‘Dentsu’ ขาดทุนวิกฤต 7.5 หมื่นล้าน งดปันผล สะท้อนเอเจนซี่แบบเดิมไม่อาจสู้กระแส AI Marketing ตั้งซีอีโอ ใหม่ รับมือความท้าทาย
- ขาดทุนระดับประวัติการณ์ Dentsu รายงานผลขาดทุนสุทธิราว 7.5 หมื่นล้านบาท หลัก ๆ มาจากการตั้งด้อยค่าธุรกิจในต่างประเทศ
- AI เปลี่ยนเกมเอเจนซี เครื่องมือ Generative AI ลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์และวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ลูกค้าบางส่วนลดการพึ่งพาเอเจนซีแบบดั้งเดิม
- เศรษฐกิจโลกกดงบโฆษณา แบรนด์ชะลอการใช้งบการตลาดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกระทบรายได้บริษัทโฆษณาระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ
วงการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกกำลังเผชิญกับ “Perfect Storm” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อ เดนท์สุ กรุ๊ป (Dentsu Group) ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งจากญี่ปุ่น ออกมารายงานผลประกอบการปี 2025 ที่ทำเอาสั่นสะเทือนไปทั้งกระดานหุ้น
ด้วยตัวเลข ขาดทุนสุทธิสูงถึง 3.28 แสนล้านเยน (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท) นำไปสู่การตัดสินใจที่ดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท ทั้งการสั่งงดปันผล ปลดซีอีโอ และโละพนักงานนับพันตำแหน่ง
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่มันคือสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่บ่งบอกว่าโครงสร้างการตลาดแบบ “Network Agency” กำลังถึงจุดตีบตัน
ภาพลวงตารายได้
หากพิจารณาเพียงตัวเลขรายได้รวมในปี 2025 ที่ 1.2 ล้านล้านเยน ซึ่งขยับขึ้นเล็กน้อย 0.3% อาจดูเหมือนว่าเดนท์สุยังคงรักษากระแสเงินสดไว้ได้ แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในงบการเงินจะพบ “แผลฉกรรจ์” ที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Goodwill Impairment Loss) มหาศาลถึง 3.96 แสนล้านเยน
ในเชิงเกลยุทธ์การลงทุน นี่คือความล้มเหลวของการขยายอาณาจักรผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งเดนท์สุ ได้ทำการขยายและควบรวมกิจการในต่างประเทศตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ซึ่งต้องยอมรับความจริงทางบัญชีว่า ธุรกิจเหล่านั้นไม่มีมูลค่าและไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามที่เคยประเมินไว้ ซ้ำยังกลายเป็นภาระหนักอึ้งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะกิจการที่ทำ M&A ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่งบโฆษณาถูกหดตัวลงอย่างรุนแรง
ทิศทางเศรษฐกิจของเดนท์สุสะท้อนภาพชัดเจนว่า ธุรกิจในญี่ปุ่นยังคงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่มีความแข็งแกร่ง โดยสามารถทำอัตราการเติบโตได้ถึง 6.2% สวนทางกับผลประกอบการในภาคธุรกิจระหว่างประเทศ ที่กลายเป็นจุดอ่อนหลัก
ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างธุรกิจของเดนท์สุในเวทีโลกกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยลบทั้งจากภาวะเงินเฟ้อ และการตัดสินใจรัดเข็มขัดของลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค
AI และเทรนด์ In-housing กำลังเขย่าตลาด
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่มีโครงสร้างเทอะทะอย่างเดนท์สุเริ่มเสียเปรียบ คือการรุกคืบของ Generative AI ที่เข้ามาดิสรัปต์ รูปแบบการทำงานมาร์เก็ตติ้งแบบเดิมๆ ในอดีตความยิ่งใหญ่ของเครือข่ายโฆษณาขึ้นอยู่กับจำนวนบุคลากรและทรัพยากรสร้างสรรค์ (Scale)
แต่ในปัจจุบัน AI สามารถจัดการงาน Creative Production ทั้งภาพและวิดีโอได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามหาศาล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ที่แม่นยำกว่าการใช้มนุษย์เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ พฤติกรรมของแบรนด์ระดับโลกยังเปลี่ยนไปสู่การสร้างทีมการตลาดในตัว (In-housing) เพื่อควบคุมข้อมูลชั้นต้น (First-party Data) และความรวดเร็วในการขยับตัวตามตลาด หากต้องเลือกเอเจนซี่ แบรนด์เหล่านั้นมักเลือกจ้างบริษัทเฉพาะทาง (Specialized Agencies) ที่เก่งด้าน MarTech หรือ Digital Commerce มากกว่าเอเจนซี่ขนาดใหญ่ที่การตัดสินใจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง
ล้างไพ่ซีอีโอ เลิกจ้าง งดปันผล
เพื่อกู้วิกฤตศรัทธาและสถานะทางการเงิน บอร์ดบริหารของเดนท์สุจึงต้องเลือกทางเดินที่เด็ดขาด เริ่มจากการเปลี่ยนตัวซีอีโอ โดยปลด ฮิโรชิ อิกะราชิ และแต่งตั้ง ทาเคชิ ซาโนะ ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากตลาดญี่ปุ่นเข้ามาคุมบังเหียนแทนในเดือนมีนาคมนี้
การขยับตำแหน่งครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเดนท์สุต้องการกลับไปสู่รากฐานความสำเร็จแบบญี่ปุ่นที่เน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความละเอียดรอบคอบมากกว่าการขยายตัวแบบก้าวกระโดดแต่ไร้ทิศทาง
ขณะเดียวกัน การงดจ่ายเงินปันผลและการเลิกจ้างพนักงานกว่า 3,400 ตำแหน่ง คือ มาตรการรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง หลังจากความพยายามในการขายกิจการต่างประเทศให้กับกลุ่มทุนอย่าง Bain Capital ล้มเหลวลง ทำให้เดนท์สุไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการ “ผ่าตัดใหญ่” ในองค์กร
ก้าวต่อไปของเดนท์สุในปี 2026 คือการพิสูจน์ว่ายักษ์ใหญ่รายนี้จะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่ Lean Organization ได้จริงหรือไม่ ทิศทางใหม่ที่บริษัทมุ่งเน้นคือการผันตัวเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีการตลาด (MarTech Consultancy) และการนำ AI มาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์แคมเปญแบบ Hyper-Personalization เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลในสเกลที่ใหญ่ขึ้น
บทเรียนครั้งสำคัญของเดนท์สุคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนของ “Diseconomies of Scale” หรือการที่ธุรกิจขนาดใหญ่เกินไปจนต้นทุนการบริหารจัดการสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ในโลกการตลาดยุค 2026 “ปลาเร็ว” กำลังกิน “ปลาใหญ่” และถ้าปลาใหญ่ตัวนี้ไม่สามารถลดน้ำหนักและเพิ่มความเร็วได้ การจะกลับมาทำกำไรในปี 2026 ตามเป้าหมายที่วางไว้อาจเป็นเรื่องที่ห่างไกล
ที่มา:
- https://www.ft.com/content/893afd1b-5d65-475a-bbcf-62ae9525a560
- https://www.mmm-online.com/news/dentsu-reports-record-loss-ahead-of-ceo-transition-suspends-dividends/
Alternate-X สรุปให้
Dentsu Group Inc. เผชิญภาวะขาดทุนกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก รายได้โฆษณาชะลอจากงบการตลาดลูกค้าที่รัดเข็มขัดมากขึ้น การเข้ามาของ AI เร่งเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเอเจนซีแบบดั้งเดิม บริษัทต้องตั้งด้อยค่าทรัพย์สิน (Impairment) และปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ สะท้อนแรงสั่นสะเทือนของอุตสาหกรรมโฆษณาในยุคเทคโนโลยีดิสรัปต์
STORYTELLER BY
Jittrapon ponlawat
Editorial LeadA former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.





