TRUE รับวิกฤตคุมไฟป่า-ฝุ่นPM2.5 ภาคเหนือ โครงข่าย5G-4G ต้องแกร่ง

ทรูฯ กับแผนรับมือโครงข่ายสื่อสารในวิกฤตภาคเหนือ ความร้อนจากไฟป่าคุกคามระบบไฟเบอร์ออปติก และการรายงานข้อมูล PM2.5 แบบเรียลไทม์ต้องอาศัยการสำรองโครงข่ายแบบ 100%

 

 

  • วิกฤตไฟป่าภาคเหนือพุ่งสูง จากข้อมูล GISTDA พบพื้นที่เผาไหม้ในเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนรวมกว่า 5.6 แสนไร่ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569

  • เสริมแกร่งโครงข่าย/ทีมช่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น เร่งอัปเกรดประสิทธิภาพสัญญาณทั้งมือถือและเน็ตบ้านทั่วภาคเหนือ เพื่อให้ระบบสื่อสารพร้อมใช้งาน 100% แม้ในสภาวะฉุกเฉินที่มีความร้อนสูงและเสี่ยงต่อความเสียหายทางกายภาพ

  • การสื่อสารคือเส้นเลือดใหญ่โครงข่าย 5G และ 4G กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการตอบสนองเหตุฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

 

คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสื่อสารดิจิทัล (Tech Company) กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ยังคงรุนแรงต่อเนื่องในภาคเหนือ  กระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารในพื้นที่ด้วย

 

ขณะที่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) ช่วงวันที่ 1-10 เมษายน 2569 พบพื้นที่เผาไหม้ จ.เชียงใหม่ 319,192 ไร่ และ จ.แม่ฮ่องสอน 243,318 ไร่ สะท้อนความรุนแรงของวิกฤตไฟป่าในปีนี้อย่างชัดเจน

 

โดย สถานการณ์เช่นนี้ โครงข่ายสื่อสาร 5G และ 4G ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการใช้ชีวิต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน ซึ่งไฟป่า ความร้อน และความเสียหายทางกายภาพ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสถานีฐาน อุปกรณ์ภาคสนาม สายไฟเบอร์ออฟติก และระบบไฟฟ้า หากไม่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า อาจส่งผลต่อการให้บริการในวงกว้างเมื่อเกิดไฟป่า

 

ทั้งนี้ ทรูฯ เร่งยกระดับมาตรฐานโครงข่ายมือถือและเน็ตบ้านไฟเบอร์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพื่อให้การสื่อสารยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสถานการณ์วิกฤต ดังนี้

 

  • เสริมเส้นทางไฟเบอร์ออฟติก ติดตั้งเพิ่มระบบไมโครเวฟสำหรับเชื่อมต่อฉุกเฉิน
  • ยกระดับการจัดการความร้อนและฝุ่น PM5 ในสถานีฐาน
  • การเพิ่มพลังงานสำรองพิเศษ เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ไฟป่า
  • ความร่วมมือกับ กฟผ. (EGAT) ในจุดเสี่ยงพื้นที่ภาคเหนือต่างๆ เช่น จ. เชียงใหม่ วางแผนอัปเกรดเส้นทางไฟเบอร์สำรองบนเสาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) เพื่อเพิ่มเส้นทางสำรองเครือข่ายและความเสถียรในการให้บริการมือถือกรณีเกิดเหตุไฟป่า
  • ออกแบบเส้นทางไฟเบอร์ใหม่ตามแนวรถไฟ (Rail link) ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เช่น แพร่ น่าน และลำปาง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากแนวไฟป่า
  • ยกระดับแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และการจัดการความร้อนในสถานีฐาน โดยเพิ่มความถี่ในการบำรุงรักษาเชิงป้องกันทุก 6 เดือน เปลี่ยนฟิลเตอร์ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อน ลดการอุดตันการระบายอากาศในตู้สถานีฐาน
  • กระจายโหลดอุปกรณ์ (Load Sharing) เพิ่มตู้และย้ายอุปกรณ์ในจุดที่มีความร้อนสะสมสูง เพื่อลดความร้อนและการทำงานที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง
  • ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองฉุกเฉิน เพิ่มในสถานีฐานสำคัญ รองรับไฟฟ้าดับได้ 2-4 ชั่วโมงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • เพิ่มจำนวนทีมช่างเน็ตเวิร์กในพื้นที่เสี่ยงต่อไฟป่า และ PM5

 

ขณะที่ ปัจจัยสำคัญของวิกฤตภาคเหนือ คือ ‘ควันไฟ’ และฝุ่น PM2.5 ที่สามารถก่อให้เกิดการสะสมของเขม่าและการกัดกร่อนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของสถานีฐาน ยิ่งตอกย้ำความจำเป็นของการออกแบบระบบป้องกันฝุ่นและควบคุมอากาศในสถานีฐานอย่างเหมาะสมเพื่อให้บริการได้ต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงสุด

 

“ในทุกสถานการณ์ลูกค้าทรูและดีแทคจะสามารถใช้บริการสื่อสารดิจิทัลให้ใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่องด้วยประสิทธิภาพสูงในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด”

 

คูรัม ย้ำว่า ทรูฯ มุ่งติดตามสถานการณ์ไฟป่าและ PM 2.5 ภาคเหนืออย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินความเสี่ยงโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการสื่อสารในภาคเหนือ และลดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน และเศรษฐกิจในพื้นที่

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.