‘แสนสิริ’ มองไกล 5 ปี ลดพึ่งพาอสังหาฯ สร้างรายได้ทางเลือกเพิ่ม 25%

แผนบริหารเสี่ยงอสังหาฯขาลง ‘แสนสิริ’ ปี2569 ตั้งกองทุน-หน่วยธุรกิจใหม่สร้างรายได้เพิ่ม-มองรับพันธมิตร JV ตุนซื้อที่ดินรอพัฒนาโครงการต่อในอนาคต

 

  • ตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจใหม่ ลดความเสี่ยงรายได้

  • ขยาย JV กับพันธมิตร เสริมสภาพคล่อง–ลดภาระเงินลงทุน

  • บริหารแบ็กล็อกกว่า 2 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ต่อเนื่องถึงปี 2027

 

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า หนึ่งในความเคลื่อนใหญ่ของแสนสริในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์

 

นอกจากนี้ แสนสิริ ยังมองหาโอกาสขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรรายใหม่ๆ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันในอนาคต อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญบริหารความเสี่ยงเงินลงทุน โดยเฉพาะในตลาดอสังหาฯที่มีความผันผวนสูง

 

จากปัจจุบัน บริษัทมี 4 พันธมิตรร่วมทุน คือ

 

  • กลุ่มบริษัทบีทีเอส
  • กลุ่มเอ็กซ์สปริง แอสเสท แมเนจเม้นต์
  • กลุ่มโตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย)
  • กลุ่มมิตซุย (Mitsui Fudosan)

 

โดยในปี2569 แสนสิริ จะมุ่งพัฒนาโครงการอสังหาฯ2 กลุ่ม (Segment) หลัก คือ ระดับกลางและระดับบน (Medium-Premium) แบ่งสัดส่วนเป็นคอนโดและบ้านแนวราบ 50:50 ในตลาดกรุงเทพฯ 85% ต่างจังหวัด 15% พร้อมโฟกัสจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ภูเก็ต 6 โครงการ จากทั้งหมด 8 โครงการต่างจังหวัด

 

 

แผนดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มผู้ซื้อจริง (Real Demand) ทั้งอยู่อาศัยและนักลงทุน พร้อมวางแผนเปิดตัว 19 โครงการมูลค่าราว 51,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการร่วมทุนพันธมิตร ดังนี้

 

  • กลุ่มบีทีเอส จำนวน 1 โครงการมูลค่า 4,400 ล้านบาท
  • กลุ่มเอ็กซ์สปริงฯ จำนวน 7 โครงการมูลค่า 11,000 ล้านบาท
  • กลุ่มโตคิวฯ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท
  • กลุ่มมิตซุยฯ จำนวน 5 โครงการ มูลค่า 20,800 ล้านบาท

 

ตลาดกลับสู่สมดุลใหม่

 

อุทัย กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปีนี้ ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจผันผวนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer)  ด้วยเข้มงวดการให้สินเชื่ออยู่อาศัยและสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Project Finance) ของสถาบันการเงิน

 

“ในปีนี้จะคอนโซลิเดทคัดกรองผู้เล่นที่มีศักยภาพในตลาดจริง แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาลง ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการลดลง และกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้น”

 

โดยนับจากปีนี้ไป อุตสาหกรรมตลาดอสังหาฯ กำลังกลับสู่ ‘จุดสมดุลใหม่’ จากผู้ประกอบการรายเล็กทยอยหายไป รวมถึงซัพพลายใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากหลังช่วงโควิดที่ซัพพลายล้นตลาด

 

ขณะเดียวกัน จากกระแส ‘Thailand Effect’ ของชาวต่างชาติ และมีแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานและการมองไทยเป็นเซฟ เฮเว่น (Safe Haven) ทำให้ตลาดอสังหาฯยังมีตลาดลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่ม CLMV จากเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจีน จะลดสัดส่วนเหลือ 56% จากเดิม 67%

 

 

มองไกล 5 ปี ธุรกิจใหม่เติมรายได้ 25%

 

ด้าน ‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทวางแผนจัดตั้งหน่วยงานธุรกิจใหม่ (New Business Unit)  เพื่อสร้างรายได้ทางเลือก และกระจายพอร์ตไม่พึ่งพาการขายบ้าน–คอนโดเพียงอย่างเดียวในอนาคต วางเป้าหมายใน 5 ปี รายได้จากธุรกิจใหม่จะคิดเป็นราว 25% ของรายได้รวมบริษัท รองรับธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ ในภาพรวมตลาดที่อยู่ในภาวะชะลอตัว

 

“ก่อนหน้านี้ แสนสิริเปิดตัวธุรกิจบริการรับสร้างบ้าน ต้นแบบ Crafted by Sansiri มีผลดำเนินการราว 250 ล้านบาท วางเป้าหมายเติบโตเพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท ในปีนี้”

 

ขณะเดียวกัน แสนสิริ ยังให้ความสำคัญการบริหารจัดการแบ็กล็อก (Backlog) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องในปีถัดๆไป ปัจจุบันมีแบ็กล็อกที่เตรียมรับรู้รายได้รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนและรับรู้ยาวไปถึงปี 2027 โดยสัดส่วนรายได้มาจาก

 

  • แบ็กล็อกเดิม 30%
  • การขายใหม่ 70%

 

“เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่บริษัทมั่นใจจากการเลือกเปิดโครงการถูกที่ ถูกจังหวะ ในกลุ่มตลาดที่เหมาะสม พร้อมเปิดรับพันธมิตรร่วมทุนรายใหม่เพิ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญกระจายความเสี่ยงและเสริมสภาพคล่องในระยะยาว”

 

สำหรับปีนี้ บริษัทมีรายได้หลักมาจากยอดโอนต่อเนื่องจากการทำตลาดโครงการในปีที่ผ่านมา และจากแบ็คล็อก (Baglock) สัดส่วนราว 30% และจากยอดขายใหม่ 70%  พร้อมวางเป้าหมายยอดขาย 48,000 ล้านบาท โดยมียอดโอน 39,000 ล้านบาท พร้อมวางงบลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ เพื่อรอเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตต่อเนื่อง

 

ขณะที่ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมียอดขาย 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท ปิดการขาย(Sold Out) 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท มีกำไร 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) พร้อมจ่ายเงินปันผลอสม่ำเสมอ มี Dividend Yield 10%) จากจำนวนสินทรัพย์ทั้งหมด 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้

 

ในปีนี้ แสนสิริมีหุ้นกู้ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยวางแผนออกใหม่ประมาณ 11,000–12,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่าทุกโครงการมี Project Financing รองรับ 100% และยังมีความสามารถดำเนินธุรกิจได้แม้ไม่ออกหุ้นกู้เพิ่ม

 

 

Alternate-X สรุปให้ 

 

 

แสนสิริ แผน 5 ปี ดันรายได้ธุรกิจใหม่แตะ 25% ลดพึ่งอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว เตรียมตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจศักยภาพสูงนอกภาคอสังหาฯ เดินหน้าตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ (New BU) กระจายความเสี่ยงรายได้ระยะยาว เปิดตัวไตรมาสแรกของปีนี้  ใช้กลยุทธ์ JV กับพันธมิตรไทย–ต่างชาติ บริหารเงินลงทุนในตลาดผันผวน มองตลาดอสังหาฯ เข้าสู่ ‘สมดุลใหม่’  จากซัพพลายลด–ดีมานด์แท้เริ่มฟื้น

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.