แผนบริหารเสี่ยงอสังหาฯขาลง ‘แสนสิริ’ ปี2569 ตั้งกองทุน-หน่วยธุรกิจใหม่สร้างรายได้เพิ่ม-มองรับพันธมิตร JV ตุนซื้อที่ดินรอพัฒนาโครงการต่อในอนาคต
-
ตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจใหม่ ลดความเสี่ยงรายได้
-
ขยาย JV กับพันธมิตร เสริมสภาพคล่อง–ลดภาระเงินลงทุน
-
บริหารแบ็กล็อกกว่า 2 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ต่อเนื่องถึงปี 2027
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า หนึ่งในความเคลื่อนใหญ่ของแสนสริในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์
นอกจากนี้ แสนสิริ ยังมองหาโอกาสขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรรายใหม่ๆ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันในอนาคต อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญบริหารความเสี่ยงเงินลงทุน โดยเฉพาะในตลาดอสังหาฯที่มีความผันผวนสูง
จากปัจจุบัน บริษัทมี 4 พันธมิตรร่วมทุน คือ
- กลุ่มบริษัทบีทีเอส
- กลุ่มเอ็กซ์สปริง แอสเสท แมเนจเม้นต์
- กลุ่มโตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย)
- กลุ่มมิตซุย (Mitsui Fudosan)
โดยในปี2569 แสนสิริ จะมุ่งพัฒนาโครงการอสังหาฯ2 กลุ่ม (Segment) หลัก คือ ระดับกลางและระดับบน (Medium-Premium) แบ่งสัดส่วนเป็นคอนโดและบ้านแนวราบ 50:50 ในตลาดกรุงเทพฯ 85% ต่างจังหวัด 15% พร้อมโฟกัสจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ภูเก็ต 6 โครงการ จากทั้งหมด 8 โครงการต่างจังหวัด

แผนดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มผู้ซื้อจริง (Real Demand) ทั้งอยู่อาศัยและนักลงทุน พร้อมวางแผนเปิดตัว 19 โครงการมูลค่าราว 51,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการร่วมทุนพันธมิตร ดังนี้
- กลุ่มบีทีเอส จำนวน 1 โครงการมูลค่า 4,400 ล้านบาท
- กลุ่มเอ็กซ์สปริงฯ จำนวน 7 โครงการมูลค่า 11,000 ล้านบาท
- กลุ่มโตคิวฯ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท
- กลุ่มมิตซุยฯ จำนวน 5 โครงการ มูลค่า 20,800 ล้านบาท
ตลาดกลับสู่สมดุลใหม่
อุทัย กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปีนี้ ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจผันผวนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ด้วยเข้มงวดการให้สินเชื่ออยู่อาศัยและสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Project Finance) ของสถาบันการเงิน
“ในปีนี้จะคอนโซลิเดทคัดกรองผู้เล่นที่มีศักยภาพในตลาดจริง แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาลง ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการลดลง และกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้น”
โดยนับจากปีนี้ไป อุตสาหกรรมตลาดอสังหาฯ กำลังกลับสู่ ‘จุดสมดุลใหม่’ จากผู้ประกอบการรายเล็กทยอยหายไป รวมถึงซัพพลายใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากหลังช่วงโควิดที่ซัพพลายล้นตลาด
ขณะเดียวกัน จากกระแส ‘Thailand Effect’ ของชาวต่างชาติ และมีแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานและการมองไทยเป็นเซฟ เฮเว่น (Safe Haven) ทำให้ตลาดอสังหาฯยังมีตลาดลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่ม CLMV จากเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจีน จะลดสัดส่วนเหลือ 56% จากเดิม 67%

มองไกล 5 ปี ธุรกิจใหม่เติมรายได้ 25%
ด้าน ‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทวางแผนจัดตั้งหน่วยงานธุรกิจใหม่ (New Business Unit) เพื่อสร้างรายได้ทางเลือก และกระจายพอร์ตไม่พึ่งพาการขายบ้าน–คอนโดเพียงอย่างเดียวในอนาคต วางเป้าหมายใน 5 ปี รายได้จากธุรกิจใหม่จะคิดเป็นราว 25% ของรายได้รวมบริษัท รองรับธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ ในภาพรวมตลาดที่อยู่ในภาวะชะลอตัว
“ก่อนหน้านี้ แสนสิริเปิดตัวธุรกิจบริการรับสร้างบ้าน ต้นแบบ Crafted by Sansiri มีผลดำเนินการราว 250 ล้านบาท วางเป้าหมายเติบโตเพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท ในปีนี้”
ขณะเดียวกัน แสนสิริ ยังให้ความสำคัญการบริหารจัดการแบ็กล็อก (Backlog) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องในปีถัดๆไป ปัจจุบันมีแบ็กล็อกที่เตรียมรับรู้รายได้รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนและรับรู้ยาวไปถึงปี 2027 โดยสัดส่วนรายได้มาจาก
- แบ็กล็อกเดิม 30%
- การขายใหม่ 70%
“เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่บริษัทมั่นใจจากการเลือกเปิดโครงการถูกที่ ถูกจังหวะ ในกลุ่มตลาดที่เหมาะสม พร้อมเปิดรับพันธมิตรร่วมทุนรายใหม่เพิ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญกระจายความเสี่ยงและเสริมสภาพคล่องในระยะยาว”
สำหรับปีนี้ บริษัทมีรายได้หลักมาจากยอดโอนต่อเนื่องจากการทำตลาดโครงการในปีที่ผ่านมา และจากแบ็คล็อก (Baglock) สัดส่วนราว 30% และจากยอดขายใหม่ 70% พร้อมวางเป้าหมายยอดขาย 48,000 ล้านบาท โดยมียอดโอน 39,000 ล้านบาท พร้อมวางงบลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ เพื่อรอเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตต่อเนื่อง
ขณะที่ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมียอดขาย 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท ปิดการขาย(Sold Out) 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท มีกำไร 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) พร้อมจ่ายเงินปันผลอสม่ำเสมอ มี Dividend Yield 10%) จากจำนวนสินทรัพย์ทั้งหมด 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้
ในปีนี้ แสนสิริมีหุ้นกู้ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยวางแผนออกใหม่ประมาณ 11,000–12,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่าทุกโครงการมี Project Financing รองรับ 100% และยังมีความสามารถดำเนินธุรกิจได้แม้ไม่ออกหุ้นกู้เพิ่ม
Alternate-X สรุปให้
แสนสิริ แผน 5 ปี ดันรายได้ธุรกิจใหม่แตะ 25% ลดพึ่งอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว เตรียมตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจศักยภาพสูงนอกภาคอสังหาฯ เดินหน้าตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ (New BU) กระจายความเสี่ยงรายได้ระยะยาว เปิดตัวไตรมาสแรกของปีนี้ ใช้กลยุทธ์ JV กับพันธมิตรไทย–ต่างชาติ บริหารเงินลงทุนในตลาดผันผวน มองตลาดอสังหาฯ เข้าสู่ ‘สมดุลใหม่’ จากซัพพลายลด–ดีมานด์แท้เริ่มฟื้น




