60 จังหวัดทั่วประเทศ   บริหารงบฯต่อวันของคนไทย   สเถียร กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ยังชะลอตัวจากกำลังซื้อผู้บริโภค เห็นได้จากแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งส่งผลดีกับร้านค้า ร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งในส่วนของซีเจ มอร์ แม้ว่าจะไม่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากแคมเปญนี้ แต่ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) หมุนเวียนสินค้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมลดภาระค่าครองชีพผู้บริโภค เช่นกัน   “ถ้ากำไรสินค้าลดลง เราก็ต้องขายของให้มากขึ้น เพราะหากลูกค้ามีเงินหนึ่งร้อยบาท เขาก็ต้องจัดสรรงบก้อนนี้จะมาซื้อของอะไรที่ร้านเรา”   ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าเบียร์ เสถัยร บอกว่า ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มียอดขายสินค้ากลุ่มนี้จำนวนมากนัก ด้วยผู้บริโภคสวนใหญ่จะซื้อเบียร์จากร้านค้าโชห่วยข้างบ้าน ส่วนตลาดในต่างจังหวัดจะซื้อในช่องทางร้านค้าโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่ “เพราะคนไทย จะซื้อเบียร์ตอนที่อยากกิน”     alt-x KEY TAKEAWAYS ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ มองเกมลึกธุรกิจค้าปลีก ปั้นโครงการ ‘CJ STAR ซีเจ ติดดาว’ ชูแนวคิดผลักดัน ‘ของดีท้องถิ่น’ สู่ชั้นวางระดับประเทศ ซีเจ มอร์ ใช้เวลาคัดสรรเข้มข้น 4 เดือน นำร่องต้นแบบ 14 ผู้ประกอบการชุมชน รวม 21 รายการสินค้า จัดวางบริเวณพื้นที่หัวชั้นโซนพิเศษ เปิดโครงการฯ วางจำหน่ายในสาขากรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นแห่งแรก เพื่อสร้างการรับรู้ ขยายโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภค และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน พร้อมแผนอนาคตติดแบรนด์ Made In Thailand ออนทัวร์ร่วมคาราบาว ในตลาดต่างประเทศ

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

‘ไอคอนสยาม’ ชวนดริปกาแฟหอมกลิ่นพุ่งริมเจ้าพระยา งาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026

Peace&Play

ไอคอนสยาม แมปสู่ปลายทาง ‘Global Coffee Destination’ งานเอ็กซโปกาแฟ  ‘ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026’ ระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ICONSIAM HALL และ SURALAI HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม     ศูนย์การค้าไอคอนสยาม แลนด์มาร์คริมแม่น้ำเจ้าพระยา จัดงานมหกรรมกาแฟครั้งใหญ่  ‘ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026’ ในคอนเซ็ปต์ ‘ICON OF COFFEE METROPOLIS’ มหานครที่พร้อมเปิดพื้นที่เชื่อมโยงผู้คนและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ผ่านประสบการณ์แห่งรสชาติและความหอมกรุ่นของเครื่องดื่มยอดนิยม  โดยงานฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 กันยายน 2569 ณ ICONSIAM HALL และ SURALAI HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม   สำหรับงานฯ ได้รวบรวมความเป็นระดับโลกเกี่ยวกับกาแฟด้านต่างๆ มาไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ เมนูพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ร้านกาแฟและเมล็ดกาแฟคุณภาพจากไทยและนานาประเทศ เรื่องราวน่าสนใจจากเหล่า ICONIC ของวงการกาแฟ เวทีการแข่งขันระดับประเทศที่ตัดสินโดยกรรมการระดับโลก วัฒนธรรมกาแฟจากหลากหลายประเทศ ประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้ทุกคนได้ค้นพบและทำความรู้จักกาแฟในหลากหลายมิติ     ขณะที่งาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 ที่จัดขึ้นตลอด 5 วัน พร้อมมอบแรงบันดาลใจผ่านรสชาติและกลิ่นหอมเอกลักษณ์ของกาแฟจากหลายแหล่งที่มา เพื่อสร้างการจดจำให้ ‘ไอคอนสยาม’ เป็นมหานครแห่งกาแฟ ในฐานะจุดหมายปลายทางของเหล่าคนรักกาแฟ ที่พร้อมเสิร์ฟกาแฟกว่า 1,000 เมนูจากทั่วโลก ผ่านการเดินทางสู่ ‘6 Coffee District’ ดังนี้   Local Gems District ถนนสายกาแฟที่รวมร้านเด็ดร้านดังจากทั่วไทย คอมมูนิตี้ของคนรักกาแฟและอาหาร   ท่องไปกับเรื่องราวของกาแฟทั่วไทย ตั้งแต่เมล็ดกาแฟคุณภาพระดับแชมป์จากโรงคั่วชั้นนำ ท็อปลิสต์ร้านกาแฟสุดคราฟต์ที่คัดสรรแบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยไอคอนคราฟต์ เพื่อนำเสนอเมนูกาแฟและเมล็ดกาแฟให้ผู้ร่วมงานได้ชิมและเลือกสรร อาทิ THE OLD SCHOOL, RIPPLE COFFEE ROASTERS, ROAST8RY, 19 DEGREES NORTH COFFEE, A KEEN HOUSE, SANTIPANICH, PANGKHON COFFEE ROASTER, MONSTER AND FRIENDS, POUR OVER LEB, ORDINARY ROASTERY, THE SUMMER COFFEE, Muaycoff x Muaycha, SIAMAYA CHOCOLATE, FIKA & CO, ROAST RUNNER, GRAPH, SIAS KOFFEE ROASTER, BALENA COFFEE, RÊVER ROASTERS, AFTER CHOC และ SIAMDRIPCO   พร้อมอุปกรณ์กาแฟจากแบรนด์ KINTO และ MOCCAMASTER นอกจากนี้ยังมีสุดยอดกาแฟ GI ไทยที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาวิถีชีวิตและความตั้งใจของคนในท้องถิ่นมาให้เลือกซื้ออีกด้วย   Thonburian Vibes โซนฝั่งธนบุรี กับร้านเทรนดี้และของดี ฝั่งธนฯ กว่า 30 ร้านมาไว้ในงานเดียว อาทิ Goosta , Prim home café, เล่อ ขาหมูทรงเครื่อง, เล่อก๋วยจั๊บ, บ้านออพอ, Ombrown, Station เส้นสด, HARU Bakehouse, เนื้อสยาม, โปรดมากินคุกกี้ของฉัน, อร่อยมาร์ค โตเกียวหน้าล้น, ขนมไทยบ้านใบเปลว, Black Bear Bakery, เจนจิตร, Daily Theory, Taraba Japanese Restaurant, grin : Specialty Chocolate Café, Rincha Tearoom x Cafe และ HAUYONGSENG CAFE (เฮ้าย่งเซ้ง) เป็นต้น   Championship District โซนแห่งความเข้มข้นของเวทีการแข่งขันระดับประเทศ เพื่อรังสรรค์สุดยอดเมนูกาแฟ ในเวที Thailand ICONIC Coffee and Creativity Championship 2026 (TICC2026) ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้โจทย์ ‘ICON OF COFFEE METROPOLIS’ ให้ผู้เข้าแข่งขันตีความไอคอนสยามในฐานะมหานครแห่งกาแฟ ผ่านเครื่องดื่มที่สะท้อนความหลากหลายของรสชาติ ผู้คน ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์   ICONIC District รวบรวมทุกไฮไลต์ระดับไอคอนิค โดยเฉพาะการลิ้มรสชาติเครื่องดื่มแก้วพิเศษ ICONIC MENU กับ 3 เมนูที่รังสรรค์โดย คุณชัญญา ธาราธิคุณเดช World Certified Judge กรรมการตัดสินการแข่งขันกาแฟระดับโลก เพื่อให้ลิ้มลองเฉพาะในงานนี้เท่านั้น   สำหรับผู้ที่หลงใหลในเรื่องราวเบื้องหลังกาแฟ เตรียมพบกับเหล่า ICONIC PERSON ตัวจริงจากแวดวงกาแฟไทยและนานาชาติที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวผ่านเวที ICONIC PERSON TALK นำโดย Cadence World Representative และ Education Celebrity จากประเทศมาเลเซีย แคท-ชัญญา ธาราธิคุณเดช World Certified Judge Marcia Yoko Shimosaka Coach World Barista Champion 202     นอกจากนี้ยังพบกับ สิทธิพงษ์ ยงศิริกรวิกา ยังประภากร, ศราวุธ หมั่นงาน, สุปรียา ก้างออนตา, วรกมล เลี้ยงรักษา, Marion Paolo Lara Saksopin และ Ahmad Farhan   ขณะเดียวกัน ยังมีกิจกรรม EXCLUSIVE COFFEE LOVER GUESTS เปิดพื้นที่ให้เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์ได้ ร่วมกิจกรรมกับศิลปินคู่โปรดอย่างใกล้ชิด พร้อมอร่อยกับเครื่องดื่ม ICONIC MENU และรับสิทธิพิเศษสุดฟิน เริ่มตั้งแต่   วันที่ 16 กันยายน 2569  เปิดให้ร่วมกิจกรรมแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ ‘ตี๋ บุญยเกียรติ’ และ ‘เฮง ทัตพงศ์’ วันที่ 18 กันยายน 2569  พบกับ ‘โทมัส ธีร์ทัศน์’ และ ‘ก้อง ก้องภพ’ วันที่ 19 กันยายน 2569 พบกับ ‘เน็ต สิรภพ’ และ ‘เจเจ รัชพล’ วันที่ 20 กันยายน 2569  พบกับความน่ารักของ ‘แม้ก กรธัสส์’ และ ‘ณฐ ณฐสิชณ์’ โดย สามารถติดตามรายละเอียดการจำหน่ายบัตรเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางโซเชียลมีเดียของไอคอนสยาม   Global Flavor District เป็นครั้งแรกที่ Marcia Yoko Shimosaka โค้ชผู้อยู่เบื้องหลังแชมป์ World Barista 2023 จะมาร่วมดริปกาแฟระดับ Competition Grade ผ่าน 5 เมล็ดกาแฟพิเศษที่คัดสรรมาเฉพาะสำหรับงานนี้ BRAZIL Pink Bourbon’ หนึ่งในสายพันธุ์กาแฟพิเศษที่น่าจับตามองที่สุดในปัจจุบัน มีเอกลักษณ์คือรสชาติที่หวานฉ่ำ บอดี้เนียนนุ่ม และมีความเป็นกรดสว่างสดใส PANAMA Washed หนึ่งในมาตรฐานสูงสุดของวงการกาแฟสาย Specialty รสจะเน้นไปที่ความสะอาดและสว่างขั้นสุด PANAMA Geisha ราชินีแห่งวงการ Specialty Coffee และเป็นสายพันธุ์ที่ทุบสถิติราคาประมูลแพงที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง PANAMA Geisha 26 เมล็ดที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการกาแฟภายใต้เอกลักษณ์หลัก คือ Complex Clarity PANAMA Chiroso หนึ่งในกาแฟสายพันธุ์หายาก ที่กำลังมาแรงอย่างมากบนเวทีประกวดและในกลุ่ม Competition Grade   พร้อมเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของเมล็ดกาแฟ Competition Grade จาก ULT Coffee Roaster ร้านกาแฟของแชมป์ระดับโลก Boram Um ที่ส่งตรงมาจำหน่ายเฉพาะในงานเพียง 30 ชุดเท่านั้น   นอกจากนี้ภายในงานยังรวมวัฒนธรรมกาแฟจากทั่วโลก มาให้สัมผัสรสชาติ ผ่านเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกคุณภาพและร้านกาแฟชื่อดังกว่า 12 ประเทศ อาทิ บราซิล ตุรกี และเวียดนาม เป็นต้น   Star-Brew District พบกับความอร่อยในกระแส ที่รวบรวมร้านเครื่องดื่มและขนมชื่อดังต่างๆ จากเหล่าศิลปินดาราแถวหน้าของเมืองไทย ร้าน SELF Coffee ของ ฟรอยด์-ณัฏฐพงษ์ ร้าน rowie’s coffee ของ ฟอส-จิรัชพงศ์ ที่ ร้าน Fenme Matcha ของ เอิร์ธ-ศัลย์ ร้าน Hosomi Matcha & Bagle ของ เสนาหอย ร้าน Machat Matcha ของอุ้ม-ทวีพร ร้าน Miu Miu ของโบ๊ท-ธารา   Reserve District ค้นพบเสน่ห์ของ L’Italien กาแฟจาก Le Café Alain Ducasse ที่นำเสนอโดยร้านชื่อดังระดับมิชลิน Blue by Alain Ducasse สัมผัสความพรีเมียมของเมนูกาแฟที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรมกาแฟอิตาเลียน ในรูปแบบเอสเปรสโซคลาสสิกและเมนูกาแฟสูตรพิเศษ พร้อมลิ้มลอง Signature Coffee Bean Cake เค้กรูปเมล็ดกาแฟที่ถ่ายทอดกลิ่นรสคั่วหอมละมุนและช็อกโกแลต รวมไปถึงการเปิดประสบการณ์  ลิ้มลองการจับคู่อาหารและกาแฟที่ลงตัวที่สุดเพื่อเติมสีสันให้กับมหานครแห่งกาแฟ สัมผัสเสน่ห์แห่งรสชาติที่รังสรรมาเป็นพิเศษผ่าน Food & Coffee Pairing จากร้านดังไม่ว่าจะเป็น Fongs รัญจวน ร่วมกับ KAREN Coffee สำเภานาวา และ Roma Khao Yai   นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษในงาน อาทิ การเปิดพื้นที่ Workshop & Creative Space สำหรับคนรักศิลปะและกาแฟ อาทิ วาดรูปบนแก้วกาแฟ, Coffee Painting และ เพ้นท์ที่รองแก้ว รวมถึงกิจกรรมเวิร์กช็อป Drip by ME โดย สมาคมกาแฟไทย ซึ่งจัดที่ Co-working Space ชั้น 1 ไอซีเอส ตรงข้ามไอคอนสยาม พร้อมชวนมาเรียนรู้ การดริปกาแฟ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย ก่อนลิ้มรสชาติกาแฟไทยไปพร้อมกัน โดยจัดกิจกรรม 5 รอบต่อวัน (รอบละ 5 ท่าน) เวลา 11.00 , 13.00 , 15.00 , 17.00 , 19.00 น. ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ฟรีเพียงแสดงใบเสร็จการซื้อสินค้าและบริการภายใน ไอซีเอส ภายในวัน เติมพลัง Zero A Cup of Coffee ขณะเดียวกัน เพื่อตอกย้ำแนวคิด ICONSIAM GO GREEN ด้วยแคมเปญ ZERO Cup to Landfill ทุกแก้วที่ดื่ม มีปลายทางที่ยั่งยืน เชิญชวนผู้ร่วมงานร่วมกันแยกแก้วและวัสดุที่ใช้แล้วให้ถูกประเภท ณ จุด RETURN STATION ซึ่งตั้งอยู่ภายในงาน เพื่อนำแก้วที่ใช้แล้วไปเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ถูกต้อง ไม่ให้กลายเป็นขยะฝังกลบ พร้อมรับปุ๋ยและต้นไม้ฟรี   รวมถึงกิจกรรม แก้วเพื่อน้อง จุดแบ่งปันแก้วน้ำ Reuse สภาพดีที่เหลือใช้จากพี่ๆ ส่งต่อสู่มือน้องๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมสัมผัสมิติของกาแฟเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม กาแฟ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ของ 4 แม่น้ำสายหลักทางภาคเหนือของไทย ภายใต้โครงการที่มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่ป่า สู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนอย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษมากมาย เพื่อให้คนรักกาแฟได้เพลิดเพลินกับเรื่องราวของเครื่องดื่มแก้วโปรดอย่างเต็มอิ่ม อาทิ STAMP JOURNEY ZONE สมาชิก ONESIAM ช้อปครบ 200 บาทจากร้านค้าภายในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 รับแสตมป์ 1 ดวง สะสมครบ 10 ดวง แลกรับของรางวัลตามที่กำหนด ลูกค้า ทรู หรือ ดีแทค แลกรับส่วนลดเครื่องดื่ม 50 บาท และ ICONIC MENU มูลค่า 250 บาท ไอคอนสยาม ร่วมแจกกาแฟฟรี 1,000 แก้ว สำหรับสมาชิก ONESIAM แลกรับสิทธิ์คูปองส่วนลด 60 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดภายในงาน ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026 โดยสามารถแลกรับสิทธิ์ได้ที่หน้าร้าน ZARA ชั้น M สมาชิก ONESIAM ซื้อสินค้าไอคอนคราฟต์ภายในงานครบ 2,500 บาท แลกรับ ICONCRAFT ECO CUP 1 ใบ มูลค่า 490 บาท Bring your own cup เพียงนำแก้วส่วนตัวมาเองรับส่วนลด 5 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มภายในงานจากร้านที่ร่วมรายการ   alt-x KEY TAKEAWAYS ไอคอนสยาม ย้ำความเป็นแลนด์มาร์คระดับโลก จัดงาน ‘ICONIC CRAFT COFFEE EXPO 2026’ เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่มหานครแห่งกาแฟ ภายในงานนำเสนอประสบการณ์ผ่าน 6 โซนกาแฟหลัก เช่น การลิ้มลองเมล็ดกาแฟสายพันธุ์หายากระดับโลก การแข่งขัน Thailand ICONIC Coffee and Creativity Championship 2026 และเวิร์กช็อปดริปกาแฟฟรีพร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์กรีน (ICONSIAM GO GREEN) ด้วยการจัดการขยะแก้วกาแฟอย่างเป็นระบบ และมอบโปรโมชั่นพิเศษรองรับกลุ่มคอฟฟี่เลิฟเวอร์ตลอด 5 วันของการจัดงาน    

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

‘วังพรม’ ยาดมสมุนไพร คอลแล็บ ‘ณเดชน์’ พาแบรนด์ได้วีซ่า ‘กรุงเทพ เนทีฟ’

Zcreat

‘วังพรม’ แผนเจาะตลาดยาดมสมุนไพรไทย 1,000 ล้านบาท ลงทุน 150 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ย้ำมาตรฐานปลอดภัยขยายต่างประเทศ ดึง ‘แบรี่-ณเดชน์’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ร่วมสมัย ขยายฐานเมืองหลวง     วัชรีภรณ์ วังพรม กรรมการบริหาร บริษัท สมุนไพรวังพรม จำกัด ในฐานะผู้บริหารรุ่น 2 ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยแบรนด์ ‘วังพรม’ เปิดเผยว่าบริษัทฯ ลงทุนราว 150 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตสินค้าสมุนไพร วังพรม ในโรงงานแห่งใหม่ ตั้งอยู่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม   สำหรับโรงงานแห่งใหม่นี้ วางเป้าหมายผลิตสินค้าภายใต้พอร์ตโฟลิโอวังพรม ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่อสร้างความมั่นใจระดับสูงให้กับสินค้า เพื่อขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม จากปัจจุบัน สินค้ายาดมสมุนไพรวังพรม มีตลาดต่างประเทศหลักในกลุ่มประเทศต่างๆ ในยุโรป รัสเซีย และกลุ่มประเทศเอเชีย อยาง เกาหลี ที่ให้การตอบรับสินค้าเป็นอย่างดี   “ในช่วงที่ผ่านมา การทำตลาดสมุนไพรวังพรมในต่างประเทศ สินค้าจะอยู่ในช่องทางร้านค้าปลีก หรือ เอเชีย โกรเซอรี ต่างๆ และรวมถึง พี่ๆ คุณน้า คุณป้า หมอนวดแผนไทยที่เป็นเหมือนทูตแบรนด์วังพรม ที่พาสินค้าไปทำความรู้จักกับชาวต่างชาติ เช่นกัน”   นอกจากนี้วังพรม ยังขยายตลาดสุขภาพ โดยเปิดตัวสินค้าใหม่ 2 รายการ สมุนไพรวังพรม ยาน้ำมันนวด ผสมไพล 2 สูตร คือ สูตรเย็น (ขวดสีขาว/ครีม) และสูตรร้อน (ขวดสีดำ/ทอง) ในรูปแบบสเปรย์บรรจุขวดขนาด 30 มล. วางราคาจำหน่ายปลีก 95 และ 115 บาท   วัชรีภรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์อยู่ในตลาดมานานร่วม 31 ปี ซึ่งมองหาโอกาสใหม่ในการทำตลาดอยู่เสมอ จากในปีก่อนวังพรม ได้เปิดตัวสินค้าใหม่กลุ่มยาหม่อง และในปีนี้ขยายไลน์สินค้า เพื่อรองรับกระแสการดูแลสุขภาพ การเล่นกีฬา และการทำกิจกรรมกลางแจ้งที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่   วังพรม เข้าหากลุ่มใหม่ไปอีเวนต์สุขภาพ   ด้าน กณพ สุทธะพินทุ กรรมการบริหาร บริษัท สมุนไพรวังพรม จำกัด  กล่าวเสริมแนวทางธุรกิจใน 4 เดือนสุดท้ายของปี 2569 ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย (Hi-Season) ซึ่งเป็นปัจจัยบวกในตลาดสินค้า บริการในภาพของประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยาดมกลุ่มสมุนไพร ด้วยเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่นิยมซื้อเป็นสินค้าที่ระลึกในช่วงระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในไทย   ขณะที่แนวทางการทำตลาดสมุนไพรวังพรม จะมุ่งปรับภาพลักษณ์สินค้าให้มีความร่วมสมัยเพื่อขยายฐานไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง หลังแบรนด์ได้ร่วมงานกับ ‘แบรี่-ณเดชน์ คูกิมิยะ’ ศิลปินนักแสดงชายในฐานะแบรนด์ แอมบาสเดอร์ วังพรม ในปี2568 และสร้างความสำเร็จอย่างสูงด้านการรับรู้ผลิตภัณฑ์แบรนด์ โดยเฉพาะตลาดในกรุงเทพฯ   “นับจากปีนี้ไปวังพรม จะนำแบรนด์ขยายตลาดในกรุงเทพฯ มากขึ้น จากเดิมแบรนด์มีตลาดแข็งแกร่งในต่างจังหวัด และเติบโตมาจากสินค้าของดี OTOP จังหวัดนครปฐม”     ทั้งนี้ แบรนด์จะเข้าไปสนับสนุนในกิจกรรม (Event) ด้านไลฟ์สไตล์สุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมงานวิ่ง จากในช่วงที่ผ่านมา ได้ร่วมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 30 กิจกรรมงานวิ่งในประเทศไทย และจะทำกิจกรรมภายใต้กลยุทธ์การตลาดผ่านกีฬา (Sport Marketing) ต่อเนื่องในปีหน้า   กณพ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทฯ วางงบประมาณการทำตลาดไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ล่าสุดจัดงาน ‘WANGPROM HERB’S FIRST DATES’ ในแคมเปญ ‘ตัวตึงต้องได้ไปต่อ’ พร้อมสนับสนุนรอบรับชมภาพยนตร์ Henry’s First Dates จีบซ้ำซ้ำ เฮนรี่จำไม่ได้ โดยเปิดโอกาสให้แฟนด้อม ได้พบปะ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ พร้อมร่วมสนุกในกิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น ณ One Ultra Screens ศูนย์การค้า One Bangkok  เมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทมัณฑนา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด บริษัทในเครือ BJC ผู้แทนจำหน่ายสินค้าภายใต้พอร์ตโฟลิโอวังพรม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านช่องทางจำหน่าย นอกจากแผนการทำตลาด   โดยในปี 2569 บริษัทฯ วางเป้าหมายผลักดันผลิตภัณฑ์แบรนด์วังพรม มีอัตราการเติบโตสองหลักเทียบจากปีก่อน และมีรายได้ราว 300 ล้านบาท โดยรายได้จากต่างประเทศจะเติบโต 20% และมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 20% จากในปีก่อนอยู่ที่ 15%  ส่วนในประเทศอยู่ที่ราว 80%  จากปัจจุบันวังพรม ติดอันดับหนึ่งในสามของกลุ่มสินค้ายาหม่อง และ ติดอันดับหนึ่งในสิบ สินค้ากลุ่มยาดม จากปัจจุบันปัจจุบันตลาดยาดมสมุนไพรไทยในปี 2569 คาดมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง   alt-x KEY TAKEAWAYS  วัชรีภรณ์ วังพรม ผู้บริหารรุ่น 2 แบรนด์ ‘สมุนไพรวังพรม’ เผยทิศทางตลาดยาดมสมุนไพรไทยปี 2569 มูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท ที่เติบโตต่อเนื่องทำให้ บริษัทฯ ใช้งบกว่า 150 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ใน อ.สามพราน จ.นครปฐม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสากลเพื่อขยายตลาดส่งออกทั้งยุโรป รัสเซีย และเอเชีย พร้อมสร้างอิมแพ็ค แบรนด์ผ่าน ‘แบรี่-ณเดชน์ คูกิมิยะ’ เสริมภาพลักษณ์ร่วมสมัย เจาะกลุ่มผู้บริโภคเมืองหลวงและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

มิชลิน ไกด์ แจก Michelin Key 71 โรงแรมไทยปี 69 ‘Capella’ รับระดับสามกุญแจ

Peace&Play

‘มิชลิน ไกด์’ เผยรายชื่อโรงแรมและรีสอร์ต 71 แห่งในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ ประจำปี 2569 สะท้อนความหลากหลายของประสบการณ์การเข้าพักระดับโลก   ประเทศไทยมีโรงแรมและรีสอร์ตที่ได้รับรางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ รวม 71 แห่ง ตอกย้ำสถานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการบริการที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย รายชื่อประจำปี 2569 ประกอบด้วย โรงแรมระดับสามกุญแจมิชลิน จำนวน 6 แห่ง, สองกุญแจมิชลิน จำนวน 22 แห่ง และหนึ่งกุญแจมิชลิน จำนวน 43 แห่ง มีโรงแรมใหม่ได้รับการจัดอันดับกุญแจมิชลินรวม 15 แห่ง และมีโรงแรมอีก 5 แห่งที่ได้รับการเลื่อนระดับรางวัลในปีนี้   คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เปิดเผยรายชื่อโรงแรมที่ได้รับการคัดเลือกในรางวัล “กุญแจมิชลิน” (MICHELIN Key) ประจำปี 2569 (รายชื่อโรงแรมรางวัลกุญแจมิชลินทั่วโลก ประจำปี 2569) อย่างเป็นทางการ เพื่อยกย่องประสบการณ์การเข้าพักอันโดดเด่นที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก หลังผ่านการตรวจสอบและประเมินโดยไม่เปิดเผยตัวตนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา   โดยในปีนี้มีโรงแรมทั่วโลกจำนวน 2,832 แห่งใน 79 ประเทศที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ประกอบด้วย   ระดับสามกุญแจมิชลิน จำนวน 155 แห่ง ระดับสองกุญแจมิชลิน จำนวน 657 แห่ง ระดับหนึ่งกุญแจมิชลิน จำนวน 2,020 แห่ง   นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมใหม่ที่ได้รับการจัดอันดับรวม 470 แห่ง และมีโรงแรมมากกว่า 80 แห่งที่ได้รับการเลื่อนระดับรางวัลจากการประเมินในปีนี้   ในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ประเทศไทยยังคงเสริมความแข็งแกร่งให้กับการคัดเลือกโรงแรมของ ‘มิชลิน ไกด์’ อย่างต่อเนื่อง   โดยในปี 2569 มีโรงแรมและรีสอร์ตทั่วประเทศได้รับรางวัลกุญแจมิชลินรวมทั้งสิ้น 71 แห่ง สะท้อนถึงความหลากหลายของประสบการณ์การเข้าพัก ตั้งแต่โรงแรมหรูใจกลางเมือง รีสอร์ตระดับโลกริมชายหาด ไปจนถึงที่พักสไตล์บูทีกขนาดเล็กที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่น   มร.เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการ ฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก กล่าวว่า “การประกาศรายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินพร้อมกันทั่วโลกเป็นครั้งที่สองในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและพลวัตอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมการบริการทั่วโลก ด้วยจำนวนโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับเป็นครั้งแรกกว่า 470 แห่ง   “เราได้เห็นการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขับเคลื่อนโดยแนวคิดและโครงการใหม่ ๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์และความทะเยอทะยานมากยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการโรงแรมทั่วโลกต่างนำเสนอประสบการณ์การเข้าพักรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์นักเดินทางในยุคปัจจุบัน ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง เฉพาะบุคคล และเปี่ยมด้วยความหมายยิ่งกว่าเดิม”   ขณะที่ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดท่องเที่ยวเกิดใหม่ทั่วโลก หลายแห่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการโรงแรมอิสระที่มีวิสัยทัศน์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดใหม่ ๆ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม   นอกจากนี้ การลงทุนจากเครือโรงแรมระดับนานาชาติก็ช่วยเร่งให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น รายชื่อโรงแรมที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินประจำปี 2569 จึงเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลาย ความมีชีวิตชีวา และความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมที่ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง พร้อมผลักดันขอบเขตของประสบการณ์การเข้าพักให้ก้าวไปอีกขั้น และสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปค้นพบจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ ทั่วโลก   สำหรับรายชื่อโรงแรมและรีสอร์ตที่ได้รับรางวัลกุญแจมิชลินในประเทศไทยประจำปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 71 แห่ง ประกอบด้วย   สามกุญแจมิชลิน จำนวน 6 แห่ง (รวมโรงแรมที่ได้รับการเลื่อนระดับ 1 แห่ง) สองกุญแจมิชลิน จำนวน 22 แห่ง (รวมโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก 1 แห่ง และได้รับการเลื่อนระดับ 4 แห่ง) หนึ่งกุญแจมิชลิน จำนวน 43 แห่ง (รวมโรงแรมที่ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก 14 แห่ง)   โดยรายชื่อในปีนี้สะท้อนถึงความหลากหลายอันโดดเด่นของอุตสาหกรรมการบริการไทย ตั้งแต่โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา รีสอร์ตระดับเวิลด์คลาสบนเกาะต่าง ๆ ไปจนถึงโรงแรมบูทีกที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและเสน่ห์ของท้องถิ่น โรงแรมระดับสามกุญแจมิชลิน (Three MICHELIN Keys) คาเพลลา กรุงเทพฯ (Capella Bangkok) กับนิยาม ‘รีสอร์ตใจกลางเมือง’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยทำเลริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา   โรงแรมระดับสองกุญแจมิชลิน (Two MICHELIN Keys) โฟร์ซีซั่นส์ รีสอร์ท เกาะสมุย (Four Seasons Resort Koh Samui) กับนิยามแห่งความหรูหราในประเทศเขตร้อนอย่างแท้จริง ในทำเลท่ามกลางธรรมชาติเขียวชอุ่มบนเนินเขาที่ทอดตัวสู่หาดส่วนตัวอันบริสุทธิ์ วิลลาทุกหลังเปิดรับทิวทัศน์มหาสมุทรกว้างไกลและสายลมทะเล โรงแรมระดับหนึ่งกุญแจมิชลิน (One MICHELIN Key) วิลล่า มหาภิรมย์ (Villa Mahabhirom) (เชียงใหม่) นำเสนอการตีความบริการต้อนรับแบบไทยได้อย่างมีเอกลักษณ์ ผ่านเรือนไม้สักทรงไทยดั้งเดิม 14 หลัง ผสานบรรยากาศผ่อนคลาย และรายการอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากวัตถุดิบท้องถิ่น จนกลายเป็นการเข้าพักที่มีเสน่ห์ในแบบเฉพาะตัว เมซง มิสทิค (Maison Mystique) (เขาใหญ่) เติมกลิ่นอายของโลกแห่งภาพยนตร์สู่บูทีกโฮเทลของไทย งานตกแต่งภายในที่ได้แรงบันดาลใจจากความคลาสสิกแบบยุโรป ห้องพักแต่ละห้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชีวาศรม หัวหิน (Chiva-Som Hua Hin Resort) หนึ่งในเวลเนสรีทรีตชั้นนำของโลก ด้วยการผสานบริการที่พักระดับหรูเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ในบรรยากาศสงบที่ออกแบบมาเพื่อการพักผ่อน ฟื้นฟู และสร้างสมดุลให้แก่ร่างกายและจิตใจ นอกจากรางวัลกุญแจมิชลินแล้ว ‘มิชลิน ไกด์’ ยังมอบ 4 รางวัลพิเศษ เพื่อยกย่องโรงแรมที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษในด้านต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมการบริการ โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2569 ประกอบด้วย รางวัล MICHELIN Guide Architecture & Design Award ได้แก่ เดเซิร์ต ร็อก รีสอร์ต (Desert Rock Resort) เมืองอุมลุจ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่พักอันโดดเด่นซึ่งสลักฝังตัวเข้ากับภูมิประเทศของเทือกเขาฮิญาซอย่างน่าอัศจรรย์ รางวัล MICHELIN Guide Wellness Award ได้แก่ ชลอสส์ เอลเมา ลักชัวรี สปา รีทรีต แอนด์ คัลเชอรัล ไฮด์อะเวย์ (Schloss Elmau Luxury Spa Retreat & Cultural Hideaway) เมืองเอลเมา ประเทศเยอรมนี จากแนวทางการดูแลสุขภาพที่ครบครันและหลากหลายเป็นพิเศษ รางวัล MICHELIN Guide Opening of the Year Award ได้แก่ แอเรลส์ ปัลลาดีโอ เวนิส (Airelles Palladio Venice) เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ที่พักแห่งแรกของแบรนด์ Airelles นอกประเทศฝรั่งเศสและยังเป็นที่พักน้องใหม่ที่เปิดรับทิวทัศน์คลองจูเดกกา รางวัล MICHELIN Guide Local Gateway Award ได้แก่ ลอนโดโลซี เกม รีเสิร์ฟ (Londolozi Game Reserve) ในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ประเทศแอฟริกาใต้ ที่ได้รับการยกย่องจากการมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงซาฟารี พร้อมเชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน   สำหรับรายชื่อโรงแรมที่ได้รับการแนะนำทั้งหมดของ ‘มิชลิน ไกด์’ สามารถค้นหาได้ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน โดยนักเดินทางสามารถค้นหา เปรียบเทียบ และจองที่พักสุดพิเศษจากทั่วโลกได้โดยตรง alt-x KEY TAKEAWAYS  คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เปิดเผยรายชื่อโรงแรมและรีสอร์ตในประเทศไทยที่คว้า รางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ (MICHELIN Key) ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 71 แห่ง การจัดอันดับแบ่งเป็น สามกุญแจมิชลิน 6 แห่ง (โดย Capella Bangkok ได้เลื่อนระดับขึ้นปีนี้), สองกุญแจมิชลิน 22 แห่ง และหนึ่งกุญแจมิชลิน 43 แห่ง สะท้อนศักยภาพการบริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มการเข้าพัก รางวัลนี้ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับโลกที่มีความหลากหลาย และพร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมจากทั่วโลก

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

CP LAND ส่งเอ็มวี ‘Get Me’ ดึงเรื่องจริงคู่รักสอบติดแพทย์ ดันคอนโดรีเน่ ขอนแก่น

BizKet

เมื่อ CP LAND เล่นกับใจ GenZ หยิบอินไซต์เรื่องจริง ‘คู่รัก’ สอบติดแพทย์ขอนแก่น แต่ต้องเลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่าง เป็นแรงบันดาลใจเชื่อมโยงแบรนด์ รีเน่ คอนโด ขอนแก่น ผ่านเอ็มวี ‘Get Me’     ศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยว่า CP LAND พบความต้องการเชิงลึก (Insights) ‘การได้อยู่ใกล้คนที่รัก’ มาต่อยอดสู่การทำตลาดผ่านบทเพลง (Music Marketing) ในรูปแบบมิวสิค วิดีโอ (MV) ‘Get Me’ ถ่ายทอดแนวคิด ‘คอนโดใกล้คนที่รัก’ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงแบรนด์คอนโดรีเน่ ขอนแก่น ‘RI-NÉ Khon Kaen’ และผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย   สำหรับเอ็มวี ‘Get Me’ ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘Customer Insight’ มาพัฒนาเป็นเนื้อหา (Content) ที่เชื่อมแบรนด์เข้ากับชีวิตจริง ผ่านเรื่องราวของ ‘คู่รัก’ ที่สอบติดแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่เลือกเส้นทางชีวิตที่แตกต่าง ก่อนพลิกมุมสร้างความประหลาดใจสำคัญสู่ ‘คอนโดใกล้คนที่รัก’   โดยเอ็มวี ‘Get Me’ ชิ้นนี้ได้ร่วมงานกับ ‘ไอซ์-รดิวันต์ นิลบุญญาสิริย์’ อินฟลูเอ็นเซอร์ และ ติ๊กต็อกเกอร์ ช่อง ‘Ice MeMeow’ (ไอซ์ไงที่มีแมว 19 ตัว) ที่มีผู้ติดตามราว 1 ล้านคน ยอดไลค์มากกว่า 10 ล้าน+ มาร่วมแสดงนำ พร้อมกับทีมงาน CP LAND   ศศินันท์  กล่าวว่า เอ็มวี ‘Get Me’ชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดให้ ‘RI-NÉ Khon Kaen สร้างการสื่อสารพร้อมเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของกลุ่มเป้าหมายแบรนด์ โดยจะขยายผลการรับรู้แบรนด์ ผ่านคอนเทนต์สั้น โซเชียลมีเดีย กิจกรรมภายใน Sales Gallery และแคมเปญที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม ช่วยเปลี่ยนการรับรู้จากโครงการไปสู่ความสนใจและประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์   สำหรับ คอนโด รีเน่ ขอนแก่น (RI-NÉ Khon Kaen)  ตั้งบนทำเลศักยภาพย่านกังสดาล ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และศูนย์การแพทย์ มข. (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) รองรับกลุ่มเป้าหมายหลัก นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ คนทำงาน รุ่นใหม่ และครอบครัวที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพในเมืองศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   นอกจากนี้  ‘RI-NÉ Khon Kaen’ ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ (Ecosystem) CP LAND ในภาคอีสาน ซึ่งเชื่อมโยงที่อยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์การแพทย์ รวมถึงเครือข่ายพันธมิตร และสิทธิประโยชน์ผ่าน ‘Pri-D Privilege Program’ หรือ Pri-d (ปรีดี) เพื่อเชื่อมโบงทุกประสบการณ์ความต้องการของลูกบ้าน ครอบคลุมตั้งแต่การอยู่อาศัย การทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในเมือง สะท้อนแนวคิดการนำ ‘คุณภาพเพื่อทุกชีวิต’ มาพัฒนาเป็นประสบการณ์แห่งการอยุ่อาศัยที่ดีกว่า ‘Better Living Experience’ อย่างเป็นรูปธรรม   สำหรับเอ็มวี ‘Get Me’ เปิดตัวฉบับเต็ม พร้อมร่วมกิจกรรม RI-NE Dance Challenge ‘Get Me’ ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พร้อมลุ้นรับรางวัล iPad ห้องพักโรงแรมอวานี รัชดาฯ และบัตรกำนัลห้องอาหาร รวมมูลค่ากว่า 50,000 บาท ติดตามรายละเอียดได้ทุกช่องทาง Social Media ของ CP LAND   alt-x KEY TAKEAWAYS  CP LAND รุกตลาดอสังหาฯ ภาคอีสาน ด้วยแรงบันดาลใจผ่านดนตรี ใช้เอ็มวี  ‘Get Me’ ถ่ายทอดเรื่องราวความต้องการเชิงลึก (Customer Insight) ของกลุ่มเป้าหมาย Gen Z ย้ำจุดขายโครงการ ‘รีเน่ ขอนแก่น’ (RI-NÉ Khon Kaen) คอนโดใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น และโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่และบุคลากรทางการแพทย์ โยงระบบนิเวศ (Ecosystem) CP LAND พร้อมสิทธิประโยชน์ Pri-D Privilege Program เพื่อสร้างประสบการณ์อยู่อาศัยที่ดีกว่า (Better Living Experience) อย่างครบวงจร

September 19, 2026 / 0 Comments
read more

ขุมทรัพย์ครีเอเตอร์ไทย 6 หมื่นล้าน Tellscore แนะสร้างความน่าเชื่อถือสู้ AI

EcoVative

เทลสกอร์  บอกตลาดครีเอเตอร์ไทยปี 2570 พุ่ง 60,000 ล้านบาท พร้อมแนะเหล่า ‘ชาวช่อง’ สร้างความน่าเชื่อถือ สู้คอนเทนต์ยุค AI รับดีมานด์แบรนด์ 74% พร้อมเติมงบให้ครีเอเตอร์     สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทเทลสกอร์ จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer Marketing) เปิดเผยในงาน Thailand Influencer Awards 2026 ว่าเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ Creator Economy ประเทศไทยในปี 2570 คาดมีมูลค่าขนาดตลาดราว 60,000 ล้านบาท จากในปี 2569 มูลค่า 40,000 ล้านบาท พร้อมคาดการณ์ตลาดครีเอเตอร์โลก ปี 2578 มีขนาดตลาด 46 ล้านล้านบาท โดยตลาดไทยมีสัดส่วนราว 0.5% ของตลาดโลก สะท้อนการเติบโตเศรษฐกิจครีเอเตอร์ กำลังจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับโลก ขณะเดียวกันในปี 2569 นี้การทำงานของครีเอเตอร์ ยังเข้าสู่ยุคใหม่ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากรูปแบบ จำนวนคอนเทนต์ และ ผู้สร้างสรรค์มีปริมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว จากกระบวนการอัลกอริทึ่ม (Algorithm) การมาของเอไอ ที่นำส่งการเห็นคอนเทนต์ไปยังผู้รับชมที่สนใจในเนื้อหาร่วมกัน   โดยเทลสกอร์ มองว่าจากแนวโน้มดังกล่าวครีเอเตอร์ ต้องเร่งสร้างความน่าเชื่อถือ (Creditability) ทั้งด้านตัวตนและคุณภาพการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มาจากมนุษย์ เพื่อสื่อสารระหว่างผู้ชม (Audience)ซึ่งเป็นมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การสร้างยอดขายซื้อสินค้า บริการ ได้จริง (Conversion)   “ธีมหลักของครีเอเตอร์ อีโคโนมีนับจากปี 2569 นี้ไปจะเข้าสู่ ทรัสต์ ครีเอเตอร์ เพื่อแข่งกับเอไอ”   ครีเอเตอร์ ต้องนำทางตัดสินใจซื้อ   สุวิตา ระบุต่อในหัวข้อ ‘Creators shorten the distance between product discovery & commerce’ ครีเอเตอร์ต้องมีหน้าทำให้ระยะห่างสั้นลงระหว่าง ‘การค้นพบสินค้า’ กับ ‘การซื้อขาย’ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ครีเอเตอร์พาผู้บริโภคเดินทาง จากการรู้จักสินค้าไปจนถึงการควักเงินซื้อ โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนต่อเนื่อง ดังนี้   ขั้นที่ 1 การค้นหาคอนเทนต์ เริ่มต้นที่ ‘คอนเทนต์’ ทำหน้าที่เป็นจุดค้นพบสินค้า ครีเอเตอร์ เป็นผู้ทำให้สินค้าเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘ผู้ชม’ ขั้นที่ 2 สร้างความน่าเชื่อถือ โดยครีเอเตอร์ จะเข้ามาเสริมความน่าเชื่อถือและให้บริบทเพิ่มเติม เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคและมีแนวโน้มตัดสินใจซื้อ ขั้นที่ 3 แปลงสู่ปิดการขาย ผ่านช่องทางที่จับต้องได้อย่างลิงค์นายหน้าสินค้า (Affiliate Link) หรือ ร้านค้าโดยตรง   เธอ เสนอมุมมองว่า การมาของคอนเทนต์เอไอในช่วงที่ผ่านมา ยอมรับว่าสร้างความตื่นเต้นและดึงดูดความสนใจจากกลุ่มผู้ชมจำนวนมากในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเริ่มได้รับการพิสูจน์ว่า ผู้ชมต้องการรับชมเนื้อหา คอนเทนต์ ที่น่าเชื่อถือ และมาจากมนุษย์จริงมากกว่า   “ไม่นะนำสร้างช่องคอนเทนต์ที่ใช้เอไอ หรือแบบไม่โชว์ตัวตนของครีเอเตอร์จริง เพราะวันหนึ่งเทรนด์นี้จะหายไป แต่หากเป็น ‘Phygital Creator’  การผสมผสานระหว่างคอนเทนต์ทางกายภาพ และดิจิทัล เข้าไว้ด้วยกัน จะน่าสนใจและมีโอกาสมากกว่า”     แบรนด์ 74% พร้อมเติมงบครีเอเตอร์   สุวิตา เสริมว่าแนวทางดังกล่าวสำหรับครีเอเตอร์ไทย ยังเพื่อรองรับความต้องการแบรนด์สินค้า บริการ ราว 74% มีแนวโน้มเพิ่มงบประมาณสำหรับครีเอเตอร์ในปี 2570 นี้ ด้วยตอบโจทย์หลายด้านในคนเดียว ทั้งการเข้าถึงผู้ชม, การผลิตคอนเทนต์, การสร้างการพิจารณา ไปจนถึงปิดการขาย   เธอ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับงาน Thailand Influencer Awards 2026 ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘CREATOR PULSE-ชีพจรนำทางในยุคแห่งความซับซ้อนอันสร้างสรรคฺ’ พร้อมใช้ 5 เกณฑ์การตัดสิน 5 ด้าน ได้แก่ Creativity Storytelling Impact Personal Branding & Community Social Conscience   โดยงานฯ จัดขึ้นเพื่อสะท้อนความสำเร็จของครีเอเตอร์ แบรนด์ และเอเยนซี ซึ่งยังสะท้อนพัฒนาการของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ ไทยที่กำลังเชื่อมคอนเทนต์ ข้อมูล และ คอมเมิร์ซ ระหว่างกันมากขึ้น   ขณะที่การดำเนินงานของเทลสกอร์ ใน 9 ปีที่ผ่านมา มีส่วนร่วมสร้างโอกาสงานและรายได้ให้ครีเอเตอร์ไทยรวมกว่า 900 ล้านบาท พร้อมด้วยครีเอเตอร์ 1 แสนราย จำนวนกว่า 5000 คอนเทนต์และกว่า 2,500 คอนเท้นต์เพื่อสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนในช่วงแพร่ระบาด COVID-19   alt-x KEY TAKEAWAYS  สุวิตา จรัญวงศ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore ร่วมพันธมิตรจัดงาน Thailand Influencer Awards 2569 พร้อมกล่าวถึงการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สร้างสรรค์ (Creator Economy) โดยตลาดครีเอเตอร์ไทยกำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจาก 4 หมื่นล้านสู่ 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.5% ของมูลค่าตลาดโลกที่สูงถึง 46 ล้านล้านบาท ท่ามกลางการแข่งขันที่ซับซ้อน โดยกุญแจสำคัญของครีเอเตอร์ยุคนี้ คือ การสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อสร้างความแตกต่างและแข่งขันกับคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI  

September 18, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ คว้า EIA Monitoring Awards 2569 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจยั่งยืน

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ รับรางวัลสถานประกอบการ EIA Monitoring Awards 2569 ตอกย้ำความใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM รับรางวัลสถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 (EIA Monitoring Awards 2026) ประเภทดีเด่น จำนวน 7 โครงการ ได้แก่ ABP1, ABP2, ABP4, ABP5, ABPR3, ABPR4 และ BPLC1R ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างยั่งยืน การมอบรางวัลดังกล่าวจัดโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล โดยมี นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) นำทีมงาน บี.กริม เพาเวอร์ ขึ้นรับมอบรางวัลในครั้งนี้ นายสาโรช กล่าวว่า รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงนโยบายของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมตามที่กำหนดไว้ในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีการจัดการสภาพแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลสภาพแวดล้อมของชุมชนที่ตั้งอยู่รอบโครงการ ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

September 18, 2026 / 0 Comments
read more

TRUE x AWS เปิด AI FOR ALL HACKATHON 2026 แก้ 6 โจทย์ท้าทายประเทศไทย

EcoVative

TRUE  x AWS ขยายผลเชิงกลยุทธ์ เปิดโครงการ AI FOR ALL HACKATHON 2026 ดึงคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปเทรนทักษะระดับโลก แข่งสร้างโซลูชัน AI แก้ 6โจทย์ใหญ่ประเทศไทยในอนาคต    แก้ 6 โจทย์ใหญ่ท้าทายประเทศไทย โครงการฯ ขยายผลความร่วมมือระหว่าง เครือซีพี, อไรซ์ เวนเจอร์ส, ทรู และ AWS เพื่อนำ AI ไปแก้ปัญหาสำคัญ 6 ด้าน เช่น การศึกษา, SMEs, เกษตรกรรม, สุขภาพ, การเดินทาง และภัยพิบัติ เปิดกว้างทุกคน นับหนึ่งจากศูนย์ โครงการฯ รองรับคนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ไอที เพียงมีไอเดียก็สามารถเข้าร่วมเพื่อเรียนรู้การใช้ AI ประมวลผลเป็นโซลูชัน และผู้สร้างสรรค์จะได้ถือครองลิขสิทธิ์นวัตกรรม 100% ยกระดับทักษะ AI คนไทยสู่ระดับสากล  AWS สนับสนุนการฝึกอบรมและเครื่องมือ AI ขั้นสูง เพื่อยกระดับผู้ใช้งาน AI ในไทย จากระดับพื้นฐานที่มีมากถึง 90% ให้ขยับขึ้นสู่ระดับกลางและต่อยอดสร้าง MVP สู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ     ประเทศ ตันกุรานันท์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE เปิดเผยว่า หลังจากประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ระหว่าง เครือเจริญโภคภัณฑ์ | อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป | ทรู คอร์ปอเรชั่น |  Amazon Web Services (AWS)ในงาน ‘Thailand AI National Mission: AI เพื่อประเทศไทย เปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคน’ ไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ล่าสุดขยายผลสู่การเปิดตัวในโครงการแรก ‘AI FOR ALL HACKATHON 2026’   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง  ซีพี ส่งสัญญาณใหญ่ ดึง AWS สร้างระบบนิเวศเอไอ เปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยใน 5 ปีสู่เศรษฐกิจดิจิทัล   โดยโครงการฯ มุ่งนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาจริงครอบคลุม 6 กลุ่มโจทย์ระดับประเทศ ได้แก่   การศึกษาและทักษะแห่งอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เครื่องมือช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้อย่างเท่าเทียม SMEs และเศรษฐกิจท้องถิ่น โซลูชันช่วยวิเคราะห์ตลาดและลูกค้า ระบบเพิ่มประสิทธิภาพการขายและการดำเนินงาน เกษตรและอาหาร ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวางแผนการเพาะปลูก เพิ่มผลิตผลและรายได้ สุขภาพและสังคมสูงวัย เครื่องมือช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ ระบบสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ การเดินทางและเมืองอัจฉริยะ ระบบช่วยวางแผนการเดินทาง และความปลอดภัยบนท้องถนน การสร้างชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน ระบบแจ้งเตือนและสื่อสารข้อมูลในภาวะฉุกเฉิน เครื่องมือช่วยประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม ไฟป่า หรือภัยธรรมชาติ   “ทรู มองว่า 6 เรื่องนี้ จะเป็นความท้าทายหลักที่คนไทยทุกคนต้องเจอในอนาคต ที่จะต้องเร่งหาโซลูชั่นเพื่อรองรับ”   สำหรับโครงการ ‘AI FOR ALL HACKATHON 2026’ เปิดกว้างให้คนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เข้าร่วมสมัครพร้อมรับสิทธิ์เข้าฝึกอบรมทักษะ AI ขั้นสูงจากเครื่องมือต่าง ๆ ของ AWS พร้อมรับสนับสนุนด้าน AI Token เพื่อนำไปใช้ประมวลผลจริง พร้อมได้สิทธิ์ถือครองลิขสิทธิ์และนวัตกรรมแก่ผู้สร้างสรรค์ไอเดีย 100% เพื่อกระตุ้นให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์และการพัฒนาโซลูชันที่จับต้องได้     ประเทศ ย้ำว่า “โปรเจกต์นี้ รองรับคนไทยทุกคนอายุ 18 ปีขึ้นไปที่ไม่จำเป็นต้องเก่งไอที เพียงแต่เอาปัญหาที่อยากแก้ไข เอาไอเดียมาคุย แค่บอกเล่าโจทย์หรืออธิบายไอเดียให้ AI ฟัง ระบบก็สามารถปั่นออกมาเป็นโซลูชันได้ทันที แม้ผู้ที่ไม่เคยใช้ AI ก็สามารถเรียนรู้ได้ใน6 โจทย์นี้ เพียงแค่สมัครก็ได้เทรนเอไอระดับมืออาชีพจาก AWS แล้ว”   โดยหลังสิ้นสุดโครงการ FOR ALL HACKATHON 2026’ จะยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อการมีส่วนร่วมพัฒนาทักษะคนไทย ก้าวข้ามจากเวทีผู้ที่ไม่เคยมีความรู้ด้านเอไอ ไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต้นแบบขั้นพื้นฐาน หรือ MVP (Minimum Viable Product) เพื่อนำไปทดสอบตลาด รับข้อเสนอแนะจากผู้ใช้จริง และนำมาพัฒนารวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาสร้างจนสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นสตาร์ทอัพ และรับการสนับสนุนด้านทุนต่อไป   AWS เติมสกิลเอไอระดับโลกให้คนไทย     วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) Amazon Web Services (AWS) กล่าวว่าโครงการ ‘AI FOR ALL HACKATHON 2026’ ในประเทศไทยครั้งนี้  AWS  พร้อมนำเครื่องมือต่างๆ มาร่วมสนับสนุนพัฒนาทักษะให้กับทีมต่าง ๆ ตลอดเส้นทางให้กับผู้ร่วมแข่งขันทั้งการฝึกอบรม (Training) เทคโนโลยี อย่างครบวงจร เพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะด้านเอไอคนไทยในระดับมืออาชีพ   ทั้งนี้ จากผลวิจัยของ AWS พบช่องว่างการใช้งาน AI ของคนไทยกว่า 90% ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน (Basic) ขณะที่มีผู้ใช้ระดับสูง (Advanced) เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น โดยความท้าทายสำคัญในปัจจุบัน คือการผลักดันผู้ใช้งานให้ขยับขึ้นสู่ ‘ระดับกลาง’ (Intermediate) ให้ได้ในสัดส่วน 70% เมื่อเทียบกับกลุ่มพื้นฐาน   สำหรับโครงการ ‘AI FOR ALL HACKATHON 2026’ กำหนดระยะเวลาดำเนินการ ระหว่างเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้   โดยตลอดโครงการฯ ผู้เข้าร่วมจะได้รับการอบรมการประยุกต์ใช้ Generative AI และ Amazon Quick เพื่อพัฒนาและส่งผลงานรอบแนวคิด   จากนั้นคณะกรรมการจะคัดเลือก 20 ทีม เข้าสู่ค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ หรือ Bootcamp เพื่อพัฒนาต้นแบบด้วย Amazon Kiro พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนคัดเลือก 5 ทีมสุดท้าย ให้พัฒนาผลงานเชิงลึกต่อยอดเป็น MVP ด้วย Amazon Bedrock และนำเสนอในรอบชิงชนะเลิศ   สำหรับทีม ที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับเงินรางวัลรวมมูลค่า 500,000 บาท พร้อมโอกาสพัฒนาทักษะ รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ และสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรในระบบนิเวศด้าน AI   โดยเงินรางวัลรวม 500,000 บาท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ (Grand Prize) 250,000 บาท พร้อม Incubation Opportunity, AWS Certification Vouchers, Amazon Echo หรือ Kindle และ Media Exposure รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (1st Runner-up) 150,000 บาท พร้อม AWS Certification Vouchers และ Amazon Echo รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 (2nd Runner-up)  100,000 บาท พร้อม AWS Certification Vouchers

September 17, 2026 / 0 Comments
read more

ALP เปิดตัว OMEGA 1 Bangna คลังสินค้าหุ่นยนต์ ชูโมเดล Zero CAPEX

PRnounce

ALP เปิดตัว “OMEGA 1 Bangna” คลังสินค้าอัจฉริยะยุคใหม่แห่งแรกในไทย ครอบคลุมพื้นที่กว่า 260,000 ตร.ม. พร้อมระบบอัตโนมัติ AS/RS บนระเบียงเศรษฐกิจบางนา–EEC ชูโมเดล Zero CAPEX ดึงผู้ประกอบการใช้งานคลังสินค้าหุ่นยนต์โดยไม่ต้องแบกรับงบลงทุนเอง   บริษัท แอลลี่ โลจิสติกส์ พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Ally Logistic Property หรือ ALP) ผู้บุกเบิกด้านโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์อัจฉริยะระดับโลกจากเอเชีย เปิดตัว “OMEGA 1 Bangna” คลังสินค้าอัจฉริยะยุคใหม่ของประเทศไทย บนพื้นที่รวมกว่า 260,000 ตารางเมตร ในทำเลยุทธศาสตร์ระเบียงเศรษฐกิจบางนา–EEC ช่วยให้ภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงระบบจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติแบบครบวงจรได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระบบอัตโนมัติด้วยตนเอง   การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะความท้าทายในภาคโลจิสติกส์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งปัญหาการขาดแคลนแรงงานและความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการรับสินค้าภายใน 24 ชั่วโมง แม้ภาคธุรกิจจะเล็งเห็นว่าระบบอัตโนมัติคือหัวใจสำคัญต่อการดำเนินงานในอนาคต แต่หลายองค์กรยังคงชะลอการลงทุน เนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุนเงินลงทุนเริ่มต้นและข้อจำกัดด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบและบริหารจัดการระบบแบบครบวงจร ซึ่ง OMEGA ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว   นายชาลี ฉาง Co-Founder & CEO, Ally Logistic Property (ALP) กล่าวว่า “วันนี้อนาคตของธุรกิจโลจิสติกส์ไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่คลังสินค้ามากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และพร้อมรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ลูกค้าจึงไม่ได้มองหาเพียงอาคารหรือพื้นที่จัดเก็บสินค้า แต่กำลังมองหาโซลูชันที่สามารถนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยยกระดับการดำเนินงานได้จริง   เราเชื่อว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ในยุคต่อไปต้องสามารถเติบโตและปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับธุรกิจของลูกค้าได้ บทบาทของ ALP จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ แต่ต้องการเป็นพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยลงทุนในระบบ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ลูกค้าสามารถมุ่งเน้นกับธุรกิจของตนเองได้อย่างเต็มที่ และพร้อมขยายการดำเนินงานได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระการลงทุนระบบอัตโนมัติด้วยตนเอง ภายใต้แนวคิด We Invest, You Operate.”   ALP ขับเคลื่อนแนวคิดดังกล่าวผ่านโมเดลธุรกิจ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) โดย ALP จะเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการอาคาร ฮาร์ดแวร์ระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ ตลอดจนงานบำรุงรักษาทั้งหมด ขณะที่ผู้เช่าจ่ายค่าบริการตามการใช้งานจริงแทนการซื้อระบบ ช่วยให้ธุรกิจสามารถเริ่มปฏิบัติงานภายในคลังสินค้าอัตโนมัติที่สมบูรณ์แบบได้ทันที โดยไม่ต้องลงทุนในระบบชั้นวาง เครนหุ่นยนต์ หรือแบกรับระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานจากการลงทุนระบบอัตโนมัติแบบดั้งเดิม โซลูชัน OMEGA ทำให้การผสานระบบอัตโนมัติเข้ากับงานโลจิสติกส์กลายเป็นเรื่องง่าย อัจฉริยะ และยั่งยืน (Smart, Simple, Sustainable) ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการโดยไม่ต้องสร้างหรือบริหารโครงสร้างพื้นฐานเอง   ภาพรวมของ OMEGA 1 Bangna   พื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 260,000 ตารางเมตร รองรับพื้นที่จัดเก็บได้มากกว่า 160,000 ตำแหน่งพาเลท ก้าวขึ้นเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนทำเลยุทธศาสตร์ตามแนวระเบียงโลจิสติกส์ บางนา–EEC ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายแนวตั้งอัตโนมัติสูง 40 เมตร (AS/RS) เพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บสูงสุด และใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทุกตารางเมตรได้อย่างคุ้มค่า ระบบเครน AS/RS ความเร็วสูง: ปฏิบัติการได้เร็วกว่าการใช้รถโฟล์กลิฟต์และแรงงานคนถึง 3 เท่า พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับการปฏิบัติงานในคลังสินค้าทั่วไป ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ ALPOS: แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์กรรมสิทธิ์เฉพาะของ ALP ที่เชื่อมต่อระบบบริหารคลังสินค้า (WMS), หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มข้อมูลเดียวอย่างไร้รอยต่อ ออกแบบตามมาตรฐาน LEED Gold: มุ่งสู่การรับรองอาคารสีเขียวระดับสากล เพื่อส่งมอบพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืนสำหรับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างทุนระดับโลก   ALP ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจชั้นนำทั้งในไทยและระดับโลก ได้แก่ CapitaLand Investment Limited กลุ่มผู้จัดการการลงทุนในสินทรัพย์จริงชั้นนำระดับโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์, พฤกษา โฮลดิ้ง (Pruksa Holding) ในประเทศไทย, Cathay Life Insurance สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แห่งไต้หวันและพันธมิตรผู้ร่วมลงทุนหลักของ ALP และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแห่งชาติมาเลเซีย (EPF)   นอกจากนี้ ในปี 2022 ALP ได้ร่วมลงทุนในกองทุน CapitaLand SEA Logistics Fund ด้วยมูลค่าส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 400 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศไทย โดยตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ALP และพันธมิตรได้ลงทุนสะสมรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมจัดสรรเงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   OMEGA 1 Bangna มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย   OMEGA 1 Bangna ไม่ได้มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย โดย ALP เตรียมเปิดตัวโครงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะสำหรับบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมให้สามารถปฏิบัติงาน ดูแลบำรุงรักษา และบริหารจัดการระบบหุ่นยนต์และเทคโนโลยี Automation อัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูงและสามารถเติบโตไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของอุตสาหกรรม   “หลักการ Simple, Smart, Sustainable คือหลักการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังทุกสิ่งที่เราพัฒนา และ OMEGA 1 Bangna คือต้นแบบของแนวคิดดังกล่าว เราตั้งใจที่จะนำโมเดลนี้ไปต่อยอดยังทำเลยุทธศาสตร์สำคัญทั่วประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่พร้อมรองรับอนาคต และร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของภาคธุรกิจไปพร้อมกัน เพราะสำหรับเรา อนาคตไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอ แต่คือสิ่งที่เราสามารถเริ่มสร้างได้ตั้งแต่วันนี้” นายชาร์ลี กล่าวทิ้งท้าย   ปัจจุบัน OMEGA 1 Bangna เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจสอบถามข้อมูลและติดต่อเพื่อเช่าพื้นที่แล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและข่าวสารอัปเดตเกี่ยวกับโครงการได้ที่เว็บไซต์ www.alp.global/th หรือ Facebook: Ally Logistic Property Thailand

September 17, 2026 / 0 Comments
read more

การบินไทย จัดงาน THAI TALK โชว์กำไรควบขยาย 66 เส้นทางบินยุโรป-เอเชีย

PRnounce

การบินไทยจัดงาน “THAI TALK” ยกระดับประสบการณ์การเดินทางแบบไร้รอยต่อ  มุ่งสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารอย่างยั่งยืน   บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดงาน “THAI TALK” เพื่อนำเสนอแผนการดำเนินงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนแผนขยายเครือข่ายเส้นทางบิน โดยมี นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ร่วมเสวนา ณ สำนักงานใหญ่ การบินไทย   นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า การบินไทยได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก และประสบความสำเร็จในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและความสามารถในการทำธุรกิจ สะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาส 2 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาท   นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้วางแผนเพิ่มจำนวนเครื่องบินและปรับโครงสร้างฝูงบินให้มี 4 แบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบิน ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งที่นั่ง ระบบสาระบันเทิง รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร   นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ ระบุว่า ในตารางการบินฤดูหนาว ปี 2569/2570 ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ถึง 27 มีนาคม 2570 การบินไทยจะให้บริการรวม 66 เส้นทาง ครอบคลุมทั้งเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ   หนึ่งในเส้นทางใหม่คือ กรุงเทพฯ–ดานัง ประเทศเวียดนาม ให้บริการไป-กลับสัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน เริ่มวันที่ 1 ธันวาคม 2569 เพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้โดยสารทั้งกลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจ และรองรับความต้องการเดินทางระหว่างไทยและเวียดนามที่เพิ่มขึ้น โดยดานังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของเวียดนาม   พร้อมกันนี้ การบินไทยจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินในกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กรุงเทพฯ–เวียงจันทน์ และกรุงเทพฯ–ย่างกุ้ง เป็นสัปดาห์ละ 21 เที่ยวบินต่อเส้นทาง ขณะที่เส้นทาง กรุงเทพฯ–เสียมราฐ ให้บริการสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน   สำหรับเครือข่ายการบินสู่ยุโรป การบินไทยให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ–อัมสเตอร์ดัม สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน เพื่อรองรับการเดินทางระหว่างประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงการเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญในยุโรป พร้อมเพิ่มความถี่เส้นทาง กรุงเทพฯ–มิวนิก เป็นสัปดาห์ละ 10 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ–ซูริก เป็นสัปดาห์ละ 11 เที่ยวบิน และกรุงเทพฯ–ปารีส เป็นสัปดาห์ละ 14 เที่ยวบิน   ขณะที่ในเอเชีย การบินไทยจะกลับมาให้บริการเส้นทาง กรุงเทพฯ–เซี่ยเหมิน สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน สอดคล้องกับการขยายเครือข่ายและฝูงบิน เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกในการเดินทางแก่ผู้โดยสาร   นอกเหนือจากการขยายเครือข่ายบิน การบินไทยยังพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้โดยสารแต่ละกลุ่ม โดยนำเสนอ “Junior Sky Explorers” โครงการสำหรับเด็กและครอบครัวที่ผสานการเรียนรู้เข้ากับความสนุกในโลกการบิน ผ่านสื่อและกิจกรรมบนระบบสาระบันเทิงบนเครื่องบิน (In-flight Entertainment: IFE) ผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกจาก THAI Sky Shop รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มเด็ก เพื่อสร้างความผูกพันกับผู้โดยสารรุ่นใหม่ในระยะยาว   ด้านผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยว โปรแกรมท่องเที่ยวเอื้องหลวง Royal Orchid Holidays นำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวปากีสถานแบบเจาะลึก ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และประสบการณ์ท้องถิ่นที่ได้รับการคัดสรร เพื่อเชื่อมโยงบริการเที่ยวบินกับประสบการณ์ ณ จุดหมายปลายทางอย่างครบวงจร   การบินไทยเชื่อมั่นว่าการเชื่อมโยงเครือข่ายเส้นทางบินที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้โดยสาร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการบินไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและพันธมิตรทั่วโลก  

September 17, 2026 / 0 Comments
read more

‘แกร็บ’ เปิดสถิติครึ่งแรกปี69 ‘ไรเดอร์’พาร์ทไทม์พุ่ง 68% มิลเลนเนียล-Gen Z ยึดตลาด

BizKet

แกร็บ ชวนคนไทยใช้เวลาว่างร่วมขบวนการไรเดอร์ โครงการ ‘พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย’ เติมรายได้ฝ่าเศรษฐกิจชะลอ หลังเจอสถิติครึ่งแรกปี69 ชาวมิลเลนเนียล-เจน Z สมัครอาชีพเสริมผ่านแพลตฟอร์มโต 68%    ยอดคนขับหารายได้เสริมโต 68% แกร็บ ประเทศไทย เผยสถิติต้นปี 2569 มีคนขับและไรเดอร์พาร์ทไทม์เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า Gen Z และ Millennials ยึดฐานหลัก สัดส่วนคนขับส่วนใหญ่เป็นมิลเลนเนียล 44% และ Gen Z 42% โดยให้บริการเฉลี่ย 5 ครั้งต่อวัน หรือ 45 ครั้งต่อสัปดาห์ เจาะช่วงเวลาพีคและหัวเมืองใหญ่ ยอดให้บริการสูงสุดอยู่ในช่วง 18:00–22:00 น. โดยกระจายตัวหนาแน่นใน 5 พื้นที่เศรษฐกิจ อาทิ กรุงเทพฯ, ชลบุรี และภูเก็ต     จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้บริหารแพลตฟอร์มซูเปอร์แอปพลิเคชั่นแกร็บ (Grab) เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ที่ผ่านมา (มกราคม -มิถุนายน 2569) แพลตฟอร์มแกร็บ มีคนขับและไรเดอร์ที่หารายได้เสริมผ่าน Grab เติบโตขึ้นกว่า 68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า   สำหรับช่วงเวลาที่คนขับ-ไรเดอร์นิยมให้บริการเพื่อหารายได้เสริมผ่าน Grab มากที่สุด คือ   ในวันธรรมดา ระหว่าง 18:00 – 22:00 น. ในวันธรรมดา ในวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงเวลาเดียวกัน (18:00 – 22:00 น.) รองลงมาคือระหว่าง 10:00 – 14:00 น.   ขณะที่คนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมิลเลนเนียล Millennials (อายุระหว่าง 30 – 45 ปี) 44% และ Gen Z (20 – 29 ปี) 42% ซึ่งให้บริการเฉลี่ย 5 ครั้งต่อวัน หรือประมาณ 45 ครั้งต่อสัปดาห์   โดยกว่า 60% ของคนกลุ่มนี้เลือกให้บริการเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง (รับ-ส่งผู้โดยสารหรือจัดส่งสินค้า-อาหาร) ขณะที่อีกเกือบ 40% เลือกทำควบคู่ทั้งสองบริการเพื่อขยายโอกาสในการสร้างรายได้   นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้บริโภคใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นประจำ ในหัวเมือง 5 จังหวัดที่มีคนขับ-ไรเดอร์กลุ่มนี้มากที่สุด คือ   กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา   ขณะที่แนวโน้มดังกล่าว สอดคล้องสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันซึ่งคนไทยในกลุ่ม Gen Z และ Millennials หันมาทำอาชีพเสริมควบคู่ไปกับงานประจำหรือที่เรียกว่าเทรนด์ ‘Side Hustle’ เป็นจำนวนมากขึ้น ทั้ง งานฟรีแลนซ์ การขายสินค้าออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์บนโลกโซเชียล หรือให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล   “เทรนด์ดังกล่าว ยังขยายไปยังกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่มีเวลาว่างและต้องการหารายได้เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว โดยยังคงให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและอิสระในการใช้ชีวิต”   จันต์สุดา กล่าวว่า แกร็บมุ่งนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อสร้างโอกาสและขยายการเข้าถึงรายได้ให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยไม่จำกัดเพศ วัย อาชีพ หรือระดับการศึกษา โดยทุกคนสามารถเลือกให้บริการบนแพลตฟอร์มของเราได้ตามความถนัดและช่วงเวลาที่สะดวก   ล่าสุด แกร็บริเริ่มโครงการ ‘แกร็บ พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย’ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนระดับอาชีวศึกษา นักศึกษา รวมถึงผู้มีงานประจำที่มีเวลาว่าง ได้มีทางเลือกในการหารายได้ โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน หรือบุคลากรทางการศึกษา ที่สามารถใช้เวลาว่างนอกเวลาราชการหรือในวันหยุดหารายได้เพิ่มเติม ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร หรือจัดส่งอาหาร-สินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว   อริสา หล่อทองไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บ ได้นำร่อง ‘แกร็บ พาร์ตไทม์เพื่อคนไทย’ ผ่านการผสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เล็งเห็นประโยชน์ของแพลตฟอร์มดิจิทัลในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับบุคลากรในสังกัด อาทิ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก กองทัพอากาศ รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ   โดยแกร็บ ได้เดินสายจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้แบบฟาสต์ แทร็ค (Fast Track) พร้อมมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำเบื้องต้นในการให้บริการ รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์เสริมอื่นๆ อาทิ อุปกรณ์สนับสนุนการให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (เสื้อแจ็กเก็ตและกระเป๋าบรรจุอาหาร) การให้อินเซนทีฟพิเศษสำหรับ สำหรับคนขับใหม่ หรือไรเดอร์ที่สามารถให้บริการได้ตามเป้า เป็นต้น “โครงการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้คนไทยในกลุ่มเป้าหมายในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมเตรียมขยายผลโครงการฯ อย่างต่อเนื่องไปยังหน่วยงานอื่นในอนาคต

September 17, 2026 / 0 Comments
read more

Tinder เปิดตี้หมูกระทะ ชวนย้ายเดทจากหน้าจอสู่สนามจริงผ่านฟีเจอร์ใหม่ ‘Events’

Peace&Play

Tinder เปิดตัวฟีเจอร์ ‘Events’ ประเดิมปาร์ตี้ ‘หมูกะเทอ’ ชวนสายปัดย้ายความสัมพันธ์จากหน้าจอมาเจอหน้าจริง แก้ Pain Point คนอยากคุยแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง   Tinder แอปพลิเคชั่นหาคู่และเครือข่ายสังคมออนไลน​ระดับโลกต้นกำเนิดจากสหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาทำความรู้จักกับผู้บริโภคชาวไทยมาสักพักใหญ่ก่อนที่จะมาถึงจุดพีคสุดของแอปฯ ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19  จากช่องว่าง ‘ความเหงา’ เมื่อผู้คนต้องเว้นระยะห่างจากกัน แต่ยังให้ความสัมพันธ์เชื่อมต่อกันได้ผ่านแอปทินเดอร์พื้นที่ใช้ทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ ๆ ในช่วงเวลานั้น   แต่ในตอนนี้ เมื่อสถานการณ์กลับสู่โลกออฟไลน์ ความท้าทายการสร้างความสัมพันธ์ที่จะแมทช์และพร้อมปัดขวาได้ไม่ได้จบอยู่แค่บนหน้าจออีกต่อไป   ทำให้ Tinder กลับมาทำตลาดเชิงรุกด้วยฟีเจอร์ ‘Events’ และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 ก.ย. 2569  ที่มาพร้อมกิจกรรมเล็ก ๆ แต่สร้างอิมแพ็คใหญ่ในกลุ่มเป้าหมาย ร่วมเปิดประสบการณ์ผ่านกิจกรรม Tinder ‘หมูกะเทอ’ Party   ในโอกาสนี้ ทีม alternate-x ได้รับ Invitation Media Letter เข้าร่วมกิจกรรมฯ และเห็นกิมมิคหลายอย่างที่น่าสนใจซ่อนอยู่ในงานฯ สะท้อนแนวคิดสำคัญของ Tinder คือ การสร้างพื้นที่ให้คนได้ มาเจอกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน และเปิดโอกาสนำไปสู่การ คอนเน็กในชีวิตจริงๆ ให้ไปกันต่อ ด้วยตั้งใจให้ทุกความสัมพันธ์ ออกจากหน้าจอ มาสู่ประสบการณ์จริง และยังแก้ Pain Point สำคัญของการทำความรู้จักคนใหม่ อย่าง   “อยากรู้จัก แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง” “อยากเข้าไปคุย แต่ไม่รู้จะเปิดบทสนทนาอย่างไร” “Match แล้ว แต่จะพัฒนาไปสู่การเจอกันจริงได้อย่างไร?”   ด้วยเสียงในหัวเหล่านี้ของผู้ใช้แอปฯ ทำให้ Tinder หยิบมาสร้างเป็นฟีเจอร์ ‘Events’ ซึ่งเป็นพื้นที่ตรงกลางระหว่างโลกออนไลน์กับโลกจริง ที่เปิดโอกาสให้ คนที่อยากพบเพื่อนใหม่และเปิดโอกาสให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปต่อ ได้มาเจอกันในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยความกดดันของการเดตแบบจริงจัง   ‘หมูกระทะ’ ไปเจอ ‘หมูกะเทอ’   ต่อการหยิบเมนูหมูกระทะมาเป็นส่วนหนึ่งของในงานฯนี้ ยังสอดคล้องกับฟีเจอร์ ‘Events’ ของ ทินเดอร์  ที่ตีโจทย์การสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในแบบตรงไปตรงมา ที่ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการถามว่า ‘เราชอบกันไหม’  แต่อาจเริ่มจากการถามว่า ‘เอาหมูไหม?’ ด้วยการกินหมูกระทะเป็น กิจกรรมที่มีโอกาสแชร์ประสบการณ์ร่วมกันในตัวด้วยไวบส์ ที่หลากหลาย อย่าง ทุกคนต้องนั่งล้อมโต๊ะเดียวกัน รอหมูสุก ช่วยกันปิ้ง หยิบอาหาร แชร์เรื่องราว พูดคุย   ที่สำคัญคือ ‘โมเมนต์’ ที่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน   สิ่งเหล่านี้ช่วยลดความรู้สึกว่า ‘กำลังออกเดต’ แต่เปลี่ยนให้กลายเป็น การมาทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน ที่ทำให้  ‘Tinder’ หยิบเอา ‘หมูกระทะ’ มาเป็นธีมงาน งานTinder ‘หมูกะเทอ’ Party   ด้วยมองว่า ‘หมูกระทะ’ จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างบทสนทนา ลดความประหม่า และยังเปิดพื้นที่ให้เกิดเคมีลงตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งในงานฯ ยังมาพร้อมกิมมิค ร่วมสนุกบนโต๊ะหมูกระทะ  อย่าง   ‘ใจสั่งมาให้’ ใบสั่งอาหารที่สามารถส่งเมนูไปให้โต๊ะอื่นที่รู้สึกสปาร์ก พร้อมเขียนข้อความแนบไปด้วยได้ จำกัด 3 ใบต่อคน   Conversation Card การ์ดชวนคุยที่ช่วยเปิดบทสนทนาและความสัมพันธ์ระหว่างรอหมูสุก   ของหวานเติมความสัมพันธ์ เลือก ‘เจลลี่ใจเหลวเป้ว’ หรือ ‘ยักษ์มีคู่จังเยย’ เอามาแบ่งกินกับคนที่สปาร์กใจด้วย   กระทะฝากใจ Photo Booth ส่วน ‘ใคร’ ถ้ายังมึคู่กรณีให้ชวนปิ้ง ก็สามารถถ่ายรูปตัวเองไปแปะไว้บน ‘กระทะฝากใจ’ เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มารอบอื่นได้เห็นและอาจพบกันภายหลัง หมูกะทะ Gang กิจกรรมถ่ายภาพหมู่กับแก๊ง เก็บความทรงจำจากงาน พร้อม QR ที่เชื่อมกลับไปยัง Tinder Event   Love Lotto สุ่มโปรไฟล์คนในร้านกลับไปลุ้นทำความรู้จักต่อ พร้อมโอกาสลุ้น Tinder Gold   DJ Booth ‘Matching Playlist’ ที่สร้างบรรยากาศให้ผู้ร่วมงานได้ใช้เวลาร่วมกันหน้าเตาอย่างสนุกมากขึ้น   ด้วยในทุกกิจกรรมงาน Tinder ‘หมูกะเทอ’ Party จึงมีหน้าที่เดียวกัน คือ ทำให้ ‘การเริ่มคุยกับคนแปลกหน้า’ ง่ายขึ้น และปล่อยให้ที่เหลือจากนี้เป็นเรื่องของอนาคต 🙃   alt-x KEY TAKEAWAYS  Tinder เปิดตัวฟีเจอร์ ‘Events’ ชวนผู้ใช้งานก้าวออกจากหน้าจอมาสัมผัสประสบการณ์ความสัมพันธ์ในชีวิตจริง ประเดิมบรรยากาศ แบบเป็นกันเองด้วยปาร์ตี้ ‘หมูกะเทอ’ ใช้มื้ออาหารและกิจกรรมสนุกๆ ช่วยละลายพฤติกรรมในการเจอกันครั้งแรก สร้างพื้นที่ตรงกลางสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ๆ เปลี่ยนสถานะจากการ Match ออนไลน์ ให้กลายเป็นการเจอหน้าจริงแบบไม่เกร็ง

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

ฮุนได เล่าเรื่อง ‘เดอะแบก’ เปิดตัว STARIA Hybrid ชู Human-Centric Marketing

PRnounce

Hyundai เปลี่ยนเวทีเปิดตัว The new STARIA Hybrid ผ่านเรื่องราวของ “เดอะแบก” สะท้อนเทรนด์การตลาดที่เริ่มจากคน ไม่ใช่สินค้า   บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด เลือกนำเสนอ The new STARIA Hybrid รถ MPV ไฮบริด 11 ที่นั่ง หนึ่งเดียวในตลาด ผ่านเรื่องราวของครอบครัวไทยหลายเจเนอเรชัน ภายใต้สโลแกน “11-Seater Hybrid. Ready for Every Mission” จากแนวคิด “Mission to Everywhere” โดยหยิบอินไซต์ของกลุ่ม Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องดูแล ทั้งลูกและพ่อแม่สูงอายุในเวลาเดียวกัน มาเป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร   แทนที่จะเริ่มงานเปิดตัวด้วยตัวเลขสมรรถนะหรือเทคโนโลยีของรถ ฮุนไดเลือกถ่ายทอดภาพชีวิตจริงของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว ตั้งแต่ลูกที่มีกิจกรรมของตัวเอง พ่อแม่ที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงที่กลายเป็นสมาชิกสำคัญของบ้าน สะท้อนภาพของคนที่ต้องคอยดูแลและประสานความต้องการของทุกคน หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ “เดอะแบก” นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว The new STARIA Hybrid ครั้งนี้ เราไม่ได้เริ่มต้นจากการพูดถึงตัวเลขสมรรถนะหรือเทคโนโลยีของรถเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเริ่มต้นจากเรื่องราวของกลุ่มเป้าหมายของรถเรา เพราะเราเชื่อว่า รถครอบครัวที่ดี ควรเกิดจากความเข้าใจชีวิตจริงของผู้ใช้งาน ก่อนจะพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การเดินทางของทุกคนในบ้านได้จริง”   แนวคิดดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงที่ทำให้ผู้ชมเห็นบทบาทของรถในชีวิตจริง มากกว่าการรับรู้ผ่านสเปกเพียงอย่างเดียว โดยเชื่อมโยงฟังก์ชันต่าง ๆ ของ The new STARIA Hybrid เข้ากับการใช้งานของครอบครัวหลายเจเนอเรชัน ทั้งพื้นที่ห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง ประตูสไลด์ไฟฟ้า Smart Power Sliding Door เบาะ Premium Comfort Seat เทคโนโลยี Hyundai SmartSense และขุมพลัง Turbo Hybrid ที่ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า อัตราประหยัดเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร*   จาก Product Story สู่ Human-Centric Marketing   แนวทางการเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าหลายแบรนด์เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์และความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้บริโภค มากกว่าการสื่อสารคุณสมบัติของสินค้าเพียงอย่างเดียว กรณีของ Hyundai จึงไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “รถคันนี้มีอะไร” แต่เริ่มต้นจากคำถามว่า “ผู้บริโภคกำลังเผชิญอะไรอยู่ในชีวิต” ก่อนจะนำผลิตภัณฑ์เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการนั้น   Sandwich Generation: Consumer Segment ที่เติบโตตามสังคมสูงวัย เบื้องหลังแนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับเมกะเทรนด์สังคมสูงวัยของประเทศไทย โดยปัจจุบันประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 28-30% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลให้กลุ่ม Sandwich Generation หรือคนวัยทำงานที่ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่สูงอายุ กลายเป็นเซ็กเมนต์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการสำหรับครอบครัวยุคใหม่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง   เพื่อสะท้อนแนวคิดการแบ่งเบาภาระของ “เดอะแบก” ฮุนไดยังมอบ STARIA Hybrid Privilege Package มูลค่าสูงสุด 100,000 บาท** ครอบคลุมทั้งข้อเสนอด้านการเงิน การบำรุงรักษา การรับประกัน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของรถในระยะยาว ประกอบด้วย ลูกค้าปัจจุบันของฮุนได Hyundai Family รับส่วนลดเพิ่ม 20,000 บาท (1) อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.69% ดาวน์ 25% ผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน (2) ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี (3) ฟรี Hyundai Smart Care ครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร (4) ฟรี โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (5) ฟรี การรับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (6) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี (7)   สโลแกน “11-Seater Hybrid. Ready for Every Mission” จึงไม่ได้สะท้อนเพียงบทบาทของตัวรถ ที่พร้อมรองรับทุกภารกิจของครอบครัว แต่ยังรวมถึงความพยายามของฮุนไดในการช่วยแบ่งเบาภาระของคนที่ต้องดูแลทุกคนในบ้าน ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถ ไปจนถึงการใช้งานในระยะยาว   สามารถรับชมบรรยากาศการเปิดตัวแบบเต็มของ The new STARIA Hybrid ย้อนหลังได้ที่ Facebook Fanpage: Hyundai Thailand หรือ https://www.facebook.com/share/v/1JpYJG2xLX   หมายเหตุ: อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด จองและรับรถยนต์ภายในวันที่ 10 กันยายน – 31 ตุลาคม 2569    

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

OM SYSTEM เปิดตัว OM SYSTEM PEN ปั้น Photography Community

PRnounce

OM SYSTEM ขยับเกมการตลาดจาก Traditional Product Launch สู่ Creator-led Marketing ชู Authentic Storytelling และ Real-world Experience พร้อมปักหมุด Premium Imaging Brand รับการเติบโตของ Creator Economy และพฤติกรรมคนถ่ายภาพยุคใหม่     OM SYSTEM เดินหน้าบทใหม่ของธุรกิจ Imaging ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ในตระกูล PEN ซึ่งนับเป็น PEN รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ OM SYSTEM หลังการรีแบรนด์ พร้อมเผยทิศทางการเติบโตที่มุ่งขับเคลื่อนทั้งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และการสร้างระบบนิเวศของนักถ่ายภาพและคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผ่านกลยุทธ์ Community First Growth เชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภคผ่าน Creator Collaboration, Ambassador Program และประสบการณ์ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จริง     การเปิดตัว PEN รุ่นแรกภายใต้แบรนด์ OM SYSTEM จึงสะท้อนมากกว่าการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังเชื่อมโยงกับปรัชญาการพัฒนาระบบ Imaging ของ OM SYSTEM ที่มุ่งลดข้อจำกัดระหว่างผู้ถ่ายภาพกับประสบการณ์ที่ต้องการบันทึก ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงความคล่องตัวในการใช้งานและการพกพา ควบคู่กับการต่อยอดเทคโนโลยี Computational Photography และ AI-powered Imaging ในภาพรวมของแบรนด์ เพื่อสนับสนุนผู้ใช้งานตั้งแต่ผู้ที่เริ่มต้นถ่ายภาพไปจนถึงช่างภาพที่มีประสบการณ์     คุณวิวิก ฮันดู รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก – OM SYSTEM Asia Pacific กล่าวว่า “เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีทั้งความหลากหลายและโอกาสในการเติบโตสำหรับธุรกิจ Imaging สิ่งที่ OM SYSTEM ให้ความสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ที่รักการถ่ายภาพในแต่ละประเทศ เรากำลังพัฒนาบทบาทจากองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยการขาย ไปสู่แบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับ Community ผ่านกิจกรรมถ่ายภาพ การร่วมงานกับครีเอเตอร์ Ambassador Program และประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ในสถานการณ์จริง” จาก Product Marketing สู่ Community First Growth OM SYSTEM มองว่าแนวทางการตลาดของอุตสาหกรรมกล้องกำลังเปลี่ยนจากการสื่อสารที่เน้นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้าง Authentic Storytelling และ Creator-led Content ที่ผู้บริโภคสามารถเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงได้มากขึ้น ทิศทางการตลาดในระยะต่อไปจึงให้น้ำหนักกับ Real-world Product Experience, Community Engagement, User-generated Content และความสัมพันธ์ระยะยาวกับ Ambassador และ Creator โดยมี Photography Community เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้าง Engagement และความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการสื่อสารผ่าน Product Launch เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน OM SYSTEM ยังเดินหน้าการทำตลาดแบบ Social-first ควบคู่กับ Online Education และช่องทางสร้าง Engagement โดยตรงกับผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดในเอเชียแปซิฟิก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แคมเปญการตลาด Creator Partnership ตลอดจนกิจกรรมด้าน Community และ Product Education ให้สามารถนำแนวทางที่ประสบความสำเร็จไปต่อยอดในแต่ละประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สร้าง Premium Brand Positioning บนพื้นที่ที่แบรนด์มีจุดแข็ง อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Premium Brand Positioning ของ OM SYSTEM ในตลาด Imaging โดยเฉพาะกลุ่ม Wildlife, Birding, Nature, Adventure, Travel และ Outdoor Photography ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่ต้องการให้ช่างภาพสามารถออกไปสร้างสรรค์ผลงานได้ในหลากหลายสถานการณ์จริง ทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของตลาดกล้อง เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองกล้องเพียงในฐานะอุปกรณ์บันทึกภาพ แต่ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการพกพา ประสบการณ์ใช้งาน เทคโนโลยีที่ช่วยให้สร้างภาพได้ง่ายขึ้น และความสามารถในการนำภาพไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ คุณแอรอน ฮาริเวล ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และการขาย OM Digital Solutions Corporation กล่าวว่า “ทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ OM SYSTEM คือการสร้างสมดุลระหว่าง Innovation และ Usability เรารับฟังความคิดเห็นจากช่างภาพเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คล่องตัวและใช้งานได้จริง โดยไม่ละทิ้งคุณภาพของภาพ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีอย่าง Computational Photography และ AI กำลังเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับโลกของการถ่ายภาพ และจะมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ใช้ในอนาคต” Creator Economy เปลี่ยนสมการตลาด Imaging จาก Product-led สู่ Experience-led สำหรับ OM SYSTEM การเติบโตของ Creator Economy ยังทำให้บทบาทของแบรนด์ Imaging ต้องขยับจากการเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์ของผู้บริโภค การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จึงถูกออกแบบควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ให้ครีเอเตอร์และช่างภาพได้ทดลองใช้งานจริง พร้อมสร้างผลงานจากสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ที่หลากหลาย กรุงเทพฯ ถูกเลือกเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับ Content Creator Summit ครั้งนี้ ด้วยองค์ประกอบทั้ง Urban Landscape, Street Photography, Culture, Food, Architecture ตลอดจนพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสความหลากหลายของการถ่ายภาพผ่านกิจกรรม Hands-on และ Guided Content Creation ในสถานการณ์จริง ภายในงาน คุณแอรอน ฮาริเวล ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และการขาย จาก OM Digital Solutions Corporation ได้เปิดรายละเอียดของ OM SYSTEM PEN อย่างเป็นทางการ OM SYSTEM PEN กล้องรุ่นแรกในตระกูล PEN ภายใต้แบรนด์ OM SYSTEM นับตั้งแต่การเปิดตัวกล้องฟิล์ม PEN รุ่นแรกในปี 2502 กล้องตระกูล PEN ได้รับความนิยมจากผู้รักการถ่ายภาพมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกแบบที่มีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และรองรับการถ่ายภาพได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถ่ายภาพอย่างจริงจังไปจนถึงการบันทึกช่วงเวลาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน OM SYSTEM PEN ยังคงสานต่อแนวคิดดังกล่าวในรูปแบบกล้องดิจิทัลแบบเปลี่ยนเลนส์ได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานระบบ Micro Four Thirds ผสานดีไซน์แบบกล้องเรนจ์ไฟน์เดอร์เข้ากับช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมเพิ่มคุณสมบัติป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ เป็นครั้งแรกในกล้องตระกูล PEN ตลอดจนฟังก์ชันสร้างสรรค์ภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของ OM SYSTEM OM SYSTEM PEN เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สร้างสรรค์ภาพถ่ายได้อย่างหลากหลายตามแบบฉบับของกล้องเปลี่ยนเลนส์ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่หลงใหลและมีประสบการณ์ด้านการถ่ายภาพ หรือผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น ก็สามารถบันทึกและเพลิดเพลินกับการสร้างสรรค์ภาพได้อย่างมั่นใจ คุณสมบัติเด่นของ OM SYSTEM PEN ดีไซน์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้อยากพกพากล้องติดตัวไปทุกที่และถ่ายภาพได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมคุณสมบัติป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ รวมถึงช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ ฟังก์ชัน Colour & Monochrome Profile Control สำหรับสร้างโทนสีและภาพขาวดำที่มีเอกลักษณ์ในแบบฟิล์ม พร้อมเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ภาพได้ตามต้องการ ฟังก์ชัน Computational Photography ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการถ่ายทอดภาพถ่าย ที่ OM SYSTEM เราเชื่อว่าผู้สร้างสรรค์ทุกคนควรมีเครื่องมือที่ช่วยถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของตนเองได้อย่างเต็มที่  โดยไม่เพิ่มภาระในการพกพาหรือสร้างความยุ่งยากในการใช้งาน  OM SYSTEM PEN จึงได้รับการพัฒนาให้เป็นกล้องคู่ใจสำหรับทุกวัน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ  ต้องการพกพาอุปกรณ์ให้น้อยลง และเพลิดเพลินกับศิลปะแห่งการถ่ายภาพ ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย OM SYSTEM PEN OM SYSTEM PEN มีให้เลือกสองสี ได้แก่ สีเงินและสีดำ มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ราคา 33,990 บาท ชุดคิต ประกอบด้วยกล้อง PEN สีเงินหรือสีดำ พร้อมเลนส์ZUIKO DIGITAL 14-42mm F3.5-5.6 III สีดำ มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไปราคา 38,990 บาท OM SYSTEM เปิดตัวเลนส์ซูมมาตรฐาน M.ZUIKO DIGITAL 14-42mm F3.5-5.6 III M.ZUIKO DIGITAL 14-42mm F3.5-5.6 III เลนส์ซูมมาตรฐานภายใต้แบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้านการถ่ายภาพ OM SYSTEM  ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 28-84 มม. บนกล้องฟอร์แมต 35 มม. แม้จะได้รับการออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบา เลนส์ซูมมาตรฐานรุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการถ่ายภาพระยะใกล้ที่ได้รับการพัฒนายิ่งขึ้น โดยให้อัตราขยายภาพสูงสุด 0.53 เท่า เมื่อเทียบกับกล้องฟอร์แมต 35 มม. พร้อมความทนทานต่อสภาพอากาศอันยอดเยี่ยม ด้วยประสิทธิภาพการป้องกันละอองน้ำระดับ IPX1¹ และโครงสร้างป้องกันฝุ่น จึงเหมาะสำหรับการถ่ายภาพในหลากหลายสถานการณ์ เมื่อใช้งานร่วมกับกล้อง OM SYSTEM ที่มีคุณสมบัติป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ ผู้ใช้จึงสามารถพกพาออกไปถ่ายภาพได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องกังวลกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง คุณสมบัติเด่นของ M.ZUIKO DIGITAL 14-42mm F3.5-5.6 III เลนส์ซูมมาตรฐานขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา พร้อมประสิทธิภาพการถ่ายทอดรายละเอียดของภาพที่ยอดเยี่ยม ประสิทธิภาพโดดเด่นในการถ่ายภาพระยะใกล้ มีระยะโฟกัสใกล้สุด 0.13 เมตร ที่ช่วงมุมกว้าง ให้อัตราขยายภาพสูงสุด 0.53 เท่า เมื่อเทียบกับกล้องฟอร์แมต 35 มม ทนทานต่อสภาพอากาศด้วยประสิทธิภาพการป้องกันละอองน้ำระดับ IPX1¹ และโครงสร้างป้องกันฝุ่น ราคาและกำหนดการวางจำหน่าย                เลนส์ M.ZUIKO DIGITAL 14-42mm F3.5-5.6 III   มีกำหนดวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นไป ราคา 12,490 บาท   พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และพันธมิตรจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้ร่วมสัมผัสและทดลองใช้งานในสถานการณ์จริง   การเปิดตัว OM SYSTEM PEN จึงเป็นอีกก้าวที่สะท้อนทิศทางของ OM SYSTEM ในการเชื่อม Product Innovation, Creator และ Community เข้าด้วยกัน พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านประสบการณ์การถ่ายภาพที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากกว่าการสื่อสารเรื่องผลิตภัณฑ์เพียงมิติเดียว            

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

แสนสิริ เปิดตัว ‘บุราสิริ เวลล์’ 6 พันล้าน ปักธงยุทธศาสตร์ลักชัวรีเวลล์บีอิ้ง

PRnounce

แสนสิริ เปิดตัว “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” มูลค่า 6,000 ล้านบาท บ้านเดี่ยว ‘Luxury Well-Living’ แห่งแรก ติดถนนใหญ่ฝั่งขาเข้าเมืองไร้คู่แข่ง ในระดับราคา 23–50 ล้านบาท   แสนสิริ เปิดตัว “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” มูลค่าโครงการ 6,000 ล้านบาท ปักธงแลนด์มาร์กแรกใน “Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha” คอมมูนิตี้ที่อยู่อาศัย 142 ไร่ บนถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ฝั่งขาเข้าเมืองช่วงต้น พร้อมรีเฟรชแบรนด์ “บุราสิริ” ครั้งใหม่ สู่ Well-Living Residence ที่ตอบโจทย์สุขภาวะครบทุกมิติการอยู่อาศัย ย้ำแนวคิด ‘Sansiri WELL, WELL IN EVERY DAY’ ชีวิตดี รู้สึกดีได้ทุกวัน’ กับโปรดักต์แรก มาพร้อมดีไซน์ Tropical Retreat ส่งมอบนิยามการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะที่ดีในทุกมิติของชีวิตจริง ชูจุดเด่น “วิทยาศาสตร์สุขภาวะที่วัดผลได้จริง” บูรณาการสถาปัตยกรรมและ Landscape บำบัด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจตามมาตรฐานระดับสากล ไร้คู่แข่งในระดับราคา 23–50 ล้านบาท ช่วงราคาคุ้มค่า ติดถนนใหญ่ พร้อมยกระดับการอยู่อาศัยเพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่เหนือระดับในทุกมิติ ต่อยอดปรัชญา 40 ปี สู่ Community เพื่อ Well-Being ที่แท้จริง   บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีของไทย เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี แสนสิริยึดมั่นในการส่งมอบที่อยู่อาศัยภายใต้ปรัชญา “Constructing Life, Not Just Building” โดยเชื่อมั่นว่า “บ้าน” เป็นมากกว่าแค่โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม แต่คือพื้นที่สร้างความสุขและเป็นสินทรัพย์ที่ส่งต่อคุณค่าอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา แสนสิริประสบความสำเร็จในการพัฒนา Strategic Location มาแล้วกว่า 18 คอมมูนิตี้ มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท   และที่สำคัญแสนสิริ ได้ประกาศรีเฟรชแบรนด์ “บุราสิริ” ครั้งใหญ่ สู่แนวคิด ‘Well-Living Residence’ ยกระดับจากบ้านเดี่ยวสไตล์รีสอร์ทที่เน้นการพักผ่อน สู่บ้านที่ออกแบบโดยคำนึงถึงสุขภาวะในทุกมิติ ทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน ผ่านการออกแบบพื้นที่ ฟังก์ชัน และบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ส่งเสริม Well-Living อย่างรอบด้าน เพื่อให้บ้านไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และเติบโตไปพร้อมกับความสุขในระยะยาว และนี่คือเป้าหมายสำคัญของแบรนด์ไอคอนิกอย่าง “บุราสิริ” ที่เติบโตเคียงข้างลูกบ้านมานานถึง 20 ปี ตั้งแต่ปี 2549 ผ่านการดูแลและพัฒนามากว่า 20 โครงการ ด้วยมูลค่ารวมกว่า 48,500 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha คอมมูนิตี้ Well-being แห่งแรกของแสนสิริบนพื้นที่ 142 ไร่ เพื่อรองรับประมาณ 3 โครงการในอนาคต ที่จะพาคุณก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ห่างไกลจากความเร่งรีบ มลพิษ และความวุ่นวายจากภายนอก ทันทีที่คุณเลี้ยวรถข้ามเข้ามา โดยเรามองว่า Well-being คือ Basic Human Needs หรือปัจจัยพื้นฐานแห่งการอยู่อาศัยจริง ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและเวลาของครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง งานออกแบบของเราจึงบูรณาการอย่างไร้รอยต่อ ทั้ง Interior, Architecture และ Landscape เพื่อสร้างช่วงเวลาที่ดีในทุกๆ วัน หรือ‘Sansiri WELL, WELL IN EVERY DAY’ ชีวิตดี รู้สึกดีได้ทุกวัน’ ให้กับลูกบ้านทุกเจเนอเรชัน”   “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” นวัตกรรมบ้านเพื่อการเป็นอยู่ที่ดี ในดีไซน์ใหม่ Tropical Retreat และ Landscape ที่ถูกคิดมาเพื่อชีวิตสมดุลในทุกวัน   ภัคพริ้ง การุญ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแนวราบ และปัทมาวดี ดีซอน รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดเผยรายละเอียดว่า โครงการ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา THE FIRST LUXURY WELL-LIVING RESIDENCE ได้รับการรังสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “Tropical Retreat” สถาปัตยกรรมที่เปิดรับธรรมชาติ ทำงานร่วมกับบริบทแวดล้อมอย่างลงตัว เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีในทุกวัน โดดเด่นด้วย Façade บานระแนงไม้ พรางสายตาเพิ่มความเป็นส่วนตัว และลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้าน บนพื้นที่ประมาณ 65 ไร่ ประกอบด้วยบ้านเดี่ยว 4 แบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 245 – 430 ตร.ม. (4–5 ห้องนอน, 4–6 ห้องน้ำ, 3–4 ที่จอดรถ) ออกแบบฟังก์ชันพิเศษตอบโจทย์ Multi-generation Family อย่างลงตัว เช่น Double Volume Living, Courtyard กลางบ้าน และ Triple Master Bedroom   ไฮไลต์สำคัญด้านการออกแบบและความเป็นอยู่ที่ดีที่จับต้องได้จริง   Feature & Function ในตัวบ้านทุกหลัง: ยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยตั้งแต่โครงสร้าง โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ได้แก่ การออกแบบให้ลมธรรมชาติไหลเวียนผ่านตัวบ้าน หรือ CROSS VENTILATION, กระจก SMG ตัดแสงและลดรังสี UV, ผนังภายนอกสะท้อนความร้อน, ระบบกรองน้ำ Pre-filter ทั้งหลัง (Whole-House Pre-filter), สีทาภายใน Low VOC ปลอดภัยต่อระบบทางเดินหายใจ, โครงสร้าง Precast ป้องกันเสียงรบกวนภายนอก ตลอดจน Edible Garden แปลงปลูกพืชผักสมุนไพรพร้อมทานประจำบ้าน   Green Gateway & Buffer Zone กันมลภาวะ: สละพื้นที่ด้านหน้าโครงการกว่า 4 ไร่ครึ่ง เป็นทางเข้าและแนวกันชนสีเขียว ปลูกไม้ยืนต้น 80 ต้น ด้วยกลยุทธ์ Plant Layer Design 3 ชั้น (ไม้ใหญ่ Canopy, ไม้พุ่ม Mid-story, และไม้คลุมดิน Ground Cover) ช่วยดักจับฝุ่นและมลพิษได้กว่า 112 กก./ปี, ดูดซับคาร์บอน 760 กก./ปี, ผลิตออกซิเจนได้ประมาณ 20 ล้านลิตร/ปี และลดอุณหภูมิในโครงการลงได้ 2–4 องศาเซลเซียส   Sound Barrier ธรรมชาติ: จัดวางแนวม่านน้ำตกและน้ำพุร่วมกับแนวไม้ทึบ เพื่อสร้าง White Noise ธรรมชาติ ป้องกันเสียงรบกวนจากการจราจร   Biological Lake & พื้นที่ฟื้นฟูจิตใจ: บึงประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบรากพืชน้ำธรรมชาติ (คล้าน้ำ, พุทธรักษา, กกราชินี, เตยหอม) บำบัดและกรองน้ำโดยไร้สารเคมี เชื่อมสู่พื้นที่กิจกรรมกลางแจ้ง อาทิ Yoga Lawn, Sound Bath Healing, ทางเดินเพื่อสุขภาพ และ Pet Friendly Park ที่ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ (Sound of Little Creatures) เช่น นก กระรอก และผีเสื้อ   ทั้งนี้ หากมองในแง่มุมของแนวคิด Urban Design หรือกระบวนการจัดวางผัง ออกแบบ และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่างๆ ของพื้นที่อยู่อาศัย ทั้งอาคาร พื้นที่สีเขียว ถนน ทางสัญจร และธรรมชาติรอบตัว ให้ผสานกันอย่างกลมกลืนในระดับโลก เช่น เซ็นทรัลพาร์ก (New York), สิงคโปร์ หรือ The Peak (ฮ่องกง) จะเห็นได้ชัดเจนว่า การออกแบบพื้นที่ธรรมชาติที่ผ่านการคิดมาอย่างดี ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การทำงานอย่างเต็มที่กับ Landscape ของ “บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา” จึงไม่ใช่แค่ความร่มรื่น แต่คือ Functional Infrastructure โครงสร้างพื้นฐานเชิงฟังก์ชันที่คอยดูแลสุขภาพของคนในโครงการทุกวัน และเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ช่วยสร้าง Capital Gain ให้กับมูลค่าโครงการในระยะยาวอย่างแท้จริง     หนึ่งเดียวบนทำเลติดถนนใหญ่ช่วงต้น ไร้คู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ความโดดเด่นสูงสุดของ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา คือ โลเคชั่นติดถนนใหญ่ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า (กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ช่วงต้น) ฝั่งขาเข้าเมือง ซึ่งในรอบหลายปีที่ผ่านมาแทบไม่มีการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ติดถนนใหญ่ในฝั่งนี้ ทำให้การเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง พระราม 9, ศรีนครินทร์ และทางด่วนศรีรัช เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งยังรายล้อมด้วยคอมมูนิตี้มอลล์ชั้นนำ, โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ และกลุ่มโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ เช่น Wellington College (เพียง 3.5 กม.) และ Brighton College (เพียง 6.2 กม.)   นอกจากนี้ เมื่อวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีในย่านกรุงเทพกรีฑา โครงการเปิดใหม่ส่วนใหญ่ขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับราคา 40–100 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา กลายเป็นโครงการที่ “ไร้คู่แข่งโดยตรงในทำเลติดถนนใหญ่ช่วงต้น” ด้วยการวางช่วงราคาที่ 23–50 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการครอบครองบ้านเดี่ยวไซส์ใหญ่ ในสังคมคุณภาพ Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha บนพื้นที่ 142 ไร่ของแสนสิริ   โครงการ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา THE FIRST WELL-LIVING RESIDENCE พรีเซล 19-20 ก.ย.นี้ 69 ลงทะเบียนตอนนี้รับ VVIP Privilege 200,000* https://siri.ly/KK1Jd49        

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

เติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัวด้วยทริปพักผ่อนทั่วไทย ไปกับ แมริออท บอนวอย

PRnounce

ร่วมเปิดประสบการณ์ให้ทุกคนในครอบครัว พร้อมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของเมืองไทย ด้วยตัวเลือกการพักผ่อนที่หลากหลาย ตั้งแต่ทริปสบายๆ ใจกลางเมืองหลวง วันหยุดสุดคึกคักริมชายหาด ไปจนถึงการผจญภัยบนเกาะ     แมริออท บอนวอย โปรแกรมการท่องเที่ยวและเครือโรงแรมชั้นนำระดับโลกในเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีแบรนด์โรงแรมชั้นนำมากกว่า 30 แบรนด์ ขอเชิญชวนทุกครอบครัวมาร่วมผ่อนคลายและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว ณ จุดหมายปลายทางอันหลากหลายทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ทริปท่องเที่ยวแบบสบายๆ ในกรุงเทพฯ วันหยุดสุดสัปดาห์ที่หัวหิน ไปจนถึงการพักผ่อนบนเกาะสมุย หรือทริปริมชายหาดที่ภูเก็ตและเขาหลัก โดยทุกครอบครัวสามารถออกแบบการผจญภัยในแบบของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ     ทริปพักผ่อนใจกลางเมืองสำหรับทุกคนในครอบครัว ณ กรุงเทพมหานคร     โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โรงแรมสไตล์รีสอร์ทริมแม่น้ำเจ้าพระยานำเสนอห้องพักประเภทแฟมิลี่ สวีท ขนาดกว้างขวางถึง 70 ตารางเมตร เปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่และเด็กๆ ได้ผ่อนคลายอย่างสบายใจพร้อมชมทัศนียภาพอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมมอบความสะดวกสบายในการเดินทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของกรุงเทพฯ ด้วยบริการเรือรับ-ส่งไปยังไอคอนสยาม ศูนย์การค้าและไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำสุดอลังการ รวมถึงสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสิน นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำท่ามกลางสวนร่มรื่นให้ได้ผ่อนคลายในยามกลางวัน และห้องอาหารริมน้ำหลากหลายสไตล์ที่พร้อมสร้างความทรงจำอันมื้ออร่อยให้กับทุกคน โรงแรม เจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พร้อมยกระดับทุกการพักผ่อนด้วยการต้อนรับคุณหนูๆ อย่างอบอุ่นด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กภายใต้คอนเซปต์ เจดับลิว คิดส์ (JW Kids) รวมถึงคู่มือแนะนำกิจกรรมและบริการจัดห้องพักก่อนนอนสุดพิเศษ ขณะที่ห้องพักและห้องชุดสำหรับครอบครัว มอบพื้นที่กว้างขวางให้ทุกคนได้พักผ่อนร่วมกันอย่างลงตัว อีกทั้งยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก และสวน เจดับลิว การ์เด้นท์ (JW Garden) ที่มีกิจกรรมผ่อนคลายหลากหลายรูปแบบ ด้วยทำเลที่ตั้งระดับพรีเมียมใจกลางเมือง แขกผู้เข้าพักสามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง อย่างซีไลฟ์ แบงคอก อควาเรียม ได้เพียงไม่กี่นาที พิเศษด้วยโปรโมชั่น “Family Stay & Breakfast Escape” เริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารเช้า ณ เจดับบลิว คาเฟ่ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 8 ห้องอาหารของโรงแรม พร้อมลิ้มลองความอร่อยระดับมิชลินที่นิวยอร์ก สเต็กเฮาส์   วันหยุดพักผ่อนของครอบครัวใกล้กรุงฯ ริมชายฝั่งอ่าวไทย ขับรถจากกรุงเทพฯเพียงไม่นาน ทุกครอบครัวจะได้พบกับตัวเลือกรีสอร์ทตากอากาศริมชายฝั่งอ่าวไทย โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา โดดเด่นด้วยสระว่ายน้ำสไตล์ลากูนอันเป็นเอกลักษณ์ มอบพื้นที่กว้างขวางให้ครอบครัวได้ว่ายน้ำ เล่นสนุก และผ่อนคลายร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม Side by Side ที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและเด็กๆ ได้ทำกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน ขณะที่คิดส์ คลับ เป็นพื้นที่สีสันสดใสที่เต็มไปด้วยตารางกิจกรรมสร้างสรรค์แสนสนุก และชายหาดยาวเม็ดทรายเนียนนุ่มยังเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในการลงเล่นน้ำทะเล สำหรับแพ็กเกจ “Family Fun Getaway” ที่มอบห้องพักกว้างขวาง พร้อมสิทธิพิเศษเช็คอินก่อนเวลาหรือขยายเวลาการเช็คเอ้าท์ มื้ออาหารฟรีสำหรับเด็ก และอื่นๆ อีกมากมาย อีกหนึ่งตัวเลือกคือ เชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า ที่มอบพื้นที่ความเป็นส่วนตัวให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างคุ้มค่า พูลวิลล่าแบบสองห้องนอน ขนาด 376 ตารางเมตร เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ ครบครันด้วยระเบียงรับลมธรรมชาติ สระว่ายน้ำส่วนตัว และซุ้มคาบาน่า พร้อมบริการจัดส่งอาหารในวิลล่า ให้ครอบครัวได้ดื่มด่ำกับมื้ออาหารอันน่าจดจำในบรรยากาศส่วนตัว เพียงไม่กี่ก้าวจากห้องพัก แขกสามารถเดินเล่นและลงเล่นน้ำบนหาดทรายท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ โดยแพ็กเกจ “Hua Hin Escape” มอบสิทธิ์เข้าพักในพูลวิลล่าแบบสองห้องนอน พร้อมอาหารเช้าประจำวันและเครดิตรีสอร์ทเพื่อยกระดับการพักผ่อน   ทริปพักผ่อนริมชายหาดทางภาคใต้ของไทย   เปิดประสบการณ์การผจญภัยสุดประทับใจของครอบครัว ท่ามกลางฉากหลังอันงดงามของหมู่เกาะและชายฝั่งทะเลใต้ ณ เกาะสมุย เด็กๆ จะต้องตื่นตาตื่นใจไปกับหาดทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีฟ้าใส โรงแรมเชอราตัน สมุย รีสอร์ท ถ่ายทอดมนต์เสน่ห์แห่งเมืองร้อนด้วยกิจกรรมกลางแจ้งมากมาย เช่น ฟาร์มออร์แกนิกของรีสอร์ท ครอบครัวจะได้สัมผัสวิถีธรรมชาติ ชมการปลูกและการเก็บเกี่ยวผลผลิตสดๆ พร้อมร่วมคลาสเรียนทำอาหาร นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำ 2 แห่ง คิดส์คลับ ห้องอาหารที่หลากหลาย และกีฬาทางน้ำ ให้คุณได้เพลิดเพลินกับความสนุกสนานริมทะเลอย่างไม่รู้จบ ภายใต้แพ็กเกจ “Side by Side” วันหยุดของคุณจะสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยอาหารเช้าประจำวัน สิทธิพิเศษเช็คอินก่อนเวลาหรือขยายเวลาการเช็คเอ้าท์ บริการรถรับ-ส่งสนามบิน ของขวัญต้อนรับ มื้ออาหารฟรีสำหรับเด็ก และกิจกรรมสำหรับครอบครัว ภูเก็ต ไม่เพียงเป็นเกาะท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก แต่ยังเป็นสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา เด็กๆ จะได้สัมผัสพลังความร่วมมือของชุมชนในการปกป้องเต่าทะเลที่มาวางไข่ ณ หาดไม้ขาว ด้วยห้องพักและห้องสวีทที่ผ่านการแปลงโฉมใหม่ รวมถึงห้องพักติดสระว่ายน้ำและห้องพักพร้อมระเบียงส่วนตัว เติมเต็มความสุขด้วยคิดส์คลับและกิจกรรมสนุกๆ มากมาย โดยตั้งอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตเพียง 15 นาที จึงเป็นจุดหมายในฝันของทุกคนในครอบครัว โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถจองแพ็กเกจ “Family by JW Staycation” ที่มาพร้อมอาหารเช้าสำหรับทุกคน มื้ออาหารฟรีสำหรับเด็ก พร้อมกิจกรรมไฮไลต์อย่างทัวร์ชมสวน JW Garden และการเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเลอย่างใกล้ชิด โรงแรมเจดับบลิว แมริออท เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา ตั้งอยู่บนชายหาดอันงดงามของชายฝั่งอันดามัน โอบล้อมผู้มาเยือนด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์และการบริการระดับโลก ผ่อนคลายไปกับสระว่ายน้ำสไตล์ลากูน และเพลิดเพลินกับสวน JW Garden ขนาด 27 ไร่ พร้อมเป็นเวทีแห่งประสบการณ์ออร์แกนิก สร้างความสุขให้เด็กๆ ด้วยไฮไลต์สุดน่ารักอย่างการเสิร์ฟมะพร้าวสดๆ จากเรือไม้ พร้อมเติมเต็มการเรียนรู้ผ่านแนวคิด “Family by JW” ที่จะพาเด็กๆ ไปสัมผัสโภชนาการเพื่อสุขภาพ ผ่านคลาสเรียนทำอาหาร การรับประทานอาหารแบบ Farm-to-Table กิจกรรมปิกนิก และเกมล่าขุมทรัพย์สุดสนุก สำหรับแพ็กเกจ “Return to Paradise” มอบการพักผ่อนแบบ Full-Board ริมทะเลที่แสนสะดวกสบาย รวมอาหาร 3 มื้อต่อวัน เครื่องดื่มไม่อั้น 2 ชั่วโมงเต็มทุกยามบ่าย พร้อมสิทธิ์เข้าพักและรับประทานอาหารฟรีสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาการพักผ่อนในเมืองแบบไร้กังวล การท่องเที่ยวริมชายหาดที่สนุกสนานสำหรับทั้งครอบครัว หรือการผจญภัยบนเกาะที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ แมริออท บอยวอย คือคู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันพักผ่อนของครอบครัวในประเทศไทย พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากโปรโมชั่นระดับโลกที่ให้คุณสะสมคะแนนโบนัสได้สูงสุด 4,500 คะแนนต่อการเข้าพัก ลงทะเบียนตอนนี้ แล้วรับ1,500 คะแนนโบนัส เมื่อเข้าพักตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป ณ โรงแรมที่ร่วมรายการทั่วโลก และ รับเพิ่มอีก 3,000 คะแนนโบนัส เมื่อเข้าพักที่รีสอร์ตที่ร่วมรายการ สะสมคะแนนได้สำหรับการเข้าพักระหว่างวันที่ 22 กันยายน ถึง 22 พฤศจิกายน ลงทะเบียนได้ที่ www.marriottbonvoy.com/MoreAtResorts หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออท บอนวอย ในประเทศไทย โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.marriott.com

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

ลาซาด้า ชู ‘Beyond Commerce’ ผนึก Vogue ดันแบรนด์แฟชั่นโตพุ่ง 25 เท่า

PRnounce

ลาซาด้า 9.9 ชูแนวคิด ‘Beyond Commerce’ ผนึก Vogue ประเทศไทย เดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่ยกระดับแบรนด์แฟชั่น ต่อยอดแรงบันดาลใจสู่โอกาสทางธุรกิจ ดันแบรนด์ดาวรุ่งทุบสถิติยอดขายโตสูงสุด 25 เท่า   ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด ‘Beyond Commerce’ ผนึกกำลัง Vogue ประเทศไทย สื่อแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ทรงอิทธิพล เปิดตัวโปรเจกต์ ‘LazShade of Style Bangkok City’ นำเสนอ 5 เทรนด์แฟชั่นเอเชียที่สะท้อนตัวตนของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสปอตไลต์แบรนด์ไทยมากศักยภาพและแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมขับเคลื่อนเทรนด์เหล่านี้ภายใต้เมกะแคมเปญ 9.9 หนึ่งในมหกรรมช้อปปิ้งครั้งสำคัญของปี สร้างโมเมนตัมให้แบรนด์ที่เข้าร่วม ดันยอดขายแบรนด์ดาวรุ่งทุบสถิติเติบโตสูงสุด 25 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ   ความร่วมมือครั้งนี้ผสานอิทธิพลและความเชี่ยวชาญด้านแฟชั่นของ Vogue ประเทศไทยเข้ากับระบบนิเวศด้านอีคอมเมิร์ซ โซลูชันการตลาดแบบครบวงจร และฐานนักช้อปคุณภาพที่มีกำลังซื้อของลาซาด้า พร้อมต่อยอดแรงบันดาลใจจากเทรนด์สู่การยกระดับแบรนด์ ขยายการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และสร้างความชื่นชอบ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ สะท้อนบทบาทของลาซาด้าที่ก้าวไปไกลกว่าการเป็นเพียงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ สู่การเป็นพันธมิตรที่สร้างโอกาสให้แบรนด์ตลอดเส้นทางการช้อปของผู้บริโภค   แพลตฟอร์มที่เป็นจุดหมายของการ ‘ค้นพบ’ สิ่งที่ใช่   ในวันที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น การแข่งขันบนอีคอมเมิร์ซจึงไม่ได้วัดกันที่ราคา หรือจบอยู่ที่การทำให้ผู้บริโภคกดซื้อเพียงอย่างเดียว แต่กลายมาเป็นความสามารถของแบรนด์ในการสร้างการจดจำ ความชื่นชอบ และความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้บริโภค ตั้งแต่ช่วงที่กำลังค้นหาแรงบันดาลใจและพิจารณาตัวเลือกต่าง ๆ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ     รายงานของ E-commerce Influencer & Affiliate Marketing in Southeast Asia 2026 พบว่า ผู้บริโภค 7 ใน 10 คน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค้นพบสินค้าใหม่ผ่านมาร์เก็ตเพลสออนไลน์[1] ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้หลายช่องทางในการค้นหาและพิจารณาสินค้า โดยให้ความสำคัญกับข้อมูล ราคา รีวิว และความน่าเชื่อถือมากขึ้น[2] ซึ่งตอกย้ำว่าการช้อปออนไลน์ในปัจจุบันเริ่มจากการค้นพบสิ่งที่ตอบโจทย์ ทั้งในแง่ของฟังก์ชันและความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ คุณภาพที่เชื่อถือได้ หรือแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค   จาก Commerce สู่ ‘Beyond Commerce’   ความร่วมมือกับ Vogue ประเทศไทย เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ไฮไลท์ที่ลาซาด้าช่วยยกระดับแบรนด์ภายใต้คอนเซปต์ ‘LazShade of Style Bangkok City’ โดย Vogue ประเทศไทย ร่วมกับลาซาด้านำเสนอ 5 เทรนด์แฟชั่นเอเชียมาแรง ที่สะท้อนความหลากหลายของผู้หญิงเมืองยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโยงแต่ละเทรนด์เข้ากับแบรนด์และไอเทมที่ผู้บริโภคสามารถค้นพบและช้อปได้บนลาซาด้าเมื่อช่วงแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา     ความพิเศษของโปรเจกต์นี้คือการต่อยอดแรงบันดาลใจทางแฟชั่นผ่านการถ่ายแบบแฟชั่นเซ็ตใจกลางกรุงเทพฯ โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ชั้นนำอย่าง ‘มิ้ลค์ พรรษา’, ‘เดียร์น่า ฟลีโป’, ‘พั้นรักแมว’ และ ‘โยชิ รินรดา’ มาร่วมถ่ายทอดลุคของคนเมืองรุ่นใหม่ในสไตล์ที่แตกต่าง พร้อมดึงความสดใหม่ของแบรนด์ไทยดาวรุ่งอย่าง Endless Holiday, lookbooklookbook, FABRIQUE.CO, paloystudio และ SARIN ให้มาร่วมสร้างกระแสไปพร้อมกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Nike, PUMA, Crying Center และ VERAFIED เพื่อฉายสปอตไลต์ให้กับศักยภาพและความหลากหลายของแบรนด์แฟชั่นที่ร่วมขับเคลื่อนทิศทางแฟชั่นยุคใหม่   โปรเจกต์นี้ยังได้รับการต่อยอดผ่านการตลาดแบบครบวงจร ทั้งสื่อออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง และสื่อดิจิทัลนอกบ้าน รวมถึงการสร้างการมองเห็นผ่านช่องทางของลาซาด้าและ Vogue ประเทศไทย ตลอดจน LazLive และพื้นที่โปรโมตบนแพลตฟอร์มลาซาด้า โดยสถิติที่น่าสนใจในช่วงแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา แบรนด์และสินค้าที่เข้าร่วมโปรเจกต์สร้างผลลัพธ์โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ   ยอดเข้าชมสินค้าที่เข้าร่วมโปรเจกต์เพิ่มขึ้น 4 เท่า ยอดขายแบรนด์ดาวรุ่งทุบสถิติโตสูงสุด 25 เท่า ดึงดูดนักช้อปรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 35 เท่า ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนบทบาทของลาซาด้าในฐานะจุดหมายของนักช้อปที่มองหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และแบรนด์คุณภาพหลากหลายสไตล์ ขณะเดียวกันยังตอกย้ำศักยภาพของแพลตฟอร์มในการยกระดับแบรนด์และสร้างคุณค่าใหม่ พร้อมต่อยอดแรงบันดาลใจไปสู่โอกาสทางธุรกิจที่วัดผลได้   เมกะแคมเปญ 9.9 จุดประกายโอกาสใหม่ในการเร่งการเติบโตของแบรนด์   เมื่อผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงสินค้าราคาดีที่สุด แต่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่าที่เหมาะกับตัวเอง การเติบโตของแบรนด์ที่ยั่งยืนจึงอาจเริ่มจากการได้ ‘ถูกค้นพบ’ ในเวลาและบริบทที่ใช่ เมกะแคมเปญจึงมีบทบาทได้มากกว่าการเป็นช่วงเวลาแห่งโปรโมชั่น แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเร่งการเติบโต ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงนักช้อปจำนวนมากในช่วงที่มีความตั้งใจซื้อสูง   สำหรับลาซาด้า การสร้างโอกาสดังกล่าวจึงไม่ได้เริ่มต้นที่ปลายทางของการซื้อ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการรับรู้ ช่วยยกระดับให้แบรนด์ถูกค้นพบด้วยความรู้สึกที่ ‘ใช่’ เชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายที่มีรสนิยมและความสนใจสอดคล้องกัน ก่อนใช้โซลูชันการตลาดและเครื่องมือบนแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยเชื่อมความสนใจไปสู่การตัดสินใจซื้อ พร้อมขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจและต่อยอดสู่การเติบโตในระยะยาว        

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูไอดี ปั้นแบรนด์ใหม่ DOODi ลุยคอนเทนต์ครีเอเตอร์ รุก Digital Ecosystem Hub

PRnounce

ชอบดู ต้องดูดิ! ทรูไอดีเผยโฉมแบรนด์ใหม่ “DOODi by TrueID” ขนทัพคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ชั้นนำ เปิดภาคต่อ “CO CREATE THE SERIES” ย้ำภาพ Digital Ecosystem Hub พร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์พันธมิตร ร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์และแคมเปญ ต่อยอดสู่โอกาสธุรกิจ ทรูไอดีเดินหน้าย้ำภาพ Digital Ecosystem Hub ศูนย์กลางระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมคอนเทนต์ คอมมูนิตี้ และโอกาสทางธุรกิจ สานต่อ “CO CREATE THE SERIES” หลังประเดิมด้วย “ตาตั้ง by TrueID” แบรนด์ซีรีส์แนวตั้ง ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ล่าสุดเผยโฉม “DOODi by TrueID” เอ็นเตอร์เทนเมนต์แบรนด์ใหม่ กับสโลแกน “ชอบดู ต้องดูดิ” ชูการคัดสรรและร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์กับครีเอเตอร์ชั้นนำ ให้ผู้ชมค้นพบรายการและเรื่องราวใหม่ที่ตรงกับความสนใจ พร้อมต่อยอดคอนเทนต์สู่โอกาสธุรกิจผ่าน TrueID Advertising Solutions ที่ยกระดับบทบาทสู่พาร์ทเนอร์ร่วมสร้างสรรค์ เปิดให้แบรนด์พันธมิตรร่วมพัฒนาคอนเทนต์และแคมเปญกับ ครีเอเตอร์ ผสานศักยภาพด้านแพลตฟอร์ม ข้อมูล และเทคโนโลยีของทรูไอดี เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ DOODi by TrueID ประเดิมความสนุกด้วยทัพคอนเทนต์ วาไรตี้ออริจินัล จากเหล่าครีเอเตอร์ชั้นนำ อาทิ TRUE HAUNT เรื่องเล่าคืนหลอน, ป๋าเชียร์ เฮียเล่า, The Celebrities, ตัวตึงรุ่นจิ๋ว THE LITTLE MISSION, อังคารคลุมโปง THE MU CURSE, พุธทอล์คพุธโทร SHARED LOVE, MU TO GO, The Exclusive และ TechBiz Update พร้อมทยอยนำเสนอคอนเทนต์ใหม่ตลอดทั้งปี เพื่อให้ผู้ชมค้นพบความสนุกที่ตรงกับความสนใจ และมีส่วนร่วมกับครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบได้มากยิ่งขึ้น อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือทรูไอดี ต่อยอดการตลาดแบบครบวงจรผ่าน TrueID Advertising Solutions กับแนวคิด “Don’t Just Run an Ad. Be Part of the Story.” ชวนแบรนด์พันธมิตรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว โดยมีทรูไอดีเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมสร้างสรรค์ เชื่อมแบรนด์กับครีเอเตอร์ที่เหมาะสม เพื่อร่วมพัฒนาคอนเทนต์และแคมเปญที่ตอบโจทย์ผู้ชมและเป้าหมายทางธุรกิจ คุณวินท์รดิศ กลศาสตร์เสนี กรรมการผู้จัดการ ทรูไอดี กล่าวว่า “ทรูไอดีเดินหน้าด้วยหลักการ ‘สร้างโดยคนไทย เข้าใจคนไทย เพื่อประเทศไทย’ มุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทยที่ผู้ชม ครีเอเตอร์ และพันธมิตรธุรกิจเชื่อมั่นได้ ให้ความสำคัญกับการดูแลและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ การรักษามาตรฐานความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามข้อกำหนด PDPA ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ครีเอเตอร์และธุรกิจไทยเติบโตไปด้วยกัน” “จากตาตั้ง by TrueID ที่เปิดประสบการณ์ซีรีส์แนวตั้ง วันนี้ DOODi by TrueID จะเติมความหลากหลายด้วยคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ชั้นนำ พร้อมเปิดพื้นที่ร่วมพัฒนาผลงานใหม่ ขณะที่ TrueID Advertising Solutions จะเชื่อมแบรนด์เข้ามาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์และแคมเปญ เพื่อให้ผู้ชมได้รับความสนุกที่ตรงใจ ครีเอเตอร์มีโอกาสสร้างผลงานและรายได้ และแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายพร้อมสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้ ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเดินหน้าสู่ Digital Ecosystem Hub ผ่าน ‘CO CREATE THE SERIES’ โดยนำความเข้าใจผู้บริโภคไทยมาผสานกับแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และเครือข่ายการเข้าถึงในระบบนิเวศทรูและเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อเชื่อมคอนเทนต์ คอมมูนิตี้ และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน เราพร้อมเปิดรับครีเอเตอร์ เจ้าของคอนเทนต์ และแบรนด์พันธมิตร มาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่และขับเคลื่อนบทต่อไปของความบันเทิงไทย” นอกจากคอนเทนต์ที่หลากหลาย DOODi by TrueID ยังเพิ่มความสนุกผ่านกิจกรรม watch & earn และสิทธิประโยชน์ภายในระบบนิเวศ ให้ผู้ชมได้รับความคุ้มค่าควบคู่กับการติดตามคอนเทนต์ที่ชื่นชอบ สัมผัสความบันเทิงบทใหม่กับ DOODi by TrueID ได้แล้ววันนี้บน TrueID เพราะถ้า #ชอบดูต้องดูดิ ร่วมสร้างเรื่องราวและขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจไปกับ TrueID Advertising Solutions ในฐานะ Co-Creation Partner ติดต่อได้ที่ tid.advertising.team@truedigital.com

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

‘ซิกเว่’ ย้ำ ‘คิดใหม่’ หัวใจทรานส์ฟอร์มองค์กร พาทรู เจาะผู้บริโภคยุคเอไอ

PRnounce

โจทย์ใหญ่ผู้นำธุรกิจ ทรานส์ฟอร์มอย่างไรให้ทันกับการพัฒนาเทคโนโลยี โดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญอย่าง Generative AI ที่สามารถตอบคำถามคล้ายกับมนุษย์อย่างน่าทึ่ง จนล่าสุดกับการเปิดตัว GPT-6 Astra ของ OpenAI และ Claude Fable 5.1 ของ Anthropic ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันเหนือชั้นของ AI ทั้งในด้านการเขียนโปรแกรม การใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกัน พัฒนาการของเทคโนโลยีที่รวดเร็วเช่นนี้ ก็ได้นำคำถามมาสู่ผู้นำธุรกิจและพวกเราทุกคนว่า เราต้องติดสปีดให้เร็วเท่าใดถึงจะทันกับการพัฒนาของ AI ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง? เพราะเทคโนโลยีที่ดูเหมือนอยู่ในช่วงทดลองเมื่อ 6 เดือนก่อน อาจกลายเป็นสินค้าให้เราได้ใช้งานในเชิงพาณิชย์เพียงข้ามคืน ในขณะที่ การทรานส์ฟอร์มองค์กรกลับมีกระบวนการที่เป็นขั้นเป็นตอน กล่าวคือ ผู้นำกำหนดกลยุทธ์ คนในองค์กรนำไปปฏิบัติ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี และท้ายที่สุดจึงเกิดเป็นรูปแบบการดำเนินงานใหม่ ที่เป็นไปได้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ด้วยอัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น กระบวนการทรานส์ฟอร์มที่เป็นเส้นตรงเช่นนี้ไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนสำหรับองค์กรอีกต่อไป คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีกลยุทธ์ที่ถูกต้องหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า เราจะสามารถนำกลยุทธ์นั้นไปสู่การปฏิบัติได้เร็วเพียงพอ ก่อนที่เทคโนโลยีจะพัฒนาไปอีกขั้นหรือเปล่า เมื่อเทคฯ เปลี่ยนคุณค่าที่ลูกค้ามองหา ลองนึกถึงนาฬิกา ในอดีตอุปกรณ์ชิ้นนี้มีหน้าที่แค่บอกเวลา แต่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนข้อมือของเราให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสาร การติดตามกิจกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ลูกค้าไม่ได้เป็นคนร้องขอฟีเจอร์เหล่านี้ พวกเขาอาจนึกไม่ถึงว่าจะมีนวัตกรรมนี้เกิดขึ้น แต่เมื่อได้ลองสัมผัส สิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่าก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยีได้ขยายความเป็นไปได้ใหม่ๆ และกลายเป็นสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่าในอนาคต จากรายงานที่ศึกษาบทบาท AI ต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ เรื่อง Consumer for the Future 2026 โดย BCG พบว่า AI กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าในฐานะ “คู่คิด” (decision-making partner) โดยผู้บริโภคถึง 70% จะตัดสินใจซื้อสิ่งที่ AI แนะนำ สะท้อนถึงการขยายบทบาทของ AI ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงช่วยลูกค้าค้นหาข้อมูลอีกต่อไป แต่มันสามารถเข้าใจเจตนา เปรียบเทียบทางเลือก คัดกรองตัวเลือกนับพัน ประเมินความเข้ากันกับไลฟ์สไตล์ และแนะนำขั้นตอนต่อไปได้ภายในเสี้ยววินาที นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ มีอิทธิพลต่อสิ่งที่ลูกค้าค้นพบ พิจารณา และตัดสินใจมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือเหตุผลที่ซีอีโอไม่สามารถศึกษาเพียงแค่ความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีก้าวไปเร็วกว่านั้นมาก การเปลี่ยนแปลงนี้เรียกร้องให้เราก้าวข้ามการทำความเข้าใจลูกค้าตามกลุ่มเป้าหมายโดยรวม ไปสู่ความเข้าใจในบริบทและความต้องการเฉพาะบุคคลในระดับลึกและตามบริบทจริง ทรานส์ฟอร์มทั้งระบบ หลายองค์กรมีเป้าหมายในการประยุกต์ใช้ AI หลายแห่งกำลังนำเครื่องมือมาใช้และสร้างกรณีศึกษาการใช้งานจริง แต่การนำมาใช้ (Adoption) กับการทรานส์ฟอร์ม (Transformation) ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน องค์กรสามารถทำให้งานเดิมเสร็จเร็วขึ้นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานหลักของธุรกิจ นั่นเรียกว่าระบบอัตโนมัติ (Automation) ซึ่งมีคุณค่า อย่างไรก็ตาม ในบริบทแห่งยุค AI สิ่งนั้นไม่ใช่การทรานส์ฟอร์ม หัวใจของการทรานส์ฟอร์มในยุค AI คือ การออกแบบระบบการทำงานใหม่ โดยมี AI เป็นส่วนหนึ่งของระบบตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เป็นเพียงส่วนเสริมที่นำมาทับซ้อนในกระบวนการเดิม สิ่งนี้หมายถึง “การคิดใหม่” ว่าการตัดสินใจควรเกิดขึ้นที่ใด ข้อมูลจะไหลเวียนไปอย่างไร งานส่วนไหนยังคงต้องเป็นความรับผิดชอบของมนุษย์ และศักยภาพใหม่รูปแบบใดบ้างที่จะเกิดขึ้นจากการที่ AI เข้ามาเปลี่ยนขีดความสามารถขององค์กร ที่ทรู เรากำลังสร้างรูปแบบการดำเนินธุรกิจด้วย AI แบบครบวงจร (End-to-End AI Business Operating Model) เราได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI (AI Center of Excellence) เพื่อกำกับดูแลรูปแบบการดำเนินงานที่ชัดเจน ในการเชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี และการลงมือปฏิบัติ (Execution) เข้าด้วยกัน ทรูได้แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านข้อมูลและ AI (Chief Data and AI Officer) เพื่อสร้างความเป็นผู้นำ ความเป็นเจ้าของ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนให้เป็นศูนย์กลางของการทรานส์ฟอร์มด้วย AI ของเรา นอกจากนี้ เรายังดำเนินการทุกกรณีศึกษาของ AI ภายใต้กรอบการทำงาน Value Realization แบบรวมศูนย์ ซึ่งทำหน้าที่ระบุ จัดลำดับความสำคัญ และติดตามทุกโครงการ AI เพื่อเทียบกับมูลค่าทางธุรกิจที่วัดผลได้ มีการสร้างรากฐานข้อมูลเดียว (Single Data Foundation) เพื่อให้สามารถขยายผลการใช้งาน AI ด้วยข้อมูลที่สอดคล้องและเชื่อถือได้ เราเพิ่งเริ่มต้นการทรานส์ฟอร์มสายงานแบบครบวงจร (End-to-End Domain Transformation) โดยมีเป้าหมายไม่ใช่แค่การปรับปรุงงานแต่ละส่วนให้ดีขึ้น แต่เป็นการออกแบบการทำงานของทั้งระบบใหม่ ท้ายที่สุดนี้ กรอบปฏิบัติเรื่อง AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI Practical Framework) ได้ถูกผสานเข้าในรูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว โดยยึดบุคลากร ความไว้วางใจ และความรับผิดชอบเป็นศูนย์กลาง แปลงกลยุทธ์สู่พฤติกรรมและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม แม้รูปแบบการดำเนินงานที่ถูกออกแบบมาใหม่ ก็ยังคงเป็นเพียงทฤษฎี จนกว่าบุคลากรจะเริ่มมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จากประสบการณ์ของเรา การสร้างขีดความสามารถขององค์กรหมายถึงการผสานข้อมูลและระบบที่บริหารจากส่วนกลาง เข้ากับการกระจายอำนาจการตัดสินใจอย่างแท้จริง เราได้แบ่งตลาดออกเป็น Nano Clusters ประมาณ 6,000 กลุ่ม และกำลังพัฒนาบุคลากรที่เราเรียกว่า “Mini-CEOs” เพื่อให้พวกเขามีความเป็นเจ้าของพื้นที่ในตลาดของตนได้มากขึ้น การจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยมากกว่าแค่การปรับโครงสร้าง แต่ต้องติดอาวุธให้พนักงานด่านหน้าด้วยข้อมูลเชิงลึกที่จำเป็น ให้ความชัดเจนในสิ่งที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ มอบอำนาจที่แท้จริงในการตัดสินใจ รวมถึงทรัพยากรเพื่อลงมือทำจริงในพื้นที่ เพราะแม้ว่า AI จะสามารถระบุรูปแบบจากข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ แต่พนักงานที่ใกล้ชิดกับลูกค้าต่างหากคือผู้ที่มองเห็นบริบท มีวิจารณญาณ และสามารถลงมือปฏิบัติเพื่อแปลงความอัจฉริยะเหล่านั้นให้เกิดผลลัพธ์ในพื้นที่จริงได้ สองสิ่งนี้ไม่สามารถทำงานแยกจากกันได้ นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า ซีอีโอจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม (Chief Engagement Officer) ขับเคลื่อนทั้งองค์กรให้ยึดโยงกับเรื่องราว เพื่อเสริมพลังให้ทุกคนก้าวไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน     3 ปีของการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้คือ การจะทำให้คนเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ทำให้พวกเขาเปลี่ยน เราจำเป็นต้องสร้าง Burning Platform หรือประสบการณ์ที่จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็น กางแผนที่ให้เห็นตำแหน่งของดาวเหนือ (North Star) เพื่อให้พนักงานเห็นว่าองค์กรกำลังมุ่งหน้าไปทางใด และพวกเขาจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานอย่างไร การตัดสินใจซ้ำๆ จะกลายเป็นพฤติกรรม พฤติกรรมที่ทำซ้ำๆ จะกลายเป็นวัฒนธรรม และวัฒนธรรมจะสะท้อนออกมาเป็นผลลัพธ์ในท้ายที่สุด     การพัฒนาของโมเดล AI รุ่นล่าสุด ได้ย้ำเตือนเราว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไปอาจมาถึงก่อนที่การทรานส์ฟอร์มรอบปัจจุบันจะสำเร็จ สำหรับผู้นำธุรกิจ นั่นหมายความว่า เราไม่สามารถมอง ‘Execution’ เป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายของกลยุทธ์ได้อีกต่อไป เพราะแท้จริงแล้ว Execution คือขีดความสามารถที่ช่วยให้ตัวกลยุทธ์เองสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงได้

September 16, 2026 / 0 Comments
read more

ซันโทรี่ ลุยเพาะรักษ์น้ำปีที่ 3 ขยายผลฟื้นฟูป่าสู่พื้นที่สีเขียวเมือง

PRnounce

ซันโทรี่สานต่อโครงการ “เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ขยายผลการฟื้นฟูสู่ “พื้นที่สีเขียวในเมือง” เสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน   บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสานต่อโครงการ “เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต” เป็นปีที่ 3 โดยผนึกกำลังภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่งเสริมความตระหนักว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน จากจุดเริ่มต้นในการฟื้นฟูป่าชุมชนในจังหวัดชลบุรี บริษัทฯ ได้ขยายแนวคิดการดูแล “น้ำและป่า” เข้าสู่บริบทของเมือง ชวนให้เห็นว่าแม้อยู่ใจกลางมหานคร ธรรมชาติก็ยังมีบทบาทสำคัญทั้งต่อการบริหารจัดการน้ำ การลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยในปีนี้ บริษัทฯ ต่อยอดจากการฟื้นฟูป่าชุมชนสู่การฟื้นฟู “พื้นที่สีเขียวในเมือง” ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ชุ่มน้ำในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานคร โดยกิจกรรมครั้งนี้มีผู้บริหารและพนักงานอาสาสมัครของซันโทรี่กว่า 60 คน ร่วมกับภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และภาคเอกชน ได้แก่ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Centre หรือ EEC) พร้อมด้วยคณะครู และนักเรียนจากชุมชนเขตคลองเตย รวมทั้งสิ้นกว่า 80 คน ร่วมลงพื้นที่เพื่อดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังขยายผลการสร้างคุณค่าให้สังคม ด้วยการมอบเครื่องทำน้ำเย็นให้แก่โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ สำนักงานเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด ส่งเสริมสุขอนามัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียน คุณครู และชุมชนโดยรอบสวนเบญจกิติ   นายโอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต’ สะท้อนค่านิยมหลักของซันโทรี่ทั้ง ‘Growing for Good’ (การเติบโตอย่างยั่งยืน) และ ‘Giving Back to Society’ (การตอบแทนกลับคืนสู่สังคม) ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดย ‘Growing for Good’ สะท้อนความเชื่อว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าและพื้นที่สีเขียวมีบทบาทสำคัญในการปกป้องแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ ‘Giving Back to Society’ มุ่งสนับสนุนให้พนักงานร่วมสร้างคุณค่าแก่สังคม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมศักยภาพชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ต่อยอดการดำเนินโครงการจากการฟื้นฟูป่าชุมชนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สู่การฟื้นฟู ‘พื้นที่สีเขียวในเมือง’ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างมากขึ้น และสะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์ป่า น้ำ และสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินควบคู่กันอย่างครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ สำหรับซันโทรี่ ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่คือการสร้างความร่วมมือ แรงบันดาลใจ และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการดูแลป่า น้ำ และสิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นต่อไป” นางสาวศศิวรรณ วงศ์ศิริประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนรุกขกรรมและตกแต่งภูมิทัศน์เมือง สำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ในฐานะหน่วยงานภายใต้สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบนิเวศเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กิจกรรม ‘เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต’ ปีที่ 3 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันดูแลและเพิ่มคุณค่าของพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ เรายินดีสนับสนุนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับทุกคน”   นายอเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education Centre หรือ EEC) กล่าวว่า “การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ โดยกิจกรรม ‘เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต’ ปีที่ 3 ได้ออกแบบการเรียนรู้ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ ‘เรียนรู้คุณค่าของน้ำ’ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของแหล่งน้ำและความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ‘บำรุงดิน ดูแลต้นไม้’ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพดินและสุขภาพต้นไม้ และ ‘เพาะกล้า สร้างพื้นที่สีเขียว’ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ดินและเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ความเชื่อมโยงระหว่าง น้ำ ดิน ต้นไม้ และพื้นที่สีเขียว พร้อมปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและอาสาสมัครนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในชีวิตประจำวัน องค์กร และขยายผลสู่สังคมในวงกว้างอย่างยั่งยืน” โครงการ “เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต” เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2567 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างป่าและแหล่งน้ำ ผ่านกิจกรรมฟื้นฟูป่าในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานของบริษัทฯ โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา มีพนักงานจิตอาสา นักเรียน ครู สมาชิกชุมชน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้าร่วมเกือบ 200 คน ก่อนต่อยอดการดำเนินงานในปีที่ 3 จากการฟื้นฟูป่าชุมชนต้นน้ำสู่ “พื้นที่สีเขียวในเมือง” ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมในบริบทเมือง ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และชุมชน ทั้งนี้ การดำเนินโครงการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินงานภายใต้ค่านิยม “Growing for Good” และ “Giving Back to Society” เพื่อสร้างคุณค่าร่วมแก่สังคม สิ่งแวดล้อม และคนรุ่นต่อไปผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงานและภาคีเครือข่ายอย่างยั่งยืน

September 15, 2026 / 0 Comments
read more

โก โฮลเซลล์ เปิดบริการ ‘Web Ordering’ รับเทรนด์โชห่วยรุ่นใหม่ติดจอ ‘กดสั่งมาส่ง’

EcoVative

‘โก โฮลเซลล์’ เปิดบริการ Web Ordering เติมเทคโนโลยีโฮเรก้า-โชห่วย สู่ระบบปฏิบัติการร้านค้า ‘Commerce OS’ เจาะเจ้าของร้านรุ่นใหม่-ดันยอดใช้ออนไลน์เกินเท่าตัวปี 2570     ตอบโจทย์โชห่วยรุ่นใหม่ โก โฮลเซลล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดตัวระบบสั่งซื้อผ่านเว็บ รองรับพฤติกรรมร้านค้ายุคใหม่ที่เน้นสั่งง่าย ส่งไว ฟังก์ชันแยกหน้าที่ซื้อ-อนุมัติ ออกแบบให้ทีมงานเตรียมรายการสั่งซื้อผ่านคอมพิวเตอร์ และเจ้าของร้านกดอนุมัติงบผ่านสมาร์ทโฟนได้ทุกที่ ยกระดับสู่ Commerce OS เชื่อมโยงระบบการสั่งซื้อหลังบ้านทุกช่องทางเป็นระบบเดียว เพื่อความคล่องตัวในการบริหารสต็อกและต้นทุน   ริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้บริหารห้างค้าปลีก/ค้าส่งสมัยใหม่ โก โฮลเซลล์ (Go Wholesale) เปิดเผยว่า บริษัทต่อยอดธุรกิจด้วยกลยุทธ์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดตัว ‘Web Ordering’ ช่องทางสั่งซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์โก โฮลเซลล์ (https://gowholesale.store/ ) ภายใต้แนวคิด ‘สั่งได้ทุกจอ ธุรกิจไปต่อได้ทุกที่’ (Order from Any Device)   สำหรับบริการดังกล่าว เพื่อรองรับผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจบริการในยุคปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทั้งสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์พีซี เครื่อง POS หรืออุปกรณ์อื่นๆ มาอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจทั้งการสั่งซื้อสินค้า ตรวจสอบสต็อก เช็กยอดขาย เตรียมรายการสั่งซื้อสินค้า รวมถึงการอนุมัติค่าใช้จ่าย ตามความถนัดของแต่ละธุรกิจ   โดยบริการ Web Odering สั่งสินค้าได้ออกแบบและพัฒนาฟีเจอร์เพื่อตอบโจทย์การทำงานจริงของผู้ประกอบการทุกกลุ่มธุรกิจ ในกลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร และ บริการจัดเลี้ยง (Horeca)  รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดเล็ก  ซึ่งเน้นความสดและความคุ้มค้าของวัตถุดิบ   ขณะที่ จุดเด่นเว็บไซต์ ‘Web Ordering’  โก โฮลเซลล์ ยังแบ่งหน้าที่ชัดเจนระหว่าง ‘คนเตรียมของ’ โดยเป็นผู้ช่วยทีมงานจัดซื้อให้สามารถเตรียมรายการสินค้าและจัดลงตะกร้าผ่านคอมพิวเตอร์ ขณะที่ ‘คนตัดสินใจ’ คือ เจ้าของธุรกิจ/ร้านค้า จะสามารถตรวจสอบรายการ ควบคุมงบประมาณ และอนุมัติการสั่งซื้อผ่านสมาร์ทโฟนได้จากทุกที่ภายใต้คำสั่งซื้อเดียวกัน เพื่อช่วยระบบหลังบ้านทำงานคล่องตัวมากขึ้น   ริคาร์โด้ เสริมว่าบริการดังกล่าวของโกโฮลเซลล์ ยังสอดคล้องกับกระแสการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ที่เข้าสู่ยุคคอมเมิร์ซ โอเอส (Commerce OS) ระบบปฏิบัติการการค้าของแบรนด์ ที่หลอมรวมทุกช่องทางเป็นระบบเดียวกัน ไม่แยกส่วนเป็นมาร์เก็ตเพลส/ออฟไลน์/ออนไลน์ (Marketplace / Offline / Online) หรือ อื่นๆ  เหมือนในอดีต   โดยโก โฮลเซลล์ ได้นำเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งการใช้ข้อมูล (Data Driven) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) มาออกแบบเส้นทาง (Journey)ของผู้บริโภค มาเชื่อมโยงสู่การพัฒนาเว็บไซต์ โก โฮลเซลล์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมต่อทุกจุดสัมผัส (Touch Point) ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ดีขึ้น ลดการผิดพลาดสั่งซื้อสินค้าไม่ถูกต้อง   ทั้งนี้แพลตคฟอร์มดังกล่าว ยังเป็นโอกาสในการสร้างยอดขาย และความภักดีต่อแพลตฟอร์มก็สูงขึ้นตามไปด้วย และนำไปสู่ระบบนิเวศการสั่งซื้อระบบดิจิทัล (Digital Ordering Ecosystem) ที่ใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพในระบบหลังบ้านของทุกธุรกิจ   “โก โฮลเซลล์ วางเป้าหมาย Web Ordering จะเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจ และผลักดันให้จำนวนผู้ใช้งานออนไลน์เติบโตก้าวกระโดดมากกว่าเท่าตัวภายในปี พ.ศ.2570”   ฟีเจอร์ Web Odering ‘โก โฮเซลล์’   สำหรับเว็บไซต์ โก โฮลเซลล์ ยังออกแบบบริการ ฟีเจอร์ ต่างๆ เพื่อรองรับผู้ประกอบการธุรกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะ ได้แก่   AI-Powered Personalization การนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อ (Customer Journey) จากทุกช่องทางทั้งออนไลน์และหน้าสาขา เพื่อนำเสนอสินค้า โปรโมชัน และคูปองที่ตรงความต้องการของธุรกิจแต่ละกลุ่มแบบจำเพาะเจาะจง Smarter Reordering ฟีเจอร์ช่วยลดขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องซื้อซ้ำเป็นประจำ อาทิ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ของสด เครื่องปรุง บรรจุภัณฑ์ หรืออื่นๆ ช่วยให้การเติมสต็อกรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น Ecosystem of Benefits (คุ้ม 5 ต่อ) เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์รอบด้าน ประกอบด้วย ต่อที่ 1 สินค้าราคาพิเศษและสินค้า Own Brand คุณภาพสูง (A-Choice, SuperSave, ProSave) ต่อที่ 2 คูปองลดเพิ่ม (Coupon On Top) ต่อที่ 3 การสะสมยอดซื้อประจำเดือนผ่าน GO BONUS, ต่อที่ 4 การสะสมคะแนนร่วมกับ Ecosystem ที่กว้างขวางของ The 1 ต่อที่ 5 สิทธิประโยชน์และเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตพันธมิตรชั้นนำ โชห่วยไทยยุคใหม่ ปรับตัวแข่งดิจิทัล   ริคาร์โด้ กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจโฮเรก้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการต่างๆ เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการทำธุรกิจเล็กๆ สู่การทำธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี พร้อมสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่งมากขึ้น   โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการยุคใหม่ ต่างเร่งปรับตัว โดยนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วย และใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจทำงานได้เร็วขึ้น ลดความผิดพลาด ควบคุมต้นทุน   ขณะที่เทรนด์การทำอี-คอมเมิร์ซ ในปัจจุบัน มุ่งสู่การสร้างประสบการณ์ลูกค้าเพื่อเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างยอดขาย โดยนำ AI เข้ามาทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด (friction)   “จากเดิมที่ลูกค้าต้องไล่อ่านข้อมูลจำนวนมาก เปรียบเทียบเอง หรือเสี่ยงเลือกสินค้าผิด AI สามารถช่วยคัดกรอง สรุป และแนะนำทางเลือกที่เหมาะกับแต่ละคนแต่ละธุรกิจมากขึ้น”   alt-x KEY TAKEAWAYS  โก โฮลเซลล์ เปิดตัวบริการ ‘Web Ordering’ รับเทรนด์โชห่วยรุ่นใหม่และกลุ่ม Horeca ที่เน้นความสะดวกในแบบ ‘กดสั่งมาส่ง’ ชูจุดเด่นการใช้งานผ่านทุกอุปกรณ์ (Order from Any Device) พร้อมฟีเจอร์แยกบทบาทระหว่างผู้เตรียมรายการสินค้าและผู้กดอนุมัติงบประมาณ สอดรับกับทิศทางธุรกิจยุค Commerce OS ที่หลอมรวมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบหลังบ้านของผู้ประกอบการ

September 14, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS Thailand จัดแรลลี่ขอบคุณลูกค้ากลุ่มแรก พร้อมเปิดตัว LEPAS Care ลุ้นทริปพิเศษ

PRnounce

LEPAS Thailand จัดกิจกรรม “Elegance on the Road Rally” ขอบคุณลูกค้ากลุ่มแรกในไทย พร้อมเปิดตัวบริการ LEPAS Care และแคมเปญลุ้นทริปสุดพิเศษ LEPAS Thailand จัดกิจกรรม Rally สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Elegance on the Road Rally” ขึ้นเมื่อวันที่ 12–13 กันยายนที่ผ่านมา นับเป็นครั้งแรกของแบรนด์ในการพาลูกค้าออกเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน โดยมีคาราวานรถยนต์ไฟฟ้า 100% พรีเมียมรุ่น LEPAS L6 เข้าร่วมทริปถึง 36 คัน พร้อมลูกค้าและผู้ร่วมเดินทางกว่า 100 ท่าน บนเส้นทางจากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าสู่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อแทนคำขอบคุณอย่างจริงใจและร่วมเฉลิมฉลองการส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ เพื่อขับเคลื่อนความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า: การกระชับความสัมพันธ์อันอบอุ่น: สร้างพื้นที่คอมมูนิตี้ที่เหนียวแน่น เชื่อมความผูกพันระหว่างทีมงาน LEPAS Thailand และกลุ่มผู้ใช้งานจริงกลุ่มแรกอย่างใกล้ชิด การสร้างความมั่นใจในระยะยาวผ่าน “LEPAS Care”: ประกาศเปิดตัวบริการหลังการขายแบบครบวงจร ชูความพร้อมทั้งด้านการดูแลเชิงรุก ช่างผู้เชี่ยวชาญ และสต็อกอะไหล่สำรอง (Aftersales & Spare Part Readiness) เพื่อให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง การมอบสิทธิประโยชน์และแคมเปญพิเศษ: เปิดตัวกิจกรรมออนไลน์สำหรับเจ้าของรถ LEPAS L6 ในประเทศไทย ให้ได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลใหญ่ทริปเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแบบไป-กลับ จำนวน 3 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท ตลอดการเดินทาง 2 วัน 1 คืน ผู้ร่วมทริปได้สัมผัสสมรรถนะและความสะดวกสบายเหนือระดับของ LEPAS L6 ท่ามกลางบรรยากาศการเดินทางที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน เริ่มตั้งแต่จุดนัดพบรับอรุณ ณ คาเฟ่ Dawn To Dusk ก่อนเคลื่อนขบวนผ่านทัศนียภาพเลียบชายทะเลอันงดงามของสะพานชลมารควิถี และแวะเติมพลังด้วยมื้อกลางวันอาหารทะเลรสเลิศที่ร้านมุมอร่อย นอกจากประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียม กิจกรรมครั้งนี้ยังสะท้อนเจตนารมณ์ของแบรนด์ในการเติบโตเคียงข้างสังคมอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรม CSR ที่ทีมงานและลูกค้าร่วมแรงร่วมใจประกอบจักรยาน เพื่อส่งมอบให้แก่น้อง ๆ ณ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพัทยา โดยมีไฮไลต์พิเศษคือการปรากฏตัวของ Argos หุ่นยนต์สุนัขอัจฉริยะ AIMOGA นวัตกรรมสุดล้ำจาก Chery Group ที่มาร่วมวิ่งเล่น โชว์ความสามารถ และสร้างเสียงหัวเราะอย่างอบอุ่น ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนด้วยงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์สุดหรู ณ ห้อง Khram Ballroom โรงแรม Meliá Pattaya พร้อมพิธีมอบรางวัลและช่วงเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง LEPAS Thailand ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสานต่อความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพ นวัตกรรมล้ำสมัย และบริการหลังการขายที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด ตอกย้ำปณิธานการเป็นผู้นำด้านประสบการณ์การขับเคลื่อนที่สง่างามสำหรับผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/    

September 14, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม จัดมหาปรากฏการณ์แฟชั่นเซลล์แห่งปี ขนทัพแบรนด์ดังระดับโลกลดสูงสุด 90%

PRnounce

ไอคอนสยาม จัดงานมหาปรากฏการณ์แฟชั่นเซลล์แห่งปี “ICONSIAM Friends & Family Sale 2026” ขนทัพกว่า 22 แบรนด์ดังระดับโลก ลดสูงสุด 90% ระหว่างวันที่ 17 – 20 กันยายน 2569 ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการ ช้อปปิ้งระดับโลก จัดมหกรรมเซลล์ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “ICONSIAM Friends & Family Sale 2026” รวบรวมกว่า 22 แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำจากทั่วโลก มอบส่วนลดสุดพิเศษ ลดสูงสุด 90% ให้เหล่านักช้อปและแฟชั่นเลิฟเวอร์ได้เลือกช้อปไอเท็มคุณภาพจากแบรนด์โปรดในราคาสุดคุ้ม ตลอด 4 วันเท่านั้น ระหว่างวันที่ 17 – 20 กันยายน 2569 ณ ห้อง Meeting Room 1 -5 ชั้น 7 ไอคอนสยาม “ICONSIAM Friends & Family Sale 2026” ถือเป็นหนึ่งในที่สุดมหกรรมแฟชั่นเซลล์แห่งปี โดยไอคอนสยามจับมือกับแบรนด์ชั้นนำคัดสรรแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติที่ได้รับความนิยมจากนักช้อปทั่วโลกมารวมไว้ในที่เดียว อาทิ 3.1 Phillip Lim, Alexander Wang, American Eagle, Armani, Aveda, Camper, CK, Clarins, Club 21 Multi-Label, Coccinelle, Furla, Kate Spade, Keds, Kenneth Cole, Max Mara, Mulberry, Paul Smith, Rag & Bone, Rockfish Weatherwear, Sperry, Stella Mccartney, Three, Tommy และ Tommy Jeans เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ครบครัน ตอบโจทย์ทั้งสายแฟชั่น และผู้ที่มองหาไอเท็มคุณภาพในราคาสุดพิเศษ ภายในงานนักช้อปจะได้พบกับข้อเสนอพิเศษจากสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องประดับ และแอ็กเซสซอรีจากแบรนด์ดังที่ร่วมรายการ พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 90% เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของไอเท็มคุณภาพจากแบรนด์ระดับโลกในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าที่เคย พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM MEMBER ระดับ Black และ Gold รับสิทธิ์ช้อปสินค้าและไอเท็มจากแบรนด์ชั้นนำภายในงานก่อนใครในรอบ Exclusive Pre-Sale วันที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 10.00 – 12.00 น. และเปิดรอบ Public Sale ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไปต่อเนื่องถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มและสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM MEMBER ที่จัดขึ้นเฉพาะภายในงานเท่านั้น ได้แก่ ช้อปครบ 5,000 บาท แลกรับ SIAM Dining E-Gift Card มูลค่า 100 บาท* ช้อปครบ 20,000 บาท แลกรับ SIAM E-Gift Card มูลค่า 300 บาท* สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตยูโอบี และบัตร UOB Cash Plus รับสิทธิ์แบ่งชำระ 0% นาน 10 เดือน เมื่อซื้อ SIAM GIFT CARD มูลค่าใบละ 5,000 บาท* สำหรับสมาชิกใหม่ เพียงดาวน์โหลด ONESIAM SuperApp และลงทะเบียนสมัครสมาชิก รับ Cash Coupon มูลค่ารวม 500 บาท* (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 ร้านค้า หรือ 1 ใบเสร็จ เท่านั้น)*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เตรียมพบกับ “ICONSIAM Friends & Family Sale 2026” มหาปรากฏการณ์งานเซลล์แห่งปีที่รวมกว่า 22 แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลก มอบส่วนลดสูงสุด 90% ระหว่างวันที่ 17 – 20 กันยายน 2569 ณ ห้อง Meeting Room 1-5 ชั้น 7 ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONSIAM และ www.iconsiam.com

September 14, 2026 / 0 Comments
read more

Klook แก้ปม ‘REELationship’ เทรนด์คนไทยส่งคลิปเที่ยวแต่จบที่ทริปล่ม

Peace&Play

Klook ปิดช่องวางอินไซต์คนไทย  ‘REELationship’ ชอบส่งคลิปเที่ยวแต่จบที่ทริปล่ม เติมความครบบนแพลตฟอร์มชวนสายเที่ยว ‘หยุดดองแล้วจองเลย’สู่การเดินทางจริง เทรนด์ REELationship พฤติกรรมยอดฮิตของคนไทยที่นิยมส่งคลิปวิดีโอท่องเที่ยวให้กันในแชท LINE แต่สุดท้ายแผนกลับล่มไม่ได้ไปจริง ช่องว่างระหว่างคลิปกับการเดินทาง Mintel ชี้คนไทย 53% และ Gen Z ถึง 60% ใช้โซเชียลหาไอเดียเที่ยว แต่เจอปัญหาการเงินสะดุดทำทริปล่ม Klook เข้ามาแก้เพนพอยต์ ลดอุปสรรคทางการเงินและการวางแผน เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดูคลิปเที่ยวทิพย์ ให้กลายเป็นการออกเดินทางจริง Klook แพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน บริการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยว จองกิจกรรมออนไลน์ ระดับโลก เปิดรายงาน Digital 2026: Thailand โดย DataReportal ระบุว่า ณ เดือนตุลาคม 2568 ประเทศไทยมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียถึง 56.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 79.1% ของประชากรทั้งประเทศ และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 67.8 ล้านคน คิดเป็น 94.7% ของประชากร  เท่ากับว่าคนไทยแทบทุกคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และมีโอกาสเห็นคอนเทนต์ท่องเที่ยวผ่านหน้าฟีดแทบทุกวัน   ขณะที่แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่นไลน์ (LINE) ที่คนไทยมักตั้งกลุ่มเพื่อสนทนาสื่อสาร ยังเป็นช่องทางหลักที่ใช้ส่งต่อคลิปวิดีโอท่องเที่ยวให้เพื่อนและคนในครอบครัวแทบทุกวัน จากการส่งคลิปรีล หรือ TikTok เข้าไปในกรุ๊ปแชทครอบครัวหรือกรุ๊ปเพื่อน ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ทำได้ สะดวก และง่ายกว่าการ ‘เลิกดอง’ แผนการเดินทางจริง อีกด้วย   นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Mintel ยังพบว่า 53% ของคนไทยใช้โซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจด้านการท่องเที่ยวก่อนออกเดินทางจริง และตัวเลขนี้พุ่งสูงถึง 60% ในกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตมากับแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยตรง สะท้อนให้เห็นว่าการ ‘เสพ’ คอนเทนต์ท่องเที่ยวกลายเป็นพฤติกรรมปกติของคนไทยไปแล้ว ไม่ต่างจากการเสพคอนเทนต์บันเทิงประเภทอื่น  เพียงแต่ความฝันเหล่านั้นมักถูกเก็บไว้ ไม่ไปถึงปลายทางจริง เพราะการดูคลิปใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่การวางแผนการเดินทางจริงต้องใช้ทั้งเวลา เงิน และความร่วมมือจากคนอื่นอีกหลายคน   การเงินสะดุดทำ ‘ทริปล่ม’   Klook เผยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ การวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในกรุ๊ปแชท ที่ถูกเก็บไว้นานและไม่เคยเกิดขึ้นจริง มาจากปัจจัยหลัก ‘ภาระทางการเงินที่’ ของคนไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้   ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 86.8% ของ GDP ซึ่งแม้จะลดลงเล็กน้อยจาก 87.1% ในไตรมาสก่อน แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่าตัวเลขนี้จะยังคงสูงกว่า 80% ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ความยั่งยืนที่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) กำหนดไว้ และถือเป็นหนึ่งในระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดในเอเชีย   ทั้งนี้ จากภาระหนี้สูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างการท่องเที่ยว มักเป็นรายการแรก ๆ ที่ถูกตัดออกจากงบประมาณครัวเรือนเมื่อสถานการณ์การเงินตึงตัว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักต่อการชะลอหรือเลื่อนแผนการเดินทางท่องเที่ยวที่วางไว้ ออกไปอีก แม้จะยังมีความต้องการเดินทางอยู่ก็ตาม   นอกจากนี้ สอดคล้องผลสำรวจของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (TPSO) กระทรวงพาณิชย์ สำรวจคนไทยกว่า 6,266 คน  พบว่ากลุ่มที่ไม่มีแพลนเที่ยวช่วงปลายปี ให้เหตุผลหลักคือ   ปัญหาทางการเงิน (ราว 27%) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงเกินไป (ราว 24%)   ขณะที่ ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลในช่วงสงกรานต์ 2569 ที่สำรวจคนไทยกว่า 1,272 คน พบว่า 51.42% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมงดเที่ยวสงกรานต์เพื่อเก็บเงิน 55.66% ระบุว่าราคาน้ำมันมีผลต่อการตัดสินใจร่วมกิจกรรมสงกรานต์ และ 61.32% ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ นัดเพื่อนเมื่อพร้อมไม่มีอยู่จริง!   ขณะที่ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในกรุ๊ปแชทถูกพักหรือเลื่อนออกไปไม่มีกำหนดเมื่อถึงวันจองจริงคือ ‘การนัดคนให้ตรงกัน’   โดยผลสำรวจของ Klook ในเดือนสิงหาคม 2569 จากการสอบถามเชิงสัมภาษณ์นักท่องเที่ยวกว่า 2,725 คนใน 10 ประเทศ พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า คนที่รับบทเป็น ‘ตัวตั้งตัวตี’ วางแพลนเที่ยวเป็นกลุ่มให้เพื่อน ๆ มากกว่า 80% ต้องใช้เวลาจัดการมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อการเดินทางแต่ละครั้ง ทั้งการหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และตามความคืบหน้าของเพื่อนแต่ละคน   ขณะที่ ‘ตัวตั้งตัวตี’ นี้กลับเป็นคนที่ได้รับคำขอบคุณน้อยที่สุดในกลุ่ม สะท้อนให้เห็นว่าการประสานงานให้ทุกคนพร้อมไปด้วยกันจริง ๆ นั้นยากและเหนื่อยกว่าที่คิดมาก และเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ความคิดการวางแผนเดินทางในกลุ่มแชทมักถูกพักเก็บไว้ และไม่เคยเปลี่ยนสู่การออกเดินทางได้จริง ด้วยหลายครั้งที่ทริปการเดินทางที่วางไว้ ไม่ใช่เพราะไม่มีใครอยากไป แต่เป็นเพราะไม่มีใครอยาก ‘เป็นคนจัดการ’ ทั้งหมดด้วยตัวเอง   เปลี่ยนจากส่ง ‘Reel’  สู่จองเที่ยวจริง   อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มดังกล่าว ข้อมูลจาก Klook Travel Pulse 2569 ชี้ว่านักท่องเที่ยวไทยและอาเซียนได้รับอิทธิพลจากคอนเทนท์บนโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน  โดยนักท่องเที่ยวไทยมากถึง 52% ระบุว่าตัดสินใจจองการเดินทางโดยได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ส่วนนักท่องเที่ยวในอาเซียนกว่า 80% ได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์โซเชียลมีเดียเช่นเดียวกัน   จากปัจจัยดังเหล่านี้ Klook ได้เข้ามาปิด ‘ช่องว่าง’ ด้านงบประมาณการเดินทาง แรงบันดาลใจท่องเที่ยว และการจัดการวางแผนเดินทางเหล่านี้ ผ่านแพล็ตฟอร์ม Klook ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ ที่พัก กิจกรรม ไปจนถึงบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลก และโปรโมชันพร้อมตัวเลือกที่ยืดหยุ่นสำหรับทุกงบประมาณ เพื่อทำให้การจองการเดินทางเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นด้วยขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เมื่อ เห็นคลิปที่ใช่ ให้สามารถกดจองได้ทันที พร้อมเปรียบเทียบราคา ตรวจสอบโปรโมชัน และแชร์แผนการเดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังเพื่อนในกรุ๊ปแชทเดียวกันได้ เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรค ของคนไทย ที่ยังมีแรงบันดาลใจออกเดินทางท่องเที่ยว ที่เกิดขึ้นบนหน้าฟีด แต่ยังชะลอแผนท่องเที่ยวที่วางไว้ให้ไปสู่การเดินทางได้จริง ที่สอดคล้องกับงบประมาณที่วางไว้ การนัดเพื่อนให้ตรงกันโดยไม่ต้องแบกภาระไว้เพียงคนเดียว   พร้อมกันนี้ Klook ยังจัดแคมเปญ Klook Travel Fest เทศกาล ‘หยุดดองแล้วจอง Klook’ สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยเปลี่ยนจาก ‘REELationship’ ให้กลายเป็นการเดินทางที่ได้ไปจริงสักที โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Klook หรือในเว็บไซต์ https://www.klook.com/th/tetris/promo/travelth/   alt-x KEY TAKEAWAYS  Klook สะท้อนกระแส ‘REELationship’ ของคนไทย ที่นิยมแชร์คลิปวิดีโอท่องเที่ยวสั้นๆ ให้กันในกรุ๊ปแชทเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แม้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z กว่า 60% จะเสพคอนเทนต์เที่ยวเป็นประจำ แต่แผนเดินทางจริงกลับถูกดองและจบลงด้วยทริปล่มจากภาวะการเงินสะดุด ทำให้ Klook จึงขยับเข้ามาแก้ปมนี้ด้วยการสร้างโซลูชันการจองที่ง่ายและคุ้มค่า เพื่อเปลี่ยนคลิปวิดีโอบนหน้าฟีดให้กลายเป็นการเดินทางจริงในชีวิตประจำวัน

September 14, 2026 / 0 Comments
read more

Bitget สกัด 4 ปัจจัยกดบิตคอยน์-เผยหนี้สหรัฐพุ่งดันคริปโทเทียบชั้นทองคำ

EcoVative

เกรซี่ เฉิน’ บอสใหญ่ Bitget ถอดรหัส 4 ปัจจัยกดดันบิตคอยน์ ชี้หนี้สหรัฐพุ่งแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นตัวเร่งดึงนักลงทุนกระจายความเสี่ยงสู่คริปโทและทองคำ มีลุ้นราคายืนเหนือ 70,000 ดอลลาร์ฯ   ปัจจัยกดดันราคาบิตคอยน์ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์, บอนด์ยิลด์สหรัฐพุ่ง, สัญญาณเฟดคงดอกเบี้ยสูงใน Jackson Hole และโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม นโยบายสหรัฐหนุนความมั่นใจ กฎหมาย CLARITY Act ของทรัมป์ และการตั้งรับของ SEC/CFTC ช่วยสร้างแรงหนุนตลาดอย่างมีนัยสำคัญ หนี้สหรัฐ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นตัวเร่ง ภาวะเงินดอลลาร์ด้อยค่ากดดันให้นักลงทุนโยกเงินสู่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำและบิตคอยน์     เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าราคาบิตคอยน์ยังคงได้แรงกดดันจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ดังนี้   ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ฯ ที่พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี ถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ในการประชุมที่ Jackson Hole ว่าอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง ความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้     อย่างไรก็ตามหากเทียบผลตอบแทนกับสินทรัพย์อื่นๆแล้ว บิตคอยน์และตลาดคริปโท เช่น เมื่อเทียบกับทองคำ ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ดี โดยปัจจัยที่หนุนมาจาก   ความพยายามผลักดันกฎหมายจัดระเบียบคริปโท (CLARITY Act ) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การมีคำสั่งให้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่าง ก.ล.ต.สหรัฐ ฯ และ คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ของสหรัฐฯ (CFTC ) ออกกฎระเบียบด้านคริปโทของตัวเองออกมาในกรณีที่กฎหมาย CLARITY Act ไม่สามารถผ่านได้   “จากประเด็นเหล่านี้ได้สร้างความมั่นใจให้กับตลาดคริปโทอย่างมีนัยสำคัญ”   เกรซี่  กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ประเด็นหนี้สาธารณะสหรัฐฯพุ่งแตะระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ยังเป็นตัวเร่งให้นักลงทุนต้องกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเติบโตทดแทนการด้อยค่าของเงินดอลลาร์ได้นั่นคือทองคำและบิตคอยน์   ทั้งนี้ การที่เม็ดเงินลงทุนเป็นบวกสุทธิในกองทุน Bitcoin ETF แตะระดับ 3,500 ล้านดอลลาร์ในเดือนสิงหาคมซึ่งสูงที่สุดในปีนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่านักลงทุนสถาบันยังมั่นใจบิตคอยน์ มองว่าราคาบิตคอยน์ยังน่าจะสามารถยืนเหนือระดับ 70,000 ดอลลาร์ ได้   ขณะที่ อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาคือกลางเดือนนี้วันที่ 15 กันยายน จะมีการประชุมสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ ฯ เพื่อลงมติขั้นระเบียบวาระกฎหมาย CLARITY Act ถ้าหากผ่านจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด รวมถึงวันที่ 16 กันยายนจะมีการประชุมคณะกรรมการการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ถ้าหากยังคงดอกเบี้ยจะช่วยหนุนราคาบิตคอยน์ให้ไปต่อได้ โดยก่อนหน้านั้นยังมีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน ถ้าหากออกมาไม่สูงมากนักก็อาจทำให้ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย   โดยการที่ตลาดคริปโทเริ่มฟื้นขึ้นมายังส่งผลต่อปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มประเภท กระดานเทรดแบบรวมศูนย์ หรือกระดานเทรดที่มีคนกลางดูแล (CEX )โดยตั้งแต่กลางถึงปลายเดือนสิงหาคม ปริมาณซื้อขายรายวันดีดตัวขึ้นกว่า 2 เท่าจากจุดต่ำสุดของปี ขึ้นมาแตะระดับมากกว่า 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ภายในเวลาเพียง 5 วัน ช่วงที่ราคาบิตคอยน์ไปแตะระดับราคา 81,000 ดอลลาร์สหรัฐและคาดว่าปริมาณการซื้อขายขายทั่วโลกจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่ครึ่งปีแรกปริมาณการซื้อขายได้แตะจุดต่ำสุดในรอบกว่าสองปี   Bitget แผนตลาดโค้งท้ายปี’69   เกรซี่  กลาวว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว Bitget วางแผนรักษาส่วนแบ่งในตลาด โดยจัดแคมเปญเพื่อดึงนักเทรดทั่วโลกให้เข้ามาซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ปิดฉากแข่งขัน UEX Global Alpha Tournament (GAT) ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการจัดแข่งเทรดสินค้าการลงทุนทุกรูปแบบ ทั้งสินทรัพย์ดิจิทัล หุ้นโทเคน สินค้าโภคภัณฑ์, โลหะมีค่า, อัตราแลกเปลี่ยน, ดัชนีตลาดหุ้น ในรูปแบบอีสปอร์ต โดยตลอดการแข่งขัน มีนักเทรดเข้าร่วม 2,862 คนจากทั่วโลก มีปริมาณการซื้อขาย กว่า 8,000 ล้านดอลลาร์     “ตลอดปี 2026 Bitget ได้เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ( Multi-asset )อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้ใช้งานที่มีการลงทุนข้ามสายระหว่างตลาดคริปโท และตลาดการเงินดั้งเดิมเพิ่มมากขึ้นตามแนวคิดแพลตฟอร์มการซื้อขายสินทรัพย์แบบครบวงจร (Universal Exchange) ทำให้นักลงทุนจากสองโลกได้มีโอกาสกระจายความเสี่ยงและโอกาสการลงทุนมากขึ้น”     alt-x KEY TAKEAWAYS Bitget เผยบิตคอยน์ยังเผชิญแรงกดดันจาก 4 ปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ แม้ผลตอบแทนโดยรวมยังอยู่ในระดับดี นโยบายจัดระเบียบคริปโทฯ (CLARITY Act) ในสหรัฐฯ ช่วยสร้างความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ หนุนตลาดคริปโทฯ ให้มีเสถียรภาพมากขึ้น วิกฤตหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นตัวเร่งให้นักลงทุนโยกย้ายความเสี่ยงสู่บิตคอยน์และทองคำเพื่อรับมือการด้อยค่าของเงินดอลลาร์  

September 14, 2026 / 0 Comments
read more

‘เพาเวอร์บาย’ อยู่มา 30 ปี มองโจทย์ใหม่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ปรับตัวรับแรงซื้อยุค ‘AI

BizKet

เพาเวอร์บาย ครบรอบ 30 ปี ไปต่อในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีไลฟ์สไตล์ รับการมาของ ‘AI’ ในทุกพื้นที่ เข้าหากำลังซื้อยุคใหม่     ขยับใหญ่ในรอบ 30 ปี เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ปรับยุทธศาสตร์ยกระดับจากผู้ค้าปลีกสู่ ‘Technology & Smart Lifestyle Solutions Provider’ เข้าสู่ยุค AI Everywhere ดันสินค้ากลุ่ม AI Appliances, Smart Home และ IoT ตอบโจทย์การเปลี่ยนบ้านสู่ Smart Living Ecosystem ฉลองด้วยแคมเปญ Power Lucky จับมือพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำส่งโปรโมชั่นคะแนน X30 และลุ้นรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท ตอกย้ำความคุ้มค่า   เพาเวอร์บาย ร้านค้าปลีกพิเศษ (Specialty Store) กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด (ในเครือบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC  เปิดบริการสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ในปี 2539 ก่อนทยอยเติมไอเทมใหม่ ๆ เข้ามาเสริมทั้งอุปกรณ์สินค้าแก๊ดจ็ท อิเล็กทรอนิกส์ ไอที และคอมพิวเตอร์ ถึงในปัจจุบันปี 2569 นี้ ‘เพาเวอร์บาย’ มีอายุครบ 30 ปี และกำลังขยับใหญ่อีกครั้งทางธุรกิจ ในยุคที่เรียกว่า ‘AI Everywhere’   ต่อทิศทางนี้   ‘พัชราภรณ์ วรยิ่งยง’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด มองว่า การทำธุรกิจร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าในยุคนี้ ได้หยิบกลยุทธ์ ‘Technology & Smart Lifestyle Solutions Provider’ มาวางเป็นแนวทางหลัก โดยผสานสินค้า เทคโนโลยี และบริการเข้าด้วยกัน เช่น AI Appliances Smart Home IoT Health Tech Gaming & Creator Gear ทั้งนี้เพื่อให้ ‘เพาเวอร์บาย’ เข้าถึงกำลังซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี ที่มีเอไอ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน นอกจากทิศทางใหม่การทำตลาดเพาวเวอร์บายที่ เกียร์ อัป สู่ยุคเอไอ แล้วล่าสุด ‘เพาเวอร์บาย’ ในปี 2569 นี้ยังฉลอง 30 ปี จัดแคมเปญ ‘Power Buy 30th Anniversary’  โดยร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ อาทิ เซ็นทรัลพัฒนา, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, โรบินสันไลฟ์สไตล์, The 1, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน เฟิร์สช้อยส์, Samsung, LG, Haier, Electrolux, TCL, Hisense, Mitsubishi Electric, JBL, Sony, Bose, Shark, Ninja และ Remington จัดเต็มกิจกรรมฉลองครบรอบ 30 ปี   นอกจากนี้ ยังได้ 2 ศิลปิน ‘เต-ตะวัน’ และ ‘นิว-ฐิติภูมิ’ มาร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ในแบบคนรุ่นใหม่ และมินิคอนเสิร์ต พร้อมโปรโมชั่น ‘Power Lucky’ สำหรับสมาชิก The 1 ลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าไอเทมล้ดๆ รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท พร้อมรับคะแนน X30 เมื่อซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ และส่วนลดสินค้า 30% เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ และสิทธิพิเศษอื่นๆ ตั้งแต่ 3 ก.ย. – 4 พ.ย. 69  ที่เพาเวอร์บายทุกสาขา และช่องทางออนไลน์   นอกจากนี้ เพาเวอร์บายยังสร้าง Brand Character ผ่านการเปิดตัวมาสคอต ‘ปลั๊กกี้’ (Pluggy) เพื่อเชื่อมต่อกับผู้บริโภคพร้อมตอกย้ำแบรนด์เพาเวอร์บายในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ระยะยาวอีกด้วย เติมประสบการณ์ลูกค้าผ่านร้านสาขา   สำหรับการทำธุรกิจของเพาเวอร์บาย นับจากนี้ไปยังนำแนวคิด ‘Customer Journey Personalization & Retail Intelligence’ สร้างประสบการณ์ค้าปลีกแบบเฉพาะบุคคลในทุกเส้นทางของลูกค้า ผ่านโมเดล ‘Experience Store และ Omnichannel’ ที่จะได้กำไรจากสินค้าฮาร์ดแวร์ และยังสร้างรายได้จากการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร (Solutions & Services) ทั้งก่อนการซื้อ การแนะนำระบบสมาร์ท ลิฟลิ่ง อีโคซิสเต็ม (Smart Living Ecosystem) ด้านต่างๆ อาทิ การให้บริการจัดส่ง บริการติดตั้ง บริการหลังการขาย นอกจากนี้ ยังใช้ ‘Big Data’ ร่วมกับเครือข่ายกลุ่มเซ็นทรัล อย่างโปรแกรม CRM บัตร The 1 เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำและการเพิ่มมูลค่าต่อบิล (Basket Size) อีกด้วย ปัจจุบัน เพาเวอร์บาย มีสาขาเปิดให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ มากกว่า 140 สาขา (รวมรูปแบบ Standalone, ร้านในศูนย์การค้าเซ็นทรัล โรบินสัน และสาขาในรูปแบบ คอนเซปต์สโตร์ / Experience Store) รวมถึงในช่องทาง Omnichannel ออนไลน์

September 13, 2026 / 0 Comments
read more

คุมขับถ่ายยาก-ชารอบก้น สัญญาณรุนแรง ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’

Peace&Play

โรงพยาบาลเอส ชวนเช็ค 5 อาการ ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’ ประเมินแนวทางรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย   รักษาแบบไม่ผ่าตัดได้หากอาการไม่รุนแรง แพทย์เฉพาะทางโรงพยาบาลเอสฯ เผยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย หากไม่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช็ก 5 อาการรักษาให้เหมาะสม  ปวดหลัง, ปวดคอ, ปวดร้าวแขนขาแต่เดินได้ปกติ, ชาเล็กน้อยเป็นๆ หายๆ และผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการโดยไร้ภาวะแทรกซ้อน สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ด่วน หากมีอาการแขนขาอ่อนแรง เดินสะดุด ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ หรือชาบริเวณรอบก้น ต้องรีบพบแพทย์เร่งด่วน     นพ.ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังข้อ ให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทุกรายเพราะแนวทางการรักษาต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งตำแหน่งของหมอนรองกระดูก ระดับการกดทับเส้นประสาท ลักษณะอาการ รวมถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน   สำหรับผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรง ไม่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงชัดเจน และยังไม่มีสัญญาณของความเสียหายทางระบบประสาท แพทย์อาจพิจารณาเริ่มต้นด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด หรือ ‘การรักษาแบบอนุรักษ์นิยม’ ก่อน   5 อาการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด   สำหรับ ผู้ป่วยที่อาจเริ่มต้นรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรมได้ หากมีอาการเบื้องต้น ดังนี้ คือ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดร้าวลงแขนและขา แต่ยังสามารถเดินและใช้งานแขนขาได้ตามปกติ ไม่มีอาการอ่อนแรงชัดเจน ชาเพียงเล็กน้อยหรือเป็น ๆ หาย ๆ และยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเดิน การหยิบจับสิ่งของ หรือการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก กลุ่มผู้ที่เพิ่งเริ่มมีอาการและยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน   นอกจากนี้ ยังอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ ผู้ป่วยต้องยังไม่มีปัญหาเรื่องการควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ และไม่มีอาการชาบริเวณรอบก้นหรืออวัยวะเพศ เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะกดทับเส้นประสาทที่รุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน   ขณะที่ ผลตรวจ MRI ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้แพทย์ประเมินตำแหน่งและระดับการกดทับเส้นประสาทได้ชัดเจนขึ้น แต่การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาไม่ควรพิจารณาจากภาพ MRI เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องประเมินร่วมกับอาการและการตรวจร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย   ทางเลือกรักษาแบบไม่ผ่าตัด ‘หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท’   สำหรับ แนวทางการรักษาแบบไม่ผ่าตัดมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวดและการอักเสบรอบเส้นประสาท ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยแพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาเพื่อลดอาการปวดและอักเสบ การทำกายภาพบำบัด การปรับท่าทางและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงการฉีดยาลดการอักเสบรอบเส้นประสาทในผู้ป่วยบางราย   ขณะเดียวกัน การควบคุมน้ำหนักและการเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวก็มีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงกระดูกสันหลังและลดแรงกดที่เกิดขึ้นซ้ำ     คุมขับถ่ายยาก-ปวดรุนแรง ต้องพบแพทย์   อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ป่วยหลายรายสามารถเริ่มต้นรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดก็ตาม แต่ควรรีบเข้าพบแพทย์เช่นกัน หากพบอาการต่างๆ เหล่านี้ อาทิ อาการปวดรุนแรงและไม่ดีขึ้น อาการชาเพิ่มขึ้น แขนหรือขาอ่อนแรง เดินลำบาก เดินสะดุด ปลายเท้าตก กล้ามเนื้อลีบ หรือแรงของมือและขาลดลง   โดยเฉพาะกรณีที่เริ่มไม่สามารถควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ หรือมีอาการชาบริเวณรอบก้นและอวัยวะเพศ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรได้รับการตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน   นพ.ฐปนัตว์ ระบุว่า การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรเริ่มจากการวินิจฉัยหาสาเหตุให้ชัดเจน เนื่องจากอาการปวดหลังร้าวลงขาหรือปวดคอร้าวลงแขนไม่ได้เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเพียงสาเหตุเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะกระดูกสันหลังเสื่อม ช่องโพรงกระดูกสันหลังตีบ กระดูกงอก ข้อต่อหรือกล้ามเนื้อ รวมถึงโรคอื่น ๆ   ดังนั้น การประเมินประวัติอาการ ตรวจร่างกาย และตรวจภาพวินิจฉัย เช่น X-ray หรือ MRI ในกรณีที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น จะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาได้ตรงกับสาเหตุและความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละราย   “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องผ่าตัด สิ่งสำคัญคือการประเมินให้ชัดว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยเพียงใด มีอาการทางระบบประสาทหรือไม่ และอาการส่งผลต่อการใช้ชีวิตมากแค่ไหน เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย”   ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการปวดหลังหรือปวดคอร่วมกับอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรง ไม่ควรปล่อยอาการไว้นานหรือวินิจฉัยด้วยตนเอง โดยเฉพาะเมื่ออาการมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม     alt-x KEY TAKEAWAYS  โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังข้อ โดย นพ.ฐปนัตว์ จันทราภาส ชี้ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย แพทย์ประเมินแนวทางรักษาแบบอนุรักษ์นิยมผ่าน 5 อาการหลัก เช่น ปวดคอ ปวดหลัง หรือชาเล็กน้อยที่ยังไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน หากพบสัญญาณอันตรายอย่างกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือคุมการขับถ่ายไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเร่งด่วน  

September 13, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนคราฟต์ สืบสานพระราชปณิธาน ผ้าไทย ยกระดับโมเดลดอนกอยสู่เวทีเอเชีย

PRnounce

ไอคอนคราฟต์ ร่วมน้อมนำพระราชปณิธาน สืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทย สู่ความภาคภูมิใจระดับเอเชีย เปิดนิทรรศการ “Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE” ถ่ายทอดความสำเร็จของชุมชนดอนกอย จากผืนผ้าท้องถิ่นสู่เวทีนานาชาติ วันนี้ – 22 กันยายน 2569 เพื่อน้อมนำพระราชปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทย ยกระดับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่น และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน  ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและแหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน และโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก จัดนิทรรศการพิเศษ “Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความภาคภูมิใจบนเวทีเอเชีย”  เผยเบื้องหลังการเดินทางของผ้าฝ้ายย้อมครามทอมือจากธรรมชาติของ “ดอนกอยโมเดล” โครงการภายใต้พระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในจังหวัดสกลนคร ซึ่งถักทอจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นผืนผ้าชุมชนที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ก่อนต่อยอดสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยบนเวทีเอเชีย ในชุดพิธีการสำหรับทีมนักกีฬาไทยที่จะสวมใส่ในพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬา Asian Games 2026 ครั้งที่ 20 รวมถึงผลิตภัณฑ์แฟชั่นอีกหลากหลาย ชวนคนรักผ้าไทยมาร่วมภาคภูมิใจในภูมิปัญญาและหัตถศิลป์ไทย พร้อมเลือกซื้อสินค้าที่สร้างสรรค์จากผืนผ้าของดอนกอยโมเดล ตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายนนี้ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม จากผืนผ้าที่รังสรรค์อย่างประณีตด้วยภูมิปัญญาและความตั้งใจของชุมชน สู่ผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล “ดอนกอยโมเดล (Donkoi Model)” กำลังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรักษารากเหง้า แต่สามารถนำมาต่อยอดผ่านองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาคุณภาพ และการสร้างสรรค์ร่วมสมัย จนกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาผ้าไทยอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน เพื่อร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและความภาคภูมิใจของ “ดอนกอยโมเดล” สู่สายตาชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ไอคอนคราฟ ไอคอนสยาม จึงร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” จัดนิทรรศการ “ดอนกอยโมเดล Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความภาคภูมิใจบนเวทีเอเชีย” ขึ้น โดยถ่ายทอดเส้นทางของผ้าดอนกอย ตั้งแต่รากฐานของภูมิปัญญาชุมชน กระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้า ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยที่สามารถก้าวสู่เวทีระดับเอเชียได้อย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งนี้ เรื่องราวของดอนกอยโมเดลเริ่มต้นจาก ชุมชนบ้านดอนกอย อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร แหล่งภูมิปัญญาผ้าย้อมครามที่สืบทอดองค์ความรู้ด้านการทอผ้ามาอย่างยาวนาน กระทั่งในปี พ.ศ. 2563 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้เสด็จทอดพระเนตรกระบวนการผลิตผ้าย้อมครามของกลุ่มทอผ้าบ้านดอนกอย พร้อมพระราชทานแนวทางในการพัฒนาผ้าไทย ทั้งด้านการออกแบบ คุณภาพสิ่งทอ การพัฒนาลวดลาย สีสัน และมาตรฐานการผลิต เพื่อยกระดับผ้าทอพื้นถิ่นให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานร่วมสมัยและเพิ่มมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในหัวใจสำคัญของดอนกอยโมเดล คือการเปิดพื้นที่ให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้พบกับนักออกแบบและมุมมองร่วมสมัย นำเอกลักษณ์ของลวดลาย เนื้อผ้า และสีสันมาต่อยอดและพัฒนาให้เกิดความหลากหลาย สามารถสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ก่อนต่อยอดสู่ “ศูนย์เรียนรู้ผ้าย้อมครามบ้านดอนกอย” ภายใต้ “ดอนกอยโมเดล” ซึ่งมุ่งพัฒนาชุมชนผ่านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและรายได้ โดยได้รับความร่วมมือจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในการยกระดับผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐาน Premium OTOP ตลอดจนส่งเสริมให้ผ้าไทยได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ นิทรรศการครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสเรื่องราวของผ้าทอย้อมครามดอนกอยโมเดลอย่างลึกซึ้ง ด้วยการพาสำรวจกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มาจากความทุ่มเทของช่างทอและช่างฝีมือในชุมชนบ้านดอนกอย ตั้งแต่การคัดเลือกเส้นใย การย้อมครามด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม การทอด้วยมือ ไปจนถึงการเก็บรายละเอียดของผืนผ้า พร้อมชมศักยภาพของผ้าดอนกอยเมื่อถูกนำมาต่อยอดเป็นผลงานแฟชั่นร่วมสมัย ที่ถ่ายทอดเรื่องราว ความภาคภูมิใจ และตัวตนของชุมชนออกไปสู่เวทีที่กว้างไกลยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่สร้างสรรค์จากผ้าดอนกอย โดยหนึ่งในแบรนด์ที่นำผ้าจากดอนกอยโมเดล มาต่อยอดคือ Kramin (ครามิน) แบรนด์ไลฟ์สไตล์แฟชั่นที่นำงานหัตถกรรมจากชุมชนทั่วประเทศมาผสมผสานเข้ากับแนวคิดการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมือง ถ่ายทอดเสน่ห์ของงานฝีมือท้องถิ่นผ่านมุมมองร่วมสมัย โดยให้ความสำคัญกับแนวคิด Sustainability ควบคู่กัน ทั้งการเลือกใช้เส้นใยจากธรรมชาติ และกระบวนการย้อมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการเลือกใช้พืชให้สีที่มีการปลูกหมุนเวียนบนผืนดินอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นไม่ได้มีเพียงความงดงาม หากยังส่งต่อคุณค่าที่ดีให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยหนึ่งในผ้าทอท้องถิ่นที่ Kramin นำมารังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นสวยคือ ผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าฝ้ายย้อมสีเปลือกไม้บ้านผักคำภู จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ผลิตภายใต้ดอนกอยโมเดล สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาของชุมชนกับการออกแบบร่วมสมัย และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผืนผ้าท้องถิ่นสามารถก้าวเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีความหมาย นับได้ว่า “ดอนกอยโมเดล” เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของผ้าทอไทยที่สามารถก้าวข้ามจากการเป็นผ้าทอพื้นถิ่น สู่การเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยในบริบทสากล ร่วมสัมผัสเรื่องราวของ “ดอนกอยโมเดล” และค้นพบอีกมิติของผ้าไทยที่กำลังเดินทางจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เวทีเอเชีย ผ่านนิทรรศการ “ดอนกอยโมเดล Donkoi Model: FROM LOCAL WISDOM TO ASIAN PRIDE จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ความภาคภูมิใจบนเวทีเอเชีย” พร้อมชมและเลือกซื้อผลงานแฟชั่นจากผ้าดอนกอยได้ ตั้งแต่วันนี้ – 22 กันยายน 2569 ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONCRAFT

September 13, 2026 / 0 Comments
read more

‘อภินันท์ นิธิวานิช’ ผู้บริหารรุ่นใหม่พลิกมุมคิด ‘Berwick’ ทำตลาดรองเท้าหรูเข้าถึงง่าย

Zcreat

‘อภินันท์ นิธิวานิช’ ผู้บริหารรุ่นใหม่วัย 33 ปี แห่ง ทีพี รีไฟน์เม้นท์ เปลี่ยนมุมคิดเพื่อแข่งต่อในตลาดแฟชั่นชะลอตัว ส่งแบรนด์ ‘Berwick’ ทำตลาดรองเท้าหรูเข้าถึงง่าย รับเทรนด์‘Accessible Luxury’ ผู้บริโภคมองราคาคุ้มค่าพร้อมได้มาลักซูรี   เปลี่ยนมุมคิดรับตลาดชะลอตัว ‘อภินันท์ นิธิวานิช’ มองเห็นช่องว่างทางธุรกิจ ปรับยุทธศาสตร์จากการขายสูทหลักแสน หันมาโฟกัสรองเท้าหนังพรีเมียมที่จับต้องได้ แยกแบรนด์ Berwick ปักหมุดสโตร์เดี่ยว ดันแบรนด์รองเท้าคลาสสิกจากสเปนออกมาเปิด Official Store แห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพื่อขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ วางตำแหน่งแบรนด์ Accessible Luxury  นำเสนอรองเท้าหนังคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์การ Mix & Match ในชีวิตประจำวัน เติมคุ้มค่าเข้าหาผู้บริโภคยุคใหม่   ธุรกิจตลาดแฟชั่นในไทย ในช่วง2-3 ปีนี้มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากกำลังซื้อผู้บริโภคชาวไทยที่ระมัดระวังค่าใช้จ่ายมากขึ้น…ปัจจัยหลักที่ทำให้ ‘ต่อ-อภินันท์ นิธิวานิช’ ผู้บริหารรุ่นใหม่วัย 33 ปีในแวดวงแฟชั่น มองเห็นจังหวะปรับโครงสร้าง บริษัท ทีพี รีไฟน์เม้นท์ จำกัด (TP REFINEMENT) เพื่อขยายโอกาสธุรกิจแฟชั่นพร้อม ‘มิกซ์ แอนด์ แมทช์’ ไลฟ์สไตล์และกำลังซื้อรุ่นใหม่ ให้เข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น   กับสิ่งแรก คือ การทำตลาดเชิงรุกแบรนด์ ‘Berwick 1707’ รองเท้าหนังสไตล์คลาสสิกระดับพรีเมียม ที่ได้รับสิทธิบริหารแบรนด์จาก Berwick 1707,S.L บริษัทแม่ ประเทศสเปน ให้เปิดร้านอย่างเป็นทางการ ‘Official Store’ สาขาแรกในประเทศไทย ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ชิดลม และเป็นแห่งที่ 3 ต่อจากประเทศ เกาหลี และ ญี่ปุ่น ในตลาดภูมิภาคเอเชีย อภินันท์ ขยายแนวคิดการเปิด  ‘Berwick 1707’ ในครั้งนี้ จากเดิมเป็น หนึ่งในสามสิบแบรนด์ ภายในร้านแฟชั่นมัลติแบรนด์ REFINEMENT บนทำเลชั้น 2 ของศูนย์การค้าเอ็มบาสซี และในสาขาร้าน  Clothier and Sons ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ที่วางตำแหน่งให้เป็นร้านรวบรวมแบรนด์สินค้าเครื่องแต่งกายต่าง ๆทั้ง เสื้อผ้า สูท และรองเท้า ระดับพรีเมียม ด้วยสินค้าแฟชั่นบางไอเท็มอย่าง ‘สูท’ ที่จำหน่ายในร้านมีราคาหลักสี่หมื่นบาท ถึงหลักแสนบาทต่อไอเท็ม   อย่างไรก็ตามในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดแฟชั่นในประเทศไทยมีความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภค ที่พบว่าสินค้าระดับราคาสูงเริ่มเป็นไอเท็มที่เข้าถึงยากมากขึ้น แต่ในสถานการณ์นี้กลับพบช่องว่าง สินค้ากลุ่มรองเท้าแบรนด์ ‘Berwick 1707’ กลับมีอัตราการเติบโตยอดขายต่อเนื่อง   ทำให้ ‘อภินันท์’ มองเห็นเป็นโอกาสทางธุรกิจเพื่อแยกทำตลาดรองเท้าแบรนด์ ‘Berwick 1707’ โดยเปิดร้านสาขาอย่างเป็นทางการ บนชั้น 2 ขนาดพื้นที่ 70 ตร.ม. ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับทำเลเดิมของร้าน REFINEMENT เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์จากฐานลูกค้าเดิมที่คุ้นเคยกับแบรนด์มาก่อนหน้าได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ยังเป็นโอกาสให้แบรนด์ได้เข้าไปทำความรู้จักกับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มได้อีกเช่นกัน ออกเสต็ปแรกสู่ไอเท็มลักซูรี อภินันท์ กล่าวต่อถึงแนวทางการทำตลาดรองเท้า ‘Benwick 1707’ ในประเทศไทย ถูกวางตำแหน่งเป็นแบรนด์ระดับ ‘Accessible Luxury’  รองเท้าแบรนด์หรูในราคาราคาจับต้องได้ง่ายขึ้น จากองค์ประกอบ ด้านคุณภาพ การดีไซน์เอกลักษณ์ สะท้อนภาพลักษณ์ความพรีเมียม ที่สำคัญทุกคู่ Made in Spain และนำเข้า 100% จากประเทศสเปน ซึ่งมีฐานการผลิตที่เมือง Almansa ภายใต้การดำเนินงานของ Berwick 1707,S.L ประเทศสเปน   “ในตอนนี้ตลาดแฟชั่นแอคเซสซิเบิล ลักซูรี มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบริษัทฯ มองว่าเป็นจังหวะของ ‘Benwick 1707’ ในการทำตลาดเชิงรุกอย่างจริงจังนับจากนี้ไป”   โดยรองเท้า Benwick 1707 จับกลุ่มเป้าหมายหลักผู้ชายตั้งแต่อายุ 24 ปี ถึงอายุ 50 ปี ซึ่งแบ่งประเภทตามรูปแบบการใช้งาน ด้วย อาทิ กลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน สายอาชีพต่าง ๆ ที่ต้องใช้ความน่าเชื่อถือ และ กลุ่มรองเท้าแต่งงานหรือในโอกาสสำคัญต่างๆ ที่กลุ่มหลังได้รับความนิยมสูงต่อเนื่อง วางระดับราคาตั้งแต่ 7,500- 18,000 บาท รวมทุกสีและรุ่นไม่ต่ำกว่า  150 SKUs รวมถึง สินค้าบางรุ่นของแบรนด์ที่มีไซส์เล็ก เพื่อขยายการทำตลาดในกลุ่มผู้หญิงเช่นกัน   ขณะที่แนวทางการทำตลาดรองเท้า Benwick 1707 จะเลือกใช้กลยุทธ์ออนไลน์ มาร์เก็ตติง เป็นหลัก พร้อมสื่อสารแบรนด์ผ่านผู้มีอิทธิพลในสื่อออนไลน์ (Influencers) และ เคโอแอล (KOLs) เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ที่สอดคล้องกับตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ ที่แตกต่างไปจากสินค้าแบรนด์ไอจี หรือในช่องทางอีคอมเมิร์ซ อื่น ๆ   “การทำตลาดรองเท้าผู้ชายต้องสร้างแรงจูงใจ ด้วยลูกค้ากลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผล ความคุ้มค่า ดีไซน์ และอีกหลายด้านประกอบกัน โดยราคาเป็นปัจจัยท้ายๆ เมื่อมีการตัดสินใจแล้ว ซึ่งในกลุ่มผู้ชายจะมีรองเท้าเฉลี่ย 3 คู่ต่อคน” สร้างคอมพลีท ลุค ‘Classic Men’   อภินันท์ เสริมต่อถึงแนวคิดการขยายธุรกิจร้านรองเท้า ‘Benwick 1707’ สาขาที่สอง ที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ซึ่งจะเปิดในเดือน ตุลาคม ปีนี้ โดยบริษัทฯ ยังวางให้เป็นทำเลเชิงกลยุทธ์ธุรกิจแฟชั่นของ REFINEMENT โดยเตรียมแผนเปิดตัวร้านแฟชั่นภายใต้แบรนด์ ‘Establish’ ของตัวเอง (Own Brand)ขึ้นพร้อมจำหน่ายสินค้าแฟชั่นในคอนเซ็ปท์ ‘Classic Men’ ในบริเวณเดียวกัน เพื่อสร้างการเชื่อมโยงการแต่งกายในภาพรวม ‘Total Look’ ให้กับลูกค้าได้พร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน และจะเปิดสาขาลำดับที่ 3 ในเดือนเมษายนปี 2570   โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายภายใน 3 ปี (พ.ศ.2570-2572) จะขยายสาขาร้านรองเท้า Benwick 1707 ได้ครบ 7 แห่ง ในทำเลศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้าที่ตรงกับภาพลักษณ์แบรนด์ โดยแต่ละสาขาจะมีขนาดพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 70-100 ตร.ม. พร้อมใช้งบลงทุนต่อสาขาราว 15-20 ล้านบาท   พร้อมวางเป้าหมายรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี หลังบริษัทฯ เปิดร้าน Benwick 1707  ครบ 7 สาขา พร้อมผลักดันให้บมีรายได้รวมไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท จากในปีนี้วางเป้าหมายผลดเนินการอยู่ที่ 140 ล้านบาท   ปัจจุบัน บริษัทฯดำเนินการมา 9 ปี พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อความคล่องตัวการดำเนินงาน โดยจะควมรวมกิจการในเครือ บริษัท ทีพี ไพรมารี่ แอพพาเรล จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจบริการรับซ่อมเครื่องหนังและรองเท้า และจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์สินค้า อุปกรณ์ ดูแลเครื่องหนังภายใต้แบรนด์ Saphir Thailand คาดจะดำเนินการแล้วเสร็จในต้นปี 2570   “แนวทางนี้ เพื่อรองรับการทำตลาดแฟชั่นที่มีการแข่งขันสูงจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น พร้อมปรับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอสินค้าในร้านมัลติแบรนด์เป็นกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงอย่างละ 50% เท่ากันในปีหน้า ซึ่งในปีนี้บริษัทได้ทยอยปรับสัดส่วนให้อยู่ที่ 60% ต่อ 40% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 80% และ 20%”   alt-x KEY TAKEAWAYS ทีพี รีไฟน์เม้นท์ โดยผู้บริหารรุ่นใหม่ ‘อภินันท์ นิธิวานิช’ ถอดรหัสตลาดแฟชั่นชะลอตัวด้วยการเปลี่ยนมุมคิดในการทำธุรกิจ หันมารุกตลาดรองเท้าหรูที่เข้าถึงง่าย (Accessible Luxury) ผ่านการดันแบรนด์ ‘Berwick’ เปิดสโตร์เดี่ยวแห่งแรกในไทย ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี มาตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้ารุ่นใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า นำเสนอรองเท้าหนังคลาสสิกคุณภาพพรีเมียมที่พร้อมแมทช์ได้กับทุกไลฟ์สไตล์

September 12, 2026 / 0 Comments
read more

ฮาตาริ x แสนสิริ ชวนลูกบ้านส่งต่อพัดลมเก่า สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอยู่อาศัย

EcoVative

ฮาตาริ ร่วม แสนสิริ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ชวนส่ง ‘พัดลมเก่า’ เข้าลูปจัดการอย่างถูกวิธี พร้อมส่งต่อความอยู่เย็นถึงไซต์ก่อสร้าง     วิสัยทัศน์ความยั่งยืน 35 ปี ฮาตาริ มุ่งมั่นเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม ร่วมมือพันธมิตรจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังหมดอายุ แคมเปญ ‘บ้านนี้มีแฟนใหม่’ X แสนสิริ ชวนลูกบ้านแสนสิริส่งต่อพัดลมเก่าที่ไม่ใช้งานแล้ว เข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลอย่างถูกต้อง ต่อยอดโครงการ Fan It Forward เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในชุมชนที่อยู่อาศัยให้เข้าสู่ลูป Circular Economy พร้อมส่งต่อคุณค่าประโยชน์สู่พื้นที่ไซต์ก่อสร้าง   วิทยา พานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมพัดลม‘ฮาตาริ’ (Hatari) เปิดเผย ฮาตาริ ดำเนินกิจการเป็นเวลา 35 ปี ด้วยแนวคิดธุรกิจการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับคนไทย ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายความร่วมมือไปยังภาคธุรกิจ พันธมิตร และผู้บริโภค เพื่อสร้างความตระหนักและเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมที่ดีในการจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังการใช้งาน เพื่อเดินหน้าสร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคมไทย   โดยปีนี้ ฮาตาริ ขยายความร่วมมือต่อเนื่องกับ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดตัวแคมเปญ ‘บ้านนี้มีแฟนใหม่’  ชวนลูกบ้านแสนสิริส่งต่อพัดลมเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลอย่างรับผิดชอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวในการนำแนวคิด ‘Circular Economy’ เศรษฐกิจหมุนเวียนมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดการผลิตภัณฑ์หลังหมดอายุการใช้งานอย่างเหมาะสม และการนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการสร้างคุณค่าใหม่   ด้าน ชัญญา พานิชตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานขายและการตลาด บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมพัดลม‘ฮาตาริ’ (Hatari) กล่าวว่า แคมเปญ ‘บ้านนี้มีแฟนใหม่’ ต่อยอดจากกิจกรรมในปี2568 โครงการ ‘Fan It Forward’  สู่ชุมชนที่อยู่อาศัย ชวนลูกบ้านแสนสิริส่งต่อพัดลมเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรีไซเคิลอย่างรับผิดชอบ สำหรับในปีนี้ ฮาตาริ ได้ขยายผลโครงการให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นโดยเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าฮาบิโตะ มอลล์ พร้อมจัดเป็นนิทรรศการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 12 กันยายน นี้ โดยในงานจะมีการจัดโซนด้านต่าง ๆ อาทิ โซนให้ความรู้ Recycle Journey โซนเวิร์กช็อป DIY พวงกุญแจพลาสติกรีไซเคิล Old Fan to New Charms โซนเกม Tangram Challenge จากตัวต่อที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล   นอกจากนี้ ฮาตาริ ยังมีแผนต่อยอดกิจกรรมไปยังโครงการต่างๆ ของแสนสิริอย่างต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2569 เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของลูกบ้านในการจัดการพัดลมเก่าและเรียนรู้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและความเข้าใจด้านการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนให้แก่ลูกบ้าน ตลอดช่วงเฟสแรกของแคมเปญฯ   “ทุก ๆ การส่งมอบพัดลมเก่า 10 เครื่องที่ลูกบ้านนำมาส่งมอบพร้อมซื้อพัดลมใหม่ภายใต้แคมเปญฯ ฮาตาริจะบริจาคพัดลมใหม่ 1 เครื่องให้แก่พนักงานในไซต์ก่อสร้างแสนสิริ เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีและสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เย็นสบายยิ่งขึ้น”   นอกจากนี้ฮาตาริได้มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกบ้านแสนสิริ ด้วยการซื้อสินค้าฮาตาริราคาพิเศษ รวมถึง Move-in Package สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่านแอปพลิเคชัน KUHU ด้วย   โดยแคมเปญนี้ ตั้งเป้ารวบรวมพัดลมเก่า 1,000 เครื่อง คาดว่าจะช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบได้ราว 3-5 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน   ทั้งนี้จากการดำเนินโครงการ Fan It Forward ในปีที่ผ่านมา ฮาตาริได้รับพัดลมเก่ารวมจำนวน 628 เครื่อง คิดเป็นน้ำหนักวัสดุประมาณ 6.3 ตันที่ได้รับการจัดการแทนการนำไปฝังกลบ และมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยประมาณ 14.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งต่อ ‘อยู่ เย็น’ ชุมชนไซต์ก่อสร้าง   ด้าน ‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แคมเปญ ‘บ้านนี้มีแฟนใหม่’ สะท้อนความตั้งใจของแสนสิริในการส่งเสริมการบริโภคอย่างรับผิดชอบและการแยกขยะอย่างถูกวิธีของลูกบ้านแสนสิริที่เริ่มต้นจากจุดที่ใกล้ตัวที่สุดคือ ‘บ้าน’  เพื่อช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ลดผลกระทบจากการฝังกลบ และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในชุมชน   “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมต่อยอดโครงการ Fan It Forward ของฮาตาริสู่ชุมชนที่อยู่อาศัย”   ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ลูกบ้านได้มีส่วนร่วมในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ภายในโครงการของแสนสิริ ควบคู่ไปกับการส่งต่อประโยชน์ให้แก่พนักงานในไซต์ก่อสร้างแสนสิริผ่านโครงการบริจาคพัดลมใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของความร่วมมือที่ส่งผลดีต่อทั้งชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน  

September 12, 2026 / 0 Comments
read more

ทำธุรกิจประกันต้อง’คิดเผื่อ’ สูตร ‘ประกันภัยไทยวิวัฒน์’ ย้ำภาพชัดอินชัวร์เทค

EcoVative

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ออกสเต็ปใหญ่สู่ปีที่ 75 กับแนวคิดธุรกิจ ‘คิดเผื่อ’ ปรับสู่ภาพผู้นำอินชัวร์เทค เดินเกมเข้าหาลูกค้าแทนการตั้งรับรอจ่ายแบบเดิมๆ   สูตรคิด 75 ปีต้อง ‘คิดเผื่อ’ ประกันไทยวิวัฒน์ปรับบทบาทจากผู้ตั้งรับรอจ่าย สู่การคิดล่วงหน้าเชิงรุก (Predictive Need) เพื่อยกระดับภาพจำสู่ผู้นำ InsurTech เปิดตัว Crash Detection & AI นวัตกรรมตรวจจับการชนอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ นำ AI ประเมินความเสียหาย พร้อมประกันรถเปิดปิด ปักหมุด Super App ขับเคลื่อน Ecosystem เชื่อมโยงฐานลูกค้าจากประกันรถยนต์สู่ Health, Home & Pet และ Travel ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน   ‘ประกันภัยไทยวิวัฒน์’ แบรนด์ธุรกิจประกันภัยของไทยในปี 2569 นี้มีอายุครบ 75 ปี (ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2494) จากในยุคแรกของธุรกิจให้บริการรับประกันภัยเฉพาะงานอัคคีภัย (ไฟไหม้) และภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล จากนี้ไปเตรียมแผนก้าวสู่ภาพจำ ‘InsurTech’ ของธุรกิจประกันภัย   ด้วยการ ‘คิดเผื่อ’ ทำตลาดเชิงรุกเพื่อเข้าถึงทุกความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่   ‘เทพพันธ์ อัศวะธนกุล’ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแผนดำเนินธุรกิจ ‘ไทยวิวัฒน์’ นับจากนี้ไป จะย้ำบทบาทผู้ใช้เทคโนโลยีบริการประกันภัยครบวงจร จากเดิมที่เป็นผู้ ‘ตั้งรับรอจ่าย’ แต่เป็นการก้าวสู่ ‘คิดล่วงหน้าก่อนผู้บริโภค’ Predictive & Predictive Need   เขา อธิบายแนวคิด ‘Predictive & Predictive Need’ (คิดล่วงหน้าก่อนผู้บริโภค) ยังเป็นการสลัดภาพการรับประกันแบบเดิมๆ ที่รอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยเคลม มาเป็นการใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic & InsurTech) พร้อมคาดการณ์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า   “ผู้บริโภคยุคใหม่ อาจไม่ทราบว่าตนเองต้องการนวัตกรรมใด ไทยวิวัฒน์จึงต้อง ‘คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต’ ด้วยโซลูชันที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนจากความคุ้มครองระดับพื้นฐาน ไปสู่ความคุ้มครองที่มากกว่า”   ต่อหลักคิดนี้ ยังสะท้อนผ่านโซลูชั่นบริการประกันภัยไทยวิวัฒน์ ภายใต้ผลิตภัณฑ์ใน 2 กลุ่มหลัก ประกันภัยไม่ใช่รถยนต์ (Non-Moter Insurance) และประกันภัยรถยนต์ (Motor Insurance) ดังนี้   สำหรับ กลุ่มนอน-มอเตอร์ ประกอบด้วย   ประกันสุขภาพ (Active Health Insurance) เปลี่ยนจากแนวคิดคุ้มครองเฉพาะวันที่ป่วย มาเป็นแนวคิด ‘Reward Health’ ส่งเสริมให้คนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน โดยมอบนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ (Smartwatch) ทันทีให้ผู้ทำประกัน เพื่อใช้วัดผล ติดตาม และให้รางวัลกับคนที่ดูแลสุขภาพตนเอง ประกันบ้านและสัตว์เลี้ยง (Home & Pet Insurance): แผน ‘ชาร์ตอีซี่ โฮมมี่แคร์’ (Smart Easy Homey Care) คุ้มครองครอบคลุมทั้งตัวบ้าน โครงสร้างอาคาร สัตว์เลี้ยงแสนรัก และสมาชิกในครอบครัว ประกันการเดินทาง (Travel Insurance) สู่ระบบ TVI Smart Delay บริการเคลมเที่ยวบินล่าช้าอัตโนมัติ พร้อมระบบดูแลฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงทั่วโลก และสิทธิพิเศษมอบ QR Code ผ่านแอปพลิเคชันเพื่อเข้าใช้บริการเลานจ์สนามบินกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก   อะไรใหม่? ประกันรถยนต์ไทยวิวัฒน์   ‘เทพพันธ์  เสริมว่า ในปี 2569 นี้ บริการประกันรถเปิดปิด (Thaivivat On-Off Insurance) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเปิดปิดประกันตามการใช้งานจริงที่เดินทางมาครบ 10 ปี ในตอนนี้ให้บริการครอบคลุม 77 จังหวัด กว่า 400,000 กรมธรรม์ และอัตราต่ออายุ 90%   โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้พัฒนาโซลูชันใหม่ๆ เช่น ประกันรถเปิดปิดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบ ‘รถติดไม่เสียค่าเบี้ย’ (คืนเบี้ยประกันหากวิ่งได้น้อยกว่า 10 กม.) รวมถึงระบบคืนเวลาที่ไม่ได้ใช้ทบไปวันถัดไป พร้อมนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยประเมินความเสียหายและตรวจสภาพรถยนต์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำของอะไหล่ และรับประกันคุณภาพหลังการซ่อม   นอกจากนี้ ยังให้บริการ Thaivivat Parking นวัตกรรมระบบจองที่จอดรถล่วงหน้าอัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat ซึ่งให้บริการพื้นที่จอดรถพิเศษโซน TVI Parking สำหรับผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ด้วย   ขณะเดียวกัน ยังมีบริการรถทดแทนระหว่างซ่อม โดยร่วมกับพันธมิตรอู่ซ่อม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้ามีรถทดแทนขับออกไปใช้ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ล่าสุด ประกันไทยวิวัฒน์ พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ผ่านแอปพลิเชั่น Thaivivat  บริการระบบ ‘Crash Detection’ นวัตกรรมบริการอัจฉริยะ เทคโนโลยีตรวจจับแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์แบบเรียลไทม์ผ่านเซนเซอร์และระบบอัจฉริยะ ช่วยส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังศูนย์ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินทันทีโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องกดโทรออก เพิ่มโอกาสการช่วยเหลือได้ทันท่วงที   ดร.เฉลิมพล สายประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เสริมว่า ด้วยแนว ‘คิดเผื่อ’ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้ต่อยอดสู่การพัฒนา Super App ซูเปอร์แอปพลิเคชั่น Thaivivat  เชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์เป็นระบบนิเวศเดียวกันบนแพลตฟอร์ม ในรูปแบบ  One-Stop Service  ทั้งประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ ประกันบ้าน และประกันการเดินทาง พร้อมสนับสนุนการขายบริการรูปแบบ Cross-selling  ส่งเสริมการขายข้ามผลิตภัณฑ์  ระหว่างกลุ่มประกันภัยรถยนต์ (Motor) และประกันภัยประเภทอื่น (Non-Motor) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการนำระบบประกันสุขภาพเข้ามาต่อยอดร่วมกับประกันการเดินทางต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งานผ่านแอปฯ เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตคนยุคปัจจุบัน ไปจนถึงฟีเจอร์เคลมประกันภัยผ่านแอปพลิเคชันให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เช่น การทำเรื่อง ‘เคลมแห้ง’ เพียงถ่ายรูปและส่งอนุมัติผ่านระบบดิจิทัลได้ทันที   ปัจจุบันบริษัทฯ มีผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยรถเปิดปิดสะสมราว 300,000 ราย มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทกำลังเร่งขยายฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น   อุตฯประภันภัยไทยยังมีช่องเสมอ   ด้าน จีรพันธ์ อัศวะธนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงทิศทางบริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสอีกมากในตลาดประกันภัยประเทศไทยจากสัดส่วนการถือครองกรมธรรม์ประกันภัยของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ตลาดยังมีโอกาสขยายตัวและกระจายความเสี่ยงที่หลากหลาย (Diversify) ได้อีกมาก   พร้อมกันนี้ยังจะนำ บริษัท ไทยวิวัฒน์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่เข้าลงทุนหลักในบริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารงาน พร้อมทั้งยกระดับงานบริการด้านการสำรวจความเสียหายให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   สำหรับในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายการเติบโตอัตราตัวเลขสองหลัก (Double-Digit) โดยเน้นเจาะกลุ่มคนที่ยังไม่เคยทำประกันภัยมาก่อน ซึ่งกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนการจ่ายเบี้ยประกันภัยอยู่ที่ประมาณ 2 – 3% ของรายได้ ซึ่งธุรกิจบริษัท ยังเติบโตตามฤดูกาล อย่างในไตรมาสแรก จะได้อานิสงส์จากมาตรการลดหย่อนภาษี และช่วงงานมอเตอร์ โชว์ เป็นต้น โดยพอร์ตโฟลิโอประกันภัยรถยนต์ (Motor) วางเป้าหมายการเติบโต 7 – 10%   สำหรับไทยวิวัฒน์ในครึ่งแรกปี 2569 เป็นในทิศทางเดียวกับภาพรวมภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัย ซึ่งเติบโตมากกว่าเศรษฐกิจมวลรวมประเทศ (GDP) ที่เติบโตราว 2 – 3%   alt-x KEY TAKEAWAYS  ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ใช้นโยบายการทำธุรกิจ ‘ต้องคิดเผื่อ’  สลัดภาพการรับประกันแบบเดิมๆ สู่การคิดล่วงหน้าเชิงรุก (Predictive Need) ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 75 ย้ำสร้างภาพจำ InsurTech ผ่านนวัตกรรมอัจฉริยะ ทั้งระบบ Crash Detection ตรวจจับการชนอัตโนมัติ และ AI ประเมินงานซ่อม ยกระดับแอปพลิเคชันสู่ Super App เพื่อขยายระบบนิเวศการคุ้มครองครอบคลุมทั้ง รถ สุขภาพ บ้าน และการเดินทางอย่างสมบูรณ์แบบ  

September 12, 2026 / 0 Comments
read more

ARAYA รับเนสท์เล่ ลงทุนไทย 2.3 หมื่นล. สู่โรงงานเนสกาแฟยุคใหม่ เทรนด์ผลิตขั้นสูง

EcoVative

อารยะ คว้าดีลเนสท์เล่ ก้าวสู่ยุคใหม่โรงงานเนสกาแฟอัจฉริยะ ดึงเทคโนโลยี AI ยกระดับแรงงาน พร้อมอุดหนุนซัพพลายเชนเกษตรไทย 4,300 ล้านบาทต่อปี   ARAYA รับเนสท์เล่ ลงทุนไทย  2.3 หมื่นล้าน นิคมอุตสาหกรรม อารยะ รองรับการลงทุนใหญ่จากเนสท์เล่ หลังได้รับสิทธิประโยชน์ BOI เพื่อสร้างโรงงานเนสกาแฟแห่งใหม่และศูนย์กระจายสินค้า รับเทรนด์การผลิตขั้นสูง ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติในสายการผลิต เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานโรงงานอัจฉริยะสีเขียว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาคเกษตร สร้างงานในพื้นที่ 520 ตำแหน่ง พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบซัพพลายเชนเกษตรไทยสูงถึง 4,300 ล้านบาทต่อปี   หลัง ‘เนสท์เล่’ (Nestlé) ได้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ตั้งโรงงานผลิตภายใต้แบรนด์เนสกาแฟอย่างครอบคลุมแห่งใหม่ พร้อมศูนย์กระจายสินค้าสุดล้ำสมัย มูลค่ากว่า 23,000 ล้านบาท ณ นิคมอุตสาหกรรม อารยะ (ARAYA The Eastern Gateway) เพื่อก้าวสู่อุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ของเนสท์เล่ ประเทศไทย   นิคิล ชัญจ์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความสำคัญสำหรับเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี การลงทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเนสท์เล่ ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในระยะยาวในการสร้างประโยชน์เชิงบวกให้แก่สังคมไทย เศรษฐกิจ ชุมชนท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อม   ขณะที่ โรงงานแห่งใหม่นี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสำหรับธุรกิจกาแฟของเนสท์เล่ในประเทศไทย ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการผลิตและสนับสนุนโอกาสในการส่งออกในอนาคต จากการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติขั้นสูงมาใช้ เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพสูงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงประโยชน์ของผู้บริโภคและลูกค้า พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยให้มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย และนวัตกรรมสำหรับอนาคต   Reskill แรงงานไทยยุคเอไอ   สำหรับโรงงานกาแฟแห่งใหม่ของเนสท์เล่ จะสร้างโอกาสการทำงานใหม่ทันที 520 ตำแหน่งในพื้นที่ พร้อมดึงแรงงานไทยเข้าสู่ระบบการทำงานยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI ในกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นการ Up-skill และ Re-skill ทักษะแรงงานในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม   ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนร่วมสนับสนุนระบบนิเวศซัพพลายเชนภาคเกษตรกรรมไทย โดยเนสท์เล่ ยังมุ่งใช้วัตถุดิบหลักภายในประเทศอย่างเข้มข้น ทั้ง เมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบ คิดเป็นมูลค่าหมุนเวียนตรงสู่มือเกษตรกรไทยสูงถึง 4,300 ล้านบาทต่อปี สร้างความมั่นคงทางรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตไปพร้อมกัน   อารยะ แรงส่งไทยขับเคลื่อนการผลิตยุคใหม่   ด้าน กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่าการลงทุนในโรงงานแห่งใหม่ของเนสท์เล่ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์และศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้าในระดับภูมิภาค   นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตของประเทศไทย รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ห่วงโซ่การผลิตของประเทศ โดย ‘อารยะ’ พร้อมทำงานร่วมกับเนสท์เล่อย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวและการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมในทุกมิติสู่การรองรับอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสอุตสาหกรรมการผลิตสีเขียว (Green Industry) เช่นกัน สะท้อนผ่านการเข้ามาลงทุน เนสท์เล่ ในครั้งนี้   สำหรับ ‘อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์’ พัฒนาโดย เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม. 32 บนทำเลศักยภาพใจกลางเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญ เชื่อมต่อกับมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ–ชลบุรีสายใหม่ สนามบินสุวรรณภูมิ และย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก   โดยอีกหนึ่งความโดดเด่น ‘อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์’ ในฐานะนิคมอุตสาหกรรมอารยะได้รับการรับรองให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะแห่งแรกของประเทศไทย (Smart Industrial Estate: SMART I.E.) ครบทั้ง 7 มิติ ตามกรอบนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)   ขณะที่ การขยายลงทุนเนสท์เล่ ตั้งโรงงานกาแฟในไทย ครั้งนี้ยังสะท้อนการดึงดูดเงินทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระดับหมื่นล้าน และยังเตรียมความพร้อมให้สินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย สามารถเข้าสู่มาตรการการค้าโลกยุคใหม่ที่เข้มงวดเรื่องคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy)   พร้อมตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในการเป็น Hub การผลิตและกระจายสินค้าเกษตรแปรรูปของภูมิภาค จาก ‘อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์’ นิอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง   alt-x KEY TAKEAWAYS อารยะ (ARAYA) รับโอกาส เนสท์เล่  ได้สิทธิประโยชน์ BOI ลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาทในไทย มุ่งสู่โรงงานเนสกาแฟยุคใหม่ ใช้ความทันสมัยแพลตฟอร์ม อารยะ ด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ ตอบรับเทรนด์การผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) ควบคู่กับมาตรฐาน Green Industry โรงงานเนสกาแฟแห่งใหม่ พร้อมยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านการจ้างงาน 520 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าหมุนเวียนให้เกษตรกรไทยกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี

September 11, 2026 / 0 Comments
read more

บิน วิ่ง พัก กินไก่ทอด! สามแบรนด์ปั้นการตลาดท้องถิ่น งาน Chiang Mai Half Marathon 2026

Zcreat

3 แบรนด์ใหญ่ โก โฮเทล∙บางกอกแอร์เวย์ส∙เคเอฟซี ร่วมพาร์ทเนอร์มาร์เก็ตติ้ง สร้างอีโคซิสเต็มการตลาดท้องถิ่น ในงานวิ่ง Chiang Mai Half Marathon 2026   ถ้าการตลาดในอดีต คือ การพยายามพาลูกค้าเดินเข้ามาหาแบรนด์ แต่การตลาดในยุคนี้อาจกำลังเปลี่ยนไปสู่คำถามที่ต่างออกไปว่า   แบรนด์จะเข้าไปอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตลูกค้าได้อย่างไร?   แนวคิดนี้ สะท้อนชัดผ่านกิจกรรมวิ่ง ‘Bangkok Airways GO! HOTEL CHIANGMAI HALF MARATHON 2026’ ที่เตรียมจัดขึ้น 2 วัน 3 คืน ระหว่างวันที่ 25-27 กันยายนนี้   โดยรายละเอียดในกิจกรรมนี้ บอกว่า ‘โรงแรม โก โฮเทล เชียงใหม่’ เอาใจนักวิ่งในกิจกรรมครั้งนี้ รับสิทธิ์ 3 ต่อ ห้องพักราคาพิเศษ 750 บาท (เมื่อแสดงหลักฐานการสมัครวิ่ง*) นักวิ่งบิน BANGKOK AIRWAYS รับฟรี VOUCHER KFC มูลค่า 300 บาท (โชว์ BAODING PASS BANGKOK AIRWAYS) นักวิ่งทั่วไป รับฟรี VOUCHER KFC มูลค่า 200 บาท (เมื่อแสดงหลักฐานการสมัครวิ่ง*)   พร้อมเชิญชวนนักวิ่งจองเลยตอนนี้! BOOK NOW ‘CHIANGMAI HALF MARATHON 2026’ สิทธิ์จำกัด จองด่วน โดยใช้โค้ด ‘GOBANGKOKAIR’   สำหรับกลุ่มเป้าหมาย เชื่อว่าแบรนด์ตั้งใจเข้าถึงทาร์เก็ตหลัก ‘ผู้บริโภคสายวิ่ง’ นอกพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ Chiang Mai Half Marathon 2026 ในครั้งนี้ โดย ‘Customer Journey’ ของพวกเขาอาจเปลี่ยนจากจุดเริ่มต้นในวันปล่อยตัว แต่เป็นการเริ่มตั้งแต่เส้นทางแรกนับตั้งแต่เดินทาง โดยมี 3 แบรนด์ที่แตกต่างธุรกิจ แต่เชื่อมเข้าหากันในระบบนิเวศการตลาดท้องถิ่น ‘Local Marketing Ecosystem’ ร่วมกัน   โดยเริ่มจากสายการบิน Bangkok Airways ออกแบบสิทธิประโยชน์มาโยงไว้ตั้งแต่ต้นทาง สำหรับนักวิ่งที่เดินทางด้วยสายการบินบางกอก แอร์เวยส์ สามารถใช้บอร์ดิง พาส (Boarding Pass) เป็นส่วนหนึ่งของการรับสิทธิประโยชน์จาก KFC ในรูปแบบ Voucher มูลค่า 300 บาท   ขณะที่อีกหนึ่งความน่าสนใจยังอยู่ที Boarding Pass กับ ‘กิมมิค’ เปลี่ยนสถานะจากเอกสารยืนยันการเดินทางด้วยเครื่องบิน ให้มีมูลค่าต่อในระบบการตลาดฯนี้ ด้วยบัตรผ่านใบเดียวกันนี้ยังสามารถพาผู้บริโภคไปเชื่อมต่อกับแบรนด์อื่นต่อได้ เพื่อขยายคัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ ออกจากธุรกิจหลักของตัวเอง และเปลี่ยนการเดินทางให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์ใหม่กับแบรนด์อื่นในอีโคซิสเต็ม การตลาดฯเดียวกันได้   ส่วนกิจกรรมวิ่ง Chiang Mai Half Marathon 2026 คือ อีเวนต์แม่เหล็กที่ดึงคนเข้าสู่เมือง และเป็นแกนหลักของอีโคซิสเต็มนี้ที่ดึงผู้คนเดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้   และเมื่ออีเวนต์ เป็นจุดขายสร้างแรงดึงดูดให้คนเดินทางเข้าสู่เมืองได้แล้ว สิ่งที่ตามมา คือ ‘ความต้องการ’ ด้านต่างๆ ที่น่าจะกระจายไปยังธุรกิจอื่นในท้องถิ่น นอกเหนือจากแบรนด์ในแคมเปญพาร์ทเนอร์ฯ     เมื่อสายการบินจะได้ผู้โดยสาร โรงแรมได้ผู้เข้าพัก ร้านอาหารได้ลูกค้า และ เมืองได้การใช้จ่าย ที่สุดท้ายแล้วยังสะท้อนภาพการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ที่มีฉากทัศน์เป็นจังหวัดเชียงใหม่ อีกด้วย   และนี่อาจเป็นอีกสูตรหนึ่งของ ‘Partnership Marketing’  เพื่อสร้างเส้นทางการตลาดที่ทำให้ลูกค้าเดินผ่านทุกแบรนด์ไปได้พร้อมกัน โดยมีอีเวนต์ Chiang Mai Half Marathon 2026 เป็นแกนหลักเชื่อมอีโคซิสเต็ม        alt-x KEY TAKEAWAYS  3 แบรนด์ต่างกลุ่มธุรกิจ โก โฮเทล เชียงใหม่ ∙ เคเอฟซี ∙ บางกอกแอร์เวย์ส เปลี่ยนการตลาดแบบเดิมสู่การเข้าไปอยู่ในทุกช่วงเวลาของลูกค้า สู่ คัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ ‘บิน วิ่ง พัก กินไก่ทอด!’ สร้างระบบนิเวศการตลาดท้องถิ่นในงาน Chiang Mai Half Marathon 2026 กับโปรโมชันสิทธิประโยชน์ 3 ต่อ ทั้งห้องพักราคาพิเศษ 750 บาท และวอชเชอร์เคเอฟซี มากระตุ้นยอดจองล่วงหน้าเจาะกลุ่มนักวิ่งต่างพื้นที่ โดยเริ่มดูแลประสบการณ์ตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบินจนถึงวันปล่อยตัวบนสนามจริง ย้ำแนวคิดการทำ Partner Marketing ที่ดึงจุดแข็งต่างธุรกิจมาสร้างคุณค่าและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค  

September 10, 2026 / 0 Comments
read more

ออนิกซ์ฯ ดึง เกรฮาวด์ ปรับลุคแบรนด์ ‘ชามา’ ผ่านชุดยูนิฟอร์มสะท้อนตัวตน Joy of Living

WeView

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป x เกรฮาวด์ ออริจินัล เปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ ‘ชามา’ ดีไซน์เอิร์ธโทนมินิมอล เรียบหรู อบอุ่น ร่วมสมัย สะท้อนแบรนด์ผ่านแนวคิด Joy of Living   คอลแล็บแบรนด์แฟชั่นระดับตำนาน ออนิกซ์ฯ ดึง ‘เกรฮาวด์ ออริจินัล’ (Greyhound Original) ที่มีประสบการณ์กว่า 46 ปี มาร่วมยกระดับประสบการณ์แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ‘ชามา’ นวัตกรรมดีไซน์ชามา ยูนิฟอร์ม ออกแบบสไตล์โมเดิร์น มินิมอล ภายใต้แนวคิด Joy of Living ในโทนสีเอิร์ธโทน ผสานกลิ่นอายเอเชียน ปรับรูปแบบคอปกได้และซ่อนโลโก้อย่างแนบเนียนเพื่อการใช้งานจริง ใช้ยูนิฟอร์มเป็น Touchpoint  กลยุทธ์สื่อสารผ่านประสบการณ์ด้านความอบอุ่น เข้าถึงง่าย และเป็นธรรมชาติ รองรับพอร์ตพูลชามากว่า 20 แห่งทั่วภูมิภาค   ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้ให้บริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ออนิกซ์ฯ ร่วมกับ ‘เกรฮาวด์ ออริจินัล’ (Greyhound Original) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ยกะดับระดับประสบการณ์ของแบรนด์ ผ่านยูนิฟอร์มใหม่ของ ‘ชามา’ (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในเครือที่ออกแบบมา เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองทั้งระยะสั้นและระยะยาว   สำหรับความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ ‘ชามา’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านดีไซน์สะท้อนความทันสมัย ความคล่องตัว และมาตรฐานการบริการที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรมชาติ   “ยูนิฟอร์ม ถือเป็นอีกหนึ่งจุดสัมผัสสำคัญที่ผู้เข้าพักจะได้เห็นและสัมผัสตั้งแต่แรกเยือน ช่วยสร้างความรู้สึกและความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้าผู้เข้าพักอย่างต่อเนื่อง”   ขณะที่เกรฮาวด์ ออริจินัล ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มีบทบาทสำคัญในวงการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มาอย่างยาวนาน ด้วยประสบการณ์กว่า 46 ปี และคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นทั้งในด้านความเรียบเท่ ความร่วมสมัย และลูกเล่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังสะท้อน ‘วิถีและสไตล์การใช้ชีวิต’ ของคนเมืองที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ความมั่นใจ และการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน   ยุทธชัย บอกว่าสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ยังเพื่อให้ ‘ยูนิฟอร์ม’ ทำหน้าที่สร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ สะท้อนผ่านภาษาการบริการที่ถ่ายทอดตัวตนของชามา ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งความอบอุ่น ความร่วมสมัย และความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้ผู้เข้าพักรับประสบการณ์อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ให้ความสบายใจ ทุกครั้ง ชามา ‘Joy of Living’ ยุทธชัย กล่าวเสริมว่า ‘ชามา’ ต้องการเป็นเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นไลฟ์สไตล์ แบรนด์ที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้เข้าพักที่ให้ความสำคัญในทุกรายละเอียดประสบการณ์ทุกด้านของผู้เข้ามาใช้บริการ รวมถึง ‘ยูนิฟอร์ม’ ทีมงานซึ่งมีส่วนสำคัญในทุกจุดสัมผัสและมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้เข้าพักได้เห็นเช่นกัน   สำหรับการทำงานร่วมกันระหว่าง เกรฮาวด์ ออริจินัล เพื่อถ่ายทอดคาแรกเตอร์ชามา (Shama) สะท้อนผ่านมุมมมองแฟชั่นและการออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Joy of Living’ เป็นแกนในการออกแบบยูนิฟอร์ม สะท้อนถึงความอบอุ่น ความร่วมสมัย ความคล่องตัว และความเข้าถึงง่าย ตามบุคลิกของแบรนด์ และยังต้องสวมใส่สบายและเหมาะกับการทำงานจริง เพื่อส่งต่อความรู้สึกคุ้นเคย สบายใจ และเป็นธรรมชาติในแบบของชามา ตั้งแต่แรกพบและตลอดการเข้าพัก เชื่อมความต่างให้ลงตัว   ด้าน เอกบุตร อุดมผล ครีเอทีฟไดเรกเตอร์จากเกรฮาวด์ ออริจินัล เล่าแนวคิดในการออกแบบยูนิฟอร์มชามา ถึงความท้าทายของโปรเจกต์นี้ คือ นำอัตลักษณ์ของสองแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกันให้สื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ระหว่างความร่วมสมัยและความเรียบเท่ในแบบเกรฮาวด์ ออริจินัล ภายใต้ปรัชญา Basic with a Twist กับแนวคิด Joy of Living ของชามา ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกสบาย เป็นตัวของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ และการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ “เราจึงเลือกแนวทางการออกแบบที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียด เพื่อให้ยูนิฟอร์มทำหน้าที่ได้มากกว่าเครื่องแต่งกาย แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สะท้อนตัวตนของ แบรนด์ได้อย่างชัดเจน” เอกบุตร เสริมว่า หลังได้รับโจทย์มา จึงเริ่มเข้าสู่กระบวนการออกแบบด้วยมองว่ายูนิฟอร์มของชามาควรให้ความรู้สึกเป็นมิตร สบายตา และสวมใส่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยหยิบโทนสีเอิร์ธโทน (Earth Tone) มาใช้ร่มกับเส้นสายแบบมินิมอลร่วมสมัย (Modern Minimal) เพื่อให้ภาพรวมดูคล่องตัวและเป็นมืออาชีพ   ขณะเดียวกันยูนิฟอร์มใหม่ชามา ยังเติมรายละเอียดเล็กๆ สะท้อนตัวตนแบรนด์แบรนด์เอเชีย เช่น คอปกที่สามารถปรับรูปแบบการสวมใส่ได้ การซ่อนโลโก้ ชามาไว้อย่างแนบเนียน รวมถึงการแทรกกลิ่นอายแบบเอเชียน (Asian Influence) เข้าไปในดีไซน์ โดยให้ทุกองค์ประกอบที่ถูกคิดมาใช้งานได้จริงควบคู่ไปกับความสวยงาม   ‘ชามา’ บ้านในเมือง   ชามา (Shama) เป็นแบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่มีรากฐานมาจากแนวคิดของ ‘บ้านในเมือง’ ก่อตั้งขึ้นที่ฮ่องกง และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกง ก่อนเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และได้รับการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง   ปัจจุบัน ชามาเปิดให้บริการรวมกว่า 20 แห่งในประเทศไทย จีน ฮ่องกง และมาเลเซีย พร้อมขยายการรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างเป็นธรรมชาติเสมือนอยู่บ้าน ภายใต้แบรนด์ย่อย ได้แก่ ชามา (Shama) ชามา ฮับ (Shama Hub) ชามา ลักซ์ (Shama Luxe)

September 10, 2026 / 0 Comments
read more

ตัน ภาสกรนที ใส่เสื้อปุ๋ยเห็นโอกาสใหญ่อีกครั้ง ในตลาดสินค้าเกษตร 4หมื่นล.บาท

Zcreat

‘ตัน ภาสกรนที’ ชายผู้เห็นโอกาสธุรกิจเสมอ รอบนี้สวมเสื้อปุ๋ยเข้าตลาดพรีเมียม 40,000 ล้านบาท ย้ำวิธีคิดทำธุรกิจลงทุนซื้อมาขายไปไม่ซับซ้อน สร้าง New Growth Engine นอกกลุ่มเครื่องดื่ม     จับโอกาสใหม่ข้ามอุตสาหกรรม ตัน ภาสกรนที สวมบทบาทใหม่ใส่เสื้อปุ๋ย Rampatec ตอกย้ำดีเอ็นเอนักบริหาร ที่มองโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเสมอ เจาะตลาดปุ๋ยพรีเมียม 40,000 ล้านบาท  JV บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด เข้าตลาดเกษตรกรรมไทยที่มีมูลค่ามหาศาล พร้อมอุปสงค์การใช้งานและอัตราการซื้อซ้ำสูงตามรอบเพาะปลูก ใช้โมเดล Aseet Lite กับแนวคิดธุรกิจตรงไปตรงมา  การลงทุนธุรกิจครั้งนี้ เน้นการบริหารจัดการต้นทุนและการกระจายสินค้าที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่มีความซับซ้อนด้วยแนวคิดซื้อมาขายไป   ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มภายใต้พอร์ตโฟลิโอ ‘อิชิตัน’ เปิดเผยว่า บริษัทขยายธุรกิจNew Growth Engine นอกธุรกิจเครื่องดื่ม ร่วมกับ ‘กลุ่มเอกยงวงศ์’ จัดตั้ง กิจการร่วมทุน ‘บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด’ ใช้ทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท โดย ICHI ถือหุ้น 51% และกลุ่มเอกยงวงศ์ถือหุ้น 49%   สำหรับธุรกิจใหม่ บริษัทตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ ด้วยมองเห็นโอกาสขยายสู่ตลาดการเกษตรกลุ่มผลิตภัณฑ์ปุ๋ยเคมีเซ็กเมนต์พรีเมียมในตลาดปุ๋ย Compound NPK มีมูลค่าราว 32,000 ล้านบาท จากภาพรวมตลาดสินค้ากลุ่มนี้มีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้าน และเป็นตลาดที่มีอุปสงค์ (Demand) ระยะยาวและมีการซื้อซ้ำตามรอบการเพาะปลูก   ตัน กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์การขยายธุรกิจใหม่ ด้วยการเข้าตลาดใหญ่ไปพร้อมพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและแข็งแกร่งในตลาดมานานกว่า 30 ปี พร้อมใช้ประสบการณ์ด่านต่างๆ ของกลุ่มอิชิตันเสริมการทำตลาดร่วมกันเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ที่โตไปพร้อมกับภาคเกษตรกร   ขณะที่ แนวทางการทำธุรกิจ ‘ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์’ จะใช้โมเดล Asset Light ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรราคาแพง โดยกลุ่มอิชิตัน นำจุดแข็งด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ เงินทุน วินัยทางการเงิน และมาตรฐานการกำกับดูแลของบริษัทจดทะเบียนเข้ามาเสริม และต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทีมขาย เครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลก และคู่ค้าภายในประเทศ จากความเชี่ยวชาญด้านการจัดหา (Sourcing) และซัพพลายเชน (Supply Chain) ของกลุ่มเอกยงวงศ์ ร่วมบริหารจัดการและลดความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด   ธุรกิจสไตล์ ‘ตัน’ เห็นโอกาสแล้วคว้า   ตัน กล่าวเสริมกับ Alternate-X ว่า การเข้ามาในวงการตลาดปุ๋ยในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งเส้นทางการขยายธุรกิจใหม่นอกธุรกิจเครื่องดื่ม ผ่านการร่วมทุน ‘กลุ่มเอกยงวงศ์’ ซึ่งมีพื้นฐานแข็งแกร่งในตลาดสินค้าการเกษตร   โดยเฉพาะปุ๋ยพรีเมียมแบรนด์ ‘Rampatec’ ซึ่งมีตลาดรองรับสินค้าอยู่แล้วในกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย รวมถึงไม้ผลและพืชส่งออกอื่นๆ เพื่อทำตลาดในระยะแรกก่อนขยายไปสู่ตลาดพรีเมียม แมส ในอนาคต   ขณะที่ การเข้าสู่ธุรกิจปุ๋ยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อขยายการทำตลาดร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและชาวไร่ผู้ปลูกชาของอิชิตันแต่อย่างใด ด้วยปัจจุบันบริษัท มีเกษตรกรผู้ปลูกใบชาภายใต้พันธสัญญา (Contract Farming) ระยะยาว จำนวนหนึ่ง เพื่อผลิตให้ได้ใบชาออร์กานิค ที่สอดคล้องกับแนวทางผลิตสินค้าของบริษัท ซึ่งมีเพียงจำนวนน้อยมากที่ต้องการใช้ปุ๋ย   “การร่วมทุนธุรกิจครั้งนี้ไม่มีความซับซ้อนแต่อย่างใด เป็นการลงทุนในธุรกิจเพื่อซื้อมาขายไปในตลาดปุ๋ยเคมีไทยซึ่งมีมูลค่ากว่าแปดหมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนตลาดปุ๋ย Compound NPK  มีมูลค่าราวสามถึงสี่หมื่นล้านบาท ซี่งเป็นเซ็กเมนต์พรีเมียมหลักที่อิชิตัน มองเห็นศักยภาพในตลาดนี้”   สำหรับทิศทางธุรกิจ บริษัทตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จะเริ่มรับโอนแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม Rampatec (แรมปาเทค) ซึ่งกลุ่มเอกยงวงศ์ทำตลาดมาแล้วประมาณ 3 ปี และเข้ามาอยู่ภายใต้กกิจการร่วมทุน ทำให้บริษัทสามารถเริ่มสร้างรายได้และขยายตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาสร้างแบรนด์ใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น ส่วนแผนในระยะยาว บริษัทตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ ไปสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรที่ตอบโจทย์ประสิทธิภาพและความยั่งยืน อาทิ ปุ๋ยเคลือบอะมิโน สารอาหารรอง ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน ปุ๋ย Slow Release   โดยวางเป้าหมายปลายทาง สู่การพัฒนาเป็น Agri Innovation Platform ทำหน้าที่คัดสรรนวัตกรรมการเกษตรจากทั่วโลก นำมาทดลองและพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานจริงของเกษตรกรไทย โดยใช้เครือข่ายคู่ค้า และข้อมูลความต้องการของเกษตรกรเป็นฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์   สำหรับโครงสร้างการบริษัทตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด ICHI จะลงทุนในส่วนทุนไม่เกิน 76.5 ล้านบาท และทยอยชำระตามงวดที่กำหนดในสัญญา โดยบริษัทจะใช้ระยะเวลาในช่วงแรกสำหรับการจัดตั้งและเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป   ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ บริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด จะถูกรวมในงบการเงินรวมของ ICHI ตามหลักเกณฑ์ทางบัญชี โดยวางเป้าหมายรายได้ไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้านบาทในปีถัดไป และมีรายได้ 1,500 ล้านบาทใน 3 ปี จากปัจจุบันแบรนด์ปุ๋ยพรีเมียม Rampatec (แรมปาเทค) ภายใต้กลุ่มเอกยงวงศ์ ได้ทำตลาดมาก่อนหน้า 3 ปี มียอดขายล่าสุดราว 70 ล้านบาทต่อปี   ขณะที่ กลุ่มเอกยงวงศ์ อยู่ในธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2534 มีรายได้ปี 2568 ประมาณ 3,200 ล้านบาท และอยู่ในระดับชั้นนำของกลุ่มผู้ประกอบการ มีจุดแข็งสำคัญทั้งเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศทั่วโลก และคู่ค้าภายในประเทศ ความสัมพันธ์กับตลาด การบริหาร Supply Chain ตลอดจนทีมปฏิบัติการที่อยู่ใกล้เกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกจริง   ‘ตัน เพาเวอร์’ ปลดล็อคเข้าตลาดปุ๋ยหน้าใหม่   ด้าน วุฒิพงศ์ วนากุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกยงวงศ์ จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างอิชิตัน กรุ๊ป ในครั้งนี้ นอกจากเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนและการตลาดแล้ว ยังเป็นการนำชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในระดับประเทศของคุณตัน สร้างการเติบโตธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำร่วมกัน   สำหรับฝั่งต้นน้ำ จากความน่าเชื่อถือระดับประเทศของอิชิตัน กรุ๊ป และคุณตันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงและเจรจา กับผู้ผลิตแม่ปุ๋ยรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งมีผลทั้งต่อการคัดเลือกสินค้า คุณภาพ เงื่อนไขทางการค้า และความ สามารถในการแข่งขัน   ขณะที่ในฝั่งปลายน้ำ ความเป็นบุคคลสาธารณะ (Public Figure) ของคุณตันจะช่วยสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ใหม่ได้เร็วขึ้น ตั้งแต่ คู่ค้ารายใหญ่ ร้านค้าเกษตร ไปจนถึงเกษตรกรรายย่อย   “ตลาดปุ๋ยเป็นตลาดที่มี Barrier to Entry การกีดกันการเข้าตลาดสูงทั้งความเชื่อมั่นของคู่ค้า ความเข้าใจสินค้า การจัดหาอินเวนโทรี่ และเครดิต ซึ่งต้องใช้เวลาและประสบการณ์ในการสร้างขึ้นมา”       alt-x KEY TAKEAWAYS ‘ตัน ภาสกรนที’ ตอกย้ำภาพลักษ์นักบุกเบิกผู้เห็นโอกาสทางธุรกิจอยู่เสมอ ด้วยการข้ามสายมาใส่เสื้อแบรนด์ปุ๋ย Rampatec หลังร่วมทุนตั้งบริษัท ตัน เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด เป็น  New Growth Engine ใหม่ เข้าตลาดปุ๋ยและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงถึง 40,000 ล้านบาท เน้นยุทธศาสตร์การทำธุรกิจด้วยโมเดล Asset Lite กับแนวคิดสไตล์การลงทุนซื้อมาขายไปที่เรียบง่าย คล่องตัว และเน้นการทำกำไรแบบตรงไปตรงมา ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการทำตลาดและเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เข้าหาตลาดที่มีศักยภาพโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ สะท้อนการปรับตัวของผู้นำธุรกิจที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมเพื่อสร้างการเติบโตระลอกใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง    

September 9, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ผนึก กสทช. ลุยตรวจซิมการ์ดสามจังหวัด เข้มมาตรการสกัดอาชญากรรมไซเบอร์

PRnounce

ยกระดับความปลอดภัยเพื่อคนไทย! ทรู คอร์ปอเรชั่น ผนึก กสทช. ลงพื้นที่สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม-เพชรบุรีตรวจเข้มมาตรการลงทะเบียนซิม สกัดการนำเลขหมายใช้ก่ออาชญากรรมไซเบอร์ ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ให้บริการและตัวแทนจำหน่าย เพื่อติดตามและประเมินผลการดำเนินการ ลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามประกาศสำนักงาน กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องจัดการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยทรู ได้ให้ความร่วมมือแนะนำขั้นตอนการลงทะเบียน และนำเสนอระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม เพื่อให้การกำกับดูแลของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเตรียมนำผลการประเมินไปยกระดับมาตรฐานการให้บริการต่อไป ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมทรู ร่วมลงพื้นที่กับคณะ กสทช. นำโดย พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐ และกรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย พร้อมด้วย นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ กสทช. โดยทรูได้ร่วมให้ข้อมูลและนำเสนอขั้นตอนการให้บริการ เพื่อให้คณะ กสทช. ติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติงานจริง ณ ทรู ช็อป เซ็นทรัล มหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ร่วมถึงพื้นที่สมุทรสงคราม เพชรบุรี ครอบคลุมกระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย การจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ ตลอดจนขั้นตอนการปฏิบัติงานของศูนย์บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรการที่ กสทช. กำหนด พลตำรวจเอก ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร ประธานคณะอนุกรรมการบูรณาการแนวทางในการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีโทรคมนาคมและความมั่นคงของรัฐและกรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย กล่าวว่า “การลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ กสทช. ให้ความสำคัญ เพื่อให้การลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถตรวจสอบได้โดยมุ่งตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงของศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่าย ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนดอย่างเคร่งครัด “กสทช.จะติดตามและบูรณาการความร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการลงทะเบียนซิมให้มีมาตรฐาน รัดกุม และตรวจสอบได้เพราะการลงทะเบียนที่ถูกต้องไม่เพียงเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดช่องทางที่มิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะนำเลขหมายโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิด และช่วยป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนและประเทศ” นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ความร่วมมือกับสำนักงาน กสทช. อย่างต่อเนื่องในมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ร่วมกัน โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตน การลงทะเบียนเลขหมาย การจัดเก็บข้อมูล ตลอดจนขั้นตอนการปฏิบัติงานของศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่าย เพื่อให้ทุกกระบวนการเป็นไปอย่างถูกต้อง รัดกุม และสามารถตรวจสอบได้” นอกจากการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลมาตรฐานการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรและตัวแทนจำหน่ายที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจและปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง โดยพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลจากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช.มาพิจารณาปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น “เราเชื่อว่าการป้องกันการนำเลขหมายโทรศัพท์ไปใช้ในทางที่ผิด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทรูจึงพร้อมสนับสนุนมาตรการของภาครัฐและร่วมยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ลดความเสี่ยงจากการนำเลขหมายไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และร่วมสร้างระบบนิเวศโทรคมนาคมที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เพราะความมั่นคงปลอดภัยของลูกค้าคือสิ่งที่ทรูให้ความสำคัญมาโดยตลอด” นายนฤพนธ์ กล่าวในที่สุด พร้อมกันนี้ ทรูยังเพิ่มความปลอดภัยให้ลูกค้าผ่านบริการ “ทรูไซเบอร์เซฟ” (True CyberSafe) ระบบป้องกันภัยไซเบอร์อัตโนมัติสำหรับลูกค้าทรูและดีแทคทุกเลขหมาย โดยช่วยบล็อกลิงก์และเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงจาก SMS หรือการใช้งานอินเทอร์เน็ตก่อนเข้าถึงเว็บไซต์อันตราย โดยลูกค้าไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้ง ทรู คอร์ปอเรชั่น และกสทช. ในการเดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางเทคโนโลยีระดับชาติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่าทุกขั้นตอนการให้บริการเป็นไปอย่างโปร่งใส รัดกุม และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องสังคมไทยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างยั่งยืน

September 9, 2026 / 0 Comments
read more

คนไทยป่วยสุขภาพจิต 1.5 ล.คน ‘เอกชัยการแพทย์’ ขยายแพทย์เฉพาะทางเจาะซึมเศร้า-หมดไฟทำงาน

Peace&Play

เอกชัยการแพทย์ ขยายตลาดแพทย์เฉพาะทาง เปิด ’Bloom Mental Wellness Hospital’ รับโอกาส ‘คนไทย’  ปัญหาสุขภาพจิต ซึมเศร้า เบิร์น-เอาต์ ขยายตัวสูง       ขยายพอร์ตสู่การแพทย์เฉพาะทาง  EKH ถือหุ้น 58% ร่วมทุน นารายณ์พร็อพเพอตี้ (25%) และทีมแพทย์ (17%) ทุ่ม 400 ล้านบาท เปิดโรงพยาบาลสุขภาพจิต 50 เตียง บนถนนเพชรเกษม ตอบโจทย์เพนพอยต์คนไทย 1.5 ล้านคน มุ่งแก้ปัญหาการขาดแคลนสถานพยาบาลเฉพาะทาง รองรับผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ทั้งภาวะซึมเศร้า Burn-out สมาธิสั้น และการติดสารเสพติด ชูนวัตกรรม Healing Architecture ออกแบบสถาปัตยกรรมและพื้นที่สีเขียวเน้น Emotional Well-Being พร้อมทีมจิตแพทย์และสหวิชาชีพกว่า 30 ท่าน ให้บริการ Personalized Care 24 ชม.     นายแพทย์อำนาจ เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) (EKH) ผู้ประกอบธุรกิจสถานพยาบาลในลักษณะโรงพยาบาลในจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า บริษัทฯ ลงทุนกว่า มูลค่า 460 ล้านบาท เปิดตัว ‘Bloom Mental Wellness Hospital ขนาด 50 เตียง  ตั้งบนถนนเพชรเกษม 86 เป็นโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสุขภาพจิต (Mental Health) เป็นโครงการร่วมทุนระหว่าง EKH ถือหุ้น 58%, บริษัท นารายณ์พร็อพเพอตี้ จำกัด ถือหุ้น 25% และทีมแพทย์ พยาบาล ตลอดจนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญร่วมถือหุ้นอีก 17%   สำหรับ ‘Bloom Mental Wellness Hospital’ วางแนวคิดการพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพจิตที่ทันสมัยและครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการบริการเฉพาะทางที่มีการเติบโตสูงในปัจจุบัน พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มบริษัทฯ  ในอนาคต และเพิ่มโอกาสในตลาดดูแลสุขภาพในสาขาบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมที่เฉดพาะทางมากขึ้น   นอกจากนี้  ‘Bloom Mental Wellness Hospital’ ยังวางตำแหน่วเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชระดับพรีเมียม ให้บริการแลสุขภาวะทางใจครบวงจร อาทิ การดูแลผู้มีภาวะซึมเศร้า, ภาวะหมดไฟในวัยทำงาน (Burn-out Syndrome) โรคสมาธิสั้นในเด็ก (ADHD), ภาวะการเสพติด เป็นต้น   โดยวางแนวคิดการรักษาที่ให้ความสำคัญทั้งการป้องกัน การฟื้นฟู และการรักษาอย่างลึกซึ้งในทุกช่วงวัยของชีวิต เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลด้านจิตใจได้อย่างแม่นยำและเข้าใจ ด้วยทีมจิตแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขามากกว่า 30 ท่าน นักจิตวิทยาและทีมสหวิชาชีพที่พร้อมออกแบบแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Care)   สำหรับกลุ่มเป้หมาย ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่ วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงผู้ที่มีภาวะซับซ้อนและต้องการการดูแลเฉพาะทาง) รวมถึงผู้ที่ยังไม่ได้มีภาวะเจ็บป่วยทางจิตเวช แต่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการทำความเข้าใจตนเอง คลี่คลายปมปัญหา ความเครียด ตลอดจนอุปสรรคต่อการใช้ศักยภาพของตนเอง ไปจนถึงผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมง การดูแลสุขภาพจิต=เรื่องปกติ   ด้าน นายแพทย์จตุภัทร คุณสงค์ ผู้อำนวยการ Bloom Mental Wellness Hospital กล่าวเสริมว่า สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตของประชากรไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยประเมินผู้มีปัญหาสุขภาพจิต อยู่ที่ 1.5 ล้านคน แต่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากหลายปัจจัย รวมถึงต่ประเทศไทยยังขาดแคลนโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่จะมาดูแลรักษาผู้ป่วย   จากแนวโน้มดังกล่าว เป็นโอกาส Bloom Mental Wellness Hospital ที่เข้ามาแก้เพนพอยต์ ดังกล่าวให้สังคมไทย ด้วยหลักคิดต้องการให้ ‘สุขภาพจิต’ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาเมื่อเกิดปัญหา แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ  และมุ่งหวังให้เป็นสถานที่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลด้านจิตใจได้อย่างเข้าใจ มีศักดิ์ศรี และได้รับการยอมรับในความเป็นตัวเอง   ทั้งนี้ Bloom Mental Wellness Hospital ยังได้ให้ความสำคัญกับงานออกแบบสถาปัตยกรรมและแลนด์สเคป ที่มุ่งเน้นด้านสุขภาวะทางอารมณ์ Emotional Well-Being) เพื่อลดความเครียดทั้งของผู้รับบริการและบุคลากร ที่ถูกแอกแบบให้เป็น ‘ศูนย์บำบัดที่ช่วยเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ’ นำองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ทั้งการเปิดรับแสงแดดธรรมชาติอย่างพอเหมาะ ระบบการถ่ายเทอากาศที่ดี พื้นที่สีเขียวอันร่มรื่น ตลอดจนการตกแต่งภายในที่เลือกใช้โทนสีอบอุ่นและวัสดุจากธรรมชาติ เพื่อมอบความรู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลายสูงสุด   สำหรับ ’Bloom Mental Wellness Hospital’ เปิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีผู้เข้ารับบริการผู้ป่วยนอก (OPD) เฉลี่ย 15-20 เคสต่อว้น และผู้ป่วยใน (IPD) เฉลี่ย 2-3 เตียงต่อวัน วางอัตราค่าบริการปรึกษาทางการแพทย์เริ่มต้น 1,500-2,000 (+,-) บาทต่อหนึ่งชั่วโมง ไม่รวมค่ายา  คาดในปี 2569 มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท และในปี 2570 เป้เารายได้ 100 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวใน 5 ปีหน้า 400 ล้านบาท (คาดอัตรากำไร IRR 16-17%)  และถึงจุดคืนทุนใน 7 ปี   alt-x  KEY TAKEAWAYS  บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน)  EKH ขยายธุรกิจการแพทย์เฉพาะทาง เปิดตัว Bloom Mental Wellness Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชระดับพรีเมียม มูลค่าโครงการ 400 ล้านบาท ขนาด 50 เตียง ตั้งบนถนนเพชรเกษม มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายทุกช่วงวัย ตั้งแต่ผู้ที่ต้องการพื้นที่ผ่อนคลายความเครียด ภาวะหมดไฟ ไปจนถึงผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด 24 ชั่วโมง ชูนวัตกรรมการรักษาแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) ผสานการออกแบบสถานที่สไตล์ Healing Architecture เพื่อบำบัดจิตใจด้วยธรรมชาติ สร้างนวัตกรรมบริการทางการแพทย์เพื่อแก้เพนพอยต์สังคมไทยที่มีผู้มีปัญหาสุขภาพจิตสูงถึง 1.5 ล้านคน แต่ยังขาดแคลนสถานพยาบาลเฉพาะทาง

September 9, 2026 / 0 Comments
read more

ไอซีเอส ชวนชมนิทรรศการ BLUE IN A BURNING WORLD ค้นหาความหวังกลางโลกร้อน

PRnounce

ICS Lifestyle Complex ชวนสำรวจความหวังท่ามกลางโลกที่ร้อนระอุ ผ่านนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD” โดย PSP.27 ศิลปินเจ้าของคาแรกเตอร์ “PRED” ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 20 กันยายน 2569 เมื่อโลกกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้ง และวิกฤตการณ์รอบด้าน เรายังสามารถรักษาความเป็นตัวตนของเราไว้ได้อย่างไร? คำถามนี้ถูกถ่ายทอดผ่านนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD” ผลงานล่าสุดของ PSP.27 ศิลปินเจ้าของคาแรกเตอร์ “PRED” (เป็ด) ที่ชวนผู้ชมมองโลกในมุมที่แตกต่าง ผ่านตัวละครสีน้ำเงินผู้เปรียบเสมือน “สีเย็น” ท่ามกลางโลกที่กำลังร้อนแรง จัดแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรก ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ ชั้น 1 ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม “BLUE IN A BURNING WORLD” ถ่ายทอดเรื่องราวของโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความร้อนแรงทั้งจากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวและความรู้สึกภายในจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้ง ความรุนแรง ความกลัว ตลอดจนกระแสข้อมูลที่หลั่งไหลอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมี “PRED” ตัวละครสีน้ำเงินเป็นเสมือนผู้สังเกตการณ์ที่เดินทางผ่านภูมิทัศน์ของโลกสมัยใหม่ และเผชิญหน้ากับเรื่องราวและสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่สะท้อนความซับซ้อนของสังคม สิ่งที่ทำให้ PRED แตกต่าง คือแทนที่จะตอบสนองต่อโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายด้วยความหวาดกลัว ตัวละครกลับเลือกแสดงออกผ่านบุคลิกที่กวน ขบขัน ดื้อรั้น และเปี่ยมด้วยพลังชีวิต กลายเป็นมุมมองอีกด้านที่ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองตามไปด้วยหรือไม่ หรือเรายังสามารถเลือกที่จะเป็นตัวของตัวเองได้ สำหรับ PSP.27 “Blue” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงความเศร้าหรือความสงบ แต่ยังเป็นตัวแทนของจินตนาการ ความหวัง และอิสรภาพในการมองโลกจากมุมที่แตกต่าง ขณะที่ “Burning World” ไม่ได้สะท้อนเพียงวิกฤตการณ์ภายนอก หากยังหมายถึงโลกภายในของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับความกดดัน ความโกรธ ความวิตกกังวล และความไม่แน่นอน นิทรรศการครั้งนี้จึงไม่ได้มุ่งนำเสนอคำตอบหรือวิธีแก้ไขปัญหาของโลก หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หยุดมองความเปลี่ยนแปลงรอบตัว และหันกลับมาสำรวจความรู้สึกของตัวเอง ผ่านผลงานและเรื่องราวของ PRED พร้อมตั้งคำถามว่า “เมื่อโลกกำลังลุกไหม้ เรายังเลือกจะเป็นสีอะไร?” เพราะบางครั้ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของโลก การยังคงรักษาตัวตนที่แท้จริงของเราไว้ อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราสามารถเลือกรักษาไว้ได้ ร่วมสัมผัสนิทรรศการ “BLUE IN A BURNING WORLD” และออกเดินทางไปกับ PRED เพื่อค้นหาคำตอบในแบบของคุณเอง ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ ชั้น 1 ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม

September 8, 2026 / 0 Comments
read more

พูลอุดม ฉลอง 50 ปี ลุย Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์คาร์บอนต่ำ

PRnounce

พูลอุดม ครบรอบ 50 ปี เดินหน้าสู่ Green Supply Chain ยกระดับวัตถุดิบอาหารสัตว์–โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ รับทิศทางการค้าโลก บริษัท พูลอุดม จำกัด หนึ่งในบริษัทภายใต้ กลุ่มพูลผล ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์และบริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ประกาศเดินหน้าสู่ปีที่ 50 พร้อมยกระดับการดำเนินงานตามแนวทางห่วงโซ่อุปทานสีเขียว(Green Supply Chain) มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่ง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Logistics)เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รองรับทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้าน ESG มากขึ้น ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท พูลอุดม จำกัด พัฒนาจากผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารสัตว์ สู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันเส้น และกากมันสำปะหลัง พร้อมพัฒนาระบบคลังสินค้า ไซโล และการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อรองรับการจัดเก็บและขนส่งวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทางจนถึงการส่งมอบให้ลูกค้า ภายใต้มาตรฐาน GHPs และ HACCP ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบ สำหรับทิศทางในปีที่ 50 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนา Green Supply Chain โดยมุ่งปรับปรุงกระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารคลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน สอดรับกับแนวโน้มของภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพและคำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น ขณะที่ด้านโลจิสติกส์ บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาแนวทาง Low Carbon Logistics ด้วยการนำเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง โดยให้ความสำคัญกับการลดเที่ยวรถเปล่า การใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนอกจากช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการขนส่ง แนวทางดังกล่าวได้รับการยอมรับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัท พูลอุดม จำกัด ได้รับรางวัล “สถานประกอบการดีเด่น” จากโครงการ Eco Move และได้รับการคัดเลือกเป็น Success Case ด้าน Low Carbon Logistics จากกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จากการนำ Backhaul Matching System หรือระบบจับคู่เที่ยวรถขากลับ มาใช้บริหารจัดการเที่ยวรถและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ช่วยลดต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม นางวันดี อัครวงศ์วิจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลอุดม จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของบริษัทเกิดขึ้นจากความไว้วางใจของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ ขณะที่ทิศทางต่อจากนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเติบโตขององค์กร แต่ต้องการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าการพัฒนา Green Supply Chain ไม่ได้หมายถึงเพียงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทฯ เตรียมยกระดับองค์กรสู่ Low Carbon Organization ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การบริหารจัดการคาร์บอน และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ควบคู่กับการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

September 8, 2026 / 0 Comments
read more

เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ชวนฉลองส่งท้ายปี 2026 รับบรรยากาศระดับ MICHELIN Key

WeView

‘เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต’ เปิดไลน์อัปกิจกรรมฉลองส่งท้ายปี 2026 พร้อมสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนในบรรยากาศ ‘รีสอร์ตรางวัล MICHELIN Key’ ที่น่าประทับใจในแบบหนึ่งเดียวใจกลางอันดามัน   ปักหมุดรีสอร์ตรางวัล MICHELIN Key เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ชูจุดเด่นเกาะส่วนตัวเงียบสงบกลางอันดามัน ต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปี 2026 ไลน์อัปกิจกรรมเทศกาลคริสต์มาส เริ่มตั้งแต่พิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาสริมหาด 17 ธ.ค. ต่อด้วยบุฟเฟต์คริสต์มาสอีฟ 24 ธ.ค. และเซตเมนูพิเศษวันคริสต์มาส 25 ธ.ค. ปาร์ตี้ส่งท้ายปีธีมท้องถิ่น จัดงานเคานต์ดาวน์ต้อนรับปีใหม่ในธีม “กลิ่นอายภูเก็ต” ครอบคลุมห้องอาหารวีรันดา ไอยรา และบริเวณริมชายหาด     เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต รีสอร์ตหรูระดับการันตีด้วยรางวัล MICHELIN Key ซึ่งตั้งแห่งเดียวบนเกาะนาคาใหญ่ จุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนบนเกาะส่วนตัวอันเงียบสงบกลางทะเลอันดามันของจังหวัดภูเก็ต พร้อมมอบช่วงเวลาแห่งความสุขให้แก่ทุกท่านตลอดเทศกาลวันหยุดปลายปี 2026 นี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามและบริการที่มากกว่าความประทับใจ   ร่วมฉลองเปิดไฟต้นคริสต์มาส   เริ่มต้นเทศกาลแห่งความสุขอย่างอบอุ่นประจำปี ในวันที่ 17 ธันวาคม ช่วงเวลา 17.30–18.30 น. โด ผู้เข้าพักและพนักงานของรีสอร์ตจะมารวมตัวกัน ณ บริเวณริมชายหาด  เพื่อร่วมพิธีเปิดไฟต้นคริสต์มาส (Christmas Tree Lighting Ceremony) ภายในงาน พร้อมเสิร์ฟคานาเป้และค็อกเทลรังสรรค์พิเศษ ควบคู่ไปกับการแสดงดนตรีสด ก่อนเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ เมื่อผู้จัดการทั่วไปให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดไฟประดับต้นคริสต์มาส     คริสต์มาส ไวบส์สุดยูนีค   เดอะ นาคา ไอแลนด์ มอบความสุขต่อเนื่องไปจนถึงคืนวันคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม เวลา 18.30–22.30 น. ณ ห้องอาหารวีรันดา (Veranda) ซึ่งโดดเด่นด้วยทัศนียภาพทะเลอันกว้างไกล พร้อมเปิดบ้านต้อนรับทุกท่านสู่มื้อค่ำสุดพิเศษ โดยทีมเชฟของรีสอร์ตได้รังสรรค์บุฟเฟต์นานาชาติที่รวบรวมรสชาติแห่งเทศกาลและเมนูเลื่องชื่อจากทั่วโลก ทั้งโคลด์คัตและชีสนำเข้า เนื้อชั้นเลิศ อาหารทะเลท้องถิ่นคุณภาพเยี่ยม ตลอดจนขนมหวานหลากหลายรายการ   พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสดจากวงทรีโอ ฟังบทเพลงคริสต์มาส และชมการแสดงจากเหล่าเอลฟ์ที่จะมาเติมเต็มสีสันให้ค่ำคืนนี้น่าจดจำยิ่งขึ้น   ถัดมาในวันที่ 25 ธันวาคม เวลา 18.30–22.30 น. การเฉลิมฉลองยังคงดำเนินต่ออย่างต่อเนื่องด้วยมื้อค่ำวันคริสต์มาส ณ ห้องอาหารวีรันดา โดยผู้เข้าพักจะได้ลิ้มลองเซตเมนูพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ พร้อมรับชมการแสดงดนตรีสดจากวงทรีโอ ท่ามกลางเสียงคลื่นและสายลมทะเลที่มอบค่ำคืนอันอบอุ่นและน่าประทับใจอีกหนึ่งค่ำคืนแห่งเทศกาล   ส่งท้ายปีประทับใจสมบูรณ์แบบ เดอะ นาคา ไอแลนด์ ปิดท้ายด้วยค่ำคืนสุดท้ายของปีในวันที่ 31 ธันวาคม รีสอร์ต ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมต้อนรับปีใหม่กับงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าในธีม ‘กลิ่นอายภูเก็ต’ ซึ่งจัดขึ้นทั่วบริเวณห้องอาหารวีรันดา ห้องอาหารไอยรา (Aiyara) และบริเวณริมชายหาดของรีสอร์ต เพื่อสร้างความทรงจำสุดประทับใจต้อนรับปีใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ   สำหรับค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง วางกำหนดตั้งแต่เวลา 18.30–20.00 น. เริ่มต้นด้วยเวลคัมค็อกเทลและคานาเป้ และในเวลา 20.00 น. เป็นต้นไป พร้อมอิ่มอร่อยกับบุฟเฟต์นานาชาติที่ผสานกลิ่นอายและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต   จากนั้นเป็นช่วงเวลาให้ความสนุกสนานตลอดค่ำคืนกับการแสดงดนตรีสด โชว์ไฟ และการแสดงจากดีเจ   ก่อนร่วมกันนับถอยหลังสู่ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงพร้อมชมการแสดงดอกไม้ไฟเหนือท้องทะเลอันดามันในเวลาเที่ยงคืน โดยงานเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 00.15 น.   ความทรงจำพิเศษบรรยากาศ MICHELIN Key   เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต รีสอร์ตแห่งเดียวบนเกาะนาคาใหญ่ ได้เตรียมสถานที่อันเหมาะสมสำหรับการสร้างความทรงจำแสนพิเศษในช่วงเทศกาล ด้วยห้องพัก ห้องสวีท และพูลวิลล่ารวม 90 ห้อง ควบคู่กับประสบการณ์ด้านอาหารและการดูแลสุขภาพที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ด้วยแพ็คเกจดังนี้   มื้อค่ำวันคริสต์มาสอีฟ ราคา 7,800++ บาท ต่อผู้ใหญ่หนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ ราคา 3,800++ บาทต่อเด็กหนึ่งท่าน สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ร่วมรายการ มื้อค่ำวันคริสต์มาส ราคา 4,800++ บาทต่อผู้ใหญ่หนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ ราคา 2,500++ บาทต่อเด็กหนึ่งท่าน สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ร่วมรายการ งานกาลาดินเนอร์ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ราคา 22,000++ บาทต่อผู้ใหญ่หนึ่งท่าน รวมเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ ราคา 8,000++ บาทต่อเด็กหนึ่งท่าน สำหรับเด็กอายุ 6–12 ปี รวมเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ร่วมรายการ สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมทุกรายการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สมาชิกแมริออท บอนวอย รับส่วนลด 10% สำหรับทุกประสบการณ์มื้อค่ำแห่งเทศกาลนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต และสำรองประสบการณ์พักผ่อนในช่วงเทศกาลบนเกาะสวรรค์ได้ทางอีเมล naka.reservations@luxurycollection.com หรือโทร. +66 (0) 76 371 400   ช่องทางออนไลน์ เว็บไซต์: www.marriott.com/en-us/hotels/pyxlc-the-naka-island-a-luxury-collection-resort-and-spa-phuket/overview Facebook:  www.facebook.com/thenakaisland Instagram:  www.instagram.com/nakaislandphuket Line Official:  lin.ee/6wOs1Rw        

September 8, 2026 / 0 Comments
read more

น้ำมันพืชกุ๊ก ยกระดับสิ่งแวดล้อม ส่งนวัตกรรมขยะอินทรีย์สร้างความยั่งยืน ร.ร. คลองนาเกลือน้อย

PRnounce

“น้ำมันพืชกุ๊ก” เปิดโครงการยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม โรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ร.ร. คลองนาเกลือน้อย มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และความยั่งยืนในระดับชุมชน บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์นํ้ามันพืช จำกัด ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 และองค์กร Butter Fly จัดพิธีเปิดเปิดโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า ORGANIC WASTE เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และกำจัดขยะอินทรีย์ให้กับโรงเรียน และชุมชน ณ โรงเรียนคลองนาเกลือน้อย (กลิ่นอุปถัมภ์) อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ภายในงานมีการบรรยายให้ความรู้เรื่องการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยหนอน BSF โดยวิสาหกิจเพื่อสังคม : บริษัท แคนนาฟลาวเวอร์ จำกัด การนำเสนอแบ่งปันความรู้โครงการเรือนเรือน BSF โดยนักเรียนโรงเรือนวัดแค พร้อมเยี่ยมชมโรงเรือนหนอนแมลงวันลาย ขั้นตอนการเพาะเลี้ยงการขยายพันธุ์แมลงวันลาย มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และความยั่งยืนในระดับชุมชน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายอดุลย์ เปรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” เปิดเผยว่า การเปิดโรงเรือนในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากเปิดโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า ORGANIC WASTE ที่เกาะสีชัง ให้เป็นศูนย์เรียนรู้และต่อยอดการสร้างอาชีพของชุมชน เมื่อปี 2566 โดยยึดกลยุทธ์ Sustainable Business Strategy ตามหลัก 4G ได้แก่ Green Corporate, Great Culture, Good Governance และ Global Sustainability โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ Green Corporate คือการสร้างแรงบันดาลใจและปรับเปลี่ยนแนวคิดตลอดซัพพลายเชน มุ่งเน้นการคัดแยกขยะต้นทางอย่างมีประสิทธิภาพ และการแยกขยะอินทรีย์ออกจากขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไปให้มากที่สุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและมุ่งสู่ความยั่งยืนร่วมกัน นายเพชร หวังหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้สนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste เพื่อนำนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดการจัดการขยะอินทรีย์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งหวังให้โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยพัฒนาชุมชน และสร้างความร่วมมือในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมระหว่างบริษัท ชุมชน และพันธมิตรจากทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   การเปิดโรงเรือนฯ ณ โรงเรียนคลองนาเกลือน้อย (กลิ่นอุปถัมภ์) ถือเป็นโรงเรือนแห่งที่ 4 เพิ่มเติมจากโรงเรือนทั้ง 3 แห่งก่อนหน้านี้ ได้แก่ เกาะสีชัง, โรงเรียนอนุบาลพระสมุทรเจดีย์ และโรงเรียนวัดแค ซึ่งปีนี้ บริษัทมีแผนเปลี่ยนโรงเรือนนวัตกรรมทั้ง 3 แห่งดังกล่าว ให้กลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอินทรีย์ระดับชุมชน” อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน พร้อมจัดกิจกรรมอบรมให้กับคนในชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปปรับใช้ ตลอดจนขยายเครือข่ายความร่วมมือ สร้างการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษา วัด โรงพยาบาล และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการพัฒนากระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์จาก BSF ให้มีคุณภาพและปริมาณที่มากขึ้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทมีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการ CSR ด้านชุมชนที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ตามนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) โดยเฉพาะโครงการยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมายการสิ้นสุดการเป็นของเสีย (End of Waste) โรงเรืยนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ด้วยหนอนแมลงวันลาย BSF ซึ่งพบว่าตั้งแต่เปิดโครงการเมื่อปี 2566 ที่เกาะสีชัง มีชุมชนและสถานศึกษาหลายแห่งให้ความสนใจนำแนวทางการจัดตั้งโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า Organic Waste ไปขยายผลและต่อยอดด้วยตนเอง นับเป็นความสำเร็จของโครงการ ที่สะท้อนถึงเป้าหมายของ Green Corporate ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และความยั่งยืนในระดับชุมชนอย่างแท้จริง “บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในด้าน สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจหมุนเวียน ตามแนวทางความยั่งยืนของกลุ่มพูลผล พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรและชุมชนสู่อนาคตที่ยั่งยืนกว่าเดิม” นายอดุลย์กล่าว สำหรับโรงเรือนนวัตกรรมสร้างคุณค่า ORGANIC WASTE เป็นการส่งเสริมการจัดการขยะอินทรีย์อย่างยั่งยืน ด้วยหนอน BSF (Black Soldier Fly) โดยนำไปเพิ่มมูลค่าเป็น “ปุ๋ยดินดำ” รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการนี้ อาทิ ปลอกดักแด้ หนอนสด และไข่หนอน ตลอดจนพัฒนา “ศูนย์เรียนรู้” เพื่อสร้างความตระหนักและส่งเสริมการสร้างอาชีพให้กับชุมชน โดยนำขยะอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจของพื้นที่ โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนเกาะสีชัง และขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ

September 8, 2026 / 0 Comments
read more

สยาม ทาคาชิมายะ เปิดนิทรรศการ Flower Friend ถ่ายทอดความงามดอกไม้ผ่านศิลปะ

PRnounce

ปล่อยใจให้เบ่งบานไปกับ “Flower & Friend” นิทรรศการศิลปะที่ถ่ายทอดความงามของดอกไม้ผ่านภาพถ่ายและเซรามิก ชมฟรี 1 – 15 กันยายน 2569 ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนสัมผัสดอกไม้ผลิบานในกาลเวลากับงาน Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” นิทรรศการศิลปะที่เชื่อมโยงเรื่องราวของดอกไม้ มิตรภาพ และกาลเวลา ผ่านมุมมองและสื่อการสร้างสรรค์อันแตกต่างของ 2 ศิลปินหญิงมากความสามารถ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิก และ คุณจุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ช่างภาพและศิลปินสื่อผสม เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ โดยผู้เข้าชมจะได้ร่วมเดินทางผ่านโลกแห่งจินตนาการ ความงดงามของธรรมชาติ และเรื่องราวของการเติบโตที่ค่อย ๆ ผลิบานผ่านผลงานศิลปะอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของเพื่อนสนิทสองคนที่ใช้ศิลปะเป็นภาษาหลักในการสื่อสารความคิด ความรู้สึก และประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านช่วงเวลาของชีวิต โดยมี “ดอกไม้” เป็นจุดร่วมสำคัญของแรงบันดาลใจ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความงาม ความเปลี่ยนแปลง ความหวัง และมิตรภาพที่ค่อยๆ เติบโตอย่างงดงามตามกาลเวลา ผู้ชมจะได้สัมผัสผลงานชุด “Blooming through Play: เมื่อดอกไม้ผลิบานผ่านการเล่น” ของ ดร.กฤษญา เหลืองอานันทกุล ศิลปินเซรามิกผู้เชื่อว่าความสนุก ความอยากรู้อยากเห็น และการทดลอง คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในโลกศิลปะ ผลงานของเธอถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับดอกไม้ผ่านการทำงานกับดินสี (Colored Clay Slip) และกระดาษสา ซึ่งถูกดัด พับ และขึ้นรูปเป็นกลีบดอกไม้ ก่อนนำไปผ่านกระบวนการเผาเซรามิกจนเกิดเป็นรูปทรงที่ละเอียดอ่อน เปราะบาง แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ ยังมีผลงานภาชนะเซรามิกที่สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการใช้สีระบายและซ้อนทับบนพื้นผิวอย่างอิสระ เกิดเป็นมิติของสีสัน ร่องรอย และพื้นผิวที่สะท้อนความงดงามจากกระบวนการทดลองและการเรียนรู้มากกว่าความสมบูรณ์แบบ ผลงานทุกชิ้นจึงเปรียบเสมือนดอกไม้ที่ค่อยๆ ผลิบานตามธรรมชาติของตนเอง และเป็นภาพแทนของการเติบโตในเส้นทางชีวิตที่เต็มไปด้วยการค้นพบใหม่อยู่เสมอ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือผลงานชุด “The Day I Met the Flower” โดย จุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ศิลปินภาพถ่ายและสื่อผสม ผู้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะช่างภาพแฟชั่นให้กับนิตยสารและแบรนด์ชั้นนำของประเทศไทยมากว่า 20 ปี พร้อมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ “Flowering Mind” ที่ผสานศาสตร์ของการจัดดอกไม้ ศิลปะ และการดูแลสุขภาพใจเข้าไว้ด้วยกัน ผลงานชุดนี้เริ่มต้นจากการพบเจอและสังเกตดอกไม้ในสวนเล็กๆ ที่ศิลปินดูแลด้วยตนเอง รวมถึงดอกไม้จากบ้านใกล้เรือนเคียง ก่อนจะบันทึกเรื่องราวผ่านภาพถ่ายด้วยแสงธรรมชาติ ถ่ายทอดรายละเอียดและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของดอกไม้แต่ละดอกอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงต่อยอดด้วยเทคนิคการวาดสีซ้อนทับลงบนภาพถ่าย สร้างมิติใหม่ที่หลอมรวมระหว่างภาพถ่ายและจิตรกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้งและงดงาม เมื่อความอบอุ่นของแสงแดดในภาพถ่ายมาบรรจบกับชั้นสีดินบนผลงานเซรามิก นิทรรศการ Flower & Friend จึงเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการพบกันของสองมุมมองทางศิลปะที่แตกต่าง แต่มีหัวใจเดียวกัน คือความหลงใหลในความงดงามของดอกไม้และธรรมชาติ ผู้ชมจะได้สัมผัสทั้งความละเอียดอ่อนของรูปทรง สีสัน พื้นผิว และเรื่องราวที่แฝงอยู่ภายในผลงาน ซึ่งชวนให้หยุดมองความงามรอบตัว และกลับมาเชื่อมโยงกับความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันอีกครั้ง สำหรับผู้ที่รักงานศิลปะ การถ่ายภาพ งานเซรามิก ตลอดจนผู้ที่ต้องการค้นหาแรงบันดาลใจ และช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์ท่ามกลางบรรยากาศอันงดงามของดอกไม้ ไม่ควรพลาดนิทรรศการ Flower & Friend “เมื่อดอกไม้ผลิบานในกาลเวลา” ระหว่างวันที่ 1-15 กันยายน 2569 ณ บริเวณชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม เปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงานสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

September 8, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู คว้ารางวัลใหญ่ Praew Awards 2026 ส่งนวัตกรรมเน็ตบ้านดูแลทุกชีวิต

PRnounce

บ้านที่พร้อมดูแลทุกชีวิต! ทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ คว้า “Home Innovator of the Year” จากเวทีแพรว Awards 2026 เปลี่ยนบ้านสู่ AI Smart Home สมบูรณ์แบบ ให้บ้านดูแลชีวิต … ทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ โดย คุณสกลพร หาญชาญเลิศ หัวหน้าสายงานออนไลน์และคอนเวอร์เจนซ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลเกียรติยศ “Home Innovator of the Year” จากงาน แพรว Awards 2026 ณ NEX HALL ชั้น 5 สยามพารากอน สะท้อนความสำเร็จอันโดดเด่นในฐานะผู้นำเทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้งในการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลภายในบ้าน รางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของทรูออนไลน์โฮมเน็กซ์ ในฐานะ First Mover ที่ขับเคลื่อนแนวคิด “TrueOnline Home Next ให้บ้านดูแลชีวิต” เปลี่ยนผ่านบทบาทของเน็ตบ้านสู่การเป็น AI Smart Home เต็มรูปแบบ ผ่านการเชื่อมต่อกับ TrueX Home Hub และ “เอมี่ (Ami)” ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย เพื่อรวมทุกมิติทั้งความปลอดภัย ความบันเทิง และความสะดวกสบายไว้ในระบบนิเวศดิจิทัลเดียว ผ่านสัญญานโครงข่าย เน็ตบ้านไฟเบอร์ ที่ เร็ว แรง เสถียร ทุกสถานการณ์ ให้บ้านพร้อมดูแลและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

September 7, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ปลุกพลังวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 เปลี่ยนความเชื่อสู่ โกงแก้ได้

PRnounce

ทรูชวนเปลี่ยนความเชื่อจาก “โกง…แก้ไม่ได้” สู่ “โกงแก้ได้” ร่วมพลังวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2569 ย้ำจุดยืน “โปร่งใส ตรวจสอบได้” เดินหน้าธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาล ไม่ยอมรับการทุจริตทุกรูปแบบ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมแสดงพลังเนื่องใน วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2569 ซึ่งปีนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ภายใต้แนวคิด “โกงได้…แก้ได้” โดยชวนเปลี่ยนความเชื่อจาก “โกง…แก้ไม่ได้” สู่ “โกงแก้ได้” นำโดย นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ พร้อมด้วย นางมารยาท เดรเยอร์ หัวหน้าสายงานกำกับดูแลและตรวจสอบ และพนักงานทรู ซึ่งจัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการป้องกัน ตรวจสอบ ตลอดจนหยุดวงจรการทุจริต ร่วมแสดงเจตนารมณ์เชิงสัญลักษณ์ ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมยืนยันจุดยืน “ไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ” เพื่อเสริมสร้างองค์กรที่น่าเชื่อถือ พร้อมวางรากฐานสังคมที่ยึดมั่นในความถูกต้องอย่างยั่งยืน ทรู เชื่อว่าความโปร่งใสไม่ใช่เพียงหลักปฏิบัติ แต่คือรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว บริษัทจึงเดินหน้าปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในจริยธรรม ความรับผิดชอบ รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดีในทุกมิติ พร้อมรักษาแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักการของแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่สังคมที่น่าเชื่อถือ มีธรรมาภิบาล และเติบโตอย่างมั่นคง

September 7, 2026 / 0 Comments
read more

ภาคเหนือไทย แชมป์ปลายทางขับรถเที่ยวเอง รับเทรนด์ตลาดเช่ารถเที่ยวโลกโต 81%

WeView

Trip.com บอกเทรนด์คนรุ่นใหม่หันขับรถเที่ยวเอง ดันตลาดเช่ารถทั่วโลกโต 81% และภาคเหนือของ ‘ไทย’ ติดท็อป3 ปลายทางยอดนิยมเอเชีย   กระแสเช่ารถขับเองโตทั่วโลก Trip.com เปิดพฤติกรรมคนรุ่นใหม่เปลี่ยนเน้นเที่ยวอิสระ ดันยอดจองรถเช่าทั่วโลกพุ่ง 81% และยอดซื้อประกันเดินทางเพิ่มขึ้น 131% ไทยโตสองฝั่งทั้งในและนอก ยอดจองรถเช่าในไทยโต 59% มีภาคเหนือเป็นแลนด์มาร์กหลัก ขณะที่คนไทยเที่ยวต่างประเทศนิยมเช่ารถขับในญี่ปุ่นพุ่งสูงถึง 78% กลุ่มครอบครัว แรงหนุนหลักตลาด  ผู้บริโภคอายุ 25–44 ปี และกลุ่มครอบครัวที่มีลูกเล็กคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจอง นิยมเลือกรถเก๋ง (52%) และ SUV (29%)   รายงานล่าสุดจาก Trip.com เปิดเผยเทรนด์การเดินทางต่างประเทศของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบว่ามีความต้องการท่องเที่ยวแบบอิสระสูงขึ้น โดย ‘การขับรถเที่ยวเอง’ กลายเป็นส่วนสำคัญของแผนการเดินทางพักผ่อน โดยเฉพาะทริปที่ต้องการรวบรวมหลายจุดหมายปลายทางไว้ในครั้งเดียว   จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้นักเดินทางในภูมิภาคฯนี้ กลายเป็นแรงหนุนสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดเช่ารถขับเองในต่างประเทศอย่างแข็งแกร่ง โดยพบข้อมูลยอดจองรถเช่าทั่วโลกสูง 81% ในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักเดินทางในวงกว้างอย่างชัดเจน   โดเฉพาะตลาดเอเชียแปซิฟิก พบนักท่องเที่ยวจากตลาดชั้นนำมีอัตราการเติบโตของยอดจองเช่ารถอย่างโดดเด่น ได้แก่   เกาหลีใต้ (เติบโต 85%), ไทย (เติบโต 78%) ฮ่องกง (เติบโต 62%) ญี่ปุ่น (เติบโต 113%) ไต้หวัน (เติบโต 139%)     โดยแนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีเส้นทางการเดินทางเอื้อต่อ ‘ทริปขับรถเที่ยวข้ามพรมแดน’ ที่สามารถเชื่อมโยงหลายจุดหมายปลายทางไว้ในการเดินทางครั้งเดียว อาทิ ทริปสิงคโปร์-มาเลเซีย และการเที่ยวเมืองบนเส้นทางการขับรถเลียบชายฝั่งเกาะลังกาวีและมะละกา กับทิวทัศน์เกาะ แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นในจังหวะที่ผ่อนคลาย ทริปขับรถไทย – มาเลเซีย อีกหนึ่งเส้นทางการขัยบรถที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   นอกจากนี้ กระแสการวางแผนทริปขับรถเที่ยวเอง ยังครอบคลุมตลาดยุโรป โดยพบว่าประเทศที่มีอัตราการเติบโตของยอดจองการเช่ารถเดินทางสูงสุด ได้แก่ อิตาลี เติบโต 88% ตามมาด้วย สเปน 80% และ เยอรมนี 75% ตามลำดับ ‘ญี่ปุ่น’ แชมป์โลก ‘ทริปเชื่อมเมือง รายงาน Trip.com เปิดข้อมูลว่า ประเทศญี่ปุ่น ครองอันดับ 1 จุดหมายปลายทางเช่ารถขับเองยอดนิยม ด้วยยอดจองเติบโตสูง 119% เมื่อเทียบปีต่อปี ตามมาด้วยไทย เติบโต 59%  สหรัฐฯ เติบโต 54% เกาหลีใต้ เติบโต 148% และ ออสเตรเลีย เติบโต 74%  ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมเช่นกัน สะท้อนความต้องการเดินทางแบบอิสระ ที่แข็งแกร่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและภูมิภาคอื่น ๆ   จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนผ่านการเดินทางขับรถเองในประเทศญี่ปุ่น ของนักเดินทางที่ต้องการผสมผสานประสบการณ์ในเมืองใหญ่เข้ากับการสำรวจพื้นที่รอบนอกตัวเมือง โดยมีจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น ได้แก่   เชจู (เติบโต 148%) โตเกียว (เติบโต 156%) โอกินาว่า (เติบโต 87%) ซัปโปโร (เติบโต 129%) ฟุกุโอกะ (เติบโต 88%) ยอดจองรถเช่าในไทย โต 59%   สำหรับประเทศไทย กำลังก้าวขึ้นมาเป็นทั้งจุดหมายปลายทางในการเช่ารถขับเองที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นตลาดต้นทางที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยพบยอดจองรถเช่าเพื่อเดินทางในประเทศไทยเติบโตขึ้น 59% เมื่อเทียบปีต่อปี  โดย นักเดินทางไทยที่ชื่นชอบการขับรถเที่ยวเองส่วนใหญ่มีประสบการณ์ขับรถมายาวนาน โดยกว่า 70% มีประสบการณ์ขับรถมากกว่า 5 ปี และหลายคนเช่ารถหลายครั้งต่อปี   สำหรับทริปในประเทศ นักเดินทางมักจะทำการจองใกล้ ๆ วันเดินทาง ส่วนใหญ่ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนรับรถ ส่วนยอดจองของนักเดินทางไทยที่มุ่งหน้าไปต่างประเทศพุ่งสูงถึง 78% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดขาออกที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ซึ่งทริปต่างประเทศ โดยเฉพาะการไปญี่ปุ่น มักวางแผนล่วงหน้าการจองรถไว้ล่วงหน้าเฉลี่ยทั่วไปอยู่ที่ 1-3 เดือน   ขณะที่การเลือกรถเช่า นักเดินทางไทย มักให้ความสำคัญกับสภาพรถ ความสะดวกของจุดรับ-คืนรถ และความคุ้มครองประกันภัยเป็นอันดับต้น ๆ และโปรโมชั่นส่วนลดโดยตรงและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น เช่น ไม่ต้องเติมน้ำมันเต็มถังก่อนคืนรถ เป็นข้อเสนอที่ช่วยกระตุ้นให้ตัดสินใจจองได้มากที่สุด   ข้อมูลนี้ สะท้อนจาก Trip.com ถือเป็นแบรนด์เช่ารถรายเดียวที่มีอัตราการรับรู้แบรนด์สูงกว่า 60% ทั้งในกลุ่มผู้ที่เคยเช่ารถแล้วและกลุ่มที่กำลังพิจารณาเช่ารถ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไม่มีแพลตฟอร์มอื่นใดในตลาดทำได้ และ Trip.com ยังเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี และในกลุ่มผู้ใช้งาน Trip.com ที่กำลังตัดสินใจเลือกเช่ารถครั้งต่อไป ขับรถเที่ยวตามไลฟ์สไตล์   รายงาน Trip.com  ยังเผยอีกว่า แนวโน้มและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของนักเดินทาง มีผลต่อทริปการขับรถเที่ยวเอง ที่กำลังกลายเป็นเทรนด์กระแสหลักมากขึ้น โดยนักเดินทางจะเลือกรถให้เหมาะกับรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย ทั้งการเที่ยวในเมือง การเดินทางไปต่างจังหวัด และทริปวันหยุดยาว   โดยข้อมูลการเช่ารถของ Trip.com ระบุว่า รถเก๋งครองสัดส่วนการจองสูงสุดที่ 52% รถ SUV 29% รถตู้โดยสาร 17% รถประเภทอื่น ๆ สัดส่วนที่เหลือ   นอกจากนี้ ข้อมูล Trip.com ยังระบุว่านักเดินทางกลุ่มอายุ 25-44 ปีครองสัดส่วนมากที่สุด และในกลุ่มครอบครัวที่เดินทางด้วยกัน โดยครอบครัวที่มีลูกเล็กคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจองทริปขับรถเที่ยว สะท้อนจากคอนเทนต์บน Trip.Moments เกี่ยวกับทริปขับรถเที่ยวของครอบครัวเติบโตขึ้นถึง 309%   ขณะที่ รูปแบบการเดินทางตามไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ก็กำลังขยายตัวเช่นกัน ซึ่งสะท้อนความสนใจของนักเดินทางในการหาวิธีเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ ร่วมกับเพื่อนร่วมทาง และทำให้รถยนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการผจญภัย ดังนี้ คอนเทนต์ทริปขับรถเที่ยวพร้อมสัตว์เลี้ยง (เติบโต 209%) คอนเทนต์เกี่ยวกับแคมป์ปิ้งคาร์และ RV (เติบโต 220%) นักเดินทางขับรถเองวางแผนล่วงหน้านานขึ้น เพื่อการเดินทางที่มั่นใจมากขึ้น   โดย Trip.com ยังเผยว่านักเดินทางวางแผนทริปขับรถเที่ยวล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อนำประสบการณ์ขับรถเที่ยวเองไปผนวกกับแผนการเดินทางในภาพรวม เห็นได้จากระยะเวลาการจองล่วงหน้าโดยเฉลี่ยในปัจจุบันนานกว่าปีก่อน ราว 1 สัปดาห์   ขณะเดียวกัน นักเดินทาง ยังให้ความสำคัญกับความคุ้มครองและความสะดวกมากขึ้น หลังพบยอดซื้อประกันภัยเพิ่มขึ้นถึง 131% สะท้อนความต้องการความช่วยเหลือที่มากขึ้นเมื่อต้องขับรถในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย และให้ความสำคัญด้านความสะดวก มีประสิทธิภาพ และง่าย เป็นปัจจัยหลัก โดยรถเกียร์อัตโนมัติครองสัดส่วนการจองถึง 95% และการจองส่วนใหญ่เป็นการชำระเงินล่วงหน้าออนไลน์   Trip.Moment แชร์ทริปขับรถผ่านคอนเทนต์   ข้อมูล จาก Trip.Moment  แพลตฟอร์มคอมมูนิตี้นักเดินทางของ Trip.com เผยว่ากระแสขับรถเที่ยว ถือเป็นการบอกต่อเรื่องราวความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างทาง   โดยเส้นทางขับรถระดับตำนานอย่างไฮเวย์ 1 ของแคลิฟอร์เนียที่เชื่อมซานฟรานซิสโกกับลอสแอนเจลิส และเส้นทางผ่านหุบเขาแคนยอนในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ได้พานักเดินทางเข้าใกล้สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก   ทั้งนี้ นักเดินทางได้เลือกให้ ‘วิดีโอ’ เป็นวิธียอดนิยมในการบันทึกเรื่องราวการเดินทางเหล่านี้  เห็นได้จากโพสต์วิดีโอได้รับการมีส่วนร่วมมากกว่าโพสต์รูปภาพถึง 3 เท่า   ขณะที่ คอนเทนต์ที่เกี่ยวกับการขับรถเที่ยวจากสเปน ขยายตัวสูงถึง 662% จากประสบการณ์เดินทางบนถนนเลียบชายฝั่งของสเปน ให้นักเดินทางแวะเที่ยวเมืองริมทะเลและจุดชมวิวสวย ๆ ส่วนสหราชอาณาจักร มีคอนเทนต์เติบโต 371% บนเส้นทางชนบทด้วยหมู่บ้านดั้งเดิม และถนนเงียบสงบตลอดเส้นทาง ถ่ายทอดบรรยากาศแบบเพลง ‘Village Green’ ของวง The Kinks  ส่วนคอนเทนต์อิตาลีเติบโต 211% บนเส้นทางชนบทของทัสคานี มีจุดแวะพักที่ไร่องุ่น โรงบ่มไวน์ท้องถิ่น และบ่อน้ำพุร้อน ภาคเหนือ แชมป์ไทยทริปขับรถเที่ยว   สำหรับประเทศไทยมีการนำเสนอสไตล์การเดินทางแบบขับรถเที่ยวเองที่แตกต่างออกไป โดยนักเดินทางนิยมเส้นทางภาคเหนือ ที่ผสมผสานทิวทัศน์ภูเขาเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น   โดยข้อมูลบน Trip.Moments พบว่ามีผู้ใช้งานแชร์ไอเดียทริปขับรถเที่ยวที่นำเสนอเส้นทางเชียงใหม่ พร้อมเคล็ดลับการเที่ยวในภูมิภาคนี้ด้วยรถยนต์เป็นจำนวนมาก ซึ่งนักเดินทาง จะแชร์ทิวทัศน์ระหว่างทาง และมุมมองส่วนตัวของตัวเอง ตั้งแต่ถนนเลียบชายฝั่งที่คดเคี้ยวสวยงาม ทิวทัศน์ภูเขา ไปจนถึงการผจญภัยของครอบครัวและการค้นพบใหม่ ๆ ที่ไม่ได้วางแผนไว้ระหว่างทาง การขับรถเที่ยวเองกำลังสร้างความทรงจำที่น่าจดจำแม้ทริปจะจบลงแล้วก็ตาม   alt-x KEY TAKEAWAYS   Trip.com เปิดรายงานพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ หันมาเลือก ‘การขับรถเที่ยวเอง’ เพื่อตอบโจทย์ความยืดหยุ่น ดันยอดจองรถเช่าทั่วโลกเติบโตสูงถึง 81% โดยมีกลุ่มอายุ 25–44 ปี และกลุ่มครอบครัวเป็นกำลังซื้อหลัก ส่วนประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นตลาดสำคัญ ทั้งขาเข้าที่โต 59% มี ‘ภาคเหนือ’ เป็นจุดหมายเด่น และขาออกไปต่างประเทศที่โต 78% โดยพฤติกรรมดังกล่าวยังส่งอิทธิพลต่อยอดซื้อประกันภัยเดินทางที่พุ่งสูง 131% สะท้อนความต้องการความคุ้มครองที่ครอบคลุม ตอกย้ำว่ารถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์และการสร้างคอนเทนต์ท่องเที่ยวในยุคนี้    

September 7, 2026 / 0 Comments
read more

9.9 โออิชิ ฉลอง 27 ปี เปลี่ยนเกมตลาดให้ทุกมื้อในร้านเป็นพลังส่งต่อสู่สังคม

EcoVative

โออิชิ ฉลอง 27 ปี พลิกเกมตลาดร้านอาหารด้วย Social Marketing ใช้แคมเปญ 9.9 จุดเริ่มเปลี่ยนมื้อบุฟเฟต์ ให้เป็นพลังส่งต่อคุณค่าสู่สังคม   กลยุทธ์ Social Marketing ยุคใหม่ โออิชิ พลิกวิธีทำโปรโมชันลดราคาแบบเดิม สู่การเชื่อมโยงยอดขายเข้ากับการสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม จัดโปรแรงปักหมุด Oishi Day  ส่งแคมเปญ 9.9 บุฟเฟต์คนที่สองจ่าย 27 บาท ครอบคลุม 165 สาขา เพื่อดึงผู้บริโภคเข้าร่วมวงจรการให้อย่างกว้างขวาง เปลี่ยนมื้ออาหารเป็นสินทรัพย์แบรนด์ โออิชิใช้ความผูกพันในโอกาสครบรอบ 27 ปี ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์อาหารญี่ปุ่นที่ไม่เคยหยุดสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภค   ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารเครือโออิชิ  เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 27 ปี บริษัทใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) โดยเชื่อมกิจกรรมทางการตลาดเข้ากับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเฉลิมฉลองแบรนด์ร่วมกับลูกค้าได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการ ‘ให้’  ทั้งการใช้เวลาร่วมกัน แบ่งปันมื้ออาหาร และส่งต่อความสุขจากมื้อของตัวเองไปสู่ผู้อื่น   โดยโออิชิ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในแคมเปญ ‘โออิชิ 27 ปี’ ร่วมกับกิจกรรม ‘โออิชิ 9.9’  วันแห่งการแบ่งปันความสุข (GIVE MORE, SHARE MORE) ให้ลูกค้าพาคนพิเศษ คนในครอบครัว หรือคนที่อยากแบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ มาร่วมฉลองวันครบรอบ โออิชิ 27 ปี ในวันที่ 9 กันยายน 2569 เพียงวันเดียว ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิที่ร่วมรายการ จำนวน 165 สาขา   “ปีนี้มีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะทุกมื้อในร้านสาขาโออิชิที่เข้าร่วมแคมเปญ ยังเป็นการแบ่งปันยังส่งต่อความสุขออกไปได้ไกลกว่าโต๊ะอาหาร ด้วยการเชื่อมทุกการใช้สิทธิ์เข้ากับการสร้างประโยชน์คืนสู่สังคม”   โดยโออิชิ ได้นำสองตัวเลขสำคัญ ของวาระครบรอบ ได้แก่ ‘9.9’ (9 กันยายน) และ ‘27 ปี’  มาออกแบบเป็นกลไกแห่งการแบ่งปัน ให้ลูกค้าได้ทั้งฉลองและร่วม แบ่งปันไปพร้อมกัน เฉพาะวันที่ 9 กันยายน 2569 วันเดียว ผ่าน 2 รูปแบบ ได้แก่   BUFFET – SHARE WITH SOMEONE เมื่อใช้บริการแพ็กเกจบุฟเฟต์ที่ร่วมรายการ 2 ท่าน ท่านที่สองจ่ายเพียง 27 บาท (จำกัดสาขาละ 99 สิทธิ์ หรือ 99 คู่ (2 ท่าน/1 สิทธิ์)) ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิที่ร่วมรายการ ได้แก่ โออิชิ แกรนด์ โออิชิ อีทเทอเรียม โออิชิ บุฟเฟต์ นิกุยะ ทุกสาขา ชาบูชิ (99 สาขาที่ร่วมรายการ) A LA CARTE – SHARE ANOTHER DISH เมื่อสั่งเมนูอาหารจานหลักตามเงื่อนไขที่กำหนด รับสิทธิ์พิเศษ ‘จานที่สองจ่ายเพียง 27 บาท’ สำหรับเมนูที่ร่วมรายการ (เงื่อนไขการสั่งอาหารจานหลักและเมนูที่ร่วมรายการอาจแตกต่างกันในแต่ละแบรนด์และสาขา) จำกัดสาขาละ 99 สิทธิ์ (1 ท่าน/1 สิทธิ์) ณ ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิที่ร่วมรายการ ได้แก โออิชิ ราเมน คาคาชิ โออิชิ บิซโทโระ ทุกสาขา   สำหรับทุกการใช้สิทธิ์โปรโมชัน ‘โออิชิ 9.9’ ทั้ง ‘บุฟเฟต์ท่านที่สอง’ หรือ ‘เมนูจานที่สอง’ ในยอดชำระ 27 บาทจากทุกสิทธิ์ จะถูกรวบรวมและส่งมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล ผ่านโครงการ ‘ให้’ เพื่อร่วมสร้างประโยชน์และส่งต่อความสุขให้แก่ผู้คนในสังคมต่อไป   ศสัย กล่าวว่า สำหรับหนึ่งมื้อในแคมเปญฉลองวันที่ 9 กันยายนนี้ ยังเกิดการแบ่งปันสองระดับ ในเวลาเดียวกัน ระดับแรกคือ Share with Someone You Love’ แบ่งปันมื้ออาหารและช่วงเวลาแห่งความสุขกับคนที่พามาด้วย แ Share with Society ร่วมเปลี่ยนการใช้บริการของคุณให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่นในสังคม     นอกจากนี้ โออิชิยังมองไปถึงการสร้างความหมายให้กับ ‘9.9’ ในระยะยาว ด้วยความตั้งใจพัฒนาให้ ทุกวันที่ 9 เดือน 9 กลายเป็น ‘OISHI DAY’ วันโออิชิ…วันแห่งการ ‘ให้’ วันที่โออิชิชวนพนักงาน ลูกค้า และทุกคนมาร่วมทำสิ่งดี ๆ และส่งต่อความสุขให้แก่กัน เพื่อให้การฉลองวันเกิดของโออิชิในแต่ละปี ที่นอกจากเป็นวันที่แบรนด์ได้รับคำอวยพรแล้ว ยังเป็นวันที่โออิชิและทุกคนได้ร่วมกัน ‘ให้’ กลับคืนไปสู่สังคม     alt-x KEY TAKEAWAYS โออิชิ โฮลดิ้ง ขับเคลื่อนแบรนด์ผ่าน Social Marketing เปิดแคมเปญใหญ่ ‘โออิชิ 27 ปี’ คู่กิจกรรม ‘โออิชิ 9’ ภายใต้แนวคิด GIVE MORE, SHARE MORE ใช้ตัวเลขหมุดหมาย ‘9.9’ และ ’27 ปี’ มาครีเอทเป็นโปรโมชันพิเศษ บุฟเฟต์คนที่สองจ่ายเพียง 27 บาท เปิดโอกาสให้ผู้บริโภค เข้ามาร่วมแบ่งปันมื้ออาหารและส่งต่อความสุขจากโต๊ะอาหารไปสู่สังคมพร้อมกัน ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นพร้อมสร้างคุณค่าทางการตลาดควบคู่กับการตอบแทนสังคมไทย

September 7, 2026 / 0 Comments
read more

EternityX เชื่อมพลังผู้ใช้สื่อจีนสู่ไวรัล ‘สนามมวยราชดำเนิน’ สร้างแบรนด์แลนด์มาร์กเที่ยวไทย

EpisodeX

EternityX  ยกเคส ‘สนามมวยราชดำเนิน’ ปรับบทบาทแบรนด์สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวยอดฮิตคนจีน หลังสร้าง Marketing Content ข้ามแพลตฟอร์มสื่อจีน เปลี่ยนกระแสโซเชียลเป็นยอดขายจริง   เคสศึกษาความสำเร็จระดับแลนด์มาร์ก สนามมวยราชดำเนินปรับภาพลักษณ์จากเวทีมวย สู่การเป็นปลายทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวจีนต้องมาเช็คอิน เชื่อมพลังสื่อจีนหลายแพลตฟอร์ม  EternityX ดึงอินไซต์การใช้แอปพลิเคชันอย่าง Xiaohongshu, Dianping และ TikTok มาสร้างกระแสการรับรู้ข้ามพรมแดน เปลี่ยนกระแสโซเชียลสู่ยอดขาย การเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้สื่อจีน (CMUs) ช่วยยกระดับแบรนด์ไทยให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกได้จริง     สันติพงศ์ พิมลแสงสุริยา ผู้อำนวยการ อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ ประเทศไทย ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการเทคโนโลยีการตลาด (Marketing technology) กล่าวว่า อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ (EternityX) ดำเนินธุรกิจในไทยสู่ปี 2 โดยแผนจากนี้ไปจะมุ่งการทำงานให้ครอบคลุมระบบนิเวศ (Ecosystem)ธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งพันธมิตรบริษัทตัวแทนสื่อโฆษณา (Media/Advertising Agency) แบรนด์ผลิตภัณฑ์สินค้า บริการ และในระดับองค์กร/สถาบัน   ทั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสทางการเติบโตทางธุรกิจจากผู้ใช้สื่อจีน (Chinese Media Users:CMUs) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์ สินค้า บริการ และคอนเทนต์บนสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ประเภทต่างๆ ที่มีรูปแบบการใช้งานแตกต่างกันออกไปตามพฤติกรรมของกลุ่ม CMUs ที่ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์ม อาทิ TikTok, Wechat, SHEIN, Trip.com, Xiaohongshu, AlipayHK, Iqiyi, WeTV, Alipay และ Weibo เป็นต้น   “กลุ่ม CMUs มีการใช้แพลตฟอร์มสื่อจีนข้ามไปมาระหว่างกัน ซึ่งแบรนด์จะต้องทำความเข้าใจทั้งผู้ใช้งานและเลือกแพลตฟอร์มให้เข้าถึงได้จริงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดตรงตามเป้าหมายของแบรนด์”   สันติพงศ์ กล่าวว่า อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ ไม่ได้เป็นคู่แข่งเอเยนซีท้องถิ่นในแต่ละประเทศที่เข้าไปทำตลาด แต่จะเสริมการทำงานร่วมกัน จากจุดเด่นความเข้าใจเชิงลึกของกลุ่ม CMUs มาร่วมออกแบบวางแผนเทคโนโลยีทางการตลาดมากกว่า อ่านเนื้อหา อื่นที่เกี่ยวข้อง แกะรอย ‘ผู้ใช้สื่อจีน’ มองไทยเป็นตลาดพรีเมียม แนะแบรนด์ลงทุนดักกำลังซื้อ   ขณะที่ในไทยมี การใช้งาน (Usecase) ระหว่างแบรนด์สินค้า บริหารในไทยที่ได้การตอบรับดีในกลุ่ม CMUs อาทิ   แบรนด์ divana แพลตฟอร์มที่ใช้ XIAOHONGSHU (เสี่ยวหงชู) โดยเริ่มแคมเปญในปี 2024 วางแนวคิดเจาะกลุ่มเป้าหมาย CMUs ในเรื่อง ‘Aspirational Desire’ ความปรารถนาที่ขับเคลื่อนด้วยแรงบันดาลใจ และ ‘Fandom Belonging’ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มแฟนคลับโดยใช้กลยุทธ์  ดึงดารานักแสดงซีรีส์วายชาวไทย Zee & Nunew (ซี-นิว) มาร่วมงานในฐานะ Brand Muses ตัวแทน/ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มแฟนคลับชาวจีนที่เป็น ‘Mother Fans’ แฟนคลับรุ่นแม่/สายเปย์สินค้าและกิจกรรมพร้อมออกผลิตภัณฑ์น้ำหอมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันชื่อ ‘Sunrise’ และจัดกิจกรรม Fan meetings ซึ่งผลลัพธ์สามารถเปลี่ยนกลุ่มแฟนคลับให้กลายเป็นนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทย   แบรนด์ Butterbear แพลตฟอร์มที่ใช้ DOUYIN (โต่วอิน/ติ๊กต็อกจีน) โดยเริ่มแคมเปญในปี 2024 วางแนวคิดเจาะกลุ่มเป้าหมายในเรื่อง Entitlement – Public Spaces & Belonging การให้สิทธิ์/การยอมรับ ในพื้นที่สาธารณะและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง)โดยใช้กลยุทธ์ มาสคอตหมี (Bear mascot) ที่มีคาแรกเตอร์เป็น ‘hard-working bakery girl’ (เด็กสาวร้านเบเกอรีที่ขยันทำงาน) ผลลัพธ์และความสำเร็จที่ได้ คือ คลิปวิดีโอเต้นของน้องหมีกลายเป็นไวรัลบนแพลตฟอร์ม Douyin ซึ่งแฟนๆ ยอมบินตรงมาที่กรุงเทพฯ เพียงเพื่อมาพบกับเธอ ปัจจุบันแบรนด์ได้รับการจดสิทธิ์เครื่องหมายการค้า/ลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการแล้วในประเทศจีน   “แบรนด์ ต้องเข้าใจว่า แพลตฟอร์มไหนที่จะเข้าถึงสื่อแต่ละประเภท โดยพิจารณาจากพฤติกรรม และบริบทของผู้บริโภคชาวจีน”   ขณะเดียวกัน อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ยังขยายการทำงานร่วมกับระดับองค์กร สถาบัน เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนให้เดินทางกลับมายังประเทศไทย ในแพลตฟอร์ตสื่อจีนต่างๆ ซึ่งพบว่าในขณะนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เริ่มมีจำนวนมากขึ้นโดยเฉพาะระดับกำลังซื้อสูง (Elite) ซึ่งยังสอดคล้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของ ททท. ด้วย   โดยในช่วงที่ผ่านมา  อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ร่วมกับสนามมวยเวทีราชดำเนิน ออกแบบการใช้แพลตฟอร์มสื่อจีนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญ ‘แลนด์มาร์ค’ ในกรุงเทพฯ  พร้อมขยายฐานนักเดินทางในวงกว้างมากขึ้น เช่น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน ฯลฯ นอกเหนือจากกลุ่มเดิมสายกิจกรรมกีฬา ที่มักเดินทางมาสนามมวยฯ เพื่อชมการแข่งขันต่อยมวยไทย เป็นหลัก   จากการค้นหาข้อมูลของ ALTERNATE-X พบว่ากลยุทธ์การตลาดเนื้อหา (Marketing Content)ของสนามมวยราชดามุในตลาดจีน ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่บัญชีทางการขนาดใหญ่ แต่เน้นการใช้แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและโซเชียลที่นักท่องเที่ยวจีนใช้บ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานแชร์ประสบการณ์แบบ ‘อินเมอร์ซีฟ’ ด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยสร้างการบอกต่อปากต่อปาก   อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่พบหลักฐานระบุประเภทการใช้บัญชีโซเชียลมีเดียทางการในจีน แต่รูปแบบ ‘ประสบการณ์มวยไทยแบบอินเนอร์ซิฟ’ สนามมวยเวทีราชดำเนิน ถือว่าประสบความสำเร็จจนทำให้สนามมวยแห่งนี้กลายเป็นเนื้อหายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจีนแชร์เอง มักปรากฏในแพลตฟอร์มดังต่อไปนี้   Trip.com (ซีทริป) เป็นแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลฟีดแบ็กหนาแน่นที่สุด โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ต่างแชร์ประสบการณ์ชมการต่อสู้ อัปโหลดรูปภาพ และให้คะแนน ทำให้สนามมวยแห่งนี้ได้คะแนนสูงถึง 4.8/5 บน Trip.com (อ้างอิงจากรีวิวมากกว่า 1,300 รายการ) และมีนักท่องเที่ยวมากกว่า 4,400 คนที่แสดงความสนใจ ส่วน เซียวหงซู (Xiaohongshu) และ Douyin จากกลุ่มผู้ใช้สื่อจีนแพลตฟอร์มดังกล่าว พบว่าให้ความสนใจลักษณะเด่นของสนามที่เน้น ‘ถ่ายรูปเช็คอิน’ และ ‘ประสบการณ์เสียงและภาพแบบอินเมอร์ซีฟ’ โดยสองแพลตฟอร์มนี้ ถือเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ผู้ใช้จีนแชร์ประสบการณ์ในวงกว้างมากที่สุด   alt-x KEY TAKEAWAYS EternityX ประเทศไทย มุ่งขยาย Ecosystem ชี้หัวใจสำคัญของการเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้สื่อจีน (CMUs) ต้องเข้าใจพฤติกรรมการใช้งานสื่อจีนแบบข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-platform) ผู้บริโภคชาวจีนผสมผสานการใช้แอปพลิเคชันค้นหา รีวิว และชำระเงินเข้าด้วยกันตลอด Customer Journey ยกกรณีศึกษาการสร้างไวรัลแลนด์มาร์กท่องเที่ยว เช่น สนามมวยราชดำเนิน ที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน   ขอขอบคุณภาพประกอบปกจาก Rajadamnern Muay Thai Stadium  

September 7, 2026 / 0 Comments
read more

วัตสัน ฉลองครบรอบ 30 ปีกลางเจ้าพระยา ขนทัพโดรนแปรอักษรเนรมิตท้องฟ้า

PRnounce

วัตสัน ฉลอง 30 ปีกลางเจ้าพระยา! ยกทัพโดรนเนรมิตท้องฟ้า สร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี   เมื่อพื้นที่โฆษณาไม่จำเป็นต้องอยู่บนบิลบอร์ดอีกต่อไป วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านค้าปลีกด้านสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ชวนคนกรุงเทพฯ เงยหน้ามองฟ้ายามค่ำคืน สร้างแลนด์มาร์กใหม่ของการฉลองครบรอบ 30 ปี โดยเปลี่ยนท้องฟ้าเหนือเจ้าพระยาบริเวณหน้าไอคอนสยามให้กลายเป็น “จอยักษ์” ถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์ พร้อมส่งต่อข้อความแห่งมิตรภาพให้คนไทยทั่วประเทศได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์ครั้งสำคัญ ผ่านโชว์โดรนสุดอลังการ ภายใต้แนวคิด “30 Years Celebration of Friendship”  30 ปีวัตสัน…เพื่อนที่อยู่ข้างคุณทุกโมเมนต์” เติมสีสันให้ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง เพื่อสร้างภาพจำใหม่สุดว้าวได้แบบโดดเด่นสะดุดตา ไฮไลต์ของโชว์ครั้งนี้อยู่ที่การทำให้ “ท้องฟ้า” กลายเป็นอีกหนึ่ง Touchpoint ที่สำคัญ จากเดิมที่ผู้บริโภคอาจรู้จักวัตสันผ่านหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือสื่อโฆษณา แต่ครั้งนี้วัตสันพาแบรนด์ออกมาสู่พื้นที่สาธารณะ สร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ ส่งต่อข้อความแห่งการเฉลิมฉลอง “30 Years Celebration of Friendship” ตอกย้ำว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา วัตสันเติบโตมาพร้อมกับผู้บริโภคที่แวะเวียนเข้ามาเลือกของ เป็นเพื่อนที่ช่วยดูแลด้านสุขภาพและความงาม และเป็นส่วนหนึ่งในโมเมนต์เล็กๆ ในชีวิตประจำวันของทุกคนมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมด้วยการมองเห็น ถ่ายภาพ และแชร์โมเมนต์นั้นต่อในแบบของตัวเอง เพราะสำหรับวัตสัน การสร้างประสบการณ์ที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการเดินเข้าร้านเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการที่ใครบางคนกำลังเดินอยู่ริมเจ้าพระยา แล้วเงยหน้าขึ้นมาเจอภาพบนท้องฟ้าในค่ำคืนสุดพิเศษ นี่จึงไม่ใช่แค่โชว์โดรน แต่คืออีกหนึ่งวิธีที่วัตสันเปลี่ยน Brand Moment ให้กลายเป็น Social Moment เพื่อสร้างประสบการณ์ที่คนเห็นจริง รู้สึกจริง และพร้อมส่งต่อด้วยตัวเอง  

September 7, 2026 / 0 Comments
read more

แกะรอย ‘ผู้ใช้สื่อจีน’ มองไทยเป็นตลาดพรีเมียม แนะแบรนด์ลงทุนดักกำลังซื้อ

EpisodeX

EternityX เปิดวิจัย CMUs ยกไทย Top 1 ‘ตลาดพรีเมียม’ แนะแบรนด์ลงทุนสื่อจีน สร้างการจดจำดักกำลังซื้อชาวจีนทุกกลุ่มในไทย   ไทยติดอันดับ Top 1 ในสายตา CMUs รายงานวิจัยเปิดเผยว่าผู้ใช้สื่อจีน (Chinese Media Users) จัดให้ประเทศไทยเป็นตลาดพรีเมียมอันดับหนึ่งในภูมิภาค ปรับบทบาทสื่อจีนข้ามพรมแดน ระบบนิเวศสื่อจีนไม่ได้จำกัดแค่เรื่องท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมกลุ่มคนจีนที่ย้ายถิ่นฐาน ลงทุน และทำธุรกิจระยะยาวในไทย เปิดโอกาสสร้าง Brand Trust แนะแบรนด์ไทยปรับกลยุทธ์เลือกลงทุนในสื่อที่กลุ่มเป้าหมายคุ้นเคย เพื่อสร้างการจดจำและคว้ากำลังซื้อจริงในทุกมิติ   EternityX อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี่ ที่ปรึกษาบริการด้านการตลาดเทคโนโลยี (Marketing Techmology) ฮ่องกง เปิดผลการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน ‘Beyond Borders: The Rise of Chinese Media as APAC’s Influence Ecosystem (Thailand Edition 2026)  ‘ก้าวข้ามพรมแดน: การเติบโตของสื่อจีน ระบบนิเวศทรงอิทธิพลของเอเชียแปซิฟิก” (ฉบับประเทศไทยปี 2569) ซึ่งเป็นรายงานผู้นำทางความคิดฉบับล่าสุด ของอีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ จากงานวิจัยกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่ดำเนินการวิจัยในหลายตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก   สำหรับ การศึกษาครั้งนี้สำรวจจากผู้ใช้สื่อจีน (CMUs:Chinese Media Users)จำนวน 1,000 คน ใน 5 ตลาด (ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซียไทย และ ออสเตรเลีย) แบ่งออกเป็นตลาดละ 200 คน โดยผู้ตอบแบบสอบถามเป็นผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ในแต่ละตลาดและเคยใช้แอปพลิเคชันจากจีนแผ่นดินใหญ่อย่างน้อยหนึ่งแอปในรอบปีที่ผ่านมา โดย รายงานฯ ศึกษาว่าผู้ใช้สื่อจีน (CMUs) บริโภคข้อมูล ค้นพบแบรนด์ และตัดสินใจซื้อ อย่างไรในแต่ละประเทศ เดอริค วอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ Global อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ใช้สื่อจีน  กลายเป็นคอมมูนิตี้ข้ามพรมแดน ที่มีความหลากหลาย และมีอิทธิพลไปไกล กว่าเรื่องการท่องเที่ยว โดยแบรนด์ ต้องคิดใหม่ต่อการสร้างความไว้วางใจ ความเกี่ยวข้อง และการมีส่วนร่วม ในระยะยาวอย่างไร จากเดิมที่แบรนด์มักมองว่าสื่อจีนเป็นเพียงช่องทางการตลาดด้านการท่องเที่ยว เป็นหลัก   โดยสอดคล้องกับงานวิจัยฯ ชิ้นนี้ระบุว่าการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้สื่อจีนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาพใหญ่ของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก เมื่อการลงทุน การขยายธุรกิจ และการย้ายถิ่นฐานระยะยาวของชาวจีนเติบโตขึ้น ทำให้ระบบนิเวศสื่อที่คุ้นเคยของผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเดินทางติดตัวมาด้วย และมีบทบาทมากขึ้นต่อการค้นพบ ความไว้วางใจ และพฤติกรรม การซื้อในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น   สำหรับ ประเทศไทยพบว่าผู้บริโภคผสมผสานทั้งคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย การบอกต่อจากกลุ่มเพื่อน แพลตฟอร์มจีน สื่อต่างประเทศ และการค้นหาด้วย AI ที่กำลังมาแรง ในการเลือก จุดหมายปลายทาง ที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และประสบการณ์ต่าง ๆ   “งานวิจัยชี้นนี้ ออกมาย้ำว่ามุมมองแบบเดิมไม่เพียงพอ อีกต่อไป”     ขณะที่ โอกาสของแบรนด์ในประเทศไทย พบว่ายังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวจีน แต่โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะสั้นเพราะกลุ่มผู้ใช้สื่อจีนยังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย ในบทบาทต่างๆ ทั้งในฐานะพนักงานบริษัท ผู้ประกอบการ นักศึกษา นักลงทุน และผู้อยู่อาศัยระยะยาวในประเทศไทย ซึ่งสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ได้ตลอดทั้งปี   ดังนั้นแบรนด์ สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการดูแลผู้บริโภคตลอดเส้นทาง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจและการวางแผนการเดินทาง ไปจนถึงการค้นหาสินค้าและบริการเมื่ออยู่ในประเทศไทย การตัดสินใจซื้อ และการบอกต่อหลังการมาเยือน   โดยแนวทางนี้ ต้องทำงานแบบบูรณาการที่ผสานความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายระดับภูมิภาคเข้ากับความเกี่ยวข้องกับตลาดท้องถิ่น ผ่านการใช้สื่อจีนและสื่อนานาชาติในสัดส่วนที่เหมาะสม คอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ อิทธิพล ของคอมมูนิตี้ และการค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี   ‘ไทย’ กำลังซื้อชาวจีนระดับอีลีท   นอกจากนี้ ในงานวิจัยยังจัดให้ไทยเป็น ‘ตลาดพรีเมียมที่มีการลงทุนต่ำกว่าศักยภาพ’ (The Underinvested Premium) โดยมีช่องว่างระหว่างกำลังซื้อของผู้บริโภคจีนกับเม็ดเงินลงทุนของแบรนด์ในสื่อภาษาจีนกว้างที่สุด จึงเป็นโอกาสของแบรนด์ที่เข้ามาสร้างตัวตนก่อนที่การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น   โดย ประเทศไทยยังเป็นตลาดเดียวที่มีกลุ่มผู้ถือวีซ่า Elite โดยในกลุ่มตัวอย่างผู้ถือวีซ่า Elite ซึ่งเป็นข้อมูล เชิงบ่งชี้ทิศทาง (n=29) โดยพบว่า 41% เป็นผู้บริหารระดับสูง 48% เป็นผู้จัดการหรือหัวหน้างาน “ส่วนใหญ่ยังเลือกไทยเป็นบ้าน สะท้อนว่าการใช้จ่ายด้านไลฟ์สไตล์ สินค้าลักซูรี และประสบการณ์ระดับพรีเมียมของคนกลุ่มนี้ เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นหลัก”   ด้าน ‘ชาร์ลีน รี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ ประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าว เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้แบรนด์จะมองผู้บริโภคจีนแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว ด้วยปัจจุบันผู้ใช้สื่อจีนบริโภคสื่อข้ามพรมแดน ข้ามแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้เครื่องมือค้นหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างไร้รอยต่อ   ขณะเดียวกัน งานวิจัยฯ ยังระบุการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านต่างๆ ที่ส่งผลให้แบรนด์ในประเทศไทยต้องปรับมุมมอง และวิธีการ เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้สื่อจีน ด้วยพบว่า ผู้ใช้สื่อจีนในประเทศไทยมีกำลังซื้อสูงที่สุดจาก 5 ประเทศที่ได้ทำการศึกษา ด้วยรายได้เฉลี่ยราว 2.7 ล้านบาท (80,800 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อปี สูงกว่าฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย และมีแนวโน้มใช้จ่ายสูงถึงราว 3.35 ล้านบาท (100,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อคนต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขสูงที่สุดในการศึกษา   ขณะที่ การใช้งานแพลตฟอร์มจีนในไทยเข้มข้นที่สุดในภูมิภาค โดยผู้ใช้สื่อจีนใช้เวลาเฉลี่ย 4.79 ชั่วโมงต่อวันบนแอป จากจีนแผ่นดินใหญ่ เทียบกับ 3.14 ชั่วโมงบนแพลตฟอร์มระดับโลก   โดย Douyin (โต่วหยิน) มีการเข้าถึงสูงสุดที่ 87% ตามด้วย WeChat (วีแชท) ที่ 76% และ Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) ขณะที่ Alipay (อาลีเพย์) UnionPay (ยูเนี่ยนเพย์) และ WeChat Pay (วีแชทเพย์) ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางการชำระเงินควบคู่กับช่องทางท้องถิ่น   จากแนวโน้มดังกล่าว EternityX มองว่าแพลตฟอร์มสื่อจีนและสื่อระดับโลกควรถูกใช้งานควบคู่กัน แทนที่จะเลิกใช้สื่อจีนที่คุ้นเคยเมื่อมาถึงประเทศไทย ด้วยผู้บริโภคยังคงใช้แพลตฟอร์มอย่าง WeChat (วีแชท) Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) Douyin (โต่วหยิน) และ Weibo (เวยป๋อ) ควบคู่กับช่องทางระดับโลกอย่าง YouTube, Google และ TikTok เพื่อหาแรงบันดาลใจ ยืนยันความน่าเชื่อถือและการใช้งานได้จริงของข้อมูล   นอกจากนี้ การบริโภคสื่อยังขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจ (Intent-driven) มากขึ้น ทัชพอยต์แต่ละจุดทำหน้าที่ช่วยในการค้นหา การเปรียบเทียบ การวางแผน และการซื้อ มากกว่าการเป็นเพียงช่องทางโฆษณาคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย และการบอกต่อจากกลุ่มเพื่อนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเลือกจุดหมาย ปลายทาง ร้านอาหาร และการช้อปปิ้ง   “การบอกต่อจากผู้ที่ไว้วางใจกลายเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลตลอด เส้นทางการตัดสินใจของผู้บริโภค และการค้นหาด้วย AI กำลังกลายเป็นช่องทางสนับสนุนการตัดสินใจที่มีอิทธิพลต่อวิธีที่ผู้บริโภครวบรวมข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก และประเมินความน่าเชื่อถือของแบรนด์รวมทั้งประสบการณ์”   ขณะที่กลยุทธ์แบบเดียวใช้กับทุกตลาด (One-size-fits-all) เริ่มได้ผลน้อยลง แบรนด์จำเป็นต้องมีกลยุทธ์เฉพาะ สำหรับประเทศไทยที่สะท้อนบริบทท้องถิ่น ขณะที่ยังคงเชื่อมโยงกับระบบนิเวศสื่อภาษาจีนในภาพรวม อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง EternityX เชื่อมพลังผู้ใช้สื่อจีนสู่ไวรัล ‘สนามมวยราชดำเนิน’ สร้างแบรนด์แลนด์มาร์กเที่ยวไทย   alt-x KEY TAKEAWAYS EternityX เปิดเผยผลวิจัยเจาะลึกพฤติกรรมผู้ใช้สื่อจีน (CMUs) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกให้ประเทศไทยเป็น ‘ตลาดพรีเมียม’ อันดับ 1 ที่มีศักยภาพทางการค้าและการเติบโตสูง โดยกลุ่มผู้ใช้สื่อจีนได้ขยับบทบาทสู่คอมมูนิตี้ข้ามพรมแดนที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งในมิติการท่องเที่ยว การลงทุน และการอยู่อาศัยพร้อมเสนอแนะแบรนด์ไทยเปลี่ยนมุมมองต่อสื่อจีน เพื่อใช้เป็นช่องทางสร้างความไว้วางใจ (Brand Trust) ในระยะยาว และช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงและดักจับกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวจีนทุกกลุ่มในไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

September 6, 2026 / 0 Comments
read more

‘แกร็บ’ สแกนพฤติกรรมชาว ‘เดอะแบก’ พึ่งสินเชื่อด่วนผ่านแอป แต่เน้นกู้เท่าที่จำเป็น

BizKet

แกร็บ ถอดอินไซต์สินเชื่อ Grab Quick Cash พบกลุ่ม ‘เดอะแบก’ใช้บริการสูงสุด 60% เผยพฤติกรรมสุดเพลย์เซฟ ขอกู้จริงแค่ 70% เน้นผ่อนไหวไม่กระทบสภาพคล่อง   เดอะแบกพึ่งสินเชื่อสูงสุด อินไซต์แกร็บชี้ชัด คนวัยทำงาน 30–45 ปี (Sandwich Generation) คือผู้ใช้บริการหลักถึง 60% เพื่อนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการกู้เน้นเพลย์เซฟ ผู้ใช้กว่า 80% ไม่ขอกู้เต็มวงเงิน โดยเฉลี่ยกู้เพียง 70% และส่วนใหญ่ผ่อนชำระ 5–6 เดือน เพื่อคุมค่างวดไม่ให้กระทบรายจ่ายหลัก ยกระดับบริการตอบโจทย์สภาพคล่อง แกร็บอัปเกรดวงเงินสูงสุดเป็น 30,000 บาท ผ่อนยาว 9 เดือน พร้อมขยายบริการสู่หัวเมืองใหญ่ ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่     ภูรัชต์ อ่องศรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจบริการทางการเงิน แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า หลังจากแกร็บ ทดลองเปิดให้บริการ ‘Grab Quick Cash’ สินเชื่อเงินสดทันใจสำหรับบุคคลทั่วไป ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา มีจุดเด่นของสินเชื่อที่สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบ อนุมัติไว และดำเนินการแบบดิจิทัลผ่านแอปฯ ได้ 100%   โดยบริการฯ ได้การตอบรับที่ดีจากกลุ่มผู้ใช้บริการที่เป็นคนเมือง ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสินเชื่อสูงสุดที่ 20,000 บาท และมีระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดนาน 6 เดือน       ล่าสุด แกร็บวางแนวทางขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางเงินดิจิทัลให้กับคนไทยทั่วประเทศ โดยเฉพาะในหัวเมืองหลักๆ อย่าง ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ ในช่วงไตรมาส3 ปี2569 พร้อมเพิ่มวงเงินสินเชื่อสูงสุดขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 30,000 บาท และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดเป็น 9 เดือน เพื่อสร้างความหลากหลายและตอบโจทย์พฤติกรรมที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการในแต่ละกลุ่ม   สำหรับแผนดังกล่าว ยังสอดคล้องกับผลสำรวจพฤติกรรมเชิงลึก (Insight) ความคิดเห็น และพฤติกรรมการขอรับสินเชื่อที่แตกต่างกันของผู้ใช้บริการแต่ละกลุ่มบริการ ‘Grab Quick Cash’ ดังนี้   กลุ่ม ‘เดอะแบก’ ขึ้นเป็นแท่นผู้ใช้เบอร์หนึ่ง โดยกว่า 60% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash คือคนวัยทำงานอายุ 30–45 ปี ซึ่งหลายคนเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็น ‘Sandwich Generation’ ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งของตัวเอง ลูก และพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน   กลุ่ม ‘Gen X’ อายุ 46 ปีขึ้นไป ซึ่งถึงแม้จะผ่านช่วงสร้างตัวไปแล้ว แต่ยังเป็นวัยที่มีภาระทางการเงินรอบด้าน ตามมาด้วย   กลุ่ม ‘First Jobber’ หรือวัยเริ่มทำงานที่มีอายุ 20–29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มในการริเริ่มเป็นผู้ประกอบการด้วยตนเองเพื่อสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งทาง โดยอาจมีเงินทุนสำรองไม่มากนักและต้องการตัวช่วยทางการเงินเมื่อมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น     กู้เท่าที่ใช้ ผ่อนเท่าที่ไหว   จากการสำรวจยังพบว่ากว่า 80% ของผู้ใช้บริการสินเชื่อ Grab Quick Cash เลือกกู้ไม่เต็มวงเงินที่ได้รับข้อเสนอ โดยขอกู้จริงเฉลี่ยเพียง 70% ของข้อเสนอวงเงิน ขณะที่เกือบครึ่งเลือกกู้ไม่เกิน 15,000 บาท และผู้ใช้บริการเกือบ 70% เลือกโปรแกรมผ่อนชำระนาน 5–6 เดือน คิดเป็นการผ่อนเฉลี่ยประมาณ 2,400–2,500 บาทต่อเดือน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้บริการนิยมกู้โดยคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนเป็นหลัก เพื่อไม่ให้กระทบกับสภาพคล่องในแต่ละเดือน ต่างวัย ต่างโจทย์การเงิน   ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกถึงวัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ พบว่า กลุ่มเดอะแบกและ Gen X มีเป้าหมายคล้ายกัน โดยส่วนใหญ่กว่า 70% ต้องการนำเงินไปเป็น ‘ทุนหมุนเวียน’ ในชีวิตประจำวัน ใช้เพื่อขยายกิจการ รวมถึงสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ขณะที่กลุ่ม First Jobber นำเงินก้อนนี้ไปเป็น “ทุนตั้งต้น” เพื่อลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับทำงานและสร้างรายได้

September 6, 2026 / 0 Comments
read more

ลาซาด้า เปิดโหมดช้อปคุ้ม 9.9 อัปเกรดสิทธิสมาชิก ลุยฟีเจอร์ AI ตรงใจ

PRnounce

ลาซาด้า ชวนเปิดโหมด ‘ช้อปคุ้มทุกมิติ’ รับมหกรรมช้อปใหญ่ 9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์ อัปเกรดสิทธิสมาชิก ช้อปตรงใจด้วย AI พร้อมนำเสนอคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟ ให้ทุกการช้อปได้มากกว่าเดิม 8 ก.ย. 2 ทุ่ม     ลาซาด้า ประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซพรีเมียมที่เข้าใจนักช้อปยุคใหม่ ฉลองแคมเปญ ‘ลาซาด้า 9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์’ ยกระดับสิทธิประโยชน์จากพันธมิตร ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ สอดรับเทรนด์ของนักช้อปที่มองหาความคุ้มค่าตลอดเส้นทางการช้อป ตั้งแต่การใช้ AI ช่วยค้นหาและเลือกสินค้าที่ตรงใจ การใช้คูปอง สะสมเหรียญ ไปจนถึงการต่อยอดความคุ้มด้วยสิทธิสมาชิก พร้อมจัดเต็มสินค้าแบรนด์แท้ คอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟ และดีลส่วนลดสุดอลัง ปังทุกแบรนด์ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน เวลา 2 ทุ่ม ถึง 11 กันยายน 2569 นี้   เจาะลึก ‘ความคุ้มค่าทุกมิติ’ ในมุมของนักช้อปยุคใหม่ ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ‘ดีลที่ดีที่สุด’ จึงไม่ได้หมายถึงสินค้าราคาที่ถูกที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงคูปองส่วนลด บริการจัดส่งฟรี ความสะดวกสบาย คุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ตลอดจนการสะสมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยข้อมูลจากรายงาน Milieu’s 2026 Consumer Study  ระบุว่า แม้ 71% ของผู้บริโภคมอง ‘ราคาที่ดีที่สุด’ เป็นปัจจัยสำคัญในการซื้อสินค้า แต่เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่สร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว พบว่า 53% ให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเงินที่จ่าย’ และ 51% ให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพที่สม่ำเสมอ’ สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของนักช้อปยุคใหม่ที่รู้จักใช้จ่าย โดยมองความคุ้มค่ารอบด้านมากที่สุด ทั้งสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และสิทธิประโยชน์ที่สามารถนำไปต่อยอดในชีวิตประจำวันได้   คุ้มไปอีกขั้น ลาซาด้าขยายสิทธิพิเศษสมาชิกสู่ทุกหมวดหมู่ไลฟ์สไตล์ ลาซาด้าเดินหน้ายกระดับโปรแกรมสมาชิก โดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมอัปเกรดสิทธิพิเศษมากมายให้ความคุ้มไม่ได้จบแค่ในแอปฯ แต่ยังนำไปต่อยอดได้ในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมหลากหลายมิติ เอาใจทั้งสายเดินทางท่องเที่ยว สายรักสุขภาพและความงาม สายกิน สายบันเทิง รวมไปถึงบริการไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ อีกเพียบ โดยข้อมูลลาซาด้าในปี 2569 ที่ผ่านมา พบว่า สมาชิกระดับ Platinum มียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักช้อปบนแพลตฟอร์มถึง 2.5 เท่า และได้รับสิทธิพิเศษโดยรวมเพิ่มเติมสูงสุดกว่า 15% เมื่อเทียบกับสมาชิกระดับอื่นๆ   พบกับไฮไลท์สิทธิพิเศษใหม่ล่าสุดจากพันธมิตรชั้นนำ* อาทิ Trip.com รับส่วนลดด้านการเดินทางสูงสุด 30% Coffee Meets Bagel รับสิทธิ์ใช้งานฟรี 1 เดือน Tesla รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ EV พร้อมส่วนลด 50,000 บาท AIA รับฟรีประกันชีวิตกลุ่มมูลค่า 200,000 บาท นาน 1 ปี   พร้อมทั้งเต็มอิ่มกับสิทธิพิเศษสำหรับสายกิน แลกรับอาหารและเครื่องดื่มจากแบรนด์ยอดนิยมได้ฟรี เมื่อช้อปครบ 100 บาท* อาทิ CHAGEE, McDonald’s, Burger King, Swensen’s, Chester’s และ Potato Corner รวมไปถึงสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรชั้นนำ อย่าง Grab, LINE MAN และ ClassPass ที่ยังคงจัดเต็มให้นักช้อปเช่นเคย และเตรียมติดตามสิทธิพิเศษจากพันธมิตรรายใหม่เร็ว ๆ นี้ อาทิ GDH, Whoscall, Hungry Hub และ Duolingo   ช้อป 9.9 ตรงใจยิ่งขึ้นด้วย AI และไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ลาซาด้า   อีกหนึ่งตัวช่วยของนักช้อปยุคใหม่คือ AI เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเลือกซื้อสินค้าง่ายและตรงใจยิ่งขึ้น โดยผลสำรวจ Consumer Pulse Survey 2026 ของ Accenture  พบว่า 68% ของผู้บริโภคปัจจุบันต้องการให้ AI Agent ช่วยเลือกซื้อสินค้า สอดคล้องกับการใช้งานฟีเจอร์ Lazzie บนแพลตฟอร์มลาซาด้า AI ที่ช่วยค้นหาและแนะนำสินค้าเฉพาะบุคคลได้อย่างตรงใจ โดยมีสถิติการใช้งาน Lazzie เพิ่มขึ้นกว่า 49% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับปีก่อน   พร้อมกันนี้ ลาซาด้าได้ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำเปิดตัวคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟ วางขายในแคมเปญ 9.9 เฉพาะที่ลาซาด้า อาทิ ‘FLOWER PLAYLIST’ คอลเลกชันพิเศษฉลองครบรอบ 16 ปี จาก lookbooklookbook ที่ถ่ายทอดตัวตนของ อิ้งค์ วรันธร ผ่านการผสมผสานระหว่างดอกไม้ เสียงเพลง และแฟชั่น และ ‘HELLO SWEET HOLIDAY Season 3’ จาก Endless Holiday ที่หยิบคาแรกเตอร์ไอคอนิกอย่าง Hello Kitty มาตีความใหม่ผ่านดีไซน์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ รวมถึงสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ดังอย่าง ASICS สินค้า New Arrivals และดีลเด็ดจากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Aesop, Estée Lauder, M.A.C, LEGO, Crying Center, Songmont และอื่นๆ อีกมากมาย   เปิดโหมดช้อปคุ้มไปกับมหกรรม ‘ลาซาด้า 9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์’ ขนทัพสินค้าแบรนด์ดัง พร้อมคูปองส่วนลดและดีลพิเศษแบบจัดเต็ม อาทิ คูปอง 9.9 ลดสูงสุด 10,000 บาท* LazFlash ลดสูงสุด 90%* พร้อมดีลจากแบรนด์ดังในช่วง 6 ชั่วโมงแรก ตั้งแต่ 20.00 น. – 02.00 น. (สองทุ่ม – ตีสอง) เตรียมตัวให้พร้อม แล้วพบกันตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน เวลา 20.00 น. ถึง 11 กันยายน 2569 นี้   ช้อปให้คุ้ม แล้วเก็บให้ครบทุกดีล ในมหกรรม ‘ลาซาด้า 9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์’ ได้ที่ Lazada 9.9     *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลาซาด้าแอปพลิเคชัน และ www.lazada.co.th    

September 6, 2026 / 0 Comments
read more

กรุงศรี เปิดคลาสฟิตเนสทางการเงิน แผนส่งคนไทยไปสู่เป้าหมาย ‘รวยจิวิตี้’

Peace&Play

‘กรุงศรี’ ปิดแก๊ปคนไทย 14-20% ขาดความรู้วางแผนการเงิน ชวน เช็ค4 ขั้นตอนพาสู่ ‘รวยจิวิตี้’ ฟิตสุขภาพทั้ง Body และ Money ไปพร้อมกัน   อุปสรรคใหญ่คนไทยขาดความรู้การเงิน ผลสำรวจปี 2568 พบว่าคนไทยทุกกลุ่มรายได้ราว 14–20% มองว่าการขาดความรู้การวางแผนเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างความมั่นคง แนวคิดสร้าง Financial Fitness ธนาคารกรุงศรีใช้กลยุทธ์เปรียบเทียบการดูแลสุขภาพเงินให้แข็งแรงไม่ต่างจากสุขภาพกาย ผ่านแคมเปญ ‘รวยจิวิตี้’ เสิร์ฟ 4 ขั้นตอนปรับพฤติกรรมสู่เป้าหมาย สรุปแนวทางปฏิบัติที่เข้าใจง่าย ให้ผู้บริโภคสามารถเช็คสถานะการเงินและลงมือวางรากฐานชีวิตระยะยาวได้จริง     มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากผลสำรวจ Saving Behavior Survey: ไขรหัสพฤติกรรมการออมของผู้บริโภคไทย 2568โดยวิจัยกรุงศรี พบแนวโน้มด้านการใช้จ่ายน่าสนใจ ดังนี้   38% ของคนไทยนำรายได้ไปชำระหนี้เป็นอันดับแรก 24% เลือกนำไปออม 9% นำไปลงทุน   นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยในทุกกลุ่มรายได้สัดส่วน 14–20%  มองว่าการขาดความรู้ด้านการวางแผนการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงในระยะยาว   จากพฤติกรรมดังกล่าว กรุงศรี มองเห็นช่องว่าง ‘คนไทย’ ตระหนักความสำคัญของการมีสุขภาพทางการเงินที่ดี แต่การทำให้เรื่องการเงินกลายเป็นสิ่งที่เข้าใจและลงมือทำได้จริงยังเป็นโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะการทำให้ผู้คนเห็นภาพสถานะทางการเงินของตัวเอง รู้ว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหน และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ให้เหมาะกับเป้าหมายของตัวเองได้   โดยกรุงศรี เปิดตัวแคมเปญ ‘รวยจีวิตี้’ ภายใต้แนวคิด GO Sustainable with krungsri จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยกลับมามองว่า ‘ความรวย’ ของตัวเองคืออะไร และความพร้อมแบบไหนที่จะทำให้สามารถใช้ชีวิตตามที่ต้องการได้ในระยะยาวยั่งยืน พร้อมการเงินที่มั่นคง   “แคมเปญนี้ใช้แนวคิดนำการดูแลสุขภาพเป็นภาษากลางในการสื่อสาร เปรียบเทียบกับสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงไม่ต่างจากสุขภาพกายที่ต้องได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง”   ทั้งนี้ สอดคล้องกับความต้องการคนในปัจจุบันที่เชื่อว่าการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) ต้องมีรากฐานทางการเงินที่มั่นคงควบคู่ไปกับสุขภาพที่ดี จากการเตรียมความพร้อมทางการเงินที่เหมาะกับชีวิตของตัวเอง และไปสู่เป้าหมายชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกช่วงวัยที่มีความแตกต่างกัน   ขณะที่แคมเปญ ‘รวยจีวิตี้ เกิดจากการผสานสองคำระหว่าง ‘รวย’ และ ‘ ลองจิวิตี้ (Longevity) เข้าด้วยกันมีแกนหลักคือการสร้างสุขภาพทางการเงิน (Financial Health) เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคฉุกคิดถึงความหมาย พร้อมปลุกบทสนทนาเรื่องสุขภาพทางการเงินให้แข็งแรง ด้วยความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันทางการเงินในแบบของแต่ละคน     เช็ค 4 ขั้นตอนสู่ ‘รวยจิวิตี้’ โดยกรุงศรี ได้เร่งสื่อสารการตลาดแคมเปญ ‘#รวยจีวิตี้’ สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคจับต้องได้จริง ผ่าน 4 ขั้นตอน (Steps) ได้แก่ เช็ก – ศึกษา – ลงมือทำ – วัดผล  ดังนี้   STEP 01: เช็ก ตรวจวัดระดับความฟิตของสุขภาพทางการเงินของตัวเอง เพื่อให้เห็นภาพรวมว่า ‘สุขภาพการเงิน’ วันนี้อยู่ตรงไหน? ผ่าน LINE Official Account @KrungsriSimple พร้อมรับคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อกำหนดแนวทางการดูแลสุขภาพทางการเงินที่เหมาะสม   STEP 02: ศึกษา เข้าคลาสฟิตเนสทางการเงิน ทำความเข้าใจเรื่องการเงินที่จำเป็นต่อชีวิต ตั้งแต่การออม การบริหารหนี้ ไปจนถึงการวางแผนเพื่อเป้าหมายในอนาคตผ่าน Krungsri The COACH บทความทางการเงิน Plearn เพลิน หรือติดต่อเพื่อพูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและการลงทุนของกรุงศรี   STEP 03: ลงมือทำ นำความรู้ไปปรับใช้และลงมือปฏิบัติจริง โดยกรุงศรีพร้อมสนับสนุนด้วยดิจิทัลโซลูชันและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ที่ช่วยสนับสนุนทุกเป้าหมายทางการเงินของลูกค้า ตั้งแต่การออม การลงทุน การใช้จ่าย ไปจนถึงการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เพื่อให้การเดินทางสู่สุขภาพทางการเงินที่ดีเป็นเรื่องง่ายขึ้น   STEP 04: วัดผล ติดตามและประเมินสุขภาพทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบแจ้งเตือน (Notification) เพื่อช่วยให้แต่ละคนเห็นความก้าวหน้าและปรับพฤติกรรมทางการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง   สำหรับแคมเปญรวยจีวิตี้ กรุงศรี จะขับเคลื่อนการสื่อสารการตลาด 360 องศา ครอบคลุมสื่อนอกบ้าน(OOH)​ช่องทางดิจิทัลผ่านคอนเทนต์ และกิจกรรมสร้างประสบการณ์ เพื่อผลักดันให้เรื่อง ‘สุขภาพทางการเงิน’ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนไทย ทั้งสร้างการรับรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริง เปลี่ยนจากการรู้ว่าควรดูแลการเงิน ไปสู่การเริ่มต้นดูแลสุขภาพทางการเงินอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   มิ่งขวัญ  กล่าวว่า ความสำเร็จทางการเงินของแต่ละคนแตกต่างกันไปตามความต้องการ เป้าหมาย และวิถีชีวิต สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การมีมากหรือน้อยกว่าคนอื่น แต่คือการมีความพร้อมทางการเงินที่เหมาะกับชีวิตของตัวเอง และสามารถบริหารจัดการการเงินเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ ซึ่งกรุงศรี มุ่งสนับสนุนให้คนไทยสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีและต่อยอดไปสู่ความมั่นคงในแบบของตัวเอง       alt-x KEY TAKEAWAYS  วิจัยกรุงศรี เผยผลสำรวจพฤติกรรมการออม ชี้ช่องว่างสำคัญคือคนไทยถึง 14–20% ยังขาดความเข้าใจเรื่องการวางแผนการเงิน เพื่อแก้โจทย์นี้  ธนาคารกรุงศรี จึงเปิดตัวแคมเปญ ‘รวยจิวิตี้’ แนวคิด GO Sustainable with krungsri ออกมาสื่อสารเรื่องการเงินด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย โดยนำการดูแลสุขภาพกายมาเปรียบเทียบกับการดูแล ‘สุขภาพทางการเงิน’ พร้อม 4 เช็คลิสต์ ลงมือทำจริง มาช่วยคนไทยประเมินสถานะทางการเงินและเริ่มต้นวางแผนชีวิตได้อย่างถูกวิธี ที่ตอบโจทย์เทรนด์ Longevity ยุคใหม่ ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ต้องเริ่มต้นจากฐานรากการเงินที่มั่นคงในแบบ ‘รวยจิวิตี้’   ขอขอบคุณภาพประกอบปกจาก TheDigitalArtist I pixabay.com

September 6, 2026 / 0 Comments
read more

‘NEXTOPIA’ สยามพารากอน บทพิสูจน์พลัง Co-Creation สู่ต้นแบบความยั่งยืนบนเวทีโลก

PRnounce

หลังเปิดตัวเมื่อปลายปี 2568 NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ณ สยามพารากอน กำลังแสดงให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” สามารถก้าวข้ามจากแนวคิดและนโยบาย ไปสู่การลงมือทำที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของผู้คนได้อย่างไร   สยามพารากอน เป็นแลนด์มาร์กระดับโลกที่บริหารโดยสยามพิวรรธน์ ได้พัฒนา NEXTOPIA ให้เป็นมากกว่าพื้นที่ด้าน Sustainability แต่เป็น World’s First Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle ที่นำพลังของธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมกันสร้างวิถีชีวิตแห่งอนาคต สะท้อนหัวใจของ “วิถีสยามพิวรรธน์” ในการทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส เปิดให้ทุกคนเข้ามาเป็น Co-Creator และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี แนวคิดดังกล่าวเริ่มปรากฏเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งกิจกรรมขับเคลื่อนความคิด นวัตกรรม และคุณค่าทางสังคมกว่า 130 กิจกรรม การเชื่อมโยงกว่า 100 คอมมูนิตี้ ตลอดจนการส่งต่อองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนผ่าน NEXTOPIA TOUR สู่ผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ขณะเดียวกัน ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมยังสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับจากมาตรฐานระดับโลก NEXTOPIA จึงกำลังขยับจากแนวคิดเมืองแห่งอนาคต สู่ Living Prototype ที่มีทั้งผู้คน Community ข้อมูล และผลลัพธ์จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ และกลายเป็นหนึ่งใน Proof Point สำคัญของบทบาท Game Changer ของสยามพิวรรธน์ ในการสร้างต้นแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมรีเทลผ่านพลังของ Co-Creation จาก Community สู่ Learning Platform เมื่อความยั่งยืนเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วม โจทย์สำคัญของการขับเคลื่อนความยั่งยืน ไม่ได้อยู่เพียงการสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือการเปลี่ยน Awareness ให้กลายเป็น Participation และทำให้ผู้คนรู้สึกว่าความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ตนเองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ NEXTOPIA ทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นผ่านกิจกรรมกว่า 130 กิจกรรม ตั้งแต่ Makers and Craft Communities, Animals and Biodiversity, Leisure and Entertainment ไปจนถึง Health and Wellness พร้อมเชื่อมโยงนับ 100 คอมมูนิตี้ ตั้งแต่องค์กรระดับโลก ภาครัฐ ภาคเอกชน โรงเรียน ไปจนถึงชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เรียนรู้ และร่วมลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลง จำนวนผู้เข้าใช้พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องยังสะท้อนว่า ความยั่งยืนสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ได้ เมื่อถูกออกแบบให้เข้าถึงง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่ตอบโจทย์ทั้งการมีชีวิตที่ดี สุขภาพที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดี ในเวลาเดียวกัน NEXTOPIA ยังต่อยอดจาก Community Space สู่ Learning Platform ผ่าน NEXTOPIA TOUR เปิดโอกาสให้ผู้คนเรียนรู้เบื้องหลังแนวคิดและระบบด้านความยั่งยืนที่นำมาใช้จริง ตั้งแต่การจัดการพลังงาน น้ำ และขยะ ไปจนถึงนวัตกรรมและการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมเรียนรู้ทั้งชาวไทยและต่างชาติแล้วกว่า 5,000 คน ทำให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไม่หยุดอยู่เพียงภายในพื้นที่ แต่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ ชุมชน องค์กร และผู้สนใจ เพื่อนำไปประยุกต์และขยายผลต่อได้ Sustainability ที่พิสูจน์ด้วยตัวเลข อีกด้านที่ทำให้ NEXTOPIA เป็นมากกว่า Sustainability Showcase คือการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จริง นับตั้งแต่เปิดดำเนินการ NEXTOPIA สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้กว่า 281,410 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO₂e) เทียบเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีของต้นไม้ 26,690 ต้น (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569)       ในมิติการบริหารทรัพยากร NEXTOPIA สามารถลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20% (จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน) และใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตั้งแต่ปี 2569 ลดการใช้น้ำได้ 35% (จากค่าตามเกณฑ์มาตรฐาน)ขณะที่การจัดการขยะสามารถลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบได้ 100% หรือสามารถนำขยะกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ได้กว่า 184,200 กิโลกรัม       ผลลัพธ์เหล่านี้มีความหมายมากกว่าการเป็น Environmental Performance ของโครงการ เพราะข้อมูลที่เกิดขึ้นสามารถนำกลับมาใช้เรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาโมเดลต่อไป ซึ่งเป็นหัวใจของ Prototype ที่สามารถวัดผลและขยายผลได้ในอนาคต จาก Prototype ของไทย สู่การรับรองในมาตรฐานระดับโลก นอกจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ ความสำเร็จของ NEXTOPIA ยังได้รับการยืนยันจากมาตรฐานระดับนานาชาติ โดยคว้า 2 Global Certificates ได้แก่ การรับรอง EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced และ Fitwel ระดับ 2 ดาว รวมถึงรางวัล Best in Building Health Awards 2026 สุดยอดอาคารส่งเสริมสุขภาวะจาก Fitwel ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับโครงการค้าปลีกแบบ Multi-Tenants ที่รวบรวมร้านค้า แบรนด์ และประสบการณ์หลากหลายไว้ในพื้นที่เดียว EDGE Advanced สะท้อนมาตรฐานด้านประสิทธิภาพของอาคารและการใช้ทรัพยากร ขณะที่ Fitwel ให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของผู้คน การได้รับการรับรองทั้งสองด้านจึงสะท้อนแนวคิด Sustainability ของ NEXTOPIA ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ภายในเวลาเพียงครึ่งปี NEXTOPIA ยังได้รับการยอมรับจากอีกหลายเวที ทั้ง The Best of Bangkok Design Week 2026 จาก European Product Design Award (EPDA) และ FIABCI-THAI Prix D’Excellence Awards 2026 ประเภท Sustainable Development จากสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI-Thai) รวมถึง Saint Francis of Assisi Award 2026 ซึ่งสะท้อนการเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ NEXTOPIA ยังได้รับการรับรอง GCNT Learning Center จากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย หรือ GCNT ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs อย่างเป็นรูปธรรม Game Changer ที่สร้างพื้นที่ให้ทุกคนร่วมเปลี่ยนเกม เมื่อมองผลลัพธ์ทั้งหมดร่วมกัน NEXTOPIA จึงไม่ได้พิสูจน์เพียงว่าสยามพิวรรธน์สามารถสร้างพื้นที่ Sustainability ณ สยามพารากอน จนได้รับมาตรฐานระดับโลก แต่ยังแสดงให้เห็นว่าโมเดล Co-Creation สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง นี่คือบทบาท Game Changer ในแบบของสยามพิวรรธน์ ที่ไม่ได้หมายถึงการเป็นผู้เปลี่ยนเกมเพียงลำพัง แต่คือการสร้าง Opportunity Platform ให้ผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และพันธมิตรสามารถเข้ามาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมส่งเสริมให้การใช้ชีวิตของผู้คนมีความหมายมากยิ่งขึ้น ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี NEXTOPIA จึงกำลังเปลี่ยนสถานะจากแนวคิดเมืองแห่งอนาคต สู่ Living Prototype ที่มีทั้งผู้คน Community ข้อมูล และผลลัพธ์จริงเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมเปิดโอกาสให้องค์ความรู้และโมเดลที่เกิดขึ้นจากประเทศไทยสามารถพัฒนาและต่อยอดไปสู่การเป็นต้นแบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกของโลกได้ในอนาคต    

September 6, 2026 / 0 Comments
read more

เพลงชาติถนนข้าวสาร Don’t Look Back In Anger สู่ภาพยนตร์ Oasis ในโรง IMAX

WeView

Don’t Look Back In Anger สู่สารคดี Oasis กับเบื้องหลังทัวร์ Oasis Live ’25 และฟุตเทจลับ  2 พี่น้อง ‘Gallagher’ ที่พวกเขาจะมาบอกเล่าผ่านจอยักษ์ IMAX เข้าฉายไทย  11–13 ก.ย. 2569 ก่อนสตรีมมิ่งปลายปีนี้    ‘So Sally can wait, she knows it’s too late as we’re walking on by…” ท่อนฮุกในเพลงระดับตำนาน ‘Don’t Look Back In Anger’ ของวงดนตรีร็อคระดับโลก ‘Oasis’ ที่หลายคนหลงรัก และยังได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งใน ‘เพลงชาติ’ ประจำ Brick Bar และย่านถนนข้าวสาร ในช่วงปี ค.ศ. 2000 – 2019 อย่างหนัก ด้วยมักถูกนำมาเล่นปิดท้ายค่ำคืนโดยวงดนตรีสดและทุกคนในร้านจะร่วมร้องตามกันอย่างกึกก้องจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ   ตัดภาพมาในตอนนี้ เพลง ‘Don’t Look Back In Anger’ มีอายุประมาณ 30 ปีแล้ว (นับจากการแต่งและวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1995–1996) ที่เพลงได้ถูกหยิบมาเป็นส่วนประกอบสำคัญของภาพยนตร์สารคดี ‘Oasis: Don’t Look Back In Anger’ กับบรรยากาศทัวร์คอนเสิร์ต ‘Oasis Live ’25’ พร้อมเตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ประเทศไทย เพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 นี้   สำหรับภาพยนตร์สารคดี Oasis ชิ้นนี้เป็นบันทึกการกลับมาขึ้นเวทีของ Liam Gallagher และ Noel Gallagher ที่ได้รับการจับตามองอย่างมากจากแฟนเพลงทั่วโลกที่รอคอยพวกเขา พร้อมสำรวจความหมายของบทเพลง Oasis ที่ส่งต่อความรู้สึกและแรงบันดาลใจไปยังผู้ฟังหลากหลายเจเนอเรชันทั่วโลก   ใครคือ Sally? ในเพลง Don’t Look Back In Anger   สำหรับเพลง Don’t Look Back In Anger ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อภาพยนตร์ขิ้นนี้  ที่นอกจากมีท่วงทำนองจังหวะดนตรีที่ปลุกเร้าใจวัยทีนทุกเจนเนอเรชั่นแล้ว   เนื้อเพลงนี้ ยังแฝงปรัชญาให้กลุ่มวัยรุ่นที่มองหาความหมายของชีวิต โดยเฉพาะ ‘ความรักที่ไม่สมหวัง’ ได้ซึมซับผ่านเนื้อหาของเพลงนี้ ที่สุดท้ายแล้ว ‘การปล่อยวางอดีตและความเจ็บปวด’ โดยไม่จมปลักอยู่กับความโกรธแค้นต่อสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์หรือความผิดพลาดในชีวิต ให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเข้าใจ คือ หัวใจสำคัญของเพลงนี้   โดยเฉพาะท่อนฮุกของเพลงนี้  “So Sally can wait, she knows it’s too late as we’re walking on by…”  ที่แฟน ๆ OASIS ทั้งหลายเคยถกเถียงและปั่นกันอย่างหนักว่า ใครคือ ‘แซลลี่’   จากการเสิร์ชข้อมูลผ่านเพจ All about RKID ได้เล่าที่มาของเพลงนี้ไว้อย่างน่ารัก พร้อมยกบทสัมภาษณ์ของ ‘โนล’ เคยให้คำตอบที่ชัดเจนว่า   จริงๆ แล้วเขาไม่ได้รู้จักใครที่ชื่อ Sally เลย มันแค่เป็นคำที่ลงล็อกเข้ากับเนื้อเพลงได้พอดีเฉยๆ พร้อมย้อนเรื่องราวกลับไปในตอนนั้นพวกเขาอยู่ที่ปารีส เพราะมีคิวเล่นคอนเสิร์ตกับวง The Verve และในวันนั้น ‘โนล’ หยิบกีตาร์อะคูสติกออกไปเดินสายซาวนด์เช็ค แล้วก็เริ่มลองดีดคอร์ดเพลงนี้ที่ยังแต่งไม่เสร็จดู ปรากฏว่า ‘เลียม’ ได้ยินเข้าพอดี และถามว่า “เมื่อกี้พี่ร้องว่า So Sally can wait หรือเปล่า?” จากประโยคเดียวนี้ ที่ทำให้ไอเดียปิ๊งวาบขึ้นมาจนต้องรีบกลับเข้าห้องแต่งตัวไปจดเนื้อเพลงท่อนนี้ลงกระดาษทันที ที่ต่อมาได้กลายเป็นท่อนฮุกโดนใจเจ็บวัยรุ่นไปทั่วโลก   และเมื่อโนล ทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยวนาม Noel Gallagher’s High Flying Birds และต้องจัดเซ็ทลิสต์สำหรับใช้เล่นในการทัวร์คอนเสิร์ต และแน่นอนว่า หากเขาไม่เล่นเพลง Don’t Look Back In Anger แฟนๆ จะไม่ยอมให้เขาลงจากเวทีเด็ดขาด!! ประสบการณ์พิเศษให้ชมในโรงเพียง 3 วัน สำหรับภาพยนตร์สารคดี ‘Oasis: Don’t Look Back In Anger’ จะเข้าฉายในประเทศไทย โดยเฉพาะระบบ IMAX  ช่วงระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน 2569 เป็นเวลา 3 วันเท่านั้น   โดยไฮไลต์ภาพยนตร์สารคดี  Oasis: Don’t Look Back In Anger ชิ้นนี้จะยังพาผู้ชมเข้าไปใกล้ชิดกับ Oasis ทั้งภาพการแสดงสด เรื่องราวหลังเวที ฟุตเทจจากช่วงซ้อมที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน ตลอดการเดินทางของ Oasis Live ’25  และบทสัมภาษณ์ร่วมกันของ Liam และ Noel ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี  ที่สะท้อนเรื่องราวและความหมายของการกลับมาพบกันอีกครั้งของสองพี่น้อง ‘Gallagher’   ที่สำคัญ ยังเป็นโอกาสพิเศษสำหรับแฟนเพลงได้สัมผัสโมเมนต์การกลับมาของ Oasis ผ่านภาพยนตร์ชิ้นนี้ที่พา ‘ทุกคน’ โดยเฉพาะแฟนเพลงที่โตมากับบทเพลงของ Oasis ร่วมย้อนความทรงจำ และความประทับใจกับช่วงเวลาสำคัญของวง ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้งบนจอยักษ์ ก่อนเปิดให้รับชมผ่านสตรีมมิง ในช่วงปลายปีนี้   เกี่ยวกับ ‘Oasis: Don’t Look Back In Anger’ เป็นภาพยนตร์ Hulu Original ผลงานจาก Magna Studios และ Sony Music Vision สร้างสรรค์โดย Steven Knight ผู้เขียนบท โปรดิวเซอร์ และผู้กำกับที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA และ Oscar® จากผลงานอย่าง ‘Peaky Blinders’ และ ‘A Thousand Blows’ ร่วมด้วยผู้กำกับ Dylan Southern และ Will Lovelace จาก ‘Shut Up and Play the Hits’ และ ‘Meet Me in the Bathroom’   สำหรับแฟนเพลงชาวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางดนตรีที่ทั่วโลกจับตามองได้ใน ‘Oasis: Don’t Look Back In Anger’ เข้าฉายในประเทศไทย 11–13 กันยายน 2569 ในโรงภาพยนตร์ และระบบ IMAX พร้อมเปิดให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ตัวอย่างภาพยนตร์ 

September 4, 2026 / 0 Comments
read more

‘GI Bill’ เบื้องหลังลูกเรือ USS Abraham Lincoln วัยรุ่นอเมริกันสมัครทหารแลกทุนเรียนมหา’ลัย

Zcreat

‘Join the Navy, See the World’ คำขวัญสุดเท่ กองทัพเรือสหรัฐฯ สู่เส้นทาง ‘GI Bill’  เบื้องหลังลูกเรือ USS Abraham Lincoln เมื่อ ‘สมัครทหาร’ คือใบเบิกทางสู่มหาวิทยาลัยของวัยรุ่นอเมริกัน   เทียบท่าสร้างเม็ดเงินสะพัดพัทยา เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln นำทหารอเมริกันกว่า 5,000 นาย ขึ้นฝั่งพักผ่อนที่พัทยา คาดสร้างเงินสะพัดหลักสิบถึงร้อยล้านบาท เบื้องหลังทหารรุ่นใหม่วัยไม่เกิน 30 ลูกเรือส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นอายุไม่เกิน 30 ปี ซึ่งหลายคนตัดสินใจสมัครเข้ากองทัพไม่ใช่แค่เพราะความรักชาติ แต่เพื่อสวัสดิการการศึกษา GI Bill ใบเปิดทางชนชั้นแรงงาน รัฐบาลอเมริกามีสวัสดิการ GI Bill ที่ช่วยสนับสนุนทุนการศึกษาและค่าใช้จ่ายในระดับมหาวิทยาลัยแก่ทหารหลังปลดประจำการอย่างทรงพลัง     ภาพเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln (CVN-72)  พร้อมฝูงเรือคุ้มกันลำอื่น ที่นำทหารสหรัฐฯ ราว 5,000 นาย ขึ้นฝั่่งที่ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อพักผ่อน (Rest and Recreation) ในเมืองพัทยา   หลังปฏิบัติภารกิจกลางทะเลจากปฏิบัติการในตะวันออกกลางนาน 280 กว่าวัน โลกโซเชียลไทยคึกคักไปกับกระแสนักท่องเที่ยวพิเศษกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินที่คาดว่าจะสะพัดในพื้นที่หลักสิบล้านไปจนถึงร้อยล้านบาท หรือกระแสพูดถึง ‘บริการ’ ต่างๆ ที่พัทยาขึ้นชื่อ   จากภาพถ่ายของทหารอเมริกันที่ขึ้นฝั่งพัทยา หลายคนคงสังเกตว่าบรรดาทหารเหล่านี้น่าจะอายุราวๆ ไม่เกิน 30 ปี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่คนไทยหลายคนอาจไม่ทราบ คือ ในบรรดาทหารเรือหนุ่มสาว 5,000 คนที่เดินลงจากเรือลำนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจสมัครเข้ากองทัพเรือสหรัฐฯ   ไม่ใช่ด้วยเหตุผล ‘ความรักชาติ’ มาเป็นอันดับแรก แต่จำนวนไม่น้อยพวกเขาสมัครเป็นทหารเพื่อหวังรับทุนการศึกษา และสวัสดิการชื่อ GI Bill ที่รอพวกเขาอยู่หลังปลดประจำการ   ถ้าใครเคยดูหนังหรือซีรีส์อเมริกันแล้วลองสังเกตว่าตัวละครบางคน โดยเฉพาะจากครอบครัวชนชั้นแรงงาน มักพูดถึงการ “เข้ากองทัพเพื่อเรียนต่อ” มันคือภาพสะท้อนของระบบสวัสดิการที่มีอยู่จริงและทรงพลังมากในสังคมอเมริกัน   GI Bill คือ อะไร? สำหรับ GI Bill หรือ กฎหมายสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาและการใช้ชีวิตของทหารผ่านศึกสหรัฐฯ ฉบับแรกเกิดขึ้นในปี 1944 ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง   รัฐบาลสหรัฐฯในเวลานั้น กลัวว่าทหารหลายล้านคนที่ปลดประจำการพร้อมกันจะกลับมาสร้างปัญหาว่างงานมหาศาล  เหมือนที่เคยเกิดกับทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง   ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt จึงผุดไอเดียขึ้นมาว่า เพื่อตอบแทนเหล่าชายหญิงที่เสียสละเพื่อชาติ รัฐบาลจะสนับสนุนจ่ายค่าเรียนให้ทหารที่ปลดประจำการไปเรียนต่อแทนที่จะปล่อยให้ตกงาน   นั่นทำให้เหล่าวัยรุ่นอเมริกันยุคปลายสงครามโลกครั้งที่สองจำนวนนับแสนคน ได้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และกลายเป็นฐานสำคัญของชนชั้นกลางอเมริกันยุคหลังสงคราม หรือยุคอเมริกันบูมเมอร์ ในเวลาต่อมา   ตั้งแต่นั้นมากฎหมาย ‘GI Bill’ ถูกปรับปรุงมาหลายเวอร์ชัน จนถึงเวอร์ชันที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดตอนนี้คือ Post-9/11 GI Bill ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2009 สำหรับคนที่รับราชการหลังเหตุการณ์ 9/11 เป็นต้นมา   จากข้อมูลของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า หากทหารสหรัฐคนใดรับราชการครบ 36 เดือนขึ้นไป (เทียบเท่าเกือบ 3 ปี) จะได้สิทธิ์เต็ม 100% ซึ่งหมายความว่ารัฐจ่ายค่าเทอมและค่าธรรมเนียมเต็มจำนวนให้กับมหาวิทยาลัยรัฐในรัฐบ้านเกิดโดยตรง ไม่ต้องผ่านมือนักศึกษาเลย   ส่วนใครเลือกเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนหรือโรงเรียนต่างประเทศ รัฐจะจ่ายให้ตามเพดานที่รัฐสภากำหนดใหม่ทุกปี สำหรับปีการศึกษา 2026-2027 เพดานอยู่ที่ประมาณ 30,908 ดอลลาร์ต่อปี ถ้าโรงเรียนที่เลือกเรียนแพงกว่านั้น ยังมีโครงการ Yellow Ribbon ที่บางมหาวิทยาลัยเข้าร่วมเพื่อช่วยออกส่วนต่างเพิ่มให้อีก   นอกจากค่าเทอมแล้ว ยังมีเงินค่าครองชีพรายเดือนที่เรียกว่า Monthly Housing Allowance คำนวณจากอัตราเบี้ยเลี้ยงที่พักของนายทหารชั้นประทวนระดับ E-5 ที่มีผู้อยู่ในอุปการะ อิงตามรหัสไปรษณีย์ของมหาวิทยาลัยที่ไปเรียน แปลว่าถ้าไปเรียนในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กหรือวอชิงตัน ดี.ซี. เงินก้อนนี้อาจสูงถึงหลักพันดอลลาร์ต่อเดือน   ในขณะที่เรียนในเมืองเล็กก็จะได้น้อยกว่า และถ้าเลือกเรียนออนไลน์ล้วนก็จะได้ครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีเงินช่วยค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนอีกปีละไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์   ที่สำคัญคือสิทธิ์นี้โอนให้คนในครอบครัวได้ ถ้ารับราชการครบ 6 ปีและตกลงจะรับราชการต่ออีก 4 ปี ก็สามารถโอนสิทธิ์ทั้งหมดหรือบางส่วนให้คู่สมรสหรือลูกไปเรียนแทนได้ และสำหรับคนที่ปลดประจำการหลังวันที่ 1 มกราคม 2013 สิทธิ์นี้ไม่มีวันหมดอายุด้วยซ้ำ จะเก็บไว้ใช้ตอนอายุ 40 หรือ 50 ก็ยังได้   ข้อมูลสำรวจจากสถาบันวิจัย Pew Research และ RAND Corporation ที่เคยทำการศึกษาเชิงลึกกับทหารระดับ E-1 ถึง E-4 ในปี 2018 โดยแบ่งแรงจูงใจออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือแรงจูงใจเชิงสถาบัน (institutional) อย่างความรักชาติ หน้าที่ และครอบครัว กับแรงจูงใจเชิงอาชีพ (occupational) อย่างความมั่นคงทางการเงิน การพัฒนาทักษะ และผลประโยชน์ต่างๆ รวมถึง GI Bill พบว่า   ทหารเกือบครึ่งหนึ่ง ราว 46% ให้เหตุผลที่สมัครรับราชการเพราะต้องการความก้าวหน้าทางการศึกษาและอาชีพ มีเพียง 9% เท่านั้นที่บอกว่าสมัครด้วยเหตุผลเชิงความรักในกองทัพ ส่วนที่เหลืออีกราว 37% ให้เหตุผลผสมทั้งสองแบบ พูดง่ายๆ คือแรงจูงใจแบบ “ผลประโยชน์ที่จับต้องได้” มีน้ำหนักมากกว่าที่หลายคนคิด   แต่มีอีกมุมที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ แบบสำรวจของมูลนิธิ Ronald Reagan Presidential Foundation ที่ทำในปี 2023 ถามคนที่บอกว่าตัวเองจะแนะนำให้คนรู้จักไปสมัครทหาร ว่าเพราะอะไร ผลปรากฏว่า 31% ตอบว่าเป็นเรื่องความรักชาติ เกียรติยศ และการรับใช้ประเทศ   ในขณะที่คนที่ยกเรื่อง ‘GI Bill’ ขึ้นมาเป็นเหตุผลหลักมีเพียง 7% เท่านั้น ทั้งที่ GI Bill มักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือดึงดูดคนสมัครที่ทรงพลังที่สุดตัวหนึ่ง   GI Bill สวัสดิการหลังปลดประจำการ นอกจากนี้ ยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ ทำโดยสอบถามความเชื่อของคนทั่วไปว่าคิดว่าทหารในกองทัพสมัครใจเข้าไปเพราะอะไร ผลออกมาว่า 47% เชื่อว่าทหารสมัครเพราะความรักชาติหรือสำนึกในหน้าที่ 43% เชื่อว่าสมัครเพราะเรื่องการงานและผลตอบแทน ส่วนอีก 10% เชื่อว่าสมัครเพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว   ซึ่งนักวิจัยที่ทำการศึกษานี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าความเชื่อที่ว่ากองทัพเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ของคนจนหรือคนไม่มีทางไปนั้น จริงๆ แล้วไม่ตรงกับข้อมูลเชิงประจักษ์เท่าไหร่ กองทัพสหรัฐฯ ยุคปัจจุบันมีความหลากหลายทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมมากกว่าที่ภาพจำทั่วไปคิดกัน   พูดง่ายๆคือ มีทหารสหรัฐจำนวนไม่น้อยที่ตัดสินใจสมัครรับราชการเพราะผลประโยชน์หลังปลดประจำการหรือ GI Bill เป็นแรงจูงใจที่จับต้องได้และมีน้ำหนักจริง   โดยเฉพาะกับคนหนุ่มสาวที่มองไม่เห็นทางเข้ามหาวิทยาลัยด้วยวิธีอื่น อีกทั้งค่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาที่แพงขึ้นทุกปีทำให้ทางเลือกนี้ยิ่งดูสมเหตุสมผลมากขึ้นเรื่อยๆ   แต่นั่นก็อาจจะไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดเพราะ มีไม่น้อยที่นอกจากเรื่อ GI Bill แล้ว มันยังรวมถึงเหตุผลด้านความมั่นคงทางการเงิน ความอยากมีทักษะเฉพาะทางติดตัว หรือแม้แต่ความรู้สึกอยากทำอะไรที่มีความหมายมากกว่างานออฟฟิศทั่วไป   ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนของคนรุ่นใหม่ชาวอเมริกันได้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพคือทางออกที่ตอบโจทย์ได้แทบทุกอย่างในคราวเดียว ทั้งเงิน ทุนเรียน และโอกาสไต่บันไดสังคมตามแบบฉบับอเมริกันดรีม   ยิ่งพ่วงด้วยคำขวัญเท่ๆ ของกองทัพเรือสหรัฐฯ อย่าง ‘Join the Navy, See the World’ ด้วยแล้ว ก็ยากจะปฏิเสธเหมือนกันว่าใครจะไม่อยากสมัคร   STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.

September 4, 2026 / 0 Comments
read more

SaWaDiKa ไม่ได้แค่ขายเพลง แต่ขาย ‘ภาพจำประเทศไทย’ ผ่าน Personal Brand ของ LISA

Zcreat

ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล ศิลปินสาวไทยวัย 29 ปี สมาชิกวง BLACKPINK ที่ก้าวสู่การเป็นศิลปินระดับโลก กลับมาสร้างแรงกระเพื่อมอีกครั้งกับผลงานเพลงล่าสุด ‘SaWaDiKa’ กับยอดรับชมเกิน 20 ล้านวิวในเวลาเพียงครึ่งวัน   SaWaDiKa ซิงเกิลใหม่ของ ‘ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล’ ที่ปล่อยมิวสิกวิดีโออย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ผ่านช่อง YouTube อย่างเป็นทางการของ LLOUD Official   และเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากปล่อย MV ผลงานชิ้นนี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ทำให้ชื่อของ LISA และคำว่า ประเทศไทย ถูกพูดถึงไปพร้อมกันบนเวทีโลก ด้วยในตอนที่ทีม alt–x กำลังเขียนบทความชิ้นนี้เอ็มวี ‘SaWaDiKai’  มียอดการรับชมเฉียด 26 ล้านวิว (Viewed) ในเวลา 9 ชั่วโมง   สำหรับหลายคนที่ได้ชมมิวสิกวิดีโอชิ้นล่าสุดของลิซ่ากันแล้ว คงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  SawaDiKa ไม่ใช่เพียงความสนุกของเพลงใหม่ หรือความทรงพลังของเพอร์ฟอร์แมนซ์จากศิลปินสายแร็ประดับโลกเท่านั้น   แต่มันคือความรู้สึก ‘ภูมิใจ’   ใช่แล้ว!! เป็นความภูมิใจที่ได้เห็นศิลปินไทยที่อยู่ในเวทีระดับโลกคนหนึ่ง ได้นำเรื่องราวต้นตำรับสะท้อนความเป็นไทยกลับมาเล่าใหม่ มาสื่อสารผ่าน ภาษาดนตรี แฟชั่น การเต้น และวัฒนธรรมป๊อปเพื่อให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้   โดย ‘ลิซ่า’ เลือกพูดกับโลกตรง ๆ ด้วยคำง่าย ๆ คำเดียว ‘SaWaDiKa’ คำพ้องเสียงที่หมายถึงการกล่าวทักทายของผู้หญิงไทย ‘สวัสดีค่ะ’ ไว้ได้อย่างทรงพลัง   เมื่อ ‘สวัสดีค่ะ’ กลายเป็นชื่อเพลงระดับโลก   สำหรับซิงเกิล SaWaDiKa ของลิซ่า มีที่มาจากคำทักทายไทยอย่าง ‘สวัสดีค่ะ’ ซึ่งเป็นคำธรรมดาที่คนไทยใช้กันทุกวัน แต่เมื่อคำนี้ถูกนำมาอยู่บนชื่อเพลงของ LISA ศิลปินที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลก มันก็ไม่ได้เป็นเพียงคำทักทายอีกต่อไป   แต่กลับส่งพลังให้กลายเป็น ‘คีย์เวิร์ด’ ของประเทศไทย สู่คำที่คนทั่วโลกอาจเริ่มออกเสียงตาม เริ่มค้นหาความหมาย และเริ่มเชื่อมโยงเสียงคำนี้เข้ากับภาพของประเทศไทย   และกลายเป็นอิทธิพลทางวัฒนธรรมในยุคปัจจุบัน ที่มาจากแบรนด์ตัวตน ‘Personal Brand’ ที่ทรงพลังมากพอของลิซ่า ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน ‘Personal Brand’คนไทย ที่มีอิทธิพลในระดับโลกอย่างชัดเจน รถตุ๊กตุ๊ก-มวยไทย-กรุงเทพฯ สู่ Global Visual   ขณะที่เนื้อหาของเอ็มวี (Music Video) ‘SaWaDiKa’ ชิ้นนี้ยังอบอวลไปด้วยองค์ประกอบเสน่ห์ไทยไทยที่ลิซ่าเลือกหยิบมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘Visual Language’ ภาษาภาพที่จับต้องได้อย่างชัดเจน   ทั้ง รถตุ๊กตุ๊ก แรงบันดาลใจจาก มวยไทย รวมไปถึงบรรยากาศและโลเคชันของ กรุงเทพมหานคร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น ‘ภาพจำ’ ที่ทั่วโลกสามารถเชื่อมโยงกับประเทศไทยได้ทันที   โดยความอัจริยะของลิซ่า และทีมงาน คือ การหยิบวัฒนธรรมไทยมาปรุงใหม่ ให้รถตุ๊กตุ๊ก ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วน ‘มวยไทย’ไม่ได้เป็นเพียงกีฬาประจำชาติ และให้คำว่า ‘สวัสดีค่ะ’ ไม่ได้เป็นเพียงคำทักทาย   แต่นำเสน่ห์ไทย ทุกอย่างโยงเข้าสู่โลกของดนตรี ฮิปฮอป แฟชั่น การแสดง และ วัฒนธรรมป๊อประดับสากล ไว้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นการนำวัฒนธรรมท้องถิ่นประเทศไทย ให้สามารถเดินทางไปสู่ตลาดโลก โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนใคร   Brand Ambassador ไทยในมิติธรรมชาติ   ขณะที่บทบาทของ ‘ลิซ่า’ แม้ชื่อเสียงของเธอ จะเติบโตไปไกลในระดับสากล แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่ในภาพจำของผู้คนทั่วโลกคือ ‘ลิซ่าเป็นคนไทย’ ที่ยังสะท้อนชัดเจน จากเมื่อต้นปี 2569 หลัง ‘ลิซ่า’ ร่วมงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador การท่องเที่ยวไทย ซึ่งสะท้อนถึงพลังของตัวตนที่สามารถเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับผู้ชมทั่วโลกได้   ล่าสุด ลิซ่าได้นำพลังของ ‘Personal Brand’ ขยายต่อผ่านผลงานเพลงชิ้นใหม่ ‘SaWaDiKa’ ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่นำเสนอความเป็นไทยผ่านภาพ เสียง และวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อพาประเทศไทยไปปรากฏอยู่ในสายตาของคนทั่วโลกอีกครั้ง   หลังจากผลงานดนตรี ในชุดก่อนหน้า ‘LALISA’ ได้หยิบองค์ประกอบของชุดไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ ต่อด้วย ‘ROCKSTAR’ ที่นำกรุงเทพฯ และ เยาวราชไปอยู่ในสายตาผู้ชมทั่วโลก จนมาถึง SaWaDiKa ที่ยังคงต่อยอดการนำเสนอรากทางวัฒนธรรมไทย อย่างต่อเนื่อง   ทั้งหมดนี้ เปรียบเสมือนการต่อภาพใหญ่ให้คอมพลีทด้วยพลังแห่ง Personal Brand ของลิซ่า ให้ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ไม่ว่า เธอ จะยืนอยู่บนเวทีไหนของโลก รากของความเป็นไทยจะยังถูกเชื่อมโยงกลับมาทุกครั้ง   สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมและชาญฉลาด กับการนำ Personal Brand ของลิซ่า ที่มีชื่อเสียงระดับโลก มาตีความใหม่ให้กับวัฒนธรรมไทยในฐานะ ‘ซอฟต์ เพาเวอร์’ ของประเทศ ได้อย่างน่าสนใจ ผ่านผลงานดนตรี SaWaDiKa เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาพจำของประเทศไทย ซึ่งเป็น ‘Country Brand’ ได้ในเวอร์ชั่นที่เท่ขึ้น บนโลกสตรีมมิ่ง ด้วยตัวเอง ที่เดินทางไปพร้อมกับเพอร์ซันนัล แบรนด์  LISA   CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.

September 4, 2026 / 0 Comments
read more

แสนสิริ ใช้ Data คุมต้นทุน รักษาตลาดแนวราบทุกเซ็กเมนต์ เร่งเจาะ Gen Z กำลังซื้ออนาคต

BizKet

แสนสิริ ประเมินตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ยังแข่งขันสูง เดินหน้าคุมต้นทุน ใช้ Data พัฒนาโครงการ พร้อมเปิดแนวราบ 15-20 แห่งต่อปี และ Sansiri Community 20 แห่งในปี 2570   แสนสิริ ยังเปิดโครงการแนวราบ 15-20 แห่งต่อปี แม้ตลาดยังเผชิญหนี้ครัวเรือนสูง สินเชื่อเข้มงวด และเศรษฐกิจไทยโตเพียง 2.2% ใช้ Data คุมต้นทุนและบริหารสต็อก ตั้งแต่เจรจาราคาวัสดุล่วงหน้า พัฒนาเป็นเฟส และจับคู่สินค้า ทำเล กับกำลังซื้อแต่ละกลุ่ม สร้าง Sansiri Community ครบ 20 แห่งในปี 2570 พร้อมขยายสินค้าเจาะ Gen Z และตลาดบ้านต่ำกว่า 10 ล้านบาท ควบคู่บ้านลักซูรี่   อาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ (SANSIRI) กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยในขณะนี้ยังแข่งขันสูงระหว่างผู้พัฒนาฯที่ยังมีศักยภาพทางการเงินแข็งแกร่ง เห็นได้จากการทยอยเปิดตัวโครงการฯใหม่ตามแผนปี2569 เพื่อเข้าถึงกำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดที่ยังมีต่อเนื่อง   โดยตลาดอสังหาฯปี 2569 ยังเผชิญกับความท้าทาย 3 ปัจจัยลบเดิม คือ   ภาระหนี้ครัวเรือนผู้บริโภคคนไทยอัตราสูง (85.9% ต่อ GDP) สถาบันการเงินยังปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Loan Rejection) การเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ประเทศไทยมีอัตราต่ำ (ปี2569 ขยายตัว 2%)   ขณะที่สัญญาณบวกกระตุ้นตลาดอสังหาฯไทย มีเล็กน้อย คือ   อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยในปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1% ต่อปี การต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง เหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท   “ดอกเบี้ยนโยบายที่ถูกลง ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาฯ ในด้านต้นทุนต่างๆ ส่วนการต่ออายุลดค่าธรรมเนียมโอนฯ ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงโครงการฯ ได้ง่ายขึ้น”   อาณัติ เสริมว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว ‘แสนสิริ’ วางแนวทางการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเปิดโครงการแนวราบได้ตามแผนที่วางไว้ อาทิ ควบคุมต้นทุนรอบด้านทั้งวัสดุก่อสร้าง จากการกำหนดราคาล่วงหน้าร่วมกับซัพพลายเออร์ การจัดซื้อที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาโครงการในอนาคตที่เหมาะสมกับตลาดและความต้องการผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลานั้นๆ การใช้ประโยชน์จากธุรกิจโรงงานพรีคาส ร่วมพัฒนาโครงการฯได้แล้วเสร็จทันตามระยะเวลาที่กำหนด   “สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ในตอนนี้ทำให้ แสนสิริ ต้องมองกลับมาดูว่าลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่เท่าไหร่ แล้วทำโปรดักส์ออกมาให้สอดคล้องกับดีมานด์”   นอกจากนี้ แสนสิริยังบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนด้วยการแบ่งการก่อสร้างเป็นระยะ (Phrase by Phrase) โดยเน้นสร้างตามความต้องการของลูกค้าและควบคุมสต็อกให้สมดุลกับยอดขายจริงในแต่ละโครงการ เช่น กำหนดสัดส่วนชัดเจนว่าหากขายบ้านได้ 4 หลัง จะต้องมีสต็อกรองรับไว้ 8 หลัง เพื่อพร้อมส่งมอบทันที กลยุทธ์นี้ช่วยควบคุมกระแสเงินสดให้หมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด   ปัจจุบัน แสนสิริ มีสินค้าคงคลัง (Inventory) โครงการแนวราบรวมทุกทำเลมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท โดยทางบริษัทได้ประเมินว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการระบายสต็อกสินค้าเหล่านี้ได้   “การทำตลาดอสังหาฯในปัจจุบัน ข้อมูล หรือ ดาต้า เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ที่ต้องนำมาใช้ร่วมกับการทำสินค้า ทำเล หากลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาแมทช์กัน ซึ่งรวมไปถึงการนำสถาบันการเงิน ธนาคาร มาร่วมเป็นที่ปรึกษาไฟแนนซ์ ให้กับลูกค้าด้วย”   อาณัติ กล่าวว่า จากแนวทางดังกล่าวจะผลักดันให้ แสนสิริ สามารถเปิดตัวโครงการอสังหาฯแนวราบราว 15-20 แห่งต่อปีได้ตามแผนอย่างต่อเนื่อง โดยไปพร้อมกลยุทธ์ต่างๆ ดังนี้ พัฒนาสังคมอยู่อาศัยแสนสิริ (SANSIRI COMMUNITY) การทำตลาดเชิงรุกบ้านเดี่ยวระดับลักซูรี่ ด้วยแบบบ้านใหม่ใน3 ทำเล การเติมสินค้า(Supply)ใหม่ในราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท การขยายตลาดต่างจังหวัด การพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Z​ Generation) ที่จะเป็นกำลังซื้อใหม่ของตลาดอสังหาฯในอน่าคต   สำหรับผลดำเนินงานโครงการแนวราบ แสนสิริ 8 เดือนแรก มียอดขาย 15,000 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 15,300 ล้านบาท และสามารถดำเนินการปิดขายโครงการ มูลค่า 9,500 ล้านบาท   ปี2570 มี ‘แสนสิริ คอมมูนิตี้’ 20 แห่ง   ด้าน ‘ภัคพริ้ง การุญ’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ แสนสิริ กล่าวว่า แสนสิริ นำข้อมูลเชิงลึกแหล่งต่างๆ ที่มาจากทีมสำรวจขององค์กร และองค์กรบุคคลที่3 ภายนอกที่น่าเชื่อถือ มาประกอบวิเคราะห์การพัฒนาโครงการแนวราบให้เหมาะสมกับแต่ละทำเล และความต้องการกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ไปพร้อมกับตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์แสนสิริ ในการทำตลาด   นอกจากนี้ แสนสิริ ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัย (Ecosystem) ภายใต้โครงการสังคมแสนสิริ (SANSIRI COMMUNITY) ที่เตรียมเปิดครบ 20 แห่งในปี 2570 ใน 2 ทำเลใหม่ คือ จรัญสนิทวงศ์-ปิ่นเกล้า และ บางนา ซึ่งแต่ละโครงการแสนสิริ คอมมูนิตี้ จะมีขนาดพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ จากปัจจุบันมี 18 แห่ง   ภัคพริ้ง เสริมว่า จากการทำตลาดโครงการแนวราบแสนสิริ ในช่วงที่ผ่านมาพบข้อมูลน่าสนใจ โดยผู้บริโภคให้การตอบรับดีในทุกโครงการเปิดไหม่ซึ่งมีสินค้าครอบคลุมทำเลและระดับราคา 1.9 ล้านบาท ถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงรายได้บริษัท จากกำลังซื้อที่มีความแตกต่างออกไป   “ลูกค้าแสนสิริที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อแบงก์มีสัดส่วนราว 10% บวกลบส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอฟอร์เดเบิล เซ็กเมนต์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนตลาดตามดีมานด์แต่ก็ถือเป็นความท้าทายเช่นกัน ส่วนเซ็กเมนต์ระดับบน ไม่มีผลกระทบแต่มีความต้องการบริการหลังการขายมากกว่า” ปัจจุบันแสนสิริมีแบรนด์โครงการแนวราบแบ่งตามเซ็กเมนต์ (Brand Segment)  ดังนี้   กลุ่มบ้านระดับพรีเมียม (PREMIUM SEGMENT) ประกอบด้วยแบรนด์ นาราสิริ NARASIRI (SLC) สิรินสิริ SIRINSIRI (SLC) ณริณสิริ NARINSIR บูก้าน BuGAAN (SLC) The Tales พูลวิลล่า ภูเก็ต   กลุ่มบ้านระดับกลาง  (MEDIUM SEGMENT) ประกอบด้วยแบรนด์ เศรษฐสิริ (SETTHASIRI) บุราสิริ (BURASIRI) เดมิ (DEMI) เอลซ์ (ELSE) กลุ่มบ้านอฟอร์เดเบิล  (AFFORDABLE SEGMENT) ประกอบด้วยแบรนด์ สราญสิริ (SARANSIRI) ฮาบิเทีย (Habitia) สิริ อเวนิว (SIRI AVENUE) เมเบิล (Mabel) กาญจน์สิริ (KANASIRI) ทาวน์ อเวนิว (TOWN AVENUE) อณาสิริ (ANASIRI) สิริ เพลส (SIRI PLACE)   ภัคพริ้ง กล่าวว่า แสนสิริ เตรียมนำแนวคิดการออกแบบ และฟังก์ชั่นที่ตรงกับความต้องการของ Gen Z มาพัฒนาโครงการแนวราบแสนสิริ  เพื่อเพิ่มโอกาสการทำตลาดในอนาคตด้วย   ล่าสุด เปิดตัวโครงการเศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง (Setthasiri Great Don Mueang) มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท มีข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้ แนวคิดบ้านเดี่ยวซีรีส์ใหม่ The Real Modern โครงการตั้งอยู่บน แสนสิริ ดอนเมือง คอมมูนิตี้ (Sansiri Don Mueang Community) ระดับราคาเริ่มต้น 15 – 40 ล้านบาท* ทำเลศักยภาพ ตรงข้ามสนามบินดอนเมือง อยู่ห่างรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีดอนเมือง 400 เมตร ใกล้ทางยกระดับอุตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) และทางด่วนศรีรัช ที่ตั้งโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ อาทิ Harrow International, School Bangkok และ Brighton College Vibhavadi จากศักยภาพทำเลที่กำลังเติบโต   สำหรับโครงการโครงการเศรษฐสิริ เกรท ดอนเมือง เปิดตัวไตรมาส 1 ปี 2570 รองรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริงทั้งในกลุ่มเจ้าของธุรกิจ บุคลากรสายการบิน และนักลงทุน จากอัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) 7% และราคาที่ดินที่เติบโตสูงต่อเนื่อง 11% ต่อปี  ในย่านนี้   โดยโครงการฯ เตรียมเปิดตัวไตรมาส 1 ปี 2570 นี้ พร้อมเปิดรอบพรีเซล (Pre-Sale) วันที่ 12 – 13 กันยายน 2569 นี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับ Exclusive Privilege ส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท* ได้ที่ https://siri.ly/Pc4JMo8 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 1685          

September 4, 2026 / 0 Comments
read more

The Voice Thailand คัมแบ็ก! ทรูเปิดจักรวาล TRUEgether รวมทุกเสียง ทุกฝัน ทุกเจน

PRnounce

The Voice Thailand คัมแบ็กครั้งใหญ่! ทรูเปิดจักรวาล “The Voice TRUEgether” เพื่อคนไทย รวมพลังทุกเสียง ทุกความฝัน ทุกเจน  จัดเต็มสุด 3 รายการพร้อม 8 โค้ชตัวท็อป และครั้งแรกกับเวที “The Voice Teens”   เริ่ม 11 ต.ค. นี้! ชมสดทาง True4U ช่อง 24  และสตรีมสดและชมย้อนหลังผ่านแอป TrueVisions NOW   จากหนึ่งเสียง สู่ความฝันที่คนทั้งประเทศได้ยิน…ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศการกลับมาครั้งใหญ่ของเวที “เสียงจริง ตัวจริง” พร้อมเปิดจักรวาลความบันเทิง “The Voice TRUEgether” ส่งมอบประสบการณ์ “ดู The Voice ได้ดีที่สุดกับ True 5G” เชื่อมทุกเสียง ทุกความฝัน และผู้ชมทุกเจเนอเรชัน ผ่าน 3 รายการ ได้แก่   The Voice Thailand 2026, The Voice Celebrity และพิเศษกับ The Voice Teens ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่อายุ 13–19 ปี ได้แสดงศักยภาพและตัวตนทางดนตรีอย่างเต็มที่  พร้อมเผยโฉม 8 โค้ชแถวหน้าของวงการเพลงไทย นำโดย ก้อง–สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โอ๊ต–ปราโมทย์ และจ๋าย–ไททศมิตร ที่กลับมาประจำเก้าอี้แดงใน The Voice Thailand 2026 และ The Voice Celebrity โดยมี กบ-ทรงสิทธิ์ เป็นพิธีกรที่สร้างความสุขให้แฟนรายการเช่นเดิม ขณะที่ The Voice Teens เปิดตัว 4 โค้ชศิลปินแห่งยุค เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์–วรันธร, โบกี้ไลอ้อน และทอย เดอะ ทอยส์ ที่ มาพร้อมกับ ไอซ์–พาริส ในบทบาทพิธีกรประจำรายการ   โดยในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น คุณซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และคุณชารัด เมห์โรทรา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจลูกค้าบุคคล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมงานในครั้งนี้อีกด้วย   เปิดจักรวาล “The Voice TRUEgether” ขยายพื้นที่ให้ทุกเสียง   คุณพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น   กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี The Voice Thailand เป็นมากกว่ารายการประกวดร้องเพลง เป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่ทำให้คนธรรมดาสามารถเปลี่ยนแพสชันและความฝันให้กลายเป็นเส้นทางจริงในวงการดนตรี ปี 2026 จึงเป็นการกลับมาครั้งสำคัญของเวที ‘เสียงจริง ตัวจริง’ พร้อมก้าวสู่จักรวาลใหม่ ‘The Voice TRUEgether’ ที่ใหญ่ขึ้น หลากหลายขึ้น และเปิดกว้างสำหรับทุกเสียง โดยไม่จำกัดค่ายหรือสังกัด”   “ครั้งนี้ ทรู จัดเต็มความบันเทิงต่อเนื่องถึง 3 รายการ เริ่มจาก The Voice Thailand 2026 The Voice Celebrity และ The Voice Teens ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงตัวตนอย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนั้นยังมีการต่อยอดประสบการณ์ของรายการผ่านกิจกรรมแบบ Online to Offline (O-2-O) ไม่ว่าจะเป็น School Tour และกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะพา The Voice ออกไปพบผู้ชมทั่วประเทศ เพราะเราอยากให้ The Voice TRUEgether เป็นพื้นที่ที่เชื่อมผู้คนผ่านพลังของเสียง และเปิดโอกาสให้ทั้งศิลปิน คนรุ่นใหม่ และผู้มีความฝันได้ก้าวไปบนเส้นทางของตัวเอง ”   ทุกเสียงชัด ทุกโมเมนต์เต็มอารมณ์ ดู The Voice ได้ดีที่สุดกับ True 5G   คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “สำหรับทรู แบรนด์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำคอนเทนต์ที่คนรักมาให้รับชม แต่ต้องทำให้ผู้คนรู้สึกใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่รักมากขึ้น เพราะวันนี้ผู้ชมไม่ได้ต้องการเป็นเพียงคนดู แต่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทุกเรื่องราวและโมเมนต์สำคัญ ‘The Voice TRUEgether’ จึงเป็นโอกาสที่ทรูจะเชื่อมผู้คนเข้ากับความบันเทิงในรูปแบบ ที่สนุก เข้าถึง และมีส่วนร่วมได้มากกว่าเดิม ด้วยพลังของคอนเทนต์ เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อบนเครือข่าย ทรู 5G เราพร้อมส่งมอบประสบการณ์ ‘ดู The Voice ได้ดีที่สุดกับ True 5G’ ให้ทุกเสียงและทุกอารมณ์ส่งถึงผู้ชมได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งซีซัน พร้อมเชื่อมการรับชมสู่การมีส่วนร่วมผ่าน True5G SIM x THE VOICE ที่ 7-Eleven สิทธิประโยชน์และกิจกรรมพิเศษสำหรับแฟนรายการ ตลอดจนโอกาสใกล้ชิดกับโค้ชและผู้เข้าแข่งขัน โดยเฉพาะรอบ Final Live ที่จะเปิดให้คนไทยร่วมส่งเสียงและตัดสินว่าใครคือ ‘เสียงจริง ตัวจริง’ คนต่อไป”   เซอร์ไพรส์ รวม 8 โค้ชตัวท็อป สร้างมิติใหม่บนเก้าอี้แดง   The Voice TRUEgether รวม 8 โค้ชจากหลากหลายแนวดนตรี โดย The Voice Thailand 2026 และ The Voice Celebrity พบกับ ก้อง–สหรัถ, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, โอ๊ต–ปราโมทย์ และจ๋าย–ไททศมิตร ขณะที่ The Voice Teens เปิดตัว 4 โค้ช เจฟ ซาเตอร์, อิ้งค์–วรันธร, โบกี้ไลอ้อน และทอย เดอะ ทอยส์ ที่จะร่วมค้นหาและพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่   ดูสด ร่วมโหวต และไม่พลาดทุกโมเมนต์สำคัญ คุณองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น  กล่าวว่า “ วันนี้การรับชมคอนเทนต์ไม่ได้จำกัดอยู่บนหน้าจอใดหน้าจอหนึ่ง สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้ชมเข้าถึงคอนเทนต์ที่ชื่นชอบ ได้อย่างสะดวกและต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม The Voice Thailand 2026 จึงเปิดให้รับชมทั้งทาง True4U ช่อง 24 และรับชมออนไลน์และย้อนหลังผ่านแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW  เพื่อให้แฟนรายการเลือกดูได้ในแบบที่เหมาะกับตัวเอง”   “และความพิเศษของ The Voice คือผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงผู้ติดตาม แต่มีส่วนร่วมกับผลลัพธ์ของรายการได้จริง โดยเฉพาะรอบ Final Live ที่คนไทยทั่วประเทศจะได้ร่วมตัดสิน ‘เสียงจริง ตัวจริง’ ผ่านการโหวตทาง SMS ทำให้ทุกแรงเชียร์เป็นส่วนหนึ่งของโมเมนต์สำคัญของรายการ”   “เก้าอี้แดง” บุกใจกลางเมือง เปิดจักรวาล The Voice TRUEgether   การเปิดตัว The Voice TRUEgether จัดขึ้น ณ EMSPHERE พร้อมยก “เก้าอี้แดง” สัญลักษณ์ของ The Voice ออกจากสตูดิโอมาสู่ใจกลางเมือง ให้แฟนรายการได้สัมผัสบรรยากาศอย่างใกล้ชิด พร้อม Battle Performance จากศิษย์เก่า The Voice ได้แก่ คิง–พิเชษฐ์ The Voice Thailand Season 1, เอก–สุทธิเทพ The Voice Thailand 2024, แตงโม–วรายุภัสร์ The Voice Thailand Season 2 และ เพียว–เอกพันธ์ The Voice Thailand Season 6 และ The Voice All Stars เซอร์ไพรส์การรวมตัวของ 8 โค้ช และการเปิดตัว ไอซ์–พาริส ในฐานะพิธีกร The Voice Teens   สำหรับแฟน ๆ ห้ามพลาด เตรียมตัวให้พร้อม! “เสียงจริง ตัวจริง” กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ 11 ตุลาคมนี้ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. รับชมสดฟรี ทาง True4U ช่อง 24 พร้อมรับชมออนไลน์และย้อนหลังได้ที่แอปพลิเคชัน TrueVisions NOW ก่อนส่งต่อความสนุกไปยัง The Voice Celebrity และ The Voice Teens ต่อไป

September 4, 2026 / 0 Comments
read more

“MARRY ME AT MARRIOTT” เชิญชวนคู่รักมาเนรมิตงานแต่งงานในฝันทั่วประเทศไทย

PRnounce

สัมผัสประสบการณ์งานเวดดิ้งโชว์เคสเต็มรูปแบบ ในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ค้นพบกับสถานที่จัดงานระดับเวิลด์คลาสจาก 32 โรงแรมและรีสอร์ตทั่วไทย พร้อมพันธมิตรชั้นนำที่จะมาร่วมมอบข้อเสนอสุดพิเศษและกิจกรรมมากมาย   “Marry Me at Marriott” งานแฟร์ด้านการจัดงานแต่งงานและฮันนีมูนยอดนิยมโดยแมริออท บอนวอย กลับมาอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมงานโชว์เคสเต็มรูปแบบที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ว่าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวได้เนรมิตงานแต่งงานในฝันทั่วประเทศไทย งานนี้จัดขึ้น ณ ห้องไทยจิตรลดา แกรนด์ บอลรูม โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ในวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 โดยรวบรวมทุกความต้องการสำหรับคู่รักเพื่อเนรมิตช่วงเวลาสุดประทับใจ ณ โรงแรมและรีสอร์ตในเครือแมริออท บอนวอย ในประเทศไทย พบกับ 32 โรงแรม ตั้งแต่โรงแรมใจกลางเมืองสุดหรู รีสอร์ตริมชายหาดอันงดงาม ไปจนถึงที่พักตากอากาศอันสงบเงียบ ครอบคลุม 14 แบรนด์ตั้งแต่ระดับซีเล็กซ์ไปจนถึงลักชัวร์รี ทำให้งานนี้เป็นจุดหมายแบบครบวงจรสำหรับทุกคนที่กำลังวางแผนวันสำคัญ ภายในงาน Marry Me at Marriott ผู้ร่วมงานจะได้พบปะพูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดงานแต่งงานจากหลากหลายจุดหมายปลายทางยอดนิยม ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, พัทยา, ระยอง, หัวหิน, ภูเก็ต, เขาหลัก, เกาะสมุย และกระบี่ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การดูแลอย่างพิถีพิถันทุกขั้นตอน นอกจากนี้พบกับแพ็กเกจสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตัวเลือกการตกแต่งตามความต้องการของทุกคู่รัก เมนูอาหารชั้นเลิศ และบริการดูแลครบวงจรที่จะช่วยเปลี่ยนทุกภาพฝันในวันสำคัญให้กลายเป็นความจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรื่องอาหารนับเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของการจัดงานแต่งงาน โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสความประณีตและสร้างสรรค์ผ่านฟู้ดโชว์เคสสุดพิเศษจาก 6 โรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ รังสรรค์ด้วยรสชาติระดับเวิลด์คลาสจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อให้ทุกคู่รักได้เติมเต็มความประทับใจผ่านมื้ออาหารอันแสนพิเศษในวันสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ในงานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้พบกับพันธมิตรมืออาชีพที่ได้รับความไว้วางใจจากแมริออท ไม่ว่าจะเป็นบริษัทรับจัดงานแต่งงาน ห้องเสื้อชุดงานแต่งงาน ร้านเครื่องประดับ ช่างแต่งหน้า สปาและผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลความงาม ระบบแสงและเสียง ช่างภาพ ทีมวิดีโอ และอื่นๆ อีกมากมาย ว่าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะได้สัมผัสประสบการณ์จริง พร้อมเปิดมุมมองใหม่ว่าเหล่าพันธมิตรจะมาช่วยเติมเต็มวันสำคัญให้มีชีวิตชีวาได้อย่างไร ผ่านหลากหลายกิจกรรมภายในงาน เช่น การเสวนาจากผู้เชี่ยวชาญด้านงานแต่งงานชั้นนำ เวิร์กช็อปเครื่องดื่มสำหรับคู่รัก His & Hers เวิร์กช็อปทำน้ำหอม การทำพวงกุญแจ ตู้ถ่ายรูป ตู้คีบตุ๊กตา และการแสดงวาดภาพสด สิทธิประโยชน์สุดพิเศษเฉพาะในงาน Marriott Me at Marriott คู่รักที่ลงทะเบียนล่วงหน้าและยืนยันการจัดงานแต่งงานกับโรงแรมในเครือแมริออทที่ร่วมรายการภายในงาน รับคะแนนโบนัสแมริออท บอนวอย สูงสุดถึง 30,000 คะแนน รับ 15,000 คะแนน Marriott Bonvoy: เมื่อยืนยันการจองแพ็กเกจแต่งงานภายในงาน รับเพิ่มอีก 15,000 คะแนน Marriott Bonvoy: สำหรับคู่รักที่ลงทะเบียนล่วงหน้า และยืนยันการจองแพ็กเกจแต่งงานภายในงาน ไม่ว่าคุณกำลังวางแผนจัดงานแต่งงานสุดหรูหราใจกลางกรุงเทพฯ หรือจัดงานเฉลิมฉลองแสนอบอุ่นบนชายหาดอันงดงามของไทย แคมเปญ Marry Me at Marriott พร้อมที่จะช่วยให้ว่าที่เจ้าสาวและเจ้าบ่าวทุกคนสร้างสรรค์ช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่ยากจะลืมเลือน ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://marrbnvy.com/6183B1tZIU งาน Marry Me at Marriott จะจัดขึ้น ณ ห้องไทย จิตรลดา แกรนด์ บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค ในวันที่ 3 ตุลาคม 2569 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่จัดงานแต่งงานและจุดหมายปลายทางสำหรับฮันนีมูนของแมริออท บอนวอย สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ https://www.marriott.com/en-us/marriott-brands/portfolio/Thailand_Wedding_Fair.mi พบกับโรงแรมและรีสอร์ตชั้นนำภายในงาน “Marry Me at Marriott” ได้แก่ กรุงเทพ 1.โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ 2.โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ 3.โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ 4. โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล 5.โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเท็ล กรุงเทพฯ 6. โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท 7.โรงแรม บงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ 8.โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค 9.โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ 10.โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ 11. โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ 12. โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ 13. โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท แบงค์คอก สุวรรณภูมิ แอร์พอร์ท 14. โรงแรมอลอฟท์ บาย แมริออท กรุงเทพ สุขุมวิท 11 15. แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนต์ สุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพ 16. โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ภาคเหนือ 17. โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ภาคตะวันออก 18.โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา 19. โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา 20. โรงแรมระยอง แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ภาคใต้ 21. โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย 22. โรงแรมภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ 23.โรงแรมเจดับบลิว แมริออท เขาหลัก รีสอร์ท แอนด์ สปา 24.โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา, เมอร์ลิน บีช 25.โรงแรมภูเก็ต แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา, ในยาง บีช 26.โรงแรมเขาหลัก แมริออท บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา 27.โรงแรมเรเนซองส์ ภูเก็ต รีสอร์ท แอนด์ สปา 28.โรงแรมวีรันดา รีสอร์ท ภูเก็ต, ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น 29.โรงแรมเลอ เมอริเดียน ภูเก็ต บีช รีสอร์ต ภาคตะวันตก 30. โรงแรมหัวหิน แมริออท รีสอร์ท และ สปา 31.โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา 32.โรงแรมเชอราตันหัวหิน ปราณบุรี วิลล่า การจัดแสดงอาหารจากบริการจัดเลี้ยงสร้างสรรค์ ภายใต้เครือ แมริออท บอนวอย ได้แก่ 1.โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ 2.โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ 3.โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล 4.โรงแรมแมริออท กรุงเทพฯ สุขุมวิท 5.โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ 6. โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค  

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ใช้ AI ช่วยวางแผนทริปในฝันแบบเฉพาะตัว

PRnounce

เมื่อ AI ช่วยค้นหาทริปในฝัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนค้นพบประสบการณ์ที่ใช่ ในแบบ More of What You Love สถิติชี้ นักเดินทาง 54% มั่นใจใช้ AI วางแผนเที่ยว ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ชวนเปลี่ยน “พรอมต์” บนหน้าจอสู่ประสบการณ์จริง ผ่าน 4 แบรนด์โรงแรมที่ตอบโจทย์หลากหลายความต้องการและสไตล์การเดินทาง ให้ทุกคนได้ค้นพบ More of What You Love ในแบบของตัวเอง “พักริมทะเล 3 วัน 2 คืน เดินทางสะดวก และมีอาหารท้องถิ่นรสเลิศ” คำสั่งเพียงไม่กี่คำที่วันนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาข้อมูล แต่สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทริปในฝันได้ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการวางแผนการเดินทาง ตั้งแต่ช่วยค้นหาจุดหมายที่ตรงใจ ไปจนถึงจัดทริปให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคน และดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว เพราะรายงาน Travel Trends 2026 จาก Skyscanner ซึ่งสำรวจนักเดินทางทั่วโลก 22,000 คน พบว่า 54% มีความมั่นใจที่จะใช้ AI ช่วยวางแผนหรือจองการเดินทาง มากกว่าการช่วยตอบคำถามว่า “ควรไปที่ไหนดี” AI กำลังทำให้นักเดินทางหันกลับมาถามตัวเองว่า “เราอยากได้อะไรจากทริปนี้อย่างแท้จริง” มากขึ้น แม้เทคโนโลยีจะสามารถช่วยสร้างแผนการเดินทางที่ลงตัวบนหน้าจอได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่ความทรงจำที่ทำให้การเดินทางมีความหมายยังเกิดขึ้นจากสิ่งที่เราได้สัมผัสจริง ทั้งสถานที่ ผู้คน อาหาร บรรยากาศ และช่วงเวลาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง เมื่อความต้องการของนักเดินทางชัดเจนขึ้น ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) พร้อมเปลี่ยนแผนการเดินทางจากบนหน้าจอให้กลายเป็นประสบการณ์จริง ภายใต้แนวคิด “More of What You Love” ที่มุ่งเติมเต็มสิ่งที่แต่ละคนชื่นชอบ ผ่าน 4 แบรนด์โรงแรมที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างกัน และพร้อมตอบรับรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย สำหรับผู้ที่แสวงหาการพักผ่อนที่เชื่อมโยงกับจุดหมาย อมารี (Amari) แบรนด์โรงแรม upper-upscale พร้อมมุ่งเปลี่ยนทุกการเข้าพักให้เป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณท้องถิ่นและคงอยู่ในความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นการออกไปสัมผัสผู้คน วัฒนธรรม และเสน่ห์ของจุดหมาย หรือเลือกใช้เวลาอย่างผ่อนคลายภายในโรงแรมที่มีทั้งร้านอาหาร บาร์ สปา และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ให้ผู้เข้าพักได้พักกาย เติมพลังใจ และใช้เวลาในแบบที่ตัวเองต้องการตลอดทั้งวัน ไฮไลท์สำคัญถูกถ่ายทอดผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ เสน่ห์ท้องถิ่นที่สะท้อนผ่านงานออกแบบ รสชาติ ผู้คน และวัฒนธรรม, มุมมองที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน, การบริการที่ใส่ใจในแบบ Ari Service และพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พบปะและสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย ทั้งหมดนี้ช่วยให้การเข้าพักไม่ได้เป็นเพียงการมาเยือนสถานที่แห่งหนึ่ง แต่เป็นโอกาสในการทำความรู้จักและเชื่อมโยงกับจุดหมายนั้นมากขึ้น หากคุณเป็นนักเดินทางที่มองหาความสบายและความคล่องตัวในการเดินทาง โอโซ่ (OZO) คือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่ออกแบบประสบการณ์การเข้าพักให้เข้ากับชีวิตของนักเดินทางในหลากหลายรูปแบบ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ตั้งแต่การนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม พื้นที่สำหรับพักผ่อนและทำกิจกรรม ไปจนถึงการเชื่อมต่อเทคโนโลยีที่สะดวกและรวดเร็ว เพราะความสบายของแต่ละคนมีความหมายไม่เหมือนกัน OZO จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าพักเลือกใช้เวลาในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ หรือกลับมาพักผ่อนและเติมพลังที่โรงแรม พร้อมการบริการที่เป็นมิตรและคล่องตัวในแบบฉบับของ OZO ทำให้ทุกครั้งที่เข้าพักรู้สึกคุ้นเคยและลงตัว และเป็นที่พักที่นึกถึงได้เสมอเมื่อถึงเวลาของการเดินทางครั้งต่อไป สำหรับผู้ที่อยากใช้เวลาอยู่กับจุดหมายให้นานขึ้น ชามา (Shama) เติมเต็มการเข้าพักด้วยแนวคิด The Joy of Living ผ่านพื้นที่ที่ออกแบบให้ผู้เข้าพักสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นตัวของตัวเอง พร้อมสร้างความรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้ทำความรู้จักผู้คนและค้นพบเสน่ห์ของย่านที่พักโดยรอบ และนี่คือเสน่ห์ที่ทำให้ชามาเป็นมากกว่าที่พักระหว่างการเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ที่ให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตในจุดหมาย ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิตรอบตัว จนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น และสำหรับผู้ที่มองหาความสงบและความเป็นส่วนตัว โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) นำเสนอประสบการณ์ภายใต้แนวคิด “The Art of Intuitive Refinement” ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน พร้อมมอบความสบายใจและความเป็นส่วนตัวในทุกช่วงเวลา ด้วยบริการแบบ “Invisible Hand” ที่เข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักและดูแลอย่างละเอียดอ่อน โดยไม่รบกวนพื้นที่ส่วนตัว จึงเกิดเป็นประสบการณ์ที่เปรียบเสมือน Sanctuary of Restoration หรือพื้นที่สำหรับหยุดพักและฟื้นฟูตัวเองท่ามกลางจังหวะชีวิตที่เร่งรีบ ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางที่ดีอาจไม่ได้วัดจากจำนวนสถานที่ที่เราไป หรือรายละเอียดของแผนการเดินทางที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือการได้ใช้เวลาในแบบที่ตรงกับสิ่งที่เราชื่นชอบและให้ความหมายกับตัวเราเอง แนวคิด More of What You Love จึงสะท้อนความเชื่อว่า ประสบการณ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องเหมือนกันสำหรับทุกคน เพราะความสุขของการเดินทางมีได้หลากหลายรูปแบบ ในวันที่ AI ช่วยให้เราค้นหาและวางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงการได้คำตอบว่า “จะไปที่ไหน” แต่คือการค้นพบว่า “เราอยากใช้เวลาอย่างไร” เมื่อเดินทางไปถึง และไม่ว่าจะเป็นการออกไปค้นพบสิ่งใหม่ ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก หรือเพียงได้หยุดพักและมีเวลาอยู่กับตัวเอง ความหลากหลายของประสบการณ์เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งมีความหมาย และเป็นสิ่งที่ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งใจจะเติมเต็มให้มากขึ้นในทุกการเดินทาง แหล่งข้อมูล: Skyscanner Travel Trends 2026 – The Future of Travel & Tourism https://www.skyscanner.com/travel-trends/future (ผลสำรวจนักเดินทางทั่วโลก 22,000 คน)  

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

มหาดไทยเฟ้นหาสุดยอดผ้าไทยลายพระราชทาน ภาคอีสาน มุ่งสู่รอบ Quarter Final

PRnounce

มหาดไทยลงพื้นที่อุดรธานี จัดประกวดสุดยอดผลงานผ้า-งานหัตถกรรม ลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 6,100 ชิ้น เพื่อเข้าสู่รอบ Quarter Final ต่อไป   วันนี้ (26 ส.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่ห้องธนกร 1-2 มณฑาทิพย์ ฮอลล์ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางอรจิรา ศิริมงคล อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทยและประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ พัฒนาการจังหวัด นายอำเภอ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย และภาคีเครือข่าย เข้าร่วม   โอกาสนี้ นายสยาม นำผู้ร่วมพิธี ถวายธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา แล้วกล่าวเปิดการประกวด พร้อมร่วมกับคณะกรรมการคัดเลือกผลงานหัตถกรรม รวมถึงผลงานผ้าที่เข้ารอบระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อคัดเลือกเข้าสู่รอบตัดสินระดับภาค (Quarter Final) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. 69 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ต่อไป   นายสยาม เผยว่า การจัดประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอสมเด็จฯ – เจ้าฟ้าฯ” และ “ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ” และงานหัตถกรรม รอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานีในวันนี้ ถือเป็นจุดดำเนินการใหญ่ เพราะมีสถิติจำนวนผ้าลายพระราชทานที่เข้าประกวดตั้งแต่การประกวดปีแรกถึงปีปัจจุบัน “ภาคอีสานเป็นภาคที่มีการส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุด” เพราะ “คนอีสานมีภูมิปัญญาด้านหัตถศิลป์หัตถกรรมมาก และมีคนที่อยู่ในแวดวงสังคม และอยู่ในหมู่บ้าน/ท้องถิ่นต่าง ๆ ผู้ทำงานหัตถศิลป์หัตถกรรมจำนวนมาก” โดยเฉพาะในปีนี้ ทั้งประเทศมีผู้ส่งผลงาน 10,948 ชิ้นงาน ในจำนวนนี้เป็นผลงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6,144 ชิ้นงาน คิดเป็นร้อยละ 56 ของผลงานทั้งหมด   นายสยาม กล่าวว่า ปี 2569 นี้ถือเป็น “ปีทองของผู้ที่อยู่ในแวดวงผ้าและงานหัตถกรรม” ดังปรากฏผ่านสื่อสารมวลชนทั้งในประเทศและทั่วโลกว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัว “ชุดพิธีการนักกีฬาทีมชาติไทย ในศึก Asian Games 2026” ซึ่งเป็นผลงานจากพระอัจฉริยภาพของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยแบรนด์ SIRIVANNAVARI ซึ่งใช้ผ้าย้อมครามจากสกลนคร “กลุ่มดอนกอยโมเดล” ความยาวร่วม 3,200 เมตร และเป็นชุดนักกีฬาที่เป็นชุดพิธีการแบบเดียวในโลกที่เป็น “ผ้าทอมือ 100%” จึงต้องขอขอบคุณท่านรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และท่านองอาจ ซองทุมมินทร์ พัฒนาการจังหวัดสกลนคร พร้อมทีมงาน ที่ได้ลงพื้นที่น้อมนำพระดำริติดตามการย้อมผ้า การถักทอ ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งปรากฏผลประจักษ์ดังชุดพิธีการฯ ดังกล่าว   “จะเห็นได้ว่า ในช่วง 6-7 ปีที่พระองค์ได้พระราชทานพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เป็นเส้นทางที่นำผ้าไทยได้ออกสู่สายตาของสากลอย่างแท้จริง ทั้งผ่านการประกวด การนำเสนอแบรนด์ระดับสากล และผ้าไทยสามารถสอดแทรกไปได้ในทุก Events สำคัญของโลกใบนี้ อาทิ นิทรรศการราชพัสตราสู่สากล (La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity) กลางกรุงปารีส, นิทรรศการ Colors of Buriram ในงาน Moto GP การนำเสนอชุดผ้าไทยกลางกรุงปารีส จึงฝากให้พวกเราชาวมหาดไทยได้ทราบและตระหนักถึงทิศทางการส่งเสริม “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ว่า สามารถไปสู่สายตาชาวโลกอย่างแท้จริง และเร็ว ๆ นี้ เราจะร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมน้อมนำพระดำริแผ่ขยายภูมิปัญญาผ้าไทยไปในทุกพื้นที่ต่อเนื่อง” นายสยาม กล่าว   นายสยาม กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงรวบรวมภูมิปัญญาผ้าไทยผ่านลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนท้องถิ่น ผ่านลายพระราชทานที่ให้พวกเราได้ประกวด เพื่อให้เกิดการพัฒนาในเชิงคุณภาพ ทั้งลวดลาย สี เทคนิคการทอ ทั้งยก จก หมี่ ขิด พิมพ์ลายบาติก ซึ่งเราสามารถจำแนกเส้นทางผ้าไทยได้ว่า การรวบรวมภูมิปัญญาเป็น “ต้นน้ำ” การประกวดและการส่งเสริมให้เกิดการผลิต การดีไซน์ คือ “กลางน้ำ” และช่องทางในการนำเสนอสู่สายตาผู้บริโภคทั้งชาวไทย และนานาประเทศ คือ “ปลายน้ำ” สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และยังโอบล้อมไปด้วย “การสร้างให้เกิดความยั่งยืนในทุกมิติ” สอดรับกับบริบทของโลก นั่นคือ Sustainable Fashion โดยทรงส่งเสริมแผ่ขยายไปสู่แวดวงคนรุ่นใหม่ ๆ และเป็นสากล ที่ทำให้เกิดการสืบสาน ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้มันโตขึ้นไปในอนาคต เพราะทิศทางการขับเคลื่อนผ้าไทยไม่ใช่แค่สวย แต่ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ เพราะผ้า 1 ผืน เส้นใยทุกชิ้นล้วนเกิดจากการผลิต การย้อม การทอ การตัดเย็บในพื้นที่ทั้งสิ้น แทบไม่มีส่วนใดเลยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องจักรจากต่างประเทศ   นายสยาม กล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า “ในห้วง 7 ปี นับตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับทุกหน่วยงาน ทุกภาคีเครือข่าย น้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการทอ การประกวด และพัฒนาผ้าตามพระดำริฯ ไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท ซึ่งเงินทุกบาทตกอยู่ในประเทศ ไม่มีรั่วไหลไปไหน “นี่คือประโยชน์ที่ประชาชนในทุกอำเภอทุกจังหวัดได้รับ” จึงขอฝากชาวมหาดไทยผู้เป็นฝ่ายปกครอง รวมถึงพัฒนากรทุกคน ได้ช่วยกันส่งเสริมขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน   การประกวดผ้าลายพระราชทานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสิน ได้แก่ นายมีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ปี 2564 คุณพจน์ หาญพล เลขาธิการสมาคมสหประชาชาติแห่งประเทศไทย คุณธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผ้าไทยและหัตถกรรม และที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คุณวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้งแบรนด์ WISHARAWISH ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” คุณกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหารนิตยสารโว้ก ประเทศไทย อาจารย์ คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ ASAVA ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอ และเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คุณนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ คุณศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและเจ้าของแบรนด์ THEATRE คุณธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT และนายจักรวรรดิวัตร ปรีจำรัส ผู้ก่อตั้ง กลุ่มผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์   นายราชันย์ (ผู้ว่าฯ อุดรธานี) ระบุว่า จ.อุดรธานี มีกลุ่มทอผ้า 399 กลุ่ม 1,031 ผลิตภัณฑ์ โดยในห้วงปี 2568-2569 ได้น้อมนำพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” บูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนเชิงรุก อาทิ สร้างกระแสรับรู้การใช้ผ้าไทย ทั้งการจัดแสดงแบบผ้าไทยหลากหลายรูปแบบ, กำหนดแนวทางสวมใส่ผ้าไทยในเทศกาลและงานสำคัญต่าง ๆ การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการย้อมสีธรรมชาติจากพืชและดินในพื้นที่ รวมถึงทักษะการออกแบบแปรรูปของที่ระลึก บรรจุภัณฑ์ และการส่งเสริมช่องทางการตลาด และได้มีลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยราชภัฏเครือข่าย 38 แห่ง ยกระดับจัดตั้ง “โรงเรียน OTOP ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มทอผ้าโบราณบ้านโนนกอก” เพื่อเป็นวิชชาลัยส่งเสริมการประกอบการผ้าอย่างครบวงจร ทั้งนี้ ในภาพรวมตั้งแต่ขับเคลื่อนพัฒนาช่างทอผ้า/ผู้ประกอบการผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ จ.อุดรธานี สามารถสร้างรายได้จากผ้าไทย มูลค่ากว่า 2.9 พันล้านบาท

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

ICS Lifestyle Complex จัดแคมเปญ HAPPY REWARDS ชวนช็อปชิมรับคูปองสุดคุ้ม

PRnounce

ICS Lifestyle Complex ชวนช็อป ชิม รับความคุ้มกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS” อิ่มอร่อยครบ 200 บาท รับคูปอง 50 บาท พร้อมช็อปสะสมรับของรางวัลสุดพิเศษตั้งแต่ 3 ก.ย. – 7 ต.ค. 69 ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม ชวนเติมความสุขให้ทุกวันกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS” มอบความคุ้มให้ทั้งสายกินและสายช็อป กับสิทธิพิเศษทั้งคูปองแทนเงินสดและของรางวัลสุดพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569 สายกิน อิ่มอร่อยยิ่งคุ้ม เพียงรวบรวมใบเสร็จจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการบริเวณชั้น G และ Lotus’s Eatery ชั้น 4 ภายในวันเดียวกัน เฉพาะวันจันทร์ – ศุกร์ ครบ 200 บาทขึ้นไป รับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 50 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดกับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการได้ทันที โดยไม่มียอดใช้จ่ายขั้นต่ำ พบกับร้านอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานกว่า 40 ร้าน อาทิ BARON’S Bar, BOWCAKE, FUKU MATCHA, GET FRESH, HELLO YOGURT, KATEI SHABU, MOLTO, SANTAFÉ, STARBUCKS COFFEE, ก๋วยเตี๋ยวเสาวรีย์, นครเลิศรส, รสเจริญ, เสน่ห์ขนมจีน รวมถึงร้านอาหารชื่อดังภายใน Lotus’s Eatery ชั้น 4 และร้านค้าที่ร่วมรายการอีกมากมาย สายช็อป ยิ่งช็อปยิ่งได้เพิ่ม สำหรับสมาชิก ONESIAM สามารถรวบรวมใบเสร็จจากการใช้จ่าย ภายใน ICS ภายในวันเดียวกัน เพื่อรับสิทธิพิเศษตามเงื่อนไข เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 1,200 บาท รับ Lotus’s PRIVÉ GIFT CARD มูลค่า 100 บาท หรือเมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมครบ 6,000 บาท รับ บัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 300 บาท มาช็อป ชิม และเติมความสุขให้ทุกวันไปกับแคมเปญ “HAPPY REWARDS” ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน – 7 ตุลาคม 2569 ณ ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไข เพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หรือโทร. 1338

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

บิ๊กซี ปรับพอร์ตค้าปลีก ปิดสาขาไม่ทำเงิน ดัน Big Format รับอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี

EpisodeX

Big C เร่งปรับโครงสร้างสาขารับผังเมืองและพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน ปิดจุดไม่ทำกำไร ดัน Big Format เชื่อมอีคอมเมิร์ซ เดลิเวอรี่ และ Regional Hub   ทบทวนสาขา-ปิดจุดไม่ทำเงิน บิ๊กซีทยอยปรับโครงสร้างสาขาตามผังเมืองและ Catchment Area ที่เปลี่ยนไป พร้อมมีสาขารอพิจารณาสัญญาเช่าหรือปรับรูปแบบราว 20 แห่ง และอาจปิดเพิ่มอีก 5–6 สาขาในปีถัดไป ดัน Big Format เป็นศูนย์กลาง Omnichannel บิ๊กซี มองว่าสาขา Big Format จะเป็นทั้งหน้าร้านขายสินค้าที่เชื่อมเข้าระบบอีคอมเมิร์ซ , ฟูลฟิลแมนต์  และฮับ ภูมิภาค เพื่อรองรับเดลิเวอรี่และการกระจายสินค้าในพื้นที่ เร่งลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ บิ๊กซี เร่งปรับโฉมและขยายเครือข่าย พร้อมรุก HORECA และบริหารพื้นที่เช่า ขณะที่ธุรกิจ MMVN ในเวียดนามกลายเป็นตลาดสำคัญจากการเติบโตของทั้ง B2B และ B2C     ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ BJC ผู้บริหารห้างค้าปลีกบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Big C) กล่าวว่าบริษัท มุ่งกลยุทธ์ปรับปรุงธุรกิจค้าปลีก ‘บิ๊กซี’  พร้อมเพิ่มงบลงทุนปรับปรุงสาขามินิบิ๊กซี อยู่ที่ 8 ล้านบาทต่อสาขา (จากเดิมที่เคยใช้อยู่ที่ 5 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของสาขา โดยคาดการณ์ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ไว้ที่ 5 ปี 3 เดือน   ขณะเดียวกัน บริษัทยังทบทวนการปรับโครงสร้างสาขาและการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร หรือ สาขาไซส์ใหญ่ที่ไม่คุ้มค่า (Unconverted Food Service) จำนวน 12 สาขา เพื่อเปลี่ยนผ่านและพัฒนาไปเป็นรูปแบบ ‘บิ๊ก ฟอร์แมต’ (Big Format)   โดยการปิดสาขามาจากสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของ ผังเมือง และ กลุ่มลูกค้าในพื้นที่รอบสาขา (Catchment Area) ที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือนในอดีต ส่งผลกระทบให้ต้องปิด มินิบิ๊กซี ไปหลายแห่งเช่นกัน   “แนวโน้มสาขาของบิ๊กซีในอนาคตอยู่ระหว่างรอพิจารณาสัญญาเช่า/รอการปรับเปลี่ยน คาดมีจำนวน 20 สาขา พร้อมวางแผนปิดสาขาเพิ่มเติมอีกราว 5 – 6 สาขา ในปีถัดไป”   สำหรับโมเดลค้าปลีกบิ๊ก ฟอร์แมต (Big Format) จะมีขนาดและรูปแบบเหมาะสมกับพื้นที่มากกว่า พร้อมวางตำแหน่งให้ทุกสาขาเชื่อมโยงเข้ากับระบบอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) เพื่อให้หน้าร้านเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการหลังบ้านออนไลน์ครบวงจร หรือ ฟูลฟิลเมนต์ (Fulfillment) เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ นอกจากรายได้หน้าร้านแล้ว ตัวสาขารูปแบบบิ๊กฟอร์แมต จะยังทำหน้าที่เป็นจุดกระจายสินค้าและฮับระดับภูมิภาค (Regional Hub) เพื่อรองรับการจัดส่งในพื้นที่ได้มากขึ้นด้วย   โดยขณะนี้ มีสาขาบิ๊กซี กว่าหนึ่งร้อยสาขาทำหน้าที่เป็น ‘ฮับ’ ระดับภูมิภาค และในปี 2569 ตั้งเป้าจะขยายเป็น 75 สาขารูปแบบ บิ๊ก ฟอร์แมต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายสาขาร้าน เพื่อรองรับโอกาสธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันซึ่งอีคอมเมิร์ซ และ เดลิเวอรี่ มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   รุก HORECA เพิ่มช่องทางขาย   นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนขยายธุรกิจไปยังกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HORECA) มากขึ้น ด้วยปัจจุบันเห็นโอกาสจากฐานลูกค้ากลุ่มนี้ โดยเริ่มนำระบบรองรับมากขึ้น รวมถึงการนำ Loyalty Program และ CRM เข้ามาช่วยรักษาฐานลูกค้าและกระตุ้นการกลับมาซื้อซ้ำ พร้อมนำแนวคิดการพัฒนาพื้นที่อาหารสด (Fresh Food Transformation) และการปรับคอนเซ็ปต์พื้นที่ให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละทำเล ด้วย   นอกจากนี้ บริษัทฯ จะใช้งบลงทุนพัฒนาพื้นที่และสินทรัพย์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มรายได้จากค่าเช่าและบริหารสินทรัพย์ โดยสัญญาพื้นที่บางส่วนที่กำลังจะหมดอายุ บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับรูปแบบและจัดการธุรกิจ (Consolidate) การดำเนินงาน รวมถึงการปรับป้ายและภาพลักษณ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้การบริหารพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้กลับมาสร้างผลบวกต่อผลประกอบการ   สำหรับความคืบหน้า การขยายสาขาและรีโนเวท ของ Big C ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีดังนี้   การรับโฉมสาขาบิ๊กฟอร์แมต ดำเนินการไปแล้ว 39% (สำเร็จ 7 สาขา จากเป้าหมาย 18 สาขา) การขยายสาขา มินิ บิ๊กซี ทำไปแล้ว 31% (สำเร็จ 61 สาขาจากเป้าหมาย 200 สาขา) การปรับโฉมมินิ บิ๊กซี ดำเนินการไปแล้ว 77% (สำเร็จ 247 สาขาจากเป้าหมาย 320 สาขา)   โดยผลดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2026 มีการการขยายสาขา บิ๊กซี บิ๊ก ฟอร์แมต 1 สาขา (ปรับเปลี่ยนมาจาก Food Services) พร้อมเพิ่มสาขาขนาดเล็ก 36 แห่ง และขยายเครือข่ายพันธมิตร ‘ร้านโดนใจ’ (Donjai) ครอบคลุมมากกว่า 32,000 ร้านค้าทั่วประเทศ   นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงสาขาบิ๊ก ฟอร์แมตแล้วเสร็จ 2 สาขา ได้แก่ BMK เกาะพะงัน และ BMK เอกชัย (ซึ่งปรับเปลี่ยนมาจาก Food Services) ส่วนกลุ่มธุรกิจริหารจัดการพื้นที่เช่า ทาวน์ เซ็นเตอร์ (Town Center) มีอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy rate) สูงถึง 92.4% ในไตรมาส 2/2569 ที่ผ่านมา     อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง มองโอกาสธุรกิจไทย-ภูมิภาค ผ่านเลนส์ ‘บีเจซี-บิ๊กซี’ใช้กว่าหมื่นล. มุ่ง 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสัญญาณดี   เวียดนาม ตลาดดาวรุ่งบิ๊กซี   ฐาปนีย์ กล่าวว่า สำหรับในต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง  โดยบริษัท จะติดตามโอกาสการขยายธุรกิจในตลาดสำคัญของภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไทย พร้อมวางแผนการลงทุนในกรอบ 3–5 ปี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน   ทั้งนี้ บริษัทจะลงทุนและพื้นที่ให้เช่าตามแผนที่วางไว้ โดยจะติดตามผลดำเนินงานของแต่ละประเทศ และประเมินศักยภาพเป็นรายตลาด หากตลาดหรือสาขาใดมีศักยภาพ บริษัทจะเดินหน้าต่อ แต่หากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ก็พร้อมทบทวนหรือปรับลดการลงทุน   “แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ตธุรกิจให้เกิดความสมดุล โดยบริษัทจะพิจารณาทั้ง ยอดขาย กำไร ศักยภาพของทำเล และโอกาสในระยะยาว ไม่ได้วัดจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว”   ทั้งนี้ หลังจากบริษัทลงทุนโครงการ MMVN Vietnam ค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail Supply Chain)ในเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งมีผลดำเนินงานด้านผลประกอบการทางการเงินแข็งแกร่ง จากอัตราการเติบโตยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ทั้งในช่องทางธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C) ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GP%) ขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนช่องทางการขาย   โดยในส่วนของการดำเนินงานทั่วไป มีสัดส่วนยอดขายจากสินค้าไพรเวท เลเบิล (PLM) อยู่ที่ 16% และสัดส่วนยอดขายจากช่องทางนอกสาขา (OSX) อยู่ที่ 30% นอกจากนี้ยังมีสมาชิก Mcard สูงถึง 2.1 ล้านราย สร้างยอดขายด้วยอัตราการเข้าถึง (sales penetration) สูงถึง 84%   ขณะที่ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังเปิดให้บริการ MM Depot จำนวน 1 แห่ง และ ศูนย์บริหารจัดการการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าของช่องทางนอกสาขา OSX Hub ของ MMVN อีก 1 แห่ง     alt-x Key Takeaways บิ๊กซีกำลังส่งสัญญาณชัดว่า ‘จำนวนสาขา’ ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จของค้าปลีกอีกต่อไป แต่คือคุณภาพและบทบาทของแต่ละสาขาในเครือข่าย โดยนำไปสู่แผนทยอยปิดสาขาไม่ทำกำไร เพื่อ ‘รีเซ็ตพอร์ตสินทรัพย์’ ให้สอดคล้องกับผังเมือง กำลังซื้อ และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป ขณะที่ โมเดล Big Format จะทำให้หน้าร้านกลายเป็นทั้งพื้นที่ขายสินค้า จุด Fulfillment และศูนย์กระจายสินค้าในระดับภูมิภาค ส่วนการลงทุนใน Mini Big C, HORECA สะท้อนความพยายามสร้างรายได้จากลูกค้าหลายช่องทางมากกว่าการพึ่งยอดขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียว ภาพใหญ่ของบิ๊กซีในเวลานี้ กำลังเปลี่ยนผ่านจากเชนค้าปลีก (Retail Chain) สู่รูปแบบเครือข่าย ออมนิ ชาแนล  (Omnichannel Retail Network) ที่ใช้สาขาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจยุคอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรี่  

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

25hours Hotel บุกสยาม ‘เอนนิสมอร์ x เซ็นทรัลพัฒนา’ เปิดไลฟ์สไตล์โฮเทลแห่งแรกในไทย ปี2029

Peace&Play

จากเบอร์ลินสู่กลางสยาม! เอนนิสมอร์ x เซ็นทรัลพัฒนา นำ ’25hours Hotel’ ไลฟ์สไตล์โฮเทลระดับโลก เปิดแห่งแรกในไทยในโครงการCenTRal cENtrAL เตรียมเปิด Q1 ปี 2029   25hours Hotel Bangkok เตรียมเปิดแห่งแรกในไทยที่สยามสแควร์ ภายในโครงการ CenTRal cENtrAL ในไตรมาส 1 ปี 2029 โรงแรมมี 345 ห้องพัก ดีไซน์ผสานกลิ่นอายสยามสแควร์ มรดกอาร์ตเดโค และวัฒนธรรมดิจิทัลร่วมสมัย Ennismore เดินหน้าขยายธุรกิจในเอเชีย หลังมีโรงแรมกว่า 190 แห่งใน 40 ประเทศ พร้อมอีกกว่า 150 แห่งอยู่ระหว่างพัฒนา   สยามสแควร์ ย่านปทุมวัน  ฮับวัฒนธรรมวัยรุ่นและย่านท็อปฮิตช็อปปิ้งของกรุงเทพฯ กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่น่าสนใจของวงการไลฟ์สไตล์โฮเทลในไทย เมื่อ เอนนิสมอร์ (Ennismore)** กลุ่มธุรกิจโรงแรมไลฟ์สไตล์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก แท็กทีมเซ็นทรัลพัฒนา เซ็นสัญญานำแบรนด์ 25hours Hotel มาเปิดสาขาในไทยเป็นครั้งแรก โดยจะเข้าไปอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเครือเซนทรัลอย่าง CenTRal cENtrAL ซึ่งถูกวางตัวให้เป็นอนาคตของสยามสแควร์ กำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสแรกของปี 2029   25hours Hotel Bangkok จะเป็นไลฟ์สไตล์โฮเทลที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและสายชอปปิ้งอย่างแท้จริงเพราะอยู่ห่างจากสถานีสยามเพียงไม่กี่ก้าว และสามารถเชื่อมถึงสกายวอร์กปทุมวัน ที่สามารถเดินถึงย่ายชอปปิ้งและห้างสรรพสินค้ากลางสยามได้อย่างทั่วทุกห้าง สอดคล้องกับดีเอ็นเอของแบรนด์ 25hours ที่ยึดถือปรัชญา “you know one, you know none” หรือการที่แต่ละโรงแรมในเครือจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ซ้ำแบบกัน สะท้อนตัวตนของย่านที่ไปตั้งอยู่จริงๆ ขอขอบคุณ ภาพจาก 25hours Hotel  ขอขอบคุณ ภาพจาก 25hours Hotel 25hours Hotels คือแบรนด์โรงแรมดีไซน์และไลฟ์สไตล์สัญชาติเยอรมัน ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 โดยคริสตอฟ ฮอฟฟ์มันน์, ไค ฮอลล์มันน์, อาร์ดี โกลด์แมน และสเตฟาน แกร์ฮาร์ด   ต่อการเปิดตัวโรงแรมในครั้งนี้ จะมีห้องพักทั้งหมด 345 ห้อง ออกแบบโดยดึงแรงบันดาลใจจากมรดกสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคของสยามสแควร์ ผสมผสานกับวัฒนธรรมดิจิทัลร่วมสมัย ให้ความรู้สึกเหมือนก้าวเข้าไปในเรื่องเล่าที่มีชีวิต มากกว่าจะเป็นแค่ที่พักธรรมดา   โรงแรมแห่งนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของ CenTRal cENtrAL โครงการมิกซ์ยูสรุ่นใหม่ของเซ็นทรัลพัฒนา ที่รวมพื้นที่ค้าปลีกสุดล้ำ พื้นที่ทำงานแห่งอนาคต และพื้นที่สาธารณะเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการให้เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ชีวิต ทำงาน สร้างสรรค์ และเชื่อมต่อกันจริงๆ   ซิลแวง ปาสเดอลูป ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเอนนิสมอร์ ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งความขัดแย้งในตัวเอง เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และพลังที่ไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นบรรยากาศที่แบรนด์ 25hours เติบโตได้ดีที่สุด และย้ำว่าโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรม แต่คือการสร้างพื้นที่มีชีวิตที่รวมวัฒนธรรม ชุมชน และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน     ภูมิ จิราธิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายการลงทุนโรงแรมและการลงทุนทางเลือกของเซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า สยามสแควร์คือพื้นที่พิเศษที่คนไทยหลายรุ่นเติบโตมาด้วยกัน เป็นที่ที่ผู้คนมาค้นหาตัวตนและแสดงออก การจับมือกับเอนนิสมอร์ในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดพลังของย่านนี้ให้ไปไกลกว่าเดิม พร้อมต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก   การเซ็นสัญญาครั้งนี้ตอกย้ำการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเอนนิสมอร์ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันบริษัทมีเครือข่ายแบรนด์โรงแรมไลฟ์สไตล์ 14 แบรนด์ เปิดให้บริการแล้วกว่า 190 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนาอีกกว่า 150 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมกว่า 40 ประเทศ   ส่วนเซ็นทรัลพัฒนาเองก็เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกทั้ง Centara, Hilton และ Ascott และคาดว่าภายในสิ้นปี 2026 จะมีโรงแรมในเครือรวมทั้งสิ้น 17 แห่งทั่วประเทศ การดึง 25hours เข้ามาเสริมพอร์ตครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานของเซ็นทรัลพัฒนา   ** ข้อมูลอ้างอิงจากแถลงการณ์ร่วมของเอนนิสมอร์และเซ็นทรัลพัฒนา วันที่ 1 กันยายน 2026   alt-x Key Takeaway  Ennismore x Central Pattana เซ็นสัญญาประกาศนำแบรนด์ 25hours Hotel มาเปิดสาขาแรกในไทยที่สยาม ด้วยไซส์โรงแรมขนาด 345 ห้อง เตรียมเปิด Q1/2029 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมิกซ์ยูส CenTRal cENtrAL ที่เพิ่งเปิดตัวโครงการไปเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ ที่ผ่านมา โดย 25hours นำจุดเด่นไลฟ์สไตล์และดีไซน์เฉพาะตัว ดึงอัตลักษณ์สยามสแควร์ผสานความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย ทำให้การจับมือครั้งนี้ ยังเสริมพอร์ตโรงแรมของเซ็นทรัลพัฒนา พร้อมยกระดับสยามสู่จุดหมายไลฟ์สไตล์ระดับโลก โดย ‘ดีล’ 25hours ยังตอกย้ำแผนขยายธุรกิจของ Ennismore ในเอเชีย และการเติบโตของเครือข่ายโรงแรมทั่วโลก

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

‘ฟลีน บิวตี้’ ของ ‘ออม-สุชาร์’ หลังจบดราม่าเริ่มใหม่กัน 4 คน พาสู่ยอดขาย 100 ล้าน

Zcreat

ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง นักแสดงสาวที่ผันตัวเป็นนักธุรกิจพร้อมสร้างแบรนด์ ‘Fleen Beauty’ หลังไกล่เกลี่ยดราม่าไปครบปีด้วยเงิน 25 ล้านบาท คือ ความคุ้มค่าที่พาแบรนด์อายุไม่ถึง 2 ปีมียอดขายแตะ 100 ล้านบาท     ‘ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด เจ้าของ ‘ฟลีนบิวตี้ ‘Fleen Beauty’ แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทย ได้บอกเล่าเส้นทางธุรกิจจากจุดเริ่มต้นแบรนด์เมื่อ 2 ปีก่อนถึงในวันนี้ ฟลีน บิวตี้ กำลังจะมียอดขายแตะ 100 ล้านบาทแล้ว แม้ว่าในปีที่ผ่านมา ‘Fleen Beauty’ จะพบกับอุปสรรคมาสะดุดความเชื่อมั่นธุรกิจไปชั่วขณะ หลัง ‘ออม สุชาร์’ ถูกกล่าวหาในประเด็นดราม่าฮุบกิจการและหุ้นส่วนบริษัทเครื่องสำอางฟลีนบิวตี้ แต่ด้วยความจริงใจ ของ ‘ออม’  ที่ตั้งใจเข้าสู่กระบวนการศาลช่วยไกล่เกลี่ย จนได้ข้อสรุปยอมความสองฝ่าย โดย ‘เธอ’ ตัดสินใจใช้เงิน 25 ล้านบาทซื้อหุ้นส่วนที่เหลือ เพื่อถือหุ้นทั้งหมด 100% และต่างฝ่ายต่างถอนฟ้องทุกคดีเพื่อยุติปัญหา   รีสตาร์ท ด้วยพนักงาน 4 คน   หลังผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้น ‘ออม’ บอกว่าเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ธุรกิจ แต่ก็ยังมองเห็นโอกาสในวิกฤติที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการรับช่วงต่อธุรกิจหลังเข้าซื้อหุ้นกิจการมูลค่า 25 ล้านบาท แม้ในเวลานั้นจะเหลือพนักงานในองค์กรเพียง 4 คน!! ก็ตาม แต่เพราะความเชื่อว่า แบรนด์มีความแข็งแกร่ง มีศักยภาพมากพอที่จะโตต่อได้ จึงใช้เวลาไปกับการเฟ้นหาบุคลากรที่เหมาะสม   โดย Fleen Beauty ได้เริ่มวางระบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างองค์กร คลังสินค้า ปรับแพ็กเกจจิ้ง เปลี่ยนซัพพลายเออร์ และที่สำคัญที่สุด คือการวางแผนบริหารจัดการซัพพลายเชน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขายเมื่อสินค้าขาดสต๊อก เป็นการสร้างสมดุลระหว่างระบบที่แข็งแรงและยอดขายให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ออม บอกว่าหลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ‘Fleen Beauty’ กลับมามีการเติบโตก้าวกระโดด เกินเท่าตัว จากยอดขาย 47 ล้านบาทในปี 2567 ขยับขึ้นมาเป็น ‘96 ล้านบาท’ ในปี 2568  โดยมั่นใจว่า ‘Fleen Beauty’ โตจากการซื้อซ้ำและบอกต่อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจเครื่องสำอางที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว รวมถึงการพัฒนาสินค้าอย่างไม่หยุดยั้งกับทุกโปรดักต์เพื่อการขายในระยะยาว เพราะต้องการให้ลูกค้าที่ชื่นชอบกลับมาซื้อซ้ำได้เรื่อยๆ   “ทุกองค์ประกอบต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่มีส่วนใดที่สามารถลดความสำคัญลงได้ เพราะในสถานการณ์ที่ทุกแบรนด์ต้องการเติบโต เราไม่สามารถปล่อยให้ส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแรงได้”   เพิ่มไซส์สินค้าขยายเข้าถึงกลุ่มใหม่ ออม ขยายถึงแนวคิดการบริหารแบรนด์ Fleen Beauty ในช่วงที่ผ่านมายังให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น ทั้งออนไลน์และออฟไลน์รวมถึงการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาเพิ่ม ไซส์สินค้าสำหรับการเดินทาง Travel Size เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อขนาดจริง พร้อมยกตัวอย่าง ‘Fleen Tone-up Serum’ หนึ่งในสินค้าหลักขายดีของแบรนด์ ได้ออก ‘Travel Size’ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก ช่วยให้ลูกค้าเปิดใจลองก่อนตัดสินใจซื้อขนาดจริง อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้แม้จะมีแบรนด์เครื่องสำอางเต็มท้องตลาดอยู่มาก แต่ผู้บริโภคยังเลือก ‘Fleen Beauty’ มาจากแบรนด์มองหานวัตกรรมใหม่ๆและเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติ เน้นกลุ่มที่อยากแต่งหน้าแต่มีผิวบอบบาง หรือแพ้ง่าย ไม่ได้เป็นเพียงเมคอัพที่ให้ความสวยเท่านั้น แต่ยังดึงความสวยตามธรรมชาติของผิวให้ออกมาดีที่สุด ให้คุณประโยชน์มากกว่าทำให้สวยขึ้นเพียงอย่างเดียว ที่แบรนด์วางเป็นรากฐานแนวคิด สู่การพัฒนาสินค้าขายดีที่มีคุณสมบัติทั้งสวยและบำรุงไปพร้อมๆ กัน ปัจจุบันสินค้ากลุ่ม ‘Tone-up’ และกลุ่ม ‘Corrector’ ภายใต้แบรนด์ ‘Fleen Beauty’ ครองยอดขายสูงสุดด้วยสัดส่วน 80% ขณะที่ ‘Skin Tint’ สินค้าออกใหม่เติบโตต่อเนื่อง และคาดว่า จะเป็น ‘Hero Product’ ตัวถัดไป โดยที่ Fleen Beauty เป็นหนึ่งในแบรนด์ T-Beauty หรือแบรนด์ความงามไทย กลุ่มแรกๆ ที่พัฒนาสินค้าชนิดนี้ขึ้นมา สร้างยอดขาย 10,000 ชิ้นได้ภายในเดือนแรกที่เปิดตัว ในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ปัจจุบัน ‘Fleen Beauty’ เข้าไปอยู่ในร้านค้าปลีกเป็นหลัก ด้วยมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิด ‘Brand Recognition’ แบรนด์เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้มากขึ้น ซึ่งการได้มองเห็นสินค้าจากหลากหลายที่ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่าย โดยปัจจุบัน ฟลีน บิวตี้ มีสัดส่วนการขายฝั่งออนไลน์ง 97% ออฟไลน์ 3% ส่วนในปี 2569 นี้ คาดว่า สัดส่วนออนไลน์จะอยู่ที่ 83% ออฟไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 17% มีวางจำหน่ายแล้วใน EVEANDBOY 85 สาขา, Watsons 200 สาขา, Beautrium 9 สาขา, Multy 10 สาขา และ Konvy 5 สาขา ฟังเสียงลูกค้าผ่านโซเชียล   ซีอีโอ ฟลีนบิวตี้ ขยายต่อถึงแนวทางการทำตลาดสินค้าในรูปแบบการจัดกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการทำงานร่วมกับ KOLs ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเล่าเรื่องและสื่อสารแบรนด์ โดยแบรนด์ เลือกทำงานกับ KOLs ที่มีความชอบและเข้าใจในแบรนด์จริงๆ เพื่อให้สามารถถ่ายทอดตัวตนของฟลีนบิวตี้ ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน TikTok Live เป็นช่องทางที่แบรนด์ได้รับเสียงสะท้อน (Feedback) จากลูกค้าโดยตรง ซึ่งลูกค้าสามารถพูดคุยและสะท้อนความคิดเห็นได้แบบ Real-time พร้อมนำฟีดแบ็กเหล่านั้นไปปรับใช้ได้อย่างรวดเร็ว   Fleen Beauty ปี2569 เป้า120 ล้านบาท ออม บอกแนวทางธุรกิจและการทำตลาดของฟลีน บิวตี้ นับจากนี้ จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และขยายช่องทางจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าในวงกว้าง ในฐานะหนึ่งในแบรนด์ความงามไทย พร้อมรองรับกระแส T-Beauty ที่ทำให้ความนิยมในกลุ่มแบรนด์ไทยเพิ่มขึ้นทุกวัน สำหรับในปี 2569 นี้ ‘Fleen Beauty’ ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 120 ล้านบาท โดยปัจจุบันตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2569 แบรนด์ทำรายได้ไป 76 ล้านบาท โดยตลาดเครื่องสำอางมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS)   alt-x KEY  TAKEAWAY Fleen Beauty ใช้จังหวะวิกฤติเป็นจุดเปลี่ยนธุรกิจ หลัง ‘ออม-สุชาร์’ เข้าถือหุ้น 100% ด้วยเงิน 25 ล้านบาท ก่อนรีสตาร์ทธุรกิจและวางระบบใหม่ทั้งองค์กร จนยอดขายเติบโตจาก 47 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 96 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมขยายช่องทางออฟไลน์และพัฒนาสินค้าใหม่ เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาความสวยควบคู่การบำรุง ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 120 ล้านบาท  

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เปิดบ้านโชว์ความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

PRnounce

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เปิดบ้านรับภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่นและภาคประชาชนเยี่ยมชมการดำเนินงานพร้อมพัฒนาความร่วมมือ สร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงทางพลังงานควบคู่สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย เพื่อชุมชนและสังคมที่ยั่งยืน   บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี) ตอกย้ำความโปร่งใสและพันธกิจด้านความยั่งยืน เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนราษฎร นายกฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 และ นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดระยอง พร้อมด้วยนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และตัวแทนจากส่วนราชการ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักงานท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด, ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1, ศูนย์ดำรงธรรม, ตัวแทนเทศบาลนครมาบตาพุด และผู้นำชุมชนในจังหวัดระยองเข้าร่วมสังเกตการณ์ ร่วมรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อม  พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งนายสุรเชษฐ์ รัตนาประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร และ วิศวกรสิ่งแวดล้อมประจำโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้ให้ข้อมูลถึงการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า พร้อมตอบข้อซักถามแก่ผู้แทนภาคการเมือง หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยได้กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังข้อมูลของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่มีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายหลักของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ที่มุ่งมั่นผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงของประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมตามกรอบ ESG สำหรับการดำเนินของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี นั้น ยึดมั่นในมาตรฐานการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มีเกณฑ์การปล่อยมลสารทางอากาศเข้มงวดกว่ามาตรฐานประเทศไทย ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์: มาตรฐานประเทศไทยกำหนดไว้ไม่เกิน 320 ppm ขณะที่ EIA ของโรงไฟฟ้ากำหนดไว้เพียง 262 ppm ออกไซด์ของไนโตรเจน: มาตรฐานประเทศไทยอยู่ที่ 350 ppm ขณะที่ EIA กำหนดไว้เพียง 241 ppm ฝุ่นละออง (Particulate Matter): มาตรฐานประเทศไทยอยู่ที่ 120 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ EIA กำหนดไว้เพียง 43 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรส่วนในกระบวนการเผาไหม้ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ได้นำเทคโนโลยีระดับสากล 3 ระบบมาใช้ร่วมกัน ได้แก่ Low NOx Burner ระบบควบคุมการเผาไหม้และการไหลของอากาศ เพื่อลดการเกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการเผาไหม้ ESP (Electrostatic Precipitator) ระบบดักจับฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิต ที่ดักจับฝุ่นได้สูงถึง 99.7 % FGD (Flue Gas Desulfurization) ระบบดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยน้ำทะเล โดยทั้ง 3 ระบบทำงานร่วมกันเป็นเกราะป้องกันหลายชั้น ก่อนปล่อยอากาศออกจากปล่องระบายความสูง 200 เมตร ซึ่งติดตั้งระบบตรวจวัดมลสารอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง หรือ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) เพื่อเฝ้าติดตามค่าการปล่อยมลสารตลอด 24 ชั่วโมงและรายงานข้อมูลไปยังหน่วยงานราชการ พร้อมติดตั้งป้ายธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมแสดงค่ามลพิษหน้าโรงไฟฟ้า อีกหนึ่งประเด็นที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีให้ความสำคัญ คือ กระบวนการนำน้ำจากธรรมชาติมาใช้และการปรับสภาพก่อนปล่อยคืน ซึ่งการนำน้ำทะเลมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็น เพื่อแลกเปลี่ยนความร้อนนั้น น้ำทะเลจะถูกนำเข้ามาผ่านท่อปิด (Closed Pipe) แบบไหลผ่านครั้งเดียว (Once-through) เพื่อแลกเปลี่ยนเฉพาะความร้อนของไอน้ำ โดยไม่มีการสัมผัสกับก๊าซร้อนจากการเผาไหม้ พร้อมมีการมาตรการกำกับดูแลและปรับสภาพน้ำก่อนปล่อยน้ำคืนสู่ทะเล ถึง 3 ขั้นตอน ได้แก่ ลดอุณหภูมิผ่านคลองระบายน้ำ (Outfall Canal) น้ำทะเลที่ผ่านการหล่อเย็นแล้ว จะถูกส่งผ่านคลองระบายน้ำความยาวกว่า 600 เมตร เพื่อลดอุณหภูมิก่อนระบายออกสู่ธรรมชาติ เฝ้าระวังต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ ตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลที่จุดระบายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสตามกฎหมาย สุ่มตรวจวัดอุณหภูมิน้ำทะเลรอบจุดระบาย ครอบคลุมรัศมี 500 เมตร จำนวน 13 สถานีตรวจวัด โดยบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมอิสระเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งอุณหภูมิทั้ง 13 สถานีต้องเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับจุดอ้างอิงทางธรรมชาติ และหากพบสัญญาณอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณจุดตรวจมีแนวโน้มสูงใกล้เกณฑ์ 40 องศาเซลเซียส โรงไฟฟ้าจะดำเนินลดกำลังการผลิตทันทีตามมาตรการป้องกัน เพื่อควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล นอกจากการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้มาตรฐานยังให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยมีการจัดประชุมร่วมกับคณะกรรมการ EIA ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากชุมชนและภาครัฐทุก 2 เดือน เพื่อรายงานผลและรับฟังข้อเสนอแนะ รวมถึงยังดำเนินโครงการร่วมกับสมาคมเพื่อนชุมชนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ของจังหวัดระยอง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาชุมชนผ่านกองทุนพัฒนาไฟฟ้าที่ครอบคลุมด้านสาธารณสุข การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ การลงพื้นที่และเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จากตัวแทนของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ได้นำเสนอข้อมูลการดำเนินงาน การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้า เป็นการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ร่วมกันตรวจสอบและผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่โปร่งใส ปลอดภัย คู่ชาวระยองและประเทศไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี – BLCP Power Limited  

September 3, 2026 / 0 Comments
read more

แบลคมอร์ส ขายประสบการณ์วิตามินเม็ดชงดื่ม-เคี้ยวได้เข้าหานิว เจนฯ รับตลาด 1.2 หมื่นล. โต 7.8%

Peace&Play

แบล็คมอร์ส เปืดเกมขายประสบการณ์กินวิตามินแบบใหม่ ‘Blackmores  Fizzers’ เจาะนิว เจนฯ รับเทรนด์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แผนรักษาแชมป์เบอร์1 ตลาด 12,000 ล.บาท   ใช้นวัตกรรมเปลี่ยนประสบการณ์ เปิดตัว ‘Blackmores Fizzers’ วิตามินเกล็ดฟู่รูปแบบใหม่ครั้งแรกในไทย ขายฟีเจอร์ ‘Fizzy Granules’ ให้สัมผัสซ่า อร่อย และทานง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เข้าหานิวเจนฯ รับเทรนด์สุขภาพ มุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันด้วยกลยุทธ์ Influencer Marketing พร้อมสร้างความแตกต่างด้วยการทานที่หลากหลาย ทั้งชงดื่ม เม็ดอม และเคี้ยว ย้ำผู้นำตลาด ผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นส่วนหนึ่งที่จะรักษาแชมป์ส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 สัดส่วน 24% ของตลาดวิตามินและเสริมอาหาร 12,000 ล.บาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 18.6%   ปรีติ ฮาไล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท แบลคมอร์ส จำกัด แบรนด์อาหารเสริมระดับโลก เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดวิตามินและเสริมอาหาร ของไทยในปี 2569 คาดมีมูลค่าราว 1,200 ล้านบาท มีการเติบโตที่ 7.8 % จากกระแส ผู้บริโภคยุคใหม่คนไทย ที่หันมาดูแลสุขภาพและใส่ใจดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน มากขึ้น พื่   โดยแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดนี้มีการแข่งขันอย่างรุนแรงจากแบรนด์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้เล่นรายเดิมต้องปรับตัวสู้กันด้วยนวัตกรรม และเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง   จากสถานการณ์ดังกล่าว แบลคมอร์ส วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุกผ่านสินค้านวัตกรรม พร้อมเปิดตัว ‘Blackmores  Fizzers’ วิตามินรูปแบบใหม่ ครั้งแรกในไทย ด้วยจุดเด่น ‘Fizzy Granules’ มาสร้างประสบการณ์ใหม่ในการดูแลตัวเอง กับผลิตภัณฑ์วิตามินและอาหารเสริมชนิดเม็ดเกล็ดฟู่ ให้สัมผัสซ่าและละลายง่าย   สำหรับผลิตภัณฑ์สูตรนี้ พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูแลสุขภาพยุคใหม่ทั้งความสนุกและอร่อย แบบไม่มีน้ำตาล (0% Sugar) โดยสามารถเลือกรับประทานได้หลากหลายรูปแบบตามรูปแบบต่าง ๆ  อาทิ เครื่องดื่มซ่าสดชื่น โดยเติมลงในน้ำเย็น 200 มล. เม็ดอมปล่อยละลายในปากได้ประโยชน์วิตามิน เม็ดอมเคี้ยว เพิ่มประสบการณ์ที่แตกต่างในการรับประทานวิตามิน   โดย Blackmores  Fizzers’ พัฒนาผลิตภัณฑ์ 3 สูตร เพื่อตอบโจทย์การดูแลตัวเองในแต่ละด้าน ได้แก่ Immu Plus (กลิ่นส้ม) มีวิตามินดี 3 วิตามินซีและสังกะสี Nicotinamide Plus (กลิ่นมิกซ์เบอร์รี่) มีนิโคตินาไมด์ สังกะสีและวิตามินซี Performance Plus (กลิ่นสตรอว์เบอร์รี่และแอปเปิ้ล) มีแมกนีเซียม 225 มก.   สำหรับผลิตภัณฑ์ Blackmores  Fizzers’ วางกลุ่มเป้าหมายหลักในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจดูแลสุขภาพ โดยจะเน้นกลยุทธ์การตลาดผ่านอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็วขึ้น ฯลฯ   ปรีติ เสริมว่า ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามิน กว่า 50 SKUs รองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงวัย โดยกลุ่มวิตามินและอาหารเสริมมีสัดส่วนรายได้มากที่สุดจะเป็นกลุ่มสินค้าเสริมภูมิคุ้มกันและสินค้ากลุ่มน้ำมันปลา ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 50%   โดยในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 18.6% จากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีการเติบโต 16.8 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบลคมอร์ส เป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์วิตามินและอาหารเสริมในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 24%

September 2, 2026 / 0 Comments
read more

Road to Give 2569 ฟิตร่างกาย วิ่ง ปั่น ขยับ เพื่อสังคมจาก ‘แมริออท บอนวอย’ ปีที่ 12

PRnounce

แมริออท บอนวอย เสนอ “ROAD TO GIVE 2569” ในประเทศไทย: วิ่ง เดิน ปั่น และขยับร่างกาย เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่ชุมชนท้องถิ่น   กิจกรรม CSR เพื่อสุขภาพกลับมาเป็นปีที่ 12 พบกับหลากหลายกิจกรรมในเกาะสมุย เขาหลัก เชียงใหม่ ภูเก็ต เชียงราย หัวหิน และกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2569 โดยรายได้ทั้งหมดมอบให้แก่องค์กรการกุศลเพื่อเด็ก   แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เตรียมความพร้อมสำหรับกิจกรรม Road to Give ครั้งที่ 12 ในประเทศไทย เป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างแขกผู้เข้าพัก พนักงาน และพันธมิตร มาร่วมวิ่ง เดิน ปั่น หรือขยับร่างกายเพื่อร่วมทำบุญ ในปีนี้กิจกรรมจะจัดขึ้นใน กรุงเทพฯ ภูเก็ต เกาะสมุย เขาหลัก เชียงใหม่ เชียงราย และหัวหิน โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย 100% จะมอบให้แก่องค์กรการกุศลท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาสและครอบครัวทั่วประเทศไทย   กิจกรรม Road to Give ในปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ถึง 5 ธันวาคม 2569 สอดคล้องกับ Serve360 แพลตฟอร์มเพื่อความยั่งยืนและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมระดับโลกของแมริออท ภายใต้แนวคิด “ทำดีในทุกทิศทาง” (Doing Good in Every Direction) โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายพันคนร่วมท้าทายตนเองในหลากหลายระยะทาง ตั้งแต่การวิ่งสนุกสนานสำหรับครอบครัวระยะ 2 กิโลเมตร ไปจนถึงมินิมาราธอนระยะ 12 กิโลเมตร   ข้อมูลสำคัญ ประวัติและความเป็นมา: ริเริ่มโดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในปี 2558 (เดิมใช้ชื่อว่า Run to Give) โดย Road to Give เป็นกิจกรรมการกุศลและส่งเสริมสุขภาพประจำปีอันเป็นเอกลักษณ์ ด้านการกุศล: รายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 100% นำไปสนับสนุนองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในภูมิภาค โครงการพัฒนาเยาวชน และองค์กรการกุศลในชุมชนท้องถิ่นโดยตรง วัตถุประสงค์หลัก: กิจกรรมนี้ส่งเสริมสุขภาพกาย วิถีชีวิตที่แอคทีฟ และความสัมพันธ์อันดีในชุมชนระหว่างพนักงานของแมริออท แขกผู้เข้าพัก และชาวบ้านในพื้นที่ชุมชน   โครงการ Road to Give ประจำปี 2569 พร้อมเปิดฉากความสนุกทั่วประเทศ เริ่มต้นหมุดหมายแรกที่เกาะสมุย ในวันที่ 3 ตุลาคม ณ สนามกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) กับเส้นทางวิ่งช่วงเช้าระยะทาง 2, 6 และ 12 กิโลเมตร ก่อนจะเดินทาง ต่อไปยังเขาหลัก ในวันที่ 4 ตุลาคม เพื่อสัมผัสเส้นทางวิ่งชมวิวเลียบชายฝั่งอันดามันระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร ณ แหลมปะการัง   จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน ความสนุกจะสัญจรขึ้นเหนือสู่ เชียงใหม่ ในวันที่ 7 พฤศจิกายน กับกิจกรรมฟันรันระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงาม ณ กองพลทหารราบที่ 7 ต่อด้วยวันที่ 15 พฤศจิกายน ณ เขื่อนบางวาด จังหวัดภูเก็ต กับระยะทาง 4 และ 12 กิโลเมตร พร้อมไฮไลต์พิเศษกิจกรรมวิ่งกับสัตว์เลี้ยงระยะทาง 1.8 กิโลเมตร   ช่วงปลายเดือน เอาใจสายวิ่งช่วงเย็นที่ เชียงราย ในวันที่ 28 พฤศจิกายน กับเส้นทางเลียบแม่น้ำกกระยะทาง 5 กิโลเมตร และต้อนรับนักวิ่งเมือง หัวหิน ในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ ลานมหาราช กับระยะทาง 3.5, 5.5 และ 10 กิโลเมตร ก่อนจะปิดท้ายโครงการอย่างยิ่งใหญ่ที่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 ธันวาคม ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) กับระยะทาง 2, 4 และ 10 กิโลเมตร   ร่วมสัมผัสบรรยากาศงานวิ่งสุดคึกคักในทุกระยะทาง จัดเต็มทั้งความบันเทิงสด กิจกรรมเด็ก ลุ้นของรางวัล และอาหารอร่อยๆ จากฟู้ดทรัก Marriott Bonvoy on Wheels ที่รวบรวมเมนูเด็ดจากโรงแรมในเครือแมริออทมาเสิร์ฟถึงงาน พร้อมรับเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึกทันทีเมื่อเข้าเส้นชัย   กิจกรรม Road to Give ในปีนี้คาดว่าจะสามารถระดมทุนได้หลายล้านบาทเพื่อมอบให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เป็นพันธมิตรของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย (Operation Smile Thailand) ซึ่งให้การผ่าตัดฟรีเพื่อเปลี่ยนชีวิตเด็กและเยาวชนที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ นอกจากนี้ยังมีองค์กรการกุศลอื่นๆ ที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ มูลนิธิเอเชียเซ็นเตอร์ ภูเก็ต, มูลนิธิบ้านทานน้ำใจ และบ้านดอนบอสโก บางสัก พังงา, มูลนิธิกระจกเงา เชียงราย และบ้านเมตตา ปราณบุรี   “Road to Give ถือเป็นไฮไลต์สำคัญประจำปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้เข้าพักและชาวบ้านในพื้นที่หลายพันคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมทำบุญ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งสายจริงจังหรือเพิ่งเริ่มต้น กิจกรรมอันเปี่ยมด้วยพลังนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสูดอากาศบริสุทธิ์ เสริมสร้างสุขภาพ และทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ และที่สำคัญ การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ยังได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตของเด็กๆ และครอบครัวในประเทศไทยอีกด้วย เราตั้งตารอที่จะต้อนรับผู้เข้าร่วมทุกเพศทุกวัยสู่กิจกรรมวิ่งทั่วประเทศในช่วงปลายปีนี้”  แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานประจำภูมิภาค – ประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว   “นับตั้งแต่เราเปิดตัว Road to Give ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า ‘Run to Give’ ในปี 2558 เราได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายร้อยคนหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่สำคัญว่าคุณจะวิ่ง เดิน หรือปั่น เพียงแค่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมทางสังคมเหล่านี้ ก็สามารถช่วยฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพจิต และพลังชีวิตของคุณได้ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของจิตวิญญาณแห่งการบริการ หรือ ‘Spirit to Serve’ ของแมริออท ที่มุ่งมั่นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนของเรา” แดริน ฮัดสัน (Daryn Hudson) ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมโฟร์ พอยต์ บาย เชอราตัน ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท และประธานร่วมแห่ง แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล บิสเนส เคาน์ซิลส์ ประเทศไทย กล่าวเสริม อย่าพลาดโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Road to Give ประจำปี 2569! ร่วมสำรวจจุดหมายปลายทางต่างๆ ด้านล่างนี้ และลงทะเบียนได้แล้ววันนี้! เกาะสมุย | วันจัดกิจกรรม: วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ณ สนามกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย) เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 30 กันยายน ที่ https://www.facebook.com/events/s/road-to-give-koh-samui-2026/1304073028197808/ เขาหลัก | วันจัดกิจกรรม: วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ณ แหลมปะการัง เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 25 กันยายน ที่ https://soft.events/run/road-to-give-khaolak-2026 เชียงใหม่ | วันจัดกิจกรรม: วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน ณ กองพลทหารราบที่ 7 เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 10 พฤศจิกายน ที่ https://forms.gle/d54gaENuXmCWnP2cA ภูเก็ต | วันจัดกิจกรรม: วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน ณ เขื่อนบางวาด เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 8 พฤศจิกายน ที่ https://soft.events/run/road-to-give-2026 เชียงราย | วันจัดกิจกรรม: วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน ณ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท – แม่น้ำกก เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 30 ตุลาคม ที่ https://forms.gle/Si3QRyd859M8Qmfz7 หัวหิน | วันจัดกิจกรรม: วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน ณ ลานมหาราช เปิดรับสมัคร: วันนี้ – 31 ตุลาคม ที่ https://likerace.com/public/events/270102-rtghh กรุงเทพฯ | วันจัดกิจกรรม: วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เปิดรับสมัคร: วันนี้- 15 ตุลาคม ที่ https://race.thai.run/roadtogive2026 สำรองห้องพักกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออท บอนวอย ทั่วประเทศไทย ได้ที่ www.marriott.com/en/destinations/thailand.mi  

September 2, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม รวม 16 แบรนด์ดังขนมไหว้พระจันทร์ เทศกาล ‘Mooncake Festival 2026’

PRnounce

ไอคอนสยาม ชวนฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับ “Mooncake Festival 2026” รวมที่สุดแห่งขนมไหว้พระจันทร์จากร้านดัง โรงแรมชั้นนำ และแบรนด์ระดับโลกไว้ในที่เดียว พบคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์สุดพิเศษที่มีเพียงปีละครั้ง พร้อมรสชาติใหม่และลิมิเต็ดเอดิชันจาก 16 แบรนด์ดัง 1 – 25 กันยายน 2569 ณ ไอคอนสยาม และ สยาม ทาคาชิมายะ   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชวนร่วมฉลอง “Mooncake Festival 2026” พบกับการรวมตัวครั้งใหญ่ของขนมไหว้พระจันทร์จากร้านอาหารชื่อดัง โรงแรมชั้นนำ และแบรนด์ระดับพรีเมียมจากทั่วโลก เนื่องในโอกาสเทศกาลที่เปี่ยมด้วยความหมายของความพร้อมหน้า ความสมบูรณ์ และความผูกพันของครอบครัว   ขนมไหว้พระจันทร์จึงยังคงเป็นของขวัญยอดนิยมที่สะท้อนความปรารถนาดี ความมั่งคั่ง และความเป็นสิริมงคลที่ผู้คนมอบให้แก่กันในช่วงเวลาพิเศษของปี เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ   ปีนี้ ไอคอนสยาม รวบรวมขนมไหว้พระจันทร์ทั้งสูตรต้นตำรับและรสชาติสร้างสรรค์จากแบรนด์ชั้นนำกว่า 16 แบรนด์ พร้อมคอลเลกชันพิเศษและรสชาติลิมิเต็ดเอดิชันที่มีให้เลือกสรรเพียงช่วงเทศกาล ระหว่างวันที่ 1 – 25 กันยายน 2569 นี้เท่านั้น ค้นหาความอร่อยจากร้านดังภายในไอคอนสยาม   พบกับขนมไหว้พระจันทร์จากแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเทศกาลปีนี้ เริ่มต้นที่ Blue by Alain Ducasse ชั้น 1 ร้านอาหารมิชลินชื่อดังที่นำเสนอเซ็ต Once in a Blue Moon กับ 4 รสชาติพิเศษ ได้แก่ Black Sesame Lava, Tiramisu, Egg Yolk Lava และ Lotus Cheese พร้อมมอบ Cash Voucher มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้บริการ All-Day Dining at Blue by Alain Ducasse อีกด้วย   ด้าน Läderach ชั้น M แบรนด์ช็อกโกแลตระดับตำนานจากสวิตเซอร์แลนด์ รังสรรค์ขนมไหว้พระจันทร์สไตล์โมเดิร์น พร้อมเปิดตัวรสชาติพิเศษประจำปีอย่าง Blueberry Lemon และ Blueberry Praline ที่ผลิตในจำนวนจำกัด เหมาะสำหรับผู้ที่มองหารสชาติแปลกใหม่และสดชื่นแตกต่างจากขนมไหว้พระจันทร์แบบดั้งเดิม   TWG Tea ชั้น G ยังคงสร้างความโดดเด่นด้วย Miss Tea Mooncake Collection และมีการนำชาเบลนด์ระดับโลกมาผสานเข้ากับขนมไหว้พระจันทร์อย่างประณีต ผ่าน 5 รสชาติ ได้แก่ ทุเรียนไข่เค็ม, มันม่วงญี่ปุ่นสตรอว์เบอร์รี่ผสม Silver Moon Tea, ส้มยูสุผสม French Earl Grey, ราสเบอร์รี่และลิ้นจี่ผสม Bain de Roses Tea และคัสตาร์ดไข่ผสม Vanilla Bourbon Tea   ส่วน Starbucks ชั้น 1, ชั้น 7 และชั้น M ไอซีเอส นำเสนอทั้งรสชาติยอดนิยมอย่างกาแฟและชาเขียว พร้อมเปิดตัวไส้ใหม่ ได้แก่ ทุเรียนหมอนทองแมกคาเดเมีย ทุเรียนหมอนทองพิสตาชิโอ และไฮไลต์ประจำปีอย่าง Custard Lava Mooncake ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในทุกเทศกาล   สำหรับสายขนมหวานร่วมสมัย The Rolling Pinn ชั้น 6 ส่ง Peony Paradise Mooncake Collection ขนมไหว้พระจันทร์ ที่ชวนทุกคนมาเปิดมุมมองใหม่ ๆ 4 รสชาติที่พัฒนามากจาก Hero product ที่ลูกค้าชื่นชอบ ได้แก่ พิสตาชิโอ ราสป์เบอร์รี่ ช็อกโกแลตอัลมอนด์ และคัสตาร์ดไข่เค็ม สามารถอร่อยร่วมกันได้ทุก Gen ซึ่งถ่ายทอดความสวยงามด้วยดอกโบตั๋นและผีเสื้อคู่ในรูปแบบร่วมสมัย และอีกหนึ่งแบรนด์ที่ไม่ควรพลาดกับ Karun ชั้น 6 ที่นำเสน่ห์ของชาไทยมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ขนมไหว้พระจันทร์ 2 รสชาติพิเศษ ได้แก่ คัสตาร์ดชาไทย และชาดำผสานแยมส้มยูซุ ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความหอมละมุนของชาไทยสู่เทศกาลแห่งความสุขได้อย่างลงตัว   นอกจากนี้ ชาตรามือ ชั้น G เมืองสุขสยาม และ ไอซีเอส ยังร่วมเติมสีสันให้เทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ปีนี้ด้วยขนมไหว้พระจันทร์ 5 รสชาติพิเศษ ได้แก่ ไส้ทุเรียนแมคคาเดเมีย ไส้บัวทองชาไทยลาวา ไส้ชาไทยไข่เค็มลาวา ไส้ชากุหลาบช็อกโกแลตชิพ และไส้ชากุหลาบยูสุลาวา ที่นำเอกลักษณ์ความหอมเข้มข้นของชามาถ่ายทอดเป็นรสชาติอันกลมกล่อมและแตกต่างอย่างลงตัว   พบที่สุดแห่งขนมไหว้พระจันทร์จากโรงแรมชั้นนำและแบรนด์ดังที่ สยาม ทาคาชิมายะ   นอกจากร้านค้าภายในไอคอนสยาม ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ยังได้จัดงาน SIAM Takashimaya Moon Cake Festival รวบรวมขนมไหว้พระจันทร์จากโรงแรมชั้นนำและแบรนด์ดังทั้งในและต่างประเทศมาให้เลือกสรรอย่างครบครันในที่เดียว ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่มองหาของขวัญระดับพรีเมียมและนักชิมที่ต้องการสัมผัสรสชาติระดับตำนานจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ เริ่มจาก   โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล. อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล แบงค็อก ที่นำเสนอคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ ผ่านชุดของขวัญสุดพิเศษ The Athenee Signature Box ภายในบรรจุขนมไหว้พระจันทร์คละรสชาติ 4 ชิ้น   ขณะที่ โรงแรมบันยันทรี แบงค็อก โดดเด่นด้วยกล่องของขวัญดีไซน์พิเศษรูปม้าประจำปีมะเมีย พร้อมรสชาติใหม่อย่างชาอู่หลงยูสุ ที่ผสานความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ   ด้าน โรงแรมดุสิตธานี เปิดตัว 3 รสชาติใหม่ ได้แก่ พุทรา มันม่วง และคัสตาร์ดเนื้อครีม ควบคู่ไปกับรสชาติยอดนิยมอย่างทุเรียนไข่เค็ม เม็ดบัวไข่เค็ม และโหงวยิ้งไข่เค็ม ในส่วนของ โรงแรมแชงกรี-ลา แบงค็อก ยังคงนำเสนอความอร่อยระดับตำนานผ่านไส้อัลมอนด์งาดำ ทุเรียนไข่เค็ม ลูกบัวไข่เค็ม และโหงวยิ้งไข่เค็ม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับอย่าง กอกใจ ที่ยังคงโดดเด่นด้วยขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียน และพัฒนาเพิ่มกับสูตรหวานน้อย Kyo Roll En สร้างความน่าสนใจ ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ ขนมไหว้พระจันทร์ระดับเชฟ 3 ดาวมิชลิน เชฟ Hideaki Sato จากร้าน Ta Vie (ฮ่องกง) ผ่าน 4 รสชาติ ได้แก่ Chestnut Pu-Er Tea, Osmanthus Custard with Mandarin, Yuzu Lava และ Satsuma Imo   ส่วน MX Mooncake ขนมไหว้พระจันทร์ยอดขายอันดับ 1 ในฮ่องกง 28 ปีซ้อน ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ผ่านเมนูซิกเนเจอร์ยอดนิยมอย่าง ‘ไส้คัสตาร์ดลาวา’ และ ‘ไส้เม็ดบัวต้นตำรับ’ ที่ครองใจใครหลายๆ คน ส่วน Henri Charpentier ส่งมอบความพิเศษในเทศกาลไหว้พระจันทร์ กับ Gold Bar Financier (Mid-Autumn Festival Gift Box) ขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสอันเป็นเอกลักษณ์ หอมละมุนจากเนยและอัลมอนด์  ปิดท้ายด้วย K.Minamoto ที่นำเสนอ “มันจู” รูปกระต่าย สัญลักษณ์แห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ สอดไส้ถั่วขาวกวนผสมเปลือกส้มยูซุหอมละมุน ผลิตขึ้นเป็นพิเศษเพียงปีละครั้งสำหรับเทศกาลนี้โดยเฉพาะ   ร่วมสัมผัสสีสันแห่งเทศกาลไหว้พระจันทร์ และเลือกสรรขนมไหว้พระจันทร์จากร้านดัง โรงแรมชั้นนำ และแบรนด์ระดับโลกกว่า 15 แบรนด์ เพื่อส่งต่อความสุข ความอบอุ่น และคำอวยพรแห่งความมั่งคั่งให้แก่คนที่คุณรักในเทศกาลสำคัญที่มีเพียงปีละครั้งได้ ตั้งแต่วันที่ 1 – 25 กันยายน 2569 ณ ไอคอนสยาม และ สยาม ทาคาชิมายะ

September 2, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูฯ ใช้ AI รับมือภัยพิบัติ ดึงข้อมูลน้ำท่วม 5 ปีก่อนทั่วไทย บริหารพื้นที่เสี่ยงทำสัญญาณสื่อสารล่ม

EcoVative

ทรู คอร์ปอเรชั่น นำ AI วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง 5 ปี ใช้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงและบริหารโครงข่ายล่วงหน้า ป้องกันสัญญาณสื่อสารล่มและรักษาความต่อเนื่องในการใช้งานช่วงพายุเข้าหนักทั่วไทย   ทรูนำ AI ใช้คาดการณ์ความเสี่ยงอุทกภัย วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง 5 ปี สภาพอากาศ และข้อมูลโครงข่าย เพื่อประเมินสถานีฐานที่จะได้รับผลกระทบและวางแผนเตรียมรับมือล่วงหน้าอย่างแม่นยำ บริหารจัดการเชิงรุกเพื่อป้องกันสัญญาณล่ม ทีม BNIC มอนิเตอร์โครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมส่งทีมวิศวกรเข้าเสริมอุปกรณ์และไฟฟ้าสำรองทันทีหากพบความเสี่ยง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารให้ได้มากที่สุด ยกระดับความพร้อมพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ย้ายอุปกรณ์ติดตั้งให้สูงขึ้น สร้างฐานป้องกันน้ำ พร้อมติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำในจุดเฝ้าระวังสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานจะใช้งานได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน   คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล (Tech Com) เปิดเผยว่าหลังกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือน ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย จากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เชื่อมโยงพายุโซนร้อน ‘โซเดล’ บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน   ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมอันดามัน ไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะด้านตะวันตกของภาคเหนือและภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและด้านตะวันออก และภาคตะวันออก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก   จากสถานการณ์ดังกล่าว  ทรูฯ วางแผนรับมือพายุฝนตกหนักและความเสี่ยงอุทกภัย ด้วยแนวทางบริหารเครือข่ายเชิงคาดการณ์และป้องกันล่วงหน้า (Predictive and Preventive Network Resilience)  โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลัง สภาพอากาศ ระดับน้ำ และข้อมูลโครงข่าย เพื่อประเมินพื้นที่และสถานีฐานที่มีความเสี่ยงล่วงหน้า มาใช้จำลองผลกระทบต่อโครงข่ายล่วงหน้า เช่น   หากพื้นที่หนึ่งมีแนวโน้มไฟฟ้าดับต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง ระบบสามารถประเมินได้ว่าสถานีฐานจุดไหนจะเริ่มได้รับผลกระทบเมื่อใด ความครอบคลุมของสัญญาณและขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร กำหนดลำดับความสำคัญในการส่งทีมงานและอุปกรณ์เข้าเสริมในแต่ละจุด เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด   สำหรับความพร้อมภาคสนาม ทรูฯ เตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้าสำรองสำหรับสถานีฐาน และอุปกรณ์โครงข่ายสำรอง พร้อมเตรียมรถ COW รวมถึงเตรียมเรือท้องแบนและรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อให้ทีมวิศวกรสามารถเข้าถึงพื้นที่และเสริมสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว   โดยเฉพาะสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล สนามบิน ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งมีการประสานงานล่วงหน้ากับสำนักงาน กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   นอกจากนี้ ทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) ใช้ AI วิเคราะห์และเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกสถานีฐานเป็นศูนย์กลางปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อพบสัญญาณผิดปกติหรือความเสี่ยงตามที่ระบบคาดการณ์ไว้ ศูนย์ BNIC จะประสานทีมภาคสนามให้เข้าดำเนินการได้ทันที ช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่ตรวจพบปัญหาจนถึงการแก้ไขหน้างานให้สั้นที่สุด   โดยก่อนหน้านี้ ทีมเครือข่ายและวิศวกรทรู ได้ลงพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ พร้อมตรวจเยี่ยมสถานีฐานในเส้นทาง สิงห์บุรี-ชัยนาท-พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมคลังอะไหล่ สถานีฐาน และจุดเฝ้าระวังริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อทดสอบความพร้อมทั้งด้านโครงข่าย ระบบไฟสำรอง อุปกรณ์ต่างๆ  และแผนปฏิบัติการภาคสนามต่อเนื่องจากการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ   คูรัม กล่าวว่า ทรูฯ นำบทเรียนจากพื้นที่ที่น้ำท่วมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา วิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศ ระดับน้ำ และสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินสถานการณ์ และจัดสรรกำลังคนและอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้า เป้าหมายคือการลดผลกระทบต่อการสื่อสารของประชาชนให้ได้มากที่สุดเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน   ทั้งนี้ ยังได้ประเมินสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ทั้งพื้นที่ที่เคยถูกน้ำท่วม จุดที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ หรือพื้นที่ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบ พร้อมกำหนดมาตรการตามระดับความเสี่ยง เช่น ย้ายและติดตั้งอุปกรณ์ให้อยู่สูงจากพื้นประมาณ 2–3 เมตร หรือสูงกว่าระดับน้ำที่คาดการณ์ สร้างฐานยกระดับและกำแพงป้องกันน้ำ ติดตั้ง CCTV และเซนเซอร์ตรวจจับระดับน้ำ (Flooding Sensor) ในจุดเฝ้าระวัง เพื่อให้ทีมสามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง   ด้าน ธงชัย ขวัญพุฒ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาโครงข่ายและการปฏิบัติงานภาคสนาม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ทรูฯ นำ AI และข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ในการคาดการณ์ ควบคู่กับการเตรียมโครงข่าย ทีมวิศวกร ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์ในทุกภูมิภาค เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารให้ได้มากที่สุดในทุกสถานการณ์   โดยทรู ยังติดตามทั้งสถานะของโครงข่ายและปริมาณการใช้งานในแต่ละพื้นที่ เพื่อเสริมขีดความสามารถของเครือข่ายหรือจัดส่งสถานีฐานเคลื่อนที่ไปยังจุดที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ช่วยรองรับการติดต่อสื่อสารและการประสานความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน หากเกิดภัยพิบัติรูปแบบการใช้งานเครือข่ายอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่อพยพ ศูนย์พักพิง โรงพยาบาล และศูนย์ช่วยเหลือประชาชน  

September 2, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู x YouTube ชวนดูหนังมาราธอน 21 ชั่วโมง เอ็กซ์คลูซีฟทั่วไทยแล้ววันนี้

PRnounce

ทรู x YouTube เดินหน้า “ทรู ดู MARATHON” สู่ประสบการณ์จริงทั่วไทย เปิดโรงหนัง 4 จังหวัด ชวนแฟนคลับดูคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟจาก 5 ครีเอเตอร์ ยาวต่อเนื่อง 21 ชั่วโมง ก่อนส่งต่อประสบการณ์สู่กิจกรรมออนไลน์ให้ร่วมสนุกทั่วประเทศ   กรุงเทพฯ 31 สิงหาคม 2569 – ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่และสร้างปรากฏการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ทั่วประเทศ สำหรับกิจกรรม “ทรู ดู Marathon Cinema Challenge @ Major Cineplex” ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ YouTube ที่จัดขึ้นพร้อมกันใน 4 จังหวัดศูนย์กลางภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา (หาดใหญ่) ระหว่างวันที่ 29–30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ชวนลูกค้าทรูและดีแทคเปิดโหมดมาราธอนบนจอยักษ์รับชมคอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟความยาวรวมกว่า 21 ชั่วโมงเต็ม จาก 5 ครีเอเตอร์ชั้นนำของเมืองไทย ผ่านเครือข่ายคุณภาพ True5G   ตลอด 2 วันของกิจกรรม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักจากแฟนคลับและเหล่านักดูมาราธอนที่มาร่วมสัมผัสคอนเทนต์จากเทพลีลา, รับทราบ, OHANA, เสือร้องไห้ และ Go Went Go แบบต่อเนื่องเต็มอรรถรสบนจอภาพยนตร์ โดย กิจกรรมที่กรุงเทพฯ เพิ่มความพิเศษด้วยการมาร่วมสร้างสีสันของครีเอเตอร์ทั้ง 5 บ้าน ให้แฟนๆ ได้ใกล้ชิดกับครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบ พร้อมร่วมสนุกกับ True ดู MARATHON Challenge ทดสอบความเป็นแฟนตัวจริงจากคอนเทนต์ที่รับชม และลุ้นรับของรางวัลตลอดกิจกรรม เชื่อมต่อความสนุกจากคอมมูนิตี้ออนไลน์สู่ประสบการณ์ออฟไลน์อย่างเต็มรูปแบบ   กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวคิด Connectivity × Content × Creators ของทรู คอร์ปอเรชั่นที่นำศักยภาพของ True5G มาผสานกับพลังของคอนเทนต์และครีเอเตอร์บน YouTube เพื่อสร้างประสบการณ์ความบันเทิงที่เชื่อมผู้คนเข้ากับคอนเทนต์ที่รักและครีเอเตอร์ที่ชื่นชอบได้มากยิ่งขึ้น และความสนุกยังไม่จบเพียงเท่านี้ สำหรับผู้ที่พลาดกิจกรรม True ดู MARATHON Cinema Challenge ทรูและ YouTube เตรียมส่งต่อประสบการณ์สู่ผู้ชมทั่วประเทศ เปิดให้รับชมคอนเทนต์ฉบับเต็มจากทั้ง 5 ครีเอเตอร์ รวมความยาวกว่า 21 ชั่วโมง ทาง YouTube ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2569 เป็นต้นไป   พร้อมชวนแฟนๆ ร่วมสนุกต่อกับกิจกรรมออนไลน์ “ซ่อนให้หา ท้าให้ดู กับทรูดูมาราธอน” ตั้งแต่วันที่ 5–27 กันยายน 2569 ท้าสายดูตัวจริงให้ตามหา ตัวอักษรที่ซ่อนอยู่ในคอนเทนต์ เก็บให้ครบ เรียงให้ถูก และไข คำตอบให้ได้ว่าเป็น “เลขอะไร” พร้อมแชร์มุมมองว่า การดูคอนเทนต์ยาวๆ กับ True ช่วยให้ประสบการณ์การดูดีขึ้นอย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ประทับใจที่สุด? ผู้ที่ไขคำตอบได้ถูกต้องและให้เหตุผลโดนใจกรรมการ มีสิทธิ์ลุ้นรับ Samsung Galaxy Z Flip8 พร้อมของรางวัลอีกมากมาย ติดตามรายละเอียดและร่วมกิจกรรมได้ที่ https://ss.true.th/s/true-do-marathon   ทรูพร้อมเติมเต็มประสบการณ์การรับชม YouTube ให้ลูกค้าสนุกได้ต่อเนื่องและเต็มอารมณ์ยิ่งขึ้นด้วย YouTube Premium ที่รับชมวิดีโอแบบไม่มีโฆษณาคั่น เล่นวิดีโอขณะปิดหน้าจอ ดาวน์โหลดไว้รับชมแบบออฟไลน์ และเพลิดเพลินกับ YouTube Music พร้อมข้อเสนอที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ลูกค้ารายเดือน สมัคร YouTube Premium ผ่านทรู เริ่มต้นเพียง 139 บาทต่อ เดือน (3 เดือนแรก เดือนต่อไปเดือนละ 179 บาท) ลูกค้าเติมเงิน สมัครรับสิทธิ์ในราคา 159 บาทต่อเดือน เปิดเบอร์ใหม่ / ย้ายค่าย สมัครแพ็กเกจ 5G Super Value ตั้งแต่ 699 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ใช้งาน YouTube Premium ฟรีสูงสุดนาน 6 เดือน (หรือสูงสุด 12 เดือนสำหรับแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) นักเรียนและนักศึกษา เลือกแพ็กเกจ YOU 499 บาทขึ้นไป รับชมคอนเทนต์โปรดบน YouTube ได้เต็มอิ่ม โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด)

September 2, 2026 / 0 Comments
read more

กลุ่มพูลผล ฉลอง 84 ปี กางแผนรุกตลาดโลก ปักหมุดก้าวสู่ผู้นำเอเชีย

PRnounce

“กลุ่มพูลผล” ครบรอบ 84 ปี เปิดบทใหม่ มุ่งสู่ Global Growth จากธุรกิจเกษตร ขยายสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย เดินหน้ายกระดับองค์กร ก้าวสู่ผู้นำระดับเอเชียและเวทีโลก     “กลุ่มพูลผล” เดินหน้าสู่บทใหม่ของการเติบโตครบ 7 รอบรากฐานอันมั่นคง สู่ศตวรรษใหม่ที่ยั่งยืน พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถขององค์กร สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก ภายใต้แนวคิด “เติบโตจากรากฐาน สู่อนาคต” วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กลุ่มพูลผลได้จัดพิธีทำบุญครบ 7 รอบ 84 ปี บริษัท พูลผล จำกัด ณ อาคารสาธรธานี 1 โดยมี นายสุชาติ หวั่งหลี ประธานกรรมการ กลุ่มพูลผล เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุจินต์ หวั่งหลี, นายดนัยธนิต พิศาลบุตร คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่มพูลผล ร่วมพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมสานต่อความร่วมมือในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อก้าวสู่การเติบโตในบทต่อไป นายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด กล่าวว่า ตลอด 84 ปีที่ผ่านมา กลุ่มพูลผลได้พัฒนาจากธุรกิจการค้า สู่กลุ่มธุรกิจที่มีความหลากหลาย ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เกษตร ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และคลังสินค้าและโลจิสติกส์ โดยมีธุรกิจเกษตรเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญ ที่มีการสร้างแบรนด์ที่อยู่คู่ผู้บริโภคไทยมาอย่างยาวนาน อาทิ น้ำมันพืชกุ๊ก และวุ้นเส้นต้นสน   อีกหนึ่งบริษัทสำคัญ คือ “เอสเอ็มเอส กรุ๊ป” ที่ได้ต่อยอดสู่ธุรกิจนวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) และส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงไปกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มพูลผลเดินหน้าพัฒนาโครงการ Future City Rangsit มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านรังสิต-ปทุมธานี โดยมี Future Park & ZPELL และ โรงแรม โนโวเทล รังสิต เป็นองค์ประกอบสำคัญ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมโยงธุรกิจ การใช้ชีวิต และชุมชนเข้าด้วยกัน สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 85 กลุ่มพูลผล มุ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้เป็นพลังขับเคลื่อนอนาคต ผ่านการยกระดับ Innovation, Technology, People และ Sustainability เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีเป้าหมายยกระดับองค์กรก้าวสู่ผู้นำในระดับเอเชียและเวทีโลก พร้อมสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค คู่ค้า เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจในวงกว้าง เดินหน้าสู่บทใหม่ ด้วยการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง พัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลก และส่งต่อคุณค่าสู่คนรุ่นต่อไป

September 1, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม จับมือ TikTok LIVE-ททท. จัดงานใหญ่ พลิกประสบการณ์รีเทลรับเทรนด์โลก

PRnounce

ไอคอนสยาม ผนึกกำลัง TikTok LIVE และ ททท. จัด “TikTok LIVE Community Fest 2026” ตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็น Global Experiential Destination พลิกโฉมประสบการณ์รีเทลแห่งอนาคต ผ่านพลังคอมมูนิตี้และดิจิทัลแพลตฟอร์มระดับโลก     ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ TikTok LIVE และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “TikTok LIVE Community Fest 2026” มหกรรมคอมมูนิตี้ระดับภูมิภาคภายใต้แนวคิด “Be Part of the Win” ณ ICONSIAM HALL ชั้น 7 ไอคอนสยาม ต้อนรับ ครีเอเตอร์มากกว่า 300 คน พร้อมผู้ชมและพันธมิตรจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอเคซัส และเอเชียกลาง มาร่วมแลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ สร้างเครือข่าย และแบ่งปันประสบการณ์บนเวทีระดับนานาชาติ พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านวัฒนธรรม อาหาร ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนถ่ายทอดเรื่องราวสู่ผู้ชมหลายล้านคนทั่วภูมิภาคผ่าน TikTok LIVE ในฐานะ Global Experiential Destination ไอคอนสยามนำเสนอประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตนของประเทศไทยในหลากหลายมิติ ผ่านการผสมผสานระหว่างมรดกทางวัฒนธรรม ความร่วมสมัย และประสบการณ์ระดับนานาชาติไว้ในพื้นที่เดียว ตั้งแต่ SOOKSIAM เมืองสารพัดสุขที่รวบรวมอาหารและภูมิปัญญาจากทั่วประเทศ ไปจนถึงร้านอาหารชื่อดัง แบรนด์ลักชัวรีระดับโลก งานศิลปะ การแสดง และอีเวนต์ระดับนานาชาติที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี ด้วยแนวคิด “The Best of Thailand Meets The Best of the World” ไอคอนสยามทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมโลกกับประเทศไทย เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนได้ค้นพบเสน่ห์ของไทยผ่านประสบการณ์ที่หลากหลายและร่วมสมัย พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ คุณปัณณิตา วรรณโกวิท ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยามรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TikTok LIVE Community Fest 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยถูกถ่ายทอดสู่ผู้ชมจากหลากหลายประเทศผ่านมุมมองที่สดใหม่ สร้างสรรค์ และเข้าถึงผู้คนได้อย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน การท่องเที่ยวไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางแห่งหนึ่ง แต่คือการได้สัมผัสเรื่องราว ผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไอคอนสยามในฐานะ Thailand’s Global Landmark และ Global Experiential Destination ที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้ากับประเทศไทยผ่านประสบการณ์จริง “ความร่วมมือTikTok LIVE และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของไอคอนสยาม ในการพัฒนา Retail Experience ที่เชื่อมต่อผู้บริโภคได้ทุก Touchpoint ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล อีกทั้งงานครั้งนี้ ยังช่วยดึงเสน่ห์ของกรุงเทพมหานครและประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วภูมิภาค ผ่านคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริงของเหล่าครีเอเตอร์ ซึ่งไม่เพียงสร้างการรับรู้ แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินทางมาค้นพบประเทศไทยด้วยตนเอง”     คุณณภัทรา ชวลิตชีวินกุล Creator Manager TikTok LIVE Thailand กล่าวว่า “TikTok LIVE รู้สึกยินดีและขอขอบคุณไอคอนสยามสำหรับการเป็นพันธมิตรคนสำคัญของ TikTok LIVE Community Fest 2026 เรามีความเชื่อมั่นในไอคอนสยามในฐานะจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ของ LIVE Creators ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพในการรองรับการจัดงานในระดับภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเป็นจุดหมายปลายทางที่รวบรวมประสบการณ์ของผู้คนจากทั่วโลกที่เดินทางมาค้นพบประเทศไทย ทำให้ไอคอนสยามเป็นพื้นที่ที่ช่วยเชื่อม Community ของครีเอเตอร์เข้ากับผู้คน วัฒนธรรม และประสบการณ์จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือในครั้งนี้จึงช่วยทำให้เจตนารมณ์ของ TikTok LIVE ในการส่งเสริม Cultural Discovery ผ่านพลังของครีเอเตอร์เกิดขึ้นอย่างมีชีวิตชีวา และทำให้การสร้างประสบการณ์ การเชื่อมโยงคอมมูนิตี้ และการเฉลิมฉลองร่วมกัน กลายเป็นภาพที่สมบูรณ์และจับต้องได้มากยิ่งขึ้น” การจัดงาน TikTok LIVE Community Fest 2026 ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงผู้คน วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้จากหลากหลายประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านการผสานพลังของความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และประสบการณ์จริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ไอคอนสยามยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ น่าค้นหา และมีความหมาย เพื่อเชื่อมโยงผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมให้ได้ค้นพบแรงบันดาลใจร่วมกัน พร้อมนำเรื่องราวของประเทศไทยไปสู่ผู้ชมทั่วโลก และตอกย้ำสถานะของไอคอนสยามในฐานะแลนด์มาร์กระดับโลกที่ขับเคลื่อนบทสนทนา ประสบการณ์ และปรากฏการณ์ใหม่ ๆ บนเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง  

September 1, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม มุ่งสู่ Energy Tech เตรียมโครงสร้างโรงนิวเคลียร์ขนาดเล็กป้อน Data Center

EcoVative

บี.กริม เพาเวอร์ ตั้ง 4 บียูหลักรับแผน PDP 2026 และเทรนด์พลังงานโลก เตรียมพร้อมโครงสร้างโรงไฟฟ้า SMR  รับดีมานด์ Data Center และไฟฟ้าไทยระยะยาว   นพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริมฯ เตรียมเปลี่ยนผ่านองค์กรจากผู้ผลิตไฟฟ้าชั้นนำ สู่ความเป็น Energy Tech Company องค์กรเทคโนโลยีพลังงานครบวงจร อย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้ง 4 หน่วยธุรกิจหลักสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกัน  ดังนี้   บี.กริม บียอนด์บริดจ์ หัวหอกธุรกิจดิจิทัล มุ่งสู่ Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) ต่อยอดจาก Smart Micro Grid ความยาวกว่า 216.76 กิโลเมตร ซึ่งยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รองรับกลไก Third Party Access (TPA) ที่กำลังจะเกิดขึ้นตาม PDP 2026 บี.กริม ไอเน็ต ร่วมทุนกับไอเน็ต ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart Industrial Estate เสริมความมั่นคงด้านข้อมูลและ Digital Sovereignty ของประเทศ ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ผู้พัฒนาและดำเนินการ Data Center ระดับ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่จังหวัดชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมเปิดดำเนินการบางส่วนปลายปี 2569 พร้อมตั้งเป้าขยายรวมเป็น 300 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 พอร์ตพลังงานสะอาดระดับภูมิภาค ภายใต้ยุทธศาสตร์ GreenLeap ตั้งเป้ากำลังผลิตตามสัญญา 10,000 เมกะวัตต์ สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนกว่า 50% ภายในปี 2573 ครอบคลุมโครงการทั้งในไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น   สำหรับทิศทางดังกล่าว ยังเพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะยาวของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งคาดว่าภายในปี 2593 จะมีปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึงราว 77,374 เมกะวัตต์ ในกรณีสูง (High Case) โดยเฉพาะโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่คาดว่าจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าราว 3,000–4,000 เมกะวัตต์ และสอดคล้องกับกับที่ไทย อยู่ระหว่างร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2026) ที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในต้นเดือนกันยายนนี้   โครงการ-ดีลใหม่ เร่งรับรู้รายได้ปี 2569-2570 นพเดช กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี 2569 ถึงต้นปี 2570 บริษัทฯ มองโอกาสทางธุรกิจเพื่อเร่งรับรู้รายได้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอการลงทุนใหม่ ประกอบด้วย กำลังผลิตไฟฟ้าส่วนเกิน ที่พร้อมเชื่อมต่อให้กับลูกค้าและรับรู้รายได้ ได้ทันทีรวมประมาณ 250 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและอ่างทอง ดีล Data Center Ecosystem ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาขายที่ดินพร้อมระบบไฟฟ้าให้ผู้พัฒนา Data Center ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญและสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมในนิคมอุตสาหกรรม โครงการ Nakwol 1 (เกาหลีใต้) โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 365 เมกะวัตต์ ที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 49% อยู่ในกลุ่มโครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปีนี้ หลังบริษัท Grimm Power Korea เข้าซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Unison Co., Ltd. สัดส่วนราว 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการ Data Center ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม โครงการ Hyperscale ขนาด 96 เมกะวัตต์ ที่ชลบุรี คืบหน้ากว่า 45% เตรียมทยอยเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569 โครงการ COD อื่นๆ ที่คาดว่าจะทยอยเข้าระบบ ได้แก่ Zhongce Rubber โครงการโซลาร์รูฟท็อปในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ขนาด 35 เมกะวัตต์ Huong Hoa 1 โครงการพลังงานลมบนฝั่งในเวียดนาม ขนาด 48 เมกะวัตต์ โครงการอื่น ๆ อีก รวมกำลังผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์ โครงการ อินทรี บี.กริม โซล่าร์ เดินหน้ารับรายได้ต่อเนื่อง ขนาด 83.79 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 และยังคงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โครงการโซลาร์ลอยน้ำ อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี เริ่มรับรู้รายได้แล้ว โดยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในเฟสแรกแล้วรวม 17 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โครงการโซลาร์ฟาร์ม Vista Alegre ที่ฟิลิปปินส์ บริษัท Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) บริษัทย่อยที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (REPA) ขนาด 50 เมกะวัตต์ จากโครงการกำลังการผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส กับ National Transmission Corporation (TransCo) ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 (GEA-4) ของกระทรวงพลังงานฟิลิปปินส์     ศึกษาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก   นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจากยุโรปและจีน บนหลักคิด ‘อธิปไตยทางพลังงาน’ (Energy Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงและความผันผวนของราคาพลังงานโลกในระยะยาว   ล่าสุด BGRIM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิเติบโตและประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น alt-x KEY TAKEAWAYS  บี.กริม เพาเวอร์ ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ตั้ง 4 บียูใหม่มุ่งสู่ Energy Tech Company รับแผน PDP2026 รองรับดีลกลุ่ม AI และ Data Center ในพื้นที่ EEC บริษัทมีความพร้อมเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าให้ลูกค้าได้ทันทีมากกว่า 250 เมกะวัตต์ บนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพื้นที่พัฒนาแบบครบวงจร บริษัท เตรียมโครงสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสะอาดเสถียรสูงของ Data Center ในระยะยาว น่วยธุรกิจ ‘บี.กริม บียอนด์บริดจ์’ ยกระดับโครงข่าย Smart Micro Grid ยาว 216.76 กิโลเมตร สู่การให้บริการ Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) พร้อมรองรับการเปิดเสรีภาคไฟฟ้าผ่านกลไก Third Party Access (TPA) เสริมศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค            

September 1, 2026 / 0 Comments
read more

มองโอกาสธุรกิจไทย-ภูมิภาค ผ่านเลนส์ ‘บีเจซี-บิ๊กซี’ใช้กว่าหมื่นล. มุ่ง 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสัญญาณดี

EpisodeX

‘บีเจซี-บิ๊กซี’ ใช้งบ CaPEx ปี2569 กว่าหมื่นล. มุ่ง 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสัญญาณดีใน 6 เดือนหน้า แผนบริหารคุมหนี้เพิ่มประสิทธิภาพผลิต เติมความแกร่งแบรนด์นกแก้ว-สินค้าอุปโภคบริโภค พาองค์กรกำไร1.2 พันล. ในครึ่งแรกปีนี้     กลุ่มบีเจซีและบิ๊กซี วางงบลงทุนปี 2569 รวมมูลค่ากว่า 12,000 – 14,000 ล้านบาท เน้นกระจายงบเปิดโมเดลสาขาใหม่-รีโนเวทห้างเดิม ดีลเวียดนาม อนาคตตลาดภูมิภาค บีเจซี หลังปิดดีลใหญ่ เข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) ศูนย์ค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ในเวียดนาม จะเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักอาเซียนเต็มตัว ทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ โอกาสบีเจซีในธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋องอลูมิเนียมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เทรนด์ความยั่งยืนอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นการลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์และการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์แบรนด์เครื่องดื่มระดับพรีเมียม   ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดเผยว่าในปี 2569 กลุ่มบีเจซี และบริษัทบิ๊กซี ใช้งบลงทุนสร้างสินทรัพย์ระยะยาว (CapEx) ราว 12,000 – 14,000 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนไปที่กลุ่มค้าปลีก (Big C) ในการรีโนเวทร้าน ขยายสาขาตามยุทธศาสตร์ Better Store (ราว 8,000 ล้านบาท) รวมถึงในส่วนของบีเจซี จัดสรรงบฯใช้ในกลุ่มลอจิสติกส์ เฮลทธ์แคร์ (Healthcare Logistics) ยังไม่รวมงบฯกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม   แผน 6 เดือนหน้ารับ 4 อุตสาหกรรม   สำหรับในครึ่งหลังปี 2569 กลุ่มบริษัทบีเจซี เร่งแนวทางดำเนินงานตามแนวโน้มในสัญญาณอุตสาหกรรม (Industry signals) แบ่งตาม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้   1.กลุ่มธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋องอลูมิเนียม (Glass & Aluminum Can Manufacturing) หลังพบสัญญาณอุสาหกรรม แบรนด์เครื่องดื่มระดับพรีเมียม มีความต้องการบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์ สอดคล้องเทรนด์ความยั่งยืนมาแรง เน้นใช้วัสดุรีไซเคิล การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ (Lightweighting) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity)   โดยกลุ่มบีเจซี วางแนวทางดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อสร้างอัตรากำไร (Margin) โดยปรับปรุงเตาเผา สายการผลิต และระบบสาธารณูปโภค พร้อมเร่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์คาร์บอนต่ำและบรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบา   2.กลุ่มธุรกิจสินค้าส่วนบุคคลและอาหารบรรจุเสร็จ (Personal Care & Packaged Food) จากสัญญาณอุตสาหกรรม ผู้บริโภคยกระดับการซื้อสินค้าในหมวดสุขภาพ ความงาม โภชนาการ และสินค้าที่เพิ่มความสะดวกสบาย รวมถึงสินค้าแบรนด์ของห้าง (Private label) มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ซื้อเปรียบเทียบราคามากขึ้น   โดยกลุ่มบีเจซี วางแนวทางดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า สร้าง พอร์ตสินค้า (Portfolio) ที่ครอบคลุมกลุ่ม Good-Better-Best ขยายสินค้าไพรเวท เลเบล พร้อมเพิ่มการประกันคุณภาพเข้ากับการรับรู้คุณค่าของลูกค้า   3.กลุ่มธุรกิจยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Pharmaceutical & Medical Equipment) สัญญาณอุตสาหกรรม (Industry signals) หลังพบสัญญาณปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขยายตัวอย่างมากในด้านการวินิจฉัยโรค ทำให้ความต้องการโซลูชันดูแลโรคเรื้อรัง (โดยเฉพาะโรคเบาหวาน) เพิ่มสูงขึ้น   โดย สิ่งที่ต้องดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า มุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มการดูแลโรคเรื้อรังที่มีอัตราการเติบโตสูง (High-growth chronic care) โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลและคลินิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงาน   4.กลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก (Wholesale & Retail) จากสัญญาณอุตสาหกรรม ลูกค้ามีความพิถีพิถันและเลือกสรรในการซื้อสินค้ามากขึ้น โดยช่องทาง Omnichannel เติบโตเต็มที่ โดยหลอมรวมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าเป็นเส้นทางการซื้อสินค้าเดียว (One customer journey)   ขณะที่ สิ่งต้องดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า มุ่งรักษาภาพลักษณ์ด้านราคาของสินค้าที่ผู้บริโภครู้จักราคาดี (Known-value items) ควบคู่กับการเพิ่มอัตรากำไรผ่านการปรับโครงสร้างหมวดสินค้า พร้อมขยายการทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลระบบสมาชิก (Loyalty data)   เน้นวินัยการเงิน–บริหารสต็อก–ลดหนี้ สำหรับแผนดังกล่าว บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินเป็นภารกิจหลัก พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพของแต่ละธุรกิจให้ดีขึ้น ให้สอดคล้องกับการบริหารทางการเงิน โดยมีแผนใช้กระแสเงินสดเพื่อบริหารโครงสร้างทางการเงิน รวมถึง การชำระหนี้บางส่วน พร้อมให้ความสำคัญการบริหารอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover) และเงินทุนหมุนเวียน โดยดูแลทั้งเจ้าหนี้การค้า หรือ เอพี ( AP-Accounts Payable) และ บัญชีลูกหนี้การค้า หรือ เออาร์ (AR-Accounts Receivable ) เพื่อให้กระแสเงินสดมีประสิทธิภาพมากขึ้น   ลงทุน โซลาร์ รูฟท็อป-อีวี ชาร์เจอร์   ฐาปนีย์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มบีเจซียังลงทุนโครงการต่อยอดจากฐานธุรกิจด้านการผลิต (Manufacturing) ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่ทำมาต่อเนื่อง คือ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคาร บ้านเรือน หรือโรงงาน (Solar Rooftop) รวมถึงการติดตั้ง อุปกรณ์จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ของรถยนต์ (EV Charger) โดยมีการทยอยเพิ่มจำนวนจุดติดตั้งตามความเหมาะสมของแต่ละทำเลพื้นที่สาข อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility) ด้านการลงทุน และการจัดหาตลอดห่วงโซ่ (Supply Chain) อย่างรอบคอบ   ดันแบรนด์ ‘นกแก้ว’ สินค้าอุปโภคบริโภค   ฐาปนีย์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจเชิงกลยุทธ์สำคัญ โดยบีเจซี วางแผนนำนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ยกระดับแบรนด์และพอร์ตสินค้าให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นภายในปี 2030   โดยในกลุ่มสินค้าส่วนบุคคล (Personal Care) แบรนด์สบู่ ‘นกแก้ว’ (Parrot) เป็นหนึ่งในแบรนด์สำคัญของบริษัท ที่มีจุดแข็งโดยครองส่วนแบ่งตลาด 73.2%  ส่วนสบู่เหลว ‘Parrot Liquid’ เติบโต 26.2% ล่าสุดบีเจซี เปิดตัว ‘เลอา (LE-AH)’ แบรนด์สบู่สมุนไพรใหม่ เสริมพอร์ตเพอร์ซันนัล แคร์ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงแบรนด์ DMP Kids มีการปรับโฉมและพัฒนาสินค้าใหม่ เน้นประสบการณ์การใช้และดีไซน์ที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย   นอกจากนี้ ยังจะขยายตลาดความงามและดูแลผิว (Beauty & Skincare) ผ่านสินค้าใหม่แบรนด์ Faciz UV Sun Screen  เพื่อขยายพอร์ตเพอร์ซันนัลแคร์ ให้ครอบคลุมตลาดมากขึ้น รวมถึงกลุ่มทิชชู ภายใต้แบรนด์หลัก อาทิ เซลล็อกซ์ (Cellox) ซิลค์ (Silk) และกระดาษเช็ดหน้าบีเจซี ไฮจีนิสท์ (BJC Hygienist) ยังเป็นสินค้าที่บริษัทให้ความสำคัญ พร้อมมองโอกาสขยายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม   ขณะเดียวกัน บีเจซี ยังวางแผนพัฒนาสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Private Label) ร้อมปรับโฉมและสร้างคาแรกเตอร์สินค้าใหม่ เพื่อวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นทางเลือกหลักที่ผู้บริโภคไว้วางใจในชีวิตประจำวัน โดยตั้งเป้าหมายดันสินค้ากลุ่มนี้เป็นสัดส่วน 30% ลงทุนโรงงาน เพิ่ม Automation ลดต้นทุน   ฐาปนีย์ กล่าวต่อ บีเจซี ยังมีแผนขยายสัดส่วนสินค้าไพรเวท แบรนด์ (Private Label) ของบริษัทให้สูงขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างด้านสินค้า ควบคุมต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยพยายามพัฒนาคาแรกเตอร์สินค้าให้ตอบโจทย์การซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค   ขณะที่ในด้านการผลิต บริษัทจะลงทุนระบบ Automation โรงงานใหม่ รวมถึงขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจที่กล่าวข้างต้น คาดว่าจะช่วยลดต้นทุน (Saving) ประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี ขณะที่โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี และมี IRR ราว 24% ตามแผนการลงทุนที่บริษัทประเมินไว้   นอกจากนี้ บริษัทมีการลงทุนในโรงงานและระบบการผลิตเพื่อรองรับสินค้าใหม่ รวมถึงการบริหาร Overflow Capacity เพื่อให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะสินค้าที่บริษัทผลิตเองและมีโอกาสขยายตลาดต่อเนื่อง อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง บิ๊กซี ปรับพอร์ตค้าปลีก ปิดสาขาไม่ทำเงิน ดัน Big Format รับอีคอมเมิร์ซ-เดลิเวอรี   บีเจซี มีกำไร 1,228 ล้านบาท ฐาปณี กล่าวว่าจากแผนดังกล่าว สอดคล้องกับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยกลุ่มบีเจซี มุ่งการเติบโตธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารต้นทุน และการบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น   โดยผลดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 1,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% โดยกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโต ส่วนกลุ่มสินค้า ทิชชู ยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน  ขณะที่กลุ่มขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) มีการเติบโตประมาณ 15% โดยแบรนด์เทสโตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 1% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดสแน็ก   สำหรับกลุ่ม เฮลท์แคร์ บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและเพิ่มสัดส่วนสินค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงการบริหารจัดการอินเกรเดียนต์และวัตถุดิบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด     alt-x KEY TAKEAWAYS กลุ่มบีเจซีและบิ๊กซี วางงบลงทุน (CapEx) ปี 2569 รวมกว่า 12,000 – 14,000 ล้านบาท มุ่งกลยุทธ์ค้าปลีกด้วยโมเดลสาขาใหม่ควบคู่การรีโนเวทห้างเดิม พร้อมแผนคุมหนี้สิน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณเติบโตดีใน 6 เดือนข้างหน้า โดยมีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและแบรนด์หลักอย่าง ‘นกแก้ว’ เป็นตัวดันกำไรแตะ 1,200 ล้านบาท โดยหลังจากปิดดีลเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) แล้วจะกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้บีเจซีขยายฐานธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกและปักหมุดสู่การเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มตัว  

September 1, 2026 / 0 Comments
read more

น้ำมันพืชกุ๊ก คว้า T MARK HONOUR AWARD ตอกย้ำมาตรฐานผลิตระดับสากล

PRnounce

“น้ำมันพืชกุ๊ก” รับรางวัลเกียรติยศ “T MARK HONOUR AWARD” ตอกย้ำมาตรฐานผลิตระดับสากล ต้นแบบส่งมอบสินค้าไทยคุณภาพสูงสู่ตลาดโลก   บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด โดย นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ เป็นตัวแทนเข้ารับมอบประกาศนียบัตรผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ประจำปี 2569 โดยปีนี้มีผู้ประกอบการ 22 บริษัท จากหลากหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับตราสัญลักษณ์ จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ โดยมี ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นายเพชร กล่าวว่า บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ประจำปี 2569 ตอกย้ำถึงมาตรฐานการผลิตระดับสากล ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมที่บริษัทยึดมั่นมาโดยตลอด นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาคุณภาพ และความพร้อมในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคทั่วโลก พิเศษยิ่งขึ้นในปีนี้ บริษัทยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ “T MARK HONOUR AWARD” ซึ่งมอบให้แก่ผู้ประกอบการ 11 บริษัทชั้นนำของประเทศไทย ที่สามารถรักษามาตรฐานและต่ออายุการใช้ตราสัญลักษณ์ได้ต่อเนื่องถึง 5 ครั้งติดต่อกัน เพื่อเป็นเกียรติและแสดงความขอบคุณในความทุ่มเท ความสม่ำเสมอ และการคงไว้ซึ่งมาตรฐานระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืน และเป็นต้นแบบในการส่งมอบสินค้าไทยคุณภาพสูงสู่ตลาดโลก สำหรับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark (T Mark) ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับตรา T Mark แล้วกว่า 274 บริษัท 1,007 แบรนด์ และมีสินค้ามากกว่า 8,316 รายการ ครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เกษตร อาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น และธุรกิจบริการ โดยตราสัญลักษณ์ T Mark ถือเป็นเครื่องหมายแห่งคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการจากประเทศไทย สะท้อนมาตรฐานสากลทั้งด้านการผลิต การดูแลแรงงาน ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

August 31, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS Thailand ร่วมฟื้นฟูจังหวัดน่าน ส่งต่อกำลังใจผ่านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย

PRnounce

LEPAS Thailand ร่วมกับพันธมิตร หอการค้าจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มบริษัท Vgroupcars, LEPAS พิษณุโลก, LEPAS นครสวรรค์ และ LEPAS เชียงใหม่ ตลอดจนกองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและฟื้นฟูจังหวัดน่าน   ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยและดินถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ โดยร่วมมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวน่าน   การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของ LEPAS Thailand และพันธมิตรทุกฝ่ายในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย พร้อมยืนเคียงข้างและให้ความช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยได้รับการสนับสนุนด้านพื้นที่และกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 3 ในการลำเลียงสิ่งของไปยังพื้นที่ประสบภัยอย่างทั่วถึง “ทุกน้ำใจที่มอบให้ คือพลังใจที่ส่งต่อ ไม่ว่าความช่วยเหลือจะมากหรือน้อย ล้วนมีความหมายต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นแรงสนับสนุนให้จังหวัดน่านฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็งโดยเร็ว” นายชาล หวัง ผู้อำนวยการ เลพาส ประเทศไทย (Country Director, LEPAS Thailand) LEPAS Thailand ขอร่วมส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวน่านทุกคน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้ จะช่วยให้จังหวัดน่านสามารถฟื้นฟูและก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ พร้อมเดินหน้าสู่การกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด  

August 31, 2026 / 0 Comments
read more

Thailand Real Estate Awards 2026 ฉลอง 10 ปี AP คว้าดีเวลลอปเปอร์แห่งปี

PRnounce

Thailand Real Estate Awards 2026 ฉลองครบรอบ 10 ปีแห่งความเป็นเลิศ AP Thailand คว้ารางวัลสูงสุด Developer of the Year Thailand 2026 AP (Thailand) Public Company Limited คว้ารางวัล Developer of the Year Thailand 2026 รางวัลเกียรติยศสูงสุดแห่งค่ำคืน Thailand Real Estate Awards ฉลองครบรอบ 10 ปี ภายใต้แนวคิด “10 Years, New Era” InterContinental Residences Bangkok Asoke โดย CG Capital Advisory Limited คว้ารางวัล Best Ultra Luxury Condominium Thailand ขณะที่ Cinquième Krungthep Kreetha โดย Asset Five Group PCL คว้ารางวัล Best Ultra Luxury Housing Development Thailand เชิดชูบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำผ่านรางวัลพิเศษ Excellence Awards เพื่อยกย่องบทบาทและผลงานที่มีต่อวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ผู้ชนะจากกรุงเทพฯ ภูเก็ต อีสเทิร์นซีบอร์ด หัวหิน เกาะสมุย และอีกหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สะท้อนถึงศักยภาพและความหลากหลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ไอซ์ ศรัณยู ศิลปินป๊อปชื่อดังของไทย ร่วมสร้างสีสันด้วยมินิคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยการแสดงพลุสุดตระการตาริมแม่น้ำเจ้าพระยา Savills Thailand, Colliers Thailand และ FazWaz ร่วมสนับสนุนโครงการในฐานะ Awards Consultants ประจำปี 2026 หล่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โครงการระดับแนวหน้า และบุคลากรสำคัญในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ร่วมงาน Thailand Real Estate Awards 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ณ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นเลิศของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย พร้อมฉลองวาระสำคัญครบรอบ 10 ปีของเวทีรางวัล รางวัลเกียรติยศสูงสุดของค่ำคืน Developer of the Year Thailand 2026 ตกเป็นของ AP (Thailand) Public Company Limited หนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยชั้นนำของประเทศเพื่อยกย่องบทบาทและผลงานที่มีส่วนสำคัญต่อการยกระดับและพัฒนารูปแบบการอยู่อาศัยของคนไทยอย่างต่อเนื่อง รางวัลระดับประเทศครั้งนี้ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของค่ำคืน ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อสะท้อนภาพรวมของศักยภาพวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างรอบด้านด้วยขนาด และความหลากหลายของพอร์ตโฟลิโอด้านที่อยู่อาศัยตลอดจนอิทธิพลต่อการพัฒนารูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วประเทศ ทำให้ AP Thailand ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลสูงสุดในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แห่งปีของประเทศไทย นอกจากนี้ AP Thailand ยังได้รับรางวัลพิเศษ Excellence in High-Rise Development ภายใต้กลุ่มรางวัล Excellence Awards ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษในโอกาสครบรอบ 10 ปี ส่งผลให้ AP Thailand เป็นหนึ่งในบริษัทที่โดดเด่นที่สุดของงานประกาศรางวัลประจำปี 2026 Adam Sutcliffe, Director of Dot Property Group กล่าวว่า “การมอบรางวัล Developer of the Year Thailand ให้แก่ AP Thailand มีความหมายเป็นพิเศษในปีที่เราฉลองครบรอบ 10 ปี เพราะนี่คือรางวัลสูงสุดระดับประเทศของเรา ซึ่งต้องสะท้อนถึงสิ่งที่มากกว่าความสำเร็จของโครงการใดโครงการหนึ่ง ด้วยขนาด ความหลากหลายของการพัฒนา และบทบาทอย่างต่อเนื่องของ AP ที่มีต่อการอยู่อาศัยในประเทศไทย ทำให้ AP เป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับรางวัลนี้ ในช่วงเวลาที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเวทีรางวัล”   บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการได้รับรางวัลในครั้งนี้ว่า “ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติในปี 2569 ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รางวัล Developer of the Year Thailand 2026 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AP Thailand ในการร่วมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ผ่านการดำเนินธุรกิจด้วยวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับศักยภาพในการบริหารพอร์ตโฟลิโอโครงการคุณภาพของ AP มากกว่า 200 โครงการทั่วประเทศ AP Thailand ไม่ได้มุ่งเพียงรักษาการเติบโตในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและเตรียมความพร้อมในการส่งมอบโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพ ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมในทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อส่งมอบแนวคิด ‘Empower Living’ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม AP Thailand ขอขอบคุณ Mr. Adam Sutcliffe, Director of Dot Property Group และคณะกรรมการทุกท่านอย่างจริงใจ สำหรับการมอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้แก่ AP Thailand ในค่ำคืนนี้”   10 Years, New Era — 10 ปีแห่งความสำเร็จ สู่ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “10 Years, New Era” งาน Thailand Real Estate Awards 2026 ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองหนึ่งทศวรรษแห่งการยกย่องความเป็นเลิศในวงการอสังหาฯไทยแต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่มีเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลยิ่งขึ้น จากรากฐานความสำเร็จตลอด 10 ปีของ Dot Property Awards เวทีรางวัลได้พัฒนาสู่ Thailand Real Estate Awards และก้าวขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Southeast Asia Real Estate Awards ซึ่งได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยเครือข่ายระดับภูมิภาค ฐานผู้ใช้งาน ข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ Market Intelligence ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมของ Dot Property Group และเครือข่ายแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ในกลุ่ม   การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนชื่อของเวทีรางวัล หัวใจสำคัญของรางวัลยังคงสอดคล้องกับพันธกิจหลักของ Dot Property Group นั่นคือ การช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ดียิ่งขึ้น ในแต่ละวัน ผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกลุ่มเข้ามาค้นหาที่อยู่อาศัย การลงทุน โครงการ และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เวทีรางวัลทำหน้าที่ต่อยอดพันธกิจดังกล่าวด้วยการนำเสนอและยกย่องโครงการ และนักพัฒนาที่สามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดในแต่ละปี Adam Sutcliffe กล่าวว่า “เวทีรางวัลมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราทำในฐานะธุรกิจมาโดยตลอด ผู้คนเข้ามายังแพลตฟอร์มของเราทุกวันเพื่อค้นหาอสังหาริมทรัพย์และเราต้องการยืนอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานเหล่านั้นด้วยการช่วยนำเสนอโครงการและนักพัฒนาที่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด   “สิ่งนี้ทำให้รางวัลของเรามีความหมายมากกว่าการเฉลิมฉลองเพียงค่ำคืนเดียวผ่านแพลตฟอร์ม, คอนเทนต์, ข้อมูลและความสัมพันธ์กับตลาด  เราสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของอสังหาริมทรัพย์ที่โดดเด่นและช่วยให้ผู้ที่กำลังค้นหาอสังหาริมทรัพย์ได้ค้นพบโครงการเหล่านั้น” หลังจากการเติบโตตลอดหนึ่งทศวรรษ ความเชื่อมโยงระหว่างการค้นหาอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลเชิงลึกของตลาดและการยกย่องความเป็นเลิศกำลังก้าวไปสู่ระดับที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป้าหมายของยุคต่อไปคือการสร้างแพลตฟอร์มรางวัลด้านอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถสะท้อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างลึกซึ้ง และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วยการผสานเครือข่ายระดับภูมิภาคเข้ากับความรู้เชิงลึกในแต่ละตลาด  รวมถึงการกำกับดูแลจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม สำหรับปี 2026 โครงการ Thailand Real Estate Awards ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Awards Consultants ที่ขยายความร่วมมือมากขึ้น ประกอบด้วย Savills Thailand, Colliers Thailand และ FazWaz ซึ่งนำองค์ความรู้จากทั้งด้านที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ Market Intelligence และข้อมูลเชิงลึกด้านธุรกรรมมาร่วมกัน   สะท้อนภาพอสังหาริมทรัพย์ไทยในระดับประเทศ   หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Thailand Real Estate Awards 2026 คือความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ของผู้ได้รับรางวัล ตั้งแต่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury ในกรุงเทพฯ ที่มีความซับซ้อนและยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงตลาดวิลล่าระดับนานาชาติของภูเก็ต รวมถึงอีสเทิร์นซีบอร์ด หัวหิน และเกาะสมุย เวทีในปีนี้ครอบคลุมความเป็นเลิศทั้งด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย Luxury Living, Lifestyle, Design, Hospitality, Customer Experience, Property Management และ Innovation   รายชื่อผู้ชนะประจำปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย รวมถึงตลาดรูปแบบการใช้ชีวิต และกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม Adam Sutcliffe กล่าวเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยสะท้อนภาพของสิ่งที่เราต้องการเห็นในยุคใหม่ของรางวัลได้อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่เพียงภาพของตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ผู้ชนะของเรามาจากทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยาและอีสเทิร์นซีบอร์ด หัวหิน เกาะสมุย และอีกหลายพื้นที่ทั่วประเทศ” “พวกเขาเป็นตัวแทนของเซ็กเตอร์ ตลาด และรูปแบบการอยู่อาศัยที่แตกต่างกัน และเมื่อมองร่วมกัน ทั้งหมดนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเกี่ยวกับศักยภาพความหลากหลายและความมุ่งมั่นของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย” ฉลองหนึ่งทศวรรษแห่งความเป็นเลิศ พิธีประกาศรางวัลเปิดฉากด้วยการยกย่องบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของเวทีรางวัลตลอดทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนภูมิทัศน์ด้านที่อยู่อาศัยของประเทศไทย รางวัลพิเศษ Excellence Awards จัดขึ้นเพื่อยกย่องนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มีผลงานโดดเด่น และมีบทบาทอย่างต่อเนื่องต่อการพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ประกอบด้วย Excellence in Next-Generation Living: AssetWise Public Company Limited Excellence in Family Living: Pruksa Real Estate Public Company Limited Excellence in Residential Design & Architecture: Singha Estate Public Company Limited Excellence in Community Development: Supalai Public Company Limited Excellence in Premium Living: SC Asset Corporation Public Company Limited Best Customer Experience: SC Asset Corporation Public Company Limited Excellence in Lifestyle Residential Development: Sansiri Public Company Limited Excellence in Mixed-Use Strategy: Central Pattana Public Company Limited Excellence in High-Rise Development: AP (Thailand) Public Company Limited รางวัลเกียรติยศพิเศษเหล่านี้ถือเป็นการเปิดงานครบรอบ 10 ปีอย่างสมเกียรติ ด้วยการเชิดชูบริษัทที่มีส่วนสำคัญในการสร้างและพัฒนาวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ก่อนส่งต่อเวทีไปสู่โครงการและนักพัฒนาที่กำลังกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคต สองโครงการระดับ Ultra Luxury สร้างมาตรฐานใหม่ให้กรุงเทพฯ สำหรับรางวัลระดับโครงการ สองรางวัลสำคัญได้ยกย่องความสำเร็จในระดับสูงสุดของตลาดที่อยู่อาศัย Ultra Luxury ในกรุงเทพฯ InterContinental Residences Bangkok Asoke คว้ารางวัล Best Ultra Luxury Condominium Thailand ขณะที่ Cinquième Krungthep Kreetha โดย Asset Five Group PCL ได้รับรางวัล Best Ultra Luxury Housing Development Thailand ทั้งสองรางวัล สะท้อนสองมิติที่แตกต่างของตลาดที่อยู่อาศัยระดับ Ultra Luxury ในกรุงเทพฯ ที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และนับเป็นหนึ่งในกลุ่มรางวัลระดับโครงการที่ทรงเกียรติที่สุดของค่ำคืน   จากความเป็นเลิศระดับภูมิภาค สู่รางวัลสูงสุดของประเทศไทย   ก่อนการประกาศรางวัลสูงสุดระดับประเทศ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีผลงานโดดเด่นจากตลาดสำคัญในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยได้รับการยกย่องด้วยรางวัล Developer of the Year Developer of the Year Eastern Seaboard: SLR Development Co., Ltd. Developer of the Year Hua Hin: Orchid Palm Homes Developer of the Year Koh Samui: Samui Grand Park Group Co., Ltd. Developer of the Year Phuket: Anchan Villas รางวัลระดับภูมิภาคเหล่านี้สะท้อนถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของตลาดอสังหาริมทรัพย์นอกกรุงเทพฯ ก่อนนำไปสู่ช่วงสำคัญที่สุดของงาน กับการประกาศให้ AP (Thailand) Public Company Limited เป็นผู้คว้ารางวัล Developer of the Year Thailand 2026 รางวัลเกียรติยศสูงสุดของ Thailand Real Estate Awards รายชื่อผู้ได้รับรางวัล Thailand Real Estate Awards 2026 Phuket Best Entertainment Lifestyle Development Phuket: 8-One Entertainment Villa by Kubay Property & Entertainment Best Boutique Villa Development Phuket: Chongkho Luxury Villas by Karaket Development Best Value Condominium Boutique Design Phuket: Ashiyana Heights by Kata Heights Co., Ltd. Best Sustainable Developer Phuket: Wallaya Villas Development Co., Ltd. Best Lifestyle Villa Development Phuket: Amber Chamber Pool Villa by 2 Thanwa Property Co., Ltd. Best Ultra Luxury Villas Phuket: Garden Atlas Bayview by Garden Atlas Bayview Villa Co., Ltd. Best Developer Luxury Residential & Lifestyle Excellence: Garden Atlas Bayview Villa Co., Ltd. Best Developer Ultra Luxury Private Villa Collection Phuket: Stella Estate Best Luxury Villa Development Phuket: Vana Anda Villa Phuket by One Pasak Co., Ltd. Best Luxury Villa Interior Design Phuket: Vana Anda Villa Phuket by One Pasak Co., Ltd. Best Sea View Luxury Villa Development Phuket: Vista Del Mar Phuket by Familia del Mar Best Residential Lifestyle Design Condominium Development: Fantasea Condo Rawai by Fantasea Plus Co., Ltd. Best Condominium Amenities Design: Wyndham Fantasea Condo Chalong by Fantasea Plus Co., Ltd. Best Lifestyle Developer Phuket: Fantasea Plus Co., Ltd. Eastern Seaboard Best Luxury Pool Villa Eastern Seaboard: Lumina Luxury Pool Villa by Chaithanin Co., Ltd. / Global Top Group Co., Ltd. Best Luxury Residential Developer Eastern Seaboard: Chaithanin Co., Ltd. / Global Top Group Co., Ltd. Best Housing Developer Eastern Seaboard: Sirisa Gold Estate Co., Ltd. Hua Hin Best Villa Development Hua Hin: BelVida Parque Hua Hin by Blue Lotus Hua Hin (Thailand) Co., Ltd. Ranong Best Housing Boutique Design Development Ranong: The Baroni Ranong by The Baroni Ranong Co., Ltd. Koh Samui Best Wellness and Family Living Koh Samui: Hidden Lotus by B2 Development Best Boutique Condominium Koh Samui: The Boon Condo by B2 Development Best Boutique Developer Koh Samui: Sawasdee Pool Villa Co., Ltd. Best Resort Villa Developer Koh Samui: Land Scout Asia Co., Ltd. Smart Hospitality Innovation Award: Theva Construction Co., Ltd. Thailand Developer, Property Services and Special Recognition Best Property Management Company: SC Able Best After Sales Service Provider: SC Able Best Luxury Developer Thailand: Botanica Luxury Phuket Co., Ltd. Luxury Residential Leadership Award: Anchan Villas Best High End Villa Brand: Anchan Villas Ultra Luxury Awards Best Ultra Luxury Condominium Thailand: InterContinental Residences Bangkok Asoke by CG Capital Advisory Limited Best Ultra

August 31, 2026 / 0 Comments
read more

JSP ปรับวิธีเข้าหา Gen Z เจาะย่านมหา’ลัย ขายสินค้าที่เด็กไม่กล้าซื้อหน้าเคาน์เตอร์

BizKet

JSP เผยอินไซต์ Gen Z ย่านมหา’ลัย นิยมซื้อถุงยางและสินค้าสุขภาพทางเพศผ่านตู้กดยาอัตโนมัติ 29% เพราะตอบโจทย์ความสะดวก เป็นส่วนตัว และไม่ต้องเขินพนักงาน   ตู้กดยาตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ JSP ขยายตู้กดยาอัตโนมัติ 185 ตู้ ช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องเวลา และแก้ Pain Point เรื่องความเขินอายขณะชำระเงินของเด็ก Gen Z สินค้าสุขภาพทางเพศครองแชมป์ ย่านมหาวิทยาลัย มียอดซื้อกลุ่มสุขภาพทางเพศสูงถึง 29% โดยถุงยางอนามัยกวาดยอดขายสูงสุด 1.6 ล้านบาท ตามด้วยเจลลี่แก้แฮงค์ เร่งขยายช่องทางดันธุรกิจยั่งยืน JSP นำข้อมูลอินไซต์ไปพัฒนาสต็อกและคัดสรรสินค้าให้ตรงทำเล เพื่อรุกตลาดคนรุ่นใหม่และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ผู้ผลิตสินค้าสมุนไพรไทยและยาเจ้าของแบรนด์ในเครือ ‘สุภาพโอสถ’ แบรนด์เก่าแก่อายุร่วม 76 ปี กับกลยุทธ์การทำตลาดที่เข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก (Insight) ผ่านโมเดลธุรกิจตู้กดยา ที่ตั้งในทำเลมหาวิทยาลัยและได้ใจ GenZ พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ‘JSP’ บอกว่า เจเอสพี วางแนวทางการทำธุรกิจด้วยกลยุทธ์การกระจายช่องทางจำหน่ายสินค้าด้านสุขภาพเพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าถึงยาและผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง เพื่อขยายช่องทางพร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่   ทั้งนี้ เจเอสพี ดำเนินธุรกิจภายใต้รูปบบ ‘ตู้กดยาอัตโนมัติ’ จำนวนรวม 185 ตู้ กระจายอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งรวมถึงทำเลจุดยุทธศาสตร์สำคัญย่านมหาวิทยาลัย ซึ่งในทำเลนี้บริษัทพบข้อมูลสำคัญที่ขับเคลื่อนผ่านช่องทางนี้มาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมา   โดยพบพฤติกรรมการซื้อกลุ่มวัยรุ่นและนักศึกษาในทำเลมหาวิทยาลัย มีการเลือกซื้อ ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเพศ’ สูงเป็นพิเศษ คิดเป็นสัดส่วนถึง 29% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด แบ่งยอดขายแยกตามหมวดหมู่สินค้า ได้แก่   อันดับ 1 ผลิตภัณฑ์สุขภาพทางเพศ (สัดส่วนสูงที่สุด โดยเฉพาะในย่านมหาวิทยาลัย) อันดับ 2 ยาสามัญประจำบ้าน คิดเป็นสัดส่วน 16.2% อันดับ 3 ลูกอม/ยอม คิดเป็นสัดส่วน 12.8% อันดับ 4 ของใช้ส่วนตัว/สุขอนามัย คิดเป็นสัดส่วน 12.6% อันดับ 5 ชุดตรวจสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วน 11.0%   5 กลุ่มสินค้าขายดี 4 อันดับแรก   ทั้งนี้ หากเจาะลึกกลุ่มสินค้าที่ทำยอดขายได้สูงที่สุด 4 อันดับแรกในตู้กดยาอัตโนมัติ พบว่าเป็นกลุ่มสินค้าสุขภาพทางเพศและการดูแลตัวเองหลังปาร์ตี้อย่างชัดเจน ได้แก่   ถุงยางอนามัย ยอดขาย 1,612,497 บาท (ขึ้นเป็นสินค้าขายดีอันดับ 1) เจลลี่แก้แฮงค์ ยอดขาย 636,333 บาท เจลหล่อลื่น ยอดขาย 609,375 บาท ชุดตรวจแบบ 4IN1 ยอดขาย 480,965 บาท   พฤติกรรมนี้สะท้อนอะไร?   จากข้อมูลสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z ให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้บริการซื้อสินค้าผ่านตู้กดยาอัตโนมัติ ซึ่งช่วยตอบโจทย์เรื่อง ‘ความเป็นส่วนตัว’ ทำให้สามารถเลือกซื้อสินค้าสุขภาพทางเพศได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเผชิญหน้าคนขาย ไม่ต้องเขินอายพนักงานตอนจ่ายเงิน และยังสามารถเข้าถึงสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเปิด-ปิดของร้านค้า   พิษณุ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว เจเอสพี จะนำข้อมูลอินไซต์และพฤติกรรมผู้บริโภคเหล่านี้ ต่อยอดการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับทำเลที่ตั้งตู้กดยา พร้อมขยายและพัฒนาช่องทางตู้กดยาอัตโนมัติให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง alt-x KEY TAKEAWAY JSP กำลังทำความเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยการใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะสินค้าสุขภาพทางเพศที่ผู้บริโภคอาจรู้สึกเขินเมื่อต้องซื้อผ่านหน้าร้าน สะท้อนว่า Pain Point ของลูกค้าอาจกลายเป็นโอกาสสร้างช่องทางขายใหม่ได้ หากแบรนด์เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง  

August 30, 2026 / 0 Comments
read more

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดเทรนด์งาน 2026 ชี้ 3 ตำแหน่ง-สกิลใหม่รับยุค AI

BizKet

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เผยผลสำรวจคนไทยใช้ AI ทำงานสูงถึง 94% แต่ยังห่วงทักษะล้าสมัยและข้อมูลรั่ว บอก 3 ทักษะสำคัญที่คนทำงานต้องเร่งพัฒนา     94% ของพนักงานไทยใช้ AI ในการทำงาน ขณะที่ 72% มองว่า AI จะส่งผลบวกต่อโอกาสในอาชีพ แต่มีเพียง 57% ที่มั่นใจว่าทักษะ AI ยังตอบโจทย์ตลาด 3 ความกังวลหลักของคนทำงานไทย คือความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจจาก AI 46% ทักษะล้าสมัย 43% และความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ผิดทาง 43% 3 ทักษะที่องค์กรต้องการในยุค AI ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์และตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงความสามารถในการปรับตัว เพื่อทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทจัดหางานระดับโลก กล่าวว่า โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เผยรายงานหัวข้อมุมมองและการใช้งาน AI ผ่านคู่มือออนไลน์ ‘The Jobs of tomorrow: How AI is reshaping work across Asia’ หลังสำรวจความคิดเห็นจากพนักงานและองค์กรเกือบ 5,000 ราย (รวมประมาณ 600 รายจากประเทศไทย) ใน 10 ตลาดทั่วเอเชีย (ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น จีนแผ่นดินใหญ่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม) เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 เพื่อค้นหาแนวโน้มการจ้างงานและข้อมูลเชิงลึกด้านตลาดแรงงานสำหรับปี 2026 จากมุมมองของพนักงานและองค์กร   ทั้งนี้ หากเจาะภาพรวมประเทศไทย ด้านการใช้งาน AI มีแนวโน้มขยายตัวสูง แต่พนักงานยังมีความกังวลด้านทักษะและความรับผิดชอบ โดยพบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 4 จาก 10 ตลาดในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่ของการใช้ AI ในการทำงาน ดังนี้   94% ของพนักงานไทยใช้ AI ในการทำงาน 72% เชื่อว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพของตน 57% มั่นใจว่าทักษะการใช้งาน AI ของตนยังคงสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการในปัจจุบัน   “ปฏิสัมพันธ์และความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญสูงสุด AI จะไม่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งงาน แต่พนักงานต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว อยู่ร่วมกับ AI และนำ AI มาใช้เพื่อพัฒนาและเติบโตต่อไป”   ปุณยนุช อธิบายว่าเนื่องจาก AI ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการทำงานในแต่ละวันมากขึ้นเรื่อยๆ พนักงานไทยจึงนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานประจำวันมากขึ้น โดย AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหลายด้าน ได้แก่   การค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล (53%) เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว การสนับสนุนด้านการสื่อสาร (44%) เพื่อให้การสื่อสารราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมสร้างข้อมูลเชิงลึก (43%) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่ดีขึ้น ปัจจัยกังวลใช้ AI ในพนักงานไทย   อย่างไรก็ตามพนักงานไทยยังคงระมัดระวังต่อความท้าทายและความเสี่ยง AI ที่มาพร้อมกับการทำงานร่วมกับระบบเหล่านี้ ได้แก่   ความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่อ้างอิงมาจาก AI (46%) เนื่องจากพนักงานอาจตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรืออคติ ความกังวลว่าทักษะของตนจะล้าสมัย (43%) จากการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ ความกังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดหรือการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ (43%) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลสำคัญ   โดยความกังวลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีแนวทางที่ชัดเจน กรอบจริยธรรมที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบ ขณะที่แนวโน้มนี้ ยังสอดคล้องกับภาพรวมของภูมิภาคเอเชีย พบว่ามีการใช้งาน AI สูง แต่ความสำคัญอยู่ที่พนักงานใช้ AI อย่างไร จากข้อมูลในตลาดที่ทำการสำรวจ ดังนี้   58% ขององค์กรในเอเชียได้นำ AI เข้ามาใช้ในสถานที่ทำงานเป็นเรื่องปกติ 93% ของพนักงานระบุว่าพวกเขากำลังใช้งาน AI อย่างจริงจัง และในจำนวนนี้ 75% เชื่อว่า AI จะส่งผลดีต่อโอกาสในอาชีพของพวกเขา   ไต้หวัน มั่นใจทักษะ AI สูงสุดในภูมิภาค   อย่างไรก็ตาม การรับรู้ของพนักงานเกี่ยวกับผลกระทบของ AI แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ในเวียดนาม (98%) และฟิลิปปินส์ (95%) ซึ่งเป็นตลาดที่มีการใช้งาน AI สูง มีความเชื่อมั่นสูงว่า AI มีผลกระทบต่ออาชีพ ในขณะที่การพัฒนาทักษะ AI ให้ทันสมัยในทั้งสองตลาดนี้ยังคงตามหลังอยู่   ส่วนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดที่มองโลกในแง่ดีที่สุด (88%) ขณะที่ไต้หวันมีความมั่นใจในทักษะ AI สูงสุด (73%) แต่มีความเชื่อมั่นในผลกระทบของ AI ต่ำกว่าจีนเล็กน้อย ในทางกลับกัน ฮ่องกงและสิงคโปร์รายงานว่าพนักงานมีความเชื่อมั่นว่า AI จะส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสในสายอาชีพในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น ๆ (66% และ 67% ตามลำดับ) แม้ว่าจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายก็ตาม   ขณะที่ องค์กรในเอเชียระบุว่า AI สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในงานที่เน้นกระบวนการ ข้อมูล หรือการปฏิบัติงาน โดยสามอันดับแรก ได้แก่   งานธุรการและสนับสนุนธุรกิจ (business support) (43%) งานไอทีและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (35%) งานบัญชีและการเงิน (32%)   โดยพนักงานเองมักใช้ AI ในด้านนี้ ตามลำดับ   สร้างสรรค์เนื้อหา (47%) วิเคราะห์ข้อมูล (40%) ค้นคว้าข้อมูล (38%)   นอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตำแหน่งงานเดิมที่มีอยู่แล้ว AI ยังผลักดันให้เกิดความต้องการตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ต้องการทักษะและความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางธุรกิจ อาทิ   ตำแหน่งงาน AI Product Manager ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ AI ตำแหน่งงานด้านข้อมูล การวิเคราะห์เชิงลึก และการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพื่อให้ผลการวิเคราะห์นำไปสู่ผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง (เช่น Data Analyst) ตำแหน่งงานด้านการกำกับดูแล จริยธรรม และความน่าเชื่อถือ (เช่น AI Governance หรือ Risk Manager)   สำหรับ ผลการค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่า AI กำลังปรับเปลี่ยนและก่อให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ มากกว่าที่จะทดแทนตำแหน่งงานเดิมทั้งหมด เนื่องจากมีองค์กรเพียง 33% เท่านั้นที่ระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน (workforce optimisation) เป็นเหตุผลสำคัญในการนำ AI มาใช้   โดย AI ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการทำงาน มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์เพิ่มว่า   “AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของเรา โดยเข้ามาทำงานที่ทำซ้ำๆ แทนคน และช่วยให้พนักงานสามารถรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและใช้วิจารณญาณมากขึ้น”   ปุณยนุช เสริมว่า เมื่อ AI เข้ามาช่วย พนักงานจึงต้องตรวจสอบผลลัพธ์อย่างละเอียด เพิ่มบริบท บริหารความคาดหวัง และให้คำแนะนำทางธุรกิจเพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและตรงเป้าหมาย ด้วยเมื่อลักษณะงานเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ การพัฒนาทักษะใหม่ (reskilling) จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญมากขึ้นสำหรับพนักงานของตน   3 ทักษะใหม่พนักงานรับยุค AI   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพนักงานเริ่มมีความกังวลมากขึ้นว่าตนเองอาจตามไม่ทันหรือปรับตัวได้ยาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้นำภายในองค์กร ในสภาพแวดล้อมการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI   นอกจากนี้ ผลสำรวจฯ ยังพบว่า 3 ทักษะสำคัญที่องค์กรต้องการมากที่สุดในตัวพนักงานยุคAI คือ   การวิเคราะห์ข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตรวจสอบข้อเท็จจริง ความสามารถในการปรับตัว เป็น       alt-x KEY TAKEAWAY AI กำลังเปลี่ยนจาก ‘เครื่องมือช่วยทำงาน’ ไปสู่ ‘ทักษะพื้นฐานของคนทำงาน’ องค์กรยุคใหม่กำลังมองหาคนที่ใช้ AI เป็นพร้อมตรวจสอบข้อมูล คิดวิเคราะห์ ปรับตัว และนำ AI ไปต่อยอดกับงานได้จริงเป็นทักษะเพิ่ม  

August 30, 2026 / 0 Comments
read more

แสตมป์ที่ระลึก 170 ปี สัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เล่าผ่านแม่น้ำ ‘เจ้าพระยา-แซน’ ฝีมือวาดศิลปินสองชาติ

WeView

ไปรษณีย์ไทย จัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส เปิดจำหน่ายที่ทำการไปรษณีย์สาขาและช่องทางออนไลน์   จัดทำแสตมป์วาระพิเศษ 170 ปี ไปรษณีย์ไทย ออกแสตมป์ที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส ศิลปิน 2 ชาติ ไทย-ฝรั่งเศส ร่วมออกแบบสแตมป์ที่ระลึกฯ  สะท้อนผ่านแลนด์มาร์ค วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา  และ หอไอเฟลริมแม่น้ำแซน มรดกทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ช่องทางจัดจำหน่ายทั่วถึง เปิดจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจและนักสะสมสามารถหาซื้อได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์สาขาต่างๆ ทั่วประเทศ และเปิดให้สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงชุดแสตมป์สะสมประวัติศาสตร์ชุดนี้   ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่าไปรษณีย์ไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกหน้าประวัติศาสตร์ ผ่านตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสื่อกลางสะท้อนเรื่องราวและคุณค่าของแต่ละประเทศเดินทางไปสู่ผู้คนได้อย่างกว้างไกล   สำหรับตราไปรษณียากรที่ระลึกฯในครั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยได้นำแนวคิดการออกแบบโดยเลือกใช้ ‘แม่น้ำ’ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเล่าเรื่อง เปรียบเสมือนเส้นทางแห่งสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ การเดินทาง การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม   โดยนำแลนด์มาร์กสำคัญของไทยและฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำแซน มาถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ สะท้อนทั้งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนาน   สำหรับฝั่งประเทศไทย ถ่ายทอดผ่านวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา สะท้อนความงดงามของสถาปัตยกรรมไทยและวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสายน้ำเจ้าพระยา ผลงานการวาดโดย นายธเนศ พลไชยวงศ์ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด   ขณะที่ ฝรั่งเศสถ่ายทอดผ่านหอไอเฟลริมแม่น้ำแซน สะท้อนเสน่ห์ของกรุงปารีสและมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของฝรั่งเศส ผลงานการวาดโดย Stéphane Humbert-Basset ศิลปินชาวฝรั่งเศส   “ไปรษณีย์ไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแสตมป์ชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ช่วยส่งต่อเรื่องราวของมิตรภาพไทย–ฝรั่งเศสให้เดินทางต่อไปยังคนรุ่นหลัง”   สำหรับ ตราไปรษณียากรที่ระลึก 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส จำหน่ายราคาดวงละ 5 บาท 1 แผ่นมี 10 ดวง โดยซองวันแรกจำหน่ายราคา 23 บาท กำหนดจำหน่ายวันแรก 28 สิงหาคม 2569  และพร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้เป็นต้นไปในช่องทาง   ไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ ไปรษณีย์ประจำจังหวัด พิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทยอาคารปฏิบัติการไปรษณีย์สามเสนใน (BTS สะพานควาย) ช่องทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์thailandpostmart.com   สนใจสมัครสมาชิกแสตมป์แอดไลน์ @stampinlove  

August 28, 2026 / 0 Comments
read more

เมตาบอลิซึ่มพังหรือยัง? สะท้อนผ่านร่างกายไม่สมดุล เอวหนา-พุงไม่ยุบ-หิวเก่ง

Peace&Play

รพ.วิมุต สะท้อนสมดุลร่างกาย เอวหนา พุงไม่ยุบ และหิวเก่ง เป็นสัญญาณเตือนระบบเมตาบอลิซึมพัง แนะเทรนด์การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) เพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs   สัญญาณเตือนระบบเผาผลาญพัง ร่างกายจะแสดงความผิดปกติผ่านอาการเอวหนา พุงไม่ลด และหิวเก่ง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่าระบบเมตาบอลิซึมกำลังขาดความสมดุล ชูเทรนด์ดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การแพทย์ยุคใหม่เน้นแนวทาง Personalized Care โดยเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค เป็นการประเมินความเสี่ยงและวางแผนสุขภาพระยะยาว เชื่อมโยงความเสี่ยงโรค NCDs ระบบเผาผลาญที่พังมีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งต้องจัดการร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ และฮอร์โมน แนวโน้มระบบสุขภาพภายใต้แนวทางการดูแลรักษาเฉพาะบุคคล ‘Personalized Care’ มีบทบาทมากขึ้นในตลาดการดูแลสุขภาพ ที่กำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘วิมุต’ ขยับตลาดดูแลน้ำหนักยุคใหม่ เปลี่ยนมุมคิดจากตัวเลขบนตาชั่งสู่ ‘Metabolic Health’   เมตาบอลิก สะท้อนสุขภาพยุคใหม่   นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ความท้าทายของระบบสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงรูปแบบของปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่การดูแลที่ผ่านมาอาจแยกตามโรคหรืออาการ ทั้งที่ในผู้ป่วยบางราย เบาหวาน น้ำหนัก ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยกลางคนอาจมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบเมตาบอลิก   โดยการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ จึงต้องมองสุขภาพในภาพรวมมากขึ้น พร้อมอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำข้อมูลตั้งแต่ผลตรวจทางการแพทย์ องค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ การเคลื่อนไหว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาประกอบการประเมินและวางแนวทางการดูแลให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล   ขณะที่ ‘Metabolic Health’ สุขภาพระบบเมตาบอลิก ไม่ใช่เรื่องของการบริหารดูแลน้ำหนัก ‘Weight Management’ เพียงอย่างเดียว ด้วยผู้ป่วยสองคนอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่มีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน   โดยคนหนึ่งอาจมีไขมันในช่องท้องสูง ขณะที่อีกคนมีมวลกล้ามเนื้อลด หรืออาจมีภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันพอกตับ ปัญหาการนอน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนร่วมด้วย การดูแลจึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แต่ต้องนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประเมินร่วมกัน ก่อนวางแผนการดูแลระหว่างแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรักษา การปรับพฤติกรรม และการติดตามผลในระยะยาว   จากแนวคิดดังกล่าว วิมุตนำแนวทางของการดูแลแบบเฉพาะบุคคลที่มาใช้ในการพัฒนา ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ โดยพัฒนาเป็น 5 Clinical Pathways เพื่อให้การประเมินและวางแผนดูแลสอดคล้องกับปัญหาและเป้าหมายสุขภาพที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย   Metabolic Reset สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Metabolic Syndrome Thyroid Wellness สำหรับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ Sarcopenic Obesity Care สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวลหรือสมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง Menopause & Weight สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและวัยทองที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และสุขภาพเมตาบอลิก Diabetes Care สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้นที่ต้องการวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลและปัจจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การประเมินและติดตามโดยแพทย์   สำหรับทั้ง 5 Clinical Pathways ใช้หลักคิด Understand – Design – Measure – Partner เป็นกรอบในการดูแล เริ่มจากทำความเข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ก่อนวางแนวทางตามภาวะของแต่ละบุคคล กำหนดตัวชี้วัดสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ   “Clinical Pathway ไม่ได้กำหนดรูปแบบเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่เป็นกรอบสำหรับนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจและปรับแนวทางตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยในแต่ละช่วง”   เอวหนา นอนไม่หลับ โยงระบบเผาผลาญ   ด้าน นพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึมโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า หลายคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเรื่องใกล้ตัวเช่น น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดเริ่มเปลี่ยน มวลกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่ายหรือนอนหลับไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน   “อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่ในทางการแพทย์อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมนองค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต”   ขณะที่  แนวทาง Individualized Clinical Pathway เป็นการพิจารณาว่าการประเมินใดเหมาะสมตามข้อบ่งชี้ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเป้าหมายสุขภาพของแต่ละบุคคล ก่อนนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์และวางแนวทางการดูแล โดยการติดตาม Metabolic Health ไม่ได้พิจารณาเพียงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก แต่สามารถดูข้อมูลด้านอื่นประกอบกัน เช่น รอบเอว ไขมันในช่องท้อง มวลและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สุขภาพตับ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค ตลอดจนคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการติดตามและปรับแผนการดูแลในระยะยาว”   นพ.ปริญญา กล่าวว่า หากเปรียบข้อมูลสุขภาพแต่ละด้านเป็น ‘ดวงดาวที่กระจัดกระจาย’ สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อดูว่ากำลังประกอบเป็น ‘กลุ่มดาว’ แบบใดในร่างกายของแต่ละคน เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระดับน้ำตาลที่เปลี่ยน ไขมันพอกตับ มวลกล้ามเนื้อที่ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ล้วนช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพสุขภาพเมตาบอลิกของแต่ละบุคคลอย่างเป็นองค์รวม   คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะลดน้ำหนักอย่างไร? แต่ควรมองต่อไปว่ามีปัจจัยใดที่เชื่อมโยงกัน และควรวางแผนดูแลอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

August 28, 2026 / 0 Comments
read more

BlueQuest แอปอนุรักษ์ทะเลโดย ณริดา จรณะจิตต์ เปลี่ยนทุกการเดินทางเพื่อดูแลธรรมชาติ

PRnounce

“BlueQuest” แอปพลิเคชันเพื่อการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ทะเล โดยเยาวชนนักอนุรักษ์ “ณริดา จรณะจิตต์” ชวนทุกคนเปลี่ยนการเดินทางให้เป็นพลังในการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากความเชื่อที่ว่า การอนุรักษ์ทะเลไม่ควรเป็นหน้าที่ของคนเพียงบางกลุ่ม แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ “แคลร์ – ณริดา จรณะจิตต์” เยาวชนไทยวัย 17 ปี ผู้ทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปี และมีบทบาทในการผลักดันประเด็นด้านความยั่งยืนในเวทีทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติ จึงริเริ่มและพัฒนา BlueQuest แอปพลิเคชันที่มุ่งเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับการมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรทางทะเล เพื่อเปลี่ยนทุกการเดินทางให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพราะมองเห็นว่า ทะเลเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่หลายคนเลือกออกไปพักผ่อน สำรวจ และสร้างประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ แต่หลายครั้ง ระหว่างการเดินทาง บางคนอาจพบเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ส่งผลต่อธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นขยะริมชายหาด สัตว์ทะเลที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และอยากช่วย แต่สิ่งที่ขาดคือช่องทางในการส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ทำงานร่วมกับหลากหลายภาคส่วน ทั้งการลงพื้นที่ศึกษาและติดตามประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล การสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ตลอดจนการนำมุมมองของเยาวชนไทยไปแลกเปลี่ยนในเวทีระดับนานาชาติ รวมถึงเวทีภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้แคลร์ มองเห็นปัญหาเหล่านี้ พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากที่อยากช่วยธรรมชาติ จึงยังไม่มีเครื่องมือที่ทำให้การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นได้อย่างง่ายและต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน คำถามดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา BlueQuest แอปพลิเคชันที่ออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ประชาชนในพื้นที่ที่ใช้ชีวิตและทำงานใกล้ทะเล ผู้ประกอบการ ตลอดจนองค์กรทางภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและดูแลสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้อย่างสะดวก ผ่านการรายงานข้อมูลที่พบระหว่างการเดินทางหรือการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมผสานข้อมูลด้านการท่องเที่ยว แผนที่ ข่าวสาร และข้อมูลสำคัญที่ช่วยวางแผนการเดินทางไว้ในแอปเดียว BlueQuest จึงไม่ได้เป็นเพียงแอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนจาก “การสังเกตเห็น” ไปสู่ “การลงมือทำ” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถรายงานเหตุด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพบสัตว์ทะเลที่ได้รับบาดเจ็บ เกยตื้น หรือ ติดอวน (Marine Life Sightings) พบขยะและมลพิษบริเวณชายหาด ป่าชายเลน และในทะเล (Pollution) ปัญหาหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว (Tourist Spot) หรือแจ้งการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเล (Illegal Activity) เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์การเดินทางเข้ากับการมีส่วนร่วมในการดูแลทะเล ให้ผู้ใช้งานสามารถส่งต่อข้อมูลที่พบระหว่างการเดินทางได้อย่างง่ายและเป็นระบบ จุดเด่นของ BlueQuest คือการออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ประชาชนในพื้นที่ ผู้ที่ทำงานใกล้ทะเล หรือกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เพราะมีภาษาให้เลือกใช้งานถึง 4 ภาษา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษารัสเซีย โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม เพียงดาวน์โหลดแอป สมัครสมาชิก เปิดใช้งานตำแหน่ง จากนั้นเลือกเมนู Report ถ่ายภาพหรืออัปโหลดรูป ระบุตำแหน่ง เพิ่มรายละเอียด แล้วส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ทันที เพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการดูแลทะเลได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะเป้าหมายของ BlueQuest คือการทำให้การอนุรักษ์ธรรมชาติและดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน เพื่อให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ต่อได้จริง ทุกรายงานที่ส่งผ่านแอปพลิเคชัน BlueQuest จะผ่านกระบวนการตรวจสอบโดยผู้ดูแลระบบ เพื่อประเมินความครบถ้วน ความถูกต้อง และลดความซ้ำซ้อน ก่อนส่งต่อไปยังหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องตามประเภทของเหตุการณ์ โดยในระยะแรกของการใช้งาน ระบบตั้งเป้าดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นภายในประมาณ 24 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ใช้งานสามารถติดตามความคืบหน้าของรายงานได้ผ่านเมนู My Reports และ Notifications ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจสอบ การยืนยันข้อมูล ไปจนถึงการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกหนึ่งในความน่าสนใจคือ นอกเหนือจากระบบรายงานเหตุด้านสิ่งแวดล้อม BlueQuest ยังรวบรวมข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว แผนที่ สภาพอากาศ ช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้น–ตก และช่วงเวลาน้ำขึ้น–น้ำลง เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนกิจกรรมทางทะเลได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยยิ่งขึ้น อีกทั้งยังครอบคลุมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในหลากหลายภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้ทุกการเดินทางเป็นทั้งการค้นพบประสบการณ์ใหม่ และเป็นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับธรรมชาติรอบตัว BlueQuest ไม่ได้ทำหน้าที่แทนหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรเฉพาะทาง หากแต่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรวบรวม ตรวจสอบ และส่งต่อข้อมูลที่ผ่านการยืนยันแล้ว เพื่อสนับสนุนการประสานงานและช่วยให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ถูกมองเห็นได้มากขึ้นและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และที่สำคัญข้อมูลที่ถูกบันทึกจัดเก็บไว้แล้วจะสามารถนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลให้กับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคตได้อีกด้วย เพราะการปกป้องท้องทะเลอาจเริ่มต้นจากใครสักคนที่ออกเดินทาง มองเห็นบางสิ่ง แล้วเลือกที่จะไม่ปล่อยผ่าน และการเดินทางที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่แค่การได้ค้นพบสถานที่ใหม่ ๆ แต่คือการได้ทิ้งสิ่งดี ๆ ไว้ให้กับสถานที่นั้น ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน BlueQuest ได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และ Android ผ่าน Google Play Store แล้วมาร่วมเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นพลังเล็ก ๆ ที่ช่วยดูแลท้องทะเล สร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อม และสร้างความทรงจำที่งดงามให้กับตัวคุณเอง พร้อมส่งต่อธรรมชาติที่สมบูรณ์ให้คงอยู่สำหรับนักเดินทางรุ่นต่อไป

August 28, 2026 / 0 Comments
read more

‘TH-AI Passport’ คนไทยลงทะเบียนทะลุ 1.3 ล้านคน เจนเอไอ โปร พร้อมกันทั่วประเทศ 31 ส.ค. นี้

EcoVative

‘ไชยชนก ชิดชอบ’  รมว.ดีอี เปิดยอดคนไทยลงทะเบียน ‘TH-AI Passport’ ทะลุ 1.3 ล้านคน พร้อมเปิดใช้งานแพลตฟอร์ม AiPASS วันที่ 31 ส.ค. 2569 หนุนเข้าถึง AI ระดับโลก 30 โมเดล   ยอดลงทะเบียนพุ่งทะลุ 1.3 ล้านคน โครงการ TH-AI Passport ได้รับกระแสตอบรับล้นหลามภายในเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดระบบ AiPASS ให้ใช้งานจริง 31 ส.ค. 2569 นี้ ตั้งเป้าให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI  รวบรวมเครื่องมือ AI ระดับโลกมากกว่า 30 โมเดลจาก 14 ผู้พัฒนาชั้นนำ พร้อมระบบเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในงาน การศึกษา และธุรกิจ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ ภารกิจสำคัญภายใต้แผนปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ (พ.ศ. 2565–2570) มุ่งยกระดับทักษะแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย     ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  (ดีอี) กล่าวในงานเปิดตัวโครงการ ‘TH-AI Passport’ (ทีเอช-เอไอ พาสปอร์ต) อย่างเป็นทางการ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ว่าหลังจากเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ในโครงการฯ ล่วงหน้าเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่าเมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.3 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ โดยแพลตฟอร์ม AiPASS จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้   สำหรับโครงการ TH-AI Passport ตั้งเป้าเปิดโอกาสให้คนไทยสูงสุด 5 ล้านคนเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับโลกจากผู้พัฒนาชั้นนำกว่า 14 ราย รวมมากกว่า 30 โมเดล ควบคู่กับระบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะภายในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกใช้ AI ได้เหมาะกับความต้องการ นำไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา การทำงาน การประกอบอาชีพ และการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และรับผิดชอบ     ไชยชนก  กล่าวว่าการเตรียมความพร้อมของคนไทย เป็นภารกิจสำคัญภายใต้แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย พ.ศ. 2565–2570 เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพื่อรองรับ AI ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน การศึกษา และบริการสาธารณะอย่างรวดเร็ว   “การแข่งขันของประเทศในยุคต่อไป จะไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครมีเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่อยู่ที่ว่าประเทศไหนพัฒนาคนของตัวเองให้ใช้เทคโนโลยีเป็นได้มากที่สุด AI จะมีค่าก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่รู้จักใช้มัน ซึ่งการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดจึงไม่ใช่การลงทุนในเครื่องมือ แต่คือการลงทุนในศักยภาพของคน”   รัฐมนตรีดีอี กล่าวอีกว่า ยอดผู้ลงทะเบียนกว่า 1 ล้านคนในเวลาสองสัปดาห์ ยืนยันว่าคนไทยมีความพร้อมในการเรียนรู้และเติบโตไปกับเทคโนโลยีนี้ โดย TH-AI Passport ยังเป็นการวางรากฐานพาประเทศก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่คนไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นผู้สร้างสรรค์และสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้ด้วยตัวเอง   สำหรับ โครงการ TH-AI Passport มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมนักเรียน นักศึกษา บุคลากรภาครัฐ ประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการ โดยมุ่งยกระดับความรู้ความเข้าใจด้าน AI หรือ AI Literacy ควบคู่กับการส่งเสริมการนำ AI ไปใช้งานจริง หรือ AI Adoption เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล   โดยแพลตฟอร์ม AiPASS รวบรวมโมเดล AI จากผู้พัฒนาชั้นนำกว่า 14 ราย รวมมากกว่า 30 โมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ประชาชนสามารถเลือกใช้โมเดลที่เหมาะกับแต่ละงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องสมัครใช้บริการจากผู้ให้บริการหลายรายแยกกัน ขณะที่ โมเดลภายในแพลตฟอร์มครอบคลุมการใช้งานด้านการสนทนา การเขียนโปรแกรม และการค้นคว้าเชิงลึก อาทิ GPT-6 Sol o3 Deep Research Claude Opus 5 Gemini Pro Nano Banana Pro Lyria 3 Pro Sonar Reasoning Pro Seedream 0 Seedance 0   นอกจากนี้ AiPASS ยังเชื่อมโยงการเข้าถึงเครื่องมือเข้ากับการพัฒนาทักษะผ่านแนวคิด Learn • Earn • Plern ซึ่งเป็นการผสานความร่วมมือด้านองค์ความรู้และหลักสูตรจากพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google for Education, Microsoft Elevate และ NVIDIA Deep Learning Institute   โดยผู้ใช้งานสามารถเรียนรู้ผ่านหลักสูตรด้าน AI ภายในระบบ นำความรู้ไปทดลองใช้กับโมเดลจริง สามารถสะสมคะแนนเพื่อปลดล็อกสิทธิ์เข้าถึงโมเดลระดับ Pro และพัฒนาไปสู่ระดับผู้สร้างสรรค์ หรือ Innovator พร้อมรับประกาศนียบัตรเมื่อสำเร็จการเรียนรู้ตามเงื่อนไข   จากแนวทางดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการ นอกจาได้รับสิทธิ์ใช้งานแล้ว ยังมีเส้นทางการพัฒนาตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงการใช้ AI สร้างผลงานและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมุ่งสร้างทั้งความรู้ ความคุ้นเคย และการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ aipass.go.th โดยใช้บัญชี Google, Microsoft หรือ Apple เพื่อยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐหรือ ThaiD ก่อนเปิดให้บริการใช้แพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป   โดย ผู้สมัครต้องเข้าเว็บไซต์ผ่านเบราว์เซอร์ในโหมดปกติ เนื่องจากระบบไม่รองรับการลงทะเบียนผ่านโหมดไม่บันทึกประวัติการใช้งานหรือโหมดไม่ระบุตัวตน (Incognito/Private Window) และจะได้รับสิทธิ์อัปเกรดเป็นผู้ใช้งานระดับผู้สร้างสรรค์ หรือ Innovator เป็นเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เปิดใช้งานสิทธิ์ เพื่อให้สามารถทดลองใช้โมเดลและเครื่องมือระดับสูง เรียนรู้ความแตกต่างของแต่ละโมเดล และนำไปต่อยอดการใช้งานให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง   ขณะที่ ข้อมูลจาก Microsoft AI Economy Institute ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 สัดส่วนประชากรวัยทำงานของไทยที่ใช้ Generative AI เพิ่มขึ้นเป็น 12.4% จาก 9.1% หรือเติบโต 36.4% สะท้อนว่าคนไทยให้ความสนใจและเริ่มนำ AI มาใช้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้งานของไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกซึ่งอยู่ที่ 17.8% และยังห่างจากประเทศที่มีการนำ AI ไปใช้อย่างแพร่หลาย เช่น สิงคโปร์ ซึ่งอยู่ที่ 63.4%      

August 28, 2026 / 0 Comments
read more

ซีพี ส่งสัญญาณใหญ่ ดึง AWS สร้างระบบนิเวศเอไอ เปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยใน 5 ปีสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

EcoVative

กลุ่มซีพี ขยับใหญ่เทคโนโลยี พาธุรกิจในเครือ อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป • ทรู คอร์ปอเรชั่น สเกลความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับโลกดึง ‘Amazon/AWS’  สร้างอีโคซิสเต็มเอไอ ใน5 ปีหน้า พาคนไทยใช้ชีวิตดิจิทัลสมบูรณ์แบบ   ส่งสัญญาณทรานส์ฟอร์ม 5 ปี เครือซีพีวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 5 ปี  ดึง AWS ปรับโครงสร้างเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ยกระดับ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ปรับใหญ่ตั้งแต่ค้าปลีก 19,000 จุด (7-Eleven, Lotus’s, Makro), ฟินเทค Ascend Money, โทรคมนาคม True ไปจนถึงการจัดตั้ง AI Center of Excellence สร้างแรงงานและนวัตกรรมใหม่  ตั้งเป้าพัฒนาทักษะ AI และคลาวด์ให้คนไทย 3 ล้านคน พร้อมจัดแข่ง AI Hackathon เพื่อต่อยอดนวัตกรรมแก้โจทย์ระดับประเทศ     ศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์, ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร อะไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน ‘Thailand AI National Mission: AI เพื่อประเทศไทย เปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคน’  ถึงแนวทางการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ ศูนย์กลาง AI ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีกับ Amazon เพื่อผลักดันให้เครือซีพีและอะไรซ์ ก้าวสู่การเป็นเอไอ ไลท์เฮ้าส์ (AI Lighthouse)ระดับภูมิภาค   สำหรับแผนดังกล่าว จะประกอบด้วยการเร่งขับเคลื่อนเอไอ สู่การใช้งานจริงในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ พร้อมยกระดับทักษะคลาวด์และเอไอ ให้คนไทย 3 ล้านคน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้อนาคตดิจิทัลของชาติ   ศุภชัย บอกว่าประเทศไทยในขณะนี้ มีศักยภาพและโอกาสสูงในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านเอไอในระดับโลก ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยี AI ตลอดจนชิปประมวลผลต่างๆ ได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญและผสานเข้ากับระบบการทำงานของทุกอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย โดยยุทธศาสตร์สำคัญในเวลานี้ จะต้องประกอบด้วย   ดึงดูดสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ทางเทคโนโลยีเข้ามายังประเทศไทย สร้างความพร้อมด้านเอไอ (AI Readiness) ให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) การสนับสนุนโครงสร้างและนโยบายด้านภาษี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยสามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ     “ทำยังไงจะสร้างอิมแพ็คให้เกิดขึ้นกับไทย และไทยจะต้องสร้างอิมแพ็คเอไอไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง”       โดยยังสอดคล้องกับกระแสในปัจจุบัน เอไอ คือเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก (AI IS THE KEY ENGINE DRIVING THE GLOBAL ECONOMY) และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ (Inflexion Point) จากการนำเอไอมาประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่างๆ พร้อมผลักดันเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) โลกสูงถึง 11 – 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2039  หลังพบสถิติอัตราเติบโตของ GDP โลกมีแนวโน้มลดต่ำลงเรื่อยๆ จากยุค 2000-2009 ที่เคยสูงถึง 3.6% และลดมาอยู่ที่ 2.8% และ 2.5% ตามลำดับ   ศุภชัย กล่าวต่อว่า สำหรับความร่วมมือระหว่างเครือซีพี อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป ทรู คอร์ปอเรชั่น Amazon และ AWS  จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญเพื่อวางรากฐาน AI ครอบคลุมทุกมิติ ดังนี้   การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในภาคธุรกิจ การสร้างระบบนิเวศ Startup การพัฒนาคนและบุคลากรด้าน AI เพื่อสร้างความพร้อมด้าน AI ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม “เป้าหมายครั้งนี้ คือการร่วมยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศเอไอที่แข็งแกร่ง พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Regional AI Hub ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”   เปลี่ยนผ่านธุรกิจ รับเศรษฐกิจดิจิทัล   สำหรับการเปลี่ยนผ่านกลุ่มธุรกิจภายใต้เครือซีพีกับ AWS วางระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2569–2574) โดยมุ่งความร่วมมือในมิติสำคัญต่างๆ ได้แก่การสร้างบุคลากรมืออาชีพด้านเอไอ ให้กับพนักงานในเครือซีพี และคนไทย 3 ล้านคนทั่วประเทศ มีทักษะความรู้เอไอในด้านต่าง ๆ   นอกจากนี้ เครือซีพี อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เปิดตัว ‘AI FOR  ALL’ เวทีการแข่งขัน AI Innovation Hackathon ระดับประเทศ ที่ขับเคลื่อนร่วมกับ AWS ให้คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทั่วประเทศ ในกลุ่มคนทำงาน นิสิตนักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป ร่วมพัฒนาต้นแบบ Generative AI เพื่อแก้โจทย์และความท้าทายสำคัญของประเทศในด้านต่างๆ อาทิ สาธารณสุข เกษตรกรรม และการศึกษา   ทรู เตรียมใช้ดาวเทียม Amezon Leo   สำหรับกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม (ทรู คอร์ปอเรชั่น) โดย AWS และเครือซีพี วางแผนร่วมพัฒนาแนวทางบริหารจัดการระบบคลาวด์ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของแอปพลิเคชัน พ้อมเสริมความมั่นคงปลอดภัย และการกำกับดูแลทั่วทั้งระบบไอทีของทรู   โดยทรู ยังมีแผนศึกษาการนำบริการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ Amazon Leo ซึ่งจะดำเนินการผ่านผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมต่างชาติในการให้บริการในประเทศ (Landing Rights) ตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสให้ชุมชนในประเทศไทยเข้าถึงบรอดแบนด์อย่างทั่วถึง   ปลดล็อกเข้าถึงสินเชื่อคนไทย   ขณะที่ ‘แอสเซนด์ มันนี่’ บริษัทธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (Fin Tech) ในกลุ่มพันธมิตรของอไรซ์ มีแผนใช้ AWS รองรับระบบวิเคราะห์และประเมินเครดิตด้วยเอไอ รวมถึงกระบวนการให้สินเชื่อ (Loan Origination) ของบริษัทฯ เพื่อช่วยขยายโอกาสให้แก่คนไทยกลุ่มที่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการเงิน   โดยแพลตฟอร์มดังกล่าว เตรียมนำเอไอมาเสริมประสิทธิภาพระบบ e-KYC การพิสูจน์และยืนยันตัวตนลูกค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ และการตรวจจับการทุจริต  พร้อมยกระดับการบริหารการเงินและการสร้างความมั่งคั่งแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้สามารถนำเสนอบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับรูปแบบและความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น   ศูนย์ความเป็นเลิศระบบเอไอ   สำหรับ ‘AI Center of Excellence’ ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ของเครือซีพี จะได้รับการสนับสนุนจาก AWS เพื่อเร่งสร้างนวัตกรรมและความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการมาใช้ทั่วทั้งเครือซีพี โดยในระยะแรกวางแผนดำเนินงานดังนี้   พัฒนาระบบอัตลักษณ์ลูกค้าแบบรวมศูนย์ (Unified Customer Identity System – Single ID) การเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจรีเทลและซัพพลายเชน การทรานส์ฟอร์มประสบการณ์ลูกค้า การพัฒนาบริการดิจิทัลยุคใหม่   นอกจากนี้ AWS ยังนำเครื่องมือ AI มาช่วยเสริมศักยภาพการทำงานของเครือซีพี อาทิ Kiro เครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI และ Amazon Quick ผู้ช่วย Generative AI สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พร้อมจัดทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้าทำงานร่วมกับทีมเทคโนโลยีของเครือซีพีและทรู เพื่อให้นักพัฒนา (Developer) ของเครือซีพีสร้างสรรค์และพัฒนาโซลูชันได้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น   เติมประสบการณ์ค้าปลีกอัจฉริยะ   สำหรับความร่วมมือในธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซเครือซีพี กับ AWS จะครอบคลุมการพัฒนาระบบวางแผนซัพพลายเชนบนคลาวด์ การใช้แมชชีนเลิร์นนิงในการคาดการณ์ความต้องการสินค้า เพื่อเพิ่มความพร้อมของสินค้าและบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งเครือข่าย พร้อมร่วมพัฒนาเครือข่ายสื่อ ค้าปลีก (Retail Media) อัจฉริยะ พร้อมระบบติดตามผลลัพธ์การขายแบบเรียลไทม์ รวมถึงการใช้เทคโนโลยี Computer Vision เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบมาตรฐานร้านค้าและการจัดการชั้นวางสินค้า   โดยเครือซีพี วางเป้าหมายพลิกโฉมประสบการณ์การช้อปปิ้ง ผ่านการทรานส์ฟอร์มจุดให้บริการกว่า 19,000 แห่งของ 7-Eleven, Lotus’s และ Makro จากพื้นที่จับจ่ายสินค้า สู่ประสบการณ์ที่รู้ใจความต้องการลูกค้า ด้วยสินค้าและข้อเสนอตรงใจเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าตลอดเส้นทางการช้อปปิ้ง   AWS สร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมในไทย   ด้าน ไฮเม่ วัลเลส์ รองประธาน (Vice President) และ กรรมการผู้อำนวยการ AWS เอเชีย แปซิฟิก ญี่ปุ่นและจีย  (Managing Director, Asia Pacific, Japan & China, Amazon Web Services) กล่าวว่า ความร่วมมือกับเครือซีพี อไรซ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น มีเป้าหมายเพื่อเร่งการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคโทรคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าปลีก และการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างให้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ   “AWS นำศักยภาพด้านคลาวด์ และ AI ที่ครอบคลุมที่สุด ควบคู่กับวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม มาร่วมยกระดับการสร้างสรรค์นวัตกรรม การพัฒนา และการเติบโตของประเทศไทย”   อธิปไตยเอไอประเทศไทย   ด้าน  ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะกรรมการบริหารด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป และประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการผสานจุดแข็งของเครือเจริญโภคภัณฑ์ อไรซ์ และทรู เข้ากับเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมระดับโลกของ Amazon และ AWS เพื่อผลักดันเอไอ ประเทศไทย ในระยะยาว 5 ปี   พร้อมกันนี้ ยังยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั่วทั้งเครือซีพี เพื่อเปลี่ยนโฉมธุรกิจค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ ไปพร้อมเทคโนโลยีทางการเงินสู่ธนาคารยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในทุกกระบวนการ (AI-Native Bank) ผ่าน Ascend Money รวมถึงการวางโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและยืดหยุ่นภายใต้ความมั่นคงทางเทคโนโลยี ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย    

August 28, 2026 / 0 Comments
read more

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในไทย นำ Industrial AI ยกระดับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติ

PRnounce

ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทย นำ Industrial AI ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติมาสู่ตลาดไทย     การเปิดตัวในประเทศไทยมาพร้อมความสามารถทั้งหมดที่ให้บริการทั่วโลกในปัจจุบัน ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม Programmable Logic Controller (PLC) การสร้างหน้าจอ Human-Machine Interface (HMI) การกำหนดค่าอุปกรณ์ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับ Electrical Computer-Aided Design (ECAD) และการสร้างโปรเจกต์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด กว่า 100 องค์กรธุรกิจใน 19 ประเทศทั่วโลกนำ Eigen Engineering Agent ไปใช้งานแล้ว ช่วยให้กระบวนการทำงานด้านวิศวกรรมเสร็จเร็วขึ้น 2 – 5 เท่าเมื่อเทียบกับวิธีการแบบ Manual  เพิ่มคุณภาพของโซลูชันได้สูงสุดถึง 80% และเพิ่มประสิทธิภาพงานวิศวกรรมได้ถึง 50%     ซีเมนส์เปิดตัว Eigen Engineering Agent ในประเทศไทยวันนี้ นำ Industrial AI ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติสู่ตลาดไทยเป็นครั้งแรก โดย Eigen Engineering Agent ยกระดับบทบาทของ AI จากการให้คำแนะนำบนหน้าจอไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง พร้อมให้วิศวกรระบบอัตโนมัติทั่วประเทศไทยใช้งานได้อย่างเต็มความสามารถแล้ววันนี้   Industrial AI ที่ “ลงมือทำได้จริง” ไม่ใช่เพียงให้คำแนะนำ   ผู้ช่วย AI ส่วนใหญ่ให้ข้อเสนอแนะ ที่วิศวกรยังต้องนำไปประยุกต์ใช้กับโปรเจกต์ด้วยตนเอง  ขณะที่ Eigen Engineering Agent สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่วางแผน ดำเนินงาน ไปจนถึงตรวจสอบความถูกต้องของงานวิศวกรรมระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร โดยสามารถทำความเข้าใจโปรเจกต์ เขียนซอฟต์แวร์ควบคุม ตั้งค่าระบบ และปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพที่กำหนด ช่วยให้วิศวกรระบบอัตโนมัติมีเวลาไปมุ่งเน้นกับการตัดสินใจในงานระดับระบบที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น   Eigen Engineering Agent ทำงานร่วมกับ TIA Portal แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ด้านวิศวกรรมของซีเมนส์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอ Siemens Xcelerator ด้วยการเชื่อมต่อกับ TIA Portal โดยตรง Eigen Engineering Agent จึงเข้าใจโครงสร้างข้อมูล, บล็อก, พารามิเตอร์ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของโปรเจกต์อย่างครบถ้วน ทำให้สร้างผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับสิ่งที่วิศวกรกำลังพัฒนาได้จริง รวมถึงบนระบบเดิม (Legacy Systems) หรือระบบที่ไม่มีเอกสารประกอบ   จากงานออกแบบระบบไฟฟ้าสู่โปรเจกต์ที่ได้มาตรฐานในเวิร์กโฟลว์เดียว   องค์กรธุรกิจในประเทศไทยที่เริ่มใช้งาน Eigen Engineering Agent จะเข้าถึงฟังก์ชันการทำงานที่ครบถ้วนได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดใช้งาน นอกเหนือจากงานหลักอย่างการเขียนโค้ด PLC, การสร้างหน้าจอ HMI และการตั้งค่าอุปกรณ์แล้ว ยังรวมถึงอีก 2 ความสามารถที่ขยายขอบเขตการทำงานไปยังต้นน้ำของวงจรวิศวกรรม ได้แก่:   การเชื่อมต่อกับ ECAD (ECAD Integration) Eigen Engineering Agent สามารถอ่านไฟล์การออกแบบระบบไฟฟ้าในรูปแบบที่ใช้งานกันแพร่หลาย อาทิ XML และ AML ตรวจหาความไม่สอดคล้องของข้อมูล พร้อมแก้ไขหรือแจ้งเตือน, เพิ่มอุปกรณ์เข้าสู่โปรเจกต์ใน TIA Portal ตั้งค่าการเชื่อมต่อ และสร้าง PLC Tags โดยอ้างอิงจากโครงสร้างฮาร์ดแวร์จริง ช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างการออกแบบระบบไฟฟ้ากับโค้ดของระบบอัตโนมัติ   การสร้างโปรเจกต์ตามมาตรฐาน (Standards-Compliant Project Generation): วิศวกรเพียงอธิบายลักษณะของเครื่องจักร สถานีการทำงาน อุปกรณ์และพฤติกรรมที่ต้องการด้วยภาษาทั่วไป (Plain Language) จากนั้น Eigen Engineering Agent จะสร้างโปรเจกต์ที่สมบูรณ์ตาม Siemens Automation Framework ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานของซีเมนส์สำหรับการจัดโครงสร้างโปรเจกต์ TIA Portal โดยสามารถเปิดและนำไปพัฒนาต่อใน TIA Portal ได้ทันที   ตอบโจทย์การขาดแคลนบุคลากรด้านวิศวกรรมอัตโนมัติในประเทศไทย   ท่ามกลางวงจรการพัฒนานวัตกรรมของภาคการผลิตไทยที่สั้นลงและการขาดแคลนวิศวกรระบบอัตโนมัติที่มีทักษะอย่างต่อเนื่อง Eigen Engineering Agent ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยลดภาระงานของวิศวกร ให้สามารถมุ่งเน้นไปที่โจทย์เชิงระบบในระดับที่สูงขึ้น โดยยังคงรักษาความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของงาน   เพิ่มผลิตภาพในการทำงานจริง   นับตั้งแต่เปิดตัวในตลาดโลก Eigen Engineering Agent ได้รับการยอมรับและนำไปใช้งานโดยองค์กรธุรกิจกว่า 100 แห่ง ใน 19 ประเทศ อาทิ ANDRITZ Metals (ออสเตรีย), CASMT (จีน) และ Prism Systems (สหรัฐอเมริกา) โดยช่วยเร่งงานวิศวกรรมในแต่ละวัน เช่น การเขียนโปรแกรม PLC, การสร้างภาพหน้าจอ HMI และการตั้งค่าอุปกรณ์ด้วยผลลัพธ์ที่วัดได้จริง ดังนี้:     ดำเนินงานได้เร็วกว่ากระบวนการแบบ Manual 2 – 5 เท่า   นอกจากนี้ ยังช่วยลดระยะเวลาในการเรียนรู้งานของพนักงานใหม่ (Onboarding) โดยในบริษัทผู้สร้างสายการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่ง วิศวกรใหม่สามารถสอบถามข้อมูลโปรเจกต์ จาก Eigen Engineering Agent ได้โดยตรง ช่วยลดระยะเวลาในการทำความเข้าใจโครงสร้างของโปรเจกต์จากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่วัน เพิ่มประสิทธิภาพงานวิศวกรรมได้สูงสุด 50% ยกระดับคุณภาพโดยรวมของโซลูชันได้ 80%   ปัจจุบัน Eigen Engineering Agent พร้อมความสามารถด้าน ECAD Integration และ Standards-Compliant Project Generation เปิดให้ลูกค้าในประเทศไทยใช้งานแล้วภายใต้แพ็กเกจการสมัครใช้งานมาตรฐาน   สัมผัสเทคโนโลยีจริงที่งาน NECTEC ACE 2026   Eigen Engineering Agent จะเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่บูธซีเมนส์ ในงาน NECTEC ACE 2026 ที่พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 3 กันยายน 2569 นี้ โดยจัดแสดงร่วมกับนวัตกรรมเด่นจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Industrial AI ของซีเมนส์ ประกอบด้วย:   AI-Powered Engineering & Automation Eigen Engineering Agent: ผู้ช่วยด้านวิศวกรรมระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI เชื่อมต่อกับ TIA Portal ช่วยให้วิศวกรสามารถเร่งการสร้างโปรเจกต์ การพัฒนาโค้ด การทดสอบ และการตั้งค่าระบบ   AI-Driven Digital Twin & Simulation Digital Twin Composer: เทคโนโลยี Digital Twin แบบครบวงจรของซีเมนส์ ที่ผสาน Digital Twin แบบ 2D และ 3D ที่มีความละเอียดสูงเข้ากับข้อมูลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ จำลองการทำงาน ทดสอบ และเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ ระบบการผลิต และการดำเนินงานในภาคอุตสาหกรรมในสภาพแวดล้อมเสมือน (Virtual Environment) ก่อนนำไปใช้งานจริง   Industrial AI Analytics & Decision Intelligence Rapidminer: แพลตฟอร์ม AI และ Analytics ระดับองค์กร ที่รวมความสามารถด้านการเตรียมข้อมูล, Machine Learning, Knowledge Graphs, Generative AI และ Agentic AI ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริง   ผู้ที่สนใจสามารถชมการสาธิตการใช้งานจริงของเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ที่บูธซีเมนส์ ภายในงาน NECTEC ACE 2026        

August 27, 2026 / 0 Comments
read more

เยาวชนเรียนรู้การคัดแยกขยะ ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม

PRnounce

TBR ร่วมกับภาคีเครือข่ายเปิด “โครงการบริหารจัดการขยะภายในโรงเรียน” ณ รร.ซับน้อยเหนือวิทยาคม มุ่งปลูกฝังเยาวชนคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง หนุนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์สู่เมืองคาร์บอนต่ำ       “โครงการบริหารจัดการขยะภายในโรงเรียน” (School Waste Management) ภายใต้โครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”  ที่มีเป้าหมายสร้างจังหวัดสระบุรีเป็นต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย เป็นโครงการที่มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่ เยาวชน โดยขยายผลจากโครงการเก็บกลับ-รีไซเคิล เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง และขับเคลื่อนเป้าหมายการลดขยะฝังกลบ ให้เป็นศูนย์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดำเนินการโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด (TBR) ในฐานะผู้นำ ด้านการจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว พร้อมด้วย สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และ รีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม (TIPMSE) ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และภาคีเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวร่วมกัน  โดยมุ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างถูกวิธีเพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการลดปริมาณขยะฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) พร้อมพัฒนาโรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อปลูกฝังการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และเสริมสร้างเยาวชนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อมในอนาคต   ล่าสุด ได้เปิด “โครงการบริหารจัดการขยะภายในโรงเรียน” (School Waste Management) ณ โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี งานนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวอ้อยทิพย์ ปานสอาด นายอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสาวศันสนา  มลายอริศูนย์ ผู้จัดการบริหารกิจกรรมโครงการ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และร่วมส่งมอบชุด “ถังคัดแยกบรรจุภัณฑ์” ให้แก่ โรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชน โดยมี นายสัญญา สีหะวงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนซับน้อยเหนือวิทยาคม เป็นผู้แทนรับมอบ   บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เริ่มตั้งแต่การอบรมการคัดแยกบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วอย่างถูกวิธี ไปจนถึงกิจกรรมเกม “ซื้อ ใช้ จัดการ” และ “แยกให้ดี ทิ้งให้ถูก” ที่ช่วยสร้างความเข้าใจเรื่องการคัดแยกขยะผ่านรูปแบบที่สนุกและเข้าใจง่าย   นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมรับซื้อบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว อาทิ ขวดพลาสติก กระป๋องอะลูมิเนียม ลังกระดาษ และขวดแก้ว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอีกด้วย   สำหรับการดำเนินโครงการในครั้งนี้ มีผู้แทนจากโรงเรียนในเครือข่ายโครงการสานอนาคตการศึกษา (Connext ED) ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการขยะในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ ต่อยอดการพัฒนาโรงเรียนต้นแบบ และขยายผลสู่การพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

August 27, 2026 / 0 Comments
read more

ตลาดสุกี้ 4 หมื่นล.บาทปี 69 เข้าสู่ยุคแข่งความหลากหลายเมนู ‘ลัคกี้ สุกี้’ ส่งบุฟเฟต์ติ่มซำเติมพรีเมียม

BizKet

ลัคกี้สุกี้ ส่งโมเดลใหม่ ‘ลัคกี้สุกี้มาร์เช่แอนด์ติ่มซำ’ บุฟเฟ่ต์ติ่มซำ 299 บาท/หัว เจาะตลาดสุกี้บุฟเฟ่ต์ 40,000 ล้าน ปี2569แข่งความหลากหลายเมนู ชิงแรงซื้อผู้บริโภคเน้นมื้อคุ้มค่า   โมเดลใหม่เจาะตลาดมื้อคุ้มค่า ลัคกี้ สุกี้ เปิดตัว ‘ลัคกี้สุกี้มาร์เช่แอนด์ติ่มซำ’ บุฟเฟต์ติ่มซำ 299 บาท/หัว เน้นชูความหลากหลายและเมนูพรีเมียมตอบโจทย์ผู้บริโภค ชิงตลาดหม้อรวม 4 หมื่นล้านบาท โอกาสเติบโตสูงในตลาดสุกี้-ชาบูมูลค่า 35,000 – 40,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6% – 7% ของภาพรวมตลาดร้านอาหารไทย ตลาดสุกี้ครองสัดส่วนใหญ่ที่สุด เฉพาะตลาดร้านสุกี้มีมูลค่าสูงถึง 23,000 – 26,000 ล้านบาท คิดเป็น 65% – 70% ของตลาดหม้อรวม และยังเติบโตต่อเนื่อง 6–8% ต่อปี     รสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารสุกี้สไตล์บุฟเฟต์แบรนด์ ‘ลัคกี้ สุกี้’ (Lucky Suki) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดร้านอาหารไทยมีมูลค่ารวมกว่า 600,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 5% – 8% ต่อปี   ขณะที่มูลค่าตลาดสุกี้-ชาบู (ตลาดหม้อรวม) มีมูลค่ารวมประมาณ 35,000 – 40,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6% – 7% ของตลาดร้านอาหารไทยทั้งหมดครอบคลุมทั้งร้านสุกี้ทั่วไป ร้านชาบูญี่ปุ่นพรีเมียม ร้านปิ้งย่าง ไปจนถึงหม่าล่าสายพานเฉพาะทาง ยังเติบโตได้ดีแม้อยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากปัจจัยพฤติกรรมคนไทย นิยมรับประทานอาหารเป็นกลุ่ม ครอบครัว หรือกลุ่มสังสรรค์ ด้วยมีความคุ้มค่าสูงต่อมื้อ   ทั้งนี้ หากแบ่งประเภทเฉพาะตลาดร้านสุกี้ จะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 23,000 – 26,000 ล้านบาท ซึ่งครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดราว 65% – 70% ของตลาดหม้อรวมสุกี้-ชาบูทั้งหมด และยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเฉลี่ย 6–8% ต่อปี เช่นกัน   “แนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้การแข่งขันของร้านอาหารบุฟเฟต์ราคาหลักร้อยต้นๆ มีความร้อนแรงและดุเดือดตามไปด้วย ผู้ประกอบการ จำเป็นต้องเพิ่มความคุ้มค่าและความหลากหลายของเมนูเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง”   โมเดลใหม่ รับขนมจีบ-ซาลาเปาเพิ่มไหม?   สำหรับบริษัท ได้ปรับทิศทางการขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผ่านรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ใหม่ภายใต้แนวคิด (Concept) ล่าสุด คือ  ‘ลัคกี้ สุกี้ มาร์เช่ แอนด์ ติ่มซำ’ โดยนำโมเดลติ่มซำเข้ามาเสริมทัพธุรกิจร้านอาหารในพอร์ตโฟลิโอเพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าและสร้างสีสันให้กับตลาด พร้อมขยายฐานกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ในช่องว่างตลาดอาหารประเภทติ่มซำที่ขยับจากร้านอาหารจีนพรีเมียม สู่ตลาดในวงกว้างทั่วไป (Mass) และกลายเป็นเมนูมาตรฐานที่เข้าถึงง่าย ทานได้ทุกเพศทุกวัย   “โมเดลใหม่ของลัคกี้ฯ จะเข้ามาเพิ่มความหลากหลายของอาหารและความรู้สึกคุ้มค่าต่อหัวราคาบุฟเฟต์ และกลายเป็นอาวุธสำคัญในสงครามราคาของตลาดสุกี้ สอดรับกับผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่าย”   โดย  ‘ลัคกี้ สุกี้ มาร์เช่ แอนด์ ติ่มซำ’ จะนำกลยุทธ์สินค้ารายการอาหารเมนู ติ่มซำ เช่น ขนมจีบ และซาลาเปา ฯลฯ เข้ามาในไลน์อาหารเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดลูกค้าให้รู้สึกว่าได้ทานของที่หลากหลายมากขึ้นในราคาเบ็ดเสร็จ พร้อมยกระดับสู่พรีเมียมแมส ที่สอดคล้องกับ ภาพรวมของ ตลาดชาบู-สุกี้ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดและมีการแข่งขันดุเดือดร้อนแรงที่สุดในอุตสาหกรรมร้านอาหารไทย ที่เติบโตต่อเนื่องทุกปี     ด้าน ‘วิรัตน์ โรจยารุณ’ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ วางกลยุทธ์ธุรกิจลัคกี้ สุกี้ ด้วยการยกระดับประสบการณ์ที่มากกว่า จากความหลากหลายรายการเมนูอาหารบุฟเฟต์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการทางเลือกในการทานอาหารที่หลากหลายขึ้นในราคาเดียว โดยไม่ต้องไปร้านติ่มซำแยกต่างหาก   ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับกระแส (Trend) พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ในการเข้าร้านอาหาร  ด้วยเหตุผลต่างๆ อาทิ   กลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับ ‘Vibe’ บรรยากาศมากกว่า ความหรูหราแบบเดิม สะท้อนการตกแต่งบริการร้านติ่มซำในรูปแบบจีนร่วมสมัย(Modern Chinese Style) แต่ยังสะท้อนตัวตนสไตล์ลัคกี้ สุกี้ บรรยากาศ คือ ประสบการณ์สำคัญของกลุ่มเป้าหมายนี้ รองรับพฤติกรรมการกินไปคุยไปด้วยการทานแบบพอดีคำ (Bite-sized) ทำให้กลุ่มเป้าหมายโฟกัสกับเพื่อนหรือคนที่ไปทานด้วย (Bite-sized -Socialize Non-Stop) กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ที่เน้น ‘Comfort Food & Emotional Benefits’ เพื่อให้อาหารกลายเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจ (อาหารเยียวยาใจ) ผ่านความหลากหลายเมนูของลัคกี้ สุกี้ ที่เป็นไฮไลท์ พร้อมรสชาติที่ถูกจริตและฟิวชั่น Topping ใหม่ๆ   สำหรับ การขยายกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ด้วยเมนูติ่มซำที่มากกว่าเดิม เช่น ขนมจีบ ซาลาเปา ของนึ่ง ที่ทานง่ายและเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ ของแบรนด์ลัคกี้ ในครั้งนี้ ยังเพื่อยกระดับแบรนด์พร้อมสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ราคาประหยัด ด้วยเมนูติ่มซำพรีเมี่ยม เข้ามาเสริมช่วยเพิ่มจุดขาย (Value for Money) ให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น   สำหรับ ‘ลัคกี้สุกี้มาร์เช่แอนด์ติ่มซำ’ วางอัตราค่าบริการในราคาบุฟเฟต์สุกี้ 219 บาท บุฟเฟต์ติ่มซำ 299 บาท (2 ราคานี้ทานได้ 1.45 ชั่วโมง) และบุฟเฟต์ สุกี้+ติ่มซำ 389 บาท นาน 2 ชั่วโมง (ราคานี้ไม่รวมของว่าง เครื่องดื่มรีฟิล 39 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) พร้อมเมนูพิเศษกว่า 42 เมนู  อาทิ ซาลาเปาลาวาไข่เค็ม, บักกุ๊ดเต๋, โจ๊กโบราณ, สลัดครีมกุ้งวาซาบิ, ฮะเก๋ากุ้ง, เผือกทอดไส้หมูแดง, ซี่โครงหมูเต้าซี่ และไข่มังกร เป็นต้น   โดยเปิดให้บริการครั้งแรกที่สาขา ยูเนี่ยนมอลล์ ชั้น B และเป็นสาขาลำดับที่ 58 ของบริษัทฯ โดยในปี 2569 บริษัท วางเป้าหมายขยายสาขาครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ได้ครบ 72 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันลัคกี้ สุกี้ มี 57 สาขา ภายใต้ 3 โมเดลธุรกิจ คือ   ลัคกี้ สุกี้ 33 สาขา ลัคกี้บาร์บีคิว 13 สาขา ลัคกี้ มาร์เช่ 11 สาขา   ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าว ในปี2569 บริษัทตั้งเป้าด้วยยอดขายมากกว่า 3,500 ล้านบาท    

August 27, 2026 / 0 Comments
read more

แสนสิริ เพิ่มถี่มอนิเตอร์ยอดขายรักษาตลาดคอนโด ย้ำแบรนด์แกร่งจะกำหนดราคาระดับพรีเมียมได้

BizKet

แสนสิริ ปรับเกมคอนโดฯ ชะลอตัว เพิ่มความถี่ติดตามยอดขายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง มอง 3 ทำเลศักยภาพ ตอบโจทย์ดีมานด์จริงและนักลงทุน มุ่งสร้างแบรนด์แข็งแรงสามารถกำหนดราคาพรีเมียมได้เมื่อลูกค้าเชื่อมั่น-มองหาความคุ้มค่า   แสนสิริเพิ่มความถี่ติดตามยอดขายคอนโดฯ จากรายเดือนเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รับตลาดชะลอตัวและเร่งปรับกลยุทธ์ให้ทันดีมานด์ มอง 3 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ พื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยและสนามบิน, CBD-สุขุมวิทตอนใน และบางนา ที่ยังมีดีมานด์จากผู้ใช้งานและนักลงทุน ครึ่งหลังปี 2569 เตรียมเปิด 9 คอนโดฯ มูลค่า 11,700 ล้านบาท ขณะที่ 7 เดือนแรกทำยอดขาย 16,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเป้าหมาย     องอาจ สุวรรณกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาโครงการแนวสูง บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) SANSIRI ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์นรายใหญ่ เปิดเผยว่าแสนสิริ วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุก เพื่อทำความเข้าใจความต้องการ (Demand) ที่แท้จริงของกำลังซื้อ ในตลาดคอนโดมิเนียมในขณะนี้มีความท้าทายมากขึ้น เพื่อเร่งปรับกลยุทธ์ทันทีเมื่อผลลัพธ์ต่ำกว่าเป้าหมายภายในที่กำหนด “ในตอนนี้แสนสิริ ไม่สามารถรอผลยอดขายรายเดือนแล้วจึงค่อยดำเนินการได้ ทำให้บริษัทต้องติดตามทั้งยอดขาย จำนวนผู้เข้าชมโครงการ (Walk-in) และผลการดำเนินงานของแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด” ทั้งนี้ แสนสิริ ได้เพิ่มความถี่ในการติดตามยอดขายเป็นสองครั้งต่อสัปดาห์ จากเดิมรายเดือน เพื่อสะท้อนถึงการปรับกลยุทธ์ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนตัวและการแข่งขันที่สูงขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการวางแผนจัดหาสินค้า (Supply) ใหม่ให้สอดคล้องกับปริมาณดีมานด์ที่ตลาดแต่ละพื้นที่สามารถรองรับได้   “ล่าสุด ยอดขายในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าต่ำกว่าเป้าหมายภายในที่ตั้งไว้ราว 20 ล้านบาท ส่งผลให้ฝ่ายบริหารต้องเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร็ว แทนที่จะปล่อยให้การชะลอตัวนี้ดำเนินต่อไป” ขณะเดียวกัน แสนสิริ ยังวางแผนรักษาสมดุลระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายของโครงการ รวมถึงบริหารโครงการที่อยู่ในหลากหลายช่วงของการพัฒนา ตั้งแต่โครงการที่อยู่ระหว่างรอใบอนุญาต โครงการที่กำลังก่อสร้าง ไปจนถึงโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ เพื่อรักษาความคล่องตัวของโครงการในแต่ละช่วงให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารกระแสเงินสดเข้าและออก เป้าหมายคือการเปิดตัวซัพพลายใหม่ก็ต่อเมื่อตลาดมีศักยภาพในการรองรับ” นายองอาจกล่าว   ตั้งเป้ารายได้คอนโดฯ 1.75 หมื่นล้าน   องอาจ กล่าวว่า ในปี2569 แสนสิริตั้งเป้ารายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมที่ 17,500 ล้านบาท โดยต้องทำยอดขายเฉลี่ยประมาณ 200 ล้านบาทต่อสัปดาห์ หรือราว 800 ล้านบาท-1,000 ล้านบาทต่อเดือน แม้ตลาดจะอยู่ในภาวะชะลอตัว   ขณะที่การพัฒนาโครงการใหม่ บริษัทจะพิจารณาศักยภาพของทำเลจากปัจจัยด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ โอกาสด้านตลาดเช่า และดีมานด์พื้นฐานของพื้นที่ มากกว่าการมองภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว ก่อนตัดสินใจเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่   สำหรับทำเลที่แสนสิริมองว่ายังมีศักยภาพ ซึ่งมีดีมานด์จากกลุ่มผู้ใช้งานและนักลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะรองรับ ได้แก่   พื้นที่ใกล้มหาวิทยาลัยและสนามบิน ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) สุขุมวิทตอนใน และ บางนา   องอาจ บอกว่า แม้แต่ทำเลที่มีการแข่งขันสูงหรืออยู่ในภาวะ ‘Red Ocean’ บริษัทมองว่ายังมีโอกาส หากตลาดยังมีดีมานด์พื้นฐานที่แข็งแรง และสินค้า สามารถแข่งขันได้ผ่านคุณภาพ ทำเล ราคาเหมาะสม และบริการหลังการขาย โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการลดราคาเป็นหลัก   “แสนสิริยังให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและการเลือกทำเลเชิงกลยุทธ์ โดยเชื่อว่าแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งสามารถกำหนดราคาในระดับพรีเมียมได้เล็กน้อย หากลูกค้ามองเห็นถึงความคุ้มค่าที่ได้รับจากตัวสินค้าและบริการ”   ต่างชาติแรงหนุน-จีนครองสัดส่วนสูงสุด   องอาจ กล่าวต่อสำหรับกำลังซื้อจากต่างชาติยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดคอนโดมิเนียม โดยลูกค้าจีนยังเป็นกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติที่มีสัดส่วนสูงสุด แม้ดีมานด์จะชะลอตัวลง ตามด้วยลูกค้าจากไต้หวันและตะวันออกกลาง   ขณะที่ในครึ่งหลังปี 2569 แสนสิริเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ 9 โครงการ มูลค่ารวม 11,700 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่า 17,700 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งปีมีแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมรวม 17 โครงการ มูลค่ารวม 29,400 ล้านบาท   สำหรับโครงการใหม่ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ทำเลภูเก็ต คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 36% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด สะท้อนกลยุทธ์การให้น้ำหนักกับทำเลที่มีแรงหนุนจากลูกค้าต่างชาติและภาคการท่องเที่ยว   ขณะเดียวกัน บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนจำนวน 7 โครงการ มูลค่ารวม 18,600 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงที่เหลือของปี   แสนสิริคาดว่าพอร์ตโฟลิโอคอนโดมิเนียม จะสร้างรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ 17,500 ล้านบาท และมียอดขาย 23,000 ล้านบาทในปีนี้ โดยช่วง 7 เดือนแรกมียอดขายแล้ว 16,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 70% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ 23,000 ล้านบาท   องอาจ ทิ้งท้าย “จากการเติบโตรายได้กลุ่มคอนโดมิเนียมแสนสิริ โดยความสำเร็จนี้สะท้อนชัดเจนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมอบให้ จนทำให้แสนสิริครองตำแหน่ง No. 1 Engagement Award แบรนด์ที่ผู้บริโภคค้นหาข้อมูลสูงสุดอย่างต่อเนื่อง”

August 27, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอน ดัน Bangkok Watch Week 2026 สู่ Global Watch Destination

PRnounce

“Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ Global Watch Destination รวมกว่า 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ร่วมขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกา ผ่าน The Symposium โดยผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเรือนเวลา สัมผัสนิทรรศการและโชว์เคสสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 22-27 กันยายนนี้ ณ สยามพารากอน สยามพารากอน ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก และเป็น Global Luxury Destination ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับแวดวงเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูง อย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 พร้อมยกระดับนิยามของวัฒนธรรมนาฬิกา (Watch Culture) ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ผ่านการรวมตัวของ 45 แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก เหล่าผู้ทรงอิธิพลในแวดวงนาฬิกา นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจากทั่วโลก พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกิดบทสนทนาระหว่างแบรนด์ผู้สร้างสรรค์ และคอมมูนิตี้นาฬิกาผ่าน The Symposium รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในเรือนเวลาได้สัมผัสผลงานระดับมาสเตอร์พีซและนวัตกรรมล่าสุด ผ่านนิทรรศการและโชว์เคสสุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” เตรียมเดินหน้าสู่ปีที่ 2 ของการขับเคลื่อนวัฒนธรรมเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการต้อนรับพันธมิตรจากวงการนาฬิกาชั้นสูงกว่า 45 แบรนด์ A. LANGE & SOHNE, BIANCHET, BOUCHERON, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE, LOUIS ERARD, PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, and ZENITH. รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ AMIDA, BEHRENS, BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GIRARD-PERREGAUX, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, OMEGA, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR, and UNIVERSAL GENEVE. พร้อมยกระดับการมีส่วนร่วมของคอมมิวนิตี้นาฬิกาผ่าน “The Symposium” พื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรื่องราวเบื้องหลังศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์เรือนเวลา โดยผู้บริหารระดับโลก นักสร้างสรรค์นาฬิกา และบุคคลสำคัญแห่งวงการที่จะมามาร่วมถ่ายทอดมุมมองอย่างคับคั่ง และยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมด้วยไฮไลต์สำคัญจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก ทั้งการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่และการเผยโฉมเรือนเวลารุ่นสำคัญครั้งแรกในโลก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของ Bangkok Watch Week ซึ่งไม่เพียงมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมงานมากขึ้นกว่าเท่าตัว โดยครอบคลุมทั้งเมซงระดับตำนานและผู้ผลิตเรือนเวลาอิสระ ยังขยายมิติของ The Symposium และยกระดับประสบการณ์เรือนเวลา ผ่านไฮไลต์สำคัญ ที่จะยกระดับกรุงเทพฯ สู่การเป็น Global Watch Destination ครั้งแรกของการเผยโฉมเรือนเวลาสุดหรูพร้อมนวัตกรรมล่าสุด หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าจับตามองของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือการได้รับเลือกให้เป็นเวทีสำหรับการเปิดตัวเรือนเวลาและคอลเลกชันสำคัญจากแบรนด์ระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่มีต่อกรุงเทพฯ และศักยภาพของคอมมูนิตี้นักสะสมจากทั่วโลก โดยแบรนด์กว่า 45 แบรนด์นำ Novelties กว่า 200 เรือน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท มาจัดแสดงที่ประเทศไทย และที่เป็นไฮไลท์พิเศษสุดคือ Roger Dubuis ที่เตรียมเปิดตัวคอลเลกชัน “Knights of the Roundtable” เป็นครั้งแรกในโลกภายในงาน ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาสำคัญของเมซงที่จะพาผู้หลงใหลในเรือนเวลาเข้าสู่โลกแห่งความกล้า ความซับซ้อนทางกลไก และงานสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ขณะที่ Universal Genève เตรียมสร้างอีกหนึ่งช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในงานนี้ ซึ่งนับเป็นการเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาในภูมิภาคได้สัมผัสการกลับมาของ Maison สำคัญแห่งประวัติศาสตร์นาฬิกาสวิส ผ่านมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงมรดกของแบรนด์เข้ากับอนาคตของศาสตร์แห่งเรือนเวลา นอกจากนี้เหล่านักสะสมและผู้รักนาฬิกายังจะได้พบกับความพิเศษในโซน “The Exhibition” ซึ่งจะนำเสนอเรือนเวลารุ่นใหม่ล่าสุด รุ่นลิมิเต็ด มาสเตอร์พีซ เรือนเวลาที่มีความซับซ้อนทางกลไก รวมถึงชิ้นงานหายากและคอลเลกชันอันทรงคุณค่า ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด The Symposium เปิดเวทีขับเคลื่อนวัฒนธรรมนาฬิกา โดยผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการเรือนเวลาระดับโลกหัวใจสำคัญของ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 คือ “The Symposium” ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราว (Storytelling) และเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์นาฬิกา ผ่านมุมมองของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์เรือนเวลา และผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงนาฬิกาชั้นสูงระดับโลก สำหรับปีนี้ The Symposium ได้ขยายทั้งจำนวนเซสชันและพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วม เพื่อเปิดโอกาสให้คอมมูนิตี้นาฬิกาได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟได้มากขึ้น รวม 18 Symposium โดยหนึ่งในผู้ร่วมเวทีที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือ Mr.Georges Kern, Group CEO of Breitling ผู้บริหารคนสำคัญแห่งวงการนาฬิกาสวิส ซึ่งจะมาร่วมเปิดมุมมองถึงทิศทางของอุตสาหกรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์นาฬิกาให้สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนในโลกยุคใหม่ ใน The Symposium on The Breitling Journey – Georges Kern on Brand Legacy, Community and the Future of Watch Culture รวมถึง Mr. Emmanuel Breguet, Vice President and Head of Patrimony ที่จะมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ Breguet และมรดกทางนวัตกรรมของ Tourbillon ในวาระครบรอบ The 225th Anniversary of the Tourbillon ซึ่งนับเป็นโอกาสพิเศษที่นักสะสมและผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลาจะได้รับฟังเรื่องราวจากบุคคลที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประวัติศาสตร์ของเมซง นอกจากนี้ตลอด 6 วันของการจัดงาน เวที The Symposium ยังมีเซสชันจากเมซงและแบรนด์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ The Symposium on CVSTOS: Beyond Tradition – Material Innovation in Modern Watchmaking with Sassoun Sirmakes – CEO The Symposium on Piaget with Pierre Guerrier – Business Developer and Watchmaking Expert The Symposium on Universal Genève Returns: The Beginning of A New Era for Le Couturier De La Montre with House of Brands CEO Georges Kern and Universal Genève Managing Director Gregory Bruttin The Symposium on Vacheron Constantin with Morgan Maillard – Style and Heritage Expert The Symposium on Franck Muller with Nicolas Rudaz – CEO The Symposium on Roger Dubuis: Astronomy Meets Geneva Watchmaking Excellence: Introducing the Excalibur Biretrograde Perpetual Calendar with Jean-Philippe Bonneau – Chief Marketing Officer The Symposium on Jacob & Co. Inheriting the Impossible with Benjamin Arabov – CEO The Symposium on Grand Seiko: The Evolution of Precision with Takashi Sakamoto – Vice President & Jonathan Bues – Communications and Brand Advisor The Symposium on TUDOR: A Century of TUDOR with Cole Pennington The Symposium on Gerald Charles with Federico Ziviani – CEO The Symposium on Bvlgari: The Art of Time with Emma Behaeghel – Regional Managing Director, Bulgari South Asia Pacific The Symposium on Norqain with Tobias Küffer – Vice Presidentรวมถึงช่วง Watch Collector Symposium ที่เปิดพื้นที่ให้คอมมูนิตี้นักสะสมได้แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกัน อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทำให้ The Symposium กลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเรื่องราวของนาฬิกา ตั้งแต่แนวคิด งานฝีมือ มรดกของแต่ละเมซง ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของวงการ Haute Horlogerie สัมผัสประสบการณ์ระดับโลก ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงเท่านั้น Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 ยังเตรียมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสผ่านโซน “The Experience” กิจกรรมแนะนำนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากแบรนด์ต่าง ๆ โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย Fondation Haute Horlogerie Academy (FHH Academy) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกอีกทั้งยังมีอีกหลากหลายกิจกรรมจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำ ที่จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสศาสตร์แห่งเรือนเวลาในหลากหลายมิติ ทั้งงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น ด้วยการสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา พร้อมสัมผัสนิทรรศการ รวมถึงโชว์เคสสุดพิเศษ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จึงไม่เพียงเป็นเวทีที่แบรนด์และนักสะสมมาพบกัน แต่เป็น Watch Culture Platform ที่เชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ งานฝีมือ มรดกทางวัฒนธรรม และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของโลกเรือนเวลาเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเฉลิมฉลองให้กับศาสตร์ ศิลป์ งานฝีมือ และวัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิการะดับโลกและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิกาแห่งหนึ่งของโลก เตรียมพบกับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาระดับโลก ที่จะขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่ Global Watch Destination ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ IG: bangkokwatchweek

August 27, 2026 / 0 Comments
read more

‘บ้านปู’ ขยับรอบ40 ปี หลังควบรวมบ้านปู x บ้านปูเพาเวอร์ สู่ยุคใหม่โลกพลังงานรับเศรษฐกิจเอไอ

EcoVative

‘สินนท์ ว่องกุศลกิจ’ ซีอีโอ บ้านปู สะท้อนทิศทางใหม่ ‘บ้านปู’ หลังปรับใหญ่ควบรวม BPP สู่แพลตฟอร์มพลังงานครบวงจร ผ่านกลยุทธ์ ‘Energy Symphonics’ รองรับกลุ่ม Hyperscalers และเศรษฐกิจยุค AI   ควบรวมใหญ่สู่แพลตฟอร์มเดียว บ้านปู (BANPU) ประกาศควบรวมกิจการกับ บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ชูกลยุทธ์ Energy Symphonics ขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ใหม่ มุ่งเป็นผู้ออกแบบและเชื่อมโยงระบบพลังงานที่พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก รองรับดีมานด์เศรษฐกิจ AI วางเป้าหมายรองรับการเติบโตของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ (Hyperscalers) ที่มีความต้องการพลังงานสูงและมั่นคงในอนาคต   สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) ผู้ให้บริการธุรกิจพลังงานที่หลากหลายรายใหญ่ เปิดเผยว่า ‘บ้านปู’ปรับโครงสร้างใหญ่ โดยควบรวมระหว่าง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP เพื่อรองรับการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยโครงสร้างธุรกิจพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ     สำหรับทิศทางดังกล่าว เป็นตามกลยุทธ์ ‘Energy Symphonics’ สะท้อนการปรับตัวและก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ‘บ้านปู’ ในการเป็นแกนหลักด้านอุตสาหกรรมพลังงานระดับโลก โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและการจำหน่ายพลังงานเพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ (Hyperscalers) ที่เติบโตสูง พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับความรับผิดชอบ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคน     ทั้งนี้ จากพันธกิจใหม่จะผลักดันให้ ‘บ้านปู’ ก้าวสู่การเป็นผู้ออกแบบและเชื่อมโยงระบบพลังงานที่พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง ด้วยแพลตฟอร์มพลังงานครบวงจร (Integrated Energy Platform) เพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายของแบรนด์ ‘ขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกด้วยความรับผิดชอบ’ (Expand the world’s energy capacity, responsibly) ที่ดำเนินงานอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ Next-Gen Mining (เหมืองยุคใหม่) ธุรกิจแหล่งพลังงาน ประกอบด้วยเหมืองถ่านหิน ในอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย จีน S. Closed-Loop Gas ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ในสหรัฐอเมริกา Power+ ธุรกิจผลิตพลังงาน โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ (ผ่านทาง BPP เดิม) Future Tech ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา, พลังงานหมุนเวียน, แบตเตอรี่, และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านบริษัทลูกอย่าง Banpu NEXTธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต: มุ่งจำหน่ายพลังงานและวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Hyperscalers) และ AI   สำหรับ ผลประกอบการล่าสุดของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ประจำครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2569 (มกราคม – มิถุนายน) รายได้จากการขายรวม: 2,778 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 89,222 ล้านบาท) กำไรสุทธิ: 61 ล้านเหรียญสหรัฐ (ฟื้นตัวและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งหลังเสร็จสิ้นกระบวนการควบรวมกิจการ) EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา): 596 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 19,150 ล้านบาท)   FYI   บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ปัจจุบันมีอายุ 43 ปี โดยกิจการ BANPU เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2532 (รวมเวลาอยู่ในตลาดหุ้นจนถึงก่อนการปรับโครงสร้างโครงสร้างใหม่ประมาณ 37 ปี) ล่าสุดควบรวมกิจการกับ บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ซึ่งได้แยกตัว (Spin-off) ออกมาจากบริษัทแม่และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559 (รวมระยะเวลาที่เป็นหุ้นซื้อขายในตลาดประมาณ เกือบ 10 ปี) จากการควบรวมครั้งนี้ ‘บ้านปู’ ใช้ชื่อ ‘BPP’ จัดตั้งเป็นนิติบุคคลใหม่โดยกลับเข้าซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา  

August 26, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม มอบน้ำพุ Fountain of Compassion กลางสวนลุมพินี ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่

PRnounce

บี.กริม ส่งมอบ “Fountain of Compassion” กลางสวนลุมพินี ปั้นจุดเช็คอินแห่งใหม่ใจกลางเมือง ก้าวสู่สวนสาธารณะสมบูรณ์แบบ     จากนโยบายของกรุงเทพมหานครในการสร้างเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพฯ อย่างรอบด้าน บี.กริม องค์กรที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี ส่งมอบ “Fountain of Compassion” หรือน้ำพุแห่งความโอบอ้อมอารี ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เป็นจุดพักผ่อนแห่งใหม่ภายในสวนลุมพินี เติมความสดชื่นและสร้างพื้นที่แห่งความสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ท่ามกลางธรรมชาติใจกลางกรุงเทพมหานคร   โครงการดังกล่าวจัดทำขึ้นเนื่องในสองวาระสำคัญ ได้แก่ วาระครบ 100 ปี วันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และวาระครบ 100 ปี สวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยอันเกิดจากพระราชดำริของพระองค์ และเป็นพระราชมรดกที่ยังคงสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน   น้ำพุตั้งอยู่ระหว่าง Lumpini Dog Park และทางขึ้นสู่สะพานเขียว เส้นทางเดินและทางจักรยานที่เชื่อมสวนลุมพินีกับสวนเบญจกิติ บริเวณแห่งนี้จึงมีผู้คนหลากหลายแวะเวียนผ่านในแต่ละวัน ทั้งครอบครัว เด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ นักวิ่ง นักปั่นจักรยาน ตลอดจนผู้ที่พาสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการสวน   การส่งมอบน้ำพุจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่เรียบง่ายและอบอุ่น โดยมี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานบี.กริม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ หม่อมหลวงสุดาวดี เกรียงไกร คุณนันทินี แทนเนอร์ และนายวันชัย ญาณอุบล ผู้จัดการมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตรา ร่วมชมความงดงามของน้ำพุ พร้อมรับฟังการบรรเลงทรัมเป็ตโดยนักดนตรีจากวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตรา เสียงดนตรี สายน้ำ และพื้นที่สีเขียวจึงหลอมรวมเป็นบรรยากาศแห่งความผ่อนคลายใจกลางเมือง     ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า “เราหวังว่าน้ำพุแห่งนี้จะช่วยเติมความสดชื่น ความสงบ และความสุขให้แก่ทุกคนที่มาใช้สวนลุมพินี ทั้งยังเป็นอีกส่วนหนึ่งของความผูกพันที่บี.กริมมีต่อสวนแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา บี.กริมได้สนับสนุนวงรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตราในการจัด Concert in the Park เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสดนตรีคลาสสิกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงสนับสนุนการบูรณะอาคารบันเทิง หรือ B.Grimm Pavilion ให้กลับมาเป็นเวทีสำหรับดนตรีและศิลปะการแสดงอีกครั้ง เราเชื่อว่าธรรมชาติ ศิลปะ และวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและมีความสุขร่วมกันได้”   “B.Grimm Fountain of Compassion” เปิดให้ประชาชนและผู้มาเยือนสวนลุมพินีได้สัมผัสแล้ววันนี้ ในฐานะพื้นที่แห่งใหม่ที่เชื้อเชิญให้ทุกคนหยุดพัก สูดลมหายใจ และพบความสดชื่นท่ามกลางจังหวะชีวิตของเมืองใหญ่  

August 26, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เดินหน้ามอบทุน Herbert Link ปี 2569 ดันเยาวชนเรียนเยอรมัน-ดนตรี

PRnounce

บี.กริม สานต่อทุน “Herbert Link” ปี 2569 ส่งเสริมเยาวชนไทยด้านภาษาเยอรมันและดนตรี สานสัมพันธ์ไทย–เยอรมันสู่คนรุ่นใหม่ บี.กริม เดินหน้าส่งเสริมการศึกษาและสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนไทย ผ่านการสนับสนุน รางวัลทุน “Herbert Link” ประจำปี 2569 แก่นิสิตนักศึกษาที่ศึกษาภาษาเยอรมันเป็นวิชาเอก รวมถึงทุนการศึกษาด้านดนตรี โดยในปีนี้มีนิสิตนักศึกษาได้รับรางวัลรวม 19 คน จาก 9 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สะท้อนความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษา วัฒนธรรม และดนตรี ควบคู่กับการสานต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนี พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมสถาบันเกอเธ่ ศูนย์ไทย-เยอรมัน โดยมี นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทน บี.กริม ในการมอบรางวัล พร้อมด้วย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พรสรรค์ วัฒนางกูร นายกสมาคมไทย-เยอรมัน นางสาวอริยา บู๊ค ผู้แทนเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ ดร.ไพบูลย์ ช่วงทอง ผู้แทนมูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน ร่วมเป็นเกียรติในงาน รางวัลทุน “Herbert Link” จัดโดย สมาคมไทย-เยอรมัน ร่วมกับมูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน โดยได้รับการสนับสนุนจาก บี.กริม เพื่อยกย่องนิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยเห็นถึงคุณค่าของภาษา วรรณคดี และวัฒนธรรมเยอรมัน ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจ ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนไทยและเยอรมันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ชื่อของรางวัลตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ เฮอร์เบิร์ต ลิงค์ (Herbert Link) บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของ บี.กริม และบุตรชายคนโตของ อดอล์ฟ ลิงค์ (Adolf Link) เภสัชกรชาวเยอรมัน ผู้มีบทบาทสำคัญในกิจการสยามดิสเป็นซารี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ บี.กริม ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2421 (ค.ศ. 1878) ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง อดอล์ฟ ลิงค์ ได้กลับมาเปิดกิจการ บี.กริม ในประเทศไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2492 โดยมีเฮอร์เบิร์ต ลิงค์ เข้ามาช่วยดูแลกิจการและมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตของ บี.กริม ในยุคต่อมา รางวัล Herbert Link จึงไม่เพียงเป็นการยกย่องความสำเร็จทางการศึกษาของเยาวชน แต่ยังสะท้อนสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเยอรมนีที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านภาษา วัฒนธรรม การศึกษา และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม กล่าวว่า “การศึกษาเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน เราหวังว่ารางวัล Herbert Link จะเป็นทั้งกำลังใจและแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของกันและกันไม่เพียงเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ แต่ยังช่วยสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างผู้คน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์อันยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศเยอรมนี” การมอบรางวัลแก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนภาษาเยอรมันเป็นวิชาเอกมีจุดเริ่มต้นจากกิจกรรมมอบรางวัลเรียนดีตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 ก่อนเว้นช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2543–2560 และได้รับการนำกลับมาจัดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2566 โดยสมาคมไทย-เยอรมัน ด้วยการสนับสนุนจาก ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ พร้อมขยายการสนับสนุนไปสู่ด้านดนตรีและศิลปะ ในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาวิชาเอกภาษาเยอรมันจาก 9 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมถึง นางสาวฟ้าใส บุรณศิริ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ได้รับทุนการศึกษาด้านดนตรี การสนับสนุนรางวัล Herbert Link เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของ บี.กริม ในการสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 148 ปี ภายใต้ปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” โดยเชื่อมั่นว่าการลงทุนในความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของคนรุ่นใหม่ จะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืน  

August 26, 2026 / 0 Comments
read more

เทคโนโลยีเสริมสร้างความสง่างาม LEPAS พลิกโฉมประสบการณ์การเดินทางแห่งพลังงานใหม่

PRnounce

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทั่วโลก LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) น้องใหม่ล่าสุดจาก Chery Auto ได้วางตำแหน่งตนเองในฐานะ “แบรนด์อันดับหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม” บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ     LEPAS ได้สร้างสรรค์ระบบ “Elegant Technology” ที่ครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าหลัก ระบบขับขี่อัจฉริยะ และสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กลายเป็นการควบคุมรถที่นุ่มนวลหนักแน่น การขับขี่ที่นั่งสบาย และการปกป้องที่รอบด้าน LEPAS จึงทำให้การขับขี่อันสง่างามกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การเดินทางในทุกวัน     ออกแบบเพื่อการขยายขีดความสามารถและวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง: วางรากฐานอัจฉริยะเพื่อการขับขี่อันสง่างาม   แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีการขับขี่อันสง่างามเป็นแกนหลัก รองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงตัวถังรถยนต์หลายขนาด เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาคและสถานการณ์การใช้งาน แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (EEA) แห่งอนาคต ที่ออกแบบขึ้นจากตัวควบคุมโดเมนแบบรวมศูนย์และระบบอีเทอร์เน็ตยานยนต์ระดับกิกะบิต ช่วยให้ตรวจจับการสั่งการของผู้ขับขี่ได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ บนท้องถนน รถยนต์มอบการส่งกำลังที่ราบรื่นเป็นเส้นตรง การบังคับเลี้ยวที่แม่นยำและสม่ำเสมอ ตลอดจนการเบรกที่นุ่มนวลพร้อมการควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวถังที่ยอดเยี่ยม สร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่หนักแน่นและเป็นไปอย่างง่ายดาย   ในขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันรองรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะระดับ Level 2 โดยระบบนำทางอัตโนมัติบนทางหลวง (Highway NOA) มีกำหนดเปิดให้ใช้งานภายในปีนี้ รถยนต์รุ่น LEPAS ที่ติดตั้งระบบจอดรถอัจฉริยะขั้นสูง Super Intelligent Valet Parking (SIVP) จะเปิดตัวในบางตลาดเป็นกลุ่มแรก รองรับการจอดในพื้นที่แคบสุดขีด การนำทางอัตโนมัติภายในอาคารจอดรถ และการจอดรถที่รวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการจอดรถที่หลากหลาย ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านอากาศแบบเต็มโดเมน (Full-domain OTA) ช่วยให้สามารถอัปเกรดฟีเจอร์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ทำให้ประสบการณ์การขับขี่อันสง่างามพัฒนาไปพร้อมกับความต้องการด้านการเดินทางของผู้ใช้งาน   นวัตกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี: ส่งต่อการเดินทางอันสง่างามสู่ผู้คนทั่วโลก   เพื่อรองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายในตลาดทั่วโลก แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการปรับจูนตามสภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค และปรับแต่งเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับแต่ละตลาดท้องถิ่น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างพละกำลัง ระยะทางการขับขี่ และการควบคุมรถ ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อันสง่างามที่สม่ำเสมอในทุกภูมิภาคทั่วโลก รถยนต์รุ่น BEV มาพร้อมชุดมอเตอร์ขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ 12-in-1 ที่ให้ประสิทธิภาพระบบสูงถึง 90.8% ด้วยความหนาแน่นพลังงานเซลล์แบตเตอรี่ 186 วัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม แบตเตอรี่รองรับการชาร์จเร็วจาก 30% ถึง 80% ภายใน 20 นาที และสามารถทำงานได้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้างเป็นพิเศษตั้งแต่ -25°C ถึง 55°C ตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลาย ส่วนรุ่น PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบ LEPAS Super Hybrid ผสานการส่งกำลังที่ราบรื่นเข้ากับระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้น เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจได้ในทุกสภาพแวดล้อม   ด้านความปลอดภัย แพลตฟอร์มอัจฉริยะ LEX ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP ปี 2026 สำหรับระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน ระบบ ADAS ได้รับการทดสอบและยืนยันประสิทธิภาพในสถานการณ์จำลองกว่า 1,200 รูปแบบ มอบการช่วยเหลือด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันในหลากหลายสภาวะ ทั้งการเปลี่ยนเลน การตัดผ่านการจราจร และสภาพแวดล้อมที่ทัศนวิสัยต่ำ ขณะที่ระบบตรวจจับผู้ขับขี่ (DMS) ก็ได้รับการยกระดับสู่มาตรฐาน 25 จุดตรวจจับ ระบบปลดล็อคสำรอง 4 ชั้นช่วยเพิ่มการปกป้องผู้ใช้งานในกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรง แบตเตอรี่ขับเคลื่อนได้มาตรฐานการป้องกันทั้ง IP68 และ IPX9K พร้อมระบบป้องกันการลุกลามความร้อน (Thermal Runaway) ที่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพเป็นพิเศษสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน อุณหภูมิสูง และความชื้นสูง เพื่อรักษาความเสถียรและความน่าเชื่อถือแม้ในสภาวะที่ท้าทายที่สุด   “Elegant Technology” ของ LEPAS ไม่ได้หมายความเพียงตัวเลขสเปกทางเทคนิค แต่หมายถึงการส่งมอบความเสถียร ความน่าเชื่อถือ และความหนักแน่นในทุกสถานการณ์การขับขี่ LEPAS เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสร้างคุณค่าที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อมันมอบความสะดวกสบายและความง่ายดายให้กับทุกการเดินทาง ในก้าวต่อไป LEPAS จะยังคงยึดมั่นให้ “Elegant Technology” เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์ทุกรุ่น พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ประณีต หนักแน่น และสง่างามให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก — พลิกโฉมนิยามของการใช้ชีวิตคุณภาพในยุคพลังงานใหม่   เกี่ยวกับ LEPAS   LEPAS คือแบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) น้องใหม่ล่าสุดจาก Chery Auto มุ่งมั่นสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางอันสง่างามให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก ด้วยความตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็น “แบรนด์อันดับหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม” LEPAS ผสานรวมสามองค์ประกอบหลักเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ Leopard Aesthetics (สุนทรียะแห่งเสือดาว) Elegant Technology (เทคโนโลยีอันสง่างาม) และ Exquisite Space (พื้นที่ใช้สอยอันประณีต) เปลี่ยนความสง่างามให้กลายเป็นประสบการณ์การขับขี่ที่สัมผัสได้ มองเห็นได้ และเชื่อใจได้ ด้วยเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการทั่วโลกกว่า 500 แห่งที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง LEPAS กำลังขยายการดำเนินงานสู่ระดับสากลผ่านการปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับแต่ละท้องถิ่น เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในตลาดทั่วโลก    

August 26, 2026 / 0 Comments
read more

มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร อดีตสาวแบงก์สู่คนปั้น ‘บาโนบากิ’ ในไทย จนบริษัทแม่ยอมให้ถือหุ้น 10%

Zcreat

‘มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร’ กับแนวคิดธุรกิจที่เกิดจากการตั้งคำถาม? แถมไม่มีคอนเน็กชั่นใดๆในวงการความงาม ‘K-Beauty’ แต่ใช้ความเข้าใจผู้บริโภคไทยเชิงลึกแบบครบเครื่อง จนบริษัทแม่เปลี่ยนสถานะจากคู่ค้าสู่พาร์ตเนอร์ให้ถือหุ้น 10.08%   8 ปีปั้นตลาด ‘บาโนบากิ’ จากตัวแทนจำหน่าย สู่แบรนด์ Facial Mask ยอดขายอันดับหนึ่งในร้านค้าปลีกความงามไทยต่อเนื่อง 7 ปี ไทยขึ้นแท่นตลาดอันดับ 1 นอกเกาหลี และเป็นหนึ่งในตลาดที่ช่วยผลักดัน ‘บาโนบากิ’ ขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 26 ประเทศทั่วโลก ได้หุ้น Banobagi Cosmetics 10.08% ขยับจาก Distributor สู่พาร์ตเนอร์และผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ของธุรกิจคอสเมติกส์บาโนบากิ   ‘8 ปี’ คือระยะเวลาที่ มีน-ยศพร สุวรรณวิเชียร กรรมการผู้บริหาร บริษัท บียอนด์ บิวตี้ เทรด (Beyond Beauty Trade) จำกัด ได้สร้างตลาดให้ ‘บาโนบากิ’ (Banobagi) แบรนด์ความงามจากโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลี จนกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ Facial Mask มาสก์ใบหน้าที่ครองตำแหน่งยอดขายอันดับหนึ่งในร้านค้าปลีกความงามของไทยต่อเนื่องหลายปี   ขณะที่เส้นทางความสำเร็จในวันนี้ ของ ‘มีน-ยศพร’ ต้องบอกว่า ‘เธอ’ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีคอนเน็กชัน เครือข่ายแต่อย่างใดในวงการความงามมาก่อน หรือแม้แต่ทุนก้อนใหญ่   แต่เริ่มจากอดีตพนักงานธนาคาร ที่มองเห็นโอกาสของตลาดความงามเกาหลี ‘K-Beauty’ หลังเดินทางไปเกาหลีพร้อมตั้งคำถาม? เมื่อกลับมาในไทยก่อนเริ่มต้นธุรกิจด้วยการเป็นผู้นำเข้าสินค้าความงาม ก่อนจะพัฒนาโมเดลธุรกิจร่วมกับแบรนด์บาโนบากิ   โดยตลอดช่วง 8 ปีของการทำตลาดบาโนบากิ ในไทยนั้น ‘มีน-ยศพร’ ให้ความจริงจัง ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีความรู้ทางการแพทย์และความงาม Medical Know-how และ Beauty Technology จากเกาหลี มาศึกษาร่วมกับความต้องการเชิงลึก (Consumer Insight) ผู้บริโภคคนไทย สู่การพัฒนาสินค้า การเลือกช่องทางขาย ไปจนถึงการวางกลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์   จนพาแบรนด์ไปสู่ผลลัพธ์ทำให้บาโนบากิประเทศไทย กลายเป็นตลาดอันดับ 1 นอกเกาหลี และเป็นหนึ่งในตลาดที่ช่วยให้แบรนด์ขยายธุรกิจไปแล้วกว่า 26 ประเทศทั่วโลก   จากความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงขยับจาก ‘ตัวแทนจำหน่าย’ ไปสู่ ‘พันธมิตรทางธุรกิจ’ เมื่อ ‘ยศพร’ เข้าถือหุ้นใน Banobagi Cosmetics สัดส่วน 10.08% กลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 และเป็นพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าถือหุ้นในธุรกิจคอสเมติกส์ (Cosmetic) ของบาโนบากิ   จากพนักงานแบงก์ สู่ตัวแทนขายบาโนบากิ   ย้อนกลับไปช่วงปี 2008-2010 ในตอนที่เกาหลีใต้ ยังไม่ได้ถูกมองเป็นจุดหมายปลายทางด้านความงาม ‘Beauty Destination’ ของโลกเหมือนในปัจจุบัน แต่ ‘มีน-ยศพร’ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานธนาคารและเติบโตมาจากภาคใต้ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศจากการเดินทางไปเกาหลี จากผู้คนที่ดูดีขึ้น โรงพยาบาลศัลยกรรมและคลินิกความงามที่มีอยู่จำนวนมาก จนเกิดคำถามว่า   “วงการความงามเกาหลี ต้องมีอะไรบางอย่าง?”   จากความสงสัยดังกล่าวได้กลายเป็นข้อมูลธุรกิจเชิงลึก ‘Business Insight’ และเป็นแรงส่งให้ ‘เธอ’ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำและเริ่มธุรกิจนำเข้าสินค้าความงามจากเกาหลี โดยเริ่มจากแบรนด์ ‘Skingom’ ในช่วงที่ธุรกิจทีวีช้อปปิ้งกำลังได้รับความนิยม ที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นที่ถูกทาง ด้วยสินค้าขายดีจนบางช่วงต้องเร่งนำเข้าทางเครื่องบินเพื่อไม่ให้สินค้าขาดระหว่างออกอากาศ   ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เห็นศักยภาพของตลาด K-Beauty แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า หากต้องการสร้างธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น จะทำอย่างไรให้แตกต่างจากการเป็นเพียง ‘ผู้นำเข้าสินค้า’ ที่นำเธอเดินทางกลับไปเกาหลีอีกครั้ง เพื่อไปหาคำตอบด้วยการไปโรงพยาบาบาลพร้อมพบแพทย์ด้วยตัวเอง โดยไม่มีทีมใหญ่หรือคอนเน็กชั่นในวงการความงามมาเปิดทางให้ก่อนแต่อย่างใด   กระทั่งการพบกับคุณหมอและเจ้าของโรงพยาบาลในร้านคาเฟ่ใกล้โรงพยาบาล กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และนำไปสู่การทำตลาด ‘บาโนบากิ’ ในประเทศไทย   เธอ บอกว่าโจทย์ในวันนั้น คือ การทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์เหมาะกับผู้บริโภคไทยจริงๆ เพราะแม้เทคโนโลยีและองค์ความรู้จะมาจากเกาหลี แต่สภาพอากาศ สภาพผิว และพฤติกรรมผู้บริโภคไทยแตกต่างกัน และนำไปสู่บทสนทนากับทีมแพทย์ว่า   “หากต้องการทำตลาดไทยอย่างจริงจัง สามารถปรับสูตรให้เหมาะกับผิวคนไทยได้หรือไม่”   และนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือระหว่างทีมไทยกับแพทย์และทีมโรงพยาบาลเกาหลีในเวลาต่อมา และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด ‘Korean Innovation x Local Insight’ โดยนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากเกาหลีมาผสานกับความเข้าใจผู้บริโภคไทย   เส้นทางความสำเร็จ ‘บาโนบากิ’ ในไทย   มีน ยศพร บอกความสำเร็จของบาโนบากิ ในปัจจุบันมาจากการนำความต้องการเชิงลึกผู้บริโภคชาวไทยมาพัฒนาเป็นสินค้าและออกแบบประสบการณ์ให้กับแบรนด์   จากในช่วงเริ่มต้นทำตลาดเมื่อปี 2561 บาโนบากิ มีสินค้าเพียงไม่กี่รายการ (SKU) ก่อนขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าเพิ่มออกมาตามความต้องการของตลาด และสร้างผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของคนไทย   โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกพัฒนามาให้เข้ากับตลาด คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Sleep ที่พบว่าคนไทยมักใช้ชีวิตอยู่กับโซเชียลมีเดีย พักผ่อนน้อย และมีปัญหาขอบตาคล้ำ ที่สะท้อนแนวคิดการทำตลาดสินค้าที่จะต้องเหมาะกับชีวิตและพฤติกรรมของคนไทย จริงๆ ด้วย   จากนั้นแนวคิดเดียวกันนี้ ถูกต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่น ทั้ง Skincare และ Beauty Category ใหม่ๆ จนถึงปัจจุบันฐานธุรกิจบาโนบากิในไทยมี Facial Mask เป็นสินค้าหลัก โดยกว่า 95% ของยอดขายมาจาก Facial Mask และอีกประมาณ 5% มาจากสินค้าอื่นๆ   ขณะที่ตลาด Facial Mask ในไทยมีมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาทในปี 2567 (ข้อมูล Euromonitor) และบาโนบากิเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดดังกล่าว   ขยายไลน์สินค้า บาโนบากิ   นอกจาก Facial Mask แล้วซึ่งเป็นพอร์ตสินค้าที่แข็งแกร่งแล้ว ล่าสุดบาโนบากิเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่ม PDRN + Collagen 1000 Skin Booster จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม โฟมล้างหน้า เซรั่ม ครีมบำรุงรอบดวงตา ครีม และมาสก์ โดยผสาน PDRN จากแซลมอนและโสมเกาหลีเข้ากับเทคโนโลยี Double ExoBoost และ Micro Grinding Method   มีน-ยศพร บอกอีกว่าในส่วนของบริษัทบียอนด์ บิวตี้ เทรด  เองยังอยู่ระหว่างศึกษาการขยายไลน์สินค้าเข้าสู่กลุ่มเมคอัพ และความงามกลุ่มใหม่ รวมถึงการพัฒนา ‘T-Beauty’ ที่ผลิตในประเทศไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จาก Consumer Insight ของคนไทยโดยตรง อีกด้วย   เลือก ‘พรีเซ็นเตอร์’ ไม่ใช่แค่ดัง   ขณะที่อีกหนึ่งกลยุทธ์ความสำคัญ ‘บาโนบากิ’ คือการทำให้เทคโนโลยีความงาม จากโรงพยาบาลเกาหลีเข้าถึงคนไทยได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจะต้องไม่จำกัดอยู่แค่การทำตลาดโฆษณา แต่ครอบคลุมครบลูปทั้ง อีเวนต์ การประชาสัมพันธ์ การเลือก KOLs, อินฟลูเอ็นเซอร์ และอื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์และเชื่อมแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค   แนวคิดสำคัญคือ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องบินไปเกาหลี ก็สามารถเข้าถึง บิวตี้ เทคโนโลยี จากโรงพยาบาลเกาหลีได้ในประเทศไทย   ดังนั้น การเลือกพรีเซ็นเตอร์จึงไม่ได้มองเพียงชื่อเสียง แต่จะเลือกให้เหมาะกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อย่าง ‘มดดำ’ เป็นตัวแทนกลุ่ม Gen X ไปจนถึงพรีเซ็นเตอร์ที่เข้าถึง Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha   รวมถึง เตนล์ (TEN) ชิตพล ลี้ชัยพรกุล ศิลปินสัญชาติไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกสมาชิกวงบอยแบนด์ NCT ในฐานะ Asia Brand Ambassador บาโนบากิ ส่วนพีพี และ บิวกิ้น ยังถูกเลือกเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน มาช่วยถ่ายทอดตัวตนผลิตภัณฑ์ และสร้างประสบการณ์สินค้าร่วม ผ่านฐานแฟนคลับของแต่ละคนอีกด้วย   บริหารเสี่ยงช่องขาย ออฟไลน์-ออนไลน์   ขณะที่ช่องทางขาย ก็เป็นอีกกลยุทธ์การตลาดสำคัญ ด้วยในช่วงแรกของ ‘บาโนบากิ’ เลือกสร้างตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากร้านค้าปลีกความงาม วัตสัน (Watsons) ก่อนขยายไปยังร้านค้าปลีกสุขภาพความงาม ร้านสะดวกซื้อ และอื่นๆ รวมถึงช่องทางออนไลน์และช่องทางออฟิเชียล(Official Channel) ของบริษัทฯ เอง   เธอ บอกว่า กลยุทธ์นี้ทำให้แบรนด์ไม่ได้พึ่งพาเพียงกระแสบนโลกออนไลน์ แต่ยังมีศักยภาพในตลาดค้าปลีกอย่างต่อเนื่อง อีกด้วย   จากกลยุทธ์นี้ ทำให้ บาโนบากิ ผ่านการรับรางวัล Watsons Award ในกลุ่ม Facial Mask ขายดีที่สุดต่อเนื่อง 7 ปี และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นตลาดอันดับ 1 นอกเกาหลีของบาโนบากิ   ปัจจุบันยอดขายของบริษัท มาจากออฟไลน์ประมาณ 70% และออนไลน์ 30% โดยบริษัทคาดว่าสัดส่วนออนไลน์จะเพิ่มขึ้นในอนาคต จากตัวแทนขายตลาดไทยสู่ผู้ถือหุ้น 10%   มีน-ยศพร บอกว่า จากความสำเร็จดังกล่าว เธอมองว่าจะต้องปรับบทบาทใหม่ในเชิงธุรกิจจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทย สู่การเป็นพันธมิตรแบรนด์ โดยลงทุนเข้าถือหุ้นใน Banobagi Cosmetics สัดส่วน 10.08% และกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 4 ของบริษัท และยังเป็นพาร์ตเนอร์ต่างชาติรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าถือหุ้นในธุรกิจคอสเมติกส์ ของบาโนบากิ อีกด้วย   โดยบาโนบากิ กรุ๊ป  (Banobagi Group) มี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่   โรงพยาบาล คลินิกความงาม คอสเมติกส์   ขณะที่การลงทุนของเธอ นั้นอยู่ในธุรกิจคอสเมติกส์ ส่วนบริษัทบียอนด์ บิวตี้ เทรด ยังคงบริหารโดยทีมไทย 100% และไม่มีการถือหุ้นจากฝั่งเกาหลี   ยศพร บอกว่า การเปลี่ยนสถานะจากคู่ค้าเป็นผู้ถือหุ้นยังช่วยลดความเสี่ยงของโมเดลดิสตริบิสวเตอร์ ที่เมื่อสร้างแบรนด์จนประสบความสำเร็จแล้ว เจ้าของแบรนด์อาจตัดสินใจเข้ามาทำตลาดเอง     ก้าวต่อไป ไม่ได้หยุดที่บาโนบากิ   จากประสบการณ์การสร้างบาโนบากิในไทย ทำให้ ‘มีน-ยศพร’ กำลังต่อยอดธุรกิจผ่าน Beyond Beauty Trade โดยมีเป้าหมายขยายพอร์ตไปยังแบรนด์สกินแคร์ และ กลุ่มความงาม ใหม่ๆ โดย หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการนำโมเดล ‘Korean Innovation x Local Insight’ ที่พิสูจน์แล้วจากบาโนบากิ ไปใช้กับแบรนด์ความงามอื่นที่สนใจเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย   ขณะที่เหตุผลสำคัญ คือ การสร้างความแข็งแรงให้กับธุรกิจตั้งแต่ต้น นอกเหนือแค่การเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์ สร้างตลาด และสร้างความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึกร่วมกัน จนกลายเป็นพันธมิตรระยะยาว   เธอ บอกว่าบทเรียนจากการทำตลาดแบรนด์ต่างประเทศ คือ เมื่อดิสตริบิวเตอร์ เป็นผู้ลงทุนสร้างตลาดจนแบรนด์ประสบความสำเร็จ เจ้าของแบรนด์อาจเข้ามาทำตลาดเองในภายหลังได้   ดังนั้น การวางโครงสร้างธุรกิจและความสัมพันธ์กับเจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ต้น จึงเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันไม่ให้ผู้สร้างตลาดต้องเสียเปรียบเมื่อแบรนด์เติบโต   และจากเส้นเรื่องธุรกิจทั้งหมด สู่การทำตลาดในปี 2569  บริษัทวางเป้าหมายเติบโตอยู่ที่ 10-12% พร้อมเดินหน้าขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่กับออฟไลน์จากเดิมตั้งเป้ารายได้เติบโต 12-15% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต่อความสำเร็จทางธุรกิจของ ‘มีน-ยศพร’  เริ่มจากอดีตพนักงานธนาคารที่ออกเดินทางไปเห็นโอกาสธุรกิจในเกาหลี พร้อมกลับมาสร้างตลาดให้แบรนด์จากโรงพยาบาลศัลยกรรมเกาหลีในไทย ด้วยโมเดลธุรกิจใช้ความเข้าใจผู้บริโภคและสร้างตลาดให้แบรนด์ จนเปลี่ยนสถานะจาก ‘ตัวแทน’ ไปเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ได้ในที่สุด

August 25, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS เปิดเกมครึ่งปีหลัง 2026 เตรียมส่ง 2 รุ่นใหม่ L8–L6 SIVP บุกตลาดไทย

PRnounce

LEPAS ประกาศแผนการตลาดครึ่งปีหลัง 2026 เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ “L8 – L6 SIVP” พร้อมข้อเสนอพิเศษใน Big Motor Sale 2026 LEPAS (เลพาส) แบรนด์ยนตรกรรมไฟฟ้าระดับพรีเมียม เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ประกาศแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีระบบจอดรถอัจฉริยะและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง โดยเตรียมทยอยเปิดตัวภายในช่วงปลายปีนี้ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขายทั่วประเทศ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตในประเทศที่โรงงานจังหวัดระยอง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว การประกาศแผนธุรกิจครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดย LEPAS นำรถยนต์และข้อเสนอพิเศษมาร่วมสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายผลิตภัณฑ์ การพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย และการเตรียมฐานการผลิตในประเทศไทย     เดินหน้าขยายธุรกิจ จาก CBU สู่การผลิตในประเทศ นายชาล หวัง ผู้อำนวยการ เลพาส ประเทศไทย (Country Director, LEPAS Thailand) กล่าวว่า กลยุทธ์การเติบโตของ LEPAS ในประเทศไทยจะเดินหน้าจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป (CBU) ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมเดินหน้าพัฒนา โปรแกรม LEPAS Care ควบคู่กับการขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในทุกด้านของการใช้งานและการดูแลรักษารถยนต์   “แบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ต้องมีเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจน กลยุทธ์การขยายธุรกิจของเราเริ่มต้นจากการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU ไปสู่การจัดตั้งฐานการผลิตแบบ CKD ในประเทศ พร้อมสนับสนุนด้วยโปรแกรม LEPAS Care ซึ่งเป็นระบบเครือข่ายบริการหลังการขายของเรา เพื่อมอบความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในทุกด้าน” นายชาล กล่าว สำหรับ LEPAS รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็น “พันธมิตรแห่งคุณค่า” (Value Partner) ที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และการสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ เตรียมเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ “LEPAS L8 – L6 SIVP” ภายในปีนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของแผนธุรกิจครึ่งปีหลัง คือการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ LEPAS L8 และ LEPAS L6 SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งเป็นรุ่นย่อยของ LEPAS L6 ที่เปิดตัวในประเทศไทยและได้รับการตอบรับจากตลาด LEPAS L6 SIVP มาพร้อมเทคโนโลยี Intelligent Pilot ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสะดวกในการขับขี่ในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การเดินทางในเมืองและการจราจรหนาแน่น ไปจนถึงการจอดรถและการเดินทางระยะไกล โดยจุดเด่นสำคัญอยู่ที่ระบบ SIVP (Super Intelligent Valet Parking) ซึ่งผสานการทำงานของระบบ APA (Automated Parking Assist) และ RPA (Remote Parking Assist) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกในการจอดรถในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ LEPAS L6 SIVP ยังมาพร้อมชุดระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง หรือ Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) เพื่อเพิ่มความสะดวกและความมั่นใจในการเดินทางในหลากหลายรูปแบบ ขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ตั้งเป้า 50 แห่งทั่วประเทศ นอกจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ LEPAS ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์ในประเทศไทย นายจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย เลพาส ประเทศไทย เปิดเผยว่า LEPAS ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครบ 50 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2026 โดยปัจจุบันมีผู้แทนจำหน่ายแล้ว 39 ราย คิดเป็น 78% ของเป้าหมาย ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ “การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายถือเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการเติบโตของ LEPAS เราต้องการให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ บุคลากร อะไหล่ และอุปกรณ์เฉพาะทางได้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว” นายจิตติศักดิ์ กล่าว LEPAS ยังเดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร การบริหารจัดการอะไหล่ และเครื่องมือเฉพาะทาง เพื่อรองรับจำนวนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของรถ เปิดตัว “ภายในสีดำ” ของ LEPAS L6 ครั้งแรกในงาน BIG MOTOR SALE 2026 สำหรับผู้ที่สนใจ LEPAS L6 ภายในงาน BIG MOTOR SALE 2026 LEPAS ได้เปิดตัว สีภายในดำ เป็นครั้งแรก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าและตอบรับ ความต้องการด้านดีไซน์ภายในห้องโดยสารที่หลากหลาย ลูกค้าสามารถจอง LEPAS L6 สีภายในดำได้ตั้งแต่วันนี้ และ LEPAS เตรียมทยอยส่งมอบตั้งแต่ เดือนตุลาคม 2026 เป็นต้นไป จัดข้อเสนอพิเศษในงาน BIG MOTOR SALE 2026 ราคา 799,900 บาท LEPAS ยังนำเสนอข้อเสนอพิเศษภายใต้แนวคิดของงาน BIG MOTOR SALE 2026 ที่ต้องการรวบรวมข้อเสนอจากแบรนด์ยานยนต์ไว้ในสถานที่เดียว โดย LEPAS ยังคงราคาโปรโมชั่นพิเศษที่ 799,900 บาท จากราคาปกติ 899,900 บาท พร้อมมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมได้แก่ ประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรี 1 ปี เครื่องชาร์จไฟภายในบ้าน (Home Charger) มูลค่า 20,000 บาท ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน (Roadside Assistance) ฟรี 5 ปี รับประกันแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง (High Voltage Battery) ตลอดอายุการใช้งาน ข้อเสนอพิเศษดังกล่าวเป็นแคมเปญเดียวกันสำหรับผู้แทนจำหน่าย LEPAS ทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานด้านข้อเสนอและประสบการณ์การซื้อให้กับลูกค้าอย่างเท่าเทียมกัน เดินหน้าสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจและชุมชนของ LEPAS นายชาล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการขยายผลิตภัณฑ์และเครือข่ายบริการแล้ว LEPAS ยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบ Co-Branding การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ ตลอดจนความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ในหลากหลายมิติ “นับจากนี้ไป เรากำลังสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำ Co-Branding และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ไปจนถึงกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และความร่วมมือกับสื่อมวลชนและ KOL เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ชุมชนแห่งไลฟ์สไตล์อันสง่างามไปด้วยกัน” นายชาล กล่าว ด้วยแผนการขยายผลิตภัณฑ์ การเตรียมฐานการผลิตในประเทศ และการขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและบริการหลังการขาย LEPAS มุ่งสร้างรากฐานการเติบโตในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบโจทย์การเดินทางของผู้บริโภคในแต่ละช่วงของการใช้ชีวิต เกี่ยวกับ LEPAS LEPAS คือแบรนด์ยนตรกรรมไฟฟ้าที่มุ่งมั่นเป็นมากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ด้วยปณิธานในการเป็น “พันธมิตรแห่งคุณค่า” (Value Partner) ที่ผสานความงามคุณค่าความปลอดภัย และการแสดงออกถึงตัวตน ของผู้ขับขี่เข้าไว้ด้วยกัน LEPAS เดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ ฐานการผลิตที่จังหวัดระยอง เครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และการพัฒนา โปรแกรม LEPAS Care เพื่อยกระดับบริการหลังการขายและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

August 24, 2026 / 0 Comments
read more

‘SIAM SELECT’ เปิดเวที YEC ดันของดีท้องถิ่นไทย จากทั่วประเทศสู่ตลาดโลก

PRnounce

สยามพิวรรธน์ ไอคอนสยาม จับมือ หอการค้าไทย เปิดเวทีผู้ประกอบการไทยผลักดันสินค้าท้องถิ่นคุณภาพจากทั่วประเทศสู่ตลาดโลก ในงาน SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ โดยไอคอนสยาม เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงาน “SIAM SELECT by SOOKSIAM × YEC” เปิดพื้นที่สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยจากเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย (YEC: Young Entrepreneur Chamber of Commerce) จากทั่วประเทศ ได้นำเสนอสินค้าและบริการคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ณ เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G YEC หรือ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หอการค้าไทย เป็นเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ภายใต้หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่รวบรวมผู้ประกอบการจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่ผ่านการคัดเลือกคุณภาพสินค้า ความโดดเด่นของอัตลักษณ์ท้องถิ่น ความพร้อมในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพในการขยายตลาด มานำเสนอสินค้าที่สะท้อนคุณค่าและความภาคภูมิใจของแต่ละพื้นที่สู่สายตาผู้บริโภคในวงกว้าง การจัดงานครั้งนี้ เป็นผลจากการลงนาม MOU ระหว่างสยามพิวรรธน์ และหอการค้าไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่สร้างโอกาสและขยายฐานตลาดให้แก่ผู้ประกอบการสมาชิกหอการค้าไทยและเครือข่าย YEC นอกจากจะเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้นำธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งในระดับจังหวัด ภูมิภาค และระดับประเทศ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองตลาดจริงในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ที่เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรม วิถีชีวิต และสินค้าไทยที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถนำผลลัพธ์และประสบการณ์จากการเข้าร่วมงานไปพัฒนาธุรกิจ ต่อยอดการตลาด และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ภายในงานพบกับสินค้าหลากหลายประเภทที่สะท้อนเสน่ห์และภูมิปัญญาของท้องถิ่นไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป สินค้าไลฟ์สไตล์ ของใช้ภายในบ้าน ตลอดจนงานหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่ต่อยอดจากวัตถุดิบและเอกลักษณ์ประจำถิ่น ซึ่งล้วนได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ร่วมอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นคุณภาพ ทั้งของกิน ของใช้ งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 ธันวาคม 2569 ณ เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G (ลานเมือง 5)

August 24, 2026 / 0 Comments
read more

มท. จับมือ พช.-ไอคอนสยาม จัดแข่ง Young Designer 2026 ดันผ้าไทยสู่สากล

PRnounce

กรมการพัฒนาชุมชนเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง มุ่งยกระดับการออกแบบผ้าไทยสู่เวทีสากล   วันที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ   คุณอารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ นายศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT นางสาวเจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Janesuda นางสาวสรลักษณ์ ติกขะปัญญา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Archive 026 และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TR Tailor โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นความมุ่งมั่นที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนรุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าไทยให้มีความสวยงาม ทันสมัย สวมใส่ได้จริงทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งหมด 652 ราย/ทีม และมีจำนวนผู้ที่ผ่านการประกวดรอบคัดเลือก คงเหลือ 88 ราย/ทีม สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบมาร่วมประชันฝีมือและนำเสนอผลงานภาพสเก็ตพร้อมสตอรี่บอร์ดหรือมู้ดบอร์ดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย/ทีม จากทั้งหมด 223 ราย/ทีมที่ส่งเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคกลางจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย/ทีม ไปเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป  

August 24, 2026 / 0 Comments
read more

‘วิมุต’ ขยับตลาดดูแลน้ำหนักยุคใหม่ เปลี่ยนมุมคิดจากตัวเลขบนตาชั่งสู่ ‘Metabolic Health’

BizKet

‘วิมุต’ เปิดศูนย์ ViMUT Metabolic Health and Endocrine ขายวิธีคิดดูแลน้ำหนักสมดุล รับเทรนด์การแพทย์เฉพาะบุคคล พร้อมบริหารความเสี่ยง NCDs ที่คร่าชีวิตคนไทยปีละ 4 แสนคน   เทรนด์การดูแลเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) เปิดศูนย์ ViMUT Metabolic Health and Endocrine เพื่อประเมินความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และพฤติกรรมอย่างตรงจุด มุ่งลดอัตราเสี่ยงกลุ่มโรค NCDs วางเป้าหมายช่วยคนไทยบริหารความเสี่ยงสุขภาพเพื่อห่างไกลโรคเรื้อรัง NCDs ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยสูงถึงปีละ 4 แสนคน เปลี่ยนมุมมองจากการโฟกัสแค่น้ำหนัก ปรับวิธีคิดจากการมองเพียงตัวเลขบนตาชั่ง ไปสู่การวิเคราะห์ระบบเผาผลาญ โภชนาการ และการใช้ชีวิต เพื่อวางแผนรักษาระยะยาว   นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการ ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ ในระยะแรก ภายใต้แนวคิด ‘เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด’ ด้วยโมเดลการดูแลที่มองมากกว่าการรักษาโรคหรืออาการเป็นรายส่วน ผ่านการประเมินความเชื่อมโยงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต พร้อมออกแบบแนวทางการดูแลเฉพาะบุคคล   สำหรับบริการ ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ การดูแลสุขภาพระบบการเผาผลาญของร่างกายดังกล่าว ยังครอบคลุมทั้งเรื่องน้ำหนักหรือโรคอ้วน และเชื่อมโยงไปยังภาวะต่างๆ ของร่างกาย อาทิ   เบาหวาน ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย สุขภาพในแต่ละช่วงวัย   “วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าเป็นโรคอะไร แต่ต้องการเข้าใจต่อว่ามีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพของตัวเอง และควรวางแผนดูแลอย่างไรในระยะยาว”   โดยบริการฯ  ยังเป็นการปรับมุมมองการรักษาจากเดิม ที่หลายคนมักให้ความสำคัญเฉพาะตัวเลขน้ำหนักร่างกาย ไปสู่การประเมินประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญในร่างกายอย่างแท้จริง ด้วยน้ำหนักเป็นเพียงดัชนีชี้วัดส่วนหนึ่งเท่านั้น การดูแลรักษาจึงต้องนำข้อมูลทางการแพทย์ หลักโภชนาการ การออกกำลังกาย และพฤติกรรมเชิงสุขภาพมาประเมินควบคู่กัน เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนและติดตามผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างต่อเนื่อง   ขณะที่ ViMUT Metabolic Health and Endocrine ยังวางบทบาทให้มีความแตกต่างต่างจากการแข่งขันในตลาด Weight Management ทั่วไปที่มักถูกนำเสนอผ่านแพ็กเกจ ยา เทคโนโลยี หรือราคา โดยโรงพยาบาลวิมุตให้น้ำหนักกับ วิธีคิดในการดูแลผู้ป่วยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าอาการ ผลตรวจ และความเปลี่ยนแปลงของร่างกายแต่ละด้านอาจเกี่ยวข้องกันอย่างไร ก่อนนำข้อมูลที่จำเป็นมาประกอบการวางแผนการดูแลและติดตามผลในระยะยาว   ขณะเดียวกัน ยังเพื่อรองรับแนวโน้มระบบสุขภาพภายใต้แนวทาง ‘Personalized Care’ มีบทบาทมากขึ้นในตลาดการดูแลสุขภาพ ที่กำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน     นพ.นิพัฒน์ ย้ำว่า ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ ภายใต้โรงพยาบาลวิมุต จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการเติบโต ‘Growth Area’ ที่มีบทบาทต่อระบบสุขภาพในอนาคต โดยระบบการดูแลดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการขยายการดูแลตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การรักษา ไปจนถึงการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางเป้าหมายต่อยอดสู่ การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน Metabolic Health และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ NCDs คร่าชีวิตคนไทยปีละ 4 แสน ปัจจุบัน แนวโน้มโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ (NCDs) เป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของระบบสุขภาพไทย และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NCDs ซึ่งรวมถึง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง มีส่วนต่อการเสียชีวิตในประเทศไทยประมาณ 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี   ขณะที่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs ประเมินอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP ปี 2019 จากผลกระทบด้านผลิตภาพ การเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร     BMI คนไทยเกิน 25 พุ่ง 42% ใน10ปี   สำหรับปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับ Metabolic Health แนวโน้มในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ WHO Thailand ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า สัดส่วนคนไทยวัยทำงานอายุ 15–59 ปีที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มจาก 34.7% ในช่วงปี 2008–2009 เป็น 42.4% ในปี 2019–2020   ขณะที่ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มเป็น 9.5% จาก 6.9%  และความดันโลหิตสูงเพิ่ม เป็น 25.4%  จาก 21.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน สอดคล้องกับข้อมูลของ International Diabetes Federation หรือ IDF ที่ประเมินว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประมาณ 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่   จากตัวเลขดังกล่าวทำให้โจทย์ Metabolic Health การดูแลระบบเอาผลาญ ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเฉพาะการลดน้ำหนัก เพราะในคนหนึ่งคนอาจพบหลายภาวะร่วมกัน ทั้งน้ำหนักเกิน ไขมันสะสมในช่องท้อง ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดที่เปลี่ยนไป ไขมันพอกตับ ความดันโลหิตสูง มวลกล้ามเนื้อลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน   นอกจากนี้ ผู้ที่มีน้ำหนักหรือผลตรวจบางค่าใกล้เคียงกันก็อาจมีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน การประเมินข้อมูลแต่ละด้านร่วมกันจึงเป็นส่วนสำคัญในการวางแนวทางดูแลแต่ละบุคคล (Personalized Care)

August 23, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอนพาเปิดโลกซามูไร-นินจา ชมบอนไซล้ำค่า 500 ปี ในงาน ‘Wondrous Japan’

PRnounce

สยามพารากอน ชวนสัมผัสจิตวิญญาณแห่งซามูไร-นินจา ในงาน “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” พร้อมชมบอนไซล้ำค่าอายุกว่า 500 ปี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569   เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย- ญี่ปุ่น สยามพารากอน ร่วมกับ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม จัดงาน “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี นำเสนอประสบการณ์อันทรงคุณค่า ผ่านตำนานวิถีนักรบญี่ปุ่น ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไรและนินจา พร้อมตื่นตานิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน สำหรับพิธีเปิดงาน ได้รับเกียรติจาก นายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย, นายเปาโล ดีโอนีซี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลี, ดร.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วิชาวัฒน์ อิศรภักดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, เพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม และ ธณพร ตันติยานนท์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมงานและชมการแสดง สยามพารากอน ชวนเปิดประตูสู่โลกแห่งนักรบญี่ปุ่นใน “AWAKEN THE SAMURAI” การแสดงสุดพิเศษที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันทรงพลังของซามูไร ผ่านศิลปะการใช้ดาบคาตานะเต็มรูปแบบจากชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO) สำนักดาบชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สืบสานศาสตร์การต่อสู้และวัฒนธรรมนักรบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมสัมผัสเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และปรัชญาการดำเนินชีวิตของซามูไร ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น พร้อมตื่นตาตื่นใจกับการแสดงศิลปะการต่อสู้จากนินจา ที่เผยให้เห็นความลึกลับของวิชาพรางตัว เทคนิคการต่อสู้ และทักษะการเอาตัวรอดอันเป็นเอกลักษณ์ วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 14.00 / 17.00 น. พบกับการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพลังแห่งดาบ ความงดงามของวัฒนธรรม และเรื่องราวของสองนักรบในตำนาน ที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นให้มีชีวิต The Art of Samurai & Ninja ร่วมรับชมศิลปะการต่อสู้อันทรงคุณค่าของซามูไร ผู้สืบทอดจิตวิญญาณและเกียรติยศจาก ขุนศึก คาซุโนริ อาโอกิ (青木一矩) ถ่ายทอดเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่าง “ซามูไร” ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งเกียรติและแสงสว่าง กับ “นินจา” ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเงาและกลยุทธ์อันเหนือชั้น ตื่นตาตื่นใจไปกับ ศิลปะการต่อสู้ที่ผสานความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และภูมิปัญญาดั้งเ ดิม ของสองนักรบในตำนาน จนกลายเป็นการแสดงที่ทั้งเร้าใจและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น The Way of the Warrior สัมผัสการสาธิตศิลปะการใช้ดาบอันทรงพลังและงดงาม ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไร นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และวินัยเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและศาสตร์การต่อสู้ของนินจา นักรบเงาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความคล่องแคล่ว ไหวพริบ และกลยุทธ์อันแยบยล ที่ยังคงเป็นตำนานที่น่าหลงใหลมาจนถึงปัจจุบัน วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 10.00-20.00 น.พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Experience Japanese Craft” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด Origami ศิลปะการพับกระดาษอันประณีตที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน Maneki Neko Workshop สร้างสรรค์ตุ๊กตาแมวกวักและเครื่องรางมงคลจากดินปั้น เพื่อนำพาโชคลาภและความโชคดีติดตัวกลับบ้าน Samurai by Reiner Knizia บอร์ดเกมวางกลยุทธ์ระดับคลาสสิก ที่จะพาคุณร่วมประลองไหวพริบและฝึกการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ผู้รักบอร์ดเกม พร้อมสร้างประสบการณ์ความสนุกที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และความบันเทิงไว้ในงานเดียว A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter วันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 I Living Hall ชั้น 3 I เวลา 10.00-20.00 น. ร่วมสัมผัสมรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซญี่ปุ่น พบกับ “The Magnificent Seven” 7 ต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซของงาน พร้อมคอลเลกชันบอนไซญี่ปุ่นทรงคุณค่าที่หาชมได้ยากในประเทศไทย รวมถึง ต้นประธานอายุกว่า 500 ปีถ่ายทอดความงดงามของกาลเวลา ศิลปะ และปรัชญาแห่งธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงต้นบอนไซทรงคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัย ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกบอนไซอย่างใกล้ชิด Bonsai Exhibition Tour ร่วมฟังเรื่องราว ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของบอนไซแต่ละต้น ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bonsai Hunter (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ รอบเวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 / 17.00 น.) Bonsai Workshop เรียนรู้เทคนิคการจัดแต่งและการดูแลรักษาต้นบอนไซจากผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะวันเสาร์ที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 เวล 13.00-15.00 น.) ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Bonsai Hunter Bonsai Lucky Draw พิเศษ! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Lucky Draw เพื่อลุ้นรับบอนไซสนญี่ปุ่นและของรางวัลมูลรวมกว่า 50,000บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ สยามพารากอนยังคัดสรรประสบการณ์ความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้จากทุกแง่มุมมาไว้ในที่เดียว ให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่างครบครัน ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ผ่านร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็น Kinokuniya, Loft, Nintendo Authorized Store by SYNNEX, PRONTO Original, SHIMA Park, UNITED ARROWS และ Waltz พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดัง อาทิ AOI Japanese Restaurant, Domo Yakiniku, Fuji Japanese Restaurant, Henri Charpentier, Hikiniku To Come, Jerome Cheesecake, Kamu Kamu, KANEKO HANNOSUKE, Kanori Hand Roll Bar, KIWAMIYA, Kyo Roll En, MAGURO Kappou, MATCHA EKI, Robata Kitaro Sushi KAGUYA, Shabu Baru, The Grill Tokyo, Tonchin Ramen, Warabimochi Kamakura, Yume Matcha เป็นต้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ ให้คุณได้ดื่มด่ำเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ครบทุกมิติ ร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งซามูไร สัมผัสความงดงามของศิลปะการต่อสู้ วิถีนักรบ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในงาน “The Wondrous Japan Heritage 2026” ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Siam Paragon และ www.siamparagon.co.th  

August 23, 2026 / 0 Comments
read more

‘Antidotes’ ให้นิยามความหอมยุคใหม่คือไอเทมไลฟ์สไตล์ เจาะตลาดน้ำหอม 12,900 ล.บาท

BizKet

‘Antidotes’ แบรนด์เครื่องหอมไทยที่มีจุดเริ่มต้นในสิงคโปร์  กับกลยุทธ์ ‘OMO’ พร้อมขยายฐานพรีเมียมใน Lazada รับโอกาสเข้าตลาดน้ำหอมไทย 12,900 ล.บาท   ตลาดน้ำหอมไทยมูลค่าราว 12,900 ล้านบาท กำลังเปลี่ยนจากสินค้าลักซูรี สู่ไอเทมไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมกับตัวตน อารมณ์ และความทรงจำของผู้บริโภค Antidotes แบรนด์น้ำหอมไทยที่เริ่มต้นในสิงคโปร์ ใช้กลยุทธ์ OMO ผสานหน้าร้านกับออนไลน์ เดินหน้าขยายจาก Niche Brand สู่ตลาดพรีเมียมไลฟ์สไตล์ Lazada กลายเป็นอีกช่องทางสำคัญของ Antidotes โดยแบรนด์ใช้แพลตฟอร์มขยายฐานลูกค้าพรีเมียม พร้อมข้อมูลยอดสั่งซื้อเฉลี่ยสูงกว่าช่องทางออนไลน์อื่น 30–50%     ตลาดน้ำหอมไทย กำลังเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมธุรกิจที่น่าจับตาด้วยมีมูลค่าราว 12,900 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราวๆ 5.86% ต่อปี การเติบโตนี้ กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านน้ำหอมจากไอเทมสินค้าลักซูรี ที่บ่งบอกความหรูหราในอดีต สู่การเป็น ‘Identity-driven Product’ ที่เชื่อมโยงกับตัวตน อารมณ์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น   จากการเปลี่ยนภาพจำของกลุ่มสินค้านี้เองที่เป็นโอกาสทางธุรกิจ ‘Antidotes’ แบรนด์น้ำหอมไทยพรีเมียมยุคใหม่ที่ส่งกลิ่นความสำเร็จอย่างสูง ในช่วงที่ผ่านมา ด้วยแนวคิดสร้าง ‘กลิ่นหอม’ ให้กลายเป็นเรื่องราวบ่งบอกคุณค่าทางอารมณ์  ‘Emotional Value’ ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของทุกคน และกลายเป็นหนึ่งใน Success Story บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซลาซาด้า ที่น่าสนใจ     สำหรับจุดเริ่มต้นแบรนด์ ‘Antidotes’ ก่อตั้งในปี 2564 ถึงในตอนนี้แบรนด์ได้เดินทางมาแล้วร่วม 5 ปี จากการรวมกลุ่มผู้ก่อตั้ง ‘มิกค์-วุฒินันท์ ปฐมภควันต์’ และ ‘ฝน-กัญญารัตน์ อาจชน’ ผู้มีประสบการณ์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในสิงคโปร์ ก่อนมาร่วมกับ ‘นู่-ทรัพย์กุลธร อุทัยไพศาลวงศ์’ ที่ต่างหลงใหลในศาสตร์ของเครื่องหอมและนำมาสู่การสร้างแบรนด์เครื่องหอมและไลฟ์สไตล์ที่มีความเป็นสากล ที่เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้และทดลองด้วยตัวเองและต่อยอดสู่การสร้างสรรค์น้ำหอม   โดยจุดเริ่มต้นของ ‘Antidotes’ ยังเกิดจากทำงานร่วมกับนักปรุงน้ำหอมจากทั้งประเทศไทยและนานาประเทศ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวผ่านโครงสร้างกลิ่นที่มีเอกลักษณ์ มีมิติ เพื่อให้เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน   จากนั้นได้ขยายแนวคิดเดียวกันนี้ สู่ผลิตภัณฑ์บอดี้ ออยล์ ‘Body Oil’ ที่นำกลิ่นหอมมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีพิเศษซอฟต์ ทัช เทคโนโลยี  Soft Touch Technology จากน้ำมันธรรมชาติ ให้คุณสมบัติดูแลผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอกลักษณ์   กลุ่มผู้ก่อตั้ง เล่าถึงชื่อ ‘Antidotes’ หมายถึง ‘ยาถอนพิษ’ สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่เชื่อว่ากลิ่นหอมไม่ได้มอบเพียงความหอม แต่ยังช่วยเติมเต็มความรู้สึก ลดความหม่นหมองและสร้างความมั่นใจ   โดยสอดคล้องไปกับแนวคิดปรัชญา ‘Fragrance Beyond Function’ ที่แบรนด์มองว่าน้ำหอมไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นสื่อกลางในการสะท้อนตัวตน และเชื่อมโยงกับความทรงจำ ทำให้แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านทุกองค์ประกอบของแบรนด์ ผ่านกลิ่นที่เป็นลายเซ็นของ Antidotes อาทิ   Scotland’s Golf Course กลิ่นซิกเนเจอร์ Signature แรกของแบรนด์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากอินไซต์ว่ากลิ่นธรรมชาติอย่างดินและหญ้าช่วยสร้างความผ่อนคลาย โดยนำบรรยากาศของสนามกอล์ฟมาถ่ายทอดในแบบฉบับของ Antidotes Sol & Marine กลิ่นน้ำทะเลจากสถานที่จริง ที่ร่วมมือกับนักปรุงน้ำหอมระดับโลก นำโมเลกุล มารังสรรค์กลิ่นทะเลและแสงแดดเป็นน้ำหอมโทนสะอาดแต่น่าสนใจ   นอกจากเอกลักษณ์ความหอมของกลิ่นสินค้าที่โดดเด่นแล้ว ‘Antidotes’ ยังให้ความสำคัญการออกแบบประสบการณ์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับผู้บริโภค ผ่านบรรจุภัณฑ์ ด้วยการใช้สี ‘Seafoam Green’  โทนสีกึ่งกลางระหว่างสีเขียวและสีฟ้าอ่อน เจือความละมุนแบบพาสเทลบนแพ็กเกจจิ้ง เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์แบรนด์และสร้างความแตกต่างในตลาดฟรากรานซ์พรีเมียม ด้วยคุณค่าของแบรนด์ มากกว่าการแข่งขันด้วยสินค้าและราคาเพียงอย่างเดียว   OMO สร้างประสบการณ์เส้นทางตัดสินใจซื้อ   จากจุดเริ่มต้นแบรนด์ Antidotes ในสิงคโปร์เมื่อ 5 ปีก่อน ด้วยการทำตลาดผ่านกลยุทธ์ OMO (Online-Merge-Offline) ทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ทั้งสองช่องทางทำงานเสริมกันตลอดเส้นทางการตัดสินใจซื้อ (Customer Journey) ของผู้บริโภค   โดย ‘หน้าร้าน’ ทำหน้าที่สร้างประสบการณ์และการค้นพบ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองกลิ่นและทำความรู้จักผลิตภัณฑ์   ส่วน ‘ออนไลน์’ เป็นช่องทางขยายการเข้าถึง และสร้างความสะดวกในการซื้อซ้ำ ทั้งการให้ลูกค้าสามารถกลับมาซื้อกลิ่นเดิม ค้นพบผลิตภัณฑ์ใหม่ และเข้าถึงแบรนด์ได้จากทั่วประเทศ ร้านสาขา Antidotes ในไทย   ในตอนนี้ ‘Antidotes’ ได้ย้ายกลับมาที่ประเทศไทยอย่างเต็มตัว พร้อมขยายขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง อาทิ   CentralWorld ICONSIAM Siam Discovery Dusit Central Park   นอกจากนี้ ยังมีแฟล็กชิป สโตร์ ‘Flagship Store’ ล่าสุดในย่านทรงวาด ในการนำประสบการณ์จากหน้าร้านมารวมเข้ากับการเข้าถึงผ่านออนไลน์ เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการขาย พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจ ผลักดันให้ Antidotes ขยายฐานลูกค้าและก้าวจาก Niche Brand สู่แบรนด์พรีเมียมไลฟ์ไตล์ได้อย่างแข็งแกร่ง  เพื่อรักษาคุณค่าและเอกลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมสร้างยอดขายรวมทะลุหลักร้อยล้านบาท และยังคงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง   ขยายฐานลูกค้าพรีเมียมบน Lazada   กลุ่มผู้ก่อตั้ง บอกถึงเส้นทางการสร้างแบรนด์เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกช่วงของการตัดสินใจซื้อไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน้าร้าน แต่ยังรวมถึงการเลือกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการเข้าถึงความสะดวกในการเลือกซื้อ และการกลับมาซื้อซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง   สำหรับ Antidotes การมีร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการต่อยอดการเติบโต ในการถ่ายทอดทั้งผลิตภัณฑ์และตัวตน ในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์พรีเมียมผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมนำเสนอสินค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เซตของขวัญ และแคมเปญต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มองหาสินค้าคุณภาพอีกทั้งต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมผ่านช่องทางออนไลน์อย่างทั่วถึง   โดยพบข้อมูลน่าสนใจ จากมูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มลาซาด้าสูงกว่าช่องทางออนไลน์อื่น ๆ 30-50% สะท้อนศักยภาพของช่องทางในการสนับสนุนการเติบโตของ Antidotes พร้อมรักษาคุณค่าและภาพลักษณ์ความพรีเมียมของแบรนด์ไว้ได้อย่างแข็งแรง   ข้อมลูจาก Antidotes ระบุราคาสินค้าจำหน่ายตามแต่ละประเภทสินค้า โดยน้ำหอมขนาด 50 มล. ราคาประมาณ 1,980 บาท ขนาดพกพา 690 บาท และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหรือเครื่องหอมอื่นๆ เริ่มต้นตั้งแต่ 350 ถึง 1,780 บาท   จากแนวคิดแบรนด์ Antidotes บนเส้นทาง Fragrance  สู่การเป็นแบรนด์พรีเมียมไลฟ์สไตล์ที่สร้างคุณค่าผ่านดีไซน์ที่แตกต่างในตลาดความหอมระดับพรีเมียมด้วยส่วนผสมทางการตลาดที่ครบสูตร ทั้งไอเทมสินค้า ดีไซน์แพคเกจจิ้งและช่องทางขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และแผนขยายฐานฐานลูกค้าพรีเมียมบน Lazada ที่จะผลักดันให้แบรนด์ไปสู่ยอดขายหลักร้อยล้านบาท และเติบโตอย่างแข็งแรง ต่อเนื่อง    

August 23, 2026 / 0 Comments
read more

กรุงศรีจับมือมหิดล ยกระดับ Financial Literacy  สร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินอย่างยั่งยืน

PRnounce

กรุงศรีจับมือมหาวิทยาลัยมหิดล ลงนาม MOU เดินหน้าส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงินแก่บุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่า ต่อยอดสังคมไทยยั่งยืน กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้แก่บุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยมหิดล ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย ตอกย้ำแคมเปญ “GO Sustainable with krungsri ก้าวเพื่อสังคมที่ยั่งยืนของเรา” ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งเน้นที่การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเงินอย่างรอบด้าน ผ่านกิจกรรมอบรม เวิร์กช็อป และการให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการเงินที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มต้นบริหารการเงินด้วยตนเอง ธนาคารจะช่วยปูพื้นฐานเรื่องการออม การบริหารการเงินส่วนบุคคล และการสร้างวินัยทางการเงิน ส่วนกลุ่มคณาจารย์ บุคลากร รวมทั้งศิษย์เก่าจะได้รับคำแนะนำด้านการวางแผนการเงิน การลงทุน และการเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณ สอดคล้องกับความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่ของช่วงวัย ภาระหน้าที่ และเป้าหมายชีวิต ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยมหิดลให้ความสำคัญกับการพัฒนานักศึกษา บุคลากร และศิษย์เก่าให้มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ ทักษะแห่งอนาคต และทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะความรู้และวินัยทางการเงิน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาวะทางการเงิน (Financial Well-being) ความร่วมมือกับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาคมมหิดลได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และทักษะทางการเงินอย่างรอบด้าน อันจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของบุคคล และเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินและสร้างกำลังคนคุณภาพที่มีความพร้อมในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต” นางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในวันนี้ สถาบันการเงินต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน เราต้องเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมอย่างรอบด้าน กรุงศรีเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ยั่งยืนคือการเงินที่มั่นคง เมื่อแต่ละบุคคลมีความมั่นคงทางการเงิน ย่อมมีศักยภาพและพลังในการดูแลตนเอง ครอบครัว และส่งต่อคุณค่าไปสู่สังคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนี่คือหลักคิดที่อยู่เบื้องหลังความร่วมมือในครั้งนี้” ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่เกิดจากการผนึกกำลังระหว่างภาคธุรกิจและภาคการศึกษา เพื่อสร้างรากฐานความรู้ทางการเงินที่จะติดตัวนักศึกษาและบุคลากรไปตลอดชีวิต

August 22, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ดูมาราธอน ดึงครีเอเตอร์ 5 ช่องสร้างเรื่องรวม 21 ชั่วโมง เปิดให้ดูบน YouTube 5 ก.ย.

BizKet

ทรู x YouTube ดึง 5 ช่องครีเอเตอร์ตัวตึง เทพลีลา รับทราบ OHANA เสือร้องไห้ Go Went Go สร้างประสบการณ์คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟความยาว 21 ชั่วโมงกับ ‘ทรู ดู MARATHON’ กลยุทธ์โยงประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลใกล้ฉัน     ทรู x YouTube เชื่อมโยงคอนเทนต์เอ็กซคลูซีฟ ผ่าน 5 ครีเอเตอร์ (Connectivity × Content × Creators) ผ่าน ‘ทรู ดู MARATHON’ ยาวต่อเนื่องกว่า 21 ชั่วโมง 5 ครีเอเตอร์ เทพลีลา  รับทราบ  OHANA  เสือร้องไห้  Go Went Go ร่วมสร้างประสบการณ์-ลุ้นของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท ทรู ดู Marathon Cinema Challenge เปิดให้ลูกค้าทรูและดีแทครับชมบนจอยักษ์ 4 ภูมิภาค 29–30 ส.ค. ก่อนชมฉบับเต็มบน YouTube 5 ก.ย. 2569   วีเวเก เอลิซาเบธ เรย์เมิร์ต หัวหน้าฝ่ายบริการดิจิทัล กลุ่มลูกค้าธุรกิจบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการระบบนิเวศเทคโนโลยี (Tech Ecosystem ) และโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตดิจิทัล เปิดเผยว่า ทรูฯ ร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ‘YouTube’ ส่งมอบประสบการณ์ คอนเทนต์เอ็กซ์คลูซีฟจาก 5 ครีเอเตอร์ ความยาวรวมกว่า 21 ชั่วโมง ภายใต้ ‘ทรู ดู MARATHON’ ให้รับชมผ่าน YouTube ในวันที่ 5 ก.ย. 2569   สำหรับคอนเทนต์ ‘ทรู ดู MARATHON’ ถูกสร้างสรรค์ ผ่านความแตกต่างและตัวตน จาก 5 ครีเอเตอร์ ดังนี้   เทพลีลา รับทราบ OHANA เสือร้องไห้ Go Went Go     ทั้งนี้ ก่อนที่เนื้อหาเต็มจาก 5 ครีเอเตอร์จะเปิดให้รับชมบน YouTube ในวันที่ 5 กันยายน 2569 นี้ ทรู ยังได้จัดกิจกรรม ‘ทรู ดู Marathon Cinema Challenge @ Major Cineplex’ ระหว่างวันที่ 29–30 สิงหาคม 2569 ให้ลูกค้าทรูและดีแทครับชมคอนเทนต์จากโปรเจกต์บนจอยักษ์ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น หาดใหญ่ และเชียงใหม่ พร้อมได้ครีเอเตอร์เหล่านี้ มาร่วมสร้างสีสัน ความสนุกในกิจกรรม พร้อมร่วมลุ้นของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท ด้วย   วีเวเก กล่าวว่าความร่วมมือครั้งนี้ ทรูได้นำจุดแข็งเครือข่าย True5G มาผสานกับ YouTube Premium และสิทธิประโยชน์ที่เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้บริการลูกค้าสัมผัสได้จริงในทุกวัน ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การรับชม ยูทูป พรีเมียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยทรู ได้เพิ่มความคุ้มค่าให้ลูกค้าด้วย YouTube Premium ผ่านทรูในราคาเริ่มต้น 139 บาทต่อเดือน พร้อมสิทธิพิเศษรับ YouTube Premium โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด 12 เดือนสำหรับแพ็กเกจที่ร่วมรายการ   “ทรู นำบริการระดับโลกมาให้ลูกค้า นอกจากเพิ่มอีกหนึ่งสิทธิประโยชน์ในแพ็กเกจแล้วลูกค้ายังสามารถเข้าถึงบริการได้สะดวก คุ้มค่า พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน”   ด้าน โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือกับ YouTube เป็นการนำ Connectivity × Content × Creators มาผสานพลังเพื่อเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์ถ่ายทอดเรื่องราวและสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างเต็มศักยภาพ   ขณะเดียวกัน ผู้ชม ยังสามารถเข้าถึงคอนเทนต์และสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างลื่นไหลในทุกหน้าจอ สอดคล้องกับทิศทางของทรูสู่การมุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัล ที่ทำให้เทคโนโลยีมีความหมายมากขึ้น และสร้างโอกาสให้ผู้คนเติบโตไปพร้อมกับโลกดิจิทัล   “หัวใจกิจกรรม ‘ทรู ดู MARATHON’  ในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะดูได้นานที่สุด แต่อยู่ที่การทำให้ทุกช่วงเวลาของการรับชมสนุก ลื่นไหล และเต็มอารมณ์ ผ่าน 5 ครีเอเตอร์ที่มีโลก สไตล์ และคอมมูนิตี้แตกต่างกัน”       125 ล้านบัญชี YouTube Premium     ด้าน ‘มุกพิม อนันตชัย’ หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจ YouTube ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ความร่วมมือกับ True ในครั้งนี้ ถือเป็นการผสานความแข็งแกร่งของระบบนิเวศครีเอเตอร์บน YouTube เข้ากับเครือข่าย 5G ของ True เพื่อให้ผู้ชมชาวไทยเชื่อมต่อกับครีเอเตอร์คนโปรดได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ ในทุกช่องทาง/อุปกรณ์ ทั้ง สมาร์ทโฟน หรือจอยักษ์ในงาน ‘ทรู ดู Marathon Cinema Challenge’ ขณะที่ข้อมูลจาก YouTube Official Blog ระบุว่า YouTube Music และ YouTube Premium มีสมาชิกทั่วโลกรวมมากกว่า 125 ล้านบัญชี ซึ่งรวมช่วงทดลองใช้ สะท้อนถึงความนิยมและการยอมรับบริการที่ส่งมอบประสบการณ์แบบพรีเมียมที่เพิ่มขึ้น ที่ต้องการความสะดวก ลื่นไหล  มีสิ่งรบกวนให้น้อยที่สุด     แพคเกจ ทรู x ยูทูป พรีเมียม     สำหรับกิจกรรม  Watch Marathon ครั้งนี้ ทรู ยังเปิดให้ลูกค้าทรูและดีแทค ทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน เลือกสมัคร YouTube Premium ผ่านทรู ได้รับชมวิดีโอโดยไม่มีโฆษณาคั่น เล่นวิดีโอขณะปิดหน้าจอ ดาวน์โหลดไว้รับชมแบบออฟไลน์ พร้อมใช้บริการ YouTube Music ด้วยแพ็กเกจ ดังนี้   ลูกค้ารายเดือนเริ่มต้น 139 บาทต่อ 30 วันในช่วง 3 เดือนแรก จากนั้นเดือนละ 159 บาท ลูกค้าเติมเงิน สามารถสมัครได้ในราคา 159 บาทต่อ 30 วัน (ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด)   นอกจากนี้ ทรูยังมอบทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยลูกค้าใหม่ที่ย้ายค่ายหรือเปิดเบอร์ใหม่ด้วยแพ็กเกจ 5G Super Value ตั้งแต่ 699 บาทขึ้นไป สามารถรับสิทธิ์ YouTube Premium นานสูงสุด 6 เดือน   ขณะที่กลุ่มนักเรียนและนักศึกษาสามารถเลือกแพ็กเกจ YOU 499 บาทขึ้นไป เพื่อเต็มอิ่มกับคอนเทนต์โปรดบน YouTube โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด

August 22, 2026 / 0 Comments
read more

ไปเที่ยวกลับมาไทยแล้วยังคิดถึง ลองไป ‘China Fair’ บิ๊กซีเปลี่ยนห้างเป็นพื้นที่เจอเทรนด์พี่จีน

WeView

บิ๊กซี  รวบสินค้าอุปโภคบริโภคจากจีนกว่า 200 รายการ ในแคมเปญ ‘China Fair’ ดึงแรงซื้อสร้างสีสันในทุกสาขาทั่วประเทศ   บิ๊กซีผนึกพันธมิตรธุรกิจ จัด ‘China Fair’ เชื่อมสินค้าแบรนด์จีนกับผู้บริโภคไทย ชูจุดเด่นด้านคุณภาพ ความหลากหลาย และความคุ้มค่า ขนสินค้าแบรนด์จีนกว่า 200 รายการ ครอบคลุมอาหาร เครื่องปรุง ขนม อาหารทะเล ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น HAIDILAO, Lao Gan Ma, Hisense และ Haier จัดแคมเปญทุกสาขาทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม–2 กันยายน 2569 ใช้พื้นที่ค้าปลีกเป็นตัวกลางเชื่อมแบรนด์จีนและพันธมิตรสู่ผู้บริโภคไทย   อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Big C ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี และ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร ร่วมเปิดเผยว่า บิ๊กซี ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ จัดแคมเปญ ‘China Fair’ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคไทยกับสินค้าแบรนด์จีนที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย พร้อมนำเสนอในราคาพิเศษที่เข้าถึงได้   โดยการเปิดตัวแคมเปญครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Wu Jian อัครราชทูตที่ปรึกษาและกงสุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นประธานในพิธี ณ บิ๊กซี เพลส รัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569   โยงพื้นที่สินค้าจีนถึงคนไทย ทั้งนี้ บิ๊กซี ได้วางให้แคมเปญ ‘China Fair’ เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและนำเสนอสินค้าคุณภาพจากจีนให้เข้าถึงผู้บริโภคไทยมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในหลายมิติ ทั้ง คุณภาพ ความหลากหลาย และความคุ้มค่า   โดย แคมเปญฯนี้ นอกจากการนำสินค้าจีนมาจัดโปรโมชั่นแล้วยังเป็นการใช้แพลตฟอร์มค้าปลีกของบิ๊กซีเป็นพื้นที่รวบรวมสินค้าและแบรนด์ที่น่าสนใจจากจีน ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายในชีวิตประจำวัน   ไปบิ๊กซี มีอะไรจากจีนให้ช้อปบ้าง?   ภายในแคมเปญ ‘China Fair’ บิ๊กซีรวบรวมสินค้าแบรนด์จีนมากกว่า 200 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร เครื่องปรุง ขนม ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มอาหารและเครื่องปรุง มีทั้งอาหารสำเร็จรูปและเครื่องปรุงรสแบรนด์ HAIDILAO, ซอสปรุงรส Lee Kum Kee, ขนมขบเคี้ยว Cha Cha, น้ำพริกจีน Lao Gan Ma และวุ้นเส้นมันเทศสไตล์เสฉวน Zhengwen รวมถึงอาหารทะเลสดและแช่แข็งจาก Dongfu Food   ขณะเดียวกัน ยังมีสินค้าแบรนด์ไทยที่เข้ามาร่วมแคมเปญในกลุ่มประกอบอาหาร เช่น ฟองเต้าหู้ สามบัว และซอสปรุงรส Pure Foods เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับรายการสินค้า ส่วนกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า มีแบรนด์ดังจากจีนอย่าง Hisense และ Haier เข้าร่วมจัดรายการด้วย   สำหรับแคมเปญ ‘China Fair’ ของบิ๊กซี ยังสะท้อนบทบาทของค้าปลีก ที่เป็นทั้งช่องทางจำหน่ายสินค้า และเป็นตัวกลางเชื่อมแบรนด์และพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้บริโภคไทย ผ่านการคัดสรรสินค้าให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ไปพร้อมกัน   โดยแคมเปญ ‘China Fair’ จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ณ บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ

August 21, 2026 / 0 Comments
read more

YLG เปิดเทรนด์คนรุ่นใหม่ทั่วโลกลงทุนทองเร็วขึ้น ‘จีน’ แห่ซื้อ ‘Gold Beans’ สะสมทุกเดือน

EcoVative

YLG เผยเทรนด์ Gen Z ทั่วโลกเริ่มลงทุนทองคำเร็วขึ้น มองทองเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ต ใช้เงินเริ่มต้นน้อยและลงทุนผ่านมือถือ   Gen Z เริ่มลงทุนทองคำเร็วขึ้น จากเดิมที่ทองคำมักเป็นสินทรัพย์ของคนวัยทำงาน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ตของคนรุ่นใหม่ พฤติกรรมลงทุนมีทั้งซื้อขายตามจังหวะตลาดและสะสมแบบ DCA โดยต้องการเงินเริ่มต้นไม่สูง ขั้นตอนไม่ซับซ้อน และซื้อขายผ่านมือถือได้ YLG ชี้ Digital Gold และ Fractional Gold เปิดตลาดนักลงทุนรุ่นใหม่ โดยลูกค้าดิจิทัลของ YLG เกือบ 68% มีอายุไม่เกิน 40 ปี และเริ่มลงทุนผ่าน YLG Get Gold ได้ตั้งแต่ 100 บาท     ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนทองคำทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดจากในอดีตที่จะเป็นกลุ่มวัยทำงานขึ้นไป  ที่ส่วนใหญ่มักซื้อทองคำเมื่อมีเงินก้อน เพื่อเก็บออม รักษามูลค่าความมั่งคั่ง หรือถือครองเป็นทรัพย์สินระยะยาว   ขณะที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เริ่มลงทุนเร็วขึ้น ใช้เงินต่อครั้งไม่มาก และมองทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ต โดยคนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมหลัก 2 รูปแบบ คือ   กลุ่มแรก คือ ผู้ที่ซื้อขายตามจังหวะตลาด ติดตามราคา ข่าวสาร และปัจจัยเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงความคล่องตัวในการซื้อขายและปรับพอร์ตตามสถานการณ์ กลุ่มที่สอง คือ ผู้ที่ทยอยสะสมระยะยาว โดยแบ่งซื้อทองคำเป็นหน่วยย่อยหรือสะสมแบบ DCA อย่างสม่ำเสมอ ช่วยสร้างวินัยทางการเงินและลดความกังวลเรื่องการจับจังหวะราคา   สำหรับสิ่งที่คนรุ่นใหม่มีร่วมกันคือความเป็น Mobile-first ต้องการเงินเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ ขั้นตอนไม่ซับซ้อน ราคามีความโปร่งใส และสามารถลงทุนได้ทันทีผ่านมือถือ จากข้อมูลลูกค้า YLG ที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิทัล พบว่าเกือบ 7 ใน 10 หรือประมาณ 68% มีอายุไม่เกิน 40 ปี สะท้อนว่าทองคำที่มีขนาดเล็กลง (Fractional Gold) และ Digital Gold กำลังลดข้อจำกัดเดิมของการลงทุนทองคำ และช่วยขยายตลาดไปสู่คนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน   สำหรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นแนวโน้มระดับโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีการซื้อขายทองคำมากที่สุด  ได้แก่   ในประเทศจีน คนรุ่นใหม่ Gen Z ซึ่งเกิดระหว่างปี 1997–2012 (อายุ 14 -29 ปี) กำลังเปลี่ยนจากการซื้อเครื่องประดับทองคำตามรูปแบบของคนรุ่นพ่อแม่ มาเป็นการซื้อทองคำเพื่อการลงทุนและการออม โดยในปีนี้เทรนด์ ‘gold beans’ หรือ การซื้อเม็ดทองคำและทองคำแท่งขนาดเล็ก 1–2 กรัมทุกเดือนมาแรงมาก ซึ่งตอบโจทย์แนวคิด ‘เริ่มจากเงินไม่มาก แต่สะสมอย่างสม่ำเสมอ’ สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจากสมาคมทองคำแห่งประเทศจีนระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ยอดขายผลิตภัณฑ์ทองคำขนาดเล็กน้ำหนัก 1–5 กรัม เพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1990 และ 2000 มีสัดส่วนมากกว่า 60% ของผู้ซื้อทั้งหมด IFA Magazine (สื่อการเงินอังกฤษ) รายงานอ้างอิงข้อมูลจาก BullionVault พบว่า ในปี 2026 นักลงทุนอายุ16–27 ปีมีสัดส่วน 4% ของผู้ใช้ใหม่ทั่วโลก หรือเกือบ 1 ใน 6 เพิ่มขึ้นจาก 12.6% ในปี 2025 และเพียง 8.9% ในปี 2006 สะท้อนว่าฐานนักลงทุนทองคำหน้าใหม่ทั่วโลกมีอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ในอินเดีย ผลสำรวจ Smytten PulseAI จากผู้บริโภค 5,000 คนอายุ 18-39 ปี พบว่า 9% จะเลือกทองคำ ถ้ามีเงินราว 25,000 รูปีให้ลงทุน สูงกว่ากองทุนรวม (16.6%) เงินฝากประจำ (13%) หุ้น (6.6%) และคริปโต (1.9%) อย่างมาก สิงคโปร์ กลุ่มอายุ 18-35 ปี กลายเป็นเซกเมนต์ผู้ซื้อทองที่โตเร็วที่สุดในปี 2026 ผ่านแอปทองดิจิทัล การซื้อทองแท่งขนาดเล็ก 1 กรัม และ ETF บนมือถือ แสดงให้เห็นว่าผู้ให้บริการทั่วโลกกำลังเชื่อม ‘ทองคำที่จับต้องได้’ เข้ากับ ‘ความสะดวกของแพลตฟอร์มดิจิทัล’   ฐิภา เสริมว่า “ทองคำไม่ใช่เรื่องของคนมีเงินก้อนอีกต่อไป แต่เข้าถึงได้ทุกคน คนรุ่นใหม่เริ่มเร็วขึ้น ใช้เงินน้อย ทยอยสะสมแบบ DCA และเป็นกลุ่ม Mobile-first ที่ต้องการความง่าย และ YLG ก็ตั้งใจทำให้ทองคำเข้าถึงง่ายและลงทุนได้อย่างมีแผน เพื่อเป็นรากฐานความมั่งคั่งของคนรุ่นใหม่ต่อไป”     ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเข้าถึงนักลงทุนรุ่นใหม่และนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่าย ๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี   เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง   โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2  

August 21, 2026 / 0 Comments
read more

‘เมดพาร์ค’ สแกนสัญญาณเสี่ยง ‘หลอดเลือดหัวใจตีบ’ ไม่ใช่เรื่องวัย-ภัยเงียบสะสม

Peace&Play

โรงพยาบาลเมดพาร์ค ชวนรู้ทัน ‘หัวใจล้มเหลว’ ความผิดปกติของหัวใจสะสมที่หลายคนมองข้าม หนึ่งในปลายทาง ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’  จับสัญญาณร่างกายฟ้อง ‘วูบ บวม เหนื่อย’ ที่ไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องของวัย      ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก:โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นสภาวะที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากการสะสมของไขมันและคราบหินปูน โดยกลุ่มแพทย์เฉพาะทางเมดพาร์ค ชี้ว่าตัวโรคอาจดำเนินไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีอาการเตือนใดๆ ในช่วงเริ่มต้น ไม่ใช่เรื่องของวัยแต่เป็นปัญหาที่สะสม อาการ ‘วูบ บวม เหนื่อย’ จากภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงเรื่องของอายุเยอะขึ้น แต่เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเคสอุทาหรณ์ของ เรย์ แมคโดนัลด์ สะท้อนชัดว่าคนอายุน้อยก็เสี่ยงได้ การสแกนคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า การตรวจวินิจจัยเชิงรุกเพื่อหาคราบแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Scoring) จะช่วยประเมินและวางแผนป้องกันความรุนแรงก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะนอนหลับ   ‘หมอปิแอร์–พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์’ แพทย์เฉพาะทางด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวถึง ‘หัวใจล้มเหลว’ ไม่เหมือนกับ หัวใจหยุดเต้นทันที แต่เป็นภาวะที่ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลงจากปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน   “ส่วนหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวมีความรุนแรงมากขึ้น”   พร้อมอธิบายว่า ‘หัวใจ’ มีจังหวะการทำงานสำคัญอยู่ 2 จังหวะ ซึ่งต้องทำงานสอดประสานกันตลอดเวลา ได้แก่   การบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ การคลายตัวเพื่อรองรับเลือดที่ไหลกลับมาจากปอดและร่างกาย   โดยหากจังหวะใดจังหวะหนึ่งทำงานผิดปกติ หรือทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หัวใจอาจส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดและสารน้ำคั่งย้อนกลับไปยังปอด จนนำไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)   ดังนั้น ภาวะหัวใจล้มเหลวจึงไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์จากความผิดปกติของหัวใจหลายรูปแบบ ทั้งโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ โรคระบบไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดอย่าง ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’   หาสาเหตุ ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’   พญ.ปิยนาฏ อธิบายต่อ เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ทั้งที่เกิดขึ้นเฉียบพลันจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลงอย่างช้า ๆ เป็นเวลานาน ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในบริเวณที่ขาดเลือดเริ่มเสียหาย กล้ามเนื้อบางส่วนอาจตายลงจนไม่สามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม   “เมื่อหัวใจสูญเสียกล้ามเนื้อส่วนที่เคยทำหน้าที่บีบและคลายตัวไป ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดของหัวใจก็จะลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว”   ดังนั้น สิ่งสำคัญในฐานะแพทย์จึงไม่ใช่แค่รักษาอาการเหนื่อยหรือบวมที่เกิดจากตัวโรค แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคืออะไร?   วูบ บวม เหนื่อย ร่างกายกำลังฟ้อง   ขณะที่บ่อยครั้ง เมื่อคนในครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นว่า ผู้สูงอายุในบ้านเหนื่อยง่าย ขาบวม หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังสามารถทำได้ตามปกติ แต่อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ เกิดขึ้น จนผู้ป่วยและคนรอบตัวรู้สึกคุ้นชิน และเข้าใจว่าเป็นเพียงความเสื่อมตามวัย   โดยไม่ทันสังเกตว่าร่างกายกำลังพยายามปรับตัวอย่างหนักเพื่อรองรับประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่ลดลง   พร้อมแนะนำวิธีสังเกตอาการที่ไม่ควรมองข้าม ‘อาการหัวใจล้มเหลวในระยะแรก’ อาจเริ่มได้ตั้งแต่ การเหนื่อยเวลาออกแรง เช่น เดินได้น้อยลง หรือขึ้นบันไดได้ไม่เท่าเดิม ก่อนจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้น จนกระทั่งเหนื่อยแม้ทำกิจวัตรง่าย ๆ บางรายอาจไอโดยไม่ทราบสาเหตุ ขาบวมในช่วงเย็น หรือนอนราบไม่ได้จนต้องเพิ่มจำนวนหมอนที่ใช้หนุน   ดังนั้น หากพบว่าคนในบ้านมีอาการวูบ บวม หรือเหนื่อย อาจเกิดได้ทั้งจากโรคหัวใจ รวมไปถึงความผิดปกติของระบบอื่น ๆ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องปกติของอายุ แต่ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุโดยละเอียด   พญ.ปิยนาฏ กล่าวถึงสัญญาณต้องระวัง ‘Red Flags’ ที่ควรรีบมาโรงพยาบาลทันทีหากพบว่า ‘ผู้ป่วยหอบเหนื่อยแม้ขณะพัก พูดได้ไม่ครบประโยค วูบหรือหมดสติ หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย ไม่ควรรอดูอาการ แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะหัวใจล้มเหลวกำลังกำเริบ หรือเกิดภาวะน้ำท่วมปอดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน   NCDs เพิ่มภาระหัวใจทำงานหนักขึ้น   นอกจากนี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจอย่างช้า ๆ   โดยผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่า ‘ไม่มีอาการ เท่ากับโรคดีขึ้นแล้ว’ จึงอาจรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดการตรวจติดตาม ทั้งที่ภายในร่างกายอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว   พญ.ปิยนาฏ ย้ำว่า ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง หรือมีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ควรตรวจติดตามสุขภาพตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงยังเป็นการเพิ่มภาระให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในระยะยาว   อัลตราซาวนด์หัวใจ ตรวจหาค่าเฉพาะ   ทั้งนี้ หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อมาพบแพทย์จะดำเนินขั้นตอนการค้นหาสาเหตุได้อย่างตรงจุด มีการประเมินเพิ่มเติมด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ รวมถึงการตรวจเลือดจากค่าเฉพาะ เช่น NT-proBNP ซึ่งช่วยแยกได้ว่าอาการเหนื่อยหรือบวมมีความสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจหรือไม่   การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ ช่วยให้แพทย์ประเมินการบีบและคลายตัว ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และความผิดปกติภายในห้องหัวใจ ขณะที่ผลตรวจเลือดและการตรวจอื่น ๆ จะช่วยเติมข้อมูลให้การวินิจฉัยมีความชัดเจนขึ้น   นอกจากนี้ การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization)  ซึ่งเป็นการสอดสายสวนขนาดเล็ก ผ่านหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำไปยังหัวใจ จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของโรคได้ชัดเจนขึ้นว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ หัวใจมีแรงดันสูงผิดปกติ หรือมีน้ำคั่งมากเพียงใด ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ และวางแนวทางรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวให้ตรงจุด ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลโรคให้ครบถ้วนในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ว่าอาจมี ภาวะหัวใจล้มเหลว ข้อมูลจากการสวนหัวใจ  

August 21, 2026 / 0 Comments
read more

MC JEANS ปรับรอบด้านรับยุคที่ต้องแข่งกับแบรนด์แฟชั่น โซเชียล เต็มหน้าฟีด

Zcreat

‘แมทธิว กิจโอธาน’ CEO แม็คกรุ๊ป วางเป้ารายได้ทะลุ 4,800 ล้านบาท กับแผนพลิกแบรนด์แฟชั่นไทย 50 ปี ให้สดใสในกลุ่มนิวเจนฯ สู่การคอลแล็บส์ ‘อาร์ท-ณัฐธีร์ โชติระวีธนาศิริ’ ผ่านคอลเล็กชั่น Mc JEANS x ALANLERT เพิ่มทราฟฟิกช่วงหน้าฝน   ผลงานปีแรกดันรายได้โต 15% หลังรับตำแหน่ง CEO ครบ 1 ปี แมทธิว แผนพาแม็คกรุ๊ปทำรายได้รวมแตะ 4,800 ล้านบาท ให้เติบโตขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ 4,152 ล้านบาท 3 วาระหลักขับเคลื่อนองค์กร  แผนลดช่องว่างระหว่างเจเนอเรชัน เปลี่ยนผ่านจากออฟไลน์สู่ออน์ไลน์ และสร้างภาพลักษณ์ความร่วมสมัยให้แบรนด์เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ รับมือการแข่งขันในตลาดโซเชียล ปรับดีไซน์และช่องทางขายเพื่อสู้กับแฟชั่นบนแพลตฟอร์มโซเชียล เช่น TikTok ที่เน้นสินค้าราคาซื้อง่ายหลักร้อยและมีฐานลูกค้ากว้าง   หลัง ‘แมทธิว กิจโอธาน’ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทแม็คกรุ๊ป (MC GROUP) จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย แม็คยีนส์ (Mc JEANS) ครบรอบ 1 ปีเต็มไปในเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา กับผลงานพาองค์กรสู่เป้าหมายรายได้ในปีงบประมาณล่าสุด (กรกฎาคม 2568 – มิถุนายน 2569)อยู่ที่ 4,800 ล้านบาท ให้เติบโตขึ้นราว 15% จากรอบบัญชีปี 2568 (กรกฎาคม 2567 – มิถุนายน 2568) มีรายได้ 4,152 ล้านบาท   ตัวเลขการเติบโตนี้ ‘แมทธิว’ บอกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เขา Committed ไว้กับแบรนด์ MJ JEANS ตลอดช่วงที่เขานั่งเก้าอี้บริหารแม็ค กรุ๊ป กับความท้าทายในตลาดแฟชั่นภายใต้ 3 วาระหลัก คือ   การบริหารช่องว่างระหว่างเจนเนอเรชั่นผู้บริโภค (Generation Gap) แมทธิว บอกว่าในตอนนี้ ‘แม็ค ยีนส์’ เป็นแบรนด์ที่มีอายุร่วม 50 ปี ด้วยเติบโตมากับผู้บริโภคเจนฯรุ่นใหญ่ ทำให้ต้องเร่งขยายการนำแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่เจนฯวายละซี ด้วยกลยุทธ์ไอเทมดีไซน์ เสื้อผ้า ในแพทเทิร์นใหม่ ๆ การเปลี่ยนผ่านช่องทางขายจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ (Transition from offline to online) โดยแม็คยีนส์ ต้องการเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเจนฯใหม่ได้มากขึ้น ที่คุ้นเคยการใช้จ่ายในแพล็ตฟอร์มออนไลน์มากกว่า สร้างภาพลักษณ์ความร่วมสมัยแบรนด์ (Imaginary Brand) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่มีต่อ Mc JEANS ให้ครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งความทันสมัย สนุกสนาน   แมทธิว ขยายบริบทข้างต้นว่า “แม็คยีนส์เป็นแบรนด์แฟชั่นไทยอายุ 50 ปี มีความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพแต่ยอมรับว่ายังขาดการขยายแบรนด์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ๆ ในตลาดแฟชั่นตอนนี้ที่แข่งขันกันสูงมากโดยเฉพาะในช่องทางโซเชียลแพล็ตฟอร์ม หรือแฟชั่นในติ๊กต็อกที่มีสินค้าราคาเข้าถึงได้ตั้งแต่หลัก 200-300 บาท และมีฐานกลุ่มคนซื้อวงกว้าง”   อย่างไรก็ตาม ‘แมทธิว’ กลับมองว่า สถานการณ์เหล่านี้เป็นโอกาสทั้งหมดในการเข้าหาผู้บริโภคเจนฯใหม่เหล่านี้ ด้วยการขยายไลน์สินค้าต่างๆ ให้ครอบคลุมความหลากหลายไอเทมสินค้ามากขึ้น ทั้งหมวดชุดชั้นใน ชุดลำลอง แอคเซสซอรี่ กระเป๋า ต่างๆ   ไปจนถึงการนำคอนเซปค์การแต่งตัวอย่าง แอร์พอร์ตลุค (Airport Look) จาก Mc Jeans ที่เน้นความสบาย คล่องตัว และเติมความดูดีในการถ่ายรูปสวย มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบออกเดินทางด้วยไอเทมการแต่งตัวที่แมตช์ง่ายใส่ได้ตลอดทริป   นอกจากนี้ แม็คยีนส์ ยังขยายพอร์ตฯสินค้าเข้าสู่ตลาดแอคทีฟไลฟ์สไตล์และแฟชั่นกีฬาภายใต้แบรนด์ MCJ SPORT มารับเทรนด์สุขภาพและกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเน้นเสื้อผ้าและไอเทมแนวสปอร์ตแวร์ที่สวมใส่ง่าย อีกด้วย   “เทรนด์แฟชั่นในตอนนี้อาจชอบแต่งตัวสบายๆ แนวสปอร์ตเพื่อเข้าไปยิม แต่ในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ หากไม่ไปออกกำลังกายก็ยังสามารถแต่งตัวลุคส์นี้เป็นสตรีทแวร์ได้เหมือนกัน”   แมทธิว กล่าวต่อในส่วนของช่องทางจำหน่าย ซึ่งในตอนนี้มีร้านสาขา Mc JEANS มีจำนวน 550 จุดขายทั่วประเทศ และเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่และไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคปัจจุบัน ร้านสาขาแม็คยีนส์ ยังได้นำเทคโนโลยีเอไอ ในร้านสาขาเพื่อช่วยประเมินคอมพลีท ลุคส์  ให้กับลูกค้าที่เข้ามาเลือกชมไอเทมสินค้าต่างๆ ของแม็คยีนส์   ขณะเดียวกัน แม็คยีนส์ ยังเน้นช่องทางขายออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ด้วยใช้กลยุทธ์เทคนิคการขาย ทั้งการไลฟ์ (Live) สินค้ารุ่น/คอลเล็กชั่นใหม่ๆและโปรโมชั่น โดยบริษัทมีสตูดิโอเองพร้อมทีมไลฟ์ขายเฉพาะที่กระจายใน 140 สาขาในตอนนี้   แมทธิว บอกอีกว่า ต่อการนำแบรนด์แม็คยีนส์ เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เจนฯวายและซีให้ได้ นอกจากการสร้างการจดจำแบรนด์ด้วยไลน์ไอเทมสินค้าใหม่และช่องทางขายที่ใช่แล้ว แม็คกรุ๊ป ยังเติมความครบวงจรการทำตลาดตั้งแต่การสร้างสรรค์งานเนื้อหา (Content) โปรดักชั่น (Studio) ไปจนถึงระบบจัดการธุรกิจออนไลน์ (E-commerce Fulfillment) ที่การันตีความรวดเร็วจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้ภายใน 40 ชั่วโมง ในรัศมีไม่เกิน 80 กิโลเมตร เป็นต้น   จากแนวทางดังกล่าว เขา วางเป้าหมายแบรนด์แม็คยีนส์ ให้เข้าถึงผู้บริโภคเจนวาย และซี เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักให้รวมกันแล้วมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 80% จากปัจจุบันแม็คยีนส์ มีกลุ่มเป้าหมายแบ่งสัดส่วนดังนี้ เบบี บูมเมอร์ 5% เจนฯเอ็กซ์ 27% เจนฯวาย 47% และ เจนฯซี 21% ซึ่งสองกลุ่มหลังรวมกันมีสัดส่วน 68% ในปัจจุบัน     Mc JEANS x ALANLERT   ล่าสุด แม็คยีนส์ เปิดตัวคอลเลกชั่น Mc JEANS x ALANLERT : Memory in the Rain ด้วยสินค้าไอเท็มต่าง ๆ ให้เลือกสรร ตั้งแต่เสื้อยืดผู้ชายทรงเรกูลาร์ (Regular) เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย ดีเทลตัดขอบด้วยสีแดงและขอบแขนเสื้อ และเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ ลวดลายกราฟฟิก Moonomon  ใช้เทคนิค Offset งานสิ่งพิมพ์คุณภาพสูง   นอกจากนี้ยังมีเสื้อเชิ้ตผู้ชายลายริ้ว มาพร้อมดีเทลลายกราฟิกเท่ๆ ในทรง Boxy Fit  รวมถึงชุดแทร็คสูท ทรงบาเรลเข้าชุดกับฮู้ดดี้ที่มีดีเทลงานปักด้านหน้าและพิมพ์ลายด้านหลัง   รวมไปถึงสเวตเตอร์ ในลุคสตรีทแวร์ ออกแบบเพื่อเอาใจวัยรุ่นสายสตรีท แมทช์กับกางเกงยีนส์หรือขาสั้น รองเท้าผ้าใบ ใส่ในวันชิลๆ  สามารถใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเสื้อแจ็คเก็ตฮู้ดดี้ มาพร้อมกับถุงสำหรับเก็บตัวเสื้อ เป็นไอเท็มที่ไม่ควรพลาด สำหรับ ผู้ที่ชื่นชอบกางเกงยีนส์ มีกางเกงยีนส์ทรงเบอมิวด้า ทรงหลวมเล็กน้อย ใส่สบาย คล่องตัว ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น และกางเกงยีนส์สีดาร์คบลู ทรง Straight (ทรงกระบอกเล็ก) กับดีไซน์เรียบเท่แต่ซ่อนดีเทลเล็กๆอย่างน่าสนใจ เหมาะกับทุกโอกาส   นอกจากนี้ ยังมีแอ็คเซสซอรี่สุดเก๋ กระเป๋าสะพายข้าง ลายน่ารัก พกพาง่าย มาเติมเต็มลุคให้ดูดีในทุกวัน ด้วยกระเป๋าสะพายข้างผ้าแคนวาส น้ำหนักเบา คล่องตัว ไปจนถึงหมวกแก๊ปสไตล์สุดคูล สวมใส่สบาย เสริมด้วยไอเท็มหน้าฝน กับร่มพกพาดีไซน์พิเศษ ให้ใช้งานได้ทุกวัน   แมทธิว บอกว่า ความร่วมมือระหว่าง แม็คยีนส์ และ ‘อาร์ท’ ณัฐธีร์ โชติระวีธนาศิริ ศิลปินนักวาดภาพประกอบรุ่นใหม่ที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘ALANLERT’ ในครั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงความทรงจำและมุมมองของศิลปิน นำมาถ่ายทอดผ่านคอลเล็กชั่นพิเศษแม็คยีนส์ ในการทำตลาดช่วงซีซันนัล (Seasonal) ฤดูฝน ในปีนี้ให้มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น   “แม็คยีนส์ วางเป้าหมายคอลเล็กชั่นนี้จะมีทราฟฟิกจากกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นทั้งในช่องทางออนไลน์และร้านสาขา พร้อมยอดขายคอลเล็กชั่นนี้ราว 50 ล้านบาท”   ปัจจุบัน แม็คยีนส์ มีส่วนรายได้จากร้านสาขา (offline) 73% และ ช่องทางออนไลน์ (online) 27% ซึ่งอย่างหลังเติบโต 19% ในรอบการดำเนินงานที่ผ่านมา  

August 21, 2026 / 0 Comments
read more

CP AXTRA เติมขาธุรกิจใหม่ปั้น ‘Happitat’ 1.5 หมื่นล. เสริม Makro–Lotus’s สู่ค้าปลีกไลฟ์สไตล์

Zcreat

CP AXTRA กำลังขยับพอร์ตค้าปลีกไปอีกขั้น จากเดิมที่มีทั้ง ‘Makro’ และ ‘Lotus’s’ สู่การสร้างแบรนด์และพื้นที่ค้าปลีกรูปแบบใหม่  ‘Happitat’  มูลค่า 1.5 หมื่นล. ที่วางเป็นเดสติเนชั่นรวมการช้อปปิ้ง อาหาร ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การใช้ชีวิตไว้ด้วยกัน บนพื้นที่ 30 ไร่     ขยายพอร์ตทุ่มงบ 1.5 หมื่นล้านบาท CP AXTRA เปิดตัวแบรนด์  ‘Happitat’ บนทำเลบางนา กม.7 เพื่อเติมเต็มช่องว่างการบริการไลฟ์สไตล์และพื้นที่ศูนย์การค้ามิกซ์ยูส เสริมทัพแบรนด์เดิมในเครือ เข้ามาต่อยอดและเชื่อมโยงกับ Makro และ Lotus’s เปลี่ยนผ่านจากศูนย์ค้าปลีก-ค้าส่งแบบเดิม สู่จุดหมายปลายทางแห่งการใช้ชีวิตครบวงจร เร่งสร้างรายได้ประจำจากพื้นที่เช่า  มุ่งขยายพื้นที่เช่า (NLA) เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าเช่า ยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน   21 สิงหาคม 2569 จะเป็นวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการของ Happitat ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ย่านบางนา มูลค่าลงทุนโครงการราว 15,000 ล้านบาท  ที่มีบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CP AXTRA) เป็นเจ้าของ   ต่อการเปิดโครงการ Happitat ในครั้งนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ที่การเป็น ‘โมเดลธุรกิจใหม่’ ของ CP AXTRA ที่ต้องการขยายบทบาทจากผู้ประกอบการค้าส่งและค้าปลีก ไปสู่การสร้าง Destination จุดหมายปลายทางพื้นที่ด้านไลฟ์สไตล์และประสบการณ์   ด้วยหากย้อนดูพอร์ตโฟลิโอค้าปลีกเดิมของ CP AXTRA จะเห็นว่าแม็คโคร (Makro) มีรากฐานจากธุรกิจค้าส่ง ที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2532 ส่วน Lotus’s เป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรก ที่เปิดทำการมาตั้งแต่ปี ปี 2537   ล่าสุดในปี 2569 นี้ เป็นคิวของ ‘Happitat’ ที่เข้ามาเติมพอร์ตฯในตลาดค้าปลีกของ CP AXTRA ที่ใช้แข่งขันด้วย ‘พื้นที่ เวลา และประสบการณ์’ นอกเหนือจากการขาย ‘สินค้า’ เพียงอย่างเดียว   จาก Makro–Lotus’s สู่ Destination Creation   ทั้งนี้ CP AXTRA ได้วางให้ Happitat เป็นต้นแบบของ Master Model ด้าน Destination Creation การสร้างจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้การออกแบบพื้นที่ ฟังก์ชัน และกิจกรรมต่างๆ เข้ามาสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค   ด้วยจุดนี้ จึงทำให้ ทั้ง 3 แบรนด์ค้าปลีกของ CP AXTRA มีตำแหน่งที่แตกต่างกัน ดังนี้   Makro มีโจทย์หลักเรื่องค้าส่งและผู้ประกอบการ Lotus’s มีฐานแข็งแรงในค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคและการใช้ชีวิตประจำวัน Happitat อยู่ในพื้นที่จุดหมายปลายทางด้านประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ (Lifestyle  Experience Destination)   สอดคล้องกับที่ ‘เบญจวรรณ อ่องศรี’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บอกว่า “ผู้บริโภคในวันนี้ไม่ได้มองหาเพียงสถานที่เพื่อการจับจ่าย แต่มองหาพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิต ใช้เวลา และตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลายมิติมากขึ้น”   หรือพูดง่ายๆ คือ การจะออกจากบ้านในยุคนี้เพื่อใช้ชีวิตและประสบการณ์ ต่างจากในอดีตที่การมาห้างเพื่อซื้อของ และทิศทางนี้ยังสอดคล้องกับภาพใหญ่ของ CP AXTRA ที่ปัจจุบันไม่ได้มีแค่ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก แต่รวมถึง ธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า ด้วย     Happitat บางนา บนพื้นที่กว่า 30 ไร่   สำหรับรายละเอียดโครงการ ‘Happitat’  ตั้งอยู่บนทำเล บางนา-ตราด (ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโครงการ The Forestias บน ถนนบางนา-ตราด กม. 7) มีขนาดพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ซึ่ง CP AXTRA มองเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ กับพื้นที่ฝั่งตะวันออก และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการขยายตัวของเมืองและการเดินทางอย่างต่อเนื่อง   โดยโครงการมีพื้นที่อาคารรวมประมาณ 211,910 ตารางเมตร และประกอบด้วยอาคารหลัก 3 อาคาร โดยมีทั้งพื้นที่ค้าปลีก ศูนย์การค้า สำนักงาน และพื้นที่กิจกรรม ประกอบด้วย   อาคารบลูมมินัส (Bloominas) ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์แห่งความสุขระดับพรีเมียม บนพื้นที่รวมกว่า 64,882 ตารางเมตร จำนวน 8 ชั้น พร้อมร้านค้า ร้านอาหาร และบริการ ครอบคลุมตั้งแต่การช้อปปิ้ง อาหาร เทคโนโลยี สุขภาพ ความงาม และบริการใน อาคารวันเดอร์ไวลด์ (Wonderwild) โลกแห่งจินตนาการ การเรียนรู้ และความสุขของทุกคนในครอบครัว บนพื้นที่กว่า 47,197 ตารางเมตร จำนวน 5 ชั้น อาคารเฟสตี้ ทาวน์ (Festie Town) จุดหมายแห่งความบันเทิงและการเฉลิมฉลอง อาคาร Semi-Outdoor เปิดรับแสงธรรมชาติ ได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางแห่งความสนุกและการเฉลิมฉลองของ Happitat รวบรวมความบันเทิง ร้านค้า และประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ พร้อมอีเวนต์ การแสดง และโชว์ที่หมุนเวียนสร้างสีสันตลอดทั้งปี   จากทั้ง3 อาคาร สะท้อนหัวใจของ Happitat อยู่ที่การออกแบบพื้นที่ให้แต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน แต่เชื่อมต่อกันเป็น Destination เดียว   CP AXTRA ได้อะไรจาก Happitat?   ต่อการเปิดตัวแบรนด์ Happitat มาอยู่ในพอร์ตค้าปลีก CPAXTRA ล่าสุด น่าจะเข้ามาเติมในด้าน การพัฒนาเดสติเนชั่น และการสร้างรายได้จากพื้นที่ให้กับบริษัทฯมากขึ้น นอกเหนือจากความแข็งแรงในแบรนด์ธุรกิจค้าปลีกเดิมที่มีอยู่ก่อนหน้าอย่าง แม็คโคร และ โลตัส ซึ่งบริษัทฯ มีแผนเพิ่มพื้นที่เช่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงสาขาเดิม การขยายพื้นที่เช่า จากปี 2567 อีก 240,000 ตารางเมตรภายในปี 2572   ดังนั้นการมาของ Happitat อาจไม่ได้เป็นแค่ธุรกิจแบรนด์ค้าปลีกที่ 3 แต่เป็นการต่อยอดความสามารถเดิมของ CP AXTRA จากธุรกิจค้าส่งสู่ค้าปลีกและการบริหารพื้นที่ ที่นำไปสู่โมเดล Destination Creation ที่วางไว้ ให้สามารถสร้างรายได้ทั้งจากการขายสินค้า และดึงทราฟฟิก การบริหารพื้นที่เช่า ได้พร้อมกันจากฟอร์แมตค้าปลีกทีทมีอยู่ในตอนนี้   ด้วยหากโมเดลนี้เวิร์ก CP AXTRA สามารถนำไปต่อยอดสู่การนำความรู้เรื่อง ค้าปลีก  พื้นที่เช่า ข้อมูลลูกค้า (Customer Data) ออมนิ ชาแนล และไลฟ์สไตล์ มารวมไว้เปนเรื่องเดียวกันได้เพื่อสร้างเดสติเนชั่นรูปแบบใหม่ในทำเลยุทธศาสตร์อื่นต่อไปได้อีก เช่นกัน   ดังนั้น Happitat อาจเป็นจิ๊กซอว์ที่ทำให้ CP AXTRA เปลี่ยนจาก ‘เจ้าของเครือข่ายค้าปลีก’ ไปสู่ ‘เจ้าของ Ecosystem ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์’ ได้ชัดขึ้น  

August 20, 2026 / 0 Comments
read more

ซีพี สร้างระบบนิเวศใหม่ มุ่งเทคโนโลยีวัตุดิบอาหารสู่อุตสาหกรรมธุรกิจ ‘Future Food’ 

EcoVative

เครือซีพี แผนสู่นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต ‘Future Food’ ผ่านเวที CP Innovation Exposition 2026 ผลิตครบอาหาร•เครื่องดื่ม•สแน็ก•อาหารเสริม•เทคโนโลยีวัตถุดิบ ต่อยอดขายจริงแล้ว 90%   สร้างระบบนิเวศใหม่ดัน Future Food เครือซีพี วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ผ่านการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมและการผลิตครบวงจร มุ่งเน้น Deep Tech ด้านวัตถุดิบ เปิดพื้นที่เวที CP Innovation Exposition 2026 ดึงดูดนักวิจัยและสตาร์ทอัพร่วมพัฒนานวัตกรรมวัตถุดิบและเทคโนโลยีอาหาร 5 หมวดหลัก ยกระดับสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้าเปลี่ยนงานวิจัยและไอเดียสร้างสรรค์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดทำตลาดได้จริงสูงถึง 90%     หลังจากเปิดตัวโครงการ ‘Healthylicious: Food • Drink • Snack Pitching Program’ ภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) พร้อมเชิญชวนส่งผลงานเข้าร่วมอย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อค้นหานวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตบนเวที CP Innovation Exposition 2026   โดยกิจกรรม ได้รับความสนใจจาก นักวิจัย สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ SMEs และนักนวัตกรรมทั่วประเทศ ส่งผลงานนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตเข้าร่วมกว่า 50 ทีม ภายใต้แนวคิด Innovative • Healthy • Delicious ซึ่งผลงานต่างๆ ครอบคลุมตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โปรตีนทางเลือก อาหารสำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ผลิตภัณฑ์จากพืช และขนมเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงนวัตกรรมด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีอาหาร ใน 5 หมวดหลัก ดังนี้   อาหาร (Food) 26% เครื่องดื่ม (Beverage) 24% ขนมขบเคี้ยว (Snack) 22% ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplement) 17% เทคโนโลยีวัตถุดิบอาหาร (Ingredient Technology) 11%   จากสัดส่วนผลงานที่ส่งเข้าร่วมกิจกรรมฯ สะท้อนถึงความหลากหลายของแนวคิดที่มุ่งตอบโจทย์กระแสสุขภาพที่มาพร้อมความอร่อย ของพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมขยายสู่โอกาสการต่อยอดเชิงธุรกิจ   โดยจุดเด่นสำคัญของปีนี้คือ กว่า 90% ของทีมที่สมัครเข้ามาเป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาเสร็จและวางจำหน่ายจริงในตลาดแล้ว รวมถึงยังมีความน่าสนใจ อยู่ที่ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ทั้งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อาทิ   เครื่องดื่มจากการหมัก อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ วัตถุดิบท้องถิ่น การนำผลผลิตหรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรกลับมาสร้างมูลค่าใหม่   จากแนวทางดังกล่าว กำลังสะท้อนว่านวัตกรรมอาหารไทย เตรียมก้าวไปไกลกว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ สู่การออกแบบวัตถุดิบและกระบวนการที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภค ธุรกิจ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน   เทคโนโลยีวัตถุดิบ ห่วงโซ่ผลิตต้นน้ำ   โดยเฉพาะกลุ่ม ‘Ingredient Technology’ เป็นอีกมิติที่น่าสนใจ ด้วยเป็นนวัตกรรมต้นน้ำที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย และมีโอกาสสร้างผลกระทบในวงกว้างต่ออุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ การพัฒนาส่วนผสมใหม่ วัตถุดิบฟังก์ชัน เทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณค่าทางโภชนาการ ประสิทธิภาพการผลิต ความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์   นอกจากนี้ โครงการ Healthylicious ยังแตกต่างจากเวทีประกวดนวัตกรรมทั่วไป ด้วยสามารถเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพให้ก้าวสู่โอกาสการขยายตลาดและเติบโตต่อในเชิงธุรกิจ จากความพร้อมทางธุรกิจของผู้สมัคร ด้วยผลงานเกือบทั้งหมดผ่านการทดสอบจากผู้บริโภคจริงมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งมีต้นทุน ราคา และกระบวนการผลิตที่จับต้องได้ และพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่         ทางลัดสูตรสำเร็จร่วมธุรกิจซีพี   ด้าน พลรัช วานิชกุล ผู้อำนวยการ CPF VENTURES ในฐานะผู้จัดการและกรรมการคัดเลือกโครงการประกวด Healthylicious มหกรรมนวัตกรรมบัวบาน เครือเจริญโภคภัณฑ์ 2026 กล่าวว่า สำหรับเวที Healthyliciuos นี้ เพื่อมองหาความแตกต่าง และธุรกิจที่เข้าใจลูกค้าของตัวเองจริงๆ ซึ่งเป็นสอง ปัจจัยทื่ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตไปได้ไกล และขยายธุรกิจร่วมกับเครือซีพีได้จริง พร้อม ส่งเสริมให้คนที่กำลังสร้างธุรกิจของตัวเอง ให้เติบโตไปด้วยกัน   “เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยแข็งแรง อุตสาหกรรมอาหารของประเทศก็แข็งแรงตามไปด้วย”   ขณะที่ ในมิติด้านสังคม Healthylicious ยังทำหน้าที่เป็นกลไกยกระดับผู้ประกอบการไทย ทั้งนักวิจัย สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการ SMEs ให้ก้าวจากผู้ผลิตรายเล็กสู่การเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตที่แข่งขันได้จริง ผ่านการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มุมมองการตลาด เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และช่องทางธุรกิจของเครือซีพี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ ยังผลักดันให้นวัตกรรมอาหารฝีมือคนไทยเติบโตได้จริงในเชิงพาณิชย์ ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการสร้างงาน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย และการเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของประเทศในระยะยาว   “เมื่อนวัตกรรมเหล่านี้อยู่ในสถานะที่พร้อมขยายผลอยู่แล้ว ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจฐานรากก็ยิ่งเกิดขึ้นได้เร็ว”     5 ทีมสุดท้ายร่วมงานจริงเครือซีพี   สำหรับการคัดเลือกรอบแรกโครงการฯ คณะกรรมการจะพิจารณา 4 มิติหลักอย่างเข้มข้น ได้แก่   ความชัดเจน ความแตกต่าง และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ (Product Concept) ความเข้าใจผู้บริโภคและตลาด (Consumer Insight) ศักยภาพในการต่อยอด (Offer Direction) ความพร้อมของทีม (Team Readiness)   ทั้งนี้จากกว่า 50 ทีมที่ส่งผลงานเข้าร่วมโครงการ Healthylicious คณะกรรมการจะคัดเลือก 30 ทีม เข้าสู่รอบต่อไปและร่วม Pitching Workshop ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เพื่อเสริมความพร้อมทั้งด้านการนำเสนอ มุมมองทางการตลาด โมเดลธุรกิจ และแนวทางสร้าง Synergy กับธุรกิจต่าง ๆ ภายในเครือซีพี   จากนั้นจะคัดเหลือ 10 ทีมเข้าสู่รอบ Pitching ในวันที่ 3 กันยายน 2569 โดยพิจารณาทั้งศักยภาพทางการตลาด ความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ ความสามารถในการขยายสเกล และโอกาสในการต่อยอด ก่อนเฟ้นหา 5 ทีมสุดท้ายเข้าสู่รอบ Final Pitching วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ภายในงาน CP Innovation Exposition 2026 เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการระดับผู้บริหาร และชิงโอกาสต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจกับเครือซีพี   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Healthylicious” ได้ที่ เว็บไซต์  https://healthylicious-pitching.cpgroupsustainability.com/    

August 20, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ระดมทีมภาคเหนือรับมือน้ำท่วมน่านพะเยา ดูแลสัญญาณสื่อสารต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ระดมทีมเน็ตเวิร์กภาคเหนือ รับมือวิกฤตน้ำท่วมน่าน-พะเยา เร่งด่วนดูแลสัญญาณมือถือและเน็ตบ้านให้การสื่อสารได้ต่อเนื่อง ตั้งศูนย์บัญชาการภาคเหนือ ระดมทีมภาคสนาม-รถ COW-ระบบไฟสำรอง พร้อมเฝ้าระวังสถานีฐานสำคัญ โครงข่ายไฟเบอร์ และพื้นที่สำคัญในการช่วยเหลือประชาชน   ทรู คอร์ปอเรชั่น ระดมทีมเน็ตเวิร์กภาคเหนือรับมือสถานการณ์อุทกภัยใน จ.น่าน และ  จ.พะเยา อย่างเร่งด่วน หลังฝนตกหนักต่อเนื่องส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากโดยเฉพาะใน อ.ปัว จ.น่าน ระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว กระทบบ้านเรือนและเส้นทางสำคัญ โดยทรูเร่งติดตามสถานการณ์และสถานะโครงข่ายทั้งบริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน รวมถึงผลกระทบในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดตั้งศูนย์บัญชาการภาคเหนือที่สำนักงานทรู จ.เชียงใหม่  เป็นศูนย์กลางประสานการปฏิบัติงาน ระดมทีมภาคสนาม เตรียมพร้อมกำลังคน อุปกรณ์ ระบบไฟฟ้าสำรอง และรถโมบายล์สถานีฐานเคลื่อนที่เร็ว (Cell-On-Wheel: COW) จากพื้นที่ภาคเหนือมุ่งเข้าสนับสนุน จ.น่าน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการสื่อสารให้ประชาชนและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่วิกฤต   ขณะเดียวกัน ทรูร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่งข้อความแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับรุนแรงผ่านระบบ Cell Broadcast ถึงประชาชนใน อ.ปัว จ.น่าน ให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่ม พร้อมเร่งยกสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ไปยังพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานในพื้นที่หากจำเป็นต้องอพยพ   สำหรับการดูแลโครงข่าย ทรูได้จัดลำดับความสำคัญของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะสถานีฐานสำคัญ (Critical Cell Sites) ที่รองรับโรงพยาบาล ศูนย์บัญชาการ ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมเฝ้าระวังสถานะระบบไฟฟ้า ระบบส่งสัญญาณ (Transmission) การเข้าถึงพื้นที่ และสถานะของสถานีฐานอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงและเร่งแก้ไขหากโครงข่ายได้รับผลกระทบ   ทีมเน็ตเวิร์กยังเตรียมรถ COW สถานีฐานชั่วคราว เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าสำรอง อุปกรณ์ภาคสนาม และยานพาหนะที่จำเป็น รวมทั้งเตรียมพร้อมทีมเข้าซ่อมแซมและเสริมสัญญาณทันทีเมื่อสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย โดยประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงาน กสทช. ปภ. หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนทั้งการสื่อสารในพื้นที่ประสบภัย ศูนย์พักพิง และศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉินทั้งนี้ ทรูให้ความสำคัญกับการรักษาความต่อเนื่องของการสื่อสารและการเชื่อมต่อทั้งผ่านโครงข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านในช่วงวิกฤต เพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อครอบครัว ขอความช่วยเหลือ และรับข้อมูลแจ้งเตือนจากภาครัฐได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังสนับสนุนการติดต่อประสานงานของหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยการปฏิบัติงานของทีมภาคสนามจะดำเนินการตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยของหน่วยงานภาครัฐและสภาพพื้นที่จริง เพื่อให้สามารถเข้าดูแลและฟื้นฟูโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

August 20, 2026 / 0 Comments
read more

ABB มอง AI ดัน ‘ดาต้า เซ็นเตอร์’ โตเกินต้านบีบ’ไทย’เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานทดแทนรับดีมานด์ไฟฟ้า

EcoVative

เทรนด์การขยายตัว Data Center และ AI ดันความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง ABB มองไทยเจอความท้าทายโครงสร้างพื้นฐาน ชี้ต้องเร่งปรับสู่ระบบพลังงานสะอาดรับอุตสาหกรรมใหม่     กระแส AI และ Data Center ดันดีมานด์ไฟฟ้าพุ่ง การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลในเอเชีย ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่ากังวล ระบบไฟฟ้าไทยเผชิญความท้าทายโครงสร้างพื้นฐาน  3 ปัจจัยหลัก ทั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และการใช้ระบบอัตโนมัติ กำลังเข้ามารีเซ็ตโครงสร้างความต้องการพลังงานของประเทศ เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทนรับอุตสาหกรรมใหม่ ภาคธุรกิจจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการพลังงานสะอาดควบคู่ไปกับระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว     แอนเดอร์ มัลทีเซ็น ประธานฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงาน เอบีบี ประจำภูมิภาคเอเชีย (ABB) ผู้ให้บริการอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติครบวงจรระดับโลก เผยว่า หลายประเทศในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย รวมถึงประเทศไทย ต่างเร่งศึกษาแนวทางเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทดแทน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการจัดตั้ง ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center) ตัวแปรหลักที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต   เนื่องจาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาถึงในปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมธุรกิจทุกประเภท ต่างนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มีส่วนร่วมในองค์กรอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนผ่านปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet Traffic) ในตอนนี้อยู่ที่ 50% จากเมื่อ 3 ปีก่อนอยู่ที่ราว 3%   “แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนความต้องการปริมาณไฟฟ้าที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องวางแผนรับมือการใช้งานที่เพียงพอต่อความต้องการ นอกเหนือจากเรื่องความยั่งยืน หรือ พลังงานสะอาด ที่วางไว้เป็นวาระสำคัญในช่วงกว่าสิบปีก่อนหน้า”   สำหรับในประเทศไทย พบความท้าท้ายระบบพลังงานเพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตสูงขึ้น จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ   ความต้องการใช้ไฟฟ้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว เกิดการลงทุนใหม่ในภาคดิจิทัล การผลิต โลจิสติกส์ การให้บริการและระบบอัตโนมัติ ดาตาเซ็นเตอร์ และ เอไอ การผลิตขึ้นสูง และการหันมาใช้พลังงานไฟฟเ กำลังเปลี่ยนโฉมความต้องการพลังงานของๆไทย   โดยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ในประเทศไทย คือ ความต้องการการใช้ไฟฟ้า จากดาต้าเซ็นเตอร์ 1,150 เมกะวัตต์ เพื่อเร่งการยกระดับระบบส่งไฟฟ้า และการเพิ่มจุดจ่ายไฟและขีดความสามารถขิงหม้อแปลงในเขตชลบุรีและระยอง รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งไฟฟ้าช่วยเพิ่มกำลังการจ่ายไฟอีก 550 เมะกวัตต์ในภาคตะวันออก   “ภาพดังกล่าวไทยจะต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตและศักยภาพของระบบไฟฟ่ พร้อมยกระดับประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความยืดหยุ่นของระบบพลังงานที่มีอยู่”   นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับผลการศึกษา ผู้ตอบแบบสำรวจเรื่องการเปลี่ยนผ่านด่านพลังงานภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรมประจำปี 2568 โดย 79% ระบุว่าการเพิ่มประสิทธิภาพและการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพจะมีบทบาทมากที่สุด ต่อการลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานในช่วง 5 ปีข้างหน้าอีกด้วย   แอนเดอร์  กล่าวต่อว่า ABB มองต่อถึงโอกาสการดำเนินธุรกิจในเอเชียรวมถึงในไทย ด้วยแนวคิด ‘การยกระดับโดยไม่ต้องหยุดการผลิต’ (Automation Extended) ประกอบด้วยสองแนวทางหลัก คือ   การผสานระบบอัตโนมัติ ระบบไฟฟ้า และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน ครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ขยายกำลังการผลิต ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ผสานระบบเดิมเข้ากับระบบใหม่ และนำความสามารถด่านดิจิทัลมาใช้ โดยยังคงรักษาความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน   โดยหลักการนี้ ยังสอดคล้องกับแนวทางการทำตลาดในประเทศไทยในกลุ่มลูกค้าที่มีโครงสร้างพื้นฐานเดิมอยู่แล้วแต่ต้องการขยายระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายหลักอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งมีอัตราการชะลอตัวในขณะนี้ และในกลุ่มปิโตรเคมี โรงกลั่น ที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีความต้องการขยายระบบด้านพลังงาน   ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา ABB ได้เข้าไปสนับสนุนองค์กรในประเทศไทยผ่านแนวทางนี้แล้ว อาทิ ไออาร์พีซี (IRPC) ซอฟต์แวร์ ของเอบีบี ช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตไอน้ำและการผลิตไฟฟ้า ส่งผลให้สามารีถลดความผันผวนของแรงดันลงได้สูงสุดถึง 50% กลุ่มมิตรผล (Mitr Phol Group) เทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติและดิจิทัลของเอบีบี มีส่วนช่วยสนับสนุนการพัฒนาโรงงานน้ำตาลแบะโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ ด้านการเสริมความยืดหยุ่นให้ระบบ เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า พร้อมรองรับการผสานพลังงานหมุนเวียน   แอนเดอร์  ทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยในขณะนี้มีความพร้อมต่อการการจัดตั้งดาตาเซ็นเตอร์เพื่อรองรับการการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะเอไอที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ส่งผลให้ความต้องการด้านพลังงานขยายตัวสูงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต้องสร้างความร่วมมือ (Collaboration) ในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (Steakholder) เพื่อทำงานพร้อมวางแผนรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานทดแทนร่วมกันอย่างเป็นระบบ

August 18, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู นำข้อมูลสัญญาณมือถือดัน ‘Routes to Roots’ คว้ารางวัล Creative Data Award

PRnounce

“Routes to Roots” เที่ยวลึกถึงราก…จาก “สัญญาณมือถือ” ทรู สู่เข็มทิศเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย คว้า Creative Data Award เวที CEA 2026   ในวันที่ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวไทยกำลังเปลี่ยน ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า นักท่องเที่ยวลดลง 3.05% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โจทย์ของประเทศไทยอาจไม่ใช่เพียง “ทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาไทยมากขึ้น” แต่คือ ทำอย่างไรให้ทุกการเดินทาง ทั้งจากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติสร้างคุณค่าได้มากขึ้น ขับเคลื่อน Equitable Tourism ที่กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังชุมชนและสร้างมูลค่าให้ท้องถิ่นได้อย่างทั่วถึงและเติบโตได้อย่างยั่งยืน   คำถามสำคัญคือ เรารู้หรือไม่ว่า “รูปแบบการเดินทางของนักท่องเที่ยว” ในวันนี้เป็นอย่างไร ? นี่คือจุดเริ่มต้นของ “Routes to Roots” โครงการความร่วมมือที่นำ Mobility Data หรือข้อมูลการเคลื่อนที่ของผู้คนผ่านการใช้งานโทรศัพท์มือถือแบบไม่ระบุตัวตนของทรู มาผสานกับงานวิจัยและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อค้นหารูปแบบการเดินทางจริงของนักท่องเที่ยว และเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของการท่องเที่ยวไทย โดยล่าสุด Routes to Roots คว้ารางวัล Creative Data Award จากเวที Creative Excellence Awards 2026 จัดโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA   จาก “เครือข่ายที่เชื่อมต่อผู้คน” สู่ “ข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้เข้าใจผู้คน”   หลายทศวรรษที่ผ่านมา บทบาทหลักของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมคือ เชื่อมต่อผู้คน ผ่านเสียงและอินเทอร์เน็ต เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล อีกหนึ่งสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงที่เกิดขึ้นบนโครงข่ายคือ Mobility Data ข้อมูลการเคลื่อนที่ของผู้คน ที่เมื่อถูกนำมาใช้อย่างมีความรับผิดชอบร่วมกับงานวิจัย ก็สามารถเปลี่ยนเป็น Insight เพื่อช่วยตอบโจทย์เศรษฐกิจ สังคม และเมือง นี่คืออีกก้าวจาก “เครือข่ายที่เชื่อมต่อผู้คน” สู่ “ข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้เราเข้าใจผู้คน” และนำความเข้าใจนั้นกลับไปสร้างคุณค่าให้สังคม   อรอุมา วัฒนะสุข Head of GCEO Strategic Agenda and Employee Communication บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “บทบาทของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างเครือข่ายที่ดีที่สุดเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า แต่ยังรวมถึงการนำศักยภาพของ Mobility Data ซึ่งเป็นสินทรัพย์ข้อมูลที่มีคุณค่าเฉพาะของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม มาต่อยอดเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยทรูมุ่งเปิดพื้นที่ความร่วมมือให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย ภาครัฐ ภาคสร้างสรรค์ และชุมชน นำข้อมูลและองค์ความรู้มาทำงานร่วมกัน เพื่อเปลี่ยน Data ให้เป็นความเข้าใจ และเปลี่ยนความเข้าใจให้เป็นโอกาสใหม่ ต่อยอดสู่การออกแบบแนวทาง การกำหนดวาระ และการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คน ชุมชน และประเทศ”   ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม และผู้ช่วยคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โจทย์สำคัญไม่ใช่การมีข้อมูลมากขึ้น แต่คือการใช้ข้อมูลเพื่อมองการท่องเที่ยวในมุมใหม่ จากขอบเขตจังหวัด ไปสู่ ระบบการเดินทางจริงและความเชื่อมโยงระหว่างเมือง การวิเคราะห์ Mobility Data กว่า 500 ล้านทริป ทำให้เราค้นพบ 21 คลัสเตอร์ท่องเที่ยวศักยภาพ และต่อยอดสู่ 6 คลัสเตอร์นำร่อง ที่ผสาน Data เข้ากับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และทรัพยากรของพื้นที่ และนี่คือ Evidence-based Tourism Development ที่เปลี่ยนข้อมูลจริงให้เป็นข้อเสนอในการพัฒนาการท่องเที่ยว นำไปสู่การออกแบบนโยบายที่ตรงศักยภาพของแต่ละพื้นที่ และช่วย กระจายนักท่องเที่ยว กระจายการลงทุน และกระจายรายได้สู่เมืองและชุมชนได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น”   ขณะที่ The Cloud นำองค์ความรู้จากหลากหลายสาขามาผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อต่อยอดผลการศึกษาสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่จับต้องได้ ผ่าน 6 คลัสเตอร์นำร่องเมืองน่าเที่ยวในแต่ละภูมิภาค จนเกิดเป็น “Routes to Roots: 6 ทริป 6 เส้นทางสำรวจรากวัฒนธรรมไทย” ที่เชื่อมโยงผู้คนกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ ศึกษารายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ https://www.true.th/blog/routes-to-roots-forum/ ในภาพ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (ซ้ายสุด) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี 2569 (Creative Excellence Awards 2026) .ในประเภท Creative Data Award แก่โครงการ “Routes to Roots” โดยมี ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย (ที่ 4 จากขวา) รองผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม และผู้ช่วยคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อรอุมา วัฒนะสุข (ที่ 3 จากขวา) Head of GCEO Strategic Agenda and Employee Communication บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด เป็นตัวแทนรับรางวัล ณ Nex Hall สยามพารากอน     เกี่ยวกับ Routes to Roots   Routes to Roots เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม (Social Design Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) โดยต่อยอดจากโครงการ Data Playground for Human Impacts ของทรู โดยทีมวิจัยได้ศึกษาข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือจากผู้ใช้ที่ยินยอมให้นำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งผ่านการเข้ารหัสและไม่ระบุตัวตน มาวิเคราะห์รูปแบบการเดินทาง ครอบคลุมข้อมูลประมาณ 25 ล้านบัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวไทย และกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ถึงกรกฎาคม 2567

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยามฉลอง 8 ปี จัดโปรใหญ่ช็อป 800 อิ่มฟรี 800 บาท

PRnounce

ไอคอนสยามฉลอง 8 ปีความสำเร็จ Global Destination จัดรายการ “มหัศจรรย์ความสุข แจกสุดอินฟินิตี้”  ช็อป 800 รับอิ่มฟรี 800 บาท  ส่งมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฉลองใหญ่ครบรอบ 8 ปีแห่งความสำเร็จ “The 8th ANNIVERSARY ICONSIAM, INFINITE ICON” ประเดิมแคมเปญแรก “INFINITE WONDERS – มหัศจรรย์ความสุขสุดอินฟินิตี้” ส่งต่อความคุ้มค่าและประสบการณ์เหนือความคาดหมาย แจกสุดอินฟินิตี้ ช็อปปิ้ง 800 รับอิ่มฟรีอีก 800 บาท กับโปรสุดคุ้มเพียง 8 วันเท่านั้น รับคุ้มอินฟินิตี้ แลกรับสยามกิฟท์การ์ด สูงสุดถึง 10,150 บาทต่อวันเมื่อช็อปปิ้งครบตามกำหนด เพื่อฉลองและตอกย้ำการเป็น  Global Destination จุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายให้กับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคจากทั่วโลกมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มแคมเปญ ตั้งแต่ 18 สิงหาคม – 18 กันยายน 2569 นี้ ติดตามรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://iconsiam.com/th/promotions/iconsiam-8th-anniversary-infinite-wonders  หรือ เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/p/1PPnQBuX45/ นางสุมา วงษ์พันธุ์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่  สายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด  กล่าวว่า  ในโอกาสครบรอบ 8 ปี ไอคอนสยามฉลองใหญ่ 8 ปีแห่งความสำเร็จ “The 8th ANNIVERSARY ICONSIAM, INFINITE ICON” เดินหน้ากลยุทธ์ Experience-Led Retail ขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกด้วยการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับลูกค้า โดยผสานการช็อปปิ้ง การรับประทานอาหาร ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ไว้ในจุดหมายปลายทางเดียว พร้อมยกระดับ Customer Engagement และ Loyalty program ผ่านแคมเปญที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ทั้งนักช็อป นักชิม และกลุ่มฐานลูกค้าสมาชิก ONESIAM ซึ่งแต่ละกิจกรรมการตลาดได้รับการออกแบบจากความเข้าใจพฤติกรรมและแรงจูงใจของลูกค้า เพื่อส่งมอบคุณค่าที่แตกต่าง และคุ้มค่า (Value for Money) เหมาะสมกับแต่ละเซ็กเมนต์ โดยประเดิมด้วยการฉลองแคมเปญโปรโมชั่นแรกคือ “INFINITE WONDERS – มหัศจรรย์ความสุข แจกสุดอินฟินิตี้” และจะมีกิจกรรมการตลาดเพื่อขอบคุณลูกค้าทุกท่านอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 อีกด้วย “มหัศจรรย์ความสุข แจกสุด อินฟินิตี้ – ช็อป 800 อิ่มฟรี 800” ไฮไลต์แรก คือ เมื่อ “ช็อปครบ 800 บาท แลกรับฟรี E-Gift Card มูลค่า 800 บาท เพื่ออิ่มฟรี โดยไม่มีขั้นต่ำในการใช้” เพียง 8 วันเท่านั้น ตั้งแต่วันที่  18 – 25  สิงหาคม 2569 ซึ่งสะท้อนแนวคิดการคืนคุณค่ากลับสู่ลูกค้าอย่างเต็มที่ เปลี่ยนทุกการใช้จ่ายให้ต่อยอดเป็นประสบการณ์ความสุขครั้งใหม่ภายในไอคอนสยาม โดยลูกค้าสามารถนำ E-Gift Card ไปใช้กับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ ช่วยกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำภายในศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความหลากหลายของร้านค้าภายในศูนย์ได้เป็นอย่างดี “มหัศจรรย์ความสุข รับคุ้ม อินฟินิตี้ – แลกรับ Siam Gift Card สูงสุด 10,150 บาทต่อวัน” ขณะเดียวกัน ไอคอนสยามก็มอบ “มหัศจรรย์ความสุข รับคุ้ม อินฟินิตี้” คืนความคุ้มค่าและสิทธิพิเศษที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นขั้นบันได สะท้อนแนวคิด Customer Loyalty และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับสมาชิก ONESIAM  โดยสมาชิก ONESIAM รับเพิ่มความคุ้มค่า เมื่อช็อปครบตามยอดซื้อที่กำหนด ทั้งในไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ  ตั้งแต่ 18 สิงหาคม – 18 กันยายน 2569 แลกรับ SIAM Gift Card ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ดังนี้ • ใช้จ่ายครบ 8,000 บาท รับ SIAM Gift Card มูลค่า 150 บาท• ใช้จ่ายครบ 80,000 บาท รับ SIAM Gift Card มูลค่า 2,000 บาท• ใช้จ่ายครบ 280,000 บาท รับ SIAM Gift Card มูลค่า 8,000 บาท รวมทุกขั้นการซื้อ ลูกค้าสามารถรับ SIAM Gift Card มูลค่าสูงสุด ถึง 10,150 บาทต่อวัน ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ไอคอนสยามได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นศูนย์การค้าสู่การเป็น Global Experiential Destination ที่ผสานการค้า ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ การเฉลิมฉลองในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการฉลองความสำเร็จของโครงการ แต่ยังเป็นการขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ร่วมสร้างเรื่องราวแห่งความประทับใจ และเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ด้วยคอนเซปต์ “The 8th ANNIVERSARY ICONSIAM, INFINITE ICON” ไอคอนสยามพร้อมเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการค้าปลีก และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้ทุกการมาเยือนไอคอนสยามเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และความสุขที่ไร้ขีดจำกัด สมกับการฉลองครบรอบ 8 ปีแห่งความเป็นที่สุดของแลนด์มาร์กระดับโลกของประเทศไทย ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสุขแห่งการช็อป เพื่อฉลองครบรอบ 8 ปี กับ “INFINITE WONDERS – มหัศจรรย์ความสุข แจกสุดอินฟินิตี้”  ระหว่างวันที่ 18 สิงหาคม – 18 กันยายน 2569 ณ ไอคอนสยาม และสยาม ทาคาชิมายะ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ Facebook: ICONSIAM

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท บอนวอย อวดดีไซน์หรูคู่รสชาติประณีต ขนมไหว้พระจันทร์ 7 โรงแรม

WeView

แมริออท บอนวอย พาสัมผัสรสชาติวัฒนธรรมจีนแท้และร่วมสมัย กับคอลเล็กชั่นขนมไหว้พระจันทร์ปี 2569 พร้อมดีไซน์แพคเกจจิงลักซูรี รับคอนเซปต์ ‘ปีม้าไฟ’ จาก 7 โรงแรมในเครือฯกรุงเทพฯ-ภูเก็ต   ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ปี 2569 แมริออท บอนวอย จัดคอลเล็กชั่นขนมไหว้พระจันทร์ต้อนรับวันที่ 25 กันยายน ชูรสชาติต้นตำรับและรสชาติร่วมสมัยระดับพรีเมียม งานดีไซน์หรู่มงคลสะท้อนเอกลักษณ์ โดดเด่นด้วยดีไซน์กล่องของขวัญที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ปีม้าไฟ’ บรรจุความละมุนและคุณค่าที่เหมาะกับการมอบให้คนสำคัญ คัดไฮไลท์จาก 7 โรงแรมชั้นนำ นำโดยห้องอาหาร The Silk Road (ดิ แอทธินี) กับกล่องลิมิเต็ดพร้อมชุดชา และ Man Ho (เจดับบลิว แมริออท) ในดีไซน์ลายเครื่องปั้นดินเผาชิงฮวา   เทศกาลไหว้พระจันทร์ อีกหนึ่งประเพณีดั้งเดิมอันทรงคุณค่าของชาวจีน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในหลากหลายพื้นที่ทั่วทุกมุมโลกที่มีชาวเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ และในปี 2569 นี้ตรงกับวันศุกร์ที่ 25 กันยายน โดยไฮไลท์สำคัญคงต้องยกให้กับเจ้าหญิงขนมหวานจากวัฒนธรรมจีนอย่าง ‘ขนมไหว้พระจันทร์’ (Mooncake) ของหวานคู่เทศกาลอันเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่โปรดปรานของใครหลาย ๆ คน ซึ่งในแต่ละปี บรรดาแบรนด์และร้านอาหารชั้นนำต่างออกมาสร้างสรรค์ทั้งรสชาติ ความหอมหวาน และดีไซน์เฉพาะตัว เพื่อเติมมิติให้เทศกาลนี้มีสีสันยิ่งขึ้น   โดยเฉพาะขนมไหว้พระจันทร์จาก ‘เชนโรงแรม’ ที่กลายเป็นของขวัญระดับไฮเอนด์ซึ่งหลายคนตั้งตารอคอย ซึ่ง แมริออท บอนวอย® โปรแกรมการเดินทางจาก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้อีกครั้ง   และได้เปิดตัวคอลเล็กชั่นขนมไหว้พระจันทร์ประจำปี 2569 พร้อมชวนสัมผัสรสชาติ ตั้งแต่แบบต้นตำรับไปจนถึงรสชาติร่วมสมัยในแพคเกจกล่องของขวัญดีไซน์มงคลหรูหรา ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ปีม้าไฟ’  สะท้อนเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน จาก 7 โรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ และภูเก็ต ดังนี้ เริ่มต้นกันที่ กรุงเทพฯ   ห้องอาหารเดอะ ซิลค์ โร้ด (The Silk Road) โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล นำเสนอ 2 รูปแบบ ได้แก่ The Athenee Heritage Treasure กล่องรุ่นลิมิเต็ดเอดิชันบรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 8 ชิ้น พร้อมชุดชงชามัทฉะ The Athenee Signature Box บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้น ห้องอาหารจีนมานโฮ (Man Ho Chinese Restaurant) โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ นำเสนอ คอลเลกชัน Legend of the Eight Horses กล่องสีฟ้าขาววิจิตร สะท้อนศิลปะเครื่องปั้นดินเผาลายเขียนสีน้ำเงิน (ชิงฮวา) ห้องอาหารเย่า (YÀO Restaurant) ห้องอาหารระดับหรู โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ ภูมิใจ นำเสนอ คอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์ ‘Gallop of Grace’ ภายในกล่องจัดเป็นผลงานศิลปะจากเยาวชนผู้มีความสามารถที่หลากหลาย ด้วยแนวคิดทางศิลปะที่ตั้งอยู่บนปรัชญา Beyond Limitations ก้าวข้ามขีดจำกัด สะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของผู้คนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ห้องอาหารพาโกด้า ไชนีส เรสเตอรองท์ (Pagoda Chinese Restaurant) โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค นำโดยเชฟออสการ์ ปันและทีม นำเสนอ คอลเลกชัน Moon Blush Collection พร้อม 6 รสชาติ ผสานความดั้งเดิมเข้ากับรสนิยมร่วมสมัย บรรจุในกล่องดีไซน์ความงามของดอกเหมย เดอะ เลานจ์ (The Lounge) โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ นำเสนอ Limited-Edition Mooncake Collection ในกล่องของขวัญสีแดงสดใส ภายในกล่องบรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 4 ชิ้น สามารถเลือกคละได้จาก 6 รสชาติเอกลักษณ์ ห้องอาหารเดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table) โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ คอลเลกชั่น The Celestial Carousel ชุดขนมไหว้พระจันทร์สร้างสรรค์ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ตัวกล่องม้าหมุนที่บรรจุขนมไหว้พระจันทร์แบบอบไส้ลาวา 5 ชิ้น (มะม่วงส้มโอและชาอู่หลงพีช) ขนมไหว้พระจันทร์หิมะ (Snow-skin) 4 รสชาติ เช่น กาแฟมะพร้าว และชาเขียวมัทฉะข้าวคั่ว ปิดท้าย ณ หมุดหมายอาหารระดับตำนานใจกลางเมืองเก่าภูเก็ต ห้องอาหารเย่ว เรสเทอรองท์ แอนด์ บาร์ (Yue Restaurant & Bar) โรงแรมคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ขนมไหว้พระจันทร์สูตรลายเซ็น 4 รสชาติ บรรจุในกล่องของขวัญทรงคุณค่า สำหรับคอลเลกชันขนมไหว้พระจันทร์เหล่านี้ ยังเปิดให้จับจองตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569  ทั้งในโอกาสมอบความประทับใจในรสชาติความหอมหวานให้กับตนเอง หรือมอบเป็นของขวัญให้แก่คนที่รัก ด้วยขนมไหว้พระจันทร์จาก 7 โรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออท บอนวอย ประเทศไทย ในช่วงเวลาแห่งความเป็นสิริมงคลเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในปีนี้   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://marriott.com/en-us/dining/campaign/mooncake-thailand.mi  

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

CP LAND ดัน ‘ฟอร์จูนทาวน์’ รับตลาดเฟสทีฟปลายปี ทำแคมเปญร่วม R3 เจาะไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

BizKet

CP LAND แท็กทีม R3 ส่งประสบการณ์ช้อปปิ้งควบคู่สิทธิประโยชน์รูปแบบใหม่ ปักหมุด ‘ฟอร์จูนทาวน์’ เป็นแลนด์มาร์กรัชดาฯ-พระราม 9 เข้าถึงไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล       จักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ ผู้บริหารศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ศูนย์รวมไอทีและไลฟ์สไตล์ครบวงจรย่านรัชดา–พระราม 9 ภายใต้การบริหารของ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือซีพี แลนด์ (CP LAND) เปิดเผยว่า ซีพีแลนด์ วางแผนยกระดับย่านรัชดา-พระราม 9 สู่การเป็นฮับแห่งพลังสร้างสรรค์และการเดินทางแห่งอนาคต  โดยประกาศร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ R3 Autosphere ผู้ให้บริการยานยนต์ครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งสองธุรกิจ โดยนำจุดแข็งของทั้งสองแบรนด์ช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างปฏิสัมพันธ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคในยุคดิจิทัล เพื่อส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์พิเศษผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกันในไตรมาส 4 ปี 2569 นี้   โดยฟอร์จูนทาวน์ เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในไตรมาส 4 ปี 2569 ภายใต้แคมเปญใหญ่ ‘Fortune Town A Season of Wonder : The Journey Begins’ ด้วยแนวคิดให้เป็นพื้นที่จุดเริ่มต้นการส่งมอบความสุข ความสนุกสนานในทุกมิติของการช้อปปิ้งและการเดินทางช่วงปลายปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อในย่าน New CBD ให้กลับมาคึกคักอย่างเต็มรูปแบบ   ด้าน ‘เกียรติ ตั้งตรงศักดิ์’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พระราม 3 กรุ๊ป ฮอนด้า ออโตโมบิล จำกัด (R3 Autosphere) กล่าวว่า  บริษัทฯ ร่วมกับ ฟอร์จูนทาวน์ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเชิงการตลาดที่ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างตรงจุด  ในแคมเปญ ‘The Journey Begins’  เพื่อมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว   “เรามั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบความคุ้มค่าและประสบการณ์พิเศษที่หาจากที่ไหนไม่ได้ให้กับลูกค้าของทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน”   สำหรับแคมเปญ  “Fortune Town A Season of Wonder : The Journey Begins”   มีกำหนดจัดขึ้น ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569 ที่พร้อมจะมอบสิทธิพิเศษ และกิจกรรมต่างๆ ให้ร่วมสนุก  ผู้ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของ ฟอร์จูนทาวน์ เกี่ยวกับ ฟอร์จูนทาวน์  ฟอร์จูนทาวน์ ก่อตั้งเมื่อปี  2542  เป็นศูนย์รวมร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายด้านไอที อุปกรณ์ดิจิตอล และประเภทอื่นๆ ตั้งบนทำเลศักยภาพที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ CBD  ในย่านรัชดา-พระราม 9   ภายใต้คอนเซปต์ ‘ไอทีไลฟ์สไตล์มอลล์’  ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที กล้อง เครื่องเสียง ร้านอาหาร-เครื่องดื่ม สถาบันการศึกษา ของเล่นของสะสม รวมกว่า 400 ร้านค้า แบ่งการจัดหมวดหมู่ประเภทร้านค้าไว้  3 ประเภท คือ ไอทีมอลล์ ไลฟ์สไตล์มอลล์ ฟู้ดมอลล์ นอกจากนี้ ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ยังมีรูปแบบอาคารเป็นแบบมิกซ์ยูส  ซึ่งประกอบด้วย โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูนกรุงเทพ อาคารสำนักงาน และ โลตัสซุปเปอร์มาร์เก็ต ภายใต้เครือบริษัทซี พี แลนด์ จำกัด (มหาชน)  ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.fortunetown.co.th    

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

เอ็กซ์สปริง เปิดวาร์ปทางรอดนักลงทุน ดันโทเคนอสังหาฯ-กองทุน AI มาแรง

EcoVative

สแกนกลยุทธ์ ‘เอ็กซ์สปริง’ เปิดมูฟเมนต์ใหม่ตลาดการเงินไทย ส่ง ‘Debt-liked Token’ ปลดล็อกระดมทุนฝั่งอสังหาฯ ดันกองทุนธีม AI และ DR หุ้นนอก เป็นทางออกให้สายเทรดกระจายความเสี่ยง สู้ภาวะตลาดเปลี่ยนผ่าน ทางเลือกใหม่ค่ายอสังหาฯ ระดมทุนผ่าน ICO เปิดตัว ‘Aquarous Investment Token’ โทเคนคล้ายหนี้-ทางเลือกให้ธุรกิจอสังหาฯ ใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนยุคแบงก์ปล่อยกู้ยาก ดักเงินลงทุนด้วยกองทุน AI และ Data Center  ตอบรับเทรนด์โลกด้วยการเปิดตัวกองทุนใหม่เน้นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากตลาดหุ้นไทย เปิดช่องเทรดต่างประเทศผ่านผลิตภัณฑ์ DR ดึงนักลงทุนรายย่อยสร้างโอกาสทำกำไรในหุ้นต่างประเทศผ่านกระดานซื้อขายไทย ช่วยลดความยุ่งยากด้านการโอนเงินและภาษี วรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) หรือ XSPRING เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 499 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไตรมาส 2 ที่ผ่านมา (เม.ย.-มิ.ย.2569) เป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดของบริษัท โดยสร้างรายได้รวม 260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% และมีกำไรสุทธิ 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สำหรับการเติบโต มาจากปัจจัย ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในหลายกลุ่มธุรกิจ สะท้อนความสามารถในการกระจายแหล่งรายได้ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจในเครือ โดยส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่นในทุกมิติ ดังนี้   รายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ 6 ล้านบาท โดยโดยในไตรมาส 2/2569 บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด (XSpring Digital) มีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ICO Portal เพื่อการลงทุน ‘Aquarous Investment Token’ Investment Token ที่มีลักษณะคล้ายหนี้ (Debt-liked Token) ซึ่งออกและเสนอขายโดยบริษัท ไวส์ เอสพีวี 2 จำกัด จากความสำเร็จนี้ทำให้การออกโทเคนกลายเป็นเทรนด์และมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ามาขอคำปรึกษาเพื่อออกโทเคนจำนวนมาก รายได้จากค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง 92 ล้านบาทโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpring AM) ที่ในปีนี้ยังคงเน้นการเปิดตัวกองทุนใหม่ภายใต้ธีมหลัก ในเรื่องของ เทคโนโลยี AI และ Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตของโลก รายได้จากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย 70 ล้านบาท โดย บริษัทบริหารสินทรัพย์ เอ็กซ์สปริง เอ เอ็ม ซี จำกัด (XSpring AMC) มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น จากการรับชำระหนี้ของลูกหนี้ และความสำเร็จในการจำหน่ายทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ซึ่งมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนความต้องการของตลาดที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการสินทรัพย์ และการเข้าถึงกลุ่มผู้ซื้ออย่างตรงเป้าหมาย ส่งผลให้บริษัทสามารถเร่งการจำหน่ายทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเติบโตของผลการดำเนินงานอย่างมีเสถียรภาพ รายได้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน 48 ล้านบาท โดยเฉพาะจากการรับรู้กำไรจากการถือหุ้น 71% ในบริษัทหลักทรัพย์กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจ Brokerage ที่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง จากความเชื่อมั่นนักลงทุนที่ฟื้นตัวขณะเดียวกันรายได้จากธุรกิจ Non-Brokerage ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีโดยเฉพาะจากผลิตภัณฑ์ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR)   วรางคณา กล่าวว่า จากภาพรวมผลดำเนินงานไจตรมาส2 ที่ผ่านมา เป็นผลจากสะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การสร้างการเติบโตจากธุรกิจการเงินแบบครบวงจร (Financial Ecosystem) การต่อยอดธุรกิจใหม่ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในหลายๆกระบวนการสำคัญ “ในส่วนของรายได้สินเชื่อและปันผลในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ แต่จากรายได้ด้านอื่น ๆ ที่เข้าหลายด้านยังส่งผลให้ภาพรวมของ XSPRING ออกมาแข็งแกร่ง และเชื่อว่าครึ่งปีแรกเป็นจุดต่ำสุดของภาพรวมเศรษฐกิจ หากดูจากสัญญาณราคาน้ำมันโลกที่เริ่มปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุด และธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ที่คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุด จึงมั่นใจว่าปีนี้รายได้จะตามเป้าหมายที่วางไว้ 1,100 ล้านบาท ”  

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

ซีเจ มอร์ จับมือ เทพลีลา บุกหอการค้าไทย รุก New Gen แคมเปญเชื่อม

PRnounce

CJ MORE จับมือ “เทพลีลา” บุก ม.หอการค้าไทย หมุดหมายที่ 4 ของ “คำต้องเชื่อม CAMPUS TOURNAMENT” เจาะอินไซต์ New Gen สร้าง Engagement ผ่านประสบการณ์จริง   ซีเจ มอร์ (CJ MORE) เดินหน้ารุกตลาดคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง จับมือครีเอเตอร์แพลตฟอร์มยอดนิยม “เทพลีลา” เดินสายสร้างประสบการณ์ใกล้ชิดผู้บริโภคผ่านกิจกรรม On-Ground Activation ภายใต้แคมเปญ “คำต้องเชื่อม CAMPUS TOURNAMENT” ล่าสุดปักหมุดที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสถาบันการศึกษาแห่งที่ 4 ของการเดินสาย Campus Tour โดยตลอดวันมีนักศึกษาและคนรุ่นใหม่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความสนใจของ New Gen ที่มีต่อกิจกรรมซึ่งเปิดพื้นที่ให้ได้ทั้งร่วมสนุก สร้างคอนเทนต์ และมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติ การเลือกมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายของแคมเปญ ยังสอดคล้องกับฐานผู้บริโภคในพื้นที่ที่มีความคุ้นเคยกับ CJ MORE อยู่แล้ว โดย ซีเจ มอร์ สาขาหลัง ม.หอการค้าไทย ตั้งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่ถึง 500 เมตร ในย่านหอพักนักศึกษา ทำให้ร้านมีบทบาทเป็นหนึ่งในจุดหมายสำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของนักศึกษา ตั้งแต่การแวะซื้อเครื่องดื่มและสินค้าราคาโปรโมชัน ไปจนถึงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอางจากโซน Nine Beauty (นายน์ บิวตี้) สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ CJ MORE และ “เทพลีลา” ออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 โซนกิจกรรมหลัก ได้แก่ CJ MORE Photo Booth เปิดให้นักศึกษาถ่ายภาพฟรีและนำไปแชร์ต่อบน Instagram และ TikTok, Nine Beauty x Bird Eye View ที่ชวนสายมูร่วมสุ่มหยิบ “ซองคำทำนาย” จากแม่หมอชื่อดัง Bird Eye View พร้อมรับครีมซองบำรุงผิวหน้าฟรี และ UNO Zone ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมกด Follow TikTok Account: UNO เพื่อรับสินค้าไลฟ์สไตล์ฟรี จำกัด 200 ชิ้นต่อวัน ซึ่งได้รับความสนใจจนสิทธิ์เต็มอย่างรวดเร็ว อีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในพื้นที่ คือผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นสมาชิก “ซีเจสบายการ์ด” อยู่แล้ว สะท้อนว่าการเข้าถึง New Gen ของ CJ MORE ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงจัดกิจกรรม แต่แบรนด์มีโอกาสเชื่อมต่อกับกลุ่มนักศึกษาผ่านการใช้บริการในชีวิตประจำวันอยู่ก่อนแล้ว ขณะเดียวกันยังมีวัยรุ่นจากสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ เดินทางมาร่วมกิจกรรม สร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในวงกว้างขึ้น กิจกรรม “คำต้องเชื่อม CAMPUS TOURNAMENT” จัดขึ้นระหว่างเวลา 10.00–16.00 น. โดย CJ MORE ออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาและผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย พร้อมสร้างและแชร์ประสบการณ์ต่อบนโซเชียลมีเดียได้ด้วยตัวเอง สะท้อนแนวทางการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคผ่านประสบการณ์ที่ใกล้ตัวและเข้าถึงได้ง่าย การเดินหน้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางของ CJ MORE ในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในโอกาสที่แบรนด์กำลังก้าวเข้าสู่ ปีที่ 21 ภายใต้แนวคิด “โตไปด้วยกัน ทุกวัน ครบ ถูก คุ้ม” พร้อมเดินหน้าพัฒนารูปแบบร้านค้า สินค้า และบริการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ปัจจุบัน CJ MORE เปิดให้บริการแล้วมากกว่า 2,000 สาขา ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ชั้นนำในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีความหลากหลาย ทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาค สำหรับแคมเปญ “คำต้องเชื่อม CAMPUS TOURNAMENT” เตรียมเข้าสู่กิจกรรมปิดท้ายแคมเปญ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เพื่อส่งต่อประสบการณ์และความสนุกให้กับคนรุ่นใหม่ พร้อมปิดท้ายการเดินสาย Campus Tour ในครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง CJ MORE จับมือ คำต้องเชื่อม บุก ม.กรุงเทพ ปั้นประสบการณ์ค้าปลีก เจาะคนรุ่นใหม่ ซีเจ มอร์ บุก โรงเรียน สร้าง ฐานลูกค้า รุ่นใหม่ เชื่อม แบรนด์ ถึง วัยรุ่น ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ จาก ซีเจ มอร์ ได้ที่ Facebook: CJ MORE, TikTok: @CJMORETH และ LINE Official Account: @CJMORE  

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอน จัดงานใหญ่ดึงวิถีซามูไรและบอนไซ 500 ปี สู่ใจกลางกรุงเทพฯ

PRnounce

สยามพารากอน ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยสู่ใจกลางกรุงเทพฯ “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” ครั้งแรกในไทย!! เปิดประตูสู่วิถีซามูไร พร้อมชมบอนไซล้ำค่าอายุกว่า 500 ปี มรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน     สยามพารากอน ผนึกกำลัง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination สร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายที่รวบรวมกิจกรรมและอีเวนต์ระดับโลกไว้ในที่เดียว เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย – ญี่ปุ่น จัดงาน “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี นำเสนอประสบการณ์อันทรงคุณค่า ผ่านตำนานวิถีนักรบญี่ปุ่น ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไรและนินจา พร้อมตื่นตานิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน   สยามพารากอน ชวนเปิดประตูสู่โลกแห่งนักรบญี่ปุ่นใน “AWAKEN THE SAMURAI” การแสดงสุดพิเศษที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันทรงพลังของซามูไร ผ่านศิลปะการใช้ดาบคาตานะแบบเต็มรูปแบบจาก ชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO) สำนักดาบชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สืบสานศาสตร์การต่อสู้และวัฒนธรรมนักรบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมสัมผัสเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และปรัชญาการดำเนินชีวิตของซามูไร ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น ตื่นตาตื่นใจกับการแสดง นินจาอิงะ ต้นกำเนิดแห่งศาสตร์นินจา ที่เผยให้เห็นความลึกลับของวิชาพรางตัว เทคนิคการต่อสู้ และทักษะการเอาตัวรอดอันเป็นเอกลักษณ์ อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง สยามพารากอน ถ่ายทอดจิตวิญญาณญี่ปุ่น ครั้งแรกในไทย เปิดโลกซามูไร ชมบอนไซล้ำค่าอายุ 500 ปี กลางกรุงเทพฯ     วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 14.00 / 17.00 น. เตรียมพบกับการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพลังแห่งดาบ ความงดงามของวัฒนธรรม และเรื่องราวของสองนักรบในตำนาน ที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นให้มีชีวิต The Art of Samurai & Ninja ร่วมรับชมศิลปะการต่อสู้อันทรงคุณค่าของซามูไร ที่สืบทอดจิตวิญญาณและเกียรติยศแห่งตระกูลทากาโมริ (ขุนศึก คาซุโนริ อาโอกิ (青木一矩) ผ่านผู้สืบทอดสายเลือด “ซามูไรคนสุดท้าย” ถ่ายทอดเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่าง “ซามูไร” ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งเกียรติและแสงสว่าง กับ “นินจา” ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเงาและกลยุทธ์อันเหนือชั้น ตื่นตาตื่นใจไปกับศิลปะการต่อสู้ที่ผสานความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของสองนักรบในตำนาน จนกลายเป็นการแสดงที่ทั้งเร้าใจและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น The Way of the Warrior สัมผัสการสาธิตศิลปะการใช้ดาบอันทรงพลังและงดงาม ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไร นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และวินัยเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและศาสตร์การต่อสู้ของนินจา นักรบเงาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความคล่องแคล่ว ไหวพริบ และกลยุทธ์อันแยบยล ที่ยังคงเป็นตำนานที่น่าหลงใหลมาจนถึงปัจจุบัน   วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 10.00-20.00 น. พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Experience Japanese Craft” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด Origami ศิลปะการพับกระดาษอันประณีตที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน Maneki Neko Workshop สร้างสรรค์ตุ๊กตาแมวกวักและเครื่องรางมงคลจากดินปั้น เพื่อนำพาโชคลาภและความโชคดีติดตัวกลับบ้าน Samurai by Reiner Knizia บอร์ดเกมวางกลยุทธ์ระดับคลาสสิก ที่จะพาคุณร่วมประลองไหวพริบและฝึกการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ผู้รักบอร์ดเกม พร้อมสร้างประสบการณ์ความสนุกที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และความบันเทิงไว้ในงานเดียว A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter วันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 I Living Hall ชั้น 3 I เวลา 10.00-20.00 น.   ร่วมสัมผัสมรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซญี่ปุ่น พบกับ “The Magnificent Seven” 7 ต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซของงาน พร้อมคอลเลกชันบอนไซญี่ปุ่นทรงคุณค่าที่หาชมได้ยากในประเทศไทย รวมถึง ต้นประธานอายุกว่า 500 ปีถ่ายทอดความงดงามของกาลเวลา ศิลปะ และปรัชญาแห่งธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงต้นบอนไซทรงคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัย ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกบอนไซอย่างใกล้ชิด Bonsai Exhibition Tour ร่วมฟังเรื่องราว ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของบอนไซแต่ละต้น ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bonsai Hunter (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ รอบเวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 / 17.00 น.) Bonsai Workshop เรียนรู้เทคนิคการจัดแต่งและการดูแลรักษาต้นบอนไซจากผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะวันเสาร์ที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 เวล 13.00-15.00 น.) ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Bonsai Hunter Bonsai Lucky Draw พิเศษ! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Lucky Draw เพื่อลุ้นรับบอนไซสนญี่ปุ่นและของรางวัลมูลรวมกว่า 50,000บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด       นอกจากนี้ สยามพารากอนยังคัดสรรประสบการณ์ความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้จากทุกแง่มุมมาไว้ในที่เดียว ให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่างครบครัน ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ผ่านร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็น Kinokuniya, Loft, Nintendo Authorized Store by SYNNEX, PRONTO Original, SHIMA Park, UNITED ARROWS และ Waltz พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดัง อาทิ AOI Japanese Restaurant, Domo Yakiniku, Fuji Japanese Restaurant, Henri Charpentier, Hikiniku To Come, Jerome Cheesecake, Kamu Kamu, KANEKO HANNOSUKE, Kanori Hand Roll Bar, KIWAMIYA, Kyo Roll En, MAGURO Kappou, MATCHA EKI, Robata Kitaro Sushi KAGUYA, Shabu Baru, The Grill Tokyo, Tonchin Ramen, Warabimochi Kamakura, Yume Matcha เป็นต้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ ให้คุณได้ดื่มด่ำเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ครบทุกมิติ ร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งซามูไร สัมผัสความงดงามของศิลปะการต่อสู้ วิถีนักรบ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในงาน “The Wondrous Japan Heritage 2026” ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Siam Paragon และ www.siamparagon.co.th  

August 17, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูส่ง 2,000 คนลง 9 ทำเล ฟังเสียงลูกค้า สู่ออกแบบบริการระดับภูมิภาค เชื่อมอีโคซิสเต็มเครือซีพี

Peace&Play

ทรู คอร์ปอเรชั่น ส่งทีม 2,000 คนลงพื้นที่ 9 ทำเลทั่วไทยเหนือ-ใต้ ในงาน ‘True Customer Day 2026’ ฟังสัญญาณตอบรับจริงลูกค้า ต่อยอดธุรกิจบริการเชื่อมอีโคซิสเต็มเครือซีพี   ทรูส่งทีม 2,000 คนลงพื้นที่ 9 ทำเล เดินหน้าพบลูกค้าในพื้นที่จริง ทั้งชุมชน ย่านธุรกิจ และศูนย์การค้า เพื่อรับฟีดแบ็กและนำไปพัฒนาบริการ ลูกค้าทรู-ดีแทคใช้บริการเกิน 10 ปี มีเซอร์ไพรส์ ทรูมอบสิทธิและกิจกรรมพิเศษเพื่อขอบคุณลูกค้าเก่าที่ไว้วางใจใช้บริการต่อเนื่อง พร้อมเก็บเสียงสะท้อนจากหน้างาน สิทธิพิเศษ 3 ด้าน ครบทั้งสัญญาณ-ความคุ้มค่า-ความปลอดภัย รับสิทธิเน็ต True5G เพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้าน คูปองและความบันเทิง รวมถึงทดลอง True CyberSafe PRO ฟรี 1 เดือน   ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสื่อสารเทคโนโลยีโทรคมนาคม (Technology Company) รายใหญ่ กล่าวว่า ทรูฯ เปิดตัวกิจกรรม ‘True Customer Day 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘เติมใจให้กัน ด้วยสัญญาณที่ถึงใจ’  ณ อาคารทรู ทาวเวอร์ เพื่อยกระดับภารกิจขอบคุณลูกค้า สู่การลงพื้นที่ฟังเสียงสะท้อนจริง เพื่อนำข้อมูลเชิงลึก ไปพัฒนาบริการในทุกมิติ   ทั้งนี้ ทรูฯ ส่งคณะผู้บริหารและพนักงานด่านหน้าพร้อมทีมสนับสนุนกว่า 2,000 คน เพื่อพบปะลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งในแหล่งชุมชน ย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และพื้นที่การใช้ชีวิตจริงของผู้คน ทั้งในย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า และแหล่งชุมชน โดยกระจายกำลังผ่าน 9 เส้นทางยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ ครอบคลุม กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ได้แก่   เชียงใหม่ นครปฐม ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา สำหรับภารกิจภายใต้กิจกรรมนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งบิ๊ก มูฟ (Big Moves) สำคัญของทรู ด้านการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค (Customer Experience) อย่างเป็นระบบ ผ่านการทำงานร่วมกันของทุกทีมทั้งองค์กร ตั้งแต่   ผู้บริหาร พนักงานหน้าร้าน ทีมเครือข่าย ทีมดิจิทัล ทีมบริการลูกค้า ทีมดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์   “ทรูฯ ต้องการฟังทุกเสียงสะท้อนจากลูกค้า เพื่อไปต่อยอดพัฒนาบริการจริงในทุกจุดสัมผัส ย้ำเป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์ที่เข้าถึง เข้าใจ และอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกวัน ทั้งความมั่นใจในการเชื่อมต่อ ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน และความปลอดภัยในโลกดิจิทัล”   เซอร์ไพรส์ลูกค้าเก่าทรู-ดีแทค 10ปี สำหรับ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมปีนี้ คือ การรับฟังเสียงลูกค้าอย่างเป็นระบบผ่านแบบสอบถามหน้างาน โดยทีมพนักงานจะพูดคุยและบันทึกฟีดแบ็กจากลูกค้าอย่างเจาะจง เพื่อนำข้อมูลจริงจากพื้นที่กลับไปต่อยอดการพัฒนาบริการ รวมถึงการเซอร์ไพรส์ลูกค้าเก่าที่ใช้บริการกับทรูหรือดีแทคมากกว่า 10 ปี เพื่อแทนคำขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีให้กันมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เซอร์ไพรส์อิ่มฟรี/ส่วนลดพิเศษ แคมเปญพิเศษร่วมกับร้านอาหารชั้นนำ (เช่น สิทธิ์ส่วนลดหรืออิ่มฟรีมูลค่าสูงกว่ากลุ่มอายุงานน้อยกว่า) สิทธิ์เสริมด้านเครือข่าย โบนัสอินเทอร์เน็ต True5G/dtac 5G เต็มสปีดเพิ่มเติม หรือเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้านพิเศษในวาระพิเศษสิทธิพิเศษทาง True-dtac Reward รับส่วนลดร้านค้า คาเฟ่ ช้อปปิ้ง และสิทธิ์แลกคะแนนที่สูงกว่าตามอายุสถานะสมาชิกกิจกรรมพิเศษ สิทธิ์รับการดูแลใกล้ชิด ผ่าน True Shop และ dtac hall รวมถึงกิจกรรมพิเศษในวันขอบคุณลูกค้าประจำปี   📌 วิธีการเช็กสิทธิ์และรับสิทธิ์กดเช็กอายุการใช้งานและกดรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์บน แอปทรู หรือ แอปดีแทคตรวจสอบสิทธิ์ด่วนผ่านรหัส USSD ของเครือข่าย (เช่น กด *102# แล้วโทรออกเพื่อเช็กสิทธิ์ปัจจุบัน)   นอกจากนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานทรูยังเดินสายเยี่ยมเยียน True Shop และ dtac hall รวม 40 จุดทั่วประเทศ เพื่อขอบคุณและส่งกำลังใจให้พนักงานหน้าร้าน ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบ ‘Heart Cookies’ ภายใต้ข้อความ ‘We care. We appreciate.’ เพื่อสะท้อนค่านิยม Compassion และตอกย้ำวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับทั้งลูกค้าและคนทำงานที่อยู่เบื้องหลังประสบการณ์ที่ดีในทุกวัน True  เชื่อมอีโคซิสเต็มไลฟ์สไตล์   โดย กิจกรรม ‘True Customer Day’ ภายใต้แนวคิด’เติมใจให้กัน’ ยังออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมการดูแลลูกค้าใน 3 มิติสำคัญ ดังนี้   เติมความเชื่อมั่นในทุกการเชื่อมต่อ (Network Leadership) ตอกย้ำความมั่นใจในคุณภาพเครือข่าย ด้วยสิทธิ์รับฟรีเน็ต True5G เต็มสปีด 3GB นาน 1 วัน และสิทธิเพิ่มความเร็วอินเทอร์เน็ตบ้านฟรีนาน 15 วัน เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างลื่นไหลและมั่นใจยิ่งขึ้น เติมความคุ้มค่าให้ทุกวันประทับใจ (More Value Everyday) ส่งต่อสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน อาทิ คูปองบนมือถือ 7-Eleven มูลค่า 10 บาท ใช้แทนเงินสดในร้าน 7-Eleven สิทธิ์ใช้งาน TrueVisions NOW ฟรี 7 วัน เพื่อรับชมคอนเทนต์ กีฬา และความบันเทิง, สิทธิ์ใช้งาน ‘ตาตั้ง by TrueID’ ฟรี 7 วัน สำหรับรับชมซีรีส์สั้นแนวตั้งได้ไม่อั้น ส่วนลด 30% สำหรับอุปกรณ์ Smart Home รุ่นที่ร่วมรายการบน TrueX ส่วนลดมือถือ 5G เพิ่มเติม 200 บาท เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจที่ร่วมรายการ ณ True Shop หรือ dtac hall เติมการปกป้องให้ใช้ชีวิตดิจิทัลไร้กังวล (Care Beyond Service) มอบสิทธิ์ทดลองใช้งาน True CyberSafe PRO ฟรี 1 เดือน เพื่อช่วยปกป้องลูกค้าจากภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ พร้อมระบบบล็อก แจ้ง และเตือนภัยตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนความตั้งใจของทรูในการดูแลลูกค้าให้ครอบคลุมมากกว่าการให้บริการสัญญาณ แต่รวมถึงความปลอดภัยในชีวิตดิจิทัล   โดย ลูกค้าสามารถรับสิทธิพิเศษได้หลากหลายช่องทาง ทั้งการพบทีม Troop ในพื้นที่กิจกรรม การเข้าร่วมผ่าน True Shop และ dtac hall ที่ร่วมรายการ หรือการกดรับสิทธิ์ผ่านช่องทางออนไลน์บนแอปทรู เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความคุ้มค่าและการดูแลจากทรูได้อย่างสะดวก

August 16, 2026 / 0 Comments
read more

ลาซาด้า แกะอินไซต์คนไทยซื้อรองเท้ากีฬาเฉลี่ยโต 30% ชิงเปิดขายก่อน อาดิดาส ‘ZENBOOST’

WeView

ลาซาด้า คอลแล็บส์ อาดิดาส เปิดตัว ZENBOOST รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟในไทย รับเทรนด์ Active Lifestyle โตต่อเนื่อง หลังพบยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อในหมวดรองเท้ากีฬาเพิ่ม 30% ในไตรมาส 2   AOV รองเท้ากีฬาโต 30% ลาซาด้าเผยยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อในหมวดรองเท้ากีฬาเพิ่มขึ้น 30% ในไตรมาส 2 สะท้อนโอกาสตลาดไอเทมสำหรับสาย Active Lifestyle Lazada x adidas เปิดตัว ZENBOOST ลาซาด้าและอาดิดาสต่อยอดความร่วมมือผ่าน adidas Regional Super Brand Day พร้อมเปิดตัว ZENBOOST รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่แบบเอ็กซ์คลูซีฟในไทย ZENBOOST ขายเฉพาะลาซาด้าถึง 19 ก.ย. adidas ZENBOOST ราคา 4,000 บาท วางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่าน adidas Official Store บนลาซาด้า ตั้งแต่ 18 ส.ค.–19 ก.ย. 2569   กระแส ‘วิ่ง’ ในไทยในช่วงที่ผ่านมา กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนยุคใหม่ ส่งผลให้ไอเทมการออกกำลังกายมีการเติบโตไปพร้อมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ รองเท้า นาฬิกาสมาร์ตวอทช์ ไปจนถึงเสื้อผ้าและอุปกรณ์กีฬา   ข้อมูลจาก Garmin Connect Data Report 2025 ระบุว่า ‘การวิ่ง’ ยังเป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย ขณะที่กิจกรรมออกกำลังกายของผู้ใช้ Garmin ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า อีกด้วย   ภาพดังกล่าวกำลังสะท้อนกลับมาที่พฤติกรรมการช้อปออนไลน์เช่นกัน โดยลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกมากางสถิติการกดช้อปสินค้าหมวดรองเท้ากีฬา พบว่ามียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อ (AOV) ในไตรมาส 2 ของปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายต่อคำสั่งซื้อในหมวดรองเท้ากีฬามากขึ้น สอดรับกับการเติบโตของ Active Lifestyle และความต้องการไอเทมที่ตอบโจทย์ทั้งการออกกำลังกายและการใช้ชีวิตประจำวัน   จากเทรนด์วิ่ง สู่โอกาสตลาดรองเท้ากีฬา   นอกจากนี้ จากการเติบโตของ ‘Run Club’ และกิจกรรมวิ่งรูปแบบต่าง ๆ ทำให้ภาพของ ‘นักวิ่ง’ ในไทยเปลี่ยนไปจากเดิมที่ ‘การวิ่ง’ อาจเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ในตอนนี้ ‘การวิ่ง’ กลายเป็นทั้งกิจกรรมทางสังคม ไลฟ์สไตล์ และคอมมูนิตี้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนกับอุปกรณ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การออกกำลังกาย   แนวโน้มดังกล่าวนี้ ยังผลักดันให้ผู้บริโภค หันมาใส่ใจกับอุปกรณ์ อย่าง ‘รองเท้าวิ่ง’ ที่กลายเป็นหนึ่งในไอเทมที่แบรนด์สามารถใช้สร้างความแตกต่าง ทั้งด้านเทคโนโลยี ดีไซน์ และประสบการณ์การใช้งาน Lazada x adidas เปิดตัว ZENBOOST   ล่าสุด ลาซาด้าและอาดิดาส ได้กลับมาคอลแล็บส์ความร่วมมือทางการตลาดอีกครั้งในแคมเปญ adidas Regional Super Brand Day (RSBD) ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันใน 6 ประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่   ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์   โดยไฮไลต์ สำคัญของปีนี้ คือ การเปิดตัว adidas ZENBOOST รุ่นใหม่ล่าสุดแบบเอ็กซ์คลูซีฟในประเทศไทย ให้นักช้อปสามารถเป็นเจ้าของก่อนใครผ่าน adidas Official Store บนลาซาด้า ถือเป็นการนำกลยุทธ์เปิดตัวสินค้าใหม่มาผสานกับช่องทางอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้ารุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น พร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์เฉพาะช่วงแคมเปญ   สำหรับประเทศไทย วัน adidas Regional Super Brand Day เตรียมจัดขึ้นในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569   ขณะที่ ZENBOOST จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบน adidas Official Store บนลาซาด้าตั้งแต่ 18 สิงหาคม – 19 กันยายน 2569   ZENBOOST แรงส่งสายวิ่งสุดเบา   ทั้งนี้หากมาถอดฟีเจอร์ตัวรองเท้า adidas ZENBOOST จะพบว่าถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Comfort Energized’  สำหรับนักวิ่งที่มองหาความเบาสบายควบคู่กับการตอบสนองในทุกย่างก้าว   จุดเด่นอยู่ที่พื้นชั้นกลาง Boost+ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยรองรับแรงกระแทกและส่งคืนพลังงาน ส่วนตัวรองเท้ามีน้ำหนักเบา ด้วยใช้วัสดุผ้าถักบริเวณด้านบนเพื่อให้สวมใส่สบาย พร้อมพื้นยางที่ออกแบบเพื่อการยึดเกาะและความทนทาน   พูดง่าย ๆ คือ ZENBOOST ไม่ได้ถูกวางให้เป็นรองเท้าสำหรับนักวิ่งสายแข่งขันเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์คนที่วิ่งเป็นประจำ วิ่งออกกำลังกาย หรือมองหารองเท้าที่สามารถใช้ต่อเนื่องในชีวิตประจำวันได้ด้วย   สำหรับราคาจำหน่ายของ adidas ZENBOOST ในประเทศไทยอยู่ที่ 4,000 บาท โดยเว็บไซต์ adidas Thailand ระบุราคาเดียวกันสำหรับรุ่น ZENBOOST ทั้งรุ่นผู้ชายและผู้หญิงในปัจจุบัน   คนไทย เข้าถึงก่อนใครใน ‘ลาซาด้า’   สำหรับแคมเปญฯนี้ ระหว่าง ลาซาด้า และ อาดิดาส นอกจากเป็นการนำเสนอรองเท้ารุ่นใหม่มาวางขาย ไปพร้อมกับการใช้ ‘เทรนด์การวิ่ง’ มาเป็นตัวเชื่อมระหว่างแบรนด์ สินค้า และพฤติกรรมการช้อปของผู้บริโภคแล้ว   ในส่วนผู้บริโภคชาวไทย จะได้เข้าถึงรองเท้ารุ่นใหม่ก่อนใครในประเทศไทยผ่านช่องทางออนไลน์ที่เป็นทางการ Lazada พร้อมข้อเสนอในช่วงแคมเปญ ทั้งส่วนลด คูปอง และบริการจัดส่งฟรี   สำหรับ adidas การเปิดตัวสินค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ ยังช่วยสร้างความสนใจให้กับสินค้าใหม่ พร้อมใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับกลุ่มนักช้อปที่มีความสนใจด้านกีฬาและแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์   ส่วนลาซาด้าได้โอกาสเพิ่มทราฟฟิก (Traffic) และกระตุ้นการซื้อในหมวด Sports & Outdoor ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคำสั่งซื้อในหมวดรองเท้ากีฬาที่เติบโต 30% ในไตรมาส 2 สะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มใช้จ่ายกับสินค้าเกรดดีและสินค้าที่ตอบโจทย์การออกกำลังกายมากขึ้น   โปรแรงเฉพาะวัน RSBD ช้อป adidas บนลาซาด้า   สำหรับในวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวัน adidas Regional Super Brand Day โดยนักช้อปสามารถรับข้อเสนอพิเศษจาก adidas Official Store บนลาซาด้า อาทิ ส่วนลดสูงสุด 45% ทั้งร้าน คูปองจากแพลตฟอร์ม คูปองส่วนลดเพิ่มเติม ส่วนลด LazCoins บริการจัดส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ สิทธิ์ลุ้นรับ Samsung Galaxy Watch 7 (สำหรับนักช้อปที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดตามเงื่อนไขของแคมเปญ)   แคมเปญฯ นี้ ค่อนข้างลงตัวไม่น้อยสำหรับ คนที่กำลังมองหารองเท้าวิ่งคู่ใหม่ และเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่น่าสนใจ จากการเปิดตัว ‘รองเท้ารุ่นใหม่’ adidas ZENBO ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์เบาสบายในทุกจังหวะวิ่ง ไปพร้อมสะท้อนภาพใหญ่ของตลาดว่า จากการวิ่งที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ที่มีผลต่อการเลือกซื้ออุปกรณ์เพื่อสุขภาพก็มีแนวโน้มขยับจากการซื้อเพราะจำเป็น ไปสู่การลงทุนกับคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีขึ้น  

August 15, 2026 / 0 Comments
read more

‘แมริออท บอนวอย’ ชวนสายกอล์ฟและสายบุญ ร่วมงานกอล์ฟการกุศลประจำปีครั้งที่ 5 ภูเก็ต-กรุงเทพฯ

PRnounce

มาร่วมออกรอบเพื่อช่วยเหลือสังคมไทยไปกับงานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย “Marriott Bonvoy Charity Golf Day” ครั้งที่ 5 ในสองงานสุดยิ่งใหญ่ภูเก็ตและกรุงเทพฯ การแข่งขันกอล์ฟการกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เตรียมกลับมาสร้างสถิติครั้งใหม่ด้วยการจัดแข่งขันในสองจุดหมายปลายทางยอดนิยม ณ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน และกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 16 พฤศจิกายน เพื่อระดมทุนสนับสนุน มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย, มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย, และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย แมริออท บอนวอย โปรแกรมการท่องเที่ยวระดับรางวัลจาก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศการกลับมาอีกครั้งของกิจกรรมการกุศลอันเป็นเอกลักษณ์ กับงานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy Charity Golf Day) ซึ่งจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยนับเป็นการจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการขยายสู่ 2 สนามแข่งขัน ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร งานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย เป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศไทย และสนับสนุน เสิร์ฟ360 (Serve360) แพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนและผลกระทบเชิงสังคมระดับโลกของบริษัท นับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกในปี 2565 กิจกรรมดังกล่าวสามารถระดมทุนเพื่อสนับสนุนองค์กรการกุศลในประเทศไทยได้แล้วมากกว่า 10 ล้านบาท โดยในปีนี้การแข่งขันที่ภูเก็ตจะจัดขึ้น ณ สนามกอล์ฟ บลู แคนยอน คันทรี คลับ ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2569 ในส่วนการแข่งขันที่กรุงเทพฯจะจัดขึ้น ณ สนามกอล์ฟ ไทย คันทรี คลับ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดกิจกรรมใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งสองงานเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมแข่งขันแล้ววันนี้ ราคาแพ็คเกจครอบคลุมการแข่งขันกอล์ฟตลอดทั้งวัน ตลอดจนกิจกรรมพิเศษภายในสนาม ความบันเทิงหลากหลาย และ งานกาล่าดินเนอร์ นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2565 กิจกรรมงานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy Charity Golf Day) ในประเทศไทยสามารถระดมทุนเพื่อสนับสนุนองค์กรการกุศลและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรได้แล้วมากกว่า 10 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ กิจกรรมจะกลับมายิ่งใหญ่กว่าที่เคย ด้วยการจัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล 2 รายการ ณ บลู แคนยอน คันทรี คลับ จังหวัดภูเก็ต และ ไทย คันทรี คลับ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดกิจกรรมนี้ขึ้นในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ในปีนี้ยังมีการขยายการสนับสนุนด้านการกุศลให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยรายได้จากกิจกรรมจะมอบให้แก่องค์กรที่ได้รับความไว้วางใจ 3 แห่ง ได้แก่ มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอันสำคัญขององค์กรเหล่านี้ในการพัฒนาชุมชน ช่วยคุ้มครองเด็กด้อยโอกาสจากการถูกแสวงหาประโยชน์ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้หลุดพ้นจากสภาวะความไม่พร้อมทางทุนทรัพย์ กิจกรรมงานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy Charity Golf Day) เป็นประสบการณ์การแข่งขันกอล์ฟการกุศลที่เปี่ยมด้วยสีสันและมิตรภาพ ซึ่งรวบรวมนักกอล์ฟจากทั่วโลกมาร่วมสนุกกับกิจกรรมและการแข่งขันหลากหลายรูปแบบตลอดเส้นทางแฟร์เวย์ โดยในปีนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้ออกรอบ ณ สนาม Lakes Course ของ บลู แคนยอน คันทรี คลับ จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2569 พร้อมการแข่งขันในรูปแบบช็อตกันสตาร์ต (Shotgun Tournament) เพลิดเพลินไปกับความบันเทิงเหนือระดับ กิจกรรมพิเศษชิงรางวัล และเซอร์ไพรส์อีกมากมายที่กระจายอยู่ตลอดทั้ง 18 หลุม ต่อด้วยอีเว้นท์ที่กรุงเทพฯ ที่จะจัดขึ้น ณ สนามกอล์ฟ ไทย คันทรี คลับ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 พบกับงานกอล์ฟการกุศลเต็มวัน ที่พร้อมมอบประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่ทั้งนักกอล์ฟและผู้ร่วมงาน ในกิจกรรมทั้งสองรายการ ผู้เข้าร่วมงานจะได้เพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มคุณภาพจาก แมริออท บอนวอย ออน วีล์ส (Marriott Bonvoy on Wheels) ขบวนฟู้ดทรัก รถจำหน่ายอาหารที่นำเสนอเมนูโดดเด่นจากโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ แมริออท บอนวอย และก่อนที่กิจกรรมการแข่งขันจะจบลง ปิดท้ายค่ำคืนด้วยงานกาล่าดินเนอร์สุดพิเศษ เพื่อเฉลิมฉลองค่ำคืนแห่งการแบ่งปันและการกุศลร่วมกันอย่างงดงาม “งานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy Charity Golf Day) ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญประจำปีของเรา ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้มารวมตัวกันผ่านการแข่งขันกอล์ฟในบรรยากาศที่เป็นมิตร พร้อมร่วมระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการและองค์กรที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ในโอกาสที่กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ขยายผลเชิงบวกของโครงการ และเปิดโอกาสให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม เสิร์ฟ360 (Serve360) ของแมริออท กิจกรรมนี้สามารถระดมทุนได้มากกว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทั่วประเทศไทย และเราภูมิใจที่ได้ขยายการสนับสนุนไปยังองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ควบคู่กับพันธมิตรระยะยาวของเราอย่างมูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย และ มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เพื่อช่วยให้องค์กรเหล่านี้สามารถสานต่อภารกิจที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ชีวิตผู้คนได้อย่างต่อเนื่อง” กล่าวโดย แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กิจกรรมงานกอล์ฟการกุศลประจำปีของ แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy Charity Golf Day) ณ จังหวัดภูเก็ต เปิดจำหน่ายบัตรเข้าร่วมในราคา 5,900 บาทต่อท่าน ขณะที่กิจกรรมในกรุงเทพฯราคาบัตรเข้าร่วมงานอยู่ที่ 7,500 บาทต่อท่าน โดยราคาแพ็คเกจครอบคลุมประสบการณ์กอล์ฟตลอดทั้งวัน กิจกรรมภายในงาน อาหารว่างและเครื่องดื่มระหว่างออกรอบ และสิทธิ์เข้าร่วมงานกาล่าดินเนอร์ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมงานได้แล้ววันนี้ที่ https://bit.ly/marriottcharitygolf2026 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/MBVGolfCharity สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการเดินทางและเข้าพัก สามารถสำรองห้องพักกับโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ แมริออท บอนวอย ในจังหวัดภูเก็ตและกรุงเทพมหานคร ได้ที่ www.marriott.com/en/destinations/thailand.mi.  

August 15, 2026 / 0 Comments
read more

AWC ย้ำโมเดล Lifestyle Destination เปิด กังฟูแพนด้า เยาวราช-อวตาร์ มาเอเชียทีคฯ ปี2570

BizKet

AWC เดินหน้าโมเดล Lifestyle Destination สร้างเมกะโปรเจกต์ระดับโลกดึงนักท่องเที่ยว กังฟูแพนด้า เยาวราช และ อวตาร์ มาปี 2570 พร้อมศึกษาตั้งกอง REIT 3 หมื่นล้าน หนุนพอร์ตเติบโตระยะยาว   ผนึก IP ระดับโลกปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ AWC เตรียมเปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ ทั้ง ‘Kung Fu Panda’ ใจกลางเยาวราช, ‘DreamWorks Water Park’ พัทยา รวมถึง ‘Avatar’ ที่เอเชียทีคในปี 2570 เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก ศึกษาตั้งกอง REIT ใหญ่ 3,0000 ล้านบาท ซุ่มศึกษาจัดตั้งบริษัท AWR เตรียมเข้า IPO กองทรัสต์ REIT มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท มุ่งถือครองสินทรัพย์ Freehold คุณภาพสูง เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ผลประกอบการ Q2/2569 โตแกร่งทุกกลุ่ม  ทำรายได้รวม 5,502 ล้านบาท (+5.6%) นำโดยกลุ่มคอมเมอร์เชียลที่เติบโตโดดเด่น 13.4% และพอร์ตโรงแรมเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ EBITDA Margin พุ่งแตะ 26.9%     วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน กล่าวว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครึ่งหลังปี 2569 จะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยบริษัท มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าคุณภาพ พร้อมสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อย่างต่อเนื่อง   สำหรับในครึ่งหลังปี 2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล AWC วางแผนเปิดตัวโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท พร้อมร่วมพันธมิตรระดับโลก ทยอยพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง  อาทิ   ความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences ในโครงการ ‘Kung Fu Panda’ ใจกลางเยาวราช ‘DreamWorks Water Park’ ริมหาดพัทยา   ความร่วมมือกับ EMM Williams Productions ในโครงการ Avatar: Guardians of EYWA, THE MAGIC WALK™ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในปี 2570   ความร่วมมือระหว่าง MONA Bangkok โดยร่วมกับ MONA จากออสเตรเลีย โครงการ ‘เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ (มูลค่า 2,000 ล้านบาท)   การขยายความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัว Moxy Pattaya The Aquatique   วัลลา ย้ำว่า “แนวทางนี้ เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน”   ศึกษา AWR ตั้งกอง REIT 3 หมื่นล.   วัลลภา กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการจัดตั้ง บริษัท AWR เพื่อพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยแนวทางเบื้องต้น เสนอขายหน่วยทรัสต์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ด้วยขนาดกองทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท รองรับการเสนอขายทั้งต่อผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพของ AWC ผ่านโครงสร้าง REIT พร้อมสนับสนุนการเติบโตของแพลตฟอร์มในระยะยาว และมีส่วนร่วมในโอกาสการเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวไทย   โดย AWR มุ่งบทบาทการถือครองทรัพย์สินประเภทกรรมสิทธิ์ขาด (Freehold) คุณภาพสูงของ AWC ที่มีผลการดำเนินงานและประวัติการสร้างรายได้ที่ดี ครอบคลุมทั้งทรัพย์สินมิกซ์ยูสในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่อง และรองรับการเติบโตของพอร์ตทรัพย์สินในระยะยาว ส่วน AWC จะมุ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัทในการพัฒนาโครงการใหม่และสร้างทรัพย์สินคุณภาพเข้าสู่พอร์ตในอนาคต”   ‘รีเทล’จุดหมายปลายทางท่องเที่ยว   วัลลภา กล่าวว่า AWC ยังมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลผ่านกลยุทธ์ ‘AWC’s Lifestyle Destination’ ต่อเนื่อง โดยพัฒนาสินทรัพย์จากพื้นที่เชิงพาณิชย์สู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการ เพิ่มระยะเวลาและการใช้จ่ายภายในโครงการ พร้อมสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้เช่าและพันธมิตรทางธุรกิจ   ขณะที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น จะเป็นแฟลกชิปสำคัญ จากการต่อยอดโครงการผ่าน Jurassic World: The Experience, SkyFlyers: Wings of Garudapterus และการเปิด Better World Better Future ณ Hatch Dome อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการศึกษาผ่านความบันเทิง (Edutainment)   Q2 ธุรกิจคอมเมอร์เชียลแซงโรงแรม   วัลลภา กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวยังต่อยอดจากการดำเนินธุรกิจในไตรมาส2 ปี 2569 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) ส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) จากการขยายตัวของผลการดำเนินงานในทั้งสองกลุ่มธุรกิจหลัก   โดยกลุ่มโรงแรมและการบริการในไตรมาส 2/2569 มีรายได้ 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY)โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) อยู่ที่ 3,173 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 3.2% (YoY) ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการเติบโตของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักซูรี และโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ   ขณะที่ รายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 7.4% (YoY) ส่วน EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการอยู่ที่ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% (YoY) ซึ่งเติบโตเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA Margin เพิ่มขึ้นจาก 25.9% เป็น 26.9%   สำหรับโรงแรมในกรุงเทพฯ มี RevPAR เพิ่มขึ้น 7.4% (YoY) และกลับมาเติบโตเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ส่วนพอร์ตโรงแรมในต่างจังหวัดมี RevPAR เพิ่มขึ้น 8.0% (YoY) ดังนี้   พัทยา RevPAR เพิ่มขึ้น 169% จากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่เปิดให้บริการในปี 2568 ประกอบกับอุปสงค์จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เชียงใหม่ RevPAR เพิ่มขึ้น 31% จากการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน เกาะสมุยและหัวหิน RevPAR เพิ่มขึ้น 10% และ 3%   ขณะที่ รายได้ของพอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ในไตรมาส 2/2569 มีรายได้รวม 900 ล้านบาท เติบโต 7.3% (YoY)  โดย ‘เอ-ญ่า’ รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์” มีรายได้ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านร้านอาหาร   สำหรับกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% (YoY) ส่วนรายได้จากการดำเนินงานซึ่งไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนอยู่ที่ 1,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% (YoY) จากการเติบโตของรายได้ค่าเช่า อัตราการเช่าพื้นที่ และรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยของธุรกิจศูนย์การค้า   ทั้งนี้จากความหลากหลายของกิจกรรม พร้อมสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และเอ็ดดูเทนเมนต์ (Edutainment) ของ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น  ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น 36% (YoY) พร้อมผลักดันให้รายได้ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6.3% และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 1.8% (YoY) สะท้อนความสามารถของโมเดล Lifestyle Destination ในการเปลี่ยนจำนวนผู้เข้าใช้บริการให้เป็นรายได้และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม   ขณะที่ ธุรกิจคอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ มีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องจากการปรับตำแหน่งทางการตลาดและพัฒนาส่วนผสมผู้เช่า ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 13.3% (YoY) และรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.4% (YoY)   สำหรับ ธุรกิจอาคารสำนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.8% (YoY) จากการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก การพัฒนาประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ และการดึงดูดและรักษาฐานผู้เช่าคุณภาพอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ AWC ยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวม (Gross Asset Value: GAV) อยู่ที่ 224,100 ล้านบาท จากการลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและการขยายพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพตามแผนการลงทุนของบริษัท ขณะที่ IBD/E อยู่ที่ 0.92 เท่า สอดคล้องกับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย ซึ่งช่วยรักษาศักยภาพในการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายพอร์ตสินทรัพย์ในอนาคต  

August 15, 2026 / 0 Comments
read more

‘เบซินส์ เฮลธ์แคร์’ ชวนเช็คสมดุล 3 ฮอร์โมน ของร่างกายให้ชีวิตทุกช่วงวัยไปต่ออย่างสตรอง

Peace&Play

Besins Healthcare แท็กทีม MOMmory Pilates Flow ชวนกว่า 600 คนมาฟิตแอนด์ฟินกลางสวนเบญจกิติ พร้อมเปิดมุมมองเรื่องฮอร์โมนและ Wellness ในทุกวัย      เมื่อ ‘เบซินส์ เฮลธ์แคร์’ (Besins Healthcare) ร่วมแท็กทีมเป็นผู้สนับสนุนหลักในกิจกรรมสุดแอคทีฟ ‘MOMmory YPS’ (MOMmory Pilates Flow) พร้อมยกคลาสพิลาทิสในแบบเอ็กซ์คลูซีฟมาให้สายเฮลท์ตี้และคู่แม่ลูกเข้าร่วมจอยความฟิตแอนด์ฟิน กว่า 600 คน ณ กลางสวนเบญจกิติ เพื่อต้อนรับเทศกาลวันแม่ด้วยพลังงานดี ๆ กันตั้งแต่เช้าตรู่   ภายในงานฯ คุณภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ร่วมแชร์อินไซต์ความรู้ด้านสุขภาพดีๆ กับการดูแลตัวเองในยุคนี้ ที่นอกจากการออกกำลังกายแล้ว ยังมีเรื่องของ ‘3 ฮอร์โมน’ ตัวท็อป ที่เป็นเหมือนตัวละครหลักในการรักษาสมดุลชีวิต ได้อย่างน่าสนใจ เริ่มกันที่ตัวแรก ‘เอสโตรเจน’ (Estrogen) ในฐานะนางเอก เก่งเรื่องผิวพรรณ ความอ่อนเยาว์ และความมีชีวิต ชีวา ของผู้หญิง   ถัดมาเป็น โปรเจสเตอโรน (Progesterone) อีกหนึ่งสายซัพพอร์ตมีบทบาทสำคัญในการดูแลเรื่องประจำเดือนและดูแลการตั้งครรภ์ ให้สำเร็จและปลอดภัย สุดท้าย เทสโทสเตอโรน (Testosterone) ระดับพระเอก กับบทบาทฮอร์โมนพลังงานที่ช่วยเสริมความแข็งแรงมวลกล้ามเนื้อ ฟิตร่างกาย และเติมความแอคทีฟ   นอกจากนี้ ผู้บริหารเบซินส์ ยังบอกอีกว่า “เรื่องฮอร์โมนไม่สมดุลและวัยทอง ไม่ใช่เรื่องของคุณผู้หญิงเท่านั้น แต่คุณผู้ชายก็เจอได้เช่นกัน ดังนั้นการเข้าใจร่างกายจึงเป็นเรื่องของทุกคน ทุกวัย”     สมดุลฮอร์โมน ในชีวิตประจำวัน     สำหรับบรรยากาศบริเวณบูธกิจกรรมของเบซินส์ฯ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากผู้ร่วมงาน เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและภาพน่ารัก ๆ ของผู้เข้าร่วมงานที่สนุกกับเกมส์รับของที่ระลึก การตรวจสุขภาพฮอร์โมนเพศ และสัมผัสประสบการณ์ด้าน Wellness ไปด้วยกัน สะท้อนให้เห็นว่าการดูแลสุขภาพในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นเรื่องของการสร้างสมดุลให้กับร่างกายผ่านทั้งการเคลื่อนไหว การดูแลฮอร์โมน การพักผ่อน และการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม หนึ่งในภาพที่เห็นได้ชัด คือกลุ่มคู่แม่ลูกทั้งลูกสาวและลูกชายที่ชวนคุณแม่มาร่วมกิจกรรม พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองและเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของตัวเอง ต่างให้ความสำคัญกับการสร้างรูทีนสุขภาพในชีวิตประจำวัน ทั้งการตื่นเช้าเพื่อออกกำลังกาย ควบคุมการรับประทานอาหาร ลดหวาน ลดเค็ม รวมถึงตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลร่างกายให้แข็งแรงในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมงานผู้หญิงยุคใหม่ยังสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจต่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงและเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องฮอร์โมนมากขึ้น หลายคนหันมาศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนเอสโตรเจนกับร่างกาย รวมถึงแนวทางการดูแลตัวเองในช่วงเข้าสู่ภาวะวัยทอง   ขณะที่ การออกกำลังกายจึงไม่ได้ถูกมองเพียงเรื่องของการดูแลรูปร่าง แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ผ่อนคลาย และสร้างสมดุล ส่วนการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม การพักผ่อนให้เพียงพอ และการหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Wellness Routine ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น   จากความ ‘ฮอต’ ของบูธเบซินส์ฯ และเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมงานคนรุ่นใหม่ทุกเพศ และต่างวัยรุ่นใหญ่ ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับสุขภาพและฮอร์โมนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่พร้อมจะจูงมือคนในครอบครัว มาเรียนรู้และดูแลตัวเองร่วมกัน  เพื่อให้ทุกคนสามารถ ‘ใช้ชีวิตไปต่อได้อย่างสมดุล สดใส และยั่งยืนในทุกช่วงวัย’ แม้จะเข้าสู่ภาวะวัยทอง พร้อมการดูแลระดับฮอร์โมนทดแทน เพื่อให้ร่างกายคงความฟิตและสดใส เพื่อเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในทุกวัน          

August 15, 2026 / 0 Comments
read more

สยาม ทาคาชิมายะ กับ ‘Between Sun and Moon’ โดยศิลปินญี่ปุ่น โคชู เอ็นโดะ’

PRnounce

ปักหมุดนิทรรศการศิลปะห้ามพลาด! ‘Between Sun and Moon’ ภาพถ่ายสะท้อนแสงและกาลเวลา โดย ‘โคชู เอ็นโดะ’ ศิลปินภาพถ่ายญี่ปุ่นชื่อดัง เจ้าของผลงานในพิพิธภัณฑ์ระดับโลก LACMA เปิดชมฟรี 5 – 31 สิงหาคม 2569 ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม   ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนเปิดประสาทสัมผัสและร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งการมองเห็น ในนิทรรศการภาพถ่ายเดี่ยวครั้งสำคัญ “Between Sun and Moon: Light, Time, and the Act of Seeing” (ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์: แสง กาลเวลา และการมองเห็น) โดย โคชู เอ็นโดะ (Koshu Endo) ศิลปินและช่างภาพญี่ปุ่นชื่อดังระดับโลก ผู้ใช้เลนส์กล้องส่องลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณของธรรมชาติ จัดแสดงให้ชมตั้งแต่วันที่ 5 – 31 สิงหาคม 2569 บริเวณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ โดยนิทรรศการนี้ ถือเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญของวงการภาพถ่าย โดยโคชู เอ็นโดะ ได้นำภาพถ่ายมาเป็นสื่อกลางในการตั้งคำถามต่อ ‘การรับรู้ของมนุษย์’ ผ่านความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และท้องฟ้า ผลงานของเขาไม่ใช่แค่การกดชัตเตอร์เพื่อบันทึกวัตถุตรงหน้า แต่เป็นการจับเอาบรรยากาศ ความรู้สึก และการเปลี่ยนแปลงของแสงที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีและไม่เคยย้อนกลับมาอีก นำเสนอความงามผ่าน 10 ผลงานสร้างสรรค์ โดยมี 4 ผลงานไฮไลต์ที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด เจาะลึก 4 ผลงานไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดในนิทรรศการความพิเศษสุดของงานนี้คือการโคจรมาพบกันของผลงานชุดสำคัญ ซึ่งอีก Edition หนึ่งของผลงานชิ้นที่ 2 และ 3 นั้นคอลเลกชันเดียวกันกับผลงานที่ได้รับการยอมรับให้บรรจุอยู่ใน Permanent Collection (คอลเลกชันสะสมถาวร) ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกอย่าง Los Angeles County Museum of Art (LACMA) ประเทศสหรัฐอเมริกา  The Critical Ring ผลงานอันทรงพลังที่รวบรวมแสง เวลา และโครงสร้างของการรับรู้ไว้ในภาพเดียว ถ่ายทอดภาพวงแหวนแห่งแสงที่ลอยอยู่เหนือรูปทรงพระจันทร์เสี้ยวที่เรียงซ้อนกันเป็นจังหวะด้านล่าง สื่อถึงการสะสมของเวลาและการคงอยู่ของภาพในความทรงจำ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า มนุษย์เรามองเห็นและรับรู้โลกใบนี้ขึ้นได้อย่างไร Rising Sun (LACMA Permanent Collection) ผลงานชิ้นเอกที่ทำหน้าที่เป็นแกนของ “ดวงอาทิตย์” แสงแรกของวัน ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในผลงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุบนท้องฟ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้น การเดินทางของกาลเวลา และเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการมองเห็นและการรับรู้โลกอย่างแท้จริง Evening Moon (LACMA Permanent Collection) ผลงานที่ทำหน้าที่เป็นแกนของ “ดวงจันทร์” เพื่อเปิดบทสนทนาคู่ขนานกับ Rising Sun โดยดวงจันทร์ยามค่ำคืนนี้ปรากฏขึ้นในฐานะแสงสะท้อนอันเงียบสงบ ล่องลอยอยู่ระหว่างการมองเห็นและการเลือนหาย ถ่ายทอดความรู้สึกของระยะทาง ความทรงจำ และห้วงเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไป Ripples of Circling Light การขยายแนวคิดจากแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ไปสู่การสำรวจแสงในรูปแบบของจังหวะและการสะท้อน ผ่านเส้นโค้งของแสงที่เรียงซ้ำและแผ่ขยายบนพื้นหลังสีดำ เผยให้เห็นการเคลื่อนผ่านของเวลาและความต่อเนื่องของภาพที่ดวงตารับรู้ในแต่ละช่วงขณะ เชื้อเชิญให้ผู้ชมสัมผัสความเชื่อมโยงระหว่างโลกภายนอกและการรับรู้ภายในจิตใจ   “Between Sun and Moon ไม่ได้ชวนให้เรามองเห็นเพียงภาพตรงหน้า แต่ชวนให้เราตั้งคำถามว่า สิ่งที่เราเห็นแท้จริงแล้ว… เกิดจากแสง เวลา และมุมมองของเราอย่างไร” ขอเชิญสัมผัสและร่วมเข้าใจศาสตร์แห่งแสงและเงาผ่านมุมมองของช่างภาพระดับสากลที่ไม่ควรพลาด ในนิทรรศการ “Between Sun and Moon: Light, Time, and the Act of Seeing” 5 – 31 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น M สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya  

August 14, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ กำไร Q2/69 โตแกร่ง เดินหน้าขยายพลังงานหมุนเวียน พร้อมจ่ายปันผล 0.18 บาทต่อหุ้น

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ ผลงานไตรมาส 2/69 แข็งแกร่ง กำไรสุทธิเติบโต เดินหน้าขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียนต่อเนื่อง พร้อมประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.18 บาทต่อหุ้น   นางสาวศิริวงศ์ บวรบุญฤทัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร งานการเงินและบัญชีบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ยังแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับใช้สูตรค่าไฟใหม่ (New Tariff Formula) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนก๊าซธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น และมาตรการลดต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเริ่มรับรู้ผลประกอบการจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) นอกจากนี้ ยังมาจากปริมาณการขายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.7% มาอยู่ที่ 4,003 กิกะวัตต์-ชั่วโมง สาเหตุหลักมาจากปริมาณไฟฟ้าขายแก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น 1.9% และปริมาณไฟฟ้าที่ขายแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น 3.8% จากปีก่อน รวมถึงปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ สำหรับรายได้รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.4% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 15,123 ล้านบาท จากปริมาณการขายไฟฟ้ารวมที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. และราคาขายไอน้ำจะลดลง สอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ประกอบกับการลดลงของราคาขายไฟฟ้าให้แก่ IUs ตามการปรับลดของค่า Ft รวมถึงรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่ลดลง ในส่วนของ EBITDA ลดลง 6% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 3,509 ล้านบาท จากรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่ลดลง และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงซึ่งบันทึกในส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้า โดยการลดลงดังกล่าวถูกชดเชยบางส่วนด้วยต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง จากการปรับค่าก๊าซย้อนหลังที่รับรู้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% จากปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลงจากการบันทึกสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี บวกกับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 676 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 7 ล้านบาท จากปีก่อน จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง เหตุการณ์สำคัญในไตรมาสที่ 2 ที่ส่งผลต่อการเติบโตของบริษัทฯ ได้แก่ การเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ในประเทศไทย จำนวน 0.7 เมกะวัตต์ จากกลุ่มก๊าซอุตสาหกรรม ซึ่งคิดเป็นการเชื่อมเข้าระบบในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวม 18.7 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ในเดือนมิถุนายน 2569 บริษัท บี.กริม แอลเอ็นจี จำกัด ได้นำเข้า LNG จำนวน 1 ลำ รวมประมาณ 68,000 ตัน (3.5 ล้านล้านบีทียู) เข้าสู่ระบบ Pool Gas เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของ บี.กริม เพาเวอร์ สำหรับธุรกิจในต่างประเทศ บริษัท B.Grimm Power Korea Limited (บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100%) ซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกโดยบริษัท Unison Co., Ltd. ในสัดส่วนประมาณ 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) สนับสนุนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ขนาด 365 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 49% ในเดือนมิถุนายน 2569 บริษัท บี.กริม กรีนเนอร์ยี่ จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดใน บริษัท ฟิวเจอร์ กรีน เทค จำกัด จากบริษัท กรีนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อขยายการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และบริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด (บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100%) ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ถือหุ้น 51%) เพื่อพัฒนาและดำเนินการเชิงพาณิชย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชันเทคโนโลยี สำหรับเดือนกรกฎาคม 2569 บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ฟิวเจอร์ โซลูชั่น จำกัด (บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100%) ซื้อหุ้น 51% ใน บริษัท อรุณา เอ็กซ์ โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตพลังงานหมุนเวียนของ บี.กริม เพาเวอร์ มากยิ่งขึ้น บี.กริม เพาเวอร์ ตอกย้ำความสำเร็จด้วยรางวัลและประกาศเกียรติคุณในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 โดยในเดือนมิถุนายน 2569 ได้รับ 11 รางวัลจาก FinanceAsia Awards 2026 จัดโดย FinanceAsia สื่อชั้นนำด้านการเงินการลงทุนของภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ ยังได้รับ 6 รางวัล จากงาน The 16th Asian Excellence Awards 2026 จัดโดย Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดีของเอเชีย ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน และการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้กับองค์กร จากรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.3% จากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น โดยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 บี.กริม เพาเวอร์ คาดว่าแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan: PDP) ฉบับใหม่ และกรอบการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) จะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในประเทศในระยะยาว ผ่านการเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ทั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิม รวมถึงรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มจากอุตสาหกรรมเกิดใหม่ เช่น กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ และอุตสาหกรรมอื่นที่ใช้ไฟฟ้าในระดับสูง ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ได้เตรียมความพร้อมเข้าร่วมโครงการจัดหาไฟฟ้าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้ PDP ฉบับใหม่ อาทิ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน (Community Solar) โครงการ Independent Power Supply (IPS) และโครงการพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) สำหรับเป้าหมายในปี 2569 บี.กริม เพาเวอร์ วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 6 ลำ หรือคิดเป็นปริมาณรวมประมาณ 280,000 ตัน (14.4 ล้านล้านบีทียู) เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้า SPP ของ บี.กริม เพาเวอร์ ผ่านระบบ Pool Gas โดยคาดการณ์ว่าราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ SPP อยู่ที่ 330-350 บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้นจากปี 2568 อยู่ที่ 323 บาทต่อล้านบีทียู พร้อมตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า IUs รายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มเติม ได้แก่ 1. Zhongce Rubber โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง 35 เมกะวัตต์ 2. Nakwol 1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 365 เมกะวัตต์ และ 3. Huong Hoa 1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง 48 เมกะวัตต์ และโครงการอื่นๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์ บี.กริม เพาเวอร์ ยังได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.18 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 26 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 11 กันยายน 2569

August 14, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม ผนึกจุฬาฯ เปิด Youth for Change ชวนคนรุ่นใหม่ใช้สติ เชื่อมใจต่างวัย

PRnounce

บี.กริม ผนึก จุฬาฯ และพันธมิตร เปิดเวที “Youth for Change” ชวนคนรุ่นใหม่ใช้ Mindfulness สร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างวัย สู่สังคมไทยที่เติบโตไปด้วยกัน บี.กริม ร่วมกับ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (Thailand Institute for Mental Health Sustainability: TIMS) และ Sati App เปิดตัวโครงการ “Youth for Change: The Mindful Future Contest” เวทีสำหรับคนรุ่นใหม่ในการนำองค์ความรู้ด้าน Mindfulness มาผสานกับกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อร่วมออกแบบแนวคิดและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม และสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงานและเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ณ อาคารบรมราชชนนีศรีศตพรรษ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการ Youth for Change: The Mindful Future Contest เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคีเครือข่าย โดยมุ่งสร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือปฏิบัติจริง แลกเปลี่ยนมุมมองจากหลากหลายภาคส่วน และพัฒนาแนวคิดให้สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริง สำหรับปีนี้ โครงการจัดขึ้นภายใต้โจทย์ “ต่างวัย เข้าใจกัน ด้วยพลังสติ” โดยชวนคนรุ่นใหม่ร่วมกันค้นหาคำตอบว่า “เราจะใช้ Mindfulness เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย และสร้างสังคมไทยที่เข้าใจกันมากขึ้นได้อย่างไร?” ภายในงานแถลงข่าวยังมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “Building a Better Society through Mindfulness: สำรวจบทบาทของ Mindfulness ในการพัฒนาคน สังคม และนวัตกรรม” โดยมี นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายอมรเทพ สัจจะมุนีวงศ์ ผู้ก่อตั้ง Sati App ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ Mindfulness ในการพัฒนาศักยภาพของคน การสร้างสุขภาวะที่ดี และการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคสังคมในการร่วมกันสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม   จุฬาฯ มุ่งสร้างคนรุ่นใหม่สู่ Change Makers   ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “เวทีแห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็น Change Makers ผู้ที่สามารถใช้ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจในมนุษย์ มาร่วมกันออกแบบอนาคตที่ดีกว่า ทั้งในระดับองค์กร ชุมชน และประเทศ” “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเชื่อว่า องค์ความรู้จะมีคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อสามารถนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม โครงการนี้จึงเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์จริง ลงมือคิด ลงมือทำ และพัฒนาแนวคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนได้” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ไม่ได้มุ่งสร้างเพียงผู้ชนะในการแข่งขัน แต่ต้องการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้และพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์ มีสติ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน บี.กริม ส่งต่อ “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” สู่คนรุ่นใหม่ นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บี.กริม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสุขภาวะของพนักงานอย่างเป็นระบบ เพราะเราเชื่อว่าสุขภาวะที่ดีเป็นทักษะพื้นฐานในการใช้ชีวิตและการทำงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน” แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา “การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี” (Doing Business with Compassion) ซึ่งให้ความสำคัญกับการมองคนเป็นคน ปฏิบัติต่อกันด้วยหัวใจ และเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง โดย บี.กริม เชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรไม่ได้วัดจากผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านความสุข ความสัมพันธ์ที่ดี และคุณภาพชีวิตของผู้คนในองค์กรและสังคม “ด้วยเหตุนี้ บี.กริม จึงต้องการส่งต่อแนวคิดและทักษะดังกล่าวไปสู่คนรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Youth for Change: The Mindful Future Contest โดยเริ่มต้นจากการเชื่อมต่อกับตนเอง (Connect to Self) เพื่อสร้างพื้นฐานใจที่เข้มแข็ง ก่อนส่งต่อความเข้าใจไปยังผู้อื่น (Connect to Others) และร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Connect to Society)” “เราเชื่อมั่นว่า หากเราสามารถบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติและความโอบอ้อมอารีให้เติบโตในหัวใจของคนรุ่นใหม่ได้ตั้งแต่วันนี้ พวกเขาจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมให้เป็นสังคมที่พร้อมรับฟัง ใส่ใจกัน และปฏิบัติต่อกันด้วยหัวใจอย่างแท้จริง” เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไอเดียสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลง สำหรับโครงการ Youth for Change: The Mindful Future Contest เปิดรับสมัครนิสิตและนักศึกษาระดับ ปวส. และปริญญาตรี จากทุกสถาบันการศึกษา รวมทีม 3–5 คน โดยสมาชิกในทีมต้องสังกัดสถาบันการศึกษาเดียวกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวคิดและนวัตกรรมภายใต้โจทย์ “ต่างวัย เข้าใจกัน ด้วยพลังสติ” ตลอดระยะเวลาของโครงการ ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Workshop และ Coaching จากผู้เชี่ยวชาญในด้าน Mindfulness, Psychology, Innovation รวมถึงการพัฒนาแนวคิด การสื่อสาร และการนำเสนอผลงาน พร้อมได้รับคำแนะนำจาก Mentor เพื่อพัฒนาแนวคิดให้สามารถต่อยอดไปสู่โครงการหรือแนวทางที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้จริง ผู้เข้าร่วมจะได้มีโอกาส Pitch ผลงานต่อคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิ และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะมีโอกาสนำเสนอในงาน Better Mind Better Bangkok 2026 พร้อมร่วมชิง เงินรางวัลรวม 60,000 บาท แบ่งเป็น รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 20,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร โดยผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนจะได้รับเกียรติบัตร โครงการเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม – 13 กันยายน 2569 เวลา 23.59 น. ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียด คุณสมบัติ กติกา และเงื่อนไขของโครงการ และสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://forms.gle/BNF1FypNmdk4ckCf8 เกี่ยวกับ Youth for Change: The Mindful Future Contest Youth for Change: The Mindful Future Contest เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บี.กริม สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) และ Sati App มีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้ Mindfulness ร่วมกับองค์ความรู้ด้านจิตวิทยาและกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวคิดและแนวทางที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม และนำไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอริสรา (แพท) โทร. 090-140-6757 อีเมล themindfulfuture.contest@gmail.com

August 14, 2026 / 0 Comments
read more

ก้าวสำคัญคอนเทนต์ไทย! TrueVisions NOW ผนึก Viu ส่ง 6 ออริจินัลซีรีส์ไทยบุก 3 ประเทศอาเซียน

PRnounce

ก้าวสำคัญคอนเทนต์ไทย! TrueVisions NOW (ทรูวิชั่นส์ นาว) ผนึกกำลัง Viu (วิว) เปิด “TrueVisions NOW Branded Zone” พา 6 ออริจินัลซีรีส์จากทรูวิชั่นส์ นาว ข้ามพรมแดนสู่ 3 ประเทศในอาเซียน     จากเรื่องราวที่สร้างสรรค์โดยคนไทย สู่โอกาสใหม่บนตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค …TrueVisions NOW แพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และผู้นำด้านคอนเทนต์เอนเตอร์เทนเมนต์ของไทย ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Viu แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ระดับภูมิภาค เปิด “TrueVisions NOW Branded Zone” พื้นที่เอ็กซ์คลูซีฟที่รวบรวมซีรีส์ออริจินัลคุณภาพจาก TrueVisions NOW บนแพลตฟอร์ม Viu พร้อมนำร่องส่ง 6 ออริจินัลซีรีส์ จาก 24 เรื่อง สู่ผู้ชม Viu ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ TrueVisions NOW ในการต่อยอดจากการสร้างคอนเทนต์สำหรับผู้ชมไทย สู่การขยายฐานผู้ชมและสร้างโอกาสใหม่ให้ Thai IP ในตลาดต่างประเทศ พร้อมเดินหน้าพาความคิดสร้างสรรค์ เอกลักษณ์ และพลังการเล่าเรื่องแบบไทยไปเชื่อมโยงกับผู้ชมในวงกว้างยิ่งขึ้น   สำหรับคอนเทนต์ชุดแรกบน “TrueVisions NOW Branded Zone” โดยจะเริ่มรับชมได้ในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ประกอบด้วยซีรีส์ไทย 6 เรื่อง ได้แก่ “บ้านตัวอย่าง” นำแสดงโดย เผือก–พงศธร จงวิลาศ, คริส หอวัง และนีน–นีนารา บุญนิธิไพสิฐ, “มเหสีน้อย” นำแสดงโดย เอ็มม่า–ปาณิศา หยาง และปีเตอร์แพน–ทัศพล วิวิธวรรธน์, “ถึงคุณภรรยา…จากสามีที่รัก” นำแสดงโดย ออม–สุชาร์ มานะยิ่ง และมิว–ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์, “สายลับรถแห่” นำแสดงโดย ณิชา–ณิชามล คำอินทร์, อาจารย์โต้ง–อัจฉริยะ ศรีทา และเตเต้–สมชาย สายอุทา, “มุ่ยเฟย” นำแสดงโดย แพต–ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช และออฟโรด–กันตภณ จินดาทวีผล รวมถึง “รักษ์” นำแสดงโดย ฟิล์ม–ธนภัทร กาวิละ และบัว–นลินทิพย์ สกุลอ่องอำไพ โดย TrueVisions NOW เตรียมเพิ่มจำนวนซีรีส์อย่างต่อเนื่อง และต่อยอดขยายคอนเทนต์สู่ตลาดต่างประเทศอื่นๆ ในอนาคต   นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์และมีเดีย ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ตลาดสตรีมมิ่ง*ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 จำนวนสมาชิก Premium VOD ใน 5 ตลาดหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 19% สู่ระดับมากกว่า 61 ล้านบัญชี ขณะที่ยอดรับชมในไตรมาส 4 เพียงไตรมาสเดียวสูงถึง 4.2 พันล้านชั่วโมง สะท้อนให้เห็นทั้งการขยายตัวของตลาด และพฤติกรรมของผู้ชมที่เปิดรับคอนเทนต์คุณภาพจากหลากหลายประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวที่มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสามารถเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้ชมได้”   “ความร่วมมือระหว่าง TrueVisions NOW ผู้นำด้านคอนเทนต์ไทยระดับพรีเมียม และ Viu ที่มีผู้ใช้งานรายเดือน (Monthly Active Users หรือ MAUs) มากเป็นระดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ครั้งนี้สอดรับกับพฤติกรรมผู้ชมเอเชียที่เปิดรับคอนเทนต์ภาษาท้องถิ่นและเรื่องราวที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการ ขยายฐานผู้ชมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ TrueVisions NOW จึงเดินหน้าต่อยอดบทบาทจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในประเทศไทย สู่การเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์และพลังสำคัญในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของไทยให้เดินทางไปพบผู้ชมในตลาดใหม่ ผ่านคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ เข้าถึงอารมณ์ และมาตรฐานการผลิตระดับสากล การเปิด “TrueVisions NOW Branded Zone” บน Viu ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มช่องทางรับชม แต่เป็นก้าวสำคัญในการพา Thai Originals และ Thai IP ไปสู่ผู้ชมในวงกว้างขึ้น เราเชื่อว่าเรื่องราวที่สร้างสรรค์โดยคนไทยมีทั้งคุณภาพ อัตลักษณ์ และพลังที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดน โดยในอนาคต TrueVisions NOW พร้อมเดินหน้าเพิ่มคอนเทนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง และขยายสู่ตลาดต่างประเทศอื่นๆ ต่อไป”   ด้าน เจนิส ลี (Janice Lee) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Viu (วิว) และกรรมการผู้จัดการ PCCW Media Group กล่าวว่า “Viu เชื่อในพลังของคอนเทนต์เอเชียที่สามารถก้าวข้ามพรมแดนและเชื่อมโยงกับผู้ชมผ่านเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกที่มีร่วมกันในแต่ละตลาด เรามองเห็นศักยภาพของซีรีส์ไทยที่โดดเด่น ทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพการผลิต และเสน่ห์ของการเล่าเรื่อง การร่วมงานกับ TrueVisions NOW จะช่วยเพิ่มความหลากหลายให้แก่คอนเทนต์บน Viu พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ชมในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้รู้จักและสัมผัสคอนเทนต์ไทยอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น”   “การผนึกกำลังระหว่าง TrueVisions NOW และ Viu สะท้อนแนวทางความร่วมมือรูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรมสตรีมมิ่งที่ไม่ได้มุ่งเพียงขยายจำนวนคอนเทนต์ แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมกันตลอดทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่การพัฒนา Thai Originals การเพิ่มโอกาสให้บุคลากรในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยไปจนถึงการเส้นทางให้คอนเทนต์คุณภาพสามารถเดินทางสู่สายตาผู้ชมในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่หนึ่งในศูนย์กลางการ สร้างสรรค์คอนเทนต์พรีเมียมของภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวแบบไทยให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างทั้งความประทับใจ คุณค่าทางวัฒนธรรม และ โอกาสทางเศรษฐกิจในตลาดโลก”   ร่วมสัมผัสความสนุกและความภาคภูมิใจจาก Thai Originals คุณภาพพรีเมียมได้ทางแอป TrueVisions NOW สำหรับผู้ชมในประเทศไทย และติดตาม “TrueVisions NOW Branded Zone” บน Viu (วิว) ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่พร้อมเดินหน้าเพิ่มจำนวนซีรีส์ไทยอย่างต่อเนื่อง และขยายการให้บริการสู่ตลาดอื่นๆ ในอนาคต

August 13, 2026 / 0 Comments
read more

คนไทยเที่ยวเกาหลีพุ่ง 2.5 เท่า ทรูมันนี่เผยยอดใช้จ่ายโต 3 เท่า ดึง KTO ลุยต่อแคมเปญคุ้มX3

EcoVative

ทรูมันนี่ เปิดพฤติกรรมนักเดินทางชาวไทยไปเกาหลีเพิ่ม2.5 เท่า ยอดใช้จ่ายโต 3 เท่า ร่วม KTO ไปต่อแคมเปญ ‘จ่ายทรูมันนี่ เที่ยวเกาหลี คุ้ม X3’ ให้วางแผนตั้งแต่ต้นจนจบทริปได้ในแอปเดียว นักเดินทางไทยไปเกาหลีเพิ่ม 2.5 เท่า จากความร่วมมือทรูมันนี่และ KTO ในปีที่ผ่านมา สะท้อนความต้องการเที่ยวและใช้จ่ายแบบไร้รอยต่อ ยอดใช้จ่ายผ่านทรูมันนี่ในเกาหลีโต 3 เท่า โดย K-Beauty เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุด ต่อยอดสู่แคมเปญใหม่ในปีนี้ ‘คุ้ม X3’ ครบตั้งแต่ก่อนเดินทางถึงปลายทาง ทั้งส่วนลดตั๋วเครื่องบิน-ที่พัก เงินคืนสูงสุด 20% และชำระเงินในเกาหลีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม   ธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจและกลยุทธ์ลูกค้า บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ทรูมันนี่ ร่วมกับ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี หรือ Korea Tourism Organization (KTO) เปิดตัวแคมเปญ ‘จ่ายทรูมันนี่ เที่ยวเกาหลี คุ้ม X3’ ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือในปีที่ผ่านมา   สำหรับแคมเปญฯ มอบสิทธิประโยชน์ครอบคลุมตลอดการเดินทาง ตั้งแต่ส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบินและที่พักสูงสุด 2,000 บาท ไปจนถึงเงินคืนสูงสุด 20%* เมื่อชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ ณ ร้านค้าในประเทศเกาหลีใต้ที่รองรับ Alipay+ พร้อมเรทถูกไม่มีค่าธรรมเนียม ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม–31 ธันวาคม 2569   พร้อมกันนี้ ผู้ใช้งาน Android ที่รองรับ NFC ยังสามารถเลือกใช้ฟีเจอร์ ‘แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่’ ที่เครื่อง EDC Contactless ในประเทศเกาหลีใต้ และรับเงินคืนสูงสุด 5%* จากสิทธิประโยชน์ “ทรูมันนี่ แตะจ่าย ได้คืน”   “ทรูมันนี่ มุ่งพัฒนาทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งการแตะ สแกน โอน และผูก พร้อมขยายเครือข่ายการชำระเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้งานจ่ายได้ง่าย คล่องตัว และคุ้มค่า”   ขณะที่ ทรูมันนี่มองว่าอนาคตของ PaymentTech คือการทำให้ทุกวิธีจ่ายเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ และพร้อมตอบโจทย์ผู้ใช้งานในแต่ละสถานการณ์ โดยเฉพาะด้านการเดินทาง ที่สู่การเป็น Travel & Payment Companion ที่ดูแลผู้ใช้งานได้ตลอดทั้งทริป ตั้งแต่การวางแผนและจองบริการที่จำเป็น ไปจนถึงการเลือกวิธีชำระเงินที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ ณ จุดหมายปลายทาง   สำหรับ ความร่วมมือกับ KTO ในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าผ่านสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้งาน พร้อมสะท้อนถึงการเชื่อมโยงบริการ ทางเลือกในการชำระเงิน และเครือข่ายพาร์ตเนอร์เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางและใช้จ่ายในเกาหลีใต้ได้อย่างสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น   ขณะที่ ผลตอบรับจากความร่วมมือระหว่างทรูมันนี่และ KTO ในปีที่ผ่านมา สะท้อนความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยที่มองหาทั้งความสะดวกในการเดินทาง การใช้จ่ายที่ไร้รอยต่อ และสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่า โดยพบว่า ภายในระยะเวลาของแคมเปญ มีจำนวนนักเดินทางไปยังประเทศเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า   โดยมูลค่าการใช้จ่ายผ่านทรูมันนี่ในประเทศเกาหลีใต้เติบโตขึ้น 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยหมวด K-Beauty ได้รับความนิยมสูงสุด ข้อมูลดังกล่าวจึงถูกนำมาต่อยอดสู่แคมเปญในปีนี้ ซึ่งขยายทั้งสิทธิประโยชน์และทางเลือกในการชำระเงิน เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น   ด้าน ปาร์ค ซึงฮยอก ประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี  (KTO) กล่าวว่า นักท่องเที่ยวไทยถือเป็นหนึ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและให้ความสนใจกับประสบการณ์ที่หลากหลายของเกาหลีใต้ ทั้งด้าน วัฒนธรรม อาหาร ธรรมชาติ การช้อปปิ้ง หรือไลฟ์สไตล์   สำหรับผลลัพธ์ จากความร่วมมือกับทรูมันนี่ในปีที่ผ่านมา ยังยืนยันถึงการตอบรับที่ดี และทำให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยมากยิ่งขึ้น พร้อมนำมาต่อยอดสู่แคมเปญในปีนี้ เพื่อเชื่อมโยงแรงบันดาลใจในการเดินทางเข้ากับสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวไทยได้อย่างรอบด้าน   “ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้คนไทยเดินทางและใช้จ่ายได้อย่างสะดวกและคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมสัมผัสเสน่ห์ของเกาหลีใต้ในช่วงปลายปีได้อย่างครบครัน”   ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง ทรูมันนี่และ KTO ยังครอบคลุมประสบการณ์ตลอดการเดินทาง ด้วยบริการต่าง ๆ บนแอปพลิเคชัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวไทยเตรียมตัวและจัดการทริปเกาหลีใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ   การจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก การเลือกซื้อแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตและประกันการเดินทาง การวางแผนทริปด้วยผู้ช่วย AI ที่สามารถแนะนำข้อมูลและออกแบบแผนการเดินทางให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล รองรับการชำระค่าสินค้าและบริการระหว่างทริปผ่านแอปทรูมันนี่ เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนออกเดินทางไปจนถึงการใช้จ่ายระหว่างทริปที่ประเทศเกาหลีใต้   นอกจากนี้ เพื่อต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวเกาหลีใต้ที่กำลังเข้าสู่ช่วงคึกคักในปลายปี ทรูมันนี่และ KTO เตรียมส่งมอบสิทธิพิเศษให้คนไทยเที่ยวได้อย่างสะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น กับแคมเปญ “จ่ายทรูมันนี่ เที่ยวเกาหลี คุ้ม X3”* ครอบคลุมตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก ไปจนถึงการใช้จ่ายระหว่างทริป โดยมอบสิทธิพิเศษตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม–31 ธันวาคม 2569 ดังนี้   คุ้มที่ 1 จองตั๋วเครื่องบินและที่พักในราคาสุดคุ้มลดสูงสุด 50% เมื่อจองผ่าน Alipay+ Voyager บนแอปพลิเคชันทรูมันนี่ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม–31 ธันวาคม 2569 รับส่วนลดสำหรับตั๋วเครื่องบินจากประเทศไทยไปยังเกาหลีใต้ 30% หรือสูงสุด 2,000 บาท จำนวน 50 สิทธิ์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ (1 สิทธิ์ ต่อวัน) พร้อมรับส่วนลดทันทีสำหรับการจองที่พัก 50% หรือสูงสุด 1,000 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 2,000 บาท จำนวน 100 สิทธิ์ตลอดระยะเวลาแคมเปญ (3 สิทธิ์ ต่อวัน)   คุ้มที่ 2 จ่ายด้วยทรูมันนี่ที่เกาหลีใต้ รับเงินคืนสูงสุด 20% ผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ ณ ร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Alipay+ ด้วยยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป รับเงินคืนสูงสุด 20% หรือไม่เกิน 100 บาท   คุ้มที่ 3 ใช้จ่ายด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสุดคุ้ม ไม่มีค่าธรรมเนียม ชำระเงินในเกาหลีใต้ผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ได้อย่างสะดวก พร้อมตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยนก่อนยืนยันรายการ โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนสกุลเงินเพิ่มเติม   นอกจากนี้ ผู้ใช้งาน Android ที่รองรับ NFC ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกในการชำระเงินระหว่างทริป ด้วยฟีเจอร์ “แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่” ณ ร้านค้าในประเทศเกาหลีใต้ที่มีเครื่องแตะบัตรเครดิต หรือ EDC Contactless พร้อมรับเงินคืนสูงสุด 5% ภายใต้สิทธิประโยชน์ “ทรูมันนี่ แตะจ่าย ได้คืน” ตามเงื่อนไขที่กำหนด* สามารถศึกษารายละเอียดแคมเปญสำหรับผู้ใช้งาน Android เพิ่มเติมได้ที่ https://www.truemoney.com/nfc-feature/ สำหรับ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญ “จ่ายทรูมันนี่ เที่ยวเกาหลี คุ้มX3” ได้ที่ https://www.truemoney.com/a/voyager-korea-promotion-02   หมายเหตุ * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด กรุณาศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ผ่านแอปทรูมันนี่หรือช่องทางประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของทรูมันนี่    

August 13, 2026 / 0 Comments
read more

คนไทยขี้ร้อนแค่ไหน? WashXpress ติดแอร์ร้านสะดวกซักพาสาขาเดิมรายได้พุ่ง 15%

BizKet

ร้าน WashXpress เปิด  644 สาขาในครึ่งแรกปี 2569  แก้เพนพอยต์คนไทยขี้ร้อน ติดแอร์เพิ่มพารายได้สาขาเดิมโต 11% รับสภาพอากาศแดดออกแรง-เศรษฐกิจชะงักคนซักผ้าที่ร้าน ปรับแผนบริการซัก-อบ-พับ เดลิเวอรีส่งถึงบ้าน      WashXpress มี 644 สาขา ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ครอบคลุม 22 จังหวัด พร้อมเปิดสาขาใหม่ 53 แห่งในช่วง 6 เดือนแรก รายได้ครึ่งปีแรกแตะ 524.57 ล้านบาท เติบโต 10.64% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 269.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.16% จากปีก่อน ติดแอร์แล้ว 87 สาขา เตรียมเพิ่มอีก 30 แห่งให้ครบ 100 สาขา พร้อมขยายบริการซัก-อบ-พับ รีดผ้า และเดลิเวอรีรับส่งถึงบ้าน       ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH ผู้ให้บริการร้านสะดวกซัก ภายใต้แบรนด์ ‘WashXpress’ เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569) WASH มีรายได้รวม 524.57 ล้านบาท เติบโต 10.64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   ขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 262.47 ล้านบาท เติบโต 3.72% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้อยู่ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา   โดยผลประกอบการในไตรมาสนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ Company-Own & Operate ที่บริษัทฯ ยึดถือมาโดยตลอด โดยรายได้จากการให้บริการซึ่งเป็นรายได้หลักเติบโต 9.11% ในงวด 6 เดือน และเติบโต 3% ในไตรมาสนี้ ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานที่แท้จริง ยังคงเติบโต 5.16% ในงวด 6 เดือน แตะระดับ 269.10 ล้านบาท   “ธุรกิจหลักของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง แม้อยู่ในช่วงเร่งลงทุนขยายสาขาและยกระดับสาขาเดิม”   ชิษณุพันธ์  กล่าวว่า ไฮไลต์สำคัญของไตรมาสนี้ คือ ผลตอบรับเชิงบวกจากการลงทุนติดตั้งเครื่องปรับอากาศ (A/C Store) ซึ่งบริษัทฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2569 โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วรวม 87 สาขา จากฐาน 17 สาขาเมื่อสิ้นปี 2568 และมีแผนติดตั้งเพิ่มอีก 30 สาขาให้ครบตามเป้าหมาย 100 สาขาภายในไตรมาส 3 ปี 2569   ทั้งนี้ จากการติดตามผลอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ พบว่ากลุ่มสาขาที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วมีอัตราการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของบริษัทฯ ที่สูงสุดถึง 15 Percentage Point ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างการเติบโตของยอดขายต่อสาขาได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตรายได้จากสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ลดลง 3.6% ส่วนไตรมาส 2 ปี 2569 ลดลง 8.8% เป็นผลหลักจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปีก่อน เนื่องจากในไตรมาส2 ของปี 2568 มีปริมาณฝนตกมากกว่าปกติ ทำให้การตัดสินใจเข้าใช้บริการเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ   อ่านเนื้อหา ที่เกี่ยวข้อง ร้านพี่วัว WashXpress กำไรพุ่ง 127 ล้าน ฉลอง 8 ปีแจกทริปเที่ยวญี่ปุ่นดึงลูกค้าซักผ้า   ขณะที่ในปี 2569 สภาพอากาศร้อนและปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณการใช้บริการในลักษณะดังกล่าวลดลงตามไปด้วย ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคที่ปรับลดลงตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฐานลูกค้าประจำของบริษัทฯ ยังคงเหนียวแน่นและกลับมาใช้บริการอย่างสม่ำเสมอ ตอกย้ำจุดแข็งของธุรกิจร้านสะดวกซักในฐานะบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (Essential Service)   สำหรับสถานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 2,825.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.01% จากสิ้นปี 2568 ตามการลงทุนขยายสาขาและยกระดับสาขาเดิมอย่างต่อเนื่อง   โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาสัดส่วนหนี้สินต่อทุนในระดับที่เหมาะสม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากฐานทุนที่แข็งแกร่งขึ้นภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ทั้งนี้ กำไรสุทธิงวด 6 เดือนอยู่ที่ 32.32 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 13.15 ล้านบาท ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากสัดส่วนต้นทุนคงที่ โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์สิทธิการใช้และอาคารอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าปีก่อน   ประกอบกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการปิดปรับปรุงสาขาเพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และการเพิ่มงบประมาณด้านการตลาดเพื่อสร้าง Brand Awareness และขยายฐานลูกค้าใหม่ตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัทฯ ซึ่งฝ่ายบริหารมองว่าเป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะถัดไป ชิษณุพันธ์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯ ยังมุ่งแผนขยายบริการมูลค่าเพิ่มภายใต้แนวคิด ‘Convenient Lifestyle’ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริการซัก-อบ-พับ (Wash-Dry-Fold) เปิดให้บริการแล้วกว่า 274 สาขา โดยบริการรีดผ้าเปิดให้บริการแล้ว 9 สาขา และบริการเดลิเวอรี่ (Delivery) รับ-ส่งผ้าถึงบ้านเปิดให้บริการครอบคลุมแล้ว 162 สาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งล้วนเป็นบริการที่ช่วยสร้าง Recurring Income ที่มั่นคงในระยะยาว   ขณะที่ใน 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่รวม 53 สาขา สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดได้ 34 สาขา ในจำนวนนี้เป็นการเปิดสาขาใหม่ในไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มอีก 28 สาขา สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่เปิดเพียง 15 สาขา หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่งผลให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 WashXpress มีสาขารวมทั้งสิ้น 644 สาขา   โดยแบ่งเป็นสาขาที่บริษัทฯ บริหารเอง 565 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 79 สาขา ครอบคลุม 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย เพิ่มขึ้นจาก 21 จังหวัดในไตรมาสก่อน สะท้อนความต่อเนื่องของแผนขยายธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นคุณภาพของการขยายสาขาควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการให้บริการ บริษัทฯ ได้ปรับเป้าหมายจำนวนสาขาใหม่ในปี 2569 จาก 100 สาขา เป็น 80 สาขา ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและทำเลที่มีศักยภาพในปัจจุบัน   ทั้งนี้ จากผลประกอบการของ WASH สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งการเติบโตของรายได้ การขยายสาขาที่เดินหน้าได้เร็วกว่าปีก่อน และผลตอบรับที่ดีเกินคาดจากการลงทุนยกระดับสาขาด้วยเครื่องปรับอากาศ ซึ่งพิสูจน์ถึงกลยุทธ์บริษัทฯ วางไว้เดินมาถูกทาง   “บริษัท ยังเดินหน้าติดตั้งเครื่องปรับอากาศให้ครบ 100 สาขาภายในไตรมาส 3 นี้ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ผู้บริโภคทุกภูมิภาค และเพิ่มบริการเดลิเวอรี่ ทำให้ WashXpress ให้บริการแบบครบวงจรเป็นรายแรกของไทย เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”      

August 13, 2026 / 0 Comments
read more

‘Bravo BKK’ จัดงาน ‘Love in Motion’ ดึงทุกเจเนอเรชันร่วมฉลองวันแม่

PRnounce

Bravo BKK ชวนเติมรักให้ “ขยับไปด้วยกัน” ในงาน “Bravo’s Love in Motion” ฉลองวันแม่ผ่าน Wellness, Fitness, Lifestyle และ Community Experience ที่รวมทุกเจเนอเรชันไว้ด้วยกัน   Bravo BKK ต้อนรับเทศกาลวันแม่ด้วยงาน “Bravo’s Bravo’s Love in Motion: A Mother’s Day Wellness Celebration” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ Atrium ชั้น 1 ศูนย์การค้า Bravo BKK ชวนคุณแม่ ครอบครัว และคนรักสุขภาพมาใช้เวลาร่วมกันผ่านกิจกรรมที่ผสาน Wellness, Fitness, Lifestyle และ Creative Experience ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Love in Motion” เพราะความรักไม่จำเป็นต้องพูดออกมาเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากการชวนกันลุก ขยับ และดูแลสุขภาพไปด้วยกัน   ตลอดช่วงบ่าย Bravo BKK เต็มไปด้วยพลังและรอยยิ้มจากผู้เข้าร่วมงานที่มาร่วมสร้างโมเมนต์พิเศษกับคุณแม่และคนที่รัก เริ่มต้นด้วย Coffee Art Workshop by Brew² และ Floral Arrangement Workshop by Noël eve ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ลงมือสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง พร้อม Photo Booth สำหรับเก็บภาพความทรงจำ และกิจกรรมจากพันธมิตรด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ที่มาร่วมเติมสีสันให้กับงาน อีกหนึ่งไฮไลต์คือ Special Health Talk โดย พญ. แป้งร่ำ ยงเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ชะลอวัย จากโรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ที่มาร่วมแชร์มุมมองและเคล็ดลับด้านสุขภาพ รวมถึงแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อการมีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาว พร้อมบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นจากโรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี สะท้อนแนวคิดของ Bravo BKK ที่มองว่า Wellness ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกวัน   จากนั้นเวลา 15.00 น. ถึงเวลาขยับไปด้วยกันกับ FANCY FUN RUN โดย วิ่งกับเจ๊ Run Club ที่ชวนผู้เข้าร่วมออกมาวิ่งและสร้างสีสันภายในศูนย์การค้า ก่อนเข้าสู่ช่วงพลังเต็มสปีดกับ Aerobic Dance เวลา 16.00 น. นำโดย คุณดาด้า มิสแกรนด์ กาฬสินธุ์ 2569 ร่วมกับ Fitwhey Gym ที่ชวนทุกคนมาออกสเต็ปไปกับเสียงเพลง   ปิดท้ายวันด้วย Lucky Draw ที่มาพร้อมของรางวัลและรอยยิ้มจากผู้ร่วมงาน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขตลอดทั้งงาน และตอกย้ำว่า การดูแลสุขภาพก็เป็นหนึ่งในภาษาของความรัก ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน หรือเพียงแค่ชวนกันมา Enjoy Life ในแบบของตัวเอง   งานครั้งนี้เกิดขึ้นจากพลังของ Community และพันธมิตรหลากหลายแบรนด์ โดย Bravo BKK ขอขอบคุณ Brew², Noël eve, UFC Refresh, Lactasoy, ยาดม Peppermint Field, Identity Clinic, Yunomori Onsen & Spa, กระดาษทิชชู่ Vivy, McDonald’s และ Royal Pizza ที่ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์และกิจกรรมภายในงาน รวมถึง โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี สำหรับการแบ่งปันความรู้ด้าน Longevity และบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น,วิ่งกับเจ๊ Run Club สำหรับกิจกรรม Fun Run, และ คุณดาด้า และ Fitwhey Gym สำหรับการสร้างพลังในกิจกรรม Aerobic Dance   “Bravo’s LOVE IN MOTION” ไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองวันแม่ แต่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ Bravo BKK ในการสร้าง Sport & Lifestyle Destination ที่เปิดพื้นที่ให้คนทุกวัยได้มา Play, Move, Connect และ Live Well ผ่านกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความสนุก ไลฟ์สไตล์ และ Community   เพราะที่ Bravo BKK เราเชื่อว่า ความรักที่ดีที่สุด คือความรักที่ชวนกันไปข้างหน้า Love in Motion. Keep Moving. Keep Living.    

August 13, 2026 / 0 Comments
read more

‘แสนสิริ’ เจาะอสังหาฯทำเลราชพฤกษ์ตัดใหม่ ปทุมธานี สร้างคอมมูนิตี้พันไร่มูลค่า 1.1 หมื่นล.

BizKet

แสนสิริ เปิดตัว Sansiri New Ratchapruek Community สังคมอยู่อาศัยระดับเมกะโปรเจกต์ขนาดพันไร่ มูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท บนทำเลศักยภาพราชพฤกษ์ตัดใหม่ จ.ปทุมธานี     บุกทำเลศักยภาพปักหมุดคอมมูนิตี้พันไร่ แสนสิริ ซื้อที่ดินผืนใหญ่พัฒนา Sansiri New Ratchapruek Community พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ มูลค่ารวมสูงถึง 11,000 ล้านบาท บนทำเลราชพฤกษ์ตัดใหม่ จ.ปทุมธานี สร้างที่อยู่อาศัยคุณภาพราคาเข้าถึงได้ วางแนวคิดเน้นพัฒนาบ้านและทาวน์โฮมคุณภาพในราคาเข้าถึงง่าย รองรับการอยู่อาศัยได้มากกว่า 3,000 ครอบครัว เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่พื้นที่ ย้ำผู้บุกเบิกย่านกรุงเทพ-ปทุมธานี แสนสิริถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรก ๆ ที่เข้ามาสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยเต็มรูปแบบในโซนนี้ โดยปัจจุบันมอบโครงการคุณภาพรองรับลูกบ้านไปแล้วกว่า 2,000 ครอบครัว     อาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ‘SANSIRI’ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวว่า บริษัทฯ ซื้อที่ดินผืนใหญ่พัฒนาโครงการใหม่แห่งอนาคต (New Future Project) บนทำเลถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) สังคมที่อยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบขนาด 1พันไร่ ภายใต้ ‘Sansiri New Ratchapruek Community’ มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท   “คอมมูนิตี้แสนสิริแห่งนี้ พร้อมรองรับอีกกว่า 3,000 ครอบครัวใหม่ และรองรับแผนระยะยาวในอนาคต ซึ่งจะผลักดันให้ทำเลนี้เติบโตจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ ให้เข้ามาพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก จากการขยายตัวของทำเล ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และผลักดันศักยภาพของราชพฤกษ์ตัดใหม่ให้เติบโตต่อไป” โดย แสนสิริ ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรก ๆ ที่เข้ามาบุกเบิกทำเลนี้ ด้วยเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ และมุ่งพัฒนาโครงการบ้านในราคาเข้าถึงได้ ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายและประสบความสำเร็จในการส่งมอบโครงการคุณภาพ ทั้งบ้านและทาวน์โฮม ครอบคลุมทำเลโซนถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ และกรุงเทพ-ปทุมธานี รองรับลูกบ้านแล้วกว่า 2,000 ครอบครัว   Sansiri New Ratchapruek Community   สำหรับคอมมูนิตี้แห่งใหม่ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากแสนสิริ มีขนาดกว่า 1,000 ไร่ บนทำเลราชพฤกษ์ตัดใหม่ จากปัจจุบันจนถึงสิ้นปี 2569 คอมมูนิตี้แห่งนี้จะประกอบไปด้วยโครงการบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม รวม 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท (รวม 3 โครงการใหม่) และมีแผนระยะยาวที่เตรียมเปิดโครงการใหม่อีกกว่า 8 โครงการในอนาคต สำหรับ 3 โครงการใหม่ ที่จะเปิดในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่   เมเบิล ราชพฤกษ์ตัดใหม่ (Mabel New Ratchapruek) มูลค่าโครงการ 560 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว 2 ชั้น สไตล์มินิมอล การออกแบบภายใต้แนว Japandi Design ผสานความเรียบง่ายเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัวภายใต้คอนเซปต์ ‘My Home, My Label โครงการตั้งอยู่บนทำเลตำบลบางคูวัด อำเภอเมืองปทุมธานี บนพื้นที่กว่า 22 ไร่ จำนวน 102 ยูนิต มีแบบบ้านให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ VANILLA (156 ตร.ม.) CEDAR (174 ตร.ม.) และ CITRUS (189 ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 4.89 – 8 ล้านบาท*   โครงการฯ มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลาง ทั้งคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส สวนส่วนกลางพร้อม Jogging Lane และสนามเด็กเล่น รวมถึง Pet Station สำหรับสัตว์เลี้ยง ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง Sansiri Security System ที่มีเทคโนโลยีอ่านป้ายทะเบียนรถ (LPR) เพื่อการเข้า-ออกโครงการที่สะดวกและปลอดภัย   อณาสิริ ราชพฤกษ์ตัดใหม่ (Anasiri New Ratchapruek) มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท โครงการบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 219 ยูนิต โครงการตั้งบนทำเลติดถนนใหญ่ราชพฤกษ์ตัดใหม่ จังหวัดปทุมธานี ดีไซน์ใหม่สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน (Mediterranean) ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโซนนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองตากอากาศชายฝั่งทะเล มีแบบบ้านให้เลือก 3 รูปแบบ มี 3 ที่จอดรถ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 145 – 198 ตารางเมตร เปิดตัวแบบบ้านฟังก์ชันใหม่ครั้งแรกของอณาสิริ เพื่อตอบโจทย์ทุกครอบครัว ด้วยห้องอเนกประสงค์หรือห้องนอนชั้นล่าง ห้องนอนมาสเตอร์พร้อมห้องน้ำในตัวทุกแบบ สามารถรองรับการจอดรถได้สูงสุดถึง 3 คันในบ้านขนาดใหญ่ พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ พร้อมคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ทะเลสาบ สวนสาธารณะ และ Pet Park นวัตกรรมลดความร้อนภายในบ้าน และอุ่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ภายใต้มาตรฐานแสนสิริ ราคา 4.39–7 ล้านบาท*     สิริ เพลส ราชพฤกษ์ตัดใหม่ (Siri Place New Ratchapruek) มูลค่าโครงการ 340 ล้านบาท โครงการทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 152 ยูนิต โครงการบนทำเลศักยภาพที่ตั้งอยู่ติดถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ จังหวัดปทุมธานี การออกแบบแนว Modern Loft Style นำแรงบันดาลใจจากศิลปินระดับโลก (Piet Mondrian) มาปรับโทนสีให้ดูโมเดิร์นและมีชีวิตชีวา มีแบบบ้านให้เลือก 3 รูปแบบ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 99 – 111 ตารางเมตร จุดขายฟังก์ชันเพดานห้องนอนใหญ่ที่สูงโปร่งถึง 3.35 เมตร สิ่งอำนวยความสะดวก คลับเฮาส์ สระว่ายน้ำระบบเกลือ ฟิตเนส สวนส่วนกลาง และ Pet Park ระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 และเทคโนโลยีทางเข้า-ออกแบบอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะ (LPR) ตลอด 24 ชั่วโมง ราคา 1.79–3 ล้านบาท* สแกนทำเล เชื่อมต่อ CBD   สำหรับคอมมูนิตี้ แสนสิริ ‘Sansiri New Ratchapruek Community’ วางตำแหน่งเป็นสังคมที่อยู่อาศัยสมบูรณ์แบบ มีขนาดกว่า 1,000 ไร่ ตั้งอยู่บนทำเลถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ หรือโครงการส่วนต่อขยายระยะสุดท้ายที่เชื่อมต่อจากทางหลวงหมายเลข 345 ในจังหวัดนนทบุรี มุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 346 (รังสิต-ปทุมธานี) ในจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจะเป็นส่วนเติมเต็มสำคัญให้กับโครงข่ายการจราจรฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ให้สมบูรณ์   จากจุดเด่นของการเป็นถนนขนาด 6 ช่องจราจรที่ไร้สัญญาณไฟแดงตลอดสาย ทำให้การเดินทางจากชานเมืองเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างย่านสาทรและสีลมเป็นไปอย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ การเปิดใช้งานเส้นทางนี้ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2561 ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมจากพื้นที่เกษตรกรรมเดิม ให้กลายเป็นหน้าด่านสำคัญของการขยายตัวของเมือง   และความสะดวกสบายนี้ส่งผลให้ทำเลเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดึงดูดผู้พัฒนาอสังหาฯ ชั้นนำให้เข้ามาเปิดโครงการบ้านระดับกลางถึงลักซูรี่ จำนวนมาก เพื่อรองรับกลุ่มครอบครัวและผู้มีกำลังซื้อ และเมื่อมีผู้อยู่อาศัยเข้ามาตั้งถิ่นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกและแหล่งไลฟ์สไตล์ จึงขยายตัวตามอย่างรวดเร็ว เกิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ คอมมูนิตี้มอลล์ ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม และร้านอาหาร คาเฟ่ใหม่มากมาย   โดยสอดคล้องข้อมูลจากบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) ระบุภาพรวมที่อยู่อาศัยในทำเลนี้ซัพพลายมีอัตราการดูดซับค่อนข้างดีในทุกประเภท เพราะเดินทางเข้าเมืองได้ง่าย และยังได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ลงทุนพัฒนาโครงการจำนวนมาก ส่งผลให้ทำเลโซนตะวันตกคึกคักมากยิ่งขึ้น   ขณะที่ราคาที่ดินปรับขึ้นตามดีกรีของทำเล มีทั้งแปลงประกาศขายและให้เช่า จากการตั้งราคาขายตั้งแต่ไร่ละ 20-40 ล้านบาท/ตร.ว.  หรือ 50,000-75,000 บาท/ตร.ว.  

August 13, 2026 / 0 Comments
read more

ล็อกซเล่ย์ & เอเอสเอ็ม ผนึก โค้ชจิตอาสา ICF จุดพลังใจเยาวชนบ้านกรุณา

PRnounce

บมจ.ล็อกซเล่ย์ และ บจก.รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ จับมือ สมาคมสหพันธ์โค้ชนานาชาติ กรุงเทพฯ สานต่อ ‘โค้ชเพื่อน้อง สตรองคูณสาม ซีซั่น 4’  จุดประกายพลังบวกให้เยาวชนศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา พร้อมคืนคนดีสู่สังคม     เพราะ ‘โอกาส’ คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง บมจ.ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) โดยฝ่ายกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม (CSR LOXLEY) ร่วมกับ บจก.รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ (ASM) ภายใต้โครงการ ‘Pay The Love Forward’ สานต่อความร่วมมือกับ สมาคมสหพันธ์โค้ชนานาชาติ กรุงเทพฯ (ICF Bangkok Chapter) เดินหน้าจัดกิจกรรม ‘โค้ชเพื่อน้อง สตรองคูณสาม ซีซั่น 4’  ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา โดยมุ่งเน้นการ Group Coaching ปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรวมถึงผู้ปกครอง ภายใต้โครงการ ‘เตรียมความพร้อมก่อนปล่อย’ พร้อมดึงฮีโร่นักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ร่วมโชว์ทักษะและลงสนามเติมเต็มกำลังใจอย่างใกล้ชิด     นายจรัสพงศ์ ล่ำซำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ล็อกซเล่ย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.รักษาความปลอดภัย เอเอสเอ็ม แมเนจเมนท์ กล่าวว่า กิจกรรม ‘โค้ชเพื่อน้อง สตรองคูณสาม ซีซั่น 4’ เป็นความตั้งใจที่ต้องการสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางความคิด’ ให้แก่เยาวชนที่เคยก้าวผิดพลาด โดยได้ร่วมมือกับสมาพันธ์โค้ชนานาชาติ กรุงเทพฯ นำทีมโค้ชจิตอาสามืออาชีพ พนักงานกลุ่มบริษัท และเหล่านักกีฬาพิการทีมชาติไทยจากโครงการ ‘ล็อกซเล่ย์-เอเอสเอ็ม สปอร์ต ฮีโร่’ มาร่วมส่งต่อพลังบวก ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและสร้างเป้าหมายชีวิตใหม่ เพื่อให้เยาวชนพร้อมกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างภาคภูมิและไม่ หวนกลับกระทำผิดซ้ำ โดยกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นายประสงค์ชัย ไตรยะสุทธิ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกรุณา ร่วมกล่าวต้อนรับและสนับสนุนการจัดงาน   สำหรับไฮไลต์ของ ‘ซีซั่น 4’ อยู่ที่การจัดกิจกรรมภายใต้โครงการ ‘เตรียมความพร้อมก่อนปล่อย’ โดยใช้กระบวนการ Group Coaching รูปแบบพิเศษ 1 โค้ช ต่อ 1 ครอบครัว เพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนและผู้ปกครองได้เปิดใจพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมรับคำแนะนำและมุมมองเชิงบวกจากโค้ชจิตอาสา ซึ่งช่วยผสานความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มีความอบอุ่นและเข้าใจกันมากขึ้น อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เข้มแข็งรองรับน้องๆ ในวันที่ได้รับการปล่อยตัว   นอกจากกระบวนการปรับ Mindset แล้ว กิจกรรมในครั้งนี้ยังได้รับพลังบวกอันยิ่งใหญ่จากนักกีฬาฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย สังกัดโครงการ ‘ล็อกซเล่ย์-เอเอสเอ็มสปอร์ต ฮีโร่’ ได้แก่ ‘เจ้าเต๋า’ ธนกร ธนันท์วรคุณ ศูนย์หน้าดาวซัลโวอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 12 และ ‘อาม’ ศตายุ วันนิตย์ ที่มาร่วมถ่ายทอดบทเรียนชีวิตแห่งความไม่ยอมแพ้ พร้อมลงสนามโชว์สกิลการเลี้ยงบอลและร่วมเล่นฟุตบอลกับน้องๆ เยาวชนอย่างเป็นกันเอง สร้างรอยยิ้ม และบรรยากาศแห่งความสุขเต็มเปี่ยมทั่วทั้งสนาม   ทั้งนี้ กิจกรรม ‘โค้ชเพื่อน้อง สตรองคูณสาม’ นับเป็นโครงการ CSR ที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจาก ซีซั่น 1 ณ สถานแรกรับเด็กและเยาวชนชายบ้านเมตตา, ซีซั่น 2 ณ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนพระนครศรีอยุธยา, ซีซั่น 3 ณ ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านมุทิตา จนมาถึง ซีซั่น 4 ณ บ้านกรุณา ซึ่งกลุ่มบริษัทล็อกซเล่ย์และเอเอสเอ็ม มุ่งมั่นที่จะเดินหน้าส่งต่อความรักและความหวังผ่านโครงการ ‘The Love Forward’ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

August 13, 2026 / 0 Comments
read more

‘ชามา’ ยกระดับที่พักตอบเทรนด์ทำงานข้ามเมือง ชูแนวคิด The Joy of Living

PRnounce

ชามา ตอบรับเทรนด์คนทำงานยุคใหม่ ใช้ชีวิตและอยู่อาศัยข้ามเมืองมากขึ้น พร้อมยกระดับการเข้าพักให้เป็นมากกว่าที่พัก ด้วยแนวคิด The Joy of Living   การใช้ชีวิตข้ามเมืองกำลังกลายเป็นวิถีปกติของผู้คนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตรวจสุขภาพและพักฟื้น ผู้ปกครองที่มาดูแลบุตรหลานระหว่างเปิดภาคเรียนหรือร่วมกิจกรรมสำคัญของครอบครัว นักธุรกิจที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานเป็นประจำ ผู้บริหารและชาวต่างชาติที่ย้ายเมืองเพื่อเริ่มต้นการทำงาน รวมถึงคนทำงานแบบ Hybrid และผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาดูแลโครงการระยะสั้น เมื่อเส้นแบ่งระหว่างการเดินทาง การทำงาน และการใช้ชีวิตเริ่มเลือนหาย “ที่พัก” จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับพักผ่อน แต่กลายเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก เป็นธรรมชาติ และยืดหยุ่นไม่ต่างจากการอยู่บ้านของตน ชามา (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้ ชามา The Joy of Living ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตอบรับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่นี้ผ่านแนวคิด The Joy of Living ที่เชื่อว่าความสุขของการเข้าพักไม่ได้เกิดจากเพียงสถานที่พักอาศัยตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางสะดวก แต่ยังเกิดจากที่พักที่เอื้อให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตและทำกิจวัตรได้ในแบบที่เป็นตัวเองได้ในทุกๆ วันพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสวิถีชีวิตของย่านและเชื่อมโยงกับชุมชนรอบตัวอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นมิตร และเปี่ยมด้วยความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ตั้งแต่วันแรกที่เข้าพัก สะท้อนบทบาทของชามาในฐานะมากกว่าที่พัก แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ทุกวันดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีความหมาย แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการชามาในทำเลต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งล้วนตั้งอยู่ในย่านที่เชื่อมต่อสู่ศูนย์กลางธุรกิจ โรงพยาบาลชั้นนำ โรงเรียนนานาชาติ ระบบขนส่งมวลชน และแหล่งไลฟ์สไตล์สำคัญ พร้อมรายล้อมด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า และผู้คนในชุมชน ทำให้ผู้เข้าพักสามารถปรับตัวเข้ากับจังหวะชีวิตของแต่ละย่านได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเข้าพักเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลายเดือน หรือใช้ชีวิตระยะยาวนานหลายปี รวมถึงผู้ที่ย้ายมาเริ่มต้นชีวิตในเมืองแห่งใหม่ สำหรับในประเทศไทย ผู้ที่ต้องการหลีกหนีความเร่งรีบของเมือง แต่ยังคงต้องการเดินทางสู่ย่านธุรกิจได้อย่างสะดวก ชามา เย็นอากาศ กรุงเทพฯ (Shama Yen-Akat Bangkok) ถ่ายทอดเสน่ห์ของการอยู่อาศัยในย่านพักอาศัยอันเงียบสงบ รายล้อมด้วยร้านอาหาร ร้านค้า และคอมมูนิตี้ของคนในพื้นที่ เชื่อมต่อสาทร สีลม และพระราม 3 ได้อย่างสะดวก ช่วยให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสจังหวะชีวิตที่ผ่อนคลาย พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการทำงาน การพักผ่อน และการใช้ชีวิตในทุกวัน อีกทั้งยังเป็นที่พักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอีกด้วย หากการใช้ชีวิตต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทำงานใจกลางเมืองในทุกๆ วัน ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ (Shama Lakeview Asoke Bangkok) นำเสนออีกมิติของการอยู่อาศัยใจกลางเมือง ด้วยทำเลในย่านอโศกซึ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อการเดินทางทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ช่วยให้การเดินทางในแต่ละวันเป็นไปอย่างสะดวกและคล่องตัว พร้อมรายล้อมด้วยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เทอร์มินอล 21 ดิ เอ็มดิสทริค และวิวสวนเบญจกิติที่ช่วยเติมช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนท่ามกลางความคึกคักของเมือง จึงตอบโจทย์ทั้งนักธุรกิจ ผู้บริหาร และครอบครัวที่ต้องการใช้ชีวิตใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างลงตัว ในอีกมุมหนึ่ง ชามา สุขุมวิท กรุงเทพฯ (Shama Sukhumvit Bangkok) สะท้อนการใช้ชีวิตใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยร้านอาหาร แหล่งช้อปปิ้ง และย่านธุรกิจสำคัญ อีกทั้งยังอยู่ใกล้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงตอบรับผู้ที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงาน ตรวจสุขภาพ หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัว ขณะที่ ชามา สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ (Shama Sukhumvit 101 Bangkok) มอบบรรยากาศการอยู่อาศัยที่สงบและเป็นกันเองในย่านสุขุมวิทตอนปลาย ที่ถูดจัดให้เป็น Creative District ตั้งอยู่ใกล้กับ Cloud11 และ True Digital Park ศูนย์กลางของคนทำงานรุ่นใหม่ และสตาร์ทอัพ เดินทางได้อย่างสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส และทางด่วน เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความสมดุลระหว่างการทำงาน การพักผ่อน และการใช้ชีวิตในชุมชนที่อบอุ่น ซึ่งสะท้อนแนวคิด Connected Neighborhood ได้อย่างชัดเจน สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อรับการรักษาพยาบาล หรือเข้ามาปฏิบัติงานในช่วงเวลาหนึ่ง ชามา เพชรบุรี 47 กรุงเทพฯ (Shama Petchburi 47 Bangkok) มอบความสะดวกสบายด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านที่เงียบสงบแต่เดินทางสะดวก อยู่ติดกับโรงพยาบาลกรุงเทพ และอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพชรเวชเพียง 5 นาที พร้อมเชื่อมต่อสู่พระราม 9 ทองหล่อ และเอกมัยได้อย่างสะดวก ในบรรยากาศย่านพักอาศัยที่เงียบสงบ ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลาย แม้อยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางธุรกิจ ขณะที่ ชามา เอกมัย กรุงเทพฯ (Shama Ekamai Bangkok) เปิดมุมมองอีกด้านของการใช้ชีวิตในเมือง ผ่านย่านที่เต็มไปด้วยสีสันของเอกมัยและทองหล่อ ซึ่งรายล้อมด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และแหล่งไลฟ์สไตล์ยอดนิยม แต่ยังคงมอบบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวรายล้อมไปด้วยธรรมชาติสีเขียวอันแสนร่มรื่น ที่พักแห่งนี้จะทำให้ผู้พักอาศัยสามารถพักผ่อนได้อย่างเงียบสงบ แม้ตั้งอยู่บนทำเลย่านเอกมัยและสุขุมวิทที่มีชีวิตชีวา และเข้าถึงทุกความสะดวกเพียงไม่กี่นาที ช่วยให้ผู้เข้าพักได้ค้นพบเสน่ห์ของชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ และสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกับคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ชามาทุกแห่งยังมี “Shama Social Club” และ “Shama Friends” สองไลฟ์สไตล์โปรแกรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าพักได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านและชุมชนรอบตัว พร้อมค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยกับผู้คนและวิถีชีวิตของแต่ละย่าน เพื่อให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนตั้งแต่วันแรกที่เข้าพัก การออกแบบประสบการณ์ที่ตอบรับรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายสะท้อนแนวคิด More of What You Love ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งสร้างสรรค์การบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เดินทางในแต่ละไลฟ์สไตล์ ผ่านแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน พร้อมต่อยอดการเข้าพักให้เป็นมากกว่าที่พัก ด้วยสิทธิประโยชน์จาก ONYX Rewards ประสบการณ์ด้านอาหารจาก ONYX Dining และบริการที่ช่วยเชื่อมโยงผู้เข้าพักกับผู้คน ชุมชน และจุดหมายปลายทาง เพื่อเติมเต็มทุกการเดินทางให้เปี่ยมด้วยความหมาย ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์การบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ โดยชามา (Shama) ยังคงสานต่อบทบาทของการเป็นมากกว่าที่พัก ผ่านการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับชุมชน และทำให้ทุกการเข้าพักเต็มไปด้วยความสุขของการใช้ชีวิตตามแนวคิด The Joy of Living

August 12, 2026 / 0 Comments
read more

เจาะโอกาสธุรกิจทรู! หนุน ‘เนเน่ รอยัล’ เวที AGT ต่อยอดโรมมิ่ง-ดันแบรนด์อินเตอร์

Zcreat

ทรู คอร์ปอเรชั่น ย้ำยุทธศาสตร์ True to the World  เข้าสปอนเซอร์หลัก ‘เนเน่ รอยัล’ เวที America’s Got Talent ต่อยอดโอกาสธุรกิจดันยอดโรมมิ่ง GO Travel และ TrueVisions NOW พาภาพลักษณ์แบรนด์ไทยไประดับโลก   ร่วมส่งเยาวชนไทยสู่เวทีระดับโลก ทรู เข้าเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการรายแรกให้ ‘เนเน่ รอยัล’ (แพรว-รัตติการ) เด็กไทยวัย 16 ปี บุกแสดงความสามารถบนเวที America’s Got Talent ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา จัดทัพนวัตกรรมสื่อสารข้ามทวีป ทรู ยกพอร์ตบริการเติมเต็มการเดินทาง ทั้งสัญญาณ True5G, แพ็กเกจโรมมิ่ง GO Travel EXCLUSIVE Worldwide และถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวผ่าน TrueVisions NOW ทางช่อง True X-ZYTE ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและภาพลักษณ์ การร่วมสปอนเซอร์ครั้งนี้ช่วยกระตุ้นการใช้งานแพ็กเกจโรมมิ่งและเพิ่มผู้ใช้ TrueVisions NOW พร้อมย้ำยุทธศาสตร์ ‘True to the World’ ยกระดับแบรนด์เทคโนโลยีไทยสู่สายตานานาชาติ     หลังจาก ทรู คอร์ปอเรชั่น  วางกลยุทธ์สร้างแบรนด์ระดับโลกอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด ‘True to the World’ พร้อมสนับสนุนเวที Miss World Thailand 2026 Presented by True5G โดยดึง “โอปอล สุชาตา” ร่วมงานในฐานะ ‘World Ambassador’ ภายใต้แคมเปญ “มงเปลี่ยนโลก” เพื่อส่งต่อพลังบวกและคุณค่าสู่สังคม แรงส่งภาพลักษณ์ทรูในฐานะแบรนด์ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสารชั้นนำ สู่สายตานานาชาติไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา   ล่าสุด ทรู เดินหน้าขยับแบรนด์ครั้งใหญ่อย่างฉับไวอีกครั้ง ด้วยการเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ (Official Communications Partner) รายแรกให้กับ ‘เนเน่ รอยัล’ หรือ ‘แพรว–รัตติการ อัมลอย’ เยาวชนไทยวัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ในการเดินทางไปแสดงความสามารถบนเวทีระดับโลก America’s Got Talent (AGT) ณ นครลอสแอนเจลิส (LA) สหรัฐอเมริกา เปิดลิสต์ผลิตภัณฑ์ระดับโลก   ต่อการเข้าร่วมสนับสนุนในครั้งนี้ ทรู ได้ยกทัพผลิตภัณฑ์และบริการในพอร์ตโฟลิโอ มาเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางแบบจัดเต็ม ประกอบด้วย True5G เครือข่ายอัจฉริยะสัญญาณเร็วแรง เชื่อมต่อการสื่อสารข้ามทวีป GO Travel EXCLUSIVE Worldwide มอบแพ็กเกจเสริมโรมมิ่งเน็ต โทร และข้อความ (มูลค่า 3,499 บาท) ให้เนเน่และครอบครัวสื่อสาร แชร์ประสบการณ์ และรับกำลังใจจากเมืองไทยได้ตลอดเวลาใน LA TrueVisions NOW / TrueVisions ถ่ายทอดความเคลื่อนไหวผ่าน TrueVisions NOW, TrueVisions เคเบิ้ล และจานดาวเทียม ทางช่อง True X-ZYTE (หมายเลข 340) ให้คนไทยได้ส่งเสียงเชียร์ติดขอบหน้าจอ   อวดภาพลักษณ์โทรคมไทย ระดับอินเตอร์ ต่อการร่วมสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ‘เนเน่ รอยัล’ ในครั้งนี้ นอกจากจะฉายภาพความ “ฉับไว” ของทรูในการเกาะกระแสเวทีระดับโลกแล้ว ในขณะเดียวกันยังใช้ความเร็วของสัญญาณ True5G และความเสถียรของบริการโรมมิ่งเป็นตัวแทนตอกย้ำความมั่นใจ ด้านระบบบริการโทรคมนาคมข้ามประเทศ (International Roaming) ว่าสามารถเชื่อมต่อทุกโมเมนต์สำคัญจากไทยส่งตรงถึงลอสแอนเจลิสได้อย่างไร้รอยต่อ   โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเดชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า ทรูมองเห็นศักยภาพที่เปี่ยมล้นของเด็กไทยที่พร้อมจะก้าวไกลบนเวทีโลก หากได้รับ ‘โอกาส’ และการสนับสนุนที่ตรงจุดในห้วงเวลาสำคัญ “ทรู เลือกเคียงข้างเป็นแบรนด์แรก เพื่อเป็นแรงผลักดันและเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง”   ยุทธศาสตร์แบรนด์-ได้ภาพลักษณ์โลก   ขณะเดียวกัน การมีส่วนร่วมสนับสนุน ‘เนเน่ รอยัล’  ในเวที AGT ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึง ‘โอกาสทางธุรกิจ’ จากการคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดและสนับสนุนระบบสื่อสาร ช่วยกระตุ้นการใช้งานแพ็กเกจโรมมิ่ง (GO Travel) และเพิ่มยอดผู้ใช้งานแพลตฟอร์มความบันเทิง TrueVisions NOW ผ่านคอนเทนต์ Exclusive เชียร์คนไทยในต่างแดน โดยเฉพาะภาพลักษณ์ทรู ต่อเนเน่และประเทศไทย ด้วย ทรูวางตัวเองเป็น ‘สะพานเชื่อมพลังใจ’และผู้เติมเต็มความฝัน สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ไทยใจสปอร์ตที่ไม่เพียงเชื่อมั่นในตัว ‘เนเน่’ แต่ยังพร้อมขับเคลื่อนและสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้โดดเด่นในระดับสากล จากความเคลื่อนไหวของแบรนด์ ทรู ในครั้งนี้ ยังเป็นการย้ำยุทธศาสตร์ ‘True to the World’ อย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีและเครือข่ายของทรูไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเป็นพลังที่พร้อมเคียงข้างและพาคนไทย ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดไปได้ไกลในระดับเวทีโลก

August 12, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอน ถ่ายทอดจิตวิญญาณญี่ปุ่น ครั้งแรกในไทย เปิดโลกซามูไร ชมบอนไซล้ำค่าอายุ 500 ปี กลางกรุงเทพฯ

PRnounce

สยามพารากอน ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยสู่ใจกลางกรุงเทพฯ “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” ครั้งแรกในไทย!! เปิดประตูสู่วิถีซามูไร พร้อมชมบอนไซล้ำค่าอายุกว่า 500 ปี มรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน     สยามพารากอน ผนึกกำลัง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย และกระทรวงวัฒนธรรม ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination สร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายที่รวบรวมกิจกรรมและอีเวนต์ระดับโลกไว้ในที่เดียว เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย – ญี่ปุ่น จัดงาน “SIAM PARAGON THE WONDROUS JAPAN HERITAGE 2026” มหกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี นำเสนอประสบการณ์อันทรงคุณค่า ผ่านตำนานวิถีนักรบญี่ปุ่น ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไรและนินจา พร้อมตื่นตานิทรรศการบอนไซหาชมยากอายุกว่า 500 ปี ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน     สยามพารากอน ชวนเปิดประตูสู่โลกแห่งนักรบญี่ปุ่นใน “AWAKEN THE SAMURAI” การแสดงสุดพิเศษที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณอันทรงพลังของซามูไร ผ่านศิลปะการใช้ดาบคาตานะแบบเต็มรูปแบบจาก ชิเดนริว (SHIDENRYU TOKYO) สำนักดาบชื่อดังจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ผู้สืบสานศาสตร์การต่อสู้และวัฒนธรรมนักรบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมสัมผัสเรื่องราวแห่งเกียรติยศ ความกล้าหาญ และปรัชญาการดำเนินชีวิตของซามูไร ผู้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศญี่ปุ่น ตื่นตาตื่นใจกับการแสดง นินจาอิงะ ต้นกำเนิดแห่งศาสตร์นินจา ที่เผยให้เห็นความลึกลับของวิชาพรางตัว เทคนิคการต่อสู้ และทักษะการเอาตัวรอดอันเป็นเอกลักษณ์   วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 14.00 / 17.00 น. เตรียมพบกับการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างพลังแห่งดาบ ความงดงามของวัฒนธรรม และเรื่องราวของสองนักรบในตำนาน ที่จะปลุกจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่นให้มีชีวิต The Art of Samurai & Ninja ร่วมรับชมศิลปะการต่อสู้อันทรงคุณค่าของซามูไร ที่สืบทอดจิตวิญญาณและเกียรติยศแห่งตระกูลทากาโมริ (ขุนศึก คาซุโนริ อาโอกิ (青木一矩) ผ่านผู้สืบทอดสายเลือด “ซามูไรคนสุดท้าย” ถ่ายทอดเรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่าง “ซามูไร” ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งเกียรติและแสงสว่าง กับ “นินจา” ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งเงาและกลยุทธ์อันเหนือชั้น ตื่นตาตื่นใจไปกับศิลปะการต่อสู้ที่ผสานความแข็งแกร่ง ความแม่นยำ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของสองนักรบในตำนาน จนกลายเป็นการแสดงที่ทั้งเร้าใจและเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่น The Way of the Warrior สัมผัสการสาธิตศิลปะการใช้ดาบอันทรงพลังและงดงาม ซึ่งถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งซามูไร นักรบผู้ยึดมั่นในเกียรติ ศักดิ์ศรี และวินัยเหนือสิ่งอื่นใด พร้อมเรียนรู้เรื่องราวและศาสตร์การต่อสู้ของนินจา นักรบเงาแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความคล่องแคล่ว ไหวพริบ และกลยุทธ์อันแยบยล ที่ยังคงเป็นตำนานที่น่าหลงใหลมาจนถึงปัจจุบัน วันที่ 20-23 สิงหาคม 2569 I พาร์ค พารากอน ชั้น M I เวลา 10.00-20.00 น. พร้อมกันนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Experience Japanese Craft” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด Origami ศิลปะการพับกระดาษอันประณีตที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความละเอียดอ่อน Maneki Neko Workshop สร้างสรรค์ตุ๊กตาแมวกวักและเครื่องรางมงคลจากดินปั้น เพื่อนำพาโชคลาภและความโชคดีติดตัวกลับบ้าน Samurai by Reiner Knizia บอร์ดเกมวางกลยุทธ์ระดับคลาสสิก ที่จะพาคุณร่วมประลองไหวพริบและฝึกการตัดสินใจท่ามกลางบรรยากาศของคอมมูนิตี้ผู้รักบอร์ดเกม พร้อมสร้างประสบการณ์ความสนุกที่ผสมผสานทั้งวัฒนธรรม ศิลปะ และความบันเทิงไว้ในงานเดียว “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter วันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 I Living Hall ชั้น 3 I เวลา 10.00-20.00 น. ร่วมสัมผัสมรดกแห่งกาลเวลาและศิลปะอันทรงคุณค่า “A Living Legacy of Time” Japan Bonsai Exhibition by Bonsai Hunter หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้หลงใหลในความงดงามของบอนไซญี่ปุ่น พบกับ “The Magnificent Seven” 7 ต้นบอนไซระดับมาสเตอร์พีซของงาน พร้อมคอลเลกชันบอนไซญี่ปุ่นทรงคุณค่าที่หาชมได้ยากในประเทศไทย รวมถึง ต้นประธานอายุกว่า 500 ปีถ่ายทอดความงดงามของกาลเวลา ศิลปะ และปรัชญาแห่งธรรมชาติ ผ่านการจัดแสดงต้นบอนไซทรงคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้และเรื่องราวจากหลากหลายยุคสมัย ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษให้ร่วมสัมผัสประสบการณ์แห่งโลกบอนไซอย่างใกล้ชิด Bonsai Exhibition Tourร่วมฟังเรื่องราว ความเป็นมา และเอกลักษณ์ของบอนไซแต่ละต้น ผ่านการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Bonsai Hunter (เฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ รอบเวลา 11.00 / 13.00 / 15.00 / 17.00 น.) Bonsai Workshopเรียนรู้เทคนิคการจัดแต่งและการดูแลรักษาต้นบอนไซจากผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะวันเสาร์ที่ 22 และ 29 สิงหาคม 2569 เวล 13.00-15.00 น.) ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย Bonsai Hunter Bonsai Lucky Drawพิเศษ! เมื่อช้อปครบ 3,000 บาท ภายในงาน รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรม Lucky Draw เพื่อลุ้นรับบอนไซสนญี่ปุ่นและของรางวัลมูลรวมกว่า 50,000บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ สยามพารากอนยังคัดสรรประสบการณ์ความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้จากทุกแง่มุมมาไว้ในที่เดียว ให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่างครบครัน ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร แฟชั่น และไลฟ์สไตล์ ผ่านร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้า ไม่ว่าจะเป็น Kinokuniya, Loft, Nintendo Authorized Store by SYNNEX, PRONTO Original, SHIMA Park, UNITED ARROWS และ Waltz พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษจากร้านอาหารชื่อดัง อาทิ AOI Japanese Restaurant, Domo Yakiniku, Fuji Japanese Restaurant, Henri Charpentier, Hikiniku To Come, Jerome Cheesecake, Kamu Kamu, KANEKO HANNOSUKE, Kanori Hand Roll Bar, KIWAMIYA, Kyo Roll En, MAGURO Kappou, MATCHA EKI, Robata Kitaro Sushi KAGUYA, Shabu Baru, The Grill Tokyo, Tonchin Ramen, Warabimochi Kamakura, Yume Matcha เป็นต้น *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนดฯ ให้คุณได้ดื่มด่ำเสน่ห์วัฒนธรรมญี่ปุ่นได้ครบทุกมิติ ร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งซามูไร สัมผัสความงดงามของศิลปะการต่อสู้ วิถีนักรบ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าในงาน “The Wondrous Japan Heritage 2026” ระหว่างวันที่ 20-30 สิงหาคม 2569 ณ สยามพารากอน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Siam Paragon และ www.siamparagon.co.th

August 11, 2026 / 0 Comments
read more

TNL กำไร Q2 ปี 2569 พุ่ง 97.2% แตะ 135 ล้าน สะท้อนธุรกิจเติบโต

PRnounce

TNL เผยกำไรสุทธิ ไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่ม 97.2% แตะ 135 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 46.1% สะท้อนพัฒนาการเชิงบวกจากการขับเคลื่อนของ 3 ธุรกิจหลัก บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยมีกำไรสุทธิ 135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิ 46.1% เพิ่มขึ้นจาก 24.1% ในไตรมาส 2 ปี 2568 ขณะที่ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.1% และมีอัตรากำไรสุทธิ 45.8% สะท้อนผลประกอบการที่ดีขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน (OXA) และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (OAM) ตลอดจนการลดลงของส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (TNLA) นายกิตติชัย ตรีรัชตพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนพัฒนาการเชิงบวกของธุรกิจหลักทั้งสามธุรกิจ โดย OXA มีรายได้เติบโตและสามารถบริหารจัดการบัญชีลูกหนี้ Stage 3 ได้ตามแผน OAM เดินหน้าขยายพอร์ต NPL ของลูกค้าองค์กรที่มีหลักประกันอย่างต่อเนื่อง และ TNLA มีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการต่างๆ และบริษัทจะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีวินัย ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและการรักษาความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงิน เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพในระยะต่อไป” นายนันทวัฒน์ สุรวัติเสถียร หัวหน้าคณะผู้บริหาร สายงานการเงิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้รายได้จากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกจะลดลงเล็กน้อย แต่กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 28.1% จากโครงสร้างรายได้และการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น การลดลงของส่วนแบ่งขาดทุนจากกิจการร่วมค้า ผลจากการบริหารจัดการบัญชีลูกหนี้ Stage 3 และการเติบโตของพอร์ตบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์ การบริหารความเสี่ยง และการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทน การเติบโต และความมั่นคงของฐานะการเงิน”   ในไตรมาสนี้ TNL มีรายได้จากการดำเนินงาน 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่ดีขึ้นของธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกันผ่าน OXA และการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพผ่าน OAM ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผ่าน TNLA มีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของส่วนแบ่งขาดทุนจากกิจการร่วมค้า พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนว่าการบริหารพอร์ตและการดำเนินกลยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งผลต่อฐานกำไรของบริษัทอย่างเป็นรูปธรรม   ธุรกิจให้สินเชื่อที่มีหลักประกันภายใต้ Oxygen Asset (OXA) มีรายได้ในไตรมาส 2 จำนวน 154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 6,635 ล้านบาท จาก 6,196 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยมีการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ลูกค้ารายใหม่จำนวน 875 ล้านบาท ภายใต้กรอบการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและมีวินัย โดยยังคงรักษาอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) ในระดับ 47.4% นอกจากนี้ ในระหว่างไตรมาส OXA สามารถแก้ไขและปิดบัญชีลูกหนี้ Stage 3 ได้สำเร็จจำนวน 2 บัญชี ซึ่งมีเงินต้นคงค้างรวม 510 ล้านบาท ส่งผลให้มีการกลับรายการค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตจำนวน 46 ล้านบาท และทำให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ลดลงเป็น 23.5% จาก 29.2% ณ สิ้นปี 2568 ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพภายใต้ Oxygen Asset Management (OAM) มีรายได้ 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยรับรู้รายได้จากพอร์ต NPL ที่บริษัทลงทุนสะสมไว้ก่อนหน้า ในไตรมาสนี้ OAM ชนะการประมูลพอร์ต NPL ของลูกค้าองค์กรจำนวน 3 พอร์ต รวมยอดหนี้ 930 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้ของพอร์ตทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 7,722 ล้านบาท จาก 6,784 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 โดยพอร์ตที่ได้จากการประมูลดังกล่าวมีหลักประกันประกอบด้วยที่ดิน 2 แปลงใกล้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร และโรงแรมในกรุงเทพมหานคร สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OAM ที่มุ่งลงทุนในสินทรัพย์ที่มีหลักประกันและผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายภายใต้ TNL Alliance (TNLA) มีรายได้ 62 ล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งขาดทุนจากกิจการร่วมค้าลดลงเหลือ 3 ล้านบาท จาก 56 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการ Nue Riverest Ratburana และ Noble Create ขณะที่โครงการ Nue Core Khu Khot Station ปิดการขายแล้วและคาดว่าจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ภายในปีนี้ ส่วนโครงการ Nue Coast Khu Khot Station คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลประกอบการของกิจการร่วมค้าและส่วนแบ่งผลการดำเนินงานของ TNLA ในระยะต่อไป ในด้านฐานะทางการเงิน TNL ชำระคืนเงินกู้ธนาคารจำนวน 504 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) ลดลงจาก 0.37 เท่า เป็น 0.32 เท่า ขณะที่อัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) อยู่ที่ 4.16 เท่า สะท้อนการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างระมัดระวังและความพร้อมในการรองรับการเติบโตที่มุ่งเน้นผลตอบแทนควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง นอกเหนือจากผลประกอบการในไตรมาสนี้ พัฒนาการสำคัญในช่วงครึ่งปีแรกยังรวมถึงการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรเป็นครั้งแรกจาก TRIS Rating ที่ระดับ BBB- แนวโน้ม Stable ซึ่งเป็นระดับ Investment Grade และการอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2568 ในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น รวม 183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน ทั้งสองปัจจัยช่วยเสริมรากฐานด้านโครงสร้างทุนและความเชื่อมั่นต่อคุณภาพกำไรของบริษัท

August 11, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู X โลตัส เปิด Artstory Flagship Store รับวันแม่ เติมพลังศิลปะสร้างโอกาส

PRnounce

ทรู X โลตัส X ทรู คอฟฟี่ และ Artstory เปิด “Artstory Flagship Store” ที่แรก ต้อนรับวันแม่ ดึง “ครูปาน” และศิลปิน Artstory ร่วมเปลี่ยนพลังศิลปะสู่พื้นที่แห่งโอกาส ‘วาดรัก…ไว้ในทุกความทรงจำ’ ตั้งแต่วันนี้ – 23 ส.ค. 69 ณ โลตัส บางนา   เทศกาลวันแม่ปีนี้ ชวนทุกครอบครัวบันทึกความรักผ่านพลังของงานศิลปะ… บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ทรูปลูกปัญญาและทรู คอฟฟี่ ผสานพลังบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) โดย โลตัส ร่วมด้วย Artstory by Autistic Thai เปิดตัว “Artstory Flagship Store” สาขาแรก เนรมิตพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจซึ่งเชื่อมโยงศิลปะ การเรียนรู้ ไลฟ์สไตล์ ตลอดจนโอกาสทางอาชีพ ควบคู่กับการยกระดับผลงานศิลปินออทิสติกสู่ Creative Community Brand ต้อนรับเทศกาลที่อบอวลด้วยสายใยความผูกพันผ่านกิจกรรม “Mom & Me: Eternal Love Through Art” ภายใต้แนวคิด “วาดรัก…ไว้ในทุกความทรงจำ” โดยได้รับเกียรติจากครูปาน–สมนึก คลังนอก ศิลปินชื่อดังของไทยจาก ParnArts Studio ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและรังสรรค์ผลงานชิ้นพิเศษเคียงข้างศิลปินออทิสติก ชวนคุณแม่และลูกเติมเต็มความสุขด้วยเวิร์กชอปหลากหลายรูปแบบ รวมถึงเลือกชมผลิตภัณฑ์ฝีมือศิลปินจาก Artstory ตั้งแต่วันนี้ – 23 สิงหาคม 2569 ณ ลาน Immersive ชั้น 1 โลตัส บางนา     ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูเชื่อมั่นในศักยภาพของทุกคนในการเติบโตและร่วมสร้างคุณค่าแก่สังคม หากได้รับแรงหนุนและการสนับสนุนอย่างตรงจุด ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ทรู โดยทรูปลูกปัญญา จึงได้จับมือเคียงข้างมูลนิธิออทิสติกไทยและ Artstory อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางรากฐานทางการศึกษา การยกระดับทักษะ ตลอดจนการต่อยอดสู่การประกอบอาชีพที่มั่นคง การเปิดตัว Artstory Flagship Store ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทสำคัญของทรูในการผนึกกำลังร่วมกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า, ทรู คอฟฟี่ และพันธมิตรเครือข่าย เพื่อเนรมิตพื้นที่แห่งโอกาสให้ศิลปินออทิสติกได้เปล่งประกายและนำเสนอผลงานสร้างสรรค์สู่สาธารณชนอย่างภาคภูมิ ควบคู่กับการปลูกฝังความเข้าใจและการยอมรับในคุณค่าแห่งความหลากหลายของสังคม นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายพื้นที่โซนพลาซ่าร่วมกับโลตัสในสาขาต่างจังหวัด ทั้งภูเก็ต อุบลราชธานี อุดรธานี สกลนคร กาญจนบุรี และพัทลุง เพื่อให้ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกได้นำผลิตภัณฑ์คุณภาพมาจัดแสดงและจำหน่าย นับเป็นการกระจายรายได้และส่งเสริมอาชีพให้แก่ครอบครัวและชุมชนในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน”   คุณอัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทรู คอฟฟี่ กล่าวว่า “ทรู คอฟฟี่ มุ่งมั่นนำเสน่ห์ของกาแฟมาผสานกับพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโอกาสให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการยกระดับทักษะอาชีพบาริสต้า ควบคู่กับการนำผลิตภัณฑ์งานศิลป์จาก Artstory อาทิ Stone Coaster, Magnetic Wallet Card, Laptop Sleeve และ Silk Scarf รวมถึงคอลเลกชัน ‘Art of Coffee, Art of Giving’ ไอเท็มลิมิเต็ดเอดิชันอย่างกระเป๋าลายดอกเดซี่ กระเป๋าลายตาราง แก้วทัมเบลอร์คู่ใจ และแก้วมัคการ์เด้นอาร์ต มาจัดจำหน่ายในร้านทรู คอฟฟี่ กว่า 10 สาขา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้ามาโดยตลอด สำหรับ Artstory Flagship Store แห่งแรกนี้ เราได้ขยายผลความตั้งใจสู่ประสบการณ์ Coffee & Art ที่หลอมรวมแรงบันดาลใจจากงานศิลป์เข้ากับวัฒนธรรมกาแฟอย่างลงตัว เพื่อเนรมิตพื้นที่แห่งความสุขให้ทุกคนได้พบปะ เรียนรู้ และแบ่งปันช่วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน พร้อมเดินหน้าพัฒนาเมนูเครื่องดื่มสูตรพิเศษรังสรรค์ร่วมกับบาริสต้าออทิสติก เพื่อเปิดกว้างโอกาสทางอาชีพ เสริมสร้างรายได้ และจุดประกายความภาคภูมิใจให้แก่น้อง ๆ ตลอดจนครอบครัวอย่างยั่งยืน”   คุณเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ซีพี แอ็กซ์ตร้า ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ยังขาดพื้นที่และโอกาสในการแสดงศักยภาพ การเปิดพื้นที่ให้แก่ Artstory by Autistic Thai สอดคล้องกับแนวคิด ‘Happy Mall’ ของโลตัส ที่ต้องการพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นมากกว่าสถานที่จับจ่ายใช้สอย แต่เป็น ‘A Happy Space for Everyone’ หรือพื้นที่แห่งความสุขที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ทุกช่วงวัย และทุกความสามารถ เรามุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาส ให้ผู้มีศักยภาพได้นำเสนอผลงานในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนต่อยอดไปสู่การมีอาชีพ สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว”   คุณวรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Artstory by Autistic Thai กล่าวว่า “Artstory เกิดขึ้นจากความเชื่อว่า บุคคลออทิสติกทุกคนมีศักยภาพและสามารถสร้างคุณค่าให้แก่สังคมได้ หากได้รับโอกาส พื้นที่ และการสนับสนุนอย่างเหมาะสม การเปิด Artstory Flagship Store แห่งแรก ณ โลตัส บางนา จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการก้าวจากพื้นที่จำหน่ายสินค้า สู่พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์และการเรียนรู้ร่วมกัน ศิลปินออทิสติกจะได้ใช้พื้นที่แห่งนี้ในการนำเสนอผลงาน พบปะลูกค้า รวมถึงมีส่วนร่วมในกิจกรรมเวิร์กชอป ขณะเดียวกันประชาชนจะได้สัมผัสความสามารถ เรียนรู้ความแตกต่าง และมองเห็นคุณค่าของบุคคลออทิสติกผ่านผลงานศิลปะ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างอาชีพ รายได้ ความภาคภูมิใจ และสังคมที่อยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ”   อีกหนึ่งไฮไลต์สุดพิเศษคือ Exclusive Workshop “บอกรักแม่ผ่านศิลปะ” โดย ครูปาน–สมนึก คลังนอก ที่มาร่วมสอนเทคนิคการวาดภาพ พร้อมแนะนำการใช้สีสะท้อนอารมณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้แต่งแต้มจินตนาการเคียงข้างศิลปินออทิสติกจาก Artstory ในการสร้างสรรค์ผลงาน “Mom & Me: Eternal Love Through Art” ภายใต้แนวคิด “วาดรัก…ไว้ในทุกความทรงจำ” นอกจากนี้ ยังมอบสิทธิพิเศษแก่สมาชิก Lotus’s ตลอดจนลูกค้าคนสำคัญของทรู–ดีแทค และทรู คอฟฟี่ ได้ลงมือแต่งแต้มงานศิลป์ร่วมกับศิลปินระดับประเทศ เพื่อบันทึกช่วงเวลาแห่งความผูกพันอันทรงคุณค่าในเทศกาลวันแม่ ควบคู่กับการลิ้มลองเครื่องดื่มเมนูพิเศษจากทรู คอฟฟี่   พื้นที่แห่งมิตรภาพ  Artstory Flagship Store ลาน Immersive ชั้น 1 โลตัส บางนา พร้อมเปิดต้อนรับทุกคนมาเติมเต็มช่วงเวลาดี ๆ ตั้งแต่วันนี้ – 23 สิงหาคม 2569 ผ่านหลากหลายงานศิลปะสร้างสรรค์ อาทิ เพ้นท์จานหรือแก้วเซรามิก (189 บาท) เพ้นท์เฟรมผ้าใบ (289 บาท) และออกแบบ Pocket Bag พร้อมพวงกุญแจคู่ใจ (189 บาท) โดยมีคุณครูและศิลปินออทิสติกจาก Artstory by Autistic Thai คอยดูแลและแบ่งปันเทคนิคอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเลือกชมสินค้าของที่ระลึก เติมเต็มความอบอุ่นต้อนรับเทศกาลวันแม่ พิเศษเฉพาะวันที่ 12 สิงหาคม 2569 พบกับกิจกรรม “To Mom, With Love” เพ้นท์กระเป๋าพร้อม Hand Tag (189 บาท) เพื่อมอบเป็นของขวัญชิ้นพิเศษแทนคำขอบคุณ เปลี่ยนทุกช่วงเวลาแห่งความสุขให้กลายเป็นความทรงจำอันทรงคุณค่า

August 11, 2026 / 0 Comments
read more

‘ออริจิ้น’ ย้ำภูเก็ตเกาะแห่งโอกาสอสังหาฯ! ขยายป่าตอง-กะตะ-ราไวย์ ดันพอร์ตฯแตะ 3 หมื่นล.

BizKet

ออริจิ้น ขยายพอร์ตฯ อสังหาภูเก็ต 30,000 ล้านบาทใน3 ปีหน้า กระจายเสี่ยงหาทำเลใหม่ หลบ ‘บางเทา’ ติดหาดราคาพุ่ง100ล. รับแรงซื้อคนท้องถิ่น-เจ้าของกิจการ-ต่างชาติ ซื้ออยู่ลงทุนจริงให้ยีลด์แรง10%   ขยายพอร์ต 30,000 ล้านบาท ออริจิ้น วางโรดแมป 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) เตรียมใส่งบพัฒนาโครงการใหม่ 11,650 ล้านบาท ดันพอร์ตรวมภูเก็ตเติบโตแตะ 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 กระจายความเสี่ยงสู่ทำเลใหม่ ปรับยุทธศาสตร์ขยายโครงการไปยังหาดสุรินทร์, กะตะ และราไวย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเลี่ยงราคาที่ดินย่านบางเทาที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ล้านบาทต่อไร่ โครงการเรือธง Origin Resort World ปัจจุบันพัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวม 18,350 ล้านบาท ไฮไลต์คือโครงการมิกซ์ยูส 25 ไร่ มูลค่า 15,650 ล้านบาท ครอบคลุมวิลล่า คอนโด และโรงแรม 5 ดาว 3 แห่ง     ธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการบริหารธุรกิจตลาดต่างประเทศ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า หลังจากออริจิ้นเริ่มเข้าลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ตมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน ปัจจุบันบริษัทฯ พัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,350 ล้านบาท   ขณะที่ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ‘Origin Resort World’ บนเนื้อที่ 25 ไร่ ในทำเลย่านหาดบางเทา มูลค่าโครงการ 15,650 ล้านบาท ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม, ลักชัวรี วิลล่า, โบทิค วิลล่า, บีช คลับเรสซิเดนซ์, ฮอสพิทาลิตี้ และโรงแรมระดับ 5 ดาว 3 แห่ง   ล่าสุด ออริจิ้น วางโรดแมปธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569–2571) มุ่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยและการลงทุน ทั้งจากนักลงทุนชาวไทย (ทั้งคนท้องถิ่นและต่างถิ่น เช่น กรุงเทพฯ) และชาวต่างชาติ โดยเตรียมงบลงทุนพัฒนาโครงการใหม่อีก 11,650 ล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้พอร์ตรวมของ ‘ออริจิ้น ภูเก็ต’ เติบโตแตะ 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2571   นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดให้ชมอาณาจักรมิกซ์ยูส บีชฟรอนท์ ติดหาดบางเทาในเดือนกันยายน 2569 พร้อมวางแผนส่งมอบคอนโดมิเนียมในโซนบางเทาช่วงสิ้นปี รวมถึงเร่งพัฒนาโครงการ ออริจิ้น ลากูน เวลเนส มิกซ์ยูส (Origin Lagoon Wellness Mixed-use) และ พาวเวอร์ซิตี้ มอลล์ (Power City Mall) เพื่อสร้างรายได้ใหม่จากการโอนกรรมสิทธิ์และรายได้ประจำ (Recurring Income) จากกลุ่มโรงแรมอย่างยั่งยืน     ขณะที่ในปี 2569 นี้ จะมี 2 คอนโดฯ เปิดใหม่บนทำเลย่าน เชิงทะเล และ กะทู้ -ป่าตอง รวมมูลค่า 3,500 ล้านบาท  ส่วนปี 2570-2571 มีคอนโดใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,150 ล้านบาท บนทำเลหาดบางเทา, เชิงทะเล, หาดสุรินทร์, หาดกะตะ และ  เมืองภูเก็ต   สำหรับธุรกิจโรงแรม (Hospitality & Tourism) บริษัทฯวางกลยุทธ์ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) โดยในปี 2570-2571 จะลงทุนโรงแรมใหม่ 2 แห่งมูลค่า 1,880 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูลและเจรจาร่วมกับพันธมิตร   พร้อมจะเปิดให้บริการจาก 3 โรงแรมที่ลงทุนไปในช่วงก่อนหน้าและทยอยสร้าง Recurring Income ต่อเนื่องให้กับบริษัท ดังนี้   โรงแรม Moxy Phuket Chaofah กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4/2569 โรงแรม Motto Phuket Kata กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 3/2571 โรงแรม Moxy Cherngtalay กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4/2571   ธนกร  กล่าวว่า  ระหว่างปี 2569 – 2571 เป็นช่วงเวลาเริ่มเก็บเกี่ยวรายได้  หลังจากบริษัทเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ โดยโครงการต่างๆ จะเริ่มก่อสร้างแล้วเสร็จและทยอยส่งมอบให้กับลูกค้า ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างคลื่นรายได้รอบใหม่ ที่ทยอยไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมั่นคงทั้งจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย และ กลุ่มรายได้ประจำ Recurring Income จากธุรกิจโรงแรม   สำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาฯในจังหวัดภูเก็ต ตามแผนดังกล่าว บริษัทประเมินโอกาสการทำตลาดและปิดการขายได้จริง (Feasibility) ในกลุ่มคอนโดฯ ราว 20-25 ล้านบาท ด้วยปัจจุบันตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต มีกำไรสูงถึง 50%   นอกจากนี้ ออริจิ้น ยังเตรียมงบฯไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทเพื่อลงทุนซื้อที่ดินสะสม (Landbank) ในจังหวัดภูเก็ต สำหรับพัฒนาโครงการอสังหาฯ ต่อเนื่องในอนาคต โดยจะพิจารณาในทำเลใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจ เช่น กระทู้, กระตะ, ราไวย์ และหาดสุรินทร์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำตลาดอสังหาฯใน 3 ปีหน้า พร้อมบริหารสมดุลและกระจายความเสี่ยงพอร์ตฯโครงการในทำเลใหม่นอกเหนือจากทำเลหลัก ย่านบางเทา ที่บริษัทฯ ทำตลาดในปัจจุบัน     “ขณะนี้บางทำเลในจังหวัดภูเก็ต เช่น ย่านบางเทา มีราคาสูงถึง 60 ล้านบาทต่อไร่ และหากเป็นโซนติดชายหาดราคาสูงถึง 100 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ออริจิ้น มองหาทำเลใหม่ที่มีโอกาสเพิ่มในอนาคต และป่าตอง มองว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพน่าสนใจสูงสุด จากความเหมาะสมของที่ดินโดยเฉพาะด้านผังเมือง”   ‘โปแลนด์’ ลูกค้าใหม่อสังหาฯ ภูเก็ต ‘   ธนกร เสริมว่า ต่อการวางให้ ‘ภูเก็ต’ เป็นเกาะแห่งโอกาสตลาดอสังหาฯ ยังมาจาก ความต้องการจริง (Real Demand) กลุ่มผู้อยู่อาศัยทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มกลุ่มประเทศรัสเซีย ที่มองหาบ้านหลังที่สองในประเทศไทย และคนในประเทศอื่นๆ จากยุโรปรายใหม่ อย่าง โปแลนด์ ที่พบว่าเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต พร้อมมองหาอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน มีจำนวนมากขึ้น   ขณะที่โครงการอสังหาฯ เช่น คอนโดระดับราคา 3 ล้านบาททำเลในเมือง พบว่าจะได้รับความสนใจจากคนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนไทย ราว 80% และ 20-30% เป็นชาวต่างชาติ แต่ห่ากเป็นทำเลชายหาดโครงการฯราคา 3-4 ล้านบาท ชาวต่างชาติจะสนใจราว 70-80% และคนไทยให้ความสนใจราว 20-30 รวมถึงที่อยู่อาศัยวิลล่า จะต้องเป็นรูปแบบ ‘Pool Villa’ ในระดับราคา 60 ล้านบาท มีขนาดเริ่มต้น  40-50 ตร.ว. ซึ่งได้รับความสนใจสูงจากชาวต่างชาติ ในตลาดกลุ่มนี้   สำหรับความท้าทายในตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตในปัจจุบัน ธนกร  ยอมรับว่ามีการแข่งขันสูงจากจำนวนตัวเลือกสินค้าในตลาดจำนวนมาก จากความต้องการนี้ เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้พัฒนาอสังหาฯจากส่วนกลาง กรุงเทพฯ เข้ามาทำตลาดเชิงรุกในจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น และต้องแข่งขันกันในด้านโปรโมชั่น ราคา และแรงจูงใจการขาย (Commission) ให้กับตัวแทนขาย (Sale Agent) ทั้งจากฝ่ายขายภายในของบริษัทฯ เองที่เปิดรับทีมพนักงานขายจากต่างชาติมาร่วมงาน รวมถึงเอเจนต์ที่มีทีมขายต่างชาติในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ   “ตอนนี้ค่าคอมฯ เอเยนต์ต่างชาติเพิ่มเป็น 10% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 7%”   โดย ‘ทำเล’ ยังเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อในแต่ละโครงการฯ ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากสถาบันการเงินค่อนข้างต่ำซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อด้วนส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ/กิจการ และมีความต้องการอยู่อาศัยในโครงการที่ตกแต่งแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnushed)   “โครงการฯออริจิ้นในภูเก็ต ส่วนใหญ่วางเงินดาวน์ 70% จากนั้นเป็นการผ่อนงวดชำระ 25% อีกสองงวด”   ธนกร กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทมั่นใจศักยภาพในทุกโครงการฯ ที่เข้ามาทำตลาดอสังหาฯ ภุเก็ต เพื่อรองรับทั้งเรียลดีมานด์และนักลงทุน ที่ในบางโครงการฯให้ผลตอบแทนรายเดือนสูงถึง 7-8% และ 10% ในบางทำเล นอกจากนี้ อสังหาฯ ภุเก็ตยังมีกำไรส่วนต่างจากราคา (Capital Gain) (กำไรจากส่วนต่างราคา) 15-16% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับการลงทุนทั่วไป   สำหรับรายได้รอบใหม่ของบริษัทฯ ในตลาดภุเก็ต ที่เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป จากโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าใน 2 โครงการเพิ่มเติม คือ   โครงการ โซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 600 ล้านบาท   โดยในปี 2570 เพิ่มอีก 2 โครงการ คือ โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 100% และปี 2571 เพิ่มคอนโด 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง   นอกจากนี้ ออริจิ้น จะสามารถสร้างคลื่นรายได้รอบใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป จากโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้า จาก 2 โครงการเพิ่มเติม คือ โครงการ โซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท และ โครงการ บัลโค บางเทา บีช  มูลค่า 600 ล้านบาท  ในปี 2570 เพิ่มอีก 2 โครงการ คือ โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 100% และปี 2571 เพิ่มคอนโด 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง   จากแนวทางนี้ เพื่อตอบรับการเติบโตของภูเก็ต ในภาพรวมหลังพบว่าปริมาณผู้โดยสารผ่านสนามบินเติบโตขึ้นถึง 54% แตะระดับเกือบ 10 ล้านคน โดยมีชาวต่างชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่าง รัสเซีย, ยุโรป, อินเดีย, จีน, อังกฤษ, เยอรมนี รวมถึงมองโกเลีย และโปแลนด์ (ซึ่งนิยมโซนกะตะถึง 16%) เลือกภูเก็ตเป็นบ้านหลังที่สอง (Destination Home)    

August 10, 2026 / 0 Comments
read more

แอดวานซ์ คาเบลโล่ รุกตลาดแฮร์แคร์พรีเมียม รับเทรนด์สุขภาพเส้นผม ‘ลักซูรี เวลเนส’

BizKet

แอดวานซ์ คาเบลโล่ จับจุดพฤติกรรมคนไทยรุ่นใหม่ ใส่ใจสุขภาพเส้นผม-หนังศรีษะเพื่อสุขภาพระดับลักซูรี แผนขยายเครือข่ายซาลอน 2.5 พันแห่งทั่วไทยใน 3 ปีหน้ารับตลาดแฮร์แคร์ แตะ 6.2 พันล.บาท   ขยายเครือข่ายซาลอนทั่วไทย แอดวานซ์ คาเบลโล่ ตั้งเป้าขยายพันธมิตรร้าน Beauty Salon จาก 1,500 เป็น 2,500 แห่ง ภายในปี 2572 เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจและตลาดโฮมแคร์ รับเทรนด์ Hair Wellness และ Vegan Hair Care ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะมากขึ้น พร้อมมองหาผลิตภัณฑ์วีแกนและส่วนผสมจากธรรมชาติที่ตอบโจทย์การดูแลเฉพาะบุคคล ตลาดแฮร์แคร์มืออาชีพยังเติบโต บริษัทประเมินตลาด Professional Hair Care ในไทยมีแนวโน้มแตะ 6.2 พันล้านบาท ภายในปี 2573 จากความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่เพิ่มขึ้น   ศิโรจป์ ศิริจินดากุล ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท แอดวานซ์คาเบลโล่ จำกัด ผู้นำเข้าผลิตดูแลเส้นผม-หนังศรีษะ ระดับมืออาชีพ เปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทดำเนินกิจการครบรอบ 12 ปี โดยในปี 2569 จะใช้กลยุทธ์การทำตลาดเชิงรุกผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศรีษะทั้ง 2 แบรนด์หลัก A.S.P® Expert Haircare  และ มิลค์_เชค (milk_shake®) ด้วยจุดเด่นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมที่ปราศจากส่วนผสมจากสัตว์หรือผลผลิตจากสัตว์ 100%  (Vegan Hair Care) เพื่อทำตลาดดูแลเส้นผมระดับลักซูรี ทั้งในช่องทางร้านบิวตี ซาลอน (Beauty Salon) และตลาดดูแลที่บ้าน (Homecare)   โดยทั้งสองแบรนด์ จะวางตำแหน่งทางการตลาด ด้วยราคาสินค้าที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยแบรนด์ A.S.P วางราคาสินค้าเริ่มต้นอยู่ที่ 1,400 บาท และ สูงสุด 4,590 บาท (ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงผม Kitoko Advanced Hair Therapy Oil Treatment)  ส่วนแบรนด์ Milk_Shake จะมีระดับราคาสินค้าต่ำกว่าราว 10-20% เริ่มต้น 1,050-1,950 บาทต่อผลิตภัณฑ์   ศิโรจน์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคปลายทาง (End Customer) จำนวนมากในปัจจุบัน ที่พบว่าหันมาให้ความใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองรอบด้าน พร้อมหลีกเลี่ยงสินค้ามีส่วนผสมจากสารเคมี  ซี่งรวมถึงสินค้าส่วนบุคคล (Personalcare) กลุ่มดูแลเส้นผมและหนังศรีษะในช่องทางร้านบิวตีซาลอน ซึ่งเป็นกระแส (Trend) ต่อเนื่องมาตั้งช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมาถึงในขณะนี้   ศิโรจน์ เผยว่าในช่วงดังกล่าวผลิตภัณฑ์เอ.เอส.พี ได้การตอบรับสูงจากผู้บริโภค ด้วยคุณสมบัติความเป็นสินค้าวีแกนให้ความปลอดภัย แม้จะอยู่ในกลุ่มร้านซาลอนระดับลักซูรีก็ตาม โดยในช่วงเวลานั้นบริษัท ยังได้ขยายพอร์ตธุรกิจพร้อมนำเข้าแบรนด์มิลค์_เชค เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพันธมิตรร้านค้าบิวตีซาลอน ซึ่งได้การตอบรับดีอีกเช่นกันในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์สัมผัสทางกลิ่นหอมที่แตกต่าง ล่าสุดปีนี้ยังได้เปิดตัว A.S.P® KITOKO® Hair Care สูตรใหม่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ตกลุ่มผลิตภัณฑ์วีแกนดูแลเส้นผมระดับลักซูรี   ทั้งนี้ นอกจากการทำตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศรีษะแบรนด์ A.S.P และ Milk_Shake ในรูปแบบบีทูบี (B2B ) แล้ว บริษัทฯยังเพิ่มโอกาสการทำตลาดให้สิทธิพันธมิตรร้านซาลอนในการจำหน่ายสินค้าทั้งสอง ให้กับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์นำกลับไปใช้เพื่อดูแลเส้นผมได้อย่างต่อเนื่องที่บ้าน (Homecare) ซึ่งพบว่าเป็นกระแสที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น เช่นกัน   จากแนวทางดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายภายใน3 ปี (2569-2572) จะขยายพันธมิตรเครือข่ายร้านบิวตี ซาลอนราว 2,500 แห่งทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีจำนวน 1,500 แห่ง  และมีการเติบโตธุรกิจ 20%  โดยบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากแบรนด์A.S.P ราว 35-40% และ Milk_Shake 60-65%   โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัท แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์สีผมและผลิตภัณฑ์เคมีสำหรับช่าง 40% ผลิตภัณฑ์ทรีตเมนต์และดูแลเส้นผมในซาลอน 25% ผลิตภัณฑ์ Home Care เพื่อการดูแลผมที่บ้าน 35%   “การขยายร้านบิวตี ซาลอน จำนวนดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสการทำตลาดสินค้าแฮร์แคร์ทั้งสองแบรนด์หลักของบริษัทฯ ในช่องทางโฮมแคร์ หลังได้ประสบการณ์แบรนด์จากในร้านบิวตีซาลอน แล้ว”     ศิโรจป์ เสริมว่าทิศทางบริษัทฯ ยังสอดคล้องกับตลาดแฮร์แคร์มืออาชีพ (Professional Hair Care) ในประเทศไทย ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.2 พันล้านบาท) ภายในปี 2573 จากปัจจัยขับเคลื่อนหลัก พฤติกรรมผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเส้นผม-หนังศีรษะเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเอง พร้อมเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติและการดูแลเส้นผมแบบเจาะจงปัญหาเฉพาะบุคคลมากขึ้น   “เทรนด์บิวตี้ ซาลอนระดับโลกและไทยในตอนนี้ พบว่าผู้บริโภคหันมาทำสีผมที่เหมาะกับบุคคลิกภาพตัวเองมากขึ้น จะไม่เห็นโทนสีฉูดฉาด หรือ เลือกทำสีผมตามมีผู้มีชื่อเสียงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา   นอกจากนี้ หนึ่งในตลาดที่น่าจับตา คือ ตลาดสีผมทั่วโลก ซึ่งในปี 2568 มีมูลค่าราว 28,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะแตะ 47,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 หรือเติบโตเฉลี่ย 5.98% ต่อปี โดยแรงขับเคลื่อนไม่ได้อยู่ที่เฉดสีแฟชั่นอีกต่อไป แต่มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ทำสีผมที่อ่อนโยน ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ทั้งสูตรปราศจากแอมโมเนีย ส่วนผสมจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเส้นผมควบคู่กับประสิทธิภาพของสี   โดยเทรนด์ Vegan, Natural Derived Ingredients, Clean Beauty, การดูแลหนังศีรษะและเส้นผมตามลักษณะเฉพาะบุคคล (Personalisation) ยังได้ขยายตัวอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้บริโภคเมือง คนรุ่นใหม่ และลูกค้าระดับพรีเมียม ซึ่งกลายเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม ด้วยผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อสภาพเส้นผม หนังศีรษะ และไลฟ์สไตล์ของตน พร้อมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันประสิทธิภาพได้จริง      

August 8, 2026 / 0 Comments
read more

NEXTOPIA สยามพารากอน ชวนฉลองเดือนแห่งแม่ผ่าน “Love with Purpose” ส่งต่อความรักที่มีความหมาย

PRnounce

NEXTOPIA สยามพารากอน ชวนเฉลิมฉลองเดือนแห่งแม่ผ่าน “Love with Purpose” Celebrating Mom. Creating Meaningful Moments เพราะความรักที่มีความหมาย…คือความรักที่ส่งต่อคุณค่าได้ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งวันแม่ 2569 ผ่านแคมเปญ “Love with Purpose” ภายใต้แนวคิด “Celebrating Mom. Creating Meaningful Moments.” ที่เชื่อว่า ความรักที่ดีที่สุด ไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำว่า “รัก” แต่คือการลงมือทำ สร้างช่วงเวลา ที่มีความหมายร่วมกัน พร้อมส่งต่อคุณค่าให้กับผู้คน สังคม และโลก ในฐานะ Lifestyle Destination with Purpose NEXTOPIA ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการช้อปปิ้ง แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ตลอดเดือนสิงหาคม NEXTOPIA จึงชวนทุกคนมาสร้าง “Meaningful Moments” ร่วมกับคุณแม่ ผ่านกิจกรรมที่เต็มไปด้วย ความอบอุ่น ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าที่ส่งต่อได้   Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIAเพราะของขวัญที่งดงามที่สุดสำหรับคนที่เรารัก คือของขวัญที่สร้างคุณค่าได้ในระยะยาว NEXTOPIA จึงร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (GIT) จัดงาน Responsible Jewelry for Sustainable World by GIT x NEXTOPIA ภายใต้โครงการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์การค้าและการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับโลกแบบยั่งยืน: Thailand towards World Sustainable Gem and Jewelry Hub ระหว่างวันที่ 12–18 สิงหาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 พบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ “Nord Pritdison (นอร์ท iZ)” ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ พร้อมคุณแม่ ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของอัญมณีและเครื่องประดับ ผ่านแนวคิด “The Pure Light : ค้นพบคุณค่าที่แท้จริง เบื้องหลังประกายที่ยั่งยืน” ในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมด้วยนิทรรศการ เสวนา เวิร์กช็อป และโซนจัดแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการ ที่นำเสนอแนวคิด Responsible Jewelry นวัตกรรม และมาตรฐานด้านความยั่งยืน ชวนทุกคนค้นพบว่าความงดงามของเครื่องประดับ สามารถสะท้อนทั้งความรัก ความรับผิดชอบ และความตั้งใจที่จะส่งต่อโลกที่ดีกว่าให้คนรุ่นต่อไป Mother Tongue “ภาษาแม่ : ไม่พูดก็รู้ว่ารัก” โดย Environmanวันที่ 12 สิงหาคม 2569 NEXTOPIA ร่วมกับ Environman ชวนทุกคนถ่ายทอด “ภาษารัก” ที่บางครั้งไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด ผ่านกิจกรรม Mother Tongue : ภาษาแม่ ไม่พูดก็รู้ว่ารัก เพราะกับข้าวจานโปรด เสื้อที่ถูกซ่อมอยู่เสมอ หรือต้นไม้ที่เติบโตมาด้วยความใส่ใจ ล้วนเป็นภาษารัก ที่แม่ส่งมอบให้ลูกมาตลอดชีวิต ปีนี้ถึงเวลาที่ลูกจะได้ส่งความรักกลับไป ผ่านเวิร์กช็อปงานคราฟต์ อาทิ การร้อยพวงมาลัย การทำสร้อยเรซิ่นดอกไม้ กรอบรูปดอกไม้แห้ง การเขียนโปสต์การ์ดบันทึกความทรงจำ และกิจกรรมบริจาคหนังสือและสื่อการเรียนรู้ เพื่อร่วมสร้างห้องสมุดให้เด็ก ๆ จังหวัดสุรินทร์ เปลี่ยนความรักในครอบครัวให้กลายเป็นโอกาสของสังคม ECOTOPIA เติมเต็มความรัก ผ่านงานคราฟต์และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนตลอดเดือนสิงหาคม ECOTOPIA ชวนทุกคนค้นพบแรงบันดาลใจผ่านกิจกรรมที่ผสานงานดีไซน์ งานคราฟต์ และแนวคิด Sustainable Lifestyle ให้การสร้างของขวัญสำหรับคุณแม่ กลายเป็นประสบการณ์ ที่มี ความหมายยิ่งกว่าเดิม เริ่มต้นด้วยกิจกรรม DIY มาลัยรักษ์โลกจาก QUALY (6–12 สิงหาคม) ที่ชวนออกแบบพวงมาลัย ที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน ลดการสร้างขยะ พร้อมส่งต่อความกตัญญูในรูปแบบใหม่ ต่อด้วยเวิร์กช็อป ยาดมสมุนไพรจาก YUVANICH (7–9 สิงหาคม) ที่ถ่ายทอดภูมิปัญญาสมุนไพรไทย ผ่านการลงมือทำ และกิจกรรม Custom Aroma Diffuser Stone จาก SANIT (14–16 สิงหาคม) ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนออกแบบกลิ่นหอมที่สะท้อนตัวตน ปิดท้ายเดือนด้วย Workshop ถักพวงกุญแจจาก V CRAFT (28–30 สิงหาคม)ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วม ได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับผู้พิการทางสายตา สะท้อนคุณค่าของงานคราฟต์ที่สร้างอาชีพ สร้างโอกาส และเชื่อมโยงผู้คนอย่างยั่งยืน ในช่วงเดียวกัน NEXTOPIA ยังชวนย้อนสัมผัสเสน่ห์แห่งวันวานกับงาน Get Back to The Vintage Vibes (28–30 สิงหาคม) ที่รวบรวมแผ่นเสียงหายากยุคคุณแม่ สินค้าไลฟ์สไตล์วินเทจ ของสะสม เวิร์กช็อป และกิจกรรมจากดีเจ ที่หลอมรวมความทรงจำ งานออกแบบ และไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยไว้ในพื้นที่เดียว เติมเต็มช่วงเวลาดี ๆ กับคุณแม่ ผ่านโปรโมชั่นพิเศษจากร้านค้าภายใน NEXTOPIA ตลอดเทศกาลวันแม่ ร้านค้าภายใน NEXTOPIA ได้ร่วมส่งต่อความสุขผ่านโปรโมชั่นพิเศษจาก Nicolo, Hopsy Story, Fikka, Kyo Roll En, Dean & Deluca, Gong cha, Street Burger, Conte de Tulear, Uncle Boss และ สรรพรส พร้อมไฮไลต์ อาทิ Dean & Deluca มอบสิทธิ์ Buy 1 Get 1 Free เมื่อพาคุณแม่มาซื้อเครื่องดื่มภายในร้าน, Gong cha รับฟรี Jasmine Green Tea Size M 1 แก้ว เมื่อซื้อเครื่องดื่ม Size L พร้อมคุณแม่, Kyo Roll En รับฟรี Yuzu Butterfly Pea Soda เมื่อรับประทานครบตามเงื่อนไข, สรรพรส รับฟรีพวงมาลัย ผ้าถุงผลิตภันฑ์จากชุมชน เมื่อรับประทานอาหารครบ 2,000 บาท, Street Burger รับฟรีภาพถ่าย Polaroid เพื่อเก็บความทรงจำร่วมกับคุณแม่ ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ NEXTOPIA ขอเชิญทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองความรัก ในรูปแบบที่มี ความหมาย เพราะทุกช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกับคนที่เรารัก สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ที่ยั่งยืนได้ Love with Purpose ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองวันแม่ แต่คือการเปลี่ยนความรัก ความตั้งใจ และการลงมือทำ ให้กลายเป็นคุณค่าที่ส่งต่อจากครอบครัว สู่ชุมชน และสู่โลกใบนี้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความทรงจำที่อบอุ่น และการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ ที่ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน

August 8, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมอนุรักษ์ทะเลไทย สนับสนุนงาน “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE”

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในงาน “YOUNG รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE” นิทรรศการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานมหกรรมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลแห่งปี “Young รักษ์ทะเล SEA THE CHANGE : สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” ณ NEX HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดโดยมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผนึกกำลังร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ ในโอกาสนี้ ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมเข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนมอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยฯ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศทางทะเลของประเทศไทยอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน มหกรรมนิทรรศการ “YOUNG รักษ์ทะเล : SEA THE CHANGE สร้างโลกทะเลใหม่ ด้วยมือเรา” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการกอบกู้ท้องทะเลไทย โดยมีจุดเด่นสำคัญของงานคือการนำเสนอ Immersive Experience 360 องศา ที่พาผู้เข้าชมจำลองการดำดิ่งสู่โลกใต้ทะเลผ่านภาพและระบบเสียงรอบทิศทาง พร้อมเรียนรู้เรื่องราววิกฤติทะเลไทยและแนวทางการร่วมแก้ไขปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2569 ณ NEX Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและเยาวชนได้เรียนรู้ ลงมือทำ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลไทยอย่างยั่งยืน

August 8, 2026 / 0 Comments
read more

สี่มุมเมืองเปิด “สี่มุมเมืองออนไลน์” ยกระดับค้าส่งอาหารไทย สู่ยุคดิจิทัล

PRnounce

สี่มุมเมืองยกระดับธุรกิจค้าส่งอาหารสู่ยุคดิจิทัล เปิดตัว “สี่มุมเมืองออนไลน์” (Simummuang Online)แพลตฟอร์มค้าส่งวัตถุดิบอาหารออนไลน์ (B2B Fresh Produce Marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน บริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด ผู้บริหารตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผัก ผลไม้ และอาหารสดชั้นนำของเอเซียเดินหน้ายกระดับธุรกิจค้าส่งอาหารสู่ยุคดิจิทัล เปิดตัว “สี่มุมเมืองออนไลน์” (Simummuang Online) แพลตฟอร์มค้าส่งวัตถุดิบอาหารออนไลน์ (B2B Fresh Produce Marketplace) ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน เชื่อมผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจ HoReCa เข้ากับแหล่งวัตถุดิบค้าส่งครบวงจรจากตลาดสี่มุมเมือง ผ่านประสบการณ์การจัดซื้อที่สะดวก ครบ และ รวดเร็ว ตอกย้ำบทบาทของสี่มุมเมืองในฐานะผู้นำด้านการค้าส่งวัตถุดิบอาหารของประเทศ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่ยุคดิจิทัล สี่มุมเมืองออนไลน์รวบรวมสินค้ากว่า 10,000 รายการ จากเครือข่ายผู้ค้ากว่า 4,000 ร้าน ครอบคลุมผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์สำหรับธุรกิจอาหาร พร้อมบริการจัดส่งทุกวันและส่งภายในวันเดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาค้าส่งได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้พันธกิจ “เพิ่มโอกาสให้ผู้ขาย เพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อ โดยไม่ต้องมาถึงตลาด ครบจบในที่เดียว” คุณอนล ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานดิจิทัล เทคโนโลยี กล่าวว่า “สี่มุมเมืองออนไลน์เกิดจากความเข้าใจปัญหาของผู้ซื้อและผู้ขาย ผู้ประกอบการร้านอาหารไม่ได้ต้องการเพียง ‘บริการจัดส่งฟรี’ แต่ต้องการความมั่นใจว่า “วัตถุดิบจะมาถึงตรงเวลา มาทันเปิดร้าน และพร้อมใช้งานจริง” เราจึงออกแบบระบบการจัดส่งภายในวัน(On-Demand) ช่วยลดเวลาในการจัดหาวัตถุดิบได้ถึง 5 เท่า และเรายังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อโดยรักษาคุณภาพสินค้าให้สดใหม่ โดยในปัจุบันเรามีอัตราการเคลมสินค้าต่ำกว่า 1% ในอีกด้านหนึ่ง สี่มุมเมืองออนไลน์ยังเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางค้าขายใหม่ให้ผู้ค้าในตลาดสี่มุมเมือง เปรียบเสมือนการมีหน้าร้านสองแห่งในเวลาเดียวกัน ทั้งหน้าร้านในตลาดและหน้าร้านออนไลน์ที่เข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ทั่วประเทศ โดยไม่กระทบการขายเดิม ปัจจุบันผู้ค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20–25% โดยผู้ค้าที่เติบโตสูงสุดบางรายทำยอดขายได้มากกว่า 40 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มออนไลน์สามารถสร้างรายได้เสริมให้ผู้ค้าดั้งเดิมได้จริง ขณะที่ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าสินค้าทุกชิ้นมาจากผู้ค้าตัวจริงในตลาดสี่มุมเมือง ได้รับสินค้าสด มีคุณภาพเสมือนมาเลือกซื้อด้วยตนเอง ความสำเร็จของผู้ค้าและความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สี่มุมเมืองออนไลน์เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยรายได้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 เติบโตกว่า 150% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 (จาก 140 ล้านบาท เป็น 350 ล้านบาท) บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปี 2026 ไว้ที่ 760 ล้านบาท หรือเติบโตเป็นสองเท่าจากปี 2025 (380 ล้านบาท) และวางเป้าหมายต่อเนื่องแตะ 1,200 ล้านบาทภายในปี 2027” จุดเด่นของสี่มุมเมืองออนไลน์   สะดวก ประหยัดเวลา (Convenience) – สั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดเวลาในการจัดหาวัตถุดิบจากการมาเดินเลือกซื้อเองถึง 5 เท่า คุณภาพเทียบเท่าต้นทาง (Quality Assurance) – คัดสรรสินค้าและผู้ค้าอย่างเข้มงวด พร้อมระบบเคลม รวดเร็ว จัดส่งรวดเร็วและตรงเวลาแบบ On-Demand (Same-Day Delivery)- เป็นแพลตฟอร์มสั่งของสดแห่งแรกที่ทำได้ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และพื้นที่ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) สินค้าครบ ไม่มีวันขาด (Guaranteed Availability) รวมวัตถุดิบอาหารกว่า 10,000 รายการ และช่วยให้ธุรกิจของลูกค้าเดินหน้าได้อย่างไม่สะดุดได้รับของครบ ไม่เสียโอกาสในการขาย บริการด้วยใจ 24 ชั่วโมง (Customer Care) – มีเจ้าหน้าที่ดูแลจริงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกขั้นตอน ผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจ HoReCa และผู้ที่สนใจ สามารถสมัครใช้งานสี่มุมเมืองออนไลน์ได้ที่ www.simummuangonline.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “สี่มุมเมืองออนไลน์” เพื่อเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพในราคาค้าส่ง พร้อมบริการจัดส่งไวทันใจถึงร้าน รับสินค้าได้ภายในวันเดียวกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ Call Center โทร. 02-023-9903 บริการ 24 ชั่วโมง หรือ Line Official : @smmonline และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: facebook.com/taladsimummuang

August 8, 2026 / 0 Comments
read more

ฟิวเจอร์พาร์ค ผนึกสภากาชาดไทย เปิดห้องรับบริจาคโลหิต สร้างสังคมแห่งการให้

PRnounce

ฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ผนึกกำลัง ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิด “ห้องรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station)” แห่งแรกในศูนย์การค้า จังหวัดปทุมธานี ภายใต้โครงการ “ฟิวเจอร์ให้ใจ” เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการให้ บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) พร้อมเปิด“ห้องรับบริจาคโลหิตสภากาชาดไทย” ภายใต้โครงการ “ฟิวเจอร์ให้ใจ” ซึ่งนับเป็นหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่แห่งแรกในศูนย์การค้า จังหวัดปทุมธานี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในจังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถเข้าถึงการบริจาคโลหิตได้ง่าย สะดวก และต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมร่วมสร้างสังคมแห่งการให้ และเสริมสร้างความมั่นคงของปริมาณโลหิตสำรองสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยห้องรับบริจาคโลหิตสภากาชาดไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ฝั่งอีสต์ สเปลล์ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค เปิดรับบริจาคทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00 – 18.00 น. (ปิดทำการ 1 มกราคม ของทุกปี) พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ได้รับเกียรติจากนายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทยและนางสาวจิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม – กลุ่มงานธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ร่วมลงนาม โดยมี นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และนายดนัยธนิต พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลผล จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน ก่อนประกอบพิธีเปิดห้องรับบริจาคโลหิตสภากาชาดไทย อย่างเป็นทางการ นางสาวจิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม – กลุ่มงานธุรกิจ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ในการสนับสนุนพื้นที่จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานจากหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ สู่หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการบริจาคโลหิตได้สะดวกยิ่งขึ้น และเป็นพื้นที่แห่งการให้ที่พร้อมส่งต่อความช่วยเหลือ ความหวัง และโอกาสในการมีชีวิตแก่ผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการ ‘ฟิวเจอร์ให้ใจ’ ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน”   นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า “การจัดตั้งหน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายศักยภาพการสร้างเครือข่ายการจัดหาโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการบริจาคโลหิตได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือจากภาคเอกชนในครั้งนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงของปริมาณโลหิตสำรองสำหรับใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ทั้งในภาวะปกติ และในช่วงเวลาที่เกิดภาวะการขาดแคลนโลหิต พร้อมสะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมสร้างสังคมแห่งการให้” ด้าน รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) แห่งนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการบริจาคโลหิตให้แก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนเหนือ จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียง โดยเปิดให้บริการทุกวัน ช่วยลดข้อจำกัดด้านเวลา และการเดินทาง และเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มปริมาณโลหิตสำรองสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ” ห้องรับบริจาคโลหิตสภากาชาดไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ฝั่งอีสต์ สเปลล์ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00 – 18.00 น. (ปิดให้บริการวันที่ 1 มกราคมของทุกปี) ภายในมีเตียงบริจาคโลหิต จำนวน 7 เตียง พร้อมรองรับ ผู้บริจาคโลหิตได้ประมาณ 150–180 คนต่อวัน ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในจังหวัดปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง ให้สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผ่านการบริจาคโลหิตได้อย่างสะดวก และต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จังหวัดปทุมธานี และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งการให้ พร้อมส่งเสริมให้การบริจาคโลหิตเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อร่วมกันสร้างความมั่นคงของระบบโลหิตสำรองของประเทศ และส่งต่อโอกาสในการมีชีวิตแก่ผู้ป่วยที่ต้องการโลหิตทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

August 8, 2026 / 0 Comments
read more

ธุรกิจเที่ยวไทย ติดดาวความยั่งยืน รับเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่โฟกัสสิ่งแวดล้อม-ปลอดภัย

Peace&Play

ททท. คอลแล็บส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แจกสูตรปรับธุรกิจท่องเที่ยวไทย ‘ขายได้ ขายดี ขายนาน’ พร้อมร่วมโครงการ ‘STAR ‘ รับนักเดินทางยุคใหม่มองหาความหมายประสบการณ์ยั่งยืนและปลอดภัย     STAR Rating ยกระดับธุรกิจท่องเที่ยวไทยด้วยมาตรฐานความยั่งยืน ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ธุรกิจ 3,409 แห่ง ผ่านเกณฑ์ STAR แล้วทั่วประเทศ ครอบคลุมโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว และชุมชนท่องเที่ยว ธุรกิจสามารถยกระดับจาก 3–5 ดาว พร้อมเปลี่ยนความยั่งยืนเป็นมูลค่าทางธุรกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างการเติบโตระยะยาว   เอิบลาภ ศรีภิรมย์  ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนาทางวิชาการพลิกแนวคิดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ยกระดับผู้ประกอบการสู่มาตรฐานความยั่งยืนผ่านโครงการ STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating)   โดยโครงการฯ วางเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เปลี่ยนผ่านบริการรูปแบบเดิมให้เป็นบริการมูลค่าเพิ่ม (High Value Services) ตอบโจทย์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย     สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผสานความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. เข้ากับองค์ความรู้ด้านการบริหารของศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยรับ ‘ตราสัญลักษณ์ดาวแห่งความยั่งยืน’ พร้อมนำแนวคิดความยั่งยืน (STGs) ไปปรับใช้ในเชิงพาณิชย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสินค้าชุมชนให้ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงได้จริง   ด้าน ‘ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล’ หัวหน้าภาควิชากการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้ จะช่วยปลดล็อกศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยให้ตอบโจทย์หัวใจสำคัญ 3 ประการ   ขายได้: เปลี่ยนสินค้าและบริการแบบเดิมให้มีมูลค่าสูง (High Value) ด้วยมาตรฐานความยั่งยืนและปลอดภัย ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยอมจ่ายแพงเพื่อธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขายดี: เจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายเพื่อความยั่งยืน และได้รับการยอมรับในระดับสากล ขายนาน: สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีอัตลักษณ์ สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว มีความยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคง   เกณฑ์มาตรฐาน STAR   สำหรับ โครงการ STAR ใช้เกณฑ์เป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือ STGs (Sustainable Tourism Goals) เป็นตัวชี้วัด โดยผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์การประเมินตนเองจะได้รับประกาศนียบัตรออนไลน์ มีอายุคราวละ 2 ปี แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้:   ⭐⭐⭐ 3 ดาว  ผ่านเกณฑ์พื้นฐานบังคับ 3 ด้านหลัก คือ การลดก๊าซเรือนกระจก (STG 13) ความปลอดภัยในภาคท่องเที่ยว (STG 16) ความร่วมมือหลายภาคส่วน (STG 17)   ⭐⭐⭐⭐ 4 ดาว  ผ่านเกณฑ์พื้นฐาน 3 ด้าน และผ่านเกณฑ์ด้านอื่นๆ เพิ่มเติมอีก 6 เป้าหมาย (รวม 9เป้าหมาย) ⭐⭐⭐⭐⭐ 5 ดาว  ผ่านเกณฑ์พื้นฐาน 3 ด้าน และผ่านเกณฑ์อื่น ๆ รวมไม่น้อยกว่า 12 เป้าหมายขึ้นไป   ข้อมูลอัปเดตล่าสุด:  ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2569 พบว่า มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทุกแขนง ทั้งโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว และชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน STAR พร้อมรับดาวแห่งความยั่งยืนจำนวน 3,409 แห่ง แบ่งเป็น ระดับ 3 ดาว 1,265 แห่ง , ระดับ 4 ดาว 212 แห่ง และ ระดับ 5 ดาว 1932 แห่ง   ทั้งนี้ โครงการ STGs STAR ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของ ททท.โดยยึดหลักการประเมินที่ครอบคลุม 4 มิติหลัก ได้แก่   เศรษฐกิจ สังคมและชุมชน สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ   ทั้งนี้ เพื่อผลักดันและพัฒนาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยก้าวสู่ความยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยไปสู่จุดหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในเวทีนานาชาติ   โดยโครงการฯ เชิญชวนผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยทุกประเภท ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ร่วมยกระดับศักยภาพ แปรรูปความยั่งยืนให้เป็นผลกำไร และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมสมัครเข้าร่วมโครงการ (ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย)   นอกจากนี้ ยังขอเชิญชวนผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมการประเมินเพื่อรับตราสัญลักษณ์ ‘ดาวแห่งความยั่งยืน’ ได้ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์หลักของโครงการ STAR Rating (tatstar.org) หรือติดตามข่าวสารกิจกรรมสัมมนาอัปเดตความรู้ได้ที่ Facebook: TAT STAR Green  

August 8, 2026 / 0 Comments
read more

คนเมืองฯเรียก ‘แกร็บ’ ตีห้าไปส่งสวนสาธารณะพุ่ง 5 เท่า ฟิตร่างรับกระแส Longevity-HYROX มาแรง

Peace&Play

แกร็บ เปิดอินไซต์คนเมืองฟิตสุขภาพพุ่ง-เข้าสังคมในสวนสาธารณะ-ไฮร็อค หนุนบริการเรียกรถไปสวนช่วงเช้าพุ่ง 5 เท่า เข้ายิมโต 30% กดสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยกาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะทะลุ 10 ล้านแก้ว เมนูโปรตีนสูงมาแรง   คนเมืองแอคทีฟขึ้น สวนฯ-ยิมโตแรง ยอดเรียกรถไปสวนสาธารณะช่วงเช้าเพิ่มกว่า 5 เท่า ขณะที่การเดินทางไปฟิตเนสและยิมเติบโต 30% สะท้อนเทรนด์สุขภาพที่เข้าสู่ชีวิตประจำวัน หวานน้อย-โปรตีนสูง กลายเป็นเมนูยอดฮิต ยอดสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยโตมากกว่า 50% โดยกาแฟดำและเคลียร์มัตฉะหวาน 0% รวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี ขณะที่เมนูอกไก่ทะลุ 3.3 ล้านออเดอร์ Sports Nutrition รับกระแส Longevity โปรตีนพร้อมดื่มบน GrabMart โตมากกว่า 3.5 เท่า ขณะที่ผักเคลมียอดซื้อราว 80 ตันต่อปี สะท้อนการดูแลสุขภาพที่ขยายจากการออกกำลังกายสู่โภชนาการ   พนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยว่าแนวโน้ม(Trend) การดูแลสุขภาพ ออกกำลังในกลุ่มคนเมือง ขยายตัวสูงต่อเนื่องรับกระแสการดูแลชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity Longevity) และการแข่งขันฟิตเนส (HYROX) ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง   จากเทรนด์ดังกล่าว ยังสะท้อนผ่านพฤติกรรมการเรียกรถ สั่งอาหารและซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันที่เปลี่ยนไป โดยพบข้อมูลเชิงลึกคนกรุงเทพฯ ดังนี้ ใช้บริการเรียกรถไปสวนสาธารณะในช่วงเช้ามืดเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า กระแสฟิตเนสเรซ (Fitness Race) มาแรงดันยอดเรียกรถไปร่วมการแข่งขัน HYROX เพิ่มขึ้นเกือบกว่า 5 เท่า ธุรกิจเดลิเวอรี พบเทรนด์เครื่องดื่มหวานน้อย-อาหารโปรตีนสูงเติบโตต่อเนื่อง ยอดสั่ง ‘กาแฟดำ-เคลียร์มัตฉะ’ แบบหวาน 0% เติบโตสูงรวมกว่า 10 ล้านแก้วต่อปี เมนูอกไก่ ทะลุ 3 ล้านออเดอร์ต่อปี ‘โปรตีนพร้อมดื่ม’ เติบโตมากกว่า 5 เท่า   “ในช่วงปีที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพเพื่อให้ชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ (Longevity) กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่กำหนดไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้”   โดยเฉพาะ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมเมืองที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่เน้นกิจกรรมเชิงสุขภาพและแอคทีฟกันมากขึ้น อาทิ การรวมตัวไปวิ่งในสวนสาธารณะ การออกกำลังกายกลุ่มและเต้นแอโรบิคในพื้นที่สาธารณะ เทรนด์การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มสูตรน้ำตาลน้อยและผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนสูง   ขณะที่ แกร็บได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการและติดตามเทรนด์ในสังคมอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มและนำเสนอผลิตภัณฑ์-บริการให้สอดคล้องและเข้าถึงความต้องการของคนในทุกเจเนอเรชัน และเพื่อตอบสนองเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนยุคนี้   พีเจอร์ใหม่แกร็บ Nutrition Tag   ล่าสุด แกร็บ คัดสรรร้านอาหารและร้านค้าที่นำเสนอผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพมาไว้บนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง พร้อมทดลองเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘Nutrition Tag’ ที่แสดงข้อมูลแนะนำเมนูสุขภาพ อาทิ โปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ แคลอรี่ต่ำ และ น้ำตาลน้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการที่สั่งอาหารผ่าน GrabFood   นอกจากนี้ แกร็บยังขยายฐานผู้ใช้บริการไปยังกลุ่มคอมมูนิตี้สายฟิตและคนรุ่นใหม่ที่รักการออกกำลังกาย โดยร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ BYD Hyrox Bangkok 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนต์ การแข่งขันกีฬาฟิตเนสระดับโลกที่มีผู้สนใจติดตามอย่างต่อเนื่องมากที่สุด ในประเทศไทย   โดย แกร็บ มอบสิทธิพิเศษให้ผู้ใช้บริการเพื่อดูแลสุขภาพได้รับความคุ้มค่ายิ่งขึ้น โดยใส่โค้ด ‘HEALTHY’ รับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มอาหารสุขภาพผ่าน GrabFood และรับส่วนลด 10% (สูงสุดไม่เกิน 100 บาท) เมื่อสั่งซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพผ่าน GrabMart ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569   นอกจากนี้ แกร็บ ยังจัดโค้ด ‘HYROXRACE’ ให้ส่วนลด 15% สำหรับผู้ใช้บริการเรียกรถเพื่อไปร่วมงาน BYD HYROX Bangkok 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 สิงหาคม 2569 นี้ด้วย   เรียกรถไปสวนฯเช้าโต 5 เท่า   พนมกร  กล่าวว่า เทรนด์จ็อกกิ้งในสวนสาธารณะ ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนเมือง ผลักดันให้ใช้บริการเรียกรถไป-กลับสวนสวนสาธารณะหลักในกรุงเทพฯ เช่น สวนลุมพินี สวนเบญจกิตติ สวนรถไฟ และศูนย์กีฬาบึงหนองบอน พุ่งขึ้นกว่า 5 เท่า1   โดยเฉพาะในช่วงเช้า (ตั้งแต่เวลา 04.00 – 08.00 น.) ขณะที่ช่วงเย็น (ระหว่างเวลา 17.00 – 20.00 น.)   “กลุ่มคนทำงานออฟฟิศสายรักสุขภาพ จะใช้เวลาหลังเลิกงานไปออกกำลังกายมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดใช้บริการเรียกรถไปฟิตเนสและยิมเติบโตขึ้นถึง 30%2”   นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว เทรนด์การออกกำลังในสวนสาธารณะต่างจังหวัดก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยพบว่าสวนสาธารณะใน 5 หัวเมืองใหญ่ที่คนท้องถิ่นนิยมเรียกรถไปเช็กอินมากที่สุด ได้แก่   สวนสาธารณะรถไฟ จังหวัดเชียงใหม่ บึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น สวนสาธารณะเทศบาลตำบลบางทราย จังหวัดชลบุรี สวนหลวง ร.9 จังหวัดภูเก็ต สวนน้ำบุ่งตาหลั่วเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา     HYROX ปลุกพลังฟิตคนมือง   ขณะที่ อีกหนึ่งไฮไลท์ คือ กระแสฟิตเนสเรซระดับโลกอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 ครั้งที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 20 – 22 มีนาคม 2569) ที่ปลุกพลังให้คนเมืองออกมาร่วมท้าทายขีดจำกัดของตัวเองกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้มียอดผู้ใช้บริการเรียกรถไปร่วมงานที่ไบเทคบางนา ขยายตัวถึง 2.5 เท่าตัวเมื่อเทียบกับการ จัดงานในปีก่อนหน้า       สั่งหวานน้อยโต 50%-เมนู ‘อกไก่’ โต 30%   นอกจากนี้ เทรนด์หวานน้อย ยังเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยยอดสั่งเครื่องดื่มที่มีระดับ ความหวานน้อย (ตั้งแต่ 0% – 75%) ผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้นมากกว่า 50%4 โดยเฉพาะเครื่องดื่มไม่ใส่น้ำตาลครองใจคนรักสุขภาพมากที่สุดคิดเป็นกว่า 40%5 นำเทรนด์โดยเมนูสายเข้มอย่าง กาแฟดำและเคลียร์มัตฉะ (หวาน 0%) ที่มีออเดอร์รวมทั้งปีมากกว่า 10 ล้านแก้ว6   สำหรับเมนูอาหาร พบเมนูโปรตีนสูงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ตอบโจทย์สายสร้างกล้ามเนื้อและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะเมนูอาหารที่มีส่วนประกอบของ ‘อกไก่’ มียอดสั่งทะลุกว่า 3.3 ล้านออเดอร์ต่อปี  เติบโตขึ้นกว่า 30%7   ขณะที่พฤติกรรมการค้นหาเมนูอาหาร (Menu Search) ผ่านแอปฯ พบเมนูสุขภาพกลายเป็นคำค้นหาที่มาแรง โดยเฉพาะคำว่า ‘สลัด’ ‘กรีกโยเกิร์ต’ และ “อาหารคลีน” มียอดเสิร์ชรวมกันเกือบ 1 ล้านครั้ง ซูเปอร์ฟู้ดมาแรง-โปรตีนพร้อมดื่มโต 3.5 เท่า   โดยสินค้าในกลุ่มโภชนาการการกีฬา (Sports Nutrition) เติบโตรับกระแสการออกกำลังกายเช่นกัน เช่น เครื่องดื่มเกลือแร่ เจลให้พลังงาน (Energy Gel) รวมไปถึงเครื่องดื่มและขนมเสริมโปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนพร้อมดื่ม มียอดสั่งซื้อผ่าน GrabMart มากกว่า 4.5 แสนขวดต่อปี เติบโตขึ้นมากกว่า 3.5 เท่า   นอกจากนี้ เทรนด์ซูเปอร์ฟู้ด อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงยังคงมาแรงข้ามปี โดยเฉพาะ ‘ผักเคล’ กลายเป็นสินค้ายอดนิยมอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้ดูแลสุขภาพมักซื้อไปประกอบอาหารราว 80 ตันต่อปี  ตามมาด้วย ‘บลูเบอร์รี่’ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และ ‘แซลมอน’ ที่มีโปรตีนสูงและกรดไขมันโอเมก้า   สำหรับร้านขายสินค้าสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดบน GrabMart ได้แก่ ร้านใบเมี่ยง ร้าน Radiance ร้าน Veganerie   โดยมียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า ซึ่งถือเป็นศูนย์รวมกลุ่มสินค้าบริการสุขภาพที่มีให้เลือกช้อปตั้งแต่ซูเปอร์ฟู้ด อาหารคลีน ของกินเล่นแคลต่ำ ไปจนถึงวิตามินเสริมอาหารแบบครบจบในที่เดียว  

August 7, 2026 / 0 Comments
read more

กกท. เปิดบิ๊กแคมเปญ ‘ALL IN ASIAN GAMES’ พลิกประสบการณ์ชม-เชียร์เอเชียนเกมส์ในไทย

PRnounce

กกท.พลิกโฉมประสบการณ์ชม-เชียร์เอเชียนเกมส์ครั้งแรกในไทย ส่งบิ๊กแคมเปญสื่อสารการตลาดเข้าถึงผู้ชมทุกเซคเม้นท์ ‘#มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES’   ส่งแรงเชียร์ดังไกลถึงทัพนักกีฬาไทยด้วยกิจกรรมสื่อสารหลากมิติมั่นใจกองเชียร์ไทยทุกรุ่นมีส่วนร่วม แนะนำ 6 กีฬาใหม่บรรจุครั้งแรกที่นาโกย่าเกมส์! ลุ้นนักกีฬาดาวรุ่งชาวไทย  การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ผู้ถือสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026″ ณ ประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ ผนึกกำลังทุกภาคส่วน จับมือหัวแถวทุกวงการในไทยและระดับโลก ทั้งกีฬา แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม วงการบันเทิง และสื่อดิจิทัลหลากหลายแพลตฟอร์ม สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ เตรียมเปิดฉากแคมเปญสื่อสารด้านการตลาด #มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES มอบประสบการณ์การรับชม-เชียร์ เอเชียนเกมส์รูปแบบใหม่ที่เป็นมากกว่าเรื่องราวของกีฬาแบบเดิมๆ โดยได้ผสานกีฬารวมเข้ากับความหลากหลายที่ไร้ขีดจำกัดของทุกไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลให้แก่คนไทยทุกเจนเนอเรชั่นได้มีส่วนร่วมส่งพลังเชียร์ในรูปแบบของตัวเองและมีความสุขกับการชมเชียร์ครั้งนี้ หวังกิจกรรมสื่อสารฯภายใต้แคมเปญฯจะสร้างบรรยากาศและการรับรู้ไปในวงกว้างเพื่อรวมทุกพลังใจของคนไทยทั้งประเทศส่งแรงเชียร์ถึงทัพนักกีฬาไทยคว้าชัยการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน – 4 ตุลาคมนี้   ดร. ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เผยว่า “เอเชียนเกมส์ปีนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เดินหน้าผลักดันเต็มกำลัง ทั้งในด้านการเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจของนักกีฬา รวมถึงการฝึกซ้อมและพัฒนาศักยภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักกีฬาไทยพร้อมที่สุดในการลงแข่งขัน นอกเหนือจากการส่งเสริมและเตรียมความพร้อมแก่เหล่านักกีฬาแล้ว ในด้านของกำลังใจและแรงเชียร์จากพี่น้องชาวไทยก็เป็นส่วนที่เราให้ความสำคัญเช่นกัน จึงขอชวนคนไทยทุกคนร่วมนับถอยหลังสู่การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ด้วยการเปิดตัวแคมเปญพิเศษ #มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES’ ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้น ให้ผู้ชมชาวไทยได้มีส่วนร่วมและร่วมสัมผัสประสบการณ์การรับชม-เชียร์การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” เพื่อร่วมสร้างบรรยากาศและส่งเสียงเชียร์ให้ดังไกลไปถึงทัพนักกีฬาไทยที่ประเทศญี่ปุ่น “โดยแคมเปญเชียร์ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะส่งเสริมและผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการชม-เชียร์กีฬาอย่างสนุกและมีความสุข รวมถึงสามารถส่งกำลังใจเชียร์ทีมชาติไทยในรูปแบบความชื่นชอบของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ให้แก่ผู้คนทุกช่วงวัยในสังคมเรา มั่นใจว่าจะเข้าถึงและขยายการมีส่วนร่วมในการชมกีฬาฯ สู่กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งแฟนกีฬาทั่วประเทศ กลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน วัยทำงาน กลุ่มคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ต่างๆ หรือกลุ่มวัฒนธรรมแฟนด้อมของเหล่าศิลปิน ขอให้ติดตามกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ผ่านการประชาสัมพันธ์ทุกแพลตฟอร์ม” สำหรับไฮไลท์แคมเปญ #มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้   งานเปิดแคมเปญอย่างเป็นทางการและเปิดตัวพันธมิตรทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวช่องทางการรับชมถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026” ทาง Digital TV ช่อง NBT, TSports7,9 MCOT HD, ONE 31, MONOMAX SPORT, ไทยรัฐ TV 32 และ PPTV  บนแอป AIS PLAY กล่อง AIS PLAYBOX ทั้งทีวีและออนไลน์ พร้อมพบเหล่าทีมชาติไทยร่วมงาน รอพบการเปิดตัว ‘Asian Games 2026 Ambassador’ ครั้งแรก! ที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนตอกย้ำคอนเซ็ปท์  “มากกว่านักกีฬา” ที่เพิ่มมิติการด้าน Brand Ambassador Marketing ให้ภาพชวนเชียร์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เปิดความร่วมมือกับสื่อไลฟ์สไตล์ระดับโลกในประเทศไทย ที่จะเนรมิตภาพลักษณ์ใหม่ของเหล่านักกีฬาไทย รวมถึงเซอร์ไพรส์! การร่วมงานในรูปบบ Collaboration อย่างเป็นทางการกับแบรนด์ดังระดับประเทศในเรื่องของชุดนักกีฬาไทยในพิธีเปิดการแข่งขัน ไฮไลท์ช่องทางการโปรโมททั่วประเทศในทุกแพลตฟอร์ม และโซเชียลมีเดีย รวมไปถึงความน่าสนใจของคอนเทนท์ภายใต้คำว่า ‘มากกว่ามหกรรมกีฬา’ ทยอยปล่อยให้คนไทยได้ชมหลากหลายแง่มุมนอกเหนือจากแมทช์การแข่งขัน และอีกหนึ่งความพิเศษของการแข่งขันฯในครั้งนี้ คือเป็นครั้งแรกของการบรรจุ 6 กีฬาใหม่ที่จะแข่งขันกันในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 “ไอจิ-นาโกย่า 2026″ ที่ทีมชาติไทยมีโอกาสการลุ้นเหรียญจากเหล่านักกีฬาดาวรุ่งที่โด่งดังทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคเอเชีย ได้แก่   กีฬาเทคบอล (Teqball) กีฬาที่เป็นส่วนผสมระหว่างฟุตบอลและเทเบิลเทนนิส แต่กลับเข้าทางนักกีฬาไทยที่มีพื้นฐานกีฬาตะกร้ออยู่ในสายเลือด โดยครั้งนี้ทางทีมไทยมีเป้าหมายทั้งหมด 3 เหรียญทอง จาก 3 ประเภทการแข่งขัน คือประเภทคู่หญิง นำโดย “นิด” สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ กับ “หยก” จุฑาทิพย์ กันทะธง คู่มือ 1 ของโลกและแชมป์โลกปี 2025, ประเภทคู่ชาย “สอ” สรศักดิ์ เทาศิริ กับ “ตุ้ม” จีรติ จันทร์เลียง คู่รองแชมป์โลก 2025 และประเภทคู่ผสม “นิด” สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ กับ “ต้น” พักตร์พงษ์ เดชเจริญ คู่มือ 2 ของโลก และรองแชมป์โลก 2025 พาเดล (Padel) กีฬาที่รวมทักษะเทนนิสกับสควอชไว้ด้วยกัน เล่นบนสนามขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วเอเชีย ทีมไทยได้มีลุ้นจาก การแข่งขันทั้ง 2 รายการ คือชายคู่ โดย อรรณพ ราเวอล์, สเตฟาโน มอชโชลา คู่หญิง นำโดยดาวรุ่ง นาตาลี นาคประเสริฐ ที่เคยพาทีมชาติไทยสร้างประวัติศาสตร์คว้าอันดับ 6 ของเอเชียในศึกเอเชีย คัพ ที่กาตาร์มาแล้ว และ ดาเรศ ศรีรุ่งเรือง จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ประเภทผาดโผน (Freestyle BMX) นำทัพโดย รุ่งเรือง ภามี และ สายธาร เพ็ชรนุ่ม ในการแข่งประเภท Park กระดานโต้คลื่น (Surfing) ลุ้นดาวรุ่งคนล่าสุด อิซซี่ อิสซาเบล เฟย์ ฮิกส์ นักกีฬาเยาวชนทีมชาติที่น่าจับตามองที่สุดผู้สร้างผลงานแชมป์ระดับนานาชาติและกำลังก้าวสู่มือวางอันดับ 3 ของเอเชีย และ แอนนิสซา ฐิตา ฟลินน์ ดีกรีแชมป์โลกโฟลว์บอร์ด 3 สมัย ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) นำโดย 2 นักกีฬาไทย ประกอบด้วย กัญจุฑา ภัทรบุญซ่อน ในรุ่น 54 กิโลกรัมหญิง และ ศักดิ์สิทธิ์ จันทร์หอม ในรุ่น 71 กิโลกรัมโมเดิร์นชาย เทควันโดเสมือนจริง (Virtual Taekwondo) เป็นการแข่งขันเทควันโดรูปแบบใหม่ที่ต่อสู้กันในโลกเสมือนจริง โดยนักกีฬาต้องสวมแว่น VR (อุปกรณ์แสดงภาพเสมือนจริงแบบสวมศีรษะ) พร้อมเซ็นเซอร์ตามจุดต่างๆ ของร่างกายเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวและแรงปะทะ ฝ่ายใดพลังต่อสู้หมดก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้ โดย สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทยได้รับโควตาจากสหพันธ์เทควันโดเอเชีย ในประเภทเคียวรูกิ (ต่อสู้) บุคคลหญิง และมีการคัดเลือกนักกีฬาจนได้ตัวแทนคือ ศศิกานต์ ทองจันทร์ รอติดตามกิจกรรมเต็มรูปแบบภายใต้แคมเปญ #มากกว่ามหกรรมกีฬา ALL IN ASIAN GAMES ได้ตลอดเดือนสิงหาคม  – ตุลาคม 2569 นี้ โดยสามารถอัพเดตความเคลื่อนไหวได้ทุกช่องทาง  Facebook Fanpage: SAT Thailand Sports Nation, Stadium TH และ The Standard Sport      

August 7, 2026 / 0 Comments
read more

เคเอฟซี เล่นกับใจวันแม่ 2569 รู้ว่าชอบแอบเก็บถุงซอส จัดโปรฯบักเก็ตได้ ‘ซอสพริกจัมโบ้’

WeView

เคเอฟซี เปลี่ยนอินไซต์คุณแม่สายเก็บให้เป็นสีสันการตลาดแบรนด์ จัดโปรฯวันแม่ปี 2569 ชุดบักเก็ต 349 บาทขึ้นไป แจกฟรีซอสพริกจัมโบ้ขนาดใหญ่ขึ้น 50%   วันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี ถือเป็นวันแม่แห่งชาติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายแบรนด์ใช้กลยุทธ์การตลาดเชื่อมโยงกับสายสัมพันธ์และความอบอุ่นของครอบครัว โดยวันแม่ปี 2569 นี้ KFC ประเทศไทย ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในชุดบักเก็ตที่ร่วมรายการ ราคา 349 บาทขึ้นไป ระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ที่ร้าน KFC ทั่วประเทศ ยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ   โดยความพิเศษแคมเปญฯ ในปีนี้ คือ ‘ซอสพริกจัมโบ้’ ฟรี 1 ถุง ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีก 50% หรือเพิ่มเป็น 83 ซอง จากเดิมมีปริมาณเทียบเท่าซอสพริกปกติ 55 ซอง ซึ่งมาจากความต้องการของลูกค้าที่อยากได้ซอสขนาดใหญ่และจุใจมากกว่าเดิม   สำหรับแคมเปญฯนี้ ถือเป็นภาคต่อการกลับมาของซอสพริกจัมโบ้ หลังได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามในปีที่ผ่านมา ซึ่งสร้างไวรัลบนโลกออนไลน์จนกลายเป็นหนึ่งในสีสันของเทศกาลวันแม่ไทย     จากจุดเริ่มต้นดึงอินไซต์เรียบง่ายของ ‘คุณแม่สายเก็บซองซอส’ ที่มักเก็บถุงซอสไว้ให้ลูกหลานและคนในครอบครัว จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ KFC พัฒนาซอสพริกขนาดยักษ์ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในครัวเรือนให้กลายเป็นประสบการณ์การตลาดที่ผู้บริโภคจดจำได้   ขณะที่แบรนด์ KFC ในฐานะแบรนด์ผู้นำตลาดไก่ทอด ยังต้องการสานต่อความเอาใจใส่คุณแม่สายเก็บ พร้อมตอบรับคำเรียกร้องของแฟน ๆ ที่อยากได้ซอสซองใหญ่ขึ้น เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวสามารถจิ้มไก่ทอดได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องแอบเก็บ ไม่ต้องแบ่ง และไม่ต้องกังวลว่าซอสจะหมด อีกต่อไป สะท้อนความเข้าใจผู้บริโภค โดยหวังให้ ‘ซอสพริกจัมโบ้’ เพิ่มความจุดอีก 50% ในครั้งนี้เป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ผ่านมื้อไก่ทอดที่สนุก อบอุ่น และอร่อยยิ่งขึ้น   ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่านแฮชแท็ก #ซอสพริกจัมโบ้ #ซอสพริกฟรี #เคเอฟซี #KFCThailand รวมถึงช่องทาง Facebook, TikTok, Instagram และ X ของ KFC Thailand   ‘KFC’ เป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก่อตั้งโดย ผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495   สำหรับในประเทศไทยเปิดสาขาแรกเมื่อปี 2528 ที่ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว ปัจจุบันมี 1,226 สาขา ครอบคลุม 77 จังหวัด (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2568) ภายใต้การบริหารของ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมผู้รับสิทธิ์แฟรนไชส์ซี จำนวน 3 ราย ได้แก่   บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)            

August 7, 2026 / 0 Comments
read more

‘Invisible Consumer’ ลูกค้าล่องหน ไม่กดไลก์ ไม่คอมเมนต์ แต่เลือกซื้อแบรนด์อย่างเงียบๆ

Zcreat

MI GROUP โดย MI LEARN LAB สำรวจกำลังซื้อผู้บริโภคกลุ่มล่องหน ‘Invisible Consumer’ ไม่ทิ้งร่องรอยตัวตนใดๆ แต่จำแบรนด์ได้แม่นยำ ถ้าจะตัดสินใจซื้อ  แนะวิธีชนะใจต้องสร้างแบรนด์อีโคซิสเต็ม สร้างภาพจดจำสินค้าครบลูปเพื่อรอเวลา   ลูกค้าล่องหน ไม่ได้แปลว่าไม่สนใจ ผู้บริโภคกลุ่ม Invisible Consumer ไม่แสดงเอนเกจเมนต์ บนโซเชียล แต่กว่า 78% จดจำแบรนด์ได้ และ 77% เก็บแบรนด์ไว้เป็นตัวเลือกก่อนตัดสินใจซื้อ ความคุ้นเคยและความน่าเชื่อถือ สำคัญกว่ายอดไลก์ ผลสำรวจพบว่า 90% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ และ 77% เชื่อรีวิวจากผู้ใช้จริงมากกว่าข้อความที่แบรนด์สื่อสารเอง สร้าง Brand Ecosystem ให้แบรนด์ถูกค้นพบและถูกจดจำ MI GROUP แนะกลยุทธ์ Be Found, Be Remembered และ Be Recommended เพื่อให้แบรนด์ปรากฏในทุกช่วงของ Customer Journey และสร้างอิทธิพลระยะยาว     วรินทร์ ทินประภา Chief Growth Officer กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ  MI GROUP ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารการตลาดและการวางแผนสื่อโฆษณา เปิดเผยว่า MI LEAEN LAB หน่วยงานสนับสนุนวิจัยการตลาด MI GROUP ดำเนินการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคยุคใหม่เจนเนอเรชั่น ซี (Gen Z) ราวช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2569 พบพฤติกรรมเชิงลึกรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งเรียกว่ากลุ่มอินวิซิเบิล (Invisible) ผู้บริโภคที่มีตัวตนแต่ไม่ทิ้งร่องรอยส่วนตัวใดๆ เช่น การกดไลก์ กดแชร์ หรือแสดงความคิดเห็น (Comment) บนสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์ม ต่างๆ   “ในช่วงที่ผ่านมา แบรนด์มักฟังเสียงโซเชียล วอยซ์ ผู้บริโภคบนสื่อออนไลน์ เพื่อทำแคมเปญการตลาดสินค้า แต่มีอีกหนึ่งกลุ่มคืออินวิซิเบิลเป็นคนที่เห็นแบรนด์อยู่แล้ว แต่แบรนด์ยังไม่เคยชนะใจ”   Invisible Consumer คือ ใคร?   วรินทร์ กล่าวว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคล่องหน Invisible Consumer มีพฤติกรรมน่าสนใจดังนี้   92% ใช้อินเทอร์เน็ตทุกวัน และเป็นคนสังเกตการณ์มากกว่ามีส่วนร่วม 86% รู้สึกคุ้นเคยกับแบรนด์มากขึ้นเมื่อเห็นซ้ำๆ โดยไม่ได้เสพสื่อแบบไร้ความสนใจ แต่สะสมข้อมูลอยู่เงียบๆ 77 % รู้สึกว่า แบรนด์ที่ดีจะไม่ผลักโฆษณาใส่ผู้บริโภค แต่จะทำให้ผู้บริโภคอยากเข้าหาเอง ด้วยไม่อยากถูกตาม และไม่ชอบให้แบรนด์ควบคุม 90% หาข้อมูลออนไลน์ รับรู้จากสื่อ แต่ตัดสินใจด้วยการตรวจสอบของตัวเอง ก่อนตัดสินใจซื้อ 77% เชื่อรีวิวผู้ใช้จริงมากกว่าที่แบรนด์พูด 27% จะไม่บอกใครเลย โดยรับอิทธิพลแบบเงียบ และส่งต่ออิทธิพลแบบเงียบเช่นกัน ด้วยวิธีบอกต่อหลัก คือ ส่งข้อความหาเพื่อน   “กลุ่มลูกค้าล่องหน Invisible Consumer  ไม่ได้ไม่มีส่วนร่วม แต่กำลังสังเกต การรับสารอย่างเลือกสรร และตัดสินใจด้วยตัวเองอย่างเงียบๆ จากพฤติกรรมนี้ หากพวกเขาไม่ทิ้งร่องรอย แบรนด์จะต้องเป็นฝ่ายทิ้งร่องรอยไว้ก่อน เพื่อให้ถูกค้นพบในวันที่พวกเขากลับมา”   นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มลูกค้าอิวิซิเบิล ที่มีต่อแบรนด์ดังนี้   82% เริ่มสนใจสินค้า เพราะเคยเห็นผ่านตามาก่อน 78% จดจำชื่อแบรนด์ได้ แม้ไม่ได้กดไลค์ คอมเม้นต์ หรือแชร์ 77% เก็บแบรนด์ไว้ในใจก่อนซื้อในอนาคต 60% บอกต่อสินค้าผ่านข้อความส่วนตัว   ไม่มีส่วนร่วม # ไม่สนใจ   กมลวรรณ ครอยท์ซเนอร์ Research & Data Specialist – Senior Manager, MI GROUP เสริมว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยได้รับอิทธิพลจากแบรนด์แต่ไม่ทิ้งสัญญาณใดๆเอาไว้  ซึ่งการไม่มีเอนเกจเมนต์ (Engagement)  ส่วนร่วมกับแบรนด์อาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสนใจ ความทรงจำ หรือความเชื่อมั่น แต่เพราะอิทธิพลจำนวนมากกำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ตั้งแต่การรับรู้ ไปจนถึงการบอกต่อ ซึ่งไม่เคยปรากฏบนแดชบอร์ด (Dashboard) ระบบวัดผลดิจิทัลระยะสั้น อย่าง ยอดกดไลก์ (Like) ยอดคอมเมนต์ (Comment) ยอดแชร์ (Share) บนโซเชียลมีเดีย เลย   อย่างไรก็ตามจากผลการสำรวจพฤติกรรม Invisible Consumers ยังพบว่า ‘ความเงียบ’ ยังเกิดจากแรงขับที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่   The Quiet Absorber : แบรนด์ค่อยๆ สะสมอยู่ในใจจนพวกเขาคุ้นเคย โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้ ดูเหมือนไม่ได้สนใจ แต่แบรนด์กำลังค่อยๆ ซึมซับเข้าไปอยู่ในความทรงจำ แม้จะไม่ได้ตั้งใจเปิดรับแบรนด์หรือแสดง Engagement แต่พวกเขาก็ไม่ได้ลืมสิ่งที่เห็น   “ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแบรนด์กลับค่อยๆ สะสมเป็นความทรงจำและความคุ้นเคย จนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในวันที่เกิดความต้องการซื้อ”   The Intentional Selector : ไม่ปฏิเสธแบรนด์ แต่ปฏิเสธสิ่งที่เข้ามาขัดจังหวะโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ   ผู้บริโภค กลุ่มนี้เลือกเองว่าอะไรควรค่าแก่ความสนใจ พวกเขาให้คุณค่ากับความสนใจ (Attention) ของตัวเอง จึงเลือกเปิดรับเฉพาะสิ่งที่เกี่ยวข้อง พวกเขามักค้นหา เปรียบเทียบ อ่านรีวิว และตรวจสอบข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ   แบรนด์จึงไม่ได้รับความสนใจแค่เพียงเพราะการปรากฏตัว แต่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นก่อน   ทั้งนี้ แม้ทั้งสองกลุ่มจะมีวิธีรับสารต่างกัน แต่สุดท้ายกลับนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน คือ ‘การเลือกแบรนด์’ เพียงแต่เส้นทางของอิทธิพล Customer Journey ไม่ได้เริ่มจากเอนเกจเมนต์ เสมอไป ซึ่งมีความแตกต่างทั้งสองกลุ่มดังนี้   The Quiet Absorber ตัดสินใจผ่าน ความทรงจำและความคุ้นเคย (Memory & Familiarity) The Intentional Selector จะตัดสินใจผ่านการค้นหาและความไว้วางใจ (Search & Trust) “โจทย์ของแบรนด์จึงไม่ใช่การพยายามเข้าถึงผู้บริโภคให้บ่อยที่สุด แต่คือการปรากฏตัวอย่างมีความหมาย ในจังหวะและบริบทที่เหมาะสม”   แบรนด์น่าเชื่อถือ ‘คนอื่น’ ต้องพูด   ด้าน พศธร สุขอัมพร New Business Development Director, MI GROUP กล่าวถึงแนวคิด ‘Rethinking Brand Building’ เพื่อช่วยให้แบรนด์สร้างอิทธิพลกับผู้บริโภคที่ต้องการตัดสินใจด้วยเงื่อนไขของตัวเอง   โดยก่อนนำกรอบแนวทาง Framework ไปใช้ แบรนด์ต้องเริ่มจากหลักคิดพื้นฐานคือ ‘Respect Their Boundaries’ การเคารพสิทธิในการเลือกของผู้บริโภค เพราะ Attention ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์สามารถยึดครองได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องได้รับ ผ่านความเกี่ยวข้อง ความน่าเชื่อถือ และจังหวะเวลาที่เหมาะสม ภายใต้ 3 แนวทางใหม่ในการสร้างแบรนด์ ดังนี้   Be Found — Win Search   การทำให้แบรนด์ ถูกค้นพบในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังมองหาคำตอบ ผ่านระบบนิเวศการค้นหา (Search Ecosystem) ทั้ง SEO, SEM, AI Search (AIO/GEO), Marketplace Search และ Owned Content เพื่อให้แบรนด์เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้บริโภคพบและเชื่อถือ เพราะ “ไม่ใช่เพียงอยู่ในจังหวะที่ผู้บริโภคค้นหา แต่ต้องเป็นคำตอบที่ผู้บริโภคเลือก”   Be Remembered — Design for Discovery   สร้างการพบเจอแบรนด์อย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตประจำวัน ทั้งในช่องทางสื่อออฟไลน์ (Offline Media) สื่อนอกบ้าน (OOH) การสนับสนุน (Sponsorship), การสร้างประสบการณ์ (Experience) จุดขายสินค้า/บริการ (POS) รวมถึงการการนำเสนอเนื้อหาให้สอดคล้องกับ ‘บริบทหรือสภาพแวดล้อม’ ที่ผู้บริโภคกำลังรับชมอยู่ในขณะนั้น โดยไม่พึ่งพาข้อมูลส่วนบุคคล (Context-based Media) ทั้งนี้ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและความทรงจำ ก่อนวันที่ผู้บริโภคต้องตัดสินใจ เพราะ “การค้นพบแบรนด์ควรรู้สึกเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การถูกบังคับให้รับสาร”   Be Recommended — Enable Word of Mouth   สร้างประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากบอกต่อ พร้อมต่อยอดพลังของ Influencers, User-Generated Content (UGC), Reviews, Communities และเสียงจากผู้ใช้งานจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและการแนะนำที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ เพราะ “ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ มักไม่ได้เกิดจากสิ่งที่แบรนด์กล่าวถึงตัวเอง”   พศธร  กล่าวว่า ในวันที่ผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดเองว่าจะเปิดรับข้อมูลจากใคร การสร้างแบรนด์จึงต้องก้าวข้ามการวัดผลเพียงตัวเลขบนแดชบอร์ด ไปสู่การสร้างอิทธิพลที่อยู่ในความทรงจำ ความไว้วางใจ และการบอกต่อ เพราะท้ายที่สุด แบรนด์ไม่ได้ชนะในวันที่ผู้บริโภคมีส่วนร่วม แต่ชนะในวันที่ผู้บริโภคเลือกแบรนด์

August 6, 2026 / 0 Comments
read more

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เชื่อม 4 งานใหญ่ หนุน ธุรกิจ ท่องเที่ยว บริการ อาหาร โรงแรม ครบวงจร

PRnounce

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว-บริการ จัด Food & Hospitality Thailand 2026 เชื่อม 4 งานใหญ่ สร้างโอกาสธุรกิจครบวงจร   ทิศทางการท่องเที่ยวไทยกำลังปรับจากการเน้น “ปริมาณ” สู่ “คุณภาพ” ตามยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume’ ของภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการต้องเร่งปรับตัว ล่าสุด อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ องค์กร และสมาคมธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการ ประกาศความพร้อมจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อม 3 งานร่วม ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand, HOTELEX Thailand และ Agri Plus Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย   นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป – ประเทศไทย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้ากลยุทธ์ ‘Value over Volume’ มุ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด ‘Healing is the New Luxury’ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 แกนหลัก ได้แก่ อีเวนต์ระดับโลก การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Longevity) การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู พร้อมตั้งเป้าปี 2569 ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.5–1.55 ล้านล้านบาท   การที่ภาครัฐกำลังปรับทิศทางการท่องเที่ยวไทย เป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องยกระดับสินค้าและบริการให้ทันเช่นกัน ดังนั้นการจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยพร้อมที่จะเป็นเวทีกลางในการเชื่อมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหารและบริการเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “All Sectors, One Destination” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมงานนอกจากจะได้พบการจัดแสดงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พรีเมียม นวัตกรรม และเทคโนโลยีล่าสุดกว่า 3,000 แบรนด์ จากกว่า 20 ประเทศ ครอบคลุมทั้ง 8 โซนสินค้า  แล้วยังมีกิจกรรมส่งเสริมความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การแข่งขัน สัมมนา และเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว อาหาร และบริการอีกด้วย   นอกจากนั้นความพิเศษของงานฯ ในปีนี้ คือ การมีงานระดับนานาชาติและระดับประเทศมาจัดร่วมกับงาน Food & Hospitality Thailand 2026 พร้อมกันถึง 3 งาน ได้แก่ Hotel & Shop Plus Thailand งานแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์และโซลูชันโรงแรมอัจฉริยะ สิ่งอำนวยความสะดวก สปา สิ่งทอและการทำความสะอาด  การออกแบบตกแต่งอาคาร โรงแรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ HOTELEX Thailand งานที่นำเสนอโซลูชันของภาคธุรกิจโรงแรมและการจัดเลี้ยง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงอุปกรณ์ครัว บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์การบริการ ฯลฯ โดยปีนี้มีโซนใหม่ที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ อาทิ หม้อไฟ เบเกอรี่ ชา ขนมหวาน ฯลฯ และ Agri Plus Expo โดยกรมการค้าต่างประเทศ ที่ร่วมจัดกับงานนี้เป็นครั้งแรก เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตร นวัตกรรมอาหาร และผู้ประกอบการ SMEs กับผู้ซื้อ ทำให้คาดว่าการจัดงานปีนี้ฯ จะดึงดูดผู้ประกอบการชาวไทยและภูมิภาคเข้าร่วมงานได้มากกว่า 30,000 คน ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนผู้ประกอบการและผู้สนใจในธุรกิจท่องเที่ยว อาหาร และบริการให้เข้ามาเยี่ยมชมการจัดงานในครั้งนี้   ด้านพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานฯ ภาคธุรกิจโรงแรม นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การรักษาอันดับความนิยมในใจนักท่องเที่ยว แต่คือการรักษาระดับรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลดลง ผู้ประกอบการโรงแรมต้องยกระดับมาตรฐานพร้อมสอดแทรกอัตลักษณ์ไทยเข้าไปในทุกมิติ ตั้งแต่การตกแต่งไปจนถึงการบริการจากบุคลากร ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ไทยเหนือกว่าคู่แข่ง   สำหรับการร่วมจัดงานกับ Food & Hospitality Thailand 2026 ครั้งนี้ ทางสมาคมฯ ร่วมจัดกิจกรรมสัมมนาในหัวข้อ AHRA Seminar 2026 โดยได้รวมผู้นำจากสมาคมโรงแรมจากไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มาแลกเปลี่ยนมุมมองการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบริการของเอเชียร่วมกัน ในหัวข้อ “Hospitality Industry Direction: Where Asian Hospitality is Going and How We Get There” พร้อมสัมมนา “NEXT GEN HOSPITALITY: How Hotels Can Prepare for Tomorrow’s Guests” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของมืออาชีพรุ่นใหม่ตัวจริงของวงการธุรกิจโรงแรมไทย   ด้านธุรกิจร้านอาหาร นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันสมาคมฯ กำลังร่วมกับภาครัฐผลักดัน “โครงการเส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผ่านการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ส่งเสริมคุณค่าด้านสุขภาพ ความหลากหลายของเมนูและรสชาติ พร้อมผลักดันให้ “ข้าวแกงไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก สำหรับการร่วมจัดงาน “Food & Hospitality Thailand 2026” ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้อัปเดตองค์ความรู้ เทรนด์ และประสบการณ์ เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยสมาคมฯ ได้มีการเตรียมจัดกิจกรรมในหัวข้อ “เส้นทางข้าวแกงเพื่อการท่องเที่ยว” และ “อนาคตข้าวแกงไทยในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว” โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมถ่ายทอดความรู้และมุมมองให้แก่ผู้ประกอบการและผู้สนใจ   ด้านภาคธุรกิจค้าปลีก นายณัฐ วงศ์พานิช นายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ร่วมงานกับ Food & Hospitality Thailand เห็นพัฒนาการของงานเติบโตขึ้นในทุกมิติ ทั้งจำนวนผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในยุคที่โลกของ Food Retail เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความสะดวก ความปลอดภัย และความยั่งยืนมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องปรับตัวด้วยเทคโนโลยี AI และ Data Analytics ระบบ Smart Supply Chain นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ ระบบชำระเงินแบบ Omnichannel และแนวคิด ESG ดังนั้นในปีนี้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงได้ร่วมจัดเวทีสัมมนาหัวข้อ “Next-Gen Retail Masterclass 2026: ถอดสูตรลับ AI, Space Management และ Merchandising กลยุทธ์ที่จะพลิกโฉมค้าปลีกยุคใหม่เติบโตยั่งยืน” โดยดึงผู้เชี่ยวชาญจากธุรกิจค้าปลีกชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัล, สยามพิวรรธน์, เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ ซีพี แอ็กตรา มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ในการหานวัตกรรม และเป็นเวทีให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันใน Ecosystem เดียวกันอีกด้วย   งาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand        

August 6, 2026 / 0 Comments
read more

เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี เปิด โรงงาน ชลบุรี ขยาย ฐานผลิต อาเซียน เสริม ยุทธศาสตร์ โลก

PRnounce

เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) เปิดโรงงานแห่งใหม่ในชลบุรี เดินหน้าขยายฐานการผลิตสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสริมแกร่งยุทธศาสตร์ระดับโลก   บริษัท เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด จัดพิธีเปิดบริษัทและเปิดใช้งานโรงงานแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ณ นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้บริหารภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรทางธุรกิจจากไทย จีน และนานาประเทศเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน การเปิดโรงงานแห่งใหม่นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของกลุ่มบริษัทเหิงลี่ ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายการผลิตในระดับสากล ภายในงานมีพิธีการสำคัญ ได้แก่ การกล่าวเปิดงาน การแสดงกลอง การเชิดสิงโต พิธีเบิกเนตรสิงโต การตัดริบบิ้นเปิดโรงงาน และการถ่ายภาพร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดี พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก นายเก่อ กวนห้าว ประธานกรรมการ บริษัท เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี จำกัด นายจิน หัวสู่ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท หังชา กรุ๊ป นายเฮ่อ ชุนผิง ผู้จัดการใหญ่ บริษัท หังชา กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด และนายจิน หางเชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมด้วยผู้แทนจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จังหวัดชลบุรี กลุ่มบริษัท WHA ตลอดจนผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พิธีเริ่มต้นด้วยการแสดงกลองที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย สื่อถึงจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก ความมุ่งมั่น และการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องของบริษัท ขณะที่การเปิดใช้งานโรงงานแห่งใหม่นี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเหิงลี่ กรุ๊ป ในการขยายเครือข่ายการผลิตระดับโลก และวางรากฐานสู่การเป็นฐานการผลิตสำคัญสำหรับรองรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต นายเก่อ กวนห้าว ประธานกรรมการ บริษัท เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจระดับโลกของบริษัท ในอนาคต เหิงลี่จะมุ่งพัฒนาธุรกิจด้านการแปรรูปโลหะแบบครบวงจร ยกระดับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิต เพื่อส่งมอบโซลูชันแบบครบวงจรที่มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีน รวมถึงพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้มีความแข็งแกร่งและได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านนายกานต์ กาญจนวิจิตร วิศวกรจากนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 3 กล่าวว่า การลงทุนของเหิงลี่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อศักยภาพด้านอุตสาหกรรมและสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศไทย อีกทั้งยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการจ้างงาน การแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตในภูมิภาค ขณะที่นางสาวลัดดา โรจนาวิไลวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหิงลี่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปโลหะและการผลิตอัจฉริยะมาอย่างยาวนาน การลงทุนในประเทศไทยครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก โดยกลุ่มบริษัท WHA พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายจิน หางเชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงการเปิดดำเนินงาน เกิดขึ้นจากความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน บริษัทจะยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมืออาชีพ ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และนวัตกรรม พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะ กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อก้าวสู่การเป็นต้นแบบของโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ นายเฮ่อ ชุนผิง ผู้จัดการใหญ่ บริษัท หังชา กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวในฐานะตัวแทนพันธมิตรทางธุรกิจว่า การเปิดดำเนินงานของโรงงานเหิงลี่ในประเทศไทยจะช่วยเสริมศักยภาพและเติมเต็มห่วงโซ่อุตสาหกรรมในภูมิภาคให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมคาดหวังว่าทั้งสองบริษัทจะต่อยอดความร่วมมือด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล   ภายในงานยังมีพิธีเบิกเนตรสิงโตและพิธีตัดริบบิ้นเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการ โดยนายเก่อ กวนห้าว และนายจิน หางเชา ร่วมประกอบพิธีเบิกเนตรสิงโตเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าสู่พิธีตัดริบบิ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือและการแสดงความยินดีจากแขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงาน ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิด คณะผู้บริหารและแขกผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมถ่ายภาพ และรับประทานอาหารกลางวันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางธุรกิจ ในอนาคต บริษัท เหิงลี่ แมนูแฟคเจอริ่ง เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับโลก ยกระดับศักยภาพด้านการผลิตและบริการแปรรูปโลหะแบบครบวงจร พร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมระหว่างไทยและจีน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมของภูมิภาคให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว  

August 6, 2026 / 0 Comments
read more

‘THE BEST MUM DESERVES THE BEST’ ไอคอนสยามชวนลูกเปลี่ยนจาก ‘ผู้รับ’ เป็น ‘ผู้ให้’ ในวันแม่

PRnounce

สร้างโมเมนต์พิเศษ มอบของขวัญแทนใจ และใช้เวลาคุณภาพกับคุณแม่ผ่านประสบการณ์ การช็อปปิง ร้านอาหาร และกิจกรรมวันแม่ครบครัน ณ ไอคอนสยาม ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำบทบาทการเป็น Global Experiential Destination ที่รวบรวมประสบการณ์ระดับโลกไว้ในจุดหมายปลายทางเดียว จัดแคมเปญฉลองวันแม่ “THE BEST MUM DESERVES THE BEST” เพื่อเชิดชูคุณแม่ผู้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับครอบครัว พร้อมเชิญชวนลูก ๆ เปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้รับ’ เป็น ‘ผู้ให้’ ด้วยการบอกรักและตอบแทนคุณแม่ผ่านสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งโมเมนต์สุดประทับใจ ของขวัญแทนใจ และประสบการณ์แห่งความสุขที่มีความหมายร่วมกันในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ โดยผสานประสบการณ์การช็อปปิง รับประทานอาหาร และกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบไว้ในที่เดียว เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันและสร้างความทรงจำแสนพิเศษในโอกาสสำคัญแห่งปี นางสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “วันแม่เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกันมากที่สุด เราจึงมองว่าสิ่งที่คุณแม่ต้องการไม่ได้จำกัดเพียงของขวัญ แต่คือช่วงเวลาแห่งความสุขและความทรงจำที่ได้ใช้ร่วมกับคนในครอบครัว ไอคอนสยามจึงออกแบบแคมเปญ THE BEST MUM DESERVES THE BEST ให้เป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองวันแม่ ผ่านการส่งมอบ 3 ประสบการณ์สำคัญ ทั้งการสร้างโมเมนต์อันน่าประทับใจร่วมกัน การเลือกสรรสิ่งพิเศษแทนคำขอบคุณ และการส่งต่อความรักความผูกพันให้กับผู้หญิงคนสำคัญที่สุดในชีวิต เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถสร้างวันพิเศษที่มีความหมายและเติมเต็มวันแม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ” เพื่อถ่ายทอดแนวคิด “เพราะผู้ให้สิ่งที่ดีที่สุด คือคนที่คู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด” ไอคอนสยามได้สร้างสรรค์กิจกรรมและประสบการณ์พิเศษผ่าน 3 สิ่งที่ดีที่สุดที่สะท้อนความตั้งใจในการมอบให้กับคุณแม่ทุกคน   THE BEST MOM DESERVES THE BEST MOMENTS ไอคอนสยามชวนทุกครอบครัวร่วมสร้างความทรงจำอันน่าประทับใจ ผ่านประสบการณ์สุดพิเศษภายใต้แนวคิด ICONIC EXPERIENCES WITH MUM ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ที่สร้างความสุขและช่วงเวลาที่ไม่อาจลืมเลือน เพราะของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่อาจไม่ใช่เพียงสิ่งของ แต่คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้ใช้ร่วมกันกับคนในครอบครัว ผ่านกิจกรรมและแลนด์มาร์กที่พร้อมสร้างโมเมนต์แห่งความประทับใจตลอดวันแม่ปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น The ICONIC Multimedia Water Feature การแสดงระบำสายน้ำผสมผสานแสง สี เสียง และมัลติมีเดียที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ริเวอร์ พาร์ค, Waterfall ‘LOVE MUM’ น้ำตกในโซนอลังการ ชั้น 6 และ Infinity Forest by SOFTLAB บริเวณนภาลัย เทอร์เรซ ชั้น 7 ซึ่งพร้อมเติมเต็มวันแม่ให้เป็นช่วงเวลาแห่งความประทับใจสำหรับทั้งครอบครัว THE BEST MOM DESERVES THE BEST DEALS เติมเต็มการบอกรักแม่ผ่านการเลือกสรรสิ่งพิเศษแทนใจ ด้วยของขวัญจากแบรนด์ชั้นนำที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมชวนครอบครัวใช้เวลาร่วมกันผ่านมื้ออาหารสุดพิเศษจากร้านอาหารชั้นนำริมแม่น้ำเจ้าพระยา และประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับเวิลด์คลาสจาก Blue by Alain Ducasse เพื่อส่งมอบวันแม่ที่สมบูรณ์แบบให้กับคนสำคัญที่สุดในชีวิต นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการเลือกสรรของขวัญและใช้เวลาร่วมกับครอบครัว โดยมอบของสมนาคุณ บัตรกำนัลร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงบัตรกำนัลเพื่อสุขภาพและความงาม เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมด้วยโปรโมชั่น กิจกรรม และบริการพิเศษจากร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงเมนูและข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากร้านอาหารต่าง ๆ ภายในไอคอนสยาม เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกครอบครัวได้เลือกสรรของขวัญ ชวนคุณแม่ออกมารับประทานอาหาร และใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความหมายตลอดช่วงเทศกาลวันแม่ THE BEST MOM DESERVES THE BEST LOVE ส่งต่อสารสำคัญของแคมเปญผ่านคอนเทนต์พิเศษ BEST DAY WITH BEST MUM ถ่ายทอดเรื่องราวของพี่น้องสองหนุ่มหล่อ ภู ธัชชัย – ภีม ธนัช ลิ้มปัญญากุล ที่ร่วมกันสร้างวันพิเศษให้กับคุณแม่แทนคำขอบคุณในวันแม่ปีนี้ โดยสะท้อนแนวคิด “เปลี่ยนจากผู้รับ เป็นผู้ให้” ผ่านกิจกรรมตลอดหนึ่งวันที่ไอคอนสยาม ทั้งการเลือกซื้อของขวัญ การรับประทานอาหาร และการร่วมสัมผัสประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไอคอนสยาม ถ่ายทอดความรัก ความผูกพัน และความหมายของการตอบแทนผู้หญิงคนสำคัญที่สุดในชีวิต ผ่านช่วงเวลาแห่งความสุขที่ได้ใช้ร่วมกันในครอบครัว ด้าน เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม ชั้น G ขอเชิญชวนคุณแม่และทุกคนในครอบครัวร่วมย้อนวันวานไปกับความไพเราะของบทเพลงอมตะ และสนุกสนานกับการเต้นลีลาศในงาน “สุขสนุก มนต์เสน่ห์ลีลาศ” พบกับบทเพลงสุนทราภรณ์สุดคลาสสิก ขับร้องโดย พรศุลี วิชเวช นักร้องนำหญิงระดับดาวค้างฟ้าของวงดนตรีสุนทราภรณ์ ผู้ได้รับฉายาว่า “การเวกเสียงใส” และ ศุภาชัย ผ่องสวัสดิ์ นักร้องเพลงไทยสากลรางวัลพระราชทาน พร้อมด้วยเหล่านักร้องคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์ ภายในงานจะได้พบกับการเปิดฟลอร์ลีลาศสุดพิเศษจาก ออย-เพชรลดา รุ่งเรือง นักแสดงหญิงรุ่นใหม่ ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและชวนทุกท่านออกสเต็ปไปพร้อมกัน ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 เวลา 15.00-18.30 น. ณ ลานเมือง 2 เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม ชั้น G พร้อมกันนี้ ร้าน “ห้องภาพวันวาน” ณ เมืองสุขสยาม ร่วมส่งต่อความรักและความอบอุ่นในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ด้วยโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการบันทึกภาพแห่งความทรงจำ เมื่อถ่ายภาพคู่ในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 หรือควงคุณแม่มาถ่ายภาพในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 รับภาพถ่ายฟรี ในราคาพิเศษเพียง 599 บาท เท่านั้น นอกจากนี้ สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ขอร่วมส่งต่อความรักและความอบอุ่นในโอกาสวันแม่ผ่านแคมเปญ “Dear All Moms” ระหว่างวันที่ 3-12 สิงหาคม 2569 ชวนทุกครอบครัวร่วมบอกรักและแทนคำขอบคุณแด่คุณแม่คนสำคัญ ด้วยกิจกรรมและสิทธิพิเศษที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและความผูกพัน พร้อมโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุด 30% ตลอดรายการ รวมถึงกิจกรรมพิเศษในวันที่ 12 สิงหาคม ที่เปิดโอกาสให้แม่และลูกได้เก็บภาพความทรงจำร่วมกัน พร้อมรับคูปองพิเศษและดอกคาร์เนชั่นสีแดง สัญลักษณ์แห่งความรักและความกตัญญู ร่วมสร้างโมเมนต์พิเศษและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้หญิงที่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณ กับแคมเปญ “THE BEST MUM DESERVES THE BEST” ณ ไอคอนสยาม ตลอดช่วงเทศกาลวันแม่ปี 2569 นี้ สอบถามเพิ่มเติมโทร.1338 หรือ www.iconsiam.com

August 5, 2026 / 0 Comments
read more

สยาม ทาคาชิมายะ ชวน บอกรัก แม่ ผ่าน Dear All Moms ช้อป คุ้ม รับ ของขวัญ

PRnounce

พร้อมกิจกรรมสุดอบอุ่นวันแม่ฉลองวันแม่แห่งชาติ 2569 กับโปรโมชั่นพิเศษ ลดสูงสุด 30% พร้อมรับฟรีที่รัดผม JIM THOMPSON และกิจกรรมสร้างความทรงจำแสนพิเศษสำหรับทุกครอบครัว ระหว่างวันที่ 3-12 สิงหาคมนี้   สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในไทย ณ ไอคอนสยาม ชวนทุกครอบครัวร่วมส่งมอบความรักและความห่วงใยให้กับคุณแม่คนสำคัญ เติมเต็มความสุขและความอบอุ่นในช่วงเทศกาลวันแม่แห่งชาติ ผ่านแคมเปญ “Dear All Moms” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความรักและความผูกพัน โดยรวบรวมสินค้าและของขวัญหลากหลายประเภทจากแบรนด์ชั้นนำทั้งจากญี่ปุ่นและนานาชาติ ทั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ของใช้ภายในบ้าน สินค้าเพื่อสุขภาพ หรือไลฟ์สไตล์ไอเทมที่เหมาะสำหรับเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณและความรักที่มีต่อคุณแม่ พร้อมมอบสิทธิพิเศษกับสินค้าแบรนด์ดังจากทุกแผนกที่ร่วมรายการลดสูงสุด 30% ตลอดรายการ พร้อมของสมนาคุณสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตลอด 10 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 3-12 สิงหาคม 2569   พิเศษสำหรับสมาชิกสยาม ทาคาชิมายะ เมื่อมียอดใช้จ่ายภายในห้างฯ ครบ 8,000 บาท รับฟรี ที่รัดผม JIM THOMPSON มูลค่า 790 บาท ของขวัญสุดพิเศษที่สะท้อนความงดงามเหนือกาลเวลา เหมาะสำหรับมอบให้คุณแม่หรือคนพิเศษในโอกาสวันแม่ โดยจำกัด 2 สิทธิ์ต่อท่านต่อวัน และรวม 250 สิทธิ์ นอกจากประสบการณ์การช็อปปิงที่คุ้มค่า ยังมีกิจกรรมพิเศษในวันที่ 12 สิงหาคม 2569 เพื่อเปิดพื้นที่แห่งความสุขให้คุณแม่และลูกได้ใช้เวลาร่วมกัน พร้อมเก็บภาพความประทับใจในวันสำคัญ โดยลูกค้าที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีฟ้า กดติดตาม TikTok : SIAM Takashimaya ถ่ายภาพคู่แม่-ลูกภายในห้างฯ และโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก#SIAMTakashimaya และ#DearAllMoms รับทันที คูปองเงินสดมูลค่า 100 บาท สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 500 บาท จำกัด 500 สิทธิ์ตลอดรายการ   เพื่อร่วมส่งต่อความรักและความกตัญญูในวันแม่แห่งชาติ สยาม ทาคาชิมายะ ยังจัดเตรียม ดอกคาร์เนชั่นสีแดง สัญลักษณ์แห่งความรักและความเคารพที่มีต่อมารดาตามวิถีของชาวญี่ปุ่น มอบให้แก่ลูกค้าที่สวมใส่เสื้อผ้าสีฟ้าในวันที่ 12 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป ณ บริเวณ Information ชั้น G จำนวนจำกัด 100 ดอก   แคมเปญ “Dear All Moms” สะท้อนถึงความตั้งใจของสยาม ทาคาชิมายะในการมอบมากกว่าประสบการณ์การช็อปปิง ด้วยการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขและความผูกพันให้กับทุกครอบครัว ภายใต้บรรยากาศการบริการอันประณีตตามแบบฉบับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ร่วมบอกรักคุณแม่ผ่านของขวัญชิ้นพิเศษ กิจกรรมแสนอบอุ่น และสิทธิประโยชน์มากมาย ในแคมเปญ “Dear All Moms” ระหว่างวันที่ 3-12 สิงหาคม 2569 ณ สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-011-7500 หรือทาง LINE: SIAM Takashimaya

August 5, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม ร่วม วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก หนุน อนุรักษ์ธรรมชาติ เสริม ภารกิจ ผู้พิทักษ์ป่า สู่ ความยั่งยืน

PRnounce

บี.กริม ร่วมงาน “วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก” ประจำปี 2569 สนับสนุนการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติสู่ความยั่งยืน   บี.กริม ร่วมยกย่องความกล้าหาญและความเสียสละของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องผืนป่า หยุดยั้งการล่าสัตว์ป่า และรักษาความสมดุลของธรรมชาติ เนื่องใน “วันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก” (World Ranger Day) ประจำปี 2569 โดยร่วมกับ Freeland Foundation มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากการปฎิบัติหน้าที่ จำนวน 17 คน พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ และ สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผ่านการมอบอุปกรณ์เดินป่าและลาดตระเวน พร้อมของใช้ที่จำเป็น ให้แก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าของอุทยานแห่งชาติ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 400,000 บาท ภายในงานวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก จัดโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ณ อุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่   ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม เปิดเผยว่า บี.กริม ขอยกย่องความกล้าหาญและความเสียสละของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ พร้อมสนับสนุนการจัดอบรมหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการอุทยานแห่งชาติ ร่วมกับมูลนิธิอมตะ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์กร Global Park สหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติของไทยและภูมิภาค นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ลาดตระเวนเชิงคุณภาพ เพื่อเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าในการใช้เทคโนโลยีระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ข้อมูลดาวเทียม และข้อมูลภาคสนาม วางแผนการลาดตระเวน ป้องกันการลักลอบล่าสัตว์ และการตัดไม้ทำลายป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ทั้งนี้ ทุกวันที่ 31 กรกฎาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าโลก หรือ World Ranger Day เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทั่วโลกที่อุทิศตนเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และระลึกถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยงานในปีนี้ได้รับเกียรติจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ซึ่งได้ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล “พิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าผู้เสียสละทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมด้วย นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัด ทส. นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ และนางสาวดาวรุ่ง ใจจริง รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตลอดจนผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และผู้พิทักษ์ป่าจาก 3 หน่วยงานหลักกว่า 800 นายเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง   การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ สะท้อนถึงพันธกิจของ บี.กริม ในการดูแลโลกและสังคม ผ่านหลักปรัชญาการดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ภายใต้ความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ของ บี.กริม ที่ยืนหยัดมาอย่างยาวนานกว่า 148 ปี โดยเชื่อมั่นว่า การดูแลธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมคือรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่โลกที่เปี่ยมด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และสามารถส่งต่อทรัพยากรอันล้ำค่านี้ให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน

August 5, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู คอร์ปอเรชั่น กำไรต่อเนื่องไตรมาสที่ 6 รายได้โต ปันผล 5.2 พันล้านบาท

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานงบไตรมาส 2/2569 ทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 หนุนด้วยรายได้ที่เติบโตและวินัยทางการเงิน พร้อมจ่ายปันผล 5.2 พันล้านบาท     ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 เดินหน้าสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง จากรายได้เติบโตและการบริหารการเงินอย่างมีวินัย แม้เผชิญผลกระทบจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น แต่ผลการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจยังคงเติบโตในทิศทางที่ดี สำหรับไตรมาสนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน   นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอีกไตรมาส โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจ การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจำนวนผู้ใช้บริการ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และไฟเบอร์ให้ทันสมัย การดำเนินงานเชิงพื้นที่แบบเจาะจง รวมถึงการนำ AI มายกระดับประสบการณ์ลูกค้าและการปฏิบัติงาน ทั้งหมดนี้ ผลให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นและผลการดำเนินธุรกิจแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากนี้ไป เราจะเสริมศักยภาพการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ในทุกมิติ ผ่าน AI Centre of Excellence การวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่ง ควบคู่กับการยกระดับกระบวนการทำงานแบบครบวงจร (End-to-End) เพื่อขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน”     จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 479,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในโครงการไทยช่วยไทย พลัส และการเข้าร่วมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ กสทช. ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.6 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 28,000 ราย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากความเสถียรของโครงข่ายและคุณภาพการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น โดยไตรมาสนี้ มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 19.3 ล้านราย     นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไตรมาส 2/2569 นับเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่ทรู คอร์ปอเรชั่น มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง มีจุดเด่นรายได้จากการให้บริการกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 13.5% และกำไรสุทธิหลังหักภาษีอยู่ที่ 6.6 พันล้านบาท นับเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันที่บริษัทมีกำไร ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนถึงการรักษาวินัยทางการเงินและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง แม้ไตรมาสนี้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยังคงดำเนินอยู่ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นจำนวน 5.2 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 79% หรือเงินปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น (Dividend per Share: DPS)”     ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 2/2569 รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC): 4.14 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ เมื่อปรับผลกระทบจากรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายในประเทศที่ลดลง รายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน EBITDA: 2.83 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของรายได้และประโยชน์จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และ EBITDA เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ เพิ่มขึ้น 7.6 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 68.5% สำหรับไตรมาส 2/2569 ทั้งนี้ นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้รวม 8.9 พันล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 46% อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage Ratio): อยู่ที่ 3.7 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ลดลง 0.3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.1 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): 6.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เป้าหมายทางการเงิน ปี 2569 (ใหม่): รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC: เติบโต 1–2% เมื่อเทียบกับปีก่อน EBITDA: เติบโต 7–9% (ไม่เปลี่ยนแปลง) CAPEX: 2.5–2.7 หมื่นล้านบาท (ไม่เปลี่ยนแปลง)

August 5, 2026 / 0 Comments
read more

CP เปลี่ยน’ไทย’เป็นผู้สร้างเทคโนโลยี ตั้งกองทุนแสนล.ใน7 ปีรับเศรษฐกิจโลก’ควอนตัม’

EcoVative

‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ นำซีพี-ธุรกิจในเครือริเริ่ม ‘Quantum Club Thailand’ ระดมทุนงบฯแสนล.ใน 7 ปี เปลี่ยนไทยสู่ผู้สร้างนวัตกรรม-Deep Tech รับยุคควอนตัม คอมพิวติ้ง เชื่อมโยงธุรกิจ-อุตสาหกรรม เป็นเนื้อเดียวกัน     งบลงทุนระดับแสนล้าน  Quantum Club Thailand มีเป้าหมายตั้งกองทุนขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท ภายในกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปีข้างหน้า เริ่มต้นด้วยคอมมูนิตี้ Quantum Club Thailand ในระยะแรกจะเริ่มจากการเป็น Extra-curricular Club หรือชุมชนกิจกรรมนอกหลักสูตรสำหรับผู้สนใจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย Quantum Club Thailand วางแนวคิดการเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่และยกระดับชีวิตผู้คน   ศุภชัย เจียรวนนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), ประธานกรรมการ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เครือซีพีและบริษัทในเครือพร้อมร่วมมือระหว่างองค์กรรัฐและพันธมิตรระดับโลก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) QTRic และ qBraid จากสหรัฐอเมริกา ผลักดันแนวคิดการจัดตั้ง ‘ควอนตัม คลับ ประเทศไทย’ (Quantum Club Thailand) ขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงทุกอุตสาหกรรมและการดำเนินชีวิตของคนไทยเข้าไว้ด้วยกัน   สำหรับ ‘Quantum Club Thailand’ ในระยะเริ่มต้นวางบทบาทในฐานะแพลตฟอร์ม ‘Extra-curricular Club’ ชุมชนกิจกรรมนอกหลักสูตร จากกลุ่มผู้สนใจในเนื้อหาเทคโนโลยี ‘ควอนตัม’ ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สตาร์ทอัปธุรกิจ ที่แสดงความสนใจในเนื้อหาเดียวกัน   “สิ่งนี้เป็นดีปเทคฯจริงๆ ที่จะรวบรวมศักยภาพความรู้วิชาการ ทั้งงานวิจัยสาธารณะจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา แล็บ ดิจิทัล ชีวเทคโนโลยีต่างๆ ไปจนถึงความร่วมมือกับสถาบันระดับโลกอย่างMIT เพื่อร่วมสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกให้ดียิ่งขึ้น”     ศุภชัย กล่าวต่ออีกว่า เครือซีพี และ กลุ่มอไรซ์ฯ ยังมองไปถึงเป้าหมายอนาคตในการผลักดันให้ไปถึงระดับการค้นคว้าวิจัยเชิงลึก พร้อมจัดหาทุนสนับสนุน (Seed Funding) ให้กับผลงานต่างๆ ที่นอกเหนือจากธุรกิจในเครือซีพี   “ในอนาคตทุกมิติจะเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันหมด ทั้งภาคการเกษตร พลังงานสะอาด กิจการค้าปลีก ระบบฟูลฟิลเมนต์ อาหาร เทคโนโลยี ระบบรักษาความปลอดภัย การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น ที่ทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกัน”   พร้อมอธิบายว่า จากนี้ไปในอนาคตทุกอุตสาหกรรมจะไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่จะเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวกันด้วยข้อมูล (Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการประมวลผลยุคใหม่ จากการคำนวนและประมวลผลระดับควอนตัม (Quantum Computing)   อาทิ ในภาคเกษตร มีการใช้ AI และ Quantum Computing วิเคราะห์สภาพอากาศ พันธุกรรมพืช และผลผลิต ข้อมูลดังกล่าวเชื่อมไปยัง ธุรกิจอาหาร เพื่อวางแผนการผลิตและบริหารวัตถุดิบ จากนั้นเชื่อมกับค้าปลีกและระบบฟูลฟิลเมนต์ เพื่อคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคและจัดส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ   ขณะที่ทั้งหมดต้องอาศัย พลังงานสะอาด ระบบสื่อสาร และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดทำงานร่วมกัน   โดยบทบาทของ Quantum Computing จะเข้ามาคำนวณปัญหาที่ซับซ้อนมาก เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน การจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนาอาหาร หรือวัคซีน การบริหารโครงข่ายพลังงาน และการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้เวลานานมาก   กรุงเทพฯ สู่ซิลิคอน วัลเลย์ แห่งเอเชีย   ศุภชัย กล่าวต่อว่า การเปิดตัวแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับชาติ ‘Quantum Club Thailand’ จะเป็นจุดตั้งต้นพลิกโฉมประเทศไทย จากประเทศ ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ สู่การเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ผ่านแผนยุทธศาสตร์ทางด้านเงินทุน บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน ดังนี้   ยุทธศาสตร์การระดมทุนและแรงจูงใจสำหรับพันธมิตรการซึ่งการจัดตั้ง Quantum Club Thailand จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยในเบื้องต้นมีการวางแผนระดมทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยสิ่งสำคัญคือจะต้องสร้างแรงจูงใจทางธุรกิจที่มีความชัดเจนเพื่อดึงดูดพันธมิตรให้เข้ามาสนับสนุนเงินทุน ทั้งในแง่ของอัตราผลตอบแทนการลงทุน (yield) ที่คุ้มค่า ไปจนถึงการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน แนวทางดังกล่าว ยังมุ่งผลักดันให้ กรุงเทพมหานคร ก้าวขึ้นมามีตำแหน่งและบทบาทในรูปแบบเดียวกับเมืองนวัตกรรมระดับโลกอย่าง บอสตัน (Boston) หรือ ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก การลงทุนในเสาหลักด้านนวัตกรรม (Innovation Pillar) เพื่อสร้างศูนย์วิจัยพร้อมด้วยระบบนิเวศที่ยั่งยืน ซึ่งได้วางโรดแมปเชิงโครงสร้างไว้ 2 ส่วนสำคัญ คือ การพัฒนาและจัดจ้างบุคลากรศักยภาพสูง ในการจัดจ้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี สัดส่วนทุนวิจัยและการจัดหาอุปกรณ์ จัดสรรงบประมาณในสัดส่วน 1 ใน 3 ของกองทุนทั้งหมด เพื่อใช้เป็นทุนสนับสนุนสำหรับนักวิจัยโดยเฉพาะ เช่น การจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง และการตรวจสอบระบบด้านต่างๆ ภายใต้แนวคิดเสาหลักด้านนวัตกรรม เป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า คือ การสร้างศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 70,000 – 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 6-7 ปีนับจากนี้   ศุภชัย กล่าวว่าการไปสู่เรื่องดังกล่าว จะต้องมีคุณภาพการศึกษาควบคู่กันไป ผ่านการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมาสู่อุตสาหกรรมที่มีคนศักยภาพ เพื่อรองรับเทคโนโลยีควอนตัม และเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี ดิจิทัลด้านต่างๆ   โดย กลุ่มทรูเป็นภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกิจการโทรคมนาคมมายาวนาน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแกนสำคัญต่อเรื่องนี้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับการดำเนินงานกลุ่มอไรซ์ ที่มุ่งใน 4 ด้านสำคัญ คือ 1. การเข้าถึง เอไอ ในระดับพื้นฐานได้ในต้นทุนต่ำสุด 2. การเข้าถึงด้านสุขภาพและเวชภัณฑ์ยา 3.การเข้าถึงวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ 4. สร้างความมั่นคงเทคโนโลยีทางการเงิน  

August 5, 2026 / 0 Comments
read more

ICONSIAM และ ICS ชวนใช้เวลากับแม่ ผ่านประสบการณ์ช้อปปิ้งและความสุขตลอดเดือนสิงหาคม

PRnounce

ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส จัดแคมเปญ ICONSIAM & ICS HAPPY MOTHER’ S DAY ชวนทุกครอบครัวมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดให้คุณแม่ พร้อมรับสิทธิพิเศษและของรางวัลมากมายตลอดเดือนสิงหาคมนี้   ไอคอนสยาม ตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันสำหรับทุกคนในครอบครัวช่วงเทศกาลวันแม่ ด้วยประสบการณ์ครบครันทั้งช็อปปิง รับประทานอาหาร และไลฟ์สไตล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมจัดแคมเปญ “ICONSIAM HAPPY MOTHER’ S DAY : THE BEST MUM DESERVES THE BEST” ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญร่วมกับครอบครัว ด้วยประสบการณ์ที่ครบครันในจุดหมายปลายทางเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกของขวัญชิ้นพิเศษให้คุณแม่ พาคุณแม่รับประทานอาหารมื้อโปรด หรือใช้เวลาร่วมกันทั้งครอบครัวในบรรยากาศสุดประทับใจริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2569   สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM ที่มียอดใช้จ่ายภายในไอคอนสยาม และห้างสรพพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ช็อปครบ 2,500 บาทขึ้นไป รับฟรี SENKA Aqua Bright Glow Gel Cream ขนาด 50 มล. มูลค่า 499 บาท จำกัดรวม 1,600 รางวัลตลอดรายการ ช็อปครบ 40,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัลแทนเงินสดจากร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการ มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,000 บาทขึ้นไป (จำกัด 50 รางวัลต่อวัน) รวม 850 รางวัลตลอดรายการ ช็อปครบ 100,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัลจาก APEX Hospital & Clinics โปรแกรม Advanced Body Contouring Program (Fit & Firm) มูลค่า 7,000 บาท (จำกัด 100 รางวัลตลอดรายการ)   นอกจากนี้ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ ยังร่วมเติมเต็มความสุขในช่วงเทศกาลวันแม่ ผ่านแคมเปญ “THE BEST MOM DESERVES EVERYDAY HAPPINESS” ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2569 มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ามาช็อปปิง รับประทานอาหาร และใช้บริการที่ไอซีเอส เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการใช้จ่ายตลอดเดือนแห่งความรักและความผูกพันของครอบครัว ช็อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับ คูปองแทนเงินสด มูลค่า 100 บาท สำหรับร้านอาหารที่ร่วมรายการภายใน ICS (ยกเว้น Lotus’s Eatery) จำกัด 600 สิทธิ์ตลอดรายการ ช็อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป รับ บัตรเติมน้ำมัน PTT Station มูลค่า 500 บาท จำกัด 320 สิทธิ์ตลอดรายการ ช็อปครบ 15,000 บาทขึ้นไป รับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 600 บาท สำหรับใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,200 บาทขึ้นไปพร้อมรับ คูปองแทนเงินสด มูลค่า 100 บาท สำหรับร้านอาหารที่ร่วมรายการภายใน ICS (ยกเว้น Lotus’s Eatery) จำกัดรวม 50 สิทธิ์ตลอดรายการ   ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ครบครันสำหรับทุกเจเนอเรชัน ควบคู่กับสิทธิประโยชน์และของรางวัลมากมาย เพื่อให้วันแม่ปีนี้เป็นอีกหนึ่งความทรงจำอันน่าประทับใจสำหรับคนสำคัญที่สุดในชีวิต ร่วมส่งต่อความรักและความสุขให้คุณแม่ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ กับแคมเปญ “ICONSIAM HAPPY MOTHER’S DAY : THE BEST MUM DESERVES THE BEST” และ “THE BEST MOM DESERVES EVERYDAY HAPPINESS” เพราะคนที่มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เราเสมอ สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดกลับคืนเช่นกัน สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com

August 4, 2026 / 0 Comments
read more

‘CP LAND’ ขยับสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์อสังหาฯ สร้างระบบนิเวศพันธมิตร-เครือซีพี

EcoVative

‘ซีพี แลนด์’ เติมไลฟ์ไตล์ให้ลูกบ้านผ่านบริการหลังการขาย ‘Pri-d’ แพลตฟอร์มระบบนิเวศเชื่อมพันธมิตรสินค้าบริการ และอาณาจักรธุรกิจเครือซีพี แผนรักษาตลาดอยู่อาศัยยั่งยืน   ระบบนิเวศเชิงประสบการณ์ (Experience Ecosystem) CP LAND ปรับบทบาทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมการอยู่อาศัย ไลฟ์สไตล์ และเครือข่ายธุรกิจไว้ในแพลตฟอร์มเดียว Pri-d เชื่อมสิทธิประโยชน์ แพลตฟอร์มปรีดี รวบรวมพันธมิตรกว่า 50 ราย พร้อมสิทธิประโยชน์มากกว่า 90 รายการ ครอบคลุมอาหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ และบริการดิจิทัล กลยุทธ์สร้างฐานธุรกิจระยะยาว CP LAND ใช้เครือข่ายพันธมิตรทั้งในและนอกกลุ่ม C.P. Group เชื่อมลูกบ้าน ลูกค้าทั่วไป และพันธมิตร เพื่อสร้างคุณค่าร่วมและการเติบโตอย่างยั่งยืน   ศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร CP LAND ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ทิศทางการตลาด CP LAND มุ่งยกระดับแบรนด์สู่การเป็นระบบนิเวศเชิงประสบการณ์ ‘Experience Ecosystem’ เชื่อมโยงการอยู่อาศัย ไลฟ์สไตล์ และเครือข่ายธุรกิจเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านแพลตฟอร์ม Pri-d (ปรีดี) ศูนย์กลางในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า พันธมิตร และบริการต่าง ๆ บนระบบนิเวศเดียวกัน   สำหรับแพลตฟอร์มปรีดี พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการเชิงลึกผู้บริโภคในตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าที่ได้รับหลังการตัดสินใจซื้อโครงการอสังหาฯ   โดยบริษัทฯ ใช้ความเชี่ยวชาญธุรกิจร่วมกับความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงในทุกวัน เพื่อสร้างประสบการณ์อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกโครงการ   ปัจจุบัน Pri-d มีพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 50 ราย พร้อมด้วยสิทธิประโยชน์มากกว่า 90 รายการ ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าบริการ อาทิ   กลุ่มอาหาร กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว บริการดิจิทัล   ขณะที่พันธมิตรหลัก ได้แก่ กลุ่ม CRG (Central Restaurants Group) และแพลตฟอร์มบริการ AMAZE รวมถึงพันธมิตรท้องถิ่นในเมืองหลักและเมืองรองหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยเพิ่มความหลากหลายของสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่   โดย CP LAND ยังจะใช้จุดแข็งด้านศักยภาพในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจภายใน ทั้งกลุ่มที่อยู่อาศัย โรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์ประชุม ร้านอาหาร บริการดิจิทัล ตลอดจนพันธมิตรท้องถิ่นในแต่ละจังหวัด รวมถึงการเชื่อมโยงพันธมิตรในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันระหว่างลูกค้า   “แพลตฟอร์ม Pri-d รองรับทั้งลูกบ้าน ลูกค้าทั่วไป พันธมิตรทางธุรกิจ และพนักงานในเครือฯ ซึ่งถือเป็นฐานผู้ใช้งานคุณภาพที่มีศักยภาพในการขยายตัวในอนาคต”   ศศินันท์ กล่าวว่า กลยุทธ์ดังกล่าว ยังสะท้อนการปรับบทบาทของ CP LAND จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิต ผู้คน และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย เพื่อไปสู่เป้าหมายการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงประสบการณ์ที่ดีได้ทุกวัน พร้อมสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างแบรนด์และพันธมิตรในระยะยาว  

August 4, 2026 / 0 Comments
read more

มทม. จับมือ อิมพีเรียล คอลเลจ จัด IEEE BioSensors 2026 ปักหมุด กทม.

PRnounce

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร – Imperial College London ผนึกกำลังจัด IEEE BioSensors 2026 ปักหมุดกรุงเทพฯ เชื่อมงานวิจัยโลกสู่ตลาด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (Mahanakorn University of Technology: MUT) จับมือ Imperial College London ผนึกกำลังจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติครั้งสำคัญ “IEEE BioSensors 2026” ณ กรุงเทพมหานคร เชื่อมโยงนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลกกับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน พร้อมผลักดันนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ การประชุมวิชาการนานาชาติ IEEE BioSensors 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค กรุงเทพมหานคร ภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council เปิดเวทีให้นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร แพทย์ นักวิจัย นักศึกษา ผู้ประกอบการ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม การที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสถาบันอุดมศึกษาของไทยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร เทคโนโลยี และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมด้านไบโอเซนเซอร์ของประเทศไทย พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์และประกาศเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเปิดอนาคตของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การแพทย์ สิ่งแวดล้อม และภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขา การจัด IEEE BioSensors 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการรวบรวมนักวิจัยชั้นนำด้านเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง นอกเหนือจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่และสตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านเซนเซอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และภาคเศรษฐกิจทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว สำหรับแนวทางผลักดันงานวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์จากห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะสนับสนุนผ่านกลไกของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน งานวิจัยเชิงลึก การทดสอบประสิทธิภาพ การทดลองทางคลินิก การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการเข้าสู่ตลาด ขณะเดียวกัน การพัฒนากำลังคนถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากเทคโนโลยีเซนเซอร์และไบโอเซนเซอร์ต้องบูรณาการองค์ความรู้ด้านเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์ การแพทย์ และการวิเคราะห์ข้อมูล กระทรวง อว. จึงมุ่งพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะแบบสหสาขาวิชา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต หลังจากนี้จะมีการผลักดันให้เกิดคลัสเตอร์ด้านไบโอเซนเซอร์ในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สถาบันวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและช่องว่างที่ประเทศไทยยังต้องพัฒนา รวมถึงแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมไบโอเซนเซอร์ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน ด้าน Professor Pantelis Georgiou ประธานการประชุม IEEE BioSensors 2026 กล่าวว่า การจัดตั้งเครือข่ายสาขาในประเทศไทยจะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางวิชาการให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการจัดประชุมประจำปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้และความร่วมมือด้านไบโอเซนเซอร์เป็นสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ขยายความร่วมมือไปยังศาสตร์สาขาอื่น รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี Professor Pantelis Georgiou เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ห้องปฏิบัติการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และ Imperial College London มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับทักษะและศักยภาพของบุคลากรไทย ทั้งด้านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมกล่าวชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีความอบอุ่นและเป็นมิตร พร้อมแสดงความรู้สึกเป็นเกียรติที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยชั้นนำจากนานาประเทศ ตลอดจนเข้าถึงเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ที่มีความก้าวหน้าและทันสมัย Professor Pantelis Georgiou กล่าวด้วยว่า กรุงเทพมหานครเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม โดยจากการพูดคุยพบว่า ผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากชื่นชอบการเดินทางมาประเทศไทย ทั้งด้านบรรยากาศ วัฒนธรรม และการต้อนรับที่เป็นมิตร พร้อมเชื่อมั่นว่าหลายคนจะเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต ขณะที่รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และประธานร่วมการประชุม IEEE BioSensors 2026 เปิดเผยว่า การประชุม IEEE BioSensors ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 เป็นเวทีนานาชาติที่เชื่อมโยงนักวิจัยด้านไบโอเซนเซอร์เข้ากับภาคการแพทย์ อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และนักลงทุน เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน การประชุมครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของการจัดงาน ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในปี 2566 เมืองเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ในปี 2567 และเมืองซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ในปี 2568 ก่อนที่กรุงเทพมหานครจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพในปี 2569 สะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับโลก กรุงเทพมหานครมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม สถานพยาบาล สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย บุคลากรทางวิทยาศาสตร์ และผู้ประกอบการเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีทางการแพทย์ อุปกรณ์สุขภาพ และนวัตกรรมสุขภาพดิจิทัล อีกทั้งระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมของไทยยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนด้านการวิจัย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างบุคลากรในสาขาวิศวกรรมชีวภาพ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ไบโอเซนเซอร์ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย โรงพยาบาล และบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง “กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัด IEEE BioSensors 2026 เพราะสามารถเชื่อมโยงงานวิจัยล้ำสมัยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศไทยและเครือข่ายระดับนานาชาติ เปิดโอกาสให้นักวิจัย แพทย์ วิศวกร ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรมจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ กล่าว IEEE BioSensors เป็นการประชุมวิชาการภายใต้การสนับสนุนของ IEEE Sensors Council มุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านไบโอเซนเซอร์ ระบบตรวจวัดทางชีวภาพ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดพื้นที่ให้นำเสนอผลงานวิจัยต้นฉบับ แนวคิดใหม่ เทคโนโลยีเกิดใหม่ และนวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ เนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบวัสดุและโครงสร้างไบโอเซนเซอร์ เทคโนโลยี Lab-on-Chip ชิปดีเอ็นเอ อิมมูโนเซนเซอร์ ไบโอเซนเซอร์ที่ใช้เอนไซม์ ระบบตรวจวัดแบบสวมใส่ อุปกรณ์ฝังในร่างกาย และไบโอเซนเซอร์สำหรับติดตามสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประมวลผลสัญญาณ การสร้างแบบจำลองทางชีวภาพ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูล สำหรับ IEEE BioSensors 2026 มีผลงานวิจัยส่งเข้ารับการพิจารณาจำนวน 226 ผลงาน จาก 28 ประเทศทั่วโลก โดยทุกผลงานผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอิสระอย่างน้อย 3 คน ก่อนคัดเลือกให้นำเสนอในรูปแบบการบรรยายทางวิชาการ 26 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ 69 ผลงาน และการสาธิตเทคโนโลยีแบบสด 5 รายการ โปรแกรมภายในงานยังประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 หัวข้อ ได้แก่ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และแมชชีนเลิร์นนิงกับสัญญาณชีวภาพ กลยุทธ์การตรวจวัดด้วยใยแก้วนำแสง และการตรวจวัดทางชีวภาพและเคมีด้วยแสงแบบ Superchiral ตลอดจนกิจกรรมสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่และการแข่งขัน MYOSA เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการพัฒนานวัตกรรมด้านเซนเซอร์ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเสวนาภาคอุตสาหกรรมหัวข้อ “The Path to Market for Electrochemical Point-of-Care Biosensors” ถ่ายทอดเส้นทางการพัฒนาไบโอเซนเซอร์ ตั้งแต่การวิจัยในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาต้นแบบ การทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการผลิต การขออนุญาต และการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาด การเสวนาดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจว่า ความสำเร็จของเทคโนโลยีไบโอเซนเซอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต กฎระเบียบทางการแพทย์ ต้นทุน ความต้องการของผู้ใช้งาน รูปแบบธุรกิจ และความเป็นไปได้ในการขยายการผลิตในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ผู้จัดงานยังเปิดพื้นที่นิทรรศการสำหรับบริษัท มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ และองค์กรด้านเทคโนโลยี เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ ผลงานวิจัย เครื่องมือ ต้นแบบ และนวัตกรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ผลงานส่วนใหญ่ที่นำเสนอภายในงานจะได้รับการเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล IEEE Xplore ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ขณะที่ผลงานบางส่วนจะได้รับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Sensors Letters ฉบับพิเศษด้านไบโอเซนเซอร์ เพื่อขยายการเผยแพร่องค์ความรู้และเพิ่มโอกาสในการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ในระดับนานาชาติ ความร่วมมือในการจัด IEEE BioSensors 2026 ครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครและ Imperial College London ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมกันเปิดตัว MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research (SABER) Laboratory หรือ SABER Lab. ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ และไบโอเซนเซอร์แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง SABER Lab. เปิดโอกาสให้นักศึกษาและนักวิจัยไทยได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับโลก ทำงานวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะผ่านประสบการณ์ปฏิบัติงานจริง สอดคล้องกับเป้าหมายของการประชุม IEEE BioSensors 2026 ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประชุม การลงทะเบียน การจัดแสดงนิทรรศการ และการสนับสนุนการจัดงานได้ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ผ่านทางอีเมล inter@mut.ac.th หรือโทรศัพท์ 061 223 2344 รวมถึงติดต่อเว็บไซต์ ieee-biosensors.org/2026 หรือติดต่อ Brianna Orr ผู้จัดการการประชุม IEEE BioSensors 2026 ทางอีเมล borr@conferencecatalysts.com  

August 4, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู จุดพลัง อินเทิร์นชิป ดึง AI สร้าง อินโนเวชัน ขับเคลื่อน ธุรกิจ ยุคใหม่

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น จุดพลัง Future Workforce ใน “True Alpha Internship 2026” พลิกโจทย์ธุรกิจ ครีเอทอินโนเวชันด้วย AI พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริง     ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่โลกการทำงานยุค AI ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง พร้อมบ่มเพาะทักษะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าให้แก่ธุรกิจและสังคมอย่างยั่งยืน…ล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเวที “True Alpha Internship Program 2026: Final Pitching Day” ณ Center of Excellence (CoE) ทรู ดิจิทัล พาร์ค พร้อมร่วมแบ่งปันมุมมองและให้ข้อคิดแก่นิสิตนักศึกษาทั้ง 5 ทีม จากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งได้นำเสนอผลงานที่ประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจ หลังผ่านกระบวนการเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนาผลงานร่วมกับผู้บริหาร Mentor ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และทีมธุรกิจอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยทีมที่ชนะเลิศ ได้รับรางวัล Champion ได้แก่ ทีม “ทรู ตุง ตุง ซา-ฮูร์” กับ ผลงาน “Cool Kit – คู่คิด” ชูแนวคิดการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไร นางสาวศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา นิสิตนักศึกษาในโครงการ True Alpha Internship Program 2026 ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือแก้โจทย์ธุรกิจจริง ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหา ออกแบบและพัฒนาโซลูชัน ประยุกต์ใช้ AI กับ Use Case ทางธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างต้นแบบที่พร้อมต่อยอด อีกทั้งทำงานกับข้อมูลจริง และเรียนรู้การบริหารโครงการควบคู่กับต้นทุนและกำไรธุรกิจ เพื่อให้เข้าใจว่านวัตกรรมที่สร้างคุณค่าไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจและนำไปใช้ได้จริง True Alpha จึงไม่ใช่เพียงโครงการฝึกงาน แต่เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเตรียมคนรุ่นใหม่สู่การเป็น Future Workforce ผ่านการพัฒนาทักษะด้าน AI ความเข้าใจทางธุรกิจ การคิดเชิงวิพากษ์ และความสามารถในการปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเชื่อว่าการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเข้ากับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ จะช่วยเปิดมุมมองต่อโลกการทำงานให้กว้างและลึกยิ่งขึ้น พร้อมหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้กล้าคิด กล้าลงมือทำ และสร้างคุณค่าแก่องค์กรและสังคมได้ในอนาคต” นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ผลงานของทั้ง 5 ทีมสะท้อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในสามมิติสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความกล้าในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และความพร้อมในการนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริง ซึ่งล้วนเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมของประเทศ โครงการที่นำเสนอในรอบ Final Pitching Day มีความหลากหลาย ทั้งการแก้ปัญหาสำคัญ การต่อยอดจากทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่ ตลอดจนแนวคิดที่พร้อมพัฒนาและขยายผลในอนาคต ดังนั้น Final Pitching Day จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันแนวคิดสู่การใช้งานจริง โดยทรู พร้อมสนับสนุนแต่ละโครงการอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถสร้างคุณค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อร่วมพัฒนาคนรุ่นใหม่ เชื่อมโยงพลังความคิดสร้างสรรค์เข้ากับการขับเคลื่อนนวัตกรรม และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก” สำหรับผลการแข่งขัน Final Pitching Day โครงการ True Alpha Internship Program 2026 ทีมชนะเลิศ ได้รับรางวัล Champion ได้แก่ ทีม “ทรู ตุง ตุง ซา-ฮูร์” (True Tung Tung Sahur) กับผลงาน “Cool Kit – คู่คิด” ผู้ช่วย AI สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดเล็ก ที่รวบรวมข้อมูลจากระบบ POS และ LINE ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อช่วยบริหารจัดการตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การบริหารสต็อก การจัดตารางพนักงาน การติดตามธุรกรรม ไปจนถึงการคาดการณ์ความต้องการใช้วัตถุดิบ ช่วยลดภาระงาน เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน   ทีมผู้ชนะที่ได้รับรางวัล The Winner ได้แก่ ทีม Overthinkers กับผลงาน “Seamless – Smarter Smart Cart” รถเข็นอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งเฉพาะบุคคล โดยวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้า ทั้งประวัติการซื้อ สินค้าในรถเข็น และโปรโมชันภายในร้าน เพื่อนำเสนอสินค้า นำทาง และข้อเสนอที่เหมาะสมแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกและตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มยอดขายและสร้างมูลค่าให้แก่ธุรกิจ ทีม I AM I กับผลงาน “AI Household Shopping Assistant” ผู้ช่วย AI ที่ช่วยบริหารจัดการการซื้อของภายในครอบครัว ด้วยการรวบรวมความต้องการของสมาชิกแต่ละคน วิเคราะห์ความชอบ จัดการรายการซื้อสินค้าและงบประมาณ พร้อมแนะนำสินค้าและโปรโมชันที่เหมาะสมผ่านช่องทางดิจิทัล ช่วยให้การวางแผนซื้อของมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความยุ่งยาก และตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนในครอบครัว ทีม 6packs กับผลงาน “Provenue – AI Restaurant Location and Financial Intelligence” แพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยวิเคราะห์ศักยภาพของทำเลและความคุ้มค่าในการลงทุนสำหรับธุรกิจร้านอาหาร โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้านจำนวนลูกค้า คู่แข่ง การเดินทาง ค่าเช่า และแหล่งจัดหาวัตถุดิบในพื้นที่ ควบคู่กับการคาดการณ์รายได้ ผลตอบแทน และระยะเวลาคืนทุน เพื่อช่วยผู้ประกอบการตัดสินใจเลือกทำเลได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มโอกาสสู่ความสำเร็จของธุรกิจ ทีม Ain’telligence กับผลงาน “AICONIC – Intelligent Shopping Companion” หุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับศูนย์การค้าระดับพรีเมียม พัฒนาในรูปแบบ Semi-humanoid เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งเฉพาะบุคคล ผ่านการแนะนำร้านค้าและสินค้า การนำทางภายในศูนย์การค้า การให้ข้อมูลสิทธิประโยชน์สมาชิก และบริการอำนวยความสะดวกต่างๆ ช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า พร้อมเพิ่มการค้นพบร้านค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับศูนย์การค้า ทั้งนี้ True Alpha Internship Program 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ สถาบันการศึกษา เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนา Future Ready Workforce ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง และปลดล็อคพลังความคิดสร้างสรรค์ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

August 3, 2026 / 0 Comments
read more

พัทยาไม่ได้มีแค่ทะเล เมื่อ ‘Event Tourism’ เปลี่ยนเมืองชายหาดใกล้กรุงเทพฯ ให้กลับไปเที่ยวได้ตลอดปี

PRnounce

อมารี พัทยา และ โอโซ่ นอร์ธ พัทยา ชวนต่อยอดทริป Pattaya Marathon 2026 สู่การพักผ่อนริมทะเล ท่ามกลางสีสันของพัทยา เมืองอีเวนต์ที่เต็มไปด้วยกีฬา ดนตรี คาเฟ่ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ตลอดปี ในวันที่การเดินทางของคนไทยไม่ได้มีจุดหมายเพียงแค่ “ไปพักผ่อน” หลายคนเริ่มเลือกออกเดินทางเพื่อเข้าร่วมอีเวนต์ที่ตัวเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกีฬา เทศกาลดนตรี กิจกรรมริมทะเล งานศิลปะ หรือเทศกาลประจำเมือง ที่ช่วยเปลี่ยนทริปธรรมดา ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีเรื่องเล่าและมีความหมายน่าจดจำ   เทรนด์นี้สะท้อนการเติบโตของ Event Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักเดินทางยุคใหม่ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเพราะอีเวนต์ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลในการออกเดินทาง แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้น ของการออกไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้คน ที่มีความสนใจเดียวกัน สัมผัสพลังของเมือง ในช่วงเวลาที่มีชีวิตชีวา และต่อยอดทริปให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้น ทั้งอาหาร วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ การพักผ่อน และช่วงเวลาน่าจดจำระหว่างการเดินทาง พัทยา คือหนึ่งในจุดหมายที่สะท้อนเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างชัดเจน   จากเมืองท่องเที่ยวชายทะเลใกล้กรุงเทพฯ ที่หลายคนคุ้นเคย วันนี้ได้ถูกพัฒนาสู่การเป็นเมืองที่มีสีสันตลอดทั้งปี ตั้งแต่การแข่งขันกีฬา เทศกาลดนตรี กิจกรรมริมชายหาด ไปจนถึงอีเวนต์ไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ เช่น Wonderfruit, Rolling Loud Thailand, เทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา, Pattaya Music Festival, Honda LPGA Thailand, พัทยามาราธอนตลอดจนถึงงานระดับนานาชาติอีกมากมายที่ดึงดูดทั้งนักเดินทางชาวไทยและต่างชาติให้กลับมาเยือนซ้ำในหลายจังหวะของปี   ในช่วงหน้าฝนนี้ “พัทยามาราธอน ครั้งที่ 33 ประจำปี 2569” หรือ Pattaya Marathon 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-27 กันยายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของพัทยาในฐานะเมืองแห่ง Event Tourism โดยปีนี้คาดว่าจะมีนักวิ่งและครอบครัวกว่า 40,000 คน จากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วมการแข่งขัน ทำให้พัทยาเต็มไปด้วยบรรยากาศของการเดินทาง การพบปะ และพลังของผู้คนที่มารวมตัวกันผ่านกิจกรรมกีฬา   แต่เสน่ห์ของการเดินทางมาพัทยาในช่วงอีเวนต์ไม่ได้จบลงเพียงแค่วันแข่งขัน เพราะหลังจากการวิ่งหรือการเข้าร่วมกิจกรรม นักเดินทางยังสามารถต่อยอดทริปไปสู่ประสบการณ์อื่นๆ ได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นริมทะเล แวะคาเฟ่ในย่านยอดนิยม ลิ้มรสกับร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดัง ใช้เวลาที่บีชคลับ ออกไปสัมผัสกิจกรรมทางน้ำ หรือพักผ่อนกับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในบรรยากาศเมืองชายหาดที่เดินทางง่ายและมีสีสันตลอดวัน   เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์การเดินทางรูปแบบนี้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) พร้อมต้อนรับนักเดินทางผ่านสองโรงแรมในพัทยา ได้แก่ อมารี พัทยา (Amari Pattaya) และ โอโซ่ นอร์ธ พัทยา (OZO North Pattaya) ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อกับสีสันของเมืองได้อย่างสะดวก รวมถึงอยู่บริเวณใกล้จุดสตาร์ทของ Pattaya Marathon 2026 เหมาะสำหรับนักวิ่ง ครอบครัว และนักเดินทางที่อยากใช้ทริปอีเวนต์เป็นโอกาสในการพักผ่อนริมทะเลไปพร้อมกัน สำหรับผู้ที่ต้องการเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โรงแรมอมารี พัทยา (Amari Pattaya) พร้อมมอบนิยามใหม่ของการพักผ่อนสำหรับครอบครัวในหลากหลายเจเนอเรชัน สำหรับกลุ่มครอบครัวที่เดินทางร่วมกัน อมารี พัทยา นำเสนอแนวคิดการพักผ่อนที่สมดุล โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกในแต่ละช่วงวัยได้เพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์ของตนเองได้อย่างไร้รอยต่อ ก่อนจะกลับมารวมตัวกันเพื่อแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขในฐานะครอบครัว ในขณะที่คุณพ่อและลูกชายออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเดินเล่นรับลมริมหาดพัทยา คุณแม่และลูกสาวสามารถเลือกปรนนิบัติผิวและฟื้นฟูร่างกายอย่างล้ำลึกที่ ไหม สปา (Maai Spa) สปาระดับพรีเมียมที่ผสานศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบไทยร่วมสมัยเข้ากับแรงบันดาลใจอันประณีตของเส้นไหม เพื่อคืนความสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจ สำหรับครอบครัวใหญ่ที่มีเจ้าชายและเจ้าหญิงตัวน้อย เด็กๆ สามารถปล่อยจินตนาการให้โลดแล่นด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ เดอะ ทรีเฮ้าส์ คิดส์ คลับ (The Treehouse Kids Club) และสวนน้ำขนาดใหญ่ ในขณะที่คุณปู่และคุณย่าก็สามารถปลีกตัวไปสัมผัสกับความเป็นส่วนตัวที่แสนสงบและบริการระดับเอกซ์คลูซีฟได้ที่ คลับนภา (Club Napha) อมารี พัทยา ยังเชื่อมโยงทุกคนในครอบครัวเข้าด้วยกันผ่านมื้ออาหารสุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการลิ้มลองรสชาติอาหารไทยรสชาติต้นตำรับที่คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างพิถีพิถัน พร้อมตัวเลือกอาหารตะวันตกที่ อมาญา ฟู้ด แกลลอรี (Amaya Food Gallery) หรือดื่มด่ำกับอาหารอิตาเลียนรสชาติต้นตำรับในบรรยากาศอันอบอุ่นที่ เปรโก้ พัทยา พาสต้า แล็บ แอนด์ บาร์ (Prego Pattaya Pasta Lab and Bar) ห้องอาหารอิตาเลียนระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อมาพัทยาต้องมาลองให้ได้   ขณะที่ โอโซ่ นอร์ธ พัทยา (OZO North Pattaya) เป็นตัวเลือกสำหรับนักเดินทางที่อยากใช้ทุกช่วงเวลาของทริปให้เต็มที่ ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้ทั้งชายหาด แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ คาเฟ่ ร้านอาหาร และพื้นที่จัดอีเวนต์สำคัญของเมือง ทำให้การออกไปสัมผัสสีสันของพัทยาเป็นเรื่องง่าย เริ่มวันด้วยมื้อเช้าที่ EAT ก่อนออกไปเดินเล่นริมทะเล แวะคาเฟ่ระหว่างวัน และปิดท้ายด้วยสีสันยามค่ำคืนก็ทำได้อย่างสะดวก และเมื่อกลับมาที่โรงแรม ผู้เข้าพักยังสามารถผ่อนคลายริมสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ หรือเติมพลังที่ฟิตเนส ก่อนกลับไปพักผ่อนในห้องพักที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อพร้อมต้อนรับเช้าวันใหม่และการออกไปเติมความสนุกกับเมืองนี้ได้อีกครั้ง   มากกว่าการเป็นเมืองทะเลใกล้กรุงเทพฯ พัทยาในวันนี้คือจุดหมายที่นักเดินทางสามารถออกแบบประสบการณ์ได้ตลอดวัน ตั้งแต่การพักผ่อนริมชายหาด มื้อสายที่คาเฟ่บรรยากาศดี กิจกรรมทางน้ำหรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ ไปจนถึงดินเนอร์ริมทะเลในช่วงพระอาทิตย์ตก ทั้งหมดนี้คือเสน่ห์ของ Event Tourism ที่ทำให้อีเวนต์ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลของการเดินทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของทริปที่เต็มไปด้วยผู้คน บรรยากาศ และโมเมนต์น่าจดจำ สำหรับนักวิ่ง ครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือใครที่กำลังมองหาไอเดียเที่ยวหน้าฝน Pattaya Marathon 2026 อาจเป็นเหตุผลที่ดีในการเริ่มวางแผนทริปครั้งต่อไป และใช้โอกาสนี้สัมผัสพัทยาในมุมที่มากกว่าทะเล

August 3, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท บอนวอย ชวนครอบครัวสัตว์เลี้ยง สัมผัสประสบการณ์พักผ่อนทั่วไทย

PRnounce

แมริออท บอนวอย เชิญชวนครอบครัวที่มีสมาชิกสี่ขา ออกไปร่วมสัมผัสประสบการณ์พักผ่อน ในโรงแรมและรีสอร์ตที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงทั่วประเทศไทย แพ็กเกจสุดพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจสัตว์เลี้ยงให้ได้รับการดูแลเทียบเท่าแขกคนสำคัญ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอน ขนม ของเล่น และอีกมากมาย ณ โรงแรมและรีสอร์ตในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย   แมริออท บอนวอย พอร์ตโฟลิโอแบรนด์โรงแรมระดับโลกกว่า 30 แบรนด์ภายใต้ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมโปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลมากมาย เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวสำหรับผู้รักสัตว์เลี้ยง ให้สามารถเดินทางพร้อมเพื่อนสี่ขาได้สะดวกยิ่งขึ้นในประเทศไทย เตรียมพบกับประสบการณ์การเข้าพักสุด “purr-fect” ผ่านแพ็กเกจที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยงและสิ่งอำนวยความสะดวกสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่พร้อมดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณเสมือนแขกระดับวีไอพี   พาเจ้าสี่ขาพักผ่อนแบบมีสไตล์ใจกลางเมือง: ในกรุงเทพฯ น้องหมาและน้องแมวสามารถเพลิดเพลินกับการพักผ่อนใจกลางเมืองอย่างมีระดับได้ที่ โรงแรม แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล ซึ่งมอบสิ่งอำนวยความสะดวกสุดพิเศษสำหรับสัตว์เลี้ยง อาทิ อาหารออร์แกนิค เตียงนอนสุดนุ่ม ชามอาหารและน้ำ รวมถึงบริการอื่น ๆ อีกมากมาย ขณะที่ โรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพ โรงแรมไลฟ์สไตล์สุดหรูใจกลางเมือง ที่มีโปรแกรม P.A.W. (“Pets Are Welcome”) ที่จัดเต็มทั้งของเล่น ขนม และเมนูอาหารภายในห้องพักที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับเพื่อนขนฟูโดยเฉพาะ อีกทางเลือกหนึ่ง สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าพักอย่างมีสไตล์ พร้อมทำความรู้จักเพื่อนใหม่ได้ที่โรงแรม ม็อกซี่ แบงคอก ราชประสงค์ ซึ่งพร้อมต้อนรับสัตว์เลี้ยง ด้วยเตียงนอน ชามอาหารและน้ำ และพื้นที่กลางแจ้งสำหรับการพักผ่อนอย่างอิสระ   อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านแบบพร้อมหน้ากับสัตว์เลี้ยงแสนรัก: สำหรับคุณพ่อคุณแม่เจ้าสี่ขาที่วางแผนการพักผ่อนระยะยาวในกรุงเทพฯ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ทั้ง 4 แห่ง พร้อมต้อนรับแขกสี่ขาด้วยข้อเสนออัตรารายเดือนสุดพิเศษ โดยสุนัขและแมวสามารถพักผ่อนอย่างสะดวกสบายได้ในราคาเพียง 5,000 บาทต่อเดือนที่ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ แบงคอก สุขุมวิท 50 แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ แบงคอก สุขุมวิท 101 และ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทร วิสต้า กรุงเทพฯ ในขณะที่แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพ ทาวน์ฮอลล์ สุขุมวิท รองรับสุนัขได้สูงสุด 2 ตัว ในราคา 10,000 บาทต่อตัวต่อเดือน มอบประสบการณ์การเข้าพักที่สะดวกสบายและเป็นส่วนตัวสำหรับทั้งพ่อแม่ละสัตว์เลี้ยงตลอดระยะเวลาการเข้าพัก   พักผ่อนริมชายหาดกับสมาชิกสี่ขา: คู่รักและครอบครัวที่กำลังวางแผนพักผ่อนริมชายหาด สามารถพาสัตว์เลี้ยงคู่ใจไปสัมผัสความงดงามของชายฝั่งและเกาะอันเงียบสงบของประเทศไทยได้แล้ว โดยโรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย รีสอร์ตพูลวิลล่าสุดหรูบนชายฝั่งตอนเหนืออันงดงามของเกาะสมุย เชิญชวนสุนัขและแมวร่วมผ่อนคลายกับแพ็กเกจ P.A.W. ที่มาพร้อมของเล่นและขนมมากมายสำหรับสัตว์เลี้ยงแสนรัก ด้านโรงแรมระยอง แมริออท รีสอร์ แอนด์ สปา เดินทางสะดวกเพียงไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพโดยรถยนต์ เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้สัมผัสประสบการณ์เหยียบผืนทรายนุ่ม ผ่านแพ็กเกจเฉพาะที่จัดเตรียมเตียงสัตว์เลี้ยง ชามอาหารและน้ำ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกสุดพิเศษอีกมากมาย ขณะที่โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา นำเสนอแพ็กเกจ “Doggy Dog Delight” ที่ครบครันด้วยชามอาหาร ผ้าห่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อมอบการพักผ่อนแสนสบายสำหรับสัตว์เลี้ยง   เปิดประสบการณ์แสนสุขให้สัตว์เลี้ยงตัวโปรดท่ามกลางขุนเขาเมืองเหนือ: นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงยังสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางขุนเขาทางภาคเหนือของประเทศไทยได้ที่ โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เตียงนอนสุนัขแสนนุ่ม ชามอาหารและน้ำแบบเฉพาะตัว เสื้อคลุมอาบน้ำและแว่นตาสำหรับสุนัขดีไซน์เก๋ ของเล่นและขนม รวมถึงแผนที่แนะนำพื้นที่กลางแจ้งที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการพักผ่อนเต็มไปด้วยความสุข ก่อนปิดท้ายวันด้วยประสบการณ์การรับประทานอาหารสุดพิเศษ   ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนในเมือง การเข้าพักระยะยาวในกรุงเทพฯ การพักผ่อนริมชายทะเลหรือท่ามกลางธรรมชาติ แมริออท บอนวอย คือพันธมิตรที่สมบูรณ์แบบสำหรับการพาสัตว์เลี้ยงออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แมริออท บอนวอย และการสำรองการเข้าพักในประเทศไทย กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.marriott.com/th/destinations/thailand.mi ###

August 3, 2026 / 0 Comments
read more

การ์มิน ขยายอีโคซิสเต็มการฝึกซ้อมระดับโลก หลังรายได้ฟิตเนสโตพุ่ง 25%

PRnounce

‘การ์มิน’เข้าซื้อกิจการ TrainingPeaks และ TrainHeroic รับแรงส่งรายได้กลุ่มธุรกิจฟิตเนสไตรมาส 2 ปี 2569 โต 25% ต่อยอดความต้องการอุปกรณ์สวมใส่ของการ์มินที่แข็งแกร่ง พร้อมขยายอีโคซิสเต็มการฝึกซ้อม ที่เชื่อมต่อกันสำหรับนักกีฬาและโค้ชทั่วโลก   ชาฟฟ์เฮาเซน, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (3 สิงหาคม 2569) – การ์มิน ประกาศเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์มชั้นนำด้าน การฝึกซ้อมสำหรับนักกีฬาและโค้ชอย่าง เทรนนิงพีคส์ (TrainingPeaks) และ เทรนฮีโรอิก (TrainHeroic) เสริมความแข็งแกร่งให้กับอีโคซิสเต็มด้านฟิตเนส พร้อมยกระดับประสบการณ์การฝึกซ้อมที่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ครอบคลุมนักกีฬา สายความอึด การฝึกความแข็งแรง และการพัฒนาสมรรถนะในทุกช่วงของการออกกำลังกาย   การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับแรงส่งที่ต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจฟิตเนสของการ์มิน โดยในไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ สร้างสถิติรายได้รวมสูงสุดที่ประมาณ 2.02 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้   กลุ่มธุรกิจฟิตเนสเพิ่มขึ้น 25% สู่รายได้ที่ระดับ 757 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเติบโตในทุกหมวดผลิตภัณฑ์ และมีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการอุปกรณ์สวมใส่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่าง Forerunner Vívoactive และ Venu ที่แข็งแกร่ง   มิสซี่ ยาง ผู้จัดการประจำ การ์มิน ประเทศไทย กล่าวว่า “การเติบโตของกลุ่มธุรกิจฟิตเนสของการ์มินทั่วโลกถึง 25% ในไตรมาส 2 สะท้อนถึงความต้องการเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการฝึกซ้อมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในประเทศไทยเช่นกัน โดยการ์มินมีผลการดำเนินงานเติบโต 30% ในไตรมาส 2 และ 36% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ฟิตเนส โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ด้านการวิ่งและเวลเนส การผสาน TrainingPeaks และ TrainHeroic เข้าสู่อีโคซิสเต็มของการ์มินนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดศักยภาพด้านฟิตเนส โดยเชื่อมโยงเครื่องมือฝึกซ้อม ข้อมูลด้านสมรรถนะ ข้อมูลเชิงลึก และบริการ   ด้านการโค้ชเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงผู้ที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะอย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย เรายังคงเห็นความสนใจด้านสุขภาพและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้เข้าใจสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาการฝึกซ้อมผ่านข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น การผสานจุดแข็งของทั้งสององค์กรจึงจะช่วยเพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ให้ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายได้ดียิ่งขึ้น”   แอนดี สตีเฟนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Peaksware Holdings บริษัทแม่ของ TrainingPeaks และ TrainHeroic กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการ์มิน เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจในการสนับสนุนนักกีฬาและโค้ชผ่าน แนวทางการฝึกซ้อมที่อ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์ ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา TrainingPeaks และ TrainHeroic มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ช่วยให้การโค้ชและข้อมูลเชิงลึกด้านสมรรถนะสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนนักกีฬาหลายล้านคนทั่วโลกให้สามารถพัฒนาศักยภาพและก้าวสู่เป้าหมายสูงสุดของตนเองผ่านการฝึกซ้อมที่มีโครงสร้างและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อร่วมผลักดันอนาคตของการฝึกซ้อมและการพัฒนาศักยภาพของนักกีฬาให้ก้าวไปอีกขั้น”   การ์มินพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด “Engineered on the inside for life on the outside” หรือการออกแบบเทคโนโลยีจากภายในเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในโลกภายนอก โดยผลิตภัณฑ์ของการ์มินได้พลิกโฉมตลาดการบิน ยานยนต์ ฟิตเนส ทางทะเล และกิจกรรมกลางแจ้ง การ์มินมุ่งมั่นช่วยให้ผู้คนใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตนเองหลงใหลได้อย่างเต็มที่ และเชื่อว่าทุกวัน คือโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง หรือ “Beat Yesterday”     เกี่ยวกับ การ์มิน การ์มินก่อตั้งขึ้นในปี 2532 โดย แกรี่ เบอร์เรลล์ (Gary Burrell) และ ดร.มิน คาโอ (Dr. Min Kao) นับตั้งแต่เครื่องนำทางเครื่องแรก การ์มินได้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ใช้ในด้านการบิน ยานยนต์ การเดินเรือ กีฬาและออกกำลังกาย (ฟิตเนส) และกิจกรรมกลางแจ้ง ในตลาดโลก การ์มินเป็นตัวเลือกแรกสำหรับผู้ชอบความท้าทาย นักกีฬา และผู้ที่ชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่สุดขั้วเพื่อรักษาคุณภาพสูงสุด การ์มินไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ไฮเทคเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนร่วมทางที่เชื่อถือได้ที่สุดในชีวิตประจำวันอีกด้วย ด้วยความมุ่งมั่นในการสำรวจและความหลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท การ์มินจึงมองหาความก้าวหน้าในประสิทธิภาพและการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การ์มินสามารถผลิตอุปกรณ์อัจฉริยะที่มีความแม่นยำและความปลอดภัยสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่แอ็กทีฟสำหรับทุกคน   ปัจจุบัน การ์มินมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐแคนซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานทั่วโลกกว่า 80 แห่ง พร้อมพนักงานกว่า 16,000 ราย และมีสำนักงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 21 แห่ง พร้อมพนักงานกว่า 7,600 ราย โดยภูมิภาคนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์การ์มินในไต้หวัน และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญระดับโลกอีกด้วย การเลือกทำตลาดในประเทศไทยคราวนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของการ์มิน ที่เลือกเจาะกลุ่มผู้บริโภคในประเทศที่ติดอันดับขนาดเศรษฐกิจใหญ่ของอาเซียน และมีอัตราการเติบโตของตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความ แข็งแกร่งของแบรนด์การ์มินในระดับภูมิภาค   การ์มิน ดำเนินกิจการใน 5 ประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจการบิน ยานยนต์ การเดินทะเล ฟิตเนส และกิจกรรมกลางแจ้ง ธุรกิจการบิน มอบโซลูชันแบบบูรณาการให้กับบริษัทผลิตอากาศยาน เจ้าของอากาศยาน และผู้ดำเนินธุรกิจดำเนินการบิน รวมถึงหน่วยงานรัฐบาลและลูกค้าในภาคการป้องกันทางอากาศ ธุรกิจยานยนต์ นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ อุปกรณ์นำทางด้วย GPS ส่วนบุคคล หรือการรับผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์และกล้องตามความต้องการ ธุรกิจการเดินทะเล ผลิตและนำเสนออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับการเดินทะเล เชิงพาณิชย์และสันทนาการ อาทิ อุปกรณ์หาปลา เครื่องแผนที่เดินเรือ ซาวเดอร์ เครื่องเรดาร์ และระบบช่วยการเดินเรืออัตโนมัติ ธุรกิจฟิตเนส รวมถึงการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อติดตามผลกิจกรรมการออกกำลังกาย และการติดตามสุขภาพประจำวัน อาทิ นาฬิกาวิ่งอัจฉริยะ นาฬิกามัลติสปอร์ต ไมล์จักรยาน พาวเวอร์มิเตอร์ และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ ธุรกิจกิจกรรมกลางแจ้ง นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งอุปกรณ์พกพากลางแจ้ง นาฬิกาสำหรับกลางแจ้ง อุปกรณ์กอล์ฟ นาฬิกาสำหรับหน่วยงานความมั่นคง และอุปกรณ์ล่าสัตว์   เกี่ยวกับ Garmin International, Inc.   Garmin International, Inc. เป็นบริษัทย่อยของ Garmin Ltd. (NYSE: GRMN) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีบริษัทย่อยหลักตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร Garmin เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Garmin Ltd. หรือบริษัทย่อยในเครือ โดย Garmin Health มุ่งสนับสนุนการพัฒนาโซลูชันสุขภาพดิจิทัลผ่าน Garmin Health Ecosystem ซึ่งประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ของ Garmin และบริการบูรณาการข้อมูล เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลชีวมิติได้ทั้งแบบเรียลไทม์และข้อมูลย้อนหลัง ภายใต้นโยบายความเป็นส่วนตัวของแต่ละองค์กร ทั้งนี้ Garmin ร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ การดูแลสุขภาพ งานวิจัย สวัสดิการพนักงาน ประกันภัย ฟิตเนส และการป้องกันประเทศ    

August 3, 2026 / 0 Comments
read more

THE TITLE Heritage Bang-Tao เปิดนิยาม Curated Residence บนทำเลทองคำแห่งภูเก็ต

PRnounce

เปิดนิยามการอยู่อาศัยเหนือระดับที่ “THE TITLE Heritage Bang-Tao”  ผสานเสน่ห์ Peranakan กับ Neo-Classic สู่ Curated Residence บนทำเลทองคำแห่งภูเก็ต   เมื่อการอยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของทำเล แต่คือการได้ใช้ชีวิตในพื้นที่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของภูเก็ตผ่านงานออกแบบ “เดอะ ไทเทิล เฮอริเทจ บางเทา” (THE TITLE Heritage Bang-Tao) จึงนำแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม Peranakan มาผสานกับสถาปัตยกรรม Neo-Classic สร้างสรรค์เป็น Curated Residence บนทำเลศักยภาพย่านบางเทา หนึ่งในย่านไลฟ์สไตล์ที่เติบโตเร็วที่สุดของจังหวัดภูเก็ต   “บางเทา” ไม่ได้เป็นเพียง World Destination แต่ยังเป็นศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม รายล้อมด้วยแบรนด์ชั้นนำ ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อน การอยู่อาศัย และการลงทุน ภายใต้โครงการ THE TITLE Heritage Bang-Tao โครงการ Curated Residence บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ของบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ในเครือบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ซึ่งมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคมนี้   เมื่อดีไซน์บอกเล่าเรื่องราว THE TITLE Heritage Bang-Tao ถ่ายทอดแนวคิด “Storytelling Through Design” ผ่านการออกแบบที่ใส่เรื่องราวไว้ในทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่สถาปัตยกรรมภายนอกสไตล์ Neo-Classic ที่สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา ก่อนเชื่อมต่อสู่พื้นที่ภายในที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรม Peranakan ถ่ายทอดผ่านลวดลาย และสีสันที่ได้รับการตีความใหม่อย่างร่วมสมัย แต่งแต้มอยู่ทั่วพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง เปรียบเสมือนแกลเลอรีศิลปะ ที่ทำให้โครงการไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่บอกเล่าอัตลักษณ์และเสน่ห์ของภูเก็ตผ่านงานออกแบบในทุกมิติ   ส่วนกลาง 33 ฟังก์ชันเพื่อ One-Stop Lifestyle THE TITLE Heritage Bang-Tao เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยพื้นที่ส่วนกลางทั้ง Indoor และ Outdoor กว่า 33 ฟังก์ชัน ภายใต้แนวคิด One-Stop Lifestyle โดยมีอาคาร Club House เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิต รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ Library Lounge, Co-working Space, Game Arcade & Kids’ Zone และ Fitness ไปจนถึง Rooftop Onsen และ Sky Facilities พร้อมสะพานทางเดินบนชั้นดาดฟ้าที่สามารถเดินเชื่อมต่อถึงกันได้ทุกอาคาร   รายล้อมด้วยพื้นที่ Landscape ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสน่ห์ของทะเลอันดามัน ถ่ายทอดผ่านพื้นที่สีเขียวกว่า 5,800 ตารางเมตร และสระว่ายน้ำหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Beach Pool, Lap Pool, Hydrotherapy Pool, Kid’s Pool และ Elderly’s Pool ซึ่งได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนสำหรับทุกช่วงวัย   พิถีพิถันทุกห้อง ลงตัวทุกการใช้ชีวิต ห้องพักอาศัยเน้นความโปร่งโล่งและเปิดกว้างรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยมีรูปแบบห้องให้เลือกตามไลฟ์สไตล์ รองรับทั้งคู่รักและครอบครัว ตั้งแต่ห้อง 1 Bedroom ขนาด 32-62 ตร.ม., ห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 56-64 ตร.ม., ห้อง 2 Bedroom ขนาด 66-145 ตร.ม., และห้อง Penthouse ขนาด 122-190 ตร.ม. รวมทั้งหมด 789 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 5.5 ล้านบาท ทุกยูนิตได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างลงตัว ด้วย หน้าห้องกว้างและการจัดสรรพื้นที่เป็นสัดส่วน ช่วยให้ทุกพื้นที่ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวภายนอกได้อย่างเต็มที่ เติมเต็มบรรยากาศการพักผ่อนในทุกวัน   สำหรับผู้ที่มองหาความสะดวกสบายในการเข้าอยู่อาศัยหรือการลงทุน โครงการยังมีห้องแต่งพร้อมขาย ซึ่งจะเปิดจำหน่ายภายในเดือนสิงหาคมนี้   ทำเลศักยภาพใจกลางบางเทา เพื่อไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม โครงการ THE TITLE Heritage Bang-Tao ยังตั้งอยู่บนพิกัดที่เรียกได้ว่าเป็น Prime Location ของภูเก็ตอย่างย่านเชิงทะเล-บางเทา ซึ่งเต็มไปด้วยสีสันไลฟ์สไตล์ โดยอยู่ตรงข้าม Porto de Phuket และ Boat Avenue แหล่งช้อปปิ้งและร้านอาหารหลากสัญชาติ ทั้งยังรายล้อมด้วย Tops Supermarket, Villa Market, Bangtao Night Market ใกล้ถนนศรีสุนทร สามารถเดินทางไปโรงเรียน HeadStart International School และ Bangkok Hospital Clinic Bangtao หรือไปยังหาดบางเทา และ Catch Beach Club ได้ง่ายภายใน 10 นาที   นอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่งดงามและยาวที่สุดในภูเก็ตแล้ว “หาดบางเทา” ยังเป็นย่านทองคำของภูเก็ต ด้วยโซนพักผ่อนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผสมผสานเสน่ห์ธรรมชาติของหาดทรายขาวละเอียด เข้ากับความเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์เหนือระดับรายล้อมด้วยโครงการที่อยู่อาศัยและโรงแรมชั้นนำ สนามกอล์ฟระดับโลก บีชคลับชื่อดัง ตลอดจนโรงเรียนนานาชาติ และศูนย์การแพทย์มาตรฐานสากล ทำให้ย่านบางเทาไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อน แต่ยังเป็นศูนย์รวมของกำลังซื้อคุณภาพสูง ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวและการลงทุนระยะยาวอย่างลงตัว

August 3, 2026 / 0 Comments
read more

ร้านพี่วัว WashXpress กำไรพุ่ง 127 ล้าน ฉลอง 8 ปีแจกทริปเที่ยวญี่ปุ่นดึงลูกค้าซักผ้า

BizKet

ร้านพี่วัว WashXpress หลังเข้าตลาดฯในปี2568 ที่ผ่านมา ทำกำไรทะลุ 12.27% ของรายได้ ปีนี้ฉลองแบรนด์สู่ปีที่ 8 ชวนลูกค้าซักอบผ้าเสร็จแล้วลุ้นทริปเที่ยวญี่ปุ่น      WashXpress จัดแคมเปญครบรอบ 8 ปี ลูกค้าใช้จ่ายผ่านแอปทุก 50 บาท รับ 1 สิทธิ์ลุ้นเที่ยวญี่ปุ่น พร้อมของรางวัลรวมกว่า 1 ล้านบาท ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีรายได้ 1,032 ล้านบาท กำไร 127 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร 12.27% สะท้อนการเติบโตของธุรกิจร้านสะดวกซัก ปี 2569 บริษัท ขยายสาขา 100 แห่ง พร้อมเพิ่มบริการซัก-อบ-พับ รับส่งถึงบ้าน และระบบสมาชิก รองรับการเติบโตทั่วประเทศ     ชิษณุพันธ์ ตั้งเฉลิมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ ‘WASH’ ผู้บริหารร้านสะดวกซักครบวงจร ภายใต้แบรนด์วอชเอ็กซ์เพรส ‘WashXpress’ กล่าวว่า บริษัทฯก่อตั้งเมื่อ 8 ปีก่อนโดยคนรุ่นใหม่ ด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบมาตรฐานการบริการสูง เน้นการลงทุนเปิดร้านเองแทนขายแฟรนไชส์ พร้อมนำกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ในปี 2568 ที่ผ่านมา   สำหรับในปี 2569 นี้ WASH วางแผนขยายธุรกิจไปยังหัวเมืองใหญ่และภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกเหนือจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยวางเป้าขยายสาขาให้ครบ 100 แห่งภายในปีนี้ เพื่อรองรับความต้องการผู้ใช้บริการในตลาดบริการเครื่องซักอบผ้าระบบอัตโนมัติ ที่พบว่ามีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่อง   “กลยุทธ์ธุรกิจ WASH เลือกบริหารจัดการสาขาด้วยตนเอง ‘Own Store – Olympics Standard’ เป็นหลัก ทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพการให้บริการ และมาตรฐานของทุกสาขาได้อย่างใกล้ชิด”   นอกจากนี้ ยังรวมถึงการเลือกผลิตภัณฑ์เครื่องซัก-อบระดับอุตสาหกรรมจาก Speed Queen ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และนำแอปพลิเคชันมาเชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าตลอดทั้งคัสโตเมอร์ เจอร์นีย์ (Customer Journey) ตั้งแต่การใช้บริการภายในร้าน ไปจนถึงการมอบประสบการณ์ และสิทธิประโยชน์ ที่ให้ความคุ้มค่า ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นจุดแข็งที่แตกต่างไปจากผู้ให้บริการรายอื่นในตลาดเดียวกัน   ชิษณุพันธ์ กล่าวว่าในปีนี้ บริษัทการก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 โดยเตรียมเปิดให้บริการ WashXpress สาขาใหม่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อรองรับความต้องการลูกค้าได้เข้าถึงบริการสะดวกยิ่งขึ้น   นอกจากนี้ยังได้ยังติดตั้งเครื่องปรับอากาศไปแล้วกว่า 118 สาขาทั่วประเทศ พร้อมขยายขอบเขตการให้บริการอย่างครบวงจร ครอบคลุมทั้ง ซัก-อบ-พับ, บริการรับ-ส่งถึงหน้าบ้าน (Delivery), บริการรับรีด, และระบบสมาชิกรายเดือน (Subscription) เพื่อส่งมอบความสะดวก ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าในทุกครั้งที่ใช้บริการ   ชิษณุพันธ์ กล่าวว่าในปีนี้ WASH จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดฉลองครบรอบ 8ปี ในแคมเปญ Anniversary ซักผ้าไม่พัก รักนาน 8 ปี ภายใต้แนวคิดตลอด 8 ปีที่ลูกค้าซักกับพี่วัวไม่เคยพัก และรักกันมาโดยตลอด  ระหว่างวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2569 นี้   โดยลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน WashXpress ครบทุก 50 บาท จะได้รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรางวัลในกิจกรรม ‘ยิ่งรัก ยิ่งซัก ยิ่งลุ้น (ซักทั่วไทย ลุ้นไปญี่ปุ่น)’ พร้อมของรางวัลรวมกว่า 100 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท   สำหรับรางวัลใหญ่ที่สุด คือ แพ็กเกจท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น รวมตั๋วเครื่องบินไป-กลับ พร้อมที่พัก 4 วัน 6 คืน จำนวน 4 รางวัล รางวัลละ 2 ที่นั่ง และรางวัลอื่น ๆ อาทิ ทองคำ, เครื่องปรับอากาศ Carrier, และบัตรกำนัลจากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Centara, Central, บัตรเติมน้ำมัน PT, บัตร Max me plus, Uniqlo รวมถึงของสมนาคุณหน้าสาขาจากแบรนด์ Unilever   นอกจากกิจกรรมลุ้นรางวัลใหญ่แล้ว บริษัทยังจัดโปรโมชันพิเศษเพิ่มเติมภายในแคมเปญเดียวกัน ดังนี้   รักขึ้นทุกปี ซักฟรี 3 วัน: ลูกค้าใหม่รับสิทธิ์ซักฟรี 3 วันเต็ม วันที่ 7 – 9 สิงหาคม 2569 รักนี้ต้องลอง ซัก.ที.เถอะ: ดีลลับลูกค้าใหม่ที่ใช้แอปฯ ครั้งแรกภายในเดือนสิงหาคม รับสิทธิ์ซื้อแพ็กเกจพี่วัวคลับ “ลองซักทีเถอะ” รับส่วนลดมูลค่ารวม 300 บาท ในราคาเพียง 59 บาท (รับคูปองส่วนลด 10 บาท เดือนละ 10 ใบ) นาน 3 เดือน ใช้เป็นส่วนลดค่าซัก-อบได้ทุกราคา   โดย ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดแคมเปญและดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน WashXpress เพื่อร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569   สำหรับผลการดำเนินงานล่าสุดในไตรมาส 1/2569 WASH มีรายได้รวม 262.1 ล้านบาท เติบโต 18.6% และในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Dataforthai ระบุผลประกอบการย้อนหลัง 1 ปี (ปี 2568) WASH มีรายได้ 1,032 ล้านบาท กำไร 127 ล้านบาท คิดเป็น 12.27% ของรายได้ ปัจจุบัน WashXpress มีให้บริการมากกว่า 530 สาขาใน 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย    

August 2, 2026 / 0 Comments
read more

ประธานใหม่ TDO ใช้ 4 แนวทางอุตฯสินทรัพย์ดิจิทัลให้ ‘คนไทย’ ใช้งานจริงได้ในวงกว้าง

EcoVative

TDO แต่งตั้ง ‘นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล’ เป็นประธานคนใหม่ กับ 4 แนวทางอัปเเลเวลอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สู่ศูนย์กลาง Digital Assets ของอาเซียน      คณะกรรมการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (TDO) มีมติแต่งตั้งให้ ‘นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล’ ดำรงตำแหน่งประธาน TDO แทนนายอัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์ ประธานคนก่อน   ‘นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล’ ประธาน TDO กล่าวว่าปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล จากความผันผวนของราคาและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่กดดัน รวมถึงกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น   อย่างไรก็ดีปัจจัยกดดันเหล่านี้ กลับเป็นกระบวนการคัดกรองให้อุตสาหกรรมได้เติบโตไปข้างหน้าด้วยนักลงทุนที่มีความเข้าใจ ไม่ได้ลงทุนตามกระแส ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืน จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสที่จะนำเทคโนโลยีบล็อกมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาให้แก่ภาคธุรกิจจริง ทั้ง Real Sector และ Financial Sector   โดย TDO จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล (Regulators) เพื่อสร้างมาตรฐานที่สมดุลกับทุกฝ่ายเพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างยั่งยืน ปลอดภัย และเปิดกว้างสำหรับทุกคน   ปัจจุบัน TDO มีสมาชิกรวม 27 รายประกอบด้วยผู้ประกอบธุรกิจการเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล   โดยประเทศไทยมีปริมาณซื้อขายสูงในระดับท็อป 4 ของอาเซียน และท็อป 10 ของเอเชีย ซึ่งหากทุกหน่วยงานร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับมวลชน ทั้งด้านเทคโนโลยี และด้านธุรกิจ รวมถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ   ทั้งนี้ หากผู้คนในสังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยพัฒนาไปสู่เบอร์หนึ่งของอาเซียนได้ไม่ยาก จากจุดเริ่มต้น  4 ด้าน ประกอบด้วย   ยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล ได้แก่ Crypto Futures, Staking, Crypto ETF สนับสนุนให้มี Tokenized Thai Securities, RWA และ Offshore Stocks โดยผู้ได้รับใบอนุญาต สร้างแนวคิด ‘One Institution, Multiple Licenses’ เพื่อขยายธุรกิจผ่านระบบใบอนุญาตเร่งรัด จัดทำ Roadmap สู่การเป็นศูนย์กลาง DA ระดับภูมิภาค โดยเทียบกับศูนย์กลางการเงินชั้นนำ   นิรันดร์  มองว่า การพัฒนาให้สินทรัพย์ดิจิทัลนำมาใช้ได้จริงในวงกว้างขึ้น ยังมีอีกหลายกฎเกณฑ์ที่ต้องแก้ไข เช่น ปรับปรุง Regulatory Sandbox ให้เข้าถึงง่ายขึ้น และกำหนดแนวทางสู่ใบอนุญาตเต็มรูปแบบ และการปรับกฎเกณฑ์ตรวจสอบเส้นทางการเงิน (Travel Rule) ตามมาตรฐาน FATF แบบ Risk-Based Approach เลี่ยงเกณฑ์เข้มเกินสากลดภาระการรายงาน และการจัดตั้งคณะทำงาน SEC–TDO เพื่อจัดทำ Roadmap กฎเกณฑ์ที่เหมาะสมในทางธุรกิจ   Biography นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกุล   นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล เป็นบุคคลที่มีความสามารถรอบด้าน และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การลงทุนและการบริหารพอร์ตการเงินที่ได้รับใบอนุญาตระดับสากล (CFA)   ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด ผู้ให้บริการ BINANCE TH by Gulf Binance ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Binance Group และบริษัท กัลฟ์  ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยมีบทบาทสำคัญผลักดันการยอมรับและการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยให้เติบโตอย่างแพร่หลาย   ก่อนเข้าสู่อุตสาหกรรมบล็อกเชน ‘นิรันดร์’ เคยดำรงตำแหน่ง Country Managing Director ของ TrueMoney Thailand ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของประเทศ พร้อมด้วยประสบการณ์จากบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารระดับโลก McKinsey & Company รวมถึง UBS ธนาคารบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ชั้นนำระดับโลก   ‘นิรันดร์’ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) จาก INSEAD (Institut Européen d’Administration des Affaires) และปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์ จาก National University of Singapore (NUS).   ต่อการเข้ามารับตำแหน่งของนายนิรันดร์ จะช่วยสานต่อวัตถุประสงค์ของ TDO ในการเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล และส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และธุรกิจบริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล   ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานและผลักดันนโยบายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมโดยร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพื่อมุ่งมั่นที่จะเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยอย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายระยะยาวดังนี้   สร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการจัดให้มีกฎหมาย กฎระเบียบ   และมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน   โปร่งใส   และสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน   และป้องกันความเสี่ยงในระบบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบในวงกว้าง ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย วางแผนในเรื่องของการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต เช่น การพัฒนาให้สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในระบบทางการเงินของประเทศ คุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ลงทุน หามาตรการ กลไก หรือเครื่องมือมาใช้เพื่อการเยียวยาความเสียหายของนักลงทุนที่มีสาเหตุมาจากการดำเนินการของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ครบถ้วน   ถูกต้อง   และทันต่อเหตุการณ์ ยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย มุ่งมั่นพัฒนาให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยมีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลก  ซึ่งจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทย ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในประเทศโดยรวม พัฒนาบุคลากรในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดย TDO ได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำเพื่อพัฒนาหลักสูตรอบรมสำหรับบุคลากรในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น  เทคโนโลยีบล็อกเชน  การวิเคราะห์ตลาด  กฎหมาย  และจริยธรรม    

August 2, 2026 / 0 Comments
read more

City Staycation เช็กอิน’เดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว’เปลี่ยนที่นอนแล้วออกไปสำรวจย่าน

WeView

ฮอปโรงแรมแบบ City Staycation เช็กอินที่ The Quarter Ladprao by UHG ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว เดินทางสะดวก ครบทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส บุฟเฟต์อาหารเช้า และแหล่งช้อปปิ้ง     เทรนด์ City Staycation อีกหนึ่งกิจกรรมแนวไลฟ์สไตล์ที่กำลังเป็นกระแสการพักผ่อนของคนยุคใหม่ ที่หันมาเลือกพักผ่อนวันหยุดในโรงแรมหรือที่พักกลางเมืองใกล้บ้าน โดยเน้นการได้นอนโรงแรมดีๆ มีของอร่อยๆให้ชิม พร้อมได้เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกล   สำหรับจุดเด่น ของการพักผ่อนสไตล์ City Staycation คือการได้เช็กอินโรงแรมสวย หรือมีชื่อเสียงในเมืองต่าง ๆ เพื่อดื่มด่ำและใช้งานฟาซิลิตี้ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เช่น บริการสระว่ายน้ำ สปา ฟิตเนส ยิม หรือเพียงแค่ได้พักผ่อนในห้องพักกับหมอนนุ่มๆ มีวิวสวยๆ ก็ฮีลใจได้แล้ว แถมยังประหยัดเวลาและไม่ต้องเหนื่อยขับรถออกต่างจังหวัดอีกด้วย!!   โดยการพักผ่อนแบบนี้ ยังเปิดโอกาสให้เราได้ลองสวมบทบาทการเป็นคนท้องถิ่นให้ออกไปเที่ยวในย่านนี้ได้ทั้งการฮอปคาเฟ่ เดินเล่นในห้างสรรพสินค้า หรือออกไปชิมสตรีทฟู้ดรสเด็ด ในย่านที่ไม่เคยไปมาก่อนก็ย่อมทำได้เช่นกัน   และหากโฟกัสมาที่เมืองหลวงในกรุงเทพฯ ก็มีย่านที่น่าสนใจและตอบโจทย์กิจกรรมนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเรามองว่า ‘ห้าแยกลาดพร้าว’ คืออีกหนึ่งโซน CBD ของกรุงเทพฯ ที่มีไวบ์สนุกๆ รายล้อมอยู่เยอะมาก   โดยเฉพาะสายช็อปปิ้ง ซึ่งในทำเลนี้มีสองศูนย์การค้าใหญ่อย่าง เซ็นทรัล ลาดพร้าว และ ยูเนี่ยน มอลล์ ซึ่งแต่ละแห่งมีคาแรกเตอร์แตกต่างกันให้เราเลือกไปสแกนจ่ายความสุขกันได้อย่างเต็มที่  และในต้นปี 2570 จะมีศูนย์การค้าใหม่ เดอะเซ็นทรัล พหลโยธิน เข้ามาเติมอีกหนึ่งแห่งในย่านนี้ด้วย   นอกจากนี้ในย่านห้าแยกลาดพร้าวแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ผับ บาร์ ที่เปิดให้บริการยามดึก รวมถึงสตรีทฟู้ดของอร่อยริมทางหลายเจ้าที่รอให้มาชิม ด้วยเช่นกัน     และครั้งนี้ ทีม Alternate-X มีโอกาสได้ไปลองเปลี่ยนประสบการณ์เป็นชาวลาดพร้าว พร้อมพักผ่อนหนึ่งคืนเต็มที่โรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว บาย ยูเอชจี (The Quarter Ladprao by UHG) โรงแรมระดับ 4 ดาวที่มาพร้อมบรรยากาศแบบ ‘Good Vibes’ ที่สัมผัสได้จริงๆ   สำหรับโรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว เริ่มเปิดมาตั้งแต่ปี 2562 ล่าสุดมีการปรับปรุงโรงแรมพร้อมเพิ่มจำนวนห้องพักใหม่อีก 194 ห้องรวมเป็น 388 ห้อง จากก่อนหน้านี้มี 194 ห้องพัก เพื่อรองรับการเดินทางของผู้คนในทุกรูปแบบทั้งการพักผ่อนท่องเที่ยวในแบบ ทริปครอบครัว สายเที่ยวคนเดียว (Solo Travel) ไปจนถึงแก๊งกลุ่มเพื่อนที่อยากได้ที่พักใกล้ๆ กับสถานที่จัดคอนเสิร์ตของศิลปินต่างๆ   โดยภายในโรงแรม นอกจากบริการห้องพักรูปแบบต่างๆ แล้วยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางแบบจัดเต็มที่มาครบทั้ง สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้ว่ายออกกำลังกายได้จริง หรือจะลงไปเกาะขอบสระถ่ายรูปเล่นกับแก๊งเพื่อนก็เก๋ไม่แพ้กัน ซึ่งเปิดให้บริการอยู่ติดกับโซน ฟิตเนส บนชั้น 6 ของโรงแรม     นอกจากนี้ ยังมีบริการอาหารเช้าในคอนเซปต์ไลน์อินเตอร์เนชันแนล บุฟเฟต์ ซึ่งมีครบทั้งอาหารไทย อาหารตะวันตก อาหารเอเชีย พร้อมมุมกดเครื่องดื่ม ชากาแฟ และไลน์ของหวานมาบูสต์พลังกันตอนเช้าๆ ก่อนออกไปทำกิจกรรม หรือ จะไปสำรวจในย่านนี้   ในส่วนบริเวณชั้นล่างของโรงแรมยังมีพื้นที่ร้านค้าต่างๆ เปิดให้บริการเพื่อความสะดวกสบายขั้นสุดแบบไม่ต้องออกไปข้างนอก ทั้งร้านกาแฟ Casa Lapin (คาซ่า ลาแปง) รวมถึงร้านซาลอนสำหรับผู้หญิงที่ให้บริการทั้งทำผมและทำเล็บ ครบจบในที่เดียว   สำหรับทีม Alternate-X แล้ว สิ่งที่ประทับใจที่สุดแบบให้เต็มสิบไม่หัก คือ บรรยากาศในห้องพักที่นอกจากจะน่านอนชาร์จพลังได้ทั้งวันแล้ว ยังมีมุมโต๊ะทำงานพร้อมวิวเมืองย่านลาดพร้าวให้ได้นั่งทำงานเพลิน ๆ อีกด้วย   ข้อมูลเบื้องต้น โรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว   ทำเล ตั้งอยู่ซอยลาดพร้าว 4 การเดินทาง สะดวก ทั้งรถยนต์ส่วนตัว ใช้บริการรถรับส่งจากแอปเรียกรถ (Ride-hailing) หรือบริการสาธารณะ มีรถประจำทางหลายสายวิ่งผ่านหน้าโรงแรม เช่น สายหลัก 8, 27, 96 และ 145 รวมไปถึงรถไฟใต้ดิน MRT สายสีน้ำเงิน ใกล้กับสถานีพหลโยธิน ใช้ประตูทางออกลาดพร้าวซอย 4 สิ่งอำนวยความสะดวก สระว่ายน้ำกลางแจ้ง ฟิตเนส ห้องอาหาร และ ร้านค้าต่าง ๆ     ขอขอบคุณภาพ  The Quater Hotel Ladprao       CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.

August 1, 2026 / 0 Comments
read more

เมกาบางนา เปิดสะสมคะแนนผ่านแอป ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ดันสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ด โต 15%

PRnounce

เมกาบางนา (MEGABANGNA) เปิดฟีเจอร์ “สะสมคะแนนผ่านแอป” ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้สะดวกยิ่งขึ้น ต่อยอดความสำเร็จ โปรแกรมเมกา สไมล์ รีวอร์ด เผยปี 68 สมาชิกโต 15%     ศูนย์การค้าเมกาบางนา (MEGABANGNA SHOPPING CENTRE) แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุก ๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า ต่อยอดโปรแกรมสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ด ด้วยการเชื่อมโยงทุกประสบการณ์การใช้บริการภายในศูนย์การค้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ ล่าสุดเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “การสะสมคะแนนผ่านแอป” ที่ให้สมาชิกสามารถอัปโหลดใบเสร็จผ่านแอปพลิเคชันเมกาบางนาได้ทุกที่ด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกค้าสามารถสะสมคะแนนได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ครบวงจร   นายมาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนาและเมกาซิตี้ กล่าวว่า “เมกาบางนาให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายและตอบโจทย์ความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เราจึงมุ่งพัฒนาโปรแกรมสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ด ให้เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงทุกประสบการณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์ฯ การช้อปปิ้ง การทานอาหาร ไปจนถึงการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อให้ทุก TOUCHPOINT สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง”   “ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา โปรแกรมสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ด เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สามารถขยายฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 15% และมีการหมุนเวียนของคะแนนมากกว่า 50 ล้านคะแนน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่สมาชิกมีต่อ Loyalty Program ที่เมกาบางนาพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ”   ฟีเจอร์ “การสะสมคะแนนผ่านแอป” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา SEAMLESS OMNICHANNEL EXPERIENCE เพื่อเพิ่มความสะดวกให้สมาชิกสามารถอัปโหลดใบเสร็จจากร้านค้าที่ร่วมรายการผ่านแอปพลิเคชันเมกาบางนาได้ทุกที่ด้วยตัวเอง และรับคะแนนสะสมเมกา สไมล์ รีวอร์ด ได้โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเคาน์เตอร์บริการ รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย เพียงปลายนิ้วสัมผัส ตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการเข้าถึงบริการ   การพัฒนาฟีเจอร์นี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มความสะดวกในการสะสมคะแนน แต่เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการยกระดับ CUSTOMER EXPERIENCE ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ช่วยให้เมกาบางนาสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการใช้บริการของสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อนำมาวิเคราะห์อินไซต์ของลูกค้า พัฒนาการสื่อสาร โปรโมชัน และสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับความสนใจของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างแม่นยำ ต่อยอดสู่การสร้าง PERSONALIZED REWARDS เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกในแต่ละไลฟ์สไตล์ต่อไป   ปัจจุบัน เมกา สไมล์ รีวอร์ด ร่วมมือกับพันธมิตรร้านค้ากว่า 900 ร้านค้า ครอบคลุมหลากหลายหมวดร้านค้าภายในศูนย์การค้า โดยพบว่ากลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD & BEVERAGE) มียอดใช้จ่ายจากสมาชิกเติบโตขึ้นถึง 20% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโปรแกรมสมาชิกในการกระตุ้นการใช้จ่าย การสร้างความถี่ในการกลับมาใช้บริการ และการสนับสนุนการเติบโตร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจภายในศูนย์การค้า   “เมกาบางนายังคงเดินหน้าพัฒนา เมกา สไมล์ รีวอร์ด อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้ง รวบรวมสิทธิประโยชน์ และบริการต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน พร้อมต่อยอดสู่การนำเสนอประสบการณ์และข้อเสนอที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความผูกพันกับสมาชิกในระยะยาว” นายมาริส กล่าวสรุป          

August 1, 2026 / 0 Comments
read more

LA COUSETTE มาไทยครั้งแรก กับ 50 ดีไซน์จากญี่ปุ่นสู่ ‘สยาม ทาคาชิมายะ’

WeView

สัมผัสความเรียบเท่แฟชั่นสไตล์ญี่ปุ่นกับ LA COUSETTE  ลาคูเซตต์ กับ 50 ดีไซน์นำเข้าจากญี่ปุ่น ส่งตรงครั้งแรกในไทยมาไว้ที่ ‘สยามทาคาชิมายะ’ ไอคอนสยาม     สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นขนานแท้แห่งเดียวในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม กับปรากฏการณ์เปิดตัว LA COUSETTE (ลา คูเซตต์) แบรนด์กระเป๋าสุดฮิตส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย   ต่อการนำเข้าแบรนด์ลาคูเซตต์ มาปักหมุดไว้ที่สยามทาคาชิมายะ ในครั้งนี้มาพร้อมกับแนวคิดช่วยเติมลุคให้กับสาวๆ ยุคใหม่ให้มีสเตทเมนต์ สะท้อนความเท่และสไตล์แบบเฉพาะตัว ได้อย่างโดดเด่นในทุกๆ วันได้ในแบบฉบับไม่ซ้ำใคร   โดยไฮไลต์ การเปิดตัว LA COUSETTE ภายใต้ สยาม ทาคาชิมายะ ได้นำเข้ากระเป๋ามากกว่า 50 ดีไซน์ ที่ได้ทั้งความสวยงามบวกกับฟังก์ชันใช้งานไว้ในหนึ่งเดียว ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ‘คุณมิฮาระ ฮิเดกิ (Hideaki Mihara)’   นำโดย Scarf Collection คอลเลกชันชิ้นนี้กับความโดดเด่นด้วยลวดลายผ้าพันคอที่ถูกนำมาถ่ายทอดลงบนกระเป๋าได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบสุดๆ รวมถึงคอลเลกชันพิเศษเฉพาะระดับเอ็กซ์คลูซีฟ  จากการร่วมงานกับไอคอนิกคาแรกเตอร์ระดับตำนานอย่าง ‘Hello Kitty’ มาร่วมสร้างสีสันและเพิ่มความสนุกสนานในการแต่งตัว   นอกจากนี้ แบรนด์ยังมี New Classic Collection กระเป๋าโทนสีพื้นเรียบคลาสสิกมาให้เลือกสรรอีกหลากหลายโทนสีที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกวัน   LA COUSETTE กับความพิเศษเฉพาะ   สำหรับความพิเศษและตำนานความเก๋อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ LA COUSETTE อยู่ที่เทคนิคการเย็บเมโร่ (Merrow Stitch) และการเลือกใช้ผ้าไนลอนคุณภาพสูง ซึ่งช่วยให้ตัวกระเป๋ามีน้าหนักเบา ที่สะท้อนคาแรกเตอร์แบรนด์และผู้ใช้งาน ที่นำเอาทั้งความสวยงามและการใช้งานไว้ในหนึ่งเดียว   จุดนี้เองที่ สร้างความลงตัวให้ LA COUSETTE ให้สามารถใช้งานได้กับทุกโอกาส ทั้งการทำงานในแบบเดลี่ ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และโอกาสทางการ หรือ ในช่วงเวลาพิเศษ ทำให้ ลา คูเซตต์ ยังเป็นไอเทมที่ดีต่อใจสำหรับสาวๆ ด้วยมาช่วยเติมเต็มความสนุกในการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เข้ากับทุกสไตล์การแต่งตัวในทุก Everyday Look อีกด้วย   สำหรับใครที่สนใจ สามารถไปปักหมุดเลือกชมได้แล้ววันนี้ที่ สยาม ทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม 3 ไซซ์ให้เลือกแมทช์กับไลฟ์สไตล์   และเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ยุคใหม่ที่ไม่หยุดนิ่ง ‘LA COUSETTE’ มาพร้อมกับกระเป๋ารุ่นยอดนิยมใน 3 ขนาด เริ่มจาก   ขนาด ‘SS Size’ ไซซ์กะทัดรัด เหมาะสำหรับวันสบาย ๆ พกพาของใช้จำเป็นสำหรับมื้อกลางวัน ไปคาเฟ่ หรือเดินเล่นในวันหยุด ขนาด ‘S Size’ ไซซ์มาตรฐานสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มอบความคล่องตัวในการสะพาย ขนาดใหญ่ ‘L Size’ ออกแบบมาให้จุของได้หลากหลาย เหมาะสำหรับวันทำงานหรือการเดินทาง   โดยกระเป๋าทุกใบสามารถพับเก็บได้อย่างสะดวก เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญให้กับคนพิเศษ หรือเป็นของขวัญสำหรับตัวคุณเอง   โปรฯ ฉลองมาไทยครั้งแรก   ในโอกาสพิเศษฉลองการเปิดร้านใหม่ สยามทาคาชิมายะ จัดกืจกรรมส่งเสริมการตลาดให้กับลูกค้าด้วยโปรโมชันรับฟรี! LA COUSETTE Tote Bag 1 ใบ (Limited Edition) เมื่อช็อปครบ 3,500 บาท ขึ้นไปอีกด้วย   พร้อมชวนสายแฟชันนิสต้า มาร่วมสัมผัสและเป็นเจ้าของกระเป๋าแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นได้แล้ววันนี้ บริเวณชั้น G ตั้งแต่ 29 กรกฏาคม – 16 สิงหาคม 2569 และหลังจากนั้นสามารถชมสินค้าได้ที่ชั้น 2 สยาม ทาคาชิมายะ ณ ไอคอนสยาม

August 1, 2026 / 0 Comments
read more

แกร็บฟู้ด รับพลังแห่ง Ultra Smooth Gelato พาออเดอร์ไอศกรีมโต 70%

BizKet

แกร็บฟู้ด เปิดข้อมูลยอดกดสั่งไอศกรีมโต 70% รับความไวรัล ‘Gelato Effect’ พาตลาดไอศกรีมมูลค่า 25,000 ล้านบาทของไทย สุดจะคึกคักแม้เป็นช่วงหน้าฝน   ยอดสั่งซื้อและคำค้นหาโตแรงมาก ช่วงวันที่ 15-29 ก.ค. 2569 ยอดสั่งไอศกรีมผ่าน GrabFood เพิ่มขึ้น 70% ส่วนออเดอร์ไอศกรีมบรรจุภัณฑ์บน GrabMart โต 2 เท่าตัว และมีการค้นหาคำว่า ‘Gelato’ เพิ่มขึ้น 6 เท่า พฤติกรรมผู้บริโภคและอินไซต์การสั่ง ลูกค้าที่สั่งซื้อมีกลุ่มสั่งใหม่ถึง 40%  จากลูกค้าที่สั่งซื้อไอศกรีมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สั่งซื้อซ้ำสูงถึง 60% มียอด ใช้จ่ายเฉลี่ย 150-300 บาทต่อออเดอร์ แบรนด์ยอดฮิตและพื้นที่ความนิยม Swensen’s, Dairy Queen และ MIXUE เป็นแบรนด์ใหญ่ที่ขายดีที่สุด ส่วนร้านสเปเชียลตี้เจลาโต้ยอดขายโต 2 เท่า โดย 5 จังหวัดที่มีการสั่งซื้อสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น     จิรกิตติ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการ  เปืดเผยว่า ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 15 – 29 กรกฎาคม 2569) พบยอดสั่งไอศกรีมผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีแกร็บ เติบโตสูงขึ้นกว่า 70% จากกระแสอัลตราสมูท เจลาโต เอฟเฟ็กต์ (Ultra Smooth Gelato Effec) ส่งผลถึงตลาดไอศกรีมมูลค่า 25,000 ล้านบาทในประเทศไทย มึความคึกคักแม้จะเป็นช่วงหน้าฝน   “นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ใช้บริการค้นหาเมนูเจลาโต้ (Gelato) บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นจากปกติถึง 6 เท่า”     เขา กล่าวเสริมว่าโดยปกติแล้วผลิตภัณฑ์ไอศกรีมมักจะได้รับความนิยมและมียอดขายเติบโตขึ้นในช่วงหน้าร้อน รวมถึงช่วงเทศกาลที่มีการเฉลิมฉลอง   แต่ในปีนี้เทรนด์การบริโภคไอศกรีม ทั้งแบบตักทานที่ร้านและแบบบรรจุภัณฑ์ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนกรกฎาคมทั้งๆ ที่เป็นฤดูฝน เป็นผลมาจากกระแสไวรัล ‘เจลาโต้ระดับอัลตร้าสมูท’ ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้ทั้งอุตสาหกรรมไอศกรีมที่มีมูลค่ารวมกว่า 25,000 ล้านบาท กลายเป็นปรากฎการณ์ระลอกคลื่น ‘Ripple Effect’ ที่ส่งผลบวกให้ทั้งกับแบรนด์ขนาดใหญ่ ร้านขายไอศกรีมขนาดเล็ก รวมถึงแพลตฟอร์มเดลิเวอรีด้วย “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีออเดอร์การสั่งไอศกรีมผ่านบริการ GrabFood เติบโตขึ้นถึง 70% ขณะที่ผู้ใช้บริการหันมาสั่งไอศกรีมแบบบรรจุภัณฑ์ผ่านบริการ GrabMart เพื่อไปรับประทานที่บ้านสูงขึ้นถึง 2 เท่าตัว”   โดยพบว่ากว่า 40% เป็นลูกค้าหน้าใหม่ที่ไม่เคยสั่งไอศกรีมมาก่อน ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของเทรนด์ในโลกโซเชียลที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง ซึ่งแม้จะไม่ได้มีโอกาสไปทดลองสินค้าหรือบริการที่อยู่ในกระแส แต่ก็พยายามหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกมาทดแทนในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจให้กับแบรนด์อื่นๆ ที่อยู่ในตลาด     อินไซต์ร้านไอศกรีมบนแกร็บฟู้ด   นอกจากนี้ แกร็บฟู้ดยังเผยอินไซต์อื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการบริโภคไอศกรีม อันได้แก่   ร้านไอศกรีมที่ขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรียังคงเป็นแบรนด์ใหญ่อย่าง สเวนเซ่นส์ (Swensen’s) แดรี่ควีน (Dairy Queen) และ มี่เสวี่ย (MIXUE) ขณะที่ร้านไอศกรีมแบบสเปเชียลตี้ก็มียอดขายโดยรวมพุ่งขึ้นถึง 2 เท่า อาทิ ร้าน Guss Damn Good ร้าน Molto Gelato ร้าน GERTO Gelato และร้าน Daddy Don’t Know รสชาติไอศกรีมที่ขายดีที่สุด คือ ‘ช็อกโกแลต’ โดยมีสัดส่วนกว่า 70% รองลงมาคือ วานิลลา และมัตจะ ส่วน ‘พิสตาชิโอ’ เป็นรสชาติที่มาแรงที่สุด ลูกค้าที่สั่งซื้อไอศกรีมส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่สั่งซื้อซ้ำสูงถึง 60% แต่ก็มีลูกค้าหน้าใหม่ถึง 40% โดยมูลค่าเฉลี่ยในการสั่งซื้อไอศกรีมต่อออเดอร์อยู่ระหว่าง 150 – 300 บาท 5 จังหวัดที่มียอดสั่งซื้อไอศกรีมผ่านแพลตฟอร์มสูงสุด คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และ ขอนแก่น จำนวนการค้นหา (Menu Search) คำสำคัญอย่าง ‘Gelato’ และ ‘เจลาโต้’ ทั้งบน GrabFood และ GrabMart สูงขึ้นมากกว่า 6 เท่า        

August 1, 2026 / 0 Comments
read more

SET หลุด 1,600 จุด บอกอะไร? กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้จังหวะลงทุนรอบใหม่

EcoVative

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง วิเคราะห์สาเหตุ SET หลุด 1,600 จุด ประเมินต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ทิศทางดอกเบี้ยเฟด•เงินทุนต่างชาติ•ค่าเงินดอลลาร์ และกลยุทธ์ลงทุน Buy on Dip เป้า SET 1,705 จุด       ตลาดหุ้นไทยเมื่อกลางสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 (วันที่ 30 กรกฎาคม 2569) ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนี SET Index ดิ่งลง 26.36 จุด ปิดที่ระดับ 1,593.03 จุด หลุดระดับ 1,600   สถานการณ์นี้หากมองต่อไป จะสะท้อนอะไรกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ ผ่านมุมมอง ‘ณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์’  นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด   SET ย่อตัวจากปัจจัยภายนอก   การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของดัชนี SET เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา มองสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เข้ามากดดันในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการติดต่อกันถึง 2 วัน   โดยชนวนเหตุสำคัญจากความกังวลต่อเม็ดเงินลงทุนหรือ Capital Expenditure (CAPEX) ของกลุ่มเทคโนโลยีโลก ซึ่งสัดส่วน Capital Intensity ที่พุ่งสูงทะลุ 40% ได้สร้างความกังวลในตลาดว่าการลงทุนที่เร่งตัวขึ้นนี้อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายได้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างรุนแรง   รวมถึง สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นจนผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นชั่วคราวก่อนการประชุมเฟด ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น   “ด้วยเหตุนี้ เมื่อเปิดทำการวันแรก ตลาดหุ้นไทยจึงเผชิญแรง Re-weight ปรับฐานลงตามเพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงที่ไทยปิดทำการไปก่อนหน้า”   สัญญาณบวกจากสหรัฐฯ-เงินเฟ้อผ่อนคลาย   ณัฐวุฒิ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากสหรัฐฯ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.1% อย่างมาก   เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า แม้การบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวขึ้นแรงจากฐานที่ต่ำในไตรมาสก่อนหน้า แต่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มชะลอความร้อนแรงลง   ขณะที่ตัวฉุดสำคัญ คือ ยอดการส่งออกสุทธิและการใช้จ่ายภาครัฐที่พลิกกลับมาติดลบ ที่สำคัญดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานอย่าง Core PCE ก็ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.4% ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในเชิงข้อมูลจริง (Hard Data) ที่ชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งพื้นฐานเริ่มคลายตัวลง   ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับตัวลดลงจากระดับ 100 ดอลลาร์จนหลุด 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็เข้ามาช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนอีกทางหนึ่งด้วย   ‘Verbal Intervention’ จิตวิทยาเพิ่ม ‘Bond Yield’   ทั้งนี้ เมื่อภาพรวมของเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นทั้งสองด้าน ท่าทีของเฟดในการประชุมครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เข้มงวดกว่าที่ตลาดประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด   แต่ในช่วงการแถลงข่าวของ Kevin Warsh กลับส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ความเข้มงวดที่ตลาดตีความไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงกลยุทธ์ ‘Verbal Intervention’ หรือการใช้จิตวิทยาผ่านคำพูดเพื่อดึง Bond Yield ให้พุ่งแรงขึ้น โดยที่เฟดไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง   เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าเฟด อาจไม่ได้ต้องการขึ้นดอกเบี้ยจริง แต่ใช้การส่งสัญญาณเพื่อให้ตลาดปรับตัวแทน ส่งผลให้ CME FedWatch Tool สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดปรับลดคาดการณ์โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยลง และให้น้ำหนักกับการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน   ค่าเงินเยนพลิกแข็ง-ดอลลาร์ทรุด-ทองคำฟื้นตัว   และเมื่อทิศทางลมของดอกเบี้ยเฟดเริ่มเปลี่ยนทิศ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญที่รอจังหวะอยู่ก็ฉวยโอกาสเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนทันที ส่งผลให้เงินเยนที่เคยอ่อนค่าทะลุ 163 เยนต่อดอลลาร์ พลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนหลุดระดับ 160 เยนภายในวันเดียว   โดยตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าการประชุม BOJ ในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น จะมีมาตรการเซอร์ไพรส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยสวนทางคาดการณ์หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริงจะยิ่งเป็นแรงส่งให้เงินเยนแข็งค่าต่อเนื่อง   ปัจจัยเหล่านี้ได้กดดันให้ดัชนีดอลลาร์ร่วงหลุด 100 จุด และเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำโลกกลับมายืนเหนือ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อีกครั้ง   สัปดาห์หน้าจับตาจ้างงานสหรัฐฯ   นอกจากนี้ แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังไม่น่าจะจบลงง่ายๆ เนื่องจากในสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่ช่วงการรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขเดือนล่าสุดจะพบว่ามีความอ่อนแอซ่อนอยู่ โดยการจ้างงานในภาคเอกชนที่แท้จริงซึ่งสะท้อนวัฏจักรเศรษฐกิจหรือ Real Private Sector หดตัวลงถึง -20,000 ตำแหน่ง   ขณะที่อัตราการว่างงานแบบ Headline ที่เฟดมองว่าลดลงเหลือ 4.2% และประเมินว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากตัวเลขที่บิดเบือนเนื่องจากขนาดกำลังแรงงานหรือ Labor Force หายไปจากระบบถึง -720,000 คน โดยแบ่งเป็นผู้มีงานทำที่ออกจากระบบไป 5 แสนคน และผู้ว่างงานอีก 2 แสนคน   ทั้งนี้ หากตลาดแรงงานแข็งแกร่งจริง จำนวนผู้ว่างงานควรจะลดลงจากการที่คนมีงานทำเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ออกจากระบบไปพร้อมกัน   ภาพนี้สะท้อนว่าเฟดอาจประเมินตลาดแรงงานผิดพลาดไป และหากตัวเลขจ้างงานในสัปดาห์หน้ายังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะหมดไปทันที และจะกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อีก   มุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทย และกลยุทธ์การลงทุน   ณัฐวุฒิ ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เนื่องจากหากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ยังคงย่ำแย่ จะกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เฟดตัดสินใจได้ยากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว   ในขณะที่ประเทศไทยยังสามารถยืนระยะคงอัตราดอกเบี้ยได้ยาวนานจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศเอง ส่งผลให้อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยหรือ Interest Rate Differential ที่เคยกว้างจะปรับตัวแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และจะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ผลักดันให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้อย่างต่อเนื่อง   ขณะที่ในแง่ของมูลค่าพื้นฐานหรือ Valuation การที่ดัชนี SET ปรับฐานลงมาวานนี้ ท่ามกลางประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS SET) ที่ยังคงเร่งตัวขึ้นจนทะลุ 104 บาท ได้ส่งผลให้ค่า Market Risk Premium ของตลาดหุ้นไทยพุ่งทะลุ 4.42% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมตามที่ KTX ประเมินไว้ บ่งชี้ว่าผลตอบแทนการลงทุนในปัจจุบันอยู่ในระดับที่คุ้มค่าความเสี่ยงอย่างมาก   กลยุทธ์ลงทุนก่อนแตะ 1,705 จุด   นักวิเคราะห์ แนะนำต่อว่าหากดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,602 จุด เป็นโอกาสในการ ‘ซื้อคืน (Buy on Dip)’ ส่วนผู้ลงทุนที่มีต้นทุนต่ำอยู่ก่อนหน้านี้ แนะนำให้ ‘ถือครอง (Hold)’ เพื่อรอไปทำกำไรที่เป้าหมาย KTX Fair Price ที่ระดับ 1,705 จุด โดยเน้นกลุ่มหุ้นในประเทศ (Domestic Play) ที่มีความผันผวนต่ำต่อปัจจัยภายนอกและเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ได้แก่   TRUE ซึ่งคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 39% สูงที่สุดในกลุ่มสื่อสาร จากประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนและการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ MRDIYT ซึ่งเป็นหุ้นเด่นในธีม Foreign Flow จากโอกาสในการเข้าคำนวณในดัชนีสากลอย่าง MSCI และ FTSE อีกทั้งยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการบริโภคในภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้สูงถึง 40% ของบริษัท KBANK ถือเป็นหุ้นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ จากการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายด้วยการ Re-rate อัตราส่วน PBV ขึ้นเป็น 1.00 เท่า ตามทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อและรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)   ALTERNATE-X สรุปให้   กรุงไทย เอ็กซ์สปริง มองว่า SET หลุด 1,600 จุด เป็นผลจากแรงกดดันต่างประเทศ ทั้งความกังวลการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และท่าทีของเฟด มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของไทย ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย ทำให้ตลาดลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า เงินเยนแข็งค่า และราคาทองคำฟื้นตัว หากตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอต่อเนื่อง โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจะลดลง ซึ่งอาจหนุนให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย มองว่า SET ที่ปรับฐานลงทำให้ระดับ Valuation น่าสนใจ และยังคงเป้าหมายดัชนีที่ 1,705 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Buy on Dip เมื่อดัชนีต่ำกว่า 1,602 จุด หุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ TRUE, MRDIYT และ KBANK ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกำไรเติบโต การไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

August 1, 2026 / 0 Comments
read more

ฮลุน โซโล่ กับ ‘Brand Affinity’ เมื่อคนธรรมดา กลายเป็นตัวตนที่ผู้คนผูกพัน

Zcreat

การจากไปของ ‘ฮลุน โซโล่’ หรือ ‘บวรทัต เป็งสุข’ ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยว ทำให้ผู้ติดตามจำนวนมากร่วมแสดงความอาลัย พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่ผู้คนมีต่อเขา แม้หลายคนจะไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน   ปรากฏการณ์นี้ หากมองในมุมการตลาด สะท้อนแนวคิดที่เรียกว่า ‘Brand Affinity’ หรือความผูกพันเชิงอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อแบรนด์ บุคคล หรือครีเอเตอร์ จนเกิดความเชื่อใจ ติดตาม และรู้สึกเชื่อมโยง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยโปรโมชั่นหรือการโฆษณา   สำหรับ ‘ฮลุน’ สิ่งที่ผู้คนจดจำ ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางที่เขาเดินทางไปถึง แต่สิ่งนี้คือ ‘ตัวตน’ ของเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ที่กล้าออกไปเรียนรู้โลกด้วยความจริงใจ จนทำให้ผู้ชมจำนวนมากรู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับเขา   และในกรณีของฮลุน..   เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่ผู้คนผูกพันไม่ใช่โลโก้ ไม่ใช่สินค้า แต่เป็น ‘ตัวตน’ ของเขาเอง ด้วยหลายคนไม่ได้ติดตามเพราะสถานที่ท่องเที่ยว แต่ซับสไครบ์เพราะอยากเห็นโลกผ่านสายตาของ ‘ฮลุน’     ‘อินเดีย’ จุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งแรก   ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน คลิปแรกของเขาในช่องยูทูบ ฮลุน โซโล่  (Hlun Solo) ได้เริ่มต้นครั้งแรกในประเทศอินเดีย ที่เขาบอกว่าใช้ชีวิตคนเดียวเป็นเวลานานถึง 60 วัน ก่อนจะพาผู้ติดตาม ร่วมออกเดินทางไปพร้อมกับเขาผ่านคลิปอื่นๆ ในอีพีถัดไปทั้งในปากีสถาน อิหร่าน อัฟกานิสถาน ไปจนถึงพื้นที่ที่หลายคนมองว่าอันตราย   แม้ว่าในความจริงหลายสถานที่เหล่านี้เอง ก็เคยมียูทูบเบอร์บางรายเดินทางไปถ่ายทำมาแล้วก็ตาม แต่ สิ่งที่ทำให้ผู้ชมยังกดติดตามการเดินทางของ ‘ฮลุน’ ต่อไปอาจไม่ใช่แค่ ‘ประเทศ’ แต่คือ ‘คน’ ด้วยเขาไม่ได้ขายวิว แต่ขายมุมมองของเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่กำลังออกไปเรียนรู้โลก   และ ความธรรมดา แบบนี้เองที่กลายเป็นความแตกต่าง!!   โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ ‘ฮลุน’ ไม่เคยสร้างภาพให้ตัวเองเป็นนักผจญภัยระดับโลก ไม่ได้วางตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นสายเก๋าเกมในพื้นที่ หรือ เมืองแปลกๆ ที่เขาเดินทางไปถึง   แต่กลับตรงกันข้าม เมื่อเขายอมให้คนดูเห็นความซื่อสัตย์ทางอารมณ์ในทุกสภาพตัวตนของเขาเอง ทั้งความกลัว ความเหนื่อย ความผิดพลาด และความไม่รู้ ที่ชวนให้หลายคนที่เคยได้ดู ‘ฮลุน’ ได้รับรู้อารมณ์ร่วมตลอดการเดินทางไปพร้อมกันกับเขาในฐานะที่ ‘เรา’ ก็ต่างเป็นคนธรรมดาเหมือนกัน   ด้วยความรู้สึกแบบนี้เอง ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนผู้ชมให้กดซับสไครบ์เพื่อติดตามจนกลายเป็นแฟนช่องฮลุน โซโล่ ไปด้วยพร้อมกันในที่สุดจนกลายเป็น Brand Affinity ไปโดยปริยาย   แล้ว ‘Brand Affinity’ คืออะไร?   Brand Affinity คือ ความสัมพันธ์เชิงอารมณ์ (Emotional Connection) ที่ผู้บริโภคหรือผู้ติดตาม มีต่อแบรนด์ บุคคล หรือองค์กร   ขณะที่ความสัมพันธ์แบบนี้ ไม่ได้เกิดจากการโฆษณา แต่เกิดจาก ความจริงใจ ความสม่ำเสมอ คุณค่าที่ตรงกัน การทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ‘นี่คือคนของเรา’ และ เมื่อเกิด Brand Affinity แล้วยังทำให้ผู้คนติดตามอัตโนมัติ แม้ว่าจะไม่มีแคมเปญ แต่ก็พร้อมที่จะบอกต่อ พร้อมปกป้อง และพร้อมกลับมาได้เสมอ   ทำไม Brand Affinity ถึงได้ผล?   แนวคิดที่ว่าเมื่อความเหมือนกันย่อมดึงดูดกัน ดูจะเป็นการอธิบายความเป็น Brand Affinity ได้เป็นอย่างดี ด้วยเป็นเพราะ ‘คน’ ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ในบางครั้งยังตัดสินใจด้วย ‘อารมณ์’   ต่อเรื่องนี้มีหลายชิ้น งานวิจัยด้านการตลาด ชี้ว่า ผูบริโภคมักเลือกแบรนด์ที่ทำให้รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเอง มากกว่าแบรนด์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกันแต่ไม่มีสายสัมพันธ์ทางอารมณ์   เห็นได้ชัดในยุคโซเชียลปัจจุบัน ‘ความรู้สึก’ เหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม เพราะผู้คนได้เห็นชีวิตจริงของเจ้าของแบรนด์หรือครีเอเตอร์อย่างต่อเนื่อง   ขณะที่สินค้าในแทบทุกอุตสาหกรรมสามารถสร้าง Brand Affinity ได้ แต่จะเห็นชัดในกลุ่มที่ต้องการความผูกพันระยะยาว เช่น Apple สร้างผู้ใช้ให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Patagonia ทำให้ลูกค้าผูกพันผ่านแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Nike ที่ไม่ได้ขายรองเท้า แต่ขายแรงบันดาลใจ ส่วนในไทยเอง มีความเป็นไปได้ในหลายแบรนด์ใช้แนวคิดนี้ เช่น After You ขายประสบการณ์มากกว่าของหวาน Gentlewoman สร้างชุมชนของคนรุ่นใหม่ Butterbear ทำให้มาสคอตกลายเป็นตัวแทนความรู้สึกของผู้คน   เราจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย ‘ความรู้สึก’   Brand Affinity ‘ฮลุน’   แล้วทำไม? ‘ฮลุน’ ถึงมีความเป็น ‘Brand Affinity’ ที่เข้ามาแตะหัวใจให้กับใครหลายคนแม้จะไม่เคยเจอตัวจริงกันมาก่อนก็ตาม ด้วยมาจากเรื่องราวชีวิตของเขา ผ่านคลิปที่ ‘ฮลุน’ ได้ออกมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเอง เริ่มตั้งแต่ ‘เด็ก’ คนหนึ่งที่เติบโตมากับคุณย่า แล้วใช้การศึกษาเป็นบันไดเปลี่ยนชีวิต หลังเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่ทั้งเรียนและทำงานไปด้วยพร้อมกัน จนได้เงินเก็บก้อนแรกนำไปซื้อความฝัน และออกท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ด้วยเป้าหมายเดินทางรอบโลก   เส้นเรื่องเหล่านี้เอง ที่ทำให้ผู้ติดตามช่องของเขาไม่ได้เห็น ‘ฮลุน’ เป็นเพียงนักเดินทาง บลอกเกอร์ หรือ ยูทูบเบอร์ แต่เราได้มองเห็น ‘คนธรรมดา’ ที่ค่อย ๆ ทำความฝันให้เป็นจริง   ยิ่งเมื่อเขาเลือกเดินทางไปยังประเทศที่หลายคนไม่กล้าไป เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน และอัฟกานิสถาน ยิ่งทำให้ความแตกต่างชัดเจนขึ้น เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้ชมติดตามไม่ใช่ความหวือหวา แต่คือความกล้าที่มาพร้อมความเป็นตัวเอง   จากเส้นเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ คือองค์ประกอบ ‘ฮลุน โซโล่’ ที่ไม่ได้สร้าง Brand Affinity เพื่อเป็นยูทูบเบอร์ท่องเที่ยว แต่เพราะเขาเป็น ‘ตัวเอง’ ในวันที่คอนเทนต์ท่องเที่ยวมีอยู่เต็มฟีดไปหมด และผู้คนก็ไม่ได้จดจำว่าเขาไปที่ไหน แต่จดจำว่า ‘เขาเป็นใคร’   สิ่งเหล่านี้คือคุณค่าของ Brand Affinity ที่ไม่ใช่การทำให้คน ‘รู้จัก’ แต่เป็นการทำให้คน ‘รู้สึกผูกพัน’ จนเรื่องราวของคนคนหนึ่ง กลายเป็นความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมาก แม้วันที่การเดินทางของเขาจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม   CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.  

July 30, 2026 / 0 Comments
read more

‘ต้นสน อีทซี่’ วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ  ดีที่เส้นอร่อยเด็ดทุกรสชาติ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

PRnounce

จาก “วุ้นเส้นต้นสน” แบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจ สู่ “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทาน ที่ทุกคนรอคอย สะดวกเพียงเติมน้ำร้อน 3 นาที มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ อีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ (Healthy Smart Carb) ด้วย 3 จุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร     ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ ชูจุดขายที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร คือ ไขมัน 0% น้ำตาลน้อย แคลอรี่ต่ำ เส้นใช้การอบแห้ง ไม่ทอด (Air-Dried Noodle) จะทานมื้อไหนก็อิ่มอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด   ดีที่เส้น อร่อยเด็ดทุกรสชาติ ดีที่เส้น เพราะวุ้นเส้นต้นสน อีทซี่ มีความเหนียวนุ่ม ชุ่มน้ำซุป เด้งดี ไม่มีเละ อร่อยเด็ดทุกรสชาติ เสิร์ฟความอร่อย 4 รสชาติ จัดจ้านแบบไทยแท้ ได้แก่ รสซุปไก่ หอมกลิ่นพริกไทยแท้ ซดคล่อง ถึงเครื่อง, รสแจ่วฮ้อน หอมกลิ่นสมุนไพรไทย แซ่บฮ้อน ถึงเครื่อง, รสยำทะเล หอมกลิ่นมะนาวและพริกเปรี้ยวเผ็ดลงตัว และรสต้มยำกุ้ง หอมกลิ่นเครื่องต้มยำ ตำรับไทย ครบรส ถึงเครื่อง   สะดวก ง่าย เพียงเติมน้ำร้อน กลยุทธ์มัดใจคน Gen Z ถูกใจชาวหอ คอนโด พนักงานออฟฟิส หรือนักเดินทาง ที่มีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบและต้องการความสะดวก ไม่ว่าที่ไหน เวลาไหน ก็สามารถอิ่มอร่อยได้ในเวลาที่จำกัด   “ต้นสน อีทซี่” แบบคัพ ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของครอบครัวต้นสน เป็นการขยายกลุ่มสินค้าภายใต้ แบรนด์ต้นสน แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ต้นสนให้กว้างขึ้น ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบันมีวางจำหน่ายแล้วที่ Tops, Go Wholesale, Villa Market, Mitsukoshi Depachika, Max Mart, บางบอน ซุปเปอร์เซ็นเตอร์, Foodland และช่องทางออนไลน์ Tonson Family Store บน Shopee Lazada Tiktok และ Makro Pro   และเดือนสิงหาคมนี้ “ต้นสน อีทซี่” เตรียมกิจกรรมดีๆ มาให้ร่วมสนุกพร้อมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ Facebook วุ้นเส้นตราต้นสน   https://www.facebook.com/tonson.mungbeannoodle https://www.facebook.com/reel/1547940087038239

July 30, 2026 / 0 Comments
read more

สัมผัสกลิ่นความหอมประเทศไทยในงาน ‘THE SCENT OF SIAM’ ไอคอนสยาม

PRnounce

ไอคอนสยาม ร่วมกับ ไอคอนคราฟต์ และสมาคมอุตสาหกรรมน้ำหอมไทย ผนึกกำลัง 50 แบรนด์เครื่องหอมไทยชั้นนำจากทั่วประเทศ ปลุกพลัง “ศาสตร์แห่งกลิ่นหอมไทย” สู่ Soft Power ระดับโลก จัดงาน “THE SCENT OF SIAM” มหกรรมเครื่องหอมไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination ที่เป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ ด้วยบทบาทการเป็นแพลตฟอร์มส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตในระดับนานาชาติ  จับมือไอคอนคราฟต์ และสมาคมอุตสาหกรรมน้ำหอมไทย (Thai Fragrance Industry Association: TFIA) จัดงาน “THE SCENT OF SIAM” เปิดประสบการณ์มหกรรมเครื่องหอมไทยครั้งแรกที่รวบรวมผู้ผลิต นักปรุงน้ำหอม และแบรนด์เครื่องหอมไทยชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ จากทั่วประเทศ มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของศาสตร์แห่งกลิ่นหอมไทยในมิติร่วมสมัย ภายใต้การสนับสนุนโดย Skonx Perfumery และ Neferlogne เพื่อเผยแพร่ศาสตร์แห่งกลิ่นหอมไทย ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการและแบรนด์ไทยสู่เวทีสากล พร้อมประกาศศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และนับเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของประเทศ โดยจะเปิดโลกแห่งกลิ่นหอมจากภูมิปัญญาไทยให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม   มหกรรมเครื่องหอมไทย “THE SCENT OF SIAM” จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่มุ่งยกระดับ Thai Scent Craftsmanship ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทยผ่านศาสตร์แห่งการปรุงน้ำหอมร่วมสมัย สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยในฐานะหนึ่งใน Soft Power ของประเทศ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในการเป็นเวทีที่รวมผู้ประกอบการเครื่องหอมไทยที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันสู่การยอมรับในระดับสากล และการเติบโตอย่างยั่งยืน งานนี้จึงเปรียบเสมือนเวทีแห่งการรวมพลังของผู้ประกอบการเครื่องหอมไทย ตั้งแต่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ นักปรุงน้ำหอมมากประสบการณ์ ไปจนถึงนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ ที่ร่วมกัน สะท้อนให้เห็นว่า เครื่องหอมไทยได้พัฒนาอย่างก้าวไกล ทั้งในด้านการคัดสรรวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การทำงานร่วมกับนักปรุงน้ำหอมระดับสากล ตลอดจนมาตรฐานและคุณภาพที่สามารถแข่งขันเคียงข้างแบรนด์ชั้นนำของโลกได้อย่างภาคภูมิ   ด้วยความตั้งใจในการนำเสนอเครื่องหอมไทยที่ดี มีคุณภาพ รังสรรค์จากวัตถุดิบชั้นเลิศ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ภายในงานได้รวบรวมแบรนด์เครื่องหอมไทยชั้นนำมาให้ผู้รักความหอมได้สัมผัสและเลือกสรรกว่า 50 แบรนด์ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งน้ำหอม เทียนหอม เครื่องหอม ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน และไลฟ์สไตล์กลิ่นหอม อาทิ แบรนด์ไทยระดับรางวัลที่ดังไกลระดับโลกอย่าง Parfums Dusita,SIAM1928,Perfumers’ Journey, Strangers Parfumerie, Butterfly Thai Perfume รวมถึงแบรนด์ Airen Fragrance, Ameenah, AYADA, CHOL, EVC PARFUM, Ice Perfume House, KLĀY, L’Cloche, La Joie, LAOL, Luatimo Perfume, Ma Chandelle, Mangla, MN Formula, MYND Perfume, MysNyx Perfume, Neferlogne, NOMR, Nostalgia Perfume, Novelic, Parfum Eclectiques, Parfum Prissana, POETIQ, Pratintip Artist perfume, Prin, RARINRIN, Saisalang, SAKUNA fragrance, SA-NE’ Perfume, Savor Perfume, Scent Mastery, Shaman Perfumery, Sirodom Parfum, Siva, Soulerie, Sphere, Sukonta, Tada Parfumeur, The Perfume Sanctuary, Velvétail Perfumes, Vive Perfume, Voyager, Whispering Memories, Witch’s Scent และ Zantiis ที่พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ของกลิ่นหอมไทยในมุมมองใหม่ผ่านผลงานสร้างสรรค์ที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวและตัวตนของแต่ละแบรนด์   ภายในงานยังมีประสบการณ์เชิงลึกของศาสตร์แห่งกลิ่นผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส ทั้งการเปิดตัวน้ำหอมและคอลเลกชันใหม่ครั้งแรกภายในงานจากแบรนด์ MysNyx  Perfume, Neferlogne, SAISALANG, SAKUNA fragrance, Scent Mastery, Sphere และ VOYAGER พร้อมเปิดโลกของวัตถุดิบหายากผ่านโซน Thai Raw Materials ที่นำเสนอวัตถุดิบอันทรงคุณค่าซึ่งมีบทบาทในประวัติศาสตร์น้ำหอมโลก และเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานที่หล่อหลอมศาสตร์การปรุงน้ำหอมและอัตลักษณ์กลิ่นหอมของไทย   อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเผยกลิ่นหอมสุดโปรดของสองศิลปินหนุ่ม อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง และ ภูมิ-ภูริพันธ์ ทรัพย์แสงสวัสดิ์ ที่จะมาร่วมพิธีเปิดงาน ในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 พร้อมร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมสำหรับวันแม่ เพื่อถ่ายทอดความรักและความผูกพันผ่านศาสตร์แห่งกลิ่น รวมถึงสร้างประสบการณ์พิเศษที่จะเชื่อมโยงแบรนด์เครื่องหอมไทยเข้ากับคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ภายในงาน อัพ ภูมิพัฒน์ และ ภูมิ ภูริพันธ์ ยังจะมีกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับกลุ่มแฟนคลับอีกด้วย     ทั้งนี้ การจัดงาน “THE SCENT OF SIAM” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไอคอนสยามในการสร้างเวทีระดับโลกให้กับผู้ประกอบการไทย ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ไทยได้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมร่วมผลักดันอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศในเวทีสากล   พิเศษสำหรับสมาชิก ONESIAM ตลอดการจัดงาน โดยสมาชิกที่แสดงสถานะการเป็นสมาชิกและมีชื่อ-สกุลตรงกับผู้รับสิทธิ์ ณ จุดแลกของสมนาคุณ เคาน์เตอร์ Information ชั้น G, ชั้น M และชั้น 2 ไอคอนสยาม สามารถรับบัตรแลกรับตัวอย่างน้ำหอม เพื่อนำไปแลกรับตัวอย่างน้ำหอมขนาด 2 มิลลิลิตร จำนวน 2 ชิ้น ณ บริเวณจัดกิจกรรม “THE SCENT OF SIAM” วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 จำกัด 1 สิทธิ์ต่อสมาชิกตลอดรายการ จำนวนรวม 285 สิทธิ์ ตลอดการจัดงาน อีกทั้งสมาชิก ONESIAM ที่ช้อปสินค้าภายในงานครบ 5,000 บาทขึ้นไป สามารถรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 300 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าจากร้านค้าภายในงาน “THE SCENT OF SIAM” ได้ทันที โดยคูปองดังกล่าวใช้สำหรับซื้อสินค้าภายในงานเท่านั้น ไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้ จำกัด 1 สิทธิ์ต่อสมาชิกตลอดรายการ และจำกัดจำนวนรวม 100 สิทธิ์ ตลอดการจัดงาน   สำหรับแฟนคลับของสองศิลปินหนุ่ม อัพ-ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง และ ภูมิ-ภูริพันธ์ ทรัพย์แสงสวัสดิ์ สมาชิก ONESIAM ที่มียอดใช้จ่ายภายในงานครบ 3,000 บาทขึ้นไปจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ได้แก่ Skonx Perfumery, Neferlogne, Saisalang, Sphere x Scent Mastery, Scentdicate และ CHOL จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ Group Photo กับศิลปินทั้งสองในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยเปิดรับแลกสิทธิ์ระหว่างเวลา 10.30-13.30 น. และผู้ได้รับสิทธิ์ต้องรายงานตัว ณ จุดนัดหมายภายในเวลา 13.45 น. กิจกรรมดังกล่าวจัดในรูปแบบ Group Photo อัตรา 2:4 จำนวน 25 กลุ่ม และสามารถรับภาพได้ผ่านช่องทาง Facebook: ICONSIAM จำกัดสูงสุด 2 สิทธิ์ต่อคน สามารถโอนสิทธิ์ได้ และมีจำนวนรวม 100 สิทธิ์ ตลอดรายการ ทั้งนี้ ใบเสร็จที่นำมาใช้แลกรับสิทธิพิเศษรายการใดแล้ว จะไม่สามารถนำมาใช้แลกรับสิทธิ์ในรายการอื่นได้อีก   นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจาก ICONCRAFT เมื่อซื้อสินค้าภายในร้าน ICONCRAFT ครบ 2,500 บาทต่อใบเสร็จ รับคูปองส่วนลดมูลค่า 100 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้าครั้งถัดไปภายในงาน โดยมีเงื่อนไขการใช้คูปองเมื่อมียอดซื้อขั้นต่ำ 200 บาทต่อใบเสร็จ สำหรับสินค้า ICONCRAFT ที่ร่วมรายการภายในงานเท่านั้น จำกัดจำนวน 200 สิทธิ์ ตลอดรายการ ทั้งนี้ ของสมนาคุณและสิทธิพิเศษทั้งหมดมีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด   เชิญร่วมสัมผัสเสน่ห์ของศาสตร์แห่งกลิ่นหอมของไทย ผ่านผลิตภัณฑ์เครื่องหอมไทยร่วมสมัยที่แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ไทย ในงาน “THE SCENT OF SIAM” มหกรรมกลิ่นหอมจากภูมิปัญญาไทยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 5-9 สิงหาคม 2569 ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ไอคอนสยาม สอบถามข้อมูล โทร. 1338 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: ICONSIAM    

July 29, 2026 / 0 Comments
read more

KOLAXY ชวนแบรนด์หนีเกมโหดค่า GP แพลตฟอร์มต่างชาติ เติมงบแข่งอินฟลูฯมาร์เก็ตติง

EcoVative

IdeasLabs ส่ง KOLAXY แพลตฟอร์มการตลาดเทคโนโลยี ใช้โมเดล No GP Creator Economy ไม่เก็บค่า GP ช่วยแบรนด์เติมงบการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ พร้อมแผนดึงมาร์เก็ตเพลสแนวคิดแบบเดียวร่วมขบวนด้วยกัน   KOLAXY ใช้โมเดล No GP Creator Economy แพลตฟอร์มไม่เก็บค่าคอมมิชชัน (GP) จากการจับคู่แบรนด์กับครีเอเตอร์ ช่วยเปลี่ยนต้นทุนค่าธรรมเนียมให้กลับมาเป็นงบสร้างยอดขายและทำการตลาดได้โดยตรง AI จับคู่ครีเอเตอร์กว่า 300,000 บัญชี ระบบ AI Matching วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคัดเลือกครีเอเตอร์ที่เหมาะกับสินค้าและงบประมาณของแบรนด์ ไม่ยึดติดเฉพาะจำนวนผู้ติดตาม แต่เน้นผลลัพธ์ทางธุรกิจ ตั้งเป้าสร้าง Creator Economy ไทย IdeasLabs มุ่งลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ พร้อมผลักดันให้ครีเอเตอร์ทุกระดับมีรายได้ยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อคนใน 3-5 ปี     ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้านอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) และเทคโนโลยีการตลาด (MarTech) สัญชาติไทย กล่าวว่าบริษัทฯ พัฒนา ‘KOLAXY’ แพลตฟอร์ม MarTech ที่รวบรวมอินฟลูฯ และเคโอแอล (KOLs) กว่า 300,000 บัญชี (Accounts) และมีบัญชีผู้ใช้งานสม่ำเสมอ (Active Accounts) 20,000 ที่รับงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั่วไป เช่น พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา สามารถใช้เป็นพื้นที่รีวิวสินค้า   โดยแพลตฟอร์มฯ นี้ ยังเข้ามาแก้ปัญหาต้นทุนแฝง พร้อมการบริหารแคมเปญ และผลักดันเทรนด์ครีเอเตอร์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านลึกซึ้ง (Deep Influencer) รวมถึงใช้เทคโนโลยีเอไอ แมทชิง (AI Matching) และระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยจับคู่แบรนด์กับครีเอเตอร์ได้อย่างแม่นยำ   ล่าสุด บริษัทฯ ได้พัฒนาโมเดล ‘No GP Creator Economy’  โดยเปลี่ยนวิธีคิดของการตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ จากการเก็บค่าคอมมิชชั่นหรือส่วนแบ่งรายได้ (GP) แบบตายตัว มาเป็นการจับคู่ระหว่างแบรนด์และครีเอเตอร์บนพื้นฐานของ ‘ความพึงพอใจ’ และความเหมาะสมของงบประมาณเป็นการ เปลี่ยน ‘ค่า GP’ ให้เป็น ‘งบสร้างยอดขาย’   โดยโมเดลฯนี้ ของ KOLAXY ยังช่วยให้ผู้ประกอบการที่ต้องใช้งบประมาณส่วนหนึ่งไปจ่ายเป็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ให้สามารถนำเม็ดเงินดังกล่าวกลับมาลงทุนกับการสร้างยอดขายผ่าน Influencer Marketing ได้โดยตรง ซึ่งแบรนด์สามารถกำหนดงบประมาณที่มีส่วนครีเอเตอร์เสนอราคาที่พร้อมรับงาน ก่อนให้ระบบ AI ทำหน้าที่คัดเลือกและจับคู่ผู้ที่เหมาะสมที่สุด   ลดพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ   ธนดล กล่าวต่อว่า IdeasLabs ยังมีแนวคิดหารือร่วมกับมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) ไทยที่ไม่เก็บ GP และคิด GP ต่ำมาช่วยสร้างระบบนิเวศ ดิจิทัล (Digital Ecosystem) ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และลดปัญหาฝั่งแบรนด์ต้องแบกรับต้นทุนซ้ำซ้อน ตั้งแต่   ค่าธรรมเนียมการขาย ค่าการตลาด ต้นทุนการทำโปรโมชั่น   นอกจากนี้ ยังพบว่าหากกำไรลดลงงบการตลาดมักถูกจำกัด ส่งผลให้การสร้างยอดขายในระยะยาวทำได้ยากขึ้น หากมาร์เก็ตเพลสของคนไทยสามารถลดภาระค่า GP เช่นเดียวกับที่ KOLAXY ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงอินฟลูเอ็นเซอร์ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เม็ดเงินที่เคยสูญเสียไปกับต้นทุนของแพลตฟอร์มจะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นงบประมาณเพื่อสร้างยอดขายและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจแทน   “แนวคิดนี้ ช่วยลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการทำธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่หลายธุรกิจกำลังมองหาวิธีควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เม็ดเงินด้านการตลาด”   ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังสามารถกำหนดงบประมาณที่ต้องการใช้ โดยระบบจะช่วยค้นหาครีเอเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดภายในงบฯดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้งบประมาณได้คุ้มค่ามากขึ้น   ธนดล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มด้าน Creator Economy มักแข่งขันกันด้วยตัวเลขจำนวนครีเอเตอร์ (Creator) หรือจำนวนผู้ใช้งานที่อยู่ในระบบ แต่ KOLAXY มองว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของแพลตฟอร์มแต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ จำนวนครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างรายได้จริง และมีโอกาสเติบโตในอาชีพอย่างยั่งยืน   โดย KOLAXY วางเป้าหมายสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยผลักดันทั้งระบบนิเวศให้ เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไปพร้อมการสร้างระบบที่กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง ไม่ให้รายได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะอินฟลูเอนเซอร์ระดับบน แต่เปิดโอกาสให้นาโน ครีเอเตอร์ และไมโคร ครีเอเตอร์ ซึ่งมีฐานผู้ติดตามเฉพาะกลุ่ม ได้รับงานเพิ่มขึ้น ผ่านการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อค้นหาความเหมาะสมระหว่างสินค้า กลุ่มเป้าหมาย และครีเอเตอร์ มากกว่าการวัดจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว       ทั้งนี้ KOLAXY ตั้งเป้าหมายระยะ 3-5 ปี ผลักดันให้ครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์มมีรายได้เฉลี่ยอย่างน้อย 10,000 บาทต่อคน โดยเชื่อว่าความสำเร็จของเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) ต้องวัดจากการที่ผู้คนสามารถสร้างอาชีพและมีรายได้อย่างยั่งยืน โดยไปพร้อมขยายฐานแบรนด์ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์ม เพื่อเพิ่มโอกาสการจับคู่ระหว่างผู้ประกอบการกับครีเอเตอร์ จากการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการ ลดต้นทุน และสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับทุกฝ่าย   “หากบริษัทสามารถทำให้ครีเอเตอร์ทุกระดับมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกับช่วยให้ผู้ประกอบการขายสินค้าได้ดีขึ้น นั่นหมายถึงเราไม่ได้สร้างแค่แพลตฟอร์ม แต่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานของ Creator Economy ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน”   ธนดล  กล่าวว่า KOLAXY ภายใต้โมเดลดังกล่าว จะตอบโจทย์ผู้ประกอบการในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะช่วยเปลี่ยนต้นทุนที่เคยสูญเสียไปกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายแฝง มาเป็นการลงทุนด้านการตลาดที่สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้โดยตรง ทั้งในแง่การสร้างการรับรู้ การเข้าถึงผู้บริโภค และการเพิ่มยอดขาย ผ่านครีเอเตอร์ที่มีความเหมาะสมกับสินค้าแต่ละประเภท มากกว่าการเลือกจากจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว   นอกจากนี้แพลตฟอร์มฯนี้ ยังเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมการตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer Marketing)  ซึ่งทั้งระบบนิเวศ (ecosystem) ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก  คือ   ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ(เจ้าของแบรนด์) ครีเอเตอร์ แพลตฟอร์ม   ขณะที่ปัจจุบัน ตลาดอินฟลูฯประเทศไทยยังพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้การกำหนดกติกาต่างๆ ไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับทุกฝ่าย  ซึ่งการผลักดันอุตสาหกรรมนี้จะต้องเติบไปพร้อมกันทั้งอีโคซิสด้วยกันทั้งหมด ไม่ใช่สร้างการเติบโตเฉพาะแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่ทำให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ(แบรนด์) ครีเอเตอร์ และแพลตฟอร์ม สามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน    

July 29, 2026 / 0 Comments
read more

น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่าน นิทรรศการ สิริกษาปณศิลป์ สยามพารากอน

PRnounce

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมธนารักษ์ ร่วมกับ สยามพารากอน และสกุล อินทกุล จัดนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ถ่ายทอดพระเกียรติคุณและคุณค่าแห่งมรดกไทย ผ่านเหรียญกษาปณ์และงานประณีตศิลป์ร่วมสมัย ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5  สยามพารากอน   กรมธนารักษ์ ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน และ สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยนำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกที่ผลิตจากกรมธนารักษ์มาผสมผสานงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ความทรงจำร่วมสมัย และงานศิลปะชั้นสูงเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการเหรียญและงานประณีตศิลป์สมัยใหม่ที่ทรงคุณค่าและหาชมยาก ภายใต้ชื่องาน “สิริกษาปณศิลป์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เพื่อเผยแพร่ความรู้และส่งเสริมคุณค่าการสะสมเหรียญกษาปณ์ของไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ   ในวันเปิดนิทรรศการ 28 กรกฎาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก อัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมธนารักษ์ อาทิ บุญชอบ วิเศษปรีชา, ชีรกัญญา หวังเจริญรุ่ง, ชลทิตย์ ไชยจันทร์, คงศักดิ์ พรพนาวรรณ, สกุล อินทกุล ศิลปินผู้รังสรรค์ผลงาน และ จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้บริหารสยามพิวรรธน์ มาร่วมงาน ซึ่งภายในงานนิทรรศการประกอบด้วย   การจัดแสดงเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของกรมธนารักษ์ในวาระ ที่เกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งหาชมได้ยากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้บนเหรียญกว่า 40 รายการ การจัดแสดงแบ่งเป็น 3 โซน ได้แก่  “ภูมิสิริ” จัดแสดงเหรียญคู่พระบารมีในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “สิริรัช” จัดแสดงเหรียญในวาระเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “สิริกิจ” จัดแสดงเหรียญในวาระที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงพระเกียรติคุณที่ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายจากนานาประเทศ การจัดแสดงนิทรรศการผลงานประณีตศิลป์ชุด “จากบุปผาสู่อัญมณี: เข็มกลัดมงคล ‘สิริแห่งดวงใจสยาม’ ล้อมเหรียญกษาปณ์ไทย” โดย สกุล อินทกุล ศิลปินอิสระผู้ถ่ายทอดจิตวิญญาณจากงานดอกไม้สดสู่ประติมากรรมอัญมณีลํ้าค่า บูรณาการศิลปะร่วมสมัยและนำเสนอเหรียญกษาปณ์ในรูปแบบ “ประติมากรรมเล็ก” (Jewelry Sculpture) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเป็นสากล การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหรียญโดยกรมธนารักษ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจและนักสะสมได้เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหรียญของกรมธนารักษ์ในวาระสำคัญต่าง ๆ สำหรับเป็นที่ระลึกหรือมอบเป็นของขวัญที่ทรงคุณค่า สาธิตเบื้องหลังการผลิตเหรียญผ่านกิจกรรม Live Demonstration ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสขั้นตอนการสร้างสรรค์เหรียญจากผู้เชี่ยวชาญ อันสะท้อนคุณค่าแห่งศิลปะและมรดกทางวัฒธรรมไทยอย่างใกล้ชิดในวันที่ 28 ก.ค.2569 และ วันที่ 12 ส.ค. 2569 (วันละ 3 รอบ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น.)   กรมธนารักษ์ ขอเชิญชวนประชาชน นิสิต นักศึกษา นักสะสมเหรียญ และผู้สนใจทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและสัมผัสความงดงามของมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดผ่านเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกและเหรียญที่ระลึกของไทยที่รังสรรค์ขึ้นในงานนิทรรศการ “สิริกษาปณศิลป์” ตั้งแต่วันนี้ถึง 12 สิงหาคม 2569 ณ Art Jewel ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน (เข้าชมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย)     ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook: กองส่งเสริมและพัฒนาทรัพย์สินมีค่าของรัฐ กรมธนารักษ์ หรือ Facebook: SiamParagon และ www.siamparagon.co.th         

July 29, 2026 / 0 Comments
read more

อสังหาฯ เกาะท่องเที่ยวไทยระส่ำ หลังทุนอิสราเอลรุกทำวิลล่าขายคนชาติเดียวกัน

Zcreat

‘ซาวิลส์’ เผยทุนอิสราเอลรุกอสังหาฯ สมุย-พะงัน พัฒนาวิลล่ารับดีมานด์คนชาติเดียวกัน จับตาการใช้ ‘ลีสโฮลด์’ และการซื้อขายด้วยคริปโต พร้อมเตือนรัฐเร่งกำกับการถือครองอสังหาฯ ต่างชาติ     ดีมานด์ชาวอิสราเอลหนุนตลาดวิลล่าสมุยโตแรง หลังโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้พำนักชาวอิสราเอลในสมุยเพิ่มขึ้นแตะราว 200,000 คน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาโครงการวิลล่าและคอนโดรองรับความต้องการอย่างต่อเนื่อง โมเดล Leasehold ช่วยลดต้นทุนวิลล่าเหลือ 8-10 ล้านบาท ผู้พัฒนาส่วนใหญ่ใช้การเช่าที่ดินระยะยาว 10-30 ปี ก่อนพัฒนาและขายสิทธิการเช่า ทำให้ราคาวิลล่าต่ำกว่าการซื้อแบบฟรีโฮลด์ที่มีราคาประมาณ 14-17 ล้านบาท แนะรัฐคุมการถือครองต่างชาติ ‘ซาวิลส์’ ชี้ว่าตลาดวิลล่าท่องเที่ยวเติบโตเร็วจากแรงซื้อชาวต่างชาติ พร้อมเสนอให้รัฐเพิ่มมาตรการกำกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์และพิจารณาจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อลดผลกระทบต่อคนในพื้นที่     หลังยุคโควิด-19 เป็นต้นมา กลุ่มทุนอิสราเอลเหลั่งไหลเข้ามาพัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อรองรับความต้องการจากกลุ่มลูกค้าชาติเดียวกันที่มีแนวโน้มการจับจองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวิลล่าและคอนโดมีเนียม   ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท ซาวิลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ปรึกษาและตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก กล่าวว่า ปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวชาวอิสราเอลในปัจจุบันแม้จะยังไม่ติด 10 อันดับแรกนักกลุ่มท่องเที่ยวต่างชาติของไทย แต่พบว่ามีจำนวนเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ขยายตัวขึ้น   โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะท่องเที่ยวไทย เช่น เกาะสมุย พบจำนวนชาวอิสราเอลเติบโตก้าวกระโดดอยุ่ที่ 2 แสนคนจากเดิมประมาณ 70,000 คน รวมไปถึงพื้นที่ใกล้เคียง เกาะพะงัน ได้กลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวอิสราเอลไปแล้วอย่างชัดเจน สอดคล้องพฤติกรรมชาวอิสราเอล ที่อยู่อาศัยรวมเป็นชุมชน”   วิลล่าต้นทุนต่ำราคา 8 ล้านบ.   จากแนวโน้มดังกล่าว ผลักดันให้เกิดความต้องการอยู่อาศัยรูปแบบเช่าระยะยาว และขยายไปยังกลุ่มนักลงทุนและผู้ซื้อเกิดขึ้นระหว่างกันเอง โดยมีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลัก ๆ จะใช้  2 วิธีการ ดังนี้   การทำสัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) กับเจ้าของที่ดินคนไทย (แบบถูกกฎหมาย 100%) โดยกลุ่มทุนดังกล่าว หลังทำสัญญาการเช่าที่ดินกับคนไทยแล้วจะนำที่ดินมาพัฒนาโครงการวิลล่า ขายคนชาติเดียวกันเองในแบบลีสโฮลด์  โดยมีสัญญายืดหยุ่นตั้งแต่ 10-30 ปี   สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้สามารถทำราคาวิลล่าต้นทุนต่ำลงอยู่ที่ประมาณ 8-10 ล้านบาท/ยูนิต (สำหรับซื้อ Leasehold ระยะเวลา 10 ปี) ขณะที่วิลล่าวิวภูเขาขายขาดทั่วไปมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 14-17 ล้านบาท   การซื้อขาดที่ดิน ถือกรรมสิทธิ์แบบฟรีโฮลด์ (Freehold) โดยใช้บริษัทนิติบุคคลในการซื้อ ‘บางราย’ อาจใช้นอมินีคนไทยมาถือหุ้น 51% ก่อนนำมาพัฒนาวิลล่า   สำหรับ ทำเลวิลล่ายอดนิยมของชาวอิสราเอลในสมุยมักกระจายอยู่ใน โซนดังนี้ แม่น้ำ บ่อผุด เชิงมน   สำหรับ โครงการวิลล่าที่ชาวอิสราเอลพัฒนา ส่วนใหญ่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ จำนวน 10-45 ยูนิต/แห่ง และพบว่าในบางโครงการขายหมดอย่างรวดเร็ว อาทิ บางโครงการมีจำนวน 25 ยูนิตสามารถปิดการขายได้ภายในเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น   อสังหาฯสมุยซื้อขายด้วยคริปโตฯ   โดยข้อมูลภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในครึ่งแรกปี 2569 ยังพบว่ามียอดการเปิดตัววิลล่าในเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำหน้าจังหวัดภูเก็ตไปแล้ว ด้วยสถิติดังนี้   วิลล่าสมุย เปิดใหม่ 70-80 โครงการ จำนวน 800 ยูนิต วิลล่าภูเก็ต เปิดใหม่ 40-50 โครงการ จำนวน 700 ยูนิต (จากปกติ ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตจะมีความต้องการ (Demand) วิลล่าไม่เกิน 1,000 ยูนิตต่อปี แต่ช่วงครึ่งแรกปี2569 ขยายสูงถึง 700 ยูนิตแล้ว คาดว่ามาจากสภาวะ Demand ต่างชาติล้นทะลักนี้ซึ่งจะต่อเนื่องเช่นนี้ไปอีก 3-5 ปี)   นอกจากนี้ ยังพบรูปแบบชำระเงินซื้อวิลล่าที่เปลี่ยนไป โดยเริ่มมีการซื้อขายผ่านเงินสกุลดิจิทัล อาทิ  บิตคอยน์ และ ดิจิทัลโทเคน เพิ่มมากขึ้นซึ่งเงินเหล่านี้ไหลออกประเทศโดยที่คนไทยไม่ได้อะไรเลย   ลงทุนวิลล่าเมืองท่องเที่ยว ยีลด์ 8-10%   ขณะที่ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอิสราเอลสนใจซื้ออสังหาในไทยมาจากผลตอบแทนการลงทุน (Yield) ค่อนข้างสูง ทำให้นักลงทุนต้องการทั้งการอยู่อาศัยเองและสนใจลงทุนเพื่อเก็งกำไร   โดยเฉพาะวิลล่าในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและสมุย มีผลตอบแทนการเช่ารายวัน (Daily Yield) สูงถึง 8-10% ส่วนคอนโดมิเนียมระดับราคาเข้าถึงได้ (Affordable) ถูกนำมาปรับรูปแบบปล่อยเช่ารายวันและรายเดือน สร้างรายได้สูงถึง 60,000-70,000 บาทต่อเดือน   ทั้งนี้ นอกจากกลุ่มอิสราเอลแล้ว ยังมีอีกกลุ่มที่น่าจับตา คือ ‘ตะวันออกกลาง’ ที่ย้ายถิ่นอยู่อาศัยเข้ามาไทยจากภาวะสงคราม โดยมุ่งเป้าไปที่อสังหาริมทรัพย์แบบสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready-to-move)   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางในบางช่วงจะสงบลง แต่ปริมาณการติดต่อสอบถาม กลับไม่ได้ลดลง โดยนักลงทุนบางรายยังแสดงความต้องการซื้อปริมาณสูงในครั้งเดียวถึง 10 ยูนิต   รัฐบาล ออกมาตรการควบคุม   ภัทรชัย กล่าวว่าจากกรณีชาวอิสราเอลเข้ามามีบทบาทในอสังหาฯ เกาะท่องเที่ยวในไทย อย่าง สมุย-พะงัน-ภูเก็ต ภัทรชัย อาจมาจากระบบการกระจายอำนาจของไทย ทำให้การกำกับดูแลในระดับท้องถิ่นมีความหย่อนยาน ขณะที่หน่วยงานส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบได้ยาก   โดยเห็นว่า รัฐบาล ควรเร่งออกมาตรการควบคุมการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งพิจารณา การจัดเก็บภาษีต่างชาติเพิ่มเติม เพื่อนำรายได้เข้าสู่ระบบท้องถิ่นและป้องกันการกว้านซื้อที่ดินจนส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ในระยะยาว

July 29, 2026 / 0 Comments
read more

‘สุกี้ตี๋น้อย’ จ่าย 2,760 บาท คุ้มไหม? ใช้เครดิตได้ 5 แบรนด์ ตลอดสิงหาคม 2569

Zcreat

โปรโมชั่นสุกี้ตี๋น้อย คูปอง 10 ใบ ราคา 2,760 บาท ใช้ได้ 5 แบรนด์ วัดพลังความคุ้มค่าเงื่อนไขการใช้ • สิทธิประโยชน์ของผู้บริโภค เมื่อแบรนด์เปิดโมเดลรับเงินสดมาไว้ล่วงหน้าก่อน      สุกี้ตี๋น้อยเปิดขายคูปอง 10 ใบ ราคา 2,760 บาท ใช้ได้กับร้านอาหารในเครือทั้ง 5 แบรนด์ ตลอดเดือนสิงหาคม 2569 คูปอง 1 ใบ ใช้ได้ 1 คน และสามารถแบ่งให้ครอบครัวหรือเพื่อนได้ แต่หากเลือกร้านที่ราคาสูงกว่า 276 บาท ต้องชำระส่วนต่างเพิ่ม แคมเปญช่วยให้ลูกค้าได้รับสิทธิประโยชน์และของสะสม ขณะที่แบรนด์มีโอกาสสร้างรายได้ล่วงหน้า เพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการ และผลักดันให้ลูกค้าทดลองร้านในเครือมากขึ้น     ร้านอาหารชาบู-สุกี้ปี2569 คาดจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 35,000 – 40,000 ล้านบาท มีแนวโน้มเดือดไม่พักอีกรอบ หลัง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ออกโปรโมชัน เดือนสิงหาคม 2569 ในชื่อโปรเดือดทะลุหม้อสุกี้ ซื้อครั้งเดียว กินยกแก๊ง! เปิดขาย คูปอง 10 ใบ ราคา 2,760 บาท ใช้ได้กับร้านในเครือทั้ง 5 แบรนด์ พร้อมของแถมจำนวนจำกัด (Limited Edition) ให้ลูกค้าจ่ายครั้งเดียวและใช้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งมีความน่าสนใจว่าถ้าซื้อไปแล้วคุ้มหรือไม่ และเหมาะกับใคร?   สำหรับคูปองสุกี้ตี๋น้อย มีมูลค่าใบละ 276 บาท และสามารถเอาไปใช้ในร้านอาหารในพอร์ตโฟลิโอสุกี้ตี๋น้อย ทั้ง 5 แบรนด์ ดังนี้   สุกี้ตี๋น้อย (ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม) ราคา 276 บาท/ คน ครบ 0 บาท   ตี๋น้อย PLUS+ (จ่ายส่วนต่าง)    ราคา 299 บาท / คน (ราคารวมน้ำรีฟิลและ VAT สุทธิประมาณ 362 บาทราคา   ตี๋น้อย BBQ  ราคา 299 บาท/คน (ราคารวมเครื่องดื่มรีฟิล 39 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คิดเป็นราคารวมสุทธิ 362 บาทต่อคน (จ่ายส่วนต่าง)   ตี๋น้อย GOLD (จ่ายส่วนต่าง) (ยังไม่รวมค่าเครื่องดื่มรีฟิล 49 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) ราคาบุฟเฟต์ 3 ระดับ 399 บาท 499 บาท 599 บาท นายพราน หมูกระทะ (จ่ายส่วนต่าง) ราคา 299 บาท NET (สุทธิ)   จากราคาค่าบริการต่อแบรนด์ร้านอาหารในพอร์ตโฟลิโอสุกี้ตี๋น้อย ข้างต้นจะเห็นได้ว่ามูลค่า ‘276 บาท’ ต่อคูปอง เป็นเครดิตไม่ใช่บุฟเฟต์ที่ครอบคลุมค่าอาหารได้ทุกแบรนด์   เงื่อนไขใช้คูปองสุกี้ตี๋น้อย   สำหรับโปรโมชัน คูปอง 10 ใบมูลค่า 2,760 บาทของสุกี้ตี๋น้อย ในรอบนี้มีเงื่อนไขการใช้คูปอง 1 ใบ = ใช้ได้ 1 คน โดยสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 1-31 สิงหาคม 2569 นี้ โดยเซ็ตคูปองนี้ ยังสามารถแบ่งให้ครอบครัวหรือเพื่อนได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้คนเดียวทั้ง 10 ใบ!   เช่น ซื้อ 10 ใบ วันแรกไปกิน 5 คน ก็ใช้ 5 ใบ ถัดมาอีกวันใช้ที่เหลือกับครอบครัวก็ได้ หรือหากเก็บไว้ใช้เองทั้งหมด เพื่อกินคนเดียวก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ต้องไปกิน 10 ครั้ง ภายใน 31 วัน (ก่อน 31 สิงหาคม 2569)   ทั้งนี้ หากวัดระดับความคุ้มค่าจากคูปอง 10 ใบมูลค่า 2,760 บาทของโปรสุกี้ตี่น้อยในรอบนี้ จะสามารถเฉลี่ยการใช้คูปองได้แบบนี้   3 วัน ไป 1 ครั้ง ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างถี่สำหรับลูกค้าทั่วไป แต่ก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับแฟนเลิฟแบรนด์สุกี้ตี๋น้อย   ส่วนคนทั่วไปจะกินมื้ออาการแบบนี้ได้บ่อยแค่ไหนนั้น? อาจพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ มักเฉลี่ยเข้าร้านลักษณะนี้ไม่บ่อยมากนัก ราวเดือนละ 1 ครั้ง หรือ 2-3 ครั้งสำหรับแฟนประจำ   ดังนั้น การใช้ให้ครบ 10 ใบคนเดียว จัดได้ว่าเป็นกลุ่มลูกค้าประจำตัวจริง!!   อย่างที่บอกในข้างต้น ราคา 2,760 บาท คือ โปรของสุกี้ตี๋น้อย โดยนอกจากคูปอง 10 ใบใช้ได้กับร้าน 5 แบรนด์ในพอร์ตฯแล้ว โดยลูกค้ายังจะได้รับ   แก้ว Limited Edition เสื้อ Tn Family สิทธิ์ใส่เสื้อรับส่วนลด 50% ในวันพิเศษ (ตลอดครึ่งหลังปี2569 ) สิทธิ์กินฟรีวันเปิดสาขาใหม่ (ตามเงื่อนไข) ใช้แก้วเติมเครื่องดื่มได้ถึง 30 กันยายน   ทั้งนี้ หากมองในมุมแฟนแบรนด์สุกี้ตี๋น้อย ของสะสมเหล่านี้มีมูลค่าเพิ่มที่มากกว่าราคาโปรโมชั่น   แล้วสุกี้ตี๋น้อยได้อะไร?   สำหรับแคมเปญการตลาดโปรโมชันของสุกี้ตี๋น้อยในโมเดลนี้ ยังช่วยธุรกิจหลายด้าน   การรับเงินสดล่วงหน้า 2,760 บาทต่อชุด การันตีลูกค้ากลับมาใช้บริการภายในเดือนสิงหาคม ดึงลูกค้าไปทดลองแบรนด์ใหม่ทั้ง 5 แบรนด์ เพิ่มโอกาสซื้อเมนู เครื่องดื่ม และของทานเล่น สร้างฐานสมาชิกและกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ   เท่ากับว่า เป็นแคมเปญทางการตลาดของสุกี้ตี๋น้อย ที่ให้ส่วนลดลูกค้าจากของแถมแต่ได้ความถี่เพิ่มขึ้นในเข้าร้านในหนึ่งเดือน   หากถามว่า ‘คุ้มไหม’ ? แน่นอนว่า ‘คุ้มมาก’ สำหรับแบรนด์เลิฟสุกี้ตี๋น้อยที่กินเป็นประจำ ทั้งแบบเป็นกลุ่มหรือครอบครัว และตั้งใจจะสะสมแก้วและเสื้อ Limited Edition และพร้อมเปิดใจไปลองหลายแบรนด์ต่างๆ ในพอร์ตฯ   แต่ด้วยราคานี้ ที่ต้องจ่ายเป็นค่าอาหารใน 1 เดือนอาจไม่คุ้มสำหรับผู้เข้าไปใช้บริการไม่บ่อยมีความถี่การกินเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือ ไม่สนใจของสะสมและ ซื้อคูปองไว้แต่ใช้ไม่ครบภายในเดือนสิงหาคม   กล่าวโดยรวมแล้ว โปรโมชันนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อ ‘ลดราคา’ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ ลูกค้ากลับมาใช้บริการบ่อยขึ้น ส่วนแบรนด์ได้รับรายได้ล่วงหน้าและเพิ่มโอกาสขายสินค้าในพอร์ตฯ ก็ถือว่าเป็นโมเดลที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ หากสามารถใช้สิทธิ์ได้ตรงกับพฤติกรรมการรับประทานของตัวเอง ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสแรก ปี2569 ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ดำเนินกิจการโดยบริษัท บริษัท บีเอ็น เอ็น เรสเตอรองท์กรุ๊ป จำกัด ธุรกิจในเครือบริษัทเจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า สุกี้ตี๋ ( Suki Teenoi) น้อยมีรายได้อยู่ที่ 2,588 ล้านบาท เติบโต 32% และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 170 ล้านบาท ลดลง 37%  จากช่วงเดียวกัน ที่ทำได้ 271 ล้านบาท   โดยมีสื่อรายงานระบุ จำนวนสาขาตามประเภทร้านสุกี้ตี๋น้อย ดังนี้ สุกี้ตี๋น้อย (Suki Teenoi) จำนวน 93 สาขา ตี๋น้อย บาร์บีคิว (Teenoi BBQ) ปิ้งย่างบุฟเฟต์ จำนวน 9 สาขา ตี๋น้อย โกลด์ (Teenoi Gold) บุฟเฟต์พรีเมียม จำนวน 1 สาขา ตี๋น้อย พลัส (Teenoi Plus+) จำนวน 14 สาขา นายพรานหมูกระทะ 1 สาขา (แผนปี2569 เปิดเพิ่ม 4 สาขา)  

July 27, 2026 / 0 Comments
read more

ตักบาตรทางเรือครั้งประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ 240 ปี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Peace&Play

ไทยเบฟ นำโดย ‘ฐาปน สิริวัฒนภักดี’ ร่วมกิจกรรมประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในรอบ 240 ปี ตักบาตรทางเรือพระสงฆ์ 225 รูป จาก 40 วัดริมคลอง เฉลิมพระเกียรติ 28 กรกฎาคม     ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 โดยเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือถวายเป็นพระราชกุศล ภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย ‘สายน้ำแห่งชีวิต ใต้ร่มพระบารมี สืบสานวิถีรัตนโกสินทร์’ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ และร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร   โดยกิจกรรมครั้งนี้นับเป็น ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ในรอบกว่า 240 ปี และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดพิธีทำบุญตักบาตรทางเรือครั้งใหญ่ บริเวณคลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์ โดยอัญเชิญพระภิกษุสงฆ์รวม 225 รูป จากวัดริมคลอง 40 วัด มารับบิณฑบาตจากประชาชนตลอดเส้นทางสายน้ำ สะท้อนการสืบสานวิถีชีวิตและวัฒนธรรมริมคลองของกรุงรัตนโกสินทร์ควบคู่กับการเฉลิมพระเกียรติ   สำหรับภายในงานยังมีการแจก น้ำพระพุทธมนต์ประทาน จากสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และพระเถราจารย์จากวัดริมคลองทั้ง 40 วัด จำนวน 10,000 ขวด เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ประชาชน พร้อมจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจและผลสำเร็จของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณและสร้างการรับรู้แก่ประชาชน   จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคม 2569 ณ สวนสาธารณะป้อมมหากาฬ และพื้นที่คลองรอบเกาะรัตนโกสินทร์กรุงเทพมหานคร 🙏 กิจกรรมให้ประชาชนร่วมสักการะ ทำบุญ และเรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตริมสายน้ำของกรุงรัตนโกสินทร์

July 27, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ผนึก ม.ศรีปทุม ปั้น Future Workforce เสริมทักษะ AI ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

PRnounce

ปั้น Future Workforce ยุค AI…ทรู ผนึก ม.ศรีปทุม ออกแบบการเรียนรู้ใหม่ ยกระดับทักษะ AI รอบด้าน บูรณาการความรู้จากภาคธุรกิจสู่มหาวิทยาลัย สร้าง “ทุนมนุษย์” ปิดช่องว่างตลาดแรงงานแห่งอนาคต กรุงเทพฯ 24 กรกฎาคม 2569 – เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนโลกธุรกิจอย่างรวดเร็วจนทำให้ตลาดแรงงานทั่วโลกขาดคนที่มีทักษะแห่งอนาคต โดยเฉพาะคนที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ได้ร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดย คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ออกแบบกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เร่งสร้างแรงงานแห่งอนาคต (Future Workforce) ที่มีทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ พร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจยุค AI โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคการศึกษา ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา บุคลากรทางการศึกษา นักวิชาชีพ และบุคคลทั่วไป ให้มีทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะวิชาชีพที่จำเป็นต่อการทำงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมยุคใหม่ ครอบคลุมทั้งการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นด้านธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริง บูรณาการหลักสูตรร่วมกันและนำเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย โดยรับรองผลการเรียนในรูปแบบหน่วยกิต พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ ในการพัฒนาทุนมนุษย์ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ คุณศรินทร์รา วงศ์ศุภลักษณ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงยังคงเป็นปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานทั่วโลก      ขณะที่ภาคธุรกิจต่างต้องเร่งทรานสฟอร์มและมองหาบุคลากรที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว และประยุกต์ใช้ AI เพื่อสร้างคุณค่าและแก้ปัญหาทางธุรกิจได้จริง ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้นำโทรคมนาคม-เทคโนโลยี ตั้งใจนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของภาคธุรกิจ ร่วมพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานยุคใหม่ ซึ่งโจทย์สำคัญไม่ใช่แค่การเรียนรู้ทฤษฎี แต่คือการทำอย่างไรให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตและการทำงาน การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศรีปทุมครั้งนี้ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ได้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์โลกการทำงานจริง เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคการศึกษา ทําให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ระดับมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนให้นักศึกษาสามารถนํา AI ไปใช้ได้จริงเมื่อลงสู่สนามการทำงาน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Big Move ของทรูที่จะเป็น AI First Company ต่อยอด “AI for All Thais” ที่มุ่งส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ AI ได้ง่ายและทั่วถึง ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง Future Workforce ของประเทศไทยที่มีศักยภาพทัดเทียมนานาประเทศทั่วโลก ผศ.ดร.วิรัช เลิศไพฑูรย์พันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า “เป้าหมายหลักของมหาวิทยาลัยศรีปทุม คือ การผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญอย่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น เข้ามาร่วมขับเคลื่อน ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับทักษะทางวิชาชีพ (Upskill และ Reskill) ผ่านการร่วมกันออกแบบการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้ง นักศึกษา บุคลากร และบุคคลทั่วไป ครอบคลุมทั้งหลักสูตรเข้มข้นระยะสั้นที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมจริงสำหรับบุคคลทั่วไป อย่าง Leading with Data (LDA) ที่ร่วมมือกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ปูพื้นฐานตั้งแต่การวางกลยุทธ์ข้อมูลไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI ในทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันขององค์กรยุคใหม่ และหลักสูตรการเรียนในมหาวิทยาลัยที่รองรับระบบหน่วยกิต เชื่อมั่นว่า การผสานองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจ จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้และสร้าง ‘ทุนมนุษย์’ ที่จะร่วมผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างแข็งแกร่ง” ความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ทรู ดิจิทัล อคาเดมี และ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ในครั้งนี้ เป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้รูปแบบใหม่อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไม่เพียงเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมั่นใจ แต่ยังเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ได้อย่างทั่วถึง เพื่อวางรากฐานสร้างกำลังคนคุณภาพที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

มูลนิธิองค์กรทำดี ผนึกทรู สร้างพลเมืองดิจิทัล ป้องกันภัยไซเบอร์ให้เยาวชนไทย

PRnounce

สร้าง ‘พลเมืองดิจิทัล’ ปลอดภัย … มูลนิธิองค์กรทำดี ลุยสร้างเกราะป้องกันภัยออนไลน์ให้เยาวชนในโครงการ Smart Safety Youth Training ทรูร่วมหนุนองค์ความรู้ เสริม Cyber Safety ทั่วถึง ชู True CyberSafe ร่วมปกป้อง     ท่ามกลางยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเยาวชนไทย มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้าส่งเสริมความรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ผ่าน “โครงการ Smart Safety Youth Training” ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมีทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมส่งเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นในการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย ควบคู่กับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากโซเชียลมีเดีย การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ ตลอดจนการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ     คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี กล่าวว่า “มูลนิธิองค์กรทำดีเราอยู่ร่วมกับทุกเหตุการณ์ของพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับผู้หญิงและเด็ก แต่หลายครั้งการช่วยเหลือก็ไปที่ปลายเหตุ ดังนั้นเราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับเยาวชนในยุคปัจจุบันเพื่อดูแลตัวเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้เร็วที่สุด โครงการ Smart Safety Youth Training จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเยาวชนกับภัยที่เกิดมาในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การช่วยเหลือ CPR เบื้องต้น การดับเพลิง รวมถึงภัยจากโจรผู้ร้าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเยาวชนทั่วประเทศไทย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น”   คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านไซเบอร์ให้กับเด็กและเยาวชนถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิองค์กรทำดีในการผลักดันโครงการ Smart Safety Youth Training นี้ เพื่อเสริมสร้างทักษะและความตระหนักรู้ให้เยาวชนไทยสามารถใช้โลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย รอบคอบ และมีความรับผิดชอบ ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการยกระดับสังคมดิจิทัลไทยให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการวางรากฐานให้เยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต สามารถเติบโตเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีอย่างมีคุณภาพ และรู้เท่าทันภัยไซเบอร์อย่างยั่งยืน”   ในโอกาสนี้ ทรู ร่วมเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทย ผ่านการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “รู้ทันโลกออนไลน์ เสริมเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ โดย True CyberSafe” โดย คุณธัญรส จรุงจิตต์ หัวหน้าฝ่ายดิจิทัลเอนแฮนส์เมนต์ – ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และคุณณัฐ วงศ์ธนะชัย Specialist, CONNEXT ED บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภัยคุกคามไซเบอร์ พร้อมแนวทางป้องกันและรับมืออย่างถูกต้อง ช่วยเสริมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่โลกดิจิทัลได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย   ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของทรูในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านดิจิทัลอย่างรอบด้าน ผ่านผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ร่วมถ่ายทอดข้อมูลอย่างเข้มข้น เพื่อให้เยาวชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด   โครงการ “Smart Safety Youth Training” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมทักษะด้าน Digital Literacy และ Cyber Security ให้กับเยาวชนไทย เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ พร้อมเผชิญโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าทันและยั่งยืน โดยมีโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ได้แก่ 1. โรงเรียนอาชีวหนองแค (สระบุรี) 2. โรงเรียนวัดสุทธิวราราม (กรุงเทพฯ) 3. โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย (กรุงเทพฯ) 4. โรงเรียนวังพิกุลพิทยาคม (เพชรบูรณ์) 5. โรงเรียนบ้านแก่งชัชวลิตวิทยา (นครสวรรค์) รายละเอียดเพิ่มเติม “True CyberSafe” ได้ https://www.true.th/services/true-cyber-safe    

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม เปิด ART DNA HUB ถอดรหัสศิลปินไทย สร้างคน ขับเคลื่อนนวัตกรรมศิลปะ สู่อนาคต

PRnounce

ไอคอนสยาม ชวนถอดรหัส “Art DNA” เปิดโลกความคิดของศิลปินไทยจากรุ่นสู่รุ่น ในงาน ART DNA HUB “ถอดรหัสศิลปะ – ถ่ายทอดข้ามรุ่น – สร้างคน – สร้างนวัตกรรม” Decode Art – Transfer Skills – Develop Talent – Drive Innovation   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในฐานะ Global Hub of Art & Culture เดินหน้าสนับสนุนวงการศิลปะไทยอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดตัวโครงการ ART DNA HUB : Visual Arts Talent Development Hub ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน นักศึกษา ศิลปิน และผู้สนใจ ได้ร่วมเรียนรู้กระบวนการคิดและเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินไทย ผ่านแนวคิด “Art DNA” ซึ่งเปรียบเสมือนการถอดรหัส “ดีเอ็นเอทางศิลปะ” ที่หล่อหลอมอัตลักษณ์ วิธีคิด เทคนิค และทักษะเฉพาะตัวของศิลปินแต่ละคน ก่อนส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นระบบ สำหรับพิธีเปิดงาน ART DNA HUB ได้รับเกียรติจากนายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศาสตราจารย์กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge)ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นางสาวสมพร พานทอง ผู้อำนวยการศูนย์หอศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม นางสาวมนัญชยา ดาผิวดี ผู้จัดการฝ่ายบริหารศูนย์ศิลปะ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด พร้อมด้วย ศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ ศ.ปรีชา เถาทอง กมล ทัศนาญชลี ศ. เดชา วราชุน และศิลปินร่วมถอดรหัส Art DNA อาทิ อาจารย์ทรงเดช ทิพย์ทอง ชัชวาล รอดคลองตัน รองศาสตราจารย์บัณฑิต อินทร์คง ผศ.ตนุพล เอนอ่อน รศ.นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส ผศ.ทองไมย์ เทพราม ศ.อริยะ กิตติเจริญวิวัฒน์ ศ.ญาณวิทย์ กุญแจทอง ศ.ดร.จิรวัฒน์ พิระสันต์ รศ.ลิปิกร มาแก้ว รศ.พีระพงษ์ กุลพิศาล และศิลปินร่วมสมัย เครือข่ายศิลปินต่างชาติ เข้าร่วมงาน โครงการ ART DNA HUB มุ่งสร้าง Learning Ecosystem ที่เชื่อมโยงศิลปินแห่งชาติ ศิลปินผู้เชี่ยวชาญทักษะสูง ศิลปินร่วมสมัยหลากหลายรุ่น และศิลปินเครือข่าย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกัน พร้อมจัดกิจกรรม Art DNA Workshop เพื่อถอดรหัสองค์ความรู้จากประสบการณ์จริงของศิลปิน สร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ในรูปแบบ Digital Archive เพื่อเป็นคลังข้อมูลด้านทัศนศิลป์สำหรับการศึกษาวิจัยและการสืบทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเครือข่ายด้านศิลปะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิด “ถอดรหัส–ถ่ายทอด–พัฒนา–ต่อยอด” ศูนย์แห่งนี้มุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านทัศนศิลป์ให้สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ ต่อยอดสู่นวัตกรรมด้านศิลปะ และเชื่อมโยงองค์ความรู้กับศาสตร์ด้านการออกแบบ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และการจัดการ เพื่อสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมบนฐานทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบผ่านกิจกรรม Workshop ART DNA พื้นที่การเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแรงบันดาลใจจากศิลปินกว่า 60 คน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินร่วมสมัย และเครือข่ายศิลปินจากหลากหลายสาขา ที่ได้มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์ ผ่านการถอดรหัส “พันธุกรรมทางศิลปะ” เพื่อพัฒนาแนวคิดและต่อยอดสู่ผลงานร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมทั้งมีการบันทึกองค์ความรู้และกระบวนการทำงานตลอดทั้งโครงการ เพื่อจัดเก็บเป็นคลังข้อมูลสำหรับการเรียนรู้ในอนาคต นอกจากนี้ ภายในพื้นที่จัดแสดงยังนำเสนอ Art DNA Decoding Exhibition นิทรรศการที่รวบรวมผลงานของศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์จากหลากหลายแขนง พร้อมนำเสนอแนวคิด กระบวนการทำงาน และองค์ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสมิติใหม่ของการเรียนรู้ศิลปะผ่านการ “ถอดรหัส” แนวคิดและอัตลักษณ์ของศิลปินแต่ละคน การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์ (Hub of Talents) โดยศาสตราจารย์ดร.ปานฉัตท์ อินทร์คง หัวหน้าโครงการฯ ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ (Reskill และ Upskill) และการต่อยอดองค์ความรู้ด้านทัศนศิลป์ ภายใต้แนวคิด “Decode Art. Transfer Skills. Develop Talent. Drive Innovation.” เพื่อสร้างศิลปินรุ่นใหม่ ผลักดันนวัตกรรมทางศิลปะ และเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีนานาชาติ ขอเชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์การถอดรหัสความคิดของศิลปินไทย และเรียนรู้เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านงาน ART DNA HUB : Visual Arts Talent Development Hub ระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท เฟ้นแชมป์บาร์เทนเดอร์ยั่งยืน ดันค็อกเทล Zero Waste สู่เวทีเอเชียแปซิฟิก ระดับภูมิภาค

PRnounce

แมริออท เผยโฉมแชมป์บาร์เทนเดอร์ในรอบรองชนะเลิศการแข่งขัน APEC Sustainable Bartender Championship 2569   ผู้ชนะระดับภูมิภาค 2 ท่าน จากกลุ่มประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา (TCLM) สร้างความประทับใจแก่คณะกรรมการ ณ ดับเบิ้ลยู เลานจ์ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ พร้อมคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนภูมิภาคเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน)   แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศรายชื่อบาร์เทนเดอร์จากประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา (TCLM) ภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศระดับภูมิภาคของ APEC Sustainable Bartender Championship 2569 ซึ่งจัดขึ้นที่ ดับเบิ้ลยู เลานจ์ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569   การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือกับแบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำในเครือเพอร์นอต ริคาร์ด (Pernod Ricard) โดยมีนักผสมเครื่องดื่มมากความสามารถ 6 ท่าน จากโรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ โรงแรมภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท และภูเก็ต แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา เมอร์ลิน บีช ร่วมประชันฝีมือการรังสรรค์ค็อกเทลต่อหน้าคณะกรรมการ   บาร์เทนเดอร์ทั้ง 6 ท่านได้รับการตัดสินจากความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์เครื่องดื่ม ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน โดยค็อกเทลแต่ละรายการผสานเอกลักษณ์ของเครื่องดื่มระดับพรีเมียมในเครือเพอร์นอต ริคาร์ด ได้แก่ Monkey 47, Martell, Chivas Regal, Codigo 1530, Altos, Ki No Bi และ Absolut Elyx เข้ากับแนวคิด “Future Larder” ซึ่งเป็นการคัดสรรวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละจุดหมายปลายทาง พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอาหารอย่างคุ้มค่าเพื่อลดปริมาณขยะอาหาร อันสอดคล้องกับหนึ่งในเป้าหมายสำคัญด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล   หลังจากผ่านบททดสอบด้านการผสมเครื่องดื่มหลากหลายรอบการแข่งขัน รวมถึงรอบ Black Box Final อันเป็นไฮไลท์สำคัญของรายการ คณะกรรมการได้คัดเลือกผู้ชนะ 2 ท่าน ได้แก่ พิชิตชัย “ไมค์” แสนจารุสุจิต จากเดอะ เซนต์ รีจิส บาร์ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ และธนทัต “แซม” บุญอนุวัต จากคาเลโอ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ   ไมค์สร้างความประทับใจให้แก่คณะกรรมการด้วย The G.O.A.T (Grounded. Origin. Artisanal. Thai.) ค็อกเทลที่พิสูจน์ว่าความหรูหราและความยั่งยืนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว เครื่องดื่มแก้วนี้ใช้เตกิล่า Código 1530 Tequila Blanco ที่ผ่านกระบวนการ Fat-wash ด้วยชีสนมแพะส่วนเกิน นำมาผสมผสานกับใบมะเดื่อฝรั่งท้องถิ่น ฟิกมัสตาร์ดโฮมเมด และเหล้าลิเคียวร์รสเผ็ดจากพริกฮาลาปิญโญที่รังสรรค์ขึ้นจากเศษผลไม้เหลือใช้ในตะกร้า เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงที่รับประทานได้ โดยค็อกเทลแก้วนี้ได้เปลี่ยนขยะอาหารจากในครัวให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพรีเมียมได้อย่างเชี่ยวชาญ   ส่วนแซมสร้างความประทับใจให้แก่คณะกรรมการด้วย Magenta Sour ค็อกเทลแปลกใหม่ที่ดัดแปลงมาจากเตกิล่าซาวร์ (Tequila Sour) สุดคลาสสิก ภายใต้แนวคิด “From Waste to Wonder” เครื่องดื่มแก้วนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติที่สดใสแต่แฝงความนุ่มนวลของแก้วมังกร โดยจับคู่เตกิล่า Olmeca Altos Plata เข้ากับน้ำส้มสายชูมะพร้าวของไทย เพื่อมอบความสดชื่นในสไตล์เขตร้อน พร้อมทั้งยึดมั่นในปรัชญาขยะเหลือศูนย์ (Zero-waste) อย่างเคร่งครัด สูตรนี้จึงนำทุกส่วนของแก้วมังกรมาใช้ประโยชน์ ทั้งน้ำ เนื้อ และเปลือกที่นำกลับมาทำเป็นเครื่องเคียงตกแต่งแก้วที่สามารถรับประทานได้ บาร์เทนเดอร์ทั้ง 2 ท่าน จะก้าวสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ APEC Sustainable Bartender Championship 2569 ในฐานะตัวแทนจากกลุ่มประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา (TCLM) ของแมริออท โดยการแข่งขันรอบสุดท้ายมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ที่ประเทศสิงคโปร์   สำหรับผู้คว้าตำแหน่งแชมป์ จะได้รับรางวัลเป็นการเดินทางท่องเที่ยวสุดพิเศษโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ หนึ่งในจุดหมายปลายทางภายใต้พอร์ทโฟลิโอของแมริออทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC) พร้อมเข้าร่วมประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ Brand Home หรือศูนย์ถ่ายทอดประสบการณ์แบรนด์ของเพอร์นอต ริคาร์ด รวมถึงโอกาสในการร่วมกิจกรรม Guest Bartending Tour ร่วมกับบาร์ชั้นนำหลายแห่งทั่วภูมิภาค   “ขอแสดงความยินดีกับบาร์เทนเดอร์ของเรา ที่ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะ ความมุ่งมั่น และความสามารถในการรับมือกับความกดดันได้อย่างยอดเยี่ยม การแข่งขันประจำปีนี้เป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง เพราะเปิดโอกาสให้เราได้เห็นศักยภาพอันโดดเด่นของบุคลากรในห้องอาหารและบาร์ของเรา ทีมอาหารและเครื่องดื่มของแมริออทมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการสร้างความประทับใจและมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่แขกผู้เข้าพัก ผ่านรสชาติอันเป็นเลิศและวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของเรา” แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานกรรมการประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา กล่าว   “การแข่งขัน APEC Sustainable Bartender Championship เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการแสดงทักษะและความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่งของเหล่าบาร์เทนเดอร์ของเรา ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและการลดขยะอาหาร (Food Waste) ในรูปแบบที่สนุกสนานและสร้างการมีส่วนร่วม การเปิดรับและเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทำให้เราสามารถมอบรสชาติที่สะท้อนถึงจุดหมายปลายทางที่แท้จริงให้แก่ผู้มาเยือนได้ ผมขอขอบคุณผู้เข้าแข่งขันทุกท่านที่ร่วมกันขับเคลื่อนให้งานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ” วินเซนต์ ฟาน เมเชเลน (Vincent Van Mechelen) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการ ประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว และเมียนมา กล่าวเสริม   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Serve360 แพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนและผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมของแมริออท กรุณาเยี่ยมชม serve360.marriott.com  

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

OZO ชวนออกเดินทางแบบ Micro Trip เปลี่ยนวันหยุดสั้น ให้เป็นความทรงจำที่มีความหมาย

PRnounce

ความสุขที่ไม่ต้องรอทริปใหญ่ OZO ชวนออกเดินทางแบบ Micro Trip เติมเต็มช่วงเวลาสั้นๆ ให้กลายเป็นความทรงจำดีๆ     ความสุขไม่ต้องรอทริปใหญ่ เพราะบางครั้งวันหยุดสั้นๆ ก็เพียงพอสำหรับการเติมพลัง และค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นการตื่นมารับลมทะเล เดินเล่นในย่านที่ไม่เคยรู้จัก แวะร้านกาแฟเล็กๆ ของคนท้องถิ่น หรือค้นพบร้านอาหารที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองนั้นๆ   เสน่ห์ของการเดินทางในวันนี้จึงอาจไม่ใช่การเก็บครบทุกแลนด์มาร์ก แต่คือการได้ใช้เวลาอย่างมีความหมายกับจุดหมายปลายทาง ผ่านผู้คน อาหาร วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นในแบบที่เป็นตัวเอง แนวคิดนี้สะท้อนรูปแบบการเดินทางแบบไมโครทริป (Micro-trip) ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นของคนยุคนี้ เมื่อผู้คนเลือกออกเดินทางระยะสั้นแต่บ่อยครั้งขึ้น เพื่อพักผ่อน เติมพลัง และเชื่อมต่อกับเมืองอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม   โอโซ่ (OZO) แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ตระดับอัปเปอร์มิดสเกล (Upper Midscale) ในเครือออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ Micro Trip ในแบบของ OZO ที่เริ่มต้นจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนออกไปสัมผัสจังหวะชีวิตของแต่ละจุดหมายปลายทาง ผ่านความสะดวกสบาย การพักผ่อนที่มีคุณภาพ และกิจกรรมรอบโรงแรมที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นริมชายหาด สำรวจคาเฟ่ชุมชน ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น หรือค้นพบมุมใหม่ของเมืองในแบบของตัวเอง ภายใต้แนวคิด “Unpack. Good. Vibes.”     โรงแรมโอโซ่ได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ช่วยให้ทุกทริปเกิดขึ้นได้อย่างง่ายและลงตัว ตั้งแต่ห้องพักที่ให้ความสำคัญกับการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และพร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ทำเลที่เชื่อมต่อกับสีสันของแต่ละจุดหมาย ไปจนถึงบรรยากาศที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าพักรู้สึกผ่อนคลายและสนุกกับทุกช่วงเวลาของการเดินทาง ด้วยความเชื่อว่าการเดินทางไม่จำเป็นต้องรอช่วงเวลาพิเศษหรือวันหยุดยาว OZO จึงตอบโจทย์ Micro Trip ผ่านประสบการณ์ที่ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถพักผ่อน ค้นพบสิ่งใหม่ และเพลิดเพลินกับจุดหมายปลายทางได้อย่างเต็มที่ แม้ในระยะเวลาที่สั้นลง   สำหรับ Micro Trip ที่อยากเติมพลังริมทะเลพร้อมออกไปสัมผัสสีสันของจุดหมาย โอโซ่ ภูเก็ต (OZO Phuket) เป็นจุดเริ่มต้นที่ลงตัว ด้วยทำเลห่างจากหาดกะตะเพียง 150 เมตร ให้ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาในแบบที่ต้องการได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเดินเล่นริมชายหาด สนุกกับการโต้คลื่น หรือออกไปสำรวจคาเฟ่และมุมถ่ายรูปในย่านกะตะ รวมถึงชมพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวกังหันลมและเดินเล่นที่ตลาดนัดกะตะ เมื่อกลับเข้าสู่โรงแรม ผู้เข้าพักยังสามารถผ่อนคลายได้ที่สระว่ายน้ำ สแปลช (SPLASH) ที่มีสไลเดอร์สำหรับเด็กให้คุณหนูตัวเล็ก ก่อนเติมเต็มวันด้วยอาหารอิตาเลียนที่ เปรโก้ (Prego) หรืออาหารและเครื่องดื่มริมสระที่อีท (EAT) และเธิร์สต์ พูลบาร์ (THIRST)   สำหรับทริปที่ต้องการหยุดพักจากความเร่งรีบและใช้เวลาช้าๆ ท่ามกลางบรรยากาศของเกาะ โอโซ่ เฉวง สมุย (OZO Chaweng Samui) ชวนให้ผู้เข้าพักเริ่มต้นวันบนหาดเฉวง ก่อนออกไปค้นพบอีกหลากหลายมุมของสมุย ทั้งหมู่บ้านชาวประมงบ่อผุด ร้านกาแฟริมทะเล และถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยอาหารและงานคราฟต์ท้องถิ่น เมื่อกลับถึงที่พัก ความผ่อนคลายยังคงดำเนินต่อที่บีช บาร์ (Beach Bar) ซึ่งเหมาะสำหรับการชมพระอาทิตย์ตกพร้อมเครื่องดื่มแก้วโปรด ก่อนพักผ่อนในห้องพักที่ออกแบบให้หลับสบาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปสัมผัสเสน่ห์ของสมุยในวันถัดไป   สำหรับโอโซ่ นอร์ธ พัทยา (OZO North Pattaya) คือจุดเริ่มต้นของวันหยุดที่เต็มไปด้วยความสนุกและความหลากหลาย เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ชื่นชอบสีสันของเมือง อาหารอร่อย และการใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนหรือครอบครัว ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้หาดพัทยาเหนือและเดินทางจากกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก พร้อมเชื่อมต่อกับสถานที่น่าสนใจรอบเมือง ทั้งศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา ชุมชนนาเกลือ ตลาดลานโพธิ์ คาเฟ่ และร้านอาหารท้องถิ่น หลังจากออกไปสำรวจเมือง ผู้เข้าพักสามารถกลับมาสนุกต่อที่สระว่ายน้ำ สแปลช (SPLASH) หรือจะใช้เวลาร่วมกันที่ บิ๊ก ชิลล์ (BIG CHILL) พื้นที่พักผ่อนสำหรับทุกวัย หรือจะเลือกผ่อนคลายพร้อมอาหารและเครื่องดื่มที่อีท (EAT) และเธิร์สต์ พูลบาร์ (THIRST) ก่อนจบวันด้วยการพักผ่อนบนเตียงนอนอันเป็นเอกลักษณ์ของโอโซ่   นอกจากจุดหมายปลายทางในประเทศไทยแล้ว OZO ยังชวนผู้เดินทางออกไปสัมผัสประสบการณ์ Micro Trip ในประเทศมาเลเซีย ผ่านสองจุดหมายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งเสน่ห์ของเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงความสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัว   สำหรับนักเดินทางที่หลงใหลเมืองเก่า งานศิลปะ และวัฒนธรรม โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) เป็นจุดเริ่มต้นของการสำรวจเมืองมรดกโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในทุกมุมถนน ตั้งแต่ตรอกซอกซอยที่ประดับด้วยสตรีทอาร์ต คาเฟ่ท้องถิ่น และร้านอาหารชื่อดัง ไปจนถึงการเดินเล่นบนถนนอาร์เมเนียน (Armenian Street) สัมผัสวิถีชีวิตริมทะเลที่ชุมชนชิวเจ็ตตี้ (Chew Jetty) หรือชมทิวทัศน์ของเมืองจากปีนังฮิลล์ (Penang Hill) เมื่อกลับมายังโรงแรม ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายที่สระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าที่มองเห็นวิวเมืองจอร์จทาวน์แบบพาโนรามา พร้อมเติมเต็มวันด้วยมื้ออร่อยที่ห้องอาหารอีท (EAT)   สำหรับครอบครัวที่มองหาวันหยุดสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกสำหรับทุกวัย โอโซ่ เมดินี (OZO Medini) ประเทศมาเลเซีย เป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับการพักผ่อนร่วมกัน ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว ทั้งเลโกแลนด์® มาเลเซีย รีสอร์ต (LEGOLAND® Malaysia Resort) ปูเตรีฮาร์เบอร์ (Puteri Harbour) และเอ็กซ์พาร์ก (X Park) เด็กๆ จะสามารถสนุกกับกิจกรรมได้ตลอดวัน ขณะที่ผู้ใหญ่ก็สามารถใช้เวลาผ่อนคลายริมสระว่ายน้ำ ออกกำลังกายที่ฟิตเนส โทน (TONE) หรือรับประทานอาหารร่วมกันที่ห้องอาหารอีท (EAT) ก่อนกลับสู่ห้องพักที่ช่วยเติมเต็มการพักผ่อนของทั้งครอบครัว   เมื่อมองทุกจุดหมายรวมกัน OZO ไม่ได้เสนอรูปแบบการเดินทางสำเร็จรูปแบบเดียวสำหรับทุกคน แต่เปิดพื้นที่ให้นักเดินทางได้เลือกประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความชอบของตัวเอง บางคนอาจมีความสุขกับการตื่นเช้ามาเดินริมทะเล ขณะที่บางคนอยากใช้เวลาทั้งวันกับอาหาร งานศิลปะ หรือเสียงหัวเราะของครอบครัว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การเข้าพักในแต่ละครั้งกลายเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว และเป็นอีกหนึ่งวิธีในการทำความรู้จักจุดหมายเดิมผ่านมุมมองใหม่ในภาพที่กว้างขึ้น   OZO เป็นหนึ่งในประสบการณ์การเข้าพักที่หลากหลายของ ONYX Hospitality Group ซึ่งมุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เชื่อมโยงที่พัก อาหาร และเรื่องราวของแต่ละจุดหมายเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้นักเดินทางได้รับมากกว่าการเข้าพักเพียงหนึ่งคืน และสามารถต่อยอดประสบการณ์เหล่านั้นผ่าน ONYX Rewards โปรแกรมสมาชิกที่มอบสิทธิประโยชน์และการดูแลในทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นทริปของสายคาเฟ่ คนรักทะเล นักชิม ผู้หลงใหลศิลปะ หรือครอบครัวที่ต้องการใช้เวลาร่วมกัน OZO เชื่อว่าการเดินทางที่มีความหมายไม่จำเป็นต้องไกลหรือยาวเสมอไป แต่คือการได้ค้นพบสิ่งที่รักในแบบของตัวเอง และเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดี ๆ ที่สะท้อนแนวคิด “More of What You Love” ผ่านประสบการณ์การเข้าพักที่เต็มไปด้วยพลังบวกในแบบฉบับของ OZO ภายใต้แนวคิด “Unpack. Good. Vibes.”  

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต ดึงเชฟมิชลิน สร้างประสบการณ์ Luxury Dining สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ระดับโลก

PRnounce

เดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต จัดงาน “Across the Table” ต้อนรับสุดยอดเชฟระดับมิชลิน สู่ประสบการณ์ Luxury Dining Series สุดเอ็กซ์คลูซีฟ   ร่วมสัมผัสประสบการณ์อาหารเหนือระดับตลอด 4 ค่ำคืน ระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569 ผ่านการสร้างสรรค์เมนูสุดประณีต โดยเชฟระดับมิชลินสตาร์จาก Bo.lan, Andō, Maison Dunand และเชฟชั้นนำอีกมากมาย   ช่วงเวลาที่น่าประทับใจหลายครั้งมักเริ่มต้นขึ้นบนโต๊ะอาหาร ที่ซึ่งผู้คนได้ร่วมแบ่งปันบทสนทนา เรื่องราว และประสบการณ์อันมีความหมายร่วมกันในเดือนสิงหาคมนี้ บทสนทนาเหล่านั้นจะยิ่งพิเศษกว่าที่เคย ผ่าน “Luxury Dining Series: Across the Table” ประสบการณ์อาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะพาผู้ร่วมโต๊ะไปสัมผัส 6 จุดหมายปลายทางชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชีย   หนึ่งในหกจุดหมายปลายทางของประสบการณ์สุดพิเศษนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569 ณ เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์ สปา ภูเก็ต รีสอร์ทระดับห้าดาวบนเกาะส่วนตัวอันเงียบสงบกลางทะเลอันดามัน ซึ่งเชฟระดับมิชลินสตาร์ชั้นนำของภูมิภาคจะมาร่วมถ่ายทอดศาสตร์แห่งอาหาร ผ่านการสร้างสรรค์เมนูและประสบการณ์การรับประทานอาหารตลอด 4 ค่ำคืน   การรวมตัวของเชฟและผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องดื่มชั้นนำ The Luxury Dining Series เชิญสัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารเหนือระดับ กับการรวมตัวของเหล่าเชฟผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์จากแวดวงอาหารชั้นนำ นำโดย เชฟโบ – ดวงพร ทรงวิศวะ และ เชฟดีแลน โจนส์ (Dylan Jones) จากร้านโบ.ลาน (Bo.lan) ร้านอาหารไทยร่วมสมัยระดับไอคอนแห่งงกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย เชฟออกุสติน เฟอร์รันโด บัลบี (Agustin Ferrando Balbi) เชฟและผู้ก่อตั้งร้าน Andō แห่งฮ่องกง และ เชฟอาร์โนด์ ดูนองด์ โซติเยร์ (Arnaud Dunand Sauthier) จากร้าน Maison Dunand ร้านอาหารสไตล์อัลไพน์อันโดดเด่นแห่งกรุงเทพฯ ร่วมด้วยสองผู้เชี่ยวชาญด้านการรังสรรค์เครื่องดื่ม ได้แก่ คุณตาล – สุดารัตน์ โรจนวนิช จาก Bar Us และ คุณเจน แก้วยอด ผู้ร่วมก่อตั้ง Lay Heritage Cocktails Space ที่จะมาร่วมเติมเต็มประสบการณ์แห่งรสชาติผ่านศิลปะการผสมผสานเครื่องดื่มอย่างสร้างสรรค์   เหล่าเชฟผู้มากความสามารถจะร่วมผนึกกำลังกับทีมของ เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต ได้แก่ เชฟโจเซฟ วิลเลียม ทัลบอต, เชฟกบ – รัชนี นุอ่อน และ มิกโซโลจิสต์อดิ สุขาสตะ พร้อมด้วยทีมที่มากฝีมือจากเครือโรงแรมแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล อาทิ เชฟซิลแวง กงสต็องส์ (Sylvain Constans) จากเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เชฟออง – ละอองดาว โต๊ะคต จาก ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ จังหวัดกระบี่ และ ฟรานซิสกา ซีเรการ์ (Fransiska Siregar) มิกโซโลจิสต์ผู้เชี่ยวชาญ จาก เดอะ เซนต์ รีจิส จาการ์ตา ร่วมกันสร้างสรรค์ประสบการณ์มื้ออาหารแบบ Multi-Hand Dining ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์ เทคนิค และเรื่องราวจากหลากหลายวัฒนธรรมอาหาร ผ่านค่ำคืนแห่งการรับประทานอาหารสุดพิเศษจำนวน 4 ครั้ง ที่เปิดโอกาสให้แขกได้มีส่วนร่วมและดื่มด่ำไปกับทุกมิติของรสชาติอย่างใกล้ชิด ณ เกาะส่วนตัวอันงดงามของเดอะ นาคา ไอแลนด์ ภูเก็ต   สี่ค่ำคืนแห่งประสบการณ์อาหารเหนือระดับ ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์     12 สิงหาคม 2569 – ศิลปะแห่งการค้นพบรสชาติอาหารและคราฟต์เบียร์ เริ่มต้นค่ำคืนแรก ณ ศาลาอเนกประสงค์ของรีสอร์ท โดย เชฟออกุสติน เฟอร์รันโด บัลบี (Agustin Ferrando Balbi) และ เชฟโจเซฟ วิลเลียม ทัลบอต (Joseph William Talbot) ที่จะร่วมรังสรรค์เมนูอาหารคำพิเศษและสถานีปรุงอาหารสด ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตบนเกาะ พร้อมจับคู่กับคราฟต์เบียร์ชั้นนำของจังหวัดภูเก็ต เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารและเครื่องดื่มท้องถิ่นในมุมมองร่วมสมัย   13 สิงหาคม 2569 – งานเลี้ยงอาหารค่ำสุดเอ็กซ์คลูซีฟโดยเชฟ 4 ท่าน พื้นที่ Beach Lawn ริมทะเลของรีสอร์ท จะได้รับการเนรมิตให้เป็นเวทีแห่งประสบการณ์อาหารค่ำเหนือระดับ โดยการผสานฝีมือของเหล่าเชฟผู้มากความสามารถ ได้แก่ เชฟออกุสติน เฟอร์รันโด บัลบี (Agustin Ferrando Balbi), เชฟอาร์โนด์ ดูนองด์ โซติเยร์ (Arnaud Dunand Sauthier), เชฟโจเซฟ วิลเลียม ทัลบอต (Joseph William Talbot) และเชฟซิลแวง กงสต็องส์ (Sylvain Constans) ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์เมนูอาหารพร้อมการจับคู่ไวน์ ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ต ท่ามกลางบรรยากาศใต้ท้องฟ้าแห่งทะเลอันดามัน   14 สิงหาคม 2569 – มื้ออาหารค่ำสุดพิเศษที่รังสรรค์โดยเชฟ 3 ท่าน ณ ห้องอาหาร Veranda เชฟอาร์โนด์ ดูนองด์ โซติเยร์ (Arnaud Dunand Sauthier), เชฟโจเซฟ วิลเลียม ทัลบอต (Joseph William Talbot) และ เชฟซิลแวง กงสต็องส์ (Sylvain Constans) จะนำเสนอเมนูที่จับคู่กับไวน์อย่างพิถีพิถันโดยถ่ายทอดความงดงามของรสชาติผ่านการผสานความประณีตแบบเทือกเขาแอลป์ ความอบอุ่นจากกลิ่นอายเมดิเตอร์เรเนียน และศิลปะการปรุงอาหารสไตล์ฝรั่งเศสอย่างลงตัว   15 สิงหาคม 2569 – การเดินทางแห่งรสชาติอาหารไทยโดยเชฟ 4 ท่าน ปิดท้ายซีรีส์ด้วยการเฉลิมฉลองด้วยอาหารไทยร่วมสมัย ณ ห้องอาหารไอยรา โดยผ่านการรังสรรค์เมนูโดยเหล่าเชฟผู้มากความสามารถ ได้แก่ เชฟโบ – ดวงพร ทรงวิศวะ, เชฟดีแลน โจนส์ (Dylan Jones), เชฟออง – ละอองดาว โต๊ะคต และ เชฟกบ – รัชนี นุอ่อน ที่จะร่วมถ่ายทอดมรดกทางอาหารของไทย พร้อมจับคู่กับค็อกเทลที่รังสรรค์โดย คุณเจน แก้วยอด   สัมผัสเสน่ห์ของภูเก็ตผ่านวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ นอกเหนือจากประสบการณ์อาหารสุดพิเศษตลอดทั้งสี่ค่ำคืน ทางโรงแรมยังเชิญชวนผู้เข้าพักร่วมสัมผัสกิจกรรมที่ถ่ายทอดตัวตนและเสน่ห์อันแท้จริงของเกาะภูเก็ต ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมโรงกลั่นจินพร้อมเวิร์กชอปการผลิตจิน กิจกรรมย้อมผ้าด้วยเทคนิคของช่างฝีมือท้องถิ่น และการล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งล้วนสะท้อนเสน่ห์ของธรรมชาติ วัฒนธรรม และศาสตร์แห่งอาหารของจังหวัดภูเก็ตได้อย่างงดงาม และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อเนื่องในทุกค่ำคืนผ่านกิจกรรมบาร์เทคโอเวอร์ และการสร้างสรรค์ค็อกเทลร่วมกันของเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านมิกซ์โซโลจี เติมเต็มสีสันและประสบการณ์ใหม่ให้กับเกาะนาคา จังหวัดภูเก็ต   แพ็กเกจ Experience Dining เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเข้าพัก สำหรับผู้เข้าพักระหว่างวันที่ 12–15 สิงหาคม 2569 รีสอร์ทยังนำเสนอ Experience Dining Package ซึ่งรวมอาหารเช้าประจำวัน และอาหารค่ำแบบเซ็ตสำหรับ 2 ท่าน โดยแต่ละค่ำคืนได้รับการออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนแนวคิดและประสบการณ์ของ “Across the Table” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ   ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งสำหรับ Luxury Dining Series ได้ที่ luxurydiningseries.com/phuket และสำรอง Experience Dining Package ได้ที่นี่ https://www.marriott.com/offers/experience-dining-package-OFF-50846/PYXLC    

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

Impulse Bangkok มุ่งสู่ชุมชนสุขภาวะเกย์ แนะตรวจ ‘Dual Testing’ ตามไลฟ์สไตล์

Peace&Play

Impulse Bangkok  สร้าง Urban Health Hub ฮับดูแลสุขภาพองค์รวมของชุมชนเกย์คนเมือง ผลักดัน Dual Testing  การดูแลสุขภาพ=ความรับผิดชอบ ลดเสี่ยง STI พบสถิติรอบ 5 ปียังมีกลุ่ม ‘ซิฟิลิส’     จาก HIV สู่สุขภาพองค์รวมของชุมชน Impulse Bangkok ยกระดับบทบาทเป็น Urban Health Hub ดูแลทั้งสุขภาพทางเพศ สุขภาพจิต Harm Reduction และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ชุมชน LGBTQ+ ผลักดัน Dual Testing ลดจุดบอดการตรวจโรค ส่งเสริมการตรวจ HIV ควบคู่ซิฟิลิส พร้อมให้คำปรึกษา ส่งต่อการรักษา และสร้างความเข้าใจว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกิดจาก ‘พฤติกรรม’ ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางเพศ ข้อมูล 5 ปีชี้ซิฟิลิสยังเป็นโจทย์สำคัญ ช่วงปี 2563–2568 พบผู้มีผลตรวจซิฟิลิสเป็นบวก 60 ราย สะท้อนความจำเป็นของการตรวจคัดกรองสม่ำเสมอและการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่ตีตรา     รศ. ดร. สมิทธิ์ บุญชุติมา ประธาน Impulse Bangkok องค์กรชุมชนเพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตของกลุ่ม LGBTQ+ เปิดเผยว่า องค์กรก่อตั้งปี 2559 ในฐานะสาขากรุงเทพฯ ของ Impulse United เครือข่ายองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับโลก ได้รับการสนับสนุนจาก AIDS Healthcare Foundation (AHF) ประเทศไทย  และทำงานร่วมกับภาคีด้านสุขภาพ ภาควิชาการ และเครือข่ายชุมชน   ปัจจุบันมีเครือข่าย 26 สาขาใน 13 ประเทศ ครอบคลุม 5 ทวีป ดำเนินงานผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่   สุขภาพทางเพศ สุขภาพจิต การลดอันตราย การขับเคลื่อนสังคม   “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาของ Impulse Bangkok สร้างพื้นที่ที่คนในชุมชนพูดเรื่องสุขภาพทางเพศได้อย่างเปิดเผย ปลอดภัย และภาคภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก”     โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเสี่ยงต่อ HIV หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรม ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางเพศความเป็นเกย์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ต้องแก้ไขต่อการเอาความเสี่ยงไปผูกกับความเป็นเกย์  ที่สร้างความเข้าใจผิดและหลีกเลี่ยงการการตรวจและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ   “เป้าหมาย คือทำให้การตรวจ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องปกติของการดูแลสุขภาพ เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี โดยไม่มีใครถูกลดคุณค่าความเป็นมนุษย์จากผลตรวจหรือสถานะสุขภาพ”     ชุมชนสุขภาพชาวเกย์ กรุงเทพฯ     รศ. ดร. สมิทธิ์  กล่าวว่า องค์กรฯ มุ่งทำงานภายใต้แนวคิด Meet People Where They Are โดยนำข้อมูลและบริการสุขภาพเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตจริง แทนที่จะรอให้ทุกคนเดินเข้าสถานพยาบาลเอง อาทิ   กลุ่มสังสรรค์ ปาร์ตี้ มี SOAKED Pool Party ที่ผูกการตรวจสุขภาพทางเพศเข้ากับสิทธิเข้าร่วมงาน DUNGEON ยกระดับการตรวจ HIV ก่อนเข้าร่วมกิจกรรม SEXclusive และ SEXminar เวทีคุยเรื่องเพศอย่างเปิดเผยไม่อ้อมค้อม OVERDOSE Series ให้ข้อมูล Harm Reduction แบบตรงไปตรงมาและไม่ตัดสิน   โดย Impulse Bangkok ยังทำงานร่วมกับ AHF ประเทศไทย ในการประสานคลินิก โรงพยาบาล และหน่วยงานสาธารณสุขนำบุคลากรวิชาชีพเข้ามาดูแลครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษาก่อนตรวจ ตรวจคัดกรอง แจ้งผล นัดตรวจยืนยัน รวมถึงการส่งต่อเข้าสู่การรักษา Impulse Bangkok   ล่าสุด องค์กรฯ ได้ขยับบทบาทจากงานที่มุ่งเฉพาะ HIV ไปสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อรองรับ ‘สุขภาพของคนเมือง’ ด้านต่างๆ อาทิ สุขภาพทางเพศ สุขภาพใจ ความโดดเดี่ยว และความกลัวการถูกตราหน้า ล้วนส่งผลถึงกันหมด โดยเฉพาะในกลุ่ม ที่ต้องปิดบังตัวตนตลอดเวลา ทำให้การดูแลสุขภาพตัวเองได้ยากกว่าคนที่ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติ   โดยองค์กรฯ ขยายการจัดกิจกรรมกีฬาและพื้นที่สาธารณะ เช่น Hot Gays Run และการแข่งขันแบดมินตัน เพื่อให้คนที่ใช้ชีวิตต่างรูปแบบได้สร้างเครือข่ายเพื่อน คลายความโดดเดี่ยว และเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ   “ชุมชนเกย์มีความหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สถานบันเทิงหรือกิจกรรมยามค่ำคืน และไม่ว่าใครจะใช้ชีวิตแบบไหน ก็มีที่ทางในการดูแลสุขภาพของตัวเอง”   Urban Health Hub ชาวเกย์คนเมือง   รศ. ดร. สมิทธิ์  กล่าวว่าทศวรรษต่อไปของ Impulse Bangkok ตั้งเป้ายกระดับจากองค์กรสู่การเป็น Urban Health Hub สำหรับชาวเกย์คนเมืองในกรุงเทพฯ โดยรวมการตรวจ HIV และ SIT (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) สุขภาพจิต Harm Reduction (วิธีทางสาธารณสุขมุ่งลดผลกระทบเชิงลบจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้ยาเสพติด การมองผู้ใช้ยาเป็นผู้ป่วย) การสร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจในตนเอง และการมีส่วนร่วมทางสังคม ไว้ในระบบเดียวกัน   นอกจากนี้ ยังขยาย Dual Testing (ตรวจ HIV ควบคู่กับซิฟิลิส) พร้อมพัฒนาโนแกรมสุขภาพใจ (Mental Health Programming) เพิ่มกิจกรรมนอกพื้นที่ช่วงกลางคืน ‘Nightlife’ และร่วมมือกับภาคสุขภาพ ภาควิชาการ และเครือข่ายชุมชน   โดยวางเป้าหมายให้ Urban Health Hub เป็นชุมชนเกย์ในกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นชื่อแรกที่ชาวเกย์คนเมืองนึกถึง เมื่อพูดถึงสุขภาพแบบองค์รวม ให้ภูมิใจในความเป็นเกย์ และใช้ชีวิตในแบบของเรา อย่างมีสุขภาพดี   ดูแลสุขภาพคือความรับผิดชอบ   รศ. ดร. สมิทธิ์  จากข้อมูลการดำเนินงานตลอด 10 ปี ณ สิ้นปี 2568 Impulse Bangkok จัดกิจกรรมรวม 35 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมสะสม 5,210 คน ให้บริการตรวจ HIV ฟรีพร้อมคำปรึกษา 1,544 ราย โดย 26 กิจกรรมนำบริการตรวจเข้าไปให้ถึงพื้นที่ของชุมชนโดยตรง พบผู้ที่พบผลบวก 102 ราย ได้รับการส่งต่อเข้าสู่ระบบดูแลรักษา และแจกถุงยางอนามัยไปแล้ว 4,264 ชิ้น   “ตัวเลขเหล่านี้บอกเรื่องเดียวกันทั้งหมด คือ ชุมชนเกย์ดูแลกันเองได้ และดูแลได้ดี ผู้ที่เดินมารับการตรวจในกิจกรรมของเรา คือคนที่ประเมินสุขภาพตัวเองอย่างตรงไปตรงมา และเลือกรับผิดชอบต่อตัวเองและคนที่รัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ควรได้รับการชื่นชม ไม่ใช่การตีตรา”     ตรวจ Dual Testing   ด้าน กฤษสยาม อารยะวงค์ไชย ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย กล่าวว่า AHF ประเทศไทยสนับสนุนบริการตรวจ และเชื่อมผู้มีผลบวกเข้าสู่ระบบดูแลโดยเร็ว ซึ่งข้อมูลผลตรวจเป็นความลับระหว่างผู้รับบริการกับบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น  โดยได้ข้อมูลภาพรวมสำหรับประเมินผลการดำเนินงาน จาก Impulse Bangkok เท่านั้น ไม่สามารถข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้  โดยข้อมูลผลตรวจเป็นความลับระหว่างผู้รับบริการกับบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น   อย่างไรก็ตามแม้ PrEP จะช่วยป้องกัน HIV ได้ แต่ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infection) SIT ทุกชนิด   ดังนั้นการดูแลจึงต้องครอบคลุมทั้งการใช้ถุงยางอนามัย การประเมินความเสี่ยง และการตรวจที่เหมาะกับพฤติกรรมของแต่ละคน เป็นส่วนหนึ่งให้ Impulse Bangkok ผลักดันแนวทาง Dual Testing เพื่อปิดจุดบอดจากการตรวจโรคเดียว และช่วยให้ผู้รับบริการได้รับการตรวจพบ ส่งต่อ และดูแลได้เร็วขึ้น   “ในช่วงปี 2563–2568 มีผู้พบผลตรวจซิฟิลิสเป็นบวกและได้รับการส่งต่อดูแล 60 ราย สะท้อนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นยังเป็นโจทย์สำคัญ”   Harm Reduction ลดใช้สารต้าน   ด้านโกศล ชื่นชมสกุลชัย ผู้จัดการภูมิภาคโครงการ Impulse Asia กล่าวว่า จากการดำเนินงานองค์กรร่วมกับชุมชนและพันธมิตรผู้เกี่ยวข้องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยต่อยอดสู่การผลักดัน Dual Testing เชื่อมสุขภาพทางเพศ สุขภาพใจ และ Harm Reduction  โดยมุ่งทำงานร่วมกับภาคีด้านสุขภาพ ทำให้ผู้มีผลบวกเข้าสู่ระบบดูแลได้อย่างต่อเนื่อง   “Dual Testing ช่วยให้การทำงานสามารถมองภาพสุขภาพทางเพศได้กว้างกว่า HIV และตอบโจทย์ภาระโรค STI ที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน”   โดย Impulse Bangkok ยังนำแนวคิด Harm Reduction ไม่สนับสนุนการใช้สาร การผสมสาร การใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ การใช้เข็มไม่สะอาด และภาวะโอเวอร์โดส แต่ให้ข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ผิดวิธี พร้อมเชื่อมต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือไปยังหน่วยบริการเฉพาะทาง   “เรามองว่าสุขภาพทางเพศแยกไม่ออกจากความเครียด ความเหงา การใช้สาร หรือความกลัวการเปิดเผยตัวตน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของแนวคิด Harm Reduction มาร่วมทำงาน”   นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครของ Impulse Bangkok มารองรับด้านสุขภาพใจ ทำหน้าที่รับฟัง ให้ข้อมูลเบื้องต้น ช่วยลดความตื่นตระหนก และส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่ทำหน้าที่แทนนักจิตบำบัดหรือบุคลากรทางคลินิก โดยเฉพาะกรณีที่มีความวิตกกังวลสูงหรือปัญหาซับซ้อน  

July 26, 2026 / 0 Comments
read more

‘กรุงเทพฯ’ ศูนย์กลางมหาเศรษฐีใหม่อาเซียน ใน4ปีหน้ากลุ่ม ‘UHNW’ โตกว่า 50%

Zcreat

Altrata เผยกรุงเทพฯ มีแนวโน้มเป็นศูนย์กลางกลุ่มมหาเศรษฐีที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน คาดจำนวน UHNW เพิ่มกว่า 50% ภายในปี 2573 กับ 5 ปัจจัยแรงส่งเศรษฐีใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต   กรุงเทพฯ โตเร็วสุดอาเซียน Altrata คาดจำนวนมหาเศรษฐี (UHNW) ในกรุงเทพฯ จะเพิ่มจาก 1,210 คน เป็น 1,840 คนภายในปี 2573 เติบโตกว่า 50% และขึ้นอันดับ 12 ของโลก เศรษฐีไทยส่วนใหญ่สร้างตัวเอง กลุ่ม UHNW ในไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตนเอง ขณะที่ผู้ร่ำรวยจากมรดกทั้งหมดมีสัดส่วนไม่ถึง 10% AI และ Private Capital สร้างเศรษฐีรุ่นใหม่ Altrata ชี้ว่า AI เงินทุนภาคเอกชน พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง จะเป็นแรงขับเคลื่อนคลื่นมหาเศรษฐีในอนาคต     มายา อิมเบอร์ก (Maya Imberg) หัวหน้าฝ่าย Thought Leadership and Analytics ของ Altrata บริษัทด้านข้อมูลและวิเคราะห์ความมั่งคั่งระดับโลก เผยรายงาน World Ultra Wealth Report 2026 ของ Altrata ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Ultra High Net Worth: UHNW) จำนวน 2,090 คนในปี 2568 โดย 1,210 คนอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร   โดยคาดว่าจำนวน UHNW ในกรุงเทพฯ จะเพิ่มเป็นประมาณ 1,840 คนภายในปี 2573 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.7% ส่งผลให้กรุงเทพฯ ติดอันดับ 12 ของเมืองใหญ่ทั่วโลกที่มีการเติบโตของมหาเศรษฐีสูงที่สุด และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แซงหน้ากรุงจาการ์ตา   โดยจุดเด่นกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่เพียงอัตราการสร้างความมั่งคั่งที่รวดเร็ว แต่ยังมาจากการผสมผสานระหว่างผู้ประกอบการไทยที่แข็งแกร่งกับความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นในสายตานักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งจากต่างประเทศ   เธอ กล่าวว่า กรุงเทพฯ กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเมืองที่มีการขยายตัวของประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีรวดเร็วที่สุดของโลก สะท้อนบทบาทใหม่ของไทยในฐานะศูนย์กลางความมั่งคั่งแห่งหนึ่งของภูมิภาค   นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่าการเติบโตของความมั่งคั่งในกรุงเทพฯ ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่ได้รับแรงหนุนจากหลายภาคธุรกิจ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมและความบันเทิง ธุรกิจธนาคารและการเงิน ตลอดจนภาคบริการและธุรกิจผู้บริโภค New Money เศรษฐีใหม่สร้างตัวเอง อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กลุ่มมหาเศรษฐีไทยส่วนใหญ่เป็นผู้สร้างฐานะด้วยตนเอง มากกว่าการพึ่งพามรดกจากครอบครัว แม้ว่าหลายรายจะได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจก็ตาม   โดยผู้ที่ร่ำรวยจากการรับมรดกทั้งหมดมีสัดส่วนไม่ถึงหนึ่งในสิบของประชากร UHNW ในกรุงเทพฯ ขณะที่คนส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งผ่านการเป็นผู้ประกอบการและการขยายธุรกิจของตนเอง   Altrata มองว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรกลุ่มมหาเศรษฐีในไทยเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว ไม่ใช่เพียงวัฏจักรเศรษฐกิจในช่วงสั้น โดยมีทั้งคุณภาพของสถาบัน นโยบายภาษีและการค้า ระบบตลาดทุน ความแข็งแกร่งของค่าเงิน และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้ประกอบการเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ   UHNW ใช้ชีวิตแบบข้ามประเทศ รายงานยังพบว่า กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงทั่วโลกมีแนวโน้มเคลื่อนย้ายเงินลงทุนและการใช้ชีวิตข้ามประเทศมากขึ้น โดยยังคงรักษาเครือข่ายธุรกิจในหลายภูมิภาคพร้อมกัน   ขณะที่ในระดับโลก จำนวนประชากร UHNW เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 556,850 คนในปี 2568 เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน นับเป็นการเติบโตในอัตราสองหลักต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2560   โดยมูลค่าความมั่งคั่งรวมของกลุ่มดังกล่าวเพิ่มเป็น 63.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่าสองเท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 746,570 คน และมีมูลค่าทรัพย์สินรวม 85 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573   5 อุตสาหกรรมแรงส่งมั่งคั่งยุคใหม่   Altrata ระบุว่า คลื่นการสร้างความมั่งคั่งรอบใหม่จะขับเคลื่อนโดยปัจจัย   เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การขยายตัวของเงินทุนภาคเอกชน (Private Capital) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล   ขณะที่ ธุรกิจสินเชื่อภาคเอกชน เทคโนโลยีกลาโหม พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีชีวภาพ และการผลิตขั้นสูง จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ในอนาคต   โดยในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา จำนวนประชากร UHNW ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 255% สูงกว่าอัตราการเติบโตของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกถึง 7 เท่า   ขณะที่กลุ่มมหาเศรษฐีซึ่งมีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ Centi-millionaires เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากราว 60,000 คนเมื่อสิบปีก่อน เป็นมากกว่า 117,000 คนในปี 2568 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี   รายงานยังพบว่า เอเชียมีประชากรกลุ่ม UHNW ที่อายุน้อยกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่สัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มมหาเศรษฐีของเอเชียอยู่ที่ 13% ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า จากบทบาทของผู้ประกอบการหญิงที่มากขึ้นและการส่งต่อความมั่งคั่งระหว่างรุ่นที่ขยายตัวมากขึ้น ภาพปก: สร้างโดย AI

July 24, 2026 / 0 Comments
read more

BDMS เปิดตัว Longevity Card บัตรสุขภาพระดับอีลีท ลงทุน 1 ล้านเพื่อสุขภาพระยะยาว

Peace&Play

BDMS Wellness Clinic เปิดตัว Longevity Card บัตรสมาชิกสุขภาพระดับอีลีท มูลค่า 1 ล้านบาท  เชื่อมประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ได้บริการสุขภาพในเครือ BDMS ภายใต้แนวคิด Luxury Wellness Ecosystem   เมื่อเทรนด์การลงทุนในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินทรัพย์ทางการเงิน แต่ขยายมาสู่ ‘สุขภาพ’ ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด โดย BDMS Wellness Clinic ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ในเครือ BDMS  ได้ต่อยอดแนวคิด ‘Health Is the Ultimate Wealth’ เปิดตัว Longevity Card บัตรสมาชิกระดับอีลีท มูลค่า 1 ล้านบาท ที่ออกแบบให้เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาว   สำหรับบัตรดังกล่าว ยังสะท้อนมุมมองของ BDMS ต่ออุตสาหกรรม Wellness Economy ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา และมองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเป็น ‘การลงทุน’ เพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว มากกว่าจะเป็นเพียงต้นทุน โดย Longevity Card ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเชื่อมการดูแลสุขภาพเชิงลึกเข้ากับไลฟ์สไตล์ระดับลักซูรี พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ที่ยังสอดคล้องเทรนด์สุขภาพที่กำลังมาแรง ในปัจจุบัน ได้แก่   Preventive Healthcare การป้องกันโรคก่อนเกิด Precision Medicine และ Personalized Healthcare Longevity หรือศาสตร์การยืดอายุสุขภาพ Scientific Wellness การใช้ข้อมูลสุขภาพเชิงลึกมาวางแผนชีวิตระยะยาว   แพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์ ผู้อำนวยการคลินิกสุขภาพเชิงป้องกัน และฟื้นฟู บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก กล่าวว่าเทรนด์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ BDMS Wellness Clinic ที่เชื่อว่า สุขภาพที่ดีนำมาซึ่งความมั่งคั่งและความสำเร็จ ด้วยผู้คนในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (Healthspan) ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น   สำหรับ Longevity Card ถูกออกแบบเพื่อให้ลูกค้ามี Wellness Life Blueprint หรือพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะบุคคล ด้วยแนวคิดเปลี่ยนการดูแลสุขภาพจากการรักษาเมื่อป่วย มาเป็นการติดตาม วิเคราะห์ และวางแผนสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตยืนยาวอย่างแข็งแรง   ลงทุน 1 ล้านได้ผลตอบแทนสุขภาพ   กมลชนก โชติสมิทธิ์กุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด และ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับ Longevity Card เปิดรับสมาชิกแบบ Invitation Only และจำกัดจำนวนในแต่ละปี วางระดับราคาอยู่ที่ 1 ล้านบาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนสุขภาพระยะยาว พร้อมรับบริการดูแลแบบเฉพาะบุคคลและสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียม   อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นบัตรราคา 1 ล้านบาท แต่ BDMS มองว่าสิ่งที่ผู้ถือบัตรสมาชิกจะได้รับจากการลงทุนวันนี้ เพื่อผลตอบแทนเป็นสุขภาพในอนาคต ในด้านต่างๆ อาทิ   สุขภาพที่แข็งแรง การลดความเสี่ยงโรคในอนาคต การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อายุยืนอย่างมีคุณภาพ การดูแลต่อเนื่องโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ   ฟีเจอร์เด่น Longevity Card   โดยสมาชิกผู้บัตร Longevity Card จะได้รับบริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร เช่น   Longevity Centenarian 100 Blueprint Longevity Follow Up Signature ตรวจสุขภาพเชิงลึกระดับเซลล์ ตรวจความเสี่ยงมะเร็งระยะเริ่มต้น ตรวจความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ Proteomics วิเคราะห์การทำงานของอวัยวะ Epigenetics ตรวจสมดุลการเผาผลาญระดับเซลล์ ตรวจวิตามินและสารอาหาร โปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล บริการทันตกรรม ดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม Personal Wellness Concierge ดูแลตลอดการใช้บริการ   นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรด้านไลฟ์สไตล์ การเดินทาง โรงแรม และบริการสุขภาพในเครือ BDMS ภายใต้แนวคิด Luxury Wellness Ecosystem   ทั้งนี้จากการเปิดตัวบัตร Longevity Card  ยังเป็นการสร้างไพรเวท เวลเนส คอมมูนิตี้ (Private Wellness Community) ที่เชื่อมต่อสุขภาพ การใช้ชีวิต และบริการระดับเวิลด์คลาสไว้ในระบบเดียว เพื่อรองรับตลาดลักซูรี เวลเนสที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการสุขภาพระดับพรีเมียมและการดูแลแบบเฉพาะบุคคล     ต่อยอดแบรนด์ใหญ่เครือ BDMS   จากการเปิดตัว Longevity Card ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจจากโรงพยาบาลและการรักษาโรคของกลุ่ม BDMS ไปสู่ธุรกิจ Preventive Healthcare และ Luxury Wellness ที่มีมูลค่าสูง   นอกจากนี้ ยังพร้อมสนับสนุนเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Hub Thailand ศูนย์กลางด้านสุขภาพและเวลเนสของโลก ผ่านการผสานเทคโนโลยีทางการแพทย์ การดูแลเชิงป้องกัน และประสบการณ์ระดับลักชัวรีไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ภายใต้แนวคิดว่า ‘สุขภาพคือความมั่งคั่งที่แท้จริง’   ปัจจุบัน BDMS Wellness Clinic เปิดให้บริการราว 8 ปี มีจุดเด่นการให้บริการ โดยนำแนวคิด ‘Scientific Wellness’ มาใช้ดูแลสุขภาพเชิงลึก ตั้งแต่การตรวจระดับเซลล์ การวิเคราะห์พันธุกรรม การวางแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล ไปจนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่องตลอดปี

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

Synology เผย ISO 27001 จะกลายเป็นรากฐานของ Cyber Resilience สำหรับองค์กรไทย

PRnounce

Synology ชี้ ISO 27001 กำลังเป็นรากฐานสำคัญของ Cyber Resilience สำหรับองค์กรไทย เสริมความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ลดความเสี่ยง และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัล   ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจของฝ่ายไอทีอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) ที่ผู้บริหารทุกระดับต้องให้ความสำคัญ ความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ด้านไซเบอร์ในระดับโลกกำลังผลักดันให้องค์กรต้องยกระดับจากการ “ป้องกันการโจมตี” ไปสู่การสร้าง Cyber Resilience หรือความสามารถในการรับมือ ฟื้นตัว และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง   ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Cyber Resilience กำลังกลายเป็นวาระสำคัญขององค์กรทั่วโลก และเป็นเหตุผลที่มาตรฐาน ISO 27001 ถูกยกระดับจากเครื่องมือด้านการกำกับดูแล ไปสู่รากฐานของการบริหารความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยมีประเด็นสำคัญที่องค์กรควรตระหนัก ดังนี้   ภัยคุกคามไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้น ผลสำรวจระดับโลกพบว่า 72% ขององค์กรทั่วโลกมองว่าความเสี่ยงด้านไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายไอทีอีกต่อไป (ข้อมูลจาก World Economic Forum’s Global Cybersecurity Outlook 2025) ธุรกิจต้องพร้อมรับมือกับการหยุดชะงัก 71% ของผู้บริหารด้านบริหารความเสี่ยง (Chief Risk Officers: CROs) คาดการณ์ว่าภัยคุกคามไซเบอร์จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง ทำให้องค์กรต้องเร่งเสริมสร้าง Cyber Resilience และ Business Continuity อย่างจริงจัง (ข้อมูลจาก World Economic Forum’s Global Cybersecurity Outlook 2025) ความสามารถในการกู้คืนระบบกำลังเป็นตัวชี้วัดใหม่ของความพร้อมองค์กร เหตุการณ์ระบบไอทีล่มทั่วโลกจากกรณี CrowdStrike ในปี 2024 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสายการบิน โรงพยาบาล ธนาคาร และองค์กรธุรกิจจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการไม่สามารถกู้คืนระบบและกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในการฟื้นตัว (Recovery) จึงมีความสำคัญไม่แพ้การป้องกันการโจมตี ISO 27001 กำลังเปลี่ยนบทบาท จากมาตรฐานด้านการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance Standard) ไปสู่กรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risk Framework) ที่เชื่อมโยงการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล การบริหารความเสี่ยง และความต่อเนื่องทางธุรกิจเข้าด้วยกัน องค์กรทั่วโลกกำลังลงทุนด้าน Cyber Resilience มากขึ้น ผลสำรวจ OpenText Global Ransomware Survey 2025 พบว่า 52% ขององค์กรทั่วโลกมีแผนเพิ่มการลงทุนด้าน Backup Technologies ในปี 2026 เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีอย่าง Immutable Backup, Air-gapped Protection และ Cyber Recovery กำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การปกป้องข้อมูลยุคใหม่ ช่องว่างสำคัญยังคงอยู่ที่การกู้คืนระบบ แม้หลายองค์กรจะมีการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ แต่กลับไม่สามารถกู้คืนระบบได้ภายในระยะเวลาที่ธุรกิจยอมรับได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง   นายรหัท บุญตันจีน ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท บริษัท ซินโนโลจี้ จำกัด หรือ Synology กล่าวว่า “ISO 27001 กำลังเปลี่ยนบทบาทจากมาตรฐานที่มุ่งเน้นการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) ไปสู่กรอบการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างทั้ง Cyber Resilience และ Business Continuity” ในอดีต หลายองค์กรอาจมอง ISO 27001 เป็นเพียงใบรับรองมาตรฐาน แต่ปัจจุบัน องค์กรชั้นนำทั่วโลกได้นำ ISO 27001 มาใช้เป็นแนวทางในการเชื่อมโยงการกำกับดูแลด้านความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความพร้อมในการรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในทุกมิติ   รับมือยุค AI เมื่อ Autonomous Agents กลายเป็นความเสี่ยงรูปแบบใหม่ การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในสองมิติสำคัญ   มิติแรก คือ AI ช่วยให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้างและขยายการโจมตีได้รวดเร็ว แม่นยำ และซับซ้อนมากขึ้น มิติที่สอง ซึ่งกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คือการใช้งาน Agentic AI หรือระบบ AI ที่สามารถตัดสินใจและดำเนินงานได้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติธุรกรรม การเจรจาสัญญา หรือการบริหารซัพพลายเชน ซึ่งกำลังสร้างความเสี่ยงภายในองค์กรรูปแบบใหม่   ภายใต้แนวคิดของ ISO 27001 ในยุคใหม่ องค์กรควรมองว่า AI Agent เป็น “ผู้ใช้งานประเภทใหม่” ที่ต้องได้รับการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้ใช้งานที่เป็นมนุษย์ หากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม AI อาจเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ควรเข้าถึง ใช้ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน หรือดำเนินการผิดพลาดจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ   ดังนั้น องค์กรควรใช้ ISO 27001 เป็นกรอบในการกำหนดหลักการกำกับดูแล AI ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ Identity & Access Boundaries กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของ AI Agent ตามบทบาท (Role-based Access Control) ให้เข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่ได้รับอนุญาต Data Provenance & Integrity รับรองว่าข้อมูลที่ AI ใช้มีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีประวัติการเปลี่ยนแปลงแบบ Immutable เพื่อให้การตัดสินใจของ AI อ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้ Systemic Recovery เตรียมความพร้อมในการย้อนคืนระบบ (Rollback) หาก AI ทำงานผิดพลาดหรือถูกโจมตี Continuous Improvement ปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับพฤติกรรมและความเสี่ยงใหม่ ๆ ของ AI   ปิดช่องว่างด้านการกู้คืนระบบ   นายรหัท ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้องค์กรจำนวนมากจะได้รับการรับรอง ISO 27001 แล้ว แต่การได้รับใบรับรองไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง แม้หลายองค์กรจะได้รับการรับรอง ISO 27001 แล้ว แต่ยังมีช่องว่างสำคัญระหว่างการผ่านการรับรองกับการมีความพร้อมในการกู้คืนระบบเมื่อเกิดเหตุการณ์ไซเบอร์ โดยปัญหาที่พบโดยทั่วไป ได้แก่   ระบบสำรองข้อมูลไม่ได้แยกออกจากระบบหลัก ทำให้ Backup อาจถูกโจมตีไปพร้อมกับระบบ Production ขาดการทดสอบการกู้คืนระบบอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ไม่มั่นใจว่าจะสามารถกู้คืนได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์ ใช้เวลาฟื้นฟูระบบนานเกินเป้าหมายของธุรกิจ (Recovery Time Objective: RTO) ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและรายได้ขององค์กร   มาตรฐานใหม่ของ Cyber Resilience   ภายใต้แนวคิด ISO 27001 ยุคใหม่ ความสามารถในการ “กู้คืนระบบ” มีความสำคัญไม่แพ้การป้องกันการโจมตี องค์กรชั้นนำจึงให้ความสำคัญกับแนวทางปฏิบัติสำคัญ ได้แก่   Immutable Backup ป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำรองถูกแก้ไขหรือลบโดยไม่ได้รับอนุญาต ในยุค Agentic AI ข้อมูลสำรองแบบ Immutable เปรียบเสมือน “ตาข่ายนิรภัย” ที่ช่วยให้องค์กรสามารถย้อนคืนระบบกลับสู่ข้อมูลที่เชื่อถือได้ หาก AI ทำงานผิดพลาดหรือใช้ข้อมูลที่ถูกบิดเบือน Air-gapped Protection แยกสภาพแวดล้อมของข้อมูลสำรองออกจากระบบหลักทั้งในเชิงกายภาพหรือเชิงตรรกะ เพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตี Integrity Verification ตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถนำกลับมาใช้งานได้จริง Active Testing ทดสอบกระบวนการกู้คืนระบบเป็นประจำ เพื่อยืนยันว่าองค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ยกระดับแนวปฏิบัติสู่การใช้งานจริง   อย่างไรก็ดีจากแนวโน้มดังกล่าวเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถปิดช่องว่างด้านการกู้คืนระบบดังกล่าว Synology ได้พัฒนา ActiveProtect Appliance ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับแนวทางด้าน Cyber Resilience อย่างครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้น โดยโซลูชันนี้ผสานเทคโนโลยี Immutable Backup (WORM), Logical Air-gap, และ Automated Backup Verification ไว้ภายใต้แพลตฟอร์มบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ช่วยให้องค์กรไม่เพียงรองรับข้อกำหนดของ ISO 27001 ได้ง่ายขึ้น แต่ยังสร้างรากฐานข้อมูลที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้สำหรับการนำ AI มาใช้งานในองค์กร   นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการกู้คืนระบบ (Recovery Time Objective: RTO) เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด และทำให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุด องค์กรควรปรับมุมมองต่อ ISO 27001 จากการเป็นเพียง “ใบรับรองมาตรฐาน” ไปสู่การเป็น รากฐานสำคัญของการอยู่รอดทางธุรกิจในระยะยาว เพราะในยุคที่ภัยไซเบอร์และความซับซ้อนจาก AI สามารถส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขัน การปกป้องข้อมูลและการกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็วและเชื่อถือได้ คือปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบให้กับองค์กรในอนาคตเมื่อโลกไซเบอร์เปลี่ยนไป องค์กรก็ต้องเปลี่ยนตาม

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

WONTECH ASIA THAILAND ดึง พีพี-กฤษฏ์ เปิดตัว Oligio X ตอบโจทย์ ยกกระชับ ผิว ไร้ผ่าตัด

PRnounce

‘WONTECH ASIA, THAILAND’ ดึง ‘พีพี-กฤษฏ์’ นั่งพรีเซนเตอร์โปรแกรม ‘Oligio X The X-MODE’ เผยอินไซต์สาวไทยวัยทำงาน อยากดูแลผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ   ตลาดความงามไทยยังเติบโตแข็งแกร่งและกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มเป้าหมายที่ขยายวงกว้าง ทั้งผู้หญิงวัยทำงาน กลุ่ม Gen Z กลุ่มเพศทางเลือก หรือแม้แต่ผู้ชายก็หันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้นผ่านการดูแลตัวเองจากคลินิกเสริมความงาม โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ธุรกิจเสริมความงามและศัลยกรรมไทยจะยังเผชิญกับ การแข่งขันที่รุนแรง แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้น   สำหรับเทรนด์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ บริเวณช่วงใบหน้า เทียบสัดส่วนกันแล้วกลุ่มใช้บริการแบบผ่าตัดยังมีสัดส่วนมากกว่า ทว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือการเติบโตของกลุ่มไม่ผ่าตัดกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากหัตถการความงามบางประเภทตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายผิว และช่วยดูแลผิวได้โดยไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน ดังนั้นสัดส่วนผ่าตัดศัลยกรรมจึงมีทิศทางลดลงจาก 79% เป็น 74% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มไม่ผ่าตัดหรือหัตถการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 21% เป็น 26% โดยการยกกระชับใบหน้าและลำคอเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจเป็นอันดับต้นๆ   สถิติดังกล่าวสอดคล้องกับความสำเร็จของ ‘WONTECH ASIA, THAILAND’ ในปีที่ผ่านมา ระบุว่า แนวโน้มของธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่ม ‘Oligio’ และ ‘Oligio X’ เติบโตแข็งแกร่งในตลาดไทย จนถึงปัจจุบัน ‘Oligio Series’  สร้างสถิติทะลุ 150 ล้านช็อต และมียอดการติดตั้งมากกว่า 1,000 เครื่องทั่วประเทศไทย ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมต่อเครื่องยกกระชับ และการตอบรับในมาตรฐานนวัตกรรมดังกล่าวค่อนข้างชัดเจน   นายไอแซค จาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วอนเทค เอเชีย จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของ Oligio และ Oligio X ในไทย ตั้งอยู่บน 3 เสาหลัก ประการแรกมาจาก ‘Partner Network’ เครือข่ายพันธมิตรคลินิกกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเครือข่ายที่แน่นแฟ้นที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างขึ้นจากความไว้วางใจ ประสิทธิภาพที่ได้มาตรฐาน และความสัมพันธ์ระยะยาว ประการที่สอง คือ ‘Clinical Education’ บริษัทดำเนินโครงการ Wontech Academy จัดอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญ (KOL) อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม W.I.S.E. (Wontech Asia Insight Sharing Experience) ซึ่งเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคนิคการทำหัตถการระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานนวัตกรรมด้านความงามให้กับแพทย์ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง และส่วนสุดท้าย ‘Proven Results’ เรามีข้อมูลผลลัพธ์จากทางคลินิกที่มีการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเทคโนโลยี RF, HIFU และ EBD ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าหลังจากนี้ไทยจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในภูมิภาคต่อไป   ทั้งนี้ ‘Oligio’ และ ‘Oligio X’ มีจุดแข็งอยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยี Monopolar RF เน้นเรื่องความสบายระหว่างการทำหัตถการ รวมถึงยังมี 2 โหมด ให้แพทย์สามารถปรับพารามิเตอร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม   สำหรับกลุ่มลูกค้าตอนนี้ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวัยทำงานอายุระหว่าง 25-40 ปี เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความมั่นใจในหน้าที่การงาน และเริ่มมองหาการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ โดยข้อมูลสถิติผู้ใช้งานจากคลินิกพาร์ทเนอร์ พบว่า กลุ่มนี้เน้นการดูแลกรอบหน้าให้มีมิติ ใช้จ่ายต่อครั้งราว 15,000-30,000 บาท มองหาวิธีดูแลตัวเองที่ไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ยังแอคทีฟและใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มของกลุ่ม ‘Silver Age’ ที่ให้ความสนใจเครื่องยกกระชับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง   ด้าน นางสาวรัตมา กำธรเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายด้านธุรกิจ บริษัท วอนเทค เอเชีย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ‘WONTECH ASIA, THAILAND’ เลือก ‘พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร’ รับหน้าที่พรีเซนเตอร์โปรแกรม ‘Oligio X The X-MODE’ เหตุผลที่ต้องเป็นพีพี เพราะด้วยภาพลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการสื่อสาร ทั้งยังเป็นคนที่ใส่ใจสุขภาพและดูแลตัวเองมีสไตล์เป็นของตัวเอง ตรงกับคอนเซปต์ ‘eXtra Lift In Your Own Way’ เย็นกระชับ ผลลัพธ์ในแบบคุณ ของ X-MODE อย่างลงตัว   “เราคาดหวังว่าการเปิดตัวครั้งนี้จะช่วยขยายการรับรู้แบรนด์ Oligio X ไปสู่กลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจกับการดูแลตัวเองเชิงป้องกันมากขึ้น ในแง่ธุรกิจเราตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายเครื่องและจำนวนคลินิกพันธมิตรเพิ่มขึ้น 30% ในปีนี้ และยังมีแผนการพัฒนาต่อเนื่องอยู่เสมอ ทั้งในแง่การขยายให้ครอบคลุมกลุ่มผู้รับบริการในพื้นที่ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น และการอบรมแพทย์ในระดับแอดวานซ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการ”   ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Oligio X และติดตามข่าวสารของ วอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ ได้ผ่านเว็บไซต์ wontech-asia.com รวมถึง Facebook: OligioX Thailand, Instagram: @oligiox_thailand และ LINE Official: @WontechTH พร้อมค้นหารายชื่อคลินิกที่ให้บริการ Oligio X ได้ที่ wontech-asia.com/clinic   แหล่งอ้างอิง : https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Surgery-IAO119-FB-2025-02-25.aspx  

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

‘จีน’ ส่งทีมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เชื่อมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยยุคใหม่

EcoVative

ทีมหุ่นยนต์ Humanoid  ออกนอกจีนครั้งแรกมาไทยในงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 เวทีจับคู่ลงทุนไทย–จีน รับเศรษฐกิจยุคเอไอ   ทีมหุ่นยนต์ Humanoid จากจีนออกนอกประเทศครั้งแรก จัดแสดงในงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ที่ประเทศไทย สะท้อนความร่วมมือด้าน AI และหุ่นยนต์ระหว่างไทย–จีนที่ก้าวสู่ระดับอุตสาหกรรม ไทยถูกวางเป็นฐานลงทุนใหม่ของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และนโยบายส่งเสริมการลงทุน เพื่อรองรับตลาดอาเซียนและสร้าง New S-Curve ให้เศรษฐกิจไทย ผู้เชี่ยวชาญชี้ Humanoid ไม่ได้มาแย่งงานคน แต่เข้ามาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำงานหนักและงานเสี่ยง พร้อมผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนามาตรฐาน และบุคลากรไทยสู่เศรษฐกิจยุค AI     ในงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ระหว่างวันที่ 22–25 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จัดโดยคณะกลไกประสานงานและส่งเสริมธุรกิจไทย–จีนอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 3 องค์กรหลัก ได้แก่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, หอการค้าไทย-จีน และ สมาคมการค้าวิสาหกิจจีนในไทย   นอกจากนี้ยังได้ผู้เชี่ยวชาญจากไทยและจีน ร่วมแบ่งปันแนวคิดความร่วมมือระหว่างไทยและจีน เพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และ AI ของประเทศไทยร่วมกันในอนาคต     ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการบริหารสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ กล่าวว่าอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ เป็นวิวัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรม หลังจากไทยใช้แขนกลและระบบอัตโนมัติในโรงงานมานานกว่า 30 ปี   ขณะที่ความแตกต่างของหุ่นยนต์ยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ แต่เกิดจากการที่ AI เข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘สมอง’ ทำให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้สภาพแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูล และตัดสินใจทำงานได้ยืดหยุ่นกว่าระบบอัตโนมัติแบบเดิม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงเทคโนโลยีครั้งสำคัญของภาคการผลิต   อย่างไรก็ตาม ดร.ชิตยอมรับว่า หากเปรียบเทียบกับจีน ไทยยังมีช่องว่างด้านเทคโนโลยีอยู่มาก ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การพัฒนาแข่งขันตั้งแต่ต้น แต่เป็นการสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีความพร้อม   “โจทย์ของไทยไม่ใช่เริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อแข่งกับจีน แต่คือการร่วมมือ เพราะความร่วมมือจะเป็นชอร์ตคัท ทำให้อุตสาหกรรมไทยเข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลกได้เร็วกว่า”   เขาระบุว่า ระยะแรกควรนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ก่อนจะขยายไปยังภาคบริการในอนาคต   กำหนดมาตรฐาน รองรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี   ดร.ชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือด้านหุ่นยนต์ระหว่างไทยกับจีนได้รับการสนับสนุนในระดับนโยบายของทั้งสองประเทศ แต่สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันคือการกำหนดมาตรฐาน (Standards) เพื่อให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ   “เมื่อมีมาตรฐานกลาง ผู้ประกอบการ บุคลากร และภาคอุตสาหกรรมจะสามารถเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในประเทศ”   ‘ฮิวแมนนอยด์’ ทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน   สำหรับข้อกังวลว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนแรงงานมนุษย์นั้น ดร.ชิตมองว่า สถานการณ์ของไทยแตกต่างจากหลายประเทศ เนื่องจากกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายอุตสาหกรรม   หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จะเข้ามาทำงานที่มีความเสี่ยง งานหนัก หรือเป็นงานที่แรงงานไม่ต้องการทำ มากกว่าจะเข้ามาแย่งตำแหน่งงานของคน ซึ่งจะช่วยรักษาขีดความสามารถในการผลิตของประเทศในระยะยาว   ขณะเดียวกัน ฮิวแมนนอยด์ ยังเป็นเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนมากกำลังเผชิญกับคำสั่งซื้อที่ลดลง หากประเทศไทยสามารถดึงการลงทุนด้านหุ่นยนต์เข้ามาได้ ซัพพลายเชนเดิมจะสามารถปรับสายการผลิตมาสู่การผลิตชิ้นส่วนสำหรับหุ่นยนต์ได้ทันที   “เป็นการสร้าง New S-Curve ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้ผู้ประกอบการในประเทศ”   สมาคมหุ่นยนต์เซินเจิ้น มองไทยฐานลงทุนแห่งใหม่   ด้าน ราเชล ตัน (Rachel Tan) เลขาธิการ Shenzhen Robotics Association กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมของจีนกำลังอยู่ในช่วงขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ และประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจีน จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และนโยบายสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาล   ทั้งนี้ หลังจากบริษัทจีนจำนวนมากกำลังมองหาโอกาสตั้งโรงงานในไทย ทั้งเพื่อรองรับตลาดอาเซียน ไปพร้อมกับสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการไทยในระยะยาว   ขณะที่ การพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นอกจากใช้ทคโนโลยี AI แล้วยังต้องมีข้อมูลจากการใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม (Application Scenarios) เพื่อให้ระบบเรียนรู้และพัฒนาความสามารถในการทำงานร่วมกับมนุษย์ไปพร้อมกันด้วย   โดยความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และโรงงานอุตสาหกรรม จะเป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันให้หุ่นยนต์สามารถใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม   “ความท้าทายของหลายประเทศในเอเชีย คือ การขาดแคลนแรงงานคนรุ่นใหม่ในภาคการผลิต ซึ่งจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมควบคู่ไปกับการนำ AI และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ”   ไทย–จีน สร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีร่วมกัน   ราเชล กล่าวอีกว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ระหว่างไทยและจีน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการผลักดัน AI และหุ่นยนต์ไปสู่การใช้งานจริง สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรม และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต   สำหรับบรรยากาศการเปิดงาน Thailand–China Cooperation Expo 2026 ในวันแรก (22 กรกฎาคม 2569) ทางผู้ร่วมจัดงานประเทศจีน ได้นำคณะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ร่วมแสดงกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงบนเวทีในงานฯ ที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นำคณะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยดฺออกนอกประเทศจีนด้วย   สำหรับการจัดงานฯ ดังกล่าวมีผู้ประกอบการกว่า 270 บริษัท ร่วม 670 บูธ ครอบคลุมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การผลิต โลจิสติกส์ พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงจัดให้มี Consultation Zone รวมหน่วยงานภาครัฐกว่า 9 แห่ง อาทิ BOI, EEC กรมการค้าต่างประเทศ และกรมศุลกากร ให้คำปรึกษาด้านการลงทุน สิทธิประโยชน์ และกฎระเบียบทางการค้า   โดยภายในงานยังจัด Job Fair จาก 47 บริษัทไทย-จีน เปิดรับสมัครงานกว่า 3,000 อัตรา และ Education Fair ที่มอบทุนการศึกษากว่า 2,000 ทุน จากมหาวิทยาลัยจีนมากกว่า 20 แห่ง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้าน AI และเทคโนโลยี รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

PRINC สานต่อการให้ไม่สิ้นสุด ระดมโลหิตช่วยผู้ป่วยทั่วประเทศ สร้างสังคมการให้ยั่งยืน

PRnounce

เครือโรงพยาบาลพริ้นซ์ (PRINC Group) ภูมิใจช่วยสังคม จัดแคมเปญใหญ่ระดับประเทศ “PRINC ผสาน : สานต่อการให้ไม่สิ้นสุด” จับมือกับสภากาชาดไทยและมูลนิธิพงษ์ศักดิ์วิทยากร ระดมโลหิตต่อชีวิตผู้ป่วยทั่วประเทศกว่า 1,548 ชีวิต เดินหน้าสร้างระบบนิเวศแห่งการให้ที่ยั่งยืน     เมื่อ “การให้” ไม่ใช่แค่กิจกรรมชั่วคราว แต่คือดีเอ็นเอที่ขับเคลื่อนสังคมไทย ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC Group ผู้ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจสุขภาพชั้นนำ ยกระดับความมุ่งมั่นสู่การเป็น “องค์กรแห่งการให้” อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยการสร้างปรากฏการณ์พลังความร่วมมือ ครั้งสำคัญระดับประเทศภายใต้แคมเปญ “PRINC ผสาน” ส่งโครงการ “สานต่อแรงบันดาลใจสู่การให้ไม่สิ้นสุด”ต่อเนื่อง เป็นปีที่ 2   โลหิต… ทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีค่าที่สุดที่ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ และเป็นหัวใจสำคัญในการชี้ชะตาระหว่างความเป็นและความตายของผู้ป่วยวิกฤต อุบัติเหตุ และการผ่าตัดใหญ่ การขยับขับเคลื่อน PRINC Group ในครั้งนี้ จึงสร้างแรงกระเพื่อมในวงกว้างและสามารถเติมเต็มโลหิตสำรองเข้าสู่ระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม   ในปี 2569 นี้ โรงพยาบาลภายใต้ PRINC Group ได้ยกระดับการสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคม (Social Impact) ให้ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยจับมือกับ มูลนิธิพงษ์ศักดิ์วิทยากร และ สภากาชาดไทย เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “สานต่อการให้ไม่สิ้นสุด” เนื่องในวันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day) ระดมทุนมนุษย์และหลอมรวมพลังใจจากบุคลากรทางการแพทย์ พนักงาน ภาคีเครือข่าย ตลอดจนประชาชนทั่วไป มาร่วมขับเคลื่อนการต่อชีวิตในยามวิกฤต สร้างผลกระทบเชิงประจักษ์ ช่วยเหลือผู้ป่วยมากกว่า 1,548 ชีวิต   ปัจจุบัน แคมเปญนี้สามารถจัดเก็บโลหิตได้แล้วกว่า 516 ยูนิต จากผู้ลงทะเบียนบริจาคกว่า 631 ราย ผ่าน 12 โรงพยาบาลในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลพิษณุเวช อุตรดิตถ์, โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, โรงพยาบาลวิรัชศิลป์ จังหวัดชุมพร, โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ, โรงพยาบาลพริ้นซ์ ศรีสะเกษ, โรงพยาบาลพิษณุเวช พิษณุโลก, โรงพยาบาลธนกาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรี, โรงพยาบาล ป.แพทย์ 1-2 จังหวัดนครราชสีมา, โรงพยาบาลพิษณุเวช กำแพงเพชร, โรงพยาบาลพริ้นซ์ สกลนคร และโรงพยาบาลพริ้นซ์ ลำพูน   ทั้งนี้ โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับจะถูกนำไปแยกส่วนประกอบเป็นเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา ซึ่งสามารถส่งต่อโอกาสในการรอดชีวิตและคืนรอยยิ้มให้กับผู้ป่วยและครอบครัวได้มากกว่า 1,548 รายทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งการแบ่งปันที่ไร้ขีดจำกัด   นอกจากกิจกรรมบริจาคโลหิตแล้ว โรงพยาบาลพริ้นซ์ มุกดาหาร ยังได้ร่วมขับเคลื่อนแคมเปญ “PRINC ผสาน : สานต่อการให้ไม่สิ้นสุด” ผ่านการจัดกิจกรรมตรวจคัดกรองจอประสาทตาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการป้องกันและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางสายตาในผู้ป่วยเบาหวานอันเป็นการต่อยอดเจตนารมณ์แห่งการให้ของ PRINC Group ที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านสุขภาพแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน   คุณนิติ มุขยวงศา ผู้บริหารมูลนิธิพงษ์ศักดิ์ วิทยากร กล่าวถึงวิสัยทัศน์และการสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมในครั้งนี้ว่า “เจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งมูลนิธิ หรือคุณหมอพงษ์ศักดิ์ ท่านก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการให้ และ ด้านของสุขภาพเป็นแก่นสำคัญอยู่แล้ว เป้าหมายสูงสุดของมูลนิธิพงษ์ศักดิ์วิทยากร คือการสร้างรากฐานสังคมที่เข้มแข็งผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการแบ่งปัน ซึ่งสอดรับกับเจตนารมณ์ของ PRINC Group โดยกิจกรรมบริจาคโลหิตในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเติมเต็มคลังเลือดสำรองของประเทศเท่านั้น แต่คือการสร้าง ‘ระบบนิเวศแห่งการให้’ ที่ยั่งยืน เพราะเราเชื่อมั่นว่า โลหิตทุกหยดที่หลั่งไหลเข้ามาในวันนี้ คือพลังแห่งความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยต่อลมหายใจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมไทยในวงกว้าง”   โค้งสุดท้าย! ขอเชิญชวนคนไทยร่วมพลังสร้างปาฏิหาริย์แห่งการให้ร่วมกัน   PRINC Group เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไม่อาจสร้างได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากพลังสามัคคีของทุกคนในสังคม แม้โครงการจะดำเนินมาถึงช่วงท้าย แต่ประตูแห่งโอกาสในการสร้างกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ยังคงเปิดกว้าง จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพื้นที่ต่างจังหวัด มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ณ โรงพยาบาลในเครือ PRINC Group ตามกำหนดการดังต่อไปนี้   5 สิงหาคม 2569: โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร 10 สิงหาคม 2569: โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุบลราชธานี   สิทธิพิเศษเพื่อเชิดชูเกียรติผู้ให้: สำหรับผู้ที่บริจาคโลหิตสำเร็จ ณ จุดกิจกรรม รับฟรี! เสื้อยืดที่ระลึก “ผู้ให้” ดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟ (สินค้ามีจำนวนจำกัด) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการแบ่งปัน และปักหมุดประวัติศาสตร์แห่งการให้ที่ยิ่งใหญ่ไปกับเราติดตามรายละเอียดข้อมูลกิจกรรมเพิ่มเติม หรือเข้าร่วมรับบริการได้ที่เครือโรงพยาบาล พริ้นซ์ใกล้บ้านท่านทั้ง 15 จังหวัดทั่วประเทศ

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

เศรษฐกิจภูเก็ตขยายลงทุน แรงส่งตลาดอสังหาฯทุกเซ็กเมนต์รับดีมานด์อยู่อาศัยแตะ 3 ล.ราย

EpisodeX

แสนสิริ มอง ‘ภูเก็ต’ ก้าวสู่มหานครเศรษฐกิจระดับโลก รับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ มาครบ แรงส่งอสังหาฯลักซูรีวิลล่าและตลาดที่อยู่อาศัยทุกเซ็กเมนต์เติบโต จากการขยายตัวประชากรเพิ่มในอนาคต   ภูเก็ตก้าวสู่มหานครเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน สุขภาพ และการศึกษานานาชาติ กำลังผลักดันภูเก็ตจากเกาะท่องเที่ยวสู่เมืองน่าอยู่อาศัยระดับโลก อสังหาฯ ภูเก็ตโตตามดีมานด์ต่างชาติ ตลาดที่อยู่อาศัยได้รับแรงหนุนจากนักลงทุน ชาวต่างชาติ และผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง จนมีมูลค่าตลาดกว่า 194,000 ล้านบาท และขายได้เร็วกว่าไพรม์กรุงเทพฯ 2 เท่า ลักซูรีวิลล่า-ปล่อยเช่าผลตอบแทนโดดเด่น วิลล่าหรูเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ทำเลบางเทา-เชิงทะเลให้ Rental Yield 6-8% และโครงการของแสนสิริสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 8-10%   ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บอกว่าจากแผนธุรกิจอสังหาฯ ของแสนสิริตามโรดแมป 5 ปี  ‘Sansiri’s 80 Billion Strategic Roadmap’ ที่วางไว้ ด้วยมองเห็นโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัยจะมีความเคลื่อนไหวสูง       อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ยุทธศาสตร์อสังหาฯ ‘แสนสิริ’ วาง’ภูเก็ต’ฐานธุรกิจแห่งที่ 2 สร้างพอร์ต 8 หมื่นล้านใน 5 ปี      ทั้งนี้ จากข้อมูลเชิงลึกจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวเศรษฐกิจ (Tourism Economy) หลักของไทย พบว่ามีรายได้จากภาคการท่องเที่ยวมูลค่ากว่า 555,428 ล้านบาท ซึ่งกว่า 93% มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยในปี 2568 สนามบินนานาชาติภูเก็ตมีเที่ยวบินรวม 106,581 เที่ยวบิน เฉลี่ย 291 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.8% จากปีก่อน รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 14.25 ล้านคน โดย 75% เป็นชาวต่างชาติ   นอกจากนี้ จังหวัดภูเก็ต ยังมีโครงข่ายการเชื่อมต่อทางอากาศขยายสนามบินภูเก็ตเฟส 2 เพิ่มหลุมจอดอากาศยาน (Aircraft Parking Stand) อีก 7 ช่องจอด เพื่อรองรับจำนวนนักเดินทาง/นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคนต่อปี รวมถึงใช้งบลงทุนรวมกว่า 62,000 ล้านบาท ในระบบคมนาคมทางบก ทั้งทางด่วนและอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง ที่เชื่อมโยงพื้นที่เหนือ-ใต้ เข้าด้วยกัน   ศูนย์กลางสุขภาพ-โรงเรียนนานาชาติ   ขณะเดียวกัน จังหวัดภูเก็ตยังมีผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพและโรงพยาบาลจากส่วนกล่างกรุงเทพฯ หลายรายเข้ามาลงทุน ด้าน ‘Healthcare’ ศูนย์กลางสุขภาพและเวลเนส เช่น   โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ภูเก็ต ( Bumrungrad International Hospital Phuket) มูลค่ากว่า 4.3 พันล้านบาท ศูนย์รังสีร่วมรักษา โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โครงการเวลเนสรีสอร์ต   รวมถึงการขยายตัวของจำนวนโรงเรียนนานาชาติ ที่เติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมี 19 โรงเรียน รองรับนักเรียนมากกว่า 5,000 คน จากกว่า 50 สัญชาติ และจะมีโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่เตรียมเปิดเพิ่มเติม เพื่อรองรับครอบครัวชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยจำนวนมากในอนาคต   ขณะที่ ธุรกิจค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี จากการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า เวลเนส บีชคลับ และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ เห็นได้จากโครงการเซ็นทรัล ภูเก็ต (Central Phuket) มีการขยายพื้นที่เพิ่มกว่า 40% พร้อมลงทุนในเฟสใหม่ราว 7,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ ภูเก็ต ยังมีอีกหนึ่งจุดแข็งด้าน ‘Home for World-Class Marinas’ ศูนย์กลางท่าจอดเรือยอชต์ระดับโลก (Marina Hub) รองรับการท่องเที่ยวทางทะเล กลุ่มลักชัวรี และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ของเมืองในฐานะจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ อีกด้วย   อสังหาฯ ขยายตัวรับเศรษฐกิจภูเก็ต   ภูมิชาย เสริมว่า จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนการเติบโตตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น ทั้งจากความต้องการเพื่ออยู่อาศัย การลงทุน และรับผลตอบแทนจากค่าเช่า รวมถึงโอกาสจากมูลค่าทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งมาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่   การเพิ่มขึ้นของประชากร การจ้างงาน ชาวต่างชาติ (Expat) และผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง   จากปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่า ‘ภูเก็ต’ กำลังพัฒนาเป็นเมืองเศรษฐกิจนานาชาติที่ขับเคลื่อนด้วยการท่องเที่ยวคุณภาพ การลงทุน และการใช้ชีวิตระยะยาว ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจไลฟ์สไตล์ในอนาคตจากนักเดินทาง/นักท่องเที่ยว   สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าภูเก็ตมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ รัสเซีย, อินเดีย, จีน, ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นตลาดกำลังซื้อสูงและมีแนวโน้มเดินทางเข้ามาตลอดทั้งปี ส่งผลให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัย การลงทุน และบริการระดับพรีเมียมขยายตัวต่อเนื่อง   แนวโน้มดังกล่าว ยังส่งผลบวกให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตมีความยืดหยุ่นสูง (Market Resilience) ชัดเจน โดยมีมูลค่าตลาดรวมที่อยู่ระหว่างการขายสูงถึง 194,000 ล้านบาท (ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (AREA) ซึ่งเป็นตลาดอสังหาฯ ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย และมีความเร็วในการขายสูงกว่าย่านไพรม์ (Prime) ของกรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า   ‘ลักซูรี วิลล่า’ ความต้องการสูง​   ภูมิชาย กล่าวอีกว่าขณะที่เซกเมนต์วิลล่าระดับหรู (Luxury Villa) เติบโตอย่างมั่นคงถึง 12.9% (ข้อมูล ณ ครึ่งแรกของปี 2026 โดย CBRE / Knight Frank) มาจากความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) จากกลุ่มผู้ซื้อระดับสากล ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งมาจากความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเมืองภูเก็ตเปรียบเทียบกับเมืองท่าตากอากาศและจุดจอดเรือ Superyacht ระดับโลก   ขณะที่ ภูเก็ตในทำเลหลัก (Prime Area) ย่านบางเทาและเชิงทะเล ให้ผลตอบแทนสุทธิ (Net Rental Yield) อยู่ที่ 6.0% – 8.0% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ชนะหัวเมืองตากอากาศฝั่งยุโรปอย่าง แซงต์-โตรเปซ์ (3.0% – 4.5%) หรือโมนาโก (1.5% – 2.5%) อย่างขาดลอย ด้วยเมืองเหล่านั้นมีข้อจำกัดเรื่องต้นทุนราคาที่ดินที่สูงลิ่วทำให้เพดานยีลด์ต่ำลง และมีช่วงไฮซีซันที่สั้นกว่าภูเก็ตที่มีฟุตปรินต์การท่องเที่ยวยาวนานถึง 10 เดือนต่อปี   ทั้งนี้ จากประสบการณ์ 15 ปีในตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตของแสนสิริ ยังสร้างความเชื่อมั่นด้าน Sansiri Brand Trust & Excellence ให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยการันตีความคุ้มค่าในแง่การสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าที่สูงและสม่ำเสมอเฉลี่ย 8 – 10% เห็นได้จากโครงการยอดนิยม เดอะ เบส เชิงทะเล, แคนวาส เชิงทะเท และ เดอะ เบส บูกิต ที่ปัจจุบันมีอัตราผลตอบแทนการเช่า (Rental Yield) ในระดับสูงต่อเนื่องและกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผู้เช่ามองหามากที่สุด   ภูมิชาย กล่าวว่า ‘ภูเก็ต’ในวันนี้ กำลังก้าวข้าวจากการเป็น ‘Holiday Island’ เกาะแห่งการพักผ่อน ไปสู่ ‘Global Metropolitan’ หรือมหานครระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งและพร้อมรองรับการอยู่อาศัยระยะยาวอย่างสมบูรณ์แบบ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกที่พึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์ (Self-Sustaining International Destination)จากแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในทุกด้าน และรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรภูเก็ต ที่คาดมีแนวโน้มขยายเพิ่มไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคนในอนาคต

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

ยุทธศาสตร์อสังหาฯแสนสิริ วางภูเก็ต ฐานธุรกิจแห่งที่ 2 สร้างพอร์ต 8 หมื่นล้านใน 5 ปี

EpisodeX

‘แสนสิริ’ วาง ‘ภูเก็ต’ เป็นบ้านหลังที่สองธุรกิจอสังหาฯ ต่อจากกรุงเทพฯ ในอีก 5 ปีหน้ามีเพิ่มอีก 10,000 ยูนิต โดยปี69 เปิด7 โครงการใหม่มูลค่าหมื่นล. พร้อมใช้สูตรบริหารพอร์ตกระจายความเสี่ยงลูกค้าต่างชาติ   แสนสิริ วางยุทธ์ศาสตร์อสังหาฯ ยก ‘ภูเก็ต’  ฐานธุรกิจหลักแห่งที่สองต่อจากกรุงเทพฯ เดินหน้าโรดแมป 5 ปี สู่พอร์ตโครงการสะสมมูลค่า 80,000 ล้านบาท ปี 2569 เปิด 7 โครงการใหม่ มูลค่าเฉียด 10,000 ล้านบาท เปิดทั้งคอนโดมิเนียม 4 โครงการ และลักซูรีวิลล่า 3 โครงการ ครอบคลุมทำเลสำคัญของภูเก็ต รองรับดีมานด์ทั้งคนไทยและต่างชาติ กระจายฐานลูกค้าทั่วโลก ลดความเสี่ยงตลาดอสังหาฯ ใช้กลยุทธ์กระจายผู้ซื้อหลายสัญชาติ ลดผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติในภูเก็ตเป็น 40-45% ภายใน 5 ปี   ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวว่าแสนสิริ วางตำแหน่งให้ ‘จังหวัดภูเก็ต’ เป็นบ้านหลังที่สองในการทำตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต่อจากกรุงเทพมหานคร ด้วยมองเห็นศักยภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูเก็ต ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง ‘เกาะท่องเที่ยว’ (Holiday Island) ไปสู่การเป็น ‘มหานครไลฟ์สไตล์ระดับโลก’ (Global Lifestyle City) ในอนาคต   โดยบริษัทฯ จะนำประสบการณ์และการลงทุนกว่า 15 ปีในตลาดอสังหาฯภูเก็ต ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม รวมมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท จำนวนรวมกว่า 11,000 ยูนิต เพื่อรองรับความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดตั้งสำนักงานใหญ่แห่งที่ 2 (นอกกรุงเทพฯ) ในจังหวัดภูเก็ตมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี โดยปัจจุบันมีพนักงานประจำรวมไม่ต่ำกว่า 200 คน โดยยังวางแนวทางการบริหารฝ่ายขายด้วยการผสมผสานทีมงานทั้งคนไทยและต่างชาติ (เช่น รัสเซีย, สเปน, ไซปรัส) และทำงานร่วมกับตัวแทนขาย (Agent) อสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละทำเล เพื่อสร้างโอกาสและเข้าถึงตลาดให้ได้มากที่สุด   “ลูกค้าอสังหาฯตลาดต่างชาติจังหวัดภูเก็ต มีความต้องการสูงในด้านบริการหลังการขายต่างๆ ซึ่งแสนสิริ ได้พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้ให้บริการอสังหาฯแบบครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทฯ มาร่วมดูแลในส่วนนี้”   ปี69 เปิดโครงการมูลค่ารวมเฉียดหมื่นล้านบาท   สำหรับครึ่งหลังปี 2569 บริษัท เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 7 แห่ง มูลค่าเฉียด 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น   คอนโดมิเนียม 4 โครงการ ในทำเลดังนี้ ทำเลเชิงทะเลซอย 3 แบรนด์ CANVAZ Palette Cherngtlay จำนวน 248 ยูนิต เริ่มต้น 8.99 ล้านบาท/ยูนิต ทำเลหาดป่าตอง (ยังไม่เปิดเผยแบรนด์) ระดับราคา 3.9-10.9 ล้านบาท/ยูนิต ทำเลหาดราไวย์ (ยังไม่เปิดเผยแบรนด์)เริ่มต้น 4.99 ล้านบาท/ยูนิต ทำเลสามกอง (ยังไม่เปิดเผยแบรนด์) เริ่ม 2.99 ล้านบาท/ยูนิต   โครงการลักซูรี วิลล่า 3 โครงการ ซึ่งยังเป็นการเปิดตัววิลล่า ระดับราคาแพงสุดเท่าที่เคยทำมา ในทำเลดังนี้ ทำเลบางโจ แบรนด์ The Tales Story One จำนวน 13 หลัง ราคาเริ่มต้น 45 ล้านบาท/ยูนิต ทำเลป่าสัก แบรนด์ The Tales Story Two จำนวน 14 หลัง ทำเลพรุจำปา แบรนด์ ELSE   5 ปีหน้ารวมมูลค่าโครงการ 8 หมื่นล.   ภูมิชาย กล่าวต่อว่าจากแผนธุรกิจข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ 5 ปี (2569 – 2573) ภายใต้โรดแมป ‘Sansiri’s 80 Billion Strategic Roadmap’ โดยพัฒนาพร้อมเปิดตัว 30 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น   โครงการแนวราบ 13 โครงการ (15,000 ล้านบาท) คอนโดมิเนียม 17 โครงการ (25,000 ล้านบาท) “จากแผนดังกล่าว จะขับเคลื่อนให้มูลค่าพอร์ตสะสมของแสนสิริ อยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ตามเป้าหมาย”   กระจายพอร์ตตลาดลดความเสี่ยงอสังหาฯ   ภูมิชาย กล่าวว่า “แสนสิริ ยังใช้กลยุทธ์การกระจายกลุ่มผู้ซื้อที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งปี และยังทำให้พอร์ตการดูดซับของแสนสิริในภูเก็ต มีความปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกและมีเสถียรภาพระยะยาวด้วย”    โดยล่าสุด (ข้อมูล ณ ปี 2568) ระบุว่า กลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ 5 อันดับแรกของแสนสิริในภูเก็ต นำโดยกลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซีย ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 31% ของยอดซื้อต่างชาติทั้งหมด ตามมาด้วยชาวจีน 12% ชาวอิสราเอล 8% ชาวฝรั่งเศส 7% และชาวอังกฤษ 4% ตามลำดับ   ทั้งนี้ จากการเปิดตัวโครงการในภูเก็ตต่อเนื่อง คาดผลักดันรายได้ธุรกิจจากภูเก็ตไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท/ปี โดยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 ทำยอดขายจากภูเก็ตได้ 3,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 2,500 ล้านบาท และคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจากการเปิดโครงการราคาระดับบน สัดส่วนลูกค้าต่างชาติแสนสิริภูเก็ตจะขยับสู่ 40-45% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30%   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจภูเก็ตขยายลงทุน แรงส่งตลาดอสังหาฯทุกเซ็กเมนต์รับดีมานด์อยู่อาศัยแตะ 3 ล.ราย

July 23, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม จับมือ บางกอกโพสต์ จัดมินิมาราธอน 2026 ระดมทุนหนุนนักเรียนพยาบาล

PRnounce

บี.กริม ร่วมกับ บางกอกโพสต์ จัดงาน เดิน-วิ่งการกุศล “Bangkok Post International Mini Marathon 2026 Run For Nurses” ครั้งที่ 15 สนับสนุนนักเรียนพยาบาล และสมทบทุน “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” บริษัท บี.กริม ร่วมกับ บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแข่งขัน เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ การกุศล Bangkok Post International Mini Marathon 2026: Run For Nurses (ครั้งที่15) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนำรายได้จากการสมัครหลังหักค่าใช้จ่ายในการจัดงาน ช่วยเหลือและสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับนักเรียนพยาบาล ผ่านทางมูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ภายในงานมี นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายดอน ทยาทาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิศวกรรม เทคโนโลยี พัฒนาโครงการและการก่อสร้าง บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) นายศูนย์รัฐ บุณยมณี บรรณาธิการ บางกอกโพสต์ นางสาวอธิชาภรณ์ จันทร์ประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท บี.กริม ฟาร์มา และนายแพทย์ สุวัช เซียศิริวัฒนา รองประธานมูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ สวนหลวง ร.9 กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 นายดอน ทยาทาน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิศวกรรม เทคโนโลยี พัฒนาโครงการและการก่อสร้าง บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่า การจัดงานแข่งขัน เดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพการกุศลฯ ในปีนี้ ยังมุ่งรณรงค์ให้ประชาชนคนไทยออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ด้วยการ เดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ มินิ มาราธอน (Mini Marathon) ระยะทาง 10 กิโลเมตร ไมโคร มาราธอน (Micro Marathon) ระยะทาง 5 กิโลเมตร และฟันรัน (Fun Run) ระยะทาง 3 กิโลเมตร ตั้งแต่เวลา 05.00 – 08.00 น. โดยมีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ บริเวณ ประตู 4 ดาวเรือง สวนหลวง ร.9 กรุงเทพมหานคร โดยปีนี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนเข้าร่วมแข่งขันอย่างล้นหลามกว่า 2,500 คน มูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ก่อตั้งขึ้นในปี 2523 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณแห่งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต่อมาในปี 2533 จึงได้ตั้ง “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” เพื่อเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุครบ 90 พรรษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสำหรับจัดสรรให้แก่นักศึกษาพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สังกัด สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ที่มีผลการเรียนและความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมอบทุนให้ตลอดหลักสูตร4ปี จนปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้จัดสรรทุนให้ไปแล้วกว่า 36ปี เป็นจำนวน 11,144 ทุน โดยเป็นนักศึกษาพยาบาลจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 30 แห่ง ทั่วประเทศ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพอากาศ และวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ โดยมูลนิธิฯ มุ่งหวังว่านักเรียนพยาบาลที่ได้รับ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” เหล่านี้ จะยึดมั่นในอุดมการณ์ของวิชาชีพพยาบาล และดำรงตนอย่างผู้เสียสละตามแบบอย่างที่ได้เรียนรู้ในพระจริยวัตรของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และประเทศชาติสืบต่อไป

July 22, 2026 / 0 Comments
read more

จากอูมามิสู่ ‘AminoScience’ อายิโนะโมะโต๊ะจับตลาดร้านอาหาร-สตรีทฟู้ด หลังปี’68 รายได้ 3.4 หมื่นล.

BizKet

‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ อยู่ไทยมา 66 ปีปรับบทจากธุรกิจอาหาร สู่พันธมิตรโซลูชันใช้ศาสตร์  ‘AminoScience’ แข่งตลาดอูมามิ ขยายร้านอาหาร-สตรีทฟู้ดทั่วประเทศ  แถมเติมพอร์ตใหม่อาหารแช่แข็ง ‘อุไม’ รับ 3 เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ หลังปี 2568 สร้างรายได้ 3.4 หมื่นล้านบาท   อายิโนะโมะโต๊ะ ปรับบทบาทจากผู้ผลิตอาหารสู่พันธมิตรด้านโซลูชันร้านอาหาร โดยใช้ AminoScience เป็นแกนหลักในการพัฒนานวัตกรรมและสร้างการเติบโตของธุรกิจ บริษัทขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ ด้วยอาหารแช่แข็งพร้อมรับประทานแบรนด์ อุไม และเปิดโครงการ อายิโนะโมะโตะ คู่ร้าน เพื่อช่วยร้านอาหารลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ปี 2568 อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย มีรายได้ 3.4 หมื่นล้านบาท พร้อมครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในผงชูรส รสดี และกาแฟกระป๋องเบอร์ดี้     ‘ซาโตชิ อุตากาวะ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ปรับทบาทจาก ‘ธุรกิจอาหาร’ ไปสู่การเป็น ‘พันธมิตรด้านโซลูชันที่ผู้ประกอบการร้านอาหารไว้วางใจ’ ผ่าน ‘AminoScience’ อะมิโนไซแอนซ์ ด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์​ พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมผู้บริโภค ชุมชน ไปจนถึง พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการร้านอาหาร และพันธมิตรทางธุรกิจ  ภายใต้พันธกิจหลักมุ่งส่งเสริมให้คนไทยกินดีมีสุข ในทุก ๆ วัน   สำหรับ ‘อะมิโนไซแอนซ์’ คือ ศาสตร์แห่งกรดอะมิโน หลังพบการวิจัยเชิงลึกจากนำกรดอะมิโน (หน่วยย่อยของโปรตีน) มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งในด้านโภชนาการ สุขภาพ การแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ผงชูรส ซึ่งมีกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบได้ตามธรรมชาติและเป็นส่วนประกอบของโปรตีนทั่วไป เช่นกัน   นอกจากนี้ อายิโนะโมะโต๊ะ ยังให้ความสำคัญต่อการนำข้อมูลเชิงลึก (Insight) ด้านต่างๆ มาใช้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยพบเทรนด์อาหารในปี 2569 (Innova Market Insights 2026) เผยแนวโน้มสำคัญที่หล่อหลอมพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก และในประเทศไทย ผ่าน 3 เทรนด์สำคัญ ดังนี้   ความคุ้มค่าคุ้มราคา-ผู้บริโภค 2 ใน 3 คนเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อสินค้าเป็นประจำ โดยมองหาความคุ้มค่าและคุณภาพที่ดี ความสมบูรณ์แข็งแรงและอายุที่ยืนยาว-ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสุขภาวะในระยะยาว ผ่านโภชนาการและไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลา- ความต้องการโซลูชันอาหารและเครื่องดื่มที่สะดวกสบาย ซึ่งได้รับการออกแบบ ให้เหมาะกับโอกาส ไลฟ์สไตล์ และความต้องการทางอารมณ์ที่เฉพาะเจาะจงตลอดทั้งวัน   อายิโนะโมะโต๊ะ ส่ง ‘อุไม’ อาหารแช่แข็ง   จากแนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิดอยู่เคียงข้างเส้นทาง ‘กินดี มีสุข (Eat Well, Live Well.)’ ของทุกคน จากการนำเทรนด์อาหารมาพัฒนาร่วมกับข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ เสริมสร้าง ‘กินดี (Eat Well)’ ผ่านนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย ‘AminoScience’ ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพเสริมพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้แข็งแกร่ง พร้อมยกระดับโซลูชันด้านโภชนาการที่มอบทั้งรสชาติทีดีและสุขภาพที่ดี นำ ‘AminoScience’ มาใช้เพื่อปรับปรุงรสชาติให้อร่อย พร้อมสนับสนุนการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ Thailand Victory Project สนับสนุนนักกีฬาไทยอย่างต่อเนื่องไปจนถึงการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 และการขยายโปรแกรม Winning Meals จากนักกีฬาไปสู่ผู้บริโภคทั่วไป ส่งเสริมแคมเปญ Better Meal โดยร่วมกับพันธมิตรร้านอาหาร เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีโภชนาการมากขึ้น เพิ่มประสบการณ์ ‘มีสุข (Live Well)’ เติม ‘ความเพลิดเพลินสู่ชีวิตประจำวันของผู้บริโภค’ ให้มากขึ้น โดยการขยายพอร์ตโฟลิโอ เพื่อตอบไลฟ์สไตล์และความชอบของผู้บริโภค คลิกโดนใจคนรุ่นใหม่ผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ ขยายธุรกิจอาหารแช่แข็งสำหรับครัวเรือนด้วยแบรนด์ อายิโนะโมะโต๊ะ ‘อุไม’ เสิร์ฟอาหารแช่แข็งพร้อมทานสไตล์ญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ความสะดวกสบายของคนยุคใหม่ พร้อมยกระดับร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ดทั่วประเทศ ด้วยการเปิดตัวพันธกิจครั้งใหม่เคียงข้างผู้ประกอบการผ่าน อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน เชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านสุขภาวะ ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม ด้วยการเปิดตัวนิทรรศการ Ajinomoto Amino Museum ที่ผสมผสานโภชนาการ ศิลปะ และประสบการณ์เสมือนจริงสำหรับผู้บริโภค พัฒนาสู่การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งสุขภาพกายและใจ (Trusted Well-Being Partner) เดินหน้ายกระดับบริษัทให้เป็นมากกว่าผู้ผลิตอาหาร สู่การเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจด้าน Well-being ในทุก ๆ วัน โดยการสนับสนุนสุขภาพ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค พร้อมทั้งร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น ผ่านระบบนิเวศอาหารที่ดีต่อสุขภาพและโครงการด้านสิ่งแวดล้อม     เข้าหาร้านอาหาร-สตรีทฟู้ด ทั่วไทย   อุตากาวะ กล่าวอีกว่า อายิโนะโมะโต๊ะ ได้เปิดตัว ‘อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน’ พันธกิจใหม่ล่าสุดเพื่อเสริมศักยภาพให้กับร้านอาหารไทยและพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ โดยมีจุดเด่นคือ ช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอน ช่วยประหยัดเวลาในการทำอาหาร ทั้งนี้ จากข้อมูลพบว่า ปัจจุบัน คนไทยสัดส่วนเกือบ 50% ซื้ออาหารพร้อมทานจากร้านอาหาร รวมถึงการนั่งทานที่ร้าน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี ซึ่งตอกย้ำพฤติกรรมความสำคัญของธุรกิจอาหารต่อชีวิตประจำวันและวัฒนธรรมอาหารของไทย ซึ่งคาดว่ามีจำนวนร้านอาหารมากกว่า 700,000 ถึง 1 ล้านแห่งทั่วประเทศ   โดยอายิโนะโมะโต๊ะ ตั้งเป้าผลักดันให้ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน’ เป็นพันธมิตรด้านโซลูชันอาหารอันดับแรกในใจ สำหรับเจ้าของร้านอาหารไทย พร้อมสนับสนุนร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวผ่านโซลูชันทางธุรกิจที่นำไปใช้ได้จริง โดยบริษัทฯ จะยังร่วมแบ่งปันความรู้ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนดิจิทัล เพื่อช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานพร้อมส่งมอบมื้ออาหารที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค   สำหรับการดำเนินงานในปี 2568 อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย มีผลประกอบการ 3.4 หมื่นล้านบาท จาก 3 ผลิตภัณฑ์หลัก คือ รสดี ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่เครื่องปรุงรส (ประมาณ 90%) ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่ผงชูรส (ประมาณ 80%) กาแฟกระป๋องเบอร์ดี้ ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ในหมวดหมู่กาแฟกระป๋อง (ประมาณ 50%)  

July 22, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม เปิด ริเวอร์ พาร์ค ปั้น เดสทิเนชัน สุขภาพ ริมเจ้าพระยา หนุน คนไทย สุขภาพดี ตลอดปี

PRnounce

“ไอคอนสยาม” เปิดพื้นที่ “ริเวอร์ พาร์ค” ให้กลายเป็นเดสทิเนชั่นของคนรักสุขภาพ เนรมิตพื้นที่แห่งความสุขริมเจ้าพระยา หนุนคนไทยสุขภาพดีตลอดปี   ไอคอนสยาม เปิด ริเวอร์ พาร์ค ปั้น เดสทิเนชัน สุขภาพ ริมเจ้าพระยา หนุน คนไทย สุขภาพดี ตลอดปีไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทาง ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดทั้งปี โดยเปิดพื้นที่ ริเวอร์ พาร์ค และ ไอคอนสยาม พาร์ค ให้กลายเป็นเดสทิเนชั่นแห่งความสุขสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยแนวคิดการสร้างสุขภาพที่ดีเข้ากับความบันเทิงและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เพื่อขับเคลื่อนให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง สร้างคอมมูนิตี้คนรักสุขภาพท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย ในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสนุกสนานอย่างไร้ขีดจำกัด   โดยที่ผ่านมา ไอคอนสยาม ได้สร้างปรากฏการณ์ความสนุกและเติมพลังบวกผ่านกิจกรรมการออกกำลังกายและดูแลสุขภาพหลากหลายรูปแบบที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ICONSIAM Dance Together: Aerobic Dance x Random Dance” ที่จับมือกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ Fitness First Club ICON และ The Diva Thailand เนรมิตพื้นที่ริมน้ำให้เป็นอาณาจักรแห่งการเต้นสุดมันส์กับแสงสีเสียงสุดอลังการ ชวนผู้รักสุขภาพและขาแดนซ์มาเบิร์นแคลอรีไปกับจังหวะเพลงแบบ Non-stop พร้อมโชว์จากศิลปิน สายแดนซ์อย่าง FAVIQ และ Y2Z เอาใจสายสปอร์ตกับกิจกรรม Road to HYROX by Fitness First Club ICON เปิดพื้นที่ให้สายสตรองได้มาเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมความแข็งแกร่งของร่างกายเพื่อมุ่งสู่การแข่งขันระดับโลก อีกหนึ่งกิจกรรมเนื่องในวัน International Yoga Day จับมือกับ ALO แบรนด์แฟชั่นระดับโลก รวมตัวคนรักสุขภาพมาร่วมเฉลิมฉลองผ่านกิจกรรมโยคะบนพื้นที่ ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 เพื่อดูแลสุขภาพกายพร้อมหัวใจไปกับประสบการณ์โยคะสุดเอ็กซ์คลูซีฟวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ตลอดจนเปิดพื้นที่สำหรับชาว แฟนด้อมกับกิจกรรม Busking การแสดงโดยศิลปินรุ่นใหม่ อาทิ ATLAS และ iZ ที่มาโชว์ผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟแบบใกล้ชิดให้แฟนๆ ได้ขยับตัวโยกตามกัน ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยามใน การเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและมอบสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องกับกิจกรรม ICONSIAM Dance Together รวมพลนักเต้นแอโรบิกและชาว Random Dance มาปลดปล่อยพลังแห่งความสนุกบนพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00-21.00 น. ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม เต็มอิ่มกับกิจกรรมสำหรับคนรักสุขภาพและเสียงเพลง เริ่มต้นที่ Warm-up and Stretching โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Soulfit Pilates (โซลฟิต พิลาทิส) จากสาขา Exclusive Sathorn นำทีมออกสเต็ป Aerobic Dance โดย Fitness First Club ICON ต่อด้วยเต้นไปกับเพลงสุดไวรัลนำโดย พี่นง แอโรบิคสวนลุม พร้อมด้วยพันธมิตรที่มาส่งต่อสุขภาพดีให้แก่ผู้ร่วมงาน อาทิ B’lue, PURE, Prebo Pop, Samitivej thonburi hospital, De Lalita, alpro และ Tao Kae Noi ต่อเนื่องความสนุกด้วยการเปลี่ยน ริเวอร์ พาร์ค ให้กลายเป็นฟลอร์ของขาแดนซ์กับกิจกรรม Random Dance จากทีม Random Z Dance เข้าร่วมงานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1338 หรือ www.iconsiam.com และ Facebook : ICONSIAM  

July 21, 2026 / 0 Comments
read more

NEXTOPIA สยามพารากอน ชวนสัมผัส พลังคราฟต์ ผ่านดีไซน์ ชุมชน และความคิดสร้างสรรค์

PRnounce

NEXTOPIA ECO & Craft Festival: Craft Your Future NEXTOPIA สยามพารากอน ชวนค้นพบพลังของงานคราฟต์ การออกแบบ และชุมชน ร่วมออกแบบอนาคตที่ยั่งยืนผ่านความคิดสร้างสรรค์และการลงมือทำ   เมื่อ “งานคราฟต์” ไม่ได้เป็นเพียงงานฝีมือ แต่คือเครื่องมือในการสร้างคุณค่าทางสังคม ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น และต่อยอดแนวคิดด้านความยั่งยืนสู่ชีวิตประจำวัน NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน จึงเดินหน้าต่อยอดบทบาทของการเป็น Prototype for the World of Tomorrow พื้นที่ต้นแบบ ที่ผสานความยั่งยืน นวัตกรรม และการใช้ชีวิตแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Co-creating Communities for a Better World ผ่านการสร้างพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คน ชุมชน ผู้ประกอบการ และนักสร้างสรรค์ได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมสร้างอนาคตที่ดีไปด้วยกัน   เพื่อสานต่อแนวคิดดังกล่าว NEXTOPIA จึงจัดงาน “NEXTOPIA ECO & Craft Festival: Craft Your Future” ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2569 เทศกาลที่รวบรวมผู้ประกอบการด้านความยั่งยืน งานคราฟต์ร่วมสมัย ศิลปิน นักออกแบบ ชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม และพันธมิตรผู้ร่วมขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลง มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านงานออกแบบ เวทีเสวนา เวิร์กช็อป และกิจกรรมสร้างสรรค์ ที่สะท้อนว่าการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำของทุกคน   ตลอด 7 วันของเทศกาล ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่เชื่อมโยงงานคราฟต์ งานออกแบบ และแนวคิดด้านความยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เลือกซื้อ เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และลงมือสร้างสรรค์ร่วมกัน ECO & Craft Market (25–31 กรกฎาคม 2569) เริ่มต้นด้วย ECO & Craft Market พื้นที่ที่รวบรวมผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวคิด ด้านสิ่งแวดล้อมและการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคม ตั้งแต่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ งานคราฟต์ งานออกแบบ ผลิตภัณฑ์อัปไซเคิล ไปจนถึงสินค้าและอาหารจากชุมชนทั่วประเทศ พบกับแบรนด์และผู้ประกอบการ อาทิ Uncleree Think, Mirren, HOMM MALEE Crafts House, MIND SPACE, myplantinesshouse และประกอบทะเล รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และ Social Enterprise อีกมากมาย ที่จะมาร่วมแบ่งปันเรื่องราว พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกสนับสนุน ธุรกิจที่สร้างคุณค่ามากกว่ามูลค่าของสินค้า NEXTOPIA Connect (25 กรกฎาคม 2569) NEXTOPIA เปิดพื้นที่ให้ทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ผู้เข้าร่วมจะได้ค้นพบผู้คน ไอเดีย และประสบการณ์ที่สะท้อนพลังของการร่วมสร้าง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การสนับสนุนผู้ประกอบ การรายย่อย การเรียนรู้จากผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง การร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ไปจนถึงการสร้างเครือข่าย ใหม่ของผู้คนใน Ecosystem ด้านความยั่งยืน โดยกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ Panel Talk (25 กรกฎาคม 2569)เวทีที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักสื่อสาร และผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการสร้างธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า ภายใต้หัวข้อ Beyond Green Building: Eco Brands People Actually Choose ร่วมพูดคุยกับวิทยากรจากหลากหลายวงการ อาทิ Environman สื่อที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมผ่านการสื่อสารร่วมสมัย PLOOK แบรนด์ที่นำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับการออกแบบเพื่อความยั่งยืน Uncleree Think ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และนักคิดด้าน Circular Economy Mirren.crab ศิลปินและนักออกแบบผู้ผลักดันงานสร้างสรรค์เพื่อสังคม QUALY แบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านการออกแบบ เพื่อสิ่งแวดล้อม GROM แบรนด์ที่แบ่งปันมุมมองการต่อยอดวัสดุเหลือใช้สู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ ที่สร้างคุณค่าใหม่ ARTISAN VALLEY แบรนด์น้ำหอมที่ปรุงด้วยด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นของไทย ผสมผสานโมเลกุล และเทคนิคสมัยใหม่ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างความน่าเชื่อถือ และแนวทางการเติบโตของธุรกิจที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง Community Circle (25 กรกฎาคม 2569) ต่อยอดจากแรงบันดาลใจสู่การแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดผ่าน Community Circle วงสนทนาที่เปิด โอกาส ให้ผู้ประกอบการ ชุมชน นักศึกษา ภาคธุรกิจ และผู้สนใจด้านความยั่งยืน ได้ร่วมแบ่งปัน ประสบการณ์ ความท้าทาย และแนวคิดในการสร้างผลกระทบเชิงบวก เพราะ NEXTOPIA เชื่อว่า บทสนทนาเล็ก ๆ ระหว่างผู้คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ ครั้งสำคัญ ในอนาคต Community Networking (25 กรกฎาคม 2569) พื้นที่แห่งการพบปะระหว่างผู้ประกอบการ นักลงทุน ศิลปิน นักออกแบบ และพันธมิตรของ NEXTOPIA เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการจับคู่ความร่วมมือ แลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ และสร้างเครือข่าย ใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านความยั่งยืนให้เติบโตไปด้วยกัน Interactive Art Installation (25-31 กรกฎาคม 2569) เปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นการลงมือทำผ่าน Co-create Workshop กิจกรรมที่ชวนทุกคน เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ตั้งแต่การสร้างสรรค์งานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ไปจนถึงการเรียนรู้ภูมิปัญญา จากชุมชน ไฮไลต์คือ Weaving Waste into Art กิจกรรม Interactive Art Installation ร่วมกับ V Craft Thailand และ Moreloop ที่ชวนผู้ร่วมงานนำเศษผ้ามาร่วมถักทอเป็นผลงานศิลปะขนาดใหญ่ พร้อมเวิร์กช็อปการ ถักทอที่ดำเนินกิจกรรมโดยผู้พิการทางสายตา ถ่ายทอดทักษะงานฝีมือที่สร้างทั้งคุณค่า ทางศิลปะ รายได้ และโอกาสในการประกอบอาชีพ สะท้อนว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างคุณค่า ให้กับสังคมได้   ECOTOPIA ร่วมเติมเต็มเทศกาลแห่งงานคราฟต์และความยั่งยืน ตลอดเดือนกรกฎาคม ECOTOPIA ร่วมเติมเต็มบรรยากาศของ NEXTOPIA ECO & Craft Festival ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงงานออกแบบ งานคราฟต์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิด ด้านความยั่งยืน ไฮไลต์สำคัญคือความร่วมมือระหว่าง DERMOND แบรนด์ไฟน์จิวเวลรีสัญชาติไทย และ SARNSARD สตูดิโอออกแบบงานหัตถกรรมจากภาคใต้ ภายใต้แนวคิด Crafted in Thai, Globally Inspired ที่นำภูมิปัญญา การสานเตยปาหนันของช่างฝีมือมุสลิมในชุมชนภาคใต้มาต่อยอดสู่ Art Installation และ Woven To-Go Jewelry Pouch ถ่ายทอดคุณค่าของงานฝีมือไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย   ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 พบกับเวทีเสวนาพิเศษจากตัวแทน DERMOND, SARNSARD และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณี และเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ดำเนินรายการโดย เมนัส ศรยุทธเสนี (Mrs. Globe 2022) ที่จะร่วมแบ่งปัน มุมมองเกี่ยวกับการต่อยอดภูมิปัญญา ท้องถิ่นสู่การออกแบบ ร่วมสมัยและตลาดลักชัวรีระดับสากล นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Custom Upcycled Accessories ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสร้างสรรค์เครื่องประดับจากวัสดุเหลือใช้ พร้อมเรียนรู้แนวคิดการใช้ทรัพยากร อย่างสร้างสรรค์และคุ้มค่า ร่วม Craft Your Future ไปกับ NEXTOPIA เชื่อว่า อนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากนวัตกรรม เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้คนที่กล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และกล้าลงมือทำร่วมกันทุกการ สนับสนุน ผู้ประกอบการรายย่อย ทุกการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณค่า ทุกบทสนทนา และทุกการลงมือ สร้างสรรค์ ล้วนเป็น จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่สามารถส่งต่อผลกระทบ เชิงบวกสู่สังคมได้   NEXTOPIA จึงขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมค้นพบแรงบันดาลใจ สนับสนุนผู้ประกอบการ ชุมชน และนักสร้างสรรค์ พร้อมร่วมออกแบบอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน ในงาน NEXTOPIA ECO & Craft Festival: Craft Your Future ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2569 ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน

July 21, 2026 / 0 Comments
read more

บำรุงราษฎร์ จับเทรนด์ฟิตคนรุ่นใหม่ มาราธอน-HYROX เช็กสมรรถภาพลดเสี่ยงวูบ

Peace&Play

กระแสไฮร็อกและมาราธอนมาแรง แต่การออกกำลังกายหนักโดยไม่เช็กหัวใจอาจเสี่ยงวูบดับได้ อีกหนึ่งโอกาสบริการทางการแพทย์ที่ ‘บำรุงราษฎร์’ มองเห็น พร้อมเปิดตัวเวชศาสตร์การกีฬาแบบองค์รวม มาเจาะเทรนด์สุขภาพแอคทีฟไลฟ์สไตล์      “จะกลับไปเข้ายิมเลยต่อได้ไหม?” คำถามที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้ยินบ่อยครั้งจากคนไข้ หลังเข้ารับการดูแลรักษาและฟื้นฟูจากการใช้ร่างกายทำกิจกรรมไลฟ์สไตล์หนักๆที่เป็นกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไฮร็อค วิ่งมาราธอน ที่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นำมาตีไจทย์พร้อมต่อยอดสู่การให้บริการทางการแพทย์ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด ‘Ready for Every Move Naturally’   ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้บริการทางการแพทย์ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด ‘Ready for Every Move Naturally’ โดยผสานทีมแพทย์สหสาขาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัย  เพื่อรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกิจกรรมแอคทีฟ ไลฟ์สไตล รวมถึงการออกกำลังกายจริงจัง อย่าง มาราธอน เทนนิส กอล์ฟ หรือ HYROX เป็นจำนวนมากขึ้น   ทั้งนี้สอดคล้องสถิติ (ข้อมูล John Hopkins Medicine) พบว่าในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บจากการเล่นกีฬามากกว่า 3.5 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ส่วนในเอเชียแฟซิฟิกมีอุบัติการณ์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น 18% ต่อปี (ข้อมูล Asia-pacific Journal of Sports Medicine, 2023)   จากเทรนด์ดังกล่าว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มองเห็นความสำคัญและโอกาสด้าน Sport Medicine เวชศาสตร์การกีฬา ให้บริการทางการแพทย์แบบองค์รวมจากความเชี่ยวชาญทีมแพทย์สาขาต่างๆในการดูแลรักษาและฟื้นฟูคนไข้ ที่เข้ามาใช้บริการและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง   ขณะเดียวกันยังได้นำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ VitalLife (ไวทัลไลฟ์) ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมให้บริการทางการแพทย์ภายใต้ ‘Ready for Every Move Naturally’ เพื่อรองรับกระแสแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์  ที่ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะอย่างยั่งยืน (Longevity) ของผู้คนในยุคปัจจุบันด้วย   เช็ค ‘หัวใจ’ ก่อนทำกิจกรรมหนัก   ด้าน นพ.วิชาญ กาญจนถวัลย์ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่าปัจจุบัน มีผู้เข้ามารับบริการทางแพทย์ที่ศูนย์ฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกิจกรรมแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ ที่เป็นกระแสในปัจจุบันที่ได้รับความสนใจอย่างมาก อาทิ การวิ่งมาราธอน หรือ HYROK ซึ่งอย่างหลังต้องทดสอบสมรรถภาพควาสมพร้อมร่างกายถึง 8 สถานี (Station)   โดยผู้ทำกิจกรรมเหล่านี้ ต้องตรวจสอบความพร้อมร่างกายทุกด้านทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ การทดสอบอัตราการเต้นหัวใจว่ามีความปกติหรือไม่ ด้วยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีผลต่อร่างกาย หรือ การวัดระดับไขมันในเลือด เป็นต้น   สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ควรเข้ารับการตรวจร่างกาย แบ่งออกเป็นทั้งในกลุ่มสมัครที่เล่นกีฬาเป็นประจำต่อเนื่อง อาทิ การออกกำลังกายในฟิตเนส และการเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ และสอง กลุ่มนักกีฬามืออาชีพ ที่ต้องใช้ร่างกายหนักเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่อย่างหลังควรเข้ารับการตรวจดูแลรักษาด้านกระดูกและข้อ อย่างสม่ำเสมอ “การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่มาจากการใช้งานซ้ำ ๆ ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดรูปแบบ”   นอกจากนี้ ข้อมูลจาก The Lancet (2025) ยังระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากการบาดเจ็บสูงที่สุดในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนแฝงด้านสุขภาพที่เกิดจากความไม่พร้อมของร่างกาย โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาหรือผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) หรือการผ่าตัดข้อไหล่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการดูแลเชิงป้องกันหลายเท่า   เช็คความฟิตร่างกายก่อนลงสนาม   นพ.ปรัชญา จรัสจิตวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า บริการทางการแพทย์ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด ‘Ready for Every Move Naturally’ ยังได้ใช้ ‘Functional Movement Screen’ (FMS) เพื่อประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวและค้นหาจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ก่อนเกิดการบาดเจ็บ และใช้เป็นเกณฑ์ติดตามการฟื้นตัวตลอดกระบวนการ ‘Return to Play’ ที่ร่วมกับทีมกายภาพบำบัดในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้เข้ารับการดูแลรักษาและฟื้นฟูกลับไปใช้ร่างกายเพื่อร่วมกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง   “เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้อาการปวดหาย แต่ให้ผู้ป่วยกลับไปเล่นกีฬาได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงบาดเจ็บซ้ำ และอาจมีสมรรถภาพดีกว่าเดิม”   ลดเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ   ด้าน นพ.วิสิทธิ์ ชั้นประเสริฐภิญโญ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวว่า หัวใจคือเครื่องยนต์ของร่างกาย การออกกำลังกายอย่างหนักโดยไม่รู้ว่าหัวใจพร้อมหรือไม่ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันระหว่างออกกำลังกาย หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก จะสามารถวางแผนการรักษาและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ   สำหรับ การประเมินความพร้อมของหัวใจ (Cardiac Readiness) เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ ผู้ที่กลับมาออกกำลังกายหลังหยุดไปนาน ผู้ที่ต้องการเล่นกีฬาจริงจัง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ   นอกจากนี้ การตรวจค่า VO2 Max ยังช่วยให้แพทย์ออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ทั้งประเภทกีฬา ระดับความหนัก ความถี่ และระยะเวลา เพื่อให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย   ปรับสมดุลกายใจแบบ Longevity   ด้าน พญ.สุวรรณา สุวรรณพงษ์ Program Director ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า การพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายไม่ได้ขึ้นอยู่กับ นอกจากการฝึกซ้อมแล้ว ยังต้องอาศัยความสมดุลจากภายใน ทั้งสุขภาพของเซลล์ ระดับสารอาหาร ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการ ซึ่งล้วนส่งผลต่อพลังงาน ความทนทาน การฟื้นตัว และคุณภาพการนอนหลับ   “จุดเด่นของ Bumrungrad Sports Medicine คือการทำงานร่วมกับ VitalLife Scientific Wellness Center ผสานองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์การกีฬา เวชศาสตร์ป้องกัน โภชนาการ และสุขภาพเชิงลึกเข้าด้วยกัน”   โดยให้บริการตั้งแต่การตรวจระดับ Micronutrients วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมน ไปจนถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) เพื่อออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ ช่วยให้ทุกคนออกกำลังกาย ฟื้นตัว และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะยาว

July 21, 2026 / 0 Comments
read more

Bluport Huahin ปรับใหญ่รอบทศวรรษ รับ’หัวหิน’ปลายทางเมืองเที่ยวเวลเนสระดับโลก

Zcreat

บลูพอร์ตหัวหิน รีโพซิชันรอบทศวรรษ เปิดแม่เหล็กใหม่เพียบ พิพิธภัณฑ์รถคลาสสิก-สปอร์ตเดสติเนชัน – Adidas Originals Concept Store แห่งแรกในไทย รับ ‘หัวหิน’เมืองท่องเที่ยวเชิงกีฬาและเวลเนส   รีโพซิชัน รับหัวหินยุคใหม่ Bluport Hua Hin ปรับภาพลักษณ์ใหม่ รองรับการเติบโตของหัวหินในฐานะเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ เวลเนส และสปอร์ตเดสติเนชัน เติมแม่เหล็กใหม่ ดึงนักท่องเที่ยว เปิดพิพิธภัณฑ์รถคลาสสิกกว่า 40 คัน อาร์ตแกลเลอรี โซนกีฬา พร้อมเตรียมเปิด Adidas Originals Official Concept Store ที่จะมาเปิดที่ไทย เป็นครั้งแรก ทราฟฟิกโตต่อเนื่อง ผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 15-20% ตั้งเป้าพื้นที่เช่าปี 2570 แตะ 97% สูงสุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ     ‘บลูพอร์ต หัวหิน’ (Bluport Huahin)’ คอมมูนิตี้มอลล์ ไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ จะครบรอบ 11 ปีเต็มในเดือนตุลาคม ปี2569นี้ ที่ยังมาพร้อมกับ ‘การเปลี่ยนแปลง’ หลายอย่างในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของ ‘วจี กลมเกลี้ยง’ เพื่อสร้างให้คอมมูนิตี้แห่งนี้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คของหัวหิน พร้อมรองรับความคึกคักให้กับเมืองที่จะเพิ่มขึ้นอีกนับจากนี้ไป   วจี กลมเกลี้ยง กรรมการบริหารบริษัท หัวหิน แอสเสท จำกัด และผู้จัดการใหญ่ ‘บลูพอร์ต หัวหิน’  บอกว่า บลูพอร์ตฯ ทยอยปรับโฉมและตำแหน่งทางการตลาด Re-positioning ครั้งใหญ่ ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับยุทธศาสตร์การเติบโตของเมืองหัวหินสู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพสำคัญ ด้านกิจกรรมกีฬา (Sport Tourism) และเวลเนสระดับลักซูรีของประเทศไทย   โดยเฉพาะหลังจากโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนาดใหญ่อย่างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) จะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ รวมถึงการคมนาคมทางอากาศสนามบินนานาชาติหัวหิน ที่คาดว่าจะขยายเส้นทางการบินเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต จากในช่วงที่ผ่านมามีกระแสรัฐบาลเตรียมฟื้นเส้นทางบินตรง ‘หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์’ พร้อมยกระดับหัวหินสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก เพื่อมีกระตุ้นการเติบโตเศรษฐกิจระดับภูมิภาค   ทั้งนี้ บลูพอร์ต หัวหิน ได้ทยอยลงทุนปรับปรุงพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในคอมมูนิตี้มอลล์มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวแม่เหล็กและแนวคิดใหม่ของมอลล์ เพื่อดึงดูดผู้เข้ามาใช้บริการ ดังนี้     พิพิธภัณฑ์รถคลาสสิก  & อาร์ต แกลเลอรี  พิพิธภัณฑ์รถคลาสสิก (Museo Auto Classica) บนขนาดพื้นที่กว่า 2,000 ตร.ม. จัดแสดงรถโบราณและรถวินเทจสะสมหายากระดับประเมินมูลค่าไม่ได้มากกว่า 40 คัน ราคาบัตร Museo ผู้ใหญ่ 400 บาท  และ เด็ก 300 บาท โซนอาร์ตแกลเลอรี รวบรวมงานศิลปะหมุนเวียนจากศิลปินแห่งชาติและศิลปินต่างชาติที่มีชื่อเสียง จำนวนกว่า 60 ชิ้น นำมาจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนตามแต่ละช่วงเวลา   ปลายทางสายสปอร์ต (Sport Destination) บลูพอร์ตหัวหิน ได้พัฒนาพื้นที่ชั้น 3 ให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านกีฬา รองรับกิจกรรมเทรนดี้อย่าง พิกเคิลบอล (Pickle Ball), พัดเดิลเทนนิส, แอโรบิก และ Arena Hua Hin   วางตำแหน่งให้เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกัน บลูพอร์ต หัวหิน ยังลบภาพจำเดิมของผู้คนท้องถิ่นที่มองว่าเป็นมอลล์หรูหราทำให้หลายคนเกร็งเมื่อจะเข้ามาใช้บริการที่มอลล์ โดยได้ปรับคาแรกเตอร์ให้มีความเป็นมิตรมากขึ้นเพื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น ส่งผลให้ในตอนนี้มียอดผู้ใช้บริการ (Traffic) เพิ่มขึ้น 15-20% ในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบันในช่วง วันธรรมดาเฉลี่ย 18,000 คน/วัน วันหยุดสูงถึง 25,000 คน/วัน   นอกจากนี้ บลูพอร์ตหัวหิน ยังนำแบรนด์ไฮไลต์ใหม่ๆ เข้ามาใช้เป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่เพื่อดึงผู้เข้ามาใช้บริการและเพื่อให้เข้ากับบริบทของเมืองหัวหินโดยเตรียมเปิด ‘Adidas Original Official Concept Store’ แห่งแรกในไทย บนพื้นที่ขนาด 504 ตร.ม.   วจี บอกแผนในช่วงก่อนหน้าที่ผ่านมาว่า บลูพอร์ตได้ลงทุนสร้างศูนย์ประชุม ‘หัวหิน คอนเวนชัน เซ็นเตอร์’  Huahin Convention Center  พร้อมเปิดให้บริการและได้การตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนพื้นที่โถง (Hall) รองรับงานคอนเสิร์ตและกิจกรรมได้ถึง 2,000 คน ส่วนห้องจัดเลี้ยง (Banquet) รองรับได้ 1,000 คน พร้อมลานจอดรถรองรับได้กว่า 1.2 แสนคัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนสนับสนุนหัวหินสู่การเป็นเมืองแห่งการจัดประชุมสัมมนาเพื่อการท่องเที่ยว (MICE) แห่งภาคตะวันตก   “ในอนาคตบริษัทหัวหินแอสเสท ยังมีแผนร่วมกับกลุ่มพราวเตรียมขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์บนที่ดิน 25 ไร่ติดกับบลูพอร์ต หัวหินด้วย”     ปัจจุบันโครงการฯ มีพื้นที่ให้บริการ 5 ชั้น พร้อมวางผังการจัดสรรพื้นที่แต่ละชั้น (Floor Directory) ดังนี้ ชั้น B ศูนย์รวมไอที และบริการธุรกรรมทางการเงิน/ธนาคาร ชั้น G โซนอาหาร (Food) และสินค้าแฟชั่น ชั้น 1 ศูนย์รวมสินค้าแฟชั่น และห้องจัดประชุมสัมมนา/คอนเวนชัน (Convention) ชั้น 2 โซนแอกแทร็กชัน (Attraction) รวมฮาเบอร์แลนด์ (Harbor Land) พิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี ชั้น 3 โซนสปอร์ต และความบันเทิง (Sport & Entertainment)   โดยบลูพอร์ต หัวหินมีขนาดพื้นที่รวมกว่า 150,000 ตร.ม. (รวมส่วนกลาง) แบ่งเป็น พื้นที่ขายรวม 60,000 ตร.ม., พื้นที่ร้านค้าเช่า (Leasing) 46,000 ตร.ม. และ พื้นที่ห้างสรรพสินค้า (Department) 14,000 ตร.ม.  ซึ่งปัจจุบันวางอัตราค่าเช่าอยู่ที่ 800-1,200 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน   “จุดเด่นบลูพอร์ตหัวหินในตอนนี้ คือขยายกลุ่มเป้าหมายครอบครัวเพิ่มและปรับให้มีความเป็นเด็กลง จากการใส่แองเคอร์ใหม่ๆ ที่ดึงดูดเข้าไปเพิ่ม” ‘หัวหิน’เมืองเซอร์ไพรส์   วจี บอกว่า หลังเข้ามาบริหารบลูพอร์ต หัวหิน พร้อมกทำโครงการฯ เพื่อให้มีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสให้มอลล์แห่งนี้ ได้ทำความรู้จักกับคนท้องถิ่นมากขึ้นด้วย และพบว่าเป็นเมืองที่สร้างความประหลาดใจมี ‘เซอร์ไพรส์’ ให้เกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมงานต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับบริบทของเมืองรอบด้าน โดยเฉพาะความต้องการเชิงลึกคนท้องถิ่นที่แท้จริง ซึ่งอาจมีความแตกต่างไปจากที่อื่น   “มีเคสน่าสนใจอย่างร้านเครื่องประดับเพชรที่เปิดให้บริการในบลูพอร์ตหัวหิน ซึ่งพบว่าร้านสาขาที่บลูพอร์ตมียอดขายเติบโตสูงมากเมื่อเทียบกับร้านสาขาที่อื่น สะท้อนถึงกำลังซื้อที่สูงแแม้ว่าจะเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบแต่ก็มีคาแรกเตอร์เฉพาะ”   วจี เสริมแนวทางการทำตลาดบลูพอร์ตหัวหิน  มีการวางแผนจัดกิจกรรม (Event) ในแต่ละเทศกาลสำคัญต่อเนื่องตลอดทั้งปีไม่ต่ำกว่า 5 กิจกรรมใหญ่ ล่าสุดงานฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ PRIDE 2026 : The Gentle Rainbow จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมซิกเนเจอร์ที่สร้างสีสันให้กับหัวหินไปด้วยเช่นกัน   เธอ ทิ้งท้ายว่า จากแผนดังกล่าว บลูพอร์ต หัวหิน ได้วางเป้าหมายเชิงพาณิชย์ด้านสัดส่วนพื้นที่ขายอยู่ที่ 97% ในปี 2570 จากในปี 2569 อยู่ที่ 83%  และในปี 2568 มีสัดส่วน 75% และ 63% ในปี 2567 ตามลำดับ   “เป็นสถิติสูงสุดนับแต่บลูพอร์ตฯ เปิดให้บริการ”   โดยสัดส่วนลูกค้า (Visitors) บลูพอร์ตหัวหิน แบ่งเป็น ชาวต่างชาติ 70% (รัสเซีย/เกาหลี/สหรัฐฯ/สหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น) และ คนท้องถิ่น(รวมประชากรแฝงที่เข้ามาพำนักอาศัยและทำงาน) 30%

July 20, 2026 / 0 Comments
read more

อมารี โอโซ่ ชามา ชวนเที่ยวมาเลเซีย ผ่านเทศกาล George Town Festival และ Hari Merdeka

PRnounce

เมื่อเทศกาลกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ค้นพบมาเลเซียในจังหวะของตัวเอง พร้อมช่วงเวลาที่เติมเต็มตลอดทั้งทริป   อมารี โอโซ่ และชามา ชวนออกเดินทางไปค้นพบมาเลเซียผ่าน George Town Festival 2026 และ Hari Merdeka ตั้งแต่เสน่ห์เมืองเก่าปีนัง พลังของกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงจังหวะชีวิตสบายๆ ในยะโฮร์ บาห์รู พร้อมประสบการณ์การพักที่เติมเต็มเรื่องราวของแต่ละทริป   เมื่อพูดถึงมาเลเซีย หลายคนอาจนึกถึงตึกแฝดเปโตรนาส แหล่งช้อปปิ้งในกัวลาลัมเปอร์ หรือทริปสั้นๆ ที่เดินทางจากประเทศไทยได้อย่างสะดวก แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น มาเลเซียยังมีอีกหลายมุมให้ค้นพบ ทั้งเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราว ศิลปะและวัฒนธรรมที่หลอมรวมอยู่ในวิถีชีวิต อาหารหลากหลายรสชาติ และบรรยากาศเฉพาะตัวของแต่ละจุดหมาย ตั้งแต่เสน่ห์ของจอร์จทาวน์ในปีนัง ความคึกคักของกัวลาลัมเปอร์ ไปจนถึงจังหวะชีวิตที่ ผ่อนคลายของยะโฮร์ บาห์รู   สำหรับนักเดินทางในวันนี้ จุดหมายปลายทางไม่ได้มีเพียงสถานที่ที่ต้องไปให้ถึง แต่คือช่วงเวลาที่ได้สัมผัสและจดจำ ไม่ว่าจะเป็นการเดินชมงานศิลปะในเมืองเก่า ลองรสชาติอาหารท้องถิ่น ฟังเสียงดนตรีท่ามกลางบรรยากาศของเทศกาล หรือใช้เวลาพักผ่อนในแบบที่เป็นตัวเอง นี่คือเสน่ห์ของ Festival Tourism หรือการเดินทางที่มีเทศกาลเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ที่ชวนให้เราได้เห็นอีกด้านของเมือง ผ่านผู้คน วัฒนธรรม และการเฉลิมฉลองในช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งทำให้การเดินทางครั้งหนึ่ง กลายเป็นเรื่องราวที่มากกว่าการไปเยือนสถานที่ใหม่   ในเดือนสิงหาคม 2569 ที่ประเทศมาเลเซียจะมีสองช่วงเวลาสำคัญที่น่าสนใจสำหรับการวางแผน เดินทาง ได้แก่ George Town Festival 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–9 สิงหาคม 2569 ณ เมืองจอร์จทาวน์ รัฐปีนัง และการเฉลิมฉลอง Hari Merdeka หรือวันชาติมาเลเซีย ครบรอบ 69 ปี ที่จะนำบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจ สีสันทางวัฒนธรรม และกิจกรรมการเฉลิมฉลอง มาสู่หลายเมืองทั่วประเทศ   แต่เสน่ห์ของการเดินทางไม่ได้จบลงเมื่อเทศกาลสิ้นสุดลง เพราะความประทับใจยังเกิดขึ้นได้ ตลอดทั้งทริป ตั้งแต่การออกไปเดินสำรวจเมือง ค้นพบมุมใหม่ๆ ลองสัมผัสรสชาติอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงช่วงเวลาสงบหลังจบวันแห่งการผจญภัย การเลือกที่พักจึงเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ ที่ช่วยกำหนดความรู้สึกและประสบการณ์ของการเดินทาง เพราะที่พักไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับพักผ่อน แต่เป็นพื้นที่สำหรับเติมพลัง ใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญ และเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสจุดหมาย นั้นอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเอง   ด้วยความเข้าใจว่าการเดินทางของแต่ละคนมีจังหวะและความต้องการที่แตกต่างกัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จึงมีแบรนด์ที่หลากหลายเพื่อรองรับประสบการณ์การเข้าพักในรูปแบบต่างๆ ผ่าน อมารี (Amari) โอโซ่ (OZO) และชามา (Shama) เพื่อรองรับทุกความต้องการตั้งแต่ ผู้ที่อยากออกไปค้นพบเมืองอย่างเต็มที่ ผู้ที่มองหาช่วงเวลาพักผ่อนที่สะดวกสบาย ตลอดจนถึงผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในจุดหมายปลายทางนั้นยาวนานขึ้น   จุดหมายแรกสำหรับนักเดินทางที่อยากเริ่มต้นค้นพบเสน่ห์ของมาเลเซียผ่านศิลปะและวัฒนธรรม คือ ปีนัง เมืองที่ผสมผสานเรื่องราวของอดีตและความสร้างสรรค์ร่วมสมัยไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในช่วง George Town Festival 2026 ที่จอร์จทาวน์จะเต็มไปด้วยงานศิลปะ การแสดง และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองมรดกโลกในอีกมุมหนึ่ง   สำหรับนักเดินทางที่อยากใช้เวลาใกล้ชิดกับสีสันของจอร์จทาวน์ และออกไปค้นพบเมืองด้วยตัวเอง โอโซ่ จอร์จทาวน์ ปีนัง (OZO George Town Penang) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้ทุกช่วงเวลา ของทริปเป็นเรื่องง่ายขึ้น ด้วยทำเลใกล้เขตเมืองเก่ามรดกโลกของยูเนสโก ผู้เข้าพักสามารถ ออกไปเดินชมสตรีทอาร์ต ลองร้านอาหารท้องถิ่น หรือค้นพบมุมเล็กๆ ของเมืองได้อย่างสะดวก พร้อมคำแนะนำจากทีม OZO Connector ที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ของพื้นที่ ก่อนกลับมาเติมพลังที่ห้องอาหาร EAT และพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตามแนวคิด Quality Sleep เพื่อพร้อมออกไปสัมผัสเมืองอีกครั้งในวันถัดไป   ขณะที่ อมารี สไปซ์ ปีนัง (Amari SPICE Penang) สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์อมารีผ่านการบริการแบบไทยร่วมสมัย ผสานเข้ากับบรรยากาศและเสน่ห์ของจุดหมายปลายทาง พร้อมมอบประสบการณ์การเข้าพักในรูปแบบ full-service hotel สำหรับนักเดินทางที่มองหาทั้งความสะดวกสบาย การพักผ่อน และความคล่องตัวในการเดินทาง ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อโดยตรงกับ SPICE Convention Centre และ SPICE Arena ซึ่งเป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ระดับนานาชาติ หลังจากใช้เวลาทั้งวันกับงานเทศกาลหรือการสำรวจเมือง ผู้เข้าพักสามารถกลับมารีชาร์จที่ บรีซ สปา (Breeze Spa) หรือใช้เวลาร่วมกันผ่านมื้ออาหารที่ อมาญา ฟู้ด แกลเลอรี่ (Amaya Food Gallery) ในบรรยากาศสบาย ๆ สไตล์สตรีทฟู้ดมาร์เก็ต   เมื่อเข้าสู่ช่วง Hari Merdeka กัวลาลัมเปอร์จะเผยอีกหนึ่งมุมของมาเลเซียผ่านบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะใจกลางเมืองที่ผสมผสานเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจังหวะชีวิตแบบมหานครเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งแลนด์มาร์กสำคัญ รวมถึงพื้นที่จัดกิจกรรม และย่านต่างๆ ที่ร่วมสะท้อนสีสันของเมืองในช่วงเวลาพิเศษ   สำหรับนักเดินทางที่ต้องการสัมผัสพลังของเมืองหลวง อมารี กัวลาลัมเปอร์ (Amari Kuala Lumpur) ตั้งอยู่ใจกลาง KL Eco City และเชื่อมต่อกับระบบรถไฟสายหลักโดยตรง ช่วยให้การออกไปค้นพบกัวลาลัมเปอร์เป็นเรื่องสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปชมบรรยากาศการเฉลิมฉลอง จุดหมายสำคัญของเมือง หรือย่านที่เต็มไปด้วยสีสัน ก่อนกลับมาพักผ่อนในบรรยากาศอบอุ่น พร้อมสัมผัสประสบการณ์อาหาร เครื่องดื่ม และการบริการในแบบอมารี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะยากจะลืมเลือน   อีกด้านหนึ่งของมาเลเซียที่น่าค้นหาไม่แพ้กันคือ ยะโฮร์ บาห์รู เมืองที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากผสมผสานช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเข้ากับการพักผ่อนแบบสบาย ๆ ทั้งการช้อปปิ้ง กิจกรรมสำหรับครอบครัว และการเดินทางต่อไปยังจุดหมายใกล้เคียง อมารี ยะโฮร์ บาห์รู (Amari Johor Bahru) ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนน Jalan Wong Ah Fook ท่ามกลางแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และสีสันของวิถีชีวิตในเมือง เหมาะสำหรับนักเดินทางที่อยากออกไปสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่น ก่อนกลับมาพักผ่อนในห้องพักที่โปร่งสบาย และเติมพลังที่ บรีซ สปา (Breeze Spa)   สำหรับครอบครัว หรือผู้ที่ต้องการใช้เวลาในจุดหมายปลายทางนานขึ้น ชามา ซัวซานา ยะโฮร์ บาห์รู (Shama Suasana Johor Bahru) ถ่ายทอดแนวคิด The Joy of Living ผ่านประสบการณ์การพักในรูปแบบเซอร์วิส อพารต์เมนต์ ที่ให้อิสระในการใช้ชีวิตได้ตามจังหวะของตัวเอง ด้วยพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้มีความรู้สึกเสมือนบ้าน พร้อมห้องขนาดกว้าง พื้นที่นั่งเล่น และส่วนครัวครบครัน ช่วยให้ผู้เข้าพักยังคงใช้ชีวิตได้ในแบบที่คุ้นเคย ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ หรือใช้เวลาร่วมกับคนสำคัญได้อย่างเต็มที่ แม้จะอยู่ในจุดหมายปลายทางใหม่ ทั้งยังมอบความเป็นส่วนตัว ความยืดหยุ่น และความสะดวกสบายสำหรับการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว อีกทั้งยังตั้งอยู่เหนือ Zenith Mall ทำให้การออกไปท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง หรือสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นเป็นเรื่องง่าย   ขณะที่ โอโซ่ เมดินี มาเลเซีย (OZO Medini Malaysia) เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับกลุ่มเพื่อนและครอบครัวที่ต้องการเติมความสนุกให้กับการเดินทาง ด้วยทำเลในย่านเมดินี ใกล้กับ LEGOLAND Malaysia Resort และสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสิงคโปร์ได้อย่างสะดวก ที่นี่จึงเหมาะสำหรับทริปที่ผสมผสานทั้งการพักผ่อน กิจกรรมสำหรับทุกวัย และการออกไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ ไว้ในการเดินทางครั้งเดียวมากกว่าการเป็นจุดหมายปลายทางใกล้ประเทศไทยที่เดินทางได้อย่างสะดวก   มาเลเซียยังเป็นประเทศที่สามารถกลับไปค้นพบมุมใหม่ได้ในหลากหลายช่วงเวลา ตั้งแต่งานศิลปะในเมืองเก่า การเฉลิมฉลองวันชาติ อาหารท้องถิ่น คาเฟ่ และย่านช้อปปิ้ง ไปจนถึงช่วงเวลาสบายๆ หลังจบวันแห่งการสำรวจ และนี่คือเสน่ห์ของ Festival Tourism ที่ทำให้เทศกาลไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลในการออกเดินทาง แต่เป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยผู้คน เรื่องราว วัฒนธรรม และช่วงเวลาที่น่าจดจำ ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งการเดินทาง ที่รอให้นักเดินทางได้ออกไปค้นพบในแบบของตัวเอง   เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป พร้อมเดินหน้าส่งต่อแนวคิด “More of What You Love” ผ่านการบริการภายใต้แบรนด์โรงแรม ร้านอาหาร บาร์ และสปา ในเครือ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ของการออกเดินทางที่น่าจดจำและตอบสนองความต้องการของนักเดินทางได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเดินทางในรูปแบบใด  

July 20, 2026 / 0 Comments
read more

วุ้นเส้น ต้นสน คว้า Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ครองใจ ผู้บริโภค กว่า 60 ปี

PRnounce

“วุ้นเส้นต้นสน” คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 กว่า 6 ทศวรรษแห่งความไว้วางใจสู่แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ     บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน ได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” แบรนด์วุ้นเส้น ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ ต่อเนื่องปีที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ตอกย้ำถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ตลอด 64 ปีที่ผ่านมา โดยมีคีย์ซัคเซสคือ คุณภาพที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร เป็นวุ้นเส้นคุณภาพระดับพรีเมียมที่ผลิตจากถั่วเขียวชั้นเลิศ 100% ทำให้ได้วุ้นเส้นที่มีความเหนียวนุ่ม ปรุงอาหารได้หลากหลายประเภท อร่อยถูกใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ บวกกับการสื่อสารที่โดนใจผู้บริโภค ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย มีประโยชน์ และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้จริง ส่งผลให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน พิสูจน์ได้จากการได้รับรางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ในครั้งนี้   นางพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน เปิดเผยว่า “วุ้นเส้นต้นสน” ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนานกว่า 65 ปี คีย์ซัคเซส คือ คุณภาพที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครและความสำคัญกับคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิตไปจนถึงสินค้าที่ถึงมือผู้บริโภค เพื่อส่งมอบ “คุณค่า” ให้ผู้บริโภค นั่นคือ “ความมั่นใจในทุกมื้ออาหาร” เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่าทุกครั้งที่เลือกแบรนด์ต้นสน จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และสามารถนำไปสร้างสรรค์เมนูได้อย่างหลากหลาย   ทั้งนี้ จากการได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า แบรนด์ต้นสนยังคงได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นแรงผลักดันให้บริษัทฯ พัฒนาต่อไป เพื่อสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งคุณภาพ ความสะดวก และความสบายใจในการบริโภคไปพร้อมกัน โดยเชื่อว่าการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงไม่ใช่แค่การสร้างการรับรู้ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่านคุณภาพที่สม่ำเสมอ ความจริงใจ และการปรับตัวให้ทันความต้องการของผู้บริโภค เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึง เชื่อมั่น และพร้อมเลือกใช้ซ้ำท่ามกลางตัวเลือกในตลาดที่มีอย่างมากมาย   ทั้งนี้ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว การแข่งขันในตลาดที่รุนแรงกับทางเลือกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถือเป็นความท้าทายของการเป็นแบรนด์ชั้นนำในตลาดในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว โดยกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์ต้นสน นอกจากการรักษามาตรฐานเดิมให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถสร้างความไว้วางใจให้กับผู้บริโคและรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้ในระยะยาว   “วันนี้เป้าหมายของต้นสน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตวุ้นเส้นและอาหาร แต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่ช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่าย อร่อย และสร้างความสุขในทุกวัน พร้อมยึดมั่นในการรักษาคุณภาพ ความจริงใจ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง” นางพรรณา กล่าว   จากพฤติกรรมผู้บริโภค และสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาแบรนด์ต้นสนได้มีการปรับตัวทั้งในมิติของสินค้าและการสื่อสาร โดยพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปมากขึ้น เช่น การเปิดตัว “วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป” ภายใต้แบรนด์ “ต้นสน อีทซี่” ที่มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่ยังคงคุณภาพที่ดี ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเติบโตของแบรนด์ต้นสน โดยขยายบทบาทจากการเป็น “วุ้นเส้นที่อยู่ในครัวไทย” ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น   ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมากขึ้น ผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย มีประโยชน์ และสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยที่ผ่านมาได้ขยายการสื่อสารผ่าน Digital Platform มากขึ้น โดยนำข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อสามารถพัฒนาคอนเทนต์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสื่อสารได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ต้นสนสามารถเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ทั้งยังช่วยให้แบรนด์ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย และมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากกว่าเดิม   นางพรรณา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคในอนาคตจะไม่ได้มองหาเพียงสินค้าที่มีคุณภาพ แต่จะคาดหวังแบรนด์ที่เข้าใจวิถีชีวิตพวกเขามากขึ้น และสามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสะดวก สุขภาพ ความโปร่งใส ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง ทำให้ทิศทางของบริษัทฯ จากนี้ จะเดินหน้าพัฒนาทั้งนวัตกรรมสินค้าและ Lifestyle Solution เพื่อให้แบรนด์ต้นสนสามารถอยู่ในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต และสร้างคุณภาพได้มากกว่าการเป็นเพียงวัตถุดิบประกอบอาหาร   “ต้นสน ขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทย และอีกกว่า 40 ประเทศทั่วโลกที่มอบความไว้วางใจและสนับสนุนเรามาโดยตลอด การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของแบรนด์ แต่เป็นกำลังใจสำคัญของทีมงานทุกคนในการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค ต้นสนจะยังคงรักษาความจริงใจ คุณภาพ และความเชื่อมั่นที่ทุกคนมอบให้ เพื่ออยู่เคียงข้างครัวไทยและเติบโตไปในครัวโลกพร้อมกับผู้บริโภคในทุกยุคสมัย” นางพรรณา กล่าวทิ้งท้าย  

July 20, 2026 / 0 Comments
read more

เดอะมอลล์ บางแค ปลุกเสน่ห์กรุงธนใต้ ยกของดีท้องถิ่นมาไว้ในงานเดียว

Peace&Play

เดอะมอลล์ฯ บางแค จัดงาน ‘มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 19’ แนวคิด THE SOUL OF CREATIVE DISTRICTS รวบรวมสินค้าชุมชน งานคราฟต์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น สะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของย่านกรุงธนใต้     ‘เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค’ ศูนย์การค้าขวัญใจชาวฝั่งธนบุรีที่อยู่มานานร่าวม 32 ปี  จัดงาน ‘มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 19’ ภายใต้แนวคิด ‘THE SOUL OF CREATIVE DISTRICTS เสน่ห์ชุมชน จุดประกายความสร้างสรรค์ สีสัน กรุงธนใต้’ ที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อตอกย้ำความเข้าใจทั้งการใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงานคราฟต์ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในย่านนี้มายาวนาน     เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค’  จึงได้รวบรวมไฮไลท์ผลิตภัณฑ์บริการและของอร่อยจาก 7 เขตที่น่าสนใจ เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์บรรยกาศและอัตลักษณ์ มาไว้ในที่เดียวกัน ดังนี้   เขตบางแค ชุมชนตลาดน้ำเก่าแก่สู่ศูนย์กลางการค้าของฝั่งธนบุรี ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ผ่านงานประดิษฐ์เครื่องเบญจรงค์, ต้นไม้มงคลประดิษฐ์จากลูกปัด ไฮไลท์ คือเครื่องเบญจรงค์ และต้นไม้มงคลประดิษฐ์จากลูกปัด   เขตหนองแขม พื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมและเศรษฐกิจชุมชน ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสวิถีเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การปลูกผัก การเพาะเห็ด การคั่วกาแฟ ไปจนถึงการอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทยอันทรงคุณค่า ไฮไลท์ คือ วิถีเกษตรอินทรีย์ การเพาะเห็ด คั่วกาแฟ และการอนุรักษ์เครื่องดนตรีไทย   เขตภาษีเจริญ ชุมชนเก่าแก่ริมคลองที่ยังคงอบอวลด้วยบรรยากาศบ้านไม้ริมน้ำและวิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดงานแฮนด์เมดและสินค้าส่งออกต่างๆ รวมถึงสมุนไพรไทยพื้นบ้าน คุณภาพระดับห้าดาว ไฮไลท์ คือสินค้าแฮนด์เมดจากวิถีริมน้ำ และสมุนไพรไทยพื้นบ้านคุณภาพระดับ 5 ดาว   เขตราษฎร์บูรณะ ชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่เปี่ยมด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ชาวชุมชนนำของดีมาจำหน่ายในทุกเทศกาล ไฮไลต์ คือ ประติมากรรมพระพิฆเนศและพญานาค งานศิลป์ที่รังสรรค์อย่างประณีต ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ศรัทธาและนักสะสมสายมูเตลู   เขตทุ่งครุ วิถีเกษตรดั้งเดิมย่านบางมด พื้นที่ที่ยังคงเสน่ห์ของชุมชนเกษตรดั้งเดิม โอบล้อมด้วยสวนมะพร้าวและสวนส้มบางมดอันเลื่องชื่อกว่า 100 ปี พร้อมเรียนรู้เรื่องราวของเครื่องเงินทำมือที่ต้องอาศัยความละเอียด ประณีต และฝีมือของช่างผู้เชี่ยวชาญ ไฮไลท์ คือ สวนส้มบางมดเลื่องชื่อกว่า 100 ปี และงานเครื่องเงินทำมือสุดประณีต   เขตบางบอน งานหัตถกรรมฝีมือชุมชน ทั้งเครื่องเงินทำมือ ผ่านการออกแบบและขึ้นรูปอย่างประณีตโดยช่างฝีมือท้องถิ่น เหมาะสำหรับเป็นเครื่องประดับและของฝากคุณภาพ รวมถึง งานปั้นโอ่ง ที่ใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการขึ้นรูปและเผาโอ่งดินเผา ไฮไลท์ คือ เครื่องเงินทำมือขึ้นรูปประณีต และงานปั้นโอ่งดินเผาตามภูมิปัญญาดั้งเดิม   เขตบางขุนเทียน ชายทะเลหนึ่งเดียวของกรุงเทพมหานคร โดดเด่นด้วยงานเครื่องประดับจาก นิลดำ อัญมณีสีดำที่ได้รับความนิยม และ ทับทิม ราชาแห่งอัญมณีที่โดดเด่นด้วยสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ผ่านการรังสรรค์เป็นเครื่องประดับคุณภาพ ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไฮไลท์ คือ เครื่องประดับจากนิลดำและทับทิม ราชาแห่งอัญมณีที่ยอมรับในระดับสากล สำหรับการจัดงานฯ ในครั้งนี้เพื่อร่วมอนุรักษ์และสืบทอดอัตลักษณ์วิถีชุมชนไทย พร้อมร่วมอนุรักษ์อัตลักษณ์ชุมชนไทย ผ่านงานหัตถศิลป์ โดยถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของศิลปวัฒนธรรมวิถีชุมชนเมืองเก่า สู่แรงบันดาลใจสร้างสรรค์ สินค้า ศิลปะ และหัตถกรรมท้องถิ่น   ขณะเดียวกัน ยังตอกย้ำอัตลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละเขตผ่านนิทรรศการภาพถ่ายชุมชน พร้อมจุดประกายความคิดสร้างสรรค์และเปิดเวทีให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพผ่านกิจกรรมการประกวด   ภายในงานฯ นอกจากได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพจาก 7 เขตแล้ว ยังมีกิจกรรม Workshop รวมถึงการประกวด Cover Dance (18 ก.ค.) และ Creative Runway (19 ก.ค.) ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 50,000 บาท ที่จะมาช่วยเติมสีสันให้ทุกคนได้สัมผัสเสน่ห์ของกรุงธนใต้ในมุมมองใหม่ ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมเปิดเวทีแสดงศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหมอย่างเต็มที่]   งานนี้สำหรับทุกคนที่สนใจที่สนใจสามารถมาชม ชิม ช้อป สินค้า OTOP งานหัตถศิลป์ งานคราฟต์ และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก 7 เขต กว่า 60 ร้านค้า พร้อมสัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชน และศิลปวัฒนธรรมไทย ] รวมถึงกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจร่วมกิจกรรมประกวดทักษะสร้างสรรค์   มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 19 จัดตั้งแต่วันนี้–22 กรกฎาคม 2569 ณ เอ็ม แกรนด์ ฮอลล์ และเอ็ม แฟชั่น ฮอลล์ 1 ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค

July 18, 2026 / 0 Comments
read more

บ้านมือสองปี’69 ยอดโอนพุ่งกินแชร์50% สูงสุดในรอบ 10 ปี ตลาดเป็นของผู้ซื้อ

Zcreat

DDproperty เผยตลาดอสังหาฯ ปี 2569 เป็นจังหวะของผู้ซื้อ หลังผู้ประกอบการเร่งระบายสต็อกด้วยโปรโมชัน ขณะที่ตลาดบ้านมือสองและตลาดเช่าเติบโตต่อเนื่อง เปิดโอกาสเลือกซื้ออสังหาฯ ได้คุ้มค่ามากขึ้น   ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ผู้พัฒนาอสังหาฯ ชะลอเปิดโครงการใหม่ 10-20% พร้อมจัดโปรโมชันลดราคาเพื่อเร่งระบายสต็อก ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสซื้อบ้านและคอนโดในราคาคุ้มค่ากว่าเดิม ตลาดมือสองและตลาดเช่าเติบโตแรง ยอดโอนอสังหาฯ มือสองมีสัดส่วนแตะ 50% สูงสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ตลาดเช่าเติบโตประมาณ 20% จากผู้บริโภคเลือกเช่าแทนการก่อหนี้ซื้อบ้าน สัญญาณฟื้นตัวของตลาดเริ่มชัดขึ้น ซัพพลายคงค้างทยอยลดลง อัตราการดูดซับดีขึ้น โดยเฉพาะคอนโดและบ้านแนวราบ สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น   วิทยา อภิรักษ์วิริยะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) ประเทศไทย ‘ดีดีพร็อพเพอร์ตี้’ (DDproperty) แพลตฟอร์มซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ และ ‘ThinkofLiving’ แพลตฟอร์มรีวิวอสังหาฯในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรู เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ตลาดอสังหาริมทรัพย์ พร้อมติดตามพฤติกรรมผู้ซื้อจาก2 ช่องทางออนไลน์ในครึ่งแรกปี2569 พบว่า ตลาดอสังหาฯในขณะนี้เป็นจังหวะและโอกาสที่ดีของผู้บริโภคที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย   โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาวะตลาดอสังหาฯในปัจจุบัน  ซึ่งพบว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) รายใหญ่ต่างปรับแผนธุรกิจพร้อมชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่อย่างเห็นได้ชัด คาดทั้งปีจะลดลงราว 10-20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และต่างใช้กลยุทธ์หลักในเวลานี้ คือ การเปลี่ยน ‘คอนกรีตเป็นเงินสด’ ผ่านการจัดแคมเปญโปรโมชันลดราคาอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในทุกๆ เดือน เพื่อเร่งระบายอสังหาริมทรัพย์สร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Inventory) ให้กลับมาเป็นกระแสเงินสดหมุนเวียนในมือให้เร็วที่สุด   อย่างไรก็ตาม หากดูจากผลดำเนินงานของผู้พัฒนาอสังหาฯรายใหญ่หลายค่ายที่รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในสองไตรมาสแรกของปีนี้  พบว่ายังสามารถสร้างกำไรกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง จากสถานะทางการเงินที่ยังแข็งแรงและลดโครงสร้างหนี้ลงได้สำเร็จ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อถึงความแข็งแกร่งของผู้พัฒนาฯ เห็นได้การการรีวิวในโครงการต่างๆ   ขณะที่ภาพรวมตลาดมือหนึ่งในปัจจุบัน แม้บางเจ้าจะยังต้องลุ้นและยังไม่ค่อยเติมของใหม่เข้ามาในตลาด แต่เริ่มเห็นอัตราการดูดซับที่ปรับตัวดีขึ้นจากการที่ผู้พัฒนาอาสังหาฯ บางรายเริ่มมั่นใจที่จะกลับมาเปิดโครงการมากขึ้นตามสภาพตลาด รวมถึงบางเจ้ายังไม่หยุดกว้านซื้อที่ดินเพื่อเตรียมกระสุนในอนาคต รวมถึงปัจจัยเรื่องภาษีที่ดินที่เติมเข้ามา ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งทำโครงการออกมาตอบโจทย์และไม่ปล่อยไว้นานเกินไป   ทั้งนี้จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ส่งผลให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยราคาถูกมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าในราคาที่คุ้มค่า แต่ก็ยังมีความย้อนแย้งจากพฤติกรรมผู้ซื้อชัดเจน ด้วยหลายคนยังกลัวการซื้อบ้านไม่อยากเป็นหนี้ สะท้อนจากยอดโอนผ่านผลประกอบการจากผู้พัฒนาอสังหาฯ ในช่วงสองไตรมาสแรกของปีนี้ที่ผ่านมาเช่นกัน   “ในตอนนี้ กำลังเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวสินค้ามือสองอย่างแท้จริง สะท้อนจากยอดโอนในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่โตขึ้นอย่างมากจนดันให้ตลาดมือสองสามารถกินแชร์ส่วนแบ่งตลาดไปได้ถึง 50% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบสิบปีเนื่องจากคนซื้อเซนซิทีฟเรื่องความคุ้มค่า”     คอนโด ลดเวลา3 ปีระบายสต็อค   ขณะที่ภาพรวมด้านซัพพลาย และอัตราดูดซับ (Absorption Rate) มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจแยกตามเซกเมนต์ ดังนี้   อสังหาริมทรัพย์แนวราบ (บ้านเดี่ยว/ทาวน์โฮม) ระยะเวลาในการระบายสินค้าคงเหลือในระบบเฉลี่ยลดลงเหลือประมาณ 3 ปี จากเดิมที่เคยสูงถึง 5 ปี ซึ่ง ‘ตัวเลข’ ดังกล่าวจะยังไม่กลับไปสู่สภาวะปกติในอดีตที่ใช้เวลาเพียง 2 ปี สะท้อนให้เห็นทิศทางที่ดีขึ้นจากการที่ผู้ประกอบการควบคุมปริมาณซัพพลายใหม่และมีอัตราการดูดซับจากผู้ซื้อทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คอนโดมิเนียม ภาพรวมตลาดเริ่มทรงตัว ปริมาณซัพพลายคงค้างในตลาดเริ่มมีจำนวนลดลงอย่างเรื่อยๆ เนื่องจากไม่มีโครงการใหม่เข้ามาเติมในระบบมากนัก   ทั้งนี้ หากมองในแง่ดีภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในขณะนี้ กำลังเข้าสู่ช่วงคลี่คลายจากปริมาณซัพพลายส่วนเกินเริ่มลดลง ขณะที่อัตราการดูดซับค่อยๆ ไต่ระดับดีขึ้น จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญของผู้ซื้อที่มีความพร้อมในการเลือกช้อนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาพิเศษ   คนดูทรัพย์ลดลง 30% แต่ดีลกับเอเยนต์เพิ่ม   วิทยา เสริมว่า จากสถิติดังกล่าว สะท้อนมายังกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าใช้บริการแพลตฟอร์มดีดีพร็อพเพอร์ตี้ และ Think of Living รวมทั้งในช่องทางโซเชียลมีเดีย มีจำนวนผู้เข้ามาเยี่ยมชม (Visitor) รวมหลักสิบล้านรายต่อเดือน ซึ่งแพลตฟอร์มยังวางตำแหน่งเป็นตลาด ‘Shopping Mall’ สินค้า หรือ ทรัพย์อสังหาฯ ซึ่งปัจจุบันมีตัวเลขหลักไมล์ลำคัญ (Magic Number) จำนวนกว่า 300,000 รายการ (Listing) ทั้งในกลุ่มสินค้าแนวราบประเภทต่างๆ บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด ฯลฯ และคอนโดมีเนียม ในทำเลกรุงเทพฯและปริมณฑล   โดย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งสองแบรนด์ มีผู้เข้าเยี่ยมชมแพลตฟอร์มในลักษณะเปรียบเทียบหรือเข้ามาชมเฉลี่ย (Window Shopping) ปรับตัวลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนกลุ่มคนที่อาจยังไม่พร้อมในการเลือกซื้อ ทำให้ชะลอการเข้าดูทรัพย์อสังหาฯ   อย่างไรก็ตาม กลับพบว่ากลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการติดต่อพูดคุยกับตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ (Agent) ไม่ได้ลดลง แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในบางเซกเมนต์ สะท้อนถึงผู้ที่เข้ามาในตลาดเวลานี้คือกลุ่มที่มีความต้องการซื้อจริงและมีคุณภาพ (Quality Demand) โดยเฉพาะทรัพย์อสังหาฯในตลาดเช่าในไตรมาสแรกปีนี้ มีอัตราเติบโตสูงราว  20% จากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกที่จะเช่าอยู่แทนการแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่จากการซื้อ ซึ่งเป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจและปัจจัยลบเดิมที่กระทบตลาดอสังหาฯ ในช่วงที่ผ่านมา เอเยนต์อสังหาฯ เปิดก่อนได้เปรียบ   วิทยา กล่าวว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มดีดีพร็อพเพอร์ตี้ มีทรัพย์อสังหาฯ มีพันธมิตรตัวแทนขายทรัพย์ฯระดับมาตรฐานที่น่าเชื่อถือราว 3,000 ราย ซึ่งมองว่าจากสถานการณ์อสังหาฯในภาพรวมที่เกิดขึ้น เป็นจังหวะและโอกาสท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ จากการเติบโตของสินค้ามือสอง และ ตลาดเช่าอสังหาฯ   ขณะที่ตลาดเอเยนต์ฯอสังหาฯไทยในปัจจุบัน กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและการคัดสรรครั้งใหญ่ โดยมีกลไกด้านดาต้า (Data) และความเป็นมืออาชีพเป็นเกณฑ์การตัดสินความอยู่รอดของผู้เล่นในระบบ   “เอเยนต์ฯอสังหาที่ชนะในสถานการณ์นี้จำเป็นต้องฉับไว เริ่มตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร และความตั้งใจรับสายลูกค้าให้ได้เป็นด่านแรกก่อน เพื่อสร้างโอกาสชิงสัดส่วนธุรกรรมที่มาจากตลาดซื้อ-ขายได้สูงถึง 90%”   ขณะที่กลุ่มผู้เล่นรายย่อยหรือขาดการยืนยันตัวตน (Verified) อาจมีจำนวนปริมาณการใช้บริการ (ทราฟฟิก) ที่ลดลงและผลกะทบจากเศรษฐกิจชะลอตัวที่บีบให้ออกจากตลาดไปโดยปริยาย   นอกเหนือจากนี้ จากแนวโน้มของตลาดที่เกิดขึ้นยังเปิดโอกาสใหม่ให้เอเยนต์มีบทบาทในตลาดมือหนึ่งมากขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการ จะหันมาพึ่งพาตัวแทนเพื่อเข้าถึงผู้ซื้อชาวไทยทดแทนทีมขายอินเฮ้าส์ (In-house Sales) ด้วยจุดแข็งของเอเยนต์ที่สามารถนำเสนอและเปรียบเทียบโครงการให้ลูกค้าได้หลากหลายในคราวเดียว ส่งผลให้ตลาดอสังหาฯไทยในอนาคต กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลบริหารจัดการร่วมกันอย่างเป็นระบบสากลตามรอยประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งมีกลุ่มเอเยนต์มืออาชีพ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลักยอดขายอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่ง

July 18, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู กสทช. ลงพื้นที่หาดใหญ่ ยกระดับโครงข่ายสื่อสาร รับมือภัยพิบัติ ฝึกวิกฤตระดับชาติ

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับ กสทช. ลงพื้นที่หาดใหญ่ ยกระดับความพร้อมโครงข่ายสื่อสารรับมือภัยพิบัติ พร้อมร่วม ปภ. ฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ปี 2569     ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดินหน้ายกระดับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศ ผ่านการจัดทำแผนเสริมประสิทธิภาพของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่และโครงข่ายการสื่อสาร เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ พร้อมเข้าร่วมฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2569 ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเสริมความพร้อมในการวางแผนการสื่อสาร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนและสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐในช่วงเกิดวิกฤต   เพื่อยกระดับแผนการเตรียมความพร้อมดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น และ กสทช. ได้ร่วมลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อสำรวจและวางแผนเพิ่มความพร้อมของสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยนำบทเรียนจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่เมื่อปีที่ผ่านมา มาศึกษาและพัฒนาแนวทางป้องกัน เพื่อให้โครงข่ายการสื่อสารยังคงให้บริการได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะวิกฤต ทั้งนี้ แนวทางที่ได้จากการศึกษาจะถูกนำไปประยุกต์ใช้ในจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่อื่นของประเทศ อาทิ น่าน เชียงราย สุโขทัย พิษณุโลก และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น โดยมี นายนฤพนธ์ รัตนสมาหาร หัวหน้าสายงานรัฐกิจสัมพันธ์และกำกับดูแล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมวิศวกรโครงข่าย ร่วมกับ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม และคณะเจ้าหน้าที่ กสทช. ลงพื้นที่ร่วมกำหนดแนวทางยกระดับความพร้อมของโครงข่ายสื่อสาร เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ   แผนดังกล่าวมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม โดยครอบคลุมการยกระดับความพร้อมของสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติ การเสริมระบบสำรองด้านพลังงาน การเพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบจากอุทกภัย การจัดเตรียมเส้นทางโครงข่ายสำรอง ตลอดจนการเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ให้สามารถเข้าปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการให้บริการสื่อสารในทุกสถานการณ์   การดำเนินงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ให้พร้อมรองรับและฟื้นตัวได้รวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน เพื่อให้การสื่อสาร การแจ้งเตือนภัย การประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และการช่วยเหลือประชาชน ดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ แม้ในสถานการณ์วิกฤต   นอกจากนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังเข้าร่วมฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อทดสอบความพร้อมของระบบสื่อสาร การบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และการสนับสนุนภารกิจด้านการสื่อสารในสถานการณ์จำลองระดับประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินของประเทศในอนาคต

July 18, 2026 / 0 Comments
read more

‘ทรูมันนี่’ แตะจ่ายไม่ต้องผูกบัตร แผนปูทางสู่ Virtual Bank ในอนาคต

EcoVative

ทรูมันนี่ เปิดตัวฟีเจอร์ ‘แตะจ่าย’ นวัตกรรมการเงินใหม่ที่ไม่ต้องผูกบัตรเครดิต ปูทางสู่เวอร์ชวลแบงก์เต็มตัว ตอบโจทย์ความสะดวกของฐานลูกค้า 35 ล้านราย   ทรูมันนี่เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่’ นวัตกรรมการชำระเงินรูปแบบใหม่ ให้ผู้บริโภคใช้แอปฯ แตะจ่ายที่เครื่องรับชำระเงินได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกกับบัตรเครดิต การเปิดตัวฟีเจอร์ เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ ทรูมันนี่ ในการเปลี่ยนผ่านและปูทางไปสู่ระบบเวอร์ชวลแบงก์ (Virtual Bank) ในอุตสาหกรรมการเงินยุคใหม่ ให้กับกลุ่มเป้าหมายในอนาคต ฟีเจอร์ใหม่มุ่งรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ที่คุ้นเคยกับการสแกนจ่าย โดยตั้งเป้าหมายขยายการให้บริการเพื่อตอบโจทย์และเข้าถึงฐานผู้ใช้งานเดิมที่มีอยู่กว่า 35 ล้านรายได้อย่างครอบคลุม     มนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์เปย์เมนต์แอปพลิเคชั่น ‘ทรูมันนี่’  กล่าวว่าบริษัทฯ เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่’ เพื่อรองรับความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่คุ้นเคยกับการสแกนจ่าย โดยสามารถใช้แอปฯ แตะจ่ายได้ที่เครื่องรับชำระได้โดยไม่ต้องมีหรือผูกกับบัตรเครดิต อีกด้วย     สำหรับบริการ ‘แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่’ ถือเป็นนวัตกรรมการจ่ายแบบใหม่เพื่อก้าวสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัลของไทยสู่อนาคต ในฐานะองค์กร ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (PaymentTech) ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และยังเป็นแอปการเงินที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ     โดยฟีเจอร์ ‘แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่’ ดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นจากพฤติกรรมเชิงลึกผู้บริโภคชาวไทยและอาเซียนในปัจจุบัน ที่พบว่าการชำระเงินดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตตประจำวันไปแล้ว และยังมีความคาดหวังต่อบริการทางการเงินที่ฉลาด เข้าใจบริบท และต้องเข้ากับวิถีชีวิตประจำวัน มากยิ่งขึ้นด้วย  นำไปสู่การต่อยอดบริการทางการเงินในยุคถัดไป       มนสินี กล่าวเสริมว่า แนวทางดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งที่นำมากำหนดทิศทางของเทคโนโลยีการชำระเงิน ‘PaymentTech’ แห่งอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับการมุ่งสู่การเป็นผู้นำขับเคลื่อนในด้านดังกล่าว โดย ทรูมันนี่ ได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 นวัตกรรมการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ชีวิตในทุกวัน ทรูมันนี่ มุ่งยกระดับประสบการณ์การชำระเงินในชีวิตประจำวันให้รวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อ ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การแตะจ่าย การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ชีวิตประจำวันในอนาคต โดยนอกเหนือจากการชำระเงิน ขยายประสบการณ์ทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งการใช้จ่าย ออม ลงทุน และการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องเงินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในแอปเดียว   ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเชื่อมต่อ เครือข่ายพาร์ตเนอร์และระบบนิเวศ (Ecosystem) อีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ ทรูมันนี่ ขยายและเชื่อมต่อเครือข่ายร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และการชำระเงินข้ามพรมแดน ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถใช้ทรูมันนี่บนแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการดิจิทัลชั้นนำ รวมถึงจุดรับชำระเงินมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ ความร่วมมือกับ Alipay+ ทรูมันนี่ ช่วยผู้ใช้งานสามารถชำระเงินได้ในกว่า 50 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งในเร็วๆ นี้กำลังจะขยายเป็น 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ทรูมันนี่ ขยายช่องทางบริการรให้ผู้ใช้งานสามารถแตะจ่ายได้ที่จุดรับชำระในต่างประเทศ ในอนาคตด้วย   ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ทรูมันนี่ ตรียมทำให้ TrueMoney Coins เป็น Loyalty Platform ที่มีความครบวงจร อาทิ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขยายช่องทางการแลกใช้ เชื่อมต่อกับพันธมิตรในวงกว้างในการเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลาย รวมถึงศักยภาพของธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank)ในอนาคต   ทั้งนี้ เพื่อให้ทรูมันนี่ ส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนได้ดียิ่งขึ้นด้านความสะดวก ความคุณค่า และเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงตลอดการใช้ชีวิตประจำวัน   ยุทธศาสตร์ที่ 4 แพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล   ทรูมันนี่ ปรับหน้าจอแอปให้จัดวางเมนูต่างๆ ให้เข้ากับความสนใจของแต่ละผู้ใช้โดยอัตโนมัติ พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ ‘Money Buddy’ ผู้ช่วยทางการเงิน ให้บริการแจ้งเตือน และคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะผู้ใช้นั้น ๆ   “บริษัทฯ มองว่า AI  กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างถูกที่ถูกเวลา และยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น”   นอกจากนี้ ทรูมันนี่ยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับระบบอัตโนมัติ และช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว     ธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวเสริมว่าฟีเจอร์ใหม่บริการ ‘แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่’ เกิดขึ้นจากผู้บริโภคหลายคนต้องการประสบการณ์ใช้จ่ายที่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยการแตะจ่าย จากเดิมที่พบว่าผู้บริโภคจำนวนมากเจอปัญหาอุปสรรค ความยุ่งยากระหว่างการชำระเงินได้สำเร็จ ตั้งแต่ ปลดล็อกโทรศัพท์ เปิดแอปพลิเคชัน ไปยังหน้าชำระเงิน และสแกน   “ฟีเจอร์ แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ เป็นนวัตกรรมการจ่ายรูปแบบใหม่ช่วยลดขั้นตอนการชำระเงิน ให้รวดเร็ว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่พกสมาร์ตโฟนอยู่กับตัวตลอดเวลา”   โดยผู้ให้บริการสามารถนำแตะผ่าน BlueTap (เครื่องรับชำระเงินสีส้มที่มีแท่นวงกลมแสงสีฟ้าตรงกลาง) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของ TrueMoney รองรับบริการ แตะจ่าย (Tap-to-Pay) สำหรับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS และ Android ใช้แตะกับเครื่องของทรูมันนี่ที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร และ เครื่อง EDC (Contactless ทั่วไป)ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานมือถือแอนดรอยด์ ให้สามาถแตะจ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป     ปัจจุบัน ทรูมันนี่มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 35 ล้านรายในประเทศไทย พร้อมแผนขยายเครือข่ายการชำระเงินดิจิทัลทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งแพลตฟอร์ม เครือข่ายตัวแทน และความร่วมมือด้านการชำระเงินข้ามพรมแดน      

July 18, 2026 / 0 Comments
read more

ICS Lifestyle Complex จัด WEEKDAY WONDER อิ่มคุ้ม รับคูปอง 50 บาททุกวันธรรมดา

PRnounce

ICS Lifestyle Complex ชวนอิ่มคุ้มทุกวันธรรมดา กับแคมเปญ WEEKDAY WONDER “FOOD – DRINK – DESSERT” รับคูปองแทนเงินสด 50 บาท     ICS Lifestyle Complex ตรงข้าม ICONSIAM ตอกย้ำการเป็น Food Destination ของฝั่งธนบุรี ชวนสมาชิก ONESIAM อิ่มคุ้มทุกวันธรรมดากับแคมเปญ WEEKDAY WONDER “FOOD – DRINK – DESSERT” เพียงรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ ครบ 200 บาทขึ้นไป แลกรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 50 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดกับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการได้ทันที โดยไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะวันจันทร์–ศุกร์ ระหว่างวันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569 เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การรับประทานอาหาร ICS Lifestyle Complex ได้รวบรวมร้านอาหาร เครื่องดื่ม คาเฟ่ และของหวานจากหลากหลายแบรนด์ไว้ในที่เดียว รองรับทุกโอกาสในการใช้ชีวิต ตั้งแต่มื้อเช้า มื้อกลางวัน มื้อเย็น ไปจนถึงช่วงเวลาพักผ่อน พร้อมมอบความคุ้มผ่านแคมเปญ WEEKDAY WONDER “FOOD – DRINK – DESSERT” ให้ทุกวันธรรมดาคุ้มค่ายิ่งขึ้น   สายคาเฟ่และคนรักเครื่องดื่มสามารถเลือกเติมความสดชื่นได้กับ BARON’S BAR BY THE CHEESE BARON, BOOST JUICE, FUKU MATCHA, HOPSY THAI WILD TEA, INTHANIN COFFEE, JUICE UP, MILLILITRE, OCHAYA, STARBUCKS COFFEE, STAR ELEPHANT, ชาตักวุ้น, และกาแฟพันธุ์ไทย ที่พร้อมเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำหรับการนัดพบหรือพักผ่อนระหว่างวัน   สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของหวานและเบเกอรี สามารถเลือกอิ่มอร่อยกับ BOWCAKE, HELLO YOGURT, MARU WAFFLE & TOKYO BOYZ, MOLTO, OLINO CREPE & TEA, SWEETORY & YOGURT, QQ DESSERT, YOGUROTO และ ปังสยาม ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาของวัน ส่วนผู้ที่มองหาอาหารมื้อหลัก ICS Lifestyle Complex รวบรวมร้านอาหารหลากหลายสไตล์ไว้ตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น KATEI SHABU, SANTA FE HAPPY STEAK, YONNY ร้านปลาต้มผักกาดดอง, ก๋วยเตี๋ยวตำลึงนายเอก, 9 กุ้งอบ ปูอบ-สุกี้, เตี๋ยวเรือเสาวรีย์, นครเลิศรส, เสน่ห์ขนมจีน ขณะที่ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพสามารถเลือกเมนูคุณภาพจาก GET FRESH ได้เช่นกัน   ร่วมสัมผัสความอร่อยพร้อมรับความคุ้มกับแคมเปญ WEEKDAY WONDER “FOOD – DRINK – DESSERT” ได้ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ระหว่างวันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569 เพียงรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มจากร้านค้าที่ร่วมรายการครบ 200 บาทขึ้นไป แลกรับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 50 บาท เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดกับร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ร่วมรายการได้ทันที ณ ICS Lifestyle Complex ตรงข้าม ICONSIAM

July 18, 2026 / 0 Comments
read more

กรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดเทศกาลผลไม้ GI ไอคอนสยาม-ไอซีเอส 16-22 ก.ค.

PRnounce

กรมทรัพย์สินทางปัญญา จับมือ ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส จัด “เทศกาลผลไม้ GI” ชวนช้อปผลไม้ส่งตรงจากสวนถึงผู้บริโภคโดยตรง ระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม 2569 ณ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์   กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ไอคอนสยาม และ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ เชิญชวนคนรักผลไม้ร่วมเปิดประสบการณ์แห่งรสชาติของผลไม้ไทย ในงาน “เทศกาลผลไม้ GI (Fruits Festival)” เทศกาลรวมผลไม้ GI (Geographical Indication : GI) หรือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากแหล่งผลิตคุณภาพทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสความสดใหม่ เสมือนได้เดินทางไปถึงแหล่งกำเนิดของผลไม้แต่ละชนิด ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่สินค้า และนำมาสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน ภายในงานได้รวบรวมผลไม้ GI ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ซึ่งแต่ละชนิดสะท้อนเอกลักษณ์ของภูมิประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีการเพาะปลูกที่สืบทอดกันมายาวนาน อาทิ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่รวบรวมจากเกษตรกรผู้ปลูกคุณภาพจากหลายสวน ได้แก่ สวนบุญส่ง, สวนทับทิม, สวนยายวันนา, สวนป้าสนา และ กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนภูเขาไฟ หมู่ 6 ตำบลภูเงิน ที่นำผลผลิตสดใหม่ส่งตรงจากสวนมาจำหน่ายภายในงาน เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อทุเรียนคุณภาพดีจากเจ้าของสวนตัวจริง พร้อมพบกับ ไอศกรีมทุเรียนภูเขาไฟ จาก D ICE Durian ไอศกรีมรสชาติหวานมัน กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ที่นำทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษมาแปรรูปเป็นของหวานสุดพรีเมี่ยม สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ที่หอมมันอร่อย เย็นฉ่ำ ได้รสสัมผัสของทุเรียนภูเขาไฟศรีษะเกษอย่างแท้จริง   นอกจากทุเรียนศรีสะเกษแล้ว ผลไม้พรีเมียมที่นับว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน คือ สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดผลเล็กกำลังดี เนื้อสีเหลืองทอง กรอบ หวานฉ่ำ จากไร่น้ำพุสับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตราCOCO เชย จากพื้นที่สวนมะพร้าวคุณภาพ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมธรรมชาติ น้ำมะพร้าวรสหวานละมุน และเนื้อนุ่มชวนสัมผัส น้อยหน่าปากช่อง จากไร่นายหญิงปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา น้อยหน่าเนื้อแน่น ผลใหญ่ เมล็ดน้อย และรสหวานเข้มข้น และ กระท้อนตะลุง กระท้อนผลกลมแป้น ผิวคล้ายกำมะหยี่ เปลือกบาง ปุยเมล็ดฟูแห้งคล้ายปุยฝ้าย จากจังหวัดลพบุรี สินค้าอัตลักษณ์จากแหล่งผลิตที่รอให้ทุกคนได้ลิ้มลอง ไม่หมดเพียงเท่านั้น ยังมี มะขามหวานเพชรบูรณ์ จากไร่จิตตนันท์ ที่โดดเด่นด้วยเนื้อหนา ฝักใหญ่ หวานละมุน และ มันแกวบรบือ จังหวัดมหาสารคาม ที่มีเนื้อขาว กรอบ ฉ่ำน้ำ รสหวานธรรมชาติ เป็นผลผลิตที่สะท้อนภูมิปัญญาการเพาะปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ “เทศกาลผลไม้ GI” ไม่เพียงเป็นเทศกาลแห่งความอร่อย แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่สนับสนุนเกษตรกรไทยและสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นกลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต ยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรมูลค่าสูง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยสู่ตลาดโลก   ขอเชิญทุกท่านร่วมชิม ช้อป และอุดหนุนผลไม้ GI คุณภาพจากทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 16-22 กรกฎาคม 2569 ณ ชั้น M ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1338

July 18, 2026 / 0 Comments
read more

เกเตอเรด เปิดงานวิ่ง Gatorade BKK Run 2026 ชวน นักวิ่ง พิชิต สะพาน แลนด์มาร์ก กรุงเทพฯ

PRnounce

เกเตอเรด จัดงาน “Gatorade BKK Run 2026” งานวิ่งครั้งแรกในประเทศไทย สอดรับเทรนด์วิ่งที่ได้รับความนิยมต่อเนื่อง ชวนนักวิ่งท้าทายขีดจำกัด ผ่านทิวทัศน์สะพานแลนด์มาร์กแห่งมหานคร ฉลองทุกก้าวแห่งความสำเร็จส่งท้ายปี     กรุงเทพฯ – “เกเตอเรด” แบรนด์เครื่องดื่มเกลือแร่ระดับโลก โดย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด                 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้กีฬาและไลฟ์สไตล์ของคนไทย จัดกิจกรรมวิ่งส่งท้ายปีสุดยิ่งใหญ่ “Gatorade BKK Run 2026” ครั้งแรกในประเทศไทย ชวนเหล่านักวิ่งเฉลิมฉลองความสำเร็จทุกก้าวที่พิชิตตลอดปี 2569 และส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจให้นักวิ่งทุกคนก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่เป้าหมายใหม่ในปี 2570 ภายใต้แนวคิด “ไปต่อ ไม่พอแค่นี้” โดยเตรียมเปลี่ยนรุ่งอรุณของวันที่ 27 ธันวาคม 2569 ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษบนเส้นทางใหม่ย่านพระราม 3 พาเหล่านักวิ่งสัมผัสวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานคร ผ่านทิวทัศน์เส้นทางสะพานแลนด์มาร์กแห่งมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ สะพานกรุงเทพ สะพานพระราม 9 และสะพานภูมิพล เก็บเกี่ยวความทรงจำร่วมกันก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2570   งานวิ่ง “Gatorade BKK Run 2026” จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์   ไลฟ์สไตล์แอคทีฟของผู้บริโภคในปัจจุบันผ่านกิจกรรมการวิ่ง ควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่สำหรับนักวิ่งในการแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างแรงบันดาลใจร่วมกัน พร้อมสอดรับกับเทรนด์การออกกำลังกายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการวิ่งที่ยังคงเป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย[1] ขณะที่นักวิ่งไทยใช้เวลาเฉลี่ย 46.7 นาทีต่อการวิ่งหนึ่งครั้ง       ติดอันดับ 5 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) และอันดับ 29 ของโลก[2] สะท้อนให้เห็นว่าการวิ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ    ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพและการสร้างสมดุลชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน   สำหรับงานวิ่งในครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2569 ณ ทางวิ่งถนนพระราม 3 ชวนเหล่านักวิ่งร่วมส่งท้ายปีไปกับการแข่งขันที่ไม่ได้วัดเพียงความเร็วในการเข้าเส้นชัย แต่ยังเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นและพลังใจในการพิชิตเป้าหมายของตนเอง โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ มินิมาราธอน ระยะ 10 กิโลเมตร และฮาล์ฟมาราธอน ระยะ 21 กิโลเมตร    พร้อมสัมผัสประสบการณ์บนเส้นทางวิ่งใหม่ไม่ซ้ำใครริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานนี้   ทั้งนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการแข่งขัน เกเตอเรดได้ออกแบบกิจกรรมพิเศษที่ชวนให้นักวิ่งร่วมเฉลิมฉลอง               ทุกความสำเร็จตลอดเส้นทางการวิ่ง ตั้งแต่การจัดอันดับ Top 100 Performance แยกประเภทชายและหญิงสำหรับระยะทางวิ่ง              21 กิโลเมตร เพื่อยกย่องนักวิ่งที่ทำผลงานได้โดดเด่นในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Year Run Wrapped ที่เปิดโอกาสให้นักวิ่งได้ย้อนมองผลลัพธ์ที่ภาคภูมิใจและบันทึกเรื่องราวการวิ่งตลอดปี 2569   ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ที่กำลังมองหาเส้นชัยแรกในชีวิต หรือนักวิ่งที่พร้อมท้าทายสถิติของตัวเองอีกครั้ง เกเตอเรดชวน ทุกคนมาร่วมเฉลิมฉลองทุกความสำเร็จที่สร้างขึ้นตลอดปี 2569 และก้าวสู่เป้าหมายใหม่ไปพร้อมกันบนเส้นทางส่งท้ายปีแห่งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Gatorade Thailand , Instagram: gatoradethailand , YouTube: Gatorade Thailand และ TikTok: Gatorade Thailand     เอกสารอ้างอิง: [1] Garmin (2568): 2025 Garmin Connect data report [2] Garmin (2569): การ์มิน เผยรายงาน “Global Running and Cycling Data” รับวันวิ่งโลกและวันจักรยานโลก    

July 17, 2026 / 0 Comments
read more

สธ. จับมือ ทรู เปิดปฏิบัติการโดรนการแพทย์น่าน พลิกโลจิสติกส์สาธารณสุขไทย ด้วย SkyBridge

PRnounce

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม SkyBridge แพลตฟอร์มขนส่งทางอากาศอัตโนมัติครั้งแรกของไทยปูทางพลิกโฉมโลจิสติกส์สาธารณสุขทั่วประเทศ ประเดิมบินโดรนส่งยา-เวชภัณฑ์ พื้นที่ดอยสูงเมืองน่าน   กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผนึกพันธมิตร ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (AEROTHAI) เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   พร้อมเปิดตัว SkyBridge แพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งทางอากาศอัตโนมัติเพื่อการสาธารณสุข ก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ร่นระยะทางและเวลาขนส่งยา/เวชภัณฑ์ผ่านพื้นที่สูงในช่วงวิกฤต เตรียมขยายผลพื้นที่ห่างไกลอีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผลักดันเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน/ภัยพิบัติ   เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ที่ สนามกีฬาพญาผานอง อ.ปัว จ.น่าน นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้รับมอบหมายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569   ด้วยความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ พร้อมด้วย นางสาวณัฐยาน์  ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 นพ.ภุชงค์ ชื่นชม. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน พญ.อัญชลี วงศ์ใน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 นายพิชัยสุวรรณกิจบริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) คณะผู้บริหารและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมโครงการนี้   นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของประเทศไทย ในการนำเทคโนโลยียานบินไร้คนขับ (Drone) ทางการแพทย์ที่มีระยะทางบินไกลกว่าในอดีต และ “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) แพลตฟอร์มแรกและหนึ่งเดียวที่บูรณาการเข้ากับกระบวนการสาธารณสุขอย่างสมบูรณ์ รองรับโดรนหลากแบรนด์ พร้อมใช้ AI ขับเคลื่อนข้อมูลการบินและระบบความปลอดภัยเต็มฟังก์ชัน บนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู ออกแบบและพัฒนาโดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น มาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย  ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม   โดยคิกออฟปฏิบัติการจริงครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ภายใต้ “ปัวโมเดล” ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขา เส้นทางลัดเลาะตามไหล่เขาและหน้าผา ชุมชนกระจายตัว และบางช่วงของปีมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ หรือน้ำป่าที่อาจทำให้เส้นทางภาคพื้นดินถูกตัดขาด สะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์ม SkyBridge ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทุกความท้าทายในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศประเทศไทยโดยเฉพาะ ตอบโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทั้งในพื้นที่ห่างไกล ภูเขาสูงชัน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เส้นทางคมนาคมทางบกถูกตัดขาด เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ “ระยะทางและเวลา” ไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยในทุกพื้นที่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต   หัวใจสำคัญของ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์” คือ การบูรณาการความร่วมมือเพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ของประเทศ ที่มีความอัจฉริยะปลอดภัย แม่นยำ ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนโดย “True SkyBridge” แพลตฟอร์มต้นแบบที่ True Innovation Center พัฒนาใช้เชื่อมโยงโรงพยาบาล หน่วยบริการทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข และประชาชน ผ่านระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพด้วยความรวดเร็ว ทันท่วงที. ปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำศักยภาพเครือข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและประเทศ   นายนรินทร์  กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า. กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพตามแนวพระราชดำริ. โดยมุ่งให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและมีคุณภาพ. โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เฉพาะ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์   รวมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพ. เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 จึงได้จัดโครงการฯ ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ โดยใช้อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ในพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ป่าเขา ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางและมักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่ม ส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วย การลำเลียงยา/เวชภัณฑ์หรือสิ่งจำเป็นทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งที่ผ่านมา ได้ทดสอบการบินในพื้นที่ชายฝั่งทะเลไปแล้ว พบว่าช่วยลดระยะเวลาและข้อจำกัดในการขนส่งทางทะเลได้อย่างมาก อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน. รวมทั้งช่วยเสริมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ   “ต้องขอขอบคุณ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ. ระบบการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านเทคนิค. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กสทช., CAAT, AEROTHAI และหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ากับระบบบริการสาธารณสุข ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนได้จริงหลังจากนี้จะขยายผลในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ อีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่. และผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการทั้งในภาวะปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติต่อไป”  นายนรินทร์กล่าว   นายเอกราช ปัญจวีณิน. หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทรู. ได้เปิดตัว “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) ออกแบบและพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถบริหารจัดการภารกิจการขนส่งทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนเส้นทาง. การตรวจวัดคุณภาพสิ่งนำส่งทางการแพทย์และติดตามการบินแบบเรียลไทม์. การบริหารและควบคุมฝูงบิน ระบบความพร้อมและความปลอดภัยของยานบินไร้คนขับ ไปจนถึงระบบเอกสารอัตโนมัติ บันทึกเวลาและพิกัดตลอดเส้นทางการบิน ทำให้การจัดส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์ ในทุกเที่ยวบินเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นบนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู อีกทั้งยังเป็นระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนหลังได้. และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต   โดยวันนี้ได้บินสาธิต 2 เส้นทาง ภายใต้ “ปัวโมเดล” ประกอบด้วย “โมเดลความต่อเนื่องฐานเดิม (NCD’s Continuity Model)” ส่งยาสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยังลานชุมชนบ้านร้องแง. และบินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ใช้เวลา 7 นาที สร้างผลลัพธ์ความเร็วและช่วยประหยัดเวลาได้ 50% และ “โมเดลภัยพิบัติขั้นวิกฤต (Disaster Response Model)” ขนส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด. ผ่านภูเขาสูงชัน หน้าผา และป่าทึบ จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยัง สนามบาสเกตบอล โรงเรียนบ้านน้ำปัว และ บินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 35 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงช่วยประหยัดเวลามากถึง 70%

July 17, 2026 / 0 Comments
read more

‘เหมียวจด’ ชวนรู้ทันพฤติกรรม ‘Micro Spending’ จ่ายยิบย่อยแต่ถี่ทำเงินหมดไม่รู้ตัว 

EcoVative

คนไทยจ่ายเงินออนไลน์เฉลี่ย 650 ครั้งต่อปี! รู้จัก Micro Spending พฤติกรรมจ่ายน้อยแต่บ่อยที่ทำเงินหมดบัญชีไม่รู้ตัว ด้าน KBTG  ส่งเหมียวจด แอปตามติดตามรายจ่ายและคุมงบให้เห็นผล     ทุกวันนี้ คนไทยหลายคนกำลังเจอปัญหา ‘เงินหายไปไหน’ ทั้งที่รู้สึกว่าไม่ได้ซื้อของแพงหรือใช้จ่ายอะไรฟุ่มเฟือย แต่จริง ๆ แล้ว สาเหตุสำคัญของ “เงินหาย” มาจากการจ่ายเงินยุคนี้ที่ง่ายขึ้นจนเราจ่ายถี่ขึ้นมาก จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า Micro Spending หรือการใช้จ่ายทีละเล็กละน้อยแต่บ่อยครั้ง   สอดคล้องกับข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า ในปี 2567 คนไทยมีการชำระเงินแบบดิจิทัลเฉลี่ยสูงถึงราว 650 ครั้งต่อคนต่อปี หรือประมาณคนละ 2 ครั้งต่อวัน ซึ่งการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนี้ ทำให้เราไม่ค่อยทันสังเกตว่าเงินถูกใช้ไปเท่าไร และสะสมไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าเงินหายไปโดยไม่รู้ตัว   ‘4 รายจ่ายใกล้ตัว’ ทำคนไทยเงินหมดบัญชี   การใช้จ่ายที่ง่ายดายในปัจจุบันทำให้เกิด Micro Spending หรือการจ่ายเงินหลักสิบหลักร้อยบ่อย ๆ จนชิน แม้แต่ละครั้งดูเหมือนไม่กี่บาท แต่พอรวมกันทั้งเดือนกลับกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่หายไปเงียบ ๆ โดยตัวอย่างที่พบบ่อย อาทิ   การกดเลือก Priority Delivery ในแอปสั่งอาหารเพราะคิดว่าจ่ายเพิ่มแค่ไม่กี่บาท ทั้งที่ไม่ได้รีบขนาดนั้น การเอฟเสื้อผ้าออนไลน์ตัวละไม่กี่ร้อยแต่ซื้อบ่อยจนลืมนับ ค่าสมาชิก (Subscription) ที่ตอนแรกคิดว่าคุ้มค่า แต่กลับแทบไม่ได้ใช้และลืมยกเลิกจนโดนตัดเงินทุกเดือน ค่ากาแฟ ค่าขนม ของจุกจิก ที่คิดว่าใช้ไปก็ไม่เป็นอะไร แต่หากลองคำนวณคร่าว ๆ แค่ค่าขนมกินเล่นวันละ 50 บาท รวมทั้งปีก็ปาเข้าไปเกือบ 19,000 บาท พอบวกค่าสมาชิกอีก 3–4 บริการ ก็กลายเป็นเงินหลักหลายหมื่นต่อปี   โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยังมักกระจายซ่อนอยู่ตามบัตรหลายใบและวอลเล็ตหลายแอป จึงแทบไม่มีใครเห็นยอดรายจ่ายจริงของตัวเอง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาสำคัญของการใช้จ่ายยุคนี้คือการ ‘มองไม่เห็น’ ว่าหมดเงินไปกับอะไรบ้าง   Micro Spending ทำร้ายการเงิน   ความน่ากลัวของ Micro Spending คือมันเล่นกับความรู้สึกเราโดยตรง เรามักเผลอซื้อเพราะคิดว่าเงินแค่นี้คงไม่กระทบกระเป๋า ยิ่งยุคนี้จ่ายง่ายผ่านระบบออนไลน์ก็ยิ่งใช้ไปโดยไม่ทันคิด พอทำซ้ำทุกวัน วันละหลายครั้ง ยอดรวมสิ้นเดือนก็สูงจนน่าตกใจ   พฤติกรรมแบบนี้ค่อย ๆ ทำให้เงินไหลออกไปเงียบ ๆ ทั้งที่คนไทยจำนวนมากแทบไม่มีเก็บอยู่เลย สะท้อนจากผลสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่พบว่า บัญชีออมทรัพย์ของคนไทยกว่า 89% มีเงินเก็บไม่ถึง 50,000 บาท และมากถึง 77.3% มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ   เมื่อเงินเก็บมีน้อยอยู่แล้ว การปล่อยให้เกิดรายจ่ายเล็ก ๆ ทุกวันจึงไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป     ตัวช่วยจดรายจ่ายอัตโนมัติ   บริษัท กสิกร เอกซ์ จำกัด (KX) ในเครือ KBTG ผู้พัฒนา ‘เหมียวจด’ แอปจดรายจ่ายอัตโนมัติ เข้าใจ Pain Point นี้ดี และรู้ว่าทางออกไม่ใช่การอดออม แต่คือการหันมาจัดการเงินของตัวเองแบบจริงจัง   เริ่มจากเรื่องง่ายที่สุดอย่างการทำให้รายจ่ายของตัวเอง ‘มองเห็นได้’ เพราะจริง ๆ แล้วตัวเลขที่เราใช้มักสูงกว่าที่คิดเสมอ และทุกวันนี้รายจ่ายเรากระจายอยู่ทั้งในหลายแอป หลายบัตร หลายบัญชี จะมาไล่จดเองก็ตามไม่ไหว   ตัวช่วยการจดรายจ่ายอัตโนมัติอย่างแอป ‘เหมียวจด’ เลยเข้ามาช่วยตรงนี้ ด้วยระบบจดรายจ่ายอัตโนมัติที่รองรับแอปการเงินและธนาคารชั้นนำในไทยกว่า 20 แอป พร้อมฟีเจอร์จดรายจ่ายบัตรเครดิต รวมทุกการใช้เงินมาไว้ในที่เดียว คราวนี้จะโอนไวจ่ายเร็วผ่านแอป หรือรูดบัตรกระจายหลายใบก็ไม่มีรายการไหนหลุดสายตาอีกต่อไป แค่เห็นเงินตัวเองชัดทุกบาท ก็เท่ากับคุมเงินได้แล้วครึ่งทาง   ‘เหมียวจด’ แอปจดรายจ่ายอัตโนมัติ   นอกจากการจดรายจ่ายอัตโนมัติที่เป็นฟีเจอร์หลัก เหมียวจดยังมีอีก 2 ฟีเจอร์ที่ช่วยคุม Micro Spending ได้ง่ายขึ้น อย่างแรกคือ   ฟีเจอร์ Budget Alert หรือการตั้งงบรายจ่าย ช่วยให้ผู้ใช้เริ่มสู้รายจ่ายจิ๋ว ๆ ด้วยหลัก Micro Budgeting ซึ่งก็คือการตั้งงบในหมวดหมู่หรือแฮชแท็กที่สนใจ เพื่อเปลี่ยนการใช้เงินตัวเองจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อน เช่น ฟีเจอร์ค่ากินนอกบ้านหรือค่าช้อปออนไลน์ พอยอดใกล้ถึงลิมิต แอปจะแจ้งเตือนให้รู้ตัวก่อนช็อตปลายเดือน พอคุมหมวดแรกได้แล้วค่อยขยายไปหมวดถัดไป ฟีเจอร์เหมียวดู ที่เปลี่ยนตัวเลขการใช้จ่ายจริงให้เป็นสรุปการเงินที่อ่านง่าย ทำให้เห็นว่าแต่ละเดือนเงินไหลไปหมวดไหน ค่าอะไรที่ใช้เยอะเป็นพิเศษ และรายจ่ายจริงซ่อนอยู่ตรงไหนกันแน่ เพราะหลายครั้งเรารู้สึกว่าก็ใช้ปกติ จนได้เห็นข้อมูลจริงถึงรู้ว่าเงินหายไปกับอะไร เพียงเท่านี้การคุมเงินที่เคยปวดหัวก็ง่ายขึ้นเยอะ   เพราะการเงินที่ดีไม่ได้เริ่มที่การหาเงินเพิ่ม แต่เริ่มที่การจัดการเงินที่มีอยู่ให้เป็น และในวันที่ Micro Spending กลายเป็นปัญหาในชีวิตประจำวันของทุกคน การเริ่มลดรายจ่ายยิบย่อยตั้งแต่วันนี้ ก็คือก้าวเล็ก ๆ ที่ทำให้การเงินของเราดีขึ้นได้   จดรายจ่ายกับเหมียวจดได้แล้ววันนี้ที่ https://www.meowjot.com/link/install หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://meowjot.com    

July 16, 2026 / 0 Comments
read more

สธ. จับมือทรู เปิดโดรนการแพทย์ SkyBridge ส่งยา-เวชภัณฑ์สู่ดอยสูงน่าน

PRnounce

สธ. X ทรู และภาคีเครือข่าย เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม SkyBridge แพลตฟอร์มขนส่งทางอากาศอัตโนมัติครั้งแรกของไทย ปูทางพลิกโฉมโลจิสติกส์สาธารณสุขทั่วประเทศ ประเดิมบินโดรนส่งยา-เวชภัณฑ์ พื้นที่ดอยสูงเมืองน่าน กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผนึกพันธมิตร ทั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (AEROTHAI) เปิด “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. พร้อมเปิดตัว SkyBridge แพลตฟอร์มบริหารจัดการขนส่งทางอากาศอัตโนมัติเพื่อการสาธารณสุข ก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ร่นระยะทางและเวลาขนส่งยา/เวชภัณฑ์ผ่านพื้นที่สูงในช่วงวิกฤต เตรียมขยายผลพื้นที่ห่างไกลอีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และผลักดันเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน/ภัยพิบัติ วันนี้ (16 กรกฎาคม 2569) ที่ สนามกีฬาพญาผานอง อ.ปัว จ.น่าน นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ (Drone)” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ด้วยความร่วมมือของ กระทรวงสาธารณสุข. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์   พร้อมด้วย นางสาวณัฐยาน์  ทวีวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 นพ.ภุชงค์ ชื่นชม. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน พญ.อัญชลี วงศ์ใน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว พล.อ.อ. มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พล.ต. บุญญฤทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) คณะผู้บริหารและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมโครงการนี้   นับเป็นความสำเร็จครั้งแรกของประเทศไทย. ในการนำเทคโนโลยียานบินไร้คนขับ (Drone) ทางการแพทย์ที่มีระยะทางบินไกลกว่าในอดีต และ “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) แพลตฟอร์มแรกและหนึ่งเดียวที่บูรณาการเข้ากับกระบวนการสาธารณสุขอย่างสมบูรณ์. รองรับโดรนหลากแบรนด์ พร้อมใช้ AI ขับเคลื่อนข้อมูลการบินและระบบความปลอดภัยเต็มฟังก์ชัน บนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู ออกแบบและพัฒนาโดยศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น มาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย  ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยคิกออฟปฏิบัติการจริงครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ภายใต้ “ปัวโมเดล” ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขา เส้นทางลัดเลาะตามไหล่เขาและหน้าผา ชุมชนกระจายตัว และบางช่วงของปีมีความเสี่ยงจากฝนตกหนัก ดินสไลด์ หรือน้ำป่าที่อาจทำให้เส้นทางภาคพื้นดินถูกตัดขาด สะท้อนศักยภาพของแพลตฟอร์ม SkyBridge ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับทุกความท้าทายในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศประเทศไทยโดยเฉพาะ   ตอบโจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดทางภูมิศาสตร์ ทั้งในพื้นที่ห่างไกล ภูเขาสูงชัน หรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่เส้นทางคมนาคมทางบกถูกตัดขาด เพื่อเป้าหมายสำคัญ คือ การทำให้ “ระยะทางและเวลา” ไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าถึงผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยในทุกพื้นที่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต หัวใจสำคัญของ “ปฏิบัติการอากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์” คือ การบูรณาการความร่วมมือ เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ทางการแพทย์รูปแบบใหม่ของประเทศ ที่มีความอัจฉริยะ ปลอดภัย แม่นยำ ตรวจสอบได้ และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต ซึ่งขับเคลื่อนโดย “True SkyBridge” แพลตฟอร์มต้นแบบที่ True Innovation Center พัฒนาใช้เชื่อมโยงโรงพยาบาล หน่วยบริการทางการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข และประชาชน ผ่านระบบขนส่งทางอากาศอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพด้วยความรวดเร็ว ทันท่วงที. ปลอดภัย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำศักยภาพเครือข่ายอัจฉริยะและเทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนานวัตกรรม ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน สร้างสรรค์คุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่สังคมและประเทศ นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า. กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายพัฒนาระบบบริการสุขภาพตามแนวพระราชดำริ. โดยมุ่งให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและมีคุณภาพ. โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ห่างไกล และพื้นที่เฉพาะ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์. รวมทั้งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสุขภาพ. เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 จึงได้จัดโครงการฯ ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ. โดยใช้อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์ในพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ป่าเขา ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางและมักได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำป่าไหลหลากหรือดินโคลนถล่ม ส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วย การลำเลียงยา/เวชภัณฑ์หรือสิ่งจำเป็นทางการแพทย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งที่ผ่านมา ได้ทดสอบการบินในพื้นที่ชายฝั่งทะเลไปแล้ว. พบว่าช่วยลดระยะเวลาและข้อจำกัดในการขนส่งทางทะเลได้อย่างมาก. อากาศยานไร้คนขับทางการแพทย์จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการยกระดับการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน. รวมทั้งช่วยเสริมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ต้องขอขอบคุณ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่สนับสนุนด้านเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ. ระบบการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านเทคนิค. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กสทช., CAAT, AEROTHAI และหน่วยงานในพื้นที่ ทำให้เกิดการบูรณาการเทคโนโลยีการสื่อสารเข้ากับระบบบริการสาธารณสุข. ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนได้จริงหลังจากนี้จะขยายผลในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ อีก 10 แห่ง เช่น โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่. และผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการทั้งในภาวะปกติและในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติต่อไป” นายนรินทร์กล่าว นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ทรู. ได้เปิดตัว “True SkyBridge” แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทางอากาศอัตโนมัติ (Autonomous Air Logistics Platform) ออกแบบและพัฒนาโดย ศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู. คอร์ปอเรชั่น เพื่อสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งจะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์สาธารณสุขในระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถบริหารจัดการภารกิจการขนส่งทางการแพทย์แบบครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนเส้นทาง. การตรวจวัดคุณภาพสิ่งนำส่งทางการแพทย์และติดตามการบินแบบเรียลไทม์. การบริหารและควบคุมฝูงบิน ระบบความพร้อมและความปลอดภัยของยานบินไร้คนขับ ไปจนถึงระบบเอกสารอัตโนมัติ บันทึกเวลาและพิกัดตลอดเส้นทางการบิน ทำให้การจัดส่งยา เวชภัณฑ์ และตัวอย่างทางการแพทย์ ในทุกเที่ยวบินเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นบนเครือข่ายอัจฉริยะของทรู อีกทั้งยังเป็นระบบที่ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนหลังได้. และสามารถขยายผลสู่เครือข่ายระดับประเทศในอนาคต โดยวันนี้ได้บินสาธิต 2 เส้นทาง ภายใต้ “ปัวโมเดล” ประกอบด้วย “โมเดลความต่อเนื่องฐานเดิม (NCD’s Continuity Model)” ส่งยาสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยังลานชุมชนบ้านร้องแง. และบินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 4 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 3.5 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ใช้เวลา 7 นาที สร้างผลลัพธ์ความเร็วและช่วยประหยัดเวลาได้ 50% และ “โมเดลภัยพิบัติขั้นวิกฤต (Disaster Response Model)” ขนส่งยาไปยังพื้นที่ห่างไกลที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด. ผ่านภูเขาสูงชัน หน้าผา และป่าทึบ จากสนามกีฬาพญาผานอง ไปยัง สนามบาสเกตบอล โรงเรียนบ้านน้ำปัว และ บินกลับเพื่อนำส่งตัวอย่างทางการแพทย์ ระยะทางไป–กลับ 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 35 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 2 ชั่วโมง จึงช่วยประหยัดเวลามากถึง 70%

July 16, 2026 / 0 Comments
read more

‘คำโตโต Fintrip’ โปรแกรมทัวร์มุสลิมจาก ‘บังโต’ พักเรื่อง ‘เนื้อแท้’ ไปเที่ยวกันก่อน

Zcreat

‘บังโต’ พักดราม่าเนื้อแท้ เปิดตัว ‘คำโตๆ Fintrip’ ธุรกิจทัวร์ฮาลาล เจาะตลาดนักเดินทางมุสลิมและพรีเมียม แก้เพนพอยต์ออกเดินทางได้ร้านอาหารสะอาด ปลอดภัยดีต่อใจทุกมื้อ-พร้อมจัดเวลาละหมาด เปิดเส้นทางแรกซินเจียง ประเทศจีน    เปิดธุรกิจทัวร์ฮาลาลเจาะตลาดเฉพาะ ‘คำโตๆ Fintrip’ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท คำโตโต จำกัด และ Fin Trip ให้บริการทัวร์สำหรับนักเดินทางมุสลิม พร้อมแนวคิด ‘เที่ยวฟิน กินฮาลาล’ เจาะตลาดคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยวพรีเมียม แก้ Pain Point นักเดินทางมุสลิม ‘บังโต’ ร่วมออกแบบโปรแกรมการเดินทางพร้อมคัดสรรร้านอาหารฮาลาลทุกมื้อ จัดเวลาละหมาด เลือกที่พักที่เหมาะกับวิถีมุสลิม เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดการเดินทาง ทริปแรกซินเจียง รับเทรนด์ท่องเที่ยวเศรษฐกิจฮาลาล เส้นทางแรกคือ ‘ซินเจียงเหนือ ประเทศจีน’ 7 วัน ราคาเริ่มต้น 74,965 บาท สะท้อนโอกาสตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศและเศรษฐกิจฮาลาลโลกที่ยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 6.5–9% ต่อปี   หลัง ‘บังโต-วีรชน ศรัทธายิ่ง’ อดีตศิลปินยุค90 นักร้องนำวงซิลลี่ฟูลส์ (Silly Fools) ผู้ก่อตั้งบริษัทคอมพานี บี จำกัด (Company B) พร้อมหุ้นส่วน ‘บังตาล-นภศูล รามบุตร’ ออกมาปิดจบกระแสดราม่าแบรนด์ ‘เนื้อแท้’ ไม่จ่ายเงินเดือนพนักงาน ที่เกิดจากปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินหลังขยายธุรกิจรวดเร็ว ไปเมื่อช่วงข้ามคืนวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา   โดย ‘บังโต-บังตาล’ ได้ออกมาชี้แจงและยืนยันว่าได้จ่ายเงินเดือนให้พนักงานครบทั้งหมดแล้ว ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)   ส่วนเรื่องประกันสังคมนั้นได้ขอใช้สิทธิ์ยืดระยะเวลาชำระ พร้อมเตรียมปรับโครงสร้างลดสาขาเหลือ 6-7 แห่ง เพื่อโฟกัสคุณภาพและการบริการให้ดีที่สุด ไปแบบสดร้อนๆ   ล่าสุดในล่าสุด มีสิ่งที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ ‘บังโต’ อีกครั้งโดยในวันนี้ (16 กรกฎาคม) จากการประกาศความร่วมมือพร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ระหว่างบริษัท บริษัท คำโตโต จำกัด และ บริษัท Fin Trip จำกัด เปิดธุรกิจตัวแทนการท่องเที่ยวภายใต้แบรนด์ ‘คำโตๆ Fintrip’ ที่มาพร้อมกับแนวคิด (Concept)  ‘เที่ยวฟิน กินฮาลาล’ ท่ีมองเห็นโอกาสทางการท่องเที่ยวในตลาดนักเดินทางท่องเที่ยวในกลุ่มมุสลิม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และนักเดินทางระดับพรีเมียม   ขณะที่ ‘คำโตๆ Fintrip’ ได้ถูกออกแบบมาทำหน้าที่แก้ปัญหา (Painpoint) ในกลุ่มนักเดินทาง/นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม ด้านต่างๆ อย่าง การหาร้านอาหารฮาลาล การจัดเวลาละหมาด การเลือกที่พักที่เหมาะกับวิถีมุสลิม   ทั้งหมด ถือเป็นความต้องการสำคัญของการท่องเที่ยวฮาลาล โดยในทุกเส้นทาง ‘คำโตๆ Fintrip’  จะยังคัดสรรร้านอาหารฮาลาลทุกมื้อในแต่ละประเทศ พร้อมวางแผนเวลาให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสะดวก เพื่อสร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมุสลิมอย่างครบถ้วน   แน่นอนว่าโปรแกรมเหลานี้ ถูกออกแบบร่วมกับ ‘บังโต’ หนึ่งในพันธมิตรหลัก ‘คำโตๆ Fintrip’ โดยแนวคิดของทัวร์ยังมุ่งสร้างคอมมูนิตี้นักเดินทางที่มีไลฟ์สไตล์และความสนใจเดียวกัน เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางร่วมกัน   เปิดเส้นทางเที่ยวฮาลาล ‘ซินเจียง’   บังโต บอกถึง ‘จุดเริ่มต้นธุรกิจ’ มาจากประสบการณ์ค้นหาร้านอาหารฮาลาลคุณภาพ ทั้งในไทยและต่างประเทศ และต่อยอดสู่บริการทัวร์เฉพาะกลุ่ม”   ข้อมูลจาก Brandinside ระบุว่าสำหรับโปรแกรม ‘คำโตๆ Fintrip’  เตรียมพาออกเดินทางเส้นทางแรก คือ  ‘ซินเจียงเหนือ ประเทศจีน’ ด้วยระยะเวลาเดินทาง 7 วันและในตอนนี้เปิดขาย 3 รูปแบบ คือ   เดินทางร่วมกับ ‘บังโต’ ราคา 79,965 บาท เดินทางร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์อื่น ราคา 77,965 บาท ทัวร์ปกติราคา 74,965 บาท   ‘บังโต’ ให้เหตุผลการเลือกจุดหมายปลายทาง ‘ซินเจียงเหนือ’ ก่อนนั้นด้วยมองว่าประเทศจีนมีความน่าสนใจ มีคนรู้จักและคุ้นเคยน้อยกว่าญี่ปุ่น และมุสลิมหลายๆ คนน่าจะยังไม่เคยไปเที่ยวประเทศจีนด้วย ซึ่งในอนาคต ‘บังโต’ ยังวางแผนขยายเส้นทางไปยังเมืองอื่นๆ ในจีน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม ในเร็วๆ นี้ด้วย   จากแนวคิดธุรกิจใหม่ ‘คำโตโต Fintrip’ สะท้อนชัดถึงโอกาสแนวโน้มการออกเดินทางของคนไทยไปยังต่างประเทศ ที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง โดยมีข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ออกมาสนับสนุนว่าในช่วงต้นปี2569 ตลาดท่องเที่ยวไทยเดินทางไปต่างประเทศมีมูลค่าการใช้จ่ายกว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยจุดหมายปลายทางยอดนิยมยังอยู่ในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและจีน   นอกจากนี้ ในปี2568 ยังพบว่าเศรษฐกิจฮาลาลโลก มีมูลค่าสูงกว่า 2.3 ถึง 2.99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือมากกว่า 7 ล้านล้านบาท) โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีประเมินว่าเศรษฐกิจฮาลาลจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 6.5% – 9% ต่อปี อีกด้วย   ขณะที่ ข้อมูลจาก dataforthai ระบุ   บริษัท คำโตโต จำกัด (KAM TOE TOE CO., LTD.) ประกอบกิจการบริการทางด้านการตลาด การส่งเสริมการขาย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ทั้งทางด้านออนไลน์และออฟไลน์ (อยู่ในกลุ่มกิจกรรมของบริษัทโฆษณา) ธุรกิจก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 ใช้ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 100,000 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 ราย มีกรรมการบริษัท 2 คน คือ นายวีรชน ศรัทธายิ่ง ว่าที่ร้อยตรีอลังการ โสลิกี   ผลประกอบการย้อนหลัง 1 ปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2567) มีรายได้ 4,147,268 บาท กำไร 719,514 บาท คิดเป็น 17.35% ของรายได้   บริษัท ฟินทริป.คอม จำกัด (FINTRIP.COM CO., LTD.) ประกอบธุรกิจตัวแทนธุรกิจการเดินทาง ดำเนินธุรกิจมามากกว่า 6 ปี ก่อตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ใช้ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 5,000,000 บาท (ในชื่อ สไมล์ทริป.คอม จำกัด ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น ฟินทริป.คอม จำกัด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2566) มีผู้ถือหุ้น 3 ราย มีกรรมการบริษัท 2 คน ได้แก่ นางสาวกัญญณัฐ เทพไชย นายอาทิตย์ เทพไชย   ผลประกอบการปี 2568 มีรายได้ 49,619,865.42 บาท กำไร 24,105.79 บาท  

July 16, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท บอนวอย ชวน สัมผัส Dark Beat Boxercise ทัวร์ ทองหล่อ พร้อม ปาร์ตี้ มัทฉะ สุดคึกคัก

PRnounce

แมริออท บอนวอย และ โรงแรม มาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น ร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งพลังและความสนุกกับ SPLASH BOX ชวนชาวกรุงเทพและนักเดินทางร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Dark Beat Boxercise” สุดเร้าใจ ทัวร์รถบัสสำรวจย่านทองหล่อ และปาร์ตี้มัทฉะสุดคึกคัก   แมริออท บอนวอย โปรแกรมการท่องเที่ยวและสะสมคะแนนที่ได้รับรางวัลระดับโลกจาก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เดินหน้าสร้างสีสันให้กับวงการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวแพ็กเกจสุดเอ็กซ์คลูซีฟใหม่ภายใต้ แมริออท บอนวอย โมเมนต์ส ณ โรงแรม มาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น เริ่มต้นเพียง 5,000 คะแนนจากแมริออทบอนวอยสมาชิกสามารถร่วมประมูลเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผสานการออกกำลังกาย อาหาร และการสำรวจเสน่ห์ของย่านท้องถิ่น ผ่านความร่วมมือสุดพิเศษกับ Splash Box ในย่านทองหล่ออันคึกคักใจกลางกรุงเทพฯ   กิจกรรมสุดพิเศษนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งชาวกรุงเทพและนักท่องเที่ยว โดยสมาชิก แมริออท บอนวอย จะได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุกที่ Splash Box คลาสมวยเพลง EDM ที่ผสานโลกของการชกมวยและความสนุกสไตล์คลับเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ตั้งอยู่ใจกลางย่านทองหล่ออันเต็มไปด้วยชีวิตชีวา โดดเด่นด้วยแนวคิดฟิตเนสแห่งอนาคตที่เปลี่ยนการออกกำลังกายให้เป็นประสบการณ์สุดเร้าใจ ภายในสตูดิโอที่ได้แรงบันดาลใจจากไนต์คลับ ผู้เข้าร่วมจะได้ปลดปล่อยพลังผ่านคลาส “Dark Beat Boxercise” ท่ามกลางจังหวะดนตรีสดจากดีเจ สร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและเปี่ยมด้วยพลังไม่ต่างจากค่ำคืนบนฟลอร์เต้นรำ   สมาชิกแมริออท บอนวอย สามารถใช้คะแนนสะสมเพื่อร่วมประมูลหนึ่งใน 10 แพ็กเกจสุดพิเศษ โดยประสบการณ์จะเริ่มต้นด้วยคลาสต่อยมวยสุดมันส์ความยาว 1 ชั่วโมง ที่ผสานการออกกำลังกายเข้ากับเสียงดนตรีได้อย่างลงตัว เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้พื้นฐานการชกมวย พร้อมกระตุ้นร่างกายและปลุกทุกประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวไปตลอดกิจกรรม   หลังจบคลาส ผู้เข้าร่วมจะได้โดยสารรถบัสสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของย่านทองหล่อ เพื่อสัมผัสบรรยากาศของย่านสุดฮิปแห่งนี้ ก่อนเดินทางสู่โรงแรม มาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น เพื่อเพลิดเพลินกับอาหารว่างและปาร์ตี้มัทฉะสุดพิเศษ ณ ห้องอาหารเอกะลักษณ์ (EKKALUCK) หนึ่งในห้องอาหารยอดนิยมของโรงแรมที่ได้รับคะแนนรีวิวโดดเด่นบน Tripadvisor พร้อมรับของที่ระลึกสุดพิเศษกลับบ้านเป็นความทรงจำจากประสบการณ์อันน่าประทับใจครั้งนี้ โดยแพ็กเกจเริ่มต้นเพียง 5,000 คะแนนแมริออท บอนวอย   นอกจากนี้ ยังมีแพ็กเกจพิเศษจำนวน 3 แพ็กเกจ ที่รวมการเข้าพัก 1 คืน ณ โรงแรม มาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น พร้อมอาหารเช้าแบบสดใหม่ไม่อั้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ดื่มด่ำกับเสน่ห์ของย่านทองหล่ออย่างเต็มที่ ก่อนร่วมสนุกกับกิจกรรมที่ Splash Box และปิดท้ายวันด้วยอาหาร เครื่องดื่ม และของที่ระลึกสุดพิเศษ โดยแพ็กเกจพร้อมที่พักเริ่มต้นเพียง 25,000 คะแนนแมริออท บอนวอยเท่านั้น โดยเปิดให้ร่วมประมูลระหว่างวันนี้ – 7 สิงหาคม 2569 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แมริออท บอนวอย โมเมนต์ส และการร่วมประมูลประสบการณ์สุดพิเศษครั้งนี้ สามารถเยี่ยมชมได้ที่นี่ https://moments.marriottbonvoy.com/en-us/moments/collection/1188  

July 16, 2026 / 0 Comments
read more

Cloud11 มิกซ์ยูส2หมื่นล.โมเดลเปลี่ยนค่าเช่าพื้นที่ครีเอทีฟทุกตร.ม. เป็นเครดิตแลกใช้สตูดิโอ

WeView

Cloud11 เมกะโปรเจกต์พื้นที่ครีเอทีฟ 2.5 แสนตร.ม. กับมิติใหม่วงการอสังหาฯ ที่ให้ผู้เช่าเปลี่ยนทุกตารางเมตรเป็นเครดิตสำหรับแลกใช้งานสตูดิโอได้ กับมุมมองรับอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ‘Growth Engine’ ตัวใหม่ของไทย   ในตอนนี้ ‘ประเทศไทย’ มีพื้นที่ครีเอทีฟบนขนาดกว่า 2.5 แสนตารางเมตรในโครงการ Cloud11 มิกซ์ยูสมูลค่า 2 หมื่นล้าน บนทำเลแนวถนนสุขุมวิทช่วงอ่อนนุช–บางนา  ซึ่งเป็นของ ‘MQDC’ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ที่เปิดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ (16 กรกฎาคม)   Alternate-X มีโอกาสร่วม อินสเปกชั่น ‘Cloud 11’ ล่วงหน้าหนึ่งวันก่อนจะเปิดตัวโครงการฯ อย่างเป็นทางการ พร้อมรับฟังข้อมูลน่าสนใจหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นในโครงการฯนี้ ที่ใช้โจทย์อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นจุดเริ่มตั้งต้นทำโครงการ พร้อมครองคีย์เวิร์ด ‘Creative Landmark’ รองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ   โอกาสอุตฯสร้างสรรค์ 1.44 ล้านๆ บาท   พอล สิริสันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cloud11 บอกว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว คิดเป็นมากกว่า 8% ของ GDP หรือมีมูลค่าราว 1.44 ล้านล้านบาท ปัจจุบันมีธุรกิจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กว่า 93,000 ราย และสร้างการจ้างงานให้คนไทยกว่า 1 ล้านคน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์กำลังเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ   จากโอกาสนี้แล่ะที่ Cloud11 ภายใต้ MQDC ได้มองเห็นอนาคตพร้อมพาอุตสาหกรรมธุรกิจสร้างสรรค์เข้าสู่ระบบนิเวศ ‘Creative Ecosystem’ ของไทยให้มากรุ๊ปปิงเป็นจักรวาลความครีเอทีฟของประเทศไทยไว้ด้วยกัน     เขา ยังบอกว่าในแต่ละปี ‘ไทย’ มีความเนื้อหอมมากๆ ในด้าน ‘ทำเล’ การถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างประเทศ ซึ่งทุกปีมีกองถ่ายทำทั้งฟิล์ม และ ซีรียส์ จากต่างชาติเข้ามาในไทยไม่ต่ำกว่า 30 เรื่อง   จากจุดนี้ Cloud 11 ยังได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วยอำนวยความสะดวกและสิทธิพิเศษทางภาษีให้แก่บริษัทในกลุ่มคอนเทนต์และบันเทิงจากต่างประเทศ อีกด้วย   นอกจากนี้ ๆ ‘ไทย’ ยังเป็นสถานที่รองรับการจัดงานเทศกาลดนตรี คอนเสิร์ตต่างๆ จากต่างประเทศร่วมกว่า 1,000 อีเวนต์   ด้วยมูฟเมนต์กิจกรรมเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนหนี่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่นำไปสู่การเติมเต็มสู่ภาพใหญ่ซึ่งทำให้ Cloud11 และ MQDC มองเห็นความครีเอทีฟของเนื้อหาคอนเทนต์ดังกล่าว จะผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เป็นเครื่องยนต์ศรษฐกิจอนาคตตัวใหม่ ‘Growth Engine’ ของไทยนับจากนี้ไป  ที่มาจาก ‘ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว’ ที่จะมีส่วนร่วมมากๆ ต่อการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปด้วย กัน   เปลี่ยนค่าเช่าพื้นที่ใช้ฟรีสตูดิโอ   พอล บอกว่าล่าสุด ‘Cloud11’ ลงทุนอีก 1,000 ล้านบาท พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตคอนเทนต์ที่ครบวงจรที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค บนพื้นที่ขนาด 7,000 ตารางเมตร ครอบคลุมการให้บริการ ตั้งแต่   สตูดิโอถ่ายทำมาตรฐานสากล ห้องบันทึกเสียง ห้องซ้อมเต้น สตูดิโอ Post-production สตูดิโอไลฟ์ (Live Commerce Facilities)   โดยทั้งหมด ยังเชื่อมต่อกับพื้นที่ทำงานขององค์กรและผู้ประกอบการโดยตรง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการผลิตผลงานสร้างสรรค์เชิงพาณิชย์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร้รอยต่อภายในระบบนิเวศเดียวกัน   “Cloud 11 ยังมีอีโคซิสเต็มที่เชื่อมโยงผู้เช่าพื้นที่เข้าด้วยกัน โดยให้ผู้เช่านำพื้นที่ทุกตารางเมตรในพื้นที่เช่าโครงการฯ มาแลกเป็นเครดิต สำหรับใช้บริการห้องสตูดิโอภายในโครงการได้”   พอล ยังตอบคำถามถึงบริการสตูดิโอในเวลานี้ จะยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่? หลังการมาของเอไอได้เเข้าแทนที่งานโปรดักชันไปแล้วในหลายๆด้านแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ เองต่างคุ้นเคยการใช้งานเอไอมาร่วมกับงานโปรดักชัน เป็นอย่างดี ซึ่ง เขาบอกว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากนัก ด้วยแม้จะมีเอไอเข้ามาเป็นผู้ช่วยคนแล้วก็ตาม แต่การมีสตูดิโอ ยังจำเป็นอยู่ด้วยยังเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างผู้คน ‘Human Connection’ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งในจุดนี้เอไอยังไม่สามารถทำได้   พร้อมยกตัวอย่างว่า เห็นได้จากช่วงโควิด19 ผู้คนทั่วโลกต่างอยู่ในบ้าน ทำงาน ใช้ชีวิต แต่สุดท้ายแล้วเมื่อทุกอย่างปลดล็อก ‘ทุกคน’ ต่างอยากกลับมาใช้ชีวิตพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างกัน ซึ่งเอไอ ยังไม่สามารถทำได้ทั้งหมด   นอกจากนี้ สูตูดิโอ Cloud11 ยังเอื้อการทำงานร่วมกันอย่างมากให้กับทีมงานโปรดักชั่น ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยยิ่งเมื่อมีเอไอเข้ามาช่วยในงานวิชวล กราฟฟิกได้ราบลื่นยิ่งขึ้นไปอีก จากจุดเด่นสิ่งแวดล้อม อีโคซิสเต็ม ในโครงการฯ นี้ทั้งหมด     South Sukhumwit ครีเอทีฟ แลนด์มาร์ค ไทย   MQDC ย้อนโปรเจกต์นี้ได้วางแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2020 หรือราว 6 ปีก่อน หลังพบที่ดินแปลงนี้ซึ่งมีขนาด 27 ไร่ที่สอดคล้องกับความตั้งใจของ MQDC ต่อการพัฒนาให้ทำเล ‘บางจาก-อุดมสุข-ปุณณวิถี-บางนา’ สู่ย่านสุขุมวิทตอนใต้ ‘South Sukhumwit’ ให้เป็นพื้นที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งยังเชื่อมต่อกับโครงการ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ที่ตั้งอยู่ในทำเลเดียวกันก่อนหน้านี้ อีกด้วย   ผู้บริหาร MQDC เล่าต่อถึงความใส่ใจตั้งแต่การเริ่มออกแบบโครงการฯ ในการอนุรักษ์ ‘ต้นไทรอายุ 100 กว่าปี’ ที่อยู่บนที่ดินแห่งนี้มาก่อนหน้านี้ โดยเลือกที่จะให้ต้นไทรยังอยู่ที่เดิม แทนการล้อมต้นไม้แล้วย้ายออกที่อื่น โดย MQDC ใช้แนวทางการออกแบบด้วยกลยุทธ์ ‘The Courtyard’ วางผังการก่อสร้างอาคารโครงการให้ล้อมรอบพื้นที่สีเขียวไว้ตรงกลาง เพื่อเปิดให้เป็น ‘Green Space’ พื้นที่ใช้งานส่วนกลางร่วมกันภายในโครงการฯ  ที่ยังมีต้นไทรเก่าแก่คงอยู่เหมือนเดิม   โดยเมื่อสรุปแบบแล้วเสร็จ พร้อมเริ่มก่อสร้างในช่วงปี 2022 จากนั้นโครงการฯเจอกับความท้าทายโครงการครั้งใหญ่ในปี 2024 ทำให้ต้องชะลอการก่อสร้างโครงการ C;oud11 ออกไปก่อนกลับมาสร้างได้ต่อจนเสร็จสมบูรณ์และนำสู่การเปิดให้บริการในปี 2026 ได้วันนี้ ในที่สุด   Day1 ของ Cloud11 มีอะไรบ้าง?   สำหรับการเปิดตัวในเฟสแรกของ Cloud11 รวบ 11 Passion Engines ครอบคลุมทั้ง อาหาร แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี การเต้น ศิลปะ กีฬา สุขภาพ เกม Content Creation งานเทศกาล Urban Park   โดยในตอนนี้ มีพันธมิตรกว่า 100 รายร่วมให้บริการแล้ว อาทิ Pad Thai Padel SM True TrueVisions Kantana Cat Radio 1500 Sound Academy สถาบันสอนดนตรีจากสหรัฐอเมริกาที่อยู่เบื้องหลังศิลปินระดับโลก Doc Club & Friends บ้านใหม่ของโรงภาพยนตร์นอกกระแส สำหรับคนรักภาพยนตร์สารคดีและภาพยนตร์ทางเลือกจากทั่วโลก ของ ‘หมู-กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป’ และ ‘ธิดา ผลิตผลการพิมพ์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Documentary Club ที่จับมือกับ บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ และ ป๋อมแป๋ม-นิติ ชัยชิตาทร สร้างสรรค์บาร์สำหรับคนในวงการและผู้ที่สนใจ และยังมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมด้านภาพยนตร์ พร้อมเป็นหนึ่งในสถานที่จัดงาน Bangkok International Film Festival ประจำปีนี้ด้วย Trendy Gallery แกลเลอรีศิลปะร่วมสมัย ที่เลือกเปิดพื้นที่ถาวร ณ จุดสำคัญของโครงการ โดยจัดแสดงผลงานของศิลปินชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ มด-นิสา ศรีคำดี หรือ Crybaby Molly โน้ส-อุดม แต้พานิช ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร เจ้าของผลงานน้องมะม่วง Mackcha (แม็กชา) แม็กกี้ – ชรารัตติ์ สาระอาภรณ์ Karms ธรรมธัช สายทอง POORBOY ต้น – เกษมวิทย์ ชวีวัฒน์ เป็นต้น theCOMMONS Cloud 11 สาขาที่ใหญ่ที่สุดของ theCOMMONS คอมมูนิตี้สเปซ บนพื้นที่กว่า 5,420 ตารางเมตร รวบรวมร้านอาหารและเครื่องดื่มกว่า 40 ร้าน วางตำแหน่งเป็น ‘South Sukhumvit Nourishing Backyard’ เชื่อมโยงผู้คนและคอมมูนิตี้หลากหลายของย่านสุขุมวิทใต้ให้ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนไอเดีย และใช้เวลาร่วมกัน ผ่านอาหาร ดนตรี กิจกรรมและประสบการณ์ที่หมุนเวียนเกิดขึ้นตลอดทุกวัน นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ที่เตรียมร่วมโครงการ ทั้งในกลุ่มร้านค้า ร้านอาหาร และ Lifestyle Experiences ที่จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันแรก และทยอยเปิดให้บริการเพิ่มเติมในเฟสถัดไป พร้อมโปรแกรมกิจกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยจุดประกายไอเดียใหม่ ๆ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง FYI-Cloud11 มิกซ์ยูสโมเดลใหม่มูลค่า 2 หมื่นล้านบาทจาก MQDC บนพื้นที่กว่า 2.5 แสนตารางเมตรที่แมปเป็น ‘Creative Landmark’ แห่งเอเชีย โครงการนี้ใข้โจทย์อนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาเป็นตัวตั้ง จากปัจจุบันมีมูลค่าในตลาดสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของ GDP ประเทศ สะท้อนความแข็งแกร่งผ่านแรงงานในอุตสาหกรรมที่มีธุรกิจสร้างสรรค์กว่า 93,000 ราย และสร้างงานสร้างอาชีพให้คนไทยแล้วมากกว่า 1 ล้านคน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ  

July 16, 2026 / 0 Comments
read more

แสนสิริ เปิด ‘ฮับ หัวหิน’ คอนโด แต่งครบ เริ่ม 1.19 ล้าน เจาะ นักลงทุน ทุกเจเนอเรชัน

PRnounce

แสนสิริส่ง “ฮับ หัวหิน” คอนโดใหม่แต่งครบ เริ่ม 1.19 ล้าน* ปักธงหัวหิน ครบทุกเซกเมนต์ ชูศักยภาพทำเลแห่งการอยู่อาศัย พักผ่อน และการลงทุน   ตอกย้ำผู้นำตลาดอสังหาฯ หัวหิน เปิดตัว “ฮับ หัวหิน (HUB Hua Hin)” คอนโดมิเนียม แห่งใหม่พร้อมอยู่ปลายปีนี้ ราคาเริ่มต้น 1.19 ลบ.* เดินทางสะดวก ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริงของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่ม วัยทำงาน ใกล้แหล่งงาน สถานศึกษา โรงพยาบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ชูจุดเด่นทำเลและศักยภาพการลงทุน ใจกลางหัวหิน เพียง 5 นาที ถึงบลูพอร์ต หัวหิน พร้อมโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) สูงกว่า 7%* ต่อยอดพอร์ตโครงการในหัวหินครบทุกโปรดักต์เซกเมนต์ รองรับดีมานด์การอยู่อาศัย การพักผ่อน และการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง   บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์หัวหินกว่า 40 ปี เปิดตัวโครงการล่าสุด “ฮับ หัวหิน (HUB Hua Hin)” คอนโดมิเนียมแต่งครบพร้อมอยู่ (Fully Furnished) ในปลายปีนี้ มูลค่าโครงการกว่า 300 ล้านบาท ชูจุดเด่นทำเลศักยภาพใจกลางเมืองหัวหิน เดินทางสะดวกสบายเพียง 5นาทีถึงบลูพอร์ต หัวหิน (Bluport Huahin) เข้าเมืองง่าย และเดินทางไปปราณบุรีเพียง 25 นาที   รองรับทั้งผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยจริง กลุ่มคนทำงานทางไกล (Digital Nomad) และนักลงทุนที่ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) สูงกว่า 7%*   นายวิสุทธิ์ จันทร์วัฒรังกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "หัวหินเป็นหนึ่งใน Strategic Location สำคัญที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยหนุนด้านการท่องเที่ยวและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านพักตากอากาศ แต่ขยายตัวสู่กลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง คนทำงานรูปแบบ Work from Anywhere รวมถึงกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการปล่อยเช่าให้กับบุคลากรทางการแพทย์ นักท่องเที่ยวระยะยาว และชาวต่างชาติวัยเกษียณ แสนสิริจึงพัฒนาโปรดักต์ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์เพื่อตอบโจทย์ RealDemand ในพื้นที่อย่างแท้จริง   ปัจจุบันหัวหินกำลังก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งการอยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกมิติ ด้วยความพร้อมของระบบคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างพื้นฐานครบครัน ทั้งศูนย์การค้า โรงพยาบาลมาตรฐานสากล โรงเรียนนานาชาติ สนามกอล์ฟ และแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่เดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยว ส่งผลให้หัวหินยังคงได้รับความสนใจจากทั้งผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ และเป็นหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย บ้านพักตากอากาศ และการลงทุนที่มีศักยภาพสูงของประเทศ   ด้วยศักยภาพของตลาดดังกล่าว แสนสิริจึงเดินหน้าพัฒนาพอร์ตโครงการในหัวหินให้ครอบคลุมทุกระดับราคา รองรับทุกไลฟ์สไตล์และทุกความต้องการของลูกค้า ได้แก่ เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน (The Standard Residences, Hua Hin) Branded Residence ระดับเวิลด์คลาส ภายใต้แบรนด์ The Standard แห่งแรกในเอเชีย และแห่งที่ 3 ของโลก กาบานาส หัวหิน (CABANAS Hua Hin) คอนโดมิเนียมสไตล์โปรตุเกส ใกล้ชายหาดเพียง 300 เมตร* ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70% รวมถึงเฮย์ หัวหิน (HAY Hua Hin) คอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี จนสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ ฮับหัวหิน (HUB Hua Hin) คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ราคาจับต้องได้ สะท้อนความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดหัวหินของแสนสิริ   ฮับ หัวหิน (HUB Hua Hin) มูลค่าโครงการกว่า 300 ล้านบาท* ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดประมาณ 1 ไร่ จำนวน 211 ยูนิต ขนาดเริ่มต้นที่ 25-40 ตร.ม. มีให้เลือก 2 รูปแบบ ได้แก่ 1 ห้องนอน และ 1 ห้องนอนพร้อมห้องอเนกประสงค์ ตกแต่งครบแบบพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnished) โดดเด่นด้วย New Layout แนวคิดการออกแบบห้องรูปแบบใหม่ที่เพิ่มความโปร่งโล่ง ยืดหยุ่น และใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รองรับทั้งการอยู่อาศัย การพักผ่อน และการลงทุนปล่อยเช่า บนทำเลศักยภาพใจกลางหัวหินที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง พร้อมโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) กว่า 7%* ฮับ หัวหิน (HUB Hua Hin) เตรียมเปิดให้ชมตึกจริง พร้อมอยู่ในช่วงปลายปีนี้ ราคาเริ่มต้นเพียง 1.19 ล้านบาท* พร้อมโปรโมชันพิเศษ ฟรีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า*   ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์และข้อมูลอัปเดตก่อนใครได้ที่ https://siri.ly/WJJoAj7 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: https://siri.ly/2uh6QF7 หรือโทร Sansiri Call Centre 1685

July 16, 2026 / 0 Comments
read more

ARAYA ชี้ Smart Industrial Estate กุญแจ ดึงการลงทุนอนาคต เข้าไทย

PRnounce

ARAYA ชูมาตรฐาน Smart Industrial Estate กุญแจสำคัญดึงดูดการลงทุนแห่งอนาคตสู่ประเทศไทย     ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากเมกะเทรนด์สำคัญ ทั้งข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ระดับสากลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น การเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ตลอดจนความต้องการของบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มุ่งสร้างเครือข่ายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงถึงกันมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนแห่งอนาคต   เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จึงร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึง อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA – The Eastern Gateway) ในการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านนิคมอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในความร่วมมือดังกล่าวคือการผลักดันการรับรองมาตรฐาน Smart Industrial Estate ของ กนอ. ซึ่งนิคมอุตสาหกรรมอารยะได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าว โดยได้รับเกียรติรับมอบใบประกาศรับรองมาตรฐาน Smart Industrial Estate จากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารจากกระทรวงอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทยสู่มาตรฐานระดับสากล   การได้รับการรับรองจาก กนอ. เป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมในการรองรับอุตสาหกรรมการผลิตและห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต ซึ่งช่วยให้ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ สามารถดึงดูดผู้ประกอบการจากภาคการผลิตและเทคโนโลยีมูลค่าสูง อาทิ บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศเยอรมนี และ ดูซาน คอร์ปอเรชั่น อิเล็กโตร-แมททีเรียลส์ บีจี จากสาธารณรัฐเกาหลี ที่สำคัญ การได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม New S-Curve และห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Supply Chain) ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว   นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า “Smart Industrial Estate มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมโลกในอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรม New S-Curve ซึ่งให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน กนอ. มีความยินดีที่โครงการอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ได้รับการรับรองเป็น Smart Industrial Estate และมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทย ทั้งนี้ กนอ. พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนา Smart Industrial Estate เพิ่มเติม เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศการลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”   นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า “ผู้ประกอบการทั่วโลกในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอารยะภายใต้มาตรฐาน Smart Industrial Estate ทำให้เราสามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักลงทุนได้อย่างครบถ้วน ด้วยการผสานเทคโนโลยีและโซลูชันอัจฉริยะเข้ากับทุกมิติของการดำเนินงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และส่งมอบความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานให้แก่ลูกค้า”   นิคมอุตสาหกรรมอารยะได้รับการพัฒนาภายใต้กรอบ 7 มิติของ Smart Industrial Estate ที่กำหนดโดย กนอ. ได้แก่ Smart Facilities, Smart IT, Smart Energy, Smart Economy, Smart Good Corporate Governance, Smart Living และ Smart Workforce โดยผสานเทคโนโลยีดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ระบบบริหารจัดการพลังงาน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เข้าไว้ในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อรองรับความต้องการด้านการดำเนินธุรกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง   หัวใจสำคัญของระบบนิเวศอัจฉริยะภายในนิคมอุตสาหกรรมอารยะ คือ Smart Intelligent Operations Center (Smart IOC) ศูนย์บัญชาการกลางที่เชื่อมโยงระบบปฏิบัติการทั้งหมดของนิคมแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มเดียว โดยรวบรวมข้อมูลจากระบบกล้องวงจรปิด ระบบเครือข่ายสารสนเทศ เซ็นเซอร์ IoT ระบบตรวจจับอัคคีภัย ระบบบริหารจัดการอาคาร และระบบบริหารจัดการซ่อมบำรุง เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์ และบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ยกระดับความปลอดภัย และเสริมสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการภายในนิคมอุตสาหกรรม   เกี่ยวกับ โครงการ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA THE EASTERN GATEWAY)   โครงการ ‘อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์’ กำเนิดจากความร่วมมือระหว่าง 3 บริษัทชั้นแนวหน้าในแวดวงอุตสาหกรรมของไทย ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน), บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่ ผ่านการผสมผสานรูปแบบพื้นที่อุตสาหกรรมร่วมกับความเป็นเมือง เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และโครงสร้างพื้นฐานระดับเวิลด์คลาส เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่างไร้รอยต่อ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้าไปสู่ความยั่งยืน และยังเป็นการร่วมผลักดันเศรษฐกิจเมืองไทยให้เจริญก้าวหน้าอีกด้วย

July 15, 2026 / 0 Comments
read more

NAREE เปิด Perfect Touch Blush 18 เฉดสี ดึง 4EVE ยกระดับแบรนด์เครื่องสำอางไทย

PRnounce

NAREE เดินเกมรุกตลาด Color Cosmetic เปิดตัว “Perfect Touch Blush” 18 เฉดสี ดึง 7 สาว 4EVE นั่งแท่น Face of Naree ตอกย้ำแบรนด์เครื่องสำอางไทยอันดับหนึ่ง   NAREE (นารี) แบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทย เดินหน้ารุกตลาด Color Cosmetic ครึ่งปีหลังเต็มกำลัง จัดงานเปิดตัวแคมเปญใหญ่ “NAREE Cute Never Fades” พร้อมเผยโฉมผลิตภัณฑ์ใหม่ NAREE Perfect Touch Blush บลัชออน 3 เนื้อ 18 เฉดสี ตอบโจทย์ทุกสีผิวและทุกสกินโทน ภายใต้แนวคิด “ปัดเฉดไหนก็คิ้วท์ เข้ากับทุกผิว ทุกสกินโทน” พร้อมสร้างสีสันครั้งใหม่ให้ตลาดด้วยการเปิดตัว 7 สาววง 4EVE ในฐานะ “Face of Naree” ที่จะมาร่วมส่งต่อความคิ้วท์แบบตะโกน ณ ชั้น 1 โซน EDEN ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์   การเปิดตัวครั้งนี้ นำโดย คุณวีรยุทธ์ วงษ์รักษา Managing Director และ คุณมุจรินทร์ ชุติมาทิพากร Senior Marketing and Brand Manager บริษัท ที เอส คอสเมติก จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ NAREE ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ไทยที่คร่ำหวอดในตลาดเครื่องสำอางมากว่า 10 ปี และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในราคาที่เข้าถึงได้ ส่งผลให้แบรนด์เติบโตอย่างแข็งแกร่งและก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด Color Cosmetic ของประเทศไทย   คุณวีรยุทธ์ วงษ์รักษา Managing Director กล่าวว่า การจัดงาน NAREE Cute Never Fades สะท้อนจุดยืนของแบรนด์ที่เชื่อว่า “ความคิ้วท์” หรือความสวยในแบบของตัวเอง เป็นเสน่ห์ที่ไม่มีวันเลือนหาย พร้อมเปิดตัว NAREE Perfect Touch Blush ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทีมงานตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยมาพร้อมบลัชออน 3 เนื้อสัมผัส ได้แก่ Matte, Shimmer และ Cream รวมกว่า 18 เฉดสี ให้เลือกใช้ได้กับทุกโทนผิว ทั้งยังสามารถใช้ได้ทั้งแก้มและดวงตา ครบจบในตลับเดียว   “เราต้องการนิยามความคิ้วท์ในแบบใหม่ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนสามารถเลือกใช้ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะมีสีผิวหรือสไตล์แบบไหน เพราะเราเชื่อว่าความสวยมีความหลากหลาย และทุกคนควรเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้”   นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าให้ NAREE Perfect Touch Blush เป็นหนึ่งในสินค้ากลุ่ม Hero Product ของแบรนด์ โดย คาดว่าจะสร้างยอดขาย 100 ล้านบาท ภายใน 6 หลังการเปิดตัว และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มสัดส่วนรายได้ของกลุ่ม Color Cosmetic ให้เติบโตตามแผนที่วางไว้   อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว 7 สาว T-POP Girl Group วง 4EVE ในฐานะ Face of Naree ที่จะร่วมถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสดใส ความมั่นใจ และพลังของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “Cute Never Fades” โดย NAREE เชื่อว่าการร่วมงานกับ 4EVE จะช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง พร้อมเชื่อมต่อกับกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ และต่อยอดการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางไทยได้อย่างแข็งแกร่ง คุณมุจรินทร์ ชุติมาทิพากร Senior Marketing and Brand Manager เผยว่า การแต่งตั้ง 7 สาววง 4EVE เป็น Face of Naree ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับแบรนด์ (Brand Elevation) และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยบริษัทคาดว่าจะช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อผ่านทุกช่องทางจำหน่าย ทั้ง Modern Trade, Beauty Store และ Online Commerce เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย   “การร่วมงานกับ 4EVE ไม่ได้เป็นเพียงการเลือกพรีเซนเตอร์ แต่เป็นการลงทุนด้านการสร้างแบรนด์ในระยะยาว เราต้องการเชื่อมโยง NAREE เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่านศิลปินที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ และสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความทันสมัย สนุก เข้าถึงง่าย และมีคุณภาพ เราเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยผลักดันทั้งยอดขาย การรับรู้แบรนด์ และความแข็งแกร่งของ NAREE ในตลาด Color Cosmetic ได้อย่างมีนัยสำคัญ”   ผู้บริหารกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญ Cute Never Fades บริษัทฯ วางแผน ทุ่มงบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าทำการตลาดแบบ 360 องศา ผ่านกิจกรรมออฟไลน์ การสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล การทำงานร่วมกับ KOL และ Influencer รวมถึงกิจกรรมร่วมกับ 4EVE ตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันการเติบโตของแบรนด์ และต่อยอดสู่เป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องสำอางไทยชั้นนำที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ ในกลุ่ม Color Cosmetic   และอีกหนึ่งความพิเศษในปีนี้ NAREE (นารี) เตรียมจัดงาน Anniversary ฉลองครบรอบ 10 ปีของแบรนด์ ในเดือนกันยายน 2569 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอดทศวรรษ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าทุกคนที่ให้การสนับสนุนและไว้วางใจแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง โดยงานดังกล่าวจะสะท้อนถึงเส้นทางการเติบโตของ NAREE จากแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทย สู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค   ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา NAREE มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งด้านคุณภาพ นวัตกรรม และความคุ้มค่า จนสามารถสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภค สะท้อนถึงความไว้วางใจและความพึงพอใจที่เกิดจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงกระแสนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง โดยการเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีครั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มุ่งเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคอย่างยั่งยืน.   พบกับ NAREE Perfect Touch Blush ที่มาพร้อม 3 เนื้อสัมผัส ได้แก่ Matte เนื้อเนียน เบลนด์ง่าย สีชัด, Shimmer เพิ่มมิติและความเปล่งประกายให้ผิว และ Cream เนื้อสัมผัสนุ่ม บางเบา ให้ลุคธรรมชาติ รวมทั้งหมด 18 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนผิว พร้อมคุณสมบัติเนื้อเนียนละเอียด สีติดทนนานตลอดวัน และสามารถใช้ได้ทั้งแก้มและดวงตา   NAREE พร้อมเดินหน้าสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์ที่ผสานคุณภาพ นวัตกรรม และแฟชั่นความงามเข้าไว้ด้วยกัน ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์เครื่องสำอางไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง NAREE Perfect Touch Blush วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ Watsons, Eveandboy, Beautrium และ Konvy    

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

XSpring มอง SET ไตรมาส 3 ลุ้นแตะ 1,705 จุด AI หนุนเงินทุน ไหลเข้าเอเชีย

EcoVative

XSpring Group ประเมิน SET ไตรมาส 3 โอกาสทะลุ 1,705 จุด อุตสาหกรรมธีม AI ยังแข็งแกร่ง-ดันเม็ดเงินไหลเข้าเอเชียแนะกองทุน X-JPTOPTECH และ X-VOLT โชว์ผลตอบแทนจากต้นปีราว 35.4%   บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง มองดัชนี SET ไตรมาส 3/2569 มีเป้าหมาย 1,705 จุด รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ผลประกอบบริษัทจดทะเบียนโตแกร่ง พร้อมแนะนำหุ้นไทยกลุ่ม AI Infrastructure และ Data Center ได้แก่ ADVANC, GULF, WHA, KBANK และ ASK มองเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกเริ่มหมุนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชีย จากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Selective Buy ผ่านดัชนี TAIWAN19 และ NIKKEI80 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI XSpring AM ชี้การลงทุนด้าน AI ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในอีก 5-10 ปีข้างหน้า พร้อมแนะนำกองทุน X-JPTOPTECH รับอานิสงส์หุ้นเทคโนโลยีญี่ปุ่น และ X-VOLT ลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ Data Center และ AI โชว์ผลงานจากต้นปีให้ผลตอบแทนแล้ว 35.4%   ณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินภาพรวมการลงทุนในช่วงไตรมาส 3/2569 คาดดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) มีเป้าหมายที่ 1,705 จุด หรือมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกราว 7% จากปัจจัยพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งขึ้น ทั้งการส่งออก กำไรบริษัทจดทะเบียน และกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่สนับสนุนการฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทย   พร้อมคาดว่าเมื่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่า หนุนให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่เอเชียอีกครั้ง ขณะที่ธีมการเติบโตของภูมิภาคยังได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรม AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังคงแนะนำลงทุนในหุ้น ADVANC, GULF และ WHA ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน พร้อมเพิ่ม KBANK และ ASK เพื่อรับธีมการลงทุนด้าน AI Infrastructure และการลงทุนใน Data Center ที่กำลังเติบโต   สำหรับมุมมองการลงทุน KTX ยังคงให้น้ำหนัก ตลาดหุ้นเอเชียมากกว่าสหรัฐฯ แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เริ่มผ่อนคลาย หลังคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 0-1 ครั้งในปีนี้ ต่ำกว่าที่ตลาดเคยกังวล เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศเริ่มชะลอตัว ขณะที่รายได้ครัวเรือนลดลงแต่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ Fed ต้องให้น้ำหนักกับการประคองเศรษฐกิจมากกว่าการเร่งขึ้นดอกเบี้ย   อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงไตรมาส 3 คือ สภาพคล่องในตลาดการเงินโลก จากการระดมทุนของภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดภาวะ Crowding Out (ปรากฏการณ์ที่การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายหรือการลงทุนของภาครัฐส่งผลให้การบริโภคหรือการลงทุนของภาคเอกชนลดลง) ส่งผลให้เม็ดเงินไหลออกจากสินทรัพย์บางประเภทเข้าสู่การลงทุนใหม่ สร้างแรงขายต่อสินทรัพย์เสี่ยง   อย่างไรก็ตาม แนะนำนักลงทุนประเมินการลงทุนด้วย 2 มุมมองทั้ง ระยะสั้น (Short-term) และ ระยะยาว (Long-term) โดยระยะสั้นยังต้องติดตามความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่หากมองภาพระยะยาว ประเมินว่าความเสี่ยงด้านพลังงานเริ่มคลี่คลาย หลังซาอุดีอาระเบียปรับลดราคาน้ำมันให้ตลาดเอเชีย กลุ่มโอเปกพลัสทยอยเพิ่มกำลังการผลิต และมีโอกาสที่น้ำมันอิหร่านจะกลับเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวบริเวณ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มทรงตัวในกรอบดังกล่าวมากกว่าปรับขึ้นรุนแรง ด้าน ศุภพล ตั้งวิเชียร นักวิเคราะห์ตลาดหุ้นต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) เปิดเผยว่า เริ่มมีสัญญาณหมุนเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชีย หลังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เร่งลงทุนด้าน AI ส่งผลให้เม็ดเงินไหลสู่อุตสาหกรรมต้นน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิปประมวลผล (Semiconductor) ในเอเชีย สะท้อนว่าการลงทุนด้าน AI ยังไม่จบ และยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญของตลาดหุ้นเอเชียในไตรมาส 3/2569 แม้ระยะสั้นจะเกิดการปรับน้ำหนักการลดลงไปกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น (Sector Rotation) เช่น ไปยังกลุ่ม Healthcare, Industrial และ Financial   “แต่คาดว่าเมื่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ทยอยประกาศผลประกอบการในช่วงกลางถึงปลายเดือนนี้ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตจากธุรกิจ Cloud และ AI จะเป็นปัจจัยหนุนให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง”   ทั้งนี้ KTX แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์เลือกลงทุนแบบรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหุ้นหรือดัชนีที่มีแนวโน้มกำไรเติบโต ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และยังมีมูลค่าที่เหมาะสม ได้แก่ TAIWAN19 DR ที่อ้างอิงกองทุน Yuanta/P-shares Taiwan Top 50 ETF เนื่องจากไต้หวันเป็นห่วงโซ่อุปทานหลักของ NVIDIA และอุตสาหกรรม AI โลก โดยเฉพาะ TSMC ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์แบบรับจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 และมีโอกาสรายงานกำไรที่เติบโตแข็งแกร่ง   พร้อมทั้งอาจปรับเพิ่มประมาณการรายได้ในระยะถัดไป นอกจากนี้ยัง แนะนำ NIKKEI80 ที่เป็น DR อ้างอิงดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ทั่วโลก   ขณะที่ นายพีรพล สุรัตนวนิช นักกลยุทธ์ลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด (XSpring AM) ระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เดินหน้าลงทุนด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรม AI เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและความเป็นผู้นำ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโรงงานผลิตชิปรุ่นใหม่ การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง และการต่อยอดนวัตกรรมด้านวัสดุและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ญี่ปุ่นยังคงมีความได้เปรียบในธุรกิจต้นน้ำ ตั้งแต่เครื่องจักรผลิตชิป วัสดุ ไปจนถึงการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์   ด้วยเหตุนี้ XSpringAM จึงแนะนำกองทุน X-JPTOPTECH ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของญี่ปุ่น 20 บริษัท ครอบคลุมผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของ AI ปัจจุบันสามารถให้ผลตอบแทนช่วง 1 เดือน อยู่ที่ราว 12% และมีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) อยู่ที่ประมาณ 35.3%   นอกจากนี้ การเติบโตของ AI จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบประมวลผล AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2569-2573 สหรัฐฯ มีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสาธารณูปโภค ทั้งนี้คาดว่าจะลงทุนคิดเป็นมูลค่าราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว ดังนั้น XSpringAM จึงแนะนำกองทุน X-VOLT ซึ่งลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ครอบคลุมโครงข่ายพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรับอานิสงส์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI ในระยะยาว ซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year to Date) อยู่ที่ประมาณ 35.4%     คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

ตลาดคอนโดQ2/69 แรงซื้อดิ่งคนไทยกู้ไม่ผ่าน-ต่างชาติหาย เปิดใหม่ลดลง 67%

WeView

คุชแมนฯ สรุปตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส2ปี2569 คอนโดทรุดไม่มีแรงส่งจากกำลังซื้อไทยและต่างชาติ คาดทั้งปีมี69 เปิดใหม่ไม่เกิน 2 หมื่นยูนิต ส่วนที่ดินตอนนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อกดราคาหนัก   คอนโดเปิดใหม่ลดลงแรง ในไตรมาส 2/2569 เปิดตัวคอนโดใหม่เพียง 2,332 ยูนิต ลดลง 67% จากไตรมาสก่อน สะท้อนผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการตามกำลังซื้อที่อ่อนแรง ต่างชาติหาย คนไทยกู้ไม่ผ่าน กำลังซื้อทั้งคนไทยและต่างชาติยังซบเซา โดยเฉพาะผู้ซื้อชาวจีน ขณะที่อัตราปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูง กดดันตลาดคอนโดต่อเนื่อง ตลาดที่ดินพลิกเป็นของผู้ซื้อ ดีเวลลอปเปอร์ต่อรองราคาที่ดินลดลงอย่างหนัก บางทำเลย่านอุดมสุขถูกกดราคาต่ำกว่าที่เจ้าของตั้งไว้เกือบ 40% ทำให้การปล่อยเช่าระยะยาวกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการขายในภาวะปัจจุบัน   สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ เซอร์วิสเซส  บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับโลก เปิดผยว่า จากผลสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประเทศไทย ณ ไตรมาส 2/2569 พบว่ากำลังซื้อของคนไทยชะลอตัวลงอย่างชัดเจนตามสภาวะเศรษฐกิจ   ทั้งนี้ เป็นผลจากการขาดความเชื่อมั่นต่อปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความผันผวนของสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาน้ำมันและค่าครองชีพ แม้ผู้บริโภคจะเริ่มปรับตัวได้บ้าง แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันภาระค่าใช้จ่าย   ขณะที่ การชะลอตัวดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่และก่อหนี้ผูกพันระยะยาว สะท้อนได้จากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังคงพุ่งสูง ท่ามกลางภาวะที่ยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจนเพิ่มเติมจากภาครัฐ   คอนโดเปิดใหม่ลดลง 67%   ขณะที่การเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในไตรมาส 2/2569 มีจำนวนรวมประมาณ 2,332 ยูนิต ลดลงราว 67% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)  โดย ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2569 มีการเปิดตัวสะสมอยู่ที่ประมาณ 9,501 ยูนิต ซึ่งยังคงเติบโตเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)   สำหรับแนวโน้มตลอดทั้งปี 2569 คาดการณ์ว่ายอดเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่อาจสูงกว่าเป้าหมายเดิมที่เคยประเมินไว้ตอนต้นปีที่ 17,000 ยูนิต จากปัจจัย ผู้ประกอบการบางรายเริ่มทยอยเปิดขายและเปิดเผยแผนพัฒนาโครงการใหม่มากขึ้น โดยประเมินว่าตัวเลขรวมทั้งปีมีความเป็นไปได้ที่จะขยับขึ้นไปแต่ไม่เกิน 20,000 ยูนิต   อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาปัจจัยลบระดับโลกที่อาจกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม   ‘ทำเล’ นอกCBD ดันราคาขายต่อตร.ม พุ่ง   ทั้งนี้ หากเจาะลึกถึงทำเลที่ตั้งของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในไตรมาส 2/2569 พบว่ากว่า 90% ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท (นอกเขต CBD) ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยในไตรมาสนี้พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 150,420 บาทต่อตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนถึง 78.4%   ปัจจัยนี้ดันให้ราคาขายเฉลี่ยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ทะยานสู่ 120,360 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งนับเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา   สุรเชษฐ  กล่าวว่าแม้ตลาดจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่การที่ราคาขายเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น เป็นเพราะผู้ประกอบการหันไปโฟกัสกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อหนีปัญหาการขอสินเชื่อที่กู้ผ่านยากในกลุ่มระดับราคาล่าง ประกอบกับทำเลที่เลือกเปิดโครงการ ล้วนอยู่ใกล้หรือในระยะเดินถึงสถานีรถไฟฟ้า   “การขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้าสู่พื้นที่รอบนอกนี้ ทำให้ต้นทุนที่ดินสูงขึ้น และผลักดันให้ราคาขายคอนโดมิเนียมต้องปรับตัวสูงขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”   เน้น ‘สร้างเสร็จพร้อมอยู่’ สกัดกลุ่มเก็งกำไร   สำหรับภาพรวมโครงการเปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ เกือบ 100% โดยมีโครงการจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ดีเวลลอปเปอร์) นอกตลาดเพียง 68 ยูนิต จากทั้งหมด 9,501 ยูนิต สะท้อนว่า ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กเลือกที่จะชะลอการเปิดโครงการใหม่ เพื่อรอดูทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐ   ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มปรับกลยุทธ์หันมาเปิดขายโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ (Ready to Move) รูปแบบคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก ยูนิตไม่มากนัก ในระดับราคา 180,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป   โดย ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมนอกแนวรถไฟฟ้า เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการเจาะกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ต้องการโอนกรรมสิทธิ์ แทนกลุ่มเก็งกำไรระยะสั้น   นอกจากนี้ หลายรายยังรุกแก้ปัญหาและลดความเสี่ยงด้านยอดปฏิเสธสินเชื่อ ด้วยการคัดกรองความพร้อมด้านเครดิตล่วงหน้า หรือออกแคมเปญประเภท ‘ผ่อนก่อนอยู่’ เพื่อช่วยดันยอดโอนให้ราบรื่นขึ้น       ตลาดต่างชาติ ‘จีน’ หดตัว   สุรเชษฐ กล่าวต่อตลาดอสังหาฯคอนโดไตรมาส 2/2569 ในกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนที่หดตัวลงอย่างมาก และยังไม่มีกลุ่มอื่นเข้ามาทดแทนได้เต็มกำลัง แม้จะมีผู้ซื้อชาวเมียนมาเข้ามาบ้าง แต่ก็เป็นเพียงสัดส่วนน้อย ส่วนกลุ่มชาวรัสเซียนั้น แม้จะมีการเติบโตสูง ในภูเก็ตและพัทยา แต่ในกรุงเทพมหานครยังไม่มีบทบาทมากนัก   สำหรับชาวต่างชาติสัญชาติอื่นๆ แม้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยการหายไปของกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนได้ ขณะที่กลุ่มผู้ซื้อจากตะวันออกกลางซึ่งเคยเป็นกระแสข่าว ก็ยังไม่มีการขยายตัวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้   หมดยุคทองที่ดิน CBD   ด้าน วรัตถ์ สิริศักดานุกูล ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่าจากข้อมูลสำคัญในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ราคาที่ดินในเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และพื้นที่โดยรอบ ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันกว้านซื้อของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำโครงการคอนโดมิเนียม จนราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง   อย่างไรก็ตาม วัฏจักรราคาที่ดินระดับสูงสุดได้สิ้นสุดลง ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่จุดเดิมได้ เนื่องจากตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญมรสุมเศรษฐกิจรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่หดตัว หนี้ครัวเรือนระดับสูง และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค   ตอนนี้ ‘ตลาดเป็นของผู้ซื้อ’   ทั้งนี้ จากปัจจัยลบดังกล่าวที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่ดินในราคาสูงเหมือนอดีตได้ โดยหลายรายจำเป็นต้องต่อรองราคาต่ำลงเพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่รอด สะท้อนได้ชัดเจนจากทำเลติดถนนใหญ่ช่วง BTS บางจาก ถึง BTS อุดมสุข ที่เจ้าของที่ดินยังตั้งราคาขายสูงถึง 900,000 – 1,000,000 บาทต่อตารางวา แต่ดีเวลลอปเปอร์ กลับยื่นเสนอซื้อจริงต่ำกว่า 600,000 บาทต่อตารางวา ทั้งสิ้น   วรัตถ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าราคาที่ดินไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นอีกต่อไป หากเจ้าของที่ดินจำเป็นต้องขายในวันนี้ อาจต้องยอมตัดใจขายต่ำกว่าราคาที่ต้องการ   ดังนั้น ในมุมมองการบริหารสินทรัพย์ การนำกลยุทธ์ ‘ปล่อยเช่าระยะยาว 10 – 30 ปี’ จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการขายขาดในภาวะที่ตลาดเป็นของผู้ซื้อ เพราะนอกจากจะไม่ต้องลดราคาขายแล้ว ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ โดยที่กรรมสิทธิ์ยังคงอยู่  อีกทั้งยังช่วยลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากอัตราที่ดินรกช้างว่างเปล่าได้อย่างมหาศาล ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ที่สุดในภาวะตลาดชะลอตัว      

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

VIMARNO ทาวน์โฮมหรู 14 ล.จากเวลติฯ เช็คอินบ้านครั้งเดียวเหมือนพักโรงแรมทุกวัน

BizKet

เวลติ พร็อพเพอร์ตี้ ใช้ประสบการณ์บริหารโรงแรมหรู 5 ดาว ทำ ‘VIMARNO Sukhumvit-Bearing’ ทาวน์โฮมลักซูรี มูลค่า 500 ล. ดึงดีเอ็นเอ ด้านฮอสพิทาลิตี้ และจิตวิทยาการออกแบบพื้นที่ เจาะกำลังซื้ออยู่อาศัยจริง   โรงแรมกลายเป็นต้นแบบการออกแบบบ้าน เวลติ พร็อพเพอร์ตี้ ใช้ประสบการณ์บริหารโรงแรมหรู 5 ดาว พัฒนา VIMARNO Sukhumvit-Bearing ให้การอยู่อาศัยมีมาตรฐานแบบ Hospitality ขาย ‘ประสบการณ์’ แห่งการอยู่อาศัยให้กับบ้าน โครงการฯใช้แนวคิด Psychology of Space พร้อม Sensory Design และ White-Glove Service เพื่อสร้างความรู้สึกเหมือนพักโรงแรมทุกวัน เจาะเรียลดีมานด์ ด้วยทำเล Ed-Estate Hub โครงการฯเลือกพัฒนาโครงการบนแบริ่ง ใกล้โรงเรียนนานาชาติ พร้อมแนวคิด Buying Time for Family เพิ่มเวลาคุณภาพให้ครอบครัว ลดเวลาเดินทางในชีวิตประจำวัน     สมศักดิ์ ชัยวิไล ประธานกรรมการ บริษัท เวลติ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้นเวลติ พร็อพเพอร์ตี้ มาจากรากฐานความมั่นคงจากการบริหารอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งโรงงานสิ่งทอระดับมาตรฐานโลก (Global Standard) บริษัท ไทยแทฟฟิต้า จำกัด ที่มีคลังสินค้ากว่า 250,000 ตร.ม. จังหวัดระยอง รวมถึงบริหารกลุ่มโรงแรมจัสมิน 4 แห่ง รวมกว่า 1,300 ห้อง   จากความเชี่ยวชาญธุรกิจและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมฮอสพิทาลิตี้ ดังกล่าว ได้นำมาต่อยอดสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือจัสมินซิตี้กรุ๊ป พร้อมเปิดตัวกิจการครั้งแรกในปี 2565   ล่าสุดบริษัทฯ เปิดตัวโครงการ ‘VIMARNO Sukhumvit-Bearing’ ทาวน์โฮมหรูมูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท วางมูลค่ายูนิตเริ่มต้นประมาณ 13.9 ล้านบาท พร้อมใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการความเสี่ยงด้วยนโยบาย ‘Self-Funding’ โดยใช้เงินทุนของบริษัท พร้อมก่อสร้างให้เสร็จสมบูรณ์กว่า 80% ก่อนเปิดขาย เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกค้าว่าโครงการจะส่งมอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ   ด้าน ธงชัย หาญทวีวัฒนา รองประธานกรรมการ บริษัท เวลติ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (Vice President) กล่าวว่า บริษัทฯ ใช้ความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างพัฒนาโครงการ ‘VIMARNO สุขุมวิท-แบริ่ง’ (VIMARNO Sukhumvit-Bearing) พร้อมทำตลาดด้วยกลยุทธ์เวอร์ติคัล ลักซูรี (Vertical Luxury)  ประกอบด้วย   โครงการทาวน์โฮมและบ้านแฝด 3.5 ชั้น ระดับลักซูรี พื้นที่ใช้สอยแนวตั้ง 3.5 ชั้น ขนาดกว้างขวาง 275 – 375 ตารางเมตร (เทียบเท่าหรือมากกว่าบ้านเดี่ยว) ฟังก์ชันเพดานสูง Double Volume ดาดฟ้าส่วนตัว (Private Rooftop)   โดยโครงการ ‘VIMARNO สุขุมวิท-แบริ่ง’ ตั้งบนทำเลซอยแบริ่ง 39 ซึ่งเป็น ‘ฮับโรงเรียนนานาชาติ’ (Ed-Estate Hub) ด้วยจุดเด่นความสะดวกที่รายล้อมด้วยโรงเรียนระดับเทียร์ (Tier) 1 เช่น Bangkok Patana และ St. Andrews   “โครงการฯ นี้บริษัทฯมองกำไรมาทีหลัง ด้วยขอทำทุกอย่างให้ดีที่สุดก่อน แม้ว่าเวลติฯ จะเป็นดีเวลล็อปเปอร์หน้าใหม่ในตลาดบ้านจัดสรร แต่เรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างและการบริหารจัดการพื้นที่ทั้งการสร้างโรงงานขนาดใหญ่และโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว”   ปัจจุบัน บริษัทฯ มีทีมสถาปนิกและวิศวกรอิน-เฮ้าส์ (In-house) ที่สามารถควบคุมคุณภาพโครงสร้างและการก่อสร้างได้ในทุกมิติอย่างละเอียดและรัดกุมที่สุด เพื่อหลอมลวมสู่การพัฒนาโครงการ VIMARNO ที่นำทั้งงานบริหารจัดการด้าน Hospitality & Wellness DNA จากประสบการณ์ในการบริหารงานโรงแรมหรูในกลุ่มจัสมินซิตี้กรุ๊ป มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบที่อยู่อาศัย โดยหัวใจสำคัญโครงการฯ ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิดจิตวิทยาพื้นที่ (Psychology of Space) ในการเปลี่ยนบ้านให้เป็น ‘วิมานแห่งการพักผ่อน’ โดยโครงการฯ ให้ความสำคัญกับการออกแบบประสาทสัมผัส (Sensory Design)รอบด้าน ตั้งแต่ ทิศทางแสงธรรมชาติ การถ่ายเทของลม (Cross Ventilation) การจัดการเสียงรบกวน (Acoustic Control)   “โครงการฯ ยังนำการดูแลพื้นที่ส่วนกลางระดับ White-Glove Service เสมือนการเข้าพักในห้องสวีทส่วนตัวของโรงแรมระดับ 5 ดาวในทุก ๆ วัน”   ด้าน กฤติกา ชัยวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวลติ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (President) กล่าวว่าโครงการฯ วางแนวคิดเน้นความเป็นส่วนตัวสูงสุดโดยจำกัดเพียง 33 ยูนิต มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities) พื้นที่ส่วนกลางให้ลูกบ้านอย่างครบครันเสมือนอยู่ในโรงแรมหรู   โดยโครงการฯ ยังใช้กลยุทธ์ ‘Buying Time for Family’ เพิ่มเวลาให้กลุ่มเป้าหมายซื้ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวมีบุตรหลานวัยกำลังศึกษาเพื่อให้ทุกคนมีเวลาคุณภาพร่วมกันมากขึ้น โดยเปลี่ยนจากการตื่นตี 5 เพื่อไปหลับบนรถ เป็นการเดินทางไปส่งบุตรหลานได้ใน 15 นาที และเป็นที่มาในการเลือกที่ตั้งโครงการฯ บนทำเลศูนย์กลางด้านการศึกษาโรงเรียนนานาชาติ ‘Ed-Estate Hub’   “นอกจากนี้ โครงการฯ ยังใช้สเปกวัสดุระดับโรงแรมที่ใช้ก่อสร้างโรงแรมจริง ๆ เพื่อมุ่งเน้นความทนทานและการใช้งานในระยะยาว ทำให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจได้ว่าจะไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมแซมบ้านในภายหลัง”    

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

‘อมารี’ ส่ง ‘Ari Service’ เชื่อม 4 เมืองพักผ่อนเปลี่ยนโรงแรม เป็นความทรงจำการเดินทาง

Peace&Play

Amari  กำลังจะเปลี่ยนให้หลังการเช็กเอาต์ที่พักใน 4 จุดหมายปลายทางเมืองพักผ่อนไลฟ์สไตล์ระดับโลก กลายเป็นประสบการณ์เดินทางพักผ่อนที่น่าจดจำด้วย ‘Ari Service’ ผ่านบริการแบบไทยที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น   แนวโน้มการเดินทางของคนยุคใหม่ ในวันนี้อาจไม่ได้เลือกจองโรงแรมที่พักจากความสวยหรือวิวดี อีกต่อไป แต่ในตอนนี้แบรนด์พร็อพเพอร์ตี้โรงแรมต่าง กำลังแข่งขันกันด้วย ‘ประสบการณ์’ มาสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าพักได้จดจำจนกลับบ้านไปหลังเช็กเอาต์   ขณะเดียวกับที่ ‘อมารี’ (Amari) แบรนด์โรงแรมภายใต้การบริหารของ ONYX Hospitality Group บริษัทบริหารโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับเอเชียแปซิฟิก ได้นำแนวคิดการเดินทางที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับเมือง วัฒนธรรม และวิถีชีวิตท้องถิ่น พร้อมเปิดประสบการณ์พักผ่อนใน 4 หมุดหมายไลฟ์สไตล์ระดับโลก ด้วยหัวใจสำคัญที่เรียกว่า ‘Ari Service’     บริการ ‘Ari Service’   สำหรับ Ari Service คือปรัชญาการบริการของอมารี ที่ตอกย้ำการให้บริการตามมาตรฐานโรงแรมที่ไปพร้อมกับ การดูแลเชิงรุกที่ใส่ใจในรายละเอียด ด้วยความเข้าใจความต้องการของผู้เข้าพักล่วงหน้า พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาอย่างเป็นธรรมชาติ อบอุ่น และจริงใจ   โดยบริการ Ari Service ถูกต่อยอดจากรากฐาน ‘การต้อนรับแบบไทย’ (Thai Hospitality) ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย อบอุ่น ด้วยความรู้สึกถึง ‘การมีคนเข้าใจและดูแล’ ตลอดการเข้าพัก เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ด้านการเดินทางที่ไม่ได้จบลงในวันที่เช็กเอาต์ แต่กลายเป็นความทรงจำที่ยังอยู่กับผู้เข้าพักต่อไป Amari เชื่อมเสน่ห์เที่ยวไทยทุกพื้นที่   สำหรับบริการ Ari Service นี้ยังถูกพัฒนาขึ้นมานี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างประสบการณ์ให้กับแบรนด์ Amari ที่ ‘ONYX’ มองว่า นักท่องเที่ยวยุคใหม่ไม่ได้เดินทางแค่เพื่อ ‘ไปถึง’ จุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ในตอนนี้ นักเดินทางรุ่นใหม่ต่างต้องการใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ ทั้งกับตัวเอง คนสำคัญ และประสบการณ์ที่มีความหมาย   ทำให้โรงแรม ต้องทำหน้าที่เป็นประตู สู่เมืองพร้อมเชื่อมผู้เข้าพักเข้ากับเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ ผ่านการออกแบบ สถาปัตยกรรม อาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น ผู้คน และวัฒนธรรม มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่พักค้างคืน   โดย ‘อมารี’ได้ออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่งานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องถิ่น • อาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์ของเมือง •กิจกรรมที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับชุมชน วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ทุกการเข้าพัก สัมผัสได้ทั้งความมีชีวิตชีวา ความอบอุ่น ความคุ้นเคย และกลายเป็น ‘ความทรงจำที่ไม่สิ้นสุด’ ด้วย Ari Service พร้อมต้อนรับใน 4 จุดหมายของอมารี ดังนี้   Amari Phuket เปิดประสบการณ์ริมทะเลอันดามัน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นส่วนตัว รายล้อมด้วยธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของภูเก็ต   ผู้เข้าพักสามารถพักผ่อนริมชายหาด ผ่อนคลายที่ Breeze Spa สปาแบบ Open Air พร้อมออกไปค้นหาเสน่ห์ของเมืองเก่า อาหารพื้นถิ่น และสีสันของชายฝั่งอันดามัน   Amari Vogue Krabi ตั้งอยู่บนหาดทับแขก หนึ่งในชายหาดที่สงบที่สุดของกระบี่ ถ่ายทอดประสบการณ์การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ พระอาทิตย์ตกเหนือทะเลอันดามัน และวิถีชีวิตริมทะเลที่เรียบง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย เพื่อกลับมาใช้เวลากับตัวเองและคนสำคัญ   Amari Pattaya รีสอร์ตริมทะเลที่ผสานความผ่อนคลายเข้ากับสีสันของเมืองพัทยา   ผู้เข้าพักสามารถเริ่มต้นวันด้วยการดูแลสุขภาพที่ maai spa ซึ่งให้บริการแบบ Holistic Well-being ก่อนออกไปสัมผัสคาเฟ่ ร้านอาหาร กิจกรรมริมทะเล และไลฟ์สไตล์ของพัทยา เหมาะสำหรับครอบครัว คู่รัก และนักเดินทางที่ต้องการเติมพลังในวันหยุด   Amari Bangkok นำเสนอการพักผ่อนใจกลางมหานคร ด้วยทำเลที่เชื่อมต่อแหล่งช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ ศิลปวัฒนธรรม ร้านอาหาร และสถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันยังรักษาบรรยากาศอบอุ่นและความใส่ใจแบบอมารี ให้เป็นพื้นที่พักใจท่ามกลางจังหวะชีวิตของเมืองใหญ่ ความทรงที่ดี คือ การเดินทางที่ดีที่สุด   สำหรับบริการ Ari Service ถูกออกแบบสำหรับนักเดินทางที่มองหามากกว่าห้องพัก เพื่อรองรับทั้ง Solo Traveler นักเดินทางที่ต้องการใช้เวลากับตัวเอง • คู่รักและครอบครัว • นักท่องเที่ยวที่ชอบสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์มากกว่าความหรูหราเพียงอย่างเดียว   ด้วยในตอนนี้ ‘โรงแรม’ อาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนดาว แต่การถูกให้คะแนนอยู่ที่จำนวน ‘ความรู้สึก’ หลังจากจบทริปแล้วเดินทางกลับบ้าน ที่ ‘อมารี’กำลังใช้ ‘Ari Service’ เป็นภาษากลางเชื่อมผู้คนเข้ากับเมือง ผู้คนเข้ากับวัฒนธรรม และเปลี่ยนทุกจุดหมายให้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีความหมาย      

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

CJ MORE จับมือ คำต้องเชื่อม บุก ม.กรุงเทพ ปั้นประสบการณ์ค้าปลีก เจาะคนรุ่นใหม่

PRnounce

ซีเจ มอร์ (CJ MORE) จับมือ “คำต้องเชื่อม Campus Tournament” บุก ม.กรุงเทพ ชวนคนรุ่นใหม่สัมผัสประสบการณ์ “ครบ ถูก คุ้ม” ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ     ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ร่วมมือกับ “คำต้องเชื่อม Campus Tournament” โครงการแข่งขันด้านภาษาไทยรูปแบบ Edutainment ที่ต่อยอดจากรายการออนไลน์ยอดนิยม “ยกกำลัง” จัดกิจกรรม Campus Tour บุกมหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสนุกผ่านกิจกรรมและเกมภายในบูธ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงความสนุกเข้ากับความคุ้มค่าในแบบฉบับของซีเจ มอร์ โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างคึกคักจากนักศึกษาที่เข้าร่วมงานตลอดทั้งวัน   ภายในงานได้รับสีสันจากแก๊งตัวตึงสุดฮอตอย่าง พี่เติร์ด พี่สมัคร และพี่หมี ที่มาร่วมสร้างความสนุกและพบปะน้อง ๆ อย่างใกล้ชิด ส่งผลให้นักศึกษาจำนวนมากต่อคิวร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพเท่านั้น แต่ยังมีนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในกรุงเทพมหานคร เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก สะท้อนกระแสความนิยมของกิจกรรมและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ ไฮไลต์ภายในบูธ ซีเจ มอร์ อัดแน่นด้วยกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของวัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิก ซีเจ สบายการ์ด เพื่อรับสิทธิ์ถ่ายภาพฟรีที่ตู้ Photo Booth, กิจกรรมเช็กดวงพร้อมรับครีมซองฟรีจาก Nine Beauty (นายน์ บิวตี้) รวมถึงการร่วมลุ้นรับของรางวัลลิขสิทธิ์แท้คอลเลกชัน Toy Story จาก UNO (อูโนะ) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก สร้างทั้งรอยยิ้มและความประทับใจให้กับน้อง ๆ นักศึกษาตลอดกิจกรรม   การบุกแคมปัสในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ ซีเจ มอร์ ได้เข้ามาแนะนำตัวและเปิดโอกาสให้กลุ่มนักเรียนนักศึกษาได้ทำความรู้จัก พร้อมทั้งสัมผัสประสบการณ์จริงกับแบรนด์ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน โดย ซีเจ มอร์ มุ่งเน้นการสื่อสารที่เป็นกันเอง เข้าถึงง่าย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับคนรุ่นใหม่ พร้อมหยิบจุดเด่นของแบรนด์มาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของวัยเรียนได้อย่างลงตัว สะท้อนแนวคิด “ครบ ถูก คุ้ม” ตอกย้ำภาพลักษณ์ของซีเจ มอร์ ในฐานะซูเปอร์มาร์เก็ตของคนไทยที่พร้อมอยู่เคียงข้างทุกชุมชน   ในโอกาสครบรอบ 21 ปี ซีเจ มอร์ ยังคงเดินหน้าตามแนวคิด “โตไปด้วยกัน ทุกวัน ครบ ถูก คุ้ม” ผ่านการเปิดให้บริการแล้วมากกว่า 2,000 สาขา ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัด ทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนไทยทุกช่วงวัย และสร้างประสบการณ์การจับจ่ายที่สะดวก คุ้มค่า และเข้าถึงได้ในทุกชุมชน ความสนุกยังไม่จบเพียงเท่านี้ ซีเจ มอร์ และ คำต้องเชื่อม Campus Tournament เตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรม Campus Tour อย่างต่อเนื่องในเดือนสิงหาคม เพื่อส่งต่อทั้งความสนุกและความคุ้มค่าให้กับน้อง ๆ นักศึกษา โดยมีกำหนดการดังนี้ 13 สิงหาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว   ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดี ๆ จาก ซีเจ มอร์ ได้ที่ Facebook: CJ MORE, TikTok: @CJMORETH และ LINE Official Account: @CJMORE

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS ส่ง EV ล็อตแรกถึงไทย เลือกฐานเปิดตลาดโลก ก่อนเปิดตัว ‘L6’ 24 ก.ค.

PRnounce

LEPAS ส่งล็อตแรกกว่า 1,000 คันถึงไทย เปิดเกม Premium EV เลือกประเทศไทยเป็นตลาดแรกของโลก เตรียมเปิดตัว L6 EV 24 กรกฎาคมนี้   LEPAS แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เอสยูวี พรีเมียมรุ่นล่าสุดในเครือ Chery Group ณ ท่าเรือหนานซา นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน (Nansha Port Area of Guangzhou Port) เมื่อขบวนยนตรกรรม LEPAS L6 EV รถไฟฟ้า 100% ล็อตแรกจำนวนกว่า 1,000 คัน ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ประเทศไทย การนับถอยหลังสู่การเปิดตัว LEPAS L6 EV อย่างเป็นทางการจึงเริ่มต้นขึ้นแล้ว นับเป็นเกียรติของตลาดไทยที่ LEPAS มอบให้เป็นประเทศแรกของโลกในการส่งมอบ LEPAS L6 EV —ชาวไทยกลุ่มแรกจึงไม่เพียงครอบครองยนตรกรรม หากคือผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประสบการณ์การเดินทางอันสง่างาม (Elegant Mobility) ไปพร้อมกัน   ความพร้อมของเครือข่ายผู้จำหน่ายและบริการหลังการขาย ก่อนการมาถึงของยนตรกรรมล็อตแรก LEPAS ได้วางรากฐานธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นระบบและมั่นคง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคในระยะยาว ทั้งด้านการขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 LEPAS ได้จัดการประชุมผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมเรเนซองส์ (The Renaissance Hotel) เพื่อร่วมวางแผนกลยุทธ์และสร้างความเข้าใจในทิศทางธุรกิจร่วมกัน ปัจจุบัน LEPAS มีผู้จำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งแล้วในเฟสแรกจำนวน 36 ราย ซึ่งจะทยอยเปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมั่นใจได้ว่า ทุกการเป็นเจ้าของ LEPAS จะได้รับการดูแลอย่างประณีต LEPAS L6 EV Version VPD LEPAS L6 EV คือ SUV ไฟฟ้า 100% ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนความสง่างามในทุกรายละเอียด โดดเด่นด้วยภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ “Leopard Aesthetics” เส้นสายพลิ้วไหวเปี่ยมพลังดุจเสือดาว ผสานความสปอร์ตเข้ากับความหรูหราอย่างลงตัว   และเพื่อสะท้อนแนวคิด Premium Mobility อย่างแท้จริง LEPAS L6 EV Version VPD มาพร้อมระบบ VPD (Valet Parking Driver) เทคโนโลยีจอดรถอัตโนมัติอัจฉริยะ ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE Orin-Y หน่วยประมวลผล AI ระดับยานยนต์ (Automotive-grade) ประสิทธิภาพสูงถึง 200 TOPS ที่ทำหน้าที่เสมือน “สมองกล” ของรถ ผสานข้อมูลจากเซนเซอร์รอบคันแบบเรียลไทม์ (Sensor Fusion) วิเคราะห์สภาพแวดล้อม ระบุช่องจอด และตัดสินใจได้ในระดับเสี้ยววินาที ทำให้รถสามารถเข้าจอดในพื้นที่ที่กำหนดได้โดยอัตโนมัติอย่างแม่นยำและนุ่มนวล พร้อมเรียกรถกลับมารับได้ตามต้องการดุจมี Valet ส่วนตัวประจำคัน — ขุมพลังการประมวลผลระดับนี้คือมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในระบบขับขี่อัจฉริยะชั้นนำระดับโลก และคือความแตกต่างที่เหนือกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน ยกระดับความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่ผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมเมืองที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่จอดรถ ทั้งนี้ Version VPD คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายไตรมาส 4 พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง แบรนด์และวิสัยทัศน์ ภายใต้ปรัชญาแบรนด์ “Drive Your Elegance — ขับเคลื่อนความสง่างามในแบบคุณ” LEPAS มุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในใจสำหรับไลฟ์สไตล์การเดินทางอันสง่างาม (Preferred Brand for Elegant Mobility Life) และในอนาคต LEPAS จะยังคงยึดมั่นในปรัชญาการพัฒนาระดับโลกของ Chery Group “In somewhere, For somewhere, Be somewhere” เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานเชิงท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์อันสง่างามแก่ผู้ใช้ชาวไทยทุกคน   พบกับการเปิดตัว LEPAS L6 EV พร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นี้   ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/ LineOA: @lepasthailand

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

พูลผล สนับสนุน 1.95 ล้านบาท ซ่อมรถรับบริจาคโลหิต เพิ่มโอกาสช่วยชีวิต ทั่วประเทศ

PRnounce

กลุ่มพูลผล มอบเงินสนับสนุน 1.95 ล้านบาท เพื่อซ่อมบำรุงรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ เพิ่มประสิทธิภาพการออกหน่วยรับบริจาคโลหิต   เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. ผู้บริหารกลุ่มพูลผล นำโดย คุณดนัยธนิต พิศาลบุตร คุณเพชร หวั่งหลี และ คุณธำรงรัตน์ พิศาลบุตร ร่วมมอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,950,000 บาท แก่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อใช้ในการซ่อมบำรุงรถรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่ อันเป็นการเสริมศักยภาพการออกหน่วยรับบริจาคโลหิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รองรับการจัดหาโลหิตที่เพียงพอสำหรับการรักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ในการนี้ รศ.พญ.ดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นผู้แทนรับมอบเงินสนับสนุน ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์   การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกลุ่มพูลผลในการร่วมส่งเสริมภารกิจด้านสาธารณสุขและการให้ของสังคมไทย โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดหาโลหิต ซึ่งเป็นทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีคุณค่าและมีความจำเป็นต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย การสนับสนุนครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งพลังแห่งความร่วมมือที่ช่วยให้การให้บริการรับบริจาคโลหิตสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

July 14, 2026 / 0 Comments
read more

KEX มาฟอร์มใหม่ใช้ดิจิทัลครบวงจร ส่งสินค้าทั่วไทยให้ ‘Thaimart’ พี่นอท

BizKet

หลังจาก ‘นอท พันธวัชร์’ เปิดตัว ‘ไทยมาร์ท’ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมได้  ‘KEX’ ในร่างอีโวลูชั่นผู้ให้บริการ End-to-End Smart Logistics Solutions พันธมิตรหลักจัดส่งสินค้าทั่วไทย     KEX ร่วมเป็นพันธมิตรหลักด้านโลจิสติกส์ของ Thaimart แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสสัญชาติไทยที่เปิดตัวโดย ‘นอท พันธวัชร์’ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ KEX ดูแลระบบหลังบ้านด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและสายพานอัตโนมัติ ครอบคลุมเครือข่ายขนส่งและบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อจัดส่งพัสดุถึงมือลูกค้าทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว คุ้มค่า และปลอดภัย KEX สะท้อนการเปลี่ยนผ่านบริการ สู่ End-to-End Smart Logistics Solutions ให้ผู้ประกอบการบน Thaimart ใช้เป็นระบบขนส่งหลักในการบริหารร้านค้า ภายใต้แนวคิด ‘Fair First’   อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ไทยมาร์ท’ (เดิมพัน)ธุรกิจครั้งใหม่ของ ‘นอท พันธวัชร์’ บนเส้นทางอีคอมเมิร์ซ   นิธิพัฒน์ เกียรติวุฒินนท์ รองผู้จัดการทั่วไปส่วนงานบริหารและพัฒนาลูกค้า บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX ผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนทั่วไทย เปิดเผยว่า ‘KEX’ ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญด้านการขนส่งกระจายสินค้า (โลจิสติกส์) ของไทยมาร์ท (Thaimart) แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสสัญชาติไทย   สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและ SMEs ภายใต้แนวคิด ‘Fair First’ ความเป็นธรรมต้องมาก่อน โดย KEX ยังได้ร่วมในงาน ‘ตื่นเถิดชาวไทย: Thaimart บ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย’ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จัดขึ้นเพื่อเปิดตัวแพลตฟอร์มไทยมาร์ท อย่างเป็นทางไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา   “KEX พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในพันธมิตรหลักด้านโลจิสติกส์ ร่วมกับพันธมิตรขนส่งชั้นนำของประเทศ ในการสนับสนุนและขับเคลื่อนแพลตฟอร์มไทยมาร์ท ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกของผู้ประกอบการไทย อย่างเต็มตัว”   ทั้งนี้ KEX จะยังเข้ามาช่วยดูแลระบบหลังบ้านด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ และระบบสายพานอัตโนมัติ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายขนส่ง รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าแบบครอบคลุมให้แก่ผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างความมั่นใจในพัสดุทุกชิ้นจะถูกจัดส่งถึงมือลูกค้าทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว คุ้มค่า และปลอดภัยที่สุด   “ความร่วมมือในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของ KEX ไปสู่การให้บริการ End-to-End Smart Logistics Solutions โดยผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มไทยมาร์ท สามารถใช้บริการขนส่งของ KEX เป็นระบบขนส่งหลักในระบบจัดการร้านค้าเพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยบริการที่รวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด”     นอกจากนี้ การดำเนินงานของ KEX ได้ให้ความสำคัญกับการส่งมอบบริการจัดส่งที่ได้มาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปลอดภัย และครอบคลุมทั่วประเทศเสมอมา ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ของไทยมาร์ท ที่มุ่งเน้นความเป็นธรรมและการส่งเสริมสินค้าไทยของแท้ โดยมี KEX เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนระบบนิเวศ (Ecosystem) การค้าออนไลน์ของคนไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืนไปด้วยกัน

July 13, 2026 / 0 Comments
read more

บัดดี้แลนด์มาร์ค 4 พันล.บาท’สะพานข้ามฝั่ง-เคเบิ้ลคาร์เจ้าพระยา’ โยงเที่ยวริมน้ำกรุงเทพฯ

Peace&Play

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากรุงเทพฯ จะมี ‘2แลนด์มาร์ค’ ใหม่เกิดขึ้นด้วยมูลค่าเฉียด 4 พันล.เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ‘สะพานคนเดินข้าม-เคเบิลคาร์’  บิ๊กโปรเจกต์ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม.และ AWC โยงวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์เมืองหลวงระดับโลก   สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา มูลค่า 1,800 ล้านบาท เชื่อมท่าวัดทองธรรมชาติ (ฝั่งธนบุรี) กับท่าสวัสดี (ฝั่งพระนคร) ปัจจุบันแล้วเสร็จขั้นตอนออกแบบแนวคิด (Concept) และอยู่ระหว่างขอ EIA เคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำของ AWC มูลค่า 2,000 ล้านบาท เชื่อมเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (ฝั่งเจริญกรุง) กับโครงการ MONA Bangkok (ฝั่งเจริญนคร) คาดใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี สองโครงการตั้งอยู่ในโซนใกล้เคียงกัน (คลองสาน-ทรงวาด/เยาวราช) แม้แยกงบประมาณกันดำเนินการ แต่เมื่อสร้างเสร็จจะเสริมกันเป็น ‘คู่หูแลนด์มาร์ก’ แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ร่วมดึงนักท่องเที่ยวข้ามฝั่งและพัฒนาย่านริมน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก   ในช่วงก่อนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการเตรียมแผนพัฒนาเมืองครั้งสำคัญ ภายโครงการแห่งอนาคต ‘Future Landmarks’ พร้อมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้กลายเป็น ‘แลนด์มาร์ก’ แห่งใหม่ที่มีคุณค่า ในโครงการ ‘สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1,800 ล้านบาท   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง กรุงเทพฯ 4 ปี ‘ชัชชาติ’ เก็บบิ๊กดาตาคนกทม. สร้างแลนด์มาร์คใหม่เมือง 1.8 พันล.   ด้วยโปรเจกต์นี้ จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการเดินทางและการท่องเที่ยวพร้อมทำหน้าที่ เชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ระหว่างฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร โดยมีพิกัดชัดเจนบนทำเลสองฝั่ง   ฝั่งตะวันตก (West Bank) บริเวณ Wat Thong Thammachat Pier (ท่าวัดทองธรรมชาติ) ฝั่งธนบุรี ฝั่งตะวันออก (East Bank) บริเวณ Sawasdee Pier (ท่าสวัสดี) ฝั่งพระนคร   สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของ บิ๊กโปรเจกต์นี้ ปัจจุบัน กรุงเทพฯ ระบุว่าดำเนินการแล้วเสร็จในส่วนของแนวคิดการออกแบบ (Concept) ไว้ก่อนเท่านั้น เพื่อ ‘ไม่ให้เป็นงบประมาณผูกพันล่วงหน้า’ ในขณะนั้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมความพร้อมของแผนงานไว้ในอนาคต ที่พร้อมหยิบมาทำได้อย่างต่อเนื่องในทันที (หากกทม.ได้ผู้ว่าฯ คนเดิม ‘ชัชชาติ สิทธิพันธ์’)  โดยความคืบหน้าระบุโครงการอยู่ในขั้น ‘ออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) และจัดทำรายงาน EIA’  ซึ่งในขั้นตอนนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 จากนั้นเริ่มก่อสร้างในปี2571 คาดแล้วเสร็จพร้อมเปิดตัวโครงการในปี 2573 นี้   นอกจากนี้ กทม. ยังได้วางแผนการสื่อสารควบคู่ไปกับการปรับปรุงพื้นที่บริเวณ ท่าน้ำราชวงศ์ เพื่อพัฒนาให้เป็นสะพานคนเดิน ที่รถจักรยานสามารถสัญจรผ่านไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัยอีกด้วย   โดย เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯกทม. กล่าวในฐานะโฆษกกทม.ก่อนหน้านี้โดยอ้างถึงวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมองว่ากรุงเทพฯนอกจากแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างพระปรางค์วัดอรุณแล้ว จะต้องพัฒนาสิ่งปลูกสร้างที่น่าจดจำใหม่ในอนาคตด้วย     จากภาพใหญ่เมืองกรุงเทพฯ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ยังสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC หลังจากประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่กับ ‘MONA’ (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังจากออสเตรเลีย เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ศิลปะ วัฒนธรรม และการเดินทางเข้าด้วยกัน   พร้อมกันนี้ AWC ยังเตรียมทำโครงการเคเบิลคาร์ (กระเช้าลอยฟ้า) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของ AWC ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อระหว่างโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (ฝั่งเจริญกรุง) กับโครงการมิกซ์ยูส MONA Bangkok (ฝั่งเจริญนคร) อีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี     ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากพิกัดการพัฒนาโครงการทั้งสองแห่ง ‘สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ ของกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อเชื่อมกับโครงการเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำของ AWC (Asset World Corporation) ในระยะทางกายภาพ พบว่าทั้งสองโครงการนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กันจนเดินเชื่อมต่อกันได้โดยตรงก็ตาม   แต่หากมองในแง่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวริมน้ำแล้ว ถือว่าเอื้อประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยโครงการสะพานคนเดิน กทม. (ท่าวัดทองธรรมชาติ ↔ ท่าสวัสดี ทำเลตั้งอยู่ขยับขึ้นไปทางโซนกรุงเก่าตอนล่าง ฝั่งธนบุรีคือวัดทองธรรมชาติ (คลองสาน ช่วงใกล้ท่าดินแดง) ข้ามไปยังฝั่งพระนครคือท่าสวัสดี (ย่านทรงวาด/เยาวราช)   ขณะที่ โครงการเคเบิลคาร์ของ AWC: อยู่เยื้องลงไปทางตอนใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา (โซนเจริญกรุง-เจริญนคร) โดยจุดเริ่มต้นหลัก เชื่อมจากฝั่งพระนครคือ โครงการ Asiatique The Riverfront (เจริญกรุง) ข้ามไปยังฝั่งธนบุรี (บริเวณที่ดินพัฒนาของ AWC ย่านเจริญนคร)   โดยทั้งสองโครงการนี้อยู่ห่างกันราว 3.5 – 4 กิโลเมตร ทางสายน้ำ นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินจากสะพานคนเดินของ กทม. ไปขึ้นเคเบิลคาร์ของ AWC ได้ทันทีในระยะราบก็ตาม ซึ่งแม้ว่าทำเลจะไม่ได้เชื่อมต่อกันโดยตรงในทางกายภาพ แต่ในภาพรวมระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวถือว่า ‘เอื้อต่อกันอย่างมาก’ จาก 3 ปัจจัยหลักสนับสนุน คือ   เติมเต็มโครงข่ายล้อ-ราง-เรือ (Multimodal Transport) ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเคเบิลคาร์ของ AWC เพื่อข้ามฟากและชมทัศนียภาพจากมุมสูงในโซนเจริญกรุง-เจริญนคร จากนั้นสามารถนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาขึ้นมาทางเหนือเพียงไม่กี่สถานี เพื่อมาลงที่ย่านทรงวาด/เยาวราช และใช้สะพานคนเดิน 1,800 ล้านบาทของ กทม. เพื่อเดินท่องเที่ยวทะลุไปยังฝั่งธนบุรีได้เช่นกัน กระจายความหนาแน่นและขยายฮับท่องเที่ยว ด้วยจากก่อนหน้า ‘ไอคอนิก’ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาจจะกระจุกตัวอยู่แค่ช่วงไอคอนสยามหรือเอเชียทีค หากการมีสะพานคนเดินตรงท่าวัดทองธรรมชาติ-ท่าสวัสดี จะช่วยดึงมวลชนและนักท่องเที่ยวจากโซนช้อปปิ้งด้านล่าง (AWC) ให้ไหลเวียนขึ้นไปสู่ย่านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์เกิดใหม่อย่าง ‘ทรงวาด-ตลาดน้อย’ ได้ง่ายขึ้น ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยทั้งสองโปรเจกต์ไม่ได้แย่งทราฟฟิกกันเอง ด้วยต่างยังขายประสบการณ์คนละรูปแบบ ซึ่งจะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น   โดยในอนาคตทั้งสองสิ่งนี้จะกลายเป็น ‘คู่หูแลนด์มาร์กแห่งใหม่’ ที่จะเปิดให้บริการในระยะเวลาไล่เลี่ยกันในฐานะแม่เหล็กมาดึงดูดนักท่องเที่ยวให้สามารถข้ามฝั่งไปมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเปลี่ยนโฉมพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมสมัยในบรรยากาศเมืองเก่าสไตล์คลาสสิค และในฐานะย่านไลฟ์สไตล์ระดับโลกแห่งใหม่ของกรุงเทพ ที่นักเดินทางทั่วโลกต้องเช็คอิน

July 13, 2026 / 0 Comments
read more

สินค้าไอทีครึ่งแรกปี’69 กำลังซื้อใหม่เปลี่ยนใช้คอมฯเอไอ ไม่เกี่ยงราคาแต่ขอสเปกเทพ

BizKet

จบงาน COMMART ULTRAFORCE 2026 จัด 4 วันสะท้อนแรงซื้อสินค้าไอทีครึ่งแรกปี 2569 รับกระแส AI หนุนตลาดยอดขาย-โน้ตบุ๊ค แชมป์เบอร์1     งาน COMMART ULTRAFORCE 2026 (2-5 กรกฎาคม 2569) ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น สะท้อนแรงซื้อในตลาดไอทีที่ยังคงแข็งแกร่ง กำลังซื้อใหม่เปลี่ยนพฤติกรรมชัดเจน โดยเลือกอัปเกรดคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เพื่อต้องการสัมผัสระบบ AI PC ไม่ใช่เพราะเครื่องเดิมชำรุด โน้ตบุ๊กคว้าแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนสูงถึง 65% ทั่วทั้งงาน ชี้ชัดว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสเปกเทพที่ตอบโจทย์ความต้องการระยะยาว   พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าจากการจัดงาน COMMART ULTRAFORCE 2026 มหกรรมสินค้าไอทีและเทคโนโลยี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ที่ผ่านมา   บริษัทฯ พบว่าตลอดรับผู้เข้าร่วมงานตลอด 4 วันของการจัดงานฯ มีผู้บริโภคเดินทางเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าไอทีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพรวมความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขาย และจำนวนผู้เข้าร่วมงาน  จากปัจจัยสนับสนุน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดย ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องเดิมเสียหรือหมดอายุการใช้งาน แต่เปลี่ยนเพื่อที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งาน AI ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การเรียน การสร้างคอนเทนต์ และการเล่นเกม   “ส่งผลให้ AI PC และอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงได้รับความสนใจเป็นพิเศษตลอดการจัดงาน”       นอกจากนี้สินค้าไอทีระดับไฮเอนด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ยังเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการเห็นและทดลองใช้งานจริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ประกอบ (DIY) และเกมมิ่งเกียร์   ขณะที่บูธผู้แสดงสินค้าต่างๆ จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา จัดสเปกเครื่องตามงบประมาณ พร้อมบริการประกอบเครื่องฟรีภายในงาน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อและรับเครื่องได้ครบจบในที่เดียว ซึ่งเป็นจุดแข็งของ COMMART ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่าการเลือกซื้อผ่านช่องทางออนไลน์   นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ คือแคมเปญ ‘โปรซ้อนโปร’ ที่ผนึกสิทธิประโยชน์จาก 3 ส่วน ได้แก่   โปรโมชั่นและของแถมจากร้านค้า สิทธิผ่อนชำระ 0% พร้อมเครดิตเงินคืน (Cashback) จากบัตรเครดิต Voucher ส่วนลดออนท็อปจาก COMMART และการลุ้นรับรางวัลใหญ่ทุกวัน ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค และตอกย้ำแนวคิด “มางาน COMMART คุ้มที่สุด     สำหรับสินค้าที่มียอดขายสูงสุดภายในงาน แบ่งตามสัดส่วนความนิยม ได้แก่   โน้ตบุ๊ก (Laptop/Notebook) ราว 65% (ของยอดขายทั้งหมด) คอมพิวเตอร์ประกอบ (Comset) 16% การ์ดจอ (Graphics Card: GPU) 10% จอภาพ (Monitor) 5% หน่วยความจำ (RAM) 4%   “สะท้อนว่าความต้องการของตลาดยังมุ่งไปที่อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงสำหรับการใช้งาน AI เกมมิ่ง และการสร้างสรรค์คอนเทนต์”   ขณะที่ แบรนด์ที่ได้รับความนิยมภายในงาน ได้แก่ Acer • AMD • Apple • ASUS • Corsair • Gigabyte • HP • Lenovo • MSI และ Nintendo   ส่วนผู้ค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ BaNANA • IT CITY • JIB • Speed Computer และ SPVi ซึ่งต่างนำสินค้าใหม่ พร้อมโปรโมชั่นและบริการให้คำปรึกษาเลือกสเปกเครื่องมานำเสนอแก่ผู้บริโภคอย่างเต็มที่        

July 12, 2026 / 0 Comments
read more

ลาซาด้า X Meta เปิดให้ครีเอเตอร์ปักตะกร้าสินค้าบน Facebook ดันโซเชียล คอมเมิร์ซ

PRnounce

ลาซาด้า ผนึก Meta เสริมแกร่งโปรแกรม Affiliate Partnerships ยกระดับประสบการณ์ช้อปผ่านโซเชียลในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดทางครีเอเตอร์ปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าบน Facebook ได้แล้ววันนี้   ลาซาด้า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผนึกกำลังกับ Meta เข้าร่วม Facebook Affiliate Partnerships เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ สามารถปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าลงบนคอนเทนต์บน Facebook ได้โดยตรง พร้อมรับค่าคอมมิชชันจากทุกการสั่งซื้อที่เสร็จสมบูรณ์ และเตรียมขยายการรองรับสู่ Instagram เร็ว ๆ นี้   การเปิดตัวในครั้งนี้สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของ Creator-led Commerce ที่กำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักช้อปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการค้นหาและซื้อสินค้าออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน การซื้อขายผ่านช่องทางวิดีโอ (Video commerce) คิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของยอดขายรวมของสินค้าบนอีคอมเมิร์ซทั่วทั้งภูมิภาค  ขณะที่ 82% ของผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซื้อสินค้าตามคำแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ในปี 2567  การผสานอีโคซิสเต็มด้าน Affiliate ของลาซาด้าเข้ากับคอนเทนต์ที่ผู้คนมีส่วนร่วมอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ช่วยให้การสร้างแรงบันดาลใจ การค้นพบสินค้า และการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไร้รอยต่อยิ่งขึ้นกว่าเดิม   เปลี่ยนคอนเทนต์ในชีวิตประจำวันให้เป็นโอกาสสร้างรายได้ พร้อมปลดล็อกศักยภาพครีเอเตอร์   ที่ผ่านมา กว่าครีเอเตอร์จะสร้างคอนแทนต์และได้รับค่าคอมมิชชั่นต้องผ่านหลายขั้นตอน ตั้งแต่การคลิกลิงก์ภายนอก สลับไปมาระหว่างแอปพลิเคชัน ไปจนถึงหน้าชำระเงินแยกต่างหาก ซึ่งมักส่งผลให้ทั้งครีเอเตอร์ แบรนด์ และธุรกิจต่าง ๆ พลาดโอกาสในการสร้างยอดขาย   ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ครีเอเตอร์สามารถเชื่อมต่อบัญชี Lazada Affiliate ของตนเองกับ Facebook ได้โดยตรงแล้ววันนี้ และเร็ว ๆ นี้บน Instagram เพียงค้นหาสินค้าจากลาซาด้า และปักตะกร้าสินค้าลงบนคอนเทนต์ใน Reels หรือโพสต์บน Feed เมื่อผู้ติดตามคลิกและทำการสั่งซื้อบนลาซาด้าสำเร็จ ครีเอเตอร์จะได้รับค่าคอมมิชชั่น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและต่อเนื่องในขั้นตอนเดียว   สำหรับแบรนด์และผู้ขายบนลาซาด้า การเปิดรายการสินค้าให้ครีเอเตอร์เข้าถึงได้โดยตรง ถือเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยปลดล็อกช่องทางใหม่ เพื่อขยายโอกาสในการนำเสนอสินค้าและขับเคลื่อนยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับนักช้อป ประสบการณ์การช้อปและการค้นพบสินค้าจะเป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะต้องออกจากโพสต์ของครีเอเตอร์ไปยังลิงก์แยกต่างหาก หรือค้นหาสินค้าด้วยตนเอง เพียงแตะคอนเทนต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ ก็สามารถช้อปบนแพลตฟอร์มลาซาด้าได้ทันที   Jared Chan หัวหน้าฝ่าย Affiliate ลาซาด้า กรุ๊ป กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ Meta ช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปให้สะดวกยิ่งขึ้น ตั้งแต่การค้นพบสินค้าบน Facebook และ Instagram ไปสู่การสั่งซื้อบนลาซาด้า ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อตั้งแต่ขั้นตอนการค้นหาไปจนถึงการชำระเงิน ไม่เพียงช่วยให้ แบรนด์และผู้ขายเชื่อมต่อกับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้บริโภคทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย”   ต่อยอดจากการลงทุนด้าน Creator Commerce ครั้งสำคัญของลาซาด้า   ความร่วมมือกับ Meta ตอกย้ำพันธกิจของลาซาด้าในการสนับสนุน Creator Commerce ทั่วภูมิภาค โดยในปี 2568 ลาซาด้าได้ประกาศลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในโปรแกรม LazAffiliate เพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์ แบรนด์ และผู้ขาย ผ่านการเพิ่มค่าคอมมิชชั่น การสนับสนุนค่าตอบแทนจากแคมเปญ คูปองส่วนลดเฉพาะบุคคล และหน้าร้านที่ปรับแต่งเองได้ ตลอดจนเครื่องมือวัดผลต่าง ๆ ที่ช่วยเสริมศักยภาพพันธมิตรในเครือข่าย   การเข้าร่วมโปรแกรม Meta Affiliate Partnerships สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของลาซาด้าในการพัฒนาอีโคซิสเต็ม Affiliate ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น วัดผลได้ชัดเจน และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับครีเอเตอร์ พร้อมช่วยให้แบรนด์และผู้ขายสามารถใช้ประโยชน์จากการนำเสนอสินค้าผ่านช่องทาง ครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือทั่วทั้งภูมิภาค   วิธีการใช้งานโปรแกรม Affiliate กับลาซาด้าบน Facebook   พันธมิตร Affiliate ของลาซาด้า สามารถเริ่มดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ เปิดใช้งานโหมดมืออาชีพ (Professional mode) บนโปรไฟล์ Facebook เข้าร่วม Affiliate Partnerships ผ่านแท็บสร้างรายได้ (Monetisation) เชื่อมบัญชี Lazada affiliate โดยกดไปที่ปุ่ม การเป็นพาร์ทเนอร์แอฟฟิลิเอต และดำเนินการสมัครจนเสร็จสิ้น เริ่มปักตะกร้าสินค้าจากลาซาด้าลงบนคอนเทนต์บน Facebook ได้โดยตรง   เรียนรู้เพิ่มเติมหรือเข้าร่วม LazAffiliate ได้ที่ลิงก์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการเข้าร่วมโปรแกรม Affiliate กับลาซาด้า บน Facebook ได้ที่ลิงก์        

July 12, 2026 / 0 Comments
read more

เดอะพิซซ่าฯ เจาะตลาดไก่ทอด2.7หมื่นล. ทำสาขาแรกโรบินสันฯ สุวรรณภูมิ

BizKet

โรบินสันฯ สุวรรณภูมิ ดึงโมเดลใหม่ร้าน ‘พิซซ่า คอมปะนี’ ใช้คอนเซ็ปต์ ‘Chicken Tendies’ ขายทั้งไก่ ทั้งพิซซ่าไซส์ ‘ยาว’ ทุกเมนู เข้าถึงเจนฯใหม่-ต่างชาติ   ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิใช้กลยุทธ์โค-ครีเอชั่น ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจร้านค้า ขยายการเติบโตในทำเลร่วมกัน เดอะ พิซซ่า คอมปะนี คอลแลบเปิดร้านโมเดลใหม่คอนเซ็ปต์ ‘Chicken Tendies’ ที่แรกในไทย ชูจุดเด่นเมนูไซส์ “ยาว” ทุกเมนู กลยุทธ์สร้างความต่าง มุ่งขยายฐานกลุ่มเป้าหมายไปยังคนรุ่นใหม่ (Gen Z & Millennials) และนักท่องเที่ยวต่างชาติในย่านศักยภาพ   นุจรีย์ มารัตนะฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาดศูนย์การค้า โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า โรบินสันไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ เปิดให้บริการในปี 2565 บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 50,000 ตร.ม. วางกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มครอบครัว คนรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวต่างชาติในย่านลาดกระบังและพื้นที่ใกล้เคียงสนามบิน   ล่าสุดโรบินสันฯ สุวรรณภูมิ ใช้กลยุทธ์โค-ครีเอชั่น (Co-Creation) มุ่งสนับสนุนความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจ (Strategic Partner) เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันกับร้านอาหาร ‘เดอะ พิซซ่า คอมปะนี’ (The Pizza Company) โดยเปิดตัวร้านโมเดลใหม่ล่าสุด ในคอนเซ็ปต์ ‘Chicken Tendies’ เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบความแปลกใหม่ รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย   “แนวคิดนี้ความร่วมมือนี้ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจและสร้างประสบการณ์การกินรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนร่วมกัน”       ด้าน กิตติชาญ คงแป้น ผู้ช่วยรองประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี กล่าวว่าความร่วมมือระหว่างเดอะพิซซ่า คอมปะนี และ โรบินสันฯ ในครั้งนี้ถือเป็น สตราติจิก มูฟ สำคัญ จากการการเปิดตัว ‘The Pizza Company Chicken Tendies’ ครั้งแรกในประเทศไทย ที่โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ สุวรรณภูมิ   โดยร้านสาขาเดอะพิซซ่า คอมปะนี ดังกล่าวจะยังเป็นโมเดลเข้าสู่การชิงส่วนแบ่งในตลาดไก่ทอดมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทอย่างเต็มตัว ด้วยการปรับมิติจากร้านพิซซ่าแบบนั่งรับประทาน (Dine-in) สู่การเป็น ‘Lifestyle Quick Service Restaurant’ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด   ทั้งนี้ เพื่อขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มครอบครัวที่เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก (Core Customer) หลักขยายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่เจนเนอเรชัน ซี  (Gen Z) วัยรุ่น นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) พร้อมดึงดูดด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย สดใหม่ เข้าถึงง่าย   นอกจากนี้ ร้านสาขาโมเดลใหม่ดังกล่าว ยังตอบโจทย์ในทุกมื้อด่วนและการสังสรรค์ พร้อมสร้างปริมาณลูกค้าหมุนเวียน (ทราฟฟิก) ให้สามารถมาทานได้บ่อยขึ้นในทุกวัน  โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ ด้วยไลน์เมนูใหม่ ที่มีความยาวเป็นเอกลักษณ์ อาทิ   ไก่ทอด Longzilla พิซซ่ายาว ทาร์ตไข่ยาว   “เรามั่นใจว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างปรากฏการณ์ความแปลกใหม่และเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจของคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน”   ปัจจุบันตลาด QSR หรืออาหารบริการด่วนในไทยปีนี้มีมูลค่ารวมกว่า 45,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้เซกเมนต์ไก่ทอดคือ ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่ที่สุด ด้วยมูลค่ากว่า 27,600 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปีละ 8-10% ส่วนตลาดพิซซ่า อยู่ที่ประมาณ 11,000-12,000 ล้านบาท

July 12, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู วาง 6 เสาหลักยุทธศาสตร์ รากฐานระบบนิเวศ AI

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ขับเคลื่อนอนาคต AI ของประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data, Connectivity และ Compute     บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำพันธกิจในการขับเคลื่อนอนาคต AI ของประเทศไทย ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์การสร้าง ระบบนิเวศ AI บนพื้นฐานที่เชื่อมั่น (Trusted AI Ecosystem) บนรากฐานของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Connectivity) คลาวด์ และขีดความสามารถด้านประมวลผล (Cloud & Compute) ข้อมูลที่มีคุณภาพและความเชื่อมั่น (Trusted Data) การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ AI ในทุกภาคส่วน พร้อมชูยุทธศาสตร์ให้องค์กรเป็น AI-First Organization ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำ AI มาผสานสู่เครือข่าย บริการ และแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน   ในเวทีเสวนา “Powering Thailand’s AI Future: Data, Connectivity, and Compute” ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ “AI for Thailand” ที่มุ่งให้ AI เป็นพลังสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) สร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พลิกโฉมอุตสาหกรรม และช่วยให้บริษัทฯ สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมและแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุค AI ควบคู่ไปกับการนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร และส่งมอบบริการดิจิทัลอัจฉริยะให้กับลูกค้าทั่วประเทศ   นายโจอา เปโดร อาเซเวโด้ โอลิวิเอร่า หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “AI กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม และผลกระทบของ AI จะก้าวไกลกว่ามิติของเทคโนโลยี ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ วิธีการให้บริการภาครัฐ และวิธีที่ประเทศต่างๆ แข่งขันกันในเศรษฐกิจโลก สำหรับทรู เรามองว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงโอกาสในการพลิกโฉมองค์กรของเราเอง แต่ยังเป็นโอกาสในการร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ วิสัยทัศน์ ‘AI for Thailand’ ของเราคือการผสานพลังของ Connectivity, Cloud, Compute และ Trusted Data เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ชุมชน และสังคมไทยโดยรวม” วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสู่อนาคต AI ของประเทศไทย   กลยุทธ์ AI ของทรู คอร์ปอเรชั่น ประกอบด้วย 6 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Nationwide Intelligent Connectivity, Cloud & Compute Ecosystem, Trusted Data, AI Platforms & Applications, Responsible AI Governance และ AI Skills & Workforce Development ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศ AI ที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และขยายผลได้ในวงกว้าง พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในระยะยาว   หัวใจสำคัญของกลยุทธ์คือ Connectivity ที่ก้าวไกลกว่าการให้บริการโครงข่าย โดยทรูนำ Generative AI มาใช้ในการบริหารจัดการโครงข่าย พัฒนาขีดความสามารถด้าน Edge Computing และสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับการประมวลผล AI แบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายศักยภาพด้าน Cloud และ Compute ผ่าน True IDC เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ของภาคธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง   อีกหนึ่งรากฐานสำคัญคือ Trusted Data ซึ่งเมื่อได้รับการบริหารจัดการภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า ยกระดับประสิทธิภาพของโครงข่าย และช่วยให้องค์กรสามารถเข้าใจลูกค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น   มุ่งเดินหน้าสร้างคุณค่าจาก AI สู่การใช้งานจริง   ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้จริงในหลายส่วนขององค์กร เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน True AI Hub ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงโมเดล AI ชั้นนำ, AI Agents และ AI Services ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยในระดับองค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้ AI ที่เหมาะสมกับแต่ละกรณีใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ภายในองค์กร “มะลิ (MARI)” ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยสนับสนุนทีมบริการลูกค้าและพนักงานส่วนหน้าให้สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขณะที่ “Genie” แพลตฟอร์ม AI สำหรับบริหารจัดการโครงข่าย นำ AI และ Edge Computing มาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงาน และยกระดับคุณภาพของโครงข่าย สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างคุณค่าทางธุรกิจจาก AI เป็นรูปธรรม   Responsible AI และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร   ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อว่านวัตกรรมจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น จึงได้ประกาศใช้นโยบาย Responsible AI Policy เพื่อกำหนดหลักการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และปลอดภัย พร้อมทั้งกำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแนวทางอ้างอิงด้านธรรมาภิบาล AI ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าพัฒนาทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่าย AI Champions กว่า 200 คน ซึ่งมีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานกว่า 10,000 คน ทั่วทั้งองค์กร พร้อมทั้งร่วมมือกับมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม รวมถึง Google เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ด้าน AI และส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบในประเทศไทย   นายโจอา กล่าวเพิ่มเติมว่า “คุณค่าที่แท้จริงของ AI ไม่ได้วัดจากจำนวนโมเดลหรือแอปพลิเคชันที่องค์กรนำมาใช้ แต่คือความสามารถในการทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ การดำเนินงาน และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกวัน นั่นคือเหตุผลที่ทรูลงทุนควบคู่ทั้งด้านเทคโนโลยี ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ การกำกับดูแล AI อย่างมีความรับผิดชอบ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพราะการสร้างอนาคต AI ของประเทศไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และทรูพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตนั้นให้เกิดขึ้นจริง”   ทรู คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน AI ของภูมิภาค ด้วยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาบุคลากรด้าน AI และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ AI ที่ช่วยสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับภาคธุรกิจ สังคม และประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างยั่งยืน  

July 12, 2026 / 0 Comments
read more

เทรนด์เดินทางยุคใหม่หาประสบการณ์ก่อนถึงปลายทาง TRUE สร้างแบรนด์ผ่านร้านอร่อยใกล้ฉัน

BizKet

TRUE แก้โจทย์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล เมื่อร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทางนำไปสู่โครงการสัญลักษณ์ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ได้ร้านเด็ดพร้อมพื้นที่เน็ตแรง ขยาย 1,000 ทั่วไทยสิ้นปี 2569     นักท่องเที่ยวเลือกประสบการณ์ก่อนเลือกจุดหมาย พฤติกรรมการเดินทางเริ่มจากค้นหาร้าน รีวิว และคอนเทนต์ออนไลน์ ก่อนตัดสินใจเดินทางจริง ทำให้ดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของทริป True5G ปักหมุดร้านอร่อยเป็น Digital Destination ในโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ มีร้านร่วมกว่า 400 แห่ง พร้อมขยายเป็น 1,000 ร้าน เพื่อเชื่อมอาหารกับเครือข่ายคุณภาพ กินอร่อย แชร์ได้ทันทีด้วยเครือข่าย 5G ทรูใช้ AI และระบบบริหารโครงข่ายอัจฉริยะรองรับการใช้งาน ช่วยค้นหา รีวิว ไลฟ์ และอัปโหลดคอนเทนต์ได้อย่างราบรื่น     ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ (Technology Company) กล่าวว่า ทรูฯ ทำโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ภายใต้แนวคิด ‘อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของนักท่องเที่ยวในทุกพื้นที่ ครอบคลุมเมืองหลัก เมืองรอง ย่านอาหารสำคัญ รวมทั้ง Local hidden gem ร้านท้องถิ่นที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว     สำหรับหัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการสร้าง ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ให้เป็นสัญลักษณ์การรับรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 400 ร้านทั่วประเทศ ครอบคลุม ร้านอาหารชั้นนำ ร้านอาหารยอดนิยม ร้านอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงร้านสตรีทฟู้ดที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นที่เป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมอาหารไทย     โอลิเวอร์ กล่าวว่า โครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ยังเป็นสัญลักษณ์รับประกันทรูความพร้อมเครือข่ายทรูในทุกพื้นที่การเดินทาง เพื่อเชื่อมต่อทุกการค้นหา และทุกประสบการณ์ รีวิว สร้างคอนเทนต์ หรือเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ได้อย่างราบรื่น ที่อยากแชร์ต่อให้กับนักท่องเที่ยวและนักเดินทาง   “เมื่อเห็นสัญลักษณ์นี้ยังมั่นใจได้ว่าจุดหมายแห่งนั้นมีทั้งอาหารอร่อยที่ได้รับการคัดสรร และโครงข่ายทรู 5G   ทั้งนี้ ทรูได้ต่อยอดประสบการณ์ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย’ ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับลูกค้าทรูและดีแทค โดยเริ่มต้นความร่วมมือกับร้านอาหารชั้นนำใน ICONSIAM และ Lotus’s Eatery ภายในศูนย์การค้า ICS และศูนย์การค้าและพื้นที่พันธมิตรต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมมอบประสบการณ์ด้านอาหารที่คุ้มค่า และเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ดิจิทัลเข้ากับการท่องเที่ยวกับความอร่อยไว้ด้วยกัน  โดยทรู วางเป้าหมายขยายถึง 1,000 ร้านทั่วประเทศในปีนี้ ร้านอาหารใกล้ฉันที่มีเน็ต5G   คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ปัจจุบันกระแส (Trend) การเดินทางตามหาร้านอร่อยได้เริ่มต้นขึ้นก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาถึงร้านอาหาร โดยพบพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ   ค้นหาร้านผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ดูรีวิวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ รับชมคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ ใช้แผนที่นำทาง แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย อัปโหลดภาพหรือวิดีโอแบบเรียลไทม์ ตลอดทั้งเส้นทางของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism)   “พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับการใช้งานดิจิทัล  ทำให้ทรูเร่งเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าทรูและดีแทคได้รับความเร็วในการดาวน์โหลดเพิ่มขึ้น 23% และอัปโหลดเพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับก่อนการใช้โครงข่ายร่วมกัน”   คูรัม กล่าวต่อว่า สำหรับข้อมูลการใช้งานบนโครงข่ายทรูในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 สะท้อนว่านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหันมาพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้นในทุกขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวและการค้นหาร้านอาหารเติบโตอย่างต่อเนื่องในแต่ละช่วงเทศกาลของไทยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ  ดังนี้   ช่วงเทศกาลปีใหม่ แพลตฟอร์ม  TripAdvisor เติบโต 62%,  Google Maps เติบโต 14% และ Wongnai เติบโต 8% ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แอปพลิเคชัน Yelp ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติมีอัตราการใช้งานเติบโตสูงถึง 116% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ส่วนแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ใช้งานทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน   จากแนวโน้มดังกล่าว ทรูมองเห็นโอกาสพร้อมร่วมยกยกระดับนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ‘Gastronomy Tourism’ ไปสู่ ‘5G Gastronomy Tourism’ ด้วยคุณภาพโครงข่าย 5G โดยนำดิจิทัล , AI และระบบบริหารจัดการเครือข่ายอัจฉริยะมาใช้วิเคราะห์และดูแลคุณภาพสัญญาณแบบเชิงรุก เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตดิจิทัล ที่กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์การท่องเที่ยวในยุคใหม่ จากโครงข่ายคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกขึ้นรวมถึงร้านอาหาร ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมต่อกับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นผ่านโลกดิจิทัล   ทั้งนี้ ข้อมูลการใช้งานบนเครือข่ายทรูพบว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการโรมมิ่งบนเครือข่ายทรู (ไม่รวมผู้ใช้ Tourist SIM) เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน   ขณะที่ปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 25% สะท้อนพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่พึ่งพาการเชื่อมต่อดิจิทัลมากขึ้นระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากอินเดีย ซึ่งมีการใช้งานดาต้าต่อคนเพิ่มขึ้นสูงถึง 70% สอดรับกับแนวโน้มการเติบโตของนักท่องเที่ยวอินเดีย และตอกย้ำบทบาทของอินเดียในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย   นักเดินทางขอวางแผนประสบการณ์ก่อน   ด้าน ‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมเริ่มต้นการเดินทางโดยเลือกจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ปัจจุบันเริ่มจากการค้นหาประสบการณ์ที่ต้องการสัมผัส ทั้งการเลือกร้านอาหารจากรีวิวของนักชิม อินฟลูเอนเซอร์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ   “หลายครั้งร้านอาหารกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการเดินทาง”   จากแนวโน้มดังกล่าว นำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง ททท. และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในโครงการ ‘True5G สัญญาณจานอร่อย อร่อยเด็ด เน็ตแรง’ เพื่อร่วมต่อยอดนำจุดแข็งด้านอาหารไทยอันเป็นเสน่ห์เฉพาะตัว มาเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ให้เกิดการเชื่อมต่อข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   ทั้งนี้ เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ประทับใจพร้อมตอบโจทย์กับการท่องเที่ยวยุคใหม่ และยังสอดคล้องแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย’ ของ ททท. ที่มุ่งนำเสนอเสน่ห์ไทยในทุกมิติ

July 12, 2026 / 0 Comments
read more

ซีแอนด์จีฯ สถานประกอบกิจการต้นแบบ โรงงานสีขาว

PRnounce

ซีแอนด์จีฯ รับประกาศเกียรติคุณ ‘สถานประกอบกิจการต้นแบบ’ เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดโลก 2569 ตอกย้ำองค์กรคุณภาพ มุ่งสร้างโรงงานสีขาวอย่างยั่งยืน   บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม รับใบประกาศเกียรติคุณในฐานะ “สถานประกอบกิจการที่เป็นแบบอย่างที่ดี” จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เนื่องในกิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติดโลก ประจำปี 2569 สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างองค์กรคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของบุคลากร โดยนายรัฐพล ชัยวุฒิธร ผู้จัดการโรงงาน เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับใบประกาศเกียรติคุณ จากนายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ท่ามกลางผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถานประกอบกิจการจากทั่วประเทศที่เข้าร่วมพิธี   รางวัลดังกล่าวเป็นผลจากการที่บริษัทดำเนินงานตามมาตรฐานการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ (มยส.) และสามารถรักษาระบบได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี สะท้อนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดยาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม   รัฐพล ชัยวุฒิธร กล่าวว่า บริษัทฯให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงาน ผ่านการจัดอบรมให้ความรู้ด้านการป้องกันยาเสพติด และการสุ่มตรวจสารเสพติดอย่างสม่ำเสมอ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่พบการใช้สารเสพติดในบุคลากรของโรงงาน   การได้รับประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของซีแอนด์จีฯ ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “โรงงานสีขาว” พร้อมยกระดับมาตรฐานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของพนักงาน เพื่อสร้างการเติบโตขององค์กรควบคู่กับความยั่งยืนในทุกมิติ  

July 11, 2026 / 0 Comments
read more

Robb Report Thailand เปิดฉบับปฐมฤกษ์ ยกระดับ ประเทศไทย สู่ เวทีอัลตร้าลักชัวรี โลก

PRnounce

Robb Report Thailand เปิดตัวฉบับปฐมฤกษ์ ภายใต้ธีม  “Creators & Collectors” เปิดบทใหม่ของประเทศไทยบนแผนที่โลกแห่งไลฟ์สไตล์ระดับอัลตร้าลักชัวรี    Robb Report Thailand ได้เปิดตัวนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์อย่างเป็นทางการ ภายใต้ธีม “Creators & Collectors” ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่ตลาดประเทศไทยของหนึ่งในสื่อด้านไลฟ์สไตล์หรูที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับโลก โดยดำเนินงานภายใต้ลิขสิทธิ์จาก Robb Report และจัดพิมพ์โดยบริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด   การเปิดตัวครั้งนี้นำโดยคุณนา ทาสุคนธ์ บรรณาธิการบริหารของ Robb Report Thailand ร่วมกับคุณอมรินทร์ คชรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไลฟ์สไตล์ แอนด์ ทราเวล มีเดีย จำกัด โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงสื่อ ผู้สร้างสรรค์ ประสบการณ์ และเครือข่ายระดับโลกจากฐานในประเทศไทย   “ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่ในกลุ่มเศรษฐกิจลักชัวรีระดับโลก” คุณนา ทาสุคนธ์ บรรณาธิการบริหาร กล่าว “ด้วยธีม ‘Creators & Collectors’ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สร้างแพลตฟอร์มที่ไม่เพียงนำเสนอความหรูหรา แต่ยังเชื่อมโยงเหล่าผู้มีวิสัยทัศน์ที่กำลังกำหนดอนาคตของวงการอย่างแข็งขัน ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย”   การเปิดตัวครั้งนี้จัดขึ้นด้วยวงเสวนาและมื้อกลางวันสุดพิเศษสำหรับแขกผู้มีเกียรติกว่า 100 ท่าน ณ ห้องอาหาร Nobu Bangkok at EA Rooftop บนชั้น 57 ของอาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ สาทร — ซึ่งเป็นห้องอาหาร Nobu ที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในโลก สถานที่ที่ผสานอาหารสไตล์ญี่ปุ่น–เปรู เข้ากับทัศนียภาพ 360 องศาของกรุงเทพมหานครแห่งนี้ไว้ในที่เดียวกัน   โดยบรรณาธิการบริหารได้เลือกรูปแบบการจัดงานในครั้งนี้ในแบบวงเสวนาในแบบที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ โดยมีเนื้อหาเป็นหัวใจสำคัญของงาน การเลือกสถานที่ก็เป็นไปอย่างตั้งใจ — สถานที่ซึ่งได้นิยามวงการร้านอาหารของกรุงเทพฯ ขึ้นใหม่ เพื่อรองรับการรวมตัวที่ว่าด้วยการนิยามใหม่ว่าสื่อไลฟ์สไตล์หรูของไทยจะเป็นตัวแทนของสิ่งใดได้บ้าง   ธีมของฉบับปฐมฤกษ์ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่าความหรูหราได้ถูกปรับเปลี่ยนไป โดยอาจไม่จำกัดความหรูหราด้วยการครอบครองเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป หากแต่เครื่องชี้วัดที่บ่งบอกได้ชัดเจนกว่าในวันนี้ คือสิ่งที่บุคคลเลือกจะสร้างสรรค์ และสิ่งที่เขาเห็นว่าควรค่าแก่การเก็บรักษา Robb Report Thailand นำเสนอแนวคิดนี้ผ่านบทสัมภาษณ์สุดพิเศษของบุคคลชั้นนำที่เป็นตัวแทนของแนวคิดดังกล่าว อาทิ คุณบิล ไฮเนคกี้ นักธุรกิจและนักพัฒนาธุรกิจบริการระดับนานาชาติ; คุณนันท์มาลี ภิรมย์ภักดี ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนไลฟ์สไตล์ยานยนต์หรูและการออกแบบประสบการณ์; และคุณวริศ ยงสกุล นักธุรกิจและนักพัฒนาธุรกิจเรือยอชต์ ร่วมกันสะท้อนภาพประเทศไทยในฐานะตลาดที่พร้อมก้าวขึ้นรับบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจลักชัวรีระดับโลก   วงเสวนาซึ่งดำเนินรายการโดยคุณนา ทาสุคนธ์ พร้อมกับได้แขกผู้มีเกียรติที่เป็นตัวแทนของ “Creators & Collectors” ได้แก่ คุณวรวรรต ศรีสอ้าน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ One Bangkok และคุณศรี เอี้ยวสกุล ผู้ก่อตั้ง LuxuryHunt และ 100 BEST ซึ่งบทสนทนาของพวกเขาได้กล่าวถึงการพัฒนาเมืองในช่วงเวลานี้ ทั้งในเรื่องของวิธีการการสร้างจุดหมายปลายทางระดับโลกในเมืองไทย คุณค่าใดที่ควรค่าแก่การรักษาไว้ในกระบวนการนั้น และเหตุใดการออกแบบ ประสบการณ์ และการลงทุนในไลฟ์สไตล์ จึงกลายเป็นภาษากลางของเศรษฐกิจมูลค่าสูง   One Bangkok ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในการสร้างแลนด์มาร์กระดับดิสทรีค (District) หรือเขตเมืองแห่งใหม่ให้กับเมืองหลวง ขณะที่ LuxuryHunt และ 100 BEST ได้แบ่งปันมุมมองต่อมาตรฐานใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นสำหรับการเดินทางและการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา   ข้อสรุปร่วมกันของทั้งสามฝ่ายคือ การคัดสรร (curation) ได้กลายเป็นเครื่องบ่งชี้ความหรูหราที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการครอบครอง   “วิสัยทัศน์ของเราก้าวไปไกลกว่าการจัดพิมพ์แบบดั้งเดิม เรากำลังสร้างระบบนิเวศที่ซึ่งบุคคลผู้มีรสนิยมและแบรนด์ระดับโลกสามารถมาบรรจบกันได้” คุณอมรินทร์ คชรัตน์ กรรมการผู้จัดการ กล่าวเสริม “ด้วยการนำสื่อระดับลักชัวรีที่ทรงอิทธิพลนี้เข้าสู่ตลาด เรากำลังตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของการใช้ชีวิตอย่างหรูหราและประสบการณ์ระดับโลกในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง”   ภายในงาน Robb Report Thailand ได้เปิดเผยแผนงานสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ ทั้งโปรแกรมงานอีเวนต์ระดับพรีเมียมที่ขยายขอบเขตมากขึ้น กิจกรรมต่างๆ และความร่วมมือด้านบรรณาธิการ ควบคู่ไปกับการสร้างคอมมิวนิตี้ที่กว้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงนักลงทุน ผู้ประกอบการ และพลเมืองโลกที่เลือกประเทศไทยเป็นฐาน ด้วยความตั้งใจที่จะนำพาสื่อนี้ก้าวข้ามหน้ากระดาษ ไปสู่บทสนทนาและการรวมตัวที่หล่อหลอมความเข้าใจและการปฏิบัติเกี่ยวกับความหรูหราในภูมิภาค   หนึ่งในกิจกรรมที่เป็นไฮไลต์สำคัญในปี 2569 นี้ คือ งาน Best of the Best 2026 งานอีเว้นต์ประจำปีสุดหรูที่เป็นซิกเนเจอร์ของ Robb Report ที่เชิดชูบุคคล แบรนด์ จุดหมายปลายทาง และประสบการณ์ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นตัวกำหนดมาตรฐานความหรูหราในยุคปัจจุบัน โดยฉบับประเทศไทยจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรม Fairmont Bangkok Sukhumvit.   นิตยสาร Robb Report Thailand ฉบับปฐมฤกษ์ มีจำหน่ายแล้วในรูปแบบสิ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษที่ร้าน Asia Books และ Kinokuniya และในรูปแบบดิจิทัลที่ links.bookkurry.com/Robb_Report_TH   สำหรับข้อมูลเชิงลึกและข่าวสารอัปเดต เยี่ยมชม robbreport.co.th และติดตาม Robb Report Thailand ได้ทาง Facebook (https://www.facebook.com/robbreportthailand) และ Instagram (https://www.instagram.com/robbreportth)      

July 11, 2026 / 0 Comments
read more

‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’ บิดาแห่งมาม่า ผู้ทำให้แบรนด์ ‘MAMA’ เป็นคำสามัญประจำบ้าน

Zcreat

‘พิพัฒ พะเนียงเวทย์’  ตำนานผู้ก่อตั้งโรงงานไทยเพรสซิเดนท์ ฟู้ด พร้อมสร้างแบรนด์ ‘มาม่า’ จนกลายเป็นคำสามัญเรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาถึงปัจจุบัน ได้เสียชีวิตในวัย 87 ปี     นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการธุรกิจไทยกับการจากไปของ ‘คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ในวัย 87 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)  หรือ TFMAMA ในปัจจุบัน (หลังควบรวม)  ‘ชาย’ ผู้เปลี่ยนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนกลายเป็นเจเนอริก เนม (generic Name) ‘คำสามัญ’ ที่คนไทยใช้เรียกแทนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกือบทุกยี่ห้อว่า ‘มาม่า’ จนถึงในปัจจุบัน   จุดสตาร์ท ‘มาม่า’   ย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้น ‘คุณพิพัฒ’ มีแนวคิดร่วมกับพันธมิตร(ไต้หวัน)ในการตั้งโรงงานไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ขึ้นมา เพราะเล็งเห็นว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็นอาหารแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกระดับชั้น   สำหรับที่มาชื่อแบรนด์ ‘มาม่า’ นั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคำว่า ‘Mother’ หรือ ‘แม่’ สื่อถึงความอบอุ่น ความใส่ใจ และรสชาติอาหารฝีมือแม่ที่ทุกคนคุ้นเคย จากนั้น‘มาม่า ‘รสซุปไก่’ จึงเป็นรสชาติแรกแบรนด์บะหมี่กึ่งฯของไทยที่ออกสู่ตลาดและเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมความอร่อยที่ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันที่มีมากกว่า 40 รสชาติ แถมเข้ามาทลายกรอบวัฒนธรรมการกินในมื้อสะดวกรวดเร็ว จนกลายเป็นเมนูโปรดของคนไทยทุกค่ำคืน   ‘ดัชนีมาม่า’ เลนส์ขยายสะท้อนเศรษฐกิจไทย   การเข้ามาทำตลาดของแบรนด์ ‘มาม่า’ ช่วง 10-30 ปีแรกนั้น ในโลกการเงินและเศรษฐกิจไทยยังเคยมีคำว่า ‘ดัชนีมาม่า’ (Mama Index) ที่ใช้เป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อของคนในประเทศได้อย่างน่าสนใจ   จากคำติดปากผู้คนในยุคนั้นว่าช่วงนี้เมื่ออยู่ในโหมดประหยัดต้อง ‘กินมาม่า’ ด้วยเป็นความหนึ่งอิ่มในราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ตั้งแต่ ในยุคแรก (พ.ศ.2515) กับราคาสินค้า 2.50 บาทต่อซอง พร้อมเดินทางมาถึงมาม่า ยุค 7 บาท ในปัจจุบัน   ด้วยในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคืองหรือเงินในกระเป๋าของประชาชนลดลง ยอดขายของมาม่ามักจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่เคยสะท้อนภาพจำว่า ‘สายประหยัดกินมาม่า’ ที่แบรนด์มักจะเป็นทางเลือกอันดับแรก ๆ ของผู้บริโภคเสมอ   จากทุนจดทะเบียน 6 ล.สู่อาณาจักร 5 หมื่นล.   ปัจจุบัน แม้จะส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นใหม่เข้ามาบริหาร แต่ ‘คุณพิพัฒ’ ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำแก่โรงงาน (TF) และลูก ๆ อย่างใกล้ชิดเสมอมา   จากวันแรกที่มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้นเพียง 6 ล้านบาท ปัจจุบัน TF มีมูลค่ากิจการ (Market Cap) สูงกว่า 50,000 ล้านบาท!! พร้อมขยายไลน์การผลิตสินค้าประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ขนมปังและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ ที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยว, บิสกิต, แป้งสาลี และอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ส่งออกไปไกลกว่า 60 ประเทศทั่วโลก   จากจุดเริ่มแบรนด์แรก ‘มาม่า’ ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทย ที่เดินทางมากว่า ครึ่งศตวรรษในตอนนี้ ในฐานะหนึ่งในคีย์ ไอเทม ที่ผลักดันให้ปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของบะหมี่กึ่งฯ ประเทศไทยปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 21,000 – 22,000 ล้านบาท   ขณะที่ในปี 2569 คาดว่าตลาดจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 3-5% โดยได้อานิสงส์จากการปรับตัวของแบรนด์ที่หันมาเล่นตลาดพรีเมียม (Premium Segment) และการออกรสชาติใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่ยังคงทรงตัวสูง FYI: ‘คุณพิพัฒ พะเนียงเวทย์’ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ‘มาม่า’ เสียชีวิตในวัย 87 ปี แบรนด์ ‘มาม่า’ เริ่มต้นด้วยรสซุปไก่ ก่อนขยายสู่ 40+ รสชาติ และกลายเป็น ‘ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจไทย ไทยเพรซิเดนท์ฟู้ดส์ เติบโตจากทุน 6 ล้าน สู่บริษัทมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้าน ในตลาดบะหมี่กึ่งฯ ที่สูงกว่า 2 หมื่นล้านบาท

July 9, 2026 / 0 Comments
read more

Bravo BKK หนุนศึกสแต็คไทย 2026 ดันเยาวชนเก่งสู่เวทีระดับโลก

PRnounce

Bravo BKK เปิดพื้นที่แห่งโอกาส สนับสนุนเวทีสแต็คชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 ร่วมผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่เวทีมาตรฐานสากล     ศูนย์การค้า Bravo BKK เดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างคุณค่าให้กับสังคม ผ่านการสนับสนุนพื้นที่จัดการแข่งขัน TSSA Thailand Sport Stacking Championship 2026 หรือการแข่งขันกีฬาสแต็คชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–5 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดโอกาสให้นักกีฬาจากทั่วประเทศได้แสดงความสามารถ พัฒนาทักษะ และก้าวสู่การแข่งขันในระดับมาตรฐานสากล   การแข่งขันในปีนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการกีฬาสแต็คไทย เนื่องในโอกาสที่ได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชทานแก่ผู้ชนะการแข่งขัน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นขวัญกำลังใจสำคัญแก่คณะผู้จัด ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน นักกีฬา และเครือข่ายกีฬาสแต็คทั่วประเทศ ในการร่วมกันพัฒนาวงการกีฬาสแต็คของไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น   กีฬาสแต็ค (Sport Stacking) เป็นกีฬาที่ใช้การเรียงและเคลื่อนย้ายถ้วยพลาสติกตามรูปแบบที่กำหนดด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเสริมสร้างสมาธิ การประสานงานระหว่างสมองและร่างกาย ความสามารถในการตัดสินใจ รวมถึงการทำงานเป็นทีม จึงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องทั้งในสถานศึกษาและเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับความสามารถสามารถเข้าร่วมได้   การแข่งขันครั้งนี้จัดโดย สมาคมสแต็คประเทศไทย (Thailand Sport Stacking Association: TSSA) ซึ่งมีพันธกิจในการผลักดันกีฬาสแต็คให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนามาตรฐานการแข่งขัน การสร้างโอกาสให้นักกีฬาไทยได้แสดงศักยภาพ และการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจการเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาทักษะและศักยภาพของตนเอง   การสนับสนุนการแข่งขันในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ Bravo BKK ในการเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างสำหรับทุกคอมมูนิตี้ พร้อมส่งเสริมกิจกรรมที่สร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา การศึกษา ศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม หรือกิจกรรมเพื่อเยาวชน โดยมุ่งหวังให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพ และการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทุกช่วงวัย   Bravo BKK ในฐานะ Bangkok’s Sport Destination Mall ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนกิจกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนและทุกคอมมูนิตี้ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของกีฬาและกิจกรรมรูปแบบใหม่ ต่อยอดสู่สังคมที่เต็มไปด้วยโอกาส ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ Bravo BKK ได้ที่ Website: www.bravobkk.co.th Facebook: https://www.facebook.com/bravobkk Instagram: https://www.instagram.com/bravobkkmall/ Tiktok: https://www.tiktok.com/@bravobkk Twitter: https://x.com/bravobkkmall

July 9, 2026 / 0 Comments
read more

เปิดโลก ‘NEO Art Toy’ จาก33 ศิลปินไทย กับคาแรกเตอร์หนึ่งเดียวที่ไอคอนสยาม

WeView

 33 ศิลปินไทย ถ่ายทอดศิลปะร่วมสมัยผ่านคาแรคเตอร์ช้างไทยในงาน ‘NEO Land Festival 2026’ ไอคอนสยาม วันนี้ถึง 31 ก.ค. 2569     ไอคอนสยาม ร่วมกับ KHUNPARE COLLECTION จัดงาน ‘NEO Land Festival 2026’ นิทรรศการศิลปะที่รวบรวมผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรม NEO (นีโอ) อาร์ตทอยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ช้าง’ สัญลักษณ์แห่งความเป็นไทย มาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยของศิลปินไทยหลากหลายแขนง   งานฯ นี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้สัมผัสความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ทางศิลปะในรูปแบบที่แตกต่าง พร้อมรวบรวมผลงานกว่า 49 ชิ้น จาก 33 ศิลปินไทยหลากหลายรุ่น ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความเชื่อ และจินตนาการลงบนประติมากรรม NEO ด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ผ่านฝีมือทางศิลปะจนเกิดเป็นผลงานต้นฉบับที่มีเพียงหนึ่งเดียว ทั้งด้าน Contemporary Thai Art Pop Art Doodle Art Surrealism ศิลปะร่วมสมัยอีกหลากหลายรูปแบบ   ‘NEO’ พื้นที่เกิดใหม่   ‘NEO’ ในบริบทนี้ คือ เฟรมผ้าใบศิลปะที่มีมิติ หมายถึง ‘การเกิดใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการที่สามารถถือกำเนิดใหม่ได้เสมอ สะท้อนผ่านผลงานที่มีเอกลักษณ์และมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก   อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ปลดปล่อยจินตนาการ และแสดงศักยภาพในการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ปราศจากข้อจำกัด บนผืนผ้าใบและพื้นผิวที่มีมิติ ด้วยเทคนิคหลากหลาย อย่าง สีน้ำมัน สีอะคริลิก สีสเปรย์ เส้นสี หรือปากกาเคมี   ทำให้ ‘NEO’  ไม่ได้เป็นเพียงคาแรคเตอร์ช้าง หรือสัญลักษณ์ทางศิลปะ เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่สำหรับการกำเนิดของแนวคิดใหม่ ๆ และการตีความทางศิลปะที่ไม่สิ้นสุด   โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานฯ ในครั้งนี้ คือ ‘Horse of Dawn’ ผลงานอาร์ตทอยขนาดใหญ่สูง 170 เซนติเมตร โดย Indy Nine หรือ ชนกนันท์ ขวัญมุณี ‘เธอ’ ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญทั้งความคาดหวัง พลัง และการแสวงหาความสงบทางจิตวิญญาณ ผ่านสัญลักษณ์ของ ‘ม้าสีทอง’ ที่เปรียบเสมือนพลังแห่งอิสรภาพและปัญญา ท่ามกลางโทนสีแดงอันร้อนแรง พร้อมแทรกดอกไม้ที่สื่อถึงความอ่อนโยนซึ่งยังคงซ่อนอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์   อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ ของ ‘เอื้อง-อัญญากรณ์ หมั่นพลศรี’ กับผลงาน Flash Space  ผลงานการวาดสไตล์ Doodle Art ที่นำการผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ และจินตนาการที่ไม่มีที่สิ้นสุด กับสีสันที่สดและฉูดฉาดแสดงถึงความสนุกสนานถึงขีดสุด ความกล้าที่จะคิดออกนอกกรอบ   รวมถึงผลงานของ ‘ณรงค์ชัย อุ่นใจ’ กับผลงาน Low Fat  ผลงานสไตล์ Surrealism ที่เลือกกะเทาะ ‘เปลือก’ หรือลวดลายภายนอกของนีโอออกจนหมด แล้วย้อนกลับไปหาโครงสร้างกล้ามเนื้อและร่างกายภายใน เพื่อสื่อถึง ‘รากฐานร่วมกัน’ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความแตกต่างอันหลากหลาย   ส่วนชื่อผลงานมาจากอารมณ์ขันส่วนตัวของศิลปิน ที่หยิบยกเอาเรื่องราวการลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างของตัวเองในช่วงนั้นมาตั้งเป็นชื่อได้อย่างมีเสน่ห์ ในผลงานที่สะท้อนแนวคิดอันหลากหลาย อาทิ   FLASH SPACE นำเสนอผ่านการวาดสไตล์ Doodle art ถ่ายทอดจินตนาการแบบไม่สิ้นสุด ผสมผสานระหว่างรถยนต์ ความเร็ว อวกาศ ด้วยสีสันสดใส สะท้อนถึงความสนุกสนานและความกล้าในการคิดนอกกรอบ DOODLE FLOW ถ่ายทอดเส้นสายเรียบง่ายแต่ทรงพลังในสไตล์ Doodle Art Love of the Forest 01 : My Sleeping Forest Summer บอกเล่าเรื่องราวการฟื้นคืนชีวิตของธรรมชาติ TAMU’s Land สะท้อนแนวคิดเรื่องโลกแห่งความยั่งยืนและการใช้พลังงานสะอาด Rhythm of Love ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพิฆเนศในฐานะต้นกำเนิดแห่งศิลปะและการสร้างสรรค์   นอกจากนี้ ในงานฯ ยังมีอีกหลายผลงานที่น่าสนใจ ได้แก่   Monster Parade NEO 2050 Ruby Ganesha NINJA Ganesha Night Dreaming   ทั้งหมด ล้วนสะท้อนมุมมอง ความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์ของ 33 ศิลปินแต่ละคนผ่านการตีความบนประติมากรรมอาร์ตทอย NEO จนกลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่อยากชวนให้ทุกคนร่วมเดินทางไปสัมผัสความน่ารัก สดใส ของคาแรกเตอร์และจินตาการแบบไม่ที่สิ้นสุดในงานศิลปร่วมสมัยในครั้งนี้ ไปด้วยกัน   🎨🎭 งานนิทรรศการ  NEO Land Festival 2026 จัดตั้งแต่วันนี้- 31 กรกฎาคม 2569 Walk Way และ Arts Way ชั้น M ไอคอนสยาม   FYI ไอคอนสยาม และ KHUNPARE COLLECTION ร่วมจัดนิทรรศการศิลปะ ‘NEO Land Festival 2026’  กับไฮไลต์ การนำ ‘ช้าง’ สัญลักษณ์ไทย มาตีความใหม่เป็น NEO Art Toy ผ่านฝีมือ 33 ศิลปินไทย ภายในงานจัดแสดงผลงานจิตรกรรมบนประติมากรรมต้นฉบับที่มีชิ้นเดียวในโลก รวมกว่า 49 ชิ้น

July 9, 2026 / 0 Comments
read more

‘โอ้กะจู๋’ ลงสนามบุเฟฟ่ต์ Grill & Ground ขายสลัดสเต็ก เปิดราคา 259 บาท  

Zcreat

‘โอ้กะจู๋’ เติมพอร์ตร้านอาหารเครื่องดื่มส่งแบรนด์ใหม่ลำดับที่ 5  ‘Grill & Ground’ บุฟเฟ่ต์สลัด 259 บาท ท่ามกลางแรงกดดันจากผลประกอบการไตรมาสแรกที่ขาดทุน-เดิมพันตลาดเมนูสุขภาพ 5.2 พันล้านบาท      OKJ เปิดแบรนด์ใหม่ Grill & Ground เจาะตลาดบุฟเฟ่ต์สุขภาพ เริ่มต้น 259 บาทต่อคน ไตรมาส 1/2569 บริษัทพลิกขาดทุน 30.4 ล้านบาท แม้รายได้ตลอด 4 ปียังเติบโตต่อเนื่อง ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง มีสินทรัพย์รวม 2,376.84 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจอาหาร   ในปี 2553  คือ จุดเริ่มต้นของร้านอาหารสายสุขภาพ ‘โอ้กะจู๋’ (OHKAJHU) เกิดจากแนวคิด ‘ปลูกผักเพราะรักแม่’  ของ 3 ผู้ก่อตั้ง ‘อู๋ – ชลากร เอกชัยพัฒนกุลคุณ’ ‘โจ้ – จิรายุทธ ภูวพูนผลและ ‘ต้อง-วรเดช สุชัยบุญศิริ’ กับความตั้งใจใช้วัตถุดิบเกษตรอินทรีย์นำมาปรุงเป็นเมนูที่ดีทั้งกับสุขภาพร่างกายและใจ ให้กับผู้มารับประทานอาหารที่ร้านโอ้กะจู๋ สาขาแรกที่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ในปี 2556 ซึ่งสร้างปรากฏการณ์คนยอมนั่งรอต่อคิวยาวเหยียดจนเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ ในช่วงจังหวะกระแสรักสุขภาพที่มาแรงมาก ในช่วงหลายปีก่อน   โดยเฉพาะเทรนด์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่างเริ่มหันมาใส่ใจอาหารการกินมากขึ้น ทำให้ ‘โอ้กะจู๋’ ตัดสินใจนำกิจการเข้าเมืองหลวง กรุงเทพฯ ในปี 2560 พร้อมเปิดสาขาแรกที่ สยามสแควร์ ซอย 2 ก่อนขยายอาณาจักร ‘โอ้กะจู๋’ ถึงในตอนนี้ (ปี 2569) มีสาขารวมกันมากกว่า 45 สาขา ทั่วประเทศ   เส้นทางใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม   จากการเติบโตที่ก้าวกระโดดร้าน ‘โอ้กะจู๋’  ที่นำไปสู่กิจการมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ชื่อ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หลังจากบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) (ในเครือ ปตท.) ซื้อหุ้นในสัดส่วน 20% (เข้าลงทุนผ่านบริษัท Modulus Venture) ในปี 2564 เพื่อเติมความครบให้กับอาณาจักรร้านอาหารละเครื่องดื่มให้กับ OR   อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาแม้เทรนด์กระแสสุขภาพจะยังคงมีอยู่ และเติบโตดีในบางกลุ่มอุตสาหกรรม แต่สำหรับตลาดอาหารและเครื่องดื่มในตอนนี้อาจจะไม่สมูท ลื่นไหลมากนัก จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก แถมยังเผชิญกับภาวะกำลังซื้อชะลอตัวอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนหลังจาก OKJ รายงานผลประกอบการไปยังจากตลาดหลักทรัพย์ ระบุไตรมาสแรกใน 2569 มีรายได้จากการขายลดลง 19% เหลือ 573.5 ล้านบาท และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ติดลบ 39.4% ทำให้พลิกมาขาดทุนสุทธิ 30.4 ล้านบาท (จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 63.8 ล้านบาท)   แม้ว่า ตัวเลขผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปี (รายได้รวมของบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ จะมีการเติบโตรายได้ต่อเนื่องก็ตาม ดังนี้   ปี 2565 รายได้รวม 1,214.90 ล้านบาท ปี 2566 รายได้รวม 1,716.85 ล้านบาท ปี 2567 รายได้รวม 2,444.13 ล้านบาท ปี 2568 รายได้รวม 2,744.22 ล้านบาท   อย่างไรก็ตาม ภาพรวมฐานะการเงิน OKJ ยังแข็งแกร่ง ด้วยมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,376.84 ล้านบาท พร้อมรองรับการฟื้นตัว   เกมใหม่ แบรนด์ใหม่ เติมพอร์ตฯ OKJ   ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องให้กับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม OKJ  ยังได้ขยายธุรกิจใหม่ในครั้งแรกเมื่อปี 2567 โดยพัฒนาแบรนด์ ‘Oh! Juice’ (โอ้จูซ) บุกตลาดเครื่องดื่มสมูทตี้ออร์แกนิก ซึ่งการเปิดตัวแบรนด์ดังกล่าวออกมาในช่วงเวลาที่ถูกจังหวะทำให้ได้กระแสการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งสายเฮลท์ตี้ และกลุ่ม FOMO ที่ไม่อยากตกเทรนด์   โดยเฉพาะเมนูไฮไลต์ระดับพรีเมียมอย่าง ‘Angel’s Secret’ ที่เคยเป็นเมนูลับเรียกความฮือฮาในโซเชียล ด้วยค่าค่าตัวราคาแก้วละ 465 บาท เลยทีเดียว นอกเหนือจากเมนูกลุ่มซิกเนอเจอร์ อย่าง Material Girl หรือ Ocean N Earth ที่มีราคาแพงสุดอยู่ที่ 270 บาท  จนกลายเป็นไอเทมที่ฮิตหนักบนโลกโซเชียล ไปพักหนึ่งก่อนหน้านี้ ซึ่งในปัจจุบัน Oh! Juice มี 25 สาขาแล้ว   ถัดมาไม่นาน OKJ ยังออกเสต็ปใหม่ไม่พัก ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ๆ ออกมาทั้ง   Ohkajhu Wrap & Roll ร้านอาหารรูปแบบ Grab & Go เน้นแรป สลัด และเมนูรับประทานสะดวกในปี 2567 เช่นกัน ในตอนนี้มี 1 สาขา ศูนย์การค้า Emsphere Joe Wings แบรนด์ไก่ทอดเพื่อสุขภาพในคอนเซปต์ ‘Healthier Choice’ เปิดสาขาแรกเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ สยามพารากอน ปัจจุบันมี 7 สาขา   บิ๊กมูฟ ‘บุฟเฟ่ต์สลัด’ 259 บาท!   ล่าสุด โอ้กะจู๋ ส่งสัญญาณความเคลื่อนไหวในตลาดร้านอาหารอีกครั้ง ที่รอบนี้ OKJ พุ่งเป้าชนตรงๆ ในเซ็กเมนต์ ‘บุฟเฟ่ต์’ แต่ขอฉีกหนีหมูกระทะและชาบูแบบเดิม ๆ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘Grill & Ground’ (กริลล์ แอนด์ กราวด์) ที่มาพร้อมคอนเซปต์ ‘บุฟเฟ่ต์สำหรับสายสุขภาพ’ ให้ลูกค้าตักสลัดบาร์สด ๆ และเครื่องดื่มสกัดเย็นได้ไม่อั้น ในราคาเพียง 259 บาท (จำกัดเวลา 120 นาที)   นอกจากนิ้ ยังมาพร้อมออปชันเสริม หากต้องการเพิ่มโปรตีนหนัก ๆ เช่น สเต็ก เมนูไก่ทอด หรือเมนูลับอื่น ๆ ก็จ่ายเพิ่มอีกเพียง 40 บาท รวมเบ็ดเสร็จต่อมื้อต่อคนอยู่ราว ๆ 299 บาท เท่านั้น!   สำหรับพิกัดความอร่อย ‘Grill & Ground’ OKJ นำร่องสาขาแรกไปแล้วที่ทำเล เซ็นทรัล เวสต์เกต เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากเปิดตัวได้ไม่ถึงเดือนก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี ด้วยมีทั้งอินฟลูเอ็นเซอร์ และชาวช่องต่างๆ ในโซเชียล ต่างร่วมแชร์และรีวิวทำคอนเทนต์ กันจนคิวยาวตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด   ต่อร้านใหม่ ‘Grill & Ground’ ที่ OKJ  นำมาเติมพอร์ตฯ ธุรกิจล่าสุดนี้ น่าสนใจอย่างมากว่าคอนเซปต์บุฟเฟ่ต์สลัดผักของกริลล์ แอนด์ กราวด์ จะสามารถเข้ามา ‘ตีป้อมตลาดบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง-ชาบู’ และทลายมายด์เซ็ต ที่ว่าจริงๆแล้ว คนไทย ไม่ชอบกินผักก็ไม่บอก ได้สำเร็จในระยะยาวหรือไม่?   ท่ามกลางการตลาดของโอ้กะจู๋ที่ต้องพลิกแพลงท่าใหม่ ๆ ออกมาสู้อยู่ตลอดเวลา! FYI : สำหรับ ตลาดสเต็กและสลัดในปี 2569 มีมูลค่าสูงและการแข่งขันสูง โดย ตลาดสเต็ก มีมูลค่ารวมประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท และตลาดร้านอาหารเพื่อสุขภาพและสลัด มีมูลค่าแตะ 5.2 พันล้านบาท ภายใต้ภาพรวมตลาดร้านอาหารทั้งหมด ที่เติบโตแตะ 6 แสนล้านบาท

July 7, 2026 / 0 Comments
read more

โอกาสธุรกิจไทย เจาะตลาดฮาลาลโลก 2.99 ล้านๆ ในงาน Grand Halal Bangkok 2026

EcoVative

เศรษฐกิจฮาลาลโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โอกาสผู้ประกอบการไทย ขยายส่งออกอาหาร เครื่องสำอาง และบริการฮาลาล พร้อมสร้างเครือข่ายการค้ากับคู่ค้าและนักลงทุนจากนานาประเทศ ในเวที Grand Halal Bangkok 2026     เศรษฐกิจฮาลาลโลกในปี 2568 คาดว่าจะมูลค่าสูงกว่า 2.3 ถึง 2.99 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือมากกว่า 7 ล้านล้านบาท) โดยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีประเมินว่าเศรษฐกิจฮาลาลจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 6.5% – 9% ต่อปี   สำหรับประเทศไทย ภาคการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลมีมูลค่าการเติบโตต่อเนื่องในตลาดหลัก เช่น   อินโดนีเซีย มาเลเซีย อิรัก   โดยก่อนหน้า หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่างเร่งผลักดันอุตสาหกรรมนี้เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด ครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป เครื่องสำอาง และการท่องเที่ยว ไปพร้อมยุทธศาสตร์วางให้ประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาลระดับโลก   ในโอกาสนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)  ภายใต้งานพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs จัดงาน Grand Halal Bangkok 2026 เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทย ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจฮาลาลระดับโลก   พร้อมชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากกว่า 60 ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายเครือข่ายธุรกิจ และผลักดันสินค้าและบริการฮาลาลสู่ตลาดโลก ในงานมหกรรมธุรกิจฮาลาลระดับนานาชาติที่รวบรวมกิจกรรมสำคัญไว้ในงานเดียว อาทิ   การจัดแสดงสินค้าและบริการฮาลาล การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ   โดยในงานฯ  ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะคู่ค้าจากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจและสร้างโอกาสการส่งออกในอนาคต   นอกจากนี้ ภายในงานยังมี ผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนจาก สสว. ภายใต้งานพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs นำผู้ประกอบการศักยภาพร่วมจัดแสดงสินค้ารวม 8 บูธ นำเสนอผลิตภัณฑ์ฮาลาลคุณภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้สนใจได้เจรจาธุรกิจ สร้างเครือข่าย และค้นหาพันธมิตรทางการค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาลไทยสู่เวทีการค้าระดับสากลในงาน Grand Halal Bangkok 2026    จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ  

July 6, 2026 / 0 Comments
read more

‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’ มิกซ์ยูส 1.1 หมื่นล. โมเดลเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์กรุงเทพฯ

EcoVative

‘CenTRal cENtrAL’ โปรเจกต์มิกซ์ยูส 1.1 หมื่นล้าน จาก CPN ร่วมกับ มิตซูบิชิ เอสเตท โครงการสะท้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รับสายครีเอทีฟโลก เตรียมเปิดพื้นที่ค้าปลีกเฟสแรก ไตรมาส 2 ปี 2570   ซีพีเอ็น ร่วมทุน มิตซูบิชิ เอสเตท พัฒนามิกซ์ยูส ‘CenTraL cENtRaL’ มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท บริเวณหัวมุมสี่แยกปทุมวัน โดยเตรียมเปิดพื้นที่ค้าปลีกเฟสแรกในไตรมาส 2 ปี 2570 โครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูง ที่มีทราฟฟิกนักท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 50 ล้านคนต่อปี และครอบคลุมกลุ่มผู้อยู่อาศัย นักศึกษา และคนทำงานในย่านนี้อีกกว่า 1.2 ล้านคน ซีพีเอ็น วางเป้าหมายให้โครงการนี้เป็นโมเดลเชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมยกระดับย่านสยามสแควร์ (Siam Square) ให้ก้าวไปสู่การเป็นทำเลระดับโลก (Global Destination)   หลังล้อมฉากกั้นการก่อสร้างบริเวณพื้นที่หัวมุมสี่แยกปทุมวัน มานาน ล่าสุดบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ออกมาประกาศเปิดตัวโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ หรือ ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล โปรเจกต์เมกะมิกซ์ยูสมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาทอย่างเป็นทางการแล้ว   ‘ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล’ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) บอกว่า ซีพีเอ็นร่วมทุน (JV) กับกลุ่มมิตซูบิชิ เอสเตท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาใหญ่ในชื่อ ‘CenTRal cENtrAL’ (เซ็นทรัล เซ็นทรัล) มูลค่าโครงการรวมกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท   “โครงการเซ็นทรัล เซ็นทรัล ตั้งบนทำเลศักยภาพซึ่งมีทราฟฟิกนักท่องเที่ยวหมุนเวียนกว่า 50 ล้านคนต่อปี และมีพื้นที่ครอบคลุมกลุ่ม ผู้อยู่อาศัย นักศึกษา และคนทำงานในย่านนี้กว่า 1.2 ล้านคน” โดยซีพีเอ็น ยังวางเป้าหมายโครงการ CenTRal cENtrAL ที่ตั้งอยู่บนบริเวณสี่แยกปทุมวันแห่งนี้ ไปพร้อมกับการยกระดับย่านสยามสแควร์ (Siam Square)ให้ก้าวสู่ ‘Global Youth Culture Destination’ จุดหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากทั่วโลก อีกด้วย   สำหรับโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ มีขนาดพื้นที่ใช้สอยรวม (GBA) 141,000 ตารางเมตร แบ่งช่วงเวลาการพัฒนาโครงการฯ ออกเป็น 3 ระยะ (Phase) หลัก ได้แก่   ศูนย์การค้า (Retail) พื้นที่รองรับกว่า 300 แบรนด์ดัง โดยวางสัดส่วนร้านค้ารายย่อย 40% ในคอนเซปต์ทันสมัยเพื่อสร้างความแตกต่าง พร้อมโซนร้านอาหารชั้นนำ รวมพื้นที่ใช้สอยรวม 40,000 ตร.ม. กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 2 ปี 2570 วางเป้าหมายทราฟฟิกอยู่ที่ 5-6 หมื่นคน/วัน อาคารสำนักงาน (Future-Ready Workplace)ขนาด 12 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 20,000 ตร.ม. รองรับกลุ่มเทคโนโลยีและสตาร์ทอัป รวมถึงบริษัทสร้างสรรค์ รองรับคนทำงานราว 2,500 คน กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4 ปี 2570 โรงแรม (25hours Hotel) แบรนด์โรงแรม Playful Luxury ด้วยดีไซน์ระดับโลก ซึ่งกรุงเทพฯ เป็น 1 ใน 13 เมืองทั่วโลกที่แบรนด์เลือกเปิดให้บริการ จำนวน 349 ห้อง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังซื้อสูง กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 1 ปี 2572   ‘ชนวัฒน์ กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา และพันธมิตรกลุ่ม มิตซูบิชิ เอสเตท มั่นใจว่าโครงการ ‘CenTRal cENtrAL’ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creator-Led Economy) และยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนนับจากนี้   ด้าน ‘มิซาโนริ อิวาเซ’ ผู้บริหารระดับอาวุโส (Senior Executive Officer) บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า  กทม. เป็นเมืองที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย และสยามสแควร์ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ มิตซูบิชิ เอสเตท มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้นำความเชี่ยวชาญระดับสากลมาร่วมขับเคลื่อนอนาคตของย่านนี้ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่เมืองและคนรุ่นต่อไป   ทำไมต้องชื่อ ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’   สำหรับแนวคิดการทำตลาดโครงการเซ็นทรัล เซ็นทรัล (CenTRal cENtrAL) ด้าน ‘ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาดซีพีเอ็นกล่าวว่า โครงการฯ นี้วางตำแหน่งเป็นมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ และทำหน้าที่เป็น เม่เหล็กระดับ (Global Magnet) ที่จะดึงดูดกลุ่มต่าง ๆ อาทิ   Global Young Mindsets กลุ่มรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเยนซีทั่วโลก ซึ่งระยะหลังมีอินไซต์ชอบเที่ยวไทยมากขึ้น Global Talent คนทำงานทักษะสูงจากทั่วโลก นักท่องเที่ยวกลุ่มพรีเมียม (Global Affluent Travelers)   โดยโครงการฯ ยังได้จัดสรรพื้นที่ Social Public Space ขนาดใหญ่กว่า 3,400 ตร.ม. เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะ (Social Theatre) รองรับกิจกรรม Co-Creation ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี แฟชั่น และกีฬา   นอกจากนี้ ยังติดตั้งนวัตกรรม Immersive LED Experience เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และนักศึกษาได้แสดงออกอย่างเต็มที่ และโครงการยังเชื่อมต่อกับย่านราชประสงค์และเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อสร้างเครือข่ายย่านเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในกรุงเทพฯ   ส่วนที่มาของชื่อโครงการ CenTRal cENtrAL ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’ นั้น ดร.ณัฐกิตติ์ บอกว่า   “เป็นการตั้งนำชื่อที่ตัวอักษรแบบฟรีฟอร์ม มาผสมกับความไทยแท้ที่ชอบพูดคำซ้ำแบบ ไปๆมาๆ รักนะจุ๊บๆ เลยกลายเป็นชื่อ ‘เซ็นทรัล เซ็นทรัล’”     โดยคาดว่า โครงการแห่งนี้จะเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญที่เข้ามkคอมพลีทย่านปทุมวัน ให้เชื่อมต่อกับสยามสแควร์ ราชประสงค์ และเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนำไปสู่เครือข่ายย่านเศรษฐกิจและไลฟ์สไตล์ที่แข็งแกร่ง   พร้อมผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของโลก   ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวปิดท้ายภาพรวมศูนย์การค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มีทราฟฟิกเติบโตเฉลี่ย 2-3% ต่อแห่ง ส่วน ‘เซ็นทรัล นอร์ธวิลล์’ ศูนย์ฯแห่งใหม่ที่เปิดไปเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 มีทราฟฟิกทะลุ 8 หมื่นคน/วัน ส่วนในครึ่งหลังปี2569 ภาดภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น จากปัจจัย สนับสนุน ราคาน้ำมันถูกลง ภาครัฐอัดฉีดงบประมาณ และเอกชนกลับมาลงทุน (จากต้นทุนที่ดีขึ้น)

July 6, 2026 / 0 Comments
read more

น้ำมันพืชกุ๊ก เพิ่มโอกาสเรียนรู้สู่สังคม Net Zero ยั่งยืน ผ่านห้องสมุดจากกระดาษใช้แล้ว

PRnounce

“น้ำมันพืชตรากุ๊ก” ผนึกกำลัง SCGP เปิดโครงการ “ห้องสมุดสีเขียว” เปลี่ยนกระดาษใช้แล้วเป็นห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ ส่งต่อโรงเรียนอนุบาลรอบชุมชน สร้างโอกาสทางการศึกษาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่สังคม Net Zero     บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันพืชตรากุ๊ก หนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่มพูลผล เดินหน้าสานต่อนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน จับมือกับ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดตัวโครงการ “ห้องสมุดสีเขียว (Green Library – From Boxes to Books)” ภายใต้แนวคิด “พูลผล ปันกระดาษ สร้างโลกการเรียนรู้” เพื่อส่งเสริมการคัดแยกและนำกระดาษใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านกระบวนการรีไซเคิลแบบครบวงจร (Closed-loop Paper Recycling) 100% เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเป็นเฟอร์นิเจอร์รักษ์โลก (Eco-Furniture) ได้แก่ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางหนังสือ และอุปกรณ์ภายในห้องสมุด ก่อนนำไปจัดสร้างห้องสมุดสีเขียว โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 6 เดือน ตั้งเป้ารวบรวมกระดาษใช้แล้วจำนวน 60,000 กิโลกรัมต่อการจัดสร้างห้องสมุด 1 แห่ง และมีแผนส่งมอบห้องสมุดสีเขียวจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดศรีคงคาราม และโรงเรียนวัดคลองมอญ ภายในปี 2569   โครงการดังกล่าวพัฒนาขึ้นบนหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยยกระดับกระดาษใช้แล้วให้ก้าวข้ามการเป็นของเสีย (End of Waste) สู่การเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างคุณค่าใหม่กลับคืนสู่สังคม ผ่านนวัตกรรมรีไซเคิลของ SCGP ที่ช่วยให้กระดาษสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม   นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทฯ เชื่อว่าการสร้างความยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากการมีส่วนร่วมของทุกคน โครงการห้องสมุดสีเขียวจึงเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างบริษัทในเครือ พนักงาน และประชาชน ให้ร่วมกันเปลี่ยนกระดาษใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่แก่สังคม พร้อมต่อยอดเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้สำหรับเยาวชน เราหวังว่าโครงการนี้จะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับชุมชนและเยาวชน” ด้าน คุณพีรพงษ์ เทพวรินทร์ ผู้จัดการ Recycling Solutions และรักษาการแทนผู้อำนวยการฝ่าย Recycling Materials Management บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “SCGP มุ่งใช้องค์ความรู้และนวัตกรรมด้านการรีไซเคิล เพื่อยกระดับกระดาษใช้แล้วให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแข็งแรง ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับใช้ในห้องสมุดและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของเยาวชน ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมจะสร้างคุณค่าได้สูงสุดเมื่อเชื่อมโยงกับความร่วมมือของทุกภาคส่วน และสามารถต่อยอดทรัพยากรที่ใช้แล้วให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม การศึกษา และชุมชนในระยะยาว”   สำหรับการดำเนินโครงการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือกับบริษัทในเครือกลุ่มพูลผล พนักงาน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมกระดาษใช้แล้วส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลของ SCGP พร้อมทั้งขยายการมีส่วนร่วมสู่ภาคประชาชน ผ่านการติดตั้งจุดรับกระดาษรีไซเคิล (Recycle Box) ในพื้นที่เศรษฐกิจและศูนย์การค้าชั้นนำ อาทิ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และอาคารสาธรธานี คอมเพล็กซ์ เพื่อส่งเสริมการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางและสร้างการมีส่วนร่วมด้านการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า  

July 6, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS Thailand ขับเคลื่อนเมืองดึงท่องเที่ยว สร้างเศรษฐกิจย่านสร้างสรรค์ ‘ทรงวาด’

PRnounce

LEPAS Thailand ร่วมสร้างสีสันในงาน Awakening Song Wat 2026 นำ LEPAS L6 ถ่ายทอดนิยามใหม่ของ Premium Mobility ท่ามกลางย่านประวัติศาสตร์ทรงวาด   LEPAS Thailand แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle: NEV) ระดับพรีเมียมจาก Chery Group ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของงาน Awakening Song Wat 2026 เทศกาลแสงไฟและศิลปะดิจิทัลที่กลับมาจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 3–12 กรกฎาคม 2569 ณ ย่านทรงวาด ภายใต้แนวคิด “SON(G)EVITY: The Longevity of Song Wat” ที่สะท้อนการส่งต่อคุณค่าของย่านประวัติศาสตร์จากอดีตสู่อนาคต ผ่านการผสมผสานศิลปะ เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัย   การเข้าร่วมครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ LEPAS ในฐานะ “Preferred Brand for Elegant Mobility Life” แบรนด์ทางเลือกอันดับหนึ่งแห่งการเดินทางอันสง่างาม ที่มุ่งผสานนวัตกรรม เทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย และการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมร่วมขับเคลื่อนย่านทรงวาดให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคต   ภายในงาน LEPAS Thailand นำ LEPAS L6 รถยนต์เอสยูวีไฟฟ้า 100% ระดับพรีเมียมรุ่นแรกของแบรนด์ที่เตรียมทำตลาดในไทย มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสใกล้ชิด โดดเด่นด้วยงานออกแบบที่สง่างามร่วมสมัย เทคโนโลยีการขับเคลื่อนทันสมัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ และความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาเอสยูวีระดับพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ ในราคาที่เข้าถึงได้   LEPAS L6 พัฒนาบน Intelligent LEX Platform สถาปัตยกรรมยานยนต์ระดับโลกที่รองรับทั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและไฮบริด พร้อมแนวคิด Spatial Intelligence ที่สร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ด้วยห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นเรียบตลอดคัน และการจัดสรรพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับทุกไลฟ์สไตล์ทั้งการใช้งานประจำวันและการเดินทางกับครอบครัว   ภายในห้องโดยสารยังโดดเด่นด้วยระบบไฟ Ambient Mood Lighting ที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นหรูหรา ผสานหลังคาพาโนรามาแบบกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ เสริมความโปร่งโล่งให้กับดีไซน์มินิมอลลิสต์ที่แผงหน้าปัดบางเชื่อมต่อกับแผงประตูและคอนโซลกลางอย่างลื่นไหล ตกแต่งด้วยวัสดุสังเคราะห์คุณภาพสูงบนเบาะนั่ง (Eco Friendly) ให้สัมผัสนุ่มสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   ด้านความยั่งยืน LEPAS L6 ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า 100% ไม่ปล่อยไอเสียจากท่อไอเสีย (Zero Tailpipe Emission) ช่วยลดมลพิษทางอากาศระหว่างขับขี่ในเมือง สอดคล้องกับแนวคิดการเดินทางอย่างสง่างามควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Intelligent LEX Platform ที่ LEPAS ใช้พัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ทุกรุ่น   Intelligent LEX Platform ยังออกแบบภายใต้แนวคิด Safety First ด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าความแข็งแรงสูง ระบบปกป้องแบตเตอรี่และห้องโดยสารรอบด้าน มีศักยภาพรองรับมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวของ Global NCAP ควบคู่กับสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล มั่นคง และสะดวกสบาย   ด้านงานออกแบบ LEPAS ถ่ายทอดเอกลักษณ์แบรนด์ผ่านปรัชญา Leopard Aesthetics ที่ได้แรงบันดาลใจจากความสง่างาม ความคล่องแคล่ว และพลังของเสือดาว สะท้อนผ่านไฟ Daytime Running Light รูปตัว V กระจังหน้าแรงบันดาลใจจากงานจิวเวลรี่ และไฟท้าย Full-Width Light Bar ที่เสริมบุคลิกเรียบหรู ทันสมัย และโดดเด่นในทุกมุมมอง   การเข้าร่วม Awakening Song Wat 2026 ครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ LEPAS ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมยานยนต์เข้ากับศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คน ผ่านประสบการณ์การเดินทางที่สง่างาม สะดวกสบาย และเปี่ยมแรงบันดาลใจในทุกเส้นทาง     ติดตามข่าวสาร ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมของ LEPAS Thailand ได้ทาง Facebook: Lepas Thailand, Instagram: @lepas.thailand และเว็บไซต์ www.lepasthailand.com

July 6, 2026 / 0 Comments
read more

ไบเออร์ ส่งหน่วย ‘บีรอคคา’ เสริมภูมิคุ้มกันคนเมือง

Peace&Play

ไบเออร์ ส่ง Berocca Guard Troop ขายฟีเจอร์ ‘เสริมภูมิคุ้มกัน’ เข้าถึงคนเมืองเผชิญมลภาวะ ความเครียด พักผ่อนน้อย และอากาศแปรปรวนทุกวัน รู้วิธีดูแลภูมิคุ้มกันด้วยโภชนาการ วิตามิน และพฤติกรรมสุขภาพ   Berocca (บีรอคคา) ผลิตภัณฑ์วิตามินรวมและแร่ธาตุชนิดเม็ดฟู่ ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Bayer (ไบเออร์) บริษัทยาสัญชาติเยอรมนี โดยในประเทศไทย จัดจำหน่ายและดูแลการผลิตโดย บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด ล่าสุดในปีนี้ ‘ไบเออร์’ ขยับตัวใช้กลยุทธ์การตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ‘คนเมืองรุ่นใหม่’  ในแคมเปญ ‘Berocca Guard Troop’ รณรงค์เสริมภูมิคุ้มกันด้วย Berocca IMMU D+ ให้คนเมืองใช้ชีวิตได้เต็มที่   กิจกรรมฯในครั้งนี้ ของ ‘บีรอคคา’ เพื่อสื่อถึง ‘ฟีเจอร์’ ผลิตภัณฑ์สริมภูมิคุ้มกันด้วยการ ‘ลงพื้นที่’ ไปหาคนเมืองในแบบถึงที่!   โดยค’Berocca Guard Troop’ เดินทางไปยังพื้นที่ครอบคลุมครบทุกย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ พระราม 9 | รัชดา | เพลินจิต | สีลม | อโศก   สำหรับ ’Berocca Guard Troop’ นี้ บีรอคคา เลือกที่จะหยิบ ‘เพนพอยต์’ ที่คนเมืองเจอทุกวัน อน่าง มลภาวะ 🌫️ ความเร่งรีบ ⏱️ และสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ค่อยๆ เจาะเกราะภูมิคุ้มกันของคนเมืองแบบไม่รู้ตัว     ขณะที่แนวทางป้องกันที่ไบเออร์ ต้องการสื่อสารด้วยผลิตภัณฑ์วิตามิน Berocca IMMU D+ จุดเด่นเม็ดฟู่ละลายน้ำ รสส้ม พกง่าย ดื่มง่าย ที่สำคัญยังมาพร้อม Triple Action วิตามินซี 1,000 มก. วิตามินดี 400 IU ซิงค์ (Zinc) 10 มก.   โดยผลิตภัณฑ์บีรอคคา ภายใต้กิจกรรมนี้ ยังต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย ’คนเมือง’ ที่อยู่ในพื้นที่แออัด เดินทางบ่อย พักผ่อนไม่พอ หรือต้องเจอกับอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทั้ง ฝนตก ร้อนจัด หรือเย็นจัด   จากกลยุทธ์ นี้ยังตอกย้ำแนวคิด ‘ไบเออร์’ ที่เชื่อในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และอยากให้ ‘คนไทย’ ดูแลตัวเองได้ง่ายๆ แบบต่อเนื่อง เพื่อพร้อมใช้ชีวิตเต็มที่ในทุกวัน   สำหรับบีรอคคา วางจำหน่ายขนาดบรรจุต่างๆ ทั้งแบบ 15 เม็ด | 45 เม็ด | ซองพกพา 2 เม็ด ในช่องทางร้านขายยาแผนปัจจุบัน ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางออนไลน์   Shopee: https://bit.ly/41Bk1CK Lazada: https://bit.ly/47YUuY2 TikTok: https://bit.ly/4p4nK5X   แต่อย่าลืม ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควบคู่ไปด้วยนะ เพื่อดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมที่สุด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.berocca.co.th  

July 6, 2026 / 0 Comments
read more

‘เดี่ยว 16’ โน้ส อุดม วัดพลังแบรนด์ทอล์กโชว์ 30 ปี เมื่อคนรุ่นใหม่มีตัวเลือกฟังมากกว่าเดิม

Zcreat

‘เดี่ยว 16’  ของโน้ส อุดม แต้พาณิช เตรียมเปิดเวทีทอล์คโชว์วันที่ 11-13 และ 17-20 ก.ย. นี้ กับกลยุทธ์การตลาดสารพัดเรื่องเล่าดึงความสนใจให้สปอร์ตไลท์ กลับมาสาดตัวตนอีกครั้งก่อนผู้ฟังรุ่นใหม่จะลืมเลือน   จากเด็กศิลปะสู่ ‘เจ้าพ่อคอมเมดี้’   ก่อนอื่น ขอย้อนเวลากลับไปเกือบ 3 ทศวรรษ หลายคนที่เติบโตมาในยุค90 อาจรู้จัก ‘โน้ส’ อุดม แต้พานิช ในบทบาทต่าง ๆ ตั้งแต่ศิลปินสายคอมเมอร์เชียลอาร์ต จากรั้วโรงเรียนเพาะช่าง ดารานักแสดง พระเอกภาพยนตร์ ไปจนถึงนักร้อง   แต่ POV ของ ‘โน้ส อุดม’ ที่น่าจะทรงอิทธิพลที่สุด คือ การเป็น ‘ศิลปินคอมเมดี้’ ผู้มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวในการหยิบจับเรื่องราวรอบตัวมาเล่าให้มีรสชาติที่สนุกสนาน เพื่อ ‘ขาย’ บรรยากาศร่วมและดึงคนดูให้เข้าไปอยู่ในโลก ‘A stand-up comedy’ บนเวทีเดี่ยวของเขา   สกิล นี้ ‘พี่โน้ส’ พิสูจน์สูตรสำเร็จมาแล้วถึง 15 ครั้ง ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ‘เขา’ จัดเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 โดยใช้หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต อาคารเมืองไทย-ภัทร คอมเพล็กซ์ เป็นสถานที่เดบิวต์สถานะเจ้าพ่อคอมเมดี้ แห่งยุคร่วมสมัย   ปูเส้นเรื่องใหม่ ‘สตอรี่คู่จิ้น-บทเรียนราคาแพง’   อย่างไรเสียก่อนที่จะมาถึงเวที ‘เดี่ยว 16’ ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านับจากนี้ ด้วยหากลองวางให้ ‘โน้ส อุดม’ เป็นตัวสินค้าในตลาดอีเวนต์ ทอล์คโชว์ ที่แบรนด์ในตอนนี้มีอายุร่วม 30 ปีแล้ว ซึ่งมาพร้อมกับโจทย์การดึงให้แบรนด์กลับไปอยู่ในกระแสสังคมเพื่อพูดถึงเขาได้อีกครั้ง ซึ่งอาจถูกวางแผนการตลาดมาไว้เป็นอย่างดีตั้งแต่ต้นปี ด้วยกลยุทธ์  ‘สร้างเรื่องราว’ นำร่องก่อนดึงสปอตไลท์กลับมาสาดส่องที่ตัวอีเวนต์   เริ่มจากมูฟเมนต์คู่จิ้นกับ ‘โย อรุณี’ (อรุณี ขวัญยืน) อินฟลูเอนเซอร์และอดีตเชฟใหญ่ร้าน Studiyo Bar ย่านถนนพระอาทิตย์ ที่ชาวโซเชียล ต่างพากันเอ็นดูและแซวในฐานะคู่รักอย่างต่อเนื่องและหนักมาก จนล่าสุด ‘พี่โน้ส’ ได้ออกมายอมรับผ่านสื่อว่ามีใจ ที่ยังรอการพิสูจน์ว่าสถานการณ์นี้เป็น ‘คอนเท้นต์’ หรือไม่ ?   แต่จากพลังกระแสนี้เอง ที่ส่งผลให้แบรนด์ ‘เดี่ยว’ และ ‘โน้ส อุดม’ กลับมาเฉิดฉายอยู่บนหน้าฟีดและครองพื้นที่สื่อที่เตรียมเปิดตลาดอีเวนต์อีกครั้ง ได้อย่างแนบเนียน!!   รวมไปถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เขายังเปิดใจผ่านรายการชื่อดัง เล่าถึงปมในใจที่โดนลูกน้องคนสนิทโกงเงินไปกว่าร้อยล้านบาท   เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นแค่คอนเท้นต์ที่ได้รับความสนใจจากชาวโซเชียลออนไลน์(บางกลุ่ม) แต่กลายเป็น ‘สารตั้งต้น’ ให้กับเรื่องเล่าที่อาจเป็นส่วนหนี่งปูทางไปสู่ ‘เดี่ยว 16’ ในคอนเซปต์ ‘DEAW 16 : NEVER GROW UP ซึ่งแม้ว่าจะมีสื่อหลักหลายสำนักก่อนหน้าให้คำนิยามว่า ‘เดี่ยว 16’ เท่ากับ ‘ไมค์ปลดหนี้’  ที่พร้อมนำไปสู่การเล่นกับความเห็นอกเห็นใจและยึดโยงใจกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่ม ‘แฟนตัวยง’ ซึ่งพร้อมใจเปย์ค่าบัตรเข้าไปร่วมฟังอย่างแน่นอน   มูลค่าความฟิน ‘เดี่ยว 16’ ราคาเท่าไหร่?   สำหรับการกลับมาเปิดเวทีทอล์กโชว์ครั้งDEAW 16 : NEVER GROW UP Thai Stand Up Comedy  ซึ่งเตรียมจัดแสดงทั้งหมด 7 รอบ   สถานที่จัดงาน Paragon Hall ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน รอบการแสดง วันที่ 11–13 และ 17–20 กันยายน 2569 (รวม 7 รอบ) ราคาบัตร* 2,000 บาท 2,500 บาท 3,000 บาท 3,500 บาท 4,000 บาท 4,500 บาท 5,000 บาท   (*ราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าธรรมเนียมเคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ทิคเก็ต ใบละ 30 บาท)   อนึ่ง เว็บไซต์ พารากอน ฮอลล์ (Paragon Hall) ชั้น 5 ศูนย์การค้า สยามพารากอน ระบุความจุสูงสุดถึง 6,520 ที่นั่ง (สำหรับการจัดรูปแบบโรงละคร) และรองรับการชมคอนเสิร์ตแบบนั่ง (Seating) ได้ประมาณ 5,500 ที่นั่ง   โดยในตอนนี้อาจยังต้องติดตามในโค้งสุดท้ายอีกครั้งว่า ‘เดี่ยว16’ ของโน้ส อุดม หลังรูดม่านปิดฉากเวทีทอล์ค โชว์ จบลงไปแล้วนั้น รายได้ที่กลับมาทั้งหมดจะหักกลบลบหนี้และมีกำไรเท่าไหร่ ซึ่งในตอนนี้ขอแปะเอาไว้ก่อน….     แบรนด์ ‘โน้ส อุดม’ยังขลังป่ะ? ในคนรุ่นใหม่     จากที่กล่าวไว้ข้างต้น หากมองเวทีทอล์ค ‘เดี่ยวของโน้ส อุดม’ ถือเป็นแบรนด์เก๋าอายุร่วม 30 ปี กับจุดแข็งแบรนด์แบบไร้ที่ติ ที่ขายความย่อยเก่งในการเล่าเรื่อง ‘Micro-Storytelling’ ที่โน้ส อุดม ใช้ทักษะความสามารถในการเปลี่ยนเรื่องธรรมดาให้เป็นเรื่องตลกที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ‘Core Fan Base’ รุ่นใหญ่ที่เติบโตมาพร้อมกัน   แต่ในตอนนี้ เมื่อ ‘เดี่ยว’ เดินทางมาถึงยุคนี้ อาจเจอความท้าทายครั้งใหญ่ คือ ‘ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap)’ ด้วยพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน แม้จะชอบฟังเรื่องเล่า (Story-driven) แต่พวกเขา ก็มีตัวเลือกในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก อย่างเดี่ยวไมโครโฟนต่างประเทศหรือคอนเทนต์พอดแคสต์ที่หลากหลาย   ในตอนนี้ โจทย์หินของ ‘เดี่ยว 16’ อาจไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องให้ตลก แต่คือการทลายกำแพงความคิด (Mindset) ว่าคอนเทนต์ที่หยิบมาเล่นจะยัง ‘ทัชใจ’ และเท่าทันบริบทสังคมยุคใหม่หรือไม่?   ด้วยเคสการตลาด ที่ ‘โน้ส อุดม’ ปล่อยสตอรี่มาทั้ง ‘คู่จิ้น’ และ ‘หนี้สิน’  ออกมาก่อนล่วงหน้านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การสร้างอารมณ์ร่วมทางการตลาด ‘Teaser & Emotional Marketing’ จากการหยอดทีเซอร์ออกมาก่อนเพื่อยึดโยงอารมณ์ร่วม พร้อมเช็กกระแส สร้างความผูกพันล่วงหน้า ก่อนนำไปสู่การล็อกเป้าหมาย ให้เกิดการตัดสินใจซื้อบัตรในทันทีที่เปิดจอง   โดยยังคอนเฟิร์มว่าแบรนด์ ‘โน้ส อุดม’ และ ‘เดี่ยว’ ของเขายังคงเก๋าเกมและเข้าใจจิตวิทยาผู้บริโภคอย่างที่สุด เพราะในตอนนี้ชาวโซเชียล เกือบทุกเจนต่างรู้แล้วว่า เดี่ยว 16 กำลังหวนคืนเวทีทอล์ค อีกครั้ง          CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.

July 6, 2026 / 0 Comments
read more

Nobu Hospitality พลิกมุม’ขายประสบการณ์ลักซูรี’สู่ตลาดฮอสพิทาลิตี้หรูอียิปต์

Zcreat

เมื่อกลุ่มโนบุ ฮอสพิทาลิตี้ เปิดประตูธุรกิจบานใหม่สู่อสังหาฯหรูอียิปต์ด้วยแนวคิดความลักซูรีไม่ใช่ ‘สถานที่’ อีกต่อไป แต่คือการขาย ‘ประสบการณ์’ สะท้อนไลฟ์สไตล์กลุ่มมั่งคั่ง     บทความจาก โมโนเคิล เผยว่า ‘โนบุ ฮอสพิทาลิตี้’ (Nobu Hospitality) แบรนด์อสังหาริมทรัพย์และโรงแรมระดับซูเปอร์ลักซูรี กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ด้วยการเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่ประเทศอียิปต์   โดยมุ่งเป้าไปที่การลงทุนครั้งใหญ่ในกรุงไคโร และ บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของประเทศ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่น่าจับตา   ต่อการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ โมโนเคิลอ้างว่าเปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ของตลาดสินค้าหรูในภูมิภาค ผ่านการนำเสนอบริการระดับนานาชาติสู่พื้นที่ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด   ขอบคุณภาพจาก Nobu Hospitality ‘Nobu’ การรวมตัวของสามขั้วทรงอิทธิพล   ต่อเบื้องหลังความเคลื่อนไหวข้างต้นนี้ ก่อนอื่น Alternate-X ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักอาณาจักร Nobu กับโปรไฟล์ธุรกิจที่ไม่ได้มาจากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป แต่เกิดจากการรวมกันระหว่าง 3 บุคคลระดับตำนาน อย่าง   Robert De Niro ดารารุ่นใหญ่ ในวงการฮอลลีวูด Nobu Matsuhisa เชฟชื่อดังระดับโลก Meir Teper โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดัง   สำหรับความร่วมมือกันของพวกเขานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เกิดขึ้นมานานไม่ต่ำกว่า 30ปี จากจุดเริ่มต้นจากความประทับใจครั้งแรก เมื่อ ‘เดอนีโร’ เข้าไปรับประทานอาหารที่ร้าน ‘Matsuhisa’ ของ ‘เชฟโนบุ มัตสึฮิสะ’ ในเมืองลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา แล้วเกิดติดใจในรสมือเชฟอย่างมาก จนเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนเชฟโนบุให้มาเปิดร้านด้วยกันที่นิวยอร์ก   หลังจากการตามตื๊อและรอคอยอยู่หลายปีในที่สุด เดอนีโร,  เชฟโนบุ และโปรดิวเซอร์ เมียร์ เทเปอร์ ก็ได้ร่วมมือกันเปิดร้านอาหาร ‘Nobu’ สาขาแรกขึ้นที่นิวยอร์กในปี 1994 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทันที   จากนั้นพวกเขา ได้ต่อยอดจากความสำเร็จกิจการร้านอาหารสู่ธุรกิจบริการฮอสพิทาลิตี้ โดย ‘เดอนีโร’ ได้ผลักดันไอเดียให้แบรนด์ Nobu ขยายไลน์มาทำโรงแรมหรู  พร้อมเปิดเปิดตัว Nobu Hotel แห่งแรกที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ครั้งแรกในปี 2013 ก่อนจะเติบโตจนกลายเป็นอาณาจักรโรงแรมและที่พักอาศัยระดับซูเปอร์ลักซูรี (Branded Residences) ทั่วโลกในปัจจุบัน   อ้างอิง ข้อมูล Nobu Hotels – Our Story Nobu Hotels’ Remarkable 10th Anniversary Wikipedia – Nobu Hospitality   ความมั่นใจในตลาดอียิปต์ของ ‘โนบุ’   หากย้อนกลับไปนับตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติอียิปต์ในปี 2011 แบรนด์ระดับนานาชาติต่างแสดงท่าที ‘ระมัดระวัง’ อย่างมากในการเปิดตัวโครงการพัฒนาขนาดใหญ่แห่งใหม่ในประเทศนี้ ทำให้เม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ที่ไหลเข้ามา จึงมักกระจายตัวอยู่แค่ในโรงแรมและรีสอร์ทที่มีอยู่เดิมเท่านั้น   แต่ในตอนนี้ โครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของกรุงไคโรไปอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้มุมมองของกลุ่มผู้บริโภคสินค้าหรูหรา เริ่มเปลี่ยนไป   จุดนี้ เองคือช่องว่างทางการตลาดที่ ‘Nobu’ มองเห็นและเข้ามาในตลาดอียิปต์อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านความร่วมมือกับ Sodic บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่น โดยเปิดธุรกิจทั้งร้านอาหาร โรงแรม และที่พักอาศัยใน 3 จุดหมายปลายทาง บนชายฝั่งทางเหนือ (North Coast) ซึ่งเป็นหัวใจของแผนธุรกิจในครั้งนี้ ที่จากเดิมเป็นแค่จุดพักร้อนตามฤดูกาลของคนอียิปต์ แต่ในตอนนี้กำลังถูกยกระดับเป็นจุดหมายปลายทางตลอดทั้งปี ด้วยโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เปลี่ยนภูมิภาคนี้ให้กลายเป็นตลาดเกิดใหม่ที่คนอยู่อาศัย ลงทุน และใช้เวลาได้ทั้งปี   “เรามีชายหาดที่ดีที่สุดในโลก แต่ผู้คนมองหาความบันเทิง การบริการ และทุกสิ่งที่เสริมกับอสังหาริมทรัพย์ นี่คือเหตุผลที่เราดึงโนบุ มายกระดับประสบการณ์นั้น” คำกล่าวของ Ayman Amer ผู้จัดการทั่วไปของ Sodic   โดยหลังจากเปิดร้านอาหาร Nobu ในกรุงนิวไคโร และตามมาด้วยโรงแรมและที่พักอาศัย เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย การสร้างเครือข่ายที่ดึงดูดทั้งผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่ทำในแถบเมดิเตอร์เรเนียนหรืออ่าวเปอร์เซียก็ตาม แต่สิ่งที่ทำให้ Nobu ต่างจากแบรนด์หรูอื่นๆ คือการไม่มองตัวเองเป็นแค่ ‘ตัวเลือกหรู’ ให้เลือกซื้อ แต่ต้องการพัฒนาโรงแรม ที่พักอาศัย เวลเนส และร้านอาหารแบบครบวงจร เพื่อสร้างไลฟ์สไตล์ที่เน้นการบริการ มากกว่าการลงทุนอสังหาฯ แบบเดิมๆ “หลายแบรนด์กลายเป็นเพียงการซื้อขาย แต่เรามองมันแตกต่างออกไป” ข้างต้นเป็นคำกล่าวของ Trevor Horwell, CEO ของ Nobu Hospitality   ขอบคุณภาพจาก Nobu Hospitality เทรนด์ลักซูรีอสังหาฯโลก เปลี่ยน   อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่พื้นที่อื่น ๆ ของภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย กำลังขับเคลื่อนด้วยกระแส ‘ที่พักอาศัยแบรนด์เนม’ (Branded Residences) ที่เติบโตอย่างรุนแรง เป็นเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ระดับบนในยุคนี้ แต่จากวิสัยทัศน์ของโนบุในตอนนี้ อาจไม่ใช่แค่การแข่งขันกันที่ความโอ่อ่าของตึกหรือทำเลอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันกันที่ ‘ชื่อเสียงของแบรนด์’ ที่สามารถการันตีคุณภาพชีวิตและรสนิยมของผู้พักอาศัยได้   “ความหรูหราในปัจจุบันกลายเป็นสินค้าทั่วไปไปแล้ว” เดอ นิโรกล่าว “การหาสิ่งที่พิเศษนั้นยากมาก”   คำกล่าวของเดอนีโร นี้สะท้อนวิธีคิดของเขาที่มีต่อแบรนด์ ‘Nobu’ ว่าเข้าใจเทรนด์นี้เป็นอย่างดี และด้วยวิสัยทัศน์ที่แม่นยำของเขา ได้ย้ำว่าสิ่งที่แบรนด์นำมามอบให้กับตลาดอียิปต์ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งก่อสร้างคอนกรีตที่หรูหรา   แต่คือ ‘โอกาสในการขายประสบการณ์’ อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่อื่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Nobu แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด   Key Takeaway     จังหวะที่เหมาะสมเมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม (Timing & Infra-Driven) เป็นตัวนำทางธุรกิจ แม้ในพื้นที่ที่เคยมีความเสี่ยงสูงมาก่อน อสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ขาย ‘ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์’ มีมูลค่าและดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายระดับบนได้มากกว่าแค่เรื่องของขนาดพื้นที่หรือความหรูหราทางกายภาพ ‘ พลังแห่งความเชื่อมั่นในแบรนด์ (The Power of Branded Trust) ของตัวบุคคลและแบรนด์ระดับโลก (Celebrity & Chef Connection) มาเป็นสปอตไลท์ส่องสว่าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตลาดเกิดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว   CREATED BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.

July 5, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู เปิด คอร์ส เอไอ มาสเตอร์ อัป สกิล สื่อสาร ยุค ใหม่ สร้างสรรค์ ปลอดภัย

PRnounce

ทรู คิกออฟ “AI Master for Media by True” คอร์สพิเศษเพื่อสื่อยุค AI ปลดล็อกพลัง AI อัปสกิลสื่อสาร ทำงานเร็วขึ้น คิดลึกขึ้น และสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ   ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี เดินหน้าสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และยกระดับทักษะคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI เปิดการอบรมหลักสูตรพิเศษ “AI Mastery for Media by True” ที่ออกแบบขึ้นสำหรับสื่อมวลชนโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “ทำงานเร็วขึ้น คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น ด้วย AI ที่เหมาะกับการนำเสนอข่าว” โดยมีสื่อมวลชนจากองค์กรวิชาชีพ อาทิ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ สำนักข่าวอิศรา สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และสำนักข่าวชั้นนำของไทยเข้าร่วมจำนวน 30 คน ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (ฝั่งเวสต์)   โดยมีผู้บริหารทรู คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วย คุณพิมลพรรณ ศิริวงศ์วานงาม หัวหน้าสายงานสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และ คุณชัดชนัญญ์ คงเดชะกุล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจและการเติบโตแบบบูรณาการ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและเปิดเส้นทางการเรียนรู้ครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมให้สื่อไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำ ตั้งแต่การค้นหาและจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ประเด็นอย่างรอบด้าน ไปจนถึงการสร้างสรรค์งานข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์ ควบคู่กับความถูกต้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง ใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ และมีจริยธรรมทางวิชาชีพ   เจาะลึก “AI Master for Media by True” ตอบโจทย์สื่อมวลชลยุค AI   สื่อมวลชน จะได้ร่วมเปิดประตูสู่อนาคตและร่วมเส้นทาง AI Transformation ไปด้วยกัน กับหลักสูตรสุดเข้มข้นตลอด 4 สัปดาห์ ของเดือนกรกฎาคม 2569 ได้แก่   สัปดาห์ที่ 1 “What is AI?” – ปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ Generative AI ทำงานอย่างไร รู้จักเครื่องมือ AI ที่ช่วยงานสื่อและงานข่าว แยกงานที่เหมาะสมกับ AI และงานที่ยังต้องใช้การตัดสินใจของมนุษย์ สัปดาห์ที่ 2 “AI at Work” – เขียน Prompt ให้ AI ตอบโจทย์การทำงานได้มากขึ้น ใช้ Claude ช่วยงานข่าวและงานคอนเทนต์จริง ประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลลัพธ์จาก AI สัปดาห์ที่ 3 “Put AI to Work” ใช้ NotebookLM สรุปข้อมูลและสร้าง briefing ได้เร็วขึ้น สร้าง Workflow การทำงานร่วมกับ AI สำหรับงานของตัวเอง และทดลองใช้ AI กับงานจริงในชีวิตประจำวัน สัปดาห์ที่ 4 “Work Smart” เข้าใจหลักการทำงานของ AI Workflow และ Automation สร้าง Workflow ให้ AI ช่วยทำงานซ้ำๆ ได้อัตโนมัติ ตลอดจนออกแบบระบบการทำงาน AI สำหรับงานของตัวเอง   การเปิดหลักสูตร “AI Master for Media by True” ให้แก่สื่อมวลชน ครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของทรู คอร์ปอเรชั่น ในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะดิจิทัลมาสร้างคุณค่าให้แก่สังคม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Big Moves 2026” ที่กำหนดให้ AI เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น AI-First Organization ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ AI for All เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI, AI as a Growth Engine เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และ AI-Powered Operations เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ภายใต้หลัก Responsible AI ที่ให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความโปร่งใส และความปลอดภัยของข้อมูล

July 5, 2026 / 0 Comments
read more

ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’ ผู้ร่วมงานทะลุแสน

PRnounce

‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’ ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ผนึกพันธมิตรนานาชาติ ขับเคลื่อน Soft Power ไทย ดึงผู้ร่วมงานนับแสนสู่ใจกลางกรุงโซล   สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ตอกย้ำความสำเร็จของการส่งเสริม Soft Power ไทยในสาธารณรัฐเกาหลี ผ่านการจัดงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026” ภายใต้แนวคิด “Creative Life, Creative Heartbeat” ระหว่างวันที่ 20–21 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณลาน Cheonggye Plaza และริมคลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon) ใจกลางกรุงโซล โดยสามารถดึงดูดชาวเกาหลี นักท่องเที่ยวต่างชาติ และชุมชนไทยในเกาหลีใต้เข้าร่วมงานรวมกว่า 100,000 คน นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 11 ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามนับตั้งแต่เริ่มจัดงาน   ภายใต้การนำของ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล งานในปีนี้ได้นำเสนอประเทศไทยผ่านมิติของความคิดสร้างสรรค์และวัฒนธรรมร่วมสมัย ผ่านกิจกรรมที่ครอบคลุมทั้งอาหารไทย การท่องเที่ยว มวยไทย แฟชั่น ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ดนตรี T-Pop สินค้าและนวัตกรรมไทย   ความสำเร็จของงานในครั้งนี้สะท้อนผ่านการขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุม 3 โซนหลัก ตั้งแต่ Cheonggye Plaza ไปจนถึงสะพาน Gwanggyo พร้อมบูธกิจกรรม ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการไทย หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนจากประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี มาร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติอย่างครบวงจร สะท้อนบทบาทของเทศกาลไทยในฐานะเวทีแห่งมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยนายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้ให้เกียรตินำคณะเอกอัครราชทูตเยี่ยมชมบูธของผู้สนับสนุนและผู้ประกอบการไทยภายในงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือทางวัฒนธรรม   ในส่วนของภาคเอกชนไทย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของงาน ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานเป็นปีที่ 3 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี ผ่านการนำเสนอศักยภาพด้านพลังงานและการลงทุนในระดับสากล ควบคู่กับการเผยแพร่อัตลักษณ์วัฒนธรรมอาหารไทย โดยได้รับเกียรติจากคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมบูธ พร้อมร่วมสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยอย่างเมนู ‘ส้มตำ’ ได้รับความสนใจและสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพอย่างอบอุ่น   งานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนชั้นนำ ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนเทศกาลไทยให้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในงานวัฒนธรรมต่างประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในกรุงโซ ‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’ ไม่เพียงสะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของวัฒนธรรมไทยในสาธารณรัฐเกาหลี แต่ยังตอกย้ำบทบาทของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ในการใช้พลังแห่งวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และ Soft Power ของไทย เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศในมิติต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนเวทีนานาชาติ    

July 4, 2026 / 0 Comments
read more

การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ AI ด้วย

EpisodeX

ผศ.ดร.เอกก์ บอกอินไซต์การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอแต่ต้องเข้าใจ AI และทำงานร่วมกับมนุษย์ เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่ควรรู้เพื่อปรับตัวให้ทันเทรนด์โลก   การตลาดเดินทางมาถึงยุค 7.0 ซึ่งเป็นการตลาดที่หลอมรวมระหว่างเอไอ (AI) กับความฉลาดของมนุษย์ (Human Intelligence หรือ HI) เข้าด้วยกัน. AI มีความไดนามิกและพัฒนาไปมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอารมณ์และความลึกซึ้ง เช่น ความตลกขำขันของมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึง แนวคิด Marketing 7.0 ต้องมีลักษณะแบบ Human-led โดยต้องใช้คนเข้ามาช่วยเป็นผู้ตัดสินใจในความเหมาะสมขั้นสุดท้ายอยู่ดี   ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’  พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ  NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ   ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT)  กล่าวในหัวข้อ ‘Marketing 7.0 to Tech & AI: การตลาด 7.0 สู่เทคโนโลยีและ AI’ ว่าการตลาดรุ่นใหม่ในตอนนี้มาถึงยุต ‘Marketing 7.0’ แล้ว ตามที่ Hermawan Kartajaya ผู้เชี่ยวชาญการตลาดระดับโลกและในฐานะผู้ร่วมเขียนหนังสือชุด Marketing (ตั้งแต่ยุค 3.0 จนถึงยุค 7.0) ร่วมกับ Philip Kotler ปรมาจารย์ด้านการตลาดร่วมสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด ดังนี้   การตลาดยุค 1.0 เน้นสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ การตลาด 2.0 เน้นลูกค้า ไม่ใช่โปรดักต์อย่างเดียว การตลาด 3.0 ดูแลลูกค้าแบบศูนย์กลาง (Human Centric) แม้โรงงานจะทำสินค้าตลอด 24 ชั่วโมงไปพร้อมดูแลมนุษย์ การตลาดยุค 4.0 การตลาดยุคดิจิทัล (Digital Marketing) การตลาดยุค 5.0 นำในยุค 3.0 และ 4.0 มารวมกันเป็น Human + Digital การตลาดยุค 6.0 โลกหลอมลวมการตลาด (Immersive Marketing) การตลาดยุค 7.0 การตลาดหลอมรวมกับเอไอ ที่เอไอกับความฉลาดของมุษย์ (Human Intelligence) หรือ HI ยังต้องไปด้วยกัน   ผศ.ดร.เอกก์ ขยายภาพการตลาดยุค 7.0 ที่เอไอกับมนุษย์ต้องทำงานร่วมกัน พร้อมตั้งคำถามว่า มีเอไอแล้ว มนุษย์ยังจำเป็นอยู่ไหม? ซึ่งเขาให้คำตอบว่าอย่างไรก็ตามในช่วงนี้อย่างน้อยเอไอกับ ‘HI’ ยังต้องไปด้วยกัน   เขา กล่าวติดตลกว่า “เอไอยังมีข้อจำกัด เช่น ความตลก ด้านอารมณ์ขันของมนุษย์ ยังเป็นความลึกซึ้งที่เอไอทำไม่ถึง ต้องใช้คนช่วย ทำให้แนวคิด Marketing 7.0 จึงยังต้องมี Human-led อยู่ แม้เอไอจะไดนามิกและตามทันได้มากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีคนเป็นผู้ตัดสินใจความเหมาะสมในที่สุดอยู่ดี   พร้อมยดตัวอย่างที่โดดเด่นจากอเมริกา คือ Alexa  (ระบบผู้ช่วยเสมือน-Virtual Assistant) ที่ทำงานด้วย พัฒนาโดยบริษัท Amazon  ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งงานด้วยเสียงเพื่อควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ค้นหาข้อมูล เล่นเพลง หรือจัดการกิจวัตรประจำวัน กำลังทำให้โลกการตลาดเอไอ เกิดขึ้นจากการสั่งงานทุกอย่างผ่านเอไอตัวกลาง   โดยกรณีศึกษาที่น่ากังวลคือ เมื่อก่อน ‘Customer is the Key’ ลูกค้าคือคนสำคัญ เพราะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อ แต่กรณี Alexa คือเอไอ จะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อแทน เช่น หากถ่านหมดลูกค้าจะถาม Alexa ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำให้ซื้อยี่ห้อ Amazon (ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับ Alexa) ทั้งที่ถ่านยี่ห้อนี้ไม่เคยโฆษณาเลย แต่กลับพบว่าเป็นแบรนด์ที่ขายดีใน 22 ประเทศ   ถึงในวันนี้ ‘Jeff Bezos’ ผู้ก่อตั้ง Amazon ขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกไปแล้ว   ดร.เอกก์ บอกอีกว่า ความน่ากลัวของเอไอคือการร่วมกับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งกำลังทำลายแนวคิดการตลาดแบบเดิมโดยสิ้นเชิง หรือ ‘Customer is Not the Key’  ลูกค้าไม่ได้เป็นคนสำคัญอีกต่อไป   ในตอนนี้ ‘เรา’ จึงจำเป็นต้องเข้าใจเอไอมากกว่าแค่เข้าใจลูกค้า   ขณะที่ ปัญหาการตลาดในยุคนี้ มีความยากขึ้นมากเพราะ Search การค้นหาในเบราเซอร์แบบเดิมลดลง รวมไปถึงพฤติกรรมด้านอื่นที่มีผลกับการทำตลาด  จากข้อมูลระบุ   25% คนค้นหาสินค้าน้อยลง 75% หยิบใส่ตะกร้าแล้ว แต่ไม่มีการชำระสินค้า   การตลาดแบบแม่นยำ   ดร. เอกก์ มองว่า สิ่งที่แบรนด​ นักการตลาด ต้องทำในสถานการณ์ตอนนี้ คือ ‘Precision Marketing’ การการตลาดแบบเจาะจง โดยใช้ข้อมูล (Data) ที่ดีมาทำการตลาดให้แม่นยำ พร้อมยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Target) ในปัจจุบันที่แตกกระจายออกไปจำนวนมากเมื่อเทียบกับอดีต   เช่นในตอนนี้ True มี ทาร์เก็ตมาร์เก็ตลูกค้า กว่า 3,000 กลุ่ม แต่คนทำงานจะมีระบบเอไอเข้ามาช่วยให้เข้าใจเชิงลึกลงไปตามความต้องการของในแต่ละคน ในรูปแบบ ‘Dynamic Precision Marketing’ เป็นเครื่องมือการทำตลาดที่ยิงได้ยาวและแม่นยำตามที่ลูกค้าต้องการ   “เหมือนยิงปืนสไนเปอร์ มีปืนออโตเมติก มีเรดาร์ ล็อคเป้าแล้วโดนทุกนัด”   ขณะที่บริษัทอื่นในโลกก็ทำเรื่องนี้เช่นกัน อย่าง Google Performance Max ก็ทำเรื่องนี้ คือ การส่งข้อมูลมาแล้วให้ AI ยิงโฆษณา (Advertising) เอง   นอกจากนี้ GEO (Generative Engine Optimization )หรือ GEO ยังมีความสำคัญมาก ที่แบรนด์ต้องทำให้แนบเนียนแบบจากการใส่ความเชื่อมั่นของมนุษย์ ‘Human Trust’ ลงไป และต้องทำ GEO อย่างจริงจัง   เขายกอีกตัวอย่างชวนประหลาดใจแต่เนียมาก เมื่อ ผู้ใช้งานต้องการทำเครื่องดื่มค็อกเทล จากเอไอ ที่บอกส่วนผสมการทำทุกอย่างแบบเป๊ะในทุกขั้นตอน ก่อนจะบอกชื่อยี่ห้อเตกีล่า (Tequila)  เข้าไปเป็นส่วนผสมในสูตรที่ขาดไม้ได้ เรียกได้ว่าเป็น ‘Precision Marketing’ ที่เอไอช่วยหากลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแนบเนียน   ดร. เอกก์ ยกต่อเคสการตลาดที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน กับแนวคิดร้านอาหารที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องอร่อยเสมอไป ตัวอย่าง ‘Organika Life and Play’ ร้านออร์แกนิก ที่ตั้งคอนเซ็ปต์ว่าทำอาหารให้แม่ที่กำลังให้นมลูก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อเพราะอร่อย แต่เขายอมจ่ายเพราะดีกับคนที่เขารัก และลูกค้าเองก็ไม่อยากนั่งในร้าน เพราะอยากอยู่กับลูกมากกว่า และจากจุดเริ่มไอเดียธุรกิจพร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวิ่งไปหากลุ่มเป้าหมายได้แบบเฉพาะเจาะจง  จากกการใช้ AI และ HI ไปด้วยกัน AI กำลังกลายเป็น ‘ทีมงาน’   ดร.เอกก์ กล่าวว่า วันนี้การตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ (Tool) แต่กำลังทำหน้าที่เสมือน ‘ทีมงาน’ ที่ช่วยคิด วิเคราะห์ ทดลอง และตัดสินใจร่วมกับมนุษย์   โดยยังมีหนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตา คือการสร้าง ‘Digital Twin’ การจำลองลูกค้าเสมือนด้วย AI เพื่อทดลองแนวคิดทางการตลาดก่อนใช้งานจริง โดยสามารถกำหนดให้ AI จำลองลูกค้าแต่ละกลุ่ม แล้วทดสอบแคมเปญ คอนเซ็ปต์ หรือข้อความโฆษณาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ชัดเจน และลดต้นทุนในการทดลอง เมื่อเทียบกับการใช้บริษัทวิจัยหรือเอเจนซีเพียงอย่างเดียว   อีกด้านหนึ่ง AI กำลังเข้ามาช่วยด้าน Pricing การกำหนดราคาสินค้า จากเดิมที่หลายองค์กรใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูล แต่ปัจจุบันลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มควรเห็นสินค้า ราคา และโฆษณาแบบใด จนนำไปสู่แนวคิด Dynamic Pricing เป็นการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นตามบริบทของลูกค้าแต่ละคน   นั่นหมายความว่า ในอนาคตผู้บริโภคอาจเห็นโฆษณาไม่เหมือนกัน เห็นสินค้าคนละรายการ หรือแม้แต่เห็นราคาที่แตกต่างกัน โดยมี AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์และส่งข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุด ช่วยลดแรงงาน ลดเวลา ลดต้นทุน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กระจัดกระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ   นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออย่าง Prompt Lab, AI สำหรับงานเขียน เว็บไซต์ และระบบ AI + Human (AI + HI) ที่ทำงานร่วมกันได้แบบครบวงจร ส่วนผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa ก็กำลังพัฒนาไปสู่บทบาท ‘พนักงานขาย’ ภายในบ้าน ซึ่งสามารถแนะนำสินค้าและช่วยตัดสินใจซื้อได้   ขณะที่ในประเทศไทยเอง True กำลังพัฒนา ‘Home AI Hub’ ภายใต้แนวคิด AI + Human Intelligence เพื่อเชื่อมโยงการใช้ชีวิตในบ้านอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนจากผู้ช่วย ไปสู่ผู้ร่วมตัดสินใจในชีวิตประจำวัน   ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว หากอดีตเปลี่ยนจาก 4.0 สู่ 5.0 วันนี้การเปลี่ยนแปลงอาจก้าวกระโดดเร็วกว่านั้น จนองค์กรและคนทำงานไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีก เพราะ ‘อนาคตต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้อาจไม่ทันแล้ว’

July 3, 2026 / 0 Comments
read more

‘โฮมรัน’บอกพฤติกรรม’คนรุ่นใหม่’ เลือกตัวเองเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์-บรรยากาศ

EpisodeX

‘โฮมรัน’ แกะอินไซต์เทรนด์ Next Human Shift เมื่อพฤติกรรมคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปตามอารมณ์และเน้นการแสดงออกตัวตน เจ้าของธุรกิจต้องใช้ AI และ Data เป็นระบบสนับสนุนเพื่อคว้าใจลูกค้าให้ได้ในทุกสถานการณ์   ทิศทางผู้คนทั่วโลกในยุค Next Human Shift กำลังเคลื่อนตัวจากความอยู่รอดและการรวมหมู่ ไปสู่การเน้นแสดงออกตัวตน (Self Expression) และเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้น พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ผันแปร ไปตามบริบท อารมณ์ และสถานการณ์แวดล้อม ซึ่งไม่สามารถใช้เกณฑ์ด้านอายุหรือประชากรศาสตร์แบบเดิมมาอธิบายได้เพียงมิติเดียว บทบาทของธุรกิจยุคนี้ต้องเปลี่ยนเป็นระบบสนับสนุน (Support System) ที่นำ AI และ Data มาเป็นเครื่องมือรับฟังและสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแม่นยำและจริงใจ   ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’  พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้     อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ AI ด้วย     ด้าน ‘ชนิยา นาคะลักษณ์’ ประธานที่ปรึกษา บริษัท โฮมรัน คอนซัลติ้ง ที่ปรึกษาทางธุรกิจและบริษัทวิจัยการตลาด (Market Research)  แบ่งปันมุมมองในหัวข้อ ‘The Consumer Uncoded: การเอาตัวรอด VS การปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้โลกเห็น เราจะเดินไปทางไหนในยุคที่มีแต่ความไม่แน่นอน’   เธอ บรรยายว่า ในตอนนี้ ‘Next Human Shift’ ทิศทางผู้คนทั่วโลกมีพฤติกรรมเคลื่อนตัวจาก ‘ความอยู่รอดและการรวมหมู่’ ไปสู่ ‘การแสดงออกตัวตน’ Self Expression มากขึ้น โดยแกนของพฤติกรรมจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและโอกาสของแต่ละบุคคล (อ้างอิงจาก WVS-World Values Survey) โดยสิ่งที่น่าสนใจของผู้บริโภคยุคใหม่ สะท้อน 5 มิติสำคัญ คือ   ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวเอง ความจริง และการแสดงตัวตนอย่างจริงใจมากขึ้น นิยามคุณค่าและความสำเร็จจากสิ่งที่ตนเองเลือกมากขึ้น มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปตามบริบท อารมณ์ และสถานการณ์ ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยอายุหรือประชากรศาสตร์เพียงอย่างเดียว ต้องการใช้ชีวิตทันทีมากขึ้น ให้ความสำคัญกับอิสระและออกแบบชีวิตในแบบของตัวเอง ต้องการโอกาสในการพัฒนา เติบโต และเลือกเส้นทางชีวิตที่หลากหลาย   ขณะที่ บทบาทของธุรกิจในวันนี้ คือ การเข้าใจมนุษย์ให้ลึกขึ้น และเป็นระบบสนับสนุน (Support System) ที่ช่วยให้เขาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น โดยใช้ AI และ Data เป็นเครื่องมือในการฟัง วิเคราะห์ สื่อสาร และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างแม่นยำและจริงใจ

July 3, 2026 / 0 Comments
read more

NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค

EpisodeX

NielsenIQ เปิดผลสำรวจอินไซต์ตลาดยุคเอไอ  แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อแข่งกับความรอบรู้ของผู้บริโภค และสิ่งที่เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่ควรรู้เพื่อสร้างความได้เปรียบ   ผลสำรวจจาก NielsenIQ (NIQ) ชี้ว่าผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องราคาหรือการเข้าถึงสินค้า แต่แบรนด์ต้องแข่งกันแย่งชิงความสนใจและความภักดี พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดยุคเอไอ มีความฉลาด เลือกสรร และพร้อมเปลี่ยนใจไปหาแบรนด์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและจริงใจได้ในพริบตา. เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องเข้าใจอินไซต์พฤติกรรมมนุษย์มากกว่าแค่ตัวเลข Data เพื่อสร้างกลยุทธ์ที่เท่าทันความรอบรู้ของลูกค้า   ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’  พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้     อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ   มณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก  และ ‘วสุพจน์ กิตติทรัพย์กุล’ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก จากบริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด หรือ NIQ ผู้ให้บริการวิจัยตลาดระดับโลก ร่วมบอกเล่าพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกในยุคที่เทคโนโลยีกลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตประจำวัน ในหัวข้อ ‘Living with Technology: Global’   ในรอบบรรยายนี้ NIQ เปิดก่อนด้วย ‘มณีณัฐฐา’ เธอบอกว่า ‘ข้อมูล’ สำคัญที่จะเปิดเผยต่อไปนี้ มาจากการเก็บพฤติกรรมผู้บริโภค 40 ประเทศประเทศทั่วทุกภูมิภาค พบว่าในตอนนี้กลายเป็น ‘Global Trend’ ที่ทั่วโลกรับมาใช้แล้วในชีวิตประวันทั้งด้านไลฟ์สไตล์ การนำมาใช้ร่วมกัน และการให้ความน่าเชื่อถือ ที่อย่างหลังพบความรู้สึก ‘ผู้คน’ ส่วนใหญ่แม้จะตื่นเต้น มั่นใจ สบายใจ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเอไอและเทคโนโลยีในอนาคต ที่มีแนวโน้มสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน   มองเอไอแบบไหน? สะท้อนตัวตนแบบนั้น   ขณะที่ข้อมูลชุดนี้ ยังมีความแตกต่างออกไปหากเปรียบเทียบระหว่างผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วในประเทศที่กำลังพัฒนา ต่อการมาของเอไอในชีวิตประจำวัน   “ประเทศพัฒนาแล้ว มองเอไอ เป็นอนาคต มีความหวัง ตื่นเต้น ส่วนประเทศกำลังพัฒนา มีความกลัว กังวลและไม่สบายใจ”   เธอ อธิบายเสริมว่า จากการสำรวจในปี 2025 พบว่าในประเทศพัฒนาแล้วมีประสบการณ์เกี่ยวกับผลกระทบ (Impact) เอไอ โดยมีสัดส่วนมากกว่า 58% มองว่าเอไอเป็นบวก เป็นความหวัง เป็นอนาคต และสัดส่วน 36% มองว่าการพัฒนาเอไอมีเรื่องความไว้วางใจ ‘Trust’ เข้ามาอีกด้วย โดยในทั่วโลกพบว่า ‘ประเทศจีน’ มีการตอบรับต่อเรื่องนี้มากที่สุด ส่วนฝั่งตะวันตกมีการซึมซับ (Absorb) ในด้านเอไอมากกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายประเทศด้วย   เราต่างใช้ชีวิตบนหน้าจอ   มณีณัฐฐา แชร์ต่อถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในตอนนี้ ได้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ และยังเป็นยุค โมบายล์ เฟริสต์ (Mobile First) เรียบร้อย ผู้คนส่วนใหญ่มีสมาร์ทโฟนมากกว่าแล็ปท็อป คอมพิวเตอร์ และถือว่าเป็นมากกว่าสินทรัพย์บางอย่างด้วยซ้ำ จากรูปแบบการใช้งานต่างๆ บนหน้าจอส่วนตัว อาทิ   76% ช้อปปิ้งผ่านมือถือ 70% มีการดูแลสุขภาพ ผ่านหน้าจอและสมาร์ทวอทช์   นอกจากนี้ กระแสการทำงานแบบรีโมท (Remote) และไฮบริด (Hybrid)ในหลากองค์กรที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ความต้องการเชื่อมต่อระหว่างการใช้ชีวิตของผู้คนในฐานะผู้บริโภคด้านต่างๆที่ต้องการคุณภาพสมบูรณ์ยังสำคัญอยู่ จากพฤติกรรมดังนี้   71% ผู้ใช้งานด้านบันเทิง มีการซื้อบริการวิดีโอ สตรีมมิ่ง (Video Streaming) มากกว่า 1 บริการ 31% ยกเลิกบริการเคเบิล ไปแล้ว   เธอ สรุปว่า ในตอนนี้  ‘เอไอ’ ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นสิ่งที่ Absorb เข้าสู่ชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้คน ก็ยังมองหาความเชื่อมั่นความไว้วางใจ ‘Trust Security’ และความโปร่งใส ซึ่งองค์กรใดก็ตามที่พัฒนานวัตกรรม (Innovation) ควบคู่ Trust คือผู้ชนะที่แท้จริงในยุคเอไอ   ด้วยจากนี้ไปในอนาคตสิ่งที่สำคัญต่อแบรนด์ คือการสร้าง Brand Trust ควบคู่กับจริยธรรม   ต่อกันที่  ‘วสุพจน์ กิตติทรัพย์กุล’ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก นีลเส็น IQ  ซึ่งเป็นผู้ดูแลด้านวิจัยเชิงลึก (Deep Dive) แบ่งปันข้อมูลภาพรวมเทคโนโลยี ว่า จากผลการสำรวจการใช้เอไอทั่วโลก พบ 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ   45% Gen Z 41% กลุ่มผู้มีรายได้สูง (High Income)   เขา แชร์ข้อมูลระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ต่อถึงการใช้เอไอในชีวิตประจำวันผู้บริโภคใน APAC  พบว่ามีการใช้เอไอ ในกิจกรรมหลักสองกลุ่ม คือ กลุ่ม Consumer ใช้เอไอเพื่อหาสินค้า การ ช้อปปิ้ง แปลภาษา และบริการเท็กซ์ ทูสปีช (Text to Speech) แบบเรียลไทม์ กลุ่มคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ (Content Creator) ใช้เอไอสร้างคอนเทนต์และงานที่ซับซ้อนขึ้น   โดยสิ่งที่ผู้บริโภค APAC เห็นตรงกันมากที่สุด คือ เอไอทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป โดยคอนซูเมอร์เหล่านี้ มองประโยชน์การใช้งานในเชิงวิเคราะห์ว่าช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังให้ความกังวลด้านนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Concern) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความกังวลอยู่   กลับมาดูในประเทศไทย NIQ มองว่ายังมีโอกาสทางการตลาดอยู่โดยสมาร์ทโฟนเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการใช้เอไอในไทย  ซึ่งเป็นรองสิงคโปร์ที่เข้าถึงเอไอมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

July 3, 2026 / 0 Comments
read more

TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ

EpisodeX

TRUE ชวนคิดหาทางออก แบรนด์จะรอดได้อย่างไร? เมื่อพฤติกรรม ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ซับซ้อนและมีความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง เจาะลึกอินไซต์การตลาดจากเวทีทรูเพื่อเจ้าของธุรกิจยุคใหม่   ข้อมูล (Data) จำนวนมหาศาล ในยุคเอไอไม่ได้หมายความถึงการมีข้อมูลเชิงลึก (Insight) โดยอัตโนมัติหากขาดการตีความที่ถูกต้อง พฤติกรรมผู้บริโภค ปัจจุบันมีความซับซ้อนหลากหลาย จนไม่สามารถอธิบายด้วยปัจจัยด้านประชากรศาสตร์เพียงมิติเดียวได้อีกต่อไป แบรนด์และองค์กร ต้องรับฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อเชื่อมโยง Data เข้ากับความเข้าใจมนุษย์ เพื่อก้าวข้ามการมีข้อมูลดิบสู่การสร้างแบรนด์ที่ชัดเจน   ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’  พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้   ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  เป็น ‘คนแรก’ ที่ออกมาแชร์มุมมองในหัวข้อ ‘Deciphering the New Digital Consumer หรือ ถอดรหัสผู้บริโภคดิจิทัลยุคใหม่’  กล่าวว่างาน Human Insights in the AI Era ในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเชิงลึกสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจ นักการตลาด และผู้ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ ในช่วงเวลาที่ AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล   เขา บอกว่าในยุคเอไอ (AI) การมีข้อมูล (Data) ไม่ได้หมายความว่าองค์กรจะมีข้อมูลเชิงลึก (Insight) โดยอัตโนมัติ เพราะข้อมูลเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเข้าใจ   “สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถในการตีความ กลั่นกรอง เพื่อมองเห็นแรงจูงใจ ความต้องการ และบริบทของผู้บริโภคอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ผู้บริโภคมีความหลากหลาย ซับซ้อน และไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยด้านประชากรศาสตร์เพียงมิติเดียว”   ปัจจุบัน ‘คนรุ่นใหม่’ เข้าถึงข้อมูลเร็วขึ้นและเติบโตทางความคิดมากขึ้น ส่วนผู้บริโภคกลุ่มผู้ใหญ่ก็มีไลฟ์สไตล์ ความคาดหวัง และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเช่นกัน   ดังนั้น องค์กรและแบรนด์จึงจำเป็นต้องรับฟังอย่างลึกซึ้ง วิเคราะห์อย่างรอบด้าน และเชื่อมโยง Data เข้ากับความเข้าใจผู้คน เพื่อก้าวข้ามการมีข้อมูลจำนวนมากแต่ยังไม่สามารถนำไปสู่คำตอบที่ชัดเจน ไปสู่การสร้างแบรนด์ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีคุณค่า แข็งแรง และยั่งยืนในระยะยาว   ทั้งหมดนี้เพื่อมุ่งไปสู่การแข่งขันทางธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ท่ามกลางบริบทของสื่อ ช่องทางการสื่อสาร และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง  NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอ แต่ต้องเข้าใจ AI ด้วย  

July 3, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม ปิดฉาก’Pride Month’ย้ำศักยภาพไทยพร้อมเจ้าภาพ World Pride 2030

PRnounce

สะกดสายตาชาวโลก! ไอคอนสยาม ปิดฉาก Pride Month สุดอลังการ สร้างปรากฏการณ์ ‘การแสดงโดรนและพลุสีรุ้ง’ เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา  ประกาศศักยภาพไทยพร้อมเจ้าภาพ World Pride 2030   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกปิดท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจในค่ำคืนวันที่ 30 มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ Pride-Friendly Destination ที่โอบรับความหลากหลายและต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม ผ่าน “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” Journey of Pride Spectrum ยิ่งใหญ่ตระการตา เหนือโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามของไอคอนสยาม เพื่อส่งต่อภาพสะท้อนแห่งความเท่าเทียมสู่สายตาชาวโลก เป็นสัญลักษณ์ยืนยันความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก World Pride 2030   ตลอดแคมเปญ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY” ในเดือนมิถุนายนนี้ ไอคอนสยามได้ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยประสบการณ์สุดพิเศษที่สร้างความประทับใจและส่งต่อพลังบวกของ Rainbow Culture ได้อย่างสมบูรณ์แบบทั้งในพื้นที่และบนโลกออนไลน์ ผ่านการเนรมิตบรรยากาศ Pride-Friendly Destination ทั่วทั้งอาคาร ทั้งน้ำตกสีรุ้ง Pride Rainbow Waterfall ณ โซนอลังการ ชั้น 6, การแสดงระบำสายน้ำ The ICONIC Multimedia Water Features ธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการจับมือกับ LightSource ผู้นำ Lighting Design ชั้นนำของไทย สร้างสรรค์แสงสีสายรุ้ง ICONIC Rainbow Lighting บนยอดจั่วอาคาร พร้อมเติมเต็มความหลากหลายด้วยกิจกรรมไฮไลต์ตลอดเดือน อาทิ มหกรรมช็อปฟิน A FAIR x UNITY OF PRIDE, กิจกรรม Pride & Greet สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับศิลปิน น้ำปิง, เติ้ล, เฟิร์สวัน, นอร์ท และอ๊อตโต้ ค่าย DOMUNDI และนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย Colors of Pride : Unity in Diversity โดยกลุ่ม Queer Art Thailand ณ ชั้น M ที่ร่วมขับเคลื่อนคุณค่าแห่งความเท่าเทียมอย่างยิ่งใหญ่และงดงาม   ไอคอนสยาม ในฐานะ Global Experiential Destination ยืนหยัดและร่วมขับเคลื่อนคุณค่าแห่งความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมปักหมุดเป็นแลนด์มาร์กแห่งความภาคภูมิใจระดับโลกที่เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์และส่งต่อพลังบวกของเทศกาล Pride ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปด้วยกันตลอดเดือนมิถุนายนนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ www.iconsiam.com  

July 3, 2026 / 0 Comments
read more

SUSHIRO โต 60 เท่าใน5 ปี ส่งแคมเปญมีม ’67’ วันเดียวโดนเส้นวัยรุ่นสุดๆ

Zcreat

SUSHIRO ไทย 5 ปี รายได้พุ่ง 4,731 ล้านบาท กำไร 728 ล้านบาทในปี 2568  ล่าสุดหยิบมีม ’67’ ในโซเชียลทำแคมเปญ Real-Time Marketing แค่วันเดียวคือ 6.7 ผูกกับยอดใช้จ่าย 670 บาท แลกของสะสมลิมิเต็ด ที่ได้ไวรัลจากคนรุ่นใหม่กลับมาแบบฟรีๆ มีแชร์ไปต่อ     SUSHIRO ไทยโตแบบก้าวกระโดด จากขาดทุนปีแรกสู่กำไร 728 ล้านในปีที่ 5 ในปี 2564 มีรายได้ 79 ล้านบาท ขาดทุน 65 ล้านบาท แต่ปี 2568 รายได้พุ่งแตะ 4,731 ล้านบาท 5 ปีรายได้โต 60 เท่า พิสูจน์ว่าโมเดล ‘ซูชิสายพานคุณภาพญี่ปุ่นราคาจับต้องได้’ ได้ผลจริงในตลาดไทย การตลาดแบบเรียลไทม์ (Real-Time Marketing) ที่ดีไม่ต้องสร้างกระแสเอง แต่ใช้ของที่มีอยู่แล้ว ซูชิโร่ใช้มีม 67 จากกระแสที่ Gen Z และ Gen Alpha พูดถึงอยู่แล้วมาผูกกับวันที่ 6.7 และยอดใช้จ่าย 670 บาท มาทำแคมเปญให้แบรนด์ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์โดยไม่ต้องเสียงบสร้างกระแสใหม่เลย ของสะสมลิมิเต็ดคือกลไกเปลี่ยนโปรโมชันธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นคอนเทนต์ ‘ที่รัด’สายอเนกประสงค์ลายซูชิจำนวนจำกัดที่ลูกค้าอยากแชร์คอนเทนต์ก่อนจะได้ของ ทำให้ ‘SUSHIRO’ ได้ทั้งยอดขาย จำนวนคนเข้าร้าน และภาพจำแบรนด์ที่เข้าใจวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตในคราวเดียวกัน   กระแสแคมเปญ ‘SUSHIRO’ ผ่านมีม ’67’ กำลังกลายเป็นไวรัลในตอนนี้  เมื่อแบรนด์หยิบมีมดังกล่าวมาต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดแบบเรียลไทม์ (Real-Time Marketing) ด้วยโปรโมชันจัดเพียง 1 วัน เท่านั้น ซึ่งก็คือวัน 6 เดือน 7 (กรกฎาคม) ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทำเอาเหล่าชาวเน็ตติเซ่น (Netizen) หลายคนโดยเฉพาะเจนอัลฟ่า และเจนซี ต่างมารุมเดือดกับแคมเปญซูชิโร่  ที่มาพร้อมเงื่อนไขให้ลูกค้าที่รับประทานอาหาร ครบ 670 บาทต่อโต๊ะ (ก่อนค่าบริการ) แล้วไปทำท่า ‘67’ ที่หน้าแคชเชียร์แล้ว ถึงจะได้รับที่รัดสายอเนกประสงค์ลายซูชิ 1 ชิ้นต่อคน (สูงสุด 6 ชิ้นต่อโต๊ะ) โดยมีให้เลือกหลายลายและเป็นของพรีเมียมจำนวนจำกัด     ‘ซูชิโร่’ อยู่ไทย 5 ปีมี 47 สาขาทั่วไทย   สำหรับ ซูชิโร่ (SUSHIRO)  คือ ร้านอาหารเชนซูชิสายพานอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1984 ภายใต้บริษัท Akindo Sushiro มีจุดแข็งเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ เทคโนโลยีการจัดการร้าน และราคาที่เข้าถึงง่าย ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 150 ล้านคนต่อปีทั่วโลก   สำหรับในประเทศไทย SUSHIRO เข้ามาเปิดสาขาแรกเมื่อปี 2564 โดยบริษัท Sushiro GH (Thailand) ภายใต้กลุ่ม FOOD & LIFE Companies จากญี่ปุ่น จึงไม่ได้เป็นแฟรนไชส์ที่นำเข้าโดยผู้ประกอบการไทย   ถึงในปัจจุบันผ่านมาร่วม 5 ปีในวันนี้ SUSHIRO Thailand ขยายเป็น 47 สาขา ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักทั่วประเทศ   จุดเด่นที่ทำให้แตกต่าง   ขณะที่สิ่งที่ทำให้ SUSHIRO มีความแตกต่างที่สร้างเรื่องให้โดนใจกลุ่มเป่าหมายผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะเหล่าคนรุ่นใหม่ ได้เป็นอย่างมาก น่าจะมาจาก 5 ปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกัน คือ   การวางตัวเป็น ‘ซูชิสายพานคุณภาพญี่ปุ่นในราคาจับต้องได้’ เริ่มต้นต่อจาน (บนสายพาน) ราคา 30 บาท และราคา(จาน) สูงสุดอยู่ที่ 100 บาท ระบบสั่งอาหารผ่านจอและเสิร์ฟอัตโนมัติ เมนูใหม่ออกต่อเนื่องตามฤดูกาล ความเป็นแบรนด์ที่มีคาแรกเตอร์สนุก เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายมากๆ ทำคอนเทนต์และโปรโมชั่นตามกระแสโซเชียลอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนรุ่นใหม่ ถูกใจสิ่งนี้   ต่อการทำตลาดของซูชิโร่ ที่นอกจากขายความเป็น No.1 สายพานซูชิจากญี่ปุ่น และ 6 จุดเด่นข้างต้นแล้ว ขณะเดียวกัน แบรนด์ ยังขายประสบการณ์ ‘Experience’ ตั้งแต่การรอคิว (ที่แอบนานในวันหยุดและในแต่ละช่วงเวลามื้ออาหาร) ก่อนเข้าไปรับประทานอาหารในร้าน นอกจากนี้แบรนด์ยังขึ้นชื่อเรื่องการออกแคมเปญของสะสมแบบกล่องจุ่ม (สุ่ม) ลาย (Random Collectibles) รวมไปถึงการและคอลแลบกับคาแรกเตอร์การ์ตูน เกม หรือคาแรกเตอร์ดัง ๆ อยู่เป็นประจำ ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำและเกิดการแชร์บนโซเชียล   ด้วยกลยุทธ์แจกของสะสมแบบสุ่มเหล่านี้ ที่โดนเส้นเหล่าลูกค้าคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีบางความคิดเห็นในเพจซูชิโร่ ออกมาระบุว่า คาแรกเตอร์ของสะสมล็อตเดิมที่ทำออกมายังเก็บไม่ครบเลย ตอนนี้มีออกมาใหม่อีกแล้ว!!   นอกจากนี้ การสุ่มเมนูของสะสม และแคมเปญลิมิเต็ด (ที่กำหนดช่วงวันเวลาจำกัด) รวมถึงการเล่นกับกระแสอินเทอร์เน็ต ยิ่งเป็นกิมมิคสนุกๆ ทำให้ลูกค้า สนใจที่กลับมาซ้ำและแชร์ต่อบนโซเชียลอยู่เสมอ อีกด้วย   ‘67’ ความหมายที่ไม่มีความหมาย   สำหรับเลข ‘67’ (ซิกเซเว่น) เป็นมีมไวรัลและคำสแลงยอดฮิตในโลกออนไลน์ (เช่น TikTok และ Roblox) ในกลุ่มเด็กๆ และวัยรุ่นยุคนี้ โดย ‘67’ มีความหมายที่ไม่มีความหมายตายตัว มักถูกใช้เป็นคำตอบกวนๆ ตอบรับแบบไม่มีเหตุผล ใช้แซวเพื่อน หรือใช้ตะโกนโต้ตอบสนุกๆ ร่วมกับท่าทางหงายมือยกขึ้นลง   จากความไวรัลของมีม ‘67’ นี่เองที่ทำให้ SUSHIRO หยิบเลขดังกล่าวมาเชื่อมกับยอดใช้จ่าย 670 บาท พร้อมใช้วันที่ 6.7 เป็นวันจัดกิจกรรม เพื่อให้คนจดจำได้ง่ายและเชื่อมโยงกับกระแสที่กำลังมาแรง   ต่อการที่แบรนด์ เลือกใช้มีมนี้มาทำการตลาดในช่วงเวลาแบบนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็น Real-Time Marketing ที่อาศัยกระแสซึ่งผู้คนกำลังพูดถึง มาต่อยอดเป็นแคมเปญการตลาดในวันเลขมีม 6.7 ที่กำลังมาถึง ที่ช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงมากขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มสร้างกระแสใหม่เองอีกด้วย   จากแคมเปญนี้ นอกจากแบรนด์ต้องการกระตุ้นยอดขายในวันเดียวแล้ว ขณะเดียวกันเชื่อว่ายังต้องการเพิ่มปริมาณ (Traffic) ลูกค้าเข้าร้าน ไปพร้อมสร้างการแชร์บนโซเชียล ที่สุดท้ายยังได้ภาพจำ SUSHIRO เป็นแบรนด์ที่เข้าใจวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตและสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้ทันจังหวะอีกด้วย   ทั้งนี้ แม้แคมเปญจะจัดเพียง วันเดียว คือ 6 เดือน 7 แต่การหยิบมีม ‘67’ มาผูกกับเงื่อนไข 670 บาท ยิ่งทำให้โปรโมชันธรรมดา ๆ กลายเป็น ‘คอนเทนต์’ ที่คนอยากแชร์ เป็นตัวอย่างของการตลาดที่ใช้ ‘จังหวะ’ มากกว่างบประมาณ   ในจุดนี้ ก่อนลูกค้าจะได้ของพรีเมียมจากความสนุกของแคมปญ 67 นี้ และดูเหมือนว่า SUSHIRO จะได้สิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ ‘ความไวรัล’ ที่ช่วยให้แบรนด์ถูกพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ไปแล้วในตอนนี้   สำหรับผลดำเนินงานย้อนหลัง SUSHIRO ย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2568)  ภายใต้บริษัท Sushiro GH (Thailand) จาก dataforthai ดังนี้   ปี 2564 รายได้ 79 ล้านบาท ขาดทุน 65 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 1,000 ล้านบาท กำไร 63 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 1,892 ล้านบาท กำไร 172 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 2,902 ล้านบาท กำไร 369 ล้านบาท ปี 2568 รายได้ 4,731 ล้านบาท กำไร 728 ล้านบาท

July 3, 2026 / 0 Comments
read more

แกร็บดึง ‘หลิง-ออม’ ออกไกด์บุ๊คครั้งแรก เปิด 55 จังหวัดของอร่อยนอกกระแส

BizKet

แกร็บ ครึ่งหลังปี2569 ไปต่อกลยุทธ์ ‘Fandom Tourism’ ดึง Grab of Friend ‘หลิง-ออม’ พาเช็คอินร้านเด็ดนอกกระแส 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวลึกแต่ไม่ลับ ปลุกเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย      แกร็บต่อยอดกระแส Fandom Tourism ผ่าน ‘หลิง-ออม’  Friend of Grab จากแคมเปญปี 2568 สร้างมูลค่าสื่อกว่า 300 ล้านอิมเพรสชัน และยอดเรียกรถในเมืองน่าเที่ยวโต 48% เพื่อตอกย้ำว่ากลยุทธ์นี้ให้ผลตอบลัพธ์ทรงพลัง ไกด์บุ๊ค 3 ภาษา เข้าหาตลาดจีน  แกร็บจัดทำ ‘Grab Amazing Thai Rares 2026 Travel Guidebook’  ทั้งไทย อังกฤษ และจีน กระจายถึงสนามบิน สถานีรถไฟ และสำนักงาน ททท. ทั่วประเทศ สะท้อนมุมมองแฟนคลับจีนของหลิง-ออมเป็นกลุ่มเป้าหมายมีศักยภาพสูงในการดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย 55 จังหวัดนอกกระแส เป็นการกระจายรายได้ท่องเที่ยวออกจากเมืองหลัก เมืองท่องเที่ยวลึกแต่ไม่ลับอย่าง พังงา เพชรบูรณ์ ตาก น่าน พะเยา และอีกหลายจังหวัด ช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการชุมชนท้องถิ่นที่ปกติไม่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวกระแสหลัก   จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแกร็บ (Grab) เปิดเผยว่า แกร็บ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ในแคมเปญใหญ่ ‘Grab Amazing Thai Rares เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ’ ไปกับเมืองน่าเที่ยว”   นอกจากนี้ แกร็บยังต่อยอดกลยุทธ์ ‘Fandom Tourism’ ผ่านหลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง และออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์  ‘หลิง-ออม’ ในฐานะเฟรนด์ ออฟ แกร็บ (Friend of Grab) ต่อเนื่องจากปีก่อน (2568) มาร่วมแคมเปญฯ พร้อมชวนออกเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทย เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แหล่งท่องเที่ยวนอกกระแส ร้านเด็ดประจำถิ่นและเทศกาลเชิงวัฒนธรรม   โดยเฉพาะเมืองน่าเที่ยว 55 จังหวัด พร้อมเช็กอิน 11 จุดหมายปลายทางตามรอยแคมเปญ ‘Feel All the Feelings’  ของ ททท.  เพื่อกระตุ้นการเดินทางและเศรษฐกิจในชุมชนผ่านกิจกรรมเที่ยวลึกแบบไม่ลับ พร้อมจัดทำไกด์บุ๊ค 3 ภาษาไทย อังกฤษ และ จีน เพื่อแนะนำพิกัดกิน-เที่ยว เป็นครั้งแรกด้วย   นอกจากนี้ ยังสอดคล้องแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ผ่านพลัง ‘หลิง-ออม’ ที่มีฐานแฟนคลับแข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวไทยกลุ่ม Gen Z และแฟนคลับชาวจีน ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ โดยแคมเปญ “Grab Amazing Thai Rares เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ” ยังมีไฮไลท์ ดังนี้   แคมเปญโฆษณาชุดใหม่ ‘เที่ยวไทยลึกแบบไม่ลับ’ กับ Friends of Grab ‘หลิง-ออม’ ชวนเที่ยวลึกแบบไม่ลับตามรอยแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วไทย ลิ้มลองรสชาติอาหารจากร้านเด็ดประจำถิ่น และสัมผัสสีสันของเทศกาลวัฒนธรรมต่างๆ พร้อมโค้ด ‘AMAZING’ ให้ส่วนลดสูงสุด 120 บาท เมื่อใช้บริการต่างๆ ของแกร็บ ครอบคลุมทั้งบริการเรียกรถ สั่งอาหาร-ของใช้ และส่งพัสดุ ใน 55 จังหวัด ตั้งแต่วันนี้จนถึง 6 กันยายน 2569   เปิดตัว ‘Grab Amazing Thai Rares 2026 Travel Guidebook’ คู่มือแนะนำพิกัดแหล่งท่องเที่ยว ร้านเด็ดและเทศกาลที่ไม่ควรพลาดใน 11 เมืองสำคัญ ได้แก่ พังงา ระยอง อุดรธานี เพชรบูรณ์ ตาก น่าน พะเยา ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ กรุงเทพฯ   สำหรับคู่มือฯ ดังกล่าว ได้จัดทำทั้งรูปแบบตีพิมพ์และดิจิทัลใน 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ เพื่อให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยกระจายตามจุดสำคัญต่างๆ อาทิ บูธให้บริการเรียกรถของแกร็บ บูธประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของ ททท. ภายในสนามบินหลักต่างๆ สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในแต่ละจังหวัด ร้านอาหารพาร์ทเนอร์ของแกร็บ สถานีรถไฟในจังหวัดต่างๆ   Grab Amazing Thai Rares 2026 Travel Guidebook จัดกิจกรรม ‘เที่ยวลึกแบบไม่ลับ ไปกับเมืองน่าเที่ยว’ ชวนสายเที่ยวและแฟนคลับทั้งไทยและต่างชาติลุ้นเป็น 50 ผู้โชคดีที่ได้ร่วมทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ หลิง-ออม โดยสามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 กันยายน 2569 ทริปที่ 1 ลุ้นเป็น 1 ใน 30 ผู้โชคดีที่ได้ร่วมทริปสัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นไปกับหลิง-ออม เพียงใส่โค้ดเพื่อโหวตภาคที่อยากไปเที่ยวมากที่สุดเมื่อใช้บริการแกร็บใน 77 จังหวัดทั่วไทย ทริปที่ 2 ลุ้นเป็น 1 ใน 20 ผู้โชคดีที่ใช้บริการแกร็บใน 55 เมืองน่าเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดพิเศษกับ “หลิง-ออม” อย่างใกล้ชิด   จันต์สุดา กล่าวต่อว่า แกร็บ ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล โดยในปีที่ผ่านมาได้ร่วมกับ ททท. ทำแคมเปญ ‘เที่ยวทั่วไทย สุขกันใหญ่ ไว้ใจ Grab’ และเป็นครั้งแรกที่ได้ ‘หลิง-ออม’ ในฐานะ Friends of Grab ร่วมโปรโมตการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ซึ่งได้ลตอบรับดีมากทั้งด้านการรับรู้และพฤติกรรรมการใช้บริการ สะท้อนผ่านมูลค่าสื่อมากกว่า 300 ล้านอิมเพรสชันในช่วงที่ทำแคมเปญ และยอดผู้ใช้บริการเรียกรถในเมืองน่าเที่ยวที่เติบโตขึ้นถึง 48%   ด้าน ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ความร่วมมือกับแกร็บในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทย ควบคู่ไปกับการสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวไทย ร่วมกับศักยภาพของแกร็บ ในฐานะแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมและไว้วางใจจากผู้ใช้งานชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง ร่วมยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยว กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมถึงสนับสนุนการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

July 2, 2026 / 0 Comments
read more

ไบเออร์ ดัน ‘วีรพล’ MD ใหม่คุมตลาดอินโดจีน ใช้นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เพื่อทุกคน

BizKet

ไบเออร์ไทย แต่งตั้ง ‘วีรพล เจริญพานิช’ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ควบดูแลตลาดอินโดจีน ชูวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนนวัตกรรมเกษตรสู่ความยั่งยืน ไบเออร์ไทย แต่งตั้ง วีรพล เจริญพานิช เป็น MD มีผล 1 กรกฎาคม 2569 ควบตำแหน่งดูแลกลุ่มครอปไซเอนซ์ ไทย กัมพูชา เมียนมา ‘วีรพล เจริญพานิช’ เป็นศิษย์เก่าคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บวกกับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเกษตรกว่า 20 ปี และร่วมงานกับไบเออร์ตั้งแต่ปี 2562 ทิศทางใหม่มุ่งขับเคลื่อนพันธกิจ ‘ทุกคนมีสุขภาพดี ไม่ขาดแคลนอาหาร’ ผ่านนวัตกรรมและมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืน บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กลุ่มบริษัทระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจฟาร์มาซูติคอลส์, เรดิโอโลจี, คอนซูเมอร์เฮลธ์ และครอปไซเอนซ์ ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 6 ทศวรรษ (64 ปี) ล่าสุดประกาศแต่งตั้ง  ‘วีรพล เจริญพานิช’ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย (MD) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และจะยังคงควบตำแหน่งผู้บริหารกลุ่มธุรกิจครอปไซเอนซ์ (Crop Science) ประจำประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา อีกด้วย ต่อการก้าวขึ้นมารับตำแหน่งของ ‘วีรพล’ ในครั้งนี้ ยังสะท้อนบทบาทผู้นำและประสบการณ์อันยาวนานในการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจของไบเออร์ ในประเทศไทยด้านต่างๆ อาทิ สร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด กับภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน นำนวัตกรรมและแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของเกษตรกรไทยในระยะยาว ประสบการณ์ 20 ปีการเกษตร   สำหรับโปรไฟล์ ‘วีรพล’ เข้ามาร่วมงานกับไบเออร์ตั้งแต่ปี 2562 และมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเกษตรยาวนานกว่า 20 ปี โดยจบการศึกษาจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความเชี่ยวชาญระดับสูงในด้าน การสร้างการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร การพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคเกษตรกรรม ในด้านการบริหารงานครั้งนี้ ‘เขา’ จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดมาดูแลและขับเคลื่อนตลาดหลักในกลุ่มประเทศภูมิภาคอินโดจีน ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา และเมียนมา ไดเร็กชั่นMD ใหม่ไบเออร์ไทย ภายใต้การนำธุรกิจ ในฐานะทีมหลีดไบเออร์ไทย และอินโดจีน ของ ‘วีรพล’ ได้วางทิศทางพร้อมเน้น วิสัยทัศน์และมุมมองเชิงกลยุทธ์  ที่สนับสนุนพนักงานทุกคน ไปพร้อมกับขับเคลื่อนพันธกิจหลักขององค์กร  ‘ทุกคนมีสุขภาพดี ไม่ขาดแคลนอาหาร’ (Health for all, Hunger for none) เพื่อส่งมอบโซลูชันและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ผู้ป่วย และเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

July 1, 2026 / 0 Comments
read more

ไทยเบฟ ปั้น ‘928 บริษัทอำเภอ’ ทั่วไทย เปิดทางชุมชนเข้าถึงทุนและตลาดโลก

EcoVative

‘ชุมชน เข้มแข็ง พอเพียง’ ร่วมสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ นำความรู้ด้านบัญชี การเงิน และวางแผนธุรกิจลงสู่ชุมชนทั่วประเทศ ผ่านโมเดล 928 บริษัทอำเภอ เป้าหมายขับเคลื่อนชุมชนฐานรากสู่ระดับโลก    ‘928 บริษัทอำเภอ’โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจชุมชนไทย โครงการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมระดับอำเภอทั่วประเทศ 928 แห่ง ครอบคลุมการผลิต การค้า และบริการ เป็นครั้งแรกที่เศรษฐกิจชุมชนมีโครงสร้างองค์กรรองรับอย่างเป็นระบบในระดับนี้ บัญชีและการเงิน ‘ช่องว่าง’ ที่ทำให้ SME ชุมชนเข้าไม่ถึงแหล่งทุน  โดย ACTAP นำความรู้ด้านบัญชี บริหารต้นทุน และกระแสเงินสดลงถึงระดับชุมชนโดยตรง ผู้ประกอบการที่มีบัญชีมาตรฐานเปิดประตูสู่สินเชื่อและโอกาสทางธุรกิจได้จริง Drive Local to Global คือ ambition ต่างจากโครงการ CSR ทั่วไป นอกจากการพัฒนาท้องถิ่นเพื่อท้องถิ่นพร้อมนำมาตรฐานสากลลงไปถึงชุมชนที่เข้าร่วมมีโอกาสเติบโตข้ามระดับได้จริงภายใต้โมเดลนี้ และส่งออกกลับสู่โลกได้   ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ ‘ด้วยจงรักและภักดี’ และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทชุมชนเข้มแข็งฯ ร่วมกับ สมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ (Association of Certified Thai Accounting Practice – ACTAP) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ ‘โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ’ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพให้ผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการระดับฐานรากทั่วประเทศให้สามารถบริหารจัดการทางการเงิน จัดทำบัญชีที่ถูกต้องตามมาตรฐาน และวางแผนธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และเป็นการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ’โครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ’  เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานภายใต้โครงการหลัก ‘ด้วยจงรักและภักดี’ สร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข ที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดทำขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เนื่องในปีมหามงคล พุทธศักราช ๒๕๖๙ – ๒๕๗๐ ผ่านการขับเคลื่อนโดย บริษัท ชุมชนเข้มแข็ง พอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท (อำเภอ) พอเพียง จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมในระดับอำเภอทั่วประเทศ จำนวน ๙๒๘ บริษัท   โดยกิจการดังกล่าว มุ่งการดำเนินงานใน 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย การผลิต การค้า และการบริการ ซึ่งจะบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ระดับอำเภอและสร้างประโยชน์ในท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกันพัฒนาและยกระดับท้องถิ่นสู่สากล ควบคู่กับการนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลมาพัฒนาท้องถิ่น (Drive Local to Global and Bring Global Back Locally)   “ความร่วมมือครั้งนี้คือกลไกเชื่อมองค์ความรู้จากภาควิชาชีพสู่ผู้ประกอบการชุมชนและวิสาหกิจฐานราก เพื่อยกระดับศักยภาพให้เติบโตได้อย่างมั่นคง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่เป้าหมายสร้างประโยชน์ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุข”     ด้าน ราชิต ไชยรัตน์ นายกสมาคมสำนักงานบัญชีคุณภาพ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการระดับฐานรากได้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านบัญชี การเงิน และการบริหารจัดการธุรกิจที่ถูกต้องและเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนในระยะยาว   โดยสมาคมฯ ยังได้ผสานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรด้านบัญชีและการสอบบัญชี มาร่วมสนับสนุนการดำเนินโครงการ ถ่ายทอดความรู้ ความเชี่ยวชาญผ่านกิจกรรมอบรม สัมมนา เวิร์กช็อป รวมถึงการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการในด้านการจัดทำบัญชี การบริหารต้นทุน และการบริหารกระแสเงินสด เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถวางระบบการเงินและการบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพที่จะนำไปสู่การสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง      

July 1, 2026 / 0 Comments
read more

ปราชญ์แผ่นดิน ‘ศ.นพ.เกษม’ ถ่ายทอดปรัชญาพอเพียง สร้างนักพัฒนาชุมชนยุคใหม่

PRnounce

‘ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย’ บรรยายพิเศษ ‘เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน’ ถ่ายทอดปรัชญาพอเพียงและบทเรียนจากพระราชกรณียกิจในหลักสูตรนักพัฒนาชุมชน โครงการ “โชว์ภูมิ” ของไทยเบฟ มุ่งสร้างผู้นำชุมชนที่อุทิศตนเพื่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน   ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้เกียรติบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน” ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง ภายใต้โครงการ “โชว์ภูมิ” ของบริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะทำงาน ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ซี อาเซียน อาคาร CW Tower   การบรรยายครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดปรัชญาการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเอง และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยหยิบยกบทเรียนอันทรงคุณค่าจากพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยต่อไป  

July 1, 2026 / 0 Comments
read more

ซีแอนด์จี คว้า 3 รางวัล AREA 2026 ต่อเนื่อง ตอกย้ำผู้นำ Waste-to-Energy เอเชีย

PRnounce

ซีแอนด์จีฯ คว้า 3 รางวัล AREA 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยืนยันความเป็นผู้นำด้าน Waste-to-Energy และการขับเคลื่อน ESG ในระดับเอเชีย สะท้อนมาตรฐานการบริหารจัดการขยะเป็นพลังงานที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค   บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม สร้างความภาคภูมิใจให้ประเทศไทยด้วยการคว้า 3 รางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จาก Enterprise Asia ได้แก่ Social Empowerment, Health Promotion และ Green Leadership สะท้อนผลสำเร็จของการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ที่ผสานการเติบโตทางธุรกิจเข้ากับการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมดุล   Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) เป็นรางวัลด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับเอเชีย มอบให้แก่องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 7 สาขา ครอบคลุมการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมสุขภาพ การสร้างความเข้มแข็งให้สังคม การกำกับดูแลกิจการ เศรษฐกิจหมุนเวียน และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ   การได้รับรางวัลทั้ง 3 สาขาในปีนี้ สะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมในทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน และการพัฒนาศักยภาพของชุมชนรอบพื้นที่ดำเนินงาน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ   การรับรางวัลครั้งนี้ มี นายนพดล พฤกษะวัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ พร้อมด้วย นายเศรษฐพัส กมลศุภประยูร ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ และ นางสาวมัลลิกา พรมา รองผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับรางวัล   ในฐานะผู้ดำเนินโครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม บริษัทฯ มุ่งนำเทคโนโลยี Waste-to-Energy (WTE) มาใช้ในการจัดการขยะมูลฝอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำขยะเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ พร้อมเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)   ตลอดเวลากว่า 10 ปี บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาชุมชนรอบโครงการฯ ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ ผ่านโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา และการสร้างอาชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการคัดแยกขยะ การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อม   รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ จึงไม่เพียงสะท้อนมาตรฐานการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยี Waste-to-Energy ในฐานะกลไกสำคัญของการบริหารจัดการขยะสมัยใหม่ ที่สามารถสร้างพลังงานสะอาด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ  

July 1, 2026 / 0 Comments
read more

Marriott Bonvoy เปิดเทศกาลอาหาร รวมเชฟดัง กับมื้อพิเศษ 3 ราคา ทั่วไทย

Peace&Play

‘EAT OUT WITH MARRIOTT BONVOY’ เทศกาลอาหารกลับมาอีกครั้งในประเทศไทย อิ่มอร่อยกับเมนูระดับเวิลด์คลาสใน 3 ราคาสุดคุ้ม พร้อมรับคะแนนและลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569   แมริออท บอนวอย, โปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลระดับโลก และพอร์ทโฟลิโอโรงแรมในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ที่รวบรวมแบรนด์โรงแรมชั้นนำกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก ประกาศการกลับมาอีกครั้งของ “Eat Out with Marriott Bonvoy” เทศกาลอาหารประจำปี ที่เชิญชวนสมาชิกแมริออทบอนวอยทุกท่านมาร่วมเปิดประสบการณ์การความอร่อยกับร้านอาหารและห้องอาหารชั้นนำของโรงแรมในเครือแมริออททั่วประเทศไทย   อาหารถือเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมไทย โดยคนไทยมักใช้คำถามว่า “กินข้าวหรือยัง” เป็นคำทักทายระหว่างเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน และล่าสุดยังพบว่า “อาหาร” คือหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของการเดินทางสำหรับคนไทยอีกด้วย โดยรายงาน “Loyalty Trends Report 2026” จาก แมริออท บอนวอย เผยว่า 62% ของผู้ตอบแบบสำรวจเลือก “อาหารและการรับประทานอาหาร” (Food & Dining) เป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการวางแผนท่องเที่ยว   เพื่อเฉลิมฉลองเทรนด์ดังกล่าว “Eat Out with Marriott Bonvoy” กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 สิงหาคม 2569 พาแขกผู้เข้าร่วมออกเดินทางสู่ประสบการณ์ด้านอาหารจากเหนือจรดใต้ของประเทศไทย ผ่านเมนูจานเด่น บุฟเฟ่ต์สุดคุ้ม หรือเซ็ตเมนูสุดพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติได้สัมผัสรสชาติอาหารไทยอันเป็นเอกลักษณ์ ควบคู่กับอาหารนานาชาติจากทั่วโลก ซึ่งรังสรรค์โดยทีมเชฟมากฝีมือจากโรงแรมในเครือแมริออท   ข้อเสนอนี้มี 3 ระดับราคาให้เลือก ได้แก่ Tier 1 ราคา 890 บาท(สุทธิ) Tier 2 ราคา 1,190 บาท(สุทธิ) Tier 3 ราคา 1,590 บาท(สุทธิ)   พร้อมสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกแมริออท บอนวอย ที่สามารถรับคะแนนได้ทุกมื้ออาหาร นอกจากนี้ผู้ทานอาหารที่เข้าร่วมแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย และผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดที่จองผ่าน Hungry Hub มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รวมถึงคะแนนแมริออทบอนวอย สูงสุดถึง 30,000 คะแนน และที่พักในเครือโรงแรมแมริออท บอนวอยในประเทศไทย     สายกินสามารถเลือกลิ้มลองประสบการณ์อาหารสุดพิเศษจากห้องอาหารชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น เซ็ตเมนูเทปันยากิที่ คิสซึอิเซน, ห้องอาหารญี่ปุ่นในโรงแรม แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ (ในระดับราคา Tier 3) บุฟเฟ่ต์ติ่มซำมื้อกลางวันแบบไม่จำกัด ณ ห้องอาหารจีนมานโฮ ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ (ในระดับราคา Tier 2) และบุฟเฟ่ต์อาหารเช้าพร้อมสปาร์กลิงไวน์แบบไม่จำกัดที่ ห้องอาหาร เอกะลักษณ์ ที่ โรงแรมมาดี ไปดี กรุงเทพ ออโตกราฟ คอลเล็คชั่น (ในระดับราคา Tier 1)   สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์ความอร่อยนอกกรุงเทพ สามารถอิ่มอร่อยไปกับอาหารโมเดิร์นอิซากายะ พร้อมเสิร์ฟฮามาจิซอสส้มพอนซึ ยากิโทริหรือยากิตง และอุรามากิหรือมากิที่โทะริเอ็น รูฟทอป แอนด์ บาร์  โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (ในระดับราคา Tier 2) หรือสัมผัสเซ็ตเมนูอาหารไทย 4 คอร์ส “Gulf Soul” ที่ห้องอาหารลูน่า ลาไนย์ โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ต แอนด์ สปา (ในระดับราคา Tier 2) สำหรับภาคใต้ นักชิมสามารถเพลิดเพลินกับเซ็ตเมนู 3 คอร์สสุดประณีต ณ โกจิ คิทเช่น แอนด์ บาร์ โรงแรมเขาหลัก แมริออท บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา หรือจิบค็อกเทลเย็น ๆ พร้อมอาหารเรียกน้ำย่อย ณ ห้องอาหารไอยรา เดอะ นาคา ไอส์แลนด์ อะ ลักชัวรี คอลเลคชั่น รีสอร์ต แอนด์ สปา ภูเก็ต (ทั้งสองรายการอยู่ในระดับราคา Tier 1) นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสบรรยากาศสุดคึกคักที่ โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต ป่าตอง บีช รีสอร์ท ซึ่งห้องอาหารสโม้คสแต็ก บาร์บีคิว & กริลล์ พร้อมเสิร์ฟบุฟเฟ่ต์บาร์บีคิวและเครื่องดื่มแบบไม่จำกัด (ในระดับราคา Tier 2)   หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์พักผ่อนบนเกาะ โรงแรมเชอราตัน สมุย รีสอร์ท ขอชวนมาลิ้มลองเซตเมนูอาหารตะวันตกแบบ 4 คอร์ส ณ ห้องอาหารบลูมังกี้ ห้องอาหารเอ้าท์ดอร์ในบรรยากาศสุดหรู (ในระดับราคา Tier 3)  หรือชุดน้ำชายามบ่าย ณ วูบาร์ ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามตระการตาของท้องทะเลแบบพาโนรามา ขึ้นเหนือไปต่อกันที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย รีสอร์ท กับข้อเสนอพิเศษสำหรับคนรักสเต็กที่ห้ามพลาดเนื้อระดับพรีเมียม ณ ห้องอาหารฟาโวล่า (ในระดับราคา Tier 3) หรือจะเลือกฉลองสุดสัปดาห์ที่เชียงใหม่กับ โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล ที่จัดเต็มบุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติทานได้ไม่จำกัด ณ ห้องอาหารกัช คิทเช่น แอนด์ บาร์ (ในระดับราคา Tier 1) นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์ความอร่อยและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษจาก แมริออท บอนวอย ที่พร้อมต้อนรับให้ทุกคนมาสัมผัสตั้งแต่จนถึงเดือนสิงหาคม ด้วยตัวเลือกที่หลากหลายในราคาที่จับต้องได้ ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ช่วยรังสรรค์ให้ทุกมื้ออาหารนอกบ้านของคุณคุ้มค่าและน่าประทับใจกว่าที่เคย   แคมเปญ Eat Out เปิดให้สิทธิ์เฉพาะสมาชิกแมริออท บอนวอย เท่านั้น สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สามารถสมัครได้ฟรี คลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/loyalty/createAccount/createAccountPage1.mi)   ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Eat Out with Marriott Bonvoy ได้ที่นี่ (https://blog.hungryhub.com/en/eat-out-with-marriott-bonvoy-x-hungry-hub/) และสำรองที่นั่งในประเทศไทยได้ที่นี่ (https://web.hungryhub.com/th/restaurants/group/eat-out-with-marriott-bonvoy-x-hungry-hub-2026/web?sort=most_relevance)       ###

June 30, 2026 / 0 Comments
read more

ยอดนักสืบแห่งยุคเฮเซ ‘โคนัน’ บุกไอคอนสยาม ครั้งแรกในอาเซียน

Peace&Play

ไอคอนสยาม กับความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว!นิทรรศการ Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition ย้อนรอย 30 ปียอดนักสืบจิ๋วโคนัน ครั้งแรกในอาเซียน ชวนเก็บของสะสมลิมิเต็ด บัตร Collectible และสินค้าลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ บริษัท เดกซ์ ดรีม เอกซ์เพรส (DEX) และ ShoPro เตรียมเปิด ‘Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition’ นิทรรศการฉลองครบรอบ 30 ปีของทีวีซีรีส์สืบสวนระดับตำนาน “ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน” ที่ได้รับความนิยมจากแฟนๆ ทั่วโลก   โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับสิทธิ์จัดแสดงนิทรรศการ หลังประสบความสำเร็จและได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้     ย้อนรอย 30 ปี นักสืบจิ๋วในตำนาน นิทรรศการ ‘Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition’ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญสำหรับแฟนโคนันชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ที่จะได้ร่วมย้อนรอยการเดินทางตลอด 30 ปีของอนิเมะยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ผ่านการจัดแสดงเนื้อหาและเบื้องหลังการผลิตอย่างละเอียด ซึ่งเริ่มตั้งแต่   แนวคิดการสร้างสรรค์ การออกแบบฉาก การจัดทำสตอรี่บอร์ด งานแอนิเมชัน การพากย์เสียง บทเพลงประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชมทั่วโลก โดย ภายในนิทรรศการยังมีโซนจัดแสดงและกิจกรรมไฮไลต์ต่าง ๆ อาทิ โซนโมเดลจำลองสถานที่สำคัญจากในเรื่อง โซน Storyboard Wall ที่รวบรวมสตอรี่บอร์ดสำคัญจากอนิเมะตลอด 30 ปี, โซนการพากย์เสียงที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของตัวละครผ่านน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ ‘SP Gratitude Theater’ โรงภาพยนตร์พิเศษที่จัดฉายวิดีโอเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปีโดยเฉพาะ   แรร์ไอเทม บัตร(สุ่ม) เก็บสะสม   สำหรับการจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังยกระดับความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยบัตรเข้าชมพิเศษ สำหรับแฟนยอดนักสืบฯ ในรูปแบบ Collectible Ticket (Random) บัตรสะสมพิมพ์ลายคาแรคเตอร์พรีเมียม มีให้เลือกสุ่มเก็บสะสม 31 ลาย ออกแบบอย่างประณีตตามลิขสิทธิ์แท้จากญี่ปุ่น ให้แฟนๆ ได้ร่วมลุ้นคาแรคเตอร์โปรดและเก็บสะสมเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตในวาระครบรอบ 30 ปี   โดยภายในงานฯ ยังมีโซนจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์แท้และของที่ระลึกเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับแฟนโคนันโดยเฉพาะ พร้อมนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์อนิเมะในหลากหลายมิติ ตั้งแต่แนวคิดการผลิต การวางแผนงาน กระบวนการสร้างสรรค์แอนิเมชัน บทเพลงประกอบ ตลอดจนฉากสำคัญที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆ ทั่วโลก   สำหรับพิธีเปิดงานฯ อย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป พร้อมการปรากฏตัวของ ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ มาร่วมแบ่งปันความประทับใจและร่วมเปิดประสบการณ์นิทรรศการครั้งสำคัญแก่แฟนๆ ชาวไทย ก่อนเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมนิทรรศการอย่างเป็นทางการในเวลา 17.00 น. ของวันเดียวกัน   นิทรรศการ ‘Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition’ จัดแสดงให้เข้าชมระหว่าง วันที่ 22 กรกฎาคม – 8 พฤศจิกายน 2569 ณ Attraction Hall ชั้น 6 ไอคอนสยาม โดยเปิดจำหน่ายบัตรล่วงหน้า (Early Bird) ระหว่างวันที่ 1 – 22 กรกฎาคม 2569 ในราคาพิเศษเริ่มต้น 250 บาท พร้อมรับของที่ระลึกเอ็กซ์คลูซีฟตามประเภทบัตร บัตรเข้าชมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่   บัตรทั่วไป (Regular Ticket) ราคา 250 บาท รับบัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket – Random) และเข็มกลัด (Limited Edition Badge) สำหรับผู้ที่ซื้อในช่วง Early Bird พร้อมรับสิทธิ์พิเศษ แว่นขยาย 1 ชิ้น บัตร VIP ราคา 500 บาท รับบัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket – Random), โปสเตอร์ลายพิเศษจาก Detective Conan, เข็มกลัด (Limited Edition Badge) และแว่นขยาย 1 ชิ้น บัตร Fan Fan ราคา 900 บาท (จำนวนจำกัด) ระดับพรีเมียมสำหรับแฟนพันธุ์แท้ พร้อมด้วยของสะสมฉลองครบรอบ 30 ปี ประกอบด้วย บัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket – Random), Standee Acrylic ฉลองครบรอบ 30 ปี และไฮไลต์พิเศษ ‘กุหลาบพรีเมียม 1 ดอก’ (ซึ่งจัดทำขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ชุดทั่วโลกเท่านั้น), โปสเตอร์ลายพิเศษจาก Detective Conan, เข็มกลัด (Limited Edition Badge) และแว่นขยาย 1 ชิ้น ภายในงานมีโซนจำหน่ายสินค้า 2 รูปแบบ ได้แก่   Free Area Pop-up Shop โดยเปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมและเลือกซื้อสินค้าได้โดยไม่ต้องมีบัตรเข้าชม โซนสินค้าลิมิเต็ดเอ็กซ์คลูซีฟ สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ถือบัตรเข้าชมนิทรรศการเท่านั้น   โดยสามารถซื้อบัตรเข้าชมออนไลน์ได้ที่ Ticketmelon https://www.ticketmelon.com/th    

June 30, 2026 / 0 Comments
read more

‘กุ๊ก’ ร่วมกับ ‘ล็อกซเล่ย์’ มอบน้ำมันคาโนลา 2,400 ขวด หนุนบริจาคโลหิต ต่อชีวิต

PRnounce

บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ร่วมกับ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด ส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม มอบน้ำมันคาโนลากุ๊ก 2,400 ขวด สนับสนุนกิจกรรมบริจาคโลหิต “กุ๊กชวนทำดี ปันโลหิต ต่อชีวิต” น้ำมันพืชกุ๊ก (COOK) โดย บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ร่วมกับ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด เดินหน้าส่งเสริมการทำความดีเพื่อสังคม ผ่านกิจกรรม “กุ๊กชวนทำดี ปันโลหิต ต่อชีวิต” ด้วยการส่งมอบน้ำมันคาโนลากุ๊ก ขนาด 1 ลิตร จำนวน 2,400 ขวด ให้แก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อเป็นของที่ระลึกแทนคำขอบคุณสำหรับผู้ที่ร่วมบริจาคโลหิต ระหว่างวันที่ 23 – 25 มิถุนายน 2569 ในการนี้ คุณเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด และ ดร.อวยชัย รางชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ล็อกซเล่ย์ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นผู้ส่งมอบน้ำมันคาโนลากุ๊ก โดยมี นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและภาพลักษณ์องค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เป็นผู้รับมอบผลิตภัณฑ์ ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 คุณเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่า “น้ำมันพืชกุ๊กเชื่อว่าการส่งต่อสิ่งดี ๆ สามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำ และการบริจาคโลหิตถือเป็นหนึ่งในการให้ที่ยิ่งใหญ่ เพราะสามารถช่วยต่อชีวิตให้แก่ผู้ป่วยที่กำลังรอความหวังได้จริง เราจึงจัดกิจกรรม ‘กุ๊กชวนทำดี ปันโลหิต ต่อชีวิต’ ขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้คนไทยเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมมอบน้ำมันคาโนลากุ๊กเป็นกำลังใจและแทนคำขอบคุณจากแบรนด์แก่ผู้ที่ร่วมเสียสละเพื่อสังคม” กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของน้ำมันพืชกุ๊กในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่สังคม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” ที่มุ่งส่งต่อความห่วงใยและความสุขจากทุกมื้ออาหารไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนในวงกว้าง ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์คุณภาพ แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และหน่วยรับบริจาคโลหิตทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันส่งต่อโอกาสและความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการโลหิตในการรักษาอย่างต่อเนื่อง  

June 30, 2026 / 0 Comments
read more

บิ๊กมูฟ ‘มหากิจศิริ’ ปักหมุดโรงงาน EV ในไทย ปูทาง ‘NIU’ สู่ฐานผลิตอาเซียน

EcoVative

TTA Group เครือธุรกิจตระกูลมหากิจศิริ ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เปิดโรงงาน P80 JET Assembly Factory ผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า NIU เป้าผลิตสูงสุด 300,000 คันต่อปี พร้อมสร้าง Ecosystem ครบวงจรและผลักดันไทยสู่ฐานการผลิตอาเซียน   TTA Group ลงทุน 200 ล้านบาท เปิดโรงงาน P80 JET รองรับการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า NIU ในไทย ตั้งเป้ากำลังผลิตจาก 10,000 คัน สู่สูงสุด 300,000 คันต่อปี ขยายจากผู้จำหน่าย สู่ผู้สร้าง Ecosystem โรงงานใหม่เชื่อมการผลิต คลังสินค้า อะไหล่ บริการหลังการขาย รีไซเคิลแบตเตอรี่ และเครือข่ายดีลเลอร์ไว้ในระบบเดียว ยกระดับไทยสู่ฐานผลิตอาเซียน ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 40% ตั้งเป้าผลิตเพื่อขายในไทย 70% ส่งออก 30% รองรับการเติบโตของตลาดอีวีภูมิภาค   โมเดลอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย จากเดิมที่แบรนด์ต่างๆ วางให้ ‘ไทย’ เป็นตลาดจำหน่าย แต่ในวันนี้กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ระบบนิเวศซัพพลายเชนครบวงจร จากการลงทุนตั้งฐานประกอบและพัฒนาเครือข่ายการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติจีนแบรนด์ NIUภายในประเทศไทย   โดยมูฟเมนต์ดังกล่าว ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมฯนี้ ดำเนินการภายใต้ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน)  ‘ทีทีเอ กรุ๊ป’ (TTA Group) ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investment Holding Company) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหนึ่งในธุรกิจหลักภายใต้การลงทุนของตระกูล ‘มหากิจศิริ’ ซึ่งมี ‘เฉลิมชัย มหากิจศิริ’ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO)   ปัจจุบัน TTA มีพอร์ตธุรกิจครอบคลุมการขนส่งทางเรือ บริการนอกชายฝั่ง เคมีภัณฑ์การเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม รวมไปถึงธุรกิจการลงทุนใหม่ ด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านความร่วมมือกับ NIU Global ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์อีวีระดับโลกจากจีน ล่าสุดใช้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท เปิดโรงงาน ‘P80 JET Assembly Factory  เพื่อรองรับการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมกับเป้าหมายขยายสู่ตลาดอาเซียนในระยะต่อไป   ‘ฮับ’ ผลิตครบวงจร   โดยโรงงาน P80 JET Assembly Factory แห่งนี้ วางบทบาททำหน้าที่ครบวงจรตลอดซัพพลายเชนอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์อีวี ทั้งเป็นผู้นำเข้า ผู้ประกอบ และผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ ‘NIU’ ในประเทศไทย และตลาดส่งออก ตั้งอยู่บนถนนบางนา-ตราด กม.13 บนพื้นที่กว่า 4,200 ตารางเมตร พร้อมออกแบบให้เป็นศูนย์กลางครบวงจร ประกอบด้วย   สายการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า คลังสินค้า คลังอะไหล่   ทั้งหมดนี้ เพื่อรองรับการผลิต การส่งมอบ และบริการหลังการขายในจุดเดียว โดยในระยะแรก โรงงานสามารถประกอบรถได้พร้อมกันสูงสุด 5 โมเดล พร้อมตั้งเป้ากำลังการผลิตเบื้องต้น 10,000 คันต่อปี ก่อนขยายเป็น 30,000 คันต่อปี และรองรับการขยายกำลังการผลิตสูงสุดถึง 300,000 คันต่อปี หากความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น   จากแผนธุรกิจที่วางไว้ บริษัทเตรียมส่งมอบรถให้ลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นต้นไป   ผลิต 2 รุ่นหลักทำตลาดก่อน   ขณะที่ ในช่วงแรก โรงงานจะประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นหลัก ได้แก่   FX Pro รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต สมรรถนะสูง สำหรับผู้ใช้งานในเมือง ราคาจำหน่าย 69,000บาท (ปี2569) O-Play รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดีไซน์โมเดิร์น เน้นใช้งานในชีวิตประจำวัน ราคาจำหน่าย 59,000บาท (ปี2569)   โดยในเฟสแรก จะเริ่มผลิต FX Pro ก่อนขยายไปสู่ O-Play และรุ่นอื่น ๆ เพื่อรองรับทั้งตลาดประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้     ‘มหากิจศิริ’ สร้างอีโคซิสเต็มอีวี     จากแผนการลงทุนร่วมกันระหว่าง TTA และ NIU  หากมองให้ลึกลงไปยังมีสิ่งที่น่าสนใจที่มากกว่าการเปิดโรงงาน ‘P80 JET Assembly Factory  เพื่อขยายการผลิต แต่ TTA Group กำลังสร้างโมเดลระบบนิเวศ (Ecosystem) ของธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมภายในอีโคซิสเต็มเดียวกันอย่างครบวงจร  ประกอบด้วย   โรงงานประกอบรถ ศูนย์บริหารคลังสินค้า คลังอะไหล่ ระบบบริการหลังการขาย เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ   ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมาตรฐานบริการ 3S (Sales, Service และ Spare Parts) ระบบบริหารแบตเตอรี่ ตั้งแต่ยืดอายุการใช้งาน นำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล และ Refurbish รวมไปถึงความร่วมมือกับสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามือสองในอนาคต   จากองค์ประกอบทั้งหมด อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ควบทั้งระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ ด้านความยั่งยืน (ESG) ที่ TTA Group นำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ในครั้งนี้   ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 40%   ขณะที่โรงงาน P80 JET Assembly Factory แห่งนี้ ยังมีหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยบริษัทเลือกใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยมากกว่า 40% เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตไทยและพัฒนาซัพพลายเชน  (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ให้สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ   ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ‘NIU’ ยังอยู่ระหว่างการเข้าร่วมมาตรการสนับสนุน EV 3.5 เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น   ‘ไทย’ ได้อะไรจากการลงทุนครั้งนี้   ต่อการตั้งโรงงานแห่งใหม่ในไทยครั้งนี้  ซึ่งอยู่ในเขตปลอดอากร (Free Zone) พร้อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนและโลจิสติกส์ รองรับการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 70% และส่งออก 30% พร้อมเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตจากตลาดเวียดนามและลาว   นอกจากนี้ การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การสร้างงาน การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขาย ยังช่วยยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยในระยะยาว   สะท้อนบทบาทใหม่ ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค อีกด้วย   เป้าขาย 10,000 คัน ภายในปี 2571   อย่างไรก็ตาม จากการทำตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าภายใต้ NIU Thailand ราว 8 ปีที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 3,000 คัน และมีผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 11 แห่ง ทั่วประเทศ   โดยสเต็ปต่อไปของ NIU Thailand เตรียมแผนขยายตามนโยบาย ‘หนึ่งจังหวัด หนึ่งดีลเลอร์’   ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าภายในปี 2571 จะมียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า NIU ไม่น้อยกว่า 10,000 คัน พร้อมใช้โรงงาน P80 JET เป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้แนวคิด ‘Global DNA, Local Strength’   เมื่อนำทุกส่วนมาประกอบเป็นภาพใหญ่แล้ว สะท้อนชัดการเปิดโรงงานแห่งใหม่ภายใต้ TTA Group เป็นความเคลื่อนไหวทางกลยุทธ์ (Strategic Move) ครั้งสำคัญของตระกูลมหากิจศิริ ในการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดอีวีเต็มสูบเพื่อสเกลอัพอาณาจักรธุรกิจมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งระบบซัพพลายเชน ไปจนถึงการส่งออก เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่ฐานผลิต EV สองล้อไฟฟ้าของอาเซียนในระยะยาว          

June 30, 2026 / 0 Comments
read more

TIME จัดอันดับปี 2026 ‘ทรู’ องค์กรยั่งยืนที่สุดในไทย

EcoVative

วิชั่นทรู มุ่งสู่ AI-First แรงส่งพาสู่องค์กรเติบโตยั่งยืนที่สุดในไทย จากการจัดอันดับ TIME ประจำปี 2026   ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการจัดอันดับที่ 160 ของโลก และเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการจัดอันดับสูงที่สุดจาก TIME 2026 องค์กรเดินหน้าสู่วิสัยทัศน์ AI-First ควบคู่การดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG และ Responsible AI ทรูตั้งเป้ายกระดับทักษะ AI ให้คนไทย 12 ล้านคน พร้อมมุ่งสู่ Net Zero และบริหารพลังงานด้วย AI อย่างยั่งยืน     ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า TIME World’s Most Sustainable Companies 2026 โดยนิตยสาร TIME ร่วมกับ Statista จัดให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ขึ้นอันดับที่ 160 ของโลก ก้าวกระโดดจากอันดับ 191 ในปี 2025 พร้อมเป็นบริษัทไทยที่ได้รับการจัดอันดับสูงที่สุดในปีนี้ ด้วยคะแนน 79.22 คะแนน   สำหรับ ผลการจัดอันดับครั้งนี้ สะท้อนการเติบโตทางธุรกิจ การขับเคลื่อนนวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้สามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างยั่งยืน และเป็นแรงผลักดันสร้างองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด ให้ทุกครัวเรือนได้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย พร้อมเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของประเทศไทยเพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว   ซิกเว่ กล่าวว่า ความสำเร็จผ่านการจัดอันดับในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ทรู ที่มุ่งสู่การเป็นองค์กร AI-first พร้อมเปลี่ยนผ่านองค์กรอย่างรวดเร็ว และก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความรับผิดชอบ บนความยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ทรู สามารถทำทั้งสองสิ่งนี้ได้ ภายใต้หลัก ESG โดยบริหารจัดการการใช้พลังงานในโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ กำกับดูแลการใช้ AI ในทุกการดำเนินงาน   นอกจากนี้ ยังรวมถึงสินค้าและบริการที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้าเป็นไปตามนโยบายการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) รวมไปถึงการตั้งเป้าเสริมทักษะด้าน AI ให้แก่พนักงานและคนไทย 12 ล้านคนทั่วประเทศ   ด้าน ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยปณิธานของคุณศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่วางรากฐานการดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงความยั่งยืน ทำให้ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องจากหลากหลายสถาบันระดับโลก โดยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Top 1% ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จาก S&P Global  ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 8   “การได้รับการยอมรับจาก TIME ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของทรูในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน”   โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทรู ได้บูรณาการหลักความยั่งยืนเข้ากับทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ที่ผ่านการรับรองโดย SBTi พร้อมนำ AI มาช่วยบริหารจัดการพลังงานในสถานีฐานเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม ด้วยการยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง   โดยทรู เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ AI First Organization พร้อมยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อกำหนดมาตรฐานการใช้ AI ในองค์กรอย่างมีความรับผิดชอบ สามารถตรวจสอบได้ และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ตามเป้าหมายการเติบโตองค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว  

June 29, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม ร่วมทุน ไอเน็ต ตั้ง ‘บี.กริม ไอเน็ต’ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ครบวงจร

PRnounce

บี.กริม ผนึกกำลังครั้งสำคัญร่วม ไอเน็ต ตั้งบริษัทร่วมทุน “บี.กริม ไอเน็ต” พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีครบวงจรรายแรก มุ่งสู่อุตสาหกรรมและธุรกิจแห่งอนาคตในไทยและระดับภูมิภาค พร้อมขับเคลื่อนอธิปไตยดิจิทัลของไทย   บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำการผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ไอเน็ต ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และคลาวด์ระดับประเทศ ประกาศการจัดตั้ง บริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด (B.Grimm INET) โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ยกระดับนิคมอุตสาหกรรมให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก   ปัจจุบันความต้องการโซลูชันดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่มุ่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) ในนิคมฯ มากกว่า 80 แห่ง ซึ่งครอบคลุมโรงงานกว่า 5,400 แห่งทั่วประเทศให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล โดยตั้งเป้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบสาธารณูปโภค พลังงาน ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเศรษฐกิจภายในนิคมฯ ซึ่ง บี.กริม ไอเน็ต จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายดังกล่าวโดยตรง ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร อาทิ การจัดการพลังงาน สิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภคอัจฉริยะ แพลตฟอร์มติดตามและควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบบความปลอดภัยคลาวด์ และ AI เป็นต้น   โซลูชันทั้งหมดมีความยืนหยุ่น สามารถขยายตามการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ทุกภาคส่วน ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มและโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจะถูกพัฒนาและบริหารจัดการภายในประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านข้อมูลและอธิปไตยดิจิทัล (Digital Sovereignty) ตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ บี.กริม ไอเน็ต เป็นบริษัทร่วมทุนที่ ดำเนินการผ่าน บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด (บริษัทย่อย ของ บี.กริม เพาเวอร์) และ บริษัท แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น จำกัด (บริษัทในเครือของไอเน็ต) นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชัน ธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วย พันธกิจที่ชัดเจน คือการส่งมอบโซลูชันที่มากกว่าไฟฟ้า ผ่านการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล (Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS) เพื่อเชื่อมโยงพลังงานเข้ากับดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ซึ่ง บี.กริม มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการไฟฟ้ากับกลุ่มอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี โดยความร่วมมือกับ ไอเน็ต ซึ่งเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลแบบครบวงจรในประเทศไทยมากว่า 31 ปี ในการก่อตั้งบริษัท บี.กริม ไอเน็ต จำกัด ถือเป็นก้าวสำคัญของพันธกิจดังกล่าว เพื่อสร้างรากฐานดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน บนโครงสร้างพื้นฐานที่บริหารในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของนิคมฯ และโรงงานต่างๆ ในการลดค่าใช้จ่ายและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แมนดาลา คอมมูนิเคชั่น มีความพร้อมในการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีมาร่วมสร้างสิ่งใหม่ให้กับ “บี.กริม ไอเน็ต” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่บริษัทร่วมทุน แต่คือผู้ให้บริการดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยในระดับสากล บริหารด้วยความเชี่ยวชาญในประเทศและพร้อมขยายตัวควบคู่ไปกับทิศทางของเทคโนโลยีโลกบนพื้นฐานที่ไว้วางใจได้ บี.กริม ไอเน็ต มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ที่แตกต่างจากผู้ให้บริการดิจิทัลรายอื่นๆ ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ: จาก บี.กริม ผู้ดำเนินธุรกิจในไทยมา 148 ปี และ ไอเน็ต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านดิจิทัลและคลาวด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ในระดับประเทศทั้งด้านพลังงานและดิจิทัล การผสานพลังงานเข้ากับดิจิทัล: การหลอมรวมเทคโนโลยีปฏิบัติการด้านพลังงานและอุตสาหกรรม (Operational Technology) เข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) อย่างไร้รอยต่อ เกิดเป็น One-stop Solution รายแรกในตลาด ผู้นำการลดคาร์บอนด้วยดาต้า: ไม่เพียงแค่ติดตามการปล่อยก๊าซคาร์บอน ผ่าน Dashboard แต่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมบรรลุเป้าหมาย Net Zero ผ่านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ความคล่องตัวเชิงพาณิชย์: ด้วยข้อเสนอทางธุรกิจที่ยืดหยุ่น สามารถปรับตามขนาดของนิคมฯ พร้อมเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางจากทั้งสององค์กร ช่วยให้ส่งมอบโซลูชันและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว   โดยหนึ่งในโครงการแรกที่ บี.กริม ไอเน็ต จะเดินหน้าคือเพิ่มขีดความสามารถของนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย อาทิ Smart Flood Alert ระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมล่วงหน้าอัจฉริยะ ผสาน AI กับข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมเชื่อมต่อระบบปั๊มระบายน้ำอัตโนมัติ Smart Traffic ตรวจจับและบันทึกป้ายทะเบียนยานพาหนะเข้า-ออก แจ้งตำแหน่งยานพาหนะในภายในนิคม เพิ่มความปลอดภัยและ ประสิทธิภาพการจราจร Green House Gas Tracking ติดตามและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ รองรับมาตรฐาน ESG ระดับสากล Smart Water บริหารจัดการคุณภาพน้ำและระบบบำบัดอัตโนมัติด้วย AI พร้อมระบบแจ้งเตือนและออกบิลอัตโนมัติ Smart Process ยกระดับการบริหารจัดการภายในนิคมด้วย Digital Workflow, การใช้ AI ในการวิเคราะห์และรับข้อมูลคำร้อง ปัญหาต่างๆ Ticket Analytics และการทำสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ E-contract เป็นต้น  

June 29, 2026 / 0 Comments
read more

‘ไทยมาร์ท’ (เดิมพัน)ธุรกิจครั้งใหม่ของ ‘นอท พันธวัชร์’ บนเส้นทางอีคอมเมิร์ซ

Zcreat

อดีตซีอีโอกองสลากพลัส ‘นอท-พันธวัชร์’ กลับมาอีกครั้งกับ ‘ไทยมาร์ท’ แพลตฟอร์มไทยเพื่อคนไทย กับค่า GP ต่ำสุด ตั้งเป้าให้คนไทยพูดว่า ‘ของแท้ ต้อง Thaimart’ แต่เส้นทางครั้งนี้จะต่างจากเดิมแค่ไหน ยังต้องติดตาม   ‘นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์’ อดีตซีอีโอแห่ง ‘กองสลากพลัส’ ที่สร้างตำนานความสำเร็จ หลังพลิกโฉมวงการจำหน่ายลอตเตอรี่ให้เข้าสู่โลกออนไลน์ จน ’สร้างชื่อ’  ให้เป็นที่จดจำได้สำเร็จเมื่อหลายปีก่อน   แม้ว่าบทสรุปของธุรกิจนั้น จะนำไปสู่ข้อกล่าวหามากมาย ทั้งการจำหน่ายเกินราคา การไม่มีใบอนุญาตขายตรง  และอื่นๆ อีกตามมาเป็นพรวน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชื่อของเขาเลือนหายไปจากหน้าสื่ออยู่พักใหญ่   แต่ลึกๆ แล้วเชื่อว่า อดีตซีอีโอกองสลากพลัส คนนี้ยังคงพยายามปรับตัวเพื่อสร้างตัวตนอีกครั้งในโลกธุรกิจแบบไม่ท้อ เห็นได้จากการลองผิดลองถูกร่วมกับทีมงานของเขาในหลายรูปแบบทั้งไลฟ์สดขายของ และในโครงการต่างๆ รวมถึงการเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคเปลี่ยน ในครั้งนั้น หลังธุรกิจกองสลากพลัส ต้องยุติกิจการในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเปลี่ยนผ่านกิจการในชื่อใหม่ ลอตเตอรี่พลัส หรือ นกพลัส แอปพลิเคชันซื้อลอตเตอรี่ออนไลน์บนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน   ใช้ Passion นำทางธุรกิจ   ล่าสุด ในช่วงต้นปีนี้ ‘นอท’ กลับมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ผ่านการโพสต์ข้อความบนบัญชีอินสตาแกรมส่วนตัวของเขา @notpanthawat เพื่อประกาศถึงการมาของธุรกิจใหม่ที่ชื่อว่า ‘ไทยมาร์ท’ (Thaimart) อีกหนึ่งตัวต่อชิ้นล่าสุด ภายใต้ ‘Passion’ ใหม่ของเขาที่ต้องการจะเปลี่ยนอนาคตธุรกิจไทย   แล้วไทยมาร์ท (Thaimart) คืออะไร?   จากข้อมูล ที่ นอท-พันธวัชร์  ได้เกริ่นไว้พร้อมเปิดตัวไปแล้วอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม  2569 ที่ผ่านมา ‘เขา’ ย้ำว่า ‘ไทยมาร์ท’ เป็น ‘แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสไทยเพื่อคนไทย’ โดยมีจุดเด่นคือ   การเก็บค่า GP (Gross Profit) ต่ำที่สุด เพื่อให้ร้านค้าไทยสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายหลักในการขยายตลาดและเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าไทย   โดย Thaimart กำหนดค่า GP แบบขั้นบันได ดังนี้   ปีที่ 1 คิด 0% ปีที่ 2 คิด 5% ปีที่ 3 คิด 8% ปีที่ 4 คิด  10%   พร้อมฟรีค่าธรรมเนียมการชำระเงินจนถึงสิ้นปี 2569 และฟรีค่าขนส่ง 100,000 ออเดอร์แรก ‘นอท’ ให้เหตุผลสนับสนุนการคิดค่าจีพีลักษณะนี้  คือ ต้องการให้เวลาผู้ประกอบการไทย 4 ปีเต็มในการกอบโกยผลประโยชน์ ปรับตัว และสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยการเก็บกำไรในอนาคตนี้จะอยู่บนพื้นฐานของ ‘คำสัญญา 7 ข้อ’  ที่เน้นความโปร่งใส เป็นธรรม และเติบโตไปด้วยกันโดยไม่เอาเปรียบผู้ค้า   ซึ่ง เขาเน้นย้ำให้เลิกกังวลเรื่องการขึ้นราคาในอนาคต แล้วรีบเข้ามาเปิดร้านเพื่อสร้างโอกาสตั้งตัวตั้งแต่วันนี้ดีกว่า   ด้วยแนวคิดของ ‘ไทยมาร์ท’ ที่วางตำแหน่งไว้ชัดเจนว่า ‘เราไม่ใช่แพลตฟอร์มที่แข่งกันขายถูก แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ยืนอยู่บนกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์ไทยที่ต้องการเติบโตในระบบที่ยุติธรรมและพร้อมรับผิดชอบต่อสินค้าที่ตนขาย เพื่อให้คำว่า ‘ของแท้’ มีพื้นที่ยืนที่ชัดเจน   Manifest Success เอาไว้ล่วงหน้า   ต่อแนวคิดธุรกิจใหม่ Thaimart หลังจากเดบิวต์ อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘เขา’  ย้ำความตั้งใจพร้อมบอกเล่าไอเดีย จุดเริ่มต้นและแนวคิดในการทำธุรกิจ ‘ไทยมาร์ท’ อีกครั้ง ผ่านคลิปวิดีโอสั้นที่โพสต์ลงในช่องทางโซเชียลมีเดีย ไปก่อนหน้านี้ เช่นกัน   โดย ‘นอท’ บอกว่า เขาใช้สูตรเลือกที่จะเอา ‘ความสำเร็จ’ เป็นตัวตั้งต้น ดังที่ปรากฏในข้อความ ว่า   “เมื่อเราเชื่อว่ามันจะสำเร็จ มันก็สำเร็จไปแล้ว”   ด้วยสิ่งนี้ เป็นเสมือนการเมนิเฟสต์ Manifest หรือ การสะกดจิตความสำเร็จเอาไว้ล่วงหน้า โดยเขาอธิบายเพิ่มว่า   “ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผมตัดสินใจทำ ผมก็คิดแล้วว่า ไทยมาร์ทสำเร็จแล้ว และนึกภาพวันที่มันสำเร็จแล้วว่าจะเป็นยังไง… เพียงแค่เราต้องทุ่มเท ใส่ทั้งทรัพยากรและใจทั้งหมดลงไปเท่านั้นเอง”   บริบทนี้ ของ ‘นอท’ คือ สิ่งสะท้อนการทำงานโดยมีเป้าหมายสุดท้ายเป็นที่ตั้ง และเขียนวิธีการไปสู่ความสำเร็จนั้นในระหว่างทาง   เดิมพันครั้งสูงในเกมใหม่   ต่อการสวมหมวกซีอีโอใบใหม่ของ ‘นอท-พันธวัชร์’ ในอาณาจักร ‘ไทยมาร์ท’ ในครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ธุรกิจใหม่ แต่กำลังเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่เขาวาดหวังว่าจะช่วยเปลี่ยนแปลงอนาคตของคนไทยและธุรกิจไทยให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเขาตั้งเป้าไว้ว่า ‘วันหนึ่ง ผมอยากให้คนไทยพูดว่า ของแท้ ต้อง Thaimart’  หลังจากแกรนด์ โอเพนนิ่ง แพลตฟอร์มอย่างเป็นทางการไปแล้ว   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเริ่มต้นใหม่ครั้งนี้ของนอทจะไม่ได้อยู่ในโลกสีเทาใบเดิมแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่า ‘เกม’ นี้ เขายังคงวางเดิมพันไว้สูงเช่นเคย เหมือนกับแนวคิด ‘นักสู้’ ที่เขาใช้ในการก้าวข้ามอุปสรรคในอดีต ซึ่งผลลัพธ์ของเดิมพันครั้งนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ยังต้องติดตามกันต่อ   เช่นเดียวกับแคปชั่นที่เขาเขียนไว้ใต้โพสต์รูปหนึ่งในอินสตาแกรมสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า   ‘ข้าพเจ้า ทะเยอทะยานเหลือเกิน มิใช่เพราะโลภ แต่เพราะอยากทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นความจริง’     STORYTELLER BY LilGray  I create stories that make the world feel closer — and a little happier.  

June 29, 2026 / 0 Comments
read more

‘โออิชิ’ เปลี่ยนหลอด-ช้อน-กล่องให้ย่อยสลายได้ทุกสาขา เข้าลูป Circular Economy

EcoVative

โออิชิ เข้าถึงนิวเจนฯ สายแคร์โลก เปลี่ยนให้ หลอด ช้อน และกล่องอาหารที่ลูกค้าใช้ทุกวัน ย่อยสลายได้ทางชีวภาพด้วยเทคโนโลยี EcoRevo จาก SCGC ใช้จริงในทุกสาขาทั่วไทยตั้งแต่ปี 2567 ครอบคลุมทั้งในร้าน-เทคอเวย์ และ เดลิเวอรี    EcoRevo ทำได้สองอย่างในเวลาเดียวกันที่พลาสติกทั่วไปทำไม่ได้ ย่อยสลายทางชีวภาพภายใต้สภาวะที่เหมาะสมตามมาตรฐาน ISO 17556 และรีไซเคิลได้ในวงจรเดิม ไม่ว่าบรรจุภัณฑ์จะจบที่ไหน ก็ไม่ตกค้างในระบบนิเวศ Roll out เต็มระบบแล้วทุกสาขาทั่วไทยตั้งแต่ปี 2567 ผลิตภัณฑ์ หลอด ช้อน กล่องอาหาร ครอบคลุมทุกช่องทางบริการทั้งในร้าน-เทคอะเวย์-และเดลิเวอรี่ พร้อมนำเข้าไปใช้จริงทั้งระบบตั้งแต่วันแรก Closed Loop คือขั้นถัดไปที่จะทำให้วงจรสมบูรณ์จริงๆ โออิชิ มีแผนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นต่อเนื่องและส่งเสริมระบบเก็บคืนเพื่อนำกลับรีไซเคิล เมื่อทำได้ครบ วัสดุจะหมุนเวียนในระบบโดยไม่รั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมเลย     กชกร อรรถรังสรรค์ รองกรรมการผู้จัดการ (สายงานจัดซื้อและพัฒนาผลิตภัณฑ์) บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหารในเครือไทยเบฟ (ThaiBev) กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมกับ เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) พัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำเทคโนโลยีย่อยสลายทางชีวภาพ EcoRevo มาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับธุรกิจอาหาร   สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญด้านบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ พร้อมสร้างทางเลือกที่ดีขึ้นให้แก่ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับธุรกิจอาหาร ให้ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน จากการใช้เทคโนโลยี EcoRevo มาประยุกต์ใช้กับบรรจุภัณฑ์ที่ใช้งานจริงในร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิทั่วประเทศ   “เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”   ขณะที่ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ยังผลักดันการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม และครบวงจร ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่   การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การส่งเสริมระบบการจัดเก็บคืน เพื่อนำบรรจุภัณฑ์กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ (Closed Loop) การลดปริมาณขยะตกค้างในระบบนิเวศ   ขณะที่เทคโนโลยี EcoRevo นอกจากช่วยให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแล้ว ยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามมาตรฐานสากล ISO 17556   กชกร กล่าวว่า ปัจจุบัน โออิชิได้นำบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาร่วมกับเอสซีจีซีมาใช้งานจริง ในร้านอาหารญี่ปุ่นเครือโออิชิทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นมา โดยบรรจุภัณฑ์ที่เริ่มใช้งานแล้ว ได้แก่ หลอด,  ช้อน และ กล่องอาหาร ซึ่งผลิตจากพลาสติกที่ผสานเทคโนโลยี EcoRevo ทำให้มีคุณสมบัติย่อยสลายทางชีวภาพภายใต้สภาวะที่เหมาะสม พร้อมรองรับ ทุกช่องทางการให้บริการ อาทิ   รับประทานภายในร้าน ซื้อกลับบ้าน (Takeaway) บริการจัดส่งอาหาร (Delivery)   โดย โออิชิมีแผนต่อยอดการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลในวงกว้างมากขึ้น   ด้าน ‘สุรชา อุดมศักดิ์’ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการและนวัตกรรม บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าเอสซีจีซี มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพอลิเมอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของภาคธุรกิจและผู้บริโภค ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการส่งเสริมให้เกิดการจัดการขยะแบบ Closed Loop ด้วย   จากความร่วมมือระหว่าง ‘โออิชิ’ และ ‘เอสซีจีซี’  สะท้อนการทำงานร่วมกันของภาคธุรกิจอาหารและภาคอุตสาหกรรมพอลิเมอร์ และเป็นตัวอย่างการนำหลัก เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาปฏิบัติจริง ผ่านนวัตกรรมการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งกำลังเป็นอีกหนึ่งแนวโน้ม ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ ต่างมองหาและให้ความสำคัญ ในปัจจุบัน  

June 29, 2026 / 0 Comments
read more

เงินโฆษณาไทยหด แต่ค้าปลีก-ดิจิทัลพุ่ง MI ลุ้นสิ้นปี69เม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล.

BizKet

MI Group เผยโฆษณาไทย 5 เดือนแรกหด 4.48% แต่มองครึ่งปีหลังฟื้น ดันทั้งปีแตะ 83,869 ล้านบาท ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซครองอันดับ 1 ขณะที่ทีวีดิจิทัลเหลือมูลค่าไม่ถึง 40% ของจุดสูงสุดเมื่อ 10 ปีก่อน   สื่อดิจิทัล เจ้าเดียวที่โตในตลาดโฆษณาครึ่งปีแรก 5 เดือนแรกปี 2569 สื่อดิจิทัลมูลค่า 13,394 ล้านบาท โต 1% ส่วนทีวีและ OOH ติดลบ 9% และ 6% ตามลำดับ โดย Nestle เป็นแบรนด์ที่ทุ่มงบโฆษณาเพิ่มสูงสุดถึง 46% สวนกระแสตลาดหดตัว ทีวีดิจิทัลหายไปกว่า 60% ในรอบ 10 ปี จากสูงสุด 77,111 ล้านบาทในปี 2556 เหลือคาดการณ์เพียง 29,149 ล้านบาทในปีนี้ ช่องจาก 6 เป็น 24 แต่เม็ดเงินหด เหลือผู้เล่นแค่ 14 ช่องและยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซครองแชมป์ แต่คู่แข่งจีนกดดันหนัก ไทยมีนักช้อปออนไลน์กว่า 40 ล้านคน และเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของอาเซียน แต่สินค้าจีนแข่งได้ทั้งราคา ความเร็ว และเทคโนโลยี กดดันผู้ประกอบการไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน   ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด  (MI Group) กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัว -4.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอุตสาหกรรมสื่อในครึ่งหลังปี 2569 นี้ มองว่าอาจเห็นสัญญาณบวกมากขึ้น จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ   มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การใช้จ่ายที่อาจทยอยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ   จากปัจจัยดังกล่าว คาดผลักดันภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาทั้งปี 2569 จะหดตัวเพียง -1.3% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 83,869 ล้านบาท ซึ่งแม้ยังติดลบ แต่ถือว่าดีกว่าทิศทางที่ปรากฏในช่วงต้นปี ขณะที่ใน 5 เดือนแรกของปี 2569 มานี้ พบว่าสื่อ 3 กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ   สื่อดิจิทัล 13,394 ล้านบาท โต 1% (เป็นสื่อเดียวที่เติบโต) สื่อทีวี 11,924 ล้านบาท ลดลง 9% สื่อ OHM 5,586 ล้านบาท ลดลง 6%   โดย 5 กลุ่มบริษัทที่ใช้งบโฆษณามากสุด คือ Nestle 1,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% Unilever 1,293 ล้านบาท ลดลง 9% เทพไทย/OK Herbal 858 ล้านบาท ลดลง 16% P&G 564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% Colgate-Palmolive 528 ล้านบาท ลดลง 8%   ปัจจัยกดดันไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบสะสมจากหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการปรับลดกำลังคนในหลายอุตสาหกรรมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและการมาแทนที่ของ AI   ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรม/สินค้าและบริการที่คาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ได้แก่   Retail / E-Commerce (อันดับ 1 ต่อเนื่อง) Websites & Apps (โตแรงที่สุด) Non-Alcohol Beverages (FMCGs แข่งขันสูง) Government Announcement (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว) Skincare (FMCG แข่งขันสูง) Motor Vehicles (EV จากจีน) Dairy Products (นม Plant-based) Leisure/Concert/Exhibition Pharmaceuticals/ Vitamin Supplement Communications/Telco (เน้นการ Bundle กับ Streaming ในเครือ)   ปี2569 สื่อทีวี มูลค่า 2.9 หมื่นล.   ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 (2013) เม็ดเงินโฆษณาในสื่อโทรทัศน์มีมูลค่าสูงถึง 77,111 ล้านบาท แต่ในปีนี้ MI GROUP คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเหลือเพียง 29,149 ล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ของระดับสูงสุดเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล จาก 2,783 ล้านบาทในปี 2555 (2012) [*อาจมีข้อจำกัดในการรวรวมและจัดเก็บข้อมูลในขณะนั้น] คาดว่าตัวเลขในปีนี้จะสูงถึง 32,145 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 10 เท่า (ข้อมูลโดย DAAT)   “โทรทัศน์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน ด้วยผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิง แต่ต้องการความสะดวก ความรวดเร็ว และประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต”       ภวัต กล่าววว่า ในอดีต สื่อโทรทัศน์เคยมีเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี รองรับจำนวนช่อง Free TV เพียง 6 ช่องและเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือได้อย่างทั่วถึง แต่ในยุคทีวีดิจิทัล แม้จำนวนช่องจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง กลับมีเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายช่องไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้   “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเหลือผู้เล่นเพียง 14 ช่อง และเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และผู้ชม ขณะที่ยังไม่เห็นทิศทางการปรับตัวที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพลิกฟื้นความสามารถในการแข่งขันและดึงผู้ชมกลับคืนมา”         จีน ผู้ทรงอิทธิพลอีคอมเมิร์ซไทย   ภวัต กล่าวต่อถึงภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลในไทยซึ่งพบว่ามีอัตราการเติบโตอึอมเมิร์ซ (E-Commerce) สูงที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยผู้บริโภคชาวไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 เปลี่ยนผ่านพฤติกรรมจากออฟไลน์ (Offline) สู่ ออมนิ ชาแนล (Omni Channel อย่างถาวร) ที่เชื่อมโยงกันทุกช่องทาง โดยไทยมีนักช้อปออนไลน์มากกว่า 40 ล้านคน สัดส่วนกว่า 76% ของคนไทยช้อปออนไลน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง   จากการเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเช่นกัน เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัล ลดข้อจำกัดด้านพรมแดนทางการค้า คู่แข่งจากทั่วโลก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้น สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านราคา ความเร็วในการพัฒนาสินค้า และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารต้นทุน   “ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือความท้าทายจากปัจจัยเหล่านี้ จากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”   ภวัต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตสูง แต่การเข้าถึงอาจยังไม่เท่าเทียมทั้ง สัญญาณ ค่าใช้จ่าย และทักษะดิจิทัล ขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังควบคุมข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม และวิธีคิดของคนไทยผ่านอัลกอริทึม โดยไม่มีพันธกิจสาธารณะเหมือนสื่อมวลชน ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ จากสื่อหลักอ่อนแอลง ส่งผลกระทบคนในระบบนิเวศสื่อไทยนับแสนถึงนับล้านคน ทั้งนักข่าว โปรดักชั่น อินฟลูเอนเซอร์ และคนทำคอนเทนต์   อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘คนไทย’ เสียอธิปไตยสื่อ แพลตฟอร์มต่างชาติได้ฟรีคอนเทนต์-เงินโฆษณา  

June 29, 2026 / 0 Comments
read more

‘คนไทย’ เสียอธิปไตยสื่อ แพลตฟอร์มต่างชาติได้ฟรีคอนเทนต์-เงินโฆษณา

EcoVative

MI Group เร่งแผนสร้างอธิปไตยสื่อไทยใน 2 ปีก่อนหมดสัมปทานทีวีดิจิทัล ตัดวงจรเสียดุลเม็ดเงิน-ข้อมูลเชิงลึกพฤติกรรมบริโภคคนไทยไหลออกนอกประเทศ อัลกอริทึ่มต่างชาติคุมข้อมูลข่าวสาร       เม็ดเงิน ข้อมูล และ AI ของคนไทยกำลังไหลออกในวงจรเดียวกัน เงินโฆษณาไหลออก → -ข้อมูล ไหลออก → เอไอ เรียนรู้จากคนไทย → อัลกอริทึ่ม  ถูกกำหนดจากต่างชาติ ไทยไม่ได้เสียแค่รายได้ แต่กำลังเสียอำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยเห็น เชื่อ และตัดสินใจ อีก 2 ปีใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดพร้อมกัน คือจังหวะเดียวที่มี ในปี 2572 สัมปทานทีวีดิจิทัลทั้งหมดหมดอายุพร้อมกัน MI Group มองเป็นโอกาสรีเซ็ตโครงสร้างสื่อไทยทั้งระบบ หากไม่มีแผนรองรับตอนนี้ ไทยจะเสียโอกาสสร้างแพลตฟอร์มกลางที่เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้จริง MI Group เสนอ 6 ยุทธศาสตร์เปลี่ยนสื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ครอบคลุมพลังคอนเทนต์ไทย, พันธมิตรสื่อไทย , การแลกเปลี่ยนข้อมูล, ระบบนิเวศเอไอของไทย, จากมีเดียสู่แพลตฟอร์ม และ การรู้เท่าทันดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมสื่อไปสู่การวางโครงสร้างสื่อระดับประเทศ   ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด  (MI Group) กล่าวในฐานะนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2572 ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในประเทศไทยทั้งหมดจะหมดอายุสัมปทานพร้อมกันในอีก 2 ปีข้างหน้าโดยในช่วงระหว่างนี้เป็นโอกาสเตรียมความพร้อมโครงสร้างสื่อประเทศไทยให้ครบวงจรระบบนิเวศ (Ecosystem) ทั้งผู้ผลิตสื่อ (Media), ตัวแทนสื่อโฆษณา (Media Agency) และ ครีเอเตอร์-อินฟลูเอ็นเซอร์(Content-Influencer)  เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อทั้งอีโคซิสเต็มให้อยู่รอดร่วมกัน โดยไม่พึ่งพาแพลตฟอร์มสื่อต่างชาติ   “แบรนด์สินค้า ผู้ประกอบการธุรกิจไทย รวมถึงเอเยนซี ต่างจ่ายเงินให้กับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่างชาติรายใหญ่ระดับโลกเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องแนวโน้มการใช้เงินในสื่อดิจิทัลที่เติบโตและเป็นสื่อเดียวที่เติบโตใน 5 เดือนแรกปีของ 2569 มีมูลค่าราว 13,394 ล้านบาท”   จากโซเชียลมีเดียสู่ซูเปอร์แพลตฟอร์ม   ทั้งนี้ อุตสาหกรรมสื่อไทยต้องเร่งปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเพื่อคงบทบาทการเป็นสื่อหลักที่คนไทยเป็นเจ้าของให้มีคุณค่าและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคในยุคดิจิทัลต่อไป   “สิ่งที่น่ากังวล คือความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยที่กำลังถูกท้าทายในยุคที่คู่แข่งจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้น จากคอมมูนิตี้สู่ซูเปอร์แพลตฟอร์ม”   ขณะที่ แพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมออนไลน์ได้เติบโตไปสู่ซูเปอร์ แพลตฟอร์ม (Super Platform) ที่รวมทั้งการสื่อสาร ความบันเทิง การค้นหาข้อมูล การซื้อขายสินค้า และการชำระเงินไว้ในระบบเดียวกัน และในหลายกรณียังทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้บริการดิจิทัล เจ้าของสินค้า ผู้ให้บริการทางการเงิน และผู้กำหนดกติกาของตลาดในเวลาเดียวกัน   โดยเม็ดเงินโฆษณาในปัจจุบัน ไม่ได้แค่ย้ายจากสื่อเดิมไปสู่สื่อใหม่ แต่กำลังไหลเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เชื่อม สื่อ(Media), การค้า (Commerce) และข้อมูล (Data) เข้าด้วยกัน ทำให้แพลตฟอร์มสามารถครอบครองทั้งความสนใจของผู้บริโภค ข้อมูล และธุรกรรมทางเศรษฐกิจในวงจรเดียว   อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เงินโฆษณาไทยหด แต่ค้าปลีก-ดิจิทัลพุ่ง MI ลุ้นสิ้นปี69เม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล   นอกจากนี้ ยังมึความน่ากังวลหลายด้านจากการไหลผ่าน (Flow)  ดังนี้   เม็ดเงินไหลออกไปต่างประเทศ → Data ไหลไปต่างประเทศ → AI เรียนรู้จากข้อมูลคนไทย → Algorithm ถูกกำหนดจากต่างประเทศ   จากความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการย้ายเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อไทยไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติ แต่ยังหมายถึงการย้าย ‘มูลค่า’ ออกนอกประเทศในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งกำไร ข้อมูล และองค์ความรู้ที่เกิดจากข้อมูลเหล่านั้น   โดยเมื่อผู้บริโภค ใช้เวลาอยู่บนแพลตฟอร์มระดับโลกมากขึ้น กำไรจากธุรกิจโฆษณาส่วนหนึ่งถูกส่งกลับไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ ขณะที่ข้อมูลพฤติกรรม ความสนใจ และธุรกรรมของผู้บริโภคไทยก็ถูกสะสมอยู่บนระบบที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นเจ้าของ และถูกนำไปใช้พัฒนา AI และอัลกอริทึมที่มีบทบาทต่อการมองเห็นข้อมูล ข่าวสาร สินค้า และบริการของคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ   “สิ่งที่กำลังไหลออกจากประเทศไทยอาจไม่ใช่แค่เม็ดเงินโฆษณา แต่คือกำไร ข้อมูล ความรู้ของ AI และอำนาจในการกำหนดสิ่งที่คนไทยเห็น เชื่อ และตัดสินใจ”   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธุรกิจขายของออนไลน์ในกลุ่มผู้ประกอบการส่วนบุคคลรายย่อย (พ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์) รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ ที่ทำงานอยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับภูมิภาค ซึ่งแม้ว่ามาร์เก็ตเพลส (Marketplace) เหล่านี้จะให้บริการในไทย แต่ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคต่างๆ ก็จะถูกส่งไปยังต้นสังกัดบริษัทแม่ต่างชาติเช่นกัน ถือเป็นข้อมูลทางการตลาดเชิงลึกที่ไม่ได้ตกอยู่ในมือของคนไทย   “อีกสองปีหน้าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลหมดอายุสัมปทาน เป็นจังหวะที่ทุกคนควรมารวมกันเป็นหน่วยกลางที่เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคไทยได้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่มีในตอนนี้ โดยนำคอนเทนต์มารวมกับมาร์เก็ตเพลส เพื่อสร้างแพลตฟอร์มของไทย ซึ่งจะทำให้เห็นพฤติกรรมการซื้อโดยตรง ไม่ใช่แค่ข้อมูลคอนเทนต์แต่เชื่อมกับพฤติกรรมการซื้อได้จริง”   ภวัต ย้ำว่า ประเทศไทยต้องเร่งแผนเปลี่ยนผ่านระบบสื่อสารมวลชนแห่งชาติ และยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อและข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล เพราะในศตวรรษที่ 21 สื่อและข้อมูลข่าวสารไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรมหนึ่งของประเทศ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ (National Media & Information Infrastructure) ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน ความเข้มแข็งของสังคม และความมั่นคงของประเทศในอนาคต   ขณะเดียวกัน ยังต้องออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลที่ประกอบด้วย   Free TV Radio, OTT Streaming Social Media Digital Platform Out-of-Home Media   6 ยุทธศาสตร์รักษาอธิปไตยสื่อไทย   ภวัต  กล่าวต่อว่า  MI Group ได้เสนอแนวคิดใหม่ : From Media Industry → National Attention Infrastructure ‘โครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดและรักษาความสนใจของคนไทย’  ครอบคลุมทั้งด้านข้อมูล (Data Sovereignty), ความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ (Economic Competitiveness) และอิทธิพลทางวัฒนธรรม (Cultural Influence) ของประเทศไทย ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ดังนี้   Thai Content Power ‘สื่อไทยจะสู้ได้ด้วย Content เท่านั้น’ สร้าง Content ที่สะท้อนภาษา วัฒนธรรม และบริบทของคนไทย เพื่อสร้างความแตกต่างที่แพลตฟอร์มระดับโลกไม่สามารถลอกเลียนได้ Thailand Media Alliance ‘รวมพลังสื่อไทย’ รวมพลังผู้ประกอบการสื่อ คอนเทนต์ และครีเอเตอร์ไทย เพื่อสร้างขนาดและอำนาจการแข่งขันร่วมกัน Thailand Data Exchange ‘ให้ธุรกิจไทยสามารถเชื่อมข้อมูลกันภายใต้กติกาที่ปลอดภัย’ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้ข้อมูลที่เกิดจากคนไทยสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนสู่เศรษฐกิจไทย Thai AI Ecosystem ‘สร้างนิเวศ AI ของไทยเอง’ ลงทุนใน AI ภาษาไทย ฐานข้อมูลไทย และองค์ความรู้ไทย เพื่อให้ AI เข้าใจและสร้างประโยชน์จากบริบทของประเทศไทย From Media to Platform ‘คิดแบบ Ecosystem’ ยกระดับธุรกิจสื่อจากการขาย Reach และ Impression สู่การสร้าง Content → Audience → Community → Commerce → Data Digital & AI Literacy สร้างความตระหนักรู้ให้คนไทยเข้าใจคุณค่าของข้อมูล ความเป็นส่วนตัว รู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ข่าวปลอม และอิทธิพลของอัลกอริทึมและ AI ที่มีต่อการรับรู้ ความเชื่อ และการตัดสินใจ   ภวัต ย้ำว่า ขณะนี้ถือเป็นวิกฤตเงียบประเทศไทย เมื่อสื่อหลักกำลังอ่อนแอ เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ และอนาคตข้อมูลข่าวสารและค่านิยมของคนไทยกำลังถูกกำหนดจากภายนอก แม้ปัญหาไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศอย่างเดียว แต่สะสมจากความขัดแย้งโลก เศรษฐกิจฟื้นช้า กำลังซื้อหด และเอไอ เข้ามาแทนที่แรงงานในหลายอุตสาหกรรม หากไม่มีแผนระดับชาติและการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ไทยจะสูญเสียไม่แค่ธุรกิจสื่อ แต่สูญเสียอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเอง   นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมสื่อหรือการค้าปลีก แต่จะขยายไปสู่ความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยโดยรวมอีกด้วย    

June 29, 2026 / 0 Comments
read more

ผ้านุ่มแต่อับกลิ่น Pipper Standard ปลดล็อกเส้นใยสลายแบคทีเรียไม่ทำร้ายผิว

PRnounce

ใหม่! ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE)  เมื่อ ‘ความนุ่ม’ กลายเป็นที่กักเก็บเหงื่อและแบคทีเรีย : ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE)  ปลดล็อกเส้นใยผ้าให้ระบายอากาศได้จริง สลายกลิ่นอับด้วย ODOURCO® เทคโนโลยีโดยไม่มีสาร Quats ทำร้ายผิว     หนึ่งในความลับที่ทำให้ผ้าเหม็นอับง่ายกว่าปกติ คือสารกลุ่ม Quats (Quaternary ammonium compounds)ที่เป็นสารสำคัญในผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มทั่วไป ซึ่งทำหน้าที่เหมือน “แว็กซ์” เคลือบเส้นใยผ้าเพื่อให้ผ้านุ่ม ลื่น แต่การเคลือบนี้กลับไปอุดตันช่องว่างในใยผ้า ทำให้ผ้าสูญเสียการระบายอากาศ (Breathability) และดักจับความชื้นและแบคทีเรียจากเหงื่อไว้ข้างใน จนกลายเป็นแหล่งสะสมของกลิ่นอับชื้นที่รุนแรงขึ้นเมื่อเจออากาศร้อน   มร. ปีเตอร์ เวียนแมน (Peter Wainman) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Equator Pure Nature จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจากธรรมชาติภายใต้ตราสินค้าพิพเพอร์ สแตนดาร์ด ซึ่งเริ่มต้นแบรนด์จากประสบการณ์การแพ้สารเคมีในน้ำยาปรับผ้านุ่มอย่างรุนแรง เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี และย้ำถึงความตั้งใจในการเปลี่ยนมาตรฐานการดูแลเสื้อผ้าว่า “เราเลือกใช้นวัตกรรมที่แตกต่าง ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE) เป็นสูตร Quats-free และ Silicone-free เพราะเราเข้าใจดีว่าในสภาพอากาศร้อน ผ้าที่ ‘หายใจได้’ คือหัวใจสำคัญ เราใช้เอนไซม์ธรรมชาติจากสับปะรดและเลซิตินจากถั่วเหลืองมาทำให้ผ้านุ่มแทน ผลที่ได้คือผ้าที่ระบายความร้อนและเหงื่อได้ดี ลดการสะสมของกลิ่นอับสะสมที่ต้นทางได้อย่างยั่งยืน”     นวัตกรรมเพื่อคนรักสุขภาพและสายแอคทีฟ:   ปลดล็อกเส้นใยผ้าให้ระบายอากาศได้: เมื่อใยผ้าไม่ถูกเคลือบด้วยสารเคมีประเภทควอทส์หรือซิลิโคน ผ้าจึงระบายอากาศได้ดีขึ้น ลดโอกาสการเกิดกลิ่นอับสะสมแม้ในวันที่ต้องออกแรงหรือเล่นกีฬา ODOURCO® Technology: ช่วยลดกลิ่นฝังแน่นในใยผ้า ให้กลิ่นเลมอนโซดาที่สะอาดสดชื่นโดยไม่เสี่ยงต่อการระคายเคือง ปราศจากสารเคมี: ปราศจากพาราเบน แอลกอฮอล์ และสารเคมีอันตราย อาทิเช่น SLS, LAS, SLES, Formaldehyde, Quats ออกแบบมาเพื่อดูแลทั้งสุขภาพผิวและประสิทธิภาพในการจัดการกลิ่นเหงื่อที่รุนแรงในหน้าร้อน   สร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม พิพเพอร์ สแตนดาร์ด โอดอร์ ดีเฟนส์ (PIPPER STANDARD® FABRIC SOFTENER ODOR DEFENSE)  จาก ‘ความนุ่มที่อุดตัน’ เป็น ‘ความนุ่มที่ระบายอากาศ’ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีต่อทั้งผ้าและคุณ ด้าน “เส้นใยผ้า” คืนความนุ่มนวลและระบายอากาศได้อย่างอิสระ ไม่สะสมความชื้นและกลิ่นอับจากเหงื่อ “สุขภาพผิว” ปลอดภัยจากการสัมผัสสาร Quats เปลี่ยนกิจวัตรการดูแลผ้าให้เป็นการดูแลตัวคุณและคนที่คุณรักได้อย่างสมบูรณ์แบบ   สัมผัสพลังธรรมชาติที่จริงใจต่อคุณและโลกได้แล้ววันนี้: ติดตามข้อมูล:-Facebook: Pipper Standard Thailand-Instagram: @pipperstandard-Line Official Account: @pipperstandard สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ Website: https://www.pipperstandard.com Shopee: https://shopee.co.th/pipperstandard Lazada: https://www.lazada.co.th/shop/pipper-standard Tiktok: https://www.tiktok.com/@pipperstandard_th    

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

แรงงานไทย 85% พร้อมหางานใหม่ในยุคขึ้นเงินเดือนอย่างเดียวไม่พอรักษาคนเก่ง

BizKet

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดผลสำรวจตลาดแรงงานไทยกลางปี 2569 พบพนักงานกว่า 85% มองหางานใหม่ และเกินคาดหวังเงินเดือนขึ้นในปีนี้   พนักงานไทย 85% มองหางานใหม่ พร้อมรับโอกาสใหม่อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังทำงานอยู่และรู้สึกผูกพันกับองค์กร โดยองค์กร ที่นิ่งนอนใจคิดว่าพนักงานพอใจแล้วปลอดภัย คือองค์กรที่เสี่ยงที่สุด 56% คาดหวังขึ้นเงินเดือนปีนี้ แต่เงินอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ปัจจัยที่ทำให้อยู่ต่อ คือ ความยืดหยุ่น 41% ความมั่นคง 38% และผู้บริหารที่เปิดกว้าง 30% แปลว่าองค์กรที่ขึ้นเงินแต่ไม่แก้วัฒนธรรม ยังเสียคนได้อยู่ดี การประเมินประสิทธิภาพการทำงาน (Performance Review) ที่ดีเพิ่มความผูกพัน ได้จริง พนักงาน 40% รู้สึกผูกพันและมีแรงจูงใจมากขึ้นหลัง Performance Review ล่าสุด และมีเพียง 9% ที่รู้สึกแย่ลง     แอนดรูว์ พาวเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ของกลุ่มบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส บริษัทสรรหาบุคลากรระดับโลก เผยว่า ในปี 2569 องค์กรยังเผชิญความท้าทายต่อเนื่องทั้งการสร้างความไว้วางใจ ความผูกพัน และความหมายในการทำงาน เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพในตลาดแรงงานไทยที่มีการแข่งขันสูง   โดยองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างเปิดกว้าง การลงทุนในการพัฒนาและเติบโตของพนักงาน รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่น เปิดกว้าง และส่งเสริมการมีส่วนร่วม จะสามารถสร้างความแตกต่างและก้าวขึ้นเป็นองค์กรที่พนักงานต้องการร่วมงานด้วยมากที่สุด   ทั้งนี้ ยังได้จัดทำผลสำรวจช่วงกลางปี 2569 พบว่า พนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่ง (56%) คาดหวังว่าจะได้รับการพิจารณาปรับเงินเดือนภายในปีนี้ ขณะที่มีเพียง 9% เท่านั้นที่มองว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับการปรับเงินเดือน โดยความเชื่อมั่นดังกล่าวยังคงอยู่ แม้ภาคธุรกิจทั่วโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง   อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจจะชี้ให้เห็นว่าการประเมินผลงานและการพิจารณาปรับเงินเดือนมีความสำคัญมากขึ้นในตลาดแรงงานปัจจุบัน โดยพนักงานใช้การพูดคุยดังกล่าวเป็นโอกาสในการประเมินเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของตนในระยะยาว แต่สิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญกลับไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องค่าตอบแทนเท่านั้น โดยพบ 4 ปัจจัยดังนี้   รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (41%) ความมั่นคงในการทำงาน (38%) การบริหารจัดการที่เปิดกว้างและมีประสิทธิภาพ (30%) วัฒนธรรมองค์กรที่สร้างแรงบันดาลใจ (30%)   “ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่พนักงานให้ความสำคัญในการเลือกนายจ้าง”   อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้จะมีความพร้อมมากกว่าในการดึงดูดและรักษาบุคลากรคุณภาพ ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีความเข้มข้นมากขึ้น   แอนดรูว์ กล่าวว่าการสร้างความผูกพันและความหมายในการทำงาน เป็นสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญในตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง โดยพบว่า พนักงานกว่า 40% ในองค์กรในประเทศไทยรู้สึกมีความผูกพันต่อองค์กรและมีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น หลังการประเมินผลงาน (performance review) ล่าสุด   ขณะที่มีพนักงานเพียง 9% เท่านั้นที่ระบุว่ากระบวนการประเมินผลงานส่งผลให้ความรู้สึกเชิงบวกต่อการทำงานและองค์กรลดลง ซึ่งช่วยให้องค์กรมีความมั่นใจต่อระดับความผูกพันและแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569   แอนดรูว์ ย้ำว่า การประเมินผลงานกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการบริหารจัดการบุคลากร โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่องค์กรต้องสร้างสมดุลระหว่างการตอบสนองความต้องการของพนักงานและการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ “พนักงานต้องการทราบว่าทักษะและความสามารถของตนได้รับการยอมรับและให้คุณค่ามากน้อยเพียงใด มีโอกาสเติบโตในสายอาชีพอย่างไร และองค์กรมีการลงทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาวของพวกเขาหรือไม่”     85% พนักงานไทยพร้อมหางานใหม่     ด้าน ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ของบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ให้ความเห็นว่า แม้ว่าการประเมินผลงานจะมีส่วนช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อบทบาทการทำงานในปัจจุบันของพนักงาน แต่ผลการสำรวจยังพบว่า พนักงานในประเทศไทยกว่า 85% ยังคงเปิดรับและพร้อมพิจารณาโอกาสงานใหม่อยู่   สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไม่ควรให้ความสำคัญเพียงการสร้างความผูกพันภายในองค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างคุณค่าและโอกาสที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน เพื่อให้พวกเขามองเห็นเหตุผลที่ชัดเจนในการเติบโตและอยู่กับองค์กรต่อไปในระยะยาว   สิ่งไหน? ที่ทำให้พนักงานอยู่ต่อ   โดยผลการสำรวจยังพบอีกว่า ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอยู่กับองค์กรของพนักงาน ได้แก่   โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพ วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นบวกและเปิดกว้าง ความยืดหยุ่นด้านเวลาและสถานที่ทำงาน   ขณะที่รูปแบบการบริหาร พนักงานให้ความสำคัญกับผู้นำที่มีภาวะผู้นำแบบชี้นำ (authoritative leadership) ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางและความคาดหวังที่ชัดเจน (37%) รองลงมาคือผู้นำที่มีภาวะผู้นำแบบสร้างการเปลี่ยนแปลง (transformational leadership) ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (32%)   อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานในประเทศไทยกว่า 85% ยังเปิดรับโอกาสงานใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันมีการแข่งขันเพื่อดึงดูดและรักษาบุคลากรเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้นการสื่อสารอย่างเปิดกว้างและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พนักงานรู้สึกว่าความคิดเห็นของตนได้รับการรับฟังและมีส่วนร่วมกับวิสัยทัศน์ขององค์กรและช่วยให้องค์กรเข้าใจถึงสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งด้านโอกาสในการเติบโต ความยืดหยุ่นในการทำงาน หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่สร้างแรงบันดาลใจ   ขณะที่ ในปัจจุบัน การรักษาพนักงานไว้กับองค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเสนอค่าตอบแทนที่สามารถแข่งขันได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างความหมายในการทำงาน การสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า และการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้พนักงานรู้สึกได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากองค์กร

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

ธนาคารกลางทั่วโลก 45% ซื้อทองเพิ่ม 12 เดือนหน้า ส่งสัญญาณขาขึ้น

EcoVative

YLG มองราคาทองแตะ 4,000 ดอลลาร์ฯ โซนสร้างฐาน หลังธนาคารกลาง 45% เตรียมซื้อทองเพิ่มใน 12 เดือน นักลงทุนควรมองยาวและใช้ DCA รับมือความผันผวนระยะสั้น     สัญญาณสถิติชี้โซน 4,000 ดอลลาร์คือจุดสร้างฐาน ราคาทองต่ำกว่า SMA200 อยู่ 6% และในอดีตตั้งแต่ปี 2557 เกิดแบบนี้ 7 ครั้ง ทุกครั้งราคาสร้างฐานแล้วฟื้นตัวกลับขึ้น-ดาวน์ไซต์เริ่มจำกัด ธนาคารกลาง 45% เตรียมซื้อทองเพิ่มใน 12 เดือนข้างหน้า ผลสำรวจ WGC จาก 76 ธนาคารกลางทั่วโลก พบ 89% เชื่อทุนสำรองทองโลกจะเพิ่มขึ้น และ 74% มีแผนลดการถือครองดอลลาร์สหรัฐในอีก 5 ปีข้างหน้า DCA กลยุทธ์รับมือทองระยะสั้นผันผวน แต่ระยะยาวขาขึ้น แนะทยอยซื้อสะสมช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุน ไม่ต้องรอจังหวะที่ใช่ซึ่งคาดเดาได้ยาก     ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าราคาทองคำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (22-28 มิ.ย.) ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนปรับฐานลงมาโซน 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมาจากการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย   อย่างไรก็ดี ณ ราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ นับว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากหากเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ย (SMA) 200 วัน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,474 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์แล้ว พบว่าต่ำกว่าเส้นดังกล่าว 10.6% และจากสถิตินับตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน มีอยู่ทั้งหมด 7 ครั้งที่ราคาทองคำจะปรับตัวลงมาต่ำกว่าเส้น SMA200 ลึกสุดที่ราว 10% เช่นกัน และราคาจะเริ่มสร้างฐานได้ จนกลับมาฟื้นตัวขึ้นอีกครั้ง จึงเป็นข้อมูลทางสถิติที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก   ส่วนในระยะยาวทองคำมีโอกาสปรับตัวเป็นขาขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก การเดินหน้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งสภาทองคำโลก (WGC) ระบุข้อมูลย้อนหลัง 4 ปี พบว่าธนาคารกลางทั่วโลกกว้านซื้อทองคำเก็บสะสมเฉลี่ยสูงถึง 1,000 ตันต่อปี ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อนหน้าที่เฉลี่ยอยู่แค่ 500 ตันต่อปี การเร่งสะสมทองคำอย่างดุเดือดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้างเปราะบาง   ธนาคารกลางทั่วโลก ส่งสัญญาณ   นอกจากนี้สภาทองคำโลกยังได้สำรวจความคิดเห็นมีธนาคารกลางทั่วโลกเกี่ยวกับทิศทางความต้องการทองคำหลังจากนี้ ซึ่งมีธนาคารกลางเข้าร่วมตอบแบบสอบถามทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 76 แห่ง โดยมีประเด็นน่าสนใจดังนี้   ธนาคารกลางส่วนใหญ่ถึง 89% เชื่อว่าปริมาณทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะ ‘เพิ่มขึ้น’ อีกใน 12 เดือนข้างหน้า โดย 45% ของธนาคารกลางที่ตอบแบบสอบถาม ตั้งใจจะ ‘เพิ่มการซื้อทองคำเข้าคลังของตัวเอง’ ส่วนใหญ่ที่เหลือบอกว่าจะถือเท่าเดิม มีแค่ 1% เท่านั้นที่คิดจะลดการถือครอง ทองคำทำผลงานได้ดีในช่วงวิกฤต คือเหตุผลสำคัญในการซื้อเพิ่ม อีกทั้งยังช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ต, ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และที่สำคัญคือ ใช้เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ธนาคารกลางส่วนใหญ่ 74% มีแผนลดการถือครอง ‘เงินดอลลาร์สหรัฐ’ ในทุนสำรองโลกจะ ลดลงอย่างปานกลางถึงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่สัดส่วนของเงินยูโรและเงินหยวนจะเท่าเดิม แต่สัดส่วนการถือครอง ‘ทองคำจะเพิ่มขึ้น’   จากผลสำรวจนี้ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งยังคงให้น้ำหนักทองคำเป็นขาขึ้นในระยะยาว   สำหรับคำแนะนำนักลงทุนในภาวะที่ทองคำระยะสั้นยังปรับตัวลดลงได้อีก แต่ระยะยาวยังเป็นขาขึ้นนั้น จึงมองว่าการใช้กลยุทธ์การทยอยซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ   ฐิภา  เสริมว่า วายแอลจี มีบริการแอปพลิเคชัน YLG Get Gold เปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุน รวมถึงนักลงทุนมือใหม่และรายย่อยสามารถสะสมทองคำง่ายๆ โดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง   โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2   นอกจากนี้ วายแอลจียังมีบริการซื้อขาย Gold Spot และ Silver Spot ผ่าน YLG Futures เปิดให้บริการเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ หรือ Ultra High Net Worth Investors (UHNW) ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดเท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเงื่อนไขการเปิดบัญชี ขั้นตอนการใช้งานแพลตฟอร์ม และข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ โทร. 02-687-9999 LINE Official Account: @ylgglobalmarket     (คำเตือน: การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มี Leverage มีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล ลักษณะสินค้า เงื่อนไขการซื้อขาย ค่าใช้จ่าย การคำนวณกำไรขาดทุน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจลงทุน)    

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

กวิน จัดสองบิ๊กอีเวนต์ใหญ่กระตุ้นตลาดโฮเรก้าและเครื่องดื่มปี 2026

PRnounce

กวิน อินเตอร์เทรด เตรียมจัด 2 บิ๊กอีเวนต์ TRAFS และ PUB BAR ASIA 2026 ปลุกตลาด HoReCa และ เครื่องดื่ม   กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ TRAFS และ PUB BAR ASIA 2026 โดย กวิน อินเตอร์เทรด ประกาศจัด 2 งานแสดงสินค้าพร้อมกัน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โรงแรม Food Service และสถานบันเทิง ได้พบกับแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศที่ขนทัพสินค้าและบริการมาแสดงเพื่อรองรับไฮซีซั่นปลายปี พร้อมร่วมกิจกรรมไฮไลต์มากมาย ตลอด 4 วันจัดงานระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม นี้ ณ ฮอลล์ 100-101 ไบเทค กรุงเทพฯ คาดดึงผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ และสร้างเม็ดเงินสะพัดจากการเจรจาธุรกิจกว่า 600 ล้านบาท นายกวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด เปิดเผยว่า การผนึกกำลังจัดงาน Thailand Retail, Food & Hospitality Services หรือ TRAFS 2026 และ PUB BAR ASIA 2026 ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างแพลตฟอร์ม B2B ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร เครื่องดื่มและสถานบันเทิง โดยครอบคลุมซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานทั้งสองจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 กรกฎาคม นี้ ณ ฮอลล์ 100-101 ไบเทค กรุงเทพฯ ซึ่งไฮไลท์ของงานปีนี้ที่น่าสนใจคือพาวิลเลี่ยนจากประเทศญี่ปุ่นที่จะนำเสนอสาเกที่มีชื่อในแต่ละเมืองมานำเสนอให้ชิม วัตถุดิบอาหารและของใช้โรงแรมจากเกาหลีและอินเดีย รวมถึงคราฟต์เบียร์จากประเทศจีนที่ต้องการเจาะตลาดประเทศไทยด้วย งาน TRAFS 2026 ถือเป็นการปลดล็อคโอกาสธุรกิจอาหารและการบริการอาเซียน จัดขึ้นภายใต้ธีม Unlock Global Opportunities for ASEAN Food and Hospitality Markets รวบรวมสินค้าจัดแสดงออกเป็น 7 หมวดหลัก ได้แก่ หมวดอาหาร เครื่องปรุง และวัตถุดิบ (Food, Ingredients & Raw Materials) ซึ่งรวมอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็ง ของทานเล่น เนื้อสัตว์และอาหารทะเล วัตถุดิบ เบเกอรี่และอาหารนำเข้า อาหารเส้น ฯลฯ หมวดเครื่องดื่ม ชา และกาแฟ (Beverages, Tea & Coffee) ที่รวมเมล็ดกาแฟ ชา อุปกรณ์ชงชา-กาแฟ ชาดอกไม้ นอกจากนี้ยังมี เครื่องดื่มทั่วไป เครื่องสกัดน้ำผลไม้ เป็นต้น หมวดเครื่องครัว อุปกรณ์ของใช้ในครัว (Kitchen & Bakery equipment) ที่รวมจาน ชาม แก้ว มีด ภาชนะบนโต๊ะอาหาร เครื่องล้างจาน เครื่องครัวแสตนเลสและระบบความเย็น ตู้แช่/ตู้เย็นเชิงพาณิชย์เครื่องกรองน้ำดื่ม เป็นต้น ของใช้ในห้องพักแขก อาทิ ที่นอนและผ้าปู วัสดุสิ้นเปลืองใช้ในห้องน้ำแขก (amenities) หมวดบรรจุภัณฑ์และเครื่องใช้สิ้นเปลือง (Packaging & Supplies) เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติก, ฟิล์มพลาสติกและบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกจากชานอ้อย (SUGARCANE ECOWARE) ของใช้ในโรงแรม และสปา และสินค้าไลฟ์สไตล์ หมวดเทคโนโลยี เครื่องมือวัด และซอฟต์แวร์ (Technology, SaaS & Instruments) รวมถึงแอปพลิเคชัน ระบบจัดการร้านอาหาร/การจัดซื้อ และเอเจนซี่บริการจัดหาและบริหารอินฟลูเอนเซอร์ หมวดอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ และโลจิสติกส์ (Industrial, Logistics & Others) รวมบริการขนส่งและคลังสินค้า การบำบัดน้ำและของเสีย เครื่องย่อยเศษอาหาร (Food Waste Composter) และเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องหมักปุ๋ยจากเศษอาหาร รวมถึงเสื้อผ้าและยูนิฟอร์ม   นายกวินกล่าวต่อไปว่า สำหรับไฮไลต์ภายในงาน TRAFS เริ่มจากกิจกรรมเวิร์กชอปและโชว์สาธิตการทำอาหารโดยสมาพันธ์เชฟได้เปิดเซสชันพิเศษสำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่รักการทำอาหารจากการรวมตัวของยอดฝีมือในนามสมาพันธ์เชฟ ที่จะมาเผยเคล็ดลับการทำอาหารเชิงพาณิชย์ เทรนด์อาหารยุคใหม่ และเทคนิคที่สามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพได้จริง กิจกรรมสาธิตการทำเบเกอรี่ (Bakery Demo) เมนูเบเกอรี่ยอดฮิต โดย สมาคมเบเกอรี่และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อาทิ ขนมหวานฟิวชันและเมนูอินเตอร์ เรียนรู้วิธีการทำอาหารว่างไทยโบราณหาทานยากและเมนูของว่างยอดนิยมที่ทำขายกำไรดี อาทิ กระทงทองไส้ไก่, ข้าวตังหน้าตั้ง, ม้าฮ้อ และ ปอเปี๊ยะทอดไส้มังสวิรัติพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด   นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการบริหารงานบุคคลและการจัดการองค์กรจาก ชมรมผู้บริหารทรัพยากรบุคคลโรงแรม และเครือข่ายสมาคมนักบริหารงานอาหารและเครื่องดื่ม (FBMA) และสัมมนาหัวข้อ บริหารอย่างไรให้ธุรกิจเดินหน้าแบบก้าวกระโดด จากคุณฉันท์ คำทองแท้ (อาจารย์ปอ เซียนกาแฟ) โดย สมาคมธุรกิจร้านอาหาร ทั้งนี้ ยังมีกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมายภายในงาน   นายกวิน กล่าวในส่วนของงาน PUB BAR ASIA 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม Gastronomic Mixology: Reinventing Classic Drinks with Culinary Creativity มีสินค้าแสดงมากมายจาก ไทย ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย รัสเซีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส ร่วมจัดแสดงสินค้าบริการ 4 หมวดหลักด้วยกัน ได้แก่ หมวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic Beverages) ได้แก่ สุรา / เหล้า เป็นกลุ่มที่มีผู้จัดแสดงมากที่สุด รวมเหล้านอก เหล้าชุมชน และสุรากลั่นประเภทต่างๆ เช่น รัมและวอดก้า นอกจากนี้ ยังมี ไวน์ แชมเปญ เบียร์ คราฟต์เบียร์ ค็อกเทล สาโท เครื่องดื่มพื้นบ้านของไทย ไซเดอร์ เครื่องดื่มหมักจากผลไม้ สาเก เหล้าญี่ปุ่น ซึ่งจัดแสดงโดยผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น และคราฟต์เบียร์จากจีนในรูปแบบ Country Pavilion หมวดอาหารและขนมขบเคี้ยว (Food & Snacks) ที่ได้รวมอาหารทานเล่น อาหารทานคู่เครื่องดื่ม และเครื่องปรุงรส หมวดอุปกรณ์และเทคโนโลยี (Equipment & Software) ที่รวมอุปกรณ์ ระบบกดเบียร์ ถัง และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสถานประกอบการ บรรจุภัณฑ์แก้ว และยังมีซอฟต์แวร์ (Software) ระบบหรือแอปพลิเคชันจัดการสำหรับธุรกิจ หมวดหมู่อื่นๆ (Others) ได้แก่ สินค้าหรือบริการเชิงนวัตกรรมใหม่ ๆ บริการหรืออุปกรณ์ด้านความบันเทิงในงานจัดเลี้ยง/ร้านค้า   โดยมีกิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ยกตัวอย่าง Sake Tasting, Tasting French Organic Wine กิจกรรม Viu Manent Master Class กิจกรรม Hyde Master Class และ FENJIU: Experiences of Fenjiu, a Spirit of China เป็นต้น   กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวทิ้งท้าย การจัด 2 งานครั้งนี้ จะได้รับความสนใจมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งไทยและต่างชาติตลอด 4 วันจัดงานกว่า 16,000 คนจากกว่า 30 ประเทศ ผลักดันให้เกิดมูลค่าเจรจาธุรกิจสร้างเม็ดเงินสะพัดราว 600 ล้านบาท การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคม หน่วยงานต่างๆ เป็นอย่างดีเกือบ 20 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตเบียร์ Brewers Association (BA) รวมถึงสมาคมการแสดงสินค้าไทย สมาคมธุรกิจ ร้านอาหาร สมาคมนักบริหารงานอาหารและเครื่องดื่มประเทศไทย สมาคมเดอะเชฟ สมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร สมาคมเบเกอรี่ สมาพันธ์เชฟประเทศไทย สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม สมาคมการจัดการงานบุคคลโรงแรม สมาคมผู้บริหารงานแม่บ้านแห่งประเทศไทย เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลรายละเอียดการจัดงานเพิ่มเติมผ่านทางเว็บไซต์    

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

ประชุม Thailand Supply Chain Network Co-Founders’ CEO Roundtable (TSCN)

PRnounce

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดการประชุม Thailand Supply Chain Network Co-Founders’ CEO Roundtable (TSCN) โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ CEO จากบริษัทเอกชนชั้นนำของไทยที่เป็นเครือข่ายทางธุกิจ เข้าร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับแนวทางความร่วมมือภาครัฐและภาคธุรกิจสู่การลงมือปฏิบัติจริงในการพัฒนาภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ณ โรงแรม เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ  

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ ดูแลสมดุลฮอร์โมนวัย 50+

PRnounce

เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) ร่วมสนับสนุน LEGACY  RACE  ส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกร่วมกับการดูแลสมดุลฮอร์โมนในวัย 50+       บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด โดย คุณภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย พร้อมทีมงาน ร่วมสนับสนุนกิจกรรม LEGACY RACE โดยวีเจจ๋า – ณัฐฐาวีรนุช ทองมี เวทีแข่งขันกีฬาสำหรับผู้มีอายุ 50-69 ปี เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้คนวัย 50+ หันมาใส่ใจสุขภาพและใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง ตอกย้ำแนวคิด Health Span หรือการมีอายุยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงรุก (Preventive Healthcare)   การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) ในฐานะบริษัทเวชภัณฑ์ระดับโลกด้านการวิจัยและพัฒนายารักษาฮอร์โมนทดแทน ที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการออกกำลังกาย โภชนาการ การพักผ่อน และการดูแลสมดุลฮอร์โมน โดยเชื่อว่า “ฮอร์โมนสมดุล” เป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว เนื่องจากมีบทบาทต่อการทำงานของร่างกายในหลายระบบ ทั้งพลังงาน การนอนหลับ อารมณ์ ความจำ มวลกล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญ เมื่อร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล จะช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างกระฉับกระเฉง มีพลัง เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด และมีสุขภาวะที่ดีในระยะยาว ภายใต้พันธกิจ “By Your Side For Life” เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) ยังคงเดินหน้าส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพฮอร์โมน เพื่อให้ทุกคนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ แข็งแรง และมีความสุขในทุกช่วงวัย เพราะการมีอายุยืนไม่ใช่เพียงการมีชีวิตที่ยาวนาน แต่คือการมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และเป็นตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกวันของชีวิต

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

Bravo BKK เปิดพื้นที่ประกาศรางวัลมณีเมขลา ครั้งที่ 4 ฮับคนบันเทิงไทย

PRnounce

Bravo BKK ภูมิใจร่วมสนับสนุนพื้นที่จัดงานแถลงข่าวประกาศรางวัลเกียรติยศ “มณีเมขลา” ครั้งที่ 4 ตอกย้ำบทบาทพื้นที่สร้างสรรค์ศูนย์กลางกิจกรรมและคอมมูนิตี้คนบันเทิงไทย     ศูนย์การค้า Bravo BKK รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนสถานที่สำหรับการจัดงานแถลงข่าวประกาศรางวัลเกียรติยศ “มณีเมขลา” ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย (Entertainment Correspondents Association of Thailand) ณ ลานกิจกรรม Atrium ชั้น 1 ศูนย์การค้า Bravo BKK เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569   ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะผู้จัดงานและผู้บริหารระดับสูงร่วมแถลงข่าว นำโดย คุณชาตรี ศรียาภัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ซึ่งภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความคึกคักของวงการบันเทิงไทย โดยมีศิลปิน ดารา และบุคคลสำคัญเข้าร่วมงาน อาทิ คุณเต้ มงคลกิตติ์, คุณสุดา ชื่นบาน, คุณเจิน เจิน บุญสูงเนิน พร้อมศิลปิน นักแสดงจากละคร “ทูตส่งวิญญาณ” และการแสดงของเด็กๆ จากเวที “จูเนียร์ เมขลา” และศิลปินดาราอีกคับคั่ง   งานประกาศรางวัล “มณีเมขลา” ถือเป็นเวทีสำคัญที่อยู่คู่กับวงการบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน มีบทบาทในการยกย่อง เชิดชูเกียรติ บุคคลผู้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพทั้งในวงการบันเทิง สื่อมวลชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจให้กับผู้ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง   คุณสารพล ชลประเสริฐสุข Chief Operating Officer บริษัท บราโว บีเคเค จำกัด กล่าวว่า ศูนย์การค้า Bravo BKK รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนพื้นที่สำหรับการจัดกิจกรรมที่มีความหมาย และมีคุณค่าต่อสังคม โดยมุ่งหวังให้พื้นที่ของศูนย์การค้าฯ เป็นมากกว่าสถานที่ แต่เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” สำหรับการสร้างสรรค์กิจกรรมในหลากหลายมิติ   ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวยังเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์ของ Bravo BKK ในการเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และคอมมูนิตี้ ที่เปิดกว้างสำหรับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งในด้านศิลปะ วัฒนธรรม บันเทิง และกิจกรรมสาธารณะ เพื่อเชื่อมโยงผู้คนและสร้างประสบการณ์ร่วมกันอย่างมีคุณค่า    

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS ถอดรหัสสุนทรียะเสือดาว เมื่อชีวกลศาสตร์กลายเป็นดีไซน์แห่งอนาคต

PRnounce

ถอดรหัส LEPAS Leopard Aesthetics วิวัฒนาการแห่งความสง่างามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวกลศาสตร์เสือดาว     เมื่อกว่าพันปีก่อน หลู่ปัน — ช่างไม้ สถาปนิก และนักประดิษฐ์ระดับตำนานของจีนโบราณในยุคชุนชิว (770–476 ปีก่อนคริสตกาล) ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพแห่งช่างไม้” ของจีน — สังเกตเห็นรอยบากหยักของใบหญ้า แล้วเปลี่ยนแรงบันดาลใจนั้นให้กลายเป็นเลื่อย เครื่องมือที่พลิกโฉมโลกการก่อสร้างตลอดกาล จากแรงบันดาลใจเดียวกัน สถาปนิกผู้ออกแบบโอเปร่าเฮาส์ซิดนีย์ก็ค้นพบว่าโครงสร้างโค้งบางของกระดองเต่าและเปลือกไข่สามารถรับน้ำหนักมหาศาลได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงนำหลักการนั้นมาสร้างหลังคาโค้งอันเป็นสัญลักษณ์ของโลก แม้แต่เรดาร์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ก็เกิดขึ้นจากการถอดระบบนำทางด้วยคลื่นเสียงของค้างคาว ธรรมชาติไม่เคยหยุดสอนมนุษย์ และมนุษย์ไม่เคยหยุดเรียนรู้จากมัน   สิ่งเดียวกันนี้ดำรงอยู่ในโลกแห่งการออกแบบยานยนต์ — แก่นแท้ของชีวกลศาสตร์คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับและขยายขีดความสามารถตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต นักออกแบบจึงไม่หยุดที่จะดึงแรงบันดาลใจจากทุกมุมของโลกธรรมชาติมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ   ด้วยแรงบันดาลใจจากเสือดาว LEPAS ได้บุกเบิกภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ในนาม Leopard Aesthetics ซึ่งมอบอัตลักษณ์ทางสายตาที่งดงามควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ ผสานความงามและประโยชน์ใช้สอยให้กลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยต่อ ที่นี่ เทคโนโลยีก้าวพ้นจากความเป็นเพียงยานยนต์ที่เย็นชา สู่การแสดงออกที่รับรู้ได้ สัมผัสได้ และอบอุ่นด้วยความสง่างามในการเคลื่อนที่ — ดุจดังนักล่าที่ก้าวเดินด้วยความมั่นใจท่ามกลางจังหวะของเมือง   แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ: เสือดาวในฐานะต้นแบบสุนทรียะ   เสือดาวคือจุดบรรจบของพลังและความงามที่หาได้ยากยิ่งในโลกธรรมชาติ เพียงแค่ปรากฏตัว มันก็ดึงดูดสายตาได้โดยไม่ต้องออกแรง ในยามพักผ่อน ร่างกายของมันยืดยาวเต็มที่ — ผ่อนคลายแต่ไม่หย่อนยาน ทุกเส้นสายดูพร้อมสรรพอยู่เสมอ ในยามเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อทุกมัดทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ แปลงพลังงานที่สะสมไว้ให้กลายเป็นความเร็วที่ระเบิดออกในพริบตา เสือดาวไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างพลังกับความสง่างาม เพราะมันมีทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน   LEPAS ดึงคุณสมบัตินี้มาหล่อหลอมในการออกแบบ — จับภาพท่วงท่าและพลังงานของเสือดาวให้ปรากฏในทุกเส้นสายของตัวรถ เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความสง่างามที่แฝงด้วยพลัง ในแบบที่ยานยนต์พรีเมียมพึงมี ด้วยพันธกิจในการเป็น แบรนด์ที่ถูกเลือกสำหรับชีวิตแห่งการเดินทางอย่างสง่างาม LEPAS ดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดรูปทรงเชิงโครงสร้างและจังหวะการเคลื่อนไหวของเสือดาวสู่ภาษาการออกแบบ Leopard Aesthetics อันเป็นต้นฉบับ — นำเสนอประสบการณ์การเดินทางที่สง่างามยิ่งขึ้นแก่ผู้ใช้ทุกคน     สุนทรียะในทางปฏิบัติ: จังหวะแห่งชีวิต วิวัฒนาการแห่งความสง่างาม   บนรากฐานของแรงบันดาลใจทางชีวกลศาสตร์ LEPAS สอดแทรกหลักการชี้นำของแบรนด์ที่ว่า “Drive Your Elegance” ไว้ในทุกรายละเอียด การออกแบบภายนอกละทิ้งการประดับตกแต่งที่ฟุ่มเฟือยและมุมคมกริบ หันมาใช้พื้นผิวประติมากรรมที่ไหลลื่นต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกถึงกล้ามเนื้ออันอิ่มเต็มและเรียบลื่นของเสือดาว แนวทางชีวกลศาสตร์เชิงสตรีมไลน์นี้ยกระดับสมรรถนะทางอากาศพลศาสตร์ของยานยนต์อย่างมีนัยสำคัญ LEPAS L6 EV บรรลุค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ 0.27Cd ซึ่งเป็นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม ลดแรงต้านอากาศระหว่างการเคลื่อนที่ได้อย่างโดดเด่น ราวกับร่อนไปบนสายลมอย่างไร้แรงเสียดทาน การเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ทั้งหมดนี้ยังมอบข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพที่ชัดเจนเหนือคู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน แปลงเป็นการประหยัดพลังงานที่จับต้องได้สำหรับผู้ใช้   เมื่อเปิดประตูรถ ความพิถีพิถันของ LEPAS ยังคงดำเนินต่อไปไม่สะดุด — ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบด้วยความประณีตในระดับเดียวกับภายนอก รอบแนวคิด “Skyline” สร้างพื้นที่พักพิงแห่งความสะดวกสบายอย่างมีระดับ ณ ศูนย์กลาง การออกแบบ “Waterfall Screen” นำสายตาไปตามกระแสทางสายตาที่ไหลลื่น แผงหน้าปัดเสร็จสิ้นด้วยวัสดุลายเนื้อระลอกน้ำที่อ่อนโยนต่อสายตาและอบอุ่นต่อการสัมผัส ตะแกรงลำโพงประดับด้วยพื้นผิวลายหินก้อนกลม กลมกลืนกับรายละเอียดหินลอยตัวและแสงบรรยากาศที่นุ่มนวล ชวนให้นึกถึงภูมิทัศน์ธรรมชาติที่ถูกโอบอุ้มเข้ามาในห้องโดยสารอย่างประณีต — พื้นที่ที่ธรรมชาติและเทคโนโลยีบรรจบกัน ก่อร่างเป็นสรณะแห่งความงามและบทกวียุคใหม่บนล้อ   ดึงแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาหล่อหลอมความงามแห่งการเดินทาง LEPAS ถ่ายทอดโลกอินทรีย์สู่ Leopard Aesthetics — เพื่อให้ทุกการเดินทางมาพร้อมกับความสง่างามในทุกก้าวที่ผ่านพ้น   ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ร่วมฉลองป่อเต็กตึ๊ง 110 ปี

PRnounce

ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา โครงการแห่งความภาคภูมิใจของ ซี.อี.เอส. เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งครบ 110 ปี   ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ผลงานชิ้นเอกของ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ธุรกิจก่อสร้างภายใต้ “กลุ่มพูลผล” ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้เป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการก่อสร้างอาคาร ตามแบบสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ตั้งอยู่ย่านสาทร-เจริญราษฎร์ ติดกับสวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แบ่งเป็นอาคารศาลเจ้าและอาคารอเนกประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเนื่องในโอกาสที่มูลนิธิ ป่อเต็กตึ๊งก่อตั้งครบ 110 ปี ย้อนกลับไปถึงประวัติความเป็นมาของการก่อสร้าง ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เริ่มต้นจากที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้มีแผนจัดสร้าง “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว” บนที่ดินย่านสาทร มูลค่าการก่อสร้างกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีพระปฏิมาหลวงปู่ไต้ฮงกงแกะสลักจากหยกขาวขนาดใหญ่เป็นองค์ประธาน พร้อมพระโพธิสัตว์และเทพเจ้าอื่นๆ รวมไว้ ณ สถานที่แห่งนี้     ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานชื่ออาคารว่า “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” อันมีความหมายว่า “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการยกย่องเทิดทูน พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา” อีกทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงถึงความจงรักภักดีของชาวไทยเชื้อสายจีน พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ไปประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ด้วย ทั้งนี้ ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2564 ก่อนการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในปี 2569 และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ในการเสด็จเปิดศาลไต้ฮงกงแห่งใหม่ แสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณที่แผ่ไพศาลยังพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน ทั้งแสดงให้เห็นว่างานกิจการต่าง ๆ ที่ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งดำเนินการอยู่นั้น ล้วนอยู่ในพระเนตรพระกรรณ ด้วยเป็นมูลนิธิที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ โดยไม่เลือกเชื้อชาติหรือฐานันดร   สำหรับ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด ได้รับความไว้วางใจ ให้ดำเนินงานก่อสร้างหลักของโครงการ ครอบคลุมงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบวิศวกรรมทั้งอาคาร ตลอดจนงานตกแต่งภายใน (ร่วมสมัย) เช่น ห้องประชุม, ห้องรับรอง, ห้องรับบริจาค เป็นต้น งาน Back of House (BOH) เช่น พื้นที่ปฏิบัติงาน หรือพื้นที่สำนักงาน เช่น ห้องเครื่อง, ห้องควบคุม เป็นต้น งาน Hardscape เช่น งานภูมิสถาปัตยกรรม ลานทางเข้า ทางเดิน กำแพง รั้ว เป็นต้น และอื่นๆ เช่น ห้องน้ำ รวมถึงอาคารที่จอดรถ สูง 6 ชั้น ซึ่งจอดรถได้ 127 คัน โดยทุกขั้นตอนดำเนินงานภายใต้มาตรฐานด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย และความประณีตในระดับสูง เพื่อให้สมกับเป็นโครงการสำคัญระดับประเทศ   การมีส่วนร่วมในโครงการ “ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท ซี.อี.เอส. จำกัด และกลุ่มพูลผล ที่ได้มีโอกาสร่วมสร้างสรรค์โครงการอันทรงคุณค่าทั้งในด้านสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และจิตใจ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สำคัญในวาระครบรอบ 110 ปีของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตอกย้ำความมุ่งมั่น ใส่ใจของ ซี.อี.เอส. ในการส่งมอบงานก่อสร้างคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าและประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่สังคมไทยสืบไป    

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม เปิดป่าหิมพานต์กลางกรุง นิทรรศการศิลป์จินตนาการถึง 30 มิ.ย.

PRnounce

ไอคอนสยาม ชวนท่องป่าจินตนาการ ผ่านนิทรรศการศิลปะหิมพานต์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ ชมรมศิลป์สาคร ชวนท่องป่าแห่งจินตนาการ ใน “นิทรรศการงานศิลปะหิมพานต์” นิทรรศการที่ถ่ายทอดมุมมองและแนวความคิดของ 32 ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีต่ออัตลักษณ์ของป่าหิมพานต์ผ่านเทคนิคที่หลากหลาย อาทิ จิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะแฟชั่น เพื่อร่วมส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้คิด ตีความและจินตนาการอย่างอิสระ พร้อมนำสินค้างาน Craft & Art มาให้คนรักงานคราฟท์ได้ร่วมอุดหนุนอีกด้วย โดยงานจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2569 ณ ICON Art & Culture Space ชั้น 8 ไอคอนสยาม   ในโลกที่ผู้คนฝากความหวังไว้กับความเชื่อ เหมือนโยนสมอจิตใจลงกลางทะเลชีวิต เราต่างตามหา “ความหมาย” ที่จะพาให้ตัวเองยืนมั่น บางครั้งมันมาในรูปธรรมที่สัมผัสได้ บางครั้งก็เป็นนามธรรมที่ลอยอ้อยอิ่งในใจ และหนึ่งในภาษาที่มนุษย์ใช้ถ่ายทอดความหมายเหล่านี้มาแต่โบราณ…คือ “สัตว์”   สัตว์ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทั้งเทพและอสูร ทั้งความดุร้ายและความอ่อนโยน ทั้งศรัทธาและคำเตือน พวกมันแทนค่าความหวัง โชคลาภ อำนาจ ความมั่งมี ไปจนถึงการยับยั้งใจไม่ให้ก้าวพลาด และทั้งหมดนี้ถูกกลั่นกรองจนกลายเป็น “สัตว์หิมพานต์” มรดกจินตนาการของบรรพบุรุษช่างไทยที่ต่อเส้นสายลายเส้นจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีขอบเขตของความเป็นไปได้   สัตว์หิมพานต์แต่ละชนิดจึงไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ประหลาดงดงาม แต่เป็นสัญลักษณ์ที่บรรจุความหมายลึกซึ้ง ตั้งแต่คุณธรรม ความกล้าหาญ ไปจนถึงบารมีและพลังในแบบที่สะท้อนความเป็นไทยชัดเจนเหมือนเสียงฉาบกลองในงานบุญ   และในยุคพหุวัฒนธรรมที่ผู้คนดื่มด่ำกับอิทธิพลรอบโลก นิทรรศการ “หิมพานต์” จึงเป็นพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่หันกลับมาตีความตำนานเก่าในภาษาของปัจจุบัน ผ่านผลงานทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมที่สอดรับกับความทันสมัยแต่ไม่ทิ้งรากเหง้าไทย และผู้ชมจะได้เห็นสัตว์หิมพานต์ในโฉมใหม่ บางตัวน่ารักจนยิ้มออก บางตัวงดงามจนหัวใจนิ่งฟัง บางตัวพาให้ตั้งคำถามกับความหมายของ “ความดี” และ “พลัง” แบบที่โลกยุคนี้ต้องการให้เรามองอีกที   นิทรรศการหิมพานต์จึงไม่ใช่แค่การชมงานศิลป์ แต่เป็นการเดินทางผ่านความเชื่อ ความงาม และความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต เหมือนการเดินเข้าไปในป่าแห่งจินตนาการที่ไม่เคยมีวันสิ้นสุด

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอน เนรมิต Watch Week 2026 ดันกรุงเทพฯ ฮับนาฬิกาหรูอาเซียน

PRnounce

สยามพารากอน เนรมิตปรากฏการณ์เรือนเวลาระดับโลก “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026”  ย้ำบทบาท Global Luxury Destination ดันกรุงเทพฯ สู่ “ศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกา” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   สยามพารากอน จุดหมายปลายทางระดับโลก และ Global Luxury Destination ที่หนึ่งในใจคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วทุกมุมโลก เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาระดับโลก ด้วยการจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2   เวทีสำคัญสำหรับแวดวงนาฬิกาชั้นสูง ที่รวบรวมเมซงชั้นนำ ผู้สร้างสรรค์เรือนเวลาอิสระ และนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันสืบสานงานฝีมืออันประณีต เผยโฉมนวัตกรรมล่าสุด ยกระดับการมีส่วนร่วมของคอมมิวนิตี้นาฬิกา และร่วมเฉลิมฉลองวัฒนธรรมโลกแห่งเรือนเวลา ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569   โดยปีนี้ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกกว่า 45 แบรนด์ เพิ่มขึ้นจากปี 2025 สูงถึงกว่า 50% สร้างปรากฏการณ์แห่งเรือนเวลาให้ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา พร้อมสัมผัสนิทรรศการ รวมถึงโชว์เคสสุดพิเศษ และยังได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา ร่วมจัด The Symposium สุดเอ็กซ์คลูซีฟ   โดยคาดว่าจะได้รับความสนใจจากนักสะสมจากทั่วโลกกว่า 400 คน และดึงดูดผู้ร่วมงานกว่า 40,000 คน ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งใหม่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   หลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการนาฬิกาลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการตอบรับอย่างล้นหลามจากแบรนด์ระดับโลก นักสะสม และผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ในการจัด Siam Paragon Bangkok Watch Week 2025 ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายนาฬิกาลักชัวรีในช่วงจัดงานสูงถึง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 20,000 คน นักสะสมนาฬิกานานาชาติกว่า 200 คน และสร้างการรับรู้กว่า 300 ล้านครั้ง จนสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะตลาดลักชัวรีที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง   ปีนี้สยามพารากอนพร้อมเดินหน้าสานต่อความสำเร็จ ด้วยการประกาศจัดงาน “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” อย่างยิ่งใหญ่ ยกระดับในทุกมิติ ทั้งในด้านขนาดของงาน จำนวนแบรนด์ที่เข้าร่วม และความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีแบรนด์นาฬิการะดับโลกตอบรับเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจาก 30 แบรนด์ในปีแรก เป็นกว่า 45 แบรนด์ ครอบคลุมทั้งเมซงชั้นนำระดับโลก ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ และแบรนด์ชั้นนำในแวดวง Haute Horlogerie พร้อมคาดการณ์ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 40,000 คน และมีนักสะสมนาฬิกาจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานมากกว่า 400 คน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการยกระดับกรุงเทพมหานครสู่ศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาแห่งเอเชียและหนึ่งในหมุดหมายสำคัญบนปฏิทินงานนาฬิการะดับโลก     คุณธณพร ตันติยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน กล่าวถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ว่า “ความสำเร็จของ Siam Paragon Bangkok Watch Week ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความไว้วางใจจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำที่มีต่อกลุ่มสยามพิวรรธน์ และศักยภาพของประเทศไทยและกรุงเทพมหานครในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของอุตสาหกรรมเรือนเวลาลักชัวรีระดับโลก   โดยในปีนี้ได้รับการตอบรับที่เพิ่มขึ้นจากแบรนด์ระดับโลก นักสะสม และพันธมิตรจากนานาประเทศ ซึ่งหนึ่งในก้าวสำคัญที่สะท้อนสถานะของงาน Siam Paragon Bangkok Watch Week บนเวทีโลก คือการได้รับเกียรติจาก Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมนาฬิกาในระดับนานาชาติ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานซึ่งช่วยยกระดับ Siam Paragon Bangkok Watch Week ให้ก้าวสู่มาตรฐานเดียวกับงานนาฬิกาชั้นนำของโลก   นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุนจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย โดยเราคาดหวังว่า Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงแบรนด์ ผู้สร้างสรรค์ นักสะสม และผู้หลงใหลในวัฒนธรรมแห่งเรือนเวลาจากทั่วโลกเข้าด้วยกัน พร้อมสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมลักชัวรี การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศ ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะ Global Watch Destination แห่งภูมิภาค”   ด้าน มร.ปาสคาล ราเวซูด์ (Mr.Pascal Ravessoud) รองประธาน Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Bangkok Watch Week เพื่อนำองค์ความรู้ด้านด้านศาสตร์แห่งเรือนเวลา มาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก ซึ่งนอกเหนือจากการรับรองมาตรฐานแล้ว ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการทำให้วัฒนธรรมศาสตร์แห่งเรือนเวลาเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น มีความน่าสนใจ และมีความหมายสำหรับกลุ่มผู้คนรุ่นใหม่ทั่วทั้งเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก ซึ่งนับเป็นการร่วมกันสร้างโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลา นักสะสม และผู้ประกอบวิชาชีพในวงการนาฬิกา ได้ต่อยอดความเข้าใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลาชั้นสูง และก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ระดับโลกที่เชื่อมโยงกันด้วยความหลงใหลในศิลปะและศาสตร์แห่งเรือนเวลา”   Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับตำนานและเวิลด์คลาส มากกว่า 45 แบรนด์ อาทิ A. LANGE & SÖHNE , BIANCHET, BOUCHERON, BOVET, BREITLING, BVLGARI, CARTIER, CHOPARD, FRANCK MULLER, GRAND SEIKO, H. MOSER & CIE., HUBLOT, IWC SCHAFFHAUSEN, JAEGER-LECOULTRE,  LAURENT FERRIER, LOUIS ERARD,  PANERAI, PIAGET, TAG HEUER, TIFFANY & CO., ULYSSE NARDIN, VACHERON CONSTANTIN, VAN CLEEF & ARPELS, ZENITH  รวมถึงแบรนด์ใหม่ที่เข้าร่วมในปีนี้ได้แก่ BLANCPAIN, BREGUET, BREMONT, CVSTOS, DAVID CANDAUX, GERALD CHARLES, GREUBEL FORSEY, JACOB & CO., L.LEROY, MB&F, NORQAIN, ORIS, PARMIGIANI FLEURIER, RESSENCE, ROGER DUBUIS, SPEAKE-MARIN, TUDOR และ UNIVERSAL GENEVE พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านนาฬิกาลักชัวรีในทุกมิติ ทั้งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรด้านนาฬิกาชั้นนำระดับโลกและเครือข่ายนักสะสมนาฬิกานานาชาติ รวมถึงการขยายพื้นที่และจำนวนเซสชันของ “The Symposium” ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา   โดยในปีนี้ “The Symposium” เวทีบอกเล่าเรื่องราว (storytelling) และแลกเปลี่ยนแนวความคิดว่าด้วยวัฒนธรรมการสร้างสรรค์นาฬิกา ที่ถ่ายทอดโดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้บริหารระดับสูง นักสร้างสรรค์นาฬิกาจากแบรนด์ชั้นนำระดับเวิลด์คลาส ตลอดจนผู้คร่ำหวอดในแวดวงนาฬิการะดับโลกที่บินตรงมาร่วมงาน จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่กว่าที่เคย ด้วยการเพิ่มจำนวนเซสชันและขยายพื้นที่รองรับผู้เข้าร่วมได้มากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH)  ผู้บริหารแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และนักสะสมผู้ทรงอิทธิพลจากนานาประเทศ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังงานฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และมรดกทางวัฒนธรรมของศาสตร์แห่งการทำนาฬิกาอย่างรอบด้านและลึกซึ้งมากขึ้น   นอกจากนี้ภายในงานยังมี “The Exhibition” พื้นที่นิทรรศการที่รวบรวมนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน, นาฬิการุ่นลิมิเต็ด, รุ่นมาสเตอร์พีซ, เรือนเวลาที่โดดเด่นด้านความซับซ้อนของกลไกสร้างสรรค์, ชิ้นงานหายาก และคอลเลกชันส่วนตัวของนักสะสมระดับโลกที่หายากและประเมินค่าไม่ได้ประหนึ่งชิ้นงานระดับพิพิธภัณฑ์จากแบรนด์ระดับไอคอนนิกมาให้ชม   รวมถึง “The Experience” สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ระดับโลกอาทิเช่น Watchmaking Class โดยช่างนาฬิกาชาวสวิสที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับ Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026 เท่านั้น โดยหนึ่งในความพิเศษคือการเปิดตัว “Academy Lounge” โดย Fondation de la Haute Horlogerie Academy (FHH Academy) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในศาสตร์แห่งเรือนเวลา ทั้งนักสะสม ผู้บริหารแบรนด์ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ได้เข้ารับคำแนะนำและข้อมูลการเตรียมความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญของ Fondation de la Haute Horlogerie (FHH) องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านศาสตร์แห่งการทำนาฬิกา ซึ่งมีพันธกิจในการส่งเสริมองค์ความรู้ อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับมาตรฐานความเข้าใจด้าน Haute Horlogerie ในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเรือนเวลาอย่างเป็นระบบ พร้อมเข้ารับการทดสอบเพื่อรับ FHH Certification การรับรองมาตรฐานระดับสากลซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลก   เตรียมพบกับ “Siam Paragon Bangkok Watch Week 2026” งานเฉลิมฉลองวัฒนธรรมนาฬิกาครั้งสำคัญของโลก ที่จะรวบรวมสุดยอดแบรนด์นาฬิกา นักสร้างสรรค์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักสะสมจากทั่วโลกมาไว้ในงานเดียว พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมนาฬิกาและเมืองหลวงแห่งเรือนเวลาของเอเชีย ระหว่างวันที่ 22-27 กันยายน 2569 ณ สยามพารากอน ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด ความเคลื่อนไหว และลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.bangkokwatchweek.com และ Facebook : SIAMPARAGON  

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม จุดพลุสีรุ้งเหนือเจ้าพระยา ส่งท้าย Pride Month’ ครั้งประวัติศาสตร์

PRnounce

ไอคอนสยาม ส่งท้าย Pride Month ของประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ จัดเต็ม “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในไทย” ชมฟรี! เหนือโค้งน้ำเจ้าพระยา 30 มิ.ย. นี้   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และ Global Experiential Destination ผนึกกำลัง นฤมิตไพรด์ ผู้จัดงาน Bangkok Pride Festival ประกาศความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางแห่งความภาคภูมิใจระดับสากล ผ่านแคมเปญใหญ่ “UNITY OF PRIDE: DIVERSE SERIES, ONE COMMUNITY” จัดงานไฮไลต์ระดับโลกเพื่อส่งท้ายเดือนแห่งความเท่าเทียมอย่างงดงาม   เตรียมพบกับปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรอคอย กับ “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” Journey of Pride Spectrum ในค่ำคืนวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 21.35 น. ยิ่งใหญ่ตระการตากว่า 5 นาที เหนือโค้งน้ำที่สวยที่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีฉากหลังเป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามของไอคอนสยาม เพื่อส่งต่อภาพสะท้อนแห่งความเท่าเทียมสู่สายตาชาวโลก และประกาศความพร้อมของกรุงเทพมหานครในเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก World Pride 2030       เปิดวาร์ป 4 จุดชม “การแสดงโดรนและพลุสีรุ้งครั้งแรกในประเทศไทย” ณ ไอคอนสยาม ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G จุดชมพลุริมแม่น้ำแบบใกล้ชิด สัมผัสความอลังการของพลุและรับชมการแสดงระบำสายน้ำได้อย่างเต็มตา ไอคอนสยาม พาร์ค ชั้น 2 จุดชมวิวชั้นลอยฟ้าที่ให้มุมมองพาโนรามา นภาลัย เทอร์เรซ ชั้น 7 แลนด์มาร์กจุดชมวิวชั้นดาดฟ้าที่สูงที่สุด เห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาและพลุสีรุ้งแบบ 360 องศา ร้านอาหารริมน้ำ (ชั้น G – ชั้น 6) สำหรับผู้ที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศดินเนอร์มื้อพิเศษพร้อมชมความงดงามของพลุไปพร้อมกัน   นอกจากนี้ ตลอดทั้งวันจนถึงค่ำคืนวันที่ 30 มิถุนายน ทุกคนยังสามารถร่วมเฉลิมฉลองพลังบวกของ Rainbow Culture ผ่านการจัดแสดงแสงสีสายรุ้ง ICONIC Rainbow Lighting บนยอดจั่วของอาคารไอคอนสยาม, น้ำตกสีรุ้ง “Pride Rainbow Waterfall” ณ ชั้น 6 และการแสดงระบำสายน้ำ The ICONIC Multimedia Water Features ธีมสีรุ้งที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลา 20.00 น.   ไอคอนสยาม เปิดประตูต้อนรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย มาร่วมปักหมุดและเป็นส่วนหนึ่งในการบันทึกภาพประวัติศาสตร์ส่งท้ายเดือนแห่งความภาคภูมิใจนี้ไปด้วยกัน โดยผู้ที่สนใจสามารถเดินทางมาร่วมชมความอลังการได้ ณ ไอคอนสยาม หรือร่วมเป็นพลังสำคัญในการแชร์ภาพความงดงามของการแสดงนี้ผ่านโลกออนไลน์ เพื่อส่งต่อพลังบวกของ Rainbow Culture จากประเทศไทยไปสู่สายตาผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ณ ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.iconsiam.com หรือ www.iconsiam.com  

June 28, 2026 / 0 Comments
read more

‘มวยไทย’ถึงยุคพี่เลี้ยง AI ปั้นซอฟต์พาวเวอร์รับตลาดสปอร์ตเทค 6.47 ล้านๆ

EcoVative

WBC มวยไทย ร่วม Cognition Alpha เปิดตัว Fight IQ แพลตฟอร์ม Sports Tech เปลี่ยนมวยไทยจาก Soft Power สู่ Data Asset ส่งออกระดับโลก รับตลาด Sports Tech มูลค่า 192 พันล้านดอลลาร์ในปี 2577     Sports Tech โตเร็วกว่าที่คิด CAGR 21.8% ต่อปี ตลาดโลกจาก 32.47 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 สู่ 192.27 พันล้านดอลลาร์ในปี 2577 มวยไทยมีเครือข่าย 40,000 นักกีฬา 5,000 ยิม 116 ประเทศ คือจุดตั้งต้นที่คนอื่นสร้างไม่ได้ Cogwear เปลี่ยนสิ่งที่โค้ชมองไม่เห็นให้กลายเป็นข้อมูล แถบคาดศีรษะอ่านคลื่นสมองแบบเรียลไทม์ วัดความเครียด สมาธิ และการฟื้นตัวของระบบประสาท จากเดิมที่พัฒนานักกีฬาด้วยประสบการณ์โค้ช สู่ Neural Performance Plan รายบุคคล ชุดข้อมูลกรรมสิทธิ์เฉพาะ คือ Data Moat ระยะยาวของธุรกิจนี้ ข้อมูลที่สะสมจากนักสู้ทั่วโลกมีศักยภาพเติบโตสู่ 25 ล้านล้านจุดข้อมูล เปิดโอกาสให้แบรนด์ สปอนเซอร์ และพันธมิตรสร้างมูลค่าใหม่บนฐานข้อมูลมวยไทยได้จริง   พล.ต. ธนพล ภักดีภูมิ ประธานสภามวยโลก มวยไทย (WBC MuayThai) กล่าวว่า WBC มวยไทย ร่วมกับ Cognition Alpha กองทุนร่วมลงทุนและผู้พัฒนาเทคโนโลยีประสาทวิทยาและระบบวิเคราะห์ข้อมูลสมรรถนะขั้นสูง เปิดตัวแบรนด์ ‘Fight IQ’ แพลตฟอร์ม Sports Tech เทคโนโลยีกีฬาสำหรับมวยไทยและกีฬาต่อสู้ พร้อมเป็นรากฐานด้านมาตรฐานและความปลอดภัยให้มวยไทยเติบโตบนเวทีสากล จากปัจจุบัน WBC มีเครือข่ายนักกีฬากว่า 40,000 คน ยิมกว่า 5,000 แห่ง ใน 116 ประเทศทั่วโลก   สำหรับ ‘Fight IQ’  เป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาเสริมระบบการดูแลนักกีฬาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกีฬาที่มีแรงปะทะสูงอย่างมวยไทย ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความพร้อมของร่างกาย สมอง การฟื้นตัว และความปลอดภัยระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และพัฒนานักกีฬาอย่างเป็นระบบ   ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิด ‘Quantified Fighter’ เปลี่ยนรูปแบบการพัฒนานักสู้จากการพึ่งประสบการณ์และสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ข้อมูลเชิงลึกประกอบการตัดสินใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การประเมินความพร้อม การวางแผนฝึกซ้อม การบริหารความล้า ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนแข่งขัน   พล.ต. ธนพล เสริมว่า การเปิดตัว Fight IQ’ ครั้งนี้ ยังจัดขึ้นในช่วง ‘กรุงเทพมหานคร’ เป็นเจ้าภาพจัดงาน Amazing MuayThai World Festival 2026 ระหว่างวันที่ 25-29 มิถุนายน 2569 มหกรรมการแข่งขันมวยไทยสมัครเล่นระดับนานาชาติ ที่รวบรวมนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และผู้ที่หลงใหลในกีฬามวยไทยจากทั่วทุกมุมโลก   ขณะเดียวกัน ยังเปิดตัวทีมนักมวยเยาวชน ‘WBC MuayThai Thailand Youth Team’ รวม 14 คน (ชาย 9 คนและหญิง 5 คน) ซึ่งเป็นนักกีฬาตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ Fight IQ ตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการฝึกซ้อมและการแข่งขันโดยเฉพาะ   “เราเชื่อว่าข้อมูลที่แม่นยำ จะเข้ามาช่วยปูทางให้เส้นทางการเป็นนักกีฬามีความปลอดภัยมากขึ้น”       ทุนโลกมุ่งเศรษฐกิจ Sport Tech     ด้าน แอนดรูว์ เมอร์เรย์ กรรมการผู้จัดการ Cognition Alpha Pty Ltd ผู้ให้บริการเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์การกีฬา (Sports Science) และประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) ด้วยข้อมูลเชิงลึก (Data) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กล่าวว่า Cognition Alpha มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ‘กีฬามวยไทย’ จากการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรม (Soft Power) ศิลปะการต่อสู้ระดับสากล สู่บทบาทใหม่ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งการท่องเที่ยว เทคโนโลยี ข้อมูลสมรรถนะนักกีฬา และ คอนเทนต์กีฬา   ทั้งนี้ ยังสอดคล้องด้าน ‘Sports Technology’ การนำเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาใช้ร่วมพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาทั่วโลก โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่าตลาดสปอร์ต เทคโนโลยี มีมูลค่า 32.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 192.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 21.8%   แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่าเทคโนโลยีกีฬา จะกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่นักลงทุนและองค์กรกีฬาระดับโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) การเสริมสมรรถภาพนักกีฬา และการป้องกันการบาดเจ็บ   นอกจากนี้ ตลาดอุปกรณ์กีฬาต่อสู้ มีมูลค่า 11.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มจาก 12.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 สู่ 18.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 5.32%   การเติบโตนี้ยังสะท้อนการขยายตัวเชิงพาณิชย์ของวงการกีฬาต่อสู้ในวงกว้าง ทั้งการจัดลีกการแข่งขัน ศูนย์ฝึกและสถาบันสอนกีฬา และธุรกิจแฟรนไชส์ค่ายมวย   ขณะที่ ความก้าวหน้าของ AI และซอฟต์แวร์ยุคใหม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็วที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการฝึกฝนกีฬา จากการประเมินด้วยประสบการณ์ ไปสู่การวัดผลและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์     Fight IQ ทำงานอย่างไร?   แอนดรูว์ กล่าวว่าสำหรับเทคโนโลยีหลักที่ Fight IQ นำมาใช้คือ Cogwear อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) ในรูปแบบแถบคาดศีรษะน้ำหนักเบา สามารถอ่านและวิเคราะห์สัญญาณคลื่นสมองระดับคลินิกของนักมวยได้แบบเรียลไทม์ แม้ในสภาพการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างมวยไทย ครอบคลุมทั้งระดับความเครียด สมาธิ การตอบสนอง ความมั่นใจ และความพร้อมของระบบประสาท   “ไฟต์ ไอคิว เป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนข้อมูลที่โค้ชและนักกีฬาเคยมองไม่เห็นให้กลายเป็นภาพที่ชัดเจนว่านักกีฬาพร้อมเพียงใด ฟื้นตัวดีแค่ไหน ตลอดจนปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจกระทบการฝึกซ้อมและการแข่งขัน”   นอกจากนี้ แบรนด์ Fight IQ ยังเตรียมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) โดยนำเทคโนโลยีประสาทวิทยา ข้อมูลสมรรถนะ และวิทยาศาสตร์การกีฬา เข้ามาผสานกับกระบวนการพัฒนานักสู้อย่างเป็นระบบ ภายใต้เป้าหมายในการนำดาต้ามาสนับสนุนการตัดสินใจและขับเคลื่อนกีฬามวยไทยสู่มาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยเสริมแกร่งการใช้ประสบการณ์และทักษะของนักกีฬาและโค้ชด้วยชุดข้อมูลที่สะท้อนความพร้อมและความเครียดของนักกีฬา เช่นเดียวกับกีฬาระดับโลกที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลมาขับเคลื่อนการพัฒนานักกีฬา   “Fight IQ Fight IQ จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันมวยไทยเข้าสู่เศรษฐกิจ Sports Tech พร้อมต่อยอดสู่อีโคซิสเต็มสำหรับวงการกีฬาต่อสู้ในระดับสากล”   Fight IQ สู่แพลตฟอร์มระดับโลก   สำหรับในระยะถัดไป Fight IQ วางโครงสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อให้เป็นมาตรฐานใหม่ที่ค่ายมวย โค้ช และองค์กรกีฬาทั่วโลกนำไปใช้ได้จริง บนเสาหลัก 4 ด้าน ประกอบด้วย Biometric Indices ชุดดัชนีสมรรถนะเชิงประสาทที่ออกแบบให้วัดผลแบบเรียลไทม์ระหว่างการแข่งขัน ครอบคลุม 4 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ ความล้า (Fatigue) การฟื้นตัวของระบบประสาท (Neural Recovery) สมาธิ (Attention) ความมั่นใจ (Confidence) ดัชนีที่จะพัฒนาสู่ WBC Calibration Score Neuro Fuel ผลิตภัณฑ์กลุ่มเสริมสมรรถภาพสมองที่เน้นการปรับสมดุลการรับรู้ โดยไม่ใช้สารกระตุ้น Performance Platform แพลตฟอร์มในรูปแบบ NaaS และสินทรัพย์ข้อมูล (Data Asset) สำหรับนักกีฬาและยิม ที่นำเทคโนโลยี Cogwear มาวัดข้อมูลสมองและสร้าง Neural Performance Plan รายบุคคล โดยข้อมูลที่รวบรวมได้จะพัฒนาเป็นชุดข้อมูลกรรมสิทธิ์ (Proprietary Dataset) ที่มีศักยภาพเติบโตสู่ระดับ 25 ล้านล้านจุดข้อมูล Gym HQ Bangkok ศูนย์กลางแม่แบบสำหรับการขยายผลในระดับโลก ประกอบด้วย Command Center Calibration Pods พื้นที่ ‘Boulevard of Innovation’ โดยวางมาตรฐานเทียบเคียงกับ UFC Performance Institute และ Red Bull Athlete Performance Center   ‘Quantified Fighter’ เจาะอุตฯกีฬาต่อสู้โลก     ปัจจุบัน มวยไทย ในฐานะหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมสำคัญและยังเป็นกลไกสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจด้านข้อมูล สุขภาพ การศึกษา คอนเทนต์ และแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อรองรับฐานแฟนมวยไทยในระดับโลก เพื่อรองรับอุตสาหกรรมกีฬาต่อสู้กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ   โดย Fight IQ ได้นำแนวคิด ‘Quantified Fighter’ การพัฒนานักสู้จากข้อมูลที่วัดผลได้ ด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกเข้ามาเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพการแข่งขัน จากเดิมการพัฒนานักกีฬาพึ่งพาประสบการณ์ของโค้ชเป็นหลัก  พร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์ ผู้สนับสนุน และพันธมิตรธุรกิจสร้างมูลค่าใหม่ให้มวยไทย ผ่านข้อมูลที่มีมาตรฐานและสื่อสารไปถึงผู้ชมได้   ปัจจุบัน วงการกีฬาระดับโลกยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและสุขภาพระยะยาวของนักกีฬามากขึ้น โดยเฉพาะกีฬาที่มีแรงปะทะสูงอย่างมวยและกีฬาต่อสู้ ทำให้เทคโนโลยีด้านการประเมินความพร้อมของร่างกาย สมอง และการฟื้นตัวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และยิ่งทำให้ Sports Tech กลายเป็นโครงสร้างสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ด้านความปลอดภัย   สำหรับ การเปิดตัว Fight IQ ถือเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนมวยไทยจากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม สู่แพลตฟอร์มข้อมูลและสมรรถนะที่ส่งออกได้ในระดับโลก ด้วยการวางมาตรฐานเดียวกันให้นักกีฬา ค่ายมวย และองค์กรกีฬาทั่วโลก Fight IQ จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและความปลอดภัยของนักสู้ วางรากฐานให้กีฬาต่อสู้ได้เติบโตบนพื้นฐานของข้อมูลและวิทยาศาสตร์ พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทย  

June 26, 2026 / 0 Comments
read more

อสังหาฯ ดิ่งสุดรอบ 20 ปี สูตรรอด ‘ศุภาลัย’ สภาพคล่อง คุณภาพ และคน

EcoVative

‘เต-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม’ ผู้บริหารศุภาลัย ชี้วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยังมีโอกาสสำหรับองค์กรที่พร้อม เน้นสภาพคล่อง รักษาคุณภาพ พัฒนาคน และเตรียมความพร้อมเพื่อเติบโตในอนาคต   วิกฤตอสังหาฯ หนักสุดในรอบกว่า 20 ปี ยอดซื้อขายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในระดับต่ำมาก สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม สภาพคล่องและคุณภาพ คือหัวใจฝ่าวิกฤต  ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม ผู้บริหารศุภาลัย บอกองค์กรต้องบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบในทุกการตัดสินใจ พร้อมรักษาคุณภาพสินค้าและบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว ตั้งรับอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างโอกาสใหม่ องค์กรควรเร่งพัฒนาคน ปรับปรุงกระบวนการ และเตรียมพร้อมเติบโต เพื่อคว้าโอกาสได้เร็วกว่าคู่แข่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว   ในงาน Creative Talk Conference 2026 (CTC 2026) จัดโดย บริษัท บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) พร้อมเปิดเวทีเสวนา ‘Trends 2026-2027 : Business’  โดย คุณเต-ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ ศุภาลัย ร่วมแชร์ประสบการณ์และแนวคิดในการรับมือกับวิกฤตธุรกิจ   โดย คีย์เวิร์ด สำคัญ ‘คุณเต ไตรเตชะ’ ชี้ว่าแม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ แต่ทุกวิกฤตยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอสำหรับองค์กรที่มีความพร้อม   ไตรเตชะ บอกอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดซื้อขายในกรุงเทพฯและปริมณฑลต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี   อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของวิกฤตไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกธุรกิจในระดับเดียวกัน และแม้ตลาดโดยรวมจะชะลอตัว แต่ยังคงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าใจสถานการณ์และรู้จักใช้จุดแข็งของตนเองให้เกิดประโยชน์สูงสุด   “ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน มีจุดแข็งอะไร และพร้อมจะเก็บเกี่ยวโอกาสเหล่านั้นหรือไม่”   ไตรเตชะ ย้ำว่าปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารควรให้ความสำคัญในช่วงเวลานี้ อันดับแรก คือ ‘สภาพคล่อง’ หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ด้วยส่งผลต่อการตัดสินใจในทุกมิติ   ขณะเดียวกันองค์กรต้องรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการไว้ให้ได้ แม้จะอยู่ในช่วงที่การแข่งขันด้านราคาเข้มข้นขึ้นก็ตาม เนื่องจากคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อองค์กร และเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว   โดยในขณะนี้ ยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่องค์กรควรใช้ในการพัฒนาคน ปรับปรุงกระบวนการทำงานและเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เมื่อโอกาสกลับมา   “องค์กรที่เตรียมตัวไว้ดีย่อมสามารถก้าวไปข้างหน้าได้เร็วกว่าคู่แข่ง”     โดยในช่วงท้ายของการเสวนา ‘ผู้บริหารศุภาลัย’ ได้ฝากข้อคิดถึงผู้ประกอบการและผู้นำองค์กรว่า ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การวางแผนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในอุตสาหกรรม  จุดแข็งขององค์กร และการมองหาโอกาสใหม่อยู่เสมอเปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอลที่ไม่สามารถตั้งรับได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมจังหวะในการเปลี่ยนเกมและสร้างโอกาสในการทำประตู     “การตั้งรับอย่างเดียวอาจทำให้เราไม่แพ้ แต่ถ้าอยากชนะ เราต้องหาจุดเปลี่ยน สร้างโอกาส และเตรียมพร้อมคว้ามันให้ได้”     นอกจากนี้ ‘งาน CTC 2026 ‘ศุภาลัย’ ยังได้จัดบูธภายใต้แนวคิด ‘Find Your Wonderful Living’ ถ่ายทอดมุมมองการอยู่อาศัยแห่งอนาคตที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงนวัตกรรมล้ำสมัย แต่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เข้าใจการใช้ชีวิตจริงผ่านการนำเสนอแนวคิด Flexible Space พื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่นรองรับทุกบทบาทของชีวิต Well-Designed Kitchen ครัวปิดขนาดใหญ่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน Sustainable Living แนวคิดการอยู่อาศัยที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในระยะยาว   พร้อมกิจกรรมและประสบการณ์พิเศษที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ร่วมค้นหา ‘Wonderful Living’ ในแบบของตนเอง

June 24, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูคอฟฟี่ จับมือ ทรูปลูกปัญญา เปิด เวิร์กช็อป ศิลปะฮีลใจ ศิลปินออทิสติก

PRnounce

ทรูคอฟฟี่ และทรูปลูกปัญญา ผนึก Artstory by Autistic Thai มอบประสบการณ์ “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ผ่านศิลปะบำบัดส่งเสริมศักยภาพเด็กพิเศษ สู่สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2   กรุงเทพฯ 23 มิถุนายน 2569 – ในยุคที่การเปิดรับความหลากหลายทางสังคมมีความสำคัญมากขึ้น ศิลปะได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน…ทรูคอฟฟี่ ร่วมกับ ทรูปลูกปัญญา และ Artstory by Autistic Thai เดินหน้าขับเคลื่อนแนวคิด “Cup & Space of Opportunities” ผ่านกิจกรรม “Workshop ฮีลใจกับศิลปินออทิสติก” เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แรงบันดาลใจ ตลอดจนการเยียวยาจิตใจผ่านศิลปะบำบัด ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพด้านอาชีพและรายได้ให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญพิเศษร่วมถ่ายทอดมุมมองสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะเคียงข้างศิลปินออทิสติกอย่างใกล้ชิด สะท้อนพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เพียงงดงามในเชิงศิลปะ หากยังช่วยขยายความเข้าใจ ยกระดับการยอมรับความแตกต่าง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการร่วมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ณ ทรูสเปซ สยามสแควร์ ซอย 2   ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอัจฉรา โสตถิพัฒนพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารทรูคอฟฟี่ คุณรมมุก เพียจันทร์ รองหัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และคุณวรัท จันทยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ในการสร้างพื้นที่แห่งโอกาสและการเรียนรู้สำหรับทุกคน ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในสังคม พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษ อาทิ อัค – อัครัฐ นิมิตรชัย นักแสดงชื่อดังจากช่อง ONE น้ำผึ้ง – กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 อาย – กัญญาลักษณ์ หนูแก้ว Miss Supranational Thailand 2026 และน้องณอน ตั้งวงศ์วิวัฒนา หรือ “อาณอน” เด็กโขนสาธิตเกษตร ร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับพลังของศิลปะบำบัด การยอมรับความแตกต่าง ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางการเรียนรู้ได้แสดงศักยภาพผ่านงานสร้างสรรค์   นอกจากนี้ กิจกรรมยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าทรูคอฟฟี่ที่ใช้บริการภายในร้านครบ 400 บาทขึ้นไป จำนวน 20 คน ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์เวิร์กช็อปสุดพิเศษ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ทั้งการเพ้นท์จานเซรามิก แก้วเซรามิก และเฟรมผ้าใบ โดยคุณครูและศิลปินออทิสติกจาก Artstory by Autistic Thai ร่วมถ่ายทอดเทคนิคอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนช่วงเวลาในคาเฟ่ให้เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่ลูกค้าไม่เพียงได้สัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์อย่างมีความหมาย แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาส รายได้ และคุณค่าทางสังคมให้แก่ศิลปินออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม   อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือเมนูพิเศษ “ส่งรัก” โดย “น้องโค้ก” บาริสต้าออทิสติกจากทรูคอฟฟี่ ที่ร่วมรังสรรค์เครื่องดื่มกับแขกรับเชิญพิเศษ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของบุคคลออทิสติกอย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ ทรูคอฟฟี่ยังร่วมขยายพื้นที่แห่งโอกาสให้ผลงานของ Artstory by Autistic Thai ผ่านการนำผลิตภัณฑ์และของที่ระลึก อาทิ Stone Coaster, Magnetic Wallet Card, Laptop Sleeve และSilk Scarf มาจัดจำหน่ายภายในร้าน เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าของงานศิลปะจากศิลปินออทิสติกสู่ผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าและคอลเลกชันใหม่ ๆ ให้เป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่คือช่องทางในการสร้างรายได้ เปิดโอกาส และผลักดันศักยภาพของศิลปินออทิสติกให้เติบโตอย่างสง่างามและยั่งยืน   สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์สร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Workshop สามารถเข้าร่วมได้ที่ ARTSTORY Creative Hub @ ทรูคอฟฟี่ สาขามูลนิธิออทิสติกไทย ตลิ่งชัน ทุกวันจันทร์–เสาร์ เวลา 10.00–16.00 น. ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ และต่อยอดโอกาสให้แก่บุคคลออทิสติกอย่างเป็นรูปธรรม

June 24, 2026 / 0 Comments
read more

อนาคตเที่ยวไทย ปลายทางคุณภาพสูงเติบโต รับทุนโลกแห่ซื้อโรงแรมหรู

BizKet

JLL เผยมูลค่าการซื้อขายโรงแรมระดับลักซูรีในไทย แตะ 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2568 รับดีมานด์สินทรัพย์คุณภาพสูงโตต่อเนื่อง   เงินทุนโลกไหลเข้าโรงแรมหรูต่อเนื่อง มูลค่าซื้อขายโรงแรมลักซูรี ในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 77% ในช่วงปี 2560-2568 สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อสินทรัพย์กลุ่มนี้ โรงแรมหรูถูกมองเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ดีและมีศักยภาพเติบโตระยะยาวท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจ ไทยได้อานิสงส์จากเทรนด์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย สามารถปรับขึ้นราคาห้องพักระดับลักชัวรีได้อย่างมีนัยสำคัญหลังโควิด สะท้อนกำลังซื้อของนักเดินทางคุณภาพสูงที่พร้อมจ่ายเพื่อประสบการณ์เฉพาะตัวมากขึ้น โรงแรมหรูยุคใหม่ขาย ‘ประสบการณ์’ มากกว่าห้องพัก เทรนด์ Lifestyle Luxury และ Wellness Tourism กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดโรงแรมระดับบน ผู้ประกอบการหันมาผสานสุขภาพ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์เข้ากับโครงการมิกซ์ยูสเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว   เจแอลแอล (JLL) ที่ปรึกษาและผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ระดับโลกรายงาน ข้อมูลกระแสการลงทุนในโรงแรมระดับลักซูรี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด  โดยนักลงทุนมองว่าสินทรัพย์ประเภทนี้ มีทั้งความยืดหยุ่นต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจและยังคงได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก   สอดคล้องข้อมูลจากเจแอลแอล (NYSE: JLL) ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมการซื้อขายโรงแรมระดับลักซูรี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นถึง 77% ระหว่างปี 2560–2568 แตะระดับประมาณ 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 โดยมูลค่าดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในระดับการลงทุนต่อปีที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงแรมลักซูรี นับตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่เคยทำสถิติไว้กว่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2562   ขณะที่ ธุรกรรมการซื้อขายโรงแรมระดับลักซูรี จะคิดเป็นเกือบ 20% ของการซื้อขายโรงแรมทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2568 ซึ่งเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับสัดส่วน 8% ในปี 2560 และสูงกว่าระดับ 16% ในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19   อย่างไรก็ตาม พบว่าตลาดการลงทุนโรงแรมในประเทศไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทาน เนื่องจากเจ้าของโรงแรมส่วนใหญ่เน้นถือครองสินทรัพย์ในระยะยาว ส่งผลให้มีสินทรัพย์ออกสู่ตลาดค่อนข้างจำกัด โดยนับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา โรงแรมระดับลักซูรี มีสัดส่วน 19.2% ของมูลค่าการซื้อขายโรงแรมทั้งหมดในประเทศไทย   “ในปีที่ผ่านมา กลุ่มโรงแรมดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 7.9% ของจำนวนธุรกรรมทั้งหมด แม้จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่องก็ตาม”   สำหรับธุรกรรมที่โดดเด่นในปีดังกล่าว ได้แก่ การซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นของโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านใจกลางกรุงเทพฯ และการขายหุ้น 51% ในโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ     2 ปัจจัยหนุนพอร์ตฯลักซูรี   ด้าน พิมพ์พะงา ยมจินดา รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขายภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริการการลงทุนด้านโรงแรม เจแอลแอล (JLL) กล่าวว่า ตลาดโรงแรมระดับลักซูรี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจาก   ความยืดหยุ่นและความสามารถในการฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นตลอดช่วงการแพร่ระบาดและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความมั่งคั่งที่เพิ่มสูงขึ้นและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป   จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้เห็นความต้องการการลงทุนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากฐานนักลงทุนที่หลากหลายขึ้น ทั้งนักลงทุนกลุ่มบุคคล (Private Wealth) และเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งต่างมองหาโอกาสในการลงทุนในสินทรัพย์ที่ผสมผสานทั้งความน่าเชื่อถือ การรักษามูลค่าเงินลงทุน และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว   นอกจากนี้ ยังพบว่า ตลาดโรงแรมระดับลักซูรี กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการชิงส่วนแบ่งตลาด แม้โรงแรมกลุ่มนี้จะสามารถเรียกเก็บค่าห้องพักในระดับพรีเมียมได้มาโดยตลอด แต่ปัจจุบันช่องว่างของอัตราการเข้าพัก ระหว่างโรงแรมระดับลักซูรี และโรงแรมทั่วไปเริ่มแคบลง สะท้อนให้เห็นว่าโรงแรมระดับลักซูรีสามารถสร้างผลงานและรักษาระดับอุปสงค์ (Supply) ที่ยั่งยืนได้ตลอดทั้งปี   จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งดังกล่าว ยังช่วยดึงดูดทั้งเม็ดเงินลงทุนและการพัฒนาโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อุปทาน (demand) โรงแรมระดับลักซูรี เติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปีตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดที่ประมาณ 8% ของตลาดโรงแรมทั้งหมด และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับปานกลางไปจนถึงปี 2573   ทั้งนี้ จะสามารถขึ้นอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาอัตราการเข้าพักในระดับที่แข็งแกร่ง  นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา โดยอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันในกลุ่มโรงแรมระดับลักซูรีและอัลตราลักซูรีในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการการขยายตัวของซัพพลายที่สอดคล้องกับดีมานด์ของตลาดช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาซัพพลายล้นตลาดที่เคยเกิดขึ้นในบางช่วงกับอุตสาหกรรมโรงแรม ส่งผลให้ภาวะซัพพลายและดีมานด์ยังคงอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการลงทุน   รับเทรนด์โลก ไลฟ์สไตล์ ลักซูรี   ขณะที่ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดโรงแรมระดับลักซุรี คือการพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของนักเดินทางได้อย่างหลากหลาย โดยผู้ประกอบการทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาคต่างเปิดตัวแนวคิดและแบรนด์ใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ   รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ (Wellness Retreat) สร้างประสบการณ์การเข้าพักที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น   “อุปทานใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้าง”   โดยโรงแรมห้าดาวแบบดั้งเดิมกำลังได้รับการเติมเต็มด้วยแนวคิด ‘Lifestyle Luxury’ ที่ผสานที่พักระดับลักซูรี เข้ากับประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์สังคม สุขภาวะ และวัฒนธรรมที่ได้รับการออกแบบและคัดสรรอย่างพิถีพิถัน   แนวโน้มดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากการเกิดขึ้นของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เช่น One Bangkok, Dusit Central Park และโครงการ Hatai ของกลุ่มนารายณ์ ซึ่งผสานองค์ประกอบของโรงแรมเข้ากับพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน และที่พักอาศัย ทำให้โรงแรมไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักแรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของจุดหมายปลายทางที่มอบประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบครบวงจร   โดยตลาดโรงแรมระดับลักซูรี ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ ๆ เช่น   Aman Nai Lert Andaz One Bangkok The Ritz-Carlton One Bangkok   ค่าที่พักแตะ 1.5 หมื่นบ.ต่อคืน   ขณะเดียวกัน ยังมีการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งของโรงแรมดุสิตธานี แบรนด์โรงแรมสัญชาติไทย รวมถึงการเปิดตัวโรงแรมใหม่ที่กำลังจะทยอยเข้าสู่ตลาดอย่าง   Six Senses Bangkok The Langham – Custom House Bangkok   โดยการเพิ่มขึ้นของอุปทานโรงแรมระดับลักซูรี ที่เน้นประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์เหล่านี้ ส่งผลให้ระดับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวันของกลุ่มอัลตราลักซูรี พุ่งสูงขึ้น โดยปัจจุบันสามารถทำราคาได้ใกล้ระดับ 15,000 บาทต่อคืน เทียบกับราว 10,000 บาทต่อคืนในช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19     ด้าน ชนาวุฒิ วรรณชัยวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายธุรกิจที่ปรึกษาด้านโรงแรมประจำประเทศไทย เจแอลแอล กล่าวว่า ภูมิทัศน์ของธุรกิจโรงแรมระดับลักซูรี ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ประกอบการปรับรูปแบบการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังรักษาจุดยืนในฐานะสินทรัพย์ระดับพรีเมียมที่มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุน   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนการดำเนินงานของโรงแรมระดับลักซูรี จะสูงกว่าตลาดโรงแรมอื่น จากหลายปัจจัย อาทิ   สัดส่วนพนักงานต่อจำนวนห้องพักที่สูงกว่า การให้บริการอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม บริการเฉพาะบุคคลที่เข้มข้นกว่า อื่น ๆ   ทั้งนี้ โรงแรมระดับลักซูรี ยังคงสามารถสร้างอัตรากำไรขั้นต้นจากการดำเนินงานได้ในระดับที่ใกล้เคียงกับตลาดโดยรวม ความสามารถในการกำหนดราคาห้องพักในระดับพรีเมียม พร้อมรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงอำนาจในการกำหนดราคาและศักยภาพด้านการบริหารจัดการที่โดดเด่นของกลุ่มโรงแรมลักซูรี   อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่        

June 23, 2026 / 0 Comments
read more

หุ้นกู้ทรูเรทติ้ง A+ เปิดทางเลือกลงทุน ดอกเบี้ยสูงสุด 3.45%

PRnounce

ทรู เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ เรทติ้ง A+ แนวโน้มบวก ชูดอกเบี้ยคงที่ [2.15 – 3.45] % ต่อปี ตอกย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง พร้อมรองรับการเติบโตระยะยาว คาดเปิดจองซื้อ 30 – 31 กรกฎาคม และ 3 สิงหาคม 2569   บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำโทรคมนาคมเทคโนโลยีของไทย เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่แก่ผู้ลงทุนทั่วไป จำนวน 4 ชุด อายุระหว่าง 3 – 10 ปี พร้อมอัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.15 – 3.45]% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน ตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว จากบริษัทชั้นนำที่มีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ โดยทริสเรทติ้งได้จัดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ชุดใหม่ของทรูที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มเครดิตองค์กร “บวก (Positive)” เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อสถานะผู้นำทางการตลาด ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ ทรูยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม Top 1% บริษัทที่มีความยั่งยืนที่สุดของโลกจาก S&P Global ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตามรายงาน Sustainability Yearbook 2026 ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจบนรากฐานของความแข็งแกร่งทางการเงิน ความรับผิดชอบ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม และวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ผ่าน 7 สถาบันการเงินชั้นนำ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารยูโอบี บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร และบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส รวมถึงช่องทางดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นนายทะเบียนหุ้นกู้และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้   นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 ของทรู ยังคงสะท้อนทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท นับเป็นการทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการทั้งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตบ้าน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความสามารถในการทำกำไร และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง”   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพเครือข่ายให้ครอบคลุม มีความเสถียรสูงสุด และรองรับการเติบโตของการใช้งานดาต้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เข้ามาขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับการบริหารเครือข่าย และพัฒนาประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าในทุกมิติ ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าว ประกอบกับผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำฐานะทางการเงินที่มั่นคง อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว   อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ และหุ้นกู้ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับที่ระดับ “A+” พร้อมแนวโน้มเครดิต “บวก (Positive)” โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 สะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของทรู (market position) โดยมีจุดแข็งจากโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ชุดคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และชื่อแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อถือ รวมถึงปัจจัยบวกจากประโยชน์ของการควบรวม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัทในระยะยาว หุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (โดยให้บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ลงทุนสถาบันจองซื้อในฐานะผู้ลงทุนทั่วไปเท่านั้น) (Public Offering) จำนวน 4 ชุด โดยมีอายุหุ้นกู้ให้เลือกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ชำระดอกเบี้ยคงที่ทุกๆ 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ และคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม และวันที่ 3 สิงหาคม 2569 สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป มูลค่าจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยหุ้นกู้ทั้ง 4 ชุดที่เสนอขาย มีรายละเอียดดังนี้   หุ้นกู้ชุดที่ 1 อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.15 – 2.40]% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [2.50 – 2.75]% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 3 อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.00 – 3.25]% ต่อปี หุ้นกู้ชุดที่ 4 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ [3.20 – 3.45]% ต่อปี และผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดได้ตั้งแต่หุ้นกู้อายุครบปีที่ 5 เป็นต้นไป   ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่แน่นอนจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวน ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้ลงทุนสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th หรือ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่   ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาไมโคร) หรือ โทร. 1333 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอปBangkok Bank Mobile Banking ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา โทร. 02 888 8888 กด 869 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่าน https://www.kasikornbank.com/kmyinvest (ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02 777 6784 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป SCB EASY และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02 626 7777 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป CIMB Thai ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02 285 1555 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด โทร. 02 680 4004 บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02 165 5555 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป Dime! และรวมถึง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)   สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้ผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet สามารถศึกษาเพิ่มเติมถึงรายละเอียด ขั้นตอน และวิธีการสมัคร TrueMoney Wallet Application และวิธีการจองซื้อ ได้ที่เว็บไซต์ www.truemoney.com หรือติดต่อขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด โทร. 1240 กด 6

June 23, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู หนุน ทางออก สมาคมฟุตบอลฯ รักษา สิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอล ทีมชาติไทย ถึง ปี 2572

PRnounce

ทรู ยินดีหนุนทางออกสมาคมฟุตบอลฯ เพื่ออนาคตบอลไทยเดินหน้าต่อ รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดทีมชาติไทยถึงปี 2572     สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ประกาศแนวทางแก้ไขภาระผูกพันทางการเงินที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาทในอดีต และบรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างทุกฝ่าย ซีนิเพล็กซ์ (ในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น) ในฐานะหนึ่งในคู่สัญญาที่เกี่ยวข้อง ยินดีสนับสนุนแนวทางดังกล่าว เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายและเพื่อให้สามารถเดินหน้าพัฒนาฟุตบอลไทยได้อย่างมั่นคงต่อไป   ภายใต้แนวทางข้อตกลงดังกล่าว สมาคมฯ จะเป็นผู้ชำระหนี้แทน บมจ. สยามสปอร์ต ให้แก่  ซีนิเพล็กซ์ คิดเป็นมูลค่าทั้งหมดรวม 240 ล้านบาท โดยกำหนดแนวทางการชำระหนี้ออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย การให้สิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลทีมชาติไทย แบบ Exclusive ผ่านแพลตฟอร์ม OTT , IPTV และ Pay TV บนทุกแพลตฟอร์มที่ให้บริการโดยบริษัทในกลุ่มทรู รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางการตลาดที่เกี่ยวข้อง เป็นระยะเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572 ให้แก่ ซีนิเพล็กซ์ และอีกส่วนคือการทยอยชำระเป็นเงินสด   นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูยินดีที่ทุกฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในวันนี้ สำหรับทรู สิ่งสำคัญคือการมองไปข้างหน้า และการสนับสนุนแนวทางที่ช่วยให้สมาคมฟุตบอลฯ สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เพื่อประโยชน์ของวงการฟุตบอลไทยในระยะยาว เราเชื่อว่าการพัฒนาฟุตบอลไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งสมาคม สโมสร นักกีฬา แฟนบอล และภาคเอกชน สิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ได้รับในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงสิทธิ์ทางธุรกิจ แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมโยงแฟนบอลไทยกับทีมชาติไทยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลของทรู และร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยผ่านพลังของกีฬา สำหรับทรู ฟุตบอลไทยไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬา แต่เป็นพลังที่เชื่อมโยงคนไทยทั้งประเทศเข้าด้วยกัน ทรูเชื่อมั่นในการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทยและทำเพื่อประเทศไทยมาโดยตลอด และพร้อมมีส่วนร่วมสนับสนุนอนาคตของฟุตบอลไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน”     ข้อตกลงครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยสร้างความชัดเจนให้ทุกฝ่าย และเปิดโอกาสให้สมาคมฟุตบอลฯ สามารถมุ่งเดินหน้าพัฒนาฟุตบอลไทยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ทรูพร้อมนำศักยภาพด้านเทคโนโลยี เครือข่ายดิจิทัล และแพลตฟอร์มคอนเทนต์   ยกระดับประสบการณ์ของแฟนบอลไทย และสนับสนุนการเติบโตของฟุตบอลไทยในระยะยาวต่อไป

June 23, 2026 / 0 Comments
read more

ตลาดความงามไทย 7.5 หมื่นล. ผู้ชาย-วัย 50+ ใช้จ่ายสูงกว่าสองเท่า

BizKet

WONTECH มอง ‘ไทย’ ตลาดความงามศักยภาพสูง ผู้ชาย-วัย 50+ กำลังซื้อมาแรง ดันเทรนด์ความงามเฉพาะบุคคล หนุนตลาด 7.5 หมื่นล้านบาท   ตลาดความงามไม่ได้โตจากผู้หญิงเพียงอย่างเดียว กำลังซื้อของผู้หญิงวัยทำงานเริ่มอิ่มตัว แต่ผู้ชายกลับเข้าคลินิกความงามเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่ากลุ่มลูกค้าผู้ชายจะเติบโตเฉลี่ย 5.6% ต่อปี จนถึงปี 2575 วัย 50+ กำลังเป็นลูกค้าคุณภาพของอุตสาหกรรม ผู้บริโภคอายุ 50 ปีขึ้นไปมีความพร้อมด้านการเงินและใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มอายุน้อยถึง 2 เท่า โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการชะลอวัยและดูแลสุขภาพควบคู่กับภาพลักษณ์ เทรนด์ใหม่คือความงามเฉพาะบุคคล ตลาดกำลังเปลี่ยนจากการขายเครื่องมือหรือเทคโนโลยีเดี่ยว ไปสู่ Personalized Aesthetic Solutions ผู้บริโภคต้องการแนวทางดูแลที่ออกแบบเฉพาะบุคคลและตอบโจทย์หลายปัญหาพร้อมกัน   ไอแซค จาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ จำกัด  WONTECH ASIA, THAILAND’  ในเครือวอนเทค เอเชีย ผู้เชี่ยวชาญความงามกลุ่มเลเซอร์และยกกระชับผิวหน้าจากเกาหลีใต้ กล่าวว่า วอนเทค เอเชีย มองทิศทางตลาดเวชศาสตร์ความงามในไทย มีการเติบโตต่อเนื่องชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มหัตถการปรับรูปหน้าและช่วยดูแลปัญหาริ้วรอยที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่   เนื่องจากกระแสผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาพักฟื้นน้อย และอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ตระหนักรู้ในการดูแลตัวเองมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเติบโตด้วยศักยภาพสูงในระยะยาว   สำหรับตลาดความงามในไทยโดยเฉพาะกลุ่มศัลยกรรมและเสริมความงามมีมูลค่าราว 75,000 ล้านบาทในปี 2568 โดยข้อมูลจากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาตลาดมีการขยายตัวกว่า 2.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะมีอัตราการเติบโตลดลงจาก 4% เหลือ 2.7% จากแนวโน้มการเข้ามาใช้บริการของกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานลดลง เนื่องจากกำลังซื้อของกลุ่มนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว แต่ยังพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มอื่นๆ เริ่มตัดสินใจเข้ามาใช้บริการคลินิกเสริมความงามมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่า จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 5.6% ตั้งแต่ปี 2567 ไปจนถึง 2575   นอกจากนี้ ยังพบว่า กลุ่มลูกค้าที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป กำลังกลายเป็นตลาดศักยภาพสูงที่น่าจับตามองเช่นกัน ด้วยความพร้อมทางการเงินมากกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงมีค่าใช้จ่ายต่อคนสูงกว่ากลุ่มลูกค้าอายุน้อยมากถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงสูงอายุที่ให้ความสำคัญกับการชะลอวัย คาดว่า กลุ่มนี้จะกลายเป็นเป้าหมายที่สำคัญสำหรับตลาดเสริมความงามในอนาคตด้วย   ไอแซค เสริมว่าใน ปี 2569 WONTECH ยังมุ่งขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าเติบโต 30% จากปี 2568 ก่อน ทั้งด้านรายได้และการขยายฐานลูกค้า พร้อมวางแผนเพิ่มสัดส่วนจำนวนคลินิกพันธมิตร ขยายการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภค รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในอนาคต   นอกจากนี้ ‘WONTECH ASIA, THAILAND’ ยังเห็นโอกาสเจาะกลุ่ม B2C เพื่อให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและคุ้มค่ามากขึ้น นอกเหนือจากการทำตลาหลัก B2B อย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ หลังจาก WONTECH ASIA ทำตลาดตั้งแต่ปี 2567 พบว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยบริษัทสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกลุ่มเครื่องยกกระชับผิวที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency: RF) ราว 40% โดยรายได้จากไทย มีสัดส่วนกว่า 39% ของรายได้รวมทั้งหมดของ WONTECH อีกด้วย   สำหรับไตรมาสที่ 2 ปี 2569 วอนเทค เอเชีย ไทยแลนด์ ได้จัดงานฉลองความสำเร็จของ Oligio Series หลังสร้างสถิติทะลุ 150 ล้านช็อต และมียอดการติดตั้งมากกว่า 1,000 เครื่องทั่วประเทศไทย สะท้อนถึงการยอมรับของตลาดและความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยี Monopolar RF   “ในอนาคตวงการความงามจะไม่ใช่การแข่งขันของเทคโนโลยีเพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่ง แต่เป็นการนำเทคโนโลยีช่วยดูแลปัญหาได้อย่างครอบคลุมและเหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น จากความต้องการที่ซับซ้อนกว่าเดิม”   ทั้งนี้ ยังสอดคล้องทิศทางของอุตสาหกรรมในอนาคตที่มุ่งสู่ ‘Personalized Aesthetic Solutions’ การออกแบบแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล โดยเลือกผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละคน มากกว่าการพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงประเภทเดียว อาทิ ความต้องการดูแลปัญหาส่วนเกินควบคู่กับการยกกระชับและบำรุงคุณภาพผิวให้แลดูสุขภาพดี เช่น หลังการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วผู้บริโภคอาจเผชิญกับปัญหาความหย่อนคล้อยหรือสูญเสียความกระชับของผิวหน้า ทำให้การดูแลในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน   ด้าน ‘รัตมา กำธรเจริญ’ ผู้อำนวยการฝ่ายด้านธุรกิจ  บริษัท วอนเทค เอเชีย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปีนี้ ‘WONTECH’ เลือกประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศยุทธศาสตร์สำหรับการจัดงาน   ‘WAVE BANGKOK 2026’ โดยงานดังกล่าวถือเป็นแพลตฟอร์มวิชาการระดับนานาชาติที่ WONTECH จัดขึ้นหลายประเทศทั่วโลก ‘ไทย’ เป็นหนึ่งในตลาดที่มีความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์และการเติบโตของตลาด รวมถึงบทบาทในฐานะ ‘Medical Tourism Hub’ ด้วย   โดยหลังจาก ‘WONTECH ASIA, THAILAND’ เข้ามาทำตลาดประเทศไทยราว 2 ปี สามารถสร้างยอดขายรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพตลาดที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่นอย่างมากของ WONTECH ในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีผลต่อการตัดสินใจและมีผลกับกำลังซื้อบางกลุ่ม แต่ ภาพรวมตลาดยังมีการเติบโต เนื่องจากผู้บริโภคมองเป็นการลงทุนระยะยาว และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีมากขึ้น      

June 22, 2026 / 0 Comments
read more

พลังงานอย่างเดียวไม่พอ บี.กริม ขยายสู่ธุรกิจดิจิทัล ‘บี.กริม บียอนด์บริดจ์’

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ เปิดตัว “บี.กริม บียอนด์บริดจ์” วางรากฐานก้าวสู่ผู้นำ “ธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต” รองรับการเติบโต “เศรษฐกิจดิจิทัล” ของไทยและภูมิภาค     บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดและโซลูชันอุตสาหกรรมของไทย เปิดตัว บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด หน่วยธุรกิจใหม่ภายใต้ บี.กริม เพาเวอร์ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักมุ่งโฟกัสธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต ของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) พร้อมวางรากฐานเพื่อการเติบโตและขยายสเกลได้อย่างเต็มศักยภาพ ไม่จำกัดอยู่เพียงโซลูชันใดโซลูชันหนึ่ง แต่พร้อมต่อยอดสู่โอกาสใหม่ในระยะยาว   นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นด้วยพันธกิจที่ชัดเจน คือการเป็นผู้นำด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service หรือ DIaaS เพื่อเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญด้านพลังงานที่ บี.กริม เพาเวอร์ สั่งสมมากว่า 30 ปี เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งอนาคต โดยวางโครงสร้างธุรกิจให้พร้อมเติบโตและขยายสเกลได้อย่างเต็มที่ เพื่อก้าวสู่ “รากฐานใหม่” ที่จะกำหนดทิศทางการเติบโตของ บี.กริม เพาเวอร์ ในทศวรรษถัดไป   บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ก่อตั้งขึ้นโดยมีการเติบโตเป็นแกนกลางของพันธกิจตั้งแต่วันแรก บริษัทมุ่งพัฒนา ลงทุน บริหารจัดการ และดำเนินการเชิงพาณิชย์ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โซลูชันดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ออกแบบโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายสเกล (Scale) ได้ตามความต้องการของตลาดและพันธมิตรที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในอนาคต โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์ ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และ เทคโนโลยีการจัดการพลังงาน ระบบโครงข่ายไฟฟ้าพื้นที่อัจฉริยะ (Smart Micro Grid) ที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีความยาวรวมถึง 216.76 กิโลเมตร รวมถึงประสบการณ์การพัฒนา Data Center ผ่าน ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจดิจิทัลแห่งอนาคต   “การจัดตั้ง บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ไม่ใช่การเริ่มต้นจากศูนย์ แต่เป็นการนำสินทรัพย์และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ มาขยายขอบเขตสู่ธุรกิจดิจิทัลที่มีศักยภาพเติบโตได้ในระดับภูมิภาค ท่ามกลางความต้องการ Digital Transformation ของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายนพเดช กล่าว     ทั้งนี้ เพื่อให้พันธกิจด้าน DIaaS ของ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นรูปธรรมและรองรับการเติบโตในระยะยาว บี.กริม บียอนด์บริดจ์ ได้ออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจดิจิทัลเป็น 2 แกนหลัก โดยเน้นให้มีความยืดหยุ่นและสามารถขยายสเกลตามความต้องการของลูกค้าและพันธมิตรในแต่ละภาคส่วน พร้อมเสริมศักยภาพซึ่งกันและกันและขยายสเกลไปพร้อมกันได้ ดังนี้   Energy Platform-as-a-Service นำการพยากรณ์ด้วยอัลกอริทึม (Algorithm-based Forecasting) มาเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management System) พร้อมรองรับความพร้อมด้านการเปิดระบบโครงข่ายให้บุคคลที่สามเข้าใช้งาน (TPA Third Party Access) และเปิดศักยภาพด้านการซื้อขายพลังงานอัจฉริยะ (Energy Trading) บนแพลตฟอร์มเดียวกัน โดยต่อยอดจากประสบการณ์ด้าน Smart Micro Grid ที่ บี.กริม เพาเวอร์ สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้แพลตฟอร์มนี้มีความน่าเชื่อถือและพร้อมใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้จริง และยังวางรากฐานให้ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่บทบาท ผู้รวบรวมและบริหารจัดการพลังงาน (Energy Aggregator) ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ Industrial Digital Services ให้บริการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ครอบคลุมความปลอดภัย สาธารณูปโภค และความยั่งยืน ตลอดจนโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในมิติอื่นๆ โดยทีมงานพร้อมออกแบบและพัฒนา Solution แบบ Customize ให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าในแต่ละอุตสาหกรรม   ทิศทางจากนี้ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ พร้อมพัฒนาและนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับลูกค้าตามโจทย์ที่แตกต่างกัน โดยในส่วนของ Data Center บี.กริม เพาเวอร์ ผ่าน ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม จะเป็นผู้ดำเนินการหลักโดยตรง การนำประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานพลังงานมาขยายสู่การเป็นผู้พัฒนาและผู้ดำเนินการ Data Center ระดับโลก ซึ่งจะเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับ 2 แกนธุรกิจของ บี.กริม บียอนด์บริดจ์ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ระบบนิเวศ DiaaS ของ บี.กริม เพาเวอร์ สมบูรณ์ครบวงจร โดยปัจจุบัน อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ hyperscale ขนาดใหญ่ 96 MW มูลค่า 26,000 ล้านบาท ที่ จ.ชลบุรี โดยมีความคืบหน้ามากกว่า 45% และจะเริ่มเปิดดำเนินการบางส่วนภายในปลายปี 2569 นี้   เกี่ยวกับ บี.กริม บียอนด์บริดจ์   บริษัท บี.กริม บียอนด์บริดจ์ จำกัด เป็นหน่วยธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Digital Infrastructure-as-a-Service (DIaaS) เชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่มั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืน พร้อมขยายสเกลรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมไทยและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม เกี่ยวกับ บี.กริม เพาเวอร์   บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) คือบริษัทพลังงานชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก มุ่งมั่นสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี โดยมุ่งเน้นพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงบริการด้านโครงสร้างดิจิทัล เชื่อมโยงโลกสู่อนาคตแห่งพลังงานยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน ในการสร้างคุณค่าให้กับทุกพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสู่องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

June 22, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท บอนวอย แจก โบนัส 6,000 คะแนน กระตุ้น ท่องเที่ยว ไทย ช่วงพักผ่อน

PRnounce

เปลี่ยนทุกการเข้าพักในประเทศไทยให้คุ้มค่ายิ่งกว่าที่เคย: แมริออท บอนวอย เปิดตัวโปรโมชั่น “Points On Us” รับโบนัสสูงสุด 6,000 คะแนนต่อการเข้าพัก   แมริออท บอนวอย®, โปรแกรมการเดินทางที่ได้รับรางวัลมากมายจาก แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งรวมกว่า 30 แบรนด์โรงแรมชั้นนำระดับโลก เชิญชวนให้นักเดินทางออกไปสัมผัสความงดงามของประเทศไทย พร้อมยกระดับความคุ้มค่าในการเข้าพัก ผ่านการเปิดตัวโปรโมชั่นใหม่ “Points On Us” ที่จะทำให้ทริปท่องเที่ยวในประเทศไทยครั้งต่อไปของคุณน่าประทับใจมากยิ่งขึ้น     สมาชิก แมริออท บอนวอย ที่สำรองที่พักและเข้าพักกับแมริออทในประเทศไทยผ่านโปรโมชั่น “Points On Us” ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 จะได้รับคะแนนโบนัส แมริออท บอนวอย 2,000 คะแนนต่อคืน สูงสุดถึง 6,000 คะแนนต่อการเข้าพัก     ไม่ว่าทริปในฝันของคุณจะเป็นการออกไปสัมผัสความงดงามตระการตาของวัดวาอารามสีทองอร่าม หรือตื่นตาตื่นใจไปกับทริปชอปปิ้งในศูนย์การค้าสุดทันสมัยใจกลางเมือง หรือการเลือกดื่มด่ำกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้เมืองร้อน เสน่ห์อันมีชีวิตชีวาของสตรีทฟู้ดที่ชวนลิ้มลอง ตลอดจนเสียงคลื่นซัดสาดหาดทรายขาว หรือการไปสัมผัสธรรมชาติท่ามกลางขุนเขาอันเงียบสงบที่ถูกโอบล้อมด้วยไอหมอก ทุกประสบการณ์อันน่าประทับใจเหล่านี้กำลังรอให้คุณเดินทางมาค้นพบด้วยตัวเอง     ข้อเสนอสุดพิเศษนี้สามารถใช้ได้ ณ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือแมริออทที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย ครอบคลุมทั้งโรงแรมในเมืองชั้นนำและรีสอร์ทในจุดหมายปลายทางยอดนิยม ไม่ว่าคุณจะวางแผนทริปพักผ่อนในกรุงเทพฯ ทริปเที่ยวเกาะที่ภูเก็ตหรือเกาะสมุย ทริปครอบครัวที่เขาหลักหรือระยอง ทริปสั้นช่วงสุดสัปดาห์ที่หัวหินหรือพัทยา การพักผ่อนเหนือระดับที่กระบี่ หรือการเดินทางเชิงวัฒนธรรมที่เชียงใหม่หรือเชียงราย แมริออท บอนวอย พร้อมช่วยให้คุณสร้างสรรค์ประสบการณ์ท่องเที่ยวในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ     ยกระดับความสุขให้ทุกการพักผ่อน ข้อเสนอสุดพิเศษ “Points On Us” พร้อมต้อนรับคุณแล้ววันนี้ ณ โรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำที่ร่วมรายการทั่วประเทศไทย สำหรับการจองและการเข้าพักตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 สำรองห้องพักได้แล้วที่นี่  (https://www.marriott.com/th/offers/points-on-us-thailand-off-232762 )     พิเศษเฉพาะสมาชิกแมริออท บอนวอย! เต็มอิ่มกับสิทธิประโยชน์มากมายที่จะทำให้ทุกการเข้าพักสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งบริการ Wi-Fi ในห้องพักฟรี เช็คอินง่ายๆ ผ่านมือถือ และสะดวกเหนือระดับด้วยการใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจห้องพัก พร้อมรับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย สมัครสมาชิกฟรีได้ที่นี่ (https://www.marriott.com/th/loyalty/createAccount/createAccountPage1.mi)     คะแนนแมริออท บอนวอย สามารถนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเข้าพักห้องพักฟรี อิ่มอร่อยกับมื้ออาหารจานโปรด หรือร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้ผ่านแมริออท บอนวอย โมเมนต์ (Marriott Bonvoy Moments) ข้อเสนอสุดคุ้มนี้อาจเป็นแรงบันดาลใจครั้งใหม่ ที่ชวนให้คุณคิดถึงและวางแผนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ###

June 22, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยามพาซอฟต์พาวเวอร์ไทยแลนดิ้งโซล ‘Sawasdee Seoul Thai Festival 2026’

PRnounce

เปิดฉากแล้ววันแรก “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026” ไอคอนสยาม สนับสนุน สุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ ร่วมเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยสู่สายตาชาวโลก     เปิดฉากแล้วสำหรับงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงโซล ในวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ณ คลองชองกเยชอน โซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยในปีนี้ ไอคอนสยาม นำทีม เมืองสุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ ยกทัพ Soft Power ไทยสู่เวทีสากล นำเสนอผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาไทย อาทิ งานคราฟต์ ศิลปะขนาดจิ๋ว และขนมหวานไทยทำมือสุดประณีต เพื่อถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และร่วมส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพิ่มโอกาสพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนสู่เวทีโลก     บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยมีชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน ซึ่งให้ความสนใจแวะเวียนเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ความเป็นไทยที่บูธ เมืองสุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ลิ้มลองขนมไทยโบราณจากร้านดังแห่งเมืองสุขสยามอย่าง “ร้านขนมไทยแพรวไพลิน” รวมถึงชมการสาธิตการถักโครเชต์ไหมพรมดีไซน์สร้างสรรค์จาก “จุ๊บเจลเนอรัล” ชื่นชมความประณีตงดงามของศิลปะจิ๋วฝีมือช่างไทยจาก “ร้านเล็กปั้นจิ๋ว” ที่ถ่ายทอดวิถีชีวิต อาหาร และวัฒนธรรมไทย 4 ภูมิภาคได้อย่างน่าทึ่ง     และอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการเปิดตัว กล่องจุ่มแมวไทย กับคอลเลกชัน Art Toy แมวมงคลไทย ที่ถูกใจนักสะสมชาวเกาหลี รวมทั้ง “น้องสุข” คาแรกเตอร์แมววิเชียรมาศ ทูตวัฒนธรรมประจำเมือง สุขสยาม ยังเป็นอีกหนึ่งสีสันที่สร้างรอยยิ้มให้ผู้เข้าร่วมงานทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้สินค้าคราฟต์ไทยร่วมสมัยจากไอคอนคราฟต์ ทั้งผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมจาก “Mae Ing Shibori” ของฝากสไตล์ไทยดีไซน์เก๋จาก “HOLEN” กระเป๋า อัปไซเคิลจาก “SAME THANG” เครื่องใช้อะลูมิเนียมปั๊มลายไทยสีสวยจาก “SUCHAI CRAFT” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากอีกด้วย     งาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และ ไอคอนคราฟต์ ที่ได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย สู่สายตานานาชาติ ตลอดจนช่วยส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการและช่างฝีมือไทยให้ได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทยต่อไป  

June 22, 2026 / 0 Comments
read more

Pride 2026 บลูพอร์ต หัวหิน ภูมิใจอย่างเดียวไม่พอต้องเติมสุขภาวะด้วย

Peace&Play

บลูพอร์ต หัวหิน เปิดประสบการณ์เดินทางพร้อมพักผ่อน ร่วมฉลอง Pride Month 2026 ชวนทุกคนเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในบรรยาศเมืองท่องเที่ยวชายทะเลคลาสสิค   Pride ไม่ได้พูดแค่เรื่องความเท่าเทียม บลูพอร์ต หัวหิน ต่อยอดแนวคิดความภูมิใจ ไปสู่การดูแลสุขภาวะและคุณภาพชีวิตรอบด้าน สะท้อนเทรนด์ Wellness ที่กำลังเติบโตในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วโลก หัวหินกำลังสร้างภาพจำใหม่ของเมืองท่องเที่ยว กิจกรรม Pride ถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างบรรยากาศเปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลาย ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้หัวหินในฐานะเมืองพักผ่อนสำหรับทุกคน ไลฟ์สไตล์มิกซ์กับประสบการณ์ได้ทั้งวัน งานจัดขึ้นวันที่ 20 มิ.ย. มีกิจกรรมทั้งเดิน-วิ่ง เวิร์กชอป Pickleball และ Matcha Experience ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์มากกว่าการช้อปปิ้ง   วจี กลมเกลี้ยง กรรมการผู้จัดการ บลูพอร์ต หัวหิน ผู้บริหารโครงการศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์ บลูพอร์ต หัวหิน (Blúport Hua Hin) กล่าวว่า บลูพอร์ต หัวหินร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ เทศบาลนครหัวหิน และภาคเอกชน บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ร่วมเฉลิมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ จัดงาน ‘PRIDE 2026’ ภายใต้แนวคิด The Gentle Rainbow – Softly Proud, Deeply Well สร้างประสบการณ์สีสันด้วยพลังแห่งความภาคภูมิใจ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ บลูพอร์ต หัวหิน   “บลูพอร์ต หัวหิน มุ่งผลักดันกิจกรรม Pride อย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างบรรยากาศแห่งความเท่าเทียมในเมืองหัวหิน จนได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยว”   สำหรับในปีนี้ บลูพอร์ต หัวหิน ยังได้นำเสนอ Pride ในมิติใหม่ที่ผสานเรื่องความเท่าเทียมเข้ากับการดูแลสุขภาวะอย่างรอบด้าน สอดรับกับเทรนด์สุขภาวะเวลเนส Wellness ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนอย่างแท้จริง   โดยภายในงาน PRIDE 2026: The Gentle Rainbow – Softly Proud, Deeply Well จัดให้มีกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งวัน Pride Flow Run กิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 3 กิโลเมตร ชวนทุกคนเริ่มต้นวันด้วยพลังบวก พร้อมร่วมวิ่งไปกับนักแสดงสาว แจ็คกี้-ชาเคอลีน มึ้นช์ พร้อมด้วย คุกกี้-ญดา สุวรรณปัฏนะ และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์มากมาย เวลา 06.00 – 09.30 น. ณ ลานเดอะ สแควร์ ด้านหน้าบลูพอร์ต หัวหิน Pride Workshop Series พื้นที่แห่งการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ค้นหา แสดงออก และแสดงความเป็นตัวเองผ่านกิจกรรมเวิร์กชอปหลากหลายรูปแบบ เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ทางเข้าสวนพฤกษภิรมย์ ชั้น G Pride Pickle กิจกรรมกีฬา Pickleball เทรนด์กีฬาสุดฮอตที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ชวนทุกคนมาร่วมออกกำลังกาย พบปะเพื่อนใหม่ และสัมผัสความสนุกของกีฬาที่ใคร ๆ ก็เล่นได้ เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ Arena Pickleball Club ชั้น 3 Pride Matcha Experience เวิร์กชอปชงมัทฉะที่ผสานศิลปะแห่งความละเมียดละไมและการใช้ชีวิตอย่างมีสุนทรียะ ผ่านประสบการณ์การชงและลิ้มรสมัทฉะแบบต้นตำรับ เวลา 15.30 – 17.00 น. ณ Museo Auto Classica ชั้น 2   โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://forms.gle/MxHRkecTqLh81gKk9   นอกจากนี้ บลูพอร์ต หัวหิน ยังจัดโปรโมชั่นพิเศษตลอดเดือนมิถุนายน เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ให้ทุกความหลากหลายได้เปล่งประกายในแบบของตัวเอง ระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 อาทิ  Pride Sip & Shine ช้อปสินค้าในหมวด Fashion & Beauty ครบ 1,500 บาท รับฟรี เครื่องดื่ม Pride Special Drink “Love in Colors” และ Hit the Court, Enjoy Museo เล่น Pickleball ที่ Arena Pickleball Club ครบ 5 ครั้ง รับสิทธิ์เข้าชม Museo Auto Classica ฟรี  

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

BESINS ชี้ ฮอร์โมน กุญแจสุขภาพระยะยาว สู่การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

PRnounce

BESINS HORMONE FORUM 2026 เปิดมุมมองใหม่ “ฮอร์โมน” ไม่ใช่แค่เรื่องวัยทอง แต่คือรากฐานของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ     บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดงาน BESINS HORMONE FORUM 2026 ภายใต้แนวคิด “Symphony of Hormones: Health Spans & Longevity” เพื่ออัปเดตองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนและสุขภาพระยะยาว โดยรวบรวมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย และเวชศาสตร์ชะลอวัย มาร่วมถ่ายทอดบทบาทสำคัญของฮอร์โมนต่อการมีสุขภาพดีตลอดช่วงชีวิต     พญ.พักตร์พิไล ทวีสินแพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ รพ.บำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ฮอร์โมนไม่ได้มีหน้าที่เพียงเกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือนหรือการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ทำหน้าที่เสมือน “วาทยกร” ที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะทุกระบบในร่างกาย ทั้งสมอง หัวใจ หลอดเลือด กระดูก กล้ามเนื้อ ระบบเผาผลาญ และการนอนหลับ “ฮอร์โมนทำงานร่วมกันเหมือนวงดนตรีออร์เคสตรา หากเครื่องดนตรีบางชิ้นขาดหายไป บทเพลงแห่งสุขภาพก็ไม่สามารถบรรเลงได้อย่างสมบูรณ์ การดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาฮอร์โมนเพียงตัวใดตัวหนึ่ง แต่ต้องมองภาพรวมของทั้งระบบ”   พญ.พักตร์พิไล กล่าว หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือบทบาทของฮอร์โมนเอสโตรเจน “เอสโตรเจนคือคอลลาเจนของทั้งร่างกาย” เพราะคอลลาเจนไม่ได้อยู่เพียงใต้ผิวหนัง แต่เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก หลอดเลือด กล้ามเนื้อ หัวใจ และดวงตา เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงตามวัย อาจส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุน สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด ข้อมูลทางการแพทย์ยังพบว่า ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์มีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่าผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองและระดับฮอร์โมนลดลง ความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับผู้ชายในวัยเดียวกัน   นอกจากนี้ อาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งหลายคนมองว่าเกิดจากความเครียดหรือภาระชีวิต อาจมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเช่นกัน โดยเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่มีบทบาทสำคัญต่อการนอนหลับและสมดุลการทำงานของสมอง การใส่ใจฮอร์โมนจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นในการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพ   ด้าน ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ผิวหนังและเส้นผมอาจเป็นมากกว่าตัวบ่งชี้ความงาม แต่สามารถสะท้อนสุขภาพภายในร่างกายได้ “คนอายุเท่ากันไม่ได้แก่เท่ากันเสมอไป ผิวและเส้นผมอาจเป็น Biomarker หรือสัญญาณบ่งชี้อายุทางชีวภาพที่สะท้อนการเสื่อมของเซลล์ภายในร่างกาย หากพบปัญหาผิวแห้ง ผมร่วง หรือผิวเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังเสียสมดุลบางอย่าง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมน”   ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าว พร้อมระบุว่า วิถีชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความเครียดเรื้อรัง การนอนหลับไม่เพียงพอ การรับประทานอาหารแปรรูป การขาดการออกกำลังกาย และการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุล ล้วนส่งผลต่อระบบฮอร์โมนและเร่งกระบวนการเสื่อมของร่างกายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น “เป้าหมายของการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การมีชีวิตที่ยาวขึ้น แต่คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิต ทำงาน และทำกิจกรรมที่รักได้อย่างเต็มศักยภาพ การดูแลสมดุลฮอร์โมนร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต จึงเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ”   ผศ.ดร.นพ.มาศ กล่าวทิ้งท้าย คุณภัทราลักษณ์ คงถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เบซินส์ เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย BESINS HORMONE FORUM 2026 ถูกจัดขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวคิด “Health Span” หรือการมีช่วงชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกช่วงวัย   โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องด้านฮอร์โมน สุขภาพ และการดูแลตนเองให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว “ที่เบซินส์ เราเชื่อว่าการมีอายุยืนไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากแต่คือการมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจตลอดเส้นทางชีวิต ภายใต้พันธกิจ By your side, for life เรามุ่งมั่นเคียงข้างผู้คนในทุกช่วงวัย ผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ นวัตกรรม และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ มีพลัง และมีความสุขในแบบของตนเอง”   BESINS HORMONE FORUM 2026 “Symphony of Hormones: Health Spans & Longevity” จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านฮอร์โมนและเวชศาสตร์ชะลอวัย แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของเบซินส์ในการผลักดันแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงรุก ที่มองสุขภาพอย่างองค์รวมและยั่งยืน เพราะ “ฮอร์โมน” ไม่ใช่เพียงเรื่องของวัยทองหรือความงาม แต่คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการมี Health Span หรือช่วงชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในทุกช่วงวัยได้อย่างเต็มศักยภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

Luxury Dining Series 3 ชูมื้ออาหาร เชื่อมความสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์ระดับโลก

PRnounce

ค้นพบศิลปะแห่งการร่วมโต๊ะอาหารไปกับ ลักซ์ชัวรี่ กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล Luxury Dining Series ครั้งที่ 3 ชวนคุณมาสัมผัสความสุขแห่งการเชื่อมสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มร่วมกัน   ลักซ์ชัวรี่ กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศเปิดตัว Luxury Dining Series ครั้งที่ 3 นำเสนอประสบการณ์การเดินทางด้านอาหารที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ภายใต้แนวคิด “Across the Table” หรือ “อีกฟากของโต๊ะอาหารเดียวกัน”   ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม ซีรีส์นี้จะจัดขึ้น ณ โรงแรมและรีสอร์ทระดับลักซ์ชัวรี่ในหลากหลายจุดหมายปลายทาง ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ต แอนด์ สปา (JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa) เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket) เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ต (The St. Regis Maldives Vommuli Resort), มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) และ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto) ก่อนจะปิดท้ายด้วยประสบการณ์สุดพิเศษกลางทะเลบนเรือลูมินารา ภายใต้ เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอทช์ คอลเลคชั่น (Luminara, The Ritz-Carlton Yacht Collection)   ทุกประสบการณ์ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตเพื่อสะท้อนถึงการสำรวจและการเชื่อมโยง โดยเปิดโอกาสให้เชฟได้ก้าวจากห้องครัวมาสร้างปฏิสัมพันธ์กับแขกอย่างใกล้ชิด และไฮไลท์สำคัญของซีรีส์ในปีนี้ คือการเชื่อมต่อผู้คนเข้ากับจุดหมายปลายทาง วัตถุดิบ และเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างแท้จริง ได้แก่   Chefs [At The] Table ค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เชฟชื่อดังจะมาร่วมโต๊ะกับแขก พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัวผ่านบทสนทนาอย่างใกล้ชิด The Grand Banquet งานเลี้ยงอาหารค่ำสุดพิเศษในสถานที่สำคัญของท้องถิ่น ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ Heirloom AM/PM การนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นระดับตำนานหรือเทคนิคการปรุงแบบดั้งเดิมเพียงหนึ่งเดียว มาสร้างสรรค์ผ่านเมนูพิเศษร่วมกัน Page to Plate ต่อยอดประสบการณ์ด้วยการคัดสรรสูตรอาหารจานโปรด เพื่อให้แขกได้ดื่มด่ำเรื่องราวแห่งรสชาติได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนอกเหนือจากแค่บนโต๊ะอาหาร The Shared Memory Menu นำเสนอประสบการณ์มิกโซโลจีที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความทรงจำและเรื่องราวของสถานที่ต่าง ๆ Spirited Social ถ่ายทอดศิลปะแห่งมิกโซโลจีให้มีชีวิตชีวา ผ่านกิจกรรมบาร์เทคโอเวอร์ที่เปี่ยมด้วยพลัง รังสรรค์โดยเหล่าบาร์เทนเดอร์ชั้นนำ Journey To Exceptional Taste ทริปท่องเที่ยวที่นำทางโดยเชฟและมาสเตอร์คลาสที่จะพาไปแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเทคนิคต่าง ๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยมื้ออาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะเติมเต็มทุกความเชื่อมโยงให้มีชีวิตชีวา   “เป้าหมายหลักของ Luxury Dining Series ในปีนี้ คือการสะท้อนถึงหัวใจสำคัญทางความรู้สึกของการรับประทานอาหาร โดยร่วมค้นหาว่าเรื่องราวต่าง ๆ ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไร รสชาติแห่งความสุขนั้นอบอวลยาวนานแค่ไหน และความผูกพันแน่นแฟ้นขึ้นอย่างไรเมื่อเราได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน” โอริออล มอนทัล (Oriol Montal) รองประธานภูมิภาคฝ่าย ลักซ์ชัวรี่ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชียแปซิฟิก ยกเว้นประเทศจีน และรองประธานภูมิภาคประจำประเทศสิงคโปร์ กล่าว “จุดหมายปลายทางในซีรีส์ปีนี้ล้วนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริง พร้อมด้วยการรวมตัวของเหล่าผู้เชี่ยวชาญเปี่ยมพรสวรรค์ที่ตั้งใจจะสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เพียงเฉลิมฉลองให้กับเมนูอาหารที่เสิร์ฟเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทรงจำที่ได้แบ่งปันร่วมกัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักเดินทางจะได้รับแรงบันดาลใจในการออกไปค้นพบสถานที่แห่งใหม่ และได้กลับมาสัมผัสศิลปะแห่งการรวมตัวสังสรรค์อีกครั้ง”   ด้วยความร่วมมือกับโมเอ็ท เฮนเนสซี่ (Moët Hennessy) ณ จุดหมายปลายทางต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ประสบการณ์ด้านอาหารภายใต้ธีม “Across the Table” ในปีนี้ พร้อมนำเสนอประสบการณ์พิเศษตามรายละเอียดดังนี้   ประเทศเวียดนาม, 5 – 9 สิงหาคม – ณ เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ต แอนด์ สปา   Chefs [At The] Table • Rémy Gaulé’s Afternoon Tea ณ ห้องอาหาร French & Co การรังสรรค์ชุดน้ำชายามบ่ายที่ตีความขนมอบสไตล์ฝรั่งเศสขึ้นใหม่ ผ่านมุมมองอันโดดเด่นแบบเวียดนาม Vietnamese Heritage Dinner โดย Madam Anh Tuyet และเชฟ Nguyen Hai Hung มื้ออาหารที่ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของอาหารเวียดนามแบบโฮมคุกกิ้ง เพื่อยกย่องรากเหง้าวัฒนธรรมดั้งเดิม Pink Pearl โดย Olivier Elzer และ Summer Le ประสบการณ์อาหาร 8 คอร์ส ผสานรสชาติฝรั่งเศสและเวียดนามอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความพิถีพิถันในงานฝีมือและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น The Grand Banquet • Vietnam in Celebration โดยเชฟ Olivier Elzer เชฟ Summer Le และเชฟ Cuong Nguyen พร้อมเสริมประสบการณ์ด้วยเครื่องดื่มที่รังสรรค์โดย Marco Dongi Heirloom AM Vietnamese Heritage Breakfast ณ ห้องอาหาร Tempus Fugit โดย Madam Anh Tuyet การสำรวจเสน่ห์ของวัฒนธรรมอาหารเช้าแบบเวียดนาม Heirloom PM Phu Quoc Seafood Lunch ณ ห้องอาหาร Red Rum โดยเชฟ Cuong Nguyen และเชฟ Hai Hung มื้อกลางวันที่เฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์ของอาหารทะเลจากน่านน้ำชายฝั่งฟูก๊วก The Shared Memory Menu • Champagne with a Sommelier การเปิดประสบการณ์เรียนรู้เรื่องราว แหล่งกำเนิดและงานฝีมือเบื้องหลังหนึ่งในภูมิภาคไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก Sunday Champagne Brunch โดย Olivier Elzer เมนูที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ได้แรงบันดาลใจจากวัตถุดิบตามฤดูกาลของฟูก๊วก อาหารทะเลสดใหม่ และการผสานเทคนิคยุโรปคลาสสิกเข้ากับอิทธิพลเอเชียร่วมสมัยอย่างลงตัว Spirited Social Marco Dongi Bar Takeover ที่ Department of Chemistry การนำเสนอประสบการณ์มิกโซโลจีผ่านเมนูค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของผลไม้เมืองร้อน รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ในสไตล์คราฟต์ และพืชพรรณท้องถิ่นของเกาะแห่งนี้ ผ่านเมนูค็อกเทลที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างประณีต Journey To Exceptional Taste Bittersweet Chocolate Masterclass ร่วมสำรวจอีกมิติหนึ่งของอัตลักษณ์ด้านอาหารของฟูก๊วก ผ่านคลาสเรียนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมโกโก้ที่กำลังเติบโตของเกาะแห่งนี้   ประเทศไทย, 12 – 15 สิงหาคม – ณ เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต   Chefs [At The] Table • The Art of Omakase & Craft Brew Experience โดยเชฟ Agustin Balbi และเชฟ Joseph Talbot ประสบการณ์อาหารแบบใกล้ชิดที่นำโดยแนวคิดตามฤดูกาลและวัตถุดิบท้องถิ่น Six-Hands Dinner ณ ห้องอาหาร Veranda โดยเชฟ Arnaud Sauthier เชฟ Joseph Talbot และหัวหน้าพ่อครัวขนมหวาน Sylvain Constans มื้อค่ำที่เฉลิมฉลองงานฝีมือ ฤดูกาล และรสชาติของชายฝั่งอันดามัน Eight-Hands Culinary Journey ณ ห้องอาหาร Aiyara โดยเชฟ Duangporn “Bo” Songvisava เชฟ Laongdao “Aong” Tohkhot เชฟ Ratchanee “Kob” Nu-On พร้อมการจับคู่ค็อกเทลโดย Jane Kaew-Yod The Grand Banquet Eight-Hands Dinner ณ The Beach Lawn โดยเชฟ Agustin Balbi เชฟ Arnaud Sauthier เชฟ Joseph Talbot และหัวหน้าพ่อครัวขนมหวาน Sylvain Constans ประสบการณ์อาหารค่ำที่รวมพลังเชฟชั้นนำ ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคอันโดดเด่นผ่านการปรุงอาหารร่วมกันอย่างลงตัว The Shared Memory Menu Sunset at Zbar with Bar Us ดื่มด่ำบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก ณ Zbar กับ Bar Us ที่ยกเอาเอกลักษณ์และแนวคิดอันโดดเด่นของบาร์ชื่อดังจากกรุงเทพฯ มาสู่ชายฝั่งของเกาะนาคาใหญ่ Spirited Social Golden Hour Stories at Sea ประสบการณ์ค็อกเทลที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดย Adi Sukasta ถ่ายทอดกลิ่นอาย สีสัน และจังหวะของยามเย็นได้อย่างมีชีวิตชีวา Golden Hour Cocktails ที่ Zbar โดย Adi Sukasta และ Fransiska Siregar ชวนดื่มด่ำค็อกเทลช่วงเวลาพระอาทิตย์ตก ณ Zbar ผ่านฝีมือการรังสรรค์ของสองบาร์เทนเดอร์ผู้เชี่ยวชาญ Journey To Exceptional Taste Local Spirit, Refined Taste มื้อกลางวันที่จับคู่รสชาติอย่างพิถีพิถัน ถ่ายทอดความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบจากภาคใต้ของประเทศไทย ควบคู่กับเครื่องดื่มที่คัดสรรอย่างพิเศษ ร่วมกับ The Distillery Phuket Natural Dye Textile Workshop เวิร์คช็อปเชิงปฏิบัติร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรสตรีบ้านบางหวานพัฒนา เพื่อเรียนรู้การแปรรูปพฤกษาพรรณท้องถิ่นให้กลายเป็นสีธรรมชาติที่สดใส Artisan Gin Blending with Kilo Spirits เวิร์คช็อปจินแบบเจาะลึกในบรรยากาศอันเป็นส่วนตัวของเกาะนาคา เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รังสรรค์จินสูตรเฉพาะในแบบของตนเอง   ประเทศมัลดีฟส์, 26 – 30 สิงหาคม – ณ เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ต   Chefs [At The] Table • An Evening with Chef Chan & Chef Abdo การรังสรรค์มื้อค่ำที่ผสานอย่างประณีตระหว่างอาหารจีนกวางตุ้งชั้นสูงและรสชาติแพนเอเชียอันซับซ้อน An Atelier with Chef Emmanuel Stroobant & Chef Ahmet เวิร์กช็อปทำอาหารแบบ Four-Hands สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ และการแลกเปลี่ยนบทสนทนาอย่างใกล้ชิด Curated Omakase Lunch ณ T.Pan โดยเชฟ Takato Kitano การเดินทางแห่งรสชาติอาหารญี่ปุ่นร่วมสมัยที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ALBA Dining Experience โดยเชฟ Emmanuel Stroobant ประสบการณ์อาหารเมดิเตอร์เรเนียนร่วมสมัย ที่สะท้อนความงดงามของรสชาติและเทคนิคการปรุงอย่างมีศิลปะ The Shared Memory Menu Wine at Sunset โดย Master Sommeliers Thomas Ling และ Kuday ประสบการณ์ชิมไวน์แบบใกล้ชิดริมทะเล ท่ามกลางบรรยากาศยามพระอาทิตย์ตก An Evening with Chef Taj & Brian Gonzalez เมนูที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันพร้อมการจับคู่ค็อกเทล ถ่ายทอดความเชื่อมโยงระหว่างมรดกอาหารอินเดียและเอกลักษณ์ของวัตถุดิบท้องถิ่นบนเกาะ Heirloom AM • A Farewell with Flavor ณ ALBA ประสบการณ์อาหารเช้าสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ที่ถ่ายทอดรสชาติอันสดใส ผ่านวัตถุดิบสดใหม่ตามฤดูกาล และเมนูคลาสสิกที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง Spirited Social Sunset at The Whale Bar with Brian Gonzales ประสบการณ์ค็อกเทลสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียงค่ำคืนเดียว ที่ถ่ายทอดศิลปะมิกโซโลจีร่วมสมัย ผสานวิถีชีวิตแบบเกาะ และเสน่ห์ของค่ำคืนเขตร้อนในมัลดีฟส์อย่างลงตัว Journey To Exceptional Taste • ดื่มด่ำไปกับเส้นทางแห่งการรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของรีสอร์ต   ประเทศอินโดนีเซีย, 9 – 11 กันยายน – ณ มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ   Chefs [At The] Table Where Indonesia’s Culinary Stories Come Alive โดยเชฟ Ketut Sartika เชฟ Agung Ardiawan และเชฟ Wira Hardiyansyah เมนูที่หยั่งรากจากสูตรอาหารดั้งเดิม ถ่ายทอดเรื่องราวที่สืบทอดตามกาลเวลา พร้อมสะท้อนวิวัฒนาการของศาสตร์การปรุงอาหารอินโดนีเซียในปัจจุบัน The Grand Banquet Two Chefs, One Story of Indonesian Heritage โดยเชฟ Syrco Bakker และเชฟ Bayu Timur การถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์อาหารอินโดนีเซียที่กำลังพัฒนา ผ่านประสบการณ์ที่ผสานการแสดงสดอันเปี่ยมด้วยอารมณ์และความหมาย Heirloom PM A Four-Hands Dialogue of Land and Fermentation โดยเชฟ Eka Sunarya และเชฟ Lee Daejin มื้ออาหารค่ำที่รังสรรค์อย่างประณีต โดยมีการหมักเป็นหัวใจหลัก ถ่ายทอดความหลากหลายทางชีวภาพของบาหลี ควบคู่ไปกับมุมมองด้านอาหารในระดับสากลอย่างกลมกลืน Spirited Social • An Evening with Kentaro Wada ประสบการณ์ค็อกเทลยามค่ำคืนที่นำเสนอรสชาติแห่งฤดูกาลอย่างประณีต สะท้อนสไตล์อันเรียบง่ายแต่ลุ่มลึกของ Kentaro Wada Journey To Exceptional Taste • The Pastry Edit with Richard Long ขนมมอบที่รังสรรค์อย่างประณีต ถ่ายทอดผ่านหลากหลายช่วงเวลาตลอดการเดินทาง พร้อมการสาธิตสด   แพ็คเกจห้องพักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมให้บริการในหลากหลายจุดหมายปลายทาง ในขณะที่ประสบการณ์ Luxury Dining Series บนเรือลูมินารา แห่ง เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอทช์ คอลเลคชั่น เปิดให้บริการเฉพาะแขกที่จองทริปเดินทางเส้นทางประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น นอกจากนี้สมาชิกแมริออท บอนวอย ยังสามารถใช้คะแนนสะสม แมริออท บอนวอย โมเมนต์ (Marriott Bonvoy Moments) เพื่อร่วมประมูลเข้าร่วมกิจกรรมอาหารสุดพิเศษเหล่านี้ได้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Luxury Dining Series

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

ซีเจ มอร์ บุก โรงเรียน สร้าง ฐานลูกค้า รุ่นใหม่ เชื่อม แบรนด์ ถึง วัยรุ่น

PRnounce

‘ซีเจ มอร์’ สู้ศึกค้าปลีก ชูกลยุทธ์สร้างฐานลูกค้าระยะยาว ผนึก ‘คำต้องเชื่อม’ เดินสายพื้นที่ขวัญใจวัยรุ่น เชื่อมแบรนด์-สถานศึกษา ปลื้ม ‘เตรียมอุดม’ ตอบรับล้นหลาม พร้อมลุกอีก 3 สเตชัน ก.ค. – ส.ค. นี้   จบไปแล้วสำหรับกิจกรรมแคมปัสทัวร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ “ซีเจ มอร์ x คำต้องเชื่อม” สำหรับการแข่งขันรอบคัดเลือกกลุ่มที่ 2 ที่จัดขึ้น ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ความสนุกครั้งใหญ่ โดยได้รับการตอบรับอย่างถล่มทลายจากทั้งกลุ่มนักเรียนเจ้าถิ่น และนิสิตนักศึกษาจากหลากหลายสถาบันรอบข้าง ที่ตบเท้าเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่งจนเต็มพื้นที่   กิจกรรมดังกล่าว ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางชุมชนและพื้นที่รวมไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ยของ “ซีเจ มอร์” ที่ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การสื่อสารที่มุ่งเน้นความเป็นกันเอง เข้าถึงง่าย และสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเจเนอเรชันใหม่ โดยหยิบยกอัตลักษณ์เด่นของแบรนด์ในเรื่องความ “ครบ ถูก คุ้ม” มาปรับให้เข้ากับบริบทของวัยเรียน นอกจากนี้ ยังได้ขนทัพไอเทมเด็ดมาเปิดบูธให้น้องๆ ร่วมสนุก เล่นเกมแจกของรางวัลฟรีแบบจัดเต็ม พร้อมสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟมาสปอยล์น้องๆ กันถึงที่   ความสนุกในรั้วแคมปัสยังไม่จบเพียงเท่านี้ ซีเจ มอร์ และ คำต้องเชื่อม เตรียมเดินหน้าลุยแจกความสดใสและส่งต่อความคุ้มค่าอย่างต่อเนื่อง โดยสเตชันถัดไปเตรียมบุกไปหาวัยรุ่นกันถึงที่ ใกล้ที่ไหน ไปร่วมกิจกรรมกันได้ ตามตารางทัวร์ดังนี้ วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569: บุกรั้ว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาเขตรังสิต) วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2569: บุกรั้ว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569: บุกใจกลางเมืองเอาใจก๊วนวัยรุ่น ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว   ปรากฏการณ์ความสำเร็จของการเดินสายแคมปัสทัวร์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพจำของแบรนด์ในใจกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ ซีเจ มอร์ ในฐานะผู้นำค้าปลีกไทย ที่ปัจจุบันเปิดให้บริการรองรับทุกความต้องการของลูกค้ามากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนความสุข ส่งมอบความคุ้มค่า และสแตนด์บายเป็นเพื่อนแท้เคียงข้างไลฟ์สไตล์ของทุกชุมชนและทุกเจเนอเรชันอย่างไม่หยุดยั้ง

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ มอบ เครื่องดนตรีโยธวาทิต หนุนทักษะดนตรีเยาวชนสกลนคร

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ สร้างโอกาสทางการศึกษา มอบเครื่องดนตรีวงโยธวาทิตกว่า 2.1 ล้านบาท หนุนเยาวชนสกลนครพัฒนาศักยภาพผ่านดนตรี   บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการพัฒนาสังคมและการศึกษา สนับสนุนเครื่องดนตรีวงโยธวาทิตเพื่อการศึกษาแก่โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร จังหวัดสกลนคร มูลค่ารวม 2,129,000 บาท เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านดนตรี เปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และพัฒนาศักยภาพสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ พิธีส่งมอบจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยได้รับเกียรติจาก นายณรงณ์ เห็นหลอด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสกลนคร เป็นประธานรับมอบ พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ในการนี้ ได้มีคณะผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ และผู้แทนจากบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ร่วมส่งมอบเครื่องดนตรีให้แก่โรงเรียนกุดเรือคำพิทยาคาร เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในระยะยาว รวมไปถึงเป็นการส่งเสริมศักยภาพวงโยธวาทิตของโรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขันในเวทีระดับประเทศ อีกด้วย บี.กริม เพาเวอร์ เชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและสังคมอย่างยั่งยืน ขณะที่ดนตรีเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะรอบด้าน ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ วินัย และความมั่นใจในตนเอง ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับการเติบโตของเยาวชนในศตวรรษที่ 21 การสนับสนุนครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคศิลปวัฒนธรรม โดยมีมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า และบริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรในการผลักดันโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาด้านดนตรีให้กับเยาวชนในพื้นที่ และสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบี.กริม เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม (Creating Shared Value) ผ่านการพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย อันเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

มอร์นิ่ง!! ‘ตลาดรังสิต’ ขยับรอบ60ปี สู่ ‘Breakfast Destination’

Peace&Play

ตลาดรังสิต ปรับภาพจำในรอบ 60 ปี สู Breakfast Destination ปลุกวัฒนธรรมอาหารเช้าไทย สร้างจุดหมายใหม่ดึงผู้บริโภค นักท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนยามเช้า     รีโพสิชันนิ่งตลาดเก่าสู่จุดหมายใหม่ ตลาดรังสิตปรับบทบาทจากตลาดดั้งเดิม สู่ Breakfast Destination สร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้คนเดินทางมาใช้เวลาในช่วงเช้า เทรนด์เศรษฐกิจเช้ากำลังเติบโต ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์อาหารเช้า คาเฟ่ และไลฟ์สไตล์ยามเช้ามากขึ้น กลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจค้าปลีกและอาหาร ใช้อัตลักษณ์ท้องถิ่นสร้างความแตกต่าง การรวบรวมร้านอาหารเช้าและเมนูดั้งเดิมของชุมชน ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ตลาดและสร้างจุดขายที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก   ‘ตลาดรังสิต’ ภายใต้การบริหารของ บริษัท รังสิตร่วมพัฒนา จำกัด มากว่า 60 ปี ถึงในปัจจุบัน ได้ยกระดับจาก ‘ตลาดสด’ สู่ตำแหน่งใหม่ ‘ไลฟ์สไตล์เดสติเนชันยามเช้า’ อย่างเต็มรูปแบบ   ต่อการปรับบทบาทใหม่อาณาจักรตลาดรังสิต หนึ่งในแลนด์มาร์คการค้าและเศรษฐกิจ สำคัญของจังหวัดปทุมธานี โดยมีพื้นที่ขนาดกว่า 78 ไร่ ประกอบด้วย   อาคารพาณิชย์มากกว่า 700 คูหา แผงค้ากว่า 1,300 แผง   ทั้งหมดส่งให้ ‘ตลาดรังสิต’ เป็นแหล่งรวมทั้งตลาดสด สินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงร้านค้าทองคำ อีกด้วย   โดยหนึ่งในไฮไลต์ ล่าสุดที่สร้างความแตกต่างและโดดเด่นให้กับ ‘ตลาดรังสิต’ คือการเป็นศูนย์รวมอาหารเช้าและเมนูอร่อยระดับตำนานที่ครองใจผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน ด้วยเมนูของกินตอนเช้า ที่คนไทยคุ้นเคย เริ่มตั้งแต่   ขนมครกสูตรโบราณหวานน้อย กระเพาะปลาเครื่องแน่นรสกลมกล่อม น้ำเต้าหู้หอมมันคู่ปาท่องโก๋ทอดสดใหม่ หมูสะเต๊ะหอมกรุ่นเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรเข้มข้น อย่างข้าวเหนียวหมูทอด เ นื้อทอดร้านดังประจำตลาด ขนมปังหน้าหมูทอดกรอบไม่อมน้ำมัน กุยช่ายนึ่งแป้งบางไส้แน่นที่ทำสดใหม่ตลอดวัน   โดยตลาดรังสิต ยังนำเมนูของหวานยามเช้าสำหรับสายไลท์มีล อาทิ   มันย่าง มันบด กล้วยปิ้งหอมหวาน ข้าวเหนียวมะม่วง   ทั้งนี้ยังรวมถึงสินค้าและผลไม้คุณภาพที่จำหน่ายตลอดทั้งปี อย่างทุเรียน และ ข้าว ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดต่างเป็นเมนูยอดนิยมที่ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายสาย ‘เออร์ลี่ เบิร์ด’ ที่ตั้งใจเดินทางมาตลาดรังสิตเพื่อเลือกซื้อของอร่อยไปเติมพลังในตอนเช้า   นอกจากนี้ ‘ตลาดรังสิต’ยังได้จัดคมเปญ ‘กริ๊งๆ นาทีทอง’ โปรโมชันที่เตรียมจัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ช้อปสินค้าและอาหารในราคาพิเศษแบบจำกัดเวลา มาสร้างสีสันใหม่ให้ตลาด พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพในยุคเศรษฐกิจผันผวน   Good Vibes ตลาดรังสิต   ขณะเดียวกัน ‘ตลาดรังสิต’ ยังพัฒนาสภาพแวดล้อมอย่างจริงจัง ทั้งความสะอาด ความเป็นระเบียบ และความสะดวกสบาย เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้เทียบชั้นตลาดยุคใหม่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างครบถ้วน   ปัจจุบัน ตลาดรังสิตถูกพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ ครอบคลุมทุกมิติการใช้ชีวิต ดังนี้ ‘ตลาดสดรังสิต’ ทำหน้าที่หลักด้านวัตถุดิบคุณภาพ ‘เรือนรังสิต’ โซน Grab & Go ตอบโจทย์ความเร่งรีบผู้บริโภค ‘ครัวรังสิต’ สำหรับสายกิน โซนแฟชั่นและไลฟ์สไตล์กว่า 1,000 แผงค้า ตลาดนัดตลอดทั้งสัปดาห์   ต่อการปรับผ่านใหม่ตลาดรังสิตครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งใหม่ในรอบกว่า 6 ทศวรรษ เพื่อส่ง งสัญญาณสำคัญง ว่าตลาดสดไทยกำลังก้าวเข้าสู่ ยุคที่ ‘ประสบการณ์’ กลายเป็นหัวใจของการจับจ่ายของชุมชนยุคใหม่   ขอขอบคุณภาพประกอบปก เพจปทุมธานีรีวิว

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม จับมือ กรุงไทย-KTC ยกระดับประสบการณ์ช้อปหรู เจาะ Wealth

PRnounce

ไอคอนสยาม จับมือ กรุงไทย – KTC เปิดมิติใหม่แห่ง Luxury Retail Experience มอบประสบการณ์เหนือระดับสำหรับลูกค้า Wealth ตอกย้ำการเป็น Global Experiential Destination   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าตอกย้ำความเป็น Global Experiential Destination และจุดหมายปลายทางแห่งไลฟ์สไตล์ลักชัวรีเหนือระดับ (Experiential Luxury Destination) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด หรือ KTC จัดกิจกรรม “Private Luxury Shopping Experience” สำหรับกลุ่มลูกค้า Wealth โดยเฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์แบบ Customer-Centric Experience ผ่านการช้อปปิ้งเหนือระดับแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Luxury Experience) ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถัน ผสานโลกของแฟชั่น ศิลปะ ไลฟ์สไตล์ และศาสตร์แห่งรสชาติเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ   ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ของไอคอนสยาม ที่มุ่งสร้าง Meaningful Luxury Experience ผ่านการคัดสรรสิทธิประโยชน์และกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับแนวหน้า เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง (Affluent & Wealth Segment) ที่แสวงหาความแตกต่าง เฉพาะตัว และที่หาไม่ได้จากที่อื่น (Exclusive & One-of-a-kind Experience)   โดยกิจกรรม “Private Luxury Shopping Experience” ครั้งนี้มอบความเหนือระดับให้กลุ่มลูกค้า Wealth ได้สัมผัสความเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ลักชัวรีระดับโลกภายในไอคอนสยาม เริ่มด้วยประสบการณ์พิเศษด้านศิลปะจาก Gucci ที่นำเสนอ Personalized Illustration Session กิจกรรมวาดภาพเฉพาะบุคคลโดยศิลปินชื่อดัง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวและตัวตนของลูกค้าคนสำคัญผ่านผลงานศิลปะที่มีเพียงหนึ่งเดียว เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกสุดพิเศษที่เชื่อมโยงแบรนด์ ศิลปะ และตัวตนของแต่ละท่านเข้าด้วยกัน ขณะที่ Louis Vuitton ต้อนรับแขกคนสำคัญด้วยการเปิดประตูเชื้อเชิญเข้าสู่ Louis Vuitton L’Appartement พื้นที่รับรองส่วนตัว (Private Luxury Space) ภายในไอคอนสยาม พร้อมกิจกรรม Art of Packing Session ที่ถ่ายทอดศาสตร์แห่งการจัดกระเป๋าในแบบฉบับเมซงระดับโลก ผ่านบริการที่ออกแบบขึ้นเฉพาะบุคคล เพื่อสะท้อนมาตรฐานการต้อนรับในระดับ Luxury Hospitality   ด้าน Tiffany & Co. มอบช่วงเวลาที่น่าประทับใจผ่านกิจกรรม Icons In-store Activation พร้อมพรีวิวคอลเลกชัน HardWear ให้ได้สัมผัสก่อนใคร ทั้งยังเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเมนูไอศกรีมสูตรพิเศษจาก Torry’s Ice Cream ที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับ Tiffany & Co. และมีให้ลิ้มลองเฉพาะภายในบูติกเท่านั้น สะท้อนแนวคิด Immersive Brand Experience ที่เชื่อมโยงโลกของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์แห่งการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสเข้าด้วยกัน ก่อนปิดท้ายวันด้วยมื้ออาหารระดับเวิลด์คลาส ณ ร้านอาหารมิชลินสตาร์ Blue by Alain Ducasse ที่เติมเต็ม Luxury Journey ครั้งนี้ให้ครบทุกมิติทั้งด้านแฟชั่น ศิลปะ การบริการ และรสสัมผัสอันประณีตของศาสตร์การทำอาหารชั้นสูง   ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงไทย KTC และไอคอนสยามเข้าร่วม ได้แก่ ดร.รัฐยา ทองรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย, คุณประณยา นิถานานนท์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน), คุณสรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และ คุณระวี คุณวิภูศีลกุล ผู้อำนวยการ ผู้บริหารกลุ่มงาน Customer Engagement Group 1 บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด   ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่างไอคอนสยาม ธนาคารกรุงไทย และ KTC ในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนพลังของ Strategic Partnership ที่เชื่อมโยงพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งการเงิน ไลฟ์สไตล์ และลักชัวรีแบรนด์ เพื่อร่วมกันสร้าง Extraordinary Customer Experience และนิยามใหม่ของการดูแลลูกค้ากลุ่ม Wealth ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่าง มีคุณค่า และน่าจดจำ ยังตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ระดับโลก Global Experiential Destination ของไอคอนสยาม ที่มอบช่วงเวลาสุดพิเศษและความประทับใจเหนือความคาดหมายในทุกมิติของการใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง

June 20, 2026 / 0 Comments
read more

จีนฟื้นแชมป์เที่ยวไทย ดันตลาดของฝากโต The Goldgreen เพิ่มมูลค่าผลไม้ไทย

BizKet

The Goldgreen มองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว เป็นแรงส่งสำคัญของตลาดของฝากไทย พร้อมต่อยอดผลไม้ไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทในปี 2569   ‘‘อรรถพชร์ เธียรวุฒินันท์’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ โกลด์กรีน จำกัด ย้อนจุดเริ่มธุรกิจ ‘The Goldgreen’ แบรนด์สินค้าของฝากระดับพรีเมียม ที่หยิบผลไม้ไทยนำมาแปรรูปอบแห้ง แต่ยังคงเอกลักษณ์และรสชาติแห่งความเป็นผลไม้เมืองร้อนไว้อย่างเหนียวแน่น จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 และเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงในวันนี้ แม้บริษัทฯ จะเจอกับวิกฤตในช่วงโควิด-19 หลังดำเนินการมาราว 3-4 ปี ด้วยธุรกิจสินค้าในตลาดกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมค้าปลีกท่องเที่ยว พอสมควร   อย่างไรก็ตาม หลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายในปี 2566 พร้อมเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ The Goldgreen’ สามารถกลับมาทำยอดขาย ‘New High’ ได้ต่อเนื่อง แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักจะลดลง   แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารสมดุลพอร์ตลูกค้า ทำให้แบรนด์ยังบาลานซ์สัดส่วนกลุ่มลูกค้าเพื่อรักษาการเติบโตเอาได้ถึงในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น ลูกค้าต่างชาติ 90% คนไทย 10%   “ในลูกค้าต่างชาติ 90% นี้ มีทั้งจีน ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ด้วย”   ‘จีน’ หวนเที่ยวไทย-ปลุกตลาดของฝากโต   อรรถพชร์ กล่าวว่า ในปี2569 นี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มกลับมาสดใส ด้วยประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยว/นักเดินทางต่างชาติ โดยเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุภาพรวมการท่องเที่ยวใน 5 เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวมทั้งสิ้น 13 ล้านคน มีเงินสะพัดกว่า 650,000 ล้านบาท   ขณะที่ ‘จีน’ ยังครองอันดับ 1 จำนวน 2.2 ล้านคน ตามมาด้วย ‘มาเลเซีย’ 1.5 ล้านคน ‘อินเดีย’ 1 ล้านคน ‘รัสเซีย’ 928,774 คน และ ‘เกาหลีใต้’ 525,550 คน   จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าว สะท้อนศักยภาพธุรกิจ ‘The Goldgreen’ ที่ยังแข็งแกร่งและผลักดันให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในฐานะแบรนด์สินค้าของฝากพรีเมียมสัญชาติไทย ที่นำทั้ง ขนมไทย ผลไม้ไทยมาแปรรูปยืดอายุการจัดเก็บแต่ยังคงรสชาติและคุณประโยชน์ เพื่อยกระดับวัตถุดิบไทยแท้ให้เป็นสินค้าพรีเมียม ส่งถึงมือนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสประสบการณ์รสชาติแบบไทยๆ พร้อมรองรับตลาดผลไม้อบแห้งในไทยมูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านบาท และเติบโตกว่า 10%   อรรถพชร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ท่องเที่ยวในปีนี้ บริษัทมองว่าสินค้าของฝากจากไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทยยังมีศักยภาพมากด้วยเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของคนทั่วโลกอยู่แล้ว โดย Goldgreen นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแปรรูปสินค้าผลไม้ท้องถิ่นเกรดพรีเมียมที่ทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์รสชาติความเป็นไทย เพื่อทำตลาดกลุ่มลูกค้าหลักนักท่องเที่ยวที่ซื้อไปบริโภคเอง หรือ นำไปเป็นของฝาก อย่างต่อเนื่อง   ล่าสุด แบรนด์ได้ร่วมงานกับ ‘หลิงหลิง คอง’ ในฐานะพรีเซนเตอร์คนแรก ด้วยภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับ Brand Identity กลุ่มผลไม้อบแห้ง ‘The Goldgreen’  เพื่อเป็นตัวแทนสินค้าพร้อมดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความเป็นไทยและกลุ่มนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชียที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก   “หลิงหลิง ยังชอบผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน แถมยังเป็นแฟนคลับตัวจริงที่เลือกทานผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ฯ เป็นประจำ ประกอบกับหลิงหลิงมีฐานผู้ติดตามหลากหลาย เป็นที่รู้จักในกลุ่มเอเชียกว้างขวาง  เชื่อว่าจะช่วยขยายการรับรู้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น”   ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ The Goldgreen คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชียและจีนที่มีไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบ Experience Seeker  มุ่งท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสวัฒนธรรม รสชาติ และความเป็นไทยอย่างแท้จริง ซึ่งการซื้อของฝากและของที่ระลึกคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทางที่ขาดไม่ได้   นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่ใส่ใจเรื่องคุณภาพของอาหาร มองหาสินค้าพรีเมียมที่ทำจากวัตถุดิบไทยแท้ ให้รสชาติอร่อย และให้ความสำคัญกับคุณภาพและการจัดเก็บ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามในฐานะสินค้าที่มอบเป็นของขวัญหรือของฝากได้ เช่นกัน   อรรถพชร์ กล่าวต่อ สำหรับแผนในระยะถัดไป แบรนด์จะมุ่งการทำตลาดเข้าถึงผู้บริโภคทั้งไทยโดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในประเทศไทยให้ครอบคลุม พร้อมขยายตลาดการส่งออกและจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้สัมผัสรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทยพรีเมียม   ปัจจุบัน ‘The Goldgreen’ มีสินค้าหลากหลายแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ประกอบไปด้วย   กลุ่มผลไม้แปรรูป เช่น มะม่วงอบแห้ง ทุเรียนอบกรอบ มังคุดอบกรอบ และสินค้าใหม่สตรอว์เบอร์รีอบกรอบ กลุ่มขนม เช่น ทองม้วน เจลลี่ผลไม้ ช็อกโกแลตคลุกเกล็ดทองม้วน กลุ่มข้าวแปรรูป เช่น ข้าวแต๋นมินิขนาดพอดีคำ เป็นต้น   โดยผลิตภัณฑ์ The Goldgreen วางจำหน่ายช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ อาทิ Big C, Lotus, Tops foodhall, Gourmet market, Makro, Dear Tummy และในช่องทางออนไลน์ Shopee, Lazada   จากแผนธุรกิจที่วางไว้ บริษัทฯ คาดมีรายได้ราว 300 ล้านบาทในปี 2569       

June 19, 2026 / 0 Comments
read more

BDMS สเกลธุรกิจสร้างอีโคซิสเต็ม-เวลเนสครบวงจร WellEra x Capella 2.9 หมื่นล.

BizKet

BDMS ลงทุนใหญ่ 2.9 หมื่นล้านบาท เปิด WellEra โครงการเวลเนส อีโคซิสเต็มใจกลางกรุงเทพฯ ร่วม Capella Hotel Group รับเศรษฐกิจเวลเนสโลก 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ   BDMS ลงทุน 2.9 หมื่นล้านบาท สร้าง WellEra โครงการ Wellness Complex ขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่กว่า 2 แสนตารางเมตร เชื่อมบริการสุขภาพ การอยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ไว้ในระบบเดียวกัน ร่วมกับ Capella เปิด Branded Residence แห่งแรกในไทย Capella Residences Bangkok at WellEra นำมาตรฐานบริการระดับโลกมาผสานกับแนวคิดการอยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะระยะยาว รับเมกะเทรนด์เศรษฐกิจเวลเนสโลก BDMS มองโอกาสจากตลาด Wellness Economy มูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ ที่ได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ Wellness Real Estate     แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชาการ จำกัด (มหาชน) จำกัด (BDMS) ผู้บริหารเครือโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ เปิดเผยว่า BDMS ใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2.9 หมื่นล้านบาท เปิดตัวโครงการ WellEra (เวล-เอ-ร่า) ภายใต้แนวคิด ‘THE DNA OF WORLD WELL-LIVING’ ถือเป็นโครงการ สุขภาพเชิงบูรณาการ (Wellness Complex) ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ   สำหรับโครงการฯ ต่อยอดจากประสบการณ์ด้านบริการทางการแพทย์ มากว่า 50 ปีมีจากจำนวนขนาด 50 เตียงก่อนขยายธุรกิจครอบคลุมการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องด้วย ถึงปัจจุบันครอบคลุมมากกว่า 10  แบรนด์/หน่วยธุรกิจ อาทิ BDMS Wellness Clinic Samitivej Paolo Hospital BNH Hospital Phyathai Hospital Bangkok Hospital Royal Bangkok Hospital ANB Laboratories RN Health Save Drug BeDee Medic Pharma Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok   โดยจากนี้ไป เพื่อมุ่งสู่การเติบโตยั่งยืนองค์กรในอนาคต BDMS ได้นำความเชี่ยวชาญบริการทางการแพทย์ขยายสู่โปรเจกต์ เวล-เอ-ร่า เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสังคมสุขภาวะที่ดี รวมถึงสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ให้กับผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพทั้งร่างกายและจิตใจ   “โปรเจกต์นี้เป็น Stepping Stone ก้าวสำคัญของ BDMS ที่เป็นส่วนหนึ่งในจุดหมายปลายทางเวลเนส ของไทยด้วย”   BDMS รับเศรษฐกิจเวลเนสโลก ด้าน นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) BDMS มุ่งสนับสนุนวิสัยทัศน์ ‘Wellness Hub Thailand: The Land of Life หรือ ดินแดนแห่งชีวิต’ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นเวเนส ฮับ (Wellness Hub) ของโลก   ทั้งนี้ ยังเพื่อรองรับการเติบโตเศรษฐกิจเวลเนสโลก (Global Wellness Economy) ที่ปัจจุบัน มีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดจะเติบโตสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี พ.ศ. 2572 ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพโลก ด้วยมูลค่ากว่า 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.4 ล้านล้านบาท จากปัจจัยสนับสนุน คือ   กลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เติบโต 4% ที่อยู่อาศัยเชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) เติบโตกว่า 9%   “ปัจจัยหลัง เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่เติบโตโดดเด่นที่สุด สะท้อนพฤติกรรมการใช้ชีวิตผู้คนทั่วโลกต้องการดูแลสุขภาพควบคู่การใช้ชีวิตพร้อมระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”   ขณะที่ ประเทศไทย มีจุดได้เปรียบครอบคลุมทุกด้านที่สนับสนุนการเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ของภูมิภาค ตามทิศทางภาครัฐที่เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub และตั้งเป้ายกระดับเศรษฐกิจสุขภาพให้มีมูลค่ากว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่า 11% ของ GDP ประเทศในอนาคต     ร่วมพันธมิตระดับโลก ‘Capella’   นายแพทย์ตนุพล เสริมว่าโครงการ WellEra โดย BDMS ยังร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ‘Capella Hotel Group’ ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพเต็มรูปแบบในชื่อ ‘Capella Residences Bangkok at WellEra’  เป็นโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ ‘Capella’ แห่งแรกของประเทศไทย เพื่อนำมาตรฐานการบริการระดับโลกด้านต่างๆ รวมกับประสบการณ์แห่งการอยู่อาศัยในทุกด้าน   โดยโครงการ WellEra  ยังได้พัฒนาภายใต้แนวคิด Wellness-Integrated Ecosystemประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่เชื่อมโยงภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน ได้แก่   Branded Residence ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลก (Capella Residences Bangkok at WellEra) Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พบปะ และสร้างคอมมูนิตี้ที่มีคุณภาพ   เบื้องหลัง WellEra   นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า แนวคิดพัฒนาโครงการ WellEra เกิดจากจุดตั้งต้นหลักการขยายการดูแลสุขภาพของผู้คนที่ไม่ต้องรอป่วยเพื่อเข้ามารับการรักษา แต่เป็นการมอบบริการเพื่อสุขภาวะเพื่อการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพตลอดอายุขัย (life Span) และภาวะสุขภาพ (Health span)  ได้อย่างสมดุลและยืนยาว เพื่อรองรับ สถานการณ์ทางสุขภาพและการใช้ชีวิตของผู้คน คือ   แนวโน้มสังคมสูงวัย (Trends in Population Aging) โดยคาดว่าในปี ค.ศ. 2033 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society)โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีมากกว่า 28% ของประชากรทั้งหมด โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ทั่วโลก โดยพบผู้เสียชีวิตจาก NCDs ประมาณ 43 ล้านคนต่อปี โดยประเทศไทย มีอัตราการเสียชีวิตจาก NCDs ราว 429,600 คนต่อปี หรือ เฉลี่ย 49 คนต่อชั่วโมง (สำหรับกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจ เบาหวาน ● มะเร็ง ● ความดันโลหิตสูง ● โรคหลอดเลือดสมอง) Lifestyle & Telomere Length Telomere ส่วนปลายของโครโมโซม เปรียบเหมือน ‘นาฬิกาชีวภาพ’ ของเซลล์ หากยิ่งสั้น ➡️ เซลล์ยิ่งแก่เร็ว สูบบุหรี่ หากสูบบุหรี่วันละ 1 ซอง เป็นเวลา 40 ปี อายุขัยลดลงประมาณ 7.4 ปี โรคอ้วน ภาวะอ้วนทำให้ Telomere สั้นลง ➡️ เทียบเท่ากับการแก่เร็วขึ้นประมาณ 8 ปี ออกกำลังกาย การวิ่ง 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ ➡️ ช่วยลดความชราของเซลล์ได้ประมาณ 9 ปี ความเครียด ความเครียดสะสมทุกวัน ➡️ เชื่อมโยงกับ Telomere ที่สั้นลง เทียบเท่ากับการแก่เร็วขึ้นประมาณ 10 ปี   WellEra เปิดปี 2573   ด้าน ฐิติพร หนูคง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าโครงการ  WellEra  วางแนวคิดการพัฒนาในรูปแบบของ Future Wellness Living Ecosystem เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การดูแลสุขภาพ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน คาดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2573   โดยโครงการ WellEra ตั้งบนทำเลบริเวณหัวมุมถนนสารสินตัดถนนหลังสวน โดยมีพื้นที่โครงการเชื่อมต่อติดกับ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ บนพื้นที่รวมกว่า 2 แสนตารางเมตร ประกอบด้วย Branded Residence ที่อยู่อาศัยสุขภาวะ ภายใต้แบรนด์ Capellaจำนวน 45 ชั้น 262 ยูนิต Wellness Clinic คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน Urban Wellness Retreat พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพ จำนวน 20 ชั้น 168 ห้องพัก Lifestyle Retail พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต   สำหรับผลดำเนินงาน BDMS ในปี พ.ศ. 2568 มีรายได้รวม 113,272 ล้านบาท โดยธุรกิจเวลเนสสามารถสร้างสัดส่วนรายได้ถึง 12% ของรายได้รวมทั้งหมดของเครือ ที่มูลค่าประมาณ 13,600 ล้านบาท รอบรับผู้ใช้บริการกว่า 150 สัญชาติทั่วโลก  

June 19, 2026 / 0 Comments
read more

FIFA ปิดโลโก้ไม่สปอนฯบอลโลก Levi’s บอกไม่เป็นไร ใช้ ‘ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง’ ชิงเกมกลับมา

Zcreat

FIFA ปิดโลโก้แบรนด์ในสนามแข่งขันไม่สปอนเซอร์บอลโลก แต่ Levi’s พลิกวิกฤตเป็นไวรัลมาร์เก็ตติ้ง จนคนทั้งโลกจำแบรนด์ได้มากกว่าเดิม   FIFA สั่งลบชื่อและโลโก้แบรนด์ที่ไม่ใช่สปอนเซอร์ ฟุตบอลโลก 2026 บังคับให้สนามแข่งขันหลายแห่งถอดชื่อและโลโก้แบรนด์เดิมออกชั่วคราว เพื่อเปิดพื้นที่สิทธิประโยชน์ให้ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของ FIFA Levi’s เปลี่ยนการถูกปิดโลโก้ให้กลายเป็นไวรัล แม้ชื่อ Levi’s จะถูกปิดทับ แต่แบรนด์เลือกคงโครงร่างโลโก้ Batwing ไว้ จนผู้บริโภคจดจำได้ทันทีและเกิดการแชร์ต่อทั่วโลกออนไลน์ พลัง Brand Equity สำคัญกว่าการมองเห็นโลโก้ เคสนี้พิสูจน์ว่าแบรนด์ที่สร้างคุณค่าและความทรงจำกับผู้บริโภคมายาวนาน ต่อให้ถูกลบชื่อออกไป ผู้คนก็ยังจดจำและเชื่อมโยงกลับมาที่แบรนด์ได้   เมื่อ FIFA มีกฎเหล็กห้ามแบรนด์อื่นที่ไม่ใช้สปอนเซอร์โฆษณา รวมถึง ‘Levi’s Stadium’ สนามแข่งในสหรัฐฯ  แต่ ‘แบรนด์’ ไม่ยอมแพ้ใช้วิกฤตสร้างไวรัลมาร์เก็ตติ้ง   เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลระดับโลก 2026  คิ๊กออฟใน 3 ประเทศเจ้าภาพร่วม สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569  ที่ผ่านมา ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศการเชียร์คึกคัก แต่กลับมี ‘สิ่งหนึ่ง’ ที่สะดุดตาแฟนบอลเป็นอย่างมาก จากความผิดปกติของป้ายชื่อและโลโก้รอบสนามแข่งขัน หลังสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ‘FIFA’ ออกกฎเหล็กคุมเข้มด้านลิขสิทธิ์ พร้อมออกคำสั่ง 16 สนามกีฬาเจ้าภาพการแข่งขันฟีฟ่า 2026 ในครั้งนี้ทำการถอดป้าย ลบชื่อ หรือปิดโลโก้สปอนเซอร์เจ้าเดิมออกไปให้หมด!!   โทษฐานที่แบรนด์เหล่านั้น ไม่ได้เป็นสปอนเซอร์อย่างเป็นทางการ ที่จ่ายเงินให้  FIFA    จากมาตรการนี้ ทำให้ห้สนามแข่งขันฟุตบอลโลกหลายแห่ง ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ชั่วคราว จากชื่อ (สนาม) เดิม อาทิ   MetLife Stadium (Metlife บริษัทประกันสหรัฐ) เปลี่ยนเป็น New York New Jersey Stadium Mercedes-Benz Stadium เปลี่ยนเป็น Atlanta Stadium SoFi Stadium เปลี่ยนเป็น Los Angeles County Stadium   ต่อการรีเนมสนามแข่งขันฟุตบอลโลกในชื่อใหม่ดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ FIFA ได้สิทธิ์ทางโฆษณาแต่เพียงผู้เดียว   โดยสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ แบรนด์ต่างๆ ที่เป็นผู้สนับสนุนให้กับสนามเหล่านี้ที่ถูกใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันภายใต้การบริหารสิทธิ์ของ FIFA  ล้วนต่างยอมจำนนให้ใช้ผ้าคลุมโลโก้แบรนด์ที่ติดอยู่บนป้ายสนามเสียเพื่อให้จบเรื่องนี้ไป   ทีนี้มาถึงมุมพีค เมื่อมีผู้กล้าแบรนด์ระดับโลก อย่าง Levi’s ขอพลิกวิกฤตจากการถูกปิดป้ายชื่อแบรนด์ในสนาม Levi’s Stadium ณ เมืองซานตาคลารา สหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้ถูกเปลี่ยนชื่อชั่วคราวเป็น San Francisco Bay Area Stadium เพื่อเปิดทางให้กับมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 ในปีนี้   งานนี้ Levi’s ขอไม่เลือกที่จะปล่อยจอย แต่กลับพลิกความจำยอมแบบงงๆ นี้ ให้เป็นสถานการณ์ใหม่ จนกลายเป็นการตลาดแบบไวรัล ‘Viral Marketing’ จนอื้ออึงในโลกโซเชียลออนไลน์ ไปในช่วงที่ผ่านมา   เมื่อทีมการตลาดของ Levi’s จัดการนำผ้าใบสีขาวมาพันรอบโลโก้รูปทรงปีกค้างคาว (Batwing)  เอกลักษณ์ของแบรนด์ไว้อย่างประณีต จนเหลือเพียงโครงร่างทรงสามเหลี่ยมเว้าล่างที่เด่นตระหง่านอยู่บนยอดสนาม   ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นความ ‘อัจฉริยะ’ และที่สุดแห่งความสร้างสรรค์ไอเดีย ทางการตลาด เพราะแม้ว่าจะไม่มีตัวอักษรคำว่า Levi’s หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ด้วยรูปทรงเงา (Silhouette) ที่หลงเหลืออยู่นั้นเป็นตัวแทนของเสียงตะโกนอันทรงพลังที่สะท้อนชื่อแบรนด์ Levi’s เอาไว้ได้อย่างชัดเจน   ด้วยแม้ว่า จะไม่เห็นตัวหนังสีอ Levi’s สีขาว บนพื้นหลังสีแดง ในสนาม (ชั่วคราว) แต่คนก็ยังจำได้ว่าเป็นป้ายโลโก้แบรนด์ยีนส์ระดับตำนานอายุมากกว่าร้อยปี   เรื่องราวนี้ ทำชาวเน็ตบนแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์อย่าง  X, Instagram และ Threads ต่างพากันแชร์ภาพนี้จนกลายเป็นไวรัล พร้อมเสียงชื่นชมว่านี่คือการแก้เกมที่เหนือชั้น และสมควรแก่การขึ้นเงินเดือนให้ทีมการตลาดอย่างยิ่ง!!   ด้วยกลยุทธ์การตลาด Levi’s ที่ชวนสร้างการจดจำได้ดีขึ้นในครั้งนี้ กลับยิ่งดึงสายตาของผู้คนได้มากกว่าตอนเปิดโลโก้ปกติในสนาม เสียอีก   จากสิ่งที่เกิดขึ้นในในครั้งนี้ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงในเรื่อง ‘Brand Equity’ หรือคุณค่าของแบรนด์ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ในทันที   ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์กล่าวกับเว็บไซต์ fastcompany ว่า ในกรณีชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง Branding ซึ่งเป็นเพียงการสร้างสัญลักษณ์ (ชื่อ, โลโก้, สี) กับ Equity คุณค่าของแบรนด์ที่สามารถเข้าไปนั่งในใจและสมองของผู้บริโภคได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนสมองของผู้คนเมื่อเห็นรูปทรงของโลโก้กลับจำได้ทันที   แม้ว่า Levi’s จะถูกพรางชื่อในครั้งนี้ แต่ผู้คนก็ยังจำอย่างดี สะท้อนถึงการสะสมคุณค่าของแบรนด์มานานร่วม 173 ปี โดยเรื่องนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วถึงขนาดที่หนึ่งในทีมนักสร้างสรรค์คอนเทนต์จาก Netflix ออกมาเสนอไอเดียว่า Levi’s ควรฉวยโอกาสนี้ทำเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์รุ่นพิเศษที่สกรีนลาย ‘โลโก้โดนผ้าคลุมสีขาว’ ออกมาวางจำหน่ายเลยทีเดียว   เพราะมันสามารถสื่อถึงบรรยากาศของการแข่งขันได้อย่างทรงพลัง โดยไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้า หรือตราสัญลักษณ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ FIFA โดยตรง   นอกจากเกิดกระแสในสนามแล้ว ในฝั่งทีมโซเชียลมีเดีย Levi’s ยังขยี้ซ้ำบนโลกออนไลน์เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่มีกลิ่นอายของความเป็นหัวขบถ ด้วยการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของแบนด์ให้เป็นรูปโลโก้โดนผ้าคลุมสีขาว พร้อมปล่อยคลิปวิดีโอแซวสถานการณ์ดังกล่าวโดยใช้แผ่นเสียงยอดฮิตอย่าง ‘Nobody’s Gonna Know’ ร่วมกับแคปชั่นสุดกวน ว่า ‘ยินดีต้อนรับคนทั้งโลกเข้าสู่สนาม [เซ็นเซอร์] อันสวยงามของเรา’   เรื่องราวที่เกิดขึ้น เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาของ Levi’s ที่แยบยลและน่าสนใจอย่างมากในโลกธุรกิจและแบรนด์ดิ้งว่า หนึ่งสิ่งสำคัญในการทำการตลาด คือ การสร้างพื้นที่ในความทรงจำทางวัฒนธรรมของผู้คน แม้ว่าสหพันธ์ฟุตบอล FIFA อาจจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมป้ายโฆษณาหรือจัดการพื้นที่ทางกายภาพได้ตามใจชอบ   แต่สุดท้าย พวกเขาไม่สามารถควบคุมความทรงจำและจิตวิทยาของผู้บริโภคได้  เมื่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมีความแข็งแกร่งมากพอ ที่ต่อให้จะถูกปิดบังหรือลบชื่อออกไปอย่างไร อัตลักษณ์ที่ทรงพลังนั้นก็ยังคงฉายทะลุผ้าคลุมออกมาจนผู้คนจำได้อยู่ดี  

June 18, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูทั่วไทย ร่วมอาลัยน้อมสำนึกพระกรุณาธิคุณเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ทั่วประเทศ ร่วมแสดงความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ   บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำคณะผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศ ร่วมพิธีแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ เบื้องหน้าพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก ด้วยสำนึกในพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม โดยเฉพาะการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การพัฒนากระบวนการยุติธรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรี เด็ก ผู้ต้องขัง และผู้เปราะบางในสังคม ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ พระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระปณิธานอันแน่วแน่ในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียม จะยังคงสถิตอยู่ในหัวใจของปวงชนชาวไทย และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนน้อมนำพระจริยวัตรอันงดงามมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตตลอดไป   ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้จัดพิธีแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานในทุกภูมิภาค ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปทุมธานี ได้แก่ อาคารทรู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก ทรู ดิจิทัล พาร์ค สถานีข่าว TNN ช่อง 16 และทรู คอลเซ็นเตอร์ รังสิตและศรีนครินทร์ ตลอดจนสำนักงานทรู ประจำภูมิภาค ในจังหวัดนครปฐม พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี และสงขลา โดยคณะผู้บริหารและพนักงานทรูทั่วประเทศต่างร่วมใจแสดงความอาลัยด้วยความสำนึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สะท้อนความตั้งใจของทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะองค์กรเอกชนไทย ที่พร้อมน้อมนำพระปณิธานมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินงาน ควบคู่กับสร้างคุณประโยชน์แก่คนไทยและประเทศไทยอย่างยั่งยืน เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ท่านสืบไป

June 17, 2026 / 0 Comments
read more

อาร์ม-ปิยะชาติ BRANDi เติม ‘GSI’ สร้างแต้มต่อใหม่ ‘GDP’ ไทยในเวทีโลก

EcoVative

อาร์ม-ปิยชาติ อิศรภักดี BRANDi เปิดแนวคิด GSI ดัชนีเศรษฐกิจยุคใหม่ ทำหน้าที่เป็น GDP Plus ช่วยวัดคุณภาพการเติบโต เสริมศักยภาพแข่งขันของไทย ท่ามกลางความท้าทายจาก AI ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน   GSI คือ GDP Plus ดัชนีใหม่ที่เข้ามาเสริม GDP เพื่อวัดคุณภาพการเติบโตของประเทศ ครอบคลุมทั้งนวัตกรรม ความยืดหยุ่น และศักยภาพระยะยาว ไทยยังมีพื้นที่พัฒนา ไทยมีจุดแข็งด้านการเข้าถึงโอกาสของประชาชน แต่ยังต้องเร่งสร้างนวัตกรรมและประสิทธิภาพเชิงสถาบัน โลกใหม่วัดที่คุณภาพ การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างอนาคตอย่างยั่งยืนด้วย   โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการวัดความสำเร็จของประเทศด้วยตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอแล้ว เพราะแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่คำถามสำคัญคือ ‘คุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้นจริงหรือไม่?’ และ ‘การเติบโตนั้นยั่งยืนเพียงใด?’ สิ่งนี้ คือจุดเริ่มต้นแนวคิด ‘Sustainomy’ เศรษฐกิจยั่งยืน ที่เกิดจากการผสานระหว่าง Sustainable และ Economy เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง คน (People), โลก (Planet), กำไร (Profit) ให้เดินหน้าไปพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ไทยต้องมีพิมพ์เขียวเศรษฐกิจยั่งยืน ในยุค Sustainomy ฝ่าโลกซ้อนวิกฤต โดยแนวคิดดังกล่าว สะท้อนการเปลี่ยนกรอบความคิด (Logic Shift) ครั้งสำคัญ ที่มองว่า ‘ความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นเรื่องเดียวกันแล้ว’ ตามที่ ปิยะชาติ (อาร์ม) อิศรภักดี Chief Sustainomist, BiOST และ CEO, BRANDi and Companies ผลักดันมาตลอดกว่า 3 ปี เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย   ล่าสุด BRANDi เปิดสำนักงาน HOPE Quarter จัดงาน Global Sustainomy Outlook #1 ภายใต้แนวคิด ‘Beyond GDP : ก้าวข้ามขีดจำกัดการเติบโต สู่ตัวชี้วัดเศรษฐกิจคุณภาพแห่งอนาคต’ เพื่ออัปเดตทิศทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเปิดตัวแนวคิด Global Sustainomy Index หรือ GSI ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ถูกออกแบบให้เป็น ‘GDP Plus’ เครื่องมือเสริมการวิเคราะห์การเติบโตของประเทศในมิติที่ลึกขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทย แข่งขัน เติบโต และรับมือความเสี่ยงในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน     GSI คือ อะไร แล้วทำไมต้องมี?   อาร์ม-ปิยชาติ  บอกว่า เศรษฐกิจในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ใช้ ‘GDP’ เป็นเครื่องมือหลักในการวัดขนาดเศรษฐกิจของประเทศ โดยคำนวณจาก การบริโภค (Consumption) การลงทุน (Investment) การใช้จ่ายภาครัฐ (Government Spending) และการส่งออก (Export) จากสมการดังกล่าวนี้ ทำให้ GDP ตอบคำถามว่า ‘เศรษฐกิจใหญ่แค่ไหน’? แต่ไม่สามารถตอบได้ว่า ‘การเติบโตนั้นมีคุณภาพหรือไม่’?   เขาบอกอีกว่า ตอนนี้ โลกกำลังเผชิญโจทย์ใหม่จากหลายปัจจัยอย่าง   ความเหลื่อมล้ำ สังคมสูงวัย ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ AI   ทั้งหมดนี้ ทำให้ GDP แบบเดิมไม่สามารถสะท้อนภาพได้ครบถ้วน จึงเป็นที่มาของ Global Sustainomy Index (GSI) ดัชนีที่ทำหน้าที่เป็น ‘ปลั๊กอิน’ เสริม GDP เพื่อวัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว   GSI ชี้วัด 5 เสาหลัก   ขณะที่ GSI นอกจากนำมาใช้ร่วมวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและยังประเมินความพร้อมของประเทศในการเติบโตผ่าน 5 เสาหลัก (Pillars) ได้แก่   คุณภาพเชิงโครงสร้าง (Structure) ความสามารถในการรับมือความเสี่ยง (Resilience) ความครอบคลุมทางสังคม (Inclusion) ประสิทธิภาพเชิงสถาบัน (Institutional Capability) ศักยภาพการเติบโตจากผลิตภาพและนวัตกรรม (Productivity & Growth)   โดย อาร์ม-ปิยะชาติ ย้ำว่าแนวคิดนี้ ยังสอดคล้องกับงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ที่ชี้ว่า   “ประเทศที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ได้อาศัยเพียงเงินลงทุนหรือการบริโภค แต่ต้องมีคุณภาพสถาบันที่ดี ทุนมนุษย์ที่แข็งแรง นวัตกรรม ความสามารถในการปรับตัว และความเชื่อมั่นในการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน”   นอกจากนี้ ยังมีผลการประเมินด้าน GSI ล่าสุดในภูมิภาคอาเซียน ผลออกมาพบว่า ‘ไทย’ อยู่ในกลุ่มประเทศระดับกลาง (Structurally Constrained Development) จากจุดแข็งด้าน ‘Inclusion’ การเข้าถึงโอกาสของประชาชน แต่ยังมีช่องว่างสำคัญอย่าง กลไกภาครัฐ การขับเคลื่อนเชิงสถาบัน นวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่ง ประเทศไทยได้คะแนน Resilience ความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 58 จาก 100 คะแนน สะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้พัฒนาอีกมาก   เมื่อการจัดอันดับ ไม่ใช่สูตรสำเร็จ   เขา กล่าวอีกว่า ขณะที่เป้าหมายของดัชนีนี้ ไม่ใช่การจัดอันดับประเทศ เพราะในโลกปัจจุบัน ‘Benchmarking’ การเปรียบเทียบสำคัญกว่า ‘Ranking’ การจัดอันดับแล้ว   ด้วยแม้จะรู้ว่าใครอยู่อันดับหนึ่งไม่ช่วยให้ประเทศพัฒนาได้เท่ากับการรู้ว่าจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองอยู่ตรงไหน และควรเรียนรู้อะไรจากประเทศอื่น   ขณะที่ GSI ยังทำหน้าที่เป็นเสมือนแผนที่การพัฒนา ที่ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และนักลงทุน มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศได้ชัดขึ้น ว่าเศรษฐกิจมีความพร้อมรับมือความเสี่ยงเพียงใด มีศักยภาพสร้างนวัตกรรมมากแค่ไหน และสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนได้จริงหรือไม่   อาร์ม-ปิยะชาติ กล่าวทิ้งท้ายในมุมของ BranDi เชื่ออย่างหนักแน่นว่าการเติม GSI เข้าไปข้าง GDP ไม่ได้เป็นการปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการยกระดับจากการวัดเชิงปริมาณ ‘Quantity’  ไปสู่การวัดเชิงคุณภาพ ‘Quality’ เพื่อเข้าสู่ขีดการแข่งขันโลกยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดกันที่ขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพของระบบ ความสามารถในการปรับตัว และศักยภาพในการสร้างอนาคต   ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม GSI จึงถูกวางให้เป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสในการเติบโตครั้งต่อไป และก้าวจากประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศคุณภาพสูง (High Quality Country) ที่สามารถสร้างทั้งความมั่งคั่ง ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันได้พร้อมกัน  

June 17, 2026 / 0 Comments
read more

LPN แก้โจทย์คนซื้อบ้านยุคหนี้สูง เปลี่ยนจากลดราคาเป็นลดภาระผ่อน

BizKet

LPN มองหนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพสูงเป็นโจทย์ใหญ่ตลาดอสังหาฯ ปรับกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคา สู่การช่วยบริหารภาระการเงิน เปิดแคมเปญ ‘พักหนี้ที่ LPN’ ครอบคลุม 21 โครงการพร้อมอยู่   ตลาดบ้านเปลี่ยนจากแข่งราคา สู่แข่งช่วยจัดการการเงิน LPN มองว่าผู้บริโภคไม่ได้กังวลเรื่องราคาบ้านเพียงอย่างเดียว แต่กังวลภาระผ่อนระยะยาวและกระแสเงินสดในชีวิตประจำวันมากขึ้น ดึง 21 โครงการพร้อมอยู่ ตอบโจทย์หลายกลุ่มลูกค้า ครอบคลุมทั้งคอนโดใกล้รถไฟฟ้า ทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว เพื่อรองรับตั้งแต่ First Jobber จนถึงครอบครัวที่ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัย เป้าหมาย ทำให้การมีบ้านเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น โมเดล ‘อยู่ก่อน ผ่อนทีหลัง’ ช่วยลดแรงกดดันช่วงแรกของการซื้อบ้าน พร้อมเปิดทางให้ลูกค้าวางแผนการเงินได้เหมาะสมมากขึ้น   ‘ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์’ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ แอลพีเอ็น (LPN) เปิดเผยว่า LPN มองว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากปัจจัยกระทบ อาทิ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น   โดยส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อบ้านและระมัดระวังการก่อหนี้ระยะยาวมากขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อยุคใหม่ยังต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีและทำเลศักยภาพ แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเดิม   ทั้งนี้ จากพฤติกรรมดังกล่าว บริษัทฯ มองว่าแนวทางการทำตลาดอสังหาฯ ในครึ่งหลังปี 2569 นี้ หากใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้วยส่วนลดเพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ตลาดอีกต่อไป จึงปรับแนวทางสู่การช่วยบริหารภาระทางการเงินของลูกค้า ผ่านแคมเปญ ‘พักหนี้ที่ LPN’ ภายใต้แนวคิด ‘อยู่ก่อน ผ่อนทีหลัง’ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านกระแสเงินสดในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้าน   โดย LPN นำโครงการอสังหาฯพร้อมอยู่ 21 โครงการ ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมใกล้ระบบขนส่งมวลชน ทาวน์โฮมสำหรับครอบครัวเริ่มต้น รวมถึงบ้านแฝดและบ้านเดี่ยวหลายระดับราคา เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนเริ่มทำงาน ครอบครัวใหม่ ไปจนถึงผู้ที่ต้องการขยับขยายที่อยู่อาศัย “โมเดลนี้ ผู้ซื้อสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ก่อน โดยบริษัทช่วยสนับสนุนภาระผ่อนชำระบางส่วนตามเงื่อนไขนานสูงสุด 5 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อาทิ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ค่าโอน ค่าจดจำนอง ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง และโซลาร์เซลล์ในบางโครงการ” ดารณี ย้ำว่าเป้าหมายสำคัญแคมเปญ ไม่ใช่การกระตุ้นยอดขาย แต่ต้องการลดอุปสรรคในการเริ่มต้นมีบ้าน เพื่อช่วยให้ลูกค้าวางแผนการเงินได้เหมาะสมขึ้น และเปลี่ยนบทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากผู้ขายที่อยู่อาศัย ไปสู่ผู้ช่วยบริหารความเสี่ยงทางการเงินให้กับผู้บริโภคในช่วงที่กำลังซื้อยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูงต่อเนื่อง

June 17, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม พา Local Heroes ไทยขยับสู่ตลาดโลก ผ่านเวที โซล

PRnounce

ไอคอนสยาม หนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นไทยสู่เวทีโลก นำพา Local Heroes ไปสู่ Global Heroes “เมืองสุขสยาม – ไอคอนคราฟต์” สร้างประสบการณ์วัฒนธรรมไทยใจกลางกรุงโซล ยกทัพงานคราฟต์ ศิลปะจิ๋ว ขนมไทย บุกเกาหลีใต้ใน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026     ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อน Soft Power ไทยสู่เวทีสากล เตรียมพา “เมืองสุขสยาม” เมืองแห่งวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย หนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญที่รวบรวมเสน่ห์ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และสินค้าท้องถิ่นจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยเข้าไว้ด้วยกัน และ “ไอคอนคราฟต์” (ICONCRAFT) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด ยกทัพงานคราฟต์ ศิลปะขนาดจิ๋ว และขนมหวานไทยทำมือสุดประณีต ไปถ่ายทอดความน่ารักของมรดกทางวัฒนธรรมไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026: Creative Life and Creative Heartbeat” เทศกาลไทยสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 21 มิถุนายน 2569 ณ Cheonggyecheon Plaza ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้   การเข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยาม เมืองสุขสยาม และไอคอนคราฟต์ ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย ช่างฝีมือ และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน และนำเสนอภูมิปัญญา รวมถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ บนเวทีระดับนานาชาติ   โดย คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “หลังจากประสบความสำเร็จในการนำผู้ประกอบการจากเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2025 ซึ่งได้รับผลตอบรับดีเกินคาดหมาย สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ และเปิดตลาดใหม่ในเกาหลีใต้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัฒนธรรมไทยและผู้ประกอบการไทยที่สามารถสร้างความสนใจในตลาดต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ปีนี้ไอคอนสยามพร้อมต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว ด้วยการพาเมืองสุขสยามไปนำเสนอเสน่ห์วัฒนธรรมไทยผ่านแนวคิด ‘Thai Cuteness = Thai Soft Power’ รวมถึงคัดเลือกแบรนด์คราฟต์ไทยที่มีศักยภาพจากไอคอนคราฟต์ ไปถ่ายทอดความงดงามของวิถีชีวิตไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้อย่างเป็นสากล เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ สร้างการรับรู้ต่อสินค้าและบริการไทย และผลักดัน Soft Power ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกอีกครั้ง”   ในงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ครั้งนี้ เมืองสุขสยาม พร้อมนำเสนอความเป็นไทยภายใต้แนวคิด “Thai Cuteness = Thai Soft Power” ถ่ายทอดวิถีท้องถิ่น ขนมไทย และแมวไทย ผ่านงานคราฟต์จิ๋วจากดินไทย ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของไทยอย่างสร้างสรรค์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ “สารพัดสุข สนุกแบบไทย” ผ่านการจัดแสดงงานศิลปะจำลองขนาดจิ๋วที่สะท้อนวิถีชีวิตและอัตลักษณ์ไทย 4 ภูมิภาค จาก “ร้านเล็กปั้นจิ๋ว” ซึ่งสร้างสรรค์เมนูอาหาร ขนม และวิถีชุมชนไทย ในรูปแบบงานคราฟต์ย่อส่วนจากดินไทยปั้นมือ อีกทั้งยังมีการสาธิตงานคราฟต์และภูมิปัญญาไทยจาก “จุ๊บเจลเนอรัล” ที่นำเสนอแฟชั่นคราฟต์ร่วมสมัยผ่านงานถักโครเชต์ไหมพรมดีไซน์สร้างสรรค์ และ “ร้านขนมไทยแพรวไพลิน” ที่นำเซ็ตขนมไทยมงคลและขนมพื้นบ้านอัตลักษณ์ไทยหาทานยาก อาทิ ขนมตระกูลทอง ขนมใส่ไส้ประยุกต์ ขนมสาคูตะโก้ และขนมลืมกลืน ไปให้ผู้ร่วมงานได้ลิ้มลอง พร้อมถ่ายทอดเสน่ห์ขนมไทยโบราณผ่านการสาธิตการปั้นลูกชุบ   และเพื่อขยายฐานการรับรู้สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ เมืองสุขสยามยังเตรียมเปิดตัวไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “กล่องจุ่มแมวไทย” งานแฮนด์เมดดีไซน์ร่วมสมัยที่นำเอกลักษณ์ของแมวมงคลไทยมาต่อยอดในรูปแบบของสะสมสไตล์ Art Toy เป็นครั้งแรกภายในงาน รวมถึงเปิดตัว “น้องสุข” คาแรคเตอร์แมววิเชียรมาศ ทูตวัฒนธรรมประจำเมืองสุขสยาม ที่จะไปร่วมสร้างสีสันและความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานทุกเพศทุกวัย พร้อมยกระดับความสนุกด้วยกิจกรรม Thailand Check-in Mission เชิญชวนให้ชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกร่วมแชร์ภาพถ่ายประสบการณ์ความน่ารักภายในงาน เพื่อแลกรับของที่ระลึกสุดพิเศษ ทั้งงานคราฟต์ไทยและ SOOKSIAM Limited Edition : Thai Food   นอกจากนี้ ผลงานจาก 4 แบรนด์ไทยภายใต้ไอคอนคราฟต์ ยังได้ร่วมสร้างการรับรู้และเผยแพร่คุณค่าของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยไทยให้ชาวเกาหลีได้สัมผัส ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในการส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีนานาชาติ ทั้ง ผลิตภัณฑ์จาก “Mae Ing Shibori แม่อิงซิโบริ” วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จังหวัดเชียงใหม่ ที่เน้นใช้สีธรรมชาติในการผลิตผ้ามัดย้อม พร้อมส่งเสริมบทบาทผู้หญิงในชุมชนและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน, ของขวัญและของที่ระลึกไทยแบรนด์ “HOLEN” ที่นำเอกลักษณ์จากวรรณคดีรามเกียรติ์มาสร้างสรรค์เป็นคาแรกเตอร์สุดน่ารัก เด่นด้วยสินค้าเชิงฟังก์ชันอย่างยาดมสมุนไพร Aromadom เคสยาดม และไอเท็มสุดคราฟต์ที่เหมาะเป็นของขวัญ ของที่ระลึก ของฝาก และของสะสมเชิงสร้างสรรค์, กระเป๋าอัพไซเคิลฝีมือคนไทย “SAME THANG” ที่หยิบเอาซองเมล็ดกาแฟมาเล่าเรื่องใหม่เป็นกระเป๋าแฮนด์เมดน่าใช้หลากหลายรูปแบบ และของใช้ของแต่งบ้านจาก “SUCHAI CRAFT” แบรนด์ระดับตำนานที่แปลงโฉมเครื่องใช้อะลูมิเนียมปั๊มลายไทยให้กลายเป็นของใช้และของตกแต่งบ้านร่วมสมัยสีสันสดใส โดยทั้ง 4 แบรนด์ล้วนนำเสนอผลงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทยที่ร่วมสมัย ใช้งานได้จริง จึงไม่เพียงสะท้อนภาพความเป็นไทยได้อย่างน่าสนใจ ยังเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ดีด้วย   สำหรับงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 จัดขึ้นโดย สถานเอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงโซล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งจากประเทศไทยและเกาหลีใต้ ภายใต้แนวคิด “Creative Life and Creative Heartbeat” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยผ่านมิติด้านวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว และนวัตกรรมสร้างสรรค์ ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การแสดงของเหล่าศิลปิน T-Pop ชื่อดัง การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย ขบวนพาเหรดวัฒนธรรม กิจกรรมการแข่งขัน โซนนวัตกรรมไทย รวมถึงรวบรวมร้านอาหารไทยชื่อดังมาให้ลิ้มลองมากมาย โดยคาดว่าจะดึงดูดชาวเกาหลีและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้เข้าร่วมงานได้เป็นจำนวนมาก   การหนุนเมืองสุขสยามและไอคอนคราฟต์เข้าร่วมงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไอคอนสยาม ในการเป็นเวทีแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ชุมชน และผู้สร้างสรรค์ผลงานจากทั่วประเทศสู่ตลาดนานาชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยได้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งจะต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย ตลอดจนเป็นการผลักดันทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่สามารถสร้างคุณค่า สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างการรับรู้เชิงบวกต่อประเทศไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน  

June 17, 2026 / 0 Comments
read more

เกษรวิลเลจ เปิดเวทีอาหารไทยระดับโลก ผ่าน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026

PRnounce

เกษรวิลเลจ ตอกย้ำบทบาท World-Class Gastronomy Destination ร่วมเผยเสน่ห์อาหารไทยผ่าน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026: THE BLACK BOX EDITION   กรุงเทพมหานคร สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้วงการอาหารไทยได้รับการกล่าวถึงบนเวทีโลกอีกครั้ง กับการเป็น Venue Host ของงาน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026: THE BLACK BOX EDITION ที่รวบรวม 12 เชฟระดับแนวหน้าจากทั่วโลก ผู้ครอบครองดาวมิชลินรวมกว่า 21 ดาว พร้อมการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของ 5 เชฟระดับ 3 Michelin Stars เป็นครั้งแรกในประเทศไทย   ค่ำคืนแห่ง Gastronomy ระดับโลกครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของประเทศไทยผ่านมุมมองของศาสตร์แห่งอาหารร่วมสมัย โดยนำเสนอคุณค่าของวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านผลงานการรังสรรค์อาหารจากเชฟระดับโลกภายใต้แนวคิด “THE BLACK BOX EDITION” เชฟทั้ง 12 ท่านจะได้รับภารกิจพิเศษในการค้นหาแรงบันดาลใจจากวัตถุดิบไทยที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน “กล่องปริศนา” ก่อนนำมาตีความและสร้างสรรค์เป็นเมนูระดับโลกที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเรื่องราวอันทรงคุณค่าของประเทศไทยผ่านมุมมองที่แตกต่างและน่าจดจำ   THE BLACK BOX ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายทางการปรุงอาหาร หากยังเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องราวที่รอการค้นพบ ตั้งแต่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความทุ่มเทของเกษตรกรไทย แนวคิดด้านความยั่งยืน ไปจนถึงศักยภาพของวัตถุดิบไทยที่พร้อมก้าวสู่การยอมรับในระดับสากล   งานครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งวัตถุดิบชั้นเลิศของโลก ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน ซึ่งยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เชฟและผู้เชี่ยวชาญด้าน Gastronomy จากทั่วโลก 12 เชฟระดับโลกที่ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ได้แก่   Chef Alvin Leung (Hong Kong) – 3 Michelin Stars Chef Bruno Menard (France) – 3 Michelin Stars Chef Thierry Voisin (France) – 3 Michelin Stars Chef Jacob Jan Boerma (The Netherlands) – 3 Michelin Stars Chef Thomas Bühner (Germany) – 3 Michelin Stars Chef Tim Golsteijn (The Netherlands) – 1 Michelin Star Chef Deepanker Khosla (India / Thailand) – 1 Michelin Star & Michelin Green Star Chef Massimiliano Sena (Italy) – Michelin-Starred Chef Chef Alessandro Frau (Italy) – International Michelin Chef Chef Gerard Villaret (France) – International Culinary Master Chef Michael Huu Huynh (Vietnam) – Award-Winning International Chef Chef Giorgio Diana (Italy) – Founder of Dinner Incredible & Global Gastronomy Ambassador   จาก 12 เชฟระดับโลก ดาวมิชลินรวมกว่า 21 ดาว วัตถุดิบปริศนา 12 ชนิด และ 1 ภารกิจสำคัญ ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการอาหารไทยกำลังจะถูกบันทึกผ่านการถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในมิติที่ลึกซึ้ง ทรงคุณค่า และร่วมสมัย ในฐานะ Venue Host ของงาน Gaysorn Village ตอกย้ำบทบาทการเป็น World-Class Gastronomy Destination ใจกลางกรุงเทพมหานคร ด้วยการเปิดพื้นที่ The Crystal Box ชั้น 19 ณ Gaysorn Urban Resort ให้กลายเป็นเวทีระดับโลกสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แรงบันดาลใจทางอาหาร และบทสนทนาระหว่างวัฒนธรรม DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์ของ Gaysorn Village ในการสร้างประสบการณ์ที่ก้าวข้ามขอบเขตของการรับประทานอาหาร สู่การเป็นพื้นที่แห่งการค้นพบ การเชื่อมโยงผู้คน (Mingle) และการสร้าง Community ของผู้รักอาหาร เชฟผู้รังสรรค์อาหาร และผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรม ผ่านพลังของ Gastronomy พร้อมร่วมผลักดันศักยภาพของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านอาหารที่สำคัญของโลก   ความร่วมมือดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ผู้รักอาหารได้สัมผัสรสชาติและแนวคิดการปรุงอาหารระดับโลกต่อเนื่องจากค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ เปลี่ยนประสบการณ์จากเวที Gastronomy ระดับโลกให้กลายเป็นการเดินทางด้านอาหารที่เข้าถึงได้ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ Gaysorn Village ในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน Gastronomy ที่รวบรวมประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับแนวหน้าของโลกไว้ใจกลางกรุงเทพมหานคร   DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026: THE BLACK BOX EDITION 13–14 มิถุนายน 2569 ณ The Crystal Box ชั้น 19, Gaysorn Urban Resort, Gaysorn Village “UNVEIL THE BLACK BOX. REVEAL THE TRUE THAILAND.” เพราะวัตถุดิบอันล้ำค่าของไทยไม่ได้มอบเพียงรสชาติอันโดดเด่น หากยังบรรจุเรื่องราวของผู้คน วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และความทรงจำที่เชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกเข้าหากัน DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 คือการเฉลิมฉลองแห่งการค้นพบ ความคิดสร้างสรรค์ และการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม ที่นำวัตถุดิบไทยอันโดดเด่น ภูมิปัญญาที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน และศิลปะแห่งการปรุงอาหารระดับโลก มาร่วมถ่ายทอดตัวตนของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่งดงามที่สุด นั่นคือ “อาหาร”

June 17, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู เปิดตัว ทรู ไซเบอร์เซฟ แจ้งเตือนสายมิจฉาชีพข้ามพรมแดน

PRnounce

โทรปุ๊บ…เตือนปั๊บ! ทรู ขานรับมาตรการ กสทช. สกัดภัยมิจฉาชีพข้ามพรมแดน ชู “ทรู ไซเบอร์เซฟ” แจ้งเตือนสายเรียกเข้า +697 และ +698 ปกป้องลูกค้าจากมิจฉาชีพ   เตือนภัยเบอร์เสี่ยงจากต่างแดน … ทรู ขานรับนโยบาย กสทช. เดินหน้ายกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องด้วยทรู ไซเบอร์เซฟ บริการปกป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์สำหรับลูกค้าทรู ดีแทค ทรูออนไลน์ ฟรี ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องโหลดแอป ล่าสุดเพิ่มระบบแจ้งเตือนสำหรับสายเรียกเข้าจากต่างประเทศที่ขึ้นต้นด้วยรหัส +697 และ +698 โดยระบบจะแสดงข้อความแจ้งเตือนภัยขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ รองรับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น ทั้ง iOS และ Android ของลูกค้าควบคู่กับหมายเลขนั้น ๆ ในทันที เพื่อเพิ่มความระมัดระวังขั้นสูงสุดก่อนตัดสินใจรับสาย ซึ่งถือเป็นการสกัดกั้นกลโกงของมิจฉาชีพที่มักใช้การโทรจากต่างประเทศเข้ามาหลอกลวงผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด   ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทรู ไซเบอร์เซฟ ยังได้ดำเนินมาตรการปกป้องลูกค้าอย่างรอบด้านและครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนลิงก์และสายเรียกเข้า การบล๊อกสายเรียกเข้าและ SMS การติดตามเฝ้าระวังเว็บไซต์หลอกลวง รวมถึงการแจ้งเตือนภัยไซเบอร์รูปแบบต่าง ๆ อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้และความตระหนักรู้แก่ผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ และเสริมสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าสามารถใช้งานบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยในทุกมิติ   นอกจากนี้ยังมี บริการ 9777 Scam Report ให้ประชาชนแจ้งบล็อกสายมิจฉาชีพได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย พร้อมแจ้งผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง อีกด้วย   รายละเอียดเพิ่มเติม “True CyberSafe” ได้ https://www.true.th/services/true-cyber-safe  

June 16, 2026 / 0 Comments
read more

ขัตติยา กสิกรไทย หวั่นธุรกิจไทยไม่ปรับรับ ESG เสี่ยงหลุดวงเงินทุนโลก

EpisodeX

ขัตติยา กสิกรไทย ชี้ ESG ตัวชี้วัดศักยภาพธุรกิจในตลาดทุนโลก ไม่ใช่แค่ CSR อีกต่อไป ขณะที่ ESG Bond ไทยพุ่งแตะ 208,404 ล้านบาทในปี 2025 และ Thailand Taxonomy กำลังเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบ   ESG Bond ไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง มูลค่าแตะ 2 แสนล้านบาท ปี 2025  ตลาด ESG Bond ไทยมีมูลค่ารวม 208,404 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนมาจาก Sustainability-linked Bond ที่ผูกดอกเบี้ยกับเป้าหมายความยั่งยืนที่วัดผลได้จริง อสังหาฯ ยุคใหม่แข่งกันที่คาร์บอน ผู้พัฒนาโครงการต้องพิสูจน์ประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตามมาตรฐานสากล โครงการที่ผ่านเกณฑ์ Green Building เท่านั้นถึงจะเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ ธุรกิจไทยที่ไม่ปรับตัว เสี่ยงหลุดจากวงเงินทุนนักลงทุนทั่วโลก นักลงทุนสถาบันทั่วโลกใช้ ESG เป็นตัวชี้วัดศักยภาพการเติบโตระยะยาว ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือเงื่อนไขการเข้าถึงทุนที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่     ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวบรรยายในหัวข้อ ‘Sustainability as an Economic Driver’ จากการจัดงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  จัดโดย ‘แสนสิริ’   เธอระบุว่า ในอดีต ESG และความยั่งยืนถูกมองเป็นเพียงกิจกรรม CSR  เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์องค์กร แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญของระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก เนื่องจากนักลงทุน สถาบันการเงิน และผู้กำหนดนโยบายต่างให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว   “ปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกไหลเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Green Bond, Sustainability Bond หรือกองทุน ESG ต่าง ๆ นักลงทุนไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกต่อไป แต่เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในอนาคต”   ทั้งนี้ ประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวได้ ด้วยหากธุรกิจไทยไม่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้ อาจสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนใหม่ เพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในระยะยาว ขณะที่ภาพรวมตลาด ESG Bond ไทยมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจากปี 2020  โดยมูลค่ารวมปี 2025 อยู่ที่ 208,404 ล้านบาท ซึ่งการฟื้นตัวไม่ได้มาจาก Green Bond แบบดั้งเดิม แต่มาจาก Sustainability-linked Bond ที่ผูกดอกเบี้ยกับเป้าหมายความยั่งยืน สะท้อนว่านักลงทุนต้องการ ผลลัพธ์ที่วัดได้มากขึ้น   ขัตติยา  กล่าวต่อว่า สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ  Thailand Taxonomy เนื่องจากอาคารเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง ซึ่งในอนาคต ผู้พัฒนาโครงการจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องทำเล ราคา หรือคุณภาพโครงการเท่านั้น แต่จะต้องพิสูจน์ได้ว่าโครงการมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอน และสามารถวัดผลได้จริงตามมาตรฐานสากล เช่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์ด้านอาคารสีเขียว (Green Building) และมีระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด   พร้อมเสริมต่อถึงแนวทางการเข้าถึง Green Loan หรือ Green Bond ไม่ได้เริ่มต้นจากการขอสินเชื่อ แต่ต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมขององค์กรใน 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ สร้างความรู้และความเข้าใจ เกี่ยวกับ ESG และกฎเกณฑ์ด้านความยั่งยืน วัดผลคาร์บอนฟุตพรินต์ เพื่อรู้ว่าธุรกิจปล่อยคาร์บอนมากน้อยเพียงใด จัดทำแผนลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมกำหนดเป้าหมายและแนวทางดำเนินงานที่ชัดเจน เข้าถึงเครื่องมือทางการเงินสีเขียว เช่น Green Loan, Green Bond หรือสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance)   ขณะที่ บทบาทของธนาคารในปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้เงินทุน แต่ยังเป็น ‘Transition Partner’ พันธมิตรช่วยลูกค้าออกแบบเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ   Thailand Taxonomy กุญแจเปลี่ยนผ่าน   สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ Thailand Taxonomy จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างผู้พัฒนาโครงการ สถาบันการเงิน และนักลงทุน โดยช่วยให้ทุกฝ่ายใช้เกณฑ์เดียวกันในการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยคาร์บอน  และกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย ที่จะกำหนดทิศทางการลงทุน การปล่อยสินเชื่อ และการเติบโตของภาคธุรกิจในอนาคต ด้วยประโยชน์สำคัญ คือ   ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ง่ายขึ้น เพิ่มความน่าเชื่อถือในการลงทุน ลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในยุคที่ตลาดทุนโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง  Thailand Taxonomy เปลี่ยนโจทย์อสังหาฯไทย ‘แสนสิริ’ ขยายสเกลทุนสีเขียว SET ส่งสัญญาณตลาดทุนไทย เงินลงทุน ESG โต ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว    

June 16, 2026 / 0 Comments
read more

SET ส่งสัญญาณตลาดทุนไทย เงินลงทุน ESG โต ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว

EpisodeX

SET ชี้แนวโน้มเงินลงทุน ESG และผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อความยั่งยืนเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนทิศทางใหม่ของตลาดทุนไทย-ภาคธุรกิจ ต้องยกระดับมาตรฐานอีเอสจี สร้างโอกาสเข้าถึงเงินทุนและดึงดูดนักลงทุนในอนาคต   Climate Risk ไม่ใช่เรื่องไกลตัวธุรกิจ SET ระบุว่า หากไทยไม่เร่งรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจกระทบเศรษฐกิจในระยะยาวจากภัยพิบัติ น้ำท่วม ภัยแล้ง และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของประเทศและภาคธุรกิจ ESG กลายเป็นสัญญาณใหม่ของการลงทุน องค์กรและนักลงทุนให้ความสำคัญกับ ESG เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กองทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเติบโตมากขึ้น บริษัทที่มีแผนความยั่งยืนชัดเจนมีโอกาสเข้าถึงเงินทุนและสร้างความน่าสนใจต่อนักลงทุนได้มากกว่า SET เร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสู่ตลาดทุนสีเขียว ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูล เครื่องมือดิจิทัล และลดการใช้กระดาษผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เป้าหมายคือช่วยให้บริษัทจดทะเบียนและซัพพลายเชนปรับตัวสู่ Net Zero พร้อมยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทยในอนาคต   อสัสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวในหัวข้อ ‘Sustainability as a Market Signal’ จากการจัดงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  จัดโดย ‘แสนสิริ’   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง Thailand Taxonomy เปลี่ยนโจทย์อสังหาฯไทย ‘แสนสิริ’ ขยายสเกลทุนสีเขียว ขัตติยา กสิกรไทย หวั่นธุรกิจไทยไม่ปรับรับ ESG เสี่ยงหลุดวงเงินทุนโลก   เขาระบุว่า ‘ความยั่งยืน’ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญของตลาดทุนโลก แม้ในปัจจุบันหลายองค์กรยังเผชิญแรงกดดันจากการสร้างผลกำไรระยะสั้นและความคาดหวังของนักลงทุนแบบวันต่อวัน แต่การดำเนินธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องมองไกล 5-30 ปีข้างหน้า เพราะสิ่งที่ลงทุนและลงมือทำในวันนี้อาจไม่สะท้อนผลตอบแทนทันที แต่จะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดขององค์กรในระยะยาว   “ความยั่งยืนเหมือนการปลูกต้นไม้ที่ผู้ปลูกอาจไม่ได้เห็นร่มเงาด้วยตัวเอง แต่หากไม่มีใครเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ร่มเงานั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมกันสร้างรากฐานเพื่ออนาคตตั้งแต่ตอนนี้”   ความเสี่ยงภูมิอากาศโลกกระทบเศรษฐกิจไทย   อสัสเดช กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในระดับสูงของโลก แต่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลับส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูล Climate Risk Index ระบุว่า หากไม่มีการปรับตัวและมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ภายในปี ค.ศ. 2048 อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจลดลงถึง 40% จากผลกระทบของภัยพิบัติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ รวมถึงผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรม ขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก Climate Change มากที่สุดของโลก แม้อันดับจะดีขึ้นจากอดีตที่เคยติด Top 10 ซึ่งสะท้อนว่าการวางแผนและการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวของภาคอุตสาหกรรมเริ่มเห็นผลมากขึ้น   ESG โอกาสใหม่ตลาดทุน-ภาคธุรกิจ   โดยปัจจุบันองค์กรและบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับ ESG มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านความยั่งยืนเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งกองทุนเพื่อความยั่งยืนและเครื่องมือการลงทุนรูปแบบใหม่ ขณะที่ภาครัฐได้ผลักดันกองทุน Thai ESG พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจที่มีแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืน สำหรับในมุมของตลาดทุนแล้ว การยกระดับมาตรฐาน ESG ไม่ใช้เพียงภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็นโอกาสในการเพิ่มความน่าสนใจให้กับธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระยะยาวได้มากขึ้น โดยเฉพาะในอนาคตที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น CBAM จะเข้ามามีบทบาทต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย SET สร้างโครงสร้างพื้นฐานรับเปลี่ยนผ่าน   อสัสเดช  กล่าวถึงบบทบาทตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังเร่งพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และข้อมูลด้านความยั่งยืนที่น่าเชื่อถือ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยเหลือบริษัทจดทะเบียนและซัพพลายเชนให้สามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงตั้งเป้าหมาย Net Zero ขององค์กรเอง และสร้างการเรียนรู้ร่วมกับภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ SET ยังผลักดันการลดคาร์บอนผ่านการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล อาทิ การลดการใช้กระดาษในรายงานและเอกสารต่าง ๆ ผ่าน TSD การส่งเสริมระบบอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาแอปพลิเคชัน ‘wiset’ สำหรับตรวจสอบข้อมูลสินทรัพย์ย้อนหลัง ไปจนถึงความร่วมมือพันธมิตรด้านจนส่งไปรษณีย์ไทย ในการสนับสนุนใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี)ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลด Carbon Footprint ของระบบตลาดทุนในภาพรวมด้วย เขากล่าว ทิ้งท้ายว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน สถาบันการเงิน และภาครัฐ เพื่อร่วมกันลดความเสี่ยงในอนาคต สร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดทุน และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

June 16, 2026 / 0 Comments
read more

Thailand Taxonomy เปลี่ยนโจทย์อสังหาฯไทย ‘แสนสิริ’ ขยายสเกลทุนสีเขียว

EpisodeX

‘Thailand Taxonomy’ กำลังเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมอสังหาฯสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะที่ ‘แสนสิริ’ เร่งขยายการเติบโตธุรกิจด้วยทุนสีเขียวผ่าน Green Loan และ Green Bond เชื่อมอีโคซิสเต็มทั้งซัพพลายเชน-เข้าถึงกำลังซื้อคนรุ่นใหม่   อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ยั่งยืนมาตรฐาน Thailand Taxonomy ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยสามารถประหยัดพลังงานได้ 25-35% เปลี่ยนเรื่องความยั่งยืนให้กลายเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับผู้อยู่อาศัย เข้าถึงแหล่งทุนสีเขียวได้ก่อน เป็นแต้มต่อธุรกิจ ผู้พัฒนาโครงการที่ผ่านเกณฑ์มีโอกาสเข้าถึง Green Loan และ Green Bond ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเร่งการลงทุนในโครงการคาร์บอนต่ำระยะยาว อนาคตอสังหาฯ วัดทั้งซัพพลายเชน การเลือกคู่ค้า จากนี้ไปไม่ได้ดูแค่ราคาและคุณภาพงาน แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพพลังงานและความยั่งยืน ส่งผลให้ผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์ และผู้ให้บริการต้องปรับตัวไปพร้อมกันทั้งอุตสาหกรรม   ในงาน GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future ฟอรัมยกระดับระบบนิเวศ ‘Ecosystem’ ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อรองรับ ‘Thailand Taxonomy’ มาตรฐานกลางจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระยะที่ 2 ซึ่งครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  จัดโดย ‘แสนสิริ’ พร้อมด้วย ‘Key Note’ ในหลากหลายอุตสาหกรรมเศรษฐกิจประเทศไทยที่เกี่ยวข้องทั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย • ธนาคารกสิกรไทย •สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่ง ประเทศไทย (UNGCNT)•บริษัทปูนซีเมนตไ์ทย จำกัด (มหาชน)•บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)• บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ร่วมแบ่งปันมุมมมอง เพื่อมุ่งสู่ ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ ระดับโลกในอนาคต ร่วมกัน   อุทัย อุทัยแสงสุขกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์แสนสิริ (Sansiri) กล่าวว่า ‘ความยั่งยืน’ กำลังเป็นรากฐานใหม่ของขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในอนาคต ทั้งวิธีคิดและการตัดสินใจ ให้ทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดย ‘แสนสิริ’ เชื่อว่า องค์กรแห่งอนาคต คือ องค์กรที่สามารถปรับตัวได้ และเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ ที่ต้องก้าวจาก ‘ความตั้งใจ’ ไปสู่ ‘การลงมือทำ’ อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการวางระบบที่โปร่งใส สร้างผลลัพธ์ทั้งระยะสั้น กลาง และ ยาว เพื่อต่อยอดสู่การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง   “ความยั่งยืนไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสใหม่ โดยตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แสนสิริทำงานร่วมกับพันธมิตรในประเด็นด้าน Net Zero ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆในอีโคซิสเต็ม มีหลายบริษัทสามารถพัฒนาธุรกิจและบริการใหม่เข้ามาเติมเต็มคุณค่าในห่วงโซ่อุตสาหกรรม และกำลังกลายเป็นทิศทางใหม่ของภาคธุรกิจในอนาคต”   จากทิศทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับ Thailand Taxonomy ที่กำลังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสนสิริทำอยู่แล้ว ด้วยมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้จริง พร้อมยกระดับสู่การเป็น ‘ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน’ (Competitive Advantage) ใน 2 มิติหลัก คือ   ด้านต้นทุนทางการเงิน ในยุคที่เงินลงทุนทั่วโลกมุ่งสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงมาตรฐาน Thailand Taxonomy ได้ก่อน ช่วยให้แสนสิริสร้างความได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว ทั้ง Green Loan และ Green Bond ได้ก่อนผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรม ส่งผลให้บริหารต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สะท้อนผ่านการเป็นบริษัทอสังหาฯ รายแรกที่ได้รับอนุมัติ Green Loan วงเงิน 4,000 ล้านบาท และเป็นรายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ออก Green Bond เพื่อพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงต่อยอดสู่การพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา ด้านเทรนด์ผู้บริโภค จากมาตรฐานฯ ดังกล่าว ยังการันตีโครงการคอนโดแสนสิริ สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25–35% ซึ่งเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ด้วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินให้กับลูกบ้าน ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งยังเป็นเกณฑ์ใหม่ซัพพลายเออร์อสังหาฯ เพื่อรองรับกลุ่ม Gen Y และ Gen Z กำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดที่ยั่งยืนและคุ้มค่า   อุทัย กล่าวถึงความท้าทายสำคัญของการพัฒนาโครงการตามเกณฑ์ Thailand Taxonomy คือ การทำงานร่วมกับพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานกว่า 4,000-5,000 ราย ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ระบบอาคาร ผู้ให้บริการพลังงาน ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมในจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยในอนาคต การคัดเลือกคู่ค้าจะไม่พิจารณาเพียงด้านราคาและศักยภาพการดำเนินงาน แต่จะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การใช้พลังงาน และแนวทางดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพื่อยกระดับทั้งอีโคซิสเต็มอสังหาริมทรัพย์ไทยไปในทิศทางเดียวกัน   ขณะที่ความสำเร็จของธุรกิจ นอกจากผลประกอบการแล้ว แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาโครงการ คู่ค้า สถาบันการเงิน ลูกค้า และสังคม เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกันในที่สุด   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง  SET ส่งสัญญาณตลาดทุนไทย เงินลงทุน ESG โต ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว ขัตติยา กสิกรไทย หวั่นธุรกิจไทยไม่ปรับรับ ESG เสี่ยงหลุดวงเงินทุนโลก

June 16, 2026 / 0 Comments
read more

KANORI แฮนด์โรลเบอร์หนึ่งไทย โต 132% กวาดรายได้ 116 ล้าน ไตรมาสแรก

PRnounce

‘KANORI Hand roll bar’ กวาดรายได้ไตรมาสแรก ‘116 ล้านบาท’ โตแรง 132% ตอกย้ำความสำเร็จแฮนด์โรลเบอร์หนึ่งของไทย   ตลาดร้านอาหารในไทยขึ้นชื่อว่า เป็นสมรภูมิที่ดุเดือด-ปราบเซียนกว่าใคร เพราะเป็นธุรกิจที่มีลักษณะ ‘Low Barriers of Entry’ หรือ เข้าง่าย ออกง่าย เป็นธุรกิจที่ใครๆ ก็นึกถึงเป็นอย่างแรก หากมีเป้าหมายต้องการริเริ่มมีกิจการเป็นของตัวเอง ทำให้มูลค่าตลาดร้านอาหารในปี 2568 สูงถึง 657,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยแต่ละปีราว 2-3%   เจาะลึกลงไปกว่านั้น พบว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยังเป็นเซกเมนต์ที่ได้รับความนิยม มีผู้เล่นทั้งแบรนด์โลคอล แบรนด์ไฮเอนด์ รวมถึงแบรนด์ที่ลัดฟ้ามาจากต่างประเทศ ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร กรุงเทพฯ ได้ทำการสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย ปี 2568 พบว่า มีร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วประเทศไทย จำนวน 5,781 แห่ง ลดลง 135 แห่ง หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.2% ประเภทอาหารญี่ปุ่นที่มีการปิดตัวลง ได้แก่ ร้านซูชิ ร้านอิซากายะ ร้านสุกี้ชาบู ร้านยากินิกุ ร้านดงบุริ ร้านข้าวแกงกะหรี่ รวมถึงร้านอุด้งและโซบะด้วย   ในบรรดาข้อมูลทั้งหมดที่ว่ามา ‘แฮนด์โรล’ ยังเป็นประเภทอาหารญี่ปุ่นที่นับว่ามีจำนวนคู่แข่งน้อย เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) หรือโอมากาเสะมากขึ้น บางส่วนออกมาเปิดเป็นร้านแฮนด์โรลโดยเฉพาะก็มีให้เห็นเช่นกัน ซึ่งก็รวมไปถึง ‘KANORI Hand roll bar’ แฮนด์โรลเจ้าแรกในเมืองไทยที่เปิดทำการมาได้ประมาณ 3 ปี พร้อมกับการเติบโตที่ขยายไปแล้ว 5 สาขา ทั้งยังขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มแฮนด์โรลที่ขายดีที่สุดบน แกร็บฟู้ดด้วย   นายปณิธิ กอบกุลสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของ ‘KANORI Hand roll bar’ ปีที่ผ่านมาเติบโตดีมากถือว่าเป็นตัวท็อปที่ทำเงินให้กับพอร์ตโฟลิโอของ ไทยสากล เอสเตท เฉพาะส่วนของ ‘KANORI Hand roll bar’ ปีที่แล้วมีผลประกอบการราว ‘400 ล้านบาท’ เติบโตกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ทำเงินไปแล้ว ‘116 ล้านบาท’ เติบโตขึ้นกว่า 132% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งปลายปีนี้มีแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 1 สาขา ปัจจุบัน KANORI Hand roll bar มี 5 สาขา ได้แก่ สาขาสุขุมวิท 49 สาขาเอ็มควอเทียร์ สาขาเซ็นทรัล เอ็มบาสซี สาขาไอคอนสยาม และสาขาสยามพารากอน   หัวใจสำคัญที่ทำให้ ‘KANORI Hand roll bar’ เติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด มาจากการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพและรสชาติ วัตถุดิบทุกอย่างต้องสดใหม่พรีเมียมตามมาตรฐานของร้าน ทุกกระบวนการต้องใช้ของที่ดีที่สุดก่อนเสิร์ฟถึงมือลูกค้า ทั้งยังมีเมนูใหม่ตามฤดูกาลรวมถึงหน้าเทศกาลต่างๆ ด้วย   นอกจากช่องทางการขายหน้าร้าน ปัจจุบัน ‘KANORI Hand roll bar’ ยังเป็นแฮนด์โรลที่มียอดขายอันดับ 1 บนแกร็บฟู้ด ปีที่ผ่านมาทำยอดขายเฉพาะบนแกร็บฟู้ดไปมากกว่า ‘42 ล้านบาท’ จากปีก่อนหน้าที่มียอดขาย ‘3.8 ล้านบาท’ และในปีนี้แม้ผ่านมาเพียงครึ่งทาง ทว่า ยอดขายของแฮนด์โรลจาก KANORI กลับสูงถึง ‘43 ล้านบาท’ เฉลี่ยแล้วยอดขายบนแกร็บฟู้ด (รวมทั้งบริการสั่งเดลิเวอรี่และบริการจองโต๊ะล่วงหน้า GrabFood Dine-out)   “กว่าจะเริ่มทำเดลิเวอรี่เราใช้เวลาในการหาข้อมูลกว่า 7-8 เดือน เพื่อศึกษาว่า ทำอย่างไรให้ยังคงความกรอบของสาหร่ายได้เหมือนกับมาทานที่ร้าน เราต้องบินไปที่โรงงานญี่ปุ่น ต้องไปออกแบบแพ็กเกจจิ้งร่วมกับผู้ผลิตสาหร่าย เราซีลในพลาสติกมาตั้งแต่โรงงานที่ญี่ปุ่น ดังนั้น การที่ลูกค้าสั่งเดลิเวอรี่จึงเปรียบเสมือนได้สาหร่ายที่ออกมาจากโรงงานเลย สาหร่ายจึงกรอบมากเหมือนมาทานที่ร้าน”   สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่สั่งแฮนด์โรลจาก KANORI ผ่านแกร็บฟู้ด ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าราว 60-70% เป็นลูกค้าใหม่ที่เพิ่งรู้จัก KANORI อีก 20-30% เมนูที่ได้รับความนิยมเป็นเซตเมนู 5 โรล, 6 โรล และเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน Salmon Bomb และ Lobster Bomb โดย ‘ลาดพร้าว’ เป็นโซนที่ลูกค้าสั่งซื้อไปมากที่สุด เนื่องจากโลเคชันดังกล่าวยังไม่มีหน้าร้านสาขา   ทั้งนี้ ในวาระครบรอบ 1 ปี ของการพา ‘KANORI Hand roll bar’ ขึ้นไปอยู่บนแกร็บฟู้ด จึงมีโปรโมชันแทนคำขอบคุณ โดยนำเมนู “Triple Shrimp” แฮนด์โรลที่รวมความอร่อยของกุ้งหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกันมาไว้บนแกร็บฟู้ด จากปกติที่เมนูดังกล่าวจะมีจำหน่ายเฉพาะหน้าร้านสาขาเอ็มควอเทียร์เท่านั้น พร้อมมอบส่วนลด 100 บาท เมื่อสั่งอาหาร 500 บาทขึ้นไป เพียงใส่โค้ด ‘KANORI100’ รับสิทธิจัดส่งฟรีผ่านบริการ Saver ในพื้นที่ระยะทางสูงสุด 5 กิโลเมตร   สำหรับใครที่สนใจอยากรับประทานแฮนด์โรลคุณภาพพรีเมียม สามารถสั่งเดลิเวอรี่ได้ที่ GrabFood และติดตามรายละเอียดของร้านได้ที่ Website: www.kanorihandroll.com, Facebook: Kanori, IG: kanorihandroll    

June 16, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม จับมือรพ.ตากสิน เปิด ตรวจสุขภาพฟรี 17 รายการ เพื่อ คนรักสุขภาพ

PRnounce

ไอคอนสยาม ร่วมกับ โรงพยาบาลตากสิน จัดงาน “ICONSIAM WE CARE รวมพลคนรักสุขภาพ” เชิญชวนประชาชนร่วมตรวจสุขภาพฟรี 17 รายการ ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม   ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร่วมกับ โรงพยาบาลตากสิน สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร จัดงาน “ICONSIAM WE CARE รวมพลคนรักสุขภาพ” มหกรรมสุขภาพเพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย ระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนนี้ ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม โดยรวบรวมองค์ความรู้ การตรวจคัดกรองสุขภาพ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ และนวัตกรรมด้านการแพทย์ไว้อย่างครบวงจร เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง พร้อมสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างภาคสาธารณสุขและภาคเอกชน มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้และบริการด้านสุขภาพได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการดูแลสุขภาพเชิงรุก อันจะนำไปสู่การมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว   สำหรับไฮไลต์สำคัญภายในงานตลอดทั้ง 3 วัน อัดแน่นด้วยกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้แก่ บริการตรวจคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น 17 รายการ สำหรับผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เพื่อประเมินภาวะสุขภาพและค้นหาปัจจัยเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เช่น การตรวจคัดกรองสัญญาณชีพ ตรวจคัดกรองสุขภาพจิต ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-Ray) รวมถึงโปรแกรมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ เพื่อตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของตับและไต นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมสำหรับกลุ่มเสี่ยง อาทิ การตรวจ HPV Self-Test มะเร็งปากมดลูก การคัดกรองมะเร็งลำไส้ และการคัดกรอง HIV กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพด้านการออกกำลังกาย รับฟังเทคนิคการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยจากทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมด้านโภชนาการ เวิร์กชอปและกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม การจัดสัดส่วนอาหารตามหลักโภชนาการ เพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอ้วน เวทีเสวนาและการบรรยายพิเศษ ร่วมแชร์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และแนวทางการใช้ชีวิตให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ โดยแพทย์ พยาบาล และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากโรงพยาบาลตากสิน บูธนิทรรศการและนวัตกรรมทางการแพทย์ การให้บริการคำปรึกษาจากหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ พร้อมจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าของระบบสาธารณสุขไทย ข้อแนะนำสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรมเจาะเลือดตรวจสุขภาพ กรุณางดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด อย่างน้อย 10 – 12 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการตรวจ (สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย) และกรุณานำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมฟรี ในวันที่ 20 – 22 มิถุนายน 2569 เวลา 08.00 – 16.00 น. ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1338    

June 15, 2026 / 0 Comments
read more

เจาะอุตสาหกรรมบิวตี้โลก SMS ส่ง COSMENA Series ชิงตลาดเครื่องสำอาง

PRnounce

“เอสเอ็มเอส” จัด Business Forum พร้อมเปิดตัวผลิตภัณ์ใหม่ COSMENA Series นวัตกรรมแป้งสำหรับกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย มุ่งขยายตลาดสู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอางระดับโลก บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจัดจำหน่ายแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูงของประเทศไทยและของโลก ที่ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หนึ่งในธุรกิจการเกษตรภายใต้การบริหารของ “กลุ่มพูลผล” จัด Business Forum หัวข้อ “COSMENA Series: The Innovation Forum Experience 2026” ภายใต้แนวคิด “Formulating Success: From Regulatory & Trend Updates to Multifunctional Starch” เจาะลึกการยกระดับการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ด้วยนวัตกรรมแป้ง COSMENA Series จากเอสเอ็มเอส พร้อมอัพเดทกฎหมาย ตลอดจนระเบียบข้อบังคับด้านเครื่องสำอางในประเทศไทยที่ผู้ผลิตต้องรู้ และ Trend Insight ล่าสุดในอุตสาหกรรม Cosmetic & Personal Care ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ภายในงานมี ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเปิดงาน ร่วมด้วย ภญ.กุลธิดา สุขนิวัฒน์ชัย เภสัชกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มเครื่องสำอางใหม่และนวัตกรรม กองควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ความรู้ในหัวข้อ The update of the rules and regulation of cosmetics & personal care in Thailand และนายสุพัฒน์ เลาระวัตร อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กล่าวในหัวข้อ Market landscape of the global and Thai cosmetic & personal care พร้อมพันธมิตรร่วมงานอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ “Panel Discussion Topics: Natural ingredients for cosmetic & personal care in Thailand โดย ดร.ศิวรัตน์ บุณยรัตกลิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด, ผศ.ภญ.ดร.รมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ คณะภัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณมนสิณี ใจตรง R&D Supervisor Specialty Innovation และกิจกรรม Workshop : COSMENA Series : Multifunctional Starch ดร.วีรวัฒน์ เลิศวนวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอ็มเอส คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า COSMENA Series เป็นนวัตกรรมแป้งธรรมชาติ (Natural Starch) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สำหรับกลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการขยายไลน์ธุรกิจสู่อุตสาหกรรมดังกล่าว โดยทั่วไปผู้ผลิตเครื่องสำอางค์ในประเทศไทย จะนำเข้าแป้งและส่วนผสมต่างๆจากต่างประเทศ SMS เล่งเห็นโอกาสในอุตสาหกรรมนี้ จึงมีการคิดค้นและพัฒนาแป้งสำหรับอุตสากรรมดังกล่าวขึ้นมา โดยในวันนี้ เราเน้นการนำเสนอแป้งในกลุ่ม COSMENA Series ที่สามารถใช้ทดแทนทัลคัม (Talcum) หรือผงแร่ทัลค์ (Talc) ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ปัจจุบันโครงสร้างธุรกิจหลักของเอสเอ็มเอส แบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจอาหาร (Food) 80% และกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่อาหาร (Non-Food) อีก 20% โดยมีเป้าหมายขยายไลน์สู่ธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเอสเอ็มเอสได้ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ก่อนหน้านี้บริษัทได้ขยายไลน์ธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมยา ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อีกทั้งเป็นตลาดที่น่าสนใจด้วยอัตราการเติบโตมหาศาล และมูลค่าการซื้อขายในระดับโลกที่สูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ตลาดประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ด้วยจุดแข็งของเอสเอ็มเอส ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและ R&D โดยเป้าหมายสูงสุดของบริษัทมุ่งมั่นใช้ความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์แป้ง นำมาต่อยอดเพื่อตอบสนองต่อฟังก์ชันการใช้งานในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เพื่อผลักดันให้เกิดการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น แป้งมันสำปะหลังไทย นำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางระดับสากล   นายสุพัฒน์ เลาระวัตร อุปนายกสมาคมการค้าคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย (Thai Cosmetic Cluster Trade Association) และกรรมการผู้จัดการ Skintec Interproduct กล่าวว่า หัวใจของความสำเร็จของเครื่องสำอางไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรม คุณภาพ หรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเข้าใจผู้บริโภค และความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับของประเทศคู่ค้า ตลอดจนความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางโลกมีการเติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียเป็นศูนย์กลางการเติบโตที่สำคัญ และเป็นตลาดที่มีแบรนด์ระดับโลกต่างมุ่งเป้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยประเทศที่มีการเติบโตสูงคือ “อินเดีย” ซึ่งมีประชากรกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและนิยมสินค้าแบรนด์พรีเมียมมากกว่า 200 ล้านคน รวมถึงตลาดตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนิยมสินค้ากลุ่มบอดี้ โลชั่น เพื่อผิวขาว ขณะที่ประเทศไทยทุกวันนี้ถือเป็นศูนย์กลางการผลิต หรือฮับเครื่องสำอางอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับต้นๆ ของเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ศ.ภญ.ดร.รมย์ฉัตร ชูโตประพัฒน์ คณะภัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนาเกี่ยวกับ เทรนด์ส่วนผสมจากธรรมชาติสำหรับผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทย ว่า นิยามของส่วนผสมจากธรรมชาติในเชิงวิชาการ ไม่ได้มีแค่พืชหรือสมุนไพรเท่านั้น แต่ตามมาตรฐานสากลแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. พืช เช่น มันสำปะหลัง (รวมถึงกลุ่มแป้งดัดแปร), ข้าวโพด, ขมิ้นชัน, บัวบก และว่านหางจระเข้ 2. สัตว์และจุลินทรีย์ เช่น คอลลาเจน (จากปลาหรือหนังหมู), นมผึ้ง รวมไปถึงสารที่ได้จากกระบวนการทางชีวภาพของจุลินทรีย์ และ 3. แร่ธาตุ (Minerals) แร่ธรรมชาติที่นำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เช่น เกลือ, Titanium Dioxide, Zinc Oxide, Mica และทัลคัม เป็นต้น   ทั้งนี้ มองว่าเทรนด์สารสกัดธรรมชาติในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะมีการนำพืชธรรมชาติมาผ่านกระบวนการหมักด้วยจุลินทรีย์เพื่อให้เกิดสารสำคัญตัวใหม่ๆ เช่น กลุ่ม Postbiotic หรือการหมักข้าวให้ได้สารกลุ่มเซราไมด์หรือเปปไทด์ รวมถึง Exosome (เอ็กโซโซม) จากพืช โดยการสกัดอนุภาคขนาดเล็กระดับเซลล์จากสมุนไพรไทย เพื่อทำหน้าที่เป็นสารสื่อสารระหว่างเซลล์ ช่วยให้นำส่งสารออกฤทธิ์ได้ตรงจุดมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Upcycling & Sustainable Source การนำของเหลือทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง รวมถึงการคำนึงถึงกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน   ดร.ศิวรัตน์ บุณยรัตกลิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท สยาม มอดิฟายด์ สตาร์ช จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากแร่ทัลคัม (Talc) มีความเสี่ยงเรื่องสารก่อมะเร็งจากแร่ใยหินปนเปื้อน บริษัทจึงได้พัฒนานวัตกรรมแป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Tapioca Starch) ขึ้นมาทดแทน โดยวันนี้ขอนำเสนอ COSMENA Series แป้งมันสำปะหลังดัดแปรทำหน้าที่เป็น Multifunctional Ingredient ประกอบไปด้วย COSMENA ASO และ COSMENA CS COSMENA ASO และ COSMENA CS แป้งมันสำปะหลังดัดแปรที่ให้คุณสมบัติดูดซับความมันและเหงื่อได้ดีเยี่ยม (Oil Absorption) ให้สัมผัสที่แห้ง และช่วยประคองสูตรไม่ให้แยกชั้น พร้อมทั้งมีคุณสมบัติเด่นคือ มีการไหลที่ดี (Free Flow) ไม่จับตัวเป็นก้อน และยังให้ความลื่นและสัมผัสที่นุ่มนวล (Sensory & Spread ability) โดย COSMENA ASO สามารถใช้ทดแทนทัลคัม (Talcum) ได้ 100% และ COSMENA CS เหมาะสำหรับผู้ผลิตเครื่องสำอางค์และและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ที่มองหาส่วนผสมที่สามารถใช้ทดแทนทัลคัมและอลูมิเนียม (100% Tale and Aluminum Free) โดยทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์เหมาะสำหรับสูตรแป้งทาตัว แป้งฝุ่น แป้งตลับ รองพื้น ครีมทาตัวและครีมทามือ COSMENA Series นวัตกรรมแป้งจากธรรมชาติ (Natural Starch) ที่ถูกคิดค้นมาเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ Clean Beauty และการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-conscious Formulations) สำหรับผู้ผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายโดยเฉพาะ นอกจากนี้ COSMENA Series ยังผ่านการรับรองมาตรฐานฮาลาล (Halal Certified) ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูขับเคลื่อนธุรกิจและพาสินค้าไทยไปเติบโตในตลาดมุสลิมทั่วโลก

June 15, 2026 / 0 Comments
read more

แกร็บฟู้ด นำร่องโมเดลเปลี่ยนขยะร้านอาหารเป็นรายได้ สร้างแต้มต่อธุรกิจสีเขียว

EcoVative

แกร็บฟู้ด ร่วมพันธมิตรสายกรีน  ‘Trash Lucky’ เปิดโครงการ ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ ชวนร้านอาหารเปลี่ยนขยะรีไซเคิลเป็นรายได้ พร้อมดันโมเดลธุรกิจสีเขียวรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่   เปลี่ยนขยะเป็นรายได้ ร้านอาหารสามารถคัดแยกขยะรีไซเคิลและนำเข้าสู่ระบบจัดการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นรายได้เสริมจากการรีไซเคิล เทรนด์ร้านอาหารยุคใหม่ต้องใส่ใจโลก ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ได้มองแค่ความอร่อย แต่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สร้างโมเดลธุรกิจสีเขียวที่วัดผลได้ ร้านอาหารสามารถติดตามปริมาณขยะที่จัดเก็บและคาร์บอนที่ลดได้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ช่วยยกระดับสู่ธุรกิจที่ยั่งยืน   จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพล็ตฟอร์มเดลิเวอรี่แอปพลิเคชั่น ‘แกร็บฟู้ด’ เปิดเผยว่า แกร็บฟู้ด (GrabFood) มุ่งพันธกิจ ‘GrabForGood ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดการดำเนินงาน 13 ปี   ล่าสุดในปี 2569 นี้ GrabFood ร่วมกับ แทรชลัคกี้ (Trash Lucky) สตาร์ทอัป แพลตฟอร์มมุ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและรีไซเคิลของไทย ริเริ่มโครงการใหม่ ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการร้านอาหารบนแพลตฟอร์มแกร็บฟู้ดคัดแยกขยะที่เกิดขึ้นภายในร้านเพื่อนำเข้าสู่วงจรรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนนโยบาย ‘ร้านนี้ไม่เทรวม’ ของ กทม.   สำหรับโครงการนำร่อง ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ มีพาร์ทเนอร์ร้านอาหารแบรนด์ต่างๆ ของ GrabFood ให้ความสนใจเข้าร่วมได้แก่   Emily’s Chicken Noodles Easy Health Good Roots Greyhound Café Hommi บะหมี่ไข่ดอง คุ้มสึ เล็กใหญ่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ Lucky Panda เนื้อแคมป์ไฟ Plantiful   โดยร้านเหล่านี้ มุ่งให้บริการคุณภาพเพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านความพยายามปรับปรุงรูปแบบและวิธีการดำเนินงานเพื่อลดกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการทำธุรกิจ เช่น การหันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การวางแผนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปริมาณขยะเศษอาหาร เป็นต้น   นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนขยะดังกล่าวเป็นเงินสดได้ทันที โดยร้านอาหารสามารถติดตามผลการดำเนินการ ทั้งจำนวนขยะที่ถูกจัดเก็บและปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จากการรีไซเคิล ผ่าน Trash Lucky Official LINE Account @Trashlucky ได้อีกด้วย พร้อมตั้งเป้านำขยะเข้าระบบรีไซเคิลให้ได้ 10 ตันภายในระยะเวลา 6 เดือน   ด้าน ณัฐภัค อติชาตการ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ แทรชลัคกี้ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะล้นเมือง ซึ่งมีจำนวนถึง 2.24 ล้านตันต่อปี แต่สามารถนำกลับมารีไซเคิลหรือใช้ประโยชน์ได้เพียง 25% ส่วน 75% ที่เหลือ ถูกนำไปกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ เผา หรือเกิดการหลุดรอดไปในสิ่งแวดล้อม   จากสถานการณ์ดังกล่าว ยังเป็นจุดเริ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม Trash Lucky เพื่อส่งเสริมให้คนไทยคัดแยกขยะและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ถูกต้องและเหมาะสม ผ่านการใช้กลยุทธ์ ‘Rewarding system’ โดยสมาชิก Trash  Lucky สามารถเปลี่ยน ‘ขยะ’ เป็นการสะสมแต้มเพื่อนำไปแลกรับของรางวัลต่างๆ หรือสามารถลุ้นรับรางวัลใหญ่ประจำเดือนได้ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 30,000 คน และrพร้อมช่วยนำขยะเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้มากกว่า 750 ตัน   “ความร่วมมือกับแกร็บฟู้ดในครั้งนี้ ยังเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายจากประชาชนทั่วไป ไปสู่ผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ร้านอาหารตระหนักถึงความสำคัญและปรับพฤติกรรมในการคัดแยกและจัดการขยะได้อย่างเป็นระบบ”   ขณะเดียวกัน ยังให้ความรู้และคำแนะนำด้านการลดปริมาณการสร้างขยะตั้งแต่ต้นทาง อาทิ   การลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ตามหลัก 3R (Reduce, Reuse, Recycle) การคัดแยกและจัดการขยะอย่างถูกต้อง   นอกจากนี้ Trash Lucky ยังเข้ามาดูแลการจัดเก็บและบริหารจัดการขยะรีไซเคิล โดยตั้งเป้าว่าจะมีขยะจากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ เข้าสู่วงจรรีไซเคิลกว่า 10 ตัน พร้อมนำข้อมูลที่ได้จากโครงการฯนำร่องมาใช้วิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินการเพื่อพัฒนารูปแบบของโครงการให้เกิดความยั่งยืนต่อไป   ปรเมษฐ์ บุญเลิศศักดิ์สกุล กรรมการผู้จัดการ ร้าน Emily’s Chicken Noodles (เอมิลี่ เส้นหมี่ไก่ฉีก) กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจ Emily’s Chicken Noodles มุ่งให้ความสำคัญต่อการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและมีเอกลักษณ์ตามคอนเซปต์ของแบรนด์ พร้อมคำนึงถึงความสะดวกของลูกค้า ควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม   “แบรนด์เลือกใช้กล่องกระดาษที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่ในธุรกิจอาหารก็ยังมีขยะอีกหลายประเภทที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม”   สำหรับการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของร้านอาหารต้นแบบภายใต้โครงการ ‘ร้านรักษ์โลก พร้อมคัดแยก’ ทำให้แบรนด์ได้องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในด้านการคัดแยกและจัดการขยะรีไซเคิล การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการสื่อสารกับพนักงานภายในร้านเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งจะช่วยให้เราดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น      

June 15, 2026 / 0 Comments
read more

เวียตเจ็ท เติมฝูงบินโบอิ้ง 50 ลำ แผนสู่สายการบินยุคใหม่รับ 20 ล้านที่นั่งต่อปี

BizKet

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ปี 2569 ขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 เป็น 25  รับอุตฯท่องเที่ยวและการเดินทางในภูมิภาคเอเชียเติบโต-เพิ่มความถี่เที่ยวบินและเปิดเส้นทางใหม่   เติมฝูงบินรับดีมานด์ท่องเที่ยวฟื้นตัว เวียตเจ็ททยอยรับมอบโบอิ้ง 737-8 จำนวน 16 ลำในครึ่งปีหลัง 2569 ดันจำนวนเครื่องบินรุ่นนี้เพิ่มเป็น 25 ลำ รองรับเส้นทางศักยภาพและเที่ยวบินใหม่ ขยายเครือข่ายบินภูมิภาคเอเชีย เพิ่มความถี่เที่ยวบิน พร้อมเปิดเส้นทางใหม่ เช่น กรุงเทพฯ–กัวลาลัมเปอร์ เสริมความแข็งแกร่งเครือข่ายการเดินทางเชื่อมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภูมิภาค ลงทุนระยะยาวสู่สายการบินยุคใหม่ ตั้งเป้ารับมอบโบอิ้ง 737-8 ครบ 50 ลำภายในปี 2571 รองรับกว่า 20 ล้านที่นั่งต่อปี ชูจุดเด่นประหยัดเชื้อเพลิง ลดคาร์บอน และยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสาร     วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนประหยัด เวียตเจ็ท (Vietjet) กล่าวว่า เวียตเจ็ท วางแผนขยายฝูงบินในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 โดยจะทยอยรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รวมทั้งสิ้น 16 ลำ ซึ่งเริ่มรับมอบลำแรกไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และจะทยอยเข้าประจำการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี   โดยสิ้นปี 2569 นี้สายการบินเวียตเจ็ท จะมีเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 ประจำฝูงบินรวม 25 ลำ จากจำนวนฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ เพื่อนำมาใช้รองรับแผนเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่มีศักยภาพสูง รวมถึงสนับสนุนการเปิดเส้นทางบินใหม่ อาทิ กรุงเทพฯ–กัวลาลัมเปอร์ และเที่ยวบินเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่เตรียมเปิดให้บริการภายในปีนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายการบินในภูมิภาคเอเชีย   ขณะที่ แผนการรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 นี้ยังเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ โดยบริษัทคาดว่าจะทยอยรับมอบเครื่องบินครบทั้ง 50 ลำภายในปี 2571 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารของสายการบินได้สูงสุดกว่า 20 ล้านที่นั่งต่อปี     “การขยายฝูงบินครั้งนี้ เป็นการยกระดับขีดความสามารถของสายการบินในระยะยาว ทั้งการขยายเครือข่ายเส้นทางบิน การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการพัฒนาประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร”   สำหรับน เครื่องบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่ยังได้รับการออกแบบให้มีประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีกว่าเดิม ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของสายการบิน   วรเนติ เสริมว่า แผนดังกล่าวยังตอกย้ำบทบาทของสายการบินยุคใหม่ ในฐานะกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเติบโตของเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเข้าด้วยกัน ไม่ได้จำกัดเพียงการขนส่งผู้โดยสารจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น   โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสะดวก ความถี่ในการเดินทาง และความคุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเดินทางทางอากาศยังมีศักยภาพเติบโต แม้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกจะยังเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยก็ตาม   สอดคล้อง ข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 30-34 ล้านคน ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการเดินทางทางอากาศที่สะดวก เข้าถึงง่าย และมีราคาคุ้มค่า ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวไทยจะกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว ด้วยประเทศไทย ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางทั่วโลก ซึ่งเวียตเจ็ท ได้ขยายการดำเนินงาน ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและเส้นทางระหว่างประเทศในภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราการสำรองที่นั่งใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

June 15, 2026 / 0 Comments
read more

CW Tower โชว์ โมเดล อาคาร ประหยัดพลังงาน ยั่งยืน ต้นแบบ อนาคต อสังหาฯ ไทย

PRnounce

เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ ร่วมเผยแนวทางการพลิกโฉม CW Tower สู่อาคารต้นแบบประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ในงาน “THE NOVA EXPO 2026”   เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ (SENSES) หนึ่งในกลุ่มบริษัทยูนิเวนเจอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ร่วมแชร์โมเดลพลิกโฉมอาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ สู่อาคารต้นแบบประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน บนเวทีเสวนาพิเศษในงานแสดงเทคโนโลยีอาคารครบวงจรแห่งปี “THE NOVA EXPO 2026” ภายใต้หัวข้อ “พบอาคารต้นแบบ Rebuild   ในโครงการ MEA Energy Awards และ Product of the Year by Haier” ถ่ายทอดแนวทางการยกระดับอาคารเดิมให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานยุคใหม่ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน พร้อมขับเคลื่อนการบริหารอาคารสู่ความยั่งยืน   นายนักรบ กุลพนิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพย์สิน บริษัท เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการทั่วไป อาคาร ซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ กล่าวว่า อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ เป็นอาคารสำนักงานให้เช่าที่มีอายุกว่า 33 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาและปรับปรุงอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รูปแบบการทำงาน และความต้องการของผู้เช่า โดยหัวใจสำคัญของการพลิกโฉมอาคารเดิม คือการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน   “ปัจจุบันผู้เช่าให้ความสำคัญกับคุณภาพสภาพแวดล้อมในการทำงานมากขึ้น ตั้งแต่ความสวยงาม พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวก มาตรฐานสุขอนามัย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของเจ้าของอาคาร โดยเฉพาะในหลายบริษัทฯ ที่มีบุคลากรจากหลากหลายเจเนอเรชัน ทั้ง Gen X, Gen Y และ Gen Z ซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกัน ทำให้การพัฒนาอาคารจึงต้องคำนึงถึงทุกมิติ เพื่อสร้างพื้นที่ทำงานที่มีคุณภาพและส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานอย่างแท้จริง โดยหนึ่งในต้นทุนสำคัญของอาคารสำนักงานคือพลังงานไฟฟ้าของระบบปรับอากาศ บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงานเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร อาทิ ระบบ ONNEX Air Scrubber และ Air Chiller ระบบ Water-Cooled Magnetic Bearing Chiller จากไฮเออร์ (Haier) เข้ามาใช้งาน เพื่อช่วยลดพลังงานที่ใช้ในระบบอากาศและระบบทำความเย็น ส่งผลให้การใช้พลังงานของอาคารมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาตรฐานทั่วไป และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ต่อเนื่องทุกปี รวมถึงยังได้ศึกษาการใช้พลังงานหมุนเวียนและแนวทางการอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ผู้เช่าและพนักงาน   แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคารเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ สามารถรักษาอัตราการเช่าพื้นที่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความมุ่งมั่นในการพัฒนาอาคาร ยังสะท้อนความสำเร็จผ่านรางวัลและการรับรองมาตรฐานด้านพลังงาน และอาคารสีเขียวทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น MEA ENERGY AWARDS ระดับสูงสุด PLATINUM,  BSA Building Safety Awards ระดับ Gold และ Platinum,  TFMA Thailand Facility Management Association, LESS Low Emission Support Scheme และล่าสุดกับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสูงสุด LEED Platinum ประเภท O+M (Operation & Maintenance) ภายใต้มาตรฐานจาก U.S. Green Building Council และในอนาคตบริษัทฯ ยังพร้อมเดินหน้าต่อยอดสู่เป้าหมายในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนต่อไป   ดังนั้น การรีโนเวทอาคารเก่าในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงอาคารให้ทันสมัยขึ้น แต่เป็นการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาคารเดิม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในระยะยาว ความยั่งยืน จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารอาคารยุคใหม่ ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าทั้งต่อผู้เช่า ผู้ใช้อาคาร พนักงาน และเจ้าของทรัพย์สิน เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน” นายนักรบ กล่าว

June 15, 2026 / 0 Comments
read more

Brandname Money ขยายสินเชื่อพันล.รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ใช้แบรนด์หรูคู่สภาพคล่อง

Zcreat

แบรนด์เนม มันนี่ แนวคิดธุรกิจเปลี่ยนนาฬิกาหรูและกระเป๋าแบรนด์เนม ให้กลายเป็นสภาพคล่องทางการเงิน ด้วยสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝาก ขยายพอร์ตฯโต 100% สู่เป้า 1,000 ล้านบาทในปี 2570     ‘BRANDNAME MONEY’ แบรนด์เนม มันนี่ ธุรกิจผู้ให้บริการฝากขายและให้สินเชื่อแบรนด์เนมรายแรกของไทยและอาจเป็นของโลกก็ว่าได้ จากแนวคิดของ ‘ปพน นมัสภากร’ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ ที่มองว่า การเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมระดับหรูขั้นสุดไปจนถึงท็อปเทียร์ (Top Level/Populaity) ให้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่กลายเป็นโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ได้เช่นกัน   ไอเดียของ ‘เขา’ ถูกพิสูจน์ความสำเร็จแล้ว หลังธุรกิจดำเนินการครบ 2 ปี จากจุดเริ่มใช้เงินลงทุนส่วนตัวและผู้ถือหุ้นด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาทในปีแรก ก่อนพาสู่กำไร 8 ล้านบาทได้ในปี 2568 พร้อมขยายพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อขายฝากและเช่าซื้อแบรนด์เนมได้สูงถึง 200 ล้านบาท และในปี 2569 นี้กับแผนขยายพอร์ตฯ 400 ล้านบาท หรือเติบโต 100%   จากความสำเร็จนี้ Alternate-X  มองว่ามีความน่าสนใจไม่น้อยต่อการทำธุรกิจที่เรียกว่านวัตกรรมทางการเงินผ่านสินเชื่อแปลงแบรนด์เนมให้กลายเป็นทุน ผ่านบทสัมภาษณ์ ‘ปพน นมัสภากร’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้กอตั้งบริษัทแบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) มาบอกเล่าที่มาและแผนพาไปสู่พอร์ตฯสินเชื่อ  1,000 ล้านบาทในปี 2570   ธุรกิจที่เกิดจากการตั้งคำถาม   ‘ปพน’ ย้อนจุดเริ่มต้นธุรกิจ แบรนด์เนม มันนี่ มาจากสองสามส่วนประกอบกัน ทั้งความชอบส่วนตัว การสะสมนาฬิกาหรูที่ผ่าน(ข้อ)มือมาแล้วนับไม่นับถ้วน ที่นำมาสู่การเป็น ‘เซียน’ เมื่อดูปุ๊ปแล้วรู้ปั๊บ ด้วยสามารถตีราคาของ ‘ได้แม่นยำ ที่ต่อมาขยายไปสู่ธุรกิจ ‘Trading’ ซื้อขายเปลี่ยนมือนาฬิกาแบรนด์หรูที่เป็นรู้จักกันดีในแวดวงตลาดเฉพาะกลุ่ม   “แพสชั่นแรกเลย คือในตอนเด็กได้รู้จักกับ ‘แท็ก ฮอยเออร์’ (TAG Heuer) แบรนด์นาฬิกาสปอร์ตหรูสัญชาติสวิสที่คุณพ่อซื้อให้ ซึ่งในยุคนั้นต้องบอกว่าการได้ ‘แท็ก ฮอยเออร์’ มาครอบครองในช่วงหลายสิบปีก่อน เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและประทับใจมากๆ และนำไปสู่ความหลงไหลที่มีต่อลักซูรีแบรนด์เนมในเวลาต่อมา”   นอกจากการได้ใช้ความชอบที่มีต่อนาฬิกาหรูเพื่อเก็บสะสมและเปลี่ยนมือ ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไหล่รถมาได้ระยะหนึ่ง จากนั้น ‘ปพน’ เกิดเสียงในหัวดังขึ้นมาอีกครั้งว่า…ในเมื่อสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี เป็นทั้งสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและมีความต้องการสูง แล้วทำไม? ‘คนที่ต้องการ’ จะเป็นเจ้าของเลยในทันทีไม่ได้ ทำไม? ต้องรอก่อนเพื่อเก็บเงินซื้อ แล้วถ้าหากเรามีแบรนด์สะสมเก็บไว้อยู่แต่ต้องการสภาพคล่องในตอนนี้ ยังไม่อยากขาย แล้วจะมีทางเลือกอะไรอื่น ได้อีกบ้าง?   …จากคำถามเหล่านี้ที่วนเวียนในหัวของเขา ที่ต่อมาได้กลายเป็นจุดตั้งต้นโอกาสทางธุรกิจให้กับ แบรนด์เนมมันนี่ ในเวลาต่อมา   “ในช่วง 50-60 ปีก่อน คนไทยไม่มีเงินสดซื้อบ้าน หรือเมื่อ 40-50 ปีก่อนคนไทยไม่มีเงินสดซื้อรถ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนไทยเข้าถึงได้ทั้งบ้านและรถด้วยระบบสินเชื่อ ซึ่งก็เป็นหลักคิดเดียวกับการเข้าถึงสินค้าแบรนด์เนมให้ง่ายขึ้น ด้วยการมาของแบรนด์เนมมันนี่”     วิถีแห่งสถานะทางสังคม   ‘ปพน’ บอกว่าแบรนด์เนม มันนี่ เปิดตัวในปี 2567 ในช่วงที่สถานการณ์ทางการตลาดเรียกว่า ‘ถูกจังหวะ’ ในหลายๆ ด้าน ทั้งสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้เกิดความต้องการ ’สภาพคล่อง’ ทางการเงิน เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายบริการผลิตภัณฑ์ ทั้งเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึง กลุ่มคนรุ่นใหม่ในสายอาชีพอินฟลูเอ็นเซอร์ ครีเอเตอร์ ที่มีกำลังซื้อสูงกลายเป็นกลุ่มมั่งคั่ง หรือ ‘New Money’ ที่เติบโตรวดเร็วกว่าคนรุ่นก่อน ซึ่งต้องการสร้างความเชื่อมั่นทางสังคมในช่องทางโซเชียลมีเดีย ต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น   จากจุดนี้เอง ‘เขา’ บอกว่าแบรนด์เนม มันนี่ ได้เข้าไปแก้ ‘Pain Point’ ทั้งสองกลุ่มที่มีแบรนด์เนมลักซูรีอยู่แล้ว และ ในกลุ่มผู้ที่ต้องการสินค้าแบรนด์เนมมาครอบครอง แต่ยังกังวลด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็น 2 กลุ่มเป้าหมายหลักแบรนด์เนม มันนี่ ในปัจจุบัน และนำไปสู่ 3 บริการหลักในช่วงแรก ประกอบด้วย   ผ่อนไป ใช้ไป (Hire Purchase) รับสินค้าทันที เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย 0.99% ต่อเดือน ดาวน์เริ่มต้น 30-50% ผ่อนสูงสุด 24 เดือน ไม่มีบัตรเครดิตก็ผ่อนได้   ผ่อนจบ รับของ (Layaway) เงื่อนไข ดอกเบี้ย 1.25% ต่อเดือน ล็อคราคาสินค้าที่ชื่นชอบ อนุมัติไวใน 1 ชม. รับสินค้าทันทีเมื่อชำระครบ   ขายฝาก & ย้ายค่าย (Sale with Right of Redemption) เงื่อนไข เปลี่ยนแบรนด์เนมเป็นทุน ดอกเบี้ยถูกกฎหมายไม่เกิน 1.25% ต่อเดือน รับเงินไวใน 1 ชม. เก็บรักษาในตู้เซฟ 1:1 มาตรฐานสากล     พอร์ตฯ เช่าซื้อฮีโร่บริการ   ‘ปพน’ เสริมว่า ธุรกิจบริการนี้ยังเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในตลาดได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงไดนามิกของเศรษฐกิจอีกด้วย “ในช่วงแรกปี2567 บริการพอร์ตโฟลิโอขายฝากเติบโตสูงสุด แต่หลังจากนั้นในปี 2568 ตลาดเปลี่ยนเป็นบริการเช่าซื้อ ผ่อนไปใช้ไปมีสัดส่วนสูงถึง 70-80% ซึ่งกลายเป็นพอร์ตฯฮีโร่ของแบรนด์เนมมันนี่ในตอนนี้”   สำหรับกลุ่มสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี และไฮ-แบรนด์ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ   กลุ่มนาฬิกา แบรนด์ต่างๆ Rolex Patek Philippe Richard Mille Audemars Piguet กระเป๋าและแฟชั่น แบรนด์ต่างๆ Hermès Chanel Louis Vuitton Gucci เครื่องประดับ แบรนด์ต่างๆ Bvlgari Cartier Tiffany & Co.   “ระดับสินค้าที่ได้รับความนิยมมีตั้งแต่ต่ำสุดราคาหนึ่งหมื่นบาท และสูงสุด 8.5 ล้านบาท”   โดยหากแยกเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการแบรนด์เนม มันนี่ ตามอายุแบ่งออกเป็น   อายุ 30-40 ปี สัดส่วน 50% อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สัดส่วน 50% อายุต่ำกว่า 20 ปี สัดส่วน 20% กลุ่มอื่น สัดส่วน 10%     ขยายพอร์ตฯสู่พันล้านบาท   จากแนวโน้มการขยายตัวธุรกิจแบรนด์เนมมันนี่แบบก้าวกระโดด 100% ในปี2568 ที่ผ่านมา ทำให้ ‘ปพน’ ไม่ขอหยุดโอกาสการเติบโตไว้เท่านี้ แต่มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยการขยายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ที่สามารถปล่อยสินเชื่อให้กับแบรนด์เนมมันนี่ได้ ทั้งในรูปแบบแหล่งเงินทุนหลายทาง (Source of Funds) และจากกิจการนัน-แบงก์ (Non Bank) ที่สนใจ โดยบริษัทวางเป้าหมายไว้ราว 300-400 ล้านบาท   เขาบอกว่า แผนนี้เป็นแนวคิด ‘นำเงินไปต่อเงิน’ เพื่อรองรับความต้องการจากกลุ่มเป้าหมายที่คาดว่าจะเข้ามาเติมอีกในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 นี้ ด้วยหากแบรนด์เนมมันนี่ มีเงินทุนเข้ามาเติมจะทำให้ธุรกิจติดปีกไปต่อได้จากดีมานด์ในตลาด   ปัจจุบันแบรนด์เนม มันนี่ มีพาร์ทเนอร์ร้านค้าแบรนด์เนมมือสองส่งลูกค้าเข้ามาใช้บริการสินเชื่อ จำนวน 70 ราย เพิ่มขึ้นจาก 40 ร้านค้า ส่งผลให้มีโอกาสในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดโครงการ Agent หรือเอเจ้นต์ ‘เปลี่ยนความชอบให้เป็นรายได้’ สำหรับผู้ที่รักสินค้าแบรนด์เนมและอยู่ในวงการสินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการมีรายได้เสริม เพียงแนะนำลูกค้ามาขอสินเชื่อกับแบรนด์เนมมันนี่ พร้อมให้ค่าตอบแทนให้ ด้วยเช่นกัน   แบรนด์เนมมันนี่ ยังเปิดรับร้านค้าพันธมิตรต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาล่าสุดการปล่อนสิยเชื่อแบรนด์เนมมีหนี้เสียเป็น0% ด้วยบริษัทฯ มีความระมัดระวังและเข้มงวดอย่างมาก   ขยายบริการ PA สร้างประสบการณ์ลูกค้า   สำหรับ ในปี 2569 แบรนด์เนมมันนี่ เปิดบริการใหม่ ‘Personal Assistant’ (PA) รองรับความต้องการด้านประสบการณ์พิเศษด้านต่างๆ ให้กับลูกค้า อาทิ   บริการให้คำปรึกษา ตรวจสอบราคา ดำเนินการด้านสินเชื่อ   โดยเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปชำระเงิน และให้บริการถึง Shop หรือร้านค้าที่ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม โดยทำหน้าที่เสมือนเลขาส่วนตัว   ปพน ย้ำว่า “แม้เศรษฐกิจในภาพรวมจะยังไม่ดีมากนัก แต่ความต้องการใช้สินค้าแบรนด์เนมยังคงมีอยู่ ทั้งเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ บุคคลิกภาพ สร้างความมั่นใจ ความน่าเชื่อถือ รวมทั้งซื้อเพื่อเป็นของขวัญของรางวัลให้กับตัวเองและคนที่รัก แต่ลูกค้าอาจไม่ต้องการใช้เงินสดจ่ายค่าสินค้าทั้งหมด จึงมาใช้บริการ”   จากแนวทางดังกล่าว ถือเป็นส่วนผสมทางธุรกิจที่ แบรนด์เนม มันนี่ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเอง เพื่อแก้ทุกปัญให้เข้ากับทุกบริบทของตลาดและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน   ทั้งหมดนี้ คือแผนพาธุรกิจไปสู่เป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ 1,000 ล้านบาทได้เร็วขึ้นภายในปีหน้า พร้อมวางเป้าหมายอนาคตสัดส่วน 1% ในตลาดแบรนด์เนมลักซูรี มูลค่า 2 แสนล้านบาทในไทย จากโอกาสในขณะนี้ที่กลุ่ม LVMH (Moët Hennessy Louis Vuitton) อาณาจักรธุรกิจสินค้าลักซูรีใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) เป็นแบรนด์เรือธง ปักหมุดให้ ‘ประเทศไทย’ เป็นตลาดปลายทางแบรนด์เนมลักซูรี แห่งที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียน ต่อจากญี่ปุ่น และ เกาหลี                

June 14, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู คอร์ปอเรชั่น ขยายสัญญาณรองรับพสกนิกร ร่วมถวายอาลัยเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมผองไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ขยายสัญญาณการสื่อสารรองรับพสกนิกรหลั่งไหลร่วมแสดงความอาลัยตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา อย่างสมพระเกียรติ     ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมผองไทยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์ และร่วมแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง โดยดำเนินการขยายและเสริมประสิทธิภาพโครงข่ายสื่อสาร 5G, 4G และ WiFi เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารแก่ประชาชนที่เดินทางไปเฝ้ารับเสด็จและร่วมแสดงความอาลัยตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จากเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สู่พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง     ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW (Cell-On-Wheel) เพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้งานบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมตรวจสอบความพร้อมและเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายสื่อสารตลอดแนวเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ ตั้งแต่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ ถนนพระราม 4 ถนนพญาไท ถนนศรีอยุธยา ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินใน บริเวณหน้าพระลาน เข้าสู่พระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี และพระที่นั่งพิมานรัตยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนจำนวนมากที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย รวมถึงการติดต่อสื่อสาร การติดตามข่าวสาร และการใช้งานดิจิทัลต่างๆ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด     นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์สัญญาณ (Event Parameter) ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น พร้อมจัดทีมวิศวกรเครือข่ายและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ หรือ Business Network Intelligence Center (BNIC) ซึ่งใช้ระบบ AI ในการบริหารจัดการและตรวจสอบคุณภาพสัญญาณแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูแลคุณภาพการให้บริการอย่างใกล้ชิด และรองรับการใช้งานของประชาชนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ   ทรู คอร์ปอเรชั่น มุ่งมั่นดูแลโครงข่ายสื่อสารให้มีความพร้อมสูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยและเฝ้ารับเสด็จตลอดเส้นทางเคลื่อนขบวนเชิญพระศพ ให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น เรียบร้อย และสมพระเกียรติ   ทั้งนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมร่วมแสดงความจงรักภักดีด้วยน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้

June 13, 2026 / 0 Comments
read more

แคเรียร์ พลิกโลกแอร์! Beyond X ดีไซน์ไม้จริง Masterpiece หนึ่งเดียวในโลก

PRnounce

แคเรียร์ พลิกประวัติศาสตร์! ส่ง “Beyond X” แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้จริง ระดับ Masterpiece หนึ่งเดียวในโลก   บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรายแรกของโลกสัญชาติอเมริกา ภายใต้แบรนด์ แคเรียร์ (Carrier) ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมความเย็น ฉีกทุกกฎเกณฑ์การดีไซน์เครื่องปรับอากาศนวัตกรรมใหม่ ชู 3 คอนเซปต์หลัก “Be Crafted, Be Cool, Be Care มุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นทางการ   “แคเรียร์” สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศอีกครั้ง ด้วยการจัดงานเปิดตัวแอร์ระดับ Flagship สุดพรีเมียมรุ่นล่าสุด “Carrier Beyond X” ภายใต้คอนเซปต์งาน “The Masterpiece of Air Conditioner, Value Beyond Expectations” ยกระดับเครื่องปรับอากาศให้เป็นชิ้นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกในบ้าน ทลายทุกข้อจำกัดด้านดีไซน์ด้วยการใช้วัสดุจาก “ไม้จริง” เป็นครั้งแรก มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับซูเปอร์พรีเมียมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   นายวรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคเรียร์” คือผู้คิดค้นเครื่องปรับอากาศรายแรกของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 124 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมความเย็นเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แคเรียร์ได้สร้างปรากฏการณ์ด้าน Design & Innovation มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่น Color Smart แอร์ดีไซน์โค้งมนที่สามารถเปลี่ยนหน้ากากลวดลายและสีสันได้จนคว้ารางวัล Product Innovation Awards และตามมาด้วยรุ่น X Inverter Plus ที่ปฏิวัติวงการด้วยแนวคิดแอร์พรีเมียม 5 เฉดสี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค   ในปีนี้ แคเรียร์พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย “Carrier Beyond X” เครื่องปรับอากาศรุ่น Flagship ที่ทลายทุกขีดจำกัดเดิมๆ โดยหลอมรวมเทคโนโลยีความเย็นและงานดีไซน์ชั้นเลิศเข้าด้วยกันอย่างขั้นสุด ผ่าน 3 แนวคิดหลัก (3 Be Concepts) คือ Be Crafted (ที่สุดแห่งความพิถีพิถัน) ครั้งแรกของโลกกับเครื่องปรับอากาศที่ตัวเครื่องทำจาก “ไม้จริง” โดยผ่านกระบวนการคัดสรรไม้และกรรมวิธีการผลิตอย่างประณีตในทุกขั้นตอน เสมือนชิ้นงานศิลปะล้ำค่าแบบ Custom-made ที่รังสรรค์มาเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ครอบครอง Be Cool (ที่สุดแห่งความเย็นสบายอุ่นใจ) มอบประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกสบายขั้นสูงสุดในการใช้งาน   เสริมความมั่นใจยาวนานด้วยการดูแลสุด Exclusive บริการหลังการขายและรับประกันฟรีตลอด 5 ปีเต็ม Be Care (ที่สุดแห่งความใส่ใจเพื่อโลก) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม้จริงที่นำมาใช้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล Certification: PEFC Woods ซึ่งเป็นไม้ที่มาจากผืนป่าปลูกหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเลือกใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิล และยังคงประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด   “แคเรียร์” พร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้สัมผัสกับนิยามใหม่ของเครื่องปรับอากาศที่เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่คือชิ้นงานมาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในโลกที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นเพื่อความยั่งยืน กับ Carrier Beyond X แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้ มากกว่าดีไซน์ คือความใส่ใจที่เหนือกว่า” นอกจากไฮไลท์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์พร้อมหนังโฆษณาแล้ว ภายในงานยังได้จัดช่วงพูดคุยสุดพิเศษ Panel Talks โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและเซเลบริตี้ชื่อดังจาก 3 วงการ มาร่วมสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การอยู่อาศัย นวัตกรรม และความยั่งยืนในปัจจุบัน เจาะลึก 3 เทรนด์ใหญ่ ผสานนวัตกรรมและงานดีไซน์แห่งอนาคต   คุณภาณุเดช วัฒนสุชาติ (ดุ๊ก) (ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ) ได้เปิดเผยถึงเทรนด์การดีไซน์ในปัจจุบันว่า กำลังมุ่งไปสู่แนวคิด “Eco-Luxury & Nature In” หรือความหรูหราจากธรรมชาติที่จับต้องได้ โดยดึงเอาสัจจะวัสดุอย่างงานไม้จากธรรมชาติมามิกซ์กับความโมเดิร์น ควบคู่ไปกับฟังก์ชันที่ปรับเปลี่ยนได้ตามชีวิตจริง และการแต่งบ้านที่เล่าตัวตนของผู้อยู่อาศัย ซึ่ง Carrier Beyond X สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมพรีเมียมที่เข้ากับการออกแบบทุกสไตล์ได้อย่างลงตัว   ทางด้าน คุณพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร (ท็อป) (นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม) ได้แชร์มุมมองในแง่มุมของการรักษ์โลกยุคใหม่ว่า ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือกระบวนการคิดแบบ Circular Design (การออกแบบหมุนเวียน) ตั้งแต่ต้นทาง และเป็นการรักษ์โลกแบบไม่ทรมานตัวเอง เลือกแบรนด์ที่แคร์โลกและมีความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของแคเรียร์นี้ ถือเป็นตัวแทนของความยั่งยืนที่แท้จริง เพราะคิดและพัฒนามาเพื่อช่วยดูแลโลกในระยะยาว ขณะที่ คุณปริญ จิวารุ่งเรือง (คุณเบ้น) นักธุรกิจผู้สร้างสรรค์ Double B Hostel และคาเฟ่ดีไซน์ระดับโลกอย่าง “Bite and Bond” (ตัวแทนมุมมองผู้บริโภคและเจ้าของกิจการ) ได้ร่วมฟันธงถึงปัจจัยในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ว่า “ดีไซน์ต้องมาก่อนเพื่อเปิดประตู และเทคโนโลยีตามมาเพื่อปิดการขาย” งานดีไซน์ที่สวยสะดุดตาจะสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากซื้อในครั้งแรก แต่เทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่ซ่อนอยู่ข้างหลังอย่างกลมกลืน (Seamless) จะเป็นตัวตัดสินให้ผู้บริโภคใช้ในระยะยาว ซึ่งโปรดักต์ที่ชนะใจคนยุคนี้ได้เบ็ดเสร็จ คือโปรดักต์ที่เอาเทคโนโลยีชั้นยอดมาห่อหุ้มด้วยงานดีไซน์ที่สวยงามและคุ้มค่า หลอมรวมสู่ “Carrier Beyond X” ความลงตัวที่ผู้เชี่ยวชาญเลือก แขกรับเชิญทุกท่านต่างยกให้ Carrier Beyond X เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเครื่องปรับอากาศยุคใหม่   ร่วมเปิดประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับ และสัมผัสความสุนทรีย์แห่งดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกที่จะเปลี่ยนบ้านคุณไปตลอดกาลกับ “Carrier Beyond X” ได้แล้ววันนี้ที่ Carrier Experience Space ณ อินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ทาง www.facebook.com/carrierthailand หรือทางเว็บไซต์ www.carrierthailand.com  

June 13, 2026 / 0 Comments
read more

‘เวลา’ คือ ความลักซูรี ‘สยามซีเพลน’ บินกรุงเทพฯ-หัวหิน 35 นาทีราคาไม่ถึงหมื่น

Peace&Play

สยามซีเพลน เปิดเที่ยวบินเช่าเหมาลำกรุงเทพฯ-หัวหิน-พัทยา ราคาไม่ถึงหมื่นบาท ให้การบริหาร จัดการ ‘เวลา’ คือสินทรัพย์ความมั่งคั่งนักเดินทางกลุ่ม HNW ยุคใหม่     เวลาคือลักซูรี (luxury) ใหม่ นักเดินทางกลุ่ม HNW ไม่ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน แต่ซื้อเวลาคืน 35 นาทีแทน 3-4 ชั่วโมงบนถนน ประตูสู่การเดินทางลักซูรี (Accessible luxury) สยามซีเพลน ทำแคมเปญราคา 9,999 บาทจากปกติ 16,414 บาท ย้ำเที่ยวบิรน พรีเมียมที่เข้าถึงได้ เส้นทางหลากหลาย (Multi-Destination)  กรุงเทพฯ–หัวหิน–อู่ตะเภา–พัทยา ในทริปเดียว ตอบโจทย์นักกอล์ฟ นักธุรกิจ ที่ต้องการตารางเดินทางยืดหยุ่น   ภรตา เสนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์และการตลาด บริษัท สยาม ซีเพลน จำกัด ผู้ให้บริการเครื่องบินทะเล (Seaplane) ระดับลักซูรี กล่าวว่า  ‘หัวหิน’ ยังเป็นจุดหมายปลายทางริมทะเลที่มีเสน่ห์และได้รับคววามนิยมของประเทศไทย   จากความครบทั้งบรรยากาศ สิ่งอำนวยความสะดวกคุณภาพสูง เพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ อาทิ รีสอร์ตริมชายหาด, สนามกอล์ฟชั้นนำ, ร้านอาหารชื่อดัง ศูนย์สุขภาพและเวลเนส รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ   ทั้งนี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมพร้อมส่งเสริมการเดินทาง พักผ่อน ท่องเที่ยว ‘หัวหิน’ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ‘Siam Scenic’ แบรนด์ภายใต้สยามซีเพลน ร่วมกับพันธมิตร VR Luxe ให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำระดับพรีเมียม ‘VR Luxe’ ด้วยเครื่องบิน Cessna Grand Caravan 208 EX พร้อมตกแต่งภายในรูปแบบ VIP จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในราคา 9,999 บาทสุทธิ(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน ต่อ 1 ที่นั่ง จากราคาปกติ 16,414 บาท   “แคมเปญฯ นี้เพื่อให้การเดินทางระดับลักซูรี เข้าถึงได้สำหรับนักเดินทางทุกกลุ่ม”   สำหรับเที่ยวบิน  เปิดให้บริการทุกวันศุกร์และวันอาทิตย์ พร้อมออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางช่วงสุดสัปดาห์ (Weekender) ที่ต้องการหลีกหนีความแออัดของการจราจรบนท้องถนน ด้วยระยะเวลาบินเพียง 35 นาทีจากกรุงเทพฯ สู่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต้นทุนเชื้อเพลิงในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่จากความร่วมมือกับ VR Luxe ทำให้คงราคาส่งเสริมการขายที่ 9,999 บาทสุทธิไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทั้งลูกค้าประจำและผู้โดยสารใหม่สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างมั่นใจ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่หรูหรา คุ้มค่า และประหยัดเวลา   ภรตา กล่าวต่อว่า นอกจากเส้นทางกรุงเทพฯ–หัวหินแล้ว Siam Scenic ยังให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อระหว่างหัวหินละสนามบินอู่ตะเภา พร้อมบริการรถลีมูซีนรับส่งตรงสู่จอมเทียนและพัทยา ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการเดินทางที่โดยปกติอาจใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงทางถนน   ต่อการเชื่อมโยงสองเมืองชายทะเลสำคัญของประเทศไทยเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางหลายจุดหมายในทริปเดียว นักกอล์ฟ นักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก   นอกจากเส้นทางกรุงเทพฯ–หัวหินแล้ว Siam Scenic ยังให้บริการเที่ยวบินเชื่อมต่อระหว่างหัวหินและสนามบินอู่ตะเภา พร้อมบริการรถลีมูซีนรับส่งตรงสู่จอมเทียนและพัทยา ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการเดินทางที่โดยปกติอาจใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงทางถนน   การเชื่อมโยงสองเมืองชายทะเลสำคัญของประเทศไทยเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางหลายจุดหมายในทริปเดียว นักกอล์ฟ นักธุรกิจ ตลอดจนผู้ที่ต้องการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างชายฝั่งทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันตกและภาคตะวันออก  

June 13, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท แตะ1หมื่นโรงแรมทั่วโลก เปิด JW Marriott Ranthambore ย้ำเติบโต

PRnounce

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ฉลองเปิดโรงแรมครบ 10,000 แห่งทั่วโลก ด้วยการเปิดตัว เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์  รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa)   แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ฉลองเปิดโรงแรมแห่งที่ 10,000 ซึ่งได้แก่ เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) ในประเทศอินเดีย นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญก่อนครบรอบ 100 ปีของบริษัท เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) มีห้องพักรวม 127 ห้อง รวมถึงพูลวิลล่าส่วนตัว ตั้งอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์ พอร์ทโฟลิโอของโรงแรมระดับลักซ์ชัวรี่ชั้นนำของแมริออท ประกอบด้วยโรงแรมเกือบ 700 แห่ง ใน 74 ประเทศและเขตปกครอง โดยแบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) มีโรงแรมมากกว่า 130 แห่งทั่วโลก   บริษัท แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (NASDAQ: MAR) ประกาศเปิดตัวโรงแรมแห่งที่ 10,000 ของบริษัททั่วโลกอย่างเป็นทางการ ได้แก่ เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของบริษัท ก่อนการก้าวเข้าสู่การครบรอบ 100 ปี   แอนโทนี่ คาปูอาโน (Anthony Capuano) ดำรงตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “แมริออทเริ่มต้นธุรกิจเมื่อ 99 ปีก่อน จากร้านรูทเบียร์ขนาด 9 ที่นั่ง และวันนี้ได้เติบโตสู่พอร์ทโฟลิโอระดับโลกที่มีโรงแรมกว่า 10,000 แห่ง ครอบคลุม 146 ประเทศและเขตปกครองทั่วโลก ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งกับความสำเร็จครั้งสำคัญนี้ และนั่นเกิดขึ้นได้จากความทุ่มเทของทีมงานทั่วโลก รวมถึงความไว้วางใจจากเจ้าของโรงแรมที่ยังคงเชื่อมั่นในแบรนด์แมริออท”   “การได้เฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งนี้ผ่านโรงแรมภายใต้แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) ยิ่งมีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากแบรนด์นี้ได้รับการตั้งชื่อตาม เจ. วิลลาร์ด แมริออท (J. Willard Marriott) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ซึ่งตัวเขาและ อลิซ เอส. แมริออท (Alice S. Marriott) ได้ร่วมกันสร้างรากฐานอันทรงคุณค่าให้แก่บริษัท ทั้งทางด้านโอกาส การบริการ และนวัตกรรม ซึ่งเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้สืบสานงคุณค่านี้ต่อไป”   เจดับบลิว แมริออท รันธัมบอร์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Ranthambore Resort & Spa) ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองการเปิดโรงแรมร่วมกับพนักงานและคณะผู้บริหารของบริษัท นำโดย เดวิด แมริออท (David Marriott) ประธานคณะกรรมการบริษัท และ ราจีฟ เมนอน (Rajeev Menon) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC รวมถึง ไนเลช กาดิยา (Nilesh Gadhiya) เจ้าของรีสอร์ท และครอบครัวกาดิยา   รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติรันธัมบอร์เพียงไม่กี่นาที พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักซ์ชัวรีท่ามกลางธรรมชาติ ผ่านห้องพักจำนวน 127 ห้อง ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมทั้งพูลวิลล่าส่วนตัว ห้องพักและห้องสวีท ภายในรีสอร์ทแขกผู้เข้าพักยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมี่ยมที่หลากหลาย ตั้งแต่อาหารอินเดียร่วมสมัย เมนูท้องถิ่น ไปจนถึงค็อกเทลซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากพืชพรรณท้องถิ่น   ปัจจุบัน แบรนด์ เจดับบลิว แมริออท (JW Marriott) มีโรงแรมมากกว่า 130 แห่งทั่วโลก และการเปิดตัวครั้งนี้ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอโรงแรมระดับลักซ์ชัวรีของแมริออท ซึ่งประกอบด้วย 7 แบรนด์ รวมเกือบ 700 แห่ง ใน 74 ประเทศและเขตปกครอง พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางอันน่าประทับใจในจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการทั่วโลก   ขณะที่แมริออทยังคงมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางที่หลากหลาย บริษัทได้ฉลองการเปิดโรงแรมใหม่ที่น่าสนใจในหลายกลุ่มตลาด ตั้งแต่ระดับมิดสเกล (Midscale) จนถึงระดับลักซ์ชัวรี (Luxury) ได้แก่   เดอะ เซนต์ รีจิส บูดาเปสต์ (The St. Regis Budapest) เปิดให้บริการในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ในประเทศฮังการี โรงแรมตั้งอยู่ภายใน Klotild Palace อาคารสถาปัตยกรรมชื่อดังของเมือง พร้อมนำเสนอความหรูหราเหนือกาลเวลา ประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ และบริการระดับโลกของแบรนด์สู่ใจกลางกรุงบูดาเปสต์ เดอะ เวสทิน พลาญา บาญาร์ตา ออล-อินคลูซีฟ รีสอร์ท (The Westin Playa Vallarta, an All-Inclusive Resort) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะโรงแรมแบบออลอินคลูซีฟแห่งแรกของแบรนด์เวสทินในประเทศเม็กซิโก รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ริมอ่าวบันเดรัส และนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนแบบครบวงจรที่ผสานความสะดวกสบายเข้ากับประสบการณ์การเดินทางอย่างมีคุณภาพ อาร์ทิก ซูโจว อพาร์ตเมนต์ บาย แมริออท บอนวอย (Artik Suzhou, Apartments by Marriott Bonvoy) เปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางเมืองประวัติศาสตร์ซูโจว โดยผสมผสานดีไซน์ร่วมสมัยเข้ากับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมือง สตูดิโอเรส บาย แมริออท กรีนส์โบโร แอร์พอร์ต (StudioRes by Marriott Greensboro Airport) เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม เพียงประมาณหนึ่งปีหลังการลงนามโครงการ โรงแรมสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีโมดูลาร์ และเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ตอบโจทย์นักเดินทางระยะยาว   ###

June 13, 2026 / 0 Comments
read more

4 กลุ่มคอนเทนต์มงลง แบรนด์จ้างครีเอเตอร์ สู่ยุคยอดขายสำคัญกว่ายอดฟอลโลเวอร์

BizKet

IdeasLabs  แนะ 7 แนวทาง-4 กลุ่มคอนเทนต์ดาวรุ่งที่ยังดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์ ส่วนในครึ่งปีหลัง 2569 ยังใช้งบอินฟลูฯ มาร์เก็ตติ้ง แต่ขอโฟกัสยอดขายธุรกิจมากกว่ายอดไลก์-แชร์   แบรนด์วัดผลจากยอดขาย ไม่ใช่ยอดไลก์ เศรษฐกิจชะลอทำให้งบการตลาดทุกบาทต้องคุ้มค่า อินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์ ROI ได้มีโอกาสรับงบมากกว่า Micro-Nano Influencer ได้เปรียบ แบรนด์เริ่มกระจายงบไปยังครีเอเตอร์หลายรายแทนการทุ่มให้คนดัง พร้อมใช้ Affiliate Marketing วัดผลการปิดการขายแบบเรียลไทม์ 4 กลุ่มคอนเทนต์ยังดึงงบโฆษณา Foodie • Mom & Kid • Lifestyle • Beauty ยังตอบโจทย์การตัดสินใจซื้อ เพราะเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตจริงและกระตุ้นการซื้อได้ง่าย     ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้านอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) และเทคโนโลยี มาร์เก็ตติ้ง (MarTech) สัญชาติไทย กล่าวว่าภาพรวมตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง (Influencer Marketing)  ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเห็นได้ชัด เน้นทำการตลาดที่คุ้มค่าสูงสุด โดยหันมาโฟกัสการได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน ROI (Return on Investment) มากกกว่าการสร้างการตระหนักรู้ (Awareness) หรือการทุ่มงบเพื่อให้ได้ยอดไลก์ ยอดวิว ที่สูงอีกต่อไป   โดยงบประมาณ จะถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ‘คอนเทนต์นั้นสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง’  ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่แบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือเมกะ อินฟลูเอ็นเซอร์ (Mega Influencer) ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปเต้นคู่กับสินค้าสนุก ๆ เพื่อสร้างไวรัล   “ในยุคนี้ แบรนด์จะเปลี่ยนมาแบ่งงบก้อนนั้นไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์สัญญาร่วม (Affiliate) เพื่อวัดผลว่าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสามารถปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มค่าเงินที่สุด”   ธนดล กล่าวต่อว่า จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาความต้องการแบรนด์ยอมควักงบประมาณลงทุนมากที่สุด เรียงลำดับตามความนิยมและการใช้งานจริงใน 4 กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ ดังนี้     กลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) เป็นกลุ่มที่แบรนด์ใช้งบสูงสุด เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่ายที่สุด เช่น แบรนด์ซอสปรุงรสเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายทำอาหารแจกสูตร ‘เมนูประหยัดทำเองได้ที่บ้าน’ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที กลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) กลุ่มคุณแม่มีอำนาจการตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก เช่น แบรนด์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับระหว่างแบรนด์ตนเองกับทั่วไปให้เห็นประสิทธิภาพจริง ผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ อย่าง Facebook Group Comunity หรือเว็บบอร์ดต่างๆ ก็จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ทันทีเพราะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ใช้งานกลุ่มแฟนคลับที่ชอบไปคอนเสิร์ต ทำคอนเทนต์ ‘ที่นั่งไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น’ โดยใช้กล้องสมาร์ตโฟนถ่ายภาพและคลิปการแสดง เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้กล้องใหญ่ราคาแพงก็มีรูปสวย ๆ ได้ ซูมได้ชัดเจน กลุ่ม Beauty (ความงาม) ที่แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังคงเลือกลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่การรีวิวผลลัพธ์พลีชีพก่อน-หลังใช้จริง   จากข้อมูลข้างต้น IdeasLabs แนะนำอินฟลูเอนเซอร์ไทยเร่งปรับบทบาทตัวเอง จากเดิมที่เป็นเพียง ‘คนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว’ (Content Creator) ไปสู่การเป็น ‘คนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์’ (Business Result Driver) โดยมี 7 แนวทางพร้อมตัวอย่างการปรับตัวดังนี้   ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ ไม่ใช่แค่ไวรัล เช่น จากเดิมที่เคยทำคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์เปลี่ยนเป็นทำคลิป ‘แต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท’ พร้อมบอกพิกัดแต่ละชิ้น เพื่อช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น วัดผลได้ชัดเจน (Measurable Results) เมื่อส่งงานให้แบรนด์ ไม่ควรสรุปงานแค่ยอดวิวหรือยอดไลก์ อินฟลูเอนเซอร์ควรสรุปยอด Click-through rate (CTR) จากลิงก์ หรือรายงานยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า หรือ affiliate เพื่อแสดงศักยภาพในการปิดการขาย สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ด้วยการติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามความจริง เช่น ‘ลิปสติกรุ่นนี้สีสวยมากติดทน แต่แอบแห้งนิดหน่อยนะคะ คนปากแห้งต้องทาลิปมันก่อน’ ความจริงใจนี้จะสร้าง Trust ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่ ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ให้เป็น ครีเอเตอร์สามารถใช้ AiChat ช่วยสร้างไอเดียหัวข้อคลิป 10 แบบที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะชอบ หรือใช้ Ai ช่วยวิเคราะห์ด้านดีและที่ควรปรับปรุงหลังจากดูคลิปหรือรูปภาพที่ทำ เพื่อเป็นการรับฟังฟีทแบคก่อนส่งงาน หรือช่วยตรวจคำถูกผิดของแคปชั่นให้ดูมืออาชีพขึ้นได้ กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น ครีเอเตอร์ที่โตมาจาก TikTok ควรนำวิดีโอเดียวกันไปปรับสัดส่วนเพื่อลงใน YouTube Shorts / Facebook Reels และนำรูปนิ่งพร้อมข้อมูลสรุปไปเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8 เพื่อไม่ให้รายได้หายไปหากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งลดการมองเห็น ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น (Flexible Pricing) เช่น จากเดิม คิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว อาจเสนอทางเลือกให้แบรนด์เป็น ‘ค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท + ค่าคอมมิชชัน 10% จากทุกยอดขายที่เกิดขึ้นผ่านลิงก์ Affiliate’ หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิท เพื่อให้แบรนด์ตัดสินใจจ่ายง่ายขึ้น พัฒนาตัวเองสู่การเป็น ‘มืออาชีพ’ โดยเฉพาะการส่งงานตรงเวลาตามตาราง ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลประชากรของผู้ติดตาม (Demographics) ชัดเจน และส่ง “Post-campaign Report” สรุปผลลัพธ์การทำงานส่งให้แบรนด์ตรวจสอบทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ   สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดการณ์ว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพหรือราคา และตลาดยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ TikTok หรือ Facebook Reels ในสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างๆ จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ในลักษณะเจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มที่มีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น   ธนดล กล่าวว่า ตัวอย่างเทรนด์ครึ่งปีหลัง จะเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาทำแคมเปญในลักษณะ ‘Long-term Partnership’ หรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3 – 6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบมากขึ้น เช่น แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (หรือโปรตีน) ร่วมงานกับครีเอเตอร์สายฟิตเนส/ลดน้ำหนัก เพื่อทำชาเลนจ์ ‘เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน’ โดยให้อินฟลูเอนเซอร์ดื่มสินค้านี้ควบคู่กับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันทุกสัปดาห์ ซึ่งการเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้มีประสิทธิภาพกว่าการรีวิวเพียงคลิปเดียวจบ   “ครีเอเตอร์คนใดที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ตัวเลขยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่กุมความได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลังนี้อย่างแน่นอน”

June 12, 2026 / 0 Comments
read more

3 แรงหนุน ดันตลาดอาหารเครื่องดื่มปี 2569 แตะ 1.24 ล้านล้านบาท

BizKet

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ มอง 3 ปัจจัยหนุนตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยปี 2569 มูลค่าแตะ 1.24 ล้านล้านบาท เผยเทรนด์ร้านอาหาร •เทคโนโลยีหลังบ้าน •โซลูชันใหม่เพิ่มกำไรธุรกิจ ในงานแฟร์ FHT ระดับภูมิภาค     ท่องเที่ยวฟื้น ดันดีมานด์ร้านอาหารโต นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติกลับมาคึกคัก หนุนการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และบริการอาหารทั่วประเทศ เดลิเวอรี-แอปสั่งอาหาร เปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังเติบโตต่อเนื่อง สร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการ ช่วยขยายฐานลูกค้า เพิ่มช่องทางขาย และเพิ่มความถี่ในการสั่งซื้อ อาหารพร้อมทาน โตตามวิถีชีวิตเร่งรีบ ผู้บริโภคต้องการความสะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่ายมากขึ้น ส่งผลให้กลุ่มอาหารพร้อมทานและร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ครองส่วนแบ่งตลาดสูง   ‘สุภาภรณ์ อังศรีสุรพร’ ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand 2026 (FHT) กล่าวว่า ข้อมูลของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ และ Mordor Intelligence บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำของโลก ระบุธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่มไทยในปี 2569 คาดมูลค่าการเติบโต 1.24 ล้านล้านบาท จาก 3 ปัจจัยหลักสนับสนุน คือ   ด้านการท่องเที่ยว การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ความนิยมอาหารพร้อมทาน   ขณะที่ กลุ่มร้านอาหารที่ให้บริการแบบรวดเร็ว (Quick Service Restaurants : QSR) จะครองส่วนแบ่งตลาดได้สูง เพราะตอบโจทย์ด้านเวลาในราคาที่เหมาะสม   นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้ม (เทรนด์) ที่น่าสนใจ คือ ร้านอาหารอิสระและสตรีท ฟู้ด  (Street Food) ยังเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีจำนวนสูงถึง 73.78% เมื่อเทียบกับร้านสาขา สะท้อนภาพความหลากหลายของผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อย และ 74% ของผู้ประกอบการต้องการนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ มากขึ้น   ทั้งนี้ จากเทรนด์ดังกล่าว ยังเป็นโอกาสทั้งผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารและตลาดอุปกรณ์และโซลูชันสมัยใหม่ ตั้งแต่อุปกรณ์ครัวระดับมืออาชีพที่ถูกออกแบบมาให้ใช้งานหนักได้ต่อเนื่องและอุปกรณ์ทำอาหารขั้นสูง เพื่อช่วยควบคุมคุณภาพอาหารได้สม่ำเสมอ แม่นยำ ทำให้เตรียมอาหารได้เร็วขึ้น   รวมถึงอุปกรณ์ฟังก์ชันอัตโนมัติหรือโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยให้ทำงานได้เร็ว จัดการหลายขั้นตอนได้พร้อมกัน ประหยัดพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน และระบบเสิร์ฟสมัยใหม่ เช่น POS อัจฉริยะ การสั่งอาหารผ่านมือถือ แอปพลิเคชันและการชำระเงิน   “การเปลี่ยนผ่านอุปกรณ์และระบบธุรกิจที่ทันสมัยให้ธุรกิจร้านอาหาร ยังช่วยให้บริการลูกค้าได้ราบรื่นและรวดเร็วขึ้น ลดความผิดพลาดในการรับออเดอร์ สามารถเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนสต็อกสินค้าและวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้นด้วย”     สุภาภรณ์  เสริมว่า สำหรับการจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 ในปีนี้ ระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569  บริเวณชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นอีกหนึ่งงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาคสำหรับธุรกิจร้านอาหาร เพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันจากระบบหลังบ้าน ที่มีความเร็ว แม่นยำ สะดวกและคุ้มค่าทางธุรกิจ ด้วยอุปกรณ์และโซลูชันเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จากบริษัทชั้นนำของโลกและไทย อาทิ CL Lock •Great System (Thailand) • Jassway (Thailand) • Material World • Newton Food Equipment • Peerapat Technology• Sunmi • VJ International Group ฯลฯ   ไฮไลต์ครั้งแรกในโลก   นอกจากนี้ ในงานฯ ยังเปิดตัวอุปกรณ์สำหรับธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารครั้งแรกของโลกและของภูมิภาค อาทิ   เครื่องซีลสูญญากาศจากอิตาลี Orved ทำได้มากกว่าการเก็บถนอมอาหาร โดยสามารถหมักเนื้อ ดึงรสชาติ แพ็กของเหลว ช่วยยืดอายุอาหารและลดของเสียในครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ Chiere One Biz by TINECO เครื่องปรุงอาหารอัตโนมัติที่รวมการควบคุมอุณหภูมิ การผัด และการจ่ายวัตถุดิบไว้ในเครื่องเดียว Zeoniq ระบบ POS บนคลาวด์ที่ช่วยบริหารการขาย สต๊อกสินค้า ออเดอร์ และข้อมูลธุรกิจแบบครบวงจร MyHotel แพลตฟอร์มบริหารโรงแรมอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทุกแผนกให้เข้าถึงแบบ Real-time พร้อมระบบ IoT ควบคุมไฟและเครื่องปรับอากาศ ช่วยลดค่าไฟได้ถึง 15–20% และยกระดับประสบการณ์ผู้เข้าพักแบบไร้สัมผัส   โดย ภายในงานฯ ยังมีกิจกรรมไฮไลต์ การประชุม สัมมนา การให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมาก

June 12, 2026 / 0 Comments
read more

ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้า Employee Experience Awards พัฒนาคน ขับเคลื่อนดิจิทัล HR

PRnounce

ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้ารางวัล Employee Experience Awards อีกครั้ง โชว์ฟอร์มเด่นด้านสร้างการเติบโตให้พนักงาน และทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลสู่การบริหารทรัพยากรบุคคล     ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า คว้า 2 รางวัลระดับ Gold จากเวที Employee Experience Awards Thailand 2026 (EXA) เป็นเวทีระดับภูมิภาคที่จัดโดย Human Resources Online ประเทศสิงคโปร์ มอบรางวัลให้แก่องค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล สร้างมาตรฐานความเป็นเลิศในอุตสาหกรรม โดยเป็นรางวัลที่มุ่งเน้นเรื่องการสร้างประสบการณ์การทำงานแก่พนักงาน ซึ่งปีนี้ไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ได้รับ 2 รางวัล ระดับ Gold ได้แก่  Best Career Development Programme และรางวัล Best HR Digital Transformation Strategy สะท้อนความมุ่งมั่นของไทยน้ำทิพย์ โคคา-โคล่า ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่พนักงานฅนไทยน้ำทิพย์ ผ่านกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรให้ครอบคลุมหลายมิติ ควบคู่กับสร้างเส้นทางอาชีพให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับองค์กร และความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัลผสานการดำเนินการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับผลลัพธ์การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความสะดวกสบายในการให้บริการพนักงาน     รางวัล Best Career Development Programme ระดับ Gold จากความโดดเด่นในการพัฒนาศักยภาพและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงานอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้และเติบโตผ่านโครงการพัฒนาบุคลากรที่หลากหลาย ทั้งการโค้ช (Coaching) การให้คำปรึกษาและระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling) และการเตรียมความพร้อมด้านทักษะแห่งอนาคต ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการเชื่อมโยงการพัฒนาคนเข้ากับเป้าหมายทางธุรกิจ พร้อมสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพสูง สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว รางวัล Best HR Digital Transformation Strategy ระดับ Gold จากความสำเร็จในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ผ่านระบบ HR “de+” ที่ออกแบบโดยยึดพนักงานเป็นศูนย์กลาง ช่วยให้พนักงานเข้าถึงบริการและข้อมูลด้านบุคคลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โครงการดังกล่าวผสานการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่กับการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของพนักงานทั่วทั้งองค์กร พร้อมยกระดับประสบการณ์พนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสนับสนุนการตัดสินใจด้วยข้อมูลเชิงลึก รางวัลนี้สะท้อนถึงการวางรากฐานองค์กรที่พร้อมเติบโตและรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีพนักงานเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

June 12, 2026 / 0 Comments
read more

‘การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์’ อีกหนึ่งความหวังของผู้ป่วยมะเร็งระบบเลือด

Peace&Play

มะเร็งระบบเลือด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นโรคที่หลายคนรู้สึกกังวล ไม่ใช่แค่เพราะความรุนแรงของโรค แต่ยังรวมถึงกระบวนการรักษาที่ซับซ้อน ผลข้างเคียง และความไม่แน่นอนของการกลับมาเป็นซ้ำ   อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแนวทางการรักษามะเร็งระบบเลือดได้พัฒนาไปมาก โดยเฉพาะ “การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ “การปลูกถ่ายไขกระดูก” ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสควบคุมโรคในระยะยาว และอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง   ผศ. นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา เฉพาะทางด้านโรคเลือดและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันการรักษาไม่ได้มีเพียงยาเคมีบำบัดเหมือนในอดีต แต่แพทย์สามารถเลือกแนวทางการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากขึ้น เช่น การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ยามุ่งเป้า และภูมิคุ้มกันบำบัด   เมื่อคีโมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ   แม้ผู้ป่วยจำนวนมากจะตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดได้ดี แต่ยังมีผู้ป่วยบางกลุ่มที่อาจต้องพิจารณาการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำ หรือเป็นโรคกลุ่มความเสี่ยงสูง   “มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีผู้ป่วยอยู่ 2 กลุ่มหลักที่ได้ประโยชน์จากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ กลุ่มแรกคือผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษา แต่ยังตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดอยู่ หากให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงร่วมกับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ โอกาสควบคุมโรคระยะยาวจะสูงขึ้นมาก”   “ส่วนอีกกลุ่มคือ ผู้ป่วยที่แม้โรคจะสงบแล้ว แต่แพทย์ประเมินว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง หรืออยู่ในระยะลุกลาม อาจพิจารณาปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทันทีหลังควบคุมโรคได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคระยะยาว”   ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คือการสร้างระบบเลือดใหม่   หลักการสำคัญของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ คือ การให้ยาเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งให้หมด ก่อนนำสเต็มเซลล์กลับเข้าสู่ร่างกาย เพื่อช่วยฟื้นฟูไขกระดูกและระบบเลือดให้กลับมาทำงานอีกครั้ง   ปัจจุบัน การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่   การใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง (Autologous Stem Cell Transplantation) การใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาค (Allogeneic Stem Cell Transplantation)   ถ้าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนใหญ่จะใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง แต่ถ้าเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งโรคอยู่ในไขกระดูกโดยตรง มักจำเป็นต้องใช้สเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ดี   ปัจจุบันเก็บสเต็มเซลล์ผ่านกระแสเลือดได้แล้ว   ในอดีต การปลูกถ่ายไขกระดูกต้องเจาะไขกระดูกจากกระดูกเชิงกราน แต่ปัจจุบันสามารถเก็บสเต็มเซลล์ผ่านทางกระแสเลือดได้ ใช้เวลาในการเก็บสเต็มเซลล์ไม่นาน ข้อดีคือช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวง่ายขึ้น     โดยก่อนเก็บสเต็มเซลล์ แพทย์จะให้ยา G-CSF (Granulocyte-Colony Stimulating Factor) เพื่อกระตุ้นให้สเต็มเซลล์ออกจากไขกระดูกเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจึงใช้เครื่องมือเฉพาะทางแยกเก็บสเต็มเซลล์ไว้ เพื่อนำกลับมาใช้หลังจบการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดขนาดสูง   นพ.อุดมศักดิ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้  ทีมแพทย์ยังต้องประเมินความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียด ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ไต รวมถึงโรคประจำตัวต่าง ๆ   “ผู้ป่วยที่มีโรคอย่างเบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือดสูง ยังสามารถปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้ หากควบคุมโรคได้ดี”   100 วันแรก ช่วงสำคัญของการฟื้นตัว   หลังการปลูกถ่าย ผู้ป่วยจะเข้าสู่ช่วงที่ร่างกายกำลังสร้างระบบเม็ดเลือดและภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะช่วง 100 วันแรก ซึ่งต้องเฝ้าระวังการติดเชื้ออย่างใกล้ชิด   “ช่วง 10–14 วันแรก ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยจะต่ำมาก จึงจำเป็นต้องพักในห้องระบบแรงดันบวกที่ควบคุมคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่ถึงแม้จะอยู่ในห้องปลอดเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันเบา ๆ ได้ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ใช้คอมพิวเตอร์ หรือทำงานบางอย่างได้ตามปกติ หากร่างกายไม่อ่อนเพลียมาก”   หลังแพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน ผู้ป่วยยังต้องระวังการติดเชื้ออีกระยะหนึ่ง เพราะแม้เม็ดเลือดจะกลับมาปกติแล้ว แต่ภูมิคุ้มกันยังทำงานได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก   GVHD ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวัง   หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาค คือ ภาวะ GVHD (Graft-versus-Host Disease) ซึ่งเกิดจากเซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่มองร่างกายผู้ป่วยเป็นสิ่งแปลกปลอมและเข้าไปโจมตี อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีทั้งยาป้องกัน ยากดภูมิคุ้มกัน และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ช่วยลดความรุนแรงของภาวะนี้ได้มากขึ้น   “เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์ภูมิคุ้มกันใหม่จะค่อย ๆ ปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับร่างกายของผู้ป่วยได้ ทำให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดหรือหยุดยากดภูมิได้ในระยะยาว” นพ.อุดมศักดิ์ อธิบายถึงกระบวนการปรับตัวของเซลล์ในร่างกาย   CAR-T Cell และภูมิคุ้มกันบำบัด ความหวังใหม่ของการรักษา   “นอกจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แล้ว ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น CAR-T Cell Therapy และ Bispecific T-cell Engagers (BiTEs) ซึ่งเป็นแนวทางการรักษากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)”   โดย CAR-T Cell คือ การนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยออกมาปรับแต่งทางพันธุกรรม ให้สามารถจดจำและโจมตีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำมากขึ้น ก่อนนำกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง ส่วน BiTEs เป็นยาแอนติบอดีที่ช่วยเชื่อมเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น   นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความก้าวหน้าทางการแพทย์นี้เอง ทำให้ปัจจุบันผู้ป่วยไม่ได้มีทางเลือกในการรักษามะเร็งเพียงวิธีเดียวอีกต่อไป แต่แพทย์สามารถออกแบบการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้มากขึ้น ไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ยังสามารถกลับไปทำงาน และทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง”    

June 12, 2026 / 0 Comments
read more

ซันโทรี่ฯ ใช้ไทยที่แรกในโลก ส่ง ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ ช็อกโกแลตดูไบ’ เกมใหม่น้ำอัดลม Gen Z

BizKet

เป๊ปซี่ ส่งพลังซ่าแบบขนม ๆ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เจาะไลฟ์สไตล์ GEN Z    ‘ไทย’ประเทศแรกของโลก ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เปิดตัว ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ในไทยเป็นตลาดแรกของโลก เจาะอินไซต์ Gen Z  ใช้คอนซูเมอร์ อินไซต์ พัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และมักให้รางวัลตัวเองด้วยโมเมนต์แห่งความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน สร้างโอกาสการบริโภคนอกเหนือจากน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม ขยายพอร์ตนวัตกรรมรับตลาด 8.32 หมื่นล้านบาท สะท้อนกลยุทธ์ Portfolio Expansion ของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค สร้างความแตกต่างในตลาดน้ำอัดลมไทยมูลค่า 83,200 ล้านบาท ปี2569     แม้จะเข้าสู่ช่วงหน้าฝนซึ่งไม่ใช่ฤดูกาลขายหลักของธุรกิจเครื่องดื่ม แต่ ‘เป๊ปซี่’ ยังเติมสีสันไม่พัก ด้วยพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ ‘Pepsi Treats’ เป๊ปซี่ ทรีทส์ ที่เกิดจากการนำแนวคิด ‘Treatonomics’  ที่คนรุ่นใหม่มองหา ‘Small Wins’ ความสุขเล็ก ๆ รอบตัว สู่การพัฒนาสินค้าเครื่องดื่มรสชาติหวานละมุนจากของหวานยอดนิยมระดับโลก มาเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ เพื่อสร้างโอกาสการบริโภคเพิ่มนอกเหนือจากการดื่มน้ำอัดลมแบบดั้งเดิม ในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในปี 2569 มูลค่า 83,200 ล้านบาท อย่างต่อเนื่อง   สำหรับ ‘Pepsi Treats’ ยังเป็นพอร์ตฯเครื่องดื่มที่พัฒนาขึ้นเพื่อทำตลาดในประเทศไทย ที่สร้างจุดเชื่อมโยงแบรนด์เป๊ปซี่ ให้เข้ากับวัฒนธรรมขนมหวานเพื่อมาเติมความสดชื่นระหว่างช่วงเวลา พร้อมสร้างประสบการณ์การดื่มรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากน้ำอัดลมทั่วไป ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน   อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง  เป๊ปซี่ เกาะเทรนด์ ‘Small Win’ ส่ง Pepsi Treats สตรอเบอร์รีแอนด์ครีม เล่นกับใจ GenZ     ต่อเรื่องนี้ ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมเป๊ปซี่ บอกว่าล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในพอร์ตฯ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่นช็อกโกแลตดูไบ’ สูตรไม่มีน้ำตาล ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เพื่อสร้างสีสันและมิติใหม่ให้กับตลาดเครื่องดื่มไทย ซึ่งต่อยอดหลังเปิดตัวพร้อมทำตลาด ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์ กลิ่น สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม’  ไปก่อนหน้าและได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย   โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้นำกลิ่นหอมของช็อกโกแลตและพิสตาชิโอมาผสมผสานกับรสโคล่าและความซ่าแบบเป๊ปซี่ ในสูตรไม่มีน้ำตาล เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสมดุลระหว่างความอร่อยและการใส่ใจสุขภาพ พร้อมสื่อสารการตลาดภายใต้แนวคิด ‘บ่ายนี้อย่าลืมทรีทส์’ (AFTERNOON TREATS) พร้อมย้ำภาพลักษณ์เป๊ปซี่ ในฐานะแบรนด์ซ่าที่สร้างความแปลกใหม่และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ Gen Z อย่างต่อเนื่อง   “บริษัทฯ ใช้คอนซูเมอร์ อินไซต์’ มาพัฒนาสินค้าให้เชื่อมโยงเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีกิจกรรมต่างๆ ซึ่งต่างมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมหยุดพักจากความวุ่นวาย และให้รางวัลตัวเองด้วยโมเมนต์แห่งความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน”     ใช้ประสบการณ์นำตลาดเจาะ GenZ   ‘ยุทธนา’ กล่าวว่า ซันโทรี่ฯ ยังนำกลยุทธ์ Experience-Led Marketing ผ่านการสร้างประสบการณ์จริงที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z ผ่านการตลาดมาสคอท (Mascot Marketing) โดยเปิดตัว ‘สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม และ ช็อกโกแลตดูไบ’ ในรูปแบบ Balloon Stunt ขนาดยักษ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสความน่ารักของคาแรกเตอร์เพื่อนซี้จากเป๊ปซี่ ทรีทส์ อีกด้วย     นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรม ‘บ่ายนี้อย่าลืมทรีทส์’ พามาสคอต สตรอเบอร์รี แอนด์ ครีม พร้อมเพื่อนใหม่ ช็อกโกแลตดูไบ ออกเดินทางไปยังแลนด์มาร์กและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วกรุงเทพฯ ตลอดเดือนมิถุนายน เพื่อสร้างสีสันและจุดกระแสบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมชวนผู้บริโภคร่วมค้นหารสชาติใหม่ล่าสุดของ ‘เป๊ปซี่ ทรีทส์’ และเปลี่ยนช่วงพักระหว่างวันเป็น ‘Afternoon Treat Moment’ โมเมนต์แห่งการทรีทส์ตัวเอง   ต่อการการเปิดตัวครั้งนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์สำคัญของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในการขยายพอร์ตโฟลิโอ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อินไซต์และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ควบคู่กับกลยุทธ์การใช้ประสบการณ์ผู้บริโภคนำตลาดร่วมกันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค   อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงธุรกิจ ‘เป๊ปซี่’ อาจไม่ได้คาดหวังเพียงยอดขายจากผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องการขยายโอกาสการบริโภค (Consumption Occasion) ให้เกิดขึ้นในช่วงเวลานอกเหนือจากการดื่มน้ำอัดลมแบบเดิม เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ และรักษาความสดใหม่ในสายตาผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ใหม่อยู่ตลอดเวลา   จากในช่วงนี้ แม้จะเข้าหน้าฝนซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ใช่ฤดูกาลขายหลักของตลาดเครื่องดื่ม แต่การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ Pepsi Treats ออกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เป๊ปซี่ยังคงสร้างบทสนทนากับผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี พร้อมกระตุ้นการทดลองสินค้าใหม่ และสร้างรายได้เพิ่มเติมจากเซ็กเมนต์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์มากกว่าการแข่งขันด้านรสชาติน้ำอัดลมแบบเดิมเพียงอย่างเดียว  

June 11, 2026 / 0 Comments
read more

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะ 5 ทริคดูแลสุขภาพดีคู่วินัยการเงินผ่านบัตรเครดิต

Peace&Play

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บอก 5 วิธีใช้บัตรเครดิตดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและการเงิน ในยุค Longevity ตั้งแต่ ตรวจสุขภาพ วางแผนค่ารักษาพยาบาล ทำประกันสุขภาพ  ควบคู่กับความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว   ทุกวันนี้ ‘Longevity’ หรือแนวคิดการมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และยังใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีคุณภาพในทุกช่วงวัย นับเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตามในวันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การดูแลสุขภาพกลายเป็นสิ่งที่หลายคนอยากทำแต่ไม่มั่นใจว่าจะ ‘จ่ายไหว’ หรือเปล่า เพราะค่าใช้จ่ายบางอย่าง โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลมักจะหมายถึงเงินก้อนใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่า ‘บัตรเครดิต’ นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการเงินที่อาจมีบทบาทในการช่วยให้คุณบริหารการใช้จ่ายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้อย่างคาดไม่ถึงเพราะหากรู้จักใช้บัตรเครดิตให้ถูกวิธี สิทธิประโยชน์บัตรหลายๆ ด้าน สามารถช่วยคุณดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล จึงอยากเผย 5 เคล็ดลับการใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพอย่างฉลาดและคุ้มค่าด้วยบัตรเครดิต   รู้จักร่างกายตัวเองก่อนจะเกิดปัญหาสุขภาพ : หนึ่งในความเสี่ยงที่มองไม่เห็นคือ “ต้นทุนสุขภาพที่เกิดจากการรอ” หลายคนเลื่อนการตรวจหรือรักษาเพราะยังไม่พร้อมจ่าย แต่ในความเป็นจริงการชะลอการดูแลตัวเองอาจทำให้ปัญหาเล็กกลายเป็นปัญหาใหญ่ สุดท้ายต้องใช้เงินมากกว่าเดิมหลายเท่า การตรวจสุขภาพประจำปีหรือการตรวจเชิงลึกตามช่วงวัยคือกุญแจสำคัญของการดูแลตัวเองอย่างมีคุณภาพ สิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่มาพร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษหรือโปรโมชันเฉพาะกลุ่มช่วยให้การเช็กสุขภาพเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถเข้าถึงการดูแลที่จำเป็นได้ทันเวลา เปรียบได้กับการลงทุนเพื่อการป้องกันเพื่อเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในอนาคตทั้งในด้านสุขภาพและชีวิต   บัตรเครดิตตัวช่วยสุขภาพเมื่อยามฉุกเฉิน : ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพมักมาในรูปแบบเงินก้อนใหญ่โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลโรคร้ายแรงต่าง ๆ หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ไม่ได้คาดคิด ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน บัตรเครดิตสามารถช่วยคุณบริหารค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้อย่างมีระบบโดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับแผนผ่อนชำระ ซึ่งปัจจุบันบัตรเครดิตต่าง ๆ มักจะมีแผนผ่อนชำระทั้งแบบ 0% หรือแบบมีดอกเบี้ยให้เลือกซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ช่วยให้คุณสามารถวางแผนบริหารการใช้จ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี   ป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำประกันสุขภาพ : การทำประกันสุขภาพนับเป็นอีกตัวช่วยที่ไม่เพียงสร้างความอุ่นใจแต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเกี่ยวกับสุขภาพและทำให้เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น รวมทั้งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว การชำระค่าเบี้ยประกันสุขภาพด้วยบัตรเครดิตนับว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทางเลือกในการผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในคราวเดียว หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ เช่น รับเครดิตเงินคืน, คะแนนสะสม หรือส่วนลดต่าง ๆ รวมทั้งยังเป็นตัวช่วยในการวางแผนการเงินและภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ใช้จ่ายอย่างมีสไตล์เพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในระยะยาว : หากไม่ต้องการเสียเงินก้อนใหญ่กับค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วย วิธีป้องกันก็คือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกาย ใจ และสมดุลการใช้ชีวิต ควรแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมและสร้างวินัยในการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น การออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกายและช่วงวัย, การดูแลอาหารการกินเพื่อสุขภาพ, การดูแลสุขภาพกายและใจด้วยกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โยคะ พิลาทิส สปา ไปจนถึงบริการด้านสุขภาพจิต รวมทั้งการแบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายจากความเครียด ซึ่งปัจจุบันบางบัตรเครดิตก็มอบสิทธิพิเศษ เช่น ส่วนลด, คะแนนสะสม, เครดิตเงินคืน หรือการแบ่งชำระ ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้บริการเหล่านี้และช่วยให้เราสามารถวางแผนการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์รักสุขภาพได้อย่างเหมาะสม   สร้างวินัยการเงินพร้อมกับวินัยในการดูแลสุขภาพ : คุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้มาจากการมีเงินอย่างเดียวแต่คือความสามารถในการดูแลตัวเองได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุดทั้งในมิติของสุขภาพและการเงินซึ่งช่วยให้คุณสามารถรักษาสมดุลระหว่างร่างกายและการเงินได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้สินที่จะตามมา สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับสุขภาพทางการเงินที่ดี ก็คือ การรักษาวินัยทั้งในการดูแลสุขภาพ ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน, การแบ่งเวลาออกกำลังกายและพักผ่อน รวมทั้งบริหารความเครียดอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว แม้บัตรเครดิตจะมีสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าหลายอย่างและช่วยให้คุณบริหารค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องเข้าใจ เคล็ดลับการใช้บัตรเครดิต คือ ต้องใช้อย่างมีวินัย คือ วางแผนก่อนใช้-จ่ายคืนตรงเวลา-และใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างทั้งวินัยทางการเงินทางการเงินที่ดีควบคู่ไปกับวินัยในการดูแลตัวเองไปพร้อมกัน    

June 11, 2026 / 0 Comments
read more

ไอคอนสยาม โตสวนเศรษฐกิจ ทราฟฟิกพุ่ง 15% อัดโปรกลางปี ลด 80%

PRnounce

ไอคอนสยาม เผยความสำเร็จ 5 เดือนแรก ทราฟฟิกเพิ่ม 15% จัดโปรแรงฉลองกลางปีกับ “BIG BANG SALE 2026” แจกรางวัลรวม 10 ล้าน ลดสูงสุด 80% ไอคอนสยาม ฉลองความสำเร็จตอกย้ำเป็น Global Experiential Destination ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เผย 5 เดือนแรก มียอดทราฟฟิกสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 15% แม้เผชิญสถานการณ์ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เดินหน้าจัดโปรแรงฉลองกลางปีกับแคมเปญใหญ่ “ICONSIAM BIG BANG SALE 2026” ภายใต้แนวคิด “คุ้มเลเวลอัป 6 ต่อ ช็อปรับเกินคุ้ม” ใช้กลยุทธ์หลัก เข้าใจอินไซต์ลูกค้า นำเสนอประสบการณ์ที่ตรงความต้องการ พร้อมเพิ่มความคุ้มค่าให้ชีวิตประจำวัน โดยจับมือพันธมิตรร้านค้าภายในศูนย์ มอบส่วนลดสูงสุดถึง 80% และOn Top แจกรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท มั่นใจดันยอดขายกลางปีสูงขึ้นกว่า 20% รายการพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ติดตามรายละเอียดของรางวัลได้จาก https://www.facebook.com/share/p/1Z7qR1X3MC/   ความสำเร็จดังกล่าวได้รับแรงหนุนสำคัญจากกลุ่มลูกค้าชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวและเด็ก ซึ่งมีการใช้เวลาและใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยี่ยมชมไอคอนสยามยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องใน 5 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สูงขึ้นถึง 15% โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน สะท้อนบทบาทของไอคอนสยามในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อภาคค้าปลีกและเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ   คุณสุมา วงษ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานส่งเสริมการตลาด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียง “ส่วนลด” แต่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่ารวม” (Value for Money) ของการใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ ความสะดวก และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้พฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อตอบสนองความต้องการ ไปสู่การตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลมากขึ้น   “การทำโปรโมชั่นในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของ Discount เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้าง Value Return ให้ลูกค้าได้จริง ทั้งในรูปแบบของรีวอร์ด สิทธิประโยชน์ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน BIG BANG SALE 2026 จึงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘คุ้มเลเวลอัป’ เพื่อทำให้ทุกยอดใช้จ่ายคืนกลับมาเป็นคุณค่าในหลายมิติ” สำหรับ “ICONSIAM BIG BANG SALE 2026” สมาชิก ONESIAM จะได้รับสิทธิประโยชน์แบบ “คุ้มเลเวลอัป 6 ต่อ” ครอบคลุมทั้งส่วนลดสูงสุด 80% การรับคืน SIAM Gift Card สูงสุดกว่า 13,850 บาทต่อวัน พร้อม ONESIAM COINS 13,850 COINS เพิ่มเติม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกใหม่ นักช็อปสายรีวอร์ด และข้อเสนอร่วมกับบัตรเครดิต เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่าย มากกว่าการเป็นแคมเปญส่งเสริมการขาย BIG BANG SALE 2026 ยังสะท้อนบทบาทของไอคอนสยามและไอซีเอสในฐานะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจค้าปลีกและการท่องเที่ยวช่วงกลางปี ผ่านการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคไทยและนักท่องเที่ยวออกมาจับจ่ายมากขึ้น พร้อมยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่   ทั้งนี้ ICONSIAM BIG BANG SALE 2026 เป็นแคมเปญโปรโมชั่นที่มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก ONESIAM ได้สัมผัสประสบการณ์แบบเลเวลอัปผ่านสิทธิประโยชน์ที่ทวีความคุ้มค่าขึ้นเรื่อย ๆ มอบความคุ้มให้กับสมาชิก ONESIAM ถึง 6 ต่อ ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569   ต่อที่ 1: เลือกช็อปสินค้าลดราคาพิเศษ สูงสุด 80% จากร้านค้าที่ร่วมรายการ ภายในไอคอนสยาม ต่อที่ 2: สมาชิก ONESIAM ช็อปเพลิน รับคืนเกินคุ้มสูงสุดกว่า 13,850 บาท/วัน และรับเพิ่ม 13,850 ONESIAM COINS เพียงรวบรวมใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ตามยอดที่กำหนด รับสิทธิ์แลกของรางวัลสำหรับนำไปใช้โดยไม่มีขั้นต่ำ ดังนี้ • ช็อปสินค้าครบ 3,000 บาทขึ้นไป แลกรับ Lotus’s Privé Gift Card มูลค่า 100 บาท หรือ เลือกรับ 1 เมนู (จากร้านค้าที่ร่วมรายการ) และรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน • ช็อปสินค้าครบ 9,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 250 บาท จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน และรับเพิ่ม 250 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน • ช็อปสินค้าครบ 45,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 1,500 บาท จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน และรับเพิ่ม 1,500 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน • ช็อปสินค้าครบ 250,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 12,000 บาท จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน และรับเพิ่ม 12,000 ONESIAM COINS จำนวน 1 สิทธิ์/สมาชิก/ขั้นการซื้อ/วัน ต่อที่ 3: สิทธิพิเศษสำหรับ 3 สุดยอดนักช็อปที่เป็นสมาชิก ONESIAM รับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 100,000 บาท (ไม่มีขั้นต่ำในการใช้) ลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญ และสะสมยอดใช้จ่ายภายในวันที่ใช้จ่ายที่ไอคอนสยาม, สยาม ทาคาชิมายะ สูงสุดตลอดระยะโปรโมชั่น ยอดช็อปสะสมขั้นต่ำ 3,000,000 บาทขึ้นไป เฉพาะร้านค้า Luxury ที่ร่วมรายการ แลกรับ SIAM GIFT CARD สำหรับใช้ที่ร้านค้า Luxury ที่ร่วมรายการ มูลค่า 100,000 บาท ไม่มีขั้นต่ำในการใช้ ต่อที่ 4: สำหรับลูกค้าใหม่ที่ลงทะเบียนเป็นสมาชิก ONESIAM บน ONESIAM SuperApp และรวบรวมใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอคอนสยาม สยาม ทาคาชิมายะ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD สำหรับรับประทานอาหาร มูลค่า 200 บาท จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิกใหม่/ตลอดรายการ และจำกัด 2,000สิทธิ์ ตลอดรายการ ต่อที่ 5: ICONSIAM & ICS Shop & Snap บน ONESIAM SuperApp และสะสมยอดภายในวันที่ใช้จ่าย (ได้ทุกช่องทาง) จากร้านค้าและร้านอาหารที่ร่วมรายการในไอคอนสยาม ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะและไอซีเอส สมาชิกที่สะสมยอดจำนวนใบเสร็จสูงสุด 60 ท่านแรก (ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ) รับ ONESIAM COIN รวม 1,000,000 ONESIAM COINS ต่อที่ 6: แลกรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือ แบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อบัตร SIAM Gift Card มูลค่า 10,000 บาท *เงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ไอคอนสยาม   ด้าน ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (ตรงข้ามไอคอนสยาม) จัดแคมเปญ “ICS BIG BANG SALE 2026” มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิก ONESIAM แสดงใบเสร็จภายในไอซีเอส แลกรับของรางวัลมูลค่ารวมสูงสุดกว่า 600 บาทต่อวัน พร้อม ONESIAM COINS 600 COINS ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ต่อที่ 1: เลือกช็อปสินค้าราคาพิเศษ ลดสูงสุด 80% จากร้านค้าที่ร่วมรายการภายในไอซีเอส ต่อที่ 2: ซื้อสินค้า บริการ และรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่ม ครบตามเงื่อนไขที่กำหนด แลกรับของรางวัลสุดคุ้มแบบไม่มีขั้นต่ำในการใช้ • รวบรวมใบเสร็จครบ 1,000 บาทขึ้นไป แลกรับ Lotus’s Privé Gift Card มูลค่า 100 บาท สำหรับใช้ที่ Lotus’s Privé ชั้น B1 สาขาไอซีเอส และรับเพิ่ม 100 ONESIAM COINS จำกัด 1 สิทธิ์ /สมาชิก /ขั้นการซื้อ /วัน • รวบรวมใบเสร็จครบ 5,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 500 บาท และรับเพิ่ม 500 ONESIAM COINS จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิก /ขั้นการซื้อ /วัน • พิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ รับเพิ่ม Lotus’s Privé มูลค่า 100 บาท จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิก / ตลอดรายการ จำกัด 200สิทธิ์ ตลอดรายการ ต่อที่ 3: สมาชิก ONESIAM ที่สะสมยอดจำนวนใบเสร็จสูงสุด 60 ท่านแรก (ยอดใช้จ่ายตั้งแต่ 300 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ) รับ ONESIAM COIN รวม 1,000,000 ONESIAM COINS *เงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ไอซีเอส   ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีก แคมเปญนี้ไม่เพียงมุ่งกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงกลางปี แต่ยังสะท้อนแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่ใช้ Loyalty Ecosystem และ Data-driven Experience เป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามและไอซีเอสในฐานะ Global Experiential Destination ที่สามารถดึงดูดทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก   ร่วมสัมผัสประสบการณ์ช็อปปิ้งสุดคุ้มแห่งปี กับ “ICONSIAM & ICS BIG BANG SALE 2026” ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 29 กรกฎาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม และไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ พร้อมสิทธิประโยชน์แบบ “คุ้มเลเวลอัป 6 ต่อ” และรางวัลรวมมูลค่าสูงสุดที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับทุกการใช้จ่ายให้คุ้มค่ากว่าที่เคย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1338 หรือ Facebook: ICONSIAM และ Facebook: ICS #####

June 11, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ผนึกตำรวจ ทลายแก๊งลักสายไฟสถานีฐาน รวบ 5 ผู้ต้องหา

PRnounce

ทรูร่วมตำรวจทลายขบวนการลักตัดสายไฟสถานีฐานมือถือ รวบ 5 ผู้ต้องหา ชี้เป็นภัยเงียบกระทบโครงข่ายสื่อสารและประชาชน   ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งเบาะแสและร่วมสนับสนุนข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามเครือข่ายลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์สถานีฐานโทรศัพท์มือถือที่ก่อเหตุในหลายจังหวัด หลังเกิดเหตุลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์สถานีฐานโทรศัพท์มือถือในหลายจังหวัด ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการให้บริการสื่อสารของประชาชนในบางพื้นที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจนสามารถขยายผลจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางและขยายผลสู่เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของประเทศ   นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงข่ายโทรคมนาคมและสถานีฐานโทรศัพท์มือถือถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญของประเทศ การลักตัดสายไฟหรือขโมยอุปกรณ์จึงไม่ใช่เพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสื่อสาร การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต รวมถึงบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้ในชีวิตประจำวัน ทรูให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว และพร้อมทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการป้องกัน ติดตาม และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิด เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง”   ที่ผ่านมา ทรูตรวจพบเหตุลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์ภายในสถานีฐานโทรศัพท์มือถือในหลายจังหวัด อาทิ นครราชสีมา นครปฐม ระยอง และพื้นที่อื่นๆ โดยความเสียหายดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ใช้บริการสื่อสารในชีวิตประจำวัน รวมถึงการเข้าถึงบริการดิจิทัลต่างๆ   จากการติดตามข้อมูลและรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทรูได้แจ้งเบาะแสและประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งมอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนต่อ พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา และ พ.ต.ท.วิชานนท์ บ่อพิมาย รองผู้กำกับการ กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เพื่อนำไปสู่การขยายผลติดตามเครือข่ายผู้ก่อเหตุ   ภายหลังการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับและเข้าปฏิบัติการจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 5 ราย พร้อมตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ และขยายผลตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามกระบวนการทางกฎหมาย   การลักตัดสายไฟและขโมยอุปกรณ์สถานีฐานโทรศัพท์มือถือถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่าความเสียหายด้านทรัพย์สินของผู้ประกอบการ เนื่องจากสถานีฐานโทรศัพท์มือถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารของประเทศ ซึ่งรองรับการโทรศัพท์ การใช้งานอินเทอร์เน็ต การติดต่อเหตุฉุกเฉิน การทำธุรกรรมออนไลน์ การเรียน การทำงาน และบริการดิจิทัลต่างๆ ที่ประชาชนพึ่งพาในชีวิตประจำวัน   ทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนยันความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และติดตามผู้กระทำความผิด เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของโครงข่ายโทรคมนาคม และสร้างความต่อเนื่องในการให้บริการแก่ประชาชนทั่วประเทศ   ทั้งนี้ ทรูขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นหรือมีข้อมูลบุคคล หรือกลุ่มต้องสงสัยที่ดำเนินการตัดสายไฟ และลักลอบขโมยอุปกรณ์หรือสถานีฐานโทรศัพท์มือถือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่สำคัญของประเทศ

June 11, 2026 / 0 Comments
read more

ไทยเร่งเครื่อง AI for All ปั้นฮับ AI Living แห่งอาเซียน

PRnounce

ไทยก้าวสู่ศูนย์กลาง AI Living แห่งอาเซียน ในงาน Global Telecom AIoT Summit 2026 ผู้นำอุตสาหกรรมผนึกกำลังภายใต้แนวคิด “AI for All” ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรม AI Living ของภูมิภาค   งาน Global Telecom AIoT Summit 2026 จัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้นำจากภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก นักวิชาการ และพันธมิตรในระบบนิเวศ AIoT เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) ที่กำลังพลิกโฉมอนาคตของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และบริการดิจิทัล   ภายใต้แนวคิด “AI for All” งานประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) บริษัท T3 Technology และ Tuya Smart โดยมุ่งเน้นการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านการใช้ชีวิตอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมนำเสนอการประยุกต์ใช้ AIoT ในภาคครัวเรือน ธุรกิจ อาคารอัจฉริยะ และเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม   นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ นายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อสัญญาณอีกต่อไป โดย AI และ IoT กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุม และสร้างประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม   ต่อมา นาย Nick Wang ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ T3 Technology และรองนายกสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้กล่าวเปิดงาน พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้าน AI Living โดยเน้นย้ำว่าคุณค่าที่แท้จริงของ AIoT ไม่ได้อยู่ที่การเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำให้บ้านและบริการต่าง ๆ สามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งาน ตอบสนองได้อย่างชาญฉลาด และสร้างคุณค่าในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง   ด้านนาย Leo Chen ประธานบริษัท Tuya Smart กล่าวถึงความสำคัญของแพลตฟอร์ม AI Cloud แบบเปิดและระบบนิเวศนักพัฒนาระดับโลก ซึ่งช่วยลดอุปสรรคในการพัฒนา AIoT และสนับสนุนให้แบรนด์ ผู้ให้บริการ และนักพัฒนาสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และโซลูชันอัจฉริยะได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น   ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในฐานะรากฐานสำคัญของการพัฒนา AIoT ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มีความเป็นธรรม ปลอดภัย และเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม พร้อมระบุว่าเมื่อ AI ขยายบทบาทสู่ภาคครัวเรือน ธุรกิจ การแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเมืองอัจฉริยะ การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการข้อมูลที่น่าเชื่อถือจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต   ภายในงานยังมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการของ Global Telecom AIoT Summit 2026 ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของภาครัฐและภาคเอกชนในการเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม AIoT ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ช่วงเช้า นาย Leo Yu ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร T3 Technology ได้นำเสนอหัวข้อ “T3 AIoT: Building the AI Living Infrastructure for Operators” โดยอธิบายแนวทางที่ T3 สนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการต่อยอดจากธุรกิจเชื่อมต่อสัญญาณสู่การเป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์มการใช้ชีวิตอัจฉริยะ ผ่านโครงสร้างพื้นฐาน AI Living Infrastructure ที่ครอบคลุม AI Home อุปกรณ์อัจฉริยะ AI Agent และบริการดิจิทัลด้านไลฟ์สไตล์   ขณะที่นาย Will Yu หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้าน AI ของ Tuya Smart ได้นำเสนอการบูรณาการระหว่าง Generative AI, Edge Intelligence และอุปกรณ์อัจฉริยะ เพื่อยกระดับอุปกรณ์ภายในบ้านให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่ตอบสนองเชิงรุก สร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ใช้งาน และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของผู้ประกอบการในระบบนิเวศ AIoT   นอกจากนี้ งานยังได้รับเกียรติจากนาย Julian Gorman หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ GSMA ซึ่งร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับศักยภาพของ 5G ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอัจฉริยะสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ SME รวมถึงศาสตราจารย์ Wu Sai จากมหาวิทยาลัย Zhejiang ที่นำเสนอแนวคิดด้านสถาปัตยกรรมระบบ AIoT และ Edge Intelligence ในเชิงวิชาการ   ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากประเทศไทยและภูมิภาคร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจของ AIoT ได้แก่ นายณัฐวิทย์ สุริตติกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) นายเอกลักษณ์ ประเสริฐแก้ว จาก AIS และนายพัชร วันทองคำ จาก True ซึ่งได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศ AIoT และแพลตฟอร์ม Digital Home เพื่อยกระดับประสบการณ์บ้านอัจฉริยะยุคใหม่   อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง True, VNPT, T3 Technology และ Tuya Smart เพื่อผลักดันการนำ Hey Ami เข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่วมมือระดับภูมิภาคในการพัฒนา AI Home และระบบนิเวศ AIoT อย่างเป็นรูปธรรม   ช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมงานได้เยี่ยมชมบูธนวัตกรรม AI ผ่านกิจกรรม AI-Innovation Tour พร้อมรับชมการสาธิตการใช้งานจริงจากนายรัชพล แสงสุริชัย หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ AIoT ของ T3 Technology ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ AIoT ในการควบคุมบ้านอัจฉริยะ การโต้ตอบกับอุปกรณ์อัจฉริยะ และบริการ AI Living ในชีวิตประจำวัน   ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ “AI-Native Telcos: AI as the New Growth Frontier for Operators” ซึ่งผู้นำอุตสาหกรรมได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากผู้ให้บริการโครงข่ายสู่แพลตฟอร์มบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมหารือถึงโมเดลธุรกิจใหม่ การพัฒนา AI Home การสร้างความผูกพันกับลูกค้า และความสำคัญของความร่วมมือในระบบนิเวศดิจิทัล   นอกจากนี้ ยังมีพิธีเปิดตัว Global Telecom AIoT Promotion Initiative เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยี นักพัฒนา และสถาบันวิจัย ในการเร่งการนำ AIoT ไปใช้และขยายขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของภูมิภาค   ในช่วงท้ายของงาน มีการเสวนาหัวข้อ “AI Trust, Security & Governance” และพิธีเปิดตัวความร่วมมือด้าน Thailand Data Security Certification Joint Initiative ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูล การพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ และกรอบธรรมาภิบาลที่น่าเชื่อถือ เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI ในทุกมิติของชีวิตและธุรกิจ   งาน Global Telecom AIoT Summit 2026 สะท้อนให้เห็นว่า AIoT ไม่ใช่เพียงแนวคิดแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ โดยการรวมพลังของหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม AI ผู้ให้บริการคลาวด์ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรในระบบนิเวศ ได้ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางสำคัญของนวัตกรรม AI Living ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

June 11, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ใช้ 21 ดาวมิชลิน สร้างแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสผ่านมื้ออาหาร

PRnounce

ทรู รังสรรค์ปรากฏการณ์ Dinner Incredible ครั้งประวัติศาสตร์ “TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION” มอบที่สุดประสบการณ์เหนือระดับแก่ลูกค้าทรู ดีแทคคนสำคัญ กับ 12 เชฟมิชลินระดับโลก รวม 21 ดาว สะท้อนภาพแบรนด์ระดับเวิลด์คลาส   เมื่อประสบการณ์กลายเป็นหัวใจของแบรนด์ยุคใหม่ ..ทรู ตอกย้ำบทบาทแบรนด์ชั้นนำที่เชื่อมโยงผู้คนสู่ประสบการณ์ระดับโลก  ผ่านปรากฏการณ์ Fine Dining ครั้งประวัติศาสตร์ “TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION”  การรวมตัวครั้งพิเศษของ 12 เชฟระดับโลก ผู้ครอบครองดาวมิชลินรวม 21 ดาว เพื่อรังสรรค์ค่ำคืน Gastronomy ระดับโลก ภายใต้แนวคิด “The Black Box Edition” ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยผ่านวัตถุดิบไทย เกษตรกร ชุมชน วัฒนธรรม และเรื่องราวท้องถิ่น  ผสานกับมุมมองสร้างสรรค์และฝีมือของเชฟระดับแนวหน้าจากทั่วโลกอย่างประณีต โดยงานจัดขึ้นโดย บริษัท เดอะ ดิโพลแมท เน็ตเวิร์ค จำกัด ร่วมกับ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับที่หาได้ยากและน่าจดจำแก่ลูกค้าทรู ดีแทคคนสำคัญ  สะท้อนวิสัยทัศน์ของทรูในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ก้าวไปไกลกว่าการให้บริการด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและมีคุณค่าในทุกมิติของชีวิต   คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรู เชื่อว่า ในวันนี้แบรนด์ชั้นนำไม่ได้สร้างความแตกต่างเพียงด้วยสินค้า บริการ หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมาย  สร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสิ่งที่ดีที่สุดได้อย่างแท้จริง TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION จึงเป็นความตั้งใจของทรูในการยกระดับ Customer Experience สู่ระดับโลก ผ่านค่ำคืน Fine Dining สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก 12 เชฟระดับโลก ผู้ครอบครองดาวมิชลินรวม 21 ดาว มอบให้แก่ลูกค้าทรู ดีแทคคนสำคัญ ผู้ไว้วางใจและเติบโตเคียงข้างแบรนด์มาอย่างยาวนาน”     “สำหรับทรู การดูแลลูกค้าคนสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบสิทธิพิเศษ แต่คือการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ผ่านโมเมนต์ที่มีคุณค่าและน่าจดจำ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของทรูใน 3 มิติสำคัญคือ Leadership ความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง World-Class Excellence ความมุ่งมั่นในการนำสิ่งที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาส่งมอบให้ลูกค้า และ Meaningful Connections หัวใจของแบรนด์ทรูที่เชื่อว่า การเชื่อมต่อที่มีความหมายไม่ได้เกิดขึ้นเพียงผ่านเครือข่าย แต่เกิดขึ้นผ่านผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจที่ส่งต่อถึงกัน ซึ่งการจัดงาน Fine Dining ครั้งนี้  เป็นหนึ่งใน Brand Activation ที่สร้าง stylish footprint ให้กับแบรนด์บนเวทีไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม พร้อมย้ำบทบาทของทรูในฐานะ World-Class Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกอย่างมีความหมาย” คุณโอลิเวอร์ กล่าว   ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนพลังของการนำความเป็นเลิศระดับโลกมาช่วยยกระดับคุณค่าของประเทศไทย ผ่านอาหาร วัฒนธรรม ผู้คน และวัตถุดิบไทย สู่ประสบการณ์ที่ทั้งทรงพลังและน่าจดจำ โดยมีทรูทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกของเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และแรงบันดาลใจเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย “TRUE PRESENTS DINNER INCREDIBLE THAILAND 2026 THE BLACK BOX EDITION” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 มิถุนายน 2569 ณ The Crystal Box, Gaysorn Urban Resort ชั้น 19 Gaysorn Tower, Gaysorn Village    

June 11, 2026 / 0 Comments
read more

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ปลุกกำลังซื้อกลางปี ลดสูงสุด 80% ลุ้นรางวัลกว่า 2 ล้านบาท

PRnounce

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ปลุกกำลังซื้อกลางปี จัดแคมเปญ “Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale” ลดใหญ่ทั้งศูนย์ฯ สูงสุด 80% ชวนกิน-ช้อปดีลสุดคุ้มจากกว่า 650 ร้านทั่วประเทศ ลุ้นและรับฟรี! รวมกว่า 2 ล้านบาท  ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขา       ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อกลางปีจัดแคมเปญใหญ่ “Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale” มหกรรมลดใหญ่กลางปีที่รวมดีลสุดคุ้มจากร้านค้าชั้นนำกว่า 650 ร้านทั่วประเทศ ลดสูงสุด 80% พร้อมมอบสิทธิ์ลุ้นและรับฟรีของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 29 พ.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 ณ โรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขา เพื่อชวนลูกค้าออกมาใช้ชีวิต กิน ช้อป และสนุกกับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่ครบครันภายในศูนย์การค้า พร้อมเติมสีสันด้วยกิจกรรมอุ่นเครื่องต้อนรับมหกรรมฟุตบอลระดับโลก ร่วมเฉลิมฉลองโมเมนต์แห่งความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง   คุณนุจรีย์ มารัตนะฤกษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “โรบินสันไลฟ์สไตล์มุ่งมั่นพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิตที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และไลฟ์สไตล์ในทุกพื้นที่ สำหรับแคมเปญ Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale ในปีนี้ ถือเป็นการคืนกำไรให้กับลูกค้า ด้วยการมอบความคุ้มค่าและความสนุก ผ่าน 2 กิจกรรมหลักได้แก่ โปรโมชันสุดพิเศษประจำปี และสปอร์ตอีเวนต์รับกระแสมหกรรมกีฬาระดับโลก World Cup เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักช่วงกลางปี ที่ตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายช้อป กิน แฟชั่น และกีฬา”     โดยแคมเปญ ‘Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale’ ปีนี้ จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘GRAND SALE ALERT!’ แท็กทีมกว่า 650 แบรนด์ชั้นนำทั่วประเทศ อัดส่วนลดแรงสูงสุด 80% ครอบคลุมทั้งแฟชั่น ช้อป กิน ไลฟ์สไตล์ และความบันเทิง พร้อมจัดหนักความคุ้ม ลุ้นและรับฟรีของรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ได้แก่ Grand Trophy Hunt กิน-ช้อปสะสมทุก 1,000 บาท รับ 1 สิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ พิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน  รับสิทธิ์ลุ้น x2  ลุ้นเซ็ตไอที: OPPO Dream Team จำนวน 7 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท ได้แก่ OPPO Find N5, OPPO Reno14 5G, OPPO Pad5 Matte Display Edition 5G, OPPO Watch x2 และ OPPO Pad SE WiFi ลุ้นช้อปฟรี: บัตรของขวัญ Tops มูลค่า 4,000 บาท จำนวน 5 รางวัล รวมมูลค่า 20,000 บาท Grand Victory Rewards เมื่อกิน-ช้อปสะสม 1,500 บาทขึ้นไปต่อวัน รับฟรี! บัตรชมภาพยนตร์ 1 ใบ พร้อมคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำ ระหว่างวันที่ 29 พ.ค. 69 – 12 ก.ค. 69 และ รับฟรี! บัตรเติมน้ำมันมูลค่า 100 บาท พร้อมคูปองส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำ ระหว่างวันที่ 13 ก.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 พิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รับเพิ่ม บัตรชมภาพยนตร์ 1 ใบ (จำกัด 25 สิทธิ์ /สาขา, จำกัด 1 สิทธิ์ / หมายเลขบัตรเครดิตตลอดรายการ) Top Spender 15 ท่านแรก สำหรับลูกค้าที่กิน-ช้อปสะสมขั้นต่ำ 20,000 บาทขึ้นไปตลอดแคมเปญ และมียอดใช้จ่ายสะสมสูงสุด 15 ท่านแรก รับ MARSHALL KILBURN III มูลค่ารางวัลละ 14,490 บาท รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท Grand Final Privilege เพิ่มความคุ้มค่าสำหรับลูกค้าที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้แก่ กิน-ช้อป สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ บัตรเครดิต ttb รับ Magic Gift Voucher มูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมจากร้านค้า และร้านอาหาร ครบ 2,000 บาทขึ้นไป / วัน / จำกัด 1 สิทธิ์ (200 บาท) / หมายเลขบัตร / วัน และสูงสุดรวม 5 สิทธิ์ (1,000 บาท) ตลอดรายการ และจำกัดสิทธิ์รวม 600 สิทธิ์ ตลอดรายการ วันที่ 29 พ.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 สิทธิพิเศษเฉพาะ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 200 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรฯ 2,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 200 บาท (จำกัดเครดิตเงินคืนสูงสุด 200 บาท /หมายเลขบัตรเครดิตตลอดรายการ) รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15% เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ หมายเหตุ: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี / เงื่อนไขเป็นไปตามธนาคารกำหนด / โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากสื่ออื่นๆ ของธนาคาร   นอกจากนี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ยังออนท็อปความคุ้มค่าด้วย ‘7.7 Flash Sale’ ไฮไลท์ห้ามพลาด ‘Champion Food’ อิ่มอร่อยกับเมนูฮิตราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 77 บาท จากร้านดัง อาทิ MK, The Pizza Company, คัตสึยะ, KFC, Auntie Anne’s,   Mister Donut, และ Potato Corner ฯลฯ) พร้อมเอาใจสายแฟชั่นด้วย ‘Champion Style’ หั่นราคาสินค้าแบรนด์ดังจาก 999 บาท เหลือเพียง 777 บาท เท่านั้น เฉพาะร้านค้าและสาขาที่ร่วมรายการ (โปรโมชันอาจแตกต่างกันในแต่ละสาขา กรุณาตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม ณ จุดขาย)   ในแคมเปญกลางปีสุดยิ่งใหญ่นี้ ยังได้รับความไว้วางใจจากคุณพาย-ศรัณวุฒิ นิตยสุทธิ และคุณกอล์ฟ-พสธร เลิศสถิตย์วงศ์ ศิลปิน นักแสดงรุ่นใหม่ ที่กำลังเป็นที่นิยม และแก๊งเพื่อนๆ คนรุ่นใหม่ มาร่วมกิน ช้อป และสนุกไปกับความบันเทิงกับร้านค้าต่างๆ ที่โรบินสันไลฟ์สไตล์   นอกจากนี้ โรบินสันไลฟ์สไตล์ ยังเนรมิตบรรยากาศภายในศูนย์ฯ ให้มีชีวิตชีวายิ่งขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Grand Sale Alert” ผสานความตื่นเต้นของเกมกีฬาสู่โลกช้อปปิ้ง ไฮไลต์ห้ามพลาดกับ Photo Spot, พร็อพ 3 มิติสุดอลังการ ทั้งลูกบอลยักษ์และถ้วยรางวัลบนสนามจำลองทั่วศูนย์การค้า เพื่อมอบประสบการณ์ Immersive ช้อปสนุกสะใจทุกย่างก้าวตลอดแคมเปญ   พลาดไม่ได้! กับมหกรรมความคุ้มค่าครั้งใหญ่แห่งปี ‘Robinson Lifestyle’s Grand Grand Sale’ จัดเต็มดีลลดสูงสุด 80% ลุ้นรับสิทธิ์พิเศษรวมกว่า 2 ล้านบาท พร้อมสนุกกับกิจกรรมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 69 – 19 ก.ค. 69 ที่ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ทุกสาขาทั่วประเทศ

June 10, 2026 / 0 Comments
read more

ปลาทู-ดิฐวัฒน์ ขายบ้าน ‘อิสสระ บางนา’หรูแบบไม่ตะโกน แต่ให้ ‘Natuzzi Italia’ เล่าเรื่อง

BizKet

ชาญอิสสระ คอลแล็บส์ Euro Creation นำ ‘Natuzzi Italia’ เฟอร์นิเจอร์จากอิตาลีมาใช้เต็มหลังเป็นครั้งแรกในไทยสู่ ‘บลูพรินต์’ บ้านอิสสระบางนามูลค่า 120 ล้านบาท ย้ำนิยามไควเอท ลักซูรี ความหรูที่ไม่ต้องตะโกน     อีกหนึ่งความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของสองแบรนด์ระดับตำนานในไทยและโลก ‘ชาญอิสสระ’ ที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ของไทย และ Natuzzi Italia เฟอร์นิเจอร์ คราฟต์แมนชิป ระดับโลกที่ทั้งสองต่างเป็นองค์กรระดับตำนานอายุกว่า 70 ปี ได้ร่วมเดินสู่โปรเจกต์บลูพรินต์ โครงการ ‘บ้านอิสสระ บางนา’ ต้นแบบเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia ทั้งหลัง แห่งแรกในประเทศไทย   ‘สองแบรนด์’ ความบังเอิญที่ลงตัว   ดิฐวัฒน์ อิสสระ ‘คุณปลาทู’ ทายาทกลุ่มชาญอิสสระ (CI) ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ในฐานะกรรมการและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เล่าจุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่าง CI และ ‘Natuzzi Italia ’ เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ระดับโลก ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความประทับใจแรกพบเมื่อครั้งไปเดินเล่นในงาน Buone Nazioni ประเทศอิตาลี แล้วได้พบกับแบรนด์ Natuzzi Italia ในแบบบังเอิญก็ว่าได้   “ความรู้สึกในตอนนั้น เรารู้ได้ทันทีว่า เป็นแบรนด์ที่ตรงกับสิ่งที่มองหา ทั้งสไตล์การออกแบบที่เรียบ หรู สะอาด จากความที่เป็นงานคราฟต์แมนชิประดับโลก”   นอกจากนี้ ยังเป็นแบรนด์ที่สอดคล้องกับสไตลิ่งของคุณแม่ (ศรีวรา อิสสระ) ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดงานดีไซน์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวในหลายๆ ด้าน ที่คุณแม่ให้ความสำคัญและพิถีพิถันในเรื่องการออกแบบต่าง ๆ  ซึ่งยังสะท้อนถึงในหลายโครงการของกลุ่มชาญอิสสระมาโดยตลอด   รวมถึงในมุมมองส่วนตัวของ ‘คุณปลาทู’ เองในช่วงศึกษาวิศวกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ ในต่างประเทศ  ที่มองเห็นนวัตกรรมกลไกซ่อนฟังก์ชั่นต่างๆ อยู่ในเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi อีกด้วย   จากความบังเอิญแรกพบแบรนด์ในครั้งนั้น ที่ต่อมาได้กลายสู่จุดเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างบ้านอิสสระ บางนา กับ Euro Creation ตัวแทนแบรนด์ Natuzzi Italia ในประเทศไทย หลังการพบปะอย่างไม่เป็นทางการมากนักระหว่างทายาทสองตระกูล ‘ชาญอิสสระ’ และ  ‘Natuzzi’ แต่สามารถไฟน์จูนทั้งสองแบรนด์ที่ต่างมีแนวคิดร่วมกันในการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยระดับซูเปอร์ลักซูรี (Super Luxury) ที่เน้นความเรียบง่าย ‘น้อยแต่มาก’ สำหรับงานตกแต่งภายใน (Interior Design) เพื่อไม่ให้เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นในบ้านแข่งกันเอง แต่ ‘ทุกอย่าง’ จะต้องกลมกลืนและส่งเสริมกัน     Blueprint หลังแรกบ้านอิสสระ บางนา   ‘คุณปลาทู’ บอกว่า บ้านอิสสระ บางนา ยังเป็นโครงการหลังแรกในประเทศไทยที่นำเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia มาใช้เต็มหลัง โดยบ้านต้นแบบ คือ 17A   มีขนาดที่ดิน 158 ตารางวา พร้อมรายละเอียด ดังนี้   พื้นที่ใช้สอย 750 ตารางเมตร 5 ห้องนอน 2 ห้องนั่งเล่น และ 2 ห้องสำหรับแม่บ้าน ราคาบ้านหลังละ 150 ล้านบาท   หากแยกคำนวณมูลค่าเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia ทั้งหลังอย่างเดียวมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 67 ชิ้น ไม่นับรวมของตกแต่งอื่นๆ โดยราคาเฟอร์นิเจอร์เริ่มต้นที่ 150,000 บาท  สำหรับโต๊ะ Coffee Table รุ่น Tempio และสูงสุดที่ 780,000 บาท คอลเล็กชันชุดโซฟา จัดเข้าเซ็ตพิเศษเฉพาะสำหรับยูนิต 17A บ้านอิสสระบางนา     ซิกเนเจอร์ Natuzzi Italia นวัตกรรม Wellbeing   ขณะที่จุดเด่นของ Natuzzi Italia นอกจากความโดดเด่นด้านดีไซน์ แล้วยังให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมที่คิดค้นร่วมกับสถาบันสรีรศาสตร์ เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่รองรับทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ ให้ใช้งานร่วมกันได้ในพื้นที่เดียวกัน โดยซิกเนเจอร์หลักคือโซฟาแบบ Reclining ที่ปรับได้ทั้งนั่งและนอน รองรับการพักผ่อนได้หลายรูปแบบ   นอกจากนี้ยังใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทั้ง Sustainable Polyurethane ที่ไม่มีสารพิษ และหนังวัวจากเยอรมนีที่ผ่านการดูแลผิวเป็นพิเศษ ทำให้แมลงกัดน้อย เนื้อสัมผัสนุ่ม และทนทาน รวมถึงผิวโต๊ะแบบ Satin Glass ที่ทำความสะอาดง่าย   สำหรับโครงการ ‘บ้านอิสสระ บางนา’ ที่ร่วมกับเฟอร์นิเจอร์ Natuzzi Italia ยังเป็นหลังแฟล็กชิปหนึ่งใน 43 ยูนิตของโครงการฯ ซึ่งปัจจุบันทั้งโครงการฯ ขายไปแล้ว 60% เหลือเพียง 11 หลัง รวมที่ดินสำหรับพัฒนาในเฟสอื่นๆได้ตามความต้องการลูกค้า ที่สนใจในอนาคต   ขยายสู่โครงการระดับ World Class   คุณปลาทู บอกต่อว่า ความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์ชาญอิสสระ และ Natuzzi Italia  ยังเป็นโครงการ ‘Blueprint’ ก่อนขยายโมเดลการออกแบบไปยังโครงการระดับเวิลด์คลาส ‘World Class’ อย่าง ศรีพันวา ลากูน (Sri panwa Lagoon) โครงการมิกซ์ยูสระดับอัลตราลักซูรี่ บนพื้นที่กว่า 62 ไร่ พัฒนาโดย บริษัท อิสสระ นพร จำกัด (เครือชาญอิสสระ) ตั้งอยู่ในย่านบางเทา-เชิงทะเล จ.ภูเก็ต บริหารงานโดยแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่าง ศรีพันวา ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย   อย่างไรก็ตามก่อนที่จะไปถึงในเฟสดังกล่าว คุณปลาทู พร้อมทีมยังมีแผนไปเยี่ยมชมโรงงานที่อิตาลี อย่างจริงจังก่อนขยายความร่วมมือในขั้นถัดไป   เมื่อความหรูหรามีเหตุผล   สุดท้ายแล้ว บ้านอิสสระ บางนา กับความต้องการสื่อถึงนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยระดับ Super Luxury ที่ไม่ต้องตะโกน แต่ให้ความสวย เรียบ หรู ดูมีเหตุผลในทุกอย่าง ทั้งดีไซน์ วัสดุ และฟังก์ชัน ผ่านความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกที่มีแนวคิดตรงกัน ในราคาที่คุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับจริงๆ   นอกจากนี้ ‘คุณปลาทู’ ก็ไม่ลืมที่จะปิดการขายแบบซอฟต์ๆ ด้วยโปรโมชั่นในไตรมาส3 (ก.ค.-ก.ย.2569) ในโครงการบ้านอิสสระ บางนา ต้นแบบหลังนี้ด้วยราคาพิเศษอยู่ที่ 120 ล้านบาท จากราคาปกติอยู่ที่ 150 ล้านบาท      

June 10, 2026 / 0 Comments
read more

โบนัส สุกี้ เข้ากรุงฯ เปิดเพิ่มสาขา เมกา บางนา รับสายบุฟเฟต์-คุ้มค่า

PRnounce

สิ้นสุดการรอคอย! BONUS SUKI เปิดแล้ววันนี้ที่เมกาบางนา เอาใจสายสุกี้บุฟเฟ่ต์อิ่มคุ้มแบบจัดเต็ม จัดโปรพิเศษ “มา 2 จ่าย 1” ฉลองเปิดร้าน วันที่ 8 – 10 มิ.ย. 69 เท่านั้น   ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุก ๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และศูนย์รวมความอร่อยของทุกเจเนอเรชัน ต้อนรับการเปิดตัว BONUS SUKI ร้านสุกี้บุฟเฟต์สุดคุ้มที่ทุกคนรอคอย พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ ณ เมกา พาร์ค (Mega Park) ด้วยดีไซน์ของร้านที่มี 2 ชั้น เป็นแห่งแรก  เพิ่มพื้นที่ความอร่อยให้กับลูกค้าทุกท่าน พร้อมจัดเต็มโปรโมชันสุดพิเศษ “บุฟเฟต์ราคา 219 บาท มา 2 จ่าย 1”* ฉลองเปิดร้านใหม่ที่สาขาเมกาบางนาเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 8 – 10 มิ.ย. 69  (จำกัด 100 สิทธิ์ต่อวัน รวม 300 สิทธิ์)     BONUS SUKI พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์บุฟเฟต์สุกี้สุดคุ้มที่สายฟู้ดดี้รอคอย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 219 บาทต่อท่าน   (*ราคานี้ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและเครื่องดื่มรีฟิล ตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติม ณ จุดขาย)  ให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยแบบไม่อั้นนาน 2 ชั่วโมง 15 นาที กับหลากหลายเมนูกว่า 60 รายการ ยกขบวนความอร่อยด้วยวัตถุดิบสุกี้ยอดนิยมอย่างหมูสไลซ์ กุ้งสด ลูกชิ้น และผักสด ไปจนถึงเมนูที่ช่วยเพิ่มสีสันให้มื้ออาหารน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นอย่างกุ้งแก้ว หมูไม้ไผ่ ติ่มซำ และกุ่ยช่ายทอด จับคู่กับน้ำซุปหอมกลมกล่อมและน้ำจิ้มรสเด็ดในสไตล์ที่ถูกใจคนรักสุกี้โดยเฉพาะ ตอบโจทย์ทั้งความอร่อย ความหลากหลาย และความคุ้มค่าในมื้อเดียว   สำหรับใครที่กำลังมองหาร้านสุกี้บุฟเฟต์ที่ให้ทั้งความอร่อย ความสนุก และความคุ้มค่าในบรรยากาศสุดร่มรื่น ปักหมุดมาที่ BONUS SUKI สาขาเมกาบางนา โซนเมกา พาร์ค ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป      

June 10, 2026 / 0 Comments
read more

สูตรลับทำอสังหาฯ ซี.พี.แลนด์ ใช้ศักยภาพเครือซีพี ชิงลูกค้าเงินสด 40%

BizKet

สูตรเติบโตของซี.พี.แลนด์ ใช้เครือข่ายธุรกิจซีพี ชิงได้เปรียบทำตลาดอสังหาฯเมืองรองเจาะดีมานด์จริงในต่างจังหวัด หลังพบลูกค้ากว่า 40% ยังซื้อบ้านด้วยเงินสดโอกาสใหม่ นอกกรุงเทพฯ   ขยายลงทุนหัวเมืองศักยภาพ ซี.พี.แลนด์ เปิดโครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ครอบคลุมขอนแก่น นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ พิษณุโลก และกรุงเทพฯ มองโอกาสจากมิกซ์ยูสและโรงแรม ต่อยอดธุรกิจจากที่อยู่อาศัยสู่โครงการเชิงพาณิชย์มากขึ้น พร้อมศึกษาการพัฒนาโรงแรมในหลายพื้นที่ศักยภาพ ให้ผลตอบแทนระยะยาวเลือกลงทุนในจังหวัดที่มีเศรษฐกิจเติบโตและดีมานด์จริง รับเป้าสร้างผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยราว 7-8%   ดํารงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อํานวยการอาวุโส กลุ่มงาน ธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท ซี.พี.แลนด์ จํากัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า บริษัทฯ อยู่ในตลาดอสังหาฯ มากว่า 32 ปี พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Residence) ราว 15 ปี มีจำนวน 37 โครงการ ครอบคลุม 22 จังหวัดทั่วประเทศไทย ในปัจจุบัน   โดยแนวทางการพัฒนาโครงการฯ จะพิจารณาทำเลจังหวัดศักยภาพในภาพรวมทั้งเศรษฐกิจจังหวัด (GDP) รายได้ประชากรในจังหวัด และอุตสาหกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัด ฯลฯ สอดคล้องกับการเข้ามาลงทุนของกลุ่มซีพีตามนโยบาย ‘นายธนินท์ เจียรวนนท์’ ประธานอาวุโส ซีพี ครอบคลุม 3 ประโยชน์ คือ ประเทศชาติ , ประชาชน และองค์กร   สำหรับปี 2569 บริษัทฯ มีแผนเปิด 5 โครงการที่อยู่อาศัยรวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 โครงการ ในต่างจังหวัด คือ นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ พิษณุโลก และขอนแก่น โดย3จังหวัดแรก ตลาดยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยกลุ่มบ้านเดี่ยว ส่วนขอนแก่น เป็นตลาดคอนโดมิเนียม และ 1 โครงการในกรุงเทพฯ  เป็นบ้านเดี่ยว ย่านรามอินทรา   จากแผนดังกล่าว ยังสอดคล้องกับทิศทางตลาดอสังหาฯในขณะนี้ ด้วยผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อหันมาลงทุนโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงการลงทุนจากสินทรัพย์อื่นอย่างทองคำ หรือ ตลาดทุน ที่มีความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่สินค้ากลุ่มอสังหาฯ ในภาพรวมให้ผลตอบแทนการลงทุน (Yield) เสถียรกว่า โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมีเนียม มีYield ราว 7-8%   ดํารงศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ตลาดอสังหาฯในขณะนี้ เป็นของผู้บริโภค ด้วยราคาสินค้ายังใช้ต้นทุนเดิมในการทำตลาด ก่อนที่ในบางโครงการจะปรับราคาขายตามต้นทุนวัสดุที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบซัพพลายเชนในช่วงสงครามตะวันออกกลาง เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา   “สินค้าราคาเดิมในทำเลศักยภาพ ได้การตอบรับดีเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น ซึ่งส่งผลถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่ผ่านมาถึงในปัจจุบันพบว่า กำลังซื้อในต่างจังหวัดสัดส่วนราว 40% มักใช้เงินสด เพื่อความปลอดภัยในการลงทุนสินทรัพย์ มากกว่ากำลังซื้อในกรุงเทพฯ”   เจาะภาคกลางตอนล่าง-เหนือตอนบน   ล่าสุด ซีพีแลนด์ เปิดโครงการใหม่ในภูมิภาคกลางตอนบน-ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดนครสวรรค์และพิษณุโลก เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมี่ยม ภายใต้แบรนด์  ‘SŌLVANI’ (โซลวานี) โดยวางตำแหน่งการทำตลาดที่อยู่อาศัยแตกต่างกันตามศักยภาพทั้งด้านทำล ความต้องการอยู่อาศัย ที่สอดคล้องรูปแบบเศรษฐกิจของทั้งสองจังหวัด   สำหรับโครงการ โซลวานี นครสวรรค์  (SŌLVANI Nakhon Sawan) ตั้งอยู่บนที่ดิน 48 ไร่ ในอำเภอเมือง ประกอบด้วย   จำนวน 201 ยูนิต ขนาดที่ดินเริ่มต้น 52 ตารางวา ราคาตั้งแต่ 6.9 ล้านบาท-17 ล้านบาท ปัจจุบันขายไปแล้ว 23 ยูนิต และจองแล้ว 14 ยูนิต   โดยโซลวานี นครสวรรค์ วางกลุ่มเป้าหมายหลัก นักธุรกิจ เจ้าของกิจการ สอดคล้องกับภาพรวมจังหวัดเศรษฐกิจการค้า ซึ่งเป็นตลาดอสังหาฯ ที่มีกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในจังหวัดเหล่านี้ แต่ผู้ซื้อหลายคนไม่รู้ว่าจะซื้อบ้านที่ไหน แม้ก่อนหน้าจะมีผู้เล่นรายอื่น เข้ามาพัฒนาโครงการฯ อยู่ใกล้แหล่งชุมชน หรือ ศูนย์การค้า แต่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยเชิงคุณภาพ ด้วยมีความพลุกพล่านการจราจรทางเข้าออกโครงการฯ   ดำรงศักดิ์ กล่าวต่อ สำหรับโซลวานี พิษณุโลก (SŌLVANI Phitsanulok) มีขนาดที่ดินราว 34 ไร่ คิดเป็นมูลค่าโครงการราว 700 ล้านบาท   จำนวน 128 ยูนิต ขนาดที่ดิน เริ่มต้น 52.0 – 105.7 ตารางวา ราคา 9 ล้านบาท-15 ล้านบาท   ขณะที่ โซลวานี พิษณุโลก รองรับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างไปจากหลายจังหวัด โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการ และผู้ประกอบการในพื้นที่ จากจำนวนบ้านที่ขายได้แล้ว 14 หลัง พบว่ามีแพทย์เป็นเจ้าของถึง 4-5 หลัง สะท้อนกำลังซื้อและความต้องการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงที่ยังมีอยู่ในตลาด   นอกจากนี้ บริษัทยังนำแนวคิด Wellness Residence เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการ ผ่านความร่วมมือกับโรงพยาบาลกรุงเทพ (BDMS) พิษณุโลก ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโครงการเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร โดยลูกบ้านจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ อาทิ การให้คำปรึกษาทางการแพทย์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แพ็กเกจตรวจสุขภาพ วัคซีน และส่วนลดค่ารักษาพยาบาลในราคาพิเศษ   ใช้ ‘มาร์เก็ต เซอร์เวย์’ ก่อน   ดำรงศักดิ์  กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาโครงการฯของซีพีแลนด์ ในกลุ่มบ้านระดับพรีเมียม ยังมาจากผลสำรวจตลาด (Market Survey) อย่างละเอียด เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดระดับล่าง และตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหาคุณภาพชีวิตมากกว่าการแข่งขันด้านราคา   โดยเฉพาะการขยายธุรกิจอสังหาฯในจังหวัดพิษณุโลก นอกจากมองเห็นโอกาสในตลาดที่อยู่อาศัยแล้ว ยังเป็นผลจากความคุ้นเคยพื้นที่ด้วยก่อนหน้านี้บริษัทฯ เคยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้ว 2 โครงการ รวมประมาณ 500 ยูนิต รวมถึงมีอาคารสำนักงานให้เช่าอย่างซีพี ทาวเวอร์ ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและทิศทางการเติบโตของเมืองเป็นอย่างดี   อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองจังหวัดนครสวรรค์ และ พิษณุโลก จะมีจุดแข็งต่างกัน แต่บริษัทมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาวจากการขยายตัวของเมืองและการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะในพื้นที่พิษณุโลกซึ่งยังมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำตลาดไม่มากนัก ทำให้การพัฒนาโครงการระดับพรีเมียมสามารถสร้างความแตกต่างได้ชัดเจน   จากทิศทางดังกล่าว ยังต่อยอดไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตของกลุ่มซีพี ที่ไม่จำกัดเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย แต่พร้อมมองหาโอกาสในการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสและโครงการเชิงพาณิชย์ควบคู่กัน   ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ รวมถึงการพัฒนาโรงแรมและที่พัก ซึ่งแม้จะยังไม่มีข้อสรุปด้านแบรนด์และรูปแบบการลงทุน แต่ถือเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของการขยายธุรกิจในระยะต่อไปจากแนวทางพัฒนาอสังหาฯริมทรัพย์ในอนาคตแบบครบวงจร ยังเชื่อมโยงกับบริการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเป็นส่วนสะท้อนความความแข็งแกร่งระบบนิเวศธุรกิจในเครือซีพี ทั้งด้านค้าปลีก อาหาร สุขภาพ โลจิสติกส์ โทรคมนาคม และอาคารสำนักงาน

June 10, 2026 / 0 Comments
read more

อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ขยายสัญญา Green Energy รับดีมานด์อุตสาหกรรม

PRnounce

อมตะ บี.กริม เพาเวอร์  ผนึก “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย)” ขยายสัญญาซื้อขายพลังงานสะอาด 5.46 เมกะวัตต์พีค เดินเครื่อง COD ก.ค.2569 นี้   บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์  จำกัด (Amata B.Grimm Power ) ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าฉบับแก้ไขเพิ่มเติม โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Solar Floating) กับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 5.46 เมกะวัตต์พีค (MWp) กำหนดเปิดดำเนินการซื้อขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) วันที่ 30 กรกฎาคม 2569   นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานสะอาดในประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานความร้อนร่วม เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ MCP ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องปรับอากาศคุณภาพสูงภายใต้แบรนด์ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม” สำหรับบ้านเรือน, อาคารสำนักงาน และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน ในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ และตอบโจทย์แผนระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานสะอาด และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก   ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนระยะ 5 ปี (2569–2573) ของ บี.กริม เพาเวอร์ มูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท โดย 93% ของทุนบริษัทจะทุ่มลงในพลังงานหมุนเวียน ทั้ง Solar Floating, Rooftop Solar, พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) พร้อมตั้งเป้าปรับสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนเป็นมากกว่า 50 เปอร์เซ็น ของพอร์ตโฟลิโอ ภายในปี 2573 ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green พร้อมมุ่งสู่ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593 และช่วยสนับสนุนนโยบายของ MCP ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 (Carbon Neutrality 2030)   นายสาโรช อรุณไพโรจน์กุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานลูกค้าอุตสาหกรรมสัมพันธ์และปฏิบัติการโรงไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า จากสัญญาฉบับแรก บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แสดงความสนใจในพลังงานสะอาดและได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย Green Energy กับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสีเขียวของโรงงาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้สูงสุด จึงได้ตัดสินใจขยายปริมาณการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวไม่เพียงแต่ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งระหว่างสองบริษัท แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในการผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและทิศทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ   ด้าน Mr. Katsuaki Nakagawa ประธานบริษัท บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า MCP มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ได้เริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน และความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดจากโครงการ Solar Floating ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ MCP ในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ   MCP มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านพลังงานสะอาดที่มีศักยภาพ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ MCP แต่ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และอนาคตแห่งพลังงานที่ยั่งยืน”   เกี่ยวกับบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บี.กริม เพาเวอร์ คือบริษัทพลังงานชั้นนำของไทยที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก มุ่งมั่นสร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี โดยมุ่งเน้นพัฒนาพลังงานสะอาด และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงบริการด้านโครงสร้างดิจิทัล เชื่อมโยงโลกสู่อนาคตแห่งพลังงานยั่งยืน เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและชุมชน ในการสร้างคุณค่าให้กับทุกพื้นที่ที่เราดำเนินธุรกิจ พร้อมเดินหน้าสู่องค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050   เกี่ยวกับบริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด MCP ในฐานะผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศชั้นนำ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายด้านความยั่งยืนของกลุ่มมิตซูบิชิ อีเล็คทริค โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการผลิต พร้อมมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในโรงงานและสำนักงานภายในปีงบประมาณ 2030

June 10, 2026 / 0 Comments
read more

เดินเข้า ‘วัตสัน’ จ่ายสินค้าแค่ 40% ครบทั้งงานผิว ผม หน้า ตัว

BizKet

วัตสันร่วมมาตรการ  ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เปิดแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ ลดราคาสินค้าสุขภาพและความงาม ช่วยประหยัดกว่า 60% จ่ายเพียง 40% ครอบคลุมสกินแคร์ เวชสำอาง ของใช้จำเป็น ตั้งแต่วันนี้ถึงกันยายน 2569 หลังรัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ นายกรัฐมนตรี เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ในรูปแบบช่วยจ่าย 60/40 อย่างเป็นทางการพร้อมเริ่มให้สแกนระหว่างร้านค้าและประชาชน ไปเมือวันที่ 1. มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา   แคมเปญฯ ในรอบนี้ได้การตอบรับจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคอย่างคึกคัก ด้วยหลายอุตสาหกรรมต่างทยอยออกแคมเปญเข้าร่วมเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ   พร้อมกับที่ ‘ธุรกิจค้าปลีก’ ขยับตัวรับแคมเปญฯนี้อย่างรวดเร็ว ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก และเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคโดยตรง   ขณะที่ ‘วัตสัน’ ประเทศไทย ผู้ให้บริการร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงาม ทซึ่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2539 หรือกว่า 30 ปี ก็ไม่รอช้า กระโดดร่วมขบวนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ เช่นกัน   ล่าสุด วัตสันเปิดตัวแคมเปญ  ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ มาร่วมแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคชาวไทย โดยชูจุดขาย ‘ช่วยประหยัดกว่า 60% ลูกค้าจ่ายเพียง 40%’ พร้อมนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเข้าร่วมรายการในราคาพิเศษ ที่ครอบคลุมในกลุ่มต่างๆ อาทิ   สกินแคร์ เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล (ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก สบู่ และแชมพู)   นอกจากนี้ วัตสันยังเตรียมหมุนเวียนสินค้าไฮไลต์เข้าร่วมโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านความคุ้มค่า โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าในราคาพิเศษเพียง 40% ของราคาเต็ม   ขณะที่ เป้าหมายของแคมเปญ ‘วัตสันช่วยไทย พลัส’ คือการช่วยลดภาระค่าครองชีพของคนไทย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่เป็นมิตรมากขึ้น   สำหรับ แคมเปญจะจัดขึ้นเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน 2569 ครอบคลุมร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์   แนวทางดังกล่าวของวัตสัน เรียกได้ว่าป็นอีกหนึ่งความพยายามของแบรนด์ตเพื่อยืนเคียงข้างผู้บริโภคไทย ช่วยเซฟงบประมาณในกระเป๋า และตอกย้ำบทบาทของวัตสัน ในฐานะร้านค้าปลีกสายซัพพอร์ตคนไทยทั้ง ความงาม และความคุ้มค่า ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในทุกสถานการณ์

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

น้ำมันพืชกุ๊ก ดึง ต้าห์อู๋-ออฟโรด เจาะนิวเจน ต่อยอดแบรนด์สุขภาพต่อเนื่อง

PRnounce

“น้ำมันพืชกุ๊ก” สานต่อความสำเร็จ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ชู “ต้าห์อู๋-ออฟโรด” ต่อยอดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” เดินหน้าขยายฐานคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ   นายเพชร หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ผู้ผลิต “น้ำมันพืชกุ๊ก” หนึ่งในธุรกิจหลักของ “กลุ่มพูลผล” เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งน้ำมันพืชกุ๊ก ได้ยกทัพนวัตกรรมสินค้าพร้อมรังสรรค์เมนูสุดพิเศษที่โดดด่นทั้งเรื่องสุขภาพและความอร่อยนำไปเสิร์ฟให้กับผู้เข้าชมงาน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งนักธุรกิจด้านอาหารจากทั่วโลกเข้ามาร่วมเจรจาการค้า รวมถึงผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธ และช้อปสินค้ากันอย่างคึกคัก   ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 บริษัทฯ ได้เตรียมกลยุทธ์การสื่อสารจากนี้ ภายใต้แนวคิด “กุ๊กต่อยอดความสุขไม่รู้จบ” (Cook Fusion Happiness) โดยนำ “ต้าห์อู๋ พิทยา แซ่ฉั่ว” และ “ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล” สองหนุ่มสุดฮอต Friend of COOK ซึ่งได้เปิดตัวเมื่อกลางปีที่แล้ว กลับมาเป็นตัวแทนในเรื่องสื่อสารเรื่องราวของน้ำมันพืชกุ๊กอีกครั้ง หลังจากได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคและกลุ่มแฟนคลับ ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของกุ๊กให้มีความทันสมัย พร้อมขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   สำหรับปีนี้ทั้งคู่จะมาเสิร์ฟเมนูอาหาร และความสนุกหลากหลาย พร้อมผสมผสานให้การทำอาหารสนุกขึ้นกว่าเดิม โดยเน้นการจับคู่วัตถุดิบแบบไร้ขีดจำกัด อัพเวลให้เมนูจานโปรดด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก ภายใต้แนวคิด “ผสานความต่างให้อร่อยลงตัว” สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของทั้งคู่ ที่แม้มีความแตกต่างแต่ลงตัว เช่นเดียวกับที่น้ำมันพืชกุ๊กที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำมันคาโนลา ที่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง เมนูทอด ผัด และอีกหลากหลายเมนู     นายเพชร กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่สนใจการทำอาหาร มีภาพลักษณ์สดใส ร่าเริง และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับ DNA ของน้ำมันพืชกุ๊ก ที่มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคอยู่เสมอ จะช่วยตอกย้ำคีย์เมสเสจหลักว่าการปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืชกุ๊ก คือ “ความสุขที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน”   จากนี้บริษัทฯ ได้เตรียมกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย พร้อมร่วมสนุกกับกลุ่มแฟนคลับและผู้บริโภคทั่วไปอย่างต่อเนื่อง สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ Facebook, IG, Tiktok : COOK HEALTHY FAMILY เร็วๆ นี้

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

ยุคทอง T-BEAUTY คำตอบ เทรนด์บิวตี้ของคนไทย ที่ได้ไปต่อ!

PRnounce

เมื่อกระแสความงามแบบไทย T-Beauty ณ ตอนนี้พุ่งทยานกันแบบฉุดไม่อยู่เรียกได้ว่าหลากหลายแบรนด์ไทยแข่งขันกันสร้างสรรค์สินค้าคุณภาพ คุ้มราคา มาเสิร์ฟผู้บริโภคกันแบบไม่มีพัก   จนหลายแบรนด์เติบโตอย่างก้าวกระโดดและได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงปรากฏอยู่ในมือของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังทั่วโลก   NINE BEAUTY โซนบิวตี้ภายในร้าน CJ MORE มุ่งสู่การเป็น T-Beauty Destination จุดหมายสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพ ที่ผ่านการคัดสรรอย่างเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของคนไทย เชื่อว่า T-Beauty ในวันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแบรนด์ที่มีสัญชาติไทยเท่านั้น แต่หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจและตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพอากาศ โทนสีผิว หรือพฤติกรรมการใช้งานในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง เห็นผลจริง และเข้าถึงได้ในราคาที่คุ้มค่า   จึงพร้อมเป็นพื้นที่สนับสนุนและผลักดันศักยภาพของแบรนด์ความงามให้เข้าถึงผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เพราะ NINE BEAUTY เชื่อว่าความงามที่ดีที่สุด คือความงามที่เข้าใจคนไทยอย่างแท้จริง เราจึงพร้อมเป็นจุดหมายแห่งการค้นพบ T-Beauty ที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ ค้นพบแบรนด์ไทยคุณภาพและไอเทมความงามที่ตอบโจทย์คนไทยได้แล้ววันนี้ที่ NINE BEAUTY ในร้าน CJ MORE กว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศ

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

เมื่อความหรูต้องฉลาด LEPAS ปั้นมาตรฐานใหม่ของการเดินทางพรีเมียม

PRnounce

LEPAS สร้างนิยามใหม่ของการเดินทางระดับพรีเมียม ด้วย Intelligent LEX Platform พื้นที่อัจฉริยะ และความปลอดภัยระดับห้าดาว   ในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทางอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตาม ห้องโดยสารที่คับแคบ การจัดสรรพื้นที่ที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งาน และการต้องเลือกระหว่างสมรรถนะการขับขี่กับความสะดวกสบาย ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ผู้ใช้จำนวนมากต้องเผชิญ   ในฐานะแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) รุ่นใหม่จาก Chery Group LEPAS วางตำแหน่งแบรนด์ในฐานะ “Preferred Brand for Elegant Mobility Life” หรือแบรนด์ทางเลือกอันดับหนึ่งแห่งการเดินทางอันสง่างาม โดยพัฒนารถยนต์บน Intelligent LEX Platform สถาปัตยกรรมยานยนต์ระดับโลกขนาด Full-Size ที่รองรับพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ พร้อมนำแนวคิด Spatial Intelligence หรืออัจฉริยภาพแห่งพื้นที่ใช้สอย มาสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ และยกระดับมาตรฐานของการเดินทางระดับพรีเมียมในยุคปัจจุบัน   Intelligent LEX Platform ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ Native Architecture ที่ออกแบบมาเพื่ออนาคต โดยผสานแนวคิด Spatial Intelligence เข้าไว้ในโครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มตั้งแต่ต้น ช่วยแก้โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มักต้องแลกเปลี่ยนระหว่างพื้นที่ใช้สอยและสมรรถนะการขับขี่ พร้อมมอบประสิทธิภาพด้านพื้นที่ระดับแนวหน้าของกลุ่มรถ ควบคู่กับประสบการณ์ Elegant Driving ที่นุ่มนวล มั่นคง และเหนือระดับ สร้างประสบการณ์การเดินทางที่สง่างามและสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น   ความสง่างามที่แท้จริงเริ่มต้นจากความสบายทั้งด้านพื้นที่และความรู้สึก ด้วยการออกแบบสัดส่วนระยะฐานล้อต่อตัวถัง (Wheelbase-to-Body Ratio) และการจัดวางห้องโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ Intelligent LEX Platform ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในให้มากที่สุดภายใต้ขนาดตัวรถเดียวกัน ขจัดข้อจำกัดที่พบได้บ่อยในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่าง “ตัวรถใหญ่ แต่พื้นที่ภายในไม่สัมพันธ์กับขนาดภายนอก”   ด้วยสถาปัตยกรรมที่ออกแบบสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่โดยเฉพาะ (New Energy-Oriented Architecture) แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมพื้นห้องโดยสารแบบเรียบตลอดทั้งคัน (Full-Domain Ultra-Flat Floor Design) ช่วยกำจัดอุโมงค์กลางที่มักพบในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความโปร่งโล่ง ใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเพิ่มความสะดวกสบายในการโดยสารอย่างชัดเจน   การจัดวางพื้นที่ภายในที่กว้างขวางช่วยให้ผู้โดยสารตอนหลังสามคนสามารถนั่งได้อย่างสบาย พร้อมพื้นที่วางขาที่เหลือเฟือ ลดความอึดอัดตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางกับครอบครัว การท่องเที่ยว การตั้งแคมป์ หรือการเดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยง พื้นที่ภายในยังสามารถรองรับสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวก ทั้งรถเข็นเด็ก อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง หรือกระเป๋าเดินทาง ทุกตารางนิ้วของห้องโดยสารถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างคุ้มค่า รองรับการเดินทางและการใช้ชีวิตในทุกสถานการณ์อย่างแท้จริง อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของ Intelligent LEX Platform คือความยืดหยุ่นในการรองรับระบบขับเคลื่อนหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้าล้วน (BEV) ผ่านการออกแบบแพ็กแบตเตอรี่แบบมาตรฐานและระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ที่มีการบูรณาการสูง ช่วยให้สามารถพัฒนารถยนต์ได้หลายรูปแบบบนแพลตฟอร์มเดียวกัน โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ใช้สอยหรือสมรรถนะการขับขี่ มอบอิสระในการเลือกเทคโนโลยีการเดินทางที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานแต่ละคน   ความมั่นใจในการขับขี่และเสถียรภาพบนท้องถนน เริ่มต้นจากรากฐานด้านความปลอดภัยของโครงสร้าง Intelligent LEX Platform ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Safety First โดยจัดสรรพื้นที่โครงสร้างอย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องทั้งแบตเตอรี่และผู้โดยสาร พร้อมใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วนที่สูงเป็นพิเศษ ร่วมกับโครงสร้างป้องกันเฉพาะทาง ส่งผลให้แพลตฟอร์มมีศักยภาพในการผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวของ Global NCAP ช่วยปกป้องทั้งระบบแบตเตอรี่และห้องโดยสารอย่างรอบด้าน เปลี่ยนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมให้กลายเป็นความอุ่นใจที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้จริง   นอกเหนือจากเทคโนโลยีและวิศวกรรม LEPAS ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ผสานอารมณ์และความงดงามผ่านปรัชญา Leopard Aesthetics ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความคล่องแคล่ว สง่างาม และทรงพลังของเสือดาว ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาการออกแบบที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหราได้อย่างลงตัว รายละเอียดการออกแบบที่โดดเด่นประกอบด้วยไฟ Daytime Running Light รูปทรงตัว V ที่สะท้อนภาพลักษณ์เฉียบคมและมั่นใจ กระจังหน้าทรงโค้งมนพร้อมรายละเอียดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากงานจิวเวลรี่ระดับพรีเมียม ตลอดจนตัวถังที่กว้างและไฟท้ายแบบ Full-Width Light Bar ที่ช่วยเสริมบุคลิกอันเรียบหรู ทันสมัย และโดดเด่นบนท้องถนน ด้วยพลังของ Intelligent LEX Platform LEPAS ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมสู่ประสบการณ์การใช้งานจริง ผ่านพื้นที่อัจฉริยะที่กว้างขวางและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบขับเคลื่อนที่รองรับพลังงานหลากหลายรูปแบบ และมาตรฐานความปลอดภัยระดับห้าดาวที่ได้รับการออกแบบอย่างรอบด้าน รองรับทุกการเดินทางตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวันไปจนถึงการเดินทางกับครอบครัว เพื่อให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ความสะดวกสบาย และสะท้อนตัวตนของ Preferred Brand for Elegant Mobility Life ได้อย่างสมบูรณ์แบบ  

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

‘Milk Lab’ ปลุกคาเฟ่คัลเจอร์ริมคลองลัดมะยม พาจิบกาแฟกับบาริสต้าแชมป์โลก

Peace&Play

‘Milk Lab’ พา ‘คาอิล ยาซิน’ บาลิสต้าแชมป์โลก สร้าง Café Culture ปลุกวัฒนธรรมคาเฟ่เชื่อมโยงวิถีท้องถิ่นชุมชนริมคลองลัดมะยม     หลังจาก ‘Milk Lab’ แบรนด์เครื่องดื่มแพลนต์เบส (Plant-Based) สัญชาติออสเตรเลีย เข้ามาปลุกตลาดวัฒนธรรมคาเฟ่ในไทยอย่างจริงจัง ด้วยการพาแบรนด์เข้าถึงชุมชน เพื่อทำความรู้จักกับผู้บริโภคชาวไทยให้มากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสองกลยุทธ์การทำตลาดแบรนด์ Milk lab ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเครื่องดื่มแพลนต์เบสออสเตรเลียได้สำเร็จ และได้นำ ‘Strategy’ นี้มาใช้ในตลาดประเทศไทยด้วยเช่นกัน   อ่านต่อ เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง   ‘MILKLAB’ แพลนต์เบสออสเตรเลียเจาะไทย รับเทรนด์’โฮม บาริสต้า’ทำกาแฟที่บ้าน   โดยในปีนี้ MILKLAB  มองว่ากระแสกาแฟสเปเชียลตี้ (Specialty Coffee) และ ‘คาเฟ่คัลเจอร์’ (Café Culture) วัฒนธรรมกาแฟ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย   เป็นอีกหนึ่งหตุผลทำให้ MILKLAB ได้จัดกิจกรรมล่องเรือจิบกาแฟซิกเนเจอร์ กับ ‘มิคาอิล ยาซิน’ (Mikael Jasin) แชมป์บาริสต้าโลก ปี 2024 และ MILKLAB Global Brand Ambassador ท่ามกลางบรรยากาศริมคลองและวิถีชุมชนริมฝั่งน้ำของ ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ ย่านตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดภาพของคาเฟ่คัลเจอร์ในมิติใหม่ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ผู้คน ไลฟ์สไตล์ และชุมชน เข้าด้วยกัน ด้วย ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ ถือเป็นหนึ่งในตลาดน้ำที่ยังคงเสน่ห์แบบท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน ด้วยบรรยากาศเรียบง่าย และวิถีชุมชนที่ยังมีชีวิตชีวา จึงกลายเป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำ   โดยกิจกรรมนี้ ‘มิคาอิล’ ยังได้ทำ 2 เมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์พร้อมใช้นม MILKLAB ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมได้ลองดื่ม อย่าง ‘Honey Oat Lychee’ และ ‘Coconut Pistachio Latte’ เพื่อถ่ายทอดอีกมิติของกาแฟสเปเชียลตี้ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับวัฒนธรรมคาเฟ่ร่วมสมัย ในบรรยากาศวิถีชุมชนท้องถิ่น ไว้อย่างลงตัว     คลองลัดมะยม คาเฟ่ได้ทุกที่   ต่อการเลือกโลเคชั่น ‘ตลาดน้ำคลองลัดมะยม’ เป็นฉากหลังของกิจกรรมของ MILKLAB ในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนภาพของ ‘Café Culture’ วัฒนธรรมคาเฟ่ ที่กำลังเติบโตในประเทศไทย โดยเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่  ผ่านประสบการณ์การดื่มกาแฟที่มีความสร้างสรรค์และหลากหลายมากยิ่งขึ้น   สะท้อนให้เห็นว่าร้านคาเฟ่ในวันนี้ ถือเป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิต การพักผ่อน การพบปะ และการสร้างแรงบันดาลใจ   นอกจากนี้ MILKLAB ยังมองว่า ผู้คนเข้าร้านคาเฟ่ ในทุกวันนี้ไม่ได้มองหาแค่รสชาติของเครื่องดื่มที่โปรดปราน เท่านั้นแต่ยังมองหาไลฟ์สไตล์และพื้นที่ของการใช้ชีวิตทั้ง การทำงาน การพบปะ การพักผ่อน ซึ่งกิจกรรมล่องเรือจิบกาแฟครั้งนี้ ยังสะท้อนมุมมองที่ร้านคาเฟ่ไม่ใช่แค่ร้านเสิร์ฟเครื่องดื่ม แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับวัฒนธรรมในท้องถิ่นและสร้างจังหวะของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ให้มีเอกลักษณ์     โดยกิจกรรม ยังสอดคล้องกับแนวทางธุรกิจ ‘MILKLAB’ ที่วางให้ไทย เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของแบรนด์ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่มีความหลากหลายของวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเติบโตของคาเฟ่คัลเจอร์ กาแฟสเปเชียลตี้ และความนิยมเครื่องดื่มแพลนต์เบสในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคสายสุขภาพที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น   เป็นเหตุผลหลักทให้แบรนด์ มุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมคาเฟ่ยุคใหม่อย่างต่อเนื่องและตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดนมแพลนต์เบสพรีเมียมในไทย ภายใต้แนวคิด ‘Made With Baristas. Made for You.’   ทั้งนี้เพื่อตอกย้ำแนวคิด MILKLAB ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบาริสต้าโดยเฉพาะ เพื่อยกระดับรสชาติของกาแฟและเครื่องดื่มสมัยใหม่ ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมในกลุ่มบาริสต้าและร้าน Specialty Café มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก   โดย MILKLAB ยังมุ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกาแฟไทยในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ คอมมูนิตี้ และเครือข่ายบาริสต้าที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านวัฒนธรรมกาแฟ เช่นในกิจกรรมครั้งนี้  

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

30 ปีจากนำเข้าสาหร่าย วันนี้ ‘NBF’ ทำแบรนด์ตัวเอง ‘Koriko’ เจาะสแน็กพรีเมียม

Zcreat

NBF หลังนำเข้าสาหร่าย B2B รายแรกของไทยกว่า 30 ปี วันนี้ทำแบรนด์ตัวเอง ‘Koriko’ เจาะตลาดสแน็ก 4,000 ล้านบาท ดึง ‘เก่ง-น้ำปิง’ พรีเซ็นเตอร์คู่แรก พาธุรกิจสู่รายได้พันล้านปี 2571   ตลาดสแน็กสาหร่ายไทยปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,700–4,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5–6% ต่อปี แม้มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว ช่องว่างยังอยู่ในกลุ่ม Better-for-you Snack ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่พร้อมจ่ายเพื่อความอร่อย ความแปลกใหม่ และคุณประโยชน์ในซองเดียวกัน NBF ต่อยอด 30 ปีในธุรกิจ B2B นำเข้าสาหร่ายรายแรกของไทย มีโรงงาน 3 แห่ง รับจ้างผลิต OEM ให้มากกว่า 10 แบรนด์ ใช้ประสบการณ์ต่อยอดสู่แบรนด์ Koriko เป็นการดึงมูลค่าจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดมาตลอด ปี 2568 รายได้อยู่ที่ 450 ล้านบาท โดยเติบโตเฉลี่ยกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา และปี 2569 ตั้งเป้า 500–600 ล้านบาท พร้อมผลักดันสู่ 1,000 ล้านบาทในปี 2571     ตลาดขนมขบเคี้ยวในไทยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดสแน็กสาหร่ายในปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,700–4,000 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 5–6% ต่อปี   แม้ในตลาดนี้ มีผู้เล่นรายใหญ่ไม่กี่แบรนด์ครองตลาด แต่ช่องว่างยังอยู่ในกลุ่มพรีเมียมสแน็กและ Better-for-you Snack ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่พร้อมจ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยากได้ทั้งความอร่อย ความแปลกใหม่ และคุณประโยชน์ในซองเดียวกัน   เทรนด์นี้ จึงเป็นช่องว่างที่ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) มองเห็นโอกาสใหม่ในการทำตลาดสแน็กนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ผ่านแบรนด์ ‘Koriko’ สาหร่ายแซนด์วิช 2 แผ่นสอดไส้ข้าวพอง   ประสบการณ์ สร้างแบรนด์   ‘กาญจนา ตั้งปกรณ์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีเอส เซลล์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (NBF) เล่าโปรไฟล์ธุรกิจ NBF เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจนำเข้าและทำตลาดสาหร่ายรายแรกของไทย ที่มีประสบการณ์มาร่วม 30 ปี ในรูปแบบธุรกิจบีทูบี (B2B) มี มีโรงงาน 3 แห่งในบางพลี สมุทรปราการ รับจ้างผลิต OEM ให้มากกว่า 10 แบรนด์ ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ผ่านมาตรฐานสากล FSSC22000, GHP และ HACCP   ล่าสุด บริษัทฯ วางแผนขยายการเติบโตธุรกิจในตลาดผู้บริโภค (B2C) เพื่อทำตลาดสแน็กสาหร่ายผ่านแบรนด์โกริโกะ ‘Koriko’ ที่ต่อยอดจากฐานการผลิตที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เพื่อดึงมูลค่าจากห่วงโซ่ธุรกิจที่ตัวเองถนัดมาตลอด     แกะสูตรปั้น ‘Koriko’   สำหรับการทำตลาด ‘Koriko’ แบรนด์ถูกวางตำแหน่งในกลุ่ม สแน็กระดับกลางพรีเมียม กำหนดราคาจำหน่ายปลีกซองอยู่ที่ 39 บาท เจาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่มองหาความแปลกใหม่ควบคู่สุขภาพ   ขณะที่สินค้า มีจุดขายหลัก คือ สาหร่ายแซนวิช 2 แผ่นสอดไส้ข้าวพอง ให้แคลอรี่ต่ำเพียง 130 แคลอรี่ต่อซอง 30 กรัม   “สาหร่าย Koriko ยังมาพร้อมนวัตกรรมสินค้าที่ไม่มัน ไม่เลอะมือ แตกต่างจากสาหร่ายทอดทั่วไปอย่างชัดเจน”   ส่วนช่องทางจำหน่ายเน้นออฟไลน์ (Offline) 95% ผ่านร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ  7-Eleven • Gourmet Market • Lawson • Max Mart • Jiffy • SF Cinema • ร้านกาแฟพันธุ์ไทย และ DEAN & DELUCA ในสนามบิน   ส่วนช่องทางออนไลน์ (Online) สัดส่วน 5% ทำตลาดผ่าน TikTok Shop • Shopee และ Lazada พร้อมระบบสะสมคะแนนผ่าน Line Official ด้วย   ‘เก่ง-น้ำปิง’ พรีเซ็นเตอร์คู่แรก   กาญจนา บอกต่อถึงกลยุทธ์การทำตลาดสแน็กสาหร่าย ‘Koriko’ ในฐานะแบรนด์ใหม่จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างการรับรู้ในวงกว้าง เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด  เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ ‘Koriko’ เลือกร่วมงานกับสองศิลปินนักแสดงรุ่นใหม่ ‘เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย’ และ ‘น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แรก   โดยคู่พรีเซ็นเตอร์ดังกล่าว ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ในทิศทางเดียวกับตำแหน่งทางการตลาด (positioning) แบรนด์ Koroko อย่างชัดเจนอีกด้วย   “เก่ง สื่อถึงความนิ่ง เท่ และชัดเจน ส่วนน้ำปิงเติมความสดใส สนุก และสีสัน”   โดยพรีเซ็นเตอร์ Koriko ทั้งคู่ยังถ่ายทอดแนวคิด ‘สาหร่ายของคนนอกกรอบ’ พร้อมเชื่อมโยงกับกลยุทธ์การตลาดผ่านเรื่องราว (Storytelling Marketing ) ที่เล่าเรื่องนวัตกรรมสาหร่ายแซนวิชที่เกิดจากความบังเอิญสู่นวัตกรรม (Innovation) เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปิดใจลองสินค้าใหม่ อีกด้วย   ขยายพอร์ตฯ ครบวงจรสแน็ก   ทั้งนี้หากมองในภาพรวมของ NBF ต่อการเปิดตัวพร้อมทำตลาดเชิงรุก Koriko ในครั้งนี้ ด้วยถูกวางให้เป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ สินค้าเพื่อทำตลาด B2C โดยมี 6 รสชาติ ได้แก่ ออริจินัล • บะหมี่เกาหลี • ไข่เค็ม • วาซาบิ • หมาล่า และมะเขือเทศ   โดยในอนาคต บริษัทฯ ยังมีแผนพัฒนาสินค้าใหม่ในพำอร์ตโฟลิโอ Koriko ในกลุ่มเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์ (Functional Snack) เพิ่มเติม เพื่อขยายการเติบโตจากสแน็กสาหร่ายสู่แบรนด์ขนมขบเคี้ยวครบวงจรที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรก   ปรับสูตรเจาะตลาดโลก   กาญจนา เสริมอีกว่านอกจากทำตลาด B2C ด้วยแบรนด์Koriko แล้วในส่วนของ ‘NBF’ ยังวางแผนขยายธุรกิจเพื่อทำตลาดระดับโลก โดยนำจุดแข็งด้านการปรับสูตรสินค้าให้เหมาะกับวัฒนธรรมการบริโภคของแต่ละประเทศ โดยวางเป้าขยายสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ จีน • อินเดีย • อินโดนีเซีย และอาเซียน   โดยใช้ฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วในโรงงานบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรองรับการขยายพอร์ตสินค้า ทั้งกลุ่มปลา วัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป และสแน็กประเภทอื่นอย่างทองม้วนและข้าวโพดอบกรอบ ควบคู่การลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างความแตกต่างในแต่ละตลาด   ลดต้นทุนรับพลังงานผันผวน   กาญจนา  กล่าวว่า นอกจากนี้ NBF ยังให้ความสำคัญในการบริหารความเสี่ยงธุรกิจแบบรอบด้าน อาทิ การติดตั้งโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) เพื่อลดต้นทุนพลังงาน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์แบบลีน ซัพพลาย เชน (Lean Supply Chain) กระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความผันผวนด้านต้นทุน การออกแบบบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกโดยยังคงคุณภาพสินค้าไว้   2 ปีหน้าพาแตะ พันล.   จากแผนธุรกิจดังกล่าว กาญจนา บอกว่าในปี 2569 NBF ตั้งเป้ารายได้ 500–600 ล้านบาท จากปี 2568 อยู่ที่ 450 ล้านบาท โดยรายได้เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องใน 3 ปีที่ผ่านมา และตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 30 ปีของบริษัท เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์สู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายครบวงจรระดับประเทศและสากล    

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

ทรูบิสิเนส ปลุก Smart Energy ยุค AI เชื่อม IoT ลดพลังงานสูญเปล่า กู้ต้นทุน SME ไทย

PRnounce

เช็กบิล ‘พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น’ พุ่ง 30-40%… ทรูบิสิเนส ปลุกกระแส Smart Energy ยุค AI ชูยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” บูรณาการเครือข่ายอัจฉริยะ เชื่อมโยง AI และ IoT กู้วิกฤตต้นทุนพลังงานครัวเรือนและ SME ไทย   ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ยากจะควบคุม สิ่งหนึ่งที่สะท้อนกลับมาเป็นภาระค่าครองชีพของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในเวลานี้คือ “บิลค่าไฟ” ข้อมูลเชิงลึกจาก ทรูบิสิเนส เผยสถิติสำคัญว่า ค่าไฟภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบปีต่อปี คนไทยต้องแบกรับภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 8,000 บาทต่อปีต่อครัวเรือน จนกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของผู้บริโภค   ขณะที่ภาคธุรกิจอย่าง SME ต้องเผชิญความท้าทายอย่างหนักหน่วง ซึ่งค่าไฟที่สูงขึ้นอาจไม่ได้มาจากราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น” หรือ “Invisible Waste” ที่แฝงอยู่ในบ้าน อาคาร และธุรกิจ SME กลายเป็นต้นทุนเงียบที่ซ้ำเติมค่าครองชีพและกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย มีผลให้อัตราการทำกำไร (Profit Margin) ลดลงไปถึง 70%   โดย ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy: เมื่อสัญญาณคือพลังงานใหม่ที่เชื่อม IoT และ AI เพื่อคนไทย” ไฮไลต์บทบาทของเครือข่ายอัจฉริยะที่เชื่อมโยงเข้ากับเทคโนโลยี AI และ IoT ปฏิวัติ Smart Energy ยุค AI เผยศักยภาพของ Connectivity ที่จะเป็นกลไกสำคัญช่วยพลิกฟื้นวิกฤตพลังงาน ด้วยการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อกู้คืนต้นทุนให้แก่คนไทย ภาคธุรกิจ และประเทศไทย ในงาน Life x Energy 2026: ชีวิตกับพลังงาน ซึ่ง TNN Earth จัดขึ้น โดยมี นายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงาน      ตีแผ่ “Invisible Waste” ต้นทุนแฝง 30-40% จากพลังงานสูญเปล่า ที่ซ่อนอยู่ในบ้านและธุรกิจ   ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้เท่านั้น หากแต่ยังเกิดจาก   “พลังงานสูญเปล่าที่มองไม่เห็น”  (Invisible Waste)  มากถึง  30-40%   ซึ่งแฝงตัวอยู่ทั้งในภาคครัวเรือนและสถานประกอบการในกลุ่ม SME โดยมี 4 สาเหตุใหญ่ ได้แก่ อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ในโหมดสแตนด์บายตลอดเวลา (Always-on Standby) ทำให้พลังงานสูญเปล่า 12%, ความคลาดเคลื่อนของอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ขาดเซ็นเซอร์ควบคุมอย่างแม่นยำ ส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานราว 9% ขณะที่กระแสไฟฟ้ารั่วไหลจากอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ คอยลดทอนประสิทธิภาพ ทำให้สูญเสียพลังงานประมาณ 8% รวมถึงระบบแสงสว่างหรือเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าไว้ในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งาน เกิดพลังงานสูญเปล่าราว 6% ปัจจัยเหล่านี้รวมกัน กลายเป็นต้นทุนด้านพลังงานมหาศาลที่กระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือนทั้งยังฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยจากต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น   สถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น สู่ Smart Energy เพื่อการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า   วันนี้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเครือข่ายสื่อสารอัจฉริยะทวีบทบาทสำคัญ เป็นรากฐานของการเชื่อมต่อทุกเทคโนโลยีในระบบพลังงานยุคใหม่ เพื่อให้ภาคครัวเรือน รวมถึงธุรกิจ สามารถควบคุมและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยระบบ Smart Energy ในยุค AI เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 3 ขั้น (3 Stacks of Smart Energy) ดังนี้   SENSE — มีหัวใจสำคัญ คือ การรับรู้ทุกยูนิตของการใช้พลังงาน ด้วยศักยภาพของเครือข่ายทรู 5G, ไฟเบอร์ และ NB-IoT ที่สามารถเชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น มาตรวัดอัจฉริยะ (Smart Meters) และกล้องวงจรปิดระบบ AI Vision เข้าด้วยกัน จึงยกระดับความสามารถในการเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและพฤติกรรมการใช้งานในทุกพื้นที่ได้อย่างละเอียด   DECIDE — นำระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจลงมือทำแทนมนุษย์ได้อัตโนมัติ (AI Agents) มาใช้ช่วยรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์การใช้พลังงานได้แบบเรียลไทม์ ผ่านเทคโนโลยีที่หลากหลาย อาทิ Sovereign AI Agents, Digital Twins และ Edge Cloud เป็นต้น   ACT — เปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก (Insight) ให้กลายเป็นการควบคุมและลดค่าใช้จ่ายได้จริง ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยคาดการณ์และสั่งการอุปกรณ์ต่างๆได้อัตโนมัติแบบไร้รอยต่อ พร้อมหน้าจอแสดงผลเพื่อติดตามการใช้พลังงาน จึงช่วยให้เจ้าของบ้านหรือสำนักงานสามารถปรับแต่งการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม คุ้มค่า และประหยัดค่าใช้จ่าย   บทพิสูจน์ความสำเร็จของระบบพลังงานอัจฉริยะ: บ้านลดค่าไฟ ธุรกิจลดต้นทุน อาคารลด OPEX   ทรูบิสิเนส ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Connectivity is the New Energy” ถ่ายทอดความสำเร็จผ่านหลากหลายกรณีศึกษา (Use Case) ที่ประจักษ์ชัดว่าสามารถลดต้นทุนพลังงานได้อย่างมีนัยยะสำคัญ   บ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนลงถึง 15-25% ต่อเดือน โดยผสานการทำงานร่วมกันของระบบอัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (Networked Chargers) ช่วยบริหารจัดการช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยระบบจะเลือกชาร์จเฉพาะในช่วงเวลาที่มีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำที่สุด (Off-Peak) อัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการจัดสรรระบบโซลาร์เซลล์ที่ดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในช่วงเวลาที่มีปริมาณความเข้มแสงสูงสุด รวมถึงการตัดกระแสไฟฟ้าของอุปกรณ์ต่างๆ ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้ใช้งาน เป็นต้น   ออฟฟิศ/อาคารอัจฉริยะ (Smart SME/Building) ครอบคลุมกรณีศึกษาในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ   ธุรกิจค้าปลีก (Retail) นำร่องใช้งานไปแล้วกว่า 1,000 ร้านค้า สามารถประหยัดพลังงานจากการควบคุมระบบทำความเย็น แสงสว่าง และเครื่องปรับอากาศได้ถึง 22%   ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage / Restaurant) การติดตั้งเซ็นเซอร์อัจฉริยะตรวจวัดเพื่อคาดการณ์การบำรุงรักษาอุปกรณ์ (Predictive Maintenance) ช่วยลดความเสี่ยงของการชำรุดและลดโอกาสที่ระบบต้องหยุดชะงัก (Downtime) ลงได้ถึง 30%   อาคารสำนักงาน (Office) การใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการใช้งานพื้นที่ ช่วยปรับลดการใช้พลังงานหลังเวลาทำการที่ไม่จำเป็น ส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ลงได้ 28%   โรงงานและอุตสาหกรรม (Factory & Industrial) การเชื่อมต่อความเร็วสูงช่วยให้ระบบการผลิตอัจฉริยะสามารถสับเปลี่ยนช่วงเวลาทำงานของเครื่องจักรหนักที่มีอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานสูงไปอยู่ในช่วง Off-Peak ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยลดการใช้พลังงานจำเพาะลงได้ 18% กิโลวัตต์-ชั่วโมง ต่อหน่วย   จาก Smart Business สู่ Smart City เพื่อความยั่งยืนระดับมหภาค: เมื่อ Connectivity ช่วยเมืองใช้พลังงานฉลาดขึ้น    ดร.ธีรเดช กล่าวย้ำว่า “Connectivity” นอกจากจะเป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านภาคธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ Smart Business ด้วยองค์ประกอบของเทคโนโลยียุคใหม่ อย่าง Unified Dashboard หน้าจอแสดงค่าการใช้พลังงานที่ช่วยสอดส่องและตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์ตลอดเวลา ทำงานร่วมกับระบบสลับแหล่งจ่ายไฟอัจฉริยะ (Smart Source Switching) และระบบลดการใช้ไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง (Automated Peak Shaving) เพื่อสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กรธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น Connectivity ยังขยายขอบข่ายเชื่อมโยงไปสู่การสร้างเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ที่ครอบคลุมการดูแลและอำนวยความสะดวกเพื่อคนเมือง อาทิ การนำขีดความสามารถของเครือข่ายสัญญาณไปขับเคลื่อนระบบควบคุมไฟแสงสว่างอัจฉริยะ (Smart Lighting), การใช้ 5G จัดการระบบสัญญาณไฟจราจร เพื่อลดอัตราควันพิษสะสม (Traffic Flow) รวมถึงยกระดับโครงข่ายขนส่งสาธารณะ และระบบเซนเซอร์แจ้งเตือนขยะและท่อประปารั่วไหลรอบเมือง เป็นต้น   สร้าง Ripple Effect จากครัวเรือน — ธุรกิจ — เมือง สู่ความยั่งยืนของประเทศ   เป้าหมายของยุทธศาสตร์  “Connectivity is the New Energy”  ไม่ใช่เพียงการลดตัวเลขในบิลค่าไฟเท่านั้น  แต่ ทรูบิสิเนส มุ่งนำศักยภาพเครือข่ายสัญญาณและการเชื่อมต่อ ร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ต่อเนื่องในวงกว้างออกไปใน 3 มิติ คือ 1) การช่วยภาคครัวเรือน ลดภาระค่าครองชีพได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 2) ช่วยประหยัดงบประมาณของทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจจากพลังงานสูญเปล่า ด้วยเป้าหมาย Zero Utility Waste และ 3) ดึงศักยภาพการเชื่อมต่อและดิจิทัล ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหาโลกร้อน โดยมีดัชนีชี้วัดการลดก๊าซคาร์บอนที่จับต้องได้จริง (Quantifiable Carbon Cuts) โดย ทรูบิสิเนส พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงทุกคนในสังคมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ครัวเรือน ภาคธุรกิจ ไปจนถึงระดับเมือง และประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และส่งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนรุ่นหลังต่อไป  

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

‘Stand for Love’ ดับเบิ้ลยู โฮเทล ฉลองเทศกาล Pride Month ในไทย

PRnounce

โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ และดับเบิ้ลยู เกาะสมุย เผยไฮไลต์กิจกรรม “Stand for Love” ตลอดเดือนมิถุนายน ครอบคลุมตั้งแต่เมนูมาการิต้าซิกเนเจอร์ แฟชั่นโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึงเวทีสนทนาที่จุดประกายแรงบันดาลใจ   ดับเบิ้ลยู โฮเทล ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของ แมริออทบอนวอย ซึ่งมีแบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 30 แบรนด์ ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ด้วยแคมเปญ “Stand for Love” แคมเปญเชิงประสบการณ์สุดพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกถึงตัวตนอย่างอิสระ พร้อมจุดประกายบทสนทนาอันทรงคุณค่าผ่านหลากหลายกิจกรรมน่าสนใจ ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ และโรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย   นับตั้งแต่ก่อตั้ง ดับเบิ้ลยู โฮเทล ยืนหยัดในการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและพร้อมต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นในคุณค่าของความเป็นตัวของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และเสรีภาพในการแสดงออก การสนับสนุนชุมชน LGBTQIA+ จึงฝังรากลึกอยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ของแบรนด์อย่างแท้จริง ดับเบิ้ลยู โฮเทล ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแสดงออกเท่านั้น แต่เรายังร่วมเฉลิมฉลองในทุกตัวตนอย่างไม่มีเงื่อนไข และในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นเดือนแห่งเทศกาล Pride Month ทั่วโลก ดับเบิ้ลยู โฮเทล พร้อมร่วมเป็นกระบอกเสียงสำคัญผ่านกิจกรรมหลากหลายสีสันตลอดทั้งเดือน เพื่อขับเคลื่อนความเท่าเทียม และสร้างความตระหนักรู้ถึงความท้าทายต่างๆ ที่ชุมชน LGBTQIA+ ยังคงต้องเผชิญ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก   ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ดับเบิ้ลยู โฮเทล และแคมเปญ Pride   การเฉลิมฉลอง Pride: ดับเบิ้ลยู โฮเทล ต้อนรับเดือนมิถุนายนนี้ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Stand for Love” พร้อมกันทั่วโลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองและยืนหยัดเคียงข้างชุมชน LGBTQIA+ อย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนคุณค่าด้านความเท่าเทียม วัตถุประสงค์และพันธกิจ: มุ่งส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง สร้างสรรค์ประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์: เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งผ่านประสบการณ์ที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตื่นตาตื่นใจไปกับพื้นที่ Living Room ที่มีชีวิตชีวา และพร้อมตอบสนองทุกความต้องการด้วยบริการระดับตำนานอย่าง Whatever/Whenever® การผสานเสน่ห์ท้องถิ่นและมาตรฐานระดับโลก: ทุกจุดหมายปลายทางดับเบิ้ลยู โฮเทล ได้หลอมรวมพลังอันโดดเด่นและทันสมัยของแบรนด์ เข้ากับอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว เพื่อเปิดมุมมองใหม่และจุดประกายแรงบันดาลใจ   เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์และเฉลิมฉลองแคมเปญ Stand for Love กับ ดับเบิ้ลยู โฮเทล ในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมสุดสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และเกาะสมุย Stand for Love ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ   นิทรรศการศิลปะ ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge) และ เดอะ เฮ้าส์ ออน สาทร (The House on Sathorn): วันที่ 6 – 30 มิถุนายน Connectors Brunch พร้อมการแสดงพิเศษ ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table): วันที่ 6 มิถุนายน (12.30 – 15.30 น.) แฟชั่นโชว์โดย Eric Raisina ที่เดอะ คิทเช่น เทเบิ้ล (The Kitchen Table): วันที่ 13 มิถุนายน โปรแกรม Elixirs ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge): วันที่ 20 มิถุนายน กิจกรรม Stand for Love Run: วันที่ 28 มิถุนายน (6.00 – 9.00น.)   โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ โรงแรมดีไซน์โดดเด่นที่ผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ใจกลางเมือง ผู้เข้าพักและลูกค้าสามารถร่วมชม นิทรรศการศิลปะ (Art Installations) ตลอดช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งรังสรรค์โดย Bill Bensley นักออกแบบตกแต่งภายในชื่อดังระดับโลก และคุณนิ่ม แก้วตระการ ผู้บุกเบิกงานอัปไซคลิง (Upcycling) ที่จะมาเนรมิตพื้นที่ของโรงแรมให้เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ และไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด ในวันที่ 6 มิถุนายน เตรียมพบกับ Connectors Brunch บุฟเฟ่ต์มื้อสายสุดสัปดาห์ยอดนิยมเวอร์ชั่นพิเศษที่ห้องอาหาร เดอะ คิทเช่นเทเบิ้ล (The Kitchen Table) ที่่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม รวมไปถึงแพ็กเกจเครื่องดื่ม การแสดงแดร็กควีนระดับไอคอน และดนตรีจากดีเจ   วันที่ 13 มิถุนายน ร่วมสัมผัสความตระการตาของ แฟชั่นโชว์ โดย Eric Raisina ดีไซเนอร์และศิลปินสิ่งทอระดับโลก ต่อเนื่องในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ดับเบิ้ลยู เลานจ์ (W Lounge) ซึ่งจะเนรมิตค่ำคืนแห่งค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ โดยบาร์เทนเดอร์รับเชิญจากชุมชน LGBTQIA+ มาร่วมถ่ายทอดสีสันใหม่ให้กับวงการมิกโซโลจี และในวันที่ 28 มิถุนายน ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Stand for Love Run นำโดยคุณ Meepik อินฟลูเอนเซอร์ด้านไลฟ์สไตล์และสุขภาพ กิจกรรมที่เปี่ยมพลังซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัยได้ร่วมเคลื่อนไหวอย่างมีความหมาย พร้อมส่งเสริมมิตรภาพและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม     Stand for Love Beach ที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย     โปรแกรม Elixirs: วันที่ 1 – 30 มิถุนายน นิทรรศการศิลปะ: วันที่ 1 – 30 มิถุนายน Stand for Love Session กับ Kelio และ Ryann: วันที่ 13 มิถุนายน (17.00 – 18.00 น.) ดนตรีโดยดีเจ Groove และดีเจ Gregory ที่ Sip Beach: วันที่ 13 มิถุนายน (19.00 น.) Innerdance Workshop กับ Caro: วันที่ 11 มิถุยายน (16.30 – 18.00น.)   โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย รีสอร์ทไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรีที่โดดเด่นด้วยพูลวิลล่าส่วนตัว สระว่ายน้ำ และวิวทะเล เชิญชวนคนที่คุณรักมาร่วมเฉลิมฉลองตลอดเดือนมิถุนายนกับโปรแกรม Elixirs ผ่านเมนูค็อกเทลสีสันสดใสและความบันเทิงที่เต็มไปด้วยพลัง นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน กิจกรรม Stand for Love Beach จะเปลี่ยนชายหาดสีทองของรีสอร์ทให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่มีชีวิต ถ่ายทอดผ่านผลงานศิลป์แนวออร์แกนิกและประติมากรรมดอกไม้   บรรยากาศเฉลิมฉลองของเทศกาล Pride Month จะยิ่งเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟและเข้มข้นขึ้นในค่ำคืนวันที่ 13 มิถุนายน มาร่วมเปิดฉากด้วยบทสนทนาที่มีความหมาย ก่อนไปสนุกกันต่อกับปาร์ตี้สุดเจิดจรัส เริ่มต้นค่ำคืนด้วย Stand For Love Session พื้นที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องอัตลักษณ์และการเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ พร้อมพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับ Kelio และ Ryann คู่รัก LGBTQIA+ ที่จะมาสะท้อนเรื่องราวและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความท้าทายที่ชุมชนยังต้องเผชิญในปัจจุบัน ผู้ร่วมภายในงานจะได้อิ่มอร่อยไปกับเครื่องดื่มและของว่างรสเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยการแบ่งปันเรื่องราว เพื่อให้ทุกเสียงมีความหมายและถูกรับฟังอย่างแท้จริง ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขและความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเสียงดนตรีสุดมันส์จากดีเจที่ Sip Beach   วันที่ 11 มิถุนายน มาร่วมปลุกทุกประสาทสัมผัสให้ตื่นรู้ไปกับ Innerdance Workshop กิจกรรมที่จะพาคุณดำดิ่งสู่ห้วงเวลาแห่งการเยียวยา ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวของเสียงดนตรี คลื่นเสียง และพลังงานบำบัด โดยมี Caro เป็นผู้ปรนนิบัติและนำทางทุกท่านเดินทางเข้าสู่สภาวะตระหนักรู้ทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อก้าวข้ามและปลดปล่อยทุกความรู้สึกภายในใจให้ไหลเวียนอย่างเป็นอิสระและเป็นธรรมชาติ   แบรด เอ็ดแมน (Brad Edman) รองประธานกรรมการบริหารประจำภูมิภาคไทย กัมพูชา ลาวและเมียนมา แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ดับเบิ้ลยู โฮเทล มีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นกระบอกเสียงและสนับสนุนสิทธิของชุมชน LGBTQIA+ ทั่วโลกมาอย่างยาวนาน เราจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอประสบการณ์สุดพิเศษเหล่านี้ในประเทศไทย สำหรับเรา Pride Month คือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสุขในการอยู่ร่วมกันและเสรีภาพในการเป็นตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าในอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก ยังคงมีสิ่งที่เราต้องขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและการยอมรับอย่างแท้จริง ซึ่งดับเบิ้ลยู โฮเทล หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แคมเปญ Stand for Love จะช่วยส่งต่อข้อความแห่งอิสรภาพและการเชื่อมโยงผู้คนในสังคมเข้าด้วยกันอย่างกว้างขวาง”   ดับเบิ้ลยู โฮเทล ขอเชิญชวนแขกผู้เข้าพักทุกท่าน ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมเฉลิมฉลองและสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในเทศกาล Pride Month ในประเทศไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/offers/stand-for-love-off-229190/bkkwb-w-bangkok) และที่โรงแรมดับเบิ้ลยู เกาะสมุย กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/offers/pride-month-activation-off-228280/usmwh-w-koh-samui).   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในด้านความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.marriott.com/diversity/diversity-and-inclusion.mi  

June 7, 2026 / 0 Comments
read more

ทำไมสร้างแต่ศูนย์การค้า ไม่มีสวนสาธารณะ? ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ จัดให้แล้ว

EcoVative

เซ็นทรัลพัฒนา ทำ ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ ศูนย์การค้าแห่งที่ 4 เมืองนนทบุรี ใช้สูตรออกแบบธรรมชาติสู่โปรเจกต์ต้นแบบศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์อนาคต ดึงคนมาใช้ชีวิตตลอดทั้งวัน ปิดคำถามที่คนรุ่นใหม่อยากได้พื้นที่สีเขียวกลางเมือง   เซ็นทรัลพัฒนา ลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท สร้างใหม่’เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ บนพื้นที่ 59 ไร่ พื้นที่ค้าปลีกรวม 210,000 ตารางเมตร เป็นศูนย์การค้ามิกซ์ยูสใหม่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรี กำหนดเปิด 3 กรกฎาคม 2569 ครั้งแรกในไทยกับ The First Fully Biophilic Indoor Garden ออกแบบให้ต้นไม้จริงเติบโตในห้างด้วยแสง Skylight คำนวณมาตั้งแต่ก่อสร้าง สร้าง Microclimate ด้วยสายน้ำลดอุณหภูมิรอบอาคาร โมเดลเดียวกับ The Hyundai Seoul และสนามบินชางฮีสิงคโปร์ คว้ารางวัล Hubexo Asia Awards 2025 ตั้งแต่ยังไม่เปิด ตั้งเป้าทราฟฟิก 30,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัวจากโครงการเดิมที่มี 15,000 คนต่อวัน รองรับด้วย 300 แบรนด์ดาวน์ทาวน์ 80% ใหม่ทั้งหมด นำโดย D-Sports Stadium สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ใหญ่สุดในไทย และร้านมิชลินท้องถิ่นเมืองนนท์   จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ซีพีเอ็น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงแรม และ ที่พักอาศัย) รายใหญ่ กล่าวว่า ซีพีเอ็น ใช้งบลงทุนกว่า 4.5 พันล้านบาท พัฒนาโครงการศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ (Central Northville) บนทำเลกรุงเทพตอนเหนือ ย่านรัตนาธิเบศร์ จังหวัดนนทบุรี   สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ วางตำแหน่งเป็นต้นแบบ Future Living Destination อีกหนึ่งในโปรเจกต์ศูนย์การค้าซีรีย์ วิลล์ ‘Ville Serie’ ที่เปิดตัวก่อนหน้า คือ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ (ทำเลถนนเลียบด่วนรามอินทรา) และ เซ็นทรัล เวสต์ วิลล์ (ทำเลถนนราชพฤกษ์ นนทบุรี) กับคาแรกเตอร์ต้นแบบศูนย์ฯ เซมิ-เอาต์ดอร์ ไลฟ์สไตล์ และ อีโค-ลิฟวิง เดสติเนชั่น ตามลำดับ   นอกจากนี้ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ยังเป็นแห่งแรกที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดแห่งอนาคต The First Fully Biophilic Indoor Garden โดยดึงธรรมชาติสู่พื้นที่ใช้งาน สร้างความผ่อนคลาย ลดความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ให้กับผู้เข้ามาใช้บริการภายในศูนย์ฯ   จุฑาธรรม เสริมถึงแนวคิดการออกแบบศูนย์ฯ เพื่อสร้างประสบการณ์คนเมืองร่วมกับธรรมชาติ เพื่อให้ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นานขึ้น มาพบปะ ทำกิจกรรมร่วมกัน ตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่และมัลติ-เจนเนอเรชั่น ที่มองหารีครีเอชั่น เดสติเนชั่น รูปแบบใหม่ ทั้งพักผ่อน ออกกำลังกาย ใช้ชีวิตกลางแจ้ง และคอมมูนิตี ไลฟ์สไตล์ ได้พร้อมกันในพื้นที่เดียว     ด้าน ณัฐกิตต์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาด ซีพีเอ็น กล่าวว่า การเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลนอร์ทวิลล์ อยู่บนพื้นที่ 59 ไร่ มีพื้นที่ค้าปลีกรวม 210,000 ตารางเมตร เป็นสาขาที่ 4 ในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นเมืองปริมณฑลรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ที่มีทั้งการขยายตัวของเมือง กำลังซื้อ และคุณภาพประชากร ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัดนนทบุรี ปี 2566-2570 ยกระดับสู่ ‘เมืองน่าอยู่’ (Livable City) และต่อยอดสู่การเป็นสมาร์ต ซิตี้ (Smart City) ในอนาคต   จากปัจจุบัน จังหวัดนนทบุรี มีความหนาแน่นประชากรไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน (รวมประชากรแฝง) เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพฯ มีมูลค่าเศรษฐกิจจังหวัด (GDP) อันดับ 8 ของประเทศ หรือมากกว่า 405,296 ล้านบาทต่อปี มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงถึง 213,992 บาทต่อคนต่อปี โดยเศรษฐกิจจังหวัดขับเคลื่อนหลักด้วย ภาคค้าปลีก, การผลิตและสุขภาพ   สำหรับการเปิดโครงการ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ถือเป็นศูนย์การค้าในเครือซีพีเอ็นแห่งที่ 4ในจังหวัดนนทบุรี โดยแต่ละศูนย์วางตำแหน่งรองรับกลุ่มเป้าหมายตามแต่ละทำเลรับลูกค้า (Catchment Area) ที่แตกต่างกัน ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ดังนี้   เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ทำเลถนนแจ้งวัฒนะ เซ็นทรัล เวสต์เกต ทำเลบางใหญ่ เซ็นทรัล เวสต์วิลล์ ทำเลถนนราชพฤกษ์ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ทำเลถนนรัตนาธิเบศร์   ขณะที่ ย่านรัตนาธิเบศร์อยู่จุดตัดของ MRT สายสีม่วงและสายสีชมพู เชื่อมต่อถนนติวานนท์ งามวงศ์วาน ทางด่วนศรีรัช และใกล้มอเตอร์เวย์ M81 สายบางใหญ่–กาญจนบุรี รัศมี Catchment Area มีโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 125 โปรเจกต์ มูลค่ารวมกว่า 90,000 ล้านบาท โดยกว่า 55% เป็นกลุ่ม High-end ถึง Luxury และมีประชากรในพื้นที่กว่า 1.8 ล้านคน   นอกจากนี้ ในระยะถัดไปซีพีเอ็น ยังมีแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสที่อยู่อาศัยคอนโดมีเนียมในปี 2570 ต่อจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลนอร์ทวิลล์ ซึ่งเตรียมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พร้อมวางเป้าหมายมีผู้เข้ามาใช้บริการหมุนเวียน (ทราฟฟิก) ศูนย์ฯ แห่งนี้ ราว 3 หมื่นคนต่อวัน เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว จากก่อนหน้าอยู่ที่ 1.5 หมื่นคนต่อวันในโครงการเดิม(เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์)   “จากการออกแบบศูนย์ฯ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์และการใส่บริการแบรนด์ร้านต่างๆ เข้าไปจะดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาใช้ชีวิตได้ภายในศูนย์ฯ ตั้งแต่ช่วงเช้า ทั้งตั้วแต่แวะซื้ออาหารเช้าก่อนไปทำงาน หรือเข้ามาใข้บริการได้ตลอดทั้งวันจนถึงค่ำ ได้ตามไลฟ์สไตล์ของคนทุกเจนฯ” ดีไซน์ระดับโลกเทียบ ‘ชางฮี’     สำหรับเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ได้แนวทางการออกแบบผ่านแรงบันดาลใจมาจาก 5 ธาตุธรรมชาติ ได้แก่   PLANT (สวนป่า เมฆ สายฝน) EARTH (วิถีชีวิตประจำวัน) STONE (พลังและความสมดุล) WOOD (การเชื่อมโยง) LIGHT (แสงแรกของวัน)   สำหรับดีไซน์นี้ ยังคว้ารางวัล Hubexo Asia Awards 2025 สาขา Top 10 Developers ตั้งแต่ยังไม่เปิดให้บริการ และยังเป็นโมเดลการออกแบบเทียบชั้นกับ The Hyundai Seoul และสนามบินชางฮีสิงคโปร์ที่มี พื้นที่สีเขียวในร่ม (Indoor Garden) ขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ อีกด้วย   ใช้ชีวิตเช้าถึงค่ำ กับ 6 โซนไฮไลต์   ขณะเดียวกัน โครงการยังถูกออกแบบให้คนมาใช้ชีวิตได้ทุกช่วงเวลา นอกเหนือจากการมาช้อปปิง หาร้านทานอาหาร แบบในอดีต ซึ่งประกอบด้วย 6 โซนเด่น คือ The Clouds – Indoor Forest พื้นที่ขนาด 500 ตารางเมตร ด้วยต้นไม้จริงที่ปลูกตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ประติมากรรมมีชีวิตอยู่ใจกลางห้าง The Hill-Community Space พื้นที่คอมมูนิตี้ รองรับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้ง Co-working Space ดูหนัง ฟังดนตรี งาน Talk พร้อมจอขนาดใหญ่เหมือนดูภาพยนตร์กลางสวน Tree Grove-ลานต้นไม้แห่งการพักผ่อน มีทั้งเสียงนกร้องและเสียงน้ำไหล สร้างไมโคร ฮีลลิง (Micro Healing) ให้ความผ่อนคลายเหมือนอยู่กลางธรรมชาติ Stone Atrium-กลางโถงพร้อม จอ ดิจิทัล (Digital Screen) จัดอีเวนต์และโชว์เคส แบรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และกีฬา Playville-Active Lifestyle Space กลางแจ้ง ประกอบด้วยสนามเด็กเล่น 550 ตารางเมตร ตกแต่งด้วยหมีกริซลี่ สัญลักษณ์แห่งธรรมชาติ พร้อมลาน The Fountain พื้นที่เล่นน้ำ และ Jogging Track มาตรฐาน 450 เมตร พาน้องหมาวิ่งคู่เจ้าของได้ PetVille-235 ตารางเมตร Pet Park วิ่งเล่น Grooming และ Pet Wellness ครบในที่เดียว พร้อม Urban Park ลานแอโรบิกและกิจกรรมไลฟ์สไตล์ชุมชน   300 แบรนด์ดาวน์ทาวน์ 80% ใหม่ทั้งหมด   โดย เซ็นทรัล นอร์ท วิลล์ ได้นำกว่า 300 กลุ่มร้านค้าและแบรนด์ไลฟ์สไตล์ (Downtown Brands) ซึ่ง 80% เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่เคยมีในย่านนี้มาก่อน อาทิ   D-Sports Stadium สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์แนวญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในไทย บนพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร พร้อมด้วยกิจกรรม ปีนผา, Fitness First พร้อม Pilates Studio, HYROX, Training Club และซาวน่าอินฟราเรด Tops Food Hall วัตถุดิบพรีเมียม Super Sports พร้อมสินค้าลิขสิทธิ์จากสโมสรลิเวอร์พูล Powerbuy Home Solutions B2S OfficeMate Food Ville ศูนย์อาหารพรีเมียม คอนเซปต์ The Warmth of Nature วิวรถไฟฟ้า รวมร้านมิชลิน ได้แก่ ราดหน้ายอดผักสูตร 40 ปีศาลเจ้าพ่อเสือ เปลวก๋วยเตี๋ยวต้มยำ คุณประนอมก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีก สุกี้เมาเวอริค ร้านดังเมืองนนท์ฯ เสน่ห์เรือนนท์ และเหลาริมทาง by เชฟเดช ร้านดังทั่วไป Bonchon Chagee Gong Cha Gyu-Kaku Momo Paradise Katsu Midori Sizzler Special ฯลฯ SF Cinema คอนเซปต์ใหม่ ‘The Prestige Cinema’ Kidzooona สนามเด็กเล่นในร่มจากญี่ปุ่น Matsukiyo Daiso

June 6, 2026 / 0 Comments
read more

คนไทยสร้างขยะพิษ4 แสนตัน/ปี ทรูชวนทิ้งมือถือเก่าผ่านแอป รับของจาก 10 แบรนด์ดัง

EcoVative

คนไทยสร้าง e-waste 400,000 ตันต่อปี แต่จัดการถูกวิธีแค่ 20% ทรูชวนทิ้งมือถือเก่าผ่าน True App หาจุดทิ้งใกล้บ้าน วัดผลเรียลไทม์ และแลกรับของฟรีจาก 10 แบรนด์ดัง ถึง 31 ธ.ค. 2569   ไทยมี E-Waste กว่า 4 แสนตันต่อปี แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ถูกจัดการอย่างถูกต้อง ที่เหลือถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป เสี่ยงให้สารพิษและโลหะหนักรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อมและย้อนกลับมากระทบสุขภาพ ทุกคน ทรู จับมือ 10 พันธมิตรเปิดโครงการ ‘E-Waste ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ บน True App ค้นหาจุดทิ้งใกล้บ้าน วัดผลลดโลกร้อนเรียลไทม์ และสะสมแต้มได้ทันที รองรับสมาร์ทโฟน อุปกรณ์เสริม และ IoT ที่เลิกใช้แล้ว ส่งเข้ารีไซเคิลถูกวิธี 100% ผ่านทรูช็อปและดีแทคกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ทิ้ง E-Waste แล้วรับ Rewards จาก 10 แบรนด์ดัง ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 2569 ครอบคลุมทั้ง Dunkin’ โดนัทฟรี, Spa Cenvaree ลด 35%, SF Cinema ฟรี SF+ Package และอีกหลายแบรนด์   ทุกปีวันที่ ‘5 มิถุนายน’ ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก’ วันที่ทั่วโลกหยุดตั้งคำถามว่า เราทำอะไรกับโลกใบนี้ไปบ้าง? ซึ่งในปีนี้ ถูกวางไว้ภายใต้แแนวคิด ‘Inspired by Nature. For Climate. For Our Future.’ ตอกย้ำถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และการลงมือทำให้เกิดผลจริงคือภารกิจของทุกคน ไม่ใช่แค่ภาครัฐหรือองค์กรใหญ่   โดยหนึ่งในปัญหาที่เติบโตเร็วที่สุดในยุคดิจิทัลและอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด คือ ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์’ หรือ E-Waste   ตัวเลขโลกที่น่าตกใจ   ปัจจุบันทั่วโลกมี E-Waste เกิดขึ้นกว่า 60 ล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับต้องปลูกต้นไม้ทดแทนถึง 660,089 ล้านต้น…ตัวเลขที่ไม่มีทางตามทันได้ด้วยการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว   แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหน?   หากกลับมาดูที่ ‘ประเทศไทย’ พบว่าสร้าง E-Waste มากกว่า 4 แสนตันต่อปี เทียบเท่าต้องปลูกต้นไม้ทดแทน 4,258 ล้านต้น แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง ที่เหลืออีก 80% ถูกทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป เสี่ยงให้สารพิษและโลหะหนักรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม และย้อนกลับมากระทบสุขภาพของเราทุกคน   มือถือเก่าในลิ้นชัก คือ ส่วนหนึ่งของตัวเลขนั้น   ขณะที่ สมาร์ทโฟนเก่า อุปกรณ์เสริม หูฟัง รีโมต หรือ IoT ที่เลิกใช้แล้ว และวางทิ้งไว้ในบ้าน ทั้งหมดนั้นคือ E-Waste ที่รอการจัดการอย่างถูกวิธี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนเลิกใส่ใจ แต่อยู่ที่ ‘ไม่รู้จะทิ้งที่ไหน’     ที่ทิ้งใกล้ฉัน True App   ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) TRUE  กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ซึ่งความยั่งยืนควรถูกออกแบบและบูรณาการให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันผ่านระบบที่ทุกคนเข้าถึงได้ ลงมือทำได้ง่าย และเห็นผลลัพธ์ได้จริง และเป็นที่มาเปิดตัวโครงการ ‘E-Waste ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ’ บน True App ที่เชื่อมทุกขั้นตอนไว้ในแอปเดียว ได้แก่   หาง่าย ค้นหาจุดรับทิ้งที่สะดวกที่สุด ครอบคลุมทรูช็อปและดีแทคกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงบริการสัญจรรับถึงที่ในกรุงเทพฯ และพระนครศรีอยุธยา วัดผลเรียลไทม์ คำนวณผลการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทันที เห็นว่าการทิ้งครั้งนี้ช่วยโลกได้แค่ไหน สะสมแต้ม ‘ดีต่อใจ’ บันทึกประวัติและผลที่จะได้รับ (Impact) ส่วนบุคคล ทุกครั้งที่ทิ้งคือการมีส่วนร่วมที่จับต้องได้ ส่งต่อพลังบวก แชร์เรื่องราวสู่โซเชียลเพื่อจุดประกายคนรอบข้าง   ทิ้งเพื่อรับจาก 10 แบรนด์ดัง   ทั้งนี้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างแรงจูงใจให้คนลงมือทำจริง ทรู มอบสิทธิพิเศษให้ทันทีเมื่อทิ้ง E-Waste ผ่าน True App ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569 กับสินค้า บริการ โดยร่วมกับพันธมิตร 10 แบรนด์ ดังนี้   DUNKIN’ โดนัทฟรี 1 ชิ้น OfficeMate ส่วนลด 120 บาท เมื่อซื้อสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมครบ 1,500 บาท SCG HOME ส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อครบทุก 3,000 บาท Oriental Princess ซื้อ 1 แถม 1 กันแดด Natural Sunscreen SPF50 มูลค่า 715 บาท Spa Cenvaree ส่วนลด 35% ทรีทเม้นท์ทุกรายการ PAUL เซ็ต Sweet หรือ Savory ในราคาเพียง 179 บาท จากปกติ 385–460 บาท Sukishi Korean Charcoal Grill ยำปลาแซลมอนฟรี 1 จาน มูลค่า 230 บาท TrueCoffee อัปไซส์ฟรี เมนู Boran จาก R เป็น L OneOne รับ 5 OOC สำหรับเกมเมอร์ลูกค้าใหม่ SF Cinema รับฟรี SF+ Package   ดูรายละเอียดและหาจุดทิ้งใกล้บ้านได้ที่ https://true.th/campaign/e-waste  

June 5, 2026 / 0 Comments
read more

เงินในกระเป๋ายังไหว แต่ ‘คนไทย’ยังไม่กล้าซื้อบ้าน-รถ เหตุหวั่นเศรษฐกิจ 12 เดือนหน้า

BizKet

เทอร์ร่า สำรวจพบคนไทยยังมั่นใจการเงินตัวเอง แต่กลัวเศรษฐกิจ 12 เดือนข้างหน้า ขอชะลอซื้อบ้าน-รถ ส่วนเทรนด์เวลบีอิ้งพุ่ง 93% ให้สุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง-อสังหาฯ ต้องปรับเกมรับความต้องการใหม่   ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยครึ่งแรกปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 56 จุด จาก 66 จุดในช่วงครึ่งหลังปี 2568 แม้ยังเป็นบวก แต่ความกังวลต่อเศรษฐกิจ 12 เดือนข้างหน้าดิ่งลงเหลือเพียง 38 จุด ใกล้เคียงช่วงล็อกดาวน์โควิดปี 2564 คนไทยยังมองสถานะการเงินตัวเองดี โดยดัชนีคาดการณ์การเงินส่วนตัว 12 เดือนข้างหน้าสูงถึง 80 จุด แต่ความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่อย่างบ้านและรถยนต์ต่ำเพียง 42 จุด สะท้อนว่า “มีเงินแต่ยังไม่กล้าใช้” 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยเทรนด์ที่เติบโตแรงสุดคือนอนหลับมีคุณภาพและคาร์ดิโอ เพิ่มขึ้น 50% ผู้ซื้อบ้านยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ขนาดพื้นที่ แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิต ดัน Wellness เป็น factor ใหม่ในตลาดอสังหาฯ   สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด (TerraBKK.com) ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้วยข้อมูลงานวิจัยเชิงลึก กล่าวว่า Terra ทำการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พฤษภาคม  2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเหลือ 56 จุด จาก 66 จุด ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ผ่านมา   “แม้ความเชื่อมั่นจะยังคงเป็นบวก จากค่าที่สูงกว่า 50 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจก็ตาม แต่ดัชนีมีแนวโน้มลดลงอีกครั้งอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง”   โดยดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงในปีนี้ เกิดจากสองปัจจัยหลัก   ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านและรถยนต์ ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 42 จุด ความรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 38 จุด   ขณะที่ ดัชนีในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 66จุด จาก 45 จุดในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนหน้านี้ลดลงจาก 72 จุดในปี 2567,  75 จุด ในปี  2566 และ 79 จุด ในปี 2565 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่บันทึกไว้ในช่วงระยะเวลาสำรวจ โดยค่าดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 44 จุด ในปี  2564 ท่ามกลางมาตรการล็อกดาวน์จากโควิด-19 เมื่อเทียบกับ 71 จุด ในปี 2563   “ระดับความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในขณะนี้เทียบได้กับสิ่งที่เราเห็นในช่วงล็อกดาวน์ในปี 2564”   สำหรับตัวชี้วัดอื่นๆ ของแบบสำรวจ ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับสถานะทางการเงินส่วนบุคคลของตนเอง โดยจัดอันดับดัชนี ดังนี้   การประเมินสถานการณ์ทางการเงินในอีก 12 เดือนข้างหน้า ได้คะแนน 80 การประเมินสถานะทางการเงินในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีก่อน ได้คะแนน 67 การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้คะแนน 56   คนรุ่นใหม่ มองหาสุขภาวะ   พร้อมกันนี้ ‘Terra’ ยังได้ทำการสำรวจประจำปีเกี่ยวกับผู้ซื้อบ้านในอนาคตจากหลากหลายช่วงวัยทางออนไลน์ตั้งแต่ปี 2563-2567 และสำรวจทุกครึ่งปีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา   โดยการสำรวจครั้งล่าสุด ซึ่งดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถาม 400 คน โดย 52% อยู่ในกรุงเทพฯ และ 48% อยู่ในจังหวัดอื่นๆ   ขณะที่ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 44% คือ กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 15,000 ถึง 50,000 บาท อีก 25% มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ 31% มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท , กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (อายุ 31-44 ปี) คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดถึง 44%, กลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (อายุ 45-59 ปี) ที่ 32%, กลุ่มเจเนอเรชั่นซี (อายุ 15-30 ปี) คิดเป็น 16% และ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (อายุมากกว่า 59 ปี) คิดเป็น 8%     ‘เวลบีอิ้ง’เทรนด์สำคัญ     ขณะเดียวกัน Terra ยังสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาวะ (เวลบีอิ้ง)และพบว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามถือว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ โดย ‘กลุ่มเบบี้บูมเมอร์’ ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากที่สุด โดย 60% ระบุว่า ‘สำคัญมาก’ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในทุกรุ่น   สำหรับ ด้านการใช้จ่ายรายเดือนด้านสุขภาพและสุขภาวะ รวมถึงกิจกรรมออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ วิตามิน การตรวจสุขภาพ และบริการดูแลสุขภาพอื่นๆ มีสัดส่วน 43% โดยจัดสรรเงินระหว่าง 1,000 ถึง 3,000 บาทต่อเดือน   ตามมาด้วยกลุ่มที่ใช้จ่ายระหว่าง 3,000 ถึง 6,000 บาท และน้อยกว่า 1,000 บาท คิดเป็น 18% ตามลำดับอีก 13% ไม่ระบุงบประมาณด้านสุขภาพที่แน่นอน ส่วน 5% ใช้จ่าย 6,000-10,000 บาท และ 2% ใช้จ่ายมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน   ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่ามีแนวโน้มด้านสุขภาพที่เติบโตขึ้นหลายอย่างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพและการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งทั้งสองอย่างอยู่ที่ 50% ตามมาด้วยการฝึกยกน้ำหนักที่ 41%   ในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ในอันดับสูงสุดที่ 64% ตามมาด้วยอาหารเสริมและวิตามินที่ 48% และการติดตามสุขภาพผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลและแอปพลิเคชันที่ 46%   ในขณะเดียวกัน กิจกรรมไลฟ์สไตล์หลายอย่างกลับได้รับความนิยมลดลง อาทิ   การเข้าสังคมนอกบ้านมีการลดลงมากที่สุดที่ 49% สปาและการบำบัดฟื้นฟูที่ 33% การดื่มแอลกอฮอล์ที่ 26%   “ผู้ซื้อบ้านในปีนี้มีแนวโน้มที่จะมีดัชนีความสุขสูง ดังนั้นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรนำแนวคิดเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และอายุยืนยาวมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในสภาพตลาดปัจจุบันมากขึ้น”   สุมิตรา เสริมว่า ผู้ซื้อบ้านในอนาคตไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เท่านั้นอีกต่อไป พฤติกรรมผู้คนกำลังมองหาบ้านที่สนับสนุนสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตในระยะยาว พวกเขาต้องการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว อากาศบริสุทธิ์ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ        

June 5, 2026 / 0 Comments
read more

WRG ย้ำระดับลักชัวรี่ เจาะเศรษฐีโลก ด้วยสิทธิพิเศษเหนือระดับ ครบวงจร

PRnounce

‘WORLD REWARD GROUP (WRG)’ ผู้นำบริการความหรูหราระดับ Super High-End ตอบโจทย์ “ลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์” มอบความ Privilege มัดใจลูกค้า   กลุ่มดับบลิวอาร์จี (WRG) ผู้บุกเบิกธุรกิจการบริการลักชัวรี่ ไลฟ์สไตล์แก่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายทุกด้านของการใช้ชีวิต รวมทั้งเป็นผู้นำในการจัดหาสิทธิประโยชน์ระดับโลก ด้วยประสบการณ์ในการดูแลและให้บริการกลุ่มลูกค้าสิทธิพิเศษระดับ HNWI (High Net Worth Individual) และ UHNWI (Ultra High Net Worth Individual) ทั้งรายบุคคลและกลุ่มลูกค้าขององค์กรชั้นนำในประเทศไทยและในทวีปเอเชียมากว่า 20 ปี วางตำแหน่งเป็น Lifestyle Management Company ที่เชื่อมระหว่างแบรนด์ระดับโลก สถาบันการเงิน กลุ่มบริษัทประกัน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กับผู้บริโภคระดับ Affluent และ HNWI กลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง โดยมีฐานปฏิบัติการที่กรุงเทพฯ และให้บริการครอบคลุมทั่วเอเชียและในระดับโลก   ตอกย้ำความเหนือระดับ การันตีโดยกลุ่มผู้ก่อตั้ง WRG ที่ได้สั่งสมประสบการณ์ในการดูแลลูกค้ากลุ่ม Wealth ของประเทศไทยมายาวนานกว่า 20 ปี จนก้าวขึ้นเป็นเจ้าตลาดในเซ็กเมนต์นี้อย่างเป็นที่ยอมรับ ปัจจุบันเครือมีฐานลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียที่ใช้บริการมากกว่า 50,000 รายต่อปี ซึ่งทำให้ WRG กลายเป็นผู้ให้บริการ Lifestyle Management ที่มีขนาดและความลึกของ Data ลูกค้า Wealth ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ด้วยบริการที่หลากหลายและครอบคลุมทุก Luxury Lifestyle พร้อมตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูงได้อย่างครบวงจร   นายจักรพันธ์ รัตนเพชร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดับบลิวอาร์จี (World Reward Group-WRG) เปิดเผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างของกลุ่มประกอบด้วย 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ World Reward Solutions (WRS) ผู้คัดสรรโปรแกรมสิทธิประโยชน์ระดับลักชัวรี่ และแพลตฟอร์ม Privilege Technology สำหรับธนาคารกลุ่มบริษัทประกัน และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทำธุรกิจในการคิดค้น คัดสรร และวางกลยุทธ์สิทธิประโยชน์ (Benefits) จากพันธมิตรชั้นนำทั่วโลก Silver Voyage Club คลับที่พร้อมมอบประสบการณ์และสิทธิพิเศษ (Privileges) ให้แก่สมาชิก และลูกค้ากลุ่ม Prestige/VIP ขององค์กร ไม่ว่าจะด้านการเดินทาง ท่องเที่ยว หรือร้านอาหารชั้นนำ โดยจะรังสรรผ่าน Silver Voyage Club Concierge ทีมผู้ช่วยส่วนตัวมืออาชีพที่ให้บริการด้วยความแม่นยำ ใส่ใจในคุณภาพ และเข้าใจทุกรายละเอียดไลฟ์สไตล์ของสมาชิก White Glove Service ดูแลการบริการขนส่งทางบก อาทิ รถลีมูซีน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งบริการส่งของที่มีมูลค่า (Luxury Delivery) Lifestyle +Travel Media ผู้ถือลิขสิทธิ์ Robb Report Thailand ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ใน 22 ประเทศทั่วโลก และ พันธมิตรใหม่ล่าสุด Flow Yacht Club ลักชัวรียอชท์คลับและแพลตฟอร์มบริการท่องเที่ยวทางน้ำครบวงจรแห่งแรกในไทย     จากการได้รับสิทธิ์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้แบรนด์ Robb Report ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ UHNWI โดยมีฐานผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีตัวจริง ครอบคลุมทั้งนักลงทุน เจ้าของธุรกิจ ผู้ก่อตั้ง Family Office และนักสะสมระดับโลก ทำให้ Robb Report ไม่ใช่แค่นิตยสาร แต่คือใบเบิกทางที่ทำให้ WRG สามารถเข้าถึงมหาเศรษฐีตัวจริงทั่วโลก   เช่นเดียวกับการได้ Flow Yacht Club เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เนื่องจากธุรกิจยอชท์ไม่ใช่เพียงการขายเรือ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ทางทะเลแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ Yacht Sales & Brokerage, Yacht Management, การให้เช่าเหมาลำ (Charter), Fractional Ownership ไปจนถึงโปรแกรมสมาชิก Boat Club พร้อมเครือข่ายในจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลของไทย ทั้งกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต ถือเป็นการขยายภาพรวมของ WRS Group สู่ไลฟ์สไตล์ทางทะเล และทำให้ Ecosystem ของ WRG มีความครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น   ยกตัวอย่าง ลูกค้าระดับ UHNWI สามารถเริ่มความสัมพันธ์กับกลุ่มผ่านบัตรเครดิต Wealth ของธนาคารที่ใช้แพลตฟอร์มของ WRS ต่อยอดด้วยประสบการณ์จาก Silver Voyage Club และเดินทางด้วยบริการของ White Glove Service พร้อมอ่านเทรนด์ Ultra High Luxury Lifestyle ทั่วโลกผ่าน Robb Report และใช้วันพักผ่อนบนเรือยอชท์ของ Flow Yacht Club ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันในแพลตฟอร์มเดียว   นายจักรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและกำลังซื้อที่ชะลอตัวจากปัจจัยลบ ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลากหลายอุตสาหกรรมในไทยได้รับผลกระทบ และต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน แต่ธุรกิจที่ดูแลกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง ยังคงสวนกระแส โดยวันนี้ WRG และยืนเด่นอย่างมั่นคง เช่นเดียวกับการเติบโตของตลาด Luxury Concierge Service ในระดับโลกที่ยังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ถือเป็นภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุด โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่ม HNWI และ UHNWI ในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และอาเซียน   นอกจากนี้ ปัจจัยที่ทำให้ WRG เติบโตสวนกระแส ยังมาจากการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตของกลุ่ม ที่ครอบคลุมลูกค้าทั้ง B2B, B2C และ B2B2C ขณะเดียวกันลูกค้าระดับ HNWI ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าลูกค้าในตลาดแมสในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ยังคงใช้จ่ายเพื่อรับประสบการณ์ระดับพรีเมียมมากขึ้น ที่สำคัญจากการวางตำแหน่งระดับภูมิภาค โดย WRG ไม่ได้มองตัวเองเป็นบริษัทไทย แต่เป็นแพลตฟอร์มเอเชียที่ตั้งฐานในกรุงเทพฯ ทำให้สามารถดึงดูดทั้งกลุ่ม Affluent ในประเทศและ HNWI ที่กำลังย้ายฐานเข้ามาได้ในเวลาเดียวกัน   สำหรับเป้าหมายในระยะกลาง World Reward Group (WRG) ตั้งเป้าสู่การเป็น Wealth Ecosystem ที่ครบวงจรสำหรับลูกค้ากลุ่ม HNWI ในเอเชีย โดยอาศัยฐานลูกค้า 50,000 รายต่อปี ฐานเทคโนโลยี Privilege Platform ของ WRS เครือข่าย Robb Report ใน 22 ประเทศ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่าง Flow Yacht Club เป็นแกนหลัก พร้อมเตรียมต่อยอดสู่บริการที่เข้าใกล้ลูกค้ามากขึ้นในอนาคต พร้อมเตรียมประกาศการเปิดตัวโครงการ Private Club ระดับโลกที่จะมีพันธมิตรระดับโลกเข้ามาร่วมกันในไตรมาสสี่ปี 2026 นี้

June 4, 2026 / 0 Comments
read more

รัสเซีย แชมป์ซื้อตลาดอสังหาฯภูเก็ต กวาดยอดโอน-ยูนิตสูงสุดต่างชาติ

BizKet

รัสเซีย ต่างชาติยืนหนึ่งตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต ทั้งจำนวนยูนิต-ยอดโอนในไตรมาสแรกปี 2569 สวนทางมูลค่าซื้อขายเติบโหลายชาติชะลอตัว   รัสเซีย เบอร์หนึ่งภูเก็ต ผู้ซื้อชาวรัสเซียโอนคอนโดในภูเก็ต 156 ยูนิต มูลค่า 1.06 พันล้านบาท คิดเป็น 44% ของมูลค่าโอนคอนโดต่างชาติทั้งหมดในจังหวัดช่วงไตรมาสแรก ดีมานด์หนุนตลาดคอนโดระดับบน 64% ของมูลค่าโอนคอนโดชาวรัสเซียทั่วประเทศเกิดขึ้นในภูเก็ต สะท้อนความต้องการยูนิตราคาสูงและการลงทุนระยะยาวในเมืองท่องเที่ยว จีน-เมียนมา-ไต้หวันชะลอตัว หลายชาติสำคัญมียอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงต่อเนื่องเมื่อเทียบปีก่อน สวนทางรัสเซียที่เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนยูนิตและมูลค่าการซื้อขาย   สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตในขณะนี้เริ่มมีตัวแทนขายที่ใช้ภาษารัสเซียทำการตลาดโครงการคอนโดมิเนียม ชัดเจน เห็นได้จากผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทยได้รุกทำตลาดและโปรโมตโครงการคอนโดมิเนียมให้กับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจังในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อมีการจัดงานสำหรับตัวแทนขายในภูเก็ต ตัวแทนขายชาวรัสเซียมักจะมีจำนวนมากกว่าตัวแทนขายจากชาติอื่นๆ   “ชาวรัสเซียนิยมเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในพื้นที่ที่มีชุมชนชาวรัสเซียอาศัยอยู่จำนวนมาก จากก่อนหน้านี้กลุ่มนี้จะกระจุกตัวอยู่ในจอมเทียน พัทยา”     สุรเชษฐ์กล่าวว่า แนวโน้มที่เกิดขึ้น คาดมาจากปัญหาภายในประเทศรัสเซีย กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจลงทุนจากต่างประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความยากลำบากจากการโอนเงินจากธนาคารรัสเซียถูกยกเว้นจากระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ (Swift)  แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้ว สำหรับทั้งผู้พัฒนาฯ และผู้ซื้อ   “ช่วงปลายปีถึงต้นปีถัดไป จะเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่มาเยือนประเทศไทย”     สอดคล้อง ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมให้กับชาวรัสเซียเพิ่มขึ้น 33% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็น 383 ยูนิต มูลค่า 1.66 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% ในด้านมูลค่าจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว   จากสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้ชาวรัสเซียกลายเป็นกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ แซงหน้าเมียนมา ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2568   ผู้ซื้อชาวจีน แม้จะยังคงเป็นกลุ่มต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในทั้งสองช่วงเวลา แต่ก็มีการลดลงมากที่สุด การโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 39% เหลือ 906 ยูนิต มูลค่า 3.5 พันล้านบาท ลดลง 43% ในด้านมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า   เมียนมา ร่วงลงมาอยู่อันดับที่สามในไตรมาสแรกของปี 2569 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมลดลง 36% เหลือ 279 ยูนิต และมูลค่าลดลง 39% เหลือ 968 ล้านบาท   ไต้หวัน ซึ่งเคยอยู่อันดับที่สี่ในทั้งสองช่วงเวลา มีการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดยการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง 31% เหลือ 136 ยูนิต มูลค่า 688 ล้านบาท ลดลง 24% ในด้านมูลค่า   สหรัฐอเมริกายังคงอยู่ในอันดับที่ห้า มีการโอนกรรมสิทธิ์ 138 ยูนิต มูลค่า 685 ล้านบาท ลดลง 6% ในด้านปริมาณ และ 16.5% ในด้านมูลค่า   ขณะที่ตลาดอสังหาฯภูเก็ต บันทึกมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมสูงสุดในกลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซีย รวมเป็นเงิน 1.06 พันล้านบาท จาก 156 ยูนิต คิดเป็น 64% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับยูนิตราคาสูง   โดย ผู้ซื้อชาวรัสเซียยังคิดเป็น 44% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมต่างชาติทั้งหมดในภูเก็ต ซึ่งมีมูลค่า 2.43 พันล้านบาท จาก 420 ยูนิตในไตรมาสแรก  

June 3, 2026 / 0 Comments
read more

คนไทย ท็อป1ช้อปออนไลน์โลก 69% กดซื้อของทุกสัปดาห์ ‘ลาซาด้า’ 6.6 จึงต้องมา

WeView

ไทย แชมป์ช้อปออนไลน์อันดับ 1 โลก 69.1% ช้อปทุกสัปดาห์ ลาซาด้า เปิดแคมเปญ 6.6 ดึงแบรนด์พรีเมียมลง LazMall รับตลาดอีคอมเมิร์ซไทย 1.2 ล้านล้านบาทปี 2569   ไทยช้อปออนไลน์มากที่สุดในโลก รายงาน Digital 2026 Mid-Year จาก We Are Social ระบุคนไทย 69.1% ช้อปออนไลน์ทุกสัปดาห์ ขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2569 คาดแตะ 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกรวม LazMall ดึงแบรนด์พรีเมียมตอบเทรนด์สินค้าแท้ ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับแบรนด์แท้และความน่าเชื่อถือมากขึ้น ลาซาด้า ดึงแบรนด์บิวตี้ระดับโลกอย่าง Estée Lauder, La Mer, Drunk Elephant และ NARS เข้าร่วม LazMall อย่างเป็นทางการ แคมเปญ 6.6 ครบทุกทัชพอยต์ ออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากดีลลดสูงสุด 90% และคูปอง 10,000 บาท ยังมีกิจกรรม Gamification สะสมเหรียญ และ Event ออฟไลน์ที่อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ วันที่ 5 มิถุนายน พร้อมศิลปินร่วมงาน   รายงาน Digital 2026 Mid-Year Global Update Report จาก We Are Social ระบุว่า ‘ประเทศไทย’ ครองแชมป์นักช้อปออนไลน์สูงสุดอันดับ 1 ของโลก โดยมีผู้บริโภคกว่า 69.1% ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์   นอกจากนี้ รายงาน The Rise of Authenticity-Driven E-Commerce in Thailand จาก Cube Insights คาดการณ์ว่าสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทางการ (Mall) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มจาก 30% เป็น 55% ภายในปี 2573   ขณะที่  Priceza ประเมินมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าสูงถึง 1.1 ถึง 1.2 ล้านล้านบาท พร้อมคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่ประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตราว 7% และครองสัดส่วนเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกรวมทั้งประเทศ   ด้าน ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระดับภูมิภาค ให้ข้อมูลสอดคล้องผ่านสถิติแคมเปญวันเกิดของลาซาด้า พบว่ามีมูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยบนแพลตฟอร์ม (Average Order Value) เติบโตถึง 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน   จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนทิศทางของอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าแบรนด์แท้ ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพมากขึ้น   โดยแพลตฟอร์ม ต้องยกระดับบทบาทสู่การเป็นจุดหมายของนักช้อปคุณภาพ ที่สามารถค้นพบทั้งสินค้าและบริการระดับพรีเมียม รวมถึงประสบการณ์ช้อปที่แตกต่างได้ในที่เดียว   LazMall รวมแบรนด์คุณภาพเจาะแรงซื้อ   ทั้งนี้ ลาซาด้า เตรียมสร้างสรรค์แคมเปญใหญ่รับกลางปี แคมเปญดับเบิลเดย์ 6.6 ในปี 2569  โดยนำสินค้าแบรนด์ดัง พร้อมเต็มคูปองส่วนลดและโปรโมชันต่างๆ ให้นักช้อปร่วมกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน (2 ทุ่ม) – 8 มิถุนายน 2569 นี้ โดยมีไฮไลต์เด็ด อาทิ คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท* LazFlash ลดสูงสุดถึง 90%* และดีลส่วนลดพิเศษจากแบรนด์ดัง ลดแรง 6 ชั่วโมงแรก (เริ่ม 2 ทุ่ม – ตี 2)   พร้อมตอกย้ำบทบาทเดสทิเนชันสินค้าแบรนด์แท้ชั้นนำ จากแบรนด์ทั้งไทยและระดับโลก ร่วมเปิดตัวร้านค้าอย่างเป็นทางการบน LazMall นำโดยแบรนด์บิวตี้ระดับพรีเมียม พร้อมเสริมแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้า อาทิ   Kanebo Drunk Elephant Estée Lauder IPSA LA MER NARS Helena Rubinstein (เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้)   ขณะที่หมวดแฟชั่น รวบรวมสินค้าและคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์ยอดนิยม ทั้งแบรนด์แฟชั่นไทย GENTLEWOMAN และคอลเลกชันพิเศษจาก O&B ที่คอลแลบอเรชั่น กับคาแรกเตอร์น่ารักอย่าง Hello Kitty   นอกจากนี้ ยังมีคอลเลกชันพิเศษ เอาใจคอบอลต้อนรับศึกฟุตบอล FIFA World Cup 2026 จากหลากหลายแบรนด์ทุกหมวดหมู่ อาทิ Asics, LEGO, POP MART และอื่นๆ   ช้อปออนไลน์แถมบันเทิง   พร้อมกันนี้ ลาซาด้า ยังยกระดับ ‘Lazada Membership’ ให้ความคุ้มค่าครอบคลุมไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ โดยอัปเกรดสิทธิพิเศษด้านบิวตี้ (Beauty) และ เวลเนส (Wellness) สำหรับสมาชิก Lazada Membership*   โดยสมาชิกสามารถเลือกรับสิทธิพิเศษจาก Aura Bangkok Clinic อาทิ คูปองส่วนลดมูลค่าสูงสุด 1,000 บาท หรือบริการความงามยอดนิยม เช่น โบท็อกซ์ (Botox) และ พรีเมียม สกิน ทรีตเมนต์ (Premium Skin Treatment) พร้อมสิทธิทดลองใช้คลาสพาส (ClassPass) ฟรี นาน 1 เดือน   นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรชั้นนำ GrabUnlimited และ LINEMAN VIP ฟรี 6 เดือน  และส่วนลดประกันภัยรถยนต์จาก Chubb สูงสุด 18% เพื่อมอบความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิต   เก็บแต้ม LazGames และ LazCoins   ขณะทื่ ‘Gamification’ ถือเป็นอีกสีสันแคมเปญ 6.6 โดยลาซาด้าชวนร่วมสนุกกับเกม 6.6 Prize Grab เปิดกล่องสมบัติสะสมคะแนน เพื่อลุ้นรับทองคำแท่ง คูปองส่วนลด และรางวัลพิเศษต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเกม 6.6 Coins Soccer Rush ชวนนักช้อปเล่นเกมสะสมเหรียญ พร้อมแข่งเป็นทีมชนะรับเหรียญเพิ่มสูงสุด 666 เหรียญ ใช้เป็นส่วนลดสูงสุด 70%* ตลอดช่วงแคมเปญ   ขยายดีลสู่โลกออฟไลน์ ลาซาด้า 6.6   ขณะเดียวกัน ลาซาด้า ยังเดินหน้าเชื่อมต่อนักช้อปผ่านกิจกรรมออฟไลน์อย่างสร้างสรรค์ ในวันที่5 มิถุนายน ณ อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้นักช้อปได้ร่วมลุ้นและรับดีลพิเศษจากลาซาด้า แบบเรียลไทม์ พร้อมพบกับศิลปินนักแสดง ‘สกาย วงศ์รวี’ และ ‘แอลม่อน-โปรเกรส’ มาร่วมสนุกกับการตกดีลออนไลน์ พร้อมสร้างสีสันและความบันเทิงตลอดงาน  

June 2, 2026 / 0 Comments
read more

Gen Z หันลงทุนทองพุ่ง YLG ทำไซซ์เล็ก 10 เท่าตอบโจทย์วัยรุ่น

EcoVative

YLG ดึงอินไซต์ Gen Z หันลงทุนทองมากกว่ารุ่นเก่า เปิดตัว Mini Gold Online Futures ย่อขนาดสัญญาเหลือ 1 ทรอยออนซ์ เริ่มต้นง่ายขึ้น 10 เท่า พร้อมโปรลูกค้าใหม่รับออมทองสูงสุด 600 บาท   Gen Z ลงทุนทองมากกว่าที่คิด งานวิจัยจาก Bank of America ชี้ว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเหล่าGen Z และ มิลเลนเนียล มองทองคำเป็นสินทรัพย์หลัก เหตุผลคือความมั่นคงและจับต้องได้ โดยเฉพาะหลังผ่านวิกฤตโควิดและค่าครองชีพพุ่ง สัญญาเล็กลง 10 เท่า ทลายกำแพงเงินทุน YLG เปิดบริการ Mini Gold Online Futures  ใหม่มีขนาด 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททอง จากเดิม 10 ทรอยออนซ์ ทำให้วางเงินหลักประกันน้อยลง และจัด Asset Allocation ได้ละเอียดขึ้น เริ่มออมทองได้แค่ 100 บาท แอป YLG Get Gold เปิดให้ลงทุนขั้นต่ำ 100 บาท ไม่ต้องเดินทางหน้าร้าน พร้อมโปรลูกค้าใหม่รับออมทองสูงสุด 600 บาท ถึง 30 มิถุนายน 2569     ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยงานวิจัยจากหลายสถาบันชั้นนำ เช่น Bank of America  ชี้ว่าคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และ มิลเลนเนียล (Millennials) หันมาลงทุนในทองคำในอัตราที่สูงกว่าคนรุ่นเก่า (Gen X และ Baby Boomers) โดยเกือบครึ่งหนึ่งของ Gen Z และ Millennials มองว่าความมั่นคง และการจับต้องได้เป็นเหตุผลหลักในการซื้อทองคำ นอกจากนี้ยังระบุว่าเหตุผลสำคัญของการถือทองคำ คือ   เพื่อป้องกันความเสี่ยงและอัตราเงินเฟ้อ หลังผ่านวิกฤตปี 2008 จนถึงโควิด-19 ค่าครองชีพที่สูงในปัจจุบัน   ขณะที่ ความนิยมในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยกระตุ้นแรงซื้อทองคำในทางอ้อม เนื่องจากทองคำที่เป็น ‘สินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets)’ จะช่วยปรับสมดุลให้กับความเสี่ยงของพอร์ต ความนิ่งและความน่าเชื่อถือในยามวิกฤต (Absolute Safe Haven) ทองคำจึงยังมีหลายคุณสมบัติที่เด่นชัดกว่า   โดยในยุคดิจิทัล ยังได้เกิดโอกาสของนักลงทุนรายย่อยที่ชัดเจน คือการเกิด ‘Fractional Ownership’ ทำให้ทองคำเข้าถึงง่ายมาก เช่นการออมทองที่เริ่มต้นได้ด้วยเงินเพียงไม่กี่บาทผ่านแอปพลิเคชัน  เช่น YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท  ทำให้ การเริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อยลงส่งผลให้เกิดสภาพคล่องสูงขึ้น สามารถซื้อขายได้ทันทีเมื่อต้องการ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางมาหน้าร้านทอง     ฐิภา เสริมถึงแนวโน้มดังกล่าว ล่าสุด YLG ร่วมกับ TFEX ให้บริการ Mini Gold Online Futures สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่   ทั้งในแง่ของการเก็งกำไร และการป้องกันความเสี่ยง โดยย่อขนาดสัญญาให้เล็กลงกว่าเดิมถึง 10 เท่า จึงทลายข้อจำกัดด้านเงินทุน และยังสามารถกำหนดสัดส่วน Asset Allocation ละเอียดขึ้นอีกด้วย   จากเดิมที่สัญญามีขนาดเทียบเท่าทองคำแท่งน้ำหนักประมาณ 10 ทรอยออนซ์ สัญญาใหม่นี้จะมีขนาดเพียง 1 ทรอยออนซ์ หรือประมาณ 2 บาททองคำ ซึ่งการย่อขนาดสัญญาลงมาเหลือ 1 ใน 10 ของสัญญาเดิม จะช่วยให้การวางเงินหลักประกันลดลงมาอยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ลงทุนสามารถเพิ่มโอกาสทำกำไรหรือใช้ทองคำเสริมพอร์ตการลงทุนได้สะดวกและตอบโจทย์มากขึ้น   พร้อมกันนี้ YLG  ยังจัดโปรโมชัน Mini Gold Online Futures รับออมทองสูงสุด 600 บาท สำหรับลูกค้าใหม่ YLG Futures ที่เปิดบัญชี TFEX  โดยโปรโมชันนี้มอบสิทธิประโยชน์ 2 ต่อ ได้แก่   ต่อที่ 1 สำหรับลูกค้าใหม่ที่เปิดบัญชี TFEX กับ YLG Futures รับออมทองมูลค่า 100 บาทผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ที่เริ่มลงทุนใน Mini Gold Online Futures รับออมทองเพิ่มอีก 500 บาทผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold รวมมูลค่าสิทธิ์สูงสุด 600 บาท   โปรโมชันนี้มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน 2569 เฉพาะลูกค้าใหม่เท่านั้น    

June 2, 2026 / 0 Comments
read more

‘เพ็ญภาค’ ขยายพอร์ตฯเครื่องดื่ม ทำ ‘เหล้าบ๊วย’ เจาะรุ่นใหม่ชอบลอง

BizKet

‘เพ็ญภาค’ ปรับทิศธุรกิจมุ่งอุตฯเครื่องดื่มครบวงจร ขยายพอร์ตฯ คลุมอาหารเสริม เข้าตลาดแอลกอฮอล์ แตกแบรนด์ ‘Penpark Spirit’ รับสายดริงค์เจนฯ ใหม่ ชอบลอง เปลี่ยนไว ไอเท็มพาโต 40% ปี 2569   จากยาสตรีสู่เครื่องดื่มครบพอร์ต เพ็ญภาค ยาแผนโบราณ ขยายธุรกิจเต็มรูปแบบสู่เครื่องดื่ม RTD ทั้งกลุ่มไม่มีและมีแอลกอฮอล์ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนขึ้น บุกสองทาง — แบรนด์ตัวเองและ OEM  เพ็ญภาค เปิดตัวแบรนด์ Penpark Spirit เจาะตลาดแอลกอฮอล์ พร้อมขยายธุรกิจ OEM เต็มตัว โดยใช้มาตรฐานการผลิตระดับเดียวกับยา พร้อม MOU กับ FATU MEDIA เป็นพาร์ตเนอร์รายแรก ตั้งเป้าโต 40% ในกลุ่มแอลกอฮอล์ ปี 2569 วางเป้าเติบโต 20% ในกลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ และสูงถึง 40% ในกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยไตรมาส 1 ปิดด้วยการเติบโต 20% แล้ว พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนส่งออกอีก 5%     ‘ไปรยา ไทยชาติ’ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด ขยายทิศทางการเปลี่ยนผ่าน ‘เพ็ญภาค’ ในปี 2569 สู่บทบาทผู้ผลิตเครื่องดื่มพร้อมดื่ม (RTD) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเต็มตัว เพื่อให้ครอบคลุมพอร์ตโฟลิโอ อาทิ   กลุ่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol) กลุ่มแอลกอฮอล์ (Alcohol) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เต็มรูปแบบ   “แนวทางดังกล่าว เพื่อให้เพ็ญภาคมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกกลุ่มและตอบโจทย์ทุกความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบัน มีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้น การทำตลาดเครื่องดื่ม RTD ต้องเร่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์และสร้างอารมณ์ร่วมกับผู้บริโภคได้”   ซึ่งท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพ็ญภาคเชื่อมั่นว่าจุดแข็งด้านการผลิต นวัตกรรมสินค้า และการเปิดรับพันธมิตรทั้งด้านจัดจำหน่ายและ OEM จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน” นางไปรยา กล่าวทิ้งท้าย   พร้อมเสริมว่า ในปีนี้ เพ็ญภาค ยังมีอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญจากการต่อยอดความสำเร็จของแบรนด์ และองค์กร โดยนำจุดแข็งด้าน นวัตกรรมการผลิต บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วอัดก๊าซซ่าที่รักษารสชาติและความซ่าได้ยาวนานกว่ารูปแบบอื่น และมาตรฐานการผลิตระดับสูงเทียบเท่ากับการผลิตยา เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพและความงามเพื่ออายุที่ยืนยาว (Longevity โดยขยายธุรกิจเชิงรุกรับจ้างผลิต ‘OEM’ (Original Equipment Manufacturer) เครื่องดื่มให้แบรนด์ต่างๆ อย่างเต็มตัว   ล่าสุด เพ็ญภาค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญกับ บริษัท ฝาตู้ มีเดีย จำกัด (FATU MEDIA) ในการผลิตเครื่องดื่ม OEM แบรนด์ใหม่อย่างเป็นทางการ โดยเพ็ญภาคจะร่วมคิดค้นสูตร ควบคุมมาตรฐานการผลิตระดับสากล และให้คำปรึกษาด้านการจัดจำหน่ายอย่างครบวงจร   ไปรยา  กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทวางแนวทางการทำตลาด ครอบคลุม 360 องศา พร้อมใช้ 3 กลยุทธ์หลัก คือ   การต่อยอดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย (Functional Drink) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในด้านการดูแลสุขภาพเชิงลึก การเพิ่มความหลากหลายของสินค้าด้วยวัตถุดิบและกลิ่นอายของผลไม้ในเอเชีย (Asian Fruits & Flavor) เพื่อสร้างความโดดเด่นและเป็นจุดขายที่แตกต่าง การนำระบบ AI มาเจาะลึกพฤติกรรมร้านค้าและลูกค้า เพื่อพัฒนาโปรโมชั่นและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น   ไปรยา กล่าวต่อว่า จากการเข้าร่วมแสดงงานพร้อมออกบูธในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 7 ในปี 2569 นี้ ‘เพ็ญภาค’ ยังได้นำไลน์สินค้า ต่าง ๆ เพื่อรองรับตลาดเครื่องดื่มสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย พร้อมหาคู่ค้าและตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ทั้งในและต่างประเทศ  โดยตั้งเป้าขยายสัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้น 5% จากปัจจุบันที่ส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และกัมพูชา โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ (Line Up) 4 กลุ่มหลัก คือ   กลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (Non-Alcohol Functional Drink) ชูนวัตกรรมใหม่ ‘เพ็ญภาค ซีซ่า’ (Penpark CZa) เครื่องดื่มวิตามินอัดก๊าซซ่า น้ำตาล 0% 2 รสชาติ คือ แอลกลูต้า ทับทิม-มะเขือเทศ รวมแอสตาแซนทีน และกลูต้าไธโอนในขวดเดียว ไฟเบอร์ มะขามป้อม เครื่องดื่มดูแลรูปร่างและระบบขับถ่าย (มีวิตามินซีสูงกว่าส้มและมะนาว 20 เท่า) เครื่องดื่มสมุนไพรพญานาค และพญานาค พร้อมท์   กลุ่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (Alcohol) เจาะกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และชาวต่างชาติ ภายใต้พอร์ตโฟลิโอใหม่ คือ Penpark Spirit เครื่องดื่ม RTD (มีแอลกอฮอล์ 4-7%) จำนวน 4 SKUs ได้แก่ แอลเนอจี้ (L-Nergy) แอลเนอจี้ ไลท์ (L-Nergy Lite) เหล้าบ๊วย ริวอุเมะ (Ryuume) มิตรสาโท (Mitr Satho)   กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กับ ‘เพ็ญภาคสตรีเยลลี่’ เยลลี่สมุนไพรรายแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อผู้หญิงโดยเฉพาะ ช่วยบำรุงมดลูก บำรุงเลือด และลดอาการปวดประจำเดือน   กลุ่มยาแผนโบราณ ได้แก่ ยาสตรีเพ็ญภาค ยาบำรุงร่างกายพญานาค จากแผนธุรกิจดังกล่าว ในปี 2569 บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ 20% และกลุ่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์สูงถึง 40% โดยปิดไตรมาส 1 ปี 2569 ด้วยการเติบโต 20% ในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

June 2, 2026 / 0 Comments
read more

วุ้นเส้นต้นสน เปิดตัว อีทซี่ รสใหม่ พร้อมมาสคอตน้องต้นสน

PRnounce

วุ้นเส้นต้นสน ลอนช์ “ต้นสน อีทซี่” 2 รสชาติใหม่ “ยำทะเล-ต้มยำ” พร้อมเปิดตัวมาสคอต “น้องต้นสน” ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026     บริษัท สิทธินันท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายวุ้นเส้นตราต้นสน และผลิตภัณฑ์อาหาร เปิดตัว “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำ ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ OO25 ฮอลล์ 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี   คุณพรรณา ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สิทธินันท์ จำกัด เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ “ครอบครัวต้นสน” พร้อมยกทัพความอร่อยกับหลากหลายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากต้นสน พร้อมกันนี้ บริษัทยังถือโอกาสเปิดตัว “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำกุ้ง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ต่อเนื่อง และต่อยอดความสำเร็จจาก 2 รสชาติแรก รสซุปไก่ และรสแจ่วฮ้อน ที่เปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อช่วงปลายปี 2568 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค โดยยังคงชูจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร ไขมัน 0% และน้ำตาลน้อย ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ   พร้อมกันนี้ ในงานยังได้เปิดตัวมาสคอต “น้องต้นสน” ซึ่งสื่อถึงวุ้นเส้นต้นสนที่ทำจากถั่วเขียว 100% ด้วยต้องการให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมสื่อถึงพลังบวกและนุ่มนวล เหมือนเพื่อนที่อยู่ข้างๆ ผู้บริโภคเสมอ มากับนิสัยที่สะท้อนถึงแบรนด์ “วุ้นเส้นต้นสน” ได้แก่ ความร่าเริง ขี้เล่น แต่ใส่ใจสุขภาพ รวมถึงมีใจรักธรรมชาติ และเป็นมิตรกับทุกคน   โดยมีสโลแกนประจำตัว คือ “อร่อยดี เริ่มที่ต้นสน”“ต้นสน อีทซี่” แบบคัพ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของครอบครัวต้นสน มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการอาหารที่ทานง่าย สะดวก และยังอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด และยังเป็นการขยายตลาดกลุ่มสินค้าภายใต้ แบรนด์ต้นสน แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ต้นสนให้กว้างขึ้น   ด้านช่องทางจำหน่าย ปัจจุบัน “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ มีจำหน่ายในหลายช่องทาง ได้แก่ โก โฮลเซลล์, วิลล่า มาร์เก็ท, มิตซูโคชิ เดปาจิกะ, แมกซ์มาร์ท, บางบอน ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ และฟู้ดแลนด์   พลาดไม่ได้! พบกับบูธครอบครัวต้นสน และ “ต้นสน อีทซี่” วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปแบบคัพ 2 รสชาติใหม่ รสยำทะเล และรสต้มยำกุ้ง ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ บูธ OO25 ฮอลล์ 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี  

June 1, 2026 / 0 Comments
read more

ราวด์ เฮดส์ เปิดตัวแป้งโมจิใหม่ โชว์นวัตกรรมใน THAIFEX 2026

PRnounce

“ราวด์ เฮดส์” ภายใต้กลุ่มพูลผล ชูไฮไลต์นวัตกรรมสินค้า เปิดตัว “แป้งโมจิ” สูตรใหม่ ร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 อิมแพ็ค เมืองทองธานี 26–30 พ.ค. นี้   บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายแป้งทำขนมสำเร็จรูปภายใต้ “กลุ่มพูลผล” ผู้นำด้านสินค้าเกษตรและอาหารที่มีประสบการณ์กว่า 84 ปี เข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมสินค้าที่โดดเด่นและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ณ บูธ C52 ฮออล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี   ไฮไลต์สำคัญของปีนี้ คือการเปิดตัว ‘แป้งโมจิ’ สูตรพิเศษที่พัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ ผู้ประกอบการขนมและเบเกอรี่โดยเฉพาะ โดยแป้งโมจิสูตรใหม่นี้ รองรับการทำโมจิได้หลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นไดฟูกุ โมจิ ฟิล์ม โมจิในเครื่องดื่ม หรือโมจิครีมชีส ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างสูง พร้อมให้เนื้อสัมผัสที่นุ่มเหนียวในระดับมืออาชีพ มีความโดดเด่นคือ สูตร anti-retrogradation ที่มุ่งแก้ปัญหาแป้งคืนตัวเมื่อเก็บในตู้เย็น ช่วยให้ร้านค้าสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้อง อาศัยทักษะการทำขนมขั้นสูง   นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว “ผงสังขยาสำเร็จรูป” ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมือง โดยเฉพาะ เพียงเติมน้ำร้อนก็สามารถทำสังขยารสชาติแบบต้นตำรับได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมวัตถุดิบหลาย ชนิดหรือใช้เวลานาน ประกอบด้วย 3 รสชาติที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ได้แก่ สังขยาใบเตย หอมกลิ่นใบเตยแท้รส ชาติหวานละมุน, สังขยาชาไทย รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม และสังขยามันม่วง รสหวานนุ่มเป็นเอกลักษณ์ เหมาะทั้งการบริโภคในครัวเรือน และร้านค้า ผู้ประกอบการ สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมในเมนูขนมหวาน ต่าง ๆ   บริษัท ราวด์ เฮดส์ จำกัด มุ่งเน้นการสร้างสรรค์แป้งผสมสำเร็จรูปที่ง่ายต่อการใช้งาน ผลิตจาก กระบวนการผลิตที่ทันสมัย สะอาด และได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล สินค้าในพอร์ตโฟลิโอครอบคลุม ทั้งแป้งไดฟูกุ แป้งวาราบิโมจิ แป้งโมจิ แป้งนวล ชุดทำไดฟูกุสำเร็จรูป และผงสังขยาหลากหลายรสชาติ ได้แก่ สังขยาใบเตย สังขยาชาไทย และสังขยามันม่วง   พันธกิจหลักของบริษัทคือการช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่รายเล็กไปจนถึงผู้ประกอบการ SME สามารถผลิตขนมคุณภาพสม่ำเสมอด้วยสูตรที่ควบคุมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญด้านการทำ ขนมโดยตรง นอกจากนี้ บริษัทยังรับผลิต OEM สำหรับผู้ประกอบการทั่วไป และจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทาง ออนไลน์และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line OA : @koonpremix หรือ www.koonpremix.com  

June 1, 2026 / 0 Comments
read more

ONYX รุกเอเชียแปซิฟิก ขยายพอร์ตคุณภาพ สร้างการเติบโตยั่งยืนระยะยาว

PRnounce

ONYX Hospitality Group เดินหน้ารุกตลาดเอเชีย-แปซิฟิก วางหมากขยายพอร์ตอย่างมีชั้นเชิง มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน   บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้นำด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตอกย้ำทิศทางการดำเนินธุรกิจในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการกำลังเปลี่ยนผ่าน โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ “คุณภาพของการเติบโต” มากกว่าการขยายขนาดของพอร์ตสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว   สำหรับกลุ่มออนิกซ์ฯ การเติบโตไม่ได้หมายถึงการเปิดโรงแรมเพิ่มขึ้นในหลากหลายจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกต่อระบบนิเวศการเดินทางในภาพรวม ตั้งแต่โครงสร้างดีมานด์ พฤติกรรมนักเดินทาง การพัฒนาเมือง ไปจนถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือรับบริหารโครงการใหม่   ด้วยประสบการณ์กว่า 60 ปีในอุตสาหกรรมการบริการ กลุ่มออนิกซ์ฯ จึงวางบทบาทของตนเองในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ร่วมประเมินโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมกับนักลงทุน โดยมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน มากกว่าการขยายธุรกิจเชิงปริมาณในระยะสั้น   นายคาชเฉียบ โวรา (Kashyap Vora) รองประธานกรรมการอาวุโสฝ่ายการลงทุนและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมว่า “ธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และต้องอาศัยความรอบคอบ วินัยเชิงกลยุทธ์ และความเข้าใจตลาดในระดับที่ลึกยิ่งขึ้น การตัดสินใจลงทุนในปัจจุบันไม่สามารถพิจารณาจากตัวเลขการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวหรืออัตราการเข้าพักในระยะสั้นได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องมองภาพรวมของระบบนิเวศการเดินทางอย่างครบถ้วน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเติบโตของภาคธุรกิจ แนวโน้มการบริโภค ตลอดจนแนวโน้มการเดินทางระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง”   “ปัจจุบัน การขยายพอร์ตโฟลิโอไม่ได้วัดจากจำนวนโรงแรมภายในเครืออีกต่อไป แต่คือการจัดวางพอร์ตเชิงกลยุทธ์ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถสนับสนุนผลประกอบการ และสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาวให้แก่ทุกภาคส่วน แต่ละโครงการจำเป็นต้องมีบทบาทที่ชัดเจนภายในพอร์ตโฟลิโอ ไม่ว่าจะในด้านการกระจายความเสี่ยง การเพิ่มศักยภาพผลตอบแทน การสร้างมูลค่าเชิงกลยุทธ์ หรือความสามารถในการต่อยอดธุรกิจในระยะยาว ดังนั้น การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยการคัดเลือกการลงทุนอย่างมีวินัย ความเข้าใจตลาดเชิงลึก และความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวขององค์กร” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระยะยาวของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ ผ่านแนวทางการทำงานที่ออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละโครงการโดยเฉพาะ (Tailored Approach) ซึ่งรวมถึงการพิจารณาโครงสร้างการลงทุน รูปแบบความร่วมมือ และการวางตำแหน่งแบรนด์ เพื่อให้มั่นใจว่าจะตอบโจทย์เชิงกลยุทธ์ สร้างผลกำไรที่ยั่งยืน และก่อให้เกิดมูลค่าในระยะยาว”   “เราให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรและเจ้าของโครงการที่มีวิสัยทัศน์ คุณค่า และความมุ่งมั่นด้านคุณภาพในทิศทางเดียวกัน เพราะการพัฒนาโรงแรมเป็นการลงทุนระยะยาว ความสอดคล้องด้านมาตรฐานคุณภาพ การบริหารความเสี่ยง และเป้าหมายการเติบโต ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลประกอบการที่ยั่งยืน สร้างคุณค่าในระยะยาว และนำไปสู่ความสำเร็จร่วมกันของทุกภาคส่วน”   จากองค์ความรู้ด้านตลาดและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่สั่งสมมายาวนานกว่า 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวทางการบริหารพอร์ตโฟลิโอที่ให้ความสำคัญกับความสอดคล้องระหว่างจุดหมายปลายทาง แบรนด์ และพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้กรอบดังกล่าว ปัจจุบันกลุ่มออนิกซ์ฯ มีโรงแรมและที่พักภายใต้พอร์ตโฟลิโอรวม 49 แห่ง ใน 7 จุดหมายปลายทางเชิงกลยุทธ์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยภายในปี 2573 กลุ่มบริษัทตั้งเป้าหมายในการขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีจำนวนทรัพย์สินรวมมากกว่า 75 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการเติบโตดังกล่าวจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของการคัดเลือกโครงการอย่างรอบคอบ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกัน เพื่อให้แต่ละการลงทุนสร้างคุณค่าได้จริงทั้งในเชิงกลยุทธ์และเชิงผลตอบแทน   ในปี 2569 วาระที่องค์กรก้าวสู่หมุดหมายสำคัญครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้แนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและธรรมาภิบาลที่รอบคอบ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เจ้าของโครงการ และพันธมิตรทางธุรกิจในทุกตลาดที่ดำเนินงาน พร้อมวางรากฐานสู่การเติบโตระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทศวรรษต่อไป   ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เยี่ยมชมได้ที่: www.onyx-hospitality.com  

June 1, 2026 / 0 Comments
read more

สยามพารากอน เปิดแคมเปญ RUN MORE GET MORE วิ่งแลกรางวัล

PRnounce

สยามพารากอน จุดพลังคนรักสุขภาพ เปิดแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้! แลกรับสิทธิประโยชน์และรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ตลอดเดือนมิถุนายนนี้     สยามพารากอน โกลบอลเดสติเนชั่นระดับโลกและจุดหมายปลายทางที่ครองใจทั้งลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ตอกย้ำการเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย เปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด “RUN MORE GET MORE” ยิ่งวิ่ง ยิ่งได้! แลกรับของรางวัลโดนใจทุก Lifestyle ชวนคนรักสุขภาพและสายแอคทีฟออกมาสนุกกับการวิ่ง พร้อมเปลี่ยนทุกกิโลเมตรให้กลายเป็นสิทธิประโยชน์และรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำระหว่างวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569   เพื่อตอบรับกระแส Health & Wellness Lifestyle ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงโลกของสุขภาพเข้ากับประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบพรีเมียม ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถสะสมระยะวิ่งผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพและฟิตเนสที่กำหนด อาทิ Apple Health, Garmin Connect, Strava, Nike Run Club, Samsung Health และแอปพลิเคชันชั้นนำอื่น ๆ เพื่อนำมาแลกรับสิทธิพิเศษและของรางวัลจากร้านค้าที่ร่วมรายการได้อย่างง่ายดาย โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ไฮไลต์สำคัญ เริ่มจากเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมสะสมระยะวิ่งภายในวัน และแลกรับของรางวัลตามระยะที่กำหนด โดยระยะวิ่ง 2 – 5 กิโลเมตร สามารถแลกรับคูปองซื้อ 1 ฟรี 1 หรือส่วนลดจากร้านค้าชั้นนำกว่า 1,400 รางวัล ขณะที่ผู้พิชิตระยะวิ่ง 5 กิโลเมตรขึ้นไป สามารถรับสิทธิ์คูปองใช้บริการฟรีจากแบรนด์สุขภาพ ความงาม ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ รวมกว่า 400 รางวัลตลอดรายการ อาทิ ร้านอาหาร คาเฟ่ คลินิกความงาม สปอร์ตรีเทล และโรงภาพยนตร์   อีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษคือกิจกรรมแข่งขันสะสมระยะวิ่งสูงสุด เพื่อเฟ้นหา 19 นักวิ่งตัวจริง ที่ทำสถิติได้สูงที่สุด รับ 10,000 ONESIAM Coins พร้อมของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท จากพันธมิตรชั้นนำ ทั้งสมาชิกฟิตเนสระดับพรีเมียมจาก Fitness First โปรแกรมความงามและดูแลสุขภาพจาก Dii Aesthetic และ The Klinique รวมถึงรางวัลเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย โดยผู้ร่วมกิจกรรมจะต้องสะสมระยะวิ่งขั้นต่ำตั้งแต่ 21 กิโลเมตรขึ้นไป และมีการบันทึกผลอย่างน้อย 4 ครั้งภายในระยะเวลากิจกรรม   นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังสามารถนำระยะวิ่งที่สะสมจากแอปพลิเคชันสุขภาพและฟิตเนสชั้นนำมาแสดง ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ เพื่อรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ทั้งคูปองส่วนลด ของสมนาคุณ และบริการพิเศษจากหลากหลายแบรนด์ดัง อาทิ PASAYA, Apex Hospital & Clinic, Distar Fresh และร้านค้าไลฟ์สไตล์ชั้นนำอีกมากมาย   ร่วมเปลี่ยนทุกก้าวการวิ่งให้กลายเป็นรางวัลแห่งความสุขกับแคมเปญ “RUN MORE GET MORE” ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2569 ณ สยามพารากอน พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โซเชียลมีเดีย SIAM PARAGON และ ONESIAM SuperApp #SiamParagon #Extraordinary #RunMoreGetMore

June 1, 2026 / 0 Comments
read more

‘บิ๊กซี’ เดิมพัน 8,000 ล.บาท จัดพอร์ต 1,735 สาขาทั่วไทย แข่งค้าปลีกไลฟ์สไตล์

BizKet

บิ๊กซี ลงทุน8,000ล้านบาท เปิด 200 สาขาใหม่ปรับโฉมใหม่ 18 สาขา แผนไปต่อในเกมค้าปลีกอนาคตมุ่งสู่พื้นที่ค้าปลีกไลฟ์สไตล์ชุมชน      ลงทุน 8,000 ล้านบาท เดินหน้าขยายธุรกิจ บิ๊กซีเตรียมเปิดสาขาใหม่กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ พร้อมลงทุนในพื้นที่ศักยภาพสูงเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว ปรับพอร์ตสาขาตามศักยภาพทำเล เปลี่ยนจากการแข่งจำนวนสาขา สู่การคัดเลือกโลเคชันคุณภาพ เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ได้แม่นยำขึ้น เปลี่ยนห้างสู่ไลฟ์สไตล์ Community Destination รีโนเวตสาขาใหญ่ 18 แห่ง ภายใต้แนวคิด Better Store เพิ่มร้านอาหาร กิจกรรม และพื้นที่ไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์มากกว่าการจับจ่าย   ‘บิ๊กซี’ ประกาศขยับใหญ่ลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาทในปี 2569 เปิดสาขาใหม่มากกว่า 200 แห่ง พร้อมปรับปรุงสาขาเดิมครั้งใหญ่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ ‘บิ๊กซี’โมเดลค้าปลีกยุคใหม่   สำหรับมูลค่าการลงทุน 8,000 ล้านบาทในรอบนี้ อาจไม่ได้สะท้อนแค่ความมั่นใจการลงทุนของบิ๊กซี…แต่อาจหมายถึงการเดิมพันกับโครงสร้างค้าปลีกระยะยาวของ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้มือบริหาร ‘อัศวิน เตชะเจริญวิกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่   สำหรับการลงทุนครั้งนี้ บิ๊กซี ยังต้องการส่งสัญญาณว่าเชื่อมั่นในศักยภาพเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังเปราะบางในเวลานี้ก็ตาม พร้อมวัดใจการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต ที่จะเป็นโอกาสการเติบโตธุรกิจด้วย จากในช่วงก่อนหน้า บิ๊กซี มีการปรับรูปแบบการดำเนินงานของบางสาขา ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการลดขนาดธุรกิจ แต่ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเป็นการจัดสรรทรัพยากรใหม่ จากการนำเงินลงทุนในพื้นที่สาขาที่เติบโตจำกัด ไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพสูงกว่า   อัศวิน  กล่าวว่า กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องจำนวนสาขา แต่ให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพของโลเคชัน’ และ “ความสามารถในการตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่…แนวคิดนี้สะท้อนว่าในอนาคต บิ๊กซีจะไม่ได้ใช้โมเดลเดียวกับทุกพื้นที่อีกต่อไป​ โดยสาขาขนาดใหญ่ จะถูกวางในพื้นที่ที่รองรับการเป็นศูนย์กลางชุมชนและไลฟ์สไตล์ ขณะที่สาขาขนาดเล็กจะทำหน้าที่เข้าถึงลูกค้าใกล้บ้านและตอบโจทย์ความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น   จากแนวทางดังกล่าว สะท้อนทิศทางบิ๊กซี กำลังเปลี่ยนจากการบริหารเครือข่ายค้าปลีกแบบค้าปลีกตลาดทั่วไป (Mass Retail) ไปสู่การบริหารเครือข่ายแบบเฉพาะเจาะจงชุมชน (Localized Retail) ที่ให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละพื้นที่   สู่ฟอร์แมต คอมมูนิตี้ เดสติเนชั่น   อัศวิน บอกถึงอีกหนึ่งแกนสำคัญของยุทธศาสตร์ครั้งนี้ คือแนวคิด ‘Better Store’ โดย บิ๊กซีเตรียมรีโนเวตสาขาขนาดใหญ่เพิ่มเติมอีก 18 แห่ง โดยต้องการเปลี่ยนบทบาทของสาขาให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คน   ด้วยภายในสาขาจะเพิ่มองค์ประกอบด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น อาทิ   ร้านอาหาร ร้านค้าเฉพาะทาง พื้นที่กิจกรรม รูปแบบ Tenant Mix ใหม่ ๆ   ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มเวลาการใช้บริการของลูกค้า และสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ซึ่งแนวทางเหล่านี้ เป็นแนวโน้มเดียวกับค้าปลีกระดับโลกที่กำลังเปลี่ยนห้างจาก ‘สถานที่ซื้อสินค้า’ ให้กลายเป็น ‘สถานที่ใช้ชีวิต’   สอดคล้องกับ บิ๊กซีเชื่อว่าการเติบโตไม่ได้อยู่ที่การกระจายสาขาให้มากที่สุดอีกต่อไป แต่จากนี้ไป คือการเข้าไปอยู่ในทำเลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนแต่ละพื้นที่ได้มากที่สุด ทำให้การลงทุน บิ๊กซี ในรอบนี้ ครอบคลุม เมืองหลัก เมืองรอง และชุมชนศักยภาพใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าในจุดที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง   โดยหลังจากการลงทุนและปรับพอร์ตสาขาแล้วเสร็จ บิ๊กซีจะมีโครงสร้างธุรกิจที่ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมีทั้งสาขาขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ ดังนี้   Lifestyle & Community Destination สาขาขนาดเล็กที่เข้าถึงผู้บริโภคในระดับชุมชน   ผลลัพธ์ที่ได้ ยังทำให้ ‘บิ๊กซี’ เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจค้าปลีกที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันในแต่ละทำเลได้แม่นยำขึ้น จากการจัดพอร์ตธุรกิจค้าปลีกใหม่ทั้งระบบ   โดยเปลี่ยนจากผู้เล่นไฮเปอร์มาร์เก็ตแบบดั้งเดิม สู่เครือข่ายค้าปลีกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทำเล และประสบการณ์ผู้บริโภคระยะยาว ตามเทรนด์อนาคตในที่สุด ปัจจุบัน บิ๊กซี มีสาขาขนาดใหญ่ในประเทศไทย  กัมพูชา และลาว รวม 208 สาขา แบ่งเป็น ไฮเปอร์มาร์เก็ต 154 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 54 สาขา บิ๊กซีมินิอีก 1,527 สาขา เขตบริหารพิเศษฮ่องกง 19 สาขา   ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุผลประกอบการ ผลประกอบการบิ๊กซี (ภายใต้การดำเนินงานของบริษัทแม่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC) รอบปี 2568   รายได้รวม 163,601 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,011 ล้านบาท    

June 1, 2026 / 0 Comments
read more

Disrupt Health Impact Fund ลงทุน Osteoboost อุปกรณ์ชะลอกระดูกบาง รับสังคมสูงวัยไทย

EcoVative

Disrupt Health Impact Fund จับเทรนด์ Women’s Health ลงทุนใน ‘Osteoboost’ จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก   สตาร์ทอัพ Women’s Health Tech รายแรกของโลก Osteoboost พัฒนาอุปกรณ์ wearable สำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกบางที่ได้รับการรับรองจาก FDA เทคโนโลยีช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูก Precision Vibration Therapy ช่วยชะลอการลดมวลกระดูกบริเวณสันหลังและสะโพก ผลวิจัยพบลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกได้ถึง 85% เตรียมขยายสู่ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Disrupt Health Impact Fund ร่วมผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดภูมิภาค รองรับความต้องการด้านสุขภาพของประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทิง พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund กองทุน 500 TukTuks Fund และ ORZON Ventures เปิดเผยว่า ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) และภาวะกระดูกบาง (Osteopenia) กำลังกลายเป็นวิกฤตด้านสุขภาพระดับโลกที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด   ข้อมูลจากองค์การโรคกระดูกพรุนสากล (International Osteoporosis Foundation – IOF) ระบุว่า ปัจจุบันผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปทั่วโลกมีอัตราการเป็นโรคกระดูกพรุนสูงถึง 21.2% หรือคิดเป็นจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลกประมาณ 500 ล้านคน เมื่อรวมทั้งหญิงและชาย   ขณะที่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้สูญเสียมวลกระดูกได้สูงถึง 20% ภายใน 5 – 7 ปี ช่วงก่อนและหลังหมดประจำเดือน   กระทิง กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่น่ากังวลคือ 75% ของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเป็นผู้หญิง 20 – 24% อัตราการเสียชีวิตภายในปีแรกหลังจากกระดูกสะโพกหักสูง 40%  สัดส่วนกลุ่มผู้รอดชีวิต ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง 60% ต้องการความช่วยเหลือในการใช้ชีวิตประจำวัน   ที่สำคัญ IOF คาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จำนวนผู้หญิงที่กระดูกสะโพกหักทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 240% เมื่อเทียบกับปี 2533 ตามแนวโน้มของสังคมสูงวัย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรม HealthTech โดยเฉพาะกลุ่ม Women’s Health และ Healthspan ที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นทั่วโลก   ขณะที่ การลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกองทุน Disrupt Health Impact Fund ที่มุ่งเฟ้นหานวัตกรรม DeepTech ระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออกที่มีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยเฉพาะกับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย     แรงบันดาลใจจาก NASA   ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund กล่าวว่า ปัจจุบันทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะกระดูกบางยังจำกัดเพียงการรับประทานวิตามินดี แคลเซียม และการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก ขณะที่ยารักษาส่วนใหญ่ถูกกำหนดให้ใช้กับผู้ป่วยกระดูกพรุนและกลุ่มเสี่ยงสูงเท่านั้น ทำให้ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อยู่ในช่วงรอยต่อของภาวะกระดูกบางขาดทางเลือกในการดูแลและป้องกัน ก่อนที่จะลุกลามไปสู่กระดูกพรุนและความเสี่ยงในการเกิดกระดูกหัก Osteoboost จึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ช่องว่างของการรักษานี้โดยตรง   สำหรับ การลงทุนใน Osteoboost ครั้งนี้สะท้อนทิศทางของกองทุน Disrupt Health Impact Fund ในการเฟ้นหานวัตกรรมระดับโลกที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจน และตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพที่ยังไม่มีทางออก   จุดแข็งของ Osteoboost คือการเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ตัวเดียวที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDA รับรอง เครื่องมือดังกล่าวทำงานผ่านการบำบัดด้วยคลื่นสั่นสะเทือนแบบแม่นยำ (Precision Vibration Therapy) ที่บริเวณสะโพกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้แรงบันดาลใจจากงานวิจัยของ NASA ที่ใช้คลื่นการสั่นสะเทือนช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกของนักบินอวกาศในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้แน่ใจว่ามีการส่งคลื่นการสั่นสะเทือนในระดับที่เหมาะสมต่อการรักษาในทุกการใช้งาน   นอกจากนี้ Osteoboost ยังใช้งานง่าย เพียงสวมใส่อุปกรณ์อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30 นาที โดยไม่จำเป็นต้องหยุดทำกิจกรรมประจำวัน ที่สำคัญคือไม่มีผลข้างเคียงอะไรที่ร้ายแรง     เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน   ลอร่า ยีซี (Laura Yecies) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Osteoboost ผู้ประกอบการมากประสบการณ์ (serial entrepreneur) ในวงการเทคโนโลยี กล่าวว่า “ประสิทธิภาพของ Osteoboost ได้รับการพิสูจน์ผ่านการศึกษาวิจัยทางคลินิกแบบ Randomized Double-Blinded Sham-Controlled Trial ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของการวิจัยทางคลินิก   โดยคณะนักวิจัยจาก University of Nebraska Medical Center ในกลุ่มผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน 126 ราย พบว่ากลุ่มที่ใช้งาน Osteoboost อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12 เดือน สามารถลดอัตราการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกบริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 83% ลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูก (Bone Mineral Density – BMD) บริเวณกระดูกสันหลังได้ถึง 85% และลดอัตราการสูญเสียมวลกระดูกบริเวณสะโพกได้ถึง 55% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ Osteoboost โดยไม่พบผลข้างเคียงที่ร้ายแรง อีกทั้งผู้ใช้งานยังให้คะแนนความสะดวกในการใช้งานเฉลี่ย 3.9 จาก 5 คะแนน สะท้อนถึงความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ในชีวิตประจำวัน   “ปัจจุบัน Osteoboost ได้รับการตอบรับอย่างดีในตลาดสหรัฐฯ จำหน่ายตามใบสั่งแพทย์ ทันทีที่เปิดตัว มียอดขายกว่า 2,000 เครื่องในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ทางบริษัทจึงระดมทุนเพื่อเร่งขยายการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด”   สำหรับ ความร่วมมือกับกองทุน Disrupt Health Impact Fund ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสำหรับ Osteoboost ในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย ที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ และมีจำนวนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภารกิจของ Osteoboost คือการสร้างทางเลือกใหม่สำหรับการดูแลสุขภาพกระดูกที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ และไม่ต้องพึ่งยาอย่างเดียว   “ด้วยความเชี่ยวชาญ เครือข่าย และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศสุขภาพไทยของกองทุน Disrupt Health Impact Fund จะช่วยให้นวัตกรรมของเราสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิงไทยและคนในภูมิภาคได้รวดเร็วและในวงกว้างยิ่งขึ้น”   ทั้งนี้ กองทุน Disrupt Health Impact Fund มีเป้าหมายการลงทุนระยะแรกราว 17 – 50 ล้านบาทต่อบริษัท พร้อมวางแผนลงทุนรวม 15 บริษัท ในนวัตกรรม DeepTech ด้าน Healthcare ภายใน 3 – 5 ปี ทั้งในไทยและต่างประเทศ ภายใต้นโยบายลงทุน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง (Self Care) เวชศาสตร์ป้องกันโรค (Preventive Care) การดูแลผู้สูงวัย (Silver Age) การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellness) และโรงพยาบาลอัจฉริยะ (Smart Hospital) โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมระดับโลกที่ออกสู่ตลาดแล้วหรืออยู่ระหว่างการวิจัยทางคลินิกเพื่อขอการรับรองจาก FDA    

June 1, 2026 / 0 Comments
read more

‘โทชิฟุมิ ซูซูกิ’ ชายผู้มีวิสัยทัศน์สุดรั้น มองเห็นพลังแบรนด์ 7-Eleven ที่ใกล้เจ๊งในอเมริกา

Zcreat

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิ้งส์ (Seven & i Holdings) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ ว่า นายโทชิฟุมิ ซูซูกิ (Toshifumi Suzuki) อดีตประธานบริษัทและผู้บุกเบิก “7-Eleven” ในประเทศญี่ปุ่น ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้วด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวในวัย 93 ปี   ปิดตำนานชายผู้นำแฟรนไชรน์ 7-Eleven จากแบรนด์ที่ใกล้ตายจากรัฐเท็กซัส มาสู่ญี่ปุ่นและเป็นการเปลี่ยนวิธีการกิน-การอยู่ ของผู้คน และสร้างวัฒนธรรม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ให้กลายเป็นอวัยวะที่ 33 ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน   ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ตอนที่ โทชิฟุมิ ซูซูกิ ในวัยหนุ่มเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา และได้พบกับร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ที่ชื่อ 7-Eleven ของบริษัท Southland Corporation เขาเกิดไอเดียทันทีว่าโมเดลนี้แหละที่จะตอบโจทย์สังคมญี่ปุ่นที่กำลังเร่งรีบ   แต่ในตอนนั้น กลับไม่มีใครเห็นด้วยกับเค้าเลยสักคน บรรดานักวิเคราะห์นักการตลาดต่างสบประมาทเขาว่า “โมเดล ร้านเล็กๆ แบบนี้จะไปสู้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ได้อย่างไร? วัฒนธรรมญี่ปุ่นไม่เหมือนอเมริกา ไม่มีทางรอดหรอก”   แต่ซูซูกิไม่ฟังเสียงทัดทาน เขาเดินหน้าเปิด 7-Eleven สาขาแรกในญี่ปุ่นที่ย่านโตโยซุ กรุงโตเกียว เมื่อปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) และใช้เวลาไม่นานในการพิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์ของเขาเหนือกว่าใคร   “ถ้าเรามัวแต่ทำตามสิ่งที่ลูกค้าบอกว่าต้องการ เราจะตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ แต่ถ้าเราสร้างสิ่งที่ลูกค้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการ นั่นแหละคือการนำหน้า”  หนึ่งในแนวคิดการทำงานอันเลื่องชื่อของซูซูกิ   นอกจาก “ร้านสะดวกซื้อ” ที่เปลี่ยนชีวิตของผู้คนในเมืองแล้ว  ระบบการจัดการร้านค้าปลีกที่เราเห็นกันจนชินตาในปัจจุบัน เกือบทั้งหมดถูกคิดค้นและริเริ่มโดยชายที่ชื่อ โทชิฟุมิ ซูซูกิ ไม่ว่าจะเป็น ระบบ POS (Point of Sale) ระบบคิดเงินที่เก็บข้อมูลว่า สินค้าชิ้นไหนขายดี ใครเป็นคนซื้อ ซื้อตอนกี่โมง เพื่อให้ร้านค้าสามารถสั่งสินค้ามาเติมได้แม่นยำที่สุด   ข้าวกล่องและโอนิกิริรสชาติโฮมเมด เขาปฏิวัติวงการอาหารสำเร็จรูป โดยการควบคุมอุณหภูมิการขนส่ง (Cold Chain) ทำให้ข้าวปั้นและอาหารกล่องในร้านสะดวกซื้อมีความสดใหม่ จนคนญี่ปุ่นหันมาฝากท้องไว้กับ 7-Eleven ในทุกๆ มื้อ   การจ่ายบิลและตู้ ATM ในร้าน จากร้านขายของชำ เขายกระดับให้มันกลายเป็น ‘ศูนย์บริการชุมชน’ ที่คนสามารถมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และกดเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง     เซเว่นฯ จิตวิญญาณบริการญี่ปุ่น   เรื่องราวที่พีคที่สุดในชีวิตการทำงานของซูซูกิ คือตอนที่ Southland Corporation บริษัทแม่ของ 7-Eleven ในอเมริกา ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนต้องยื่นล้มละลายในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ในฐานะที่แฟรนไชส์ในญี่ปุ่นเติบโตอย่างแข็งแกร่ง   ซูซูกิไม่ได้ปล่อยให้แบรนด์นี้ตายลง เขาตัดสินใจนำเงินทุนจากญี่ปุ่นเข้าไปซื้อกิจการทั้งหมดของบริษัทแม่ในอเมริกา นำมาล้างไพ่ ปรับโครงสร้างใหม่ และใส่จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่นลงไป จนสามารถฟื้นฟูแบรนด์ 7-Eleven ให้กลับมาผงาดและขยายสาขาไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย (ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทไทย)   ซูซูกิ ลงจากตำแหน่งประธานและซีอีโอในปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) หลังจากสร้างยอดขายให้กลุ่ม เซเว่น แอนด์ ไอ ทะลุ 10 ล้านล้านเยน และขยายสาขาเฉพาะในญี่ปุ่นได้มากกว่า 20,000 แห่ง     ‘ตำนาน’ เปลี่ยนโฉมค้าปลีกโลก   การจากไปในวัย 93 ปีของ โทชิฟุมิ ซูซูกิ จึงไม่ใช่แค่การสูญเสียบุคลากรระดับตำนานของญี่ปุ่น แต่เป็นการปิดฉากชีวิตของ ‘สถาปนิก’ ผู้เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจค้าปลีกของโลกไปตลอดกาล   ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านสะดวกซื้อในตอนดึกเพื่อซื้อของกิน หรือแวะกดเงินตอนเช้า… รู้ไว้เถอะว่า ความสะดวกสบายเหล่านั้น เกิดขึ้นมาจากความดื้อรั้นและวิสัยทัศน์ของชายที่ชื่อ โทชิฟุมิ ซูซูกิ คนนี้ทิ้งสิ้น        

May 30, 2026 / 0 Comments
read more

True AF 2026 เชื่อมทุกแพลตฟอร์ตเข้าถึงผู้ชมทุกเจนฯ 24 ชั่วโมง

PRnounce

‘True AF 2026’ คัมแบ็กยิ่งใหญ่! คืนตำนานเรียลลิตี้ไทยสู่ปรากฏการณ์ Multi-Platform Entertainment 24 ชั่วโมง เชื่อมผู้ชมทุกเจเนอเรชันแบบเรียลไทม์ ผ่าน TrueVisions NOW และ TrueVisions ระบบเคเบิลและจานดาวเทียม   ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้วงการบันเทิงไทย ประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ True AF 2026 รายการเรียลลิตี้–มิวสิกเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับตำนานของประเทศไทย ยกระดับรายการสู่ “Multi-Platform Entertainment Ecosystem” ที่เปิดให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ ไลฟ์สตรีม คลิปสั้น กิจกรรมโหวต และประสบการณ์แบบ Real-Time บนแอปพลิเคชันทรูวิชั่นส์ นาว และทรูวิชั่นส์ ระบบเคเบิล และจานดาวเทียม การกลับมาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการ คืนตำนานรายการเรียลลิตี้ที่เคยสร้างกระแสทั่วประเทศ แต่คือการปรับโฉม True AF 2026 ให้กลายเป็นคอนเทนต์ความบันเทิงยุคใหม่ ที่เชื่อมต่อทั้งแฟนรายการรุ่นเก๋าและผู้ชมเจเนอเรชันใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านรูปแบบการรับชมและการมีส่วนร่วมที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของทรูในฐานะผู้นำคอนเทนต์ด้าน Entertainment รวมถึง Digital Content Ecosystem ของประเทศไทย นายองอาจ ประภากมล หัวหน้าสายงานทรูวิชั่นส์ และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“True AF ถือเป็นหนึ่งในรายการเรียลลิตี้ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการบันเทิงไทย และยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชมหลากหลายเจเนอเรชัน การกลับมาของ True AF 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำรายการระดับตำนานกลับคืนสู่หน้าจออีกครั้ง แต่คือการยกระดับสู่ปรากฏการณ์ความบันเทิงยุคใหม่ ที่ใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ชมในยุคดิจิทัลได้อย่างครบมิติ”   “ทรูวิชั่นส์มุ่งมั่นสร้าง True AF 2026 ให้เป็น Entertainment Ecosystem แบบครบวงจร ที่เปิดให้แฟน ๆ สามารถติดตาม มีส่วนร่วม และเชื่อมต่อกับรายการได้ตลอดเวลา ทั้งการรับชมแบบเรียลไทม์ ไลฟ์สตรีม คลิปสั้น กิจกรรมโหวต และประสบการณ์ความบันเทิงที่เชื่อมโยงผู้ชมกับนักล่าฝันอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จากกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากการออดิชันทั้ง 4 ภาคและช่องทางออนไลน์ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พลังของ True AF ยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในใจของผู้ชม รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่ยังคงมีความฝันและต้องการพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนมากกว่า 10,000 คน จนได้มาเป็น 12 นักล่าฝัน ตอกย้ำว่า True AF ไม่ใช่เพียงรายการประกวดร้องเพลงหรือเรียลลิตี้โชว์ แต่คือเวทีแห่งโอกาส ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบตัวตน พัฒนาศักยภาพ และก้าวเข้าสู่เส้นทางในวงการบันเทิงอย่างมืออาชีพ”   “AF 2026 ไม่ใช่แค่รายการเรียลลิตี้ แต่คือ ประสบการณ์ร่วมกันของแฟนคลับทั่วประเทศ เราออกแบบทุกอย่างเพื่อให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางความฝันนี้จริงๆ ด้วย 12 ช่องพิเศษ สำหรับนักล่าฝันแต่ละคน ที่จะให้คุณได้ติดตามชีวิตคนโปรดได้ตลอด ความรัก ความผูกพัน และ fandom culture จะแรงกว่าที่เคยเป็นมา ระบบโหวต ทางมือถือและทางเว็ป (af.truevisions.co.th) ที่ทำให้ทุกเสียงโหวตของคุณมีความหมาย เพราะที่นี่ คือบ้านของทั้งนักล่าฝัน และแฟนคลับทุกคน”   “ทุกคนต่างมีความฝัน แต่จะมีสักกี่เวทีที่พร้อมเปลี่ยนความฝันนั้นให้กลายเป็นชีวิตจริงได้อย่างครบทุกมิติ สำหรับ True AF 2026 เราจึงตั้งใจยกระดับเวทีนี้ให้เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ด้าน Entertainment ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท พร้อมรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รายการ มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงรางวัลแห่งชัยชนะ แต่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่และเส้นทางอาชีพในวงการบันเทิง ผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของศิลปินยุคใหม่อย่างครบวงจร ทั้งคอนโดมิเนียม Whizdom The Forestias Petopia มูลค่ากว่า 7.35 ล้านบาท เพื่อเป็นพื้นที่เริ่มต้นชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน พร้อมเงินสด 1 ล้านบาทจากทรู เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการต่อยอดความฝันและแพสชันของตนเอง นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง CHANGAN ยังได้ร่วมสนับสนุนความฝัน โดยมอบรถยนต์ไฟฟ้า Deepal S05 REEV ให้แก่ รองชนะเลิศอันดับ 1 และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น NEVO Q05 ให้แก่ รองชนะเลิศอันดับ 2”     “ยิ่งไปกว่านั้น ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังสนับสนุนการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลแบบไร้รอยต่อ เชื่อมต่อความบันเทิงแบบครบครัน ไม่ว่าจะเป็นซิม True 5G Unlimited ใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่อั้นนาน 24 เดือน บริการอินเทอร์เน็ตบ้านไฟเบอร์จาก TrueOnline พร้อมอุปกรณ์ Home Solution ฟรี 2 ปี รวมถึงแพ็กเกจ TrueVisions NOW MAX ให้กับ 12 นักล่าฝัน True AF 2026 เพื่อเติมเต็มแรงบันดาลใจจากคอนเทนต์บันเทิงระดับพรีเมียมตลอดทั้งปี ที่สำคัญ เส้นทางของผู้เข้าแข่งขันจะไม่สิ้นสุดลงหลังจบการแข่งขัน แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสครั้งสำคัญในวงการบันเทิง ทั้งโอกาสในการเป็นพรีเซนเตอร์ของทรู การเซ็นสัญญาเป็นศิลปินภายใต้ค่ายเพลง Ennead ที่บริหารร่วมกันโดย ‘ปอนด์ กฤษดา’ และ ‘โอม ปัณฑพล’ สอง Executive Producer ของ True Academy Fantasia 2026 รวมถึงโอกาสสำหรับผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพด้านการแสดง ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาเซ็นสัญญากับ BeOnCloud เพื่อต่อยอดสู่เส้นทางในวงการบันเทิงที่เหมาะสมต่อไป”   “ด้วยการผสานพลังของคอนเทนต์ เทคโนโลยี แพลตฟอร์มดิจิทัล และ Community Entertainment เข้าด้วยกัน True AF 2026 จึงไม่ใช่เพียงการกลับมาของรายการเรียลลิตี้ระดับตำนาน แต่คือการกลับมาของปรากฏการณ์ความบันเทิงแห่งยุค ที่พร้อมจุดประกายความฝัน สร้างโอกาสครั้งใหม่ให้คนรุ่นใหม่ และปลุกกระแสครั้งสำคัญให้กับวงการบันเทิงไทยอีกครั้ง” นายองอาจ กล่าวสรุป   พิเศษเฉพาะลูกค้าทรูและดีแทค!!! ติดตามทุกก้าวของนักล่าฝันคนโปรดได้แบบไม่พลาดทุกโมเมนต์ ผ่าน 12 กล้องพิเศษจากนักล่าฝัน V1-V12 พร้อมชมคอนเสิร์ตย้อนหลังและไฮไลท์ประจำวัน ประจำสัปดาห์ บนแอป TrueVisions NOW ที่เดียว เพียงสมัครแพ็กเกจ Now Ent ราคา 99 บาทขึ้นไป และร่วมโหวตให้กำลังใจนักล่าฝันในราคาพิเศษ 6 บาทต่อโหวต จากราคาปกติ 8 บาทต่อโหวตสำหรับลูกค้าทั่วไป   ติดตามชมและเชียร์เหล่านักล่าฝันใน True Academy Fantasia 2026 ที่กำลังจะเปิดประตูก้าวสู่บ้าน True AF 2026 ณ โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ พร้อมการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 มิถุนายน 2569 นี้ ได้ทางช่องเรียลลิตี้ (334) และ TrueVisions NOW ที่เดียว!

May 30, 2026 / 0 Comments
read more

Canva x พี่เต๋อ นวพล รับ ‘ไทย’ เมืองสตอรี เทลลิ่ง ครีเอทีฟไม่พัก ระดับภูมิภาค

EcoVative

Canva เปิดตัวแคมเปญครั้งแรกในไทย ดึงผู้กำกับ ‘พี่เต๋อ-นวพล’ ปล่อยฟุตเทจฟรีให้ทุกคนตัดต่อ รับสายครีเอทีฟคนไทย เล่าเรื่องเก่งสุดระดับภูมิภาค    Canva จับมือพี่เต๋อ-นวพล เปิดคลังฟุตเทจส่วนตัวเป็นครั้งแรก ให้คนไทยทุกคนนำฟุตเทจภาพยนตร์ที่ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องไปรีมิกซ์และสร้างผลงานของตัวเองผ่าน Canva Video Editor Canva for Education ครอบคลุมนักเรียนและครูกว่า 6 ล้านคนทั่วไทย ผ่านความร่วมมือกับ สพฐ. เพื่อขยายการเข้าถึงเครื่องมือสร้างสรรค์คอนเทนต์แบบไม่มีค่าใช้จ่าย Canva AI 2.0 เปิดยุคใหม่ มาพร้อม Magic Video และ Canva Offline ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และทีมมืออาชีพ ให้สร้างงานได้แม้อินเทอร์เน็ตไม่เสถียร     ภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Canva แพลตฟอร์มการสื่อสารด้วยภาพแบบครบวงจร ระดับโลก กล่าวว่า หลังจากเปิดตัว Canva AI 2.0 จุดเริ่มต้นยุคใหม่การสร้างสรรค์ด้วย AI เพื่อตอกย้ำบทบาทของ Canva ในฐานะศูนย์กลางการทำงานแห่งอนาคต โดย ‘ประเทศไทย’ คือหนึ่งในชุมชนที่มีพลังความครีเอทีฟที่สุดในภูมิภาค   ล่าสุด Canva จัดแคมเปญใหญ่ ‘Canva – ใครๆ ก็ Can ว่ะ’ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้ทุกคนร่วมสร้าง รีมิกซ์ และเล่าเรื่องในแบบฉบับของตัวเอง ด้วยเนื้อหาเรื่องราวดี ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศไทย ผ่านเครื่องมือที่ทุกคนสามารถทำให้ความคิดสร้างสรรค์ถูกเล่าออกมาได้จริงๆ   นอกจากนี้ Canva ยังร่วมงานกับ ‘นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ หรือ ‘พี่เต๋อ’ เพื่อเปิดคลังฟุตเทจภาพยนตร์ส่วนตัวให้คนไทยทั่วประเทศได้เข้าถึงเป็นครั้งแรก โดยนำฟุตเทจเบื้องหลังการถ่ายทำที่ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องของพี่เต๋อ ให้ผู้คนจากทุกสายอาชีพมาลองสวมบทผู้กำกับ ตีความฟุตเทจชุดเดียวกันในมุมมองของตัวเอง และสร้างผลงานที่พร้อมอวดลงโซเชียลด้วย Canva Video Editor และ AI-powered design tools   “แคมเปญฯ นี้ ยังท้าทายแนวคิดว่า ผลงานสร้างสรรค์เป็นเรื่องของคนที่มีพื้นฐาน ผ่านการฝึกฝน หรือมีอาชีพเฉพาะเท่านั้น แต่หากแค่เริ่มลงมือทำบวกกับไอเดีย แรงบันดาลใจ และเครื่องมือที่ใช่ ก็สามารถสร้างผลงานสุดสร้างสรรค์ออกมาแบ่งปันได้”   ภัคพล ย้ำว่า Canva มองเห็นศักยภาพของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในทุกวันด้วยไอเดียสร้างสรรค์จำนวนมากที่ยังไม่ถูกทำให้เกิดขึ้นจริง โดยในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา Canva วางเป้าหมายเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นด้วยการทำให้การออกแบบและการสร้างคอนเทนต์เป็นเรื่องที่เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน   โดย Canva จะทำหน้าที่ร่วมสร้างสรรค์เนื้อหาด้วยความง่ายให้กับผู้ใช้งาน ตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์มือใหม่ ไปจนถึงทีมงานมืออาชีพ เพื่อสื่อสารด้วยภาพ เล่าเรื่องราวของตน และทำให้วิสัยทัศน์ สร้างสรรค์กลายเป็นจริง ด้วยเครื่องมือต่างๆ อาทิ   Magic Video เครื่องมือตัดต่อวิดีโอด้วย AI ของ Canva Canva Offline ให้ผู้คนยังคงสร้างสรรค์ผลงานได้แม้มีการเชื่อมต่อจำกัด   นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Canva ยังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขยายการเข้าถึง Canva for Education แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเสริมศักยภาพให้นักเรียนและครูมากกว่า 6 ล้านคนทั่วประเทศ ด้วยเครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์ สื่อสาร และเรียนรู้ผ่านภาพ   ‘พี่เต๋อ’ บอกเปิดโลกสร้างสรรค์มาก   ด้าน ‘เต๋อ – นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์’ กล่าวว่า แคมเปญฯ นี้ ทำให้มีโอกาสร่วมงานกับคนรุ่นใหม่และพบกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Canva วิดีโอที่นอกจากจะได้ลองเอ็กซพลอร์ (explore) ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการทำงานจากความใช้ง่าย พร้อมได้เห็นคนรุ่นใหม่ หรือ คนที่ไม่ได้ทำงานหนังโดยตรงถึงวิธีการใช้ภาษาการตัดต่อทำงาน อีกด้วย   “ถือเป็นการแชร์กันและกันผ่านการทำงานชิ้นนี้ และก็ทำให้รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้การตัดต่อเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้แล้วจริงๆ เมื่อความคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน”    อยากให้ ‘คนไทย’ ได้ลองเป็นผู้กำกับ   และนี่ คือ ตัวอย่างความสร้างสรรค์ในแคมเปญ ‘Canva – ใครๆ ก็ Can ว่ะ’ ที่มี ‘พี่เต๋อ’ เป็นตัวยืนเรื่อง !   ภาพยนตร์เปิดฉากเวลา 6 โมงเช้าในออฟฟิศเอเจนซี เมื่อ ‘เต๋อ-นวพล’ และทีมงานกำลังติดอยู่ในบรรยากาศอันคุ้นเคย แก้งานวนไปตามฟีดแบ็กจากลูกค้า   ขณะที่ลูกค้ายังคงพูดต่อไม่หยุด… ทีมงานก็เริ่มหลุดลอยกันไปทีละคน…   จนได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ไม่มีใครคาดคิด!!   ‘พี่ไรเดอร์’ คนหนึ่งเดินเข้ามาเห็นความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนจะเปิด Canva แล้วลงมือแก้งานให้เอง ไม่นานหลังจากนั้น ‘คุณลุง รปภ.’ และ ‘คุณป้า’ แม่บ้านก็เข้ามาร่วมวง ผลัดกันแก้ไขโฆษณาชิ้นนี้ต่อ ทั้งชุลมุน ตลก และเต็มไปด้วยความเป็นไทย (คนไทยช่วยกัน)   และหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าการตัดต่อวิดีโอด้วย Canva เป็นเรื่องง่ายแค่ไหน…     สำหรับผู้สนใจ เริ่มสร้างสรรค์ผลงานได้แล้ววันนี้จากฟุตเทจของ’เต๋อ-นวพล’ และเท็มเพลตวิดีโอของ Canva ที่ bit.ly/CanvaThailand เพราะตอนนี้ใครๆ ก็ Can ว่ะ

May 29, 2026 / 0 Comments
read more

วัตสันบุกสีลม เปิดตี้กลางเมืองแบบตัวมัม คนสวยแตกตื่นทั้งย่าน!

PRnounce

วัตสันบุกสีลม เปิดตี้กลางเมืองสุดคึกคัก ปลุกย่านแตกด้วยสีสัน ความสวย และกิจกรรมสุดปัง เอาใจสายบิวตี้และเจนใหม่กลางกรุงเทพฯ กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียลและทำเอาคนเดินย่านสีลมต้องมองเหลียวหลัง เมื่อ วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ปล่อยจอยความสนุกครั้งใหม่ กับปาร์ตี้ความสวยที่ทุกคนรอคอยอย่าง “MID YEAR PARTY เปิดตี้ลด คนจะสวย” ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ งานนี้วัตสันไม่ได้มาเล่นๆ แต่ขนเอาความสนุกและเซอร์ไพรส์มาเสิร์ฟถึงที่ เพื่อรีเฟรชโหมดความสวยของทุกคนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง   บรรยากาศกิจกรรมครั้งนี้เต็มไปด้วยความสนุกและสีสันแบบจัดเต็ม โดยวัตสันไม่ได้มาแค่สร้างไวบ์คึกคักกลางเมือง แต่ยังขนเซอร์ไพรส์และไอเทมเด็ดด้านสุขภาพและความงามมาแจกให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ได้ร่วม “วอร์มอัปความสวย” และเตรียมตัวเข้าสู่ MID YEAR PARTY ไปพร้อมกัน     ไฮไลต์ความนัวที่ตัวแม่ต้องรีบพุ่งตัว   ปาร์ตี้ครั้งนี้ วัตสันจัดหนักจัดเต็มเพื่อคนรักบิวตี้โดยเฉพาะ การันตีด้วยกองทัพสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามกว่า 1,000 รายการที่ตบเท้ามาลดราคาแบบไม่เกรงใจใคร เพื่อให้ทุกคนได้สวยในแบบที่ตัวเองต้องการที่สุด อาทิ ตี้เปิดฟลอร์ กับสินค้าไอเทมตัวท็อปราคาฟาดๆ เริ่มต้นเพียง 38 บาท, 88 บาท และ 188 บาท ที่คัดมาแล้วว่าปังจริง ตี้ตัวแม่ ที่จัด Party Buddy โปรฯ ไฟลุกในตำนานที่รอบนี้พิเศษกว่าเดิมด้วยสินค้าซื้อ 1 แถม 1 ฟรี! พร้อมเปลี่ยนสินค้าให้ชอปแบบจุกๆ 50 ไอเทมทุกสัปดาห์ ตอบโจทย์ Gen Z ที่รักอิสระในการเลือก ไม่ต้องทนใช้แบรนด์เดียวซ้ำๆ อีกต่อไป ตี้ไฟลุก ชวนปลุกเติมพลังความสวยต่อเนื่อง ด้วยเซอร์ไพรส์ดีลลับที่หมุนเวียนกลุ่มสินค้ามาลดแรงทุกสุดสัปดาห์ตลอด 5 สัปดาห์เต็ม ตี้ไม่เลิก กับเอ็กซ์คลูซีฟดีล สิทธิพิเศษที่จัดมาให้สมาชิกวัตสันคลับโดยเฉพาะ เช่น On-Top 5% ทุกวันที่ 11 ของเดือน, Bonus Points และ Swap Points ลด 10% ทุกวันพุธ   เรียกได้ว่าครั้งนี้วัตสันเปลี่ยนประสบการณ์ชอปปิงแบบเดิมๆ ให้กลายเป็น “Beauty Party Experience” ที่สนุก เข้าถึงง่าย และร่วมสนุกได้แบบไม่มีดรอป พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำเทรนด์ Health & Beauty Retail ที่ไม่เคยหยุดสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค   ถ้าพร้อมแล้ว อย่าลืมมาร่วมปาร์ตี้ครั้งนี้ไปด้วยกัน เพราะ “MID YEAR PARTY เปิดตี้ลด คนจะสวย” จะไม่สนุกเลยถ้าขาดคุณ! เตรียมไปปาร์ตีได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม – 24 มิถุนายน 2569 นี้ ในร้านวัตสันทุกสาขาและวัตสันออนไลน์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store     เกี่ยวกับ วัตสัน ประเทศไทย   วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 วัตสันนำเสนอประสบการณ์ชอปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วประเทศ และวัตสัน ออนไลน์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบครันให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยวัตสันมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องที่จะส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา รวมไปถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนด้วยความใส่ใจ และมีมาตรฐาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT      

May 28, 2026 / 0 Comments
read more

‘ศุภลักษณ์’ เดอะมอลล์กรุ๊ป รับเศรษฐกิจ LGBTQ+ หนุนเที่ยวไทยแตะ 2 พันล.USDต่อปี

BizKet

‘ศุภลักษณ์’ นายหญิงเดอะมอลล์ หนุนกรุงเทพฯสู่ ‘Global Pride Destination’ รับกฎหมายสมรสเท่าเทียม ใน2 ปีดันเศรษฐกิจเที่ยวไทยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ฯ- ต่างชาติเพิ่ม 4 ล้านคน   Pride Month สร้างรายได้ท่องเที่ยวไทยปีละกว่า 120 ล้านดอลลาร์ฯ และหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผล คาดว่าภายใน 2 ปี ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ฯต่อปี พร้อมนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มอีกกว่า 4 ล้านคน และตำแหน่งงานใหม่กว่า 152,000 อัตรา ไทยติดอันดับ 4 ของโลกด้านรายได้ท่องเที่ยว LGBTQ+ ในปี 2566 เดอะมอลล์กรุ๊ปจึงใช้ Pride Economy เป็นกรอบกลยุทธ์หลัก เชื่อมระบบนิเวศธุรกิจครบวงจรตั้งแต่รีเทล แฟชั่น ศิลปะ บันเทิง ไปจนถึง Night Economy เพื่อดันกรุงเทพฯ ขึ้นสู่อันดับต้นของแผนที่ความหลากหลายโลก LOVE PRIDE 2026 ปูทางสู่การป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ขบวนพาเหรด 31 พฤษภาคม 2569 จากเอ็มสเฟียร์สู่สนามกีฬาแห่งชาติ พร้อมกิจกรรมตลอดมิถุนายน คือการพิสูจน์ต่อสายตาโลกว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน บรรยากาศ และความหลากหลายพร้อมรับงานระดับโลก     ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด EM DISTRICT, SIAM PARAGON RETAIL และ BANGKOK MALL กล่าวว่าในเดือนมิถุนายน ของทุกปี เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาล Pride Month ความหลากหลายทางเพศระดับสากล ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล พร้อมสอดคล้องตัวเลขจากองค์กรการท่องเที่ยวระบุว่าช่วง ‘Pride Month’ ประเทศไทย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวและการจับจ่ายสูงถึงราว 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง   นอกจากนี้ บริษัทท่องเที่ยวชั้นนำยังประเมินว่า ภายใน 2 ปีหลังกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี พร้อมนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มอีกกว่า 4 ล้านคน และสร้างงานได้มากกว่า 152,000 ตำแหน่ง   “ในปี 2566 ประเทศไทยยังติดอันดับที่ 4 ของโลกด้านรายได้จากการท่องเที่ยวของกลุ่ม LGBTQ+ บ่งชี้ชัดถึงศักยภาพที่พร้อมจะก้าวขึ้นสู่อันดับต้นของแผนที่ความหลากหลายโลก”   ศุภลักษณ์ กล่าวว่า ทิศทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ เอ็ม ดิสทริค ประกาศจัดงาน ‘LOVE PRIDE 2026’ มหกรรมเฉลิมฉลอง Pride Month ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของย่านสุขุมวิท โดยร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพมหานครในฐานะ ‘Global Pride Destination’   โดยนำแนวคิด ‘Pride Economy’ มาเป็นกรอบการดำเนินงานหลัก อย่างต่อเนื่อง เชื่อมโยงระบบนิเวศธุรกิจด้านต่างๆ ไว้ด้วยกัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ รวมถึงกลุ่ม LGBTQIA+ จากทั่วโลกให้มาจับจ่ายและร่วมกิจกรรมใน ย่านสุขุมวิทตลอดเดือนมิถุนายน นี้ ที่มองว่า ‘Pride Month’ ไม่ใช่แค่เดือนแห่งสีรุ้ง แต่คือหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญที่จะผลักดันกรุงเทพฯ สู่การเป็น Entertainment Hub of Asia เมืองแห่งความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับความหลากหลาย และการท่องเที่ยวระดับโลก   ขณะที่ หนึ่งในความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของเทศกาล Pride คือขบวนพาเหรด LOVE PRIDE 2026 ในวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม 2569 เคลื่อนขบวนจากศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ใจกลางสุขุมวิท มุ่งสู่สนามกีฬาเทพหัสดิน (สนามกีฬาแห่งชาติ) โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และไพรด์ไอคอนิคชั้นนำ อาทิ   GAWDLAND ผู้ชนะจากรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs The World Season 3 ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้ไทยในเวทีระดับโลก KOLs ชื่อดังอีกนับ 10 ราย   สำหรับ ขบวนพาเหรดนี้ยังเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของกรุงเทพมหานครต่อสายตาโลก ว่าประเทศไทยพร้อมและมีความสามารถในการเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 อย่างสมศักดิ์ศรี   นอกจากนี้ ตลอดเดือนมิถุนายน เอ็ม ดิสทริค ยังเนรมิตทั้งย่านให้กลายเป็นปฏิทินเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฉลองเทศกาล เริ่มด้วย   งาน GAWDLAND “I Belong” Pride Celebration โดยผู้ชนะระดับโลก ร่วมกับ Drag Stars และ Performers ชั้นนำ Pride Stage เวทีแสดงความสามารถของเหล่า LGBTQIA+ บริเวณหน้าเอ็มสเฟียร์ Thailand Pride Economy Forum 2026 เวทีระดมความคิดของผู้นำภาครัฐ เอกชน และครีเอทีฟ เพื่อกำหนดทิศทาง Pride Economy ของประเทศไทยในระดับนโยบาย นิทรรศการ ‘100 Voices to World Pride 2030’ ที่รวบรวมเสียงและพลังจากตัวแทนกว่า 100 คนทั่วประเทศ สะท้อนความพร้อมของไทยสู่เวทีโลกในมิติแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ งาน Amis Pride Marché ระหว่างวันที่ 11–14 มิถุนายน 2569 ณ Sphere Gallery1 ชั้น M เอ็มสเฟียร์ รวมแบรนด์แฟชั่นสุดเฟียสสำหรับชาว LGBTQIA+ และ Fashion Lovers Voyage Bangkok Pride Market ระหว่างวันที่ 18–30 มิถุนายน 2569 ณ Quartier Avenue ชั้น G เอ็มควอเทียร์ เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ LGBTQIA+ ได้นำสินค้ามาจัดแสดงและจำหน่าย ไฮไลท์ Pride Cabaret Show คอนเสิร์ตจากเพียว The Voice และ Mini Pride Parade ในวันที่ 28 มิถุนายน นำทีมโดยไก่ The Voice และเหล่า LGBTQIA+ ชื่อดัง   นอกจากนี้ ร้านอาหาร EMDINING ในทั้งสามศูนย์การค้า ร่วมจัดเมนูพิเศษและโปรโมชั่นฉลอง Pride รวมถึง EM WONDER ชั้น 5 เอ็มสเฟียร์ ที่คึกคักด้วยกิจกรรมจากร้านค้ากินดื่มตลอดเดือน ส่วน เอ็ม ดิสทริค ยังสร้างสรรค์พื้นที่ทั้งย่านให้กลายเป็น Pride Landmark Corridor ผ่านผลงาน Installation Art และ Immersive Experience ที่สะท้อน Diversity และ Individuality โดยบริเวณควอเทียร์ พาร์ค เอ็มควอเทียร์ ถูกเนรมิตเป็น ‘Reflection of Pride’ อุโมงค์กระจก Reflective Mirror Installation กว่า 250 ชิ้น ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้มองเห็นและภาคภูมิใจในตัวตนของตนเองอย่างอิสระ ตกแต่งด้วยธงหลากหลายเปรียบเสมือนเส้นทางแห่งการเชื่อมโยงผู้คนและความคิด   ขณะที่เอ็มสเฟียร์จัดวาง Giant Inflatable Unicorn สูงกว่า 10 เมตร สัญลักษณ์แห่ง Imagination, Freedom และ Fearless Self-expression ที่กลายเป็นจุดเช็กอินสุดเป็นที่จดจำตลอดแนวสุขุมวิท   ทั้งนี้  เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังร่วมกับสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย จัด ‘We All Pride Thailand 2026 @ Bangkapi’ ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ภายใต้แนวคิด ‘Empowering Diversity, Advancing Equity, Inspiring Inclusion’ ยกระดับศูนย์การค้าแห่งนี้สู่ Pride Community Hub ที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 จะมีขบวนพาเหรดจากภาคประชาสังคม เริ่มต้นจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สิ้นสุดที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ พร้อมนิทรรศการที่สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่จุดหมายปลายทาง LGBTQIA+ ระดับโลก   ศุภลักษณ์ กล่าวปิดท้ายว่า ขบวนพาเหรดและกิจกรรมทุกอย่างที่ได้จัดขึ้น คือการ ส่งสัญญาณที่ชัดเจนออกไปยังเวทีโลกว่า กรุงเทพฯ พร้อมแล้ว ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บรรยากาศแห่งการต้อนรับ และพลังแห่งความหลากหลายที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย ซึ่งไม่ใช่แค่งานเทศกาล แต่คือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ระดับโลกของประเทศไทย   ขณะที่ การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ยังหมายถึงการดึงนักท่องเที่ยว LGBTQIA+ จากทั่วโลกในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยงาน LOVE PRIDE 2026 และ We All Pride Thailand 2026 คือก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าประเทศไทยมีความสามารถ มีความพร้อม และมีความหลากหลายที่โลกต้องการมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกัน

May 28, 2026 / 0 Comments
read more

คาราบาวกรุ๊ป เปิดประสบการณ์คราฟต์ งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026

PRnounce

คาราบาวกรุ๊ป ยกทัพเครื่องดื่ม ร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 เปิดอาณาจักรและประสบการณ์สุดยิ่งใหญ่ ตอกย้ำแบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.”     “คาราบาวกรุ๊ป” เปิดอาณาจักรเครื่องดื่มในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค พบไฮไลต์ สัมผัสถ้วยแชมป์ Carabao Cup พร้อมกิจกรรม Tasting Experience จากเครื่องดื่มหลากหลายของคาราบาวกรุ๊ป ช็อปเต็มอิ่มในวันสุดท้ายกับสินค้าและของที่ระลึกสุดพิเศษ 26–30 พฤษภาคม 2569 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้วิสัยทัศน์ “สินค้าระดับโลก แบรนด์ระดับโลก” (World-Class Product, World-Class Brand)   คาราบาวกรุ๊ป บริษัทเครื่องดื่มระดับโลกที่มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิตขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม โรงงานบรรจุสินค้าสำเร็จรูป ไปจนถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ ขนทัพเครื่องดื่มจัดเต็มในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 มหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ครบวงจรที่สุดในเอเชีย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้า ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี   นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว เปิดเผยว่า การร่วมจัดแสดงสินค้าของคาราบาวกรุ๊ปในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” สร้างสรรค์ทุกประสบการณ์ สู่ทุกความเป็นไปได้ เพื่อนำเสนอโลกแห่งเครื่องดื่มที่สะท้อนทั้งนวัตกรรม คุณภาพ และเอกลักษณ์ที่แตกต่างของแต่ละผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เครื่องดื่มชูกำลัง เบียร์ สุรา และเครื่องดื่มอื่น ๆ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ ตอกย้ำแนวคิด “ครบทุกความหลากหลายของรสชาติจากเครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทุกความชื่นชอบ” ของคาราบาวกรุ๊ป   “การจัดแสดงปีนี้ เราต้องการสะท้อนศักยภาพของคาราบาวกรุ๊ป ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นายเสถียร กล่าว   ภายในงาน ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสโลกแห่งเครื่องดื่มภายใต้แนวคิด “Crafted Experiences. Endless Possibilities.” พร้อมพบกับหนึ่งในไฮไลต์สำคัญจากการเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษ “Carabao Cup” กลยุทธ์ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์คาราบาวในระดับสากล ผ่านการจัดแสดงถ้วยแชมป์ Carabao Cup และเสื้อพร้อมลายเซ็นนักเตะจากสโมสรแชมป์ ตั้งแต่ปี 2017 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, นิวคาสเซิล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลกอย่างใกล้ชิด   นอกจากนี้ ภายในบูทยังนำเสนอประสบการณ์ด้านเบียร์ผ่านนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ Fully Open Lid ของเบียร์คาราบาว, เบียร์ตะวันแดง, เบียร์พัทยา บีช และน้องใหม่ “เบียร์ภูเก็ต ไอส์แลนด์” รวมถึง “ข้าวหอมมิกซ์” เครื่องดื่มกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ กับภาพจำของ “ถังน้ำเขียวในตำนาน” ที่หลายคนคุ้นเคย พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรม Tasting Experience จากเครื่องดื่มหลากหลายของคาราบาวกรุ๊ป ทั้งเครื่องดื่มชูกำลังสูตรที่มีจำหน่ายเฉพาะในต่างประเทศ และกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตลอดจนกิจกรรมภายในบูทที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ด้านเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน สำหรับวันสุดท้ายของการจัดงาน ยังเปิดให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าและของที่ระลึกสุดพิเศษภายในบูทอีกด้วย   พลาดไม่ได้! ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการดื่ม ผ่านเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบที่ผสานทั้งคุณภาพ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ภายในบูท “คาราบาวกรุ๊ป” ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บูทหมายเลข 2-T15 โดยการจัดงานแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ วันที่ 26–29 พฤษภาคม 2569 วันเจรจาธุรกิจ และ 30 พฤษภาคม 2569 สำหรับบุคคลทั่วไป ตั้งแต่เวลา 10:00–18:00 น.

May 28, 2026 / 0 Comments
read more

NINE BEAUTY เจาะอินไซต์ Gen Z ดันอาณาจักรครีมซองโตทั่วประเทศ

WeView

NINE BEAUTY  เครือเจซี มอร์ ใช้จุดแข็ง ‘อาณาจักรครีมซอง’ กว่า 500 SKU เจาะ Gen Z เน้นคุ้มค่าชอบทดลองก่อนซื้อไซซ์จริง ย้ำตำแหน่ง T-Beauty Destination ของไทย   ‘ครีมซอง’ ช่องทางสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ NINE BEAUTY รวบรวมสินค้าความงามรูปแบบซองมากกว่า 500 SKU ครอบคลุมตั้งแต่สกินแคร์ เมกอัพ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ตอบโจทย์การทดลองใช้ก่อนตัดสินใจซื้อขนาดใหญ่ Gen Z มองหาความคุ้มค่า  ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับราคาที่เข้าถึงได้และการทดลองสินค้าใหม่อยู่เสมอ ทำให้ครีมซองกลายเป็นฟอร์แมตที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการซื้อยุคปัจจุบัน โซเชียลมีเดียกลายเป็นชั้นวางสินค้าหลัก NINE BEAUTY ติดตามกระแสบนโซเชียล ผ่าน Facebook, Instagram และ TikTok ควบคู่หน้าร้านกว่า 2,000 สาขา รับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อจากคอนเทนต์บนโซเชียลมากกว่าหน้าเชลฟ์     วีรธรรม เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเจ มอร์ จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ต ซีเจมอร์ (CJ MORE) กล่าวว่า แบรนด์ไนน์ บิวตี้ (NINE BEAUTY) เป็นโซนเครื่องสำอางและความงามมัลติแบรนด์ (Multi-brand) ภายใต้ CJ MORE จำนวนกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศในปัจจุบัน ซึ่งเป็นจุดแข็งให้ NINE BEAUTY สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคในวงกว้างไปได้พร้อมกัน   โดยซีเจมอร์ วางแนวคิดโซน NINE BEAUTY ถูกออกแบบมาในคอนเซปต์บิวตี้ สโตร์ แหล่งรวมสินค้าความงามแบรนด์ไทย  ‘T-Beauty Destination’ ที่เข้าใจความต้องการของคนไทยโดยเฉพาะ ด้วยสินค้าที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผิวและไลฟ์สไตล์คนไทยจริงๆ ที่ครอบคลุม 5 กลุ่มสินค้าหลัก คือ   Moisturizing & Hydration Acne Treatment & Control Brightening & Whitening Anti-aging & Firming Sun Protection / UV Defense   นอกจากนี้ ยังขยายไปยังกลุ่มเครื่องสำอางสินค้ารูปแบบซองของไนน์ บิวตี้ ในฐานะ ‘อาณาจักรครีมซอง’ รวมมากกว่า 500 รายการ (SKUs) ทั้งรองพื้น คุชชัน ลิป มาสคาร่า บลัช ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ย้อมและบำรุงผม ครอบคลุมทุกความต้องการ ( Touchpoint) ของสินค้าความงามที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (Beauty Routine)   สำหรับการให้ความสำคัญตลาดกลุ่มสินค้าบิวตี้แบบซอง ด้วยมองเห็นเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่น ซี (Gen Z) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักมีความต้องการเชิงลึกสินค้ากลุ่มนี้ ใน 2 ด้าน คือ ความคุ้มค่า และการได้ทดลองก่อนซื้อไซซ์ใหญ่ รวมถึงยังสอดคล้องข้อมูลจาก Wisesight พบว่าผู้บริโภคพูดถึง NINE BEAUTY ในฐานะ ‘อาณาจักรครีมซอง’ อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างเอนเกจเมนต์ (Engagement)ได้กว่า 23,070 ครั้ง และมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 256 Engagements ต่อวัน จาก 150 บัญชีผู้ใช้งาน (Accounts) ที่มีส่วนร่วม สะท้อนถึงแบรนด์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มีจุดยืนชัดเจนด้านผลิตภัณฑ์ ​ คุณภาพ และ ราคา ที่เข้าถึงง่ายใกล้บ้าน   โดย NINE BEAUTY ยังวางตำแหน่งการแข่งขันในด้านความคุ้มค่าราคาทุกบาทในช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังเปราะบาง เพื่อรองรับตลาดบิวตี้ไทยในปัจจุบันที่มีกำลังซื้อหลัก ทั้ง กลุ่มเป้าหมายGen Z  และ กลุ่มชื่นชอบทดลองสินค้าใหม่เปลี่ยนบ่อย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มตัดสินใจซื้อสินค้าบนโซเชียลมีเดีย มากกว่าหน้าเชลฟ์  ทำให้แบรนด์มุ่งให้ความสำคัญการทำตลาดคอนเทนต์อัปเทรนด์ใหม่ ๆ บนสื่อสังคมโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Facebook, Instagram และ TikTok ควบคู่กัน เพื่อสร้างเส้นทางการขายทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำการเป็น ‘T-Beauty Destination’ อันดับหนึ่งในใจคนไทย  

May 28, 2026 / 0 Comments
read more

‘อาซีม ปุริ’ ซีอีโอยูนิลีเวอร์ไทย เร่งนวัตกรรม-เวลบีอิ้ง เจาะผู้บริโภคยุคใหม่

BizKet

‘อาซีม ปุริ’ ซีอีโอยูนิลีเวอร์ ไทย วาง 3 แกนบริหารหลัก ทีมงาน-ลูกค้า-ภาครัฐ พร้อมเร่งนวัตกรรม ความงาม สุขภาพ และเวลบีอิ้ง รับโอกาสังคมสูงวัยและอีคอมเมิร์ซ   วาง 3 แกนบริหารเป็นเข็มทิศองค์กร ซีอีโอใหม่ให้ความสำคัญกับทีมงาน ลูกค้า และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของยูนิลีเวอร์ไทยในระยะยาว เร่งนวัตกรรมรับตลาดเวลบีอิ้ง ยูนิลีเวอร์เตรียมขยายการลงทุนในกลุ่มสุขภาพ ความงาม และ Anti-Aging หลังผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น ย้ำไทยเป็นฐานผลิตและส่งออก ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและส่งออกสินค้า FMCG ของยูนิลีเวอร์ไปยังมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก   เป็นครั้งแรกหลัง ‘อาซีม ปุริ’ เข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย อย่างเป็นทางการในต้นปี 2569 ที่ผ่านมา พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ธุรกิจ FMCG ในพอร์ตโฟลิโอ Unilever ที่จะพาไปสู่องค์กรต่างชาติที่เข้ามาอยู่ไทยและมีอายุครบ 100 ปี ในอีก 6 ปีหน้า   ‘อาซีม’ บอกถึงทิศทางการดำเนินงานยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารของเขา พร้อมให้ความสำคัญ 3 เรื่องหลักเป็นอันดับแรก คือ   การสร้างทีมงาน พนักงานในการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุข ความสัมพันธ์ลูกค้า จำนวนหลายพันราย ทั้งกลุ่มร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านโชห่วย โดยได้ลงพื้นที่ไปแล้วกว่า 36 จังหวัดในช่วงที่ผ่านมา ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการสร้างงานและส่งเสริมการส่งออก   นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ยังให้ความสำคัญกับกระแสความต้องการ (Trend) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีผลต่อผู้บริโภค อาทิ   สังคมสูงวัย โดยลงทุนในผลิตภัณฑ์ Anti-aging ความงาม สุขภาพ และอาหารเสริม ครอบครัวเดี่ยวและคนเลี้ยงสัตว์ หลังพบข้อมูลน่านใจคนไทยเลี้ยงสัตว์กว่า 10 ล้านตัว ทำให้เกิดความต้องการผลิตภัณฑ์เฉพาะกลุ่ม กำลังซื้อเปราะบาง พบว่าในช่วงที่ผ่านมา ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและรอโปรโมชั่น โดยยูนิลีเวอร์ ได้ใช้กลยุทธ์สินค้าขนาดใหญ่พิเศษ เช่น ถุงเติม 2-3 ลิตร เพื่อให้คุ้มค่ากว่า e-Commerce ด้วยมองเห็นโอกาสจากประชากรไทยรวมนักท่องเที่ยวรวมกว่า 100 ล้านคน เป็นโอกาสขยายช่องทางออนไลน์ต่อเนื่อง   โดยในปี 2569 นี้ ยูนิลีเวอร์ จะมุ่งลงทุนทั้งด้านโรงงานผลิต การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรม AI และการตลาดในหมวดสินค้าสำคัญ หลังสำนักงานใหญ่ยูนิลีเวอร์ (Global Head Quarter) ให้ความสนใจประเทศไทยในฐานะหมุดหมายยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค   ไทย ศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค   อาซีม ขยายต่อว่า จากทิศทางดังกล่าว ‘ประเทศไทย’ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์นวัตกรรมและวิจัยพัฒนา (R&D) ผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอยูนิลีเวอร์ใน ระดับภูมิภาค พร้อมรองรับการส่งออกสินค้าไปยังกว่า 60 ประเทศทั่วโลก จากในช่วงที่ผ่านมามีสินค้าส่งออกจากไทยกว่า 100 ล้านชิ้น แล้ว   นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ยังนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) เข้ามาใช้ร่วมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการฟังเสียงจากผู้บริโภคในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์เสียงจากโซเชียลมีเดียเพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เช่น   ผู้หญิงไทย ให้ความสำคัญกับเส้นผมเป็นพิเศษ จึงได้พัฒนาเทคโนโลยี AI สแกนเส้นผมเพื่อแนะนำทรีตเมนต์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล ซึ่งมาจากทีม R&D ในไทย นวัตกรรมสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ ด้วยไทยเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลาย ยูนิลีเวอร์ จึงทำวิจัยเชิงลึกด้านผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเพศต่อผิวหนัง โดยพัฒนาโลชั่น Vaseline Pro Derma Transition Body Lotion สำหรับกลุ่มคนข้ามเพศโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรายแรกของโลก โดยค้นพบส่วนผสมเฉพาะคือ Isoflavones ผ่านการวิจัยและพัฒนามากว่า 2 ปี และวางจำหน่ายบนเชลฟ์อย่างถาวรแล้ว   ขณะที่กลุ่มสินค้า FMCG ภายใต้พอร์ตฯ ยูนิลีเวอร์ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม 3 ด้านหลัก คือ   ไมโครไบโอม (Microbiome) โดยทีม R&D วิเคราะห์กลุ่มจุลินทรีย์โดยตรง สำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า อาทิ Pond’s ใช้เทคโนโลยี Skin Intuition ในสกินแคร์ ไบโอเทคโนโลยี ซันไลต์ (Biotechnology Sunlight) นำเทคโนโลยีพัฒนาผลิตภัณฑ์ล้างจาน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วิจัยและพัฒนานวัตกรรม (R&D Innovation) ภายใต้แนวคิด ‘Sassy’ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ S – Science (วิทยาศาสตร์), A – Aesthetics (สุนทรียศาสตร์), S – Sensorials (ประสาทสัมผัส), S – Shared by Others (การบอกต่อ) และ Y – Young Spirited (จิตวิญญาณคนรุ่นใหม่   “ในช่วงที่ผ่านมามีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มากกว่า 300 รายการ ครอบคลุมหลายประเทศทั้งมาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี พร้อมสิทธิบัตรหลายร้อยรายการ โดยนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง”   เปิดลิสต์ สินค้านวัตกรรม   อาซีม บอกว่าจากแนวทางดังกล่าว จะเห็นว่ายูนิลีเวอร์ ได้ทำตลาดสินค้า FMCG นวัตกรรมใหม่ออกมาต่อเนื่องแบรนด์ต่างๆ อาทิ   โดฟ (Dove) โดยทีม R&D พัฒนาสินค้าแก้ปัญหาผมเสียจากแสงแดด พร้อมร่วมงานกับ ‘เจนนี่’ ศิลปินเคป๊อป ในฐานะแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ซึ่งได้การตอบรับสูงหลังเปิดตัวในวันแรก นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมผมหนาที่ใช้เพียง 2 สัปดาห์เพิ่มได้ถึง 1,000 เส้น ซันซิลค์ (Sunsilk) แชมพูสูตรผมหนา ผลิตในไทย พร้อมทำตลาดส่งออกกว่า 60 ประเทศ เคลียร์ (Clear) แชมพูสำหรับผู้ชายอันดับหนึ่งของประเทศ พัฒนาร่วมกับแพทย์ผิวหนัง บรีส ควิก วอช (Breeze Quick Wash) ผลิตภัณฑ์ซักสะอาดใน 15 นาที ประหยัดน้ำได้ 75% ลักส์ สปาร์คกลิ้ง (Lux Sparkling) ผลิตภัณฑ์ใหม่ทำความสะอาดผิวกาย ให้ความรู้สึกเหมือนอาบน้ำด้วยแชมเปญ วาสลีน กลูตา ไฮยาลูรอน (Vaseline Gluta Hyaluron) เพิ่มความกระจ่างใส 70% มีความโกลว์ชุ่มชื้น ไม่เหนอะหนะ คนอร์ (Knorr) พัฒนาผงมะนาวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาดไทย คอมฟอร์ท (Comfort) เน้นกลิ่นหอมและสัมผัสนุ่ม   เขา ย้ำว่าจากยุทธศาสตร์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม และการติดตามเทรนด์ไปพร้อมความต้องการเชิงลึกผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 นี้ ยูนิลีเวอร์ จะใช้ 3 กลยุทธ์หลักดำเนินธุรกิจ คือ   การเข้าร่วมมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง ในโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ กับภาครัฐ จากที่ผ่านมาลดราคาสินค้า 10% ใน 75,000 ร้านทั่วไทย เพื่อให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มเข้าถึงสินค้าได้ ยกระดับไทยเป็นแหล่งจัดหาวัตถุดิบระดับโลก (Global Sourcing Hub) ผลิตในไทยส่งออกทั่วโลก สร้างงาน ลงทุนเพิ่ม รักษากระบวนการซัพพลายเชน พร้อมติดตามอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง เช่น ราคาพลาสติกและผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในช่วงมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา ยังไม่มีการขาดแคลนซัพพลายแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงการปรับราคาสินค้าขึ้น แต่อย่างใด   อย่างไรก็ตาม จากทิศทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความเคลื่อนไหวสูง (FMCG) ในช่องทางออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ถือ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญ โดยมุ่งกลยุทธ์การทำตลาดคอนเทนต์และดิจิทัล มากขึ้น “ช่วงที่ผ่านมา ยูนิลีเวอร์สร้างคอนเทนต์มากกว่า 1 ล้านชิ้นต่อวัน ถือเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่ที่สุดในไทย โดยทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง Meta, TikTok และ Lazada เพื่อยกระดับ e-Commerce ในไทย ปัจจุบัน 35-40% ของยอดขายมาจากช่องทางออนไลน์”   อาซีม ทิ้งท้ายว่า นอกจากสร้างความแข็งแรงต่อเนื่องให้กับพอร์ตฯ สินค้า FMCG ของยูนิลีเวอร์ อย่างต่อเนื่องแล้ว ขณะเดียวกันยังได้ขยายธุรกิจไปยังผลิตภัณฑ์กลุ่มเพื่อสุขภาพผู้บริโภค ‘เวลบีอิ้ง’ โดยมีแผนเปิดแบรนด์ใหม่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ยูนิลีเวอร์(ULVR.L) ประกาศเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เข้าซื้อกิจการแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Grüns จากสหรัฐอเมริกา) เพื่อมุ่งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ   ทั้งหมด คือ ส่วนหนึ่งของเส้นทางการพาไปสู่ ‘องค์กรร้อยปี’ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ในปี 2575 อีกด้วย 

May 28, 2026 / 0 Comments
read more

รพ.วิมุต ครบ 5 ปี ย้ำแข่งโรคยากในราคาเข้าถึงได้ เห็น Co-pay เป็นโอกาส ที่คนอื่นมองข้าม

Peace&Play

รพ. วิมุต ครบรอบ 5 ปี ปรับตำแหน่งสู่โรงพยาบาลราคาสมเหตุสมผล ชิงดีมานด์ตลาดคลินิค พรีเมียมโรงพยาบาลรัฐ มองระบบ ‘โค เปย์เมนต์’ เป็นโอกาสรับคนไข้ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพมาตรฐานเอกชน   จาก General Hospital หันสู้ตลาดโรคยาก-ซับซ้อน รพ.วิมุต ปรับโมเดลธุรกิจสู่ Integrated Specialty Hospital เน้น 5 กลุ่มโรค NCDs ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ใช้กลยุทธ์ Selective Growth เลือกตลาดที่โต แทนการแข่งขันขยายสาขาแบบเดิม รพ.วิมุต มอง Co-payment เป็นโอกาส ไม่ใช่อุปสรรค รองรับกลุ่มคนไข้ที่ต้องร่วมจ่ายกับประกัน ซึ่งมองหาคุณภาพเอกชนในราคาที่จ่ายไหว วางตัวชิงช่องระหว่างคลินิกพรีเมียมกับโรงพยาบาลรัฐได้พอดี โตจากต่างชาติและตลาดสุขภาพผู้หญิง คนไข้เมียนมาโต 141% เอเชียใต้โต 70% พร้อมโรดโชว์ขยายฐาน CLMV ครึ่งหลังปี 69 เตรียมเปิดตัวโปรแกรมสุขภาพสตรีครอบคลุมทุกช่วงวัย   นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด ในเครือพฤกษา เปิดเผยว่า ในปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ดำเนินกิจการครบรอบ 5 ปี พร้อมปรับตำแหน่งทางการตลาด (Repositioning Marketing) สู่โรงพยาบาลเอกที่เข้าถึงได้ในราคาสมเหตุสมผล (Reasonable  Price) ภายใต้แนวคิด โรงพยาบาลเฉพาะทางแบบบูรณาการ (Integrated Specialty Hospital’) ใน 5 กลุ่มโรคยากซับซ้อน ในสังคมไทย   สำหรับตำแหน่งใหม่โรงพยาบาลวิมุต ด้วยมองเห็นโอกาสจากสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกการเข้ารับบริการทางการแพทย์จากกลุ่มคนไข้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยบริการครบวงจรระดับโรงพยาบาลเอกชน จากตลาดกลุ่มคลินิกระดับพรีเมียม โรงพยาบาลรัฐ รวมถึงจากระบบโค-เปย์เมนต์ Co-Payment (เงื่อนไขในประกันสุขภาพที่ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลบางส่วน) ไม่ใช่อุปสรรคอีกด้วย เพื่อรองรับกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องร่วมจ่ายกับประกัน ซึ่งมองหาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ   หาโอกาสใหม่ในตลาดที่โต   นพ.นิพัฒน์ เสริมว่าจากเดิมโรงพยาบาลวิมุตเป็น General Hospital โรงพยาบาลรักษาโรคทั่วไป ซึ่งการเปลี่ยนผ่านในครั้งนี้เป็นส่วนหนี่งแผนรักษาอัตราการเติบโตภายใต้แนวทาง ‘Selective Growth’  การเลือกตลาดโต โดยใช้จุดแข็งในบริการเฉพาะด้านที่วางทิศทางธุรกิจไว้ชัดเจน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้อย่างเห็นได้ชัดในภาพรวมอุตสาหกรรมธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ที่เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันจำนวนสาขา สู่การแข่งขันด้านความชำนาญและผลลัพธ์การรักษา โดยเฉพาะในกลุ่มโรคซับซ้อนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก   “เราพบว่าผู้เล่นที่สามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือผู้เล่นที่เลือกตลาด แม้ในปี 2569 อุตฯ โรงพยาบาลเอกชนยังคงเติบโตต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจมีความท้าทายสูง”   โดย โรงพยาบาลวิมุต พร้อมดูแลตลาดรักษาบริการทางการแพทย์ 5 กลุ่มโรคยากสังคมไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วย   กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด กลุ่มโรคกระดูกและข้อ (ปัญหาข้อเสื่อม ปวดหลัง ปวดเข่า และอาการบาดเจ็บไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป) โรคระบบทางเดินอาหารและตับ กำลังเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพสำคัญของคนไทยจากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตเร่งรีบ โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในคนอายุน้อยและวัยทำงาน ปัญหาสำคัญคือผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีอาการในระยะแรก หรือมีเพียงท้องอืด ขับถ่ายผิดปกติ หรือปวดท้องเรื้อรัง จนละเลยการตรวจและพบโรคเมื่อลุกลามแล้ว รพ.วิมุต จึงเน้นการตรวจคัดกรองผ่าน Colonoscopy โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 45 ปีขึ้นไป พร้อมนำเทคโนโลยี Anorectal Manometry เข้ามาวินิจฉัยและ Biofeedback Therapy มาฟื้นฟูปัญหาระบบขับถ่าย สุขภาพเต้านม ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ผู้หญิงไทยกังวลมากที่สุด โดยมะเร็งเต้านมคือมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย   สำหรับทิศทางดังกล่าว ยังเพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพของคนไทยในยุคสังคมสูงวัยโดยใช้ความเข้าใจและองค์ความรู้ทางการแพทย์มาดูแลโรคยาก-ซับซ้อน พร้อมและสร้างระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงการดูแล ตั้งแต่   การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา การฟื้นฟู   พร้อมเตรียมขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะตลาดเมียนมาและเอเชียใต้ที่เติบโตสูงถึง 141% และ 70% ตามลำดับ และขยายฐานลูกค้ากลุ่มประกันภัยเติบโต 8% ส่วนลูกค้าองค์กรเติบโต 12% รวมถึงการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะด้านโดยเฉพาะบริการสุขภาพผู้หญิงที่เติบโต 12%   สำหรับแผนขยายการทำตลาดบริการสุขภาพในกลุ่มเป้าหมายคนไข้ต่างชาติ กลุ่มประเทศCLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และ เวียดนาม) จะดำเนินการทั้งการจัดกิจกรรมโรดโชว์โรงพยาบาลวิมุต ในพื้นที่ประเทศกลุ่มเป้าหมาย และ การทำตลาดผ่านตัวแทน (เอเยนซี) โดยเฉพาะประเทศเมียนมา ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด ส่วนกัมพูชา มีอัตราการเข้ารับบริการฯ ลดลงจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ในกลุ่มประเทศอ่าวตะวันออกลาง  เช่นกัน   ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุต แบ่งกลุ่มคนไข้เข้ารับบริการเป็นชาวไทย 90% (กลุ่มคนไข้ทั่วไป 40% ,กลุ่มองค์กร 60%) และชาวต่างชาติ รวมผู้พำนักอาศัยและทำงานในไทย (Expat) ราว 10% ใน 5 ประเทศอันดับแรก คือ   จีน เมียมา กัมพูชา มาเลซีย และ สิงคโปร์ กลุ่ม Expat   นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว เสริมว่า “แนวโน้มดังกล่าว รพ.วิมุต ยังเตรียมแผนการทำตลาดในกลุ่มเป้าหมายผู้หญิง ผ่านบริการโปรแกรมสุขภาพสตรี ที่ครอบคลุมความเสี่ยงโรคต่างๆ ในแต่ละช่วงวัย ในครึ่งหลังปี 2569 นี้ด้วย”   นอกจากนี้ โรงพยาบาลวิมุตยังร่วมกับพฤกษา เรียลเอสเตท ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในครือพฤกษา โฮลดิ้ง พัฒนาการออกแบบบ้านสุขภาวะ (Well-Being) โดยนำร่องไปแล้ว 2-3 โครงการก่อนหน้า พร้อมขยายการให้บริการด้านสุขภาพในโครงการต่างๆ ของพฤกษา เพื่อรองรับลูกบ้านกว่า 2.8 แสนครัวเรือน โดยตั้งเป้าปี 2569 จะสามารถให้บริการครอบคลุมสัดส่วน 20-30%   ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน และ โรงพยาบาลวิมุต เทพธารินทร์ มีจำนวนเตียงรวม 270 เตียง พร้อมทีมแพทย์ประจำ (Full Time) 40 คน และแพทย์พาร์ทไทม์กว่า 400 คน   สำหรับปี 2569  โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ตั้งเป้ารายได้ ที่ 1,500 ล้านบาท คาดเติบโต 15% จากปีก่อนหน้า โดยผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ทำรายได้ 337 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่ 283 ล้านบาท  ในขณะที่ปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,302 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,213 ล้านบาทในปี 2567 เติบโต 7%  โดยรายได้จาก   ผู้ป่วยนอก (OPD) อยู่ที่ 711 ล้านบาท รายได้จากผู้ป่วยใน (IPD) อยู่ที่ 591 ล้านบาท   โดยไตรมาส 4 ปี 2568 ทำรายได้รวม 376 ล้านบาท จากการขยายตัวของกลุ่มผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ    

May 27, 2026 / 0 Comments
read more

ปีพิเศษ ‘การบินไทย’ เลขมหัศจรรย์ 66-55-33 ยกระดับ ROP สู่ไลฟ์สไตล์ แอสเซท

BizKet

การบินไทยครบ 66 ปี เปิดแผนครึ่งหลังปี 69 ยกระดับ Royal Orchid Plus สู่อีโคซิสเต็ม เดินทาง-ไลฟ์สไตล์ พร้อมแคมเปญ Rise to Gold และบินตรงอัมสเตอร์ดัมครั้งแรกในรอบ 28 ปี   เลขมหัศจรรย์ 66-55-33 ปีพิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกัน การบินไทยครบ 66 ปี Royal Orchid Holidays ครบ 55 ปี และ ROP ครบ 33 ปีในปีเดียวกัน สะท้อนความต่อเนื่องของแบรนด์สายการบินแห่งชาติ ROP วางตำแหน่งใหม่สู่ Lifestyle Asset พัฒนาสู่อีโคซิสเต็ม เชื่อมการเดินทาง ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ครบลูปในบัตรใบเดียว และ แคมเปญ Rise to Gold เปิดเส้นทางลัดให้สมาชิกซิลเวอร์230,000 คนก้าวสู่ Gold ได้เร็วขึ้น บินตรงอัมสเตอร์ดัม ครั้งแรกในรอบ 28 ปี กลับมาให้บริการ 1 กรกฎาคมนี้ ด้วย Airbus A350-900 สัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน สมาชิก ROP รับสิทธิ์ใช้ไมล์แลกบัตรโดยสารเพียง 50% สำหรับเส้นทางนี้   ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปี 2569 การบินไทย สายการบินแห่งชาติ มีความพิเศษเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ กิจการดำเนินงานครบรอบ 66 ปี บริการ รอยัล ออร์คิด ฮอลิเดย์ (Royal Orchid Holidays – ROH) การท่องเที่ยวแบบครบวงจรจากการบินไทย มีอายุครบรอบ 55 ปี และ บริหารความสัมพันธ์ลูกค้าผ่านโปรแกรมลอยัลตี (Loyalty Program) โสมาชิกบัตร อาร์โอพี (ROP) หรือ รอยัล ออร์คิด พลัส (Royal Orchid Plus) ปัจจุบันมีอายุ 33 ปี   “ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และความคาดหวังของผู้โดยสารที่ต้องการประสบการณ์การเดินทางที่มากกว่าเดิม”       จากแนวโน้มดังกล่าว เป็นปัจจัยผลักดันสู่แผนธุรกิจในครึ่งหลังปี 2569 การบินไทย ด้วยกลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (loyalty Program) สมาชิกสายการบินไทย ผู้ถือบัตร รอยัล ออร์คิด พลัส (ROP) ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5.5 ล้านสมาชิกทั่วโลก และยังมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 40,000 คนต่อเดือน ครอบคลุม 3 ระดับบัตรสมาชิก คือ ซิลเวอร์ (Silver), โกลด์ (Gold) และ แพลตทินัม(Platinum) ทั้งรูปแบบธุรกิจ การเดินทางครอบครัว และการเดินทางแห่งความทรงจำ โดยมุ่งพัฒนา ROP เป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) เชื่อมโยงการเดินทาง ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรม สิทธิประโยชน์ และพันธมิตรใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของสมาชิกในระยะยาว     ปัจจุบันสมาชิก ROP มีฐานสมาชิกจำนวนมากที่สุดใน 5 ประเทศตามลำดับ คือ ไทย อังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย   “การบินไทยต้องพัฒนา ROP ให้เป็นมากกว่าระบบสะสมไมล์ทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างการบินไทยกับสมาชิก”     ด้าน กิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทย มองว่าสมาชิก ROP ถือเป็นไลฟ์สไตล์ แอสเสท (Lifestyle Asset) ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์การเดินทางและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมทั่วโลก ด้วยบัตรเดียวสามารถเข้าใช้เลานจ์ในเครือ Star Alliance ได้ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสมาชิกระดับโกลด์ พร้อมโดยในโอกาส ROP ครบรอบ 33 ปี ยังได้ปรับโฉมโลโก้ พร้อมทำแคมเปญ ‘Rise to Gold’ เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ โดยเฉพาะร่วมกับ Royal Orchid Holidays ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกใช้ไมล์ได้หลากหลายมากขึ้น   โดยแคมเปญ ‘Rise to Gold’ พัฒนาขึ้นจากความต้องการเชิงลึกของสมาชิก Silver กว่า 230,000 คน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่   สมาชิกที่เคยมีสถานะ Gold มาก่อน แต่ปัจจุบันลดลงมาเป็น Silver สมาชิกที่ใกล้ถึงสถานะ Gold แต่ยังไปไม่ถึง กลุ่ม Silver ที่เดินทางบ่อยในเส้นทางระยะสั้น (Short Haul) แต่ยังสะสมไมล์ไม่ถึงเกณฑ์ Gold   “แม้สมาชิกกลุ่มเหล่านี้จะมีลอยัลตีต่อการบินไทยสูงมาก แต่ข้อจำกัดด้านไลฟ์สไตล์ รูปแบบการเดินทาง และเวลาทำให้เส้นทางสู่ Gold ในแบบไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้ ทำให้ การบินไทยสร้างแคมเปญ ‘Rise to Gold’ ขึ้นมา เพื่อเป็นเส้นทางลัดสู่สถานะ Gold สำหรับสมาชิก Silver โดยเฉพาะ”   นอกจากนี้ การบินไทยยังร่วมกับธนาคารและพันธมิตรต่าง ๆ อาทิ บัตรเครดิตธนาคารพันธมิตร ให้สมาชิกใช้คะแนนหรือโอนพอยต์จากบัตรเครดิตเข้าระบบ เพื่อช่วยต่อยอดสถานะสมาชิกได้อีกด้วย เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม ซิลเวอร์ ที่มีการใช้งานสูง เดินทางสม่ำเสมอ แต่ยังไม่สามารถก้าวถึงสถานะโกลด์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแคมเปญ ‘Rise to Gold’ ในครั้งนี้ “พฤติกรรมสมาชิกส่วนใหญ่ นิยมใช้ไมล์แลกบัตรโดยสาร ที่พัก โรงแรม และร้านอาหาร ซึ่งการบินไทยมีบริการ Royal Orchid Holidays เข้ามาเติมเต็มในส่วนนี้ เพื่อให้สมาชิกสามารถใช้คะแนนได้สะดวกและหลากหลายยิ่งขึ้น”   สำหรับสิทธิพิเศษลอยัลตี โปรแกรม สมาชิกบัตร ROP อาทิ รับสิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อน บริการต้อนรับและดูแลพิเศษจากลูกเรือ รับสิทธิสำคัญ (Priority) บริการอาหารบนเที่ยวบิน รับสิทธิสำคัญ (Priority)บริการกระเป๋าสัมภาระ รับสิทธิ์อัปเกรดบัตรโดยสาร รับสิทธิ์ใช้บริการเลานจ์ทั่วโลกในเครือ Star Alliance   กิตติพงษ์ เสริมว่าในปี 2569 ยังเป็นวาระครบรอบ 55 ปีของ Royal Orchid Holidays ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทาง ไลฟ์สไตล์ และการใช้ไมล์สะสมให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์สมาชิกมากยิ่งขึ้น ด้วยหากสมาชิกที่ไม่มีเวลาเดินทาง สามารถนำคะแนนไปใช้ผ่านบริการ Royal Orchid Holidays ได้ในรูปแบบต่าง อาทิ การใช้ไมล์ร่วมกับเงินสด เพื่อแลกที่พักโรงแรม บริการเดินทางอื่น ฯลฯ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสมาชิกยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น จาการทำงานร่วมกับ ROP   ปัจจุบันแอปพลิเคชัน ROP ได้พัฒนาให้ใช้งานสะดวกขึ้น สมาชิกสามารถมองเห็นจำนวนที่นั่งที่เปิดให้แลกล่วงหน้าได้ชัดเจนขึ้น และระบบ Cash + Miles ช่วยเพิ่มทางเลือกให้สมาชิกที่มีไมล์จำนวนมาก สามารถใช้ไมล์ร่วมกับเงินสดได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงบริการทางเลือกใหม่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของสมาชิก โดยเฉพาะในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา โดยการบินไทยได้ปรับลดค่าธรรมเนียมน้ำมันลงสูงสุดประมาณ 30% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมจะขึ้นอยู่กับแต่ละเส้นทาง โดยสมาชิกสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านระบบของ ROP บินตรงอัมสเตอร์ดัม รอบ28 ปี   กิตติพงษ์ เสริมต่ออีกหนึ่งไฮไลต์ในครึ่งหลังปี 2569  การบินไทยเตรียมกลับมาให้บริการเส้นทางการบินตรงจากรุงเทพฯไปยังอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ถือเป็นครั้งแรกหลังยกเลิกเส้นทางนี้ไปนานถึง 28 ปี ด้วยบริการเที่ยวบินเครื่อง Airbus A350-900 เส้นทางกรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัม กำหนดตารางการเดินเวลาประมาณ 05:30 น. ให้บริการบินตรงสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบิน   “อัมสเตอร์ดัม ถือเป็นอีกหนึ่งเกตเวย์สำคัญของยุโรปที่การบินไทยกลับมาให้บริการอีกครั้งในปีนี้” ขณะเดียวกัน เพื่อร่วมฉลองการเปิดเส้นทางกรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม ในครั้งนี้ สมาชิก ROP ยังสามารถใช้ไมล์แลกบัตรโดยสารเส้นทางอัมสเตอร์ดัม พร้อมรับสิทธิ์ใช้ไมล์เพียง 50% สำหรับเส้นทางอัมสเตอร์ดัมทั้งขาไปและขากลับในช่วงเวลาใกล้เคียงกับตารางบินยุโรป   นอกจากนี้ ยังอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสารในแพ็กเกจ ‘Smart Gallery’ ของ Royal Orchid Holidays ที่ต้องออกเดินทางแต่เช้า ผ่าน ตั้งแต่ก่อนเดินทางเพื่อขึ้นเครื่อง อาทิ บริการเรียกรถจากบ้านไปสนามบิน เวาเชอร์ อาหาร พรีเมียมเลานจ์ รวมถึงสิทธิการจองที่พักใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ   โดยการบินไทย เตรียมจัดกิจกรรมการตลาดในแคมเปญ ‘รักคุณเท่าฟ้า’ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน นี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ โดยภายในงานได้จัดโปรโมชั่นบัตรโดยสารเส้นทางอัมสเตอร์ดัมในราคาพิเศษ รวมถึงตั๋วชั้นโดยสารประหยัด (Economy Class) บางระดับที่เมื่อเดินทางกลับมาแล้ว สามารถอัปเกรดสถานะขึ้นเป็นสมาชิกซิลเวอร์ ได้ทันที   “การบินไทย วางเป้าหมายการจัดกิจกรรมนี้ เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นเส้นทางสมาชิก ROP อย่างรวดเร็ว รวมทั้งสมาชิกใหม่” สำหรับแผนดังกล่าว การบินไทยวางเป็นกลยุทธ์การการตลาดพร้อมบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านโปรแกรมลอยัลตี สมาชิกบัตรอาร์โอพี ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญบริหารลูกค้าสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างการบินไทยกับสมาชิกทั้งการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อธุรกิจ และครอบครัว   เพื่อรองรับทุกการเดินทางให้ครอคุมตรงกับรูปแบบการใช้ชีวิตผู้โดยสารยุคใหม่ ทั้งนี้ หลังการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูกิจการและเริ่มกลับมาทำรายได้ จากรายงานผลประกอบการล่าสุดไตรมาสแรก (มกราคม-มีนาคม 2569) มีผลดำเนินงานรวมทั้งสิ้น 51,029 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.2% แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 10,107 ล้านบาท  

May 27, 2026 / 0 Comments
read more

ยารา คว้า Global Safety Award ย้ำ ‘ความปลอดภัย’ มาตรฐานธุรกิจโลก

PRnounce

ยาราประเทศไทย คว้า Global Safety Award ตอกย้ำ มาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมระดับโลก   ยารา ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและการทำงานที่ปลอดภัย โดยล่าสุด ได้รับรางวัล Yara Global Safety Award 2025 จากความสำเร็จในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร “Safe by Choice” การันตีความเป็นเลิศด้านการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในระดับสากล   ด้วยรากฐานความสำเร็จกว่า 120 ปี นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของยารา ณ ประเทศนอร์เวย์ สู่การนำเข้าและจัดจำหน่ายปุ๋ยคุณภาพพรีเมียมในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 และต่อยอดความมุ่งมั่นด้วยการจัดตั้งโรงงานบรรจุปุ๋ยอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2559 ณ คลังสินค้าพูลพิพัฒน์ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งการเลือกทำเลแห่งนี้ไม่ได้คำนึงถึงเพียงพื้นที่ใช้สอยเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์บนศักยภาพของทำเลที่เชื่อมต่อโครงข่ายโลจิสติกส์สำคัญได้อย่างครบวงจร ทั้งการขนส่งทางบกและทางน้ำ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว   เบื้องหลังความสำเร็จและก้าวที่มั่นคงของยารา ขับเคลื่อนด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้น ‘ความเป็นเลิศด้านการปฏิบัติการ’ (Operational Excellence) ซึ่งเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทุกคน ตลอดจนพันธมิตรทางธุรกิจที่มีจุดยืนร่วมกัน โดยยาราให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของพนักงานควบคู่ไปกับคุณภาพของสินค้า   ยาราได้ยกระดับกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ จากอดีตที่อาศัยแรงงานคนบรรจุปุ๋ยในพื้นที่กลางแจ้ง สู่การปฏิบัติงานในที่ร่มทั้งหมด 100% พร้อมนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Automation) เข้ามาทดแทนแรงงานในจุดที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะการยกของหนัก การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางกายภาพและเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน แต่ยังส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้แก่พนักงานในระยะยาว ผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจคือ ยาราสามารถรักษาสถิติการดำเนินงานที่ปราศจากอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 7 ปี   ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ยาราสานต่อเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนผ่านการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยริเริ่มการใช้กระสอบดีไซน์ใหม่ “Renobag” ซึ่งสามารถลดการใช้พลาสติกได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับกระสอบแบบเดิม ถือเป็นการลดการใช้ทรัพยากรและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีนี้ ยาราตั้งเป้าหมายที่จะขยายสัดส่วนการใช้บรรจุภัณฑ์ Renobag ให้ครอบคลุมถึง 60% ของสินค้าทั้งหมด ซึ่งเท่ากับการลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ได้มากถึง 500 ตัน/ปี หรือเทียบได้กับช้าง 100 เชือก   นอกเหนือจากการพัฒนากระบวนการภายในโรงงานบรรจุ ยารายังได้นำ “ระบบจองคิวรถบรรทุกล่วงหน้า” มาใช้บริหารจัดการการเข้า-ออกของรถรับสินค้า ช่วยลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และยกระดับประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง คลังสินค้าพูลพิพัฒน์บางไทร ในการปรับปรุงระบบจราจรภายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดบนเส้นทางที่มีรถบรรทุกสัญจรหนาแน่น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างยาราและคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ในฐานะเจ้าของพื้นที่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของทุกคนที่เข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้ อาทิ การกำหนดให้ผู้ที่เข้ามาภายในรั้วคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ต้องสวมใส่เสื้อสะท้อนแสงทันที การจัดสรรพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าและเลนจักรยานอย่างชัดเจน รวมถึงการติดตั้งรั้วกั้นบริเวณหน้าท่าเรือ ซึ่งพูลพิพัฒน์สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำ เพื่อยกระดับความปลอดภัยบริเวณหน้าท่า ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับพนักงานและผู้ปฏิบัติงานทุกคน คุณ นันทิยา พิทักษ์วงษ์ดีงาม  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยาราในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย ให้ความสำคัญกับพนักงาน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ผู้ให้เช่าพื้นที่โรงงานและคลังสินค้า ซึ่งร่วมส่งเสริมและสนับสนุนนโยบายด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมของยารามาอย่างยาวนานกว่าทศวรรษ นับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับปรัชญา Safe by Choice ของยารา ที่มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร และเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ในระดับโลก ยาราจึงมอบรางวัล Yara Global Safety Award ให้แก่ประเทศที่มีความเป็นเลิศด้านความปลอดภัย โดยยาราประเทศไทยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ในการประกาศผลครั้งล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา” คุณ ธำรงรัตน์ พิศาลบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จของยาราในครั้งนี้สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างองค์กร ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพูลพิพัฒน์ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ที่ร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมการทำงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล   ทั้งนี้ พูลพิพัฒน์ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการคลังสินค้าให้เป็นมากกว่าพื้นที่จัดเก็บสินค้า แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจลูกค้า ควบคู่ไปกับความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกมิติ”

May 26, 2026 / 0 Comments
read more

แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ขายความรู้สึกเหมือนบ้าน กลางกรุงเทพฯ

PRnounce

สัมผัสความอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นจาก แมริออท เอ็กเซ็คคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ในกรุงเทพฯ   แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ (Marriott Executive Apartments) หนึ่งในแบรนด์ภายใต้พอร์ตโฟลิโอของ แมริออท บอนวอย ซึ่งประกอบไปด้วยโรงแรมคุณภาพกว่า 30 แบรนด์ทั่วโลก ขอเชิญชวนนักธุรกิจ นักเดินทางในเมือง และ ครอบครัว มาสัมผัสความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านในย่านที่มีชีวิตชีวาที่สุดของกรุงเทพฯ พร้อมรับข้อเสนอพิเศษใหม่ที่ผสานความสะดวกสบายแบบที่พักอาศัยเข้ากับสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ายิ่งขึ้น   ข้อมูลที่น่าสนใจ   ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับแมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ และ การอัพเดตสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิก แมริออท บอนวอย การออกแบบ: ห้องพักทุกห้องได้รับการออกแบบเพื่อความลงตัวระหว่างความสะดวกสบายในการพักผ่อน และ การทำงาน โดยมีพื้นที่นั่งเล่น และ พื้นที่รับประทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน สิ่งอำนวยความสะดวกที่มาพร้อมบริการระดับโรงแรม: ห้องพักประกอบไปด้วยห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน รวมถึงเครื่องซักผ้า และ เครื่องอบผ้า พร้อมสิทธิประโยชน์และบริการระดับมืออาชีพภายใต้แบรนด์โรงแรมระดับโลก จำนวนที่พักภายใต้แบรนด์ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ในกรุงเทพฯ: มีทั้งหมด 6 แห่ง ในทำเลที่พักอาศัยยอดนิยม รวมถึง ทองหล่อ สุขุมวิท และ สาทร การยกระดับคะแนนสะสม: สมาชิกแมริออท บอนวอย สามารถสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ได้ง่ายยิ่งขึ้น รับคะแนนแมริออท บอนวอย 5 คะแนน ต่อการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.5 คะแนน ต่อการใช้จ่ายทุกๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐ) รับเครดิตสถานะ Elite 1 คืน ต่อการเข้าพักที่ตรงตามเงื่อนไขทุกๆ 1 คืน (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต้องพัก 3 คืนจึงจะได้รับ 1 เครดิต) รับคะแนนโบนัส Elite สำหรับอัตราค่าห้องพักที่ตรงตามเงื่อนไข   แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ทั้ง 6 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมืองย่านทองหล่อ สุขุมวิท และ สาทร ผสมผสานความสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านเข้ากับบริการรับระดับโลกได้อย่างลงตัว แต่ละแห่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการทำงานและการพักผ่อน โดยมีพื้นที่นั่งเล่นและพื้นที่รับประทานอาหารที่แยกเป็นสัดส่วน ห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน และ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้าภายในห้องพัก นอกจากนี้เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักให้ดียิ่งขึ้น สมาชิก แมริออท บอนวอย ยังได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากภายใต้การอัปเดตใหม่นี้ โดยสมาชิกจะได้รับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 5 คะแนนต่อการใช้จ่าย 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับเครดิตสถานะ Elite เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าโดยคิดเป็น 1 เครดิตต่อ 1 คืน และรับคะแนนโบนัส Elite เพิ่มเติม   ด้วยการสะสมคะแนนที่คุ้มค่ายิ่งขึ้นและการเลื่อนระดับสถานะที่รวดเร็วกว่าเดิม จึงไม่มีช่วงเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่านี้ ในการสัมผัสประสบการณ์พักผ่อนที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ณ ที่พักทั้ง 6 แห่งของ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ ในกรุงเทพฯ   ทองหล่อ: สัมผัสจังหวะชีวิตแห่งกรุงเทพฯยุคใหม่ ตั้งแต่บาร์เครื่องดื่มสุดสร้างสรรค์ ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง ไปจนถึงร้านรวงสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทองหล่อคือหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดของคนมีสไตล์ โดดเด่นทั้งด้านรสนิยมและคุณภาพชีวิต ย่านนี้เต็มไปด้วยความทันสมัย มีชีวิตชีวา และตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกใกล้ถนนสุขุมวิท พร้อมเป็นแหล่งรวมตัวของผู้คนระดับแนวหน้า   แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพฯ ทาวน์ฮอล สุขุมวิท ตั้งอยู่บนซอยสุขุมวิท 49 ใกล้กับโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท หนึ่งในศูนย์การแพทย์นานาชาติชั้นนำของกรุงเทพฯ และอยู่ไม่ไกลจากย่านทองหล่อที่เต็มไปด้วยสีสันของไลฟ์สไตล์เมือง เพียงไม่กี่ก้าวจากที่พัก แขกสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ณ ทาวน์ฮอล ไลฟ์สไตล์ พาร์ค ตั้งแต่กิจกรรมเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน ไปจนถึงร้านอาหารที่โดดเด่น ผ่อนคลายกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งและทรีเฮ้าส์ (Treehouse) พื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งอันเงียบสงบหรืออิ่มอร่อยกับอาหารเอเชียนคอมฟอร์ทฟู้ดที่ห้องอาหารเซวา (Seva) ยกระดับการพักผ่อนสู่ประสบการณ์เหนือระดับ ณ เพนท์เฮาส์สวีท พื้นที่กว้างขวางถึง 175 ตารางเมตร ครบครันด้วย 3 ห้องนอนที่ออกแบบมาอย่างลงตัว พร้อมให้คุณดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯ ได้อย่างเต็มสายตา   แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ทองหล่อ ตั้งอยู่บนใจกลางสุขุมวิท พร้อมมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่เหนือระดับด้วยห้องพักสไตล์อพาร์ทเมนท์ขนาด 1 2 และ 3 ห้องนอน ที่เน้นความสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศ ทั้งสระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้าและฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย เดินทางสะดวกสบายเพียง 250 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสทองหล่อ ให้คุณเชื่อมต่อทุกจุดหมายในเมืองได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะปิดท้ายค่ำคืนอันแสนพิเศษที่ อ็อคเทพ รูฟท็อป บาร์ เลานจ์ แอนด์ บาร์ (Octave Rooftop Lounge & Bar) แลนด์มาร์กสุดหรูที่พร้อมให้คุณดื่มด่ำกับเครื่องดื่มรสเลิศและทัศนียภาพของกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา 360 องศา   พร้อมพงษ์: ตั้งอยู่ในทำเลศูนย์กลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยแสงสีแห่งนี้รายล้อมไปด้วยศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ อาคารสำนักงาน ศูนย์การประชุมชั้นนำ และสวนสาธารณะสำหรับการพักผ่อนอย่างเงียบสงบ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สุขุมวิท พาร์ค กรุงเทพฯ เปรียบเสมือนโอเอซิสแห่งความสงบที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งนักธุรกิจ คู่รัก และครอบครัวอย่างลงตัว ครบครันด้วยเอกสิทธิ์แห่งการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือ สนามกอล์ฟกลางแจ้ง สปา ฟิตเนส สนามเทนนิส แบตมินตัน และสควอช รวมไปถึงคิดส์คลับ ห้องพักสไตล์สตูดิโอและอพาร์ทเมนท์มีพื้นที่กว้างขวางสูงสุดถึง 180 ตารางเมตร พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่คัดสรรมาอย่างดี เพื่อให้ทุกการเข้าพักราบรื่นไร้กังวล อีกทั้งยังสามารถเดินทางไปยัง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ และ UOB Live ได้อย่างสะดวกสบาย   สุขุมวิทตอนบน: ย่านที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วแห่งนี้ เป็นที่ตั้งของแหล่งธุรกิจและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ คลาวด์ อีเลฟเว่น (Cloud 11) ทรู ดิจิทัล พาร์ค (True Digital Park) และ เซ็นจูรี่ เดอะ มูฟวี่ พลาซา สุขุมวิท (Century The Movie Plaza Sukhumvit)   แมริออท เอ็กเซคคิวทีฟ อพาร์ทเม้นท์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท 50 เป็นที่พักที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักได้ ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบายของย่านที่กำลังเติบโต ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อ่อนนุชเพียง 800 เมตร ห้องสวีททุกห้องได้รับการออกแบบอย่างลงตัว รองรับทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว มีให้เลือกสูงสุดถึง 3 ห้องนอน พร้อมพื้นที่ใช้สอยที่โปร่งสบายและสามารถรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ได้แก่ สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร และฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงห้องประชุมสำหรับการประชุมขนาดเล็กอย่างเป็นส่วนตัว   แมริออท เอ็กเซคคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท 101 ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสำหรับผู้เข้าร่วมงานอีเวนต์และนิทรรศการ โดยอยู่ห่างจากศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เพียง 2 สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแสดงสินค้า การประชุม และคอนเสิร์ตระดับนานาชาติอยู่เป็นประจำ แขกสามารถเลือกเข้าพักในห้องสวีทที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงแรม เช่น ห้องอาหาร ฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ และห้องประชุม   สาทร: ศูนย์กลางทางการเงินของกรุงเทพฯ หรือที่รู้จักในนาม “Wall Street แห่งกรุงเทพฯ” ถนนสาทรเป็นที่ตั้งของบริษัทการเงินชั้นนำของโลก บริษัทข้ามชาติ และสถานทูต พร้อมรายล้อมด้วยแหล่งวัฒนธรรมและร้านอาหารชั้นเลิศที่หลากหลาย แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ สาทรวิสต้า กรุงเทพฯ มอบประสบการณ์การพักอาศัยรูปแบบใหม่ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ความเป็นส่วนตัว และความสะดวกสบายที่ทันสมัย เลือกเข้าพักได้ตั้งแต่ห้องแบบ 1 ถึง 3 ห้องนอน ขนาด 65–165 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่นั่งเล่นแบบเปิดโล่งและครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน สิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม ได้แก่ ฟิตเนสที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ซาวน่า โยคะ ห้องเกมส์ ห้องอาหาร พื้นที่ทำงาน และห้องพักที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง ที่ตั้งใกล้ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินเอ็มอาร์ทีและรถไฟฟ้าบีทีเอส สามารถเดินทางไปยังย่านสีลมที่คึกคัก ย่านสุรวงศ์ที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรม และแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างง่ายดาย   สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและการสำรองที่พักกับ แมริออท เอ็กเซ็กคิวทีฟ อพาร์ทเมนท์ กรุณาคลิกที่นี่ (https://www.marriott.com/search/submitSearch.mi?searchType=HotelList&hotelList=BKKBP,BKKEO,BKKEF,BKKEA,BKKSP,BKKTS )

May 25, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ หนุนอนุรักษ์ทะเลไทย ส่งต่อพลังธุรกิจสู่แนวปะการังยั่งยืน

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ มอบเงินสนับสนุน มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล   บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ด้วยการมอบเงินสนับสนุนการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมของ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2569 จำนวนเงิน 500,000 บาท โดยมี พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธีรับมอบ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร อยู่ยืน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ผู้แทนจากบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ อาคารซี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569   ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะลไทย เปิดเผยว่า บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะระบบนิเวศใต้ท้องทะเลซึ่งเป็นหัวใจของความสมดุลทางธรรมชาติ และฐานรากของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีพระดำริในการส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการฟื้นฟูแนวปะการังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเล ตลอดจนกระตุ้นปลูกจิตสำนึกของประชาชนและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์แนวปะการัง รวมทั้งเผยแพร่ให้สาธารณชนทั่วไปทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้ทราบถึงประโยชน์และการให้ความร่วมมือและตระหนักรู้ในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนสืบไป สำหรับกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่ร่วมมอบเงินสนับสนุนในครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 11 ราย ประกอบด้วย บริษัท เดอะทับแขก รีสอร์ท จำกัด บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบา (Toba Aquarium) บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด

May 25, 2026 / 0 Comments
read more

‘คาราบาว’ ใช้พลังอินฟลูฯ พาดูรอบชิง Carabao Cup เชื่อมแบรนด์กับแฟนบอล

WeView

คาราบาว พา 10 อินฟลูเอนเซอร์สายฟุตบอล ชมรอบชิง Carabao Cup ถึงอังกฤษ สะท้อนกลยุทธ์ใช้ ‘Creator Marketing’  เชื่อมแบรนด์เข้ากับวัฒนธรรมแฟนบอล   คาราบาวพาอินฟลูเอนเซอร์ฟุตบอลกว่า 10 คน ชมรอบชิง Carabao Cup ถึง Wembley Stadium ประเทศอังกฤษ แบบติดขอบสนาม แบรนด์ใช้ ‘ประสบการณ์จริง’ แทนการสื่อสารแบบโฆษณา ผ่านโมเมนต์ฟุตบอลระดับโลกและคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ คาราบาวต่อสัญญาสนับสนุน Carabao Cup ถึงฤดูกาล 2028/29 รวมระยะเวลา 12 ปี เพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ในระดับนานาชาติ   คาราบาว กับกลยุทธ์การตลาดผ่านประสบการณ์ นำอินฟลูเอ็นเซอร์ฟุตบอลไทยกว่า 10 คน เดินทางสู่ประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าร่วมชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ‘Carabao Cup’ ฤดูกาล 2025/26 ณ สนาม Wembley Stadium แบบติดขอบสนาม   สำหรับกิจกรรมของคาราบาว ผ่านทริปนี้ ยังเพื่อตอกย้ำบทบาทของแบรนด์ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของรายการฟุตบอลระดับนานาชาติ  ‘Carabao Cup’ ผ่านการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ระหว่าง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สองสโมสรชั้นนำของโลก   โดยการแข่งขันในวันนี้ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเชียร์ที่เข้มข้นและเต็มไปด้วยแฟนบอลจากทั่วโลก สะท้อนความยิ่งใหญ่ของรายการ ‘Carabao Cup’ ในฐานะฟุตบอลถ้วยที่ได้รับความสนใจในระดับสากล   และเมื่อเร็วๆนี้ คาราบาว กรุ๊ป ยังได้ขยายความร่วมมือในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ‘Carabao Cup’ อย่างต่อเนื่องไปจนถึงฤดูกาล 2028/29 รวมระยะเวลา 12 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟนฟุตบอล ผ่านการเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับช่วงเวลาสำคัญของการแข่งขันในระดับโลก   สำหรับทริปในครั้งนี้ อินฟลูเอนเซอร์ ยังจะได้รับประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่หาไม่ได้จากที่อื่น อาทิ การรับชมการแข่งขันแบบติดขอบสนาม การเข้าถึงพื้นที่สำคัญของการแข่งขัน เช่น บริเวณข้างสนามในช่วงเวลาการแข่งขันจริง พื้นที่พิธีมอบถ้วยแชมป์ การร่วมช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของนักฟุตบอลอย่างใกล้ชิด   นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ โอกาสในการพบปะกับตำนานนักฟุตบอลระดับโลก ทั้ง Nigel Winterburn และ Tony Adams จากสโมสรอาร์เซนอล รวมถึง Paul Dickov และ Shaun Goater จากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมสัมผัสถ้วย ‘Carabao Cup’ อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น   ขณะเดียวกัน อินฟลูเอนเซอร์ยังได้เข้าร่วมทัวร์สนาม Wembley Stadium ในมุมมองเบื้องหลัง รวมถึงการเยี่ยมชม Emirates Stadium สนามเหย้าของสโมสรอาร์เซนอล เพื่อสัมผัสบรรยากาศฟุตบอลอังกฤษ อีกด้วย สร้างประสบการณ์ร่วมอินฟลูฯ   ด้าน ‘ผักกาด’ จากเพจ Pakgard is here หนึ่งในผู้ร่วมทริปในครั้งนี้  บอกว่า “ตื่นเต้นมาก ตั้งแต่เดินมาถึงสนาม บรรยากาศยิ่งใหญ่กว่าที่คิด ประทับใจมากจริงๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัส”   ขณะที่ ‘ชุ แมนซิตี้’ กล่าวว่า “ขอบคุณคาราบาวมากที่มอบโอกาสให้ได้มาชมรอบชิงชนะเลิศแบบใกล้ชิดแบบนี้ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษมากจริงๆ”   โดยกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนแนวคิด ‘เชียร์บอล เชียร์บาว เชียร์ได้สุด เชียร์กับคาราบาว’ ได้อย่างชัดเจน พร้อมตอกย้ำบทบาทของ ‘คาราบาว’ ในการเชื่อมโยงประสบการณ์ฟุตบอลระดับโลกเข้ากับแฟนบอลไทย ผ่านประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่างและเข้าถึงได้จริง ผ่านหนึ่งในกลยุทธ​การสื่อสารแบรนด์สู่ระดับโลกผ่าน อินฟลูเอ็นเซอร์สายฟุตบอล ตัวจริงในทริปนี้

May 25, 2026 / 0 Comments
read more

เทรนด์ Long-Stay มาแรง ONYX เปิด ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ ชิงดีมานด์อยู่ยาวใน EEC

BizKet

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ร่วมทุน ญี่ปุ่น เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ เปิดโครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ เชื่อมแบรนด์โรงแรมในเครือ สร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมครบวงจร เจาะตลาดพำนักระยะยาวพัทยา-EEC   Long-Stay กำลังกลายเป็นเทรนด์ใหม่และใหญ่ อินไซต์นักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้มองหาที่พักเพียงระยะสั้น แต่ต้องการพื้นที่ใช้ชีวิตที่ยืดหยุ่นและอยู่ได้จริงเหมือนบ้าน ผลักดันสู่ความต้องการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และที่พักกึ่งอยู่อาศัย ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทั้งในไทยและระดับโลก EEC ดึงดูดผู้พำนักระยะยาวเพิ่มขึ้น พัทยาและพื้นที่ EEC ปลายทางเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ที่กำลังกลายเป็นฐานของนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ ด้วยทำเลที่เชื่อมเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ทำให้ความต้องการที่พักระยะยาวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โรงแรมกำลังเปลี่ยนสู่ธุรกิจ Living Ecosystem ONYX ใช้แบรนด์ Shama เติมพอร์ตระหว่างโรงแรมและที่อยู่อาศัย สร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากกว่าการเข้าพัก สะท้อนทิศทางใหม่ของธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ที่แข่งขันด้วยคุณภาพการอยู่อาศัย ความยืดหยุ่น และการสร้างชุมชนระยะยาว   ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผู้บริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรูในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  (ONYX Hospitality Group) กล่าวว่า ออนิกซ์ ฯ ลงนามในสัญญาร่วมทุนกับ บริษัท เจอาร์ คิวชู บิสิเนส ดีวีลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (JR Kyushu Business Development (Thailand) Co. Ltd.) บริษัทในเครือของ คิวชู เรลเวย์ คอมพานี (Kyushu Railway Company) หนึ่งในองค์กรชั้นนำของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว   สำหรับการลงนามฯ ครั้งนี้ เพื่อพัฒนาโครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ (Shama North Pattaya) และยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มออนิกซ์ฯ จากการใช้จุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแบรนด์ชามา (Shama) เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดการเข้าพักทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ศักยภาพเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของไทย ในปี2569 และในอนาคต   โดยความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการต่อยอดพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กร จากความสำเร็จในโครงการ ‘ชามา เลควิว อโศก’ (Shama Lakeview Asoke) ที่ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ให้เข้ารับบริหารและเป็นที่ยอมรับในฐานะหนึ่งในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชั้นนำในย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมา   สำหรับโครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบเชิงกลยุทธ์สำคัญ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของออนิกซ์ โดยร่วมกับแบรนด์หลักอย่าง อมารี (Amari) และ โอโซ่ (OZO) เพื่อสร้างคลัสเตอร์ธุรกิจโรงแรมที่มีความเชื่อมโยงและครบวงจรมากยิ่งขึ้นในพื้นที่พัทยา ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูง โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)   ยุทธชัย กล่าวว่า โครงการชามา นอร์ธ พัทยา จะยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำสำหรับผู้พำนักระยะยาว (Long-Stay)ทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมที่พักอาศัยของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีนานาชาติ   “แบรนด์ชามา  พัฒนาการเติบโตจากความเข้าใจเชิงลึกต่อความต้องการของตลาดการเข้าพักลอง-สเตย์ หลังศึกษาแนวโน้มพบว่ามีศักยภาพการเติบโต ชัดเจนในอนาคต”   นอกจากนี้ โครงการภายใต้แบรนด์ชามา แต่ละแห่งได้รับการพัฒนาจากอินไซต์พฤติกรรมและความคาดหวังของผู้พักอาศัย โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยครอบคลุมทั้งความสะดวกสบาย ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และความอบอุ่นเสมือนบ้าน ภายใต้มาตรฐานระดับสากล     ด้าน ‘โทชิฮิโระ โมริ’ Director and Senior Managing Executive Officer ตัวแทนบริษัท คิวชู เรลเวย์ คอมพานี กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ เจ อาร์ คิว ชู กรุ๊ป ในการสานต่อความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในประเทศไทย เพื่อต่อยอดจากความสำเร็จจากโครงการ ชามา เลควิว อโศก กรุงเทพฯ   สำหรับโครงการ ชามา นอร์ธ พัทยา บริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพอันแข็งแกร่งของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางรีสอร์ตชั้นนำภายใต้เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พร้อมให้ความเชื่อมั่นในประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านฮอสพิทาลิตี้ของกลุ่มออนิกซ์ฯ ที่จะสามารถส่งมอบโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของทั้งผู้เข้าพักชาวไทยและนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ   “ความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างคุณค่าระยะยาวและความสำเร็จที่ยั่งยืนร่วมกัน”   Key Takeaways โครงการ ‘ชามา นอร์ธ พัทยา’ มีมูลค่าการลงทุนและพัฒนาโครงการราว 750 ล้านบาท ตั้งอยู่ในทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในพัทยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในพื้นที่ EEC โครงการมุ่งเน้นการให้บริการที่ผสมผสานความสะดวกสบายของเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์เข้ากับบริการระดับโรงแรมชั้นนำ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่พักอาศัยระยะยาว ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2569 และในอนาคต ความร่วมมือระหว่าง ONYX และ JR Kyushu สะท้อนว่า อนาคตธุรกิจโรงแรมจะไม่ได้แข่งขันเฉพาะนักท่องเที่ยวระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังมุ่งสู่ตลาด Long-Stay, Expat, Digital Nomad และผู้พำนักในเมืองเศรษฐกิจใหม่  ซึ่งมีมูลค่าต่อคนสูงกว่าและสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว    

May 25, 2026 / 0 Comments
read more

TRUE ส่ง’เอมี่’แม่บ้านเอไอ เปลี่ยนเกมเน็ตบ้าน ขยับสู่ เทคฯ คอม-เวลเนส อีโคซิสเต็ม

EcoVative

TRUE ย้ำ AI-First เปิดตัว TrueOnline Home Next พร้อม ‘เอมี่’ ผู้ช่วยอัจฉริยะประจำบ้าน จุดเริ่มความล้ำสู่ธุรกิจเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อ Smart Home-Wellbeing และ Ecosystem ข้ามอุตสาหกรรมในอนาคต   จากเน็ตบ้านสู่แพลตฟอร์มชีวิต ทรูไม่ได้แข่งขันด้วยความเร็วอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนบ้านให้เป็นศูนย์กลางของ AI และบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวัน AI จะกลายเป็นประตูเชื่อมทุกอุตสาหกรรม ‘เอมี่’ จุดเริ่มต้นของ Ecosystem ที่สามารถเชื่อมสุขภาพ อสังหาฯ ค้าปลีก การศึกษา และบริการใหม่ๆ เข้าด้วยกันบนฐานข้อมูลเดียว Wellbeing คือสนามแข่งขันใหม่ องค์กรเทคโนโลยีระดับโลกกำลังขยับจากการขายอุปกรณ์ สู่การดูแลคุณภาพชีวิตผู้คน ซึ่งทรูกำลังวางตำแหน่งตัวเองอยู่ในทิศทางเดียวกัน   หลังจากเมื่อต้นปี 2569 ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ TRUE ประกาศวิสัยทัศน์สู่องค์กร ‘AI-First’ อย่างเต็มรูปแบบ โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวใจหลักขับเคลื่อนธุรกิจ ไปพร้อมกับสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) รวมถึง ‘คนเอไอ’ ทั้งภายในและนอกองค์กร เพื่อรองรับอนาคตประเทศไทยที่มุ่งสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลที่เชื่อมกับโลกทั้งใบ   ในกลางปีนี้  TRUE ขยับใหญ่อีกครั้งสำหรับ ‘ทรูออนไลน์’  ผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet) เปิดตัว ‘TrueOnline Home Next’ ที่มาพร้อมกับโซลูชั่นเอไอ ‘TrueX Home Hub’ และ ‘เอมี่’ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่จะพาอินเทอร์เน็ตบ้านเข้าสู่อนาคตการอยู่อาศัยอัจฉริยะ   ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) องค์กรเทคโนโลยี (Technology Company)  เปิดเผยว่า ทรู  ได้นำ AI Smart Home ให้บริการเป็นรายแรกในไทย ภายใต้แนวคิดโซลูชั่น ‘TrueOnline Home Next’ จากจุดเริ่มต้นของสัญญาณอินเทอร์เน็ตบ้านเพียงจุดเดียว ให้สามารถแผ่ขยายไปสู่ทุกความต้องการใช้ชีวิตภายในบ้าน ตั้งแต่ WiFi ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบ้านสู่ระบบบ้านอัจฉริยะ   โดย ‘TrueOnline Home Next’ ใช้เทคโนโลยี AI และ Smart Home จาก TrueX พร้อมร่วมมือกับ Tuya ผู้นำ AI IoT Cloud Platform ชั้นนำของโลกและ T3 Technology นำเทคโนโลยี Smart Home ร่วมสร้างประสบการณ์บ้านอัจฉริยะ ที่สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ TrueX ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ Tuya กว่า 3,000,000 ชิ้นในไทยได้อย่างสะดวก โดยมี ‘เอมี่’ (Ami) เป็นศูนย์กลางการควบคุมอัจฉริยะประจำบ้าน ทำหน้าที่ตอบคำถามทั่วไปที่สั่งงานได้ด้วยเสียงภาษาไทย 100% ให้กับผู้อยู่อาศัย/ผู้ใช้งานในบ้าน ตอบโจทย์ด้านความปลอดภัย ความบันเทิง และการจัดการระบบพลังงานภายในบ้าน ฯลฯ “อุปกรณ์ยังเชื่อมต่อกล้องวงจรปิดที่มี AI อัจฉริยะ สามารถแยกแยะบุคคล เสียงเด็กร้อง และสัตว์เลี้ยง รวมถึงการแยกแยะพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือพฤติกรรมอันตรายของสัตว์เลี้ยง และสรุปออกมาเป็นสถิติและคำแนะนำในการเลี้ยงดูได้เป็นภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติ”   ฐานพล บอกว่าจากแนวคิดดังกล่าว ทรูออนไลน์ ยังมองเห็นโอกาสจากรายงาน Digital 2025 : Thailand ของ We Are Social และ Meltwater เผยตัวเลขที่น่าสนใจของตลาด Smart Home ในประเทศไทยปี 2025 พบว่า มีครัวเรือนไทยที่เลือกใช้อุปกรณ์ Smart Home แล้วกว่า 12.3 ล้านชิ้น ที่ยังต้องการระบบ/โซลูชั่นการเชื่อมต่ออัจฉริยะมารองรับ อีกด้วย   TrueOnline Home Next ทำงานยังไง?   สำหรับ ‘TrueX Home Hub’  ยังมาพร้อมกับกล่อง TrueID TV Gen3 กล่องทีวี AI อัจฉริยะความคมชัดระดับ 4K HDR มีกล้องในตัว และ สมาร์ท ดีไวซ์ ต่าง ๆ อาทิ   สมาร์ทปลั๊ก ด้วยฟีเจอร์ดูการใช้งานพลังงาน หลอดไฟอัจฉริยะที่สามารถปรับไฟเป็นโหมด Biorhythm ปรับแสง-สีไฟตามนาฬิกาชีวภาพอัตโนมัติ Solar Smart Home Solution จาก Altervim อำนวยความสะดวกในทุกวันของทุกคนในบ้าน ด้านความปลอดภัยและประหยัดพลังงานมากขึ้น เข้าถึงเน็ตบ้าน 60% ในไทย   ฐานพล กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำตลาด ‘TrueOnline Home Next’  วางไว้สองรูปแบบหลัก คือ การจำหน่ายอุปกรณ์เสริมแยกเป็นรายผลิตภัณฑ์ ตามความต้องการของผู้ใช้งาน และ โซลูชั่นบริการครบวงจรสำหรับผู้ติดตั้งอินเทอร์เน็ตบ้านทรู ออนไลน์   พร้อมกันนี้ ทรู ยังจัดกิจกรรมการตลาดผ่านโปรโมชั่น สำหรับกลุ่มลูกค้าทรูออนไลน์ (เดิม) สามารถรับ ‘เอมี่’ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ได้ในราคา 119 บาทต่อเดือน จากปกติ 179 บาทต่อเดือน พร้อมเพิ่มบริการ Pet AI Care ผู้ช่วย AI ดูแลสัตว์เลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง ในราคาเพียง 99 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569   ทรู วางไว้เป้าหมายหลักในการทำตลาด ‘TrueOnline Home Next’  ทั้งการตอกย้ำบทบาท ทรูออนไลน์ ในฐานะแบรนด์โซลูชั่นเอไอในตลาดบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และ ขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในครัวเรือน (Penetration Rate) ของประเทศไทยภายใน3 ปีนับจากนี้ มีสัดส่วน 58-60% จากในปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ราว 55%   จากปัจจุบันตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านในประเทศไทย กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ แม้ฐานผู้ใช้งานจะมีประมาณ 10.41 ล้านราย และอัตราการเติบโตเริ่มทรงตัวอยู่ที่ 1-2%  แต่ความต้องการของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน    ‘เอมี่’ แม่บ้านเอไอ   ต่อการมาของ ‘เอมี่’ ของบริการ ‘TrueOnline Home Next’ ภายใต้ ‘ทรู ออนไลน์’ ถือเป็นอีกหนึ่ง ‘คีย์ จิ๊กซอว์’ ที่จะเข้ามาคอมพลีททิศทางองค์กรเอไอ AI First ตามแผนของ ทรู ในฐานะ Technology Company ด้วยความครบวงจรระดับโลก ที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาวะ Wellbeing  การใช้ชีวิตและการอยู่อาศัยของผู้คนในยุคปัจจุบันและอนาคต ด้วย   ต่อเรื่องนี้ ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บอกแนวคิดการสื่อสารการตลาดแบรนด์ ‘TrueOnline Home Next’  ในครั้งนี้ ยังเพื่อตอกย้ำความชัดเจนของแบรนด์ทรูออนไลน์ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านที่ไม่ได้แข่งขันที่เฉพาะสัญญาณความเร็วสูงอีกต่อไป “ผู้ให้บริการเทคโนโลยียุคใหม่จะมุ่งให้ความสำคัญด้านความเป็นอยู่ที่สุขสบาย หรือ เวลบีอิ้ง การมีสุขภาวะที่ดีของการใช้ชีวิต สะท้อนชัดจากองค์กรใหญ่แบรนด์ระดับโลกต่างมุ่งสู่อุปกรณ์ โซลูชั่นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้คนในชีวิตประจำวัน ซึ่งทรู จะไปในทิศทางนี้เช่นกัน”   โอลิเวอร์ เสริมว่า สำหรับผู้ช่วยเอไอ ‘เอมี่’ ที่มาของชื่อได้แรงบันดาลใจจากคำว่า ‘Ami’ ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า ‘เพื่อน’ และภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ‘ความรัก’ สะท้อนบทบาทของ AI ในฐานะเทคโนโลยีผู้ช่วยที่ใกล้ชิด เข้าใจ และพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกวัน   และเมื่อ ‘เอมี่’ จะให้ความเป็นมิตรพร้อมใส่ใจผู้ใช้งานขนาดนี้ ทำให้ ทรูออนไลไลน์ เลือกแนวทางการสื่อสารการตลาดแบรนด์ สไตล์อบอุ่นหัวใจ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ https://youtu.be/oqgrQ9WohdI เพื่อถ่ายทอดอินไซต์ ของสังคมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมักถูกมองว่าทำให้คนในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันน้อยลง แต่ TrueOnline Home Next พร้อมด้วยเอมี่ จะเชื่อมต่อทุกการใช้ชีวิตของทุกคนได้อย่างรู้ใจและใกล้ชิดด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ   จากจุดเริ่มต้นความอัจฉริยะในครั้งนี้ โอลิเวอร์ บอกว่า “ทรูยังมองต่อไปถึงการขยายอีโคซิสเต็มร่วมกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก สุขภาพ การศึกษา ฯลฯ ให้เชื่อมต่อเทคโนโลยีอัจฉริยะเป็นภาพใหญ่ชิ้นเดียวร่วมกันในอนาคต ด้วย            

May 25, 2026 / 0 Comments
read more

25 พฤษภาคม วันไทรอยด์โลก สุขภาพดีแค่ไหนก็เป็นได้-60% ไม่รู้ตัวจนสายเกินไป

Peace&Play

ไทรอยด์ ภัยเงียบที่คนวัยทำงานมองข้าม อาการเตือนคล้ายชีวิตประจำวัน อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ น้ำหนักเปลี่ยน แพทย์ รพ.วิมุต เผยสัญญาณเสี่ยง-รักษาหายถ้าจับได้ไว   ภัยเงียบที่ 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น มีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน เหตุที่ไม่รู้ตัวเพราะอาการเริ่มต้นแยกไม่ออกจากความเครียดและการนอนน้อย ฮอร์โมนพังระบบ-ร่างกายพังตาม ไทรอยด์เป็นพิษทำให้หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ไทรอยด์ต่ำทำให้อ่อนเพลีย ซึมเศร้า ท้องผูก และบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรวจง่าย รักษาได้ แต่ต้องไม่รอ เจาะเลือดตรวจฮอร์โมนครั้งเดียวรู้ผลทันที ปล่อยไว้เสี่ยงถึงขั้น Thyroid Storm และ Myxedema Coma อันตรายถึงชีวิต   ในวันที่ 25 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันไทรอยด์โลก (World Thyroid Day) เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้ง European Thyroid Association (ETA) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1965 พร้อมร่วมรณรงค์ความสำคัญของต่อมและโรคไทรอยด์ระดับสากลถึงในปัจจุบัน   ปัจจุบัน ‘โรคไทรอยด์ง ไม่ได้เลือกแค่คนที่ดูแลตัวเองไม่ดี จากข้อมูลวารสารการแพทย์ Advances in Therapy ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกราว 200 ล้านคน และมากถึง 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น   เหตุผลหลัก คือ อาการเริ่มต้นแทบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นนอนไม่หลับ ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย และหลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับน้ำหนักขึ้นลงเพียงอย่างเดียว   ทั้งที่จริงมันส่งผลต่อร่างกายเกือบทุกระบบ และหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต   พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต บอกถึงความอันตรายโรคนี้  ผ่านอาการเตือนที่คนมักมองข้าม กับคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า เป็นโรคนี้จะรักษาได้หายไหม?       โรคไทรอยด์ คืออะไร? ทำไมร่างกายถึงพัง   ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กบริเวณลำคอ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของร่างกายแทบทุกระบบ ตั้งแต่การเผาผลาญ อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การหายใจ ไปจนถึงความตื่นตัวของสมอง เมื่อต่อมนี้ทำงานผิดปกติ ระบบต่างๆ ในร่างกายจึงเสียสมดุลตามไปด้วย พญ.ธนพร อธิบายว่าความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่   กลุ่มก้อนเนื้อไทรอยด์เช่นถุงน้ำหรือมะเร็งไทรอยด์ กลุ่มการอักเสบและติดเชื้อ กลุ่มความผิดปกติของการผลิตฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบคือ ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) มักเกิดจากโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ที่กระตุ้นให้ต่อมผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) มักเกิดจากโรคฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) ที่ภูมิคุ้มกันค่อยๆ ทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์จนผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานช้าลงกว่าที่ควรเช็ก   อาการเตือนที่เกิดแบบไม่มีสาเหตุ   ขณะที่ อาการระยะเริ่มต้นของโรคไทรอยด์ดูธรรมดามาก จนหลายคนโทษว่ากินอาหารไม่สะอาดหรือทำงานหนักเกินไป   วิธีสังเกตเบื้องต้นคือดูว่ามีอาการต่อไปนี้ต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนหรือไม่   ไทรอยด์เป็นพิษ-ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกง่าย ร้อนง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และท้องเสีย ไทรอยด์ต่ำ-หัวใจเต้นช้า อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ตัวบวม ผิวแห้ง หนาวง่าย ซึมเศร้า ง่วงมาก และท้องผูกเรื้อรังหากพบว่าตัวเองมีอาการเข้าข่าย 2 ข้อขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์   ทั้งนี้เพื่อตรวจคัดกรอง ‘พญ.ธนพร’ เตือนว่าหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉิน 2 แบบคือ Thyroid Storm ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งหัวใจจะเต้นเร็วมากจนน้ำท่วมปอด มีไข้ สับสน หรือตับอักเสบ และ Myxedema Coma ในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ ที่ทำให้ซึม ไม่รู้สึกตัว หายใจช้า หัวใจเต้นช้า และมีน้ำท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ ทั้งสองภาวะต้องเข้ารับการรักษาทันทีตรวจไม่ยาก หายได้ เพียงรักษาต่อเนื่องการวินิจฉัยทำได้ง่ายด้วยการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ โดยควรแจ้งแพทย์หากกำลังรับประทานวิตามิน Biotin หรือยาบางชนิด เพราะอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้   หากแพทย์สงสัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์อาจทำอัลตราซาวด์เพิ่มเติมแนวทางการรักษาแตกต่างกันตามชนิดของโรค   ไทรอยด์เป็นพิษ ต้องรับประทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 18-24 เดือน โดยผู้ป่วยราว 30-50% อาจต้องรับประทานระยะยาว หรือใช้วิธีอื่นเช่นการกลืนน้ำแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัด   ไทรอยด์ต่ำ มักเป็นภาวะถาวรที่ต้องรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต เมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติ อาการต่างๆ จะดีขึ้นและน้ำหนักจะปรับเข้าสู่สมดุล   แต่หากต้องการลดน้ำหนัก ก็ยังต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย   พญ.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้โรคไทรอยด์จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การออกกำลังกาย ผ่อนคลายความเครียด และกินอาหารที่มีไอโอดีนเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงได้ ที่สำคัญคืออย่าลืมตรวจสุขภาพทุกปี เพราะถ้าตรวจพบไวก็รักษาได้ทันท่วงที ดีกว่ารักษาในวันที่สายเกินไป”    

May 24, 2026 / 0 Comments
read more

C asean ชวนตีโจทย์โลกให้แตก จุดกระทบธุรกิจ-สังคม ก่อนอาเซียนครบ 60 ปี

EcoVative

C asean สู่ทศวรรษที่ 2 ย้ำบทบาทคอมมูนิตี้ 11 ชาติอาเซียน ผ่านเวทีใหญ่ CaF 2026 ‘Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary’ รับมือความท้าทายใหม่-อนาคตที่เปลี่ยนแปลง   C asean สู่ทศวรรษที่ 2  กิจการเพื่อสังคมในเครือไทยเบฟ ก่อตั้งปี 2558 เชื่อมธุรกิจ-วัฒนธรรม 11 ชาติอาเซียน ปี 2569 ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 พร้อมรับมือโอกาสและความท้าทายใหม่ของภูมิภาค CaF 2026 เวทีใหญ่ที่รวมผู้นำระดับภูมิภาคและภาคธุรกิจ ปาฐกถา-เสวนาโดยเอกอัครราชทูต 4 ชาติ และ Insight Talks จากธุรกิจจริง ครอบคลุม Supply Chain, Digital Trade และกลยุทธ์ FMCG รับผู้บริโภคยุคใหม่ เตรียมอาเซียนให้พร้อมก่อนครบ 60 ปี เวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดที่นำไปต่อยอดได้ทันที ผ่านกิจกรรมและคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ มุ่งสร้างความสามารถแข่งขันและความยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียนร่วมกัน   ซี อาเซียน (C asean) กิจการเพื่อสังคมในเครือไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) ก่อตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2558  ด้วยแนวคิดสร้างความร่วมมือและความเชื่อมโยงด้านธุรกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมใน 11 ประเทศสมาชิกอาเซียน (ไทย บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และ ติมอร์-เลสเต)   ในปี 2569 นี้ ‘C asean’ ก้าวสู่ทศวรรษที่ 2 ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ที่ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ส่งผลไปทั่วโลกที่รวมถึงในภูมิภาคอาเซียน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน   จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ C asean  เตรียมจัดงาน C asean Forum 2026 (CaF 2026) ภายใต้หัวข้อ ‘Navigating ASEAN’s Future: Gearing Towards the 60th Anniversary’ เพื่อร่วมสะท้อนพัฒนาการสำคัญของอาเซียนและนำเสนอมุมมองต่อทิศทางของภูมิภาคในอนาคต   ในเวทีนี้  C asean จะพาทุกคน มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เตรียมความพร้อม และค้นหาแนวทางเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความพร้อมของอาเซียน มุ่งสู่วาระครบรอบ 60 ปีอาเซียน ในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2570 (ค.ศ. 2027) อย่างมั่นคงและยั่งยืน     ไฮไลท์ของงานฯนี้ แบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่   ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ‘ASEAN Milestones and Future Directions’ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสวนาพิเศษ หัวข้อ ‘Road to ASEAN’s 60th Anniversary: Ambassadors’ Dialogue for Future Resilience” โดยเอกอัครราชทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ E. Datuk Wan Zaidi Wan Abdullah เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย E. Mrs. Millicent Cruz Paredes เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย E. Ms. Wong Siow Ping Catherine เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย E. Mr. Francisco Tilman Cepeda เอกอัครราชทูตติมอร์-เลสเตประจำประเทศไทย Insight Talks หัวข้อ ‘Advancing Regional Competitiveness Towards ASEAN at 60’ รวบรวมมุมมองและประสบการณ์จริงจากภาคธุรกิจ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 3 หัวข้อ ได้แก่ Supply Chain Risk Management Framework for Growth การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น รับมือความเสี่ยงเพื่อการเติบโต Digital Trade Ecosystem: Insights from the Field บทเรียนจากประสบการณ์จริงในระบบนิเวศการค้าดิจิทัลอาเซียน FMCG Strategic Adaptation to New Consumer Demands กลยุทธ์ปรับตัวของธุรกิจ FMCG เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดย คุณณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสส่วนองค์กรสัมพันธ์ กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย   โดย C asean วางกลุ่มเป้าหมาย ทุกคนชาวอาเซียนร่วมรับฟังมุมมองจากผู้นำระดับภูมิภาค ภาคธุรกิจที่ต้องการเตรียมพร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง รวมถึงทุกภาคส่วนที่สนใจแนวทางความร่วมมือและการพัฒนาอาเซียนสู่อนาคต   นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำด้านการปรับตัวทางธุรกิจและความยั่งยืน เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขับเคลื่อนต่อได้ทันที   สุดท้ายแล้ว การจัดงานฯนี้ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมได้ค้นหาแนวทางสู่อนาคตอย่างยั่งยืนของอาเซียนไปด้วยกัน ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนแนวคิดและกลยุทธ์ในการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว   📅 วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 12.30–16.30 น. 📍 ศูนย์ ซี อาเซียน ชั้น 10 อาคาร CW Tower ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร 🎟 ลงทะเบียนฟรี: https://forms.gle/samUPT2DuLsYyS5Q6 🌐 ดำเนินกิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ พร้อมหูฟังแปลภาษาให้บริการ            

May 24, 2026 / 0 Comments
read more

ต้นเหตุปวดหลัง–เข่าเสื่อม อาการสะสมจากโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล

Peace&Play

แพทย์เฉพาะทางกระดูก Bangkok Advanced Clinics บอกคนส่วนใหญ่โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล สะสมสู่อาการปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เพิ่มทางเลือกการรักษาผ่านการวางเท้าเหมาะสม นอกเหนือผ่าตัด   โครงสร้างร่างกายไม่สมดุลสะสมสู่อาการโรค  ความผิดปกติเล็กน้อยของร่างกายที่ไม่ได้แก้ไขจะบีบให้กระดูกส่วนอื่นปรับตัวชดเชย จนนำไปสู่อาการปวดหลัง กระดูกสันหลังคด และเข่าเสื่อมในระยะยาว เตือนวัยทำงานมักไม่รู้ตัว  แพทย์เฉพาะทางกระดูกระบุว่าปัญหาโครงสร้างร่างกายมักเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตเห็นเพราะยังไม่มีอาการเจ็บปวดปรากฏชัดเจนในช่วงแรก แผ่นรองพื้นเท้าทางเลือกไม่ต้องผ่าตัด Bangkok Advanced Clinics ใช้การวินิจฉัยเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายผ่านแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) เป็นอุปกรณ์ช่วยเดินสบายและดูแลสรีระรวม อีกหนึ่งทางเลือกการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด   นพ.สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Bangkok Advanced Clinics ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างร่างกายจำนวนมากมักเริ่มจากความผิดปกติเล็กน้อยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเด็กและวัยทำงาน ซึ่งในช่วงแรกอาจยังไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อชดเชยความไม่สมดุล เช่น เมื่อขาทั้งสองข้างสูงไม่เท่ากัน กระดูกเชิงกรานจะเอียงตาม จากนั้นลำตัวและกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ปรับแนวเพื่อให้ร่างกายยังคงทรงตัวได้   “ส่งผลให้เกิดปัญหาสะสมในระยะยาว เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เข่าเสื่อม หรือข้อสะโพกรับน้ำหนักไม่เท่ากัน”     สำหรับแนวทางการดูแลของ Bangkok Advanced Clinics  ใช้การวินิจฉัยเพื่อหาจุดบกพร่องเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้กับคนไข้ ที่นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว ยังได้ขยายแนวทางการรักษาผ่านแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) อุปกรณ์ช่วยให้เดินสบาย หรือแก้ปัญหาเฉพาะฝ่าเท้าเท่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลโครงสร้างร่างกายโดยรวม   โดยเริ่มตั้งแต่   การประเมินโครงสร้างด้วยการเอกซเรย์ตั้งแต่ช่วงคอลงมา เพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง ความสูงของกระดูกเชิงกราน แนวข้อเข่า ข้อเท้า และความสมดุลของร่างกาย   จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และกำหนดสเปกของแผ่นรองเท้าให้เหมาะกับแต่ละบุคคล กระบวนการดังกล่าวถือเป็นจุดแตกต่างสำคัญจากการทำแผ่นรองเท้าทั่วไปที่มักเน้นการวัดเท้าหรือแก้ปัญหาเฉพาะบริเวณฝ่าเท้า   สำหรับแนวทางของ Bangkok Advanced Clinics จะพิจารณาความสัมพันธ์ของเท้ากับโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้การปรับสมดุลมีความแม่นยำที่สุด พร้อมติดตามผลหลังการใช้งาน   โดยผู้รับบริการจะได้รับการประเมินซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น 1 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามลักษณะของแต่ละเคส เพื่อดูว่าโครงสร้างร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และแผ่นรองเท้ายังสอดคล้องกับสเปกทางการแพทย์หรือไม่ เนื่องจากวัสดุของแผ่นรองเท้าและรองเท้ามีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน ขณะเดียวกัน ร่างกายของผู้ใช้อาจมีการปรับตัวดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำเป็นต้องปรับสเปกให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง     นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงาน พบว่าผู้รับบริการมีทั้งกลุ่มที่เข้ามาเพราะมีอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดเข่า ปวดหลัง รองช้ำ เท้าแบน หรือมีปัญหาหลังการผ่าตัดข้อเข่า รวมถึงกลุ่มที่ยังไม่มีอาการ แต่ต้องการตรวจเช็กโครงสร้างเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่เริ่มให้ความสำคัญกับโครงสร้างร่างกายของบุตรหลานตั้งแต่วัยเด็ก   โดยหนึ่งในกลุ่มที่เริ่มเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นคือเด็กนักเรียน โดยหลายครอบครัวเริ่มสังเกตจากพฤติกรรมการเดินของเด็ก เช่น เดินเป็ด เท้าแบน เข่าชิด หรือรองเท้าสึกไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโครงสร้างที่ไม่สมดุล หากได้รับการประเมินและดูแลตั้งแต่ช่วงวัยที่ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกและข้อในอนาคต   จากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการจำนวนมาก ยังพบว่า เมื่อผู้ป่วยสูงอายุหรือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเข้ามารักษาและได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับความไม่สมดุลของร่างกาย มักทำให้เกิดความตระหนักต่อสุขภาพของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวตามมา โดยเฉพาะลูกหลาน ส่งผลให้การดูแลโครงสร้างร่างกายค่อย ๆ ขยายจากผู้ป่วยรายบุคคลไปสู่การดูแลในระดับครอบครัว      

May 24, 2026 / 0 Comments
read more

เจาะรายงาน ‘แมริออท บอนวอย’ ปฏิรูปโปรแกรมสมาชิกโรงแรม รับเทรนด์ท่องเที่ยววิถีท้องถิ่น

PRnounce

แมริออท บอนวอย (Marriott Bonvoy) เผยว่าความหลงใหลในประสบการณ์และวิถีคนท้องถิ่น กลายเป็นปัจจัยหลักในการปฏิรูปภาพลักษณ์โปรแกรมสมาชิกโรงแรม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน)     รายงานล่าสุด แมริออท บอนวอย แนวโน้มด้านความภักดีของลูกค้า 2569 (Loyalty Trends Report) โดย แมริออท บอนวอย ระบุว่า การมีส่วนร่วมในโปรแกรมสมาชิกในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสำคัญในการเดินทาง ความคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมเฉพาะตัวของนักเดินทางในแต่ละตลาด   การมีส่วนร่วมในโปรแกรมสมาชิกของนักเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่มีความซับซ้อนและพัฒนามากขึ้น รายงานแนวโน้มด้านความภักดีของลูกค้า 2569 (Loyalty Trends Report) โดย แมริออท บอนวอย ระบุว่า แม้นักเดินทาง 89% ในภูมิภาคจะเข้าร่วมโปรแกรมสมาชิกอย่างน้อย 1 โปรแกรม แต่รูปแบบการมีส่วนร่วมไม่ได้เป็นแบบเดียวกันอีกต่อไป แต่กลับถูกกำหนดด้วยการผสมผสานของเป้าหมายการเดินทาง ความคาดหวังด้านคุณค่าในชีวิตประจำวัน และลักษณะเฉพาะของแต่ละตลาด สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลแบบ “One-size-fits-all” อย่างชัดเจน   ความสนใจในการเดินทาง เป็นปัจจัยสำคัญของความภักดี   ผลการศึกษาจากรายงานระบุว่า ความสนใจในการเดินทาง (Travel Passions) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่บ่งชี้ระดับการมีส่วนร่วมในโปรแกรมสมาชิก โดยรูปแบบการสะสมคะแนน การใช้คะแนน และการให้คุณค่าต่อสิทธิประโยชน์ของนักเดินทาง จะแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง สะท้อนว่าการออกแบบโปรแกรมสมาชิกที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องมีความหลากหลายและลึกซึ้ง เพื่อตอบโจทย์ความสนใจที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด   รายงานยังได้ระบุ 5 เป้าหมายการเดินทางหลักในภูมิภาค APEC ได้แก่ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Food & Dining), การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและทัศนียภาพ (Nature / Sightseeing), การท่องเที่ยวเพื่อช้อปปิ้ง (Shopping), การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น (Cultural Immersion), การท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนและปลีกตัวจากความวุ่นวาย (Recharge & Disconnect)   “การเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร” (Food & Dining) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนการเดินทางและความภักดีต่อโรงแรม โดยนักเดินทางใน APEC ถึง 63% ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านอาหารเป็นอันดับแรกเมื่อวางแผนทริป กลุ่มนักเดินทางสายอาหารมีพฤติกรรมด้านความภักดีที่ชัดเจน โดยมีแนวโน้มสะสมคะแนนผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และแลกคะแนนกับประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) มากขึ้น ส่งผลให้อาหารกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญและสามารถขยายผลได้ดีที่สุดในการสร้างการมีส่วนร่วมของโปรแกรมสมาชิกโรงแรม   ขณะเดียวกัน กลุ่มนักเดินทางที่มุ่งเน้น “การพักผ่อนและปลีกตัวจากความวุ่นวาย” (Recharge & Disconnect) ถือเป็นกลุ่มโอกาสขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับการเติบโตของโปรแกรมสมาชิกโรงแรม แม้ว่าจะมีแนวโน้มสมัครสมาชิกน้อยกว่ากลุ่มอื่น แต่กลับมีระดับการมีส่วนร่วมสูงเมื่อเข้าพัก โดยมักเดินทางเข้าพักในโรงแรม รีสอร์ต หรือวิลล่า และสะสมคะแนนผ่านการเข้าพัก การใช้บริการอาหารและเครื่องดื่ม และสปา สะท้อนว่า สำหรับนักเดินทางกลุ่มนี้ “โรงแรม” คือจุดหมายปลายทางของการเดินทางอย่างแท้จริง   โปรแกรมสมาชิกโรงแรม คือหัวใจสำคัญของความภักดีด้านการเดินทาง   โปรแกรมสมาชิกโรงแรมเป็นประเภทของโปรแกรมสมาชิกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภูมิภาค APEC โดยมีนักเดินทางเข้าร่วมถึง 66% นำหน้าโปรแกรมของสายการบิน ธุรกิจค้าปลีก และร้านอาหาร อัตราการคงอยู่ของสมาชิกยังคงแข็งแกร่ง โดยนักเดินทางส่วนใหญ่ยังคงเป็นสมาชิกต่อเนื่องมากกว่า 2 ปี สะท้อนให้เห็นว่าโปรแกรมสมาชิกโรงแรมยังคงเป็นตัวหลักในการสร้างและยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างนักเดินทางกับแบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง คุณค่าที่เข้าถึงได้ทันทีในชีวิตประจำวัน คือปัจจัยสำคัญที่สุด ความคาดหวังพื้นฐานที่เห็นได้ชัดในภูมิภาค APEC คือ “การสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความสามารถในการสะสมคะแนนจากการใช้จ่ายทั่วไปถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของโปรแกรมสมาชิกที่ดี ขณะที่พฤติกรรมการแลกคะแนนมีความหลากหลาย ได้แก่ 77% ของนักเดินทางใช้คะแนนแลกของรางวัลขนาดเล็กที่สามารถใช้ได้ทันที 61% ใช้กับรางวัลมูลค่าสูง และ 37% ใช้แลกประสบการณ์พิเศษเฉพาะตัว รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่า ความสำเร็จของโปรแกรมสมาชิกจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่าง “รางวัลในฝัน” และ “คุณค่าที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน”   ความร่วมมือกับพันธมิตร ช่วยขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของความภักดีโรงแรม   โปรแกรมสมาชิกโรงแรมที่เชื่อมต่อกับพันธมิตรที่กว้างขึ้น มีความสอดคล้องและตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางมากยิ่งขึ้น โดยนักเดินทางใน APEC ต้องการช่องทางที่หลากหลายขึ้นในการสะสมและแลกคะแนน โดยครึ่งหนึ่งเรียกร้องให้มีตัวเลือกที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น รวมถึงพันธมิตรสำหรับการแลกคะแนนที่เพิ่มขึ้น แหล่งที่มาของการสะสมคะแนนหลักในภูมิภาค APEC ได้แก่ การเข้าพักในโรงแรม (57%) การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตพันธมิตร (53%) บริการอาหารเดลิเวอรีและการรับประทานอาหาร (48%) พันธมิตรด้านค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซ (45%) สิ่งนี้สะท้อนว่าโปรแกรมสมาชิกโรงแรมจะเติบโตได้ดีที่สุดเมื่อสามารถเชื่อมโยงกับทั้งการเดินทางและการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ในด้านการใช้คะแนน นักเดินทางนิยมใช้คะแนนสำหรับ การอัปเกรดห้องพัก (58%) ประสบการณ์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม (57%) สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางที่ใช้งานได้จริง (51%) แสดงให้เห็นว่าสมาชิกให้ความสำคัญกับรางวัลที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางโดยตรง 3 รูปแบบแนวคิดด้านความภักดีที่แตกต่างใน APEC แม้ว่าการเข้าร่วมโปรแกรมสมาชิกจะเป็นที่แพร่หลายในภูมิภาค APEC แต่ความหมาย รูปแบบการใช้งาน และแรงจูงใจของความภักดีมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละตลาด รายงานจึงระบุ 3 รูปแบบแนวคิดหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความคาดหวังต่อโปรแกรมสมาชิกโรงแรมที่แตกต่างกัน กลุ่มวางแผนเชิงกลยุทธ์: ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ในตลาดที่เติบโตเต็มที่เหล่านี้ พฤติกรรมความภักดีของลูกค้ามีลักษณะเป็นไปอย่างตั้งใจ มีเหตุผล และถูกปรับให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด นักเดินทางกลุ่มนี้มองโปรแกรมสมาชิกเป็น “เครื่องมือเชิงกลยุทธ์” เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการเดินทาง โดยมีการวางแผนสะสมคะแนนอย่างมีระบบ ใช้บัตรเครดิตร่วมแบรนด์หรือสะสมคะแนนผ่านการเข้าพักอย่างสม่ำเสมอ และนิยมแลกคะแนนกับสิทธิประโยชน์ที่ใช้งานได้จริง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม หรือการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สำหรับนักเดินทางกลุ่มนี้ ความสม่ำเสมอของโปรแกรมสมาชิกเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และการเลือกใช้หลายโปรแกรมก็เป็นไปอย่างตั้งใจและผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้าน   กลุ่มเน้นความคุ้มค่า: สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และ ไทย   กลุ่มที่เน้นความคุ้มค่านี้อยู่ตรงกลางของสเปกตรัมด้านความภักดี โดยมีลักษณะเน้นความเป็นเหตุเป็นผล นักเดินทางในตลาดกลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวสูงแต่เลือกสรร โดยจะเข้าร่วมโปรแกรมความภักดีเมื่อเห็นว่าช่วยเพิ่มความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น หรือประสิทธิภาพในการเดินทางอย่างชัดเจน พวกเขาตอบสนองได้ดีต่อสิ่งจูงใจ เช่น การได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษเมื่อจองตรงกับโรงแรม โบนัสสะสมคะแนนเพื่อเลื่อนระดับสมาชิก การอัปเกรดห้องพัก รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่ใช้งานได้จริง เช่น การขยายเวลาเช็กเอาต์ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมในห้องพัก นักเดินทางกลุ่มนี้มักให้ความสนใจกับโปรแกรมสมาชิกโรงแรมที่สามารถมอบประโยชน์ที่จับต้องได้ในการยกระดับประสบการณ์การเดินทาง หรือช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน   กลุ่มแสวงหาประสบการณ์: อินเดีย อินโดนีเซีย และ เวียดนาม   ตลาดที่เติบโตสูงนี้มีส่วนร่วมกับโปรแกรมสมาชิกทั้งในเชิงอารมณ์และเชิงธุรกรรม โดยนักเดินทางให้ความสนใจกับระบบพันธมิตร สิทธิพิเศษเฉพาะตัว สถานะ และประสบการณ์ที่น่าจดจำมากขึ้น ในตลาดนี้ความภักดีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นประตูสู่แรงบันดาลใจและการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ตลาดเหล่านี้ยังมีแนวโน้มความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น และถือเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค การเกิดขึ้นของรูปแบบความภักดีที่แตกต่างกันนี้ ตอกย้ำข้อค้นพบสำคัญของรายงานว่า การเติบโตของโปรแกรมสมาชิกใน APEC ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยแนวทางเดียวกันทั้งภูมิภาคได้ จอห์น ทูมีย์ (John Toomey) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ (Chief Commercial Officer) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) ของแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “โปรแกรมสมาชิกโรงแรมจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ระบบที่ปรับตัวได้ ซึ่งเติบโตไปพร้อมกับนักเดินทาง ไม่ใช่เพียงแค่หมุนรอบพวกเขาเท่านั้น ในภูมิภาคที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่าง APEC แบรนด์ที่เข้าใจพฤติกรรมในท้องถิ่นและความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง จะสามารถก้าวข้ามเรื่องขนาดธุรกิจ ไปสู่การสร้างความเกี่ยวข้องและความผูกพันในระยะยาวได้ ซึ่งแมริออท บอนวอย นำแนวคิดนี้มาสร้างให้เกิดขึ้นจริง ผ่านจุดแข็งของเครือโรงแรมที่ครอบคลุม พันธมิตรในแต่ละพื้นที่ และประสบการณ์ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เช่น แมริออท บอนวอย โมเมนท์ (Marriott Bonvoy Moments)” แนวโน้มความภักดีในประเทศไทย   นักท่องเที่ยวชาวไทยมีแนวโน้มเดินทางเพื่อท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและชมทัศนียภาพมากที่สุด รองลงมาคือ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร 88% เข้าร่วมเป็นสมาชิกโปรแกรมความภักดีของลูกค้า (Loyalty Programs) 73% เดินทางเพื่อการพักผ่อนเท่านั้น โดยมักไปกับเพื่อน คู่รัก และครอบครัว 78% เลือกพักในโรงแรม รองลงมาคือ รีสอร์ตหรือวิลล่า (61%) 65% มีแนวโน้มใช้คะแนนสะสมจากโปรแกรมสมาชิกโรงแรม เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในทริป ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของ APEC ซึ่งอยู่ที่ 49% ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของนักเดินทางในประเทศไทย สิ่งที่แตกต่างจากประเทศอื่นใน APEC และรูปแบบการมีส่วนร่วมกับโปรแกรมสมาชิกโรงแรม ได้ที่นี่ (https://marrstar.ent.box.com/s/be9py89lvgdp2p2x2uhucxwuvpn9op2i) ดาวน์โหลด รายงานแนวโน้มด้านความภักดีของลูกค้า 2569 (Loyalty Trends Report) โดย แมริออท บอนวอย ได้ที่นี่ ( https://marrstar.ent.box.com/s/mlxgagxaz8m2umirtnfh9d17jt9mppv3 ) และ รายงานแยกตามตลาดสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) หรือ APEC ได้ที่นี่ (https://marrstar.ent.box.com/s/67q707lzcy6krcltdvxk96ck7eev2vbu )

May 23, 2026 / 0 Comments
read more

LEPAS L6 อีวี SUV รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมือง

PRnounce

LEPAS L6 สุดยอด SUV ไฟฟ้าภายใต้เชอรี กรุ๊ป เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก  ผู้นิยามมาตรฐานใหม่แห่งการเดินทางอันสง่างาม ด้วยอัจฉริยภาพอันประณีต   ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว ‘ความสง่างาม’ กลายเป็นคุณค่าที่โดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งขึ้นในการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองและยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนขยายของรสนิยมส่วนตัว เป็นพื้นที่อัจฉริยะอันประณีตที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน   LEPAS L6 Premium SUV ไฟฟ้าภายใต้ CHERY Group (เชอรี กรุ๊ป) ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ “A Global High-Quality Tech SUV” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานออกแบบระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สงบนิ่ง นุ่มนวล และเหนือระดับ สำหรับคนเมืองที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหราและนวัตกรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสือดาว” (Leopard Aesthetics) ซึ่งถ่ายทอดความงดงามที่ผสานพลังและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์   ไฟหน้า LED ดีไซน์ “Predator Eyes” ช่วยเสริมบุคลิกที่ล้ำสมัยและโดดเด่น ขณะที่ตัวถังแบบ Low-Slung Wide-Body สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.27 Cd ผสานกับไฟท้ายดีไซน์พรีเมียมและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ต LEPAS L6 จึงมอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่และความโดดเด่นทางดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ   ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความเรียบหรูผ่านพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หน้าจอแสดงผลแบบ Waterfall Screen ขนาด 13.2 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ลื่นไหล ดุจสมาร์ทโฟน     ด้านความปลอดภัย LEPAS L6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบป้องกันอัจฉริยะรอบคัน รวมถึงระบบตัดกระแสไฟระดับมิลลิวินาทีเมื่อเกิดการชน ระบบระบายแรงดันแบตเตอรี่แบบกำหนดทิศทาง และมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับสูง ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่อุ่นใจและคงที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง   ในฐานะรถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมือง LEPAS L6 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) ที่เน้นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม LEX (Next-generation Intelligent Platform) ที่รองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), Plug-in Hybrid (PHEV) และไฟฟ้า 100% (BEV) มาพร้อมระยะฐานล้อยาวถึง 2,700 มม. ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเสมือน “Mobile Grand Living Room” มอบการนั่งที่ผ่อนคลายและสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว   ด้วยพื้นที่จัดเก็บอเนกประสงค์ถึง 39 จุดตลอดทั้งคัน พร้อมดีไซน์ห้องเก็บสัมภาระแบบหลายชั้น และช่องเก็บใต้พื้นขนาด 99 ลิตร สามารถจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว อุปกรณ์กลางแจ้ง และกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยการจัดวางยางอะไหล่ที่ด้านหน้ายังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห้องเก็บสัมภาระ และเพิ่มความจุสัมภาระให้สูงสุด   ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ ประสิทธิภาพพลังงานที่ยอดเยี่ยม และระบบจัดการบรรยากาศภายในห้องโดยสารอัจฉริยะ และโหมดการทำงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ห้องโดยสารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนต่อขยายอันสง่างามของชีวิตประจำวัน   ในฐานะรถ SUV เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก LEPAS L6 มาพร้อมนิยามมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อทุกการเดินทางที่สง่างามในทุกวัน     วันนี้ LEPAS L6 Premium SUV จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่สะท้อนความสง่างามของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง   ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969 สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291 ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

May 23, 2026 / 0 Comments
read more

รู้จัก ‘GrabRanger’ พี่ๆไรเดอร์จิตอาสา เครือข่ายเรสคิว 1.3 พันคนบนถนน

Peace&Play

เรื่องราวเหล่า ‘GrabRanger’ กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา กับฉายา ‘ฮีโร่แห่งท้องถนน’ พี่ๆ กลุ่มนี้เลือกเสียสละเวลาทำเงินช่วยเหลือเหตุไม่คาดฝันผู้ใช้รถบนท้องถนน   เวลาบนท้องถนนทุกนาทีล้วนมีค่า โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ เพราะนั่นคือโอกาสทองในการสร้างรายได้ แต่มี ‘ไรเดอร์’ กลุ่มหนึ่งที่เลือก “เสียสละ” เวลาในการหารายได้เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน โดยไม่เคยคาดหวังคำขอบคุณหรือค่าตอบแทนใดๆ   พวกเขาเหล่านี้เรียกตัวเองว่า ‘GrabRanger’ กลุ่มไรเดอร์จิตอาสา ที่จะคอยช่วยเหลือกันในคอมมูนิตี้คนขับ รวมถึงผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ ที่พวกเขาพบเห็น แม้จะมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ ‘GrabRanger’ มีเหมือนกันคือ ‘จิตสาธารณะ’ ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ ซึ่งช่วยเติมเต็มวันดีๆ ให้กับพวกเขาและส่งต่อพลังบวกให้เกิดขึ้นในสังคมในฐานะ “ฮีโร่แห่งท้องถนน”   จุดเริ่มจากบนถนน ‘เพียงลำพัง’   จุดเริ่มต้นกลุ่ม ‘GrabRanger’ เริ่มจาก ‘ประสบการณ์ตรง’ ของ เชิดชัย ภานุวงศ์ หรือ พี่เชิด ไรเดอร์วัย 58 ปี หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GrabRanger ที่เคยเผชิญปัญหาบนถนนเพียงลำพัง   พี่เชิด ย้อนความว่าในตอนนั้น น้ำมันหมดกลางทาง ต้องเข็นรถบนถนนอยู่คนเดียวไกลมากๆ มีรถเป็นร้อยๆ คันที่ขับผ่านมาก็ขับผ่านไปเฉยๆ ไม่มีใครช่วยเลย มันรู้สึกท้อใจมาก แต่แล้วก็มีคนหนึ่งยอมจอดลงมาช่วยเข็นรถผมไปด้วยกันจนถึงปั๊มใกล้เคียง วินาทีนั้นผมรู้สึกตื้นตันมาก มันเปลี่ยนความรู้สึกตัวเองไปเลย และทำให้ตั้งใจว่า หากมีโอกาส จะไม่ปล่อยให้ใครต้องเผชิญปัญหาแบบเดียวกันอีก   “ตั้งแต่นั้นมา วันไหนที่ผมเจอคนที่ลำบากบนท้องถนนแล้ว ผมพอจะช่วยได้ ผมจะช่วยทันทีโดยไม่ลังเล”   นับจากวันนั้น ‘พี่เชิด’ เดินหน้าช่วยเหลือสังคมเป็นชีวิตจิตใจ โดยแบ่งเวลาจากการวิ่งงานมาเป็นไรเดอร์จิตอาสา จนได้เจอกับเพื่อนไรเดอร์ที่มีแนวคิดเดียวกันอีกหลายคน จากการช่วยเหลือกันแบบเล็กๆ ของไรเดอร์ไม่กี่คน ก็ค่อยๆ ขยายเป็นกลุ่มก้อนที่แข็งแรงขึ้น จนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ‘GrabRanger’ ในปีที่ผ่านมา (2568)   วันนี้ ‘GrabRanger’ ได้กลายเป็นเครือข่ายที่มีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ไปจนถึงปริมณฑล โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการรับแจ้งเหตุและประสานงาน เพื่อให้ไรเดอร์ที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นพื้นที่ในการแชร์และโพสต์คอนเทนต์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการส่งเสริมจิตอาสาและช่วยเหลือสังคมให้กับคนอื่นๆ   สายซัพทุกเคสให้ความช่วยเหลือ   สำหรับ ‘GrabRanger’ การให้ความช่วยเหลือ ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่กลุ่มไรเดอร์ด้วยกัน แต่ครอบคลุมไปถึงคนบนท้องถนนที่พวกเขาพบเจอและสามารถช่วยได้ เพราะเหตุฉุกเฉินสามารถเกิดได้กับทุกคน   อนุกูล คชฤทธิ์ หรือ ‘พี่สมดุ่ย’ ไรเดอร์รุ่นใหม่ไฟแรงวัย 30 ปีที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของทีม ‘GrabRanger’ เล่าถึงบทบาทในทีมว่า ‘ผมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินที่ดูแลเรื่องประสานงาน ตั้งแต่รับแจ้งเหตุ และแจ้งไปยังคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หลายครั้งก็ได้ลงพื้นที่ไปช่วยหน้างานด้วยตัวเอง เราช่วยทุกคนที่เจอ ไม่เฉพาะไรเดอร์   “เหตุที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะมีทั้งน้ำมันหมด ยางรั่ว ยางแตก แบตรถหมด ไปจนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชน เราก็ช่วยหมด”   ‘ผู้ให้’ ยิ้มได้กว้างกว่า   ‘พี่สมดุ่ย’ บอกว่า มีหลายเคสที่เราช่วยแก้ปัญหาให้แบบครบวงจร ครั้งนึงมีไรเดอร์โดนรถเฉี่ยวชนแล้วเขาอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ จากทีแรกเราตั้งใจจะไปช่วยแค่จุดเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็พาเขาไปโรงพยาบาล รวมถึงอาสาช่วยไปลงบันทึกประจำวันให้ที่สถานีตำรวจ จากนั้นก็เอาเอกสารไปส่งให้โรงพยาบาลต่อให้เลยครับ คนที่บาดเจ็บจะได้ไม่ต้องกังวลหลายเรื่องพร้อมกัน   “บางเคสก็ช่วยแบ่งน้ำมันให้คนที่น้ำมันหมดกลางทาง หรือช่วยคนที่รถเสีย ตอนฝนตกกลางดึก บางคันก็ไปไหนไม่ได้ตากฝนอยู่กับลูกเล็กๆ เราก็ไปช่วยให้เขาได้กลับบ้านปลอดภัย”   ‘พี่สมดุ่ย’ กล่าวพร้อมรอยยิ้มอีกว่า ฟังดูอาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันสำคัญมากสำหรับคนที่กำลังเจอปัญหาอยู่ตอนนั้น บ่อยครั้งที่เขารับรู้ได้ว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือมีความสุขมากที่มีคนมาช่วย แต่พอกลับบ้านไปตัวเขาเองพบว่าใจมีความสุขมาก ด้วยมันเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เกินความคาดหมาย นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีกับตัวเอง   พลังจิตอาสา” ส่งต่อได้ ไม่สิ้นสุด   สำหรับ พงษ์ศักดิ์ คันธโชติ หรือ ‘พี่ฮาท’ ไรเดอร์วัย 51 ปี การช่วยเหลือผู้อื่นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเขาเคยทำกิจกรรมจิตอาสามาก่อนมากมายนับไม่ถ้วน   “จริงๆ ผมทำจิตอาสามานานแล้วครับ เช่นเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างตึกถล่มก็ได้เข้าไปช่วยเหลือคนหน้างาน ถึงจะต้องเสียเวลางานไปบ้าง แต่เราก็อยากช่วย เพราะผมอยากเห็นสังคมของเราน่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” พี่ฮาทกล่าว   เมื่อมาเข้าร่วม ‘GrabRanger’ เขาเห็นโอกาสในการขยายพลังเล็กๆ นี้ให้กว้างขึ้น ผ่านการทำคอนเทนต์ในทีม เพื่อแชร์เรื่องราวของพวกเขาให้มีคนเห็นมากขึ้น เป็นการชักชวนคนที่มีจิตอาสาเหมือนกันมาเข้าร่วมทีม ‘GrabRanger’ พร้อมทั้งเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอย่างพวกเขาที่พร้อมเคียงข้างและช่วยเหลือกันในทุกเส้นทาง   จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันนั้น สู่ ‘GrabRanger’ ในวันนี้ที่เติบโตเกินความคาดหมาย โดยพี่ฮาทกล่าวอย่างภูมิใจว่า “GrabRanger มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้มีมากกว่า 1,300 คนแล้ว กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ กว่า 50 เขต รวมถึงปริมณฑล แล้วเพจของเราที่ตอนแรกคิดว่าคงมีคนติดตามแค่หลักพัน แต่ตอนนี้พุ่งไปถึง 2 หมื่นกว่าคน ซึ่งถือเป็นกำลังใจที่สะท้อนว่ามีหลายคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำจริงๆ”   “แปลกนะ ผมไม่เคยจำได้ว่าเคยไปช่วยใครบ้าง แต่หลายคนตอนเขามาเจอผม เขาจะจำผมได้แม่น บอกว่าเราเคยช่วยเหลือเขานะแล้วก็ยิ้มใหญ่เลย ทำให้เราใจฟูมาก บางคนกลับมาขอบคุณ มาทักทายเรา หรือกลับมาร่วมทีมกับเราด้วยก็มี มันเหมือนเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด” พี่ฮาท กล่าวเสริม   โดยเป้าหมายต่อไปของ ‘GrabRanger’ คือการขยายเครือข่ายนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อคอยช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในทุกพื้นที่ มอบความอุ่นใจให้ทุกคนบนทุกเส้นทาง ตามสโลแกนของทีม #ถึงขับไม่ซิ่งแต่น้ำใจพี่วิ่งไม่หยุด #ทุกเส้นทางเราพร้อมเคียงข้างคุณ   “แค่เรามีจิตอาสา ยอมเสียสละเวลาวิ่งงานบ้าง แล้วลงมือทำโดยไม่หวังอะไรตอบแทน สังคมมันจะดีขึ้นได้จริงๆ และเราก็มีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วยครับ” พี่ฮาท กล่าวทิ้งท้าย  

May 22, 2026 / 0 Comments
read more

บ้านปู ปั้นสตาร์ทอัปรุ่นใหม่ สาย’พลังงานเพื่อสังคม’โครงการ BC4C ปีที่ 15

EcoVative

‘บ้านปู’ เปิดโครงการ BC4D ปี 15 ภายใต้ธีม ‘พลังเปลี่ยนโลก’ ชวนคนรุ่นใหม่พัฒนาแนวคิดธุรกิจเติบโตควบคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวคิด ESG และนวัตกรรมเพื่ออนาคต   BC4D เดินหน้าปีที่ 15 บ้านปูต่อยอดเวทีพัฒนาคนรุ่นใหม่ ผ่านแนวคิดธุรกิจที่เติบโตคู่สังคมและสิ่งแวดล้อม ดันไอเดียสู่ Impact จริง เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและสตาร์ทอัพ พัฒนาโมเดลธุรกิจตอบโจทย์โลกยุค ESG เทรนด์ธุรกิจต้อง ‘โตอย่างยั่งยืน’ BC4D สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากกำไร สู่การสร้างคุณค่าร่วมให้สังคมระยะยาว   ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ดำเนินกิจกรรมในโครงการ Bc4c สนับสนุนและพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) ในประเทศไทย ผ่านการสร้าง ‘พื้นที่แห่งโอกาส’ ที่เปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการในทุกช่วงการเติบโต   โดยโครงการฯ ไม่จำกัดกรอบแนวคิด หรือประเภทธุรกิจ สะท้อนแนวคิดของ’บ้านปู’ ที่เชื่อในการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ผ่านการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดไอเดียสู่การลงมือทำจริง เพื่อร่วมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน   สำหรับปีนี้ บ้านปูจัดโครงการ Bc4c ร่วมกับสถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม ‘SE’ รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ ‘พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม’ (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด ‘Energy of Possibility: พลังดี ไม่มีดรอป’ พื้นที่ปล่อยของ ทดสอบศักยภาพ และช่วยต่อยอดแพชชันการทำธุรกิจที่เกิดผลกระทบเชิงบวกในสังคมได้จริง         ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุนจากเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไปต่อได้แบบไม่มีดรอป ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่   กระบวนการบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น (Incubation Program): สำหรับคนที่มีไอเดียและอยากเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคม ช่วยปูพื้นฐานด้านธุรกิจ ค้นหาแนวทางในการสร้างรายได้ที่ใช่ไปพร้อมกับการกำหนดตัวชี้วัดทางสังคม พร้อมทุนสนับสนุนการทดลองตลาด ทีมละ 80,000 บาท และทุนต่อยอดธุรกิจทีมละ 250,000 บาท หากเป็นผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้าย กระบวนการพัฒนาความพร้อมของกิจการในระยะขยายผล (Acceleration Program): สำหรับกิจการที่ต้องการขยายผลและเติบโตอย่างเป็นระบบ ผ่านการโคชชิ่งเชิงลึก (Precision Coaching) เพื่อยกระดับคุณภาพการเติบโต (Quality Growth) แบบเจาะจงตามบริบทของแต่ละกิจการ เสริมความพร้อมให้สามารถโตต่อได้อย่างยั่งยืน และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว   โดย ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงและยั่งยืน การสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด การตั้งเป้าหมายและวัดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อช่วยต่อยอดกิจการและผลักดันการเติบโตในระยะยาว     บ้านปู เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ แล้วตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu Champions for Change หรือ Incubation Program: https://forms.gle/K2hwa8e9eUsfCyM36 Acceleration Program: https://forms.gle/qe61aS7b9B5QPmLR9   สอบถามข้อมูล ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (BC4C) ได้ทาง เฟซบุ๊ก:  Banpu Champions for Change โทร. 087-075-4815 อีเมล banpuchampions@gmail.com  

May 22, 2026 / 0 Comments
read more

เกเตอเรด สูตรไร้น้ำตาล รับเทรนด์คนไทยฟิตร่างกาย ดันสปอร์ตดริงค์ไร้แคลอรีโต

BizKet

เกเตอเรด ส่งสูตรไร้น้ำตาลเข้าตลาดสปอร์ตดริงค์ 5.5 พันลบ. แนวโน้มขยับโตต่อเนื่องรับเทรนด์คนรุ่นใหม่สายแอคทีฟมุ่งฟิตร่างกาย-ทำกิจกรรมกลางแจ้ง มองหาเครื่องดื่มแคลฯต่ำสมดุลร่างกาย     เกเตอเรดเปิดตัวสูตรไม่มีน้ำตาลและไร้แคลอรี รองรับผู้บริโภคสายออกกำลังกายที่ต้องการลดน้ำตาลแต่ยังคงความสดชื่น ตลาดสปอร์ตดริงค์ไทยปี 2569 มูลค่าแตะ 5.5 พันล้านบาท ได้แรงหนุนจากเทรนด์ Active Lifestyle และคนไทยออกกำลังกายเพิ่มต่อเนื่อง ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเปลี่ยน จาก ‘งดหวาน’ เป็น ‘เลือกสมดุล’ ดันเครื่องดื่มกลุ่ม Better-for-you และสินค้าน้ำตาลต่ำเติบโตชัดเจน     ยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดพอร์ตโฟลิโอเครื่องดื่มแบรนด์ระดับโลก เปิดเผยว่า ในปี2569 บริษัทนำกลยุทธ์การออกแบบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ทำตลาดเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ ‘เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล กลิ่นส้มซิตรัส’ และไม่มีแคลอรี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาลและไม่มีแคลอรี โดยยังคงอร่อยแบบไม่รู้สึกผิด   สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล พัฒนาขึ้นโดยยึดความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นแกนหลัก ภายใต้แนวคิด ‘ไปต่อ ไม่พอแค่นี้’ เพื่อเติมความสดชื่นให้ผู้บริโภคได้เต็มที่ ในทุกกิจกรรมการออกกำลังกาย ทั้งการวิ่ง เล่นฟุตบอล หรือ กิจกรรมแอคทีฟกลางแจ้ง ต่าง ๆ   “กระแสผู้บริโภคชาวไทย ให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบัน”   โดยพฤติกรรมผู้บริโภคด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 คนไทยกว่า 44.4% ออกกำลังกายเป็นประจำ ส่งผลให้ธุรกิจฟิตเนสเติบโตสูงถึงประมาณ 18% ในปี 2568 พบว่าการออกกำลังกายได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทยในวงกว้าง   นอกจากนี้ ผู้บริโภคกลุ่มผู้ออกกำลังกายดังกล่าว ยังมีแนวโน้มพฤติกรรมลดการบริโภคน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม  จากพฤติกรรมการบริโภคเชิงใส่ใจสุขภาพ (Health-conscious consumption) ที่มุ่งหาสมดุลระหว่างความอร่อยและการดูแลร่างกาย (Permissible indulgence) โดยไม่จำเป็นต้อง ‘งด’ แต่เลือก ‘ลด’ โดยเฉพาะการลดปริมาณน้ำตาล และหันไปเลือกผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Better-for-you options มากขึ้น   อย่างไรก็ตาม แม้ผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น แต่ยังคงต้องการ ‘ความอร่อย’ ควบคู่ไปกับการควบคุมแคลอรี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ออกกำลังกาย ที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน     สำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเกลือแร่ ‘เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล กลิ่นส้มซิตรัส’ พัฒนาขึ้นในรูปแบบไม่มีแคลอรี เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเติมความสดชื่นระหว่างการออกกำลังกาย โดยไม่เพิ่มภาระน้ำตาลและแคลอรีส่วนเกิน ปัจจุบัน วางจำหน่ายในรูปแบบขวด ขนาด 500 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท ในช่องทางร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ 7-Eleven  ทุกสาขาทั่วประเทศ   โดยตลาดเครื่องดื่มเกลือแร่ประเทศไทย ในปี 2568 คาดมีมูลค่าราว 5,500 – 5,600 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตขยายตัวประมาณ 2% – 5% ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างระมัดระวังท่ามกลางความท้าทายด้านกำลังซื้อผู้บริโภค  

May 21, 2026 / 0 Comments
read more

‘เพาเวอร์บาย’ เปิดเพิ่มสาขา ‘ขอนแก่น’ เจาะตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลอีสานกำลังโต

BizKet

เพาเวอร์บาย ขยายต่อในตลาดอีสาน เปิดสาขาที่ 3 ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ย้ำยุทธศาสตร์ค้าปลีกลงทุนในหัวเมืองเศรษฐกิจศักยภาพสูง   เพาเวอร์บายเปิดสาขาใหม่ที่ ‘เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ เป็นสาขาที่ 3 ในขอนแก่น และสาขาที่ 16 ในภาคอีสาน ขอนแก่นถูกวางเป็น Strategic Retail Market ของประเทศ จากศักยภาพเมืองเศรษฐกิจใหม่ ฐานประชากร และกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ โมเดลใหม่เน้น Tech & Lifestyle Destination ครบวงจร ผสานประสบการณ์ทดลองสินค้า โซลูชันการเงิน และ Omnichannel Retail เข้าด้วยกัน   สุวิณ โกษีอํานวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทมุ่งยุทธศาสตร์ ‘Selective Expansion’ ลงทุนในหัวเมืองเศรษฐกิจศักยภาพสูง พร้อมยกระดับโมเดลสาขาสู่ ‘Regional Tech & Lifestyle Destination’ เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค   ล่าสุดบริษัท ขยายตลาดในภาคอีสานต่อเนื่องพร้อมเปิดสาขาใหม่ ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ เป็นสาขาที่ 3 ในจังหวัดขอนแก่น และสาขาที่ 16 ในภาคอีสาน   สำหรับการขยายสาขาแห่งที่3 ในจังหวัดขอนแก่นครั้งนี้ ยังมาจากปัจจัยหลัก ‘ตัวจังหวัด’ ที่มีองค์ประกอบของ ‘เมืองเศรษฐกิจยุคใหม่’ ครบทั้งด้านกำลังซื้อและศักยภาพการเติบโต โดยมี GPP สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน รวมถึงเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคมของภูมิภาค ควบคู่กับการขยายตัวของเมืองและโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง มีฐานประชากรกว่า 1.8 ล้านคน และครอบคลุมจังหวัดโดยรอบกว่า 10 ล้านคน   “ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งในตลาดเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Retail Market) ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม New Gen นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวเมือง ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตมากขึ้น”   สุวิณ เสริมว่า ปัจจุบันการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างประสบการณ์และเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละพื้นที่มากขึ้น ทำให้บริษัทพัฒนา ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ภายใต้แนวคิด ‘Regional Tech & Lifestyle Destination’ เพื่อยกระดับสาขาให้เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและโซลูชันการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในภูมิภาคอีสาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดภูมิภาค ขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่   Next-Gen Experience Retail เพื้นที่แห่งการค้นหาแรงบันดาลใจ และประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ Interactive Tech Playground บนพื้นที่กว่า 850 ตารางเมตร ผ่านโซน Gaming & Creator Hub และ Smart Living Experience ลูกค้าสามารรถทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ Smart Assortment for Modern Lifestyle เราใช้ Local Insight ในแต่ละพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งพบว่าเทรนด์ของสินค้ากลุ่ม Smart Living, Gadget สำหรับการเรียนและการทำงาน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพมีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดรับกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลในยุคนี้ นอกจากนี้ยังมีสินค้าครบทุกประเภทให้ได้เลือกสรร อาทิ ทีวีและเครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าขาดใหญ่และเล็ก เป็นต้น Empowering Purchasing Power เสริมศักยภาพการเข้าถึงสินค้าเทคโนโลยีผ่านโซลูชันทางการเงินที่โดนใจผู้บริโภค จากการเก็บข้อมูลพบว่าสัดส่วนการซื้อแบบผ่อนชำระในภูมิภาคนี้มากถึง 45% เพาเวอร์บายจึงนำเสนอทางเลือกทางการเงินที่ยืดหยุ่น ทั้งโปรโมชันผ่อน 0% ผ่อนน้อย ผ่อนนาน ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็ผ่อนได้ มาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อให้กับผู้บริโภคในทุกระดับ Connected Omnichannel Ecosystem เชื่อมต่อประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ O2O อย่างครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาสินค้า เปรียบเทียบข้อมูล สั่งซื้อ ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุก Touchpoint พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ Omnichannel Retail ของเพาเวอร์บาย นอกจากนี้ เพาเวอร์บายยังจัดแคมเปญฉลองเปิดสาขาใหม่  ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 17 มิถุนายน 2569 ดังนี้ โปรโมชันพิเศษลดสูงสุด 50% พร้อมสิทธิพิเศษสมาชิก The 1 รับคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 2,000 บาท จากพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ โปรแกรมเก่าแลกใหม่รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท ผ่อน 0%,แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน บริการจัดส่งและติดตั้งฟรี   “กิจกรรมทั้งหมด เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามแนวทางที่เพาเวอร์บายวางไว้ในปีนี้”

May 21, 2026 / 0 Comments
read more

Cheetah แผ่นรองเท้าสุขภาพ มองเห็นช่องตลาดคนปวดหลัง-โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล

BizKet

Cheetah แบรนด์แผ่นรองเท้า ที่เข้ามาเจาะตลาดปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้เพอร์ฟอร์ม พร้อมขยายตลาดรองเท้านักเรียนพรีเมียม ด้วยค่าบริการเริ่มต้นฉียด 6 พันบาท   Cheetah มองเห็นโอกาสจากกลุ่มผู้มีอาการปวดหลังและโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล พร้อมเจาะตลาดนักเรียนนานาชาติที่ผู้ปกครองยอมจ่ายเพื่อสุขภาพการเดินของบุตรหลาน แผ่นรองเท้าใช้วัสดุ Medical Grade และพัฒนาร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง เน้นการออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยปรับสมดุลร่างกายโดยไม่ผ่าตัด บริษัทเตรียมต่อยอดสู่รองเท้านักเรียน ที่รองรับแผ่นรองเฉพาะบุคคล แก้ปัญหารองเท้าทั่วไปที่พื้นแบนและไม่รองรับโครงสร้างเท้าที่แตกต่างกัน   ปัทมา เหล่าวัฒนา ผู้ก่อตั้งสินค้าแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) เพื่อสุขภาพแบรนด์ ‘Cheetah’ กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ ‘Cheetah’ วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุกสินค้าแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพ โดยมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่ให้ความสำคัญและใส่ใจสุขภาพพร้อมปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย   โดย ‘Cheetah’ วางสินค้าในคอนเซปต์ ‘Every Step Shapes Your Future’ ต่อยอดมาจากจุดเริ่มต้นในครอบครัว ต้องการให้ลูกได้มีแผ่นรองเท้าดีๆ ใส่ไปโรงเรียน ก่อนขยายต่อถึงการสร้างแบรนด์สำหรับเด็กและคนรุ่นใหม่ โดยสื่อถึงความคล่องตัว การเคลื่อนไหว และการก้าวเดินอย่างมั่นคง   สำหรับ ‘Cheetah’ เป็นแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพ ได้พัฒนาแบรนด์อย่างจริงจังเมื่อราว 1 ปี สินค้ามีจุดเด่นวัสดุระดับทางการแพทย์ (Medical Grade) จากการวิจัยและพัฒนา ร่วมกับ บางกอก แอดวานซ์ สหคลินิก (Bangkok Advanced Clinics) โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและข้อ ที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย ฯลฯ มานานกว่า 10 ปี   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ต้นเหตุปวดหลัง–เข่าเสื่อม อาการสะสมจากโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล   โดยในเบื้องต้นแผ่นรองเท้า ‘Cheetah’ วางแผนสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ บางกอก แอดวานซ์ สหคลินิก สำหรับกลุ่มผู้เข้ารับบริการรักษาเกี่ยวกับกระดูก และต้องการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายโดยไม่ผ่าตัด ผ่านการออกแบบและตัดแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล (Tailormade) การจัดกิจกรรมออกบูธแสดงผลิตภัณฑ์แผ่นรองเท้าไปยังงานแสดงสินค้า เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพแม่และเด็ก และ เวลเนส รวมถึงโรงเรียนนานาชาติทั่วประเทศ ซึ่งอย่างหลังถือเป็นฐานกลุ่มเป้าหมายอันดับต้นของ ‘Cheetah’   “Cheetah มองเห็นโอกาสการทำตลาดแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพในกลุ่มนักเรียนนานาชาติ จากปัจจัยสนับสนุนด้านความอิสระการสวมใส่รองเท้านักเรียน และ กำลังซื้อผู้ปกครองที่ให้ความสำคัญกับรองเท้าที่เข้ามาช่วยปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้บุตรหลาน ที่ส่งต่อประสิทธิภาพการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเดิน วิ่ง ไปจนถึงการเล่นกีฬา”     สำหรับแผ่นรองเท้า Cheetah กำหนดราคาสินค้าในรูปแบบอัตราค่าบริการแบบเหมา (แพ็คเกจ) เริ่มตั้งแต่ 5,800-9,000 บาท (รวมค่าบริการทางการแพทย์) โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอน การวินิจฉัยโครงสร้างร่างกาย การปั๊มพิมพ์รอยเท้าเพื่อตัดเย็บแผ่นรองเท้า Cheetah (ใช้เวลาราว 2 สัปดาห์) จากนั้นติดตามผลการรักษาตั้งแต่ในเดือนแรก ไปจนถึง 8-12 เดือน   โดยสินค้า ครอบคลุมการทำตลาดทั้ง 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1. เด็กวัยแรกเดินที่เริ่มมีพัฒนาการเคลื่อนไหว และกลุ่มเด็กโต, 2. กลุ่มเป้าหมายคนทำงาน ที่มีอาการปวดหลังและต้องการรักษาสมดุลด้วยการปรับโครงสร้างร่างกาย และ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาโครงสร้างงกระดูกหรือร่างกาย เป็นต้น   นอกจากนี้ ยังขยายสู่กลุ่มนักกีฬา เช่น กอล์ฟ วิ่ง แบดมินตัน เทนนิส ฟุตบอล และกีฬาที่มีการลงน้ำหนักหรือใช้ร่างกายซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน เนื่องจากกลุ่มนักกีฬามีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากโครงสร้างที่ไม่สมดุล และจำเป็นต้องดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนยังไม่เกิดอาการ   ปัทมา กล่าวว่า นอกจากนี้ Cheetah ยังมีแผนต่อยอดสู่การผลิตรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นรองเฉพาะบุคคล โดยเฉพาะรองเท้านักเรียน เพื่อรองรับความต้องการ และแก้ปัญหารองเท้านักเรียนในท้องตลาดทั่วไปที่มักมีพื้นรองเท้าแบนไม่มีอุ้งเท้า รวมถึงกรณีเมื่อต้องใส่แผ่นรองที่ปรับโครงสร้างเฉพาะบุคคลเข้าไป ฟื้นที่ในรองเท้าไม่รองรับ จึงอาจไม่พอดีกับรองเท้าสำเร็จรูปทั่วไป   โดยการพัฒนารองเท้านักเรียนภายใต้แบรนด์ Cheetah มุ่งออกแบบให้สามารถรองรับแผ่นรองเท้าที่มีสเปกเฉพาะได้ดีขึ้น เพื่อช่วยให้เด็กสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน และลดภาระของผู้ปกครองในการค้นหารองเท้าที่เหมาะสม   สำหรับรองเท้าเพื่อสุขภาพและอุปกรณ์ดูแลโครงสร้าง มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่า ตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 30,000–40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 5–7% ต่อปี โดยในประเทศไทย กลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา      

May 21, 2026 / 0 Comments
read more

‘สิงห์’ บริหารวิกฤต เมื่อผู้ถูกกระทำมีสายสัมพันธ์แบรนด์ จุดเปลี่ยนที่ต้องเลือก ‘จุดยืน’

Zcreat

‘สิงห์’  ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในครั้งนี้ จะเปลี่ยนทิศทางความไว้วางใจของสังคมไปอย่างไร? ในยุคที่สาธารณชนรุ่นใหม่ กล้าตั้งคำถามมากกว่าความศรัทธาแบรนด์เก่าแก่     ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังแล้ว หลังบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด  (BOONRAWD BREWERY CO., LTD.) ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม สิงห์ (Singha)อีกหนึ่งตราสินค้า(Brand) ของไทยที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 93 ปี   ภายหลังเหตุการณ์สมาชิกในตระกูลภิรมย์ภักดี ได้ตกอยู่ในกระแสวิพากษ์สังคมของสองพี่น้อง ‘ทราย-สิรณัฐ สก็อต’ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ทราย สมุทร’ และ ผู้บริหารสิงห์ ‘พาย-สุนิษฐ์ สก๊อต ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ได้ชี้แจงว่าพ้นจากทุกตำแหน่งของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทบุญรอดฯ ออกหนังสือแถลงการณ์ ‘แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ   พร้อมระบุใจความหนังสือว่า   กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ รับทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณสุนิษฐ์ สก๊อต (คุณพาย) และขอแสดงความเสียใจอย่าง สุดซึ้งต่อคุณสิรณัฐ สก๊อต (คุณทราย) สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณสิรณัฐ สก๊อต เอง รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง สมาชิกครอบครัว ตลอดจนสังคมโดยรวม   ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ เข้าใจถึงความกังวล และความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน   กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ขอแจ้งให้ทราบถึงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เราต่อต้านและไม่สนับสนุน การใช้ความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางร่างกาย วาจา การคุกคาม หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิ และศักดิ์ศรีของผู้อื่น ซึ่งจดยืนดังกล่าวเป็นปณิธานที่องค์กรยืดถือมาโดยตลอด   กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ขอเรียนยืนยันว่า คุณสุนิษฐ์ สก๊อด ในฐานะผู้ที่ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวได้พ้นจากทุกตำแหน่งของ บริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ยืนยันจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ   วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่   ต่อการส่งหนังสือยืนยันจุดยืนขององค์กรสู่สาธาณะของกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งออกมาบริหารวิกฤต (Crisis Management) องค์กรและแบรนด์ ‘สิงห์’ ออกมาได้โดยไม่รอให้สถานการณ์ลุกลามขยายผลไปมากกว่านี้   ในช่วงจังหวะที่มีข้อมูลพรั่งพรูออกมาต่อเนื่องจากทั้ง ‘ทราย’ และหลากหลายมุมคิดของคนในสังคมออนไลน์ที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น ต่อเหตุการณ์ในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ที่แน่นอนว่า หากแบรนด์ยิ่งจัดการช้าไปกว่านี้ ก็อาจยิ่งมีผลกระทบหนักต่อภาพลักษณ์แบรนด์   ด้วย ‘สาธาณชน’ อาจกำลังตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น? กับแบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 90 ปี ที่เดินทางมาอย่างแข็งแรงในวันนี้ที่นอกจากอายุแล้วแต่ยังเป็นเพราะ ‘ความไว้วางใจ’ ที่มีต่อแบรนด์ด้วย   โดยเฉพาะในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ที่เติบโตมาพร้อมกับคนรุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่นซี (Z Generation ) ที่มาพร้อมกับ ‘ความกล้า’ ที่จะตั้งคำถามถึงความถูกต้อง ความเหมาะสมในสังคมที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งการล่วงละเมิด สิทธิเสรีภาพทั้งทางกาย ความคิด โดนเฉพาะจิตใจ เป็นสิ่งที่คนกลุ่มนี้แทบจะไม่ให้การยอมรับเลย   เช่นเดียวกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ที่แม้ว่าแบรนด์ที่เก่าแก่อยู่มานานก็ตาม แต่อาจไม่ได้ถูกตัดสินแค่คุณภาพสินค้า หรือประวัติศาสตร์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังถูกประเมินจาก ‘จุดยืนทางศีลธรรม’ และวิธีรับมือเมื่อเกิดวิกฤตกับคนในเครือข่ายอำนาจของตัวเอง   โดยเฉพาะองค์กรครอบครัวขนาดใหญ่ หรือธุรกิจตระกูล (Family Business) ที่ชื่อของ ‘คน’ กับ ‘แบรนด์’ ถูกเชื่อมกันแทบแยกไม่ออก   ด้วยยิ่งแบรนด์มีอายุยาวนานมากเท่าไร ความคาดหวังจากสังคมก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะสำหรับผู้บริโภค แบรนด์ที่อยู่มา 93 ปี ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ยังขาย ‘ความน่าเชื่อถือ’ ที่สะสมข้ามรุ่น   ดังนั้น ในวันที่เกิดวิกฤต สิ่งที่สังคมจับตา จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครผิด’  แต่คือ องค์กรจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด ว่าการตัดสินใจต่าง ๆ เป็นไปตามหลักการที่ประกาศไว้   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กรจะสามารถบริหารภาพลักษณ์ (Image Management) หรือสื่อสารจุดยืนของตัวเองออกมาได้ดีเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วในเวลานี้ ‘เจ้าของความหมายของแบรนด์’ ตัวจริง อาจไม่ใช่บริษัทอีกต่อไป…แต่หากคือ ‘สาธารณชน’ ที่จะเป็นคนตัดสินเองว่า หลังผ่านเหตุการณ์นี้ไป ภาพจำของแบรนด์ ‘สิงห์’ จะถูกจดจำในฐานะแบรนด์ที่กล้ารับผิดชอบต่อสังคม หรือหรืออาจถูกตีความว่าเป็นความพยายามรักษาความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในช่วงวิกฤต   ด้วยในตอนนี้ ภาพลักษณ์แบรนด์ ไม่ได้ถูกสร้างจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกสร้างจาก ‘วิธีตัดสินใจ’ ขององค์กร ในวันที่เกิดวิกฤตที่สุดแล้วต่างหาก    

May 20, 2026 / 0 Comments
read more

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ เชื่อมแพลตฟอร์มการเงิน CardX เจาะกลุ่มพรีเมียม

PRnounce

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผนึก SCB WEALTH และ CardX ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรทางการเงิน เจาะกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง   ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทบริหารจัดการธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ครอบคลุมโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่พักอาศัยระดับหรู รวมถึงร้านอาหารและสปา ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SCB WEALTH และ CardX ภายใต้แคมเปญ “ONYX 60th Anniversary” เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของบริษัทฯ เพื่อขยายบทบาทและต่อยอดสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายบริการทางการเงินและไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำความเป็นผู้นำของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในธุรกิจบริหารจัดการฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาค ควบคู่กับการเดินหน้ากลยุทธ์สร้างเครือข่ายพันธมิตรอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการเงิน เพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมและกลุ่มลูกค้า SCB WEALTH พร้อมยกระดับประสบการณ์การเข้าพักให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth) ได้อย่างเหนือระดับ ผ่านการผสานจุดแข็งของเครือข่ายลูกค้า สิทธิประโยชน์ทางการเงิน และพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ในเครืออย่างลงตัว คุณพรทิพย์ เป้าทอง รองประธานกรรมการแผนกการตลาด (Vice President – Marketing) ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า ความร่วมมือกับ SCB WEALTH และ CardX ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลุ่มออนิกซ์ฯ ในการต่อยอดการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ซึ่งไม่เพียงช่วยขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่มีศักยภาพสูง แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงการเดินทาง การใช้จ่าย และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ “ในโอกาสครบรอบ 60 ปี เรามุ่งยกระดับบทบาทขององค์กรจากผู้ให้บริการสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรในระยะยาว โดยใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์และประสบการณ์ในธุรกิจบริการเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต” คุณศลิษา หาญพานิช ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ High Net Worth and Affluent Segment และ รักษาการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ Wealth and Insurance Capability Development ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “การผนึกกำลังภายในกรุ๊ป ทำให้ SCB WEALTH และ CardX มีความพร้อมในการมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์ ผ่านการนำจุดแข็งของแต่ละธุรกิจมาผสานกันเพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างอย่างชัดเจน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ แต่เป็นการวางรากฐาน Lifestyle Ecosystem ที่สะท้อนเจตนารมณ์ของธนาคารฯ ในการยกระดับ Lifestyle Privilege ของ SCB WEALTH ให้ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ผ่านพอร์ตโฟลิโอของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป” คุณปัญญา เวชบรรยงรัตน์ Chief Business and Channel Officer บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “CardX มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายของลูกค้าในทุกมิติ ความร่วมมือกับออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และ SCB WEALTH ในครั้งนี้ จึงเป็นการผสานจุดแข็งระหว่างเครือข่ายโรงแรมระดับภูมิภาคและศักยภาพด้านข้อมูลลูกค้าของ CardX เพื่อส่งมอบสิทธิประโยชน์ที่ตรงความต้องการของลูกค้า ภายใต้แคมเปญ ONYX 60th Anniversary เราตั้งใจออกแบบประสบการณ์การเข้าพักที่มอบทั้งความคุ้มค่าและความพิเศษในเวลาเดียวกัน ผ่านสิทธิประโยชน์ที่เชื่อมโยงการใช้จ่าย การเดินทาง และการพักผ่อนอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งสะท้อนทิศทางของ CardX ในการสร้าง ‘Everyday Value’ ควบคู่กับ ‘Premium Experience’ เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายและการใช้ชีวิตของลูกค้าให้เหนือระดับ” ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้เชื่อมโยงระบบเอกสิทธิ์สำหรับสมาชิก ONYX Rewards แก่ลูกค้า SCB WEALTH และ CardX ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าพัก การใช้จ่าย และการยกระดับสถานะสมาชิกสู่ระดับ Gold และ Platinum ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้าใหม่ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าอย่างเป็นระบบ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม พ.ศ. 2569 ผู้ถือบัตรเครดิต CardX จะได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ การรับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้น 6 เท่า (6X PointX)* พร้อมส่วนลดห้องพักและบริการในโรงแรมที่ร่วมรายการ ขณะที่ผู้ถือบัตรเครดิต SCB WEALTH by CardX ได้แก่ผู้ถือบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING ผู้ถือบัตรเครดิต SCB FIRST และ ผู้ถือบัตรเครดิต SCB PRIME จะได้รับสิทธิยกระดับสถานะสมาชิก ONYX ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2570 พร้อมสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต SCB PRIVATE BANKING และบัตรเครดิต SCB FIRST รับอภินันทนาการห้องพักเพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงประสบการณ์การเข้าพักในระดับที่สูงขึ้นตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมการพัฒนาประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และอาหาร ผ่าน ONYX Dining ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่รังสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนแนวคิดของความร่วมมือระหว่างองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำการตลาดร่วมกัน แต่เป็นการวางรากฐานของการเติบโตในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงแบรนด์ พันธมิตร และลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การสร้างการรับรู้แบรนด์ การขยายฐานลูกค้าใหม่ ไปจนถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระยะยาวผ่าน ONYX Rewards   ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี   *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.cardx.co.th บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ที่โอนธุรกิจไปยังคาร์ดเอกซ์ซึ่งยังไม่ได้เปลี่ยนหน้าบัตรใหม่ สามารถร่วมรายการส่งเสริมการขายนี้ได้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้บริการโดย บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์  

May 20, 2026 / 0 Comments
read more

แมทธิว บอกถึงเวลาพา ‘แม็คยีนส์’ แบรนด์ไทยไปตลาดแฟชั่นต่างประเทศ

BizKet

แม็คกรุ๊ป แผนขยายธุรกิจพาแบรนด์แม็คยีนส์ ไปตาดต่างประเทศ พร้อมหาดีลซื้อกิจการขยายช่องทางใหม่ หลัง 9 เดือน มีรายได้ 3,496 ล้านบาท กำไรกว่า  595  ล้านบาท  ช้อปออนไลน์พุ่งเกือบพันล้าน    แม็คกรุ๊ปเดินหา New S-Curve ‘แม็คยีนส์’ ศึกษาแผนบุกตลาดต่างประเทศ มองดีล M&A เพื่อสร้างช่องทางรายได้ใหม่จากฐานธุรกิจกว่า 50 ปี ออนไลน์โตแรงเกือบแตะพันล้าน รอบบัญชี 9 เดือนแรกปี 2569 รายได้ออนไลน์พุ่งแตะ 926 ล้านบาท เติบโต 74.3% กลายเป็นเครื่องยนต์หลักของบริษัท รายได้โตสวนเศรษฐกิจผันผวน แม็คกรุ๊ปทำรายได้รวม 3,496 ล้านบาท กำไรสุทธิ 595 ล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม ต้นทุนพุ่ง และกำลังซื้อชะลอตัว     แมทธิว กิจโอธาน  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ  MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์  ‘แม็คยีนส์’    เปิดเผยว่า บริษัทวางแนวทางขยายการเติบโตธุรกิจในสองส่วนหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งด้านช่องทางออนไลน์ วางแผนขยายการทำตลาดอย่างต่อเนื่อง   รวมไปถึงแผนการลงทุนขยายร้านค้าปลีกของตัวเอง ปรับปรุงจุดขายเดิมอย่างต่อเนื่องและปิดจุดขายที่ทำกำไรต่ำ ส่วนช่องทางออฟไลน์ จะเน้นการรักษาฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มลูกค้าใหม่   โดยบริษัท เร่งศึกษาพัฒนาแผนงานในช่องทางอื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายช่องทางไปต่างประเทศ และการซื้อขายควบรวมกิจการ รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน จากความพร้อมและความคล่องตัวและสามารถทำทันทีเมื่อมีความมั่นใจ โดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรที่เพียบพร้อมจากรากฐานกว่า 50 ปี  ประกอบด้วย จุดขายที่ครอบคลุมทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์, มีโรงงานผลิตสินค้าที่มีความชำนาญการ และ มีศูนย์กระจายสินค้าของตัวเอง   แมทธิว กล่าวต่อถึงผลดำเนินงานของบริษัทและ บริษัทย่อยงวดไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569  (1 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569) ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจาก ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เห็นชัดจากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง  มาอยู่ ในระดับ 45.5 ในเดือนมีนาคม จากเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 51. 8 เพราะสงครามเกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนให้ปรับตัวสูงขึ้น   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะเสถียรภาพทางการเมืองหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง ช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐให้มีความต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางคลี่คลายลงจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น   ทั้งนี้ในไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 1,102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท หรือคิดเป็น  3.3  %   เป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากช่องทางออนไลน์โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เป็น 26% ในงวดปีนี้จาก 18% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน หนุนให้งวด 9 เดือนแรกของปี 2569  บริษัทมีรายได้ จากการขายสินค้ารวม 3,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 251 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7.7  % เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน   ขายออนไลน์ 9 เดือนเกือบ 1พันล้าน   แมทธิว กล่าวว่า   รายได้รวมของบริษัทที่เติบโตขึ้นมีปัจจัยสนับสนุนหลักที่สำคัญ   คือการเติบโตต่อเนื่องของรายได้ จากช่องทางออนไลน์    โดยในงวดไตรมาส 3  รายได้จากช่องทางออนไลน์ทำได้  ทั้งสิ้น 287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน  ขณะที่งวด 9 เดือนรายได้อยู่ที่ 926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.3% เทียบงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 531ล้านบาท   สำหรับช่องทางขายอื่น ๆ ของบริษัท เช่น ช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) คิดเป็นสัดส่วน  57% รายได้ปรับตัวลดลง  ในไตรมาส 3  รายได้จากการขายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกของตนเอง  จำนวน    631 ล้านบาท ลดลง 39 ล้านบาทหรือ  5.9 % แต่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง  7.2 % ส่วนงวด 9  เดือน มีรายได้ 1,936 ล้านบาท ลดลง  160 ล้านบาทหรือ  7.6 %   ห้างสรรพสินค้า (Department Store) คิดเป็นสัดส่วน  15 %  ในไตรมาส 3 มีรายได้  162 ล้านบาท ลดลง  20 ล้านบาทหรือ  10.9  % จากภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่ลดลง  ส่วน งวด 9 เดือน มีรายได้ 551 ล้านบาท ลดลง 9 ล้านบาทหรือ  1.7 % และช่องทางอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วน  2%   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม็คกรุ๊ป  กล่าวว่า   บริษัทมีกำไรสุทธิ ในงวด ไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569  จำนวน 176  ล้านบาท  ลดลง   12   ล้านบาท หรือ  6.5 % เทียบงวดเดียวของปีก่อน  ขณะที่งวด  9 เดือนบริษัท มีกำไรสุทธิ  595  ล้านบาท  ลดลง 30 ล้านบาท หรือ  4.9 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน  ซึ่งกำไรที่ลดง เป็นผลจากสัดส่วนยอดขายออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายผันแปรเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมารวมกับค่าใช้จ่ายออฟไลน์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทได้จัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายต่อเนื่องในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า   อย่างไรก็ดีบริษัทมีการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นให้เหมาะสม  และยังคงนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เพื่อให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ยังคงอยู่ในระดับสูง  โดยในงวดไตรมาส 3 อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทอยู่ที่ 64.1 % เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่   62.8 % ส่วนงวด 9 เดือน อัตราขั้นต้นที่อยู่ที่  63.4 %   สภาพคล่องยังสูง   ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวรวม 1,903 ล้านบาท ลดลง 81 ล้านบาท จากวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผล ให้ผู้ถือหุ้น 737ล้านบาท และมีการใช้เงินสดจ่ายซื้ออาคารที่ดินและอุปกรณ์ 76 ล้านบาท  

May 19, 2026 / 0 Comments
read more

Buldak รามยอนไก่เผ็ด สูตรพลิกชีวิตแม่บ้าน’คิม จองซู’ สู่ประธาน Samyang Foods

Zcreat

‘Buldak ‘รามยอนไก่เผ็ด ไอเท็มพลิกชีวิตแม่บ้านพา ‘คิม จองซู’ สู่ประธาน Samyang Foods อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิถุนายนนี้ กับผลงานสร้างรายได้ส่งออก 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025   จากแม่บ้านสู่ประธานบริษัท ‘คิม จองซู’ พลิกบทบาทจากลูกสะใภ้แชโบล สู่ผู้กุมอาณาจักร Samyang Foods เต็มตัว ด้วยผลงานกู้วิกฤต IMF และสร้างแบรนด์ Buldak จนกลายเป็นไวรัลระดับโลก Buldak เครื่องยนต์รายได้แสนล้าน รามยอนไก่เผ็ด Buldak ดันรายได้ส่งออกโตเกือบ 20 เท่า ภายใน 9 ปี พร้อมครองสัดส่วน 60% ของมูลค่าส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีใต้ เคสศึกษาธุรกิจแชโบลยุคใหม่  การขึ้นเป็นประธานบริษัทของ ‘คิม จองซู’ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจในเกาหลีใต้ จากระบบสายเลือดผู้ชาย สู่ยุคที่ ‘ผลงานจริง’ มีน้ำหนักเหนือธรรมเนียมเก่า     Samyang Foods บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ดังเกาหลีใต้ แต่งตั้งนาง ‘คิม จองซู’ (Kim Jung-soo) รองประธานบริหารวัย 62 ปี  เตรียมก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล หลังจากพ้นระยะเวลาจำคุกรอลงอาญา เธอได้ขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกบะหมี่กลุ่ม Buldak จนสร้างรายได้ในต่างประเทศเติบโตเกือบ 20 เท่า จาก 93,000 ล้านวอนในปี 2016 ทะยานสู่ 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 คิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของเกาหลีใต้   ซึ่งการที่ ‘เธอ’ ได้ขึ้นอยู่ในตำแหน่ง อาจเรียกว่ามี ‘เส้นเรื่อง’ แทบไม่ต่างจากบทซีรีย์เกาหลี เลย….   แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จัก ‘Samyang Foods’ อีกหนึ่งบริษัทแชโบลที่ทรงอิทธิพลในเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีตระกูล ‘ตระกูลจอน’ (Chun / Jeon Family) เป็นเจ้าของสืบทอดกันมาสองรุ่นแล้ว   โดยผู้ก่อตั้งรุ่น 1 คือ ‘จอน จุงยุน’ (Chun Joong-yoon) อดีตประธานกิตติมศักดิ์ผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและคิดค้น ‘ซัมยัง ราเม็ง’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกของเกาหลีใต้ในปี 1963 ก่อนส่งต่อไปยังทายาทผู้สืบทอดกิจการ ‘จอน อินจัง’ (Jeon In-jang) ลูกชายคนโตของผู้ก่อตั้ง ที่ข้ารับตำแหน่งฐานะประธานบริษัทต่อจากพ่อในปี 2010   และในจุดนี้เองที่มาถึงจุดพลิกอาณาจักร ‘Samyang Foods’ หลัง ‘จอน อินจัง’ แต่งงานกับ ‘คิม จองซู’ (ลูกสะใภ้ใหญ่ของตระกูล) อดีต ‘แม่บ้าน’ ที่เข้ามาช่วยกู้ชีพธุรกิจช่วงวิกฤต IMF และที่สำคัญเธอ ยังเป็นผู้คิดค้น ‘รามยอนไก่เผ็ด Buldak’ ขึ้นมา และเตรียมรับตำแหน่งประธานบริษัท (Chairman) คนใหม่ในวันที่ 1 มิ.ย.ปี 2569 นี้   จุดพลิกชีวิตแม่บ้านฟูลไทม์   จอน อินจัง แต่งงานกับ คิม จองซู ในปี 1994 (พ.ศ. 2537) ในฐานะลูกสะใภ้ใหญ่ ที่มีหน้าที่เพียงดูแลสามีและลูกๆ เท่านั้น กับบทบาท ‘แม่บ้านเต็มเวลา’ (Full-time Housewife) ที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารและไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลยสักนิด   กระทั่ง 4 ปีถัดมาหลังใช้ชีวิตแต่งงาน ‘คิม จองซู’ ในวัยราว 34 ปี กำลังเผชิญกับบททดสอบความท้าทายชีวิตแม่บ้านเกาหลีตระกูลแชโบลครั้งใหญ่!!   โดยในปี 1997-1998 เเกาหลีใต้เจอวิกฤตการณ์ทางการเงินเอเชีย (วิกฤต IMF) เม็ดเงินต่างชาติตีกลับ ค่าเงินวอนดิ่งเหว กลุ่มบริษัทแชโบลยักษ์ใหญ่ล้มละลายเป็นโดมิโน่   และแน่นอนว่า Samyang Foods เองก็ไม่รอด บริษัทต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล (Bankruptcy Protection) ท่ามกลางหนี้สินมหาศาลและสภาวะขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง   ในช่วงเวลาที่ยังมองไม่เห็นแสงสว่าง ‘จอน จุงยุน’ (ผู้ก่อตั้ง) ต้องเร่งกอบกู้สถานการณ์ธุรกิจ ที่ไม่สามารถใช้การบริการแบบเดิมมากู้วิกฤตองค์กรได้ ที่สำคัญต้องใช้คนไว้ใจได้ที่สุด เข้ามาช่วยควบคุมกระแสเงินสดที่กำลังรั่วไหล   เหตุการณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเดบิวต์ ลูกสะใภ้ใหญ่ ที่ท่านประธานจอง ชักชวนให้ ‘คิม จองซู’ เข้ามร่วมงานกับบริษัทในปี 1998 ที่ใช้ทักษะแม่บ้านที่เชี่ยวชาญการทำบัญชีรายรับรายจ่าย   ขณะที่บทบาทแรกของ คิม จองซู ได้ถูกส่งเข้าไปคุม ‘ฝ่ายจัดซื้อและซัพพลายเชน’ ในทันที ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องทำหน้าที่คอยไล่บี้ตัดลดงบประมาณ (Cost-cutting) พร้อมเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์เพื่อขอลดราคาส่งวัตถุดิบ และหั่นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นขององค์กรทุกบาททุกสตางค์   จากความสามารถในการคุมบัญชีสไตล์แม่บ้าน ที่เธอนำมาประยุกต์ใช้ในสเกลระดับบริษัท สามารถช่วยให้ Samyang Foods ประคองกระแสเงินสด และหลุดพ้นจากสภาวะฟื้นฟูกิจการ (Graduatedจาก IMF Management) ได้สำเร็จในปี 2005   จุดกำเนิดบะหมี่เผ็ด ‘Buldak’   หลังจากสะสางหนี้สินก้อนโตของบริษัท และช่วยให้ธุรกิจของตระกูลสามีรอดตายจากวิกฤต IMF และก้าวขึ้นมาเป็นรองประธานบริหาร (Sales & Marketing) ไปได้แล้ว   อย่างไรก็ตาม ในตลาดยุคหลังปี 2000 Samyang Foods ยังเผชิญวิกฤตครั้งใหม่แบบไม่พัก นั่นคือ ‘วิกฤตไร้ตัวตน’ (Identity Crisis) เมื่อบริษัทตกเป็นเบอร์รองอย่างสมบูรณ์แบบ โดยถูกคู่แข่งรายสำคัญอย่าง ‘Nongshim’ (เจ้าของ 신라면 ชินราเมน) ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่นในแง่ของยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด   ต่อความต้องการหาหนทางแก้ไขในความไร้ตัวตนของแบรนด์ ‘Samyang Foods’  นี้เอง ที่ทำให้ ‘คิม จองซู’  คือตัวต้นเรื่องในฐานะผู้คิดค้นโปรดักส์ใหม่ออกสู่ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลีจนประสบความสำเร็จด้วยสินค้ารามยอนไก่เผ็ด ‘Buldak Bokkeum Myeon’ (บูลดัก บกอึมมยอน) ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในไอเท็มบะหมี่กึ่งฯ สุดฮิตในจักรวาล Samyang Foods   ‘เธอ’ เคยได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการกับสื่อต่างประเทศ (เช่น The Wall Street Journal และ Bloomberg) ถึงที่มารามยอนไก่เผ็ด Buldak ของ Samyang Foods ว่าเกิดจากในวันหนึ่งของช่วงวันหยุด คิม จองซู เดินเล่นย่าน ‘ซินชน’ (Sinchon) ใกล้ๆกับมหาวิทยาลัยยอนเซ เธอกับลูกสาวไปเจอร้านขายอาหารรถเข็มริมทางที่ขาย ‘บูลดัก’ (Buldak – 불닭) ซึ่งแปลตรงตัวว่า ‘ไก่เผ็ด’ (เมนูไก่ย่างหรือไก่ผัดซอสพริกที่เผ็ดจัด ๆ)   แล้วพบว่าผู้คนโดยเฉพาะวัยรุ่น ต่างรับประทานบูลดักกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่สนใจในรสชาติความเผ็ดร้อนจนถึงกับต้องอุทานกันออกมาก็ตาม   ความเผ็ดขนาดไฟลุกออกจากปากแบบนี้แล่ะ ทำให้ไอเดียของ เธอ ปิ๊งวาบขึ้นมาว่า “ถ้าคนชอบความเผ็ดระดับที่ร้องไห้ขนาดนี้ มันก็น่าสนใจลองทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติแบบนี้ดูบ้าง”   และนั่นคือที่มาที่ทำให้เธอเดินกลับไปสั่งทีมวิจัยและพัฒนา R&D ไปเริ่มต้นโปรเจกต์รสชาติใหม่นี้ในทันที ที่ใช้เวลาราว 1 ปี 3 เดือนในการพัฒนาสินค้าพร้อมด้ทำการทดสอบโดยใช้ไก่ไปทั้งหมด 1,200 ตัว และซอสอีก 2 ตัน เพื่อเคี่ยวเข็ญรสชาติให้ได้มาตรฐานที่ต้องการ โดยทีม R&D ยังได้ออกตระเวนไปศึกษาและชิมพริกจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงร้านอาหารรสจัดจ้านเพื่อนำมาปรับใช้สินค้า   คอนเทนต์ไวรัล พายอดขายกระโดด   จากนั้น จึงได้ฤกษ์เปิดตัวสินค้าอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2012 ภายใต้ชื่อ ‘Buldak Bokkeum Myeon’ (บูลดัก บกอึมมยอน) ซึ่งในช่วงแรกมียอดขายในประเทศเกาหลีใต้ ไม่ได้หวือหวานักเนื่องจากเป็นรสชาติที่เผ็ดเฉพาะกลุ่ม   จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา ก็เกิดกระแสไวรัลขึ้นในปี 2014 เมื่อ ยYouTuber ช่อง ‘Korean Englishman’ (ชาวอังกฤษที่พูดภาษาเกาหลี) ได้อัปโหลดวิดีโอชวนเพื่อน ๆ ในอังกฤษมาร่วมทดลองกินรามยอนรสชาติต่าง ๆ ของเกาหลี รวมถึงรสไก่เผ็ดนี้   โดยเจ้าวิดีโอคอนเท้นต์ชิ้นนั้น ยังได้สร้างแรงกระเพื่อมจนเกิดเป็นเทรนด์ ‘Fire Noodle Challenge’ ทำให้ผู้คนทั่วโลกต่างถ่ายคลิปท้ากินบะหมี่เผ็ดส่งต่อกันบน YouTube จนกลายเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ยอดขายในต่างประเทศพุ่งทะยานอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา   ขณะที่ ตัวเลขรายได้จากการส่งออกของ Samyang Foods เติบโตจาก 93,000 ล้านวอนในปี 2016 ขึ้นสู่ระดับ 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 (เติบโตเกือบ 20 เท่า)   โดยปัจจุบันรายได้รวมกว่า 80% ของบริษัทมาจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่สัดส่วนการส่งออก ในปี 2025 ยอดส่งออกของสินค้ากลุ่ม Buldak เพียงแบรนด์เดียว คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดจากประเทศเกาหลีใต้ ส่งให้หุ้น Samyang กลายเป็นหุ้น 100 เด้งในตำนาน พร้อมส่งให้เธอก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดขององค์กรในที่สุด     คดียักยอก 4.9 พันล.วอน     อย่างไรก็ตามในช่วงปี 2010 อาณาจักร Samyang Foods เผชิญบททดสอบใหญ่อีกครั้ง หลังคดีอื้อฉาวเมื่อสามีของเธอ ‘จอน อินจัง’ ทายาทสายตรงผู้เป็นลูกชายคนโตของผู้ก่อตั้ง ได้ก้าวสู่ตำแหน่งประธานบริษัท  ต่อจากบิดา   ในตอนนั้น ‘คิม จองซู’ ทำหน้าที่ดูแลสายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด ซึ่งอยู่ในช่วงการวิจัยและเปิดตัวรามยอนไก่เผ็ด Buldak (ปี 2012) แต่ว่าบทบาททางการบริหารของฝ่ายสามีต้องสิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิงจากปัญหาทางกฎหมายในปี 2018 เมื่อทั้งคู่ถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกเงินบริษัทจำนวน 4.9 พันล้านวอน ผ่านการตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อตกแต่งบัญชีค่าบรรจุภัณฑ์วัตถุดิบ   จากนั้นในเดือนมกราคม ปี 2019 ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาตัดสินจำ ‘จอน อินจัง’ เป็นเวลา 3 ปี โดยไม่รอลงอาญาและต้องโทษเข้าเรือนจำทันที ส่วน ‘คิม จองซู’ ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี   ด้วยการต้องโทษจำคุกและการถูกกดดันจากกลุ่มผู้ถือหุ้นตามข้อบังคับทางกฎหมาย ส่งผลให้ ‘จอน อินจัง’ สูญเสียตำแหน่งในบอร์ดบริหารและสิทธิ์ในการจัดการบริษัทไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา   ทำให้ ‘คิม จองซู’ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล โดยหลังจากพ้นระยะเวลาจำคุกรอลงอาญา เธอได้ขับเคลื่อนกลยุทธ์การส่งออกบะหมี่กลุ่ม Buldak จนสร้างรายได้ในต่างประเทศเติบโตเกือบ 20 เท่า จาก 93,000 ล้านวอนในปี 2016 ทะยานสู่ 1.9 ล้านล้านวอนในปี 2025 คิดเป็นสัดส่วน 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของเกาหลีใต้   จากผลงานที่โดดเด่นการคุมโครงสร้างรายได้หลัก 80% ขององค์กรและมูลค่าหุ้นที่เติบโตอย่างมหาศาล ทำให้คณะกรรมการบริษัท Samyang Foods มีมติประกาศเลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งให้ ‘คิม จองซู’ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ‘ประธานบริษัท’ คนใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมีผลในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 นี้ ซึ่งเป็นการแทนที่เก้าอี้เดิมที่สามีเคยครอบครองอย่างเบ็ดเสร็จด้วยฐานะผู้สร้างนวัตกรรมหลักขององค์กร   สู่‘แชโบล’ บริบทใหม่สังคมเกาหลี   ต่อการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งใหม่ประธานบริษัท ‘แชร์แมน’ ของ ‘คิม จองซู’ จากแม่บ้านในฐานะลูกสะใภ้ใหญ่ตระกูลแชโลก ยังสะท้อนบริบททางสังคมของเกาหลีใต้ยุคใหม่ จากเดิมที่ธรรมเนียมกลุ่มทุนเกาหลีใต้ จะยกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ โดยเฉพาะการส่งต่ออำนาจสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ทายาทสายเลือดตรงที่เป็นผู้ชายเท่านั้น ส่วน ‘ลูกสะใภ้’ มีบทบาทเป็นเพียงช้างเท้าหลังและผู้ดูแลภาพลักษณ์ครอบครัว   การที่ ‘คิม จองซู’ ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งได้ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญธุรกิจองค์กร ที่ยังพิสูจน์ระบบคุณธรรมในโลกธุรกิจยุคใหม่ได้ชัด ถึงผลงานและการสร้างนวัตกรรมสามารถเอาวัฒนธรรมธุรกิจดั้งเดิมได้   โดยเฉพาะการมาของ ‘เธอ’ ในฐานะ ‘ตัวสำรองกู้ชีพ’ ยามกิจการแทบจะล้มละลาย ที่มากอบกู้ความรุ่งเรืองบริษัทกลับมาได้อีกครั้ง ด้วยการเริ่มต้นจากงานหลังบ้านที่สร้างศัตรูง่ายที่สุด อย่างการตัดลดต้นทุน ก่อนขึ้นมาคุมสายงานกลยุทธ์และการตลาด   จากเส้นเรื่องความสำเร็จสู่เก้าอี้ ท่านประธาน Samyang Foods  ของเธอ ยังสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างการบริหารที่เปลี่ยนผ่านจากระบบอุปถัมภ์ในครอบครัว ไปสู่การยอมรับในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่มีความสามารถรอบด้าน ยิ่งในปัจจุบันที่ผู้ถือหุ้นสถาบันและกลุ่มทุนต่างชาติมีบทบาทสูง   ขณะที่ การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณบวกด้านธรรมาภิบาล (ESG) ไปยังตลาดทุนทั่วโลกอีกด้วย   หากตัดภาพมาที่เมนู ‘Buldak’ เองก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่กลายมาเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนโครงสร้างรายได้เกือบ 80% ของ Samyang Foods และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของมูลค่าการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั้งหมดของประเทศเกาหลีใต้   การที่ คิม จองซู เป็นผู้กุมสูตรลับ และคุมทิศทาง R&D บวกกับใช้ความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภค ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ทำให้เธอสามารถคุม ‘กระแสเงินสด’ และทิศทางการเติบโตในอนาคต (Growth Engine) ของบริษัทไว้ได้เบ็ดเสร็จ

May 19, 2026 / 0 Comments
read more

สถาปนิก’69 ยอดผู้ชมงาน 328,576 คน มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 22,000 ลบ.

PRnounce

สถาปนิก’69 ประกาศความสำเร็จด้วยยอดผู้ชมงานมากถึง 328,576 คน มูลค่าซื้อขายรวมกว่า 22,000 ล้านบาท พร้อมชูแนวทางจัดการขยะเอ็กซิบิชั่นสร้างความยั่งยืน   อเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยถึงผลสำเร็จของการจัดงานสถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT ซึ่งจัดขึ้น ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยข้อมูลสรุปตลอด 6 วันของการจัดงานมีผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 328,576 คน แบ่งเป็นกลุ่มผู้เข้าชมในภาคธุรกิจ (Trade Visitors) 64% และกลุ่มผู้ใช้สินค้าบริการ (End Users) 36% ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 75,000 ตารางเมตร มีผู้ประกอบการร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,000 แบรนด์ ผลิตภัณฑ์บริการเพื่องานออกแบบและก่อสร้างรวมมากกว่า 100,000 รายการจากทั้งในและต่างประเทศ สร้างมูลค่าเจรจาธุรกิจรวมกว่า 22,000 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังมีประชาชนผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการและร่วมกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนถึงความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมและเป็นความภาคภูมิใจเมื่องานสถาปนิกประเทศไทยเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับนานาชาติ ต่อยอดผลักดันวงการวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับในสากลและก้าวสู่จุดหมายเป็น The Most Influential Architecture Exhibition in ASEAN หรืองานแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน   ทางสมาคมฯ พร้อมสนับสนุนการยกระดับวิชาชีพสถาปัตยกรรมไทยในทุกด้านให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมส่งเสริมคุณภาพงานสถาปัตยกรรมของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยได้เปิดรับผลงานเพื่อพิจารณารับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น ประจำปี 2569 ซึ่งมีผู้สนใจส่งผลงานทั้งสิ้น 92 ผลงาน ทางคณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกผลงานรับรางวัล Design Award ได้แก่   ผลงาน Mitbury the Publice House โดยผู้ออกแบบ WOS Architects ผลงาน O-NES Tower โดยผู้ออกแบบ THAI OBAYASHI DESIGN ผลงาน Vanich House โดยผู้ออกแบบ Physicalist   รางวัล Merit Award ได้แก่ ผลงาน BAAN O+O โดยผู้ออกแบบ JUNSEKINO Architect and Design ผลงาน The Digital Economy Promotion Agency (DEPA) headquarters โดยผู้ออกแบบ Architects 49 ผลงาน DFT Office โดยผู้ออกแบบ Stu/D/O Architects ผลงาน Nachan the Antique Courtyard Hotel โดยผู้ออกแบบ PAVA architects   ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดได้ถูกนำมาจัดแสดงในงานสถาปนิก’69 ถือเป็นรางวัลทรงเกียรติและรางวัลสูงสุดทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมของไทย   จาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวเสริมถึงความสำเร็จและภาพรวมงานครั้งนี้ ซึ่งมีการจัดแสดงนิทรรศการ จัดการสัมมนาระดับนานาชาติ และกิจกรรมจากองค์กรวิชาชีพเป็นที่น่าสนใจของกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพสถาปนิก แวดวงธุรกิจก่อสร้าง ตลอดจนประชาชน นักเรียน นักศึกษา จำนวนมาก ลงทะเบียนและ walk in เข้ามาร่วมงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ อาทิ ASA INTERNATIONAL FORUM ซึ่งเชิญสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาร่วมพูดคุยถึง 6 session   ในส่วนของ ASA INSPIRATION LAB และ Workshop ก็มีสถาปนิกกูรูในแวดวงวิชาชีพมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ถึง 28 session โดยตลอด 6 วันของงานมียอดรวมแล้วทั้งหมด 2,045 คน นอกจากนี้ ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากอีกหนึ่งกิจกรรม คือ ASA Experimental Design Competition 2026 การประกวดแบบภายใต้แนวคิด “ปัญญาร่วมสรรค์ Hybridized Wisdoms: Architecture Across Multiple Intelligences” ซึ่งมีผู้ตอบรับส่งผลงานประกวดรวม 412 ผลงานจาก 19 ประเทศทั่วโลก   โดยผลการตัดสินรางวัลชนะเลิศประเภทนักเรียน/นักศึกษา ได้แก่ HYEMIN KIM ชื่อผลงาน Bamseom Cloning Project และรางวัลชนะเลิศประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ ทีม HOYRANLAGE ชื่อผลงาน The Liquid Uthan—A Hybridized Habitat for the Manta Swarm และกิจกรรม ASA Emerging 2026 : Young Architects In The Age Of New Disruptions ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้สถาปนิกและนักออกแบบ “รุ่นใหม่” ได้จัดแสดงและนำเสนอผลงาน เพื่อสะท้อนศักยภาพ แนวคิด วิธีการทำงานและมุมมองต่อบทบาทของสถาปนิกท่ามกลางบริบทของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนสมาคมสถาปนิกสยามฯ เข้าร่วมงาน 23rd ARCASIA Forum ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ได้แก่ นางสาวสุทธหทัย นิยมวาส จาก The City Connext   สำหรับการจัดงานสถาปนิก’69 ทางคณะผู้จัดงานได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและขยะที่เกิดจากการจัดงาน จึงจัดโครงการส่งเสริมการออกแบบและก่อสร้างพาวิลเลียน/บูธอย่างยั่งยืน “ASA100 SUSTAINABLE : Towards Sustainable ASA Architect Expo” ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ โดยวัตถุประสงค์ลดปัญหาขยะจากงานแสดงสินค้า สนับสนุนผู้แสดงสินค้าให้ดำเนินการสอดคล้องกับแนวโน้ม ESG และ CSR ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของการจัดงานให้เทียบเท่างานแสดงสินค้าระดับสากล   โดยแบ่ง 4 ประเภทรางวัล Gold, Silver, Bronz และ Honorable Mention ซึ่งในแต่ละประเภทรางวัลจะมอบให้กับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ และ บริษัทสถาปนิก ผู้ออกแบบ ยกตัวอย่าง ประเภทรางวัล Gold บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ได้รางวัล คือ บริษัท อีดีแอล ลามิเนตส์ จำกัด และบริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีบริษัทสถาปนิกผู้ออกแบบบูธ คือ บริษัท ลูกเล่น สถาปนิก จำกัด รับรางวัลด้วยเช่นเดียวกัน   การจัดงานสถาปนิก’69 ยังมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและวางแนวทางจัดการขยะเอ็กซิบิชั่นสร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด โดยการ Reduce (ลดการใช้) ขอความร่วมมือให้ผู้ร่วมจัดแสดงงานลดการใช้พลาสติกที่ใช้เพียงครั้งเดียว ลดการใช้กระดาษ เปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลในการลงทะเบียนและนำเสนอสินค้าแทนการใช้โบรชัวกระดาษแบบเก่า รวมถึง Reuse (ใช้ซ้ำ) ในส่วนโครงสร้างบูธนิทรรศการ บูธแสดงสินค้า ที่สามารถถอดประกอบและนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น บูธนิทรรศการของสมาคมฯ ได้ถอดชิ้นส่วน วัสดุก่อสร้าง ส่งมอบให้ ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน พิทักษา (กทม.) และ โรงเรียนคลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพิ่มเติมที่เป็นลังผลไม้ จากบูธ ASA CLUB  มอบให้ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สาขาสถาปัตยกรรม และ เชือก ส่งต่อไปยังกลุ่มแม่บ้านต่างจังหวัด เป็นต้น   อย่างไรก็ตาม ในนามประธานจัดงานสถาปนิก’69 ต้องขอขอบคุณพันธมิตรผู้ร่วมจัดแสดงงาน บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด องค์กรวิชาชีพสถาปัตยกรรม หน่วยงานต่างๆ ผู้สนับสนุนการจัดงาน รวมถึงผู้เข้าชมงานทุกท่านที่เป็นส่วนสำคัญทำให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย   ศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในฐานะออแกไนเซอร์จัดงาน กล่าวว่า หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ “Thematic Pavilion” พื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์วัสดุก่อสร้างและสตูดิโอออกแบบร่วมกันตีความ “วัสดุ” ผ่านสถาปัตยกรรมเชิงประสบการณ์ โดยปีนี้มี Thematic Pavilion มากถึง 8 พื้นที่ มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในงานสถาปนิก ซึ่งแต่ละพาวิลเลียนสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืน เทคโนโลยี งานคราฟต์ และการออกแบบแห่งอนาคต ผ่านการสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้ชมในรูปแบบใหม่ สำหรับรางวัล Thematic Pavilion ประจำปี 2026 มีทั้งหมด 2 รางวัล ได้แก่ “Thematic Pavilion Designer Choice Award” ตกเป็นของ “The Delta Stack Pavilion” จาก SCG x SaTa Na   Architect ขณะที่รางวัล “Thematic Pavilion of the Year” หรือ Popular Vote จากเสียงโหวตของผู้เข้าชมตลอดทั้ง 6 วันจัดแสดง เป็นของ “TODĀ ARK” โดย TODĀ x Supermachine Studio   อีกหนึ่งพื้นที่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ “Palette of Materials Pavilion” พื้นที่จัดแสดงวัสดุในรูปแบบ Mood Board ซึ่งรวบรวมชิ้นส่วนวัสดุจริงกว่า 800 ชิ้น จากผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ 40 สตูดิโอ ผ่านการคัดสรรและออกแบบพื้นที่จัดแสดงโดย Looklen Architects เพื่อช่วยให้ผู้เข้าชมมองเห็นแนวทางการใช้งานวัสดุในบริบทจริง พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลและตำแหน่งบูธภายในงานผ่านระบบ QR Code จนกลายเป็นทั้งจุดรวมแรงบันดาลใจและพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างนักออกแบบกับผู้ผลิตวัสดุภายในงาน   ขณะเดียวกัน “Best Innovation Award 2026” ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่สะท้อนทิศทางใหม่ของวงการวัสดุก่อสร้างและการออกแบบ ผ่านการคัดเลือกนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชัน ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน โดยปีนี้มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดถึง 16 แบรนด์ ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “DOS WIDERO Water Pac All in One” จาก DOS นวัตกรรมระบบน้ำสำหรับบ้านยุคใหม่ที่ออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชัน การประหยัดพื้นที่ และการใช้วัสดุรีไซเคิล 100% ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “3D Panel by recoplast” จาก Watsadu niyom และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ “TOSTEM IN16 Series” จาก TOSTEM   นอกจากนี้ ภายในงานยังรวบรวมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก ครอบคลุมตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง ประตู-หน้าต่าง สีและเคมีภัณฑ์ สุขภัณฑ์ ไม้และวัสดุทดแทนไม้ กระเบื้องและหิน เทคโนโลยีระบบน้ำ ผลิตภัณฑ์แสงสว่าง เทคโนโลยีอัจฉริยะ โครงสร้างสำเร็จรูป ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนและ Passive Home บ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางของอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่การออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น   จากความสำเร็จของงานในปีนี้ หลายแบรนด์ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศได้ยืนยันเข้าร่วมงานสถาปนิก’70 แล้ว อาทิ SCG, TOA, Makita, TODA, TOSTEM, DOS, Epson, Panel Plus, WDC, Häfele, aluframe และอีกหลากหลายแบรนด์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อบทบาทของงานสถาปนิกในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างและการออกแบบในภูมิภาค   “ในอนาคต งานสถาปนิกจะไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรม แต่จะเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่ายธุรกิจ และความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมก่อสร้างและการออกแบบ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่อนาคต” นายศุภแมน กล่าวทิ้งท้าย   แม้งานสถาปนิก’69 จะปิดฉากลงแล้ว แต่ผู้สนใจยังสามารถย้อนชมบรรยากาศและผลิตภัณฑ์ภายในงานผ่าน Virtual Booth ได้ทาง https://virtual.architectexpo.com/tour/asa-expo-2026 ก่อนเตรียมพบกับ “งานสถาปนิก’70” งานแสดงเทคโนโลยีสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2570 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ArchitectExpo.com และ Facebook Page : งานสถาปนิก : ASA Architect Expo  

May 19, 2026 / 0 Comments
read more

NINE BEAUTY ปลุกกระแส T-Beauty รวมแบรนด์ไทยตัวท็อปเขย่าตลาดบิวตี้

PRnounce

NINE BEAUTY ส่งบิ๊กแคมเปญ “ไทยแลนด์ แบรนด์ฟีเวอร์” รวมพลังแบรนด์ไทยตัวท็อป ชวนสายบิวตี้ช้อปของดี ราคาโดนใจ ตั้งแต่ 25 เม.ย. – 24 พ.ค. นี้   NINE BEAUTY (นายน์ บิวตี้) โซนเครื่องสำอาง และความงามมัลติแบรนด์ (Multi-brand) ในร้านค้าปลีก CJ MORE ตอกย้ำจุดยืนการเป็น “T-Beauty Destination” บิวตี้สโตร์ที่เข้าใจความต้องการของคนไทย พร้อมเดินหน้าส่งต่อกระแส T-Beauty เทรนด์ความงามจากแบรนด์ไทยคุณภาพ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคไทยยุคนี้ได้อย่างลงตัว   ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญ “ไทยแลนด์ แบรนด์ฟีเวอร์ รวมแบรนด์ไทยตัวท็อป” ชวนสายบิวตี้มาอัปเดตไอเทมเด็ดที่คัดมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ ครบทั้งสกินแคร์ เครื่องสำอาง และไอเทมดูแลตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ลดสูงสุดมากกว่า 50% รวมแบรนด์ฮิต แบรนด์ดัง และไอเทมไวรัลไว้ครบในที่เดียว เพื่อให้ทุกคนสามารถช้อป T-Beauty ได้คุ้มกว่า ง่ายกว่า และสนุกกว่าเดิม ตลอด 1 เดือน ตั้งแต่ 25 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569   NINE BEAUTY เชื่อว่าความสวยไม่มีสูตรสำเร็จเดียว จึงคัดสรรสินค้าบิวตี้และของใช้ดูแลตัวเองที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของคนไทย ครบทุกหมวดพร้อมเป็นจุดหมายใหม่ของนักช้อปสายบิวตี้ที่อยากได้ของดี ราคาโดนใจ และเข้าถึงง่ายใกล้บ้าน มากกว่า 2,000 สาขาทั่วประเทศไทย   นอกจากนี้ ยังเดินหน้าส่งต่ออินไซต์ความงามแบบคนไทย ผ่านคอนเทนต์บน Facebook, Instagram และ TikTok : NINE BEAUTY ให้ผู้บริโภคอัปเดตเทรนด์ใหม่ รีวิวจริง ไอเทมฮิต และโปรโมชันเด็ดได้แบบเรียลไทม์ ช่วยตัดสินใจช้อปง่ายขึ้น พร้อมเสิร์ฟความสนุกแบบดูเพลิน เลื่อนแล้วหยุดไม่ได้ ห้ามพลาด! นักช้อปสายบิวตี้ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ “ไทยแลนด์ แบรนด์ฟีเวอร์” ได้แล้ววันนี้ ที่ CJ MORE โซน NINE BEAUTY เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ โปรโมชันระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 24 พฤษภาคม 2569

May 19, 2026 / 0 Comments
read more

PULZAR รีแบรนด์ คว้า ‘หนุ่ม กรรชัย–ลำไย’ พรีเซนเตอร์ No.1 ระดับประเทศ

PRnounce

สั่นสะเทือนทั่วไทย !! น้ำมันเครื่อง PULZAR สร้างปรากฎการณ์ รีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่  คว้า ‘หนุ่ม กรรชัย – ลำไย’ พรีเซนเตอร์ No.1 ระดับประเทศ  ชูนวัตกรรมปกป้องความร้อนที่เหนือกว่าใคร ล็อกเครื่องยนต์คุณให้หนุ่มตลอดการใช้งาน   เมื่อน้ำมันเครื่องไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “ช่าง” แต่คือไอเทมสำคัญของ “คนรักรถ”  PULZAR (เพาวซ่าร์ ) แบรนด์น้ำมันเครื่องที่มีเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับโลก เป็นผู้นำตลาดที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 15 ปี   ภายใต้ชายคา บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด ประกาศก้าวสำคัญในปี 2569 ด้วยการทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท Re-branding ครั้งใหญ่   งานนี้ เพื่อเปลี่ยนภาพจำสินค้าให้กลายเป็นพรีเมียมแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย   พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ระดับท็อปของประเทศ  หนุ่ม  กรรชัย  กำเนิดพลอย และ ลำไย ไหทองคำ โดยได้จัดงานแถลงข่าว “ การรีแบรนด์ปรับภาพลักษณ์ครั้งยิ่งใหญ่  และเปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่อง PULZAR ” ภายใต้แนวคิด  “ LONG LIFE TECH, LONG LIFE ENGINE ”  สะท้อนถึงนวัตกรรมที่ยกระดับมาตรฐานการปกป้องเครื่องยนต์ครบทุกมิติ  โดยงานจัดขึ้นในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569  ณ ห้อง Ballroom ชั้น B1 โรงแรม พาร์ค ไฮแอท กรุงเทพฯ   ภายในงาน  แบม ปีติภัทร คูตระกูล  รับหน้าที่พิธีกร นำทุกคนเข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญ และกล่าวต้อนรับ คุณสัมพันธ์ ติงธนาธิกุล กรรมการผู้จัดการ  บริษัท น้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด   ผู้บริหารรุ่นใหม่ พร้อมด้วย คุณสมเชษฐ์ บุญสนอง ผู้อํานวยการส่วนการตลาด    นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางของแบรนด์   เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในการเปลี่ยนผ่านไปสู่แบรนด์น้ำมันเครื่องที่มีเทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก พร้อมจัดเซอร์ไพรส์หนัก! สร้างปรากฎการณ์แรงสั่นสะเทือนให้กับวงการครั้งใหญ่!  ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา กับ 2 พรีเซนเตอร์ชั้นนำของเมืองไทย   หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย : ตัวแทนของนวัตกรรม LONG LIFE TECH และความชัดเจน ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือระดับผู้นำ ลำไย ไหทองคำ  :  ตัวแทนของผู้ใช้รถบรรทุกรถกระบะ และเป็นสาวแกร่งยุคใหม่ ที่มีความสดใส เข้าถึงง่าย สู้งานหนัก   ทั้งสอง มาเป็นตัวแทนส่งต่อแนวคิดซึ่งเปรียบเปรยการดูแลรถเหมือนการดูแลร่างกาย หากเราเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ก็จะยังฟิตและอ่อนเยาว์ (Young at Heart) อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกใช้งานหนัก หรือ รถบ้านในชีวิตประจำวัน   โดยการจับคู่ของ 2 พรีเซนเตอร์ครั้งนี้ เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถทุกกลุ่ม ผ่านการสื่อสารแบบ 360 องศา รวมถึงสื่อภาพยนตร์โฆษณา ทั้งบนโลกออนไลน์และออฟไลน์และกิจกรรมอีเว้นท์ทั่วไทย   ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์การตลาดในปี 2569   ต่อการรุกเข้าสู่สนามการ แข่งขันในธุรกิจน้ำมันเครื่อง ที่ PULZAR มีจุดแข็งในเรื่องของสุดยอดเทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก   นอกจากนี้ PULZAR ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่กล้าฉีกกฎการตลาด โดยนำ Insight จากผลวิจัยผู้บริโภคทั่วประเทศกว่า 500 ราย มาเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่จับต้องได้ ตั้งแต่การทำ Modern Design: ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้เหมือนกันทุกกลุ่ม และปรับโลโก้ให้เรียบง่ายในโทน เหลือง-ดำ ดูโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และทรงพลัง มากขึ้นกว่าเดิม New Label: ฉลากใหม่ดีไซน์สวยอ่านง่าย ระบุประเภทการใช้งานที่ชัดเจน และวิธีการเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับการใช้งานรถแต่ละประเภท เพื่อให้จบปัญหาเดินเข้าร้านแล้วเลือกซื้อไม่ถูก Captain PULZAR: เป็นฮีโร่ สัญลักษณ์ผู้นำนวัตกรรมของแบรนด์ Pulzar ให้ผู้บริโภครับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพภายใต้สินค้าแบรนด์ Pulzar ได้อย่างมั่นใจ   การรีแบรนด์ครั้งนี้ คือ การยืนยันว่า PULZAR  พร้อมจะเป็นพลังนวัตกรรมใหม่ที่ช่วย “ล็อคความฟิต” ให้กับทุกเครื่องยนต์ เพื่อขับเคลื่อนทุกความเชื่อมั่น ของการขับขี่ที่สามารถพุ่งทยานไปได้ไกลกว่าเดิม        

May 18, 2026 / 0 Comments
read more

AP x SWATCH = ROYAL POP บันไดหรูขั้นแรก 1.4 หมื่นบาท พาไปหา GenZ

Zcreat

AP x Swatch กลยุทธ์คอลแล็บส์ 2แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิสสู่รุ่นพิเศษ ‘Royal Pop’ สตราติจีโปรดักส์แก้วิกฤตยอดดิ่ง เพื่อเข้าถึง GenZ ได้แบบเทสต์ดีไม่เสียตัวตนความหรูระดับตำนาน    AP ใช้ Swatch เป็น ‘บันไดขั้นแรก’ เข้าหา Gen Z รุ่นพิเศษ Royal Pop ราคา 14,000 บาท แต่ยังรักษา DNA ความหรูของ Royal Oak เอาไว้ครบ Swatch ต้องการสร้าง ‘ปรากฏการณ์ใหม่’ แบบ MoonSwatch หลังกำไรกลุ่มธุรกิจร่วงหนัก และตลาดนาฬิกากลางถูก Smartwatch แย่งลูกค้า คอลแล็บส์นี้ไม่ได้ขายแค่นาฬิกา แต่ขาย ‘ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์’ เพราะคนซื้อ Royal Pop วันนี้ อาจกลายเป็นลูกค้า AP ตัวจริงในอนาคต   ปรากฎการณ์ เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ภาพผู้คนลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เข้าคิวซื้อนาฬิการุ่นพิเศษ ‘Royal Pop’ ที่ออกมาเซอร์ไพรส์ตลาดในประเทศไทย ซึ่งยังเป็นภาพบรรยากาศคล้ายคลึงกันกับในต่างประเทศที่เปิดจำหน่ายนาฬิกา ‘Royal Pop’ ในช่วงวันเวลาใกล้เคียงกันทั่วโลก   สำหรับ ‘Royal Pop’ เป็นความร่วมมือระหว่างแบรนด์โอเดอมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) หรือ AP แบรนด์ระดับ ‘Holy Trinity’ ของวงการนาฬิกาสวิสเซอร์แลนด์ และ สวอท์ช (Swatch) แบรนด์นาฬิการะดับตำนานชาติเดียวกัน ที่อย่างหลังวางตำแหน่งแบรนด์ไอเท็มแฟชันบอกเวลา ที่มีสไตล์และเอกลักษณ์เฉพาะตัว   หากมาดูดีเทลคร่าว ๆ Royal Pop Collection  เป็นนาฬิกาพกที่ถูกออกแบบมาให้มีสีสันสุดเฟียส ตัวเรือนทำจากวัสดุ ‘Bioceramic’ วางราคาเริ่มต้น 400 ดอลลาร์สหรัฐอgมริกา หากเอาเงินไทยมาคูณในตอนนี้ (อัตราแลกเปลี่ยน 32บาท/1 USD) รุ่นนี้จะตกอยู่ราว ๆ 13,064   สำหรับคอลเล็กชั่นพิเศษ Royal Pop นี้เรียกได้ว่าเกือบจะเป็นดีไซน์คู่แฝดในรุ่น Royal Oak หนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตหรูที่ว่ากันว่าฮิตสุดในโลก กับดีไซน์แปดเหลี่ยมและหน้าปัดลายตาราง (Tapisserie) ด้วยค่าตัวเริ่มต้นที่ 36,000 ดอลลาร์ (ราว 1,175,868 ล้านบาท) ที่ว่ากันว่าหาซื้อจากช็อปได้ยากมาก และมักเป็นที่ต้องการของนักลงทุนสายนาฬิกาสะสมต่างตามหาให้ได้มาเพื่อครอบครอง   นอกจากนี้ยังต้องใช้ทั้งทุน และเครดิตทางสังคมพร้อม ‘สร้างประวัติการซื้อ’ (Purchase History) หรือระบบ ‘โควต้า’ (Quota) การพ่วงยอด หรือ การให้สิทธิ์การซื้อ เพื่อสะสมความน่าเชื่อถือกับตัวแทนจำหน่าย (Authorized Dealer หรือ AD) ซึ่งเป็นกลยุทธ์นาฬิกาลักซูรี มักนำมาใช้กับฐานลูกค้าพิเศษของแบรนด์   จากความหรูหราระดับตำนานและความยากในการเป็นเจ้าของแบรนด์ AP ที่ในวันนี้แบรนด์ลักซูรีดังกล่าว ได้สร้างปรากฎการณ์สะท้านเข็มบอกเวลาไปแล้ว หลังกระทำการคอลแล็บส์แบรนด์ Swatch เพื่ออกสินค้าในรุ่น Royal Pop’ เพื่อสานฝันระดับลักซูรีในกลุ่มเป้าหมายทั่วโลก   ต่อปรากฎการณ์นี้  Alternate-X ชวนไปหาคำตอบว่า เพราะเหตุใด? ‘AP’ แบรนด์นาฬิกากลุ่ม Holy Trinity ตระกูลนาฬิกาหรูสวิส ประกอบด้วยแบรนด์ Audemars Piguet, Patek Philippe และ Vacheron Constantin ถึงมาร่วมงานกับไอเทมแฟชั่นแบ Swatch ได้ในครั้งนี้   ทั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่กลยุทธ์คอลแล็บส์ระหว่างAP และ Swatch ต้องมองย้อนกลับไปที่แรงกดดันทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายก่อน ด้วยโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่ความร่วมมือเพื่อความสนุกหรือสร้างสีสันทางการตลาด แต่เป็น ‘กลยุทธ์สำคัญ’ ของทั้ง 2 แบรนด์ในจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อของอุตสาหกรรมนาฬิกาโลก   ด้วยฝั่ง Swatch Group ในเวลานี้ กำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังกำไรจากการดำเนินงานในปี 2568  ร่วงลงกว่า 75% และยังหดตัวต่ออีกกว่าครึ่งในปีถัดมา ขณะที่ Omega แบรนด์หลักของกลุ่ม ก็เสียส่วนแบ่งตลาดให้ Rolex ต่อเนื่อง ส่วนตลาดระดับกลางของ Longines และ Tissot ถูกสมาร์ทวอชเข้ามาแย่งลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังถูกกดดันจากผู้ถือหุ้นสถาบันอย่าง Greenwood Investors ให้ปรับโครงสร้างบริษัท   ด้วยเหตุนี้ ทำให้ Swatch จำเป็นต้องสร้าง ‘ปรากฏการณ์ใหม่’ ให้ได้แบบเดียวกับที่ MoonSwatch  (นาฬิกาคอลเลกชันพิเศษที่เกิดจากการร่วมมือกับ Omega ) ที่เคยทำไว้ในปี 2022 (พ.ศ.2565)   ในอีกด้าน AP แม้ยังอยู่ในสถานะแข็งแรงกว่า โดยก่อนหน้า อิลาเรีย เรสต้า (Ilaria Resta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) AP เปิดเผยว่ายอดขายปี 2025 โต 10% แต่ตลาดเริ่มส่งสัญญาณชะลอเป็นครั้งแรก เมื่อนักสะสมเริ่มซื้ออย่างระมัดระวังมากขึ้น จากปัจจัยที่นำมาพิจารณามากขึ้น ทั้ง คุณภาพงานตกแต่ง กลไก และความสามารถในการรักษามูลค่าในระยะยาว   ทำให้ AP ต้องหาวิธีรักษาการเติบโต พร้อมเปิดประตูสู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่นซี ( Z Generation) ที่กำลังเข้าหาแบรนด์หรูผ่านดิจิทัล วัฒนธรรมรีเซล และการคอลแล็บส์ในรูปแบบพิเศษต่าง ๆ   ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง AP x Swatch ยังสะท้อนชัดเจนในด้าน ‘High-Low Collaboration’ เรียกว่าเป็นการจับมือของแบรนด์คนละขั้ว ‘Swatch’ ได้อานิสงส์จากภาพลักษณ์ระดับตำนานของ AP   ส่วน AP จะได้เครือข่ายการผลิตและการจัดจำหน่ายระดับ Mass ของ Swatch เข้ามาช่วยขยายฐานผู้บริโภค   โดยทั้งสองฝ่ายไม่ได้แค่แชร์ชื่อเสียง แต่กำลังแลก ‘ฐานแฟนคลับ’ กันจริง ๆ   โดยเฉพาะ Royal Pop ที่เปิดทางให้ AP เข้าถึงคนรุ่นใหม่โดยไม่ต้องสร้างแบรนด์ Entry-Level เอง ซึ่งอาจกระทบภาพลักษณ์แบรนด์หลัก ส่วน Swatch ยังใช้พลัง Hype Culture ‘วัฒนธรรมไฮป์’ ปรากฏการณ์ทางสังคมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนด้วยความตื่นเต้น กระแสความนิยมและโซเชียลมีเดีย มาช่วยสร้างกระแสในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ซึ่งยังเป็นตลาดสำคัญที่คิดเป็น 23% ของยอดขาย Swatch แต่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่   นอกจากนี้ยังมี ‘สิ่งที่น่าสนใจ’ คือ AP ไม่ได้มอง Royal Pop เป็นการลดระดับแบรนด์ แม้นาฬิกาจะราคาเพียง 400 ดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ Royal Oak ราคาเฉลี่ยราว 36,000 ดอลลาร์ แต่กลับเป็นการสร้าง ‘Entry Point’ ใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสโลกของ AP ผ่านราคาที่เข้าถึงได้   เพราะในวันนี้สินค้าลักซูรี ไม่ได้ขายแค่ตัวสินค้า แต่ขาย ‘ความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์’ ด้วยผู้ซื้อ Royal Pop วันนี้ อาจกลายเป็นลูกค้า Royal Oak ในอนาคตก็ได้   ขณะที่อีกจุดที่เฉียบคม คือตัวสินค้าจากการคอลแล็บส์ AP x Swatch ในครั้งนี้ ยังเลือกทำไอเท็ม ‘Pocket Watch’ นาฬิกาห้อยกระเป๋า แทนนาฬิกาข้อมือ เพราะสอดรับกับเทรนด์ Gen Z ที่นิยมแขวน Accessory กับกระเป๋า และยังช่วยแยก Positioning ไม่ให้ไปชนกับนาฬิกาหรูตัวจริงโดยตรง ทั้งสองสินค้าจึงไม่ได้อยู่ใน ‘ชั้น’ เดียวกัน แต่ยังอยู่ใน ‘โลก’ เดียวกัน   ด้าน แคเทอรีน เจิง (Cathaleen Chen) จากเว็บไซต์ businessoffashion และ แดนนี พารีซี (Danny Parisi) จาก glossy ต่างให้มุมมองว่า หาก Royal Pop เดินตามรอย MoonSwatch ซึ่งเคยสร้างยอดขายกว่า 1 พันล้านฟรังก์สวิส และกำไรจากการดำเนินงานราว 390 ล้านฟรังก์สวิส ความร่วมมือครั้งนี้ก็อาจสร้างรายได้มหาศาลให้ AP ผ่านโมเดลที่ตัวเองทำคนเดียวไม่ได้โดยไม่เสียภาพลักษณ์   อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่อง Brand Dilution  ภาวะที่คุณค่า เอกลักษณ์แบรนด์ จนบางคนเรียก ‘Royal Pop’ ว่า ‘Royal Broke’ แต่จากประวัติศาสตร์ของ MoonSwatch กลับพิสูจน์ตรงกันข้าม เพราะหลังเปิดตัว MoonSwatch ยอดขาย Omega Speedmaster เพิ่มขึ้นถึง 50%   แสดงให้เห็นว่า Accessible Product ไม่ได้ทำลายแบรนด์แม่ แต่ช่วยเพิ่มพลังให้แบรนด์ด้วยซ้ำ   ท้ายที่สุด Royal Pop กำลังสะท้อน Paradigm Shift การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของโลกลักซูรี จากยุคที่แบรนด์หรูต้องพริวิเลจ ‘Privilege’ เข้าถึงให้ยากไว้ แต่ไปสู่ยุคที่แบรนด์ต้อง ‘เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมร่วมสมัย’ มากขึ้น   ในตอนนี้ ‘AP’ อาจกำลังทำความเข้าใจปัญหาคลาสสิกของแบรนด์หรูดีว่า คนรุ่นใหม่รู้ว่าแบรนด์เจ๋ง แต่ราคา 1-2 ล้านบาททำให้มันเป็นเพียง ‘ความฝัน’ ที่จับต้องไม่ได้   ดังนั้น แทนที่จะรอให้คนมีเงินก่อนค่อยเข้าหา AP แบรนด์เลือกสร้าง ‘บันไดขั้นแรก’ ในราคา 14,000 บาท ให้คนได้สัมผัส ได้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลก AP ก่อน เพราะความผูกพันกับแบรนด์ไม่ได้เกิดจากการ “รู้จัก” แต่เกิดจากการ “ได้สัมผัสจริง” และเมื่อวันหนึ่งคนเหล่านี้มีกำลังซื้อ AP ก็อาจกลายเป็นแบรนด์แรกที่พวกเขานึกถึงเสมอ          

May 18, 2026 / 0 Comments
read more

เทรนด์โลกอุตฯเครื่องดื่ม Wellness – Longevity โอกาสธุรกิจไทยเจาะตลาด 65.52 ล้านๆบ.

EcoVative

อินฟอร์มาฯ จัด ProPak Asia 2026 พาผู้ประกอบการไทยใช้เทคโนโลยี-นวัตกรรม ยกระดับการผลิตพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม จับกลุ่ม Wellness – Longevity  เกาะกระแสเมกะเทรนด์โลก   Wellness – Longevity เป็นเมกะเทรนด์โลก ผู้บริโภคยุคใหม่ หันมาเลือกดื่มสินค้าที่ช่วยดูแลสุขภาพ อายุยืน และคุณภาพชีวิตระยะยาว ตลาดเครื่องดื่มสุขภาพโตมหาศาลระดับ 65.52 ล้านล้านบาท  กลุ่มฟังค์ชันนัล ดริงค์, , โปรตีน, เครื่องดื่มลดน้ำตาล และ ภาวะสมดุลระบบทางเดินอาหาร (Gut Health) กำลังกลายเป็นสนามแข่งขันใหม่ของแบรนด์ทั่วโลก โอกาสธุรกิจไทยยังเปิดกว้าง ไทยมีจุดแข็งทั้งสมุนไพร วัตถุดิบสุขภาพ และ Soft Power อาหารต่อยอดสู่เครื่องดื่มเวลเนส เพื่อเจาะตลาดโลกได้ในอนาคต     กชสร โตเจริญธนาผล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวว่า ภาพรวมและทิศทางของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มว่า ตลาดเครื่องดื่มโลกยังสามารถเติบโตได้ ข้อมูลของ Mordor Intelligence บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกคาดว่าตลาดเครื่องดื่มโลก ปี 2026 จะมีมูลค่าประมาณ 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 65.52 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 5.65%   ขณะที่เอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด จากรายได้และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของเมือง ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่สะดวกและตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคที่มุ่งเน้นสุขภาพ (Wellness) การมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) การดูแลสุขภาพชิงป้องกัน   สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทยนั้น ยังคงรักษาฐานะการเป็นผู้ส่งออกเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อันดับ 5 ของโลกได้ ส่วนมูลค่าตลาดรวมในประเทศปี 2026 นั้น คาดว่าจะสูงกว่า 5 แสนล้านบาท โดยมีทิศทางไปในแนวทางเดียวกับตลาดโลก   ดังนั้นเพื่อยกระดับเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน นวัตกรรมและเทคโนโลยีจึงเป็นคำตอบสำคัญที่ช่วยปรับปรุงและวางแผนการดำเนินงานและกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดงาน ProPak Asia 2026 ปีนี้ จึงสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมฯ อย่างยิ่ง   โดยนอกจากจะเป็นเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ยังมีไฮไลต์ที่ครอบคลุมนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรที่รองรับการผลิตที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทุกประเภท อาทิ   เทคโนโลยีปลอดเชื้อขั้นสูง (Aseptic Technology) การปรับเปลี่ยนสายการผลิตเพื่อรองรับบรรจุภัณฑ์น้ำหนักเบา บรรจุภัณฑ์พลาสติกจากการรีไซเคิล (rPET) การใช้ AI มาบริหารจัดการสายการผลิตเพื่อลดความสูญเสีย (Zero Waste) และลดต้นทุนพลังงาน ฯลฯ   พร้อมทั้งมีโซนกิจกรรมพิเศษ ProPak Drinksphere ศูนย์รวมแห่งอนาคตอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิต และเวิร์กช็อปในหัวข้อที่น่าสนใจ ทั้งนวัตกรรมเครื่องดื่มยุคใหม่, เทคโนโลยีการผลิตน้ำขั้นสูง, เครื่องดื่ม Functional Drink และคราฟต์แอลกอฮอล์,
 เทคโนโลยีและเทรนด์อุตสาหกรรม ฯลฯ รวมถึงสัมมนาพิเศษในหัวข้อ Hydration & Health : บทบาทของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและการมีอายุยืนยาว โดย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ฯลฯ     โชว์เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพ   ด้าน เอมิล ฮัดดัด ผู้จัดการทั่วไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ฮัสกี้ เทคโนโลยีส์ จำกัด      บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและระบบฉีดขึ้นรูปพลาสติก (Injection Molding Systems) เผยถึงมุมมองต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า มีการเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่องจากการขยายตัวของเมือง ความต้องการและความนิยมสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์สะดวกต่อการบริโภค ส่วนจุดเด่นของภูมิภาคในอุตสาหกรรมการผลิตนั้น คือ การเป็นฐานการผลิตในหลายอุตสาหกรรมที่เน้นโซลูชันบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน คุ้มค่าต้นทุน เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ในการเติบโตระยะยาว จุดเด่นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มบรรจุภัณฑ์โลกที่ขับเคลื่อนด้วยความยั่งยืน เศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้วัสดุรีไซเคิล การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์เพื่อลดการใช้วัสดุและต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบดิจิทัล   ดังนั้นบริษัทฯ จึงกำหนดบทบาทในการเสริมศักยภาพแก่ผู้ประกอบการ โดยออกแบบเทคโนโลยีเครื่องจักรให้ตอบสนองการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการใช้วัตถุดิบและของเสีย รักษาคุณภาพให้สม่ำเสมอ ควบคุมต้นทุนรวม และสนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิล ทำให้ผู้ประกอบการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปรับปรุงเวลาการเดินเครื่อง (uptime) ขยายกำลังการผลิตได้อย่างมั่นใจ   โดยเทคโนโลยีของบริษัทฯ เป็นโซลูชั่นแบบครบวงจรที่รวมเอาเครื่องจักร แม่พิมพ์ ระบบฮอทรันเนอร์ อุปกรณ์เสริม และระบบตรวจสอบไว้ในแพลตฟอร์มเดียว จึงถูกนำไปใช้ทั้งในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และการแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม 3 อันดับแรก ได้แก่   ระบบฉีดพรีฟอร์ม PET สำหรับบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่ม (PET preform systems ระบบผลิตฝาขวด (Closure manufacturing systems) เทคโนโลยีฮอทรันเนอร์ (Hot runner technologies) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกลุ่มเครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์   สำหรับการร่วมงานกับ ProPak Asia 2026 นั้น มีไฮไลต์สำคัญ คือ การเปิดตัวแพลตฟอร์มการขึ้นรูปประสิทธิภาพสูงรุ่น HyLECTRIC™ และ HyPERSYNC™ ครั้งแรกของภูมิภาค และ ระบบฉีดพรีฟอร์ม PET รุ่น HyPET®6e และ HyPET® NX6 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต รักษาคุณภาพ และปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ที่ บูธ C2-AF04 ฮอลล์ C2   ด้าน อุลริช เมมเพล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท เคเอชเอส เอจี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นถึงทิศทางอุตสาหกรรมฯ เพิ่มเติมว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่ออุตสาหกรรมในขณะนี้ แต่ในระยะยาวยังเติบโตได้แข็งแกร่งโดยเฉพาะตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และประหยัดพลังงาน   ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งนำเสนอระบบบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรที่ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างในแต่ละประเทศ อาทิ   ประเทศไทยกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวด PET เป็นตลาดหลัก เวียดนามเน้นการใช้กระป๋อง   โดยระบบบรรจุภัณฑ์ของ KHS ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ทั้งกลุ่มกระป๋อง ที่นำเสนอ SmartCan Eco เครื่องบรรจุและปิดฝาขนาดเล็กโดดเด่นด้านสุขอนามัยและประสิทธิภาพ กลุ่ม PET มีระบบ InnoPET FreshSafe QuadBlock ที่บูรณาการระบบเป่าขวด ติดฉลาก และบรรจุเข้าด้วยกัน พร้อมเทคโนโลยี Plasmax ช่วยรักษาคุณภาพเครื่องดื่มให้ยาวนาน กลุ่มแก้ว เป็นเครื่องล้างขวด Innoclean Cascade D ที่สร้างมาตรฐานใหม่ในการประหยัดทรัพยากรและพลังงาน   นอกเหนือจากการนำเสนอเทคโนโลยีระดับโลกแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ผู้ผลิตท้องถิ่น ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัลอย่าง Technical Talks และ KHS Virtual Training Center รวมถึงการมีเครือข่ายวิศวกรบริการกว่า 200 คน ที่พร้อมให้บริการอย่างรวดเร็ว   ส่วนการร่วมจัดงานกับ ProPak Asia 2026 นั้น เพราะเป็นงานที่มีบทบาทสำคัญต่อกลยุทธ์การขยายตลาดในเอเชีย และ เป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยไฮไลท์ที่จะนำมาจัดแสดงนั้น จะเน้นโซลูชั่นบริการแบบครบวงจร  ทั้งการบำรุงรักษาเครื่องจักร การปรับเปลี่ยนสายการผลิต (Line Conversions) และโซลูชัน การฝึกอบรม โดยโซลูชั่นดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร (uptime) ความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพโดยรวมของระบบได้สูงสุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “ศักยภาพด้านบริการ” มีความสำคัญไม่แพ้ “นวัตกรรมเครื่องจักร” ในตลาดปัจจุบัน   สำหรับงาน ProPak Asia 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและขอข้อมูลรายละเอียดการจัดงานฯ ได้ที่ www.propakasia.com      

May 18, 2026 / 0 Comments
read more

เกมระดับโลก! ‘เสถียร’ ต่อสัญญา2ปี Carabao Cup ส่งเบียร์ ‘ลาเกอร์’ บุกยุโรป

BizKet

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ เปิดเบื้องหลังต่อสัญญา Carabao Cup อีก 2 ปี มองฟุตบอลเป็นเกมสร้างแบรนด์ระยะยาว ดันคาราบาวสู่เวทีโลก พร้อมเปิดตัว Carabao Lager ในอังกฤษ     “วันนี้เราเดินทางมาไกลจากวันแรกๆ…ผมตั้งเป้าว่า วันหนึ่ง…แค่คนเห็นฟุตบอล ก็ต้องนึกถึงเบียร์คาราบาว”   ในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเลข การลงทุนมักถูกตั้งคำถามถึง ‘ความคุ้มค่า’ เช่นเดียวกับ ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว ที่ถูกถามอยู่เสมอถึงการเป็นผู้สนับสนุนฟุตบอลลีกคัพอังกฤษ ‘คาราบาว คัพ’ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี และล่าสุดได้ต่อสัญญาเพิ่มอีก 2 ปี   “คนมักถามผมว่า การเป็นสปอนเซอร์ คาราบาว คัพ คุ้มไหม ผมก็บอกว่า ความคุ้มหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเรามองในมิติไหน เพราะบางอย่าง…วัดเป็นตัวเงินไม่ได้”   การต่อสัญญาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นการทำให้แบรนด์ไทยไปอยู่ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนและความต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อเชื่อมโยงฟุตบอลกับวัฒนธรรมการดื่มเบียร์ในอังกฤษ   “เบียร์กับคนอังกฤษเป็นของคู่กัน เช่นเดียวกับเบียร์กับฟุตบอล โดยเฉพาะวัน Match Day ที่มีความหมายมาก”   ‘คาราบาว’ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุนในสนาม แต่พยายามจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Match Day จริง ๆ เพื่อสร้างความผูกพันกับแฟนบอล และทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง   อีกหนึ่งก้าวสำคัญของการต่อสัญญาครั้งนี้ คือการใช้เวที ‘คาราบาว คัพ’ เปิดตัว Carabao Lager ในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป พร้อมให้แฟนบอลได้ทดลองสินค้าในบางแมตช์ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับฟุตบอลอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น   “เราเป็นเบียร์ที่จริงจังกับฟุตบอลมาก เมื่อมี คาราบาว คัพ กับเบียร์ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ไปด้วยกันได้”   หนึ่งในช่วงเวลาที่ประทับใจ คือการได้รับคำขอบคุณจาก Keir Starmer นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ในรอบชิงชนะเลิศ Carabao Cup ซึ่งทำให้เห็นว่าแบรนด์ไทยได้รับการยอมรับในระดับสากลจริง ๆ   ในประเทศไทย ‘คาราบาว คัพ’ ก็เป็นที่รู้จักรายการมากขึ้น และมีส่วนทำให้แคมเปญ “เชียร์บอล เชียร์บาว” ถูกจดจำ อีกทั้งภาพลักษณ์ของรายการเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน จากที่เคยถูกมองว่าเป็นถ้วยรอง กลายเป็นรายการที่ทีมชั้นนำให้ความสำคัญ และแข่งขันกันอย่างจริงจังมากขึ้น   “วันนี้เราเดินทางมาไกลจากวันแรกๆ การที่โลโก้คาราบาวไปอยู่บนขวดเบียร์ ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับฟุตบอลมากขึ้น และเราจะทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง”   การต่อสัญญาในครั้งนี้ เป็นการยืนยันว่าคาราบาวจริงจังเรื่องฟุตบอล และจะเติบโตไปพร้อมกับฟุตบอลในระยะยาว   “ผมตั้งเป้าหมายว่า วันหนึ่ง…แค่คนเห็นฟุตบอล ก็ต้องนึกถึงเบียร์คาราบาว”        

May 18, 2026 / 0 Comments
read more

ฟิวเจอร์พาร์ค-สเปลล์ เปิดโซนใหม่ ‘Pet Zociety’ หมุดหมายคนรักสัตว์ย่านรังสิต

PRnounce

ฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ เปิดตัว “Pet Zociety” เอาใจเหล่า Pet Lover จัดใหญ่ Grand Opening “Hello Pet Zociety” ฉลองโซนใหม่ ปักหมุด Destination การใช้ชีวิตร่วมกันของคนและสัตว์เลี้ยง   จิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม-กลุ่มงานธุรกิจ บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เปิดเผยว่า ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า รับเทรนด์ Pet Humanization เปิดตัวโซนใหม่ล่าสุด “Pet Zociety” (เพ็ทโซไซตี้) พื้นที่ Outdoor และ Semi-Outdoor ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร   บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าสเปลล์ (Zpell) ที่ได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ให้เป็นพื้นที่เปิดที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่อาคารจอดรถ 1,000 คัน ตลอดแนวอาคารสเปลล์ ไปจนถึงลานกิจกรรม Zappening ภายใต้แนวคิด “Your Lifestyle. Your Future. รวมทุกไลฟ์สไตล์ไว้ในที่เดียว” เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Pet Lover ที่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้ในทุกมิติ ทั้งการพักผ่อน การใช้เวลา และการใช้บริการในพื้นที่เดียวกัน   ภายในโซนยังมี Pet Club ร้านค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร รองรับทุกความต้องการของคนรักสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่สินค้า อาหาร อุปกรณ์ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้เลี้ยงสัตว์ พร้อมศักยภาพในการเชื่อมต่อกับ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ที่อยู่ในระยะใกล้เพียงข้ามถนน ยกระดับให้ Pet Zociety เป็น Pet Ecosystem ที่ครบที่สุดในย่านรังสิต     ทั้งนี้ เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวโซนใหม่ ทางศูนย์การค้าได้จัดงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ “Hello Pet Zociety” พร้อมกิจกรรมเปิดตัว Future Park Petrock – “Every Pet is a Rockstar” โดยมีพิธีเปิดในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พร้อมชวนเหล่า Pet Lover ร่วมกิจกรรมหลากหลายตลอดทั้งวัน  ตั้งแต่เวิร์กช็อปเครื่องประดับสัตว์เลี้ยง, กิจกรรมแข่งขันความแข็งแกร่ง Paw Duo Challenge สุดมันส์, Pet Studio ถ่ายรูปคู่สัตว์เลี้ยงแสนรัก พร้อมเล่นเกมสนุกสนาน อาทิ แข่งกินแมวเลีย รวมถึงการตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยง และช่วง “คุณหมอ Talk” ให้ความรู้เรื่องสัตว์เลี้ยง โดยโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เป็นต้น     งาน Future Park Petrock – “Every Pet is a Rockstar” ปล่อยพลังสตาร์ของต้าวขนฟู จัดขึ้นเพื่อรวมพลคนรักสัตว์เลี้ยง โดยไฮไลต์ของงาน มีการนำเหล่า Pet Influencer ชื่อดังมาร่วมกิจกรรม สุด Surprise ตลอด 48 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 กับ 3 รูปแบบกิจกรรม ได้แก่   Pet Obstacle ภารกิจพิสูจน์ความแกร่ง จูงน้องๆ มาลงสนามแข่งขัน Obstacle ปลดปล่อยพลัง ให้น้อง ๆ มีสุขภาพดี ผ่านด่านท้าพิสูจน์ความแกร่ง และความสนิทสนมระหว่างเจ้าของและต้าวก้อนขนฟู อาทิ วิ่งซิกแซก, ลอดห่วง, หยิบหัวใจกลับมาให้เจ้าของ ฯลฯ Pet Memorie ถ่ายภาพร่วมกับเพื่อนรักขนฟูโดย Popup Pet Studio มืออาชีพ Pet Cafe Pop-Up สัมผัสใกล้ชิด กับเพื่อนรักขนฟู Exotic Pets จากคาเฟ่สัตว์เลี้ยงชื่อดัง   นางสาวจิตตินันท์ กล่าวว่า โซน “Pet Zociety (เพ็ทโซไซตี้)” ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็น Destination สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันของคนและสัตว์เลี้ยง โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เชื่อมต่อประสบการณ์จากภายในศูนย์การค้าฯ ที่ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Botanical Garden สู่พื้นที่ภายนอกด้วยแนวคิด Grove Design ที่เชื่อมโยงผู้คนกับธรรมชาติ สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และยกระดับประสบการณ์การใช้งานในทุกมิติ   พื้นที่ถูกออกแบบด้วยวัสดุโทนธรรมชาติ (Earth Tone) อาทิ ไม้ หิน และพื้นผิวธรรมชาติ เพื่อให้กลมกลืนกับ Zappening ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าสเปลล์ ขณะที่ไฮไลต์สำคัญคือ Sky Bridge ที่เชื่อมพื้นที่ทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ช่วยให้การเดินทางของลูกค้าและสัตว์เลี้ยงสะดวก ปลอดภัย และต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเดินอ้อมอาคารอีกต่อไป   การออกแบบเน้นรูปแบบ Tree Cluster หรือการจัดกลุ่มต้นไม้ เพื่อสร้างจังหวะของแสงและเงา (Light & Shade Experience) ให้เกิดความร่มรื่นตลอดแนวการเดิน เชื่อมทุกจุดเข้าหากันอย่างเป็นธรรมชาติ เปลี่ยนทุกก้าวของการเดินทางให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและน่าจดจำ   ขณะเดียวกัน โครงสร้างสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น Urban Canopy ผสานทั้งต้นไม้จริงและโครงสร้าง Pergola เพื่อสร้างร่มเงา ที่เหมาะสมกับพื้นที่ Outdoor รองรับทั้งการพักผ่อน การทำกิจกรรม และการใช้เวลาร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้ตลอดวัน ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ Pet Playground พื้นที่วิ่งเล่นสำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างอิสระ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น จุดทิ้งปฏิกูล จุดล้างมือและล้างเท้า รวมถึงการออกแบบพื้นที่ให้ปลอดภัยและเป็นสัดส่วน Pet Parking ที่จอดรถเฉพาะสำหรับลูกค้าที่นำสัตว์เลี้ยงมาใช้บริการ บริเวณชั้น G อาคารจอดรถ 1,000 คัน ใกล้โซน Pet Zociety (เพ็ทโซไซตี้) Pet Stroller บริการรถเข็นสำหรับสัตว์เลี้ยง สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้เตรียมมา สามารถยืมได้ที่บริเวณชั้น G อาคารจอดรถ 1,000 คัน เส้นทางเชื่อมต่อการเดินทางจากที่จอดรถ 1,000 คัน สู่พื้นที่ Pet Playground ได้โดยตรง ผ่านบันไดเลื่อน โดยไม่ต้องเดินอ้อมอาคาร   ห้ามพลาด! ชวนเหล่า Pet Lover มาร่วมสนุกในงาน Future Park Petrock – “Every Pet is a Rockstar” ปล่อยพลังสตาร์ของต้าวขนฟู ณ โซน “Pet Zociety” (เพ็ทโซไซตี้) พื้นที่ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงแบบครบวงจร บริเวณชั้น G ฝั่งอีสต์ ศูนย์การค้าสเปลล์ (Zpell) ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569   ภายในงานพบกับไฮไลต์สุดพิเศษจากโซน Pet Café Pop-Up ที่รวมเหล่าสัตว์เลี้ยงแสนซนและ Exotic Pet มาให้ใกล้ชิดอย่างเต็มอิ่ม เริ่มด้วยคาเฟ่น้องหมา “Shibainu Story” ที่ยกทัพน้องชิบะอินุและ “ปอมสกี้” สุนัขสายพันธุ์หายาก มาให้สัมผัสความน่ารักแบบเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมเอาใจสาย Exotic Pet กับ “A Cup of Zoo Café” ที่พาเหล่าสัตว์สุดพิเศษมาให้ทำความรู้จักอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็น Meerkat, Prairie Dog, Marble Fox, Serval Cat และไฮไลต์สุดน่ารักอย่าง Capybara ระหว่างวันที่ 14 – 24 พฤษภาคม 2569   นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Outdoor Activity ให้ร่วมสนุกกับการป้อนหญ้าและให้อาหาร “แพะแคระมินิปิ๊กมี่” สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วสุดน่ารัก รวมถึงกิจกรรมอีกมากมายสำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง อาทิ สมัครแข่งขัน Petrock Challenge การประกวดแฟนซีสัตว์เลี้ยง ทำบัตร Pet ID Card ถ่ายภาพสุดคิวต์กับ Pet Studio และเวิร์กช็อปหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาเอาใจ Pet Lover โดยเฉพาะ   พิเศษ! ลูกค้าที่ร่วมกิจกรรม Check-in ครบ 6 จุด ภายในงาน รับฟรี “พวงกุญแจฟิวเจอร์” หรือเลือกรับ “บัตรเข้า Pet Café” (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) พร้อมร่วมส่งต่อความรักให้สัตว์ไร้บ้าน ผ่านการบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิ The Voice Foundation ตลอดระยะเวลาการจัดงาน

May 18, 2026 / 0 Comments
read more

เซ็นทรัลพัฒนา ไตรมาสแรกกำไร4.9 พันล. 5 ปีลงทุน 1.1 แสนล.สร้างย่าน-เมือง

BizKet

เซ็นทรัลฯ อวดไตรมาสแรก 2569  กำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท โต 18% จากปีก่อน ย้ำความสำเร็จ ‘Festival & Experience Economy’ ดึงทราฟฟิกพุ่งทั่วประเทศ   CPN กำไรโต 18% รับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวฟื้น ไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 13,352 ล้านบาท แรงหนุนจากทราฟฟิกศูนย์การค้าและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ‘Festival Economy’ กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ค้าปลีก เซ็นทรัลฯ ใช้อีเวนต์-เทศกาลดึงคนเข้าศูนย์ทั่วประเทศ สร้าง Experience Destination กระตุ้นใช้จ่ายต่อเนื่อง ลงทุน 1.1 แสนล้าน ปั้นเมือง-แลนด์มาร์กใหม่ไทย เดินหน้า Mega Project รังสิต พระราม 9 และลาดพร้าว พร้อมขยายมิกซ์ยูส โรงแรม ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ     นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) กล่าวว่า การบริโภคภายในประเทศในไตรมาส 1 ปี 2569 มีสัญญาณฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น   โดยมีปัจจัยการสนับสนุนจากการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีนและอินเดียที่กลับมาเติบโต ซึ่งช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยทั่วประเทศ   ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ Retail-Led Mixed-Use Development ของเซ็นทรัลพัฒนา และการสร้าง Festival & Experience Economy ผ่านอีเวนต์และเทศกาลตลอดทั้งปี ได้ช่วยผลักดันทราฟฟิกและการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทเติบโตมั่นคง มีรายได้รวม 13,352 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน และกำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน   โดยทุบสถิติรายได้ค่าเช่าและบริการของธุรกิจศูนย์การค้าที่แข็งแกร่ง จากจำนวนผู้มาใช้บริการและยอดขายร้านค้า และศูนย์การค้าที่เพิ่มขึ้น   นอกจากนี้ยังทำอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจให้เช่าและบริการ (62%)  และอัตรากำไรขั้นต้นรวม (61%) ได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะ Centara และ GO! Hotel ที่โดดเด่นต่อเนื่อง สะท้อนความแข็งแกร่งของ Ecosystem และศักยภาพของเซ็นทรัลพัฒนาในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วประเทศ   ขณะที่ ในไตรมาส 1 ปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนาได้ประกาศ Transformation ครั้งใหญ่ของ ‘เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ แลนด์มาร์กสำคัญฝั่งธนบุรี ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ยกระดับ สู่ The New Soul of Pinklao คัด 500 แบรนด์ เนรมิตพื้นที่ 3.6 แสนตารางเมตร สร้างประสบการณ์ใหม่ทุกมิติ รองรับศักยภาพเมืองและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่   รวมถึงการเปิดตัว ‘Market Place ทองหล่อ’ แฟล็กชิปคอมมูนิตี้มอลล์โมเดลใหม่ใจกลางทองหล่อ ภายใต้แนวคิด ‘All-Day Lifestyle Destination’ รวมร้านอาหาร คาเฟ่ และไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำไว้ในที่เดียว สะท้อนการพัฒนาโครงการแนวคิด Urban Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และเมืองเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง   นอกจากนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ยังได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ‘A Future-Led Ecosystem’ ลงทุนระยะยาวกว่า 110,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2569–2573) พัฒนา Mega-Scale Projects และ Landmark Masterplans ทั่วประเทศ สร้าง “ย่าน เมือง และอนาคต” พร้อมยกระดับกรุงเทพฯ และประเทศไทยสู่ระดับโลก โดยจะพัฒนาเมกะโปรเจกต์สำคัญ อาทิ โครงการเมืองแห่งอนาคตย่านรังสิตบนพื้นที่กว่า 750 ไร่ ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซ็นทรัลพัฒนา โครงการมิกซ์ยูส ‘Central GR9’ ใจกลาง CBD พระราม 9 ‘The Central District’ ผนึก เซ็นทรัล ลาดพร้าว และ The Central พหลโยธิน   ขณะเดียวกันยังเตรียมเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 ได้แก่ 20 พ.ค. เตรียมเปิด เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส มิกซ์ยูสแห่งใหม่ของภาคอีสาน ประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัล PHYLL คอนโดระดับ super premium ที่แรกในอีสาน สูง 33 ชั้น GO! Hotel ที่แรกในอีสาน ต้นไตรมาส 3 แผนเปิด ‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’ มิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดใจกลางนนทบุรี ปลายปี 69 ทยอยเปิด Landmark Transformation ทั่วประเทศ อาทิ The New Central Bangna เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี เซ็นทรัล ภูเก็ต แผนขยายและปรับโฉม เพื่อไปสู่ The World’s Luxury Destination ดีที่สุดนอกกรุงเทพฯ   นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายธุรกิจทั้ง Office, Hotel, และ Residence สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และอนาคตของเมืองไทย   ขณะเดียวกัน เซ็นทรัลพัฒนา พร้อมสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกตลอดทั้งปี ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายทั่วประเทศ ผ่าน ‘Global Festive Landmark’ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับเทศกาลไทยสู่ World-Class Experience Destination ตลอดทั้งปี  หลังประสบสำเร็จจาก ‘Thailand’s Songkran Festival 2026’ ได้สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก ดึงผู้ร่วมงานกว่า 15 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมสร้างกระแสอันดับ 1 บนทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ด้วย Engagement กว่า 33 ล้าน ตอกย้ำบทบาทของเซ็นทรัลพัฒนาในฐานะผู้ขับเคลื่อน Festival Economy และ Culturetainment Platform ของไทย   พร้อมต่อยอดความคึกคักของฤดูกาลท่องเที่ยวไทย ผ่าน “Summer Fest 2026” ที่เปลี่ยนศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศให้เป็น Summer Experience Destination รองรับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วง Peak Travel Season และเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนผ่านแคมเปญ ‘The Great Chinese New Year 2026’ แลนด์มาร์กแห่งการจับจ่ายไหว้ กิน เที่ยว และ Cultural Celebration ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ดึงดูดทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมสร้าง Tourism & Spending Flow ให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง   จากแนวทางดังกล่าว ยังสะท้อนวิสัยทัศน์องค์กรแห่งอนาคต หลังรับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ครอบคลุมการบริหารองค์กร แบรนด์ การตลาด และความยั่งยืน ตอกย้ำคองค์กรชั้นนำระดับประเทศและระดับโลก ได้รับการยอมรับจากหลายเวทีชั้นนำอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งด้านแบรนด์ การตลาด ความยั่งยืน และการบริหารองค์กร   ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนา จะมีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงานทั้งหมด 44 โครงการ (ศูนย์การค้าเซ็นทรัล 42 แห่ง – ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 17 โครงการ ต่างจังหวัด 24 โครงการ และในมาเลเซีย 1 โครงการ; ศูนย์การค้าเอสพละนาด และศูนย์การค้าเมกา บางนา) คอมมูนิตี้ มอลล์ 16 โครงการ มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 2.3 ล้านตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีอาคารสำนักงาน 11 อาคาร โรงแรม 11 แห่ง และโครงการที่พักอาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบรวม 51 โครงการ   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง  ‘CPN’เปลี่ยนหัวแถว’วัลยา’ส่งไม้ต่อ’ชนวัฒน์’สร้างเมืองยั่งยืนเวลบีอิ้ง 750 ไร่รังสิต

May 16, 2026 / 0 Comments
read more

ซิมทรู-ดีแทค แจก 5 ดาวร้านอร่อยเมียนมา รักษาตลาดชิมแรงงานต่างชาติ

BizKet

ทรู-ดีแทค ส่งแคมเปญ ‘Taste of Home’ ดึงร้านอาหารเมียนมา 5 ดาวให้ส่วนลด 20% มัดใจฐานผู้ใช้งานชาวเมียนมากลุ่มใหญ่สุดในไทย ย้ำเครือข่ายสัญญาณ ที่พึ่งยามไกลบ้าน   ‘Taste of Home’ การตลาด CRM มัดใจแรงงานเมียนมา ทรู-ดีแทค ใช้อาหารเมียนมาและส่วนลดร้านดัง 5 ดาว สร้าง Brand Loyalty กับฐานลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหญ่สุดในไทย ‘แรงงานเมียนมา’ คือฐานลูกค้าสำคัญตลาดซิมไทย ปัจจุบันแรงงานเมียนมาในระบบกว่า 1.2 ล้านคน สะท้อนโอกาสมหาศาลของตลาดซิมและบริการสื่อสารข้ามชาติ จากเครือข่ายมือถือ สู่การเชื่อมโยงประสบการณ์ ทรู-ดีแทค ใช้ ‘รสชาติที่คิดถึง’ เชื่อมความผูกพันคนไกลบ้าน ย้ำภาพเครือข่ายที่เป็นมากกว่าสัญญาณ แต่คือความอบอุ่นหัวใจ   ปัจจุบันทรู-ดีแทค มียอดรวม 48 ล้านซิมทั่วประเทศไทย และมีสัดส่วนกลุ่มแรงงานต่างชาติ (Migrant Workers) รายใหญ่ที่สุด คือ ‘ชาวเมียนมา’ สอดคล้องข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า ‘แรงงานเมียนมา’ ที่อยู่ในระบบ (ถูกต้องตามกฎหมาย) กว่า 1.2 ล้านคน ยังไม่นับรวมผู้อยู่อาศัยและทำงานนอกระบบอีกจำนวนมากในไทย ที่อาจสูงกว่า 2 – 6 ล้านคน   จากสัดส่วนดังกล่าว เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ ทรู-ดีแทค ต้องการย้ำความเป็นอันดับหนึ่งในตลาดซิมต่างชาติ พร้อมสร้างการจดจำแบรนด์ และรักษาฐานแรงงานข้ามชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศ ‘ชาวเมียนมา’ ผ่านแคมเปญล่าสุด ‘ร้านอาหารเมียนมาอร่อย 5 ดาว อร่อยและคุ้มค่าทรูดีแทคแนะนำ’ ภายใต้แนวคิด ‘Taste of Home: รสชาติที่คิดถึง’     สำหรับแคมเปญนี้ ทรู-ดีแทค ยังมอบสิทธิพิเศษ ทั้งส่วนลดสูงสุด 20% และเมนูพิเศษฟรี สำหรับลูกค้าทรูและดีแทคระบบเติมเงิน โดยงสแกน QR Code ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการ หรือกด USSD เพื่อรับสิทธิ์ได้ทันที ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569   ด้วยกลยุทธ์การตลาดเจาะผู้ใช้งานเมียนมา ผ่านแคมเปญนี้ ที่นอกจากจะเป็นการบริหารความสัมพันธ์ (CRM)  แล้ว ขณะเดียวกันยังเพิ่มความมั่นใจระบบเครือข่าย เพื่อดึงฐานผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคตได้เช่นกัน   นอกจากนี้ ในฝั่งร้านอาหารเมียนมา ที่ได้รับคัดเลือกมาร่วมในแคมเปญนี้ ยังถูกการันตี จากทรู-ดีแทค ว่าเป็น ‘ร้านอาหารเมียนมาอร่อย 5 ดาว’ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดลูกค้าไทยที่อยากลองชิมอาหารเมียนมาแท้ ๆ ได้อีกด้วย เช่นกัน   โดยแคมเปญนี้ ถือเป็น ‘กลยุทธ์รักษาฐานลูกค้า’ ผ่านซอฟต์ พาวเวอร์ อาหารเมียนมาระดับ 5 ดาว เพื่อมาใช้มัดใจฐานลูกค้าเมียนมาเบอร์ 1 ในตลาดซิมต่างชาติทรู-ดีแทค    สำหรับ ร้านอาหารเมียนมา ในแคมเปญนี้ อาทิ แลน หง่าเส่ เตาโท เดอะ ลอฟท์ เบอมีส อีทเทอรี่ ฟูฟู่ ฮอทพอท หม่าล่า เชียง โก แอนด์ สไปซี่ นู้ดเดิ้ล กัลยาน่า เรสเตอรอง ปะกาน มเย เมียนมาร์ ฟู้ด เฮาส์ เอ ล้วน เปย์ (เบอมีส ฟู้ด)   โดยลูกค้าทรู ดีแทค สามารถตรวจสอบรายชื่อร้านอาหารที่ร่วมรายการและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://ss.true.th/s/MMRestaurant หรือ www.true.th/promotion/prepaid/burmese-restaurant    

May 16, 2026 / 0 Comments
read more

สสส.ชวน’วิ่งสมาธิ’ ออกสตาร์ท ‘วันวิสาขบูชา’ เอาชนะใจ-เข้าเส้นชัยรับพระผง

Peace&Play

สสส. ชวนคนไทยลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ผ่านกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา’ ปี 2569 วางเป้ากว่า 300,000 คนทั่วประเทศ สร้างสุขภาพกาย-ใจ ลดความเสี่ยงโรค NCDs   สสส. บอกคนไทยยังเสี่ยงโรค NCDs จากพฤติกรรมเนือยนิ่ง ข้อมูล WHO ระบุคนไทยวัยผู้ใหญ่กว่า 28.9% มีกิจกรรมทางกายต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลต่อความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา จัดพร้อมกัน 70 พื้นที่ทั่วประเทศ กิจกรรมปี 2569 ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 300,000 คน พร้อมสร้างนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 10% ‘วิ่งสมาธิ’ เน้นสุขภาพกายควบคู่สุขภาพใจ แนวคิดกิจกรรมมุ่งสร้างสมดุลร่างกายและจิตใจ ผ่านการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ และปลูกพฤติกรรมสุขภาพระยะยาว   ดร. นพ. ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสุขภาพของคนไทย มาจากพฤติกรรม ‘เนือยนิ่ง’ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ปัจจัยเสี่ยงหลักของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคหัวใจ เบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น   โดยข้อมูลจาก องค์กรอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ผู้ใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ แต่ข้อมูลพบว่าประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปราว 28.9% มีกิจกรรมทางกายต่ำกว่าเกณฑ์   จากแนวโน้มดังกล่าว สสส. ร่วมกับสมาพันธ์เดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทยและภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม ‘เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละอายมุข ปี 2569” ครั้งที่ 25 พร้อมกันใน 70 พื้นที่ทั่วประเทศ ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 นี้ โดยกิจกรรมฯ ยังออกแบบให้เป็นเครื่องมือทางสังคมที่ใช้มิติทางศาสนา และวัฒนธรรมมาสร้างแรงจูงใจให้ประชาชรทุกเพศวัยใส่ใจสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างจริงใจสม่ำเสมอ   “กิจกรรมฯ ครั้งนี้ วางเป้าหมายมีประชาชนทุกเพศ และวัยเข้าร่วมไม่น้อยกว่า 300,000 คนทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าสร้างนักวิ่งหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 10%”   ดร.นพ. ไพโรจน์ เสริมว่า วิ่งสมาธิ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นมาต่อเนื่องตลอด 25 ปี ซึ่งพิสูจน์ว่าเป็นกิจกรรมที่ส่งผลเชิงบวกต่อทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักวิ่งไทยมาอย่างต่อเนื่อง   “วิ่งสมาธิ ยังช่วยปรับสมดุลทั้งทางกายและใจไปพร้อมกัน ตามหลักการโฟกัสการอยู่กับปัจจุบันในทุกจังหวะการเดินหรือวิ่งของผู้เข้าร่วมกิจกรรม และยังมีผลพลอยได้ด้านสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น จากการขยับ เคลื่อนไหว เพื่อสร้างเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย”   ประสาร จิรชัยสกุล ประธานมูลนิธิสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย กล่าวว่า กิจกรรม “เดิน-วิ่ง สมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ถือศีลห้า ลด ละอายมุข ปี 2569” ในกรุงเทพมหานคร จัดขึ้นที่สวนสราญรมย์ กรุงเทพฯ ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทาง http://thaijogging.org มีอัตราค่าสมัคร 200 บาท เป็นกิจกรรมที่ไม่มีการแข่งขัน โดยผู้สมัครจะได้รับเสื้อ และเมื่อวิ่งเข้าเส้นชัยจะได้รับเหรียญพระผง ‘ปางถวายเนตร’ นอกจากนี้ภายในงานฯ ยังจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การทำบุญตักบาตร พระสงฆ์แสดงสัมโมทนียคถา อีกด้วย โดยกิจกรรมฯ ในปี 2568 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ สามารถจัดกิจกรรมได้ 74 พื้นที่ ใน 55 จังหวัด มีผู้เข้าร่วมกว่า 38,431 คน และพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมกิจกรรมทางกายเฉลี่ย 143 นาทีต่อสัปดาห์ใกล้เกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

May 15, 2026 / 0 Comments
read more

‘คนอร์’ แท็กทีม ‘อี๊ด-เซียนหรั่ง’ ปลุกตลาดอีสาน ชิงร้านอาหาร 8 แสนราย พาโต 13%

BizKet

ตลาดผงปรุงรสปี2569 โต 7% โดยมี ‘ภาคอีสาน’ กินแชร์สูงสุดเกือบ 30% ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ ส่งสูตรเข้มข้นดักผู้ประกอบการ 8 แสนราย คว้าตัว ‘อี๊ด โปงลาง – เซียนหรั่ง’ ปั๊มยอดโตทะลุเป้า 13%    พฤติกรรมผู้บริโภคไทยกินข้าวนอกบ้าน UFS สะท้อนตลาดธุรกิจร้านอาหารไทยทั้งใน/นอกระบบรวมกว่า 8 แสนราย รับพฤติกรรมคนไทย มีแนวโน้มรับประทานข้าวนอกบ้าน กลยุทธ์ B2B เจาะสตรีทฟู้ด คนอร์อ ตั้งเป้าส่งผงปรุงรส ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ เข้าไปชิงส่วนแบ่งในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านค้าริมทาง (Street Food) ที่มีมากกว่า 800,000 ราย ภาพรวมตลาดโตต่อเนื่อง ตลาดผงปรุงรสในประเทศปี 2569 ขยายตัวราว 7% เทียบกับปีก่อน โดยมีการแข่งขันที่ดุเดือดจากการเข้ามาของแบรนด์ท้องถิ่นรายใหม่ ๆ   ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสแบรนด์ ‘คนอร์’ ภายใต้ ยูนิลิเวอร์ ประเทศไทย ในกลุ่มธุรกิจ ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food Solutions) หรือ UFS ได้เข้ามาประจำการในตลาดความอร่อยคู่ครัวเมนูไทยมากกว่า 30 ปี ถึงในปัจจุบัน ‘คนอร์’ มี 2 สินค้าหลัก คือ ซุปกึ่งสำเร็จรูปชนิดก้อน ‘คนอร์’ และ ผงปรุงรส ‘คนอร์อร่อยชัวร์’   โดยสินค้ากลุ่มผงปรุงรส คนอร์อร่อยชัวร์ ที่ในปี 2569 นี้ UFS บอกว่าจะเป็นปีแห่งการช่วงชิงโอกาสการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยที่มีจำนวนกว่า 300,000 ราย (กิจการที่จดทะเบียนพาณิชย์) และหากรวมทุกประเภทเจ้าของธุรกิจร้านอาหารริมทาง (Street Food) เข้าไปด้วยแล้ว ตลาดนี้จะมีผู้ประกอบการสูงกว่า 800,000 ราย (รวมคิออสก์ทุกประเภท) เลยทีเดียว   ขณะเดียวกับที่ ภาพรวมตลาดเครื่องปรุงรสในประเทศในปี2569 นี้เติบโตราว 7% เทียบปีก่อน จากปัจจัยการขยายธุรกิจร้านอาหาร การเข้ามาของแบรนด์ท้องถิ่นใหม่ ๆ ทำให้ตลาดผงปรุงรสมีการแข่งขันต่อเนื่อง จากปัจจุบันตลาดมีผู้เล่นแบรนด์หลัก ครองส่วนแบ่งการตลาด ดังนี้   รสดี (ROSDEE) สัดส่วน 74% คนอร์ (KNORR) สัดส่วน 8% ฟ้าไทย (FATHAI) สัดส่วน 8% อื่นๆ (OTHERS) สัดส่วน 2%     จากข้อมูลดังกล่าว ‘สุรีรัตน์ ลีลาศิริวณิชย์’ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประจำประเทศไทยและกัมพูชา กลุ่มยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food Solutions) ยูนิลีเวอร์ประเทศไทย บอกว่าแนวโน้มดังกล่าว UFS มองว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจอย่างมาก ต่อการนำผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสคนอร์อร่อยชัวร์ เข้าไปเจาะตลาดธุรกิจร้านอาหาร (Food Service) ในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ อย่าง กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต ที่ธุรกิจร้านอาหารมักเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว   โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสาน ที่พบว่าครองสัดส่วนธุรกิจร้านอาหารสูงถึง 20-30% ของจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารทั้งหมดที่กล่าวไว้ข้างต้น   “ตัวเลขนี้ยังสะท้อนถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นโอกาสในการทำตลาดฟู้ดเซอร์วิสร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะในภาคอีสาน”   สุรีรัตน์ บอกต่อถึงกลยุทธ์การทำตลาด คนอร์อร่อยชัวร์ ในปี2569 นี้ จะมาครบลูปทั้งการเปิดตัวใหม่(Relaunch)  ผงปรุงรสด้วยการปรับสูตรครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ‘คนอร์อร่อยชัวร์’ เพื่อเข้าถึงทุกร้านอาหารในประเทศไทย  ประกอบด้วย ผงรสมะนาว, ผงปรุงรส (หมู) สูตรใหม่เข้มข้น , ซอสผัดเข้มข้น, ซอสมะขามเปียกเข้มขัน, 3 เกลอพร้อมใช้ (ใหม่)   โดยสินค้า ยังคงราคาเดิมสินค้าในการทำตลาดไม่ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด วางราคาจำหน่าย ดังนี้   ขนาด 800 กรัม ประมาณ 69 – 94 บาท ขนาด 400 กรัม ประมาณ 65 – 76 บาท ขนาด 150-170 กรัม ประมาณ 23 – 31 บาท ขนาด 1.5 กิโลกรัม ประมาณ 153-275 บาท/ถุง   ขณะที่ช่องทางจำหน่ายหลัก คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้งออฟไลน์และ ออนไลน์แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ     ‘คนอร์’ เติมความนัวตลาดผงปรุงรส   สุรีรัตน์ เล่าต่อถึงสีสันความสนุกในการทำตลาดผงปรุงรสคนอร์ อร่อยชัวร์ ในปี2569 นี้ ยังมาพร้อมกับการเปิดตัวแคมเปญการสื่อสารตลาดครบวงจร เน้น 3 แกนหลัก คือ   สร้างการรับรู้ระดับประเทศ เป้าหมาย คือ ทำให้คนเห็นแบรนด์เยอะที่สุด ในช่องทาง TVC (รายการทีวี)   “เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่คนอร์อร่อยชัวร์กลับมาใช้แคมเปญการตลาดในทีวีซี ด้วยทีวียังเป็นสื่อที่ยังเข้าถึงคนไทยในวงกว้างและเชื่อถือเรื่องอาหาร”   Digital Platform ในช่องทาง YouTube / Facebook / TikTok เพื่อขยายการเข้าถึง (reach) และทำคอนเทนต์หลายรูปแบบให้เข้าหลายกลุ่ม Makro In-store ผลักดันการมองเห็นในหน้าร้านค้าปลีกส่งฟู้ดเวอร์วิส รายใหญ่ เพื่อให้คนเห็นและซื้อได้ทันที   นอกจากนี้ ผงปรุงรส คนอร์อร่อยชัวร์ ยังให้ความสำคัญในช่องทาง ‘Massive Trial’ เน้น ‘ให้คนลองกินจริง’ ผ่านกิจกรรมบูธชงชิม เป็นต้น รวมถึงการเป็นพันธมิตรร่วมกับพาร์ทเนอร์แพลตฟอร์ม ฟู้ด เดลิเวอรี ผ่าน Grab เพื่อกระตุ้นออเดอร์แรก พร้อมขยายผ่าน LINE MANเจาะพื้นที่รอง อย่าง ร้านเล็กในตลาดที่ยังเข้าไม่ถึง   นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งลูกเล่นเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ คือ การสร้างโอกาสทางยอดขายและการรับรู้แบรนด์ในร้าน ‘เขียงหมู’ ด้วยมองเห็นว่าตลาดอาหารเปียกยังมีช่องว่างสูง   จากที่กล่าวข้างต้น ‘อีสาน’ จะเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์สำคัญทั้งขนาดของตลาดร้านอาหารที่ใหญ่ ความจัดจ้านรสชาติอาหารเมนูต่างๆ และการใช้สื่อช่องทางทีวี ก็เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีในตลาดอาหาร ทำให้  คนอร์อร่อยชัวร์ จะเน้นการทำโลคัลไลซ์เมนู ‘ลาบหมู’ มาเล่นกับตลาดนี้โดยเฉพาะ ไปพร้อมกับการลงพื้นที่จริงผ่านกิจกรรมแจกชิมฟรี เป็นต้น   สองอินฟลูฯ กินแซ่บตลาดอีสาน     และสิ่งที่ทำให้ คนอร์อร่อยชัวร์ มีความน่าสนุกยิ่งขึ้นเมื่อเลือกใช้ 2 พรีเซ็นเตอร์สายอินฟลูเอ็นเซอร์ คนดังอย่าง ‘อี๊ด โปงลาง’ (สมพงษ์ คุนาประถม) ศิลปินนักร้องนักดนตรี และ ‘เซียนหรั่ง’ (โน่-ภูวเนตร สีชมภู) ครีเอเตอร์ ผู้กำกับ และยูทูบเบอร์ชื่อดังจากช่อง ‘เซียน STUDIO’ มาร่วมทำตลาดสะท้อนความนัวร์ผ่านแคมเปญผงปรุงรส คนอร์อร่อยชัวร์ ในครั้งนี้ ด้วย   สุรีรัตน์ เล่าต่อถึงเบื้องหลังการเลือก 2 อินฟลูฯ ดังกล่าว จะช่วยตอกย้ำความครบของคนอร์อร่อยชัวร์ได้ทั้งจุดแข็งในร้านอาหารผ่านคุณอี๊ดโปงลาง ที่เป็นทั้งศิลปินและเจ้าของร้านอาหาร ส่วนเซียนหรั่ง เป็นครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงและมีรายการที่เข้าถึงภูมิภาคอีสานโดยเฉพาะ อีกด้วย   “ปีนี้คนอร์อร่อยชัวร์ ต้องการขยายโอกาสธุรกิจจากกลุ่มร้านอาหารจำนวนดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายมองหาความคุ้มค่าของสินค้าที่จะได้รับมากกว่าราคา เป็นที่มาของการปรับแผนการตลาดใหม่แบรนด์ทั้งหมด”   จากแผนดังกล่าว UFS วางเป้าหมายแบรนด์ คนอร์อร่อยชัวร์ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 5% รวมเป็น 13% ในปี 2569 นี้ จากในปี 2568 เติบโตอยู่ที่ 8%   โตเคียงคู่เจ้าของร้านอาหารไทย   นอกจากแผนการทำตลาด คนอร์อร่อยชัวร์ ที่มาพร้อมกับความสนุกในปีนี้แล้ว ‘สุรีรัตน์’ เสริมต่อถึงภาพใหญ่ของ UFS ที่ยังวางตำแหน่งเป็น ‘พันธมิตรธุรกิจ’ร่วมกับผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศไทยด้วย จากที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมกับ 270 เชฟจากทั่วโลก เพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ภายใต้นวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกัน ไปจนถึงการให้บริการฝึกอบรมด้านต่างๆ ในการทำธุรกิจร้านอาหาร ให้กับผู้ประกอบการ ผ่าน 2 แบรนด์หลักในพอร์ตโฟลิโอ คือ   คนอร์ (KNORR) รองรับตลาดธุรกิจร้านอาหารครัวไทย เบสท์ฟู้ด (Best Foods) รองรับตลาดธุรกิจร้านอาหารตะวันตก   โดยแบ่งสัดส่วนช่องทางรายได้มาจาก กลุ่มธุรกิจบริการร้านอาหาร 50% และ กลุ่มธุรกิจโรงแรม 50%   ปัจจุบันธุรกิจ UFS ในไทย มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในไตรมาสแรกอยู่ที่ 6.8% โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารฟูลเวอร์วิส ‘FSR’ เติบโต 23% และ กลุ่มฟู้ดเซอร์วิส CPU (Cloud / Central Production Unit) กลุ่ม ครัวกลาง โรงงานผลิตอาหาร ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เติบโต 14%        

May 15, 2026 / 0 Comments
read more

คลิปโซเชียล 15 วิ ซ้อนบิ๊กไบค์ในฉงชิ่ง ทำคนไทยแห่จองทริปเที่ยวตาม

WeView

Klook เผยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 52% จองทริปเที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล แผนปีนี้ใช้กลยุทธ์ Social-First เปิดโปรเจกต์ KREATORVERSE SEA   คอนเทนต์สั้น เปลี่ยนเป็นยอดจองทริปจริง Klook เผยคนไทยกว่า 52% ตัดสินใจจองการท่องเที่ยวจากแรงบันดาลใจบนโซเชียล โดยคลิปสั้นเพียง 15 วินาทีสามารถกระตุ้นการเดินทางได้ทันที จีน กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวอาเซียน ยอดความต้องการเดินทางไปจีนพุ่งกว่า 134.1% จากแรงหนุนของฟรีวีซ่า เมืองทันสมัย และไวรัลคอนเทนต์สายไลฟ์สไตล์ กิจกรรมไวรัล ดันพฤติกรรมเที่ยวตามเทรนด์ ทั้งซ้อนบิ๊กไบค์ในฉงชิ่ง ถ่ายรูปชุดจีน คาเฟ่ลับ และรถไฟความเร็วสูง กำลังกลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตบนแพลตฟอร์ม Klook   ซาร่าห์ วัน ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ของ Klook  แพลตฟอร์มการจองกิจกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย กล่าวว่าในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นหลาม สิ่งที่นักท่องเที่ยวโหยหาคือ ‘ความจริงใจ’ จากครีเอเตอร์ที่พวกเขาเชื่อถือ   “เราพบว่าภาพเพียงภาพเดียวหรือคลิปสั้นเพียง 15 วินาที สามารถเปลี่ยนใจคนให้กดจองทริปได้ทันที”   ทั้งนี้เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้ใช้งาน Klook ยังได้สร้าง Ecosystem ระบบนิเวศที่เชื่อมโยงแรงบันดาลใจเข้ากับระบบการจองที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว ผ่านกลยุทธ์ Social-First  พร้อมพัฒนาโปรแกรม Klook Kreator ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายครีเอเตอร์สายท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้ไปพร้อมกับการส่งต่อแรงบันดาลใจ   พลังครีเอเตอร์เปลี่ยน ‘ไวรัล’ เป็น ‘ยอดจอง’   สำหรับกลยุทธ์ Social-First ยังได้เปิดตัว KREATORVERSE SEA โครงการระดับภูมิภาค คัดสรรอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ระดับท็อปกว่า 100 คน จาก 5 ประเทศหลัก ได้แก่   ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม   โดยจัดกิจกรรมการเดินทางสัมผัสประสบการณ์จริงในเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจีนอย่าง ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ เป็นเวลา 8 วัน โดยวางเป้าหมายสำคัญของแคมเปญนี้ คือ การสร้างคอนเทนต์แบบ Real-time ที่โดนใจอัลกอริทึมของโซเชียล มีเดีย โดยเน้นการเล่าเรื่องผ่านประสบการณ์ที่จองได้จริง และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าจดจำ อาทิ   การเยี่ยมชมกำแพงเมืองจีน (ด่านมู่เถียนอวี้) เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการไปเยือนพระราชวังต้องห้าม ทดลองเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ สนุกไปกับโลกแห่งจินตนาการที่เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ การออกเดินสำรวจเสน่ห์และย่านลับๆ ในเมืองเซี่ยงไฮ้ เดย์ทริปสุดพิเศษที่ซูโจว ฯลฯ   โดย กลยุทธ์การตลาดดังกล่าว ยังสอดคล้องข้อมูลสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวประจำปี Klook Travel Pulse 2026 พบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้   นักท่องเที่ยวไทยกว่า 52% ตัดสินใจจองทริปเดินทางจากแรงจูงใจบนโซเชียลมีเดีย ในไตรมาส1/2569 คนไทยมียอดจองทริปท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 54% (YoYX เมื่อเทียบกับปีก่อน 5 อันดับแรกประเทศยอดนิยม คือ ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และ สวิตเซอร์แลนด์ นักท่องเที่ยวในอาเซียนกว่า 80% หรือ 4 ใน 5 นิยมออกเดินทาง โดยได้รับอิทธิพลหลักมาจากคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย     ‘China Fever’ จุดหมายปลายทางชาวอาเซียน   ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลในช่วงต้นปี 2569 Klook พบว่าประเทศจีนกำลังขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยว โดยมียอดความต้องการเดินทางพุ่งสูงขึ้นถึง 134.1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา มีปัจจัยหลักมาจาก   นโยบายอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ความทันสมัยของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่   ขณะที่ข้อมูลเชิงลึกยังระบุว่า 30% ของนักเดินทางอาเซียน มีการวางแผนที่จะมาเยือนจีนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2569 โดยพฤติกรรมที่น่าสนใจ คือการเปลี่ยนผ่านจากการท่องเที่ยวจีนเพื่อสัมผัสประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิม ไปสู่การท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสกับสุนทรียภาพ ความสวยงามของเมืองและซึมซับบรรยากาศที่น่าสนใจ

May 14, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู คอร์ปอเรชั่น ย้ำองค์กรไทยที่ยั่งยืนสุดของโลก 8 ปีซ้อน

PRnounce

ทรู คอร์ปอเรชั่น ย้ำองค์กรไทยที่ยั่งยืนสุดของโลก 8 ปีซ้อน การันตี Top 1% ของบริษัทใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026   ในวันที่ “ความยั่งยืน” กลายเป็นวาระสำคัญของโลก องค์กรธุรกิจไม่ได้ถูกประเมินจากผลประกอบการเพียงมิติเดียวอีกต่อไป หากแต่ถูกมองลึกถึงวิธีการเติบโต ความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การบริหารความเสี่ยง และบทบาทในการรับมือกับความท้าทายระยะยาวของสังคมและสิ่งแวดล้อม สะท้อนจากรายงาน The Sustainability Yearbook 2026 ของ S&P Global ที่พิจารณาบริษัทกว่า 9,200 แห่งทั่วโลก   จากการประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA) 2025 โดยมีเพียง 848 บริษัท ที่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ใน Yearbook ปีนี้ โดยทรู คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในองค์กรไทยที่มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความยั่งยืน ล่าสุด ได้รับการจัดอันดับผลการประเมินด้านความยั่งยืน Corporate Sustainability Assessment (CSA)  ใน The Sustainability Yearbook 2026 ดังกล่าว ในฐานะองค์กรที่ติดระดับ Top 1% บริษัทที่มีความยั่งยืนที่สุดของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ด้วยคะแนนรวม 95 จาก 100 คะแนน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 จาก S&P Global สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยีและ AI ควบคู่การสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างเป็นรูปธรรม   ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ท่ามกลางการมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นทั่วโลก ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ โปร่งใส และสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน การที่ทรู ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ Top 1% ของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคม จาก S&P Global  ต่อเนื่องเป็น ปีที่ 8 ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพขององค์กรไทยบนเวทีสากล แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของทรูในการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานในหลายมิติ ตั้งแต่โครงข่าย พลังงาน ประสบการณ์ลูกค้า ความปลอดภัยดิจิทัล การศึกษา ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมีเทคโนโลยีและ AI เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เปลี่ยนเป้าหมาย ESG ให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้จริง   โดยก้าวต่อไปของทรู คือการบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน  จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง  เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างมีวินัย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างผลลัพธ์ที่สมดุลทั้งต่อธุรกิจ ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ก้าวต่อไปของทรู คือการบูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในทุกกระบวนการทำงาน จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้องค์กรสามารถเติบโตอย่างมีวินัย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างสมดุลที่ยั่งยืนทั้งต่อธุรกิจ ผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม”   ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น   เจาะลึกผลลัพธ์ “ทำจริง ทำถึง” – ทรู ดึงพลัง AI ขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกมิติ   การติดอันดับ Top 1% องค์กรยั่งยืนที่สุดของโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้สะท้อนเพียงผลลัพธ์ด้าน ESG แต่ยังสะท้อนแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่นำความยั่งยืนจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการใช้เทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ได้แก่   ดึงศักยภาพเทคโนโลยี รับมือ Climate Change ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม   ทรู นำ AI มาช่วยบริหารจัดการโครงข่าย ทรู 5G ทรูออนไลน์ และระบบพลังงานทั่วประเทศ เพื่อรักษาคุณภาพบริการ ควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบอัจฉริยะช่วยติดตาม วิเคราะห์ และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาโครงข่ายแบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการแม่นยำขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีที่ผ่านมา สามารถประหยัดพลังงานได้ถึง 350,722 เมกะวัตต์ชั่วโมง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 146,602 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เทียบเท่าศักยภาพการดูดซับคาร์บอนของต้นไม้กว่า 15.5 ล้านต้น   คุมเข้มข้อมูลส่วนบุคคล มุ่งปกป้องลูกค้าคนสำคัญ ในมิติด้านสังคม   ทรู ไซเบอร์เซฟ True CyberSafe” นวัตกรรมที่ใช้ AI ขั้นสูง ตรวจจับลิงก์ต้องสงสัยได้มากกว่ากว่า 7.5 ล้านครั้งต่อวัน ครอบคลุมผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านราย เพื่อยกระดับความปลอดภัยในโลกดิจิทัลโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสะท้อนบทบาทของทรูในการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลที่ต้องมาพร้อมความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน   มุ่งสู่องค์กร AI First อย่างมีความรับผิดชอบ หนุนเยาวชนก้าวทันโลกการศึกษายุคใหม่ ในมิติธรรมาภิบาล   ทรู นำศักยภาพเทคโนโลยีการสื่อสารมาส่งเสริมการเข้าถึงองค์ความรู้อย่างเท่าเทียม ผ่าน “โครงการทรูปลูกปัญญา” ครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และช่องรายการโทรทัศน์ มีผู้ใช้งานกว่า 26.51 ล้านคน พร้อมร่วมมือกับภาคการศึกษาในการพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทย ผ่านความร่วมมือกับมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เพื่อสนับสนุนให้ครูและนักเรียนนำ AI ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อโรงเรียนและชุมชน นอกจากนี้ ทรู ยังส่งเสริมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนผ่าน “โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม” ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 12 รวมถึงนำนวัตกรรมดิจิทัลไปสนับสนุนกลุ่มคนออทิสติกและครอบครัว เพื่อร่วมสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง   ขณะเดียวกัน ทรูเชื่อว่าการทรานส์ฟอร์มด้วย AI จะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อ “คน” เข้าใจและใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI แก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568พนักงานกว่า 91% ได้รับการอบรมด้านดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับขีดความสามารถองค์กร ควบคู่กับการวางรากฐานการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม ปลอดภัย และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อีกทั้ง ทรูยังเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประกาศใช้นโยบาย Responsible AI เพื่อกำหนดมาตรฐานการใช้ AI อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพสิทธิมนุษยชน    

May 14, 2026 / 0 Comments
read more

ทรู ไตรมาส1/2569 กำไร 6.6 พันล้าน มือถือกว่า 48 ล้านซิม-เน็ตบ้าน 3.6 หมื่นราย

BizKet

ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดผลงานไตรมาส 1/2569 กำไรหลังหักภาษี 6.6 พันล้านบาท EBITDA อยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่ม10.9% เทียบปีก่อน รับปัจจัยบวกธุรกิจหลักโทรศัพท์เคลื่อนที่-ออนไลน์ โตแรง   ทรูโชว์กำไรต่อเนื่อง ไตรมาสแรกโตแข็งแกร่ง ทรู คอร์ปอเรชั่น มีกำไรสุทธิหลังหักภาษี 6.6 พันล้านบาท และ EBITDA แตะ 2.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากปีก่อน ธุรกิจมือถือ-ออนไลน์ หนุนฐานลูกค้าโตต่อเนื่อง ผู้ใช้บริการมือถือเพิ่ม 614,000 เลขหมาย ดันฐานลูกค้ารวมแตะ 48.1 ล้านเลขหมาย ขณะที่ผู้ใช้ 5G เพิ่มเป็น 18.4 ล้านราย Synergy หลังควบรวม หนุนต้นทุนลด-จ่ายปันผลสูง ทรูลดค่าใช้จ่ายโครงข่ายและบริหารหนี้ได้มีประสิทธิภาพ พร้อมอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.8 พันล้านบาท คิดเป็น payout ratio 73%   ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานจากทุกกลุ่มธุรกิจของเราในไตรมาสแรกปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงผลประกอบการทางการเงินที่โดดเด่น แต่ยังรวมถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย   อย่างไรก็ตาม ทรูฯ ยังคงติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหภาคที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายทางการเงินตามแผนที่วางไว้ การพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจและองค์กร ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความแตกต่าง ซึ่งสามารถยกระดับทั้งประสบการณ์ลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราได้อย่างต่อเนื่อง   จุดเด่นการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569   สำหรับไตรมาสนี้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 614,000 เลขหมาย เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สะท้อนถึงการบริหารอัตราการเลิกใช้บริการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มาตรการรักษาฐานผู้ใช้บริการเชิงรุก และการเข้าร่วมส่งเสริมโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Study Anywhere Anytime)” ของกระทรวงศึกษาธิการ   ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมอยู่ที่ 48.1 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 36,000 ราย ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ   โดยได้รับแรงหนุนจากความเสถียรในการใช้งานของโครงข่ายและคุณภาพบริการที่ดีขึ้น การปรับปรุงโครงข่ายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระยะเวลาระบบเครือข่ายขัดข้อง (network downtime) ของธุรกิจออนไลน์ลดลง และยังส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจลูกค้า (Net Promoter Score) ดีขึ้น   ขณะเดียวกัน การใช้งานช่องทางบริการตนเองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ช่วยลดปริมาณการติดต่อคอลเซ็นเตอร์ ส่งผลดีต่อประสบการณ์ลูกค้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส มีผู้ใช้บริการ 5G รวม 18.4 ล้านราย   นกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีสะท้อนถึงวินัยทางการเงินที่เราดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการ แม้ว่ารายได้จากการให้บริการจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ยังคงแข็งแกร่งจากการเติบโตของผู้ใช้บริการและการลงทุนด้านโครงข่ายรวมไปถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า   ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ การรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการ (Synergy) และการควบคุมต้นทุนอย่างมีวินัยและรัดกุม ส่งผลให้ EBITDA เติบโต และอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น กำไรสุทธิหลังหักภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อน   คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 73% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราต่อความสามารถในการสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 3.8 เท่า โดยมีแรงหนุนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 0.4 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และการไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในไตรมาส 4/2568   ในระยะถัดไป บริษัท มีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน โดยยังคงมุ่งเน้นการบริหารการเงินอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการลงทุนอย่างมีวินัยในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเดินหน้าสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง”   จุดเด่นผลการดำเนินงานทางการเงิน   ทรู คอร์ปอเรชั่น ทำกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนด้านคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.6 % เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน   สาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้ธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (PayTV) แต่ยังได้รับแรงหนุนจากธุรกิจ   โทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ เมื่อปรับรายได้การให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศกับ NT รายได้จากการให้บริการลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การลดลงของค่าเช่าโครงข่ายซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ภายหลังการสิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 ส่งผลให้รายได้รวมลดลง 9.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน   รายได้จากการขายลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 14.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากการเปิดตัว iPhone ในไตรมาสก่อน   ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย) ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการ สิ้นสุดสัญญาเช่าโครงข่ายกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 25.2% จากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่าย   ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารเพิ่มขึ้น 5.3% จากการตั้งค้างจ่ายโบนัสและระดับหนี้สูญที่ลดลงในปีก่อน ส่วนต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นผลจากค่าใช้จ่ายคอนเทนต์ที่ลดลง (ไม่มี EPL)   นับตั้งแต่การควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ทรู คอร์ปอเรชั่น สามารถเพิ่ม EBITDA ได้ 8.6 พันล้านบาท หรือเติบโต 44% โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากประโยชน์ของการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 7.1 จุด เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 68.3% สำหรับไตรมาสนี้   ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Leverage) อยู่ที่ 3.8 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ลดลง 0.3 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน   สำหรับไตรมาส 1/2569 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 6.6 พันล้านบาท โดยคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 3 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 4.8 พันล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73% หรือ 0.14 บาทต่อหุ้น   ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของยอดขายในช่วงเวลาดังกล่าว   ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญสำหรับไตรมาส 1/2569   รายได้จากการให้บริการไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท ลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน EBITDA: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการ: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 3% กำไรสุทธิหลังหักภาษี (NPAT): ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 6 พันล้านบาท เงินปันผลระหว่างกาล: ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8 พันล้านบาท เงินปันผลต่อหุ้น 14 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 73%  

May 14, 2026 / 0 Comments
read more

บี.กริม เพาเวอร์ โชว์ Q1/69 แข็งแกร่ง ยอดขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน-ลูกค้าอุตสาหกรรมโต

PRnounce

บี.กริม เพาเวอร์ โชว์ผลงานไตรมาส 1/69 แข็งแกร่ง ปริมาณขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนพุ่ง กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมโตแรง    ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง ด้วยปริมาณการขายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า คิดเป็น 3,763 กิกะวัตต์-ชั่วโมง จากปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว   อย่างไรก็ตาม รายได้รวมลดลงจากปีก่อนหน้า 7.1% มาอยู่ที่ 12,726 ล้านบาท จากราคาขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และราคาขายไอน้ำที่ลดลง ซึ่งสอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง รวมถึงปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ลดลงของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha ในสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ ซึ่งได้รับการชดเชยบางส่วนจากรายได้การให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่สูงขึ้น รวมถึงรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ARECO กำลังการผลิต 65 เมกะวัตต์ บนเกาะเนกรอส ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568   ในส่วนของ EBITDA เพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า มาอยู่ที่ 3,795 ล้านบาท จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง และรายได้จากการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยค่าใช้จ่าย SG&A หรือค่าใช้จ่ายในการขาย การบริหาร และค่าใช้จ่ายทั่วไป ที่เพิ่มขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ลดลง ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 507 ล้านบาท ลดลง 32.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปัจจัยข้างต้น รวมถึงกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงลดลง และค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้น 10.2% คิดเป็น 721 ล้านบาท จากรายการที่ไม่กระทบกระแสเงินสด และผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง   ในไตรมาส 1 นี้ บี.กริม เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จในการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ จำนวน 18 เมกะวัตต์ จากกลุ่มเหล็ก และในเดือนมกราคม BGP Holding (US) LLC บริษัทย่อยของ บี.กริม เพาเวอร์ ได้เข้าถือหุ้น 25% ใน New England Reliable Hydropower Holdings LLC ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 26 แห่ง ในสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน 8 เมกะวัตต์   นอกจากนี้ บริษัท ซีเอ็มที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (การร่วมค้า) ยังได้ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ CMT1 ขนาด 10 เมกะวัตต์ โดยจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี ต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ บริษัท B.Grimm Power Tiara Sdn. Bhd. ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาผู้ถือหุ้นกับ KAB Energy Holdings Sdn. Bhd. เพื่อเข้าถือหุ้น 49% ในบริษัท Jati Cakerawala Sdn. Bhd. และ Eentier Sdn. Bhd. เพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำลังการผลิตสูงสุด 1,500 เมกะวัตต์ ในมาเลเซีย และในเดือนมีนาคม 2569 บริษัท B.Grimm LNG Limited บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้นทั้งหมด ได้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ในมาเลเซียภายใต้ชื่อ B.Grimm LNG Sdn. Bhd. เพื่อดำเนินธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และก๊าซธรรมชาติ ให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ประกอบการอุตสาหกรรม   ในเดือนเมษายน B.Grimm Power Korea Limited บริษัทย่อยที่ บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้นทั้งหมด ได้เข้าทำรายการซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกโดยบริษัท Unison ในสัดส่วนประมาณ 85% (มูลค่า 32,000 ล้านวอน) จากบริษัท Myungwoon Industry Development ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ Unison เพื่อสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียน เพิ่มความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์ผ่านการใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นในอนาคต และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol ขนาด 364.8 เมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทฯ ถือหุ้น 49%   จากรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่า จะขยายตัว 1.5-2.5% โดยการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 2.1% และ 1.9% ตามลำดับ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐคาดว่าจะเติบโต 2% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.3-0.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะเกินดุล 2.4% ของ GDP โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวจากการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำ (โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์และอัญมณี) และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศเติบโตผ่านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ แม้ว่าการใช้จ่ายภาครัฐจะชะลอตัวลง   สำหรับเป้าหมายในปี 2569 วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 5 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas โดยคาดการณ์ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ SPP หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก จะอยู่ที่ 330-350 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าปี 2568 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 323 บาทต่อล้าน BTU นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์ รวมถึงตั้งเป้าโครงการที่คาดว่าจะเริ่ม COD ได้แก่ 1. อินทรี บี.กริม: โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 80 เมกะวัตต์ 2. Zhongce Rubber: โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง 35 เมกะวัตต์ 3. Nakwol 1: โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง 365 เมกะวัตต์ 4. Huong Hoa 1: โรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง 48 เมกะวัตต์ และโครงการอื่นๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งเป้าก้าวสู่ผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก และบรรลุเป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2573    

May 14, 2026 / 0 Comments
read more

จุฬาฯ X ฮาวาร์ด บิสซิเนส สคูล ไขทางออกธุรกิจไทย รับมือ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

EcoVative

สมาคมนิสิตเก่า BBA จุฬาฯ ร่วม Harvard Business School เปิดเวทีชี้ทางรอดธุรกิจไทย รับมือ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้ง AI ภูมิรัฐศาสตร์ ซัพพลายเชน และโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องใช้ Resilience มากกว่าสูตรสำเร็จเดิม   โลกธุรกิจยุคใหม่ ไม่ใช่โลกเดิมอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญจาก Harvard Business School ชี้ว่า แนวคิด VUCA อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกที่เปลี่ยนเร็วจาก AI และความเสี่ยงระดับโครงสร้าง องค์กรไทยเร่งใช้ AI พร้อมสร้าง Resilience ภาคธุรกิจเริ่มลงทุน AI Roadmap คลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่กับการปรับ mindset และเพิ่มความยืดหยุ่นองค์กร แรงงาน AI กำลังเป็นทักษะสำคัญของเศรษฐกิจไทย CP Axtra คาดไทยต้องการแรงงาน AI มากกว่า 80,000 อัตรา พร้อมเน้น Critical Thinking เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ Digital Company     ดร.ปณิธาน จันทองจีน รองประธานคณะกรรมการบริหารหลักสูตร BBA International Program จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า สมาคมนิสิตเก่า BBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Harvard Business School Association of Thailand จัดเวทีเสวนา “From Disruption to Resilience”  โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก Harvard Business School (HBS) พร้อมด้วยผู้นำธุรกิจและเครือข่ายศิษย์เก่านานาชาติ แลกเปลี่ยนแนวทางรับมือความไม่แน่นอนในไทยและอาเซียน   สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มุ่งสร้าง ‘คำตอบ’ ให้สังคม โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI ต่อองค์กรธุรกิจ พร้อมมองว่าเครือข่ายระดับโลกอย่าง HBS จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขยายองค์ความรู้เชิงลึกสู่การใช้งานจริงในประเทศไทย   ‘ไฮส์ โอ. กิ๊บสัน’ ผู้บรรยายอาวุโสจาก Harvard Business School ชี้ว่า ผู้นำองค์กรยุคใหม่กำลังเผชิญ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ ทั้ง AI ความมั่นคงไซเบอร์ ปัญหาคน ซัพพลายเชน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์   โดยในการบรรยายหัวข้อ ‘Crisis Leadership at the Edge’ กิ๊บสัน ระบุว่า การตัดสินใจของผู้นำวันนี้จะกำหนดทิศทางธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า พร้อมมองว่าแนวคิด VUCA ที่เคยใช้อธิบายโลกธุรกิจในอดีต อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนเร็วและซับซ้อนกว่าเดิม เนื่องจากผู้นำจำนวนมากถูกฝึกมาเพื่อรับมือ “โลกเก่า” ไม่ใช่โลกใหม่ที่เต็มไปด้วย AI และการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง   กิ๊บสันย้ำว่า องค์กรต้องปรับมายด์เซ็ต (mindset) และสร้างความยืดหยุ่นใหม่ (Resilience) เพราะสูตรสำเร็จเดิมไม่สามารถใช้รับมือความท้าทายยุคปัจจุบันและจากนี้ได้อีกต่อไป   ‘ณัฐนรี ชุมมานนท์’ ผู้บริหาร RTN International Logistics ระบุว่า ธุรกิจโลจิสติกส์เอสเอ็มอีกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตโลก ทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และสงครามตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนพลังงานสูงขึ้น   พร้อมกันนี้ AI ยังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและการทำงานของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างรวดเร็ว โดยบริษัทจึงเร่งรีสกิล (Reskill) และ อัปสกิล (Upskill) พนักงาน ควบคู่กับการปรับมายด์เซ็ตร่วมกับองค์กร เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต   ขณะเดียวกัน ยังใช้กลยุทธ์ ‘Resilience’ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายด้าน โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการเปิดเส้นทางใหม่ส่งออกผลไม้ไทยไปจีน เพื่อลดการพึ่งพาตลาด CLMV แบบเดิม   ด้าน ‘ธนชัย เอี่ยมธงทอง’ ที่ปรึกษา McKinsey & Company และซีอีโอ Almorphosis มองว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรยุคใหม่ยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนโครงสร้างไอทีและการลงทุนเทคโนโลยี โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการใหม่ ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ขณะที่ องค์กรไทยเริ่มเข้าสู่ยุค AI Adoption ผ่านการวาง AI Roadmap และลงทุนด้านคลาวด์-ดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูล   อย่างไรก็ตาม ธนชัย ชี้ว่า วันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ “เริ่มใช้ AI หรือยัง” แต่เป็นการขยายผล AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในองค์กร พร้อมย้ำว่า องค์กรยุคใหม่ต้องกล้ายอมรับความล้มเหลว เพราะ “ยิ่งล้มเร็ว ก็ยิ่งลุกกลับมาได้เร็ว” เพื่อปรับตัวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว   ขณะที่ ‘มนิษา เกิดวงศ์บัณฑิต’ Head of Transformation บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (CPXtra) ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกค้าส่งเครือซีพี มองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยและการดำเนินธุรกิจในอนาคต พร้อมคาดว่า ประเทศไทยจะมีความต้องการแรงงานด้าน AI ระดับผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 80,000 อัตรา ตามการเติบโตของเทคโนโลยีและการใช้งาน AI ทำให้องค์กรธุรกิจและภาครัฐต่างเร่งนำ AI มาปรับใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับองค์กร   ขณะเดียวกัน บุคลากรจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะ AI ควบคู่กับการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันองค์กรสู่ Digital Company และเชื่อมต่อกับระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศในอนาคต

May 13, 2026 / 0 Comments
read more

ไทย เปิดดีล FTA บังกลาเทศ เชื่อมเศรษฐกิจอ่าวเบงกอล-อาเซียน

PRnounce

ไทย–บังกลาเทศ เร่งปูทาง FTA เชื่อมเศรษฐกิจอ่าวเบงกอล–อาเซียน หวังขยายโอกาสการค้าและการลงทุนใหม่ ผู้แทนภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เห็นพ้อง FTA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย–บังกลาเทศในระยะยาว   เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) (ITD) ร่วมกับ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และ สถานทูตบังกลาเทศ ประจำประเทศไทย จัดการประชุมหัวข้อ “Enhancing Bangladesh–Thailand Economic Engagement: Challenges, Opportunities, and the Way Forward in the Future Free Trade Agreement (FTA)” ณ United Nations Conference Centre เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการค้า การลงทุน และแนวทางพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและบังกลาเทศ โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง   การประชุมครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ ITD ในฐานะองค์กรวิชาการด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้ นโยบายด้านการค้า การลงทุน และการเจรจาความตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก   ในช่วงกล่าวเปิดการประชุม นางอาร์มิดา ซัลเซียะฮ์ อาลิสจะฮ์บานา (Ms. Armida Salsiah Alisjahbana) เลขาธิการบริหาร ESCAP กล่าวว่า ESCAP ให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการสนับสนุนด้านวิชาการ เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าระหว่างประเทศ   ด้าน นายฟัยยาซ มูรชิด กาซี เอกอัครราชทูตบังกลาเทศประจำประเทศไทย และนายอับดุล ราฮิม คาน Additional Secretary กระทรวงพาณิชย์บังกลาเทศ ระบุว่า บังกลาเทศกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวพ้นสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ภายในปี ค.ศ. 2029 จึงเร่งขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยไทยถือเป็นหุ้นส่วนสำคัญที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และบริการสมัยใหม่ เช่น การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการสุขภาพ   ขณะที่ นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและบังกลาเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้า แต่ยังครอบคลุมถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย ITD พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง   ที่ประชุมเห็นว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย–บังกลาเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ระหว่างเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงเพิ่มบทบาทของภูมิภาคอ่าวเบงกอลในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของโลก   นางอุมาพร ฟูตระกูล รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มูลค่าการค้าระหว่างไทย–บังกลาเทศ ในปี ค.ศ. 2025 อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การค้าระหว่างสองประเทศยังไม่สมดุล แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยไทยส่งออกวัตถุดิบอุตสาหกรรม ขณะที่นำเข้าสิ่งทอและอาหารทะเลจากบังกลาเทศ ทั้งนี้ เมื่อบังกลาเทศพ้นสถานะประเทศ LDC จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีแบบ DFQF จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายเร่งเดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ของ FTA ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือเชิงสำรวจ (Exploratory Discussions) เพื่อจัดทำกรอบการเจรจาและปูทางสู่การลงนาม FTA ในอนาคตภายในปี ค.ศ. 2026   ESCAP ยังย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนด้านวิชาการ การวิเคราะห์เชิงนโยบาย และการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค   ผู้แทนจากบังกลาเทศระบุว่า การเตรียมพ้นสถานะ LDC ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ ทั้งด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและการแข่งขันในตลาดโลก จึงเร่งเดินหน้าจัดทำ FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยล่าสุดได้ลงนาม FTA กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และแสดงความสนใจจัดทำ FTA กับไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกันในระยะยาว บังกลาเทศยังมองว่า ไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญภายใต้นโยบาย “Look East Policy” และเป็นประตูเชื่อมสู่ตลาดอาเซียน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมขั้นสูง ระบบสาธารณสุข และธุรกิจบริการสุขภาพ ซึ่งสามารถเกื้อหนุนกับศักยภาพด้านการผลิต แรงงาน และฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ของบังกลาเทศได้อย่างลงตัว   อีกประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจ คือ ปัจจุบันไทยยังให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแบบ DFQF (Duty-Free Quota-Free) แก่บังกลาเทศในฐานะประเทศ LDC แต่เมื่อบังกลาเทศพ้นสถานะดังกล่าว สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะสิ้นสุดลง จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทั้งสองฝ่ายเร่งศึกษาการจัดทำ FTA เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในอนาคต   ในด้านความคืบหน้าการเจรจา ทั้งสองประเทศได้ลงนามแสดงเจตจำนงร่วมกันตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 และอยู่ระหว่างกระบวนการหารือเชิงสำรวจ (Exploratory Discussions) เพื่อจัดทำ Scoping Paper กำหนดกรอบและประเด็นสำคัญของการเจรจา ทั้งด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปูทางสู่การลงนาม FTA ในอนาคต   ผู้เชี่ยวชาญจาก ESCAP และสถาบันวิชาการของบังกลาเทศยังนำเสนอผลการศึกษาที่ระบุว่า หากทั้งสองประเทศสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงส่งเสริมการลงทุนจากไทยไปยังบังกลาเทศ จะช่วยเพิ่ม GDP ของบังกลาเทศประมาณร้อยละ 0.07 ตามแบบจำลอง GTAP และหากมีมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม มูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 40 ตามการประเมินของ TINA   ในด้านกฎระเบียบการลงทุน แม้ทั้งสองประเทศมีศักยภาพสูงในการขยายความร่วมมือ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น กฎระเบียบด้านข้อมูล การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ข้อจำกัดด้านสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ และกฎหมายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าควรเปิดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไปในสาขาที่มีศักยภาพ พร้อมปฏิรูปกฎระเบียบภายในประเทศควบคู่กันไป   นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิด “Unlocking the Bay of Bengal: The 3-Tier FTA Strategy for Thailand–Bangladesh Trade” ซึ่งประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับทวิภาคีเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางภาษี ระดับภูมิภาคผ่านกรอบ BIMSTEC เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ “Bangkok Vision 2030” และระดับพหุภาคีผ่านกรอบ RCEP เพื่อเตรียมความพร้อมของบังกลาเทศก่อนพ้นสถานะ LDC และเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกอย่างยั่งยืน   ประเด็นด้านโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะแนวคิดการเชื่อมโยงท่าเรือระนองของไทยกับท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ รวมถึงโครงการ Landbridge ของไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า และเสริมศักยภาพทางการค้าในภูมิภาคอ่าวเบงกอล   สำหรับด้านการลงทุน ไทยถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนสำคัญของบังกลาเทศ โดยการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบการร่วมทุนในภาคสิ่งทอ ประมง โครงสร้างพื้นฐาน และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ภาคเอกชนยังมองเห็นโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรม EV พลังงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางการแพทย์ ทั้งนี้ ESCAP เห็นว่า ความตกลงการค้าแบบพิเศษ (PTA/FTA) จะช่วยสร้าง “ความสามารถในการคาดการณ์” ให้แก่นักลงทุน ผ่านกฎระเบียบที่ชัดเจนและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น   ที่ประชุมเห็นพ้องว่า ไทยและบังกลาเทศไม่มีประเด็นอ่อนไหวต่อกันที่เป็นอุปสรรคต่อการเจรจา อีกทั้งยังมีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนกันในหลายมิติ จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเร่งเตรียมความพร้อมสู่การจัดทำ FTA เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไปในอนาคต  

May 13, 2026 / 0 Comments
read more

AWC ยก ‘Blue Ocean Dome’ จากงาน World Expo ญี่ปุ่น สร้างแลนด์มาร์คใหม่เอเชียทีคปี 69

Zcreat

‘วัลลภา ไตรโสรัส’ ซีอีโอ AWC บอกแผนติดตั้ง Blue Ocean Dome พื้นที่กว่า 1,600 ตร.ม. จากงานโอซาก้า เอ็กซ์โป ไว้ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ คาดเปิดตัวไตรมาส 3 ปีนี้   นายหญิง AWC ‘คุณเอ๋-วัลลภา ไตรโสรัส’ ซีอีโอ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีก และอาคารสำนักงาน บอกเล่าทิศทางธุรกิจปี 2569   นอกจากแผนงานใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในปีนี้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งมูฟเม้นต์น่าสนใจไม่แพ้กัน เมื่อ ‘AWC’ บอกว่าจะนำ ‘Blue Ocean Dome’ ซิกเนเจอร์พาวิลเลียนจากงาน 2025 Osaka-Kansai Expo งานนิทรรศการนานาชาติประเทศญี่ปุ่น 2025 จัดขึ้นไปเมื่อ 13 เมษายน – 13 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมานั้น   โดยจะนำบลูโอเชียน โดม ทั้งไซส์ใหญ่และไซส์กลางมา รวมขนาดพื้นที่ราว 1,600 ตร.ม. มาติดตั้งที่ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์’ (Asiatique The Riverfront) ปักหมุดไว้ตรงบริเวณใกล้ๆ กับ Jurassic World: The Experience เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวรูปแบบสวนสนุก ไว้ด้วยกัน   ต่อเบื้องหลังโปรเจกต์นี้ ‘คุณเอ๋’ บอกว่ามองเห็นศักยภาพของ ‘บลู โอเชียนโดม’ ที่เชื่อว่าจะนำมาต่อยอดเชิงสถาปัตย์ได้อีกมากกว่าการรื้อทิ้งโครงสร้างไปเฉยๆ เมื่อจบงานโอซาก้า เวิลด์ เอ็กซ์โป 2025   โดยขณะนี้ ‘Blue Ocean Dome’ อยู่ระหว่างการติดตั้งในพื้นที่ ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์’ ตามแผนงานเดิมคาดจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดได้ทันในปี 2569 นี้แต่ด้วยความตื่นเต้นตามสไตล์ AWC ที่มักมาแผนงานใหม่ๆ ได้ตลอด ทำให้ ‘คุณเอ๋’ บอกว่าจะเร่งงานติดตั้งเสร็จทันภายในไตรมาส 3 ปีนี้ให้ได้   อ่านต่อเนื้อหา อื่นที่เกี่ยวข้อง AWC ลงทุนแสนล.บาทใน5 ปี มี 35 โรงแรม 9,312 ห้องพัก รับท่องเที่ยวโลก

May 13, 2026 / 0 Comments
read more

AWC ลงทุนแสนล.บาทใน5 ปี มี 35 โรงแรม 9,312 ห้องพัก รับท่องเที่ยวโลก

BizKet

AWC แผน5 ปีลงทุน 100,000 ล้านบาท ขยายพอร์ตโรงแรมลักซูรี-ไลฟ์สไตล์ ดึงแบรนด์ระดับโลก Ritz-Carlton, Nobu, Fairmont ปลายทางเที่ยวคุณภาพ ตั้งเป้าสินทรัพย์ทะลุ 300,000 ล้านบาท และ 9,312 ห้องพักภายในปี 2573   AWC ปั้นพอร์ตลักซูรีระดับโลกวางงบลงทุนระยะ 5 ปี (2569-2573) กว่า 100,000 ล้านบาท เร่งขยายโรงแรม-ไลฟ์สไตล์ แลนด์มาร์กใหม่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา และต่างประเทศ ขยายพอร์ตโรงแรมลักซูรี AWC ดึงแบรนด์ Fairmont, Ritz-Carlton, Kimpton, Nobu และ Plaza Athenee พร้อมขยายพอร์ตสู่ 35 โรงแรม 9,312 ห้อง มูลค่าสินทรัพย์รวมเกิน 300,000 ล้านบาท ในปี 2573 เอเชียทีคโตแรง รับเทรนด์ Edutainment-ท่องเที่ยวคุณภาพสูง Jurassic World และ SkyFlyers ดันทราฟฟิก-ค่าเช่าโตต่อเนื่อง พร้อมเปิด Hatch Dome ชูโมเดล Edutainment ปั้นเอเชียทีคสู่ Global Destination   วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โรงแรมและคอมเมอร์เชียล อาคารสำนักงาน เปิดเผยว่า AWC ตั้งงบลงทุนพัฒนา ขยาย ปรับปรุงโครงการ (CARPEX) ระยะเวลา 5ปี (2569-2573) ราว 100,000 ล้านบาท) ตั้งเป้าขยายโรงแรมและอสังหาฯ ระดับลักซูรี อย่างต่อเนื่อง พร้อมลงทุน ‘โปรเจกต์ไอคอนิก’ จะมีโครงการสำคัญ เช่น   แฟร์มอนต์ แบงคอก สุขุมวิท (Fairmont Bangkok Sukhumvit) พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล นิวยอร์ก (Plaza Athenee Nobu Hotel New York) เดอะ ริตซ์-คาร์ลตัน แบงคอก เดอะ ริเวอร์ไซด์ (The Ritz-Carlton Bangkok, The Riverside) เวิ้งนาครเกษม เยาวราช (Woeng Nakornkasem Yaowaraj) ลานนาทีค (Lannatique ) เชียงใหม่   ขณะเดียวกันบริษัท ยังใช้โมเดล AWC Growth Fund (AWC GR Fund) กลยุทธ์การลงทุนอสังหาฯ ในการขยายธุรกิจและพัฒนาโครงการเพื่อลดภาระหนี้สินในช่วงแรก ก่อนซื้อคืน 100% เมื่อสร้างรายได้ ในโปรเจกต์สำคัญทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และ พัทยา ชลบุรี เบื้องต้นใน 4  โครงการ คือ เวิ้งนาครเกษม เยาวราช, โครงการลานนาทีค เชียงใหม่ , โครงการโรงแรม พลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรธุรกิจ Nobu Hospitality) และ โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ สุขุมวิท กรุงเทพ โฮเทล และ สปา (The Okura Prestige Sukhumvit Bangkok Hotel and Spa)     จัดพอร์ตโรงแรมหรูรับท่องเที่ยวลักซูรี   วัลลภา กล่าวว่าทิศทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนธุรกิจ AWC โดยมุ่งขยายพอร์ตฯโรงแรมลักซูรีระดับโลก  จากในปี 2569 นี้มีสินทรัพย์ 25 โรงแรม จำนวน 7,253 ห้อง ใน 17 แบรนด์ พร้อมวางแผนเพิ่มจำนวนโรงแรมและห้องพักเกือบ 3 เท่า เพื่อรองรับดีมานด์ตลาดไฮเอนด์ กลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง เช่น   นักท่องเที่ยวหรู/ลูกค้าระดับพรีเมียม กลุ่ม MICE การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (Leisure / Bleisure)   โดยจะดึงแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้าพอร์ตฯ นี้ อาทิ แฟร์มอนต์ (Fairmont), ริตซ์-คาร์ล (Ritz-Carlton) ตัน, คิมป์ตัน (Kimpton), โนบุ (Nobu) และ พลาซ่า แอทธินี  (Plaza Athénée) โดยภายในปี 2573 จะมีสินทรัพย์ 35 โรงแรม จำนวน 9,312 ห้อง จาก 21 แบรนด์ เติบโต 36% จากแผนงานที่วางไว้ (Pipeline) รวมมูลค่าสินทรัพย์รวม (GAV) มากกว่า 300,000 ล้านบาท   วัลลภา กล่าวต่อ สำหรับปี 2569 AWC ยังใช้งบลงทุนราว 10,000-20,000 ล้านบาทต่อปีตามแผนขยายพอร์ตโฟลิโอผ่านโครงการสำคัญในทำเลศักยภาพ ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา ชลบุรี อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และ โครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่   ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ และการพัฒนาแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก และเป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก เพื่อรองรับนักเดินทาง/ท่องเที่ยวคุณภาพทั้งต่างชาติและคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มหลังที่มีแนวโน้มขยายการเติบโตสูงขึ้นในช่วงปลายปีต่อเนื่องจนถึงในไตรมาสแรกปีนี้   จากแนวโน้มดังกล่าว ผลักดันให้ผลดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้รวม 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.0% (YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 1,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.6% (YoY) มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิม (Same-store RevPAR) เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดที่ 5,230 บาทต่อคืน   “ปัจจัยการเติบโตยังมาจากดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางหลัก ที่ AWC มีพอร์ตโฟลิโอโรงแรมรองรับในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ”   นอกจากนี้ การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมเดิม อาทิ กลุ่มโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่มี RevPAR เติบโต 26% (YoY) จากการฟื้นตัวของดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง กลุ่มรีสอร์ตลักซูรี จังหวัดกระบี่ และเกาะสมุย เติบโตต่อเนื่อง โรงแรมบันยันทรี เกาะสมุย สร้างอัตราห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) สูงสุดถึง 33,000 บาทต่อคืนในเดือนมกราคม 2569   ขณะเดียวกัน AWC เริ่มเห็นการต่อยอดการลงทุนในทรัพย์สินใหม่ไปสู่การสร้างรายได้และกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทยอยรับรู้รายได้จากโรงแรมใหม่ที่เปิดดำเนินการในปี 2568 ได้แก่   โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โรงแรม จูบิลี เพรสทีจ รัชดาภิเษก โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 74%) โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย (ทำอัตราการเข้าพักสูงสุดที่ 83% ในไตรมาส 1/2569 พร้อม RevPAR ที่เติบโตทุกไตรมาสนับตั้งแต่เปิดดำเนินการ)   ไตรมาส1/2569 กำไรเฉียด2 พันล.   วัลลภา กล่าวต่อว่า สำหรับไตรมาส 1/2569ที่ผ่านมา AWC มีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% (YoY) โดยทั้งสามรายการทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ   โดย AWC ยังรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้ ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% (YoY)   “ผลงานไตรมาสนี้ สะท้อนทิศทาง AWC ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ที่มุ่งการเติบโตระยะยาว ผ่านการผสานความแข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม คอมเมอร์เชียล และไลฟ์สไตล์ รวมถึงการเปิดตัวและพัฒนาโครงการใหม่ในปีที่ผ่านมา ต่อยอดการเติบโตของ AWC ทั้งด้านรายได้ มูลค่าสินทรัพย์ และความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก”   ทั้งนี้ จากการต่อยอดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว การพักผ่อน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ส่งผลให้พอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีรายได้รวม 1,222 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% (YoY) นำโดย ‘เอ-ญ่า’ รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ที่สร้างรายได้สูงสุดกว่า 158 ล้านบาทในไตรมาสนี้ รวมถึงร้านอาหารและประสบการณ์ใหม่ที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศด้านไลฟ์สไตล์ของบริษัท   เอเชียทีคฯ ค่าเช่าโต 5%   ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล มีรายได้รวม 2,632 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.3% (YoY) และมีกำไรจากการดำเนินงาน (BU EBITDA) 2,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% (YoY) หากไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน รายได้เติบโต 16.3% (YoY) สู่ 1,175 ล้านบาท และ BU EBITDA เติบโต 15.0% (YoY) สู่ 781 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตที่แท้จริงของทั้งกลุ่มศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน   โดยหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ซึ่งยังคงขยายตัวจากการพัฒนาโมเดลประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยว  มีรายได้ค่าเช่าเติบโต 15% (YoY) และกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) เติบโต 21% (YoY) จากอัตราการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น 4% (YoY) สู่ระดับ 81% ค่าเช่าเฉลี่ยที่สูงขึ้น 5% (YoY) และทราฟฟิกผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 16% (YoY) จากความสำเร็จของโครงการ Jurassic World: The Experience และ SkyFlyers: Wings of Garudapterus ที่ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศ   พร้อมกันนี้ AWC ยังเปิดตัว ‘Better World Better Future’ แลนด์มาร์กใหม่ด้าน Edutainment ณ Hatch Dome เพื่อส่งเสริมเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการผสานความบันเทิง เทคโนโลยี และการเรียนรู้ด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้แก่ผู้มาเยือนในทุกกลุ่มอายุ พร้อมสนับสนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาวของโครงการ   อ่านเนื้อหา อื่นที่เกี่ยวข้อง AWC ยก ‘Blue Ocean Dome’ จากงาน World Expo ญี่ปุ่น สร้างแลนด์มาร์คใหม่เอเชียทีคปี 69   ขณะที่ กลุ่มศูนย์การค้าโดยรวม BU EBITDA เติบโต 35% (YoY) และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 4% (YoY) จาก 73% เป็น 77% พร้อมทราฟฟิกผู้ใช้บริการที่เติบโต 6% (YoY)   สำหรับกลุ่มอาคารสำนักงาน  AWC ยังรักษาเสถียรภาพกระแสเงินสด โดยมี BU EBITDA เติบโต 2% (YoY) จากการพัฒนาอาคารภายใต้แนวคิด Lifestyle Workplace นำโดยโครงการดิ เอ็มไพร์ ภายใต้แนวคิด ‘The Empire Reimagined’ รวมถึงการรับรู้รายได้จากอาคารสำนักงานใหม่ จูบิลี เพรสทีจ ทาวเวอร์ บนทำเลศักยภาพย่านรัชดา ที่ช่วยรองรับการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว      

May 13, 2026 / 0 Comments
read more

อินฟอร์มา แจกสูตรทำร้านอาหารปี69 เสิร์ฟพอดีอิ่มแค่ 80% เพิ่มยอดขายเปิดโอกาสสั่งเมนูอื่น

BizKet

อินฟอร์มา บอกสูตรธุรกิจร้านอาหารปี2569 มูลค่า 6.6 แสนล้านบาท เข้าสู่ยุคแข่งเติมความคุ้มค่าให้ลูกค้ารับประสบการณ์-แชร์ต่อได้ ชวนอัปเดทข้อมูลต่อที่ Food & Hospitality Thailand 2026   มูลค่าตลาดและโอกาส ตลาดร้านอาหารไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 6.6 แสนล้านบาท โดยกลุ่มฟู้ดเดลิเวอรี่เติบโตโดดเด่นถึง 22% กลยุทธ์การปรับตัว ผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องเน้นสร้างประสบการณ์ที่คุ้มค่า (Value for Money) เพื่อให้ลูกค้าประทับใจและเกิดการแชร์ต่อ Food & Hospitality Thailand 2026 งานแฟร์โซลูชั่นอาหารร่วมแชร์ข้อมูลเชิงลึกให้ธุรกิจอยู่รอด     สุภาภรณ์ อังศรีสุรพร ผู้จัดการฝ่ายบริหารโครงการอาวุโส อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) กล่าวว่าในปี 2569 นี้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารต่างปรับตัวหลังเผชิญผลกระทบเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งมีทั้งร้านที่ไม่สามารถดำเนินกิจการให้ไปต่อได้ แต่ยังพบว่าหลายร้านมีการเติบโตและขยายสาขาได้   ขณะที่ LINE MAN Wongnai ระบุตลาดร้านอาหารไทยมีมูลค่ารวม 6.6 แสนล้านบาท โดยธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่โต 22% มูลค่า 1.65 แสนล้านบาท เป็นปัจจัยที่น่าสนใจต่อการพิจารณาความสำเร็จในธุรกิจกลุ่มนี้   นอกจากนี้ จากการจัดงาน FHTตลอดช่วงที่ผ่านมายังพบข้อมูลเชิงลึกว่า รสชาติและคุณภาพยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อความสำเร็จ ด้วยยังมีอีกหลายองค์ประกอบ อาทิ   การสร้างประสบการณ์และความประทับใจให้ลูกค้า บริการที่ให้ความรู้สึกพิเศษและความคุ้มค่า (Value for Money) เสิร์ฟแบบพอดี อิ่มแบบ 80% เปิดโอกาสให้สั่งเมนูอื่นเพิ่มได้   นอกจากนี้ การสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ร้านหรือแบรนด์ต้องมีเรื่องเล่า เพื่อแสดงตัวตน ความพิเศษ และความน่าสนใจ อาทิ รสชาติ การตกแต่ง บริการ หรือ สิ่งที่ร้านอื่นไม่มี ต้องรู้จักใช้เครื่องมือสื่อสารออนไลน์อย่าง Facebook, TikTok, Instagram, Google Map หรือ ช่องทางอื่นๆ ที่ทำได้เอง และยังดึงดูดความสนใจกับ Youtuber, Influencer, Vlogger ให้มาถ่ายทอดเรื่องราวของร้านได้ เช่นกัน     สุภาภรณ์ เสริมว่า ขณะที่การบริหารจัดการหลังบ้านเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ ต้องใช้หลายเครื่องมือร่วมกัน อาทิ การบริหารร้านแบบ Lean ช่วยยกระดับการจัดการให้มีประสิทธิภาพ ลดการศูนย์เสียทรัพยากร พลังงาน เวลา และแรงงาน แนวคิดแบบ Kaizen ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาปรับปรุงเรื่องต่างๆ ทีละเล็กละน้อยทุกวัน การลงทุนและปรับปรุงร้านรวมถึงอุปกรณ์ ต้องไม่คิดแค่ถูกหรือแพง แต่ต้องคุ้มค่า ปัจจุบันอุปกรณ์และโซลูชันมีเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาในราคาที่เข้าถึงได้ แม้เป็นผู้ประกอบการรายเล็กก็เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม สำหรับฟู้ดเดลิเวอรี่ บรรจุภัณฑ์ คือ ภาพลักษณ์และต้นทุน ต้องปกป้องอาหารได้ดี ขนาดไม่ Over-packaging และสื่อสารสร้างการจดจำได้ การใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยนำทางในการวิเคราะห์ข้อมูล พฤติกรรมผู้บริโภค สร้างจุดขายใหม่ หรือ ทำ Feasibility Study ประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุน   3 เทรนด์ธุรกิจ F&B ที่จะมา   สำหรับทิศทางของธุรกิจอาหารเครื่องดื่มนั้น มุ่งเน้นไปที่ 3 แนวโน้มที่ต้องจับตา ได้แก่   การกินต้องครบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง (Multi-Sensory Experience) สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงกับจุดเด่นที่ต้องการนำเสนอของร้านได้ กินดี อยู่ดี อายุยืนยาวด้วยสุขภาพที่ดี (Health, Wellness & Longevity) สายสุขภาพยังโตต่อเนื่องกว่า 20% ลูกค้ามองหาอาหารจากพืชแบบดั้งเดิม แท้จริง และปรุงแต่งน้อยที่สุด (Authentic Plant-Based) แสดงให้เห็นถึงความยั่งยืน และ การต่อยอดผ่านช่องทางค้าปลีก (Sustainability & Retail Expansion) รับผิดชอบและบอกกับลูกค้าถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืน พร้อมทั้งมองถึงการต่อยอดอาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่นของร้านให้ไปขายต่อในช่องทางอื่นได้   ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญ คือ การเรียนรู้เคล็ดลับและทิศทางใหม่ๆ ของผู้ประกอบการต้องไม่หยุดนิ่ง การเป็นปลาเล็กที่อยู่รอด ต้องรวดเร็วและปรับตัวไว   สุภาภรณ์  กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘All Sectors, One Destination’ พร้อมเป็นศูนย์รวมและจุดเชื่อมโยงทุกภาคส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม อาหาร เครื่องดื่ม ร้านอาหาร ค้าปลีก สปา และการบริการอย่างแท้จริง   โดยได้รับความร่วมมือในการจัดงานฯ จากสมาคมโรงแรมไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมเชฟประเทศไทย และพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ภายในงานมีโซนจัดงานครอบคลุม 8 ภาคส่วนธุรกิจ ได้แก่   Food & Drinks Café & Bakery Shop & Retail Sips & Spirits Foodservice Equipment Hospitality Cleaning & Hygiene Coffee & Tea Village   โดยมีผู้ร่วมจัดแสดงงานที่น่าสนใจ อาทิ CTI Food Supply, Earth Factory, GLT Italia, Italasia Trading (Thailand), Jaspal & Sons, Jassway (Thailand), Longbeach, Lucamari, Newton Food Equipment, VJ International Group ฯลฯ   นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีแห่งการพัฒนาศักยภาพที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมไฮไลต์ การประชุม สัมมนา เวิร์กช็อปและมาสเตอร์คลาส (Workshop & Masterclass) การสาธิตทำอาหาร (Cooking Demo) การแข่งขัน Thailand’s International Culinary Cup (TICC) การแข่งขัน Thailand Hotel Bartender’s Championship 2026 การแข่งขัน International Fashion Drinks Competition – Thailand Division และกิจกรรมอื่นๆ   สำหรับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2026 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 สิงหาคม 2569  ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดงานฯ และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.fhtevent.com Facebook : Food & Hospitality Thailand    

May 12, 2026 / 0 Comments
read more

Marriott ใช้ Luxury Dining Series ขายประสบการณ์หรูผ่านความทรงจำ

Peace&Play

แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ดึงเชฟระดับโลก สร้างประสบการณ์ผ่าน Luxury Dining Series ครั้งที่ 3 กับเรื่องเล่าวัฒนธรรมทั่วภูมิภาคเอเชียฯ บนโต๊ะดินเนอร์     Luxury Dining Series ปีที่ 3 สะท้อนการยกระดับจากกิจกรรมอาหาร สู่แพลตฟอร์มสร้างประสบการณ์สำหรับลูกค้าลักซูรี Marriott ใช้ ‘เรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร’ เป็นกลยุทธ์แบรนด์ เปลี่ยน Fine Dining จากมื้อพิเศษ ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์และความทรงจำร่วม เทรนด์ลักซูรียุคใหม่ แข่งกันที่ Meaningful Experience ผู้บริโภคเริ่มให้คุณค่ากับประสบการณ์และการเชื่อมโยงทางอารมณ์ (emotional connection) มากกว่าการครอบครองสินค้าเพียงอย่างเดียว     ในปี 2569 นี้  ‘Luxury Dining Series’ ของ Marriott International เดินทางมาถึงปีที่ 3 สะท้อนว่าโปรแกรมนี้ นอกจากเป็นกิจกรรมพิเศษด้านอาหารแล้ว ในขณะเดียวกันยังได้พัฒนาสู่การเป็น ‘แพลตฟอร์มประสบการณ์’ สำหรับกลุ่มลูกค้าลักซูรี โดยเฉพาะ   สำหรับ ‘Luxury Dining Series’ ปีนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘Across the Table’ ที่แมริออท ได้ยกระดับมื้ออาหารนอกจากการรับประทานทั่วไป ไปสู่พื้นที่บทสนทนา ความสัมพันธ์ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผ่านเชฟ นักเล่าเรื่อง และผู้ร่วมโต๊ะจากหลากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก   ต่อการดำเนินโปรแกรมต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ในปีนี้ ยังสะท้อนชัดถึงทิศทางใหม่ของธุรกิจลักซูรี ยังเดินทางมาสู่การแข่งขันด้าน ‘ประสบการณ์เฉพาะตัว’ และ ‘ความทรงจำทางอารมณ์’ ให้ลูกค้าได้รับกลับไป นอกเหนือจากการแข่งขันด้านคุณภาพและบริการของธุรกิจโรงแรมหรือความหรูหรา   โดยสิ่งที่ Marriott กำลังตอกย้ำตำแหน่งแบรนด์ผ่านกิจกรรม ‘Luxury Dining Series’ เพื่อสร้างให้ ‘Fine Dining’ ยังเป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน พร้อมเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับความรู้สึกของการค้นพบ การแบ่งปัน และการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรม เข้าไว้ด้วยกัน   ขณะที่ หนึ่งในหัวใจสำคัญของงานที่นอกเหนือจากรสชาติอาหารแล้ว ‘เชฟ’ ยังรับบทบาทเป็นสื่อกลางพาผู้คนเข้าใจที่มาของวัตถุดิบ วัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงมุมมองของเชฟแต่ละคน ด้วย ‘เรื่องเล่าบนโต๊ะอาหาร’ สร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแขกบนโต๊ะอาหารโดยตรง ทำให้มื้ออาหารกลายเป็นพื้นที่ของการสื่อสาร มากกว่าการเสิร์ฟอาหารแบบดั้งเดิม   ขณะที่แนวคิดนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคลักซูรี ยุคใหม่ ที่เริ่มให้คุณค่ากับ ‘Meaningful Experience’ ประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการครอบครองสินค้าเพียงอย่างเดียว จากสิ่งที่สร้างความแตกต่างได้จริง และเรื่องราวที่ซ่อนความรู้สึกร่วมไว้อยู่เบื้องหลัง   แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เชิญร่วมสัมผัสประสบการณ์ ‘Across the Table’ ที่เป็นมากกว่าการรับประทานอาหารในห้องอาหาร โดยเปิดให้จองเฉพาะภายใต้แคมเปญ Luxury Dining Series เท่านั้น ด้วยแพ็คเกจการเข้าพักสุดพิเศษ พร้อมให้บริการใน 6 จุดหมายปลายทาง   สถานที่จัดงาน Luxury Dining Series ประจำปี 2569 ได้แก่   เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอมเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa) เดอะ นาคาไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket) เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ท (The St. Regis Maldives Vommuli Resort) มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto) Luminara, The Ritz-Carlton Yacht Collection การเดินทางข้ามประเทศญี่ปุ่นบนเรือ ลูมินารา เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอชต์ คอลเลกชัน     สำหรับตารางการจัดงานมีดังนี้   เวียดนาม 5–9 สิงหาคม 2569 – เจดับบลิว แมริออท ฟูก๊วก เอมเมอรัลด์ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา (JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa) ประเทศไทย 12–16 สิงหาคม 2569 – เดอะ นาคา ไอแลนด์, อะ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต (The Naka Island, a Luxury Collection Resort & Spa, Phuket) มัลดีฟส์ 25–30 สิงหาคม 2569 – เดอะ เซนต์ รีจิส มัลดีฟส์ วอมมูลี รีสอร์ท (The St. Regis Maldives Vommuli Resort) อินโดนีเซีย 9–13 กันยายน 2569 – มันดาปา อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเสิร์ฟ (Mandapa, a Ritz-Carlton Reserve) ญี่ปุ่น 23–27 กันยายน 2569 – เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน เกียวโต (The Ritz-Carlton, Kyoto) ญี่ปุ่น 9–18 ตุลาคม 2569 – ลูมินารา เดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน ยอชต์ คอลเลกชั่น (Luminara, The Ritz-Carlton Yacht Collection)   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมต่าง ๆ จะประกาศให้ทราบในเร็ว ๆ นี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์: https://www.marriott.com/en-us/marriott-brands/portfolio/luxury-dining-series.mi      

May 12, 2026 / 0 Comments
read more

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน บอก 6 วิธีป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน ‘ราคาถูกเกินจริง’ สัญญาณอันตราย

EcoVative

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA)  ห่วงปัญหา “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” หลังต้นทุนพุ่ง กำไรหด  เตือนผู้บริโภค ‘อย่าหลงเชื่อ ราคาถูกเกินจริง’ สัญญาณอันตราย ‘เสียเงิน-ไม่ได้บ้าน’ แนะ 6 วิธีป้องกันผู้รับเหมาทิ้งงาน เช็กให้ชัวร์ก่อนจ้าง   สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เตือน “ราคาถูกเกินจริง” คือสัญญาณเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และบ้านสร้างไม่เสร็จ แนะ 6 วิธีเช็กผู้รับเหมามืออาชีพ ตั้งแต่ตรวจนิติบุคคล สัญญามาตรฐาน สคบ. ไปจนถึงตรวจหน้างานจริงก่อนตัดสินใจจ้าง HBA ย้ำการเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่อยู่ภายใต้สมาคมฯ ช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องงบบานปลาย งานไม่ได้มาตรฐาน และข้อพิพาทระยะยาว   อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวการทิ้งงานก่อสร้าง ที่สร้างความเสียหายในวงกว้างให้กับผู้บริโภคที่มีความตั้งใจวางแผนสร้างบ้าน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้บ้าน ซึ่งทางสมาคมฯ วิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางป้องกันปัญหา  “ผู้รับเหมาทิ้งงาน” ให้แก่ผู้บริโภคทั่วประเทศ   เจาะลึกวิกฤต ‘ราคาถูกเกินจริง’   ทั้งนี้ ปัญหาการทิ้งงานที่เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในขณะนี้ สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญภาวะกำไรหดตัว   และส่งผลให้บางรายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้   เนื่องจาก ราคาขายไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เมื่อเริ่มขาดสภาพคล่องและไม่มีงานใหม่เข้ามาหมุนเวียนจึงกระทบโดยตรงถึงผู้บริโภคที่ไม่ได้บ้านตามที่โฆษณาไว้ในสื่อ และกลายเป็นวงจรความเสียหายที่ยากจะเยียวยา   โดยเฉพาะผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กลยุทธ์การตลาดและขาย กำหนดให้ “ราคาถูกเกินจริง” ซึ่งเป็นราคาขายที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของบริษัทรับเหมาบางกลุ่ม เพื่อต้องการดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ   “เมื่อราคาขายไม่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้เกิดปัญหาการทิ้งงานเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นในขณะนี้ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญภาวะกำไรหดตัว และบางรายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เมื่อเริ่มขาดสภาพคล่องและไม่มีงานใหม่เข้ามาหมุนเวียน ส่งผลกระทบโดยตรงถึงผู้บริโภคที่ไม่ได้บ้านตามที่โฆษณาไว้ในสื่อ กลายเป็นวงจรความเสียหายในวงกว้าง” นายอนันต์กร กล่าว   6 เช็คให้ชัวร์ ลดเสี่ยงโดนทิ้งงาน   ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “บ้านกลายเป็นซาก” สมาคมฯ แนะ 6 วิธีเลือกผู้รับเหมามืออาชีพที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ดังนี้   ระวัง “ราคาที่ถูกเกินจริง” ราคาที่ต่ำกว่าราคากลางในตลาดมากเกินไปคือสัญญาณอันตรายอันดับแรก เพราะคุณภาพงานมีต้นทุนมาตรฐาน รวมถึงต้นทุนในการบริหารจัดการ และงานบริการที่ครบวงจร ซึ่งบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นมืออาชีพ จะมีระบบการดูแลที่ครอบคลุมมากกว่า ตั้งแต่การออกแบบจนถึงงานวิศวกรรมที่ซับซ้อน ซึ่งต้นทุนที่เหมาะสมเหล่านี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคง ตรวจสอบสถานะ “นิติบุคคล” การว่าจ้างในรูปแบบนิติบุคคลที่ตรวจสอบได้ มีแหล่งที่ตั้งบริษัทอย่างชัดเจน พร้อมมีทุนจดทะเบียน เป็นปัจจัยที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีผู้รับผิดชอบตลอดอายุสัญญา ตั้งแต่เริ่มก่อสร้างจนถึงการส่งมอบ ซึ่งแตกต่างจากการเป็นบุคคลธรรมดา หรือเพจเฟซบุ๊กที่สามารถปิดตัวหนีความรับผิดชอบไปได้ง่ายๆ สัญญาต้องเป็นไปตามมาตรฐาน “สคบ.” โดยสัญญาที่ได้มาตรฐานต้องระบุรายละเอียดงานและความรับผิดชอบที่รัดกุม ตามข้อบังคับสัญญาควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้แก่ กำหนดระยะเวลาชัดเจน เริ่มนับตั้งแต่วันที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอย่างถูกต้อง พร้อมระบุรายละเอียดวัสดุที่ชัดเจน เช่น แบรนด์ รุ่น และเกรดวัสดุ เพื่อป้องกันข้อพิพาทและการลดสเปกงาน รวมทั้งการกำหนดค่าปรับกรณีล่าช้า และการรับประกันโครงสร้างตามกฎหมาย การเบิกงวดงานที่สอดคล้องกับหน้างานจริง การทำงานโดยบริษัทรับสร้างบ้านที่ได้มาตรฐานและเป็นมืออาชีพ ต้องไม่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้าที่สูงจนผิดปกติ ซึ่งการเบิกเงินในแต่ละงวดต้องสอดคล้องกับค่าบริหารจัดการและเนื้องานที่ก่อสร้างเสร็จจริง เพื่อให้เงินที่จ่ายไปแปรสภาพเป็นเนื้องานที่จับต้องได้ ป้องกันความเสี่ยงจากการเบิกเงินเกินเนื้องาน “คุณภาพทีมงาน” และ “ผลงานจริง” จะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าบริษัทที่ว่าจ้างนั้นจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน อย่าเชื่อเพียงภาพถ่ายในสื่อออนไลน์ แต่ให้พิจารณาถึงความเป็นมืออาชีพของทีมงาน ผู้บริโภคควรเลือกผู้ประกอบการที่มีทีมสถาปนิกและวิศวกรที่มีประสบการณ์เฉพาะด้าน เข้ามาดูแลควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะแตกต่างจากผู้รับเหมาทั่วไปที่มีเพียงช่างฝีมือแต่ขาดการควบคุมมาตรฐานทางวิศวกรรม นอกจากนี้ควรขอชมหน้างานจริง เพื่อยืนยันคุณภาพงานที่เป็นรูปธรรม ยึดถือหลัก “มาตรฐานวิชาชีพ” พิจารณาเลือกผู้ประกอบการที่สังกัดองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพที่มีการกำกับดูแลสมาชิกภายใต้ระเบียบและกฎหมายควบคุม เพราะจะมีกลไกตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก การมีจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ และมีหน่วยงานกลางที่ช่วยประสานงานไกล่เกลี่ยหากเกิดข้อพิพาท ซึ่งเป็นมาตรฐานการทำงาน และจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะดำเนินต่อได้จนแล้วเสร็จ   ย้ำความเชื่อมั่น “สร้างบ้าน…ปลอดภัย”   อนันต์กร กล่าวว่า บ้านคือความฝันทั้งชีวิต อย่าตัดสินใจเพียงเพราะราคาถูกหรือรูปโฆษณา การเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีทีมงานมืออาชีพ มีสัญญาที่โปร่งใส และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่ตรวจสอบได้ คือหลักประกันที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นบ้านที่มั่นคง   ทั้งนี้ เพื่อเป็นหยุดวงจรความเสียหายที่ยากจะเยียวยาจากการบริษัทผู้รับเหมาทิ้งงาน ทางสมาคมฯ ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานและความเชี่ยวชาญในการสร้างบ้านของบริษัทรับสร้างบ้าน ในทั่วประเทศ หากผู้บริโภคเลือกสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ  บริษัทเหล่านี้มีการให้บริการที่ครบวงจร และการส่งมอบงานตามสัญญาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้ จากสมาคมฯ ซึ่งเป็นผู้ช่วยคัดกรองมาตรฐานเบื้องต้นแล้ว ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบผู้บริโภค ทั้งการสูญเสียงบประมาณ บ้านสร้างไม่เสร็จ งานไม่ได้คุณภาพ หรือเกิดข้อพิพาทที่ต้องใช้เวลานานในการดำเนินคดี” นายอนันต์กร กล่าว    

May 11, 2026 / 0 Comments
read more

ONYX ร่วมพันธมิตรการเงิน LH Bank คืบหน้า EQ Phuket โรงแรมลักซูรี ภูเก็ต

PRnounce

ออนิกซ์ ร่วมมือกับพันธมิตรทางการเงิน LH Bank เดินหน้าพัฒนาโครงการ ‘EQ Phuket’ โรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่ในจังหวัดภูเก็ต   ยุทธชัย จรณะจิตต์ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ‘อีคิว ภูเก็ต’ (EQ Phuket) โรงแรมระดับลักซูรีแห่งใหม่ในจังหวัดภูเก็ต ด้วยการลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินกับ LH Bank เพื่อผลักดันการพัฒนาโครงการให้เป็นไปตามแผนงานอย่างเป็นรูปธรรม   สำหรับพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ โอเรียนเต็ล กรุงเทพ (Oriental Residence Bangkok) โดยมี นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป, นาย โดนัลด์ ลิม (Donald Lim) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Equatorial Group และ นายฉี ชิง-ฟู่ (Mr. Shih, Jiing-Fuh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม ท่ามกลางคณะผู้บริหารจากทั้งสามฝ่ายที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างผู้พัฒนา ผู้บริหารโรงแรม และสถาบันการเงิน ในการขับเคลื่อนโครงการสู่ขั้นตอนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ   ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป กล่าวว่า “โครงการ ‘อีคิว ภูเก็ต (EQ Phuket)’ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในกลยุทธ์การขยายพอร์ตโฟลิโอรีสอร์ตระดับลักชัวรีของกลุ่มออนิกซ์ฯ เราเห็นศักยภาพระยะยาวของตลาดภูเก็ตอย่างชัดเจน และเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งด้านการพัฒนาและการเงินในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันโครงการให้ประสบความสำเร็จตามแผน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว” มากกว่านั้น ‘อีคิว ภูเก็ต’ ไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมระดับลักซูรีแห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น แต่ยังเป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ที่สะท้อนทิศทางการเติบโตของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอในเซ็กเมนต์รีสอร์ตระดับบนของภูมิภาค โดยโครงการคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 2 ของปี 2571 และจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว ด้าน นาย โดนัลด์ ลิม (Mr. Donald Lim) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีเควทอเรียล กรุ๊ป (Equatorial Group) เปิดเผยว่า  เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมพัฒนาโครงการสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำแบรนด์ EQ สู่จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 การเปิดตัวโรงแรม EQ แห่งแรก ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้สร้างสีสันให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการโรงแรมอย่างโดดเด่น และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองได้ในเวลาอันรวดเร็ว   ในฐานะแบรนด์บูติกลักซูรี EQ โดดเด่นด้วยการผสานความสง่างามเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ตลอดจนการบริการที่อบอุ่นและพิถีพิถันในทุกรายละเอียด จนได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากนักเดินทางทั่วโลก รวมถึงการยกย่องในระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านการติดอันดับ Top 100 Hotels in the World ประจำปี 2568 จากนิตยสาร Travel + Leisure ในอันดับที่ 22 “เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เพื่อร่วมกันนำแบรนด์ EQ เข้าสู่ประเทศไทย และพร้อมส่งมอบประสบการณ์การเข้าพักที่โดดเด่น น่าประทับใจ และสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้แก่นักเดินทางจากทั่วโลกต่อไป” ขณะที่ นายฉี ชิง-ฟู่ (Mr. Shih, Jiing-Fuh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank กล่าวเสริมว่า “ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อ 1,800 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการ ‘EQ Phuket’ โรงแรมระดับลักชัวรี บนหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต โดยภายในโครงการประกอบด้วย และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ธนาคารเห็นว่าจังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยโครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยยกระดับศักยภาพตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทย” การลงนามครั้งนี้ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของโครงการ ภายหลังจากที่ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้ลงนามสัญญาร่วมทุนอย่างเป็นทางการกับ Equatorial Group เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 เพื่อพัฒนาโครงการดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 2,800 ล้านบาท การได้รับการสนับสนุนด้านสินเชื่อในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคการเงินต่อศักยภาพของโครงการ ตลอดจนแนวโน้มการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวระดับลักซูรีในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของนักเดินทางกำลังซื้อสูงจากยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียแปซิฟิก   โดยเฉพาะในกลุ่มรีสอร์ตระดับบนที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเป็น 69% และอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวันที่ปรับตัวจาก 4,717 บาทในปี 2566 เป็น 5,241 บาทในปี 2567 ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดนักท่องเที่ยวยังมีความหลากหลายมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนยังคงเป็นตลาดหลัก ส่วนนักท่องเที่ยวจากรัสเซียและอินเดียมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการฟื้นตัวของการเดินทางระยะไกลและความต้องการประสบการณ์การพักผ่อนคุณภาพสูงในทำเลที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ภูเก็ตยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาโครงการรีสอร์ตลักชัวรีในระยะยาว โครงการ ‘อีคิว ภูเก็ต’ ตั้งอยู่บริเวณหน้าหาดบริเวณตอนเหนือของหาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต บนพื้นที่รวมประมาณ 32 ไร่ ประกอบด้วยห้องพักรวมประมาณ 170 keys ได้แก่ พูลวิลล่า 11 หลัง ห้องสวีต 27 ห้อง และห้องพักมาตรฐาน 132 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับลักชัวรี ห้องอาหาร all-day dining, pool bar, สระว่ายน้ำ 2 สระ, kids club, สปา, ฟิตเนส และพื้นที่สำหรับงานจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่ ริมชายหาดวางแผนพัฒนาเป็น beach club และ sports & lifestyle hub เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การพักผ่อนระดับลักชัวรีอย่างครบทุกมิติ มุ่งตอบโจทย์กลุ่มนักเดินทางระดับบนที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักคุณภาพสูงในทำเลที่โดดเด่นและเป็นส่วนตัว

May 11, 2026 / 0 Comments
read more

ONYX ทศวรรษที่7 เป็นมากกว่าเชนโรงแรม ตั้งกองรีท ‘ONYXRT’ ระดม4 พันล.

BizKet

ออนิกซ์ ไปต่อทศวรรษที่ 7 พลิกโฉมธุรกิจสู่ผู้ ‘Asian Hospitality’ มาตรฐานบริการเอเชียระดับภูมิภาค ลงทุน 5,500 ลบ. ขยายพอร์ตโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 75 แห่งในปี 2573   ออนิกซ์ แผนมุ่งสู่ทศวรรษที่ 7 ปรับบทบาทสู่ผู้ให้บริการฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมขยายพอร์ตแตะ 75 แห่งในปี 2573 ONYXRT เข้าตลาด ระดมทุน 4,000-4,400 ล้านบาท บริษัทเตรียมนำสินทรัพย์หลักอย่าง อมารี กรุงเทพฯ, โอโซ่ สมุย และโอโซ่ ภูเก็ต เข้ากองรีท เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวแบบ Evolving REIT ลงทุน 5,500 ล้านบาท ขยายแบรนด์รับท่องเที่ยวฟื้น ออนิกซ์ฯ เดินหน้าพัฒนา Amari, OZO, Shama และ Oriental Residence พร้อมเปิดโครงการใหม่ในไทยและต่างประเทศ รองรับดีมานด์นักเดินทางยุคใหม่   ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ผู้บริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ร้านอาหารและสปา ในเครืออิตัลไทย กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจกลุ่มออนิกซ์ในโอกาสก้าวสู่ทศวรรษที่ 7 มุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านฮอสพิทาลิตี แพลตฟอร์มระดับภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก จากภาพจำที่ผ่านมาในฐานะผู้บริหารฯธุรกิจเชนโรงแรม และเซอร์วิส อพาร์ทเมนต์   ทั้งนี้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ยังมุ่งสู่เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือ การสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ ผ่านการนำสินทรัพย์เข้าสู่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)  ‘ONYXRT’ โดยในปี 2569 บริษัทคาดว่าสินทรัพย์หลัก (Core Assets) ประกอบด้วย อมารี กรุงเทพฯ, โอโซ่ สมุย และ โอโซ่ ภูเก็ต จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพอร์ตการลงทุน   “ขณะนี้ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ พร้อมวางแผนเดินสายโรดโชว์กับนักลงทุนและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้”   สำหรับมูลค่าการระดมทุน บริษัทตั้งเป้าไว้ราว 4,000-4,400 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จะนำไปใช้ทั้งในด้านฟันดิ้ง (Funding) และการ รีครีเอตสินทรัพย์ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมย้ำว่าแนวทางดังกล่าวไม่ใช่ ‘One-time REIT’ แต่เป็น ‘Evolving REIT’ ที่สามารถต่อยอดและพัฒนาได้ต่อเนื่องในระยะยาว   ทั้งนี้ เพื่อมุ่งไปสู่ทิศทางดังกล่าว กลุ่ม ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ จะดำเนินการภายใต้ 3 แกนหลักสำคัญ คือ   ขยายพอร์ตโรงแรมและเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ต่อเนื่อง (ปัจจุบันมี 49 โครงการ รวมกว่า 9,000 ห้อง) การเปิดโครงการใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ภูเก็ต สมุย พัทยา ระยอง และเซินเจิ้น (สาธารณรัฐประชาชนจีน) ใช้ ‘ประสบการณ์’ เป็นหัวใจของแบรนด์ เพื่อให้บริการภายใต้มาตรฐานกลุ่ม ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ ในฐานะผู้นำฮอสพิทาลิตี้ระดับภูมิภาคฯ   เติมพอร์ตฯ รับนักเดินทางกลับมา   ยุทธชัย ย้ำแนวทางธุรกิจในปี 2569 ออนิกซ์ฯ วางแผนขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียฯ ต่อเนื่องภายใต้วิสัยทัศน์ในการเป็น The Best Medium-sized Hospitality Management Company in Asia-Pacificพร้อมขยายพอร์ตโฟลิโอในกลุ่มเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์และโรงแรมไลฟ์สไตล์ในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค โดยเปิดตัวโครงการใหม่ ได้แก่   ชามา สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ (Shama Sukhumvit 101 Bangkok) ชามา เมดินี (Shama Medini) วาย โฮเทล หนานซาน เซินเจิ้น อินสไปร์ บาย โอโซ่ (Y Hotel Nanshan Shenzhen Inspired by OZO)   นอกจากนี้ ออนิกซ์​ฯ ยังมีแผนพัฒนาโครงการในอนาคตอย่างต่อเนื่อง อาทิ   ชามา ระยอง (Shama Rayong) อีคิว ภูเก็ต (EQ Phuket) ชามา ฮับ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ (Shama Hub Ladprao Bangkok) ชามา นอร์ท พัทยา (Shama North Pattaya)   ขณะเดียวกัน ยังมีแผนพัฒนาโครงการระดับลักซูรี ‘อมารี รีสอร์ต แอนด์ วิลล่า สมุย (Amari Resort & Villas, Samui)’ พร้อมแผนปรับปรุงครั้งสำคัญของ อมารี ภูเก็ต (Amari Phuket Transformation) เพื่อยกระดับศักยภาพของสินทรัพย์และประสบการณ์ของผู้เข้าพัก   ยุทธชัย บอกว่าแนวทางดังกล่าวเพื่อมุ่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านความร่วมมือระยะยาวกับพันธมิตร และการออกแบบรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับแต่ละตลาด โดยเตรียมใช้งบลงทุนราว 5,500 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายขยายพอร์ตโฟลิโอได้มากกว่า 75 แห่งภายในปี 2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ 49 แห่ง ส่วนกองรีท ‘ONYXRT’  จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท จากปัจจัยสนับสนุน อาทิ   อัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ทยอยฟื้นตัว การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35 ล้านคน   ปรับตำแหน่งชัด 4 แบรนด์หลัก   ยุทธชัย เสริมว่าในโอกาสครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป วางแผนระยะยาวภายใต้แนวคิด ‘ONYX Universe’ เพื่อยกระดับแบรนด์ในภาพรวม ให้รองรับการเติบโตในอนาคต ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจในทุกมิติ โดยพัฒนาและปรับตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์หลักทั้ง 4 แบรนด์ ให้ชัดเจน และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ดังนี้   อมารี (Amari) วางตำแหน่งแบรนด์ในกลุ่ม upper-upscale ย้ำการบริการแบบไทยที่อบอุ่น ผสานความเข้าใจในแต่ละพื้นที่ และเอกลักษณ์ของจุดหมายปลายทางให้ชัดเจน โอโซ่ (OZO) โรงแรมไลฟ์สไตล์ระดับ upper-midscale ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักที่ราบรื่น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นครบถ้วน และความสบายที่เพิ่มขึ้น ชามา (Shama) แบรนด์เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยภายใต้แนวคิด Joy of Living ผสานความสะดวกสบาย คุณภาพ และไลฟ์สไตล์ที่มีความหมาย เพื่อตอบโจทย์ทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว โอเรียนเต็ล เรสซิเดนซ์ (Oriental Residence) ยกระดับสู่การถ่ายทอดนิยามแห่งความลักซูรี ใส่ใจในทุกรายละเอียดผ่านการบริการที่ออกแบบเฉพาะ โดยมีความเป็นส่วนตัวเป็นหัวใจสำคัญ   “หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ เพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทบริหารจัดการธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก พร้อมส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับพันธมิตร นักลงทุน ลูกค้า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภูมิภาคในระยะยาว”   ยุทธชัย กล่าวว่า ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ออนิกซ์ ได้ส่งมอบการให้บริการไปแล้วใน 49โรงแรม และ เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ รวมกว่า 9,000 ห้อง ครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ประกอบด้วยแบรนด์สำคัญ อาทิ   Amari Vilas & Suites Samui Shama Rayong Shama Medini Inapired Iby 0:20 EQ Phuket Amari Phuket Shama Hub Ladprao Bangkok Shama North Pattaya   โดยการดำเนินธุรกิจครบรอบ 60 ปี ออนิกซ์ฯ ยังคงแนวคิดและพลังการทำงานแบบองค์กรรุ่นใหม่ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำตลาดท่องเที่ยวและฮอสพิทาลิตี้ ขนาดกลางในระดับภูมิภาคเอเชียฯ จากวิวัฒนาการ (Evolution) ธุรกิจอย่างต่อเนื่องให้เตรียมพร้อมการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไปในอนาคต   สำหรับในปี 2569 ออนิกซ์ฯ ตั้งเป้ารายได้รวม 10,330 ล้านบาท เติบโต 14% จากปีก่อนหน้า      

May 11, 2026 / 0 Comments
read more

‘Me Time’ ช่วงพักใจหลังเลิกงาน คนรุ่นใหม่มาสก์หน้าดูซีรีย์เกาหลี

Peace&Play

Watson ชวน ‘คนรุ่นใหม่’ มาฮีลใจรับกระแส ‘Me Time’ พักผ่อนด้วยมาสก์หน้า ได้ผิวสุขภาพดีรับเทรนด์เอเชียบิวตี้     ใครที่เดินเข้า ‘วัตสัน’ ในช่วงนี้ อาจสะดุดตากับมุม ‘มาสก์ชีท’ กับเจ้า ‘Watsons Fruity Mask’ ที่ถูกรีลอนช์ใหม่กันแบบยกเครื่องทั้งแพ็กเกจและคอนเซ็ปต์ กับธีม ‘ผิวหน้าซารางเฮ’ ที่หยิบกลิ่นอายของซีรีส์เกาหลีมาเจอกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว   แกะซอง ‘Watsons Fruity Mask’   เริ่มกันตั้งแต่ ตัวแพ็กเกจใหม่ของ Fruity Mask มาในโทนสีสดใส ดูมินิมัลมินิใจ และพรีเมียมขึ้น แต่ยังคงคาแรกเตอร์ความเป็นผลไม้เอาไว้ชัดเจน   ทำให้ฟีลโดยรวมดูเป็นสกินแคร์สาย A-Beauty ที่เข้าถึงง่าย ใช้แล้วสนุก และเหมาะกับคนที่ชอบดูแลผิวเป็นประจำด้วยตัวเอง ‘Self-care routine’ แบบรวดเร็วในชีวิตประจำวัน   จุดเด่นของมาสก์รุ่นนี้ อยู่ที่การอัปเกรดทั้งสูตรและประสบการณ์ใช้งาน โดย ‘วัตสัน’ เลือกใช้เทคโนโลยีจากเกาหลี พร้อมสารสกัดธรรมชาติแบบเข้มข้น 96% ในแต่ละสูตร และใช้แผ่นมาสก์จากใยพืช 100% ผสมใบบัวบก ทำให้แผ่นแนบผิวและสัมผัสนุ่มมากขึ้น   อีกจุดที่น่าสนใจ คือเป็น Vegan Formula 100% ปราศจากสารระคายเคือง 24 ชนิด รวมถึงไม่มีแอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ และซิลิโคน พร้อมผ่านการทดสอบสำหรับผิวแพ้ง่าย ตอบโจทย์ทั้งสายบิวตี้และสายรักษ์โลกในเวลาเดียวกัน   Asian Beauty ความงามของยุค   สิ่งที่ทำให้ Fruity Mask น่าสนใจมากขึ้น คือการมาพร้อมกระแส A-Beauty หรือ Asian Beauty ที่กำลังเป็นเทรนด์ใหญ่ในตลาดความงามตอนนี้   เพราะผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับงานผิวแบบ ‘ผิวสุขภาพดี’ มากกว่าการปกปิดหนัก ๆ เน้นผิวฉ่ำ โกลว์ ดูเป็นธรรมชาติแบบสาวเกาหลี ญี่ปุ่น หรือเอเชียตะวันออก   แนวคิดนี้ไม่ได้ขายแค่ความสวย แต่ขายเรื่องความสบายผิว ความอ่อนโยน และการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันด้วย   ‘Me Time’ ขอเวลานอกให้ตัวเอง   ขณะที่ พฤติกรรมคนรุ่นใหม่เองก็เปลี่ยนไปจากเดิม การมาสก์หน้าไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนบำรุงผิวอีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘Me Time’ หรือช่วงเวลาพักใจหลังเลิกงาน   หลายคนมองว่าการมาสก์หน้าเป็นส่วนหนึ่งของการดูซีรีส์ ฟังเพลง เล่นมือถือ หรือทำคอนเทนต์ลงโซเชียล ทำให้แบรนด์บิวตี้ยุคนี้ต้องสื่อสารเรื่องอารมณ์ (Emotion) และความบันเทิง (Entertainment) ไปพร้อมกัน   จากแนวโน้มนี้ ทำให้ ‘วัตสัน’ เลือกหยิบอินไซต์นี้มาต่อยอดผ่านแคมเปญ ‘Beautytainment’ ด้วยภาพยนตร์โฆษณาแนวซีรีส์เกาหลี ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘ผิวหน้าซารางเฮ’ ที่เล่าเรื่องความรักและผิวฉ่ำวาวในสไตล์ K-Drama   มุมมาสก์หน้า Watson   โดยส่วนตัว อีกอย่างที่ชอบ คือ เวลาเดินเข้าวัตสัน จะเห็นว่ามุมมาสก์ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ ‘Fruity Mask’ อย่างเดียว แต่ถูกจัดรวมอยู่กับกลุ่มสินค้าสาย K-Beauty และสกินแคร์ดูแลผิวแบบครบลูป ทั้ง มาสก์ชีท เซรั่ม โทนเนอร์ คลีนบิวตี้ สกินแคร์สาย Vegan   รวมถึงหมวด Sustainable Choices ที่ตอบโจทย์คนที่เริ่มสนใจเรื่องส่วนผสม ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น   สำหรับ Fruity Mask รุ่นใหม่ มีทั้งหมด 6 สูตร แบ่งตามปัญหาผิวและไลฟ์สไตล์ค่อนข้างชัด ทั้งสูตร Tomato ผิวดูสดใส Aloe Vera เน้นให้ความผ่อนคลายผิว เติมความชุ่มชื้น Blueberry ฟื้นฟูผิว Yuzu ผิวกระจ่างใส Cucumber เติมน้ำให้ผิว Bamboo ลดการระคายเคืองและบาลานซ์ผิว     จากทั้งหมด โดยรวมแล้ว เป็นการรีลอนช์ที่ไม่ได้เปลี่ยนแค่หน้าตาแพ็กเกจ แต่ปรับบริบทให้มาสก์ชีทกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งในแง่ความสวย ความรู้สึก และประสบการณ์ระหว่างใช้งาน   ใครสนใจ สามารถหาซื้อได้แล้วที่วัตสันทุกสาขา รวมถึง Watsons Online และแอป WatsonsTH ด้วย

May 9, 2026 / 0 Comments
read more

มิตซูโคชิ เดปาจิกะ จัดสินค้าญี่ปุ่นพรีเมียม ตรึงราคา 700 รายการ

PRnounce

‘มิตซูโคชิ เดปาจิกะ’ สร้างความเชื่อมั่น ล็อกราคาสินค้าพรีเมียมกว่า 700 รายการ ส่งแคมเปญ ‘Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม’ จับมือฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ   ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  มิตซูโคชิ เดปาจิกะ ซูเปอร์มาร์เก็ต-ฟู้ดฮอลล์ (Mitsukoshi Depachika) ศูนย์รวมอาหารและโกรเซอรีระดับพรีเมียมตามแบบฉบับของซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ดฮอลล์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนําของญี่ปุ่น สาขาแรกของประเทศไทยในโครงการ วัน แบงค็อก ประกาศยืนหยัดเคียงข้างผู้บริโภคชาวไทยในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยเปิดตัวแคมเปญ “Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม” ตรึงราคาสินค้าขายดีกว่า 700 รายการ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า ให้ยังคงเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพดีและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569   โดยรวบรวมไอเทมยอดนิยมที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่วัตถุดิบสดใหม่คุณภาพพรีเมียม อาหารแห้ง อาหารพร้อมทานรสชาติต้นตำรับ สินค้านำเข้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากญี่ปุ่น ไปจนถึงสินค้าขายดีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีสินค้าไฮไลท์ที่การันตี “ราคาเดิม” เพื่อคนไทย อาทิ ออร์แกนิคกรีกโยเกิร์ต, แซลมอนสดคุณภาพพรีเมียม, แดรี่โฮมแลคโตสฟรีโปรตีนสูง, เอมินา ดีเสิร์ทชีสสตรอว์เบอร์รี่, มัทซึริข้าวแซลมอนเทริยากิ, อินเทนส์แบลคเซซามิ ซอฟท์เสิร์ฟ, โอคินะนัตโตะฟูกุโอกะ, ถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็ง, ซากุระนัตโตะ, เส้นอุด้งแห้ง, ชาเขียวผงสำเร็จรูป, อิเคดะ ออร์แกนิก มัทฉะ, เอสเพียว หมูบด, ไอริสน้ำแร่จากฟูจิ, ขนมชีสปลาค็อดปรุงรสชนิดแท่ง และยากาซูริออร์กานิคโอคุมิโดริ เป็นต้น   ทั้งนี้ แคมเปญ “Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม” ไม่ใช่เพียงแค่การทำโปรโมชันทางการตลาด แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างมิตซูโคชิ เดปาจิกะกับลูกค้า ตามปรัชญาการบริการแบบญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับความพึงพอใจสูงสุดของผู้รับบริการ พร้อมยืนหยัดเป็นที่พึ่งให้กับผู้บริโภคชาวไทย ให้ได้ชอปสินค้าคุณภาพพรีเมียมในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องราคาที่ผันผวน ในฐานะเพื่อนที่ไว้ใจได้ในทุกสถานการณ์ของผู้บริโภคชาวไทย   ร่วมสัมผัสประสบการณ์การชอปปิงที่อบอุ่นและคุ้มค่าแบบคนรู้ใจได้แล้ววันนี้ กับแคมเปญ “Trust Price มั่นใจ ราคาเดิม” ที่มิตซูโคชิ เดปาจิกะ ชั้น B1 ตึกพาเหรด โครงการวัน แบงค็อก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Mitsukoshi Depachika Thailand, Instagram: Mitsukoshi_Depachika_TH, Tiktok: MITSUKOSHI DEPACHIKA หรือทางเว็บไซต์ https://www.onebangkokmitsukoshi.com/  

May 9, 2026 / 0 Comments
read more

ทองคำโลกไตรมาสแรกปี69 ราคาลบ 16% แต่ดีมานด์เกือบ 2 แสนล.ดอลลาร์ฯ

BizKet

ตลาดทองคำโลกไตรมาสแรก ปี2569 ความต้องการพุ่ง 74% สูงเป็นประวัติการณ์ YLG บอกไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น แต่เปลี่ยนสู่การสะสมทองคำระยะยาว รับสถาบันการเงินโลกมองทิศทางราคาเป็นบวก   ราคาทองคำไตรมาสแรกปี 2569 ลดลง 16% แต่ความต้องการทองคำโลกยังพุ่ง 74% แตะ 1,231 ตัน สะท้อนแรงซื้อระยะยาวและการสะสมทองคำมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อทองแท่งต่อเนื่อง แม้ฝั่งตะวันตกเริ่มลดถือ ETF ทองคำ โดยจีนทำสถิติซื้อทองสูงสุดใหม่ 207 ตัน ขณะธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองต่อเนื่อง สถาบันการเงินโลก Goldman Sachs, JPMorgan และ Deutsche Bank ยังประเมินราคาทองคำระยะยาวเป็นบวก แรงหนุนหลักมาจากกระแสลดพึ่งพาดอลลาร์ และการถือทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย   พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์เมื่อ 29 มกราคม 2026 แต่ข้อมูลจากสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council กลับรายงานความต้องการทองคำโลกไตรมาส 1/2569 ที่พุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจัยสำคัญประกอบด้วย   การซื้อทองแท่งและทองเหรียญโดยนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้มียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก   โดยเพียงประเทศเดียวมีการซื้อทองแท่งและทองเหรียญสูงถึง 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ทิ้งห่างสถิติเดิมที่ 155 ตันในปี 2556 ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน   แรงซื้อจากนักลงทุนฝั่งเอเชีย ถือสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อ “Physical Gold” อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มลดการถือครอง ETF ทองออกในเดือนมีนาคม จนมากกว่าเงินที่ไหลเข้าในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ทั้งหมด ภาพดังกล่าวสะท้อน “Structural Turning Point” ของตลาดทองคำโลก   หลังเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนฝั่งตะวันตกและเอเชีย คาดว่าเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มระยะยาวของ gold price กำลังเปลี่ยนไป   เนื่องจากนักลงทุนฝั่งตะวันตกมีมุมมองด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสการถือครองทองคำเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่นักลงทุนเอเชียมองต่างโดยสิ้นเชิงว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เป็น safe haven  สินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปีและไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ย   ทิศทางระยะยาวยังไปต่อ ราคาทองคำล่าสุด (วันที่ 8 พ.ค. 2569) พยายามทรงตัวอยู่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายสถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์   ขณะที่ JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง     พวรรณ์ กล่าวว่า รายงานนี้ สะท้อนราคาทองคำจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนในเอเชียยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองแท่งและทองเหรียญ (Bar & Coin Demand) สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก และแม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเริ่มผ่อนคลาย หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว   “เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการสะสมทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะยาว”   สอดคล้องกับ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้อาศัยจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลงในเดือนเมษายน เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองอีก 260,000 ออนซ์ หรือ 8.1 ตันซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงเดือนต.ค. 2568 – ก.พ. 2569 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการถือทองคำสำรองเพิ่มเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน   สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2    

May 9, 2026 / 0 Comments
read more

ไวทัลไลฟ์ x หัวเว่ย ทำประเมินเสี่ยงน้ำตาลในเลือด ผ่านอุปกรณ์สวมใส่

PRnounce

ไวทัลไลฟ์–หัวเว่ย ผนึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสุขภาพ พัฒนาโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผ่านอุปกรณ์สวมใส่   ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ประกาศความร่วมมือกับ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ในการต่อยอดศักยภาพของเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล ผ่านโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงโดยใช้นาฬิกาอัจฉริยะของหัวเว่ยเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกและขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสุขภาพ ประเทศไทย   ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการยกระดับเทคโนโลยีอุปกรณ์สวมใส่ให้ ก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียงเครื่องมือในการติดตามสุขภาพประจำวัน สู่การเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ด้านสุขภาพดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้น   ด้วยการ ผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์จากพันธมิตรชั้นนำ โครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็น อีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยี มาเสริมศักยภาพให้ผู้บริโภคสามารถรับรู้ เข้าใจและตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมส่งเสริมแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น   ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองฝ่ายได้แก่ หัวเว่ย ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี อุปกรณ์สวมใส่และแพลตฟอร์มสุขภาพดิจิทัลสุขภาพ เพื่อรองรับกระบวนการลงทะเบียนการเข้าร่วมโครง การการจัดการอุปกรณ์ ฟังก์ชันการประเมินความเสี่ยงและบริการด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและการดูแลสุขภาพเชิงลึกที่มีมาตรฐาน การดูแลรักษาในระดับสากล เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพของข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ในการสนับสนุน การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพในเบื้องต้น รวมถึงจะมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการคัดเลือกผู้ เข้าร่วมโครงการรวมถึงการประเมินข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน   โดยโครงการนี้เกิดมาจากการที่หัวเว่ยได้ดำเนินงานวิจัยด้านสุขภาพในประเทศจีนมาอย่างต่อเนื่องผ่าน Huawei Research Platform ครอบคลุมการศึกษาในหลายมิติ อาทิ สุขภาพหัวใจ การหายใจ สุขภาพตับ ความดันโลหิตสูง และหัวข้อด้านสุขภาพอื่น ๆ โดยหัวเว่ยได้ร่วมมือกับองค์กรวิจัยมากกว่า 170 แห่ง และเข้าถึงผู้ใช้งานมากกว่า 17 ล้านรายซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่สามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการติดตามการออก กำลังกาย และยังสามารถต่อยอดสู่การศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพในอนาคต   ต่อยอดจากความสำเร็จของงานวิจัยก่อนหน้าในประเทศจีนโครงการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาล ในเลือดสูง ถือเป็นก้าวสำคัญของหัวเว่ยในการนำการศึกษาด้านสุขภาพรูปแบบนี้ออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายในการศึกษาการประเมินความเสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดผ่านอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยให้การคัดกรอง ความเสี่ยงเบื้องต้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้งานตระหนักถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพของตนเองได้เร็วขึ้น   สำหรับการทำงานของโครงการเมื่อผู้ใช้งานกดเข้าร่วมโครงการและให้ความยินยอมตามขั้นตอนที่กำหนด ระบบจะเริ่ม กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพจากอุปกรณ์สวมใส่ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมิน ระดับความเสี่ยงในเบื้องต้น โดยผลการประเมินอาจแสดงในรูปแบบระดับความเสี่ยง เช่น ความเสี่ยงต่ำ ความเสี่ยงสูง หรือไม่พบความเสี่ยงในเบื้องต้นเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถรับรู้ข้อมูลสุขภาพของตนเองได้อย่างเหมาะสม และทันท่วงที   เพื่อสนับสนุนความแม่นยำและคุณค่าทางวิชาการของการศึกษา ผู้เข้าร่วมโครงการบางรายอาจได้รับการติดต่อจาก โรงพยาบาลเพื่อขอความร่วมมือในการเข้ารับการตรวจค่าระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มเติม โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูก นำมาใช้ประกอบการประเมินผลการศึกษาผ่านการเปรียบเทียบข้อมูลจากนาฬิกาอัจฉริยะกับผลการตรวจทาง คลินิกจากโรงพยาบาล เพื่อช่วยปรับปรุงและพัฒนาโมเดลการประเมินความเสี่ยงให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับความแม่นยำของโมเดลให้มากกว่า 90% ในอนาคต   ความร่วมมือครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายยังมีเป้าหมายในการต่อยอดองค์ความรู้จากผลการศึกษาไปสู่การแลกเปลี่ยนทางวิชาการและอุตสาหกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพเชิงป้องกันและยกระดับระบบนิเวศ เทคโนโลยี สุขภาพ ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน   โดยอุปกรณ์รุ่นแรกที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการศึกษานี้คือ HUAWEI WATCH FIT 5 Pro ซึ่งเตรียมเปิดตัวในประเทศไทย เร็วๆ นี้ จะเป็นอุปกรณ์สวมใส่รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้ในโครงการศึกษาครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของหัวเว่ยในการพัฒนา อุปกรณ์สวมใส่ให้เป็นมากกว่าสมาร์ทวอทช์สำหรับการออกกำลังกาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศสุขภาพ ดิจิทัลที่สามารถสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงรุกในชีวิตประจำวัน ผ่านการผสานเทคโนโลยีเซนเซอร์ ข้อมูลสุขภาพ และแพลตฟอร์มการวิจัย เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่   ทั้งนี้ อุปกรณ์สวมใส่ที่ใช้ในโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเชิงสังเกตและการวิจัยเท่านั้น มิได้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อใช้แทนการวินิจฉัย การรักษา หรือคำแนะนำทางการแพทย์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญติดตามข่าวสาร และอัปเดตเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากหัวเว่ยได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Huawei Mobile TH หรือดูรายละเอียด เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า คอมมูนิตี้ และบริการต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน My HUAWEI ซึ่งสามารถ ดาวน์โหลดได้ผ่าน AppGallery          

May 9, 2026 / 0 Comments
read more

LPN บ้านคนเมือง รวบ 18 โครงการอสังหาฯ จัดโปรแรงเจาะข้าราชการกรุงเทพฯ

BizKet

แอล.พี.เอ็น. X กทม. ทำ  BKK Housing Platform แพลตฟอร์มบ้านคนเมืองทั่วกรุงเทพฯ จัดโปรแรง 18 โครงการ LPN ในงาน BKK Housing Expo ลดสูงสุด 2 ล้านบาท   LPN จับมือ กทม. เปิดแพลตฟอร์ม ‘บ้านคนเมือง’ ร่วมพัฒนา BKK Housing Platform ศูนย์รวมข้อมูลบ้านและคอนโด เพื่อช่วยให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น พร้อมวางบทบาท กทม. เป็น Backbone สนับสนุนการมีบ้านอย่างยั่งยืนในเมืองใหญ่ อัดโปรโมชั่น18 โครงการ ในงาน BKK Housing Expo LPN นำ บ้าน ทาวน์โฮม และคอนโดพร้อมอยู่ ราคาเริ่มต้น 890,000 บาท ถึงระดับบ้านเดี่ยวหลายล้านบาท มอบส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท ฟรีค่าโอน ดอกเบี้ยพิเศษ และของแถมรวมสูงสุด 9 รายการ เจาะกลุ่มข้าราชการ กทม. และคนทำงานเมืองหลวง ภายในงานมีเจ้าหน้าที่สินเชื่อจากธนาคารชั้นนำให้คำปรึกษาแบบใกล้ชิดช่วยวางแผนกู้ซื้อบ้านหลังแรกในงบที่เหมาะกับรายได้ของแต่ละบุคคล     ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN ผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวว่า LPN  ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตามแนวทางการพัฒนาและการบริหารจัดการที่อยู่อาศัย ในโครงการ BKK Housing Platform ศูนย์รวมข้อมูลบ้านและคอนโดมิเนียมจากแบรนด์ชั้นนำ เพื่อช่วยให้คนเมืองเข้าถึงข้อมูลและตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น   สำหรับโครงการฯ นี้ เกิดจากการร่วมมือระหว่าง กทม. (สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย) และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘บ้านคนเมือง’ ที่กรุงเทพมหานครต้องการเป็น ‘Backbone’ กลไกสนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงอย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ LPN ยังเตียมเปิดตัวแพลตฟอร์มในงาน BKK Housing Expo จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 พฤษภาคมนี้ ณ สนามกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น   โดยนำ 18 โครงการพร้อมอยู่ที่น่าสนใจ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด(โปรโมชั่น) พิเศษด้วยส่วนลดสูงสุด 2 ล้าน* เฉพาะภายในงาน รองรับความต้องการกลุ่มเป้าหมายข้าราชการ กทม.     สำหรับ 18 โครงการคุณภาพจาก LPN ที่เข้าร่วมภายในงาน ได้แก่ เวนู 24 เวสต์เกต ราคาเริ่ม 05 ล้านบาท* บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ประชาอุทิศ 90 ราคาเริ่ม 10 ล้านบาท* บ้านลุมพินี นิวนครปฐม ราคาเริ่ม 20 ล้านบาท* เวนู 24 คูคตสเตชั่น ราคาเริ่ม 39 ล้านบาท* เวนู 24 ราชพฤกษ์ ราคาเริ่ม 50 ล้านบาท* ลุมพินี ทาวน์วิลล์ ลาดกระบัง – สุวรรณภูมิ ราคาเริ่ม 00 ล้านบาท* เพลส 168 ปิ่นเกล้า ราคาเริ่ม 29 ล้านบาท* เพลส 168 วุฒากาศ ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท* ลุมพินี วิลล์ จรัญ – ไฟฉาย ราคาเริ่ม 79 ล้านบาท* ลุมพินี พาร์ค บรมราชชนนี – สิรินธร ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท* ลุมพินี พาร์ค พหล 32 ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท* ลุมพินี เพลส แจ้งวัฒนะ – ปากเกร็ด สเตชั่น ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต – คลอง 1 ราคาเริ่ม 890,000 บาท* ลุมพินี วิลล์ แจ้งวัฒนะ – ปากเกร็ด สเตชั่น ราคาเริ่ม 65 ล้านบาท* ลุมพินี วิลล์ พระนั่งเกล้า – ริเวอร์วิว ราคาเริ่ม 39 ล้านบาท* ลุมพินี พาร์ค เพชรเกษม 98 ราคาเริ่ม 59 ล้านบาท* ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์ – พระราม 2 ราคาเริ่ม 69 ล้านบาท* ลุมพินี คอนโดทาวน์ เอกชัย 48 ราคาเริ่ม 29 ล้านบาท*   นอกจากนี้ภายในกิจกรรมยังมีข้อเสนอพิเศษ อื่นๆ อาทิ ส่วนลดสูงสุดกว่า 2 ล้านบาท* ฟรีค่าโอนและค่าจดจำนอง* ดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงินที่ร่วมโครงการ* ของแถม สูงสุด 9 รายการ* สิทธิพิเศษ Members Get Neighbors (MGN) รับค่าแนะนำ 5,000 บาท*   โดยเงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด ที่สำคัญ ภายในงานยังมีเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินชั้นนำร่วมให้คำปรึกษาด้านสินเชื่ออย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยวางแผนแนะนำเรื่องการยื่นกู้ซื้อที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการและบุคลากร กทม. ที่ต้องการมีบ้านหลังแรกในงบที่จับต้องได้    

May 8, 2026 / 0 Comments
read more

‘MILKLAB’ แพลนต์เบสออสเตรเลียเจาะไทย รับเทรนด์’โฮม บาริสต้า’ทำกาแฟที่บ้าน

BizKet

MILKLAB ออสเตรเลีย ใช้โมเดลคอลแล็บส์ท้องถิ่น และ คอมมูฯ มาร์เก็ตติ้ง เจาะตลาดกาแฟไทย ผ่านเครือข่ายบาริสต้ากว่า 3,000 คน รับเทรนด์เครื่องดื่มทางเลือกโตต่อเนื่อง 5%   MILKLAB ใช้โมเดลธุรกิจจากออสเตรเลียบุกไทย ร่วมพันธมิตร Aroma Group ขยายตลาดคาเฟ่และธุรกิจเครื่องดื่ม พร้อมใช้กลยุทธ์สร้าง Community ในกลุ่มบาริสต้าไทย เจาะตลาด Specialty Coffee ผ่านบาริสต้า 3,000 คน MILKLAB วางตำแหน่งเป็นเครื่องดื่มทางเลือก (Plant-Based Milk)  สำหรับกาแฟพิเศษรับเทรนด์ Specialty Coffee ที่เติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาด Plant-Based ไทยยังโตต่อเนื่อง MILKLAB มองพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเริ่มคล้ายออสเตรเลีย ทั้งการดื่มนมทางเลือกและเทรนด์ Home Barista ที่ขยายตัวสูง   ไมเคิล เพริช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูมิ ลิมิเต็ด (Noumi Limited) ประเทศออสเตรเลีย ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มทางเลือก (Plant-Based)แบรนด์ ‘MILKLAB’ เปิดเผยว่า ‘MILKLAB’ ก่อตั้งในปี 2558 และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแพลนต์เบสระดับพรีเมียม อันดับ1 ของออสเตรเลีย พร้อมทำตลาดใน 24 ประเทศทั่วโลก และได้นำแบรนด์ ‘MILKLAB’ เข้ามาทำตลาดในในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีก่อน (2567)   สำหรับ MILKLAB เป็นแบรนด์สินค้าที่ออกแบบควบคู่มากับบาริสต้า วางตำแหน่งให้เป็นเครื่องดื่มทางเลือกร่วมกับกาแฟพิเศษ ‘สเปเชียลตี คอฟฟี’ (Specialty Coffee) ตั้งแต่ 10 ปีก่อน จนเป็นที่ยอมรับสูงถึงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการเข้ามาทำตลาด Specialty Coffee ในไทยที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ในปี 2569 MILKLAB วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุกในไทย โดยนำรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศออสเตรเลีย มาปรับใช้ในประเทศไทย ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์หลัก คือ   ความร่วมมือการทำตลาดกับพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มกาแฟในไทย คือ บริษัท อโรม่า กรุ๊ป กลยุทธ์สร้างความผูกพันธ์แบรนด์ MILKLAB ในชุมชน (Community) บาริสต้าไทย     ด้าน เดนิส เฟลพ์ส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการดูแลลูกค้า บริษัทนูมิ ลิมิเต็ด เสริมว่า ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการทำตลาดของนูมิ และ พันธมิตรท้องถิ่น บริษัท อโรม่า กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มกาแฟในไทย เพื่อขยายการทำตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ทั้งในช่องทางธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service)  ธุรกิจร้านกาแฟ คาเฟ่ รวมถึงการขยายตลาดผู้บริโภค (B2C) จากแนวโน้มการดื่มกาแฟที่บ้าน หรือ โฮมบาริสต้า (Home Barista) ที่กำลังขยายการเติบโตสูงขึ้นในประเทศไทย เช่นกัน   ขณะที่ เซิร์จ คอสติ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท นูมิ ลิมิเต็ด กล่าวว่า แนวทางการทำตลาด MIL:KLAB นับจากนี้ไปจะเร่งสร้างการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยโดยเฉพาะเกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘บาริสต้า’ ที่มีอยู่กว่า 3,000 รายในปัจจุบัน ผ่านการสร้างชุมชน (Community) วัฒนธรรมการดื่มกาแฟพิเศษ   โดยในปีนี้ MILKLAB ได้กระตุ้นการจดจำแบรนด์ โดยเข้าร่วมสนับสนุนหลักในกิจกรรมงาน World Coffee Bangkok 2026 จัดระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา   นอกจากนี้ MILKLAB ยังใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านไลฟ์สไตล์และสร้างชุมชนผ่านการประสบการณ์เครื่องดื่มมาสร้างการจดจำ เช่น คาเฟ่เรฟ (Café Raves) การผสมผสานดนตรีเข้ากับวัฒนธรรมคาเฟ่ เป็นต้น   “ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กระแสการบริโภคคนออสเตรเลียใช้เครื่องดื่มนมทางเลือกใส่ในเมนูเครื่องดื่มร้อนเย็นเพิ่มขึ้น ขณะที่แดรี่โปรดักส์ชะลอตัวลง ซึ่งมองว่าไทยกำลังเป็นตลาดที่มีการขยายตัวในลักษณะเดียวกัน”   ปัจจุบัน MILKLAB มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือก 5 สูตร ประกอบด้วย นมอัลมอนด์ (Almond) ผลิตจากอัลมอนด์ออสเตรเลีย, นมโอ๊ต (Oat) , นมถั่วเหลือง (Soy), นมแมคคาเดเมีย (Macadamia) และ มะพร้าว (Coconut) โดยเบื้องต้นทำตลาดในไทย 2 สูตร คือ นมอัลมอน์ และนมโอ๊ต วางราคาปลีก 105 บาท ปริมาณบรรจุกล่อง 1,000 มล.   สำหรับแนวทางดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายสร้างการเติบโตแบรนด์ 20% จากในช่วงที่ผ่านมา MILKLAB ได้ทำการตลาดผ่านคอนเทนต์ร่วมกับครีเอเตอร์ และ อินฟลูเอ็นเซอร์ สามารถสร้างยอดการรับชมในช่องทางสื่อโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านวิว   ทั้งนี้ ยังเพื่อรองรับตลาดเครื่องดื่มทางเลือกแพลนต์เบสในประเทศไทยซึ่งเติบโตราว 5% ต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของตลาดในฐานะศูนย์กลางด้านวัตกรรมและภูมิทัศน์กาแฟในระดับภูมิภาค ปัจจุบันตลาดแดรี่ โปรดักสในไทยเชิงปริมาณ (Volume) มีมูลค่าราว 150 ล้านลิตร แบ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่มแพลนต์เบส ประมาณ 2,000-3,000 ล้านลิตร  

May 8, 2026 / 0 Comments
read more

‘อสมท.’ได้ประธานบอร์ดใหม่ ‘ศ.ดร. วิเลิศ’ อธิการบดีจุฬาฯ ปรับช่อง 9 แข่งคอนเทนต์

EcoVative

‘ศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร’ อธิการบดีจุฬาฯ นั่งประธานบอร์ดคนใหม่ ‘อสมท.’ เร่งแผนฟื้นธุรกิจ-เติมรายได้ ปรับตำแหน่ง ‘ช่อง 9’  ช่องแห่งการเรียนรู้ของคนไทย   ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร. วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท คนใหม่   โดยคณะกรรมการเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การสื่อสารสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะเป็นกลไกสำคัญในการนำพา อสมท ฝ่าวิกฤตพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงและยกระดับการแข่งขันกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ผสานความเชี่ยวชาญทั้งในเชิงวิชาการและการบริหารธุรกิจระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท Yale University และ ปริญญาเอก Oxford University พร้อมประสบการณ์ทำงานกับองค์กรชั้นนำระดับโลกอย่าง IBM P&G และ Hakuhodo   ปัจจุบันดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับนานาชาติ อาทิ ประธานสมาคมสถาบันอุดมศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASAIHL) ประธานศูนย์เครือข่ายความร่วมมือการเรียนรู้ตลอดชีวิตเอเชีย–ยุโรป (ASEM LLL Hub) ซึ่งเป็นองค์กรที่รับการยอมรับในระดับนานาชาติ   รวมถึงเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้ง วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน “Chula XL (Extension and Lifelong learning)” วิทยาลัยใหม่ของจุฬาฯ ที่บูรณาการองค์ความรู้จากทุกศาสตร์ เชื่อมโยงสู่ประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและตลาดแรงงาน   ด้วยประสบการณ์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิชาการ และธุรกิจสื่อสารจริง การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ อสมท ในการปรับตัวสู่ยุคใหม่ ที่ยกระดับบทบาทของสื่อแห่งชาติ ให้เป็น ‘กลไกการสร้างโอกาสของการเรียนรู้’ และ ‘พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างแท้จริง’   ภายหลังรับตำแหน่ง ศ.ดร.วิเลิศ ได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูธุรกิจด้วยการเตรียมพลิกโฉม ช่อง 9 MCOT HD และสื่อในเครือทั้งหมดสู่การเป็น ‘ช่องแห่งการเรียนรู้’ (Learning Station) ที่บูรณาการทุกแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพและองค์ความรู้ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอย่างยั่งยืน   ทั้งนี้ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร นับเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยรายที่ 2 ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ อสมท ซึ่งศาสตราจารย์ สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เคยดำรงตำแหน่งในช่วงปี พ.ศ. 2551–2554 เช่นกัน  

May 8, 2026 / 0 Comments
read more

OISHI กลยุทธ์เข้าหาลูกค้าสูงวัยผ่าน ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ ชิงตลาดบุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น

BizKet

โออิชิ ขยับต่อเนื่องทำตลาดกลุ่มสูงวัย ใช้ ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ มอบส่วนลดบุฟเฟต์ 30%  ดึงแรงซื้อศักยภาพอายุ 65+ ปี ผ่าน 3 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ   OISHI รุกตลาดซิลเวอร์ เอจ ต่อเนื่อง เปิดตัว ‘OISHI Senior Card’ สำหรับลูกค้าอายุ 65 ปีขึ้นไป ขยายฐานลูกค้าผู้สูงวัยที่มีกำลังซื้อสูงและเติบโตระยะยาว ใช้ 3 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นแกนหลัก ครอบคลุม โออิชิ แกรนด์,  และ โออิชิ บุฟเฟต์ และ โออิชิ อีทเทอเรียม มอบส่วนลดบุฟเฟต์สูงสุด 30% ตลอดปี 2569 ต่อยอดเทรนด์เอ็กซพีเรียนซ์ สเปนดิง (Experience Spending) ผู้สูงวัย โออิชิ มองว่ากลุ่มสูงวัยให้ความสำคัญกับประสบการณ์และคุณภาพชีวิตรวมถึงการใช้เวลาร่วมกับครอบครัวผ่านมื้ออาหารมากขึ้น   ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ โออิชิ (OISHI) ผู้บริหารร้านอาหารญี่ปุ่นเครือโออิชิ กล่าวว่าในปี 2569 นี้ บริษัทฯทำตลาดเชิงรุกต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคสูงวัยผ่าน 3 แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ในพอร์ตฟอลิโอ คือ   โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND) โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM) โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET)   ล่าสุด โออิชิ กิจกรรมทางการตลาดเผ่านบัตรสมาชิก ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ (OISHI SENIOR CARD) เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าคนพิเศษ พร้อมยกระดับประสบการณ์รับประทานอาหารญี่ปุ่นระดับคุณภาพ โดยมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับสำหรับลูกค้ากลุ่มซิลเวอร์ เอจ (silver age) หรือผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป   “โออิชิ ซีเนียร์ การ์ดเป็นความตั้งใจมุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการรับประทานอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบคุณภาพสูง เพื่อให้ทุกมื้อเป็นมากกว่าการรับประทาน แต่เป็นการสร้างความสุขและสีสันในการใช้ชีวิตให้กับผู้สูงวัยยุคใหม่”   สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถสมัครบัตรสมาชิก ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ ได้ในราคาพิเศษ 299 บาท ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 30 มิถุนายน 2569 โดยจำกัดจำนวนเพียง 3,300 ใบเท่านั้น   โดยสิทธิประโยชน์หลัก คือ ส่วนลดพิเศษสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการรับประทานบุฟเฟต์ (เฉพาะผู้ถือบัตรสมาชิกฯ และแพ็กเกจที่ร่วมรายการ) ที่ โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569   สำหรับ การเปิดตัวบัตรสมาชิก ‘โออิชิ ซีเนียร์ การ์ด’ ในครั้งนี้ โออิชิตั้งเป้าหมาย มอบประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นเหนือระดับ ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความเป็นผู้นำในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน ทั้งยังเป็นการสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีความคึกคักและตอบโจทย์เทรนด์การดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง   สำหรับแคมเปญฯ นี้ ยังต่อยอดความสำเร็จจากในปีที่ผ่านมาแคมเปญ ‘โออิชิ สุขใจ วัยเก๋า’ ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มอบสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า และประสบการณ์การรับประทานอาหาร ผ่านการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกับคนในครอบครัวและคนที่รัก เพื่อรองรับแนวโน้มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการเติบโตในระยะยาว ทั้งในแง่ของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณค่า (experience spending) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามเทรนด์ทั่วโลก   อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘โออิชิ’ 2026 เติมอลาคาร์ต–อิซากายะ ส่ง ‘ซูชิ’ คำละ 29 บาท รับอินไซต์เจนฯซี ‘โออิชิ’ ยอดกตัญญูใช้การตลาดอบอุ่นหัวใจ พาผู้ปกครองอายุ 85 ปี ขึ้นไปเข้าร้าน ‘อิ่มฟรี’          

May 8, 2026 / 0 Comments
read more

Posts pagination

1 2 3 Next
Royal Elementor Kit Theme by WP Royal.