วิสกัส เปิดอินไซด์ ‘ทาสแมวไทย’ เปิดเกมสู้ ด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์โภชนาการแข่งเทรนด์ ‘premium holistic’ มาแรง รับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงไทย พันล้านดอลลาร์ฯ คนไทยยก ‘แมว’ ดาวรุ่งสัตว์เลี้ยงยอดนิยมตามไลฟ์สไตล์เมืองมีพื้นที่จำกัด
- ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโตแรงจาก Pet Humanisation ตลาดไทยแตะระดับพันล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ‘แมว’ กลายเป็นสัตว์เลี้ยงดาวรุ่งในเมือง จากข้อจำกัดด้านพื้นที่และไลฟ์สไตล์
- คนเลี้ยงแมวรักมาก แต่ ‘รู้โภชนาการน้อย’ 60% หาข้อมูลจากโซเชียล ขณะที่ 39% สับสนข้อมูล มีเพียง 17% ที่มั่นใจว่าตัวเองเข้าใจโภชนาการแมวอย่างถูกต้อง
- ศึกใหม่! วิทยาศาสตร์ vs ความเชื่อ กระแสอาหารโฮมเมด-raw diet โตแรงในกลุ่ม ‘ทาสแมว’ แต่วิสกัสย้ำ ‘สารอาหารครบถ้วน’ สำคัญกว่า image แบบ human-grade
ดร. ซูซาน หว่าน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตวแพทย์และผู้อำนวยการกลุ่มประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และไทยของมาร์ส เพ็ทแคร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงหลากหลายแบรนด์ อาทิ เพ็ตดีกรี โรยัล คานิน และวิสกัส บอกตัวเลขที่น่าสนใจ พร้อมระบุเกี่ยวกับตลาดสัตว์เลี้ยงในไทย มีประชากรแมวประมาณ 8 ล้านตัว และตัวเลขนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับสุนัขราว 20 กว่าล้านตัว ซึ่งสัดส่วนระหว่างสุนัขและแมวกำลังขยับเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง
“มีแนวโน้มชัดเจนว่าแมวถูกมองเป็นสมาชิกครอบครัวมากยิ่งขึ้นทุกปี”
ซูซานกล่าวว่า จากผลวิจัย WHISKAS® Purr Study สำรวจกลุ่มผู้เลี้ยงแมวในไทยกว่า 2,000 คนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาก็ยืนยันเช่นนั้น พบข้อมูลน่าสนใจดังนี้
- 71% ของผู้เลี้ยงแมวชาวไทย มองว่าแมวคือสมาชิกอันเป็นที่รักของครอบครัว
- 54% บอกว่าแมวช่วยลดความเครียด
- 52% รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขขึ้นเพราะมีแมว
วัฒนธรรมเปิดรับเลี้ยง ‘แมวจร’
ขณะที่ เทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็น ‘สมาชิกในครอครัว’ มากกว่าสัตว์เลี้ยงแบบเดิม พฤติกรรมนี้ผลักดันให้การจับจ่ายด้านสัตว์เลี้ยงขยายตัวสูงขึ้น ทั้งค่าอาหาร ค่าสัตวแพทย์ ไปจนถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ
สำหรับสายพันธุ์ยอดนิยมในไทย พบว่า แมววิเชียร์มาส (สยาม) ยังครองอันดับหนึ่งที่ 30% แมวเปอร์เซีย 28% โดยในกลุ่มผู้เลี้ยงแมวสายพันธุ์แท้ ซึ่งมีสัดส่วนราว 37% ของผู้เลี้ยงแมวทั้งหมด ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เลี้ยงแมวบ้านทั่วไป ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมการรับแมวจรจัดมาเลี้ยงที่ยังคงแพร่หลายในสังคมไทย
โภชนาการแมวก็สำคัญนะ
อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงพร้อมกัน คือ แม้คนไทยจะรักแมวมากแค่ไหน แต่จำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้เรื่องโภชนาการ จากผลสำรวจชี้ว่า
- 60% ของผู้เลี้ยงแมวนิยมไปค้นหาคำแนะนำด้านโภชนาการผ่านโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะจากบรรดาอินฟลูเอ็นเซอร์ที่ไม่ใชผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์หรือสัตวแพทย์
- 39% ยอมรับว่าสับสนกับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน
- 17% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตัวเองมีความรู้เรื่องโภชนาการแมวอย่างดีพอ
“ปัญหาไม่ใช่แค่ว่าข้อมูลมีมากเกินไป แต่คือคุณภาพข้อมูลที่ไม่เท่ากัน”
คอนเทนต์น่ารักแต่ไม่วิทยาศาสตร์
ขณะที่ ‘คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงในโซเชียลมีเดียมักเน้นความน่ารัก ไม่ใช่ความถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ เจ้าของแมวหลายคนจึงตัดสินใจเรื่องอาหารจากความรู้สึก ไม่ใช่ข้อเท็จจริง’
ซูซาน พูดชัดเจนว่า สมรภูมิข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย เมื่อผู้เลี้ยงแมวส่วนใหญ่พึ่งพา TikTok, Facebook และกลุ่มไลน์เป็นแหล่งข้อมูลหลัก เนื้อหาที่เผยแพร่ไวรัลได้มักไม่ใช่เนื้อหาที่ถูกต้องที่สุด แต่คือเนื้อหาที่น่าตื่นเต้นหรือขัดแย้งกับความเชื่อกระแสหลัก
กระแส ‘อาหารโฮมเมด’ หรือ ‘raw diet’ สำหรับแมวเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้เลี้ยงที่เรียกตัวเองว่า ‘ทาสแมวตัวจริง’
แต่ดร. ซูซานชี้ว่า แมวเป็นสัตว์กินเนื้อโดยกำเนิดและต้องการสารอาหารเฉพาะที่มนุษย์ไม่ต้องการในปริมาณเท่ากัน โดยเฉพาะทอรีน กรดอะมิโนที่จำเป็นต้องได้จากอาหารเพราะแมวสร้างเองได้ไม่เพียงพอ รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุในสัดส่วนที่เฉพาะเจาะจง
“อาหารปรุงเองในบ้านอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะเหล่านี้ได้ครบถ้วนเสมอไป” เธอกล่าว แต่ก็ยอมรับว่าจะสื่อสารเรื่องนี้กับผู้บริโภคที่ถูกคอนเทนต์ ‘อาหารธรรมชาติปลอดสารเคมี’ ครอบงำความคิดไว้แล้วเป็นเรื่องไม่ง่าย
วิสกัส ย้ำแบรนด์น่าเชื่อถือ
สำหรับแบรนด์ที่วางตำแหน่งตัวเองในเซกเมนต์กลางอย่างวิสกัส คำถาม คือจะสู้กับเทรนด์ ‘premium holistic’ ที่ผู้เลี้ยงแมวกลุ่ม humanization ยินดีจ่ายแพงกว่าอย่างไร?
ดร. ซูซานให้คำตอบที่ตรงไปตรงมาว่า เน้นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าสารอาหารที่เพียงพอและสมดุลคือสิ่งที่แมวต้องการ ไม่ใช่ ‘human-grade ingredients’ ที่ฟังดูดีแต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าดีกว่าสำหรับแมว
“ช่องว่างทางการตลาดนี้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญที่วิสกัสและคู่แข่งต่างเร่งสร้างการจดจำในฐานะ ‘ผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อถือได้’
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการที่ดุเดือด ประกอบกับเทรนด์ Pet Parent ที่หันไปหาอาหารเกรด Holistic หรือ Human-Grade มากขึ้น
จากกระแสดังกล่าว ทำให้ มาร์ส เพ็ทแคร์ (Mars Petcare) แก้เกมด้วยการวางกลยุทธ์แบบครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง ‘วิสกัส’ สำหรับตลาดแมส, ‘โรยัล คานิน’ ที่เน้นโภชนาการเฉพาะทาง และ ‘ชีบา’ (Sheba) ในกลุ่มอาหารพรีเมียม

ลุ้นปรับราคาอาหารสัตว์เลี้ยง
อย่างไรก็ตามเหนือกว่าการแข่งขันเชิงแบรนด์ ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วทั้งภูมิภาคกำลังถูกเขย่าจากแรงสั่นสะเทือนภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ นั่นคือผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นหลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ราคาน้ำมันที่ผันผวนและพุ่งอย่างต่อเนื่อง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่ง
ขณะที่ มาร์ส เพ็ทแคร์มีโรงงานผลิตสองแห่งในไทย คือ
- อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
- อมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งยังเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยสัตว์เลี้ยงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC Pet Center) ที่เปิดดำเนินการในปี 2023
โดยทั้งสองแห่ง ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ขณะที่ ต้นทุนพลังงาน คือ ตัวแปรสำคัญสำหรับโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ทั้งในแง่กระบวนการผลิต การปรุงอาหาร การฆ่าเชื้อ การบรรจุ และโลจิสติกส์ เมื่อราคาพลังงานขยับ ต้นทุนทุกขั้นตอนขยับตาม และที่สำคัญคือต้นทุนวัตถุดิบโปรตีนสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของอาหารแมว ก็ผันผวนตามราคาพลังงานเช่นกัน เพราะอุตสาหกรรมปศุสัตว์และประมงต่างพึ่งพาเชื้อเพลิงทั้งสิ้น
ข้อได้เปรียบของมาร์สคือการมีโรงงานในไทย ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากค่าขนส่งระหว่างประเทศได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้นทุนพลังงานในประเทศที่ขึ้นตามราคาน้ำมันโลก ขณะที่วัตถุดิบโปรตีนบางส่วนที่ต้องนำเข้า
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Petfoodindustry เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ชี้ว่า ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ราคาระดับผู้ผลิตปรับขึ้นสูงกว่าราคาขายปลีก สะท้อนถึงต้นทุนที่สูงขึ้นในด้านแรงงาน พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และส่วนผสมโปรตีนสัตว์ ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตแบกรับต้นทุนไว้เองส่วนหนึ่ง โดยยังไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภค
เมื่อถามผู้บริหาร มาร์ส เพ็ทแคร์ ถึงประเด็นต้นทุนการผลิต เธอกล่าวว่า แม้จะมีสถานการณ์ในตะวันออกลางที่กระทบต้นทุนการผลิต แต่บริษัทมีเครือข่ายซัพพลายเชนอยู่ทั่วโลก โดยบริษัทอยู่ระหว่างการมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังไม่มีแผนปรับราคา หรือกำลังการผลิตในเร็ว ๆ นี้
แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Petfood industry เตือนว่า แม้การใช้จ่ายด้านอาหารสัตว์เลี้ยงจะค่อนข้างทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็ไม่ได้ภูมิคุ้มกันโดยสมบูรณ์ มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปใช้แบรนด์ราคาย่อมเยากว่าหากรู้สึกแรงกดดันทางการเงิน นี่คือความท้าทายที่วิสกัสต้องรับมือ ในตลาดที่แบรนด์กลางและเป็นคู่แข่งอย่าง Me-O, Felix และ Purina ONE กำลังเติบโตเร็ว
แมวกวัก สร้างจดจำแบรนด์ WHISKAS®
ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ วิสกัสเลือกเดินเกมใหญ่ด้วยแคมเปญ ‘A WHISKAS® Cat is a Lucky Cat’ ที่หยิบเอาความเชื่อเรื่องแมวนำโชคซึ่งฝังรากในทั้งวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น มาถักทอกับข้อความเรื่องโภชนาการภายใต้คอนเซปต์ “แมวที่มีสุขภาพดี คือแมวที่โชคดี”
ไฮไลต์ของแคมเปญคือตุ๊กตา ‘แมวกวัก’ สูง 10 เมตร ที่ตั้งอยู่บริเวณสยามสแควร์ ซอย 3 ซึ่งเปิดให้เข้าชมเพียง 2 วันเท่านั้น ระหว่าง 3–4 เมษายน 2569 งานมีดูโอ้นักแสดง มิกซ์ สหภาพ และ เอิร์ท พิรพัฒน์ ที่เป็นทั้ง “ทาสแมวตัวจริง” และขวัญใจกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์มาร่วมสร้างสีสัน พร้อมทั้งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มาร่วมงานด้วย
กิจกรรมนี้ มาร์ส เพ็ทแคร์ นอกจากสร้างกระแสไวรัลทางมาร์เก็ตติ้งแล้ว ยังต้องการส่งMessageไปยังบรรดาพ่อแม่แมวชาวไทยว่า สุขภาพที่ดีของแมวเริ่มจากอาหารที่มีโภชนาการพื้นฐานที่จำเป็นอย่างเพียงพอ ผ่านการลงทุนของมาร์สในโรงงาน ศูนย์วิจัย และการสร้างความตระหนักรู้เรื่องโภชนาการในหมู่ผู้เลี้ยงสัตว์ คงต้องดูกันต่อไปว่า แคมเปญนี้จะเปลี่ยนให้เป็นพฤติกรรมการซื่้อได้แค่ไหน ท่ามกลางตลาดแบรนด์อาหารแมวคู่แข่ง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่พร้อมจะสลับแบรนด์ได้ทุกเมื่อตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
Key Takeaways
- ตลาดไม่ได้แข่งแค่ราคา แต่แข่ง ‘ความเชื่อ’ แบรนด์ต้องสู้กับคอนเทนต์โซเชียล ไม่ใช่แค่คู่แข่งสินค้า
- อินไซต์ใหญ่คือ ‘รักแมว’ แต่ยังตรงข้ามกับการ ‘เข้าใจแมว’ ช่องว่างความรู้ คือโอกาสทองของแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ (credibility)
- เกมต่อไปคือ การสร้างความจริงในตลาด (Trust Economy) ใครสร้างภาพจำ ‘ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง’ ได้ จะชนะในระยะยาว
STORYTELLER BY
Jittrapon ponlawat
Editorial Lead
A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.





