The Goldgreen แบรนด์ผลไม้อบพรีเมียม มองอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัว เป็นแรงส่งสำคัญของตลาดของฝากไทย พร้อมต่อยอดผลไม้ไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ตั้งเป้ารายได้ 300 ล้านบาทในปี 2569
‘‘อรรถพชร์ เธียรวุฒินันท์’ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ โกลด์กรีน จำกัด ย้อนจุดเริ่มธุรกิจ ‘The Goldgreen’ แบรนด์สินค้าของฝากระดับพรีเมียม ที่หยิบผลไม้ไทยนำมาแปรรูปอบแห้ง แต่ยังคงเอกลักษณ์และรสชาติแห่งความเป็นผลไม้เมืองร้อนไว้อย่างเหนียวแน่น จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 และเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงในวันนี้ แม้บริษัทฯ จะเจอกับวิกฤตในช่วงโควิด-19 หลังดำเนินการมาราว 3-4 ปี ด้วยธุรกิจสินค้าในตลาดกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับอุตสาหกรรมค้าปลีกท่องเที่ยว พอสมควร
อย่างไรก็ตาม หลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายในปี 2566 พร้อมเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ The Goldgreen’ สามารถกลับมาทำยอดขาย ‘New High’ ได้ต่อเนื่อง แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าหลักจะลดลง
แต่ด้วยกลยุทธ์การบริหารสมดุลพอร์ตลูกค้า ทำให้แบรนด์ยังบาลานซ์สัดส่วนกลุ่มลูกค้าเพื่อรักษาการเติบโตเอาได้ถึงในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น
- ลูกค้าต่างชาติ 90%
- คนไทย 10%
“ในลูกค้าต่างชาติ 90% นี้ มีทั้งจีน ญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ด้วย”
‘จีน’ หวนเที่ยวไทย-ปลุกตลาดของฝากโต
อรรถพชร์ กล่าวว่า ในปี2569 นี้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มกลับมาสดใส ด้วยประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยว/นักเดินทางต่างชาติ โดยเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุภาพรวมการท่องเที่ยวใน 5 เดือนแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวมทั้งสิ้น 13 ล้านคน มีเงินสะพัดกว่า 650,000 ล้านบาท
ขณะที่ ‘จีน’ ยังครองอันดับ 1 จำนวน 2.2 ล้านคน ตามมาด้วย ‘มาเลเซีย’ 1.5 ล้านคน ‘อินเดีย’ 1 ล้านคน ‘รัสเซีย’ 928,774 คน และ ‘เกาหลีใต้’ 525,550 คน
จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติดังกล่าว สะท้อนศักยภาพธุรกิจ ‘The Goldgreen’ ที่ยังแข็งแกร่งและผลักดันให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในฐานะแบรนด์สินค้าของฝากพรีเมียมสัญชาติไทย ที่นำทั้ง ขนมไทย ผลไม้ไทยมาแปรรูปยืดอายุการจัดเก็บแต่ยังคงรสชาติและคุณประโยชน์ เพื่อยกระดับวัตถุดิบไทยแท้ให้เป็นสินค้าพรีเมียม ส่งถึงมือนักท่องเที่ยวให้ได้สัมผัสประสบการณ์รสชาติแบบไทยๆ
อรรถพชร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ท่องเที่ยวในปีนี้ บริษัทมองว่าสินค้าของฝากจากไทย โดยเฉพาะผลไม้ไทยยังมีศักยภาพมากด้วยเป็นที่รู้จักและชื่นชอบของคนทั่วโลกอยู่แล้ว โดย Goldgreen นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาแปรรูปสินค้าผลไม้ท้องถิ่นเกรดพรีเมียมที่ทันสมัยแต่ยังคงเอกลักษณ์รสชาติความเป็นไทย เพื่อทำตลาดกลุ่มลูกค้าหลักนักท่องเที่ยวที่ซื้อไปบริโภคเอง หรือ นำไปเป็นของฝาก อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด แบรนด์ได้ร่วมงานกับ ‘หลิงหลิง คอง’ ในฐานะพรีเซนเตอร์คนแรก ด้วยภาพลักษณ์ที่สอดคล้องกับ Brand Identity กลุ่มผลไม้อบแห้ง ‘The Goldgreen’ เพื่อเป็นตัวแทนสินค้าพร้อมดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลก และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างความเป็นไทยและกลุ่มนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชียที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
“หลิงหลิง ยังชอบผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน แถมยังเป็นแฟนคลับตัวจริงที่เลือกทานผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ฯ เป็นประจำ ประกอบกับหลิงหลิงมีฐานผู้ติดตามหลากหลาย เป็นที่รู้จักในกลุ่มเอเชียกว้างขวาง เชื่อว่าจะช่วยขยายการรับรู้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น”
ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ The Goldgreen คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวฝั่งเอเชียและจีนที่มีไลฟ์สไตล์การเดินทางแบบ Experience Seeker มุ่งท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสวัฒนธรรม รสชาติ และความเป็นไทยอย่างแท้จริง ซึ่งการซื้อของฝากและของที่ระลึกคือส่วนหนึ่งของประสบการณ์การเดินทางที่ขาดไม่ได้
นอกจากนี้ แบรนด์ยังมีกลุ่มลูกค้าคนไทย ที่ใส่ใจเรื่องคุณภาพของอาหาร มองหาสินค้าพรีเมียมที่ทำจากวัตถุดิบไทยแท้ ให้รสชาติอร่อย และให้ความสำคัญกับคุณภาพและการจัดเก็บ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามในฐานะสินค้าที่มอบเป็นของขวัญหรือของฝากได้ เช่นกัน
อรรถพชร์ กล่าวต่อ สำหรับแผนในระยะถัดไป แบรนด์จะมุ่งการทำตลาดเข้าถึงผู้บริโภคทั้งไทยโดยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในประเทศไทยให้ครอบคลุม พร้อมขยายตลาดการส่งออกและจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกได้สัมผัสรสชาติและคุณภาพของผลไม้ไทยพรีเมียม
ปัจจุบัน ‘The Goldgreen’ มีสินค้าหลากหลายแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ประกอบไปด้วย
- กลุ่มผลไม้แปรรูป เช่น มะม่วงอบแห้ง ทุเรียนอบกรอบ มังคุดอบกรอบ และสินค้าใหม่สตรอว์เบอร์รีอบกรอบ
- กลุ่มขนม เช่น ทองม้วน เจลลี่ผลไม้ ช็อกโกแลตคลุกเกล็ดทองม้วน
- กลุ่มข้าวแปรรูป เช่น ข้าวแต๋นมินิขนาดพอดีคำ เป็นต้น
โดยผลิตภัณฑ์ The Goldgreen วางจำหน่ายช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ อาทิ Big C, Lotus, Tops foodhall, Gourmet market, Makro, Dear Tummy และในช่องทางออนไลน์ Shopee, Lazada
จากแผนธุรกิจที่วางไว้ บริษัทฯ คาดมีรายได้ราว 300 ล้านบาทในปี 2569



