กลุ่มเซ็นทรัล ย้ำประสบการณ์แกร่งลงทุน 2.6 หมื่นล.บาท สร้างย่านหรูหรา ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ เสร็จครบ3 เฟส ไตรมาส3 ปี2571 รับแรงซื้อนักเดินทาง-อยู่อาศัยลักซูรี อันดับ1 เมืองท่องเที่ยว เมกะโปรเจกต์ 2.6 หมื่นล้านบาท เซ็นทรัลทุ่มงบลงทุนครั้งใหญ่ ปั้น ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ ยกระดับสเกลเมืองท่องเที่ยวสู่ลักซูรีฮับเอเชีย สะท้อนเกมรุกระยะยาว ปักหมุดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ–ไลฟ์สไตล์ระดับภูมิภาค ปั้นย่านเศรษฐกิจลักซูรีครบวงจร พัฒนาเป็น Downtown District ย่านเศรษฐกิจ ค้าปลีก โรงแรม เรสซิเดนซ์ และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในโซนเดียว ออกแบบให้เป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว–กำลังซื้อไฮเอนด์ทั้งไทยและต่างชาติ เปิดครบสมบูรณ์ปี 2571 โครงการจะทยอยพัฒนาและเปิดเต็มรูปแบบภายในปี 2571 ตั้งเป้ายกระดับภูเก็ตสู่ Luxury Destination ของเอเชียอย่างชัดเจน ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (ค้าปลีก, อาคารสำนักงาน และโรงแรม) กล่าวว่าซีพีเอ็น ใช้งบลงทุนรวมกว่า 2.6 ล้านบาทพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสประกอบด้วย ศูนย์การค้าเซ็นทรัลภูเก็ต 2 โครงการ คือ ฟลอเรสต้า (Floresta) และ เฟสติวัล (Festival) และ World-Class Attractions แลนด์มาร์กใหม่ในโครงการฯ บนทำเลถนนวิชิตสงคราม อำเภอเมืองภูเก็ต จุดศูนย์กลางเชื่อมต่อเมืองภูเก็ต “ซีพีเอ็น จะใช้งบลงทุนราว 7,000 ล้านเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มเป็น 5 แสนตารางเมตรจากเดิม 3 แสนตารางเมตรในโครงการเซ็นทรัลภูเก็ตแห่งนี้ รวม 110 ไร่ รองรับ 3 กลุ่มเป้าหมายศักยภาพ พำนักอาศัยระยะยาว นักท่องเที่ยวคุณภาพ และโกลบอล เวลทธ์” ขณะที่ปัจจุบัน กลุ่มชาวต่างชาติกำลังซื้อสูงในจังหวัดภูเก็ต คือ รัสเซีย, อินเดีย, จีน, สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส และกลุ่มกำลังซื้อที่มีแนวโน้มเติบโตสูง คือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และ โอมาน) โดยโครงการยังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อเชื่อมสู่การเป็นย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง (CBD) ระดับหรูภายใต้ขื่อ ‘เซ็นทรัล ภูเก็ต ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค’ (Central Downtown District) พร้อมโครงสร้างเมือง ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม ฟายน์ ไดนิ่ง เมืองชายทะเล และ เวลเนส โดยทั้งหมดคาดก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบใไตรมาส 3 ปี 2571 “ภาพอนาคตเซ็นทรัลภูเก็ต จะเป็นย่านธุรกิจการใช้ชีวิตลักซูรีที่เชื่อมต่อกันเช่นเดียวกับในกรุงเทพฯของกลุ่มเซ็นทรัล ที่มีย่านลักซูรีไลฟ์สไตล์ตั้งแต่เซ็นทรัลเวิลด์เชื่อมต่อไปถึงทำเลในโครงการเซ็นทรัล แอมบาสซี” แผนรับเมือง ลักซูรี ไลฟ์สไตล์ ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวต่อว่าแผนดังกล่าวของซีพีเอ็น ยังรองรับการเติบโตของจังหวัดภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางการใช้ชีวิตระดับอัลตราลักซูรี (Ultra Luxury) และ ลักซูรี (Luxury) ทั้งเพื่อพักผ่อนและการอยู่อาศัยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งปัจจุบันจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาจังหวัดภูเก็ตสูงกว่าในช่วงแพร่ระบาดโควิดในปี 2019แล้ว ด้วยสายการบินกว่า 400 เที่ยวบินต่อเดือน จากประสบการณ์ธุรกิจค้าปลีกซีพีเอ็นกว่า 40 ปี และอยู่ในภูเก็ตมากว่า 20 ปี ในจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจังหวัดอันดับสองนอกกรุงเทพฯ ที่กลุ่มเซ็นทรัล (CG)ลงทุนมากที่สุด จากการพัฒนาโครงการเพื่อรองรับการเติบโตของภูเก็ตระยะยาว ด้วยจำนวนสินทรัพย์มากกว่า 140 แห่ง (Assets), โครงการค้าปลีก 10 แห่ง โรงแรม 7 แห่ง โครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ ฟิล และ กว่า 120 ธุรกิจในเครือซีอาร์ซี ในปัจจุบัน โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานลักซูรี ไลฟ์สไตล์ของจังหวัดภูเก็ต ตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้าโดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลาง (Hub) เวลเนสระดับโลก ฮับท่าเรือยอร์ช แบรนเด็ด เรสซิเดนซ์ ต่างๆ รวมทั้งการเป็นสมาร์ท ซิตี้ (Smart City) เมืองอัจฉริยะ ตามนโยบายรัฐที่วางไว้ ด้วยจุดเด่นด้านศักยภาพเมืองภูเก็ตที่มีเอกลักษณ์ทั้งวัฒนธรรม อาหาร โครงสร้างไลฟ์สไตล์ระดับหรู ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลนำแนวคิดลักซูรีเข้ามาในเมืองมากขึ้นเพื่อเชื่อมเมืองท่องเที่ยวไปพร้อมสร้าง ดาวน์ทาวน์ ดิสทริค เพื่อมีส่วนร่วมเติมเสน่ห์และสีสันให้กับเมืองที่จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน 2 ปีหน้าและกลายเป็นแลนด์มาร์ค มิกซ์ยูส ที่มีระบบนิเวศเศรษฐกิจรองรับกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับชุมชนและประเทศ ภูเก็ต ปลายทาง ‘ลักซูรี ไลฟ์สไตล์’ ชาตรี โกวิทานุพงศ์ Head of Project Development บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอ็น) กล่าวว่า โครงการเมกะมิกซ์ยูสนี้ คาดจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2028 ทั้ง 3 ส่วน ประกอบด้วย เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า ‘The Pinnacle of Urban Luxury’ ขยายพื้นที่ลักชูรีเพิ่มอีกเท่าตัว เป็น The World’s Luxury Destination ที่สมบูรณ์แบบที่สุดนอกกรุงเทพฯ คาดเปิดไตรมาส 4 ปี 2026 เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล ‘The Everyday Urban Lifestyle Gateway’ ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งผสาน รีเทล แฟชั่น ไลฟ์ สไตล์ และพื้นที่กิจกรรมไว้ด้วยกัน คาดเปิดไตรมาส 1 ปี 2028 World-Class Attractions แลนด์มาร์กใหม่ที่ รวม Aquatic Experience, World-class Arena for Entertainment & Culture และ Immersive Park บนพื้นที่ต่อขยาย 14 ไร่ คาดเปิดไตรมาส 3 ปี 2028 แชมป์กำลังซื้อหรูเมืองท่องเที่ยว ด้าน ‘อิศเรศ จิราธิวัฒน์’ Head of Leasing Fashion & Luxury Partner Management บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอ็น) กล่าวว่าหลังกลุ่มซีจี เข้ามาลงทุนในจังหวัดภูเก็ตร่วม 30 ปีทำให้เข้าใจเกาะนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก พร้อมรองรับใน 3ปี (2026–2029) จังหวัดภูเก็ตเตรียมก้าวเข้าสู่ช่วงเร่งการเติบโตของตลาดลักซูรี่ ประกอบด้วย Branded Residences กว่า 4,700 ยูนิตจาก 26โครงการ โรงแรมลักชูรีใหม่กว่า 20โครงการ,5,200 ห้อง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การขยายสนามบินรองรับผู้โดยสารกว่า 18 ล้านคนต่อปี โครงการ Expressway สนามบิน–กะทู้–ป่าตอง ที่ลดเวลาเดินทางเหลือ 20 นาที Marina, Deep-sea port โรงพยาบาลระดับสากล โครงการ Wellness จากแนวทางดังกล่าว เซ็นทรัล ภูเก็ต วางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางเชื่อมชีวิตลักชูรีปัจจุบันมีฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงทั้งคนไทย, ชาวต่างชาตพำนักอาศัยในไทย (Expat), นักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มพักอาศัยระยะยาว (Long-stays) ส่งผลให้หลายแบรนด์มียอดขายติดท็อปทรี (Top 3) ของประเทศต่อเนื่อง มีการจับจ่ายต่อรายลูกค้า (Spending per Customer) สูงสุดในกลุ่มศูนย์การค้าเมืองท่องเที่ยว (Tourist malls) และมียอดขายต่อตารางเมตรสูงถึง 2.5 เท่า พร้อมฐานลูกค้า VVIP ระดับ Tycoon กว่า 3,000 คน รวมถึง The 1 ecosystem ที่เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้า Wealth ได้ทั่วประเทศ โดยเมื่อโครงการฯแล้วเสร็ตตามแผนจะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตระดับโลกให้กับลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบ สู่ปลายทางต้องมาเยือน ด้าน จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ Head of Business & Design Development ซีพีเอ็น กล่าวว่า เซ็นทรัลวางแนวทางการออกแบบโครงการเซ็นทรัลภูเก็ต สู่การเป็น Central Phuket District ‘หัวใจเมืองภูเก็ต’ และ Global flagship experience ระดับโลก เทียบสเกลใกล้เคียงเซ็นทรัลเวิลด์ และระดับลักซูรีเทียบเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ โดยฝั่ง Floresta เจาะกลุ่มโกลบอล เวลธ์ (Global Wealth) รวมแบรนด์ลักซูรีระดับโลก และร้านอาหารระดับมิชลิน (Michelin restaurants) และไลฟ์สไตล์พรีเมียม พร้อมแลนด์มาร์กอย่าง Aquaria และโซนกิจกรรมครบวงจร ขณะที่ฝั่ง Festival สร้างความสมบูรณ์แบบการเดินทางด้วยเสริมแฟลกชิปสโตร์แบรนด์ดัง พร้อมขยายโซนอาหาร และพัฒนามิกซ์-ยูส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ยกระดับสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องมาเยือน (Must-visit destination) โดยดีไซน์ทั้งโครงการยึด DNA เดียวกันจากแรงบันดาลใจชายฝั่งอันดามัน ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นกับไลฟ์สไตล์สากล สะท้อนภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์และความบันเทิงหรูหราระดับโลก (Global Destination of Luxury, Lifestyle & Entertainment) Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลวางเป้า Central Phuket District เป็น ‘หัวใจเมืองภูเก็ต’ และ Global flagship experience ระดับโลก ศูนย์การค้าและย่านลักซูรีครบวงจร โปรเจ็กต์มีสเกล Super Regional Mall ใกล้เคียง centralwOrld และรวบรวมแบรนด์หรูระดับเดียวกับ Central Embassy โดยฝั่ง Floresta เจาะกลุ่ม Global Wealth รวมแฟชั่นลักซูรี Michelin restaurants ไลฟ์สไตล์พรีเมียม และแลนด์มาร์กสำคัญ ส่วนฝั่ง Festival สร้างประสบการณ์ช้อปครบลูป ดึงแบรนด์แฟลกชิป ขยายโซนอาหาร และพัฒนาเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ระดับโลก ดีไซน์ทั้งโครงการผสานเสน่ห์ชายฝั่งอันดามัน วัฒนธรรมท้องถิ่น และความหรูร่วมสมัย ตอกย้ำภูเก็ตสู่ จุดหมายปลายทางไลฟ์สไตล์และความบันเทิงหรูหราระดับโลก
พอรซ์เซล่า จัดทริปเวิลด์คลาสพาท็อปเซล สัมผัสแรงบันดาลใจ’โมร็อกโก’
PORCELA (พอรซ์เซล่า) พาตัวแทนจำหน่าย TOP RANK เปิดประสบการณ์เวิลด์คลาส เยือนโมร็อกโก เติมแรงบันดาลใจสู่งานออกแบบกระเบื้องระดับโลก บริษัท ร่วมพัฒน์เซรามิค จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายกระเบื้องปูพื้น–บุผนัง กระเบื้องยางไวนิล และสินค้าเกี่ยวเนื่อง ภายใต้แบรนด์ PORCELA (พอรซ์เซล่า) เดินหน้าตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำนวัตกรรมกระเบื้องเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟนำทีมตัวแทนจำหน่ายระดับ TOP RANK จากทั่วประเทศ บินลัดฟ้าสู่ โมร็อกโก เป็นเวลา 9 วัน 6 คืน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ พร้อมเปิดมุมมองใหม่ด้านสถาปัตยกรรมและงานดีไซน์ระดับโลก การเดินทางครั้งนี้นำโดย นางสาวปัญจมา เหล่าวิวัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมพัฒน์เซรามิค จำกัด จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “คืนกำไรและขอบคุณพันธมิตร” ที่เติบโตเคียงข้างกันมาอย่างยาวนาน โดยเลือกดินแดนอารยธรรมมัวร์อันเก่าแก่เป็นจุดหมายปลายทาง เพื่อให้คู่ค้าได้สัมผัสรากฐานศิลปะกระเบื้องและสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลต่อโลกการออกแบบมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ คือการเยี่ยมชม Hassan II Mosque ณ เมืองคาซาบลังกา สุเหร่าที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก โดดเด่นด้วยงานหินอ่อนและกระเบื้องแกะสลักลวดลายวิจิตร สะท้อนความประณีตของศิลปะอิสลามที่ผสานงานฝีมือพื้นเมืองอย่างลงตัว คณะยังได้เดินทางสู่ Volubilis แหล่งมรดกโลกที่ยังคงหลงเหลืองานโมเสกจากคริสต์ศตวรรษที่ 3 ต้นกำเนิดลวดลายคลาสสิกที่ยังได้รับความนิยมในงานออกแบบยุคปัจจุบัน พร้อมเยือนเมืองโบราณอย่าง Fez ศูนย์กลางหัตถศิลป์เซรามิกและเครื่องหนัง และ Chefchaouen หรือ “The Blue Pearl” เมืองสีฟ้าท่ามกลางเทือกเขา Rif อันมีเอกลักษณ์โดดเด่น อีกหนึ่งภาพประทับใจคือความยิ่งใหญ่ของ Atlas Mountains ที่ทอดยาวผ่านภูมิประเทศหลากหลาย เผยโทนสีธรรมชาติอันลุ่มลึก ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการพัฒนากระเบื้องซีรีส์ใหม่ของ PORCELA (พอร์ซเซล่า) ในอนาคต คณะผู้บริหารและตัวแทนจำหน่ายยังได้สัมผัสบรรยากาศสุดตระการตาของ Sahara ขี่อูฐชมพระอาทิตย์ขึ้น–ตก ณ เนินทราย Erg Chebbi ก่อนปิดท้ายที่เมืองสีชมพู Marrakesh เยี่ยมชม Bahia Palace พระราชวังที่ประดับตกแต่งด้วยงานปูนปั้นและโมเสกไม้สุดวิจิตร นางสาวปัญจมา เหล่าวิวัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมพัฒน์เซรามิค จำกัด กล่าวว่า ทริปครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน แต่เป็นการศึกษาดูงานที่ทำให้ได้เห็นเทรนด์การใช้วัสดุตกแต่ง การเล่นสีสัน และลวดลายจากสถานที่จริง เพื่อนำองค์ความรู้และแรงบันดาลใจจากอารยธรรมระดับโลก มาต่อยอดสู่นวัตกรรมกระเบื้องไทย ซึ่ง PORCELA (พอร์ซเซล่า) มุ่งมั่นที่จะนำกลิ่นอายของอารยธรรมเหล่านี้ มาผสมผสานกับนวัตกรรมกระเบื้องที่มีอยู่เพื่อยกระดับมาตรฐานกระเบื้องไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับสากล และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับคู่ค้า ผู้สนใจผลิตภัณฑ์กระเบื้อง PORCELA (พอร์ซเซล่า) สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.porcela.co
eufy เปิดตัว Omni S2 และ C28 เจาะบ้านคนรักสัตว์ ดันตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่น AI โตแรง
eufy แบรนด์สมาร์ทโฮมภายใต้ ANKER ประกาศเปิดตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ ANKER eufy Omni S2 และ ANKER eufy Omni C28 ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับครอบครัวระดับพรีเมียมและครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยง โดยเมื่อผสานกับรุ่นที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ANKER eufy Omni E28 / E25 / C20 จะทำให้ C-E-S Series ของ eufy ครบสมบูรณ์ สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอ “Ultimate Innovation for Care” สู่นวัตกรรมการดูแลบ้านสำหรับครอบครัวไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วโลก เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะสำหรับบ้านที่เพิ่มขึ้น โดยขนาดตลาดหุ่นยนต์ดูดฝุ่นทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และคาดว่าจะขยายตัวเป็นราว 40.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) เกือบ 16.1 % ระหว่างปี 2026–2034ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการนำเทคโนโลยีทำความสะอาดอัตโนมัติและสมาร์ทโฮมมาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดนี้ ได้แก่ การยอมรับที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมเพื่อความสะดวกสบาย การพัฒนาเทคโนโลยี AI และระบบนำทางอัจฉริยะที่ช่วยให้หุ่นยนต์ทำงานได้แม่นยำขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาโซลูชันที่ช่วยลดภาระงานบ้านและประหยัดเวลามากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวยุคใหม่และผู้บริหารที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ซึ่งเห็นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของการทำความสะอาดแบบ “hands-free” มากกว่าที่เคย[1] ด้วยความเข้าใจว่าในปัจจุบันสัตว์เลี้ยงกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวคนไทย eufy จึงวางตำแหน่งตนเองในฐานะแบรนด์สมาร์ทโฮมที่ผู้เลี้ยงสัตว์นึกถึงเป็นอันดับแรก ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าใจความต้องการเฉพาะของบ้านที่มีสมาชิกสี่ขา ตั้งแต่รุ่นคุ้มค่าอย่าง ANKER eufy Omni C28 ไปจนถึงรุ่นแฟลกชิประดับพรีเมียมอย่าง ANKER eufy Omni S2 eufy นำเสนอ Ultimate Innovation for Care เพื่อดูแลทุกคนในครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Built with Care” ที่ใส่ใจทั้งภายในและภายนอก Built with Care เพื่อครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยง แนวคิดหลัก eufy “Built with Care” สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่สะอาด ปลอดภัย และปราศจากเชื้อโรคสำหรับสมาชิกทุกคน รวมถึงสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก eufy ได้พัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของผู้เลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นขนร่วง คราบรอยเท้า คราบน้ำลาย หรือคราบสกปรกต่าง ๆ ภายในบ้าน หุ่นยนต์ดูดฝุ่นใน C-E-S Series ทุกรุ่นจึงมาพร้อมเทคโนโลยีทำความสะอาดขั้นสูง อาทิ Signature Roller Mop พร้อมระบบ HydroJet™ Self-Clean สำหรับการล้างผ้าม็อบแบบเรียลไทม์ในทุกจังหวะการถู แปรง DuoSpiral™ Detangle Brushes ที่ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการว่าสามารถกำจัดเส้นขนได้ 100% โดยไม่พันกัน พลังดูดต่อเนื่องทรงพลังสำหรับขนสัตว์ เศษอาหาร และฝุ่นผงละเอียด รวมถึงระบบ AI Obstacle Avoidance ที่เคลื่อนที่หลบหลีกสัตว์เลี้ยงและเด็กได้อย่างปลอดภัย มอบประสบการณ์ทำความสะอาดอัจฉริยะที่ไร้กังวลสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ในฐานะแบรนด์หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร และหนึ่งในผู้นำด้าน Roller Mop Robotic Vacuum ในอุตสาหกรรม eufy พร้อมนำเทคโนโลยีทำความสะอาดล้ำสมัยมาสู่ครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงในประเทศไทย ด้วยสมรรถนะทรงพลัง การปกป้องเชิงสุขอนามัย และการออกแบบที่ไม่ลดทอนคุณภาพในทุกมิติ ไลน์อัป C-E-S นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของครัวเรือนอย่างครอบคลุม โดยไม่ลดทอนมาตรฐานความสะอาด
จุฬาฯ ย้ำ AI University สร้างเครือข่ายผู้นำเอไอ ไปต่อหลักสูตร NEXUS AI รุ่น 2
จุฬาฯ มุ่งสู่ AI University ร่วมพันธมิตรเทคฯ ระดับโลกและ Degree Plus สร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงรัฐ-เอกชน ผ่านหลักสูตร NEXUS AI รุ่นที่ 2 ขับเคลื่อนไทยแข่งขันเศรษฐกิจอนาคต ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนและกำลังถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างรวดเร็ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Degree Plus เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแรก เปิดตัวหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง ‘NEXUS AI’ รุ่นที่ 2 (Network for Executive Xceleration & Unbounded Scale) อย่างเป็นทางการ ภายใต้วิสัยทัศน์ AI University มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้เชิงยุทธศาสตร์ด้าน AI ให้แก่ผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารองค์กร การกำหนดนโยบาย และการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ จากความสำเร็จของการดำเนินงานในรุ่นแรก หลักสูตร NEXUS AI ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 50 ชีวิต พร้อมจุดประกายการนำ AI ไปใช้จริงในระดับองค์กร สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้นำไทยในการเตรียมความพร้อมสู่ยุคเศรษฐกิจ AI การเปิดรุ่นที่ 2 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายผลจากระดับองค์กร สู่การสร้างพลังร่วมในระดับประเทศ ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเปิดตัว NEXUS AI รุ่นที่ 2 มิใช่เพียงการเปิดหลักสูตรใหม่ หากเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพผู้นำไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ของโลก “AI ในวันนี้ไม่ใช่ ‘ความได้เปรียบ’ อีกต่อไป แต่เป็น ‘ความจำเป็น’ ประเทศที่สามารถพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์ ย่อมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถแข่งขันได้อย่างมีนัยสำคัญ ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมี AI แต่อยู่ที่ว่าใครมีปัญญาในการประดิษฐ์ปัญญาประดิษฐ์ในแบบของตนเอง” อธิการบดีกล่าวว่า ภายใต้เป้าหมายการเป็น AI University จุฬาฯ มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล และพัฒนาผู้นำที่สามารถใช้ AI เป็นกลไกหลักในการยกระดับองค์กรและขับเคลื่อนประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รองศาสตราจารย์ ดร.มาโนช โลหเตปานนท์ ประธานอำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า หลักสูตร NEXUS AI รุ่นที่ 2 ได้รับการออกแบบให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยต่อยอดจากประสบการณ์และข้อเสนอแนะของผู้เข้าอบรมรุ่นแรก เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างรอบด้าน และนำไปสู่การขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม หลักสูตร NEXUS มี 6 ความโดดเด่นดังนี้ AI Thinking for Leaders วางรากฐานความเข้าใจด้าน AI อย่างถูกต้องและเป็นระบบ ควบคู่กับกรอบคิดเชิงกลยุทธ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถต่อยอดสู่แผนกลยุทธ์ขององค์กรได้ทันที AI Labs for Executives สำรวจและทดลองใช้เครื่องมือ AI จริง เพื่อเข้าใจทั้งศักยภาพ ข้อจำกัด และแนวทางการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร Big Tech Company Visits ศึกษาดูงาน ณ องค์กรเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อเรียนรู้จากผู้ปฏิบัติจริง และเข้าใจระบบนิเวศดิจิทัลที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศ “Bring Your Team” Workshops ส่งทีมงานเข้าร่วมเวิร์กชอปเชิงปฏิบัติ เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการนำ AI ไปใช้ในงานสำคัญขององค์กร อาทิ Sales, Marketing, HR และ Automation พร้อมกรณีศึกษาและเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้ทันที China Tech Immersion Trip เปิดประสบการณ์ระดับโลก ผ่านการศึกษาดูงานในประเทศจีน เรียนรู้ทั้งในมิตินโยบาย เทคโนโลยี และแนวทางการพัฒนา AI ที่ทำให้จีนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกด้านนี้ Networking for AI Leaders สร้างเครือข่ายผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ และต่อยอดความร่วมมือที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม NEXUS AI รุ่นที่ 2 เกิดจากความร่วมมือระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย คณะวิศวะกรรมศาสตร์และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, Degree Plus (บริษัท ดีกรีพลัส จำกัด) และ 8 องค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทสำคัญทั้งในระดับชาติและระดับโลก ได้แก่ Alibaba Cloud Thailand บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จํากัด สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) Google Cloud ประเทศไทย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด Tencent Cloud สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ในการยกระดับศักยภาพผู้นำไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก “หลักสูตร NEXUS AI” คือเวทีสำคัญในการหล่อหลอมผู้นำ AI ของประเทศไทย เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับองค์กรและระดับประเทศ และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://lifelong.chula.ac.th/nexus/
จากหมูเด้งถึงพันช์คุง เมื่อ’Caring Marketing’เปลี่ยนความเอ็นดูเป็นพลังซื้อ
จาก ‘หมูเด้ง’ ถึง ‘พันช์คุง’ สะท้อนการตลาดใส่ใจ ‘Caring Marketing’ ที่สร้างแรงซื้อถึงเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่รักสัตว์มากขึ้น และกลายเป็นอำนาจการจับจ่ายซื้อสินค้ากลุ่มใหญ่ที่มีพลังและยอมจ่ายให้กับ ‘ความน่ารัก’ ให้กับสัตว์โลก กระแส ‘พันช์คุง’ ลิงหิมะญี่ปุ่นในสวนสัตว์เมืองอิชิคาวะ ‘Ichikawa City Zoo’ ใกล้กรุงโตเกียว ที่ทำหลายคนทั่วโลกหลายคน ‘ใจบาง’ กับภาพไวรัลคลิปลิงตัวจิ๋วทั้งลากทั้งกอดตุ๊กตา(ลิง)สีส้มติดตัวแทบตลอด กับความพยายามหาเพื่อนลิงเล่นด้วยกันภายในสวนสัตว์ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงในตอนนี้สื่อญี่ปุ่นรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวเดินทางมาสวนสัตว์แห่งนี้พุ่งพึง 900 คนต่อวันสูงกว่าช่วงปกติ 4 เท่าตัว นัยว่าผู้คนต่างพากันไปเพื่อไปให้กำลังใจพันช์คุงและตุ๊กตา(แม่)ของเขา แนวโน้มที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดถึง ‘ความรักสัตว์’ ที่อาจไม่ได้เป็นแค่ความเอ็นดู แต่กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ ที่พาโลกธุรกิจเข้าสู่ยุค Caring Marketing การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความใส่ใจ ความผูกพัน และความเข้าใจเชิงอารมณ์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ‘หมูเด้ง’ รุ่นพี่สายคิวท์ ก่อนหน้านี้เมื่อราวปี 2567 ในสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี ประเทศไทยเคยมีกระแสลักษณะคล้ายคลึงเช่นเดียวเกิดขึ้นมาแล้วเช่นกัน กรณีลูกฮิปโปแคระเกิดใหม่ ‘หมูเด้ง’ ที่ขายความน่ารักและคาแรกเตอร์เฉพาะตัว ผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบคลิปวิดีโอของ ‘เบนซ์ อรรถพล’ พี่เลี้ยง Zoo Keeper จนเกิดการแชร์และพูดถึงอย่างกว้างขวาง มาถึงกรณีของ ‘พันช์คุง’ ในญี่ปุ่น ที่สะท้อนมิติความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์ในอีกระดับหนึ่ง ทั้งหมดนี้กำลังบอกอะไรบางอย่างกับตลาด?!? ‘พันช์คุง’ ลูกลิงกับตุ๊กตาส้ม Punch-kun (พันช์คุง) เป็นลูกลิงญี่ปุ่นสายพันธุ์ Japanese macaque หรือ ’ลิงหิมะ’ จากสวนสัตว์เมืองอิชิกาวะ อยู่ใกล้กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พันช์คุง กลายเป็นไวรัลระดับโลกจากภาพและคลิปที่แสดงพฤติกรรมคล้าย ‘ความเหงา’ และการกอดตุ๊กตาลิงอุรังอุตังจาก IKEA รุ่น DJUNGELSKOG เสมือนเป็น ‘ตุ๊กตาแทนแม่’ ขณะที่ภาพดังกล่าว ได้ถูกแชร์ไปทั่วโลก สร้างยอดวิวหลายสิบล้านวิว พร้อมแฮชแท็กอย่าง #HangInTherePunch และ #がんばれパンチ บนแพลตฟอร์มโซเชียลทั้ง TikTok, Instagram และ X จนเกิดกระแสแฟนอาร์ต การตีความเชิงอารมณ์ และการพูดถึงสินค้าที่เกี่ยวข้อง อีกด้วย จากไวรัลสู่ ‘Caring Economy’ โดยในช่วงที่ผ่านมาสื่อต่างประเทศและสื่อญี่ปุ่นรายงานว่าล่าสุด มีผู้เยี่ยมชมสวนสัตว์แห่งนี้พุ่งสูงถึงประมาณ 900 คนต่อวันมากกว่าช่วงปกติ 4 เท่า ส่งผลให้บรรยากาศสวนสัตว์เมืองอิชิกาวะ คึกคักขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงแต่การเคลื่อนไหวของผู้คนในโลกจริงเพิ่มขึ้นตามมา ไม่ใช่แค่ยอดวิวออนไลน์ จากกระแสไวรัลความเหงาของพันช์คุง ขณะเดียวกัน ‘ตุ๊กตา DJUNGELSKOG จาก IKEA’ กลายเป็นสินค้ายอดนิยมจนขายเกลี้ยง!! ไปแล้วในหลายประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนรูปธรรมชัดของ การตลาดแบบใส่ใจ Caring Marketing จากการที่ผู้คนมีอารมณ์ ที่นำไปสู่สร้างการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างทราฟฟิก และนำไปสู่การสร้างยอดขายทางการตลาด ได้ในที่สุด โดย Caring Marketing ยังเกี่ยวโยงกับทฤษฎีสร้างความผูกพันธ์ของอารมณ์และแบรนด์ Emotional Branding ของผู้บริโภค เช่น ความผูกพันหรือความรัก จะสร้างสัมพันธ์ระยะยาวและกระตุ้นพลังซื้อได้มากกว่าแค่คุณสมบัติสินค้าเท่านั้น รวมไปถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ทางการตลาด Relationship marketing ย้ำการสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับลูกค้าเป็นหัวใจของการตลาดสมัยใหม่ เพราะช่วยสร้างความจงรักภักดีและทำให้ผู้บริโภครู้สึกมีคุณค่าต่อแบรนด์ และ Cause-related marketing สะท้อนชัดถึงการนำประเด็นสังคมหรือคุณค่าทางอารมณ์เข้ามาผูกกับแบรนด์ ช่วยเพิ่มความชื่นชมและการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเช่นกัน จากพี่หมูเด้ง ถึงพันช์คุง ความต่างที่เหมือนกัน ด้านผู้เชี่ยวชาญ ‘ณรงวิทย์ ชดช้อย’ ผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียวผู้อำนวยการสวนสัตว์เขาเขียวให้มุมมองต่อเรื่องนี้กับ Alternate-X ไว้อย่างน่าสนใจ จากจุดเริ่มต้น ความห่วงใยใส่ใจของผู้คนในยุคปัจจุบันที่รักสัตว์ต่างๆ ในโลกมากขึ้น นอกเหนือจากสัตว์เลี้ยง ที่อย่างหลังหลายคนรุ่นใหม่หลายคนมีบทบาทเป็นพ่อแม่สัตว์เลี้ยง (Pet Parent) แทนการมีลูก ที่ขยายตัวมากขึ้น พร้อมยกกรณี ‘หมูเด้ง’ ลูกฮิปโปแคระคนดังแห่งสวนสัตว์เปิดเขาเขียว กับกระแสความน่ารักที่เป็นไวรัลระดับโลกเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน ที่ถูก ‘พี่เลี้ยง’ ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ความน่ารักในคลิปต่าง ๆ ทำให้เกิดกระแสความเอ็นดู ล้นหลาม สร้างทราฟฟิกคนมาเยี่ยมชมในช่วงพีคได้หลักหมื่นคนต่อวันช่วงวันหยุด และยังนำไปสู่การต่อยอดสินค้าเชิงพาณิชย์ (Merchandise) คาแรกเตอร์หมูเด้ง ต่างๆ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับแบรนด์สินค้าต่างๆ ในตลาด “ในตอนนี้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวมีนักท่องเที่ยวราว 2,000–3,000 คนต่อวัน และในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เพิ่มเป็น 4,000–6,000 คนต่อวัน จากในช่วงสูงสุดก่อนหน้าหลักหมื่นตนต่อวัน” ณรงวิทย์ กล่าวว่า จากกระแสความชื่นชอบความน่ารักและใส่ใจสัตว์ หมูเด้ง ในช่วงที่ผ่านมา ถึงในตอนนี้ หมูเด้ง ยังมีกลุ่มฐานแฟนคลับติดตามกิจวัตรประจำวันอย่างเหนียวแน่น รวมถึงความต้องการซื้อสินค้าลิขสิทธิ์หมูเด้ง อย่าง ชุดนอนลายหมูเด้ง ที่มีความต้องการและผลิตซ้ำเพื่อจำหน่าย รวมถึงการทำงานต่อเนื่อง ร่วมกับ (Collabs) แบรนด์สินค้าในกลุ่มของที่ระลึก ตุ๊กตา พวงกุญแจ เป็นต้น ในปัจจุบัน สัตว์-คน ต้องปรับตัวเข้าสังคม ณรงวิทย์ ให้มุมมองต่อถึงระบบนิเวศการดูแลสัตว์ภายในสวนสัตว์ ถึงพฤติกรรมของพันช์คุง และฝูงลิงอุรังอุตังที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่ (Zone) ในกรณีนี้ ‘พันช์คุง’ อาจไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่เลี้ยงดู แต่อาจเป็นช่วงระหว่างการเทียบฝูงให้สัตว์คืนกลับเข้ากลุ่มได้ตามสภาพการใช้ชีวิตได้ตามปกติ เห็นได้จากภาพล่าสุดในสื่อตอนนี้ ‘พันช์คุง’ เริ่มได้กลายยอมรับให้เข้าฝูงแล้ว “อย่างในสวนสัตว์เขาเขียวเอง หรือแห่งอื่นๆ จะมีทีมดูแลที่เรียกชื่อไม่เป็นทางการว่า ทีมแม่นมดูแลสัตว์ที่เกิดใหม่ในกรณีที่แม่สัตว์ไม่สามารถเลี้ยงได้หรือเกิดเหตุจำเป็น จะทีมงานคนดูแลอย่างใกล้ชิด เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้ลูกสัตว์สามารถกลับคืนสู่ฝูงได้ เรียกว่าการเทียบฝูง” โดยกรณีพันช์คุง คาดเป็นแนวทางที่สวนสัตว์ญี่ปุ่นนำมาใช้ซึ่งในขณะนี้เริ่มเห็นภาพ พันช์คุงได้รับการยอมรับแล้ว ซึ่งเป็นวิธีการฝึกให้สัตว์มีความแข็งแกร่งทางจิตใจและค่อย ๆ เข้าสู่ฝูง และนำไปสู่การผสมพันธุ์ด้วยเช่นกัน กระบวนการเทียบฝูงดังกล่าว จะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนขึ้นไปเพื่อสร้างการยอมรับ ขณะที่ สวนสัตว์เขาเขียวเองก็มีกรณีน้อง ‘น้องภาระ’ ลูกวัวแดงป่าที่เกิดมาขาหัก จำเป็นต้องแยกเลี้ยงจากฝูงเพื่อรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาเดินได้ตามปกติ หลังจากนั้นมีการนำไปเทียบฝูงจนประสบความสำเร็จ และสามารถกลับมาอยู่ในพื้นที่ได้ต่อเนื่องในตอนนี้แล้ว เช่นกัน ณรงวิทย์ ทิ้งท้ายว่า “จากสิ่งสะท้อนเคสพันช์คุงยังเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่เทลลิ่งที่ทำให้ผู้คนย้อนกลับมาตระหนักถึงคุณค่าของการรักสัตว์ และเห็นว่าสัตว์เองก็มีการปรับตัวได้ แม้ไม่ได้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น ซึ่งแม้แต่ตัวมนุษย์ ก็เช่นเดียวกัน ที่ยังต้องใช้เวลาการปรับตัวเพื่อเข้าสู่และเป็นที่ยอมรับของสังคม” STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เที่ยวสระบุรี ‘ตานก๋วยสลาก’ ประเพณีวัฒนธรรมล้านนา 222 ปี ใกล้กรุงเทพฯ
ชุมชนไท–ยวน อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ย้อนตำนาน 222 ปี จัดงาน ‘ตานก๋วยสลาก’ ประเพณีวัฒนธรรมล้านนา ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 สู่อัตลักษณ์ท้องถิ่น วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี รู้จัก ‘ตานก๋วยสลาก’ ‘ตานก๋วยสลาก’ พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา รากฐานจากวัฒนธรรมล้านนาและชุมชนชาวไท–ยวน สืบทอดต่อเนื่องมายาวนาน มีความหมายลึกซึ้งในเชิงจิตวิญญาณ เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษและผู้ล่วงลับ พร้อมทั้งสร้างสิริมงคลแก่ผู้ให้ทาน ลักษณะเด่นของประเพณี คือ การจัดเครื่องไทยทานใส่ “ก๋วย” หรือภาชนะตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วถวายพระสงฆ์ด้วยวิธีการจับสลาก!! สะท้อนคติความเชื่อ เรื่องการให้ทานโดยไม่เจาะจงผู้รับ อันเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และความเสมอภาคตามหลักพระพุทธศาสนา สำหรับชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ ประเพณีนี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธา ความสามัคคี ภาษา การแต่งกาย อาหารพื้นถิ่น ดนตรี และศิลปหัตถกรรม ที่สะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมสืบทอดมากว่า 222 ปี ทำไมมาอยู่ที่สระบุรีได้ ชุมชนไท–ยวนในพื้นที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี มีประวัติการตั้งถิ่นฐานยาวนานกว่า 222 ปี จึงนำเอาขนบธรรมเนียม ประเพณี และวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมติดตัวมาด้วย รวมถึง ‘ตานก๋วยสลาก’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ท้องถิ่น การจัดงาน “ตานก๋วยสลาก ย้อนตำนาน 222 ปี ไท–ยวน สระบุรี” จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชน และตอกย้ำความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อเนื่องในพื้นที่ งานกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยจังหวัดสระบุรีผ่านสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระบุรี ร่วมกับอำเภอเสาไห้ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเครือข่ายชุมชนไท–ยวน ท่องเที่ยวเชิงคุณค่า ‘สระบุรี’ จังหวัดสระบุรี มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า (Value-based Tourism) โดยใช้ ‘ทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา Soft Power ของพื้นที่ การจัดงานครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวไท–ยวนในอำเภอเสาไห้ พร้อมส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น งานประเพณี และภูมิปัญญาชุมชน ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาพลักษณ์จังหวัด โดยอำเภอเสาไห้ ได้บูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน ออกแบบกิจกรรมให้ครอบคลุมมิติ “ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน” เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เที่ยว ‘เสาไห้’ วัฒนธรรมสร้างสรรค์ สำหรับงานนี้วางเป้าหมายผลักดัน “ตานก๋วยสลาก” ให้เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ สร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน และพัฒนาเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวสำคัญของภาคกลาง พร้อมรองรับกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่และเครือข่ายชุมชนไท–ยวน นักท่องเที่ยวสายศาสนาและวัฒนธรรม ผู้สนใจเรียนรู้วิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น เยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในอัตลักษ สื่อมวลชนทุกแขนง โดยภายในงานตลอด 3 วัน มีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ ขบวนแห่ก๋วยสลากจากชุมชนต่าง ๆ พิธีถวายทานสลากภัตตามขนบธรรมเนียม การแสดงศิลปวัฒนธรรมไท–ยวน การจำหน่ายสินค้าชุมชนและอาหารพื้นถิ่น บูธสาธิตภูมิปัญญา งานผ้าพื้นเมืองและหัตถศิลป์ กิจกรรมประกวดและการแสดงสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงศรัทธาทางศาสนากับการมีส่วนร่วมของทุกช่วงวัย ทั้งนี้ จังหวัดสระบุรีและภาคีเครือข่ายคาดหวังให้การจัดงานครั้งนี้ เป็นทั้งเวทีอนุรักษ์ประเพณีอันทรงคุณค่า และเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้จังหวัดสระบุรีในฐานะ “เมืองแห่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม” ที่พัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน และสามารถเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวด้านศาสนา ธรรมชาติ และชุมชนได้อย่างลงตัว ไปต่องานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยการจัดงานครั้งนี้ ยังเป็นการร่วม ‘ย้อนตำนาน’ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาให้คนรุ่นใหม่และสาธารณชนได้เรียนรู้ เกิดความภาคภูมิใจ และร่วมกันสืบสานมรดกไท–ยวน ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความหมาย เพื่อขับเคลื่อน Soft Power ของประเทศ ทั้งนี้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ขอเชิญประชาชน นักท่องเที่ยว และสื่อมวลชน ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งศรัทธา ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ วัดพระยาทด ตำบลพระยาทด อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
CBS บัญชีจุฬาฯ ดึง 3 ผู้นำองค์กร เปิดเวทีใหญ่รีเซ็ตเศรษฐกิจไทยฯ
CBS บัญชีจุฬาฯ เปิดเวทีถกโจทย์ใหญ่ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” ชี้จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงผู้นำ 3 องค์กรหลักเสนอทางออกประเทศ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เปิดเวทีวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเชิงโครงสร้าง และข้อจำกัดด้านขีดความสามารถการแข่งขัน โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจากดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา ดำเนินรายการโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “รีเซ็ต” ต้องลึกกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การ “รีเซ็ต” ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่คือการปรับโครงสร้างเชิงลึก ทั้งด้านผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน จุฬาฯ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำ มีบทบาทเป็น “เวทีแลกเปลี่ยนทางความคิด” (intellectual platform) เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับภาคปฏิบัติ และเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา บนฐานข้อมูล งานวิจัย และบริบทสังคมที่รอบด้าน เพื่อร่วมออกแบบโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว ภาคธุรกิจชี้ ต้องลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง–สร้างเสถียรภาพ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคธุรกิจต้องการความชัดเจนเชิงนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน ควรมุ่งลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ปรับปรุงกฎระเบียบให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ ภาคอุตสาหกรรมเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันระดับภูมิภาคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว การรีเซ็ตต้องมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีขั้นสูง สนับสนุนการลงทุนในระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอนาคตอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดข้อจำกัดด้านต้นทุน ประเทศต้องมีทิศทางชัดเจนในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคตและพลังงานที่ยั่งยืน เพื่อรองรับการแข่งขันในภูมิภาคและตลาดโลก ภาคส่งออกชี้ ต้องกระจายตลาด–เพิ่มมูลค่าสินค้า คุณธนากร เกษตรสุวรรณ ประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวเสริมว่าการส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่ต้องเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกและมาตรการการค้าที่เข้มข้นขึ้น ไทยจำเป็นต้องกระจายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้า และยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ เพื่อรักษาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว CBS กับภารกิจตัวกลาง “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย”: รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินรายการเสวนาครั้งนี้ว่า “โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทั้งภาวะการผลิตชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง และขีดความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลง เวทีสัมมนาในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนจากภาคเศรษฐกิจสู่แวดวงวิชาการ มุ่งผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง” “มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการรีเซ็ตเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยมุ่งหวังการเติบโตที่ยั่งยืน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนการมุ่งเน้นเพียงการแข่งขันด้านต้นทุนอย่างในอดีต” ทั้งนี้ งานเสวนาวิชาการ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย: โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?” (Reset Thailand’s Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) เป็นการผนึกกำลังเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์และสถานการณ์จริงของเศรษฐกิจไทยผ่านมิติที่หลากหลาย ประกอบด้วย ภาคการค้า อุตสาหกรรมการผลิต และการส่งออก โดยมุ่งผลักดันแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่มิใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
ปี 2569 คอมฯชิป AI แตะ 55% ตลาดโลก NVIDIA เปิดเกมใหม่ใน COMMART 2026
บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ประเดิมงานใหญ่ COMMART งานแรกของปี 2026 ด้วยแนวคิด COMMART GAMEFORCE เปิดตัวสินค้านวัตกรรมเทคโนโลยี AI เต็มรูปแบบจากทุกแบรนด์ดังทั้งฮาร์ดแวร ซอฟต์แวร์ ตอบโจทย์ ดีมานด์ลูกค้าเกมเมอร์ ผู้ใช้งานทั่วไปจนถึงมือโปร ที่มองหาเทคโนโลยีสุดล้ำระดับโลก เริ่ม 5-8 มีนาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ตลาดชิป AI โตต่อเนื่อง ปี 2569 คอมพิวเตอร์ติดตั้งชิป AI คาดแตะ 55% ของยอดส่งมอบทั่วโลก องค์กรใหญ่เร่งใช้ AI Notebook หนุนอุตสาหกรรมไอทีเติบโต ไฮไลต์เทคโนโลยี–เกมระดับโลก ทดลองเล่น Resident Evil Requiem ผ่าน GeForce RTX 50 Series สาธิต GeForce NOW ความละเอียด 4K และเดโมเกมดังหลายค่าย โปรโมชั่น–กิจกรรมจัดเต็ม 4 วัน ช้อปลุ้นรางวัล PlayStation 5 และ Gaming Gear มูลค่าสูง มีจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ รับส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท เทรนด์ตลาดชิป AI ปี 69 โตไม่ยั้ง บุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “ปี 2569 คาดว่าคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งชิป AI จะมีสัดส่วนถึง 55% ของยอดส่งมอบทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 31 % ในปี 2568 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างชัดเจน โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่โน้ตบุ๊ก AI จะกลายเป็นทางเลือกหลักที่ช่วยหนุนให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไอทีปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับ 3 เทรนด์ไอทีปี 2569 ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย ชิปประมวลผลที่รองรับ AI เต็มตัว โน้ตบุ๊กที่เน้นความบางและหน้าจอแยก อุปกรณ์ DIY PC มี AI ในตัว ช่วยให้ทำงานด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น “เรามั่นใจว่างาน COMMART GAMEFORCE จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไอทีของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” อธิชัย อุ่นโกมล ผู้บริหารและตัวแทน บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า NVIDIA มุ่งมั่นในการค้นหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความสนุกและมอบประสบการณ์ที่ครบถ้วนให้กับเกมเมอร์ จึงนำเทคโนโลยีระดับโลกมาให้ผู้สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ด้วยแนวคิด GAMEFORCE ในครั้งนี้ อีกทั้ง เอ็นวิเดีย ร่วมกับเกมพับลิชเชอร์ชั้นนำหลากหลายค่าย เพื่อนำสิทธิ์การจัดแสดงและจัดกิจกรรมเกมภายในงานตลอดระยะเวลา 4 วันอย่างเต็มรูปแบบ ไฮไลต์คือการทดลองเล่นเกม Resident Evil Requiem ภาคล่าสุดก่อนใคร ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งการ์ดจอ GeForce RTX™ 50 Series พร้อมสาธิต GeForce NOW บริการคลาวด์เกมมิ่ง ความละเอียดระดับ 4K รวมถึงกิจกรรมเกมและเดโมเทคโนโลยีจากหลากหลายค่าย อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมความบันเทิงสำหรับคอเกม เช่น การประกวด Cosplay ในธีมเกมและตัวละครยอดนิยม รวมถึงการจัดแสดงเดโมเกมและเทคโนโลยีด้านกราฟิกจากหลากหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น Half-Life 2 RTX, Tekken 8 ตลอดจน Nightmare Circus เกมฝีมือคนไทยที่ได้รับการยอมรับและสร้างชื่อเสียงในระดับสากล สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมเกมไทยบนเวทีโลกอย่างน่าภาคภูมิใจ พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “COMMART GAMEFORCE มุ่งเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าไอทีและเกมมิ่งยุค AI ที่ครบวงจรที่สุด ผู้บริโภคจะได้พบกับโน้ตบุ๊ก AI, Gaming PC, การ์ดจอ, คอนโซล, อุปกรณ์เกมมิ่ง และซอฟต์แวร์แท้ พร้อมโปรโมชั่นแรง ของแถมจัดเต็ม และกิจกรรมเกม-อีสปอร์ต-ครีเอเตอร์ ที่ผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับประสบการณ์ความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้ง คอมมาร์ตยังร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เปิดจุดรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี เพื่อตอกย้ำการใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ โดยมอบส่วนลดสูงสุด 1,000 บาท แก่ผู้ร่วมโครงการ ข้อเสนอ โปรโมชั่นและกิจกรรมพิเศษ คอมมาร์ต Big Bonus สิทธิ์ลุ้นของรางวัลสุดพิเศษในงานตลอดทั้ง 4 วัน เพียงช้อปสินค้าในงานครบทุก 3,000 บาท พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 ลุ้นโชคหน้างานจับแจกทุกวัน รางวัล เครื่องเล่นเกมส์พกพา, จอมอนิเตอร์, ชุดเช็ต Gaming gear และ เครื่องเล่นเกมส์ Play Station 5 ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จ ผ่าน LINE COMMART ได้ลุ้นลำโพงคอมพิวเตอร์อีก 5 รางวัล คอมมาร์ต on Top ช้อปครบ 50,000. – รับคูปองลดเพิ่ม 500.- (เฉพาะวันพฤหัสบดี-ศุกร์) คอมมาร์ต วัดดวง ร่วมสนุกหมุนวงล้อ ลุ้นคูปองส่วนลดสูงสุด 10,000. – คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานคอมมาร์ตครบ 30,000. – แลกสิทธิ์จอดฟรี ได้ 3 ชั่วโมง ภายในงาน COMMART GAMEFORCE เข้าชมงานฟรี เลือกสรรสินค้า หรือสอบถามความรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ กับแบรนด์ชั้นนำ หรือจากผู้ค้าทั้งตลาดสินค้าเทคโนโลยีกว่า 20 ราย เช่น ACE, Banana, E-Quip, Epson, iStudio by spvi, IT City, JIB, Maru, Zarukon, JIB Mobile, MSI, Speed Computer, Speed Gaming, Studio7, AMD, AppleSheep, Ascenti, ASUS, ROG, Bewell, Cougar, ERGOTREND, GamersLab, SecretLAB, เครดิตบูโร , Moonshot, GeForce NOW , Nvidia GeForce , Synnex ร่วมด้วย Media Partner เปิดใจ 1 ในแบรนด์ดังการันตีคุ้มค่า ‘COMMART’ 3 ทศวรรษ ถกล นิยมไทย Head of Investor Relations บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือรู้จักกันในชื่อ “BANANA” หนึ่งในพันธมิตร ผู้ค้ารายใหญ่ในงาน COMMART มาตั้งแต่ ปี 2000 จนถึงปัจจุบัน เล่าว่า เข้าร่วมงาน Commart เพราะเป็นงานรวมเทคโนโลยี ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นแหล่งพบปะคนไอทีด้วยกัน และสิ่งสำคัญที่สุด แบรนด์ ตั้งใจให้ ลูกค้าที่เช้ามาดูงานคอมมาร์ต ได้รับความคุ้มค่าทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ระดับโลก ทั้งราคาที่ดี และของแจกให้กับลูกค้า “งาน COMMART ที่อยู่ได้ยืนยาวเป็นเพราะ ทุกแบรนด์ ผู้ค้า พันธมิตร ล้วนตั้งใจที่จะนำเสนอสิ่งที่คุ้มค่า นวัตกรรมใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมานำเสนอให้ลูกค้าได้พบนวัตกรรมอยู่เสมอ จะเห็นว่าช่วงแรกจัดงานปีละ 2 ครั้งได้ปรับเป็น 3 ครั้งตามความต้องการของลูกค้ามีความต้องการสิ่งของใหม่ๆ รวมถึงรู้กันดีว่าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก สินค้าที่ไม่มีในตลาด จะมีที่งานนี้” BANANA เองนอกจากบูธใหญ่ นำเสนอนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ แล้ว จะมีบูธสินค้า CLEARANCE เป็นสินค้าไอที ที่ยังเข้ายุคสมัย ปกติจัดที่ Office ครั้งนี้นำมาจัดลดกระหน่ำที่ COMMART AlternateX สรุปให้ บริษัท เออาร์ไอพี จัดงาน COMMART GAMEFORCE 5–8 มีนาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ชูเทคโนโลยี AI เต็มรูปแบบ คาดปี 2569 คอมพิวเตอร์ติดชิป AI จะมีสัดส่วน 55% ของยอดส่งมอบทั่วโลก สะท้อนยุค AI ชัดเจน เทรนด์เด่นปี 69 คือ ชิป AI เต็มตัว โน้ตบุ๊กบางจอแยก และ DIY PC มี AI ในตัว NVIDIA ร่วมเปิดประสบการณ์เกมใหม่ ทดลองเล่น Resident Evil Requiem พร้อม RTX 50 Series และ GeForce NOW 4K ภายในงานรวมสินค้าไอทีครบวงจร โปรโมชั่นแรง พร้อมกิจกรรมเกม อีสปอร์ต และโครงการรับ e-waste
‘The O2 Bangkok’ ห้างสรรพสินค้าสายสุขภาพ เจาะเทรนด์ใช้ชีวิตแอคทีฟ
‘The O2 Bangkok’ สปอร์ตคอมเพล็กซ์มูลค่า 200 ล.บาท แห่งแรกในไทยมาครบทั้ง “การแพทย์-กีฬา-การฟื้นฟู’ ให้บริการเดือนมิถุนายน 2569 โมเดลธุรกิจใหม่สายสุขภาพ ผสานคลินิกเวชศาสตร์การกีฬา กายภาพบำบัด และสนามกีฬามาตรฐานสากลในพื้นที่เดียว แก้ Pain Point ผู้บริโภค ไม่ต้องเดินทางหลายแห่งเมื่อต้องรักษาและฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ รับเทรนด์ตลาดโตแรง ตลาดเวชศาสตร์การกีฬาไทยคาดโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี ถึงปี 2576 สอดรับพฤติกรรมคนเมืองที่เน้น Active Lifestyle และป้องกันโรค NCDs พันธมิตร–สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ร่วมมือปอป้อ ทรัพย์สิรี เปิด Sapsiree Badminton Academy และฟิตเนส AI 24 ชม. มีคลินิกสุขเลิด สระ Hydrotherapy และพื้นที่กีฬา 4 ชั้นครบวงจร นายแพทย์มานพ ศิลาเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ล้ำฤทธิ์ จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง The O2 Bangkok เผยว่า ปัจจุบันเทรนด์การออกกำลังกายและการใช้ชีวิตแบบแอ็กทีฟไลฟ์สไตล์เพื่อป้องกันและต่อสู้กับกลุ่มโรคที่เกิดจากพฤติกรรม (NCDs) ยังคงเป็นที่นิยมในหมู่คนไทยทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้สูงวัย นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) ของไทย โดย Grand View Horizon แพลตฟอร์มวิจัยตลาด คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเวชศาสตร์การกีฬาในประเทศไทยจะพุ่งจาก 80.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 สู่ 170.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 นับเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) 8.8% จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทร่วมกับพันธมิตรชื่อดังในวงการแพทย์และกีฬา ใช้งบลงทุนราว 200 ล้านบาท พัฒนาโครงการ ‘The O2 Bangkok’ (ดิ โอทู แบงค็อก) สปอร์ตและเวลเนสคอมเพล็กซ์ แห่งแรกของประเทศไทย โดยโครงการฯ วางแนวคิดผสานศักยภาพด้านการแพทย์ การกีฬา และการฟื้นฟูสมรรถภาพไว้ในแห่งเดียว บนพื้นที่ 10,200 ตารางเมตร ในทำเลศักยภาพ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 84 ใกล้ MRT สถานีบางอ้อและรายล้อมด้วยเขตชุมชนเมือง วางแผนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายนปีนี้ พร้อมกันนี้ The O2 Bangkok ยังร่วมกับพาร์ตเนอร์สำคัญ อาทิ ปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันทีมชาติไทยดีกรีแชมป์โลก ร่วมเปิด ‘Sapsiree Badminton Academy’ แห่งแรกเพื่อพัฒนานักแบดมินตันดาวรุ่งสู่เวทีแข่งขันระดับสากล บริษัท Fei Yue Asia เจ้าของแบรนด์ FYB และ PRIMALAPE ฟิตเนสล้ำสมัย เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงและบริหารจัดการโดย AI แห่งแรกในไทย ทีมแพทย์เฉพาะทาง จากคลินิกสุขเลิด (Suklert Clinic) ร่วมดูแลรักษาอาการบาดเจ็บ ฟื้นฟูบำบัด และเวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัวในพื้นที่เดียว ‘ป้องกัน-ฟื้นฟู-ยืดอายุ’ ไปด้วยกัน นายแพทย์มานพ เสริมว่า จากประสบการณ์การทำงานด้านการฟื้นฟูร่างกายทั้งในไทยและต่างประเทศ พบว่าศูนย์การแพทย์แผนปัจจุบัน ศูนย์กายภาพบำบัด และสนามกีฬาระดับมืออาชีพ ถูกแยกออกจากกัน ทำให้ผู้บริโภคคนไทยต้องเดินทางไปหลายที่ “เราเห็นพ่อแม่ไปตรวจสุขภาพที่คลินิก ส่วนลูกไปซ้อมกีฬาที่สนาม และเมื่อเล่นกีฬาแล้วเกิดการบาดเจ็บก็ต้องไปโรงพยาบาล หรือพออยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย ก็ต้องไปคลินิกกายภาพ เพนพอยต์นี้เป็นการสูญเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย” นอกจากนี้ นักกีฬาเยาวชนและนักกีฬามืออาชีพมากมาย ต้องเลิกเล่นกีฬาจากปัญหาการบาดเจ็บเรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างถูกต้อง ด้วยทราบดีว่านักกีฬาไม่ได้ต้องการแค่รักษาให้หายเจ็บ แต่ต้องการฟื้นฟูจนกลับมาแข่งขันได้ ดังนั้นการพัฒนาสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่มีศูนย์การแพทย์และศูนย์กายภาพอยู่ในสนามกีฬาจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเชื่อมการรักษากับการเทรนนักกีฬาได้แบบไร้รอยต่อ สู่การพัฒนา The O2 Bangkok ดังกลาว เปลี่ยนผู้รับบริการเป็นสมาชิกระยะยาว สำหรับ The O2 Bangkok ใช้กลยุทธ์ ‘Injury-to-Membership Loop’เพื่อเชื่อมต่อบริการสามขั้นตอนเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ การรักษา โดยผู้ที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ หรือปัญหาสุขภาพจากการทำงาน สามารถเข้ารับบริการที่คลินิกสุขเลิด (Suklert Clinic) ครอบคลุมบริการ ทางการแพทย์แผนปัจจุบัน การฟื้นฟูจากการบาดเจ็บทางกีฬา กายภาพบำบัดสำหรับปัญหากล้ามเนื้อและข้อต่อ ตลอดจนการดูแลสุขภาพความงาม ที่เน้น Functional Medicine หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและชะลอวัย ขั้นที่สอง คือ การฟื้นฟู โดยผู้รับบริการสามารถเทรนต่อที่สนามกีฬาเพื่อให้สามารถกลับมาเล่นกีฬาได้ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดแบบไม่ต้องเดินทางไปสนามกีฬาที่อื่น ขั้นที่สาม คือ การป้องกันไม่ให้กลับมาบาดเจ็บอีก โดยสนามกีฬาของ The O2 Bangkok ออกแบบภายใต้มาตรฐานสากล พร้อมทีมโค้ชที่ช่วยดูแลการฝึกฝนอย่างถูกวิธีเพื่อการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและป้องกันการบาดเจ็บในระยะยาว ห้างสรรพสินค้าสายสุขภาพ นายแพทย์ เสริมว่า การออกแบบ The O2 Bangkok วางให้เป็นห้างสรรพสินค้าสำหรับสุขภาพ โครงการของเราตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ เจาะกลุ่มเป้าหมาย Urban Health หรือคนรักสุขภาพในเมืองและครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง ที่ต้องการสถานที่ดูแลสุขภาพแบบครบวงจร ทุกคนในครอบครัวจะเจอกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตนเอง “ลูก ๆ จะได้มาฝึกซ้อมกับโค้ช ผู้ใหญ่และนักกีฬาก็ได้มาเล่นกีฬาคลายเครียดและฟื้นฟูสมรรถภาพ ส่วนพ่อแม่ที่มารอลูกก็จะได้มาตรวจสุขภาพและเข้าคอร์ส Anti-Aging ส่วนผู้สูงอายุ ก็เข้าโปรแกรมป้องกันโรค NCDs และมาออกกำลังกายแบบ Low Impact อย่างว่ายน้ำได้เช่นกัน” คอมเพล็กซ์ 4 ชั้น The O2 Bangkok มีพื้นที่อาคาร 10,200 ตารางเมตร รวม 4 ชั้น ประกอบด้วย Sapsiree Badminton Academy คอร์ตแบดมินตันติดแอร์ 7 คอร์ต ด้วยพื้นคุณภาพสูงที่ซับแรงกระแทกลดการเจ็บเข่า นำทีมสอนโดยปอป้อ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย สนามบาสเก็ตบอลติดแอร์โดย FYB Basketball Academy ด้วยพื้นไม้เกรดแข่งขันมืออาชีพด้วยระบบซับแรงกระแทก สนามฟุตบอล 5 คน โดย FYB Football Academy, PRIMALAPE ฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมงที่บริหารจัดการโดย AI แห่งแรกในไทย คลินิกสุขเลิด (Suklert Clinic) สระน้ำ Hydrotherapy กลางแจ้ง ความยาว 25 เมตร, ศูนย์อาหารและเครื่องดื่มพร้อมตัวเลือกเมนูสุขภาพที่หลากหลาย และพื้นที่จอดรถกว้างขวาง พร้อมวางแผนเปิดบริการนวดและสปาในอนาคต แลนด์มาร์กสุขภาพนานาชาติ โดย The O2 Bangkok วางเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์แห่งการยกระดับประสิทธิภาพและการฟื้นฟูของกรุงเทพฯ (Bangkok Performance & Recovery Center) พร้อมสร้างการรับรู้ในฐานะแลนด์มาร์กด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ สำหรับในระยะยาว บริษัทมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ควบคู่ไปกับการขยายสาขา The O2 ในรูปแบบแฟรนไชส์ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำโมเดลที่ผสาน “การแพทย์-กีฬา-การฟื้นฟู” ไปยังพื้นที่ศักยภาพอื่น ๆ อันจะเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมกีฬาและกายภาพบำบัดของไทยสู่ระดับสากล Alternate-X สรุปให้ The O2 Bangkok สปอร์ต–เวลเนสคอมเพล็กซ์ มูลค่า 200 ล้านบาท เตรียมเปิด มิ.ย. 2569 ใช้โมเดลผสาน “การแพทย์–กีฬา–การฟื้นฟู” ไว้ในแห่งเดียว บนพื้นที่ 10,200 ตร.ม. ย่านจรัญฯ ตอบรับเทรนด์คนไทยใช้ชีวิตแอคทีฟ ป้องกันโรค NCDs และการเติบโตตลาด Sports Medicine ใช้กลยุทธ์ Injury-to-Membership Loop เชื่อมรักษา–ฟื้นฟู–ป้องกันแบบครบวงจร ตั้งเป้าเป็น Bangkok Performance & Recovery Center และขยายแฟรนไชส์ในอนาคต
สถาปนิก’69 ใช้ธีม ‘สติมา ปัญญา (พร้อมท์)’ สถาปัตย์กับเอไอไปด้วยกัน
สถาปนิก’69 มองงานออกแบบสถาปัตย์ยุคใหม่ไปทั้งระบบ คน-วัสดุมีพฤติกรรมตัวเอง และเอไอ ชวนประกวดแบบร่วมงานฯ ชิงรางวัล 50,000 บาท แนวคิดงานปี 2569 ชูธีม “SATI : WISDOM : PROMPT” มองสถาปัตยกรรมเป็นการผสานพหุปัญญา ทั้งคน เทคโนโลยี และธรรมชาติ เน้นการออกแบบที่ปรับตัวต่อโลกยุค AI และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ–สังคม รูปแบบการประกวด ไม่จำกัดการใช้ AI แต่ต้องระบุบทบาทเครื่องมือและอธิบาย Human Contribution ชัดเจน เปิดรับทั้งนิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ส่งได้เดี่ยวหรือทีม ไม่มีจำกัดอายุหรือสัญชาติ รางวัลและกำหนดการ รางวัลสูงสุดบุคคลทั่วไป 100,000 บาท ส่วนนิสิตนักศึกษารางวัลที่หนึ่ง 50,000 บาท เปิดรับสมัคร 10 ก.พ.–9 เม.ย. 2569 จัดงาน 28 เม.ย.–3 พ.ค. 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การจัดงานสถาปนิก’69 ต่อเนื่องครั้งที่ 38 เป็นงานแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและแสดงนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน ภายใต้ธีม ‘สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT’ เป็นการเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบด้าน มีบทบาทและท้าทายต่อรูปแบบการใช้ชีวิต และระบบวิธีคิดของผู้คน อาทิ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ฯลฯ ทั้งนี้ ในมุมของสถาปัตยกรรมจะต้องมีการเข้าใจ ปรับตัว เตรียมพร้อมเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ของสังคมและผลักดันทิศทางการยกระดับสถาปัตยกรรมไทยไปสู่สากลได้ ขณะเดียวกัน เพื่อให้การจัดงานเป็นไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทางสมาคมฯ ได้จัดกิจกรรมพิเศษ ASA Experimental Design Competition 2026 เปิดรับสมัครประกวดแบบเพื่อคัดเลือกสุดยอดผลงานร่วมแสดงนิทรรศการภายในงาน ‘สถาปนิก’69’ ครั้งนี้ โดยเชิญชวน นักออกแบบ ทั้งมืออาชีพ สมัครเล่น นักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป ร่วมส่งผลงานประกวดแบบแนวทางความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด ‘ปัญญาร่วมสรรค์ Hybridized Wisdoms: Architecture Across Multiple Intelligences’ ด้วยนิยามสถาปัตยกรรม คือ การเจราจาต่อรองระหว่างปัจจัยเชิงสร้างสรรค์ต่างๆ ตลอดมา และในปัจจุบัน สำหรับการจัดงานฯ พร้อมแนวคิดการประกวดแบบฯ ครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับการออกแบบสถาปัตยกรรม จากนี้ไปไม่ได้เกิดจากมนุษย์เพียงลำพัง แต่เป็นความร่วมมือระหว่างมนุษย์ เครื่องจักร ธรรมชาติ และวัสดุที่มีพฤติกรรมของตนเอง โดยการออกแบบต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกับระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การควบคุมหรือครอบงำเหมือนในอดีต ขณะที่แนวคิดสำคัญ คือการ ‘เจรจาต่อรอง’ ระหว่างผู้สร้างกับบริบทแวดล้อม เพื่อให้เกิดความสมดุลมากกว่าการสั่งการฝ่ายเดียว โดยปัญญาประดิษฐ์(AI) ถูกมองเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ ที่สามารถช่วยคาดการณ์ วิเคราะห์ และสร้างแนวทางใหม่ๆ ทางสถาปัตยกรรม ทำให้การออกแบบในอนาคตจึงเป็นการผสานพหุปัญญา ทั้งมนุษย์ เทคโนโลยี และธรรมชาติ เข้าด้วยกัน ด้วยเป้าหมาย การสร้างพื้นที่ที่มีจริยธรรม ยืดหยุ่น และเปิดรับจินตนาการใหม่ๆ ขณะที่ การประกวดแบบครั้งนี้จึงไม่จำกัดการใช้ AI หรือเครื่องมือที่ไม่ใช่มนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ ซึ่งผู้ส่งผลงานต้องระบุอย่างชัดเจนว่าใช้เครื่องมือใด และเครื่องมือนั้นมีบทบาทหรืออิทธิพลมากน้อยเพียงใด ที่สำคัญต้องอธิบายส่วนร่วมของมนุษย์ให้เห็นชัด ว่าการตัดสินใจ ทักษะ และภูมิปัญญาของมนุษย์อยู่ตรงไหน สะท้อนว่าถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด มนุษย์ยังคงเป็นแกนกลางของความหมายและคุณค่าทางสถาปัตยกรรม สำหรับการคัดเลือกผลงานจะพิจารณาโดยคณะกรรมการซึ่งเป็นสถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงทั้งคนไทยและต่างชาติรวม 5 ท่าน ประกอบด้วย ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล (CHAT Architects) ผศ.ดร.สุรพงษ์ เลิศสิทธิชัย (IDYLLIAS, Co., Ltd.) Luca Bussolino (CRA-Carlo Ratti Associati) Cecilia MoSze Tham (Futurity Systems) Miho Mazereeuw (Urban Risk Lab/ Associate Professor, School of Architecture and Planning Massachusetts Institute of Technology) พร้อมวางหลักเกณฑ์พิจารณาตัดสินจาก ความคิดสร้างสรค์ (40%) : ความสามารถในการสร้างไอเดียที่น่าสนใจและสดใหม่ ความเกี่ยวข้องและความน่าสนใจในการตีความโจทย์ (30%) : การนำเสนอไอเดียใหม่ของคำนิยามว่า “ปัญญาร่วมสรรค์ Hybridized Wisdoms: Architecture Across Multiple Intelligences” รวมถึงการเล่าเรื่องให้มีมิติและความน่าสนใจ การสี่อสารที่ชัดเจน (30%) : ความชัดเจนในการนำเสนอแนวความคิด (เทคนิคการนำเสนอจะไม่ถูกพิจารณาในเกณฑ์การตัดสิน) โดยเปิดรับสมัครผลงานจาก 2 ประเภท คือ นิสิต-ศึกษา และ บุคคลทั่วไป รวมถึงสถาปนิก นักวางแผนผังเมือง นักออกแบบ ศิลปินและนักวิเคราะห์ โดยสามารถส่งผลงานเป็นรายบุคคลหรือทีม และไม่มีข้อกำจัดทางอายุ เพศ หรือสัญชาติ รวมถึงไม่มีข้อจำกัดจำนวนผลงานที่ส่ง ทั้งนี้ ผลงานที่นำส่งจะต้องไม่ถูกเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และผลงานที่ส่งเข้ามาจะต้องไม่ใช่ผลงานที่ถูกสร้างขึ้นหรือเป็นโครงการที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยผู้เข้าร่วมส่งผลงานต้องมีสิทธิ์ทางกฎหมายและลิขสิทธิ์ทุกรายการที่ส่งเข้าแข่งขัน หากโครงการมีวัสดุหรือองค์ประกอบใด ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ ผลงานนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ และหากสืบทราบว่ามีการละเมิดสิทธิ์รางวัลจะถูกยกเลิกทันที สำหรับรางวัลของผู้ชนะการประกวดในระดับบุคคลทั่วไป รางวัลที่หนึ่ง รับเงินรางวัล 100,000 บาท รางวัลที่สอง 50,000 บาท รางวัลที่สาม 30,000 บาท และรางวัลชมเชย 3 รางวัล รับประกาศนียบัตร ส่วนในระดับนิสิต นักศึกษา ผู้ชนะรางวัลที่หนึ่ง รับเงินรางวัล 50,000 บาท รางวัลที่สอง 30,000 บาท รางวัลที่สาม 20,000 บาท รางวัสชมเชย 3 รางวัล รับประกาศนียบัตร ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเข้าประกวด ฟรี ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และหมดเขตส่งผลงานประกวดแบบ วันที่ 9 เมษายน 2569 โดยคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานรอบแรกวันที่ 16 เมษายน 2569 และจะประกาศผลงานที่ได้รับการคัดเลือกนำไปจัดแสดงในนิทรรศการงานสถาปนิก’69 วันที่ 21 เมษายน 2569 ประกาศผลและมอบรางวัลกันในวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่งานสถาปนิก’69 ผู้สมัครประกวดแบบสามารถ สำหรับงานสถาปนิก’69 ครั้งที่ 38 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Alternate-X งานสถาปนิก’69 ครั้งที่ 38 จัดภายใต้ธีม “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์)” สะท้อนโลกที่เปลี่ยนเร็วจากเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ AI แนวคิดหลักชี้ว่าสถาปัตยกรรมยุคใหม่ต้องเกิดจากความร่วมมือของมนุษย์ เครื่องจักร ธรรมชาติ และวัสดุที่มีพฤติกรรมของตนเอง การออกแบบจึงเป็นการ ‘เจรจาต่อรอง’ กับบริบท มากกว่าการควบคุม เพื่อสร้างพื้นที่ที่มีจริยธรรมและยืดหยุ่น โดยสมาคมฯ เปิดเวที ASA Experimental Design Competition 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Hybridized Wisdoms’ ผู้ชนะสูงสุดระดับบุคคลทั่วไปรับ 100,000 บาท จัดงาน 28 เม.ย.–3 พ.ค. 2569 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี
อสังหาฯปี 2569 ‘ไทย’ บ้านหลังที่สองต่างชาติ ออริจิ้น ย้ำทำเลยุทธศาสตร์
ORIGIN ปรับพอร์ต 5 กลุ่มธุรกิจรับมือตลาดอสังหาฯปี2569 ‘โตเล็กน้อย’ แต่ยังมีโอกาสในทำเลยุทธศาสตร์ภูเก็ต-พัทยา-CBD กรุงเทพฯ เจาะต่างชาติย้านถิ่นมาไทย ‘บ้านหลังสอง’ แผนพาสู่เป้าปีนี้ 10,000 ล้านบาท ปรับพอร์ต 5 ธุรกิจหลัก ครอบคลุม คอนโด บ้าน โรงแรม เซอร์วิส และอินดัสเทรียล กระจายความเสี่ยง สร้างรายได้ทั้งขายและรายได้ประจำ ต่างชาติคือแรงหนุนสำคัญ มียอดลูกค้าต่างชาติรอโอนกว่า 6,300 ล้านบาท มาจากกว่า 30 ประเทศ สะท้อนดีมานด์ Second Home เสริมคล่องตัวด้วย Divestment ขายโรงแรม 4 แห่ง มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท สร้างกระแสเงินสดพิเศษกว่า 1,300 ล้านบาท พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางวิสัยทัศน์การทำธุรกิจ ‘ออริจิ้น’ ภายใต้ยุทธศาสตร์ไดเวอร์วิฟายด์(Diversify) ครอบคลุมขยายธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยในปี 2569 บริษัทฯปรับโครงสร้างบริหารบริษัทในเครือ ORIGIN GROUP เพื่อสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมกระจายพอร์ตธุรกิจสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน รับมือทุกวัฏจักร โดยในปี2560 บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ ‘ORIGIN Portfolio Evolution 2026’ สร้างการเติบโตในทุกมิติ ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้ 1.บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ปี 2026 เปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท ขณะที่ ออริจิ้น เป็นผู้นำอันดับ1 ตลาดคอนโดฯ Pet Friendly ที่พัฒนาโครงการเลี้ยงสัตว์ได้มากถึง 25 โครงการ จำนวน 4,966 ยูนิต และเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน (Investment Property หรือ IP Program) ตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการ ‘รายได้สม่ำเสมอ ไม่ต้องบริหารเอง” เปลี่ยนคอนโดฯ เป็นสินทรัพย์ทำเงิน มีจำนวน 1,737 ยูนิต จาก 14 โครงการ พร้อมทั้งมีพอร์ตต่างชาติรอโอนรับรู้รายได้มูลค่ารวม 6,300 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจนี้ ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) ปัจจุบัน มี Backlog จากโครงการคอนโดมิเนียมที่แล้วเสร็จใหม่ พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าในปี 2026 รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของมูลค่าโครงการรวมจาก 7 โครงการ 2.บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI ผู้พัฒนา โครงการบ้านจัดสรร โดยปี 2569 จะเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ล่าสุดเปิดตัวโปรเจกต์ Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ทุกวัตถุประสงค์ในการบริหารธุรกิจแบบมัลติฟังก์ชั่น (Multi-functional) แนวคิดรวมโชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวในพื้นที่เดียวกัน นำร่อง 5 ทำเลยุทธศาสตร์ พระราม2 บางนา-ตราด อมตะซิตี้ แหลมฉบัง ระยอง โครงการรวมมูลค่า 1,200 ล้านบาท พร้อมเตรียมเปิดตัวโปรเจ็กต์เพื่อรองรับกลุ่มไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตแบบเต็มรูปแบบเร็ว ๆ นี้ พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน) 3.บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผู้บริการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรสมัยใหม่ และบริษัทย่อยในเครือ วางแนวทางธุรกิจให้ครอบคลุมลูกค้าทุกเจนเนอเรชั่น พร้อมผลักดัน ESG เป็นแกนหลักขององค์กร ผ่านแนวคิด PRIMO CARE ครอบคลุมผู้คน (People) สัตว์เลี้ยง (Pet) และ โลก(Planet) เพื่อสร้างความยั่งยืนองค์กรรับอนาคต โดยวางเป้ารายได้ ปีนี้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท 4.บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income Business) ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจ โรงแรม (Hotel Business) กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) กลุ่มธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) โดยแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอควบคู่การบริหารสินทรัพย์ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพื่อสร้างการเติบโตต่อเนื่อง ดังนี้ เปิดดำเนินการ 4 โรงแรมใหม่ มูลค่า 5,915 ล้านบาท อาคารสำนักงานและโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท ไดเวอร์สเมนต์ (Divestment) กลยุทธ์ถอนการลงทุนสินทรัพย์ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ในปีนี้อีก 4 โรงแรม รวม 1,011 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสเงินสดพิเศษเพิ่มกว่า 1,300 ล้านบาทให้กับกลุ่มธุรกิจ “โมเดลธุรกิจ นี้ช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ รองรับการเติบโตของพอร์ตโรงแรมในระยะยาวเป็นไซเคิล เพื่อมุ่งมั่นสร้างโอกาสเติบโตแบบคู่ขนาน” 5.บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด หรือ ALPHA ผู้พัฒนาธุรกิจอินดัสเทรียล พร็อพเพอร์ตี้ ณ สิ้นปี 2568 มีศูนย์กระจายสินค้ารวมทั้งสิ้น 403,859 ตารางเมตร เปิดดำเนินการแล้ว 382,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 95% ในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดดำเนินการธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มอีก 5 โครงการ กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท และมีแผนนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 4 โครงการ ขนาดพื้นที่ 211,682 ตารางเมตร ในชื่อ ‘ALPHA REIT’ พีระพงศ์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าว เพื่อรองรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังเป็นปีที่เติบโต ‘เล็กน้อย’ จากปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจเติบโตระดับที่ต่ำ ,สงครามการค้า, การเปลี่ยนแปลงวิกฤตการณ์ระดับโลกที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน “ยังมีสัญญาณบวก จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและกระบวนการช่วยเหลือลูกหนี้ตามนโยบายการรวมหนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกู้และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าได้มากขึ้น” นอกจากนี้ จากความผันผวนเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นจุดหมายสำคัญของการย้ายฐานการผลิตและการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ ในฐานะโกลบอล เซฟ โซน (Global Safe Zone) และ บ้านหลังที่สอง (Second Home) ปัจจัยผลักดันสู่ดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัย โดย ออริจิ้นฯ มองว่า คือ โอกาสสำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในทำเลยุทธศาสตร์ของกลุ่มบริษัทฯ ทั้งในพื้นที่ ภูเก็ต พัทยา และ และ CBD กรุงเทพฯ สามารถสร้างยอดขายจากโอกาสข้างต้น มีลูกค้าต่างชาติกว่า 6,300 ล้านบาท จากลูกค้ากว่า 30 ประเทศ อาทิ รัสเซีย ไต้หวัน เมียนมา จีน และ โปแลนด์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยและแบรนด์ออริจิ้น นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯยังคงเปิดรับพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจที่มีศักยภาพในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง พีระพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมและบริษัทฯ จากปัจจัยต่างๆ อาทิ เศรษฐกิจ กำลังซื้อ ความเข้มงวดสินเชื่อที่อยู่อาศัย และเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่จากการที่กลุ่มบริษัทออริจิ้น มีความหลากหลายธุรกิจข้างต้น สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงธุรกิจเพื่อบริหารพอร์ตธุรกิจและสร้างสมดุลรายได้ ทำให้ดำเนินธุรกิจได้ในภาพรวมต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สร้างยอดขาย (Presales) รวมทั้งสิ้น 24,528 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ปรับพอร์ต 5 กลุ่มธุรกิจ รับมืออสังหาฯ ปี 2569 ที่โตเพียงเล็กน้อย ใช้ยุทธศาสตร์ Diversify กระจายรายได้ ลดความเสี่ยงวัฏจักรตลาด รับต่างชาติมองไทยเป็น Global Safe Zone ดึงแรงซื้อ ‘บ้านหลังที่สอง’ โฟกัสทำเลยุทธศาสตร์ ภูเก็ต–พัทยา–CBD กรุงเทพฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 10,000 ล้านบาท พร้อมใช้โมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพิ่มสภาพคล่อง
Dentsu ยักษ์เอเจนซีญี่ปุ่น ขาดทุน 7.5 หมื่นล. เปลี่ยน ‘CEO’ ฝ่า AI-เศรษฐกิจโลก
‘Dentsu’ ขาดทุนวิกฤต 7.5 หมื่นล้าน งดปันผล สะท้อนเอเจนซี่แบบเดิมไม่อาจสู้กระแส AI Marketing ตั้งซีอีโอ ใหม่ รับมือความท้าทาย ขาดทุนระดับประวัติการณ์ Dentsu รายงานผลขาดทุนสุทธิราว 7.5 หมื่นล้านบาท หลัก ๆ มาจากการตั้งด้อยค่าธุรกิจในต่างประเทศ AI เปลี่ยนเกมเอเจนซี เครื่องมือ Generative AI ลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์และวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ลูกค้าบางส่วนลดการพึ่งพาเอเจนซีแบบดั้งเดิม เศรษฐกิจโลกกดงบโฆษณา แบรนด์ชะลอการใช้งบการตลาดจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกระทบรายได้บริษัทโฆษณาระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ วงการเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกกำลังเผชิญกับ “Perfect Storm” ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เมื่อ เดนท์สุ กรุ๊ป (Dentsu Group) ยักษ์ใหญ่เบอร์หนึ่งจากญี่ปุ่น ออกมารายงานผลประกอบการปี 2025 ที่ทำเอาสั่นสะเทือนไปทั้งกระดานหุ้น ด้วยตัวเลข ขาดทุนสุทธิสูงถึง 3.28 แสนล้านเยน (ราว 7.5 หมื่นล้านบาท) นำไปสู่การตัดสินใจที่ดุดันที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท ทั้งการสั่งงดปันผล ปลดซีอีโอ และโละพนักงานนับพันตำแหน่ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางบัญชี แต่มันคือสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่บ่งบอกว่าโครงสร้างการตลาดแบบ “Network Agency” กำลังถึงจุดตีบตัน ภาพลวงตารายได้ หากพิจารณาเพียงตัวเลขรายได้รวมในปี 2025 ที่ 1.2 ล้านล้านเยน ซึ่งขยับขึ้นเล็กน้อย 0.3% อาจดูเหมือนว่าเดนท์สุยังคงรักษากระแสเงินสดไว้ได้ แต่เมื่อมองลึกเข้าไปในงบการเงินจะพบ “แผลฉกรรจ์” ที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่า (Goodwill Impairment Loss) มหาศาลถึง 3.96 แสนล้านเยน ในเชิงเกลยุทธ์การลงทุน นี่คือความล้มเหลวของการขยายอาณาจักรผ่านการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งเดนท์สุ ได้ทำการขยายและควบรวมกิจการในต่างประเทศตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับความจริงทางบัญชีว่า ธุรกิจเหล่านั้นไม่มีมูลค่าและไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามที่เคยประเมินไว้ ซ้ำยังกลายเป็นภาระหนักอึ้งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะกิจการที่ทำ M&A ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และจีน ที่งบโฆษณาถูกหดตัวลงอย่างรุนแรง ทิศทางเศรษฐกิจของเดนท์สุสะท้อนภาพชัดเจนว่า ธุรกิจในญี่ปุ่นยังคงเป็นปราการด่านสุดท้ายที่มีความแข็งแกร่ง โดยสามารถทำอัตราการเติบโตได้ถึง 6.2% สวนทางกับผลประกอบการในภาคธุรกิจระหว่างประเทศ ที่กลายเป็นจุดอ่อนหลัก ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างธุรกิจของเดนท์สุในเวทีโลกกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อต้องเผชิญกับปัจจัยลบทั้งจากภาวะเงินเฟ้อ และการตัดสินใจรัดเข็มขัดของลูกค้ารายใหญ่ในกลุ่มเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภค AI และเทรนด์ In-housing กำลังเขย่าตลาด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่มีโครงสร้างเทอะทะอย่างเดนท์สุเริ่มเสียเปรียบ คือการรุกคืบของ Generative AI ที่เข้ามาดิสรัปต์ รูปแบบการทำงานมาร์เก็ตติ้งแบบเดิมๆ ในอดีตความยิ่งใหญ่ของเครือข่ายโฆษณาขึ้นอยู่กับจำนวนบุคลากรและทรัพยากรสร้างสรรค์ (Scale) แต่ในปัจจุบัน AI สามารถจัดการงาน Creative Production ทั้งภาพและวิดีโอได้รวดเร็วและต้นทุนต่ำกว่ามหาศาล รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ที่แม่นยำกว่าการใช้มนุษย์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ พฤติกรรมของแบรนด์ระดับโลกยังเปลี่ยนไปสู่การสร้างทีมการตลาดในตัว (In-housing) เพื่อควบคุมข้อมูลชั้นต้น (First-party Data) และความรวดเร็วในการขยับตัวตามตลาด หากต้องเลือกเอเจนซี่ แบรนด์เหล่านั้นมักเลือกจ้างบริษัทเฉพาะทาง (Specialized Agencies) ที่เก่งด้าน MarTech หรือ Digital Commerce มากกว่าเอเจนซี่ขนาดใหญ่ที่การตัดสินใจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง ล้างไพ่ซีอีโอ เลิกจ้าง งดปันผล เพื่อกู้วิกฤตศรัทธาและสถานะทางการเงิน บอร์ดบริหารของเดนท์สุจึงต้องเลือกทางเดินที่เด็ดขาด เริ่มจากการเปลี่ยนตัวซีอีโอ โดยปลด ฮิโรชิ อิกะราชิ และแต่งตั้ง ทาเคชิ ซาโนะ ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากตลาดญี่ปุ่นเข้ามาคุมบังเหียนแทนในเดือนมีนาคมนี้ การขยับตำแหน่งครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเดนท์สุต้องการกลับไปสู่รากฐานความสำเร็จแบบญี่ปุ่นที่เน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความละเอียดรอบคอบมากกว่าการขยายตัวแบบก้าวกระโดดแต่ไร้ทิศทาง ขณะเดียวกัน การงดจ่ายเงินปันผลและการเลิกจ้างพนักงานกว่า 3,400 ตำแหน่ง คือ มาตรการรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง หลังจากความพยายามในการขายกิจการต่างประเทศให้กับกลุ่มทุนอย่าง Bain Capital ล้มเหลวลง ทำให้เดนท์สุไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการ “ผ่าตัดใหญ่” ในองค์กร ก้าวต่อไปของเดนท์สุในปี 2026 คือการพิสูจน์ว่ายักษ์ใหญ่รายนี้จะสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่ Lean Organization ได้จริงหรือไม่ ทิศทางใหม่ที่บริษัทมุ่งเน้นคือการผันตัวเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีการตลาด (MarTech Consultancy) และการนำ AI มาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์แคมเปญแบบ Hyper-Personalization เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลในสเกลที่ใหญ่ขึ้น บทเรียนครั้งสำคัญของเดนท์สุคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนของ “Diseconomies of Scale” หรือการที่ธุรกิจขนาดใหญ่เกินไปจนต้นทุนการบริหารจัดการสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ ในโลกการตลาดยุค 2026 “ปลาเร็ว” กำลังกิน “ปลาใหญ่” และถ้าปลาใหญ่ตัวนี้ไม่สามารถลดน้ำหนักและเพิ่มความเร็วได้ การจะกลับมาทำกำไรในปี 2026 ตามเป้าหมายที่วางไว้อาจเป็นเรื่องที่ห่างไกล ที่มา: https://www.ft.com/content/893afd1b-5d65-475a-bbcf-62ae9525a560 https://www.mmm-online.com/news/dentsu-reports-record-loss-ahead-of-ceo-transition-suspends-dividends/ Alternate-X สรุปให้ Dentsu Group Inc. เผชิญภาวะขาดทุนกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก รายได้โฆษณาชะลอจากงบการตลาดลูกค้าที่รัดเข็มขัดมากขึ้น การเข้ามาของ AI เร่งเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเอเจนซีแบบดั้งเดิม บริษัทต้องตั้งด้อยค่าทรัพย์สิน (Impairment) และปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ สะท้อนแรงสั่นสะเทือนของอุตสาหกรรมโฆษณาในยุคเทคโนโลยีดิสรัปต์ STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
MC Jeans ดึงเอไอใส่แฟชั่น ‘ลองเสื้อบนหน้าจอ’ กลยุทธ์ลดคืนสินค้า-เพิ่มซื้อจริง
MC Jeans ในมือบริหาร ‘แมทธิว กิจโอธาน’ กับความล้ำเกมค้าปลีกแฟชั่นอนาคต ใช้ AI เจาะอินไซด์ลูกค้ายุคใหม่ดู ‘คอมพลีท ลุคส์’ ก่อนช้อป แผนเพิ่มยอดขายช่องออนไลน์-รายได้โตสองหลัก ปี2569 พร้อมมุ่งสู่องค์กรใช้ดาตาขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ เล็งแผนขยาย S-Curve ใหม่ดันรายได้ 8,000 ล้านบาท AI คือแกนหลักธุรกิจ ลงทุนด้าน AI ราว 80 ล้านบาท พัฒนาระบบทั้งออนไลน์และหน้าร้าน มุ่งลดคืนสินค้า เพิ่ม Conversion และคุมต้นทุนการตลาดแม่นยำขึ้น CRM กลายเป็นเครื่องยนต์รายได้ ยอดขายจากฐานสมาชิกคิดเป็น 60% ของรายได้รวม ตั้งเป้าขยายสมาชิกจาก 1.8 ล้านราย สู่ 3 ล้านรายใน 3 ปี ออนไลน์โตต่อเนื่อง สัดส่วนออนไลน์อยู่ที่ 27–29% ของยอดขายรวม ตั้งเป้าระยะยาวแตะ 30% พร้อมออเดอร์สูงสุด 30,000 รายการต่อวันช่วงแคมเปญ ภาพการแข่งขันในธุรกิจแฟชั่นปี 2569 ไม่ได้วัดกันแค่ดีไซน์หรือจำนวนสาขาอีกต่อไป หากแต่ขยับเข้าสู่สนามของ “ข้อมูล” และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นยอดขายจริง โดย ‘แมทธิว กิจโอธาน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นภายใต้แบรนด์ Mc Jeans หัวเรือใหญ่คนปัจจุบัน เลือกกลยุทธ์ Data-Driven Retail เต็มรูปแบบ นำ AI และเทคโนโลยี Visual Try-On เข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ในจังหวะที่กำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณเปราะบาง ‘แมทธิว’ บอกเป้าหมายรายได้ปีบัญชี 2569 (กรกฎาคม 2568–มิถุนายน 2569) เติบโตระดับสองหลัก หลังครึ่งปีแรกยอดขายรวมขยายตัว 12% และคาดว่าครึ่งปีหลังจะรักษาทิศทางใกล้เคียงกัน โดยแรงหนุนมาจาก การเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง การยกระดับประสิทธิภาพการขายผ่าน AI ทั้งด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การบริหารแคมเปญ และการควบคุมต้นทุนการตลาด ขณะที่ หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือ การขยายบริการ Visual Try-On หรือระบบ “ลองเสื้อผ่านหน้าจอ” ช่วยให้ลูกค้าทดลองสวมใส่สินค้าเสมือนจริงก่อนตัดสินใจซื้อ โดยระบบจะประมวลผลภาพให้สอดคล้องกับสรีระผู้ใช้งาน เริ่มจากสินค้าหลักอย่างเสื้อและกางเกง ก่อนต่อยอดสู่การลองครบลุค (Complete Look)ในอนาคต “เทคโนโลยีนี้ ถูกวางบทบาทเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์มากกว่าลูกเล่นดิจิทัล โดยบริษัทคาดว่าจะช่วยลดอัตราการคืนสินค้า เพิ่มความมั่นใจในการซื้อ และยกระดับ Conversion Rate บนอีคอมเมิร์ซ” ปัจจุบันยอดขายออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 27–29% ของยอดขายรวม และตั้งเป้าระยะยาวแตะ 30% โดยมียอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยราว 20,000 ออเดอร์ต่อวัน และอาจแตะ 30,000 ออเดอร์ต่อวันในช่วงแคมเปญดับเบิ้ลเดย์ ขณะที่ โครงสร้างลูกค้าสะท้อนพฤติกรรมต่างรุ่นอย่างชัดเจน กลุ่ม Gen Z เป็นฐานหลักของออนไลน์ ส่วน Gen X และ Gen Y ยังให้น้ำหนักกับประสบการณ์หน้าร้าน ทำให้ MC Group ยังคงเดินเกมแบบ Omni-Channel ควบคู่กัน AI วิเคราะห์หน้าร้าน ดัน Conversion เพิ่ม “คุณภาพทราฟฟิก” แมทธิว กล่าวต่อในฝั่งออฟไลน์ บริษัทนำระบบ In-store Customer Analysis มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ เริ่มทดลองใน 4 สาขาแฟล็กชิป ได้แก่ แฟชั่นไอส์แลนด์ เซ็นทรัลเวสต์เกต เมกาบางนา ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต จากนั้นวางแผนขยายสู่ 41 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าครบ 100 สาขาภายในปีบัญชีนี้ ข้อมูลที่ได้ไม่เพียงสะท้อนจำนวนคนเข้าร้าน แต่ลงลึกถึงเส้นทางการเดิน จุดหยุดดูสินค้า และโซนที่สร้างความสนใจ เพื่อนำข้อมูลไปปรับดีไซน์ผังร้าน รูปแบบเชลฟ์วางสินค้า และสนับสนุนพนักงานขายด้วยข้อมูลเชิงลึก หลังใช้งาน 6 เดือน บริษัทระบุว่าทราฟฟิกในสาขาทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และเมื่อการแนะนำสินค้าตรงกับความต้องการมากขึ้น อัตราปิดการขายก็ขยับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่จำนวนลูกค้า แต่คือคุณภาพของทราฟฟิก” นพดล ตั้งเด่นชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุ โดยมองว่าการใช้ข้อมูลช่วยเปลี่ยนหน้าร้านจากพื้นที่ขายสินค้า เป็นพื้นที่สร้าง Conversion อย่างมีระบบ CRM เครื่องจักรหลักดันยอดขายแตะ 60% ขณะเดียวกัน AI ยังถูกนำมาใช้ในมิติการตลาดดิจิทัล ผ่านระบบ AI-Driven Precision CRM เพื่อวิเคราะห์ฐานสมาชิกกว่า 1.8 ล้านราย ปัจจุบันยอดขายที่มาจากฐาน CRM คิดเป็น 60% ของยอดขายรวม เพิ่มจาก 40% ในปีบัญชีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของสมาชิกจากเพียงฐานข้อมูลลูกค้า ไปสู่เครื่องยนต์รายได้หลักขององค์กร บริษัทตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกแตะ 3 ล้านรายภายใน 3 ปี นอกจากการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า ระบบ Advanced Analytics และ AI Automation ยังช่วยคัดเลือกและติดตามอินฟลูเอนเซอร์ที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมวัดผลตอบแทน (ROI) แบบเรียลไทม์ ทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า (Customer Acquisition Cost) ได้แม่นยำขึ้น และปรับแคมเปญได้ทันสถานการณ์ ส่งผลให้คุณภาพทราฟฟิกดีขึ้น อัตราการแปลงยอดขายเพิ่มขึ้น และรายได้ออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง ด้านงบลงทุน แมทธิวเผยว่าบริษัทใช้งบประมาณรวมด้าน AI ราว 80 ล้านบาท โดยเน้นการพัฒนาระบบภายในองค์กร (In-House Development) เป็นหลัก และบางส่วนใช้ผู้เชี่ยวชาญเอาท์ซอร์สเพื่อเสริมศักยภาพ โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ปีนี้จะเติบโตระดับสองหลัก จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นทั้งฝั่งยอดขายและการบริหารต้นทุน ในด้านความสามารถทำกำไร ‘ปิยะ โอฬารริกสุภัค’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าอัตรามาร์จิ้นคืนกำไรขั้นต้นมีโอกาสกลับสู่ระดับปกติที่ 64.5% หลังช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ปรับขึ้นแตะ 64% แล้ว การบริหารสต๊อกที่แม่นยำขึ้นผ่านข้อมูล รวมถึงการลดการทำโปรโมชั่นแบบหว่านกว้าง เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคั สำหรับการขยายเครือข่าย บริษัทตั้งเป้าเปิดจุดขายใหม่ 15 แห่งในปีนี้ โดยครึ่งปีแรกเปิดแล้ว 10 แห่ง เหลืออีก 5 แห่งในครึ่งปีหลัง พร้อมย้ำว่าด้วยสถานะของบริษัทที่ไม่มีหนี้ และมีเงินสดในมือราว 2,000 ล้านบาท ทำให้มีความยืดหยุ่นในการลงทุนและรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ S-Curve ใหม่ รายได้อาจแตะ 8,000 ล้าน นอกจากนี้ แมทธิว ยังยอมรับว่าความท้าทายหลักของปีนี้คือกำลังซื้อผู้บริโภค โดยเริ่มปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณชะลอในกลุ่มสินค้า Hardwear เช่น ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ก่อนจะส่งผลต่อสินค้าแฟชั่น และสินค้าอาหารตามลำดับ หากผู้บริโภคต้องการตัดลดค่าใช้จ่าย บริษัทจึงต้องบริหารสมดุลระหว่างการกระตุ้นยอดขายและการรักษามาร์จิ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมจับตาความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง แมทธิว ยังเผยว่า ปีที่ผ่านมา MC Group ทำรายได้ราว 4,000 ล้านบาท โดยแย้มว่าอาจเห็นการเติบโตแบบ S-Curve ในระยะถัดไป โดยรายได้อาจขยับสู่ระดับ 8,000 ล้านบาท แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดกลยุทธ์ทั้งหมด แต่ทิศทางการลงทุนใน AI และการขยายฐานสมาชิกสะท้อนภาพชัดเจนว่าบริษัทกำลังวางรากฐานเพื่อการเติบโตระยะยาวมากกว่าการเร่งยอดขายระยะสั้น ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของ Mc Jeans จากผู้ค้าปลีกแฟชั่นดั้งเดิม สู่ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเสริมภาพลักษณ์ แต่กลายเป็นโครงสร้างหลักของการบริหารร้านค้า การวางแผนสินค้า การตลาด และการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้ลูกค้า คำถามต่อจากนี้จึงไม่ใช่ว่า AI จะช่วยเพิ่มยอดขายได้หรือไม่ แต่คือบริษัทจะสามารถแปลงความได้เปรียบเชิงข้อมูลให้กลายเป็น S-Curve ใหม่ของรายได้ตามที่ผู้บริหารส่งสัญญาณไว้ได้มากเพียงใด ในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซื้อยังเปราะบางและการแข่งขันในตลาดแฟชั่นยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ Mc Jeans เดินเกมค้าปลีกปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ Data-Driven Retail เต็มรูปแบบ ดึง AI และเทคโนโลยี Visual Try-On ให้ลูกค้า “ลองเสื้อผ่านหน้าจอ” ก่อนซื้อจริง เป้าหมายคือ ลดการคืนสินค้า เพิ่ม Conversion และดันยอดออนไลน์แตะ 30% ยอดขายจากฐานสมาชิก CRM พุ่งแตะ 60% ของรายได้รวม จากสมาชิกกว่า 1.8 ล้านราย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตสองหลัก พร้อมวางรากฐาน S-Curve ใหม่สู่ 8,000 ล้านบาท STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
ลลิล ปี 2569 คุมหนี้–เสริมคล่องตัว โฟกัสบ้าน 2–12 ล. ชิงกำลังซื้อจริง
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ แผนปี 2569 รักษาสภาพคล่อง-คุมหนี้-เปิดโครงการแม่นยำ-ย้ำคุณภาพ-เปลี่ยนผ่านดิจิทัล ฝ่าท้ายอสังหาฯ ปีนี้เศรษฐกิจยังผันผวนฉุดกำลังซื้อ หลังปี2568 ตลาดที่อยู่อาศัยหดตัว 17% จากแรงซื้ออ่อนแรง-แบงค์เข้มสินเชื่อ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ย้ำวินัยการเงินแข็งแรง คุมหนี้ต่ำกว่าอุตสาหกรรม และมีวงเงินสำรองจากธนาคารหลายแห่ง ไม่พึ่งพาแหล่งเงินทุนเดียว ลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โฟกัสตลาด 2–12 ล้านบาท พัฒนาบ้านแนวราบตอบโจทย์อยู่อาศัยจริง เจาะกำลังซื้อระดับกลาง-บนในทำเลศักยภาพ เป้าหมายปี 2569 เปิด 4–6 โครงการใหม่ มูลค่า 3,500–4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท รายได้ 3,350 ล้านบาท ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘LALIN’ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แนวคิด ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณ 2.6% – 3.3% อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยง ต้องติดตามในปี 2569 นี้ ในประเด็น ภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ ขณะที่เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดยังโตต่ำกว่า 2% จากกำลังซื้ออ่อนแอ และหนี้ครัวเรือนสูง แต่ยังได้ปัจจัยบวกจาก ภาคการท่องเที่ยวที่คาดจะปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 การลงทุนภาคเอกชนจะเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านม เม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง มาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา เมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ ไชยยันต์ กล่าวต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 คาดว่ามีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ที่ขยายตัวได้เล็กน้อย แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังมีปัจจัยบวกต่อตลาดโดยรวม การจัดหาสินค้า (Supply) ปรับลดลง หลังจากผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการหลายราย ชะลอแผนการเปิดโครงการใหม่ลดลงในปีนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว ช่วยให้ตลาดเข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการโอเวอร์ซัพพลาย โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยรายลง เหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพแท้จริง ทั้งด้าน โดยในปี 2569 นี้ บริษัทฯ มองว่ายังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ พร้อมมุ่งทำธุรกิจบนรากฐานการเติบโตมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ประกอบด้วย เน้นขยายธุรกิจด้วยความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง รักษาส่วนแบ่งตลาดและขยายตลาดใหม่ในบางทำเล และพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัย อาศัยจริง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเล บริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม รวมถึงการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน “บริษัทมีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก พร้อมตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ ไม่ได้พึ่งพิงแหล่งเงินจากแหล่งใดเพียงแหล่งเดียว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องของแหล่งเงินทุน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจ หรือชำระหนี้เดิม” จากภาพรวมในปี 2568 พบว่าตลาดอสังหาหดตัวไปกว่า 17% จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ลลิล ย้ำเฟรนช์ โคโลเนียล เจาะกลาง-บน นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี2569 บริษัทฯ วางแนวทางการตลาดภายใต้แนวคิด ‘Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth’ พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว พร้อมโฟกัสตลาดทาวน์โฮม บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ราคา 2–12 ล้านบาท แบรนด์หลัก ได้แก่ ไลโอ แลนซีโอ บ้านลลิล ลลิล กรีนวิลล์ “จุดเด่นโครงการลลิลฯ คือดีไซน์แบบบ้าน French Colonial หนึ่งในกลยุทธ์ร้างการจดจำแบรนด์ในตลาดระดับกลาง-บน” นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประมาณ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมราว 3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ พร้อมวางเป้าหมายปี 2569 มียอดขาย 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท จากแนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และกำหนดทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็น National Property Company โดยให้ความสำคัญกับ 3 แกนหลัก ได้แก่ การบริหารงานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG การวิจัยเพื่อเข้าถึง Insight Customer ตลอดจนการเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ การพัฒนากลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มและทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัย การขับเคลื่อนองค์กรให้มีความคล่องตัวผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต Alternate-X สรุปให้ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) วางแผนปี 2569 ภายใต้แนวคิด Competitive Survival เน้นคุณภาพ คล่องตัว และนวัตกรรมบริษัทคุมหนี้สินต่อทุนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม พร้อมรักษาสภาพคล่องทางการเงิน โฟกัสตลาดบ้านราคา 2–12 ล้านบาท ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ตั้งเป้าเปิด 4–6 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3,500–4,500 ล้านบาท เป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท และรายได้ 3,350 ล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังอ่อนแรง
Taxi BEV ปี 2569 ตลาดโต 46% จาก 2 ปัจจัยหนุน แท็กซี่ไฟฟ้ากำลังครองเมือง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองตลาดกลุ่มแท็กซี่ BEV ขยายตัวพุ่งทำส่วนแบ่งตลาดทั้งปี 2569 ขยับเป็น 88% จาก2 ปัจจัยหนุนส่งให้คืนทุนเร็วขึ้น เดือนมกราคม 2569 สัดส่วนจดทะเบียนแท็กซี่ใหม่ที่เป็น BEV พุ่งสูงถึง 97% เติบโตก้าวกระโดดจาก 75% ในปี 2568 สะท้อนโมเมนตัมการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและชัดเจนในตลาดแท็กซี่ไทย คาดทั้งปี 2569 ยอดจดทะเบียน BEV เติบโต 46% (YoY) ทำให้ครองส่วนแบ่งตลาด 88% ขณะที่แท็กซี่กลุ่มอื่นหดตัว 41% สองปัจจัยหลักขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ จำนวนสถานีชาร์จเพิ่มขึ้น 22% (YoY) ณ สิ้นปี 2568 ทำให้หาจุดชาร์จสะดวกขึ้น และค่าชาร์จไฟฟ้าลดลง 6.5% (YoY) ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ส่งผลให้ผู้ประกอบการแท็กซี่คืนทุนได้เร็วขึ้น ธุรกิจสถานีชาร์จมีรายได้ประจำ และสร้างแรงจูงใจให้เปลี่ยนมาใช้ BEV มากยิ่งขึ้น การแข่งขันดุเดือดจากค่ายจีน 3 แบรนด์หลัก (BYD, SAIC-MG, GAC Aion) ที่เน้นราคาจับต้องได้ แบตเตอรี่ครบวงจร และบริการหลังการขายกระจายตัว กำลังแทนที่แท็กซี่สันดาปแบบเดิม อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากราคารถมือสองผันผวน โครงสร้างชาร์จตึงตัว และอายุแบตเตอรี่ระยะยาว ผู้ปรับตัวเร็วและบริหารต้นทุนดีจึงได้เปรียบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลสำรวจตลาดระบุว่า ในเดือนมกราคม 2569 พบการจดทะเบียน Taxi ใหม่ ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วน(BEV) ในสัดส่วนที่สูงถึง 97% เติบโตก้าวกระโดดจาก 75% ในปี 2568 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าทิศทางการเติบโตที่รวดเร็วของ Taxi BEV นี้ น่าจะส่งผลให้ตัวเลขจดทะเบียน Taxi BEV ทั้งปี 2569 เติบโต 46% (YoY) สวนทาง Taxi กลุ่มอื่นที่หดตัว 41% (YoY) ทำให้ส่วนแบ่งตลาดทั้งปีของ Taxi BEV คาดขยับขึ้นเป็น 88% ทั้งนี้ 2 ปัจจัยหลัก ที่สนับสนุนให้ Taxi BEV เติบโตขึ้นในไทยอย่างรวดเร็ว ได้แก่ จำนวนสถานีชาร์จไฟฟ้าในไทย ณ สิ้นปี 2568 ที่เพิ่มจำนวนขึ้น 22% (YoY) ทำให้สะดวกในการหาจุดชาร์จไฟ ขณะเดียวกันค่าชาร์จไฟฟ้าในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ที่ลดลง 5% (YoY) และยังไม่มีแนวโน้มปรับขึ้น ส่งผลให้การคืนทุนเกิดเร็วขึ้น 3 ค่ายจีนชิงตลาดแท็กซี่ BEV จากข้อมูลดังกล่าว Alternate-X มองต่อถึงแนวโน้มตลาดบริการรถสาธารณะแท็กซี่เครื่องยนต์สันดาปคาดกำลังถูกแทนที่ด้วยแท็กซี่ไฟฟ้าที่เน้น ‘คุ้มค่า วิ่งเยอะ คืนทุนเร็ว’ จาก 3 ค่ายรถยนต์จีน ที่มีจุดเด่นและมีความเป็นไปได้สูงอย่าง BYD – จุดแข็งด้านแบตเตอรี่ครบวงจร ด้วยโมเดลราคาจับต้องได้ และมีประสบการณ์รถเชิงพาณิชย์ในจีน SAIC Motor (เจ้าของแบรนด์ MG) ซึ่งมีประสบการณ์ด้วยทำตลาดไทยมานาน ใช้กลยุทธ์ราคาแข่งขันได้ และฐานบริการหลังการขายกระจายตัว เป็นที่รู้จักของตลาดชาวไทย GAC Aion ค่ายรถยนต์จากจีนที่โฟกัสอีวี (EV) โดยตรง จุดเด่นด้านระยะทางการวิ่ง และเทคโนโลยี พร้อมแผนขยายการทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น แท็กซี่ไฟฟ้าเต็มเมืองใน 3 ปี ทั้งนี้ จากข้อมูลการขยายตัว ในช่วงเดือนมกราคม 2569 พบว่าสัดส่วนจดทะเบียนใหม่เป็น BEV ถึง 97% และทั้งปีคาดครองตลาด 88% มีอัตราการเติบโต 46% ต่อปี โดยหากยังมีโมเมนตัม อยู่ในระดับนี้คาดว่าภายใน 2–3 ปี (ราวปี 2571–2572) รถแท็กซี่ใหม่เกือบทั้งหมดจะเป็นไฟฟ้า และรถเก่าจะทยอยถูกแทนที่ นอกจากนี้ การเติบโตอย่างรวดเร็วของแท็กซี่ไฟฟ้า ยังส่งผลกระทบวงกว้างต่อทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวมเช่นกัน อาทิ ผู้ประกอบการแท็กซี่ จะได้รับประโยชน์ชัดเจนจากต้นทุนพลังงานที่ลดลงอย่างมาก ด้วยระยะเวลาคืนทุนที่สั้นลง ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้คล่องตัวยิ่งขึ้น ธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้าก็มีโอกาสสร้างรายได้สม่ำเสมอจากรถแท็กซี่ที่ต้องชาร์จซ้ำทุกวัน ธุรกิจนี้จะกลายเป็นแหล่งรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่น่าดึงดูด บริษัทลิสซิ่ง/ไฟแนนซ์ สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อเฉพาะทางสำหรับรถ EV เชิงพาณิชย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มผู้ประกอบการได้ตรงจุดมากขึ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึง ศูนย์บริการและช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญด้านรถ EV จะเผชิญความต้องการที่พุ่งสูงตามจำนวนยานพาหนะไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแพลตฟอร์มเรียกรถสามารถนำจุดเด่นของ EV มาเป็นจุดขายหลัก ทั้งในแง่ต้นทุนที่ต่ำลงและภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความแตกต่างในตลาด 3 ปัจจัยเสี่ยง-รับเปลี่ยนผ่านต้องปรับตัว อย่างไรก็ตาม ยังมี 3 ปัจจัยเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม อาทิ การแข่งขันด้านราคารถที่ดุเดือดอาจรุนแรงจนส่งผลให้มูลค่ารถมือสองผันผวนและคาดเดายาก โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จอาจเผชิญภาวะตึงตัว หากจำนวนรถ EV เติบโตเร็วกว่าการขยายเครือข่ายสถานีอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการที่ใช้งานรถเชิงพาณิชย์หนักหน่วง ขณะที่ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้เปรียบในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ คือ ผู้ที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะทำให่เกมแก่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Taxi BEV นี้เป็นของผู้ที่ไวกว่าและและรอบคอบ สำหรับรถบีอีวี (BEV) มาจากคำว่า Battery Electric Vehicle เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเพลังงานไฟฟ้า ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานภายนอกได้ โดยรถยนต์ BEV มักมีระยะทางการขับขี่ที่ยาวนานกว่า PHEV และไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Alternate-X สรุปให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตลาดแท็กซี่ไฟฟ้า (BEV) ในไทยปี 2569 กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเดือนมกราคมพบสัดส่วนจดทะเบียนใหม่สูงถึง 97% เติบโตจาก 75% ในปีก่อน คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 46% (YoY) สวนทางกลุ่มอื่นที่หดตัว 41% ทำให้ส่วนแบ่งตลาด BEV พุ่งแตะ 88% แรงหนุนหลักมาจากสถานีชาร์จเพิ่ม 22% และค่าชาร์จไฟลด 6.5% ส่งผลให้คืนทุนเร็วขึ้น Alternate-X มองต่อว่า ค่ายรถจีนอย่าง BYD, SAIC (MG), GAC Aion กำลังชิงตลาดด้วยจุดเด่นด้านราคา แบตเตอรี่ และบริการหลังการขาย ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า แท็กซี่ใหม่เกือบทั้งหมดจะเป็นไฟฟ้า ขณะที่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งหมดต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
สักการะขอพร 3 เทพ มัดรวม โชคดี-มั่งคั่ง-รักปัง รับตรุษจีน2569 ไอคอนสยาม
เมืองสุขสยาม ไอคอนสยาม จัดงานรับตรุษจีน 2569 ปีม้าไฟต้องพุ่งทยาน งาน เงิน ความรัก โชคลาภ สักการะขอพร 3 เทพ ตกเย็นชมต่อประติมากรรมโคมไฟ ช้อปแล้วไปชิมอาหารมงคลแสนอร่อย เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม เชิดชูความสัมพันธ์ไทย–จีน พร้อมสืบสานประเพณีตรุษจีน จัดงานสุขสยาม ‘มหัศจรรย์ ตรุษจีน มั่งมีศรีสุข’ ในคอนเซ็ปต์ LOVE & LUCK IN PROSPERITY หลอมรวมความรัก, ความมั่งคั่ง, ความโชคดี รวมไว้ด้วยกัน โดยงานฯ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ และเอกชน นำโดย กระทรวงวัฒนธรรม ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด (เซียงเพียว) บริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด โดยจัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองกับเทศกาลสุดยิ่งใหญ่ของคนไทยเชื้อสายจีนต้อนรับปี 2569 หรือ ปีนักษัตร ‘มะเมีย’ (ม้า) สัญลักษณ์แห่งพลังงานที่พุ่งทะยาน ความรวดเร็ว การก้าวกระโดดอย่างมีความสุข ตั้งแต่วันนี้ – 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยาม สำหรับบรรยากาศในพิธีเปิดงาน สุขสยาม ‘มหัศจรรย์ ตรุษจีน มั่งมีศรีสุข’ ได้รับเกียรติจาก คุณประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน คุณบันเทิง เพียรค้า ผู้อำนวยการกลุ่มค่านิยมและความเป็นไทย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา คุณจุฑากาญจน์ เตชะวรรณเวคิน รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการบริษัทและกรรมการผู้จัดการโครงการสุขสยาม คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด คุณวรพล นิธิปิติกาญจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานน้ำปลาไทย (ตราปลาหมึก) จำกัด คุณวันชนะ เอี่ยมพิกุล ผู้ช่วยประธานบริหารด้านการจัดการทั่วไป บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด แบรนด์เซียงเพียว คุณปีเตอร์ ไล นายกสมาคมอาหารจีนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรร่วมพิธีเปิดงาน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมงานคับคั่ง สักการะ 3 องค์เทพ ภายในงานมีกิจกรรมเสริมสิริมงคลไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมาย อาทิ สักการะ 3 มหาเทพ ‘ปัดเป่าความทุกข์โศก จากร้ายเป็นดี’ ได้แก่ องค์ตั่วเหล่าเอี๊ย เทพแห่งพลังศรัทธาผู้พิชิตสิ่งชั่วร้ายรอบทิศ เทพไฉ่ซิงเอี๊ย เทพแห่งโชคลาภและความมั่งคั่งร่ำรวย ไท้ส่วยเอี๊ย ประจำปี 2569 ขุนพลบุ่งเตียกไต่เจียงกุง ผู้เปี่ยมด้วยปัญญาและคุณธรรม นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์!! ที่ไม่ควรพลาด คือ การสักการะขอพร ‘เทพกวนอู ขี่ม้า เช็กเธาว์’ ขณะกำลังกระโจนไปข้างหน้า หรือยกขาหน้าขึ้น กวนอูถือง้าวอยู่ในท่าพร้อมรบ แสดงออกถึงการต่อสู้ แข่งขันและเอาชนะคู่แข่งในทุก ๆ ด้าน เทพสำคัญของปีมะเมีย ซึ่งผ่านพิธีเบิกเนตรจากวัดทิพย์วารีวิหาร ที่บริเวณประตูสุขสุวรรณศาลา (ประตู5) เมนูอาหารมงคลแสนอร่อย ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลต์ ห้ามพลาดในช่วงเทศกาลตรุษจีน กับเมนูอาหารมงคลเลิศรส เพราะเป็นสัญลักษณ์ของคำอวยพร ความเชื่อ และความปรารถนาดีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ภายในงานคัดสรรเมนูมงคลความหมายดีมาให้เลือกอิ่มอร่อยอย่างจุใจ อาทิ เป็ดย่าง ผัดหมี่หมื่นปี กุ้ง-ปูอบวุ้นเส้น หมูทองคำ (หมูกรอบ) เมนูพิเศษที่รังสรรค์จากน้ำปลาแท้ตราปลาหมึก ได้แก่ ผัดเต้าหู้ทรงเครื่องสิริมงคล, ไก่ผัดเม็ดมะม่วงรับทรัพย์ และลาบเป็ดย่างเสริมลาภ, ไก่มงคลต้มน้ำปลา รสชาติกลมกล่อม หอมน้ำปลา เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด โดยทุกเมนูโดดเด่นด้วยรสชาติกลมกล่อม ไม่เค็มโดด และกลิ่นหอมน้ำปลาเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต้มด้วยน้ำปลาแท้ตราปลาหมึก ที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 81 ปี และส่งออกกว่า 70ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีเมนู มงคลจากสมาคมเชฟจีนแห่งประเทศไทย ที่ร่วมรังสรรค์เมนูมงคลต้อนรับตรุษจีนโดยเฉพาะ อาทิ หมูหัน เป็ดปักกิ่ง เป็ดกีตาร์ ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว หูฉลาม นอกจากนี้ สำหรับเมนูขนมมงคลไหมฟ้า หรือขนมหนวดมังกร ซึ่งหาทานยาก และเซ็ตซาลาเปาความหมายมงคล สำหรับมอบเป็นของขวัญแทนใจแก่ญาติผู้ใหญ่ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เติมเต็มบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองให้อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหมาย โดยภายในการจัดงานยังมีกิจกรรมสุดพิเศษ! Mini Workshop แบบเอ็กซ์คลูซีฟ!! กับ เชฟอิน แซ่ขอ โดยบรรยากาศในการ Workshop เต็มไปด้วยความอบอุ่นสนุกสนานแบบเป็นกันเอง โดยเชฟอินจัดเต็มทั้งเรื่องความรู้ และเคล็ดลับในการรังสรรค์เมนูมงคลต้อนรับปีใหม่จีนมามอบให้อย่างจัดเต็ม ชมการแสดงทางวัฒนธรรม สำหรับการแสดง พบกับศิลปะการแสดงกายกรรมจีนขั้นสูง ‘การเชิดสิงโตบนเสาดอกเหมย’ ด้วยการจำลองการกระโดดข้ามหุบเขาของสิงโต เพื่อไปเก็บดอกไม้มงคล สื่อถึงสัญลักษณ์ของความกล้าหาญก้าวข้ามสิ่งชั่วร้าย และนำพาความเป็นสิริมงคลมาสู่ผู้ชม ด้วยท่วงท่าการเชิดสิงโตอันอ่อนช้อย ผสมผสานความแข็งแกร่งระหว่างการกระโดดข้ามเสาแต่ละต้น สร้างความตื่นเต้นและเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยวระหว่างชมการแสดง และสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างมาก พร้อมกิจกรรมให้ร่วมเสริมเฮงอีกมากมาย อาทิ เพลิดเพลินกับการแสดงศิลปะทางวัฒนธรรมไทย-จีน สุดตระการตา การเขียนคำอวยพรมงคลอักษรจีนจากอาจารย์ หลิวเจี้ยนเหยิน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา บทกวี และวัฒนธรรมจีน, เลือกช้อปเสื้อผ้า ของที่ระลึกเสริมความปัง สำหรับกิจกรรม Workshop อาทิ เพ้นท์หน้ากากจีน และเพ้นท์ลายพัดจีน และภายในงานยังมีบูธจาก ‘เซียงเพียว’ ชวนมาสัมผัสมนต์เสน่ห์ตรุษจีน โดยให้บริการนวดฟรีด้วยผลิตภัณฑ์เซียงเพียว รีลีฟครีม เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเกมหมุนวงล้อให้ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล ซึ่งภายในงานยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘ยาอมสมุนไพรเซียงเพียว’ อมง่าย ชุ่มคอ มีส่วนผสมของฟ้าทะลายโจรและสมุนไพรกว่า 7 ชนิด ให้กับผู้มาร่วมกิจกรรมได้ทดลอง พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษที่มีเฉพาะภายในงาน ทั้งนี้ ภายในงานฯ ยังพบกับความสวยงามตระการตาของการตกแต่งพื้นที่ด้วยประติมากรรมโคมไฟลอดท้องมังกร ซึ่งมังกรเป็นสัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจ ปัญญา และความอุดมสมบูรณ์ และปลาทองมงคลในบ่อน้ำ สัญลักษณ์ของความมั่งมีศรีสุข เงินทองไหลมา และความสมบูรณ์พูนสุข ซึ่งตกแต่งอย่างสวยงาม บริเวณสะพานมัฆวาน ให้ทุกคนรับพลังดีๆ เพื่อเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ของชาวจีนด้วยความเป็นมงคล ร่วมสัมผัสเทศกาลตรุษจีนมหามงคล เสริมพลังงานดีสุดปังต้อนรับศักราชใหม่แห่งปีม้าไฟ ที่หลอมรวม ศิลปะ วัฒนธรรม ความศรัทธา และ ความรัก ไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน ณ เมืองสุขสยาม ตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองสุขสยาม ชั้น G
ทรู ส่งทีมฯ AI เจาะพื้นที่ใช้งานหนาแน่น รับแหล่งเที่ยวยอดฮิต ตรุษจีนปี2569
ทรู คอร์ปอเรชั่น อัปสัญญาณ 5G รับเทศกาลตรุษจีนปีม้า ส่ง ‘ทีมปฏิบัติการ AI’ วิเคราะห์หใช้งาน-ปรับแต่งสัญญาณอัตโนมัติ ให้สายมู-ช้อป ลื่นไหลในแหล่งเที่ยวหนาแน่นตรุษจีน 2569 ยกระดับเครือข่ายทั่วประเทศ อัปเกรด 5G/4G และติดตั้งอุปกรณ์เสริมในพื้นที่ใช้งานหนาแน่น ดูแลทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน รองรับทราฟฟิกช่วงวันจ่าย-วันไหว้-วันเที่ยว ใช้ AI บริหารเครือข่ายอัตโนมัติ นำระบบ Highly Autonomous Network มาวิเคราะห์และปรับสัญญาณแบบเรียลไทม์ ปรับช่องสัญญาณและมุมเสาอัตโนมัติ ลดปัญหาความแออัดของเครือข่าย โฟกัสแหล่งตรุษจีนทั่วไทย เสริมสัญญาณในจุดสำคัญ เช่น วัดมังกรกมลาวาส และงานตรุษจีนเยาวราช ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ และตะวันออก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจรรายใหญ่ของไทย ประกาศความพร้อมขยายเครือข่าย 5G และ 4G โดยยกระดับประสิทธิภาพเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงตรุษจีนปี 2569 นี้ โดยเฉพาะในช่วง 3 วัน คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว ตลอดเทศกาลตรุษจีน สำหรับเทศกาลตรุษจีนเริ่มต้นตั้งแต่วันไหว้ตรงกับ 16 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมคาดว่าปีนี้ จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติจำนวนมากร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน โดยเฉพาะในย่านการค้าสำคัญและแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการชาวจีนที่ให้วันหยุดพิเศษแก่พนักงานเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาและเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง จากสถานการณ์ดังกล่าว ทรูฯ ได้บูรณาการทีมเน็ตเวิร์ก ทีมวิเคราะห์ข้อมูล ทีมภูมิภาค และศูนย์บริการลูกค้า เพื่อติดตามและวิเคราะห์คุณภาพสัญญาณตลอด 24 ชั่วโมง การเตรียมพร้อมครอบคลุมในช่วงเทศกาลตรุษจีน ดังนี้ อัปเกรดเครือข่าย 5G และ 4G ทั่วประเทศ ติดตั้งอุปกรณ์ขยายสัญญาณเพิ่มเติมในพื้นที่สำคัญ ดูแลเครือข่ายไฟเบอร์สำหรับลูกค้าอินเทอร์เน็ตบ้านทรูออนไลน์ ครอบคลุมทั้งลูกค้าทรูมูฟ เอช และดีแทค นำ AI ยกระดับเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูง โดย ทรูฯ ในฐานะผู้ให้บริการรายแรกในไทยที่คว้ามาตรฐาน AN Level 4.0 จาก TM Forum ได้นำเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูง (Highly Autonomous Network) มาบริหารจัดการสื่อสารในช่วงเทศกาลตรุษจีน ระบบนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Intent-Based Operation (IBO) ซึ่งเปรียบเสมือน ‘ทีมปฏิบัติการ AI’ ที่คอยวิเคราะห์ความหนาแน่นของการใช้งาน พร้อมปรับแต่งสัญญาณ ช่องสัญญาณ และมุมองศาเสาโดยอัตโนมัติ เพื่อมอบประสบการณ์ 5G และ 4G ที่ดีที่สุดตลอดเวลา เสริมสัญญาณครอบคลุมงานตรุษจีนทั่วไทย โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญช่วงเทศกาลรองรับรองรับเที่ยว-ไหว้เจ้า-เสริมดวง-แก้ชง อาทิ กรุงเทพฯ: วัดมังกรกมลาวาส (วัดเล่งเน่ยยี่), วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ (วัดเล่งเน่ยยี่ 2), งานตรุษจีนเยาวราช อุดรธานี: เทศกาลตรุษจีนถนนอาหารเมืองอุดรธานี นครสวรรค์: งานแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพ สุพรรณบุรี: ตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ราชบุรี: งานราชบุรีไชน่าทาวน์ สงขลา: งานศาลเจ้ามูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่, เทศกาลตรุษจีนหาดใหญ่ ชลบุรี: วิหารเทพสถิตพระกิติเฉลิม (ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ), ศาลเจ้ากวนอู ไร่ไหหลำ เชียงใหม่: เทศกาลตรุษจีนไชน่าทาวน์เมืองเชียงใหม่ ทั้งนี้ ทรูฯ ระดมทีมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง ประจำศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ (Business and Network Intelligence Center: BNIC) พร้อมจัดหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจลงพื้นที่จริงทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้ลูกค้าสามารถถ่ายรูป วิดีโอ แชร์คอนเทนต์ ไลฟ์สตรีม และใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างราบรื่นตลอดช่วงเทศกาลตรุษจีน Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น อัปเกรดเครือข่าย 5G และ 4G รับเทศกาลตรุษจีนปี 2569 รองรับการใช้งานหนาแน่นทั่วประเทศ ส่ง ‘ทีมปฏิบัติการ AI’ วิเคราะห์ทราฟฟิกแบบเรียลไทม์ ปรับแต่งสัญญาณอัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยี Intent-Based Operation บริหารเครือข่ายอัตโนมัติขั้นสูงตลอด 24 ชั่วโมง เสริมสัญญาณในจุดเที่ยว-ไหว้เจ้า-ช้อปปิ้งสำคัญทั่วไทย โดยเฉพาะย่านเยาวราชและหัวเมืองใหญ่ ตั้งเป้ามอบประสบการณ์ใช้งานลื่นไหล รองรับถ่ายรูป ไลฟ์สตรีม และแชร์คอนเทนต์ช่วงเทศกาล
ชาญอิสสระ จัดพอร์ตบ้าน-คอนโดลักซูรี่ ขายราคาทุนเจาะนักลงทุนตุนของดี
‘ชาญอิสสระ’ ย้ำพอร์ตอสังหาฯลักซูรี่ ยังเป็นแกนหลักทำโปรแรง สะท้อนทิศทางปีนี้ยังท้าทาย แต่เป็นโอกาสนักลงทุนได้ของดีราคาทุน พร้อมชำระคืนหุ้นกู้ครบดอกเบี้ย จัดพอร์ตลักซูรี่รับตลาดผู้ซื้อ ชาญอิสสระเร่งขายบ้าน-คอนโดระดับบน เน้นสินทรัพย์คุณภาพในทำเลศักยภาพ มองจังหวะตลาดเป็นโอกาสให้นักลงทุน ‘ตุนของดี’ ราคาคุ้มค่า แคมเปญแรงกระตุ้นกำลังซื้อ ‘วันเดียวราคาทุน’ ดิ อิสสระ สาทร เริ่ม 4.59 ล้านบาท ‘ใช้ชีวิตฟรี 5 ปี’ บ้านอิสสระ บางนา มูลค่าสิทธิประโยชน์ 4 ล้านบาท บิ๊กโปรเจกต์ภูเก็ต 7,300 ล้านบาท ศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต มิกซ์ยูส 62 ไร่ พูลวิลล่าเริ่ม 43.8–182 ล้านบาท เจาะกลุ่ม Ultra Luxury สงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย โรงแรม และอาคารสำนักงาน กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจในปี 2569 ยังมีความท้าทายในทางยากลำบาก อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าและสถาบันการเงิน ทำให้สามารถผ่านวิกฤตต่างๆ มาได้ พร้อมแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดภายใต้แคมเปญกระตุ้นการขายทุกโครงการ อาทิ ‘วันเดียวราคาทุน’ ในโครงการ ต่างๆ เช่น ดิ อิสสระ สาทร (The Issara Sathorn) ลักซ์ชัวรี่ คอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ที่สร้างเสร็จ พร้อมเข้าอยู่ และอยู่ในโลเคชั่นที่เหมาะสม ด้วยราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท โครงการบ้านอิสสระ บางนา (Baan Issara Bangna) บ้านเดี่ยวระดับลักซ์ชัวรี่ ทำเลที่ตั้งใกล้เมกะบางนา สถาบันการศึกษา โรงเรียนนานาชาติ สนามกอล์ฟ โรงพยาบาล มีแคมเปญ ‘ใช้ชีวิตฟรี 5 ปี’ มูลค่ารวม 4,000,000 บาท ด้วยราคาขายเริ่มต้นที่ 39.9 ล้านบาท นอกจากนี้โครงการใหม่ โครงการศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต (Sri panwa Lagoon) โครงการมิกซ์ยูส บนที่ดิน 62 ไร่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,300 ล้านบาท โดยในเฟสแรกประกอบด้วย Sri panwa Lagoon Waterfront Pool Villa ลักซ์ชัวรี่พูลวิลล่า สุด exclusive จำนวน 16 หลัง ริมลากูน 3 – 6 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 268.24 –1,001.80 ตร.ม. สระว่ายน้ำส่วนตัว ราคาเริ่มต้นที่ 43.8 – 182 ล้านบาท Sri panwa Lagoon Multi – Flex House อาคาร 3 ชั้น จำนวน14 หลัง บนถนนเชิงทะเลสายหลัก ออกแบบให้สามารถใช้งานเป็นที่พักอาศัย ร้านค้า หรือสำนักงานก็ได้ ราคาเริ่มต้น 39.8 – 8 ล้านบาท โดยเฟสถัดไปจะมีทั้งโรงแรมและ ส่วนที่เป็นคอมเมอร์เชียลอื่นๆ เพื่อสร้างความครบครันให้กับโครงการ โดยในปีนี้ บริษัทฯ เน้นความสำคัญในการขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้มากด้วยการออกแคมเปญกระตุ้นการขายต่างๆ ดังที่ปรากฎข้างต้น ด้วยความมั่นใจในคุณภาพของทุกโครงการว่า จะเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขและความคุ้มค่าแก่ลูกค้า “บริษัทฯ ยังคงนโยบายนำเสนอโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นดี ในสภาวะปัจจุบันของตลาดซึ่งถือเป็นตลาดของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง คือเป็นช่วงเวลาที่ผู้ซื้อจะสามารถลงทุนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด” สงกรานต์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัทดำเนินการชำระคืนหุ้นกู้มีประกันรุ่น CI262A ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ครบถ้วนตรงตามกำหนด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 209.10 ล้านบาท พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการชำระคืนหุ้นกู้มีประกันรุ่น CI263A มูลค่า 420 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2569 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรับผิดชอบต่อนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย Alternate-X สรุปให้ ชาญอิสสระ ย้ำพอร์ตบ้านและคอนโดลักซูรี่ รับอสังหาฯ ปี2569 เป็น ‘ตลาดผู้ซื้อ’ เดินหน้าแคมเปญแรง ‘วันเดียวราคาทุน’ และ ‘ใช้ชีวิตฟรี 5 ปี’ กระตุ้นดีมานด์ ในโครงการไฮไลต์ ได้แก่ ดิ อิสสระ สาทร, บ้านอิสสระ บางนา และศรีพันวา ลากูน ภูเก็ต ใช้ทำเลคุณภาพ สินทรัพย์ระดับพรีเมียม พร้อมเข้าอยู่และลงทุน สะท้อนกลยุทธ์ขายสินทรัพย์คุณภาพสูง เพื่อดึงนักลงทุนและผู้ซื้อที่มองความคุ้มค่าระยะยาว
‘บิ๊กซี’ขยับค้าปลีกสู่แพลตฟอร์มธุรกิจเชื่อมชุมชนทั่วไทย เปิด ‘The Color’ มีรูฟท้อปกินดื่มกลางคืน
บิ๊กซี วางยุทธศาสตร์ค้าปลีกลบภาพจำไฮเปอร์มาร์เก็ตสู่ บิสซิเนส อีโคซิสเต็ม เชื่อมชุมชนทั่วไทย เปิดใหม่ฟอร์แมต ‘The Color’ ไลฟ์สไตล์มอลล์ 6 ชั้น พร้อมรูฟท็อปกินดื่ม ดึงคนรุ่นใหม่ The Color มูลค่า 4,000 ล้านบาท โครงการ 6 ชั้น พื้นที่ 27,000 ตร.ม. ค่าเช่าเฉลี่ย 1,000 บาท/ตร.ม. ตั้งเป้าเปิดไตรมาส 1 ปี 2570 บนทำเลแจ้งวัฒนะ 14 ฐานลูกค้าและเครือข่ายแข็งแกร่ง มีสมาชิก 22.1 ล้านราย ลูกค้าประจำ 8–9 ล้านราย ด้วยเครือข่ายกว่า 1,600 ทัชพอยต์ และพาร์ทเนอร์ 7,000 ราย ปรับโมเดลสู่ คอมมูนิตี้ คอมเมิร์ซ (Community Commerce) เพิ่มประสบการณ์ อาหารคุณภาพ และกิจกรรมชุมชน หลังได้ผลลัพธ์ตัวอย่าง หางดง ลูกค้าโต 9% ยอดขายโต 16% อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มบีเจซี มองว่าอนาคตของธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าในพื้นที่ไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่ต้องพัฒนาเป็นระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) เชื่อมโยงการค้า พื้นที่เชิงพาณิชย์ พันธมิตรธุรกิจ และชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน จากแนวคิดดังกล่าว ยังสอดคล้องการดำเนินงานของบิ๊กซี กว่า30 ปีที่ผ่านมา ต่อการทำโครงการค้าปลีกรูปแบบใหม่พร้อมขยายสาขาทั่วประเทศ ทั้งในหัวเมืองใหญ่และต่างจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน อุทัยธานี เชียงแสน และเชียงของ เพราะเชื่อว่า ‘หากชุมชนเติบโต ธุรกิจก็เติบโตได้’ ขณะที่โจทย์สำคัญ ธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านราคา แต่เป็นการแข่งกับ ‘ความสะดวกและเวลา’ ด้วยผู้บริโภคสามารถสั่งสินค้าผ่านมือถือและส่งถึงบ้านได้ทันที “ฟิซิคัล มอลล์ ยังต้องตอบโจทย์ความรวดเร็ว ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ออนไลน์ทดแทนไม่ได้” The Color นำร่องภาพจำใหม่ Big C ล่าสุด บริษัทฯพัฒนาโครงการห้างค้าปลีกฟอร์แมตใหม่ภายใต้แบรนด์ ‘The Color’ มูลค่า 4,000 ล้านบาท บนทำเลถนนแจ้งวัฒนะ 14 ในรูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ไปพร้อมลบภาพจำแบบเดิมไฮเปอร์มาร์เก็ต (Hypermarket) ที่ผู้บริโภคบางส่วนมองว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เดินไกล ไม่ทันสมัย “การรีเฟรชแบรนด์ด้วยฟอร์แมตใหม่ The Color จะยังช่วยสร้างภาพลักษณ์สดใหม่ ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ และเพิ่ม Tenant รายใหม่ที่ไม่อยู่ในกลุ่มเดิม” ขณะเดียวกัน การขยายธุรกิจค้าปลีกฟอร์แมตของบิ๊กซี ครั้งนี้จะยังสร้างประสบการณ์ด้านต่างๆ เช่น อาหารคุณภาพดี สินค้าโฮมเมด สินค้าท้องถิ่น หรือร้านลับในท้องถิ่น (Hidden Gems) รวมถึงร้านระดับ Michelin Guide ที่เข้ามาเสริมความแตกต่าง “ตัวอย่างที่หางดง เชียงใหม่ หลังปรับศูนย์อาหารr พบว่าจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 9% และยอดขายเติบโต 16%” โดยแนวทางดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งกลยุทธ์สร้างการจดจำในอนาคตให้ลูกค้านึกถึงหมวดสินค้าแล้วต้องนึกถึงบิ๊กซีทันที เช่น หากเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต อย่างหมวดแซลมอน ซึ่งปัจจุบันมียอดขายสูงกว่า 60 ตันต่อสัปดาห์ รวมถึงสินค้ากลุ่มแบรนด์ไพรเวท (Private Label) ที่ใช้เป็นแม่เหล็กดึงลูกค้าด้วยราคาคุ้มค่า อัศวิน กล่าวต่อสำหรับโครงการ The Color ซึ่งเป็นโมเดลไหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทั้งในมิติของบิ๊กซีและกลุ่มบีเจซีในหลายด้าน อาทิ สร้างคอมมูนิตี้ คอมเมิร์ซ (Community Commerce) ระหว่างบิ๊กซีและพันธมิตร คือ จำหน่ายสินค้าและสร้างประสบการณ์ เช่น ลานกิจกรรมกีฬา งานเทศกาลท้องถิ่น และ Co-working Space เพื่อเพิ่มระยะเวลาการใช้บริการ ซึ่งส่งผลต่อยอดขายโดยตรง ขยายระบบนิเวศธุรกิจของบีเจซี จากการมีเครือข่ายกว่า 1,600 ทัชพอยต์s และสมาชิกมากกว่า 22.1 ล้านราย แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มลูกค้าประจำราว 8–9 ล้านราย ทำให้สามารถใช้ข้อมูลพัฒนาสินค้า บริหารสต็อก และออกแบบโปรโมชันได้แม่นยำขึ้น พร้อมเป้าหมาย ให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างน้อย 10 ครั้งต่อปี และเปลี่ยนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแบรนด์ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ มีการทำแผนทบทวนธุรกิจ (Business Review) ร่วมกับพันธมิตรคู่ค้า เพื่อลดต้นทุนซัพพลายเชน ปรับระบบ Inventory และทดลองโมเดลลงทุนต่ำ คืนทุนเร็ว เช่น Pop-up Store และคาราวานสินค้า เพื่อทดสอบความเหมาะสมของสินค้าในแต่ละพื้นที่ก่อนขยายจริง สร้างโอกาสพันธมิตร โดยบิ๊กซีเปิดพื้นที่ให้พันธมิตรเข้ามาร่วมธุรกิจในรูปแบบยืดหยุ่น ทำให้ทั้งผู้เช่าและแพลตฟอร์มเติบโตไปด้วยกัน ปัจจุบันบิ๊กซีมีสาขารวมประมาณ 1,490 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุม 5 ฟอร์แมตหลัก ได้แก่ ไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ Big C Place Big C Community Big C Common Mini Big C ขนาด 200–300 ตารางเมตร โดยใน 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทวางแผน เปิดใหม่บิ๊กซี 2 สาขา คือ 1. สาขาในโครงการลานนาทีค (Lanna Tique) จังหวัดเชียงใหม่ และ สาขาอุดมสุข กรุงเทพฯ พร้อมแผนปรับโฉมใหม่ (Renovate) ใน 18 สาขา อาทิ สาขาเชียงราย อุดรธานี พัทยา สุรินทร์ และดอนเมือง (พื้นที่ประมาณ 34,000 ตารางเมตร) เพื่อให้เข้าถึงง่าย ทันสมัย และแข่งขันได้ The Color 6 ชั้น พื้นที่กินดื่ม-ใช้ชีวิต ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี ในเครือ ที.ซี.ซี เปิดเผยว่า แนวทางบริหารธุรกิจค้าปลีกกลุ่มบีเจซี จากนี้ไปในอนาคตจะสร้างความหลายรูปแบบแบรนด์ค้าปลีก (Retail Format) ศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในแต่ะพื้นที่ ทึ่มีความต้องการเชิงลึกแตกต่างกันออกไปในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย “บิ๊กซี เป็นแบรนด์ที่ยังไปต่อ แต่การมีฟอร์แมตเพิ่มจะเติมความหลากหลายให้สามารถเข้าถึงทาเนนต์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างการเติบโตไปในแต่ละพื้นที่ชุมชนร่วมกัน” สำหรับห้างค้าปลีกฟอร์แมตใหม่ ‘The Color’ ตั้งอยู่บนถนนแจ้งวัฒนะ 14 วางแนวคิดพื้นที่การใช้ชีวิต ‘A PLACE TO LIVE’ ในรูปแบบไลฟ์สไตล์มอลล์ บนทำเลศักยภาพเชื่อมต่อถนนแจ้งวัฒนะและถนนสรงประภา รายล้อมย่านชุมชนกว่า 48,500 ครัวเรือน ด้วยโครงการที่อยู่อาศัยกว่า 200 แห่ง ด้วยจำนวนประชากรในย่านนี้มากกว่า 800,000 คน โครงการฯ คาดจะดำเนินแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาสแรกปี 2569 มี 6 ชั้น ประกอบด้วยพื้นที่ให้บริการดังนี้ ชั้นรูฟ ท้อป (RF) พื้นที่ร้านอาหารและบาร์ เปิดให้บริการในช่วงค่ำคืน (Late Night) ชั้น 4 (4F) พื้นที่ความบันเทิงและความงาม (Entertainments&Beauty Wellness Zone) ชั้น3 (3F) พื้นที่บริการด้านการเงินธนาคารและไอที (Bank & IT Zone) ชั้น2 (2F) พื้นที่ร้านอาหารทานสะดวก (Quick & Easy Restaurant Zone) ชั้น1 (1F) พื้นที่ร้านค้า ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Restaurant Zone) ชั้นเบสเมนต์ (B1) พื้นที่จอดรถและบริการต่างๆ (Parking & Service) สำหรับโครงการฯ จะมีพื้นที่ค้าปลีกราว 27,000 ตารางเมตร คิดค่าเช่าพื้นที่ในอัตราปกติเฉลี่ย 1,000 บาทต่อตารางเมตร ฐาปณี กล่าวต่อว่าบริษัทฯ วางแนวทางการทำงานร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าธุรกิจในปัจจุบันราว 7,000 ราย ยังจะไปพร้อมกับการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกในฟอร์แมตใหม่ ๆ ในแต่ละชุมชน พื้นที่จังหวัดที่มีความเหมะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละพื้นที่ในอนาคตต่อไป Alternate-X สรุปให้ บิ๊กซีปรับยุทธศาสตร์จากไฮเปอร์มาร์เก็ตสู่แพลตฟอร์มระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) เชื่อมการค้า อสังหา และชุมชน เปิดตัว ‘The Color’ ไลฟ์สไตล์มอลล์มูลค่า 4,000 ล้านบาท บนถนนแจ้งวัฒนะ 14 รีเฟรชภาพจำใหม่ เพิ่มร้านอาหาร Hidden Gems และรูฟท็อปกลางคืน ใช้ฐานสมาชิก 22.1 ล้านราย และ 1,600 ทัชพอยต์ ขยายการค้าชุมชน (Community Commerce)วางแผนปี 2569 เปิด 2 สาขาใหม่ รีโนเวต 18 สาขา ในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า
เทรนด์กาแฟปี 2569 สู่ยุคพรีเมียมราคาจับต้องได้ บอนกาแฟปล่อยสินเชื่อเปิดคาเฟ่
‘บอนกาแฟ’ ส่งโมเดลครบวงจรให้สินเชื่อ-เติมสภาพคล่อง หนุนเปิดคาเฟ่ ง่ายขึ้น บอกสูตรจุดคุ้มทุนต้องขายได้วันละร้อยแก้ว ส่วนเทรนด์ปี 2569 เข้าสู่ยุคการดื่มกาแฟพรีเมียมในราคาจับต้องได้ หลัง2 แบรนด์ใหม่เข้ามาหนุนตลาดโตสองหลัก เปิดร้านง่ายขึ้นด้วยสินเชื่อครบวงจร บอนกาแฟจับมือ Luckyleasing และ Vyvr ให้เช่าซื้อเครื่องชง และ เงินหมุนเวียนสูงสุด 500,000 บาท ลดอุปสรรคเงินลงทุนก้อนแรก ดันคนอยากเปิดร้านเข้าสู่ตลาดมากขึ้น สูตรคืนทุน 100 แก้ว/วัน ยอดขายเฉลี่ย 100 แก้วต่อวัน คือ Magic Number คืนทุนใน 1 ปี ในทำเลและการคุมต้นทุนยังเป็นตัวแปรสำคัญต่อความอยู่รอด พรีเมียมราคาจับต้องได้ โตสองหลัก กาแฟคุณภาพสูง เช่น เกอิชา ราคาต่ำกว่า 100 บาท/แก้ว เริ่มเห็นชัด ตลาดกำลังเปลี่ยนจาก ‘แพงเฉพาะกลุ่ม’ เป็น ‘พรีเมียมที่เข้าถึงได้’ อุษาพรรณ อินทีรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารธุรกิจครบวงจรอุปกรณ์และจัดหาวัตถุดิบกาแฟ-ไม่ใช่กาแฟ(Non-Coffee) รายใหญ่ในเครือ Massimo Zanetti Beverage ประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่าในปี 2569 บริษัทฯ วางแนวทางการขยายธุรกิจไปยังตลาดผู้บริโภค ‘บีทูซี’ (B2C-Business to Consumer) มากขึ้น จากในช่วงที่ผ่านมาเน้นกลุ่ม บีทีบี (B2B-Business to Business) เป็นหลัก โดยบริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อสถาบันการเงิน 2 รูปแบบหลัก คือ ลัคกี้ ลีสซิ่ง (Luckyleasing) ร่วมให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องชงกาแฟ (เครื่องใหม่) Boncafe ตามระยะเวลา/เงื่อนไขที่กำหนด ไวเวอร์ (Vyvr) บริการสินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย ให้วงเงินหมุนเวียนสูงสุด 500,000 บาท ในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย “จากความครบวจรทั้งการจัดสินเชื่อระหว่างบอนกาแฟและพันธมิตรทั้งสองราย จะช่วยขยายฐานไปยังตลาดผู้บริโภคที่ต้องการเปิดร้านกาแฟได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯจะทำตลาดเชิงรุกโดยจัดกิจกรรมเวิร์ค ช้อปมากขึ้น” อุษาพรรณ กล่าวว่าจากแผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจในปี2569 ครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ 1. Segment leadership รักษาผู้นำกลุ่มโรงแรม 4-5 ดาว และขยายฐานสู่กลุ่มร้านอาหารที่ต้องการโซลูชั่นระดับพรีเมียม 2.Product Innovation เปิดตัว ‘Sync for Perfection นวัตกรรมเชื่อมต่อแบบไร้สายระหว่างเครื่องชงกาแฟ Lamarzocco และเครื่องบด Mahlkonig รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องบดและเครื่องชั่ง Mahlkonig โดยมีแอปฟลิเคชั่นเป็นตัวกลาง พร้อมทำตลาดเชิงรุกกลุ่มนัน-คอฟฟี่ ด้วย มัทฉะ เกรดพรีเมียม จากแหล่งปลูกต่างๆ เพื่อรองรับเทรนด์ผู้บริโภครุ่นใหม่ 3.Digital Commerce ปรับโฉมใหม่เว็บไซต์ boncafe วางตำแหน่งให้เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมืร์ซเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคปลายทาง (end user) ได้ง่ายขึ้น คาดดำเนินการแล้วเสร็จพร้อมใช้งานในกลางปี 2569 นี้ นอกเหนือจากการทำตลาดในช่องทางออนไลน์แพลตฟอร์มอีคอมเมมิร์ซ ลาซาด้า และ ช้อปปี้ อุษาพรรณ กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจร้านกาแฟปัจจุบันพบว่ามีการหมุนเวียนทั้งการเปิดตัวใหม่และการปิดตัวธุรกิจ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ยังไม่ทราบจำนวนร้านคาเฟ่ที่แน่ชัด แต่พบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงสินค้า/เครื่องดื่มกาแฟเมล็ดคุณภาพ/พรีเมียม ได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มติบโตสูงสองหลัก (Double Digit) เมื่อเทียบกับร้านกาแฟประเภทอื่นๆ ที่เปิดทั่วไป จากในช่วงสองถึงสามปีก่อน เป็นกระแสของสเปเชียลตี คอฟฟี่ (Specialty Coffee) “การเติบโตดังกล่าว มาจากยอดขายอุปกรณ์บอนกาแฟซึ่งขยายตัวขึ้นตามด้วย โดยเฉพาะการขยายตัวของสาขาธุรกิจเชนร้านกาแฟสองรายใหม่อย่างอูโน่ คอฟฟี่ และ วัน ทู วัน คอฟฟี่ ที่เปิดตัวในปี2568 ที่ผ่านมา” จากแนวโน้มนี้ คาดผลักดันให้ภาพรวมการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟของไทยในปี2569 เข้าสู่บริบทสินค้าคุณภาพในราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญ มาจากการได้เห็นการเข้าถึงเครื่องดื่มกาแฟจากเมล็ดเกอิชา ในราคาเริ่มต้นแก้วละไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท จากเดิมราคา 300-400 บาท เป็นต้น ซึ่งส่งผลดีให้กับผู้บริโภค ที่ผลักดันให้ธุรกิจตลาดกาแฟกลับสู่จุดสมดุล (Economy of Scale) ซึ่งในปีนี้ธุรกิจกาแฟ คาดยังเติบโตในอัตราชะลอตัวเทียบกับในช่วงก่อนหน้า “ROI ธุรกิจร้านกาแฟในปัจจุบัน มีตัวเลขมหัศจรรย์ หรือ เมจิก นัมเบอร์ คือ ต้องขายเครื่องดื่มกาแฟต่อวันในจำนวน 100 แก้ว จึงจะสามารถถึงจุดคืนทุนได้ภายในหนึ่งปี ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งร้านด้วย ซึ่งหากมีร้านกาแฟที่เปิดไลน์สินค้าอื่นเพิ่มในกลุ่มเบเกอรี่ อาจมีความน่าเป็นห่วงในเชิงยอดขาย” ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้มาจาก กลุ่มธุรกิจกาแฟ 50% กลุ่มอุปกรณ์เครื่องชงกาแฟ 30% กลุ่มนัน-คอฟฟี่ 20% โดยในปี 2569 บริษัทฯ วางเป้าหมายสัดส่วนรายได้กลุ่มบีทูซีอยู่ที่ 23% และกลุ่มบีทูบี อยู่ที่ 77% จากในปีก่อนหน้าอยู่ที่ 20% และ 80% ตามลำดับ พร้อมวางเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโต 12% จากปีก่อนอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท เติบโต6% จากปี 2567 Alternate-X สรุปให้ ‘บอนกาแฟ’ บุกต่อไม่พักธุรกิจกาแฟปี2569 ขยายตลาดจาก B2B สู่ B2C เต็มตัว ดึงสองพันพันธมิตรปล่อยสินเชื่อช่วยคนเปิดร้านกาแฟง่ายขึ้น รับตลาดเข้าสู่ยุคร้านกาแฟพรีเมียมราคาจับต้องได้ โตระดับ Double Digit จากกระแส Specialty Coffee บอกทำร้านกาแฟยุคนี้อยู่ที่ยอดขาย 100 แก้วต่อวัน จะคืนทุนได้ใน 1 ปี บริษัทตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านบาท โต 12% และเพิ่มสัดส่วน B2C เป็น 23% รับเทรนด์ปีนี้คือ ‘กาแฟคุณภาพดี ราคาจับต้องได้’ ดันตลาดสู่ Economy of Scale
ไหว้ไฉ่ซิ้งเอี้ย ตรุษจีน 2569 คืน ‘นิว มูน’ เริ่มต้นพลังงานใหญ่ รับทรัพย์ปีมะเมีย
วันตรุษจีนปี 2569 ปีนี้ตรงกับวันที่ 17 ก.พ. และขึ้นสู่ปีนักษัตรใหม่ตามปฏิทินจีน เป็นวันเริ่มต้นปี ปีมะเมีย (ปีม้า) อย่างเป็นทางการ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่จีนเริ่มตั้งวันจ่ายซึ่งตรงกับวันที่ 15 ก.พ. เพื่อเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ในวันที่ 16 ก.พ. จะเป็นวันที่ครอบครัวจะทำพิธีไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าสู่วันเที่ยวหรือวันตรุษจีนตรงกับวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มต้นปีใหม่จีนด้วยการแต่งชุดสีแดง อวยพร และเยี่ยมญาติผู้ใหญ่ ตรุษจีน 2569 ตรงกับ New Moon เป็นคืนเดือนดับที่ดวงจันทร์ขนานโลกและดวงอาทิตย์ เชื่อกันว่าเป็นจุดรีเซ็ตพลังงาน เริ่มต้นใหม่ทรงพลังที่สุดรอบปี ฤกษ์ไหว้ไฉ่ซิ้งเอี้ย แนะนำคืน 16 ก.พ. เวลา 23.00–00.59 น. หันหน้าไปทางทิศใต้ซึ่งถือเป็นทิศโชคลาภปีนี้ แนวคิด ‘Set Zero’ เคลียร์พื้นที่ทิศใต้ เปิดไฟโทนแดง–ส้ม ตั้งจิตนิ่งและอธิษฐานรับพลังเริ่มต้นปีใหม่ ซินแสปรัชญา’ เจ้าของฉายา ‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ กูรูโหราศาสตร์จีน บอกเคล็ดลับ รับทรัพย์: ไหว้ไฉ่ซิ้งเอี้ย เทพเจ้าโชคลาภ ปี2569 เมื่อดวงจันทร์รีเซ็ตจักรวาล และทิศใต้เปิดประตูแห่งโชคลาภ ในคืน วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเริ่มต้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน แต่นี่คือปรากฏการณ์ทางพลังงานที่ดาราศาสตร์เรียกว่า New Moon (เดือนดับ) วินาทีที่ดวงจันทร์ขนานอยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ สร้างสภาวะ ‘Zero Point’ หรือสุญญากาศทางพลังงานที่นิ่งสนิทที่สุดในรอบปี 🌑 ทำไม New Moon ตรุษจีนปีนี้ถึง ‘พิเศษ’ กว่าครั้งไหน? ตามหลักวิชาฮวงจุ้ยและโหราศาสตร์จีน New Moon ของวันตรุษจีน 2569 คือ ‘จุดตัดที่สมบูรณ์’ ของ 3 พลังงานใหญ่: The Solar Shift: เป็น New Moon แรกหลังจากโลกเปลี่ยนศารท (ลิบชุน) เข้าสู่ปีมะเมียอย่างเต็มตัว เหมือนคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งลงระบบปฏิบัติการใหม่ พลังงานจึงบริสุทธิ์และสดใหม่ที่สุด The Perfect Balance: วันไหว้ตรงกับ วันยิ้มสุก (ธาตุน้ำ) ในขณะที่ทิศโชคลาภคือ ทิศใต้ (ธาตุไฟ) เกิดปฏิกิริยา ‘Steam Engine Effect’ หรือแรงดันไอน้ำมหาศาลที่จะเปลี่ยน ‘แรงกดดัน’ ในชีวิตให้กลายเป็น ‘แรงขับเคลื่อน’ ความมั่งคั่ง Collective Consciousness: พลังจากคนนับพันล้านคนที่ตั้งจิตไปที่การ ‘เริ่มต้นใหม่’ พร้อมกัน ทำให้ประตูมิติพลังงานเปิดกว้างกว่าปกติ 🕒 ฤกษ์งามยามดี และทิศอัญเชิญ วันไหว้: คืนวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา (ยามจื้อ): 00 – 00.59 น. (เป็นช่วงเวลาที่พลังงานเริ่มเปลี่ยนผ่านแรงที่สุด) ทิศรับโชค: ทิศใต้ (ให้ผู้ไหว้หันหน้าไปทางทิศใต้ เพื่อรับพลังงานธาตุไฟโดยตรง) 🛠️ พิธีกรรม ‘Set Zero’ เตรียมตัวเป็นแม่เหล็กดึงดูดทรัพย์ จัดเตรียม ‘The Setup’ (พื้นที่รับพลัง) เปิดทางให้ไฟ: เคลียร์ทิศใต้ของบ้านให้โปร่งสว่าง เปิดไฟสีส้มหรือแดง หรือจุดเทียนแดงเพื่อกระตุ้นโชคลาภ สื่อกลางรับพลัง: วาง เหรียญสิบบาทใหม่ 13 เหรียญ ไว้บนโต๊ะไหว้เพื่อเป็นสื่อนำแรงสั่นสะเทือนของเงินทอง (เมื่อจบพิธีให้เก็บเข้าลิ้นชักเก็บเงินทันที) การตั้งโต๊ะ: ตั้งรูปหรือป้ายเทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี้ยให้หันหน้ามาทางทิศเหนือ เพื่อให้ท่านสบตากับเราพอดีขณะที่เราหันหน้าไปทิศใต้ การเตรียมตัวผู้ไหว้ (Mindset & Dress Code) แต่งกาย: สวมเสื้อผ้าสีเหลือง ส้ม หรือแดง เพื่อสะท้อนคลื่นความถี่ของธาตุโชคลาภ ข้อควรระวัง: ผู้ที่เกิด ปีจอ และ ปีชวด ในปีนี้ถือว่าพลังงานปะทะแรง ให้ผู้อื่นเป็นคนจุดธูปดอกแรกและนำกล่าวอธิษฐาน ขั้นตอนการ ‘จูนจิต’ (Mindful Receiving) ขณะอธิษฐาน ให้ทำสมาธิสั้นๆ เข้าสู่สภาวะ ‘นิ่งสนิท’ (Zero Point) ตามสภาวะของดวงจันทร์ แล้วจินตนาการว่าตัวคุณเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่กำลังดูดซับแสงสีทองจากทางทิศใต้เข้าสู่กลางหน้าอก นี่คือการ Alignment ให้ความถี่ในตัวคุณตรงกับความถี่ของความมั่งคั่ง 📜 บทอธิษฐานรับพลังงานใหม่ “ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล) ขอเปิดรับพลังงานบริสุทธิ์จากจักรวาลในวินาที Set Zero นี้ ขอให้ธาตุน้ำในตัวข้าพเจ้า (ปัญญา) ผสานกับธาตุไฟจากทิศใต้ (โชคลาภ) เปลี่ยนทุกอุปสรรคให้เป็นแรงดัน เปลี่ยนทุกความนิ่งเฉยให้เป็นความรุ่งโรจน์ ขอให้ความมั่งคั่งไหลบ่าเข้าสู่ชีวิตข้าพเจ้านับแต่วินาทีแรกของปีใหม่นี้ด้วยเทอญ” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ดวงโลก-ไทยปี2569 เดอะแบก-ภาระหนักอึ้ง แนะเคล็ดใช้พลัง’สี-น้ำ’ลดร้อนแรง ปรัชญาเปิดฟ้า กูรูฮวงจุ้ย www.gurufengshui.com FB Page: GuruFengShui และ ฮวงจุ้ยดีบ้านเด่นกับอาจารย์ปรัชญาเปิดฟ้า Tiktok: ซินแสปรัชญาเปิดฟ้า LINE OA: @Gurufengshui
‘ITALJET’ส่งตัวท็อปเฉียดล.บาทเจาะตลาด แผนเปิดโรงงานในไทย แห่ง3ในโลก
‘ITALJET’ จากแทร็ก MotoGP สู่ถนนเมืองไทย! เปิดตัว Dragster 3 รุ่นรวด พร้อมแผนเปิดโรงงานในไทยแห่งที่ 3 ของโลก โรงงานแห่งที่ 3 ของโลก ITALJET เตรียมตั้งฐานการผลิตในไทย ต่อจากอิตาลีและจีน เล็งใช้ไทยเป็นศูนย์กลางส่งออกในอนาคต รุ่นเรือธงเฉียด 1 ล้านบาท Dragster 700 Gresini Edition ราคา 989,000 บาท ได้โควตาไทย 8 คัน และถูกจองแล้ว 5 คัน ขยายเครือข่าย 40 ดีลเลอร์ จาก 15 แห่ง เป็น 40 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 เน้นสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการหลังการขาย มัสซิโม่ ตาร์ตารีนี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Italjet S.p.A ทั้งยังเป็นทายาทสายตรงของ Leopoldo Tartarini ผู้ก่อตั้ง ITALJET เปิดเผยถึงทิศทางใหม่ ‘ITALJET’ (อิตัลเจ็ท) เตรียมขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทย โดยวางเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 3 ของโลก ต่อจากประเทศอิตาลีและจีน ความน่าสนใจของการลงทุนครั้งนี้คือการเปลี่ยนรูปแบบจากการนำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบ (CKD) เป็นการลงทุนโดยตรงเพื่อหาชิ้นส่วนภายในประเทศไทยและผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกในอนาคต โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ มาเวอร์ริค กรุ๊ป เพื่อจัดตั้งโรงงานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจชลบุรี-ระยอง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 “เราไม่ได้แค่สร้างยานพาหนะไว้เดินทาง แต่เรากำลังสร้างสิ่งประดิษฐ์ในฝันที่สะท้อนคุณภาพและสไตล์อิตาลีแท้ๆ ซึ่งจะไม่ยอมทำให้เป็นแมสโปรดักชั่นจนขาดเอกลักษณ์” 3 รุ่นใหม่ เปิดราคา 2.9 แสนบาท โดย ‘อิตัลเจ็ท’ ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ดังนี้ 1.Italjet Dragster 700 Twin (รุ่นเรือธง) สกู๊ตเตอร์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสนามแข่ง Premium Edition ราคา 799,000 บาท Limited Edition: 899,000 บาท Gresini Edition (Limited): 989,000 บาท (รุ่นพิเศษลายทีมแข่ง MotoGP) 2.Italjet Dragster 459 Twin ราคาเปิดตัว: 499,000 บาท โปรโมชั่น: แถมฟรีหมวกกันน็อค Nolan มูลค่า 24,900 บาท (กำหนดส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569) 3.Italjet Dragster 300 Black Edition ราคาขายปลีก: 299,000 บาท (พร้อมส่งมอบทันที) 40 ดีลเลอร์ทั่วไทย นรวิชญ์ ภทรธนกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มาเวอร์ริค กรุ๊ป จำกัด ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสองล้อมานานกว่า 15 ปี ระบุว่าภารกิจสำคัญในปีนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวผ่านบริการหลังการขาย โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการ (Service Center) จากปัจจุบันที่มีอยู่ 15 จุด เพิ่มขึ้นเป็น 40 จุดทั่วประเทศภายในปี 2569 เพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในพื้นที่หัวเมืองใหญ่ได้อย่างทั่วถึง ด้าน สุทธิเทพ อุดมทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เปิดเผยเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ คาดการณ์ยอดจำหน่ายในรุ่น Dragster 300 ไว้ที่ 200 คัน และรุ่น Dragster 459 อีกประมาณ 100 คัน ส่วนรุ่นเรือธงอย่าง Dragster 700 นั้นได้รับความสนใจอย่างสูงจนมียอดจองเข้ามาแล้ว 5 คัน จากโควตาเบื้องต้นที่ได้รับจัดสรรเพียง 8 คันเท่านั้น สำหรับ การรุกตลาดครั้งนี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Italjet ในประเทศไทย เนื่องจากแผนการจัดตั้งฐานการผลิตแห่งที่ 3 ของโลกในเขตเศรษฐกิจชลบุรี-ระยอง ภายในปี 2571 จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดกำแพงภาษีนำเข้า ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในอนาคตมีโอกาสปรับตัวลงสู่ระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าปัจจุบันที่เป็นการนำเข้าทั้งคันจากอิตาลี อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกับคุณภาพงานประกอบที่ยังคงมาตรฐานอิตาลี พร้อมพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเชิงราคาในตลาดไทยได้มากขึ้น Alternate-X สรุปให้ ITALJET แบรนด์สกู๊ตเตอร์พรีเมียมจากอิตาลี เปิดตัว Dragster 3 รุ่นในไทย พร้อมรุ่นเรือธง Dragster 700 ราคาสูงสุด 989,000 บาท เป็นรุ่นท็อปได้รับโควตาเพียง 8 คัน และมียอดจองแล้ว 5 คัน โดยบริษัทประกาศแผนตั้งโรงงานผลิตในไทยเป็นแห่งที่ 3 ของโลก ภายในปี 2571 พร้อมเปลี่ยนจากนำเข้า CKD สู่การผลิตเต็มรูปแบบในเขตเศรษฐกิจชลบุรี-ระยอง ตั้งเป้าขยายดีลเลอร์ 40 แห่งทั่วประเทศ และดันไทยเป็นฐานส่งออกในอนาคต
‘รามคำแหง’ รีเทิร์น รับรถไฟฟ้าสีส้มเติมสดใสทำเล ทุบเดอะมอลล์3ทำห้างฯใหม่
‘รามคำแหง’ เตรียมมีชีวิตชีวาอีกครั้ง หลังศูนย์การค้าในตำนานอย่างเดอะมอลล์ รามคำแหง ปรับโฉมใหม่ และการเปิดตัวโรงแรม The Quarter ในย่านนี้ เพื่อรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม ‘ใบชุบ’ ที่จะมาฟื้นทำเลนี้ 1981 Soul and Sold’ พลิกบทบาทห้างสู่ Cultural Hub รีแบรนด์เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง สู่ศูนย์รวมแฟชั่นวินเทจ ของสะสม และพื้นที่สร้างสรรค์ วางหมวดสินค้า 8 กลุ่มหลัก ผสานรีเทล–อีเวนต์–คอมมูนิตี้ในระบบนิเวศเดียว The Quarter รามคำแหง รับดีมานด์ทำเลฟื้นตัว โดย UHG เปิดโรงแรม 338 ห้อง ราคาเฉลี่ยราว 1,500 บาท/คืน รับความต้องการลูกค้าหลักคนไทย 60-70% ต่างชาติ 30-40% มองศักยภาพโตตามรถไฟฟ้าสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีส้ม ตัวเร่งทำเล ‘ใบชุบ’ ใหม่ เส้นทางบางขุนนนท์–มีนบุรี ระยะทาง 35.9 กม. เชื่อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก–ตะวันออก รามคำแหง พร้อมขึ้นแท่นทำเลยุทธศาสตร์ ใกล้ทองหล่อ–เอกมัย และแอร์พอร์ตลิงก์ ย้อนกลับไปราว 20-30 ปีก่อน ‘รามคำแหง’ หนึ่งในย่านชุมชน การศึกษา แหล่งงาน ของฝั่งตะวันออก กรุงเทพฯ ที่ราว 10 ปีก่อนหน้า ยังเป็นทำเลไฮไลต์ที่กลุ่มเดอะมอลล์ (The Mall Group) เข้ามาจับจองย่านนี้พร้อมเปิดศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ถึง 3 สาขา ก่อนจะทุบทิ้ง เดอะมอลล์ 2 และเดอะมอลล์ 4 รามคำแหง ไปเมื่อปี 2560-2561 และเหลือ ‘เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง’ เอาไว้ ล่าสุด ‘เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง’ (อยู่ระหว่างซอยรามคำแหง 13 และ15) เปลี่ยนโฉมพร้อมใช้ชื่อใหม่ ‘1981 Soul and Sold’ กับตำแหน่งศูนย์รวมแฟชั่นวินเทจ พร้อมแผนเปิดโครงการปลายปี 2569 ขณะที่แนวคิดหลักของโครงการ ‘1981 Soul and Sold’ เป็นความตั้งใจของกลุ่มเดอะมอลล์ ที่ปรับจากการทำพื้นที่ค้าปลีกในฟอร์แมตจากเดิมที่เป็น ห้างสรรพสินค้า หรือมอลล์ ทั่วไป แต่จะเป็นพื้นที่ฮับ คัลเจอร์ (cultural hub) พื้นที่รวมวัฒนธรรมสายครีเอทีฟ ที่ออกแบบให้ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว โดยภายในโครงการมีไฮไลต์น่าสนใจ อาทิ Merchandise ของสะสม, แฟชั่นรีพริ้นต์, งานคราฟต์ท้องถิ่น Experiences นิทรรศการ, คอนเสิร์ต, ตลาดเรโทร, เวิร์กช็อป Facilities คาเฟ่, คอนเทนต์สตูดิโอ, vault, archive, photo lab Activities : swap meet, ประมูล, storytelling, pop-up fair Community : กลุ่มเรโทร, new wave, นักสะสม, นักล่าของหายาก ขณะที่ หมวดสินค้า (Category Clusters 8 กลุ่มหลัก) ได้แก่ 1.Fashion & Accessories 2.Music & Media 3.Analog & Tech Nostalgia 4.Art, Craft & Design 5.Collectibles & Memorabilia 6.Lifestyle Services 7.Food & Beverage 8.Community Anchors (กลุ่ม/พื้นที่ที่เป็นแกนชุมชน) สำหรับโครงการฯ คาดเปิดตัวภายในช่วงปลายปี 2569 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหาผู้เช่า และรีโนเวตปรับพื้นที่ทั้งในอาคารและนอกอาคาร The Quarter ปักหมุดรอโอกาส ก่อนหน้า นอกจากการปรับโฉมใหม่โครงการ ‘1981 Soul and Sold’ ของกลุ่มเดอะมอลล์ แล้ว เช่นดียวกับที่กลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (UHG) เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ (The Quarter) และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลส์’ (Hills) มองเห็นโอกาสจากการเตรียมกลับมามีชีวิตชีวาของย่านรามคำแหง อีกครั้ง วุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ UHG กล่าวกับ Alternate-X ว่า ทำเลย่านรามคำแหง เป็นทำเลครอบคลุมทั้งชุมชนอยู่อาศัย สิ่งอำนวยคามสะดวกทั้งศูนย์การค้า สถานศึกษา แหล่งทำงาน มายาวนาน รวมถึงยังเป็นทำเลเชื่อมต่อถนนหลายสาย อาทิ ลาดพร้าว พระราม 9 ศรีนครินทร์ พัฒนาการ และยังไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ จากศักยภาพทำเล บริษัทได้ลงทุนพร้อมปรับโฉมโรงแรมเดิมในย่านรามคำแหง ซึ่งอยู่ไม่ห่างเดอะมอลล์มากนัก โดยพัฒนาโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ The Quarter รามคำแหล่ง ซึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านให้บริการห้องพักจำนวน 338 ห้อง คิดอัตราค่าบริการราว 1,500 บาท โดยอาจมีการปรับขึ้นลงบ้างขึ้นอยู่กับอัตราการเข้าพัก “หลังเปิดให้บริการโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง ได้การตอบรับดีจากกลุ่มเป้าหมายนักเดินทาง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวไทยสัดส่วน 60-70% และต่างชาติสัดส่วน 30-40%” พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า การเปิดสาขาใหม่เดอะควอเตอร์ รามคำแหง ด้วยมองเห็นศักยภาพทำเลในอนาคต ส่วนหนึ่งจากการมาของระบบโครงสร้างพื้นฐานบริการตคมนาคมสาธารณะ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) ซึ่งจะเชื่อมกรุงเทพฯฝั่งตะวันตกและตะวันออก โดยแนวเส้นทางในอนาคตจะเริ่มจาก บางขุนนนท์ ผ่านศิริราช ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านสนามหลวง ประตูน้ำ ดินแดง สิ้นสุดที่ มีนบุรี (สุวินทวงศ์) รวมระยะทาง 35.9 กม. แบ่งเป็น 2 ช่วง ตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ – มีนบุรี/สุวินทวงศ์) 17 สถานี วิ่งผ่านถนนพระราม 9, รามคำแหง, แยกลำสาลี ถึงมีนบุรี (คาดเปิดปี 2571) ตะวันตก (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมฯ) 11 สถานี ผ่านศิริราช, สนามหลวง, ราชเทวี, ดินแดง (คาดเปิดปี 2573) หากรถไฟฟ้าสายสีส้มมาตามแผนทั้งหมด จะยังสนับสนุนรามคำแหงสู่การเป็นทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมต่อระหว่างกันเป็น ‘ดิสทริค แอเรีย’ ในอนาคต ด้วยอยู่ไม่ไกลจากย่านทองหล่อ-เอกมัย อีกทั้งมีแม่เหล็กรายรอบต่างๆ อาทิ ราชมังคลากีฬาสถาน, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, โครงการมิกซ์ยูสสำนักงานรามคำแหงฮิลส์และโรงแรมเดอะควอเตอร์ รามคำแหง, แอร์พอร์ต ลิงก์ รามคำแหง, ท่าเรือคลองแสนแสบ “UHG มองว่าเป็นทำเลที่มีความน่าสนใจมากๆ ในระดับเดียวกับบริเวณห้าแยกลาดพร้าว แต่เป็นรองกว่าเล็กน้อยเท่านั้น” พร้อมเสริมว่า โฉมใหม่ โครงการ ‘1981 Soul and Sold’ ซึ่งเป็นของกลุ่มเดอะมอลล์ทำ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะออกมาตรงตามความต้องการของตลาด และ สามารถสร้างความคึกคักและความสะดวกสบายให้ถนนรามคำแหงบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี จากการเปลี่ยนโฉม พร้อมยกระดับตัวซูเปอร์มาร์เก็ต ในรูปแบบกูรเมต์ มาร์เก็ต ด้วย Alternate-X สรุปให้ ย่านรามคำแหงกำลังกลับมาคึกคัก จากการรีโนเวต ‘เดอะมอลล์ 3’ สู่โครงการใหม่ชื่อ ‘1981 Soul and Sold’ คอนเซ็ปต์ใหม่ปรับจากห้างฯ ดั้งเดิม สู่ Cultural Hub รวมแฟชั่นวินเทจ งานคราฟต์ และคอมมูนิตี้สายครีเอทีฟ เตรียมเปิดปลายปี 2569 รองรับแรงหนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีส้ม ขณะที่กลุ่มโรงแรม UHG เปิด The Quarter รามคำแหง มาก่อนหน้ารับดีมานด์นักเดินทางไทย–ต่างชาติ และเมื่อรถไฟฟ้าสีส้มเปิดครบเส้น รามคำแหงมีศักยภาพยกระดับสู่ ‘ดิสทริค แอเรีย’ เชื่อมตะวันออก–ตะวันตกกรุงเทพฯ
7 ไฮไลต์ ‘โลเปีย’ ซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น บุกตลาดไทยแห่ง2ในเอเชีย
โลเปีย (LOPIA) แบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ต จากประเทศญี่ปุ่น เปิดสาขาในไทยแห่งสองต่อจากไต้หวัน พร้อม Grand Openingไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 สาขาแรก ศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ซูเปอร์มาร์เก็ต AI โมเดลญี่ปุ่นแท้ โลเปียเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแรกในไทยที่ประกาศใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างจริงจัง พร้อมพัฒนาระบบมัดจำรถเข็นและเตรียมใช้ QR ในอนาคต สะท้อนโมเดลค้าปลีกญี่ปุ่นที่เน้นข้อมูล เทคโนโลยี และประสบการณ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เนื้อวากิว 500 SKUs นำเข้าเนื้อวากิวญี่ปุ่นแท้มากกว่า 80% และมีสินค้ากลุ่มเนื้อกว่า 500 รายการ ตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘ผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบเนื้อญี่ปุ่น’ ที่แตกต่างจากซูเปอร์ทั่วไป ญี่ปุ่นพรีเมียม ราคาจับต้องได้ สินค้ากว่า 90% นำเข้าจากญี่ปุ่น วางตำแหน่งแบรนด์เป็นคุณภาพสูงแต่เข้าถึงง่าย เจาะกำลังซื้อคนไทยที่เติบโตสูง ฮิโตชิ มิซึโมโตะ กรรมการบริษัท LOPIA (โลเปีย) และหัวหน้าสำนักงานใหญ่ฝ่ายดูแลภูมิภาคเอเชีย ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกซูเปอร์มาร์เก็ตโลเปีย (LOPIA) บอกเส้นทางการเดินทางกว่า 5,000 กิโลเมตร จากประเทศญี่ปุ่นของโลเปีย มายังประเทศไทยเพื่อดำเนินธุรกิจค้าปลีกผู้เชี่ยวชาญวัตถุดิบอาหารคุณภาพญี่ปุ่น เป็นแห่งที่สองต่อจากไต้หวัน สำหรับโลเปีย ประเทศไทย สาขาแรกมีขนาดพื้นที่ราว 1,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ชั้นG ในศูนย์การค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ และนี่คือ 7 ไฮไลต์ของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ 1.ใช้ AI วิเคราะห์ลูกค้าจริงจัง ฮิโตชิ บอกว่า ‘โลเปีย’ เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรกในไทยที่นำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมสร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เหมาะกับคนไทย นอกจากนี้ยังเป็นแห่งแรกที่นำระบบชำระมัดจำรถเข็นตระกร้าออกจากช่องจอด โดยลูกค้าจะต้องใส่เหรียญสิบบาทเข้าไปก่อนนำรถเข็นออกมาจากช่องจอดได้ และเมื่อจับจ่ายซื้อของเรียบร้อยแล้วให้นำรถเข็นกลับมาไว้ที่เดิมก็จะได้รับเหรียญสิบบาทกลับคืนไป “วิธีนี้ เพื่อให้ลูกค้านำรถเข็นกลับมาคืนไว้ที่ช่องได้ด้วยตัวเอง และในอนาคตบริการระบบนี้ จะเปลี่ยนเป็นรูปแบบสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อความสะดวกมากขึ้น” 2️.สินค้านำเข้าญี่ปุ่นแท้ 90% สินค้ากว่า 90% ภายในโลเปีย จะเป็นผลิตภัณฑ์นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อตอกย้ำความเป็นแบรนด์ ‘ญี่ปุ่นแท้’ จริงที่มีราคาไม่แพงกว่าคู่แข่ง พร้อมคัดสรรสินค้ายอดนิยมของคนไทยเข้ามาขายด้วย 3️.เนื้อนำเข้า 500 รายการ โลเปีย นำเข้าวัตุดิบเนื้อวัว (วากิว) จากญี่ปุ่นโดยตรงมาจำหน่ายมากกว่า 80% เช่น วากิวพันธุ์ดำญี่ปุ่นแท้ ที่คงความสม่ำเสมอรสชาติเนื้อญี่ปุ่น ภายใต้กระบวนกานำเข้าแม้ไม่ได้แช่แข็ง โดยมีกลุ่มเนื้อวัววางจำหน่ายมากกว่า 500 รายการ (SKUs) จุดนี้ตอกย้ำ ‘เนื้อแท้เกรดญี่ปุ่น’ เป็นภาพลักษณ์หลักของโลเปีย 4️ บริการ ‘ย่างให้ฟรี’ ทุกเมนู เมื่อลูกค้าซื้อเลือกซื้อชิ้นเนื้อวัวลายสวยได้ตามต้องการแล้วนำจ่ายเงิน หากต้องการให้ปรุงย่างเนื้อวัวสเต็ก สามารถรับบริการนี้ได้ โดยลูกค้านำใบเสร็จมาย่างฟรีได้ทันที ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ถือเป็นประสบการณ์ช้อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่แตกต่างจากซูเปอร์แห่งอื่น 5️. ซูชิคำใหญ่ เริ่ม 30 บาท ภายในโลเปีย ยังมีสเตชั่นปรุงเมนูซูชิ (Sushi) แบบสดๆ พร้อมวางขายถือเป็นอีกหนึ่งมุมโปรดของลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ด้วยขนาดของ ‘ซูชิ โลเปีย’ มีขนาดใหญ่ข้าวและเนื้อรวมกันปริมาณ 26 กรัมต่อ1 คำเมื่อเทียบซูชิทั่วไป 1 คำมีข้าวและเนื้อราว 20กรัม ในตอนนี้ ซูชิ ของโลเปีย มีให้เลือก 50 ชนิด ด้วยราคาเริ่มต้น 30 บาทต่อชิ้น!! “คอนเซปต์ซูชิโลเปีย คือ อิ่มเต็มคำเพื่อให้ลูกค้ารับประทานซูชิญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องทานหลายชิ้น” 6️. Private Brand-สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ โลเปียยังวางจำหน่ายสินค้าไพรเวทแบรนด์โดยเฉพาะที่ปัจจุบันมีสัดส่วนมากกว่า 30% และเน้นสินค้าออริจินัล จากญี่ปุ่นทำตลาดในไทย ซึ่งในอนาคตวางแผนขยายสัดส่วนสินค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โลเปีย ยังมีแนวคิดพัฒนารูปแบบวิจัย ผลิต พร้อมวางจำหน่ายสินค้าบางรายการในประเทศไทย เพื่อทำตลาดให้กับโลเปียในอนาคตด้วย โลเปีย มีแผนผลิตเมนูคาราเกะ (Karage ไก่ทอดกรอบ) ภายใต้แบรนด์ตัวเอง จากตอนนี้ผลิตในญี่ปุ่นก่อน พร้อมมองโอกาสขยายโรงงานในไทยเพื่อส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ “นอกจากนำเข้าวัตถุดิบแล้ว โลเปียยังผลิตและขายเองอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยทำการตลาดวิจัยก่อนว่าคนไทยชอบแบบไหน เช่น ชิโอะปังที่ขายได้เป็นพันชิ้นแล้ว” 7️ ‘คุณภาพญี่ปุ่น’ ราคาถูกกว่าคู่แข่งราว 15% สำหรับสินค้าภายในซูเปอร์มาร์เก็ตโลเปีย สาขาขาแรกในไทนยแห่งนี้ ‘มิซึโมโตะ’ บอกว่ามุ่งโฟกัสคุณภาพสินค้าในราคาที่เหมาะสมเพื่อให้คนไทยเข้าถึงสินค้าได้ เน้นความคุ้มค่าคู่ความอร่อยจริง “เมื่ออาหารอร่อย จะเป็นแม็กเน็ตที่ดึงดูดลูกค้าคนไทยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโลเปีย ให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง” มิซึโมโตะ ให้เหตุผลการที่โลเปีย เจแปน เลือกเปิดสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ ด้วยมองเห็นศักยภาพพื้นที่ในรูปแบบการเช่าพื้นที่ ในชั้นจีของศูนย์ฯ นอกจากนี้ โลเปียยังอยู่ใกล้กับท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งจะสร้างทราฟฟิกลูกค้าระหว่างกันได้ด้วย ขณะที่ กลยุทธ์สำคัญของโลเปีย คือ เน้นสินค้าออริจินัล ญี่ปุ่น ที่เป็นเจ้าแรกในตลาดไทยในทุกหมวดหมู่ โดยเฉพาะขนมและของหวานอาทิ เวียง พาเทล่า ชีสเค้ก ที่อย่างหลังยังเป็นสินค้าที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศญี่ปุ่น ถือว่าอร่อยที่สุดในกลุ่มชีสเค้ก มีเนื้อแน่น หอม ละมุน รวมไปถึงกลุ่มผลไม้ญี่ปุ่น อย่างแอปเปิลแดง แอปเปิลเขียว ญี่ปุ่น สายพันธุ์โอริน และสตรอว์เบอรี่ ไปจนถึงมันแท้ ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่หาซื้อได้เฉพาะที่โลเปีย ส่วนความท้าทายของโลเปียต่อการเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกในไทย นั้น มิซึโมโตะ บอกว่าเป็นเรื่องกระบวนการนำเข้าเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานและถูกต้องตามกฎระเบียบไทย เป็นหลักมากกว่า ด้วยปัจจุบัน มองว่า ‘ไทย’ ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อที่น่าสนใจสูง ราว 5 เท่าตัว เมื่อเทียบกับไต้หวันที่เปิด 9 สาขาแห่งแล้ว และ 139 สาขาในญี่ปุ่น Alternate-X สรุปให้ โลเปีย (LOPIA) ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 จากญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียต่อจากไต้หวัน กับจุดเด่น การนำ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้เหมาะกับตลาดไทย ด้วยสินค้ากว่า 90% นำเข้าจากญี่ปุ่นแท้ โดยเฉพาะกลุ่มเนื้อวากิวกว่า 500 รายการ สร้างประสบการณ์ต่างจากซูเปอร์ทั่วไป ด้วยบริการ ‘ย่างเนื้อให้ฟรี’ และซูชิไซส์ใหญ่เริ่ม 30 บาท ชูจุดขาย “คุณภาพญี่ปุ่น ราคาคุ้มค่า” ถูกกว่าคู่แข่งราว 15% พร้อมขยาย Private Brand ในอนาคต
พลังชิปไต้หวัน สร้างชาติมหาอำนาจเทคโนโลยี ไทยต้องขายอะไรถึงตามทัน?
‘A Chip Odyssey’ ชิปเปลี่ยนชาติ สารคดีไต้หวันสร้างเศรษฐกิจชาติด้วยนวัตกรรม หันกลับมองไทย จะขายอะไรในโลกอนาคต จุดเริ่มต้นของ TSMC และอุตสาหกรรมชิปไต้หวันเกิดจากการวางเดิมพันครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนในร้านน้ำเต้าหู้เมื่อปี 1974 สารคดี A Chip Odyssey สะท้อนจิตวิญญาณ ‘ผู้สร้างภูเขา’ ที่เปลี่ยนวิกฤตทางการทูตให้กลายเป็นปาฏิหาริย์แห่งเทคโนโลยีโลก บทความเปรียบเทียบความกล้าหาญทางนโยบายของไต้หวันกับโจทย์ใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องเร่งหา ‘ยุทธศาสตร์หลัก’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักฐานการผลิต ช่วงก่อนเลือกตั้งประเทศไทย 8 กุมภาพันธ์ 2569 หนึ่งวัน (7 ก.พ.) ‘ผู้เขียน’ ได้รับเชิญจากสำนักเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ร่วมชมภาพยนตร์สารคดีที่กล่าวถึงต้นกำเนิดของอุตสาหกรรมชิปของไต้หวัน ซึ่งกลายเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของไต้หวันมาจนถึงทุกวันนี้ บริเวณจอฉายภาพยนตร์กลางแจ้งบนดาดฟ้ารูฟท็อปของ River City ย่านสี่พระยา ท่ามกลางลมโชยชายฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแสงไฟจากตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ ภาพบนจอฉายเรื่องราวของเกาะเล็กๆ อีกฟากหนึ่งของทะเลจีนใต้ที่ชื่อว่า “A Chip Odyssey” (หรือชื่อภาษาจีน 《造山者—世紀的賭注》 – Mountain Makers: Gamble of the Century) สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่บันทึกความสำเร็จทางเทคโนโลยี แต่มันคือการฉายภาพความพยายามในการเอาตัวรอดของชาติในยามวิกฤต ซึ่งดูจะประจวบเหมาะกับห้วงเวลาที่ไทยเราเองก็กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเช่นกัน ไต้หวันมหาอำนาจเทคโนโลยี ในโลกยุคปัจจุบันที่ ‘ชิป’ (Semiconductor) เปรียบเสมือนน้ำมันแห่งศตวรรษที่ 21 เรื่องราวของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในห้องแล็บหรือโรงงานสะอาดเอี่ยม (Clean Room) อีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสมรภูมิทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ชี้ชะตาความมั่นคงของโลก ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ซึ่งออกฉายในช่วงฤดูร้อนปี 2025 ไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของบริษัท TSMC เท่านั้น!! แต่ยังเป็นภาพตัวแทนของจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และการเสียสละของชาวไต้หวันที่เปลี่ยนเกาะเล็กๆ ให้กลายเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีที่โลกขาดไม่ได้ สารคดีที่ผู้กำกับ ‘เสี่ยวจูเฉิน’ (Hsiao Chu-Chen) เจ้าของรางวัลม้าทองคำ ได้ใช้เวลากว่า 5 ปีในการถ่ายทำ ได้สร้างปรากฏการณ์ทำรายได้ทะลุ 30 ล้านเหรียญไต้หวันภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน กลายเป็นหนึ่งในสารคดีที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของไต้หวัน และเป็นสื่อที่เชื่อมโยงคนต่างรุ่นให้หันกลับมามองรากเหง้าความสำเร็จของชาติด้วยความภาคภูมิใจ จุดเริ่มต้นจากร้านน้ำเต้าหู้ ฉากแรกของสารคดีนีเปิดมาได้อย่างน่าสนใจ ผู้กำกับฉายภาพให้เห็น ‘Job Fair’ ของบรรดานักศึกษาจบใหม่ในไต้หวันที่ส่วนใหญ่ล้วนบอกว่าอยากทำงานในบริษัทผู้ผลิตชิป ก่อนจะตัดภาพมากด้วยการพาผู้ชมย้อนกลับไปค้นหาความจริงที่ดูเหมือนเป็น ‘ตำนาน’ เกี่ยวกับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรม 7 คน ที่นัดพบกันในร้านอาหารเช้าเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในย่านเมืองเก่ากลางกรุงไทเป ปัจจุบันร้านน้ำเต้าหู้นั้นได้หายไปกลายเป็นอาคารสำนักงานแล้ว เพื่อตัดสินใจในเรื่องที่บ้าบิ่นที่สุด นั่นคือการเลือก ‘เซมิคอนดักเตอร์’ เป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของชาติ โดยหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐรวม เจี่ยง จิ้งกว๋อ (Chiang Ching-kuo) ลูกชายของเจียงไคเช็ครวมด้วย ในช่วงทศวรรษ 1970 ไต้หวันตกอยู่ในสภาวะวิกฤตอย่างหนัก ทั้งจากการถูกขับออกจากสหประชาชาติ (UN) ในปี 1971 การสูญเสียความสัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รวมถึงวิกฤตการณ์น้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดนั้นเอง รัฐบาลไต้หวันตัดสินใจ ‘วางเดิมพัน’ ครั้งใหญ่ด้วยการส่งวิศวกรหนุ่ม 19 คน เดินทางไปฝึกงานที่บริษัท RCA ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแผนระยะยาวในการนำพาไต้หวันให้หลุดพ้นจากการเป็นชาติที่พึ่งเกษตรกรรมเป็นหลัก โอกาสเดียว ‘ชาติต้องรอด’ ‘ชื่อจินไถ’ (Shih Chin-tay) อดีตประธานสถาบัน ITRI เล่าผ่านสารคดีว่า วิศวกรกลุ่มนี้มีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 30 ปี พวกเขาเดินทางไปยังดินแดนที่ไม่คุ้นเคยด้วยความรู้สึกทึ่งในความเจริญของอเมริกา แต่ในขณะเดียวกันก็แบกรับภาระอันหนักอึ้งว่า ‘ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก’ เพราะนี่คือโอกาสเดียวในการรักษาความอยู่รอดของชาติ ประโยคหนึ่งที่ชื่อจินไถพูดและรู้สึกสะกิดใจผู้เขียนคือ “ถ้าหากตอนนั้นประเทศอยู่ในสถานะที่ดีและมั่นคง ไต้หวันคงไม่มีวันสร้างปาฏิหาริย์แห่งเซมิคอนดักเตอร์ได้เลย” Mountain Makers ชื่อภาษาจีนของสารคดีนี้คือ “Mountain Makers” (ผู้สร้างภูเขา) ซึ่งอ้างอิงถึงฉายาของ TSMC ที่ถูกเรียกว่า “保國聖山” (Sacred Nation-Protecting Mountain) หรือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องประเทศ เนื้อหาของสารคดีนี้ต้องการสื่อสารให้เห็นว่าภูเขาลูกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากโชคช่วย แต่เกิดจากการ ‘ถม’ ด้วยหยาดเหงื่อและการเสียสละส่วนตัวของคนรุ่นบุกเบิก สารคดีนำเสนอแง่มุมที่จับต้องได้มากกว่าแค่ตัวเลขกำไรหรือเทคโนโลยีระดับนาโน ผ่านบทสัมภาษณ์คนวงในอย่าง มอร์ริส ชาง’ (Morris Chang) ผู้ก่อตั้ง TSMC ไช่หมิงไข (Tsai Ming-kai) ผู้ก่อตั้ง MediaTek หรือบรรดาผู้นำองค์กรเทคฯของไต้หวันเพียงเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานในสายการผลิตที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนยอมรับว่าพวกเขาพบรักและแต่งงานกันในโรงงาน เพราะเวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตถูกอุทิศให้กับการทำงาน สารคดีย้ำเตือนเราว่า ความสำเร็จระดับโลกนี้มีราคาที่ต้องจ่าย และราคาที่ว่านั้นคือความสุขส่วนตัวและการอุทิศตนเพื่อ ‘เป้าหมายที่ใหญ่กว่า’ ภาพจากโดรนที่บินผ่านเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ของไต้หวัน สลับกับภาพโรงงานที่ทันสมัยในเมืองซินจู่ สร้างนัยยะเชิงสัญลักษณ์ว่าอุตสาหกรรมชิปคือปราการธรรมชาติยุคใหม่ที่ทำให้โลกต้องหันมาปกป้องไต้หวัน ไม่ใช่เพียงเพราะความเห็นอกเห็นใจ แต่เพราะโลกไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากขาดชิปจาก “ภูเขา” ลูกนี้ สิ่งที่ทำให้ A Chip Odyssey แตกต่างจากภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อคือความใจกว้างในการนำเสนอความล้มเหลว ผู้กำกับเลือกที่จะเก็บบทตอนเกี่ยวกับความพยายามที่ล้มเหลวของบริษัท Vanguard International Semiconductor ในการพัฒนา DRAM เพื่อสะท้อนว่าเส้นทางสู่ยอดเขานั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและความสูญเสีย นอกจากนี้ สารคดียังเชื่อมโยงประวัติศาสตร์เข้ากับปัจจุบันอย่างแนบเนียน โดยมี คริส มิลเลอร์ (Chris Miller) ผู้เขียนหนังสือ Chip War มาร่วมให้สัมภาษณ์ รวมถึงการใส่ฟุตเทจเหตุการณ์สำคัญอย่างการมาเยือนของ แนนซี เพโลซี ในปี 2022 และสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการแย่งชิงอุตสาหกรรมชิป เพื่อย้ำเตือนว่าวิกฤตการณ์ของไต้หวันยังไม่จบสิ้น มอร์ริส ชาง ได้กล่าวประโยคที่ทรงพลังในตอนท้ายของเรื่องว่า “โลกาภิวัตน์และการค้าเสรีได้ตายไปแล้ว” นี่คือคำเตือนว่าอนาคตจะยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น ไต้หวันจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะหยุดอยู่กับที่หรือหลงระเริงกับความสำเร็จในอดีต อนาคตที่ยังต้องเดิมพัน ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งที่สุดของ A Chip Odyssey คือไม่นานหลังมีการเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว สารคดีเรื่องนี้สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาดูได้อย่างล้นหลาม มีรายงานว่านักศึกษาและวิศวกรหนุ่มสาวพากันเข้าชมจนแน่นโรง หลายคนบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างเต็มอกที่จะบอกว่าตนเองมาจากไต้หวัน หลังภาพยนตร์ฉายจบที่ River City ผู้กำกับเสี่ยวจูเฉิน ซึ่งบินตรงมาร่วมงานและเสวนากับผู้ชมด้วยตัวเอง ได้แชร์เรื่องราวที่น่าประทับใจไว้อย่างมีพลัง เธอเล่าถึงวิศวกรคนหนึ่งที่พาลูกและพ่อแม่มาดูสารคดีเรื่องนี้รวมถึง 3 รอบ เพียงเพื่อให้ลูกๆ ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเหตุใดพ่อถึงต้องทำงานล่วงเวลาและอุทิศตนอย่างหนัก และเพื่อให้พ่อแม่ได้เห็นภาพความรุ่งเรืองของยุคสมัยที่พวกเขาเคยมีส่วนร่วมถากถางทางไว้ นี่คือการใช้ ‘พลังทางวัฒนธรรม’ (Cultural Power) ที่ก้าวข้ามกรอบของประวัติศาสตร์เทคโนโลยี สู่การสร้างอัตลักษณ์ร่วมกันของคนในชาติที่เชื่อมโยงกันด้วยความเข้าใจและความรัก A Chip Odyssey จบลงด้วยประโยคที่ดังก้องไปทั่วดาดฟ้าริมน้ำว่า ‘เราต้องสำเร็จ ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเลือก’ ซึ่งเป็นคำพูดของอดีตรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซุนหยุนสวาน เมื่อ 50 ปีก่อน แต่กลับมาสั่นสะเทือนความรู้สึกอีกครั้งในโลกปี 2025-2026 ที่เต็มไปด้วยความผันผวนและไม่แน่นอน แม้ว่านักวิจารณ์ศิลปะบางกลุ่มอาจมองว่าสารคดีเรื่องนี้มีท่าที ‘เชิดชูบุคคล’ (Lionizing) และกระตุ้นความรักชาติอย่างเข้มข้นจนอาจดูล้นเกินสำหรับคนนอก แต่สำหรับชาวไต้หวันและผู้ที่เฝ้ามองประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ สารคดีเรื่องนี้คือ ‘จิ๊กซอว์’ ชิ้นสำคัญที่ทำให้โลกเข้าใจว่าเหตุใดเกาะเล็กๆ แห่งนี้ถึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ค้ำยันเทคโนโลยีโลกไว้ไม่ให้พังทลาย เรื่องราวทั้งหมดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของซิลิคอนหรือชิปราคาแพงอันทรงประสิทธิภาพ แต่มันคือเรื่องของ “ความตั้งใจแน่วแน่เพื่อความอยู่รอดและศักดิ์ศรี” ซึ่งยังคงเป็นแกนกลางของจิตวิญญาณไต้หวันมาจนถึงปัจจุบัน และจะเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาก้าวไปสู่การสร้าง ‘ภูเขา’ ลูกต่อไปในอนาคต ท่ามกลางปัจจัยท้าทายที่อุตสาหกรรมชิปของไต้หวันยังคงตั้งตระหง่านอยู่ใน ‘ใจกลาง’ ของพายุความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) ของโลก อนาคตที่ยังคงต้องวางเดิมพันด้วยชีวิตและจิตวิญญาณของคนทั้งชาติ โมเดลภูเขาของไทย ? ด้วยความที่ภาพยนตร์สารคดีนี้ฉายหนึ่งวันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง เมื่อมองผ่านเลนส์ของ A Chip Odyssey เราจะเห็นว่าโมเดลการพัฒนาเทคโนโลยีของไต้หวันไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘วิศวกรรม’ แต่คือ ‘รัฐศาสตร์’ ที่แม่นยำ!! ไต้หวันเลือกเดิมพันบนความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่โลกต้องการ (Niche Mastery) โดยรัฐบาลทำหน้าที่เป็น ‘ผู้เปิดประตู’ ผ่านการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้สถาบันวิจัย ก่อนจะส่งไม้ต่อให้เอกชนอย่าง TSMC, MediaTek, Quanta Computer และ Acer จนกลายเป็นระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ประเทศไทยภายใต้บรรยากาศการเลือกตั้งปี 2569 เรามักเห็นการนำเสนอนโยบาย ‘หว่านแห’ แก้ปัญหาปากท้องระยะสั้น แต่ยังขาด ‘เป้าหมายยุทธศาสตร์เชิงเดี่ยว’ ที่ชัดเจนเหมือนที่ไต้หวันเคยทุ่มทรัพยากรไปที่เซมิคอนดักเตอร์เพียงอย่างเดียว ความแตกต่างที่สำคัญ คือ ไต้หวันสร้างความมั่งคั่งจากการเป็น ‘เจ้าของเทคโนโลยี’ แต่ไทยยังคงติดอยู่ในกับดักของการเป็น ‘ฐานการผลิต’ ที่ต้องพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจ ศักยภาพของไทยไม่ได้ด้อยกว่าหากพิจารณาจาก ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม’ ที่เราสั่งสมมานาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ความท้าทายที่รออยู่หลังวันเลือกตั้งคือ ผู้นำคนใหม่จะมี ‘ความกล้าหาญทางนโยบาย’ (Policy Courage) เหมือนกลุ่มบุคคลในร้านอาหารเช้าที่ไทเปเมื่อปี 1974 หรือไม่? โจทย์ใหญ่คือการเปลี่ยนจาก ‘แรงงานราคาถูก’ เป็น ‘แรงงานทักษะสูง’ และการสร้างสถาบันวิจัยที่สามารถเปลี่ยนงานเปเปอร์งานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าในระดับโลกได้จริง หากไทยสามารถเลือก ‘ภูเขา’ ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารอนาคต (Future Food), พลังงานสะอาด, หรือชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมกับสร้างฉันทมติของคนในชาติให้มองเห็นเป้าหมายระยะยาวร่วมกันเกินกว่ารอบวาระของการเลือกตั้ง แต่คำถามสำคัญที่ยังคงดังก้องอยู่ท่ามกลางบรรยากาศการเข้าคูหาคือ ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังถากถางทางข้ามขุนเขาเทคโนโลยีไปไกลแล้ว เหตุใด? ประเทศไทยจึงยังวนเวียนอยู่ตรงเชิงเขา และไม่ยอมตัดสินใจเลือก ‘ภูเขา’ ของตัวเองเพื่อออกเดินเสียที? ตราบใดที่เรายังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าอะไรคือเสาหลักแห่งอนาคต ก็คงไม่แปลกที่สื่อใหญ่และนักวิเคราะห์ต่างชาติจจะตีตราว่าเราคือ ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ Alternate-X สรุปให้ บทเรียนจากสารคดี ‘A Chip Odyssey’ ที่เผยจุดกำเนิดมหาอำนาจชิปของไต้หวัน ซึ่งเริ่มจากการตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ในร้านน้ำเต้าหู้เพื่อความอยู่รอดของชาติ จนกลายเป็น “ภูเขาศักดิ์สิทธิ์” ที่โลกขาดไม่ได้ในปัจจุบัน ท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง เนื้อหาได้ย้อนกลับมาตั้งคำถามถึงทิศทางประเทศไทยหลังการเลือกตั้งปี 2569 ว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลิกหว่านแห และกล้าตัดสินใจเลือก “ยุทธศาสตร์หลัก” เพื่อสร้างนวัตกรรมของตนเองแทนการเป็นเพียงฐานการผลิตที่พึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจก่อนจะสายเกินไป STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
เมกาบางนา เอ็กซคลูซีฟ บัตรวีซ่ากสิกร กิน-ช้อปได้คุ้มเกิน 4 ต่อ
ยกระดับประสบการณ์กิน-ช้อปสุดคุ้ม กับแคมเปญ ‘กิน-ช้อป คุ้ม X4 ที่เมกาบางนา’ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย* ศูนย์การค้าเมกาบางนา ร่วมกับ บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย* มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้กับผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย กับแคมเปญ “กิน-ช้อป คุ้ม X4 ที่เมกาบางนา*” ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569 ยกระดับประสบการณ์ความสุขที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้า ทั้งการรับประทานอาหาร การช้อปปิ้ง ผ่านสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม 4 ต่อ เฉพาะที่เมกาบางนาเท่านั้น โดยผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยสามารถรับสิทธิพิเศษ “คุ้ม X4” กับไลฟ์สไตล์กิน-ช้อปกับแบรนด์ดังต่างๆ เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย ดังนี้ คุ้ม 1 : รับส่วนลดสูงสุด 60%* จากร้านค้าและร้านอาหารที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ ทั้งร้านอาหารชื่อดังและแบรนด์แฟชั่น สปอร์ต และไลฟ์สไตล์ชั้นนำมากมายให้ทุกมื้ออร่อยและทุกการช้อปคุ้มยิ่งกว่าเดิม o ร้านอาหาร ได้แก่ AN COM AN CA บ้านหญิง BHC CHICKEN BINCHO BOON TONG KEE COCO ICHIBANYA FUJI HASUL HUA SENG HONG KOKORO OMAKASE HAND ROLL BAR LONG JOHN SILVER โอ้กะจู๋ SAEMAEUL SMITH&CO. SOLSOT SUSHIRO THE BIBIMBAB TONKATSU AOKI TWG TEA YAKINIKU LIKE YOU&I PREMIUM SUKI BUFFET o ร้านค้าแบรนด์ดัง ได้แก่ ADIDAS ASICS CALVIN KLEIN CARNIVAL GENTLEWOMAN H&M HOKA IKON JD SPORTS MIZUNO NEW BALANCE NIKE PRONTO &CO PUMA REV RUNNR SALOMON, SKECHERS THE NORTH FACE TOPOLOGIE, UNIQLO ZARA คุ้ม 2 : รับฟรี! MEGA VOUCHER มูลค่า 100 บาท* เมื่อมียอดใช้จ่ายที่ร้านอาหารในศูนย์ฯ ครบ 1,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป และรับเพิ่ม MEGA VOUCHER มูลค่า 300 บาทเมื่อช้อปที่ร้านค้าในหมวดอื่นๆ ภายในศูนย์ฯ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป คุ้ม 3 : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* เมื่อใช้ K Point แลกเท่ายอดใช้จ่าย เพิ่มความคุ้มค่าทางการเงินในทุกการใช้จ่าย คุ้ม 4 : พิเศษทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ รับฟรี! ขนมหรือเครื่องดื่ม ที่ร้านที่ร่วมรายการ* เมื่อรับประทานอาหารหรือช้อปภายในศูนย์ฯ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป แคมเปญ “กิน-ช้อป คุ้ม X4 ที่เมกาบางนา” ตอบโจทย์ครบทั้งสายกิน สายช้อป สำหรับทุกคน ที่มองหาความคุ้มค่าในทุกวัน พร้อมตอกย้ำบทบาทของเมกาบางนาในฐานะ “YOUR EVERYDAY MEETING PLACE” แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น *ศึกษารายละเอียด ข้อจำกัด เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ https://www.kasikornbank.com/k_megabangna ใช้เท่าที่จำเป็น และชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี
‘KANORI’ แฮนด์โรล ใช้สูตร ‘เปิดก่อนได้เปรียบ’ ขาย 2 ปีรายได้เกิน 400 ล.บาท
KANORI Hand Roll Bar ร้านแฮนด์โรลเจ้าแรกไทย ใช้จุดขายพรีเมียมเคลมใช้ไข่หอยเม่นญี่ปุ่น 3,800 กล่องมากที่สุดในประเทศ เปิดมา 2 ปี มียอดขายทะลุ 400 ล้านบาท แผนปี 2569 ขยายครบ 10 สาขาเข้าย่านที่อยู่อาศัย-เปิดครัวกลาง First Mover KANORI เป็นร้านแฮนด์โรลบาร์เจ้าแรกของประเทศไทย เปิดตัวปี 2566 ด้วยสูตรฟิวชันที่ปรับรสชาติให้เข้ากับคนไทย เน้นวัตถุดิบพรีเมียมและประสบการณ์สดใหม่จากหน้าเคาน์เตอร์ ใช้วัตถุดิบพรีเมียมสูงสุดในประเทศ ปี 2568 ใช้อูนิ (ไข่หอยเม่น) มากถึง 3,800 กล่อง และสาหร่ายกรอบจาก Exclusive Partner ญี่ปุ่นถึง 2 ล้านโรล สร้างจุดต่างชัดเจนในตลาดแฮนด์โรล คว้ารางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 และแผนขยายปี 2569 ได้รับรางวัลสุดยอดร้านอาหารขายดี GrabFood Dine-out จากยอดขายและรีวิวสูงสุด ปี 2569 วางแผนเปิดสาขาใหม่ 1-2 แห่งในย่านที่อยู่อาศัย ‘KANORI Hand Roll Bar’ ก่อตั้งและเปิดสาขาแรกในเดือนสิงหาคม 2566 โดยสามพี่น้อง ปณิธาน-ปณิธิ-ปวิตรา ตระกูล ‘กอบกุลสุวรรณ’ ได้สร้างอาณาจักรธุรกิจไลฟ์สไตล์ร้านอาหารภายใต้ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด ในเครือบริษัทไทยสากล กรุ๊ป ผู้จัดหาธุรกิจเครื่องจักรอุตสาหกรรม ‘ปณิธิ กอบกุลสุวรรณ’ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด บอกแนวคิดธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น ‘ร้านแฮนด์โรล’ ซึ่งเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำเสนอรูปแบบบาร์นั่งกินสด ๆ แบบโอมากาเสะฟิวชัน จากจุดเริ่มไอเดียธุรกิจมาจากน้องสาว ‘ปวิตรา’ ที่ลองกินร้านอาหารแนวนี้ในนิวยอร์ก แล้วนำมาปรับให้เข้ากับรสชาติไทยและบรรยากาศสบาย ๆ ไม่มืดทึบเหมือนในสหรัฐฯ 1.เจาะช่องว่างโอกาสตลาดในไทย ‘สามพี่น้องกอบสุวรรณ’ มองเห็นเทรนด์อาหารญี่ปุ่นเติบโตต่อเนื่องในไทย โดยเฉพาะแฮนด์โรล (Temaki Sushi) ที่กำลังฮิตในสหรัฐฯ และยุโรป แต่ในไทยยังไม่มีร้านบาร์จริงจัง (ส่วนใหญ่เป็นเดลิเวอรี่) จึงมองเป็นโอกาสบุกเบิกตลาดใหม่ ด้วยแนวคิด แฮนด์โรลเข้าใจง่าย กินได้ทุกวัย ราคาพรีเมียมแต่เข้าถึงได้ และสามารถสร้างประสบการณ์สดใหม่จากหน้าเคาน์เตอร์ โดยเริ่มจากชวนเพื่อน ๆ ลอง แล้วบอกต่อปากต่อปากโดยไม่พึ่งอินฟลูเอนเซอร์หนัก 2.กลยุทธ์เจ้าแรกเปิดก่อนได้เปรียบ ‘ปวิตรา กอบกุลสุวรรณ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสากล เอสเตท จำกัด บอกแนวทางการทำตลาดแบรนด์ คาโนริ ด้วยกลยุทธ์หลัก คือ เป็น First Mover รายแรกในตลาดแฮนด์โรลไทย เน้นคุณภาพวัตถุดิบพรีเมียม โดยใช้อูนิ (ไข่หอยเม่น) และสาหร่ายมากที่สุดในประเทศ (ปี 2568 ใช้อูนิ 3,800 กล่อง และสาหร่าย 2 ล้านโรล) นอกจากนี้ ยังเป็นเอ็กซคลูซีฟ พาร์ทเนอร์ (Exclusive Partner) กับผู้ผลิตสาหร่ายกรอบจากญี่ปุ่น ทำให้กรอบอร่อยไม่เหมือนใคร จุดขายคือโรลสดใหม่เสิร์ฟทันที บรรยากาศโล่งโปร่งสบาย รสชาติหลากหลายจัดจ้านเหมาะคนไทย และสร้างการรับรู้ตลาดผ่านคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น (ยิ่งแข่ง คนยิ่งรู้จักแฮนด์โรล) 3.กินง่ายเข้าได้กับทุกวัย คาโนริ ยังมัดใจด้วยความใหม่แต่เข้าใจง่าย กินได้ทุกกลุ่มวัย (เด็ก-ผู้ใหญ่) โดยสร้างประสบการณ์โอมากาเสะพรีเมียมแต่ไม่เครียด ในบรรยากาศร้านสบาย ๆ ไม่มืดทึบ รสชาติสดใหม่คุณภาพสูง (อูนิ-สาหร่ายพรีเมียม) และราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบคุณภาพ กลยุทธ์แนวคิดนี้ ยังทำให้คนรุ่นใหม่ติดใจความสด ความกรอบ และความพิเศษแบบเอ็กซคลูซีฟที่หาที่อื่นไม่ได้ และมียอดขายโตจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก และขยายไปจนถึงการรีวิวบน GrabFood 4.โตแรง 2 ปีพาสู่รางวัล ทรัมป์ อัพ ล่าสุด คาโนริ ยังคว้ารางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 สาขาสุดยอดร้านอาหารขายดี (GrabFood Dine-out) จากยอดขายและจำนวนรีวิวสูงสุดบนแอป GrabFood (คะแนนความพึงพอใจสูง) มาจากการเติบโตต่อเนื่อง 2 ปีกว่า ๆ จากปัจจุบัน คาโนริ เปิด 5 สาขา (ใจกลางเมือง) มีอัตราการหมุนเปลี่ยนใช้บริการโต๊ะสูง7-10 รอบ/วัน ไปพร้อมกับการรักษาคุณภาพสม่ำเสมอ ทำให้เป็นที่หนึ่งในใจลูกค้าแม้คู่แข่งเพิ่มขึ้น 5. แผนปี 2569 ขยาย 2 สาขา สำหรับในปีนี้ คาโนริ วางแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 1-2 แห่ง ในรูปแบบสแตนด์อะโลน ย่านที่อยู่อาศัย (Residential Area) หลังเปิดให้บริการครอบคลุมทำเลห้างใจกลางเมืองแล้ว นอกจากนี้ ยังมุ่งให้ความสำคัญสร้างความแข็งแกร่งภายในองค์กร เพื่อรองรับการขยายตัวธุรกิจในอนาคต ดังนี้ สร้างครัวกลางใหม่ คาดแล้วเสร็จไตรมาส 2 ปีนี้ เสริมซัพพลายเชน ด้านทรัพยากรบุคคล การรักษามาตรฐานคุณภาพ และเพิ่มคุณภาพสินค้า แนวทางนี้ เพื่อรองรับการเติบโตยั่งยืน คาดในกรุงเทพฯ มีสาขาราว 10 แห่งเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายพรีเมียม นอกจากนี้ ยังมีแผนเตรียมสร้างแบรนด์ใหม่และบุกต่างประเทศในอนาคต Alternate-X สรุปให้ ‘KANORI Hand Roll Bar’ ร้านแฮนด์โรลเจ้าแรกในไทย เปิดตัวสิงหาคม 2566 โดยสามพี่น้องตระกูลกอบกุลสุวรรณ เติบโตอย่างก้าวกระโดด ภายใน 2 ปีเศษ ยอดขายทะลุ 400 ล้านบาทในปี 2568 (โตกว่า 100% จากปีก่อน) ขยายสาขาครบ 5 แห่งใจกลางเมือง จุดเด่นคือการเป็นรายแรก ‘First Mover’ พร้อมเลือกวัตถุดิบ ใช้อูนิและสาหร่ายพรีเมียมมากที่สุดในประเทศ (อูนิ 3,800 กล่อง, สาหร่าย 2 ล้านโรลต่อปี) ล่าสุดคว้ารางวัล GrabThumbsUp Awards 2026 สาขาสุดยอดร้านอาหารขายดี GrabFood Dine-out จากยอดขายและรีวิวสูงสุด ในปี 2569 วางแผนขยายสาขาเพิ่ม 1-2 แห่งในย่านที่อยู่อาศัย พร้อมสร้างครัวกลางใหม่และเสริมความแข็งแกร่งภายในองค์กรเพื่อโตอย่างยั่งยืน
ดีลแห่งภูมิภาค ทรู-ซอฟต์แบงก์ ญี่ปุ่น พาธุรกิจไทยใช้ เอไอ คลาวด์ ระดับโลก
ทรูบิสิเนส เปิดดีลระดับภูมิภาคร่วมซอฟต์แบงก์ แต่ได้ระบบนิเวศ AI-เทคโนโลยีเวิลด์คคลาส ดันองค์กรธุรกิจไทยก้าวสู่ดิจิทัลราบรื่นครบลูป เป้าหมายหลัก สร้างศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลอาเซียน ความร่วมมือมุ่งขับเคลื่อนไทยเป็นฮับดิจิทัลภูมิภาค ด้วย 3 กลยุทธ์ พัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะอุตสาหกรรม, ผสานจุดแข็งทั้งสองฝ่ายแบบไร้รอยต่อ, และร่วมลงทุนเทคโนโลยีใหม่ระยะยาว ธุรกิจไทย เข้าถึงเทคโนโลยีเวิลด์คลาสง่ายขึ้น องค์กรธุรกิจไทยจะใช้ AI Cloud, แพลตฟอร์ม AI, และนวัตกรรม 5G ที่ปรับแต่งให้เหมาะบริบทไทย พร้อมบริการครบวงจร (ออกแบบ-วางระบบ-ติดตั้ง-หลังขาย) สร้างการบูรณาการด้านนวัตกรรม (Integrated Innovation) กับพันธมิตรระดับโลก ผสานเบสต์ แพรคทีส (Best Practice) จากซอฟต์แบงก์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไทย ร่วมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตก้าวกระโดด และทำให้ธุรกิจไทยขยายไร้พรมแดนในอาเซียน ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ กล่าวว่า บริษัทฯ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ซอฟต์แบงก์ ผู้นำธุรกิจโทรคมนาคม ประเทศญี่ปุ่น เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี พร้อมดึงแนวทางปฏิบัติขั้นสูง (Best Practice) ระดับโลก มาสู่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทย สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ จะนำจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ บริการ และเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัทร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งมอบโซลูชันดิจิทัลล้ำสมัยในด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์และสอดคล้องตรงตามความต้องการของในแต่ละภาคอุตสาหกรรม พร้อมพาองค์กรธุรกิจไทยก้าวสู่เปลี่ยนผ่านดิจิทัล (Digital Transformation) ให้ได้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพบนเวทีโลก อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ทรู ปูทางแบรนด์เทคโกลบอล ย้ำภาพจำเวทีโลกผ่าน ‘โอปอล’ Miss World 2025 นอกจากนี้ ยังปูทางสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดทางดิจิทัลในประเทศไทย ด้วยเป้าหมายสำคัญสูงสุด คือ การร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลแห่งภูมิภาค โดยจะร่วมวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับการขยายบริการโซลูชันแห่งอนาคต ภายใต้กลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ดังนี้ การพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์ ผสานข้อมูลเชิงลึกจากความเข้าใจลูกค้าและองค์กรธุรกิจในประเทศไทยเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อออกแบบและพัฒนาโซลูชันที่เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม การผนวกจุดแข็งทั้งความสามารถในการให้บริการในพื้นที่ประเทศไทยของทรูบิสิเนส และเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนพันธมิตรในระดับสากลของซอฟต์แบงก์ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่เข้าใจบริบทของภาคธุรกิจไทยด้วยมาตรฐานโลก อย่างไร้รอยต่อ การประสานวิสัยทัศน์เพื่อเติบโตในระยะยาวผ่านการร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI Cloud และ 5G ขณะเดียวกัน ยังเป็นจุดเริ่มต้นการรวมกันระหว่างเทคโนโลยีระดับโลกและความเป็นเลิศด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลชั้นนำของไทย สร้าง ‘นวัตกรรมแบบบูรณาการ’ (Integrated Innovation) ที่จะเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และสร้างมูลค่าใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับสากล ครอบคลุมทุกมิติ ด้วยบริการแบบ End-to-End ตลอดวงจรการใช้งานของลูกค้า ตั้งแต่การออกแบบ จนถึงการวางระบบและติดตั้ง ด้าน คิมิมาซา คูโด (Vice President, Head of Global Business Division) ซอฟต์แบงก์ คอร์ป กล่าวว่า ความมุ่งมั่นในการวางรากฐานระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เป็นหนึ่งในพันธกิจของซอฟต์แบงก์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเติบโต การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล “ความร่วมมือนี้ เราเชื่อมั่นในศักยภาพของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะเป็นพันธมิตรร่วมพัฒนานวัตกรรมแบบบูรณาการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภาคธุรกิจไทยให้ขยายตัวได้อย่างไร้พรมแดน พร้อมผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียนโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง” ขณะเดียวกัน องค์กรธุรกิจไทย จะสามารถเข้าถึงความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีระดับโลกผ่านพันธมิตรในระบบนิเวศของซอฟต์แบงก์ อาทิ โซลูชันดิจิทัลที่ล้ำสมัย แพลตฟอร์ม AI นวัตกรรมเทคโนโลยีมาตรฐานโลก ที่ออกแบบและปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถตอบสนองทันต่อความต้องการของตลาดและก้าวผ่านจุดคุ้มทุนของธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อสามารถคงความได้เปรียบทางการแข่งขัน และสร้างรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลกด้วย Alternate-X สรุปให้ ทรูบิสิเนส ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซอฟต์แบงก์ (ญี่ปุ่น) ยกระดับเทคโนโลยี AI Cloud และ 5G สำหรับธุรกิจไทย โดยใช้จุดแข็งทรู (โครงสร้างพื้นฐานครอบคลุม และความเข้าใจตลาดไทย) กับเทคโนโลยีขั้นสูงและพันธมิตรระดับโลกของซอฟต์แบงก์ พัฒนาโซลูชันดิจิทัลเฉพาะอุตสาหกรรมแบบ End-to-End เร่งการเปลี่ยนผ่านดิจิทัล (Digital Transformation) ให้องค์กรไทยแข่งขันระดับโลก พร้อมสร้างระบบนิเวศ AI แข็งแกร่งในไทย โดยตั้งเป้าทำประเทศไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลอาเซียน ดีลนี้เป็นจุดเริ่มต้นการร่วมวิจัย พัฒนา และอาจลงทุนร่วมใน AI-5G ระยะยาว สร้างการเติบโตยั่งยืนให้ธุรกิจไทย
SC Asset เบอร์ 1 แบรนด์อสังหาฯ 2 ปีซ้อน คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยจาก QGEN
SC Asset ติดโผ “แบรนด์ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด” จากการจัดอันดับในการสำรวจ QGEN Thailand Most Attractive Companies (QMAC) ต่อเนื่อง 3 ปี พร้อมขึ้นแท่นอันดับ 1 ในกลุ่มแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน สะท้อนความเชื่อมั่นของคนทำงานรุ่นใหม่ ที่มีต่อองค์กรในมิติของแนวคิดการบริหารคน ภาวะผู้นำ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่สอดคล้องกับความคาดหวังของโลกการทำงานยุคใหม่ QGEN Consultant บริษัทที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน People & Organization ของไทย ได้จัดทำการสำรวจบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด หรือ QGEN Thailand Most Attractive Companies 2026 (QMAC 2026) เก็บข้อมูลการสำรวจจากนักศึกษามหาวิทยาลัย บัณฑิตจบใหม่ และพนักงานภาคเอกชนทั่วประเทศ ช่วงอายุ 20–40 ปี ผ่านช่องทางออนไลน์ รวม 5,672 คน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกองค์กรที่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด 3 อันดับโดยไม่มีตัวเลือกชี้นำล่วงหน้า แสดงให้เห็นการรับรู้ต่อองค์กรจากมุมมองของคนทำงานและคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง จากการสำรวจและจัดอันดับดังกล่าว บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset ได้รับอันดับที่ 8 โดยถือเป็นการติดอันดับแบรนด์ที่คนอยากร่วมงานด้วยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และยังถือเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วย ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่มองว่างานไม่ควรเป็นศูนย์กลางของชีวิตทั้งหมด แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนให้คนสามารถใช้ชีวิต เติบโต และทำงานได้อย่างสมดุล ความแข็งแกร่งดังกล่าวมาจากแนวคิดการบริหารองค์กรที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงานของพนักงานในทุกมิติ ตั้งแต่รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น การสื่อสารที่เปิดกว้าง บรรยากาศการทำงานที่เคารพความแตกต่าง ไปจนถึงสวัสดิการและการดูแลที่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงานอย่างรอบด้าน วัฒนธรรมองค์กรของ SC Asset ยังถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “For Good Mornings” ซึ่งเชื่อว่าเช้าที่ดีจะนำไปสู่วันที่ดี และวันที่ดีจะสะท้อนออกมาเป็นคุณภาพของงานและความยั่งยืนขององค์กร ควบคู่กับแนวคิด Gratitude Mindset ที่ปลูกฝังการเห็นคุณค่าและการขอบคุณซึ่งกันและกันในชีวิตการทำงานประจำวัน ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็น Safe Zone และเอื้อต่อการเติบโตของทั้งบุคคลและทีม แนวทางดังกล่าวตอกย้ำวิธีคิดของ SC Asset ในฐานะองค์กรอสังหาริมทรัพย์ที่มองการพัฒนา “คน” เป็นรากฐานเดียวกับการพัฒนาโครงการและธุรกิจ เพราะองค์กรเชื่อว่าคุณภาพของงานและคุณค่าของแบรนด์ในระยะยาวล้วนเริ่มต้นจากคุณภาพชีวิตของคนทำงาน เมื่อคนรู้สึกว่าที่ทำงานไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เขาเลือกได้ เขาจะพร้อมเติบโตและเดินไปกับองค์กรด้วย การติดอันดับ QGEN Thailand Most Attractive Companies 2026 ในครั้งนี้ จึงสะท้อนทิศทางของ SC Asset ในการสร้างองค์กรที่ผสานความแข็งแรงทางธุรกิจเข้ากับวัฒนธรรมการทำงานที่เข้าใจชีวิตของคนรุ่นใหม่ พร้อมเดินหน้าภายใต้เป้าหมาย เพื่อสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทั้งองค์กร คนทำงาน และสังคม
8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย กับโอกาสธุรกิจหลังเลือกตั้งประเทศไทย 2569
สแกน 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล 2569 มองหาช่องทางธุรกิจใหม่จาก คนละครึ่งพลัส, EV, และ EdTech เพื่อเตรียมรับมือเศรษฐกิจยุคใหม่ นโยบายรัฐ เป็นตัวเร่งโอกาสธุรกิจ 8 นโยบายครอบคลุมเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และเทคโนโลยี ส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนและตลาดใหม่ในประเทศ เทคโนโลยีและความปลอดภัยมาแรง KYC, Fraud Detection, วิเคราะห์ข้อมูล, ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ฯลฯ จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่จากนโยบายรัฐ พลังงาน–การศึกษา–แรงงาน คือเกมยาว ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า อีวี อีโคซิสเต็ม การจัดเก็บพลังงานเลือก (Energy Storage) และ EdTech แบบทักษะขั้นพื้นฐาน (Skill-based) เป็นโอกาสระยะยาวมากกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น หลังปิดหีบการเลือกตั้ง 2569 ไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง อัปเดทผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ระบุ อันดับ1 พรรคภูมิใจไทย คาดการณ์ สส.แบ่งเขตจำนวน 174 ที่นั่ง อันดับ2 พรรคประชาชน คาดการณ์สส.แบ่งเขตจำนวน 87 ที่นั่ง อันดับ3 พรรคเพื่อไทย คาดการณ์ สส.แบ่งเขตจำนวน 58 ที่นั่ง ขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่ออันดับ 1 พรรคประชาชน สัดส่วน 28.30% อันดับ2 พรรคภูมิใจไทย 17.26% และอันดับ3 พรรคเพื่อไทย 14.92% หากไม่มีข้อผิดพลาดทางเทคนิคเกิดขึ้น แน่นอนว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่มีเสียงข้างมากจากคะแนนการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในปี 2569 และหากดำเนินเสร็จสิ้นตลอดกระบวนการได้ทั้งหมด คนไทยจะได้เห็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปต่อได้ หลังกลางปี 2569 เป็นต้นไป จาก 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศไว้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ยังน่าสนใจว่าภายใต้ 8 นโยบายพรรคภูมิใจไทย ที่ให้ไว้มีโอกาสทางธุรกิจ หรือ การตลาดอะไรที่ซ่อนอยู่บ้าง กับแคมเปญพูดแล้วทำพลัส+ คลุม 4 แกนหลัก ความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ และ ภัยพิบัติ สร้างเชื่อมั่นแบรนด์ไทย นโยบายที่1 เลือกคนดีมีความรู้ความสามารถมาเป็นคณะรัฐมนตรี ได้ อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นโยบายที่2 ปราบสแกมเมอร์ ทลายทุนเทา ไม่เอากาสิโน จาก สองนโยบายนี้ ข้อแรกเราอาจเห็นได้ว่า พรรคภูมิใจไทย จัดสินค้า (ตัวบุคคล)ออกมาในรูปของเแพ็คเกจคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเฉพาะรองนายกฯ มืออาชีพ อย่าง สีหศักดิ์ , ศุภจี และ เอกนิติ มาคุมกระทรวงสำคัญ ที่สะท้อนเซนทิเมนต์ทางเศรษฐกิจระดับหนึ่ง และอาจมีผลต่อ ‘ระเบียบสังคม’ ไปด้วย ดังนี้ ความเชื่อมั่นในระบบราชการ เมื่อนำคนที่มีความรู้จริง มาบริหาร ช่วยลดความกังวลเรื่องการเมืองท้องถิ่น ให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ข้อมูล’ และ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ มากกว่า ‘กระแสการเมือง’ ศักดิ์ศรีบนเวทีโลก การมีทีมต่างประเทศและพาณิชย์ที่เชี่ยวชาญ จะช่วยยกระดับไทยให้ไม่ใช่แค่ ‘ผู้รับตาม’ แต่เป็น ‘ผู้คุมทิศทาง’ ในอาเซียน ซึ่งส่งผลต่อความภาคภูมิใจของคนในชาติ ส่วนนโยบายการปราบสแกมเมอร์ฯ มีผลกระทบเชิงบวกในด้าน ‘จริยธรรมสังคม’ หากทำได้อย่างจริงจังจะช่วยลดความเครียดสะสมในสังคมที่หวาดระแวงจากการต้องรับสายแปลกปลอมก่อนหน้า และทำให้ผู้สูงอายุ (กลุ่มเป้าหมายหลักของสแกมเมอร์) รู้สึกปลอดภัยในการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้ การไม่เอากาสิโนและทลายทุนเทา ยังเป็นการประกาศจุดยืนว่าประเทศจะไม่พึ่งพา ‘เงินที่แลกด้วยความล้มละลายของครอบครัว’ จากเกมเสี่ยงโชค และสร้างความโอกาสให้ธุรกิจสีขาวไม่ถูกจำกัดการเข้าถึง หลังทุนเทาถูกทลาย และยังมีความเป็นไปได้ให้กับ ธุรกิจด้านระบบตรวจสอบความปลอดภัยข้อมูล หรือ Identity Verification (KYC), ระบบป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ (Fraud Detection) และซอฟต์แวร์ความปลอดภัยสำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไป จะมีความสำคัญมากขึ้น หลังรัฐให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ จากนโยบายนี้ อย่างไรก็ตาม นโยบายข้อสองนี้ อาจยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อการดำเนินการและนำไปสู่ผลลัพธ์จับต้องได้จริงในรูปแบบใด ออกมา นโยบายที่ 3 ลดรายจ่ายผู้ซื้อ เพิ่มรายได้ผู้ขายได้คนละครึ่งพลัส สำหรับนโยบายนี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งความต้องการจากฐานเสียงคนชั้นกลางที่มีสัดส่วนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยการรับเงินโครงการคนละครึ่งพลัส จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือกระตุ้นหมุนเวียนทั้งเศรษฐกิจและเติมสภาพคล่องการใช้ชีวิตประจำวันได้ในช่วงหนึ่ง และส่งผลดีต่อเนื่องกับ ธุรกิจค้าปลีก ระบบชำระเงิน กลุ่มร้านค้าขนาดเล็ก และถ้ามองต่อไปอีกสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) จากกล่มผู้ใช้และยอดขายที่เพิ่มขึ้นผ่านโครงการนี้ เพื่อนำไปใช้วางแผนแคมเปญการตลาดที่ได้จากพฤติกรรมผู้บริโภคได้ต่อไปอีก นโยบายที่4 สร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานยาเสพติด สินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย นโยบายนี้ คาบเกี่ยวทั้งความมั่นคง สังคม และ การค้า โดยเฉพาะอย่างหลังการป้องกันสินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย ที่ต้องทำงานร่วมกันของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่โอกาสทางธุรกิจ คาดยังเป็นด้านของระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) สินค้าเกษตร (Blockchain) เพื่อยืนยันว่าสินค้าถูกกฎหมายและมีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังรวมถึงสินค้าส่งออกไทย และ SME ด้านส่งออก ที่จะได้รับการสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งโอกาสอาจเป็นของกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งกิจการเอสเอ็มอีที่สร้างแบรนด์สินค้าไทยไปสู่ตลาดโลก มากขึ้น นโยบายที่5 ทหารอาสา เงินเดือน 12,000 บาท จ้าง 4 ปี และ นโยบายที่ 6 พยาบาลอาสา เงินเดือน 15,000 บาท จ้าง 4 ปี ด้วยนโยบายกลุ่มนี้เกี่ยวข้องเชิงสังคม สาธารณสุข และการศึกษา จากโอกาสเมื่อมีการจ้างงานระยะสั้น (4 ปี) จำนวนมาก แนวโน้มธุรกิจที่จะได้รับโอกาสรับช่วงต่อในการนำบุคลากรเหล่านี้มาปรับทักษะ ‘Reskill’ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานภาคเอกชนได้อีก หลังจากครบวาระการจ้างงาน นโยบายที่ 7 ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด แน่นอนว่านโนบายฯ เกี่ยวข้องทางตรงกับธุรกิจพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า (EV & Green Energy) คาดจะเป็นโอกาสระบบนิเวศทางธุรกิจ (EV Ecosystem) ด้วยรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น สร้างความต้องการธุรกิจสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) และศูนย์ซ่อมบำรุง EV จะกลายเป็นอีกช่องทางการทำธุรกิจและการตลาดใหม่ นอกจากนี้ หากค่าไฟถูกคุมไว้ที่ 3 บาท ธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์อาจต้องปรับตัวเน้นไปที่การขาย ‘ระบบกักเก็บพลังงาน’ (Energy Storage) เพื่อความเสถียรแทน นโยบายที่ 8 เรียนฟรี มีงานทำ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา การศึกษาเท่าเทียมพลัส สุดท้ายนโยบายดังกล่าว น่าจะส่งผลทางตรงกับธุรกิจเทคโนโลยีและการศึกษา (EdTech & Platform) เป็นโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนการสอนออนไลน (Online Learning) ที่เน้นทักษะพื้นฐาน (Skill-based) เรียนเพื่อไปทำงานจริงคาดจะเติบโตมาก โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำระบบบริหารจัดการเรียนรู้ (LMS) หรือแอปพลิเคชันที่ใช้ AI ในการจับคู่ทักษะกับงาน (Job Matching) จะเป็นที่ต้องการสูง จากโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นข้างต้น เป็นการมองต่อยอดจาก 8 นโยบายของพรรคภูมิใจไทยในแคมเปญพูดแล้วทำพลัส+ ที่แม้ว่าพรรคได้รับเลือกตั้งเป็นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำนโยบายหาเสียงให้ครบถ้วนทุกข้อ จากข้อจำกัดต่าง ๆ แต่ต้องรับผิดชอบต่อคำมั่นสัญญา และมีนโยบายหลักที่เป็นรูปธรรมเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน ด้วยยังสะท้อนถึงความมั่นใจต่อแบรนด์พรรคการเมือง ที่เปรียบเสมือนเป็นตราสินค้าในการแข่งขันตลาดการเมืองประเทศไทยเช่นกัน ที่จะสร้างโอกาสให้กับตัวเองในการแข่งขันเพื่อชิงหัวใจของผู้บริโภคชาวไทย ในเกมครั้งหน้า Alternate-X สรุปให้ หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งจำนวนสส. มากที่สุด นำโดย ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 8 นโยบายหลักภายใต้แคมเปญ ‘พูดแล้วทำพลัส+’ ครอบคลุมความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ และภัยพิบัติ สร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ไทยและโอกาสธุรกิจใหม่ กับนโยบายเด่น ๆ เช่น ครม.มืออาชีพ, ปราบสแกมเมอร์, คนละครึ่งพลัส, ค่าไฟ 3 บาท, มอเตอร์ไซค์ EV ผ่อนถูก, ทหาร/พยาบาลอาสา, การศึกษาออนไลน์ฟรีมีงานทำ สร้างโอกาสธุรกิจในด้านความปลอดภัยไซเบอร์ , ระบบการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับสินค้าเกษตร, อีโคซิสเต็มอีวี, EdTech, การปรับทักษะแรงงาน, การวิเคราะห์ข้อมูลจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าไม่ทำครบทุกข้อ แต่ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นแบรนด์พรรคและเปิดโอกาสธุรกิจสีขาวในยุคใหม่ STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เจนฯ Z ฉลาดน้อยลง?กว่าคนรุ่นพ่อ-แม่ นักประสาทวิทยาแจงสาเหตุ 5 ปัจจัย
Gen Z กลายเป็นคนรุ่นแรกนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติมาที่มีระดับสติปัญญาน้อยกว่าพ่อแม่ของพวกเขา และในตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ค้นพบสาเหตุที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2010 แนวโน้มสติปัญญาถดถอยหลังปี 2010 ข้อมูลจากกว่า 80 ประเทศพบความสามารถทางปัญญาเริ่มทรงตัวและลดลง ช่วงเวลาเดียวกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่ห้องเรียนอย่างแพร่หลาย สมองมนุษย์ไม่เหมาะกับการเรียนรู้แบบดิจิทัลล้วน คอนเทนต์สั้น หน้าจอ และการเรียนผ่านอุปกรณ์ ทำให้การเรียนรู้ตื้น ลดการจดจ่อ ความจำระยะยาว และการคิดเชิงซับซ้อน ปัญหาอยู่ที่ระบบ ไม่ใช่เด็ก Gen Z นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่าเด็กไม่ได้ ‘โง่ลง’ แต่ถูกสอนด้วยเครื่องมือที่ผิดธรรมชาติ มนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน DailyMail เผยบทความระบุงานวิจัย ดร. จาเร็ด คูนีย์ ฮอร์วาธ (Jared Cooney Horvath) อดีตครูที่ผันตัวมาเป็นนักประสาทวิทยาศาสตร์ ผู้อํานวยการ LME Global ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบ่งปันการวิจัยสมองและพฤติกรรมกับธุรกิจและโรงเรียน เผยข้อมูลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าคนเจนเนอเรชั่น Z (Gen Z) กลายเป็นคนรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ที่มีระดับสติปัญญาและทักษะการคิดต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่อย่างมีนัยสำคัญ และเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ!! สำหรับกลุ่ม Gen Z ในงานวิจัยนี้ ระบุช่วงอายุระหว่าง ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1997 – ต้นทศวรรษ 2010 เป็นรุ่นแรกที่เติบโตมากับ เทคโนโลยีดิจิทัลในห้องเรียนอย่างเต็มรูปแบบ อยู่ในระบบการศึกษานานขึ้นกว่าคนรุ่นศตวรรษที่ 20 โดยสิ่งที่ลดลงใน Gen Z (จากข้อมูลระยะยาว) จากการบันทึกพัฒนาการทางปัญญาที่เริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 พบว่า Gen Z มีคะแนนต่ำกว่ารุ่นก่อนในหลายด้าน ได้แก่ ความสามารถในการจดจ่อ (Attention) ความจำระยะยาว ทักษะการอ่าน ทักษะคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน ค่า IQ โดยรวม 5 ปัจจัยลดระดับสติปัญญา ดร. จาเร็ด ยังยังระบุงสาเหตุที่มีส่วนต่อระดับความสามารถทางสติปัญญาลดลงของกลุ่ม Gen Z ในงานวิจัยชิ้นนี้ พบ 5 ปัจจัยหลัก คือ 1.การพึ่งพา ‘เทคโนโลยีการศึกษา (EdTech)’ มากเกินไป จากการเรียนรู้ที่ย้ายไปอยู่บน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และหน้าจอ เป็นสาเหตุสำคัญ ขณะที่ห้องเรียนใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ทำให้เด็กเรียนผ่านสื่อดิจิทัลมากกว่าการปฏิสัมพันธ์กับคนจริง 2.สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เรียนรู้จาก ‘คอนเทนต์สั้น’ ดร. จาเร็ด ระบุว่าสมองมนุษย์ ไม่ถูกเชื่อมต่อทางชีววิทยา ให้เรียนรู้จาก คลิปสั้น ข้อความย่อ การสรุปแนวคิดซับซ้อนให้เหลือไม่กี่บรรทัด ด้วยสิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้ตื้น ไม่เกิดความเข้าใจเชิงลึก 3.เวลาบนหน้าจอมากเกินครึ่งของเวลาตื่น นอกจากนี้ ยังพบว่าวัยรุ่นใช้เวลามากกว่า 50% ของเวลาที่ตื่นอยู่หน้าจอ จากการจ้องหน้าจอต่อเนื่องรบกวนการสร้างความจำและสมาธิ ทำให้สมองไม่ได้เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เชิงลึกตามธรรมชาติ 4. มนุษย์เรียนรู้ดีที่สุดจาก ‘มนุษย์ด้วยกัน’ ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังอธิบายตรงกันว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาเพื่อเรียนรู้ผ่านการปฏิสัมพันธ์กับครู, การแลกเปลี่ยนกับเพื่อน, การสื่อสารแบบเผชิญหน้าไม่ใช่การเรียนรู้ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว 5. ปัญหาไม่ใช่ ‘ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น’ ดร. จาเร็ด ยังย้ำชัดว่า สาเหตุ ไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีผิดวิธี การอบรมครูไม่พอ จากแอปหรือแพลตฟอร์มไม่ดีพอ แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีไม่สอดคล้องกับวิธีที่สมองมนุษย์เติบโตและเก็บข้อมูลตามธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังพบจุดเปลี่ยนสำคัญปี 2010 (พ.ศ. 2553) โดยข้อมูลจากหลายประเทศชี้ตรงกันว่า ความสามารถทางปัญญาเริ่มทรงตัวและลดลงราวปี 2010 ด้วยโรงเรียนไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างใหญ่ในปีนั้น ซึ่งชีววิทยามนุษย์ไม่เปลี่ยนเร็วพอจะเป็นสาเหตุ ขณะที่ สิ่งที่เปลี่ยนชัดเจนคือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้าโรงเรียนอย่างกว้างขวาง โดยหลักฐานระดับโลก ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่มีงานวิจัยครอบคลุม กว่า 80 ประเทศ พบแนวโน้มนี้ต่อเนื่องกว่า 60 ปี โดยประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในห้องเรียนมาก จะส่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดร. จาเร็ด กล่าวว่า “คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่เครื่องมือที่เราใช้สอนพวกเขา” ทั้งนี้ การเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีมากเกินไป อาจกำลังบั่นทอน ความสามารถทางปัญญา สมาธิ และการคิดเชิงลึก ของมนุษย์ โดยเฉพาะในคนรุ่นใหม่ Alternate-X สรุปให้ งานวิจัยชี้ Gen Z เป็นคนรุ่นแรกที่ระดับสติปัญญาและทักษะคิดต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่ หลังพบคะแนนลดลงชัดในสมาธิ ความจำ การอ่าน คณิต การแก้ปัญหา และ IQ รวม ขณะที่นักประสาทวิทยาชี้จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มราวปี 2010 พร้อมการใช้ EdTech ในโรงเรียน โดยปัจจัยหลักมาจากการเรียนผ่านหน้าจอ คอนเทนต์สั้น และเวลาหน้าจอเกินครึ่งวัน ขณะที่ปัญหาไม่ใช่ตัวเด็ก แต่คือเครื่องมือเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องสมองมนุษย์
ลมทะเลติดกรุงเทพฯ จุดเด่นทำเลพระราม2 ‘คุณาลัย’ มุ่งอสังหาฯเวลเนส
KUN ใช้แนวคิดสุขภาพดีคือความมั่งคั่งแห่งยุค ทำโครงการบ้านแนวราบรอบกรุงเทพฯ เปิด ‘นาวาร่า พระราม 2’ รับเทรนด์ Longevity Living และเศรษฐกิจสุขภาพระยะยาว กลยุทธ์ปี 2569 ของ KUN มุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพ พัฒนาโครงการจากความต้องการอยู่อาศัยจริง ผสานแนวคิด Well-being & Longevity Living เป็นแกนหลักทุกโครงการ ทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ โฟกัสบางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง และรังสิตคลอง 2 ตอบโจทย์การเดินทางสะดวก ควบคู่สภาพแวดล้อมสงบเหมาะอยู่อาศัยยาว ‘นาวาร่า พระราม 2’ จุดเริ่ม Longevity Economy ตั้งอยู่ย่านบางขุนเทียน–ชายทะเล พื้นที่อากาศดีคล้ายปอดของกรุงเทพฯ ใกล้โรงพยาบาลผู้สูงอายุและเมดิคอลฮับ รองรับการใช้ชีวิตทุกช่วงวัย ณประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทำเลชานเมือง เปิดเผยว่าในปี 2569 บริษัท มุ่งพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยทุกโครงการฯ มุ่งสร้างที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ชีวิตที่มีสุขภาวะดีในระยะยาว (Well-being & Longevity Living) สะท้อนความเชื่อ ‘สุขภาวะที่ดีคือความมั่งคั่งรูปแบบใหม่ (Health is the New Wealth)’ ซึ่งสามารถเลือกและออกแบบได้ตั้งแต่การเลือกทำเลและสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย พร้อมพัฒนาโครงการบ้านแนวราบยึดความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย (Real Demand) เป็นศูนย์กลาง ภายใต้แบรนด์ ‘คุณาลัย’ และ ‘นาวาร่า’ ขณะที่ ในทุกโครงการฯ จะเอื้อต่อการใช้ชีวิตจริงของผู้คน บนทำเลศักยภาพรอบกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผสานความสะดวกในการเดินทางเข้ากับสภาพแวดล้อมที่สงบ สบายและเหมาะกับการอยู่อาศัยในระยะยาว ครอบคลุม 3 ทำเลหลัก ได้แก่ บางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง รังสิตคลอง 2 “ทิศทางของคุณาลัยในปี 2569 จะลงลึกในองค์ความรู้เพื่อพัฒนาโครงการด้วยแนวคิดพื้นที่ที่ส่งผลต่อสุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิตในทุกวัน การเลือกทำเลที่มีอากาศดี มีธรรมชาติ และมีความสมดุลจะเป็นจุดตั้งต้นการพัฒนาโครงการทั้งหมดของคุณาลัย” ณประวีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการเติบโตในปี 2569 และในอนาคต บริษัทจะมุ่งสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ ‘Longevity Economy and Preventive Care’ ล่าสุดเปิดตัวสโมสรโครงการ ‘นาวาร่า พระราม 2’ อย่างเป็นทางการ เพื่อสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุล บนทำเลศักยภาพถนนบางขุนเทียน–ชายทะเล เชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้สะดวก แต่ยังคงความสงบและเป็นส่วนตัว ในสภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อากาศดีที่สุดของกรุงเทพฯ และเปรียบเสมือน ‘ปอดของคนกรุงเทพฯ’ จากอิทธิพลของลมทะเลและพื้นที่สีเขียวโดยรอบ นอกจากนี้ พื้นที่บางขุนเทียน–ชายทะเล ถือเป็นทำเลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในกรุงเทพฯ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เปิดรับลมทะเล ทำให้มีอากาศถ่ายเทดีตลอดปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบโครงการของ ‘นาวาร่า พระราม 2’ ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานจริงของบ้าน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวในทุกช่วงวัย ขณะเดียวกัน โครงการฯ ยังอยู่ใกล้กับ โรงพยาบาลผู้สูงอายุ บางขุนเทียนที่สร้างเสร็จแล้ว และใกล้กับโครงการโรงพยาบาลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ที่มีแผนกำลังจะเริ่มก่อสร้าง จึงเหมาะสมกับเป้าหมายการเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมกันนี้ โครงการ ‘นาวาร่า พระราม 2’ ยังเปิดสโมสร Keanu (คี-อา-นู) ซึ่งมีที่มาจากภาษาฮาวาย แปลว่า ‘สายลมเย็น’ พื้นที่ส่วนกลางที่วางแนวคิดการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ในบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ รองรับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย ตั้งแต่การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ในชุมชน “ผู้บริโภคยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับการเลือกที่อยู่อาศัยในมิติที่ลึกกว่าราคา โดยเลือกทำเล สภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตในระยะยาว” พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนขยาย 5 ธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้ราว 300-400 ล้านบาท ภายในปี 2575 ด้วยมองว่าธุรกิจหลักการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรคาดจะถึงจุดอิ่มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า นับจากนี้ Alternate-X KUN วางทิศทางปี 2569 เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้เศรษฐกิจที่ท้าทาย พัฒนาโครงการบ้านแนวราบยึด ความต้องการอยู่อาศัยจริง และแนวคิด Well-being & Longevity Living โฟกัสทำเลรอบกรุงเทพฯ บางใหญ่–บางบัวทอง พระรามสอง และรังสิตคลอง 2 เปิดตัว ‘นาวาร่า พระราม 2’ ชูทำเลบางขุนเทียน–ชายทะเล อากาศดี ใกล้ธรรมชาติ เตรียมขยายสู่ Longevity Economy และ 5 ธุรกิจใหม่ สร้างรายได้ประจำระยะยาว
หวานของเราไม่เท่ากัน!! JSP ร่วม’เบลล์’ปรับสูตรเจาะตลาดรังนกหมื่นล.-ส่งออกจีน
ในวันที่ 11 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป ไทยจะใช้ค่าความหวานใหม่เครื่องดื่มชงสด ‘หวานปกติ = หวาน 50%’ หนึ่งในปัจจัยทำให้ JSP และ Bell ปรับเกมตลาดรังนก มูลค่าหมื่นล.บาทพร้อมแผนส่งออกจีน-เร่งขยายธุรกิจด้วยสูตร M&A เน้นเวลเนส ตลาดรังนกสำเร็จรูปไทยมูลค่า 10,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5-8% ต่อปี แต่กลุ่มน้ำตาลน้อย/ไม่เติมน้ำตาลขยายตัวสูงถึง 15-20% ต่อปี จากพฤติกรรมคนรุ่นใหม่หันมารับประทานเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพทุกวันแทนของฝากเทศกาล JSP ร่วมกับรังนกเบลล์พัฒนาสูตร ‘รังนกผสมหล่อฮังก๊วย’ ใช้ความหวานจากธรรมชาติของหล่อฮังก๊วย แทนน้ำตาลสังเคราะห์ ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและตลาดส่งออกจีนมูลค่า 200,000 ล้านบาท ที่กังวล NCDs เช่น เบาหวาน โรคอ้วน JSP วางกลยุทธ์ขยายธุรกิจปี 2569 ผ่าน M&A ในกลุ่ม Wellness ครอบคลุมอาหารเสริม สมุนไพร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ คาดเห็นดีลสำคัญอย่างน้อย 2 รายการ โดยเน้นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตยั่งยืนและเข้าตลาด mai ในอนาคต เครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูปในไทยที่ผ่านมามักถูกมองเป็น ‘ของฝากตามเทศกาล’ ขณะที่ภาพของรังนกกำลังจะเปลี่ยนไปสู่การเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภควัยทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับน้ำตาลและฟังก์ชันด้านสุขภาพมากขึ้น ล่าสุด บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP ผู้ผลิตและทำตลาดเวชภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพร ร่วมกับ ‘รังนกเบลล์’ ขยายไลน์สินค้ารังนกผสมหล่อฮังก๊วย อีกหนึ่งมูฟเมนต์สะท้อนทิศทางตลาดเครื่องดื่มในกลุ่มเวลเนส (Wellness) ของไทยได้อย่างชัดเจน พิษณุ แดงประเสริฐ รองประธานกรรมการบริหารสายงานขายและการตลาด JSP ให้ข้อมูล ภาพรวมตลาดรังนกสำเร็จรูปในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยปีละ 5–8% ส่วนตลาดส่งออก ขณะที่ ‘จีน’ ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม ด้วยมูลค่าตลาดราว 200,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโตในระดับใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตาคือการเติบโตของ ‘กลุ่มน้ำตาลน้อยและไม่เติมน้ำตาล’ ซึ่งขยายตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด โดยอยู่ที่ 15–20% ต่อปี สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z ที่มองรังนกในฐานะเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์ (Functional Drink) มากกว่าสินค้าพรีเมียมตามฤดูกาล และต้องการประโยชน์ด้านสุขภาพโดยไม่แลกมากับน้ำตาลสังเคราะห์ “จุดนี้เองที่ทำให้ JSP ที่เชี่ยวชาญสมุนไพรในแบรนด์สุภาพโอสถ ซึ่งอยู่ในตลาดมากว่า 75 ปี มองเห็นโอกาสโดนร่วมกับรังนกเบลล์ พัฒนารังนกผสมหล่อฮังก๊วย สูตรเฉพาะจากสุภาพโอสถ” โดย ผลิตภัณฑ์สูตรใหม่นี้ ยัวใช้ความหวานจากธรรมชาติของหล่อฮังก๊วย แทนน้ำตาล พร้อมสื่อสารภาพรังนกในฐานะเครื่องดื่มเพื่อดูแลสุขภาพที่ดื่มได้ทุกวัน ด้าน ‘เบลล์-สุรชัย พิมพ์ประไพภรณ์’ กรรมการบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม แอนด์ อาร์ ดิสทริบิวเตอร์ กล่าวถึง ความร่วมมือกับ JSP ในครั้งนี้ ยังสะท้อนทิศทางการปรับตัวของตลาดรังนกที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้บริโภคในประเทศอีกต่อไป โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของอุตสาหกรรมรังนกไทย และมีมูลค่าตลาดมากกว่า 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของตลาดส่งออกทั้งหมด ขณะที่ พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนในช่วงหลังมีลักษณะใกล้เคียงกับตลาดไทยมากขึ้น ทั้งความกังวลเรื่องโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวานและโรคอ้วน รวมถึงการลดการบริโภคน้ำตาล ส่งผลให้กระแส Sugar-Free และ Functional Food ขยายตัวต่อเนื่องในตลาดจีนเช่นเดียวกัน จากบริบทดังกล่าว การพัฒนาผลิตภัณฑ์รังนกสูตรน้ำตาลจากธรรมชาติอย่าง ‘เบลล์รังนกผสมหล่อฮังก๊วย’ จึงถูกวางบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของรังนกไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศและตลาดส่งออก มากกว่าการเป็นเพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ในเชิงพาณิชย์ พร้อมกันนี้ ผลิตภัณฑ์ ‘เบลล์รังนกผสมหล่อฮังก๊วย ยังร่วมงานกับ ‘หนุ่ม กรรชัย’พิธีกรดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้บริโภควัยทำงานที่ต้องการทางเลือกดูแลสุขภาพแบบเรียบง่าย น่าเชื่อถือ และเข้าถึงได้ทุกเจเนอเรชัน JSP โตต่อไปด้วยกลยุทธ์ M&A พิษณุ กล่าวต่อ สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจเชิงโครงสร้างของ JSP ในระยะถัดไป โดยในปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะให้มุ่งเติบโตผ่านกลยุทธ์ M&A การเข้าซื้อควบรวมกิจการมากขึ้น โดยโฟกัสไปที่ธุรกิจเวลเนส ครอบคลุมตั้งแต่ยา อาหารเสริม สมุนไพร เครื่องสำอาง ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ โดยในส่วนของรายละเอียดการลงทุน ยังต้องรอการอนุมัติจากบอร์ดบริหารในช่วงไตรมาสสอง ซึ่งรูปแบบการลงทุนอาจเป็นได้ทั้งการเข้าซื้อกิจการโดยตรง หรือการลงทุนลักษณะเวนเจอร์ แคปิตอล (Venture Capital) คาดในปีนี้ มีโอกาสเห็นอย่างน้อย 2 ดีลสำคัญ ขณะที่ เงื่อนไขของการเข้าลงทุน ไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนระยะสั้น แต่ต้องเป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตเชิงกลยุทธ์ร่วมกับกลุ่ม JSP และมีศักยภาพในการเข้าสู่ LiVE Exchange และตลาด mai ในอนาคต โดยปัจจุบันบริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน (DE Ratio) อยู่ที่ 0.7 ซึ่งยังสะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแรง “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะหน้าตาเป็นยังไง ธุรกิจเดียวที่ยังเติบโตได้จริงคือ Wellness” สิทธิชัย กล่าวอีกว่าคลื่นสุขภาพเป็นเมกะเทรนด์ที่ไม่ขึ้นกับวัฏจักรเศรษฐกิจหรือการเมือง และจะยังเป็นแกนหลักของการขยายอาณาจักร JSP ในช่วงหลายปีข้างหน้า Alternate-X สรุปให้ ตั้งแต่ 11 ก.พ. 2569 ไทยปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่มชงใหม่ “หวานปกติ = หวาน 50%” เพื่อลดน้ำตาล ลดเสี่ยง NCDs สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพทั่วโลก ขณะที่ ตลาดรังนกสำเร็จรูปไทยมูลค่า 10,000 ล้านบาท เติบโต 5-8% ต่อปี แต่กลุ่มน้ำตาลน้อย/ไม่เติมน้ำตาลพุ่งแรง 15-20% จากคนรุ่นใหม่ Gen Y-Z มองเป็น ฟังค์ชันนัล ดริ๊งค์ เป็นโอกาสของ JSP ร่วม ‘รังนกเบลล์’ เปิดตัวสูตรใหม่ ‘รังนกผสมหล่อฮังก๊วย’ ใช้ความหวานธรรมชาติจากหล่อฮังก๊วย มาเจาสายสุขภาพและตลาดส่งออกจีน (มูลค่า 200,000 ล้านบาท) พร้อมวางแผนโตต่อด้วย M&A ในกลุ่ม Wellness คาดเห็นดีลสำคัญอย่างน้อย 2 รายการในปี 2569
ธุรกิจไทยคุมต้นทุน-ประหยัด ออฟฟิศเมท ส่งแบรนด์ ONE พายอดขายทะลุพันล.
ออฟฟิศเมท ย้ำแบรนด์ ‘ONE’ อุปกรณ์สำนักงานต้นทุนประหยัด เจาะตลาดธุรกิจเริ่มต้น-องค์กร ยุครัดเข็มขัด แบรนด์ ONE มียอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2568 เติบโตระดับสองหลักจากปีก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากราคาที่เข้าถึงง่าย คุณภาพ fit to purpose และครอบคลุมทุกประเภทธุรกิจ สินค้า ONE ครบวงจร ตั้งแต่เครื่องเขียน กระดาษ เฟอร์นิเจอร์ ถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและบรรจุภัณฑ์อาหาร ราคาเริ่มต้น 10-25 บาท ระดับกลาง 300-1,500 บาท และสูงสุด 4,000-6,000 บาท รองรับงบประหยัด ลูกค้ากว่า 450,000 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมออฟฟิศ ธนาคาร โรงพยาบาล ร้านอาหาร โรงงาน และหน่วยงานรัฐ พัฒนาสินค้า eco-friendly ภายใต้ ONE Green เจาะตลาดองค์กร ใส่ใจความยั่งยืน ดร.มลฤดี เลิศอุทัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ออฟฟิศเมท (ไทย) จำกัด ผู้ทำคลาดอุปกรณ์สำนักงาน ในเครือเซ็นทรัล กล่าวว่า หนึ่งในแนวทางการทำธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ เน้นตอบโจทย์ความต้องการความคุ้มค่าให้กับกลุ่มเป้าหมายลูกค้า ธุรกิจ องค์กร ที่มุ่งให้ความสำคัญทั้งการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยออฟฟิศเมท จะให้ความสำคัญการทำตลาดแบรนด์ ‘ONE’ สินค้าไพรเวท เลเบลของบริษัท ที่อยู่ในตลาดมาราว 10 ปี ผลิตมาเพื่อช่วยธุรกิจและองค์กร ภายใต้แนวคิด ‘ครบ คุ้ม ทุกวัน’ และตอกย้ำความครบวงจรของด้านความครบวงจรตามงบประมาณ ‘One-Stop Office on a Budget’ ด้วยสินค้าอุปกรณ์สำนักงานและสินค้าพื้นฐานที่ธุรกิจต้องใช้ ในราคาที่เข้าถึงง่าย ทุกวัน “แบรนด์ ONE มีสินค้าที่เหมาะกับการใช้งานของธุรกิจ ตั้งแต่เครื่องเขียน กระดาษถ่ายเอกสาร อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน และอุปกรณ์ทำความสะอาด” นอกจากนี้ ยังครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่รองรับการใช้งานเฉพาะทางมากขึ้น อาทิ กระดานไวท์บอร์ด เครื่องทำลายเอกสาร ลิ้นชักเก็บเงิน บิลเงินสด อะคริลิคใส่สื่อการขาย รวมถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร รองรับความต้องการของธุรกิจหลากหลายประเภท ดร.มลฤดี กล่าวว่าแบรนด์ ONE มีกลุ่มลูกค้าองค์กรและธุรกิจทั่วประเทศกว่า 450,000 ราย ครอบคลุมการใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งออฟฟิศ ธนาคาร โรงพยาบาลและคลินิก ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก โรงงาน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ สะท้อนแนวคิดที่ว่า ‘ธุรกิจไหนๆ ก็ใช้ ONE’’ โดยวางกลยุทธ์ราคาสินค้า ตั้งแต่ ระดับราคาเริ่มต้น (กลุ่มเครื่องเขียนและวัสดุสำนักงาน) ราว 10 – 25 บาท ระดับราคากลาง (กลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บและแพ็คเกจจิ้ง) ช่วงราคา: 300 – 1,500 บาท ระดับราคาสูงที่สุด (กลุ่มเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน) อยู่ที่ประมาณ 4,000 – 6,000 บาท โดยสินค้าหลายรายการผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐานเดียวกับแบรนด์ชั้นนำในตลาด และมีการพัฒนาสินค้าให้ครอบคลุมความต้องการของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แบรนด์ ONE Green และ ONE Eco-friendly เพื่อเป็นทางเลือกให้กับองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ทั้งนี้ จากการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์ ONE มียอดขายเติบโตขึ้นทุกปี โดยในปี 2568 มียอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท เติบโตในอัตราสองหลัก จากปีก่อนหน้า ปัจจัยสำคัญมาจากจุดเด่นด้านราคาที่เข้าถึงง่าย ควบคู่กับคุณภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน (fit to purpose) Alternate-X สรุปให้ ในยุคที่ธุรกิจไทยหันมาคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ออฟฟิศเมท (ในเครือเซ็นทรัล รีเทล) ส่งแบรนด์ ONE มาเจาะดีมานด์ในตลาดสินค้าอุปกรณ์สำนักงานครบวงจรเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับองค์กรและ SME ที่ต้องการความคุ้มค่า ครอบคลุมเครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงสินค้าเฉพาะทางในราคาที่จับต้องได้ ถึงปัจจุบันแบรนด์นี้มีลูกค้ากว่า 450,000 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ออฟฟิศไปจนถึงโรงงานและภาครัฐ ปี 2568 ONE สร้างปรากฏการณ์ยอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท เติบโตสองหลัก
บางจากฯ คว้าโอกาสความต้องการยังมี ไม่ทิ้ง ‘E85’ ขายต่อ ย้ำวิสัยทัศน์โลกสะอาด
บางจากฯ หนุนใช้แก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ยังขายต่อทุกสถานีบริการน้ำมันทั่วไทย ย้ำวิชั่นพลังงานสะอาดลดฝุ่นฯ ทุกการเติม 1ลิตรลดปล่อย CO₂ E85 ทางเลือกพลังงานสะอาด น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO มีเอทานอล 85% ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้ ลดการปล่อย CO₂ ได้สูงสุด 850 กรัมต่อลิตร เมื่อเทียบเบนซินทั่วไป บางจากยืนหยัดนวัตกรรมสีเขียว BCP ดำเนินธุรกิจพลังงานครบวงจร ตั้งแต่น้ำมัน พลังงานหมุนเวียน ถึงชีวภาพ เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่สิ่งแวดล้อมและสังคม ตลาด E85 เปลี่ยน แต่ดีมานด์ยังมี หลังรายใหญ่ประกาศเลิกจำหน่าย E85 ตั้งแต่ 1 ก.พ. 2569 ขณะที่บางจากยังคงเป็นผู้ให้บริการหลัก รองรับผู้ใช้รถ E85 เสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) ผู้ให้บริการพลังงานครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทย้ำวิสัยทัศน์นวัตกรรมสีเขียวและยั่งยืนสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยยังวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์บางจากแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO เพื่อรองรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน E85 ได้ แนวทางดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกพลังงานสะอาดที่ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้และสนับสนุนการดูแลคุณภาพอากาศ โดยผู้ใช้สามารถค้นหาสถานีบริการน้ำมันบางจากที่จำหน่ายน้ำมัน E85 ได้ผ่านแอปพลิเคชัน ‘บางจาก’ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตเป็นเวอร์ชันใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์บางจากแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ที่ได้รับการออกแบบมาให้รองรับน้ำมัน E85 โดยเฉพาะ มีส่วนผสมของน้ำมันเบนซิน 15% และเอทานอล 85% ซึ่งเอทานอลเป็นผลผลิตจากภาคการเกษตร จึงเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลภาวะจากการเผาไหม้ได้มากกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น เสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP) นอกจากนี้ การใช้น้ำมัน E85 ทุก 1 ลิตร สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้มากถึง 850 กรัม เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินทั่วไป รวมถึงลดการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนตรัสออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และมีส่วนช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการเผาไหม้อีกด้วย ปัจจุบัน BCP คือ กลุ่มบริษัทผู้นำด้านพลังงานของไทยที่มุ่งเน้นนวัตกรรมสีเขียวและยั่งยืน ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ น้ำมันปิโตรเลียม (โรงกลั่นและสถานีบริการกว่า 2,000 แห่ง) พลังงานหมุนเวียน (บีซีพีจี) ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (บีบีจีไอ) ทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจใหม่ๆ เน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม อนึ่งเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือ OR เครือกลุ่มบริษัทปตท. ประกาศเลิกจำหน่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 โดยเปลี่ยนไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสูงกว่า เช่น กลุ่ม Super Power แทน Alternate-X สรุปให้ บางจาก (BCP) ย้ำจุดยืนพลังงานสีเขียว เดินหน้าจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ E85 S EVO ต่อเนื่อง ชูเป็นทางเลือกพลังงานสะอาด ลดมลภาวะจากการเผาไหม้และช่วยดูแลคุณภาพอากาศ E85 S EVO ใช้เอทานอลจากภาคการเกษตร ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสถานีที่จำหน่าย E85 ได้ผ่านแอป ‘บางจาก’ เวอร์ชันล่าสุด เพื่อรองรับผู้ใช้รถยนต์ที่ยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์นี้ ท่ามกลางตลาดหลังผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของไทยเลิกขาย E85
LWS บอกทำเลปิ่นเกล้าเริ่ด! รอแรงซื้อ-เช่า-ลงทุนอสังหาฯ รับการมารถไฟฟ้าสายสีส้ม
แอล ดับเบิลยู เอสฯ สำรวจลึกดีมานด์อยู่อาศัยย่านปิ่นเกล้า ยังมีรับการมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม หลังเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าโฉมใหม่ 1.7 พันล.ส่งสัญญาณทำเลศักยภาพกรุงเทพฯตะวันตก ดีมานด์คอนโดยังไปต่อ มีคอนโดเปิดขาย 2,342 หน่วย ขายแล้วกว่า 64% เหลือขายเพียง 830 หน่วย สะท้อนซัพพลายจำกัดในทำเลหลัก คมนาคม–ไลฟ์สไตล์หนุนมูลค่า รถไฟฟ้าสายสีส้มเชื่อมตะวันตก–ตะวันออก เพิ่มศักยภาพการเดินทาง พร้อมด้วยถนนหลักและทางด่วน ใกล้แหล่งงาน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ราคายังจับต้องได้ ผลตอบแทนน่าสนใจ ด้วยราคาคอนโดเฉลี่ย 1.97–3.10 ล้านบาท ต่ำกว่าทำเลชั้นในค่าเช่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 6% ต่อปี ดึงดูดนักลงทุน บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด (LWS Wisdom and Solutions) บริษัทในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) ผู้พัฒนาอสังหาริใทรัพย์รายใหญ่ เปิดผลรายงานจากการสำรวจพื้นที่ย่าน ‘ปิ่นเกล้า’ ในปี2569 พบข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้ คอนโดมิเนียมเปิดขาย 5 โครงการ จำนวน 2,342 หน่วย มียอดขายไปแล้วกว่า 64% คิดเป็นอัตราการขายได้เฉลี่ย 6-7 หน่วยต่อเดือนต่อโครงการ ปัจจุบันมีหน่วยคอนโดมิเนียมเหลือขายอยู่เพียงจำนวน 830 หน่วย ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ที่ตั้งอยู่ติดถนนบรมราชชนนี ซึ่งเป็นถนนสายหลักของย่านปิ่นเกล้า ทั้งนี้ LWS วิเคราะห์ว่า ปัจจัยหลักบนทำเลย่านปิ่นเกล้ามีการเติบโตมาจาก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเมือง พฤติกรรมผู้บริโภค การยกระดับระบบคมนาคมที่กำลังเดินหน้า ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ในรอบเกือบ 30 ปี ซึ่งยังเป็นการยกระดับบทบาทจากศูนย์การค้าประจำย่านสู่ ‘District Leader’ ผู้นำของย่านกรุงเทพฝั่งตะวันตก สะท้อนทิศทางการเติบโตของทำเลโดยรอบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ในส่วนของการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์–มีนบุรี ซึ่งเป็นจุดเชื่อมกรุงเทพฝั่งตะวันตกและตะวันออกจะเข้ามาเสริมศักยภาพทำเลอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถเชื่อมต่อกับระบบรางหลักเกือบทุกสาย โดยจะส่งผลให้ ‘ปิ่นเกล้า’ กลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านการเดินทางของเมือง ไลฟ์สไตล์ครบ ดึงดูดกำลังซื้อที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อมูลค่าของที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทาง โดยเฉพาะสถานีที่อยู่ในทำเลศักยภาพหรือเป็นจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้มากยิ่งขึ้น ขณะที่การเดินทางยังเชื่อมต่อถนนสายหลักอย่างถนนบรมราชชนนี จรัญสนิทวงศ์ และสิรินธร รวมถึงทางพิเศษประจิมรัถยา สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ได้สะดวก อยู่ใกล้แหล่งงาน โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลธนบุรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น ทั้งนี้ จากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ปิ่นเกล้า เข้าสู่การเป็นย่านครบวงจรมิกซ์ยูส Mixed-use District ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดทั้งวัน และเป็นย่านของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตใกล้เมือง แต่ต้นทุนการอยู่อาศัยสามารถ ‘จับต้องได้’ มากกว่าใจกลางเมือง ขณะเดียวกัน หากพิจารณาปัจจัยด้านคมนาคม ไลฟ์สไตล์ และโครงสร้างประชากร ทำให้ปิ่นเกล้ากำลังก้าวสู่การเป็นนิว เออร์เบิน โนด (New Urban Node) จุดเชื่อมต่อใหม่ของเมือง กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก จากย่านพักอาศัยและทางผ่านสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตการอยู่อาศัย และการลงทุนที่ครบวงจร ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา และคนทำงานในโซนฝั่งธนบุรี-พระนคร สำหรับราคาขายเฉลี่ยคอนโดในพื้นที่ดังกล่าว เริ่มต้นที่ประมาณ 1.97 ล้านบาท – 3.10 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 79,000–110,000 บาท/ตร.ม. ในขนาดพื้นที่ห้องเริ่มต้น 23–24 ตร.ม. ซึ่งนับว่ายังเป็นราคาที่ต่ำกว่าหลายทำเลชั้นในที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตใกล้เคียงกัน โดยมีอัตราค่าเช่าเริ่ม 10,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้องสตูดิโอ และ 13,000–15,000 บาทต่อเดือน สำหรับแบบห้อง 1 ห้องนอน ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี ดังนั้น ปิ่นเกล้าในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงแค่ทำเลใหม่ แต่กำลังกลายเป็น ‘ทำเลสำคัญ’ ของอนาคตเมืองกรุงเทพอีกด้วย Alternate-X สรุปให้ LWS ชี้ทำเล ‘ปิ่นเกล้า’ กำลังกลับมาโดดเด่น รับการพัฒนาโครงสร้างเมืองและระบบรางสายสีส้ม ยังมีดีมานด์ที่อยู่อาศัยยังแข็งแรง จากคอนโดเปิดขาย 5 โครงการ ขายแล้วกว่า 64% ขณะที่ การรีโนเวทเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า มูลค่า 1.7 พันล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพย่านฝั่งตะวันตก ด้วยโครงข่ายคมนาคมครบ เชื่อมรถไฟฟ้า ถนนสายหลัก และทางด่วน ดันปิ่นเกล้าสู่ Mixed-use District และ New Urban Node ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก
‘โออิชิ’ 2026 เติมอลาคาร์ต–อิซากายะ ส่ง ‘ซูชิ’ คำละ 29 บาท รับอินไซต์เจนฯซี
‘โออิชิ’ ปี 2569 ใช้สูตรประสบการณ์คุ้มค่าสู้ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม 6.57 แสนล.โตชะลอ เติมครบในร้านเดียวโออิชิ อีทเทอเรียม ‘บุฟเฟต์-อลาคาร์ท-อิซากายะ’ เจาะอินไซด์เจนฯซี ขออิ่มพอดีแต่กินหลากหลายผ่าน 160 เมนู เริ่มต้นซูชิคำละ 29 บาท เปิดแฟล็กชิป สาขาสามย่านมิตรทาวน์ โมเดลร้าน Hybrid รับพฤติกรรมใหม่ โออิชิ อีทเทอเรียม รวม บุฟเฟต์ อาลาคาร์ต และอิซากายะในร้านเดียว ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ไม่ต้องการอิ่มล้น แต่ต้องการความยืดหยุ่นและหลากหลาย กลยุทธ์ราคา เจาะเจนฯซี ด้วยซูชิเริ่มต้นคำละ 39 บาท และบุฟเฟต์เริ่ม 359 บาท ตั้งเพดานสเปนดิ้งเข้าถึงง่าย รีครูทกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงานรุ่นใหม่ โตสวนเศรษฐกิจชะลอ แฟลกชิปอีทเทอเรียมหลังปรับโฉม เติบโต 20% เทียบก่อนรีโนเวต ท่ามกลางตลาด F&B ปี 2569 มูลค่า 6.57 แสนล้านบาท ที่โตช้าลง เมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ร้านอาหารรุ่นพี่อย่างแบรนด์ ’โออิชิ’ ที่อยู่ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมากว่า 2ทศวรรษ ขอไปต่อปี 2569 ด้วย ‘โรดแมป’ แผนปรับโฉมใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ทุกสาขา ศสัย ตังเชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทโออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารภายใต้พอร์ตฟอลิโอแบรนด์ ‘โออิชิ’ กล่าวว่า แผนธุรกิจหลักในปี 2569 บริษัทมุ่งปรับโฉมใหม่ (Renovate) สาขาร้านอาหารทั้งหมดในพอร์ตฯจำนวน 269 สาขาทดแทนการขยายสาขาเพิ่ม เพื่อปรับปรุงคอนเซปต์ภาพลักษณ์ร้านสาขาพร้อมสร้างประสบการณ์และบริการใหม่ ๆ รองรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘จากรุ่นสู่รุ่น’ (Next Generation) อย่างต่อเนื่อง ย้ำตำแหน่งร้านอาหารญี่ปุ่นในทุกวัน ปัจจุบัน ‘โออิชิ’ ทำธุรกิจราว 26 ปี เติบโตด้วยจำนวนสาขาและแบรนด์ต่างๆ ดังนี้ ชาบูชิ (Shabushi) โออิชิ บุฟเฟต์ โออิชิ อีทเทอเรียม โออิชิ แกรนด์ โออิชิ ราเมน คาคาชิ นิกุยะ โออิชิ บิซโทโระ “ในปีนี้ เราต้องการโฟกัสสิ่งที่เรามีอยู่โดยจะรีโนเวททั้งคอนเซปต์แบรนด์และสาขาร้านที่เปิดให้บริการ หลังจากนี้โออิชิจะต้องไปเจอร์นีย์ใหม่” ขณะที่ แนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทั้งภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบัน และมีทางเลือกในการบริโภคร้านอาหารต่างๆ มากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับประทานอาหารของคนรุ่นใหม่ หรือ เจนเนอเรชั่นซี (Z Generation) ในปัจจุบัน อิ่มกำลังดี ลด ฟู้ด เวสต์ ศสัย กล่าวว่า ล่าสุดบริษัท ปรับรูปแบบร้านอาหารแบรนด์โออิชิ อีทเทอเรียม ที่ดำเนินธุรกิจสู่ปีที่ 10 ภายใต้แนวคิดใหม่ ‘ออล ยู แคน อีทซากายะ’ เปิดสาขาต้นแบบแห่งแรก (Flagship) บนชั้น 4 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ สำหรับร้านโออิชิ อีทเทอเรียม แห่งนี้ยังรวมครบทุกประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นทั้งแบบบุฟเฟ่ต์, จานเดี่ยว (Alacart) และ อีซากายะ (Izakaya) ภายในร้านเดียว “คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับการแชร์ประสบการณ์ในการกินดื่ม ความสนุกที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งอีทซากายะของอิชิ อีทเทอเรียม จะเป็นโมเดลใหม่ที่ให้ความคุ้มค่า ครบรส” ขณะเดียวกัน ยังสอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคที่มองหาเมนูอาหารที่มีขนาด (Portion) เล็กลงให้ความอิ่มแบบพอดี เพื่อทดลองเลือกทานอาหารเมนูอื่น ๆ ได้หลากหลายขึ้น ทดแทนการรับประทานอาหารไม่หมดและกลายเป็นของเสีย (Food Waste) ส่วนคอนเซปต์บุฟเฟต์ เองยังมีอยู่เพื่อตอบโจทย์ความคุ้มค่าการรับประทานอาหารของผู้บริโภคในราคาที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ ยังได้ปรับใหม่ 160 เมนูอาหารและเครื่องดื่มซึ่งรวมถึงการนำเมนูลิสต์ใหม่ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใส่เข้าไปในรายการอาหารด้วย ซึ่งอย่างหลังเปิดจำหน่ายในเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมวางกลยุทธ์ราคาบุฟเฟต์ โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ แบ่งออกเป็น ‘Suhi Delight’ ราคา 359 บาท++/หัว ด้วยชุดบุฟเฟต์ซูชิ ข้าวปั้นหน้าต่างๆ และอาหารทานเล่นรวมกว่า 50 รายการ ‘Full Selection’ ราคา 699 บาท++/หัว บุฟเฟต์อาหารญี่ปุ่น และอาหารนานาชาติ อาทิ ซูชิ ซาชิมิ เทปันยากิ ตอร์ติญ่า แฮมเบิร์ก ปีกไก่ทอดสไตล์นาโกย่า ฯลฯ ของหวาน เครื่องดื่ม รวมกว่า 100 รายการ Seafood Paradise ราคา 849 บาท++/หัว บุฟเฟต์เมนูพิเศษอาหารทะเล อาทิ กุ้งแม่น้ำ โฮตาเตะ หอยนางรม รวมกว่า 130 รายการ นอกจากนี้ ในส่วนบริการอาหารจานเดี่ยวมีเมนูอะลาคาร์ทให้เลือกจำนวนมากเริ่มต้นอยู่ที่จานละ 29 บาท++ (เมนู ซูชิ เอบิซอสสไปซี่ (2 คำ)) เป็นต้น ศสัย กล่าวต่อ โออิชิ อีทเทอเรียม ออล ยู แคน อีทซากายะ รองรับกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภคที่มองหาความอิ่ม คุ้มค่า และกลุ่มต้องการทานอาหารเฉพาะที่ชอบ รวมถึงการร่วมรับประทานอาหารใช้เวลาด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กและใหญ่ “คอนเซปต์อิซากายะ ร้านสาขานี้เปิดไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตแล้ว 20% เทียบในช่วงก่อนปรับโฉม ซึ่งสอดคล้องกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ ทั้งกลุ่มนักศึกษา พนักงานออฟฟิศในย่านนี้ พร้อมขยายการเข้าถึงในกลุ่มใหม่ ๆในย่านใกล้เคียง” โดยเบื้องต้น บริษัทจะเก็บข้อมูลพร้อมศึกษาความต้องการตลาดอย่างต่อเนื่อง ก่อนวางแผนปรับโฉมเพิ่มในสาขาอื่นต่อไปในอนาคต จากปัจจุบัน โออิชิ อีทเทอเรียม มีสาขาให้บริการ 6 แห่ง และ โออิชิ บุฟเฟ่ต์ 12 สาขา ศสัย กล่าวว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา โออิชิ มีอัตราการเติบโตรายได้จากสาขาร้านเดิม (Same Store) ราว 20% โดยยอดขายหลักมาจาก ธุรกิจร้านอาหาร (Restuarant) ราว 80% และธุรกิจอาหารบรรจุพร้อมทาน (Package Food) 20% ขณะที่ ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในปี 2569 คาดมีอัตราการเติบโตชะลอจากปี 2568 ธุรกิจร้านอาหาร (Restaurant) คาดเติบโต 4% ธุรกิจเครื่องดื่ม คาดขยายตัว 2% จากในปีที่ 2568 ตลาดF&B เติบโต 7.8% มีขนาดตลาดมูลค่าราว ๆ 6.57 แสนล้านบาท (ข้อมูล-ศูนย์วิจัยกสิกรไทย) Alternate-X สรุปให้ โออิชิ ปี 2569 ปรับโมเดลร้านอาหารญี่ปุ่นรับพฤติกรรมเจนฯใหม่ ดัน ‘โออิชิ อีทเทอเรียม’ แฟลกชิปสามย่านมิตรทาวน์ รวม บุฟเฟต์–อาลาคาร์ต–อิซากายะ ในร้านเดียว ชูคอนเซปต์คุ้มอิ่มพอดีแต่กินหลากหลาย ผ่านเมนูกว่า 160 รายการ เปิดราคาด้วยซูชิเริ่มต้นคำละ 29 บาท และ Sushi Delight 359 บาท ตั้งเป้าสร้างประสบการณ์กิน–ดื่ม–แชร์ ท่ามกลางตลาด F&B ปี 2569 มูลค่า 6.57 แสนล้านบาท โตชะลอ
เทรนด์นักลงทุนปี2569 เทรดหุ้นควบคริปโทฯ ‘Bitget’ มองปีนี้ ‘ทองคำ’ มาแรงสุด
Bitget บอกเทรนด์นักลงทุนรุ่นใหม่ปี 2569 เทรดสินทรัพย์ดั้งเดินควบคู่ดิจิทัล ชี้ทองคำยังแรงสุด ยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ บิตคอยน์แตะ 1.5-1.8 แสนดอลลาร์ กระจายความเสี่ยงด้วย TradFi แพลตฟอร์มเดียว Bitget เผยแรงเทขายทองคำที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการลดการเก็งกำไรช่วงสั้น ปีนี้หนุนราคายืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนบิตคอยน์ แตะ 150,000-180,000 ดอลลาร์ พฤติกรรมนักลงทุนยุคใหม่เทรดสินทรัพย์ดิจิทัลควบทองคำและหุ้นในบัญชีเดียวกันเพื่อป้องกันความเสี่ยง Bitget เพิ่มสินทรัพย์ลงทุนดั้งเดิมเข้ามาในแพลตฟอร์มซื้อขายในฟีเจอร์ TradFi พบทองคำ ได้รับความนิยมสูงสุด เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าการปรับฐานของบิตคอยน์รวมถึงทองคำและแร่โลหะมีค่ามาจากความกังวลในประเด็น ดังนี้ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน จากว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ฯ คนใหม่ ความกังวลด้านสภาพคล่องในระดับมหภาค โดยแรงเทขายที่ออกมา มองว่าเป็นการลดระดับการเก็งกำไร (Leverage) ที่มาจากปัจจัยมหภาค มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง “ทั้งสองสินทรัพย์ยังสามารถที่จะปรับตัวขึ้นต่อได้ในปีนี้” สำหรับ ปัจจัยมหภาคที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ปกคลุมไปด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังด้านนโยบายการเงิน “ปัจจัยเหล่านี้จะยังคงผลักดันทองคำให้กลับมาทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลักของโลกอีกครั้ง” เฉิน กล่าวว่า บิตคอยน์กำลังเข้าสู่ช่วงการลดความเสี่ยง ท่ามกลางสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้น มูลค่าตลาดที่หายไปเกือบ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ปรากฎการณ์นี้จะเริ่มดีขึ้นเมื่อนักลงทุนคลายความกังวลจากเริ่มสับเปลี่ยนเงินทุนจากสินทรัพย์ปลอดภัต ไปยังสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเช่นบิทคอยน์ในที่สุด โดย คาดว่าราคาทองคำในปีนี้ยังสามารถยืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้จากปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีต่อเนื่อง ขณะที่บิตคอยน์ในระยะสั้นอาจยังเคลื่อนไหวในกรอบ 70,000-80,000 ดอลลาร์ แต่พื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่ยังต่อเนื่อง ความผันผวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับหุ้นเทคโนโลยี ความคืบหน้าของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทในสหรัฐฯ หากแรงหนุนเหล่านี้ยังคงอยู่ยังมองว่าบิตคอยน์มีเป้าหมาย 150,000–180,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 เฉิน กล่าวเสริมว่า “อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนราคาบิตคอยน์ คือ นักลงทุนส่วนหนึ่งมองเป็นสินทรัพย์การลงทุนคู่กับไปทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงหลักท่ามกลางระบบการเงินโลกที่แตกกระจายมากขึ้น ซึ่งการถือครองทั้งสองสินทรัพย์ร่วมกันจะช่วยทั้งป้องกันความเสี่ยงและกระจายผลตอบแทน เป็นแนวโน้มชัดเจนมากขึ้นที่นักลงทุนในระบบการเงินเดิมและระบบการเงินใหม่จะซื้อขายทั้งทองคำและบิตคอยน์ ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการของนักเทรด Bitget ในฐานะแพลตฟอร์ม Universal Exchange (UEX) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล่าสุดได้เพิ่มสินทรัพย์การลงทุนดั้งเดิมเข้ามาในแพลตฟอร์มซื้อขายตั้งแต่ปลายปี 2568 ผ่านฟีเจอร์ TradFi ล่าสุดสร้างสถิติปริมาณการซื้อขายสูงสุดตลอดกาลที่ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 21 มกราคม และมีปริมาณซื้อขายต่อวันแตะ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดชี้ว่าเทรดเดอร์ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่เคลื่อนไหวเร็วตามเหตุการณ์ มากกว่าจะเป็นเพียงแหล่งเก็บมูลค่า พร้อมกันนี้ ‘Bitget TradFi’ ยังเปิดโอกาสให้นักเทรดเพิ่มความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ภายในบัญชีเดียว สามารถย้ายจากบิตคอยน์ไปสู่ทองคำ จาก altcoin ไปสู่ดัชนีตลาดหุ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนแพลตฟอร์มสะท้อนวิสัยทัศน์ UEX ในภาพรวมของ Bitget ที่ซึ่งสินทรัพย์ดิจิทัลและตลาดดั้งเดิมหลอมรวมกันภายใต้แพลตฟอร์มเดียว Alternate-X สรุปให้ นักลงทุนรุ่นใหม่ในไทยและทั่วโลกกำลังเปลี่ยนพฤติกรรม เทรดหุ้นควบคู่กับสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสกำไรในยุคดิจิทัล ขณะที่ ‘Bitget’ ชี้ว่าเทรนด์นี้เด่นชัด โดยนักลงทุนยุคใหม่ถือทั้งสินทรัพย์ดั้งเดิม (หุ้น ทองคำ) และคริปโต (บิตคอยน์) เพื่อป้องกันความผันผวน ปัจจุบันแรงขายทองคำและบิตคอยน์เป็นเพียงทำกำไรระยะสั้น ไม่ใช่สัญญาณลบ เพราะความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยยังแข็งแกร่ง Bitget มองปี 2569 ทองคำยังมาแรงสุด ยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่บิตคอยน์มีโอกาสแตะ 150,000-180,000 ดอลลาร์ Bitget TradFi เปิดโอกาสเทรดสินทรัพย์หลากหลายในแพลตฟอร์มเดียว ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวสูง
เข็มทิศชีวิตเป้าหมายใหม่ เจาะตลาดเยียวยามหาเศรษฐี ‘ครูอ้อย’ อัปเวลสู่แอป ‘Zoul’
‘ครูอ้อย’ ฐิตินาถ ณ พัทลุง อดีตไลฟ์โคชสาวไทยที่ให้ข้อคิดสายธรรมะผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตเพื่อพาผู้คนสู้ปัญหาทางใจในโลกจริง ล่าสุดกลับมาในร่างทอง เศรษฐีที่โมนาโก ในฐานะผู้ก่อตั้ง Mental Health Tech พร้อมพัฒนา Zoul แอปพลิชั่นเยียวยาจิตใจ ที่มีมูลค่าร่วมกว่า 7.7 พันล้านบาท การกลับมาของครูอ้อยในบทบาทใหม่ จากภาพลักษณ์สาวชุดขาวสายบุญผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตกว่า 20 ปีก่อน ผันตัวเป็น ‘Dr. DDnard’ นักลงทุนสายสุขภาพจิตเทคโนโลยี ใช้ชีวิตหรูที่โมนาโก แอป Zoul Meditation on the Go พัฒนาโดย ดร.ฐิตินาถ ร่วมกับดัชเชส Sarah Ferguson รองรับ 17 ภาษา มีฟีเจอร์เล่นอัตโนมัติตามเป้าหมายชีวิต เช่น Wealth & Happiness, Goal Digger สำหรับผู้บริหาร เยียวยาปมลึก และ offline mode มีแบบให้เริ่มใช้ฟรีก่อน แล้วอัปเกรดพรีเมียม มูลค่าและเป้าหมายระดับโลก บริษัท Zoul เคลมมูลค่าการลงทุน กว่า 7.7 พันล้านบาท (ประมาณ 222 ล้าน USD) จากการระดมทุนกองทุนต่างชาติและทีมงานเกือบ 100 คน มุ่งเจาะตลาดคนมีกำลังซื้อสูง โดยเน้น emotional, financial, social freedom และมีแผน retreat ฟรีในไทย จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ได้เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากในสื่อออนไลน์หลายสำนักและโซเชียล มีเดีย ต่างหยิบเรื่องราวในอดีตของ ‘ครูอ้อย’ กลับมาพูดถึงวีรกรรมของไลฟ์โคชสาวคนดัง หากตัดความไวรัลออกไป ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่ง คือ การกลับมาของ ‘ครูอ้อย’ ในลุคส์ใหม่ที่สลัดภาพจำเก่า ‘สาวชุดขาวสายบุญ’ ที่ถือหนังสือเข็มทิศชีวิตที่โด่งดังกว่า 20 ปีก่อน สู่ภาพใหม่สาวนักลงทุนสายสุขภาพจิตเทคโนโลยี พร้อมใช้ชื่อสากลว่า Dr. DDnard (Dr. DDnard Napattalung) พร้อมกับ อัปเวลไกดฺไลน์นำทางชีวิตจากหนังสือสู่เวอร์ชั่นดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชัน ‘Zoul’ ที่เราลองไปดาวน์โหลดมาแล้วมาดูกันว่า แอปนี้ จะมีอะไรมาตอบโจทย์การใช้ให้ ’ผู้คน’ ที่ยังมองหาความสงบทางจิตใจซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เชื่อว่ามีกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อยอมจ่ายเพื่อค้นหาทางออกเพื่อสุขภาพใจ เจาะตลาด17 ภาษา สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ iOS และ Android ให้เข้าไปที่ AppStore หรือ Google Play แล้วค้นหาคำว่า ‘Zoul’ (ออกเสียงว่า ‘โซล’) จะบอกดิสคริปชั่นตัวเองว่าเป็นแอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิตเทคโนโลยี (Mental Health Tech) มีโลโก้โทนสีเขียวมินต์ (Mint) ขั้นแรกเมื่อลองกดดาวน์โหลดพร้อมติดตั้งแล้ว จะพบหน้าแรกของแอปพร้อมภาษาให้เลือกใช้มากถึง 17 ภาษา!! อาทิ อังกฤษ ไทย ฝรั่งเศส อิตาลี เกาหลี ดัชท์ โปรตุเกส ฯลฯ จากการพัฒนาแอปฯ ที่รอบรับได้หลากหลายภาษาเหล่านี้ หมายถึงกลุ่มเป้าหมายมหาศาล ที่ Zoul วางแผนเข้าไปเจาะตลาด โดยเมื่อเปิดแอปครั้งแรก สามารถเลือกภาษาเพื่อใช้งานได้ตามต้องการก่อน จากนั้นสมัครหรือล็อกอิน (ใช้อีเมล, กูเกิล แอปเปิล หรือ จะเป็นเกสต์ก่อนก็ได้ ซึ่งแอปจะถามเป้าหมายคร่าว ๆ กับเราก่อนว่า เช่น อยากลดเครียด นอนหลับดีขึ้น เยียวยาปมเก่า สร้างมายด์เซ็ต ความมั่งคั่ง หรือจะเพิ่มศักยภาพพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น (high-performance) ก็สามารถเลือกตามที่อยากได้ก่อน ส่วนหน้าหลักและการใช้งานหน้าแรกของแอปฯ จะเจอกับ One-Button Play All ซึ่งเป็นปุ่มเด่นที่สุด ผู้ใช้งานสามารถกดปุ่มใหญ่ ๆ กลางจอ เพื่อ ‘Play’ จากนั้นแอปจะเล่นเพลย์ลิสต์ต่อเนื่องอัตโนมัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่น เช้า กับการย้ำตัวเอง (Affirmations) ร่วมกับอัปเกรด มายด์เซ็ต (Mindset upgrade) กลางวัน ลดความเครียด (Stress relief) หรือทำสมาธิแบบไวๆ (quick meditation) เย็น/ก่อนนอน เป็นการเข้าสู่โหมดหลับลึก (Deep sleep) หรือบรรเทาปมในใจ (healing trauma) ด้วยฟีเจอร์นี้ เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่อยากเลือกเอง แค่การกดแล้วปล่อยให้เล่นเพลงแบ็คกราวด์ (background sound) เพื่อสร้างบรรยากาศสงบ ได้ตลอดวัน นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ ‘Goal-Based Playlists’ เพลย์ลิสต์ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นเมนูหลัก แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ เช่น Sleep นอนหลับลึก Wealth and Happiness ความมั่งคั่ง + ความสุข Goal Digger มายด์เซ็ต สำหรับคนทำงานใหญ่ ผู้ประกอบการ Stress & Anxiety Relief Healing การเยียวยาปมลึก อารมณ์ การเงิน ความสัมพันธ์ ในกลุ่มนี้ ผู้ใช้งานเลือกหมวด แล้วเลือกเซสชั่นสั้น (5-15 นาที) หรือยาว (30-60 นาที+) จากนั้นกดเล่น ส่วนฟีเจอร์ Daily Affirmations & Wisdom ในทุกวันจะมีข้อความ/เสียงให้พลังเชิงบวก (positive) แบบสั้น ๆ ส่งมาให้ (เหมือน daily dose) อ่านหรือฟังเพื่อเริ่มวันดี ๆ รวมทั้ง Offline Mode ดาวน์โหลดเสียงไว้ใช้แบบไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต (เหมาะกับการเดินทาง) ลองใช้ฟรี ก่อน สำหรับผู้สนใจทดลองใช้งานให้เริ่มจากเนื้อหาฟรีก่อน ด้วยเสียงครูอ้อย (Dr. DDnard) เสียงดัชเชสซาร่าห์ เฟอร์กูสัน (Sarah Ferguson) และอื่น ๆ มีให้เลือกในแอปฯ เพื่อนำมาใช้ระหว่างทำกิจวัตรแต่ละวัน อย่าง เดินทาง ทำงานบ้าน แปรงฟัน หรือก่อนนอน เพื่อให้โฟกัสกับตัวเองมากขึ้น แต่หากต้องการรูปแบบเฉพาะตัว (personalize) มากขึ้น จะมีบริการฟีเจอร์พรีเมียม/การบอกรับสมาชิก (premium/subscription) เพื่อปลดล็อกเนื้อหาเพิ่ม ที่มาพร้อมกับการใช้เอไอ มาร่วมวิเคราะห์เพื่อเยียวยาปมจิตใจในแบบเฉพาะบุคคล ในบางส่วนด้วย นอกจากนี้ ยังมีไลฟ์ เซสชั่น (live session) ถ่ายทอดสดนั่งสมาธิฟรีในบางช่วง ซึ่งสามารถตรวจสอบหรือติดตามกิจกรรมได้ในแอปหรือช่องทางโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ค/ไอจี @zoul.meditate ได้เช่นกัน ต่อการกลับมาของครูอ้อย หรือ Dr. DDnard ด้วยภาพลักษณ์ใหม่นักลงทุนที่ใช้แกนหลักเดิมการเยียวยาจิตใจให้กับผู้คน ที่มาพร้อมกับการปรับตัวรับยุคดิจิทัลในรูปแบบแอปพลิเคชั่น ที่ไม่ใช่แค่บอกเล่าแค่การทำสมาธิธรรมดา ด้วยแอปนี้มีเป้าหมายเจาะตลาดในกลุ่มคนทำงานระดับผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจ ที่อาจกำลังเจอปัญหาหมดไฟหรือปมลึก ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ในการทำตลาดครั้งใหม่และใหญ่กว่าเดิมที่พา ครูอ้อยไปพบกับ แหล่งทุนมหาศาลผ่านเครื่องมือฮีลกายใจผู้คนในยุคดิจิทัลผ่านแอปนี้ อีกครั้ง !! นอกจากนี้ยังอาจเป็นเส้นทางที่ตรงกับวาทกรรมไวรัลของครูอ้อยที่กล่าวไว้ ว่า ‘จงเป็นเพื่อน กับคนรวยอย่างน้อยหนึ่งคน เพราะเพื่อนที่รวย จะสอนคุณว่าทำยังไง ถึงจะรวย พวกเขาจะให้เงินคุณ เพื่อเริ่มธุรกิจ คนจนจะทำได้แค่ทำให้คุณ ตกต่ำลง’ จนกลายเป็นไวรัล ในช่วงข้ามคืน Alternate-X สรุปให้ ‘ครูอ้อย’ ฐิตินาถ ณ พัทลุง หรือ ดร. DDnard กลับมาไวรัลอีกครั้ง หลังหายจากสื่อไทยนาน ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ เศรษฐีไฮโซที่โมนาโก จากภาพจำเดิมไลฟ์โคชสายบุญผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิต สู่ผู้ก่อตั้งแอป Zoul (โซล) แอป Mental Health Tech ที่ผสานการทำสมาธิ เยียวยาจิตใจ การเงิน และความสัมพันธ์ แอปนี้รองรับ 17 ภาษา มีฟีเจอร์ One-Button Play All เล่นเพลย์ลิสต์อัตโนมัติตามเป้าหมาย มีเนื้อหาฟรีกว่า 2,000 เสียง รวมเสียงจากครูอ้อยและดัชเชส Sarah Ferguson พร้อม premium ที่ใช้ AI personalize การเยียวยา เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้บริหาร เจ้าของธุรกิจที่หมดไฟ พร้อมเคลมมูลค่าแอปกว่า 7.7 พันล้านบาท (ราว 222 ล้าน USD) จากการระดมทุนและทีมงานระดับโลก STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
แกะสูตร ‘Fitwhey’ เวย์โปรตีนที่เกิดจากความสงสัย นำไปสู่ยอดขายทะลุพันล้าน
‘แดนนี่-ดนุพล ชิลลี่’ บอกสูตรขาย ‘Fitwhey’ แบรนด์เวย์โปรตีนสัญชาติคนไทยให้ได้พันล้าน ดึงแพลตฟอร์ม ลาซาด้า ขยายตลาดเป้า No.1 ‘เอเชีย’ คุณภาพคือหัวใจธุรกิจ Fitwhey ใช้ Lab Guarantee ยืนยันสารอาหารตรงฉลาก 100% ตั้งมาตรฐานใหม่ด้านความโปร่งใสในตลาดเวย์โปรตีนไทย การตลาดชัด เจาะตัวจริงสายกล้าม กับสโลแกน ‘โคตรเถื่อน’ สื่อถึงความจริงใจและกล้าฉีกกรอบ ต่อยอดด้วยสินค้าไวรัลและคอลแลบระดับโลก สร้างแบรนด์จำได้ทันที ลาซาด้า ช่วยขยายตลาดสู่เอเชีย Fitwhey สามารถครองยอดขายอันดับ 1 บนลาซาด้า และโตจาก 500 ล้านเป็น 1,000 ล้านใน 3 ปี บนพื้นที่ LazMall และ LazLive ช่วยดัน Basket Size และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ‘Fitwhey’ ฟิตเวย์ เวย์ โปรตีน ที่สายเวิรต์กเอ้าต์ เข้ายิม มักนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ กับสโลแกน #โคตรเถื่อน กับภาพจำแบรนด์สินค้าที่หนักแน่น เจาะคนรักกล้ามเนื้อจริงจัง โดยสินค้า ทำยอดขายทะลุพันล้านบาทไปแล้วในช่วงไม่กี่ปี ‘แดนนี่’ ดนุพล ชิลลี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งแบรนด์ ผู้เริ่มต้นธุรกิจ Fitwhey เล่าเบื้องหลังความสำเร็จนี้เกิดจากคำถามเรียบง่ายในช่วงเริ่มต้นธุรกิจว่า ‘ทำไมคนไทยต้องกินเวย์โปรตีนราคาแพงเกินจริง จากความสงสัยนำไปสู่การสร้างธุรกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งสร้างยอดขายเกิน 1,000 ล้านบาท ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาผู้คนต่างหันมาให้ความสำคัญการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย จนกลายเป็นเทรนด์และขยายการเติบโตในวงกว้างที่กลายเป็นของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับนิยามการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี คือความมั่งคั่ง ‘Health is the new wealth’ ‘แดนนี่’ ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นธุรกิจ ฟิตเวย์ โปรตีน มาจากประสบการณ์ส่วนตัวของเขาที่หลงใหลในกีฬาเพาะกาย แต่กลับพบว่าเวย์โปรตีนในประเทศไทยช่วง 10 กว่าปีที่แล้ว มีราคาสูงเกินเอื้อมถึงกระปุกละ 5-6 พันบาท!! จากนั้นเมื่อ ‘เขา’ มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอเมริกาและพบว่าต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้สูงอย่างที่คิด และสร้างแรงบันดาลใจให้เริ่มต้นนำเข้าเวย์โปรตีนมาแบ่งปันให้เพื่อนฝูงในราคาที่เหมาะสม และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ ‘แดนนี่’ ตัดสินใจก่อตั้ง Fitwhey.com ในปี 2552 ซึ่งเป็นหนึ่งในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซด้านอาหารเสริมรายแรก ๆ ของไทย เพื่อพิสูจน์ว่าสินค้าคุณภาพระดับสากลสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ฟิตเวย์ Passion #99 Business#1 แดนนี่ บอกอีกว่า หลังอยู่ในวงการอาหารเสริมมาระยะ ยังพบอีกว่าปัญหาที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้มาก่อนเคยทราบ นั่นคือการทำ Amino Spiking การเติมกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มค่าปริมาณโปรตีนบนฉลาก ทำให้ไม่ได้คุณค่าทางโภชนาการที่แท้จริง!! รวมถึงการเคลมสารอาหารเกินจริงในตลาด เพนพอยต์นี้ทำให้ Fitwhey ต้องการร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านความโปร่งใสด้วยการใช้ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Guarantee) รับรองว่าสารอาหารในผลิตภัณฑ์ตรงตามฉลากทุกประการ เพื่อยืนยันมาตรฐานคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างชัดเจน พร้อมย้ำว่า “ธุรกิจเริ่มจากคำว่าซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามาโดยตลอด ภายใต้แนวคิด Passion #99 Business #1 เพราะสินค้าที่ดีไม่จำเป็นต้องค้ากำไรเกินควร แต่ต้องมีคุณภาพตามที่เคลมจริง 100% ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ Fitwhey ยึดถือมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี” ขณะเดียวกัน เพื่อควบคุมมาตรฐานให้สมบูรณ์แบบที่สุด Fitwhey ยังได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตของตัวเอง แทนการจ้างผลิตภายนอก (OEM) เพื่อลดปัญหาการควบคุมรสชาติและคุณภาพ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง พร้อมกวาดรีวิวเชิงบวกจากผู้ใช้จริงเกือบเต็มทุกรายการ การตลาดทรง ‘โคตรเถื่อน’ นอกจากตัวสินค้าแล้ว ‘ฟิตเวย์’ ยังมุ่งสื่อสารแบรนด์ที่ชัดเจนและจริงใจ ผ่านความเป็นกันเองและเข้าถึงง่ายด้วยสโลแกน ‘โคตรเถื่อน’ ซึ่งไม่ได้สื่อถึงความหมายที่ก้าวร้าว แต่สะท้อนความกล้าที่จะฉีกกรอบเดิม ๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้า โดยที่ผ่านมา ฟิตเวย์ ยังได้ทำงานร่วมกับลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์ระดับโลกอย่าง Godzilla และ Baki Hanma และการพัฒนาสินค้าที่เป็นกระแสไวรัล อาทิ เวย์โปรตีนรสต้มยำ เบียร์ หรือ ทุเรียน รวมถึงแคมเปญมาร์เก็ตติงสุดบ้าระห่ำเพื่อคืนกำไรให้ลูกค้าอีกมากมาย สร้างความตื่นเต้นและทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ ขยับปรับแพลตฟอร์ม แดนนี่ เล่าต่อว่า ฟิตเวย์ เคยเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบาก ตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลต่อวงการฟิตเนสอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ด้วยดีเอนเอความเป็น ‘ตัวจริง’ ที่ไม่เคยยอมแพ้ ทำให้ Fitwhey สามารถกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำตลาดได้อีกครั้ง พร้อมสร้างรายได้เติบโตจาก 500 ล้านบาท สู่ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี และครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซลาซาด้า ไปในปีที่ผ่านมา “นอกเหนือจากการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง การขยายธุรกิจบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของฟิตเวย์ โดยมีลาซาด้า เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่เชื่อมโยงแบรนด์สู่ฐานลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่าในเชิงคุณภาพ” โดยเฉพาะบน LazMall ซี่งมีจุดแข็งด้านสินค้าแบรนด์ คุณภาพสูง และเชื่อถือได้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของฟิตเวย์ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์มาตรฐานให้กับผู้บริโภค แดนนี่ ย้ำว่าคุณภาพของสินค้าเป็นเพียงปัจจัยขั้นต้น แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงคือประสบการณ์โดยรวมที่ลูกค้าได้รับ ตั้งแต่ความรวดเร็วในการการจัดส่งแม้ในช่วงแคมเปญใหญ่ ไปจนถึงการรับประกันสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจและความภักดีต่อแบรนด์ LazMall หนุนแรงซื้อพรีเมียม ขณะที่ อินไซต์ที่น่าสนใจบนแพลตฟอร์ม LazMall คือพฤติกรรมการซื้อลูกค้า ที่เน้นกลุ่มสินค้าพรีเมียม อาทิ เวย์โปรตีนไอโซเลท (Whey Protein Isolate) และนิยมเลือกซื้อสินค้าขนาดใหญ่ เช่น 8 ปอนด์ หรือ 10 ปอนด์ มีมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ (Basket Size) บนลาซาด้าสูงกว่าช่องทางอื่นถึง 1.5 เท่า จากข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ Fitwhey สามารถวางกลยุทธ์จัดการสินค้าได้แม่นยำ จนขึ้นสู่แบรนด์ที่มียอดขายติดอันดับท็อปในหมวดสินค้าสุขภาพ (Sports Nutrition) ในช่วงเมกะแคมเปญ 11.11 ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ที่สุดแห่งปี 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ การใช้ LazLive เครื่องมือไลฟ์ของลาซาด้ายังเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารความจริงใจและให้ความรู้เรื่องสินค้ากับลูกค้าโดยตรง ทั้งหมดส่งผลให้ Fitwhey สามารถขยายการเติบโตบนลาซาด้าได้ถึง 2 เท่า พาไปสู่ยอดขายหลักร้อยล้านบาทได้อย่างรวดเร็ว แดนนี่ กล่าวถึง เป้าหมายต่อไปของ Fitwhey คือ ส่งมอบ ‘ความคุ้มค่าสูงสุดในทุกบาทที่จ่ายไป’ ให้กับลูกค้า พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นแบรนด์เวย์โปรตีนอันดับ 1 ในเอเชีย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล พร้อมย้ำหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญสู่ความสำเร็จนี้ คือความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เข้าใจและเติบโตเคียงข้างกันอย่าง ลาซาด้า แพลตฟอร์ม ที่มีส่วนช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงแบรนด์คุณภาพกับกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาคุณค่า Alternate-X สรุปให้ ‘แดนนี่–ดนุพล ชิลลี่’ เผยสูตรปั้น Fitwhey เวย์โปรตีนสัญชาติไทย จากคำถามง่ายๆ ว่าทำไมคนไทยต้องกินเวย์ราคาแพง ด้วยจุดแข็งคือคุณภาพตรงฉลาก โปร่งใส ไม่ทำ Amino Spiking และยึดหลักซื่อสัตย์ต่อลูกค้า พร้อมลงทุนสร้างโรงงานผลิตเอง คุมมาตรฐานรสชาติและคุณภาพตลอดซัพพลายเชน และสื่อสารแบรนด์ชัดด้วยสโลแกน ‘โคตรเถื่อน’ สร้างการจดจำและไวรัลต่อเนื่อง ดึงพลังอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ‘ลาซาด้า’ กลยุทธ์มุ่งเป้า No.1 เอเชีย หลังได้ยอดขายทะลุ พันล้านบาท ไปแล้ว
กงสุล เปิดศูนย์ฯเลือกตั้ง–ประชามติ นอกราชอาณาจักร 95 แห่งทั่วโลกแบบเรียลไทม์
อธิบดีกรมการกงสุลเปิดตัวศูนย์ติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ติดตามการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการประสานงานระหว่างหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศในภารกิจการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ (กรมการกงสุล) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กระทรวงมหาดไทย และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด โดยประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทั่วโลก โอกาสนี้ อธิบดีกรมการกงสุลได้นำผู้สื่อข่าวเยี่ยมชมภายในศูนย์ติดตามฯ แนะนำระบบเฝ้าติดตามการจัดการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร (Overseas Voting Monitoring System: OVMS) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยศูนย์บริหารข้อมูลการกงสุลและสารสนเทศ (CDIC) กรมการกงสุล เพื่อติดตามการดำเนินการตั้งแต่การจัดส่งและรับบัตร รวมถึงการรายงานผลการดำเนินการต่างๆ ของสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และสำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทยทั้ง 95 แห่งทั่วโลกแบบ real-time เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการดำเนินการในทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ราบรื่น โปร่งใส ถูกต้อง และทันเวลา โดยเฉพาะในขั้นตอนสำคัญขณะนี้ คือ การขนส่งบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วกลับมาประเทศไทย ซึ่งเริ่มดำเนินการส่งกลับมาแล้วและจะถึงประเทศไทยทั้งหมดภายในวันที่ 5 ก.พ. 2569 เพื่อคัดแยกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้ง 400 เขตทั่วประเทศ ในวันที่ 6 ก.พ. 2569 ต่อไป
‘ดร.ต้นคูน’ รุ่น 4 ยาดมตราโป๊ยเซียน พาแบรนด์สกินชิปคนรุ่นใหม่ในตลาด 4.5 พันล.
ตลาดยาดมไทยในปี 2567-2568 คาดมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท ที่กำลังแข่งขันท่ามกลางความหลากหลายของยี่ห้อสินค้าและสูตร ในตลาดประชากรไทยราว 70 ล้านคนที่อาจจะต้องมี ‘ยาดม’ ติดตัวหนึ่งชิ้นต่อคน ซึ่งหมายถึงการเป็นสินค้าที่มีโอกาส ‘สกินชิป’ ผู้บริโภคได้เกือบตลอดเวลา ตลาดยาดมไทยปี 2567–2568 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท เป็นสินค้าสกินชิปที่ผู้บริโภคพกติดตัวได้ตลอดเวลา ยาดมตราโป๊ยเซียน อายุ 90 ปี ใช้กลยุทธ์ Art Toy และสีพิเศษ เพื่อขยายฐานคนนิวเจน นักท่องเที่ยว และสร้างดีมานด์ใหม่ บริษัทมีกำไรต่อเนื่อง 5 ปี รายได้ปีล่าสุดกว่า 1,155 ล้านบาท แบรนด์ตราโป๊ยเซียนสร้างยอดขายหลักมากกว่า 99% สำหรับตลาดนี้ มี’ยาดมตราโป๊ยเซียน’ เป็นหนึ่งในสินค้ายาดมยี่ห้อเก่าแก่อยู่คู่ตลาดไทยมาถึง 90 ปี ที่พร้อมมากต่อการเข้าสู่ภาพจำแบรนด์สินค้าร่วมสมัย ภายใต้การดูแลของ ‘ต้นคูน-ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์’ ทายาทรุ่นที่ 4 อาณาจักรแบรนด์ยาดมตราโป๊ยเซียน Alternate-X มีโอกาสพูดคุยกับ ‘ดร.ต้นคูน’ ถึงเจอร์นีย์ยาดมตราโป๊ยเซียนที่จะพาตัวเองไปพบปะผู้คนกลุ่มคนนิวเจนเนอเรชั่น ในตลาดมากขึ้น ผ่านเครื่องมือสื่อสารการตลาดใหม่ ๆ มาโดยตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ‘เขา’ เข้ามามีส่วนร่วมบริหารกิจการในฐานะกรรมการและที่ปรึกษาบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและเจ้าของยาดมตราโป๊ยเซียน อย่างในช่วงปีที่ผ่านมา ยาดมตราโป๊ยเซียน ยังได้ถูกหยิบมาเล่าเรื่องใหม่ผ่านปลอกยาดมในคาแรกเตอร์ อาร์ต ทอย (Art Toy) ไอเทมที่เป็นกระแสในกลุ่มคนนิวเจนเนอเรชั่น เพื่อให้สินค้ามีดีมานด์เป็นที่ต้องการและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ ได้มากขึ้น อ่านบทความอื่น เพิ่มเติม ‘Art Toy ‘โป๊ยเซียน’ ทำออกมาจำกัดอยากได้ยังไม่มีขาย ปลุกมู้ดเที่ยว 4 ภาคเมืองไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ทำยาดมตราโป๊ยเซียนสีขาว-ดำ พร้อมแจกให้กับประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง พร้อมตั้งจุดแจกยาดมฯให้กับประชาชนทั้ง 3 ท่าเรือ (ท่าวังหลัง, ท่าช้าง และ ท่ามหาราช) โดยเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาด้วย “บริษัททำยาดมตราโป๊ยเซียนสีดำออกมาเป็นครั้งแรกในรอบ 90ปี ซึ่งสีพิเศษเหล่านี้ เป็นความสามารถในการผลิตของโรงงานบริษัท ที่สามารถฉีดสีต่าง ๆ ให้กับสินค้าเพื่อให้ได้สีตามต้องการ” ดร.ต้นคูน บอกว่า กิจกรรมนี้ เป็นพาร์ทหนึ่งของงานซีเอสอาร์ยาดมตราโป๊ยเซียน ในฐานะไอเทมที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน ด้วยต้องการส่งต่อกำลังใจให้กับคนไทยไปพร้อมกัน นอกจากนี้บริษัทยังได้ทำสีสินค้าธงชาติไทย (แดง ขาว น้ำเงิน) ในรูปแบบจัดชุด (Set) ทั้งสามสี รวมไปถึงทำยาดมตราโป๊ยเซียน ที่เป็นสีสัญลักษณ์ (CI) ให้กับแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง ที่นำไปแจกให้กับผู้เข้าร่วมอีเวนต์แสดงคอนเสิร์ต เช่นกัน สร้างไวบส์ สดชื่นตลอดปี69 สำหรับในปี 2569 เป็นปีที่ ยาดมตราโป๊ยเซียน เดินทางสู่ปีที่ 90 ซึ่ง ‘ดร.ต้นคูน’ บอกว่า จะยังไม่มีแคมเปญพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองออกมา แต่จะให้ความสำคัญกับแกนหลักในการสร้างสีสันใหม่ของแบรนด์ เพื่อตอกย้ำความสดชื่นของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างขึ้น ที่จะใช้เป็น Vibes บรรยากาศหลักอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ดร.ต้นคูน บอกว่า ประเทศไทย ยังมีศักยภาพสูงในตลาดท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในโอกาสของการทำตลาดสินค้ายาดมในฐานะของฝาก ของที่ระลึก ซึ่งแม้ว่าการเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวจีนจะลดจำนวนลงและได้ผลกระทบบ้าง แต่บริษัทฯ มองว่ายังมีโอกาสในตลาดกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ที่เดินทางมาไทยทดแทน “ในช่วงที่ผ่านมาถึงในตอนนี้ กลุ่มเป้าหมายสินค้าจากนักท่องเที่ยวจะเป็น อินเดีย จีน เอเชียใต้ และประเทศในสหภาพโซเวียตเดิมที่มาเที่ยวไทยซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มาแรงมาก” จุดขายไปหมดทุกโลเคชัน ‘เขา’ เล่าต่อถึงการทำตลาดยาดมตราโป๊ยเซียนในไทย กับจุดแข็งด้านช่องทางจำหน่าย ด้วยหน่วยรถขนส่งสินค้าของบริษัทที่เดินทางออกไปทั่วทุกภูมิภาคของไทย เพื่อสร้างการเข้าถึงให้กับผู้บริโภคได้ในทุกระดับตำบล อำเภอ ครอบคลุมร้านค้าที่อยู่หนือสุดและใต้สุดของประเทศไทย เช่นกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการทำตลาดสินค้าในต่างประเทศที่สามารถพบเจอสินค้าที่จำหน่ายในต่างประเทศ ที่มีขายใน 5 ทวีปทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ต่างๆ ด้วยปัจจุบัน สินค้ายาดมตราโป๊ยเซียนครองยอดขายหลักสัดส่วน มากกว่า 99% ที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์อื่น ๆ ในเครือ สำหรับผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูล dataforthai) บริษัทฯ มีกำไรต่อเนื่องทุกปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2567) ปี 2563 รายได้ 797,640,287.63 บาท กำไร 234,299,696.29 บาท ปี 2564 รายได้ 751,269,275.65 บาท กำไร 284,215,496.56 บาท ปี 2565 รายได้ 967,256,152.10 บาท กำไร 378,764,386.04 บาท ปี 2566 รายได้ 1,087,530,702.77 บาท กำไร 509,769,655.96 บาท ปี 2567 รายได้ 1,155,372,771.39 บาท กำไร 530,912,539.99 บาท ความท้าทายเจนฯ 4 ที่ต้องไปต่อ ดร.ต้นคูน บอกว่าการเข้ามาร่วมดูแลกิจการครอบครัวในฐานะรุ่น 4 นั้น สิ่งสำคัญ คือ มุ่งรักษาความซื่อสัตย์ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดหลักที่ทำให้กิจการดำเนินการมาถึงได้ในปัจจุบัน ที่จะไปพร้อมกับการทำตลาดเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ไปด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่า การทำตลาดยุคนี้ ‘ต้องตะโกน’ พร้อมประกาศแบรนด์ออกมาดัง ๆ ว่า ‘โป๊ยเซียน’ ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้เขายังได้ต่อยอดจากบทบาท ‘พี่ต้นคูน’ ในฐานะติวเตอร์ในวิชาภาษาไทยและสังคมศึกษา มาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งทำให้ตัวเขามีโอกาสถูกรับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษในสถาบันต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา จุดนี้เองที่ ‘ดร.ต้นคูน’ บอกว่าเป็นทั้งโอกาสและประสบการณ์ที่ดีที่ทำให้เขาได้พบกับ นิว ยูสเซอร์ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของประเทศ ขณะเดียวกันก็จะเป็นฐานผู้ใช้ใหม่ของยาดมตราโป๊ยเซียน ไปด้วยพร้อมกัน ด้วยทุกครั้งที่ตัวเขาไปร่วมในกิจกรรมเหล่านี้ แน่นอนว่าไปพร้อมกับภาพลักษณ์แบรนด์ ‘โป๊ยเซียน’ นั่นเอง!! “เป็นความโชคดีของเราเองด้วยที่มีโอกาสได้เจอกับกลุ่มเด็กๆ ไม่ต่ำกว่าหมื่นคนต่อปี ซึ่งพวกเขายังเป็นดาตาเบสสำคัญ ที่ทำให้เรารู้เทรนด์ใหม่ๆ ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของพวกเขาในช่วงนั้น ๆ อย่างคอลเล็กชั่นอาร์ต ทอย ยาดมโป๊ยเซียน ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากเทรนด์ในช่วงที่ผ่านมาด้วย” ต่อยอดแบรนด์จากงานที่รัก ดร.ต้นคูน เล่าต่ออีกว่า จากโปรไฟล์ตัวเขาเองก่อนจะมาร่วมกิจการของครอบครัวนั้น เขาผ่านอาชีพมาอย่างหลากหลายก่อนถึงวัย 30 ปี ซึ่งรวมไปถึงการเป็น ‘ไกด์’ ในสถานที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะอุทยานประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ ของไทย ที่ตัวเขามีความสนใจและเชี่ยวชาญอย่างมาก จากความชอบในด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ได้ต่อยอดไปสู่งานไกด์กิตติมศักดิ์ในกลุ่มทัวร์ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ที่มักรีเควสต์ ‘ดร.ต้นคูน’ มาเป็นหัวหน้าคณะนำเที่ยวอยู่เสมอ ซึ่งเขายังมองเห็นโอกาสนี้ในการนำแบรนด์ยาดมโป๊ยเซียน สร้างการมีส่วนร่วมในสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ ได้อีกด้วย โดยบริษัทได้ติดตั้งเก้าอี้พักผ่อนในอุทยานประวัติศาสตร์ 9 แห่ง (อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (อยุธยา), อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ (กาญจนบุรี), อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง (บุรีรัมย์), ปราสาทเมืองต่ำ (บุรีรัมย์), อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย (นครราชสีมา) อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (อุดรธานี), อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี (เพชรบุรี), อุทยานประวัติศาสตร์สด๊กก๊อกธม (สระแก้ว)) นอกจากนี้ ในปี2569 บริษัทฯจะนำเก้าอี้เข้าไปติดตั้งเพิ่มใน 3 พิพิธภัณฑ์อุทยานประวัติศาสตร์ พร้อมนำเก้าอี้ วางให้บริการในโรงพยาบาลได้ครบ 19 จังหวัดทั่วประเทศ จากก่อนหน้าดำเนินการไปแล้ว 10 แห่ง อีกด้วย ดร.ต้นคูน กล่าวต่อในฐานะรุ่นสี่ของยาดมตราโป๊ยเซียน ที่หลายคนมักถามเขาบ่อยครั้งถึง ‘ความท้าทาย’ ต่อการเข้ามาร่วมบริหารธุรกิจพันล้าน ซี่งเขาบอกว่า ‘ไม่มีครับ’ ที่แม้ว่าภาพรวมในปีนี้ อาจจะมีหลายปัจจัยกระทบที่เข้ามาหนักกว่าปีก่อนก็ตาม แต่เขา กลับมองเป็นแรงบวกให้ต้องคิดเพื่อพาแบรนด์และกิจการให้ไปต่อได้มากกว่า แต่กระนั้น เขาขอทิ้งท้ายปณิธานส่วนตัวในแบบฉบับผู้บริหารเจนฯใหม่ ด้วยการตั้งเป้า ‘งดกินของโปรดอย่างหมูกรอบก่อน เพื่อให้มีซิกซ์ แพ็ค กล้ามเนื้อหน้าท้องเรียงตัวสวย 6 ชั้นให้ได้ในปี 2569 นี้’ เรียกได้ว่าเป็นการปิดท้ายการให้สัมภาษณ์ด้วยคำตอบของผู้บริหารเจนฯใหม่ที่ ‘ฉีก’ ไปจากเดิมในแบบใหม่ แบบสับ มากกกก Alternaty-X สรุปให้ ยาดมตราโป๊ยเซียน กับมิสชั่นภาพลักษณ์แบรนด์ร่วมสมัย ภายใต้การบริหารของ ‘ดร.ต้นคูน’ ทายาทรุ่นที่ 4 ในตลาดยาดมไทยมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท ที่เปิดโอกาสสกินชิปผู้บริโภคได้เกือบตลอดเวลา จากกลยุทธ์ฟีเจอร์ให้ความสดชื่นของสินค้าที่เอามาเล่าใหม่ ในคอลเล็กชั่นพิเศษ อย่างอาร์ตทอย ไปจนถึงการนำแบรนด์ ไปมีส่วนร่วมในโอกาสวาระพิเศษต่างๆ และกิจกรรม CSR มาเชื่อมแบรนด์กับคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว โดยปี 2569 โป๊ยเซียนโฟกัสสร้าง Vibes ความสดชื่นต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกโลเคชันทั่วไทย กับผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง กำไรสูง สะท้อนพลังแบรนด์ไทยอายุ 90 ปีที่ยังไปต่อได้ไกล
บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ บ้านหลังที่2แนวรีสอร์ตเจาะคนรุ่นใหม่อยากหนีเมือง
บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ จากชาญอิสสระ โชว์บ้านดีไซน์ใหม่ Tropical Resort บนทำเลที่ราบสูงไฮแลนด์ วิวสวย กับแคมเปญ ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ รับการใช้ชีวิตบ้านหลังที่สองคนยุคใหม่ Second Home สำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ที่อยากมีบ้านพักตากอากาศ ใช้ชีวิตจริงได้ ทั้งพักผ่อน ทำงานรีโมต และอยู่อาศัยระยะยาวในบรรยากาศสงบ เป็นส่วนตัว ดีไซน์ Tropical Resort อยู่สบายเหมือนรีสอร์ตทุกวัน บ้านดีไซน์เปิดโล่ง รับวิวภูเขาและลมธรรมชาติ พร้อมเทคโนโลยี SCG Heim ฟังก์ชันครบตั้งแต่ Club House สระว่ายน้ำ ฟิตเนส จนถึงระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. ทำเลไฮแลนด์ ปากช่อง–เขาใหญ่ จุดแข็งที่คนเมืองมองหา พื้นที่สูง 420 เมตรจากระดับน้ำทะเล อากาศดีตลอดปี ไร้กังวลน้ำท่วม เชื่อมกรุงเทพฯ ง่ายด้วยมอเตอร์เวย์ M6 เหมาะเป็น Functional Second Home โครงการ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ จาก บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่มีแบรนด์ติดลิสต์ในวงการบ้านหรูและบ้านพักตากอากาศคุณภาพสูง เปิดตัวแคมเปญใหญ่แห่งปี ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ ชวนมาใช้ชีวิตฟรี ๆ 5 ปี บนทำเลไฮแลนด์ที่แท้จริง! สำหรับแคมเปญฯ โปรเจกต์นี้ ชาญอิสสระ ใช้จุดตั้งต้นแนวคิดด้วยจินตนการให้ทุกคนลองนึกถึงภาพแรกที่ตื่นมาพร้อมอากาศเย็นสบาย ลมธรรมชาติพัดผ่าน วิวภูเขาและธรรมชาติเขียวขจีรอบตัว ไม่มีรถติด ไม่มีมลพิษ และที่สำคัญ ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วมเลยสักนิด แถมอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถยนต์ส่วนตัวไม่ถึง 4 ชั่วโมง!! แน่นอนทำเลที่ว่า คือ ปากช่อง เขาใหญ่ แนวคิดโครงการบ้านสีตวัน โครงการ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ พัฒนาขึ้นจากเจากแนวความต้องการของคนยุคใหม่ที่อยากมี ‘บ้านหลังที่สอง’ (Second Home) ที่ให้ทั้งการพักผ่อน ไปพร้อมกับการใช้ชีวิตได้จริงทั้งทำงานและความชิลล์ จากความงดงามของธรรมชาติ ที่สำคัญให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด ด้วยความปลอดภัย 100% บนพื้นที่ราบสูงเชิงเขา (Highland Area) ที่อากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดปี โครงการฯ เจาะกลุ่มเป้าหมายกำลังซื้อความต้องการที่แท้จริง นักธุรกิจ และคนรุ่นใหม่ ที่มองหาบ้านพักตากอากาศระดับลักซูรี่ รองรับการใช้ชีวิตระยะยาว ทำงาน remote ได้สบาย ครอบครัวพักผ่อนได้เต็มที่ หรือเตรียมไว้สำหรับวัยเกษียณแบบมีคุณภาพ ด้วยฟังก์ชันและการออกแบบดีไซน์ใหม่ล่าสุด ดีไซน์ใหม่ทรอปิคอล รีสอร์ต ล่าสุด โครงการ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ ยังเปิดตัวดีไซน์ใหม่สไตล์ Tropical Resort ที่ผสมผสานความหรูหราแบบรีสอร์ทเข้ากับการอยู่อาศัยจริงจัง ประกอบด้วย แบบบ้าน 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ: ที่ดิน 113 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 240 ตร.ม. แบบบ้าน 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ: ที่ดิน 140-181 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 300 ตร.ม. มาพร้อมดีไซน์เปิดโล่ง รับวิวธรรมชาติเต็มตา ระบบระบายอากาศดีด้วยเทคโนโลยี SCG Heim ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแข็งแรง) และฟาซิลิตี้ครบ Club House Outdoor Lobby Exercise Room สระว่ายน้ำกลางแจ้ง Linear Garden สวนแนวราบสวยงาม ลานอเนกประสงค์ ระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. นอกจากนี้ยังมีที่ดินแปลงสวยพร้อมอยู่ เริ่มต้น 104 ตร.วา ในราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท* สำหรับแคมเปญโปรโมชั่น ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ มีรายละเอียด ใช้ชีวิตฟรี ๆ 5 ปี (ไม่ต้องผ่อนหรือค่าบำรุงในช่วงนั้น*) ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท* ราคาเริ่มต้นบ้าน 9 ล้านบาท* อากาศดีตลอดปี ปากช่อง–เขาใหญ่ สำหรับทำเลปากช่อง เขาใหญ่ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 420 เมตร อากาศเย็นสบาย ลมธรรมชาติพัดตลอดปี มีความลาดเอียงตามธรรมชาติ อยู่ห่างจากแม่น้ำสายหลัก ไร้ปัญหาน้ำท่วมถาวร นอกจากนี้ยังเดินทางสะดวกสุด ๆ ด้วยมอเตอร์เวย์ M6 ย่นเวลาเหลือไม่กี่ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ ด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เงียบสงบ เป็น Functional Second Home ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนเมืองที่อยากหนีความวุ่นวายแต่ยังเชื่อมต่อได้ง่าย นัดหมายเยี่ยมชมบ้านตัวอย่าง หรือขอรายละเอียดเพิ่มเติม Sales Gallery เปิดทุกวัน 09.00 – 18.00 น. โทร. 090-968-9191 รายละเอียดเพิ่มเติม: https://charnissara.com/Baansitawan Line OA: https://lin.ee/JgtmSGN แผนที่โครงการ: https://maps.app.goo.gl/E1To5VVWrDagfJjA8 Alternate-X สรุปให้ บ้านสีตวัน ปากช่อง–เขาใหญ่ จากชาญอิสสระ ใช้คอนเซ็ปต์บ้านหลังที่สองสไตล์ Tropical Resort ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยากหนีเมือง แต่ยังใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนได้จริง บนทำเลไฮแลนด์ อากาศดี น้ำไม่ท่วม เดินทางจากกรุงเทพฯ ไม่ถึง 4 ชั่วโมง ดีไซน์บ้านใหม่ เปิดโล่ง ใกล้ธรรมชาติ ฟังก์ชันครบ รองรับ Remote Work และครอบครัว มาพร้อมแคมเปญ ‘YOUR PERFECT HIGHLAND LIVING’ อยู่ฟรี 5 ปี ส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท
จุฬาฯทำหลักสูตรใหม่บริหารชีวิตการเงิน แก้กับดักคนไทยวัยหนุ่มสาวก่อหนี้พุ่ง
จุฬาฯ X ธปท. เปิดหลักสูตรวิชาใหม่ ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ สร้างภูมิคุ้มกันหนี้ครัวเรือน คนไทยยุคใหม่ต้องรู้เท่ากันการเงิน หนี้ครัวเรือนไทยเริ่มตั้งแต่อายุน้อย ข้อมูล ธปท. ชี้คนอายุราว 30 ปี เกือบครึ่งมีหนี้ และกว่า 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน โครงสร้างหนี้ไทยน่ากังวล หนี้อสังหาฯ มีสัดส่วนเพียง 34% ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมาก ขณะที่หนี้บริโภคและบัตรเครดิตสูง บริหารจัดการยากและไม่สร้างรายได้ หลักสูตรใหม่แก้ปัญหาที่ต้นน้ำ รายวิชา ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ พัฒนาเป็นรูปแบบออนไลน์ มุ่งยกระดับ Financial Literacy ทั้งนิสิตและประชาชนทั่วไปอย่างยั่งยืน ศาสตราจารย์ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดตัวรายวิชาใหม่ ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ (Financial Planning for Life) เพื่อยกระดับความรู้และความเข้าใจทางการเงิน (Financial Literacy) ของประชาชน โดยรายวิชาใหม่ดังกล่าว พัฒนาโดยภาควิชาการธนาคารและการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้และภูมิคุ้มกันทางการเงินให้แก่ประชาชน พร้อมสร้างความตระหนักด้านการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันทางการเงินให้ครัวเรือนไทย และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศในระยะยาว ขณะที่ ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ยังมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ผ่านการสร้างความรู้และทักษะทางการเงิน ทั้งในกลุ่มนิสิตนักศึกษา และขยายสู่ประชาชนทั่วไป เพื่อให้สามารถบริหารจัดการชีวิตทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 1ใน 5 คนไทยก่อหนี้เสีย ‘ชญาวดี ชัยอนันต์’ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทยตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา สะท้อนว่ารายจ่ายของครัวเรือนสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการเริ่มเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย กลุ่มอายุประมาณ 30 ปี เกือบครึ่งหนึ่งมีภาระหนี้ และราว 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่ากังวลตั้งแต่วัยเริ่มต้นทำงาน ปัจจุบันคนไทยกว่า 21 ล้านคนมีหนี้ โดยประมาณ 3 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15 เป็นหนี้เสีย และภาระหนี้จำนวนมากยังต่อเนื่องไปจนถึงวัยหลังเกษียณ โดยกลุ่มอายุ 60–69 ปี ยังคงมีหนี้เฉลี่ยมากกว่า 400,000 บาท ทั้งที่อาจไม่มีรายได้ประจำแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แม้ระดับหนี้ครัวเรือนไทยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับบางประเทศพัฒนาแล้ว แต่โครงสร้างหนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยหนี้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นสินทรัพย์มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 34 ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ที่ร้อยละ 70–90 ส่วนที่น่ากังวลคือสัดส่วนหนี้อุปโภคบริโภคและหนี้บัตรเครดิตที่สูง ซึ่งบริหารจัดการได้ยากและไม่ก่อให้เกิดรายได้ เรียนออนไลน์เพิ่มเข้าถึง รองศาสตราจารย์ ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวเพิ่มเติมว่า รายวิชาดังกล่าวได้รับการพัฒนาในรูปแบบรายวิชาออนไลน์ รองรับการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นตามอัธยาศัย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการวางแผนการเงินได้อย่างทั่วถึง พร้อมคาดหวังให้รายวิชานี้เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับ Financial Literacy ของสังคมไทย และช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว Alternate-X สรุปให้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ธปท. เปิดรายวิชาใหม่ ‘การวางแผนการเงินเพื่อชีวิต’ หวังแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยและทวีความรุนแรง ข้อมูลชี้คนไทยกว่า 21 ล้านคนมีหนี้ และ 1 ใน 5 เป็นหนี้เสียตั้งแต่วัยทำงาน หลักสูตรมุ่งสร้าง Financial Literacy ให้บริหารเงินอย่างเป็นระบบและยั่งยืน เปิดเรียนออนไลน์ เพิ่มโอกาสเข้าถึงความรู้ทางการเงินของประชาชนวงกว้าง
โมเดิร์น วาบิ-ซาบิ ‘Velin Collection’ เทรนด์แต่งบ้านคนยุคใหม่สวย-สงบ-ดีป
เอสบี ดีไซน์สแควร์ เข้าถึงอินไซด์อยู่อาศัยคนยุคใหม่มองหาความสงบ ลึก จริงใจ ไม่ฉูดฉาด ผ่านคอลเล็กชั่น ‘Velin Collection’ รับแนวคิด Modern Wabi-Sabi มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ อินไซด์การอยู่อาศัยคนยุคใหม่ บ้านไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่คือพื้นที่พักใจ คนรุ่นใหม่ให้คุณค่ากับความสงบ ความรู้สึก และบรรยากาศ ดีไซน์ Modern Wabi-Sabi ผสานปรัชญาญี่ปุ่นกับฟังก์ชันร่วมสมัย ในความงามจากความไม่สมบูรณ์ เรียบง่าย แต่ลึกและจริงใจ Velin Collection ของ SB Design Square เลือกใช้ไม้ Oak และหิน Travertine สร้างอารมณ์อบอุ่น ออกแบบให้มิกซ์แอนด์แมตช์ได้หลายพื้นที่ ใช้งานได้จริง ในแต่ละวันหลายคนอาจใช้ชีวิตท่ามกลางความรีบเร่ง วุ่นวาย ทำให้เมื่อถึงเวลากลับ ‘บ้าน’ จึงกลายเป็นสถานที่ ‘เซฟ โซน’ ของคนยุคใหม่ ที่มองหาความเรียบง่ายแห่งการอยู่อาศัย เพื่อผ่อนคลายทั้งกายและใจในพื้นที่เดียวกัน อินไซด์นี้ ยังทำให้แนวคิดการแต่งบ้านแบบ ‘Wabi-Sabi’ ซึ่งมีรากฐานมาจากปรัชญาญี่ปุ่น ได้ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้งในฐานะสไตล์ที่ตอบโจทย์ของผู้คนยุคปัจจุบัน ‘Wabi-Sabi’ คือ แนวคิดที่มองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ ความเรียบง่าย ไร้ร่องรอยของกาลเวลา เป็นความงามที่ไม่ฉูดฉาด แต่สงบ ลึก และจริงใจ เมื่อแนวคิดดั้งเดิมนี้ถูกนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับบริบทปัจจุบัน จึงเกิดเป็น Modern Wabi-Sabi การผสานระหว่างความเรียบง่ายแบบญี่ปุ่น ความร่วมสมัย และฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะกับการอยู่อาศัยจริงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการแต่งบ้านสไตล์ Muji , Minimal และ Natural Loft ที่แพร่หลายมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่การตกแต่งที่พักอาศัยสไตล์ Modern Wabi-Sabi ยังสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิต เน้นลดทอนสิ่งไม่จำเป็น เปิดพื้นที่ให้บ้านได้หายใจ และสร้างบรรยากาศที่ช่วยเยียวยาจิตใจ ผู้อยู่อาศัยสามารถรู้สึกผ่อนคลาย ได้อยู่กับปัจจุบัน และเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้มากขึ้น ผ่านวัสดุ สี แสง และรูปทรงที่ไม่แข็งกระด้าง ‘Velin Collection’ สะท้อนโมเดิร์น วาบิ-ซาบิ จากความเข้าใจพฤติกรรมการอยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ เอสบี ดีไซน์สแควร์ พัฒนา ‘Velin Collection’ คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Modern Wabi-Sabi ภายใต้แนวคิด ‘The Soul of Modern Wabi-Sabi’ ออกมา โดย ‘Velin Collection’ เริ่มต้นจากการมองเห็นว่า ผู้บริโภคคุ้นเคยกับเฟอร์นิเจอร์ลายไม้สไตล์ Muji หรือ Minimal ที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย แต่ยังต้องการความแตกต่างที่มีมิติและความอบอุ่นมากขึ้น ทำให้ เอสบีฯ เลือกนำวัสดุยอดนิยมอย่าง ไม้สี Oak และ หิน Travertine มาตีความใหม่ ผ่านงานออกแบบที่ละมุน ร่วมสมัย และเหนือกาลเวลา ให้มิกซ์แอนด์แมตช์กับการตกแต่งบ้านได้หลากหลายสไตล์ วัสดุ แสง และเส้นสาย หัวใจของ Modern Wabi-Sabi ขณะที่ องค์ประกอบสำคัญของ Velin Collection คือ การเปิดพื้นที่ให้วัสดุ แสง และเงา ทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ลายไม้ Valley Oak ถูกเลือกมาเพื่อเผยเสน่ห์ของผิวสัมผัสและลวดลายที่อบอุ่น เมื่อแสงตกกระทบในช่วงเวลาต่าง ๆ ของวัน จะเกิดเงาไล่ระดับอย่างนุ่มนวล ทำให้เฟอร์นิเจอร์ดูมีชีวิตและไม่หยุดนิ่ง หน้าท็อปหิน Travertine ถ่ายทอดแนวคิด Imperfect Beauty อย่างชัดเจน ด้วยร่องรอยตามธรรมชาติของหิน เมื่อผสานกับแสงและเงา ช่วยขับ texture ให้เด่นชัดในมุมมองที่เปลี่ยนไปตลอดวัน สร้างบรรยากาศสงบ อบอุ่น และผ่อนคลาย เส้นสายโค้งมน หรือ Relaxed Form ถูกนำมาใช้ในทุกรายละเอียด ทั้งท็อปหิน โครงตู้ หรือหน้าบาน ช่วยลดความแข็งของรูปทรง ให้แสงไหลไปตามพื้นผิวอย่างเป็นธรรมชาติ เสริมด้วยโทนสี Earth Tone อย่าง ครีม เบจ และน้ำตาล ที่ทำงานร่วมกับทั้งแสงธรรมชาติและแสงไฟโทนอุ่นได้อย่างลงตัว พร้อมรายละเอียดมือจับทองเหลืองทรงโค้ง ที่สะท้อนแสงอย่างพอดี เพิ่มสัมผัสของ Soft Luxury โดยไม่รบกวนความสงบของภาพรวม Velin Collection ครบทุกฟังก์ชันอยู่อาศัย นอกจากนี้ ‘Velin Collection’ ยังถูกออกแบบให้รองรับการใช้งานในทุกพื้นที่ของบ้าน ทั้ง ตู้ข้างเตียง ดีไซน์โค้งมน พร้อมลิ้นชักระบบ Soft-Close ตู้ลิ้นชักและไซด์บอร์ดทีวี ที่ผสานพื้นที่จัดเก็บเข้ากับรูปทรงที่กลมกลืน โต๊ะข้าง โต๊ะกลาง Bench สำหรับเติมบรรยากาศ Cozy ในห้องนั่งเล่นและห้องนอน นอกจากนี้ ยังสามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับเฟอร์นิเจอร์กลุ่มเดียวกัน เช่น ตู้เสื้อผ้า Bianca หน้าบานโค้งมน มือจับทองเหลือง หรือเตียงผ้านุ่มฟูสีครีมดีไซน์ลอนอย่าง Grandniss และ Gamew ที่มาพร้อมฟังก์ชันเก็บของใต้เตียง เมื่อแสงเงาตกกระทบจะช่วยลดความแข็งของพื้นที่ และสะท้อนแนวคิด Modern Wabi-Sabi ได้อย่างสมบูรณ์ Velin Collection เหมาะกับใคร สำหรับ Velin Collection เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ชอบบ้านที่เรียบง่าย อบอุ่น และใช้งานได้จริง ไม่ยึดติดความสมบูรณ์แบบ แต่ให้คุณค่ากับความรู้สึกและบรรยากาศของการอยู่อาศัยในระยะยาว
คนไทยกู้บ้านไม่ผ่าน 80% เสนาฯ ปี69 ย้ำโมเดลเช่าอยู่ก่อน-ฝ่าวิกฤตแรงซื้อ
เสนาฯ เจาะตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ใช้นวัตกรรมการเงินช่วยเข้าถึงบ้าน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ฝ่าแรงกดดันคนไทยกู้ไม่ผ่านพุ่ง 80% กำลังซื้อหาย 60% ตลาดอสังหาฯ ชะลอจากสินเชื่อ ในปี 2568 ยอดโอนเหลือราว 40,000 ยูนิต จากเดิม 100,000 ยูนิต มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน พุ่งสูงถึง 80% สะท้อนปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ไม่ใช่ดีมานด์หาย กลยุทธ์ Diversified ลดความเสี่ยง เสนาฯ แบ่งพอร์ตเป็นธุรกิจที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ (Affordable) และ การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจใหม่ ครอบคลุมเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โกดังโลจิสติกส์ และอาคารสำนักงานเกรด A ดันพลังงานสะอาดควบคู่บริหารหนี้ ขยายบ้านติดโซลาร์ แบทเตอรี พร้อมศึกษา Perovskite และธุรกิจอีวี ตั้งเป้าลดหนี้ บริหารความเสี่ยง DE อยู่ที่ 1.42 เท่า ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์รรม การผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า ปี2569 ยังเป็นปีที่ท้าทายตลาดอสังหาฯ ด้วยในปีที่ผ่านมามียอดโอนราว 40,000 ยูนิต จากเดิมราว 100,000 ยูนิต และยังมีปัจจัยอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่พุ่งขึ้นราว 80% จากเดิม 40–60% อย่างไรก็ตาม เสนาฯ มองเห็นโอกาสจากภาพสะท้อนสำคัญในปี 2568 ที่ผ่านมา คือ กำลังซื้อที่หายไปในสัดส่วน 60% ซึ่งบริษัทฯ จะไม่หนีไปตลาดกลุ่มอื่นหรือต่างจังหวัด แต่จะอยู่ที่เดิมเพื่อแก้ปัญหาด้วยโซลูชั่นและนวัตกรรมทางการเงิน ด้วยไม่ใช่เพราะความต้องการบ้านลดลง แต่ผู้บริโภคเข้าถึงบ้านไม่ได้จากข้อจำกัดด้านสินเชื่อและภาวะเศรษฐกิจ โดยบริษัทวางแนวทางการทำธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Diversified ขยายการดำเนินงานไปยังผลิตภัณฑ์ตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจหลักอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว โดย แบ่งออกเป็น 2 แนวทางธุรกิจหลัก คือ 1.กลุ่มธุรกิจอสังหาฯที่อยู่อาศัย ธุรกิจหลักย้ำตำแหน่งผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯราคาเข้าถึงได้ (Affordable) ซึ่งเป็นตลาดที่เสนาฯ เชี่ยวชาญ จากการนำนวัตกรรมทางการเงิน LivNex เช่าออมบ้าน และ Rent์Nex โดยสามารถเช่าอยู่ได้สูงสุด 3 ปี ก่อนทำการกู้ซื้อจริง โดยค่าเช่าที่จ่ายไปจะถูกสะสมเป็นเงินออมสำหรับลดเงินต้น เปลี่ยนกลุ่มผู้ต้องการที่อยู่อาศัย แต่กู้ไม่ผ่าน ให้สามารถเข้าถึงบ้านได้ในอนาคต 2. กลุ่มธุรกิจสร้างรายได้หมุนเวียน (Recurring Income) ประกอบด้วย ธุรกิจเซอร์วิส อพาร์มเมนต์ (Service Apartment) จากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากล ในโครงการ Shama Sukhumvit 101 (ชามา สุขุมวิท 101) ภายใต้การบริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ปโครงการฯ รองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติและนักธุรกิจ นอกจากนี้ยังมีโครงการรูปแบบอื่นๆ เช่น เสนาเฮ้าส์ พหลโยธิน 30 และคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เสนา ฮันคิว ฮันชิน ธุรกิจโกดังสินค้า โดยเสนาฯ ร่วมกับพันธมิตรบริษัท มิตซูบิชิ โลจิสติคส์ (ประเทศไทย) สัดส่วนลงทุน 51% และ 49% ตามลำดับ พัฒนาโครงการโกดังสินค้า ทำเลคลองเตย มีขนาดพื้นที่ 5 หมื่นตร.ม. คาดสร้างการรับรู้รายได้ในปี 2571 รวมถึงในโครงการ Spring Tower อาคารสำนักงานระดับเกรด A มาตรฐาน LEED – Gold standard ที่เสนาเข้าไปร่วมลงทุนมาแล้วเป็นเวลากว่า 10 ปี ปัจจุบันโครงการฯ มีอัตราการเช่าสูงราว 95% และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นอีกพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ของเสนา ‘ดร. เกษรา’ ย้ำว่า บริษัทฯ ยังมุ่งธุรกิจพลังงานสะอาดและนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย จากที่ผ่านมาเสนาฯ เป็นผู้นำด้านแนวคิด ‘บ้านติดโซลาร์’ โดยจะขยายผลอย่างต่อเนื่อง ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการทุกระดับราคา ตั้งแต่ทาวน์เฮ้าส์ไปจนถึงบ้านเดี่ยวราคากว่า 20 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังยกระดับให้บริการสู่ Solar Battery ในโครงการซีรีส์แกรนด์ พร้อมศึกษาเทคโนโลยี Perovskite Solar Cells เซลล์แสงอาทิตย์เพอร์รอฟสไกต์ แบบผลึกให้ความยืดหยุ่นช่วยให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดแม้ในพื้นที่จำกัด สำหรับธุรกิจ Sena Green Energy ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีธุรกิจยานยนต์พลังงานทางเลือก (Green Automotive) พร้อมแผนขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จากในปีก่อนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ 570 คัน และตั้งเป้าเติบโตมากขึ้นในปีนี้ ดร.เกษรา บอกว่า จากแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนพร้อมจัดพอร์ตธุรกิจและบริหารหนี้ให้มั่นคงมากขึ้นในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยโจทย์หลักคือการลดหนี้และบริหารความเสี่ยงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน จากปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) อยู่ที่ 1.42 เท่าในปัจจุบัน โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้ปี 2569 อยู่ที่ 10,697 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจอสังหาฯ 9,300 ล้านบาท ธุรกิจบริการและการจัดการ 339 ล้านบาท ธุรกิจพลังงานทางเลือกทดดแทน 1,658 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ยังเผชิญความท้าทาย ยอดโอนหดเหลือราว 40,000 ยูนิต พร้อมอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ พุ่งแตะ 80% ขณะที่เสนาฯ เลือก ‘อยู่ที่เดิม’ แก้ปัญหาคนอยากมีบ้านแต่กู้ไม่ผ่าน ด้วยโซลูชันการเงิน LivNex และ RentNex พร้อมใช้กลยุทธ์ Diversified ลดพึ่งพาธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว ขยายพอร์ต Recurring Income ทั้งเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โกดัง และอาคารสำนักงานเกรด A ไปพร้อมเร่งธุรกิจพลังงานสะอาด บ้านติดโซลาร์–EV–Green Energy ควบคู่บริหารหนี้อย่างรอบคอบ
ตัวเต็มทีวีซี Feel All The Feelings ‘ลิซ่า’ อันซีน เชียงใหม่-ลำปาง-พะเยา-อุดร
ททท. ย้ำคีย์เวิร์ด ‘Trusted Thailand’ มั่นใจเที่ยวไทย หลังได้ ‘ลิซ่า-ลลิษา’ เป็น Amazing Thailand Ambassador พานักเดินทางอันซีนแหล่งเที่ยวมหัศจรรย์เมืองรองผ่านทีวีซี ‘Feel All The Feelings’ ตัวเต็มยาว 1 นาที เครื่องมือยุทธศาสตร์การตลาดท่องเที่ยวคุณภาพกับเป้าปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน แคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ ใช้ Lisa เป็นตัวแทนซอฟต์พาวเวอร์ สร้างการรับรู้การท่องเที่ยวไทยในระดับสากลพร้อมขยายความสนใจจากเมืองหลักสู่เมืองรองอย่างมีอารมณ์ร่วม 4 จังหวัดมุมใหม่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา อุดรธานี นำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่น วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทีวีซี ‘Feel All The Feelings’ ตัวเต็มความยาว 1 นาที เน้นการเล่าเรื่องผ่านความรู้สึก มากกว่าการโปรโมตสถานที่ ช่วยรีเฟรชภาพจำการท่องเที่ยวไทย เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เลือกแลนด์มาร์ค ‘วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร’ เป็นสถานที่เปิดตัว แคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ พร้อมปล่อยตัวเต็มภาพยนต์โฆษณา (TVC) ชิ้นแรกในแคมเปญฯนี้ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในปี2569 นี้ ททท. มุ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านกลยุทธ์ Trusted Thailand เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการผลักดันให้เมืองไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวชั้นนำคุณภาพสูง (Quality Leisure Destination) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่อยากเดินทางมาสร้างความทรงจําที่มีคุณค่าในทุกสถานที่ ล่าสุด ททท. เปิดตัวแคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ เพื่อสร้างการสื่อสารและการรับรู้เป็นวงกว้างผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ที่ได้ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า- ลลิษา มโนบาล’ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador มาร่วมนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวและความรู้สึกที่ได้รับเมื่อมาเยือนประเทศไทยทุกครั้ง แคมเปญฯ นี้วางเป้าหมายยกระดับคุณภาพ ควบคู่การกระจายรายได้และนักท่องเที่ยวสู่พื้นที่ศักยภาพใหม่ ๆ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อส่งต่อประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่น่าจดจำ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง รีเฟรมเที่ยวไทยผ่านมุมมอง’ลิซ่า’ Feel All The Feelings ปล่อยทีวีซี 28 ม.ค.นี้ สำหรับ ภาพยนตร์โฆษณาชุด ‘Feel All The Feelings – เที่ยวเมืองไทย สัมผัสถึงทุกความรู้สึก’ ชิ้นนี้ขนาดความยาว 1 นาที ได้ถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยวอันซีน (Unseen) ต่างๆ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาค้นหาและสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเองในประเทศไทย พร้อมสร้างชีวิตชีวา ‘Feel Alive’ อีกครั้ง โดยเนื้อหาทีวีซี ชิ้นนี้ ‘ลิซ่า’ จะเผยให้เห็นถึงความรู้สึกที่ได้รับในช่วงเวลาพักผ่อนและเติมเต็มพลังที่ประเทศไทย ผ่านทุกอารมณ์ความรู้สึก ทุกจังหวะความงามของประเทศไทย ที่ไม่มีที่ไหนบนโลกเหมือนที่นี่ นอกจากนี้ ผลงานชุดดังกล่าวยังได้ดาราและนักแสดงชื่อดัง มาร่วมเดินทาง และถ่ายทอดความรู้สึกร่วมกัน ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามของประเทศไทยอาทิ วิน – เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร กลัฟ – คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ บลู – พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ โดย ทั้งหมดจะร่วมออกเดินทางเพื่อค้นหาความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวในไทย อย่าง พิธีจุดผางประทีป วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ความตระการตาเหนือจริงวิวเจดีย์ลอยฟ้า จังหวัดลำปาง ทะเลหมอกของภูลังกา จังหวัดพะเยา ขณะเดียวกัน ยังพาออกเดินทางไปชมความสวยงามของ สถานที่ท่องเที่ยวในภาคอื่น ๆ ที่มีสิ่งน่าค้นหาให้ไปสัมผัสประสบการณ์ อาทิ ความสวยงามกับแสงแรกยามเช้าของวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ในกรุงเทพมหานคร ความงดงามของทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี สัมผัสเสียงสายน้ำของน้ำตกทีลอซู จังหวัดตาก ฯลฯ ฐาปนีย์ กล่าวว่า แคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ เพื่อยกระดับพร้อมนำเสนอเรื่องราวให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ของประเทศไทย พร้อมสร้างการกระจายท่องเที่ยวจากแลนด์มาร์กยอดนิยมไปยังเมืองรอง เพื่อเพิ่มคุณภาพการใช้จ่ายและมูลค่าต่อทริปตามยุทธศาสตร์ ‘Value over Volume – ท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างคุณค่าให้การเดินทาง’ สอดคล้องกับ เป้าหมายการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ของททท. มุ่งสู่คุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นเจาะกลุ่มคุณภาพและยกระดับความยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้รวม 3 ล้านล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และไทยเที่ยวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง Alternate-X สรุปให้ ททท. เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมภาพยนต์โฆษณาชิ้นแรกตัวเต็มในแคมเปญ ‘Feel All The Feelings’ หลังได้ศิลปินระดับโลก ‘Lisa’ มาร่วมงานในฐานะ ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ดึงเสน่ห์เมืองรองผ่านมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงอารมณ์ พร้อมพาอันซีนเที่ยวไทยใน 4 จังหวัด เชียงใหม่–ลำปาง–พะเยา–อุดรธานี ถ่ายทอดความงดงามที่ยังไม่ถูกพูดถึง โดยทีวีซีชิ้นนี้ ยังสื่อสารประสบการณ์มากกว่าสถานที่ ใช้พลังซอฟต์พาวเวอร์ของ Lisa เชื่อมวัฒนธรรม ธรรมชาติ และผู้คน ย้ำภาพลักษณ์ไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่มีเรื่องราวและความรู้สึกหลากหลาย
เมดพาร์ค ปีที่6 มุ่งการแพทย์เฉพาะบุคคลใช้จีโนม กันเสี่ยงโรคร้ายแรงพันธุกรรม
โรงพยาบาลเมดพาร์ค ปีที่ 6 ย้ำตำแหน่งรักษาโรคซับซ้อน เปิดบริการเวชศาสตร์จีโนมเต็มรูปแบบมุ่งสู่การแพทย์เฉพาะบุคคล ใช้ข้อมูลพันธุกรรมวางแผนรักษาโรคเรื้อรังและมะเร็งอย่างแม่นยำรับแข่งขันธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์เต็มรูปแบบ เมดพาร์คให้บริการตรวจยีน วิเคราะห์ และแปลผลทางคลินิกโดยทีมแพทย์เวชพันธุศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์เฉพาะทาง เชื่อมข้อมูลสู่การตัดสินใจรักษาอย่างเป็นระบบ รักษามะเร็งแบบมุ่งเป้าแม่นยำขึ้นใช้เทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ตรวจยีนกลายพันธุ์เชิงลึก ช่วยเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ลดการลองผิดลองถูกในการรักษา ขยายบทบาทสู่การป้องกันโรคระยะยาว ตรวจคัดกรองยีนมะเร็งทางพันธุกรรม ช่วยประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนดูแลสุขภาพทั้งผู้ป่วยและครอบครัวตั้งแต่ก่อนเกิดโรค นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าปี 2569 โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดให้บริการสู่ปีที่ 6 ภายใต้ตำแหน่ง ‘โรงพยาบาลรักษาโรคยากซับซ้อน’ พร้อมมุ่งสู่การให้บริบาลทางการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล (Individual Medicine) โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่แตกต่างออกไปในแต่ละคน แนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกระแสการดูแลรักษาโรคมะเร็ง ที่เข้าสู่ยุคการตัดสินใจทางการแพทย์ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลทางพันธุกรรม ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แพทย์เข้าใจลักษณะของโรค และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) รวมไปถึงการวางแผนป้องกันโรคก่อนป่วย ด้วยการคัดกรองโรคทางพันธุกรรม “เวชศาสตร์จีโนม เป็นเครื่องมือช่วยให้แพทย์สามารถออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล ลดการรักษาที่ไม่จำเป็น และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว” ล่าสุดโรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์และการให้บริการด้าน เวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การให้บริการผ่านการวางแผนรักษา และการดูแลเชิงป้องกันอย่างเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย จากปัจจุบันโรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้บริการทางการแพทย์ครอบคลุมมกว่า 40 ศูนย์และคลินิกเฉพาะทาง เพื่อรองรับดูแลผู้เข้ารับการรักษาทั้งชาวไทยและต่างชาติสัดส่วน 60 และ 40% ตามลำดับ ซึ่งอย่างหลังเป็นกลุ่มคนไข้ในประเทศสหรัฐอเมริกา และ ยุโรป ที่พำนักอาศัยระยะยาว(Expat) ในไทย และในบางช่วงฤดูกาล (Season) จะเป็นกลุ่มตะวันออกกลางและ CLMV ประเทศเมียนมา ลาว และ กัมพูชา รู้ทันความเสี่ยงรักษาเฉพาะบุคคล นพ.ประสิทธิ์ เผ่าทองคำ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า จุดเด่นเวชศาสตร์จีโนม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้บริการรตรวจผลยีนและแปลผลทางคลินิก (Clinical Interpretation) โดยนำข้อมูลพันธุกรรมมาพิจารณาร่วมกับอาการ ประวัติ และบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั้งหมด ทำงานร่วมกันทีมแพทย์เวชพันธุศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์ นักชีวสารสนเทศ และทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อเชื่อมโยงการตรวจ การแปลผล และการตัดสินใจรักษาอย่างเป็นระบบ สำหรับห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์และการให้บริการด้าน เวชศาสตร์จีโนม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ยังรองรับผู้เข้ารับบริการในโรคที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยยีนทางพันธุกรรมอื่น ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ฯลฯ คิดค่าบริการรับการตรวจราว 25,000 บาท ใช้ระยะเวลารับรู้ผลประมาณ 3 สัปดาห์ “การเข้าใจอาการโรคจากจุดตั้งต้นยีนพันธุกรรม ทำให้ประเมินการรักษาเฉพาะคนได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุ 40 ปีที่ในครอบครัวมีประวัติผู้ป่วยมะเร็ง เต้านม รังไข่ หรือลำไส้ ซึ่งหากตรวจยีนความเสี่ยงพบได้เร็วก่อนยิ่งสามารถดูแลรักษาได้ทันท่วงที” รักษามะเร็งพุ่งเป้าพุ่งบุคคล ด้าน นพ.สุดปรีดา ชัยนิธิกรรณ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา กล่าวเสริม การตรวจยีนกลายพันธุ์ของมะเร็งด้วยเทคโนโลยี Next Generation Sequencing (NGS) ช่วยให้แพทย์สามารถระบุการกลายพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคได้ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการกลายพันธุ์ที่พบได้ยาก ซึ่งอาจถูกมองข้ามจากการตรวจแบบเดิม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยเฉพาะมะเร็งปอดที่มียีนกลายพันธุ์หลายชนิด แต่ละชนิดมียามุ่งเป้าที่มีการตอบสนองแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งเมื่อได้ผลตรวจยีนกลายพันธุ์ที่ลึกและแม่นยำ ก็จะสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ได้รวดเร็วและทันเวลา “มะเร็งชนิดเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องรักษาแบบเดียวกันอีกต่อไป” ขณะที่ แนวคิดเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งนี้ทำให้ เวชศาสตร์จีโนม มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นการเลือกแนวทางการรักษาที่สอดคล้องกับลักษณะทางชีววิทยาของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย ดร.วิสิตศักดิ์ สุขสะอาดพสุ ผู้อำนวยการฝ่ายห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยา กล่าวว่า เวชศาสตร์จีโนมยังมีบทบาทสำคัญในมิติของการป้องกันโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม การตรวจยีนเพื่อประเมินความเสี่ยงช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถวางแผนการดูแลสุขภาพได้ตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ และสนับสนุนการดูแลระยะยาวอย่างเหมาะสม ปัจจุบัน โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีบริการตรวจคัดกรองยีนมะเร็ง ที่ครอบคลุมยีนสำคัญหลายชนิด การตรวจนี้ช่วยเพิ่มโอกาสการป้องกันโรคมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งไต มะเร็งไทรอยด์ เป็นต้น การตรวจคัดกรองยีนมะเร็งนี้ เหมาะทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรม เช่น มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็ง ผู้ที่แพทย์สงสัยว่ามียีนผิดปกติถ่ายทอดจากพ่อหรือแม่ หรือผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องการทราบสาเหตุทางพันธุกรรม รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรม แต่ต้องการตรวจสุขภาพเชิงลึก ก็สามารถเข้ารับการตรวจดังกล่าวได้เช่นกัน Alternate-X โรงพยาบาลเมดพาร์ค ปีที่ 6 ย้ำตำแหน่งโรงพยาบาลรักษาโรคยากซับซ้อน เดินหน้าเวชศาสตร์จีโนมและการแพทย์เฉพาะบุคคลอย่างจริงจัง ส่งการรักษาแบบ Individual Medicine ใช้ข้อมูลพันธุกรรมร่วมกับบริบทผู้ป่วย เพื่อออกแบบแผนรักษาที่แม่นยำ ลดการรักษาเกินจำเป็น ตอบโจทย์โรคเรื้อรังและโรคมะเร็ง ด้วยเทคโนโลยีตรวจยีนขั้นสูง NGS รองรับ Targeted Therapy เปิดห้องปฏิบัติการจีโนมิกส์อย่างเป็นทางการ เสริมการรักษาและการป้องกันโรคเชิงลึก รองรับผู้ป่วยไทย–ต่างชาติ ครอบคลุมกว่า 40 ศูนย์การแพทย์ มุ่งคุณภาพชีวิตระยะยาวของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง
‘Gen Z’ จะไม่ทน วางแผนลาออกใน 1–2 ปี หนีองค์กรไม่ยืดหยุ่น–ไม่สบายใจ
โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดผลวิจัยมุมมมององค์กร-แรงงานยุคดิจิทัล เจนZ กว่า 50% เตรียมลาออกใน1-2ปี แนะกิจการปรับระบบให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สร้างการมีส่วนร่วม Gen Z ไม่ยึดติดองค์กร กว่า 56% คาดว่าจะทำงานกับนายจ้างเดิมไม่เกิน 1–2 ปี หากไม่ตอบโจทย์ชีวิตและคุณค่า ความยืดหยุ่นคือมาตรฐานใหม่ 54% ต้องการทำงานแบบยืดหยุ่น ขณะที่โอกาสเติบโตและวัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยรั้งตัวสำคัญ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีบริหารคน 44% ของผู้จัดการมองว่าบริหาร Gen Z ยาก จำเป็นต้องปรับระบบสื่อสาร การเรียนรู้ และ mentorship ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ที่ปรึกษาการจัดบุคลากรมืออาชีพระดับโลก เปิดเผยว่า แนวโน้มพนักงานกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เข้าสู่ตลาดแรงงานไทยมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อรูปแบบการทำงานขององค์กรอย่างชัดเจน เป็นผลจากความต้องการ ความท้าทาย และความคาดหวังที่แตกต่างของคนรุ่นนี้ สำหรับ ‘Gen Z’ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี มีจุดแข็งด้าน ความคล่องตัวทางดิจิทัล การคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน การดูแลด้านสุขภาวะ การทำงานที่มี ‘เป้าหมาย’ ขับเคลื่อน “แนวโน้มดังกล่าว เป็นความท้าทายในหลายองค์กร ต่อการทำงานร่วมกับคนกลุ่มนี้ ด้วยยังไม่สามารถรองรับความต้องการของGen Z ได้อย่างเต็มที่ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ออกมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด” 3 สิ่ง ‘Gen Z’ ต้องการจากองค์กร โดยข้อมูลยังสะท้อน ‘ลำดับความสำคัญ’ ที่ชัดเจนของคนรุ่น Gen Z ในการเลือกสถานที่ทำงาน ดังนี้ ความยืดหยุ่น (flexibility) เป็นความต้องการอันดับต้น ๆ มากกว่าครึ่ง (54%) ของพนักงาน Gen Z ต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น (flexible remote work) การทำงานที่มีโครงสร้างชัดเจน (25%) เป็นอันดับรองลงมา การทำงานแบบร่วมมือเป็นทีม (17%) จากแนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่าคนรุ่นนี้ต้องการความเป็นอิสระและการปรับตัวที่รวดเร็วเพื่อให้เกิดสมดุลของชีวิตและงาน (work-life balance) โดยมองว่าความยืดหยุ่นเป็น ‘มาตรฐานที่ควรมี’ มากกว่าจะเป็นเพียงสวัสดิการเพิ่มเติม รวมถึง ปัจจัยสำคัญสนับสนุน อื่นๆ คือ โอกาสการเรียนรู้และพัฒนา (learning & development) โดย 50% ของ Gen Z ระบุว่า การเรียนรู้จากการทำงานจริง (on-the-job training) เป็นวิธีพัฒนาที่มีประสิทธิภาพที่สุด โปรแกรมพี่เลี้ยง (25%) การเข้าร่วมเวิร์กช็อปและสัมมนา (17%) ส่วน ‘การเรียนรู้ผ่านคอร์สภายนอก’ ได้รับความสนใจน้อยที่สุด โดยมีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่เลือก สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z ชอบการเรียนรู้แบบ ‘ลงมือทำจริง’ ที่จะได้พัฒนาทักษะไปพร้อมกับการสร้างผลงานที่ตนได้มีส่วนร่วม โดยองค์กร ควรเชื่อมโยงรูปแบบ การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (immersive learning) เพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพ เสริมสร้างความผูกพันในระยะยาว และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของพนักงานรุ่นใหม่ ปุณยนุช กล่าวว่า โอกาสในการเติบโตและความก้าวหน้าในสายอาชีพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดสำหรับพนักงาน Gen Z โดย 52% มองว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจอยู่กับองค์กร สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในอาชีพอย่างชัดเจน นอกจากนี้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีและเปิดกว้าง ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยอยู่ในอันดับที่สอง (24%) ขณะที่ ความยืดหยุ่นด้านชั่วโมงการทำงานและสถานที่ทำงาน อยู่ในอันดับที่สาม (20%) “ตอกย้ำว่าคนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับ สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เวิร์ก- ไลฟ์ บาลานซ์ เป็นอย่างมาก” อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเลือกสถานที่ทำงาน ความมั่นคงของงาน และ การสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดี เป็นประเด็นที่พนักงาน Gen Z ให้ความสำคัญมากที่สุด 37% ให้ความสำคัญกับความมั่นคงในการทำงาน 37% ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดี “แม้ว่าความมั่นคงทางการเงินและความก้าวหน้าในสายอาชีพจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ สุขภาพจิต และ คุณภาพชีวิต ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน” สำหรับ ‘ความภักดีต่อองค์กร’ ยังคงเป็นความท้าทาย เนื่องจาก 56% ของพนักงาน Gen Z คาดว่าจะทำงานกับนายจ้างรายเดิมเพียง 1–2 ปี เท่านั้น ดังนั้น หากองค์กรต้องการรักษาบุคลากรกลุ่มนี้ให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว องค์กรจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบองค์รวมที่ผสานทั้งความมั่นคงและการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความคาดหวังของ Gen Z และให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่เปิดเผยตั้งแต่เริ่มต้น ความท้าทายบริหารพนักงาน Gen Z ปุณยนุช กล่าวว่า แม้พนักงาน Gen Z จะมีจุดแข็ง เช่น ทักษะด้านดิจิทัล (52%) และความคิดสร้างสรรค์ (25%) แต่การผสานคนรุ่นนี้เข้ากับการทำงานในองค์กรยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจาก Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้มีวิธีการทำงานและรูปแบบการสื่อสารที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆผลสำรวจพบว่า 44% ของผู้จัดการ ระบุว่าการบริหารพนักงาน Gen Z เป็นเรื่องยาก เนื่องจากความคาดหวังและแนวทางการทำงานที่ไม่เหมือนกับคนต่างช่วงวัย โดย Gen Z มักชอบการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล (digital-first) ซึ่งมีความรวดเร็วและสะดวก แต่ในบางครั้งอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือถูกมองว่าขาด ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล (interpersonal skills) ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันเป็นทีมได้ นอกจากนี้ แนวคิดของ Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับ ความยืดหยุ่น ความเป็นอิสระ และการทำงานที่มีเป้าหมาย มักแตกต่างจากวัฒนธรรมการทำงานแบบดั้งเดิม โดยพวกเขาต้องการทำงานที่มีความหมาย มีโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว และมองหาความสอดคล้องกับค่านิยมองค์กร ซึ่งส่งผลให้องค์กรจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการบริหารจัดการใหม่ ผ่านการส่งเสริม การสื่อสารอย่างเปิดเผย ความยืดหยุ่นในการทำงาน และระบบพี่เลี้ยง (mentorship) อย่างไรก็ตาม แม้ Gen Z จะนิยมใช้เครื่องมือดิจิทัลในการทำงานและการสื่อสาร แต่สิ่งนี้สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการสื่อสารยุคใหม่ มากกว่าจะเป็นการต่อต้านการสื่อสารแบบพบหน้าโดยตรง ปุณยนุช เสริมว่า แม้จะมีความท้าทายในการบริหารGen Z แต่องค์กรจำนวนมากยังคงให้ความสำคัญกับศักยภาพของคนรุ่นนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย มากกว่า 72% ขององค์กร ระบุว่าเปิดรับการจ้างงานพนักงาน Gen Z เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างช่วงวัยในที่ทำงาน ทำให้ องค์กรต่าง ๆ จึงให้ความสำคัญกับแนวทาง เช่น การส่งเสริมการสื่อสารอย่างเปิดเผย การจัดระบบพี่เลี้ยง (mentorship) การเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน เพื่อสนับสนุนให้ Gen Z สามารถปรับตัวและทำงานร่วมกับทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับ ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวและทำงานร่วมกับพนักงาน Gen Z ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมองว่า การเชื่อมช่องว่างระหว่างความคาดหวังของ Gen Z และความพร้อมขององค์กร ธุรกิจควรนำกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับค่านิยมและรูปแบบการทำงานที่ Gen Z ให้ความสำคัญมาปรับใช้ โดยแนวทางที่องค์กรสามารถพิจารณาได้มีดังนี้: ขณะเดียวกัน ยังควรส่งเสริมความยืดหยุ่นในการทำงาน จัดให้มีรูปแบบการทำงานแบบไฮบริดหรือทำงานทางไกลควบคู่กับบทบาทงานที่มีโครงสร้างชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความคาดหวังของ Gen Z พร้อมกันนี้ ยังควรวางระบบการทำงานดังกล่าวอย่างรอบคอบ และดำเนินการเฉพาะเมื่อเหมาะสมกับโครงสร้างและรูปแบบการบริหารขององค์กร ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติและทักษะ soft skills จัดการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง (on-the-job training) และการเข้าร่วมเวิร์กช็อปและสัมมนา เพื่อรองรับแนวทางการเรียนรู้แบบลงมือทำจริงที่ Gen Z ให้ความนิยม พร้อมเสริมทักษะอื่นที่สำคัญ เช่น การแก้ปัญหา ภาวะผู้นำ และการสื่อสาร รวมถึงในด้านอื่น ๆ ดังนี้ สนับสนุนด้านสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี จัดให้มีโครงการดูแลสุขภาพจิต การสนับสนุนด้านการเงิน และมาตรการอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ลงทุนในระบบพี่เลี้ยงและการทำงานร่วมกัน จับคู่พนักงาน Gen Z กับพี่เลี้ยง (mentor) เพื่อให้คำแนะนำและช่วยพัฒนาทักษะ soft skills รวมถึงสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างรุ่น เพื่อเสริมความเข้าใจ แลกเปลี่ยนทักษะ และลดช่องว่างระหว่างวัยในการทำงาน ให้ข้อเสนอแนะอย่างทันท่วงที การให้ feedback หรือการประเมินผลเชิงสร้างสรรค์ที่ไม่ใช่เพียงการวัดผลตามเป้าหมาย แต่ครอบคลุมถึงทักษะ soft skills โดยระบุความคาดหวัง แนวทางปรับปรุง และคำแนะนำที่ชัดเจน การให้ข้อมูลที่สะท้อนผลการทำงาน (feedback) อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้พนักงาน Gen Z เห็นจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาตนเองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จัดเตรียมเครื่องมือที่เหมาะสม สนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากรที่ทันสมัย พร้อมจัดการฝึกอบรมเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน เสริมความมั่นใจ และสอดคล้องกับความถนัดด้านเทคโนโลยีของ Gen Z วัฒนธรรมองค์กรใหม่ ปุณยนุช กล่าวว่า พนักงาน Gen Z มีความสามารถในการปรับตัวสูง มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และมีแนวคิดเชิงนวัตกรรม ซึ่งมีศักยภาพในการยกระดับและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในประเทศไทยได้อย่างมาก ทั้งนี้ หากองค์กรต้องการดึงศักยภาพนี้ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรให้สอดคล้องกับความคาดหวังของคนรุ่นนี้ พร้อมทั้งบริหารจัดการความท้าทายด้านการทำงานร่วมกันและการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ โดยการสื่อสารอย่างเปิดเผยและโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญ—ทั้งสองฝ่ายต้องสามารถสื่อสารความคาดหวังได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและนำไปสู่ความสำเร็จ” “ในโลกการทำงานแบบไฮบริดในปัจจุบัน ซึ่งมีคนหลากหลายวัยทำงานร่วมกัน องค์กรควรสร้างสภาพแวดลล้อมที่เปิดกว้างและครอบคลุม เพื่อให้ทุกวัยสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จไปด้วยกันได้” Alternate-X สรุปให้ Robert Walters เปิดข้อมูลพนักงาน Gen Z กว่า 50% เตรียมลาออกภายใน 1–2 ปี หากองค์กรไม่ตอบโจทย์ชีวิต เผยคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น สุขภาวะ และงานที่มีเป้าหมาย มากกว่าความภักดีต่อองค์กร ขณะที่ ความก้าวหน้าในอาชีพและวัฒนธรรมองค์กรเปิดกว้าง เป็นปัจจัยรั้งคน Gen Z ให้อยู่ต่อ องค์กรจำนวนมากยังบริหาร Gen Z ได้ยาก จากความต่างด้านวิธีทำงานและการสื่อสาร ทางออกคือปรับวัฒนธรรม สร้างระบบเรียนรู้จริง ความยืดหยุ่น และการสื่อสารที่โปร่งใส
ทรู ปูทางแบรนด์เทคโกลบอล ย้ำภาพจำเวทีโลกผ่าน ‘โอปอล’ Miss World 2025
ทรู ยกชั้นลูกค้าสู่เวิลด์คลาส กับกลยุทธ์สร้างภาพจำระดับโลกผ่าน Miss World 2025 โอปอล-สุชาตา แบรนด์แอมบาสเดอร์ทรู คนแรก ตัวแทนเล่าเรื่อง วัฒนธรรม-เทคโนโลยี-ความยั่งยืน ทรูยกระดับแบรนด์สู่ Global Purpose ความร่วมมือกับ Miss World เป็นการขยับบทบาทจากแบรนด์สื่อสารระดับประเทศ สู่เทคคอมปานีไทยที่มีภารกิจระดับโลก ภายใต้แนวคิด Technology for Good ‘โอปอล–สุชาตา’ World Ambassador คนแรกของทรู ในฐานะ Miss World 2025 คนแรกของไทย ถูกวางบทบาทเป็นตัวแทนเล่าเรื่องความเป็นไปได้ใหม่ของคนไทย ผ่านคุณค่า ความสามารถ และความยั่งยืนในระดับสากล กลยุทธ์ Media Ecosystem 360 องศา โดย ทรูใช้ทั้ง On-ground, Online และ Offline เชื่อมพลังพนักงาน แฟนคลับ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภค เพื่อสร้างภาพจำแบรนด์และแรงบันดาลใจในชีวิตจริง ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือกับ ‘Miss World’ พร้อมได้ ‘โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี’ Miss World 2025 คนแรกของประเทศ ร่วมงานในฐานะเแบรนด์แอมบาสเดอร์ทรูคนแรก กับภารกิจ ‘True to the World’ จากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เรียกว่าเป็นการยกระดับบทบาทจากแบรนด์ระดับประเทศ ‘ทรู’ สู่แบรนด์ที่มีภารกิจระดับโลก (Global Purpose) ขณะที่ ‘ทรู’ เป็นอีกหนึ่งแบรนดิ้งองค์กรรายใหญ่ของไทยที่อยู่ในตลาดมากว่า 30 ปี จากผู้ให้บริการสื่อสาร สู่การเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีและระบบนิเวศดิจิทัลครบวงจร ครอบคลุมโทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และโซลูชันเพื่อคุณภาพชีวิต สำหรับ ‘Miss World’ เป็นองค์กรระดับนานาชาติที่ก่อตั้งมากว่า 70 ปี มีจุดยืนชัดเจนด้านมนุษยธรรมและสังคม ภายใต้แนวคิด Beauty with a Purpose ด้วยเวทีนี้ไม่ใช่แค่การประกวดความงาม แต่คือแพลตฟอร์มสร้าง ‘ผู้นำทางคุณค่า’ ที่ใช้ชื่อเสียงและอิทธิพลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม โดยหลังทำความรู้จักกับสองแบรนด์องค์กรที่มี ‘เจอร์นีย์’ การเดินทางที่แตกต่างกันสุดขั้ว และอาจเรียกว่าแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันได้เลยนั้น !! แต่วันนี้ ทรูและมิสเวิลด์ ได้เดินเกมมาพบกัน พร้อมได้ ‘โอปอล-สุชาตา’ ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ภารกิจล่าสุด ‘มงเปลี่ยนโลก’ ไปพร้อมกับ ทรู ย้ำภาพจำ ‘ทรู’ เวิลด์คลาส ด้าน ‘โอลิเวอร์-กิตติพงษ์ วีระเตชะ’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เล่าที่มาความร่วมมือครั้งนี้ ด้วยมองเห็นศักยภาพ ‘สององค์กรระดับโลก’ ที่มีเป้าหมายและวัฒนธรรมร่วมกัน ด้านผู้ทรงคุณค่าระดับเวิลด์คลาส (World Class Quality Person) และแบรนด์ผู้นำระดับโลก (World Class Leading Brand) โดยเมื่อนำสองด้านมารวมกันแล้วเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในระดับสังคมและเวทีโลก จากจุดยืน ‘มิสเวิลด์’ ด้านมนุษยธรรมที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรสาธารณกุศลที่สร้างคุณค่าให้มนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ขณะที่ ‘ทรู’ กับตำแหน่งเทคคอมปานีระดับเวิลด์คลาสของไทย เชื่อในแนวคิด Technology for Good ว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่เพียงความล้ำหน้า แต่ต้องสร้างคุณค่าให้ชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง “ภารกิจมงเปลี่ยนโลก ภายใต้การขับเคลื่อนของโอปอล-สุชาตา เป็นการจุดประกายความเชื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกิดขึ้นได้จริง เริ่มจากตัวเรา และส่งต่อไปสู่สังคมในภาพใหญ่ พร้อมสร้าง True to the World” โอลิเวอร์ ขยายภาพภารกิจในครั้งนี้ ยังสะท้อนชัดเจนผ่าน ‘โอปอล สุชาตา ช่วงศรี’ Miss World 2025 คนแรกของประเทศ และในฐานะ True’s First World Ambassador ซึ่งเป็นทั้งสัญลักษณ์ความสำเร็จบนเวทีโลก รวมถึงบอกเล่า ‘ความเป็นไปได้ใหม่’ ของคนไทย ด้วยความครบทั้ง ความงาม ความดี ความสามารถ และความมุ่งมั่น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งต่อพลังบวกและสร้างแรงบันดาลใจในระดับนานาชาติ ตามแนวคิด ‘Beauty with a Purpose’ ผ่านความสำเร็จของโอปอล ร่วมตอกย้ำ ‘ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อมีกันและกัน’ “ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อสื่อสารพร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนมีมงได้ในรูปแบบของตัวเอง สะท้อนถึงความสำเร็จไม่จำกัดอยู่บนเวทีใดเวทีหนึ่ง แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงของทุกคน” พาวเวอร์ อัป ชีวิตดิจิทัล นอกจากการให้นิยามใหม่ด้านแบรนดิ้งแล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นจุดเริ่มต้นการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีการสื่อสารดิจิทัลและระบบนิเวศครบวงจร ผ่านบทบาทของ ‘โอปอล สุชาตา’ มาขับเคลื่อนภารกิจ ‘มงเปลี่ยนโลก’ World Premier พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภคชาวไทยในหลากหลายมิติ ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการด้านต่างๆของทรู ได้แก่ Power Up ปกป้องลูกค้าระดับเวิลด์คลาสผ่าน True5G เครือข่ายแรกของไทยที่มาพร้อม True CyberSafe มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ เชื่อมต่อโลกได้อย่างรวดเร็ว แรง และเต็มประสิทธิภาพ เพื่อความพร้อมการใช้ชีวิตในทุกวัน Power Up ชีวิตสมาร์ท ยกระดับชีวิตในบ้านให้ฉลาดล้ำกับ TrueOnline ด้วยความเร็ว แรง เต็มสปีด Power Up การเดินทาง เชื่อมต่อทั่วโลกไร้รอยต่อด้วย GO Travel ซิมเน็ตต่างประเทศ พร้อมจับมือกับพันธมิตรเครือข่ายอันดับหนึ่งทั่วโลก พร้อมกันนี้ ทรู ยังใช้กลยุทธ์ Media Ecosystem 360 องศา ย้ำความแข็งแกร่งบทบาท ‘โอปอล สุชาตา’ ในฐานะ True’s First World Ambassador เพื่อส่งต่อพลังบวก พร้อมความตั้งใจทำความดีสู่ทุกคนในสังคม พร้อมสื่อสารแบบครบวงจร ในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้ On-ground เริ่มคิกออฟจากภายในองค์กรด้วยพลังพนักงานกว่า 5,000 คน ร่วมส่งต่อ ‘มงเปลี่ยนโลก’ สะท้อนผ่านคนทรูเป็นเสียงแรก เล่าเรื่องราวของ World Ambassador คนแรกของทรู ก่อนเปิดตัว ‘โอปอล สุชาตา’ อย่างเป็นทางการในงาน ‘มงเปลี่ยนโลก’ สร้างเอนเกจเมนต์ให้เกิดขึ้นจริงกับสื่อ แฟนคลับ และคอมมูนิตี้ กลุ่ม Beauty Pageant และเหล่า Influencers Online สร้างแรงบันดาลใจให้กลายเป็นกระแสระดับแมส ด้วยทีเซอร์ แคมเปญ (Teaser Campaign) เพื่อปลุกพลังทุกช่องทางของโซเชียลมีเดีย True5G ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 10 ล้านคน โดยแคมเปญฯ สื่อสารภายใต้แนวคิด ‘สัญญาณที่เชื่อมต่อทุกความสำเร็จ’ ก่อนปรับสู่ผู้รับชมในวงกว้างขึ้น (Mass Audience) ด้วยภาพยนตร์โฆษณา และ Video Series ต่อเนื่องบนทุกแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อในเครือทรู ขณะเดียวกัน ยังเปิดตัว ‘Crowning Pose’ สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จผ่าน KOL และครีเอเตอร์ และอีกหนึ่งไฮไลท์ เปิดไมโครไซต์ (Microsite) ‘ทุกคนมีมงได้’ เลือกมงกุฎที่สะท้อนตัวตนและส่งต่อแรงบันดาลใจในแบบของตัวเองให้โลกรู้ Offline ใช้สื่อออฟไลน์ ระดับพรีเมียมในทำเลศักยภาพสูง เช่น จอขนาดใหญ่บริเวณ True Shop Siam ซอย 2 จุดแลนด์มาร์คใจกลางเมือง ครอบคลุมทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ขยายการรับรู้ทั่วประเทศผ่าน True Shop หลายสาขา เพื่อย้ำภาพจำ ‘โอปอล สุชาตา’ ในฐานะ True’s First World’s Ambassador เพื่อสร้างแรงบันดาลใจปรากฏในชีวิตประจำวัน ต่อเนื่อง โอลิเวอร์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าว ยังสะท้อนการดำเนินงาน ‘ทรู’ ตลอดช่วงที่ผ่านมา จากการการยอมรับในเวทีสากล ในฐานะองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนอันดับหนึ่งจากดัชนีความยั่งยืนระดับโลก DJSI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ปี จาก S&P Global สะท้อนผ่านโครงการเพื่อสังคมที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม หลากหลาย เช่น ทรูปลูกปัญญา สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษาเยาวชนไทย การขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ลดช่องว่างการเข้าถึงการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล ล่าสุด ที่บ้านเลาสูนอก หมู่บ้านเล็กๆ ในอ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อเชื่อมชีวิตผู้คนในทุกพื้นที่ของประเทศ การช่วยเหลือกลุ่มคนออทิสติก มูลนิธิถันยรักษ์ รณรงค์ให้ผู้หญิงไทยหันมาใส่ใจสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองและป้องกันภัยเงียบจากมะเร็งเต้านม “True to the World จะสะท้อนความเชื่อร่วมกันของ ทรู คอร์ปอเรชั่น และ มิสเวิลด์ ถึงความสำเร็จ อยู่ที่ใจของคนที่มุ่งมั่น ซึ่งพลังนี้ มีอยู่ในตัวตนของทุกคน และสามารถนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงและคุณค่าให้เกิดขึ้นจริงแก่ประเทศไทยได้” Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ประกาศความร่วมมือกับเวทีมิสเวิลด์ พร้อมแต่งตั้ง ‘โอปอล–สุชาตา’ Miss World 2025 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ทรูคนแรก ภายใต้ภารกิจ ‘True to the World’ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการยกระดับแบรนด์จากระดับประเทศ สู่แบรนด์ที่มี Global Purpose บนเวทีโลก โดย ทรู และมิสเวิลด์ มีจุดยืนร่วมด้านการสร้างคุณค่าให้สังคม ผ่านเทคโนโลยีและมนุษยธรรม ขณะที่ ‘โอปอล’ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเล่าเรื่องความเป็นไปได้ใหม่ของคนไทยในระดับนานาชาติ พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ Media Ecosystem 360 องศา เชื่อมแบรนด์ เทคโนโลยี และความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
Fujifilm 2026 ยักษ์สีเขียว เล่นบทใหม่ ‘DX Partner’ ใช้ เอไอ เปลี่ยนผ่านธุรกิจไทย
Fujifilm ตัวพ่อกรณีศึกษา ‘การปรับตัวธุรกิจ’ ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อกสู่โลกเอไอในปัจจุบัน กับแผนไปต่อตลาดไทยในปี2026 ในฐานะ ‘DX Partner’ รับมูลค่าตลาดเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ไทย แตะ 4.9 แสนล้านบาทภายในปี 2573 Fujifilm ตั้งเป้าเป็น One-Stop DX Partner ภายในปี 2569 รองรับ Future of Work และ Intelligent Workflows สัดส่วนรายได้หลักมาจาก Business Innovation 38% แซง Imaging ที่เหลือเพียง 13 ตลาด Digital Transformation ไทยคาดแตะ 4.9 แสนล้านบาทในปี 2573 ด้วย CAGR 9.3% Fujifilm คือหนึ่งในกรณีศึกษาการปรับตัว (Business Transformation) ที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากบริษัทที่เกือบต้องล่มสลายในวันที่โลกเลิกใช้ฟิล์มถ่ายภาพ กลับผงาดขึ้นมาใหม่ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยมีหมุดหมายใหม่คือการก้าวสู่การเป็น ‘One-Stop DX Partner’ อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 หากพูดถึงชื่อ “Fujifilm” ภาพจำในใจของใครหลายคนอาจยังคงติดอยู่ที่ร้านล้างรูปหน้าปากซอยที่มีป้ายสีเขียวโดดเด่น หรือม้วนฟิล์มไวแสงที่เป็นเอกลักษณ์ในยุคแอนะล็อก แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ Fujifilm คือหนึ่งในกรณีศึกษาการปรับตัว (Business Transformation) ที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากบริษัทที่เกือบต้องล่มสลายในวันที่โลกเลิกใช้ฟิล์มถ่ายภาพ กลับผงาดขึ้นมาใหม่ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยมีหมุดหมายใหม่คือการก้าวสู่การเป็น “One-Stop DX Partner” อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569 หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นการล่มสลายของอุตสาหกรรมเดิมเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ใหม่ Fujifilm เข้าใจลึกซึ้งว่าโลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Future of Work และ Intelligent Workflows อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด คือ “ถ้าเมื่อก่อนเราเรียก Fujifilm มาเพื่อซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร ปัจจุบันพวกเขาอยากให้เราเรียกเขามาเพื่อวางระบบทำงานผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์” เพื่อสร้างองค์กรที่ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และมุ่งสู่ความเป็นสังคมไร้กระดาษ (Paperless) โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ปัจจุบัน Fujifilm ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ขายกล้องหรือล้างรูปอีกต่อไป ภายใต้การนำของ มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาประกาศปักธงรบครั้งใหม่ ให้ในปี 2569 สู่การเป็น ‘One-Stop DX Partner for the Future of Work and Intelligent Workflows’ การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกบริการ แต่คือการยกเครื่องโครงสร้างธุรกิจและเทคโนโลยีขนานใหญ่ โดยเฉพาะการนำ AI ลิขสิทธิ์เฉพาะ เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนองค์กรไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล ‘รายได้หลัก’ ไม่ใช่แค่กล้องหรือเครื่องถ่ายเอกสาร หากพิจารณาจากตัวเลขผลประกอบการล่าสุด จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างธุรกิจของ Fujifilm ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากภาพจำในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยสัดส่วนรายได้หลัก มาจาก กลุ่มธุรกิจ Business Innovation กว่า 38% ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบด้านโซลูชันองค์กรโดยตรง กลุ่ม Healthcare ตามมาเป็นอันดับสองที่ 32% กลุ่มธุรกิจ Electronic Materials อยู่ที่ 17% กลุ่ม Imaging ซึ่งรวมถึงกล้องถ่ายภาพและฟิล์มที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ กลับลดสัดส่วนลงมาเหลือเพียง 13% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าบริษัทได้ย้ายฐานที่มั่นจากธุรกิจวัสดุไวแสงเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลและนวัตกรรมระดับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ สถานะปัจจุบันของ Fujifilm จึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หรือเครื่องพิมพ์สำนักงาน แต่คือการอาศัยรากฐานทางเทคโนโลยีที่สะสมมาตั้งแตยุคฟิล์มมาปรับปรุงเข้ากับระบบดิจิทัล โดยปี 2569 มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) พุ่งเป้าไปที่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Transformation (DX) แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและ SME ไทยที่กำลังเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fujifilm กำลังใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดการข้อมูลเชิงลึกมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดในกระบวนการทำงานขององค์กรผ่านการผสมผสานนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับทิศทางของตลาดแรงงานและการลงทุนในระบบอัตโนมัติที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ไม่ได้ขายแค่เครื่องพิมพ์ แต่ขาย ‘ระบบคิด’ มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ามีปัจจัยกดดันมากมาย ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือตัวเลข GDP ไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สิ่งเหล่านี้คือ “ตัวเร่ง” ที่บังคับให้ธุรกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องรีบทำ Digital Transformation (DX) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ “เราไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่เราคือ Change Agent หรือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร” ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปสู่ยุค Hybrid Work การที่องค์กรต่างๆ หันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) มากขึ้น สะท้อนได้ จากคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด Digital Transformation หรือ DX ในไทยจะพุ่งสูงถึงเกือบ 4.9 แสนล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 9.30% สอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตของตลาดระบบความปลอดภัยด้านดิจิทัล (Cyber Security) ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 30.59 พันล้านบาท และอุตสาหกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 20-25% ระหว่างปีพ.ศ. 2566 – 2573 สิ่งที่ Fujifilm กำลังจะทำคือการก้าวข้ามบทบาท ‘คนขายเครื่องถ่ายเอกสาร’ สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าไปวางระบบการทำงานแบบ Intelligent Workflows นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไปกระบวนการทำงานที่เคยติดขัดด้วยกระดาษ หรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย จะถูกจัดการผ่านระบบมือถือและคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบไร้รอยต่อ FUJIFILM IWpro จัดการ Unstructured Data ผู้บริหารฟูจิฟิล์มประเทศไทย กล่าวว่่า สิ่งที่Fujifilm โดดเด่นกว่าใครในตลาด DX คือการนำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์ของตนเองมาปรับใช้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับ Unstructured Data หรือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น ไฟล์ภาพเอกสาร ใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ หรือแม้แต่องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล มร. ฮายาโตะ ซึโบอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัญหาใหญ่ขององค์กรที่พยายามทำ DX คือการที่เทคโนโลยีที่ซื้อมาไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง หรือผู้ให้บริการขาดความเข้าใจในเนื้อธุรกิจ Fujifilm จึงแก้โจทย์นี้ด้วยการส่งโซลูชัน ‘FUJIFILM IWpro’ ซึ่งเป็น Workspace บนคลาวด์ที่ใช้ Generative AI และเทคโนโลยี OCR อัจฉริยะ เข้ามาช่วย ลองนึกภาพพนักงานบัญชีที่ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลจากใบแจ้งหนี้เป็นพันๆ ใบ ระบบของ Fujifilm สามารถอ่านค่าเหล่านั้นและแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัล (Structured Data) เช่น CSV เพื่อส่งต่อเข้าสู่ระบบบัญชีหรือ ERP ได้ทันทีโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลเอง และที่สำคัญคือ ‘ไม่ต้องตั้งค่าเทมเพลตล่วงหน้า’ เพราะ AI มีความฉลาดพอที่จะระบุได้ว่าช่องไหนคือราคาสินค้า ช่องไหนคือที่อยู่ นี่คือการเปลี่ยนงานรูทีนให้กลายเป็นงานที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยอย่างแท้จริง ซึโบชิ ยังกล่าวว่า ด้วยโซลูชั่นดังกล่าว ฟูจิฟิล์มประเทศไทย ในช่วงแรกจึงมุ่งทำการตลาดขายโซลูชั่นนี้ให้กับบรรดาองค์กรที่ตั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออก 11 จังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของบรรดาสำนักงานและโรงงานญี่ปุ่นในทไทย ทำให้ AI ใช้งานได้จริงในออฟฟิศ โครงสร้างการทำตลาดของ Fujifilm ปัจจุบันถูกย่อยออกมาเป็น 3 แกนหลักเพื่ออุดรอยรั่วให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ กลุ่ม Business Solutions ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการเอกสารดิจิทัล กลุ่ม Office Solutions ที่นำระบบ Predictive Maintenance หรือการใช้ AI วิเคราะห์ความเสียหายล่วงหน้าเข้ามาจัดการเครื่องใช้สำนักงาน กลุ่ม Graphic Communications ที่ปลี่ยนระบบงานพิมพ์อุตสาหกรรมให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ การแบ่งเช่นนี้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังพยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการทำงานของลูกค้าองค์กรมากกว่าจะเป็นเพียงผู้ขายอุปกรณ์สำนักงาน ด้าน ‘ธีรยา สุขมาก’ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารการตลาด ระบุถึงแผนการเปลี่ยนผ่านองค์กรที่แบ่งออกเป็น 4 เฟส โดยเริ่มจากการสร้างพื้นฐานสังคมไร้กระดาษ (Paperless) ขยับสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านโซลูชัน และปลายทางคือการเป็น End-to-End Partner ซึ่งเป็นจุดที่ Fujifilm จะเข้าไปวางโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบครบวงจร ทั้งนี้ ยังควบคู่ไปกับแผนความยั่งยืน SVP2030 ที่ตั้งเป้าลดคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ผ่านการผลักดันเครื่องพิมพ์แบบ Remanufactured หรือการคืนสภาพเครื่องใช้แล้วให้กลับมาทำงานได้เทียบเท่าของใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของ Fujifilm ในปี 2569 คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า พวกเขาข้ามพ้นยุคฟิล์มและเครื่องถ่ายเอกสารมาสู่การเป็นผู้ขาย “DX Solution” ให้กับธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่ฟูจิฟิล์มกำลังพยายามทำให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในชีวิตการทำงานประจำวัน Alternate-X สรุปให้ Fujifilm เดินเกมปี 2569 ขยับบทบาทจากผู้ขายฮาร์ดแวร์ สู่ ‘One-Stop DX Partner’ เต็มรูปแบบ ใช้ AI ลิขสิทธิ์เฉพาะ ผสานระบบ Intelligent Workflows เปลี่ยนวิธีทำงานองค์กรไทย โครงสร้างรายได้เปลี่ยนชัด Business Innovation ขึ้นแท่นรายได้หลัก รับอานิสงส์ตลาด Digital Transformation ไทย มูลค่าแตะ 4.9 แสนล้านบาท พร้อมวางตำแหน่งเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ผู้ขายเครื่องถ่ายเอกสาร
เทรนด์ปี 69 ทุนญี่ปุ่น อัปเกรดสู้ภาษีทรัมป์–อีวีจีน ส่งสัญญาณผ่านคู่ค้าขึ้นราคาสินค้า
JCCB เปิดรายงานดัชนีความเชื่อมั่นศก.ไทย (DI) พบครึ่งหลังปี 68 ดิ่งต่ำสุดที่ -12 ก่อนคาดการณ์ดีดกลับเป็นบวก +1 ในปีนี้ รับอานิสงส์รัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นักลงทุนจับตาค่าเงินบาท หวังระดับ 4.0-4.1 เยนต่อบาทเพื่อพยุงขีดความสามารถการแข่งขัน ดัชนีความเชื่อมั่น JCCB ครึ่งหลังปี 2568 ต่ำสุดที่ -12 ก่อนคาดปี 2569 พลิกกลับเป็นบวก +1 จากความหวังรัฐบาลใหม่ บริษัทญี่ปุ่น 43% คงการลงทุน และ 23% พร้อมเพิ่มลงทุน โดยโฟกัสเปลี่ยนเครื่องจักร–Digital Transformation ความเสี่ยงหลักคือกำลังซื้อในประเทศอ่อน ค่าเงินบาทแข็ง และผลกระทบภาษีสหรัฐที่เริ่มดันต้นทุนขึ้น หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Sentiment DI) ของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นสะท้อนภาพ ‘ความกังวลที่แฝงด้วยความหวัง’ ของเหล่านักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยที่มองว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ จากการสำรวจของสมาชิก JCCB จำนวน 1,677 ราย โดยมีบริษัทญี่ปุ่นในไทยที่ตอบกลับผลสำรวจ 521 ราย (คิดเป็น 31.1%) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น (DI) ของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ค่า DI ดิ่งลงไปอยู่ที่ -4 และทรุดตัวต่อเนื่องไปถึง -12 ในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงสภาวะ “ถดถอย” ในความรู้สึกของผู้ประกอบการ สาเหตุหลักที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นต้องกุมขมับ คือ การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ความสั่นคลอนของการเมือง ประเด็นชายแดนเพื่อนบ้าน อุตสาหกรรมยานยนต์ที่โดนหมัดฮุคจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา การรุกคืบอย่างหนักของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน สำหรับปี 2569 ทิศทางเศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในลักษณะ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ (Slow Recovery) โดยมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตอย่างกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวใจหลักในการประคองความเชื่อมั่น แต่ภาพรวมยังคงมีความย้อนแย้ง เมื่อกลุ่มนอกภาคการผลิต โดยเฉพาะค้าปลีกและอุปโภคบริโภค กลับส่งสัญญาณติดลบอย่างน่ากังวลจากแรงกดดันของหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อภายในประเทศให้ซบเซา อย่างไรก็ตาม แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มปรากฏชัดขึ้นในผลสำรวจล่าสุด ซึ่งคาดการณ์ว่าค่าการลงทุนตรง (DI) ในครึ่งแรกของปี 2569 จะดีดกลับมาเป็นบวกได้ที่ระดับ 1 แม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยนิดแต่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยภาคธุรกิจกว่า 28% มั่นใจว่าอุปสงค์จะเริ่มกระเตื้องขึ้นในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการฝ่าฟันสมรภูมิการค้าที่ต้องปะทะกับสินค้าราคาถูกจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในส่วนของการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักร ข้อมูลจาก JCCB ที่น่าสนใจคือ บริษัทส่วนใหญ่ถึง 43% ยังคงเลือกที่จะ ‘คงการลงทุน’ ไว้ในระดับเดิม ขณะที่ 23% พร้อมที่จะ ‘ลงทุนเพิ่ม’ ในปี 2569 สิ่งที่น่าสนใจคือวัตถุประสงค์ของการลงทุนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเทรนด์ได้เปลี่ยนเป็นดังนี้ เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม (สูงถึง 57%) การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร (30%) การทำ Digital Transformation (21%) แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้หนีจากไทยแต่พวกเขากำลัง ‘อัปเกรด’ตัวเองให้ทันสมัยขึ้นเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ ประเด็นที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย ต้องกล้ำกลืนนั้นข้อมูลจากผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ‘อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ’ คือปัญหาอันดับหนึ่ง (59%) สืบเนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูง ตามมาด้วยการแข่งขันที่รุนแรง และต้นทุนบุคลากรที่พุ่งสูงขึ้น แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดในรอบนี้คือ ‘นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา’ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 19% ซึ่งบริษัทกว่า 26% คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกหนึ่งตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ’ ซึ่งผลสำรวจพบว่า เกือบ 50% ของบริษัทญี่ปุ่นได้รับผลกระทบในเชิงลบหรือยังคงมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนนี้ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายอุปทานที่ไทยเป็นส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ เรื่องของ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ยังเป็นประเด็นร้อนที่นักลงทุนจับตา โดย มร.อิจิโร อาเบะ ประธานส่วนงานวิจัยเศรษฐกิจของ JCCB และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ให้ความเห็นว่า สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นอยากเห็นคือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยระดับที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ (Desirable Exchange Rate) คือช่วง 4.0 – 4.1 เยนต่อบาท แต่ปัจจุบันค่าเงินพุ่งไปถึง 4.9 เยนต่อบาท ซึ่งกดดันขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก อีกมาตรการรับมือภาษีสหรัฐที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจพบว่าบริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะ ‘คงสถานการณ์เดิม’ เพื่อรอดูท่าที (54%) แต่มีถึง 22% ที่เริ่ม ‘ปรึกษาคู่ค้าทางธุรกิจเกี่ยวกับราคา’ เพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่คือสัญญาณเตือนว่าผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับสินค้าราคาแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ แผนการส่งผ่านต้นทุนยังคงเป็นเรื่องยาก โดย 60% ของบริษัทยังไม่มีการดำเนินการส่งผ่านต้นทุนเนื่องจากเกรงจะเสียส่วนแบ่งการตลาด ผลสำรวจชี้ว่าบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังคงมองไทยเป็น ‘ศูนย์กลางภูมิภาค’ อาเซียนทั้งในแง่การตั้งสำนักงานและศูนย์กลางการผลิต แต่อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นหลายแหล่งต่างมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยอันดับหนึ่งคือ ‘มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค’ (42%) ตามมาด้วย ‘การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน’ (32%) และการปรับปรุงระบบภาษีให้มีความโปร่งใสและไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ ทุนญี่ปุ่นยังชื่นชมรัฐบาลในเรื่องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาคส่วนต่างๆ (20%) แต่ก็ยังคาดหวังให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ รายงานยังได้เปิดเผยถึงผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา แม้บริษัท 67% จะบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ แต่อีก 29% กลับต้องเผชิญกับ ‘ระยะเวลาในการขนส่งที่เพิ่มขึ้น’ และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น (24%) มาตรการรับมือที่ภาคธุรกิจเลือกใช้คือการเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางเรือแทน (23%) เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนของเส้นทางบก อย่างไรก็ตาม เมื่อมองข้ามช็อตไปยังภาพรวมในปี 2569 รายงานจาก JCCB ระบุความเชื่อมั่นผ่านค่าดัชนี DI ที่คาดว่าจะดีดตัวกลับขึ้นมาสู่ระดับ +1 ได้สำเร็จ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สร้างความหวังในด้านเสถียรภาพและการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ทว่าในมุมมองของนักลงทุน เส้นทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้ายังคงเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายรอบด้าน หากประเทศไทยต้องการรักษาฐานที่มั่นสำคัญและเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มทุนญี่ปุ่นไว้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการฟื้นฟูกำลังซื้อภายในประเทศที่ซบเซา และการปฏิรูประบบราชการให้มีความโปร่งใสและเอื้อต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางสมรภูมิการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มประเทศคู่แข่งในอาเซียนที่พร้อมจะชิงความได้เปรียบในทุกขณะ Alternate-X สรุปให้ ทุนญี่ปุ่นส่งสัญญาณ ‘ไม่ทิ้งไทย แต่ต้องปรับตัว’ ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวเปราะบาง โดยดัชนีความเชื่อมั่น JCCB ครึ่งหลังปี 68 ดิ่งถึง -12 ก่อนคาดปี 69 ฟื้นเป็นบวกเล็กน้อย ส่วนปัญหาหลักคือกำลังซื้ออ่อน หนี้ครัวเรือนสูง การเมือง และแรงกดดันจากจีน–สหรัฐ แต่นักลงทุนเลือกคงเพิ่มลงทุน โดยเน้นอัปเกรดเครื่องจักรและ Digital Transformation พร้อมส่งสัญญาณเตือนผู้บริโภคเริ่มชัด เมื่อบางบริษัทเตรียมส่งผ่านต้นทุนสู่ราคาสินค้า
‘มหิดล’ ตั้งบริษัทร่วมทุนเอกชนทำโรงงานไบโอ เร่งไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมโลก
‘INT’ มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งบริษัท เอ็มยู โฮลดิ้ง กิจการร่วมทุนเอกชนสร้างโรงงานไบโอ มูลค่าหลักพันล. ตั้งต้นสู่เศรษฐกิจนวัตกรรม นำร่องงานวิจัยเชิงลึกออกสู่ตลาดผ่าน ‘มหิดล คอลเล็กชั่น’ INT มหิดล ดูแลงานวิจัยนักวิจัยกว่า 4,000 คน มีสิทธิบัตรมากกว่า 300 รายการ MU Holding เตรียม JV เอกชน สร้างโรงงานไบโอแพลนต์ในศาลายา เสร็จภายใน 2 ปี “Mahidol Collection” สินค้า FMCG จากงานวิจัย มีแล้วกว่า 30 รายการ วางตลาดจริง รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เปิดเผยว่า INT วางแนวทางการบริหารจัดการนวัตกรรม และผลงานวิจัยในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำออกมาใช้งานสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือการทำงานระหว่าง INT มหาวิทยาลัยมหิดล และ องค์กรภาคเอกชน ล่าสุด INT ได้จัดตั้ง บริษัท เอ็มยู โฮลดิ้ง จำกัด (MU Holding) ใช้ทุนจดทะเบียนราว 2 ล้านบาท ไปเมื่อต้นเดือนมกราคม ปี 2569 โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทสไทย (ธปท.) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารบริษัทฯ และคณะกรรมการบริษัทจากผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศและ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล โดยบริษัทฯ เตรียมวางแผนประกาศร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรเอกชน ผู้ผลิตชีววัตถุรายใหญ่ สร้างโรงงานไบโอ แพลนต์ (Biology Plant) บนที่ดินขนาด 1-2 ไร่ภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โครงการฯ คาดก่อสร้างแล้วเสร็จภายในสองปี พร้อมขยายความร่วมมือด้านการสนับสนุนการทดลองของห้องปฏิบัติการ(Laboratory)ในรูปแบบทวิน ฟาซิลิตี้ (Twin Facility) จากเอกชนภายนอกเพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานร่วมกัน คาดโครงการฯมีมูลค่าหลักพันล้านบาท พร้อมวางแผนประกาศความร่วมมือดังกล่าวในเร็วๆนี้ นอกจากนี้ บริษัทเอ็มยู โฮลดิ้ง ยังทำหน้าที่ดูแล สนับสนุน โครงการ (Project) ต่าง ๆ อาทิ บ่มเพาะธุรกิจเริ่มต้น สตาร์ท อัป ฯลฯ พร้อมต่อยอดผลงานนักวิจัยในเครือ INT ที่ปัจจุบันมีจำนวนราว 4,000 คน กระจายในวิทยาเขต (Campus) ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยมหิดล ทั่วประเทศ ซึ่งมีผลงานวิจัยที่ได้รับสิทธิบัตร (Patent) มากกว่า 300 ชิ้น ในปัจจุบัน โดยในช่วงที่ผ่านมา INT ยังนำผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรต่อยอดสู่การทำตลาดสินค้าผู้บริโภค (FMCG) ได้จริงตามมาตรฐานการผลิตอาหารและยา(อ.ย.)ภายใต้ชื่อ ‘มหิดล คอลเล็กชั่น’ (Mahidol Collection) ปัจจุบันมีมากกว่า 30 รายการ (Item) ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จะถูกดูแลเพื่อทำการตลาดภายใต้ MU Holding ต่อไปในอนาคต รศ.ดร.วิริยะ กล่าวว่า จากแผนงานดังกล่าวยังสนับสนุนให้ เอ็มยู โฮลดิ้ง หารายได้อิสระในรูปแบบธุรกิจ (Model Business) เบื้องต้นประกอบด้วย รายได้จากการบริหารจัดการลิขสิทธิ์(License) ด้านสิทธิบัตรนวัตกรรมและเทคโนโลยี งานวิจัยของสถาบันฯ รายได้การร่วมลงทุนจากสัดส่วนการเข้าถือหุ้นในธุรกิจ/สตาร์ท อัป รายได้การรับงานผลิตวิจัยจากภายนอก แนวทางดังกล่าว เป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยเชิงลึกสู่ตลาดโลก พร้อมบริการจัดการเชิงพาณิชย์ได้อย่างคล่องตัว จากปัจจุบัน INT ได้รับงบประมาณดำเนินงานสนับสนุนประจำปี 2569 ราวพันล้านบาท พร้อมกันนี้ INT ยังเตรียมร่วมยกระดับประเทศไทย จากการเป็นผู้บริโภคเทคโนโลยี มาเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในด้านคุณภาพชีวิตและ Longevity โดยมุ่ง 3 แกนนวัตกรรมหลักที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก ได้แก่ เทคโนโลยีการแพทย์ด้านเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) การเข้าถึงการวินิจฉัยและการรักษาอย่างเท่าเทียม เวชศาสตร์ชะลอวัยและความงาม “โลกธุรกิจยุคใหม่จะวัดผลแพ้ชนะกันด้วยนวัตกรรม ด้วยเป็นเครื่องมือสำคัญลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการแพทย์และการรักษาที่มีมาตรฐานอย่างเท่าเทียมและยังเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปข้างหน้า” Alternate-X สรุปให้ INT มหาวิทยาลัยมหิดล เดินเกมรุกตั้งบริษัท เอ็มยู โฮลดิ้ง บริหารจัดการสิทธิบัตรและงานวิจัยเชิงลึก ผลักดันงานวิจัยในมือกว่า 300 สิทธิบัตร ออกสู่ตลาดอุตสาหกรรมและผู้บริโภคจริง เตรียมร่วมทุนเอกชน สร้างโรงงานไบโอแพลนต์ในพื้นที่ศาลายา มูลค่าหลักพันล้านบาท โมเดลธุรกิจเน้นรายได้จากลิขสิทธิ์ ร่วมลงทุนสตาร์ทอัป และรับจ้างวิจัยจากภายนอก วางเป้าเชื่อมงานวิจัยไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมโลก โดยโฟกัสแพทย์ขั้นสูงและ Longevity
‘ศุภาลัย’ กับครั้งแรก โมเดลปล่อยเช่า-คลังสินค้า ปี69ย้ำตลาดอสังหาฯออสเตรเลีย
‘ศุภาลัย’ แผนเพลย์เซฟใช้ปี2569 คิกออฟธุรกิจใหม่โมเดลปล่อยเช่าคอนโดทำเลสวย-เริ่มคลังสินค้าครั้งแรก เปิด 28 โครงการ 3.5 หมื่นล.ยึดตลาดอสังหาฯออสเตรเลีย Global Driven บริหารความเสี่ยง ใช้ออสเตรเลียเป็นฐานรายได้ต่างประเทศ โตกว่า 370% เครื่องมือลดการพึ่งตลาดไทย ด้วยพอร์ต 25 โครงการ 4 รัฐ 6 เมือง หวังสร้างรายได้คุณภาพระยะยาว โฟกัสกำลังซื้อจริงในประเทศ เปิด 28 โครงการใหม่ เน้นบ้านราคา 4–8 ล้านบาท สัดส่วน 90% โฟกัสการเลือกทำเล-สินค้าแม่น ลดความเสี่ยงสต๊อกค้างในตลาดชะลอ เสริมรายได้ประจำ ลดผันผวน ต่อยอดคอนโดปล่อยเช่า Yield 8–9% และเริ่มธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าครั้งแรก วางเป้าภายใน 5 ปี รายได้ประจำเพิ่มเป็น 5–6% ของรายได้รวม ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีความท้าทาย จาก จากภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง 86% และประมาณการ GDP ราว 1.5% ในปีนี้ จากปีก่อน 2.2% มีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว อย่างไรก็ตามในปี 2569 เศรษฐกิจในภาพรวมยังดูดีกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปีพ.ศ.2539) มีอัตราดอกเบี้ยสูง MLR 12% และสูงสุด 24-27% ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ “ปีนี้ดอกเบี้ยมีอัตราราว 1.25% เงินเฟ้อต่ำ 0.3% และมีซัพพลายในตลาดเหลือเยอะ ขณะที่ค่าก่อสร้างถูก ส่งผลให้ราคาบ้านไม่ได้เพิ่มขึ้น” โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา พบว่ายอดขายที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจำนวนไม่ถึง 50,000 ยูนิต ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 20 ปี (นับตั้งแต่ปี 2549) จากช่วงปกติเฉลี่ยมียอดขายราว 80,000 – 100,000 ยูนิต/ปี และสูงสุด 120,000 ยูนิต/ปี ในปี 2561 (ก่อนช่วงโควิด) ดร.ประทีป กล่าวว่า ”ถ้าเฉลี่ยราคาบ้าน 2-3 ล้านบาทต่อยูนิต ยอดขายเหลือ 5 หมื่นยูนิตต่อปี เท่ากับยอดขายในตลาดหายไป 1-1.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งหากดึงคนเข้ามาซื้อเพิ่มได้เท่าเดิม จะช่วยกระตุ้น GDP ได้อีกทาง” ขณะเดียวกันศุภาลัย ยังใช้กลยุทธ์ ‘Global Driven’ เพื่อปรับสมดุล (Balance) การดำเนินธุรกิจอสังหาฯ จากปัจจัยความผันผวนที่กล่าวข้างต้น โดยวางให้ออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศหลัก จากสัญญาณศักยภาพที่ชัดเจนในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตกว่า 370% โดยในปี 2569 ศุภาลัย เตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีพอร์ตโครงการรวม 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 176,500 ล้านบาท* (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ขณะที่ กลยุทธ์ดังกล่าว เป็นหนึ่งในเครืองมือบริหารสมดุลพอร์ตธุรกิจอสังหาฯเพื่อสร้างฐานรายได้คุณภาพจากต่างประเทศ ลดการพึ่งพาเศรษฐกิจไทยด้านเดียวในช่วงที่ตลาดภายในยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว พร้อมวางเป้าหมาย ปี2569 มียอดขายในตลาดดังกล่าวราว 15,000 ล้านบาท ปี 69 เปิด 28 โครงการใหม่ 3.5 หมื่นล้านบาท ด้าน ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แผนงานปี 2569 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัว 28 โครงการใหม่ เพิ่มขึ้น 27% (YoY) รวมมูลค่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% (YoY) แบ่งเป็น บ้านแนวราบ 23 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท สำหรับกลยุทธ์ปีนี้ จะเน้นบริหารสมดุลโครงการระหว่างแนวราบและคอนโดโดยเลือกทำเลและรูปแบบที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง ควบคู่การขยายพื้นที่ใหม่ อาทิ สุพรรณบุรี เกาะสมุย ครอบคลุมการพัฒนา 30 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมุ่งพัฒนาโครงการบ้านระดับกลาง ราคา 4-8 ล้านบาท สัดส่วน 90% “กลุ่มระดับล่างราคาต่ำ 3 ล้านบาท เผชิญอัตราปฏิเสธสินเชื่อ 50% จากค่าเฉลี่ยของศุภาลัยอยู่ที่ 17% ส่วนบ้านระดับบนยังมีสต๊อกเพียงพอ” โดยในปี 2569 ศุภาลัย ตั้งเป้ายอดขาย (Presale) 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในไทย 30,000 ล้านบาท และยอดขายในออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท ส่วนเป้ารับรู้รายได้ อยู่ที่ 37,500 ล้านบาทเป็นรายได้ในไทย 27,000 ล้านบาท และออสเตรเลีย 10,500 ล้านบาท “ปีนี้ ศุภาลัย จะเน้นความแม่น ในทุกมิติ ตั้งแต่สินค้า ทำเล ราคา ไปจนถึงฐานะการเงิน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” เติมพอร์ตเช่าคอนโด ไตรเตชะ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ศุภาลัย จะให้ความสำคัญการทำตลาดอสังหาฯในพอร์ตให้เช่าคอนโด และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์มากขึ้น ด้วยมองเห็นโอกาสจากแนวโน้มการขยายตัวเทรนด์การเช่าที่ขยายตัวต่อเนื่องโดยนำคอนโดเหลือขายในหลาย ๆ ทำเล อาทิ กรุงเทพ ชลบุรี ระยอง มาทดลองปล่อยเช่าระยะยาว 6 เดือน – 3 ปี หลังจากเริ่มทำโมเดลให้เช่าดังกล่าวในช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา โดยปัจจุบันศุภาลัยทำโมเดลให้เช่าราว 10 โครงการ จำนวน 200-300 ยูนิต มีอัตราเช่าเกือบเต็ม 100% ให้ผลตอบแทน(Yield) 8-9% อาทิ ศุภาลัย ไอคอน-สาทร คิดอัตราค่าเช่าราว 1-2 แสนบาทต่อเดือน รองรับกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาพำนักในไทยเพื่อรับการรักษาพยาบาล เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเทรนด์เช่าแนวโน้มดี แต่อัตรา (เปอร์เซ็นต์)ผลตอบแทนภายใน ‘IRR’ (Internal Rate of Return) จากการปล่อยเช่าคอนโด อยู่ที่ราว 10% ซึ่งยังน้อยกว่าการทำตลาดเพื่อการขายที่อยู่อาศัย ที่อัตรา IRR ราว 20% ร่วมวงธุรกิจคลังสินค้าครั้งแรก ไตรเตชะ กล่าวอีกว่าศุภาลัย ยังวางแนวทางกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยพัฒนา ‘ธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า’ เป็นครั้งแรก พร้อมตั้งนิติบุคคลชื่อ ‘บริษัท เอสอีเอ เอสเตท จำกัด’ ทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมทุน (JV) ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศุภาลัย ถือหุ้น 41% กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของยูโรเปี้ยนฟู้ด ถือหุ้น 10% กลุ่มเอยูกรุ๊ป เป็นทุนจีนที่จดทะเบียนบริษัทในฮ่องกง ถือหุ้น 49% โดยในเบื้องต้น ได้ซื้อที่ดินรวมคลังสินค้าขนาด 200 ไร่ ในทำเลย่านพนัสนิคม จ.ชลบุรี โดยใช้งบลงทุนสำประมาณ 1,600 ล้านบาท คาดเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ และจะสร้างรายได้ภายในปี 2570 เป็นต้นไป โครงการฯ ดังกล่าวเพื่อรองรับลูกค้าหลัก กลุ่มผู้ต้องการเช่าคลังสินค้า กลุ่มอุตสาหกรรมเบา เช่น กลุ่มประกอบสินค้าต่าง ๆ อย่างเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น “ธุรกิจคลังสินค้าดังกล่าว บริษัท มองเห็นโอกาสทั้งจากผู้ร่วมทุนศุภาลัยเองที่ต้องการพื้นที่คลังสินค้า รวมไปถึงความต้องการจากกลุ่มธุรกิจจีน ทำให้เห็นดีมานด์เบื้องต้น” ขณะที่ปัจจุบัน ศุภาลัย ได้เริ่มแผนทยอยทดลองการลงทุน 1 โครงการ พร้อมคาดว่าภายใน 5 ปี จะมีพอร์ตรายได้จากรายได้ประจำเพิ่ม 5-6% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 3-4% ของรายได้รวม อ่านบทความ อื่นเพิ่มเติม ศุภาลัย มองอสังหาฯ ปี 2569 เข้าสู่ยุคคัดกรองผู้เล่น-ผู้บริโภควินัยการเงินสูง Alternate-X สรุปให้ ศุภาลัย แผนปี 2569 ใท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่ยังฟื้นตัวช้า ใช้กลยุทธ์ Global Driven ในตลาดออสเตรเลียช่วยกระจายความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทย พร้อมเปิด 28 โครงการใหม่ มูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท เน้นบ้านระดับกลางตอบโจทย์กำลังซื้อจริง ต่อยอดรายได้ประจำด้วยโมเดลปล่อยเช่าคอนโดทำเลศักยภาพ Yield 8–9% เริ่มธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าครั้งแรก วางฐานรายได้ระยะยาว ลดพึ่งพาการขายอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว
‘One Chichan’ แลนด์มาร์คพรีเมียมชลบุรี ‘ตัน’ ส่งอีเวนต์แรกรับวาเลนไทน์
‘One Chichan’ แลนด์มาร์คใหม่ อาณาจักรล่าสุดของ ‘ตัน ภาสกรนที’ กับอีเวนต์แรกของปี2569 งานเทศกาลดนตรี WONDER ONE Music Festival ชวนกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองชลรับวาเลนไทนส์ ทำเล & วิสัยทัศน์ กับคีย์โลเคชันโซนเขาชีจรรย์ ใกล้กรุงเทพฯ เชื่อมท่องเที่ยวภาคตะวันออก วางตำแหน่งเป็นโอเอซิสแห่งพัทยา และแลนด์มาร์คระดับพรีเมียม อีเวนต์ขับเศรษฐกิจ เปิดตัวด้วย WONDER ONE Music Festival รวมศิลปินแถวหน้า มากระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวผ่านการเดินทาง หาที่พัก และการใช้จ่ายช่วงวาเลนไทน์ ศักยภาพการเติบโตระยะยาว โปรเจกต์และอีเวนต์เทศกาล ยังรองรับผู้ชมหลายหมื่นคน พร้อมโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เพื่อปั้นสู่จุดหมายปลายทางอีเวนต์ระดับโลกในอนาคต หลัง ‘ตัน ภาสกรนที’ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI พ่อมดแห่งวงการเครื่องดื่มชาเขียว อิชิตัน (Ichitan) เปิดตัวโครงการ วันชีจรรย์ ‘One Chichan’ ไปเมื่อกลางปี 2568 ที่ผ่านมา โครงการฯ นี้ ‘คุณตัน’ วางตำแหน่งเป็นพื้นที่พักผ่อนแลนด์มาร์คระดับพรีเมียมแห่งใหม่ของจังหวัดชลบุรี ที่เดินทางสะดวกด้วยอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ โดยโครงการ One Chichan’ มีขนาดพื้นที่พัฒนาเฟสหลักราว 160 ไร่ วางงบลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท (พัฒนาโครงการไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม) กับความตั้งใจของ ‘คุณตัน’ ในการออกแบบให้เป็น ‘โอเอซิสแห่งพัทยา’ ด้วยบรรยากาศล้อมรอบท่ามกลางหุบเขาและทะเลสาบ พร้อมพื้นที่จัดอีเวนต์ สามารถรองรับผู้เข้าชมได้สูงสุด 20,000 – 27,500 คน และมีพื้นที่จอดรถรองรับได้ถึง 10,000 คัน ต่อการการเลือกปักหมุดที่ ‘One Chichan’ แน่นอนว่าสอดคล้อง วิสัยทัศน์ของ ‘คุณตัน’ ที่มองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจในโซนตะวันออก นอกเหนือจากความผูกพันส่วนตัวของคุณตันกับจังหวัดชลบุรี ‘เมือง’ ที่เขาใช้ชีวิตและมีจุดเริ่มต้นทางธุรกิจมาตั้งแต่วัยเด็ก มูฟแรกปี2569 ‘One Chichan’ ในปี 2569 นี้ ‘คุณตัน’ เตรียมเปิดตัวโครงการ ‘One Chichan’ อย่างเป็นทางการด้วยเทศกาลดนตรี WONDER ONE Music Festival โดยนำกลุ่ม 16 ศิลปินแถวหน้ามาสร้างความสุข 2 วันเต็ม 14 ก.พ. 69: ฉลองวันแห่งความรักกับ Jeff Satur ปาล์มมี่ วี วิโอเลต ATLAS PARADOX URBOYTJ โชว์พิเศษ ‘Piano & I’ โดย โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ พร้อมแขกรับเชิญ ตู่ ภพธร และ B5 15 ก.พ. 69: สนุกต่อเนื่องกับเหล่าศิลปิน นนท์ ธนนท์ The TOYS POTATO Season Five Slot Machine โจอี้ ภูวศิษฎ์ HERO เติม ‘ไวบส์ ชลบุรี’ สำหรับอีแวนต์แรกของปีที่ ‘One Chichan’ แห่งนี้ คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งพลังซอฟต์เพาเวอร์ผ่านกิจกรรมดนตรี ร่วมปลุกความคึกคักเศรษฐกิจในชลบุรี ถือเป็นจังหวัดที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูงสุดแห่งหนึ่งของไทย ที่เป็นทั้งพื้นที่ศูนย์กลางอุตสาหกรรม การค้า และการท่องเที่ยวที่สำคัญ และในแต่ละปี มีจำนวนนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 20-25 ล้านคน (รวมชาวไทยและต่างชาติ) โดย ‘พัทยา’ และ ‘เขาชีจรรย์’ ยังเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม อีกด้วย สำหรับอีเวนต์แรกเทศกาลดนตรี WONDER ONE Music Festival เตรียมจัดขึ้นสองวัน 14-15 กุมภาพันธ์ นี้ ผู้สนใจยังสามารถเลือกเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศได้ทั้งวันเดย์ ทริป หรือ สเตเคชั่น ทริป ได้เช่นกันที่ ปัจจุบัน ‘ชลบุรี’ มีที่พักและโรงแรม กระจายตัวอยู่ทั่วจังหวัดมากกว่า 1,000 แห่ง รองรับทุกระดับราคาตั้งแต่บูติกโฮเทลไปจนถึงรีสอร์ท 5 ดาว !! ขณะที่แผนในอนาคต ‘One Chichan’ แห่งนี้ คุณตัน เตรียมแผนปั้นให้โซนเขาชีจรรย์เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ที่ครบวงจรทั้งการพักผ่อนและอีเวนต์ใหญ่ อีกด้วย Alternate-X สรุปให้ ‘One Chichan’ แลนด์มาร์คพรีเมียมใหม่ชลบุรี อาณาจักรล่าสุดของ ‘ตัน ภาสกรนที’ ปักโลเคชันโซนเขาชีจรรย์ บนพื้นที่ 160 ไร่ งบลงทุนราว 3,000 ล้านบาทเปิดอีเวนต์แรกของปี 2569 ด้วย WONDER ONE Music Festival รับวาเลนไทน์ รองรับผู้ชมสูงสุดกว่า 27,500 คน ดันเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชลบุรีดับเป้าหมายเป็นโอเอซิสแห่งพัทยา และจุดหมายอีเวนต์ระดับโลกในอนาคต
เปิดบ้านเทคโนโลยีเพื่อชีวิตดิจิทัล ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ โฉมใหม่
เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ชวนคนรักเทคโนโลยีมาเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ ในงานฉลองโฉมใหม่ เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า จัดโดยบิ๊กบอส สุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เพาเวอร์บาย ในคอนเซ็ปต์ “Technology for Life” ศูนย์รวมเทคโนโลยีเพื่อชีวิตยุคใหม่ ที่ออกแบบมาให้เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ใช้ง่าย และตอบโจทย์ชีวิตจริงของทุกคนในครอบครัว บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักเป็นกันเอง และอบอุ่น พร้อมชมความน่ารักของต้าวแฝด น้องโซล-น้องโมเน่ แม่เมย์-พรีมายา และพ่อแซก ที่มาร่วมพูดคุยในฐานะ ครอบครัว Tech. Lover ที่หลงใหลการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน มาร่วมแชร์มุมมองการเลือกอุปกรณ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยให้บ้านเป็นพื้นที่แห่งความสุข สนุก และสะดวกสบายมากขึ้น โดยแม่เมย์ และพ่อแซกเล่าประสบการณ์การเลือกใช้เทคโนโลยี และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความบันเทิงในบ้าน สมาร์ทดีไวซ์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยให้ชีวิตง่าย และประหยัดเวลามากขึ้น ขณะที่น้องๆ ก็สนุกกับแกดเจ็ต เกม และเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมทั้งการเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนภาพของครอบครัวยุคดิจิทัล ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ได้อย่างลงตัว สำหรับโฉมใหม่ของเพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ถูกออกแบบให้เป็น Lifestyle Tech. Destination ที่เดินสนุก เลือกง่าย และลองได้จริง ครบทุกโซนที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน อาทิ Television & Audio โซนความบันเทิงที่รวมทีวีและเครื่องเสียงจากแบรนด์ระดับโลก ให้ทุกโมเมนต์ในบ้านเต็มไปด้วยภาพคมชัดและเสียงสมจริง จะดูหนัง ดูกีฬา หรือการ์ตูนก็ฟินได้ทั้งครอบครัว Mobile Solution แหล่งรวมสมาร์ทโฟนหลากหลายแบรนด์ดัง รุ่นใหม่ รุ่นฮิต ครบทุกไลฟ์สไตล์ ให้การสื่อสารและการเชื่อมต่อโลกเป็นเรื่องง่ายในทุกวัน Computer Zone โซนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริมที่ตอบโจทย์ทั้งเรียน ทำงาน และไลฟ์สไตล์ดิจิทัล พร้อมให้เลือกครบ จบในที่เดียว Tech & Gadget พื้นที่ของสายแกดเจ็ตและเกมเมอร์ รวมอุปกรณ์เกมมิ่ง ไอเทมฮอต และเทคโนโลยีที่กำลังมาแรง ใครอยากอัปเดตเทรนด์โลก ต้องแวะโซนนี้ Small Appliance โซนเอาใจคนรักการทำอาหารและสายโฮมคาเฟ่ ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพ ช่วยเปลี่ยนครัวให้เป็นพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ Air Zone ใส่ใจเรื่องสุขภาพ ด้วยเครื่องฟอกอากาศและเครื่องปรับอากาศที่เหมาะกับทุกขนาดห้อง เพื่ออากาศสะอาด สดชื่น และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนในบ้าน Major Appliance ครบทุกเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน พร้อมเทคโนโลยี IoT ที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้การใช้ชีวิตแบบสมาร์ทโฮมเป็นเรื่องง่ายกว่าที่คิด พิเศษสุดกับ โปรโมชั่นฉลองเปิดโฉมใหม่ ที่จัดเต็มให้ช้อปอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น สินค้า Crazy Deal ลดสูงสุด 60%, สินค้า Super Crazy ลดครึ่งราคา พร้อมกิจกรรมมากมาย 7 วันเท่านั้น, ช้อปสินค้าแบรนด์ดังลดเพิ่มสูงสุด 5,000 บาท, ช้อป 1,000 บาทขึ้นไป รับฟรี! คูปองส่วนลด 400 บาท ใช้ช้อปครั้งต่อไป, นำเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าแลกรับส่วนลดสูงสุด10,000 บาท, ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน และรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 40,000 บาท กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ, พิเศษ! สมาชิก The1 แลกคะแนน The1 ร่วมกับคะแนนบัตรเครดิตรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 25%, ช้อปครบ 8,000 บาท รับฟรี Tumbler Power Buy x Artstory ตั้งแต่วันนี้ – 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เท่านั้น ใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเลือกเทคโนโลยีที่ “ใช่” และลงตัวไลฟ์สไตล์ของตัวเองและครอบครัว มาสัมผัสประสบการณ์จริงได้แล้ววันนี้ที่ เพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โฉมใหม่
TikTok US ดีล 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ เกมซื้อเวลา 5-10 ปี ความมั่นคงภูมิรัฐศาสตร์โลก
เกมเดิมพันสองฝั่ง 5-10 ปี สหรัฐฯ-จีน หลังจบดีล TikTok US มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลลาร์ ตั้งบริษัทใหม่ให้ Oracle คุมเซิร์ฟข้อมูลผู้ใช้งานในสหรัฐ ปิดประตูความมั่นคงแค่ด่านแรก แต่จีนยังแทรกแซงได้ทางอ้อม การควบคุมข้อมูล (Data Control) ย้ายข้อมูลผู้ใช้สหรัฐเข้า Oracle Cloud ลดการเข้าถึงตรงจากจีน แต่ไม่ใช่ศูนย์ความเสี่ยง อัลกอริทัม และ อินฟลูเอ็นเซอร์ (Algorithm & Influence) อัลกอริทึมถูกฝึกฝนใหม่ แต่เริ่มจากเทคโนโลยี ByteDance ยังมีอิทธิพลค้างเหลืออยู่ทางอ้อม ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์การเมือง (Geopolitical Risk) ความขัดแย้งสหรัฐ–จีน ยังคาดเดายาก ทำให้ดีลนี้เป็นบัฟเฟอร์ กันชนชั่วคราว ไม่ใช่คำตอบถาวร หลัง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปิดดีลบรรลุข้อตกลงจัดตั้งกิจการร่วมทุนใหม่ ‘TikTok USDS Joint Venture LLC’ อย่างเป็นทางการ ไปเมื่อช่วงวันที่ 22-23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยรายงานข่าวระบุ กิจการดังกล่าว เป็นการร่วมทุน TikTok ในสหรัฐร่วมกับ ‘Oracle’ และกลุ่มนักลงทุนอื่น ๆ อย่าง Silver Lake และ MGX จากอาบูดาบี ถือหุ้นเสียงข้างมาก เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงถูกสั่งแบนจากเหตุผลด้านความมั่นคง และเปิดทางให้แพลตฟอร์มยังคงดำเนินธุรกิจในสหรัฐต่อไปได้ ขณะที่ ByteDance มีสัดส่วนการถือหุ้นราว 19.9% แต่บริษัทยังสามารถควบคุมการดำเนินงานหลักของ TikTok ได้ และยังได้รับส่วนแบ่งกำไร จากตลาดสหรัฐราวครึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในเกมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลกครั้งนี้ มีนักวิเคราะห์ หลายฝ่ายประเมินว่า ‘ByteDance’ ซึ่งเป็นบริษัทแม่จากจีน ยังเป็นผู้ชนะด้วยยังคงกุมอำนาจเหนือหัวใจสำคัญของ TikTok ด้านต่างๆ อาทิ แหล่งรายได้หลัก การบริหารแพลตฟอร์ม การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ส่วนความกังวล ด้าน ‘ข้อมูลผู้ใช้’ ถูกส่งต่อให้ Oracle รับหน้าที่ดูแลแทน ‘ฟาเบียน เอาเวอฮันด์’ ซีอีโอของ Socialscale ซึ่งทำงานร่วมกับแบรนด์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม TikTok กล่าวว่า “แม้การแยกเรื่องข้อมูลและอัลกอริทึมออกไป จะดูเหมือนการควบคุม แต่ในความเป็นจริง อัลกอริทึมถูกกำหนดโดยการดำเนินงาน กลยุทธ์สินค้า และพฤติกรรมของผู้ใช้เป็นหลัก” สะสางความมั่นคงข้อมูล ย้อนกลับไปในช่วงปีก่อนหน้า รัฐบาลทรัมป์ แสดงท่าทีจริงจัง ‘อยากได้’ หรือพยายามบังคับให้ TikTok เปลี่ยนมือ หรือ ขายกิจการในสหรัฐฯ มาจากประเด็น ความมั่นคงแห่งชาติ (National Security) เป็นหลัก โดย รัฐบาลและสภาคองเกรส (ทั้งสองพรรคพรรคเดโมแครต-รีพับลิกัน) มองว่า TikTok ซึ่งเป็นของ ByteDance บริษัทจีน มีความเสี่ยงสูงหลายด้าน ทำให้สหรัฐต้องการ ‘ควบคุม’ เพื่อให้คนอเมริกันเป็นเจ้าของ ขณะที่การเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ชาวอเมริกัน (Data Privacy & Security Risk) ในกฎหมายจีน (National Intelligence Law) บังคับให้บริษัทจีนต้องส่งมอบข้อมูลให้รัฐบาลจีนเมื่อถูกขอ ซึ่งมีความกังวลว่าพนักงาน ByteDance ในจีนสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐฯ ได้ ทั้งโลเคชั่น คอนแท็กส์ การใช้เบราเซอร์ พฤติกรรม ข้อมูลไบโอเมตริกซ์ บางส่วน ด้วยในอนาคต หากเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-จีน ข้อมูลผู้ใช้งานมากกว่า 170-200 ล้านราย อาจถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย ทั้งการสอดแนม สร้างโปรไฟล์บุคคล หรือโจมตีทางไซเบอร์ ที่เจ้าของแพลตฟอร์มสามารถปรับอัลกอริทึมสั่งการได้ในทางเทคนิค เดิมพันสองฝั่ง โลกความมั่นคงเทคโนโลยี อย่างไรก็ตามหลังดีลได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหรัฐและจีนไปเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา แต่อาจยังอยู่ในเกม ‘การเดิมพันสองฝั่ง’ หรือ เกมเสี่ยงอยู่เช่นกัน ด้วยดีลนี้เหมือน ‘ซื้อเวลา’ ของสหรัฐอเมริกา ไปก่อนมากกว่า ‘ชนะขาดลอย’ ด้วยแม้ว่าสหรัฐฯ จะได้เปรียบแต่ยังไม่ปิดเกมทั้งหมดแต่เป็นการ ‘ปิดประตูด่านแรก’ ก่อน ด้วยข้อมูลผู้ใช้สหรัฐฯ จะถูกย้ายและคุ้มครอง เก็บใน Oracle Cloud (ซึ่งเป็นของสหรัฐฯ ล้วน ๆ) ไม่ใช่เซิร์ฟเวอร์จีนอีกต่อไป ทำให้รัฐบาลจีนเข้าถึงตรง ๆ ยากขึ้นมาก (ตาม National Intelligence Law ของจีนที่บังคับบริษัทส่งข้อมูล) ขณะที่ ByteDance เหลือหุ้นสัดส่วนราว 19.9%: ต่ำกว่า 20% ตามกฎหมาย ทำให้ เจ้าของจริงยังเป็นกลุ่มนักลงทุนสหรัฐฯ Oracle, Silver Lake, MGX ถือสัดส่วนราว 15% ขึ้นไป และ นักลงทุนอื่น ๆ รวมกว่า 80% นอกจากนี้ อัลกอริทึมยังถูกฝึกฝนใหม่ (Retrain) ใช้ข้อมูลผู้ใช้สหรัฐฯ เท่านั้น และนำไปเก็บไว้ใน Oracle เพื่อลดโอกาสการเข้าถึงจากจีน ที่อาจใช้เทคโนโลยี AI และ แมชชีน เลิร์นนิง เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมและความชอบของผู้ใช้งาน เพื่อแนะนำสินค้า บริการ หรือเนื้อหาที่ตรงใจที่สุด ไปจนถึงการเซนเซอร์เนื้อหาต่อต้าน CCP (พรรคคอมมิวนิสต์จีน/กองบรรณาธิการ Alternate-X ) และความมั่นคงข้อมูลอื่นๆ ของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ยังเป็นเกมเสี่ยง สหรัฐ-จีน แต่อย่างไรก็ตามดีลนี้ อาจยังเป็น ‘เกมเสี่ยงสองฝั่ง’ ด้วยยังไม่จบ 100% ด้วย ByteDance ยังถือหุ้น 19.9% และถือครองลิขสิทธิ์เทคโนโลยี แม้จะเป็นผู้มีเสียงข้างน้อยในกิจการ แต่ยังมีอิทธิพลบางส่วนตามที่นักวิเคราะห์ระบุข้างต้นในด้านอัลกอริทึม โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจาก Center for American Progress, PBS บอกว่าแนวทางนี้ยังมีช่องโหว่ และยังไปไม่สุดตามเป้าหมายที่ประกาศด้วยแม้จะพยายามตัดอิทธิพลจีนออกแล้ว แต่ต้นทางเทคโนโลยียังมาจาก ByteDance จึงยังมีความเสี่ยงแฝงอยู่ และถ้าอนาคตรัฐบาลจีนใช้กฎหมายกดดันบริษัท ก็อาจแทรกแซงได้ทางอ้อม อีกทั้งหากความขัดแย้งสหรัฐ–จีนทวีความรุนแรง สหรัฐฯ อาจออกกฎหมายเพิ่ม หรือจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดเทคโนโลยี สุดท้ายดีลนี้จึงเป็นแค่การถ่วงเวลา 5–10 ปี ไม่ใช่คำตอบถาวร ด้วยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว หากยังปล่อยดีลยังทำงานต่อไปได้ เพื่อให้ผู้ใช้งาน TikTok ไม่สะดุด โฆษณายังมีอยู่ มีผู้ตรวจสอบ คอยติดตามช่วยลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันในช่วง 5-10 ปีนี้ถือเป็นช่วงการเก็บข้อมูลอิสระใหม่ (Retrain)ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อพิสูจน์ว่า ‘TikTok US’ ปลอดภัยจริง และอาจเป็นความมั่นคงปลอดภัยอย่างถาวรได้จริงในอนาคต แต่ถ้ามีวิกฤต หรือมีอิทธิพลอุบัติการณ์เกิดใหม่ขึ้นอีก อาจทำให้สหรัฐต้อง ‘รีเซ็ต’ เรื่องนี้อีกครั้ง ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากจุดเริ่มต้นด้วยรหัสเริ่มต้นแพล็ตฟอร์มของ ByteDance ซึ่งยังอาจมีช่องโหว่ซ่อนอยู่ หรือในอนาคตถ้าจีนบังคับ ByteDance (ผ่านกฎหมาย) ให้แทรกแซงทางอ้อมในด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หรือมีความขัดแย้งสหรัฐ-จีนรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ อาจกลับมาเพิ่มกฎหมายใหม่ ส่วนจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้ดีลนี้เป็นการแค่ ‘ซื้อเวลา’ 5-10 ปี ไม่ใช่การแก้ปัญหาถาวร เกมนี้ อาจเรียกว่าเป็น การเดิมพันความเสี่ยง ที่ซื้อกันชนเวลาให้ สหรัฐฯ บริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น ได้โดยไม่ต้องแบนทันที (ซึ่งจะกระทบผู้ใช้ 200 ล้านคน และครีเอเตอร์ อีโคโนมี) ส่วนในฝั่งจีน ประเมินแล้วว่า ByteDance ยอมลดหุ้นแต่ยังได้เงินมหาศาลจากดีลมูลค่า มากกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และ TikTok ยังเติบโตในสหรัฐฯ ตามสไตล์การทำงานแบบ ‘จีน’ ที่อาจมองว่า ‘เสียเล็กแต่ได้ใหญ่’ ด้วยยังครองพลังซอฟต์พาวเวอร์ผ่านคอนเทนต์ ก็เป็นไปได้เช่นกัน Alternate-X สรุปให้ ดีล TikTok US มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยให้แพลตฟอร์มรอดการแบนในสหรัฐ โดย Oracle รับบทคุมข้อมูลผู้ใช้ ปิดความเสี่ยงจีนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ ByteDance ยังถือหุ้นและเทคโนโลยี ทำให้ความเสี่ยงไม่หมด 100% ด้าน นักวิเคราะห์มองดีลนี้เป็นการ ‘ซื้อเวลา’ ด้านความมั่นคง 5–10 ปี เป็นเกมสหรัฐ–จีน ที่ยังไม่จบ หากเกิดวิกฤตใหม่ TikTok อาจถูกรีเซ็ตอีกครั้ง STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
Amazfit Active Max รีวิวสมาร์ทวอทช์แบตอึด 25 วัน AI วางแผนออกกำลังกาย
รีวิว Amazfit Active Max สมาร์ทวอทช์สายสุขภาพ แบตอึด 25 วัน จอใหญ่ ระบบ AI วางแผนฝึกและติดตามสุขภาพครบ เหมาะกับคนออกกำลังกายจริงจังที่ต้องการข้อมูลแม่นยำ ไม่เน้นแฟชั่น แต่เน้นใช้งานระยะยาว แบตเตอรี่และการใช้งานระยะยาว ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 25 วัน ลดภาระการชาร์จ เหมาะกับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ AI และข้อมูลสุขภาพเชิงลึก Zepp Coach™ และ BioCharge™ ช่วยวางแผนฝึกตามสภาพร่างกายจริงในแต่ละวัน ฟีเจอร์กีฬาและแผนที่ครบ รองรับกว่า 170 โหมดกีฬา GPS แม่นยำ พร้อมแผนที่ออฟไลน์ในตัว เหนื่อยง่าย เวลาไม่พอ แต่ยังอยากดูแลตัวเอง อาจเรียกได้ว่าเป็น เพนพอยต์ของคนยุคนี้ ด้วยชีวิตคนทำงานปัจจุบัน เจอแรงกดดัน ทั้งงาน หน้าจอ สุขภาพ และเวลาออกกำลังกายที่ถูกบีบให้สั้นลง ขณะที่ หลายคนมองหาไลฟ์สไตล์สุขภาพในยุคนี้ ที่ไม่ได้หมายถึงฟิตหุ่นอย่างเดียว แต่คือ ‘รู้จักพลังงาน’ ของตัวเองด้วย จากความต้องการแบบนี้ ทำให้ผู้คนต้องการบริหารเวลาออกกำลังกายให้คุ้ม พร้อมใช้ข้อมูลจริงมาช่วยตัดสินใจ ไม่ใช่อารมณ์ ทำให้ ‘สุขภาพ’ กลายเป็น ‘ระบบ’ มากกว่าการใช้ความพยายามเหมือนเดิม จากออกให้เยอะสู่ออกให้ฉลาด ขณะที่ เทรนด์สุขภาพเปลี่ยนจากการนับแคลอรีหรือชั่วโมง มาเป็น การฟังสัญญาณร่างกาย การฝึกตามความพร้อมแต่ละวัน การใช้ AI และข้อมูลชีวภาพช่วยวางแผน แกดเจ็ต ตอบโจทย์ชีวิตจริง ดังนั้น ตัวช่วยอย่างอุปกรณ์สวมใส่ ในวันนี้ยังเปลี่ยนบทบาทสู่การเป็นเป็นโค้ชส่วนตัวได้อีกด้วย นอกเหนือจากแค่เครื่องวัด จากแนวโน้มนี้ Amazfit Active Max สมาร์ทวอทช์ที่วางตำแหน่งชัดว่าออกแบบมาเพื่อ ‘คนอยากดูแลสุขภาพจริงจัง แต่ยังใช้ชีวิตปกติ’ มาพร้อมสเปกเพื่อแก้ปัญหาการใช้งานระยะยาว Amazfit Active Max ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เห็นชัดคือการทำให้ ‘การออกกำลังกายไม่เดาเอา’ ด้วยข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ และการประเมินพลังงานของร่างกาย ทำให้รู้ว่า วันไหนควรซ้อมหนัก, วันไหนควรพัก หรือวันไหนควรลดความเข้มข้น ด้วยฟีเจอร์ ที่ใส่มาให้ไม่ได้บังคับว่าการออกกำลังทุกครั้งจะต้องฟิต แต่ช่วยให้ไม่ฝืน จากการใช้งานได้จริง อย่าง จอและดีไซน์ หน้าจอ AMOLED ขนาด 1.5 นิ้ว ความละเอียด 480×480 พิกเซล สว่างสูงสุด 3,000 nits ทำให้มองชัดแม้กลางแดด ตัวเรือนอะลูมิเนียมอัลลอยด์ น้ำหนักเบา 39.5 กรัม พร้อมโครงสร้าง Pivoted Lug ที่ใส่แล้วกระชับข้อมือ แบตเตอรี่และการนำทาง แบตเตอรี่ 658 mAh ใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุด 25 วัน หรือ 10 วันในโหมด Always-on Display รองรับ GPS 5 ระบบ ใช้งานต่อเนื่องได้นานถึง 64 ชั่วโมง พร้อมหน่วยความจำ 4GB สำหรับแผนที่ออฟไลน์ เส้นทางเดินป่า แผนที่สกี และพอดแคสต์ AI และโหมดกีฬา รองรับโหมดกีฬามากกว่า 170 รูปแบบ Smart Strength Training ตรวจจับท่าฝึกความแข็งแรงอัตโนมัติได้ถึง 25 ท่า พร้อมวิเคราะห์ Muscle Heatmap Zepp Coach™ ใช้ AI ออกแบบแผนฝึกเฉพาะบุคคล ตั้งแต่ 5K ถึงมาราธอน และรองรับอุปกรณ์เสริมอย่างสายคาดอกหรือ Power Meter สุขภาพ 24 ชั่วโมง เซ็นเซอร์ BioTracker™ PPG วัดอัตราการเต้นหัวใจ, SpO2, ความเครียด และการนอน BioCharge™ Energy Monitoring ประเมินพลังงานร่างกาย One-Tap Measuring วัดค่าสุขภาพ 4 อย่างใน 45 วินาที ไลฟ์สไตล์และการเชื่อมต่อ โทรผ่าน Bluetooth จากข้อมือ สั่งงานด้วยเสียงผ่าน Zepp Flow™ ซิงค์ข้อมูลกับ Zepp App และเชื่อมต่อ Strava, TrainingPeaks, Apple Health และ Google Fit สำหรับ Amazfit Active Max จากข้อมูลพบว่า จะวางจำหน่ายปลายเดือนมกราคม 2569 ในราคา 6,490 บาท พร้อมจำหน่ายผ่านตัวแทนอย่างเป็นทางการ และช่องทางออนไลน์ Amazfit บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ แกดเจ็ตชิ้นนี้? ให้กี่คะแนน จากข้อมูลข้างต้น ในมุมมองของ Alternate-X ขอให้คะแนนรวม 8.5 / 10 ด้วยเหตุผลหลัก จุดเด่นของแบตเตอรี่ มาพร้อมกับระบบ AI ที่ใช้งานได้จริง เหมาะกับสายออกกำลังกายสม่ำเสมอและต้องการข้อมูลเชิงลึก ที่สำคัญยังเป็นแนวมินิมัล คลาสสิค ไม่ได้เน้นแฟชั่น แต่เน้น ‘อยู่กับเราได้นาน’ ถ้ามองหาอุปกรณ์ที่ช่วยจัดการสุขภาพแบบเป็นระบบ ไม่เร่ง ไม่ฝืน และไม่ต้องชาร์จบ่อย Amazfit Active Max คือแกดเจ็ตที่ทำหน้าที่ ‘ผู้ช่วยชีวิตสุขภาพ’ ได้ค่อนข้างครบในงบระดับกลาง
‘PRAKAAN’ พรีเมี่ยมวิสกี้ไทยโต200% ไปต่อตลาด New World Whisky หมื่นล.
เจาะกลยุทธ์ ‘PRAKAAN’ ปี 2 ทำยอดขายพุ่ง 200% ทุบสถิติซิงเกิลมอลต์ไทย กางโรดแมปปี 69 เปิดประตูสู่ตลาด New World Whisky หมื่นล้าน ตลาดพรีเมียมโตแรง เทรนด์ Drink Less But Better หนุนซิงเกิลมอลต์โตต่อเนื่อง กลยุทธ์ New World Whisky ใช้รางวัลระดับโลกปูทางเจาะยุโรป–เอเชียอย่างเป็นระบบ พลัง Soft Power ไทย ผสานวัตถุดิบ อัตลักษณ์ และประสบการณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มแบรนด์ ปี 2569 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมียมกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะในเซกเมนต์ ‘ซิงเกิลมอลต์วิสกี้’ (Single Malt Whisky) ที่ไม่ใช่เพียงเครื่องดื่มเพื่อการสังสรรค์อีกต่อไป แต่กลายเป็น ‘สินทรัพย์ทางวัฒนธรรม’ และ ‘สัญลักษณ์แห่งรสนิยม’ ที่ข้ามพรมแดนจากยุโรปสู่เอเชียอย่างเต็มตัว กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในขณะนี้คือการผงาดขึ้นของ ‘PRAKAAN’ (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ระดับพรีเมียมแบรนด์แรกของประเทศไทย ต้นกำเนิดจากจังหวัดกำแพงเพชร กับรสมหัศจรรย์สัมผัสแหล่งน้ำคุณภาพจากผืนป่าระดับโลก พร้อมกรรมวิธีหมักบ่มอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยเบฟเวอเรจ จากความตั้งใจแรกของกระบวนการผลิตที่นำไปสู่การสร้างปรากฏการณ์ยอดขายพุ่งสูงกว่าเป้าหมายถึง 200% หลังเปิดตัวเพียงปีเศษ ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจและการเมืองในปีที่ผ่านมา ‘New World Whisky’ คือโอกาสใหม่ โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ภูมิทัศน์ของตลาดวิสกี้โลกในปี 2569 ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่เคยผูกขาดอยู่เพียงสกอตแลนด์หรือไอร์แลนด์ไปแล้ว โดยกลุ่ม ‘New World Whisky’ หรือวิสกี้จากแหล่งกำเนิดใหม่นอกยุโรป กำลังกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด โดยมี ‘ญี่ปุ่น’ เป็นต้นแบบความสำเร็จ ในฐานะตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้วิสกี้ท้องถิ่นจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดวิสกี้โลกที่เตรียมทะยานสู่ 105.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์) ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 4.82% อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกไปที่เซกเมนต์ ‘ซิงเกิลมอลต์’ กลับพบโอกาสที่หอมหวานยิ่งกว่าด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 6% สะท้อนชัดถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด ‘Drink Less, But Better’ คือการหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและเรื่องราว ของผลิตภัณฑ์มากกว่าปริมาณ ด้วยเหตุนี้ PRAKAAN จึงใช้ความสำเร็จจากการคว้ารางวัลบนเวที World Whiskies Awards 2025 เป็นแรงส่งสำคัญในการเดินหน้าชิงส่วนแบ่งการตลาดใน 5 ประเทศยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการปักหมุดในกลุ่ม New World Whisky ที่กำลังมีโมเมนตัมการเติบโตแรงกว่าวิสกี้แบบดั้งเดิม เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของซิงเกิลมอลต์สายเลือดไทยในฐานะตัวจริงบนเวทีโลก ปัจจุบัน PRAKAAN วางจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว 5 ตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส โดยแต่ละประเทศมีบริบทที่ต่างกัน ในฝั่งยุโรป (เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร) เป็นตลาดที่มีความรู้เรื่องวิสกี้สูง (Sophisticated Market) “ต่อการที่ PRAKAAN คว้ารางวัล Category Winner จากเวที World Whiskies Awards 2025 มาได้ จึงเป็น ‘ใบเบิกทาง’ สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น” ส่วนอินเดีย ถือเป็นตลาดที่มีประชากรดื่มวิสกี้มหาศาลและกำลังยกระดับสู่กลุ่มพรีเมียมที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ และที่ญี่ปุ่น นับเป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่เน้นภาพลักษณ์ New World Whisky เพราะญี่ปุ่นนับเป็นตลาดต้นกำเนิดของ New World Whisky ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและแตกต่างจากวิสกี้ของฝั่งยุโรป โดยทั้ง 5 ประเทศนี้ นอกจากวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำแล้ว กลุ่มไทยเบฟยังใช้กลยุทธ์ “Ecosystem Synergy” ผ่านเลาจ์ของโรงแรมในเครือเพื่อสร้างประสบการณ์ตรงให้กับแขกที่เข้าพัก อย่างไรก็ตาม ตลาดจีน ยังคงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ (The Hardest Nut to Crack) แม้จะมีขนาดเศรษฐกิจมหาศาล แต่พฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนยังมี Brand Loyalty ที่เหนียวแน่นต่อ “คอนยัค” (Cognac) และ “เหล้าเหมาไถ” (Baijiu) การจะแทรกตัวเข้าไปในมื้ออาหารหรือวัฒนธรรมการดื่มของจีนจึงต้องใช้กลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่าเพียงแค่การวางขายในเชลฟ์ เลือกตั้ง-ภัยแล้ง มีผลตลาดเครื่องดื่ม ด้าน ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย กล่าวว่า “จากข้อมูลปี 2568 ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยเติบโตขึ้นถึง 28% จากปีก่อนหน้า หากมองย้อนกลับไปในปี 2568 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มต้องเผชิญกับ ‘Perfect Storm’ ทั้งจากภัยธรรมชาติแผ่นดินไหว ฤดูร้อนที่สั้นกว่าปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายเครื่องดื่มคลายร้อน รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่อ่อนไหวอย่างการยุบสภาและการสูญเสียบุคคลสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ปีแห่งการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีปัจจัยบวกเกื้อหนุนรอบด้าน เริ่มจากมิติ เสถียรภาพทางการเมือง ที่การเลือกตั้งในช่วงต้นปีและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและผู้บริโภคกลับคืนมา ส่งผลให้เกิดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนและตรงจุด ซึ่งช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและผลักดันกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้มีการคาดการณ์สภาพอากาศว่าจะมีฤดูร้อนที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งตามสถิติทางการตลาดแล้ว อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับยอดขายเครื่องดื่มที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ตลาดแอลกอฮอล์ในปีนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากกลยุทธ์ Sport Marketing ระดับโลกผ่านการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จะจัดขึ้นระหว่าง 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม 2026 ซึ่งถือเป็นอีเวนต์ระดับแม่เหล็ก ในการกระตุ้นบรรยากาศการเฉลิมฉลองและการบริโภคทั้งในช่องทาง On-premise เช่น ผับ บาร์ และร้านอาหาร รวมถึงช่องทาง Off-premise ทั่วประเทศไทย “ปี 2569 กลายเป็นโอกาสทองที่ผู้เล่นในตลาดอย่าง PRAKAAN จะสามารถตักตวงกระแสเชิงบวกเหล่านี้เพื่อสร้างการเติบโตของยอดขายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย” The Quest of PRAKAAN สำหรับปี 2569 นี้ PRAKAAN (ปราการ) เดินหน้าดำเนินกลยุทธ์ Experiential Marketing เพื่อถ่ายทอด อัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่ระดับโลก ผ่านงาน ‘The Quest of PRAKAAN’ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ The House on Sathorn เป้าหมายหลักคือการเข้าถึงหัวใจของกลุ่ม Premium Spirit Drinker ซึ่งมีฐานผู้ดื่มขนาดใหญ่กว่า 9.5 ล้านคน ผ่านการใช้กลยุทธ์ Experiential Marketing ภายใต้คอนเซปต์ ‘Recomposing Thainess to World-Class Ritual’ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนภาพจำจากการขาย ‘สินค้า’ ให้กลายเป็นการสร้าง ‘พิธีกรรม’ แห่งการดื่มระดับสากล ผ่านการร้อยเรียงประสบการณ์แบบ Multi-Sensory Experience ที่ผสานทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ทั้งการใช้ดนตรีร่วมสมัยจากการแสดงของ NIXSA x Synthderellar มาสร้างบรรยากาศ ควบคู่ไปกับการออกแบบเมนูอาหารในรูปแบบ Food Pairing ที่ดึงเอาคุณลักษณะเด่นออกมาได้อย่างชัดเจนของวิสกี้ซีรีส์ ‘ตรีบูร’ ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Select Cask Double Cask Peated Malt กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างการจดจำแบรนด์ในระดับลึก แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการมัดใจกลุ่มมิลเลนเนียลและกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่มองหาคุณค่าและประสบการณ์แปลกใหม่ที่เหนือกว่าการบริโภคทั่วไป ต่อความสำเร็จของ PRAKAAN ในย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะทางการตลาดของค่ายไทยเบฟเพียงอย่างเดียว แต่เปรียบเสมือนการประกาศศักดาของ Thai Single Malt อย่างสง่างามบนแผนที่วิสกี้โลก โดยในปี 2569 ที่การแข่งขันในตลาดพรีเมียมวิสกี้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น การที่แบรนด์สามารถถือครองความได้เปรียบผ่านดีเอ็นเอกลยุทธ์ 3P อันแข็งแกร่ง ทั้ง Provenance (แหล่งวัตถุดิบจากผืนป่ามรดกโลก) Pride (ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย) Passion (ความมุ่งมั่นในคุณภาพ) และผลักดันให้วิสกี้ไทยกลายเป็น Soft Power ที่แข็งแกร่งในเวทีสากล Alternate-X สรุปให้ PRAKAAN ซิงเกิลมอลต์วิสกี้ไทยปี 2 สร้างปรากฏการณ์ยอดขายพุ่งกว่า 200% ย้ำศักยภาพแบรนด์ไทยในตลาดพรีเมียมสปิริตระดับโลก เดินเกมปี 2569 รุกตลาด New World Whisky มูลค่าหมื่นล้าน หลังคว้ารางวัล World Whiskies Awards ใบเบิกทางสู่เวทีสากล วางหมาก Experiential Marketing สร้างคุณค่ามากกว่าแค่เครื่องดื่ม มองปีนี้ ตลาดเครื่องดื่มแข่งคึกคักจากปัจจัยหนุน การเมือง ภัยแล้ง อีเวนต์กีฬาโลก STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
VSF Global โชว์ ‘Top3’ วีซ่าปลายทางฮิตคนไทย อังกฤษ-ออสเตรเลีย-เยอรมัน
VFS Global เปิดกลยุทธ์ปี 2026 ชู ‘ข้อมูลปลอดภัย-บริการพรีเมี่ยม’ มัดใจนักเดินทางยุคใหม่ เผย UK-AUS-GER จุดหมายฮิตคนไทย พร้อมแจง 5 เรื่องต้องรู้ก่อนขอวีซ่า ปลายทางฮิตชัดเจน UK–AUS–GER ครอง Top 3 จุดหมายคนไทยยื่นวีซ่าสูงสุด บริการพรีเมียมตอบโจทย์ยุคใหม่ ยื่นวีซ่าถึงที่ เพิ่มศูนย์ในห้าง–โรงแรม ลดความยุ่งยาก ความปลอดภัยข้อมูลคือหัวใจ เข้ม Data Security ลบข้อมูลทันทีหลังจบกระบวนการ ไซมอน พีซีย์ (Simon Peachey) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ภูมิภาคออสตราเลเซีย จีน VFS Global ผู้ให้บริการเอาท์ซอร์สและเทคโนโลยีแก่ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่า เปิดเผยว่าทิศทางตลาดการท่องเที่ยวในปี 2569 มีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ จากข้อมูลพบว่า กลุ่มประเทศ3 อันดับแรก (ท็อป 3) ที่คนไทยนิยมยื่นขอวีซ่ามากที่สุด คือ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี โดยในปีนี้ VFS Global และ RCIS พร้อมร่วมกับตัวแทนจากสถานทูตออสเตรีย เยอรมนี ฮังการี และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับคลื่นนักเดินทางชาวไทยในช่วงไฮซีซันที่กำลังจะมาถึง รวมถึงหน่วยงานรัฐบาล ยังให้ความสำคัญควบคู่ไปกับจำนวนนักท่องเที่ยว คือ ความกังวลเรื่องการพำนักเกินระยะเวลาที่กำหนด (Overstay) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาวีซ่าในอนาคต ไซมอน กล่าวว่า ในปีนี้ VFS Global ได้วางแผนยกระดับมาตรฐานการให้บริการผ่านนวัตกรรม โดยยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยที่กลับมาคึกคักเต็มตัว โดยนำกลยุทธ์ความปลอดภัยด้านข้อมูล (Data Security) และการขยายโซลูชันบริการระดับพรีเมียม ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่ผู้สมัครวีซ่าทั่วประเทศ ขณะที่ การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (Data Security) คือ หัวใจสำคัญของการดำเนินงานที่ VFS Global ยึดถือมาตลอด 25 ปี จากการลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างระบบการเข้าถึงข้อมูลที่จำกัดเฉพาะส่วนที่จำเป็น และมีนโยบายการลบข้อมูลผู้สมัครทันทีหลังจากกระบวนการขอวีซ่าเสร็จสิ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ยื่นคำร้องในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ VFS Global ยังทำให้รูปแบบการยื่นวีซ่าให้เข้าถึงง่ายและพรีเมียมยิ่งขึ้น อาทิ บริการ Visa At Your Doorstep โดยพนักงานจะเดินทางไปรับคำร้องและเก็บข้อมูลชีวมิติถึงที่บ้านหรือออฟฟิศ บริการ Premium Lounge เน้นความสะดวกสบายแบบส่วนตัว การเพิ่มศูนย์ยื่นวีซ่าในทำเล Prime Location อาทิ ในโรงแรมหรูและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน และธัญญาพาร์ค ในรูปแบบรถตู้เคลื่อนที่ (Mobile Visa Application Centre) บริการ Prime Time สำหรับผู้ที่ต้องการยื่นวีซ่านอกเวลาทำการหรือวันเสาร์ บริการส่งพาสปอร์ตคืนทางไปรษณีย์เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการรับพาสสปอร์ตคืน ผู้บริหาร VFS Global เตือนว่า สิ่งสำคัญที่ผู้ขอวีซ่าต้องระมัดระวังเป็นพิเศษคือ ปัญหามิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อ VFS Global หรืออ้างว่าเป็นตัวแทนสถานทูตมักมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยทาง VFS Global ได้ใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารการตลาดเพื่อทำความเข้าใจกับสาธารณชนเกี่ยวกับ ‘ข้อเท็จจริง’ 5 ประการที่มักถูกเข้าใจผิด เพื่อป้องกันไม่ให้นักเดินทางตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงเสียทรัพย์สิน ไม่มีการการันตีผลวีซ่า: VFS Global มีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการรับเอกสารเท่านั้น อำนาจการตัดสินใจว่าจะ ‘ผ่าน’ หรือ ‘ไม่ผ่าน’ เป็นสิทธิ์ขาดของสถานทูตแต่เพียงผู้เดียว ความเร็วในการพิจารณา: การใช้บริการพรีเมียมเซอร์วิสช่วยเพิ่มความสะดวกในขั้นตอนการยื่น แต่ไม่ได้มีผลต่อความเร็วในการพิจารณาของสถานทูต การนัดหมายไม่มีค่าใช้จ่ายแอบอ้าง: คิวการนัดหมายถูกควบคุมโดยระบบและสถานทูต VFS Global ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายคิวผ่านบุคคลที่สาม ช่องทางการชำระเงิน: บริษัทฯ จะไม่มีการรับชำระเงินผ่านโซเชียลมีเดียเด็ดขาด การชำระเงินต้องทำผ่านเว็บไซต์ทางการหรือที่ศูนย์รับคำร้องโดยตรงเท่านั้น ไม่ใช่เอเจนซี่หางาน: VFS Global ไม่ได้ให้บริการเรื่องการย้ายถิ่นฐาน (Migration) หรือจัดหางานในต่างประเทศ หากมีการแอบอ้างในลักษณะนี้ให้สันนิษฐานว่าเป็นมิจฉาชีพ วางแผนล่วงหน้าก่อนขอวีซ่า ไซมอน ย้ำว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าในกระบวนการขอวีซ่า นักเดินทางควรวางแผนขอวีซ่าลวงหน้าแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะวีซ่าเชงเกนที่สามารถยื่นได้ล่วงหน้าสูงสุดถึง 6 เดือน (180 วัน) การเตรียมตัวเร็วไม่เพียงแต่ช่วยลดความกดดันเรื่องระยะเวลา แต่ยังช่วยให้ผู้ยื่นคำร้องไม่หลงกลมิจฉาชีพที่มักใช้ความเร่งด่วนมาเป็นข้ออ้างในการเรียกรับเงิน “เป้าหมายในปี 2569 นี้ VFS Global คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักเดินทางไทยรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบายตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเตรียมตัว ซึ่งการได้รับความเชื่อมั่นจากสถานทูตทั่วโลกและความมั่นใจของผู้สมัครยังเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด ซึ่งการออกมาให้ข้อมูลเรื่องมิจฉาชีพในครั้งนี้จึงเป็นหน้าที่ที่ VFS Global ต้องทำ เพื่อให้แน่ใจว่าความกังวลใจเรื่องขั้นตอนเอกสารจะไม่กลายเป็นอุปสรรคของการเดินทาง และทุกคนสามารถออกไปเปิดประสบการณ์ในต่างแดนได้อย่างที่ตั้งใจไว้” ปัจจุบัน VFS Global ดำเนินงานในระดับสากลมาตลอด 25 ปี ให้บริการข้อมูลวีซ่าแก่สถานทูตและพันธมิตรรัฐบาลทั่วโลก 67 แห่ง ครอบคลุมศูนย์รับคำร้องกว่า 3,300 แห่งใน 153 ประเทศ มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเพื่ออำนวยความสะดวกกว่า 17,300 คน สำหรับประเทศไทย VFS Global เริ่มเข้ามาให้บริการตั้งแต่ปี 2005 จนปัจจุบันขยายเครือข่ายศูนย์ยื่นวีซ่ากว่า 38 แห่ง ให้บริการสถานทูตและกงสุลรวม 26 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อรองรับความต้องการของนักเดินทางไทยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ VFS Global เผยสถิติพบคนไทยนิยมยื่นขอวีซ่าไปสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และเยอรมนี มากที่สุด ปี 2569 นี้ครบรอบ 25 ปีให้บริการระดับสากล ส่งกลยุทธ์ความปลอดภัยด้านข้อมูล (Data Security) โดยมีการลบข้อมูลผู้สมัครทันทีหลังเสร็จสิ้นกระบวนการ พร้อมยกระดับบริการพรีเมียมด้วย ‘Visa At Your Doorstep’ รับคำร้องถึงบ้าน และเพิ่มจุดบริการในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เตือนภัยมิจฉาชีพแอบอ้างขายคิว ย้ำว่า VFS Global ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีผลต่อการตัดสินใจของสถานทูต แนะนำนักเดินทางวางแผนขอวีซ่าเชงเกนล่วงหน้าได้สูงสุด 6 เดือน เพื่อลดความผิดพลาดและเลี่ยงกลโกง
AssetWise x Smallroom ใช้ดนตรีเจาะเจนZ ย้ำแบรนด์ KAVE แคมปัส คอนโด
AssetWise x Smallroom ใช้ดนตรีเจาะเจนใหม่ ปั้นแบรนด์ KAVE ย้ำแคมปัส คอนโด โรดโชว์ทัวร์คอนเสิร์ต กลยุทธ์เชื่อมแบรนด์อสังหาฯ เข้าถึงไลฟ์สไตล์ Gen Z ดนตรีเชื่อมแบรนด์กับไลฟ์สไตล์ สร้างประสบการณ์จริงและความผูกพันระยะยาวกับ Gen Z เข้าใจ Insight นักศึกษา ทำเล ราคา และฟังก์ชันตอบโจทย์ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย แบรนด์อยู่อาศัยไม่ขายแค่ห้อง แต่ขาย Community ประสบการณ์ และความทรงจำ พชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์ ใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านดนตรี (Music Marketing) ร่วมกับ ‘ค่ายเพลงสมอลล์รูม’ Smallroom ค่ายเพลงที่มี DNA และฐานแฟนคลับเป็นกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ สนับสนุนทัวร์คอนเสิร์ตประจำปี ‘Smallroom Music Camp Tour 2025’ ส่งมอบประสบการณ์ทางดนตรี ให้เป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำช่วงชีวิตมหาวิทยาลัยของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดย การสนับสนุนทัวร์คอนเสิร์ตถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือการสื่อสารที่ทรงพลังและช่วยเราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดที่สุด ซึ่งความร่วมมือระหว่างแอสเซทไวส์ และ Smallroom ในครั้งนี้ ยังมุ่งสร้าง Brand Love และความผูกพันระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่กับแบรนด์ KAVE ในระยะยาว “ดนตรีเป็นเครื่องมือสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร้ขีดจำกัด” สำหรับ ‘Smallroom Music Camp Tour 2025’ เป็นทัวร์คอนเสิร์ตประจำปีที่นำกลุ่มศิลปินและกิจกรรมจากค่าย Smallroom เดินสายสร้างความสนุกไปยังมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศรีราชา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักศึกษา และจะจัดกิจกรรมความสนุกอีกอย่างต่อเนื่องในปีนี้ พชร กล่าวเสริม กลยุทธ์ดังกล่าว ยังสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์อสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตแอสเซทไวส์ ในตลาดแคมปัสคอนโดภายใต้แบรนด์ KAVE ปัจจุบันมีจำนวน 19 โครงการ ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้ความเข้าใจเชิงลึก(Insights) กลุ่มนักศึกษา ในอยู่อาศัยพร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ขณะที่จุดเด่น โครงการแคมปัสคอนโดแบรนด์ KAVE ประกอบด้วย ทำเลใกล้สถานศึกษา ราคาเข้าถึงง่าย เหมาะกับกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรมหาวิทยาลัยแล้ว นอกจากนี้ โครงการยังการออกแบบทุกพื้นที่ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคน Gen Z ด้วยส่วนกลางขนาดใหญ่และหลากหลายฟังก์ชัน อาทิ โครงการเคฟ วันเดอร์แลนด์ (KAVE Wonderland) ห้อง E-sport, ห้องซ้อมดนตรี, ห้องไลฟ์สด, Creative Space, Co-working zone พื้นที่สำหรับทำงานและติวหนังสือ ไปจนถึงสแตนซ้อมเชียร์ พชร กล่าวว่า แคมปัสคอนโดแบรนด์ KAVE ได้การตอบรับดีจากทั้งกลุ่มนักศึกษาที่อยู่อาศัยจริง และกลุ่มนักลงทุนที่เน้นปล่อยเช่า โดยในหลายทำเลใกล้มหาวิทยาลัยสามารถสร้างผลตอบแทน (Yield) ได้สูงถึง 8% ต่อปี* ตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำตลาด Campus Condo ของแบรนด์ KAVE ได้อย่างแข็งแกร่ง Alternate-X สรุปให้ AssetWise ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือการตลาดเจาะ Gen Z อย่างตรงจุด กลยุทธ์คอลแล็บส์ Smallroom สร้าง Brand Love ผ่านทัวร์คอนเสิร์ตในรั้วมหาวิทยาลัย ตอกย้ำภาพลักษณ์ KAVE ในฐานะแคมปัสคอนโดที่เข้าใจไลฟ์สไตล์นักศึกษา เชื่อมอสังหาฯ เข้ากับดนตรี ความทรงจำ และช่วงชีวิตมหาวิทยาลัย เสริมความแข็งแกร่งแบรนด์ พร้อมดึงทั้งผู้อยู่อาศัยจริงและนักลงทุน
รักษาโรคอ้วนยั่งยืน ปรับวิถีชีวิต ผ่าตัดลดน้ำหนักทางเลือกผู้ป่วย BMI สูง
บำรุงราษฎร์ แนะควบคุมดูแลน้ำหนักเหมาะสมแต่ละคน สู่สุขภาพยั่งยืนระยะยาว แม้ ‘BMI’ จะปกติแต่อาจแฝงภัยเงียบนำไปสู่หลายโรคเรื้อรังไม่รู้ตัว โรคอ้วนไม่ใช่แค่รูปร่าง แม้ BMI ปกติ ก็อาจแฝงความเสี่ยงโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว การรักษาต้องเฉพาะบุคคล พฤติกรรม ยา การส่องกล้อง หรือผ่าตัด ต้องประเมินโดยแพทย์ เป้าหมายคือสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่ลดเร็ว แต่ลดอย่างปลอดภัยและไม่กลับมาอ้วนซ้ำ พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า แนวทาง ‘Weight Management’ การควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้ยาจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จและยั่งยืน โรคอ้วน ภัย(ไม่) เงียบ รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด ‘ภัยเงียบ’ หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งหลายชนิด สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลเป็นที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 ซึ่งช่วยจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง และส่งผลให้น้ำหนักลดลง อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตหลังการรักษา อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจติดอ้วน วิกฤตจีดีพีไทย 5.6% ‘บำรุงราษฎร์’ แนะจัดการสุขภาพ พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวเสริมว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นประกอบด้วย การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง การสร้างแรงจูงใจจากภายใน ปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่าการลดน้ำหนักคือการลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ หรือการมีมวลไขมันสูง แม้ว่า BMI จะปกติ ดังนั้น การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม นอกจากนี้ แผนการกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือแผนที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงความต้องการ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคน รวมถึงปัจจัยทางชีวภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ ‘การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม’ เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) ขณะที่ แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการมีนักโภชนาการช่วยวางแผนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายและรักษาสุขภาพที่ดีได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งนับเป็น ‘Health Resolution’ ที่สำคัญสำหรับปีใหม่ เพราะเป็นการลงทุนให้ตัวเองที่จะนำมาซึ่งการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน Alternate-X สรุปให้ ‘โรคอ้วน’ ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก แต่เป็นภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรังหลายระบบ การปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ โดยเฉพาะผู้ที่มีค่า BMI สูงหรือมีโรคร่วม ขณะที่ แนวทาง Weight Management ต้องดูแลแบบองค์รวม เฉพาะบุคคล และยั่งยืน รวมถึง ยา GLP-1RA การส่องกล้องเย็บกระเพาะ และการผ่าตัด เป็นทางเลือกทางการแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่แค่ผอม แต่คือสุขภาพดีระยะยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เศรษฐกิจติดอ้วน วิกฤตจีดีพีไทย 5.6% ‘บำรุงราษฎร์’ แนะเร่งจัดการสุขภาพ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดข้อมูล ‘ไทย’ กำลังก้าวสู่สังคมอ้วนเร็วและแรงกว่าที่คิด!! แนะเร่งรับจัดการน้ำหนักก่อนนำไปสู่กลุ่มโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ขยายผลกระทบลามเศรษฐกิจ สุขภาพประชากรเสื่อมถอย อัตราอ้วนพุ่ง เปิดประตูโรคเรื้อรัง เพิ่มภาระระบบสาธารณสุข ต้นทุนเศรษฐกิจมหาศาล จากค่ารักษา–ประสิทธิภาพแรงงานลด สูญเสีย GDP ระยะยาว ต้องเร่งจัดการเชิงระบบ ควบคุมน้ำหนักแบบเฉพาะบุคคล ลดผลกระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง ดร.อาทิรัตน์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน พร้อมให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติต่างๆ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ครอบคลุมทางเลือกการรักษาหลากหลาย ตั้งแต่ การใช้ยา การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง รักษาโรคอ้วนยั่งยืน ปรับวิถีชีวิต ผ่าตัดลดน้ำหนักทางเลือกผู้ป่วย BMI สูง Alternate-X สรุปให้ ไทยกำลังก้าวสู่ ‘สังคมอ้วน’ เร็วกว่าที่คาด กระทบทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ ด้วย คนไทยอ้วน–น้ำหนักเกินกว่า 42% เสี่ยงโรค NCDs เพิ่ม จากในปี 2562 ความสูญเสียจากโรคอ้วนคิดเป็น 1.5% ของ GDP หากไม่เร่งแก้ ปี 2060 อาจแตะ 5.6% ของ GDP ไทย ‘บำรุงราษฎร์’ ชี้ต้องจัดการน้ำหนักแบบครบวงจรและยั่งยืน
ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ควร? โรงอาหารประกันสังคม 12 ล้าน เขย่า 25 ล้านเสียงเลือกตั้ง
ไม่ผิดกฎหมาย แต่กระทบหัวใจแรงงาน โรงอาหาร 12 ล้าน’ประกันสังคม’ ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน ใช้เงินจากคนทำงานผิดวัตถุประสงค์? คำถามใหญ่เขย่าผลเลือกตั้ง!! ความถูกต้องทางกฎหมาย vs ความชอบธรรมทางสังคม โครงการผ่านระเบียบและการตรวจสอบ แต่ไม่ตอบโจทย์ความรู้สึกของผู้ประกันตน โครงสร้างการบริหารกองทุน ผู้จ่ายเงินจำนวนมากที่สุด กลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดทิศทางเงิน ผลกระทบทางการเมือง แรงงานกว่า 25 ล้านคน อาจกลายเป็นกลุ่มเปลี่ยนเกมเลือกตั้ง หากประเด็นนี้ถูกขยายผล ปมร้อนสำนักงานประกันสังคมใช้เงินกองทุนประกันสังคมกว่า 12 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและจัดสร้างโรงอาหารภายในอาคารกระทรวงแรงงาน เรื่องนี้นอกการตั้งคำถามเรื่องเป็น Conflict of Interest หรือไม่นั้น? และอาจกำลังกลายเป็นประเด็นพลิกการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน หากมองในแง่การใช้งบประมาณภาครัฐ 12 ล้านมันอาจดูไม่ได้เยอะมากหากเทียบกับตัวเลขงบประมาณระดับพันล้านหมื่นล้านบาท แต่เมื่อรายละเอียดของเรื่องนี้ถูกเปิดเผย คำถามที่ตามมากลับไม่ใช่เพียงว่า “ถูกระเบียบหรือไม่” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกและกว้างกว่านั้น คือการใช้เงินกองทุนของผู้ประกันตนไปลงทุนในพื้นที่ของหน่วยราชการอื่น เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบประกันสังคมไทยอย่างไร ไม่นานหลังมีการเปิดประเด็น ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นการใช้เงินกองทุนประกันสังคมจริง โดยผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคม ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความผิดทางกฎหมายหรือการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการนี้ การที่บอกว่า โครงการสร้างโรงอาคารผ่าน สตง.แล้วนั้น มันเปรียบเสมือนการรับรองในเชิงกฎหมายว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เงิน “ผิดวัตถุประสงค์” อย่างใด แต่ถึงกระนั้น ในเชิงกระบวนการทางราชการ คำชี้แจงดังกล่าวอาจถือว่าเพียงพอ แต่ในเชิงความรู้สึกของผู้ประกันตนจำนวนมาก คำถามกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น ไม่ผิดกม. แต่ไม่เหมาะสม หากพิจารณาตามนิยามทางกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด การใช้เงินกองทุนประกันสังคมสร้างโรงอาหารในอาคารกระทรวงแรงงาน อาจยังไม่เข้าองค์ประกอบของ “conflict of interest” ในความหมายของการเอื้อประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีบุคคลใดได้รับผลประโยชน์เฉพาะตน อย่างไรก็ตาม ในมุมของธรรมาภิบาลภาครัฐและการบริหารกองทุนสาธารณะ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนลักษณะของ “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน” (institutional conflict of interest) ด้วยเพราะเงินกองทุนประกันสังคม เป็นเงินที่มาจากการสมทบของลูกจ้างเอกชน นายจ้าง และรัฐ ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลแรงงานเอกชนในยามเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ และชราภาพ ไม่ใช่เงินงบประมาณแผ่นดินทั่วไป แต่เมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้สร้างหรือปรับปรุงทรัพย์สินถาวรในพื้นที่ของกระทรวงเอง ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคมเอง คำถามที่ต้องตามมาคือ “ใครได้ประโยชน์เป็นลำดับแรก” จึงเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีคำอธิบายว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานก็เป็นผู้ประกันตนเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง สถานะของข้าราชการกับแรงงานเอกชนทั่วไปย่อมแตกต่างกัน ทั้งในด้านความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงสวัสดิการ และอำนาจต่อรองในระบบ สำนักงานประกันสังคมชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2561 พื้นที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีข้อจำกัดด้านสถานที่ มีความแออัด และไม่เอื้อต่อการจัดทำโรงอาหาร ขณะเดียวกัน ระบบเดลิเวอรีอาหารยังไม่แพร่หลาย การเดินทางออกไปหาซื้ออาหารในบริเวณใกล้เคียงไม่สะดวก จึงเห็นว่าการขอใช้พื้นที่ในกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการติดต่อราชการ จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนที่มาใช้บริการได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าว แม้จะฟังขึ้นในเชิงการบริหารงานประจำวัน แต่คำถามที่ยังคงอยู่ คือ การอำนวยความสะดวกในลักษณะนี้ เป็น “ภารกิจจำเป็น” ของกองทุนประกันสังคมในระดับที่ต้องลงทุนถึง 12 ล้านบาทหรือไม่?!?โดยเฉพาะเมื่อเงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินสะสมระยะยาวของผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เงินบริหารหน่วยงานทั่วไป!!! เสี่ยงเจ๊งใน 30 ปี? ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักเห็นข่าวประมาณว่า ประกันสังคมเสี่ยงที่จะเจ๊งภายใน 30 ปี หากไม่รีบสังคายนาปรับโครงสร้าง ไม่เพียงแค่เรื่องโรงอาหาร 12 ล้าน กรณีการใช้เงินของสำนักงานประกันสังคมในหลายเคส คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมเริ่มหันกลับไปตั้งคำถามต่อโครงสร้างการบริหารกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ และพบความย้อนแย้งที่ดำรงอยู่มานาน นั่นคือ เงินประกันสังคม ซึ่งล้วนมาจากเงินของคนที่ทำงานเอกชนแต่กลับถูกบริหารโดยมายเซ็ตแบบระบบราชการ ขณะที่เงินบำนาญของข้าราชการกลับถูกบริหารโดยมืออาชีพจากภาคเอกชนผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากกว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีโครงสร้างการบริหารที่แยกออกจากระบบราชการโดยตรง เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาบริหาร มีการเปิดเผยผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และให้สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในทางกลับกัน กองทุนประกันสังคม ซึ่งมีขนาดกองทุนใหญ่กว่า และมีสมาชิกมากกว่า กลับยังคงถูกบริหารภายใต้กรอบคิดแบบราชการเป็นหลัก การตัดสินใจสำคัญจำนวนมากถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมอย่างจำกัด ผลลัพธ์คือ ผู้จ่ายเงินจำนวนมากที่สุด กลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดทิศทางของเงินตัวเอง 25 ล้านคน พลิกผลเลือกตั้ง? ช่วงนี้ที่ประเทศกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประเด็นปากท้องและสวัสดิการแรงงานจึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และกรณีประกันสังคมอาจกลายเป็นหนึ่งใน “ตัวแปรทางการเมือง” ที่หลายพรรคไม่อาจมองข้าม ข้อเสนอเรื่องการนำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ หรืออย่างน้อยการปรับโครงสร้างให้มีความเป็นอิสระและเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมมากขึ้น สิ่งที่เราจะได้เห็นนับจากนี้คือประเด็นปฏิรูปประกันสังคมจะถูกหยิบยกไปพูดบนเวทีดีเบตอย่างจริงจังแน่นอน เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ชุด รัฐมนตรีจะสับเปลี่ยนกี่คน เงินกองทุนประกันสังคมยังคงเป็นเงินก้อนมหาศาลที่แรงงานเอกชนต้องฝากอนาคตไว้กับระบบที่พวกเขาแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และกรณีโรงอาหาร 12 ล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงงบประมาณ หากแต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามทางการเมืองว่า ใครเป็นเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคมกันแน่ และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจแทนแรงงานทั้งประเทศ?!? “25 กว่าล้านคน” คือตัวเลขของจำนวนผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมขณะนี้ ดังนั้นแรงงานเอกชนกว่า 25 ล้านคน คือกลุ่มประชากรที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลับแทบไม่เคยถูกมองว่าเป็น “กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง” อย่างจริงจัง ท้ายที่สุดแล้ว คำถามของสังคมอาจไม่ใช่ว่า การนำเงินประกันสังคมไปสร้าง “โรงอาหาร” นั้นถูกระเบียบหรือไม่ เพราะคำตอบในเชิงเอกสารอาจชัดเจนไปแล้ว แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ในวันที่ผู้ประกันตนยังต้องต่อคิวยาวเพื่อรับการรักษา ในวันที่เงินชราภาพยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ และในวันที่แรงงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าสิทธิของตนไม่สอดคล้องกับเงินที่จ่ายไปทุกเดือน เงินกองทุนประกันสังคมควรถูกใช้เพื่ออะไรเป็นลำดับแรก ระหว่างการสร้างโรงอาหาร กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง Alternate-X สรุปให้ ปมร้อนประกันสังคมใช้งบ 12 ล้านบาทสร้างโรงอาหาร แม้ถูกกฎหมายแต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม ด้วยเงินกองทุนมาจากผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคน จึงถูกจับตาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน” แม้ผ่านการอนุมัติและตรวจสอบจาก สตง. แต่ความรู้สึกของแรงงานยังไม่คลี่คลาย จากประเด็นสะท้อนปัญหาโครงสร้างการบริหารกองทุนที่ผู้จ่ายเงินมีอำนาจน้อย อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเมืองและผลการเลือกตั้งในอนาคต STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat Editorial Lead A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
กระแสแบรนด์ไทยแฟชั่น–บิวตี้ โตแรงบนลาซาด้า หนุน LazMall ยอดพุ่ง 51%
ลาซาด้า โชว์อินไซต์กระแส ‘คนไทย’ วัย30ปีอัป เลือกแบรนด์ไทย แฟชั่น-เครื่องสำอาง ครองใจสายช้อปอีคอมเมิร์ซ ดันแคมเปญ 12.12 บน LazMall โตสูง51% Quality Shopping ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ เรื่องราวแบรนด์ และประสบการณ์ มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว อินไซต์คนไทย + ดีไซน์ แบรนด์ไทยเข้าใจไลฟ์สไตล์คนไทย ออกแบบสินค้าโดนใจ และสื่อสารตรงกลุ่มเป้าหมาย แพลตฟอร์มพรีเมียม LazMall สร้างความเชื่อมั่นด้วยของแท้ ระบบโลจิสติกส์ และ AI ช่วยแนะนำสินค้าแม่นยำ สภาพเศรษฐกิจที่ยังผันผวนยังมีผลต่อบรรยากาศการซื้อสินค้า สะท้อนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใช้ความเป็นเหตุเป็นผล มีการเทียบแล้วเทียบอีกระหว่างแบรนด์ก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าใด ๆ โดยเฉพาะในช่องขายอีคอมเมิร์ซ ที่ตอนนี้มีปรากฎการณ์สินค้าแบรนด์ไทยในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและบิวตี้ ที่กลายเป็นหมวดดาวเด่นบนแพลตฟอร์มลาซาด้า ด้วยยอดขาย อัตราการซื้อซ้ำ และความภักดีต่อแบรนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคสู่ยุค ‘Quality Shopping’ ด้วยราคาอาจไม่ใช่คำตอบเดียวในการตัดสินใจ แต่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า ขณะที่แบรนด์ไทย สามารถออกแบบสินค้าและประสบการณ์ให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตคนไทยได้ด้วยเรื่องราวของแบรนด์ และความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของตนเอง ผู้บริโภคเชื่อมั่นแบรนด์ไทยมากขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ผู้บริโภคไทยมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่นิยมสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ และสินค้าเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกัน กลุ่มกำลังซื้อสูงหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นช่องทางหลัก เนื่องจากเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าและประสบการณ์การช้อปปิงที่ได้รับ สอดคล้องกับข้อมูลจาก ‘ลาซาด้า’ พบว่าในช่วงแคมเปญ 12.12 ที่ผ่านมา ยอดขายสินค้าแบรนด์บน LazMall เติบโตถึง 51% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนว่า อีคอมเมิร์ซ กลายเป็น ‘หน้าร้านหลัก’ ของแบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว จากช่องทางขายสู่แพลตฟอร์มสร้างแบรนด์ ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ยังทำให้อีคอมเมิร์ซ เปลี่ยนบทบาทจากพื้นที่จำหน่ายสินค้า ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของการสร้างแบรนด์ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟชั่นและบิวตี้ที่ต้องอาศัยการสื่อสารรวดเร็ว เข้าใจเทรนด์ และเข้าถึงอินไซต์ผู้บริโภคอย่างแม่นยำ แนวโน้มดังกล่าว ลาซาด้า วางตัวเองให้เป็นแพลตฟอร์มพื้นที่สำหรับแบรนด์ไทย ด้วยเครื่องมือการตลาดครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การทำแคมเปญเชิงข้อมูล (Data-driven Campaign) ไปจนถึงการวัดผลที่ช่วยให้แบรนด์พัฒนาประสบการณ์ช้อปปิงได้อย่างต่อเนื่อง “ข้อมูลจากเมกะแคมเปญล่าสุด ระบุว่า แบรนด์แฟชั่นผู้หญิงที่ติดอันดับขายดีที่สุดบนแพลตฟอร์ม ส่วนใหญ่เป็น แบรนด์ไทย ที่มีจุดแข็งร่วมกันคือ ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ และ ความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคไทยอย่างลึกซึ้ง สร้างดีมานด์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยประสบความสำเร็จในโลกอีคอมเมิร์ซ คือการสร้างความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงด้านต่าง ๆ อย่าง การเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ สินค้าลิมิเต็ด การทำคอลแลบพิเศษ เพื่อสร้างทั้งความรู้สึกพิเศษ (Exclusivity) และแรงกระตุ้นในการตัดสินใจซื้อ (Urgency) ตัวอย่างแบรนด์ไทยที่เติบโตอย่างโดดเด่นบนลาซาด้า ได้แก่ Endless Holiday แบรนด์แฟชั่นที่สร้างเอกลักษณ์ผ่านลวดลายและสีสันสดใหม่ รักษาฐานลูกค้าประจำได้แข็งแรง และต่อยอดด้วยการร่วมมือกับ Disney สร้างยอดขายกว่า 170 ล้านบาทในปี 2568 โดยกว่า 95% มาจากลาซาด้า Rally Movement แบรนด์แฟชั่นที่ประสบความสำเร็จจากกลยุทธ์เปิดตัวสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟบนลาซาด้า จนเกิดปรากฏการณ์ Sold Out และสร้าง It-Bag ที่ครองใจนักช้อป YVIS แบรนด์เครื่องประดับที่ผสานดีไซน์พรีเมียมกับราคาจับต้องได้ ออกคอลเลกชันใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมคอลแลบกับแฟชั่นไอคอน เพื่อครองพื้นที่ Top of Mind ของผู้บริโภค แพลตฟอร์มพรีเมียม ปัจจัยเร่งโตยาว โดยหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่แบรนด์ไทยเลือกเติบโตบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซพรีเมียม คื อการเข้าถึงกลุ่มนักช้อปที่มีความตั้งใจซื้อสูง (High-intent shoppers) ซึ่งให้ความสำคัญกับของแท้ คุณภาพ และประสบการณ์ที่เชื่อถือได้ ขณะที่ ลาซาด้า ได้สร้างความแตกต่างผ่านระบบนิเวศที่ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ ผ่านการรับประกัน 4 ด้าน บน LazMall คือ ของแท้–ส่งไว–คืนง่าย–สต็อกพร้อม นอกจากนี้ ยังมีระบบ AI Lazzie ที่ช่วยแนะนำสินค้าได้ตรงความต้องการ ไปจนถึงโปรแกรมสมาชิกที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า เพื่อเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ร่วมผลักดันแบรนด์ไทยให้เติบโตในระยะยาว ท่ามกลางตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Alternate-X สรุปให้ กระแส ‘แบรนด์ไทย’ แฟชั่น–บิวตี้ โตสวนเศรษฐกิจผันผวน บนแพลตฟอร์มลาซาด้า พบอินไซต์ผู้บริโภควัย 30 ปีขึ้นไป หันเลือกแบรนด์ไทยมากขึ้น เน้นคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ขณะที่แคมเปญ 12.12 ดันยอดขาย LazMall โต 51% ตอกย้ำอีคอมเมิร์ซคือหน้าร้านหลัก ส่วนแบรนด์ไทยชนะด้วยดีไซน์ อินไซต์คนไทย และกลยุทธ์ลิมิเต็ด–คอลแลบ ลาซาด้าบทบาทเกินแพลตฟอร์มขาย สู่โครงสร้างสร้างแบรนด์ระยะยาว
ปริศนา ‘Lifestyle Inflation’ รายได้เพิ่มแต่รายจ่ายยังสูง กับดักคนทำงาน
เจาะลึกความลับ Lifestyle Inflation ทำไมเงินเดือนเพิ่มแต่เงินไม่เหลือเก็บ? พร้อมวิธีแก้กับดักการเงินคนรุ่นใหม่ สร้างความมั่งคั่งด้วยการชนะใจตัวเอง คนวัยทำงาน เมื่อเริ่มทำงานใหม่ ๆ เงินเดือนสตาร์ทในระดับมาตรฐาน สิ่งที่เป็นชาเลนจ์ คือ การลิ้มลองรสชาติของความเป็นผู้ใหญ่ ที่ต้องรับผิดชอบการใช้ชีวิตตัวเองกับ ‘สารพัดค่าใช้จ่าย’ ที่ตามมาทวงถามในทุกสิ้นเดือน ในช่วงเงินเดือนออก วงจรนี้ อาจเกิดขึ้นหมุนเวียนกับใครหลายคน จนเคยตั้งคำถามเหมือน ๆ กันว่า “เงินเดือนออกแล้ว…ทำไมยังไม่สิ้นเดือนก็แทบไม่เหลือ?” เพนพอยต์นี้ อาจทำให้คนทำงานบางคนตัดสินใจเปลี่ยนงานประจำใหม่ โดยมีหนึ่งในปัจจัยหลัก เพื่อหวังผลรายได้ประจำจากเงินเดือนที่อาจจะเพิ่มขึ้น 10-30% ตามสูตรการเปลี่ยนงานใหม่ แต่แล้ว เหตุการณ์แบบเดิม ก็กลับเข้าสู่ลูปเดิม ๆ ที่มาพร้อมกับคำถามเดิม เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นแล้ว แต่ทำไมสิ้นเดือนทีไรเงินหายไปไหน ไม่มีเงินเหลือเก็บ…..อีกแล้ววววว เหตุการณ์นี้เสมือนเป็นความย้อนแย้ง Paradox ในการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจเป็นเรื่องของ ‘Lifestyle Inflation’ ทฤษฎีที่ว่าด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่มีผลกระทบกับเงินในกระเป๋า ด้วยหากลองแกะค่าใช้จ่ายหลัก ๆ สมมุติบทบาท (POV) การเป็นคนทำงานหนึ่งคน ที่ใช้ชีวิตอาศัยอยู่ในเมือง หรือ แหล่งงาน ไม่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัว แน่นอนว่าจะต้องเจอรายจ่ายประจำ (Fixed Cost) อย่าง ค่าเดินทาง ค่าเช่าห้อง ค่าใช้ชีวิต และค่าใช้จ่ายยิบย่อย ทำให้รายได้ในช่วงเริ่มต้นของวัยทำงานแทบไม่พอใช้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตการทำงานเติบโตขึ้น เงินเดือนเพิ่มขึ้น มีตำแหน่งสูงขึ้น หลายคนกลับพบความจริงที่น่าประหลาดใจว่า “รายได้มากขึ้น แต่เงินก็ยังไม่พอเหมือนเดิม” บริบทนี้ อาจฟังดูย้อนแย้ง ด้วยในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์ที่คนวัยทำงานกำลังเติบโต ละต้องเผชิญ คือ ‘รายได้โต แต่ฐานะไม่โตตาม’ ‘Inflation’ คืออะไร ทำไมเงินถึงหายไป? Inflation (เงินเฟ้อ) คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ กำลังซื้อของเงินลดลง เช่น เงิน 100 บาทในวันนี้ ซื้อของได้น้อยกว่าสมัยก่อน แม้ตัวเลขเงินจะเท่าเดิม เงินเฟ้อ 2-3% ต่อปี ขณะที่ปรากฎการณ์เงินเฟ้อ ถือเป็น ‘นอร์ม’ ความปกติของโลกทุนนิยมมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สำหรับไทย มีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยระยะยาวอยู่ราว 2–3% ต่อปี และบางช่วงพุ่งสูงจากวิกฤตน้ำมัน วิกฤตต้มยำกุ้ง และโควิด-19 แม้บางปีเงินเฟ้อต่ำ แต่ ‘ราคาสินค้าหลัก’ ไม่ได้ลดกลับลงมาเท่าเดิม จากปัจจัยเหล่านี้ อาจเป็นคำตอบบางส่วนว่า ต่อให้เงินเดือน ‘ไม่ลด’ แต่ถ้าโตช้ากว่าเงินเฟ้อ ชีวิตจริงก็จนลงเงียบ ๆ เช่นกัน ‘Lifestyle Inflation’ เกิดจากอะไรบ้าง ตัดภาพมาที่รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคนมีผลกับเงินเฟ้อ ‘Lifestyle Inflation’ คือ พฤติกรรมที่เมื่อรายได้เพิ่ม ทำให้มาตรฐานการใช้ชีวิตเพิ่มตามมาด้วยค่าใช้จ่ายพุ่งเกิน และสุดท้ายวนลูปการเงินไม่เหลือเหมือนเดิม ยกตัวอย่างชีวิตจริง เงินเดือนเริ่มต้น รายได้ 18,000–20,000 บาท ค่าใช้จ่ายหลักมักหนีไม่พ้น ค่าเช่าห้อง / ผ่อนที่พัก (คอนโด/บ้าน) ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ / อินเทอร์เน็ต หนี้การศึกษา / บัตรเครดิต เงินออม (ซึ่งมักเป็นส่วนที่ถูกตัดก่อน) ปริศนาการเงินที่เพิ่มขึ้น…แต่เงินหายไปไหน โดยชีวิตการทำงานพ้นช่วง 3–5 ปีไปแล้ว มีการเปลี่ยนงาน เงินเดือนอาจปรับเพิ่มขึ้น 20–30% (ตามสูตรการเปลี่ยนงาน) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ เรามักอัปเลเวลการใช้ชีวิต ตามเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นด้วย อาทิ เปลี่ยนมือถือรุ่นใหม่ รถใหม่ / ผ่อนรถ บ้านหรือคอนโดที่ใหญ่ขึ้น ร้านอาหารดีขึ้น/ สายฮอป คาเฟ่ บ่อยขึ้น วางแผนทริปเดินทาง/ท่องเที่ยวแพงขึ้น จุดนี้เรียกว่า เป็นโมเดลจ่ายยชำระรายเดือน (Subscription) เพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว!! สุดท้าย เงินที่ ‘เพิ่ม’ ไม่ได้หายไปไหน แต่มัน ถูกใช้ไปกับไลฟ์สไตล์ที่ขยับสูงขึ้นทุกระดับ ปลดล็อกกับดักไลฟ์สไตล์ เมื่อรู้ที่มาปริศนากับดักการเงินไม่เหลือเก็บที่หายไปแล้ว ในตอนนี้ยังไหวตัวทัน เพื่อสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวในอนาคต ด้วยลองวิธี ดังนี้ 1.แยก ‘รายได้เพิ่ม’ ออกจาก ‘ค่าใช้จ่ายเพิ่ม’ ด้วยกฎพื้นฐาน คือ รายได้เพิ่ม ไม่จำเป็น ต้องใช้เพิ่มทั้งหมด แนวคิดที่ใช้ได้จริง รายได้เพิ่ม 10% แบ่งออกไปเพิ่มเงินออมก่อน 5–7% แล้วใช้เพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง 2.จดบัญชี ช่วยได้แค่ไหน? การจดบัญชีไม่ได้ทำให้รวยทันที แต่ช่วยให้ เรารู้ว่า ‘เงินรั่ว’ ตรงไหน มีงานวิจัยด้านพฤติกรรมการเงินพบว่า คนที่ติดตามค่าใช้จ่าย มีอัตราออมสูงกว่าคนไม่ติดตามแค่ “เห็นตัวเลขจริง” ก็ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ 3.ใช้ AI เป็นผู้ช่วยการเงินยุคใหม่ คนทำงานรุ่นใหม่สามารถใช้ AI เช่น สรุปรายจ่ายอัตโนมัติจาก Statement วิเคราะห์พฤติกรรมใช้เงินรายเดือน ตั้ง Alert เตือนค่าใช้จ่ายเกินงบ จำลองแผนเกษียณ / แผนลงทุนเบื้องต้น แน่นอนว่า AI ไม่ได้ทำให้รวยแทนเรา แต่ช่วยให้ ตัดสินใจดีขึ้นและเร็วขึ้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แจกทริกบริหารเงิน หาได้เท่าไรไม่สำคัญเท่า’ใช้อย่างไร’ 4. FOMO คือผู้ร้ายจริงไหม? FOMO (Fear of Missing Out) คือ ความกลัวตกเทรนด์อาจเห็นได้หมู่มากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มักแบ่งปันช่วงเวลาการใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนโซเชียลมีเดีย และอาจมีความกังวลลึก ๆ ว่า ‘กลัวไม่เหมือนคนอื่น’ ‘กลัวพลาดประสบการณ์’ ‘กลัวดูไม่ประสบความสำเร็จ’ จากภาพรวมที่เห็น โซเชียลมีเดียทำให้ชีวิตคนอื่นดูดีตลอดเวลา แต่ไม่โชว์บิลบัตรเครดิต เรามาดูวิธีรับมือ ‘FOMO’ แยก ‘ความต้องการ’ ออกจาก ‘แรงกดดันทางสังคม’ ตั้งงบความสุข (Fun Budget) ชัดเจน เตือนตัวเองว่า ภาพในโซเชียล อาจตรงข้าม ความจริงทางการเงิน สุดท้าย ‘Lifestyle Inflation’ ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การปล่อยให้มันเกิดโดยไม่รู้ตัว คือความเสี่ยงระยะยาว โดยแนวคิดน่าสนใจ คือ ความมั่งคั่งไม่ได้วัดจากรายได้แต่วัดจาก ‘สิ่งที่คุณเก็บไว้ได้’ ด้วย รายได้เพิ่มคือโอกาส แต่ถ้าไม่บริหารให้ดี อาจจะกลายเป็นเพียง ‘ชีวิตที่ดูดีขึ้น แต่ฐานะไม่ขยับ’ หากรู้ทันไลฟ์สไตล์ อินเฟลชั่นวันนี้ จะเป็นการป้องกันปัญหาการเงินในอีก 10–20 ปีข้างหน้า Alternate-X สรุปให้ Lifestyle Inflation คือภาวะที่รายได้เพิ่มขึ้นแต่มาตรฐานการใช้ชีวิตและรายจ่ายกลับสูงตามจนไม่มีเงินเก็บ สาเหตุเกิดจากพฤติกรรม ‘อัปเลเวล’ ชีวิตตามเงินเดือน เช่น เปลี่ยนมือถือใหม่ กินหรู เที่ยวแพง หรือผ่อนสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ การใช้ชีวิตภายใต้แรงกดดันจากโซเชียลมีเดีย (FOMO) เป็นตัวเร่งให้คนรุ่นใหม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพื่อภาพลักษณ์ วิธีแก้คือต้องแยก ‘รายได้ที่เพิ่ม’ ออกจาก ‘ค่าใช้จ่าย’ โดยเน้นการออมก่อนใช้ และจดบันทึกรายจ่ายเพื่ออุดรูรั่วทางการเงิน ขณะที่ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดจากรายได้ที่หาได้ แต่คือจำนวนเงินที่สามารถรักษาและเก็บออมไว้ได้เพื่ออนาคต STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘แสนสิริ’ มองไกล 5 ปี ลดพึ่งพาอสังหาฯ สร้างรายได้ทางเลือกเพิ่ม 25%
แผนบริหารเสี่ยงอสังหาฯขาลง ‘แสนสิริ’ ปี2569 ตั้งกองทุน-หน่วยธุรกิจใหม่สร้างรายได้เพิ่ม-มองรับพันธมิตร JV ตุนซื้อที่ดินรอพัฒนาโครงการต่อในอนาคต ตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจใหม่ ลดความเสี่ยงรายได้ ขยาย JV กับพันธมิตร เสริมสภาพคล่อง–ลดภาระเงินลงทุน บริหารแบ็กล็อกกว่า 2 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ต่อเนื่องถึงปี 2027 อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า หนึ่งในความเคลื่อนใหญ่ของแสนสริในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพสูงนอกเหนือจากอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ แสนสิริ ยังมองหาโอกาสขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรรายใหม่ๆ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ร่วมกันในอนาคต อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญบริหารความเสี่ยงเงินลงทุน โดยเฉพาะในตลาดอสังหาฯที่มีความผันผวนสูง จากปัจจุบัน บริษัทมี 4 พันธมิตรร่วมทุน คือ กลุ่มบริษัทบีทีเอส กลุ่มเอ็กซ์สปริง แอสเสท แมเนจเม้นต์ กลุ่มโตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) กลุ่มมิตซุย (Mitsui Fudosan) โดยในปี2569 แสนสิริ จะมุ่งพัฒนาโครงการอสังหาฯ2 กลุ่ม (Segment) หลัก คือ ระดับกลางและระดับบน (Medium-Premium) แบ่งสัดส่วนเป็นคอนโดและบ้านแนวราบ 50:50 ในตลาดกรุงเทพฯ 85% ต่างจังหวัด 15% พร้อมโฟกัสจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะ ภูเก็ต 6 โครงการ จากทั้งหมด 8 โครงการต่างจังหวัด แผนดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มผู้ซื้อจริง (Real Demand) ทั้งอยู่อาศัยและนักลงทุน พร้อมวางแผนเปิดตัว 19 โครงการมูลค่าราว 51,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการร่วมทุนพันธมิตร ดังนี้ กลุ่มบีทีเอส จำนวน 1 โครงการมูลค่า 4,400 ล้านบาท กลุ่มเอ็กซ์สปริงฯ จำนวน 7 โครงการมูลค่า 11,000 ล้านบาท กลุ่มโตคิวฯ จำนวน 6 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาท กลุ่มมิตซุยฯ จำนวน 5 โครงการ มูลค่า 20,800 ล้านบาท ตลาดกลับสู่สมดุลใหม่ อุทัย กล่าวถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปีนี้ ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจผันผวนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) ด้วยเข้มงวดการให้สินเชื่ออยู่อาศัยและสินเชื่อพัฒนาโครงการ (Project Finance) ของสถาบันการเงิน “ในปีนี้จะคอนโซลิเดทคัดกรองผู้เล่นที่มีศักยภาพในตลาดจริง แต่ยังมีปัจจัยบวกจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยขาลง ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการลดลง และกำลังซื้อผู้บริโภคเริ่มฟื้น” โดยนับจากปีนี้ไป อุตสาหกรรมตลาดอสังหาฯ กำลังกลับสู่ ‘จุดสมดุลใหม่’ จากผู้ประกอบการรายเล็กทยอยหายไป รวมถึงซัพพลายใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากหลังช่วงโควิดที่ซัพพลายล้นตลาด ขณะเดียวกัน จากกระแส ‘Thailand Effect’ ของชาวต่างชาติ และมีแนวโน้มการย้ายถิ่นฐานและการมองไทยเป็นเซฟ เฮเว่น (Safe Haven) ทำให้ตลาดอสังหาฯยังมีตลาดลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น อาทิ รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่ม CLMV จากเดิมเป็นกลุ่มลูกค้าจีน จะลดสัดส่วนเหลือ 56% จากเดิม 67% มองไกล 5 ปี ธุรกิจใหม่เติมรายได้ 25% ด้าน ‘ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ’ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทวางแผนจัดตั้งหน่วยงานธุรกิจใหม่ (New Business Unit) เพื่อสร้างรายได้ทางเลือก และกระจายพอร์ตไม่พึ่งพาการขายบ้าน–คอนโดเพียงอย่างเดียวในอนาคต วางเป้าหมายใน 5 ปี รายได้จากธุรกิจใหม่จะคิดเป็นราว 25% ของรายได้รวมบริษัท รองรับธุรกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ ในภาพรวมตลาดที่อยู่ในภาวะชะลอตัว “ก่อนหน้านี้ แสนสิริเปิดตัวธุรกิจบริการรับสร้างบ้าน ต้นแบบ Crafted by Sansiri มีผลดำเนินการราว 250 ล้านบาท วางเป้าหมายเติบโตเพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท ในปีนี้” ขณะเดียวกัน แสนสิริ ยังให้ความสำคัญการบริหารจัดการแบ็กล็อก (Backlog) อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องในปีถัดๆไป ปัจจุบันมีแบ็กล็อกที่เตรียมรับรู้รายได้รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนและรับรู้ยาวไปถึงปี 2027 โดยสัดส่วนรายได้มาจาก แบ็กล็อกเดิม 30% การขายใหม่ 70% “เป็นตัวเลขที่ท้าทาย แต่บริษัทมั่นใจจากการเลือกเปิดโครงการถูกที่ ถูกจังหวะ ในกลุ่มตลาดที่เหมาะสม พร้อมเปิดรับพันธมิตรร่วมทุนรายใหม่เพิ่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญกระจายความเสี่ยงและเสริมสภาพคล่องในระยะยาว” สำหรับปีนี้ บริษัทมีรายได้หลักมาจากยอดโอนต่อเนื่องจากการทำตลาดโครงการในปีที่ผ่านมา และจากแบ็คล็อก (Baglock) สัดส่วนราว 30% และจากยอดขายใหม่ 70% พร้อมวางเป้าหมายยอดขาย 48,000 ล้านบาท โดยมียอดโอน 39,000 ล้านบาท พร้อมวางงบลงทุนซื้อที่ดินในปีนี้ เพื่อรอเตรียมพัฒนาโครงการใหม่ในอนาคตต่อเนื่อง ขณะที่ผลประกอบการปี 2568 บริษัทมียอดขาย 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท ปิดการขาย(Sold Out) 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท มีกำไร 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) พร้อมจ่ายเงินปันผลอสม่ำเสมอ มี Dividend Yield 10%) จากจำนวนสินทรัพย์ทั้งหมด 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ ในปีนี้ แสนสิริมีหุ้นกู้ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยวางแผนออกใหม่ประมาณ 11,000–12,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่าทุกโครงการมี Project Financing รองรับ 100% และยังมีความสามารถดำเนินธุรกิจได้แม้ไม่ออกหุ้นกู้เพิ่ม Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ แผน 5 ปี ดันรายได้ธุรกิจใหม่แตะ 25% ลดพึ่งอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว เตรียมตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ลงทุนธุรกิจศักยภาพสูงนอกภาคอสังหาฯ เดินหน้าตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ (New BU) กระจายความเสี่ยงรายได้ระยะยาว เปิดตัวไตรมาสแรกของปีนี้ ใช้กลยุทธ์ JV กับพันธมิตรไทย–ต่างชาติ บริหารเงินลงทุนในตลาดผันผวน มองตลาดอสังหาฯ เข้าสู่ ‘สมดุลใหม่’ จากซัพพลายลด–ดีมานด์แท้เริ่มฟื้น
กลุ่มดุสิตฯ มูฟแรกในมือ ‘ชนินทร์’ ปี69 คุมเกมระวังโครงการเดิมย้ำบราวน์ฟิลด์
มูฟเมนต์แรกของกลุ่มดุสิตธานีหลังการเปลี่ยนผ่านผู้นำ ไม่ใช่การเร่งขยายแบบเดิม แต่คือการตั้งหลักใหม่ เดินเกมอย่างระมัดระวัง ด้วยยุทธศาสตร์เน้น Brownfield และ Conversion เพื่อคุมคุณภาพโครงการ ลดความเสี่ยงต้นทุนสูง และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมโรงแรมโลก
ProPak Asia 2026 รับอุตฯ อาหารโต ดันไทย-อาเซียนฐานผลิตปลอดภัย
อุตสาหกรรมอาหารปี 2569 อาเซียนถูกจับตาในฐานะ Safety Zone ฐานผลิตอาหารโลก ท่ามกลางความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ในปีนี้งาน ProPak Asia 2026 ขยายพื้นที่กว่า 20% สะท้อนดีมานด์การลงทุนและเทคโนโลยีแปรรูปอาหารที่เติบโตแรงในภูมิภาคนี้
คริปโต ลุ้นขาขึ้นต้นปี รับกฎหมาย CLARITY Act คาดบิตคอยน์แตะ แสนดอลลาร์ฯ
Bitget เปิดปัจจัยดันตลาดคริปโทขาขึ้นในปีนี้ หลังสหรัฐฯออกกฎหมาย CLARITY Act สร้างความชัดเจนแบ่งหน้าที่กำกับดูแลคาดช่วยดึงเม็ดเงินสถาบันกลับมาเป็นบวกในรอบสามเดือน กฎหมายชัดเจน CLARITY Act แยกอำนาจกำกับ SEC–CFTC ลดความเสี่ยงเชิงนโยบาย เพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนสถาบันกลับเข้าตลาด ความเชื่อมั่นฟื้นตัว Fear & Greed Index ฟื้นเหนือระดับ 40 สูงสุดในรอบหลายเดือน สะท้อนมุมมองบวกต่อแนวโน้มตลาดคริปโท โครงสร้างตลาดเปลี่ยน คริปโทหลอมรวมกับการเงินดั้งเดิมมากขึ้น หุ้นโทเค็นไนซ์และ TradFi บนบล็อกเชนโตต่อเนื่อง เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ระดับโลก กล่าวตลาดคริปโท ยังต้องตับตาปัจจัย การออกกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลบวกมายังตลาดคริปโทในภาพรวมต้นปีนี นอกเหนือไปจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับกฎหมายดังกล่าว มีเนื้อหาสำคัญ คือ การแบ่งหน้าที่ของสองหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และคณะกรรมาธิการการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ของสหรัฐฯให้มีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนและไม่ทับซ้อนกัน
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แจกทริกบริหารเงิน หาได้เท่าไรไม่สำคัญเท่า’ใช้อย่างไร’
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แชร์ 5 เคล็ดลับวางแผนการเงิน เริ่มจากเข้าใจฐานะตัวเอง ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง กระจายแหล่งรายได้ และบริหารการใช้จ่ายอย่างมีวินัย ตอกย้ำแนวคิด “หาได้เท่าไรไม่สำคัญเท่าใช้อย่างไร” เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
สภาพคล่องโลกเปลี่ยนทิศ เงินไหลหุ้นไทย–ทองคำ นักลงทุนยุค AI ต้องอ่านเกมใหม่
กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้ารับกำไร 3 ต่อ จากภาวะตลาดเงินสหรัฐฯ ตึงตัว ให้เป้าดัชนี 1,401 จุด มอง KBANK – TTB และหุ้นปันผลสูงเป็นเป้าหมายหลักนักลงทุน แนวโน้มตลาดหุ้นไทย จะเป็นเป้าหมายการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ หลังเกิดภาวะตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ ปัจจัยหนุนหุ้นไทยหวังทำกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น โอกาสรับเงินปันผล และส่วนต่างค่าเงินที่แข็งค่า ภาพรวมการลงทุนทั่วโลก หุ้นสหรัฐฯ มีโอกาสไปต่อ แต่ด้วย Valuation ที่เริ่มตึงตัว ตลาดจะหันไปให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัทเข้มข้นขึ้น ณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินภาวะการตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยสร้างกำไร 3 ต่อ ทั้งปันผลสูง กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไปแตะระดับ 1,401 จุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองในฐานะทุนสำรอง บีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง จนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาล และต้องหันมาระดมทุนผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้น อันเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราวผ่านระบบ REPO ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องถาวรผ่านการขยายงบดุล (QE) อีกครั้ง “ปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยังคงช่วยขับเคลื่อนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ทะยานขึ้น แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มกระจายวงกว้าง” ทั้งนี้ KTX ประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ดัชนีดอลลาร์เสื่อมค่าลงสู่ระดับ 97.7 จุดในปี 2026 และผลักดันให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,697 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (1 ออนซ์ทองคำ ประมาณ 140,488 บาทไทย-กองบรรณาธิการ Alternate-X) ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องมาที่ 30.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น จะสนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทย โดยเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มเข้าสู่จุดนิ่ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับเป็นขาขึ้น จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนย้ายเข้าสู่ ‘ตลาดหุ้นไทย’ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่น่าจูงใจกว่า โดยมี ‘กลุ่มธนาคาร’ เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยมีความพร้อมที่จะสร้างโอกาสทำกำไร 3 ต่อให้กับนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากการมีสภาพคล่องล้น ขณะที่ฐานะเงินกองทุน (CE Tier 1) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเชิงรุก ทั้งการเพิ่มอัตราปันผลจ่าย (รวมถึงการซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อันจะนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating Valuation) และท้ายที่สุดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ หุ้นเด่นน่าจับตาได้แก่ KBANK และ TTB นอกจากนี้ KTX ยังมองเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง อย่าง BA, SPRC และ THANI รวมไปถึงหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดต้นทุนทางการเงิน ตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วงก่อนหน้า ได้แก่ GULF, BCPG, EGCO และ LH ธีมลงทุน AI แรงหนุนเชิงโครงสร้าง ด้าน วรัท บางเจริญพรพงค์ นักกลยุทธ์การลงทุนตลาดต่างประเทศ KTX กล่าวว่ายังคงเล็งเห็นถึงโอกาสของการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่แรงขับเคลื่อนหลักกำลังเคลื่อนย้ายจากการขยายตัวของการประเมินมูลค่า (Valuation) ไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัท เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 มีระดับ Valuation ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่นโยบายการเงินอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันชั่วคราว เนื่องด้วยอยู่ระหว่างรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ ในขณะที่ธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ และกำไร แต่เริ่มเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพกำไร จากภาระการลงทุน และค่าเสื่อมราคา เป็นเหตุให้การลงทุนในปี 2026 นักลงทุนควรมุ่งให้ความสำคัญไปที่การคัดเลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น (NVDA80, GOOG80) พร้อมกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มคุณค่า (Value) (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และภูมิภาคอื่นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (NIKKEI80, กองทุนรวม SCBKEQT, SCBSEMI (A), KT-JAPAN-ALL) ขณะที่ตลาดจีน มีโอกาสเก็งกำไรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้เศรษฐกิจยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว Alternate-X สรุปให้ ตลาดเงินสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะตึงตัวจากวิกฤตศรัทธาพันธบัตรระยะยาว เปิดทางให้เงินทุนต่างชาติไหลออกสู่ตลาดเกิดใหม่ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง (KTX) มองหุ้นไทยเป็นเป้าหมายหลัก จากโอกาสทำกำไร 3 ต่อ ทั้งราคาหุ้น ปันผล และค่าเงินบาทแข็งค่า กลุ่มธนาคารโดยเฉพาะ KBANK และ TTB ถูกประเมินว่ามีศักยภาพ Re-rating สูง ขณะเดียวกัน สภาพคล่องโลกที่เพิ่มขึ้นจาก QE หนุนราคาทองคำพุ่งแรง KTX คาดทองคำมีโอกาสแตะ 4,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2026
UOB ให้สิทธิวันลา’จิตอาสา’ ปีละ 3 วัน เจาะอินไซต์ Gen Z เลือกงานมีคุณค่าทางสังคม
ยูโอบี เจาะอินไซต์ 89% Gen Z มองงานสร้างสังคมต้อง ‘มีคุณค่า’ ใช้กลยุทธ์ ‘งานจิตอาสา’ มัดใจคนรุ่นใหม่ที่มองหาคุณค่ามากกว่าค่าตอบแทน ริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน การดึงดูดและรักษาพนักงานศักยภาพสูงกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญท่ามกลางสมรภูมิ ‘สงครามแย่งชิงคนเก่ง’ (Talent War) เมื่อเงินเดือนไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของคนทำงานรุ่นใหม่อีกต่อไป สอดคล้องรายงานจาก Deloitte Global 2025 เผยตัวเลขที่น่าจับตามองว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญสูงสุดกับ ‘การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมาย’ (Purpose-driven work) โดยกลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ได้มองหาเพียงความก้าวหน้าในสายอาชีพ แต่ต้องการใช้ชีวิตในองค์กรที่เชื่อมโยงกับ ‘คุณค่าทางสังคม’ อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การออกแบบงานที่ตอบโจทย์ดังกล่าว กลายเป็นโจทย์หลักในการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรชั้นนำในยุคปัจจุบัน ขณะที่ แนวคิดดังกล่าวถูกสะท้อนผ่านโครงการ ‘UOB Heartbeat Volunteerism’ เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาคน (People Development) ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) โดยโมเดลนี้ เปิดโอกาสให้พนักงานเปลี่ยนบทบาทจากคนทำงานออฟฟิศ สู่การเป็น ‘เพื่อนร่วมทาง’ กับชุมชน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนผ่านการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Employee Engagement) ที่น่าทึ่ง โดยตลอดปี 2568 มีพนักงานจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 3,800 คน หรือคิดเป็น 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด สร้างชั่วโมงแห่งการให้รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง และสร้างประโยชน์ให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือการนำแนวคิด ‘จิตอาสาที่ใช้ทักษะวิชาชีพ’ (Skills-based Volunteering) มาใช้จริง โดยส่งเสริมให้พนักงานนำความรู้และความเชี่ยวชาญจากการทำงาน ไปต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน แทนการลงแรงเพียงอย่างเดียว แนวทางนี้สร้างประโยชน์แบบ Win-Win กล่าวคือ ชุมชนได้รับการแก้ปัญหาที่ตรงจุด ขณะเดียวกันพนักงานก็ได้พัฒนาทัศนคติและ ‘ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น’(Empathy) ซึ่งเป็น Soft Skill ที่สำคัญในยุคนี้ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ธนาคารได้กำหนดนโยบายให้พนักงานใช้สิทธิ งวันลาเพื่อกิจกรรมจิตอาสา” (Volunteer Leave) ได้ปีละ 3 วัน เพื่อให้พนักงานสามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานเพื่อสังคมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ถือเป็นวันลาพักร้อนและไม่กระทบต่อภารกิจหลัก “แนวทางนี้ สะท้อนความตั้งใจจริงขององค์กรในการสนับสนุนให้พนักงานมีสมดุลชีวิตและการให้” ด้าน ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า งานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับ ส่งต่อไปยังผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากยิ่งขึ้น Alternate-X สรุปให้ UOB ประเทศไทย ใช้กลยุทธ์ “วันลาจิตอาสา” ปีละ 3 วัน ดึงดูดและรักษาคนรุ่นใหม่ อินไซต์ชี้ 89% ของ Gen Z เลือกงานที่สร้างคุณค่าทางสังคม มากกว่าค่าตอบแทน โครงการ UOB Heartbeat Volunteerism เชื่อมการพัฒนาคนกับ Social Impact เน้น ‘จิตอาสาใช้ทักษะวิชาชีพ’ ต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่ชุมชนจริง ตอกย้ำเทรนด์ Talent War เมื่อ Purpose สำคัญกว่าเงินเดือน
6 เทรนด์อุตฯสร้างสรรค์ พลังท้องถิ่น-คนชั้นกลางรุ่นใหม่ อนาคตเศรษฐกิจไทย
ปี 2569 คือจุดเริ่มต้นของ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ของไทย CEA ชี้ 6 เทรนด์สำคัญ ตั้งแต่ AI คอนเทนต์ ดนตรี ไปจนถึงพลังท้องถิ่นและชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ Creative Nation
‘เครนมรณะ’ คดีระดับชาติ กฎหมายไทยไม่ถึง CEO เทียบ SAPA เกาหลีเอาผิดอาญา
เครนมรณะ 2569 ไทยทำได้แค่ถอดบทเรียน แต่เกาหลีมีกฎหมาย SAPA ไว้ลากคอ CEO ติดคุก-ฟ้องให้ล้มละลาย เซ่นความมักง่ายระดับบิ๊ก โครงสร้างกฎหมายไทยอ่อนแรง ลงโทษเฉพาะนิติบุคคลและแรงงานระดับล่าง ไม่แตะผู้บริหาร SAPA เปลี่ยนบทบาท CEO จริงจัง จากผู้รับผลกำไร เป็นผู้รับรองความปลอดภัยโดยตรง แรงกดดันเชิงอาญา และ เศรษฐกิจ ให้จำคุก ยึดใบอนุญาต และค่าเสียหายเชิงลงโทษ ทำให้ความประมาท ‘ไม่คุ้มเสี่ยง’ ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมงของกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับข่าวเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำซากในแวดวงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เริ่มต้นจากเหตุการณ์ช็อกที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเครนยกสะพานโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 จนมีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้น 32 ราย และเพียงวันถัดมา ในวันที่ 15 มกราคม เหตุการณ์ “เครนร่วง” ก็อุบัติขึ้นอีกครั้งที่ ถนนพระราม 2 (เชื่อมต่อพื้นที่พระราม 4 ในโครงการรื้อถอน) ทับรถยนต์ประชาชนจนมีผู้เสียชีวิต ความสูญเสียเหล่านี้ตอกย้ำถึงรอยร้าวในระบบความปลอดภัยของการก่อสร้างไทย และนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมผู้รับเหมารายเดิมถึงยังเกิดเหตุซ้ำซาก?” และถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีกฎหมายควบคุมเข้มงวดอย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งมีกฎหมาย Serious Accidents Punishment Act (SAPA) หากเหตุการณ์แบบไทยเกิดขึ้นในเกาหลีชะตากรรมของ “เจ้าสัว” หรือ “ซีอีโอ” จะต่างกันโดยสิ้นเชิง ไทย ล้มเหลวเชิงระบบซ้ำซาก? เหตุการณ์ที่สีคิ้วเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา แต่คือความล้มเหลวเชิงระบบที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รถไฟไทย เครนขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งคานคอนกรีตเกิดการทรุดตัวและร่วงลงมาทับโบกี้รถไฟขณะมีผู้โดยสารเต็มขบวน แรงกระแทกและน้ำหนักมหาศาลเปลี่ยนตู้รถไฟให้กลายเป็นเศษเหล็กภายในเสี้ยววินาที ยังไม่ทันที่ความช็อกของคนไทยจะจางหาย เช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ถนนพระราม 2 พื้นที่ก่อสร้างโครงการทางยกระดับที่ถูกขนานนามว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” ก็เกิดเหตุเครนถล่มทับรถยนต์ประชาชนอีกครั้ง ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าบริษัทผู้รับเหมาเป็นรายเดียวกับที่เคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งนี้ไม่ใช่เพียง “โชคร้าย” แต่มันคือการพิสูจน์ว่า “มาตรการลงโทษในปัจจุบันของไทย ไม่สามารถยับยั้งความประมาทได้จริง” ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถกเถียงเรื่องการ “พักใบอนุญาต” หรือการ “ตัดคะแนน” หรือตั้งกรรมการสอบสวนหาความเอาผิดผู้รับเหมา แต่กว่าจะไปถึงวันนี้ กว่าจะไปถึงการเอาผิดผู้รับเหมาหรือผู้ที่บกพร่องทำคนตาย คนไทยก็ลืมเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ถ้าจะให้เห็นภาพคือกรณีตึงสตง.ถล่ม หรือกรณีหลุมยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ถึงตอนนี้ อยากตั้งคำถามตัวโตๆว่า ตามเงาเอาผิดผู้รับเหมาได้หรือยัง? เลิกถอดบทเรียน-เอาผิดจริง เหตุที่มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำซาก ไม่อยากให้ “ถอดบทเรียน” เพราะมันถอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอย่างในต่างประเทศอย่างที่ เกาหลีใต้ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการบังคับใช้กฎหมาย Serious Accidents Punishment Act (SAPA) หรือ Jung-dae-jae-hae-cheo-beol-beop เมื่อปี 2022 กฎหมาย SAPA ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ที่ผู้บริหารระดับสูงมักจะลอยตัวเหนือความผิด โดยอ้างว่าตนเอง “ไม่รู้เห็น” หรือจะอ้างว่า ไม่ได้ปฏิบัติอยูในหน้างานเลยไม่รู้เรื่อง กฎหมายนี้เปลี่ยน “หน้าที่” ของ CEO จากการนั่งดูตัวเลขกำไร มาเป็นการต้อง “รับรองความปลอดภัยด้วยตัวเอง” หัวใจหลักของ SAPA ที่ต่างจากกฎหมายไทยคือ เอาผิดถึงตัว CEO หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง (เสียชีวิต 1 คนขึ้นไป หรือบาดเจ็บหนักหลายคน) ผู้บริหารระดับสูงต้องถูกสอบสวนทันที หากพบว่าไม่ได้จัดสรรงบประมาณหรือวางระบบความปลอดภัยที่เพียงพอ มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี อีกส่วนคือ ค่าเสียหายเชิงลงโทษ ภายใต้กฎหมาย SAPA หากเป็นเหตุร้ายแรง ภาครัฐสามารถยึดใบอนุญาตก่อสร้างเป็นเวลา 1 ปี การยึดใบอนุญาตเปรียบเสมือนการประหารชีวิต เพราะในเวลา 1 ปีบริษัทไม่สามารถประมูลงานใหม่ได้ บริษัทขาดรายได้ทันที ไม่เพียงเท่านั้นหากเกิดเหตุร้ายแรงบริษัทต้องชดเชยให้ผู้เสียหายสูงสุดถึง 5 เท่า ของมูลค่าความเสียหายจริง ซึ่งอาจทำให้บริษัทล้มละลายได้ในพริบตา นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ไม่ใช่แค่พนักงานในบริษัท แต่หากบุคคลภายนอก (เช่น ผู้โดยสารรถไฟที่สีคิ้ว หรือคนขับรถบนถนนพระราม 2 ได้รับอันตรายจากโครงสร้างหรือพาหนะของบริษัท CEO ก็ต้องรับผิดชอบภายใต้คำนิยาม “Serious Civic Accident” ‘คดีระดับชาติ’ อุบัติเหตุก่อสร้าง หากเหตุการณ์สีคิ้วและพระราม 2 เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ? ลองจินตนาการว่าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงและทางยกระดับเหล่านี้ตั้งอยู่ในกรุงโซล แทนที่จะเป็นประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขของ SAPA สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทผู้รับเหมาคือ 1. การจับกุมผู้บริหารระดับสูง CEO ของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่จะถูกตั้งข้อหาอาญาทันที การอ้างว่า “เครนชำรุดโดยไม่คาดคิด” จะฟังไม่ขึ้น หากอัยการตรวจสอบพบว่าบริษัทลดงบประมาณการซ่อมบำรุงหรือใช้เครื่องจักรที่หมดอายุ 2 .การพิสูจน์ “ระบบจัดการ” ภายใต้กฎหมายเกาหลีไม่ได้ดูแค่ว่า “ใครทำพลาดที่หน้างาน” แต่ดูว่า “บริษัทมีงบประมาณความปลอดภัยไหม? มีการตรวจสอบซ้ำ (Double Check) หรือไม่?” หากไม่มีระบบที่เป็นรูปธรรม CEO จะต้องโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา 3.ความสูญเสียทางธุรกิจ ชื่อของบริษัทจะถูกตีตราว่าเป็น “ธุรกิจอันตราย” และถูกสั่งพักงานทั่วประเทศทันที (ยึดใบอนุญาต) จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ไม่ใช่แค่พักงานเฉพาะจุดที่เกิดเหตุ สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่มีกฎหมาย SAPA แบบเกาหลี แต่เรามีกฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัย (OHSA) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลงโทษ “ตัวนิติบุคคล” (ปรับเงินซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการหมื่นล้าน) หรือการเอาผิดกับ “วิศวกรควบคุมงาน” หรือ “คนขับเครน” ซึ่งเป็นเบี้ยล่างในระบบ ทว่าผู้บริหารระดับสูงไม่ต้องเผชิญกับโทษจำคุก ความปลอดภัยจึงถูกมองว่าเป็น “ต้นทุนที่ปรับลดได้” เพื่อเพิ่มกำไร เหตุการณ์ที่สีคิ้วซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย หากใช้มาตรฐาน SAPA นี่คือคดีระดับชาติที่อาจส่งผลให้ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทผู้รับเหมาติดคุกยาวนานและบริษัทถูกฟ้องร้องจนหมดตัว โศกนาฏกรรมเครนร่วงต่อเนื่องทั้งสองเหตุการณ์ในปี 2569 นี้ ควรเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่สะท้อนว่านโยบายการ “แบล็กลิสต์” ผู้รับเหมาตามเกณฑ์เดิมนั้นอาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่ระบบนอมินียังเอื้อให้บริษัทเดิมกลับมาประมูลงานได้ในชื่อใหม่ และผู้บริหารระดับสูงยังไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียด้วยอิสรภาพของตนเอง สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากกฎหมาย SAPA ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาอุดช่องโหว่นี้ คือการสร้าง ความรับผิดชอบที่ส่งต่อไม่ได้ โดยกำหนดให้หน้าที่ในการจัดวางระบบความปลอดภัยสูงสุดต้องผูกพันที่ตัว CEO โดยตรง ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ได้ รวมถึงต้องมี การเพิ่มโทษอาญาสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อบังคับให้ประเด็น “ความปลอดภัย” ถูกยกขึ้นเป็นหัวข้อสำคัญลำดับแรกในที่ประชุมบอร์ดบริหาร ไม่ใช่เพียงหัวข้อท้ายตารางที่ถูกตัดงบประมาณเพื่อเพิ่มกำไร นอกจากนี้ การให้อำนาจและ สิทธิแก่ประชาชนในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ จะเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้บริษัทตระหนักว่าชีวิตของคนไทยมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะชดเชยด้วยเงินประกันภัยเพียงไม่กี่แสนบาท เหตุการณ์ที่สีคิ้วและพระราม 2 ในเดือนมกราคม 2569 ไม่ควรถูกจดจำเพียงแค่เป็น “อุบัติเหตุร้ายแรง” ที่ต้อง “ถอดบทเรียน” กันซ่้ำแล้วซ้ำอีก แต่ต้องถูกบันทึกเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกฎหมายความปลอดภัยของไทยให้ศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐบาลยังเพิกเฉยและปล่อยให้ผู้บริหารระดับสูงลอยตัวอยู่บนความสูญเสียของประชาชนอย่างไร้ความรับผิดชอบ เราก็ทำได้เพียงแค่รอเวลานับถอยหลังสู่การอุบัติของ “เครนมรณะ” ครั้งถัดไปในอนาคตอันใกล้เท่านั้น Alternate-X สรุปให้ โศกนาฏกรรมเครนถล่มปี 2569 สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบความปลอดภัยก่อสร้างไทยอย่างรุนแรง เหตุเกิดซ้ำจากผู้รับเหมารายเดิม ชี้ชัดว่ามาตรการลงโทษปัจจุบัน ‘ไม่เขี้ยว’ พอจะยับยั้งความประมาท เมื่อเทียบเกาหลีใต้ ภายใต้กฎหมาย SAPA ความรับผิดไม่หยุดแค่หน้างาน แต่ไล่ถึงตัว CEO SAPA ใช้โทษอาญา ยึดใบอนุญาต และค่าเสียหายเชิงลงโทษ บีบให้ความปลอดภัยเป็นวาระบอร์ด ไทยจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย จาก “ถอดบทเรียน” สู่ “ผูกความผิดกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ” STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
มโนยนต์ ถือหุ้น 100% Borneo ลุยอะไหล่ยานยนต์อาเซียน เป้า5 พันล.ใน5ปี
มโนยนต์เดินเกมรุกควบรวมบอร์เนียวเต็มรูปแบบ เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานอะไหล่ยานยนต์และวัสดุอุตสาหกรรม ตั้งเป้าเติบโตสู่ผู้นำตลาดอาเซียนใน 5 ปี
ศุภาลัย มองอสังหาฯ ปี 2569 เข้าสู่ยุคคัดกรองผู้เล่น-ผู้บริโภควินัยการเงินสูง
ศุภาลัยประเมินอสังหาฯ ปี 2569 ยังเป็นปีแห่งการคัดกรองผู้เล่น ผู้บริโภคมีวินัยการเงินสูง ดีมานด์แท้ชัด เปิดโอกาสคอนโดราคาเข้าถึงได้
AI เชื่อมวัฒนธรรรมไทย-จีน โชว์ล้ำ ‘โขน-งิ้วจีน’ ปลุกเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยุคใหม่
‘AI’ พบ ‘โขน-อุปรากรจีน’ : เจาะกิจกรรม ‘พลังคนรุ่นใหม่’ เชื่อมโยงมิตรภาพไทย-จีน สู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไร้พรมแดน Key Facts การใช้ AI ต่อยอดมรดกวัฒนธรรมดั้งเดิมให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–สื่อระดับนานาชาติ สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเปลี่ยน Soft Power ไทย-จีน ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจและสื่อระดับโลก ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ความสัมพันธ์ไทย-จีนกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่ระดับนโยบาย แต่เป็นการ “คอลแลปส์” ครั้งใหญ่ของพลังสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่ ในงาน “พลังแห่งคนรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ไร้พรมแดน” ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์ประจำชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยความร่วมมือของสำนักงานสื่อสารระหว่างทวีปแห่งประเทศจีน (CICC) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไฮไลต์ที่สร้างเสียงฮือฮาที่สุดในงาน คือการทลายกรอบศิลปะดั้งเดิม เมื่อ ‘งิ้วอู๋จวู’ จากเจ้อเจียง และ ‘โขนไทย’ โดยศิลปินแห่งชาติ พิเชษฐ กลั่นชื่น ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) นี่ไม่ใช่การทำลายของเก่า แต่คือการสร้างความทันสมัย ให้กับมรดกภูมิปัญญา เพื่อให้เข้าถึงหัวใจของคน Gen Z และสร้างมูลค่าเพิ่มในระดับสากล งานนี้ยังถือเป็นเวทีรวมตัวครั้งสำคัญของเฟันเฟืองในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ อาทิ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) Tencent, MINISO ผู้บริหารสื่อชั้นนำอย่าง CCTV สถานีวิทยุโทรทัศน์เหอหนาน โดยได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในประเด็นการต่อยอดมรดกวัฒนธรรมสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกันนี้ยังมีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญระหว่าง สำนักงานสื่อสารระหว่างทวีปแห่งประเทศจีน (CICC) และ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เพื่อร่วมกันพัฒนาโปรเจกต์สื่อระดับนานาชาติในอนาคต นอกจากความร่วมมือทางกลยุทธ์แล้ว ภายในงานยังสะท้อนแนวคิด “วัฒนธรรมกินได้และสร้างรายได้” ผ่านกิจกรรมไฮไลต์อย่างนิทรรศการ Art on the Move ที่นำประติมากรรมจากวรรณกรรมอมตะ “สามก๊ก-กิมย้ง” มาจัดแสดงที่ Siam Square One เป็นแห่งแรกของโลก ควบคู่ไปกับ Creative Market 50 ปีทอง ตลาดนัดสร้างสรรค์ที่รวบรวมทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ชื่อดัง เกมออนไลน์ และสินค้ามรดกภูมิปัญญาอย่าง OTOP กว่า 100 รายการ มาจัดแสดงเพื่อเชื่อมโยง Soft Power ของทั้งสองประเทศให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง กิจกรรมภายในงานยังขยายผลสู่ “U Panda” ที่ชวนเยาวชนปั่นจักรยานลัดเลาะแลนด์มาร์คประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และปิดท้ายอย่างตระการตาด้วย “โดรนแปรอักษร” กว่า 1,000 ลำ บนท้องฟ้าสยามสแควร์ ที่เปลี่ยนเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กลายเป็นภาพหน้ากากโขนและกำแพงเมืองจีน สื่อสารถ้อยคำกินใจที่ว่า “ไทย-จีน : ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของไทยและจีนไม่ใช่จำกัดเพียงแค่พี่น้อง เพราะจากบริบทในปัจจุบัน มันไปไกลกว่าคำว่าพี่น้องอย่างมาก กิจรกรรมในวันนี้นับเป็นโมเดลการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนที่สุด เพราะเป็นการสร้าง “สะพานใจ” ผ่านงานศิลปะและนวัตกรรม โดยมีเยาวชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าชมนิทรรศการประติมากรรมร่วมสมัย และผลงานจากภูมิปัญญาด้านงานศิลปะของไทยและจีน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม 210-211 ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Alternate-X สรุปให้ ความร่วมมือไทย-จีนก้าวสู่บทใหม่ ผ่านงาน ‘พลังแห่งคนรุ่นใหม่ สร้างสรรค์ไร้พรมแดน’ ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี AI ไฮไลต์สำคัญคือการตีความ ‘โขนไทย–งิ้วจีน’ รูปแบบใหม่ เพื่อเชื่อมมรดกดั้งเดิมกับคนรุ่น Gen Z เวทีนี้รวบรวมองค์กรรัฐ เอกชน และอุตสาหกรรมคอนเทนต์ระดับโลก เพื่อผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กิจกรรมสะท้อนพลัง Soft Power ผ่านนิทรรศการ ศิลปะ ตลาดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีโดรน ตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ก้าวข้ามวัฒนธรรม สู่โอกาสทางเศรษฐกิจไร้พรมแดน
ไทยติดลิสต์75 ประเทศโดนระงับ อาจถูกปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ หลัง 21 ม.ค.2026
สหรัฐอเมริกาประกาศระงับการออกวีซ่าให้กับ 75 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย แบบไม่มีกำหนด กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะหยุดกระบวนการพิจารณาวีซ่าทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
Honda เคาะปี 2027 เปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ EV รับโลโก้ใหม่ ‘H Mark’
Honda Motor สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ ประกาศปรับภาพลักษณ์องค์กร (Rebranding) ด้วยการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ ‘H Mark’ ดีไซน์ใหม่ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางหลักในการสื่อสารแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ Honda รีแบรนด์โลโก้ครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่ปี 1963 ‘H Mark’ ใหม่ถูกออกแบบให้มินิมัล สื่อแนวคิดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เริ่มใช้อย่างเป็นทางการกับรถ BEV และ e:HEV ตั้งแต่ปี 2027 พลิกโฉม Identity จากปี 1963 สู่ยุค Minimalist นับตั้งแต่ปี 1963 ตรา H Mark เดิมได้ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นมาอย่างยาวนาน แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Honda ได้ตัดทอนรายละเอียดให้มีความเป็นมินิมัล (Minimalist) มากขึ้น โดยแนวคิดการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘สองมือที่ยื่นออกไป’ ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์การตลาดที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric) และความพร้อมในการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ยานยนต์แบบเดิม ขอขอบคุณภาพจาก www.piston.my ปี 2027 การมาของ e:HEV และ BEV ในเชิงกลยุทธ์ Honda เลือกใช้ H Mark ใหม่เป็นตัวแทนของความล้ำสมัย โดยมีกำหนดการใช้งานดังนี้ Product Integration: เริ่มติดตั้งบนยนตรกรรมไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ไฮบริด (e:HEV) รุ่นใหม่ที่จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป Brand Consistency: ปรับโฉม Touchpoint ทั่วโลกให้เป็นทิศทางเดียวกัน ทั้งการตกแต่งโชว์รูมและตัวแทนจำหน่าย (Corporate Identity), การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล, และภาพลักษณ์ในกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต การสร้าง Unified Brand เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ขณะที่ นักวิเคราะห์มองว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้คือการส่งสัญญาณ ‘Transformation’ ครั้งสำคัญ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ชัดเจนในใจผู้บริโภคยุคใหม่ (Next Generation) ที่มองหาความยั่งยืนและเทคโนโลยีอัจฉริยะ การสร้างความเอกภาพ (Unified Brand Image) ทั่วโลกจะช่วยให้ Honda สามารถขับเคลื่อนแคมเปญการตลาดระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและทรงพลังมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของ Honda ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนโลโก้ แต่คือการประกาศจุดยืนในการเป็นผู้นำ Mobility แห่งอนาคตที่จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2027 นี้ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ฮอนด้า เข้าตลาดแกดเจ็ต นำร่องไทยขาย ‘UC3’ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่แรกในโลก Alternate-X สรุปให้ Honda ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 60 ปี เปิดตัวโลโก้ใหม่ ‘H Mark’ เพื่อใช้สื่อสารแบรนด์รถยนต์ทั่วโลก ด้วยดีไซน์ใหม่ถูกปรับให้มินิมัล สื่อถึง ‘สองมือที่ยื่นออกไป’ เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและการเปิดรับนวัตกรรม โดยโลโก้ H Mark จะถูกใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า BEV และ e:HEV รุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป การรีแบรนด์ครั้งนี้ครอบคลุมทุก Touchpoint ตั้งแต่ตัวรถ โชว์รูม ไปจนถึงการสื่อสารดิจิทัลระดับโลก ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้ แต่คือการประกาศจุดยืนของ Honda ในฐานะผู้นำ Mobility แห่งอนาคต
‘กินกันจัง’ ถอดสูตรคณิตศาสตร์ในหม้อชาบู เมนู 19 บาท สู่เป้า 100 ล้าน ปี2569
ตลาดชาบู-หม้อไฟมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ยังแข่งไม่พัก โดยเฉพาะการเข้ามาของเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ใช้สาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังมีร้านชาบูรายหนึ่งที่ยืนระยะได้ครบ 10 ปีเต็ม ด้วยโมเดลที่สวนทางตลาด นั่นคือ ‘กินกันจังชาบู’ ร้านชาบูแบบอะลาคาร์ต ราคาเริ่มต้นเพียง 19 บาท กับเป้าหมายยอดขาย ร้อยล้านบาทปี 2569 Key Facts ชาบูอลาคาร์ตเริ่มต้น 19 บาท อยู่รอดได้ด้วยการคุมตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ โมเดลไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ เลือกขายเป็นจาน คุมต้นทุนวัตถุดิบตั้งแต่วันแรกด้วยการคิดเชิงสถิติ ทำให้รักษาราคา 19 บาทได้ต่อเนื่องยาวกว่า 10 ปี เติบโตจากร้านเล็ก 8 โต๊ะ สู่ 12 สาขา รายได้แตะหลักร้อยล้าน เริ่มต้นจากสาขาแรกย่านจรัญฯ ด้วยเงินลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท ปัจจุบันมีทั้งสาขาบริษัทและสาขาส่วนบุคคล รวมพนักงานกว่า 200 คน และตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 100 ล้านบาท แข่งในตลาดเดือดด้วยคุณภาพวัตถุดิบและขยายไลน์สินค้า ไม่เล่นสงครามราคาใช้วัตถุดิบคุณภาพจากซัพพลายเออร์เดิมตั้งแต่วันแรก เพิ่มเมนูใหม่อย่างไอศกรีม ซอฟต์เสิร์ฟ และเดลิเวอรี่ เพื่อรับมือการแข่งขันจากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ จุดเริ่มต้น ‘กินกันจัง’ จากฝั่งธนบุรี ‘พชร เรืองพีระกุล’ กรรมการบริษัท บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด และผู้ก่อตั้งร้านกินกันจังชาบู เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจ กินกันจัง ครั้งแรกในวัย 26 ปี พร้อมสาขาแรกเปิดเมื่อ 10 ปีก่อน กับสาขาแรกตั้งบนถนนจรัญสนิทวงศ์ 61 ด้วยเงินลงทุนราว 7–8 แสนบาท เป็นร้านขนาด 1 คูหาให้บริการ 7–8 โต๊ะ ในช่วงแรก ๆ โดยชื่อร้านมาจากซอสเกาหลีแบรนด์หนึ่งที่ออกเสียงคล้ายคำว่า ‘กินกันจัง’ ที่เขาชอบใจและนำมาแปลงใช้เป็นชื่อแบรนด์ ก่อนหน้าจะทำชาบู ‘พชร’ เคยทำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำแตก ในทำเลใกล้กันมาก่อนราว 2 ปี เมื่อสะสมทุนได้จึงขายกิจการและหันมาลุยชาบูเต็มตัว หลังมองเห็นทราฟฟิกลูกค้าจำนวนมากจากร้านหมูกระทะที่เปิดให้บริการในทำเลใกล้กัน จากโบรคเกอร์ สู่เจ้าของร้านอาหาร ‘พชร’ จบการศึกษาด้านการเงินคณิตศาสตร์ และเคยทำงานเป็นโบรคเกอร์หุ้นมาก่อน เขามองว่าหากต้องการเติบโตและมั่งคั่ง ต้องมีธุรกิจของตัวเอง จึงเริ่มต้นจากการ ‘เรียนจริง ทำจริง’ ตั้งแต่การไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยว จนถึงการเข้าอบรมคอร์สอาหารญี่ปุ่นและชาบู ก่อนเปิดร้านทุกครั้ง โดยตั้งแต่วันแรก ‘กินกันจัง’ วางตำแหน่งชัดเจนว่าไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ แต่เลือกโมเดล อะลาคาร์ต เพื่อคุมคอสต์และคุณภาพวัตถุดิบได้ดีกว่า “ผมไม่กล้าทำอะไรที่คุมต้นทุนไม่ได้ ตัวเลขต้องชัด” ขณะที่ตั้งแต่วันเปิดสาขาแรก จรัญสนิทวงศ์ 61 กินกันจังชาบู ทำเมนูเริ่มต้นราคาถาดละ 19 บาท พร้อมเสิร์ฟให้บริการเมนูอาหารอื่น ๆ ในร้านมากกว่า 30 รายการ เปิดขายตั้งแต่ 15.00 น. – 02.00 น. จับกลุ่มลูกค้าหลัก คือ นักศึกษาและครอบครัวที่มาทานเป็นกลุ่ม ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ตัวเลข’ จากพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ทำให้ ‘พชร’ ใช้การคำนวณเชิงสถิติในการบริหารร้าน ทำให้แตกต่างจากบุฟเฟ่ต์ที่ต้องประเมินปริมาณการกินต่อหัวเพื่อกำหนดต้นทุนต่อคน “ผมคิดและคำนวณต้นทุนมาแล้ว แต่เมื่อเห็นว่ายังไม่ชัวร์จึงไม่กล้าเสี่ยงทำ เพราะผมเป็นคนให้ความสำคัญกับตัวเลขและการคุมต้นทุน หากควบคุมคอสต์ไม่ได้ก็ไปต่อยาก เมื่อเทียบกับโมเดลบุฟเฟ่ต์จะคำนวนมาแล้วว่าลูกค้ากินได้เฉลี่ยประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคน แล้วไปกำหนดต้นทุนวัตถุดิบ เช่น หากตั้งราคาขาย 299 บาท ต้นทุนวัตถุดิบจะต้องไม่เกิน 150 บาท เพื่อรักษากำไรในระดับประมาณ 50%” ขณะที่ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลของกินกันจังชาบูอยู่ที่ 300–800 บาท ค่าเฉลี่ยต่อหัวราว 200 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่มา 2–8 คนต่อโต๊ะ ยังเติบโตท่ามกลางสงครามชาบู ปัจจุบัน ‘กินกันจัง’ มี 12 สาขา ทั้งรูปแบบสแตนด์อโลนและในห้าง ดังนี้ จรัญสนิทวงศ์ 61 บางขุนนทน์ ตลาดพลู ถนนจันทน์ 39 ถนนจันทน์ 9 จรัญสนิทวงศ์ 3 ประตูน้ำ บางมด เอกชัย 5 ถนนเพชรเกษม บางซ่อน กัลปพฤกษ์ โดย ‘ท็อป ทรี’ สาขาขายดีสุด คือ บางซ่อน ถนนจันทน์39 และ บางขุนนนท์ แต่ก็ยังเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ที่เข้ามา ‘ประกบข้างในเกือบทุกสาขา’ ขณะที่การทำร้านอาหารในปัจจุบัน เขาบอกว่า ทราฟฟิกลูกค้าหลังโควิดลดลงจากเดิมเฉลี่ย 4 ครั้งต่อเดือน เหลือ 2–3 ครั้ง แต่แบรนด์เลือกไม่แข่งด้วยการลดราคาหรือทำโปรโมชั่นเหมือนเชนร้านชาบู ด้วยจุดแข็งคือ ‘ราคาประหยัดตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยคุณภาพวัตถุดิบ’ พชร บอกว่าในปี 2569 กินกันจังจะยังไม่เร่งเปิดสาขาใหม่ แต่โฟกัสที่การเพิ่มเมนูขายดีและมาตรฐานวัตถุดิบ โดยจะลงทุนไลน์ของหวาน อย่างไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ–สลัชชี่–บิงซู คาดใช้งบรีโนเวทสาขาเฉลี่ย 1.5–2 ล้านบาทต่อสาขา โดยในครึ่งปีแรกเตรียมเปิดตัว ซอฟต์เสิร์ฟรสนมฮอกไกโด ราคาประมาณ 49 บาท พร้อมขยายช่องทางรายได้เพิ่มจากบริการเดลิเวอรี่เพิ่ม คีย์ซัคเซส ‘ราคา-คุณภาพ-ความจริงใจ’ พชร กล่าวอีกว่า ตลอด 10 ปี ‘กินกันจัง’ ใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์รายเดิมอย่าง เบทาโกร ที่ยังไม่เปลี่ยนคุณภาพ และเลือกใช้ เนื้อวัวหนุ่ม แทนวัวแก่แบบที่หลายร้านใช้ ที่สร้างความแตกต่างด้านรสชาติของวัตุดิบอย่างชัดเจน พร้อมเสริมว่า การที่กินกันจัง ยังทำราคาเมนู(หมู) เริ่มต้น 19 บาทได้ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนจากซัพพลายเออร์อย่างเบทราโกรที่คงต้นทุนและคุณภาพไว้ดังเดิมมาโดยตลอดเช่นกัน ขณะที่เชนร้านอาหารรายใหญ่ที่ให้บริการ มองว่าต้นทุนการบริหารจัดการจะสูงกว่ามาก เช่น เนื้อสามชั้นเป็นของออสเตรเลียเหมือนกันแต่จะมีอายุของเนื้อด้วยว่าเป็นการใช้เนื้อวัวแก่หรือเนื้อวัวหนุ่ม จุดนี้มีรายละเอียดเยอะว่าเป็นเนื้อประเภทไหน ที่นำมาใช้เป็นวัตุถุดิบ ซึ่งที่ร้านกินกันจัง จะใช้เนื้อวัวหนุ่มให้บริการ เขา เชื่อว่า ความอยู่รอดมาจาก ราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพสม่ำเสมอ ลูกค้าประจำและปากต่อปาก เป้าหมายสู่ ‘ร้อยล้าน’ โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้ราว 59 ล้านบาท และในสิ้นปี 2569 วางเป้าหมายอยู่ที่ 100 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเติบโต 10% ต่อปี หลังดำเนินการรีโนเวทสาขาเสร็จทั้งหมด 10 แห่ง ยกเว้นสาขาใหม่ ถนนจันทน์ 9 และ เพชรเกษม หลังจากปรับโฉมใหม่ภายในสิ้นปีนี้ จะนำสาขา 6 แห่งที่อยู่ในรูปแบบส่วนบุคคลเข้ามาเป็นสาขาของบริษัท ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานกว่า 200 คน ใน 12 สาขา ใช้คนต่อสาขาน้อยกว่าร้านบุฟเฟ่ต์ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดี จากร้านเล็ก ๆ ฝั่งธนบุรี สู่แบรนด์ชาบูอะลาคาร์ตที่ยืนระยะได้ในสนามโหด นี่คือสูตรธุรกิจที่เริ่มจาก ตัวเลข ความเข้าใจต้นทุน และความจริงใจกับผู้บริโภค Alternate-X สรุปให้ ‘กินกันจังชาบู’ ร้านชาบูอะลาคาร์ต ราคาเริ่มต้น 19 บาท เติบโตจากฝั่งธนบุรีครบ 10 ปี โมเดลไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ เน้นคุมต้นทุนด้วยการคิดเชิงคณิตศาสตร์และสถิติ ใช้วัตถุดิบคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย สร้างฐานลูกค้าประจำจากปากต่อปาก ปัจจุบันมี 12 สาขา รายได้ปี 2568 ราว 59 ล้านบาท ตั้งเป้าสิ้นปีแตะร้อยล้าน พร้อมกลยุทธ์เพิ่มไลน์เมนู ไม่เร่งขยายสาขา
ส่องวัฒนธรรม’อายิโนะโมะโต๊ะ’ พื้นที่ปลอดภัยความคิด ที่เจนZ อยากร่วมงาน
Key Facts Top 50 Companies 2026: ติดอันดับบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุดเป็นครั้งแรก จากผลสำรวจของ WorkVenture Psychological Safety: ชูวัฒนธรรม ‘พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด’ ให้พนักงานกล้าเสนอไอเดียและลองผิดลองถูกเพื่อเติบโตร่วมกับองค์กร (Co-Growth) Well-being Focus: เน้นดูแลคุณภาพชีวิต 4 มิติ ทั้งงาน สังคม การเงิน และสุขภาพ เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรด้านโภชนาการระดับโลก หลายคนที่ไถฟีดบนโซเชียลแพลตฟอร์ม ‘TikTok’ ในช่วงปลายปีก่อน อาจเคยผ่านตาคอนเทนต์ของ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ จากหลากหลายช่องอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่ต่างทำเนื้อหาทั้งภาพรวมธุรกิจและการดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วมงาน อย่างช่อง Mosmudjook บน TikTok ของ ‘มอส–มายด์’ ซึ่งสวมบทบาทฝ่ายบริหารด้านการสรรหาและพัฒนาบุคลากร ได้กลายเป็นอีกพื้นที่คอนเทนต์ที่ได้รับความสนใจ โดยหนึ่งในคลิปไวรัลที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง คือ ได้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ จำกัด ตัวจริง!! มานำเสนอในมุมมองคนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนภาพชีวิตการทำงานภายในองค์กรที่จับต้องได้ จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า อะไร? คือแรงดึงดูดที่ทำให้คนในวัยเริ่มต้นอาชีพอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแห่งนี้ อายิโนะโมะโต๊ะ อยู่ไทยกว่า4 ทศวรรษ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ เป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2525 โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ ภายใต้ปรัชญา ‘กินดี มีสุข (Eat Well, Live Well.)’ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านผลิตภัณฑ์ของบริษัท สำหรับรูปแบบการทำธุรกิจในไทยของอายิโนะโมะโต๊ะ ได้เข้ามาทำธุรกิจอาหารและโภชนาการ ตั้งแต่การผลิตเครื่องปรุงรส ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานและโภชนาการอื่น ๆ เพื่อรองรับตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ จากในอดีตถึงปัจจุบัน อายิโนะโมะโต๊ะ มีการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง จากสินค้าเดิมเครื่องปรุงที่เรียกันว่าผงชูรส ที่ผู้บริโภคชาวไทยรู้จักเป็นอย่างดี ที่ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนกิจการด้วยพลังแห่ง ‘คน’ ถึงในวันนี้ภาพจำของอายิโนะโมะโต๊ะ ที่เป็นทั้ง ‘องค์กรเก่าแก่ด้านอาหาร’ และยังเป็นบริษัทที่คนรุ่นใหม่มองว่า เป็นพื้นที่ให้โอกาสการเติบโตและเรียนรู้ พร้อมทั้งเป็นองค์กรที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างรอบด้าน องค์กรเก๋าที่รุ่นใหม่อยากทำงาน แม้จะเป็นองค์กรที่มีอายุหลายสิบปี แต่ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Top 50 Companies in Thailand 2026™ โดย WorkVenture จากกว่า 720 องค์กรชั้นนำ ผ่านการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 22–35 ปี ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สะท้อนแนวคิดคนรุ่นใหม่ มองเห็นอะไร? ในองค์กร ที่นอกจากตัวผลิตภัณฑ์ที่รู้จักมายาวนาน แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมการทำงานที่น่าสนใจ มร. อิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานกับอายิโนะโมะโต๊ะ คือแนวคิด ‘Co-Growth’ ที่องค์กรส่งเสริมให้พนักงานเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยทางความคิด (Psychological Safety) (สภาวะที่คนในทีมรู้สึกปลอดภัยทางความคิดและความรู้สึก กล้าพูด กล้าคิด กล้าถาม กล้าลองผิดลองถูก โดยไม่กลัวถูกตำหนิ ดูถูก หรือเสียภาพลักษณ์-กองบรรณาธิการAlternate-X) และการให้โอกาสพนักงานเรียนรู้และเผชิญความท้าทายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ อายิโนะโมะโต๊ะ ยังตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้าน ความมั่นคงของอาชีพ, การเติบโตในสายอาชีพ, ความผูกพันของทีมงาน, และการดูแล Well-being ทั้งทางกาย จิตใจ และการงาน รวมถึงการได้เรียนรู้การทำงานในภูมิภาคอาเซียนยังช่วยเปิดมุมมองด้านวัฒนธรรมอาหารและการทำงานข้ามพรมแดนอีกด้วย ไปต่ออนาคตด้วยแนวคิดบริหารบุคคล ขณะเดียวกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ยังเตรียมเข้าสู่ทศวรรษที่ 5 และในฐานะองค์กรระดับโลกด้านอาหารและโภชนาการ ด้วยค่านิยมและวิสัยทัศน์ ‘Leading in Creation of Well-Being’ โดยให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมศักยภาพพนักงาน และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่น ทันสมัย และมีความหมาย โดยการบริหารและวัฒนธรรมองค์กร ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อายิโนะโมะโต๊ะให้ความสำคัญกับการพัฒนาและดูแลพนักงานใน 4 มิติหลัก ได้แก่ คุณลักษณะงาน (Job Attributes) ค่าตอบแทนและโอกาสเติบโต (Reward & Career) การดูแลพนักงานและวัฒนธรรมองค์กร (People & Culture) ภาพลักษณ์องค์กร (Corporate Image) ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด Ajinomoto Group Way (AGW) และ Ajinomoto Group Creating Shared Value (ASV) ที่เน้นการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์และสร้างคุณค่าร่วมทั้งภายในและสังคม ด้วยเครื่องยืนยันการบริหารที่ได้รับการยอมรับรางวัล Top50 Companies in Thailand 2026™ นับเป็นปีแรกที่ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ’ ได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นหลักฐานยืนยันว่าแนวบริหารที่ให้ความสำคัญกับ Well-being, ความปลอดภัยทางความคิด, และการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ Alternate-X สรุปให้ อายิโนะโมะโต๊ะ ปรับภาพลักษณ์องค์กรเก๋าสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ใช้ฝ่าย HR ตัวจริงร่วมกับอินฟลูเอ็นเซอร์เพื่อดึงดูดกลุ่ม Talent รุ่นใหม่ พร้อมก้าวสู่ทำเนียบ Top 50 Companies in Thailand 2026™ โดย WorkVenture สะท้อนการยอมรับจากคนรุ่นใหม่อายุ 22–35 ปี กับแนวคิด ‘Co-Growth’ และความปลอดภัยทางความคิด (Psychological Safety) เปิดพื้นที่ให้พนักงานกล้าลองผิดลองถูกเพื่อเติบโตไปพร้อมบริษัท พร้อมดูแลพนักงานครบ 4 มิติ ทั้งคุณลักษณะงาน, ค่าตอบแทน, วัฒนธรรมองค์กร และภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ด้วยปรัชญา ASV สร้างคุณค่าร่วมกับสังคม ควบคู่กับการสร้าง Well-being ให้พนักงานมีสุขภาพกายและใจที่ดีในระยะยาว
สูตรลับค่าความหวาน ‘โคโคเลิฟ’ น้ำมะพร้าวแท้ 100% จากสวนไทยสู่ตลาดโลก
COCOLOVE กับการทำตลาดน้ำมะพร้าวที่ไม่ได้มีแค่แคมเปญ แต่ยังมีเบื้องหลังการผลิตกำหนด ‘ค่าความหวาน BRIX’ ด้านรสธรรมชาติแท้ พร้อมแผนเปิดแบรนด์ใหม่ EVERLOVE รุกตลาดยุโรป–สหรัฐฯ ปี2569 Key Facts ควบคุมรสชาติด้วย BRIX – สูตรลับกำหนดค่าความหวานน้ำมะพร้าวให้สม่ำเสมอทุกล็อต ด้วยเทคโนโลยี Aseptic UHT ซัพพลายเชนมั่นคง – คอนแทร็คฟาร์มมิ่งกว่า 300 ครัวเรือน รับซื้อมะพร้าวน้ำหอม 500–1,000 ตัน/ปี ขยายตลาดโลกปี 2569 – เปิดแบรนด์ใหม่ EVERLOVE เจาะยุโรป–สหรัฐฯ ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศ 30–40% อาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มนํ้ามะพร้าวแท้ 100% แบรนด์ ‘Cocolove (โคโคเลิฟ)’ กล่าวถึงแผนธุรกิจการทำตลาดกลุ่มบริษัทฯ นับจากปี 2569 นี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘เอเวอร์เลิฟ (EVERLOVE)’ เพื่อขยายตลาดเครื่องดื่มกลุ่มใหม่ พร้อมทำตลาดในต่างประเทศ โดยบริษัทวางแผนเปิดตัวสินค้าแบรนด์ ‘เอเวอร์เลิฟ ในช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ในช่วงเดียวกันกับจัดงานไทยเฟล็กซ์ (THAIFEX – Anuga Asia 2026 ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569) เพื่อแนะนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์รายการใหม่ในตลาดต่างประเทศ “แบรนด์ใหม่เอเวอร์เลิฟ วางตำแหน่งสินค้าในกลุ่มเฮลตี้ ดริงก์ เบเวอเรจ ทำตลาดในกลุ่มประเทศยุโรป และ สหรัฐอเมริกา” สำหรับแผนดังกล่าว บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากศักยภาพการผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มประเทศไทยที่ได้การตอบรับดีในตลาดต่างประเทศ หลังจากทำตลาดสินค้าตัวแรกของบริษัท คือ เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวโคโค่เลิฟ ที่อยู่ในตลาดมา 3 ปีในปัจจุบัน และมีรายได้เติบโตทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง โดยบริษัท จะใช้โรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เดินสายการผลิตสินค้าแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันโรงงานเดินสายการผลิตเครื่องดื่มน้ำมะพร้าวโคโคเลิฟ และยังมีกำลังการผลิต (Capacity) เพียงพอ อาชวิน กล่าวต่อถึงแผนการทำตลาดแบรนด์โคโคเลิฟ ในปี 2569 จะมุ่งขยายฐานและสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ด้วย ผลิตภัณฑ์ที่มอบคุณค่า แบรนด์ แวลู (Brand Value) ‘Love yourself, Drink for your health’ ที่ใช้เป็นแคมเปญหลักในการทำตลาดต่อเนื่องพร้อมจัดกิจกรรมโรดโชว์ ไปยังสถานศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ราว 8-10 แห่ง (Campus) ตลอดทั้งปี 2569 นี้ ทุกขวดรสธรรมชาติ 100% อาชวิน กล่าวว่า โคโคเลิฟ เป็นแบรนด์น้ำมะพร้าวพร้อมดื่มที่อยู่ในตลาดเครื่องดื่มน้ำผลไม้มาราว 3 ปีเป็นที่รู้จักของกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนไทยที่รักการดูแลสุขภาพและชาวต่างชาติแล้ว แผนจากนี้ไปโคโคเลิฟ จะต้องเข้าไปทำความรู้จักพร้อมสร้างการเป็นท็อป ออฟ มาย แบรนด์ในกลุ่มคนรู่นใหม่ให้นึกถึงและเลือกดื่ม เป็นแบรนด์ต้น ๆ พร้อมเสริมว่า การที่ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับในตลาดมาจากคุณภาพของสินค้าเครื่องดื่มจากวัตถุดิบน้ำมะพร้าว 100% ไม่ใส่น้ำตาล ด้วยกรรมวิธีการผลิต ภายใต้เทคโนโลยี Aseptic UHT โดยเฉพาะการกำหนดค่ามาตรฐานความหวาน (BRIX) น้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นค่าความลับความหวานของโรงงานในการผลิตเครื่องดื่ม ที่ทำให้ได้รสชาติของน้ำมะพร้าวแท้ในทุกบรรจุภัณฑ์สินค้า นอกจากนี้ โรงงานบริษัทฯ ยังทำงานร่วมกับชุมชนเกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมมากกว่า 300 ครัวเรือนใน 3 จังหวัด คือ สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี เพื่อจัดส่งวัตถุดิบมะพร้าวน้ำหอมให้กับบริษัทในรูปแบบคอนแทร็ค ฟาร์มมิ่ง ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวัตถุดิบได้ล่วงหน้า ซึ่งในปี 2569 คาดจะรับซื้อผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมราว 500-1,000 ตัน ปัจจุบันโคโคเลิฟ มีสินค้า 3 รายการ (SKU) หลัก คือ ขนาดบรรจุ 330 มล. (ขวดเล็ก) ราคา 77 บาท, ขนาดบรรจุ 1,000 มล. (ขวดใหญ่) ราคา 75 บาท และขนาด 350 มล. (ขวดพลาสติก) ราคา 27 บาท โดยวางจำหน่ายสินค้าครอบคลุมทุกช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่และร้านค้าชุมชนทั่วประเทศ 77 จังหวัด อาชวิน กล่าวต่อถึงแผนการทำตลาด บริษัทฯยังทำงานร่วมกับ เบลล่า ราณี แคมเปน ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ COCO LOVE (โคโค่เลิฟ) เพื่อสื่อสารแกนหลักแบรนด์อย่างต่อเนื่องนด้าน สุขภาพ สดชื่น ความสวย พร้อมใช้แคมเปญ COCOLOVE Z Friends ผ่านกลุ่มพรีเซนเตอร์คนรุ่นใหม่ ‘ปัน-มิน-เดียร์’ เพื่อสื่อสารแบรนด์การตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายเจนเนอเรชั่น Z จากแนวทางการทำตลาดทั้งสองแบรนด์ ‘COCOLOVE’ และ ‘EVERLOVE’ บริษัทวางเป้าหมายรายได้ปี 2569 แบ่งเป็นตลาดในประเทศสัดส่วน 60-70% และตลาดต่างประเทศ 30-40% โดยจะขยายตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา จีน และ ตะวันออกกลาง สำหรับตลาดน้ำผลไม้ในไทยในภาพรวมคาดมีมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลตลาดกลุ่มน้ำมะพร้าวที่ชัดเจน ซึ่งมีผู้เล่นในตลาดราว 10 แบรนด์ Alternate-X สรุปให้ โคโคเลิฟเดินหน้าขยายธุรกิจน้ำมะพร้าวแท้ 100% ด้วยจุดแข็ง ‘สูตรลับค่าความหวาน’ ที่ควบคุมมาตรฐานรสชาติให้สม่ำเสมอทุกขวด เป็นหัวใจการผลิตอยู่ที่เทคโนโลยี Aseptic UHT และการกำหนดค่า BRIX ซึ่งเป็นความลับของโรงงาน โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘EVERLOVE’ รุกตลาดเครื่องดื่มเฮลตี้ในยุโรปและสหรัฐฯ พร้อมใช้ฐานการผลิตจากอัมพวาและระบบคอนแทร็คฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรกว่า 300 ครัวเรือน สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างแบรนด์จากสวนไทยสู่ตลาดโลก ด้วยคุณภาพเป็นแกนหลักของการเติบโต
‘ตึกแถวเก่า’แปลงสภาพ บางทำเลหั่นราคาขาย 75% ปรับทำหอพัก-เกสต์เฮ้าส์
‘ตึกแถว’ อาคารพาณิชย์ที่ใช้ทั้งอยู่อาศัยและทำการค้าที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ 40-50 ปีก่อน วันนี้กำลังเงียบเหงาสุดๆ แม้ ‘ทำเล’ จะยังตอบโจทย์ความสะดวกแต่ฟังก์ชั้นไร้ที่จอดรถ และอื่นๆ ทำให้หลายอาคารยอมขายขาดทุนให้นักลงทุนแปลงโฉมสู่ ‘หอพัก-เกตเฮ้าส์’ รับยุคเจนฯ เรนต์ และนักท่องเที่ยว Key Facts ตึกแถวใหม่หายจากตลาด ปัจจุบันแทบไม่มีการสร้างตึกแถวใหม่แบบ 100 คูหาเหมือนในอดีต ส่วนใหญ่เหลือเพียงไม่กี่ห้องหน้าโครงการใหญ่ ราคาสวนทางทำเล ในย่านที่ซบเซาราคาตึกแถวหั่นลดได้ถึง 75% แต่ในย่านที่มีเรื่องราว (Storytelling) อย่างเยาวราช ราคาพุ่งสูงถึง 30-50 ล้านบาท เปลี่ยนฟังก์ชันสู่ที่พัก: ตึกแถวเก่าถูกดิสรัปต์จากอีคอมเมิร์ซ จึงต้องปรับตัวเป็นที่พักระยะสั้น (Guest House) หรือโรงแรมขนาดเล็กแทนการทำร้านค้าแบบเดิม ‘ตึกแถว’ กำลังจะหายไป ‘สุรเชษฐ กองชีพ’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า อสังหาริมทรัพย์ประเภท อาคารพาณิชย์และเพื่ออยู่อาศัย ‘ตึกแถว’ กำลังทยอยหายไปจากตลาด โดยเฉพาะพื้นที่ กรุงเทพฯ แทบจะไม่มีโครงการตึกแถวใหม่เกิดขึ้นให้เห็นแล้ว “หากยังมีให้เห็นอยู่มักเป็นเพียงไม่กี่ห้อง ตั้งอยู่ด้านหน้าโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อทำหน้าที่เป็นร้านค้า ร้านอาหาร หรือบริการเสริมของโครงการ มากกว่าจะเป็นตึกแถวหลัก 100 ห้อง แบบในอดีต” บริบทสังคม ‘ดิสรัปต์’ ตึกแถว สุรเชษฐ บอกว่าการทยอยหายไปของอาคารพาณิชย์ อย่างตึกแถว ในช่วงที่ผ่านมา ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ พฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ไม่ได้ผูกชีวิตไว้กับร้านหน้าบ้านเหมือนเดิม ทำให้หลายชุมชนเงียบลง ร้านค้าหายไปจากชั้นล่าง ส่วนชั้นบนก็ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของเจ้าของรุ่นแรกอีกต่อไป ข้อจำกัดทางกายภาพของตึกแถว ด้วย พื้นที่จำกัด เข้าถึงยาก ไม่มีที่จอดรถของอาคารพาณิชย์ในยุคก่อน ซึ่งไม่ตอบโจทย์ครอบครัวที่ขยายใหญ่ ลูกหลานจึงเลือกออกไปใช้ชีวิตข้างนอก ขาดผู้สืบทอดกิจการ จากการเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม และการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ทำให้กิจการไม่น้อยต้องปิดตัวลงด้วยไม่มีผู้สานต่อ ส่งผลให้ตึกแถวจำนวนมากถูกปล่อยว่างพร้อม ๆ กัน “ปัจจัยดังกล่าว กลายเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างชุมชนเมืองในปัจจุบัน” 3โซน ‘ตึกแถว’ อาจต้องไปก่อน สำหรับอาคารพาณิชย์ ‘ตึกแถว’ มีจำนวนไม่น้อยที่มีทรงอาจ ‘ไปไม่รอด’ โดยเฉพาะตึกแถวติดถนนใหญ่ ทำเลถนน จรัญสนิทวงศ์ ถนนเพชรเกษม และถนนพระราม 3 เป็นต้น ด้วยตึกแถวเหล่านี้ แม้จะมีทำเลติดถนนก็ตาม แต่ไม่สามารถจอดรถได้เหมือนในอดีต ทำให้ร้านค้าและร้านอาหารที่เคยเฟื่องฟูต่างทยอยปิดตัว หรือเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ จากฟังก์ชั่นหลักที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบันทั้ง ‘ปัญหาที่จอดรถ’ ‘ขนาดอาคารแคบ’ และ สภาพอาคารเก่ามากกว่า 30–40 ปี ทำให้ตึกแถวหลายแห่งขายยาก และนำไปสู่การขายในราคาที่ต้องปรับลด โดยเฉพาะทรัพย์ที่ถูกถือครองโดยสถาบันการเงิน หรืออยู่ในย่านที่เคยคึกคักแต่ซบเซาลง เช่น ในทำเล วงเวียนใหญ่ ดาวคะนอง เตาปูน สะพานควาย และ สุขุมวิทตอนปลาย การค้าออนไลน์มา-ออฟไลน์นิ่ง จากพฤติกรรมผู้บริโภคและการเข้ามาของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ ‘ร้านค้า’ อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ติดถนนใหญ่เหมือนเดิม อีกต่อไป ส่วน ‘ร้านค้า’ ที่ยังอยู่รอดในทำเลเหล่านี้มักเป็นกิจการดั้งเดิมที่ปรับตัวได้ และที่สำคัญคือการเป็นเจ้าของตึกเอง ทำให้ไม่ต้องแบกรับค่าเช่าสูง ซึ่งต่างจากผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ ทำให้ตึกแถวในหลายทำเล เริ่มทยอยหมดความน่าสนใจ กระทบให้ราคาตึกแถวลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงฟังก์ชั่น การใช้ตึกแถวเป็นสำนักงาน ได้ลดลงอย่างชัดเจน จากข้อจำกัดเดิม ทั้งที่จอดรถและภาพลักษณ์องค์กร ยกเว้นกิจการครอบครัวที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ขณะที่ต่างจังหวัด ยังพอเห็นสำนักงานในตึกแถวอยู่บ้าง แต่จากความต้องการอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ เป็นแรงส่งให้ไม่มีตึกแถวใหม่เกิดขึ้นมานานแล้ว เช่นกัน แปลงโฉมสู่เกสต์เฮ้าส์-ร้านอาหารบาร์คูล ๆ อย่างไรก็ตามตึกแถว ในบางทำเลยังไปต่อได้ดี โดยเฉพาะในทำเลที่ยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ เช่น ริมถนนสุขุมวิท พบว่ายังมีคนเช่าและซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาขายต่อห้องขยับเกิน 10 ล้านบาทไปแล้ว หรือในบางห้องราคาสูงกว่านั้น เพราะถูกซื้อเพื่อนำไปเป็นทางเข้า–ออกของที่ดินด้านหลัง รวมไปถึงในย่านเก่าแก่ระดับตำนานอย่างเยาวราช สำเพ็ง พาหุรัด ที่ราคาซื้อขายทะลุ 30–50 ล้านบาทต่อห้อง แม้ตัวอาคารจะมีอายุกว่า 50 ปี แต่ด้วยทำเลและศักยภาพในการทำธุรกิจ ก็ยังดึงดูดทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ ส่วน ย่านอย่างทรงวาด ตลาดน้อย ที่กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตึกแถวถูกปล่อยขายหรือให้เช่าในราคาหลัก 10 ล้านบาทต่อยูนิต หรือค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 30,000–40,000 บาทต่อเดือน “สะท้อนว่าความเก่า ไม่ได้แปลว่าไร้มูลค่า หากย่านนั้นมีเรื่องราวและเสน่ห์เฉพาะตัว” ตึกแถวย่านท่องเที่ยว ยังมีเสน่ห์ ขณะที่ ตึกแถวในย่านท่องเที่ยวทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเยาวราช สำเพ็ง ตลาดน้อย ทรงวาด ตลาดพลู ห้วยขวาง อารีย์ ถนนข้าวสาร รามบุตรี ดินสอ พระอาทิตย์ หรือพื้นที่ใกล้เคียง พบว่าถูกนำมาปรับเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ รวมถึงที่พักระยะสั้นอย่างเกสต์เฮ้าส์ โฮมสเตย์ และโรงแรมขนาดเล็ก เพราะรูปแบบอาคารมีคาแรกเตอร์ มีเรื่องเล่า และเชื่อมโยงกับย่านโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ ส่วนตึกแถวในทำเลที่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้า โดยเฉพาะรอบนอกกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ก็ถูกนักลงทุนเข้ามาซื้อและรีโนเวตเป็นที่พักขนาดเล็กมากขึ้น ตามแนวสุขุมวิท พญาไท รัชดาภิเษก ห้วยขวาง เพชรเกษม จรัญสนิทวงศ์ เพราะเดินทางเข้าเมืองหรือสนามบินได้สะดวก และยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับครบ ทั้งตลาด ร้านอาหาร และศูนย์การค้า จากภาพสะท้อนดังกล่าว พบว่าทิศทางอนาคตของของตึกแถวในระยะยาว ยังขึ้นอยู่กับ ‘การเปลี่ยนแปลงของย่าน’ ด้วยหากพื้นที่รอบข้างกลับมามีชีวิต มีตัวตน และเป็นที่รู้จักเหมือนถนนข้าวสาร เยาวราช ทรงวาด ตลาดน้อย ตลาดพลู หรือบางหว้า ตึกแถวก็จะถูกปลุกมูลค่าให้กลับมาอีกครั้ง แปลงร่างสู่ ‘หอพัก’ สอดคล้องกับ ‘พชร เรืองพีระกุล’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ร้านอาหารกินกันจังชาบู และนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากความคุ้นเคยในทำเลกรุงเทพ ฝั่งธนบุรี ย่านจรัญสนิทวงศ์มาไม่ต่ำกว่าสิบปี โดยที่ผ่านมาได้ลงทุนซื้อตึกแถว 4 คูหา ย่านจรัญสนิทวงศ์ 56 จากราคาขายต่ำกว่าตลาด ราว 1 ล้านบาท/คูหา หรือลดลงราว 75% จากปกติ 4 ล้านบาท/คูหา สำหรับราคาตึกแถวย่านดังกล่าวลดลงค่อนข้างเยอะ บางเจ้าตั้งราคาขายขาดทุน ด้วยราคาต่ำกว่าตลาดค่อนข้างมาก จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการซื้อตึกแถว เพื่อรีโนเวตเป็นหอพัก เจาะย่านสถานศึกษาในทำเลนี้ Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรมตึกแถวไทยถึงจุดเปลี่ยน หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนและขาดผู้สืบทอดกิจการ ทำให้โครงการใหม่แทบไม่มีเกิดขึ้นในปัจจุบัน โดย ‘ตึกแถว’ทำเลถนนใหญ่หลายแห่ง เช่น จรัญฯ และเพชรเกษม ประสบปัญหาขาดที่จอดรถและสภาพอาคารเก่าจนราคาประเมินลดลงอย่างมาก แต่ยังเป็นโอกาสทองของนักลงทุน หลังราคาตึกแถวบางทำเลหั่นลดลงถึง 75% โดยถูกกว้านซื้อเพื่อรีโนเวตเป็นหอพักใกล้สถานศึกษา ส่วนย่านเมืองเก่าและแหล่งท่องเที่ยว เช่น ทรงวาด และเยาวราช ยังคงมีมูลค่าสูงทะลุ 50 ล้านบาท จากกระแสการแปลงโฉมเป็นคาเฟ่และบาร์สุดคูล โดยอนาคตของตึกแถวขึ้นอยู่กับการปรับตัวสู่ธุรกิจ ‘Generation Rent’ และการเป็นเกสต์เฮ้าส์รองรับนักท่องเที่ยว ในทำเลใกล้รถไฟฟ้า
ดวงโลก-ไทยปี2569 เดอะแบก-ภาระหนักอึ้ง แนะเคล็ดใช้พลัง’สี-น้ำ’ลดร้อนแรง
ซินแสปรัชญา อ่านไพ่อี้จิ้ง ดวงเมืองประเทศไทยปี 2569 เข้าสู่นักษัตรปีม้า ‘ธาตุไฟ’ บวกกับดวงเมืองที่เป็นธาตุไม้ ที่จะพัดพาความแรงแบบทวีคูณ โดยเคล็ดบรรเทาความร้องแรงต้อง ใช้น้ำ เป็นตัวกลางพร้อมแนะนำสีและทิศต้องห้ามของปีนี้ Key Facts พลังม้าไฟรุนแรงสุดรอบ 60 ปี – เร่งการเปลี่ยนแปลงและความปั่นป่วนระดับโลก ดวงไทยไฟเผาไม้ – เสี่ยงความขัดแย้ง ต้องการคนกลางและความเย็น น้ำคือทางรอด – สุขภาพ การเงิน ธุรกิจ และฮวงจุ้ยต้องเน้นสมดุล ‘ซินแสปรัชญา’ เจ้าของฉายา ‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ กูรูโหราศาสตร์จีน อ่านคำพยากรณ์ดวงโลกประจำปี ผ่านโหราศาสตร์จีนพร้อม‘ไพ่ อี้จิง’ (I-Ching) คัมภีร์โบราณอายุกว่าพันปีของจีนที่ว่าด้วย ‘ศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลง’ เพื่อใช้ถอดรหัสผ่านสัญลักษณ์กึ่งลักษณ์ (Hexagram) รวม 64 รูปแบบ ที่ต่างมีความหมายเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์สมดุลของธรรมชาติและทิศทางของสรรพสิ่งในจักรวาล ด้วยศาสตร์นี้ ยังมีความผูกพันกับวัฏจักรของกาลเวลา 5 ธาตุ (ดิน น้ำ ทอง ไฟ ไม้) และ 12 นักษัตร โดยจะมีการหมุนเวียนพลังงานหลักในทุกๆ 60 ปี ตามปฏิทินจีนโบราณที่เรียกว่า ‘โป๊ยยี่สี่เถี่ยว’ คือวิชาโหราศาสตร์จีนเก่าแก่ที่ใช้การวิเคราะห์ ‘ดวงชะตาจากวันเดือนปีเกิดและเวลาเกิด’ เพื่อทำนายวิถีชีวิต ตัวตน และจังหวะชีวิต หัวใจสำคัญของ ‘อี้จิง’ ไม่ใช่เพียงการทำนายอนาคต แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจสภาวะปัจจุบันเพื่อปรับตัวให้สอดคล้องกับจังหวะของโลกและฟ้าดิน อีกด้วย ‘ซินแสปรัชญา’ บอกอีกว่า คัมภีร์อี้จิง ยังอ้างอิงหลักการทางสถิติ และคณิตศาสตร์เลขฐานสอง ยิ่งทำให้ความหมายที่ได้จากอ่านไพ่มีความน่าสนใจสูงมาก จากเกริ่นข้างต้นเมื่อนำมาถอดคำพยากรณ์ร่วมกับโหราศาสตร์จีน ในปี 2569 ที่เข้าสู่ปีม้าธาตไฟ (Yang Fire Horse) พร้อมกับศาสตร์อี้จิงจะตรงกับ กึ่งลักษณ์ที่ 28 ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่ ‘หนักอึ้ง’ หรือการแบกรับภาระจนเกินขีดจำกัด ทำไม? ต้องเป็นไพ่เลข ‘28’ ซินแสปรัชญา อธิบายว่าตามวัฏจักร 60 ปี จะมีการหมุนรอบตามพลังงานธาตุดังที่กล่าวข้างต้น และวนไปพร้อมกับไพ่ทั้ง 64 รูปแบบ ซึ่งในปี 2569 นี้ พลังงานมาหยุดอยู่ที่รูปแบบที่ 28 ทั้งนี้เมื่อนำมาอ่านคำทำนายร่วมกับหลักโหราศาสตร์จีนด้วยแล้ว ในปีนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่พลังงานธาตุไฟรุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ส่งผลให้ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว ร้อนแรง และเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ‘โลก’ จะพลิกโฉมไม่กลับเหมือนเดิม ขณะที่ดวงโลก และ ดวงเมืองประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในลัคนาเมษและเป็นธาตุไฟ เช่นเดียวกัน และเมื่อเข้าสู่ปี 2569 จะยังส่งผลกระทบในมิติต่าง ๆ ทั้ง สถานที่ ผู้คน แบบรอบด้าน จากความร้อนแรงแบบคูณสอง “ปีนี้โลกจะส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงผ่านภัยธรรมชาติ จากธาตุไฟประจำปีที่ร้อนจัดเข้าไปกระตุ้นสภาพแวดล้อม” ช่วงที่ผ่านมา โลกเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว (Point of No Return) จาก อุณหภูมิโลกที่สูงเกิน 1.5 องศา ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะ ‘โลกเดือด’ (Global Boiling) เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติ จะตอบโต้โลกและมนุษย์ ทั้งสภาวะอากาศแปรปรวนแบบสุดขั้ว เช่น หนาวจัด หรือน้ำท่วมรุนแรง “เป็นปีที่โลกจะพลิกโฉมจนไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกต่อไป” ดวง ‘ประเทศไทย’ ไฟเผาไม้ สำหรับสถานการณ์ประเทศไทย ‘ดวงเมืองไทย’ มีเสาหลักเมืองเป็นธาตุไม้ โดยในปีนี้เป็นปีม้าไฟที่พลังแรงจัด ทำให้เกิดสภาวะ ‘ไฟเผาไม้’ ได้ รวมถึง ‘ความขัดแย้ง’ ที่ยังมีอยู่ จากชัยภูมิของประเทศไทย ที่แบ่งขั้วด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาประกอบกับพลังธาตุไฟที่รุนแรง จะทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งและการแบ่งฝ่ายที่ชัดเจน ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง “ทางออก ต้องใช้น้ำมาดับไฟ โดยสถานการณ์นี้จะสร้างวีรบุรุษหรือต้องการคนกลาง ที่มีคุณลักษณะใจเย็นเหมือนน้ำมาช่วยไกล่เกลี่ยวิกฤต” ซินแสปรัชญา วิเคราะห์คำทำนายจากไพ่ต่อว่า จากพลังหยางของม้าไฟในปีนี้ ทำให้คนใจร้อน เกิดการปะทะและสงครามได้ง่ายทั้งระดับบุคคลและระดับประเทศ สำหรับด้านสุขภาพ ต้องระวังโรคที่มากับความร้อนและความดัน เช่น โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) “ควรหมั่นจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวันเพื่อปรับสมดุลร่างกาย” ธุรกิจที่รุ่งเรือง (กลุ่มธาตุน้ำ) ซินแสปรัชญา กล่าวต่อถึงการทำธุรกิจในปีนี้ที่จะได้รับผลกระทบเชิงบวก จะเป็นกลุ่มเครื่องดื่ม, อาหารซีฟู้ด, การท่องเที่ยวทางน้ำ และสินค้าที่เป็นของเหลวทุกชนิด โดยคำแนะนำเพื่อความอยู่รอดและธุรกิจ ในด้านการเงินและการลงทุน นั้นให้ระมัดระวังการถือเงินสด ซึ่งยังหมายถึงกระดาษ ด้วยมีนัยเปป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับธาตุไฟปีนี้ “ระมัดระวังการถือเงินสดเฉยๆ เพราะมูลค่าอาจลดลง ควรเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าได้ เช่น ที่ดิน ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์ ด้วยหนี้คือไฟ ให้หลีกเลี่ยงอย่าก่อหนี้ใหม่ และรีบปิดหนี้เดิมให้เร็วที่สุด เพราะดอกเบี้ยและภาระหนี้จะแผดเผาคุณเหมือนไฟท่วมตัว” สำหรับการปรับแก้ฮวงจุ้ยและการใช้สีมงคล นั้นในปีนี้ ควรเน้นสีที่สื่อถึงน้ำ เช่น น้ำเงิน, ฟ้า, ดำ เพื่อลดทอนความร้อนแรงของธาตุไฟ ส่วนทิศต้องห้าม ปีนี้ควรระวัง ทิศเหนือและทิศใต้ เป็นทิศที่ถูกชง ไม่ควรตั้งโต๊ะทำงานช รวมถึงหลีกเลี่ยงการขุด เจาะ หรือต่อเติมในทิศดังกล่าว นอกจากนี้ หากมีหน้าต่างทางทิศเหนือ/ใต้ ให้เลี่ยงการเปิดรับลมโดยตรง หรือปรับเปลี่ยนทิศทางเพื่อไม่ให้พลังลบพุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน “สรุปสั้นๆ ปี 2569 คือปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ต้องใช้ ‘สติ’ และ ‘ความเย็น’ เข้าสู้กับโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ Alternate-X สรุปให้ ปี 2569 เข้าสู่ปีม้าธาตุไฟ พลังงานร้อนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี ตามศาสตร์อี้จิงและโหราศาสตร์จีน โดยดวงโลกเข้าสู่ภาวะ ‘หนักอึ้ง’ ไพ่เลข 28 สะท้อนการแบกรับภาระและการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน ซึ่ง ‘ประเทศไทย’ เป็นธาตุไม้ เจอปีไฟแรง เกิดสภาวะ ‘ไฟเผาไม้’ เสี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรง ทางออก คือ ‘ใช้น้ำดับไฟ’ ทั้งเชิงสัญลักษณ์ สุขภาพ เศรษฐกิจ และการบริหารอารมณ์
RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า จากการแสดงที่นำไปสู่การมีตัวตนสักที่จริงๆ
เริ่มปี 2026 กับ ‘RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า’ ภาพยนตร์ชวนอบอุ่นหัวใจ นำแสดงโดย Brendan Fraser เมื่อความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการแสดง กลายเป็นความหมายของการมีตัวตนและครอบครัว การกลับมาครั้งล่าสุดของ ‘Brendan Fraser’ นักแสดงชายเจ้าของรางวัล Academy Award® ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ ‘RENTAL FAMILY’ พร้อมรับบทบาทนักแสดงชาวอเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงโตเกียว ท่ามกลางความโดดเดี่ยว ความหลงทาง และการค้นหาความหมายของชีวิต สำหรับ ‘RENTAL FAMILY’ เริ่มต้นเส้นเรื่องเมื่อเขาได้พบกับเอเจนซี่ ‘ครอบครัวให้เช่า’ ที่พาเข้าสู่การทำงานแสนประหลาด ด้วยการไปสวมบทบาทเป็นใครสักคนในชีวิตของผู้อื่น จากการแสดงที่เริ่มต้นเพียงตามหน้าที่ ค่อย ๆ พาเขาก้าวเข้าไปมีส่วนร่วมในโลกของผู้คนเหล่านั้น ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการแสร้งเป็นจริง กลับก่อเกิดเป็นสายใยที่จริงใจ และนำมาซึ่งความสุขที่ไม่คาดคิดจากครอบครัวจำแลง การมีตัวตนและเป็นส่วนหนึ่ง พล็อตของภาพยนตร์ชิ้นนี้ ยังสะท้อนเส้นแบ่งระหว่าง บทบาทกับความเป็นจริงเริ่มเลือนราง ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับคำถามเชิงศีลธรรม ทำให้ตัวละครหลักกลับค้นพบความหมายของการมีตัวตน การเป็นส่วนหนึ่ง และความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันอีกครั้ง จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับคำชมล้นหลาม จากการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่เริ่มต้นจากการ ‘เช่า’ หรือการหลอก ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างอบอุ่น ลึกซึ้ง และแฝงด้วยแง่คิดเกินคาด เป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้นักวิจารณ์และผู้ชมจำนวนมาก ต่างชื่นชมว่า เป็นภาพยนตร์ดราม่าคอเมดี้ที่อบอุ่น อ่อนโยน ด้วยเล่าเรื่องเรียบง่ายแต่ทรงพลัง แม้หยิบประเด็นสีเทาอย่างการแสร้งเป็นคนอื่นมาเล่า แต่ไม่กดดันอารมณ์จนเกินไป กลับมอบประสบการณ์ ‘ฟีลกู้ด’ อย่างพอดี เป็นประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ทั้งหม่นเศร้านิด ๆ และชวนยิ้มไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน ก็ยังเล่าเรื่องที่งดงาม ไม่ตัดสินใคร ให้เกียรติ และเคารพหัวใจของ ‘การบริการ’ ที่เป็นแก่นของเรื่องอย่างแท้จริง กับการแสดงของ Brendan Fraser เองก็ได้รับคำชื่นชมอย่างมาก ว่าเป็นการแสดงที่นุ่มนวล อ่อนโยน และช่วยสะท้อนแง่งามของความเป็นมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยม มาเริ่มต้นปี 2569 แบบ ฟีลกู๊ด ค่าย Searchlight Pictures ส่งภาพยนตร์ฟีลกู้ดอบอุ่นหัวใจมาต้อนรับปีใหม่ ‘RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า’ เข้าฉายวันที่ 8 มกราคม 2569 นี้ พร้อมสร้างความประทับใจให้กับคอหนังทั่วโลก จนหลายเสียงยกให้เป็น “หนังดีที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นปี 2026” ด้วยคะแนนความนิยมจาก Rotten Tomatoes Tomatometer (นักวิจารณ์) สูงถึง 88% จาก 160 รีวิว Popcornmeter (ผู้ชม) สูงถึง 96% จากมากกว่า 1,000 รีวิว (คะแนน ณ วันที่ 8 มกราคม 2569) ข้อมูลภาพยนตร์ ‘RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า’ กำกับ เขียนบท และอำนวยการสร้างโดย HIKARI (Beef, Tokyo Vice, 37 Seconds) นำแสดงโดย Brendan Fraser (The Whale, The Mummy, Encino Man) พร้อมนักแสดงสมทบ อื่นๆ มาเริ่มต้นปีด้วยความอบอุ่นหัวใจ พร้อมเก็บเกี่ยวความสุขผ่านความสัมพันธ์แบบให้เช่าที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ไปด้วยกันในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ
รีเฟรมเที่ยวไทยผ่านมุมมอง’ลิซ่า’ Feel All The Feelings ปล่อยทีวีซี 28 ม.ค.นี้
ททท. ปล่อยทีเซอร์ ‘Feel All The Feelings’ ความยาว 15 วินาที ภาพยนตร์โฆษณา กับ ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador พา ‘อันซีน’ ปลายทางเที่ยวคุณภาพ รอชมเวอร์ชั่นเต็ม 28 ม.ค.นี้ ความคืบหน้าล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดประตูส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยในปี 2569 ผ่านทีเซอร์ ‘Teaser’ ตัวอย่างภาพยนตร์โฆษณา ‘Feel All The Feelings’ ที่มี ‘ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินระดับโลก ชาวไทย มาร่วมงานในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยว ‘Amazing Thailand Ambassador’ พร้อมเผยความงดงามและเอกลักษณ์ไทยครั้งใหม่ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เปิดปี 69 ‘ททท. x LISA’ ใช้ 10 พลังเสน่ห์ท้องถิ่น รีเซ็ตภาพเที่ยวไทยอวดโลก ‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน สำหรับทีเซอร์ชิ้นนี้มีขนาดความยาว 0.15 นาที นำเสนอเนื้อหาในชั่วกระพริบตาผ่านมุมมอง ‘ลิซ่า’ ชวนทุกคนมาสัมผัสทุกความรู้สึกที่ไทย พร้อมตั้งคำถาม What does Thailand feel like? ประเทศไทยให้ความรู้สึกแบบไหนกันนะ…..อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา ในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์ม ต่าง ๆ YouTube: https://youtu.be/Pw3TDgHsFW0 Facebook: https://www.facebook.com/share/v/17um2yPHBp/?mibextid=wwXIfr TikTok: https://www.tiktok.com/@amazingthailand/video/7593351775231560980 ‘ลิซ่า’ ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ พร้อมพาทุกคนร่วมอเมซิ่งจุดหมายปลายการเดินทางที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสวยงาม ความตื่นเต้น ความสนุก และความสุข ที่ได้รับจากสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง โดยหลังรับชม ทีเซอร์ ชิ้นนี้ยังชวนให้ได้ลุ้นพร้อมรอเซอร์ไพรส์ จาก ‘ลิซ่า’ ว่าจะพาไปสถานที่ท่องเที่ยวระดับ Unseen ที่เป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพ ‘Quality Destination’ ครั้งใหม่กับภาพยนตร์ ‘Feel All The Feelings’ เวอร์ชั่นเต็มในงานเปิดตัวและช่องทางออนไลน์ Amazing Thailand วันที่ 28 มกราคมนี้ Alternate-X สรุปให้ ททท. รีเฟรมภาพการท่องเที่ยวไทยปี 2569 หลังปล่อยทีเซอร์ภาพยนตร์โฆษณา ‘Feel All The Feelings’ ความยาว 15 วินาที หลังร่วมงานกับ ‘ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล’ ศิลปินระดับโลก ในฐานะตัวแทนการท่องเที่ยวไทย ‘Amazing Thailand Ambassador’ มาถ่ายทอดมุมมองใหม่ของการเที่ยวไทย ที่มากกว่าจุดหมายปลายทาง แต่คือประสบการณ์และความรู้สึก พร้อมตั้งคำถามชวนค้นหา What does Thailand feel like? ผ่านจุดหมายปลายทาง Unseen และ Quality Destination เตรียมรับชมเวอร์ชั่นเต็มพร้อมกัน 28 มกราคมนี้
ฮอนด้า เข้าตลาดแกดเจ็ต นำร่องไทยขาย ‘UC3’ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่แรกในโลก
ฮอนด้า มอเตอร์ ย้ำไทยเป็นตลาดกลยุทธ์สำคัญขับเคลื่อนรถมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้าเจาะผู้บริโภคครั้งแรกด้วย New Honda UC3 ปลั๊กอิน ราคา 132,600 บาท พร้อมอีโคซิสเต็มเต็มรูปแบบ เจาะกลุ่มแรกสายชอบทดลองแกดเจ็ต ไทย ตลาดยุทธศาสตร์ EV ฮอนด้าเลือกไทยเป็นประเทศแรกทำตลาด ‘UC3’ เจาะตลาด B2C และเป็นฐานพัฒนานวัตกรรมไฟฟ้า เปลี่ยนภาพมอเตอร์ไซค์เป็น ‘แกดเจ็ต’ โดย UC3 ถูกวางตำแหน่งใหม่ เจาะ Early Adopter และไลฟ์สไตล์คนเมือง สร้างอีโคซิสเต็ม ไม่ใช่ขายแค่รถ ฮอนด้า เดินหน้าขยายสถานีชาร์จ บริการ และโครงสร้างรองรับการเติบโตระยะยาว ‘ไดกิ มิฮาระ’ ผู้บริหารระดับสูง รองหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ฮอนด้าเปิดตัว New Honda UC3 รถไฟฟ้าปลั๊กอิน (Plug-in) คอมมิวเตอร์รุ่นแรก ทำตลาดผู้บริโภค (B2c) ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในโลก พร้อมวางแผนเปิดตัวสินค้ารุ่นดังกล่าวในประเทศเวียดนาม เป็นลำดับต่อไป สำหรับ New Honda UC3 เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรคนไทย สะท้อนถึงความสำคัญของธุรกิจรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าในตลาดประเทศไทยและในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่องในฐานะ ฮอนด้า เป็นผู้นำยุคแรกที่เริ่มวางรากฐานนวัตกรรมไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561 ในรุ่น Benly e และ CUV e พร้อมเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Honda WN7 (รถบิ๊กไบค์ไฟฟ้า ชาร์จ CCS2 แบบรถยนต์) ในงาน งานมหกรรมยานยนต์ที่มิลาน ประเทศอิตาลี เมื่อปลายปีที่ผ่านมา “ประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตหลักต่อไปแม้ในยุคที่อีวีเติบโต เพื่อสร้างงาน เสริมรากฐานโดยมุ่งให้ความสำคัญในระบบนิเวศอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน” มิฮาระ กล่าวว่า ปัจจุบัน ‘ฮอนด้า’ เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์อันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกกว่า 40% คาดในปีงบประมาณนี้จะมียอดจำหน่าย 21 ล้านคัน และคาดว่าจะถึง 60 ล้านคันภายในปี 2030 โดยทุกๆ 2 คน จะมีผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ฮอนด้า 1 คน ทั้งระบบเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างแท้จริง ตลาดไทยปี69 เปิด11 รุ่นใหม่ ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชีย และเป็นศูนย์กลางหลักของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในระดับภูมิภาค โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยโดยรวมอยู่ที่ 1.73 ล้านคัน และปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดรวมรถจักรยานยนต์อยู่ที่ 1.68 – 1.73 ล้าน “การแข่งขันทางธุรกิจจะเข้มข้นขึ้น ด้วยมองว่าในปีนี้ยังมีปัจจัยเชิงลบเดิมกระทบภาพรวมเศรษฐกิจ อาทิ หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง ภาษีส่งออกในตลาดต่างประเทศ ที่ยังคงต่อเนื่องจากปีก่อน” สำหรับปี 2569 บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว โดยปีนี้มีแผนเปิดตัว 11 รุ่นใหม่รถจักรยานยนต์ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน พร้อมรักษาความเป็นผู้นำด้านการขาย เทคโนโลยีบริการหลังการขาย ขณะที่ในปีนี้ยังเป็นก้าวสำคัญของ ฮอนด้า โดยเปิดตัว New Honda UC3 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Plug-in รุ่นแรก เพื่อจำหน่ายตรงถึงผู้ใช้ ออกแบบมาเพื่อวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในคอนเซ็ปต์ ‘The Urban First Movers ก้าวแรกที่เปลี่ยนการใช้ชีวิตแบบเดิม’ วางราคาจำหน่าย 132,600 บาท” สำหรับคุณสมบัติ New Honda UC3 ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 6 kWh แบตเตอรี่ Lithium-ion LFP มาตรฐานสากล UNR136 วิ่งไกลสูงสุด 122 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำความเร็วสูงสุด 80 กม./ชั่วโมง 3 โหมดการขับขี่ ได้แก่ Econ, Standard, Sport และระบบ Reverse Assis Function ช่วยถอยหลัง ดีไซน์โมเดิร์น ไฟหน้า LED แบบ Integrated Light Bar หน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับ Honda RoadSync ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก Honda SMART KEY ช่องชาร์จ USB Type-C และพื้นที่เก็บของหลายตำแหน่ง โครงสร้าง Stability Frame “ไทยฮอนด้า ยังเปิดตัว Honda ev Charger แห่งแรกของประเทศไทยที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และมีแผนขยายกว่า 230 สถานี เพื่อรองรับการใช้งานภายในปีนี้ และอีก 800 สถานี ภายใน พ.ศ. 2572” ชิมิซุ กล่าวต่อ สำหรับกลุ่มรถเอที (รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ) บริษัทฯ ได้เปิดตัวรุ่นใหม่ New Honda Scoopy ในคอนเซ็ปต์ ‘The Iconic Gang แก๊งเจนใหม่ ไปให้สุดเทรนด์’ พร้อมนำวง ‘LYKN’ ร่วมเป็นพรีเซนเตอร์ใหม่ มาพร้อมสีใหม่ 9 เฉดสี 3 สไตล์ วางจำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น Club 12 ราคาแนะนำ 55,100 บาท รุ่น Prestige ราคาแนะนำ 53,700 บาท รุ่น Urban ราคาแนะนำ 50,600 บาท นอกจากนี้ในรุ่น New Honda Lead125 กับคอนเซ็ปต์ ‘New Dimension of Minimal มินิมอลอีกขั้น สู่ความเท่อีกระดับ’ ถ่ายทอดมิติใหม่ของไลฟ์สไตล์คนเมือง มาพร้อมเฉดสีใหม่และดีไซน์ด้านหน้าที่เสริมลุคสปอร์ต ทันสมัย ให้ความมั่นใจด้วยระบบเบรก ABS รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับ New Honda Lead125 วางจำหน่าย 2 รุ่นพร้อมเฉดสีใหม่ ได้แก่ รุ่น ABS ราคาแนะนำ 67,000 บาท รุ่น CBS ราคาแนะนำ 62,000 บาท สุดท้าย All New Honda Wave110 ปรับโฉมใหม่เพิ่มความทันสมัย โดดเด่นด้วยสีรถและโลโก้ Emblem สีคอปเปอร์ มาพร้อมไฟเลี้ยวดีไซน์ใหม่แบบ LED มีช่องเก็บของด้านหน้า ตะขอแขวนอเนกประสงค์ และ ช่องชาร์จ USB Type-C และระบบความปลอดภัย Combined Brake System (CBS) ด้วยเครื่องยนต์ Honda Smart Engine ขนาด 110 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI อัตราการประหยัดน้ำมัน 71.4 กม./ลิตร โดยวางจำหน่าย ในรุ่น ล้อแม็ก Special Edition 2 สี (สีขาว–น้ำตาล และ สีดำ–น้ำตาล) ราคา 48,800 บาท และรุ่นล้อแม็ก 3 สี (สีเทา–น้ำตาล, สีน้ำเงิน และสีแดง) ราคา 48,300 บาท ล้อซี่ลวด สตาร์ทมือ ดิสก์เบรก มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี (สีเทา–ดำ, สีน้ำเงิน–ดำ และสีดำ–น้ำตาล) ราคา 46,300 บาท ล้อซี่ลวด สตาร์ทเท้า ดรัมเบรก วางจำหน่าย สีดำ ราคา 39,000 บาท จากแผนดังกล่าว ในปี2569 บริษัทวางเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 1.36 – 1.40 ล้านคัน คาดจะมีสัดส่วนการขายกลุ่มรถเอที 58% จากในปี2568 มีสัดส่วน 56% จากในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มียอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์กว่า 1.40 ล้านคัน เติบโต 102% เทียบกับปีก่อนหน้า และครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 37 ด้านแหล่งข่าวบริษัท บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่าการทำตลาดเชิงรุกผู้บริโภในกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในปีนี้ ด้วยมองเห็นศักยภาพตลาดของไทยที่มีความพร้อมด้านอีโคซิสเต็ม และเทคโนโลยี โดยมอเตอร์ไซต์ไฟฟ้า New Honda UC3 การทำตลาดในเฟสแรกเพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายผู้ชื่นชอบและพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ (Early Adoptor) “ด้วยราคา 132,600 บาท สำหรับ New Honda UC3 ยังเป็นจุดเริ่มต้นการขับเคลื่อนของฮอนด้าสู่อนาคตโฉมใหม่ในตลาดแกดเจ็ต” Alternate-X สรุปให้ ‘ฮอนด้า’ เปิดเกมใหม่ตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า B2C ด้วย New Honda UC3 ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยจุดสตาร์ทสู่แนวคิด ‘แกดเจ็ตไฟฟ้า’ เจาะกลุ่มแรกคนเมือง สายทดลองเทคโนโลยี UC3 พัฒนาโดยทีมวิศวกรไทย สะท้อนบทบาทไทยในฐานะฐานนวัตกรรมและศูนย์กลางอีโคซิสเต็ม EV โดย ‘ฮอนด้า’ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศครบวงจร ทั้งโครงสร้างชาร์จและบริการ รองรับการเติบโตระยะยาว UC3 คือ ก้าวแรกของยุคใหม่ที่เชื่อมอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ เข้ากับตลาดแกดเจ็ตและไลฟ์สไตล์เมือง
คนรุ่นใหม่ใช้คอนเทนต์ ‘หาของอร่อย’ ยูโอบี ปลดล็อกโอกาสธุรกิจร้านอาหาร
‘ยูโอบี’ เติมสกิลเอสเอ็มอีสายร้านอาหารเร่งสร้างแบรนด์แกร่งชิงตลาดอาหารและเครื่องดื่ม 9.67 แสนล้านบาท พบผู้ใช้ TikTok 67% ตั้งใจทำคอนเทนต์อาหารfติดอันดับโลก แนะ3 เทคนิคเชื่อมผู้บริโภค Key Facts พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน คนรุ่นใหม่ใช้โซเชียล โดยเฉพาะ TikTok เป็นเครื่องมือค้นหาและตัดสินใจซื้ออาหาร ตลาดใหญ่ แต่แข่งขันสูง ธุรกิจอาหารปี2567 มูลค่า 9.67 แสนล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง แต่มีอัตราเปิด–ปิดกิจการสูง คอนเทนต์ = เครื่องมือสร้างแบรนด์ Hook, Key Message และ Call to Action คือหัวใจเชื่อมร้านอาหารกับผู้บริโภค สยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคาร ยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดงานสัมมนา ‘Accelerate Your Brand: F&B Growth Playbook for SMEs’ ณ ยูโอบี พลาซา กรุงเทพฯ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) โดยงานฯ มีผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่มากกว่า 150 ราย ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ในปี 2567 ยอดขายของธุรกิจบริการด้านอาหารมีมูลค่าอยู่ที่ 9.67 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องขึ้นทุกปี “ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหารมีการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงสุด และมีอัตราเลิกกิจการสูงสุดเช่นกัน” ขณะที่ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคนิยมใช้โซเชียลมีเดียเป็นแหล่งค้นหาและตัดสินใจซื้ออาหาร ดังนั้นการสร้างแบรนด์บนแพลตฟอร์มออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า กว่า 67% ของผู้ใช้ ตั้งใจค้นหาคอนเทนต์อาหาร ทำให้หมวดหมู่อาหารและเครื่องดื่มติดอันดับของคอนเทนต์ยอดนิยมทั่วโลก สะท้อนถึงโอกาสมหาศาลสำหรับธุรกิจ F&B ในการสร้างคอนเทนต์ที่โดนใจและเชื่อมต่อกับผู้บริโภค ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันสูงมาก ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีร้านอาหารและเครื่องดื่ม ต้องเร่งพัฒนาแบรนด์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อสร้างความแตกต่างและความแข่งขันได้ในตลาด โดยมี 3 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ Hook: ดึงดูดความสนใจตั้งแต่แรก Key Message: สื่อสารใจความสำคัญชัดเจน Call to Action: กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ โดยภายในงานฯ ยังมีเจ้าของธุรกิจแบรนด์ร้านอาหารชื่อดัง มาร่วมแบ่งปันแนวทางการสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น โดยเน้นการรักษาคุณภาพควบคู่กับความกล้าในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อสร้าง ‘Story to Flavor’ ผ่านอารมณ์ของลูกค้า พร้อมทั้งการทำ Collaboration กับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงเพื่อสร้างกระแสใหม่ในตลาด เช่น Lele Juice Bar Guss Damn Good Bonnie Café & Bakery เฮียด่วน นอกจากนี้ ยูโอบี ยังได้สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย ดิจิทัลโซลูชันจาก UOB BizSmart และพันธมิตร โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้รับข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคารยูโอบีเกี่ยวกับโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจ F&B ครอบคลุมทั้งสินเชื่อเพื่อบริหารกระแสเงินสด การขยายกิจการ และเสริมสภาพคล่อง พร้อมรับฟังประสบการณ์จากผู้ก่อตั้ง Bone Boost แบรนด์น้ำซุปกระดูก มาแชร์เคล็ดลับการปั้นแบรนด์ พร้อมประสบการณ์การการใช้โซลูชันที่จำเป็นสำหรับผู้ประกอบการ พร้อมพูดคุยกับ Adaptis เรื่องระบบรับชำระเงินแบบครบวงจร และประกันภัยร้านค้าและธุรกิจจาก MSIG ที่ช่วยบริหารความเสี่ยงและป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจกระทบต่อธุรกิจ สยุมรัตน์ กล่าวว่า ยูโอบี มุ่งสู่การเป็นพันธมิตรแห่งการเติบโต ‘Growth Partner’ ที่เข้าใจความท้าทายของผู้ประกอบการ และพร้อมสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนทุกด้าน ตั้งแต่การจัดการเงินทุน การลดความเสี่ยง ไปจนถึงการวางระบบหลังบ้าน เพื่อให้สามารถแข่งขันและขยายโอกาสในตลาดได้อย่างมั่นใจ Alternate-X สรุปให้ ตลาดอาหารและเครื่องดื่มไทยในปี 2567 มีมูลค่า 9.67 แสนล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง เป็นอุตสาหกรรมที่มีทั้งผู้เล่นรายใหม่และปิดกิจการออกไปสูงสุด ขณะที่ ผู้บริโภครุ่นใหม่ใช้โซเชียลมีเดียค้นหาและตัดสินใจเลือกอาหารมากขึ้น โดย TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญของคอนเทนต์อาหารระดับโลก ทั้งนี้ เอสเอ็มอีร้านอาหารต้องเร่งสร้างแบรนด์ผ่านคอนเทนต์ที่โดนใจ โดย ยูโอบีเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการด้วยความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันครบวงจร
‘ไฟโบรบลาสต์’ ความงามอนาคต เปลี่ยนพึ่งสารแปลกปลอม สู่ยุคใช้เซลล์มนุษย์ฟื้นฟูผิว
เจาะเทรนด์ความงามปี 2026 เมื่อโลกเปลี่ยนจากการเติมสารสู่ผิวหน้า สู่นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ ฟื้นฟูผิวด้วยเซลล์ของร่างกายเอง เปิดโอกาสใหม่เศรษฐกิจสุขภาพและอุตสาหกรรมความงามไทย Key Facts การเปลี่ยนยุคความงาม จากการเติมสารแปลกปลอม สู่การฟื้นฟูผิวจากกลไกเซลล์ของร่างกายเอง นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ เทคโนโลยี Cell Therapy ฝีมือนักวิจัยไทย ที่ยกระดับเวชศาสตร์ความงามสู่มาตรฐานสากล โอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกบทบาทไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมความงามมูลค่าสูง อุตสาหกรรมความงามและเวชศาสตร์ความงามทั่วโลกกำลังเข้าสู่ ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ในปี 2026 จากแนวคิดการดูแลผิวที่เน้นการเติมสารจากภายนอก เพื่อแก้ปัญหาความเสื่อมของผิวแบบเร่งด่วน ไปสู่แนวคิดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ การฟื้นฟูผิวจากกลไกธรรมชาติของร่างกายในระดับเซลล์ เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัย เป็นธรรมชาติ และยั่งยืนในระยะยาว เทรนด์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตของ Wellness Economy, การเข้าสู่ สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองความงามเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) มากกว่าการแก้ไขเฉพาะจุดในระยะสั้น ‘ฟื้นฟู’ ความงามยุคใหม่ ขณะที่ ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้ต้องการเพียงผลลัพธ์ที่ ‘ดูดีขึ้นเร็ว’ แต่ต้องการความงามที่ปลอดภัย ไม่สร้างความเสี่ยงในระยะยาว และสอดคล้องกับการทำงานของร่างกาย โดยความงามแนวใหม่ จะไม่ใช่การฝืนธรรมชาติด้วยการเติมสารแปลกปลอมเข้าสู่ผิวหน้า แต่เป็นการใช้วิทยาศาสตร์ชีวภาพเข้ามาช่วยกระตุ้นให้ผิวสามารถกลับมาทำงานได้ด้วยตัวเอง แนวคิดนี้ทำให้ Regenerative Beauty ความงามเชิงฟื้นฟูระดับเซลล์ กลายเป็นเมกะเทรนด์ของเวชศาสตร์ความงามในอนาคต โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างและคุณภาพผิวจากต้นเหตุ แทนการแก้ปัญหาที่ปลายทาง รู้จัก ‘ไฟโบรบลาสต์’ หัวใจแห่งการฟื้นฟู หนึ่งในนวัตกรรมที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในกระแส Regenerative Beauty คือ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast Cell Therapy) ซึ่งพัฒนาโดยทีมอาจารย์แพทย์นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับการสนับสนุนด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา การจดสิทธิบัตร และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ‘ไฟโบรบลาสต์’ เป็นเซลล์สำคัญในชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูโรนิกแอซิด ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้ผิวแข็งแรง เต่งตึง และยืดหยุ่น เมื่ออายุมากขึ้น การทำงานของเซลล์เหล่านี้จะลดลง ส่งผลให้ผิวบาง หย่อนคล้อย และเสื่อมสภาพ โดยนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์จึงใช้แนวคิด Cell Therapy โดยนำเซลล์ของผู้รับบริการมาเพาะเลี้ยง เพิ่มจำนวนและปรับคุณภาพ ก่อนนำกลับมาฉีดสู่ผิว เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูโครงสร้างผิวตามกลไกธรรมชาติ เนื่องจากเป็นเซลล์ของร่างกายเอง จึงมีความปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงจากการแพ้หรือการต่อต้านของร่างกาย และให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของผิว นวัตกรรมไทยบนเวทีสากล ขณะที่ การพัฒนานวัตกรรมไฟโบรบลาสต์เกิดจากการวิจัยเชิงลึกยาวนานกว่า 8 ปี โดยทีมอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นำโดย ศ.ดร.พญ.รังสิมา วณิชภักดีเดชา หัวหน้าภาควิชาตจวิทยา สาขาวิชาตจศัลยศาสตร์ และ ศ.ดร.พญ.อุไรวรรณ พานิช หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล งานวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบอย่างเป็นระบบ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ และคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมทั้งในและต่างประเทศ สะท้อนถึงมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และความน่าเชื่อถือในระดับสากล หัวใจสำคัญของการวิจัย นอกจากทำให้ผิวดูดีขึ้นแล้วยังไปพร้อมกับการออกแบบกระบวนการฟื้นฟูที่ ปลอดภัย ไม่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนมากเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดหรือคีลอยด์ และมุ่งเน้นการฟื้นฟูผิวอย่างยั่งยืนในระยะยาว ‘เปลี่ยนเกม’ อุตสาหกรรมความงาม จากความสำเร็จของนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ใน Phase แรก ทีมวิจัยได้ต่อยอดงานวิจัยสู่ ไฟโบรบลาสต์ Phase 2 ซึ่งจดสิทธิบัตรเรียบร้อยในเดือนธันวาคม 2568 โดย ความก้าวหน้าในระยะนี้ช่วยลดข้อจำกัดเดิม ด้วยการฉีดเพียงครั้งเดียว แต่ให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งการฟื้นฟูโครงสร้างผิว ความเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ และความกระชับของรูขุมขน ผ่านกลไก การสื่อสารระหว่างเซลล์ (Cell-to-Cell Communication) นวัตกรรม Phase 2 ยังเป็นการแก้ปัญหาผิวเฉพาะจุด พร้อมยกระดับการทำงานของระบบผิวโดยรวม สะท้อนทิศทางใหม่ของเวชศาสตร์ความงามที่มุ่งฟื้นฟู ‘ระบบ’ มากกว่า ‘อาการ’ อุตฯความงามเชื่อมเศรษฐกิจ เวลเนส รายงานจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ตลาด Global Medical Aesthetics มีมูลค่ากว่า 22.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 13% ต่อปี ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยจะมีมูลค่าราว 76,500 ล้านบาทในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจาก Aging Society และ Medical Tourism ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ฝีมือคนไทยอาจกลายเป็น ตัวเปลี่ยนเกม ที่ช่วยยกระดับประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ ผู้สร้างนวัตกรรมความงามบนฐานวิทยาศาสตร์ สามารถดึงดูดทั้งผู้บริโภคในประเทศและผู้รับบริการจากต่างชาติ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจสุขภาพในระยะยาว บทบาทใหม่ ประเทศไทย สำหรับ นวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ ยังสะท้อนถึงเทรนด์ความงามปี 2026 และตอกย้ำบทบาทของงานวิจัย นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสร้าง Real World Impact ทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อความงามขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ประเทศไทยจึงมีโอกาสก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามและเวชศาสตร์ฟื้นฟูระดับภูมิภาค อย่างเป็นรูปธรรม Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรมความงามกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2026 จากยุคการเติมสารเร่งด่วน สู่การฟื้นฟูผิวระดับเซลล์ด้วยนวัตกรรมไฟโบรบลาสต์ เทคโนโลยี Cell Therapy ที่ใช้เซลล์ของร่างกายเองเพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน งานวิจัยฝีมือนักวิจัยไทยสะท้อนศักยภาพประเทศในการก้าวสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมความงามระดับภูมิภาค พร้อมเปิดโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจสุขภาพและ Medical Aesthetics เติบโตในระยะยาว
โหนกระแสอย่างมีชั้น Nike-Origin ยอดพุ่ง 300% ปรากฎการณ์ไวรัลแฟชั่น ‘มาดูโร’
เมื่อแบรนด์ระดับโลก Nike-Origin กล้าเล่นกับกระแสอย่างมีชั้นเชิง ‘Newsjacking’ จากไวรัล ‘มาดูโร่’ อดีตผู้นำเวเนฯ พาโซเชียลแห่เสริชคอลเล็กชั่นแฟชั่น ทำยอดขายพุ่ง 300% Key Facts ไวรัลภาพการจับกุม ‘นิโคลัส มาดูโร่’ ทำให้คำค้นหา Nike Tech พุ่งทันที และสินค้าขาดตลาดทั่วโลก แบรนด์ Origin ใช้กลยุทธ์ Newsjacking อย่างมีชั้นเชิง ดันยอดขายพุ่ง 300% ภายในวันเดียว ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำพลังของอินฟลูเอ็นเซอร์ แบบไม่ตั้งใจ (Accidental Influencer) และการตลาดแบบเรียลไทม์ (Real-time Marketing) ในยุคโซเชียล ในโลกยุคดิจิทัลที่กระแสความสนใจของผู้คนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว เส้นแบ่งระหว่างข่าวการเมืองระดับโลกกับเทรนด์แฟชั่นมักจะพร่าเลือนจนแยกไม่ออก แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่าภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อย่างการบุกจับกุม ‘นิโคลัส มาดูโร่’ (Nicolás Maduro) ที่ตอนนี้กลายเป็นอดีตผู้นำเวเนซุเอลา จะกลายเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์บนหน้าการตลาดออนไลน์!! เมื่อเครื่องแต่งกายที่เขาสวมใส่ในขณะถูกควบคุมตัวโดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้กลายเป็น ‘ไอเทมฮอต’ ที่มียอดการค้นหาถล่มทลายและทำให้สินค้าขาดตลาดในพริบตา ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการฉวยโอกาสทางการตลาด (Real-time Marketing) ของแบรนด์ที่กล้าเล่นกับกระแสอย่างมีชั้นเชิง ‘Nike Tech’ คำค้นหาพุ่ง เมื่อ 3 มกราคม 2026 ไม่นานหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวปฏิบัติการ operation absolute resolve บุกจับประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร กลางกรุงคารากัส ทรัมป์ได้เผยภาพมาดูโรขณะถูกควบคุมตัวบนเรือ USS IWOJIMA ซึ่งภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นมาดูโร่ในสภาพที่ดูผ่อนคลายเกินคาด โดยเขาสวมชุดวอร์มที่ดูคุ้นตาคนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี!! ทันทีที่ภาพนี้ถูกแชร์ออกไป ‘นักสืบไซเบอร์’ และเหล่าแฟชั่นนิสต้าบนโลกออนไลน์ต่างละทิ้งประเด็นการเมืองชั่วคราว เพื่อพยายามระบุว่าชุดที่อดีตเผด็จการผู้นี้ใส่คือแบรนด์อะไร และคำตอบที่ได้ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความโกลาหลในตลาดเครื่องกีฬา เมื่อมีการยืนยันว่าชุดวอร์มสีเทาชุดนั้นคือ Nike Tech Fleece รุ่นยอดนิยมของเหล่าวัยรุ่นและสายสตรีทแวร์ทั่วโลก ข้อมูลจาก Google Trends ระบุว่าคำค้นหา ‘Nike Tech’ พุ่งทะยานขึ้นเป็นเส้นตรงทันทีหลังจากภาพถูกเผยแพร่ ขณะที่แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล PeakMetrics รายงานว่ามีการพูดถึง Nike Tech บนแพลตฟอร์ม X (Twitter) มากกว่า 5,000 ครั้งต่อวันในช่วงวันที่ 3-5 มกราคม ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากค่าเฉลี่ยปกติที่มีการพูดถึงเพียง 300 กว่าครั้งต่อวัน ปรากฏการณ์นี้บน TikTok ยิ่งไวรัลไปอีก เมื่อกลุ่มผู้ใช้ Gen Z และ Gen Alpha ต่างพากันทำคอนเทนต์ ‘Steal the Look’ หรือการแกะรอยราคาเสื้อผ้าที่มาดูโร่ใส่ โดยระบุว่าชุดแจ็คเก็ตและกางเกงรวมกันมีราคากว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 7,000 บาท) บางรายถึงขั้นตัดต่อภาพโดยใช้ AI เพื่อล้อเลียนว่านี่คือแคมเปญใหม่ของ Nike ที่ใช้ชื่อว่า ‘Prison Collection’ หรือ ‘The Escape Pack’ ความตลกขบขันเหล่านี้เองที่เป็นเชื้อชั้นดีทำให้แบรนด์ Nike ได้รับการพูดถึง (Earned Media) ในระดับที่หากเป็นการทำแคมเปญโฆษณาปกติอาจต้องใช้เงินหลายล้านดอลลาร์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน ‘ครีเอทีฟ’ ปั่นไครซิส อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ Nike ได้รับอานิสงส์จากความมีชื่อเสียงเดิมของแบรนด์ (Brand Equity) จนสินค้าหลายรุ่นขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว แบรนด์ขนาดเล็กอย่าง Origin กลับแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการบริหารจัดการแบรนด์ท่ามกลางวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ ในอีกมุมหนึ่งของภาพการจับกุม มาดูโร่ถูกพบเห็นว่าสวมเสื้อฮู้ดประสิทธิภาพสูงสี ‘Patriot Blue’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของ Origin แบรนด์เสื้อผ้าและรองเท้าที่มีฐานการผลิตอยู่ในรัฐเมนและนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ทำให้ Pete Roberts CEO ของ Origin เล่าว่าในตอนแรกเขาต้องรีบตรวจสอบว่ารูปภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือภาพที่สร้างจาก AI เนื่องจากมันดูเหนือความจริงมากที่มีผู้นำเผด็จการสวมใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เขาในขณะถูกจับใส่กุญแจมือ แทนที่จะหลีกหนีจากประเด็นล่อแหลมทางการเมือง Roberts และทีมงาน รวมถึงคู่ค้าอย่าง Kip Fulks (ผู้ร่วมก่อตั้ง Under Armour) ได้ตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ ‘Lean into it’ หรือการกระโจนเข้าหาโอกาส พวกเขาเลือกที่จะไม่แสดงความเห็นทางการเมืองที่รุนแรง แต่ใช้อารมณ์ขันที่ทันเหตุการณ์ด้วยการโพสต์รูปมาดูโร่ในเสื้อฮู้ดของแบรนด์พร้อมแคปชั่นสั้นๆ ว่า ‘Welcome to America’ และเปิดลิงก์สั่งซื้อล่วงหน้าทันที ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่ง ยอดขายของ Origin พุ่งสูงขึ้นถึง 300% ภายในวันเดียว และมียอดการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียหลายหมื่นครั้ง Roberts ให้สัมภาษณ์ว่านี่ไม่ใช่การหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง แต่เป็นการนำเสนอความจริงที่เกิดขึ้น (Authenticity) เพื่อสื่อสารภารกิจของแบรนด์ที่เน้นการผลิตในอเมริกาให้คนนับล้านได้รู้จักในชั่วข้ามคืน โดยที่พวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาแม้แต่เซนต์เดียว Origin นับว่าใช้กลยุทธ์ ‘Newsjacking’ การโหนกระแสได้อย่างมีชั้นเชิง แทนที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นละเอียดอ่อน พวกเขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความไวรัลด้วยความโปร่งใสและอารมณ์ขันที่พอดี การเปลี่ยนภาพผู้นำเผด็จการในชุดกุญแจมือให้กลายเป็นโฆษณา ‘Made in USA’ ที่ทรงพลัง เป็นการแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ยุคใหม่ต้องมี Agility ความคล่องตัวในการตัดสินใจระดับสูง ซึ่งในกรณีนี้ CEO ของแบรนด์เลือกที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ที่น่าจะควบคุมไม่ได้ ให้กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารพันธกิจขององค์กรจนสามารถสร้างยอดขายพุ่งสูงถึง 300% ภายในวันเดียว อยู่ดีๆก็อินฟูลฯ แบบไม่ตั้งใจ ความสำเร็จของทั้ง Nike และ Origin ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับจริยธรรมของ ‘บุคคลที่สวมใส่’ มากเท่ากับ ‘ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์’ ในบริบทที่แปลกประหลาด สำหรับวัยรุ่นที่ติดตามกระแส Nike Tech การเห็นมาดูโร่ใส่ชุดที่พวกเขาอยากได้กลับทำให้ชุดนั้นดู ‘เท่’ ในสายตาขบถ (Rebel) หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือเป็นหัวข้อสนทนาที่ทำให้พวกเขาดูทันโลก ในขณะเดียวกัน สำหรับแบรนด์ Origin การที่สินค้าของพวกเขาไปปรากฏอยู่บนตัวนักโทษระดับโลกกลับเป็นการยืนยันทางอ้อมถึงคุณภาพและความทนทานของเนื้อผ้าที่แม้แต่คนในสถานการณ์วิกฤตยังเลือกสวมใส่ นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงพลังของ ‘Accidental Influencer’ ผู้ทรงอิทธิพลโดยไม่ตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนเริ่มเอือมระอากับคอนเทนต์ที่ถูกจัดวางมาอย่างดี (Polished content) จากเหล่า Influencer มืออาชีพ การได้เห็นเสื้อผ้าแบรนด์ดังในสถานการณ์จริงที่ไม่ได้ถูกเตี๊ยมไว้ล่วงหน้า กลับสร้างแรงกระตุ้นในการซื้อได้อย่างมหาศาล สินค้าอย่างแจ็คเก็ต Nike Tech Fleece ที่เดิมทีก็เป็นสินค้าขายดีอยู่แล้วในหมู่เด็กวัยรุ่น กลับยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่ ‘ทีม Nike Tech’ ที่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นใหม่ที่รักความอิสระและไม่ยึดติดกับรูปแบบชุดทำงานแบบเดิมๆ (Corporate America) เปิดเกมไวการตลาดโซเชียล ปรากฏการณ์นี้เป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่นักการตลาดและเจ้าของแบรนด์ควรได้รับจากเหตุการณ์บุกจับมาดูโร่ในครั้งนี้ คือความสำคัญของการเฝ้าระวังและตอบโต้ในเวลาที่เหมาะสม ในโลกออนไลน์มาร์เก็ตติ้งยุคปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้มีการประชุมบอร์ดบริหารเป็นสัปดาห์เพื่อรออนุมัติโพสต์ในโซเชียลมีเดีย แบรนด์ที่สามารถ ‘อ่านเกมขาด’ และกล้าเสี่ยงที่จะใช้ความตลกขบขันเพื่อลดทอนความตึงเครียดของสถานการณ์ จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด สิ่งที่ Origin ทำไม่ใช่การยกย่องผู้นำที่ถูกจับกุม แต่เป็นการดึงสปอร์ตไลท์จากเหตุการณ์นั้นมาส่องที่สินค้าของตนเองอย่างถูกที่และถูกเวลา สุดท้ายแล้ว ปรากฏการณ์ ‘Maduro Marketing’ นี้จะเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญในตำราการตลาดระดับโลกว่า แบรนด์ระดับพันล้านอย่าง Nike และแบรนด์ที่กำลังเติบโตอย่าง Origin สามารถเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่เคร่งเครียดให้กลายเป็นนาทีทองทางการค้าได้อย่างไร ในโลกที่ทุกคนมีหน้าจออยู่ในมือ ความสนใจของผู้คนคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และในสัปดาห์แรกของปี 2026 นี้ ไม่มีใครที่ดึงดูดความสนใจได้มากไปกว่านักโทษที่กลายเป็นพรีเซนเตอร์ชุดกีฬาโดยไม่รู้ตัวคนนี้อีกแล้ว Alternate-X สรุปให้ กระแสไวรัลการจับกุมอดีตผู้นำเวเนซุเอลากลายเป็นจุดเปลี่ยนของโลกแฟชั่น เมื่อ Nike Tech ถูกค้นหาถล่มทลายจากภาพไวรัลโดยไม่ต้องทำโฆษณา ขณะเดียวกัน Origin กล้า ‘เล่นกับกระแส’ ด้วยอารมณ์ขันและความจริงใจ ด้วยการตอบสนองที่รวดเร็วทำให้ยอดขายพุ่ง 300% ในวันเดียว นี่คือกรณีศึกษาการตลาด Newsjacking ในยุคเรียลไทม์ปี 2026 STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
แสนสิริ เปิดเกมต้นปี ใช้เค-ป็อป’BTS’ เจาะนิวเจน เร่งโปรลดสต็อกอสังหาฯ-หนีตลาดซึม
แสนสิริเปิดเกมรุกอสังหาฯ ต้นปี 2569 ใช้ K-Pop ‘BTS’ ดึงลูกค้านิวเจน พร้อมโปรลดหนัก เร่งระบายสต็อก ท่ามกลางตลาดที่ยังชะลอตัว Key Facts ปี 2568–2569 ตลาดอสังหาฯ ไทย คาดยังชะลอการเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดขายใหม่ลดลงกว่า 30% และบ้านมือสองครองสัดส่วนการโอนสูง แสนสิริใช้ K-Pop และเพลง ‘Dynamite’ ของ BTS เป็นเครื่องมือเชื่อมแบรนด์กับผู้บริโภครุ่นใหม่ การจัดโปรแรงตั้งแต่ต้นปีสะท้อนกลยุทธ์เร่งบริหารสต็อกและกระแสเงินสดในภาวะตลาดเปราะบาง ในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย ยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเดิมในปีก่อนที่ลากมาถึงในปีนี้ ด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแรง จีดีพี ปีนี้คาดการณ์ 1.6-2% แน่นอนว่ากระทบแรงซื้อผู้บริโภคในตลาดต่อเนื่อง ด้วยปัจจุบันครัวเรือนไทยยังมีหนี้สูงกว่า 95% มีผลต่อการตัดสินใจให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงิน โดยในปีที่ผ่านมาพบอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อฯ (Home Loan Rejection Rate) อยู่ที่ราว 39–40% จากกำลังซื้อที่อยู่อาศัยเคลื่อนตัวช้าแบบนี้ แน่นอนว่าส่งผลไปยังจำนวนยูนิตโครงการอสังหาฯ ที่ผู้พัฒนาได้เปิดตัวและทำตลาดไปในช่วงปีก่อนๆ หน้านี้ ด้วยหากโครงการใดยังไม่ Sold Out เจ้าของ/ดีเวล็อปเปอร์ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบสต็อกแต่ละโครงการต่อไป โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) คาดการณ์ปี 2568-2569 ตลาดอสังหาฯไทยชะลอตัวต่อเนื่อง โดยปี 2568 ที่อยู่อาศัยขายใหม่จะอยู่ที่ 74,544 หน่วย ลดลง 31.2% มูลค่า 472,300 ล้านบาท ลดลง 38.6% ส่วนปี 2569 คาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% ขณะที่บ้านมือสองครองสัดส่วนโอนสูงถึง 66% ของจำนวนหน่วย และ 49% ของมูลค่า ปัจจัยสำคัญทำให้ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการใหม่ไว้ก่อน และอาจหันไปบริหารจัดการสต็อกโครงการฯ เดิมที่เคยเปิดไว้ก่อนหน้านี้แทน ขณะที่บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายมใหญ่ ‘แสนสิริ’ ได้ออกตัวแรงการทำตลาดเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี 2569 ด้วยกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงด้านยอดขายและสต็อกคงค้าง ในโครงการฯ ที่เปิดตัวก่อนหน้า โดยนำดนตรีระดับโลกแนวเค-ป๊อป (K-Pop) มาใช้ร่วมกับการตลาดเชิงวัฒนธรรมพร้อมเติมกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยโปรโมชันราคา หวังเร่งตัดสินใจซื้อและขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ในแคมเปญ ‘DEAL POP TOP CHART ดีลแรงติดท็อป ป็อปทุกโครงการ’ สำหรับโปรเจกต์นี้ แสนสิริ รับลิขสิทธิ์เพลงระดับโลก ‘Dynamite’ ของ BTS จากค่ายเพลง HYBE เป็นเวลา 1 ปี มาใช้เป็นแกนกลางการสื่อสารการตลาดพร้อมสร้างภาพจำใหม่ในการซื้อบ้านมาเชื่อมโยงกับอารมณ์ ความสนุก และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ (New Generation) จากเดิมที่มองว่า การซื้อบ้านแต่ละครั้งเป็นเรื่องจริงจังหรือไกลตัว โดยใช้ ‘K-Pop’ เป็นสะพานเชื่อมแบรนด์ สร้างอารมณ์ร่วมมากกว่าการขายตรง ๆ ต่อการเลือกเพลง ‘Dynamite’ ซึ่งเป็นเพลงภาษาอังกฤษเพลงแรกของ BTS ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก เป็นทั้งกิมมิคทางการตลาด และสะท้อนถึงการวางตำแหน่งแบรนด์ของแสนสิริที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมากับวัฒนธรรมป๊อปและคอนเทนต์ระดับสากล ไปพร้อมกัน ด้วยเพลงดังกล่าว ยังเคยสร้างปรากฏการณ์ข้ามพรมแดน จากแฟนด้อมสู่กระแสหลัก และถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์ของพลังบวกและความหวัง ‘แสนสิริ’ ได้นำมาผูกกับแนวคิด ‘การเริ่มต้นชีวิตใหม่’ ผ่านการมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง เมื่อใช้แนวคิดนี้เป็นจุดตั้งต้นเข้าหาแรงซื้อนิวเจนฯ แล้ว ‘แสนสิริ’ ยังได้จัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า ออกมาตั้งต้นปีนี้ โดยนำ 111 โครงการพร้อมอยู่ครอบคลุม บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมในหลากหลายทำเล พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 12 ล้านบาท ต่อการจัดโปรโมชันตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นสัญญาณชัดของการเร่งบริหารสต็อกและกระแสเงินสดในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นเต็มที่ แตกต่างจากรูปแบบเดิมที่มักอัดโปรในช่วงครึ่งหลังของปีเพื่อปิดยอด แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงโครงสร้างของผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ KTC แจกล้านพ้อยต์ เร่งกำลังซื้อ นอกจากนี้ แคมเปญฯ ยังเสริมแรงซื้อให้ตัดสินใจไวขึ้น โดยร่วมกับ บัตรเครดิต KTC มอบคะแนน KTC FOREVER 10 เท่า สูงสุด 1,000,000 คะแนน มาช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินของผู้ซื้อ และเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการตัดสินใจเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรกและกลุ่มวัยทำงานตอนต้น คลุมทุกเซ็กเมนต์โครงการฯ สำหรับโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญฯ ครอบคลุมตั้งแต่บ้านเดี่ยวระดับบน เช่น เศรษฐสิริ บางนา กม.10 และเศรษฐสิริ สะพานมหาเจษฎาบดินทร์ ไปจนถึงบ้านและทาวน์โฮมสำหรับครอบครัวเริ่มต้น นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียม ทั้งทำเลในเมือง ศูนย์กลางธุรกิจ และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต แนวทางดังกล่าว อาจยังสะท้อนแนวคิด ‘กระจายความเสี่ยง’ ทั้งด้านราคา ทำเล และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อไม่พึ่งพาเซ็กเมนต์ใดเซ็กเมนต์หนึ่งมากเกินไป ต่อการใช้ K-Pop กับโปรโมชันอสังหาฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดเกมรุกการตลาดอสังหาฯ ที่ ‘แสนสิริ’ ดีดขึ้นมา ‘สร้างจังหวะ’ ด้วยตัวเอง ทั้งในเชิงการตลาด การบริหารความเสี่ยง และการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ที่เป็นกำลังซื้อจริงให้ได้ในเวลานี้ Alternate-X สรุปให้ ตลาดอสังหาฯ ไทยปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง และอัตราปฏิเสธสินเชื่อเกือบ 40% โดยผู้พัฒนาหลายรายชะลอเปิดโครงการใหม่ และหันมาเร่งบริหารสต็อกเดิม ขณะที่ ‘แสนสิริ’ เปิดเกมรุกตั้งแต่ต้นปี ใช้กลยุทธ์การตลาดเชิงวัฒนธรรมควบคู่โปรโมชันราคา พร้อมดึงเพลงฮิตระดับโลก ‘Dynamite’ ของ BTS เป็นสะพานเชื่อมแบรนด์กับกลุ่มลูกค้านิวเจน โดยการจัดโปรแรงต้นปี ยังสะท้อนความพยายามเร่งยอดขาย กระแสเงินสด และลดความเสี่ยงในตลาดที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่
เบื้องหลัง’Unitree G1’ไวรัลหุ่นยนต์นักเต้น โมเดลใหม่ส่งออกอำนาจดิจิทัลจีน
ไวรัล ‘Unitree G1’ หุ่นยนต์นักเต้นจากปินเจียง เผยยุทธศาสตร์จีน ผสาน AI คอนเทนต์ และแรงงานอนาคต สู่การส่งออกเศรษฐกิจ-วัฒนธรรมดิจิทัลยุคใหม่ Key Facts Unitree G1 ใช้เทคโนโลยีมอเตอร์และข้อต่อที่พัฒนาขึ้นเอง ใช้เวลากว่า 3 ปี จนเคลื่อนไหวได้ใกล้มนุษย์ เมืองปินเจียงเป็นที่ตั้งบริษัท AI และซอฟต์แวร์กว่า 200 แห่ง และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีน การส่งออกวัฒนธรรมดิจิทัลของปินเจียง สร้างรายได้กว่า 5.2 หมื่นล้านหยวนในครึ่งปีเดียว สำนักข่าว Xinhua-AsiaNet/Dataxet เผยบทความระบุ เหตุการณ์ไวรัลช่วงปลายเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมาในโลกโซเชียลพากันฮือฮากับ ไวรัลวิดีโอการเต้นได้อย่างลงตัวทุกจังหวะแบบพลิ้วไหว ของเหล่าแดนเซอร์หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์สีเงิน 6 ตัว ในการแสดงของ ‘หวัง เล่อหง’ ศิลปินนักร้องชาวจีน ปรากฎการณ์ในครั้งนั้น ยังเรียกความสนใจจาก ‘อีลอน มัสก์’ ซีอีโอเทสลา จนถึงกับต้องกด ‘แชร์’ การแสดงคอนเสิร์ตของหุ่นยนต์แดนเซอร์ทั้ง 6 ตัวนี้ พร้อมคำสั้นๆ ว่า ‘น่าประทับใจ’ สำหรับหุ่นยนต์ ‘Unitree G1’ เหล่านี้มาจากเขตเทคโนโลยีชั้นสูงหางโจว (ปินเจียง) ได้ผลิตออกมา พร้อมนำมาใช้งานผ่านการแสดงเต้นประสานจังหวะกับนักร้อง ‘หวัง เล่อหง’ ได้อย่างลงตัวทุกจังหวะ และแสดงท่าตีลังกาหลังได้อย่างพลิ้วไหวในช่วงพีคของเพลง ที่เรียกเสียงเชียร์จากผู้ชมเป็นจำนวนมาก ส่งออกวัฒนธรรมดิจิทัลจีน ยุคใหม่ ขณะที่ สำนักงานข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลประชาชนเขตปินเจียง เมืองหางโจว ระบุว่า การแสดงอันน่าประทับใจเพียงไม่กี่นาทีนี้ บอกทุกอย่างได้หมดแล้วว่า ‘ปินเจียง’ กำลังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีและการเติบโตทางอุตสาหกรรม บนพื้นที่ 72 ตารางกิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของแม่น้ำเฉียนถางแห่งนี้ โดยหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์อัจฉริยะของจีน ไม่ได้พัฒนาแยกขาดจากอุตสาหกรรมคอนเทนต์ แต่เติบโตอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สามสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมใหม่’ ของจีน ซึ่งประกอบด้วย • วรรณกรรมออนไลน์ • ละครออนไลน์ • เกม ทั้ง3 อุตสาหกรรมกำลังได้รับความนิยมในระดับโลก และกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้มีความสามารถจากหลากหลายสาขาให้หลั่งไหลเข้ามา รวมตัวกันที่เมืองปินเจียง เพื่อสร้างระบบนิเวศครีเอทีฟและเทคโนโลยี ที่หลอมรวม ‘จินตนาการ–เนื้อหา–นวัตกรรม’ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สู่หุ่นยนต์อัจฉริยะที่ผสานการเคลื่อนไหวได้อย่างลงตัว ก้าวจากห้องทดลองสู่ชีวิตจริง สะท้อนชัดว่า หุ่นยนต์เต้นรำของ Unitree ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ แต่เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงวงการ AI ที่กำลังเฟื่องฟูในปินเจียง หวัง ซิงซิง ซีอีโอของ Unitree กล่าวว่า “ท่าทางที่ดูง่ายๆ เหล่านั้น? ล้วนเกิดจากมอเตอร์ โปรแกรมการเคลื่อนไหว และชิ้นส่วนกลไกที่ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ” โดยทีมของเขาใช้เวลาสามปีในการคิดค้นเทคโนโลยีสำคัญ ทำให้ข้อต่อของหุ่นยนต์มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วเป็นพิเศษ ปัจจุบัน หุ่นยนต์มากความสามารถเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความบันเทิงเท่านั้น!! เทคโนโลยีของพวกมันถูกนำไปใช้ในโรงงาน การดูแลผู้สูงอายุ และอื่นๆ นอกจากนี้ มอเตอร์และตัวลดความเร็วที่ผลิตขึ้นมาเอง ยังทลายการผูกขาดตลาดของบริษัทต่างชาติได้อีกด้วย ปินเจียง เมืองหลวงเอไอ จีน สำหรับเมือง ‘ปินเจียง’ ปัจจุบันเต็มไปด้วยความสำเร็จด้านเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยระบบ AI ของ Deep Principle ช่วยเพิ่มความเร็วในการคัดแยกของหุ่นยนต์ในคลังสินค้าได้ถึงสามเท่า และหุ่นยนต์จราจร AI ที่พัฒนาร่วมกับ Supcon ก็กำลังโลดแล่นอยู่บนท้องถนนในปินเจียง ช่วยควบคุมการจราจรอย่างราบรื่นและตักเตือนผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรอย่างสุภาพ ‘ปินเจียง’ ยังเป็นที่ตั้งของบริษัท AI และซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่กว่า 200 แห่ง มีห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจรตั้งแต่ชิป AI ไปจนถึงแอปพลิเคชันในโลกแห่งความเป็นจริง เมืองหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีรูปร่างหน้าตาเฉพาะตัวเป็นที่ตั้งของบริษัทที่เกี่ยวข้องกว่า 100 แห่ง และฐานทดสอบก็เปลี่ยนแนวคิดในห้องแล็บให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์จริงได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ใน 3ไตรมาสแรกของปีนี้ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของปินเจียงเพิ่มขึ้น 11.3% ซึ่งเป็นการเติบโตสองหลักติดต่อกันสามไตรมาส ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากดาวเด่นด้าน AI ของเมืองนี้ จากการส่งออกทางวัฒนธรรมช่วยให้เรื่องราวของจีนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทั้งนี้ หากหุ่นยนต์อัจฉริยะเป็น ‘กำลังหลัก’ ของปินเจียง ‘การส่งออกทางวัฒนธรรมสามอย่างใหม่’ ของเมืองนี้ก็เปรียบเสมือน ‘การสร้างความตระหนักรู้อย่างจู่โจม’ ขณะที่ NetEase Games เกม Naraka: Bladepoint ได้ผสมผสานความงามแบบจีนดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีภายในบริษัท โดยมีแสงไฟในป่าไผ่ที่สมจริงและท่าทางการต่อสู้แบบศิลปะป้องกันตัวที่สมจริง โดยเกมนี้ ขายได้มากกว่า 20 ล้านชุดทั่วโลก และผู้เล่นต่างชาติหลายล้านคนกำลังเรียนรู้ท่าทางการต่อสู้และชื่นชมสถาปัตยกรรมของเกมทางออนไลน์ วัฒนธรรมศิลปะป้องกันตัวแบบตะวันออกกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านเวทมนตร์ดิจิทัล ส่วนเกม Legend of Zanghai (ดัดแปลงจากนิยายออนไลน์) พัฒนาโดย Hangzhou Nanpai Investment Management Co., Ltd. ได้ให้เช่าใน 190 ประเทศ และติดอันดับสูงสุด 23 ประเทศ ผ่านงานฝีมือแบบดั้งเดิม เช่น การต่อไม้แบบเดือยและร่อง และการแสดงหุ่นเงา ทำให้ผู้ชมในต่างประเทศติดใจ ‘การส่งออกทางวัฒนธรรมนั้นเกี่ยวกับการเชื่อมต่อผ่านความรู้สึก เราเล่าเรื่องราวของจีนในแบบตะวันออก’ โฆษกของบริษัทกล่าว ต่อเบื้องหลังความสำเร็จเหล่านี้ คือ หมู่บ้านนักเขียนอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศจีน ด้วยนักเขียนชื่อดัง 325 คนอาศัยอยู่ที่นี่ และผลงานยอดนิยมกว่า 300 ชิ้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เกม และอื่นๆ ผ่านกระบวนการพัฒนาและถ่ายโอนทรัพย์สินทางปัญญาแบบเร่งด่วน ทำให้เข้าถึงผู้อ่านในต่างประเทศกว่า 160 ล้านคน โดย ‘ปินเจียง’ ให้การสนับสนุนพวกเขาผ่านกองทุน 500 ล้านหยวนและมาตรการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาด้านเงินทุนสำหรับบริษัทสร้างสรรค์ขนาดเล็ก ในครึ่งแรกของปีนี้ การส่งออกทางวัฒนธรรมของปินเจียง สร้างรายได้ 52.35 พันล้านหยวน และ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงที่สุดในหางโจว ตามข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลของรัฐบาลประชาชนเขตบิ่ญเจียง หางโจว เมือง ‘แม่เหล็ก’ ดึงดูดคนเก่ง จากความสำเร็จของปินเจียง นั้นมาจากสิ่งเดียว คือ ด้าน ‘คน’ ด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 33.5 ปี ซึ่งที่นี่มีคนเก่งกว่า 500,000 คน คิดเป็น 3% ของคนเก่งทั้งหมดในเจ้อเจียง โดยใช้พื้นที่น้อยกว่า 0.1% ของพื้นที่ทั้งหมด ข้อดีด้านการดึงดูดบุคลากรของปินเจียงนั้นหาที่เปรียบไม่ได้ เมื่อเงินทุนเริ่มต้นสูงถึง 20 ล้านหยวนสำหรับบุคลากรต่างชาติฝีมือดี โครงการพัฒนาบุคลากรมากกว่า 1,100 โครงการ (ก่อให้เกิดบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 9 แห่ง) ในช่วง 16 ปี และการปรับปรุงนโยบายในปีนี้ได้เพิ่มเงินทุนจาก 100 ล้านหยวนเป็น 1 พันล้านหยวน นอกจากนี้ในเมืองปินเจียง การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป โรงเรียนอนุบาลในพื้นที่จัดเวลาทำงานให้ตรงกับเวลาอาหารเย็นและการดูแลหลังเลิกเรียน และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วยดูแลสมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ รวมไปถึง ‘เพื่อนบ้านคือหุ้นส่วนทางธุรกิจ’ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลเพื่อความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ด้วยการลงทุนมหาศาลในด้านพลังการประมวลผลและข้อมูล ทำให้คนเก่งในท้องถิ่นสามารถทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อไล่ตามความฝันของตน ‘กง หย่งซิง’ ซีอีโอของบริษัท Najing Science and Technology กล่าวว่าด้วยประสบการณ์ตรงทำให้เขารู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี จากการที่บริษัทของเขาได้รับการสนับสนุนหลายสิบล้านหยวน และรัฐบาลยังช่วยจัดการเรื่องการลงทะเบียนเรียนของลูกๆ ในทีมของเขาด้วย “ที่นี่ เราสามารถทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับนวัตกรรมและการวิจัยโดยไม่มีสิ่งรบกวน” จากหุ่นยนต์ของ Unitree ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ไปจนถึง Naraka ที่สร้างความประทับใจให้กับนักเล่นเกมในต่างประเทศ และความฝันของคนเก่งที่กำลังเบ่งบาน สะท้อน ‘ปินเจียง’ กำลังแสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพลังการผลิตคุณภาพใหม่ และจ่ดคำชมของ ‘มัสก์’ ที่ว่า ‘น่าประทับใจ’ ไม่ได้หมายถึงแค่ทีมหุ่นยนต์เท่านั้น แต่เป็นการปรบมือให้แก่เรื่องราวอันน่าทึ่งของ ‘ปินเจียง’ ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม การทำงานเป็นทีม และการก้าวข้ามขีดจำกัด Alternate-X สรุปให้ หุ่นยนต์เต้นรำ Unitree G1 ที่ไวรัลทั่วโลก ไม่ได้เป็นแค่การแสดง แต่สะท้อนพลังเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ส่งออกดิจิทัลของจีน ต่อเบื้องหลังความสำเร็จคือเมืองปินเจียง (Binjiang) ศูนย์กลาง AI และนวัตกรรมของหางโจว หลังจีนผสานหุ่นยนต์ AI เข้ากับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘สามสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมใหม่’ ด้วยเทคโนโลยีของ Unitree ถูกพัฒนากว่า 3 ปี และนำไปใช้จริงในโรงงาน การแพทย์ และการดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ ‘ปินเจียง’ กำลังกลายเป็นโมเดลเมืองที่ใช้ ‘คนบวกกับเทคโนโลยีและวัฒนธรรม’ สร้างอำนาจดิจิทัลระดับโลก
เริ่มปี’69 รัฐปิดช่องว่าง บวกภาษีบาทแรกสินค้าออนไลน์ แฟชั่น ราคาเด้งท้าย 30%
ตลาดออนไลน์ไทยเข้าสู่เฟสใหม่ เก็บภาษีVAT สินค้าแพลตฟอร์มต่างชาติตั้งแต่บาทแรก หมดยุค ‘ของถูกจากต่างประเทศแบบไร้ต้นทุนแฝง’ Key Facts เก็บ VAT ตั้งแต่บาทแรกไม่ขัด FTA ด้วยมาตรการใหม่จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กับสินค้านำเข้าออนไลน์ทุกมูลค่า เป็นคนละส่วนกับ FTA ไทย–จีน 0% ที่ยกเว้นเฉพาะอากรนำเข้า แฟชั่นนำเข้า ราคาเด้งปลายทาง 20–30% จากต้นทุนซ้อน ทั้งค่าระบบ แพลตฟอร์ม โลจิสติกส์ การคืนสินค้า และมาร์จินที่เดิมบางมาก แพลตฟอร์ม–ร้านค้า ต้องปรับ UX และโมเดลธุรกิจ โดยการคำนวณราคาสุทธิที่หน้าเช็กเอาต์กลายเป็นหัวใจการแข่งขัน เพราะราคาเด้งท้ายหมายถึงความเชื่อใจลูกค้าที่หายไป 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมาเป็นวันแรกของการบังคับใช้มาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) อัตรา 7% ของมูลค่าสินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่ ‘บาทแรก’ โดยยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท มาตรการนี้ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย พร้อมสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SME จากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ และกลุ่มผู้นำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่เคยไม่อยู่ในระบบภาษี สำหรับ มาตรการจัดเก็บภาษีแวต 7% ที่รัฐเริ่มเก็บ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องสินค้านำเข้า ‘ทุกมูลค่า’ รวมถึงของราคาต่ำ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับนโยบายการค้าเสรี (FTA) ไทย-จีน อัตรา 0% ที่ให้สิทธิ์ยกเว้น ‘อากรนำเข้า’ เฉพาะกรณีที่สินค้ามีถิ่นกำเนิดจากจีนจริง และมีเอกสารรับรองถิ่นกำเนิด (Form E) ถูกต้อง แฟชั่นปรับขึ้น 20-30% จากนโยบายฯ นี้ ส่งผลกระทบทั้งฝั่งผู้บริโภค และ เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และรวมถึงเจ้าของธุรกิจรายย่อยพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์ ที่สั่งของราคาถูกนำเข้าจากต่างประเทศ อย่างแน่นอน ในฝั่งผู้บริโภคชาวไทย ที่คุ้นเคยการกดสั่งซื้อสินค้าจากต้นทางร้านค้าออนไลน์ในต่างประเทศโดยเฉพาะในจีน บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ อย่างแฟชั่น ชีอิน (SHEIN) สินค้าอุปโภคบริโภคแพลตฟอร์มเทมู (Temu) หรือ เถาเป่า (Taobao) ซึ่งราคาสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อาจมีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 20-30% ตามกลไกภาษีและต้นทุนการนำเข้า ในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าแฟชันที่บางรายการที่มีราคาถูกแม้จะจัดเก็บภาษีแวตเพิ่มอัตรา 7% แต่ปลายทางอาจขยายราคาเพิ่มเป็น 20-30% เพื่อให้ ‘กำไรสุทธิ’ เท่าเดิม เป็นผลจากตัวต้นทุนที่ ‘ซ้อนทับ’ พร้อมกัน อาทิ VAT 7% (คำนวณจากราคาสินค้าและ ค่าขนส่ง), ค่าดำเนินพิธีการ หรือ ระบบแพลตฟอร์ม, ต้นทุนการคืนสินค้า, ต้นทุนการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า (UX) หากราคาไม่รวมภาษีตั้งแต่ต้น แพลตฟอร์มอาจต้องกันในส่วนของกำไรเผื่อไว้ จากเดิมกำไรที่มีอยู่บางมาก ทำให้บางร้านต้อง ‘เพิ่มราคา’ เพื่อให้คุ้มการขาย แต่เพื่อไม่ให้กระทบต่อประสบการณ์การช้อปปิ้ง รัฐบาลได้ประสานงานให้ระบบภาษีเป็นแบบ ‘Seamless Integration’ บูณาการไร้รอยต่อโดยปัจจุบันกว่า 97% ของรายการสินค้าบนแพลตฟอร์มหลัก จะทำการคำนวณและรวมภาษีแวต และอากรนำเข้าไว้ในราคาขายเรียบร้อยแล้ว !! แนวทางนี้ ‘ผู้บริโภค’ จึงยังคงได้รับความสะดวกสบายด้วยการ ‘ชำระเงินเพียงครั้งเดียว’ และรอรับสินค้าที่บ้านได้ทันที โดยไม่ต้องเดินทางไปดำเนินการทางศุลกากรด้วยตนเอง จุดนี้สะท้อนว่า จากนี้ไปผู้บริโภคชาวไทยต้องพิจารณาป้ายราคาสินค้า บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก่อนตัดสินใจกดสั่งซื้อ ด้วยจะเป็นราคาที่ถูกบวกภาษีนำเข้าเพิ่มเข้าไปแล้ว และต้องชั่งน้ำหนักว่า ‘ราคา’ ที่ต้องจ่ายออกไปคุ้มค่ากับคุณภาพสินค้าที่ยังต้องรอคอยจากการนำเข้า อีกหรือไม่? แพลตฟอร์มเสี่ยง-ลูกค้าเท ตัดภาพมาที่ฝั่งผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ เมื่อลูกค้า ‘รู้แล้วว่า’ ต้องจ่ายเพิ่มcแต่ยังต้องรอคอยสินค้านำเข้าเหมือนเดิม เป็นปัจจัยที่ทำให้เจ้าของแพลตฟอร์มฯข้ามชาติ ต้องปรับระบบคำนวณภาษีตั้งแต่หน้าชำระเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านประสบการณ์ลูกค้า (UX Risk) จากการที่ ‘ลูกค้า’ คาดหวังราคาหนึ่ง แต่เมื่อถึงตอน ‘เช็คเอาต์ คาร์ต’ เพื่อจ่ายเงินกลับต้องเจออีกราคา (ที่ถูกบวกภาษี) ในตอนท้าย อาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจไม่ไปต่อกับสินค้าบนแพลตฟอร์มนี้ในวินาทีสุดท้าย ได้เช่นกัน!! เพราะถ้าราคา ‘เด้งตอนท้าย’ สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือความเชื่อใจของลูกค้าที่จะตามมาอีกในอนาคต ซึ่งยังรวมไปถึงการแข่งขันระหว่างแพลตฟอร์ม ด้านความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าอีกด้วย พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ‘ต้นทุนเพิ่ม’ สำหรับฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจไทย ในกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าออนไลน์รายย่อยที่นำเข้าสินค้า จากจีนแน่นอนว่าจะมี ‘ต้นทุน’ สูงขึ้นทันที ด้วยจะต้องแบกรับภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าดำเนินการด้านเอกสาร/โลจิสติกส์ ที่กลายเป็นต้นทุนเพิ่มขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยแม้ว่าจะเป็นสินค้าของราคาถูก แต่ ‘กำไรบาง’ ทำให้ ‘มีความเสี่ยง ไม่คุ้มการขาย’ รวมไปถึงเงินทุนจมกับสต๊อกด้วยขายได้ช้าลงเพราะราคาสูงขึ้น ขณะที่รูปแบบธุรกิจเดิมของพ่อค้าออนไลน์รายย่อย คือ ขายของราคาถูกได้กำไรต่อชิ้นน้อย แต่อาศัยปริมาณขายสูง แบรนด์ไทย แข่งด้วยคุณภาพ-เชื่อถือ ขณะที่ มาตรการฯนี้ ส่งผลกระทบชิงบวกทางอ้อมให้กับธุรกิจไทย และแบรนด์สินค้าท้องถิ่น ในการแข่งราคากับสินค้านำเข้าได้ดีขึ้น แต่ยังต้องสู้กันที่แบรนด์ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงผู้ประกอบการแบรนด์ไทยที่รับจ้างผลิต (OEM / ODM) ในประเทศ, ผู้ขายที่มีสต็อกในไทย (Local Fulfillment) รวมไปถึงธุรกิจที่ขาย ’ประสบการณ์–บริการ–คุณค่า’ ที่ไม่ใช่แค่ของถูก จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยหรือได้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดออนไลน์ในครั้งนี้ จากโอกาสนี้ กลุ่มธุรกิจแบรนด์ SME ไทย ยังต้องเร่งสื่อสารการตลาดด้วยจุดแข็ง ‘ของไทย ทำในไทย ส่งเร็ว’ พร้อมย้ำมาตรการภาษีเป็นตัวเร่งอธิบายความเป็นธรรมในการแข่งขันตลาดการค้าในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ เป็นความมุ่งหวังของภาครัฐต่อการปกป้องการแข่งขันในตลาดของผู้ประกอบการท้องถิ่น และปรับระบบให้เป็นธรรม โปร่งใส ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงระยะเวลาก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ จากผู้บริโภคไทย ให้คำนึงถึงความคุ้มค่าและความพึงพอใจ มากยิ่งขึ้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่นับจากต้นปี 2569 เรียกได้ว่าเข้าสู่เฟสใหม่ของการค้าอีคอมเมิร์ซ โดยทุกฝ่าย ผู้บริโภค แพลตฟอร์ม และ ร้านค้ารายย่อยต่างต้องปรับตัวตามมาตรการนี้เพื่อให้ยังเป็นฝ่าย ‘วิน’ ในเกมอีคอมเมิร์ซ รอบนี้ Alternate-X สรุปให้ การเก็บ VAT สินค้านำเข้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก มีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2569 ถือเป็นการปิดช่องว่างภาษีครั้งสำคัญของตลาดอีคอมเมิร์ซไทย มาตรการนี้ไม่ขัด FTA ไทย–จีน 0% เพราะเป็นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่อากรนำเข้า ขณะที่กลุ่มสินค้าแฟชั่นนำเข้าได้รับผลกระทบสูงสุด โดยราคาปลายทางอาจขยับเพิ่ม 20–30% จากต้นทุนที่ซ้อนทับ ทำให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเร่งปรับระบบคำนวณภาษีตั้งแต่หน้าเช็กเอาต์ เพื่อลดความเสี่ยงด้าน UX และความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่แบรนด์ไทยและผู้ขายที่มีสต็อกในประเทศได้โอกาสแข่งขันมากขึ้นในสนามราคาที่เป็นธรรมกว่าเดิม STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
สุขแรกปี69 ชาร์ตพลังในสวนฯ กับ ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026
กลุ่มไทยเบฟ จัดต่อเนื่องเป็นปีที่4 เทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 เติมพลังสีเขียวผ่าน 4 สวนสาธารณะใจกลางเมืองใหญ่ สร้างวันดี ๆ ให้หัวใจได้พัก สำหรับเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 กลับมาอีกครั้งในปีที่ 4 ชวนคนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยว เริ่มต้นปีใหม่ด้วยพลังบวก ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง พร้อมเปลี่ยน 4 สวนสาธารณะหลักให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเริ่มต้นในเดือนแรกของปี 2569 โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 มกราคม 2569 โดยเทศกาล จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ กรุงเทพมหานคร ภาคเอกชน และเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม-ครอบครัว อาทิ กลุ่มThaiBev, QSNCC, One Bangkok, Sustainability Expo และมูลนิธิรักษ์ไม้ใหญ่ (BIG Trees Foundation) ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด ‘เมืองที่ดีต่อใจคนทุกวัย’ พร้อมกันนี้ ในงานเทศกาล ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ Bangkok Bestival 2026 ครั้งที่ 4 ยังได้จัดกิจกรรมร่วมทำบุญใหญ่ต้นปี ท่ามกลางความสงบร่มรื่นของสวนป่าเบญจกิติ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งนี้ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลและน้อมรำลึกถึงพระราชปณิธาน ‘ป่ารักน้ำ’ ที่ทรงมุ่งดูแลผืนป่าและต้นน้ำของแผ่นดิน ซึ่งเป็นรากฐานของความอุดมสมบูรณ์ สู่สวนป่าเบญจกิติ ที่วันนี้ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตและหัวใจของคนเมืองด้วยธรรมชาติอันยั่งยืน ด้วยกิจกรรมเจริญสุขอย่างดีงาม ต้อนรับปีใหม่อย่างเป็นสิริมงคล ตั้งแต่ วันที่ 9 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นต้นไป พิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ 109 รูป จาก 11 วัด ในบรรยากาศสงบร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวกลางเมือง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปี ณ บริเวณองค์พระพุทธวิสุทธิมงคล และริมทะเลสาบ สวนเบญจกิติ วันที่ 11 มกราคม 2569 เวลา 08.00-09.30 น เปิดใจรับพลังบวกในยามเช้า พร้อม ‘ธรรมะปลุกใจ’ ให้กาย–ใจอ่อนโยน กับ ‘เสียงธรรมยามเช้า’ โดยพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) เริ่มต้นปีใหม่ด้วยใจตื่นรู้ : เพื่อความสวัสดีแห่งชีวิต ณ สวนเบญจกิติ นอกจากนี้ กรุงเทพดีต่อใจ ยังจัดกิจกรรมต่าง ๆ มาเชื่อมคนเมือง โดยใช้ สวนสาธารณะ พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนเมืองได้พักกาย พักใจ ใช้เวลาร่วมกัน และกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง ในกลุ่มเป้าหมาย ครอบครัวในเมือง เด็กและเยาวชน คนทำงานที่อยากชาร์จพลังใจ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มองหากิจกรรมเชิงไลฟ์สไตล์–สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นเทศกาลที่ ‘ทุกวัยเข้าถึงได้’ และเข้าร่วมได้ฟรี เสน่ห์ 4 สวนกลางเมืองหลวง สำหรับ 4 สวนสาธารณะที่เข้าร่วทมเทศกาลปีนี้ ซึ่งแต่ละแห่งมีจุดเด่นและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้เป็นทางเลือกเติมชีวิตชีวา ในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เริ่มกันที่ ‘สวนลุมพินี’ พื้นที่สีเขียวระดับตำนานกลางกรุงเทพฯ ด้วยขนาดราว 360 ไร่ กับจุดเด่น ความเป็นสวนสาธารณะเก่าแก่ ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ (CBD) บนถนนพระราม4 ที่เหมาะกับกิจกรรมครอบครัวขนาดใหญ่ ถัดมาเป็น ‘สวนเบญจกิติ’ กับสมญานาม ‘ปอดใหม่’ ของกรุงเทพฯ กับพื้นที่ขนาดรวมกว่า 450 ไร่ ด้วยจุดเด่น พื้นที่ชุ่มน้ำ ระบบนิเวศเมือง และเส้นทางเดิน–วิ่งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ที่ รัชดาภิเษก ถนนรัชดาภิเษก ย่านคลองเตยใกล้กับศูนย์การประชุมแห่งช่ติสิริกิติ์ เขยิบไปอีกในทำเลใกล้กัน จะเป็น ‘อุทยานเบญจสิริ’ สวนศิลปะใจกลางย่านสุขุมวิท ด้วยพื้นที่ขนาดประมาณ 29 ไร่ ด้วยจุดเด่น ด้านการเดินทางเข้าถึงง่าย มีความเป็นไลฟ์สไตล์รายล้อมด้วยชุมชนและศูนย์การค้า สวนสาธารณะชุมชน ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 22 – 24 ลำดับสุดท้าย ‘สวนปทุมวนานุรักษ์’ กับแนวคิดสวนเชื่อมเมือง–ธรรมชาติ บนพื้นที่ขนาดราว 30 ไร่ มีจุดเด่น ด้านพื้นที่เรียนรู้ระบบนิเวศเมือง ใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ อีกเช่นกัน ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนราชดำริ 5 แอคทิวิตี้ ‘เล่นรู้’ สำหรับกิจกรรมเด่นในแต่ละสวนสาธารณะ 4 แห่ง ตลอด 3 วัน (9-11 ม.ค.) ยังพบกับกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้และความสนุก เช่น Kids Climbing ฝึกปีนต้นไม้อย่างถูกวิธี เสริมกล้ามเนื้อและความกล้า Biodiversity Survey สำรวจพืช–สัตว์ในสวน เรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ Nature Walk เดินเรียนรู้ระบบนิเวศกับรุกขกร ระบายสีกลางสวน & นิทานสร้างจินตนาการ สำหรับเด็ก ๆ โดย ทุกกิจกรรมออกแบบให้ ‘เล่นได้–เรียนรู้เป็น–ปลอดภัย’ เติมใจฟูให้คนเมือง โดย ‘กรุงเทพดีต่อใจ’ เป็นงานอีเวนต์ ที่ชวนคนเมืองกลับมาใช้ พื้นที่สาธารณะอย่างมีคุณค่าดีต่อใจร่วมกัน ที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากธรรมชาติ ไปพร้อมกัยบครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน และที่สำคัญอีกกลุ่มพลังสำคัญที่ชับเคลื่อนกรุงเทพฯ คนทำงาน-ผู้ใหญ่ ให้เข้ามาพักใจจากความเร่งรีบ เมืองได้กลับมามีชีวิตที่อ่อนโยนขึ้น 📍 Bangkok Bestival 2026 🗓 9–11 มกราคม 2569 📌 สวนลุมพินี | สวนเบญจกิติ | อุทยานเบญจสิริ | สวนปทุมวนานุรักษ์ 🎟 เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ทรู แกะรอยพฤติกรรมดาต้า ‘คนไทย-นทท.’ อยู่ที่ไหน? ทำอะไร? คืนเคานต์ดาวน์
ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดสถิติใช้งานเครือข่าย ทรูมูฟ เอช–ดีแทค ดาต้า ปี2569 นักท่องเที่ยว ‘จีน-ออสเตรีย’ เยือนไทยพุ่ง ช่วงเคานต์ดาวน์ ยกให้ ‘ไอคอนสยาม’ ดาต้าใช้งานเกิน 300% รับ ‘มาร์ค ต้วน’ Key Facts ดาต้า เครื่องมืออ่านเศรษฐกิจจริง จากสถิติ Mobility Data บอกปริมาณการใช้งาน และสะท้อนการเคลื่อนตัวของคน เงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจแบบเรียลไทม์ เมืองท่องเที่ยว และ เมืองบ้านเกิด(ภูมิลำเนา) ที่ขยายการเดินทางควบคู่กันในช่วงปลายปี ทั้งด้านการท่องเที่ยว และการไหลคืนกลับท้องถิ่นของแรงงานและครอบครัว ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างการใช้ดาต้าและโครงข่าย อีเวนต์ระดับโลก ดันพฤติกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะงาน ไอคอนสยาม และ Amazing Thailand Countdown ทั้งสร้างภาพลักษณ์ ไปพร้อมกับสร้างการใช้งานดิจิทัลจริง ทั้งไลฟ์ แชร์ และสตรีม ‘คูรัม อัชฟาค’ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าทรูฯ สำรวจข้อมูล Mobility Data จากผู้ใช้งานเครือข่ายมือถือแบรนด์ทรูมูฟ เอช และดีแทค สะท้อนเทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาที่คึกคักทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงปลายปี 2568 เข้าสู่ปี2569 โดยในช่วงโค้งสุดท้ายสัปดาห์ก่อนสิ้นปี พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 5 ประเทศมีจำนวนสูงสุดบนเครือข่ายของ ‘ทรูมูฟ เอช’ ได้แก่ จีน มาเลเซีย รัสเซีย สหรัฐอเมริกา อินเดีย สำหรับ ‘ดีแทค’ คือ ออสเตรีย จีน อเมริกา รัสเซีย สวีเดน ขณะที่นักเดินทางต่างชาติเหล่านี้ ได้เข้ามาท่องเที่ยวไทยทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศท่องเที่ยวปลายปีของไทยอย่างต่อเนื่อง Top 5 ใช้งานทรูมูฟ เอช ‘คูรัม’ ระบุสถิติจากการใช้งานมือถือแบรนด์ ‘ทรูมูฟ เอช’ ช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2569 พบว่าจังหวัดที่คนไทยเดินทางท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาช่วงปีใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด โดยจังหวัดที่คนไทยเดินทางช่วงปีใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดคือ ‘สุรินทร์’ เติบโตประมาณ 30% สะท้อนจากการที่คนไทยทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาเหตุอพยพชั่วคราวจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และช่วงปีใหม่เป็นวันหยุดยาวที่เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ภูเก็ต แชมป์ชาวต่างชาติ สำหรับ จังหวัดยอดนิยมนักท่องเที่ยวต่างชาติบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช 5 อันดับแรก ได้แก่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ ชลบุรี ขณะที่จังหวัด ’สุราษฎร์ธานี’ เป็นจังหวัดดาวรุ่งขวัญใจนักท่องเที่ยวต่างชาติ นิยมเดินทางไปช่วงปีใหม่และมียอดเติบโตสูงสุดเพิ่มขึ้นราว 80% บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช สะท้อนบทบาทอีกหนึ่งจังหวัดสำคัญภาคใต้ที่มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งหมู่เกาะ ธรรมชาติ วัฒนธรรม และอาหารทะเลสดอร่อย ‘คูรัม’ ระบุสำหรับ 5 แอปพลิเคชันยอดนิยมบนมือถือบนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ที่มีการใช้งานสูงสุดในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์สู่ปีใหม่ ได้แก่ Facebook YouTube LINE TikTok Instagram โดยช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด (Peak Hour Period) บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช คือ เวลา 21.00–22.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาพร้อมเคานต์ดาวน์ แชร์ภาพและวิดีโอบรรยากาศก่อนเข้าสู่ปีใหม่ (ข้อมูลการเคลื่อนที่ของจำนวนประชากรจากโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobility Data ทรูมูฟ เอช ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ธันวาคม 2568) คูรัม กล่าวต่อ สถิติจากการใช้งานมือถือแบรนด์ ‘ดีแทค’ ช่วงเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2569 โดยจังหวัดยอดนิยมของคนไทยบนเครือข่ายดีแทค ที่เดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลปีใหม่มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ “ในช่วงเทศกาลปีใหม่เพชรบูรณ์ เป็นจังหวัดมาแรงมีคนไทยนิยมเดินทางคิดเป็นอัตราเติบโตสูงสุดเพิ่มขึ้นราว 32%” จากสถิติดังกล่าว สะท้อนกระแสความนิยม (เทรนด์) การท่องเที่ยวธรรมชาติภูเขาและอากาศหนาวใกล้กรุงเทพฯ ทั้งเขาค้อ–ภูทับเบิก และแหล่งท่องเที่ยวศักดิ์สิทธิ์ อย่างวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ขณะที่ จังหวัดยอดนิยมที่ผู้ใช้งานต่างชาติเครือข่ายดีแทคนิยมเดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่ 5 อันดับแรก ได้แก่ ภูเก็ต ชลบุรี สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ กระบี่ โดยจังหวัดดาวรุ่งขวัญใจนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 บนเครือข่ายดีแทค และมียอดเติบโตสูงสุดคือ ‘สตูล’ เติบโตเพิ่มขึ้นราว 115% สะท้อนความนิยมการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม พร้อมสัมผัสเสน่ห์เมืองเก่า และเป็นช่วงยอดนิยมที่เดินทางไป ‘เกาะหลีเป๊ะ’ ‘คูรัม’ กล่าวเสริมว่า ในช่วงระหว่างการจัดกิจกรรมส่งท้ายปี 2568 ต้อนรับปี 2569 ที่ผ่านมา ทรูฯ ร่วมยกระดับประสบการณ์เครือข่ายมือถือและอินเทอร์เน็ตให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพตลอดช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง เพื่อเสริมขีดความสามารถของสัญญาณ 5G, 4G และ WiFi ให้มีประสิทธิภาพและตรงจุด พร้อมทีมปฏิบัติการภาคสนามดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยครอบคลุมทั้งในแลนด์มาร์กเคานต์ดาวน์หลักของกรุงเทพฯ อาทิ ไอคอนสยาม รวมถึงย่านท่องเที่ยวสำคัญ และจังหวัดยอดนิยมทั่วไทย เพื่อให้ทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแชร์ภาพ วิดีโอ ไลฟ์สตรีม และส่งข้อความอวยพรปีใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น โดย แอปพลิเคชันยอดนิยมบนเครือข่ายดีแทค – แอปที่มีการใช้งานสูงสุดในช่วงเทศกาลเคานต์ดาวน์สู่ปีใหม่ ได้แก่ Facebook YouTube TikTok LINE WhatsApp ขณะที่ ช่วงเวลาที่มีการใช้งานสูงสุด (Peak Hour Period) บนเครือข่ายดีแทค คือ เวลา 20.00–21.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 (ข้อมูลการเคลื่อนที่ของจำนวนประชากรจากโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobility Data ดีแทค ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ธันวาคม 2568) โดยแอปทรูไอดี (TrueID) มียอดผู้ใช้งานรวมในช่วงเทศกาลเพิ่มขึ้นราว 110% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ สะท้อนรูปแบบการใช้งานและความนิยมคอนเทนต์วิดีโอและเอนเตอร์เทนเมนต์ในช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รวมถึงการใช้งาน ‘ทรูออนไลน์’ (เน็ตบ้าน) มีการใช้งานสูงสุดในช่วงเวลา 21.00–22.00 น. วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทั้งจากการสตรีมคอนเทนต์ วิดีโอคอล และการเล่นเกมออนไลน์ร่วมกันของครอบครัวและเพื่อน ผ่าน 5 แอปยอดนิยมบนทรูออนไลน์ ได้แก่ Facebook Line YouTube TikTok Instagram ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เดินหน้ายกระดับเครือข่ายสู่มาตรฐานใหม่ที่ปลอดภัยและเร็วแรงยิ่งขึ้น พร้อมส่งมอบความสุขข้ามปีผ่านกิจกรรม “TRUE 5G UP สัญญาณ UP ความสุข ยิ้มรับของขวัญ ฉลองสัญญาณใหม่” ให้ลูกค้าเข้าร่วมรับของขวัญได้ง่าย ๆ เพียงเปิดแอปทรู คลิกแบนเนอร์กิจกรรม หรือเข้าไปที่ https://s.true.th/3aCz/HappyExp7 กด ‘รับของขวัญ’ แล้ว ‘ยิ้ม’ ให้กล้อง ก็รับของขวัญสุดเซอร์ไพรส์ได้ทันที เข้าร่วมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 มกราคม 2569 นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปี 2569 ที่ผ่านมายังพบว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะงาน ‘Amazing Thailand Countdown 2026’ ที่ไอคอนสยาม ในฐานะเป็น Global Countdown Destination อย่างเต็มภาคภูมิ โดยงานฯ ยังเชื่อมประเทศไทยสู่เวทีโลกรองรับ CNN ถ่ายทอดสด New Year’s Eve ด้วยไฮไลท์ปีนี้นำโดยโชว์พิเศษจากมาร์ค ต้วน (Mark Tuan) ศิลปินไอคอนิกระดับโลก ร่วมเวทีกับศิลปินชั้นนำของไทย ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติหลั่งไหลสู่พื้นที่ดังกล่าว “ปริมาณการใช้งานดาต้าบริเวณไอคอนสยามในคืนเคานต์ดาวน์พุ่งสูง 300% เทียบกับช่วงเทศกาลทั่วไปในเดือนธันวาคม 2568” Alternate-X สรุปให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดข้อมูล Mobility Data ช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องสู่ปี 2569 สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คึกคักทั่วประเทศ จีน มาเลเซีย รัสเซีย และอินเดีย ยังคงเป็นกลุ่มหลัก ขณะที่ออสเตรียและสวีเดนเด่นบนเครือข่ายดีแทค จังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และกระบี่ ครองแชมป์ต่างชาติ ส่วนจังหวัดบ้านเกิดในอีสานและภาคเหนือรับแรงเดินทางคนไทย ด้านดาต้าการใช้งานพุ่งสูงสุดคืนเคานต์ดาวน์ โดยไอคอนสยามทำสถิติสูงกว่า 300% ตอกย้ำบทบาทแลนด์มาร์กระดับโลกและพลังเศรษฐกิจอีเวนต์ปลายปี
5 สิ่งที่ได้ไปต่อปี 2569 เทรนด์เอไอ และ เวลเนส ธุรกิจยังต้องโตกายใจขอรอดด้วย
Alternate-X รวบรวม 5 แนวโน้มธุรกิจที่ได้ไปต่อในปี 2569 เมื่อเทคโนโลยีต้องเดินเคียงคู่กับสมดุลร่างกาย ภายใต้กรอบเศรษฐกิจไทย GDP 1.2-2.0% และโอกาสทองในยุค AI Agent, HealthTech และความยั่งยืนธุรกิจ Key Facts GDP & Market Outlook เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวในกรอบจำกัด 1.2-2.0% โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวแบกความหวังหลัก (เป้านักท่องเที่ยว 36.7 ล้านคน) AI Agent Era เทรนด์ AI เปลี่ยนจากการเป็นเพียงเครื่องมือ สู่การเป็น “พนักงานเสมือน” (AI Agent) ที่ทำงานทดแทนมนุษย์ในภาคอุตสาหกรรมและบริการอย่างเต็มตัว Longevity & Wellness เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super Aged Society) เร็วกว่าที่คิด ทำให้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและการนอนหลับมีมูลค่าตลาดมหาศาล เข้าสู่ปี 2569 กันแล้วหลายธุรกิจยังประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า ยังจะเป็นอีกหนึ่งปีสุดท้าทาย จากสารพัดปัจจัยกระทบต่อเนื่องในปีก่อน หลังหลายสำนักคาดการณ์ปีารเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้อยู่ที่กรอบ 1.2-2.0% เป็นผลต่อเนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบกำลังซื้อ แรงส่งให้ผู้บริโภคยัง ‘ใส่ใจ’ ความคุ้มค่าราคาสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ต้องจ่ายให้กับสินค้า/บริการมากขึ้น แน่นอนว่าในตัวเลขการเติบโตจีดีไทย ราวๆ 1-2% ในปีนี้ หนึ่งใน ‘ความหวัง’ หลักยังอยู่ที่การส่งออกคาดการณ์ขยายตัวอยู่ในช่วงระหว่าง -3.1% ถึง +1.1% และการท่องเที่ยวไทย ที่จะเป็นเครื่องยนต์ทรงพลังสำคัญในปีนี้ โดยเฉพาะอย่างหลัง ซึ่ง ‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกเป้าหมายภาคการท่องเที่ยวในนี้ จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 36.7 ล้านคน โดยสัดส่วนกว่า 70% เป็นนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้จากเอเชียและแปซิฟิกใต้ 25.7 ล้านคน ส่วนอีก 30% หรือ 11 ล้านคนเป็นนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจากยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง GDP ไทยปี2569 คาด 1.6% แรงซื้อใน/ต่างประเทศชะลอ การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เทรนด์ผู้บริโภคปี 2569 ของ่าย-ไม่ซับซ้อน-6 วิแรกชี้ตายแบรนด์ไหนได้ไปต่อ!! ‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน จากแนวโน้มที่จะเกิดในภาพรวม หากมาดู ‘ใส้ใน’ ที่จะนำมาขับเคลื่อนการบริโภคในประเทศทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภคแล้ว Alternate-X รวบรวม ‘สิ่งที่จะได้ไปต่อ’ ในปี 2569 กับ 5 กลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง ที่หลายสำนักวิเคราะห์แล้วว่าจะเติบโตและได้ไปต่ออย่างโดดเด่น 1.ธุรกิจ AI & Automation (ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ) ในปี 2569 เกือบทั่วทั้งโลกรวมถึงประเทศไทย จะสู่ยุค ‘AI Agent’ หรือ พนักงาน AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง เช่น การจัดการสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม เทรนด์นี้ เป็นโอกาสของบริการที่ปรึกษาด้าน AI, การพัฒนาแชตบอตอัจฉริยะ, และระบบจัดการข้อมูล (Big Data) ยกตัวอย่าง ‘DeepL’ แพลตฟอร์มแปลภาษาจากประเทศเยอรมนี ที่เน้นความแม่นยำทางไวยากรณ์และบริบทธุรกิจ ซึ่งกำลังขยายตัวไปสู่ระบบ AI ที่ช่วยเขียนอีเมลและเอกสารธุรกิจให้เป็นมืออาชีพแบบอัตโนมัติ หรือ ‘Hugging Face’ ชุมชนและแพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนา AI (คล้าย GitHub ของ AI) ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญให้บริษัทต่างๆ เข้ามาเลือกใช้โมเดลไปปรับใช้กับธุรกิจตัวเอง 2.เศรษฐกิจสูงวัยและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Longevity Economy & HealthTech) เมกะเทรนด์โลกที่มาแรง จากการเตรียมเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวโดยเฉพาะประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) (ผู้สูงอายุมากกว่า 30%) ในปี 2574 ปัจจัยหลัก ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุเติบโตอย่างก้าวกระโดด รวมถึง Preventive Care หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ในอุตสาหกรรมตลาดกลุ่มนี้ เป็นโอกาสธุรกิจอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables), แอปพลิเคชันวางแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล, และที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีเทคโนโลยีรองรับ อย่างในต่างประเทศ มีสินค้า ‘Oura Ring’ จากประเทศฟินแลนด์ แหวนอัจฉริยะที่วัดค่าสุขภาพอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่อง คุณภาพการนอนหลับ (Sleep Score) ซึ่งตอบโจทย์ทั้งคนทำงานและผู้สูงอายุที่ต้องการติดตามสุขภาพแบบไม่เอิกเกริก บริการ ‘CarePredict’ อุปกรณ์สวมใส่สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรม (เช่น การกิน การเดิน) เพื่อทำนายปัญหาสุขภาพหรือแจ้งเตือนก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุล้ม 3.ธุรกิจสีเขียวและความยั่งยืน (Green Mandate & Circular Economy) แน่นอนว่า ในปี 2569 ผู้บริโภคและนักลงทุน จะยังให้ความสำคัญกับ ‘ESG’ (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) มากขึ้น ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวสู่ Net Zero จะเสียเปรียบในการแข่งขัน โดยโอกาสยังเป็นของอุตสาหกรรมธุรกิจพลังงานทดแทน (โซลาร์เซลล์), บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, และธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลดคาร์บอน อันนี้มีตัวอย่างธุรกิจในไทยที่น่าสนใจ อย่าง ‘More Foods’ สตาร์ทอัปที่พัฒนาโปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-based) โดยเน้นวัตถุดิบในท้องถิ่น ลดขั้นตอนการขนส่งเพื่อลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือ ‘Reformation’ แบรนด์แฟชั่นสัญชาติอเมริกัน ที่เน้นความยั่งยืน โดยมีการระบุชัดเจนว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นใช้ทรัพยากรไปเท่าไหร่ และมีระบบรับซื้อคืนเพื่อนำไปรีไซเคิล (Circular Economy) 4.ธุรกิจการแพทย์และความงาม (Medical & Wellness) ยังเป็น ‘เทรนด์’ หลักที่ได้รับความนิยมและมาแรงอย่างต่อเนื่องด้าน ‘เวลเนส’ (Wellness) ที่เน้นความสมดุลของกายและใจ โดยเฉพาะอาหารเพื่อสุขภาพ (Plant-based) และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต (Mental Health) โดยเป็นโอกาสสำหรับบริการในธุรกิจและตลาด ศูนย์กายภาพบำบัด, อาหารเสริมเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition), และผลิตภัณฑ์เพื่อการนอนหลับคุณภาพสูง ยกตัวอย่าง ‘Calm’ จากสหรัฐอเมริกา คลามเป็นแอปพลิเคชันที่ขยายตัวจากแค่เสียงนำนั่งสมาธิ ไปสู่การทำคอนเทนต์ ‘Sleep Stories’ และการร่วมมือกับองค์กรใหญ่เพื่อเป็นสวัสดิการด้านสุขภาพจิตให้พนักงาน ส่วนที่โดดเด่นในไทย อย่างธุรกิจบริการสุขภาพกลุ่มโรงพยาบาล BDMS กับ BDMS Wellness Clinic ศูนย์สุขภาพที่เน้นการป้องกันและการตรวจระดับยีนเพื่อจัดวิตามินเฉพาะบุคคล (Personalized Supplements) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ของปีนี้ 5.ธุรกิจความเชื่อและไลฟ์สไตล์ (Trust Economy & Niche Market) ในยุคที่ข้อมูลล้นหลาม ‘ความไว้วางใจ’ และ ‘ความเชื่อ’ กลายเป็นสินค้าสำคัญ รวมถึงธุรกิจที่ตอบโจทย์ความชอบเฉพาะกลุ่ม (Niche) ด้วย ขณะที่การหาที่พึ่งพาและให้กำลังใจ ยังเป็นความต้องการเชิงลึกของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ทำให้สินค้าสายมู (ที่ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย), ธุรกิจสัตว์เลี้ยง (Pet Humanization), และการสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคล (Personalized Experience) ยังเติบโตไปต่อ จากในช่วงปีที่ผ่านมาและในปีนี้ ทำให้เห็นแพลตฟอร์มดูดวงรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น อย่าง HoroWorld แพลตฟอร์ม ดูดวงออนไลน์ 24 ภายใต้กลุ่มบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART Corporation) ที่ปรับให้ความเชื่อมาสู่ผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ด้วยบริการดูดวงออนไลน์และขายสินค้าเสริมดวงที่ออกแบบให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ บริการ ‘Pet Lovers Centre’ ธุรกิจแฟรนไชส์เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ที่ขยายจากร้านขายของสัตว์เลี้ยง ไปสู่บริการ ‘Wellness สำหรับสัตว์’ เช่น สปาสุนัข, อาหารเกรดพรีเมียม และประกันสุขภาพสัตว์เลี้ยง (Pet Humanization) ด้วยกระแสเหล่านี้สะท้อนว่าปี 2569 จะต้องเป็นปีที่ธุรกิจที่ต้องสมดุล ด้วยความ ‘ฉลาด’ (AI), ยั่งยืน (ESG) และ ‘เข้าใจความเป็นมนุษย์’ (Wellness & Aging Society) มากที่สุด ด้วยในทุกความท้าทายเศรษฐกิจย่อมมีโอกาสสำหรับธุรกิจที่มองเห็นศักยภาพจีดีพีไทย 1.2-2% ในปีนี้ Alternate-X สรุปให้ ท่ามกลางการเติบโตของจีดีพีไทยปี 2569 ที่คาดการณ์ไว้เพียง 1.2-2.0% ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยยังคงมีการส่งออก และ การท่องเที่ยว เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 36 ล้านคน ส่งผลให้ 5 แนวโน้มกลุ่มธุรกิจแห่งปีต้องปรับตัวสู่สมดุลใหม่ที่ผสมผสานความอัจฉริยะของ AI เข้ากับการดูแลสุขภาวะมนุษย์อย่างยั่งยืน ทั้งเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HealthTech) หรือธุรกิจสีเขียว (ESG) ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่สำคัญในการแข่งขัน ธุรกิจที่ ‘ฉลาด ยั่งยืน และเข้าใจมนุษย์’ จึงจะเป็นผู้ที่รอดและเติบโตได้จริงในสมรภูมิเศรษฐกิจปีนี้ อ้างอิง 10 ธุรกิจดาวรุ่ง ดาวร่วง ปี 2569 | แนวโน้มธุรกิจไทย – หอการค้าไทย finbiz by ttb – เทรนด์ธุรกิจ 2026 Deloitte Tech Trends 2026 (Official Page) IBM – Business Trends 2026 Report STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘หลับฝันดี’ ดีมานด์คนยุคใหม่ ‘Frolina’ รีแบรนด์ใหญ่เจาะเศรษฐกิจเวลเนสโตแรง
‘เวลเนส’ รีแบรนด์สู่ Performance Rest Partne คู่คิดการพักผ่อน กลยุทธ์ย้ำตำแหน่งชัดรับเมกะเทรนด์โลก รับกลุ่ม Sleep Wellness ขับเคลื่อนแรงสุดในอุตฯเวลเนส มูลค่าตลาด 6.8 ล้าน ๆ ดอลลาร์ฯ ‘ณัษฐพงษ์ ธรรมฉัตรพงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธรรมฉัตร เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ผู้แบรนด์ Frolina กล่าวว่าการเติบโตของตลาดเวลเนส สะท้อนอินไซต์สำคัญของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในเมืองที่เผชิญภาวะ ‘Tired & Wired’ เหนื่อล้าร่างกายและสมองจากภาระงาน ความเครียด และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ทั้งนี้ ยังสอดคล้องรายงานของ Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่าอุตสาหกรรมตลาดเวลเนสทั่วโลก ขยายการเติบโต 7.9% ในปี 2023–2024 และมีมูลค่าตลาดสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจนถึงปี 2029 มากกว่า 7–8% ต่อปี โดยหนึ่งในกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ ‘สุขภาวะการนอนหลับ’ (Sleep Wellness) จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทมองเห็นช่องว่างของตลาดเวลเนสผ่านกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ตอบโจทย์การใช้ประโยชน์ (Functional Textiles) ทั้งความนุ่มและดีไซน์ในผลิตภัณฑ์เวลเนส (Wellness Products) ที่มักเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางหรือมีราคาสูง และยากต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดย ‘Frolina’ ได้ปรับบทบาทแบรนด์ใหม่ (Rebranding) ภายใต้แนวคิดอินเทลลิเจนต์ คอมฟอร์ต (Intelligent Comfort) มาเชื่อมโยงช่องว่างนี้ จากการใช้วัสดุ นวัตกรรม และการออกแบบอย่างมีระบบ เพื่อให้การพักผ่อนของผู้บริโภคเป็นทั้งความสบายและส่งผลต่อการฟื้นฟูสุขภาพพร้อมกัน นอกจากนี้ แนวคิดแบรนด์ Frolina ยังมาพร้อมแท็คไลน์ใหม่ คือ “Comfort, That Cares – ความสบายที่ใส่ใจ” สะท้อนจุดยืนของแบรนด์ Wellness Home ภายใต้กลุ่มสินค้าผ้าขนหนู และชุดเครื่องนอน เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม คนทำงานที่ใช้ชีวิตหนัก ต้องการสมดุล และมองหาการพักผ่อนที่ช่วยให้ฟื้นตัวได้จริง ปรับตำแหน่งใหม่ในอุตฯสิ่งทอ ‘ณัษฐพงษ์’ เสริมว่า การปรับตัวครั้งใหญ่ของแบรนด์ ‘Frolina’ ส่วนหนึ่งยังเป็นการต่อยอดจากจุดเริ่มต้นธุรกิจเดิมบริษัท ซึ่งเป็นผู้ผลิตผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน และสิ่งทอคุณภาพ และอยู่ในตลาดมานานร่วม 35 ปี สำหรับการปรับทิศทางครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แคมเปญหลัก คือ ‘Rest to Win – พักเพื่อไปต่อ’ สะท้อนความเชื่อใหม่ของแบรนด์ว่า การพักผ่อนที่มีคุณภาพ ไม่ใช่รางวัลของความสำเร็จ แต่คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในทุกสนามชีวิต “Frolina วางตัวเองชัดเจนในตลาดเวลเนส แอนด์ เพอร์ ฟอร์แมนซ์ ไลฟ์สไตล์ ที่กำลังเติบโตควบคู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่” อย่างไรก็ตาม อุตฯสิ่งทอไทยยังเป็นหนึ่งในกลไกหลักทางเศรษฐกิจด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 6,064.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการจ้างงานมากกว่า 402,000 คนใน 2,607 โรงงานทั่วประเทศ โดยบริษัท ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดการผลิตผ้าขนหนู ชุดเครื่องนอน และสิ่งทอให้กับแบรนด์ต่าง ๆ (OEM) ทั้งในไทย และต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม บรูไน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ใน 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งเข้าใจความต้องการของตลาดเป็นอย่างดี โดยบริษัทวางช่องทางจำหน่าย Frolina ทำตลาดผลิตภัณฑ์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และจุดจำหน่ายกว่า 188 สาขาทั่วประเทศ สำหรับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบรนด์ Frolina ยังได้ร่วมกิจกรรมเวลเนสครั้งใหญ่ของเอเชีย ในฐานะผู้สนับสนุนหลักพันธมิตรด้านเท็กซ์ไทล์ (Official Textile Partner) ในงาน Garmin Run Asia Series 2025 – Thailand Half-Marathon ผ่านแนวคิด Rest to Win เพื่อพิสูจน์ในสนามจริง เชื่อมโยงการพัก การฟื้นตัว และเพอร์ฟอร์แมนซ์ เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ ยังจะต่อยอดสู่ ‘The 6 on Rest’ แพลตฟอร์มแคมเปญการสื่อสารแบรนด์ที่เชิญบุคคลสำคัญจากหลากหลายสายอาชีพมาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจและมุมมองเรื่องการพักผ่อนในแบบของตนเอง การปรับตัวครั้งใหญ่ของบริษัทธรรมฉัตรฯ พร้อมขยายแนวคิดใหม่ไลน์อัปสินค้าแบรนด์ Frolina ไปสู่ตลาดเวลเนส เพื่อเติมรายได้ใหม่จากเมกะเทรนด์โลกในอนาคต นอกเหนือจากการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตฯ สิ่งทอมากว่า 3 ทศวรรษ Alternate-X สรุปให้ ตลาดเวลเนสโลกเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรมคนทำงานเมืองที่เผชิญภาวะ ‘Tired & Wired’ และพักผ่อนไม่เพียงพอ ข้อมูล GWI ระบุอุตสาหกรรมเวลเนสมีมูลค่ากว่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดย ‘Sleep Wellness’ เป็นหนึ่งในกลุ่มเติบโตเร็วสุด ด้าน ‘Frolina’ ภายใต้กลุ่มธรรมฉัตรฯ รีแบรนด์สู่บทบาท Performance Rest Partner เชื่อมการพักผ่อนกับการฟื้นฟูและประสิทธิภาพชีวิต จุดต่าง คือ การใช้ Functional Textiles + Intelligent Comfort ทำให้เวลเนสเข้าถึงง่าย ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน การขยับครั้งนี้ตอกย้ำทิศทางใหม่ของอุตฯสิ่งทอ จากผู้ผลิตสู่แบรนด์เวลเนสเชิงไลฟ์สไตล์และเศรษฐกิจสุขภาพ
อาเซียนสมรภูมิลงทุนจีน ‘ดิจิทัล–EV’ ไหลเข้าไทย ‘ทุเรียน’แข่งเศรษฐกิจภูมิภาค
เอชเอสบีซี วิเคราะห์ระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังภูมิภาคนี้ โอกาสตลาดเวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย สินค้าเกษตรเกินดุลจีน จากสินค้าดาวรุ่ง ‘ทุเรียน’ ของ3 ชาติแข่งขันแรง Key Facts อาเซียนขึ้นแท่นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีนต่อเนื่อง ในปี 2567 มูลค่าการค้าอาเซียน–จีนทะลุ 9.84 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองตำแหน่งคู่ค้าใหญ่ที่สุดของจีนเป็นปีที่ 5 สะท้อนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนที่แน่นแฟ้นขึ้น FDI จีนเร่งไหลเข้าอาเซียน โดยไทยเด่นในดิจิทัล–EV โดย FDI คิดเป็น 14.5% ของ FDI โลก โดยจีนเป็นแรงขับสำคัญ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม มีสัดส่วน FDI จากจีน เกิน 25% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยไทยโดดเด่นใน ดิจิทัล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และ EV ‘ทุเรียน’ กลายเป็นสมรภูมิสินค้าเศรษฐกิจภูมิภาค เวียดนามเร่งส่งออกทุเรียนจีนพุ่งกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2567 ดันส่วนแบ่งตลาด ทะลุ 40% แข่งขันไทยและมาเลเซีย ทำให้ทุเรียนกลายเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงระดับอาเซียน ยุน หลิว นักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายวิจัยการลงทุนระดับโลก ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เผยบทวิเคราะห์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีนขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยปี 2567 มูลค่าการค้าทวิภาคีทะลุ 984,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (30.7 ล้านล้านบาท) ทำให้อาเซียนครองตำแหน่งคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนเป็นปีที่ห้าติดต่อกัน แม้บรรยากาศการค้าโลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงไหลเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 14.5% ของ FDI ทั่วโลก “โดยเฉพาะการลงทุนจากจีนกำลังผลักดันให้ FDI ในเวียดนาม มาเลเซีย และไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568” การค้าขยายตัวแข็งแกร่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนแซงหน้าสหภาพยุโรป โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการค้าทวิภาคีในปี พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มทำสถิติใหม่สูงกว่าปี พ.ศ. 2567 ที่อยู่ที่ 984,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 30.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ แม้อาเซียนจะขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งคิดเป็น 30% ทั้งของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจที่มีฐานเทคโนโลยีแข็งแกร่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็มีการเกินดุลการค้ากับจีนในสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยอินโดนีเซีย ยังส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ไปยังตลาดจีนของ ส่วนไทยและฟิลิปปินส์มีจุดแข็งในภาคเกษตรมาแต่เดิม และเวียดนามก็กำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วภายหลังลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับจีน อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดกลับมาจาก ‘ทุเรียน’ ผลไม้ที่ไม่ใช่สินค้าเกษตรดั้งเดิม หลังตลาดทุเรียนในประเทศจีน กลายเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้ว่าผู้ส่งออกไทยจะครองตลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่การแข่งขันก็ทวีความดุเดือดขึ้น โดยเวียดนามจากที่ไม่เคยส่งออกทุเรียนไปจีนเลยจนกระทั่งปี พ.ศ. 2563 แต่เมื่อเห็นว่าตลาดนี้ทำเงินได้มหาศาล การส่งออกทุเรียนของเวียดนามไปยังจีนก็พุ่งสูงขึ้นถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 93,600 ล้านบาทในปี 2567 โดยส่วนแบ่งตลาดในจีนของเวียดนามพุ่งจาก 0% เป็นกว่า 40% ในเวลาเพียงสามปี (กราฟที่ 2) นอกจากนั้นปัจจุบันมาเลเซียซึ่งมีชื่อเสียงในทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงก็เข้าร่วมชิงส่วนแบ่งการตลาดทุเรียนในประเทศจีนด้วยหลังจากตกลงส่งออกทุเรียนสดตั้งแต่สิงหาคม 2567 FDI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยภายหลังจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคอาเซียนซบเซามาเป็นเวลานานหลายปี ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2561 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ที่ทำให้อาเซียน 6 ประเทศหลักหรือ ASEAN – 6 สามารถดึงดูด FDI ได้ 14.5% ของ FDI ทั่วโลก ซึ่ง 65% ของเม็ดเงินลงทุนนั้นไหลเข้าไปยังสิงคโปร์ จากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้จีนเร่งลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากดูตัวเลขในภาคการผลิต จะพบว่าสัดส่วน FDI จากจีนในพอร์ตการลงทุนของแต่ละประเทศในอาเซียนจากแทบไม่ถึง 10% ในปี พ.ศ. 2558 ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามมีสัดส่วน FDI จากจีนพุ่งสูงเกิน 25% ของจำนวน FDI ที่เข้ามาในประเทศทั้งหมด แม้สัดส่วน FDI จากจีนในมาเลเซียและสิงคโปร์จะยังไม่โดดเด่นนัก เนื่องจากได้รับเม็ดเงินการลงทุนจากประเทศในฝั่งตะวันตกในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E)เป็นจำนวนมหาศาล แต่บทบาทของการลงทุนจากจีนยังมีความสำคัญชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ FDI จากจีนในอาเซียนนี้ไม่ได้รวมถึงฟิลิปปินส์ เนื่องจากการลงทุนจากจีนในฟิลิปปินส์ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก จีน แบ่งโซนประเทศลงทุน สำหรับ ทิศทางการลงทุนจากจีนในประเทศในอาเซียนแตกต่างกันไปตามจุดเด่นของแต่ละประเทศ เช่น อินโดนีเซีย การลงทุนจากจีนจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ชั้นนำอย่าง CATL และผู้ผลิตสแตนเลสอย่าง Tsingshan มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลอมนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า EV ไทย-ผู้ผลิตรถไฟฟ้า EV ชั้นนำของจีนอย่าง BYD, Great Wall Motor และ SAIC มองไทยเป็นฐานในการตั้งโรงงานผลิต มาเลเซีย-ซึ่งแข่งขันในตลาดการผลิตรถไฟฟ้า EV เช่นกัน ก็ดึงดูดการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Sector) เวียดนาม-นักลงทุนจากจีนมองหาโอกาสขยายกำลังการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในประเทศ ผลกระทบจากภาษีนำเข้ายุค Trump 2.0 สำหรับคำถามที่ลูกค้า ถามมายังธนาคารเอชเอสบีซีเป็นจำนวนมาก คือ “กลยุทธ์ “China+1” จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษียุค Trump 2.0” อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้จะยังเร็วไปที่จะสรุป แต่ข้อมูลก็บ่งชี้ว่ากลยุทธ์ China+1 จะดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากการค้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง และแนวโน้มการเติบโตของ FDI ยิ่งมากขึ้น โดยสิ่งที่ทำให้แปลกใจ คือ ประเทศไทยมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มสูงจนมีมูลค่าเกือบ 7% ของ GDP ของประเทศไทย (กราฟที่ 3) โดย 40% ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มาจาก ‘ภาคดิจิทัล’ ซึ่งเราคาดว่ามาจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการลงทุนจากจีนคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมดของไทย ตั้งแต่ต้นปี 2568 (กราฟที่ 4) ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ลงทุนในภาคผลิตภัณฑ์โลหะ, ภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E), และภาคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและเติบโตในระดับสูงเช่นนี้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา และการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เช่นเดียวกับมาเลเซีย มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากจีนพุ่งสูงขึ้นช่วยผลักดันพอร์ต FDI รวมของประเทศ ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ส่วนเวียดนาม กระแส FDI ใหม่จากจีนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องช่วยชดเชยการลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับอาเซียนไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ว่าว่าภูมิภาคอาเซียนจะสามารถเปลี่ยนแนวโน้มนี้ให้เป็นส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ขึ้นในระดับโลกได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด Alternate-X สรุปให้ เศรษฐกิจอาเซียนยังเป็นจุดหมายหลักของเงินลงทุนจากจีน ท่ามกลางสงครามการค้าและกลยุทธ์ China+1 ข้อมูลจาก HSBC ชี้ว่า FDI จากจีนไหลเข้าสู่เวียดนาม มาเลเซีย และไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยเฉพาะภาคดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน อาเซียนยังได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเกษตรกับจีน โดย ‘ทุเรียน’ กลายเป็นสินค้าดาวรุ่งมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ การแข่งขันระหว่างไทย เวียดนาม และมาเลเซียรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนว่าอาเซียนไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่กำลังขยับเป็นผู้เล่นเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลก
‘บิ๊กซี’ ชิงแรงซื้อครอบครัว ทำสวนสนุก-เติมแก็ดเจ็ตไอที รับปี69 ลูกค้าเน้นคุ้มค่า
บิ๊กซี นำร่องโฉมใหม่ 17 สาขา มี ’สวนสนุกไซส์ใหญ่ เติมสินค้าแก็ดเจ็ต ชิงแรงซื้อครอบครัวทำเลชุมชน รับปีหน้าค้าปลีกแข่งหนักเกม ‘คุ้มค่า-ประหยัด’ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารห้างค้าปลีก (Hypermarket) กลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่า บิ๊กซี ทยอยปรับปรุงสาขา (Renovate) ทั่วประเทศตามแผนปี 2568 โดยมีทั้งสาขาที่อยู่ระหว่างดำเนินการและตามแผนงาน รวมทั้งสิ้น 17 สาขา อาทิ สาขารัชดาภิเษก สาขาเอกมัย สาขานครปฐม สาขาเอ็กซ์ตร้า พัทยากลาง ฯลฯ สำหรับการปรับปรุงสาขาบิ๊กซี ในครั้งนี้ เพื่อปรับภาพลักษณ์ร้านค้าให้ทันสมัยพร้อมพัฒนาพื้นที่ค้าปลีกให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้านต่างๆ เช่น การจัดผังร้านที่สะดวกต่อการเข้าใช้บริการ การเพิ่มความหลากหลายของสินค้า อาทิ ร้านอาหารที่จำหน่ายในราคาคุ้มค่า สวนสนุกขนาดใหญ่สำหรับเด็ก ๆ สินค้าไอที การยกระดับโซนอาหารสดให้มีความสด สะอาด และเข้าถึงง่าย อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง แผน ‘บิ๊กซี’ ครึ่งหลังปี68 บาลานซ์กำลังซื้อค้าปลีก เปิด 4 สาขาใหม่-โฟกัสสาขาท่องเที่ยว สำหรับโฉมใหม่ห้างบิ๊กซี ยังเน้นการออกแบบภายใต้แนวคิด ‘เติบโตไปพร้อมชุมชน’ โดยเปิดโอกาสให้แต่ละสาขามีบทบาทเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ สร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าผ่านกิจกรรมและการสื่อสารที่สะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน นอกจากนี้ บิ๊กซี ยังคัดสรรและเพิ่มร้านค้าหลากหลาย จำหน่ายสินค้าราคาคุ้มค่าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ตอบโจทย์ชุมชนโดยรอบ เพื่อให้บิ๊กซีเป็น ‘ห้างคนไทย ใส่ใจความคุ้มค่า เพื่อราคาที่ทุกคนเข้าถึง’ พร้อมชูจุดแข็งด้านสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดีในราคาย่อมเยา ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายในหลายรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ทั้งโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษ คูปองส่วนลดเพิ่มเติม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับสมาชิกบิ๊กซี (บิ๊กพอยต์) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการชอปปิงอย่างคุ้มค่า ขณะที่ หนึ่งในหัวใจสำคัญของบิ๊กซี คือ ‘แผนกอาหารสด’ ด้วยคุณภาพ ความสดใหม่ และราคาที่เหมาะสมกับค่าครองชีพของคนไทย ซึ่งคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน และจากเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นจากต้นทางสู่ผู้บริโภคในราคาที่คุ้มค่า สำหรับในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 บิ๊กซี ยังได้จัดแคมเปญสินค้าราคาพิเศษรายการต่าง ๆ อาทิ กระเช้าปีใหม่ราคาพิเศษ รายการซื้อและแถม พร้อมคูปองส่วนลดและเวาเชอร์เพิ่มเติมเมื่อซื้อครบตามเงื่อนไขที่กำหนด สินค้าแบรนด์ Besico อาทิ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง “บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2569 ที่คึกคักนี้ จะเป็นอีกปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น” อัศวิน กล่าวว่า บิ๊กซี ยังมีแผนรีโนเวทสาขาอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การชอปปิงให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกช่วงวัย ตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘ห้างของคนไทย’ ที่ไม่หยุดนิ่งกับการพัฒนาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และการให้บริการที่ทันสมัยมากขึ้น Alternate-X สรุปให้ บิ๊กซี รีโนเวทสาขาทั่วประเทศ 17 แห่งในปี 2568 ปรับโฉมรับการแข่งขันค้าปลีกที่รุนแรงขึ้น เพิ่มแม่เหล็กใหม่ ‘สวนสนุกขนาดใหญ่–สินค้าไอที–ร้านอาหาร ย้ำความคุ้มค่า ดึงกำลังซื้อครอบครัวในทำเลชุมชน พร้อมยกระดับผังร้านและโซนอาหารสด เน้นความสด สะอาด เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์ค่าครองชีพคนไทย ใช้แนวคิด ‘เติบโตไปพร้อมชุมชน’ ให้แต่ละสาขาเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของพื้นที่ ตอกย้ำเกมค้าปลีกปีหน้า แข่งขันด้วยกลยุทธ์ ‘คุ้มค่า-ประหยัด’ ผ่านโปรโมชั่นและสิทธิ์สมาชิกบิ๊กพอยต์
ปิดปี’68 คนไทย กินชาบู-สเต็ก ดื่มชา ขับเคลื่อนธุรกิจ F&B กว่า 6.57 แสนล.บาท
จบปี 2568 ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในประเทศไทย เผชิญความท้าทายรอบด้าน จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ Key Facts มูลค่าตลาด F&B ไทย ปี 2568 อยู่ราว 6.46–6.57 แสนล้านบาท เติบโตเพียง 2.8% ต่ำกว่าคาด เซ็กเมนต์แข่งขันรุนแรงที่สุดคือ ชาบู/หม้อไฟ (2.3–2.5 หมื่นล้านบาท), สเต็ก (9 พันล้านบาท) และ เครื่องดื่มชา (อย่างน้อย 1.9 หมื่นล้านบาท) พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้น Value for Money และ ประสบการณ์หน้าร้าน กดดันกำไรและเร่งการปรับตัวของแบรนด์ Alternate-X รีวิวภาพรวมตลาดร้านอาหารในไทยในรอบปี 2568 พบว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีสีสันและขับเคลื่อนกำลังซื้อผู้บริโภคไม่น้อยหน้าเซ็กเมนต์อื่นๆ จากข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (K-Research) ประเมินว่า มูลค่าตลาด F&B ไทยอยู่ที่ประมาณ 6.46 แสนล้านบาท เติบโต 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 6.57 แสนล้านบาท การเติบโตที่ชะลอลงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ส่วนผู้บริโภค เองเริ่มใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ตลาดอาหารบางเซ็กเมนต์ยัง ‘สวนกระแส’ โดยเฉพาะ ตลาดธุรกิจร้านอาหารสายบุฟเฟต์เน้นกลยุทธ์ราคาคุ้มค่า และ เครื่องดื่มจากต่างชาติ–เมนูใหม่ ที่ยังคงได้รับความนิยมสูงในรอบปีที่ผ่านมา ตลาดชาบู แข่งเดือดกว่าไฟใต้หม้อ ขณะที่ตลาดร้านบริการอาหาร Food Service รวมทุกประเภท และ สตรีท ฟู้ด จากการคาดการณ์ของ K-Research อยู่ที่ราว 572,000 ล้านบาท โดยในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ร้านอาหารเซ็กเมนต์ ‘หม้อไฟ’ อย่างสุกี้ ด้วยมูลค่าตลาดในปัจจุบันคาดอยู่ที่ 2.3-2.5 หมื่นล้านบาท ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดของธุรกิจร้านอาหารไทย ในปีนี้ ขณะที่ ผู้เล่นรายหลัก ที่ยังยืนระยะในกลุ่มแมส คือ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ซึ่งปัจจุบัน สุกี้ตี๋น้อย ดำเนินการภายใต้กลุ่ม บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ระบุผลดำเนินงานไตรมาส3 เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ‘สุกี้ตี๋น้อย’ มีสาขาทั้งหมด 86 สาขา ประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย บาบีคิว (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 7 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา รวมทั้งหมด 96 สาขา พร้อมแผนขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมก่อนคู่แข่งหลายราย ส่วนความคุ้มค่าราคา(Value for Money) ยังเป็นกลยุทธ์แกนหลักของแบรนด์ แม้ว่าในปีนี้สุกี้ตี๋น้อย จะมีผลกำไรสุทธิลดลงก็ตาม แต่ยังคงเป็นแบรนด์ขวัญใจมหาชนในตลาดบุฟเฟ่ต์ราคาจับต้องได้ ขณะที่อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในตลาดหม้อไฟ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ในเซ็กเมนต์แมสอย่าง ‘โบนัสสุกี้’ ในเครือ MK (เอ็ม เค เรสโตรองต์ กรุ๊ป) ที่ทดลองเปิดสาขาแรกในจังหวัดสระบุรีก่อน เพื่อวัดพลังแบรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค จากนั้นขยับตัวเองเข้ามาเปิดสาขาแรกที่ Little Walk รามคำแหง กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน ปีนี้ พร้อมเปิดแผนธุรกิจขยายสาขาในระยะถัดไป รวมถึงยังมีอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมในตลาดน้ำซุป เมื่อ ‘ลัคกี้ สุกี้’ ภายใต้ บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ได้ถูกกลุ่มเซ็นทรัล (Central Restaurant Group – CRG) เข้าซื้อหุ้น 40% คิดเป็นมูลค่าราว 940 ล้านบาท ‘ดีล’นี้ยังสะท้อนว่าแม้ตลาดจะโต แต่ความเดือดของการแข่งขันทำให้ผู้ประกอบการรายกลาง–เล็ก ต้องมองหาพันธมิตรหรือทางออกเชิงโครงสร้าง ขณะที่แบรนด์รุ่นเก๋าอย่าง ‘ชาบูชิ’ (Shabushi) ในเครือไทยเบฟ ฟู้ด ก็เร่งปรับตัวตั้งแต่ต้นปีทั้งการเติมประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า การปรับรูปแบบร้าน และการลงมาเล่นตลาดบุฟเฟ่ต์ชัดเจนขึ้น ผ่านกลยุทธ์ราคาและการขยายสาขาในทำเลไฮเปอร์มาร์เก็ต เพื่อรักษาฐานลูกค้าในยุคกำลังซื้อเปราะบาง อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ชาบูชิ’ ทวงแชมป์ ‘Top of Mind’ คนรุ่นใหม่ ทุ่มหมดหน้าตักเจาะตลาดฟู้ด 7 แสนล. สงครามหม้อไฟ 5 หมื่นล. ตลาดนี้เป็นของผู้บริโภค ชอบน้ำซุป-น้ำจิ้ม แบบไหนไปแบรนด์นั้น เมื่อต้านทานไม่ได้จงเข้าร่วม ‘ชาบูชิ’ มาแล้ว!! บุฟเฟต์ 259+บาท คลุม 72 สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วไทย จากแนวโน้มในรอบปีนี้ แม้ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จะเป็นแบรนด์ที่มีความเคลื่อนไหวหลักปี 2568 แต่จากอัตราการเติบโตเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนสัญญาณว่า ‘ตลาดเริ่มอิ่มตัว’ และการแข่งขันด้านราคา–ทำเล–ต้นทุน วัตถุดิบ กดดันกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สเต็ก สงคราม ‘คุ้มค่า’ ยุคประหยัด อีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่เห็นการเคลื่อนไหวชัดในปี 2568 คือ ตลาดร้านสเต็ก ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 9 พันล้าน และกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ รุกตลาดโลก ส่งออก 2 แบรนด์สร้างในไทย ขยายแฟรนไชส์ต่างประเทศเต็มกำลัง สงครามร้านอาหาร ถึงคิวตลาดสเต๊ก 9 พันล.บาท ชานตาเฟ่ ขอรีแบรนด์ใหม่สู้ด้วย!! โดยแรงกระเพื่อมสำคัญ มาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของร้านสเต็กแบรนด์ อีท แอม อาร์ สเต็ก (Eat Am Are) ของบริษัท อีท แอม อา กรุ๊ป จำกัด ที่เดินหน้าเปิดสาขาไม่หยุด (ปัจจุบันกว่า 20 สาขา)ด้วยกลยุทธ์ ‘ราคาสมเหตุสมผลเกินคุณภาพ’ มาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ จากการที่ตลาดนี้มีตัวเลือกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องปรับเกมตามเช่นกัน โดยกลุ่ม ไมเนอร์ ฟู้ด เลือกแตกแบรนด์ Steak & More เพื่อขยายฐานลูกค้า หลังจากก่อนหน้านี้มี Sizzler ครองตลาดกลาง–พรีเมียมอยู่แล้ว ด้วยจำนวนสาขาราว 65-70 สาขา ขณะที่เมื่อกลางปี 2568 ยังเห็นความเคลื่อนไหวของ ซานตาเฟ่ สเต็ก ที่รีแบรนด์ภาพลักษณ์ใหม่ให้สดใสและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เช่นกัน เครื่องดื่ม ปีแห่ง ‘ชา’ ปี 2568 ถือเป็นปีทองของ ตลาดเครื่องดื่มกลุ่มชา อย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นปีจากกระแส ชาพรีเมียม โดยเฉพาะมัตจะ (Matcha) มาแรงเกินต้าน ผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มภาพรวมมูลค่าราว 5.69 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนอน-คอฟฟี่ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ ตลาดชา (ค้าปลีกและชาพร้อมดื่ม) คาดว่ามี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 19,000 จากหลายแรงหนุนสร้างความนิยมในกลุ่มผู้บริดภค โดยเฉพาะกระแสชาไทยในระดับสากล ส่วนหนึ่งยังมาจากจากการโปรโมตผ่านวัฒนธรรมป๊อปและความร่วมมือในต่างประเทศ ผ่าน ลิซ่า ศิลปินเคป็อป ระดับโลก จากความร่วมมือ ‘Erewhon’ มาครีเอทชาไทยสูตรพรีเมียม ‘Thai up the World’ ยกระดับภาพลักษณ์ ‘ชา’ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มแฟชั่น ไม่ใช่แค่ของดั้งเดิม นอกจากนี้ ยังมีอีกภาพที่เห็นชัด คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่และซับแบรนด์ เช่น CTV ของชาตรามือ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘CTM’ แบรนด์ลูก ‘ชาตรามือ’ มาเพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ เข้าสู่ยุคชาไทย…ไม่(ใส่)สีส้ม ขณะเดียวกัน ในตลาดนี้ ยังได้เห็นการเข้ามาของของแบรนด์ชาระดับพรีเมียมรายใหญ่อย่าง ชาจี (CHAGEE) จากจีนเข้ามาในไทย โดยกลุ่มทุนไทยนำโดย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ เบเวอร์เรจ จำกัด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (มาม่า), คมสันต์ แซ่ลี (Flash Express) และ ‘ชานนท์ เรืองกฤตยา’ (อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์) เข้าซื้อหุ้น 51% ทำให้กลุ่มนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และขับเคลื่อนธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ จากแนวโน้มการขยายตัวตลาดเครื่องดื่มชาที่เติบโตในปี 2568 นี้ จะยังเป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่ต้องจับตาต่อ ในปีหน้า ปีแห่งแข่งความคุ้มค่า ประสบการณ์หน้าร้าน จากความเคลื่อนไหวในตลาด F&B ในปีนี้ หากมองต่อถึงในปี2569 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารยังต้องเดินบนเส้นทางประคับประคองภายใต้โจทย์ใหญ่ คือ กำลังซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ฉลาดขึ้น รอบคอบขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า มากกว่าภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ขณะที่ แบรนด์ จะต้องตอบโจทย์ราคาเหมาะสม ประสบการณ์ชัด และคุณค่าที่ผู้บริโภครู้สึกได้จริง นอกเหนือจากสร้างเอนเกจเมนต์แบรนด์ให้ไวรัล ในสมรภูมิ F&B ที่จะยังแข่งขันต่อไปไม่แพ้ไฟใต้หม้อชาบู ในปีหน้า Alternate-X สรุปให้ ปิดปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ไทย ยังเป็นตลาดใหญ่ มูลค่ากว่า 6.46–6.57 แสนล้านบาท แต่เติบโตต่ำกว่าคาดจากกำลังซื้อชะลอและเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดในหลายเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะ ชาบู–สเต็ก–เครื่องดื่มชา ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักของปี ผู้บริโภคหันมาเลือก ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ประสบการณ์หน้าร้าน’มากกว่าภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้แบรนด์ใหญ่–กลางต้องเร่งปรับกลยุทธ์ราคา รูปแบบร้าน และพาร์ตเนอร์เชิงโครงสร้าง สะท้อนสัญญาณว่าตลาด F&B ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่เติบโตได้ในระยะยาว STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เอเชียทีค เคานต์ดาวน์ 2026 ริมเจ้าพระยา สร้างกรุงเทพฯ เมืองแห่งประสบการณ์
ปลายปี 2568 กรุงเทพมหานคร ส่งท้ายปรากฏการณ์ใหม่ด้านการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ เมื่อ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดตัวโครงการ ‘Bangkok Spectacular 2026” ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ ระหว่างวันที่ 23–31 ธันวาคม 2568 งาน ‘Bangkok Spectacular 2026’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–31 ธันวาคม 2568 ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เปิดตัว THAINOSAUR Museum พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทยใจกลางกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จัดงาน ASIATIQUE’S THAILAND COUNTDOWN 2026 รูปแบบใหม่ ฉลองข้ามปีต่อเนื่อง 5 วัน ในโอกาสนี้ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เปิดตัวแลนด์มาร์กการเรียนรู้แห่งใหม่ของประเทศไทย ‘THAINOSAUR Museum’ พิพิธภัณฑ์บรรพชีวินวิทยาไทยในรูปแบบ Edutainment ที่ผสานศิลปะ วัฒนธรรม และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน โครงการนี้ ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนเทศกาลท่องเที่ยวช่วงปลายปีของกรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเฉลิมฉลอง การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน กรุงเทพฯ เมืองแห่งการเฉลิมฉลอง สำหรับ Bangkok Spectacular 2026 เป็นความร่วมมือของ AWC, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), กรมทรัพยากรธรณี และ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อพัฒนาเทศกาลการท่องเที่ยวในรูปแบบ Destination-led จากการนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพของกรุงเทพฯ มาเล่าเรื่องใหม่ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยแนวคิดหลักของโครงการ มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า หลากหลาย และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กรุงเทพมหานครในฐานะ จุดหมายปลายทางของการเฉลิมฉลองระดับสากล และเมืองท่องเที่ยวที่เปิดกว้าง สร้างสรรค์ และมีชีวิตชีวา THAINOSAUR Museum ขณะที่หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Bangkok Spectacular 2026 คือการเปิดตัว ‘พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทย’ THAINOSAUR Museum พิพิธภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่นำเสนอเรื่องราวด้านบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยาของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม รองรับผู้เข้าชมทุกช่วงวัย โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มาจากความร่วมมือกับภาครัฐ ได้แก่ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นการต่อยอดจากโครงการ FOSSIL PARK และ HATCH DOME ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติแบบบูรณาการ ใจกลางกรุงเทพมหานคร ภายใต้พันธกิจ ‘Building Better Future For All’ โดย AWC สนับสนุนเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติขั้นสูงให้แก่กรมทรัพยากรธรณี เพื่อเสริมศักยภาพการวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยา และเปิดโอกาสการเรียนรู้ให้กับเยาวชนและนักวิจัยรุ่นใหม่ในอนาคต ไดโนเสาร์ไทย เล่าเรื่องผ่านครีเอทีฟ โดย THAINOSAUR Museum แห่งนี้ จะถ่ายทอดเนื้อหาผ่านการออกแบบพื้นที่และเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการจัดแสดงซากดึกดำบรรพ์ของจริง เข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ พร้อมผสานงานศิลปะสร้างสรรค์โดยศิลปินไทย ‘ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์’ เพื่อให้ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของไทยเข้าถึงได้ง่ายและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังนำการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เครื่องเล่นขยายต่อไปสู่ SkyFlyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัตว์เลื้อยคลานบินได้สายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ค้นพบครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเปิดมุมมองใหม่จากหนึ่งในจุดชมทัศนียภาพที่สูงที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้อย่างตื่นตาตื่นใจ รวมถึงอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ การจัดงาน ‘ASIATIQUE’S THAILAND COUNTDOWN 2026’ เป็นครั้งแรกในรูปแบบใหม่ ที่ขยายความยิ่งใหญ่ของการเฉลิมฉลองต่อเนื่องยาวนานถึง 5 วัน ระหว่างวันที่ 25–28 และ 31 ธันวาคม 2568 โดยงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘พลังแห่งเสียง ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย’ ใช้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาสู่เวทีดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมการแสดงแสง สี เสียงแบบ Immersive ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์ของกรุงเทพมหานคร ให้ทุกคนร่วมก้าวสู่ปีใหม่ไปพร้อมกัน แมปกรุงเทพฯ เมืองแห่งประสบการณ์เที่ยว ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว พร้อมทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกรุงเทพฯ ผ่านประสบการณ์ที่มีความหมาย สะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองที่เปิดกว้าง เป็นมิตร และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้าน ‘ไมเคิล ฮาริท’ หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล AWC กล่าวว่า Bangkok Spectacular 2026 สะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาสำคัญของปี โดยเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น จะยังคงพัฒนาในฐานะแลนด์มาร์กด้านไลฟ์สไตล์ การเฉลิมฉลอง และการเรียนรู้ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับเมือง ชุมชน ภาคการท่องเที่ยว และคนรุ่นต่อไป มากกว่าการเฉลิมฉลอง สำหรับ Bangkok Spectacular 2026 คือภาพสะท้อน ‘เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น’ ในการเป็นแลนด์มาร์กแห่งการเฉลิมฉลอง การเรียนรู้ และความภาคภูมิใจของเมือง พร้อมขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในปลายปีนี้ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะม่ใช่แค่ งพื้นที่’นับถอยหลังสู่ปีใหม่แต่เป็น สเปซ ที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต มา ‘JOY’ กัน Alternate-X สรุปให้ AWC เปิดโครงการ ‘Bangkok Spectacular 2026’ ส่งท้ายปี 2568 ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ททท. และพันธมิตรภาครัฐ ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน พร้อมไฮไลต์สำคัญ การเปิดตัว ‘THAINOSAUR Museum’ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ไทยรูปแบบ Edutainment เชื่อมศิลปะ วิทยาศาสตร์ และประสบการณ์เรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย และงาน ASIATIQUE’S THAILAND COUNTDOWN 2026 เฉลิมฉลองริมเจ้าพระยาต่อเนื่อง 5 วัน
‘สุขภาพ’ คือ ต้นทุน ปัจจัยใหม่ค่าครองชีพคนไทย ‘5 โรคเสี่ยงสูง’ วัยทำงาน-รุ่นใหม่
‘รพ.วิมุต’ เผยวิกฤตสุขภาพมโรค ‘NCDs’ ครองแชมป์ กลุ่มเสี่ยง ‘คนทำงาน–คนเมือง’ แนะดูแลเชิงป้องกันรับมือปี 2569 ปัจจัยเดิมซ้ำเพียบเพิ่มภาระด้านสุขภาพ นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ปัจจุบัน ‘สุขภาพ’ กลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่กำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนและประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ยังเผชิญความผันผวน ค่าครองชีพสูง การแข่งขันในการทำงานรุนแรงขึ้น และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทั้งนี้ จากสข้อมูลภาพรวมผู้ป่วยปี 2568 พบว่า คนไทยยังคงเข้ารับการรักษาจำนวนมากจากโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยแวดล้อม โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งไม่เพียงเป็นปัญหาสาธารณสุข แต่ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว โดยกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในปี 2568 โรงพยาบาลวิมุต พบว่า 5 โรคหรือกลุ่มโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคหวัดและโรคทางเดินหายใจ กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม ขณะที่ 3 อันดับแรกเป็นกลุ่มโรค NCDs ซึ่งสะท้อนปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยอย่างชัดเจน ทั้งการบริโภคอาหารที่ไม่สมดุล การออกกำลังกายน้อย และความเครียดสะสม สำหรับโรคหวัดและภูมิแพ้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสภาพอากาศที่แปรปรวนและปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่วน ออฟฟิศซินโดรม กลายเป็นโรคประจำตัวของคนวัยทำงานในยุคเศรษฐกิจเร่งรีบ ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอเป็นเวลานานและขาดการเคลื่อนไหว ‘เร่งใช้ชีวิต’ ปัจจัยหลัก นพ.สุวาณิช กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้โรคทั้ง 5 กลุ่มนี้กลายเป็นโรคยอดฮิตในปี 2568 มาจาก การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย คนเมืองต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานหลายบทบาท มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองน้อยลง พฤติกรรมการกินยังคงพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มหวานเป็นหลัก ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญของโรค NCDs ส่วนปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ฝนตกสลับร้อน และปัญหาฝุ่น PM2.5 ในช่วงฤดูหนาว ส่งผลโดยตรงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ และออฟฟิศซินโดรม สะท้อนต้นทุนสุขภาพของแรงงานยุคดิจิทัลที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอวันละหลายชั่วโมง “หากพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่เปลี่ยน แนวโน้มในปี 2569 โรคดังกล่าวจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอาจพบผู้ป่วยในอายุน้อยลง” อย่างไรก็ตาม แม้โรคเหล่านี้จะพบได้บ่อย แต่สิ่งที่น่ากังวลคืออาการเริ่มต้นมักไม่ชัดเจน โรคความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง อาจไม่มีอาการในระยะแรก หรือแสดงเพียงอาการเล็กน้อย หากปล่อยไว้โดยไม่ตรวจคัดกรอง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่โรคหวัดและภูมิแพ้ หากมีอาการไอ จาม น้ำมูกเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอกบ่อยครั้ง อาจสะท้อนผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ ส่วนออฟฟิศซินโดรมที่เริ่มจากอาการปวดเมื่อยเล็กน้อย หากละเลย อาจพัฒนาเป็นอาการปวดเรื้อรัง และส่งผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน นพ. สุวาณิช กล่าวว่า โรงพยาบาลวิมุต วางแนวทางการดำเนินงานพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต โดยในปี 2569 โรงพยาบาลวิมุต จะลงทุนด้านบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเตรียมอีก 3 ศูนย์ความเป็นเลิศศูนย์เฉพาะทาง ได้แก่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ เพื่อตอบโจทย์โรคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมการกิน ความเครียด และวิถีชีวิตคนเมือง ศูนย์สมอง ที่ให้ความสำคัญกับโรคระบบประสาทซึ่งพบมากขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย ศูนย์สุขภาพสตรี ที่ออกแบบการดูแลให้เข้าใจผู้หญิงในทุกช่วงวัย ตั้งแต่การดูแลสุขภาพภายใน การฟื้นฟูสมดุลร่างกาย ไปจนถึงการดูแลด้านความงามและคุณภาพชีวิต ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะสาขาที่มีประสบการณ์ โดยศูนย์ฯ เหล่านี้สะท้อนทิศทางเชิงกลยุทธ์ของโรงพยาบาลวิมุตในการพัฒนาบริการสุขภาพให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย โดยมุ่งสร้างคุณค่าในระยะยาวทั้งต่อผู้ใช้บริการ ระบบสุขภาพ และการเติบโตของธุรกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน “การตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีโอกาสป้องกันและดูแลโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น” สำหรับในปี 2568 โรงพยาบาลวิมุตเร่งลงทุนและปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจสุขภาพอย่างจริงจัง พร้อมเปิด 3 ศูนย์ความเป็นเลิศ (Excellence Centers) ไปแล้วได้แก่ ศูนย์สุขภาพปอด เพื่อรับมือโรคทางเดินหายใจจาก PM5 และภูมิแพ้ ล ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด เพื่อรองรับภาวะแทรกซ้อนจากโรคความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ศูนย์กระดูกและข้อ เพื่อดูแลปัญหากล้ามเนื้อ กระดูก และข้อ จากทั้งวัยทำงานและสังคมผู้สูงอายุ “การเปิดศูนย์เหล่านี้สะท้อนทิศทางของวิมุต เพื่อยกระดับการรักษาเฉพาะทาง ควบคู่กับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย การรักษา และการฟื้นฟูสุขภาพ” Alternate-X สรุปให้ โรงพยาบาลวิมุต บอก ‘สุขภาพ’ กลายเป็นต้นทุนชีวิตใหม่ ท่ามกลางค่าครองชีพและแรงกดดันการทำงาน ในปี 2568 กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังครองแชมป์ผู้ป่วยคนไทย โดย 5 โรคเสี่ยงสูง ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคทางเดินหายใจ และออฟฟิศซินโดรม ขณะที่คนเมืองและวัยทำงานคือกลุ่มเสี่ยงหลัก จากพฤติกรรมเร่งรีบ อาหารแปรรูป และมลภาวะ ทำให้ ‘วิมุต’ เน้นการดูแลเชิงป้องกัน รับมือปี 2569 ลดต้นทุนสุขภาพระยะยาว
เปิดปี 69 ‘ททท. x LISA’ ใช้ 10 พลังเสน่ห์ท้องถิ่น รีเซ็ตภาพเที่ยวไทยอวดโลก
‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ ‘10 พลังเสน่ห์ไทย’ จุดตั้งต้นของดีท้องถิ่นเล็กๆอุตฯเที่ยวไทย เปิดเกมใหม่ชวนโลกออกเดินทาง จากความร่วมมือระหว่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ซูเปอร์บอสค่าย LLOUD ลิซ่า–ลลิษา มโนบาล ศิลปินเกาหลีระดับโลก กับบทบาทAmazing Thailand Ambassador ตัวแทนการท่องเที่ยวเมืองไทย กับแคมเปญ Amazing Thailandx LISA มาสื่อสารการท่องเที่ยวไทยสู่สายตาโลก พร้อมปล่อยทีเซอร์แรกในเดือนมกราคม 2569 อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน วัดพลัง ‘ลิซ่า’ ลูกสาวแห่งชาติ เตรียม อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ รอบใหม่ หลังรายได้เที่ยวไทยวืดเป้า 3 ปีติด ก่อนที่คนไทยจะได้รับชม ‘ทีเซอร์’ ชิ้นนี้ ททท. ยังได้เปิดตัวเนื้อหาพลังแห่งเสน่ห์ไทยในระดับท้องถิ่นมุมมมองใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่หรูหราเสมอไป แต่อาจเริ่มจาก ‘เรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัว’ ที่จริงใจและมีชีวิต จากสิ่งที่ ‘ลิซ่า’ เคยหยิบมาถ่ายทอด จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกอยากออกเดินทาง สู่เรื่องเล่า 7 ‘พลังแห่งเสน่ห์ไทย’ ผ่านวัฒนธรรมอาหาร และของดีท้องถิ่น ‘ของกินริมทาง’ เสน่ห์แสนอร่อย ก่อนหน้านี้ ‘ลิซ่า’ ได้สร้างเรื่องมหัศจรรย์กับของกินเล่นริมทาง Street food ที่หลายคนคุ้นเคย ‘ลูกชิ้นยืนกิน’ สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ของดีท้องถิ่นที่กลายเป็นเมนูฮิตระดับประเทศ มาแล้ว ‘ไก่ทอดหาดใหญ่’ ที่ลิซ่าเอ่ยถึงในบทสัมภาษณ์ ทำให้แฟนคลับออกตามรอยกันทั่วไทย นอกจากนี้ ยังมี ‘ผัดไทย’ และ ‘ตำมะม่วง’ เมนูโปรดในร้านอาหารไทยที่ลอสแอนเจลิส ส่งผลให้ร้านอาหารไทยในต่างแดนมียอดจองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยคอนเทนต์ เหล่านี้ในสไตล์ของลิซ่า ยังทำให้ ‘อาหารไทย’ ไม่ได้ถูกเล่าในฐานะเมนูหรู แต่คือรสชาติของชีวิตประจำวัน ที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังมี ‘ข้าวไข่เจียว’ และ ‘ไอศกรีมขนมปัง’ ที่ ลิซ่า เลือกทานในงานฉลองรางวัล Spotify Billions Club Plaque จนกลายเป็นไวรัลข้ามคืนเช่นกัน รวมไปถึง ‘โรตีสายไหม’ ที่ปรากฏในสอตรี อินสตาแกรม (Instagram Story) ของลิซ่า ทำให้เกิดกระแสตามรอยของหวานอยุธยาทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความธรรมดาแบบไทย ๆ สามารถกลายเป็นประสบการณ์ที่คนทั้งโลกอยากสัมผัสได้ วัฒนธรรมไทย สู่ไลฟ์สไตล์ระดับสากล นอกจากอาหารแล้วยังมีเรื่องราวของแฟชั่นและอัตลักษณ์ไทย ที่นำมาถ่ายทอดอย่างร่วมสมัย ทั้ง ‘ชุดไทยผ้าไหมยกลำพูน’ พร้อมรัดเกล้ายอดในมิวสิกวิดีโอ ‘LALISA’ ทำให้โลกเห็นความงามของเครื่องแต่งกายไทยในมิติใหม่ ‘ผ้าซิ่นย้อมครามหมักโคลน’ ที่ลิซ่าใส่เที่ยวอยุธยา จุดกระแส ‘นุ่งซิ่นเที่ยวไทย’ และทำให้ผ้าไหมกลายเป็นลุคการแต่งกายประจำวัน ‘OOTD’ ได้เช่นกัน เรื่องราวของวัฒนธรรมไทยเหล่านี้ ยังตีความใหม่ว่าไม่ใช่แค่ของอนุรักษ์ แต่คือแฟชั่นที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ยกระดับ ‘ของดีไทย’ สู่เวทีโลก ขณะเดียวกัน ยังมีหนึ่งในตัวอย่างการต่อยอดพลังแห่งเสน่ห์ไทยเมนู ‘Thai up the World’ จากความร่วมมือกับ Erewhon ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมในสหรัฐฯ ที่ยกระดับชาไทยให้กลายเป็นเครื่องดื่มระดับโลก ที่ตอกย้ำศักยภาพสินค้าไทยในตลาดสากล ทั้งหมดนี้ คือ พลังของ ‘10 เสน่ห์ไทย’ ที่แอมบาสเดอร์ระดับโลก กำลังจะพาเมืองไทยไปอยู่บนแผนที่ความทรงจำของนักเดินทางทั่วโลกอีกครั้ง พร้อมเตรียม ‘เทคออฟ’ แคมเปญ Amazing Thailand x LISA ที่ไม่ได้แค่ชวนมาเที่ยว แต่ชวนให้โลก รู้สึกผูกพัน กับเมืองไทย ผ่านอาหาร แฟชั่น วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ในปี 2569 นี้ Alternate-X สรุปให้ เปิดปี 2569 กับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในแคมเปญ Amazing Thailand x LISA หลัง ททท. วางเป็นกลยุทธ์การตลาดระดับโลกผ่าน ‘ลิซ่า’ Amazing Thailand Ambassador ในบทบาทมากกว่าแอมบาสเดอร์ แต่เป็นตัวตั้งต้นการเล่าโครงสร้างท่องเที่ยวไทยใหม่ ด้วยของดีท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่ถูกยกระดับเป็น Soft Power ที่คนทั่วโลกเข้าถึงได้ทั้ง อาหาร แฟชั่น และวิถีชีวิต ถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัยและใช้ได้จริง กลยุทธ์นี้ขยับการท่องเที่ยวจากภาพจำเดิม สู่ประสบการณ์ที่เชื่อมอารมณ์ รากฐานเที่ยวไทยในปีหน้า
ส่งท้ายปี68 ‘คนไทย’ ใช้จ่ายพุ่ง 4 เท่า เพื่อฮีลใจ แวะเติม ‘พลัง’ ส่งตัวเองไปต่อปีหน้า
ฮาคูโฮโด สรุปรอบปี 2568 ‘คนไทย’ ฝ่าหลายวิกฤตท้าทาย ส่งท้ายปียอมจ่ายพุ่ง 4 เท่าเพื่อเติม ‘พลัง’ โอกาสแบรนด์-ธุรกิจสร้างตัวตนสินค้า ‘ฮีลใจ-ซัพพอร์ต’ ให้ทุกคนไปต่อ ปี 2569 อรุณโรจน์ เหล่าเจริญวงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) (Hakuhodo Institute of Life and Living ASEAN (THAILAND)) เผยผลสำรวจฉบับพิเศษส่งท้ายปี 2568 สรุปภาพรวมปีนี้ เป็นปีแห่งการเติบโตของคนไทย จากตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ‘คนไทย’ ใช้ชีวิตกันหลากหลายโหมด ทั้งจากการเอาตัวรอดจากพิษเศรษฐกิจและภัยพิบัติทางธรรมชาติ การเอาตัวรอด รวมไปถึงกระแสความภูมิใจในความเป็นชนชาติไทย ‘Thai DNA’ ทั้งหมดนี้สะท้อนการปรับตัวของ ‘คนไทย’ พร้อมรับทุกสถานการณ์ ขณะที่ผลสำรวจ ภาพรวมการใช้จ่ายในเดือนธันวาคมนี้ เพิ่มขึ้นกว่า +4 เทียบกับผลสำรวจเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จุดนี้เองสะท้อนถึง ความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคที่ต้องการพักหายใจ จากหลากหลายเรื่องเหนื่อย-หนักมาตลอดทั้งปี โดยผู้บริโภคยอมใช้จ่ายเพื่อ ‘ฮีลใจ’ ในด้านต่าง ๆ อาทิ การท่องเที่ยวในประเทศ การทานอาหารมื้อพิเศษนอกบ้าน การซื้อของตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า การซื้อเครื่องดับประดับ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ‘ช่วงปลายปี’ คือช่วงเวลาเพิ่มพลังใจของคนไทยอย่างแท้จริง 2 เทคนิคมัดใจ ‘กำลังซื้อ’ จากแนวโน้มดังกล่าว ‘ฮาคูโฮโด’ วิเคราะห์ในช่วงเวลานี้ เป็นโอกาสดีของแบรนด์ในการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภค และเชื่อว่า ยิ่งแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคมากเท่าไหร่ ยิ่งกลายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์/เทคนิค สำหรับแบรน 2 หัวข้อ ดังนี้ แบรนด์เป็นพลังใจให้คนไทย ในช่วงปลายปี เป็นช่วงเวลาที่ผู้บริโภคอยากพักใจหลังเจอเรื่องหนัก ๆ มาตลอดทั้งปี แบรนด์จึงควร ‘ชื่นชมความเข้มแข็งของคนไทย’ และช่วยออกแบบโมเมนต์ดี ๆ ส่งท้ายปี เช่น Year-End Gratitude Film เพื่อขอบคุณผู้บริโภคที่สู้มาด้วยกัน Encouragement Card สร้างข้อความให้กำลังใจเฉพาะบุคคล Healing Day แบรนด์ลดราคาสินค้าเพื่อเติมพลังใจให้แก่ผู้บริโภค “การทำสิ่งเหล่านี้ จะทำให้แบรนด์กลายเป็นเพื่อนร่วมทางในวันที่เหนื่อยล้า และช่วยให้คนไทยเริ่มต้นปีหน้าได้อย่างมีพลังและมีความสุขไปพร้อมกัน” อัปเกรดชีวิตทุกช่วงวัย อรุณโรจน์ กล่าวว่า ผู้คนในแต่ละช่วงวัยต้องการทักษะที่แตกต่างกัน การทำแคมเปญตามแต่ละวัยจะช่วยให้แบรนด์เข้าใจผู้คนลึกขึ้นและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคได้มากขึ้น ดังนี้ ช่วงวัย 20 – 29: สามารถทำเครื่องมือค้นหาตัวตน(Self-Discovery Tools) การตรวจสอบจัดการอารมณ์ (Emotional Check-in) เพื่อจัดการใจที่เชื่อมกับสินค้าในฐานะ ตัวช่วยเริ่มต้นเส้นทางชีวิต ช่วงวัย 30 -39: สร้างชุดสำเร็จรูปเพิ่มประสิทธิภาพ/เทคนิคกระตุ้นการทำงาน (Productivity Kits / Career Boost Tips) ด้วยสินค้าช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น จัดการชีวิตได้ง่ายขึ้น ช่วงวัย 40 – 49: ออกแบบเนื้อหาการวางแผนการเงินและสุขภาพ (Financial & Health Planning Content) ผ่านสินค้าที่เป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงของชีวิต ช่วงวัย 50 – 59: ทำแนวทางวางแผนชีวิตวัยเกษียณ (Retirement Readiness Guide) วางสินค้าเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยเตรียมพร้อมชีวิตหลังเกษียณในระยะยาว ยอมเปิดกระเป๋าจ่ายส่งท้ายปี ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกแนวโน้มในการใช้จ่ายของคนไทยในช่วงครึ่งปีแรก แนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ที่ 65 คะแนน ก่อนที่จะพุ่งขึ้นเป็น 67 คะแนนในช่วงครึ่งปีหลัง ความเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นว่า คนไทยพร้อมใจกลับมาเปิดกระเป๋าใช้จ่ายอีกครั้ง โดยมีแรงหนุนมาจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล รวมถึงในช่วงปลายปีมีเทศกาลปีใหม่ที่ทั้งเมืองเต็มไปด้วยสีสัน แสงไฟ และกิจกรรมต่าง ๆ เข้ามาเติมแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตกันอย่างเต็มที่ ร่วมสนุกไปกับทุกโมเมนต์ เก็บเกี่ยวทุกความสุข หลังเจอความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งปี 5 ทักษะคนไทย ได้ไปต่อปีหน้า อรนลิน เรื่องสุรเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) กล่าวว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ผู้คนในแต่ละช่วงวัยต้องการทักษะเพื่อเส้นทางการเติบโตที่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง ‘คนไทย’ส่วนใหญ่เลือกพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติมากกว่าทักษะทางอารมณ์เพราะช่วยเสริมความมั่นคงแบบจับต้องได้ โดยพบว่า 5 อันดับแรก (Top 5) ทักษะที่คนไทยอยากพัฒนาในปีหน้า และเป็นทักษะที่อยู่รอดได้จริงและเห็นผลทันที ดังนี้ Top 1 – 44% ทักษะอาชีพใหม่ หารายได้เสริม เพิ่มสกิล เพื่อรายได้ เพิ่มโอกาสรอดในเศรษฐกิจที่คาดเดาไม่ได้ Top 2 – 44% ดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอ กายและใจที่ดีคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทุกอย่างในชีวิต Top 3 – 43% วางแผนการเงินอย่างมีเป้าหมาย รู้ทันเรื่องการเงิน คิดไกลเพื่ออนาคตที่มั่นคงและสบายใจ Top 4 – 30% ตั้งเป้าและทำให้สำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่ฝัน แต่ลงมือทำให้เห็นผลชัด ๆ Top 5 – 26% ใช้เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพชีวิต รู้ทันเทรนด์ใหม่ ให้ชีวิตไวขึ้น ง่านขึ้นในยุคที่ต้องแข่งกับเวลา “แม้ในปีนี้ ชีวิตจะวุ่นวายและมีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง แต่คนไทยยังคงรักษาความสุขของตัวเองได้ ด้วยการรักษาบาลานซ์ชีวิตและการดูแลตัวเอง เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า วิธีนี้ทำให้คนไทยมีความสุขต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณอันดีที่คนไทยปรับตัวพร้อมกับมือกับทุกสถานการณ์และทุกการเติบโต พร้อมที่จะรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีต่อไป” Alternate-X สรุปให้ ฮาคูโฮโดชี้ ปี 2568 ผลสำรวจ ‘คนไทย’ มองว่าท้าทายความไม่แน่นอนรอบด้าน หลังเผชิญเศรษฐกิจ วิกฤต และความไม่แน่นอน ส่งท้ายปีนี้ พบ ‘คนไทย’ เปิดกระเป๋าใช้จ่ายเพิ่มกว่า 4 เท่า เพื่อ ‘ฮีลใจ’ และเติมพลังให้ตัวเองก่อนก้าวสู่ปี 2569 แผนการใช้จ่ายเน้นท่องเที่ยว อาหารมื้อพิเศษ ของใช้ และไลฟ์สไตล์ที่สร้างความสุข เป็นโอกาสแบรนด์ เชื่อมโยงผู้บริโภคด้วยบทบาท ‘พลังใจ’ และการซัพพอร์ตชีวิตในแต่ละช่วงวัย เทรนด์ ยังชี้ ‘คนไทย’ พร้อมกลับมาใช้จ่าย หากแบรนด์เข้าใจอารมณ์ ความหวัง และการเติบโตของผู้คนอย่างแท้จริง
คริปโต ไทย ขยับจากเก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงิน รับ Cobo สิงคโปร์บุกตลาด
Cobo ผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลจากสิงคโปร์ เข้าตลาดไทยในจังหวะเปลี่ยนผ่าน หลังผู้เล่นรายเดิมปิดตัว ชูมาตรฐาน custody ระดับโลก ปูทางเงินสถาบันและโอกาสลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลระยะยาว
‘ลิซ่า’มาไทยปีหน้า โปรโมท Amazing Thailand x Liza ปล่อยทีเซอร์แรกก่อน
ททท. เปิดปี 2569 ด้วยแคมเปญ Amazing Thailand x LISA เตรียมปล่อยทีเซอร์แรก ม.ค. ลุ้นลิซ่าพาเที่ยวจังหวัดใหม่ ๆ หลังปี 2568 คนไทยออกเดินทางทะลุ 210 ล้านทริป สะท้อนพลังท่องเที่ยวในประเทศยังแข็งแรง
‘SOURI’ ขนมหวานที่ขายประสบการณ์ ‘วิน–เมธวิน’ใช้บรรทัดทอง เวทีใหม่
‘วิน–เมธวิน’ กับบทบาทผู้ประกอบการธุรกิจ ผ่านแบรนด์ขนมหวาน ‘SOURI’ จากร้านเล็กสู่กว่า 40 สาขา ล่าสุดเปิด Stand Alone คอนเซ็ปต์ Night Cafe Culture แห่งแรกบนถนนบรรทัดทอง ใช้ขนมผ่านพื้นที่นี้เป็นสื่อเชื่อมวัฒนธรรมไทย สู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลก
สายการบิน ‘แอร์คาลิน’ ดัน ‘กรุงเทพฯ’ เมืองปลายทาง ‘ฮับ’ บินเชื่อมยุโรป-แปซิฟิก
‘แอร์คาลิน’ สายการบินประเทศนิวแคลิโดเนีย หนุนเมืองปลายทาง ‘กรุงเทพฯ’ ศูนย์กลางเชื่อมยุโรป–แปซิฟิก หลังครบ 1 ปีเส้นทาง ‘นูเมอา–กรุงเทพฯ–ปารีส’ ผู้โดยสารเกิน 6 หมื่นคน ขยายเพิ่ม 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จอร์จ เซเลเฟน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินแอร์คาลิน กล่าวว่า สายการบินประจำชาตินิวแคลิโดเนีย สายการบินแอร์คาลินเปิดให้บริการเส้นทาง นูเมอา – กรุงเทพฯ – ปารีส เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ปัจจุบันมีผู้โดยสารใช้บริการแล้วกว่า 60,000 คน โดยอัตราจำนวนการขนส่ง หรือ โหลด แฟคเตอร์ (Load Factor) ของสายการบินฯ เฉลี่ยเกินร้อยละ 80 และในฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงซัมเมอร์ จำนวนโหลด แฟคเตอร์เพิ่มสูงสุดถึงร้อยละ 89 – 90 ทั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการตอบรับอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวในเส้นทางบินนี้ ส่งผลให้ฐานะทางการเงินของสายการบินฯ ในปี 2568 มีความสมดุล รวมถึงสร้างงานตรงอีกจำนวน 30 ตำแหน่ง “ในเวลาเพียงหนึ่งปี เส้นทางนูเมอา – กรุงเทพฯ – ปารีส กลายเป็นเส้นทางหลักที่สำคัญของเครือข่ายระหว่างประเทศของสายการบินแอร์คาลิน และกรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในการเปิดประตูสู่เอเชียและโลก ทั้งให้บริการผู้โดยสาร การท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจในแปซิฟิกใต้” นอกจากนี้เส้นทางดังกล่าวยังสะท้อนกลยุทธ์ระยะยาวที่จะสร้างเครือข่ายเส้นทางบินเชื่อมโยงยุโรป ประเทศไทย และแปซิฟิกใต้ ด้วยฝูงบินที่ทันสมัย Airbus A330-900neo เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของสายการบินฯ ในการบินเส้นทางระยะไกล 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เส้นทาง นูเมอา-กรุงเทพ-ปารีส เที่ยวบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่ สนามบินชาร์ล เดอ โก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทุกวันจันทร์ พุธ และเสาร์ โดยออกเดินทางเวลา 09:40 น. ถึงในวันเดียวกันเวลา 17:00 น. เที่ยวบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่ สนามบินนานาชาติลา ตองตูตา เมืองนูเมอา ประเทศนิวแคลิโดเนีย ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และอาทิตย์ โดยออกเดินทางเวลา 16:25 น. และถึงนูเมอาในช่วงเช้า พร้อมบินตรงสู่ ตาฮิติ รวมถึงโอ๊คแลนด์และซิดนีย์ได้รวดเร็ว ให้สะสมไมล์กับ Flying Blue นอกจากเส้นทางบินนูเมอาแล้ว สายการบินยังมีเที่ยวบินเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทางสำคัญหลายแห่งในแปซิฟิกใต้ รวมถึง นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เฟรนช์โปลินีเซีย วานูอาตู ฟิจิ วาลลิส และ ฟุตูนา โดยใช้เครือข่ายการบินของแอร์คาลินในภูมิภาคแปซิฟิก ยิ่งไปกว่านั้นสายการบินยังเป็นพันธมิตรกับโปรแกรม ‘Flying Blue’ ซี่งผู้โดยสารสามารถสะสมไมล์และแลกเปลี่ยนค่าใช้จ่ายหรือการเดินทางได้ในเครือข่ายของสายการบินแอร์คาลิน จอร์จ กล่าวว่าสายการบินแอร์คาลิน ยังวางกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน เพื่อรองรับการเติบโตและสร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ ดังนี้ เชื่อมต่อระหว่างยุโรป ประเทศไทย และแปซิฟิก โดยเส้นทางนี้เป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่มุ่งสร้างเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศที่สำคัญ ทำให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางข้ามภูมิภาคได้สะดวกมากขึ้น เพิ่มความถี่เที่ยวบินเพื่อความยืดหยุ่นในการเดินทาง: ปรับตารางบินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน ช่วยให้ผู้โดยสารมีตัวเลือกวันเดินทางที่หลากหลายมากขึ้น สามารถวางแผนทริปการเดินทางได้ยืดหยุ่นตามความต้องการ ยกระดับประสบการณ์การเดินทางด้วยเครื่องบินใหม่และบริการแบบฟูลเซอร์วิส ให้บริการด้วยเครื่องบิน Airbus A330-900neo ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของฝูงบิน และยังมีเครื่องบิน Airbus A320neo สำหรับให้บริการเส้นทางภูมิภาค ทำงานร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในอุตสาหกรรมการเดินทางท่องเที่ยวของไทย ด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับพันธมิตร และสนับสนุนให้บริษัทเอเจนซี่ท่องเที่ยวออกแบบแพ็กเกจทัวร์ยุโรปและแปซิฟิก เพื่อขยายฐานลูกค้าในตลาดท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ สายการบินแอร์คาลิน ยังโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่ผสมผสานเสน่ห์ของ นิวแคลิโดเนีย ดินแดนพิเศษของฝรั่งเศสกลางมหาสมุทรแปซิฟิก เข้ากับมาตรฐานการบริการแบบสายการบินยุโรประดับสากล ตั้งแต่ลวดลายลำเครื่อง โทนสีในห้องโดยสาร ไปจนถึงเมนูอาหารบนเครื่องที่คัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นและไวน์ฝรั่งเศส ห้องโดยสาร 3 ชั้น เจาะทุกไลฟ์สไตล์ ชั้นธุรกิจ (Business Hibiscus Class) พร้อมที่นั่งแบบ fully-flat bed ทุกที่นั่งและทางเดินเข้า–ออกแบบตรง ให้ความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะสำหรับนักธุรกิจและนักเดินทางที่ต้องการพักผ่อนเต็มที่ก่อนถึงปารีสหรือกลับกรุงเทพฯ มาพร้อมจอ LED HD ขนาดใหญ่ ระบบความบันเทิงครบ และสิทธิใช้เลานจ์สนามบินทั้งที่นูเมอา กรุงเทพฯ และปารีส ชั้นประหยัดพรีเมียม (Premium Economy Class): ห้องโดยสารแบบเฉพาะ มีเพียงไม่กี่แถว ชูจุดเด่นเรื่องพื้นที่วางขาสูงสุดราว 96 เซนติเมตร ระยะเอนเบาะสบาย และจอส่วนตัวขนาดใหญ่ เหมาะกับผู้โดยสารที่ต้องการความสบายเพิ่มขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ชั้นประหยัด (Economy Class): ออกแบบห้องโดยสารใหม่ให้โปร่งและกว้าง ที่นั่งเอนสบาย มีระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 31 นิ้ว พร้อมจอสัมผัสส่วนตัวในทุกที่นั่ง และระบบความบันเทิงที่มีรายการให้เลือกชมมากกว่า 90 โปรแกรม รองรับการเดินทางระยะไกลได้อย่างเพลิดเพลิน บินไปปารีสเริ่มต้น 1.38 หมื่นบาท ทั้งนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 1 ปีของเส้นทางบินนูเมอา–กรุงเทพฯ–ปารีส สายการบินแอร์คาลิน จัดกิจกรรมการตลาดโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางจากประเทศไทย โดยผู้โดยสารสามารถรับส่วนลด 2,000 บาทต่อคน ทั้งชั้นประหยัด ชั้นประหยัดพรีเมียม และชั้นธุรกิจ เมื่อจองตั๋วโดยตรงที่ www.aircalin.co.th โดยใช้โค้ดส่วนลด BKKBDAY1 กรุงเทพฯ – ปารีส ชั้นประหยัด เที่ยวเดียว เริ่มต้น 13,800 บาท* กรุงเทพฯ – ปารีส ชั้นประหยัด ไป-กลับ เริ่มต้น 25,900 บาท* หมายเหตุ * ราคาเป็นค่าโดยสารเที่ยวเดียวหรือไป-กลับ และรวมภาษีทุกรายการแล้ว (อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในบางช่วงวันเดินทาง) * อาจมีช่วงวันที่ไม่สามารถใช้โปรโมชั่นได้และมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามฤดูกาล โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของสายการบิน เกี่ยวกับสายการบินแอร์คาลิน สายการบินแอร์คาลิน หรือ Air Calédonie International ก่อตั้งขึ้นในปี 1983 ในฐานะสายการบินประจำชาติของนิวแคลิโดเนีย มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนูเมอา และดำเนินการบินจากสนามบินนานาชาติ ลา ตองตูตา (La Tontouta International Airport – NOU) ปัจจุบันสายการบินฯ มีฝูงบินหลักประกอบด้วย เครื่องบิน Airbus A330-900neo จำนวน 2 ลำ A320neo จำนวน 2 ลำ ให้บริการเที่ยวบินจากศูนย์กลางหลักที่สนามบินนานาชาติลาตอนตูตาไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโอเชียเนียและเอเชีย เชื่อมต่อผู้โดยสารไปยังจุดหมายปลายทางกว่า 100 เมืองทั่วโลกผ่านสายการบินพันธมิตร และเปิดเส้นทาง CDG–BKK–NOU ทำให้เครือข่ายของแอร์คาลินเชื่อมยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแปซิฟิกเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตในภูมิภาคเอเชีย Alternate-X ‘แอร์คาลิน’ ยกให้กรุงเทพฯ เป็นฮับเชื่อมยุโรป–แปซิฟิก หลังเปิดเส้นทางนูเมอา–กรุงเทพฯ–ปารีส ครบ 1 ปี มีผู้โดยสารกว่า 60,000 คน โหลดแฟคเตอร์เฉลี่ยเกิน 80% และสูงสุดเกือบ 90% ในฤดูท่องเที่ยว พร้อมขยายเที่ยวบินเป็นสัปดาห์ละ 3 เที่ยว เพิ่มความยืดหยุ่นและรองรับดีมานด์ระยะยาว ใช้ฝูงบิน Airbus A330-900neo เน้นประสิทธิภาพและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม กับ 4 กลยุทธ์หลัก สร้างเครือข่ายยุโรป–ไทย–แปซิฟิก พร้อมดึงไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์
คนไทยยก ‘การนอน’ เป็นหัวใจของสุขภาพดี ผลสำรวจชี้ฟื้นฟูกาย–ใจสำคัญกว่าออกแรง
เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เปิดสำรวจเทรนด์คนไทย นิยาม ‘สุขภาพดี’ เริ่มจากการนอนและฟื้นฟูร่างกาย มากกว่าการออกกำลังกายหนัก ๆ ‘sleep & recovery’ คือหัวใจของสุขภาวะแบบองค์รวม ผู้บริโภคหวังผู้เชี่ยวชาญและโปรแกรมดูแลกาย–ใจที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ จูเลียน เบรา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและสิงคโปร์ ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เครือข่ายฟิตเนสและไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพระดับโลก เปิดเผยว่า เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ทำการศึกษาความเข้าใจคนไทยที่มีต่อคำว่า ‘สุขภาวะแบบองค์รวม’ รวมถึงวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ และแผนการพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา จากกลุ่มตัวอย่างตจำนวน 1,000 คน วัยทำงานอายุระหว่าง 25 ถึง 65 ปี และมีรายได้ครัวเรือนระดับปานกลางถึงสูง ครอบคลุมพื้นที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี เชียงใหม่ เชียงราย ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี นครราชสีมา ชลบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา และนครราชสีมา ทั้งนี้ จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างคนไทย 1,000 คน พบว่า มากกว่า 1 ใน 3 (65%) หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คนไทยเกินครึ่ง (55%) ยกให้เรื่องการนอนหลับและการฟื้นฟูร่างกาย (sleep and recovery) เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการมีสุขภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ให้ความสำคัญด้านโภชนาการ (42%) ให้ความสำคัญสุขภาพจิต (40%) อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านการนอนหลับยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ โดยเพียง 1 ใน 10 (9%) ของผู้ตอบแบบสำรวจเท่านั้นที่รู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ในแต่ละวัน ในขณะที่กว่า 1 ใน 3 (37%) ยอมรับว่าปัญหาการนอนหลับส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับพลังงานและสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผลสำรวจยังสะท้อนถึงความคาดหวังที่มีต่อผู้ให้บริการการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ดังนี้ มากกว่าครึ่ง (55%) มองว่าการที่ผู้ให้บริการมี ‘ผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการรับรอง’ มาให้คำแนะนำด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สัดส่วนราว 2 ใน 5 (41%) สนใจเข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือโปรแกรมที่ให้ความรู้เรื่องการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ขณะที่ 42% ต้องการผสมผสานการออกกำลังกายที่ช่วยฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจเข้าไปในกิจวัตรประจำวันมากขึ้น ‘จูเลียน’ กล่าวว่า “ผลสำรวจพบว่า 1 ใน 2 ของคนไทยรู้สึกยุ่งวุ่นวาย เหนื่อยล้า หรือกดดัน และกว่า 50% ใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การนอนหลับที่ดีแลการชะลอจังหวะชีวิต จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ผู้บริโภคชาวไทยมองหาเพื่อสุขภาพที่ดีและการมีอายุที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ” จากแนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับคลับของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม นำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญและโปรแกรมการฟื้นฟูร่างกายที่มีประสิทธิภาพ คลาส-คอร์ส ปรับสมดุล ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการฟื้นฟู และการปรับไลฟ์สไตล์โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล ได้แก่ คลาส Mat Pilates ฝึกสมาธิผ่านการเคลื่อนไหว (Mindful movement) เน้นการควบคุมร่างกายอย่างมีสติ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงพร้อมความรู้สึกสดชื่น คลาส Recovery Reformer Pilates ที่เน้นการยืดเหยียด ช่วย คลายกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่น เพื่อการฟื้นฟูร่างกายอย่างตรงจุด คลาส Sound Bath ศาสตร์การบำบัดด้วยเสียง เพื่อความสงบของระบบประสาท พร้อมยกระดับคุณภาพการนอนหลับ ห้องเกลือหิมาลายัน บำรุงสุขภาพทางเดินหายใจ และสร้างพื้นที่สำหรับการพักใจ จากความกดดันในชีวิตประจำวัน Sleep Pod เทคโนโลยีไร้แรงโน้มถ่วง พร้อมเสียงบำบัดและระบบสั่นสะเทือนที่อ่อนโยนสำหรับการนอนหลับช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนและฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ห้องไอซ์และห้องอบไอน้ำ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกายและจิตใจต่อความเครียด อุปกรณ์ล้ำสมัยจาก Hyperice เทคโนโลยีเครื่องนวดกล้ามเนื้อประสิทธิภาพสูง เพื่อประสบการณ์การดูแลตัวเองแบบมืออาชีพ Personal Wellness Consultants ทีมที่ปรึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวมส่วนตัว ที่จะช่วยประเมินโภชนาการ ไลฟ์สไตล์ และการเคลื่อนไหว เพื่อวางแผนสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล Kauai ร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่ปรุงสดใหม่จากวัตถุดิบธรรมชาติ ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกเป้าหมายการดูแลสุขภาพ Alternate-X สรุปให้ ผลสำรวจคนไทยวัยทำงาน 1,000 คน ชี้การนอนและการฟื้นฟูคือแกนหลักของสุขภาพดี พบสัดส่วน 55% ให้ความสำคัญกับการนอนและการฟื้นฟู (sleep & recovery) มากที่สุด มากกว่าการออกกำลังกาย ขณะที่ ปัญหาการนอนยังหนัก มีเพียง 9% ที่รู้สึกพักผ่อนได้เต็มที่ โดยผู้บริโภคต้องการผู้เชี่ยวชาญรับรอง และโปรแกรมฟื้นฟูกาย–ใจที่เชื่อมกับชีวิตจริง สำหรับเทรนด์สุขภาพไทยกำลังขยับจาก ‘ฟิต’ ไปสู่ “สมดุลและยั่งยืน”
เทรนด์ผู้บริโภคปี 2569 ของ่าย-ไม่ซับซ้อน-6 วิแรกชี้ตายแบรนด์ไหนได้ไปต่อ!!
MI Group บอกอินไซด์ผู้บริโภคในปี 2569 เลือกความง่าย-ไม่ซับซ้อน หลังเจอเศรษฐกิจหนักๆ แบรนด์ สินค้า จะต้องขายความจริงใจ ชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเอไอ แทรกซึมการตัดสินใจของมนุษย์ ภวัต เรืองเดชบวร ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและกำลังซื้อจากมุมเอกชนในอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาในปี 2569 จากหลายสำนักคาดอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ราว 1.6% จากนโยบายระยะสั้น Quick Win ที่ยังเป็นปัจจัยบวก อย่าง การท่องเที่ยว การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาตรการช่วยเหลือภาคการผลิต การลดหนี้ครัวเรือน มาตรการกระตุ้นและช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี (SME) ต่อเนื่อง “ปัจจัยเดิมเหล่านี้ยังพอช่วยประคองเศรษฐกิจให้ไปต่อได้บ้าง ในปีหน้า” ขณะที่ในฝั่งผู้บริโภค โดยเฉพาะภาพรวมกลุ่มคนเจเนอเรชั่น Z ลงไป ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ แบรนด์ สินค้า นักกการตลาด ต้องคิดว่า ‘จะทำอะไรกับเขา’ ในแง่การวางรากฐานเพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจและวัฒนธรรม ในระยะยาว อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง MI รีวิวอุตฯสื่อปี68 หวิดติดลบแตะ 8.6 หมื่นล.ปีหน้าท้าทาย-ไทยท้ายแถวอาเซียน ง่าย-ไม่ซับซ้อน=พลังขายยุคใหม่ ด้าน วรินทร์ ทินประภา, Chief Growth Officer, MI Group เสริมทิศทางการตลาดในปี 2569 ว่าแบรนด์กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และการเข้ามาของสื่อและเทคโนโลยี ทั้งนี้ จากข้อมูลเชิงลึกพบว่า ผู้บริโภค พร้อมจ่ายถ้ารู้สึก ‘คุ้มค่า’ และ ‘มั่นใจ’ ขณะที่ความเชื่อใจ ‘Trust’ จะไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่คือแรงขับไปสู่การปิดการขาย (Conversion Driver) โดยเฉพาะ ความง่าย ไม่ซับซ้อน คือพลังของการขายยุคใหม่ โดยมีแกนหลักที่แบรนด์ต้องเข้าใจ คือ 96% ลูกค้าพร้อมซื้อซ้ำ หากกระบวนการซื้อ ‘ชัดเจน’ 56% ผู้บริโภคทิ้งตะกร้าทันที หากเห็นค่าใช้จ่ายแอบแฝง วรินทร์ ย้ำว่า ‘ทุกความไม่ชัดเจน ส่งผลลบในทุกมิติ’ สำหรับแนวทางเนื้อหา (Content) ในการทำตลาดสื่อสารร่วมกับผู้บริโภค แน่นอนว่ายังเป็นปีของคอนเทนต์ วิดิโอ โดยใน 6 วินาทีแรก คือจุดชี้ชะตา ต้องดึงคนไปดู Long-Haul ต่อไประยะยาวได้จนจบคลิปได้หรือไม่? ดังนั้นการผลิตคอนเทนต์วิดีโอ จึงต้องเข้มข้นตั้งแต่การวางแผน หลังจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (Streaming) เริ่มมีการรวมศูนย์ (Consolidate) เหลือผู้เล่นหลักไม่กี่ราย ไม่กระจัดกระจายเหมือนในช่วงแรก ๆ ที่มีหลายแพล็ตฟอร์มแย่งลูกค้า จากเดิมแบรนด์ต้องยิงโฆษณาหลายแพลตฟอร์ม ทำให้คนดูกระจาย วัดผลยาก แต่ในขณะนี้ ‘คนดู’ หันกลับมาที่แพลตฟอร์มหลัก เป็นผลดีต่อเม็ดเงินโฆษณาเริ่มโฟกัสชัดขึ้น และนำไปสู่โอกาสใหม่ทางการตลาด โดยแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องกระจายงบเล็ก ๆ เช่นในที่ผ่านมา นอกจากนี้ แบรนด์/นักการตลาด ยังต้องมองให้ทุกแพลตฟอร์มเป็น ‘ตลาด’ ไม่ใช่แค่ช่องทาง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคถามเอไอ (AI) มากกว่าคลิกค้นหาด้วยในปัจจุบันแบรนด์ ต้องเร่งสร้างตัวตนบนดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่ ‘หาเจอ’ แต่ต้องเป็น คำตอบที่ AI เลือกแนะนำ โลกใหม่ระบบนิเวศ คอมเมิร์ซ วรินทร์ เสริมว่า แนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันให้แพลตฟอร์มทำงานเป็นระบบเดียวกับคอนเทนต์และครีเอเตอร์ โดยแบรนด์ ต้องสร้างความได้เปรียบ ทั้งการออกแบบระบบนิเวศคอมเมิร์ซ (Commerce Ecosystem)ให้สมดุล ทั้งการเลือกแพลตฟอร์ม การทำคอนเทนต์ทุกชิ้น ที่พาไปสู่การตัดสินใจและรวมกันเป็น ‘คอมเมิร์ซ’ ที่ประกอบกัน 2 ส่วน คือ KOL/Influencer มีทักษะสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อปิดการขาย (Trust + Conversion Engine) Audience (ผู้บริโภค/ผู้รับชม) ต้องการ ‘คำอธิบาย’ ไม่ใช่แค่การขาย ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในปี2569 จะกลายเป็นความคุ้นเคยทั้งฝั่งแบรนด์และผู้บริโภค ที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ และการตัดสินใจด้วยข้อมูลเอไอ ซึ่งจะต้องสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมกันระหว่าง AI-แบรนด์-มนุษย์ โดยในโลก AI คือ กวาดหมด หากใครไม่เข้าใจจะถูกทิ้ง ซึ่งแบรนด์ต้องสื่อสารให้ AI เข้าใจ ไม่เช่นนั้น ต่อให้ลงโฆษณา AI ก็ไม่พาไปอยู่ในบทสนทนา “แบรนด์ที่ชนะ คือแบรนด์ที่ มีตัวตน ไม่ใช่แข่งราคาล้วน” Key Takeaways ความง่าย คือ พลังการขายยุคใหม่ ผู้บริโภคปี 2569 เลือกแบรนด์ที่สื่อสารชัด ไม่ซับซ้อน ลดขั้นตอนตัดสินใจ Trust คือ Conversion Driver ความเชื่อใจไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่ส่งผลตรงต่อการซื้อและการซื้อซ้ำ 6 วินาทีแรกชี้เป็นชี้ตายคอนเทนต์วิดีโอ หากดึงความสนใจไม่ได้ โอกาสปิดการขายจะหายทันที AI กลายเป็นด่านแรกของการตัดสินใจ แบรนด์ต้องสร้างตัวตนให้เป็น ‘คำตอบที่ AI เลือกแนะนำ’ ไม่ใช่แค่หาเจอ ผู้ชนะคือแบรนด์ที่มีตัวตน ไม่ใช่แข่งราคาล้วน ต้องเชื่อม AI–คอนเทนต์–ครีเอเตอร์–คอมเมิร์ซ เป็นระบบเดียวกัน Alternate-X สรุปให้ MI Group ชี้ผู้บริโภคปี 2569 ยังเผชิญเศรษฐกิจหนัก เลือกแบรนด์ที่ ‘ง่าย ชัด ไม่ซับซ้อน’ ทำให้ความเชื่อใจ (Trust) คือแรงขับเคลื่อนสู่การขายสำคัญ ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์ พบว่า 96% ลูกค้าซื้อซ้ำ หากกระบวนการซื้อชัดเจน ขณะที่ 56% ทิ้งตะกร้าทันทีเมื่อเจอค่าใช้จ่ายแอบแฝง และที่สำคัญคือ คอนเทนต์ วิด๊โอ มาแรง ‘6 วินาทีแรก’ ของวิดีโอคือจุดตัดสินใจ ต้องดึงคนดูยาวจนจบ เข้าสู่ยุค AI แบรนด์ต้องสร้างตัวตนให้เป็นคำตอบที่ AI เลือกแนะนำ ในระบบนิเวศคอมเมิร์ซใหม่
ตลาดความงาม 7.52 หมื่นล. คนไทยทำศัลยกรรม 74% สู่ T-Beauty Destination
ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยปี 2568 พุ่งแตะ 75,200 ล้านบาท หลังคนไทยใช้บริการสูงถึง 74% ดันไทยขึ้นแท่น T-Beauty Destination ขณะที่ ADMI ดึง 2 มาตรฐานโลก ปั้นศูนย์ฝึกเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย รองรับ Medical Tourist และเมกะเทรนด์ Longevity ตลาดศัลยกรรมและความงามไทยยังโตแรง มูลค่ากว่า 7.5 หมื่นล้านบาท โดยคนไทยเป็นฐานหลัก ขณะที่ ADMI ขยับบทบาทจากสถาบันฝึกอบรมสู่ศูนย์ระดับภูมิภาค ผ่านมาตรฐานสหรัฐฯ–เกาหลีใต้ สอดรับเทรนด์ศัลยกรรมที่ยังครองตลาด และโอกาสใหม่จากสายไม่ผ่าตัด–Longevity ที่เติบโตตามสังคมสูงวัยและ Medical Tourism พญ. สุรางคณา วีระนาวิน Medical Director, Aesthetic and Dermatology Medical Institute (ADMI) สถาบันสอนและฝึกอบรมด้านผิวหนัง ความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยกล่าวว่า อุตสาหกรรมความงามของไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามในไทยปี 2568 มีมูลค่าราว 75,200 ล้านบาท ขณะที่ ความนิยมการทำศัลยกรรมและความงามแบบผ่าตัดในไทยยังคงได้รับความนิยมและมีสัดส่วนการใช้บริการสูงถึง 74% ส่วนความนิยมการทำศัลยกรรมและความงามในไทยแบบไม่ผ่าตัดมีสัดส่วนอยู่ที่ 26% และยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีความต้องการด้านการชะลอวัย นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของลูกค้าชาวต่างชาติ (Medical Tourist) ซึ่งบริการด้านเสริมความงามได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับ 2 ของบริการทางการแพทย์ทั้งหมดที่ชาวต่างชาติใช้บริการในประเทศไทย นอกจากภาคบริการแล้ว ตลาดแบรนด์สกินแคร์และอาหารเสริมในไทย ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองแบบองค์รวม ทั้งการดูแลจากภายในและการเสริมความงามจากภายนอก “แนวโน้มดังกล่าว แม้จะเป็นปัจจัยบวกอุคสาหกรรมตลาดความงามในไทย แต่ยังมีปัญหา (Pain Point) สำคัญ คือการขาดแคลนบุคลากรแพทย์คุณภาพ ” พญ. สุรางคณา กล่าวว่า ADMI ในฐานะสถาบันฝึกอบรมแพทย์ มีเป้าหมายการถ่ายทอดความรู้ด้านผิวหนังและความงามแบบครบวงจร ได้ยกระดับมาตรฐานของสถาบันสู่การเป็น ‘Regional Training Center ศูนย์ฝึกอบรมเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย’ โดยสถาบันฯ ได้การรับรองจาก American Board of Aesthetic Medicine and Cosmetic Surgery (ABAMCS) สหรัฐอเมริกา และการเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ Korean College of Cosmetic Surgery & Medicine (KCCS) ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบนิเวศความงามไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย บุคลากร, การรักษา, การวิจัย การเลือกใช้นวัตกรรม ไปจนถึงการให้บริการที่ปลอดภัยแก่ผู้รับบริการในประเทศและลูกค้าต่างชาติ “ADMI มองเห็นโอกาสสำคัญในการสร้างบุคลากรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานสากล และย้ำความพร้อมของประเทศไทย สู่การเป็นศูนย์กลางความงามระดับเอเชีย และเป็นพื้นฐานของ Medical & Wellness Hub ไทยในอนาคต ผ่านศูนย์ฯแห่งนี้ ” ขณะที่ Regional Training Center ศูนย์ฝึกอบรมเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย วางเป้าหมายลดช่องว่างด้านจำนวนและคุณภาพของบุคลากรทางการแพทย์ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบสุขภาพและความงามของประเทศไทยในระยะยาว รองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยหลากเมกะเทรนด์ ทั้งการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กระแส Longevity และความต้องการด้านการชะลอวัยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานสากล ทั้งนี้ในฐานะ Regional Training Center ยังสะท้อนถึงการเป็นกลไกขับเคลื่อนระบบความงามไทยในการรองรับผู้ใช้บริการจากทั่วโลก และช่วยป้องกันผู้บริโภคจากบริการที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อผลักดันภาพลักษณ์และเสริมความเชื่อมั่นให้ T-Beauty โดดเด่นยิ่งขึ้น ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงามที่ผสานศาสตร์การแพทย์ มาตรฐานความปลอดภัย เทคโนโลยี และประสบการณ์ได้อย่างครบถ้วน ด้าน รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (Marketing Director) บริษัท ด็อกเตอร์ สกิน แลบบอราทอรีส์ กล่าวว่า บริษัทวางแนวทางผลักดันให้ ADMI ก้าวสู่การเป็นผู้เล่นรายสำคัญในอุตสาหกรรมความงามยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงในตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) โดยเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ ได้แก่ Aesthetic Solution Group และ Aesthetic Pharmaceuticals เพื่อนำเข้านวัตกรรม เครื่องมือคุณภาพสูง และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Yeonica Skin Booster นวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูแลผิวในปัจจุบัน สำหรับการขยายสู่ตลาด B2B ครั้งนี้ คาดจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของ ADMI ในเซกเมนต์ที่มีความมั่นคงสูง อาทิ ด้าน ‘ซึงวอน แพค’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) KM Pharmaceutical Co., Ltd. กล่าวว่า ตลาดความงามของประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพและน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การยกระดับ ADMI สู่ศูนย์ฝึกอบรมเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชีย และการเปิดตัวกลุ่มธุรกิจใหม่ครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเวชศาสตร์ความงามอย่างครบวงจร ขณะเดียวกัน ยังตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น Hub of T-Beauty Destination ที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอบรับเมกะเทรนด์โลกด้านความงาม อาทิ Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรมความงามไทยเติบโตต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 52 หมื่นล้านบาท ‘คนไทย’ ยังเป็นกำลังซื้อหลัก โดยนิยมศัลยกรรมแบบผ่าตัดมากที่สุด ขณะที่ ‘Medical Tourist’ หนุนไทยเป็นจุดหมายด้านความงามอันดับต้นของภูมิภาค หนึ่งในปัจจัยที่ ADMI มองเห็นโอกาสยกระดับมาตรฐานบุคลากร ด้วยศูนย์ฝึกเวชศาสตร์ความงามระดับเอเชียพร้อมผลักดันไทยสู่ T-Beauty & Medical Wellness Hub อย่างยั่งยืน
เรนวูด ปี2569 ลงทุน 6.5 พันล.ใช้ที่ดิน 2 ไร่ สร้าง PARK11 ไลฟ์สไตล์ คอมมูฯเวริลด์ คลาส
เรนวูด ปี 2569 ใช้กว่า 6,500 ล้านบาท ขยายเฟสใหม่เปิดตัว PARK11 ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ แผนเร่งเครื่องที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ เสริมบทบาทเมืองไลฟ์สไตล์และกีฬาเวิลด์คลาส Key Facts เรนวูดลงทุน 6,500 ล้านบาทในปี 2569 ครอบคลุมโครงการที่อยู่อาศัย PARK11 และ Sport Complex บนพื้นที่กว่า 2 ไร่ PARK11 คอมมูนิตี้มอลล์ มูลค่า 840 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ Under the Sea คืบหน้ากว่า 90% เตรียมเปิดไตรมาส 1/2569 โครงการที่อยู่อาศัย Sereno และ Zonia มียอดขายรวมเติบโตต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ First Come, First Serve มร.สจวร์ต เดลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เรนวูด โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ วางแนวทางพัฒนาโครงการมิกซ์ยา เรนวูด ปาร์ค ในปี 2569 โดยมุ่งเสริมศักยภาพการเติบโตตามแกนหลักการพัฒนาในส่วนของที่อยู่อาศัย Reignwood Residence Collection ประกอบด้วย Estate ที่ดินเปล่าขนาดใหญ่พิเศษอยู่ในโซนพิเศษภายในสนามกอล์ฟ Robinswood Golf Club สำหรับสร้างบ้านสั่งสร้าง ระดับอัลตราลักชัวรี่ และการออกแบบตามความต้องการของเจ้าของ พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นประมาณ 1,500 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 300 ล้านบาทขึ้นไป พร้อมสิทธิ์สมาชิกสนามกอล์ฟ Robinswood Golf Club. Sereno (เซเรโน่) Sonia (โซเนีย) นอกจากนี้ ยังใช้งบลงทุนประมาณ 6,500 ล้านบาท สำหรับ ‘PARK11’ โครงการไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้มอลล์ ใช้งบลงทุนรวม 900 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการ PARK11 มูลค่า 840 ล้านบาท Get Growing Reignwood Park มูลค่า 28 ล้านบาท พื้นที่ค้าปลีกประมาณ 8,600 ตารางเมตร พื้นที่ Get Growing ประมาณ 3,800 ตารางเมตร โครงการฯ จะครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 ไร่ ภายใต้แนวคิด ‘Under the Sea’ พื้นที่การเรียนรู้และการเล่นวิถีธรรมชาติสำหรับเยาวชนและครอบครัว พื้นที่ Shopping Area มีประมาณ 4,800 ตารางเมตร ปัจจุบันมีความคืบหน้าการก่อสร้างกว่า 90% และพร้อมเปิดให้บริการในไตรมาส 1 ปี 2569 สำหรับ โครงการ Sport Complex ที่ใช้งบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 18,000 ตารางเมตร มีความคืบหน้าการก่อสร้างราว 30% และวางแผนเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 3-4 ของปี 2569 เพื่อเสริมบทบาท เรนวูด ปาร์ค ในฐานะศูนย์กลางกีฬาและไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘เรนวูด ปาร์ค’ เมกะโปรเจกต์ 5 หมื่นล้าน กับแนวคิด ‘พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ กลยุทธ์ ‘เฟิรสต์คัม-เฟิรสต์ เสิร์ฟ’ ขณะที่ความคืบหน้าโครงการที่อยู่อาศัย เรนวูด ปาร์ค บนพื้นที่รวมกว่า 2,000 ไร่ ปัจจุบันพัฒนาในส่วนที่อยู่อาศัยแล้วประมาณ 25% โดยงานก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วกว่า 90% สำหรับกิจกรรมในปีหน้า เรนวูด เตรียมจัดอีเวนต์ระดับไฮเอนด์หลากหลายรูปแบบร่วมกับลูกบ้านโครงการ อาทิ การแข่งขันกอล์ฟที่เชิญ นักฟุตบอลระดับโลก เข้าร่วม รวมถึงการจัดงานแต่งงาน อีเวนต์ยานยนต์ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ กิจกรรม Winter Love Song เพื่อเสริมภาพลักษณ์เมืองไลฟ์สไตล์ระดับเวิลด์คลาสอย่างครบวงจร โดยโครวการที่อยู่อาศัยมีความความคืบหน้า ดังนี้ โครงการเซเรโน่ (Sereno) จำนวนทั้งหมด 101 ยูนิต วางราคาเริ่มต้น 42 ล้านบาท (ราคาเดียว) ปัจจุบันขายไปแล้วประมาณ 70% ขนาดพื้นที่โดยรอบ/ที่ดินประมาณ 155–255 ตร.ม. ลูกบ้านโครงการฯ รับสิทธิประโยชน์ สมาชิกตลอดชีพ (Lifetime Membership) จากปกติสมาชิก 50 ปี มูลค่ารวมประมาณ 61 ล้านบาท หรือ คิดเป็นปีละประมาณ 7 แสนบาท โครงการโซเนีย (Zonia) มีให้เลือก 2 สไตล์ Classic และ Modern จำนวนทั้งหมด 352 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 16.8 ล้านบาท ปัจจุบันขายไปแล้วประมาณ 30% สิ่งที่ให้มาพร้อมบ้าน, เครื่องปรับอากาศ,ระบบ Home Automation และ วอลเปเปอร์ทั้งหลัง รับสิทธิ์ได้สิทธิ์สมาชิกกอล์ฟ 30 ปี สำหรับโครงการฯ ทุกคอลเล็กชั่น เป็นการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ ซึ่งหลังจากทยอยเปิดขายบ้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ายูยิตบนแปลงที่ดินขนาดใหญ่ในปัจจุบันขายหมดแล้ว ด้วยกลยุทธ์การขายที่ใช้หลัก ‘First Come, First Serve’ ใครมาก่อนได้ก่อน จึงทำให้แปลงใหญ่ขายหมดเร็ว จากราคาปรับขึ้นทุกปี
‘เรนวูด ปาร์ค’ โปรเจกต์ Township 5 หมื่นล้าน กับแนวคิด ‘พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’
‘วรพนิต รวยรุ่งเรือง’ ซีอีโอ เรนวูด กรุ๊ป กับแนวคิด ‘ร้อยล้านซื้อบ้านได้ แต่พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ เบื้องหลังโปรเจกต์ เรนวูด ปาร์ค ทาวน์ชิป มูลค่า 50,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ เพื่อสร้าง คอมมูนิตี้ระดับเวิลด์คลาส มากกว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ “เมืองที่ดีควรให้คุณภาพชีวิตแบบไหนกับคนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน” คำตอบนี้ สะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ของ ‘วรพนิต รวยรุ่งเรือง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหญิงแห่ง Reignwood Group ผู้กำลังขับเคลื่อนหนึ่งในเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูสระดับเวิลด์คลาส บนที่ดินกว่า 2,000 ไร่ ณ ลำลูกกา คลอง 11 จังหวัดปทุมธานี โครงการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่คือความพยายามในการ ‘สร้างเมือง’ ที่คนทุกเจเนอเรชันสามารถใช้ชีวิต เติบโต และส่งต่อคุณค่าให้กันได้ในระยะยาว เมืองที่ไม่เร่งสร้าง แต่ตั้งใจดูแล เรนวูด ปาร์ค เริ่มพัฒนามาแล้วราว 4–5 ปี ในรูปแบบ ‘ทวาน์ ชิป’ มีองค์ประกอบตั้งแต่ โรงเรียนนานาชาติ สนามกอล์ฟ พาร์ก สปอร์ตคอมเพล็กซ์ พื้นที่จัดอีเวนต์ และแผนต่อยอดสู่โรงแรมในอนาคต สิ่งที่ทำให้โครงการนี้แตกต่างจากมิกซ์ยูสทั่วไป คือแนวคิดที่หยิบแรงบันดาลใจจาก ‘พระราชวังฤดูร้อน’ พื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรม แต่เป็นพื้นที่ของวัฒนธรรม การพักผ่อน และการส่งต่อคุณค่าในระยะยาว ดังนั้นด้วยขนาดพื้นที่โครงการกว่า 2,000 ไร่ ไม่สามารถเร่งให้เสร็จเร็วได้ เราจึงเลือกทำหน้าที่ทั้งดีเวลลอปเปอร์และโอเปอเรเตอร์ พร้อมดูแลอาฟเตอร์เซอร์วิส เพื่อรักษามาตรฐานของโครงการในฐานะเฮอริเทจ ประสบการณ์โลก สู่เมืองไทย คุณพลีส เล่าต่อเบื้องหลังแนวคิดการพัฒนาเมืองของเรนวูด มาจากประสบการณ์กว่า 40 ปี ของกลุ่มธุรกิจในรุ่นผู้ก่อตั้ง คือ คุณพ่อ ตั้งแต่ยุคจีนเปิดประเทศในปี 1995 จากการเข้าไปพัฒนาโครงการในเซินเจิ้น ปักกิ่ง ไปจนถึงสนามกอล์ฟ โรงแรม และธุรกิจไลฟ์สไตล์ ทั้งในประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกา บทเรียนเหล่านั้นหล่อหลอมความเชื่อสำคัญว่า ‘เมืองที่ดี ต้องเติบโตบนรากฐานของคุณภาพชีวิต’ และนั่นคือเหตุผลที่เรนวูด ปาร์ค ให้ความสำคัญกับ กีฬา สุขภาพ การศึกษา และการอยู่อาศัยที่มีระบบสนับสนุนครบวงจร โดยมีแผนเปิด Golf Academy ที่จะเปิดในปี 2026 รวมไปถึงโรงเรียนนานาชาติ KIS International School ซึ่งถูกวางให้เป็นหัวใจของการพัฒนาเมืองในระยะยาว World-class ไม่ได้วัดจากราคา แต่วัดจากคน สำหรับ ‘วรพนิต’ คำว่า World-class Community ยังไม่ได้หมายถึงระดับราคาของบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง แต่คือคุณภาพของ ‘คน’ และ ‘เพื่อนบ้าน’ ที่อยู่ร่วมกัน “ร้อยล้านซื้อบ้านได้ แต่พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน” แนวคิดนี้สะท้อนชัดในวิธีการคัดเลือกลูกบ้าน และการออกแบบกิจกรรม กีฬา และไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่คนรู้จัก เชื่อมโยง และเติบโตไปด้วยกัน เทคโนโลยีต้องใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่ดูทันสมัย นอกจากนี้ ‘เรนวูด ปาร์ค’ ยังนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตจริง ตั้งแต่ระบบสมาร์ทโฮม เวลเนสในบ้าน ไปจนถึง ระบบรักษาความปลอดภัยด้วยโดรน 12 ลำ บินดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งโครงการฯ ยังไปดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับแนวคิดความยั่งยืน ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบบำบัดน้ำกลับมาใช้ใหม่ และการปลูกต้นไม้กว่าหมื่นต้นภายในโครงการ ขณะที่แนวทางจากนี้ไป ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ‘เรนวูด’ ยังเตรียมขยายสู่เวทีโลก ทั้งญี่ปุ่น สิงคโปร์ ดูไบ และโครงการเชื่อมโยงในภูเก็ต พร้อมเป้าหมายการเติบโตราว 30% ในปี 2026 แต่เหนือกว่าตัวเลขหรือรางวัล สิ่งที่ ‘วรพนิต รวยรุ่งเรือง’ อยากย้ำมากที่สุด คือ “คนไทยเราทำได้ และไม่ได้ด้อยกว่าใครในโลก ถ้าเราตั้งใจจริง มีระบบที่ดี และเปิดโอกาสให้ศักยภาพได้เติบโต” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง เรนวูด แผนปี2569 ลงทุน 6.5 พันล.ใช้ที่ดิน 2 ไร่ สร้าง PARK11 ไลฟ์สไตล์ คอมมูฯ Alternate-X สรุปให้ เรนวูด ปาร์ค คือการพัฒนาเมืองมากกว่าการขายบ้าน บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ มูลค่า 50,000 ล้านบาท โครงการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ‘ร้อยล้านซื้อบ้านได้ แต่พันล้านซื้อเพื่อนบ้าน’ สะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพของคนและสังคมในระยะยาว ‘เรนวูด’ รับบททั้งผู้พัฒนาและผู้บริหารเมือง เพื่อรักษามาตรฐานแบบเฮอริเทจ พิสูจน์ว่าไทยสามารถสร้างคอมมูนิตี้ระดับเวิลด์คลาสได้ด้วยฝีมือคนไทย
คุมเบาหวานระยะสงบช่วงเทศกาล กินอะไรได้บ้าง? แนะทางเลือกอร่อยน้ำตาลไม่พุ่ง
ภาวะเบาหวานระยะสงบสามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้ป่วยควบคุมอาหาร เลือกวัตถุดิบที่เหมาะสม และปรับวิธีการกินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ความเสี่ยงน้ำตาลสูงขึ้น การเลือกอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ ลดการทอด และควบคุมปริมาณหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ภาวะเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) คือภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดกลับสู่เกณฑ์ปกติโดยไม่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) ช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสและลดการพุ่งสูงของระดับน้ำตาลในเลือด วิธีการปรุงอาหาร เช่น การทอดหรือใช้น้ำตาลและไขมันสูง ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าชนิดวัตถุดิบบางประเภท ช่วงเทศกาล เป็นช่วงที่ความเสี่ยงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากขึ้น จากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปและการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น เบาหวานยังคงเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่หลายคนอาจยังมีความเข้าใจไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจส่งผลต่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมรวมถึงทำให้ภาวะของโรคเข้าสู่ ภาวะเบาหวานสงบ (Diabetes Remission) เป็นไปได้ช้าลง สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ผู้ที่ร่างกายมีภาวะดื้อต่ออินซูลิ) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีที่หลายคนอาจรับประทานอาหารหรือของหวานต่าง ๆ ในงานสังสรรค์มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดเป็นเรื่องท้าทายยิ่งกว่าเดิม คนไทย 6 ล้านคนเสี่ยงเบาหวาน ข้อมูลจากสหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) ระบุว่า ปัจจุบันมีชาวไทยอายุ 20–79 ปี กว่า 6 ล้านคนที่กำลังเผชิญกับโรคเบาหวาน หรือคิดเป็นอัตราความชุก 10.2% เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในปี 2554 สิ่งที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยถึงหนึ่งในสามยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วย ขณะที่ ในช่วงเทศกาลที่พฤติกรรมการกินอาจเปลี่ยนไปจากปกติ หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน คือ หลายคนมักคิดว่าการเป็นโรคเบาหวานหมายความว่าต้องงดอาหารที่ชอบโดยสิ้นเชิง หรือจำเป็นต้องรับประทานเฉพาะขนมไร้น้ำตาลและอาหารรสจืดเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ความต้องการด้านอาหารของแต่ละคนแตกต่างกัน และผู้ป่วยเบาหวานยังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารไทยที่อร่อยได้เช่นเดิม เพียงปรับเลือกวัตถุดิบ ปริมาณ และวิธีปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น แอ๊บบอตต์ หนึ่งในบริษัททางการแพทย์ชั้นนำและผู้นำระดับโลกในศาสตร์ด้านโภชนาการ แนะ 5 เคล็ดลับปรับเมนูอาหารแบบไทย ๆ เพื่อช่วยผู้ป่วยเบาหวานในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและก้าวสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ง่ายขึ้น 1.เลือกอาหารย่างแทนอาหารทอด อาหารทอดมักเป็นเมนูประจำงานเทศกาล มักมีไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง2 ลองงดเมนูทอด ในช่วงเทศกาล เช่น กล้วยทอด ปอเปี๊ยะทอด และหันมาเลือกอาหารย่าง เช่น ปลาเผา ไก่ย่าง หรือสะเต๊ะหมู/ไก่ ซึ่งให้โปรตีนสูง ไขมันเลวต่ำ และยังคงรสชาติอร่อยโดยไม่เพิ่มน้ำมันส่วนเกิน เหมาะสำหรับควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเทศกาลมากกว่า 2.ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-GI) อาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำมีส่วนช่วยชะลอการดูดซึมกลูโคสและทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น ตัวเลือกของอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ผักใบเขียว (คะน้า, กวางตุ้ง) ข้าวโอ๊ต ถั่วเขียว ข้าวบาร์เลย์ เผือก และข้าวโพดหวาน นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีผลิตภัณฑ์โภชนาการเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น กลูเซอนา สามารถใช้ทดแทนมื้ออาหารหรือเสริมมื้ออาหารเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 3.เปลี่ยนจากแกงกะทิเป็นต้มยำน้ำใสหรือแกงจืด เมนูแกงกะทิจะมีไขมันอิ่มตัวสูง ลองเปลี่ยนเป็นต้มยำน้ำใสหรือแกงจืดที่ปรุงด้วยผักและโปรตีนไขมันต่ำ เช่น กุ้งหรือไก่ เมนูเหล่านี้ให้รสชาติไทยแบบคุ้นเคย แต่เบากว่า และอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และโปรตีน⁴ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลระดับน้ำตาลในเลือดช่วงเทศกาล 4.ใช้สมุนไพรและเครื่องเทศแทนซอสปรุงรสที่มีน้ำตาล สมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ สะระแหน่ โหระพา และข่า ช่วยเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้กับอาหารโดยไม่ต้องพึ่งน้ำตาล ในขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงซอสปรุงรสที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม เช่น น้ำจิ้มไก่ หรือซอสหอยนางรม ซึ่งมักมีน้ำตาลแฝงอยู่ ควรอ่านฉลากโภชนาการอย่างละเอียด และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี น้ำตาลน้อยหรือไม่มีน้ำตาลแทน 5.เลือกผลไม้สดแทนขนมหวานและเครื่องดื่มหวาน ๆ ปริมาณน้ำตาลและพลังงานที่ได้รับอาจเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ในช่วงเทศกาลที่เต็มไปด้วยขนมหวาน เครื่องดื่มหวาน และของหวาน การปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น สั่งหวานน้อยหรือไม่หวาน และเลือกผลไม้สดที่มีใยอาหารสูงและมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เช่น ส้มโอหรือฝรั่ง ซึ่งหวานตามธรรมชาติ จะช่วยลดความเสี่ยงจากระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ขณะเดียวกันก็ยังตอบโจทย์ความอยากของหวานในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองได้ดี ทพญ.ดร.อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “การใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งรสชาติอาหารหรือวิถีการกินแบบดั้งเดิม สิ่งสำคัญคือการเติมเต็มร่างกายด้วยโภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล และปรับวิถีชีวิตที่ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อเสริมพลังให้ผู้ป่วยก้าวไปสู่เป้าหมายภาวะเบาหวานสงบได้จริง” ขณะที่ การดูแลโรคเบาหวานเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้องและเริ่มการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเทศกาลและการเข้าสู่ปีใหม่นับเป็นเวลาที่เหมาะสมในการทบทวนพฤติกรรมการกิน ดูแลโภชนาการอย่างจริงจัง และการทำกิจกรรมง่าย ๆ ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาทิ การเลือกมื้ออาหารช่วงเทศกาลที่ดีต่อสุขภาพ ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ การตั้งเป้าหมายดูแลสุขภาพต้อนรับปีใหม่ โดย ทุกก้าวล้วนมีความหมายเมื่อได้รับคำแนะนำจากบุคลากรด้านการแพทย์ถึงโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล เป้าหมายสู่เบาหวานระยะสงบจะเป็นไปได้ เพียงเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ “ร่วมกับการรับประทานอาหารหลักให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ” สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.family.abbott/th-th/glucerna/managing-diabetes-tools-and-guides.html *อาหารทางการแพทย์ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ อ้างอิง: International Diabetes Federation – Thailand: Diabetes country report 2000-2050 Healthline, 7 June 2023: Why Are Fried Foods Bad for You? David JA Jenkins, Cyril WC Kendall, Livia SA Augustin, Silvia Franceschi, Maryam Hamidi, Augustine Marchie, Alexandra L Jenkins, Mette Axelsen. Glycemic index: overview of implications in health and disease. The American Journal of Clinical Nutrition, Volume 76, Issue 1, 2002. https://doi.org/10.1093/ajcn/76.1.266S Healthline, 17 July 2020: Is Thai Food Healthy? Thai Ginger, 15 March 2021: 5 Flavorful and Healthy Thai Herbs You Should Be Eating Healthline, 14 May 2025: 8 Health Benefits of Guava Fruit and Leaves Healthline, 2 September 2025: 9 Health Benefits of Pomelo (and How to Eat It) Alternate-X สรุปให้ เบาหวานชนิดที่ 2 ในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผู้ป่วยจำนวนมากยังไม่รู้ตัว ขณะที่ช่วงเทศกาลเป็นช่วงเสี่ยงจากพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป โดยความเข้าใจผิดคือผู้ป่วยต้องงดอาหารอร่อยทั้งหมด ซึ่งไม่เป็นความจริง การเลือกอาหาร Low-GI ปรับวิธีปรุง และลดน้ำตาลแฝงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลได้ ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่าโภชนาการที่สมดุล คือกุญแจสู่ภาวะเบาหวานระยะสงบ
TL เสริมแกร่งธรรมาภิบาล ยกระดับองค์กรเทคโนโลยีสู่มาตรฐานกำกับดูแลระดับสากล
บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) หรือ TL (“บริษัท”) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานกำกับดูแลกิจการให้สอดคล้องกับหลักสากลและแนวทางของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว บริษัทฯ เชื่อว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือธรรมาภิบาลเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจมืออาชีพ และเป็นรากฐานของความเชื่อมั่นจากผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยการยกระดับธรรมาภิบาลครั้งนี้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างคณะกรรมการ การบริหารความเสี่ยง การคุ้มครองข้อมูล การต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น และความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจเทคโนโลยี TL ได้มีการยกระดับในการทบทวนนโยบายด้านการกำกับดูแลกิจการ จรรยาบรรณธุรกิจ และกำหนดนโยบายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการองค์กร โดยนำค่านิยมด้านความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบมาเป็นหลักการปฏิบัติในทุกระดับขององค์กรผ่าน การตัดสินใจที่ตรวจสอบได้ การปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเป็นธรรม และการเปิดเผยข้อมูล อย่างครบถ้วนทันเวลา เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและเกิดผลในทางปฏิบัติจริง บริษัทดำเนินงานภายใต้โครงสร้างคณะกรรมการ พร้อมคณะกรรมการชุดย่อย 5 ชุด ทำหน้าที่กลั่นกรองและตรวจสอบในประเด็นเฉพาะด้าน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างกลยุทธ์การเติบโตและประสิทธิภาพการบริหารจัดการ TL บริหารความเสี่ยงครอบคลุมทั้งภายนอกและภายในบริษัทให้ครอบคลุม และสอดคล้องกับกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านกลยุทธ์และแผนการดำเนินธุรกิจ (Strategy & Planning Risk) ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานและระบบโครงสร้างพื้นฐาน (Operation and Infrastructure Risk) ความเสี่ยงด้านการรายงานทางการเงิน (Financial Reporting Risk) และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Risk) เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมั่นคง รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA และ Data Governance พร้อมมาตรการควบคุมที่มีความชัดเจนและการทบทวนการบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ ยึดหลัก Zero Tolerance ต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น พร้อมกลไกตรวจสอบและแจ้งเบาะแสที่โปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาลสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นและการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืนตาม ESG ใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมควบคู่กับผลประกอบการ นายอิศรา เรืองสุขอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคลีด เอ็นพีเอ็น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธรรมาภิบาลไม่ใช่เพียงข้อกำหนดบนเอกสาร แต่เป็นวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในพนักงาน ทุกระดับขององค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งต่อผู้ถือหุ้น อุตสาหกรรมเทคโนโลยี และสังคมไทย เราจะยังคงพัฒนาธรรมาภิบาลให้แข็งแรงและโปร่งใส เพื่อให้นวัตกรรมที่เราสร้างขึ้นช่วยให้ผู้คนมีความสุขได้อย่างแท้จริง” ความมุ่งมั่นด้านธรรมาภิบาลของ TL ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว บริษัทมองว่าการกำกับดูแลกิจการที่ดี ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ คือปัจจัยหลักในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและตลาดทุน ในฐานะองค์กรเทคโนโลยี TL ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและขยายธุรกิจภายใต้กรอบธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต
Avatar:Fire and Ash กวาด 100 ล้านในไทย! ‘เจมส์ คาเมรอน’ พาทัวร์ด้านมืดแพนดอร่า
หลังการเปิดตัวภาคแรกภาพยนตร์ไซไฟ (Sci Fi) Avatar (อวาตาร) ในปี 2009 ของผู้กำกับ ‘เจมส์ คาเมรอน’ ที่เข้ามาสร้างประสบการณ์ความตื่นตาและความ ‘ว้าว’ โปรดักชันสมบูรณ์แบบขั้นสุด ให้กับคนดูได้จดจำโลกแพนดอร่า และ ชาวนาวี กับพล็อตที่เปลี่ยนใจให้พระเอก ‘เจค ซัลลี่’ อดีตนาวิกโยธินขาพิการเดินไม่ได้ ตัดสินใจทิ้งโลกสีฟ้า (Planet) จริงของเขา เพื่อไปใช้ชีวิตกับ ‘เนย์ทิรี’ แฟนสาวชาวอวาตารคนสวย ทิ้งช่วงไป 13 ปี เจมส์ คาเมรอน พา Avatar กลับมาอีกครั้งในภาค2 Avatar: The Way of Water (อวตาร: วิถีแห่งน้ำ) ขยายสู่เรื่องราวครอบครัวของเจค ซัลลี่ และเนย์ทีรี ที่ต้องเรียนรู้วิถีชีวิตใหม่กลางสายน้ำ โดยอพยพไปอยู่กับเผ่าแห่งท้องทะเล (Metkayina) เพื่อปกป้องครอบครัวจากภัยคุกคามใหม่ ‘การกลับมาของมนุษย์’ ที่ต้องการยึดครองแพนดอร่าอีกครั้ง มาในปี 2025 นี้ ‘คาเมรอน’ พาเข้าสู่ Avatar: Fire and Ash (อวตาร: อัคนีและธุลีดิน) Avatar3 ที่ผู้กำกับ ‘ราชาแห่งโลกภาพยนตร์’ รายนี้ เลือกที่จะเปลี่ยนโทนภาพยนต์ที่มีความสมจริงมากขึ้น สะท้อนผ่านธรรมชาติที่มีทั้งด้านโอบอุ้มและทำลายล้าง รวมไปถึงมุมมอง ‘ฮีโร่ไม่ได้ขาวสะอาดเสมอไป’ เรียกได้กว่าเป็นการเปลี่ยนโทนหนังจากแฟนตาซีสายสว่าง มาเป็นแนวดราม่าเข้มข้นที่สมจริงยิ่งขึ้น ความเป็นมนุษย์ในชาวนาวี จากบทสัมภาษณ์ เจมส์ คาเมรอน กล่าวถึงชาวนาวีเผ่าไฟ หรือ Mangkwan ในภาคนี้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวละครใหม่ แต่ยังเป็นการ ‘ทำลายภาพจำเดิม’ ของผู้ชม อีกด้วย พร้อมสะท้อนความเป็นมนุษย์มากขึ้นจากในสองภาคแรก จากที่เราเห็นชาวนาวีเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักสงบและอยู่กับธรรมชาติ ด้วยในภาค 3 คาเมรอนต้องการสื่อว่า ‘ทุกเผ่าพันธุ์มีทั้งดีและร้าย’ การนำเสนอชาวนาวีที่มีด้านมืด มีความพยาบาท และใช้ความรุนแรง จะทำให้ดาวแพนดอร่าดู ‘สมจริง’ มากกว่าการเป็นแค่แดนสวรรค์ที่เราเห็นกันในภาคแรก เมื่อ 13 ปีก่อน โดยในภาคนี้ คาเมรอน ยังเลือกหยิบ ‘ไฟ’ เป็นสัญลักษณ์การทำลายล้างและความแค้น ที่อาจหมายถึง ‘กิเลส’ ที่เขาต้องการใช้เผ่านี้เป็นกระจกสะท้อนให้ครอบครัว ‘เจค’ และ เนย์ทีรี เห็นว่า หากพวกเขาปล่อยให้ความแค้นครอบงำ พวกเขาก็อาจไม่ต่างจากมนุษย์ที่พวกเขาเกลียดชัง จุดบีบคั้นคนดู ในภาคนี้ Avatar:Fire and Ash มีหลายจุดที่อาจทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมในสงครามทางอารมณ์และอุดมการณ์ ที่ไม่ใช่แค่การสู้รบด้วยอาวุธ แต่เป็นการการปะทะกันของอุดมการณ์ ที่สร้างความบีบคั้นมากการสู้กับหุ่นยนต์มนุษย์ โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนของ ‘เนย์ทีรี’ ที่เกิดขึ้นในภาคนี้ รวมไปถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในโลกแพนโดร่าอย่าง โลอัค (Lo’ak) และ คิรี (Kiri) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงความขัดแย้ง เพื่อพิสูจน์ว่า ‘พวกเขา’ สามารถสร้างวิถีทางใหม่ที่ต่างจากพ่อแม่ได้หรือไม่ ‘แพนดอร่า’ กระจกเงาโลกสีฟ้า จากเส้นเรื่อง อวาตาร ทั้ง 3 ภาค ในสายตา ‘คาเมรอน’ อาจสะท้อนว่าแพนโดร่าไม่ใช่แค่ดาวอีกดวง แต่คือ ‘โลกในอุดมคติที่กำลังถูกความจริงเข้ามาทดสอบ’ จากภาคแรกสอนให้เรารักธรรมชาติ สะท้อนความสวยงามที่มีราคา มาในภาคสองสอน ความรักครอบครัว และในภาคสามนี้ เป็นการบอกถึงการ ‘ยอมรับความจริง’ แม้แต่ที่ที่สวยงามที่สุด ยังมีด้านโหดร้ายซุกซ่อนซ่อนอยู่ ความเคลื่อนไหวในไทย สำหรับในไทย หลัง ‘Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน’ กับความยาวกว่า 3 ชั่วโมงเข้าฉายไปเมื่อ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) ผู้รับสิทธิ์ทำตลาดภาพยนตร์อวตาร์ ในไทย เผยรายได้จากการจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าและการเข้าฉาย 2 วันแรกสู่ 100 ล้านบาทไปแล้ว ขณะที่ความสมจริงในภาคนี้ ยังเป็นภาพยนตร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจอใหญ่โดยเฉพาะการดูในระบบ IMAX, Dolby Vision + Atmos และระบบพิเศษ เพื่อมอบประสบการณ์การดูภาพยนตร์ที่แตกต่างและประทับใจยิ่งกว่า นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีบัตรชมภาพยนตร์ ‘Avatar: Fire and Ash อวตาร: อัคนีและธุลีดิน’ ยังร่วมประสบการณ์พิเศษใน Avatar: Fire and Ash Immersive Experience นิทรรศการที่จะพาทุกคนท่องไปในดินแดนอันแตกต่างสุดขั้วของแพนดอร่า ซึ่งเปิดให้ผู้ที่มีบัตรชมภาพยนตร์ทั้งในเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และเอส เอฟ ซีเนม่า ทุกสาขาทั่วประเทศ นําบัตรชมภาพยนตร์มาแลกรับสิทธิ์เข้าชมฟรี! (บัตรชมภาพยนตร์ 1 ใบสามารถแลกรับสิทธิ์เข้าชมได้ 1 ครั้ง) ตั้งแต่วันนี้ – 21 ธันวาคม 2568 เวลา 11.00-22.00 น. ณ Infinite City Hall ชั้น 5 สยามพารากอน Alternate-X สรุปให้ Avatar: Fire and Ash ทำรายได้ในไทยทะลุ 100 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว หลังเข้าฉายเพียงไม่กี่วัน ด้วยฝีมือราชาแห่งโลกภาพยนตร์ ‘เจมส์ คาเมรอน’ พลิกโฉมโลกแพนดอร่าจากแฟนตาซีสายสว่าง สู่แนวดราม่าที่มืดหม่นและสมจริงยิ่งกว่าเดิม มาพร้อมการเปิดตัว ‘ชาวเถ้าถ่าน’ (Ash People) เพื่อสะท้อนด้านมืดและกิเลสของชาวนาวีที่ไม่ได้มีแค่ความรักสงบ ด้วยเนื้อหาเน้นการปะทะทางอุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่อย่าง โลอัค และ คิรี ท่ามกลางไฟแห่งความแค้นของเนย์ทีรี ทำให้ แพนดอร่าในภาคนี้ เสมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนโลกความจริง ที่ความสวยงามมักมาพร้อมบททดสอบที่โหดร้าย STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘กระดูกพรุน’ ในผู้ชาย ความเสี่ยงสุขภาพ ร่างกายส่งสัญญาณ ‘ปวดหลังเรื้อรัง’
โรงพยาบาลเอส สไปน์ฯ บอกแนวโน้ม ‘ผู้ชาย’ ก็เสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ ความจริงที่หลายคนไม่รู้กับแพทย์เฉพาะทาง ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุ และแม้จะมีภาพจำว่าเป็น ‘โรคของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน’ แต่ ในความเป็นจริงผู้ชายเองก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน ผู้ชาย เป็นโรคกระดูกพรุนได้ นพ.ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ เผยว่า ผู้ชายมีความเสี่ยงเรื่องภาวะกระดูกพรุนและควรตระหนัก แม้ผู้ชายจะมีฮอร์โมน แอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งช่วยสร้างมวลกระดูกได้มากในช่วงวัยกลางคน จึงทำให้เข้าสู่ภาวะกระดูกพรุนช้ากว่าผู้หญิงเฉลี่ย 10 ปี แต่สุดท้ายเมื่ออายุมากขึ้น เซลล์ที่ควบคุมสมดุลกระดูกเริ่มทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะการทำงานของเซลล์ที่เกี่ยวกับกระดูก เนื่องจากร่างกายมีเซลล์ 2 ชนิดที่ทำหน้าที่ตรงข้ามกัน คือ เซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) เซลล์สลายกระดูก (Osteoclast) “เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างกระดูกจะลดลง ขณะที่การสลายยังคงดำเนินต่อไป นำไปสู่ภาวะที่มวลกระดูกค่อย ๆ ลดลงเรื่อยๆ จนเสี่ยงต่อการหักหรือยุบตัวของกระดูกโดยเฉพาะกระดูกสันหลัง” โดย กระดูกสันหลังเป็นจุดรับน้ำหนักของร่างกาย เมื่อมวลกระดูกลดลง ความแข็งแรงก็ลดตาม ส่งผลให้กระดูกสันหลัง ยุบตัว หรือผิดรูป ได้ง่าย ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือแม้แต่เดินไม่ได้ในรายที่กระดูกหักและไปกดทับเส้นประสาท” นพ.ศรัณย์กล่าว นพ.ศรัณย์ จินดาหรา แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ จับสัญญาณ ‘ภาวะกระดูกพรุน’ สำหรับการตรวจมวลกระดูกด้วยเครื่อง DEXA Scan (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) เป็นวิธีมาตรฐานที่สามารถวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ใช้เวลาเพียง 15–20 นาที ไม่เจ็บตัว และไม่ต้องเตรียมร่างกายใด ๆ นพ. ศรัณย์ อธิบายว่า “ในผู้ที่อายุมากกว่า 80 ปี พบว่าผู้ชายและผู้หญิงมีอัตราการหักจากโรคกระดูกพรุนใกล้เคียงกันคือ 50:50 แต่ในความเป็นจริง กลับพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง” กลุ่มที่ควรได้รับการตรวจ: ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น หลังค่อม, ส่วนสูงลดลง, น้ำหนักน้อย (BMI < 20), สูบบุหรี่, ดื่มแอลกอฮอล์ หรือกาแฟมากกว่า 400 มก./วัน, ใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน หรือ มีประวัติครอบครัวกระดูกหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรง ดังนั้น การตรวจมวลกระดูกจะช่วยให้รู้เท่าทันก่อนที่กระดูกจะหักหรืออาการปวดหลังจากภาวะกระดูกพรุน เพื่อเริ่มดูแลรักษาได้ทันเวลาและป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ขณะที่ การรักษาอาการปวดหลังจากภาวะกระดูกพรุนมีหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับอาการและผลการตรวจอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทาง ระยะเริ่มต้น: ใช้ยาเพื่อเพิ่มมวลกระดูก ร่วมกับการออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น การบริหารกล้ามเนื้อหลัง กรณีกระดูกยุบหรือหักเฉียบพลัน: แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยหัตถการ เช่น การฉีดการ Bone Cement เพื่อเติมและยึดโครงสร้างกระดูก ลดการปวด และป้องกันการทรุดตัวเพิ่ม ป้องกัน-เสริมความแข็งแรงกระดูก นพ. ศรัณย์ กล่าวถึงแนวทางการป้องกันภาวะกระดูกพรุนด้านโภชนาการที่เหมาะสม ที่จะช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก และลดความเสี่ยงของกระดูกหักโดยในแต่ละช่วงวัยควรได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอ และควรได้รับจากอาหารเป็นหลัก เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ ถั่ว งาดำ ฯลฯ อายุต่ำกว่า 50 ปี: ควรได้รับ แคลเซียม 800 มก./วัน อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือหญิงวัยหมดประจำเดือน: แคลเซียม 1,000 มก./วัน และหากเสริมด้วยอาหารเสริมแคลเซียม: ก็ไม่ควรเกิน 1,500 มก./วัน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ สำหรับ โรคกระดูกพรุนในผู้ชาย อาจเป็น ‘ภัยเงียบ’ ที่ถูกมองข้ามมานาน ทั้งที่มีความเสี่ยงไม่แพ้ผู้หญิง และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างมากหากปล่อยให้กระดูกหักหรือทรุดโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้เริ่มดูแลสุขภาพกระดูกให้แข็งแรงด้วย ที่ โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ มีบริการตรวจมวลกระดูกด้วย เครื่องมือที่มีมาตรฐานสากลและทันสมัย โดยแพทย์เฉพาะทาง และพร้อมให้คำแนะนำเชิงลึกทั้งในด้านการป้องกัน การเสริมโภชนาการ และแนวทางดูแลที่เหมาะสม Key Takeaways กระดูกพรุนเกิดได้ในผู้ชาย มีความเสี่ยงกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุ แม้จะเริ่มช้ากว่าผู้หญิง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความรุนแรงไม่ต่างกัน และมักถูกวินิจฉัยช้ากว่า ปวดหลังเรื้อรังคือสัญญาณเตือนสำคัญ อาจเกิดจากกระดูกสันหลังยุบหรือหักจากภาวะกระดูกพรุน ไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบทั่วไ ตรวจเร็ว รู้ทัน ป้องกันความพิการในอนาคต การตรวจมวลกระดูกด้วย DEXA Scan ช่วยพบความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ลดโอกาสกระดูกหัก เดินไม่ได้ และภาวะแทรกซ้อนระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ภาวะกระดูกพรุนในผู้ชายเป็นปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้ามมานาน แม้ผู้ชายจะมีฮอร์โมนช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมาก ขณะที่ อาการปวดหลังเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณของกระดูกสันหลังยุบหรือหักโดยไม่รู้ตัว การตรวจมวลกระดูกด้วย DEXA Scan ช่วยวินิจฉัยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยป้องกันความรุนแรงและรักษาคุณภาพชีวิตได้
Health-Food-ESG อนาคตยูนิคอร์น สตาร์ทอัพ ไทย ในวันที่ ‘เงินลงทุน’ เลือกข้าง
ในโลกที่นักลงทุนไม่ได้มองหาแค่ไอเดีย แต่กำลังมองหา ‘แต้มต่อ’ ที่จับต้องได้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็มองว่า โอกาสสตาร์ทอัปไทยไปต่อในระดับโลกได้ กับแผนพายูนิคอร์นสายเลือดใหม่ที่ตลาดต้องการ ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าจุฬาฯ เปิดตัวโครงการ ‘Go Global Startup Bootcamp: Chula – DC Silicon Startup Bridge’ โดยร่วมมือกับฟาวเดอร์ อินสติวต์ (Founder Institute)เครือข่ายบ่มเพาะสตาร์ทอัปชั้นนำ สหรัฐอเมริกา เพื่อผลักดันสตาร์ทอัป ฐานงานวิจัยของจุฬาฯ สู่ตลาดระดับโลก สตาร์ท อัปไทย ต้องชนะ 3 เกมนี้ รศ. ภญ. ดร.จิตติมา ลัคนากุล ผู้อำนวยการศูนย์กลางนวัตกรรมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าแนวโน้มสตาร์ท อัป ไทย ที่มีศักยภาพการเติบโตเพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับโลก ประกอบด้วยกลุ่มสำคัญๆ ที่แตกต่างไปจากประเทศอื่นและสอดคล้องกับจุดแข็งของไทย อาทิ 1. กลุ่มสุขภาพและสุขภาวะ (Health & Welness) 2. กลุ่มอาหารและเทคโนโลยีการเกษตร (Food & Agriculture Technology) 3. กลุ่มอีเอสจี (ESG) ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล “ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน จุฬาฯ ทำโครงการด้านสตาร์ท อัป ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 200 ทีมที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว” ทั้งนี้ จากการร่วมทำงานไปพร้อมกับทีมสตาร์ทอัปพบ เพน พอยต์ (Pain Point) สำคัญ คือ ขาดการพัฒนาด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) เป็นพื้นฐานในการพัฒนาและต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์/บริการด้านต่าง ๆ เพื่ออนาคต สร้าง 5 ยูนิคอร์นไทยไปเวทีสากล ขณะเดียวกัน สตาร์ท อัป ไทย จะต้องเร่งปิดช่องว่าง (Gap) ให้เข้าสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ศักยภาพจากงานวิจัยระดับต้นน้ำ (Fundamental Research) ของสถาบัน/มหาวิทยาลัยด้านวิจัยให้ต่อยอดหรือประยุกต์ (Application) ไปสู่ ‘ผลงานที่เป็นรูปธรรม’ หรือ ‘นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง’ เพื่อสร้างระบบนิเวศห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)อย่างต่อเนื่อง “ตอนนี้เรายังขาด Connect the dots จุดมาเชื่อมต่อให้ลื่นไหลทั้งพาร์ทเนอร์ระดับสากล และ การลงทุนเทคโนโลยี ที่แม้ว่าไทยจะมีนักลงทุนด้านนี้ แต่ยังมีจำนวนไม่มาก รวมถึงความเชื่อมั่นการลงทุนจากต่างชาติ ด้วยไทยยังขาด ซัคเซส สตอรี่ ในด้านนี้” ขณะที่ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยและ ฟาวเดอร์ อินสติวต์ (Founder Institue) สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกของไทยในระดับอุดมศึกษา ผ่านโครงการ ‘Go Global Startup Bootcamp:Chula-Dc Sillicon Startup Bridge’ ปั้นสตาร์ทอัปไทยสู่เวทีโลก ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และสิ้นสุดเดือน ตุลาคม 2569 คาดว่าจะได้ 2-5 ที่สตาร์ทอัปไทย เข้าร่วมบ่มเพาะการพัฒนาจากสตาร์ทอัปไปสู่ธุรกิจจริงที่ซิลิคอน วัลเลย์ สหรัฐฯ “โปรแกรมฯ นี้วางเป้าหมายสร้าง 5 ยูนิคอร์นไทย ในตลาดสากล” Key Takeaways เงินลงทุนเลือก ‘จุดแข็งเชิงโครงสร้าง’ ไม่ใช่แค่ไอเดีย เมื่อ Health–Food–ESG คือสนามที่ไทยมีแต้มต่อจากฐานทรัพยากร วัฒนธรรม และงานวิจัย ไม่ใช่การไล่ตามเทรนด์โลกแบบปลายแถว Deep Tech คือตั๋วผ่านด่าน จากสตาร์ทอัปสู่ธุรกิจโลก ขณะที่ Pain Point หลักของสตาร์ทอัปไทยไม่ใช่ไอเดีย แต่คือการขาดเทคโนโลยีขั้นลึกที่ต่อยอดงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สเกลได้ ยูนิคอร์นไทยจะเกิดได้ ต้องเชื่อม ‘วิจัย–ตลาด–ทุนโลก’ ให้ครบวงจร การจับมือ Chula–Founder Institute สะท้อนว่า Success Story จะไม่เกิดหากยังขาดตัวเชื่อมระหว่างมหาวิทยาลัย นักลงทุน และเวทีสากล Alternate-X สรุปให้ จุฬาฯ มองสตาร์ทอัปไทยมีศักยภาพแข่งขันโลก หากยึดจุดแข็ง Health, FoodTech และ ESG โดย Pain Point สำคัญคือการขาด Deep Technology เป็นฐานพัฒนานวัตกรรม ขณะที่งานวิจัยระดับมหาวิทยาลัยยังไม่ถูกเชื่อมสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ ด้วยไทยยังขาด Success Story เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนเทคโนโลยีโลก ทำให้จุฬาฯ จับมือ Founder Institute ปั้นสตาร์ทอัปไทยสู่ซิลิคอนวัลเลย์ เป้าหมาย 5 ยูนิคอร์น
‘ศุภลักษณ์ อัมพุช’ เดิมพันครั้งใหม่ยกชั้น ‘ย่านสุขุมวิท’ สู่ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ดิสทริค
‘ศุภลักษณ์ อัมพุช’ นายหญิงกลุ่มเดอะมอลล์ สะท้อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ยังมีศักยภาพสู่เดสติเนชั่นความบันเทิง รวบพันธมิตรธุรกิจสร้าง ‘สุขุมวิท’ สู่ย่านซิกเนเจอร์เฟสทีฟ-เอ็นเตอร์เทนเมนต์ แห่งใหม่ของไทย ‘คุณแอ๊ว-ศุภลักษณ์ อัมพุช’ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเดอะมอลล์ ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าเดอะมอลล์ และ ดิ เอ็มดิสทริค มองว่าอนาคตการท่องเที่ยวไทยจะเติบโตได้ ไม่ใช่เพียงจากจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จากความสามารถในการ ‘ยกระดับเมือง’ และสร้างประสบการณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวคิดพัฒนา ‘ย่านสุขุมวิท’ ให้เป็นซิกเนเจอร์เอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่นักเดินทางอยากกลับมาเยือนซ้ำ ไทยยังมีศักยภาพ แต่ติดกับดัก ‘มาแล้วก็ไป’ ‘คุณแอ๊ว’ ฉายภาพประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของโลก จุดแข็งสำคัญที่สุดคือ ‘คนไทย’ ทั้งรอยยิ้ม บริการ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ไทยเผชิญในช่วงที่ผ่านมา คือ การหายไปของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม หลังช่วงแพนดามิกโดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งกลุ่มหลังมีปัจจัยภายในด้านการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของจีน เป็นต้น ขณะที่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย แม้จะมีจำนวนมากแต่บ่างส่วนมาเที่ยวเพียงระยะสั้น ใช้จ่ายไม่ลึก และไม่กลับมาอีก เนื่องจากการท่องเที่ยวยังวนอยู่กับแหล่งเดิม และขาดกิจกรรมหรืออีเวนต์ที่ดึงดูดให้คนอยากอยู่นานขึ้น จาก ‘เวทีสากล’ สะท้อนโอกาสของไทย ศุภลักษณ์ บอกอีกว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ‘เธอ’ ได้รับเชิญขึ้นกล่าวในเวที ‘Global Tourism Economy Forum (GTEF) 2025 ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน จากเดิมงานฯ นี้มีแนวคิดจะจัดในประเทศไทย แต่ยังมีความกังวลเรื่องนโยบายและความต่อเนื่องของภาครัฐ ซึ่งแม้งานจะจัดขึ้นที่จีน แต่มีผู้เข้าร่วมจากหลายประเทศ ต่างสะท้อนมุมมองถึง ‘ประเทศไทยยังเป็นประเทศในฝันของนักท่องเที่ยวโลก’ หากสามารถวางทิศทางและบริหารโอกาสได้อย่างเป็นระบบ พร้อมขยายความต่อของพลังแห่งเสน่ห์ ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ไทย ที่ในวันนี้ยังแข็งแรงด้วยขายได้ทั้ง อาหาร วัฒนธรรม รวมไปถึงความหลากสีสีน LGBTQ+ เทศกาล และไลฟ์สไตล์เมือง แต่ปัจจุบันกิจกรรมเหล่านี้ ยังกระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่มีชื่อเสียงระดับโลกและน่าชื่นชม เช่น การจัดงาน Count Down ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การสร้างของใหม่เพียงจุดเดียว แต่คือการ ‘กระจายประสบการณ์’ ให้เมืองมีชีวิตในหลายย่าน พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ‘สุขุมวิท’ สู่ย่านเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก โดยหนึ่งในแนวคิดหลัก คือ การพัฒนา ย่านสุขุมวิท ให้เป็นย่านซิกเนเจอร์ ความบันเทิงและไลฟ์สไตลล์ ‘Entertainment & Lifestyle District’ ด้วยขนาดพื้นที่ครอบคลุมรัศมีราว 2 กิโลเมตร ตั้งแต่บย่านเอ็มดิสทริกต์ ไปจนถึงบริเวณโรงแรม S31 ขณะที่โครงการนี้จะเชื่อมพื้นที่ด้วยทางเดิน (Walkway) ไปพร้อมดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนกลุ่มต่าง อาทิ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในย่านโดยรอบ เช่น แสนสิริ โนเบิล รวมทั้งผู้ประกอบการธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ โรงแรมอื่นๆ โดยรอบ ที่จะผลักดันให้ย่านนี้มีความคึกคักทางเศรษฐกิจท่องเที่ยว ผ่านการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองต่าง ๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทั้งนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ตลอดทั้งปี ล่าสุด ดิ เอ็มดิสทริค (The EM District) โครงการศูนย์การค้าในกลุ่มเดอะมอลล์ ประกอบด้วย ดิเอ็มโพเรียม ดิเอ็มควอเทียร์ และดิเอ็มสเฟียร์ ร่วมกับผู้ประกอบการ 10 ธุรกิจตั้งแต่ค้าปลีก โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ อาหาร เครื่องดื่มไปจนถึงเอ็นเตอร์เทนเมนต์และโครงสร้างพื้นฐานเมือง โดยร่วมผลักดันย่านการค้าและท่องเที่ยว สู่เทศกาล ‘COUNTDOWN LANDMARK ระดับโลก’ ในงาน ‘EXTRAVAGANZA SUKHUMVIT COUNTDOWN 2026’ เมกะอีเวนต์ส่งท้ายปี ศุภลักษณ์ บอกว่า ‘ดิ เอ็มดิสทริค’ และพันธมิตรย่านสุขุมวิทจะร่วมสร้างปรากฏการณ์ท่องเที่ยวและบันเทิงแห่งใหม่ในเทศกาลเคานต์ดาวน์ 2026 และยังเป็นครั้งแรกในย่านนี้มีการจุดพลุหลายชุดนานกว่า 2 นาที บนแนวถนนสุขุมวิท ครอบคลุม อโศก–พร้อมพงษ์–ทองหล่อ ใช้งบไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท นอกเหนือจากงบลงทุนแคมเปญการตลาดในไตรมาสสี่ อยู่ที่ 400 ล้านบาท Festival Economy กระตุ้นเศรษฐกิจเมือง จากแนวคิดที่แปรสู่การจัดกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ที่ขยายไปสู่การสร้าง ‘ย่านสุขุมวิท’ ให้เป็นซิกเนเจอร์การจัดงานอีเวนต์ ความบันเทิงขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเคานต์ดาวน์ การแสดงพลุ ขบวนพาเหรด LGBTQ+ หรือเฟสติวัลดนตรีและแฟชั่น ซึ่งจะยังเป็นหัวใจของเศรษฐกิจท่องเที่ยวเมืองระดับโลก ‘คุณแอ๊ว’ ย้ำว่าแนวคิด คือ การสร้าง ‘ภาพจำใหม่’ ให้กรุงเทพฯ และต่อยอดไปสู่เทศกาลต่าง ๆ จากในปีก่อนหน้า ย่านนี้ได้จัดงานเทศกาลใหญ่ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง เช่น Pride, สงกรานต์, ตรุษจีน, งานแม่แห่งแผ่นดิน หรืออีเวนต์ระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยมีของใหม่ให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยือนซ้ำ พร้อมกล่าวถึงความคืบหน้า ‘บางกอก มอลล์’ (Bangkok Mall) โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ขนาดใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ เดอะมอลล์กรุ๊ป พัฒนาบนที่ดิน 100 ไร่ย่านบางนา ใกล้ไบเทค บางนา จะเตรียมเปิดพื้นที่ให้บริการบางส่วนในต้นปี 2569 นี้ เพื่อเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ดึงเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน ขณะเดียวกัน ‘ศุภลักษณ์’ ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมาจากการหายไปของ นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ยังมาจากหลายปัจจัย ทั้ง ด้านความปลอดภัย กระแสข่าวคอลเซ็นเตอร์ และนโยบายภายในประเทศจีน ทั้งนี้ หากไทยสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้ เชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสามารถกลับมาได้ตามเป้าหมาย จากในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยแตะระดับ 5 ล้านคน ‘คุณแอ๊ว’ เน้นย้ำว่า ไทย–จีนยังต้องพึ่งพากันทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการค้า รวมถึงการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมจีน “คนไทยรุ่นใหม่ สนใจการสื่อสารภาษาจีนเพิ่มขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจร่วมกันสองประเทศไทยและจีน” ศุภลักษณ์ ทิ้งบทสรุปว่าประเทศไทยต้องก้าวข้ามการขายของเดิมอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นวัดหรืออาหาร แต่ต้องสร้าง ‘ประสบการณ์ใหม่’ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากทำได้ กรุงเทพฯโดยเฉพาะย่านสุขุมวิท จะกลายเป็นซิกเนเจอร์ อีเวนต์ แอเรีย และศูนย์กลางเฟสติวัล แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ในระดับภูมิภาค” “ถ้าอยากให้คนมาอีก ต้องมีของใหม่ให้เขาเสมอ” Key Takeaways ‘Festival & Entertainment’ เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยกระตุ้นรายได้ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งค้าปลีก อสังหาฯ และบริการในวงกว้าง ‘สุขุมวิท’ มีศักยภาพเป็นย่านระดับโลกที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ต่อเนื่องตลอดปี หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแม่เหล็กสำคัญของประเทศ ‘ซอฟต์พาวเวอร์ไทย’ แข็งแรงแต่ต้องกระจายกิจกรรมไปสู่หลายย่านอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการกระจุกตัวและขยายผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมและยั่งยืนขึ้น การสร้างย่านเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก ไม่ใช่หน้าที่รัฐหรือเอกชนฝ่ายเดียว แต่ต้องมี ‘เจ้าภาพพื้นที่’ ที่กล้าลงทุนระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ศุภลักษณ์ อัมพุช ร่วมพันธมิตรปั้น ‘ย่านสุขุมวิท’ เป็น ‘Entertainment & Lifestyle District’ ระดับโลกเพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมาซ้ำ วางให้เป็นแพล็ตฟอร์มสู่ ‘Festival Economy’ สร้างประสบการณ์ใหม่และภาพจำใหม่ให้เมือง แทนการพึ่งพาเพียงแหล่งท่องเที่ยวเดิม พร้อมย้ำซอฟต์พาวเวอร์ทั้งอาหาร วัฒนธรรม และ LGBTQ+ ต้องกระจายกิจกรรมไปหลายย่านเพื่อลดการกระจุกตัว ล่าสุดร่วมพันธมิตรจัดเมกะอีเวนต์เคานต์ดาวน์ 2026 บนถนนสุขุมวิทด้วยงบกว่า 200 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย พร้อมแนะเน้นฟื้นความเชื่อมั่นกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนผ่านความปลอดภัยและนโยบายที่ต่อเนื่องเพื่อดึงดูดคนให้กลับมาตามเป้า และเสนอให้คนรุ่นใหม่ฝึกทักษะภาษาจีนเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าร่วมกับจีนในอนาคต STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
รับมืออสังหาฯท้าทาย เอสซีฯ แตกธุรกิจโซลาร์ ลดต้นทุนผู้เช่า-เพิ่มรายได้ประจำ
เอสซีฯ ส่งเครื่องยนต์ตัวที่ 2 สร้างรายได้ประจำผ่านโลจิสติกส์-พลังงานสะอาด สู่คลังสินค้า SCX Logistics ทุกแห่ง ช่วยลดต้นทุนพลังงาน 20–30% แผนสร้างรายได้ประจำใหม่จากขายไฟฟ้า เติมยั่งยืนระยะยาว รชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation ในเครือเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Engine 2 ของเครือเอสซีฯ ภายใต้วิสัยทัศน์ The Way Forward โดยบริษัทฯ พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ นำโซลูชันให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ ‘Smart Solar Energy Solutions’ เข้ามาเสริมแกร่งคลังสินค้า พร้อมสร้างกรีน อินดัสตรี พร็อพเพอร์ตี้ (Green Industrial Property) เพื่อช่วยลูกค้าลดต้นทุนพลังงาน และยังสอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ รชฎ กล่าวว่า “ลูกค้าโลจิสติกส์ยุคนี้ ไม่ได้มองหาเพียงคลังสินค้าและโรงงานอีกต่อไป แต่ต้องการโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และต้นทุนพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ขณะที่ การพัฒนาโซลูชั่น Solar Smart Warehouse จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้คลังสินค้าของ SCX Corporation เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สำหรับโซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftopในโครงการ SCX Logistics ทุกแห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 29,200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง(kWh) ต่อปี รวมถึงการติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้อง คาดจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.62 ล้านต้น[1] รชฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า โซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ SCX Corporation เป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ People ช่วยให้ผู้เช่าอาคารเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Planet ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนทิศทางประเทศที่เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น เป็นปี 2050 พร้อมทั้งเสริมเป้าหมาย Green Logistics และ Green Industry ของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม Profit ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัทจากการขายพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้ Power Purchase Agreement (PPA) คิดเป็นประมาณ 10-15% จากรายได้ค่าเช่าอาคาร พร้อมทั้งตอกย้ำภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Green Industrial Property ของไทย โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Vasticity Assets ในฐานะ Strategic Partner ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ESCO (Energy Service Company) มานานกว่า 10 ปี ให้เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ด้าน ‘ธนวัฒน์ วงศ์นภาจันทร์’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาสทิซิตี้ แอสเซท จำกัด หรือ Vasticity Assets กล่าวว่า บริษัทมองว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต ต่อความร่วมมือกับ SCX เพื่อร่วมผลักดัน Smart Solar Energy Solutions สู่ภาคธุรกิจการผลิตและโลจิสติกส์ จะช่วยวางรากฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้เช่าอย่างแท้จริง และต่อยอดสู่การสร้าง Green Ecosystem ที่แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ Vasticity Assets จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการด้านวิศวกรรม การติดตั้ง รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายและรองรับการขยายขนาดการใช้งานไปยังทุกอาคารของ SCX Logistics ในอนาคต เบื้องต้น มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการนำร่องแห่งแรกที่ SCX Logistics บางนา กม.20 เฟสแรก ประมาณ 20,000 ตร.ม.ในปี 2026 ก่อนจะขยายการติดตั้งทั้งโครงการภายในปี 2027 และจะไปยังโครงการของ SCX Logistics ทุกแห่งต่อไป คาดว่าจะติดตั้งจนครบทุกแห่ง ภายในปี 2028 Alternate-X สรุปให้ เอสซีฯ เร่งขยาย Engine 2 แตกไลน์ธุรกิจพลังงานสะอาด จับมือ Vasticity Assets ติดตั้ง Solar Rooftop ยกระดับคลังสินค้าเป็น Green Industrial Property ตอบโจทย์ ESG ช่วยผู้เช่าลดต้นทุนพลังงาน 20–30% โดยไม่ต้องลงทุนเอง แผนสร้างรายได้ประจำใหม่จากขายไฟฟ้า เสริมความยั่งยืนระยะยาว
ที่สุดแห่งปี2025 ‘แกร็บ’ ฮิตเรียกไปมูเทวาลัยพระพิฆเนศ-กรุงเทพฯ แชมป์คนละครึ่ง
แกร็บ เผยเทรนด์ ‘เรียกรถ-ฟู้ดเดลิเวอรี’ ประจำปี 2025 คอนเสิร์ต Blackpink ทำยอดเรียกรถไปสนามราชมังฯ โต 5 เท่า ส่วนเมนูตระกูล ‘ชาเย็น’ ยอดสั่ง 11 ล้านแก้วล้มแชมป์เก่าอเมริกาโนเย็น ‘แกร็บ’ Grab ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทย เผยข้อมูลเทรนด์ “ที่สุดแห่งปี 2025” ครอบคลุมทั้งบริการการเดินทางและสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ด้านบริการเรียกรถ สำหรับบริการเรียกรถผ่านแอปฯ ยังคงเติบโตและได้รับความนิยมทั้งจากผู้ใช้บริการชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย 3 จุดหมายปลายทางหลักที่ผู้ใช้บริการนิยมเดินทางไปมากที่สุด คือ สนามบิน สถานีขนส่ง ห้างสรรพสินค้า โดยปีนี้ ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ มาแรงเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (MBK Center) ไอคอนสยาม และสยามพารากอน ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ พระบรมมหาราชวัง ถนนข้าวสาร เยาวราช โดย ‘เทวาลัยพระพิฆเนศ’ บริเวณสี่แยกห้วยขวาง กลายเป็นฮอตสปอตแห่งใหม่ที่มาแรงที่สุด ด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตขึ้นถึง 678% เนื่องจากคนไทยสายมู รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปไหว้เพื่อขอพรเรื่องความสำเร็จและเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต จีน ครองแชมป์เรียกรถแกร็บ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะชะลอตัว แต่บริการเรียกรถผ่านแอปฯ ยังถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกใช้บริการ โดย 5 ชาติที่ใช้บริการมากที่สุด คือ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ และมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโกลเด้นวีค (หรือวันชาติจีน ระหว่างวันที่ 1 – 7 ตุลาคม 2568) มีนักท่องเที่ยวจีนใช้บริการมากขึ้นกว่าช่วงปกติเกือบ 50% ขณะที่นักท่องเที่ยวจาก “ประเทศจอร์เจีย” ถือเป็นกลุ่มที่มาแรงที่สุดด้วยยอดใช้บริการที่เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า นครนายก เมืองรองมาแรง นอกจากจังหวัดใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ตและพัทยา ที่ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมและมีการใช้บริการเรียกรถเป็นอันดับต้น ๆ แล้ว จังหวัดเมืองรองก็ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ด้วยอานิสงส์ของนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล ทั้งโครงการ ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ หรือมาตรการ ‘เที่ยวดีมีคืน’ โดย 5 จังหวัดเมืองรองที่มียอดใช้บริการเรียกรถสูงที่สุด คือ อุดรธานี อุบลราชธานี เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ ขณะที่ ‘นครนายก’ ถือเป็นจังหวัดที่มาแรงที่สุดด้วยยอดเรียกรถที่เติบโตขึ้นกว่า 9 เท่า เนื่องจากเดินทางใกล้ สามารถไปเช้าเย็นกลับได้ และมีแหล่งท่องเที่ยวไฮไลท์สำคัญอย่างเขื่อนขุนด่านปราการชล น้ำตกนางรอง อุทยานวังตะไคร้ รวมถึงทุ่งบัวแดง ยี่เป็ง เชียงใหม่ ทำถึงโต 44% สำหรับ เทศกาลเชิงวัฒนธรรมและอีเวนท์ยังถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการเดินทางและท่องเที่ยว โดยเทรนด์ในปีนี้ พบว่า เทศกาลลอยกระทง โดยเฉพาะประเพณียี่เป็งในจังหวัดเชียงใหม่ มียอดเรียกใช้บริการเติบโตขึ้นถึง 44% รองลงมา คือ เทศกาลสงกรานต์ ด้านคอนเสิร์ตของศิลปินไทยและเทศก็ยังคงส่งผลให้ยอดใช้บริการเรียกรถเติบโตขึ้น โดยเฉพาะคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> IN BANGKOK ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 26 ตุลาคม ทำให้ยอดเรียกรถเพื่อเดินทางไปราชมังคลากีฬาสถานเติบโตขึ้นเกือบ 5 เท่าจากช่วงปกติ ผู้บริโภค ประหยัดเลือกรถ SAVER ทั้งนี้ หลังเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปีที่ผ่านมา บริการเรียกรถในราคาประหยัดอย่าง SAVER ทั้งรถยนต์ (GrabCar SAVER) และรถจักรยานยนต์ (GrabBike SAVER) ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ด้วยยอดใช้บริการที่เติบโตขึ้นกว่า 289% สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มองหาตัวเลือกของบริการในราคาที่ถูกลงในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด บริการจองรถล่วงหน้า (Advance Booking) ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 50% โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่นิยมเรียกใช้เพื่อเดินทางไปสนามบิน ขณะที่ฟีเจอร์รักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง ‘Grab EV Rides’ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสค้นหารถ EV เพื่อให้บริการเป็นตัวเลือกแรก ยังได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการ โดยสะท้อนผ่านยอดเรียกใช้บริการที่เติบโตขึ้นถึง 58% ส้มตำ-ชาเย็น ตัวตึงฟู้ดเดลิเวอรี จากในรอบปีที่ผ่านมา พบว่าอาหารประจำชาติอย่าง ‘ส้มตำ’ ยังคงครองแชมป์เมนูที่ขายดีที่สุดด้วยยอดสั่งกว่า 16 ล้านจานต่อปี โดยเฉพาะส้มตำปูปลาร้าที่มียอดสั่งสูงที่สุด รองลงมาคือข้าวมันไก่ ด้วยยอดขายกว่า 1.5 ล้านจาน จากกระแสไวรัลของ Gundum Effect ในญี่ปุ่นที่ส่งผลมาถึงความนิยมของเมนูข้าวมันไก่ในประเทศไทย และตามมาด้วยลาบหมู ด้วยยอดขายกว่า 1 ล้านจาน สำหรับกลุ่มเครื่องดื่มขายดี ปีนี้พบว่า เมนู ‘ชาเย็น’ (ทั้งชาไทยและชานมไข่มุก) มาแรงแซงหน้าแชมป์เก่าอย่างอเมริกาโนเย็น ด้วยยอดสั่งรวมทั้งปีกว่า 11 ล้านแก้ว จากอิทธิพลของลิซ่าที่ร่วมทำคอลแล็บส์กับ Erawhon ในชื่อเมนู ‘Thai up the World by Lisa’ จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก รองลงมาคือเมนูชาเขียวสุดฮิตด้วยยอดขายกว่า 9 ล้านแก้ว จากกระแสมัทฉะฟีเวอร์ที่ขาดตลาดจนกลายเป็นไวรัลข้ามปี ที่ได้รับความนิยมทั้งเครื่องดื่มและเบเกอรี ส่วน ‘อเมริกาโนเย็น’ ตกมาอยู่อันดับสามด้วยยอดสั่งรวมกว่า 8 ล้านแก้ว สำหรับฮอต ไอเทม ดาวรุ่งมาแรงประจำปีในกลุ่มเบเกอรี คือ ‘ชิโอะปัง’ ขนมปังเกลือที่มีต้นกำเนิดจากประเทศญี่ปุ่น ไปดังในเกาหลี จนไวรัลมาถึงไทย ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นกว่า 36 เท่า ส่วน ‘ชาองุ่นเคียวโฮปั่นทอปอัปด้วยครีมชีส’มาแรงสุดในกลุ่มเครื่องดื่มด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นกว่า 17 เท่า นอกจากนี้ ยังมี ‘แฮนด์โรล’ เมนูฮิตติดลมบนที่มาแรงสุดๆ ในสายฟู้ดดี้ ช่วยสร้างประสบการณ์การกินแบบโอมากาเสะในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยมียอดสั่งที่เติบโตขึ้นกว่า 300% สำหรับการตลาดผ่านความร่วมมือระหว่างแบรนด์ (Collaboration Marketing) ยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างสีสันและความแปลกใหม่ในปีที่ผ่านมา โดยเมนูคอลแล็บส์ที่ขายดีที่สุดในปีนี้ คือ โปรเจกต์ ‘Proudly, Made in Thailand’ แบรนด์ทาร์ตไข่สเปเชียลตี้ยอดนิยมอย่าง YOLK ได้ร่วมกับ 4 แบรนด์ไทยชั้นนำ อันได้แก่ โอ้กะจู๋ โรงคั่วกาแฟทรงวาด แก้วบูทีค และเจี้ยนชา พัฒนาเมนูคอลแล็บ 4 รสชาติพิเศษที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ซึ่งช่วยดันให้ยอดขายต่อวันเติบโตขึ้น 48 % นอกจากนี้ ยังพบว่าเทรนด์การกินที่ร้านก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยผู้ใช้บริการเลือกซื้อดีลส่วนลดและใช้บริการจองร้านผ่านแอปพลิเคชันในโอกาสพิเศษหรือไปรับประทานอาหารกันเป็นกลุ่ม โดย 3 ประเภทร้านที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ บุฟเฟต์ ร้านปิ้งย่าง และร้านอาหารญี่ปุ่น ส่วนร้านที่มาแรงที่สุดแห่งปี คือ ‘Kanori Hand Roll Bar’ ที่ถือเป็นผู้บุกเบิกร้านแฮนด์โรลสไตล์ญี่ปุ่นเจ้าแรกในไทย ด้วยยอดขายเติบโตกว่า 5 เท่าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา กรุงเทพฯ ที่สุดแห่งคนละครึ่งพลัส ขณะที่ โครงการแห่งปี ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นยอดขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งหน้าร้านและผ่านเดลิเวอรี โดยผู้บริโภคนิยมใช้คนละครึ่งพลัสสั่งอาหารในมื้อเที่ยงมากที่สุด มียอดสั่งเฉลี่ยประมาณ 80 – 120 บาทต่อออเดอร์ และคนในกรุงเทพฯ ครองแชมป์การใช้คนละครึ่งพลัสผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีมากที่สุด สำหรับร้านอาหารที่ขายดีที่สุดผ่านแกร็บคือ ‘สยามกะเพราคาเฟ่ – บรรทัดทอง’ โดยมียอดขายเติบโตเฉลี่ยสูงกว่าปกติถึง 14 เท่า Alternate-X สรุปให้ แกร็บเปิดเทรนด์ ‘ที่สุดแห่งปี 2025’ พบการเรียกรถ–ฟู้ดเดลิเวอรีโตต่อเนื่องจากท่องเที่ยว อีเวนต์ และสายมูเรียกรถไปส่งเทวาลัยพระพิฆเนศ ห้วยขวาง ฮอตสุดพุ่ง 678% ขึ้นแท่นแลนด์มาร์กใหม่ ขณะที่คอนเสิร์ต BLACKPINK ดันยอดเรียกรถไปสนามราชมังฯ โตเกือบ 5 เท่า ส่วนเป็งเชียงใหม่โต 44% บริการฟู้ดเดลิเวอรี ‘ส้มตำ’ ครองแชมป์ เมนู ‘ชาเย็น’ แซงอเมริกาโนเย็น ยอดสั่ง 11 ล้านแก้ว และคนในกรุงเทพฯ ครองแชมป์ใช้ ‘คนละครึ่งพลัส’ สะท้อนพฤติกรรมประหยัด เลือกบริการ SAVER มากขึ้น
‘EVEANDBOY’ ดึง’Chalotte’ รีเฟรชแบรนด์ ทำธุรกิจ20ปี มีรายได้ 9 พันล้าน
‘EVEANDBOY’ ร้านค้าปลีกความงามแนวคิดมัลติแบรนด์ บิวตี้ ไอเทม ที่มีอายุร่วม 20 ปี ดึงคาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ผ่านร้านสาขาแฟล็กชิปใจกลางสยาม ส่งต่อเทรนด์ความงามปีหน้า เทคโนโลยีความงามยั่งยืน มาแรง สิ้นปีเป้าหมายโต 30% ย้อนกลับไปในปี 2548 หรือ 20 ปีก่อน คือปีเริ่มต้นของแบรนด์ ‘EVEANDBOY’ เข้าสู่ธุรกิจร้านค้าปลีกความงาม จากแนวคิดของ ‘บอย-หิรัญ ตันมิตร’ ทายาทเจ้าของร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในจังหวัดมหาสารคาม ที่มองเห็นโอกาสในตลาดนี้ที่ยังไม่มีใครทำในเวลานั้น การเข้ามาของ ร้าน ‘EVEANDBOY’ ในครั้งนั้นยังเป็นช่วงจังหวะที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จากทั้งกำลังซื้อที่มีมากขึ้นและต้องการสินค้าบิวตี้ ไอเทม ที่หลากหลายให้เลือกในพื้นที่เดียวกัน ทำให้ร้านบิวตี้สโตร์ได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนขยายไปยังจังหวัดขอนแก่น ที่ได้การตอบรับสูงเช่นกัน จากนั้นในปี 2555 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ ‘EVEANDBOY’ มีโอกาสเข้ามาปักหมุดเปิดร้านใจกลางกรุงเทพฯ สาขาแรกย่านสยามสแควร์ พร้อมสร้างปรากฎการณ์ในตลาดค้าปลีกพิเศษกลุ่มสินค้ำความงาม ให้เป็นที่ต้องการกลุ่มคนเมืองหลวง และในจังหวัดอื่นๆ ทำให้ธุรกิจขยายสาขาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน 70 สาขาทั่วประเทศ ปัจจุบัน EVEANDBOY มีสินค้าแบรนด์ระดับโลก และท้องถิ่นระดับภูมิภาค จากยุโรป อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไทย และประเทศอื่นๆ รวมกว่า 100,000 รายการ หิรัญ ตันมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟ แอนด์ บอย จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านค้าปลีกความงาม อีฟแอนด์บอย (EVEANDBOY) กล่าวว่าในโอกาส ‘EVEANDBOY’ ครบรอบ 20 ปี ได้จัดงาน ‘EVEANDBOY 20th Anniversary : The Future of Beauty Legacy’ เผยโฉม EVEANDBOY Centerpoint Siam Square สาขาแฟล็กชิป สโตร์ บนพื้นที่กว่า 850 ตารางเมตร ใจกลางสยามสแควร์ โดย EVEANDBOY’ ยังร่วมกับ ‘ชรารัตน์ สาระอาภรณ์’ หรือ ‘Mackcha’ ศิลปินไทยผู้สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ ให้โลดแล่นบนพื้นที่สโตร์แห่งใหม่ พร้อมด้วยผลงานศิลปะ EVEANDBOY x Chalotte Sculpture สำหรับสโตร์โฉมใหม่ที่มาพร้อมกับคาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ ยังได้รับแรงบันดาลใจจากนักบัลเล่ต์ ด้วยเป็นศิลปะที่มีความคลาสสิก สะท้อนผ่านเด็กผู้หญิงที่มีจินตนาการและความฝัน เช่นเดียวกับ EVEANDBOY ที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนสวยขึ้นในแบบของตัวเอง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จากร้านบิวตี้สโตร์เล็กๆ สู่บิวตี้รีเทลอันดับ 1 จัดโซนใหม่แบบ Easy Beauty สำหรับความพิเศษของแฟล็กชิฟสโตร์ EVEANDBOY Centerpoint Siam Square (Flagship Store) ยังได้ปรับคอนเซปต์ดีไซน์ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น แยกหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน อาทิ ชั้น 1: Trendy Makeup Station รวบรวมเมคอัพ ตามกระแส K-Beauty, T-Beauty และไอเท็มกระแสแรงจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว ชั้น 2: Skin & Hair Care Sanctuary โซนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม ชั้น 3: Fragrance & Global Brands น้ำหอมและแบรนด์ดังระดับโลก หิรัญ เสริมว่า “เสน่ห์ของการช้อปปิ้งออฟไลน์ไม่เคยหายไปไหน การที่เรานำเสนอประสบการณ์พิเศษต่อลูกค้า ทั้งบริการ การสร้างบรรยากาศโดยรอบ รวมไปถึงการได้ทดลองสินค้าใหม่ก่อนใคร รวมถึงมุมมองการมองเห็นสินค้าที่หลากหลายให้เลือกแบบละลานตาในบรรยากาศชวนซื้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเสน่ห์ของการช้อปปิ้งออฟไลน์ในทุกๆ สาขาไม่ใช่เฉพาะแค่สาขานี้” เทคฯ บิวตี้-สวยยั่งยืน หิรัญ กล่าวถึง เทรนด์ความสวยความงามในปีหน้า จะเป็นเทคโนโลยีและความงามแบบยั่งยืนจะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคมองหาและให้ความสำคัญ ในการดูแลตัวเองแบบองค์รวมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดูแลทั้งภายในและภายนอก รวมไปถึง ‘Authenticity’ หรือการแสดงออกถึงความเป็นตัวเองและความงามอย่างแท้จริงด้วย ส่วนบิวตี้ไอเทมที่น่าจับตามองในปีหน้า คาดว่า ไอเทมที่มีคุณสมบัติแบบไฮบริด (Hybird) อาทิ รองพื้นที่มีส่วนผสมของสกินแคร์ ลิปบำรุงริมฝีปาก หรือบลัชออนที่มีส่วนผสมของสารกันแดด ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สวยและบำรุงในไปตัวพร้อมๆ กัน เป็นไอเทมที่ผู้บริโภคมองหา โดย EVEANDBOY ได้ติดตามเทรนด์พร้อมทำตลาดทุกผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในทุกสาขา สำหรับผลประกอบการ อีฟแอนด์บอย ย้อนหลัง 5 ปี จาก dataforthai รายงานมีกำไรต่อเนื่องทุกปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2567) ปี 2563 รายได้กว่า 2,200 ล้านบาท กำไรเกือบ 400 ล้านบาท คิดเป็น 17.91% ของรายได้ ปี 2564 รายได้กว่า 1,800 ล้านบาท กำไรกว่า 270 ล้านบาท คิดเป็น 14.94% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 2,700 ล้านบาท กำไรเกือบ 500 ล้านบาท คิดเป็น 18.09% ของรายได้ ปี 2566 รายได้กว่า 3,500 ล้านบาท กำไรกว่า 750 ล้านบาท คิดเป็น 21.65% ของรายได้ ปี 2567 รายได้กว่า 4,400 ล้านบาท กำไรกว่า 1,000 ล้านบาท คิดเป็น 24.03% ของรายได้ อย่างไรก็ตาม จากบทสัมภาษณ์หิรัญ ผ่านสื่อในช่วงกลางปี2568 ที่ผ่านมา เขาบอกว่า อีฟแอนด์บอยทำรายได้ทะลุ 7,000 ล้านบาท และในปี 2568 นี้ ตั้งเป้าเติบโตจากปีก่อนหน้า 30% หรือจะมีรายได้ราว 9,100 ล้านบาท ขณะที่ Statista ผู้วิจัยข้อมูลตลาดอุตสาหกรรม ระบุในปี 2568 มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลส่วนบุคคล (Beauty & Personal Care) ในประเทศไทยจะอยู่ที่ประมาณ 255,600 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.6% อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 Alternate-X สรุปให้ EVEANDBOY ก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ฉลองครบ 20 ปี พร้อมรีเฟรชแบรนด์ผ่านคอลแล็บส์คาแรกเตอร์ ‘Chalotte’ สร้างภาพจำใหม่ให้แฟล็กชิปสโตร์ เปิด EVEANDBOY Centerpoint Siam Square โฉมใหม่ บนพื้นที่กว่า 850 ตร.ม. ปรับโซนร้านเป็น Easy Beauty รองรับเทรนด์บิวตี้โลกและประสบการณ์ออฟไลน์ รับรายได้ปี 2568 คาดแตะเกือบ 9,100 ล้านบาท ตอกย้ำบิวตี้รีเทลอันดับ 1 ของไทย
เทรนด์ลงทุนDigital Asset ปี69 กระแสแปลงหุ้นเป็นโทเคนมาแรง-ตลาดหุ้นไ่ม่เซ็กซี่
Bitget มองเทรนด์ปี 2026 การแปลงหุ้นเป็นโทเคนมาแรงหนุนตลาดคริปโทเติบโตสูง มองช่วยดันวอลลุ่มเทรดหุ้นเทคโนโลยีแตะ 10,000 ล้านดอลลาร์ ‘เกรซี่ เฉิน’ (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าในปี 2026 จะเห็นระบบการเงินแบบดั้งเดิมเข้าหาเทคโนโลยีการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบของโทเคนดิจิทัลหรือ Tokenization มากขึ้น หลังจากที่ปี 2025 นี้ กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯได้ทำให้เกิดกระแสของ Stablecoin เติบโตอย่างรวดเร็วและถูกใช้งานจริงอย่างกว้างขวางมากขึ้น โดยสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตมากที่สุดคือหลักทรัพย์หรือหุ้นที่จะถูกแปลงอยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลหรือ Tokenize Equity ที่จะสามารถซื้อขายได้ผ่านแพลตฟอร์มคริปโทรวมถึงแพลตฟอร์มการลงทุนแบบดั้งเดิมจะทำการเพิ่มโปรดักต์ประเภทนี้เข้ามาด้วย ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) สหรัฐฯได้ออกมาอนุญาตให้ DTCC หรือบริษัทกลางชำระหลักทรัพย์สามารถใช้บล็อกเชนในการ Tokenize ตราสารทางการเงินอย่างหุ้นและพันธบัตรต่าง ๆ ถือเป็นพัฒนาการสำคัญที่น่าจับตา นอกจากนี้ โครงการนำร่องของคณะกรรมการกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสหรัฐฯหรือ CFTC อนุญาตให้ Bitcoin, Etherereum และเหรียญ USDC สามารถนำมาใช้เป็นสินทรัพย์สำรองสำหรับการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ได้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งว่าคริปโทกำลังถูกผสานเข้าสู่ระบบการเงินดั้งเดิมอย่างแท้จริง “ข้อดีของการซื้อขายหุ้นแบบโทเคนดิจิทัลคือสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมงเปิดโอกาสให้เทรดเดอร์สามารถเข้าร่วมตลาดได้ข้ามเขตเวลาโดยไม่สะดุด ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม ลงไปได้อย่างมาก คาดว่าหุ้นที่จะได้รับความนิยมในการซื้อขายบนโทเคนดิจิทัลมากที่สุดคือหุ้นที่เกี่ยวกับคริปโทรวมถึงหุ้นเทคโนโลยีที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันเป็นอย่างดี” ขณะที่ Bitget ในฐานะแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ยุคใหม่ที่รวมศูนย์ทั้งการเงินแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าไว้ด้วยกัน (Universal Exchange : UEX) มองว่าหลังจากที่ได้เปิดซื้อขายหุ้นสหรัฐฯในรูปแบบโทเคนดิจิทัลได้เห็นปริมาณการซื้อขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน ปริมาณการซื้อขายแบบสปอตของโทเคนหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 452% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่ปริมาณการซื้อขายในตลาดล่วงหน้าพุ่งขึ้นถึง 4,468% เทียบรายเดือนและวอลลุ่มเทรดสะสมรวมตั้งแต่เปิดซื้อขายแตะระดับ 10,000 ล้านดอลลาร์ โดยปริมาณการซื้อขายหลักจะอยู่ที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Mega-cap) อย่าง Tesla, Meta, MicroStrategy, Apple และกองทุน ETF ที่อ้างอิงกับ Nasdaq-100 สอดคล้องกับพฤติกรรมของตลาดคริปโทที่เชื่อมโยงกับดัชนีหุ้นเทคโนโลยีอย่าง Nasdaq เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการ บิตเก็ต (Bitget) โทเคน ดิจิทัล สู่สินทรัพย์หลัก ล่าสุด Bitget เปิดตัว Bitget TradFi เวอร์ชั่น Private Beta โดยสามารถเทรดตราสารการเงินต่างๆได้บนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน โลหะมีค่า สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนีตลาดหุ้น โดยใช้เหรียญ USDT เป็นหลักประกัน รองรับความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่จะเข้าถึงตลาดการเงินแบบดั้งเดิมที่มีมูลค่ารวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะสนับสนุนให้หุ้นในรูปแบบโทเคนดิจิทัลไม่ใช่แค่การทดลองอีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่การเป็นสินทรัพย์กระแสหลักที่กำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุนระดับโลก ช่วงเวลานี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ความมั่งคั่งกำลังเปลี่ยนผ่านคริปโท หุ้น ทองคำอัตราแลกเปลี่ยน และสินค้าโภคภัณฑ์ สามารถอยู่ร่วมกันภายใต้ระบบเดียว 3 ปัจจัยหนุนสินทรัพย์ ดิจิทัล ทั้งนี้ Alternate-X คาดแนวโน้มการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา พบว่าเทรนด์ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2026 คาดว่า จะยังมีการขยายตัวจาก 3 ปัจจัยสนับสนุน นโยบายดอกเบี้ยขาลง ตามทิศทางโลก มีผลต่อการฝากเงินหรือลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรได้ผลตอบแทนที่ต่ำลง ทำให้นักลงทุนมองหาช่องทางลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตเคอร์เรนซีจึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและดึงดูดเงินทุนให้ไหลเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ตลาดทุนชะลอตัว ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง หรือมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่ไม่จูงใจ นักลงทุนอาจย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดหุ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือแสวงหาโอกาสในตลาดอื่น ทำให้ตลาดคริปโตฯ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงจึงได้รับอานิสงส์จากเงินทุนส่วนนี้ การเติบโตเงินที่มีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน (เงินสีเทา) ที่ขยายตัวทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา มีผลต่อการโยกย้ายสู่รูปแบบคริปโตฯ ด้วยสามารถถูกโอนย้ายและปกปิดเส้นทางการเงินได้ง่ายกว่า ด้วยมีลักษณะการทำธุรกรรมแบบกระจายศูนย์และยากต่อการตรวจสอบย้อนหลัง อาจทำให้ความต้องการใช้คริปโตฯ เป็นช่องทางในการฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายนี้ ส่งผลให้เกิดเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดและทำให้ตลาดขยายตัว จากปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดคริปโตเคอร์เรนซี ส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มขยายตัวและเติบโตขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ในปี 2026 Alternate-X สรุปให้ ปี 2569 การลงทุนดิจิทัลเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยโครงสร้าง ทำให้ตลาดหุ้นขาดความน่าสนใจ ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ดอกเบี้ย และภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าความเชื่อมั่นนักลงทุน นักลงทุนรุ่นใหม่หันมองสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้าถึงง่ายและมีสตอรี่การเติบโตชัดเจน กระแสแปลงหุ้นเป็นโทเคน (Tokenization) กลายเป็นเทรนด์ใหม่ของตลาดทุน โทเคนเปิดโอกาสเพิ่มสภาพคล่องและรูปแบบการลงทุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้นในยุคดิจิทัล
ไอคอนสยาม x พี่จ๋า ‘มาร์ค ต้วน’ ขึ้นสเตจโชว์ริมน้ำ ฉลองเคาน์ดาวน์ 2026 สะกดโลก
ไอคอนสยาม ย้ำ ‘ป๊อป พาวเวอร์’ สร้างภาพจำมหัศจรรย์ประเทศไทยระดับโลก ดึง ‘มาร์ค ต้วน’ ร่วมส่งท้ายปี2025 ขึ้นเวที Amazing Thailand Countdown 2026 สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ในช่วงส่งท้ายปี 2025 ต้อนรับปี 2026 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม จัดกิจกรรมการตลาดผ่านประสบการณ์สร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘A GLOBAL PHENOMENAL CELEBRATION AT THE ICON UNRIVALED – มหาปรากฏการณ์เคานต์ดาวน์ ผนึกกำลังสุดยิ่งใหญ่ ฉลองไทยสะกดโลก’ ระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม “ไอคอนสยาม ร่วมกับภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน และพันธมิตรระดับนานาชาติ ใช้เฟสติวัลระดับโลก ย้ำความมหัศจรรย์ประเทศไทย” สำหรับมหกรรมดังกล่าว ไอคอนสยาม ยังทำงานร่วมกับศิลปินเกาหลีระดับโลก ‘มาร์ค ต้วน’ สมาชิกบอยแบนด์ GOT7 มาร่วมขึ้นเวทีกับศิลปินไอคอนิคของไทย ใน ‘คอลลาบอเรชั่น โชว์’ พิเศษเพื่อสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการบันเทิง พร้อมพาทุกคนก้าวเข้าสู่ปี 2026 ด้วยช่วงเวลาแห่งความประทับใจจากโชว์ที่ออกแบบมาเพื่อเวทีเคานต์ดาวน์ของไอคอนสยามโดยเฉพาะ และมอบเป็นของขวัญสุดพิเศษให้กับทุกคน เคานต์ ดาวน์ไทย ระดับโลก นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ที่สุดแห่งปี ด้วยศิลปินกว่า 200 ชีวิต ทั้งระดับโลกและแถวหน้าของเมืองไทย ผลัดเปลี่ยนให้ความสนุกตลอด 5 วันเต็ม ด้วยการแสดงจากศิลปินท็อปลิสต์และโชว์พิเศษ ยกระดับมาตรฐานงานเคานต์ดาวน์ของไทยสู่เวทีโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Unrivaled Global Celebration – Endless Riverfront Entertainment Arena’ ‘ป๊อป พาวเวอร์’ ส่งพลังสุข โดย ไอคอนสยาม เปิดลิสต์ไลน์อัพศิลปิน ที่เข้าร่วมกับ 5 จังหวะดนตรีสู่ความบันเทิงแบบไร้ขีดจำกัดที่ไอคอนสยาม เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงระดับโลก ช่วงระหว่างวันที่ 27-31 ธันวาคม 2025 ดังนี้ วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เนรมิตรเวทีไอคอนสยามในรูปแบบ POP POWER เพื่อให้พลังของความ Pop ส่งต่อสู่ทุกคน นำโดย PiXXiE, 4EVE, ATLAS, DMD BOYS และ XEBIS Entertainment วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ความบันเทิงในรูปแบบของ DANCE FORCE นำโดย URBOYTJ, CDGUNTEE & NARA, CIR*CRL, THE 52 ARENA และ Paulie Sirisant (DJ) พร้อมเนรมิตพื้นที่ริเวอร์ พาร์คให้กลายเป็น Riverfront Dance Arena ฟลอร์เต้นรำขนาดใหญ่ที่สุดริมเจ้าพระยา วันที่ 29 ธันวาคม 2568 จังหวะร็อคพร้อมจังหวะเลิฟในงานเคานต์ดาวน์ไอคอนสยามเต็มไปด้วยจังหวะ LOVE ที่จะทำให้ทุกคนได้กลับมารักในจังหวะของตัวเองอีกครั้ง นำโดย Slot Machine, Three Man Down, Y2Z, ศิลปินจาก IAM และศิลปินจาก WAYDAY วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เต็มไปด้วยโมเมนต์ความประทับใจ ในการกลับมารวมตัวแบบครบวงอีกครั้งของ LAZ1, การแสดงพิเศษจากหลิง-ออม, เก่ง-น้ำปิง และการแสดงอื่นๆ จาก Angel Angie, Prim, DRIPA, Fluke Pongsapat และ In The 8ight ภายในคอนเซ็ปต์ STAR HARMONY วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ค่ำคืนเคานต์ดาวน์พิเศษ GLOBAL PHENOMENON STAGE พบศิลปินระดับโลกและศิลปินไอคอนนิคของไทย ร่วมส่งท้ายปี นำโดย MARK TUAN, Jeff Satur, Bodyslam, BUS because of you i shine, PROXIE, DEXX, Shining Boy Trainees, ซี-นุนิว และ เติ้ล-เฟิร์สวัน 8 เช็คลิสต์ร่วมงาน ผู้สนใจ เตรียมพร้อมเข้างานเคานต์ดาวน์ไอคอนสยาม ได้ดังนี้ วิธีที่ 1 ฟรี! ร่วมสนุกทาง Social Media ICONSIAM วิธีที่ 2 ฟรี! Walk-In วิธีที่ 3 สมัครสมาชิกใหม่ ONESIAM SuperApp วิธีที่ 4 สมาชิก ONESIAM ช็อปสะสมครบตามกำหนด วิธีที่ 5 ICONSIAM x MARK TUAN Exclusive Fan Meeting *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด วิธีที่ 6 Fast Fan เพื่อนักช็อปแห่งไอคอนสยาม วิธีที่ 7 ช็อปของถูกใจ พร้อมร่วมสนุกจับกาชาปอง วิธีที่ 8 ONESIAM GLOBAL VISITOR CARDS HOLDERS * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมทาง www.iconsiam.com หรือ Facebook: ICONSIAM Alternate-X สรุปให้ ไอคอนสยามจับมือพันธมิตร เปิดมหาปรากฏการณ์ Amazing Thailand Countdown 2026 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้กลยุทธ์ ‘ป๊อป พาวเวอร์’ ดึงศิลปินระดับโลก ‘มาร์ค ต้วน’ ร่วมโชว์พิเศษกับศิลปินไทย จัดเต็ม 5 วัน 27–31 ธันวาคม 2568 รวมศิลปินกว่า 200 ชีวิต ครอบคลุมทุกแนวดนตรี ยกระดับงานเคานต์ดาวน์ไทยสู่เวทีโลก สร้างภาพจำประเทศไทยด้านเฟสติวัลระดับสากล ตอกย้ำบทบาทไอคอนสยามในฐานะ Global Destination ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลกส่งท้ายปี
ก่อนเหตุปะทะชายแดน ‘กัมพูชา’ เอ็มโอยู ‘Trip.com’ ดีลที่เกือบพังแบรนด์ระดับโลก
ในช่วงก่อนปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา หนึ่งสัปดาห์ มี MOU ที่เกือบทำแบรนด์พัง บทเรียนราคาแพงของ Trip.com แพล็ตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกที่ไปจับมือกับรัฐบาลกัมพูชา ร่วมแผนดันสู่ปลายทางเที่ยวอาเซียน ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาที่ดำเนินอยู่ในหลายมิติ ล่าสุดได้เกิดอีกหนึ่งประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ เมื่อปรากกฏความร่วมมือระหว่าง Trip.com Group แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่ระดับโลก กับภาครัฐของประเทศกัมพูชา ที่ถูกจับตามองอย่างหนัก โดยเฉพาะในหมู่ผู้ใช้งานชาวจีน ซึ่งแสดงความไม่พอใจและตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล จนลุกลามกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการประกาศลบแอปอย่างต่อเนื่อง หากมองภาพรวม ความร่วมมือระหว่าง Trip.com Group กับกัมพูชา ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ ขยับจากระดับนโยบาย สู่ระดับธุรกิจ และในที่สุดได้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวในสายตาสังคมออนไลน์จีน เรื่องของเรื่องมันเริ่มมาจาก ก่อนหน้านี้มีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ผู้บริหารระดับสูงของ Trip.com Group นำโดย เจน ซุน (Jane Sun) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้พบหารือกับ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองในการผลักดันกัมพูชาให้เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน พร้อมหารือถึงการใช้ศักยภาพของแพลตฟอร์ม Trip.com ในการสนับสนุนนโยบายด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา การพูดคุยดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบแพ็กเกจท่องเที่ยวแบบครบวงจร การเดินทางเข้า–ออกประเทศ การจองที่พัก การทำตลาดดิจิทัล ไปจนถึงกิจกรรม MICE ร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือครั้งนี้ถูกวางกรอบไว้ในระดับยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ต้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘กัมพูชา’ Victim Brand จุดขายจาก ‘เรื่องเล่า’ ผู้เล่นเรียกความสนใจในตลาดโลก ต่อมา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2025 แผนดังกล่าวได้ก้าวสู่ขั้นที่เป็นรูปธรรม เมื่อ ‘คิม มิเนีย’ (Kim Minea) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร การท่องเที่ยวแห่งชาติกัมพูชา ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการตลาดและดิจิทัลกับ Trip.com Group โดยมี เฉิน กว่านฉี (Chen Guanqi) รองประธาน Trip.com Group เป็นผู้แทนฝ่ายบริษัท แม้ในเอกสารจะระบุว่าเป็นเพียงความร่วมมือด้าน Destination Marketing และการโปรโมตการท่องเที่ยว แต่ในสายตาของผู้ใช้งานจำนวนมาก ข้อตกลงดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการยกระดับสู่ ‘ความร่วมมือเชิงลึก’ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้แพลตฟอร์ม เพื่อนำไปออกแบบแคมเปญและผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวสำหรับกัมพูชา ทันทีที่ข่าวถูกเผยแพร่ออกมา กระแสต่อต้านในหมู่ผู้ใช้ชาวจีนปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว บนสื่อสังคมออนไลน์จีน มีคำถามจำนวนมากพุ่งตรงไปที่ Trip.com ว่า “ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้ถูกนำไปใช้ลึกแค่ไหน ใครสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ และแพลตฟอร์มยังยืนอยู่ฝั่งผู้ใช้ หรือเลือกเดินหน้าหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ” ความไม่พอใจยิ่งทวีความรุนแรง เนื่องจากกัมพูชายังถูกมองว่ามีความเสี่ยงด้านอาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ และคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย ซึ่งในอดีตเคยส่งผลกระทบต่อพลเมืองจีนมาแล้ว ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากไม่ยอมรับการที่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายใหญ่เดินหน้าความร่วมมือเชิงลึกโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองข้อมูล ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ Trip.com Group ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาเป็นเพียงการโปรโมตการท่องเที่ยวบนแพลตฟอร์ม Ctrip ในประเทศจีนเท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือเดียวกับที่บริษัททำร่วมกับหน่วยงานการท่องเที่ยวในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยยืนยันว่าไม่มีการแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ใช้ใด ๆ และไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของ Trip.com ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ภายในวันเดียวกัน Trip.com Group ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่สอง ประกาศ ระงับความร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาโดยทันที หลังรับทราบถึงความกังวลของผู้ใช้บริการ พร้อมย้ำว่าไม่มีการขายหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลตามที่มีการกล่าวอ้าง และบริษัทยังคงยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุดด้านความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลผู้ใช้ในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ แบรนด์พลาดท่า ‘ภูมิรัฐศาสตร์–ข้อมูล–ความเชื่อมั่น’ กรณีความร่วมมือระหว่าง Trip.com Group กับกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชา ที่ลุกลามกลายเป็นกระแสต่อต้านในหมู่ผู้ใช้ชาวจีน ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะตัวของแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรายหนึ่ง หากแต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แบรนด์เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มระดับโลกต้องเผชิญมากขึ้นในยุคที่ ‘ข้อมูล–ภูมิรัฐศาสตร์–ความรู้สึกของผู้ใช้’ เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก แม้ Trip.com จะออกมาย้ำหลายครั้งว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นเพียงการโปรโมตการท่องเที่ยว ไม่มีการแลกเปลี่ยนหรือใช้ข้อมูลผู้ใช้ แต่ปฏิกิริยาจากสังคมออนไลน์จีนกลับรุนแรงเกินกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้ จนต้องประกาศระงับความร่วมมือภายในเวลาอันรวดเร็ว เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่แบรนด์ระดับโลกต้องเผชิญ ‘ต้นทุนทางความเชื่อมั่น’ จากการตัดสินใจเชิงธุรกิจที่ไปพาดพิงกับรัฐ อำนาจการเมือง หรือพื้นที่ขัดแย้ง โดยมีกรณีศึกษาจากหลายแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เคยเผชิญแรงต้านในลักษณะเดียวกัน Google กับโครงการ Dragonfly เมื่อเสิร์ชเอนจิน กลายเป็นเครื่องมือรัฐ หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุด คือ Google กับโครงการ Dragonfly ซึ่งเป็นแผนพัฒนาเสิร์ชเอนจินสำหรับตลาดจีน ที่ยอมปรับระบบให้สอดคล้องกับการเซ็นเซอร์ของรัฐบาลจีน แม้โครงการดังกล่าวจะยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อรายละเอียดรั่วไหลออกมาในปี 2018 ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ทั้งภายในองค์กรและในสายตาสาธารณชนทั่วโลก พนักงาน Google จำนวนมากออกมาคัดค้าน โดยมองว่า Dragonfly ขัดกับหลักการพื้นฐานของบริษัทด้านเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูล และอาจเปิดช่องให้รัฐติดตามพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้ แรงต้านดังกล่าวรุนแรงจน Google ต้องออกมาชะลอโครงการ และสุดท้าย Dragonfly ก็กลายเป็น ‘โปรเจกต์ต้องห้าม’ ที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการที่แบรนด์เทคโนโลยีประเมินแรงกระเพื่อมทางจริยธรรมและความเชื่อมั่นต่ำเกินไป แม้จะเป็นตลาดขนาดมหาศาลอย่างจีนก็ตาม Apple กับการย้ายข้อมูล iCloud ในจีน อีกหนึ่งกรณีที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์ของ Trip.com คือ Apple กับการย้ายข้อมูล iCloud ของผู้ใช้จีนไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่บริหารโดยบริษัทท้องถิ่นในจีน เรื่องนี้มองว่า ‘ถูกกฎหมาย แต่ผู้ใช้ไม่ชอบใจ’ Apple ยืนยันมาโดยตลอดว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายท้องถิ่น และบริษัทไม่ได้ลดมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูล แต่ในสายตาของนักสิทธิมนุษยชนและผู้ใช้จำนวนมาก การย้ายข้อมูลครั้งนี้ถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงข้อมูลโดยรัฐ ผลลัพธ์คือ แม้ Apple จะไม่ได้เผชิญการลบแอปในวงกว้างเหมือน Trip.com แต่ภาพลักษณ์ของบริษัทในฐานะ ‘ผู้พิทักษ์ความเป็นส่วนตัว’ ก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก โดยเฉพาะในโลกตะวันตก กรณีของ Apple แสดงให้เห็นว่า แม้การตัดสินใจจะ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ แต่ก็อาจไม่เพียงพอในเชิงความเชื่อมั่น หากผู้ใช้รู้สึกว่าแบรนด์ยอมถอยเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางตลาด Airbnb กับความร่วมมือในพื้นที่ขัดแย้ง อีกตัวอย่างสุดท้ายกับกรณี Airbnb เคยเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการให้บริการในพื้นที่ขัดแย้งทางการเมือง เช่น เขตเวสต์แบงก์ หรือบางประเทศที่มีปัญหาสิทธิมนุษยชน แม้ Airbnb จะพยายามวางตัวเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านการท่องเที่ยว แต่การตัดสินใจว่าจะ “เปิด” หรือ “ปิด” บริการในพื้นที่ใด กลับถูกตีความว่าเป็นการเลือกข้างทางการเมืองโดยปริยาย ในบางกรณี Airbnb ถูกวิจารณ์ว่ากำลังสร้างรายได้จากพื้นที่ขัดแย้ง ขณะที่ในบางกรณี การถอนตัวก็ทำให้บริษัทถูกโจมตีจากอีกฝั่งหนึ่ง ส่งผลให้ Airbnb ต้องปรับนโยบายหลายครั้ง และยอมรับว่า “ธุรกิจแพลตฟอร์มไม่สามารถแยกตัวออกจากภูมิรัฐศาสตร์ได้อีกต่อไป” กรณีดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญของแบรนด์ขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล ที่สะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือทางธุรกิจ โดยเฉพาะกับภาครัฐหรือประเทศที่มีความอ่อนไหวด้านภาพลักษณ์และความปลอดภัย ไม่ได้ถูกประเมินเฉพาะในมิติทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากผู้ใช้ ซึ่ง ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความโปร่งใส’ อาจมีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์เชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว เคสเหล่านี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์ขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัลว่า การลงนาม MOU หรือความร่วมมือกับภาครัฐ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องประเมิน “ต้นทุนทางสังคม” และ “ต้นทุนทางความเชื่อมั่น” อย่างรอบด้าน ในโลกที่ผู้ใช้สามารถลบแอป แบนแบรนด์ และตั้งคำถามต่อศีลธรรมของบริษัทได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรยังขาดความเข้าใจต่อบริบททางการเมือง ความอ่อนไหวทางสังคม และความรู้สึกของผู้ใช้ในแต่ละตลาด กรณีของ Trip.com สะท้อนชัดว่า แม้บริษัทจะรีบชี้แจงและยืนยันจุดยืนเรื่องการไม่ใช้หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ใช้ แต่ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนแล้วกลับไม่อาจฟื้นคืนได้ทันที เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นคำถามปลายเปิดสำหรับทุกแบรนด์ระดับโลกว่า ในยุคที่ข้อมูลคืออำนาจ และความไว้วางใจเปราะบางกว่าที่เคย จุดยืนขององค์กรนั้น ถูกผู้ใช้มองว่าอยู่เคียงข้างใครกันแน่ ผลประโยชน์ของรัฐ ตลาด หรือผู้ใช้งานของตนเอง Alternate-X สรุปให้ ความร่วมมือ MOU ระหว่าง Trip.com กับรัฐบาลกัมพูชา ถูกมองว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัยข้อมูลผู้ใช้ โดยเฉพาะผู้ใช้งานชาวจีนตั้งคำถามหนัก จนเกิดกระแสลบและลบแอปเป็นวงกว้าง แม้ Trip.com ยืนยันว่าเป็นเพียงการทำ Destination Marketing แต่แรงกดดันสูงเกินคาด ทำให้บริษัทตัดสินใจระงับความร่วมมือทันที เพื่อลดความเสียหายต่อความเชื่อมั่น กรณีนี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญของแบรนด์โลกในยุคที่ ‘ข้อมูล–ภูมิรัฐศาสตร์–ความเชื่อใจ’ แยกจากกันไม่ได้ STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
MI รีวิวอุตฯสื่อปี68 หวิดติดลบแตะ 8.6 หมื่นล.ปีหน้าท้าทาย-ไทยท้ายแถวอาเซียน
เศรษฐกิจไทยปี 2568 กดดันเม็ดเงินโฆษณาเฉียด 8.6 หมื่นล้านบาท เติบโตใกล้ศูนย์ ขณะที่ปี 2569 ไทยโตช้าสุดในอาเซียน ทำให้แบรนด์ต้องเร่งปรับสมดุลกลยุทธ์รับความผันผวน ภวัต เรืองเดชบวร ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) กล่าวว่า จากข้อมูล 11 เดือนแรกในปี 2568 พบว่าเม็ดเงินโฆษณารวมทั้งออนไลน์และดิจิทัลมีมูลค่าประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยหายไปเพียงราว 200 กว่าล้านบาท สำหรับในเชิงรายสื่อ หมวดสื่อโทรทัศน์ ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินโฆษณาติดลบประมาณ 6% ขณะที่สื่อดิจิทัล แม้ยังเติบโต แต่ขยายตัวเพียง 4% ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก สะท้อนความระมัดระวังในการใช้งบของแบรนด์ ในรอบปีที่ผ่านมา โดยสื่อที่ยังเติบโตโดดเด่น คือ สื่อนอกบ้าน (Out Of Home-OOH) และ สื่อขนส่ง (Transit Media) ซึ่งขยายตัวระดับสองหลัก (Double Digit) มีมูลค่ารวมราว 1.4 หมื่นล้านบาท จากแรงหนุนของกิจกรรมอีเวนต์ การท่องเที่ยว และการกลับมาของผู้บริโภคในเมือง อย่างไรก็ตาม MI Group อาจปรับมุมมองตลาดจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตในปีนี้มาเป็น ‘ทรงตัว’ หรือ ‘ติดลบ’เล็กน้อย -0.06% เนื่องจากยังมีปัจจัยลบอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) เพื่อประเมินตัวเลขที่อาจกลับมาเป็นบวกเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงระดับ 1% ซึ่งในส่วนของประเด็นการเมืองยังไม่ถูกนำมาใช้เป็นปัจจัยหลักในการประเมิน “ภาพรวมปีนี้ คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาทั้งระบบจะอยู่ที่ประมาณ 8.57–8.6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มใกล้เคียงกันในปีหน้า” ภวัต กล่าวอีกว่า ในปี 2568 นี้ ยังมีเม็ดเงินโฆษณาที่ตกหล่นจากการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะในดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์ ราว 2.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากนำตัวเลขดังกล่าวกลับมานับรวม จะทำให้มูลค่าตลาดโฆษณา ขยับเข้าใกล้ระดับ 1 แสนล้านบาท ขณะที่ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือ กลุ่มเอสเอ็มอี และครีเอเตอร์/อินฟลูเอนเซอร์ ที่ใช้งบโฆษณาเองในการทำตลาดดิจิทัล เช่น การยิงแอดโฆษณาแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ต่างๆ รวมถึงกลุ่มนาโน/ไมโคร อินฟลูเอ็นเซอร์ ที่เติบโตอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาเม็ดเงินในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่ง ไม่ถูกรายงานในระบบ ปี69 ‘ไทย’ โตช้าสุดในภูมิภาค ภวัต กล่าวต่อถึงแนวโน้มในปี 2569 ว่าเศรษฐกิจโลกยังเดินหน้าขยายตัว แต่ประเทศไทยยังเติบโตในอัตราต่ำ โดยคาดว่า จีดีพีไทยจะขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ โดย ‘อาเซียน’ยังเป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น มีอัตราการขยายตัวราว 4.3–4.8% และในบางประเทศเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญที่เติบโตใกล้ระดับ 5% “สะท้อนว่าเอเชียและอาเซียนยังเป็นภูมิภาคที่น่าจับตา ขณะที่ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่เติบโตช้าสุดของภูมิภาค จากในปีนี้ คาด จีดีพีไทยจะขยายตัวราว 1.8% จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น โครงการ คนละครึ่ง พลัส เฟสสอง ที่ผ่านมา” สำหรับ ภาพรวมเศรษฐกิจไทย ความท้าทาย (เดิม) ยังคงอยู่และจะต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ซึ่งไทยจำเป็นต้อง ‘ตั้งรับ’ ต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์ (Demand) ที่ผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) “ปัจจัยเดิมเหล่านี้ ล้วนส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ” มองหา ปัจจัยบวกปี 69 ภวัต กล่าวต่อด้านการบริโภคภาคเอกชน (Private Sector) แม้ยังจะประคองตัวได้ แต่การใช้จ่ายขยายตัวในระดับจำกัด คาดโตเพียง 1.9% ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญแรงกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า (Trade Barriers) และความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะท่าทีจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความผันผวนให้ตลาด และ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ คือ หนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคบุคคล ที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นข้อจำกัดต่อกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่ ภาครัฐ ยังต้องเร่งบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV), เกษตรสมัยใหม่ และการแพทย์รูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สำหรับ นโยบายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 7% สินค้านำเข้าจากจีนทุกแพลตฟอร์ม จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2569 นี้ มาตรการควบคุมสินค้าจีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาดภูมิภาค ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในภาพรวมไทยอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกบางส่วน จากการปรับโครงสร้างภาษี โดยประเมินมูลค่าผลกระทบในระดับหลักพันล้านบาท ด้าน การส่งออกของไทย ปัจจุบันพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ราว 20% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด โดยต้องเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่อยู่ในระดับประมาณ 19% ซึ่งยังเป็นแรงกดดันต่อความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ขณะเดียวกัน รายได้จากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดจีนมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศจีน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง แม้จะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวตลาดใหม่เข้ามาทดแทน แต่ยังต่ำกว่าระดับเป้าหมายเดิมที่เคยคาดหวังไว้ราว 30–40 ล้านคน ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะยังช่วยให้เศรษฐกิจไทย ‘ไปต่อได้’ ในปีหน้า จากฐานปัจจัยเดิมที่มีอยู่ เลือกตั้งต้นปีหน้าสะพัดท้องถิ่น ส่วนการเลือกตั้งประเทศไทย ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 นั้นมองว่า เม็ดเงินที่นำออกมาใช้ในแคมเปญการเลือกตั้งจะถูกจัดสรรไปในรูปแบบของการหาเสียงในพื้นที่จริง (On Ground) เป็นหลัก มากกว่าใช้งบประมาณผ่านสื่อหลัก ซึ่งเปรียบจากการเลือกตั้งในช่วงก่อนที่ผ่านมา จะใช้เม็ดเงินผ่านสื่อในช่วงเลือกตั้งราว 100 ล้านบาท โดยขึ้นอยู่กับภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) ในช่วงนั้นๆ “โดยปกติแบรนด์จะเข้าไปเกี่ยวข้องการเลือกตั้งในรอบการอภิปรายรายพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง มากกว่า” 5 ปีหน้า ‘สังคมสูงวัยเต็มตัว’ ภวัต เสริมอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ สังคมสูงวัย โดยใน 5 ปีหน้า กลุ่มประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปซึ่งคิดเป็น 25% ของประเทศ ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชะลอลง ทั้งด้านแรงงาน การบริโภค และการผลิต ในระยะต่อไป ความท้าทายคือการ วางรากฐานเศรษฐกิจให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชัน Z ซึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และนวัตกรรมของประเทศ สำหรับ Quick Win ระยะสั้น ไทยยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาตรการช่วยเหลือภาคการผลิต การลดภาระหนี้ครัวเรือน การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง จากแนวโน้มดังกล่าว ในปี 2569 ข้อมูล MI Learn Lab by MI Group ประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาจากการปรับฐานข้อมูลใหม่ จะมีเม็ดเงินราว 86,271 ล้านบาท ทรงตัวกับปี 2568 เติบโต 0.64% จากปัจจัยบวกและลบของปี2568 ที่ยังผันผวน แต่จากการใช้เงินเอสเอ็มอีและอินฟลูฯ ที่อย่างหลังครองสัดส่วนถึง 21% ของตลาด สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระบบสื่อและการตลาดไทย อาจผลักดันมูลค่าเม็ดเงินโฆษณาแตะถึง 111,603 ล้านบาท ปี69 แบรนด์ปรับสมดุล ภวัต กล่าวว่า จากสภานการณ์ดังกล่าว มองว่าในปี 2569 แบรนด์สินค้าต้องกลับมาทบทวนพร้อมหาจุดสมดุลของแบรนด์ ด้วยแบรนด์ที่มีตัวตนชัดจะชนะใจผู้บริโภค และ สร้างความผูกพันได้พร้อมกัน ซึ่ง MI GROUP ทำโครงการแบ่งปันองค์ความรู้ MI GROUP Wisdom ต่อเนื่องปีที่5 ในคอนเซ็ปต์ ‘The Balance Kit’ เครื่องมือประเมินสมดุลการทำตลาด เพื่อช่วยนักการตลาดและเอสเอ็มอี ขับเคลื่อนยอดขาย ไปพร้อมสร้างคุณค่าแบรนด์ระยะยาว และเติบโตยั่งยืน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ศึกเก่าศึกใหม่ไม่พัก ‘ประเทศไทย’ ไปต่อครึ่งหลังปี68 MI Group บอกจะขายของต้องเข้าใจลูกค้าเก่ง Alternate-X สรุปให้ MI Group ประเมินอุตสาหกรรมโฆษณาไทยปี 2568 มีมูลค่า 8.57–8.6 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน โตเกือบศูนย์ ขณะที่ ทีวีติดลบ 6% ดิจิทัลโตเพียง 4% ต่ำกว่าคาด ขณะที่ OOH และ Transit โตสองหลัก มูลค่ารวม 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนเม็ดเงินโฆษณาดิจิทัล–อินฟลูฯ ที่ตกหล่นจากระบบสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท ดันมูลค่าตลาดแฝงใกล้ 1 แสนล้านบาท และในปี 2569 จีดีพีไทยคาดโตเพียง 1.6% ต่ำสุดในอาเซียน ท่ามกลางแรงกดดันหนี้ครัวเรือน การค้าโลก และสังคมสูงวัย โดย MI ชี้แบรนด์ต้อง ‘ปรับสมดุล’ ระหว่างยอดขายระยะสั้นกับการสร้างแบรนด์ เพื่อเติบโตยั่งยืนในปีหน้า
ปรากฏการณ์ ‘ดูแล้วช้อป’ พฤติกรรมเจนฯ Z ปั้นรายได้ ‘วิดีโอครีเอเตอร์’ยุคใหม่
เทรนด์ ‘วิดีโอ คอมเมิร์ซ’ ที่เข้ามาปฏิวัติการช้อปปิ้งออนไลน์ เปลี่ยนคนดูคอนเทนต์ให้กลายเป็นคนซื้อ ที่เรียกว่า ‘ช้อปเปอร์เทนเมนต์’ ที่ในตอนนี้ Lazada และ YouTube Shopping นำมาใช้สร้างประสบการณ์การช้อปไร้รอยต่อด้วยกัน ลาซาด้า (Lazada) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาค เผยรายงาน e-Conomy SEA 2025 ระบุการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ตลาดดังกล่าวมีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value) หรือ มูลค่า GMV เติบโตขึ้นถึง 2.5 เท่า ภายในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้มีสัดส่วนคิดเป็น 25% ของมูลค่า GMV ของตลาดอีคอมเมิร์ซโดยรวมในปี 2025 โดยเฉพาะคอนเทนต์บน YouTube ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเส้นทางการซื้อของผู้บริโภค สอดคล้องข้อมูลยังชี้ว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 88% เชื่อมั่นในคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าและแบรนด์ของครีเอเตอร์บน YouTube ผู้บริโภคไทยกว่า 93% เห็นว่าข้อมูลบน YouTube มีความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้มีความมั่นใจในการซื้อสินค้าที่มีการนำเสนอบนแพลตฟอร์มดังกล่าว เติมสกิลเอไอ ‘ครีเอเตอร์’ แนวโน้มดังกล่าว ลาซาด้า ได้ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับโปรแกรมแอฟฟิลิเอต (Affiliate Program) นายหน้าขายสินค้า ‘YouTube Shopping’ ในการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิงแบบไร้รอยต่อในระบบนิเวศร่วมกันระหว่างนักสร้างสรรค์ (ครีเอเตอร์)และผู้รับชมคอนเทนต์ แบบครบวงจร ตอบรับเทรนด์วิดีโอคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ โดยยังสอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ของลาซาด้า หลังลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาและเสริมศักยภาพโปรแกรม Lazada Affiliate ให้รองรับอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ พร้อมสนับสนุนการให้โบนัส-คอมมิชชันรับแคมเปญ ‘ลาซาด้า 12.12 เซลใหญ่ ส่งท้ายปี’ ในช่วงที่ผ่านมา สำหรับความร่วมมือกับ YouTube Shopping ช่วยต่อยอดให้ครีเอเตอร์สามารถขยายช่องทางสร้างรายได้กับลาซาด้า พร้อมเพิ่มเอนเกจเมนต์กับผู้ชมและนักช้อปได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากความหลากหลายเครื่องมือ AI ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์ในการทำคอนเทนต์ ดังนี้ Auto Tagging ฟีเจอร์ช่วยระบุและแท็กสินค้าที่กล่าวถึงในวิดีโอโดยอัตโนมัติ ซึ่ง YouTube กำลังเริ่มทดสอบและจะเริ่มทยอยเปิดบริการในภายหลัง Auto Timestamps แสดงแท็กสินค้าในช่วงเวลาที่มีการพูดถึงในวิดีโอ ช่วยดึงดูดความสนใจผู้ชมในจังหวะที่มียอดรับชมสูงสุด พร้อมทั้งลดเวลาในการทำงานของครีเอเตอร์ไปพร้อมกัน นอกจากนี้ YouTube ยังมีฟีเจอร์ Stickers บน YouTube Shorts สามารถปรับดีไซน์ให้เข้ากับคอนเทนต์ได้ตามต้องการ ซึ่งหลังจากเริ่มทดลองใช้งานในสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่าผู้ใช้ Shorts คลิกเข้าชมสินค้าผ่านสติ๊กเกอร์เพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับการใช้แท็กทั่วไป ขณะที่ ฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับระบบวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและแดชบอร์ดสรุปผล ช่วยให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างสรรค์ พัฒนา และยกระดับประสิทธิภาพคอนเทนต์ได้อย่างต่อเนื่อง คอนเทนต์เดียวขายได้ทั่วภูมิภาค สำหรับแผนดำเนินงานของลาซาด้า ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์สนับสนุนครีเอเตอร์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือโปรแกรมแอฟฟิลิเอต YouTube Shopping จะช่วยขยายโอกาสและเสริมความแข็งแกร่งให้เครือข่ายพาร์ทเนอร์ของ Lazada Affiliate ทั่วภูมิภาค ขณะเดียวกันยัง เปิดทางให้ครีเอเตอร์สามารถร่วมงานกับแบรนด์และผู้ขายในหลายประเทศได้มากขึ้น พร้อมเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยครีเอเตอร์ของลาซาด้าสามารถสร้างรายได้จากค่าคอมมิชชันได้สูงสุดถึง 4 ล้านบาทต่อเดือนจากทุกช่องทาง สะท้อนศักยภาพการเติบโตของวิดีโอคอมเมิร์ซในอาเซียนอย่างชัดเจน อัดฉีดในเทศกาล ‘ดับเบิลเดท’ โดยในช่วงเมกะแคมเปญ 11.11 ที่ผ่านมา ‘ลาซาด้า’ ได้เปิดตัวแคมเปญอัดฉีดค่าคอมมิชชันคูณสอง เพื่อผลักดันความสำเร็จของครีเอเตอร์ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากครีเอเตอร์ทั่วภูมิภาค มียอดการแท็กสินค้า Lazada Affiliate บนแพลตฟอร์ม YouTube สูงกว่า 4 แสนครั้ง ในขณะที่สินค้าบิวตี้ อิเล็กทรอนิกส์ และแฟชั่น เป็นหมวดที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากครีเอเตอร์ในช่วงแคมเปญ 11.11 พร้อมกับที่ ในช่วงเมกะแคมเปญ ‘ลาซาด้า 12.12 เซลใหญ่ ส่งท้ายปี’ ลาซาด้ายังเดินหน้ากระตุ้นการสร้างสรรค์คอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง ด้วยคอมมิชชันคูณสอง พร้อมชาเลนจ์แท็กสินค้าตลอดเดือนธันวาคม เพื่อให้ครีเอเตอร์ปลดล็อกโบนัสด้วยการสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ ๆ พร้อมต่อยอดการเติบโตให้แบรนด์และผู้ขายส่งท้ายปี 2568 นี้ Alternate-X สรุปให้ เทรนด์ ‘วิดีโอคอมเมิร์ซ’ เปลี่ยนพฤติกรรมเจน Z จากดูคอนเทนต์สู่การซื้อแบบเรียลไทม์ หรือ ‘ช้อปเปอร์เทนเมนต์’ Lazada เผยตลาดวิดีโอคอมเมิร์ซอาเซียนโต 2.5 เท่าใน 2 ปี คิดเป็น 25% ของ GMV อีคอมเมิร์ซปี 2025 โดย YouTube มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ คนไทยกว่า 90% เชื่อถือข้อมูลจากครีเอเตอร์ จากความร่วมมือ Lazada และ YouTube Shopping ช่วยเสริมรายได้ครีเอเตอร์ด้วยเครื่องมือ AI และ Affiliate แบบครบวงจร หลังครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้ข้ามประเทศ สูงสุดแตะ 4 ล้านบาทต่อเดือน สะท้อนพลังเศรษฐกิจครีเอเตอร์ยุคใหม่
Festive ‘สยามพารากอน’ อีเวนต์-ดีลแรงแจกบ้าน 10 ล. โชว์ระดับโลก-ปลุกเที่ยวรับปี 2026
เริ่มเลย! เฟสทีฟส่งท้ายปี’68 ต้อนรับปี 69 ‘สยามพารากอน’ ส่งอีเวนต์-โปรแรง ยาวตลอดเดือนธ.ค.ปลุกบรรยากาศแรงซื้อนักท่องเที่ยวไทย/ต่างชาติ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ย้ำตำแหน่ง ‘Global Landmark Destination’ จุดหมายปลายทางหนึ่งในใจของผู้มาเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุข ส่งท้ายปลายปี ‘Siam Paragon The Magical Celebration 2026’ ร่วมฉลองความสุขด้วยมหกรรมอีเว้นท์และเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษทั้งศูนย์ฯและห้างสรรพสินค้า ตลอดเดือนธันวาคม ปี 2568 โดยนำกิจกรรมไอคอนิกระดับโลก ‘World Class Iconic Events’ สร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์ด้วยโชว์ชุดพิเศษจากต่างประเทศ ร่วมฉลองความมหัศจรรย์ของฤดูกาล ณ พาร์ค พารากอน โดยเปิดให้เข้าชมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดเดือนธันวาคมนี้ ได้แก่ วันที่ 12-14 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. และ เวลา 20.00 น. ณ พาร์ค พารากอน พบกับ โชว์ชุดพิเศษ Molecole Show การแสดงร่วมสมัยจากประเทศอิตาลีที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานศิลปะการเต้น การแสดงผาดโผน เทคนิคแสงสี และเอฟเฟกต์ LED ล้ำสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการเคลื่อนไหวในรูปแบบ Visual Performance ที่งดงามและเป็นเอกลักษณ์ โดยทีมผู้สร้างสรรค์มืออาชีพจากอิตาลี ด้วยความโดดเด่นด้านศิลปะ ความสวยงามของภาพลักษณ์ และการผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับการเล่าเรื่อง Molecole Show หนึ่งในการแสดงที่ได้รับความสนใจในงานระดับนานาชาติทั่วโลก วันที่ 24-28 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. และ เวลา 20.00 น. ณ พาร์ค พารากอน โชว์ Revue de Rue คณะการแสดงสตรีทเพอร์ฟอร์แมนซ์ร่วมสมัยจากประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการยอมรับจากเวทีศิลปะนานาชาติ ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการผสมผสาน การเต้น การแสดงกายกรรม และศิลปะการเล่าเรื่องแบบฝรั่งเศส (French theatrical storytelling) ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความสนุก และพลังสร้างสรรค์ที่เข้าถึงผู้ชมทุกช่วงวัย Revue de Rue มีชื่อเสียงด้านการนำเสนอประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความอบอุ่น และความประณีตในรายละเอียดแบบศิลปะฝรั่งเศส สร้าง ‘ความมหัศจรรย์กลางเมืองใหญ่’ จนกลายเป็นหนึ่งในการแสดงสตรีทโชว์ระดับยุโรปที่ได้รับคำเชิญจากเทศกาลและมหานครสำคัญทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตลอดเดือนธันวาคม ยังจัดมหกรรมงานเฉลิมฉลองด้วยเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอนเสิร์ตร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ พร้อมพบเซอร์ไพรส์พิเศษจากเหล่า ซานต้า แซนตี้ และขบวนพาเหรดแฟนซี พาทุกคนเดินทางเข้าสู่บรรยากาศเทศกาลคริสต์มาส ทั่วทุกพื้นที่ของสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 24-25 ธันวาคม 2568 และทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เวลา 13.00 น. / 15.00และ 17.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. ณ พาร์ค พารากอน ร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ไปกับคอนเสิร์ตจากนักร้องเสียงดี WIM “กานต์ กษิดิ์เดช” ที่จะพาทุกคนมีความสุข และอบอุ่นไปกับเสียงเพลงที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศแสนอบอุ่น วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 00 น. ณ พาร์ค พารากอน พบกับนักร้องสาวเสียงดี ‘อิ๊งค์-วรันธร เปานิล’ พร้อมส่งต่อเวทีใน เวลา 23.30 น.ให้คู่จิ้นแห่งปี ‘เก่ง-หฤษฎ์ บัวย้อย’ และ ‘น้ำปิง-นภัสกร ปิงเมือง’ ร่วมนับเวลาถอยหลังส่งความสุขมอบรอยยิ้มข้ามปีไปด้วยกัน สร้างคืนเค้าท์ดาวน์สุดโรแมนติกที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร พร้อมกับพื้นที่ ‘NEXTOPIA’ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคต ร่วมมอบความสุขให้ สนุกไปกับ ‘Tilly Birds’ วงดนตีแถวหน้าของไทย ร่วมนับถอยหลังเข้าสู่ศักราชใหม่ ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.30-00.30 น. ณ NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ขณะเดียวกัน สยามพารากอน ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย จัดโปรโมชั่นพิเศษ ลุ้นและแลกรับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาทจากร้านค้าที่ร่วมรายการ รับคูปอง ชิงโชค 1 ใบ ภายในวันเดียวกัน สำหรับผู้ใช้จ่ายบัตรเครดิตกสิกรไทย รับคูปองเพิ่มเป็น 2 ใบ เพื่อลุ้นรางวัลใหญ่!!! บ้านเดี่ยวโครงการ บูเลอวาร์ด ทัสคานี ชะอำ-หัวหิน จาก SC Asset และรางวัลอื่นๆ แลกรับ SIAM GIFT CARD และ CASH COUPON รวมมูลค่าสูงสุด 700 บาทเมื่อช็อปครบตามเงื่อนไข พร้อมสิทธิพิเศษช้อปน้อยกว่าแลกรับของรางวัลสำหรับผู้ถือบัตรเครดิตวันสยามกสิกรไทยและบัตรเครดิตกสิกรไทย สมาชิก ONESIAM รับ ONESIAM Coins สูงสุด 4เท่า จากร้านค้าพันธมิตร พร้อมรับเพิ่ม E-Cash Coupon สูงสุด 1,100 บาท เมื่อช็อปตามเงื่อนไข พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 20% จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือ แบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 6 เดือน เมื่อซื้อ SIAM GIFT CARD ใบละ 10,000 บาท (ยกเว้นการใช้ที่ร้าน Local Jewelry สยามพารากอน) ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย.68 – 10 ม.ค.69 *เงื่อนไขเป็นไปตามธนาคาร และบริษัทฯ กำหนด ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี, อัตราดอกเบี้ย 0% เมื่อลูกค้าชำระเต็มจำนวนภายใน วันครบกำหนดชำระ, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 25% ต่อปี
สร้างมรดกธรรม พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท ‘วัดเขาพระงาม’ ไทยเบฟฯ เปิดสะพานบุญสมทบทุน
มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เชิญร่วมสมทบทุนสร้าง ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ วัดเขาพระงาม จ.ลพบุรี น้อมบูชาคุณ ‘พระอุบาลีคุณูปมาจารย์’ มหาเถระผู้เป็น ‘บูรพาจารย์แห่งวงศ์พระกรรมฐาน’ พระอาจารย์ใหญ่ ผู้บุกเบิก ‘เขาพระงาม’ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส พระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาไทยอย่างสูงในยุครัชกาลที่ 5-6 จนได้รับการยกย่องเป็น ‘พระต้นแบบสายวัดป่า’ และเป็นพระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในปี พ.ศ. 2455 ท่านได้จาริกธุดงค์มาวิเวก ณ บริเวณเขาพระงาม เมืองลพบุรี ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นป่าเขาสงัด ท่านได้ริเริ่มสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่บนไหล่เขา หรือ ‘พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล’ จนกระทั่งในปี 2466 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) ได้เสด็จมาในการผูกพัทธสีมา และทรงพระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร’ เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่าน ตามนามฉายา ‘สิริจันโท’ จากการค้นพบอันเป็นมงคล สู่ ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ ในปี พ.ศ. 2566 ได้ค้นพบ ‘อัฐิธาตุ’ ของท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ภายในกุฏิเจ้าอาวาสเก่า ณ วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร การค้นพบอันเป็นมงคลนี้ จึงนำมาสู่ ‘โครงการสร้างพระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ สนับสนุนโดย มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เจดีย์ออกแบบเป็น ทรงปราสาทยอดแบบล้านช้าง (สูง 27.55 ม.) เพื่อสะท้อนถึงชาติกำเนิดของท่าน (ชาวอุบลราชธานี) เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระอัฐิธาตุ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาคำสอนของท่าน (โครงการเริ่ม 4 ส.ค. 2568 คาดแล้วเสร็จปี 2570) ร่วมสร้างมหากุศล วิหารทานอันเลิศ ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมสร้างมรดกธรรม ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ ให้สำเร็จลุล่วง การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์เพื่อบรรจุอัฐิธาตุของพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี ถือเป็น ‘วิหารทาน’ อันเลิศ เป็นมหากุศลยิ่งใหญ่ ช่องทางการร่วมบุญสมทบทุนสร้างพระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท บัญชี ‘วัดสิริจันทรนิมิตรวรวิหาร เพื่อสร้าง พระเจดีย์เจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจันโท)’ ธนาคาร: ออมสิน สาขา: โคกกะเทียม เลขที่บัญชี: 020454994979 Alternate-X สรุปให้ มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และกลุ่มไทยเบฟเวอเรจ เปิดสะพานบุญเชิญร่วมสมทบทุนสร้าง ‘พระมหาธาตุเจดีย์สิริจันโท’ ณ วัดเขาพระงาม จ.ลพบุรี โครงการนี้จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมบูชาคุณ ‘พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)’ พระมหาเถระสำคัญแห่งสายวัดป่า หลังการค้นพบอัฐิธาตุของท่านในปี 2566 จึงเกิดโครงการสร้างเจดีย์เป็นศูนย์รวมศรัทธาและการศึกษาธรรม สำหรับองค์เจดีย์ ออกแบบทรงปราสาทยอดล้านช้าง สะท้อนรากเหง้าทางจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย การร่วมบุญครั้งนี้นับเป็น ‘วิหารทานอันเลิศ’ เพื่อสืบทอดมรดกธรรมสู่คนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน
ไทยเบฟ สนับสนุนดนตรีในสวน ‘MedMusic in the Park 2025
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุน ดนตรีในสวน “MedMusic in the Park 2025” ครั้งที่ 4 ภายใต้ธีม “In The Mood” เนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี โรงพยาบาลเมดพาร์ค โดยมี นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค และ คุณสมถวิล ปธานวนิช กรรมการบริษัท ทีพีพี เฮลท์แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ปรึกษาโรงพยาบาลเมดพาร์ค พร้อมด้วย คุณโชติพัฒน์ และคุณอาทินันท์ พีชานนท์ ประธานกรรมการบริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และ คุณภาวินี ไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการโครงการเพื่อการพัฒนาสังคม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงาน ณ Amphitheater สวนเบญจกิติ เมื่อวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน โดยงานในปีนี้ได้นำเสนอดนตรี Smooth Jazz, Soulful Ballads, และ Mid-Tempo Grooves จากศิลปินระดับตำนาน ได้แก่ Nathan East มือเบสระดับโลก, Jack Lee มือกีตาร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้, Donald Barrett มือกลองมากฝีมือที่เคยร่วมงานกับศิลปินระดับโลก, Norihito Sumitomo นักประพันธ์เพลงชื่อดังจากญี่ปุ่น และ Noah East นักเปียโนรุ่นใหม่ผู้ผสมผสานความคลาสสิกกับแจ๊สร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ร่วมด้วยศิลปินชาวไทย Mariam Grey (มาเรียม B5) และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท พร้อมสมาชิกวง ETC ซึ่งล้วนมีผลงานด้านดนตรีที่โดดเด่น ในการจัดกิจกรรมนี้ถือเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมผ่านศาสตร์แห่งดนตรีบำบัดที่ช่วยปลอบประโลมใจและบรรเทาความเหนื่อยล้าของชาวกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมปรับรูปแบบงานให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย
‘บุญชัย-ซิกเว่’ สองคมคิด-มองเกษตรยุคเอไอ เป็นเครื่องมือแต่ข้าวปลาคือของจริง
สะท้อนมุมคิด ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ และ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทยผ่านโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ปีที่ 17ในยุคที่เอไอและดิจิทัลคือ ‘เครื่องมือ’ สำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดรากฐานภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ‘บุญชัย-ซิกเว่’ อดีตดูโอ ‘ผู้บริหาร’ในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม สะท้อนมุมมมองโลกเกษตรกรรมยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง และย้ำว่า สิ่งที่เป็นความยั่งยืนที่แท้จริง คือ ‘เกษตรกรรมและอาหาร’ ในงานประกาศผล ‘เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2568’ ภายใต้แนวคิด ‘ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว’ จัดโดยมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คุณค่าแห่งสำนึกรักบ้านเกิด ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเบญจจินดา (BCG) ผู้ดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดว่า เกริ่นที่มาโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อน เกิดจากแนวคิดเปิดพื้นที่ให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในช่วงนั้นได้กลับไปสร้างคุณค่าให้ถิ่นกำเนิดของตนเอง ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน บุญชัย บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันโครงการฯเข้าสู่ปีที่ 17 และ ไม่เคยหยุดนิ่งรูปแบบเดิม เพราะในแต่ละปีทั้งเทคโนโลยี สภาพสังคม และบริบทการทำงานล้วนเปลี่ยนแปลงไป “คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เคยเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ระยะแรก วันนี้เติบโตขึ้น กลายเป็นปราชญ์เกษตร นักพัฒนา หรือผู้นำชุมชนที่กลับไปสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับบ้านเกิดของตนเอง” ขณะที่ในปัจจุบัน ‘สังคมเมือง’ อย่างกรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไป งานเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ทำให้ในวันนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองเห็นคุณค่าของการกลับไปอยู่ใกล้พ่อแม่ ครอบครัว และใช้ความรู้ความสามารถที่มี นำความเจริญกลับคืนสู่ชุมชน ตามความหมายของคำว่า ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ อย่างแท้จริง สำหรับปีที่ 17 นี้ ‘บุญชัย’ มองว่าองค์ความรู้และผลงานที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาน่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง จึงมีการรวบรวมองค์ความรู้เป็นคู่มือในรูปแบบหนังสือ เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานเกษตรระดับจังหวัด ขณะเดียวกัน เนื้อหาส่วนที่เหลือได้พัฒนาเป็นอีบุ๊ก เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายและขยายผลได้ทั่วประเทศ โดยในอนาคตมีแผนนำองค์ความรู้จากปีถัดไป มาต่อยอดและพัฒนาเป็นเวอร์ชันใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรวมถึงกรณีศึกษาของผู้ที่ได้รับรางวัลตลอด 16 ปีที่ผ่านมาด้วย โลกเกษตรกรรมใหม่ยุคเอไอ บุญชัย สะท้อนมุมมองต่อถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี อย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่า จะมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย ที่เกษตรกรหรือคนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยในเรื่องนี้ จะนำมาปรับใช้ในการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างแนวคิดการพัฒนาเกษตรเชิงรูปธรรม เช่น การทำ ‘บิ๊กฟาร์ม’ (Big Farm) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) และเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยี (IoT, AI, Big Data) สร้างฟาร์มอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้อัตลักษณ์เกษตรกรรม ยังสะท้อนความหลากหลายของประเทศ ผ่านสัญลักษณ์และการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวในภาคกลาง หรือ กาแฟในภาคใต้ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของการนำศักยภาพเฉพาะพื้นที่มาต่อยอดเป็นโอกาสไปพร้อมสร้างความแข็งแรงจากรากฐานของแต่ละชุมชน ถอดรหัสความยั่งยืน ‘ประเทศไทย’ บุญชัย เล่าต่อถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบดิจิทัล ผ่านการจัดทำอีบุ๊ก ‘พ่อพารวย’ ได้นำศาสตร์แห่งพระราชาแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ในอนาคตมีแผนแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้ เขา ยังตั้งคำถามเชิงหลักการว่า…. “แม้วันหนึ่งโครงการอาจยุติลง แต่สิ่งสำคัญคือองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงพื้นที่จริง การทำงานร่วมกับชุมชน การรวมกลุ่ม พูดคุย และลงมือทำจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าและไม่สูญหายไปตามกาลเวลา” ขณะเดียวกัน จากประสบการณ์การทำงานภาคสนามส่วนตัวของ บุญชัย ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ทางเกษตรปลูกไม้ผลโกโก้ ยังทำให้เขาเห็นศักยภาพของประเทศไทยในมิติเกษตรและอาหารอย่างชัดเจน หรือ อย่างการนำเทคโนโลยีการปลูกทุเรียน การบริหารจัดการผลไม้ชนิดเดียวในปริมาณมากจนสร้างรายได้มหาศาล “ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวเพื่อการส่งออก เพราะยังมีพืชเศรษฐกิจและสินค้าเกษตรอีกหลายประเภทที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดโลกได้” ขณะที่ ในภาพใหญ่ ‘ประเทศไทย’ ยังมีจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างเมืองอย่างกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิ มีบทบาทอย่างมาก ไม่ต่างจากศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก เช่น แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ที่หลายประเทศยุโรปใช้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เช่นกัน บุญชัย ย้ำว่า แม้หลายประเทศจะสามารถปลูกพืชชนิดเดียวกับไทยได้ เช่น ข้าวหรือ แก้วมังกร และบางแห่งอาจมีปริมาณมากกว่า แต่สิ่งที่ทำให้ไทยยังแข่งขันได้ คือสิ่งที่เราทำได้ดีและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องอาศัยคุณภาพ ดิน น้ำ และองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน เขา สำทับต่อถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นพี่และรุ่นใหม่ ในการประสานพลัง ช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว บุญชัย เสริมต่อ ในฐานะที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเทคโนโลยี ‘เขา’ ยอมรับว่า ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนบางประเทศ แต่สิ่งที่ไทยมี คือ ทุนทางวัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่พัทยาหรือภูเก็ตเท่านั้น หากแต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน เพราะอารยธรรมไทยและภูมิภาคนี้ไม่ได้มีอายุเพียง 700 ปี แต่หยั่งรากลึกยาวนานกว่า 2,000 ปี และนี่คือคุณค่าที่สามารถนำมาต่อยอดสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน ‘เทคโนโลยี’ เป็นเครื่องมือช่วย ด้าน ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม (Group CEO) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ผู้ให้บริการธุรกิจโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ เล่าเสริมถึงโครงการฯ นี้ว่า จากแนวคิดริเริ่มที่ดีเมื่อ 16 ปีก่อนและเดินหน้ามาในปัจจุบัน ยังสอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีก่อนหน้า เขายังได้เห็นพี่ชายลงมือทำเกษตรกรรมในพื้นที่เล็ก ๆ ในชนบทอย่างจริงจัง ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าและความสำคัญของภาคเกษตร ไม่ใช่เพียงในฐานะแหล่งผลิตอาหาร แต่ในฐานะรากฐานของสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยจากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ‘เขา’ มองว่า แม้พื้นที่ทำการเกษตรจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่หากมีความตั้งใจและการจัดการที่ดี ก็สามารถพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพได้ ขณะที่เทคโนโลยี เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้ผู้คนอิ่มท้องได้ หากขาดภาคเกษตรที่เข้มแข็ง เกษตรกรจึงเปรียบเสมือน ‘กระดูกสันหลัง’ ของประเทศ และเป็นภาคส่วนที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีสิ่งใดจะยั่งยืนไปกว่าการร่วมกันผลักดันเกษตรกรให้เติบโตอย่างมั่นคง ซิกเว่ ยังเน้นย้ำว่า อนาคตของภาคเกษตรจะอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเข้ามารับช่วงต่อด้วยมุมมองและเครื่องมือที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับองค์ความรู้ด้านการเกษตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และทำให้เกษตรกรรมสามารถตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันได้มากขึ้น โดยไม่ทิ้งรากฐานสำคัญที่หล่อเลี้ยงสังคมไว้เบื้องหลัง Alternate-X สรุปให้ สะท้อนมุมคิดของ ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ และ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ กับการพัฒนาเกษตรกรรมไทยในยุคเทคโนโลยีและเอไอ ผ่านโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ที่เดินหน้ามายาวนานสู่ปีที่ 17 แก่นสำคัญ คือ การคืนคุณค่าให้บ้านเกิด เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชนอย่างยั่งยืน แม้ว่าโลกวันนี้ จะเข้าสู่ยุคเอไอและดิจิทัล ที่ถูกมองเป็น ‘เครื่องมือ’ สำคัญแต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดภาคเกษตรและอาหารที่มั่นคง ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านอาหาร โลจิสติกส์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์เกษตรเฉพาะถิ่น ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของชาติเริ่มจากรากฐาน “ข้าวปลาอาหาร” และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสานต่อ
‘แท็กซี่ไทย’ เตรียมเปลี่ยนผ่านสู่อีวี สหกรณ์ฯ 8 หมื่นคันร่วม ‘แกร็บ’ อัปสกิลเดินทางยุคใหม่
‘แกร็บ’ อัปสกิลดิจิทัลคนขับแท็กซี่ 5 สหกรณ์ในงาน ‘แท็กซี่ยุคใหม่’ พร้อมใจเปลี่ยนแท็กซี่ 8 หมื่นคัน ขับเคลื่อการเดินทางสู่ยุค EV ‘เมธิณี อนวัชกุล’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บ เข้ามาดำเนินงานในเป็นเวลากว่า 12 ปี จากจุดเริ่ม ‘GrabTaxi’ พร้อมพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน ความปลอดภัยทั้งคนขับและผู้โดยสาร เพื่อไปสู่บริการเรียกรถที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้ในปัจจุบัน เพื่อมีส่วนร่วมยกระดับขนส่งมวลชนไทย ขณะเดียวกัน ‘แกร็บ’ ยังมุ่งสนับสนุนกลุ่มคนขับแท็กซี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ได้ขยายความร่วมมือระหว่างสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย จัดงาน ‘แท็กซี่ยุคใหม่ พร้อมใจเปลี่ยน’ เพื่อเชิญชวนคนขับแท็กซี่จากสหกรณ์ในเครือข่ายมาร่วมเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นใจ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเดินทางได้อย่างยั่งยืน แท็กซี่ฯ เจนใหม่ปรับตัว ด้าน ‘วิฑูรย์ แนวพานิช’ นายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย และประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันคนขับแท็กซี่ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากต้นทุนค่าครองชีพ และค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้โดยสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบการทำงานของแท็กซี่ไทยจำเป็นต้องเกิดการ ‘เปลี่ยนแปลง’ เพื่อปรับตัวให้ทันต่อสภาพแวดล้อมการทำงานยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคนขับแท็กซี่กว่าหลายหมื่นรายที่ใช้แพลตฟอร์ม Grab เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ผ่านแอปพลิเคชัน แต่ต้องยอมรับว่ายังมีคนขับแท็กซี่อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยเข้าร่วมแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะที่ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดโอกาสให้คนขับแท็กซี่ในสหกรณ์เครือข่ายของสมาคมฯ ได้แก่ สหกรณ์แท็กซี่สยาม สหกรณ์มิตรแท้แท็กซี่ สหกรณ์แท็กซี่ภูมิพลัง สหกรณ์แท็กซี่สหมิตร สหกรณ์แท็กซี่เหลืองทอง “ทั้ง5 สหกรณ์รวมจำนวนกว่า 80,000 คัน สามารถเข้าใจโลกยุคใหม่ พร้อมเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และแนวทางที่จำเป็นต่อการยกระดับการให้บริการและการสร้างรายได้ในยุคดิจิทัลต่อไปในอนาคต” สำหรับไฮไลท์สำคัญของงาน ‘แท็กซี่ยุคใหม่ พร้อมใจเปลี่ยน’ ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการส่งเสริม 3 ทักษะสำคัญให้กับกลุ่มคนขับแท็กซี่ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และมาตรฐานการให้บริการอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย การส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อ “เปลี่ยนสู่สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า” ผ่านการเจาะลึกข้อมูลโครงการ GrabEV ที่ช่วยให้คนขับแท็กซี่เข้าใจถึงประโยชน์ในการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิง และการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมเปิดให้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริงยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ อาทิ รุ่น AION ES รุ่น AION Y Plus และ รุ่น MG EP การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน เพื่อ ‘เปลี่ยนสู่สุขภาวะที่ดีกว่า’ ผ่านการเรียนรู้วิธีดูแลรักษาสุขภาพ พร้อมตรวจร่างกายฟรี จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)รวมถึงการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยบนท้องถนน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) การเสริมทักษะด้านดิจิทัล เพื่อ “เปลี่ยนสู่การให้บริการที่ดีกว่า” ผ่านการส่งเสริมให้คนขับแท็กซี่ เห็นประโยชน์จากการใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเพิ่มโอกาสในการหารายได้ พร้อมสอนการใช้แอปพลิเคชันแกร็บ เพื่อให้บริการเรียกรถ และแนะนำสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ บริการทางการเงิน และประกันอุบัติเหตุ ด้าน ‘เดือน สุวรรณพุ่ม’ คนขับภายใต้สหกรณ์แท็กซี่ภูมิพลัง กล่าวว่า ตนขับแท็กซี่มานานกว่า 38 ปี และเป็นหนึ่งในแท็กซี่กลุ่มแรกที่เปิดใจลองใช้แพลตฟอร์มแกร็บในการช่วยเสริมรายได้ จากแต่ก่อนที่ต้องตระเวนหาผู้โดยสาร “ตอนนี้เราสามารถรับงานผ่านแอปได้ ทำให้ผมมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำงานได้สะดวกขึ้น การได้มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ช่วยเปิดโลกการทำงานให้กับผมเป็นอย่างมาก ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ” นอกจากนี้ การได้มาลองขับรถไฟฟ้ายังจะเป็นตัวเลือกในการช่วยประหยัดต้นทุนให้กับคนขับแท็กซี่ได้อย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าการทำงานในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาจะต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ และเป็นอีกทางเลือกให้เครือข่ายผู้ขับแท็กซี่ได้เปิดใจ และลองเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเองให้ทันยุคสมัยต่อไป Alternate-X สรุปให้ แท็กซี่ไทยกว่า 80,000 คันจาก 5 สหกรณ์ใหญ่ จับมือแกร็บอัปสกิลคนขับเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อรับมือพฤติกรรมผู้โดยสารที่เปลี่ยนเร็ว และต้นทุนค่าครองชีพ–พลังงานที่สูงขึ้น ผ่านโครงการสอน 3 ทักษะหลัก ได้แก่ ความรู้ด้าน EV, สุขภาวะ–ความปลอดภัย และทักษะดิจิทัล เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสหารายได้ผ่านเครื่องมือออนไลน์ พร้อมปรับตัวสู่การเดินทางยุคใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมแท็กซี่ไทยให้แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ยาทั่วโลกราคาพุ่ง10.4% หนุนเทรนด์ดูแลตัวเองก่อนป่วย-ตลาดเสริมอาหารโต
JSP เปิดผลสำรวจราคายาทั่วโลกปี 2025 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.4% โซนเอเชียฯ ราคาเพิ่ม 12.3% สูงกว่าค่าเฉลี่ย หนุน ‘การกินอาหาร’เป็นยา’ สู่เมกะเทรนด์ในคนรุ่นใหม่ แรงส่งผลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโตตาม สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า ราคายาและค่ารักษาพยาบาลโดยรวมในหลายประเทศในปี 2025 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจของฝ่ายวิจัยพบว่า ราคายาทั่วโลกปรับขึ้นจากปี 2024 ประมาณ 10.4% โดยราคายาในสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นประมาณ 4.5% – 5.0% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่ต่ำกว่า 10% เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายควบคุมราคาในสหรัฐฯ ขณะที่ราคายาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ราคายาเพิ่มขึ้น อยู่ที่ 12.3% ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มค่าใช้จ่ายทางการแพทย์โดยรวมเพิ่มขึ้นสูงสุดในโลก สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ราคายาปรับตัวสูงขึ้นในปี 2025 ประกอบด้วย ยามีการใช้นวัตกรรมที่สูงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม โดยเฉพาะยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อรังและโรคหายาก เช่น มะเร็ง, โรคภูมิต้านตนเอง, และการบำบัดด้วยยีนบำบัด/เซลล์บำบัด เป็นยาที่มีความซับซ้อนในการวิจัยและพัฒนาสูงมาก ทำให้มีราคาเริ่มต้นในการเปิดตัว (Launch Price) ที่สูงมาก ปัญหาเงินเฟ้อและต้นทุนการดำเนินงาน อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตยา เช่น ราคาวัตถุดิบ การขนส่ง และพลังงาน รวมถึงค่าแรงในภาคบริการสุขภาพ ส่งผลต่อต้นทุนด้านบุคลากรทางการแพทย์ (พยาบาล, เภสัชกร, นักวิจัย) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากความต้องการที่สูงขึ้นและการขาดแคลนแรงงาน ก็ส่งผลต่อค่าบริการทางการแพทย์และราคายาด้วย ต้นทุนการวิจัยและพัฒนา (R&D)ความซับซ้อนของการวิจัยแม้ว่าผลตอบแทนการลงทุนจากการวิจัยและพัฒนาจะดีขึ้น แต่ ต้นทุน R&D เฉลี่ยต่อยาใหม่หนึ่งตัว ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากกระบวนการวิจัยทางคลินิกมีความซับซ้อนและมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ JSP ยังประเมินว่าราคายาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากนี้ไปอย่างน้อยปีละ 10% จากปัจจัยนี้ส่งผลให้เทรนด์การดูแลสุขภาพก่อนป่วยจึงได้รับความนิยมจากทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจัง รวมถึงเทรนด์การกินอาหารเป็นยา (Food as Medicine) ด้วยการเลือกกินอาหารเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันและจัดการโรค โดยเน้นอาหารจากธรรมชาติ สมุนไพร และอาหารฟังก์ชันที่มีประโยชน์เฉพาะทาง เช่น ผัก ผลไม้ ปลาทะเล โยเกิร์ต และอาหารออร์แกนิค เพื่อบำรุงสุขภาพกายและจิตใจ กลายเป็นเมกะเทรนด์ที่ขยายออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก ขณะที่ เทรนด์นี้เป็นปัจจัยหนุนสำคัญให้เกิดการขยายตัวของตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารสกัดจากพืชและสมุนไพร เนื่องจากช่วยให้การได้รับสารอาหารครบตามปริมาณที่ร่างกายต้องการได้สะดวกรวดเร็ว และเป็นทางเลือกสำหรับวัยทำงานที่มีเวลาจำกัด ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก่อนป่วย โดยเทรนด์ดังกล่าว ยังสนับสนุนให้ยอดขายในส่วนของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ JSP ภายใต้แบรนด์ “สุภาพโอสถ” มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ในปีนี้คาดว่าจะทำได้ที่ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 845.9 ล้านบาท “คาดว่าในอนาคตยอดขายจะยังเติบโตตามเทรนด์ที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นเพราะไม่อยากเจ็บป่วยอีกทั้งยังหลีกเลี่ยงราคายารักษาโรคที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี” Alternate-X สรุปให้ ราคายาทั่วโลกปี 2025 พุ่งแรง 10.4% โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิกที่เพิ่มสูงถึง 12.3% ปัจจัยหลักมาจากต้นทุน R&D, วัตถุดิบ และบริการด้านการแพทย์ที่แพงขึ้นจากเงินเฟ้อ ทำให้คนวัยทำงานทั่วโลกหันมาดูแลตัวเองก่อนป่วยมากขึ้น ขณะที่เทรนด์ ‘กินอาหารเป็นยา’ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตต่อเนื่องตลาดซัพพลีเมนต์พุ่งแรง โดยเฉพาะกลุ่มสารสกัดสมุนไพรและอาหารฟังก์ชัน
GDP ไทยปี2569 คาด 1.6% แรงซื้อใน/ต่างประเทศชะลอ การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดจีดีพีไทยปี 2569 อยู่ที่ 1.6% จากอุปสงค์ต่างประเทศและในประเทศชะลอ-ท่องเที่ยวฟื้นตัวไม่เต็มที่-บริโภคครัวเรือนได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง มอง กนง. ลดดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้ง อีกทั้งยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทาง บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2569 องค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่าการค้าโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่ขยายตัวได้ 2.4% มาอยู่ที่ 0.5%เนื่องจากมาตรการภาษีของทรัมป์ได้ส่งผลต่อต้นทุนการค้าและเพิ่มความไม่แน่นอน ในปี 2568 การค้าโลกได้อานิสงส์จากการเร่งส่งออกของภาคธุรกิจก่อนที่ภาษีเริ่มบังคับใช้จริงในเดือนสิงหาคม บวกกับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ที่พุ่งแรง โดยเฉพาะการส่งออกจากเอเชียไปสหรัฐฯ ตามการลงทุนใน Data Center และโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ สวนทางกับสินค้าประเภทอื่นที่ไม่ใช่ AI (Non-AI) ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ในขณะที่การส่งออกจากจีนไปเอเชียยังเติบโตได้ดีต่างกับการส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างไรก็ดีธุรกิจในประเทศจีนยังเผชิญกับการแข่งขันรุนแรงทั้งด้านกำลังการผลิตและสงครามราคา (Anti-Involution) ซึ่งกดดันการทำกำไรของภาคธุรกิจในจีนอย่างต่อเนื่อง ด้าน ‘ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% เทียบกับปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.0% โดยส่งออกสินค้าของไทยในปี 2569 คาดว่าจะหดตัวส่งผลทำให้แรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยลดลง การท่องเที่ยวที่จะยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่ ในขณะที่การบริโภคของครัวเรือนที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ส่วนหนึ่งจากแรงหนุนจากการใช้จ่ายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอาจลดลงตามข้อจำกัดทางการคลัง โดยคาด กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายต่ออีก 1 ครั้ง ในปี 2569 นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน ด้าน ‘เกวลิน หวังพิชญสุข’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ทิศทางธุรกิจปี 2569 ยังอยู่ท่ามกลางความท้าทาย การชะลอลงของคำสั่งซื้อทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการแข่งขันกับสินค้านำเข้า กดดันการผลิตต่อเนื่อง ทำให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เสี่ยงหดตัวเป็นปีที่ 4 ส่วนธุรกิจบริการส่วนใหญ่ (เช่น ค้าปลีก ร้านอาหาร การแพทย์ ก่อสร้าง เป็นต้น) คาดเติบโตชะลอลง ขณะเดียวกันต้นทุนวัตถุดิบบางอย่างยังสูงและค่าแรงอาจปรับขึ้น ทำให้การสร้างรายได้สุทธิจะยากขึ้นภายใต้ศักยภาพตลาดที่โตต่ำ ธุรกิจจึงยังต้องเน้นการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ปรับตัวรับเทรนด์อย่างแตกต่าง และมองหาตลาดใหม่ ด้าน ‘ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ (ระบบแบงก์ไทย) มีแนวโน้มหดตัวลงต่อเนื่องในปี 2569 สอดคล้องกับภาพการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจ โดยคาดว่า สินเชื่อของระบบแบงก์ไทยจะหดตัวลง 0.7% ในปี 2569 ต่อเนื่องจากที่คาดว่าจะหดตัวลง 2.3% ในปี 2568 โดยสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อรายย่อย ทั้งในส่วนของสินเชื่อบ้านและสินเชื่อเช่าซื้อ จะยังคงหดตัวตามข้อจำกัดด้านรายได้และอำนาจซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่ หนี้ครัวเรือนในปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงมาที่ระดับไม่เกิน 85% ต่อจีดีพี ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้ รวมถึงทิศทางคุณภาพสินเชื่อในปี 2569 ด้วยเช่นกัน Alternate-X สรุปให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่เพียง 1.6% ต่ำกว่าคาดการณ์หลายสำนัก โดยกำลังซื้อทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอตัวจากภาวะเงินเฟ้อและหนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่ภาคการส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นช้า ส่วนภาคท่องเที่ยวยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด นักท่องเที่ยวหลักใช้จ่ายลดลง ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงกระตุ้นเชิงโครงสร้างเพื่อดันการเติบโตระยะยาว
ผ่าดวง ‘ฮุน เซน’ มหากาพย์ 2 ปีวิปโยค จาก ‘สงครามชิงอำนาจ’ สู่ ‘มรดกเลือด-โรคภัย’
โดย: ปรัชญาเปิดฟ้า (นักวิเคราะห์และที่ปรึกษาฮวงจุ้ย) Alternate X ‘ซินแสปรัชญา เจ้าของฉายา ‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ กูรูโหราศาสตร์จีนวิเคราะห์ใบหน้าตามหลักนรลักษณ์ศาสตร์ โหงวเฮ้ง (จีน) ‘ฮุนเซน’ อดีตนายกฯกัมพูชา ที่ยังมีบทบาทสำคัญทางการเมืองประเทศในปัจจุบัน ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งแนวชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา ผ่านบทความชิ้นนี้ ในฐานะคนไทยที่เฝ้ามองสถานการณ์บ้านเมือง ผมไม่ได้รู้จักมักจี่กับ สมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นส่วนตัว แต่การเคลื่อนไหวของเขาที่เข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมต่อประเทศไทย ทำให้ผมต้องหยิบยกศาสตร์แห่ง “ดวงจีน” (Bazi) และ “โหงวเฮ้ง” (Mian Xiang) มาถอดรหัสผู้นำกัมพูชาท่านนี้ สิ่งที่พบ คือ ฉากทัศน์ที่น่ากังวล หากปี 2568 คือปีแห่งการดิ้นรนสู้ศึก ปี 2569 กลับกลายเป็นปีแห่งโศกนาฏกรรมทางสุขภาพและการส่งไม้ต่อที่อันตรายยิ่งกว่า ฉากที่ 1: ปี 2568 (ปีงูเล็ก) – มังกรติดจั่นในตาข่ายฟ้า โดยพื้นฐาน สมเด็จฯ ฮุน เซน เกิดปี มะโรง (มังกร – ธาตุน้ำ) เมื่อเข้าสู่ปี 2568 ปี มะเส็ง (งูเล็ก – ธาตุไฟ/ไม้) การปะทะกันเริ่มต้นขึ้น: วิกฤต “ลาภมาก ร่างกายอ่อนแอ”: ปีมะเส็งนำพาธาตุ “ไฟ” (ขุมทรัพย์/ทรัพยากร) เข้ามามหาศาล แต่ดวงชะตาวัยจร 73 ปีของท่านกลับอยู่ในสภาวะ “น้ำเหือดแห้ง” ท่านมองเห็นขุมทรัพย์แต่ไร้กำลังบารมีที่จะคว้ามาด้วยวิธีปกติ ความเครียดจากการ “อยากได้แต่เอื้อมไม่ถึง” จึงพุ่งถึงขีดสุด กับดัก “ตาข่ายฟ้า”: การโคจรของ มังกร (ดวงเกิด) และ งู (ปีจร) สร้างสภาวะอำนาจติดขัด บริวารเริ่มแตกแถว การสร้างสถานการณ์สงครามจึงเป็นหนทางเดียวที่ท่านเลือกใช้เพื่อ “ฉีกตาข่าย” และรวบรวมอำนาจ โหงวเฮ้งวัย 73: ใบหน้าแห่งความกังวล คิ้วขมวดและมุมปากตก: สะท้อนความระแวง ทายาทไว้ใจไม่ได้ และความกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม สัญญาณ “ดินถล่ม” (Sagging Earth): บริเวณคางด้านข้าง (วังบริวาร) ที่เคยบึกบึน กลับหย่อนคล้อยผิดรูป บ่งบอกว่า “ฐานอำนาจสั่นคลอน” และคุมลูกน้องไม่อยู่ ร่องแก้ม “มังกรพันขา”: ร่องแก้มลึกที่วิ่งชนจุดอายุ 73 คือสัญญาณของการถูกสถานการณ์บีบให้ต้องรบ (ติดจั่น) ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ ฉากที่ 2: ปี 2569 (ปีม้า) – วิกฤตสุขภาพและการส่งมอบ ‘มรดกเลือด’ หากท่านคิดว่าปี 2568 หนักแล้ว ปี 2569 (ปีมะเมีย ธาตุไฟ) จะเป็นการเปลี่ยนฉากทัศน์จาก “สนามรบ” มาเป็น “เตียงพยาบาล” และความวุ่นวายภายในราชวงศ์ ดวงจีน: ภาวะ “น้ำแห้งขอด ในกองเพลิง” ปี 2569 เป็นปี “ม้าไฟ” (Bing Wu) ซึ่งถือเป็นไฟที่แรงที่สุดในรอบ 60 ปี น้ำปะทะไฟ (Water Clashes with Fire): ฮุนเซน (ธาตุน้ำ) เมื่อเจอกับ “ไฟกองใหญ่” ของปีม้า จะเกิดภาวะ “น้ำระเหย” ต่างจากปีงูที่เป็นไฟซ่อน ปีม้านี้ไฟเปิดเผยโชติช่วง ส่งผลให้ “ปัญหาสุขภาพ” จะกลายเป็นเรื่องใหญ่แซงหน้าการเมือง จุดตายทางสุขภาพ: เมื่อน้ำปะทะไฟรุนแรง อวัยวะที่กระทบหนักคือ หัวใจ, ความดันโลหิต, สายตา และสมอง (เส้นเลือดแตก/ตีบ) ดาว “ม้าเดินทาง” (Traveling Horse): ปีนี้ท่านจะ “อยู่ไม่ติดที่” แต่ไม่ใช่การเดินทางเจรจาทางการทูต มันคือการเดินทางเพื่อ “หนีร้อน” หรือต้องย้ายสถานที่รักษาตัว การเมืองภายในจะวุ่นวายจนท่านนั่งสั่งการนิ่งๆ ไม่ได้อีกต่อไป โหงวเฮ้งวัย 74: คางระส่ำ ทายาทสะเทือน จุดอายุ 74 ปี เดินมาอยู่ที่ “ขากรรไกรข้างซ้าย” (Left Jawbone) จุดชี้ขาด “บัลลังก์ลูก”: หากปี 2568 ทำสงครามแล้วพลาด หรือเศรษฐกิจพัง คางข้างซ้ายจะยุบหรือตอบลงในปีนี้ ความหมายคือ “รากฐานที่ส่งต่อให้ลูก (ฮุน มาเนต) ไม่แข็งแรง” ฮุนเซนต้องใช้บารมีเฮือกสุดท้ายค้ำบัลลังก์ให้ลูก เพราะบริวารจะไม่เชื่อฟังทายาทเท่าที่ควร สีหน้า “ไฟเผาหน้า”: หากสุขภาพทรุด ใบหน้าอาจแดงก่ำผิดปกติ (ธาตุไฟกำเริบ) หรือ ดำคล้ำเหมือนเขม่า (ธาตุน้ำตาย) บริเวณคาง นี่คือสัญญาณ “การสูญเสียอำนาจการควบคุม” คือคุมสถานการณ์ไม่อยู่แล้ว ต้องปล่อยไปตามยถากรรม บทสรุป: สัจธรรมแห่งอำนาจ ภาพรวมของดวงชะตาชี้ชัดว่า หากปี 2568 คือการ ‘ทุบหม้อข้าวรบ’ ปี 2569 ก็คือผลลัพธ์ที่ตามมาว่า ‘จะอิ่มหรือจะอดตาย’ การศึกภายนอกอาจจบลงเพราะไฟมอดเชื้อ แต่สงครามภายในร่างกายและภายในชาติจะปะทุขึ้น เมื่อ “ร่มโพธิ์ใหญ่” เริ่มใบร่วงโรยรา ฮุน มาเนต จะเจอบททดสอบที่โหดที่สุด คือการต้องคุมกองทัพและกลุ่มอำนาจเก่าที่เริ่มปีนเกลียว โดยไร้เงาของบิดาที่แข็งแรงเหมือนเก่า นี่คือฉากทัศน์ที่ย้ำเตือนสัจธรรมว่า ‘สังขารที่ร่วงโรย ไม่อาจฝืนอำนาจแห่งกรรมและธรรมชาติได้’ สุดท้ายแล้วไม่มีใครใหญ่เกินกว่าผลของการกระทำที่ตนได้ก่อไว้ครับ www.gurufengshui.com FB Page: GuruFengShui และ ฮวงจุ้ยดีบ้านเด่นกับอาจารย์ปรัชญาเปิดฟ้า Tiktok: ซินแสปรัชญาเปิดฟ้า LINE OA: @Gurufengshui
‘ออริจิ้น โฮเทล’ สู่พรีเมียมลงทุน 1.8 หมื่นล. ได้’Marriott- Moxy’เจาะเมืองเที่ยว
กลุ่มออริจิ้น ได้แมริออทฯ ร่วมทำโรงแรมเจาะเมืองท่องเที่ยว ภูเก็ต-ชลบุรี-เชียงใหม่ กลยุทธ์ ช็อต-คัท เพิ่มแวลูมาตรฐานบริการระดับสากล เพื่อเติมรายได้ยั่งยืนจากพอร์ตโรงแรม รับแนวโน้มทัวริสต์โลกทยอยฟื้นตัว ‘พีระพงศ์ จรูญเอก’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจโรงแรมในเครือบริษัท หรือ ออริจิ้น โฮเทล ร่วมกับ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (Marriott International) ในฐานะพันมิตรพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์ของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล รวม 3 แห่ง โดยรับสิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า ร่วมออกแบบโครงการ และการประกอบธุรกิจตามรูปแบบของแบรนด์ รวมมูลค่าทั้ง 3 โครงการประมาณ 8,000 ล้านบาท ประกอบด้วย กรุงเทพ 2 แบรนด์ และ ภูเก็ต 1 แบรนด์ โดยโครงการแรกที่พัฒนาร่วมกันในกรุงเทพ ได้แก่ Bangkok Marriott Sukhumvit Onnut จำนวน 252 ห้อง Courtyard by Marriott Bangkok Sukhumvit Onnut จำนวน 232 ห้อง นอกจากนี้ ยังได้ตกลงร่วมกันพัฒนาโครงการในจังหวัดภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ Moxy คือ โครงการ Moxy Phuket Chaofah จำนวน 255 ห้อง ขณะเดียวกัน ออริจิ้น โฮเทล และ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ยังมีแผนพัฒนาโรงแรมในอนาคตเพิ่มเติมบนทำเลจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยว (Tourist Destination) ได้แก่ กรุงเทพ ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้แข็งแกร่งและแชร์ส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกได้เป็นอย่างดี พร้อมส่งเสริมการบริหารธุรกิจโรงแรมของกลุ่ม ออริจิ้น โฮเทล ให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ และ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าผู้มาพัก ตลอดจนนักลงทุนและกลุ่มพันธมิตร ด้าน ‘ชาญชัย พันธุ์โสภา’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) หรือ ORIGIN HOTEL เปิดเผยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทั้งภาคธุรกิจ และ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของ กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และ ชลบุรี ยังมีความแข็งแกร่ง เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกที่สำคัญของไทย สำหรับความร่วมมือระหว่าง แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงนามสัญญาให้สิทธิ์การใช้เครื่องหมายการค้า และการประกอบธุรกิจตามรูปแบบของแบรนด์ ภายใต้ 3 แบรนด์ Marriott (แมริออท) Courtyard by Marriott (คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท) Moxy (ม็อกซี่) โดยในกรุงเทพ และ ภูเก็ต ประกอบด้วย Bangkok Marriott Sukhumvit Onnut (โรงแรมแบงค็อก แมริออท สุขุมวิท อ่อนนุช), Courtyard by Marriott Bangkok Sukhumvit Onnut (โรงแรมคอร์ทยาร์ด บาย แมริออท แบงค็อก สุขุมวิท อ่อนนุช) และ Moxy Phuket Chaofah (โรงแรมม็อกซี่ ภูเก็ต เจ้าฟ้า) “ความร่วมมือระหว่าง ออริจิ้น โฮเทล และ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมโดยตรง โดยปัจจุบัน Marriott Bonvoy มีสมาชิกกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก” นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการบริหารธุรกิจโรงแรมของกลุ่ม ออริจิ้น โฮเทล ให้ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศตลอดจนสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนและกลุ่มพันธมิตร ด้าน Mr. Gautam Bhandari, Senior Vice President Development, Marriott International, Asia Pacific (Excluding China) เปิดเผยว่า การนำแบรนด์ชั้นนำของ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้แก่ Marriott, Courtyard by Marriott และ Moxy มาสู่โครงการใหม่ เพื่อมอบดีไซน์ที่โดดเด่น บริการระดับโลก และสิทธิประโยชน์จากโปรแกรม Marriott Bonvoy ให้กับลูกค้า ปัจจุบันแมริออทมีเครือข่ายกว่า 9,700 โรงแรม ใน 143 ประเทศ 1.75 ล้านห้องพัก และ สมาชิก Marriott Bonvoy กว่า 260 ล้านคน ความร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำพันธกิจของ แมริออท ในการส่งมอบคุณภาพ นวัตกรรม และการเติบโตระยะยาวในภูมิภาค Alternate-X สรุปให้ ออริจิ้น โฮเทล เดินหน้าสู่ตลาดพรีเมียม จับมือ Marriott – Moxy ยกระดับโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ร่วมพัฒนาโรงแรม 3 โครงการแรก รวมกว่า 8,000 ล้านบาท ในกรุงเทพและภูเก็ต พร้อมแผนต่อยอดสู่ ชลบุรี–เชียงใหม่ ดีลนี้ช่วยเพิ่มมาตรฐานสากลด้วยระบบบริหารและแบรนด์ไฮเอนด์ของ Marriott สอดรับการฟื้นตัวของท่องเที่ยวโลก โดย ออริจิ้น โฮเทล ตั้งเป้าดึงฐานลูกค้า Marriott Bonvoy 260 ล้านสมาชิกทั่วโลก เสริมจุดแข็ง Soft Power ท่องเที่ยวไทย ขณะที่ ความร่วมมือครั้งนี้คือก้าวสำคัญสู่การสร้างรายได้จากธุรกิจโรงแรม และต่อยอดไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียมมากขึ้น
‘กัมพูชา’ Victim Brand จุดขายจาก ‘เรื่องเล่า’ ผู้เล่นเรียกความสนใจในตลาดโลก
เหตุการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อ 8 ธันวาคม 2568 หลังจากสถานการณ์เงียบไปกว่า 5 เดือน โดยมี ‘อันวาร์ อิบราฮิม’ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยก่อนหน้านี้ กระทั่งเกิดเหตุปะทะใหม่ ทำให้ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถูกจับตาอีกครั้งในระดับภูมิภาคที่ขยายวงสู่ระดับโลกระลอกใหม่!! จากเหตุการณ์ปะทะในครั้งก่อนหน้า ‘สื่อกัมพูชา’ มีความพยายามนำเสนอว่า ไทยเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ขณะที่ฝั่งทางการไทยระบุว่า พื้นที่ชายแดนไทย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ใกล้เขตโรงพยาบาลและร้านสะดวกซื้อในไทย ถูกกัมพูชา เปิดฉากโจมตีก่อน โดยมีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่จุดชนวนปมขัดแย้งเป็นวงกว้างระหว่างสองประเทศ พร้อมเสียงเล่าจากทั้งสองฝั่ง ที่ต่างเดินทางสู่สังคมออนไลน์และแพลตฟอร์มข่าวต่างประเทศ กับวาทกรรม ‘ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน’ กลายเป็นพื้นที่ต่อรองความถูกต้องชอบธรรม จุดเปลี่ยน-จากเรื่องท้องถิ่นสู่เวทีโลก ความขัดแย้งครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า ‘กัมพูชา’ อาจกำลังใช้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง (Narrative Strategy) เพื่อผลักดันตัวเองเข้าสู่เวทีโลกในฐานะ ผู้ถูกกระทำ (Victim) หวังให้องค์กรระหว่างประเทศและมหาอำนาจตะวันตกเข้ามามีบทบาทตรวจสอบข้อเท็จจริง การรักษาภาพจำว่า ‘เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ’ อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อรองเชิงการเมืองและสื่อสารต่อสาธารณะนอกภูมิภาค จากเดิมที ความขัดแย้งชายแดนถูกมองเป็นประเด็นในระดับอาเซียน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับถูกผลักให้คนทั่วโลกพูดถึง ผ่านสื่อระหว่างประเทศ โดยหลายฝ่ายคาดว่า การถูกจับตาจากเวทีโลกไม่ได้มีเพียงมิติการเมือง หากยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ ทางการทูต ที่ช่วยให้กัมพูชาได้รับการมองเห็นมากขึ้นในด้าน การลงทุน ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจใหม่ๆ กลายเป็น ‘Brand Exposure’ ที่เกิดจากความขัดแย้งโดยตรง จากเส้นเรื่องเหล่านี้ หากเราวางให้ ‘กัมพูชา’ เป็นการสร้างแบรนด์ (Branding) แล้ว อาจถอดตำแหน่งทางการตลาดอาเซียนที่ขยับสู่เวทีโลก ได้แบบนี้ จุดเด่น (Key Selling Point (KSP))ในอาเซียน แหล่งท่องเที่ยวมรดกโลก (นครวัด) ต้นทุนแรงงานต่ำ กำลังเติบโตด้านอสังหาริมทรัพย์ ตลาดเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ ภาพจำ (Perception Brand) ในเวทีโลกปัจจุบัน ประเทศเล็ก กำลังพัฒนา เศรษฐกิจพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติสูง แรงงานต้นทุนต่ำในอุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องแต่งกาย กลยุทธ์สร้างแบรนด์ (Brand Strategy) ล่าสุด จากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ประเทศหลังอาจกำลังเล่าเรื่องในมุม ‘ผู้ถูกกระทบ’ เพื่อดึงความเห็นใจ และเรียกความสนใจจากผู้เล่นมหาอำนาจ โอกาสทางตลาด (Market Opportunity) กัมพูชา ใช้กระแสข่าว เป็นแรงกระตุ้นให้แบรนด์ประเทศถูกพูดถึง พร้อมต่อยอดสู่แคมแปญท่องเที่ยว–ลงทุน?!? ‘Victim Branding’ เรียกความสนใจโลก ด้วยองค์ประกอบของประเทศ ‘กัมพูชา’ อาจเป็นไปได้ว่ากำลังใช้ภาพ ‘Victim Branding’ การเป็นแบรนดฺสินค้าผู้โดนกระทำ หรือ การเป็นมวยรอง Underdog Marketing เมื่อต้องการลงแข่งในสนามอาเซียนและโลก ที่ดึงไทย มาเป็นตัวเปรียบเทียบ (Benchmark) พร้อมกับใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องมือทางการตลาดและการทูต ทำให้โลกหันมามอง และอาจสร้างจังหวะต่อยอดสู่เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว และการลงทุน แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่อ่อนไหว แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ‘เรื่องเล่า’ (Narrative) สามารถเปลี่ยนเกมจากพื้นที่ชายแดน สู่สมรภูมิภาพลักษณ์ประเทศในระดับโลกได้ เกมลดทอน ‘คุณค่าประเทศไทย’ จากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงด้านอธิปไตยระหว่างสองชาติที่เกิดขึ้น อาจทำให้เกิดภาพสะท้อนภาพในตลาดอาเซียนและโลกมองมาที่ ‘ไทย’ ที่มีความแข็งแกร่งหลายด้านในตลาดเดียวกัน จากจุดแข็ง ต่าง ๆ อาทิ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวภูมิภาค ด้วยมีความครบทั้งการท่องเที่ยวครบทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่แบ็กแพ็กเกอร์ถึงนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม จากทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวครบถ้วน ฮับการค้า โลจิสติกส์ของอาเซียน ด้วยที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และเครือข่ายโลจิสติกส์ ไทยยังเป็นฐานการผลิตและขนส่งของภูมิภาค Soft power ที่แข็งแกร่ง วัฒนธรรมอาหาร บริการ และไลฟ์สไตล์ไทยเป็นข้อได้เปรียบด้านภาพลักษณ์ ที่โลกจดจำ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ไทย ในขณะนี้อาจถูกกดดันจากปัจจัยการเมือง ภัยธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสะท้อนเป็นความไม่แน่นอนต่อสายตานักลงทุนและนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม ส่วนมุมมองระดับโลก ยังมองไทยเป็นประเทศศักยภาพปานกลาง มีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและการผลิต แต่ยังต้องพัฒนาสมดุลด้านธรรมาภิบาลและการบริหารความเสี่ยงเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น จากเหตุปะทะชายแดนครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางทหาร แต่เป็นเกมเชิงภาพลักษณ์ที่กัมพูชาดึงไทยเข้ามาอยู่ในเฟรมเดียวกันอย่างจงใจ เมื่อ ‘narrative’ ถูกเล่าในมุม ‘ผู้ถูกกระทำ’ โลกจึงโฟกัสกัมพูชามากขึ้น ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ไทยอาจถูกลดทอนความเหนือกว่าในภูมิภาค คำถาม คือ นี่คือกลยุทธ์สร้าง spotlight ให้แสงสาดกัมพูชาบนเวทีโลกด้วยการพาตัวเองและไทยไปอยู่ระดับเดียวกันหรือไม่? Alternate-X สรุปให้ เหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุอีกครั้ง กลายเป็นจุดเริ่มของการเล่าเรื่องเชิงภาพลักษณ์ที่สะเทือนถึงภูมิภาคอาเซียนและสายตานานาชาติ ‘กัมพูชา’ ถูกมองว่าอาจใช้ narrative “ผู้ถูกกระทำ” เพื่อดึงความสนใจโลก เปลี่ยนสถานะจากเรื่องท้องถิ่นสู่ประเด็นสากล เมื่อเรื่องเล่าเข้าสู่สื่อโลก สิ่งที่ได้ไม่ใช่แค่ความเห็นใจ แต่คือ Brand Exposure ที่ทำให้กัมพูชาถูกพูดถึงในเชิงเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว–การลงทุน ในอีกมุม นี่อาจเป็นเกมเชิงกรอบภาพลักษณ์ ที่ดึงไทยมาอยู่ในสนามเดียวกันเพื่อลดช่องว่างความเหนือกว่า คำถามที่จึงเกิดขึ้น นี่คือ การผลักตัวเองขึ้นสปอตไลต์ พร้อมลดทอน Soft Power ของไทย เพื่อขยายพื้นที่ของแบรนด์กัมพูชาหรือไม่? STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ลบภาพจำ ‘เชียงใหม่’ ไม่ใช่แค่เมืองเที่ยวสู่ คราฟต์ เวลเนสฯ ‘CEA’ ยกระดับท้องถิ่น
‘เชียงใหม่’ จังหวัดใหญ่สุดในไทย ด้วยขนาดพื้นราว ๆ 22,436.074 ตร.ม กับภาพจำมายาวนานเมืองท่องเที่ยวแห่งมนต์เสน่ห์ล้านนา ที่ในวันนี้ CEA ต่อยอดแนวคิด ‘โลคัลพลัส’ สู่เมืองคราฟติง เวลเนสฯ ‘ไชยยง รัตนอังกูร’ ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) กล่าวว่า CEA ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยศิลปิน นักสร้างสรรค์ ชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรจากทั้งในและต่างประเทศ ร่วมเปิด ‘เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2568’ หรือ “Chiang Mai Design Week 2025” (CMDW2025) อย่างเป็นทางการ เป็นปีที่ 11 โดยเทศกาลฯ ย้ำบทบาทในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคเหนือสู่ระดับนานาชาติ พร้อมต่อยอด ‘ทุนจากวัฒนธรรม’ ให้กลายเป็น ‘ทุนเศรษฐกิจ’ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 ณ ย่านกลางเวียง, ช้างม่อย – ท่าแพ และสันป่าข่อย จังหวัดเชียงใหม่ ด้าน ‘ดร. ชาคริต พิชญางกูร’ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า เทศกาลฯ มี 3 เป้าหมายสำคัญได้แก่ การเฉลิมฉลองนักสร้างสรรค์คืนถิ่น (Homecoming) สนับสนุนการกลับมาร่วมสร้างเมืองของคนเชียงใหม่รุ่นใหม่ การสืบสานวิถีท้องถิ่นที่ยั่งยืน (Local Sustainable Living) เสริมความเข้มแข็งของทุนทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม การสร้างพื้นที่แห่งโอกาสใหม่ (New Opportunities) เพื่อให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และเครือข่ายนักสร้างสรรค์ มีพื้นที่เติบโตและขยายสู่ตลาดใหม่ สำหรับปีนี้ มีเครือข่ายจาก 15 ประเทศทั้งในเอเชียและยุโรปเข้าร่วมเทศกาลฯ จัดแสดงผลงาน รวมถึงสร้างความร่วมมือด้านการลงทุนในอนาคต ช่วยผลักดันให้เชียงใหม่เติบโตในฐานะเครือข่ายสมาชิกเมืองสร้างสรรค์ขององค์การยูเนสโกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป โดย CEA ตั้งเป้าให้เทศกาลฯ เติบโตจากเทศกาลงานออกแบบ ไปสู่การเป็น ‘เครื่องมือสร้างภาพลักษณ์เมือง (City Branding)’ ที่สำคัญของเชียงใหม่ เพื่อช่วยให้เมืองนี้ก้าวข้ามภาพจำเดิมจาก ‘เมืองท่องเที่ยว’ ไปสู่การเป็นเมืองที่ ‘Crafting Wellness from Local Essence, Inspiring Asia’ และกลายเป็นจุดหมายของนักสร้างสรรค์และนักลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันเชียงใหม่และภาคเหนือให้ก้าวสู่เวทีนานาชาติ เชียงใหม่..อะไรใหม่?!? พร้อมกันนี้ ยังได้ต่อยอดแนวคิด ‘โลคัล พลัส’ (Local Plus) พลังท้องถิ่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมโปรแกรมไฮไลต์ตลอด 9 วันของเทศกาลฯ ด้วยโปรแกรมสร้างสรรค์กว่า 150 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ กลางเวียง, ช้างม่อย – ท่าแพ, สันป่าข่อย และพื้นที่อื่น ๆ ดังนี้ Make Scents, Make Sense สถานที่ TCDC เชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น. นิทรรศการที่เปิดมุมมองใหม่เรื่อง ‘กลิ่นหอม’ ในมิติต่าง ๆ ต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านกลิ่นของไทย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Wellness ด้วยพลังแห่งกลิ่นหอมจากธรรมชาติ The Homecoming Club สถานที่ สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมสตรีศรีล้านนาไทย เวลา 10.00 – 22.00 น. กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กลับบ้าน เล่าผ่านเรื่องราวของคนคืนถิ่น Days in Rainy Summer สถานที่ TCDC เชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น.นิทรรศการชวนสัมผัสประสบการณ์เหนือจริงที่ ‘ลม’ จะถูกนำเสนอในฐานะผู้เล่าเรื่องสู่โลกของกระดาษสาทำมือจากสยามพรหมประทาน Toy Laung (Art Toy) สถานที่ หอพื้นถิ่นล้านนา เวลา 10.00 – 22.00 น.นิทรรศการ Art Toy Exhibition และตลาดจำหน่ายผลงานจากศิลปินเชียงใหม่และทั่วประเทศภายใต้แนวคิด ‘Land: Masks of Art – พื้นที่ หน้ากาก ศิลปิน” พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปสร้าง Art Toy ทั้งในรูปแบบดิจิทัลและงานปั้นมือ เส้นทางใหม่หางโจว สถานที่ หอกลางเวียง เวลา 10.00 – 22.00 น นิทรรศการเส้นทางแห่งจินตนาการที่เชื่อมงานหัตถกรรม และการออกแบบร่วมสมัยไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด ‘The New Hangzhou Line’ CRAFTed to TASTE สถานที่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น. ความร่วมมือด้านศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ผ่านโครงการศิลปินพำนักระหว่างศิลปินเซรามิกจากฝรั่งเศสและไทย Russian Soul: modern heritage สถานที่ ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เวลา 10.00 – 22.00 น.สะท้อนวัฒนธรรมระหว่างมรดกดั้งเดิมและดีไซน์ร่วมสมัย เพื่อถ่ายทอดรัสเซียในมุมมองใหม่ และสร้างความร่วมมือสู่เวทีนานาชาติ นิทรรศการศิลปะไฟนีออน โดย สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลีย สถานที่ ห่าน สตูดิโอ เวลา 10.00 – 22.00 พื้นที่แห่งประสบการณ์และความผูกพันระหว่างศิลปินที่มีต่อประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ North East India (Asthalakshmi) Pavilion สถานที่ หอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ เวลา 10.00 – 22.00 น. องค์กรพัฒนางานหัตถกรรมและผ้าทอมือแห่งภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NEHHDC) จากประเทศอินเดีย นำช่างฝีมือและผู้ประกอบการร่วมนำเสนอผลงานหัตถกรรมหลากหลายประเภท ให้เป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ ด้วยวิถีและดวงดาว สถานที่ หอกลางเวียง เวลา 10.00 – 22.00 น. สัมผัสความนิ่งจากจิตใจ ความสงบที่สร้างแรงบันดาลใจและความมั่นคงภายใน โดยถ่ายทอดผ่านศิลปะ 2 มิติ ดอกไม้เริงระบำ สถานที่ มัก. ซีเอ็นเอ็กซ์ เวลา 16.00 – 23.00 น. นิทรรศการศิลปะการจัดดอกไม้ที่นำแรงบันดาลใจจากการเต้นรำ มาถ่ายทอดเป็นงานจัดดอกไม้ที่มีลีลา Chiang Mai Street Jazz Festival 2025 สถานที่ โอลด์ เชียงใหม่ (ศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่) เวลา 17.00 – 23.00 น. สัญลักษณ์การรวมผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ วัฒนธรรม ผ่านพลังของเสียงดนตรีแจ๊สและดนตรีร่วมสมัย Chiang Mai Ho Zix สถานที่ Uniserv CMU เวลา 16.30 – 23.00 น. (วันที่ 8 – 11 ธันวาคม 2568) เทศกาลดนตรีที่รวมศิลปินท้องถิ่นเชียงใหม่กว่า 40 วง ถ่ายทอดเสียงแห่งตัวตนผ่านดนตรีหลากหลายแนว 2025 สถานที่ คลับ คร้าฟวิ่ง ซี.เอ็น.เอ็กซ์ เวลา 10.00 – 22.00 น. (วันที่ 6 – 7 ธันวาคม 2568) การแสดงดนตรีสด (Live Performance) จากศิลปินไทยและต่างชาติ CMDW Design Showcase | International & Thai Designers สถานที่ เอส.วี. เฟอร์นิเจอร์ เวลา 10.00 – 22.00 น. การจัดแสดงผลงานจากนักออกแบบทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ ที่ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบร่วมสมัยในหลายสาขา กาดต่อนยอน ตอน หนัว สถานที่ โหล่งฮิมคาว เวลา 10.00 – 22.00 น. (วันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2568) ร่วมเฉลิมฉลอง 10 ปีชุมชนโหล่งฮิมคาว กับแฟชั่นโชว์งานหัตถกรรม ร้านค้า กิจกรรมเวิร์กช็อป อาหาร เครื่องดื่ม และนิทรรศการพิเศษ ‘10 ปี ชุมชนโหล่งฮิมคาว: There’s No Place Like Home’ ดร. ชาคริต กล่าวว่า CEA ยังมุ่งสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภาคเหนืออย่างต่อเนื่องและครอบคลุม ทั้งการพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะสร้างสรรค์ เช่น การจัดตั้ง TCDC แห่งใหม่ใน 4 จังหวัดของภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย, แพร่, อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก โดยมีแผนจะเปิดให้บริการปี2569การขยายเครือข่ายนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมศักยภาพนักสร้างสรรค์ผู้ประกอบการ และเยาวชน รวมทั้งผลักดันภาคเหนือให้เติบโตเป็น ‘Creative Region’ ที่แข็งแกร่งในทุกมิติ” ‘ธันวาคม’ เดือนแห่งครีเอทีฟ ด้าน ‘วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด’ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ เป็นงานสะท้อนพลังของคนเชียงใหม่และเสน่ห์ของเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สอดคล้อจังหวัดเชียงใหม่มีนโยบายการสร้างภาพลักษณ์เมือง (City Branding) ให้เป็นที่ยอมรับและจดจำในระดับนานาชาติ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว ‘12 เดือน 12 ธีม’ เพื่อให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนสามารถสัมผัสประสบการณ์ของเชียงใหม่ครบทุกมิติ ทั้งภูมิประเทศ ธรรมชาติ วัฒนธรรม ธุรกิจท้องถิ่น ประเพณี และวิถีชีวิต โดยเดือนธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็นเดือนแห่ง Creativity & Design โดยมีเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่จะทำให้เห็นว่าศิลปะ การออกแบบ และวัฒนธรรมท้องถิ่น สามารถเชื่อมโยงโอกาสทั้งจากการท่องเที่ยวและการลงทุนในระดับโลกได้จริง AlternateX สรุปให้ CEA ผลักดันเชียงใหม่จากเมืองท่องเที่ยวสู่ “Crafting Wellness City” ด้วยพลังความสร้างสรรค์ จัดต่องาน Chiang Mai Design Week 2025 (CMDW2025) ปีที่ 11 ชูภาพลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนแนวคิด Local Plus ด้วยกิจกรรมกว่า 150 โปรแกรมทั่วเมือง 6–14 ธันวาคม 2568 เชื่อมศิลปะ–วัฒนธรรม–เวลเนส–เศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสลงทุน พร้อมเครือข่าย 15 ประเทศร่วมงาน ตั้งเป้าเชียงใหม่ก้าวพ้นภาพจำเดิม สู่เมืองเวลเนส–เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับโลก
Art Toy ‘โป๊ยเซียน’ ทำออกมาจำกัดอยากได้ไม่มีขาย ปลุกมู้ดเที่ยว 4 ภาคเมืองไทย
‘โป๊ยเซียน’ ยาดมแบรนด์ไทยที่อยู่ในตลาดมา 90 ปี ที่ไม่ขอยอมแก่ แต่ขอไปต่อด้วยหนึ่งในกลยุทธ์คอลแล็บส์ศิลปินไทย ผลิตปลอกยาดมรุ่นจำนวนจำกัดหาซื้อไม่ได้แต่ต้องเข้าร่วมกิจกรรม ออกมากระตุ้นเที่ยวไทย 4 ภาคกับ ททท. ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์ (ต้นคูน) กรรมการ และที่ปรึกษาบริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตยาดมตรา ‘โป๊ยเซียน’ เปิดเผยว่าโป๊ยเซียนร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแคมเปญ ‘สุขทันทีที่เที่ยวไทย สดชื่นได้ใจ ปลอดภัยได้ชัวร์กับยาดมตราโป๊ยเซียน’ เพื่อส่งเสริมและนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยในมุมมองใหม่เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ ‘โป๊ยเซียน’ และ ‘ททท.’ ยังร่วมกับ ‘ต๊อด–อารักษ์ อ่อนวิลัย’ (Sahred Toy)ศิลปินรุ่นใหม่ของไทยด้าน Digital Art Storytelling ร่วมออกแบบปลอกยาดมผลิตออกมาจำนวนจำกัด (Limited Edition) ภายใต้โจทย์นำ ‘สัญลักษณ์ประจำภูมิภาคของไทย’ ในสไตล์ Art Toy ร่วมสมัย จำนวน 4 ลวดลาย แทน 4 ภูมิภาค “แนวคิดนี้ ยังสอดคล้องกับฟีเจอร์โป๊ยเซียนเพื่อเติมความสดใหม่ให้กับอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้ดูสนุก ทันสมัย และเข้าถึงง่าย” โดยปลอดยาดมโป๊ยเซียน ทั้ง 4 ภูมิภาค ใช้อัตลักษณ์สื่อสารร่วมกับการท่องเที่ยวดังนี้ ภาคเหนือ ถ่ายทอดผ่าน ‘โคมยี่เป็ง’ สัญลักษณ์ประเพณียี่เป็งอันเก่าแก่ของชาวล้านนา ในรูปแบบ Art Toy ที่สะท้อนความอ่อนช้อยและงดงามทางวัฒนธรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ใช้ ‘พญานาค’ ตัวแทนแห่งความศรัทธา พลังอำนาจ และความอุดมสมบูรณ์ จากตำนานลุ่มน้ำโขง ภาคกลาง นำเสนอ ‘พญายักษ์วัดแจ้ง’ ยักษ์คู่เมืองที่ยืนตระหง่านเคียงข้างวัดอรุณราชวรารามฯ มากว่า 200 ปี สะท้อนความศักดิ์สิทธิ์และตำนานเก่าแก่ของกรุงรัตนโกสินทร์ ภาคใต้ ถ่ายทอดผ่าน ‘ตัวหนังตะลุง’ ศิลปะการแสดงพื้นบ้านอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของชาวปักษ์ใต้ ดร.ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สำหรับไอเทมยาดมโป๊ยเซียน อาร์ต ทอย ดังกล่าว จะผลิตออกมาจำนวนจำกัด พร้อมใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างสีสัน ดึงดูดนักท่องเที่ยว นักเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านการสื่อสารแบรนด์ยาดมโป๊ยเซียนด้วยอาร์ต ทอย ที่เป็นกระแสความนิยมในปัจจุบัน โดยผู้สนใจผลิตภัณฑ์ สามารถร่วมกิจกรรมลุ้นรับ ยาดมโป๊ยเซียน Special Limited Edition Art of Freshness (4 แบบ 4 ภาค) โดยมีกติกา คือ ออกเดินทางท่องเที่ยวและถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ คู่กับยาดมโป๊ยเซียน ส่งภาพมาร่วมสนุกที่ Facebook Fanpage : โป๊ยเซียน – Poysian กิจกรรมเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2568 – 31 มกราคม 2569 โดยภาพที่ถ่ายทอด ‘ความสดชื่นแบบไทย’ และเชื่อมโยงกับโป๊ยเซียนได้โดดเด่นที่สุด จะได้รับยาดมโป๊ยเซียน Limited Edition จำนวน 1 แบบ (ตามภูมิภาคที่ถ่ายภาพ) รวมของรางวัลทั้งสิ้น 90 รางวัล “ยาดมโป๊ยเซียน เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แบรนด์ไทย ที่วางขายครอบคลุมทั่วภูมิภาคของไทย เหมือนเป็นไอเทมคู่นักเดินทาง และยังเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ ที่ต่างชาติรู้จักและคุ้นเคยอีกด้วย” Alternate-X สรุปให้ ยาดมแบรนด์ไทยระดับตำนาน ‘โป๊ยเซียน’ ร่วมกับ ททท. เปิดแคมเปญปลุกเที่ยวไทย เปิดตัว Art Toy Limited Edition 4 ภาค ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านดีไซน์ร่วมสมัย ผลิตจำนวนจำกัด 8,000 ชิ้น ไม่วางขาย ต้องร่วมกิจกรรมเพื่อรับเท่านั้น กระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยกลยุทธ์ครีเอทีฟ ดึง Gen Z และนักเดินทางยุคใหม่ ตอกย้ำภาพยาดมคู่คนไทยกว่า 90 ปี พลิกภาพสินค้าคลาสสิกสู่ Soft Power ไทย
UHG สร้างแบรนด์ระดับภูมิภาค ให้ที่พักนักกีฬา ‘SEA GAMES 2025 THAILAND’
ศึกแห่งเกมสปิริตระดับภูมิภาค Sea Games 2025 Thailand เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 นี้ โดย UHG หนึ่งในองค์กรเอกชนได้นำโรงแรม เดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง เข้าร่วมสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการด้านที่พักให้กับทีมนักกีฬา รวมไปถึงนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย วุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป หรือ UHG เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ (The Quarter) และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลส์’ (Hills) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในมหกรรมการแข่งขัน SEA GAMES 2025 THAILAND ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 นี้ โดยกลุ่ม UHG ได้นำหนึ่งในพร็อพเพอร์ตี้ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง (The Quarter Ramkhamhaeng) รองรับการเข้าพักให้กับทีมนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ ในครั้งนี้ ด้วยโรงแรมดังกล่าวนับเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับสนามราชมังคลากีฬาสถาน ย่านหัวหมากมากที่สุด ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามสำคัญในการแข่งขันมหกรรมกีฬาฯ ครั้งนี้ สำหรับการเป็นผู้สนับสนุน SEA GAMES 2025 THAILAND ยังเป็นโอกาสโรงแรม The Quarter เพื่อให้บริการที่พักพร้อมสร้างความประทับใจแก่นักกีฬา รวมไปถึงสมาคมกีฬา อันเป็นองค์กรสาธารณะ และนักกีฬาต่างชาติในฐานะแขกบ้านแขกเมืองของประเทศ อีกทั้งยังส่งผลให้โรงแรมเป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาคได้อย่างดี ซึ่งถือเป็นเกียรติยศของโรงแรมเดอะควอเตอร์ ด้วย ขณะที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ปัจจุบันให้บริการห้องพักจำนวน 338 ห้อง คิดอัตราค่าบริการราว 1,500 บาท โดยอาจมีการปรับขึ้นลงบ้างขึ้นอยู่กับอัตราการเข้าพัก โดยหลังจากเปิดให้บริการ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง ยังได้การตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายนักเดินทาง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาวไทยสัดส่วน 60-70% และต่างชาติสัดส่วน 30-40% เนื่องจากทำเลที่ตั้งใกล้สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ รามคำแหง ไม่ไกลจากย่านทองหล่อ-เอกมัย อีกทั้งยังอยู่ติดท่าเรือโดยสารคลองแสนแสบ ใกล้เดอะมอลล์ 3 รามคำแหง บิ๊กซีรามคำแหง และหัวหมากเซ็นเตอร์อีกด้วย “จากการจัดคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ปีนี้ โรงแรมฯแห่งนี้ มีอัตราการเข้าจองที่พักเต็ม100% เช่นกัน” วุฒิพล กล่าว พร้อมเสริมว่า สำหรับในไตรมาสสี่ปีนี้และในไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ในส่วนของกลุ่มโรงแรมเดอะควอเตอร์ภาพรวมมีอัตราการจองพักคิดเป็นสัดส่วน 90% โดยราคาที่พัก มีการปรับราคาขึ้นเฉลี่ย 15-25% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง สำหรับการขยายแบรนด์ The Quarter ปัจจุบันโฟกัสที่ตลาดกรุงเทพเป็นหลักเนื่องจากจำนวนผู้มาเยือนที่ครองอันดับ 1 ของโลกตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีความหลากหลายของแขกผู้เข้าพักสูง อย่างไรก็ดี บริษัทฯ วางแผนขยับขยายออกนอกทำเล CBD เนื่องจากการขยายตัวของรถไฟฟ้าและความเจริญต่างๆ รวมไปถึงปัจจัยด้านราคาที่ดินและอุปสงค์อุปทาน Alternate-X สรุปให้ SEA GAMES 2025 THAILAND กำหนดจัดระหว่าง 9–20 ธันวาคม 2568 โดย UHG ประกาศร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านที่พักในงานครั้งนี้ นำโรงแรม The Quarter Ramkhamhaeng รองรับการเข้าพักของทีมนักกีฬา ด้วยทำเลโรงแรมตั้งใกล้สนามราชมังคลาฯ สะดวกต่อการเดินทางแข่งขัน ตอกย้ำบทบาท UHG ในธุรกิจฮอสพิทาลิตี้และการสนับสนุนกีฬาระดับภูมิภาค
สีแห่งปี 2026 ‘สีขาว’ Pantone 11-4201 Cloud Dancer กำลังใจให้ทุกไอเดียเติบโต
Pantone 11-4201 Cloud Dancer คือ สีแห่งปี 2026 บริสุทธิ์-ความสงบ-เริ่มต้นใหม่ เหมือนฉากหลังปุยเมฆขาวเริงระบำ พร้อมให้ ‘ทุกคน’ วาดเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ในปี 2025 ที่กำลังผ่านไป หลายคนน่าจะยังจำสีประจำปี ‘Mocha Mousse’ (มอคค่ามูส) โดยสถาบัน Pantone Color Institute ได้ประกาศให้สีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความนุ่มนวล ได้เป็นอย่างดี โดยในปี 2026 ที่กำลังมาถึง Pantone เลือกก้าวสู่ความเรียบง่าย พร้อมยกให้ สีขาว Pantone 11-4201 Cloud Dancer เป็น Color of the Year 2026 สีแห่งความบริสุทธิ์ ความสงบ และการเริ่มต้นใหม่ เหมือนแผ่นกระดาษว่างที่พร้อมให้ทุกคนสร้างเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง แล้วทำไมถึงต้องประกาศสีแห่งปี?…. Pantone คือบริษัทผู้พัฒนาระบบมาตรฐานสีระดับโลกหรือ Pantone Matching System (PMS) เพื่อใช้เป็นภาษากลางในวงการดีไซน์ แฟชั่น พิมพ์ และสื่อสารสร้างสรรค์ สาเหตุที่ Pantone ประกาศ Color of The Year เพื่อชี้ทิศทางเทรนด์สีประจำปีที่ส่งผลต่อการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ ตลาดและเทรนด์ผู้บริโภคทั่วโลก ‘Cloud Dancer’ สีแห่งปี 2026 ในปีนี้ Pantone เลือกสี Cloud Dancer ด้วยสะท้อนสภาวะของโลกยุคใหม่ที่ผู้คนต้องการพื้นที่หายใจ ความโปร่งเบา และโฟกัสกับแก่นแท้ที่สำคัญจริง ๆ สีขาวเฉดนี้ไม่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า แต่เป็น ‘ความหวัง-ความเรียบง่าย-และการเริ่มต้นใหม่’ ที่ให้น้ำเสียงสงบ นุ่มนวล และนำสายตาไปสู่อนาคตที่เปิดกว้างขึ้น สีที่พร้อมเป็นฉากหลังของทุกไอเดียที่กำลังเติบโต ประกาศมาแล้ว 26 ครั้ง โดย Pantone เริ่มประกาศสีแห่งปีตั้งแต่ปี 2000 จนถึงปี 2026 รวมกว่า 26 ครั้ง โดยใช้การวิจัยเทรนด์โลก ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม เทคโนโลยี ไปจนถึงอารมณ์ของผู้คนในแต่ละปี เพื่อค้นหาสีที่สะท้อนสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ จับคู่ใช้งานสี Cloud Dancer สำหรับ Color Palettes ที่จับคู่กับ Cloud Dancer ได้สวยมาก ได้แก่ Neutral & Clean Cloud Dancer Ultimate Gray Silver Birch Mushroom Soft & Pastel Mood Cloud Dancer Lavender Fog Blush Pale Aqua Modern Minimal Cloud Dancer Deep Charcoal Sandstone Black Ink Fresh & Nature-Inspired Cloud Dancer Olive Green Earth Brown Sage Mist Photo-www.pantone.com Tip: โทนนี้เหมาะกับงานออกแบบปี 2026 ทั้งแฟชั่น แบรนด์ดิ้ง อินทีเรีย และเว็บดีไซน์ โดยเฉพาะงานที่ต้องการความเรียบหรู สบายตา และ timeless มาก ๆ Alternate-X สรุปให้ หลังจาก Mocha Mousse เป็นสีแห่งปี 2025 ในปีหน้า Pantone Color Institute ประกาศให้ Pantone 11-4201 Cloud Dancer (สีขาว) เป็น Color of the Year ประจำปี 2026 สีขาวเฉดนี้ถูกเลือกให้เป็นสีแห่ง ความบริสุทธิ์ ความสงบ และการเริ่มต้นใหม่ ‘Cloud Dancer’ สะท้อนถึงความต้องการพื้นที่หายใจ ความเรียบง่าย และการโฟกัสกับแก่นแท้ของผู้คนในสภาวะโลกยุคใหม่ สีขาวเฉดนี้เปรียบเสมือนแผ่นกระดาษว่างเปล่าที่พร้อมเป็นฉากหลังให้ทุกไอเดียและทุกเรื่องราวเติบโตอย่างนุ่มนวล Pantone ยังได้แนะนำชุดสี (Color Palettes) ที่เข้ากันได้ดีกับ Cloud Dancer เช่น Neutral & Clean และ Modern Minimal ซึ่งเหมาะสำหรับงานดีไซน์ทุกแขนงในปี 2026 STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
หมดยุคทองอสังหาฯ ตลาดเปลี่ยนสู่สายเช่า แผนเสนาฯ ปี69 ใช้สต็อกบ้านบริหารเสี่ยง
‘ดร.ยุ้ย-เกษรา’ นายหญิงเสนาฯ แผนปี2569 บริหารสต็อกโครงการฯสู่โหมด’เช่า’ ตั้งรับกำลังซื้อสะดุดจากหนี้ครัวเรือนยังท่วม ‘กับดัก’ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ดร.ยุ้ย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวถึงตลาดอสังหาฯ ไทยในปี 2569 แนวโน้มจะขับเคลื่อนโดยกลุ่มราคาจับต้องได้ (Affordable) เป็นหลัก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?!?.….. ดร.ยุ้ยให้มุมมองว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในตลาดอสังห่าฯในปี 2569 มาจาก ‘หนี้ครัวเรือน’ ของประชากรประเทศไทย ที่ยังมีอัตราสูง ทั้งจากสินเชื่อส่วนบุคคล, บัตรเครดิต และหนี้อื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการกำลังซื้อของผู้บริโภค (Consumer Spending) หรือ ตัวซี (C) ซึ่งเป็นดัชนีขับเคลื่อนที่มีผลกระทบใหญ่ที่สุดของระบบเศรษฐกิจ “เสนาฯ มองโจทย์กำลังซื้อวันนี้ว่าคนอยากมีบ้าน แต่กำแพงสินเชื่อยังสูง อ้างอิงจากพอร์ตของเสนาฯ พบสัดส่วนผู้กู้ไม่ผ่านแตะราว 50% และ 80% ในบางพื้นที่อย่างโซนบางใหญ่” ขณะที่ปัจจุบันตัวเลขหนี้ในระบบนี้ ยังไม่รวมภาระจากสหกรณ์ และหนี้นอกระบบที่ไม่สามารถแสดงตัวเลขที่แท้จริงได้ ทำให้ประเมินสถานการณ์ได้ไม่เต็มร้อย ซึ่งการแก้ปัญหาหนี้เหล่านี้ต้องใช้เวลา แต่ผลลัพธ์ได้ส่งแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมผ่านการใช้จ่ายและการเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น โดยในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า มองว่าตลาด Affordable กลุ่มสินค้าบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท จะยังเป็นแกนหลักในตลาดแม้ว่าจะสวนทางกับกำลังซื้อผู้บริโภคที่กล่าวข้างต้น ด้วย ‘บ้าน’ ยังเป็น ‘ปัจจัยสี่’ ที่ยังเป็นที่ต้องการในตลาดของผู้บริโภคอยู่ เล่นในตลาดที่เสนาฯ เก่งและถนัด ดร. ยุ้ย บอกอีกว่า ขณะที่เสนาฯ เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่แข็งแกร่งในตลาดบ้าน-คอนโด ในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑลโดยรอบ ซึ่งเป็นพอร์ตที่บริษัทฯ มีความถนัด “ข้อได้เปรียบของตลาดนี้ คือ ต้นทุนการพัฒนาไม่สูง แม้จะมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่การแข่งขันวัดที่ราคา–ฟังก์ชัน–ทำเล ยิ่งหากตลาดไหนมีสินค้าใช้ทดแทนกันได้มาก การแข่งราคาจะรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ตลาดแข่งขันกันโดยสมบูรณ์ตรงตามทฤษฎี” จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ วางแนวทางการบริหารธุรกิจใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘อีโคโนมี ออฟ สโคป’ (Economy of Scope) การนำพอร์ตอสังหาฯ ทั้งแนวนราบ และ คอนโดมีเนียม หรือแบ็ค ล็อค นำกลับมาพัฒนาใหม่ เช่น การตกแต่งพร้อมอยู่ด้วยดีไซน์ หรือ การใช้แนวคิดฟังก์ชันการอยู่อาศัย เข้าไปประกอบเพื่อทำการขาย “แนวทางนี้ จะช่วยลดต้นทุนการตลาด/ลีด (Lead) โดยตรงตามทฤษฎีการประหยัดต่อประเภท ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ในยุคที่ ต้นทุนการหาลีด 1 คน แพงกว่าที่เคยหลายเท่า แต่โอกาสปิดการขายต่ำลงครึ่งหนึ่ง” ดร. ยุ้ย ย้ำว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่การรีเซลโครงการ แต่เป็นการบริหารสินทรัยพ์แบบประหยัดต้นทุนจากสต็อกที่มีอยู่ที่สอดคล้องกับดีมานด์ ตามความต้องการอยู่อาศัยที่ยังมีอยู่ในตลาด ต่างจากทฤษฎีอีโคโนมี ออฟ สเกล (Economy of Scale)ที่เป็นการบริหารประหยัดต้นทุนจากการผลิตจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังเสริมให้โครงการสร้างเสร็จไม่ควรมีรีเจกสูง ซึ่งต่างจากพรีเซลราคาดีที่จองง่าย–ดาวน์ถูก แต่สุดท้ายปล่อยบอลลูนจนลูกค้าไปต่อไม่ได้ ความท้าทายของตลาดจึงไม่ใช่การเร่งขาย แต่คือ การลดโอกาสหลุดกู้ในตอนจบ โดยแผนของเสนาฯ ในระยะถัดไป คือ โฟกัสประสิทธิภาพและเซกเมนต์ที่ถนัด โดยเฉพาะตลาดบ้าน 1.2–5 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับดีมานด์หลักของกรุงเทพฯ ราว 70% แต่กลับมีอัตรากู้ไม่ผ่านสูง ทำให้บริษัทเร่งผลักดันโมเดลธุรกิจ LivNex & RentNex เพื่อลดการถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อ (Rejection) จากสถาบันการเงินเพื่อซื้อบ้านและคอนโด สร้างรายได้ประจำจาก LivNext-RentNex ดร. ยุ้ย กล่าวว่าในปี 2569 บริษัทฯ จะมุ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากโมเดลธุรกิจการ ‘เช่าซื้อ’ จากการใช้สต็อกบ้าน-คอนโดเป็นกลยุทธ์หลักในการทำตลาดอสังหาฯ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ยังกู้ไม่ผ่าน ด้วยโปรแกรม ‘LIvNex’ เช่าออมบ้าน ที่เริ่มพัฒนาเมื่อ 2 ปีก่อน จากการมองเห็น Pain Point ใหญ่ของผู้ซื้อบ้าน—รายได้โตไม่ทันราคาบ้าน และยังติดเครดิตบูโรจำนวนมาก โดย LIvNex ดัดแปลงแนวคิด Rent-to-Own จากต่างประเทศให้เข้ากับตลาดไทย จุดขายคือดอกเบี้ยต่ำ 1.8% ผ่อนตรงกับบริษัท ที่มีจุดเด่นเสมือนเป็นที่ปรึกษาการเงิน โดยวิเคราะห์เคสผู้กู้แบบรายบุคคล เพื่อติดตามเครดิตทุก 6 เดือน ช่วยให้ลูกค้ามีเส้นทางชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรถึงจะกู้ผ่านในอนาคต และครอบครองสินทรัพย์ในอนาคตเมื่อครบสัญญา 3 ปี ทั้งนี้ หลังทำ LivNex มา 2 ปีมีผลลัพธ์เริ่มชัด ในกลุ่มลูกค้าเอ็กซิต เข้าธนาคารแล้ว 100 ยูนิต ยิ่งในโครงการคอนโดราคาประมาณ 2 ล้านบาท มีอัตรากู้ผ่านช่วงสองปีแรกกว่า 10% ขณะที่เป้าหมายเชิงระบบคือ 1,000 ยูนิตภายใน 3 ปี โดยคาดว่ากว่า 30–40% จะสามารถย้ายเป็นเจ้าของได้จริง ส่วนยอดยกเลิกอยู่ในระดับใกล้เคียงกับความเสี่ยงปกติของสถาบันการเงิน “โมเดลนี้จึงไม่ใช่แค่การขายบ้าน แต่เป็นทางออกใหม่ของตลาด Real Demand ในยุคที่ราคาทรัพย์และรายได้ประชาชนเดินสวนทางกัน” นอกจากนี้ เสนาฯ ยังมีโมเดล RentNex เช่าวันนี้และเปลี่ยนเป็นซื้อได้ในอนาคต ที่ช่วยเปลี่ยนค่าสำรองเช่าให้กลายเป็นเครดิตวางบนโต๊ะเพื่อขอกู้สินเชื่อบ้านในอนาคตได้หากลูกค้าตัดสินใจซื้อจริง เสนาเสนอว่าระบบนี้ช่วยลด Pain Point คนอยากมีบ้านแต่ยังไม่พร้อมจ่ายก้อนใหญ่ทันที รวมถึงยังรองรับกลุ่มคนที่ต้องการเช่าอยู่ยาว แต่ไม่อยากผูกสัญญาผ่อนบ้านยาว 30 ปีตั้งแต่วันแรก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่อาจมองว่าเป็นภาระทางการเงินผุกพันธ์ระยะยาว ดร. ยุ้ย ย้ำว่าเป้าหมายปลายทางของเสนาฯ คือ ให้ลูกค้าทุกเคสสามารถผ่อนบ้านผ่านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือสถาบันการเงินในระบบได้ ขณะที่จำนวนยูนิตของ LIvNex จะเพิ่มขึ้นตามยอดขายของแต่ละปี ขณะที่ RentNex แม้ยังไม่ได้ทำการตลาดเชิงรุกผ่านเอเจนต์ แต่สามารถปล่อยเช่าได้แล้วราว 70–80 ยูนิต และมีแผนขยายเป็น 500 ยูนิตภายในปีเดียว โดยตลาดหลักอยู่ในทำเลที่มีดีมานด์เช่าชัดเจน เช่น ย่านรังสิต ใกล้มหาวิทยาลัย แหล่งงาน นิคมอุตสาหกรรม และโซนพระราม 9 ด้วยค่าเช่าเฉลี่ยราว 3,000–5,000 บาทต่อเดือน สำหรับโมเดลฯ LivNex – RentNex เสนาฯ วางเป้าหมายให้เป็นกลุ่มธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 80–100 ล้านบาท และมีมาร์จิ้นสูงกว่าธุรกิจหลักประมาณ 15% ถือเป็นกำไรที่เติบโตชัดเจน แม้บางทำเลอย่างบางใหญ่จะมีอัตราปฏิเสธสินเชื่อสูง แต่โมเดลนี้ช่วยลดการปฏิเสธการขอสินเชื่อ(Rejection) จากธนาคาร และเพิ่มประสิทธิภาพได้ดี อสังหาฯ ยุคใหม่เป็นของตลาดเช่า ดร.ยุ้ย เสริมว่า จากแผนดังกล่าวด้วยมองว่า ‘คนเช่า’ คือฐานใหญ่ในตลาดที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะสร้างดีมานด์ใหม่ จึงเลือกเข้าไปเพิ่มคุณค่าและความต่าง ด้วยข้อเสนอ เช่าวันนี้ แต่ไม่ทิ้งโอกาสเป็นเจ้าของในอนาคต ช่วยเปลี่ยนตลาดเช่าธรรมดาให้กลายเป็นเส้นทางสู่การมีบ้านได้จริง โดยตลาดเช่าที่อยู่อาศัยมีดีมานด์อยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างตลาดใหม่ ซึ่งเสนาฯ เพียงเข้าไป ‘เพิ่มทางเลือก’ ให้แตกต่างกว่าตลาดทั่วไป ซึ่ง RentNex ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด เช่าวันนี้ มีสิทธิ์เป็นเจ้าของในอนาคต ต่างจากการเช่าอพาร์ตเมนต์ปกติที่จ่ายแล้วจบ ไม่มีโอกาสได้ครอบครองสินทรัพย์ ขณะที่ โมเดลของ RentNex คือ เมื่อผู้เช่าทำสัญญา เช่น ค่าเช่า 60,000 บาท/เดือน จำนวนเงินนี้สามารถถูกนำไปนับเป็นเครดิตเพื่อยื่นกู้ หากอยู่ไปแล้วต้องการซื้อจริงก็ ‘เปลี่ยนสถานะจากผู้เช่าเป็นเจ้าของได้’ เงินที่จ่ายไปไม่สูญเปล่า นำไปใช้ซื้อโครงการในเครือเสนาฯ ได้ทันที ทั้งนี้ เสนา วางแผนทำทุกโครงการให้รองรับ RentNex รวมถึง LivNex รวมกว่า 25–30 ทำเลในกรุงเทพฯ–ปริมณฑล คิดเป็น 1,000–2,000 ยูนิต เพื่อสร้างระบบการเช่าที่มี Value Added เช่น ศูนย์กลาง Facility, แอปบริการ, ระบบจัดการการอยู่อาศัยครบวงจร ขณะที่ LivNex ปัจจุบันสร้างยอดกว่า 2,000 ล้านบาท ละช่วยรักษาดีมานด์ที่อาจหลุดหายจากการยื่นกู้ไม่ผ่าน ทำให้บริษัทบริหารแบ็คล็อกได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม และคาดทำให้มีการแปลงมาสู่การเป็นยอดขายจริง(Conversion Rate) จะสูงขึ้นในปีหน้า โดยปีนี้ บริษัทคาดทำยอดขาย 1 หมื่นล้านบาท ตามเป้า แม้ยอดโอนลดเพราะกู้ไม่ผ่าน โดย LivNex สร้างยอด 4,000–5,000 ยูนิต และเป้ารวมเดิมอยู่ที่ 7,000 สะท้อนภาพความจริงในตลาด ซึ่งอุปสงค์ (Demand) ยังมี แต่ข้อจำกัดอยู่ที่เครดิตและเศรษฐกิจครัวเรือน ตามที่กล่าวข้างต้น ปีหน้าเศรษฐกิจมีลุ้น-ไม่สดใสเต็มที่ ดร. ยุ้ย ให้มุมมมองตลาดอสังหาฯในปี 2568 ที่กำลังจะผ่านไปว่าเป็นปีแห่งความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจที่ซบเซา ภัยธรรมชาติ และกำลังซื้อที่ไม่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการต้อง ‘วัดกึ๋นจริง’ ปรับเกมเร็ว รับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิดตลอดเวลา ขณะที่พอร์ตแนวราบกลุ่ม 2–3 ล้านบาทยังเป็นตลาดใหญ่ แต่ปีนี้การตัดสินใจซื้อชะลอลงสูงสุดในรอบ 4–5 ปี ทั้งจากเศรษฐกิจและข้อจำกัดสินเชื่อ แม้ว่าผู้บริโภคจำนวนมาก ‘อยากมีบ้านแต่ไม่อยากกู้’ หรือ ‘กู้ไม่ผ่าน’ จึงต้องมีทางออกที่ไม่ทิ้งลูกค้าไว้กลางทาง อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวก คือ แนวโน้มดอกเบี้ยลดลง หากอัตราปฏิเสธสินเชื่อดีขึ้นและ อัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ผ่อนคลาย ลูกค้าอาจกู้ได้มากขึ้น จากเดิมล้านละประมาณ 5,000–6,000 บาท ซึ่งจะเป็นแรงบวกสำคัญในการฟื้นตลาดที่อยู่อาศัยในปีต่อไป “ความหวังคือปีหน้าจะไม่เผชิญภัยซ้ำซ้อน แต่ยอมรับว่าบรรยากาศเศรษฐกิจอาจยังไม่สดใสเต็มที” ดร. ยุ้ยทิ้งท้ายว่า วันนี้ผู้พัฒนาฯ ต้องคิดโซลูชันใหม่ เช่น การรวมหนี้–ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ลูกค้ากู้ได้จริงในอนาคต หากการเมืองนิ่งและนโยบายแก้หนี้เกิดขึ้นจริง จะช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือน เพิ่มพลังการซื้อ และนำไปสู่การกู้รอบใหม่ที่มีคุณภาพขึ้นตามเงื่อนไขธนาคาร นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งความเสี่ยงในฝั่งดีเวลลอปเปอร์ คือ ผังเมืองใหม่ที่ยังไม่สรุป ทำให้การวางแผนที่ดินและพัฒนาพอร์ตในบางโซนไม่ชัดเจน แต่สำหรับสินค้ากลุ่ม Mass–Affordable ของเสนายังเป็นพอร์ตสินค้าที่มีความยืดหยุ่นและโอกาสเติบโต โดยเฉพาะโครงการตระกูล ‘คิทท์’ (SENA KITH) ที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง และส่งเสริมการทำงานร่วมกับผู้รับเหมา–เจ้าของที่ดิน–สถาปนิกท้องถิ่น “ในปีหน้า คาดการแข่งขันในตลาดอาจไม่หนาแน่นเท่าช่วงก่อน แต่ผู้ชนะจะเป็นในราย ที่ทำผลิตภัณฑ์คุ้มค่า–เข้าถึงง่าย–ย่นระยะเวลาสู่การมีบ้านได้จริง” ‘ทำเล’ ที่ใช่ ยังเป็นคีย์อสังหาฯ ดร. ยุ้ยกล่าวต่อถึงภาพรวมโครงสร้างประชากร (Demographic) ของไทยที่เปลี่ยนไป มีเด็กเกิดใหม่ลดลง ขณะที่คนรุ่นใหม่ชะลอการซื้อบ้าน คาดเป็นปัจจัยทำให้ความต้องการ ‘เช่า’ เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ตลาดปล่อยเช่ากลายเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญของนักลงทุนอสังหาฯ สำหรับเสนาฯ มองว่าทำเลที่ให้ผลตอบแทนดีในพอร์ตโครงการฯของบริษัทในปัจจุบัน คือ บางนา – พระราม 9 – รังสิต โดยค่าเช่าคอนโดระดับหมื่นต้นๆ สามารถสร้าง ยีลด์ 5% – สูงสุดราว 7–9% ในบางทำเล โดยเสนามองว่า ‘ยุคทองอสังหาฯ จบลงแล้ว’ ตลาดเข้าสู่ระยะ (Phase) เติบโตเชิงประสิทธิภาพ ไม่ใช่เชิงปริมาณ แต่ทุกไซเคิลย่อมมีขาขึ้น เมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี และซัพพลายยังจำกัดอยู่ในแบบปัจจุบัน จะทำให้การดีดตัวรอบใหม่ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันแม้ยอดโอนลด แต่ กำไรยังไม่ลด จากการบริหารสต็อกและต้นทุนอย่างรัดกุม ดร.ยุ้ย ทิ้งท้ายว่า ประเทศยังมี ‘ช่องว่างโอกาส’ หากผลักนโยบายอสังหาฯ ถูกจุด ส่วนโครงการบ้านผู้มีรายได้น้อยเป็นการหาเสียงได้ แต่ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ด้วยหากต้องการผลลัพธ์จริง ต้องสร้างเมืองให้มีความพร้อมในการทำธุรกิจ (Doing Business-ready), ปรับกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) และพัฒนาเมกะโปรเจกต์เชื่อมเศรษฐกิจจริง เช่น ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ บริการ Alternate-X สรุปให้ เสนาดีเวลลอปเม้นท์ชี้ภาพอสังหาฯ ปี 2569 เข้าสู่ยุคตลาดเช่า หลังหนี้ครัวเรือนสูง–กู้ผ่านยาก ขณะที่กลยุทธ์หลักใช้สต็อกบ้าน–คอนโด ปรับเป็นโมเดล Rent-to-Own ผ่าน LivNex / RentNex พร้อมโฟกัสบ้านราคาเข้าถึงง่าย 1.2–5 ล้าน เจาะ Real Demand ที่อยากมีบ้านแต่ติดเครดิต ตั้งเป้าธุรกิจเช่าเป็น Recurring Income ระยะยาว เพิ่ม Conversion เข้าแบงก์ มองอนาคตอสังหาฯ เป็นเกม ‘คุณค่า-ประสิทธิภาพ’ แทนการเติบโตปริมาณแบบยุคทองเดิม
เบบี้ บูมเมอร์ ‘ไต้หวัน’ หวนกลับเข้าสู่ระบบแรงงาน วิกฤตเสียชีวิตมากกว่าเกิดใหม่
ไต้หวันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว! ขาดแคลนแรงงานหนักจนเบบี้บูมเมอร์วัยเกษียณกลับมาทำงานอีกครั้ง หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์ครั้งสำคัญเคลื่อนตัวเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ และมีอัตราการเกิดที่ ‘ต่ำ’ อย่างต่อเนื่องท่ามกลางโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในรายงานล่าสุดขององค์การสหประชาชาติระบุว่า “ภายในปี 2030 เอเชียจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก และมากกว่า 60% ของประชากรผู้สูงอายุในโลกที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะอยู่ในเอเชีย” แน่นอนว่าหนึ่งใน ‘4 เสือแห่งเอเชีย’ ที่มีประชากร 23 ล้านคนอย่าง ‘ไต้หวัน’ เป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังประสบกับวิกฤตประชากรที่รุนแรงขึ้น เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตมีมากกว่าจำนวนการเกิดในไต้หวันเป็นเวลา 22 เดือนติดต่อกันแล้ว ประกอบกับประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ระบบสวัสดิการสังคมต้องแบกรับภาระมากขึ้น ในขณะเดียวกัน อัตราการเกิดในไต้หวันก็ยังต่ำมากด้วยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ไต้หวันกำลังเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากเกิน 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (super-aged society) เมื่อคนเกษียณวัย ‘เบบี้บูมเมอร์’ กลับมาทำงานกันมากขึ้น… Photo by : Pixabay / pasja1000 ภายในเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษ ชาวไต้หวันมากกว่า 6 ล้านคนจะถึงวัยเกษียณตามเกณฑ์บังคับที่ 65 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ส่งสัญญาณเตือนทั้งในกลุ่มธุรกิจและผู้กำหนดนโยบาย และในตอนนี้ ไต้หวันต้องเตรียมรับมือกับคลื่นการเกษียณอายุครั้งใหญ่ 2 ระลอกที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะทำให้ประชากรวัยทำงานลดลงเกือบ 6.7 ล้านคน คลื่นลูกแรกที่กำลังเกิดขึ้นเริ่มตั้งแต่ปี 2023 เมื่อกลุ่มคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์เริ่มเกษียณอายุออกจากตลาดแรงงาน คลื่นลูกต่อไปของกลุ่มคนเจน X ก็จะตามมาในอีกประมาณ 16 ปีข้างหน้า ไต้หวันกำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 65 ปี แต่เมื่อปีที่แล้วมีการแก้ไขประมวลกฎหมายแรงงานเพื่ออนุญาตให้นายจ้างสามารถเลื่อนอายุเกษียณของพนักงานไปหลังจากอายุ 65 ปีได้ หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน อัตราการจ้างงานในกลุ่มผู้เกษียณอายุในไต้หวันเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ใน 3 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่า “ธุรกิจต่างๆ จะต้องปรับตัวมากขึ้นโดยเสนอชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่น ลดภาระงาน และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อผู้สูงอายุ” ปัจจุบัน มีผู้สูงวัย 65 ปีขึ้นไปเพียง 10% เท่านั้นที่ยังคงทำงาน ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำกว่าสังคมผู้สูงอายุอื่นๆ ในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ถึงกระนั้นในแต่ละปีก็มีผู้เกษียณอายุในไต้หวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 110,000 คน ส่งผลให้ตลาดแรงงานตึงตัวอย่างต่อเนื่อง “นอกเหนือจากแรงงานวัยกลางคนและผู้สูงอายุแล้ว ก็ยังมีแรงงานผู้หญิง รวมถึงผู้อพยพใหม่ในไต้หวันที่กลายเป็นแรงงานสำคัญในอนาคตด้วยเช่นกัน ข้อมูลอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า สัดส่วนผู้หญิงที่เข้าร่วมตลาดแรงงานในไต้หวันอยู่ที่ประมาณ 52% แต่ต่ำกว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์…นั่นหมายความว่าในภาคธุรกิจ บริษัทต่างๆ น่าจะต้องปรับใช้แนวปฏิบัติการจ้างงานที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อบริหารจัดการแรงงานของตัวเอง” ดร.โจว เหวินฉี ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติจงเฉิง กล่าว แรงงานคนรุ่นใหม่ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว…เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดแรงงานหันมารับพนักงานสูงอายุทำงานแทน Photo by : Pixabay / binmassam ดินแดนแห่งนี้ได้กลายเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุ’ อย่างเป็นทางการในปี 2018 โดยสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปคิดเป็น 14% หรือมากกว่าของจำนวนประชากรทั้งหมด เท่านั้นไม่พอ แต่ไต้หวันยังประสบปัญหา ‘อัตราการเกิดต่ำ’ ด้วยเช่นกัน แถมจำนวนประชากรก็ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกันในเดือนตุลาคม ซึ่งนั่นทำให้การจ้างงานยากขึ้น ประกอบกับคนหนุ่มสาวชาวไต้หวันจำนวนมากใช้เวลาเรียนหนังสือในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยนานขึ้น ส่งผลให้พวกเขาเข้าสู่ตลาดแรงงานช้าลงไปอีก อีกทั้งงานในภาคเทคโนโลยีที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า และงานแบบชั่วคราวที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า กลับกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ในไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับบางภาคส่วนอย่างอุตสาหกรรมร้านอาหาร “ภาคธุรกิจร้านอาหารเคยพึ่งพาแรงงานรุ่นใหม่ แต่คนกลุ่มนี้กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะประชากรวัยทำงานในไต้หวันลดลง และเข้าสู่สังคมสูงวัย บริษัทจึงต้องหันไปใช้แรงงานผู้สูงอายุแทน” มาร์ค หลิน รองผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและการพัฒนาของ ‘Wowprime’ เครือข่ายร้านอาหารรายใหญ่ในไต้หวัน กล่าวพร้อมบอกอีกว่า “บริษัทได้มีการปรับตารางเวลา และความเข้มข้นของงานให้เหมาะกับพนักงานวัยกลางคนและผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขายังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่รับภาระหนักเกินไป ตัวอย่างเช่น พนักงานสูงอายุอาจทำงาน 3 วัน และพัก 2 วัน จากนั้นจึงทำงานอีก 3 วัน เพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” เจเรมี หวง พนักงานเสิร์ฟชาวไต้หวัน อดีตเจ้าของร้านอาหารวัย 68 ปี หนึ่งในผู้เกษียณอายุที่มาทำงานเสิร์ฟอาหารในร้านอาหารที่มีเพื่อนร่วมงานอายุน้อยกว่าเขาถึงครึ่งหนึ่ง บอกกับ CNA ว่า “ผมหวังว่าจะยังคงเป็นคนที่มีคุณค่าของสังคมหลังเกษียณอายุ ซึ่งมันหมายถึงการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ในด้านร่างกาย ผมไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ เพราะผมยังคงปั่นจักรยานเสือภูเขาออกกำลังกายทุกวัน ในทางกลับกัน ผมคิดว่าการมาทำงานเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรง ผมไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะทำงานจนถึงอายุเท่าไหร่ ถ้าร่างกายยังเคลื่อนไหวได้ ผมก็จะพยายามรักษาสุขภาพให้ดี ใช้ชีวิต และทำงานด้วยความสุขไปพร้อมกัน” หวง กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ โครงสร้างประชากรไต้หวันเปลี่ยนไป! เมื่อกลุ่มคนวัยเกษียณเจนเบบี้บูมเมอร์กลับมาทำงานกันอีกครั้ง ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำลงเรื่อยๆ แต่จำนวนประชากรสูงอายุกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมเด็กรุ่นใหม่ยังเข้าตลาดแรงงานช้า จึงเกิดวิกฤตขาดแคลนแรงงาน จนบางอุตสาหกรรมต้องปรับนโยบายรับพนักงานสูงวัยเข้ามาทำงานแทน… Source : Taiwan’s ageing workforce and low birth rate push seniors back into employment Taiwan Faces Workforce Shortage as Aging Population and Low Birth Rate Drive Seniors Back to Work Silver shift: Taiwan’s seniors rejoin workforce amid labour crunch STORYTELLER BY THIS IS OLIVIA นักเดินทางตัวเปี๊ยก…ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเลนส์ขยายโลกใบใหญ่
เปิดแล้ว! MELAND สวนสนุกยักษ์จากจีน มาอยู่ไทยแห่งแรกที่ ‘สยามพารากอน’
MELAND สวนสนุกในร่มระดับโลกจากจีนร่วมทุนสยามพิวรรธน์ เปิดครั้งแรกในไทยที่สยามพารากอน 5 ธ.ค. 2568 บนพื้นที่ 5,000 ตร.ม. รวม 7 โซน เครื่องเล่นกว่า 100 รายการ พร้อม Immersive Art และระบบความปลอดภัยมาตรฐานสูง เหมาะสำหรับครอบครัวและเด็ก ‘ถาง เจี๊ย’ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารฝ่ายปฏิบัติการ และผู้อำนวยการ บริษัท สยาม มีแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใช้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท พัฒนาโปรเจกต์สวนสนุกในร่ม MELAND เป็นการร่วมทุนระหว่าง กลุ่มบริษัท Shenzhen Ledi Culture Co., Ltd ผู้บริหารกิจการสวนสนุกในจีน และกลุ่มสยามพิวรรธน์ ผู้บริหารค้าปลีกศูนย์การค้ารายใหญ่ของไทย ในสัดส่วน 75% และ 25% ตามลำดับ สำหรับสวนสนุกในร่ม ‘MELAND’ เปิดให้บริการวันที่ 5 ธ.ค. 2568 นี้ อยู่บนชั้น5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วางตำแหน่งเป็นสวนสนุกระดับโลก World-Leading Indoor Theme Park พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดให้ความรู้พร้อมความบันเทิง (Edutainment) คอนเซปต์เดียวกับที่เปิดให้บริการที่ประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันสวนสนุกดังกล่าวให้บริการกว่า 140 แห่ง ครอบคลุมกว่า 60 เมืองทั่วประเทศจีน “มีแลนด์ เลือกมาเปิดที่ไทยเป็นแห่งแรกนอกประเทศจีน ด้วยมองเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยที่แต่ละปี มีนักเดินทางจากทั่วโลกเข้ามาเป็นจำนวนมาก” โดยสวนสนุก MELAND รองรับกลุ่มเป้าหมายหลักครอบครัวและเด็ก (Family with Kids) อายุตั้งแต่ 6 เดือน-17 ปี เข้ามาใช้บริการเล่นและเรียนรู้ภายในพื้นที่สวนสนุกแห่งนี้ มีขนาดพื้นที่รวม 5,000 ตร.ม. เป็นผลงานการออกแบบจาก X+ Living ทีมดีไซน์ระดับนานาชาติ ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์การออกแบบเสมือนเมืองแห่งเทพนิยาย ประกอบด้วย 7 โซนธีม พร้อมเครื่องเล่นกว่า 100 รายการ และประสบการณ์สุดสมจริงมากกว่า 500 รูปแบบ อาทิ Wandering Carousel และไฮไลต์ Sea-Merry-Go-Round ม้าหมุนแฟนตาซี พาไปยังโลกใต้ทะเลที่น่าหลงใหล Fiship Tour การเดินทางบนเรือปลาพาเด็ก ๆ และผู้ปกครองออกผจญภัยจากท้องทะเลลึกลับสู่ก้อนเมฆหลากสีสัน Sparkle Sky Cruise โบยบินเหนือก้อนเมฆไปกับ Cloudtop Jungle Gym พิชิต ฐานปีนป่ายขนาดมหึมาสูงกว่า 5 ชั้น Meta-Racers ต่อสู้ในสังเวียนอินเทอร์แอคทีฟแบบเสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง สำรวจอาชีพกว่า 20 อาชีพ อาทิ นายแพทย์ นักดับเพลิง เชฟ เกษตรกร และอีกมากมาย ในโซนเล่นสวมบทบาท (roleplay) ในเมืองจำลอง Mini City พร้อมเรียนรู้ผ่านการเล่นที่เต็มไปด้วยจินตนาการ นอกจากนี้ MELAND ยังร่วมกับ D’strict บริษัทออกแบบสื่อดิจิทัลระดับโลก นำเสนอประสบการณ์ศิลปะ Immersive Art ในโปรเจกต์ Light Interaction จาก Arte Kids Park ที่เกาะเชจู มาสู่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะไว้ด้วยกัน ให้ผู้เข้าชมในทุกโอกาสด้วยบริการจัดงานเฉลิมฉลองครบวงจร: MELAND ทั้งนี้ MELAND ยังให้บริการด้านการจัดสถานที่พิเศษสำหรับทุกช่วงเวลาสำคัญ ของครอบครัว เช่น งานวันเกิด งานรับปริญญา หรือเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ รวมถึงบริการปาร์ตี้ธีมสร้างสรรค์ ให้ปรับแต่งได้ตามความต้องการ พร้อมยังจัดกิจกรรมต่อเนื่อง อาทิ ขบวนพาเหรดเทพนิยายและการแสดงบนเวทีแบบอินเทอร์แอคทีฟ พร้อมเสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัยด้วย และการบริการ ด้วยระบบติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ให้เด็กทุกคนที่เข้าใช้บริการจะได้รับสายรัดข้อมืออัจฉริยะที่มีระบบติดตามตำแหน่ง เพื่อให้ผู้ปกครองตรวจสอบตำแหน่งของบุตรหลานผ่านอุปกรณ์ได้ทันทีผ่านอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญมาตรฐานสุขอนามัย 3 ระดับ ได้แก่ การฆ่าเชื้อทั่วทั้งสวนสนุกก่อนเปิดให้บริการทุกวัน การทำความสะอาดเฉพาะจุดอย่างต่อเนื่องระหว่างช่วงการเปิดให้บริการ การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อครั้งใหญ่ประจำสัปดาห์ สำหรับค่าบริการ MELAND นำเสนอทางเลือกบัตรเข้าสวนสนุกหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ บัตรเข้าใช้บริการแบบครั้งเดียวสำหรับเด็กมีราคาระหว่าง 1,150 – 1,730 บาท บัตรแบบเข้าได้หลายครั้ง และ บัตรแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งสำหรับครอบครัวที่ต้องการความคุ้มค่า รวมถึง ยังมีบริการเสริมที่เตรียมเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ เช่น กิจกรรมเล่นแบบมีผู้แนะนำ และ เวิร์กช็อปศิลปะและงานประดิษฐ์ โดยหลังเปิดให้บริการ MELAND สยามพารากอน คาดว่าจะรองรับผู้เข้าชมได้สูงสุดถึง 2,500 คนต่อวัน Alternate-X สรุปให้ MELAND ยักษ์สวนสนุกในร่มจากจีน เปิดสาขาแรกในไทยที่สยามพารากอน 5 ธ.ค. 2568 โปรเจกต์ร่วมทุนระหว่าง Shenzhen Ledi Culture Co., Ltd (75%) และสยามพิวรรธน์ (25%) ใช้งบกว่า 400 ล้านบาท วางแนวคิดสวนสนุกแนว Edutainment มีพื้นที่ขนาด 5,000 ตร.ม. ออกแบบโดย X+Living มี 7 โซนกว่า 100 เครื่องเล่น ชูจุดเด่น Immersive Art จากความร่วมมือกับ D’strict พร้อมระบบความปลอดภัยและสุขอนามัยเข้มงวด ตั้งเป้ารองรับผู้เข้าชมสูงสุด 2,500 คนต่อวัน พร้อมแพ็กเกจบัตรหลายรูปแบบ รองรับครอบครัวและเด็ก
กรุงศรีฯ แจกเคล็ด(ไม่)ลับ จัดการ ‘ภาษี’ ไม่เป็นภาระแต่เพิ่ม ‘เงินออม’ เข้ากระเป๋า
หลายคนคิดว่าภาษีเป็นเหมือนภาระที่น่าปวดหัว แต่จริง ๆ แล้ว หากรู้จักวางแผนให้ดี การประหยัดภาษีก็เป็นโอกาสเพิ่ม ‘เงินออม’ ให้เรามากขึ้น หากรู้จักใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาดเพื่อให้มีเงินเหลือในกระเป๋าคุณมากขึ้น ปัจจุบันอัตราภาษีบุคคลธรรมดาของไทยอยู่ที่ 0%–35% กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มี 5 คำแนะนำดี ๆ ที่ช่วยให้คุณจัดการภาษีอย่างสมาร์ท 1.แจ้งรายการลดหย่อนล่วงหน้าเพิ่มสภาพคล่องรายเดือน หากเป็นมนุษย์เงินเดือนและบริษัทอนุญาตให้แจ้งรายการลดหย่อนภาษีล่วงหน้า (เช่น ค่าลดหย่อนบุตร, ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ, ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน เป็นต้น) ให้ทำทันทีเพราะจะทำให้เงินเดือนที่คุณได้รับถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยลง ส่งผลให้มีเงินเดือนโอนเข้าบัญชีเพิ่มขึ้น คุณจึงสามารถนำเงินก้อนนี้ไปต่อยอดการลงทุนหรือฝากประจำรับดอกเบี้ยเพิ่มได้ สำหรับมือใหม่อาจแจ้งเฉพาะรายการที่มีความแน่นอนก่อน ส่วนรายการที่ตั้งใจไว้แต่ยังไม่ชัวร์ค่อยไปยื่นขอคืนภาษีในภายหลังได้ 2.รายการลดหย่อนที่วงเงินสูงคือโอกาสทองต้องคว้า รายการลดหย่อนที่มีวงเงินสูงมักมาพร้อมผลประโยชน์ทางการเงินทั้งในแง่สะสมความมั่งคั่งหรือมอบความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ รวมทั้งช่วยลดภาระภาษีได้สูง เช่น ลดหย่อนประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท ลดหย่อนดอกเบี้ยกู้บ้านสูงสุด 100,000 บาท ลดหย่อนกองทุน Thai ESG สูงสุด 300,000 บาท ลดหย่อนกองทุน RMF + ประกันบำนาญ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท (เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมอย่างละเอียด) เป็นต้น 3.อย่าทิ้งโอกาสขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากดอกเบี้ยและเงินปันผลหุ้น โดยทั่วไปดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และเงินปันผลหุ้นถูกหัก 10% แต่หากฐานภาษีของคุณต่ำกว่าอัตราที่ถูกหักไป คุณมีสิทธิ์นำรายได้เหล่านี้มารวมยื่นเป็นรายได้ทั้งหมดเพื่อขอคืนภาษีส่วนที่ถูกหักไป นอกจากนี้ เงินปันผลจากหุ้นยังสามารถขอเครดิตภาษีเงินปันผลที่มาจากภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทจ่ายไปแล้วเพื่อนำมาคำนวณภาษีที่ต้องชำระใหม่ซึ่งอาจทำให้คุณได้รับเงินภาษีคืนเพิ่มขึ้นอีกด้วย 4. ใช้บัตรเครดิตบริหารสภาพคล่อง การซื้อประกันหรือกองทุนบางประเภทสามารถใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายได้ ข้อดีคือช่วยบริหารสภาพคล่องเพราะช่วยยืดระยะเวลาการชำระเงินทำให้คุณไม่ต้องจ่ายเงินทันที จึงทำให้คุณบริหารกระแสเงินสดได้ดีขึ้น และการใช้บัตรเครดิตซื้อประกันบางประเภทยังเปิดโอกาสให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตได้อีกด้วย อาทิ คะแนนสะสม หรือเครดิตเงินคืน อย่างไรก็ตาม ควรชำระคืนเต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี 5. จัดเก็บเอกสารหลักฐานภาษีให้เป็นระบบ เพื่อพร้อมรับมือทุกการตรวจสอบ ความผิดพลาดเล็กน้อยในการยื่นภาษีอาจนำไปสู่ความยุ่งยากในการตรวจสอบย้อนหลังได้ ดังนั้นจึงควรเก็บเอกสารภาษีอย่างน้อยห้าปีเผื่อกรณีสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังโดยแนะนำให้จัดเก็บแยกเป็นปีในซองจดหมายหรือแฟ้มเพื่อลดความเสี่ยงของเอกสารสูญหาย การวางแผนภาษีไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่คือการวางแผนชีวิต เพราะทุกบาทที่คุณประหยัดได้คือเงินที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นการลงทุนหรือสร้างความมั่นคงในอนาคตในรูปแบบต่าง ๆ ได้ จึงควรวางแผนภาษีอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ ทั้งนี้ บัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนดจะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี และการซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายและคะแนนสะสมกับบัตรเครดิต และควรทำความเข้าใจ เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนการตัดสินใจลงทุน เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด Alternate-X สรุปให้ ภาษีไม่ใช่ภาระ หากวางแผนดีสามารถเพิ่มเงินออมได้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะนำ 5 วิธีใช้สิทธิ์ลดหย่อนอย่างชาญฉลาด หากแจ้งลดหย่อนล่วงหน้า ช่วยเพิ่มเงินสดในมือรายเดือน ใช้สิทธิ์วงเงินลดหย่อนสูง-ขอคืนภาษีดอกเบี้ย/ปันผล อย่าปล่อยผ่าน รวมทั้งการใช้บัตรเครดิตเพื่อบริหารสภาพคล่อง พร้อมจัดเก็บเอกสารภาษีเป็นระบบ
‘ไต้หวัน-ไทย’ บูรณาการความสัมพันธ์ยุคดิจิทัล ปั้น ‘คนเก่ง’ รับฐานแรงงานขั้นสูง
‘ไต้หวัน’ วางกลยุทธ์ความสัมพันธ์สองชาติ หนุน ‘ไทย’ ฐานคนเก่งเทค! เชื่อมมหาวิทยาลัย–โรงงานตั้งแพลตฟอร์มปั้นแรงงาน STEM ชั้นสูง ไต้หวัน เดินหน้าขยายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีชั้นสูงในประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว “แพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยี ไต้หวัน–ไทย” เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสำคัญระหว่างความสามารถในการแข่งขันของไต้หวัน และความต้องการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทยในระยะยาว การเปิดตัวจัดขึ้นที่บางกอกคลับ อาคารสาทรซิตี้ โดยมีตัวแทนจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของไต้หวัน สมาคมอุตสาหกรรม และมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทย–ไต้หวัน เข้าร่วมคับคั่ง สะท้อนถึงทิศทางการลงทุนที่เน้นความร่วมมือเชิงลึกด้านทรัพยากรมนุษย์ มากกว่าการย้ายฐานการผลิตเพียงมายังประเทศไทยเพียงอย่างเดียว ปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO) ระบุว่า แพลตฟอร์มนี้เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ไต้หวันในการสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีบนผืนแผ่นดินไทย โดยจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและผู้ประสานงาน เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับบุคลากรที่มีศักยภาพ พร้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทยเพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความพร้อมในระดับสากล “นายกรัฐมนตรีอนุทินได้ประกาศชัดเจนถึงนโยบายเศรษฐกิจ ‘Quick Big Win’ ซึ่งมุ่งผลลัพธ์เชิงรูปธรรมที่รวดเร็ว ไต้หวันพร้อมสนับสนุนเต็มที่ โดยเฉพาะการสร้างบุคลากรทักษะสูงผ่านแพลตฟอร์มนี้ ที่ถือเป็น Quick Big Win ของทั้งสองฝ่าย” ไต้หวัน #4 ลงทุนในไทย ข้อมูลจาก TECO ระบุว่า ปี 2024 ไต้หวันเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับ 4 เป็นมูลค่ากว่า 15,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 16.2% จากปีก่อนหน้า โดยอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ลงทุนต่อเนื่อง มีบริษัทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำกว่า 60 แห่ง ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย และยังมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ส่งผลให้เกิดการจ้างแรงงานกว่า 10,000 คน ในปัจจุบัน การเข้ามาลงทุนของไต้หวัน มักผูกโยงกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกมีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยไทยเป็นหนึ่งในชาติที่ไต้หวันมองว่าเป็นฐานยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถสนับสนุนการผลิตที่ต้องการความต่อเนื่อง ปลอดภัย และได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายจากภาครัฐ สร้างแรงงาน STEM รับอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการชาวไต้หวันในไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ คือการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะด้านวิศวกรรม อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาศาสตร์ข้อมูล คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีดิจิทัล (STEM) ทั้งยังมีข้อจำกัดของแรงงานด้านภาษาและการทำงานในลักษณะสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งทางด้านผู้แทนสมาคมแผงวงจรพิมพ์ไต้หวัน (TPCA) มองว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่คน” พร้อมเน้นว่าการเร่งสร้างบุคลากรไทยที่มีศักยภาพจะเป็นปัจจัยตัดสินความสำเร็จของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย นอกจากการเปิดตัวแพลตฟอร์มแล้ว ทาง TECO ยังได้สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวัน นำโดยมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (NPUST) ที่นำเสนอโครงการสนับสนุนการฝึกอบรม “INTENSE Program” ซึ่งผสานการเรียนภาษาจีนและการฝึกทักษะเฉพาะด้านอุตสาหกรรมสำหรับเตรียมนักศึกษาเข้าสู่สายงานเทคโนโลยีระดับโลก โดยก่อนหน้านี้ NPUST ได้ก่อตั้งศูนย์ความร่วมมือบุคลากรนานาชาติไต้หวัน–ไทย เพื่อเสริมความเชื่อมโยงด้านการศึกษา–อุตสาหกรรมในระยะยาว เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาของไทยก็เร่งปรับหลักสูตรด้าน STEM และเปิดอบรมออนไลน์ระยะสั้นฟรี รวมถึงกิจกรรมจับคู่แรงงานกับนักลงทุน เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีขั้นสูง สำหรับภาคเอกชนไทย โดยผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกล่าวแสดงความพร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งเสนอให้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างบริษัทไต้หวันกับสถาบันการศึกษาไทยอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อผลิตบุคลากรตอบโจทย์ตลาดจริง โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมศักยภาพ เช่นเขต EEC สู่ยุคการทูตเชิงบูรณาการ หลัน ย้ำว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อเสริมกำลังแรงงานชั่วคราว แต่คือการวางรากฐาน “ระบบนิเวศอุตสาหกรรม” ในไทย โดยมีเป้าหมายให้ไทยไม่ใช่เพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ แต่เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคในอนาคต “นี่ไม่ใช่เพียงการหาคนทำงาน แต่คือการสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย” ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ยังกล่าวว่า อีกหนึ่งความสำคัญของการเปิดตัวแพลตฟอร์มนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงบูรณาการ” ของกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน ที่มุ่งผนึกกำลังระหว่างรัฐ–เอกชน–มหาวิทยาลัย เพื่อขยายความร่วมมือเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน การเปิดตัวครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของไต้หวันที่ลงทุนในไทย เช่น Advantech, Cal-Comp, Chicony, Inventec, UniMicron และ Delta Electronics พร้อมย่้ำเรื่องความต้องการแรงงานเฉพาะทางและการร่วมพัฒนาหลักสูตรกับมหาวิทยาลัยในไทย ภายใต้การนำของ TECO แพลตฟอร์มดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็น “จุดรวมศูนย์เดียว” (One Stop Contact) สำหรับบริษัทไต้หวันทุกแห่งในไทย หากต้องการบุคลากร สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานพันธมิตร สามารถติดต่อผ่านอีเมลแพลตฟอร์ม tw.th.talent@gmail.com หรือโทรศัพท์ 02-119-3555 ต่อ 386 โดย TECO จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานกลางสำหรับบริษัทไต้หวันในไทย โดยผู้ที่ต้องการข้อมูลหรือความร่วมมือ สามารถติดต่อผ่านอีเมลหรือโทรศัพท์ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบรายละเอียด และเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อให้ครบทุกขั้นตอน Alternate-X สรุปให้ ไต้หวันเดินหน้าเชื่อมไทย ผ่านแพลตฟอร์มพัฒนาบุคลากรเทค–เซมิคอนดักเตอร์ ตั้งเป้าปั้นแรงงาน STEM ชั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมดิจิทัลอนาคต โดยมหาวิทยาลัย–โรงงาน จับมือสร้างโมเดลฝึกอบรมทักษะลึกแบบครบวงจร ขณะที่ ไทย ถูกมองเป็นฐานยุทธศาสตร์ในภูมิภาค สำหรับขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทค ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อน “การทูตเชิงบูรณาการ” สร้างระบบนิเวศเทคที่เติบโตยั่งยืน STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
‘ตามมี’ ชวนกินวิถียั่งยืน อร่อย ‘เดือนของพ่อ’ กับเมนู ‘ปลาย่างใบชะพลู’
‘ตามมี’ ร้านอาหารสุขภาพ เปิดแคมเปญ ‘เดือนของพ่อ’ ชวนครอบครัวมาอร่อยเมนูฟรี ‘ปลาย่างใบชะพลู’ ย้ำวัตถุดิบพื้นถิ่นและแนวคิดอาหารยั่งยืน ‘ตามมี’ (ThamMe)’ ร้านอาหารไทยร่วมสมัยเพื่อสุขภาพ ด้วยแนวคิด ‘Sufficient Food – Feel Good Taste Good’ นำเสนออาหารที่อร่อย ปลอดภัย และมีที่มาชัดเจน เน้นวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อย และประมงพื้นบ้าน พร้อมสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรมและยั่งยืนทั้งต่อลูกค้าและชุมชนต้นน้ำ โดยกิจการดำเนินงานภายใต้บริษัท ธรรมธุรกิจ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด พร้อมทีมผู้ประกอบการที่ทำงานด้านระบบอาหารยั่งยืนและสายอาหารเพื่อสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แบรนด์โดดเด่นด้วยความเข้าใจลึกในระบบจัดหาวัตถุดิบและการออกแบบเมนูที่ใส่ใจคุณภาพในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับต้นทางของอาหาร โดยทำงานร่วมกับเกษตรกรอินทรีย์ ประมงพื้นบ้าน และฟาร์มท้องถิ่น โดยทุก ‘เมนู’ พัฒนาให้ ‘อร่อยจริง–ดีต่อร่างกาย’ พร้อมดีไซน์การปรุงให้เป็นอาหารไทยร่วมสมัยที่เข้าถึงคนทุกวัย จากเส้นทางของเมนูอาหารแต่ละจาน ‘ตามมี’ สะท้อนถึงความสำคัญวัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มออร์แกนิก และประมงพื้นบ้าน ที่นำมาปรุงแบบคลีนให้รสชาติอร่อยจริงโดยไม่ปรุงแต่งเกินจำเป็น เหมาะกับสายสุขภาพและครอบครัว อร่อยได้สุขภาพ ‘เดือนของพ่อ’ พร้อมกันนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันพ่อและช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว ‘ตามมี’ จัดแคมเปญพิเศษ ‘เดือนของพ่อ” ตลอดเดือนธันวาคม ปี 2568 ไฮไลต์สำคัญ คือ ลูกค้าที่พาคุณพ่อมารับประทานอาหาร รับฟรีเมนูพิเศษ “ปลาย่างใบชะพลู” มูลค่า 150 บาท เมื่อทานครบตามที่ร้านกำหนด สำหรับแคมเปญนี้ ยังออกแบบมาเพื่อการมีส่วนร่วมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว พร้อมเพิ่มประสบการณ์การกินแบบสุขภาพดี ผ่านวัตถุดิบไทยพื้นถิ่น เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มครอบครัวและคนรักสุขภาพในช่วงเทศกาลตลอดเดือนธันวาคม ปี2568 นี้ สำหรับเมนูใหม่ ‘ปลาย่างใบชะพลู’ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของแคมเปญนี้ ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ของแบรนด์ตามมีอย่างชัดเจน ด้วยจุดเด่นเมนู ใช้ปลาเกรดดีจากประมงพื้นบ้านที่ทั้งสดสะอาดและปลอดภัย ห่อด้วย ‘ใบชะพลู’ ผักพื้นบ้านไทย ให้กลิ่นหอมอ่อน ช่วยขับรสปลาย่างด้วยไฟพอเหมาะ คงความฉ่ำและกลิ่นสมุนไพรธรรมชาติ เรียกได้ว่าเมนูจานนี้ดีต่อทั้งใจและสุขภาพ ขณะที่ต้นทุนยังได้มาจากวัตถุดิบท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสนับสนุนชุมชนไปพร้อมกัน โดยแคมเปญ ‘เดือนของพ่อ’ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ ตามมี (ThamMe) ในการตอกย้ำภาพลักษณ์ร้านอาหารไทยเพื่อสุขภาพที่เชื่อมโยงความอร่อย วัตถุดิบท้องถิ่น และคุณค่าทางสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ขณะที่เมนู ‘ปลาย่างใบชะพลู’ ไม่เพียงเป็นโปรโมชั่นพิเศษ แต่ยังเป็นการเล่าเรื่องราวของวัตถุดิบไทยที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมสะท้อนพันธกิจของแบรนด์ในการผลักดันระบบอาหารยั่งยืนของประเทศไทยให้เติบโตไปด้วยกันทั้งร้าน–ชุมชน–ลูกค้า มาถึงบรรทัดนี้ หากใครอยากพาครอบครัวไปสัมผัสรสชาติ พร้อมร่วมฉลองส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลสำคัญนี้ได้ที่ร้านตามมี (ThamMe) ทั้ง 2 สาขา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ สาขาบรรทัดทอง โทร. 063-212-4459 สาขาสัมมากร โทร. 062-604-9119 Alternate-X สรุปให้ ‘ตามมี’ ร้านอาหารไทยเพื่อสุขภาพ เดินหน้าโปรโมตวิถีกินยั่งยืนจากวัตถุดิบธรรมชาติและประมงพื้นบ้าน ส่งแคมเปญพิเศษ ‘เดือนของพ่อ’ ชวนครอบครัวมาร่วมฉลองด้วยเมนูไทยฟิวชันสายสุขภาพ พร้อมไฮไลต์มอบฟรีเมนู ‘ปลาย่างใบชะพลู’ เมื่อลูกค้าพาคุณพ่อมาทานอาหารตามเงื่อนไขเมนูนี้ ยังสะท้อนจุดแข็งแบรนด์ที่เน้นวัตถุดิบพื้นถิ่น ดีต่อสุขภาพและสนับสนุนชุมชน ส่วนแคมเปญนี้ตอกย้ำบทบาท ThamMe ในการผลักดันระบบอาหารยั่งยืนและประสบการณ์กินดีมีความหมาย STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
AWC X ม.ศิลปากร ผสานพลังเยาวชน–ศิลปะ ขับเคลื่อนชุมชนไทยยั่งยืน
AWC ผสานพลังศิลปะและเยาวชน สร้างชุมชนไทยให้แข็งแรงและยั่งยืน ร่วมกับม.ศิลปากร ผ่านโครงการ The Art & Design Competition 2025 ดร.สิเวศ โรจนสุนทร หัวหน้าคณะสายงานบริหารกลาง และรักษาการหัวหน้าคณะสายงานการตลาดเชิงกลยุทธ์และความยั่งยืน บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) พร้อมผู้บริหาร AWC และรองศาสตราจารย์ ปนท ปลื้มชูศักดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมงานประกาศผลและมอบรางวัลแก่ผู้ชนะในโครงการ The Gallery Art & Design Competition 2025 โดยทั้ง 9 ผลงานจาก 9 ทีม ที่สะท้อนถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และความมุ่งมั่นของเยาวชนไทยในการพัฒนาศิลปะร่วมสมัยจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้โจทย์ Art Craft n’ Lifestyle & Sustainable ที่เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาทั้ง 7 ภาควิชา ได้แสดงศักยภาพด้านการออกแบบ ผ่านการต่อยอดวัสดุ กรรมวิธี และแรงบันดาลใจจากชุมชนทั่วประเทศไทยนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาตีความใหม่เป็นผลงานร่วมสมัยที่สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน ดร.สิเวศ เปิดเผยว่า The Gallery Shop Thailand : เดอะ Gallery โครงการวิสาหกิจเพื่อสังคมที่จัดตั้งโดย AWC จัดโครงการนี้เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC และเดอะ แกลเลอรีในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นนักออกแบบที่มีความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่กับจิตสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผ่านทุนการศึกษา การสนับสนุนต้นแบบและโอกาสในการทำงานร่วมกับชุมชนจริงทั่วประเทศ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Giving Art, Art of Giving” เดอะ แกลเลอรีเชื่อมั่นในพลังของศิลปะไทย พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมศิลปินรุ่นใหม่กับชุมชน และคืนรายได้ 100% สู่ท้องถิ่น เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนของเศรษฐกิจชุมชนอย่างแท้จริง “AWC เดินหน้าร่วมกับพันธมิตรสร้างคุณค่าทางศิลปะ ชุมชน และเยาวชน ให้เติบโตไปด้วยกัน ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ‘ปันดี’ ที่มุ่งขับเคลื่อนการทำนุบำรุงศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ ตามพันธกิจของเราที่มุ่งสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน” ดร.สิเวศ กล่าวย้ำ
ยิ้มสวย = ลักซูรี่ เทรนด์โซเชียลมุ่ง ‘ไลฟ์’ COSDENT หนุนไทย ‘ฮับ’ Dental Tourism
COSDENT ในปี2569 เข้าสู่ปีที่ 12 กับแผนเปิดสถาบันครบวงจรบริการทันตกรรม รับแนวโน้มธุรกิจคลินิกฟันสวยขยายตัวตามเมกะเทรนด์ LONGEVITY ต่างชาติแมปไทย ปลายทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเน้นทำฟัน อันดับ 3 ของโลก ทันตแพทย์สันติราช เกียรติเวชสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอส้เดนท์ จำกัด ผู้บริหารคลินิกทันตกรรม COSDENT กล่าวว่า COSDENT ในปี 2569 จะดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 12 พร้อมวางแผนเปิดตัว ACADEMY สถาบันพัฒนาทักษะบุคลากรให้บริการงานทันตกรรมครบวงจร คาดเห็นความชัดเจนในกลางปีหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมการขยายสาขาธุรกิจคลินิกทันตกรรม COSDENT ในอนาคต “บริษัทฯ ใช้งบลงทุนมากกว่า 50 ล้านบาทเพื่อก่อตั้งอะคาเดมี ซึ่งจะตั้งอยู่ในอาคารหลังใหม่อยู่ติดกับคลินิกทันตกรรม COSDENT สาขาพระราม 9 ด้วยเป็นทำเลย่านใจกลางเมืองและธุรกิจที่มีความสะดวกทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และไลฟ์สไตล์” สำหรับแผนดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาทักษะด้านบริการของบุคลากรแบบรอบด้านภายใต้มาตรฐานเดียวกันของ COSDENT เพื่อรองรับแผนการขยายธุรกิจสาขาคลินิกทันตกรรม COSDENT เพิ่มในอนาคต จากปัจจุบัน บริษัทฯมีทีมทันตแพทย์ราว 20 คน และในแต่ละสาขาจะต้องมีบุคลากรให้บริการราว 8 คน โดยคลินิกทันตกรรม COSDENT มี 3 สาขา พร้อมวางตำแหน่งการให้บริการแก่คนไข้ที่เข้ารับการรักษาตามทำเล ดังนี้ สาขาเกษร วิลเลจ เป็นสาขาแพล็กชิปรองรับคนไข้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลัง จากทำเลที่ตั้งใจกลางเมืองเดินทางสะดวก สาขาสยาม รองรับกลุ่มคนไข้ชาวไทยและต่างชาติ เช่นกัน สาขาพระราม 9 รองรับคนไข้คนไทยเป็นหลักที่อยู่อาศัยและมีไลฟ์สไตล์ทั้งการใช้ชีวิตและทำงาน รวมทั้งผู้เข้ารับบริการที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ‘ไทย’ ท็อป3 โลก ‘Dental Tourism’ ทันตแพทย์สันติราช กล่าวอีกว่าแนวทางดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อตั้งรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ในประเทศไทยที่จะมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องสอดคล้องกับตามเมกะ เทรนด์ LONGEVITY การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ประกอบด้วย กินดี-หลับดี-อยู่ดี (Eat Well-Sleep Well-Be Well) ขณะที่การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากโดยเฉพาะความสวยงามของฟันในประเทศไทย ปัจจุบันยังติดอันดับหนึ่งในสาม (TOP 3) ของโลก ด้านการท่องเที่ยวพร้อมรับการรักษาสุขภาพฟัน (Dental Tourism) ที่ต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มยุโรปที่หันมาวางแผนเดินทางพักผ่อนไปพร้อมใช้บริการทำฟัน เป็นจำนวนมากขึ้นทุกปี “จากเดิมตุรกีจะเป็นปลายทางเดนทัล ทัวริสซึม แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับความนิยมลดลง ด้วยคนไข้ต่างชาติเลือกเดินทางมาไทย และวางแผนอยู่ไทยอย่างต่ำ 15-20 วันและใช้บริการทำฟันไปพร้อมการท่องเที่ยวระยะยาว” จากแนวโน้มดังกล่าว คลินิก COSDENT ได้ปรับแนวทางการให้บริการพร้อมวางแผนการรักษาตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการการดูแลรักษาให้ครอบคลุมตามกำหนดระยะเวลาของคนไข้ต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการก่อนเดินทางกลับประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเข้ามาใช้บริการทันตกรรมเพื่อความงามหลากหลายรูปแบบ อาทิ การครอบฟัน, ทันตกรรมวีเนียร์ เคลือบผิวฟัน ฯลฯ เทรนด์ ‘รอยยิ้ม’ คือ ความหรูหรา ทันตแพทย์สันติราช กล่าวอีกว่า แนวโน้มการรับบริการทันตกรรมดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกระแสการดูแลรักษาสุขภาพในช่องปากและฟัน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ ต่างหันมาแสดงตัวตนในช่องทางสื่อโซเชียล โดยเฉพาะการ ‘ไลฟ์’ ทั้งเพื่อส่วนตัวหรือการประกอบอาชีพ อินฟลูเอ็นเซอร์ ที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ขณะที่การแสดงใบหน้าพร้อมรอยยิ้มที่สวยงามยังสะท้อนถึงความหรูหราอีกด้วย ซึ่งการ ‘ยิ้มสวย’ ในปัจจุบันจะประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1. ฟันสวย , 2. เหงือกสวย และ3.รูปปากสวย ทั้งนี้ จากกระแสดังกล่าวคลินิกทันตกรรม COSDENT ร่วมกับพันธมิตร Hexa Ceram Dental Lab แล็บเฉพาะทางด้านทันตกรรม เปิดให้บริการนวัตกรรมใหม่ด้วยเลเซอร์ ไวเทนนิ่ง (Laser Whitining) 1 นาที/ซี่ ออกแบบโดยลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตอบโจทย์ความรวดเร็ว ไม่เสียวฟัน และบริการ ลิป จูสซ์ เลเซอร์ (Lip Juice Laser) เลเซอร์แก้ปัญหาผิวปาก กระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวหนังเพื่อฟื้นฟูริมฝีปาก สำหรับ บริการใหม่ของ COSDENT คาดจะได้การตอบรับดีทั้งจากกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ ซึ่งกลุ่มหลังจะเป็นคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ และวางแผนเดินทางมาไทยเพื่อรับการรักษาด้านทันตกรรม มีสัดส่วนราว 80% และ 20% ตามลำดับ จากปัจจุบัน COSDENT มีฐานคนไข้ทั้งระบบไม่ต่ำกว่า 4,000 ราย จากแผนดังกล่าว COSDENT วางเป้าหมายการเติบโตธุรกิจในปี2569 ราว20% ซึ่งเป็นสัดส่วนเดียวกับในปี 2568 จากในรอบปีนี้ที่ผ่านมาธุรกิจบริการทันตกรรม เป็นอีกหนึ่งเซ็กเตอร์ธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันตลาดคลินิกทันตกรรมในภาพรวมมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ยังคงเติบโตราว 13-15% ต่อเนื่อง จากปัจจัยกระแสการดูแลสุขภาพฟันควบคู่กับความสวยงาม ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ ‘ยิ้มสวย = ลักซูรี่’ กลายเป็นเทรนด์หลักจากยุคอินฟลูฯ ที่ใช้รอยยิ้มเป็นตัวตนบนโลกออนไลน์ ขณะที่ ไทยติด Top 3 โลกด้าน Dental Tourism ทำฟันควบคู่ท่องเที่ยว ดันตลาดคลินิกพุ่งแรง โดย COSDENT เดินหน้าปีที่ 12 ลงทุนกว่า 50 ล้านบาท เปิด ACADEMY พัฒนาบุคลากร รับการขยายสาขาในอนาคต พร้อมเสริมนวัตกรรม Laser Whitening และ Lip Juice Laser ตั้งเป้าโต 20% สอดรับเมกะเทรนด์ LONGEVITY และความนิยมดูแลรอยยิ้มเชิงไลฟ์สไตล์ STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
‘ช้อปปี้’ อยู่มาแล้ว 10ปี มีออเดอร์ทะลุ 1.4 แสนล.ชิ้น ‘แอฟฟิลิเอท ครีเอเตอร์’ 23 ล้านคน
ช้อปปี้ ครบรอบ 10 ปีในตลาดอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน และ บราซิล ย้ำภาพแพลตฟอร์มคู่แบรนด์ร้านค้าท้องถิ่น MSMEs ผ่านสารคดี ‘ช้อปปี้: สืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่’ ด้วยแผนสื่อสารแบรนด์นี้ จะหนุนให้ธุรกิจเติบโตคู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน เทเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ (Shopee) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ไต้หวัน และ บราซิล กล่าวว่า ช้อปปี้ ให้บริการในตลาดอีคอมเมิร์ซ ตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบันครบรอบ 10 ปี โดยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ‘ช้อปปี้’ มีช่วงเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับทั้งผู้คนและธุรกิจทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ MSME (ธุรกิจขนาดไมโคร, ธุรกิจขนาดเล็ก, ธุรกิจขนาดกลาง และธุรกิจองค์กร) ในตลาดท้องถิ่นแต่ละประเทศ ที่เริ่มต้นเส้นทางออนไลน์กับ Shopee เมื่อ 10 ปีก่อน ยอดขายกว่า 2.7 แสนล.ดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ ช้อปปี้ ได้ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการดังกล่าวให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่และเติบโตบนโลกออนไลน์ ร่วมกันสามารถขยายธุรกิจบน Shopee จนสร้างยอดขายรวมกว่า 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในแต่ละปีมีผู้ประกอบการบนช้อปปี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้ประกอบการ MSME เติบโตเฉลี่ย สองเท่าต่อปี และประมาณ 80% ของผู้ประกอบการเหล่านี้ดำเนินธุรกิจอยู่นอกเมืองหลวง และใช้ช้อปปี้ในการเข้าถึงผู้ซื้อรายใหม่ ทั้งในประเทศและขยายไปยังต่างประเทศ สู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เทเรนซ์ กล่าวว่า นอกเหนือจาการเข้าถึงแพลตฟอร์มแล้ว ผู้ประกอบการ MSME ยังพัฒนาทักษะดิจิทัลและความมั่นใจในธุรกิจของตนอย่างต่อเนื่อง ผ่านแหล่งความรู้ต่างๆบนช้อปปี้ จนถึงปัจจุบัน มีผู้ประกอบการ MSME กว่า 7.6 ล้านราย เข้าร่วมโปรแกรม Shopee University ประกอบไปด้วยคอร์สออนไลน์กว่า 1,500 บทเรียนและเวิร์กช็อปแบบออฟไลน์ที่จัดขึ้นกว่า 318 เมือง ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ช่วยเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้เติบโตอย่างมั่นคงในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ ช้อปปี้ ยังได้ พัฒนาฟีเจอร์ต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม อย่าง Shopee Live และ Shopee Video เพื่อช่วยให้ผู้ขายสร้างคอนเทนต์ พร้อมปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคมออนไลน์ และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในโลกดิจัล “นับตั้งแต่เปิดตัว ผู้ประกอบการ MSME มียอดสั่งซื้อผ่าน Shopee Live เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 300% ต่อปี” การตลาดผ่านตัวแทนขายกระตุ้นยอด เทเรนซ์ เสริมต่อแนวทางการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ MSEMs เพื่อให้เข้าถึงผู้ซื้อในวงกว้างมากยิ่งขึ้น แม้ว่าผู้ขายจะไม่มีประสบการณ์ด้านการตลาด หรือไม่มีทีมงานเฉพาะทางก็สามารถขยายฐานลูกค้าผ่าน Shopee Affiliate Marketing Solutions (AMS) ได้เช่นกัน โดยทำงานร่วมกับครีเอเตอร์และผู้มีอิทธิพลทางด้านความคิดบนโลกออนไลน์ (KOL) “AMS มีส่วนช่วยผู้ประกอบการทั้งการมองเห็นและเพิ่มยอดคำสั่งซื้อมากขึ้นกว่า 30% สะท้อนการเป็นอีกเครื่องมือที่ใช้งานง่าย และเข้าถึงได้ที่มีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตธุรกิจได้จริง” นอกจากนี้ ยังมี Shopee Export Program สำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ MSME ลงรายการสินค้าได้อย่างราบรื่นในตลาดหลายภูมิภาค โดยตั้งแต่เปิดตัวในปี 2561 มีผู้ประกอบการ MSME เข้าร่วม Shopee Export Program มากกว่า 2.1 ล้านราย เพื่อขยายธุรกิจไปไกลสู่ต่างประเทศ “สะท้อนให้เห็นว่าอีคอมเมิร์ซ ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสให้ธุรกิจเติบโตสู่ระดับภูมิภาค การเชื่อมโยงผู้บริโภคและชุมชนทั่วภูมิภาค” 10 ปีมีผู้ใช้งาน 400 เมือง เทเรนซ์ กล่าวว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ช้อปปี้ได้เชื่อมต่อผู้บริโภคหลายล้านคนเข้ากับสินค้าและบริการที่จำเป็น ปัจจุบันมีผู้ใช้งานจากกว่า 400 เมือง ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มอย่างสม่ำเสมอ โดยมียอดดคำสั่งซื้อสินค้ามากกว่า 140,000 ล้านชิ้น จากผู้ซื้อที่อาศัยอยู่นอกเขตเมืองหลวง สำหรับการเติบโตนี้ สะท้อนว่า อีคอมเมิร์ซยังคงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์และสนับสนุนการเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ขณะที่ การเติบโดของเศรษฐกิจดิจิทัลยังมีส่วนช่วยในการสร้างโอกาสด้านการจ้างงานและสร้างรายได้ในภูมิภาค ปัจจุบัน พนักงาน ช้อปปี้ กว่า 97% เป็นบุคลากรท้องถิ่น สำหรับ แอฟฟิลิเอท ครีเอเตอร์ เข้าร่วมโปรแกรม Shopee Affiliate Programme (SAP) มากกว่า 23 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม จนถึงปัจจุบันรายได้จากการทำแอฟฟิลิเอทเติบโตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 90% ต่อปี ด้วยโปรแกรมดังกล่าว ยังช่วยให้ผู้คนทั่วภูมิภาคสามารถสร้างช่องทางรายได้ใหม่และกลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน สารคดี ‘ช้อปปี้’ ย้ำแบรนด์ยั่งยืน ทั้งนี้ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ‘ช้อปปี้’ ได้เปิดตัวสารคดีใหม่ ‘Shopee: Keeping Cultures Alive’ Docuseries (‘ช้อปปี้: สืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่’) โดยสารคดีชุดนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ซึ่งเส้นทางอันน่าประทับใจของพวกเขา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยง ระหว่างผู้ประกอบการและวัฒนธรรม ที่ร่วมกันขับเคลื่อนธุรกิจ สู่อนาคตดิจิทัลที่ครอบคลุมและเชื่อมต่อกันมากยิ่งขึ้น ขณะที่ สารคดีชุดนี้นำเสนอผ่าน 7 แกนเรื่องหลัก ได้แก่ ความหลงใหล (Passion) ประเพณี (Tradition) การเปลี่ยนแปลง (transformation) การพัฒนาให้ทันสมัย (modernisation) มรดกทางวัฒนธรรม (heritage) ชุมชน (community) การเสริมพลังของสตรี (empowering women) โดยสารคดีชุดนี้ ได้ถ่ายทอดจิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ พร้อมรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนให้คงอยู่ ซึ่งจะเผยแพร่ทางอย่างเป็นทางการ ผ่านช่อง YouTube ของ Shopee เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนและพันธมิตรที่ร่วมกันขับเคลื่อนความสำเร็จตลอด 10 ปี และก้าวสู่บทใหม่ของการเติบโตในทศวรรษต่อไป Alternate-X สรุปให้ ช้อปปี้ครบรอบ 10 ปี ย้ำบทบาทแพลตฟอร์มคู่ MSMEs ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้ประกอบการสร้างยอดขายรวมกว่า 270,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเฉลี่ย 2 เท่าต่อปี และมีออเดอร์รวมทะลุ 140,000 ล้านชิ้น จากผู้ใช้งานครอบคลุมกว่า 400 เมือง ขณะที่ ฟีเจอร์ Shopee Live, Video และ AMS ช่วยผู้ขายเพิ่มยอดคำสั่งซื้ออย่างมีนัยสำคัญ
เปรี้ยวซ่า-ตาตื่น!! เดินทางให้สดชื่นทั้งรถ-คน เติมบางจาก 1,200 รับ ‘มะปิ๊ด โซดา-ชูกำลัง’
บางจาก ชวนนักเดินทางแวะปั๊มทุกสาขาทั่วไทย เติมโซฮอล์ครบ 1,200 บาท รับฟรี ‘มะปิ๊ด โซดา’ ซ่า1 กระป๋อง วันนี้-15 ก.พ.ปีหน้า บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสถานีน้ำมันบางจาก กว่า 2,200 สาขาทั่วประเทศ จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดส่งท้ายปี 2568 พร้อมตอบรับปี 2569 ในแคมเปญ ‘เติมบางจาก แรงเกินร้อย เต็มสปี๊ด’ สำหรับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เติมน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ครบทุก 1,200 บาท รับฟรี ฟาร์มซ่า มะปี๊ดโซดา ขนาด 250 มิลลิลิตร 1 กระป๋อง มูลค่า 18 บาท นอกจากนี้ หากเติมบางจากดีเซลทุกชนิด รับฟรี เครื่องดื่ม M-150 ขนาด 150 มิลลิลิตร จำนวน 1 ขวด มูลค่า 12 บาท โดยแคมเปญ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ สำหรับเครื่องดื่มฟาร์มซ่าส์ น้ำมะปี้ดโซดา นอกจากจะได้ความสดชื่นแล้ว ยังมีส่วนผสมจากส้มมะปี๊ดสดให้วิตามินซีสูง พร้อมมีส่วนช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกผลส้มมะปี้ดในจังหวัดจันทบุรี ตามแนวทางการส่งเสริมสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนของบางจาก มาส่งท้ายปีนี้พร้อมรับปี 2569 สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เตรียมวางแผนเดินทางพร้อมรับความสดชื่นแบบตาตื่น แถมยังมีส่วนร่วมสนับสนุนชุมชนเกษตรกร ด้วยเติมน้ำมันบางจากครบทุก 1,200 บาท ข้อมูลเพิ่มเติม www.bangchakmarketplace.com
‘Main Gate แสนสิริ’ ทางเข้าสู่โครงการฯหรู 5,000 ล. พอร์ตลักซูรี่ ‘นาราสิริ บรมราชชนนี’
หลังจาก ‘แสนสิริ’ ล้อมพื้นที่ขนาดกว่า 1 ไร่เศษบนทำเลติดถนนบรมราชชนนีมาพักใหญ่ ล่าสุดเผยโฉม ‘Main Gate’ ทางเข้าโครงการสู่อาณาจักร ‘นาราสิริ คอมมูนิตี้’ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ในพอร์ต Sansiri Luxury Collection โครงการลักซูรีลำดับล่าสุด บนทำเลพุทธมณฑล ภัคพริ้ง การุญ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า แสนสิริ วางแผนพัฒนาโครงการอสังหาฯระดับลักซูรี กลุ่ม Sansiri Luxury Collection หรือ ‘SLC’ เป็นครั้งแรกบนทำเลพุทธมณฑล ภายใต้โครงการ ‘นาราสิริ บรมราชชนนี’ “เกือบ 10 ปีก่อนหน้า แสนสิริ ได้เปิดตัวโครงการนาราสิริ พุทธมณฑล สาย 1 ไปเมื่อปี 2559 เป็นโครงการที่ได้การตอบรับดีจากกำลังซื้ออยู่อาศัยจริงในย่านนี้” สำหรับ ‘นาราสิริ บรมราชชนนี’ เป็นโครงการอสังหาฯหรูในพอร์ต SLC ในย่านนี้ ด้วยมูลค่าโครงการรวม 5,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 60 กว่าไร่ ออกแบบเป็นบ้านเดี่ยวทั้งหมด 77 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 55 ล้านบาทและสูงสุดประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเปิด Sale Gallery ให้ชมโปรดักส์นาราสิริ บรมราชชนนี ในต้นปีหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ‘แสนสิริ’ ยังได้เปิดตัว ‘Main Gate’ ทางเข้าโครงการ นาราสิริ บรมราชชนนี อย่างเป็นทางการ หลังพื้นที่โดยรอบบริเวณนี้ถูกปิดป้ายล้อมรอบมาระยะหนึ่ง สำหรับทางเข้าโครงการฯ ถูกออกแบบให้มีหน้ากว้างกว่า 100 เมตร และสูงเท่ากับตึกประมาณ 3 ชั้นบนเนื้อที่กว่า 1ไร่ พร้อมจุดเด่น ‘สิงโตคู่’ สัญลักษณ์แทน อำนาจ ความแข็งแกร่ง ความรุ่งเรือง และการปกป้องคุ้มครอง ความสง่างามแบบเหนือกาลเวลา อีกทั้งยังสะท้อนความเชื่อเรื่อง ‘ฮวงจุ้ย’ หมายถึงการได้ครอบครองของผู้มีบารมี และเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างโชคลาภและความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผู้อยู่อาศัยด้วย นอกจากนี้ ทางเข้าโครงการนาราสิริ บรมราชชนนี ยังเลือกใช้ ‘เสาโรมัน’ มาประกอบกับการออกแบบสถาปัตยกรรมของ Main Gate ย้ำความเป็นไอคอนิกในพอร์ต SLC ที่ชวนเกรงขามและให้ความรู้สึกความร่วมสมัยการอยู่อาศัยร่วมกัน (Cultural and Functional Fit) จากการคิดแบบรอบด้านมาแล้วของแสนสิริ หลังเปิดตัวทางเข้าโครงการ ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์นาราสิริ บรมราชชนนี เพื่อไปยังกลุ่มเป้าหมายโครงการนาราสิริ บรมราชชนนี ที่วางไว้ คือ กลุ่มเจ้าของธุรกิจในโซนตะวันตก, เจ้าของโรงงาน ซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยจริง รวมทั้งกลุ่มเจ้าของธุรกิจ ที่เคยอยู่ในย่านการค้าธุรกิจเดิม อย่างเยาวราช หรือ เมืองเก่า ที่มีรูปแบบการอยู่อาศัยแบบครอบครัวขนาดใหญ่ โดยโครงการฯ ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพ สะดวกการเข้าสู่เมืองเก่า เช่น เยาวราช, สำเพ็ง โดยใช้เส้นทางถนนบรมราชชนนี หรือสะพานพระราม 8 ให้เดินทางไปยังโรงงานของตนเองได้สะดวก ด้วยเชื่อมต่อกับถนนพุทธมณฑสาย 4, สาย 3, สามพราน และนครปฐม Alternate-X สรุปให้ แสนสิริเผยโฉม ‘Main Gate’ ประตูสัญลักษณ์สู่โครงการนาราสิริ บรมราชชนนี มูลค่า 5,000 ล้านบาท ดีไซน์ถูกออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์กด้านสถาปัตยกรรม สื่อสารตัวตนของแบรนด์หรูในพอร์ต Sansiri Luxury Collection องค์ประกอบอย่างสิงโตคู่และเสาโรมัน ช่วยเสริมภาพลักษณ์ ความสง่างาม ความเชื่อด้านความมั่งคั่ง และความร่วมสมัย ด้วยการเปิดตัวประตูโครงการถูกใช้เป็นกลยุทธ์การสื่อสารล่วงหน้า เพื่อจับตลาดเจ้าของธุรกิจ–โรงงาน–ครอบครัวใหญ่ย่านตะวันตก บนทำเลเชื่อมเมือง–เชื่อมธุรกิจ โครงการจึงเป็นตัวอย่างการใช้ดีไซน์–พื้นที่–สัญลักษณ์ มาเสริมพลัง ‘แบรนด์พรีเมียม’ อย่างมีระบบ
‘ปณิธาน กอบกุลสุวรรณ’ รุ่น2 บริหารกลุ่มไทยสากล กับกลยุทธ์สู่ ‘พันล้าน’ ปี 2569
‘ไทยสากล กรุ๊ป’ ที่อยู่มา 50 ปี ถูกเปลี่ยนผ่านสู่มือผู้บริหารรุ่น 2 ‘ปณิธาน กอบกุลสุวรรณ’ กับการขยายธุรกิจใหม่ ๆ ไม่จำกัดแค่ธุรกิจอุตสาหกรรมงานโลหะ เพื่อพาสู่อาณาจักรพันล้านในปี 2569 บริษัท ไทยสากล กรุ๊ป จำกัด ในปี 2568 นี้มีอายุครบ 50 ปีแล้ว จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2518 ‘ประวิทย์ กอบกุลสุวรรณ’ เป็นผู้ริเริ่มนำคัทติง ทูล (Cutting Tools) อย่าง ใบเลื่อย วงเดือน และใบมีด จากประเทศญี่ปุ่น มาจำหน่ายให้แก่อุตสาหกรรมไม้ในประเทศไทย โดยก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยสากล แมชินเนอรี่ เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าคุณภาพ ปัจจุบัน ไทยสากล กรุ๊ป เข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตเต็มตัว จำหน่ายสินค้ากว่า 40 ประเภทธุรกิจ อาทิ กลุ่มงานไม้ โลหะ กระดาษ พลาสติก อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ขณะเดียวกัน ในทศวรรษที่5 ของกิจการยังได้ถูกส่งไม้ต่อการบริหารไปยัง บุตรชายคนโต ทายาทรุ่น 2 ‘ปณิธาน กอบกุลสุวรรณ’ นั่งเก้าอี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสากล กรุ๊ป จำกัด กับแนวคิดการบริหารธุรกิจ เพื่อพาองค์กรไปสู่รายได้พันล้านบาท ในปี 2569 DNA ไทยสากล-หยุดนิ่งไม่ได้ ปณิธาน ผู้บริหารรุ่นที่สองของ ไทยสากล กรุ๊ป เชื่อว่าสิ่งที่พาธุรกิจครอบครัวให้ยืนหยัดมากว่า 50 ปี คือ DNA เดียวที่ไม่เคยหายไป คือ ‘ไม่หยุดนิ่ง–ไม่หยุดพัฒนา’ ซึ่ง ‘เขา’ เข้ารับช่วงบริหารต่อมาด้วยแนวคิดว่า ธุรกิจต้อง ‘ปรับตัวเร็วตามเทรนด์ลูกค้า’ พร้อมเดินหน้าใช้เทคโนโลยีใหม่มาเสริมศักยภาพ ด้วยระบบต่าง ๆ อย่าง ระบบอัตโนมัติ (Automation) เทคโนโลยีเลเซอร์ (Laser Technology) “เพื่อให้บริษัทเป็น One Stop Service ที่ตอบโจทย์ตั้งแต่นำเข้า–จัดจำหน่าย–ซ่อมบำรุง–ดูแลหลังการขาย” เขาย้ำว่า ‘บุคลากรกว่า 200 คนคือฟันเฟืองสำคัญ’ ทุกฝ่ายตั้งแต่ผลิตถึงบริการทำงานร่วมกันด้วยความเชื่อ (mindset) แบบเดียวกัน คือ พร้อมพัฒนาและเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำจากเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าและตอบโจทย์อนาคต โรดแมปธุรกิจ รุ่น2 ไทยสากล กรุ๊ป สำหรับทิศทางธุรกิจของกลุ่มไทยสากล ภายใต้การบริหารรุ่นใหม่ ‘ปณิธาน’ วางโรดแมปแบบ ‘ขยาย–ต่อยอด–ยกระดับ’ ดังนี้ ยกระดับเทคโนโลยี ทั้ง Automation, Laser Technology และ 3D Printing ขยายฐานลูกค้า ให้หลากหลายขึ้นเพื่อไม่พึ่งพากลุ่มอุตสาหกรรมเดียว เพิ่มสินค้าใหม่ในพอร์ต ให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทาง ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดประสบการณ์จากรุ่นแรกสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ ผ่านแบรนด์ไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างรายได้หลายช่องทางในอนาคต รวมถึงสร้างบริการครบวงจร ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์แบบ End-to-End กับกลุ่มธุรกิจ ที่ก่อตั้งขึ้นในรุ่นของ ’ปณิธาน’ เช่น โรงแรม สไตล์บูติกในชื่อ K Maison Boutique Hotel ร้านอาหาร ต่าง ๆ เช่น Kay’s ร้านอาหารสไตล์ Brunch DAY By Kay’s ร้านอาหาร/เครื่องดื่มและเบเกอรี KANORI Hand roll bar ร้านญี่ปุ่นแฮนด์โรลแนวฟิวส์ชันเจ้าแรกในไทย KAYAKI ร้านปิ้งย่างเนื้อปลาและซีฟู้ดพรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่นเจ้าแรกในไทย 4 กลุ่มหลัก ไทยสากล กรุ๊ป ขณะที่ ปัจจุบัน ไทยสากล กรุ๊ปประกอบด้วย 4 บริษัทหลัก ที่เป็นกำลังหลักขององค์กร ได้แก่ Thaisakol Group บริษัทหลักด้านการนำเข้าเครื่องจักรคุณภาพระดับโลก ครอบคลุมเครื่องตัดโลหะ เครื่องตัดอลูมิเนียม เครื่องงานท่อ เครื่องตัดเลเซอร์ และเทคโนโลยี 3D Printing Thaisakol B and B ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิต ‘ใบมีดอุตสาหกรรม’ ครบทุกประเภท รองรับตั้งแต่งานไม้ กระดาษ บรรจุภัณฑ์ พลาสติก ไปจนถึงโลหะ Thaisakol Service Center ศูนย์บริการลับคมและซ่อมแซมเครื่องตัดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน รองรับใบมีดทุกประเภททั้ง PCD, Carbide และ HSS Thaisakol Machinery ศูนย์บริการหลังการขายและโชว์รูมเครื่องจักร ให้บริการติดตั้ง เทรนนิ่ง ซ่อมบำรุง และเป็น Training Center สำหรับลูกค้า โฟกัสธุรกิจหลัก-เติมความหลากหลาย หลังเปลื่ยนมือการบริหารจากรุ่นสู่รุ่นของไทยสากลกรุ๊ป มาสู่มือบริหาร ‘ปณิธาน’ ได้โฟกัสกลยุทธ์ธุรกิจ ใน 5 ด้านสำคัญ 1.Customer-Centric เข้าใจปัญหาจริงของลูกค้าแล้วออกแบบโซลูชันแบบ ‘Winning Solution’, 2. Technology-Driven ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพสินค้า ด้านที่ 3. Partnership Ecosystem จับมือแบรนด์ระดับโลกเพื่อรักษามาตรฐานสินค้า, 4. Service Excellence เน้นบริการครบวงจรตั้งแต่นำเข้า ซ่อมบำรุง ไปจนถึงการให้คำแนะนำ และ 5. Diversification กระจายธุรกิจทั้งฝั่งอุตสาหกรรมและไลฟ์สไตล์ เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง แผนสู่รายได้ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ ปัจจุบันรายได้รวมของเครืออยู่ที่ 800 ล้านบาท และในปี 2569 ตั้งเป้าทะลุ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำผ่าน 4 แนวทางหลักสำคัญ คือ 1. ขยายการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่เพิ่มสินค้าไฮเทคเพื่อเจาะตลาดเฉพาะทางที่มีมาร์จินสูง, 2. เพิ่มขีดความสามารถของศูนย์บริการ ให้บริการที่เร็วและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income), 3. ขยายสาขาและเปิดแบรนด์ใหม่ในกลุ่ม Hospitality–F&B ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารเติบโตเร็ว มีแผนเปิดสาขาเพิ่มและต่อยอดสินค้าใหม่ และ4. สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าองค์กร ด้วยบริการหลังการขาย–เทรนนิ่ง–บริการลับคม เพื่อให้ลูกค้าอยู่กับบริษัทในระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ไทยสากล กรุ๊ป อายุครบ 50 ปี ก้าวสู่ยุคใหม่ภายใต้การบริหารของ ปณิธาน กอบกุลสุวรรณ ทายาทรุ่นสอง เขาต่อยอดแนวคิด ‘ไม่หยุดนิ่ง–ไม่หยุดพัฒนา’ จากรุ่นผู้ก่อตั้ง มายกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยี Automation และ Laser พร้อมวางโรดแมปขยายฐานลูกค้า เพิ่มสินค้าใหม่ และต่อยอดสู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ เช่น โรงแรมและร้านอาหาร โดยกลุ่มธุรกิจหลักทั้ง 4 บริษัท ยังคงเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ และสร้างบริการครบวงจร เป้าหมายใหญ่ปี 2569 คือผลักดันรายได้สู่ 1,000 ล้านบาท ผ่านกลยุทธ์เทคโนโลยี–บริการ–การขยายธุรกิจหลายมิติ
XSPRING ไปต่อ ‘Because Sharing is Caring ปี 2’ เติมเท่าเทียมการเงิน
XSPRING ร่วม ก.ล.ต. และโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ ส่งเสริมความเท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย ส่งต่อความรู้กลุ่มผู้เปราะบางทางการเงินต่อเนื่อง กิตติชัย รักตะกนิษฐ์ ประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (XPG) หรือ XSPRING ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจร เปิดเผยว่า XSPRING มุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมความเท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการส่งต่อความรู้และความเข้าใจด้านการเงินที่มีประสิทธิภาพไปสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อยกระดับการเข้าถึงเครื่องมือในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการมุ่งส่งต่อความรู้ไปยังกลุ่มผู้เปราะบาง ซึ่งในปีนี้ XSPRING ได้สานต่อการถ่ายทอดความรู้ทางการเงินไปยังผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นปีที่ 2 เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้ทางการเงินมีความครบถ้วน ครอบคลุมทุกช่วงอายุ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินเป็นกลุ่มเปราะบางที่มักพบอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารจากรูปแบบการสื่อสารทั่วไป และบ่อยครั้งตกเป็นเหยื่อของกลโกงทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการเงินให้กับทุกคนในสังคม ปีนี้บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความรู้ด้านการเงินให้แก่นักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินและบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้โครงการ “Because Sharing is Caring – The Unsilenced Truths เสียงไม่เงียบ เงินทองเรื่องต้องรู้ ปี 2” ซึ่งจัดขึ้นในวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 – 15:30 น. ณ ลานกิจกรรมโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ โครงการดังกล่าวมุ่งให้นักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน และบุคลกากรทางการศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการพื้นฐานทางการเงิน อาทิ การวางแผนการออม การใช้จ่ายอย่างมีวินัย การลงทุนอย่างรู้เท่าทัน และการป้องกันตนเองจากกลโกงทางการเงิน ผ่านกิจกรรมสัมมนาและสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงาน ก.ล.ต. และกลุ่มบริษัท XSPRING ร่วมถ่ายทอดความรู้ พร้อมจัดทำ จอล่ามภาษามือประกอบสื่อวิดีทัศน์ เพื่อให้กลุ่มผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสมอภาค นอกจากนี้ บริษัทยังได้ส่งเสริมการระดมทุนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับนักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับพันธกิจของเอ็กซ์สปริงในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการเงินที่เท่าเทียมและยั่งยืน” “XSPRING เชื่อมั่นว่า ความรู้ทางการเงิน และเครื่องมือทางการเงินไม่ควรเป็นสิ่งที่จำกัดสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ขาดโอกาสในการพัฒนาความรู้ด้านการเงินการลงทุนเมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป ซึ่งหากได้รับโอกาสและความรู้ที่เหมาะสม เราเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนาตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแรงในอนาคต” กิตติชัย รักตะกนิษฐ์ กล่าว XSPRING ยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์แห่งการดำเนินธุรกิจ ดูแลผลประโยชน์ผู้มีส่วนได้เสีย และให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากการดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เช่น การแยกขยะภายในองค์กร การรณรงค์การใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมวัฒนธรรม ESG ในทุกระดับขององค์กร สนับสนุนสินเชื่อธุรกิจเพื่อความยั่งยืน และเน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียวแล้ว ในด้านสังคม XSPRING ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งต่อความรู้ความเข้าใจด้านการเงินไปสู่สังคมในวงกว้างเพื่อช่วยยกระดับการเข้าถึงเครื่องมือในการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคลอย่างเท่าเทียม บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้และข้อมูลด้านการเงินการลงทุน และการป้องกันตัวเองจากการหลอกลวงด้านการเงินทุกรูปแบบ
‘ซีพีแรม’ ครีเอทแหล่งเที่ยวใหม่ ‘ทุ่งทานตะวัน’ 5 ไร่ ปทุมฯ โยงเศรษฐกิจชุมชน
ซีพีแรม กับกลยุทธ์ร่วมเป็นส่วนหนึ่งชุมชนจังหวัดปทุมธานี รวบเกษตรกรในพื้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ‘ทุ่งทานตะวัน 5 ไร่’ ชวนเช็คอินเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ วิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานและเบเกอรี่รายใหญ่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (กลุ่มซีพี) เปิดเผยว่า ซีพีแรม จัดตั้ง ‘ศูนย์วิชาการเกษตร ซีพีแรม’ ขึ้นเพื่อดำเนินการศึกษาและทดลองด้านการเกษตร พร้อมนำองค์ความรู้ถ่ายทอดและส่งเสริมเกษตรกร ปัจจุบันนี้มีพันธมิตรกลุ่มเกษตรกร ในโครงการ‘เกษตรกรคู่ชีวิต’ อยู่ทั่วประเทศ ในทุกที่ที่โรงงานซีพีแรมตั้งอยู่ ด้วยบริษัทฯ เห็นความสำคัญอุตสาหกรรมเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานรากของห่วงโซ่อุปทานอาหาร “นอกจากนี้ ซีพีแรม ยังมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดปทุมธานี อีกหนึ่งพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่เพาะปลูกและแหล่งน้ำ ทำให้มีผลิตผลทางการเกษตรที่หลากหลายเป็นจำนวนมาก” ขณะที่ ศูนย์วิชาการเกษตรซีพีแรม จังหวัดปทุมธานี ยังสนับสนุนวิสัยทัศน์องค์กร ในการส่งมอบสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีต่อสังคม ผ่านโครงการทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหงขึ้น เป็นครั้งที่ 6 เพื่อสร้างความสุข และให้ความรู้แก่ชุมชนและสังคม ให้นักเดินทางมาเยี่ยมชม และถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก ร่วมกับดอกทานตะวันและไม้ดอกนานาพันธุ์ ขณะเดียวกัน ยังสามารถมาศึกษาความรู้ด้านการเกษตรจากแปลงสาธิตการเกษตร โครงการยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยมีร้านค้าชุมชนมาร่วมจำหน่ายผลิตผลของชุมชนอีกด้วย ซึ่งจะเป็น แลนด์มาร์กใหม่ใกล้กรุงเทพฯ สถานที่ท่องเที่ยวตามฤดูกาลอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดปทุมธานี สำหรับ ภายในบริเวณงาน ยังได้จัดกิจกรรม ต่างๆ ให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมที่ได้ทั้งสาระความรู้ การพักผ่อน และซื้อสินค้าต่าง ๆ อาทิ โซนจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากชุมชน ผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าแปรรูป โซนจัดแสดงพืชผักและไม้ดอกนานาชนิด ฐานการเรียนรู้ด้านการเกษตร เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ และคนเมือง ได้ชมกระบวนการเพาะปลูกของจริง นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้รับต้นกล้าผักและไม้ดอกนานาพันธุ์กลับไปปลูกที่บ้านฟรี! เพื่อช่วยกันสร้างพื้นที่สีเขียวให้กระจายเป็นวงกว้าง ผ่านการนำแนวคิดเกษตรไปต่อยอดในชีวิตจริง ด้าน ‘เอกวิทย์ มีเพียร’ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า “งานทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งงานประจำปีของชาวปทุมธานี ที่กระตุ้นการท่องเที่ยวท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นในชุมชน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นถิ่นปทุมธานี จากการสนับสนุนของซีพีแรม สำหรับ ผู้สนใจสามารถเที่ยวชมงาน ‘ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6’ได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 เวลา 08.00 น. – 18.00 น. ณ บริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถปักหมุดพิกัดเดินทางได้แล้วตามลิงก์ Alternate-X สรุปให้ ซีพีแรม ร่วมกับชุมชนปทุมธานี สร้างแลนด์มาร์กใหม่ ‘ทุ่งทานตะวัน 5 ไร่’ ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางเพียง 45 นาที พื้นที่นี้เกิดจากการพัฒนาร่วมกับเกษตรกรในโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” เสริมเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดแปลงสาธิตการเกษตร ถ่ายทอดความรู้จริงจากศูนย์วิชาการเกษตรซีพีแรม นักท่องเที่ยวจะได้ทั้งถ่ายรูป ฟังความรู้ สนับสนุนสินค้าเกษตรท้องถิ่น และร่วมกิจกรรมเพื่อชุมชน งาน ‘ทานตะวันบานสะพรั่งทั่วระแหง ครั้งที่ 6’ เปิดเข้าชมฟรี 29 พ.ย.–10 ธ.ค. 2568 ที่ ซีพีแรม ปทุมธานี
ไปรษณีย์ไทย ไม่ส่งแค่พัสดุ-ขายสแตมป์ แต่เป็น ‘ไลฟ์สไตล์แบรนด์’ เข้าสังคมยุคใหม่
ไปรษณีย์ไทย เปลี่ยนผ่านสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์หวังใกล้ชิดสังคมไทยยุคใหม่ หลังเปิดโพสต์คาเฟ่ไปแล้ว ตอนนี้เปิดอาคารไปรษณีย์กลางบางรัก เป็นพื้นที่ เพ็ต คอมมูนิตี้ อีกด้วย อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก เปิดใช้งานครั้งแรกในปี 2483 เพื่อเป็นศูนย์กลางระบบไปรษณีย์และโทรคมนาคมของประเทศไทย ด้วยการออกแบบงานสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตเดโค ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายแข็งแรงและรูปทรงทรงเรขาคณิต และยังเป็นผลงานร่วมของสถาปนิกไทยในยุคนั้น ที่ต้องการสะท้อนความทันสมัยและพลังของการสื่อสารยุคใหม่ ขอขอบคุณภาพจาก www.thailandpost.co.th จากความความคลาสสิคงานสถาปัตย์ของลวดลายประดับและหินทรายสีเข้มของอาคารทำให้กลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของย่านบางรัก ถึงปัจจุบัน ‘ไปรษณีย์กลาง’ แห่งนี้มีอายุล่วงมาถึง 85 ปี พร้อมวิวัฒนาการสู่การเป็นพื้นที่กิจกรรม และศูนย์กลางการสื่อสารสาธารณะรูปแบบใหม่ของไปรษณีย์ไทย รวมถึงถูกใช้จัดงานอีเวนต์ นิทรรศการ และคอมมูนิตี้แอ็กทิวิตี ที่เข้าถึงประชาชนทั่วไป รวมถึงรองรับงานบริการด้านไปรษณีย์บางส่วน พร้อมปรับบทบาทสู่ ‘พื้นที่ไลฟ์สไตล์’ ของคนเมือง เป็นสถานที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และบริการยุคใหม่เข้าด้วยกัน ด้วยหวังให้เป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอิน ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและชุมชนรอบข้างให้เข้ามาใช้งานอย่างหลากหลาย… ล่าสุด ไปรษณีย์กลางบางรัก ภายใต้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUVET) จัดงาน ‘คู่หู คู่ซี้ The Café” คอมมูนิตี้อีเวนต์แห่งปี กิจกรรมครบครันเพื่อสัตว์เลี้ยงและคนรักสัตว์แบบครบตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 11.00 – 18.00 น. ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก เพื่อเชื่อมทุกความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมไทยยุคใหม่ ขยับสู่ไลฟ์สไตล์ แบรนดิง ‘ดร. ดนันท์ สุภัทรพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เล่าแนวคิดการจัดงาน ‘คู่หู คู่ซี้ The Café’ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การปรับบทบาทของไปรษณีย์ไทยให้สอดคล้องกับกระแสเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ‘Pet Economy’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคในสังคมเมืองที่นิยมสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กและมีความต้องการบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงที่เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงยังเป็นหนึ่งในหมวดที่มีการใช้จ่ายสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่น การฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ และการฝังไมโครชิป ขณะที่การจัดงานฯนี้ ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของไปรษณีย์ไทยที่ต้องการขยายบทบาทจากพื้นที่ฝากส่งพัสดุ ไปสู่พื้นที่สร้างสรรค์ที่มีชีวิตและมีการใช้งานอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสัตว์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “การเปิดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาภายในอาคารไปรษณีย์กลางจึงเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวขององค์กรให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการยุคใหม่ และเพิ่มบทบาทด้านการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงร่วมกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตสังคมเมืองมากขึ้น” เชื่อมโยงคน-สัตว์เลี้ยง-สังคม นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยและ CUVET ยังได้ร่วมกันออกแบบโซนบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงตั้งแต่การตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิป และการลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีทีมสัตวแพทย์และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ให้การดูแลตลอดทั้งงาน ซึ่งเป็นการนำบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยงระดับมืออาชีพมาสู่คอมมูนิตี้ที่รวม ‘คน–สัตว์เลี้ยง–สังคม’ พร้อมเปิดโอกาสให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้สะดวกขึ้น ขณะที่ ไฮไลต์สำคัญของงานอีกหนึ่งอย่างคือ การแสดงจากทีม K9 USAR Thailand ซึ่งนำสุนัขกู้ภัยมืออาชีพมาสาธิตภารกิจสุดเท่ที่ดึงดูดสายตาของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างน่าตื่นเต้น พร้อมมอบความรู้เกี่ยวกับบทบาทของสุนัขกู้ภัยในการทำงานจริง พร้อมกันนี้ ยังจัดแสดงสินค้าและของที่ระลึกคอลเลกชัน ‘POST&PAW’ ออกแบบโดยเพจหมาจ๋า เปิดจำหน่ายครั้งแรกภายในงาน รวมถึงยังเป็นการรวมตัวของพันธมิตรด้านสัตว์เลี้ยงในหลากหลายสาขา ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ไปรษณีย์กลางให้กลายเป็นศูนย์รวมของผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายผู้ประกอบการด้านสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจร นอกจากนี้ในงาน ‘คู่หู คู่ซี้ The Café’ ยังเปิดพื้นที่ไปรษณีย์กลางบางรักให้เป็น ‘Paw Trail’ ลานออกกำลังกายสนุกสนานที่สามารถวิ่งเล่น กระโดด ปลดปล่อยพลังผ่านด่านต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ส่วนโซน DIY Paw Stamp สร้างการ์ดรอยเท้าแบบ ‘หนึ่งเดียวในโลก’ เพื่อเก็บเป็นความทรงจำ รวมถึงมุมถ่ายภาพธีมไปรษณีย์กลาง ให้ผู้ร่วมงานได้เก็บภาพประทับใจร่วมกับเพื่อนสี่ขาอย่างใกล้ชิด และอีกโซนห้ามพลาด ‘POSTCafé ที่มามอบประสบการณ์ให้ผู้ร่วมงานได้จิบกาแฟหอมกรุ่น ในกลางบรรยากาศความผูกพันร่วมกันของผู้คนและสัตว์เลี้ยง งาน ‘คู่หู คู่ซี้ The Café’ แสดงให้เห็นถึงการปรับบทบาทไปรษณีย์ไทยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่รวบรวมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงจากหลายสาขาไว้ในที่เดียว พร้อมเชื่อมต่อธุรกิจหลัก (Core Business) บริการไปรษณีย์เข้ากับวิถีชีวิตคนเมืองในแบบอบอุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้นช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ประชาชนสามารถพาสัตว์เลี้ยงมาใช้พื้นที่ร่วมกันได้ ย้ำความตั้งใจของไปรษณีย์ไทย แบรนด์ที่อยู่เคียงข้างสังคมและเติบโตไปพร้อมประชาชนทุกยุค Alternate-X สรุปให้ ไปรษณีย์ไทย ปรับภาพลักษณ์สู่ไลฟ์สไตล์แบรนด์ ล่าสุดดึงความคลาสสิคของอาคารไปรษณีย์กลางบางรักอายุ 85 ปีเป็นศูนย์กลางกิจกรรมยุคใหม่ อาคารสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคอันโดดเด่นถูกต่อยอดให้เป็นพื้นที่จัดอีเวนต์ นิทรรศการ และคอมมูนิตี้ของคนเมือง เปิดพื้นที่เป็น Pet Community ผ่านงาน ‘คู่หู คู่ซี้ The Café’ ร่วมกับ CUVET เพื่อตอบรับกระแส Pet Economy ภายในงานมีบริการสุขภาพสัตว์เลี้ยง โซนกิจกรรม Paw Trail, DIY Paw Stamp และ POSTCafé ทั้งหมดสะท้อนบทบาทใหม่ของไปรษณีย์ไทยที่เชื่อมผู้คน สัตว์เลี้ยง และไลฟ์สไตล์เมืองเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน
ไทยเบฟ ระดมจัดส่งน้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น ช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัย อย่างต่อเนื่อง
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ร่วมส่งน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบมหาอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง โดยผสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อเร่งระดมความช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล และหน่วยงานอาสาต่าง ๆ ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้ ด้วยการจัดส่งน้ำดื่ม และของใช้จำเป็นไปยังพื้นที่ประสบภัย ในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์มาจนถึงจังหวัดนครปฐม รวมถึงอีกหลายจังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส คุณอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ประธานกรรมการโครงการบรรเทาสาธารณภัยและจิตอาสา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เผยแนวทางการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ และแนวทางการฟื้นฟูว่า “กลุ่มไทยเบฟ โดยคุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้มอบหมายให้ผมนำทีมเข้าปฎิบัติการลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 10 จังหวัดในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง โดยได้ส่งมอบน้ำดื่ม และสิ่งของต่าง ๆ ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังบ้านเรือนของประชาชน รวมทั้งได้ผสานความร่วมมือกับกองทัพเรือ เพื่อช่วยขนส่งน้ำดื่มไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทางภาคใต้ที่กำลังประสบความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ โดยได้นำน้ำดื่มขนส่งจากกองบัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบไปยังพื้นที่หาดใหญ่จังหวัดสงขลา และอีกหลายจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตอนนี้เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เดินทางไปถึงจังหวัดสงขลา และได้นำน้ำดื่ม และเครื่องอุปโภคบริโภคของทั้งไทยเบฟ และคณะนักศึกษา วปอ. 66 นำไปส่งต่อให้ผู้ประสบภัยผ่านทหารเรือเรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้จัดส่งไปที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อส่งต่อไปยังค่ายเสนาณรงค์ (มทบ. 42) ซึ่งเป็นกองบัญชาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยของจังหวัดสงขลา และได้ส่งมอบให้หน่วยงานอาสา และมูลนิธิต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือค้นหาผู้ประสบภัยให้สามารถที่จะนำน้ำดื่มเข้าถึงผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ไทยเบฟยังขนส่งนำดื่มผ่านไทยเบฟโลจิสติกส์ไปยังอีกหลายพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้ผสานความร่วมมือกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ช่วยกระจายต่อไปยังพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็วที่สุด” ไทยเบฟ ยังคงเดินหน้าส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่ยังได้รับผลกระทบ และความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง และยังเตรียมแผนด้านการฟื้นฟูในมิติต่างๆ พร้อมส่งกำลังใจเคียงข้างให้คนไทยสู้ไปด้วยกัน
POV: สวมปีก ‘การูแดปเทอรัส’ บินสูง 36 ชั้นมองวิวแม่น้ำเจ้าพระยา บน Skyflyers ที่เอเชียทีค
ในช่วงเย็นย่ำเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน กับอุณหภูมิเฉลี่ยราว ๆ 24-25 องศาเป็นอีกหนึ่งวันที่กรุงเทพฯ อากาศดีมาก ๆ พร้อมบรรยากาศท้องฟ้าแจ่มใส และเป็นจังหวะเดียวกับการเปิดให้ นักสำรวจ ‘กลุ่มแรก’ ไปสัมผัสประสบการณ์โบยบินบนท้องฟ้า (จริง ๆ) กับ สกายฟลาเยอส์ วิงส์ ออฟ การูแดปเทอรัส ‘Skyflyers: Wings of Garudapterus’ ณ เอเชียทีคฯ สำหรับ ‘Skyflyers: Wings of Garudapterus’ เป็นเครื่องเล่นลอยฟ้า ขนาดความสูงเท่าตึก 36 ชั้น ใหญ่เป็นอันดับ3 ของโลก และใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟืก โปรเจกต์เครื่องเล่นเฟสภาคต่อจาก Jurassic World: The Experience – Bangkok ในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ภายใต้บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โคฟเป็น ‘การูแดปเทอรัส’ เพื่อไปต่อกับประสบการณ์เสมือนจริงของบรรยากาศท้องฟ้าโลกล้านปีดึกดำบรรพ์ แน่นอนว่าเจ้าเครื่องเล่น ‘Skyflyers: Wings of Garudapterus’ คือ คำตอบให้กับสายลุย สายแอดเวนเจอร์ มาสวมบทบาทเป็น ‘การูแดปเทอรัส’ พร้อมบินออกไปแตะขอบฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ณ Asiatique The Riverfront Destination แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ ‘Skyflyers: Wings of Garudapterus’ เป็นเครื่องเล่นลอยฟ้าสูงที่สุดในเอเชีย–แปซิฟิก เทียบเท่าอาคาร 36 ชั้น และยังเป็นครั้งแรกของไทยกับการท่องเที่ยวที่นำเสนอเรื่องราวจากแรงบันดาลใจของ ‘การูแดปเทอรัส’ เทอโรซอร์หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้สกุลพันธุ์ใหม่ของโลก ที่นักบรรพชีวินวิทยาไทยค้นพบเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในประเทศไทย และเป็นการค้นพบครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชื่อสกุล ‘Garudapterus’ ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ครุฑ’ สัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์และความสง่างามในวัฒนธรรมไทย ขณะที่ในส่วน ‘Skyflyers’ ถูกสร้างสรรค์เป็นเส้นทางของการสำรวจ ด้วยแนวคิดเอ็ดดูเทนเมนต์ ‘Edutainment’ นำการเล่าเรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ สร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง และสภาพแวดล้อมแบบอิมเมอร์ซีฟ (Immersive) เข้าไว้ด้วยกัน สะท้อนแนวคิดเครื่องเล่นลอยฟ้าชิ้นนี้ ยังหมายถึง ‘ปีกของครุฑ’ สัญลักษณ์ของพลังและความกล้าหาญ อีกด้วย พร้อมแล้วก็บินเลย สำหรับพื้นที่ต่าง ๆ ของ Skyflyers ถ่ายทอดบรรยากาศยุคดึกดำบรรพ์ ทั้งหน้าผาหินสูงชัน ชั้นดินเก่าแก่ พื้นที่วางไข่ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ผืนป่าที่มีระบบนิเวศคล้ายโอเอซิส ตลอดจนรอยเท้าฟอสซิลที่หลงเหลือ เป็นเรื่องราวของของการเดินทางที่น่าตื่นตา ปลุกความสนใจให้กับนักสำรวจโลกดึกดำบรรพ์ในทุกวัย โดยการออกแบบดังกล่าว ยังได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการผ่านความร่วมมือกับศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบครั้งสำคัญ มาเชื่อมโยงกับครุฑเพื่อเพิ่มมิติทางวัฒนธรรมให้แก่ประสบการณ์ในมุมมองพาโนรามา 360 องศาบนท้องฟ้า ที่อวดความงดงามของประเทศไทยและความสำคัญของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ผจญภัย จูราสสิค เวิลด์ฯ มันสนุก..มันว้าว!! ไม่เกินจริง กับ 10 โซนพาย้อนกลับไปโลกล้านปี เปิดแล้ว 8 สิงหา นี้ จูราสสิค เวิลด์ฯ แม่เหล็กใหม่ เอเชียทีคฯ ดูดเที่ยวระดับโลก สนุกตั้งแต่เริ่มต้นเดินทาง เริ่มต้นการเดินทางกันที่ ‘Ticket Lounge’ ซึ่งจำลองบรรยากาศของพื้นที่แหล่งขุดค้นทางบรรพชีวินวิทยา และห้องจัดแสดงฟอซซิลที่เป็นความร่วมมือกับกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากนั้นก้าวเข้าสู่โซนประสบการณ์แบบ Interactive ที่เปิดโลกจินตนาการของเด็ก ๆ สู่บทบาทของนักบรรพชีวินวิทยารุ่นเยาว์ ผ่าน ‘Egg Ticket’ ซึ่งเมื่อสแกนแล้วจะเห็นลูกการูแดปเทอรัสตัวจิ๋วกำลังฟักตัว ก่อนกะเทาะเปลือกไข่มาปรากฏบนหน้าจอ จุดนี้ นักสำรวจสามารถตั้งชื่อ ให้เจ้าตัวเล็กนี้ที่พร้อมบินร่วมผจญภัยไปกับเราได้ด้วย เป็นอีกองค์ประกอบต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวซึ่งช่วยให้เด็ก ๆ ได้เปิดประตูสู่ความรู้พื้นฐานด้านวิวัฒนาการ แถมอ่านร่องรอยซากฟอสซิล และต่อยอดจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านการเรียนรู้ที่สนุกสนานในรูปแบบของ play-based learning อีกด้วย วิวโค้งน้ำ สวยจนเกือบหยุดหายใจ ตอนนี้ ก็ถึงเวลาติดปีกไปโบยบินแบบ ‘การูแดปเทอรัส’ โดยเครื่องเล่นจะมีสองที่นั่งติดกันให้ผู้เล่น สามารถเลือกบินเดี่ยวหรือบินคู่ไปเก็บภาพความว้าว ด้วยกันก็ได้ ซึ่งในระหว่างก่อนเปิดเครื่องเล่น จะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเช็คความปลอดภัย ทุกอย่างแบบรัดกุม ให้กับผู้เล่นทุกที่นั่ง เมื่อพร้อมแล้ว Skyflyers: Wings of Garudapterus’ ก็จะค่อย ๆ เคลื่อนตัวยกระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยในทุกวินาทีที่เครื่องเล่นชิ้นนี้ ขยับสูงขึ้น ๆ ก็ยิ่งปลุก ‘อะดรีนาลีน’ ให้ออกมาแข่งกันตื่นเต้นไปพร้อมกันด้วย!! ก่อนจะมาถึงจุดพีค ด้านบนสุดของความสูงขนาดตึก 36 ชั้น เมื่อเจ้า สกายฟลาเยอส์ วิงส์ ออฟ การูแดปเทอรัส พาบินตีโค้งแบบ 360 องศาหมุนวนรอบแกน เพื่อชมบรรยากาศที่สวยสุด ๆ เหนือแม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืนนั้นที่ยังมาพร้อมกับลมหนาวตีมาปะทะตัวเบา ๆ ยิ่งทวีความพลุกพล่านของอดรีนาลีน ขึ้นไปอีก จากนั้นเครื่องเล่นก็หมุนเคลื่อนตัวลงมา ใช้เวลารวมขึ้น-ลงหมุนวนทั้งสิ้น ราว ๆ กว่า 3 นาที กับการจำลองบทบาทเป็น ‘การูแดปเทอรัส’ ได้อย่างจริงใจมาก!! หากสนใจไปสัมผัสสู่ประสบการณ์การท่องเที่ยวริมแม่น้ำระดับโลก ผ่าน ‘Skyflyers: Wings of Garudapterus’ ณ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ในทุกวัน ตั้งแต่เวลา 14.00–00 น. ราคาบัตร 320 บาท นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ที่มากกว่า สามารถเลือกซื้อ ‘Soar & Roar Combo Pass’ แพ็กเกจที่รวมการเข้าชม Jurassic World: The Experience และ Skyflyers เข้าไว้ด้วยกัน ในราคาเริ่มต้น 999 บาท สำรองบัตรล่วงหน้าได้ที่ www.skyflyersbkk-online.globaltix.com Alternate-X สรุปให้ Skyflyers: Wings of Garudapterus เครื่องเล่นลอยฟ้าความสูงเท่าตึก 36 ชั้น เปิดตัวที่เอเชียทีค ชวนนักผจญภัยสวมบท “การูแดปเทอรัส” เทอโรซอร์พันธุ์ใหม่ที่นักวิทย์ไทยค้นพบ พื้นที่เล่นออกแบบอิมเมอร์ซีฟ ชวนสำรวจโลกดึกดำบรรพ์แบบ 360 องศา เด็ก–ผู้ใหญ่สนุกด้วยกัน ผ่านโซน Ticket Lounge, ฟอสซิล, และ Egg Ticket ที่น่ารักมาก พร้อมเปิดให้บินจริง 29 พ.ย. 2568 กับวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาที่ตื่นเต้นจนลืมหายใจ STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
DE เดินหน้าศูนย์ไอซีที–ยกระดับ Cell Broadcast รับมือภัยพิบัติภาคใต้
กระทรวงดิจิทัลฯ เร่งตั้งศูนย์ไอซีที ติดตามสื่อสารช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้ พร้อมยกระดับระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน Cell Broadcast ให้รวดเร็ว ครอบคลุม และแม่นยำยิ่งขึ้น กรุงเทพฯ, 27 พฤศจิกายน 2568 – กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) จัดงานความร่วมมือในการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้กับประชาชน ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ร่วมกับหลายภาคส่วน โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานและกล่าวถึงการดำเนินการของ ดศ. ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อุทกภัยในปัจจุบัน และแนวทางการยกระดับการพัฒนาศักยภาพระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติ (Cell Broadcast ) โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมอุตุนิยมวิทยา ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศภช) กระทรวงกลาโหม และกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมงาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ก้าวต่อไปพร้อมกับความร่วมมือการพัฒนาระบบแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัยให้กับประชาชน”ณ ห้องออดิโทเรียม โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) กล่าวว่า ปัจจุบัน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเร่งรัด ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงาน และสรุปสภาวการณ์ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมในการสนันสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีหน้าที่ดำเนินการให้มีระบบสื่อสารและโทรคมนาคมทั้งระบบสื่อสารหลัก ระบบสื่อสารรอง ระบบสื่อสารสำรอง ตลอดจนให้บริการฐานข้อมูล ด้านสารสนเทศและการสื่อสาร ให้สามารถใช้การได้ในทุกสถานการณ์ รวมถึงสนับสนุนข้อมูลสภาวะและการพยากรณ์อากาศ นอกจากนี้ กระทรวงฯ โดย บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริการอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการสื่อสาร เช่น รถติดตั้งอุปกรณ์ดาวเทียม พร้อมจานย่านความถี่ c band รถดาวเทียมติดตั้งอุปกรณ์ one web ให้บริการอินเทอร์เน็ต วิทยุมือถือ และรถโมบายล์เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และมาตรการอื่นๆ เช่นยกเว้นการระงับบริการชั่วคราว และขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการอินเทอร์เน็ต และค่าบริการโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น รวมถึงมีการจัดช่องการสื่อสารสำรองเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน และสนับสนุนกำลังคน เพื่อบริการติดต่อสื่อสารได้ตลอดระยะเวลาระหว่างที่เกิดภัยและพื้นที่ภายนอก เพื่อให้การช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วเตรียมพร้อมการแก้ไขปัญหาโครงข่ายและเร่งจัดระบบโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมรองรับการให้บริการทุกภาคส่วน ทั้งนี้ กระทรวงฯ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงฯ ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาและยกระดับระบบการแจ้งเตือนภัยในกรณีเหตุฉุกเฉิน สถานการณ์สาธารณภัยและภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมพร้อมและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้ประชาชนสามารถปฏิบัติตนตามแนวทางที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน จึงมีแนวทางยกระดับการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติ (Cell Broadcast) โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.)และผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง โดยยกระดับการบูรณาการเทคโนโลยี Cell Broadcast เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือน เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าว เป็นการส่งข้อความโดยใช้ช่องทางเฉพาะสำหรับการแจ้งเตือนภัยแบบฉุกเฉินที่สามารถส่งข้อความถึงโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นช่องทางการแจ้งเตือนเพิ่มเติมนอกเหนือจากช่องทางปกติ เช่น การแจ้งเตือนผ่านทางหอกระจายข่าว หอเตือนภัย เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน SMS (Short Message Service) เป็นต้น ผนึกกำลังภาครัฐ–เอกชน พัฒนาระบบเตือนภัยเชิงรุกประสิทธิภาพสูง เป้าหมายหลักของการยกระดับการบูรณาการความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติ (Cell Broadcast ) ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คือการแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์อย่างทันท่วงทีกรณีเกิดสาธารณภัยและภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งขณะนี้ เรามีแนวทางการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชื่อมต่อระบบ CBC กับระบบวิทยุสื่อสาร ได้แก่ บริการวิทยุสื่อสาร Digital Trunked Radio System (DTRS) ผ่านหอกระจายข่าว บริการวิทยุคมนาคมเฉพาะกิจ บริการ Smart Radio (PoC : Push to Talk over Cellular) บริการวิทยุติดต่อเรือเดินทะเล (Bangkok Radio) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์ที่ไม่รองรับระบบ CBC ของผู้ให้บริการ รวมถึงครอบคลุมผู้ประกอบการเรือเดินทะเล เพื่อให้สามารถรับรู้ข่าวสาร การป้องกันภัยและแจ้งเตือนเหตุได้ทันเวลา ลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีแนวทางปรับปรุงรถกระจายสัญญาณสื่อสารสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน โดยการบูรณาการเทคโนโลยีในสื่อสารที่หลากหลายไว้บนรถกระจายสัญญาณ ได้แก่ บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4G/5G บนคลื่นความถี่ 700 MHz บริการ Digital Trunk Radio System (DTRS) บริการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO Satellite) บริการ Internet of things (IOT) เพื่อใช้สำหรับการเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่เกิดเหตุภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว สามารถสร้างระบบสื่อสารทดแทนในกรณีระบบหลักขัดข้อง หรือมีความจำเป็นในการใช้สื่อสัญญาณในการส่งข้อมูล ในจุดที่สัญญาณปกติไม่สามารถถึงได้ หรือจุดที่อ่อนไหวและเกี่ยวกับความมั่นคง เพื่อตอบสนองต่อภารกิจของรัฐบาลในมิติต่าง ๆ รวมถึงการยกระดับการแจ้งเตือนภัยพิบัติ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลระหว่างภาครัฐกับแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลภัยพิบัติที่เป็นทางการจาก ปภ. ไปยังแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ เพื่อลดปัญหาข่าวเท็จ (Misinformation/Disinformation) และมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัลด้านความปลอดภัย ให้คนไทยเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้และสามารถยืนยันความปลอดภัยในช่วงเกิดภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ กิจกรรมภายในงานจัดแถลงข่าว ความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินแห่งชาติ (Cell Broadcast ) มีการจัดนิทรรศการจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น NT, ปภ., ไทยคม, สมาคมวิทยุอาสาสมัคร และ บก.สปพ. (ตำรวจ 191) รวมถึงเวทีเสวนาในหัวข้อ “ก้าวต่อไปพร้อมกับความร่วมมือการพัฒนาระบบแจ้งเตือนเพื่อความปลอดภัยให้กับประชาชน” โดยผู้แทนจาก NT, กสทช., ETDA, และ ปภ. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนกรณีอุทกภัยภาคใต้ที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีเตือนภัยเพื่อความปลอดภัยของประชาชนไทยในอนาคต
ปี69 แผนอสังหาฯ ‘ศุภาลัย’ บริหารสมดุลทำเลอสังหาฯ ตลาดบ้าน-คอนโด เน้นราคาเข้าถึงง่าย
ศุภาลัยเผยแผนปี 2569 เน้นบริหารความเสี่ยง พัฒนาโครงการราคาเข้าถึงง่าย ขยายตลาดใหม่ พร้อมเปิดตัวบ้านซีรีส์ Tropical Oriental ในโครงการศุภาลัย มณฑลา @พุทธมณฑล ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแนวทางธุรกิจอสังหาฯ ในปี 2569 เบื้องต้นจะยังบริหารความสมดุลการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม ในทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัดในสัดส่วนเท่ากันอย่างละ 50% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายตลาดในน่านน้ำใหม่เพิ่มขึ้น เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี, ชลบุรี หลังรวบรวมที่ดินก่อนหน้าเพื่อรอพัฒนาโครงการในอนาคต และในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ พร้อมมองต่อว่า แนวโน้มการแข่งขันธุรกิจอสังหาฯในปี2569 ยังเป็นลักษณะคล้ายคลึงกับในปี2568 ส่วนการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล หรือ ด้านการเมืองรวมถึงนโยบายเร่งรัด Quick Win ที่ออกมาก่อนหน้านี้ และอัตราดอกเบี้ยคาดไม่มีผลกระทบมากนักต่อภาพรวมอสังหาฯ ในปีหน้า “ในปีหน้า มองว่าตลาดอสังหาฯ ยังหนักอยู่ มีการแข่งขันดุดันจากราคาขายต่อยูนิต” ขณะที่ ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมปี 2569 จะยังมีความต้องการซื้อที่แท้จริงอยู่ แต่มีความกังวลด้านราคา โดยบริษัทฯ จะมุ่งพัฒนาโครงการกลุ่มสินค้าที่เข้าถึงง่ายขึ้น (Affordable) ในระดับราคาตั้งแต่ 4-8 ล้านบาท เพื่อรองรับกำลังซื้อที่มีศักยภาพในกลุ่มนี้ “เทรนด์ลูกค้าบ้านในปีหน้าจะสนใจราคา โปรโมชั่น ที่จะได้มากกว่า ส่วนฟังค์ชั่นที่เคยเป็นกระแสอย่างโซลาร์ รูฟท็อป จะเป็นมาตรฐานโครงการอสังหาฯในเซ็กเมนต์ระดับบนแทน” อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่มีแผนขยายการทำธุรกิจใหม่ ด้วยปัจจุบันศุภาลัย ยังมีศักยภาพครองส่วนแบ่งการตลาดอสังหาฯในแต่ละกลุ่มที่ยังแข็งแกร่งอยู่ โดยผลดำเนินธุรกิจในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตลดลงเล็กน้อยเทียบกับในปีที่ผ่านมา เป็นผลจากภาพรวมเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อในตลาด “ปี 2568 ตลาดคอนโดสถานการณ์ไม่ดีเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หลังเจอภัยพิบัติแผ่นดินไหวเมื่อต้นปี แต่ในปี2569 คาดจะดีขึ้น ส่วนโครงการแนวราบ มีอัตราการเติบโตติดลบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อน และคาดว่าในปีหน้าตลาดแนวราบจะมีอัตราทรงตัว หรือเติบโตเชิงบวก-ลบเล็กน้อย” ที่ดิน 100 ไร่ในทำเลพุทธมณฑล ไตรเตชะ กล่าวต่อถึง แนวโน้มการแข่งขันซื้อที่ดินสะสมระหว่างผู้พัฒนาฯ (Developer) จะเริ่มไม่มีให้เห็นภาพดังกล่าวแล้ว ด้วยผู้ประกอบการต่างมุ่งรักษาสภาพคล่องมากกว่า แต่บริษัทฯ ยังเป็นรายเดียวในตลาด ที่ยังลงทุนสะสมที่ดินแปลงสวยต่อเนื่อง เพื่อรอพัฒนาโครงการฯ ที่เหมาะสมในอนาคต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมความพร้อมรอพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มเติมอีกในอนาคตบนที่ดินขนาด 30-40 ไร่ในทำเลพุทธมณฑล ซึ่งอยู่ติดกับโครงการศุภาลัย มณฑลา@พุทธมณฑล ตั้งบนที่ดินขนาด 61ไร่ ซึ่งบริษัทฯ เปิดตัวโครงการแนวราบ ล่าสุดของปี2568 นี้ ทำให้ศุภาลัย มีที่ดินติดกันรวมกว่า 100 ไร่บนทำเลพุทธมณฑลสาย 4 “จากการสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โซนพุทธมณฑลเป็นหนึ่งในทำเลศักยภาพที่ได้รับความนิยมสูงสำหรับโครงการแนวราบระดับพรีเมียมมูลค่า 10 ล้านบาทขึ้นไป เนื่องจากข้อกำหนดตามผังเมืองทำให้การพัฒนาโครงการในทำเลใกล้เคียงต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่และส่งผลให้ราคาบ้านอยู่ในระดับค่อนข้างสูง” ถอดสเปก ศุภาลัย มณฑลา @พุทธมณฑล ชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เปิดตัวแบบบ้านซีรีส์ใหม่ล่าสุด ‘Tropical Oriental’ พัฒนาขึ้นจากการศึกษา ความต้องการลึกๆ ของลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันการใช้สอยและประสบการณ์การอยู่อาศัย โดยแบบบ้านซีรีส์ ‘Tropical Oriental’ เปิดตัวครั้งแรกในโครงการ ‘ศุภาลัย มณฑลา @พุทธมณฑล’ บนพื้นที่โครงการกว่า 61 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,380 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ จำนวน 236 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 8.9 ล้านบาท และสูงสุด 25 ล้านบาท ประกอบด้วย แบบบ้านให้เลือกมากถึง 6 แบบ มีพื้นที่ใช้สอย 190-393 ตารางเมตร จำนวน 4-5 ห้องนอน 3-7 ห้องน้ำ 2 พื้นที่พักผ่อน 2-3 ที่จอดรถ รองรับแนวคิด Green & Smart Living ด้วยระบบ Home Automation & Security ติดตั้งโซลาร์เซลล์ทุกหลัง และรองรับ EV Charger อาคารสโมสรขนาดใหญ่ ฟิตเนสและสระว่ายน้ำระบบน้ำแร่ ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้อง CCTV ครอบคลุมทั่วพื้นที่ และระบบเข้า-ออกอัตโนมัติแบบอ่านป้ายทะเบียน รับประกันโครงสร้างนาน 10 ปี และส่วนควบ 2 ปี โดยโครงการฯ เตรียมมเปิดจอง Pre-Sales วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2568 ณ ศุภาลัย มณฑลา @พุทธมณฑล Alternate-X สรุปให้ ศุภาลัย แผนธุรกิจปี 2569 เน้นบริหารความเสี่ยงและกระจายพอร์ตพัฒนาแนวราบ–คอนโดเท่า ๆ กัน พร้อมขยายตลาดใหม่ในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ ปีหน้าตลาดอสังหาฯ ยังแข่งขันสูง ทำให้บริษัทมุ่งพัฒนาโครงการราคาเข้าถึงง่าย 4–8 ล้านบาท นอกจากนี้ ศุภาลัยยังเดินหน้าสะสมที่ดินแปลงสวย โดยเฉพาะย่านพุทธมณฑล เพื่อรองรับโครงการระดับพรีเมียม ล่าสุดเปิดตัวซีรีส์บ้านใหม่ Tropical Oriental ในโครงการศุภาลัย มณฑลา @พุทธมณฑล มูลค่า 2,380 ล้านบาท เตรียมเปิดพรีเซลส์ปลายปี 2568
Hola!! Mexico ได้สัญชาติใหม่ ‘พลเมืองซ้อน’ แต่ ‘แอน จักรพงษ์’ อาจยังไม่พ้นคดี
ถือสัญชาติเม็กซิกัน ‘แอน จักรพงษ์’ กลยุทธ์ ‘แลกคริปโต-หนีเม็กซิโก’ แบบ ‘Zhenli Ye Gon’ แต่สหรัฐยังตามยึดทรัพย์ได้ แวดวงนางงามต่างเต็มไปด้วยดราม่า เริ่มจากผลการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2025 ที่แฟนนางงามมองว่า “ค้านสายตา” กระแสดราม่ายังไม่ทันจางหาย โลกนางงามต้องหันมาจับตาอีกครั้งที่ชื่อของอดีตผู้บริหาร Miss Universe Organization (MUO) นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ ‘แอน จักรพงษ์’ หลังเหตุการณ์มหากาพย์หุ้น JKN ที่สะสมปัญหาผิดนัดชำระหุ้นกู้ บัญชีเท็จ และการปั่นหุ้น ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นกู้และนักลงทุนรายย่อยถูกสั่นคลอน โดยเมื่อ 25 พฤศจิกายน ศาลแขวงพระนครใต้ ถนนเจริญกรุง นัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.1440/2566 ซึ่งเป็นคดีฟ้องร้องระหว่าง นพ.ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล ยื่นฟ้อง JKN และแอน จักรพงษ์ ในข้อกล่าวหาฉ้อโกงหุ้นกู้มูลค่า 30 ล้านบาท แต่ในวันนัดหมาย แอนกลับไม่ปรากฏตัวต่อศาล จนศาลต้องออกหมายจับ เหตุการณ์ครั้งนี้กลายเป็นจุดกระพือความกังวลในหมู่นักลงทุนและผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัท ความร้อนแรงไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะก่อนหน้านี้มีรายงานจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ เปิดเผยว่า แอนอาจได้รับความช่วยเหลือจาก ราอูล โรชา คานตู ประธาน MUO คนปัจจุบัน ในการขอสัญชาติเม็กซิกัน พร้อมกับแปลงทรัพย์สินเป็นคริปโตมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท และออกนอกประเทศไปแล้ว ขณะเดียวกัน บัญชีอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามกว่า 6.6 ล้านคน ถูกปิดอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านั้นช่วง 20 ต.ค. 2566 แอนได้ขายหุ้นร้อยละ 50 ของ JKN ให้กับ ราอูล แต่เพิ่งเปิดเผยต่อสาธารณะในวันที่ 22 ม.ค. 2567 ส่งผลให้ ก.ล.ต. มีคำสั่งลงโทษฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ปรับเงิน 4,120,000 บาท และสั่งห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนเป็นเวลา 56 เดือน นอกจากนี้ แอน ยังถูก ดีเอสไอ ตรวจสอบกรณีรายงานงบการเงินเท็จและบัญชีปลอมเพื่อสิทธิออกเสียงในแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงและมีโทษทางอาญา ขณะที่ JKN อยู่ในภาวะพักการชำระหนี้ (Automatic stay) เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และตำแหน่งผู้บริหารใหญ่ของบริษัทตกเป็นของ นายโคเฮน กิลเบิร์ต เดซิลวา สัญชาติเม็กซิกันไม่ใช่ ‘ใบรับประกันความปลอดภัย’ ประเด็นที่ควรจับตามองคือ คือ การที่แอนอาจพำนักอยู่ในเม็กซิโก พร้อมสัญชาติใหม่ ฟังดูเป็นข้อได้เปรียบทางกฎหมายบางประการ เพราะตามกฎหมายเม็กซิกัน อนุญาตให้พลเมืองถือสัญชาติซ้อน (dual nationality) ได้โดยไม่ต้องสละสัญชาติเดิม ดังนั้น หากยังไม่ได้สละสัญชาติไทย และแถมยังได้สัญชาติเม็กซิกันจริง เขาอาจกลายเป็น ‘พลเมืองซ้อน’ ยังมีกฎหมายไทยเกี่ยวกับตัวอยู่ และพร้อมกับ ‘สัญชาติเม็กซิกัน’ ที่เปิดทางให้เขาเดินทางเข้า-ออกเม็กซิโกโดยใช้พาสปอร์ตเม็กซิกันได้อย่างอิสระ จากข้อมูลของเว็บไซต์ https://www.passportindex.org/ ระบุว่า พาสปอร์ตสัญชาติเม็กซิกัน อยู่ในอันดับที่ 17 ของพาสปอร์ตโลก สามารถเดินทางเข้า-ออกประเทศต่างๆทั่วโลก โดยไม่ต้องขอวีซ่าถึง 104 ประเทศ สำหรับแแอน ข้อดีที่สัญชาติเม็กซิกันอาจมอบให้ในบริบทนี้ มีหลายประการ ทั้งสิทธิพำนักระยะยาวในต่างประเทศ โอกาสดำเนินธุรกิจใหม่ การเข้าถึงระบบกฎหมายและสิทธิพลเมืองเม็กซิกัน และใช้พาสปอร์ตเม็กซิกันเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าหรือใบอนุญาตพำนัก ที่สำคัญสำหรับผู้ต้องหาที่มีหมายจับอย่างแอน คือ กฎหมายเม็กซิโกอาจให้ทางเลือก ‘ไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (extradition)’ ก็ได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นพลเมืองเม็กซิกัน กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนนานาชาติบางฉบับ หากผู้ต้องหาเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ ประเทศนั้นอาจปฏิเสธการส่งตัว เพื่อคุ้มครองพลเมืองตนเอง แม้การได้สัญชาติเม็กซิกันอาจถูกมองเป็น ‘แผนหลบหนี’ ที่ดูเพอร์เฟก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกระทำผิดจะได้รับการละเว้น เพราะนายแอน จักรพงษ์ ก็อาจมีสิทธิถูกดำเนินคดีในเม็กซิโกเช่นกัน หากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพบว่า การกระทำผิดของเธอ เข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรง เช่น ฉ้อโกง ปั่นหุ้น ฟอกเงิน หรือคดีเศรษฐกิจข้ามชาติ บรรดาโจทย์จากประเทศที่ถูกร้องอาจยื่นขอ extradition ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือขอให้เม็กซิโก ‘ดำเนินคดีในประเทศนั้น (domestic prosecution)’ แทนได้ตามกฎหมายของเม็กซิโก ตามหลัก ‘aut dedere aut judicare’ คือ ‘ส่งตัวหรือขึ้นศาลเอง’ เนื่องจาก นโยบายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของเม็กซิโกมีความซับซ้อน และหลายกรณีผู้ต้องหาอาจดำเนินคดีอยู่ในเม็กซิโกโดยไม่ถูกส่งตัวกลับ แดนจังโก้ แหล่งซุกเงินชั้นดี ยาเสพติด ผู้อพยพ แก๊งค์มาเฟีย เหล่านี้ คือ เม็กซิโก ในสายตาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับแอน จักรพงษ์ นอกจากประเด็นการได้สัญชาติเม็กซิกันแล้วที่สามารถใช้พาสปอร์ตเอาประเทศโน้นออกประเทศนี้อย่างอิสระแล้ว เม็กซิโกยังถูกมองว่าเป็น ‘แหล่งหลบซ่อนเงินและทรัพย์สิน’ ที่ผู้ที่มีหมายจับหรือคดีการเงินระดับใหญ่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นระบบ ภายใต้กฎหมายเม็กซิกัน การถือสัญชาติหรือสิทธิพำนักในประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนหรือผู้ต้องหาคดีทางเศรษฐกิจสามารถตั้งบัญชีธนาคาร จดทะเบียนบริษัท หรือทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่างประเทศได้โดยไม่ถูกตรวจสอบทันที ทั้งนี้ การโยกย้ายเงินทุนไปเม็กซิโกอาจซับซ้อนและปลอดภัยกว่าหลายประเทศ เนื่องจาก เม็กซิโกมีการควบคุมข้อมูลทางการเงินที่เข้มงวด โดยธนาคารเม็กซิกันและหน่วยงานกำกับดูแลมีมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลต่างประเทศจำกัด ทำให้การติดตามเส้นทางเงินทุนจากต่างประเทศไปยังผู้ถือหุ้นไทยทำได้ยาก ช่องทางธุรกรรมระหว่างประเทศหลายรูปแบบ ผู้ลงทุนในเม็กซิโกสามารถใช้บริษัทหรือนิติบุคคลในเม็กซิโก, trusts, shell companies, หรือบัญชี cryptocurrency เพื่อโยกย้ายทรัพย์สิน ซึ่งลดโอกาสที่เจ้าหนี้ไทยหรือหน่วยงานรัฐจะยึดหรืออายัดทรัพย์ ความยุ่งยากทางกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ไทยร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรืออายัดทรัพย์สิน เม็กซิโกสามารถอ้างเหตุผลด้านสัญชาติ, dual criminality หรือข้อตกลงระหว่างประเทศ ทำให้กระบวนการล่าช้าและซับซ้อน หนึ่งในกรณีตัวอย่างในอดีด เช่น Zhenli Ye Gon ชายจีน-เม็กซิกันที่เคยถูกกล่าวหาคดียาเสพติดและโยกย้ายเงินทุนไปเม็กซิโก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิธีการใช้สัญชาติเม็กซิกันและระบบการเงินระหว่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทาง Ye Gon ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดในสหรัฐอเมริกา และมีการโยกย้ายเงินทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ไปเม็กซิโก ซึ่งเขาใช้ทั้งการถือสัญชาติเม็กซิกันและโครงสร้างทางการเงินซับซ้อนเพื่อสร้างความปลอดภัยทางกฎหมาย การมีสัญชาติเม็กซิกันทำให้เขาไม่สามารถถูกส่งตัวออกนอกประเทศได้โดยอัตโนมัติ แม้ว่าสหรัฐฯ จะร้องขอ extradition หลายครั้ง แต่คดีต้องใช้เวลาหลายปีในการดำเนินการ เนื่องจากกฎหมายเม็กซิโกกำหนดว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามหลัก ‘dual criminality’ และ ‘executive discretion’ ทำให้ Ye Gon มีโอกาสยืดเวลาการดำเนินคดีและบริหารจัดการทรัพย์สินในประเทศได้ นอกจากนี้ เขายังใช้วิธีโยกเงินทุนไปยังบัญชีและบริษัทในต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ที่ตรวจสอบยาก เช่น อสังหาริมทรัพย์และสกุลเงินดิจิทัล ทำให้เจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ และเม็กซิโกต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อสืบค้นและอายัดทรัพย์สิน สุดท้าย Zhenli Ye Gon ถูกจับกุมและทรัพย์สินหลายส่วนของเขา อาทิ เงินสดหลายร้อยล้านดอลลาร์ บ้าน รถ และทอง ถูกอายัดไว้ แต่การดำเนินคดีกลับมีความซับซ้อนสูง คดีในสหรัฐฯ ถูกยกฟ้องเพราะพยานถอนตัวและหลักฐานไม่สามารถใช้อ้างได้ ขณะที่คดีในเม็กซิโกแม้เขาจะถูกส่งตัวกลับเพื่อดำเนินคดียาเสพติดและฟอกเงิน แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการตัดสินลงโทษถาวรสำหรับทุกข้อกล่าวหา เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การยึดทรัพย์และจับกุมเป็นขั้นแรกสำคัญ แต่หากกระบวนการยุติธรรมมีอุปสรรค ผู้ต้องหายังคงมีโอกาสหลีกเลี่ยงการลงโทษเต็มรูปแบบ และทรัพย์สินที่อายัดไว้ก็อาจตกอยู่ในความขัดแย้งหรือโอนย้ายได้ ทำให้กรณีของ Ye Gon เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้สัญชาติเม็กซิกันและช่องว่างทางกฎหมายเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเงินและทางกฎหมายสำหรับผู้ต้องหาข้ามชาติ กรณีของ Ye Gon แสดงให้เห็นว่า การถือสัญชาติเม็กซิกันช่วยให้ผู้ต้องหาสามารถหลีกเลี่ยงการถูกส่งตัวกลับประเทศต้นทางได้หลายปี แม้จะไม่ใช่การคุ้มครองแบบถาวร แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทางกฎหมายเลือกได้ระหว่างการถูกส่งตัวหรือการถูกดำเนินคดีภายในเม็กซิโกเอง ในกรณีของแอน จักรพงษ์ การได้สัญชาติเม็กซิกันพร้อมกับการโยกเงินคริปโตมูลค่า 6,000 ล้านบาท จะเห็นแนวทางที่คล้ายกันอย่างชัดเจน ทั้งการขอสัญชาติเม็กซิกัน การโยกเงินคริปโตมูลค่าหลายพันล้านบาท จึงเปรียบเหมือน ‘กลยุทธ์สองชั้น’ ในการจัดการทรัพย์สินนอกประเทศไทย กรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงดราม่าของวงการนางงามหรือคดีหุ้นเท่านั้น สิ่งที่สร้างความเสียหายไม่ใช้แค่เรื่องการหลบหนีหรือเปลี่ยนสัญชาติของนายแอน แต่เป็นอีกครั้งที่ตลาดทุนไทยได้รับบาดแผลจากผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่ขาดธรรมาภิบาล ระบบกำกับดูแลปัจจุบันยังไม่สามารถปกป้องผู้ลงทุนรายย่อยได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่อยู่ในวัยเกษียณหลายคน ซึ่งต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการชำระหนี้และรอคอยความยุติธรรมที่ไม่รู้วันสิ้นสุด กรณีเช่นนี้ซ้ำเติมความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า Alternate-X สรุปให้ กรณีการได้สัญชาติเม็กซิกันของแอน จักรพงษ์ กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง ทั้งในด้านคดีที่ยังคงค้างอยู่ในไทยและผลทางกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจตามมาได้ แม้สัญชาติใหม่อาจให้สิทธิการพำนักและความคล่องตัวในการเดินทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นข้อกล่าวหาหรือการดำเนินคดีต่างๆ ด้านกฎหมายเม็กซิโกระบุว่า แม้เป็นพลเมืองเม็กซิกัน ก็ยังอาจถูกดำเนินคดีในพื้นที่นั้นได้ ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของข้อกล่าวหา ในขณะเดียวกัน ตัวอย่างจากคดีต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าช่องว่างทางกฎหมายอาจช่วยให้คดีล่าช้าหรือซับซ้อนมากขึ้น กรณีนี้จึงสะท้อนทั้งผลกระทบต่อผู้ลงทุน ความเชื่อมั่นในตลาดทุน และบทเรียนสำคัญด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทย STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
เซ็นทรัลฯ ปิดช่อง ‘ทำเล’ ย่อย เปิด Market Place ประชาอุทิศ มี ‘สุกี้ ช้างเผือก’ แม่เหล็กคอมมูฯ
เซ็นทรัลพัฒนา ส่งสาขาล่าสุด ‘Market Place ประชาอุทิศ’ ยึดกำลังซื้อศักยภาพในชุมชนย่อย กลยุทธ์เติมเต็มระบบนิเวศค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล หลังจาก บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) ผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (ค้าปลีกศูนย์การค้าเซ็นทรัล, โรงแรม, อาคารสำนักงาน) รายใหญ่ ขยายการลงทุนธุรกิจกลุ่มค้าปลีกฟอร์แมตลำดับใหม่ รูปแบบศูนย์การค้าชุมชน (Community Mall) ภายใต้แบรนด์มาร์เก็ตเพลส (Market Place) พร้อมเปิดตัวสาขาแรก มาร์เก็ตเพลส เทพรักษ์ (Market Place ThepRak) ไปเมื่อไตรมาแรก ปี2568 ล่าสุดเซ็นทรัลพัฒนา เปิดสาขาใหม่ ‘Market Place ประชาอุทิศ’ อย่างเป็นทางการในวันที่ 29 พ.ย. นี้ เพื่อรองรับความต้องการใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์ในกลุ่มเป้าหมายย่านประชาอุทิศ–ทุ่งครุ อีกหนึ่งพื้นที่สเกลย่อยบนทำเลกรุงเทพฯ ทิศใต้ ที่มีศักยภาพด้านกำลังซื้อ โดยทำเลที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บนประชาอุทิศ เดินทางสะดวกโดยรถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาราว 5 นาทีจากถนนสุขสวัสดิ์ และ 10 นาทีจากพระราม 2 พร้อมให้บริการพื้นที่จอดรถรองรับกว่า 126 คัน สำหรับโครงการฯ พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ Neighborhood-Centric ตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชน พร้อมให้บริการร้านค้าไลฟ์สไตล์ ร้านอาหาร/เครื่องดื่ม แบรนด์ดังกว่า 40 ร้านค้า ทั้งแบบรับประทานที่ร้าน และโซน Take Home ที่รวมร้านพร้อมรับประทาน (Ready to Eat) และสั่งซื้อกลับ (Grab & Go) อาทิ CHAGEE GAGA JIAN CHA JONES’ SALAD SHINKANZEN SUSHI SUBWAYS THE STEAK & MORE JAPANG กะเพราโบราณ นครสยาม เปาโซโห WHITE STORY ร้านสุขภาพความงาม WATSONS FLEX REHAB โดยในต้นปี 2569 ร้านสุกี้ช้างเผือก สตรีทฟู้ดชื่อดังจากเชียงใหม่ เตรียมเปิดให้บริการเป็นแห่งแรกในย่านนี้ พร้อมนำเสนอประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบครบวงจร ด้วยแบรนด์ในกลุ่มเซ็นทรัล อาทิ Tops Supermarket ขณะที่แบรนด์ค้าปลีกชุมชน Market Place ของกลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นหนึ่งในจี๊กซอว์ค้าปลีกที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของเซ็นทรัลพัฒนา กับตำแหน่ง ‘Centre of Life’ ศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนในชุมชน และยังเป็นกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อเสริมพอร์ตค้าปลีกแนวคอมมูนิตี้มอลล์ นอกเหนือจากรูปแบบศูนยการค้าเซ็นทรัล ที่เปิดให้บริการสาขาครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่แล้ว โดยแบรนด์นี้ จะยังช่วยให้ซีพีเอ็น ปิดช่องว่างทำเลที่ศูนย์การค้าและไลฟ์สไตล์มอลล์ขนาดใหญ่ ที่ยังไปไม่ถึงอีกด้วย Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลพัฒนา เร่งเกมค้าปลีกชุมชน ผ่านแบรนด์ ‘Market Place’ ขยายกำลังซื้อลูกค้าที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง เปิดสาขาใหม่ ‘Market Place ประชาอุทิศ’ เจาะกลุ่มย่านประชาอุทิศ–ทุ่งครุ ทำเลศักยภาพโซนกรุงเทพฯ ใต้ โดยโครงการออกแบบแบบ Neighborhood-Centric รวมร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และบริการกว่า 40 แบรนด์ ในปี 2569 ‘สุกี้ช้างเผือก’ เตรียมเปิดเป็นแม่เหล็กหลัก ดึงทราฟฟิกเข้าคอมมูนิตี้มอลล์ โดย Market Place เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของ CPN เพื่อเติมเต็ม ecosystem ค้าปลีกและปิดช่องว่างทำเลระดับย่อยที่ยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่จับจอง
อนาคต ‘เอไอ’ เป็นโภคภัณฑ์ ‘ไมโครซอฟท์’ ปั้นสกิลคนไทย 280 หลักสูตรAI ฝึกแรงงานดิจิทัลฟรี
‘ไมโครซอฟท์’ มองเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ‘เอไอ’ เป็นสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานทั่วโลกเข้าถึงได้ ร่วมกระทรวงแรงานทำ 280 หลักสูตร AI เปลี่ยนผ่านแรงงานอนาคตเป้าหมาย 1.5 แสนคนเรียนฟรีได้ใบเซอร์ฯ ทั่วประเทศ ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ระดับโลก ‘ไมโครซอฟท์’ (Microsoft) กล่าวว่า แนวโน้มองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน 100% มีแผนจ้างแรงงานที่มีทักษะดิจิทัลด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ‘เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยสอดคล้องใน 5 ปีหน้า ประเทศไทยจะต้องการบุคลากรทักษะสูงอีกกว่า 1,087,548 ล้านคน โดยผู้ประกอบการสัดส่วน 41% ต้องการพนักงานที่มีทักษะเอไอ และ 69% ของผู้ประกอบการไทย จะจ้างงานในตำแหน่งด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า “ในอนาคตทักษะ การเข้าถึงเอไอ จะเป็นคอมโมดิไทซ์มีการใช้เอไอมาต่อยอดองค์ความรู้พื้นฐานเดิมและสร้างผลกระทบเชิงบวกในตลาดแรงงาน” แนวโน้มดังกล่าว ไมโครซอฟท์ มุ่งมีส่วนร่วมพัฒนาทักษะแรงงานดิจิทัลในไทยต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ประกาศความร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในโครงการ AI for Workforce วางเป้าหมายพัฒนาทักษะ AI ให้กับแรงงานไทยผ่านช่องทางที่หลากหลาย พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน AI Transformation ภายในกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ด้วยโครงการหลักหลายด้าน โดยไมโครซอฟท์ พัฒนา 280 หลักสูตรเอไอภาษาไทย ครอบคลุม 3 ระดับตั้งแต่ ระดับเริ่มต้น (Beginner) ระดับกลาง (Intermediate) ระดับเข้มข้น (Advance) ทั้งนี้ผู้สนใจพัฒนาทักษะเอไอดังกล่าว สามารถเข้ารับการฝึกอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านช่องทางดังนี้ การจัดอบรมทักษะ AI พื้นฐานผ่านแพลตฟอร์ม DSD Online Training ที่มีหลักสูตร AI ภาษาไทยกว่า 280 หลักสูตร พร้อมรับประกาศนียบัตรรับรองร่วมกันจากทั้งสองหน่วยงาน การฝึกอบรมเชิงลึกด้าน Data Analytics สำหรับผู้ต้องการพัฒนาเป็นนักพัฒนา (Developer) การพัฒนาขีดความสามารถสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารของกรมฯ การฝึกอบรมสำหรับแรงงานที่กำลังว่างงานหรือเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับวิทยากรผู้ฝึกของกรมฯทั่วประเทศให้สามารถจัดการอบรมทักษะ AI เพิ่มขีดความสามารถของแรงงานในทุกจังหวัด การจัดอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของกรมฯ เพื่อให้พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้าน AI ภายในองค์กร โดยผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ จะได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปผลักดันการพัฒนาทักษะ AI ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในระดับนโยบาย การเพิ่มพูนทักษะสำหรับแรงงานทุกกลุ่ม “โครงการฯ วางเป้าหมายบุคลากรเข้ารับการพัฒนาทักษะพร้อมรับประกาศนียบัตรให้กับแรงงาน 150,000 คนทั่วประเทศ” ธนวัฒน์ กล่าวว่าการพัฒนาทักษะดิจิทัลด้านเอไอให้กับคนไทยยังต่อเนื่อง จากโครงการ THAI Academy ความร่วมมือระหว่างไมโครวอฟท์และรัฐบาลไทย ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาให้คนประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงและรู้เท่าทัน (Literacy) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งได้การตอบรับอย่างสูงมีกลุ่มเป้าหมายผู้สนใจเข้ารับการอบรมจำนวน 1.6 ล้านรายไปเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เกินเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 1 ล้านราย อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง อัปสกิล 200 คอร์ส ‘AI’ ไมโครซอฟท์ ให้เรียนฟรี รับตลาดแรงงาน โลกอนาคต พร้อมเสริมว่าในปี 2569 แนวโน้มเอไอ จะขยายการใช้งานในรูปแบบขนาดใหญ่ (large Scale adoption) มากขึ้นโดยจะฝัง (Embedded) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งการทำงานประจำวันมากของผู้คนมากขึ้นในองค์กร จาก 3 ปีก่อนหน้าเป็นยุคของการเข้ามาของเอไอ (Generative AI )และทดลองใช้ (experiment AI) การนำเอไอมาเป็นผู้ช่วยทำงานในด้านต่าง ๆ (Agentic AI) ในช่วงปีที่ผ่านมา “ปีหน้าองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน จากการสร้างสกิลให้กับบุคลากรยุคใหม่ ที่จากนี้ไปเอไอจะกลายเป็นเรื่องพื้นฐานไปแล้ว” Alternate-X สรุปให้ ไมโครซอฟท์ชี้ว่าเอไอจะกลายเป็นทักษะพื้นฐานที่แรงงานทุกอาชีพต้องมีในอนาคต องค์กรไทยกว่า 69% พร้อมจ้างงานด้านดิจิทัลเพิ่ม และ 41% ต้องการสกิลเอไอโดยตรง โดยไมโครซอฟท์ร่วมกับกระทรวงแรงงานเปิด 280 หลักสูตร AI ภาษาไทยครบทุกระดับ ตั้งเป้าพัฒนาคนไทย 150,000 คน พร้อมประกาศนียบัตรรับรองเพื่อสร้างโอกาสอาชีพใหม่ แนวโน้มปี 2569 เอไอจะฝังอยู่ในงานประจำวันทุกองค์กร ผลักดันให้แรงงานต้องเร่งอัปสกิล
‘Longevity’ เมกะเทรนด์โลก’เศรษฐีจีน’ปักหมุดไทยใช้บริการ ปี68 ธุรกิจเที่ยวเชิงสุขภาพแตะ 6.7 แสนล.
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หนุนไทย ‘ฮับ’ Medical and Wellness โลก รับโอกาสตลาดเวลเนสกว่า 1.4 ล้านล้านบาท เมกะเทรนด์โลก ‘Longevity’ เผยตลาดสำคัญรับ ‘กลุ่มมั่งคั่งจีน’ ย้ายถิ่นฐานมาไทย นภัส เปาโรหิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2571 ตลาดเศรษฐกิจเชิงการดูแลสุขภาพ (Wellness Economy) ทั่วโลกจะเติบโตถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา จากในปี 2566 มีมูลค่ารวมกันกว่า 6.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าว มาจากผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนยาวและสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับโลก (Mega Trend) โดยเน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity) และการใช้ชีวิตช่วงสูงวัยด้วยสุขภาพดี แข็งแรงทั้งกายและใจ จนถึงบั้นปลายชีวิต (Lifespan) “ปัจจัยดังกล่าว ทำให้วิถีชีวิตและการทำงานของผู้คนรวมถึงทิศทางธุรกิจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ” ขณะที่ตลาดเวลเนส อีโคโนมี ในไทยมีมูลค่ารวมกันกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง (ช่วงปี 2563-2566 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ราว 8.62%) โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดนี้จะเติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี จากปัจจัยสนับสนุน กระแสความใส่ใจในสุขภาพที่เพิ่มขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการเติบโตของตลาดนี้ ทั้งนี้ มีการประมาณการว่าปี 2568 ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสร้างรายได้รวม 6.7 แสนล้านบาท นภัส เปาโรหิตย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กลุ่มมั่งคั่งจีน มองไทยปลายทางสุขภาพ นภัส กล่าวว่า ‘ประเทศไทย’ ในขณะนี้ยังเป็นที่จับตามองในฐานะศูนย์กลางของกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth Individuals – HNWI) ซึ่งไม่ได้มองหาเพียงโอกาสทางธุรกิจหรือการพักผ่อน แต่ชาวจีนกลุ่มนี้ ได้มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสุขภาพ จึงเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรม Medical & Wellness ของไทย เนื่องจากธุรกิจ Wellness ในประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Hub) ของโลก 3 ปัจจัยหนุนไทยปลายทางเวลเนส โดยข้อมูลสำคัญ ที่สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) มีดังนี้ The Big Picture: คลื่นการลงทุนและย้ายถิ่นฐานของชาวจีนสู่ประเทศไทย จากการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของชาวจีนที่เข้ามาลงทุนและอาศัยในประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมาก โดยชาวจีนเป็นชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย โดยปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมถึง 5,670 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ากว่า 26.6 พันล้านบาท (สัดส่วน39% ของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด) และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มทุนจีน (FDI) ไหลเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 5 แสนล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทย มีจำนวนประชากรชุมชนชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (ราว 7-10 ล้านคน) จึงทำให้คนไทยและคนจีนมีความสัมพันธ์อันดีจากความคุ้นเคยและความไว้วางใจที่มีมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญกว่า 80% ของ 40 อันดับมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในไทย มีเชื้อสายจีน “ดังนั้นคนจีนที่เข้ามาในประเทศไทย จึงไม่ใช่เพียงเพื่อการท่องเที่ยว แต่เป็นการย้ายถิ่นฐานและการลงทุนระยะยาวของกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลก ซึ่งกำลังมองหาบ้านหลังที่สองที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างครบวงจร” The Shift in Values: จากความมั่งคั่ง (Wealth) สู่สุขภาพที่ดี (Health) โดยกลุ่ม HNWI ชาวจีนในปัจจุบัน ‘สุขภาพ’ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จสูงสุด (The Ultimate Status Symbol) แซงหน้าสินค้าฟุ่มเฟือยแบบเดิม ๆ โดยพฤติกรรมการใช้จ่าย ชาวจีนกลุ่ม HNWI ใช้จ่ายราว 25% ของรายได้ต่อเดือนไปกับการดูแลสุขภาพ และพบว่า ชาวจีนกว่า 500,000 คน เดินทางไปต่างประเทศเพื่อท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) สร้างมูลค่าใช้จ่ายกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี สอดคล้องกับ แนวคิดดั้งเดิมของจีนเรื่อง “การบำรุงรักษาสุขภาพ” (Yangsheng – 养生) ที่เน้นการมีชีวิตที่สมดุลและยืนยาวผสมผสานเข้ากับเทรนด์ Wellness สมัยใหม่ “กลุ่ม HNWI ชาวจีนไม่ได้มองหาแค่การรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่มองหาการลงทุนในสุขภาพเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พวกเขายินดีจ่ายเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุด และสุขภาพที่ดีคือเครื่องยืนยันความสำเร็จในชีวิตของพวกเขา” The Ultimate Goal: การมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี (Longevity & Healthspan) ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดได้ขยับจากการมีอายุยืน (Lifespan) ไปสู่การมี ‘ช่วงชีวิตที่สุขภาพดี’ (Healthspan) ที่ยาวนานขึ้น ซึ่งผลักดันให้ตลาด Longevity Medicine เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย ตลาด Longevity ของจีนกำลังกลายเป็นพรมแดนการเติบโตใหม่ที่ทรงพลังของเศรษฐกิจไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยมีการลงทุนมหาศาลจากทั้งภาครัฐและเอกชนในวิทยาศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดี (Longevity Science) ซึ่งเป็นการแพทย์เชิง Longevity มุ่งเน้นการป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดีตั้งแต่ในระดับเซลล์ โดยเริ่มดูแลตั้งแต่อายุ 30 ปี เพื่อยืด ‘Healthspan’ “เทรนด์ใหม่ที่มาแรงที่สุดในกลุ่ม HNWI คือ Longevity ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดี แต่คือการใช้นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อออกแบบชีวิตให้ยืนยาวและมีคุณภาพดีที่สุด ซึ่งประเทศไทยและศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำในตลาดนี้” ผศ. นพ.พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และ เอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ปรับศูนย์ฯไวทัลไลฟ์ สู่ ‘Longevity Hub’ ด้าน ผศ.นพ. พลกฤต ทีฆคีรีกุล Chief Executive Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และเอสเพอรานซ์ และ Chief Science Officer ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน (พ.ศ. 2518-2568) ซึ่งเป็นปีที่มีความหมายสำคัญต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกมิติ รวมถึงด้านสุขภาพและการแพทย์ พร้อมศักยภาพของไทยในตลาด Wellness and Longevity ที่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและ Longevity ที่ได้กลายเป็นเมกะเทรนด์โลก โดยศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ยกระดับการบริการ สู่การเป็น Longevity Hub เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูง (HNWI) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย พร้อมพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่ม HNWI ชาวจีนได้อย่างตรงจุด ดังนี้ Personalized Health Care: บริการดูแลสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้รับบริการแต่ละราย Longevity & Healthspan: มุ่งมั่นพัฒนายกระดับการดูแลสุขภาพสู่การเป็น Longevity Hub ที่เป็นศูนย์กลางด้านเวชศาสตร์การมีอายุยืนยาวอย่างสุขภาพดีอย่างครอบคลุมแห่งแรก ๆ ในภูมิภาค เพื่อช่วยให้ผู้รับบริการของเรามีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี Preventive Care: นำเสนอโซลูชันการป้องกันโรคร้าย 4 โรคหลัก (โรคหัวใจ, มะเร็ง, เบาหวาน และสมองเสื่อม) โดยใช้หลักการ Hallmarks of Aging ซึ่งเป็นการดูแลลึกถึงระดับเซลล์เพื่อป้องกันโรคก่อนที่จะเกิดขึ้น “ไวทัลไลฟ์ ยังเป็น Health Partner ที่จะร่วมเดินทางไปกับผู้รับบริการตลอดชีวิต โดยเราใช้ข้อมูลเชิงลึกและนวัตกรรมระดับโลกเพื่อสร้างแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล ที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่ม HNWI ชาวจีนที่กำลังเติบโตในไทยอย่างสมบูรณ์แบบ” ผศ.นพ. พลกฤต ยังกล่าวถึง เทรนด์การดูแลสุขภาพและเป้าหมายในอนาคตว่า ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นการเปลี่ยนจากการดูแลเมื่อป่วย มาสู่การสร้างสุขภาพก่อนป่วยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยมีทั้งการตรวจยีน การวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก การใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันโรค และการออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับทิศทางโลกที่กำลังมุ่งสู่ Prevention and Longevity “สำหรับไวทัลไลฟ์และบำรุงราษฎร์ วางเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้าน Scientific Wellness & Longevity ภายใต้แนวทาง “Evidence-based, Personalized, and Sustainable” โดยมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของ Wellness ที่ไม่ใช่เพียงการผ่อนคลาย แต่คือการดูแลสุขภาพด้วยฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์เชิงรุก เพื่อให้ทุกคนมี “สุขภาพดีอย่างยั่งยืน” ผศ.นพ. พลกฤต ยังให้มุมมองในภาพใหญ่ของประเทศไทยว่า ควรเป็น “การสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ครบวงจร (Integrated Health Ecosystem)” เชื่อมโยงตั้งแต่ การแพทย์ป้องกัน (Preventive Medicine), การรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment), การฟื้นฟู (Rehabilitation) ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านอายุยืน (Longevity Technology) ไม่ใช่เพียงเรื่องของโรงพยาบาลหรือคลินิก แต่รวมถึงอาหาร สุขภาพจิต การออกกำลังกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ ขณะที่ การร่วมมือระหว่าง รัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา คือ กุญแจสู่การเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคอาเซียน” ของประเทศไทย เชื่อว่า หากเราสามารถผนึกกำลังกันบนพื้นฐานของข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม มั่นใจว่าประเทศไทย มีศักยภาพที่จะเป็น Global Destination for Longevity and Wellness ได้อย่างแน่นอน Alternate-X สรุปให้ ตลาดโลกกำลังเข้าสู่ยุค Longevity ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 9 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 ไทยถูกจับตาเป็นจุดหมายด้านสุขภาพระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนและผู้มั่งคั่งจีนที่ย้ายถิ่นฐานสู่ไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระแสนี้ผลักดันตลาด Wellness ไทยมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท เติบโตสูงจากแรงหนุนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ปี 2568 คาดรายได้จากธุรกิจ Wellness Tourism เพิ่มแตะ 6.7 แสนล้านบาท สอดรับดีมานด์ตลาดจีน บำรุงราษฎร์และไวทัลไลฟ์เร่งปรับบริการสู่ “Longevity Hub” ตอบเทรนด์ดูแลสุขภาพเชิงลึกของกลุ่มกำลังซื้อระดับสูง
Cloud HM รับรางวัล “Best Performance Award” จาก PM Awards 2025
Cloud HM ผู้ให้บริการคลาวด์ภายใต้บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ได้รับรางวัล Best Performance Award ประเภทหน่วยงานที่ผ่านเกณฑ์ระดับดีมากจากงาน Prime Minister Awards: Thailand Cybersecurity Excellence Awards 2025 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) รางวัลนี้สะท้อนผลการประเมินด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตามมาตรฐานผู้ให้บริการคลาวด์ของประเทศ ครอบคลุมด้านการป้องกันความเสี่ยง การบริหารจัดการข้อมูล และความพร้อมในการรับมือเหตุการณ์ด้านไซเบอร์ โดยมีคุณปกาสิต วัฒนา กรรมการผู้จัดการ Cloud HM ภายใต้ บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) เป็นผู้แทนรับมอบ การได้รับรางวัลช่วยยืนยันถึงความน่าเชื่อถือของระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ Cloud HM ใช้ในการให้บริการองค์กรภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะในบริบทที่ความปลอดภัยไซเบอร์เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ผู้แทนจากรัฐบาลและ สกมช. กล่าวถึงความจำเป็นของการยกระดับมาตรฐานไซเบอร์ของประเทศ และมองว่ากลไกการประเมินใน PM Awards เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้องค์กรต่าง ๆ มีระบบที่เป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้ ซึ่ง ในระดับสากล โดยประเทศไทยได้คะแนนการเมินที่ 99.22 จาก 100 คะแนนเต็ม อยู่ในระดับ Tier 1: Role Modelling (คะแนนดังกล่าว จัดอยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก จากการเข้าร่วมการประเมิน 194 ประเทศทั่วโลก) อ้างอิงจาก https://www.ncsa.or.th/news/cb05ee94303466543300028f?category=news ด้วยการได้รับรางวัลนี้ ทำให้ Cloud HM มุ่งมั่นที่จะช่วยให้หน่วยงานทั้งภาครัฐ และ เอกชน สามารถใช้บริการคลาวด์ที่มีความปลอดภัยและมีความมั่นใจในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลบนคลาวด์ที่ผ่านการตรวจประเมินระดับประเทศ บริการด้าน Multi-Cloud Expert ในด้านการให้บริการ Cloud HM มีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Multi-Cloud ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลักของตลาด เพื่อช่วยให้องค์กรเลือกใช้ระบบคลาวด์ที่เหมาะสมกับความต้องการและสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่กำหนด สนใจต้องการปรึกษาการวางแผนกลยุทธ์ Multi-Cloud ติดต่อได้ที่ Email: mktdpt@uih.co.th Tel: 02-119-7300
ยอดช้อปแบรนด์พุ่งแรง LazMall โตดีด AI Lazzie ดันออร์เดอร์ทะยาน หนุนผู้ประกอบการไทยเติบโต
ลาซาด้า เปิดสถิตินักช้อปไทยซื้อแบรนด์ดัง-สินค้าพรีเมียม มีออร์เดอร์มูลค่าหลักแสนบาทจำนวนมากจาก LazMall หนุนสินค้าแบรนด์ทะลุ 370% ในช่วง 11.11 เทียบวันปกติ และในปีนี้กว่า 92% ของยอดขายทั้งหมดบนแพลตฟอร์มมาจากผู้ประกอบการไทย วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าว “ความสำเร็จของแคมเปญ 11.11 ปีนี้สะท้อนรากฐานอันแข็งแกร่งของลาซาด้า ในฐานะผู้บุกเบิกปรากฏการณ์ช้อปปิง 11.11 ในภูมิภาคนี้ เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแบรนด์คุณภาพ เทคโนโลยีและนวัตกรรม AI รวมถึงการพัฒนาประสบการณ์ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย พร้อมยกระดับมาตรฐานอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ที่ยึดคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญ ผลลัพธ์จากแคมเปญนี้จึงตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มพรีเมียมตัวจริงและบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทย โดยกว่า 92% ของยอดขายทั้งหมดในแคมเปญมาจากผู้ประกอบการไทยที่เรามุ่งมั่นผลักดันให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นักช้อปจัดหนักในเซลใหญ่แห่งปี ช้อปสะดวกขึ้นด้วย AI การเติบโตของกลุ่มนักช้อปที่ให้ความสำคัญในด้านคุณภาพโดดเด่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยนักช้อปไทยยังคงให้ความนิยมสินค้าจากแบรนด์ดังและสินค้าพรีเมียม ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อบน LazMall พุ่งสูงขึ้นถึง 370% เมื่อเทียบกับวันปกติ ในขณะที่หลายพันคำสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มมีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึงหลักแสนบาท สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของผู้บริโภคที่มีต่อลาซาด้า นอกจากนี้ นักช้อปยังใช้ LazCoins มากกว่า 2.7 แสนล้านเหรียญในการแลกส่วนลดและสิทธิพิเศษ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมและเกมต่าง ๆ รวมเวลากว่า 60 ล้านนาที แสดงถึงการตอบรับและการมีส่วนร่วมของนักช้อปต่อเนื่องตลอดแคมเปญ ขณะเดียวกัน ฟีเจอร์ Lazzie แชตบอต AI ของลาซาด้า ได้เข้ามามีบทบาทช่วยเสริมประสบการณ์ช้อปอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดการสนทนาเพิ่มขึ้นเกือบ 120% เมื่อเทียบกับวันปกติ สะท้อนว่าผู้ใช้นิยมค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าด้วย AI มากขึ้น อีกทั้งคำแนะนำจาก Lazzie ยังช่วยเพิ่มมูลค่าคำสั่งซื้อที่เกิดจากช่องทางนี้ถึง 180% ตอกย้ำบทบาทของ AI ในการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิงให้สะดวก คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หมวดหมู่ยอดนิยมครองใจนักช้อป ขับเคลื่อนความสำเร็จผู้ประกอบการไทยอย่างแข็งแกร่ง ในด้านหมวดหมู่สินค้ายอดนิยม สินค้ากลุ่มบิวตี้มียอดการจับจ่ายสูงที่สุด โดยเฉพาะสินค้าประเภทมาส์ก บาล์มบำรุงผิว และครีมกันแดดที่ติดอันดับสินค้าขายดี ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงครองใจนักช้อป โดย 6 ใน 10 ร้านค้าที่สร้างยอดขายสูงสุดบน LazMall มาจากหมวดนี้ ด้านหมวดแฟชั่นก็ทำผลงานโดดเด่น โดยมียอดเติบโตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับแคมเปญ 9.9 จากความนิยมของสินค้าแฟชั่นหน้าหนาว กระเป๋าเดินทาง ชุดกีฬา และเสื้อผ้าลำลอง โดยผู้ประกอบการแบรนด์กระเป๋าแฟชั่นไทย Fundao สามารถทำยอดขายติดอันดับท็อปเคียงคู่กับแบรนด์กระเป๋าระดับโกลบอลสุดฮอตอย่าง Songmont อีกทั้งยังมีแบรนด์ไทยที่สร้างสถิติโดดเด่น อาทิ Her Hyness, lookbooklookbook, Endless Holiday, Dr.Pong, Mizumi & Bomi และอื่น ๆ อีกมากมาย สะท้อนศักยภาพและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยที่ลาซาด้าสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง Affiliate อีกกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่เสริมความสำเร็จของแคมเปญ 11.11 ปีนี้ คือเครือข่าย Affiliate ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ โดยคอนเทนต์รีวิวจาก Affiliate สามารถสร้างยอดขายมากถึง 1 ใน 5 ของคำสั่งซื้อทั้งหมด ล่าสุด ลาซาด้าได้เดินหน้าขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้วยการจับมือกับ YouTube ในฐานะพันธมิตรรายใหม่ของโปรแกรม YouTube Shopping เพื่อเพิ่มโอกาสให้แบรนด์และผู้ขายเข้าถึงนักช้อปได้กว้างขึ้น พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
พฤติกรรมลูกค้ายุค AI เปลี่ยนตั้งแต่ตื่นนอน Egg Digital แนะรับมือ ‘ความต้องการตอนนี้’
‘เอ้ก ดิจิทัล’ มองธุรกิจยุคเอไอ-ลูกค้าพฤติกรรมเปลี่ยนเลือกความต้องการมาก่อนการเดินไปหาร้านค้าขายอะไร โจทย์ใหม่ที่แบรนด์ต้องรับมือด้วย ‘The Matter Suite’ ‘ทิพวัลย์ วงศ์ธรรมชาติ’ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Analytics AI & Consultation บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัล โซลูชั่น ครบวงจร เอ้ก ดิจิทัล (Egg Digital) เปิดเผยว่าแนวโน้ม (Trend)พฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันและนับจากนี้ไป จะให้ความสำคัญกับความต้องการใช้สินค้า/บริการในช่วงเวลานั้นในทันที ต่างจากในอดีตที่ผู้บริโภคจะเดินทางไปยังห้าง/ร้านค้า เมื่อต้องการสินค้านั้น ๆ “ในยุคเอไอผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ โดยตั้งแต่ตื่นนอนมองว่าวันนี้ฉันต้องอะไร ไม่ได้มองว่าห้างนั้นๆ จะขายอะไรแล้ว” แนวโน้มดังกล่าว เป็นความคาดหวังของผู้บริโภคที่เริ่มกำหนดความต้องการของตัวเอง ขณะที่แบรนด์ สินค้า/บริการ จะต้องเป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือ การออกแบบกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ อาทิ แผนการขาย, โปรโมชัน ที่ตรงใจผู้บริโภคเพื่อนำไปสู่การปิดการขายได้ในที่สุด เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าได้รับมากกว่าการแค่รอเข้ามาหา ‘ทิพวัลย์’ กล่าวว่าขณะที่ปัจจุบัน ธุรกิจองค์กรหลายแห่งมีการเก็บข้อมูลสะสมจากลูกค้าตัวเองจำนวนมหาศาล (Big Data) ในตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้อาจเจอปัญหาการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกลูกค้าได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จากการขาดความเชื่อมโยงของข้อมูลที่ยังกระจัดกระจาย โดยบริษัทฯ ในส่วนธุรกิจ Analytics AI & Consultation หรือ AAC มองเห็นโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าวในการทำตลาดบริการ ผ่าน ‘The Matter Suite’ แพลตฟอร์มวิเคราะห์ AI อัจฉริยะครบวงจร รวม 4 โซลูชัน AI Analytics ได้แก่ GeoMatter-โซลูชันวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่อัจฉริยะ สร้างความเข้าใจที่แท้จริงและพฤติกรรมเฉพาะของลูกค้า จากข้อมูลด้านโทรคมและค้าปลีก วางกลุ่มเป้าหมาย ห้างค้าปลีก, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเฟรนไชส์ ธุรกิจจัดอีเวนต์ ร้านค้าปลีกที่มีหลายสาขา รวมไปถึงธุรกิจที่ต้องการวิเคราะห์การตลาดเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า หรือขยายสาขา MatterScoring-โซลูชันประเมินศักยภาพทางการเงินอัจฉริยะ ช่วยผู้ประกอบการเข้าใจลูกค้าได้ลึกขึ้น เพื่อปรับกระบวนการอนุมัติสินได้แม่นยำ ขยายฐานลูกค้าใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการตลาด วางกลุ่มเป้าหมายธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย บริษัทสินเชื่อ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผู้จำหน่ายรถยนต์ RetailMatter-โซลูชันวิเคราะห์ธุรกิจค้าปลีกอัจฉริยะ ช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้าได้ลึกขึ้น บริหารทุกช่องทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจผู้บริโภค วางกลุ่มเป้าหมาย แบรนด์สินค้าและธุรกิจค้าปลีกทุกขนาด ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ PromoMatter โซลูชันบริหารโปรโมชันครบวงจร AI วิเคราะห์ข้อมูลการทำโปรโมชันของลูกค้าร่วมกับข้อมูลยอดขายและกำไร เพื่อเสนอแคมเปญหรือโปรโมชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น เจาะกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำขึ้น วางกลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจค้าปลีกหรือร้านค้าทั่วไป และแบรนด์สินค้าต่าง ๆ สำหรับจุดเด่น ‘The Matter Suite’ ยังรวบรวมข้อมูลแบบ 720 องศาจากธุรกิจค้าปลีก (Retail) ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานกว่า 22 ล้านรายและด้านโทรคม (Telco) รวมกว่า 55 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนฐานผู้ใช้งานรวมกว่า 80% ของระบบข้อมูล พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพเชิงลึกและแม่นยำเมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลลูกค้าของธุรกิจ/องค์กร (Third party) ที่เก็บรวบรวมไว้เองก่อนหน้า โดยทุกโซลูชันสามารถนำไปใช้ได้ทั้งแบบบริการด้วยตัวเอง (Self-Serve) ตอบโจทย์รวดเร็ว หรือใช้แบบแต่ละธุรกิจ (Customizable Solutions) ในแบบเฉพาะของตัวเองได้อีกด้วย ‘ทิพวัลย์’ กล่าวว่า แพลตฟอร์มฯ นี้จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มยอดขายของลูกค้าให้เติบโตเฉลี่ย 3 – 6% ประหยัดเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้นกว่า 3 เท่า โดยตั้งเป้าหมายผลักดันลูกค้าปัจจุบันทั้ง 100% ใช้บริการแพลตฟอร์ม The Matter Suite ภายในปี 2569 ขณะที่ในปี2568 นี้ บริษัทฯ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตธุรกิจราว 15-18% จากปัจจุบันให้บริการครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก คือ 1. Analytics AI & Consultation 2.Martech และ 3.Media Convergence ซึ่งแต่ละกลุ่มสร้างรายได้ในสัดส่วนเฉลี่ยใกล้เคียงกัน Alternate-X สรุปให้ Egg Digital ระบุว่าผู้บริโภคยุค AI ต้องการสินค้าทันทีตั้งแต่เริ่มวัน พฤติกรรมเปลี่ยนจาก ‘ร้านมีอะไรขาย’ เป็น ‘ฉันต้องการอะไรตอนนี้’ ทำให้แบรนด์ยิ่งต้องรู้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเพื่อเสนอสินค้าที่ตรงใจ ขณะที่ The Matter Suite รวม 4 โซลูชัน AI ช่วยวิเคราะห์ลูกค้ารอบด้าน พร้อมช่วยเพิ่มยอดขาย 3–6% และลดเวลาวิเคราะห์ข้อมูลกว่า 3 เท่า
เศรษฐกิจปี69 ไม่แน่นอน ไมย์เออร์ ส่ง ‘Prestige’ เครื่องครัวสแตนเลส ล้วงกำลังซื้อคนไทย
กลุ่มไมย์เออร์(Meyer Group) ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติจีน ‘ไมเร็กซ์’ ปักหมุดทำตลาดในไทยมากว่า 35 ปี กับแผนส่งแบรนด์ใหม่ Prestige เจาะกำลังซื้อลูกค้าครัวเรือนไทย ที่มองว่าปี2569 ยังมีปัจจัยท้าทายแรงซื้อชะลอตัว-ภาษีนำเข้าจากจีน ‘โจเซฟ โล’ ผู้จัดการทั่วไป และ ผู้อำนวยการ บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด และบริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไมย์เออร์ กรุ๊ป ผู้ผลิตสินค้า (OEM) และทำตลาดอุปกรณ์เครื่องครัว (Kitchenwear) แบรนด์ไมเร็กซ์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังมีความท้าทายจากปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังส่งผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคครัวเรือน ทำให้ระมัดระวังการใช้จ่ายต่อเนื่อง จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ มองเป็นหนึ่งในโอกาสการทำตลาดสินค้าเครื่องครัวกลุ่มสแตนเลสสตีล (Stainless Steel) ภายใต้แบรนด์เพรสทีจ (Prestige) ด้วยแนวคิดแบรนด์ ดังนี้ วางตำแหน่งสินค้าในระดับพรีเมียม แมส (Premium Mass) เพื่อขยายตลาดในกลุ่มเครื่องครัวสแตนเลสโดยเฉพาะ กำหนดกลยุทธ์ราคาสินค้าลดลงราว 10% เมื่อเทียบกับราคาแบรนด์ไมเร็กซ์ สินค้าจะวางจำหน่ายในช่องทางตลาดทั่วไป (Mass Market) เป็นหลัก ทั้งในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่ (Hyper Market) และช่องทางแพล็ตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนไทยรุ่นใหม่ได้สะดวก “ปัจจุบันตลาดภาชนะเครื่องครัวในไทยทั่วไปแม้จะยังไม่มีการเก็บข้อมูลชัดเจน แค่คาดว่ามีมูลค่าตลาดราว ๆ 1,000 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อเนื่องถึงในปี 2570 โดยวางเป้าหมายรายได้แบรนด์เพรสทีจในปีแรกอยู่ที่ 150 ล้านบาท ผลักดันการเติบโต 25% ในปี 2569” สำหรับการทำตลาดสินค้าเครื่องครัวแบรนด์ Prestige ในไทย ยังเป็นการขยายตลาดเพิ่ม จากก่อนหน้าที่กลุ่มไมย์เออร์ เปิดตัวสินค้าในกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร (UK) กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (Middle East) ไปแล้ว เทรนด์สุขภาพ ดันตลาดเครื่องครัว โจเซฟ กล่าวว่า ขณะที่กระแส (Trending) ความนิยมการใช้อุปกรณ์เครื่องครัวในปัจจุบัน ผู้บริโภคมีแนวโน้มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ทำให้หันมาประกอบการทำอาหารด้วยตัวเองที่บ้าน (Home Cooking)เพิ่มขึ้น เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้สินค้าอุปกรณ์เครื่องครัวเกือบทุกประเภท ทั้งเซรามิก, สแตนเลส และ ไม่มีสารเคลือบ (No Coating) ขยายตัวสูงตามการเติบโตในกลุ่มผู้ใช้งานคนรุ่นใหม่ “ไมย์เออร์ ยังใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2-3 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ราว 60-90 ล้านบาท) ต่อปีสำหรับการวิจัยและพัฒนาสินค้าทั้งนวัตกรรม การออกแบบ ในกลุ่มสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคทั่วโลก” ปรับภาษีนำเข้าไม่กระทบใน2-3ปี นอกจากนี้ โจเซฟ ยังแสดงความเห็นต่อประเด็นในต้นปี2569 รัฐบาลไทยเตรียมจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทุกชิ้นจะต้องเสียอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หลังกรมศุลกากรประกาศ ยกเลิกเพดานยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท เพื่อแก้ปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ระหว่างสินค้านำเข้าราคาถูกกับผู้ประกอบการในประเทศ พร้อมทั้งควบคุมมาตรฐานสินค้าที่ไหลเข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์ สำหรับมาตรการดังกล่าวในเบื้องต้นยังไม่มีผลกระทบต่อการปรับราคาสินค้าเครื่องครัวในกลุ่มไมย์เออร์ที่ใช้ฐานผลิตในไทยและทำตลาดส่งออกแต่อย่างใด หากเปรียบเทียบด้านราคาสินค้า ซึ่งการเข้ามาของสินค้าเครื่องครัวจากการสั่งซื้อบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีราคาต่ำกว่ามากนั้น จำเป็นต้องดูเครื่องหมายรับรองมาตรฐานอุสาหกรรมการผลิต ประกอบกันด้วย “ในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ นโยบายการปรับภาษีนำเข้าและVat ยังไม่มีผลกระทบกับต้นทุนการผลิตด้วยไมเยอร์ด้วยวางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าที่มีราคาเดิมอยู่แล้ว แต่ในอนาคตอาจมีการทบทวนราคาสินค้าใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุน” โจเซฟ เสริมว่า ส่วนนโยบายการปรับภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราใหม่เป็น 8.5% ในปี 2571 แบะ 10% ในปี2573 จากปัจจุบันอยู่ที่ 7% นั้นน่าจะกระทบตรงกับผู้บริโภคในประเทศที่ต้องรับผิดชอบค่าสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นมากกว่า และมองว่ายังไม่ใช่ช่วงจังหวะที่เหมาะสมต่อการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในขณะนี้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สินค้าของกลุ่มไมย์เออร์ โดยบริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด มีฐานการผลิตในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่รวมกว่า 103 ไร่ มูลค่าการลงทุนในที่ดิน อาคาร เครื่องจักร และเทคโนโลยีการผลิตรวมกว่า 7,000 ล้านบาท โดยในปี 2567 มีรายได้รวมกว่า 4,000 ล้านบาท ขณะที่โรงงาน ผลิตสินค้าได้มากกว่า 120,000 ชิ้นต่อวัน โดย 97% ส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก โคลอมเบีย สหราชอาณาจักร ฮ่องกง ไต้หวัน จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง สำหรับประเทศไทย บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องครัวแบรนด์ ต่างๆ อาทิ MEYER CIRCULON Essteele ANOLON Prestige Alternate-X สรุปให้ เศรษฐกิจปี 2569 ยังคงไม่แน่นอน ทำให้กำลังซื้อของครัวเรือนไทยชะลอตัวต่อเนื่อง กลุ่มไมย์เออร์ เครื่องครัวระดับโลกจากจีน ขอปรับแผนใหม่ลุยตลาดเครื่องครัวสแตนเลสแบรนด์ Prestige เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมแมส ราคาย่อมเยาลงกว่ารุ่นเดิมราว 10% เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนทำอาหารที่บ้านที่เติบโตแรง โดยในปีแรกบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีแรกไว้ที่ 150 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายตลาดไทยเต็มกำลังขณะที่ปัจจัยภาษีนำเข้าใหม่ยังไม่กระทบต้นทุน 2–3 ปีแรกจากการสั่งวัตถุดิบล่วงหน้า
รีวิวอสังหาฯ ปี68 ตลาดต่ำสุดรอบ 20ปี พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มองปีหน้ายังท้าทาย
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มองอสังหาฯปี69 ตลาดยังท้าทายอยู่ ใช้ 5 กลยุทธ์คุมเกมหารายได้จากธุรกิจร่วมทุน-ขยายพอร์ต Recurring Income ได้ 30% ใน 3 ปี ศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายสูงสุดในรอบสองทศวรรษ โดยทั้งอุปทานและอุปสงค์ลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี โดยโครงการเปิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง ในปีนี้คาดว่าจะมีเพียง 30,000 หน่วย ขณะที่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ประมาณ 46,000 หน่วย สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง หรือชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป จากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว “ปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองเป็น 2 ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งกลุ่มลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติที่ชะลอการเข้ามาซื้อเพื่อลงทุน” ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนผ่านผู้นำทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทำให้นโยบายเศรษฐกิจขาดความชัดเจนและต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยประเมินว่าภาพรวมตลาดจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้งปีหน้า หากได้รัฐบาลใหม่ที่สามารถเรียกความเชื่อมั่น ประกอบกับมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง จะเป็นกลไกสำคัญต่อการฟื้นตัวและเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ปี2569 อสังหาฯ ยังท้าทาย ศานิต กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ เดินหน้าธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ยอดขายจากโครงการของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค 9,000 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียมของ แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครืออีก 2,000 ล้านบาท “ถือเป็นเป้าหมายการฟื้นตัวกลับสู่ฐานเดิมของบริษัท แม้ว่าตลาดจะยังอยู่ในภาวะหดตัว” โดย บริษัทเชื่อมั่นว่าจะขับเคลื่อนยอดขายได้ตามเป้าหมาย ด้วยประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data-Driven) ที่ช่วยให้การพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ตลาดได้แม่นยำขึ้น ขณะที่ในปี 2569 บริษัทวาง 5 กลยุทธ์สำคัญ ดังนี้ มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์และคุณภาพงานก่อสร้าง โดยเตรียมเปิดตัวแบบบ้านรุ่นใหม่ในทุกเซกเมนต์ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ที่ผ่านการออกแบบร่วมกันระหว่างทีมสถาปนิกทั้งภายในและภายนอกองค์กร การปรับรูปแบบบ้านและการปรับฟังก์ชั่นภายในให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพงานก่อสร้างให้เข้มข้น โดยพัฒนากระบวนการตรวจสอบให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ปรับปรุงโครงการที่มีอยู่ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาด และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคปัจจุบัน ปรับปรุงสโมสร 25 โครงการ สู่การเป็น “ศูนย์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ (Health & Lifestyle Club)” พื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความสะดวกสบาย อย่างครบวงจร คาดว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ปรับโครงสร้างองค์กร – วางแผนลงทุนธุรกิจสร้างรายได้ประจำ 30% ใน 3 ปี บริษัทยังมีการวิเคราะห์โอกาสเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างฐานรากที่แข็งแกร่ง ด้วยการปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความกระชับขึ้น เน้นการสร้างรายได้จากบริษัทร่วมทุนให้เพิ่มขึ้น พร้อมหารายได้เพิ่มจากธุรกิจอื่น โดยขยายโอกาสในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงในระยะยาว ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างวางแผนการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ประจำให้อยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 30% ภายในปี 2571 โดยไม่พึ่งพิงรายได้จากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแต่เพียงอย่างเดียว Alternate-X สรุปให้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ชี้ตลาดอสังหาฯ ปี 2568–2569 อยู่ในจุดต่ำสุดรอบ 20 ปี ทั้งอุปสงค์และอุปทานหดตัวพร้อมกัน ความไม่ชัดเจนด้านนโยบายเศรษฐกิจ–การเมืองกดความเชื่อมั่น นักลงทุนไทย–ต่างชาติชะลอการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2569 จำนวน 11,000 ล้านบาท พร้อมเดินเกมด้วยข้อมูลเชิงลึกและความระมัดระวัง พร้อมเดินหน้า 5 กลยุทธ์หลัก ตั้งแต่ยกระดับสินค้า–ปรับดีไซน์บ้าน–อัปเกรดสโมสร ไปจนถึงขยายรายได้ประจำ วางเป้าหมายสร้าง Recurring Income ไม่น้อยกว่า 30% ภายใน 3 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงท่ามกลางตลาดที่ยังท้าทาย
‘Partners in Crisis’ เมื่อความสัมพันธ์เกิดวิกฤต Zootopia#2 สะท้อนสู่โลกความจริง🐾
Zootopia 2 นครสัตว์มหาสนุก ภาค 2 ภาพยนตร์ภาคต่อจาก Walt Disney Animation Studios ที่เตรียมเข้าฉายจริงในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ และระบบ IMAX ที่ไทยวันที่ 27 พ.ย.นี้ Situationship ‘นิก ไวลด์-จูดี้’ ในภาคนี้ เป็นการการกลับมาเจอกันของสองคู่หูต่างสายพันธุ์ ‘นิก ไวลด์’ จิ้งจอกปากคมผู้เจ้าเล่ห์ และ ‘จูดี้ ฮอปส์’ กระต่ายสาวสุดจริงจัง ผู้ยืนหยัดในความยุติธรรม กับความสัมพันธ์แบบซิทูเอชั่นชิป(Situationship) ที่ทั้ง ‘ตีกัน-ช่วยกัน-ห่วงกัน’ แต่มันไม่ชัดเจน!! ในภาค 2 นี้พวกเขาทั้งคู่กลับมาเจออีกครั้ง พร้อมบททดสอบใหม่ที่หนักกว่าเดิม ฉลาดกว่าเดิม และท้าทายมากกว่าเดิมในแบบที่แฟน ๆ คิดถึง ทบทวนภาคแรกกันก่อน จากภาคแรกที่เข้าฉายในปี 2016 เมือง Zootopia ถูกสร้างให้เป็นอาณาจักรในอุดมคติที่สัตว์ทุกสายพันธุ์อยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม พร้อมด้วยคาแรกเตอร์นำอย่าง ‘จูดี้ ฮอปส์’ กระต่ายตัวแรกที่ได้เป็นตำรวจ พิสูจน์ตัวเองด้วยการรับคดีสัตว์หายลึกลับ ระหว่างการสืบสวน ‘เธอ’ ได้พบ ‘นิก ไวลด์’ จิ้งจอกนักต้มตุ๋น ที่สุดท้ายได้กลายมาเป็นคู่หูจำเป็น ทั้งสองร่วมมือคลี่คลายแผนร้ายที่ทำให้สัตว์นักล่า ‘คลุ้มคลั่ง’ เพื่อสร้างความแตกแยกในเมือง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ทั้งคู่เปิดโปงความจริง ช่วยเมืองไว้ได้ และนิกกลายเป็นตำรวจเต็มตัวคู่หูของจูดี้อย่างเป็นทางการ Zootopia2 มีอะไรต่อจากภาคที่แล้ว โดยพล็อตในภาคนี้ หลังจาก ‘จูดี้’ และ ‘นิก’ กลายเป็นคู่หูตำรวจเต็มตัวหลังความสำเร็จในภาคแรก แต่ความสัมพันธ์กลับมีรอยร้าว จนทั้งคู่ถูกส่งเข้าโปรแกรม ‘Partners in Crisis’ เพื่อปรับทีมใหม่ ขณะที่ เมืองซูโทเปียปั่นป่วนเมื่อมีผู้ร้ายตัวใหม่ Gary De’Snake งูปริศนาที่มีเป้าหมายซ่อนอยู่ และการมาถึงของ ‘แกรี’ ทำให้เกิดความวุ่นวายรุนแรง ส่งผลต่อประชาชนทั่วทั้งเมือง ทำให้ทั้งสอง ต้องแฝงตัวไปในย่านใหม่ที่ไม่เคยมีในภาคแรก เช่น Marsh Market ตลาดน้ำลึกลับ พร้อมกับที่ภารกิจบีบให้ทั้งคู่ต้องวางใจกันในระดับที่ไม่เคยทำมาก่อน แถมด้วยมีตัวละครใหม่ เช่น Dr. Fuzzby ควอกกานักบำบัดประจำโปรแกรมคู่หู และ Nibbles บีเวอร์สมองไวที่ช่วยข้อมูลสำคัญ รวมถึงตัวละครดังอย่าง Gazelle ก็กลับมามีบทในเหตุการณ์ใหญ่ครั้งนี้ โดยทุกภารกิจนำไปสู่บททดสอบความไว้วางใจ ที่อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ตลอดไป ทำไม Zootopia ถึงสนุกเสมอ? Zootopia ไม่ใช่การ์ตูนหรือแอนิเมชันสัตว์ แต่หลายคนที่เคยดูภาคแรกมาแล้วจะรู้สึกว่ามันคือ สังคมมนุษย์ในรูปแบบสัตว์เสียมากกกว่า ด้วยเส้นเรื่องที่เต็มไปด้วยมุกเฉียบคมที่ผู้ใหญ่เข้าใจ แต่เด็กก็ดูสนุกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้งานภาพ ยังเก็บรายละเอียดเมือง วัฒนธรรมสัตว์ ที่ทำออกมาดีจนต้องกดหยุดดู พร้อมกับตัวละครมีเสน่ห์ ข้อคิดชัด ความสัมพันธ์จับต้องได้ แถมท้ายด้วย คดี ที่มีให้สืบสวนแบบหนังสืบสวนจริง ๆ ทำให้ภาพยนต์ที่มีชั้นเชิงมากกว่าที่คิด ทำให้ Zootopia ยังเป็นภาพสะท้อนของสังคมมนุษย์แบบตรงไปตรงมา ที่มีทั้ง การแบ่งแยก ความกลัว อคติ ชนชั้น ความไม่เท่าเทียม และการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือควบคุมผู้คน ทั้งหมดถูกเล่าผ่านสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ ทำให้เราเห็นว่า ‘เมืองในอุดมคติ’ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกสายพันธุ์ ทุกคน มีโอกาสเท่าเทียมกันจริง ๆ ถ้าหลายคนรัก Zootopia ภาคแรกมาแล้ว มาในภาคนี้จะเป็นเหมือนการกลับไปเจอเพื่อนเก่าที่คิดถึงแต่มากับปริศนาใหม่ ตัวร้ายใหม่ เมืองโซนใหม่ และความสัมพันธ์ที่ลึกขึ้นกว่าเดิม ที่ชวนสนุก และอินกับสองคู่หูต่างสายพันธุ์อีกครั้ง ไปดูให้ได้ในโรงรับรองว่าคุ้ม! 🐾✨ คนดังให้เสียงภาษาไทย ส่วนความเคลื่อนไหวในไทย เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน Thailand Gala Premiere พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์แอนิเมชันภาคต่อ ‘Disney’s Zootopia 2 นครสัตว์มหาสนุก 2′ ในวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โดยเนรมิตพื้นที่ SF World Cinema เซ็นทรัล เวิลด์ ให้กลายเป็นนครสัตว์ พร้อมยกทีมนักพากย์ไทย เจเจ กฤษณภูมิ ส้ม มารี ธามไท หญิง รฐา แก้ม วิชญาณี โดม จารุวัฒน์ หนุ่ม สันติสุข ทั้งหมดนี้ มาร่วมเผยความสนุก พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษ อาทิ มุมถ่ายรูปกับตัวละครจาก Zootopia 2, บ่อบอลนครสัตว์, ตู้คีบตุ๊กตาคาแรกเตอร์ต่าง ๆ และตู้ถ่ายรูปกรอบลาย Zootopia 2 Alternate-X สรุปให้ Zootopia 2 พาแฟน ๆ กลับสู่คู่หูต่างสายพันธุ์ ‘จูดี้–นิก’ ที่ครั้งนี้ต้องเผชิญวิกฤตความสัมพันธ์จนต้องเข้าโปรแกรม Partners in Crisis เมืองซูโทเปียปั่นป่วนอีกครั้งเมื่อ Gary De’Snake งูปริศนาปรากฏตัวพร้อมแผนการที่ทำให้ทั้งเมืองสั่นคลอน โดยภารกิจครั้งใหม่บังคับให้ทั้งคู่ต้องแฝงตัวในย่านลับ “Marsh Market” และพื้นที่ที่ไม่เคยมีในภาคแรก การสืบสวนเปิดประตูไปสู่บททดสอบครั้งใหญ่ที่วัดความไว้ใจกันของสองคู่หูมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา พร้อมตัวละครใหม่–เก่าที่กลับมาเติมสีสัน ทำให้ภาคนี้กลายเป็นการผจญภัยที่ทั้งสนุก ลุ้น และลึกซึ้งกว่าครั้งไหน ๆ
ต้อนรับปีใหม่ 2569 ‘เซ็นทรัล’ ทุกสาขาทั่วไทย ยก ‘อาณาจักรดิสนีย์’ ให้นักท่องเที่ยวใจฟู
เซ็นทรัลผุดอาณาจักรดิสนีย์ ‘The Magical Stars’ ‘มิกกี้เมาส์’ แท็กทีมคาแรกเตอร์ส่งสุขทั่วไทย หนุนเศรษฐกิจเทศกาลส่งท้ายปี ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส (ศูนย์การค้า, โรงแรม, อาคารสำนักงาน) กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ ประเทศไทย ใช้งบลงทุนกว่า 800 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์แห่งความสุขระดับโลกส่งท้ายปี2568 ทั้งนี้ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปี ผ่านแนวคิด Festival Economy ปลุกบรรยากาศท่องเที่ยวเชื่อมโยงความสุขจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ในแคมเปญ ‘The Magical Stars’ สร้าง 4 อาณาจักรเทพนิยายธีมดิสนีย์ ได้แก่ ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ และ ‘มิคกี้และมินนี่’ สูง 3 เมตร ในชุดผ้าไทย Disney The Magical Stars 2026 at centralwOrld Magic Town ธีมมิคกี้ เมาส์ Magic Castle ธีมปราสาทเจ้าหญิงดิสนีย์ “นอกจากนี้ ยังเตรียมถ่ายทอดความงดงามของ ‘ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ไทย หนึ่งเดียวในโลก The Magical Thai Pride’ สร้างจากฝีมือชุมชนทั่วประเทศ เพื่อร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงฯ และสืบสานพระราชปณิธานในการส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยในระดับสากล” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวว่าในปีนี้ เซ็นทรัลพัฒนา พร้อมมอบประสบการณ์แห่งความสุขแบบ ‘Sensory Living’ เชื่อมทุกประสาทสัมผัส ภาพ แสง สี เสียง และกลิ่น ให้ทุกคนรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกแห่งจินตนาการของดิสนีย์จริงๆ ด้วยดิสนีย์เป็น ดรีม เดสติเนชั่น (Dream destination) ที่เชื่อว่าทุกคนต้องไปเห็นกับตาสักครั้งในชีวิต “การรวมตัวของเหล่าคาแรกเตอร์ Mickey & Friends, ปราสาทคริสต์มาส และเหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่วันนี้ทุกคนได้สัมผัสทั้งหมดนี้ได้ที่เซ็นทรัลทั่วประเทศ เหมือน ‘ก้าวเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขาจริง ๆ’ โดยไม่ต้องบินไปต่างประเทศ” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวอีกว่า เซ็นทรัลพัฒนายังวางกลยุทธ์การตกแต่งให้แต่ละสาขามีธีมที่แตกต่างกัน เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ กระตุ้นการเดินทางข้ามพื้นที่ เพื่อช่วยขับเคลื่อน Festival Economy ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค ผ่านพลังของเทศกาลต่าง ๆ ตลอดทั้งปี พร้อมดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ผ่าน Tourist malls 12 แห่งทั่วประเทศ ทั้งกลุ่ม Short-haul เช่น มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงกลุ่ม High Potential จากตะวันออกกลาง และเมืองท่องเที่ยวชายทะเลอย่าง พัทยา สมุย ภูเก็ต และกระบี่ ที่ดึงดูดตลาดยุโรปที่นิยมท่องเที่ยวเป็นพิเศษช่วงปลายปี พร้อมร่วมพันธมิตรระดับโลก สถาบันการเงิน, OTA และ Telco ชั้นนำ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ก่อนเดินทางมาประเทศไทย ทั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกเซ็นทรัลเวิลด์ รวบรวมคาแรกเตอร์ดิสนีย์ยอดนิยมจากทั่วโลกทั้ง มิคกี้ เมาส์, มินนี่ เมาส์, โดนัลด์ ดั๊ก, กู๊ฟฟี่, พลูโต, เหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์, Toy Story, Zootopia และ Frozen รวมถึงปราสาทของเหล่าเจ้าหญิง ให้นักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสเวทมนตร์แห่งดิสนีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย Disney The Magical Stars 2026 at centralwOrld ไว้ในที่เดียวและฉลอง 20 ปี Hong Kong Disneyland Resort เป็นงานที่จัดนอกดิสนีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่กว่า 3,500 ตร.ม. พร้อมแบ่ง 7 โซนไฮไลต์ ในบรรยากาศโลกมหัศจรรย์ของดิสนีย์ให้ใกล้ชิดกับตัวละครในฝันที่หมู่บ้าน Mickey & Friends: สัมผัสหิมะแรก พร้อมรับโปสการ์ด ที่บ้าน A Journey of Magic in Amazing Thailand Toy Story Zootopia Stitch Frozen ปราสาท Disney Princess จำลอง ที่เซ็นทรัลคอร์ท ฉลอง 20 ปี Hong Kong Disneyland Resort พบ Mickey Mouse Inflatable สูง 5 เมตร ในชุดดีไซน์พิเศษ และซุ้มประตูจำลองแบบเดียวกับฮ่องกง พร้อมร่วมกับ 20 แบรนด์ชั้นนำ ทำคอลเลกชันเอ็กซ์คลูซีฟที่แฟนดิสนีย์ห้ามพลาด ปัจจุบัน มีคนมาร่วมฉลองที่เซ็นทรัลเวิลด์แล้วไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน ต่อ วัน พร้อมนำขบวน Mickey & Friends ไปยังเซ็นทรัล 24 สาขา มอบความสุขให้แฟน ๆ มิคกี้ เมาส์, มินนี่ เมาส์, โดนัลด์ ดั๊ก, เดซี่, กูฟฟี่ ทั่วประเทศ ภายใต้ธีม “Magic Town” ให้ร่วมถ่ายรูปกับแลนด์มาร์กสุดประทับใจ อาทิ Mickey & Minnie Giant Inflatable สุดตระการตา Mickey & Minnie Giant Plush Dolls สูง 3 เมตร แลนด์มาร์ก Mickey Head Shape ที่เซ็นทรัล 24 สาขา ได้แก่ พระราม 2, พระราม 3, พระราม 9, ลาดพร้าว, ปิ่นเกล้า, อีสต์วิลล์, เวสต์วิลล์, แจ้งวัฒนะ, รามอินทรา, ศาลายา, นครปฐม, ระยอง, ศรีราชา, จันทบุรี, ขอนแก่น, อุบล, อุดร, เชียงใหม่, นครสวรรค์, ลำปาง, พิษณุโลก, หาดใหญ่, สมุย และ ภูเก็ต “Countdown ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ในฐานะ Time Square of Asia มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีที่คาดว่าจะมีทราฟฟิกเพิ่มขึ้นกว่า 25–30% ทั่วประเทศ” ‘ต้นคริสมาสต์’ รอยยิ้มแผ่นดิน ด้าน ‘นิธี สีแพร’ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ในช่วงเวลาแห่งการถวายความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ททท. ยังมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย ภายใต้บรรยากาศที่สงบและมีความหมาย สำหรับแคมเปญ ‘The Magical Stars’ ความร่วมมือสำคัญระหว่าง ททท. และ เซ็นทรัลพัฒนา ที่ใช้พลังของเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวทั่วประเทศ ผ่าน ‘ต้นคริสต์มาส อัตลักษณ์ท้องถิ่น 9 ต้น’ ที่สะท้อนแนวคิดโครงการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” ของ ททท. ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านฯ ผ่านเส้นทางท่องเที่ยว ผ้าไทย ศิลปาชีพ และโครงการพระราชดำริ สร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยร่วมเดินตามรอยยิ้มแห่งแผ่นดิน ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค เช่น ‘ต้นคริสต์มาสผ้าบาติก’ ที่เซ็นทรัล หาดใหญ่ ย้ำอัตลักษณ์ของสงขลาในฐานะเมืองสร้างสรรค์โลกโดย UNESCO ปี 2025 ‘ต้นคริสต์มาสหมอกพันวา’ ที่เซ็นทรัล เชียงราย ซึ่งสร้างสรรค์ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ชนเผ่าบนยอดดอยสูง จากความร่วมมือนี้ โดยมีดิสนีย์ร่วมเติมเต็มประสบการณ์ระดับโลก จะช่วยสร้าง แม่เหล็ก ดึงดูดนักท่องเที่ยว และสร้างให้เทศกาลของไทยโดดเด่นในระดับสากล เพื่อสร้างมิติการท่องเที่ยวที่ครบถ้วนทั้งด้าน Culture และ Event ดิสนีย์ นอกพื้นที่ใหญ่สุดเอชีย ด้าน ‘ปรีชา อาชามงคล’ Director – Brand Commercialization, Thailand & Vietnam บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การร่วมสร้างสรรค์เทศกาลแห่งความสุข ภายใต้แนวคิด “The Magical Stars” สื่อถึงพลังแห่งจินตนาการ โดยเนรมิตศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลแห่งความสุข ผ่านเรื่องราวและตัวละครอันเป็นสัญลักษณ์และเหนือกาลเวลาของดิสนีย์ที่ทุกคนรักและเติบโตมาด้วยกัน นอกจากนี้ ยังให้นักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสเวทมนตร์แห่งดิสนีย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย Disney The Magical Stars 2026 at centralwOrld ครั้งแรก เซ็นทรัลเวิลด์ รวบรวมคาแรกเตอร์ดิสนีย์ยอดนิยมจากทั่วโลกทั้ง มิคกี้ เมาส์, มินนี่ เมาส์, โดนัลด์ ดั๊ก, กู๊ฟฟี่, พลูโต, เหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์, Toy Story, Zootopia และ Frozen รวมถึงปราสาทของเหล่าเจ้าหญิง ไว้ในที่เดียวและฉลอง 20 ปี Hong Kong Disneyland Resort นับเป็นงานที่จัดนอกดิสนีย์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่กว่า 3,500 ตร.ม. รับชม VDO คลิก https://youtu.be/aimnzSiN1hY และ https://youtu.be/woOdsDLTmws Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลผนึกกำลัง ททท. และดิสนีย์ ทุ่มงบกว่า 800 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “The Magical Stars” ส่งท้ายปี 2568–2569 เนรมิต “อาณาจักรดิสนีย์” ครอบคลุม 24 สาขาทั่วไทย พร้อมดึงคาแรกเตอร์ระดับโลกครบชุดครั้งแรกในเอเชีย เซ็นทรัลเวิลด์จัดงาน Disney The Magical Stars 2026 บนพื้นที่ 3,500 ตร.ม. ใหญ่ที่สุดนอกดิสนีย์ กลยุทธ์ Festival Economy กระตุ้นท่องเที่ยว–จับจ่าย คาดผลักทราฟฟิกเพิ่มกว่า 25–30% ช่วงไตรมาสสุดท้าย ไฮไลต์สำคัญคือ “ต้นคริสต์มาสอัตลักษณ์ไทย 9 ต้น” เชื่อมวัฒนธรรม–ชุมชน สร้างความโดดเด่นระดับสากล
‘แฮนยอ’ มรดกโลก ที่ยังมีลมหายใจ ‘รุ่นสุดท้าย’ สร้างจุดขายพรีเมียมอาหารทะเลเชจู
‘Haenyeo’ มรดกโลกที่ยังมีชีวิต ผู้สร้างเศรษฐกิจ Blue Economy ให้เกาะเชจู แต่กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเดิมพันหลายพันล้านวอนที่รัฐบาลต้องทุ่มเพื่อรักษาอนาคตของเกาะพรีเมียมแห่งนี้ ในโอกาสที่ ‘ผู้เขียน’ เป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมในโครงการ ‘2025 ASEAN Journalists Invitation Program’ ช่วงระหว่างวันที่ 11-21 พฤศจิกายน พร้อมมีโอกาสเข้าร่วมดูงานด้านต่างๆ เชิงสื่อสารและวัฒนธรรมเกาหลี โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญเยี่ยมชมวิถีชีวิตท้องถิ่นบนเกาะเชจูที่เรียกว่า ‘Jeju Haenyeo’ อาชีพนักดำน้ำประมง ที่เกาะเชจู เชจู จังหวัดปกครองตนเอง เกาะเชจู (제주도) เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลีใต้ กินพื้นที่ 1,833.2 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเท่ากับร้อยละ 1.83 ของพื้นที่ประเทศทั้งหมด และยังเป็นเกาะที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศ ข้อมูลในปี 2024 คาดว่ามีประชากรอยู่บนเกาะนี้ไม่น้อยกว่า 670,000 คน ‘เชจู’จึงถือเป็นจังหวัดปกครองตนเองเพียงแห่งเดียวของเกาหลีใต้ เกาะแห่งนี้จึงมีลักษณะเศรษฐกิจที่เฉพาะตัวมากหากเทียบกับแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวด้านทะเล รีสอร์ตแล้ว ชาวเกาหลีใต้นิยมมายังเชจูเพื่อกีฬากอลฟ์กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะบริเวณรอบสนามบินเชจู จะเต็มไปด้วยรีสอร์ตที่เต็มไปด้วยสนามกอล์ฟ แต่หากมายังฝั่งใต้ของเกาะบริเวณเมือง Seogwipo เป็นพื้นที่เต็มไปด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากหาดทรายนุ่มๆ แล้ว อีกหนึ่งความโดดเด่นของทางใต้เชจูคือ เสาหินแดโป (Jusangjeolli Cliff) ซึ่งเกิดจากลาวาภูเขาไฟไหลมาเจอกับน้ำทะเลกิดเป็นแท่งหินรูปทรงสี่เหลี่ยมสวยแปลกตา ‘Haenyeo’ มรดกวัฒนธรรมโลก ในบริเวณ Seogwipo นี้เองยังเต็มไปด้วยหมู่บ้านชาวประมงพื้นถิ่นที่ชาวเชจู ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดังเดิมไว้ การประมงยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกาะแห่งนี้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งในวิถีชีวิตในหมู่บ้านชาวประมงแถบ Seogwipo ที่เราจะได้เห็นคือ บรรดาอาจุมม่าวัย 60 ขึ้น ใส่ชุด swimsuit พร้อมหน้ากากดำน้ำ เข็มขัดหินที่ใช้ถ่วงน้ำหนัก และสวิงตาข่ายสำหรับใส่อาหารทะเลที่จับได้ พวกเธอคือ แฮนยอ (Haenyeo) ซึ่งเป็นคำเรียกของบรรดาหญิงชราอายุ 60–80 ปีบนเกาะเชจู ที่ดำน้ำหาอาหารทะเลโดยไม่ใช้ถังอากาศ อาศัยเพียงทักษะสืบทอดกันมากว่า 400 ปี ในการยังชีพ จนในปี 2016 ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้วัฒนธรรมแฮนยอเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ซ้ายไปขวา อีฮันอ๊ก-คิมซูซอน-อีบกซู ‘คุณยาย’ ผู้แข็งแกร่งแห่งท้องทะเล อีบกซู อายุ 71 หนึ่งในแฮนยอที่อาศัยในหมู่บ้านใกล้กับท่าเรือใน Sagye-ri พร้อมกับคิมซูซอน อายุ 74 และอีฮันอ๊ก อายุ 68 กำลังเตรียมพร้อมทั้งชุดและอุปกรณ์ก่อนดำลงทะเล แม้ว่าทั้งสามคนจะอายุมากแล้ว แต่แต่พวกเธอยังคงลงน้ำเพื่อหาเป๋าฮื้อ เม่นทะเล หอยสังข์ และสาหร่าย ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าในตลาดสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอุปสงค์ของอุตสาหกรรมอาหารและท่องเที่ยวที่โตแบบก้าวกระโดดในเกาหลีใต้ ปัจจุบัน คาดว่าทั่วทั้งเกาะเชจูจากเมื่อสิบปีก่อนมีแฮนยอจากหมื่นคน ลดเหลือเพียง 2,839 คนในปี 2024 และอายุกว่า 90% สูงเกิน 60 ปี นั่นหมายความว่าหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งกำลังหดตัว และยังไม่มีแรงงานรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นจะให้เงินสนับสนุนและสวัสดิการก็ตาม อุตสาหกรรมประมงนับว่าเป็นส่วนสำคัญของเกาะเชจู นอกเหนือจากรายได้การท่องเที่ยว เชจูมีการทำประมงนอกชายฝั่งโดยเรือประมงกันอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว ทว่าอาหารทะเลบางชนิด อาทิ หอยเม่น เป๋าฮื้อ และสาหร่ายทะเล ยังคงต้องอาศัยบรรดาแฮนยอ เศรษฐกิจแฮนยอ ตัวเลขเล็ก แต่กระทบใหญ่ แม้รายได้เฉลี่ยจากการดำน้ำของแฮนยอจะอยู่เพียงราวปีละ 6.8 ล้านวอนต่อคน หรือประมาณ 180,000–190,000 บาท ซึ่งเทียบกับรายได้ในภาคบริการของเกาะเชจูแล้วถือว่าไม่สูงนัก แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงชั้นผิวของระบบเศรษฐกิจที่พวกเธอขับเคลื่อนอยู่จริง เพราะเศรษฐกิจที่พึ่งพาแฮนยอกระจายเป็นหลายชั้นและมีมูลค่ามากกว่าที่ปรากฏในข้างต้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับพรีเมียมซึ่งอาศัยวัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% อย่างเป๋าฮื้อหรือเม่นทะเลที่ฮันเยอดำน้ำไปเก็บเอง ทำให้สินค้ามีราคาและคุณค่าตลาดสูงกว่าการประมงทั่วไป นอกจากนี้ร้านอาหารท้องถิ่นจำนวนมากก็ใช้เมนู ‘อาหารทะเลของแฮนยอ’ เป็นจุดขายระดับพรีเมียมสำหรับนักท่องเที่ยวจากจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้เอง ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมก็เติบโตจากกิจกรรมที่แฮนยอเป็นแกนกลาง ไม่ว่าจะเป็นการสาธิตการดำน้ำ การเดินชมหมู่บ้านริมทะเล หรือกิจกรรมเชิงประสบการณ์อย่าง Haenyeo Kitchen ที่ช่วยสร้างรายได้หลายสิบล้านวอนต่อปีให้แก่ทั้งชุมชน และในระดับภาพรวม ‘แฮนยอ’ ยังถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในสื่อ ละคร สารคดี และแคมเปญการตลาด ทำให้ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของเชจูแข็งแรงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้แฮนยอไม่ใช่เพียงแรงงานที่ดำน้ำหาอาหารทะเล หากแต่เป็นฟันเฟืองสำคัญของ Blue Economy หรือเศรษฐกิจสีครามที่รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังผลักดันเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศในทศวรรษนี้ ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่รายได้ตรงที่ดูเหมือนน้อย แต่คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่หายไปไม่ได้ หากแฮนยอสูญสิ้นไป มูลค่าที่อยู่ในรูป ‘สินทรัพย์วัฒนธรรม’ และอัตลักษณ์ทางเศรษฐกิจของเกาะเชจู ซึ่งสูงกว่าตัวเลขรายได้ของแฮนยอหลายเท่า และเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถผลิตขึ้นใหม่ได้อีกเลย แฮนยอที่กำลังถูกคลื่นดูดกลืน แม้ ‘แฮนยอ’ จะเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งเชจูมาหลายร้อยปี แต่อาชีพนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงขั้นวิกฤตที่อาจทำให้หายไปในเวลาไม่นาน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกาะเชจูยังไม่พร้อมรับมือ ทั้งในเชิงแรงงาน เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ปัจจัยแรก คือ โครงสร้างประชากรที่สูงวัยอย่างยิ่ง โดยอายุเฉลี่ยของฮันเยออยู่มากกว่า 60 ปี ส่งผลให้ต้นทุนสุขภาพสูงขึ้น ความเสี่ยงเจ็บป่วยและหยุดทำงานเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการแรงงานจากภาคท่องเที่ยวและอาหารทะเลไม่ได้ลดลงตาม อีกทั้งลักษณะงานของฮันเยอมีความเสี่ยงสูงเป็นทุนเดิม ต้องกลั้นหายใจหลายสิบวินาที ดำน้ำลึก 5–20 เมตร แบกอุปกรณ์หนัก และเผชิญคลื่นลมแรงทำให้ผลิตภาพลดลงตามอายุและเพิ่มภาระด้านสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันอาชีพนี้กลับไม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ แม้รัฐบาลท้องถิ่นพยายามเสนอเงินสนับสนุน 500,000 วอนต่อเดือนเป็นเวลา 3 ปีให้ผู้หญิงวัย 40–44 ที่ต้องการสมัครเข้าฝึกอบรบเป็นแฮนยอ แต่ผู้สมัครใหม่กลับมีจำนวนน้อย เนื่องจากงานหนัก รายได้ไม่สม่ำเสมอ แข่งขันกับงานในภาคบริการไม่ได้ กระบวนการเข้าสมาคมดำน้ำของหมู่บ้านซับซ้อน และความเสี่ยงต่อชีวิตสูง ทำให้อาชีพนี้กลายเป็น “อาชีพที่ไม่มีการสืบทอดตามธรรมชาติ” ซึ่งตามหลักเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงการล่มสลายของระบบแรงงานดั้งเดิม นอกจากนี้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงยังส่งผลโดยตรงต่อทรัพยากรทะเล อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นทำให้การแพร่พันธุ์ของเม่นทะเล เป๋าฮื้อ และหอยสังข์ลดลง ส่งผลให้รายได้ของฮันเยอและชุมชนชายฝั่งลดลงแบบลูกโซ่ไปทั้งระบบ และยิ่งไปกว่านั้นการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวกว่า 15 ล้านคนต่อปีกลับไม่ได้ช่วยรักษาแรงงานเหล่านี้ไว้ เพราะแม้ความต้องการประสบการณ์แฮนยอ จะสูงขึ้น แต่แรงงานที่เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมกลับลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อแบรนด์การท่องเที่ยวของเชจูในระดับที่ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ยาก แม้รัฐบาลท้องถิ่นและองค์กรชุมชนจะพยายามรักษาอาชีพนี้ไว้ผ่านการฝึกอบรมดำน้ำ การสนับสนุนเงินทุน การสร้างกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ไปจนถึงความร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ด้านระบบนิเวศเพื่อฟื้นฟูทรัพยากร แต่โครงสร้างปัญหาหลัก ต้นทุนแรงงานสูง รายได้ไม่จูงใจ และความเสี่ยงเฉพาะอาชีพ ยังทำให้โมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมไม่สามารถดึงแรงงานรุ่นใหม่กลับมาได้ ส่งผลให้อนาคตของฮันเยอและระบบเศรษฐกิจที่พวกเธอขับเคลื่อนอยู่เริ่มสั่นคลอนอย่างแท้จริง อีกหนึ่งความเป็นจริงคือ แม้แต่ลูกหลานของแฮเยอหลายคนไม่อยากรับช่วงต่อ “พวกเขาเห็นความลำบากของเรา และไม่อยากมีชีวิตแบบนี้” อีฮันอ๊กพูดตรง ๆ ส่วนอีบกซูเองก็ยอมรับว่า “รุ่นเราอาจเป็นรุ่นสุดท้ายที่ทำงานแบบเดิมนี้” ฟันเฟืองที่หายไปไม่ได้ ผู้แบกรับเศรษฐกิจทั้งเกาะ เรื่องราวของอีบกซู คิมซูซอน และอีฮันอ๊ก ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้หญิงสูงวัยสามคนที่ยังคงดำน้ำทำงานหนัก แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งระบบของเกาะเชจู ตั้งแต่การจัดการแรงงาน การท่องเที่ยวระยะยาว การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงกลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มจากทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) เพราะว่า แฮนยอเป็นทั้ง ผู้ผลิตอาหารทะเล, ผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, ผู้ถ่ายทอดภูมิปัญญา และผู้เฝ้าระวังระบบนิเวศ เหล่านี้ทำให้แฮนยอเป้นสัญลักษณ์ที่ทำให้เชจู “แตกต่าง” จากเมืองท่องเที่ยวอื่นในโลก การหายไปของพวกเธอจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียทางวัฒนธรรม แต่เป็น แรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจ ที่เชจูอาจต้องใช้เวลานานนับทศวรรษกว่าจะปรับตัวได้ แม้อนาคตของเศรษฐกิจแฮนยอจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สัญญาณแห่งความหวังยังพอปรากฏให้เห็น หากระบบเศรษฐกิจของเชจูสามารถปรับบทบาทแฮนเยอจาก “แรงงานทะเล” ที่ผลิตผลด้วยร่างกาย มาเป็น “ผู้ถือครองทุนทางวัฒนธรรม” ที่สร้างมูลค่าด้วยภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ เพราะคุณค่าที่แท้จริงของแฮนยอไม่ใช่จำนวนหอยที่พวกเธอเก็บขึ้นมา แต่คือความรู้ ทักษะ เรื่องเล่า และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมาหลายศตวรรษ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การทำกิจกรรมสาธิตร่วมกับนักท่องเที่ยว การเป็นวิทยากรด้านการอนุรักษ์ทะเล การผลิตคอนเทนต์หรือสารคดีร่วมกับภาคเอกชน ไปจนถึงการตั้งสถาบันฝึกสอนแฮนเยอรุ่นใหม่พร้อมรายได้คงที่ หรือการพัฒนาแบรนด์สินค้าทะเล “Haenyeo Origin” เพื่อยกระดับมูลค่าในตลาด ทั้งหมดนี้จะช่วยให้แฮนยอมีรายได้สม่ำเสมอและลดการพึ่งพาการดำน้ำเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรทะเลที่เปลี่ยนแปลง และการขาดแรงสืบทอดยังคงเป็นความเสี่ยงใหญ่ แต่การสนับสนุนจากรัฐ เทคโนโลยีช่วยดำน้ำ และความสนใจจากนานาชาติก็เปิดโอกาสใหม่ให้แฮนยอสามารถยืนหยัดในโลกยุคใหม่ได้ โมเดลผสมผสานที่แฮนเยอสามารถทั้งดำน้ำ ทำงานวิจัยทางทะเล ถ่ายทอดภูมิปัญญา และสร้างประสบการณ์ทางวัฒนธรรมให้ผู้มาเยือน คือทิศทางที่หลายฝ่ายเริ่มเห็นร่วมกันว่าอาจช่วยรักษาอาชีพนี้ให้ดำรงอยู่ได้ ทั้งในฐานะเครื่องมือยังชีพและบทบาททูตวัฒนธรรมของเกาะเชจู และสำหรับคิมซูซอน อีบกซู และอีฮันอ๊ก คลื่นที่ซัดเข้าฝั่งทุกวันยังคงเป็นทั้งความท้าทายและแรงผลักดัน แม้ร่างกายจะไม่เหมือนเดิม แต่จิตวิญญาณของสตรีแห่งเชจูที่ผูกพันกับทะเลยังไม่เคยจางหาย “ทุกครั้งที่ลงน้ำ เราเล่าเรื่องหนึ่งเรื่องออกมา” อีบกซูกล่าว “เรื่องของครอบครัว ชุมชน การยังชีพ และความเคารพต่อทะเล แม้จำนวนเราจะลดลง แต่จิตวิญญาณไม่เคยหายไป” แฮนเยอจึงไม่ใช่แค่ผู้รักษามรดกดั้งเดิม แต่ยังเป็นหัวใจของเศรษฐกิจชุมชน และเป็นบทเรียนว่าความอดทนและความผูกพันของมนุษย์กับธรรมชาติสามารถยืนหยัดได้ยาวนานไม่ต่างจากคลื่นทะเลที่ไม่เคยหยุดซัดฝั่ง ภาพ-ASEAN-Korea Centre อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง วางแผนเที่ยวเกาหลี แนะทำประกันเดินทางก่อน สอท.โซล ปูทางสร้าง ‘ไทยทาวน์’ แห่งแรก Alternate-X สรุปให้ ‘แฮนยอ’ แห่งเชจูคือมรดกโลกที่ยังมีชีวิต ผู้หญิงสูงวัยที่ดำน้ำโดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจสืบทอดมากว่า 400 ปี แม้รายได้ไม่สูง แต่อาชีพนี้คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจสีคราม ทั้งอาหารทะเลพรีเมียมและท่องเที่ยววัฒนธรรม จำนวนแฮนยอกำลังลดลงอย่างรวดเร็วจากโครงสร้างประชากรสูงวัยและแรงงานใหม่ไม่สืบทอดต่อ ผลกระทบจึงลามถึงเศรษฐกิจชุมชน ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และทรัพยากรทางทะเลของเชจู อนาคตของ ‘แฮนยอ’ อาจอยู่ที่การปรับบทบาทจากแรงงานทะเลเป็นผู้ถือครองทุนทางวัฒนธรรม สร้างมูลค่าใหม่ให้เกาะเชจู STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
Yakiniku Like แผนลดต้นทุน–เพิ่มสาขาหดไซส์ร้าน–ปรับราคา หลังคนไทยงดกินข้าวนอกบ้าน
‘YAKINIKU LIKE’ แบรนด์ร้านอาหารแนวปิ้งย่าง สัญชาติญี่ปุ่น ที่เข้าสู่ประเทศไทยร่วม 4 ปีเต็ม ภายใต้การบริหารของกลุ่มแม็กซิม ประเทศสิงคโปร์ ผู้ดูแลธุรกิจแฟรนไชส์ยากินิกุ ไลค์ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมแผนพากิจการในไทยสู่รายได้พันล้านในปี 2570 ทิพย์สุดา อเนกวัชรากรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเอ็กซ์ แจแปนนิส ฟู้ด คอนเซ็ปต์ (ประเทศไทย) จำกัด (เครือกลุ่มแม็กซิม) ผู้บริหารร้านอาหารญี่ปุ่นแนวปิ้งย่าง (yakiniku) แบรนด์ Yakiniku Like (ยากินิกุ ไลค์) กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินกิจการร้านอาหาร Yakiniku Like ในประเทศไทย มาร่วม 4 ปีและได้การตอบรับดีในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย โดยแบรนด์ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการปิ้งย่างของไทย ร้านยากินิกุสไตล์ฟาสต์ แคชชวล (Fast Casual) แห่งแรกที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยจุดเด่น ‘เสิร์ฟเร็วใน 3 นาที’ นำนวัตกรรมการใช้ ‘เตาย่างไร้ควันและระบบฟอกอากาศ’ สร้างประสบการณ์รับประทานอาหารแนวปิ้งย่างแบบไม่ติดเสื้อผ้า โดยภายในสิ้นปี 2568 ยากินิกุ ไลค์ จะเปิดให้บริการทั้งสิ้น 22 สาขาพร้อมปรับพื้นที่สาขาร้านให้มีขนาดลดลง จากเดิมที่ใช้พื้นที่ให้บริการค่อนข้างใหญ่ ส่วนหนึ่งเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการขยายสาขาใหม่ๆ ที่จะไปหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดได้เพิ่มขึ้น แนวทางนี้ จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือการบริหารต้นทุนธุรกิจร้าน ที่จะพาไปสู่เป้าหมายรายได้ พันล้านบาทในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย พร้อมไปสู่ตำแหน่งทางการตลาด ร้านอาหารปิ้งย่างระดับพรีเมียม แมส อีกด้วย ทิพย์สุดา อเนกวัชรากรณ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเอ็กซ์ แจแปนนิส ฟู้ด คอนเซ็ปต์ (ประเทศไทย) จำกัด สาขาเพิ่ม-ลดคอสต์คุมวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม ต่อการไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ‘ทิพย์สุดา’ บอกว่าในช่วงระหว่างทางนี้ ‘ยากินิกุ ไลค์’ ได้ทบทวนแผนธุรกิจพร้อมสร้างแนวทางการทำตลาดใหม่ ๆ ท่ามกลางการแข่งขันสูงในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น เกือบทุกประเภท ทั้งซูชิ ราเมน ปิ้งย่าง ที่ในเวลานี้อยู่ในน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) กันเกือบหมดแล้ว โดยแผนงานสำคัญ คือ การบริหารต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะด้านวัตถุดิบอาหารคุณภาพเพื่อให้ได้ในราคาที่ลดลง ส่วนหนึ่งจะมาจากการขยายสาขาร้านยากินิกุ ไลค์ ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นและไปยังหลากหลายทำเลศักยภาพได้ตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งการเปิดสาขาในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยว อาทิ เชียงใหม่ ชลบุรี และ ภูเก็ต ในอนาคต ด้วย ขณะที่ แนวทางนี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองสำคัญเพื่อจัดหาวัตถุดิบในราคาที่เหมาะสมจากผู้ผลิตคุณภาพ ราคา-ปรับลดดึงส่วนแบ่งกระเพาะ จากสภาพการแข่งขันสูงในตลาดร้านอาหารช่วงที่ผ่านมา ทำให้ในปี 2567 ร้านยากินุกุ ไลค์ ยังได้ปรับราคาเมนูเซ็ทลดลงราว 3-10% โดยเริ่มต้นที่ 169 บาท จากเดิม 179 บาท และในชุดเซ็ท 365 บาท จากเดิม 389 บาท โดยเป็นราคาที่ไม่บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) 7% และ ค่าบริการเพิ่ม (Service Charge) 10% สำหรับการปรับราคาลดลง ยังเป็นกลยุทธ์เพื่อเข้าไปชิงส่วนแบ่งกระเพาะ (Share of Stomach) ในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยได้มากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันสูงในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบัน ‘เมนู’ ใหม่ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ทิพย์สุดา กล่าวเสริมว่า นอกจากกลยุทธ์ด้านทำเล และราคาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดแล้ว ด้านสินค้าอย่างการพัฒนาเมนูใหม่ อย่างซอส หรือ ผงปรุงรสหมักเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่บริษัทแม่ วางไว้เช่นกัน ล่าสุด ยากินิกุ ไลค์ ประเทศไทย ใช้กลยุทธ์การทำตลาดร่วม (Collsboration Marketing) กับ ‘ฟ้าไทย’ แบรนด์สินค้าเครื่องปรุงรสของไทย ในการพัฒนาสูตรเมนู Boss & Baby ด้วยความเผ็ด 2 ระดับ คือ ระดับบอส (เผ็ดมาก) และ ระดับเบบี้ (เผ็ดน้อย) สำหรับเมนูใหม่ดังกล่าว เป็นการทำตลาดในช่วงสั้นหรือซีซันนัล วางระยะเวลาตั้งวันนี้ถึง 11 ธันวาคม ปีนี้ คาดหลังจบแคมเปญความร่วมมือผ่านเมนูใหม่ดังกล่าว จะผลักดันให้บริษัทฯ มียอดเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 20% จากในปี 2568 วางเป้าหมายรายได้ที่ 700 ล้านบาท “แคมเปญนี้ เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายตุลาคม ที่ผ่านมาได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ซึ่งให้การตอบรับดีด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ คือ คนไทยชอบกินเผ็ด ซึ่งเมนูความเผ็ดระดับบอส ได้การตอบรับดีที่สุด” โดยเมนูใหม่ดังกล่าว หากได้การตอบรับดี ยังมีความเป็นไปได้ว่ากลุ่มบริษัทแม่จะนำไปให้บริการในสาขายากินิกุ ไลค์ ในประเทศ เวียดนาม ฮ่องกง และ ฟิลิปปินส์ ในอนาคต ใช้ 3 คำย้ำอินฟลูฯ รีวิวตามจริง ทิพย์สุดา กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจร้านอาหารในตลาดรวมปี 2568 มีความท้าทายอย่างมาก และมองว่าในปี 2569 ยังอาจะยากลำบากยิ่งขึ้น จากปัจจัย ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานอาหารนอกบ้าน ที่จะมีการควบคุมงบประมาณมากขึ้น “ผู้บริโภคไทย ยังมีเงินอยู่แต่อาจนำไปใช้จ่ายในด้านอื่นแทน และหันมาคุมงบประมาณการรับประทานอาหารในร้านแทน” ขณะที่กลยุทธ์การทำตลาดผ่านการสื่อสารแบรนด์ ยากินิกุ ไลค์ ในประเทศไทย จะยังเป็นทิศทางเดียวกับกลุ่มบริษัทแม่ ที่ให้ความสำคัญ 3 ด้านหลัก คือ Tasty ความอร่อย นำเสนอเนื้อคุณภาพสูงและน้ำจิ้มที่สามารถปรับแต่งได้ Quick รวดเร็ว: รับประกันว่าอาหารจะเสิร์ฟภายในเวลาประมาณสามนาที Value คุ้มค่า: ให้บริการอาหารชุดที่ครบถ้วนและน่าพึงพอใจในราคาที่สมเหตุสมผล “ยากินิกุ ไลค์ ยังคงใช้เคโอแอล หรือ อินฟลูเอ็นเซอร์ ร่วมสื่อสารการตลาดโดยที่แบรนด์ไม่ได้เข้าไปควบคุมเนื้อหาแต่อย่างใด แต่จะให้เพียง 3 คีย์เวิร์ดหลักที่วางไว้เท่านั้นเพื่อให้อินฟลูฯ รีวิวร้านได้ตามจริง ด้วยปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้เชื่อถือเคโอแอล อีกต่อไปแล้ว แต่จะมองที่ความจริงใจ เป็นหลัก” ทั้งนี้ จากแนวทางธุรกิจ และภาพรวมตลาดร้านอาหารในไทย ยากินิกุ ไลค์ มองว่ายังมีโอกาสขยายการเติบโตธุรกิจหากเป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยคาดว่าใน ปี 2569 จะขยายเพิ่มอีก 8 สาขาใหม่รวมเป็น 30 สาขา และสร้างยอดขายเติบโตขึ้นราว 20% จากในปีนี้วางเป้าหมายอยู่ที่ 700 ล้านบาท และคาดว่าในอีก 2 ปีหน้าหรือ ราวปี 2570 บริษัทจะมียอดขายเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ Yakiniku Like แผนเร่งขยายสาขาเป็น 30 แห่งปี 2569 และตั้งเป้ารายได้พันล้านในปี 2570 ด้วยกลยุทธ์หลักคือ ลดค่าใช้จ่าย–เพิ่มอำนาจต่อรองวัตถุดิบเพื่อยังคงคุณภาพความพรีเมียมสินค้า พร้อมปรับราคาเมนูลดลง 3–10% เพื่อแย่ง Share of Stomach ในตลาดปิ้งย่างแข่งขันสูง เปิดตัวเมนูใหม่ร่วมแบรนด์ไทย ‘ฟ้าไทย’ แบบซีซันนัล เพิ่มยอดขายเป้าหมาย 20% พร้อมชู 3 คีย์หลัก Tasty–Quick–Value ปล่อยฟรีอินฟลูเอ็นเซอร์ ทำคอนเทนต์รีวิวขายความจริงใจลูกค้า
ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ดูแลสุขภาพวัยทอง หลัง อย.สหรัฐปลดล็อค Black Box Warning
การยกเลิกคำเตือน “Black Box Warning” สำหรับฮอร์โมนทดแทน ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) หลังการทบทวนหลักฐานทางการแพทย์อย่างละเอียดล่าสุดยืนยันชัดว่า เมื่อใช้ภายใต้การประเมินและดูแลโดยแพทย์ ความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม และการอาจทำให้การเกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่เข้าใจกันมานานกว่า 20 ปี การยกเลิกคำเตือน “Black Box Warning”นี้ เพื่อให้แพทย์ ได้พิจารณาการรักษาตามข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์ที่เป็นจริง และให้สตรีได้มีโอกาสตัดสินใจในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง เพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรงต่อไปในระยะยาว จากปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการลดลงฮอร์โมนเอสโตรเจนของกลุ่มวัยทอง ข่าวดี เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (US FDA) ได้ประกาศยกเลิก ‘Black Box Warning’ ที่เคยติดบนยาในกลุ่มฮอร์โมนทดแทนกว่า 20 ปี การตัดคำเตือนนี้ เป็นผลมาจากทบทวนข้อมูลวิจัยอย่างละเอียดที่เฉพาะเจาะจงอย่างเป็นระบบและครอบคลุม การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในระยะเวลาที่กำหนด ชี้ว่า ‘ฮอร์โมนทดแทน’ ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม หรือภาวะสมองเสื่อม เมื่อตรวจประเมินและใช้ในกลุ่มเหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ โดยการประกาศครั้งประวัติศาสตร์ขององค์การอาหารและยาสหรัฐฯในครั้งนี้ ยังช่วยคืนความเชื่อมั่นให้การรักษาระดับ Gold standard ในการดูแลสุขภาพผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน โดยยังคงคำเตือนเฉพาะ ‘ฮอร์โมนเอสโตรเจนเดี่ยว’ ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ด้านสุขภาพสตรีทั่วโลก เลยทีเดียว!! ‘ฮอร์โมนทดแทน’ คืออะไร? การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy หรือ HRT) คือการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือเอสโตรเจนร่วมกับโปรเจสโตรน เพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ร่างกายลดลงในวัยทอง ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศและส่งเสริมระบบการทำงานร่างกายผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน อาการช่องคลอดแห้ง ป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก (ลดความเสี่ยงกระดูกหักได้สูงถึง 50–60% หากเริ่มใช้ภายใน 10 ปีหลังหมดประจำเดือน หรือ โดยทั่วไปจะก่อนอายุ 60 ปี ) ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ถึงประมาณ 50% ลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ราว 35% ช่วยให้ผู้หญิงมีพลังงานมากขึ้น นอนดีขึ้น ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจเหมือนเดิม ทั้งนี้ ถือเป็นการรักษาที่มีประโยชน์มาก หากได้รับการดูแลและวินิจฉัยภายใต้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่อประเมินความเสี่ยงเฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสม ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะ ‘เอสโตรเจน (Estrogen)’ ตัวช่วยสำคัญที่ดูแลระบบต่างๆ ของร่างกาย ไม่ใช่แค่เรื่องประจำเดือนเท่านั้น ด้วย ‘เอสโตรเจน’ ยังช่วยรักษาสุขภาพหัวใจ ลดการสะสมไขมันในหลอดเลือด และช่วยเสริมความแข็งแรงของกระดูก และยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง เช่น ความจำ อารมณ์ และการนอนหลับที่มีคุณภาพ แถมยังช่วยดูแลผิวพรรณ ความชุ่มชื้นของช่องคลอด และความสบายตัวโดยรวม อีกด้วย และเมื่อ ‘ฮอร์โมน’ อยู่ในระดับสมดุล ผู้หญิงมักรู้สึกสดใส กระฉับกระเฉง และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เอสโตรเจน ถือเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผู้หญิงแทบทุกมิติ ‘ฮอร์โมนลด’ เสี่ยงกระทบสุขภาพ ทั้งนี้เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยใกล้หมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลรบกวนชีวิตประจำวันหลายด้าน ทั้งอาการ ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หงุดหงิดง่าย และเหนื่อยง่าย ผิวแห้ง ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ และปัสสาวะบ่อยก็พบได้บ่อยขึ้น นอกจากนี้ ในระยะยาว ฮอร์โมนที่ลดลงอาจส่งผลให้กระดูกบางลง เพิ่มความเสี่ยงกระดูกหัก หัวใจและหลอดเลือดอ่อนแอลง ทำให้เสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มเกิดภาวะความจำลดลง หรือเสี่ยงโรคสมองเสื่อมมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้หญิงวัย 45+ ลดลงอย่างชัดเจน ‘Longevity’ โอกาสใหม่ผู้หญิงวัยทอง ต่อการปลดล็อก ‘Black Box Warning’ ของ US FDA ต่อ ฮอร์โมนในครั้งนี้ถือเป็นก้าวใหม่ในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและมั่นใจในการรักษามากขึ้นในกลุ่มผู้หญิงวัยทอง พร้อมเพิ่มโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีชีวิตที่มีคุณภาพได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องกลัวความเสี่ยงในการใช้ฮอร์โมนทดแทนที่เคยถูกเข้าใจผิดมาก่อนหน้านี้ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการฟื้นคุณภาพชีวิตให้ผู้หญิงในวัย 45–60 ปี รวมถึงเป็นสัญญาณว่าการแพทย์ด้านสุขภาพสตรีกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมากขึ้น อ้างอิง https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/8885820/ https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJM198011203032102 https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/hhs-advances-womens-health-removes-misleading-fda-warnings-hormone-replacement-therapy
‘Sobering trend’ วัฒนธรรมการดื่มในญี่ปุ่นเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ดื่มแอลกอฮอลล์น้อยลง
เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมการดื่มเบียร์และสาเกหลังเลิกงานในญี่ปุ่นที่ถูกมองว่าเป็น ‘สื่อกลาง’ ในทางสังคมเพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้นระหว่างเพื่อนร่วมงาน ที่แม้แต่ ‘คาซุโอะ อินาโมริ’ อดีตประธานกรรมการของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ก็ยังเคยพูดไว้เมื่อปี 2012 ว่า เขาใช้ ‘เบียร์’ เป็นเครื่องมือในการทำให้พนักงานเปิดใจพูดคุยกัน เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ ‘เครื่องดื่มแอลกอฮอล์’ ถูกใช้เป็นตัวกระตุ้นในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมในญี่ปุ่น จนเกิดแนวคิด ‘nommunication’ ขึ้นมา โดยเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า ‘nomu’ (แปลว่า ดื่ม) กับคำว่า ‘communication’ (แปลว่า การสื่อสาร) ซึ่งก็คือ ‘การดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานเพื่อให้ผู้คนรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกัน’ แม้แต่ในแวดวงธุรกิจเอง ก็ยังต้องใช้บาร์ หรือผับเป็นสถานที่ในการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหายากๆ แทนที่จะใช้ห้องประชุมแบบทางการ เพื่อให้บรรยากาศดูเป็นกันเองและได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น …แต่ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการดื่มในยุคนี้กำลังจะเปลี่ยนไปซะแล้ว! เมื่อคนรุ่นใหม่อย่างกลุ่มคนเจน Z กำลังสร้างปรากฏการณ์ ‘ไม่ดื่มแอลกอฮอล์’ มากขึ้น และหันไปดื่มม็อกเทล หรือเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์แทน จากผลสำรวจใหม่ของ ‘Mery Co’ บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดในกรุงโตเกียวพบว่า “ชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปีเกือบ 44% ‘ไม่เคย’ ดื่มแอลกอฮอล์เลย และอีก 16% ดื่มน้อยกว่าหนึ่งครั้งต่อเดือน” ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เขย่าตลาดเครื่องดื่มของญี่ปุ่นและท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมที่มีมาอย่างยาวนาน ผลการวิจัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในสังคมญี่ปุ่น “พฤติกรรมในยุคการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ประกอบกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานและสุขภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างมาก” ผู้สังเกตการณ์ กล่าว การเผยแพร่รายงานฉบับนี้สอดคล้องกับข้อมูลรายเดือนของผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของประเทศที่เผยแพร่เมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “การบริโภคเบียร์ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันที่การบริโภคเบียร์ลดลง” ปรากฏการณ์นี้ท้าทายความเชื่อที่ฝังรากลึกมานานว่า ยอดขายเบียร์จะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น เนื่องจากผู้บริโภคต้องการคลายร้อน “อุณหภูมิที่สูงอย่างรุนแรงในปีนี้น่าจะทำให้ผู้คนไม่กล้าออกไปข้างนอกในช่วงเย็น ขณะเดียวกัน การดื่มที่บ้านก็ลดลงเช่นกัน ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและรายได้ที่ลดลง” นักวิเคราะห์ กล่าว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่า “การที่ยอดขายเบียร์ลดลงไม่ใช่แค่เรื่องตามฤดูกาลธรรมดาเท่านั้น แต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์กำลังเผชิญกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของกลุ่มคนเจนใหม่ๆ ในระยะยาว” คนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น? Photo by : Pixabay / AS_Photography เมื่อถามถึงสาเหตุที่พวกเขา ‘หลีกเลี่ยง’ การดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ตอบแบบสำรวจของ Mery ที่เป็นวัยรุ่น 34% บอกว่า ‘ไม่มีเหตุผลเฉพาะเจาะจง’ ขณะที่ประมาณ 24% บอกว่า ‘พวกเขาทนต่อแอลกอฮอล์ได้น้อย’ ส่วน 22.6% บอกว่า ‘พวกเขาสามารถสนุกสนานได้โดยไม่ต้องดื่ม’ และอีก 21.6% บอกว่า ‘พวกเขาไม่ชอบรสชาติแอลกอฮอล์’ นอกจากนี้ยังพบว่า 18% ‘มีความกังวลเรื่องสุขภาพ’ แต่ 10% บอกว่า ‘การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั้นแพงเกินไป’ ขณะที่ 7% บอกว่า ‘ไม่มีเพื่อนดื่มด้วยเลย’ “ฉันคิดว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้เปลี่ยนวัฒนธรรมการดื่มของญี่ปุ่น ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ เพราะเราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ หลายคนก็เลิกพฤติกรรมการดื่มกับเพื่อนร่วมงานหลังเลิกงาน ในขณะที่คนรุ่นใหม่นั้น มหาวิทยาลัยมักเป็นสถานที่สำหรับปาร์ตี้ดื่มเหล้า แต่ก็ต้องหยุดไปในช่วงการระบาดเช่นกัน คนเหล่านี้เรียนจบการศึกษาและเริ่มทำงานกันแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยมีความรู้สึกอยากดื่มเลย” ซูมิเอะ คาวะกามิ อาจารย์ด้านสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยยามานาชิ กาคุอิน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว South China Morning Post คาวะกามิ บอกอีกว่า “ฉันรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงาน ไม่อยากไปดื่มกับหัวหน้าหลังเลิกงาน และพวกเขาไม่อยากรู้สึกกดดันให้ทำแบบนั้น” “คนเหล่านี้ต้องการสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ดีขึ้น” “หลายคนแค่อยากจะผ่านวันทำงานไปให้ได้ก่อน แล้วค่อยทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกลับบ้าน พบปะเพื่อนฝูง ทำงานอดิเรก หรืออะไรก็ตาม และถึงแม้ว่าสิ่งนี้อาจดูแปลกสำหรับคนรุ่นเก่า แต่ฉันคิดว่าสิ่งนี้กำลังเป็นเรื่องปกติมากขึ้นในหมู่ผู้สูงอายุเช่นกัน” คาวะกามิ กล่าว อิซเซย์ อิซาวะ ชายวัย 26 ปี ซึ่งทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ในเมืองโยโกฮามา บอกว่า เขาเป็นตัวอย่างของกลุ่มคนนี้อย่างชัดเจน “ผมไม่เคยดื่มหนัก และมีโอกาสดื่มกับเพื่อนฝูงน้อยมากในช่วงที่มีมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 อีกอย่างผมเป็นคนเล่นกีฬาเยอะ เลยไม่ค่อยอยากดื่มจริงๆ” “โชคดีที่บริษัทของผมไม่ได้กดดันเรื่องนี้มากนัก แต่ผมมีเพื่อนที่ทำงานในบริษัทอื่น แน่นอนว่าเพื่อนบางคนรู้สึกกดดันมากกว่า ผมคิดว่ามันคงไม่ดีสำหรับบริษัทแน่ๆ หากว่ามีพนักงานครึ่งหนึ่งเมาค้าง 2-3 วันต่อสัปดาห์” บริษัทผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (ต้อง) พลิก ‘วิกฤต’ ให้เป็น ‘โอกาส’… Photo by : Pixabay / beboplu “เราตระหนักดีว่าคนรุ่นใหม่เลือกที่จะดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงเรื่อยๆ” อัตสึชิ คัตสึกิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาซาฮี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ กล่าว และนี่เป็นทั้งความเสี่ยง…และโอกาส “บริษัทของเรามีความโดดเด่น เพราะแม้ว่ายอดขายส่วนใหญ่ของเรามาจากเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่เราก็สามารถผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มอัดลม ซึ่งทำให้เรามีข้อได้เปรียบในการแข่งขัน” คัตสึกิ กล่าว ขณะนี้ อาซาฮีกำลังผลักดันผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ เช่น เบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยกว่า 3.5% ออกสู่ตลาดต่างประเทศ คัตสึกิ กล่าวเสริมว่า “ภายในปี 2030 เราต้องการเพิ่มสัดส่วนเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือแอลกอฮอล์ต่ำ ให้เป็น 20% ของยอดขายเครื่องดื่มทั้งหมดของเรา…เครื่องดื่มเหล่านี้ได้รับความนิยมในตลาดภายในประเทศอยู่แล้ว โดยเบียร์ไม่มีแอลกอฮอล์คิดเป็น 10% ของยอดขายเครื่องดื่มของอาซาฮีในญี่ปุ่น เนื่องจากผู้คนหลีกเลี่ยงการดื่มแล้วขับรถ” แต่ตลาดญี่ปุ่นกำลังหดตัวลง…เนื่องจากประชากรสูงอายุและอัตราการเกิดที่ลดลง “ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในญี่ปุ่นจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะเราไม่สามารถต้านทานการลดลงของประชากรได้ ซึ่งหมายความว่าเราไม่สามารถคาดหวังให้ตลาดญี่ปุ่นเติบโตอย่างมหาศาลได้” คัตสึกิ กล่าว นั่นหมายความว่าโอกาสการเติบโตหลักของอาซาฮีอยู่ที่ต่างประเทศ และบริษัทได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศอย่างรวดเร็วมาเป็นเวลา 15 ปี ปัจจุบันยอดขายมากกว่าครึ่งหนึ่งมาจากนอกประเทศญี่ปุ่น Alternate-X สรุปให้ เทรนด์ใหม่ญี่ปุ่น…‘Sobering trend’ เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ ดื่มแอลกอฮอลล์ ‘น้อยลง’ สังสรรค์แบบที่ไม่ต้องเมาแอ๋ก็ได้ จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่สะเทือนอุตสาหกรรมแอลกอฮอลล์จนยอดขายตกฮวบ อีกทั้งวัฒนธรรมดื่มในสังคมญี่ปุ่นซึ่งถูกมองว่าเป็น ‘สื่อกลาง’ ในการสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายมากขึ้นระหว่างเพื่อนร่วมงานนั้น ก็กำลังเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ประกอบกับคนเจน Z เริ่มใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากกว่าการดื่มสังสรรค์ งานนี้จึงทำเอาร้านขายเครื่องดื่มถึงกับต้องกุมขมับ Source : Sobering trend: nearly half of young Japanese never drink alcohol, survey shows How Japan’s biggest brewer aims to attract sober Gen Z STORYTELLER BY THIS IS OLIVIA นักเดินทางตัวเปี๊ยก…ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเลนส์ขยายโลกใบใหญ่
วางแผนเที่ยวเกาหลี แนะทำประกันเดินทางก่อน สอท.โซล ปูทางสร้าง ‘ไทยทาวน์’ แห่งแรก
ไทย-เกาหลี สัมพันธ์ดี สอท.โซล จัด ‘สวัสดีไทยแลนด์’ เฟสติวัลใหญ่เกาหลี โชว์ อาหารไทย ปูทางสู่ ‘ไทยทาวน์แห่งแรกในโซล แผนเชื่อมเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม สองชาติ ชวดล นิปธานนนท์ อัครราชทูต/รองหัวหน้าสำนักงาน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) (สอท.เกาหลีใต้) เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดเกาหลีต่อผู้ประกอบการไทยนั้น สินค้าอาหารถือว่าได้รับความสนใจและมีความโดดเด่นในหมู่ผู้บริโภคชาวเกาหลีเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางชาวเกาหลี โดยในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีเดินทางไปยังไทยราว 300,000-400,000 คนต่อปี ทำให้คนเกาหลีคุ้นเคยกับรสชาติอาหารของไทยเป็นอย่างดี “หนึ่งในอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการไทยคือ ข้อกำหนดและกฎระเบียบของทางการเกาหลี รวมถึงการหาเครือข่ายการจัดจำหน่ายในตลาดเกาหลีที่น่าเชื่อถือด้วย” ชวดล นิปธานนนท์ อัครราชทูต/รองหัวหน้าสำนักงาน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) โดยในประเด็นนี้ เอกอัคราชทูต ธานี แสงรัตน์ ประจำสถานเอกอัคราชทูตไทย ได้ให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในทุกปีทาง สอท.โซล ได้จัดงาน ‘สวัสดีไทยแลนด์’ ซึ่งเป็นเฟสติวัลใหญ่ของไทยในเกาหลีใต้ ซึ่งมีชาวเกาหลีให้ความสนใจเข้าร่วมงานในแต่ละนับแสนคน ภายในงานฯ ได้นำนำเสนอวัฒนธรรมไทย รวมทั้ง สินค้าไทย อาหารไทย ผู้ประกอบการไทย เพื่อแนะนำให้ชาวเกาหลีรู้จักความเป็นไทยมากขึ้น นอกจากนี้ทางสอท.โซล โดยดำริของเอกอัคราชทูต ธานี แสงรัตน์ ยังได้ส่งเสริมให้ชุมชนชาวไทยในเกาหลี สร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นในลักษณะสมาคมที่ถูกต้องตามกฎหมายของเกาหลี รวมตัวเป็นกลุ่มชุมชนเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ชุมชนไทยในเกาหลีมากยิ่งขึ้น นอกจากความสำเร็จในการจัดงาน ‘สวัสดีไทยแลนด์’ แล้วนั้น ทางสอท.โซล ยังเดินหน้าผลักดันการจัดตลาดไทยประจำในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเกาหลีใต้ “เรากำลังสร้างประตูหลายบาน ทั้งในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งอีเวนต์ขนาดใหญ่และกิจกรรมระดับชุมชน เป้าหมายคือทำให้ผู้บริโภคชาวเกาหลีเชื่อมโยงกิจกรรมเหล่านี้เข้ากับกิจกรรมทางวัฒนธรรมไทย ค่อย ๆ ทำให้แบรนด์ไทยกลายเป็นที่รับรู้ในหมู่ผู้บริโภคเกาหลี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่” หวังเกิดไทยทาวน์ในเกาหลี อัครราชทูตชวดล เผยว่า นอกจากกลยุทธ์ที่จะเน้นการผลักดันสินค้าด้านอาหารหรือวัฒนธรรมไทยอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ยังพบว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแส T-Pop กำลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในหมู่วัยรุ่นชาวเกาหลีใต้เช่นกัน เห็นได้จากกิจกรรมแฟนมีตของศิลปิน T-Pop ไทยที่เข้ามาทำกิจกรรมในเกาหลีเพิ่มมาขึ้น พร้อมกับฐานแฟนคลับชาวเกาหลีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สะท้อนถึงอิทธิพลของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญในเกาหลี อัครราชทูตชวดล กล่าวว่า กระแสตอบรับ T-Pop ไทยในเกาหลีไปในทิศทางที่ดีมาก T-Pop ไทยกำลังเป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่นชาวเกาหลีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตุได้จากเวลาที่มีศิลปินไทยมาจัดกิจกรรมที่เกาหลี กลุ่มแฟนดอมชาวเกาหลีต่างตั้งตารอกันข้ามคืนข้ามวัน สิ่งนี้นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีมาก อย่างไรก็ตาม ในก้าวต่อไปเราพยายามผลักดันให้ทุกอย่างที่เป็นไทย รวมเป็นองคาพยพเดียวกัน ตั้งแต่การท่องเที่ยว ถึงสินค้าอาหาร ถึงศิลปินไทย ดาราไทย ซีรีส์วายไทย การเติบโตของไทยคัลเจอร์หรือไทยฟีเวอร์ในเกาหลีก็จะตามมาเอง โดยไม่จำเป็นต้องแยกโปรโมทเป็นรายภาคส่วน เขาย้ำว่า ปัจจุบันคนไทยในเกาหลีมีจำนวนมากแต่กระจายตัว ไม่ได้รวมกลุ่มเป็นย่าน หรือพื้นที่ชุมชนแบบชัดเจน หากมีการตั้งสมาคมหลายแห่งอย่างถูกกฎหมายและร่วมมือกันมากขึ้น เชื่อว่าแนวคิด “ไทยทาวน์แห่งแรกในเกาหลี” จะเป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้ ทางสถานทูต ท่านทูต และข้าราชการในสอท.โซล ทุกคน มีความพร้อมช่วยผลักดัน ผ่านการสร้างประตูแห่งโอกาสในหลายๆ ด้านทั้งอีเวนต์ใหญ่หรือตลาดเล็กๆ ให้แทรกซึมในทุกระดับ ด้วยพิจารณาถึงการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนของคนไทยซึ่งมีศักยภาพการจัดตั้งชุมชนชาวไทย หรือ ไทยทาวน์ในเกาหลี “ทุกวันนี้แม้คนไทยจะอยู่ในเกาหลีจำนวนมาก แต่ยังไม่มีไทยทาวน์ในเกาหลี เพราะทุกวันนี้ในเกาหลีกลุ่มคนไทยจะอยู่แบบกระจายตัว ดังนั้น ปลายทางของสอท.โซล อยากเห็นไทยทาวน์ถือกำเนิดในเกาหลี” ดังนั้น สอท. เกาหลี ได้เร่งพยายามถึงความรวมมือเหล่านี้ให้เป็นกลุ่มก้อนกันมากขึ้น ด้วยอยากเห็นกลุ่มคนไทยจัดตั้งเป็นสมาคมหรือองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมายเกาหลี เมื่อมีหลายๆ สมาคม หลายองค์กรมากขึ้น ในที่สุดไทยทาวน์ในเกาหลีก็จะตามมาในที่สุด แนะนทท.ไทยซื้อประกันเดินทาง อัครราชทูตชวดล กล่าวทิ้งท้ายว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ขอฝากเตือนไปยังคนไทยและนักท่องเที่ยวไทยที่มีแผนเดินทางมายังเกาหลีใต้ว่า แม้เกาหลีจะให้สิทธิวีซ่าฟรีแก่คนไทย แต่ผู้เดินทางควรศึกษากฎระเบียบของทางการเกาหลีอย่างรอบคอบก่อนออกเดินทาง เขาระบุว่า เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการทำ ประกันเดินทาง ซึ่งในปัจจุบันสามารถซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูง แต่ให้ความคุ้มครองที่จำเป็นอย่างมากในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพหรืออุบัติเหตุระหว่างอยู่ในต่างประเทศ “ทางสถานทูตอยากจะฝากคนไทยและนักท่องเที่ยวไทยที่จะมาเกาหลี อันดับแรกเลยทางเกาหลีให้วีซ่าฟรีกับคนไทย เพราะฉะนั้น อยากให้ทุกท่านศึกษากฎระเบียบ ระบบของทางเกาหลีอย่างรอบคอบก่อนเดินทาง ที่สำคัญก่อนเดินทางอย่าลืมทำประกันเดินทาง” ขณะที่ปัจจุบัน ประกันเดินทางไม่ได้มีคามยุ่งยากในการจัดซื้อและมีราคาสมเหตุสมผล ซึ่งหากเกิดฉุกเฉินด้านการแพทย์หรืออื่นๆ ประกันเหล่านี้สามารถช่วยนนักเดินทาง/นักท่องเที่ยวได้ “สิ่งนี้ก็อยากขอฝากหลายคนคิดว่ามาเพียง 5–7 วันคงไม่มีอะไรไม่น่าจะเป็นอะไร การที่มีประกันไว้อย่างน้อยก็อุ่นใจ ก็อยากจะย้ำนะครับคนไทยที่จะมาเกาหลีใต้ มาได้ครับ เกาหลีเป็นประเทศที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยดีอยู่แล้ว แต่ก่อนเดินทาง อยากให้ทำประกันเดินทางครับ” โดยช่วงระหว่างระหว่างวันที่ 13–16 พฤศจิกายน 2025 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติเกาหลี KINTEX Exhibition Center 2, เมือง Goyang-si จังหวัด Gyeonggi, เกาหลีใต้ โดยความร่วมมือของศูนย์ความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลี (ASEAN-Korea Centre) ร่วมกับหน่วยงานส่งเสริมการค้าของอาเซียน ยังได้ออกบูธร้านค้าผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศในกลุ่มอาเซียน สำหรับภายในงานฯ มีบูธสินค้าจากประเทศไทยเข้าร่วมถึง 10 ราย โดยงาน ASEAN Trade Fair นับว่าเป็นเวทีการค้าระดับภูมิภาค ที่รวมผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ซื้อ และตัวแทนตลาดจากประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) มาพบปะเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ และส่งเสริมเครือข่ายการค้าสู่ระดับสากล Alternate-X สรุปให้ สถานทูตไทย ณ กรุงโซลกำลังผลักดันความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีผ่านงาน ‘สวัสดีไทยแลนด์’ และการส่งเสริมสินค้าไทย โดยเฉพาะอาหาร ท่ามกลางกระแส T-Pop ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมให้ชาวไทยในเกาหลีรวมกลุ่มกันจัดตั้งสมาคม เพื่อเป็นรากฐานในการจัดตั้ง ‘ไทยทาวน์แห่งแรกในเกาหลี’ ในอนาคต ด้าน อัครราชทูตชวดล ยืนยันความพร้อมของสถานทูตในการสร้างช่องทางและโอกาสให้วัฒนธรรมและสินค้าไทยเข้าถึงผู้บริโภคเกาหลีในทุกระดับ พร้อมกันนี้ สถานทูตยังฝากเตือนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปเกาหลีใต้ ให้ ศึกษาข้อกำหนดอย่างรอบคอบ และ เน้นย้ำความสำคัญของการทำ ‘ประกันเดินทาง’ เพื่อความอุ่นใจและคุ้มครองในกรณีฉุกเฉินด้านสุขภาพในต่างประเทศ STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
เทรนด์กำลังซื้ออาเซียน ปี69 เจอแรงกดดันการเงินหนัก ตลาดแบ่งผู้บริโภค 3 กลุ่มชัดเจน
Milieu Insight เปิดผลการศึกษาระดับภูมิภาคเผยเศรษฐกิจอาเซียน พบผู้บริโภค 3 ประเภทแตกต่างชัดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผลต่อกำลังซื้อในปี 2569 แนะแบรนด์ใช้กลยุทธ์เดียวคลุมทั้งตลาดไม่ได้ผล Milieu Insight บริษัทวิจัยการตลาดสิงคโปร์ ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ยังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีการบริโภคของครัวเรือนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก แม้ว่ามักถูกมองว่าเป็นกลุ่มเศรษฐกิจเดียว แต่จากผลการศึกษาใหม่ล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าภูมิภาคนี้ได้แยกออกเป็นเศรษฐกิจผู้บริโภค 3 ประเภทที่แตกต่างกัน ซึ่งถูกกำหนดโดยมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้ง แรงกดดันทางการเงิน การปรับใช้ด้านดิจิทัล และ ลำดับความสำคัญของการใช้จ่าย โดยการศึกษานี้ รวบรวมคำตอบจากผู้บริโภค 3,054 คนใน 6 ตลาดสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ขณะที่ รายงานฉบับนี้วิเคราะห์ทัศนคติการใช้จ่ายในปัจจุบัน เทียบกับสามเดือนก่อนหน้า ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อของสินค้าอุปโภคบริโภค บทบาทของการชำระเงินดิจิทัล และความคาดหวังต่อพฤติกรรมการซื้อในปี 2569 จูดา คานาปรัช ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ Milieu Insight กล่าวว่า ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ทำตัวเป็นตลาดที่เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป ด้วยแรงกดดันทางการเงินและทัศนคติที่แตกต่างกัน กำลังกำหนดเศรษฐกิจผู้บริโภคสามกลุ่มที่แตกต่างกัน โดยกลยุทธ์ระดับภูมิภาคเพียงกลยุทธ์เดียวไม่มีประสิทธิภาพ ธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องเข้าใจบริบททางการเงินและอารมณ์ที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการตัดสินใจในแต่ละตลาด ขณะที่ การเล่าเรื่องของแบรนด์ (brand narrative) ในรูปแบบเดียวกันจะไม่ให้ ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และ“กลยุทธ์การตั้งราคา โปรโมชั่น กลยุทธ์ ช่องทาง (channel plays) และลอยัลตี้โปรแกรม จะต้องสอดคล้องกับ ‘กรอบความคิดเชิงเศรษฐกิจ’ ของแต่ละตลาด ไม่ใช่แค่ตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ ยังคาดว่าภาพรวมอนาคตระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ‘ความแตกต่างจะยิ่งชัดเจนขึ้น’ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยปัจจัยด้านวุฒิภาวะทางดิจิทัล การเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ และความอ่อนไหว ต่อคุณค่า จะยังคงเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการใช้จ่าย ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ขณะที่ ความสำเร็จในตลาดขึ้นอยู่กับการทำความเข้าใจ ‘กรอบความคิดเชิงเศรษฐกิจ’ อย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะเรื่องภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว โดยธุรกิจที่เข้ามาหรือขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะต้องมี ‘การนำเสนอคุณค่า’ (value propositions) และ ‘กลยุทธ์การสื่อสาร’ ที่เฉพาะ เจาะจงสำหรับแต่ละตลาด เพื่อให้สะท้อนพฤติกรรมทางการเงิน และระดับความเชื่อมั่นที่แตกต่างกันของทั้ง สามกลุ่มเศรษฐกิจนี้ Alternate-X สรุปให้ รายงานของ Milieu Insight ชี้ว่ากำลังซื้ออาเซียนปี 2569 ถูกแบ่งออกเป็นผู้บริโภค 3 กลุ่มชัดเจนจากแรงกดดันการเงินและวุฒิภาวะดิจิทัลที่ต่างกัน ธุรกิจไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวครอบคลุมทั้งภูมิภาคได้อีกต่อไป ต้องทำความเข้าใจ “กรอบความคิดเชิงเศรษฐกิจ” ของแต่ละตลาดเพื่อออกแบบราคา โปรโมชั่น และการสื่อสารให้เหมาะสม รายงานสำรวจผู้บริโภคกว่า 3,000 คนใน 6 ประเทศหลักของอาเซียน พร้อมเผยว่าสถานการณ์เงินเฟ้อ พฤติกรรมจ่ายเงินดิจิทัล และความอ่อนไหวต่อคุณค่า จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมปี 2569 ความแตกต่างของทั้ง 3 กลุ่มผู้บริโภคจะชัดเจนขึ้นในอนาคต ทำให้แบรนด์ต้องสร้าง value proposition ที่เฉพาะเจาะจงยิ่งกว่าเดิม ”
อสังหาฯโค้งท้ายปี68 ‘แสนสิริ’ คอลแลบส์ ‘เฮลซ์บลูบอย’ ดึงกำลังซื้อวอล์กอินเข้าโครงการ
แสนสิริ ชวนแบรนด์น้ำหวานในตำนาน ‘เฮลซ์บลูบอย’ ย้อนความทรงจำวัยเยาว์ ดึง 3 โครงการ สร้างไวบส์สีสันเรียกกำลังซื้อวอลค์อิน เข้าแสนสิริ คอมมูนิตี้ ส่งท้ายปี68 ‘แสนสิริ’ แบรนด์ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่อยู่ในตลาดร่วม 40 กับกลยุทธ์การจัดกิจกรรมการตลาดร่วม (Collaboration Marketing) ระหว่าง ‘เฮลซ์ บลูบอย’ แบรนด์น้ำหวานระดับตำนานอายุกว่า 66 ปี ส่งท้ายปี 2568 ในแคมเปญย้อนวัย ‘Sip & Sweet’ เติมความหวาน ส่งความสุข สำหรับกิจกรรมฯ ภายใต้แคมเปญนี้ เป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างลูกบ้านแสนสิริ คอมมูนิตี้ (Sansiri Community) ผ่านแบรนด์น้ำหวาน ‘เฮลซ์ บลูบอย’ แบรนด์เครื่องดื่มที่อยู่คู่บ้านคนไทยมาหลายทศวรรษ ที่สร้างความจดจำผ่านประสบการณ์วัยเยาว์ ผ่านเมนูน้ำหวานชงดื่มของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่นถึงในวันนี้ นอกจากนี้ ยังสร้างความต่างครั้งแรกจากการข้ามอุตสาหกรรมระหว่างวงการอสังหาริมทรัพย์และสินค้า FMCG ในกลุ่มเครื่องดื่มที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน ที่ ‘แสนสิริ’ หยิบมาใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดร่วมกับผู้บริโภคในฐานะลูกบ้านแสนสิริ ที่ต่างเติบโตมากับน้ำหวานแบรนด์ไทยนี้มาด้วยกัน โดยการคอลแล็บส์ร่วมกันระหว่างแสนสิริ และ เฮลซ์บลูบอย ภายใต้แคมเปญ ‘Sip & Sweet’ เติมความหวาน ส่งความสุข มาจากแนวคิด ‘ความทรงจำวัยเด็ก’ถูกนำเสนอแบบร่วมสมัย ผ่านกิจกรรมที่ผสานเอกลักษณ์ของ ‘เฮลซ์ บลูบอย’ และเด็กผู้ชายใส่ชุดเอี้ยม มาเติมความหวานและส่งความสุขไปยัง แสนสิริ คอมมูนิตี้ (Sansiri Community) เพื่อสะท้อนการรับบริการหลังการขายในทุกโครงการฯ อย่างไม่สิ้นสุด ด้วยทีม Sansiri Service ทั้งนี้ ภายในงานพบกับกิจกรรมหลากหลายให้ร่วมสนุก อาทิ ถ่ายรูปกับ ‘บอลลูน’ ยักษ์ ‘ฟรี’ โบว์ลิ่งโอเวอร์ไซส์ ‘ฟรี’ DIY น้ำแข็งไส หลากรสชาติ ‘ฟรี’ ขนมและเครื่องดื่ม สูตรพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น สำหรับ ‘ขนม’ พิเศษทั้งรูปลักษ์และรสชาติ ได้สร้างสรรค์โดย Pastry Chef ชื่อดัง ได้นำน้ำหวาน ‘เฮลซ์ บลูบอย’ มาเติมความคิดสร้างสรรค์และจับคู่กับวัตถุดิบพรีเมียม กับ 3 เมนูพิเศษ Blue Hawaii Tart Pineapple Cheese Tart Cantaloupe Jelly นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มคลาสสิกโดย Mixologist ชื่อดังจาก เฮลซ์ บลูบอย ร่วมสร้างมิติใหม่ของรสชาติที่แตกต่างไปจากเดิมกับ 2 เมนูพิเศษ Maroon Mist Fruity cream soda สำหรับกิจกรรมฯ ดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับบริการหลังการขาย (AFTER-SALES SERVICE) ของ ‘แสนสิริ เซอร์วิส’ (Sansiri Service) ผ่าน 4 แกนหลัก QUALITY คุณภาพมาตรฐานการก่อสร้าง SECURITY ระบบรักษาความปลอดภัย CARING – การดูแลจากนิติบุคคล ‘พลัส พร็อพเพอร์ตี้’ COMMUNITY สังคมอยู่อาศัยคุณภาพ โดยแคมเปญฯ ให้ความสำคัญ 2 กลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มลูกบ้านแสนสิริที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานผ่าน Sansiri Home Service Application คลิก https://qrs.ly/d2h3yo5 บุคคลทั่วไป ที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์ด้วยตนเอง สามารถ Walk-in เข้าร่วมงานได้แบบไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนหน้างานตามลำดับ โดนจัดกิจกรรมฯ ดังกล่าว ในโครงการของแสนสิริ 3 แห่ง ได้แก่ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 เวลา 00 – 20.00 น. ณ โครงการเศรษฐสิริ ดอนเมือง วันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 00 -19.00 น. ณ ที 77 คอมมูนิตี้ (T77 Community) วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 00 – 20.00 น. ณ โครงการนาราสิริ พหล-วัชรพล นอกจากนี้ แสนสิริ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดส่งส่งท้ายปี #แสนสิริอลังเซล ลดใหญ่ ตัวจริง…แห่งปี สูงสุด 10 ล้าน* ให้ราคาดีทุกโครงการ ทั้งบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม จองภายใน 30 ธ.ค. 68 นี้ ให้กับผู้สนใจที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีนี้ ด้วย Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ ใช้กลยุทธ์ Collaboration Marketing กับเฮลซ์ บลูบอย แบรนด์น้ำหวานในตำนานกว่า 66 ปี ครีเอทกิจกรรมหวานย้อนวัยเยาว์ ‘Sip & Sweet’ เติมความหวาน-ส่งความสุขให้ลูกบ้าน Sansiri Community เชื่อมความทรงจำวัยเด็กเข้ากับประสบการณ์การอยู่อาศัยยุคใหม่ จัดกิจกรรม 3 ทำเล พร้อมโชว์งานบริการหลังการขายของ Sansiri Service ดึงกำลังซื้อปลายปีและเพิ่มการ Walk-in สู่โครงการ พร้อมแคมเปญราคาแรงส่งท้ายปี
อสังหาฯ 9 เดือนแรกปี68 ‘แสนสิริ’ ยังกำไรกว่า 3 พันล. ยอดขายทำเลหัวเมืองแซงกรุงเทพฯ
แสนสิริ สรุป9 เดือนปี68 ยังกำไร 3,029 ล้านบาท แรงหนุนจากกลุ่ม ‘เรียล ดีมานด์ คาดไตรมาส4 บรรยากาศดีดันยอดขายสะสมเกิน 6 พันล. ได้กำลังซื้อซื้อกลับมา คอนโดพร้อมอยู่ทำเลศักยภาพหัวเมืองใหญ่ ยอดขายเฉลี่ยกว่า 70% วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจ 9 เดือนที่ผ่านมา (สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) มียอดขายรวม 19 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท บริษัทฯ ทำรายได้รวมได้ 23,670 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,029 ล้านบาท ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ภาพรวมของผลประกอบการดังกล่าวปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก การดำเนินงานที่รอบคอบและแผนธุรกิจที่ยืดหยุ่นภายใต้สถานการณ์ที่ผันผวน การควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ การโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาถึง 9 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 10,000 ล้านบาท “ปี 2568 เป็นอีกหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาพรวม ซึ่งแสนสิริ ยังรักษาเสถียรภาพผลประกอบการไว้ได้ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ” วิชาญ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจในโค้งสุดท้ายของปี (ไตรมาส 4/2568) บริษัทฯ คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ทำผลงานได้ดี ทั้งในมิติของยอดโอนและยอดรับรู้รายได้ จากแผนการเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวมสูงถึง 18,000 ล้านบาท โดยในไตรมาส 4 เปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่า 18,000 ล้านบาท อาทิ เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต, บุราสิริ จตุโชติ สราญสิริ จตุโชติ คอนโดมิเนียมใหม่บนทำเล กะทู้ ภูเก็ต เพื่อรองรับความต้องการใน ตลาดเมืองท่องเที่ยว นอกจากนี้ บริษัทมียอดขายสะสมของไตรมาส 4 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท และจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง จากทั้งโครงการแนวราบที่เปิดใหม่ รวมถึงคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่รวม 7 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท ที่จะเข้ามาเสริมรายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการในหัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต ที่มียอดขายเฉลี่ยสูงกว่า 70% แล้ว ขณะเดียวกัน ยังสามารถทำยอดขายจากงานมหกรรมบ้านและคอนโดล่าสุดทะลุเป้ากว่า 2,300 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการที่แท้จริงในการอยู่อาศัย ‘เรียลดีมานด์’ (Real Demand) ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อยังแข็งแกร่ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดต่อเนื่อง แสนสิริ จัดแคมเปญโปรโมชันใหญ่ ‘แสนสิริ อลังเซล’ ลดใหญ่ ตัวจริง…แห่งปี มอบส่วนลดสูงสุดถึง 10 ล้านบาท* ครอบคลุมทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม รวมกว่า 109 โครงการ ราคาพิเศษทุกยูนิตเริ่มต้นตั้งแต่ 8.9 แสน – 29.9 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารพันธมิตรชั้นนำ เช่น ผ่อนต่ำเริ่มต้นเพียงล้านละ 2,500 บาท โดยแคมเปญนี้จัดถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อให้ทุกคนได้มีบ้านใหม่ต้อนรับปีใหม่ ปัจจุบัน แสนสินิ มีโครงการพร้อมขายกว่า 135 โครงการ พร้อมกลยุทธ์ให้ความสำคัญกับขยายโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน โดยมียอดขายพร้อมโอน (backlog) สูงถึง 25,000 ล้านบาท ทยอยรับรู้ได้ไปจนถึงปี 2571 Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ ผลงาน 9 เดือนแรกปี 2568 กำไรสุทธิ 3,029 ล้านบาท จากแรงหนุนของกลุ่มเรียลดีมานด์ และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ยอดขายโครงการในหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต เติบโตแซงกรุงเทพฯ โดยมียอดขายเฉลี่ยกว่า 70% ส่วนไตรมาส 4 แสนสิริเตรียมเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท พร้อมยอดขายสะสมแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท รายได้ปีนี้ได้รับแรงเสริมจากคอนโดพร้อมอยู่ 7 โครงการ และโครงการแนวราบที่ทยอยโอน
‘ไทย’ เก่งงานแสดงสินค้า ยุโรปมั่นใจเที่ยวเชิงธุรกิจ ‘VICTAM’ อุตฯอาหารสัตว์ฯต่อปีที่ 20
ผู้จัดงานฯยุโรปยึด ‘ไทย’ ฮับยุทธศาสตร์ VICTAM Asia 2025 แสดงสินค้าอาหารสัตว์ แปรรูปครบวงจรระดับภูมิภาค รับจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐาน-ค่าครองชีพ คุ้มค่าเหนือสิงคโปร์-ฮ่องกง เซบาส ฟาน เด็น เอ็นเดอ (Sebas van den Ende) ผู้จัดการทั่วไป และ อีฟอน เนอ คาล (Yvonne KAA) ผู้จัดการงานแสดงกิจกรรม (Event) ‘VICTAM International’ (วิคแทม อินเตอร์เนชั่นแนล) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมเปิดเผยว่า วิคแทมฯ ร่วมจัดงานแสดงสินค้า VICTAM ในประเทศไทยตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในรูปแบบจัดงานต่อครั้งในทุก ๆ 2 ปี สำหรับในปีนี้ วิคแทมฯ เตรียมจัดงาน ‘VICTAM Asia 2026’ พร้อมร่วมกับ VIV Health & Nutrition Asia และ GRAPAS Asia 2026 งานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และการแปรรูปธัญพืชระดับภูมิภาค ตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ เทคโนโลยีการโม่แป้งและสีข้าว ไปจนถึงโภชนาการและสุขภาพสัตว์ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 12 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ “งานนี้ฯ เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดเอเชียที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง” โดยในปีนี้ การจัดงานฯ นำเสนอแนวคิด ‘Themed Days’ ภายในงานจะเชิญผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์ที่มีความต้องการซื้อจริงให้เข้าร่วมงาน สร้างการจับคู่และกระตุ้นให้เกิดการติดต่อทางธุรกิจที่มีคุณค่า ระหว่างผู้เข้าชมและผู้แสดงสินค้า พร้อมนำเสนอเครื่องจักร การสาธิตการทำงานจริง การบรรยายเชิงเทคนิค และการอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ Feed Milling Focus เทคโนโลยีเครื่องบดและอบแห้งอาหารสัตว์ Flour Milling Focus เทคโนโลยีเครื่องรีดเมล็ดพืช โรงโม่ และระบบจัดเก็บธัญพืช Pet and Aqua Feed Focus เทคโนโลยีการอัดรีด การบรรจุ การชั่งน้ำหนัก และการจ่ายส่วนผสม สำหรับ VICTAM Asia 2026 คาดว่าจะมีผู้ร่วมแสดงสินค้าจำนวน 300 ราย และผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 9,000 คน พร้อมบริษัทเทคโนโลยีชั้นน้ำที่จะมาร่วมสาธิตเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ ที่ส่งเสริมความยั่งยืน และความแม่นยำในกระบวนการผลิต อาทิ เทคโนโลยีกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน Geelen Counterflow (เนเธอร์แลนด์) – ระบบอบแห้งและทำความเย็นแบบ Counterflow ประหยัดพลังงานสูงสุดถึง 80% และปลอดการปล่อยมลพิษ Cimbria Heid GmbH (เดนมาร์ก) – เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้พลังงานต่ำ ลดการปล่อยฝุ่น เพิ่มมาตรฐาน และรักษาคุณภาพอาหารสัตว์ได้อย่างยั่งยืน ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และความแม่นยำ KSE Process Technology B.V. (เนเธอร์แลนด์) – ระบบอัตโนมัติ PROMAS ST ที่รวมการชั่ง การจ่าย และการผสมเข้าด้วยกัน รองรับนวัตกรรมอุตสาหกรรม 4.0 ANDRITZ Feed & Biofuel A/S (เดนมาร์ก) – ผู้ผลิตอุปกรณ์และโซลูชันครบวงจรสำหรับการผลิตอาหารสัตว์และชีวมวลคุณภาพสูง Hydronix Ltd (สหราชอาณาจักร) – ผู้นำด้านเซนเซอร์ตรวจวัดความชื้นด้วยไมโครเวฟแบบเรียลไทม์ iGrain ApS (เดนมาร์ก) – ระบบ IoT เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิ ความชื้น และคาร์บอนไดออกไซด์ ป้องกันการเน่าเสียและเพิ่มความปลอดภัยของอาหารหลังการเก็บเกี่ยวระบบโรงงานแบบครบวงจรและนวัตกรรมเครื่องจักร Amandus Kahl GmbH & Co. KG (เยอรมนี) – ผู้นำด้านเทคโนโลยีการอัดเม็ดสำหรับอาหารสัตว์ เชื้อเพลิงชีวภาพ และการรีไซเคิล Ottevanger Milling Engineers (เนเธอร์แลนด์) – ผู้พัฒนาเครื่องจักรและไลน์ผลิตอาหารสัตว์และธัญพืชระดับโลก YEMMAK A.S. (ตุรกี) – ผู้ออกแบบโรงงานอาหารสัตว์แบบครบวงจรที่ผสานระบบกู้คืนพลังงาน ลดของเสีย และใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียน Vibrafloor (ฝรั่งเศส) – ผู้พัฒนาระบบพื้นไซโลแบบสั่นที่สามารถระบายวัตถุดิบได้หมดโดยไม่เกิดฝุ่น เพิ่มความปลอดภัยและสุขอนามัยในการจัดเก็บ ควบคุมอุณหภูมิและสิ่งแวดล้อม FrigorTec GmbH (เยอรมนี) – ผู้ผลิตระบบทำความเย็นสำหรับเก็บรักษาธัญพืช Granifrigor™ ที่ยืดอายุการเก็บรักษาโดยไม่ใช้สารเคมี นอกจากนี้ งานฯ ดังกล่าวยังจัดสัมมนาเชิงเทคนิคว่าด้วยความปลอดภัยของอาหารสัตว์ การจัดการพลังงาน และการผลิตที่ยั่งยืน โดยร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศไทย ดังนี้ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย (TFMA) สมาคมโรงสีข้าวไทย (TRMA) สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ไทย (TPIA) สมาคมพันธมิตรอื่น ๆ ไทย ปลายทางธุรกิจเชิงท่องเที่ยว นันทพล ตันติวงศ์อำไพ นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนร่วมการจัดงาน ‘VICTAM Asia 2026’ ในปีนี้ เพื่อรับโอกาสและผลักดันประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางสำคัญการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการระดับสากล ในภูมิภาคเอชียตะวันออกเฉียงใต้ “ปัจจุบันกลุ่มผู้แสดงสินค้าฯจากประเทศยุโรปยังเลือกให้ประเทศไทย เป็นปลายทางการจัดงานแสดงสินค้าสำคัญในภูมิภาคอาเซียน อย่างงานวิคแทม เอชีย 2025 ในปีนี้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน” โดยประเทศไทย มีจุดแข็งที่ดึงดูดตลาดการจัดงานแสดงสินค้าฯ ทั้งด้านความพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ (Facilities) อาทิ สถานที่การจัดแสดงงาน, ระบบขนส่งคมนาคม, โรงแรมที่พัก, อาหาร และ อื่นๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต่อยอดธุรกิจไปยังกิจกรรมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ได้อีกด้วย “นักธุรกิจ ผู้ร่วมงานที่เดินทางมาไทย จะมีต้นทุนและค่าครองชีพที่ใช้จ่ายในไทยค่อนข้างต่ำแต่ได้ความคุ้มค่ามากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือ มาเลเซีย ทำให้ผู้จัดต่างชาติอย่างยุโรปยังเลือกไทยเป็นเดสติเนชั่น ต่อเนื่อง” สำหรับ การจัดงาน VICTAM Asia 2026’ ในปีนี้ สมาคมฯ และพันธมิตรผู้ร่วมงานฯยังมองว่าจะเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์ และเทคโนโลยีการสีข้าว ด้วยเป็นระบบนิเวศธุรกิจที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงทั้งในภาคการส่งออกที่มีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท และตลาดในประเทศไทยซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกัน ในเชิงกลุ่มผู้ผลิตหรือโรงงาน และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงขึ้นอีก20% ในตลาดค้าปลีก ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานฟรีได้ที่ https://register.visitcloud.com/survey/11ogbc7olrzmq Alternate-X สรุปให้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาคที่ผู้จัดยุโรปให้ความเชื่อมั่นมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเฉพาะงาน “VICTAM Asia 2026” ที่ดึงผู้ประกอบการด้านอาหารสัตว์ สุขภาพสัตว์ และเทคโนโลยีแปรรูปเข้าร่วมกว่า 300 ราย พร้อมผู้ชมจากทั่วโลกกว่า 9,000 คน งานนี้ตอกย้ำจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ค่าครองชีพที่คุ้มค่า และศักยภาพไทยในอุตสาหกรรม MICE ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงธุรกิจ เทคโนโลยี และเปิดตลาดส่งออกใหม่ ๆ สู่เวทีโลก
‘ไข่หวานบ้านซูชิ’ ขาดทุนครั้งแรกรอบ5 ปี พลิกเกมใหม่ส่งโมเดลรถซูชิ เสิร์ฟลูกค้าเคลื่อนที่
‘ไข่หวานบ้านซูชิ’ ร้านซูชิคนไทยหลังเปลี่ยนมือสู่รูปแบบธุรกิจพร้อมขยายโมเดลแฟรนไชส์อย่างจริงมา 5 ปี กับแผนการตลาด เพื่อรับการแข่งขันร้านอาหารแนวซูชิจากการเข้ามาของแฟรนไชส์แบรนด์ใหญ่จากญี่ปุ่น พร้อมแผนพาหนีขาดทุนธุรกิจครั้งแรก สุรพงศ์ สุทธิกุญชร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไข่หวานบ้านซูชิ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมีการแข่งขันสูง จากการเพิ่มขึ้นของซัพพลายเออร์นำเข้าวัตถุดิบ และความนิยมที่เติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น “ธุรกิจ ต้องมองหาโอกาสใหม่ และพร้อมปรับตัวให้รวดเร็วและยืดหยุน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพทันเวลา” สำหรับไข่หวานบ้านซูชิ วางแนวทางการทำธุรกิจภายใต้หลัก ‘ซูชิคุณภาพ ราคาย่อมเยา เพื่อทุกคน’ ที่ใช้เป็นสินค้า (Product) หลักเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังสร้างการเติบโต ด้วยกลยุทธ์การขยายสาขาเชิงรุกให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อสร้างการเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ผ่าน 2 โมเดลธุรกิจ คือ Kaiwanbaansushi Go (รถไข่หวาน Go) นวัตกรรมรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การจำหน่ายซูชิในรูปแบบเคลื่อนที่โดยสามารถให้บริการลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลา เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุด พร้อมยกระดับความสะดวกสบายและประสบการณ์ใหม่ในการลิ้มลองซูชิสดใหม่จากไข่หวานบ้านซูชิ Kaiwanbaansushi Go ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแบรนด์ในการพัฒนารูปแบบการให้บริการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำให้บริการแบบเคลื่อนที่ได้แบบ ทุกที่ ทุกเวลา ธุรกิจแฟรนไชส์ ปัจจุบัน ธุรกิจแฟรนไชส์ ของไข่หวานบ้านซูชิ มีสาขาเติบโตกว่า 266 แห่งทั่วประเทศ โดยแฟรนไชส์ไข่หวานบ้านซูชิมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกตามขนาดพื้นที่หรือรูปแบบการขายที่เหมาะกับความต้องการของนักลงทุนที่สนใจ โดยแฟรนไชส์ ทุกรูปแบบจะได้รับการสนับสนุนอย่างครบวงจรจากทีมงานมืออาชีพ ทั้งด้านการอบรม การบริหารร้าน การตลาด การจัดการวัตถุดิบ พร้อมศูนย์รวมสาขาใหญ่ (MASTER STORE) เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาธุรกิจของแฟรนไชส์ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและเติบโต เป็นเพื่อนร่วมทางกับคู่ค้ากันตลอดไป ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) หลักของร้านคือ 10 ฟรี 1 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าอย่างมาก จากปัจจุบันมี 70 เมนูพิเศษ พร้อมพัฒนาเมนูใหม่ตามฤดูกาล ด้วย สำหรับผลดำเนินงานธุรกิจใน 5 ปีที่ผ่านมา มีดังนี้ ปี 2563 รายได้ 4,377,236.14 บาท กำไร 382,816.14 บาท คิดเป็น 8.75% ของรายได้ ปี 2564 รายได้ 50,866,571.89 บาท กำไร 19,715,275.78 บาท คิดเป็น 38.76% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 65,588,025.01 บาท กำไร 10,030,552.83 บาท คิดเป็น 15.29% ของรายได้ ปี 2566 รายได้ 70,161,448.70 บาท กำไร 2,448,319.02 บาท คิดเป็น 3.49% ของรายได้ ปี 2567 รายได้ 49,141,36 บาท ขาดทุน 12,468,437.21 บาท คิดเป็น -25.37% ของรายได้ Alternate-X สรุปให้ ไข่หวานบ้านซูชิ สู้ศึกตลาดซูชิแข่งขันสูง ด้วยการวางหลัก ‘ซูชิคุณภาพ ราคาย่อมเยา เพื่อทุกคน’ และขยายสาขาเชิงรุกครอบคลุม 266 แห่งทั่วประเทศ เปิดตัวโมเดลใหม่ ‘Kaiwanbaansushi Go’ (รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง) เป็นนวัตกรรมซูชิเคลื่อนที่ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นในทุกพื้นที่เน้นกลยุทธ์การเติบโตผ่าน ธุรกิจแฟรนไชส์ โดยให้การสนับสนุนครบวงจรแก่นักลงทุน และใช้โปรโมชั่นหลัก 10 ฟรี 1 เพื่อกระตุ้นยอดขาย แม้จะมีการขยายตัวสูง แต่ผลประกอบการแสดงให้เห็นถึงความท้าทาย โดย รายได้เติบโตต่อเนื่องถึงปี 2566 แต่ล่าสุดในปี 2567 บริษัท ประสบภาวะขาดทุน การเปิดตัวโมเดล Go และการปรับตัวนี้สะท้อนความพยายามของแบรนด์ในการหาโอกาสใหม่ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและกลับมาทำกำไรในภาวะการแข่งขันที่รุนแรง
‘ไทย’ เป็นตลาดเที่ยวสำคัญ ยูเนียนเพย์ฯ ยักษ์เปย์เมนต์จีน ร่วม กลุ่มเดอะมอลล์ บุก สมาร์ท รีเทล
‘Union Pay’ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์เดอะมอลล์ มองไทยยังเป็นตลาดสำคัญนักท่องเที่ยวจีน แรงหนุนพาไทยสู่สมาร์ท รีเทล ระดับโลก รับอนาคต ‘Cashless Society’ เต็มตัว ‘เจียน เจียงเทา’ รองผู้จัดการใหญ่ ยูเนียนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Mr. Jian Jiangtao, Deputy General Manager, UnionPay International , SEA.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคอาเซียน และเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยบริษัทฯ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ กลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในการเพิ่มความสะดวกสบายในการชำระเงินให้กับผู้ถือบัตร UnionPay จากทั่วโลก และตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนที่มีต่อประเทศไทย โดย ‘ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล’ (UnionPay International: UPI) มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 180 ประเทศและภูมิภาค มีร้านค้าที่รับบัตรกว่า 754 ล้านแห่ง ในกว่า 84 ประเทศ ทั่วโลก สำหรับตลาดประเทศไทย ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล มุ่งสร้างภาพลักษณ์ในฐานะบัตรที่“น่าเชื่อถือและเป็นที่นิยม” เพื่อมอบสิทธิพิเศษและประสบการณ์ที่เหนือกว่าแก่ผู้ถือบัตร ด้าน ‘วรลักษณ์ ตุลาภรณ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารธุรกิจศูนย์การค้ากลุ่มเดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ เปิดเผยว่า กลุ่มเดอะมอลล์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (UnionPay International: UPI) ผู้นำระดับโลกด้านระบบการชำระเงิน เพื่อยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยความร่วมมือครั้งนี้ ยังเสริมสร้างพันธมิตรทางการค้าระยะยาว ภายใต้แนวคิด ‘Retail x Tourism x Payment Ecosystem’ นำความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยเข้ากับเทคโนโลยีการชำระเงินระดับโลกของ UnionPay มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ตลาดนักท่องเที่ยวจีน‘ ซึ่งเป็นตลาดหลักของการท่องเที่ยวไทย “ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้จ่าย กระตุ้นการเดินทาง และเพิ่มพลังให้ภาคค้าปลีกไทยเติบโตควบคู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” วรลักษณ์ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อยกระดับศูนย์การค้าไทย สู่เวทีโลก ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Elevating Thai Retail to the World Stage’ ผ่านประสบการณ์การช้อปปิ้งระดับพรีเมียม ผสานเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมไทย เพื่อเสริมพลัง Soft Power ของประเทศไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 เพื่อมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตร UnionPay ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยลูกค้าชาวไทยจะได้รับส่วนลดสูงสุด 2,500 บาท เมื่อช้อปครบ 50,000 บาท ภายในห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป (รวม Gourmet Market และ Power Mall) ที่ ศูนย์การค้าพารากอน เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ และเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติจะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ทั้งส่วนลดสูงสุด 2,500 บาท พร้อม EM District Cash Coupon มูลค่าสูงสุด 25,000 บาท เมื่อช้อปปิ้ง ที่ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์ แคมเปญนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว ที่จะนำไปสู่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโครงการด้านการชำระเงินดิจิทัลในอนาคต เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุค Cashless Society ตลอดจนขับเคลื่อนเศรษฐกิจค้าปลีกและการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ Alternate-X สรุปให้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ ยูเนียนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยักษ์ระบบชำระเงินจากจีน เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งนักท่องเที่ยวในไทย ภายใต้แนวคิด ‘Retail x Tourism x Payment Ecosystem’ เน้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ยูเนียนเพย์มองไทยเป็นตลาดสำคัญของอาเซียน และเป็นจุดหมายยอดนิยมของผู้ถือบัตร ทั้งสององค์กรเปิดตัวแคมเปญสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรทั้งชาวไทยและต่างชาติ เริ่ม ก.ค. 2568 – มิ.ย. 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว เพื่อผลักดันค้าปลีกและท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลกในยุค Cashless Society
‘คนไทย’ ป่วยเบาหวาน #4 อาเซียน เคลื่อนไหวน้อย-กินตามใจ เสี่ยงสูงโรคหัวใจ-ไตเรื้อรัง
‘โรคเบาหวาน’ ภัยคุกคามสุขภาพ ‘คนไทย’ ป่วยพุ่งเบอร์4 อาเซียนมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก เสี่ยงสูงหัวใจแทรกซ้อน-ไตเรื้อรัง ‘แอ๊บบอต’ แนะพิชิตด้วยโภชนาการดีสู่ภาวะเบาหวานสงบ ปัจจุบัน โรคเบาหวาน หนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีชาวไทยกว่า 6.5 ล้านคน¹ ที่กำลังเผชิญกับโรคนี้ และต้องใช้งบประมาณด้านสาธารณสุขมากกว่า 47,000 ล้านบาทต่อปี² ข้อมูลจาก IDF Diabetes Atlas ปี 2025 ระบุว่า ความชุกของโรคเบาหวานในกลุ่มผู้ใหญ่ชาวไทยอายุ 20-79 ปี อยู่ที่ 11.7% ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ในภูมิภาคอาเซียน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 11.1%³ กระทรวงสาธารณสุขยังชี้ว่าผู้ป่วยเบาหวาน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยสำคัญ³ โดย วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ เป็นวันเบาหวานโลก ปี 2568 โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างร่วมยกระดับการป้องกัน การตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะแรก และการดูแลผู้ป่วยเบาหวานอย่างรอบด้าน เพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับผู้ป่วยทุกคน ไลฟ์สไตล์เสี่ยง เบาหวาน ทพญ.ดร.อรุณี ลายธีระพงศ์ ผู้อำนวยการการแพทย์ด้านโภชนาการของแอ๊บบอต ประจำประเทศไทย เผยว่า โรคเบาหวานเกิดจากหลายปัจจัยเสี่ยง แต่การเลือกรูปแบบวิถีชีวิตคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจส่งผลต่อความรุนแรงของโรค รวมไปถึงภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา โดย ทพญ.ดร. อรุณี ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเอเชียกำลังเผชิญกับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ประชากรมีแนวโน้มของการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลงและการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น จากการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยเบาหวานในเอเชียมากถึง 3 ใน 4 คน มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี4 นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการดูแลโภชนาการตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง” ดูแลภาวะเบาหวานสู่ระยะสงบ จากสถิติโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันกลยุทธ์เชิงรุกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการให้ความรู้และการสนับสนุนระยะยาว กระทรวงสาธารณสุขไทยจึงได้ร่วมกับหน่วยงานและสมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ (Diabetes Remission Guidelines) เมื่อปี พ.ศ. 2565 โดยเน้นย้ำการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำกว่าค่าที่ใช้วินิจฉัยโรคอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ยา ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของภาวะเบาหวานสงบ (Diabetes Remission) แนวทางดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดเป็นกุญแจสำคัญสู่ภาวะเบาหวานสงบ โดยเฉพาะการวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จากข้อมูลของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ภาวะเบาหวานสงบ (Remission) หมายถึง ภาวะที่ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ให้อยู่ต่ำกว่า 6.5% (หรือ 48 mmol/mol) ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยารักษาเบาหวานโดยตรง ทพญ.ดร.อรุณี ย้ำว่า “แม้ภาวะเบาหวานสงบจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ป่วยหลายคนคาดหวัง แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การหายขาดจากโรค ต้นเหตุสำคัญอย่างภาวะดื้อต่ออินซูลินและปัจจัยทางพันธุกรรมยังคงมีอยู่ จึงจำเป็นต้องดูแลพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาภาวะสงบนี้ไว้” โภชนาการ=เครื่องมือสู้เบาหวาน อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างเข้มงวด จากการปรับโภชนาการหรือการออกกำลังกายควรทำอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นความท้าทายในการปฏิบัติตามในชีวิตจริง ขณะที่อาหารทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยเบาหวานจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมโภชนาการต่อวันได้ดียิ่งขึ้น การศึกษาวิจัยทางคลินิคซึ่งเผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 25605 ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 235 คน ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งรับประทานอาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทดแทนมื้ออาหารบางส่วนควบคู่กับการปรับแผนการบริโภคอาหารให้เหมาะกับแต่ละบุคคลโดยใช้อาหารประจำถิ่นพร้อมกับการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ เป็นเวลา 180 วัน พบว่า ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด (HbA1c) ลดลงที่ 1% ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ น้ำหนักลดลง 9 กิโลกรัม หรือลดลง 8.3% ค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ5 การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การนำผลิตภัณฑ์อาหารสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวานมาใช้แทนมื้ออาหารบางส่วนหรือทั้งหมดในแต่ละวัน อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและนำไปใช้ได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนร่วมกับโรคเบาหวาน และกำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน5 ทพญ.ดร. อรุณีเสริมว่า การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้แทนมื้ออาหาร เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสผสมผสานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลายเข้ามาในแผนการรับประทานของตน ซึ่งอาจส่งผลให้สามารถปฏิบัติตามแผนโภชนาการได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น” สร้างสุขนิสัยในที่ทำงาน ขณะที่การดูแลโรคเบาหวานให้ได้ผลต้องอาศัยความตั้งใจและการปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต สอดคล้องกับแนวทางของวันเบาหวานโลกประจำปี 2568 ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการโรคเบาหวานในสถานที่ทำงาน บทความนี้มีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยให้คุณสร้างสุขนิสัยที่ดีระหว่างวันทำงานได้มากขึ้น เช่น: วางแผนการกินอย่างรอบคอบ การคิดล่วงหน้าและเตรียมแผนสำหรับอาหารเช้า กลางวัน เย็น รวมถึงของว่าง เป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน โดยควรคำนึงถึงความสมดุลของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน รวมถึงการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ อาจพิจารณาใช้อาหารทดแทนสูตรครบถ้วนสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น กลูเซอนา ซึ่งให้สารอาหารที่หลากหลายที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด มาเป็นหนึ่งในทางเลือกในการทดแทนบางมื้ออาหาร การเสริมโภชนาการตามข้างต้นจะช่วยควบคุมปริมาณแคลอรีต่อวันได้ดีขึ้นในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานที่มีน้ำหนักตัวน้อยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เลือกคาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพ คาร์โบไฮเดรตส่งผลโดยตรงต่อระดับน้ำตาลในเลือด การเข้าใจเรื่อง ‘ดัชนีน้ำตาล’ (Glycemic Index – GI) จะช่วยให้เลือกอาหารได้ดียิ่งขึ้น อาหารที่มีค่า GI ต่ำจะย่อยช้ากว่า ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าลง ตัวอย่างเช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ควินัว ผลไม้บางชนิด และถั่วต่าง ๆ การเลือกคาร์โบไฮเดรตที่เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ6 ใส่ใจในสิ่งที่เลือกรับประทานเป็นของว่าง การรับประทานของว่างระหว่างการประชุมเป็นเรื่องปกติในที่ทำงาน แต่พฤติกรรมนี้ก็อาจเป็นการเพิ่มปริมาณแคลอรีให้ร่างกายโดยไม่ตั้งใจ และมักเพิ่มปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไป ดังนั้น เมื่อต้องการรับประทานของว่าง ให้พิจารณาตัวเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ถั่วไม่ใส่เกลือ ผลไม้ หรือผักที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารเพื่อช่วยรักษาสุขภาพที่ดี การควบคุมปริมาณก็สำคัญเช่นกัน เพราะแม้แต่ของว่างที่ดีต่อสุขภาพก็อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้หากกินมากเกินไป ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องจากร่างกายจะดึงกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานในเซลล์มากขึ้น และช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ในกรณีของผู้ป่วยเบาหวาน ควรออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ ๆ หรือว่ายน้ำ แม้ในวันทำงาน ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยก็สร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ โดยเปลี่ยนมาใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือการตั้งกลุ่มออกกำลังกายสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเล่นแบดมินตันหลังเลิกงาน และดื่มน้ำให้เพียงพอก่อน ระหว่าง และหลังการออกกำลังกาย เพราะภาวะขาดน้ำอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ ทพญ.ดร.อรุณี เสริมว่า การดูแลโภชนาการของผู้เป็นเบาหวานควรปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน พฤติกรรมและวิถีชีวิตในที่ทำงานในแต่ละวันก็มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์ด้านสุขภาพโดยรวม การเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตและดูแลโภชนาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เพียงเพื่อช่วยให้การดูแลโรคเบาหวานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังอาจช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถควบคุมโรคจนเข้าสู่ภาวะเบาหวานสงบได้ โดยเริ่มจากการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพในแต่ละวัน และขยับร่างกายให้มากขึ้นระหว่างวันทำงาน การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ หากทำอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพได้อย่างชัดเจน และเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดผลอย่างยั่งยืน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อวางแผนโภชนาการและวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับกิจวัตรและสภาพแวดล้อมในการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันเบาหวานโลก ‘แอ๊บบอต’ มุ่งส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับการดูแลโรคเบาหวาน เพื่อให้ผู้คนสามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อย่างมั่นใจ และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่และมีสุขภาพดีมากยิ่งขึ้น สำหรับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมเมื่อเป็นเบาหวาน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.family.abbott/th-th/glucerna.html หมายเหตุ: * ร่วมกับการรับประทานอาหารหลักให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อาหารทางการแพทย์ ต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เอกสารอ้างอิง The Nation (14 November 2024). Thais urged to change habits as diabetes cases cross 6.5 million. Ministry of Public Health, Thailand. Guidelines for Diabetes Remission Service (แนวทางการดำเนินงานการดูแลผู้เป็นเบาหวานให้เข้าสู่ระยะสงบ). International Diabetes Federation. IDF Diabetes Atlas, 11th ed. (2025). Borgharkar SS, et al. BMJ Open Diabetes Res Care. 2019;7:e000654. Rhee E-J. Endocrinol Metab (Seoul). 2015;30(3):263–269. Ramachandran A, et al. World J Diabetes. 2012;3(6):110–117. Atkinson FS, et al. Diabetes Care. 2008;31:2281–2283. Chee WS, et al. BMJ Open Diabetes Res Care. 2017;5(1):e000354. U.S. National Library of Medicine. MedlinePlus: Glycemic Index and Diabetes. Available from: https://medlineplus.gov/glycemicindexanddiabetes.html (Accessed November 2024). Cleveland Clinic (21 July 2020). How to Manage Your Diabetes in Extreme Summer Heat. Alternate-X สรุปให้ คนไทยป่วยเบาหวานสูงติดอันดับ 4 ของอาเซียน และมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก จากพฤติกรรมเสี่ยง ทั้งการเคลื่อนไหวน้อยและการกินตามใจ เสี่ยงโรคแทรกซ้อนทางหัวใจและไตเรื้อรังเพิ่มขึ้น แอ๊บบอต มีแนวทาง ‘เบาหวานสงบ’ โดยเน้นปรับพฤติกรรมและโภชนาการ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะเลือกคาร์โบไฮเดรตดี ออกกำลังกาย และใช้อาหารทางการแพทย์เป็นตัวช่วย
‘กล้วย’ ตัวท็อปเชลฟ์เซเว่นฯ ขาย 5.3 แสนลูก/วัน พื้นที่เชื่อมเศรษฐกิจชาวสวนไทย
เรื่องเล่าจาก ‘เชลฟ์กล้วยเซเว่น’ จุดเชื่อมเศรษฐกิจชุมชนที่รับซื้อจากเกษตรกรไทย 2,200 รายใน 43 จังหวัด วางขายกว่า 530,000 ลูกต่อวัน พร้อมดึงผู้ประกอบการเพิ่มมูลค่าสู่เมนูขนมไทย ‘กล้วย’ ไม้ผลประจำบ้านของคนไทย และยังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะการทำให้ ‘กล้วย’ เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้นในช่องทางร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ภายใต้การบริหารของบริษัทบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ที่ริเริ่มโครงการ ‘Golden Bananas’ ในปี 2555 โดยซื้อกล้วยจากกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์เพื่อจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ โดยตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ ที่ผ่านมาถึงในปัจจุบัน ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ยังมุ่งส่งเสริมผลไม้ไทย พร้อมเปิดช่องทางการจำหน่ายกล้วยไทย วางขายในร้านเซเว่นฯ รวม 530,000 ลูกต่อวัน ใน 4 สายพันธุ์ยอดนิยม ได้แก่ กล้วยหอมทอง, กล้วยน้ำว้า, กล้วยไข่ และ กล้วยเล็บมือนาง นอกจากนี้ ยังต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปโดยผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และคู่ค้า เอสเอ็มอี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครบห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ ‘สวน’ จนถึง ‘มือผู้บริโภค’ เป็นมากกว่าเชลฟ์ ‘กล้วยเซเว่น’ ทั้งนี้ ‘กล้วยเซเว่น’ ถือเป็นจุดเชื่อมระหว่างแรงปลูกของเกษตรกร กับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย ปัจจุบัน เซเว่นฯ รับซื้อกล้วยสดจากเกษตรกรและเครือข่ายผู้รวบรวม กว่า 2,200 ราย จาก 43 จังหวัดทั่วประเทศ กล้วยเฉลี่ย 530,000 ลูกต่อวัน ผ่านความร่วมมือกับ เอสเอ็มอี ผู้รวบรวมผลผลิต ซึ่งทำหน้าที่คัดเลือก ควบคุมคุณภาพ และบรรจุกล้วยที่ผ่านมาตรฐานความสะอาด ปลอดภัย เพื่อส่งต่อสู่ผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่นฯ ทั่วประเทศ นอกจากเป็นช่องทางจำหน่ายผลผลิตขนาดใหญ่แล้ว เซเว่นฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการให้คำแนะนำด้านมาตรฐานการผลิตกับโรงงาน ทีมส่งเสริม และเกษตรกร ด้านแนวทางการปลูก การยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งมีการอบรมและแนะนำเกษตรกรถึงเทคนิคการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืน ‘กล้วยเล็บมือนาง’ แรร์-ไอเทมเซเว่นฯ ขณะที่ การบริโภคผลไม้ไทยในชีวิตประจำวันถือเป็นเทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ‘กล้วย’ ที่มึครบทั้งความอร่อย รับประทานง่าย ราคาจับต้องได้ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทำให้กล้วยกลายเป็นสินค้าขายดีประจำร้านที่ผู้บริโภคเลือกซื้อเป็นประจำ โดยมีกล้วย 4 สายพันธุ์รสชาติคุ้นเคยคนไทย ได้แก่ กล้วยหอมทอง มีรสชาติหวาน กลิ่นหอมเฉพาะ เนื้อแน่นหนึบแต่นุ่ม ให้พลังงานและธาตุเหล็กสูง กล้วยน้ำว้า รสหวานมัน เนื้อแน่น ผลใหญ่ อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและวิตามิน ช่วยระบบขับถ่ายและหัวใจ กล้วยไข่ เนื้อหนึบหอม มีกลิ่นเฉพาะตัว อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี–อี ต้านอนุมูลอิสระและบำรุงเซลล์ กล้วยเล็บมือนาง เนื้อนุ่มหนึบ มีกลิ่นหอมละมุน เวลาสุกเนื้อจะนุ่ม พลังงานดี มีทริปโตเฟน–วิตามินซี–ธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงสมองและเสริมภูมิคุ้มกัน เนื่องจากกล้วยเล็บมือนางและกล้วยไข่จากเกษตรกรท้องถิ่น มีผลผลิตต่อวันในปริมาณจำกัด จึงมีจำหน่ายเฉพาะบางสาขา ดึงเอสเอ็มอีเพิ่มมูลค่าขนมกล้วย นอกจากนี้ เซเว่นฯ ยังต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้ ‘กล้วยไทย’ ผ่านผลิตภัณฑ์แปรรูปสุดสร้างสรรค์จากขนมไทยโบราณ เช่น กล้วยปิ้ง กล้วยปิ้งพร้อมน้ำตาลมะพร้าว ขนมกล้วย และข้าวต้มมัด ที่เกิดจากการร่วมพัฒนากับผู้ประกอบการคู่ค้าของเซเว่น อีเลฟเว่น อย่าง ‘แม่ซู่กี๊ขนมไทย’ และ ‘เคซี’ โดยขนมได้รับการตอบรับดีจากผู้บริโภค เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จจากการผสาน ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับ ‘โอกาสทางการตลาดสมัยใหม่’ Ezy Sweet แปรรูปของดีท้องถิ่น ด้าน ‘แม่ซู่กี๊ ขนมไทย’ ผู้ผลิตกล้วยปิ้ง กล้วยปิ้งพร้อมน้ำตาลมะพร้าว และขนมกล้วย ภายใต้แบรนด์ Ezy Sweet กล่าวว่า การนำของดีพื้นบ้านมาปรับให้เข้ากับยุคใหม่ ที่เซเว่นฯ ร่วมช่วยพัฒนาให้ได้รสชาติกลมกล่อม และควบคุมจุด CCP (Critical Control Point) ในการผลิตให้ได้มาตรฐาน 100% ก่อนถึงมือผู้บริโภค โดยใช้กล้วยน้ำว้าสายพันธุ์ดี ซึ่งมีรสหวานหอมและเนื้อแน่น มีรสชาติที่ดีที่สุด คัดแหล่งที่มาและผู้ขายที่สามารถทวนสอบคุณภาพได้ ซึ่งกล้วยที่นำมาทำสินค้า มาจากภาคกลางและภาคเหนือของประเทศไทย การควบคุมการปลูกในระยะเวลาที่เหมาะสม และมีการรื้อถอนปลูกใหม่เพื่อให้ได้กล้วยที่มีคุณภาพดีอยู่ตลอดเวลา “เราภูมิใจที่นำเอาขนมโบราณดั้งเดิม มาปรับแพ็คเกจให้เหมาะกับคนยุคใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี มียอดขายเติบโตทุกปี โดยทีมงานเซเว่นฯ เข้ามาช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ทั้งด้านสูตร บรรจุภัณฑ์ และความปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในคุณภาพและความอร่อยฟินทุกคำ” เคซี ‘กล้วยไทย’ อบอุ่นหัวใจ ด้าน ‘เคซี’ ผู้ผลิต ข้าวต้มมัด เผยว่า ข้าวต้มมัด คือขนมไทยโบราณ ที่สื่อถึงความอบอุ่นและความผูกพัน ผ่านห่อใบตองแท้และการมัดเป็นคู่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัฒนธรรมไทย โดยนำมาสร้างเรื่องราวใหม่ในรูปแบบที่สะดวก ทันสมัย แต่ยังคงรสชาติและเสน่ห์ดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ด้วยความอร่อยของวัตถุดิบคุณภาพจากภาคเหนือ อย่าง ข้าวเหนียวเขี้ยวงู และกล้วยน้ำว้าสุกพอดี รสชาติหวานมัน กลมกล่อม หอมกลิ่นใบตอง เพื่อส่งต่อความอร่อยที่เต็มไปด้วยคุณค่าความทรงจำ จากความสำเร็จของ ‘กล้วยเซเว่น’ เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ‘เอสเอ็มอี’ ที่เติบโตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมเกษตรกรสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ช่วยให้ของดีจากท้องถิ่นไทยเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกวัน นอกจากนี้ ยังให้เอสเอ็มอี สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งข้อมูล และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ กลยุทธ์ 3 ให้ของโครงการ ได้แก่ ให้ช่องทางจำหน่าย ให้ความรู้ และให้การเชื่อมโยงเครือข่าย Alternate-X สรุปให้ เซเว่น อีเลฟเว่น รับซื้อกล้วยจากเกษตรกรไทยกว่า 2,200 รายใน 43 จังหวัดทั่วประเทศ ขายเฉลี่ยกว่า 530,000 ลูกต่อวัน จากจุดเริ่มแรกในโครงการ “Golden Bananas” ที่ดำเนินมากว่าทศวรรษถึงในปัจจุบัน พร้อมผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้ชุมชน พร้อมพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ด้วยวางจำหน่ายกล้วย 4 สายพันธุ์หลักในเชลฟ์เซเว่นฯ ได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยเล็บมือนาง พร้อมต่อยอดสู่ขนมไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปโดยเอสเอ็มอี เช่น กล้วยปิ้ง ข้าวต้มมัด และขนมกล้วย
‘แมทธิว กิจโอธาน’ พา ‘แม็คยีนส์’ ไตรมาสแรกยอดออนไลน์พุ่ง แต่สาขาออฟไลน์ลด 10%
‘แมทธิว กิจโอธาน’ ซีอีโอ ‘แม็ค ยีนส์’ กับผลงานไตรมาสแรกปรับช่องขายออนไลน์ ทำรายได้เพิ่ม100% แต่ร้านค้าปลีกสาขายอดร่วง กำลังซื้อหดคนงดช้อปนอกบ้าน หลังจาก ‘แมทธิว กิจโอธาน’ เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ‘แม็คกรุ๊ป’ (MC) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ปี2568 ที่ผ่านมา กับบทพิสูจน์ผลดำเนินงานในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ ท่ามกลางความท้าทายของตลาดแฟชั่น ‘แมทธิว กิจโอธาน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ผู้ดำเนินรธุรกิจค้าปลีก สินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ ‘แม็คยีนส์’ เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานของบริษัท ในรอบปีบัญชี 2569 (1 ก.ค 2568 – 30 ก.ย. 2568) บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 901 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59 ล้านบาท หรือ 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เป็นผลลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากช่องทางออนไลน์ ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในงวดนี้สัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28% ของยอดขายรวม จากก่อนหน้าอยู่ที่ 15% ส่วนช่องทางออฟไลน์มีรายได้ลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ทำให้ประชาชนใช้สอยนอกบ้านลดลง สำหรับ ยอดขายของ แม็คกรุ๊ป ผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตดีมากในงวดนี้มีรายได้รวมทั้งสิ้นรายได้ 252 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 126 ล้านบาทหรือ 100.8% เทียบงวดเดียวกันปีก่อน ขณะที่ สัดส่วนรายได้ช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) ลดลงมาอยู่ 55% จากงวดก่อนหน้าอยู่ที่ 66% โดยมี รายได้ 496 ล้านบาท ลดลง 58 ล้านบาทหรือ 10.5 % ห้างสรรพสินค้า (Department Store) มีสัดส่วน 16 % ลงมาจาก 17% มีรายได้ 142 ล้านบาทลดลง 6 ล้านบาทหรือ 3.8% ช่องทางอื่น ๆ คิดเป็นสัดส่วน 1% นอกกจากนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ ในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 123 ล้านบาท ลดลง 10 ล้านบาท หรือ 7.6% โดยมีอัตรากำไรสุทธิ 13.4% ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากรายได้อื่นที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและบันทึกบัญชีในปีก่อนไปแล้ว และหากดูผลดำเนินงานปกติ ในงวดไตรมาสนี้ จะเห็นว่าบริษัทมีกำไรขั้นต้นเท่ากับ 581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 ล้านบาทหรือ 5.5 % จากยอดขายที่สูงขึ้น โดยอัตรากำไรขั้นต้นที่อยู่ที่ 64.4 % ยังทรงตัวในระดับสูงแม้ว่าบริษัทจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขายจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ในช่วงรอยต่อของรัฐบาล ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวรวม 2,073 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89 ล้านบาทหรือ 4% จาก 1,984 ล้านบาทเทียบงวดเดียวกับปีก่อน และมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 5,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% หรือ 229 ล้านบาท เปรียบเทียบกับวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 5,500 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 3,844 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126 ล้านบาท เปรียบเทียบกับวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 3,718 ล้านบาท แมทธิว กล่าวต่อ ถึงพัฒนาการและแนวโน้มการเติบโตในอนาคตว่า มีเป้าหมายเติบโตทั้งยอดขายและกำไรในทุกช่องทางทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์ โดยใช้ประสบการณ์และทรัพยากรที่เพียบพร้อมจากรากฐานอันยาวนานกว่า 50 ปี ทั้งการมี จุดขายที่ครอบคลุมทั้ง ออนไลน์ และ ออฟไลน์, มีโรงงานผลิตสินค้าที่มีความชำนาญการ และ มีศูนย์กระจายสินค้าของตัวเองที่เปิดทำการในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา รวมทั้ง บริษัท มีการศึกษาพัฒนาแผนงาน สำหรับช่องทางอื่นอย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายช่องทางไปต่างประเทศ และการซื้อขาย ควบรวมกิจการ รวมถึงการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยมีความพร้อมและความคล่องตัวและสามารถทำทันทีเมื่อมีความมั่นใจจากกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สิน ขณะที่ในมิติความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บริษัทจะร่วมกับพันธมิตร วางแผนที่จะนำวัสดุรักษ์โลกมาใช้ในกางเกงยีนส์ทุกรุ่นในปี 2569 รวมทั้งบริษัทได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าจากพลาสติกแบบเดิมไปเป็นพลาสติกรีไซเคิล ที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ล่าสุดบริษัทได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ปี 2568 ในระดับ ‘ดีเลิศ’ เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย, ได้รับผลการประเมิน SET ESG Ratings ปี 2567 ในระดับสูงสุด “AAA” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และยังได้รับการประเมินคุณภาพการจัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น “AGM Checklist 2567” ด้วยคะแนนสูงสุด 100 คะแนนเต็ม ที่ระดับ “ดีเยี่ยมสมควรเป็นตัวอย่าง” โดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย Alternate-X สรุปให้ ‘แมทธิว กิจโอธาน’ ซีอีโอแม็คกรุ๊ป เผยยอดขายไตรมาสแรกปี 2569 เติบโต 7% ยอดขายออนไลน์พุ่ง 100% แตะ 252 ล้านบาท คิดเป็น 28% ของรายได้รวมส่วนช่องทางออฟไลน์กลับลดลง 10% จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว โดยบริษัทเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมแผนขยายตลาดต่างประเทศ ยังคงรักษากำไรขั้นต้นสูง 64.4% และมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ไร้หนี้สิน
‘แมว’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เทรนด์คนไทยเลี้ยงเหมียวพุ่ง โตเพิ่ม 28% ต่อปีแซงน้องหมา
‘เศรษฐกิจแมว’ แนวโน้มขยายตัวสูงพบสถิติทาสแมวโต 28% ส่วนสุนัขโต 19% ต่อเนื่องในรอบ3 ปีที่ผ่านมา หนุนตลาดสัตว์เลี้ยงไทยแตะแสนล้านบาท ปี2569 ‘พีรพรรณ อังคสุโข’ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารจัดการพื้นที่แสดงสินค้าและนิทรรศการ เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การจัดงาน ‘Pet Expo Thailand’ มาตลอดระยะเวลา 25 ปี และเป็นมหกรรมการจัดแสดงสินค้าด้านสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่สุดในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี สำหรับจุดเด่นงานฯ เพื่อตอบรับทุกความต้องการของผู้บริโภคที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการยกระดับสัตว์เลี้ยงไปเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ส่งผลให้มูลค่าตลาดสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเติบโตแบบก้าวกระโดด สอดคล้องการวิจัยของ ttb analytics คาดมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงไทยปี 2568 ขยายตัว 13.2% แตะ 9.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะทะลุ 1 แสนล้านในปี 2569 นอกจากนี้ จากการสำรวจแนวโน้มของธุรกิจสัตว์เลี้ยงของไทย พบว่ามีความนิยมในการเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง จากปัจจัย ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ไม่ส่งเสียงดัง และดูแลได้ง่าย เหมาะต่อการเลี้ยงในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ขณะที่ผลการศึกษาของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในปัจจุบันความนิยมเลี้ยงแมวมีมากขึ้น โดยช่วงปี 2564-2567 จำนวนแมวคนเลี้ยงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 28% ต่อปี เทียบกับอัตราการเติบโตของสุนัขที่ 19% ต่อปี รวมถึง การสำรวจของ CRC VoiceShare พบว่า แม้ผู้เลี้ยงแมวยังคงเป็นอันดับ 2 รองจากผู้เลี้ยงสุนัข แต่มูลค่าผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงของแมวมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ ร้อยละ 63% ตามด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับสุนัข 31% “เห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจแมว มีความน่าสนใจสูง หากได้รับการสนับสนุนต่อยอดที่ดี ก็จะสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก และส่งออกสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับแมวออกไปได้ทั่วโลก ซึ่งตลาดผู้เลี้ยงแมวก็เติบโตในอัตราสูงเช่นกัน” จาก ผลการสำรวจเหล่านี้ สอดคล้องกับประสบการณ์การจัดงาน ‘Pet Expo Thailand’ ของ N.C.C. ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าสัดส่วนผู้จัดแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับแมว มีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ10% และมียอดขายในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแมวเพิ่มขึ้นทุกปี พีรพรรณ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว N.C.C เตรียมจัดงาน Cat Expo Thailand 2025 มหกรรมสินค้าและบริการสำหรับแมวที่ใหญ่ที่สุดของไทย ต่อยอดจากความสำเร็จของ Pet Expo Thailand ที่เป็นงานแสดงสินค้าสัตว์เลี้ยงใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งงานฯ ดังกล่าว จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5 – 7 ธ.ค. 2568 ฮอลล์ 6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำหรับการจัดงานฯ ในครั้งนี้ ยังเป็นมหกรรมสินค้าและบริการสำหรับแมวใหญ่ที่สุดของเมืองไทย มีพื้นที่จัดงาน 6,000 ตารางเมตร ผู้ประกอบการกว่า 125 บริษัท มากกว่า 250 บูท มาร่วมงาน โดย ภายในงานจะมีการจัดแสดงสินค้าอาหารและขนมขบเคี้ยว ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับแมว เสื้อผ้าสำหรับแมว โรงแรมสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ เวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยง อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์สำหรับแมวว จากผู้ผลิตชั้นนำทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การจัดแสดงนวัตกรรมสำหรับแมว การบริการและการตรวจรักษาแมวจากโรงพยาบาลสัตว์ชั้นนำ เป็นต้น รวมทั้งยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เจ้าของและแมวได้ร่วมเล่นเกม เช่น เกมอุโมงค์หรรษา , เหมียวนักตบ , โยคะกับเหมียว , เหมียวหม่ำ ๆ , เหมียวมุดถุง และอีกมากมาย ซึ่งจะมาสร้างความสนุกสนานเฮฮาให้กับน้องแมวและเจ้าของอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงสุดฮาแห่งปี โดยสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งจัดแสดงภาพ และจำหน่ายภาพโปสการ์ด จากภาพทีได้รับคัดเลือก เพื่อนำรายได้มอบให้กับ ‘กองทุนสัตว์ป่วยอนาถา’ โรงพยาบาลสัตว์เกษตร และยังมีบริการถ่ายภาพ Photo Studio ให้กับเจ้าของและน้องแมวที่มาร่วมงานในครั้งนี้ Alternate-X สรุปให้ เทรนด์คนไทยเลี้ยงแมวพุ่งแรง โตเฉลี่ย 28% ต่อปี แซงอัตราเติบโตของสุนัขที่ 19% ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยคาดแตะ 1 แสนล้านบาทในปี 2569 ผลสำรวจชี้ ‘เศรษฐกิจแมว’ ครองส่วนแบ่งผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงสูงสุด 63% งาน Cat Expo Thailand 2025 เตรียมจัดใหญ่ที่ศูนย์สิริกิติ์ พื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. ผู้ประกอบการ 125 บริษัท ร่วมโชว์สินค้านวัตกรรมแมวครบวงจร พร้อมกิจกรรมปลุกกำลังซื้อทาส
‘แสนสิริ’ ขึ้นดอย สร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจกาแฟ 3 หมื่นล. ปั้นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมครบวงจร
จากอสังหาฯ สู่ภาคการเกษตร ‘แสนสิริ’ กับโปรเจ็กต์ธุรกิจเพื่อสังคม ‘ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร’ แก้วิกฤตยอดดอยสร้างการคืนถิ่น สู่สังคม Specialty Coffee รับตลาด 3 หมื่นล้าน สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า แสนสิริ วางแนวคิดการมีส่วนร่วมในสังคมอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสังคมที่ดี ชุมชนแข็งแรง ผ่านโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการมาต่อเนื่อง สอดคล้องแกนหลักการทำงานด้าน ESG ของแสนสิริมากว่า 40 ปี ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า สังคม นอกจากนี้ ‘แสนสิริ’ ยังดำเนินโครงการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในด้านกาแฟและชุมชนในหลากหลายรูปแบบ ด้วยเห็นความสำคัญของการสนับสนุนพืชเศรษฐกิจในชุมชนที่จะช่วยสร้างโอกาสทางอาชีพที่ยั่งยืนและส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ขณะที่ การปลูกกาแฟพันธุ์ดีที่สามารถปลูกวนในระบบเกษตร ช่วยรักษาป่า ลดการเผาทำไร่เลื่อนลอย เป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร และได้สนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ในปี 2557 แสนสิริ ริเริ่มสนับสนุนกาแฟจากเกษตรดอยผาฮี้ จังหวัดเชียงราย มาผลิตเป็น ‘แสนสิริ ซิกเนเจอร์ เบลนด์ คอฟฟี่’ เพื่อให้บริการใน Sansiri Lounge ห้องรับรองลูกค้า สำนักงานขาย และเครือโรงแรม สนับสนุนกาแฟเทพเสด็จ ส่งมอบประสบการณ์กาแฟท้องถิ่นให้แก่นักท่องเที่ยว ในงาน Chiangmai Coffee Week 2567 ริเริ่มโครงการ Future Harvest นำร่องสนับสนุนต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีจำนวน 5,200 ต้น ให้กับเกษตรกร 15 ราย ในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการต่อเนื่อง 2 ปี (2567-2568) ขณะเดียวกัน ‘แสนสิริ’ มีโอกาสปรึกษากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับคำแนะนำถึงแนวทางการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนต่อยอดการสร้าง Social Enterprise เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ จัดตั้งหน่วยงาน ‘วิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหากำไร’ มีวัตถุประสงค์ ขับเคลื่อนกิจกรรมหรือโปรเจกต์เพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่อง สร้างรายได้ด้วยตนเองจากการดำเนินธุรกิจเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาเงินบริจาคแต่เพียงอย่างเดียว นำกำไรที่ได้จะกลับคืนสู่ชุมชนทั้งหมด สมัชชา กล่าวว่า จากที่มาดังกล่าวได้นำมาสู่ การจัดตั้ง ‘ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร’ เป็นแนวทางการใช้พืชเศรษฐกิจอย่างกาแฟมาเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เพื่อร่วมยกระดับเศรษฐกิจฐานรากร่วมกัน พร้อมเป็นอีกตัวอย่างการสร้างกลไกเพื่อช่วยสร้างความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก กับชุมชนและสังคม ทั้งแบบท้องถิ่น และระดับประเทศ ให้เกิดการผลักดันการทำงานอย่างจริงจัง สร้างชุมชนให้เติบโตด้วยตนเองอย่างแข็งแกร่ง และเป็นต้นแบบการทำงานของพืชเศรษฐกิจไทย จากข้อมูลพบว่าการปลูกกาแฟเป็นส่วนสำคัญของการอนุรักษ์ป่าในภาคเหนือมากว่า 3 ทศวรรษ พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจน แก้ปัญหาการย้ายถิ่นฐาน ด้วยการสร้างอาชีพและรายได้มั่นคงในชุมชน ลดการทำลายป่า ด้วยระบบการเกษตรที่เน้นอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ยกระดับคุณภาพชีวิต จากการเพิ่มมูลค่ากาแฟ 3-5 เท่าตัว (จาก 70 บาท เป็น 210-350 บาท/กก.) ต้นแบบพื้นที่ ‘พืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง’ สมัชชา กล่าวว่า แสนสิริ ยังวางแผนธุรกิจเพื่อสังคมเพื่อตอบโจทย์เรื่องนี้ โดยร่วมกับ ไร่แสนชัย – บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ และที่ปรึกษาของสมาคมกาแฟพิเศษ ด้วยความตั้งใจเปิดตัว ‘ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร’ พร้อมไร่กาแฟต้นแบบบนพื้นที่กว่า 16 ไร่ ขึ้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดย หน่วยงานนี้ จะทำหน้าที่รวบรวมทุกองค์ความรู้ตั้งแต่ ‘ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ’ ไว้ในที่เดียว พร้อมทำงานร่วมกับเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ทั้งเพื่อทดลอง พัฒนา และเพาะสายพันธุ์กาแฟพิเศษ “ชาวบ้านส่วนหนึ่ง ยังมีโอกาสเข้าไปทำงานในศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้ ทำให้มีรายได้ รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกกาแฟ การเก็บเกี่ยว กระบวนการแปรรูปผลผลิตเพิ่มขึ้นนำความรู้มาพัฒนาการปลูกกาแฟของตัวเอง และเกิดการรวมกลุ่มกันขึ้น” แนวทางดังกล่าว เพื่อพัฒนาการเพาะปลูกกาแฟให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังมีเป้าหมาย สร้าง ‘แรงจูงใจกลับบ้าน’ เมื่อกาแฟพิเศษมีราคาดี มีตลาดที่มั่นคง ชุมชนก็จะมี รายได้ที่ยั่งยืนและสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะกลายเป็น ‘แม่เหล็ก’ ดึงดูดให้คนหนุ่มสาวที่เคยต้องจำใจจากบ้านไปเป็นแรงงานในพื้นที่ต่างๆ สามารถคืนถิ่น กลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมด้วยความภาคภูมิใจ สำหรับศูนย์การเรียนรู้ฯ ตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี (2569–2572) จะบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์ต้นแบบ หรือ Sustainable Model ที่มีระบบถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ การปลูก การแปรรูป (ผ่านนวัตกรรมอย่าง Biochar และการตรวจสายพันธุ์) การสร้างผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชน การวางระบบตลาดกลางที่ยุติธรรม การบ่มเพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังสามารถขยายผลและผลักดันองค์ความรู้ด้านกาแฟให้เป็นหลักสูตรในระดับมหาวิทยาลัยทางภาคเหนือ สร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษในภาคเหนือและประเทศในวงกว้าง ยกระดับกาแฟพิเศษไทยสู่มาตรฐานระดับสากล โดย ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรแห่งนี้จะยังต่อยอดผลิตภัณฑ์–สินค้า ที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม เป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์กาแฟเพื่อศึกษา ทดลอง และกระจายพันธุ์ เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมกาแฟไทยกับนานาชาติ ในอนาคต ‘Specialty Coffee’ พิเศษจากจุดเริ่ม ด้าน ‘แสนชัย จูเปาะ’ เจ้าของไร่ Saen Chai Estate เกษตรกรต้นแบบ อ.กัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า กาแฟไทยไม่ได้แค่ดีขึ้นในเชิงเทคนิค แต่ดีขึ้นในมิติของวัฒนธรรม ความเข้าใจ และความเกื้อกูล โดยเรายังได้เห็นชุมชนที่แข็งแรงเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ใครคนหนึ่งล้ำหน้า แต่อยู่ในจังหวะที่เกื้อหนุนกัน ขณะเดียวกัน กาแฟยังเป็นพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยปกป้องคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ โดย อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ที่ได้การยอมรับว่าเป็นปอดของเอเชีย ทำให้การปลูกกาแฟยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตท้องถิ่น เป็นเหตุผลให้คนรุ่นใหม่ที่ไปศึกษาหรือทำงานในเมืองกลับมายังบ้านและครอบครัว นอกจากนี้ การปลูกกาแฟคุณภาพสูงด้วยระบบน Eco Farming เกษตรเชิงนิเวศผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้ระบบปลูกใต้ร่มไม้ในป่า ซึ่งกาแฟอาราบิก้าต้องการเงาของต้นไม้บนที่สูง ช่วยป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า สำหรับ ‘ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร’ แห่งนี้ ถือเป็นการลงทุนในคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม จากการสร้างโมเดลที่สามารถเยียวยาสังคม และ ฟื้นคืนผืนป่า ได้อย่างยั่งยืน ‘จุดเชื่อม’ เพิ่มมูลค่าท้องถิ่น ด้าน บริรักษ์ อภิขันติกุล ที่ปรึกษาโครงการศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมกาแฟพิเศษไทย กล่าวว่า เราอยากให้เกษตรกรไทยเข้าใจวิธีการผลิต และการต่อยอดไปสู่กาแฟพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่ กระบวนการคัดเลือกเมล็ด การตากกาแฟ และการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กาแฟธรรมดากลายเป็น Specialty ที่มีคะแนน 85+ และราคาสูงขึ้น 3-5 เท่า “เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และเครื่องมือในการควบคุมคุณภาพ เรามั่นใจว่าโปรเจ็กต์ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรนี้ จะเป็นการเซ็ตมาตรฐานการทำงานของเราให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้เกษรตกร ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น สร้างความแข็งแกร่งกับอาชีพ ‘ปลายทาง’ รวมกลุ่มยั่งยืน อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์ หนี่งในผู้ก่อตั้ง บีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ เปิดเผยว่า โดยส่วนตัวที่บ้านมีไร่กาแฟ และทำโรงคั่วเอง จนกระทั่งมาร่วมกับเพื่อนๆ ทำร้านบีนส์ เราเชื่อว่ากาแฟที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่ยังเป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ขณะที่ ตลาดโลกยอมรับคุณภาพกาแฟไทย แต่เราต้องช่วยกันสร้างระบบให้เกษตรกรเข้าถึงมาตรฐานนั้นได้ กระบวนการ (Process) ที่ได้คุณภาพ จะนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์เกษตรผ่านการยกระดับคุณภาพและการสร้างแบรนด์ นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรใหม่ ที่ผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบในที่เดียว “การร่วมมือกันทำงานครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างอาชีพที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งยังเป็นการใช้ข้อได้เปรียบของไทยที่มีห่วงโซ่การผลิตครบวงจร ตั้งแต่ยอดดอยจนถึงร้านกาแฟต่างๆ ที่เติบโตอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ” Alternate-X สรุปให้ ‘แสนสิริ’ เปิดศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรที่เชียงใหม่ ผสานพลัง ‘อสังหาฯ–เกษตรกร–ผู้เชี่ยวชาญ’ สร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจกาแฟ โมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่หมุนรายได้กลับสู่ชุมชน 100% พร้อมพัฒนาเกษตรเชิงนิเวศ Eco Farming ปลูกกาแฟร่วมรักษาป่า ต้นแบบเศรษฐกิจยั่งยืน ที่สร้างรายได้–คืนถิ่น–ฟื้นป่า ในเวลาเดียวกัน
Real Smart เปิด 2 แพลตฟอร์ม AI ปฏิวัติวงการ PR ไทยยุคใหม่ ‘แม่น-ไว-ครบวงจร’
เมื่อ PR ต้องคิดเร็วกว่าเทรนด์ Real Smart เปิดตัว 2 แพลตฟอร์ม AI ช่วยนักสื่อสารทำงานได้ “แม่น-ไว-ครบวงจร” ในยุคที่การสื่อสารไม่ใช่แค่ “พูดให้ดัง” แต่ต้อง “ฟังให้ไว” และ “รู้ให้ลึก”บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) เดินหน้าใช้เทคโนโลยี AI ปฏิวัติวงการ PR และสื่อสารองค์กร เปิดตัว 2 แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด “Real Media” และ “Real PR Impact” ที่จะเข้ามาช่วยองค์กรรับมือกับโลกข้อมูลที่หมุนเร็วกว่าเดิม เพื่อบริหารประเด็น และจัดการวิกฤตภาพลักษณ์องค์กรและแบรนด์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น Real Media คือเครื่องมือรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวสารจากทุกสื่อ ทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี ออนไลน์ และโซเชียล มีเดีย เพื่อให้ทีมสื่อสารองค์กรรู้เท่าทันกระแส วิเคราะห์ภาพรวมของข่าวเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลาง ผ่านแดชบอร์ดอัจฉริยะ ช่วยบริหารประเด็นและป้องกันวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ Real PR Impact คืออีกการวัดผลประชาสัมพันธ์แบบ “Real Value” ที่ใช้ AI ประมวลว่า ข่าวหรือแคมเปญที่สื่อสารออกไป สร้าง “มูลค่า” และ “การรับรู้” ให้แบรนด์ได้มากน้อยเพียงใด ทั้งด้าน Engagement และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย นาย ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า“วันนี้ PR ไม่ได้สื่อสารทางเดียวอีกต่อไป แต่ต้องโต้ตอบได้แบบ Real-time และเข้าใจผลลัพธ์ในเชิงข้อมูล AI จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้องค์กรบริหารการสื่อสารได้อย่างแม่นยำ ทันต่อสถานการณ์ และสร้างคุณค่าที่วัดผลได้จริง” นอกจากนี้ งานเปิดตัวยังได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารองค์กรและการบริหารวิกฤต ที่ร่วมแชร์ประสบการณ์กว่า 30 ปี เพื่อร่วมกันผลักดันวงการ PR ไทยให้ก้าวสู่ยุค AI-Driven Communication อย่างเต็มรูปแบบ
‘เสถียร’ คาราบาว กลับมาแก้เกมตลาดเบียร์ 2.6 แสนล. OEM เบียร์ชิงเต่า-โมเดลใหม่ดราฟต์เบียร์
‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ซีอีโอกลุ่มคาราบาว เปิดตัวธุรกิจเบียร์ไปเมื่อสองปีก่อนหน้า พร้อมกับห่างหายการพบสื่อไปเมื่อปีที่ผ่านมา ในตอนนี้ ‘เขา’ กลับมาพร้อม ประกาศให้ธุรกิจเบียร์เลิกขาดทุน ในปี 2569 หลัง ‘กลุ่มคาราบาว’ ใช้งบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเบียร์ที่จังหวัดชัยนาท ด้วยเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานโลก จากเครื่องจักรที่นำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด พร้อมเปิดตัวสินค้าเบียร์กลุ่มแรกไปเมื่อปี 2566 เพื่อร่วมวงตลาดเบียร์มูลค่า 2.6 แสนล้านบาทของไทย ต่อการเข้ามาในเกมครั้งนี้ ย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดนี้ไปไม่น้อยในฐานะผู้เล่น ’หน้าใหม่’ จากเดิมมี 2 เจ้าหลักที่ครองมาร์เก็ตแชร์รวม 95% ของตลาดกว่าสองแสนล้านบาท แก้เกมกลับ-ล้างขาดทุน เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ‘เสถียร’ เปิดโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ย่านพระราม3 เพื่อบอกเล่าเส้นทางใหม่ธุรกิจเบียร์ของกลุ่มคาราบาว หลังจากที่ ‘เขา’ ห่างหายการออกสื่อช่วงหนึ่งปีเต็มที่ผ่านมา ด้วยยอมรับว่าหลังเปิดตัว ‘ธุรกิจเบียร์’ ไปเมื่อสองปีก่อนนั้นยังขาดทุนอยู่ “การกลับมาของปีนี้ เพราะเราไปหาแผนมาแล้วว่า จะทำให้ธุรกิจเบียร์เลิกขาดทุนในปีหน้า” จากในช่วงแรก ของการทำตลาดเบียร์ของกลุ่มคาราบาวมี 5 รสชาติ ประกอบด้วย เบียร์คาราบาว 2 รสชาติ คือ Lager Dunkel เบียร์ตะวันแดง 3 รสชาติ คือ Weizen Rose IPA เกมแรก ‘OEM-ขยายตลาดจีน’ อย่างไรก็ตาม ต่อการจะเลิกขาดทุนธุรกิจให้ได้นั้นอาจไม่จำกัดแค่การขายปลีกสินค้าเบียร์ในรูปแบบขวด หรือ กระป๋อง เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการใช้แนวคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในการขยายตลาด สำหรับแผนแรก กลุ่มคาราบาว ได้ร่วมร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ ‘เบียร์ชิงเต่า’ (Tsingtao) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เบียร์อันดับหนึ่งของเมืองชิงเต่า มณฑลซานตง ประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นของบริษัทชิงเต่า บริวเวอรี่ (Tsingtao Brewery) Co. Ltd.) อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง 3 ทุนใหญ่ไทยจีน ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ ขยายตลาดเครื่องดื่มระดับภูมิภาค โดยกลุ่มคาราบาว จะรับจ้างผลิต (OEM) เบียร์ชิงเต่า การทำเบียร์สด รวมถึงการเร่งกระจายสินค้าเบียร์ในช่องทางต่าง ๆ มากขึ้น จากปัจจุบันโรงงานผลิตเบียร์มีกำลังการผลิต 300 ล้านลิตร แต่ใช้ไปเพียง 20% “หากจะคุ้มต้องมีการเดินสายผลิตในสัดส่วน 30% ของกำลังผลิตขึ้นไป ซึ่งแนวทางนี้ยังจะเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจระหว่างกัน” พร้อมวางแผนจัดจำหน่ายสินค้าเบียร์ชิงเต่าในไตรมาส 1 ปี 2569 และหากสินค้าได้ผลตอบรับดี ‘ชิงเต่า’ อาจใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าในiระดับภูมิภาค ในอนาคต และจากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ กลุ่มคาราบาว ยังมีโอกาสนำสินค้าเครื่องดื่มในพอร์ตทั้งเบียร์ และ เครื่องดื่มชูกำลัง เข้าไปทำตลาดจีนในมณฑล ซานตง และยูนนาน เช่นกัน เกมที่สอง ส่งเบียร์สดขายข้างนอก สเถียร บอกว่าสินค้าพอร์ตเบียร์ของกลุ่มคาราบาว จะต้องเร่งพาตัวเองไปสู่กลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยวิธีการรุกขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ทั้งช่องทางค้าปลีก/โชห่วย (Off-premise) และร้านอาหาร ผับบาร์ (On-premise) ส่งผลให้ยอดขายค่อย ๆ เติบโตในทุกเดือน โดยกลุ่มคาราบาว เตรียมส่ง ‘เบียร์สดเยอรมันตะวันแดง’ บุกตลาดนอกโรงเบียร์ เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ในการดื่มเบียร์สดในประเทศไทย ในสองรสชาติ คือ ลาเกอร์ และ โรเซ่ เพื่อตอบโจทย์ ผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่ต้องการสัมผัสรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากเบียร์สดทั่วไป ด้วยจุดเด่น ของดราฟต์เบียร์ ที่ถูกบรรจุอยู่ในถัง และกดจากTap แท็ปอุณหภูมิต่ำเบียร์หิมะเพื่อเสิร์ฟโดยตรงให้ลูกค้า “เรามีจุดแข็งการกระจายสินค้า จากการจำหน่ายสินค้าอย่างเครื่องดื่มชูกำลังและคาราบาว จึงสามารถส่งสินค้าเบียร์สดได้ภายใน 72 ชม.” นอกจากนี้ กลุ่มคาราบาว ยังเตรียมใช้รูปแบบธุรกิจ (Business Model) ใหม่ สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร เพื่อนำอุปกรณ์ดังกล่าวเข้าไปติดตั้งgพื่อให้บริการดราฟต์เบียร์กับลูกค้า ซึ่งจะมีหลากหลายรูปแบบการให้บริการตามความเหมาะสมในแต่ละธุรกิจร้านอาหาร คาดในต้นปี 2569 จะเปิดให้บริการครบ 100 แห่ง ภาพ กรัณย์ สุริวงค์ ปัจจุบัน มีกลุ่มร้านอาหาร อิซากายะ ผับบาร์ ที่ให้บริการเบียร์สดเยอรมันตะวันแดง นี้แล้ว อาทิ AV Izakaya The Gravitique Anchor Premium Buffer g Kitchen แคมป์คลองโยง Fortune Tap Craft Beer “การขยายช่องทางจำหน่ายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการปลดล็อก ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการส่งมอบเบียร์สดในตลาดวงกว้าง” เกมที่สาม พาตัวเองไปหาลูกค้าใหม่ เสถียร เสริมว่า หลังจากทดลองทำตลาดเบียร์ในช่วงปีที่ผ่านมา เขายอมรับว่า สินค้าเจอกับความท้าทายใหญ่ ด้วยไม่สามารถนำผลิตภัณฑ์เข้าไปวางจำหน่ายในช่องทางขายโมเดิร์นเทรดรายใหญ่ได้ ด้วยส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยการที่กลุ่มคาราบาว ก็มีธุรกิจร้านค้าปลีกของตัวเอง อย่าง CJ Supermarket, CJ More และ ถูกดี ซึ่งเป็นคู่แข่งตรงกับหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รายใหญ่ที่มีกิจการลักษณะเดียวกันนี้ เช่นกัน “เราต้องเร่งทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดที่คนมักซื้อสินค้าในร้านโชห่วย ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะเลือกแบรนด์ที่คุ้นเคย และมักเลือกสินค้าตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านด้วยซ้ำ“ จากจุดนี้ ทำให้กลุ่มคาราบาว มีแผนขยายช่องทางจำหน่ายร้านค้าปลีก โชห่วย เพิ่มขึ้น โดยในปีหน้ามีแผนขยายแบรนด์ร้านค้าปลีก ‘ซีเจ’ เพิ่มขึ้นอีกราว 600 แห่ง คาดใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท จากปัจจุบัน มีร้านสาขาซีเจมากกว่าพันแห่งครอบคลุมกว่า 42 จังหวัด และร้านถูกดี ราวสองพันสาขา “เบียร์ของกลุ่มคาราบาวในช่องทางร้านซีเจ มีสัดส่วนยอดขายมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ รวมกันที่วางจำหน่ายในร้าน” ด้วยแนวทางการทำตลาดพอร์ตเบียร์ของกลุ่มคาราบาว ที่วางไว้จาก 3 เกมใหม่ ‘เสถียร’ ขอเปิดขึ้นในรอบนี้ เขามั่นใจว่า กลุ่ม ‘เบียร์สด’ จะกลับมาทำกำไรได้ จากช่องทางจำหน่ายมากขึ้น ส่วนกลุ่มเบียร์ค้าปลีก จะมีตลาดใหม่ทั้งในช่องทางขายในประเทศและในตลาดประเทศจีนเข้ามา จากก่อนหน้ากลุ่มคาราบาว มียอดขายสินค้ากลุ่มเครื่องดื่มสูงถึง สี่พันล้านบาทต่อปีจากตลาดกัมพูชา แต่ตอนนี้กลับเป็นศูนย์ จากสถานการณ์สงครามชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ปีนี้ ที่ผ่านมา และเมื่อแต่เมื่อปลดล็อคจุดตายนี้ตามแผนที่วางไว้ พร้อมเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ผลิตภัณฑ์เบียร์ ในปีหน้าอีกหนึ่งรายการ จะทำให้ ‘กลุ่มคาราบาว’ สามารถเลิกขาดทุนสะสมราวพันล้านบาทในธุรกิจเบียร์ ช่วง2 ปีที่ผ่านมาได้อย่างแน่นอนในปี 2569 และมีรายได้ 4,500 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ กลุ่มคาราบาว โดย ‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ยอมรับว่าธุรกิจเบียร์ที่ลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ยังคงขาดทุนตลอดสองปีที่ผ่านมานับจากการเปิดตัว ‘ซีอีโอ’ประกาศจะ ‘เลิกขาดทุน’ ในปี 2569 และตั้งเป้ารายได้ 4,500 ล้านบาท ผ่านการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เกมแรกใช้โรงงานผลิตเป็นฐาน OEM เบียร์ชิงเต่า (Tsingtao) ของจีน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้คุ้มทุน และเป็นโอกาสในการนำสินค้าอื่นเข้าตลาดจีน เกมที่สอง บุกตลาดเบียร์สด (Draft Beer) นอกโรงเบียร์ ด้วยการขยาย Tap Service ไปยังร้านอาหาร ผับ บาร์ ตั้งเป้าครบ 100 แห่งในต้นปีหน้า และสุดท้ายเกมที่ 3 ขยายช่องทางจำหน่ายร้านค้าปลีก CJ Supermarket และ ถูกดี เพิ่ม 600 สาขา แก้ปัญหาการเข้า Modern Trade รายใหญ่ และดันยอดขายเบียร์ในร้านค้าของตัวเองที่มีสัดส่วนสูงกว่า 50%
จะเข้าหาเจนฯใหม่ต้องไปคาเฟ่ ‘OATSIDE’ ดึง 500 ร้านกาแฟทั่วไทยใส่’นมโอ๊ต’ทุกเมนูไม่บวกเพิ่ม
‘โอ๊ตไซด์’ หลังใช้แผนเพิ่มกำลังผลิตให้ได้อีโคโนมี ออฟ สเกล เพื่อทำราคาสินค้าให้เข้าถึงได้ง่าย ล่าสุดดึง 500 ร้านกาแฟ/คาเฟ่ทั่วไทย ใช้นมโอ๊ตในเครื่องดื่มได้ราคาปกติ แผนนี้ได้ทั้งการรับรู้และเข้าถึงเจนฯใหม่ เบเนดิกต์ ลิม (Benedict Lim) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ OATSIDE (โอ๊ตไซด์) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำนมข้าวโอ๊ต จากสิงคโปร์ เปิดเผยว่า OATSIDE วางพันธกิจหลักการทำตลาดสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยเข้าถึงนมโอ๊ตคุณภาพได้ง่ายขึ้น ด้วยกลยุทธ์การเพิ่มกำลังการผลิต (Economy of Scale) ทำให้โอ๊ตไซด์ สามารถคงคุณภาพระดับพรีเมียม ในราคาที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้ โอ๊ตไซด์ ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติอร่อย ดีต่อสุขภาพ พร้อมคุณประโยชน์ เพื่อเป็นหนึ่งในนมทางเลือกยอดนิยมที่ติดปากคนไทยทั่วประเทศ ในอนาคต เติมนมโอ๊ตใส่เครื่องดื่มได้ราคาเดิม ด้าน ‘ลลิตกาญจน์ ทวีชัยวัฒนะ’ ผู้อำนวยการโอ๊ตไซด์ (OATSIDE) ประเทศไทย กล่าวว่า แนวทางการทำตลาด ‘โอ๊ตไซด์’ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยให้ได้มากที่สุด โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การขยายความร่วมมือพันธมิตรธุรกิจร้านกาแฟ 500 แห่งและคาเฟ่ทั่วประเทศ ในแคมเปญ ‘OATSIDE เปลี่ยนเป็นนมโอ๊ตฟรี” (OATSIDE Free Oatmilk) ให้ผู้บริโภคสามารถเลือกเปลี่ยนนมเป็นนมโอ๊ตในเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ในราคาปกติ ไม่บวกเพิ่ม “หลังการปรับราคาผลิตภัณฑ์เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อเข้าถึงลูกค้าง่ายขึ้น และยังสามารถร่วมแคมเปญได้ในร้านกาแฟและคาเฟ่ที่มีสัญลักษณ์ “เปลี่ยนนม OATSIDE ฟรี” ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” ปัจจุบัน ‘โอ๊ตไซด์’ ร่วมมือกับร้านกาแฟและคาเฟ่ชั้นนำกว่า 538 แห่งทั่วประเทศ เช่น Belliness’s Gaga Fresh Me CASA LAPIN SOL Coffee Hey! Coffee Ve/la Baristro 28ml Specialty Coffee & Tea Bar UNO และอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายความร่วมมือกับร้านกาแฟเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสรสชาติที่เหนือกว่าและคุณภาพของโอ๊ตไซด์ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว “ความร่วมมือดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้ผู้บริโภคไทยเข้าถึงนมโอ๊ตได้ง่ายขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล” ลลิตกาญจน์ เสริมว่า โอ๊ตไซด์ มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์นมโอ๊ตคุณภาพสูงตามพันธกิจที่วางไว้ เพื่อเข้าสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวกในระยะยาว และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกดื่มนมเป็นประจำมากยิ่งขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์นมทางเลือก ขณะที่ปัจจุบัน ตลาดนมพืชนม (Plant – Based)ในประเทศไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างน่าจับตามอง โดยในปี 2567 ตลาดนม Plant – Based (ไม่รวมนมถั่วเหลือง) แม้เป็นตลาดที่เล็ก เมื่อเทียบกับตลาดนมรวม เป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราการเติบโต มากกว่า 40% จากข้อมูลนีลเส็น พบว่า (รอบปีกันยายน 2566-สิงหาคม 2567) ตลาดนม Plant – Based (ไม่รวมนมถั่วเหลือง) มีมูลค่า ปี 2566 มูลค่า 1,260 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่า 1,781 ล้านบาท โดยตลาดดังกล่าว ยังมีอัตราการเติบโตสูงถึง 40% ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมีนาคม 2568 ขณะที่ ปัจจัยสำคัญในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงเทรนด์ความนิยมดื่มกาแฟและชาในประเทศไทย มีการขยายตัวสู่กลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาเครื่องดื่มแก้วใหม่ๆ ที่มีความพิเศษและสเปเชียลตี้มากขึ้น พร้อมทางเลือกของนมที่หลากหลายตามความชื่นชอบ Alternate-X สรุปให้ ‘OATSIDE’ แบรนด์นมโอ๊ตจากสิงคโปร์ ใช้กลยุทธ์ “Economy of Scale” เพิ่มกำลังผลิต ลดต้นทุนเพื่อให้เข้าถึงง่ายขึ้น พร้อมจับมือ 500 คาเฟ่ทั่วไทย เปิดแคมเปญ “OATSIDE Free Oatmilk” เติมนมโอ๊ตในทุกเมนูโดยไม่บวกเพิ่ม แผนนี้ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเจนใหม่ที่รักสุขภาพและกาแฟพิเศษ สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมดื่มนมให้เป็นเรื่องง่ายและมีสไตล์ ขณะเดียวกัน ตลาดนมพืชไทยเติบโตแรงกว่า 40% เป็นตลาดและโอกาสที่ ‘OATSIDE’ มองเห็น
‘กูลิโกะ’ หลังเลิกไอติมในไทย ใช้ ‘ป๊อกกี้’ พลิกสู้ด้วยพรีเมียม ผ่านตำนาน ‘Pocky Day’ เจาะเทศกาล
วันที่ 11 เดือน พฤศจิกายน ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นช่วงฉลองเทศกาล ‘ป็อกกี้ เดย์ (Pocky Day)’ แบรนด์ขนมบิสกิตกรอบแท่งยาว ที่อยู่คู่ตลาดโลกมาเกือบ 6 ทศวรรษ และในปีนี้ยังถือโอกาสเปิดตัวรสชาติใหม่ มาเจาะควาอร่อยระดับพรีเมียม อีกด้วย หลังเตรียมยุติธุรกิจไอศกรีมกูลิโกะ ปลายปีนี้ ป๊อกกี้ (Pocky) เป็นแบรนด์ผลิคภัณฑ์ขนมปัง (บิสกิต)แท่งยาวระดับตำนานที่มีอายุและเรื่องราวร่วมกับผู้บริโภคทั่วโลกมายาวนานเกือบ 6 ทศวรรษ โดยถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในปี 2509 พร้อมทยอยออกออกรสชาติใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ถึงในปัจจุบัน จากความนิยมในสินค้า ที่ผลักดันสู่การเติบโตมาตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และนำไปสู่ที่มาของเทศกาล ‘Pocky Day 11.11’ ซึ่งเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2542 ตรงกับปีที่ 11 แห่งยุคเฮเซ (Heisei) ได้สร้างแรงบันดาลใจจากลักษณะของวันที่ในปีนั้นถูกนำมาเขียนเป็นชุดตัวเลข ‘11.11.11’ ที่ดูคล้ายแท่งป็อกกี้เรียงต่อกัน ถึง 6 แท่งเลยทีเดียว ทำให้ วันพิเศษนี้ กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่สื่อถึงการแบ่งปันความสุข ขณะที่ บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด (Thai Glico Co., Ltd.) ได้เข้ามาดำเนินกิจการในไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 พร้อมทำตลาดถึงในปัจจุบันเป็นเวลาร่วม 55 ปี และหยิบวันพิเศษนี้ ‘11.11’ จัดกิจกรรมการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง ‘ป็อกกี้ เดย์’ ลงสนามบิสกิตแท่งพรีเมียม เฉลิมพงษ์ ดรงค์สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด กล่าวว่า . บริษัทฯ ต่อยอดพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์กูลิโกะ ป็อกกี้ ในกลุ่มพรีเมียม โดยเปิดตัว ‘ป๊อกกี้ ริชช็อกโกแลต โกโก้นิบส์’ อย่างเป็นทางการในช่วง Pocky Day 11.11 เพื่อเป็นของขวัญมอบให้ผู้บริโภคในเทศกาลแห่งความสุข “ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนาสินค้ากูลิโกะ ป็อกกี้ เพื่อเป็นตัวกลางแห่งความสุขได้ทุกโอกาส สอดคล้องกับแนวคิดหลักของแบรนด์ Share Happiness ที่ป๊อกกี้มีให้เสมอมา” สำหรับ ‘ป๊อกกี้ ริชช็อกโกแลต โกโก้นิบส์’ มีจุดเด่น ความเข้มข้นจากช็อกโกแลตบนแท่งบิสกิตโฮลวีตเคลือบครีมหนา 2 ชั้น กับครีมช็อกโกแลตสูตรพิเศษเข้มข้น และมีปริมาณมากกว่าสูตรเดิม 2 เท่า โดยสินค้าใหม่ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรสช็อกโกแลตได้อย่างเต็มคำ พร้อมโกโก้นิบส์เต็มๆแท่ง และเพิ่มเทกเจอร์ความอร่อยด้วยชิ้นคุกกี้กรุบกรอบ ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการทานช็อกโกแลตที่อร่อยและสนุก พร้อมจัดกิจกรรมสร้างประสบการณ์แบรนด์ผ่านบูธในงาน GMMTV Pocky Idol Final Stage ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์แห่งความสุขภายใต้แนวคิด ‘Share Happiness’ เฉลิมพงษ์ กล่าวว่า สินค้าใหม่ฯ นี้ ยังสะท้อนความพรีเมียมผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ที่ใช้โทนสีน้ำตาลเข้ม-ทอง ให้ความรู้สึกหรูหรา และสื่อถึงกลิ่นอายของโกโก้แท้ เสริมด้วยการใช้เอฟเฟกต์ประกายสีทองชวนให้นึกถึงของขวัญสุดพิเศษที่ตั้งใจมอบให้แก่คนที่รัก โดย ‘ป๊อกกี้ ริชช็อกโกแลต โกโก้นิบส์’ เริ่มวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการทั้งในช่องทางร้านค้าทั่วประเทศและในช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบกล่อง ราคา 39 บาท ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าสินค้าใหม่ดังกล่าว จะช่วยขยายฐานผู้บริโภคในกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความพรีเมียมและชื่นชอบช็อกโกแลต ควบคู่กับการสร้างภาพจำให้แบรนด์ป๊อกกี้ในฐานะของขวัญแห่งความสุขที่สามารถแบ่งปันได้ในทุกโอกาส ปัจจุบัน สินค้ากลุ่มหลักของไทยกูลิโกะประกอบด้วยแบรนด์ขนมต่างๆ อาทิ ป๊อกกี้, พีจอย เพรทซ์ ไจแอนท์ คาปุลิโกะ โคลลอน ทีนนี่ แอลฟี่ อัลมอนด์ โคกะ ซึ่งเป็นแบรนด์เรือธงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Health & Wellness สำหรับ ผลประกอบการของไทยกูลิโกะ ในปี 2567 มีรายได้รวม 3,523 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.72% จากปีก่อน มีกำไรสุทธิ 67 ล้านบาท หลังจากที่ปี 2566 ขาดทุน โดยรายได้เริ่มฟื้นตัวแต่กำไรยังคงเปราะบางเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ ในหมวดเดียวกัน ล่าสุดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ไทยกูลิโกะ ยังได้ประกาศยุติการขายไอศกรีมในประเทศไทยภายในสิ้นปี 2568 Alternate-X สรุปให้ ไทยกูลิโกะ หลังยุติธุรกิจไอศกรีมในไทย วางแผนใหม่หันโฟกัส “ป๊อกกี้” แบรนด์หลักในกลุ่มบิสกิตที่แข็งแกร่งที่สุด พร้อมต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียม ผ่านสินค้าใหม่ “Pocky Rich Chocolate Cocoa Nibs” ตอกย้ำแนวคิด “Share Happiness” สู่ของขวัญแห่งความสุขในทุกเทศกาล สะท้อนภาพแบรนด์ที่ปรับตัวอย่างชาญฉลาด เพื่อขยายฐานผู้บริโภคยุคใหม่
‘ASW’ ปรับแผนท้ายปีย้ายเกมอสังหาฯลงภูเก็ต สร้างอีโคซิสเต็มอยู่อาศัยไลฟ์สไตล์ รับเที่ยวหรู
ASW มอง ‘ภูเก็ต’ เป็นตลาดอสังหาฯศักยภาพ สร้างอีโค ซิสเต็มการอยู่อาศัยไลฟ์สไตล์ เปิด 3 โครงการฯ ท้ายปี68 เจาะแรงซื้อต่างชาติ-กลุ่ม ดิจิทัล นอแมด โชว์รายได้9 เดือนแรก 6,250 ล.บาท โชว์รายได้9 เดือนแรก 6,250 ล.บาท ‘กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัท มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลยุทธศาสตร์ (Strategic Location) ล่าสุด ASW ปรับแผนเปิดโครงการใหม่ปี 2568 เพิ่มเป็น 11 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 23,600 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7% จากแผนที่ประกาศไว้ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นโครงการในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 18% และโครงการในภูเก็ต 82% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด “ภูเก็ตเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม รวมถึงการเดินทาง และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน จึงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก” นอกจากนี้ ภูเก็ต ยังเป็นเมืองเศรษฐกิจ ในกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง และกลุ่มดิจิทัล นอแมด (Digital Nomad) ให้เข้ามาพักอาศัยระยะยาว ทำให้ภูเก็ตเป็นทำเลที่มีดีมานด์แข็งแกร่งและรักษาการเติบโตได้ในทุกสภาพตลาด โดยในช่วง Q4/2568 บริษัทวางแผนเปิดโครงการ Leisure Condominium ใหม่ในภูเก็ต 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 9,700 ล้านบาท ได้แก่ โคราลิน่า กมลา (Coralina Kamala) คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ท ใกล้หาดกมลาที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน จำนวน 564 ยูนิต มูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท เดอะ ไทเทิล เซียร่า (THE TITLE Sierra) จำนวน 452 ยูนิต มูลค่ารวม 2,000 ล้านบาท เดอะ บาลโคนี ในยาง (The Balcony Naiyang) จำนวน 542 ยูนิต มูลค่ารวม 3,800 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ASW ยังมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ในไตรมาส 4 ที่จะทยอยโอนเพื่อรับรู้รายได้ในช่วงปลายปีนี้เพิ่มอีก 1 โครงการ คือ โครงการ เคฟ วันเดอร์แลนด์ (Kave Wonderland) คอนโดใหม่ใกล้ ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต มูลค่าโครงการกว่า 2,550 ล้านบาท ไฮไลท์ส่วนกลางใหญ่และให้มากที่สุดในย่าน ซึ่งจะเป็นอีกแรงหนุนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 10,500 ล้านบาท กรมเชษฐ์ กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามแผนส่วนใหญ่ที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี ทั้งการโอนส่งมอบโครงการตามกำหนดและการเปิดโครงการใหม่ โดยติดตามและประเมินทิศทางตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อมองหาโอกาสและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายเป็นจังหวะสำคัญของตลาดอสังหาฯ เพราะมีปัจจัยหนุน อาทิ แคมเปญของผู้ประกอบการ มาตรการกระตุ้นจากรัฐ การลดดอกเบี้ยนโยบายที่ช่วยลดภาระการผ่อนของผู้บริโภคและลดต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการ การเข้าสู่ไฮซีซั่นการท่องเที่ยว ทำให้ภาพรวมตลาดคึกคักมากขึ้น ขณะเดียวกัน จากกระแสตอบรับดี จากการเปิดตัวโครงการในภูเก็ตที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ รักษาโมเมนตัมโดยขยายการลงทุนในทำเลศักยภาพแห่งนี้ต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่ง รักษาการเติบโตของยอดขาย รายได้ และกำไรของ ASW ได้อย่างมั่นคงทั้งในปีนี้และในระยะยาว สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 ทำรายได้รวม 6,250 ล้านบาท กำไรสุทธิสะสม 689 ล้านบาท ยอดขาย 17,474 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 3 รวมทั้งสิ้น 32,861 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องได้จนถึงปี 2570 Alternate-X สรุปให้ ASW มอง ‘ภูเก็ต’ เป็น Strategic Hub แห่งใหม่ สร้างอีโคซิสเต็มการอยู่อาศัยเชิงไลฟ์สไตล์ระดับโลกขยายพอร์ตอสังหาฯ เจาะตลาด 82% ของมูลค่าโครงการใหม่ปี 2568 ส่งท้ายปีเปิด 3 โครงการใหญ่ในภูเก็ต มูลค่ารวม 9,700 ล้านบาท รองรับดีมานด์ต่างชาติ–Digital Nomad โชว์รายได้ 9 เดือนแรก 6,250 ล้านบาท กำไรสุทธิ 689 ล้านบาท และ Backlog 32,861 ล้านบาท มั่นใจแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและนโยบายรัฐ ช่วยดันรายได้แตะเป้า 10,500 ล้านบาททั้งปี
รู้จักมูลนิธิศรีเทพไทย จากกลุ่มบริษัทพลาสติก-อสังหาฯ สู่องค์กรมีส่วนร่วมสังคมหนุนผู้เปราะบาง
มูลนิธิศรีเทพไทย ก่อตั้งในปี 2566 โดย ‘สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ประธานบริหารกลุ่มศรีเทพไทย ผู้ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์พลาสติกและอสังหาริมทรัพย์ กับแนวคิด ตั้งใจที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น โดยตลอดระยะเวลาดำเนินการมูลนิธิศรีเทพไทย ยังได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในปีนี้ร่วมกับสำนักงานเขตบางนา จัดงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ สรสินธุ ไตรจักรภพ’ ประธานบริหารกลุ่มศรีเทพไทย ผู้ก่อตั้งมูลนิธิศรีเทพไทย สรสินธุ กล่าวว่า มูลนิธิศรีเทพไทย ร่วมกับ สำนักงานเขตบางนากรุงเทพมหานคร จัดกิจกรรม ‘มูลนิธิศรีเทพไทยแบ่งปันน้ำใจให้กลุ่มเปราะบางเขตบางนา’ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมอบเงินช่วยเหลือให้กลุ่มเปราะบางในพื้นที่เขตบางนาจำนวนกว่า 800 คน ได้แก่ ผู้สูงอายุ, ผู้พิการ, ผู้ป่วยติดเตียง, นักเรียนยากจน และเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดบนท้องถนน รวมถึงมอบข้าวสารจำนวน 2,000 กิโลกรัม ให้แก่ BKK Food Bank เขตบางนา เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังกลุ่มเปราะบางในสังคม เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 1,000,000 บาท ซึ่งงานฯ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ สำนักงานเขตบางนา กรุงเทพมหานคร “มูลนิธิศรีเทพไทยก่อตั้งขึ้นด้วยเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กและคนพิการ เพื่อให้ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม” สำหรับการจัดกิจกรรมฯ นี้ ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมูลนิธิศรีเทพไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมแห่งการแบ่งปันและการดูแลกัน เพื่อให้ทุกคนในสังคมได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พร้อมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าน้ำใจแห่งการแบ่งปันครั้งนี้จะช่วยเติมพลังและปลอบประโลมจิตใจให้คนไทยทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ไปด้วยกัน
ลาซาด้า เจ้าแคมเปญ ‘11.11’ จากวันคนโสด สู่ศึกอีคอมเมิร์ซแบรนด์พรีเมียมทั่วเอเชียปีนี้
ย้อนไปก่อนหน้า เมื่อปี 2009 เมื่อ Alibaba และ Tmall ของ ‘แจ็ค หม่า’ ประเทศจีน หยิบเอาตัวเลขหนึ่ง ‘1’ ที่ยืนเหงาอยู่คู่กัน (11) ในเดือนที่สิบเอ็ดของแต่ละปี จนได้ชุดตัวเลขสวย ‘11.11’ ใช้เป็นกิมมิคมาเล่นกับอารมณ์คนโสด ทำให้วันนี้เคยถูกเรียกว่า วันคนโสด’ (Singles’ Day / 光棍节) พร้อมพลิกให้ วันซิงเกิล เดย์ สู่ ‘เทศกาลช้อปปิ้งแห่งความสุขของคนโสด’เพื่อให้คน ‘ซื้อของให้ตัวเอง’ แทนการรอให้คนอื่นซื้อให้ เมื่อกาลล่วงมา ลาซาด้า (Lazada) หนึ่งในบริษัทลูกของกลุ่มอาลีบาบา (Alibaba Group) ยักษ์อีคอมเมิร์ซจากจีน ที่ดำเนินกิจการมานานร่วม 13 ปี ได้ดึงเอาความสำเร็จการตลาดผ่านชุดตัวเลขมหัศจรรย์นี้ จนกลายเป็นซิกเนเจอร์แคมเปญดับเบิลเดท (Double Date) ‘11.11’ ระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปแล้วในปัจจุบัน สำหรับปีนี้ ‘ลาซาด้า’ วางแผนยกระดับวงการอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ ผ่านประสบการณ์ช้อปปิงคุณภาพ ด้วยแบรนด์สินค้าดังทั้งไทยและระดับโลกสู่ ‘LazMall’ ย้ำเมกาแคมเปญ ‘ลาซาด้า 11.11 เซลใหญ่แห่งปี’ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน (เริ่ม 2 ทุ่ม) ถึง 13 พฤศจิกายน 2568 พร้อมไฮไลต์ คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท* และ LazFlash ลดสูงสุดถึง 90%* รู้จัก ‘LazMall’ การันตีแบรนด์แท้ สำหรับฟีเจอร์ ‘LazMall’ บนแพลตฟอร์มลาซาด้า ถูกวางตำแหน่งเป็น ‘จุดหมายของแบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ผู้บริโภคไว้วางใจ’ ผ่านกลยุทธ์ขับเคลื่อนด้วยสินค้าแบรนด์ (Brand-Driven Strategy) โดยในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนร้านค้าแบรนด์บน LazMall ที่เติบโตขึ้นกว่า 60% สะท้อนการตอบรับที่ดีจากทั้งแบรนด์และผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะนักช้อปชาวไทยที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในหลายมิติมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับสถิติที่พบว่า มูลค่าคำสั่งซื้อเฉลี่ยบน LazMall เพิ่มขึ้นราว 1,000 บาทต่อตะกร้าในปีที่ผ่านมา อีคอมเมิร์ซอาเซียน ยังโตต่ำ รายงานจาก Momentum Works ระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายสินค้าแบรนด์ในตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนยังอยู่ต่ำกว่า 30% เมื่อเทียบกับตลาดจีนที่มีสัดส่วนสูงถึง 50% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตที่ยังคงเปิดกว้างในภูมิภาค ขณะเดียวกัน สถิติจากแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา พบว่าแบรนด์ชั้นนำกว่า 100 รายทั่วภูมิภาคมียอดขายเติบโตเฉลี่ยกว่า 49 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตอกย้ำแนวโน้มความต้องการสินค้าจากแบรนด์คุณภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับ พฤติกรรมนักช้อปชาวไทย หันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนผ่านการเติบโตของสินค้าหมวดพรีเมียมและสินค้ามูลค่าสูงบนแพลตฟอร์ม อาทิ หมวดโทรศัพท์มือถือ มียอดขายเติบโตขึ้นกว่า 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หมวดผลิตภัณฑ์ความงาม-เพรสทีจบิวตี้ จากแบรนด์ระดับโลก อาทิ Estee Lauder, Kiehl’s, Lancome, La Mer, Shiseido ครองอันดับสินค้าขายดีในเมกะแคมเปญ หมวดสินค้าแฟชั่นไทย เช่น lookbooklookbook, Endless Holiday และ Fundao เลือกลาซาด้าเป็นช่องทางเอ็กซ์คลูซีฟ เปิดตัวคอลเลกชันใหม่และเดินหน้าทำสถิติยอดขายเติบโตบนอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง ดึงแรงซื้อคนไทย ผ่านดีลใหญ่ ขณะที่ แคมเปญ ‘ลาซาด้า 11.11 เซลใหญ่แห่งปี’ ในปีนี้ ยังได้นำสินค้าแบรนด์ดังครบทุกหมวดหมู่จากร้านค้าออฟฟิเชียลบน LazMall พร้อมดีลพิเศษเฉพาะ 11.11 นี้ อาทิ สินค้าแบรนด์ดัง เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรกจากแพลตฟอร์มช้อปปิงชั้นนำอย่าง TMall และ GMarket รวมถึงเอ็กซคลูซีฟ แบรนด์ระดับโลกเฉพาะบนลาซาด้า อาทิ YSL Beauty, Guerlain, Aesop, Drunk Elephant, Marimekko, Nike, MUJI, LAMY, SMEG และอีกหลายหมื่นแบรนด์ทั่วภูมิภาค รวมดีลขายดีและไอเทม เด่นประจำแคมเปญจากแบรนด์ดังไว้ในที่เดียว ช่วยให้ประสบการณ์ช้อปง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น ลักซูรีแฟชั่น จากหลากหลายแบรนด์นาฬิกาและเครื่องประดับ พร้อมไอเทมเอ็กซคลูซีฟ อาทิ แบรนด์นาฬิกาหรู MIDO, Tissot, Seiko เครื่องประดับแบรนด์ดัง Pandora แหวนเพชร Jubilee และแบรนด์แว่นตาไอคอนิกตลอดกาลอย่าง Ray-Ban, Oakley ฯลฯ LazLOOK อัปเดตคอลเลกชันรับลมหนาวจากแบรนด์ไทย อาทิ COATSWEATER THAILAND, Aimer Woman, Studio Unknown พร้อมไอเทมคุมโทนครบทุกลุคให้เลือกช้อป สินค้าบิวตี้ รับคูปองลดสูงสุด 25% พร้อมรับดีลพิเศษเฉพาะสมาชิก LazBEAUTY จากแบรนด์ชั้นนำตลอดแคมเปญ สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยบริการผ่อน 0% กับหลากหลายแบรนด์ดัง อาทิ Nespresso, SMEG, Studio 7 คูปอง 11 ลดสูงสุด 10,000 บาท* พร้อมคูปองส่วนลดเพิ่ม ครอบคลุมทุกระดับราคา 20%, 25% และ 30% รวมทั้ง คูปอง LazMall สูงสุด 25% LazFlash ลดสูงสุดถึง 90%* แบรนด์ดังลดแรง 6 ชม.แรก 2 ทุ่ม – ตี 2 Alternate-X สรุปให้ เทศกาล 11.11 เริ่มต้นครั้งแรกในจีนปี 2009 โดย Alibaba และ Tmall จากแนวคิด ‘วันคนโสด’ สู่ ‘วันแห่งการให้รางวัลตัวเอง’ ปัจจุบัน Lazada ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Alibaba Group ได้ต่อยอดให้กลายเป็นซิกเนเจอร์แคมเปญระดับภูมิภาคอาเซียน ปีนี้ Lazada เตรียมจัด ‘11.11 เซลใหญ่แห่งปี’ ระหว่าง 10–13 พฤศจิกายน 2568 พร้อมดีลแรง ลดสูงสุดถึง 90% และคูปอง 10,000 บาท ขณะที่ LazMall ชูจุดขายแบรนด์แท้และสินค้าพรีเมียมจากทั่วโลก การันตีคุณภาพและความน่าเชื่อถือ ตลาดอีคอมเมิร์ซอาเซียนยังมีโอกาสโตอีกมาก โดยเฉพาะหมวดสินค้าพรีเมียมที่คนไทยนิยมสูงขึ้นต่อเนื่อง
ไต้หวันใจป้ำ! แจกเงินประชาชนใช้คนละหมื่น หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหลังบอบช้ำจากภาษีทรัมป์
สภาบริหารแห่งชาติไต้หวันประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ต.ค.) ว่า จะแจกเงินสด 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1 หมื่นบาท) ซึ่งจะเริ่มแจกในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ หลังจากที่สำนักงานประธานาธิบดีได้ประกาศใช้ร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบ เฉิน โปเฉิง อธิบดีกรมการคลังแห่งชาติ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า “พลเมืองไต้หวันและชาวต่างชาติที่มีสิทธิ์ตามเกณฑ์ จะสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เฉพาะสำหรับรับเงินสดครั้งเดียวได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน” ตามกฎระเบียบ ตั้งแต่วันที่ 5-9 พฤศจิกายน การลงทะเบียนออนไลน์เพื่อรับเงินสดจะดำเนินการเป็นขั้นตอนโดยพิจารณาจากเลขหลักสุดท้ายของหมายเลขประจำตัวประชาชน หรือหมายเลขใบอนุญาตพำนัก (ARC) ของผู้ลงทะเบียน และตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายนเป็นต้นไป จะเปิดให้ทุกคนได้ลงทะเบียน โดยไม่คำนึงถึงเลขหลักสุดท้ายของหมายเลขประจำตัวประชาชน หรือหมายเลข ARC สำหรับผู้ที่เลือกรับเงินโดยการลงทะเบียนออนไลน์เพื่อรับโอนเงินโดยตรง อาจได้รับเงินตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็คือ บุคคลทั่วไปสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน หรือรับเงินที่ไปรษณีย์ได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน โดยต้องแสดงบัตรประกันสุขภาพแห่งชาติ (NHI) และบัตรประจำตัวประชาชนไต้หวัน หรือหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ สำหรับผู้ที่ได้รับเงินบำนาญ หรือสวัสดิการสังคมของรัฐบาล จะได้รับเงินโอนเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน นอกจากพลเมืองไต้หวันแล้ว ผู้ที่ไม่มีทะเบียนบ้านแต่มีใบอนุญาตพำนัก หรือแม้แต่ชาวต่างชาติที่ถือใบอนุญาตพำนักถาวร และคู่สมรสของพลเมืองไต้หวันที่มีใบอนุญาตพำนัก ก็มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือตามกฎเกณฑ์เดียวกันกับที่ใช้กับการแจกเงินช่วยเหลือ 6,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 6,300 บาท) ที่เคยแจกในปี 2023 ด้วย ทั้งนี้ พลเมืองสามารถรับเงินได้จนถึงวันที่ 30 เมษายนปีหน้า แต่พลเมืองที่เป็นพ่อแม่ของเด็กทารกที่เกิดในเดือนเมษายนปีหน้า สามารถรับเงินสดได้ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม เพื่อเผื่อเวลาในการเตรียมใบสูติบัตรของเด็ก โครงการแจกเงินสดเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการพิเศษมูลค่า 5.7 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 6 แสนล้านบาท) ที่สภานิติบัญญัติอนุมัติเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งมุ่งช่วยเหลือทางการเงินแก่ธุรกิจและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไต้หวัน รวมถึงเพื่อเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศและกองกำลังรักษาชายฝั่งของไต้หวัน แจกเงิน = กระตุ้นเศรษฐกิจ (?) กระทรวงเศรษฐกิจคาดการณ์ว่า “ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจ่ายเงินสดจะสูงถึงมากกว่า 5%” อย่างไรก็ตาม มีการชี้แจงว่าถึงแม้จะได้รับเงินสดแล้ว แต่พลเมืองยังสามารถใช้เพื่อการออมโดยไม่ต้องนำเงินมาใช้จ่ายก็ได้ ดังนั้นผลกระทบที่แท้จริงจะทราบได้ก็ต่อเมื่อมีการประเมินผลอย่างละเอียด ทั้งนี้ คาดว่าห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวัน จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากตลาดผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า และรองเท้า ในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ขณะที่กระทรวงการคลังของไต้หวันรายงานว่า “ในปีที่แล้ว ไต้หวันมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีทั้งหมดประมาณ 3.761 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 3.9 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 528.3 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 5.4 แสนล้านบาท)” นอกจากนี้ รายได้ภาษีที่เก็บเกินเป้าหมายนี้เป็นยอดสะสมต่อเนื่องกัน 4 ปีตั้งแต่ปี 2021 จนถึงปัจจุบัน โดยมียอดสะสมรวมทั้งหมดประมาณ 1.8707 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.9 ล้านล้านบาท) นั่นหมายความว่าในช่วง 4 ปีนี้ รายได้ภาษีของไต้หวันเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลมีเงินทุนส่วนเกินมหาศาลที่สามารถนำไปใช้จ่ายตามแผนต่างๆ รวมถึงการแจกเงินช่วยเหลือประชาชน ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไต้หวันได้จ่ายคูปองและเงินสดเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศถึง 4 ครั้งในประวัติศาสตร์ ได้แก่ ปี 2009, 2020, 2021 และ 2023 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008 รัฐบาลไต้หวันได้แจกคูปองและเงินสดมูลค่า 3,600 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 3,700 บาท) ในปี 2009 จากนั้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลก็แจกคูปองบริโภคมูลค่า 3,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 3,100 บาท) ในปี 2020 และ 5,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว บาท) ในปี 2021 ต่อมาในปี 2023 หลังผ่อนปรนมาตรการโควิด-19 รัฐบาลก็แจกเงินสดมูลค่า 6,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 6,300 บาท) ให้แก่ประชาชนอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ Alternate-X สรุปให้ รัฐบาลไต้หวันแจกเงินประชาชนใช้คนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1 หมื่นบาท) 12 พฤศจิกายนนี้ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากภาษีทรัมป์ ซึ่งนอกจากคนไต้หวันที่ได้แล้ว คู่สมรสคนไต้หวัน และชาวต่างชาติที่ถือใบอนุญาตพำนักถาวรก็มีสิทธิ์ได้ด้วย แม้จะได้รับเงินสดแล้ว แต่พลเมืองยังสามารถใช้เพื่อการออมโดยไม่ต้องนำเงินมาใช้จ่ายก็ได้ ทั้งนี้ คาดว่าห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไต้หวัน จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากตลาดผู้บริโภค อ้างอิง Universal NT$10,000 cash handout to be available as early as Nov. 12 Taiwan Administrator to Pay NT$10,000 From 5 Days\nEconomic Ripple Over 5% STORYTELLER BY THIS IS OLIVIA นักเดินทางตัวเปี๊ยก…ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเลนส์ขยายโลกใบใหญ่
Underdog Marketing ‘หมอนทองวิทยา’ ทีมรองบ่อน แบรนด์ที่ชนะใจคนดูตั้งแต่นอกสนาม
‘หมอนทองวิทยา’ ชื่อนี้กลายเป็นไวรัลทั่วประเทศในช่วงข้ามคืน พร้อมกับฉายา ‘เซลติกแห่งบางน้ำเปรี้ยว’ หลังล้มทีมใหญ่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเพื่อพบกับ อบจ.ชัยนาท ในศึกฟุตบอลนักเรียน 7 คน แชมป์กีฬา 7 สี (7 HD) ไปเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ทีมฟุตบอลโรงเรียนศาสนา ‘หมอนทอง วิทยา’ อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เจ้าของเรื่องราว ‘รถขนฝัน’ ที่ใช้รถสองแถวสี่ล้อเปิดโล่งเดินทางไปแข่งขันในศึกฟุตบอลแชมป์กีฬา 7HD ในรอบชิงชนะเลิศ โดย ก่อนการเปิดเกมลูกหนังในครั้งนี้ ยังสร้างปรากฎการณ์สนาม(ศุภชลาศัย)แตก ด้วยจำนวนคนดูล้นขอบสนามในรอบ 20 ปี!! พร้อมผลการแข่งขันออกมาด้วยสกอร์ หมอนทองวิทยา 1-2 อบจ.ชัยนาท อย่างไรก็ตาม แม้ผลการแข่งขันที่ออกมา หมอนทอง วิทยา จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในเกมการแข่งขันครั้งนี้ แต่แง่ของแบรนด์ (Branding) แล้วชื่อนี้ กลับอินฟลูดึงความสนใจให้สื่อหลักในวงกว้างไปไม่น้อย ที่ต่างกล่าวถึงการเดินทางเข้าเมืองหลวงของเหล่านักเตะกลุ่มนี้ จาก ‘Storytelling’ บอกเล่าเรื่องราวที่ครบรส ทั้ง ความฝัน ความหวัง ที่ชักชวนให้คนดูการแข่งขันฟุลบอล ในฐานะกลุ่มเป้าหมาย (Target Group) มีส่วนร่วมลุ้นเชียร์เกมการแข่งขันนี้ไปพร้อมกันเกือบทั่วทั้งประเทศ!! Underdog Marketing แบรนด์มวยรอง หากย้อนกลับไปถึงความสำเร็จในด้านชื่อเสียงที่เรียกว่า ‘แบรนด์’ ของ หมอนทอง วิทยา นั้น พบว่ามีความน่าสนใจตั้งแต่การบอกเล่าตัวตน ของแบรนด์หมอนทอง วิทยา ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ด้วย ‘ทุนชีวิต’ มากกว่า ‘ทุนเงิน’ ผ่านภาพ ‘รถขนฝัน’ ที่มี ‘อาจารย์ สกล เกลี้ยงประเสริฐ’ โค้ชทีมฟุตบอลฯ และสารถีผู้ขับเคลื่อนสี่ล้อแห่งความฝันอันสดใส ที่พาทีมฟุตบอลที่น้อยคนจะรู้จักชื่อเสียง มาสู่สนามการแข่งขันในเมืองใหญ่ หากมอง ‘หมอนทองวิทยา’ เป็นกรณีศึกษา ถือว่ามีความโดดเด่นของการสร้าง แบรนด์ที่มีจิตวิญญาณ (Soulful Brand) ด้วยไม่ได้อาศัยทุนหรือการวางแผนการตลาดล่วงหน้า แต่มาจากความจริงแท้ของเรื่องราว สร้างคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ที่เหนือกว่าแบรนด์คู่แข่งในตลาด (การแข่งขันแชมป์กีฬา 7 สี) ขณะที่คุณค่าหลักของแบรนด์นี้ ยังสะท้อนผ่าน คีย์เวิรด์ ‘ความจริงใจ’ (Authenticity) ด้วย ‘รถขนฝัน’ สื่อถึงความพยายามและทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ความมุ่งมั่น (Grit) การเอาชนะทีมโรงเรียนกีฬาที่เหนือกว่า สะท้อนความกระหายในชัยชนะ การเป็นตัวแทน (Representation) พวกเขา คือตัวแทนของโรงเรียนขนาดเล็ก, ชนบท, และผู้ที่ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อโอกาส ด้วย คุณค่าเหล่านี้ทำให้แบรนด์หมอนทอง วิทยา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทีมฟุตบอล แต่เป็น สัญลักษณ์ของความหวัง ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ‘แม้จะเป็นแบรนด์ทีมรองบ่อน’ ในเกมนี้ ขณะที่การตลาดแบบมวยรอง ‘Underdog Marketing’ ยังเป็นการสร้างจุดยืนให้แบรนด์เป็น ‘ผู้เสียเปรียบ’ หรือ ‘มวยรอง’ ที่ต้องเผชิญหน้ากับ ‘ยักษ์ใหญ่’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังมาก จากปัจจัยสนับสนุนในเชิงจิตวิทยา คือ สร้างความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ด้วย ‘ผู้คน’ มีความโน้มเอียงที่จะรู้สึกเชื่อมโยงและเห็นใจผู้ที่กำลังพยายามต่อสู้กับอุปสรรคใหญ่ ตอกย้ำคุณค่าร่วม การเชียร์หมอนทองวิทยาเท่ากับการยืนยันว่า ‘ความพยายามสำคัญกว่าทุน’ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ผู้คนจำนวนมากเชื่อมั่นในชีวิตของตนเอง ทำให้ชัยชนะมีความหมาย โดยทุกการก้าวผ่านอุปสรรคของทีมรองบ่อนจะถูกมองเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำกว่าทีมเต็ง จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ ‘หมอนทองวิทยา’ ได้ตำแหน่ง ‘แบรนด์มวยรอง’ โดยอัตโนมัติ พร้อมพาให้ผู้คนเกือบทั่วประเทศพร้อมที่จะให้ความสนใจและเอาใจช่วยในทันทีที่ได้รู้เรื่องราว จิตวิทยาการเชียร์มวยรอง ต่อปรากฏการณ์สนามแตกและการเชียร์ของคนไทยในมวยรอง ยังสะท้อนผ่านทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคม คือ ทฤษฎีการระบุตัวตนทางสังคม (Social Identity Theory) ของ อองรี ทาจเฟล (Henri Tajfel) นักจิตวิทยาสังคมชาวอังกฤษ ด้วยผู้ชมเลือกที่จะ ‘ระบุตัวตน’ เข้ากับทีมหมอนทองวิทยา เพราะพวกเขาเป็น ‘ตัวแทนของคนส่วนใหญ่’ ที่ไม่ได้มีต้นทุนสูง การเชียร์ทีมรองบ่อนจึงเป็นการ ‘ยืนยันตัวตน’ และสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับกลุ่มคนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนในชีวิต ขณะที่ ปรากฏการณ์ความชอบทีมรองบ่อน (Underdog Effect) โดยนักวิจัยพบว่าผู้คนจะชื่นชมและรู้สึกสนุกกับการเห็นทีมรองบ่อนประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะชัยชนะของพวกเขาถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ ‘ยากกว่า’ และ ‘สมควรได้รับ’ มากกว่า ดังนั้นการเชียร์หมอนทอง จึงเป็นการปลดปล่อยความรู้สึก (Emotional Release) เมื่อได้เห็นความยุติธรรมเกิดขึ้น ดึงพลังแห่งการสนับสนุน จากความสำเร็จทางแบรนดิ้งที่ชนะใจคนดู และยังนำไปสู่การสนับสนุนจากอินฟลูเอนเซอร์และคนดังอย่างเป็นธรรมชาติ โดยปราศจากการว่าจ้างในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ยังสะท้อนได้เป็นอย่างดี ในด้าน Capitalizing on Viral Momentum อินฟลูเอนเซอร์ตระหนักดีว่าการเข้าร่วมในกระแสที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างสูงสุด อาจยังเป็นการเพิ่มการเข้าถึง (Reach) และการมีส่วนร่วม (Engagement) ให้กับตนเองอย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด Building Brand Purpose ขณะที่การอัดฉีดเงินให้ทีมที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ยังอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ของอินฟลูเอนเซอร์ในฐานะผู้ที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือและความภักดีต่อแบรนด์ส่วนตัวของพวกเขาได้ดีกว่าการโปรโมตสินค้าใดๆ เกมแพ้ แต่ชนะใจคนดู แม้ผลการแข่งขันจะออกมาที่สกอร์ 1-2 แต่ในมุมมองของการตลาดและแบรนดิ้ง หมอนทองวิทยาถือเป็น ‘ผู้ชนะที่แท้จริง’ ในสนามแบรนดิ้งในช่วงข้ามคืน บนสื่อสังคมออนไลน์ ยิ่งตอกย้ำถึงความพยายามที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้เรื่องราวมีความสมบูรณ์แบบทางอารมณ์มากขึ้นไปอีก การพ่ายแพ้ในฐานะมวยรองทำให้ผู้ชมรู้สึกผูกพันและยกย่องในความกล้าหาญ นอกจากนี้ แบรนด์หมอนทองวิทยาจะถูกจดจำในฐานะ ‘ตำนาน’ และ ‘แรงบันดาลใจ’ ที่อาจยืนยาวกว่าทีมที่ชนะเลิศด้วยทุนที่มากกว่าอย่างแน่นอน หาจุดแตะร่วมทางอารมณ์ จากเส้นเรื่องของหมอนทองวิทยากับภาพรถขนฝัน ยังให้แง่มุมน่าสนใจในฐานะแบรนด์ยุคใหม่ว่า การตลาดที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณ แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ความสามารถในการเล่าเรื่อง’ และ ‘การแตะจุดร่วมทางอารมณ์’ ของผู้คน แบรนด์ที่กล้าที่จะเปิดเผยจุดอ่อนและจุดยืนในฐานะ ‘มวยรอง’ จะสามารถสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง เพราะมันสะท้อนถึงประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ทุกคนที่ต่างก็เป็น ‘นักสู้ชีวิต’ ขณะที่ การตลาดจิตวิทยาที่แข็งแกร่งที่สุดคือการสร้าง ‘ความจริงใจ’ จนทำให้ผู้ชมกลายเป็น ‘ผู้สนับสนุน’ ในที่สุด Alternate-X สรุปให้ ‘หมอนทอง วิทยา’ กลายเป็นไวรัลด้วยเรื่องราว ‘รถขนฝัน’ ที่สะท้อนความมุ่งมั่นด้วย ‘ทุนชีวิต’ มากกว่า ‘ทุนเงิน’ แม้พ่ายแพ้ 1-2 ในรอบชิงชนะเลิศ ต่อความสำเร็จด้านแบรนด์นี้ คือ กรณีศึกษา Underdog Marketing ชั้นยอด ที่สร้างความเห็นอกเห็นใจและตอกย้ำคุณค่า ‘ความพยายามสำคัญกว่าทุน’ สะท้อนในเชิงจิตวิทยา การเชียร์ทีมรองบ่อนยังอิงกับทฤษฎี Social Identity Theory ทำให้ผู้ชมระบุตัวตนและปลดปล่อยอารมณ์ร่วม ด้วยเรื่องราวดังกล่าวนำไปสู่การได้รับการสนับสนุนและอัดฉีดจากอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่างมหาศาล เพื่อ Capitalizing on Viral Momentum ให้แง่คิดด้านการตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้คือการสร้างแบรนด์ที่มี ‘ความจริงใจ’ และความสามารถในการ ‘แตะจุดร่วมทางอารมณ์’ ของผู้คน STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ปี68 เจนฯZ ฮิตวิ่ง-เดินป่าพาสินค้ากีฬา-แคมปิ้งโต รับเทรนด์ ‘ออกกำลังกายเอาสังคมโยงธรรมชาติ’
ดีแคทลอน ใช้กลยุทธ์ ‘Bring Sport Closer to People’ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ใช้ธรรมชาติบำบัดฟื้นพลังกาย-ใจ เปิดสาขาใหม่ทำเลบางกะปิ รับแคมปิ้งปลายปีนี้มีหนาว มร.ดีเรน เชตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแคทลอน ประเทศไทย ผู้ให้บริการร้านค้าปลีกอุปกรณ์กีฬารายใหญ่ จากประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ปัจจุบันกระแสการดูแลสุภาพ การออกกำลังกาย และการรวมตัวกันของคอมมูนิตี้ที่มีความสนใจคล้ายกันเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในประเทศไทย สะท้อนความเชื่อมโยของคนไทยกับธรรมชาติในสถานที่ต่างๆ รวมถึงการใส่ใจในการดูแลตัวเองของคนในยุคปัจจุบัน ขณะที่ เทรนด์กิจกรรมกลางแจ้งมาแรงช่วงสิ้นปี 2568 โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่น Gen Z และ Gen Y ที่หันมาใช้ธรรมชาติเป็นพื้นที่พักใจและฟื้นพลังชีวิต พร้อมนิยามนิยาม ‘การดูแลสุขภาพ’ ขึ้นใหม่ จากเดิมที่การออกกำลังกายคือการทำให้ร่างกายแข็งแรง มาสู่การให้ความสำคัญกับ ‘สุขภาพใจ’ และ ‘การใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น’ มากขึ้น จากกระแสดังกลาว สะท้อนถึงการเข้าสู่ ‘เวลเนสยุคใหม่’ ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าสังคม สร้างประสบการณ์ใหม่ที่ได้ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ผ่านกลุ่มคนที่มีความชอบคล้ายกัน เป็นคอมมูนิตี้ที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมย่อย(Sub-culture) ของตนเอง นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับข้อมูลของกรมพลศึกษาในปี 2567 ที่พบว่า คนไทยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นจาก 40.4% ในปี 2565 เป็น 44.4% ในปี 2567 อีกทั้งในปัจจุบันยังได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล คนดัง อินฟลูเอ็นเซอร์ ผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดีย ตลอดจนกระแสความนิยมจากกลุ่ม Running Club, คลาสโยคะในสวน ไปจนถึงกลุ่มเดินป่าและตั้งแคมป์ “การออกกำลังกาย และกิจกรรมกลางแจ้ง ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกำลังเข้ามาเปลี่ยนกิจกรรมส่วนตัวหรือกลุ่มเล็กๆ สู่กิจกรรมทางสังคม ที่ผู้คนได้มาเชื่อมต่อ สร้างแรงบันดาลใจ และเติมเต็มชีวิตร่วมกัน” ขยายสายกีฬา ฝั่งกรุงเทพฯตะวันออก เชตติ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันการเติบโตของสินค้าหมวดกิจกรรมและกีฬากลางแจ้งของดีแคทลอน ซึ่งร่วมเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมใหม่ช่วยสร้างประสบการณ์ด้านกีฬาและกิจกรรมกลางแจ้งให้เป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ด้วยอุปกรณ์คุณภาพ ราคาคุ้มค่า และคำแนะนำที่เป็นมิตรจากทีมเมทในสโตร์ดีแคทลอน โดย ดีแคทลอน ยังใช้กลยุทธ์ ‘Bring Sport Closer to People’ เปิดสาขาใหม่ลำดับ 28 ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ อีกหนึ่งทำเลศักยภาพกรุงเทพฯตะวันออก และวางให้เป็น ‘Urban Active Zone’ แห่งใหม่ของคนเมือง สำหรับสาขาใหม่นี้ ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Semi-experience Store’ ให้ลูกค้าได้ทดลอง เคลื่อนไหว และสัมผัสกีฬาได้จริง ภายใต้พื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. พร้อมจัดวางสินค้าตามหมวดหมู่กีฬาต่างๆ อาทิ วิ่ง ปั่นจักรยาน ฟิตเนส โยคะ แคมป์ปิ้ง เดินป่า อุปกรณ์กีฬาสำหรับเด็ก เช่น อินไลน์สเก็ต หรืออุปกรณ์สร้างทักษะทางร่างกายสำหรับเด็กตามอายุต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีงอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมในฤดูหนาว การออกแบบเน้นบรรยากาศโปร่ง โล่ง สบาย และเข้าถึงง่าย พร้อมพื้นที่สำหรับทดลองใช้อุปกรณ์จริง เ ขณะเดียวกัน ดีแคทลอนยังร่วมมือกับเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และกลุ่มคนออกกำลังกายในพื้นที่ วางแผนจัดกิจกรรมกีฬาตลอดทั้งปี อาทิ Running Club สอนเทคนิคการวิ่งและรวมกลุ่มออกวิ่ง แคมป์ปิ้ง เวิร์ค ช็อป เพื่อสร้างพลังให้ย่านบางกะปิกลายเป็น ‘Active Lifestyle Community’ สร้างแรงบันดาลใจและพลังบวก ‘เชตติ’ กล่าวว่า ปลายปีนี้ เทรนด์การพักผ่อนของคนไทยอาจไม่ได้หมายถึงการพักผ่อนอยู่บ้านอีกต่อไป แต่คือการออกเดินทางเพื่อไปใกล้ชิดธรรมชาติ อย่างการเดินป่า ตั้งแคมป์ ปั่นจักรยาน หรือโยคะกลางแจ้ง ขณะที่ กิจกรรมเหล่านี้กลายเป็น ‘รูปแบบใหม่ของการออกกำลังกายและการเชื่อมโยงตัวตนเข้ากับสังคมในรูปแบบใหม่’ ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงความฟิตของร่างกาย แต่เป็นการเติมเต็มสุขภาพใจ และสร้างสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัว ทั้งผู้คน สิ่งของ สถานที่ หรือธรรมชาติ Alternate-X สรุปให้ เทรนด์เวลเนสยุคใหม่ กำลังมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ที่หันมา ‘วิ่ง-เดินป่า’ ใช้ธรรมชาติเป็นพื้นที่ฟื้นฟูสุขภาพใจและการเข้าสังคม ‘ดีแคทลอน’ บอกว่า กระแสนี้ได้เปลี่ยนการออกกำลังกายจากกิจกรรมส่วนตัวเป็น ‘กิจกรรมทางสังคม’ ที่สร้างชุมชนและวัฒนธรรมย่อยใหม่ๆ ขณะที่การออกกำลังกายที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติกำลังเป็นที่นิยม สะท้อนจากสถิติที่คนไทยออกกำลังกายเพิ่มขึ้นถึง 44.4% ในปี 2567 ซึ่งกระแสนี้ส่งผลให้ ตลาดอุปกรณ์กลางแจ้งและแคมปิ้งเติบโตขึ้น อย่างชัดเจน โดยเฉพาะช่วงปลายปี โดยดีแคทลอน ใช้กลยุทธ์ ‘Bring Sport Closer to People’ ขยายสาขาใหม่ในทำเลศักยภาพ (เช่น บางกะปิ) เพื่อรองรับและสร้างชุมชน Active Lifestyle ของคนเมือง
เมืองพัทยา กางลิสต์ 6 อีเวนต์เที่ยวดีมีคืน ปลายปี68 อลังการ ‘ทิฟฟานี่ โชว์’ ฉลองครบ50ปี
‘ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา’ หนึ่งในโชว์อลังการระดับตำนานของเมืองพัทยา ที่อยู่ในไทยมาร่วม 50 ปี ในปีนี้มาพร้อมโชว์ชุดใหม่ ‘Crystallize A Dream’ หนึ่งใน 6 บิ๊กอีเวนต์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองระดับแฟนตาสติก ปลายปีนี้ ‘พัทยา’ เมืองท่องเที่ยวชายหาด Sea Sand Sun และแสงไฟยามค่ำคืนที่ไม่เคยหลับใหล สัญลักษณ์ของความบันเทิง ความหลากหลาย และเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาตลอดหลายทศวรรษ อีกหนึ่งในตำนานที่อยู่คู่พัทยามายาวนานกว่า 50 ปี คือ ‘ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา’ การแสดงระดับโลกที่สร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมจากทุกมุมโลก ที่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความกล้า ความฝัน และการยอมรับในความหลากหลาย’ จากเวทีเล็กๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1974 (พ.ศ.2517) ที่เดินทางสู่การเป็นโรงละครคาบาเรต์โชว์ระดับสากล ‘ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา’ ได้กลายเป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจของไทย และเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต และในปี 2568 นี้ เพื่อร่วมฉลอง 50 ปี ‘ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา’ ยังมาพร้อมกับโชว์ใหม่ล่าสุด ‘Crystallize A Dream’ ร้อยเรียงเรื่องราวของ ‘สีสันแห่งความฝัน’ ผ่าน 9 องก์การแสดงสุดอลังการ เต็มไปด้วยแสง สี เสียง โปรดักชันระดับโลก ที่จะพาทุกคนสู่โลกแห่งความงามและแรงบันดาลใจ และ เพื่อร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขปลายปีนี้ ‘ทิฟฟานี่โชว์’ ยังมอบของขวัญพิเศษให้คนไทย กับโปรโมชั่นในงาน ‘ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 76’ ที่บูธ 22 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 6–9 พฤศจิกายน 2568 บัตรเข้าชมราคาพิเศษ! VIP Diamond ราคา 1,800 บาท (ปกติ 2,800) VIP Gold ราคา 1,500 บาท (ปกติ 2,400) VIP Silver ราคา 1,200 บาท (ปกติ 2,200) Mezzanine ราคา 900 บาท (ปกติ 1,200) สำหรับเด็ก ลดเพิ่มอีก 50% นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นอาหารค่ำระดับหรูที่ ร้าน Thai Marché มาเติมเต็มให้ค่ำคืนความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นที่พัทยาให้กับทุกคน โดย รัฐบาลยังสนับสนุนโครงการ ‘เที่ยวดีมีคืน 2568’ ให้นำค่าที่พักและค่าอาหารมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 20,000 บาท ซึ่งในช่วงท้ายปีนี้ ‘พัทยา’ ยังเต็มไปด้วยบิ๊ก อีเวนต์ น่าสนใจที่รอให้ ‘ทุกคน’ มาสัมผัสตลอดปลายปีนี้ เริ่มกันตั้งแต่ Ray Run Pattaya (9 พ.ย. 68): วิ่งมหากุศลเพื่อเด็กและคนพิการ เทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา (28-29 พ.ย. 68): “แสงแห่งความจงรักภักดี สถิตในใจนิรันดร์” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (28-29 พ.ย. 68): เมืองพัทยาเป็น 1 ใน 3 เจ้าภาพมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน เทศกาลดนตรีแจ๊สเมืองพัทยา (12-13 ธ.ค. 68): งานดนตรีริมหาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม งานพัทยาเคาท์ดาวน์ (29-31 ธ.ค. 68): ฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สุดยิ่งใหญ่ พร้อมคอนเสิร์ตและพลุอลังการ เห็นลิสต์กิจกรรมแบบนี้ มาเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวที่หลากหลายพร้อมสร้างความทรงจำสุดพิเศษร่วมกัน พร้อมเปิดประสบการณ์ความบันเทิงใหม่ๆ ที่ ‘ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา’ ณ เมืองแห่งความสุขที่ไม่เคยหลับใหล Alternate-X สรุปให้ ‘พัทยา’ เมืองแห่งความแฟนทาสติก ชวนเที่ยวปลายปี 2568 กับ 6 อีเวนต์ใหญ่ตลอดฤดูกาลแห่งความสุข โดยหนึ่งในไฮไลต์ห้ามพลาด คือ ‘ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา’ ตำนานคาบาเรต์ระดับโลกที่ครบรอบ 50 ปีในปีนี้ เตรียมพบโชว์ใหม่ ‘Crystallize A Dream’ สุดอลังการ พร้อมโปรโมชั่นบัตรราคาพิเศษในงาน ‘ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 76’ พัทยายังจัดเต็มกิจกรรมระดับนานาชาติ ทั้งเทศกาลพลุ ซีเกมส์ ดนตรีแจ๊ส และเคาท์ดาวน์ส่งท้ายปี สำหรับปีนี้…ได้เวลาวางแผนท่องเที่ยว เติมเต็มความสุขที่ “เมืองพัทยา” เมืองที่ไม่เคยหลับใหล
ศาสตร์แห่งดนตรีบำบัด MedMusic in the Park 2025 ชวนฟังดนตรีในสวนฮีลใจคนเมือง
‘เมดพาร์ค’ สู่ปีที่6 เชื่อมต่อศาสตร์แห่งดนตรีบำบัด จัดดนตรีในสวน MedMusic in the Park 2025 พร้อมปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่า โรงพยาบาลเตรียมเข้าสู่ปีที่ 6 โดยตลอดระยะเวลาการให้บริการทางการแพทย์ โรงพยาบาลเมดพาร์คยังได้มีส่วนร่วมกับชุมชนโดยรอบมาตลอด หนึ่งในกิจกรรมสำคัญ คือ การจัดกิจกรรมศาตร์แห่งดนตรีบำบัด ซึ่งในปี 2568 นี้ เตรียมจัดงานดนตรีในสวน MedMusic in the Park 2025 ในวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน นี้ ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพ สำหรับในครั้งนี้ ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความอาลัยที่ประชาชนไทยกำลังอยู่ในความโศกเศร้า โดย MedMusic in the Park 2025 ได้ปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบรรยากาศดังกล่าวมากที่สุด ด้วยความตั้งใจส่งมอบความอบอุ่นทางใจ พร้อมแสดงความขอบคุณไปยังผู้ใช้บริการซึ่งถือเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของโรงพยาบาลเมดพาร์ค มาตลอด 5 ปี ที่เปิดให้บริการ “การรับฟังดนตรียังถือเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมผ่านศาสตร์แห่งดนตรีบำบัด ที่ช่วยปลอบประโลมใจ และปลดเปลื้องความเหนื่อยล้า ได้อีกรูปแบบหนึ่ง” สำหรับกิจกรรมฯ ในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘In the MOOD’ การแสดงดนตรีแนว Fusion Jazz & Soul โดยศิลปินระดับตำนานผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์และความสามารถ อาทิ Nathan East มือเบสระดับโลก Jack Lee, Donald Barrett Norihito Sumitomo Noah East ร่วมด้วยศิลปินชาวไทย Mariam Grey (มาเรียม B5) และ หนึ่ง อภิวัฒน์ พงษ์วาท พร้อมสมาชิกวง ETC โดยกิจกรรมฯ ดังกล่าว พร้อมต้อนรับประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร ตลอดจนชาวต่างชาติที่พำนักหรือทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงได้ดี ขณะที่ การจัดงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังได้รับการสนับสนุนจาก กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’) และทีมงานทุกฝ่าย ที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมของเมดพาร์คมาอย่างต่อเนื่อง นายแพทย์พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า โรงพยาบาลเมดพาร์คเชื่อว่า สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน คือ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านการผสมผสานของนวัตกรรมทางการแพทย์ พลังบำบัดของศิลปะทุกแขนง และธรรมชาติที่สมบูรณ์ สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรีในสวน “MedMusic in the Park” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ณ แอมฟิเธียร์เตอร์ (Amphitheater) สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ คลิกที่นี่ https://medpark.hospital/2025MedMusic13 Alternate-X สรุปให้ โรงพยาบาลเมดพาร์ค สู่ปีที่ 6 เดินหน้ากิจกรรม ‘MedMusic in the Park 2025’ ชูศาสตร์ดนตรีบำบัดเพื่อเยียวยาจิตใจคนเมือง ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯโดยปีนี้ จัดขึ้นภายใต้บรรยากาศแห่งความอาลัย ปรับโทนให้เหมาะสม พร้อมส่งต่อพลังอบอุ่นและขอบคุณผู้ใช้บริการที่สนับสนุนโรงพยาบาลมาตลอด 5 ปีการแสดงแนว Fusion Jazz & Soul โดยศิลปินระดับโลก Nathan East, Jack Lee, Donald Barrett และศิลปินไทยชื่อดัง Mariam B5, หนึ่ง ETC โรงพยาบาลเชื่อว่าการฟังดนตรีคือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และอารมณ์ งานจัดขึ้นฟรี! วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ณ แอมฟิเธียร์เตอร์ สวนเบญจกิติ ลงทะเบียนร่วมงานผ่านเว็บไซต์เมดพาร์ค
เศรษฐกิจปี 68 แย่แค่ไหน?!? ‘คนไทย’ เพลย์เซฟลดสร้างหนี้ สะท้อนมุมมองผ่านผู้บริหารกรุงศรีฯ
ปี 2568 นับเป็นอีกหนึ่งปีสุดท้าทายเศรษฐกิจประเทศไทย ที่กระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ที่แม้แต่ธุรกิจบัตรเครดิตเองก็ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ถือบัตรระดับเริ่มต้น หัน ‘ปิดบัตรเก่า-ไม่ทำใหม่เพิ่ม’ เพื่อลดภาระ หนี้ครัวเรือน ‘อธิศ รุจิรวัฒน์’ ประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย และประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส กล่าวว่าธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงมีแนวโน้มเติบโตช้า จากปัจจัยผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือย “ภาพรวมปีนี้ตลาดหนี้สินไม่เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มบัตรเครดิตหดตัวจากมูลค่าการใช้จ่ายเชิงแวลู ลดลง ซึ่งลูกค้าส่วนมากกลุ่มสแตนดาร์ดจะหันปิดบัตรที่ไม่ได้ใช้ประจำด้วยไม่อยากถือหลายบัตร เพราะต้องการลดภาระหนี้ ซึ่งมีจำนวนมากมากกว่าลูกค้าบัตรใหม่ที่เข้ามา” จากทิศทางดังกล่าว สอดคล้องกับภาพรวมตลาดบัตรเครดิตในครึ่งหลังของปี 2568 ที่ผ่านมา ที่พบว่ามีมูลค่า (Value) ลดลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่วงยากลำบากของการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ “ปีนี้เรียกได้ว่า เป็นปีแห่งการต่อสู้เพื่อแข่งขันแรงซื้อที่ยังไม่รู้ว่าอยู่จุดไหน” พร้อมเสริมต่อ ถึงมุมมองธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลว่า แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเติบโตช้าจากปัจจัย สภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลง ภาระหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงไม่ฟื้นตัว หวังแรงหนุนไตรมาส4 อธิศ กล่าวต่อ สถานการณ์ในไตรมาส 4 ปี2568 คาดยังมี 2-3 ปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่อาจมีผลต่อตลาดบัตรเครดิตในภาพรวม ดังนี้ เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและจับจ่าย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส, เที่ยวดีมีคืน ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อในระบบ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว จากแนวโน้มดังกล่าว อาจต่อยอดส่งผลดีไปถึงช่วงต้นปี 2569 ได้ ทำให้ธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลถือว่าได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากมาตรการดังกล่าว ด้วยการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ปริมาณธุรกรรมและความต้องการสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ขยายตัว ปรับกลยุทธ์รักษาตลาด อธิศ กล่าวว่า จากปัจจัยท้าทายต่าง ๆ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้ปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด ภายใต้แนวทางดังนี้ มุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เพื่อสร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริหารต้นทุนเพื่อรักษาระดับผลการดำเนินงาน โดยปรับกลยุทธ์การตลาดและวิธีทำโปรโมชันโดยใช้ศักยภาพและเครือข่ายพันธมิตรของกลุ่มบริษัทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ คาดว่าจะทยอยเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องและประเมินว่า ภายในปี 2568 จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 400,000 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อยเทียบกับปีก่อนหน้า, ยอดสินเชื่อใหม่ 94,000 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 143,000 ล้านบาท อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘บัตรเครดิตกรุงศรี’ โฉมใหม่ เจาะทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค กิน-เที่ยว-ช้อป เบิ้ลพอยต์ ดึงเจนฯ Z บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลหด รูดน้อย กู้ยากหนักสุดรอบ 26 ปี ซ้ำปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน ปรับใหม่หมดโลโก้ถึงผู้บริหาร เป้าผู้ใช้บัตรสิ้นปี68 ทะลุ 1 ล้านราย ขณะที่ ผลประกอบการ ณ สิ้นสุดไตรมาส 3 ปี2568 มีดังนี้ ยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 422,800 บัญชี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 286,300 ล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 68,400 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 134,300 ล้านบาท สำหรับผลประกอบการของกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายน 2568 ในภาพรวม ยังเติบโตดีกว่าตลาดทั้งในแง่ของจำนวนบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ยอดบัญชีลูกค้าใหม่ 422,800 บัญชี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 286,300 ล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 68,400 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้าง 134,300 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ระดับ 1.3% สำหรับบัตรเครดิต และ 2.2% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม” ทั้งนี้ หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ ประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน ช้อปออนไลน์ ส่วนหมวดใช้จ่ายที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน แอปดิลิเวอรี กองทุนรวม ตัวแทนท่องเที่ยว ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ “สะท้อนถึงผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้น ชะลอการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย เน้นการใช้จ่ายในหมวดที่จำเป็นและการวางแผนระยะยาวมากขึ้น” Alternate-X สรุปให้ ปี 2568 เป็นปีที่ผู้บริโภคไทย “เพลย์เซฟ” ลดการสร้างหนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ข้อมูลจาก กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชี้ลูกค้าหันปิดบัตรเก่า–ไม่ทำใหม่ เพื่อลดภาระหนี้ ธุรกิจบัตรเครดิตโตช้า มูลค่าการใช้จ่ายหดตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรระดับเริ่มต้น คาดไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะฟื้นเล็กน้อยจากมาตรการกระตุ้น เช่น คนละครึ่งพลัส และท่องเที่ยว ขณะที่ กรุงศรีฯ เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ มุ่งรักษาผู้นำตลาดท่ามกลางภาวะเสี่ยง
‘กัมพูชาโฟเบีย’ เขย่าท่องเที่ยวอาเซียน คนเกาหลีแห่เที่ยวญี่ปุ่น–เวียดนาม หดเดินทางมา’ไทย’
กระแสความหวาดกลัวการเดินทางไปกัมพูชา หลังเกิดคดีสแกมเมอร์กัมพูชาที่เกิดขึ้นกับพลเมืองชาวเกาหลีใต้ ส่งผลต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนเป็นวงกว้าง รายงานจาก Korea Economic Daily สื่อธุรกิจของเกาหลีใต้ระบุว่า ‘กัมพูชา โฟเบีย’ (Cambodia phobia) หรือ ‘ความหวาดกลัวกัมพูชา’ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้หันไปเลือกจุดหมายปลายทางที่รู้สึกปลอดภัยกว่า เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินไปยังสองประเทศนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าสองเท่าในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ข้อมูลจากเว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบิน The Naver Flight ระบุว่า ราคาตั๋วไป–กลับชั้นประหยัดระหว่างสนามบินคิมโพในกรุงโซล และสนามบินฮาเนดะในกรุงโตเกียว อยู่ที่ราว 700,000 วอน หรือประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวจากช่วงสามเดือนก่อนที่ราคาอยู่ราว 300,000 วอน เส้นทางอินชอน–นาริตะ ซึ่งเคยเป็นทางเลือกประหยัดกว่า ก็ขยับขึ้นจาก 200,000 วอนเป็นกว่า 400,000 วอนในช่วงเดียวกัน เส้นทางยอดนิยมอย่างโซล–โอซากา ปรับขึ้นจาก 185,000 วอน เป็นกว่า 430,000 วอน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 130% ราคาตั๋วไปญี่ปุ่นที่เคยร่วงลงอย่างหนักในเดือนกรกฎาคมจากข่าวลือเรื่องแผ่นดินไหวใหญ่ กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเที่ยวบินของสายการบินหลักอย่างโคเรียนแอร์และเอเชียนาแอร์ไลน์ที่มีราคาสูงเกิน 700,000 วอน ขึ้นอยู่กับเวลาออกเดินทาง ขณะที่ เวียดนามกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากประเด็นนี้ ราคาตั๋วไปฮานอยเพิ่มจาก 280,000 วอน เป็นราว 550,000 วอน ส่วนเส้นทางไปญาจางเพิ่มจาก 290,000 วอน เป็น 490,000 วอน ภายในสามเดือน ความต้องการเดินทางไปเวียดนามยังคงแข็งแกร่ง โดยในช่วงวันหยุดยาวเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ยอดจองแพ็กเกจท่องเที่ยวไปฮานอยเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ในขณะที่ยอดจองไปไทยและฟิลิปปินส์ลดลงราว 10% ในทางกลับกัน ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายแห่งกลับได้รับผลกระทบจากกระแสความกลัวกัมพูชา หลังเกิดเหตุหลอกลวงแรงงานและการลักพาตัวชาวเกาหลีใต้ในประเทศดังกล่าว โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน คือ การเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ออกคำเตือนการเดินทางระดับสูงสุดสำหรับบางพื้นที่ในกัมพูชาเมื่อเดือนตุลาคม ผู้บริหารบริษัทท่องเที่ยวในกรุงโซลรายหนึ่งกล่าวว่า “หลังจากเกิดเหตุการณ์ในกัมพูชา การจองเที่ยวบินไปยังประเทศใกล้เคียงอย่างไทยและลาวลดลงอย่างเห็นได้ชัด สายการบินหลายแห่งต้องลดราคาตั๋วอย่างมากเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” ราคาตั๋วเครื่องบินไปกรุงเทพฯ ลดลงจาก 330,000 วอน เหลือ 270,000 วอนในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ส่วนตั๋วไปเซบูซึ่งเคยสูงถึง 400,000 วอน ลดลงเหลือเพียง 160,000 วอนก่อนจะปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 300,000 วอนในสัปดาห์ล่าสุด ส่วนเวียงจันทน์ในลาวก็ปรับลดลงจาก 440,000 วอน เหลือราว 390,000 วอนภายในเดือนเดียว ในอีกด้านหนึ่ง จีนกลับกลายเป็นตลาดที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หลังรัฐบาลจีนประกาศยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ในช่วงปลายปี 2024 ราคาตั๋วเส้นทางอินชอน–ผู่ตงปรับขึ้นกว่า 60% จาก 204,000 วอน เป็น 333,000 วอน ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคาดว่า แนวโน้มความต้องการเดินทางของชาวเกาหลีใต้จะยังคงมุ่งไปที่ญี่ปุ่นและเวียดนามในช่วงฤดูหนาวนี้ เนื่องจากทั้งสองประเทศให้ความรู้สึกปลอดภัย เดินทางสะดวก และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากกว่า อ้างอิง https://www.kedglobal.com/travel-leisure/newsView/ked202511050011 Alternate-X สรุปให้ กระแส “กัมพูชาโฟเบีย” ทำให้นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้เลี่ยงเดินทางไปกัมพูชา หันไปเที่ยวญี่ปุ่น–เวียดนามแทน ส่งผลให้ราคาตั๋วบินพุ่งกว่าเท่าตัวใน 3 เดือนขณะเดียวกัน ประเทศใกล้เคียงอย่างไทยและฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบ ยอดจองลดลง เหตุสแกมเมอร์และคดีอาชญากรรมในกัมพูชาทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศเตือนภัย ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอาเซียนจับตาแนวโน้มฟื้นตัวของตลาดเกาหลีใต้ช่วงฤดูหนาวนี้ STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
LPN ขยับรอบทศวรรษแตกคอนโดแบรนด์ใหม่ ‘EARN’ กลยุทธ์ขยายตลาดอยู่อาศัยในนิคมฯ
เมื่อแบรนด์ LPN ปรับเกมสู้ตลาดอสังหาฯไทยชะลอตัวในปีนี้ ส่งแบรนด์ใหม่ในพอร์ตคอนโด ‘EARN by LPN’ ทำราคาไม่ถึงล้านบาท เจาะนักลงทุนคนรุ่นใหม่ รับอนาคตตลาดเช่าอสังหาฯ ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แอล.พี.เอ็น. (LPN) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ใหม่ ‘EARN by LPN’ แห่งแรกบนทำเลนิคอุตสาหกรรมมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี “แอลพีเอ็น เห็นทั้งโอกาสและดีมานด์ที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าในย่านนี้ยังสูงต่อเนื่องจากการลงทุนของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ ทั้ง EV, อิเล็กทรอนิกส์, โลจิสติกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้ดึงดูดแรงงานและผู้เช่าคุณภาพเข้าสู่พื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ” ดารณี เสริมว่า โครงการ ‘EARN by LPN’ มีมูลค่าโครงการราว 2,019 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดจองแล้วกว่า 70% โดยจะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในเดือน พ.ย. นี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งโครงการไฮไลท์ที่ LPN พัฒนาขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่และกลุ่มคนวัยทำงาน โดยใช้กลยุทธ์ ‘ทำเล’ โครงการฯตั้งใจกลางนิคมอมตะนคร ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ปัจจุบันยังได้ขยายถนนหลักหลายเส้นทางในโซนอมตะ-ศรีราชาและจะขยายการเติบโตอีกใน 5-10 ปีข้างหน้า ขณะที่ทำเลนี้ยังเป็นทำเลที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เป็นแหล่งรวมของบริษัทต่างๆ กว่า 800 แห่ง ทั้งบริษัทไทยและต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานมากกว่า 200,000 คน ปัจจัยหลักทำให้ย่านอมตะยังเติบโตและน่าสนใจ เนื่องจากตั้งอยู่บนถนนสายหลักใจกลางของย่านอมตะที่เข้าถึงได้สะดวก เดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ ทำเลดังกล่าว ยังตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งนับเป็นท่าเรือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนครได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาตั้งบริษัทในพื้นที่แห่งนี้ รวมถึงการเดินทางเข้ามาของกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยในไทย (expat) ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากศักยภาพของทำเลดังกล่าว ยังผลักดันให้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมมีความต้องการขยายตัวเพิ่มขึ้น พร้อมให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (Yield)ราว 7-9% ต่อปี โดยค่าเช่าคอนโดขนาด 23 – 25 ตร.ม. อยู่ที่ 6,000 – 8,000 บาท/เดือน โดยกลุ่มผู้เช่าหลักคือ พนักงานในนิคม ที่ต้องการที่พักใกล้ที่ทำงาน กลุ่ม Expat ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย รวมถึงดีมานด์ที่อยู่อาศัยจากต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน ญี่ปุน และสิงคโปร์ ซึ่งมองเห็นศักยภาพของพื้นที่อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวใน EEC ถอดเสปกโครงการฯ สำหรับ ‘EARN by LPN’ (เอิร์น บาย แอล.พี.เอ็น) ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘อยู่ เอิร์น ชีวิตเพลินกว่าใคร’ Joyful Living at EARN เป็นโครงการคอนโดมิเนียม Low rise สูง 8 ชั้น จำนวน 6 อาคาร และสูง 6 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 1,810 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ซอยเรืองอร่าม ตำบลดอนหัวฬ่อ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี วางราคาเริ่มต้น 999,000บาท จุดเด่นโครงการ ‘EARN by LPN’ ออกแบบอาคารแบบ I Shape Design เปิดรับแสงและลมธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่อาคารได้ตลอดเวลา ทุกห้องจะมองเห็นวิวสวน ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อน การเลือกสรรพันธุ์ไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ และสามารถดักจับฝุ่นละอองได้ดีดูแลรักษาง่าย สะท้อนแนวคิดความน่าอยู่ของ LPN จากภายในสู่ภายนอก พื้นที่ใช้สอยของห้องมีขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 50 – 36.50 ตร.ม. แบ่งเป็น ห้องสตูดิโอ, ห้องแบบ 1 ห้องนอน และ 1 ห้องนอน พลัส ฟังก์ชันห้องรูปแบบ Combine สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้เป็นขนาด 2-3 ห้องนอน เพิ่มสิทธิ์การจอดรถภายในโครงการ พื้นที่ส่วนกลาง สระว่ายน้ำระบบเกลือ Half Olympic Swimming Pool, Futsal Field, Outdoor Gym, Jogging Track, Fitness พร้อมอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน และ Co-Living space พื้นที่สวนขนาดใหญ่ถึง 6 ไร่ ระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงทั้ง CCTV / Face Scan / Digital Door Lock / ระบบสแกนป้ายทะเบียนรถ นอกจากนี้ โครงการฯ ยังรองรับแนวคิดสุขภาวะให้ความสะดวกและปลอดภัย Wellness Safety Convenience และบริการหลังการขาย การบริหารจัดการค่าส่วนกลางในอัตราที่ไม่สูง บริหารงานโดย บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด พร้อมรองรับผู้เช่าจากพื้นที่ร้านค้าอีก 14 ยูนิตด้านหน้าโครงการ ทั้งร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านซักรีด รวมทั้งยังใกล้แหล่งช้อปปิ้ง ตลาดสด เป็นต้น ปัจจุบัน LPN พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในพอร์ตภายใต้แบรนด์ต่างๆ ดังนี้ 1.LPN แบรนด์หลักใช้กับคอนโดหลายโครงการในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เช่น Lumpini Park Lumpini Place Lumpini Ville Lumpini Suite 2.ลุมพินี ซีเล็คเต็ด (Lumpini Selected) จาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ใช้ดีไซน์และฟังก์ชันพรีเมียม 3.ลุมพินี ทาวน์วิลล์ / ลุมพินี ทาวน์ชิป (Townville / Township) กลุ่มโครงการแนวราบ (ทาวน์โฮม / บ้านจัดสรร) เจาะตลาดชานเมือง เช่น ลำลูกกา, รังสิต, ชลบุรี 4.ลุมพินี ซีวิว (Lumpini Seaview) / ลุมพินี พาร์คบีช โครงการพักตากอากาศ – รีสอร์ทคอนโด พัฒนาในหัวหิน, จอมเทียน, ระยอง ฯลฯ Alternate-X สรุปให้ LPN ปรับกลยุทธ์สู้ตลาดอสังหาฯ ส่งแบรนด์ใหม่ ‘EARN by LPN’ คอนโดราคาเริ่มไม่ถึง 1 ล้านบาท เจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่และตลาดเช่าทำเลอมตะนคร ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 2,100 ล้านบาท ยอดจองแล้ว 70% ก่อนโอนกรรมสิทธิ์ปลายปี ชูจุดขายทำเลศักยภาพในเขต EEC ใกล้นิคม–ท่าเรือ–สนามบิน เดินทางสะดวก คาดผลตอบแทนจากการลงทุน (Yield) 7–9% ต่อปี พร้อมพื้นที่ส่วนกลางครบ
K-Wave ระลอกใหม่ KORTA ใช้อาหารเกาหลี ยุทธศาสตร์เชิงวัฒนธรรมเจาะอาเซียน
‘เกาหลี’ วางยุทธศาสตร์คลื่นลูกใหม่ ผ่าน ‘อาหาร’ สู่วัฒนธรรมกระแสหลักของโลก ใช้ไทย ศูนย์กลาง K-Food อาเซียน ‘ยงซอง คิม’ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย (Korea Trade-Investment Promotion Agency : KOTRA Bangkok (โคทรา กรุงเทพฯ)) องค์กรรัฐภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและพลังงาน ของประเทศเกาหลีใต้ กล่าวว่า การส่งเสริมอาหารเกาหลีให้เป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของโลก ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การค้าสำคัญของเกาหลี ในปัจจุบัน “วันนี้อาหารเกาหลีกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการผสานจุดแข็งด้านรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม ผนวกเอกลักษณ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม นำเสนอใหม่ให้เป็นที่สนใจของผู้บริโภค” โดยเฉพาะขบวนการนำอาหารหมัก และเทคนิคการหมักแบบดั้งเดิมที่ทำให้เกิด โพรไบโอติกส์ (probiotics) มานำเสนอในรูปแบบอาหารสุขภาพ พร้อมสื่อสารไปยังผู้บริโภคโดยผ่าน K-Culture, K-POP และ K-Drama ทำให้เกิดการรับรู้และความนิยมในวงกว้าง ขณะที่ จุดแข็งของ K-Food นอกจากอาหารหมักดั้งเดิมอย่างกิมจิและซอสต่างๆ แล้ว ยังรวมถึงอาหารพร้อมรับประทาน ขนม-ของหวาน อาหาร-เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ส่วนการพัฒนาอาหารเกาหลีต่อไปนั้น มีเป้าหมายในการเป็นสัญลักษณ์ของอาหารคุณภาพ สุขภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นไปที่กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและความงาม (Functional Wellness Foods & Beauty Supplements) เช่น เยลลี่คอลลาเจน เครื่องดื่มสมุนไพรหมัก โทนิคโสมและเครื่องดื่มโปรตีน กลุ่มอาหารสะดวกพร้อมรับประทาน (Smart Convenience Meals) เช่น เกี๊ยวเกาหลีพรีเมียม (Korean Premium Dumpling) ผัดวุ้นเส้นเกาหลีแช่แข็ง (Korean Frozen Japchae) ข้าวถ้วยสำเร็จรูปและข้าวผัดหอยเป๋าฮื้อ ที่ใช้เทคโนโลยีรีทอร์ตและโซ่ความเย็นขั้นสูง กลุ่มอาหารพืชและบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน (Plant-Based & Sustainable K-Food) เช่น เกี๊ยวเกาหลีวีแกน (Korean Vegan Dumpling) กาแฟหมักจากสโคบี้ กลุ่มอาหารเกาหลีดั้งเดิมในรูปแบบทันสมัย (Modernized Korean Traditions) เช่น ต๊อกบกกี น้ำมันงา น้ำเชื่อมขิงแบบร่วมสมัย สำหรับ ข้อมูลการบริโภคอาหารเกาหลีในประเทศไทยนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน กลุ่มครอบครัวในเมืองใหญ่ มีมุมมองต่ออาหารเกาหลีว่าทันสมัย ช่วยให้สุขภาพดี อยู่ในกระแสนิยม ส่วนข้อมูลจากองค์กรส่งเสริมการค้าและพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าเกษตร ประมงและอาหาร ประเทศเกาหลีใต้, KOTRA กรุงเทพฯ และสมาคมการค้าระหว่างประเทศของเกาหลีเผยว่า สินค้าอาหารที่เติบโตสูงสุด 5 อันดับ ในไทยและอาเซียน ได้แก่ บะหมี่และอาหารพร้อมรับประทาน ซอสและเครื่องปรุง เช่น โคชูจัง และซอสต๊อกบกกี เครื่องดื่มสุขภาพ เช่น คอลลาเจน โสม และโปรไบโอติก ขนมและของหวานเกาหลี อาหารหมัก เช่น กิมจิ ส่วนร้านอาหารเกาหลีก็ได้รับการต้อนรับที่ดีจากกระแส K-Culture ด้วยเช่นกัน ทำให้แบรนด์ ร้านอาหารเกาหลีเริ่มขยายสาขาสู่ประเทศไทย อาทิ BHC Chicken หรือ Solsot และร้านอาหารไทยก็มีการเพิ่มเมนูอาหารเกาหลีเพื่อดึงดูดลูกค้า สำหรับการส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและไทยถือว่าเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประเทศไทยยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลจิสติกส์และเป็นผู้นำในการบริโภคที่มีอิทธิพลต่อภูมิภาคอาเซียน ครั้งแรกในไทย-อาเซียน ยงซอง กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว KOTRA เตรียมจัดงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ขึ้น ระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งงาน SEOUL FOOD เป็น 1 ใน 4 งานแสดงสินค้าอาหารสำหรับมืออาชีพที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย และไทยเป็นประเทศแรกที่ได้รับเลือกให้จัดงานนี้ขึ้นในต่างประเทศ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับ การจัดแสดงสินค้าที่มีการนำเสนอ ทั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีอาหารที่ผสานแนวคิดด้านสุขภาพและความยั่งยืน การเปิดประสบการณ์ในวัฒนธรรมเกาหลีที่แท้จริง ชิมอาหารเกาหลีที่หลากหลาย พร้อมชมการสาธิตการทำอาหารจากเชฟที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเกาหลี ภายใต้แนวคิด ‘K-Food นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต : ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพที่ดีและความยั่งยืนของโลก’ (K-Food Innovation: Smart, Healthy & Sustainable) ภายในงานฯ ประกอบด้วย 3 โซนหลัก ได้แก่ Trade & Business Zone โซนจัดแสดง ชม ชิม ทดลอง รวมทั้งเจรจาและจับคู่ธุรกิจ (Buyer Matching) กับผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากเกาหลี อาทิ ขนมขบเคี้ยว ซอส เครื่องดื่ม อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแช่แข็ง ฯลฯ ที่เข้าร่วมงานฯ กว่า 150 แบรนด์ พร้อมสินค้า อุปกรณ์ และวัตถุดิบร่วมจัดแสดงกว่า 1,400 รายการ รวมถึงการจัดแสดงจาก 6 พาวิเลียน ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติของเกาหลี (Korea National Food Cluster (Foodpolis))\ สถาบันอุตสาหกรรมอาหารชีวภาพ ช็อนบุก (Jeonbuk State Institute for Food-Bioindustry) คังวอน พาวิลเลียน, เมืองยังจู จังหวัดคยองกี พาวิลเลียน จอนนัม พาวิลเลีย เซจู พาวิลเลีย Cultural & Culinary Showcase โซนการสาธิตการทำอาหาร ขนมและเปิดประสบกาณณ์การผสมผสาน K-Food และ K-Culture เพื่อสะท้อนความสร้างสรรค์ของอาหารเกาหลีสมัยใหม่ โดยมีกิจกรรมและการจัดแสดงที่น่าสนใจ อาทิ Seoul Food Awards Showcase: โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่คว้ารางวัล 4 ประเภท ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและอาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิต อาหารและของหวานระดับพรีเมียมดีไซน์โดดเด่น และ เครื่องจักร บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีการผลิตอาหารแห่งอนาคต, การสาธิตการทำอาหารและชิมอาหารโดยเชฟจากเกาหลี และกิจกรรมถ่ายภาพในงาน พร้อมชิมและลิ้มรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี หรือ รามยอน ฟรี ฯลฯ Business Support & Consultation Services โซนให้คำปรึกษาด้านพิธีการศุลกากร การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับองค์การอาหารและยา (อย.) และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดย คาดว่ามูลค่าการค้าและการเจรจาธุรกิจที่เกิดขึ้นในงานฯ จะมากกว่า 250 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 8,196 ล้านบาท ซึ่งงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 เป็นทั้งงานแสดงสินค้าที่สำคัญ และยังเป็นกลไกในการวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวด้านอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเกาหลี–ไทย เพื่อสร้าง ‘ระบบนิเวศ K-Food’ ที่มีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขยายสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มสำหรับการเข้าสู่ตลาด การส่งเสริมความร่วมมือด้านนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี การสร้างแบรนด์ การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การสร้างการเติบโตร่วมกันของทั้งวัฒนธรรมอาหารเกาหลี อาหารของไทยและอาเซียนอีกด้วย สำหรับงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ที่ www.seoulfood-bangkok.com Alternate-X สรุปให้ เกาหลีใต้ส่งคลื่น K-Wave ระลอกใหม่ ใช้อาหารเป็นพลังวัฒนธรรมเชื่อมโลก ผ่านยุทธศาสตร์ ‘K-Food’ เจาะตลาดอาเซียน ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและนวัตกรรมอาหารสุขภาพ เตรียมจัดงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ครั้งแรกในภูมิภาค เปิดโอกาสจับคู่ธุรกิจและสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมอาหารเกาหลีอย่างเต็มรูปแบบ
กลุ่ม AWC เปิดลิสต์ เช็คอิน 35 โรงแรม-ร้านอาหาร ‘เที่ยวดีมีคืน’รับสิทธิลดหย่อน 3 หมื่นบ.
AWC รวบ 35 โรงแรม-ร้านอาหารในเครือเติมพลังเที่ยวไทย ผ่านโครงการ ‘เที่ยวดีมีคืน’ รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 3 หมื่นบาท บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สนับสนุนนโยบายกรนะตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ผ่านโครงการ ‘เที่ยวดีมีคืน’ ชวนทุกคนออกเดินทางพักผ่อนหย่อนใจพร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 30,000 บาท* เมื่อใช้บริการห้องอาหาร หรือบริการอื่นๆ ที่โรงแรมในเครือ #AWC ทั่วไทย เพียงใช้บริการภายในโรงแรม หรือห้องอาหาร* สำหรับบุคคลธรรมดาในระยะเวลาโครงการระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 (*เงื่อนไขเป็นไปตามรัฐบาลกำหนด สำหรับจองตรงกับโรงแรมเท่านั้น) ใช้บริการการจัดอบรมสัมมนา สำหรับนิติบุคคล หักรายจ่ายตามที่จ่ายจริงได้ 1.5 เท่า ในระยะเวลาโครงการระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 15 ธันวาคม 2568 (*เงื่อนไขเป็นไปตามรัฐบาลกำหนด สำหรับจองตรงกับโรงแรมเท่านั้น) โดย โรงแรมและห้องอาหารในเครือ AWC ที่เข้าร่วมโครงการ เที่ยวดีมีคืน ♦️ กรุงเทพมหานคร โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โรงแรม แบงค็อกแมริออท เดอะ สุรวงศ์ โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก โรงแรมดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ โรงแรม อินน์ไซด์ บาย มีเลีย กรุงเทพ สุขุมวิท โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส กรุงเทพ สาทร ♦️ หัวหิน โรงแรม หัวหิน แมริออท รีสอร์ท และ สปา ♦️ เชียงใหม่ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล โรงแรมเชียงใหม่ แมริออท โฮเทล โรงแรม มีเลีย เชียงใหม่ ♦️ พัทยา โรงแรม พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย ♦️ ภูเก็ต โรงแรม ภูเก็ต แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา, ในยางบีช โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ โรงแรม เดอะ เวสทิน สิเหร่ เบย์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต ♦️ เกาะสมุย บันยันทรี สมุย โรงแรม มีเลีย เกาะสมุย โรงแรมวนาเบลล์ เอ ลักซ์ซูรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท เกาะสมุย โรงแรมเชอราตัน สมุย รีสอร์ท ♦️ กระบี่ บันยันทรี กระบี่ ห้องอาหารในเครือ AWC ที่เข้าร่วมโครงการ เรือสิริมหรรณพ, โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เดอะ คริสตัลล์ กริลล์ เฮาส์, โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เดอะ สยาม ที รูมท์, โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เอเชียทีค แอนเชี่ยนท์ ที เฮ้าส์, โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น คาเฟ่ พิทโทเร่, อาคาร ‘เอ็มไพร์’ คาเฟ เดอ เพทาย โอกุระ ครุซ ซาโตเรียอาร์ บาย เปาโล อายราวโด เคย์ บาย วิคกี้ เชง ฤดูกาล โนบุ กรุงเทพฯ Fossil & Flame Restaurant Alternate-X สรุปให้ กลุ่ม AWC ชวนเที่ยวทั่วไทยกับโครงการ ‘เที่ยวดีมีคืน’ รวม 35 โรงแรมและร้านอาหารทั่วประเทศ เข้าร่วมแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยวภาครัฐ พัก กิน ช้อป ได้ทั้งความสุขและสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท พร้อมรายชื่อโรงแรมดังตั้งแต่กรุงเทพฯ หัวหิน ภูเก็ต สมุย ถึงเชียงใหม่ เช็กอินได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 15 ธ.ค. 2568 เท่านั้น!
เชฟ-ร้านอาหารยังไหว ‘รุ่นใหม่’ มุ่งเป็นผู้ประกอบการ ส่งแผนธุรกิจผ่านงาน ‘แม็คโคร โฮรีก้า 2025’
‘แม็คโคร โฮเรก้า 2025’ อีกหนึ่งอีเวนต์ใหญ่อุตฯธุรกิจผู้ประกอบการ F&B ที่จัดมายาว 18 ปี ย้ำแนวคิดสโตร์ค้าส่งคู่ธุรกิจและผู้ประกอบการไทย และในปีหน้าจะมาพร้อมรูปแบบใหม่หลังเปลี่ยนตัวประธานจัดงานเป็น ชาวเกาหลี ‘ฮเยซอง เบค’ ที่ต้องติดตาม เอกรินทร์ ลีมหารุ่งเรือง รองผู้อำนวยการการส่งเสริมการขายและกิจกรรมทางการตลาด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้แบรนด์ ‘แม็คโคร’ กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18 ถึงการจัดงานฯ ในปีนี้วางแนวคิด ‘FOOD INFINITY’ ธุรกิจอาหารโตได้ไม่สิ้นสุด’ โดยตลอด 4 วัน (ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2568) ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา ได้การตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการในธุรกิจ HoReCa และคนรักการทำอาหารทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมชมเกือบ 40,000 ราย “งานฯ ในปีนี้ สะท้อนบทบาทของแม็คโครในการเป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ที่เดินเคียงข้างผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ ไอเดีย เทรนด์อาหาร และนวัตกรรมใหม่ ๆ จุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระดับสากล” นอกจากนี้ ยังได้ประกาศผลการแข่งขัน ‘makro HoReCa Challenge 2025’ ภายใต้ธีม Taste of Asia ซึ่งได้รับความสนใจจากเชฟทั่วประเทศ ทั้งรุ่นเยาว์และมืออาชีพ โดยผู้ชนะเลิศได้รับถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และเป็นตัวแทนเชฟไทยไปแข่งขันในเวทีระดับโลก สำหรับผลการแข่งขัน ‘makro HoReCa Challenge 2025’ ภายใต้ธีม Taste of Asia ในปีนี้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ประเภท Modern Asian Street Food Challenge การแข่งขันประเภททีม นำ 12 เชฟมืออาชีพ มาจับคู่กับ 12 ศิลปินดารา เพื่อสร้างสรรคค์เมนูสตรีทฟู้ดในแบบใหม่ ผู้ชนะได้แก่ คุณณัฐพล คุณยศยิ่ง จาก Mövenpick Suriwongse Chiang Mai และคุณวริษฐ์ ทิพโกมุท ประเภท Junior ได้แก่ คุณกษิดิศ ปุนนพานิช จาก Heavenli Café หาดใหญ่ ประเภท Professional ได้แก่ คุณปารเมศ สายสุทธิ จาก Thailand Avengers Team ประเภท Creative Drink ได้แก่ ณัชชา ไชยล้อม จาก SELLF Coffee Chiang Mai ด้าน ปารเมศ สายสุทธิ ผู้ชนะ makro HoReCa Challenge 2025 ประเภท Professional กล่าวว่า “หลังอยู่ในรุ่นจูเนียร์มานาน 9 ปี ไม่เคยได้แชมป์เลย ปีนี้จึงตัดสินใจเทิร์นโปรลงแข่งมืออาชีพ วันนี้รู้สึกภูมิใจที่ทำสำเร็จ การแข่งขันครั้งนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และตอกย้ำว่าความสำเร็จเกิดจากการไม่หยุดพัฒนา ขอบคุณแม็คโครที่จัดสนามแข่งขันให้เชฟไทยได้ก้าวสู่เวทีโลก ณัชชา ไชยล้อม ผู้ชนะประเภท Creative Drink กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 3 ปีในวงการเครื่องดื่ม ประกอบกับการมีแพชชั่นและแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง ทำให้ตัดสินใจลงแข่งขันในครั้งนี้ โดยได้สร้างสรรค์เครื่องดื่มที่ผสมผสานแรงบันดาลใจจากอาหารเอเชีย ดึงรสเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด และอูมามิ มาอยู่ในแก้วเดียว ด้วยวัตถุดิบแปลกใหม่อย่างสาหร่ายคอมบุและหนอนไหม เพื่อมอบประสบการณ์รสชาติที่ไม่เหมือนใคร เร็ว ๆ นี้ ก็จะนำเมนูนี้ไปเปิดตัวที่ร้าน และอยากเชิญชวนทุกคนที่มีความฝัน กล้าลงมือ แข่งขัน และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ในเส้นทางนี้ นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขัน ‘makro Thailand Creative Drink Challenge 2025’ เวทีแข่งขันมิกโซโลจิสต์จากทั่วประเทศ สร้างสรรค์เครื่องดื่มจากวัตถุดิบท้องถิ่น ถ่ายทอดเอกลักษณ์ไทยผ่านเมนูสร้างสรรค์ ขณะที่ในปีนี้ ยังเป็นครั้งแรกของเวที makro HoReCa Start-up Pitching Challenge การประกวดไอเดียแผนธุรกิจ ปั้นเมนูเด็ดให้เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อก้าวสู่เส้นทางผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในวงการ HoReCa โดยผู้ชนะในปีนี้ได้แก่ แกงโกบัน ขนมปังทอดไส้แกงไทย จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และยังมีการมอบประกาศเกียรติคุณโครงการพัฒนาคู่ค้าอย่างยั่งยืน 2568 (Supplier Sustainability Awards 2025) และรางวัล Best Exhibition Award ให้กับผู้ที่มาร่วมออกบูธในงานให้มีสีสัน และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ภายในงาน ‘แม็คโคร โฮเรก้า มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18’ ยังได้ชวนผู้เข้าร่วมงานร่วมเป็นพลังเล็ก ๆ เพื่อโลกที่ยั่งยืน ผ่านการคัดแยกขยะกับโครงการ AXTRA Green Together โดยส่งเสริมการคัดแยกขยะรีไซเคิล และจัดการเศษอาหารอย่างมีระบบ เพื่อร่วมผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดปริมาณขยะอาหาร โดย ‘ขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไป’ จะถูกนำไปรีไซเคิลและเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ ในส่วนของ ‘ขยะอาหาร’ จะส่งมอบให้เกษตกรนำไปเป็นอาหารสัตว์และปุ๋ยอินทรีย์ต่อไป โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อนำขยะทั้งหมดที่เกิดไปใช้ประโยชน์ต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เอกรินทร์ กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมเดินหน้าจัดงาน ‘แม็คโคร โฮเรก้า มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 19’ เพื่อ “ยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการโฮเรก้า” ภายใต้การนำของประธานจัดงานคนใหม่ ‘คุณฮเยซอง เบค’ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอาหารไทยให้เติบโตสู่อนาคตที่ไร้ขีดจำกัด “งานฯ ในครั้งนี้จะมอบทั้งความรู้ แรงบันดาลใจ และโอกาสให้ทุกท่านต่อยอดธุรกิจไปสู่ความสำเร็จร่วมกันต่อไป” Alternate-X สรุปให้ มหกรรมธุรกิจอาหารประเทศไทย ครั้งที่ 18 โดยแม็คโคร ภายใต้แนวคิด ‘FOOD INFINITY’ ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีผู้ร่วมงานเกือบ 4 หมื่นราย งานตอกย้ำบทบาทแม็คโครในฐานะพาร์ตเนอร์ที่มอบโอกาส แรงบันดาลใจ และเทรนด์อาหารใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการ ไฮไลท์ การแข่งขัน ‘makro HoReCa Challenge 2025’ ที่เฟ้นหาเชฟไทยสู่เวทีโลก และเวที Start-up Pitching Challenge ซึ่ง ‘แกงโกบัน’ คว้ารางวัลไปครอง นอกจากนี้ งานยังส่งเสริมความยั่งยืนด้วยโครงการ AXTRA Green Together จัดการขยะอาหารและรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ ทั้งหมดนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของซีพี แอ็กซ์ตร้า ในการขับเคลื่อนธุรกิจอาหารไทยให้เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด
วิจัยบอกปี 2569 คอนเทนต์ 90% ใช้ AI ทำ มิจฯดูด รูป+เสียง สร้างคลิปปลอมลวงเหยื่อระดับโลก
ในวันนี้หลายคนอาจถูก ‘เอไอ’ ล้อมไว้หมดแล้ว จากจุดเริ่มการเข้ามาของโปรแกรมแชทบอท เอไอ (Chat Bot AI) ที่เข้ามาทำความรู้จักกับผู้คนทั่วโลก ด้วยโปรแกรมดังกล่าว ยังถูกต่อยอดความฉลาดจากหลากหลายทีมผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก มาเติมความง่ายในการใช้ขึ้นไปอีกด้วย ‘Prompt’ คำสั่งสำเร็จรูปที่ป้อนให้กับเอไอ จนได้ ‘ชุดคำตอบ’ ให้มนุษย์นำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ในแทบทุกิจกรรมทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์เฉพาะตัว รูปแบบวิดีโอ ที่ได้จากภาพถ่ายและเสียงของเราเอง และจาก ‘ความล้ำ’ เกินจินตนาการเช่นนี้ ที่อาจเกินความควบคุม และนำไปสู่ความเสี่ยงของการตกเป็น ‘เหยื่อ’ ได้เช่นกัน หากมี ‘คนอื่น’ นำอัตลักษณ์ของเราทั้งภาพใบหน้า น้ำเสียง ไปสร้าง ‘ตัวตนใหม่’ เพื่อใช้หลอกลวง สร้างความเสียหายทางการเงิน หรือแม้กระทั่งใส่ร้ายว่า ‘เรา’ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นี่จึงไม่ได้เป็นอนาคตที่อยู่ไกลตัวอีกต่อไป แต่คือความจริงที่น่าตกใจของเทคโนโลยี Deepfake ซึ่งเป็นดาบสองคมที่นับวันยิ่งคมขึ้นเรื่อย ๆ คดีไซเบอร์ไทยพุ่งเกินล้าน ด้าน Tools for humanity บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกผู้พัฒนา ‘World’ เผยข้อมูลน่าสนใจ ระบุ รายงานล่าสุดคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2569 เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตกว่า 90% อาจถูกสร้างขึ้นโดย AI[1] ตัวอย่างเช่น รายงานจาก ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Thai Police Online) ที่เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565–2568 มีคดีอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศไทยมากกว่า 1 ล้านคดี[2] โดยที่ยังไม่ได้นับรวมผู้ที่ไม่ได้แจ้งความ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของอาชญากรรมไซเบอร์ในประเทศ จากสิ่งที่เคยเป็นนวัตกรรมสุดล้ำเพื่อความบันเทิง บัดนี้กลายเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงที่สร้างความท้าทายต่อทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก นำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า ในยุคที่ AI ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เราจะสามารถแยกแยะมนุษย์ออกจากบอตที่ยิ่งดูเหมือนมนุษย์มากขึ้นทุกวันได้อย่างไร? แม้แต่หลักฐานสำคัญอย่างวิดีโอที่เคยเป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ก็อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็น ‘จริงหรือปลอม’ ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถพิสูจน์ความจริงหรือยืนยันความถูกต้องของตัวเราได้อีกต่อไป 4 กลไกยืนความเป็นมนุษย์ ในอดีต การยืนยันตัวตนมีเพียงถามคำถามธรรมดาว่า ‘คุณมีรหัสผ่านที่ถูกต้องไหม?’ หรือ ‘คุณได้รับ SMS นี้หรือยัง?’ แต่ระบบเหล่านี้ถูกตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าผู้ใช้เป็นมนุษย์อยู่แล้ว ซึ่งก็เหมือนกับการล็อกประตูบ้าน แต่ไม่เคยตรวจสอบคนที่เดินเข้ามาว่าคือคน หรือเป็นบอตที่มีความซับซ้อนสูงกันแน่ จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ ‘มนุษย์’ ต้องเปลี่ยนมุมมอง และสร้างรากฐานใหม่แห่งความเชื่อมั่นในโลกดิจิทัล ‘หลักฐานแห่งความเป็นมนุษย์’ (Proof of Humanity) สิ่งนี้ไม่ใช่กำแพงป้องกันชั้นสุดท้าย แต่คือเกราะป้องกันด่านแรกของโลกดิจิทัล ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การยืนยันตัวตนโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว (Privacy-First Verification): พิสูจน์ว่าคุณเป็นมนุษย์ที่มีเอกลักษณ์ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ใช้การเข้ารหัส (Cryptographic proofs) เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์โดยไม่ต้องถูกติดตาม ใช้งานได้อย่างเป็นสากล ทุกที่ทุกแพลตฟอร์ม (Universal Interoperability): ด้วยการยืนยันเพียงครั้งเดียว แต่สามารถใช้ได้กับทุกบริการ ช่วยลดความจำเป็นในการยืนยันซ้ำซ้อน พร้อมป้องกันการติดตามข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม การออกแบบที่ต้านทานการปลอมแปลง (Fraud-Resistant Design): ต่างจากรหัสผ่านที่ถูกขโมยได้ การพิสูจน์ความเป็นมนุษย์จะสร้างหลักฐานการยืนยันที่ไม่สามารถปลอมแปลง ส่งต่อ ถ่ายโอน หรือสร้างสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่ได้ การเข้าถึงได้ทั่วโลก (Global Accessibility): เป็นระบบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จากทุกที่ทั่วโลก โดยไม่มีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์หรือความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของผู้ใช้งาน หลักการเหล่านี้นำไปสู่การสร้าง Real Human Network บนโลกออนไลน์ และเทคโนโลยียืนยันความเป็นมนุษย์อย่าง World ID ก็กำลังทำให้หลักการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง โดยการยืนยันความเป็นมนุษย์เพียงครั้งเดียวอย่างไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อให้ยังสามารถใช้งานบนเว็บและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจว่าผู้ที่อยู่ปลายทางคือมนุษย์จริง โต้ตอบมนุษย์กับมนุษย์ เมื่อเข้าสู่โลกดิจิทัล เราสามารถมั่นใจได้ว่าเรากำลังโต้ตอบกับมนุษย์คนอื่น ๆ ที่เป็นมนุษย์จริง ในขณะที่ความสามารถของ AI กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด โอกาสที่จะสร้างระบบยืนยันความเป็นมนุษย์ที่มั่นคงก็กำลังค่อย ๆ ลดลง การนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในตอนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างความเชื่อมั่นที่แท้จริงและยั่งยืน เพราะในยุคของ AI ที่เทคโนโลยีสามารถลอกเลียนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ‘การพิสูจน์ความเป็นมนุษย์’ จึงกลายเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของทุกการมีปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายบนโลกออนไลน์ Alternate-X สรุปให้ โลกดิจิทัลกำลังถูกท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2569 คอนเทนต์บนอินเทอร์เน็ตกว่า 90% จะถูกสร้างขึ้นโดย AI ทำให้ภัยจาก Deepfake ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากมิจฉาชีพสามารถใช้รูปและเสียงของเราสร้าง ‘ตัวตนปลอม’ เพื่อหลอกลวงและสร้างความเสียหายทางการเงินได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสะท้อนจากสถิติคดีอาชญากรรมไซเบอร์ในไทยที่พุ่งสูงกว่าล้านคดี เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ บริษัท Tools for Humanity จึงผลักดันแนวคิด ‘หลักฐานแห่งความเป็นมนุษย์’ (Proof of Humanity) โดยใช้ 4 หลักการสำคัญ เช่น การยืนยันตัวตนที่ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อสร้างเกราะป้องกันด่านแรก และนำความเชื่อมั่นที่แท้จริงกลับคืนสู่ปฏิสัมพันธ์บนโลกออนไลน์
‘พี่พีททท’ ต่อยอดสกิลไลฟ์ คอลแล็บส์แบรนด์ร้านสุขภาพ ทำ ‘โปรตีน’ เจาะอาหารเสริม 9 หมื่นล.
‘พีท-กันตพร หาญพาณิชย์’ ผู้บริหารสายอินฟลูฯ กับแผนธุรกิจใหม่ไปต่อตลาด‘โปรตีน’ เสริมอาหาร รับเทรนด์สุขภาพดูแลตัวเองแบบยืนยาว ที่มาแรงในตอนนี้ อีกหนึ่งผู้บริหารอินฟลูเอ็นเซอร์ ‘พีท-กันตพร หาญพาณิชย์’ ผู้บริหารบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH ธุรกิจเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และในฐานะทายาทหมื่นล้าน ปัจจุบัน ‘พีท-กันตพร’ ยังทำธุรกิจส่วนตัวใน บริษัทแก้มพีท โปรดักชั่น จำกัด ร่วมกับภรรยา (แก้มบุ๋ม-ปรียาดา อดีตนักแสดงสาว) ที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูฯ เช่นกัน พร้อมทำตลาดดิจิทัล รีวิวและขายสินค้าผ่านไลฟ์ ในช่องทางโซเชียล มีเดีย แพล็ตฟอร์ม ต่างๆ จากการทำงานในสายอินฟลูฯอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมาของ ‘พีท-กันตพร’ ได้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เขาจะนำประสบการณ์การทำงานในด้านโซเชียล มีเดีย ร่วมกับ ภรรยา ในฐานะเมกา อินฟลูฯ นำมาปรับใช้ร่วมกับการทำตลาดสินค้าใหม่ในกลุ่มค้าปลีกของ BCH ด้วย สำหรับโปรดักส์ใหม่ที่ว่า คือ การแตกไลน์ธุรกิจอาหารเสริมเต็มตัว โดยเตรียมร่วมมือ (Collabs) กับร้านอาหารสุขภาพชื่อดัง นำร่องทำตลาดอาหารเสริมกลุ่มโปรตีน คาดพร้อมเปิดตัวสินค้าช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 โดยสินค้าใหม่ดังกล่าว วางตำแหน่งในตลาดสินค้าอาหารเสริมระดับกลาง กำหนดราคาอยู่ที่ราวๆ 500-600 บาท ขณะที่ ธุรกิจใหม่นี้ยังต่อยอดมาจากเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา หลังจาก BCH เข้าลงทุนถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNPS ผู้ผลิตอาหารเสริมสมุนไพรไทยรายใหญ่ โดยในส่วนของความร่วมมือกับพันธมิตรร้านอาหาร จะใช้จุดแข็งด้านการจัดหา (Supply) สินค้าออแกนิก ส่วนกลุ่ม BCH นำจุดแข็งด้านการรักษาสุขภาพและความน่าเชื่อถือ มาผนวกร่วมกันทำตลาด พีท บอกอีกว่า การที่กลุ่ม BCH ตัดสินใจเข้ามาเล่นในธุรกิจอาหารเสริม ด้วยมองเห็นโอกาสจากอัตราการเติบโตสูง โดยคาดว่าในปี 2569 ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะมีมูลค่าแตะ 90,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเซ็กเมนต์โปรตีน และไฟเบอร์ โปรไบโอติก ขยายตัวสูงสุด “เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เราตัดสินใจเข้ามารุกธุรกิจนี้“ ในส่วนของการทำตลาดสินค้ากลุ่มใหม่ พีท เคยให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำตลาดแบบส่วนกลาง จะนำทักษะที่ได้จาการทำ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง อย่างการไลฟ์ ใน Social Media บนแพลตฟอร์มยอมนิยมต่างๆ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละเจนเนอเรชั่น ที่แตกต่างกันออกไป ขณะเดียวกัน จะยังสร้างทีม ‘ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง’ ของกลุ่ม BCH มารองรับโดยใช้จุดเด่นส่วนหนี่งที่มาจากประสบการณ์การเป็นอินฟลูฯ มาปรับใช้ในการทำการตลาด ด้วย เรียกว่าแผนธุรกิจใหม่ของ พีท กันตพร ในครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดสกิลจากอินฟลูสายไลฟ์มาปรับใช้กับการทำธุรกิจใหม่สายสุขภาพให้กับอาณาจักรเกษมราษฎร์ อีกด้วย ขณะที่ในส่วนของธุรกิจเครือโรงพยาบาลนั้น กลุ่ม BCH มีแผนลงทุนกว่า 5-6 พันล้านบาท สร้างโรงพยาบาลใหม่อีก 4 แห่ง รพ.ใหม่ ที่ตอนนี้สรุปแล้ว 3 แห่งก่อน คือ เบื้องต้น วางแผนสร้างโรงพยาบาลใหม่ 4 แห่ง คาดพร้อมดำเนินทั้งหมดในปี 2570-2572 โดยปัจจุบันได้ที่ดินแล้ว 3 แห่ง (อีก 1 แห่งอยู่ระหว่างพิจารณา) คือ 1.รพ.เกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ (บริเวณบางพลี 2.รพ.เกษมราษฎร์ ระยอง และ รพ.เวิลด์ เมดิคอล พัทยา สำหรับปี 2568 กลุ่ม BCH ตั้งเป้ารายได้ 12,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าไว้ที่ 13,000 ล้านบาท คาดรายได้จะเติบโต 10-12% ต่อปี มีส่วนเป้ารายได้กว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมคาดในอนาคตมีเครือข่ายธุรกิจโรงพยาบาลได้ครบ 25 แห่ง Alternate-X สรุปให้ ‘พีท–กันตพร หาญพาณิชย์’ ผู้บริหารกลุ่ม BCH และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เดินหน้าธุรกิจใหม่รุกตลาดอาหารเสริมโปรตีนรับเทรนด์สุขภาพปี 2569 เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรตีนระดับกลาง ราคา 500–600 บาท จับมือพันธมิตรแบรนด์อาหารสุขภาพ นำจุดแข็งด้าน Supply และความน่าเชื่อถือของเครือ BCH เสริมตลาด แถมต่อยอดสกิลอินฟลูฯ และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง มาปรับใช้ในกลยุทธ์การตลาดแบบใหม่ พร้อมเดินหน้าแผนขยายโรงพยาบาลในเครือ BCH อีก 4 แห่ง ตั้งเป้ารายได้โตต่อเนื่องแตะ 20,000 ล้านบาท STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ร้านภูฟ้า X GREYHOUND เปิดตัวคอลเล็กชั่น 2569 ภาพวาดฝีพระหัตถ์ ‘ปีม้าน่ารัก’!
ร้านภูฟ้าอัญเชิญพรพระราชทาน ‘ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก’เปิดตัวคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึกภาพวาดฝีพระหัตถ์ รับปีใหม่ 2569 ร้านภูฟ้า ในโครงการส่งเสริมอาชีพตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อัญเชิญพรพระราชทาน และภาพวาดฝีพระหัตถ์ ‘ปีม้าน่ารัก’ จัดทำบัตร ส.ค.ส. และคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึก ‘ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก’ เพื่อเป็นของขวัญอันเป็นสิริมงคล ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ. 2569 โอกาสนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพรปีใหม่ ทรงเน้นความสำคัญและประโยชน์ของม้าให้ได้ตระหนักกัน ดังนี้ ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก 2569 ปีมะเมียนี้หรือคือปีม้า มีประโยชน์นักหนาช่วยเราได้ เป็นพาหะช่วยเราไปไกลไกล เดินไม่ไหวมีม้าพาจรลี สภากาชาดทำฟาร์มม้ามานานครัน ทำเวชภัณฑ์เซรุ่มเป็นแหล่งที่ คนงูกัดกาชาดช่วยชีวี ม้าทุกตัวเราเลี้ยงดีจนแก่ชรา ภาพวาดฝีพระหัตถ์ ‘ปีม้าน่ารัก’ ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้นำมาจัดทำสินค้าร้านภูฟ้าหลากหลายผลิตภัณฑ์ เป็นภาพม้าที่กำลังทำท่าเหยาะย่างอย่างสง่างาม หน้าตาแจ่มใส สื่อถึงความเป็นมิตรและพร้อมส่งความสุขให้กับชาวไทยทุกคน สำหรับสินค้าไฮไลท์ของคอลเลคชั่น “ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก” ได้แก่ เสื้อหลากหลายรูปแบบและสีสัน ประกอบด้วย เสื้อโปโล ๑๐ สี เสื้อโปโลพิมพ์ลาย ๖ สี เสื้อทีเชิ้ตคอกลมทรงหลวม ๔ สี เสื้อทีเชิ้ตคอกลมทรงปกติ ๔ สี โดยในปีนี้แบรนด์แฟชั่นไทยชั้นนำ GREYHOUND ได้ร่วมออกแบบคอลเลคชั่นเสื้อ และผลิตภัณฑ์ดีไซน์พิเศษ ‘ปีม้าน่ารัก’ มาปักบนเสื้อโปโล และพิมพ์ลงบนสินค้าชนิดต่างๆ สร้างสรรค์เป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เปี่ยมด้วยความหมายอันเป็นมงคล และเป็นประโยชน์สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน อาทิ สมุดบันทึก, ปากกา, กระบอกน้ำ, และถุงผ้า นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเครื่องใช้อื่นๆ รวมถึงกระเป๋าหลากหลายรูปแบบที่แปรรูปจากผ้าปกาเกอะญอ (ฝีมือชาวกะเหรี่ยง) เหมาะสำหรับเลือกซื้อเป็นของขวัญให้แก่ตนเองและคนที่คุณรัก ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านภูฟ้า คอลเลคชั่น “ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก” ได้ที่ร้าน ภูฟ้า ๑๘ สาขา และช่องทางออนไลน์ที่ http://www.phufa.org/shop ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พิเศษ! เฉพาะร้าน ภูฟ้า สาขาสยามดิสคัฟเวอรี่, สาขาไอคอนสยาม หรือแอปพลิเคชั่น ONESIAM SuperApp จะได้รับสิทธิ์ในการรับของสมนาคุณเมื่อซื้อสินค้าครบกำหนดตามเงื่อนไข สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: PHUFA Alternate-X สรุปให้ ร้านภูฟ้าเปิดตัวคอลเลคชั่นสินค้าที่ระลึกต้อนรับปีใหม่ 2569 ในชื่อ ‘ปีมะเมีย : ปีม้าน่ารัก’ คอลเลคชั่นนี้อัญเชิญ พรพระราชทาน และ ภาพวาดฝีพระหัตถ์ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยพรพระราชทานเน้นย้ำถึงความสำคัญและประโยชน์ของม้า ซึ่งรวมถึงการช่วยในกิจการของสภากาชาดในการผลิตเวชภัณฑ์เซรุ่ม พร้อมสินค้าไฮไลท์มีทั้งเสื้อโปโล เสื้อยืดลายม้า และสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น สมุด ปากกา กระบอกน้ำ โดยปีนี้ได้ร่วมออกแบบกับแบรนด์ GREYHOUND ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อได้ที่ร้านภูฟ้า 18 สาขา, ช่องทางออนไลน์ และสาขาพิเศษรับสิทธิ์ของสมนาคุณ ขอขอบพระคุณสำหรับการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด คุณนพรัตน์ จิตพงศ์สถาพร M : ๐๖๑ ๕๒๔ ๖๒๒๒ Email: nopparat.j@siampiwat.com คุณสิรีธร นิยมเสน M : ๐๘๑ ๘๓๑ ๑๔๐๖ Email: sireetorn.n@supremo.co.th
‘ทอดผ้ากฐิน’ ประเพณีบุญใหญ่ ‘พระพุทธเจ้า’ บัญญัติทำปีละครั้งในช่วง 1 เดือนหลังออกพรรษา!!
อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญทางศาสนาพุทธเกิดขึ้นหลังการเข้าพรรษาสิ้นสุดลง เพื่อเตรียมเข้าสู่ฤดูกาลแห่งบุญอีกครั้ง นั่นคือประเพณีทางศาสนา ‘พิธีทอดผ้ากฐิน’ ที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ขณะที่เบื้องหลังผ้าผืนหนึ่งนั้น ยังมีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการถวายของอีกด้วย การทอดกฐิน สำคัญยังไง? ‘กฐิน’ มาจากคำบาลีว่า กฏินะ หมายถึง ‘ไม้สะดึง’ หรือกรอบไม้ที่ใช้ขึงผ้าเวลาตัดเย็บจีวรพระในสมัยพุทธกาล ขณะที่ การทอดกฐินจึงถือเป็น ‘การถวายผ้าไตรจีวรแด่พระภิกษุที่จำพรรษาครบ 3 เดือน’ โดยพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ทำได้เพียงปีละครั้ง และเฉพาะช่วงเวลา 1 เดือนหลังออกพรรษาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังทำให้ ‘กฐิน’ ไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ด้วยคนทั้งหมู่บ้าน ชุมชน หรือแม้แต่ทั้งองค์กร จะร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานนี้ เพื่อถวายผ้าและสิ่งของจำเป็นให้พระสงฆ์ใช้สอยต่อไปในปีใหม่แห่งการบวชเรียน แล้ว ‘กฐินหลวง’ คืออะไร? จากจุดเริ่มต้นการทอดผ้ากฐิน ที่เริ่มจากอินเดียในสมัยพุทธกาล ก่อนเดินทางมาสู่สุวรรณภูมิพร้อมพระพุทธศาสนาเถรวาท และหยั่งรากลึกในดินแดนไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย กาลล่วงถึงปัจจุบันยังคงเป็นประเพณีแห่งศรัทธาที่คนไทยรักษาไว้กว่า 700 ปีถึงในวันนี้ ขณะที่ การทอดผ้า ‘กฐินหลวง’ เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะและเอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระราชินี พระราชโอรส พระราชธิดา เสด็จพระราชดำเนินทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ รวมทั้งพระกฐินที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ราชสกุล องคมนตรี หรือผู้ที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควรให้เสด็จฯ แทนพระองค์นำไปถวายยังพระอารามหลวงสำคัญ 16 พระอาราม ที่สงวนไว้ไม่ให้มีการขอพระราชทาน ส่วนการขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินหลวง เป็นกฐินที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทาน เพื่อให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานต่าง ๆ ไปทอดถวายยังวัดที่กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพระอารามหลวง โดยถือเป็นกฐินในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกทั้งมีความหมายลึกซึ้ง เพราะเป็นการสืบต่อพระราชศรัทธา และแสดงถึงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา การได้รับ ‘พระกฐินพระราชทาน’ ต้องทำอย่างไร ในปัจจุบัน การขอรับพระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทาน ต้องผ่านการพิจารณาจากสำนักพระราชวัง ซึ่งจะจัดสรรวัดพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วประเทศให้ได้รับผ้าพระกฐินกฐินฯ ปีละครั้ง โดยแต่ละปีจะมีวัดพระอารามหลวงราว 200–300 วัด ทั่วประเทศที่ได้รับพระราชทาน หน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่มีความประสงค์จะทอดกฐินหลวง จะต้องทำหนังสือขอพระราชทานไปยังสำนักพระราชวัง เพื่อให้ได้รับมอบหมายวัด และจะมีการประกาศรายชื่อวัดที่ได้รับผ้าพระกฐินฯ อย่างเป็นทางการในแต่ละปี อานิสงส์แห่งการทอดกฐิน พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า การทอดกฐินเป็น ‘มหาทาน’ เพราะทำได้ยาก ต้องรอเวลา ต้องมีความพร้อม และต้องทำด้วยใจบริสุทธิ์ อานิสงส์ของการทอดกฐินจึงยิ่งใหญ่ ได้แก่ เป็นบุญที่ทำได้เพียงปีละครั้ง เกิดความสามัคคีในหมู่ผู้ร่วมบุญ เกื้อหนุนให้ชีวิตราบรื่น เจริญก้าวหน้า สร้างความอุดมสมบูรณ์ทั้งกายและใจ และที่สำคัญ คือ ทำให้เกิด ‘ปิติในใจ’ เมื่อระลึกถึงบุญครั้งนี้ในภายหลัง ข้อคิดเล็ก ๆ จากผ้าผืนใหญ่ กฐินไม่ใช่แค่ผ้า แต่เรียกได้ว่าเป็นกุศโลบาย แห่งการรวบรวมกำลังใจและจิตศรัทธาของผู้คนหมู่มากของผู้ให้และผู้รับเข้าด้วยกัน ด้วยในวันที่เราได้มีส่วนร่วมทอดกฐิน ไม่ว่าด้วยแรงกายหรือแรงใจ นั่นคือวันที่เรากำลังเย็บร้อยความดีงามเข้าสู่ใจของเราเอง กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมกับนี้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี นำโดยผู้บริหาร ‘อัศวิน -ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้บริษัท ฯ เพื่อน้อมนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง การประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เป็นการสืบสานประเพณีสำคัญของชาติ และตอกย้ำเจตนารมณ์ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รักษาไว้ซึ่งคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย และร่วมสืบทอดประเพณีที่ดีงามให้คงอยู่คู่สังคมไทยสืบไป นอกจากนี้ เมื่อภายหลังเสร็จสิ้นการถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมถวายเพลคณะพระภิกษุสงฆ์ วัดไตรมิตรฯแล้ว กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ยังได้จัดให้มี ‘โรงทาน’ ขึ้น โดยรวบรวมกว่า 50 บูธร้านอาหารและเครื่องดื่มดัง เพื่อแจกจ่ายอาหาร เครื่องดื่ม สิ่งของอุปโภคบริโภค ให้แก่ผู้คนทั่วไปโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในวันเดียวกัน อีกด้วย หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร และเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ ‘หลวงพ่อทองคำ’พระพุทธรูปทองคำแท้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นับเป็นหนึ่งในศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ภายในวัดยังมีพระมหามณฑปที่สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานหลวงพ่อทองคำให้สมพระเกียรติ แทนพระวิหารเดิม พร้อมทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน 2วโรกาสสำคัญ ได้แก่ การครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (พ.ศ. 2549) และการเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา (พ.ศ. 2550) STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ปวดหลังส่วนล่างปล่อยเรื้อรัง นำไปสู่ ‘กระดูกพรุน’ ก่อนวัย วิจัยชี้ ‘คนไทย’ เสี่ยง นั่งนานเกิน 13 ชม.
โรคกระดูกและข้อ กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้อยู่ในกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุของความพิการอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก ปัจจุบันมีผู้ป่วยกว่า 1.71 พันล้านคนทั่วโลก ขณะที่ ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า ‘คนไทย’ ใช้ชีวิตอยู่ในท่านั่งเฉลี่ยมากถึง 13 ชั่วโมงต่อวัน โดยพฤติกรรม ‘นั่งนาน ยืนนาน ขยับน้อย’ กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้โรคกระดูกและข้อแพร่ระบาดเงียบ ๆ ในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์ออฟฟิศและผู้ที่อยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานต่อเนื่องทุกวัน ด้าน นพ.สมยศ ปิยะวรคุณ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านข้อเข่าและสะโพกเทียม โรงพยาบาลวิมุต กล่าวถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ‘โรคกระดูกและข้อ’ โดยเฉพาะอาการปวดหลังส่วนล่าง ที่เป็นสาเหตุความพิการอันดับหนึ่งในกว่า 160 ประเทศ ไลฟ์สไตล์ที่ขาดการเคลื่อนไหวอย่างเพียงพอส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างของร่างกาย เมื่อร่างกายอยู่ในท่าเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง แรงกดสะสมจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบไหลเวียนเลือดลดลง และเส้นประสาทถูกกดทับ จนเกิดอาการปวดเมื่อยหรือชาที่อาจดูเล็กน้อยในระยะแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ปรับพฤติกรรม อาการเหล่านี้สามารถพัฒนาไปสู่ภาวะข้อเสื่อม หมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือกระดูกพรุนก่อนวัยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทั้งด้านอารมณ์ สมาธิ การทำงาน และความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังเป็นภัยเงียบจากโรคกระดูกและข้อกำลังขยายวงกว้างขึ้นทุกปี ไม่เฉพาะในผู้สูงอายุ แต่ลุกลามสู่วัยอายุน้อยและคนวัยทำงานที่เป็นกำลังหลักของประเทศ “จริง ๆ แล้ว โรคกระดูกและข้อส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุหรืออายุที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก ‘พฤติกรรมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน’ ที่เราทำโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานท่าเดิมนานเกินไป การก้มดูมือถือ การจับเมาส์ต่อเนื่อง หรือแม้แต่การยืนนานเกินควร” ขณะที่ พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อรับแรงกดซ้ำ ๆ จนเกิดการอักเสบ เส้นเอ็นตึง และข้อเริ่มสึกหรอ โดยโรคกระดูกและข้อ ส่วนใหญ่ที่พบบ่อยจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรคกระดูกสันหลัง อาทิ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ,กระดูกสันหลังเสื่อม โรคบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา อาทิ เส้นเอ็นไขว้หน้าหมอนรองเข่าฉีกขาด รวมถึงเส้นเอ็นบริเวณหัวไหล่ฉีกขาด โรคข้อเสื่อม ทั้งข้อเข่าและข้อสะโพก ฟังร่างกายส่งสัญญาณเตือน ด้าน พญ.พิชชาพร เมฆินทรพันธุ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า โรคทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกส่วนใหญ่ ค่อย ๆ พัฒนาอย่างช้า ๆ จากพฤติกรรมที่เราทำซ้ำทุกวัน โดย อาการปวดเล็กน้อยเรื้อรังที่หลายคนมองข้าม จึงอาจเป็น ‘สัญญาณเตือนแรก’ ของความเสื่อมที่เริ่มต้นขึ้น ดังนั้นการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงสิ่งสำคัญมาก เพราะยิ่งดูแลเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาได้ง่าย ฟื้นตัวได้ไว และป้องกันไม่ให้รุนแรงจนกระทบต่อคุณภาพชีวิต “ที่อยากย้ำคือ การมีสุขภาพกล้ามเนื้อกระดูกและข้อที่ดีในระยะยาวต้องมาจาก ‘การคืนสมดุลให้ร่างกาย’ เราควรเริ่มจากการขยับให้ถูกวิธี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อซ้ำๆทุกวัน” ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมจะช่วยกระตุ้นให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงอยู่เสมอ สุขภาพที่ดีไม่ควรเริ่มจากยามป่วย เราควรหันมาเคลื่อนไหวร่างกายและเลิกพฤติกรรมเนือยนิ่ง(sedentary lifestyle) ตั้งแต่วันนี้ พร้อมสังเกตอาการปวดอยู่เสมอเพื่อจะได้เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที โดย โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เปิด ‘ศูนย์กระดูกและข้อ (ViMUT Bone & Joint Center)’ ภายใต้แนวคิด ‘อย่าให้ทุกการเคลื่อนไหวต้องสะดุด’ ย้ำวิสัยทัศน์ในการยกระดับบริการสุขภาพแบบองค์รวมด้วยแนวทาง Comprehensive Bone & Joint Care ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ พร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพเงียบ (Silent Epidemic) ที่กำลังลุกลามในสังคมไทย อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง วิมุต ปรับแข่งขันการรักษา สู่รพ.เอกชนราคาสมเหตุสมผล แผน 3 ปี เติมที่ดินขยายอาคารหลังใหม่ รพ.วิมุต ปรับแผนลงทุนยืดหยุ่น เพิ่ม 275 เตียงขยายคนไข้ต่างชาติ รับศก.ชะลอ-โคเปย์เมนต์ Alternate-X สรุปให้ โรคกระดูกและข้อกำลังกลายเป็นภัยเงียบของคนวัยทำงานทั่วโลก จากพฤติกรรม “นั่งนาน ขยับน้อย” ที่ส่งผลต่อระบบกล้ามเนื้อและโครงสร้างร่างกายอย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มมนุษย์ออฟฟิศ ด้าน โรงพยาบาลวิมุตเปิด ‘ศูนย์กระดูกและข้อ (ViMUT Bone & Joint Center)’ เพื่อให้บริการครบวงจรตั้งแต่ป้องกัน–รักษา–ฟื้นฟู ตอบโจทย์วิกฤตสุขภาพเงียบที่กำลังคุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง
ฟิวเจอร์พาร์ค–สเปลล์ เดินหน้าส่งย่านรังสิตสู่ความยั่งยืน ลดขยะฝังกลบเหลือศูนย์
ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และ สเปลล์ ประกาศแผนสู่ ‘ศูนย์การค้าแห่งความยั่งยืนเต็มรูปแบบ’ เปิดตัว ‘ห้องขยะใหม่’ ลดปริมาณขยะที่ส่งไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ ผ่านโครงการต่างๆ ดร. สุชาย วัชอภัยกุล กรรมการผู้จัดการร่วม-กลุ่มงานบริหารทั่วไป ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เผยว่า ศูนย์การค้าฯ วางแนวทางการดำเนินธุรกิจควบคู่ความยั่งยืนในชุมชนโดยรอบ ในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านโครงการและนวัตกรรมที่ครอบคลุมการลดการใช้ทรัพยากร การคัดแยก การรีไซเคิล ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริง โดยเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งร้านค้า พันธมิตรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ และชุมชนโดยรอบ เพื่อร่วมกันสร้างระบบจัดการขยะที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเปิดตัว ‘ห้องขยะใหม่’ ศูนย์กลางการบริการจัดการขยะครบวงจรจากทุกโซนของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ทั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่ร้านค้าผู้เช่า ส่วนกลาง สำนักงาน และส่วนกิจกรรมต่างๆ โดยใช้หลักการคัดแยกขยะ 5 ประเภทหลัก ได้แก่ ขยะรีไซเคิล (Recyclable Waste) ขยะอินทรีย์หรือขยะเปียก (Organic Waste) ขยะทั่วไป (General Waste) ขยะอันตราย (Hazardous Waste) ขยะติดเชื้อ (Infectious Waste) ดร. สุชาย เสริมว่า ขยะทุกประเภทจะได้รับการจัดเก็บและส่งต่อแบบถูกสุขลักษณะอย่างเป็นระบบ มีการจัดตั้งถังขยะแยกประเภทภายในพื้นที่ส่วนกลางของศูนย์การค้าฯ ให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพื่อส่งต่อไปยังห้องขยะที่ได้จัดตั้งขึ้นบริเวณอาคารจอดรถฟิวเจอร์พาร์ค ชั้น B ฝั่งอีสต์ โดย ขยะอินทรีย์ จะถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ ผ่านโครงการ Green from Waste เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ยคืนสู่ธรรมชาติ โดยร่วมกับบริษัท Oklin ติดตั้งเครื่องย่อยเศษอาหาร (Food Waste Composter) ที่สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้เฉลี่ย 75 กิโลกรัมต่อวัน หรือกว่า 2 ตันต่อเดือน สำหรับปุ๋ยที่ได้จะถูกนำไปใช้บำรุงต้นไม้ภายในพื้นที่ของศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค สเปลล์ และ ฟิวเจอร์ ซิตี้ รวมถึงมอบให้ลูกค้าในกิจกรรมรักษ์โลก ตลอดจนส่งต่อให้ชุมชนรอบข้าง เพื่อสร้างวงจรขยะให้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ เศษอาหารส่วนเกินจากกระบวนการย่อยอย่างถูกวิธีจะถูกนำไปเป็นอาหารปลา คืนคุณค่าให้ระบบนิเวศอย่างสมบูรณ์อีกด้วย ขณะที่ ขยะรีไซเคิล ทางศูนย์ฯ ได้จัด ตลาดนัดรีไซเคิล (Recycle Market) เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน เปิดพื้นที่ให้ร้านค้าภายในศูนย์ฯ นำวัสดุเหลือใช้ที่สามารถใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น กล่องกระดาษ พลาสติก แก้ว หรือโลหะ มาจำหน่ายให้ผู้ประกอบการจากภายนอกรับซื้อโดยตรงทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ สำหรับแนวทางดังกล่าว สามารถช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้กับร้านค้า ลดปริมาณขยะฝังกลบ และเชื่อมโยงภาคธุรกิจเข้ากับการจัดการขยะในระดับชุมชน ตามแนวคิด Circular Economy ให้เกิดขึ้นจริงภายในพื้นที่ศูนย์การค้า ทั้งนี้ในส่วนของขยะทั่วไป ขยะอันตราย และขยะติดเชื้อ จะถูกส่งต่อให้เทศบาลนครรังสิต จัดการอย่างถูกวิธีตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่อไป 4 โครงการเพิ่มมูลค่าขยะ ดร. สุชาย กล่าวทิ้งท้ายว่า ศูนย์ฯ ยังเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมหลากหลายองค์กร เพื่อพัฒนาและต่อยอดระบบการจัดการขยะให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ได้แก่ โครงการ ‘Recycle Bank’ (ธนาคารขยะรีไซเคิลไร้พนักงาน) ร่วมกับ Glean Thailand ผ่านแพลตฟอร์ม Drop & Go ลูกค้าและร้านค้าสามารถนำขยะรีไซเคิลมาหยอดตู้สแกน QR Code เพื่อสะสมแต้มแลกของรางวัล เป็นการกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมรีไซเคิลในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง โครงการ ‘ส่งขยะกลับบ้าน’ และ ‘ส่งขยะกลับบ้านสัญจร’ ร่วมกับ Better World Green เปิดรับบริจาคเสื้อผ้าและผ้าใช้แล้ว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเชิงลึก ผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ (RDF) รวมถึงเปิดรับ ‘ขยะกำพร้า’ เช่น ซองขนม ถุงฟิล์ม หรือถุงรีดอากาศ เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนสามารถนำมาส่งคืนตามรอบที่กำหนด โครงการ ‘สมุด Green Way’ ร่วมกับโทลล์เวย์ นำกระดาษใช้แล้วกลับมาผลิตเป็นสมุดรีไซเคิล มอบให้โรงเรียนและชุมชน เป็นการลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และส่งเสริมแนวคิด Reuse อย่างสร้างสรรค์ โครงการ ‘ทอดไม่ทิ้ง’ ร่วมกับ บมจ.บางจาก รวบรวมน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากร้านค้าภายในศูนย์ฯ ไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (SAF – Sustainable Aviation Fuel) ซึ่งช่วยลดของเสียจากกระบวนการประกอบอาหารและสร้างรายได้กลับคืนให้ผู้ประกอบการ ทั้งนี้จากความร่วมมือในโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จะสะท้อนแนวทาง Circular Economy ที่ครบวงจร เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ร้านค้า ลูกค้า และภาคอุตสาหกรรมรีไซเคิล ให้กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน พร้อมผลักดันให้ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ มุ่งสู่ศูนย์การค้า ESG แห่งอนาคต ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ ทั้งการจัดการขยะ การใช้พลังงานสะอาด และการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน Alternate-X สรุปให้ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เดินหน้าสู่การเป็น ‘ศูนย์การค้าแห่งความยั่งยืนเต็มรูปแบบ’ ด้วยแนวคิด Circular Economy เปิดตัว ‘ห้องขยะใหม่’ สำหรับคัดแยกและจัดการขยะครบวงจรจากทุกโซนในศูนย์ฯ ส่วนขยะอินทรีย์ถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ และ ขยะรีไซเคิลถูกส่งต่อสู่ ‘ตลาดนัดรีไซเคิล’ ลดขยะฝังกลบเหลือศูนย์ พร้อมผนึกพันธมิตรสิ่งแวดล้อมใน 4 โครงการเพิ่มมูลค่าขยะ เช่น Recycle Bank และ SAF น้ำมันชีวภาพจากน้ำมันใช้แล้ว ทุกขั้นตอนเชื่อมโยงภาคธุรกิจ–ชุมชนให้เกิดวงจรสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับสู่ศูนย์การค้า ESG แห่งอนาคต ที่ดูแลโลกและชุมชนไปพร้อมกัน
หลังปรับโครงสร้างใหม่ ‘แอร์เอเชีย’ มุ่งสู่สายการบินโลว์คอสต์ลำตัวแคบรายแรกในโลก
แคปปิตอล เอ ใช้เวลา6 ปีหลังสิ้นสุดโควิด ปรับโครงสร้างสมบูรณ์แบบรวมกลุ่มธุรกิจ ‘แอร์เอเชีย’ เทคออฟสู่อุตฯการบินท่องเที่ยวดิจิทัล 5 ประเภทมาครบทั้งสายการบิน-แอปจองท่องเที่ยว-อาหาร แคปปิตอล เอ ประกาศปรับโครงสร้างเดินทางมาถึงช่วงสุดท้าย พร้อมเดินหน้าสู่ก้าวต่อไป ดำเนินการครบทุกเงื่อนไขสำหรับการขายธุรกิจสายการบินแล้ว คาดว่าการดำเนินการจะเสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้น แคปปิตอล เอ เตรียมยื่นขอเพิกถอนสถานะ PN17 (Practice Note 17-ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่ใช้ในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศมาเลเซีย (Bursa Malaysia)) ภายในสิ้นปี ซึ่งจะเป็นการปิดฉากบทสุดท้ายของการปรับโครงสร้างที่ยาวนานเกือบ 6 ปีนับตั้งแต่สถานการณ์โควิด โดย ภายหลังการดำเนินการเสร็จสิ้น จะเกิดบริษัทสองกลุ่มที่มีความชัดเจน คือ กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียที่รวมเป็นหนึ่งเดียว กับกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและดิจิทัลของแคปปิตอล เอ ขณะที่ ‘โทนี่ เฟอร์นันเดส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแคปปิตอล เอ (Capital A Berhad หรือ ‘แคปปิตอล เอ’) บริษัทแม่กลุ่มธุรกิจสายการบินแอร์เอเชีย กล่าวว่า แคปปิตอล เอ ได้ดำเนินการครบถ้วนตามเงื่อนไขทั้งหมดสำหรับการขายธุรกิจสายการบินให้แก่บริษัท แอร์เอเชีย เอ็กซ์ จำกัด (AirAsia X Berhad หรือ ‘แอร์เอเชีย เอ็กซ์’) โดย ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็น ‘บทสรุปสุดท้าย’ ของการรวมธุรกิจสายการบินทั้งหมดภายใต้กลุ่มสายการบินเดียว และเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘การเดินทางครั้งใหม่’ ของแคปปิตอล เอ ในฐานะกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและดิจิทัลแบบครบวงจร การบรรลุเป้าหมายสำคัญนี้เกิดขึ้นหลังจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกประการ ทั้งการได้รับหนังสือยินยอมจากผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด และหนังสือรับรองการเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) มูลค่า 1,000 ล้านริงกิตให้แก่แอร์เอเชีย เอ็กซ์ อีกทั้งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการขอผ่อนผันข้อกำหนดด้านกฏระเบียบจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยแล้ว หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าดำเนินการในขั้นตอนที่เหลือ ได้แก่ การลดทุนและจัดสรรหุ้น (Capital Reduction and Distribution) ของแคปปิตอล เอ การออกและจดทะเบียนหุ้นของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ขั้นตอนทางกฎหมายอื่น ๆ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ และจะตามมาด้วยการยื่นคำขอเพิกถอนสถานะ PN17 ในเดือนเดียวกัน “วันนี้ถือเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม เพราะเราสามารถประกาศได้อย่างเป็นทางการว่าสัญญาทั้งหมดได้ผ่านเงื่อนไขครบถ้วน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้ฝ่าฟันอุปสรรคและการอนุมัติต่าง ๆ เพื่อให้ข้อตกลงนี้สำเร็จลุล่วง” เฟอร์นันเดส กล่าวอีกว่า “เรากำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเดินทางที่ยาวนาน พร้อมกลับมาอย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม ด้วยกลุ่มสายการบินที่มั่นคง และบริษัทในเครือใหม่ทั้ง 5 แห่งภายใต้แคปปิตอล เอ” พร้อมเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ด้วยบริษัท 2 กลุ่มที่มีความชัดเจน คือ กลุ่มสายการบินภายใต้ชื่อแอร์เอเชีย กรุ๊ป ที่รวมสายการบินแอร์เอเชียทั้ง 7 สาย (ทั้งเส้นทางระยะกลางและระยะสั้น) ให้ทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายเดียวทั่วภูมิภาค กลุ่มแคปปิตอล เอ ที่มุ่งเน้นการขยายธุรกิจ 5 ประเภทในกลุ่มท่องเที่ยวและดิจิทัลที่มีศักยภาพการเติบโตสูง “ผมขอขอบคุณ Allstars ทุกคนที่ไม่ยอมแพ้ และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่คอยสนับสนุนเรา ให้สามารถพลิกฟื้นกลับมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากคือบทพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นและวินัยย่อมนำไปสู่เป้าหมายเสมอ” ทั้งนี้ เมื่อการรวมธุรกิจสายการบินแล้วเสร็จ ‘แอร์เอเชีย กรุ๊ป’ จะดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์ที่มุ่งสร้าง “เมกา ฮับ” หลายแห่งทั่วภูมิภาค แทนการพึ่งพาตลาดหลักเพียงแห่งเดียว พร้อมตั้งเป้าที่จะเป็น ‘สายการบินเครือข่ายราคาประหยัดเครื่องบินลำตัวแคบรายแรกของโลก’ ซึ่งจะช่วยขยายเครือข่ายการบินให้กับผู้โดยสาร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เครื่องบิน ลดต้นทุนต่อหน่วย และสร้างโอกาสในการเติบโต ผ่านการใช้เครื่องบินรุ่นแอร์บัส A321neo และ A321XLR ที่มีพิสัยบินไกลมากขึ้น ในขณะเดียวกัน บริษัทในเครืออีก 5 แห่งของแคปปิตอล เอ ถือเป็น ‘ก้าวต่อไป’ ของการเติบโต นอกเหนือจากธุรกิจการบิน ได้แก่ ADE (ธุรกิจวิศวกรรมและซ่อมบำรุงอากาศยาน) Teleport (ธุรกิจโลจิสติกส์) AirAsia MOVE (แพลตฟอร์มท่องเที่ยวดิจิทัล) Santan (ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) (ธุรกิจการให้สิทธิ์ใช้แบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญา) ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น AirAsia NEXT โดยทั้ง 5 ธุรกิจนี้มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตน และสร้างนิยามใหม่ให้กับภูมิทัศน์ธุรกิจในอาเซียน เช่นเดียวกับที่แอร์เอเชียเคยปฏิวัติวงการการบินในภูมิภาคนี้ ขณะที่ ธุรกิจเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของข้อมูล เทคโนโลยี และฐานผู้ใช้งานของแคปปิตอล เอ เพื่อสร้างโอกาสอย่างเต็มที่ ด้วยกลุ่มผู้บริหารและความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม แคปปิตอล เอ มุ่งมั่นที่จะต่อยอดธุรกิจทั้ง 5 นี้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ประกาศครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการปรับโครงสร้างของบริษัทได้เข้าสู่ ‘บทสุดท้าย’ และแคปปิตอล เอ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับ ‘การเดินทางครั้งใหม่’ หลังการเพิกถอนสถานะ PN17 อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง แอร์เอเชีย ทำดีลกว่า 4 แสนล. สั่ง A321XLR ลำตัวแคบแต่บินไกล บริการรายแรกในกลุ่มโลว์คอสต์ฯ Alternate-X สรุปให้ แคปปิตอล เอ (Capital A) เดินหน้าปิดฉากการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ยาวนาน 6 ปี หลังวิกฤตโควิด ประกาศขายธุรกิจสายการบินทั้งหมดให้ AirAsia X เสร็จสิ้นภายในธันวาคมนี้ พร้อมยื่นเพิกถอนสถานะ PN17 และแบ่งบริษัทออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ‘แอร์เอเชีย กรุ๊ป’ สายการบินเครือข่ายราคาประหยัดลำตัวแคบรายแรกของโลก และ ‘แคปปิตอล เอ’ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและดิจิทัลครบวงจร 5 แขนง
กานดา พร็อพเพอร์ตี้ ขายไอเดีย ‘ซื้อบ้านแก้หนี้’ ปลดล็อคกู้ไม่ผ่าน-หนี้เก่ารถ-บัตรเครดิต
‘กานดา พร็อพเพอร์ตี้’ ชงแนวคิด ‘ซื้อบ้านแก้หนี้’ เพิ่งแรงซื้อคนอยากมีบ้านแต่ติดปัญหาแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ มองอสังหาฯปี69 ยังท้าทายเหมือนเดิม ห่วงเศรษฐกิจไทย ‘สุญญากาศ’ หัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าทิศทางตลาดอสังหาฯ ในปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาหลายเดือน ส่งผลให้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะ ‘สุญญากาศ’ ขาดความชัดเจนด้านนโยบาย ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศจะได้รับผลกระทบจากนโยบายตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มมีผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2569 โดยเฉพาะต่อภาคการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งนี้แม้จะมีสัญญาณของดอกเบี้ยขาลง การชะลอการเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ และการขยายมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องถึงกลางปี แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง ยกเว้นรัฐบาลใหม่จะใช้ยาแรงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวบเงินกู้บ้านผ่อนหนี้เดิม ทั้งนี้ ‘หัสกร’ ยังเสนอแนวคิดเชิงนโยบาย ‘ซื้อบ้านแก้หนี้’ ต่อภาครัฐ เพื่อช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือน และกระตุ้นการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคที่มีศักยภาพ โดยชี้ว่าลูกค้าจำนวนไม่น้อยแม้จะมีรายได้เพียงพอต่อการกู้ซื้อบ้าน แต่ติดปัญหาหนี้เดิม เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้เช่าซื้อรถยนต์ ที่เป็นอุปสรรคต่อการอนุมัติสินเชื่อบ้าน ขณะที่ แนวทางที่เสนอ คือ ในกรณีที่ลูกค้ามีศักยภาพเพียงพอหรือสามารถกู้ได้เกินกว่าวงเงินที่ยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังควรหาแนวทางผ่อนปรนเงื่อนไขให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้ โดยรวมภาระหนี้เดิมเข้ากับสินเชื่อบ้านได้ ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าต้องการกู้เงินซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท แต่เนื่องจากลูกค้ามีภาระหนี้บัตรเครดิตอยู่ประมาณ 150,000 บาท จึงไม่สามารถกู้สินเชื่อบ้านได้ อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าสามารถปิดภาระหนี้บัตรเครดิตจำนวน 150,000 บาท โดยการรวมหนี้นั้นกับวงเงินสินเชื่อบ้านก็จะสามารถขอกู้ได้ เพราะจากรายได้ที่มีอยู่ลูกค้าสามารถขอกู้ได้สูงสุด 2.5 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งวงเงินกู้บ้านและยอดหนี้บัตรเครดิตเดิมได้ ขณะที่ การปล่อยกู้โดยรวมหนี้บัตรเครดิตเข้ากับสินเชื่อบ้านได้ จะก่อให้เกิดผลดีทั้งต่อผู้ซื้อบ้าน ธนาคาร และเศรษฐกิจโดยรวม โดยที่กระทรวงการคลังไม่จำเป็นต้องนำเงินมาอัดฉีดให้กับแนวทางที่นำเสนอนี้ และนอกจากจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและการผ่อนชำระของประชาชนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดอสังหาฯ ลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ลดอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย (NPL) และเป็นการเปลี่ยนหนี้ที่ไม่มีทรัพย์สินหนุนหลังให้กลายเป็นหนี้บ้านที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงระบบการเงินได้ในระยะยาว โฟกัสตลาดกำลังซื้อแข็งแรง หัสกร กล่าวต่อถึงแนวทางบริษัท จะดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังเน้นตลาดที่ยังมีกำลังซื้อที่แข็งแรง โดยในเดือนธันวาคม ปี 2568 นี้ บริษัทเตรียมซอฟต์ โอเพนนิ่ง (Soft Opening) โครงการ ParQ Villa เชิงทะเล ภูเก็ต โครงการพูล วิลล่า สไตล์ Modern Contemporary จำนวน 22 หลัง พร้อมสวนขนาดใหญ่เนื้อที่ 4-5 ไร่ จับกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ในไตรมาสแรกปี 2569 นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ I-Leaf Privé บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมสไตล์ Contemporary Resort ที่เน้นความเป็นส่วนตัว โดยเตรียมเปิด 3 ทำเล ได้แก่ ภูเก็ต ลำลูกกา และพระราม 2 ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2569 เป็นต้นไป สำหรับภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ว่า ตลาดโดยรวมยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะในไตรมาสแรกที่ตลาดชะลอตัวจากความไม่ชัดเจนของนโยบายรัฐในการต่อมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ จากนั้น ตลาดฯเริ่มฟื้นในไตรมาส 2 และ 3 จากแรงหนุนของมาตราการที่รัฐต่ออายุให้ทั้งเรื่องของการลดค่าธรรมเนียมโอนและการจดจำนอง รวมถึงการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การสินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่สามารถกู้ได้เต็ม 100% ซึ่งช่วยกระตุ้นตลาดได้ดีในระดับหนึ่ง “ภาพรวมใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 ก็ยังไม่ดีเท่ากับ 3 ไตรมาสแรกของปี 2567 จากปัญหาหลักคือ สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างมาก” หัสกร กล่าวต่อ สำหรับในไตรมาสที่ 4 คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า และถือเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ประกอบการต่างเร่งปิดยอดขาย ตลาดจะมีความคึกคักยิ่งขึ้นจากโปรโมชั่นต่างๆ โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคา เพื่อผลักดันยอดขายในช่วงสุดท้ายของปี โดย บริษัทฯเปิดตัวแคมเปญใหญ่แห่งปี I-Leaf Unlock Your New Home จ่าย 0 บาท อยู่ฟรี 2 ปี* ในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-2 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อลดภาระให้กับผู้ซื้อบ้านพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ ‘ไอลีฟ’ สำหรับแคมเปญฯ ยังให้อยู่ฟรีสูงสุด 2 ปี โดยไม่ต้องผ่อน ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องมีเงินก้อน พร้อมส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท รับทองคำแท่งสูงสุด 5 บาท และรับสิทธิ์ลุ้น iPhone 17 Pro Max ฟรีค่าใช้จ่ายวันโอน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ โซลาร์เซลล์ เป็นต้น ส่วนโครงการที่นำมาร่วมแคมเปญ I-Leaf Unlock Your New Home จ่าย 0 บาท อยู่ฟรี 2 ปี* ในครั้งนี้มีทั้ง บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์ 4 ห้องนอน 3-4 ห้องน้ำ จอดรถได้ 2-3 คัน ราคาเริ่มต้นเพียง 1.89-7.59 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ ไอลีฟ ไพร์ม ประชาอุทิศ 90 ไอลีฟ ไพร์ม 2 ประชาอุทิศ 90 ไอลีฟ ไพร์ม เศรษฐกิจ-บางปลา ไอลีฟ ทาวน์ เศรษฐกิจ-บางปลา ไอลีฟ ไพร์ม วงแหวน-รังสิตคลอง 4 ไอลีฟ พราวด์ วงแหวน-รังสิตคลอง 4 ไอลีฟ พาร์ค เทพารักษ์-บางบ่อ ไอลีฟ ทาวน์ เทพารักษ์-บางบ่อ นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่บริษัทช่วยผ่อน ได้แก่ ไอลีฟ ไพร์ม 2 พระราม 2 กม.14 ไอลีฟ พราวด์ พระราม2 กม.14 ไอลีฟ บิส พระราม 2 กม.14 ไอลีฟ ไพร์ม รามอินทรา-คู้บอน ไอลีฟ ไพร์ม ลำลูกกา-คลอง2ฃ ไอลีฟ ทาวน์ ราชพฤกษ์-กาญจนาฯ ไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ไอลีฟ ไพร์ม 2 (ถลาง) ภูเก็ต นอกจากนี้ การออกแบบบ้านในทุกโครงการของบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับแนวคิด 5 Kanda Concept ได้แก่ Eco Smart ออกแบบและเลือกใช้วัสดุ เพื่อลดการใช้พลังงาน Easy Maintenance ออกแบบบ้าน ให้ง่ายต่อการซ่อมบำรุงในอนาคต เลือกใช้วัสดุทนทาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Multi Generation ออกแบบให้มีห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงอายุ เลี้ยงเด็กเล็ก หรือการใช้ประโยชน์อื่นๆ Space Matter ให้ความสำคัญกับการออกแบบทุกพื้นที่ใช้สอย ต่อเติมพื้นที่ซักล้างหลังบ้านไว้ให้สำหรับบ้านทุกแบบ Flood Protection จัดทำระบบป้องกันอุทกภัย สำหรับ “แคมเปญ I-Leaf Unlock Your New Home จ่าย 0 บาท อยู่ฟรี 2 ปี* จะช่วยแก้ Pain Point ให้กับผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่ยังมีความกังวลในเรื่องของภาระการผ่อน โดยทางบริษัทจะช่วยแบ่งเบาภาระการผ่อนให้กับผู้ซื้อเป็นเวลา 2 ปี และมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี “บริษัทตั้งเป้ายอดขายจากแคมเปญดังกล่าวในงานมหกรรมบ้านและคอนโดไว้ที่ 100 ล้านบาท และอีก 500 ล้านบาท ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม รวมยอดขายไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท” Alternate-X สรุปให้ ‘กานดา พร็อพเพอร์ตี้’ มองตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ ‘สุญญากาศ’ และความไม่ชัดเจนนโยบายรัฐใหม่ พร้อมเสนอแนวคิด ‘ซื้อบ้านแก้หนี้’ ให้ภาครัฐพิจารณา รวมหนี้บัตรเครดิตเข้ากับสินเชื่อบ้าน ช่วยลดภาระหนี้ครัวเรือน กระตุ้นตลาด โดยไม่ต้องใช้งบอัดฉีดจากภาครัฐ และใช้กลยุทธ์ระมัดระวัง เน้นลูกค้ากำลังซื้อแข็งแรง พร้อมเปิดโครงการใหม่ในหลายทำเล จัดแคมเปญ “I-Leaf Unlock Your New Home” จ่าย 0 บาท อยู่ฟรี 2 ปี ตั้งเป้ายอดขายรวม 600 ล้านบาท
รู้จัก 4 บทบาทต่างประเทศ หน่วยงานประกันเงินฝาก เสริมความมั่นใจระบบการเงินโลก
4 บทบาทหน่วยงานประกันเงินฝากต่างประเทศ เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน ระบบสถาบันการเงิน (สง.) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านการให้บริการทางการเงินหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการได้รับเงินจากบริษัทต่าง ๆ และประชาชน ในรูปแบบของการรับฝากเงิน การดูแลเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินเพื่อป้องกันไม่ให้ประสบปัญหาที่อาจลุกลามไปสู่ระบบเศรษฐกิจและกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงได้นำระบบตาข่ายความมั่นคงทางการเงิน (Financial Safety-Net: FSN) เข้ามาช่วยในการสร้างเสริมเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน โดยแนวคิดของ FSN จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย ธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล สง. หน่วยงานแก้ไขปัญหา สง. หน่วยงานประกันเงินฝาก (หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่าหน่วยงานคุ้มครองเงินฝาก) และกระทรวงการคลัง ซึ่งครอบคลุมบทบาทหน้าที่ตั้งแต่ การกำกับดูแล สง. ซึ่งเป็นกลไกด่านแรกสุดในการดูแลความมั่นคงของ สง. การมีแหล่งกู้ยืมสุดท้าย (Lender of Last Resort) เมื่อ สง. ประสบปัญหาสภาพคล่องและไม่สามารถกู้ยืมจากแหล่งเงินอื่นได้ การแก้ไขปัญหา สง. ที่ประสบปัญหา เพื่อให้ สง. สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติ หรือหากจะต้องปิดกิจการ จะต้องทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าขั้นตอนการปิดกิจการจะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่กระทบไปยัง สง. อื่น การประกันหรือการคุ้มครองเงินฝาก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าหาก สง. ประสบปัญหาจนถึงขั้นปิดกิจการ ประชาชนในฐานะผู้ฝากเงินจะยังสามารถได้รับเงินคืน ทำให้ไม่ตื่นตระหนกแห่ถอนเงินจนเกิดเป็นปัญหาลุกลาม โดยเฉพาะหน่วยงานประกันเงินฝากในปัจจุบัน นอกจากที่มีหน้าที่หลักในการจ่ายเงินคืนแก่ผู้ฝากในกรณีที่ สง. ปิดกิจการแล้ว ในหลายประเทศยังได้ปรับบทบาทของหน่วยงานนี้ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินมากขึ้น ทั้งเพื่อจำกัดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบโดยรวม และเพื่อให้สามารถรับมือกับวิกฤตการเงินที่ซับซ้อนและรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ในปี 2566 ที่ผ่านมา ระบบการเงินโลกเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ จากปัญหา สง. ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกรณีปัญหาของ Silicon Valley Bank (SVB) ส่งผลให้ภาครัฐ โดยเฉพาะสถาบันประกันเงินฝากสหรัฐอเมริกา เข้าไปแก้ไขปัญหา เพื่อไม่ให้เกิด ‘โดมิโนเอฟเฟกต์ (Domino effect)’ ที่อาจลุกลามไปยังสถาบันการเงินอื่น ๆ หรือแม้แต่ระบบการเงินระหว่างประเทศ ในกระบวนการนี้ หน่วยงานประกันเงินฝากมีบทบาทแตกต่างกันไปตามโครงสร้างกฎหมายและนโยบายของแต่ละประเทศ ในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานประกัน อย่างสถาบันประกันเงินฝากสหรัฐอเมริกา (Federal Deposit Insurance Corporation : FDIC) ทำหน้าที่แก้ไขปัญหา สง. โดยมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา สง. ได้แก่ การแปลงหนี้เป็นทุน (Bail-in) กรณีเกิดวิกฤต Systemic การขายและโอนสินทรัพย์ไปยัง สง. อื่น (Purchase and Assumption: P&A การจัดตั้งธนาคารเฉพาะกิจชั่วคราว (Bridge Bank) การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากและการชำระบัญชี โดย FDIC จะเลือกวิธีการแก้ไขปัญหา สง. ที่ใช้ต้นทุนต่ำสุด (Least Cost) โดยเครื่องมือหลักที่ FDIC ใช้ในการแก้ไขปัญหา สง. จะเลือกใช้การขายและโอนสินทรัพย์ไปยัง สง. อื่น (P&A) เป็นหลัก โดยใช้แหล่งเงินจากกองทุนของหน่วยงาน (Deposit Insurance Fund) ซึ่งได้จากเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิก อย่างไรก็ดี หากปัญหาที่เกิดขึ้นลุกลามจนอาจกระทบต่อระบบจนเกิดวิกฤต (Systemic) FDIC สามารถดำเนินมาตรการพิเศษ (Systemic Risk Exception) ที่เหมาะสม แม้ว่าจะไม่ใช่วิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุดในการแก้ไขปัญหา สง. เพื่อเสริมสร้างความเชี่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงิน ป้องกันการเกิดปัญหาลุกลามเป็นวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจ ขณะที่ อินโดนีเซีย สถาบันประกันเงินฝากอินโดนีเซีย (Indonesia Deposit Insurance Corporation: IDIC) ก็มีบทบาทที่กว้างขวางมากเช่นกัน โดยนอกจากจะจ่ายเงินคืนผู้ฝากแล้ว ยังสามารถเข้าไปสนับสนุนการฟื้นฟูธนาคารด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การให้ความช่วยเหลือทางด้านเงินทุนชั่วคราวแก่ สง. ที่ประสบปัญหา การโอนทรัพย์สินและหนี้สินให้แก่ Bridge Bank การแปลงหนี้เป็นทุน การควบรวม สง. ที่ประสบปัญหา การให้กู้ยืมเงินหรือรับประกันหนี้ของ สง. ที่มีปัญหา การปรับโครงสร้างหนี้สินและทรัพย์สินของ สง. และการบังคับให้ผู้ถือหุ้นรับส่วนสูญเสีย การจ่ายเงินให้แก่ผู้ฝากและการชำระบัญชี สำหรับแหล่งเงินที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา สง. IDIC แบ่งแยกเงินกองทุนเป็น 2 ส่วน คือ Deposit Insurance Fund และ Banking Restructuring Program Fund (BRP) ซึ่งทั้ง 2 กองทุนจะมีวัตถุประสงค์การใช้ที่แตกต่างกัน โดย Deposit Insurance Fund มีวัตถุประสงค์การใช้สำหรับแก้ไขปัญหา สง. ในกรณีทั่วไป ขณะที่ BRP มีวัตถุประสงค์การใช้เพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤต สง. ที่อาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ในสหราชอาณาจักร จะมีสถาบันประกันเงินฝากสหราชอาณาจักร (Financial Services Compensation Scheme: FSCS) มีบทบาทหน้าที่ในการประกันเงินฝากเท่านั้น ส่วนหน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหา สง. คือ ธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England: BoE) โดยมี Prudential Regulation Authority (PRA) เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ธนาคารกลาง ทำหน้าที่พิจารณาว่า สง. ที่กำลังประสบปัญหา (Going concern) จะต้องถูกสั่งปิดกิจการและดำเนินการแก้ไขปัญหา สง. หรือไม่ และมีหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหา สง. ทั้งนี้ มีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา สง. ได้แก่ การแปลงหนี้เป็นทุน การขายทรัพย์สินหรือหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนให้เอกชน (P&A) การขายทรัพย์สินหรือหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนให้ Bridge Bank การขายทรัพย์สินหรือหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนให้ Asset Management Vehicle การให้กระทรวงการคลังเข้าถือหุ้นใน สง. ที่มีปัญหาชั่วคราว ทั้งนี้ ทางการจะใช้อำนาจเข้าแทรกแซงเพื่อแก้ไขปัญหา สง. ได้ก็ต่อเมื่อ BoE พิจารณาแล้วว่าการเข้าแทรกแซงดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ซึ่งหากประเมินแล้วไม่เข้าข่ายเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สง. จะเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ทั้งนี้ FSCS ในอนาคต กำลังจะมีบทบาทร่วมในการจัดหาเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหา สง. โดยกำลังอยู่ในระหว่างการปรับปรุงกฎหมายเพื่อขยายบทบาทให้สามารถสนับสนุนกระบวนการแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น Alternate-X สรุปให้ ระบบสถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลามในระบบการเงิน หลายประเทศจึงใช้ระบบ “ตาข่ายความมั่นคงทางการเงิน” (FSN) เพื่อประสานการทำงานของธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับ และสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ปัจจุบันบทบาทของหน่วยงานคุ้มครองเงินฝากในต่างประเทศขยายจากเดิมที่เน้นการจ่ายเงินคืนผู้ฝาก สู่การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเชิงรุก เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
กายภาพบำบัด ใกล้ฉัน ปรับ 17 คลับเฮ้าส์ เป็นศูนย์สุขภาพฯ แผนพร็อพเพอร์ตี้ ทำอสังหาฯ ยุคใหม่
พร็อพเพอร์ตี้ฯ ดึงโรงพยาบาลโดยรอบ 17 โครงการ ร่วมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ปรับ ‘คลับ เฮ้าส์’ เป็นศูนย์สุขภาพฯ รับอนาคตเทรนด์อยู่อาศัย วสันต์ ศรีรัตนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาธุรกิจ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมใช้งบประมาณรวม 150 ล้านบาทปรับปรุงคลับเฮ้าส์ใน 17 โครงการ เพื่อยกระดับการให้บริการคลับเฮ้าส์ จากพื้นที่ออกกำลังกายทั่วไป สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและไลฟ์สไตล์ และสร้างพื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่ สำหรับแผนงานดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างครบวงจรของสมาชิกโครงการของบริษัทที่มีรวมกว่า 40,000 ครอบครัว ด้วยเห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายใจและการใช้ชีวิตสมดุล ขณะที่ ‘คลับ เฮ้าส์’ โฉมใหม่ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ทั้ง 17 แห่ง จะถูกปรับให้เป็น ‘Health & Lifestyle Club’ โดยผสานบริการด้านสุขภาพ และความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการร่วมมือกับโรงพยาบาลใกล้เคียงและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพชั้นนำ นำบริการด้านส่งเสริมสุขภาพเข้ามาให้บริการในพื้นที่ เช่น โปรแกรมกายภาพบำบัด คลินิกสุขภาพเบื้องต้น และโซน Longevity ห้องเกลือบำบัด (Salt Therapy) อ่างแช่น้ำแข็งฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย (Ice Bath) บริการควบคู่การปรับฟิตเนส ห้องออกกำลังกาย คลาสออกกำลังกายให้ทันสมัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับสมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัว รวมถึงแผนเพิ่มบริการด้านไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกในโครงการได้รับความสะดวกสบายที่ครบจบภายในโครงการ เช่น จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ร้านสะดวกซัก 24 ชั่วโมง ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ หรือ คาเฟ่สุขภาพ โดยในปี 2569 บริษัทจะเริ่มการปรับปรุงคลับเฮ้าส์ระยะแรก จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ โครงการสุขุมวิท 77- สุวรรณภูมิ โครงการแจ้งวัฒนะ (ถนนหอการค้าไทย) เพอร์เฟค มาสเตอร์พีช กรุงเทพกรีฑา เมโทร พาร์ค สาทร เพอร์เฟค เพลส รามคำแหง-สุวรรณภูมิ เพอร์เฟค เพลส รัตนาธิเบศร์(2) เพอร์เฟค เพลส รังสิต ทางด่วนบางพูน จากนั้นในปี 2570 จะดำเนินการปรับปรุงคลับเฮ้าส์อีก 10 แห่ง ได้แก่ เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ รัตนาธิเบศร์ เลค รีสอร์ท รังสิต พอร์เฟค มาสเตอร์พีซ พระราม 9 เพอร์เฟค มาสเตอร์พีซ ราชพฤกษ์ เพอร์เฟค เพลส วงแหวน-รามคำแหง(2) เพอร์เฟค พาร์ค สุวรรณภูมิ เพอร์เฟค พาร์ค พระราม 5-บางใหญ่ เพอร์เฟค พาร์ค บางบัวทอง เพอร์เฟค เพลส รามอินทรา-วงแหวน มณีรินทร์ เลค & พาร์ค ติวานนท์-วงแหวน สำหรับ การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมแห่งความสุขและยกระดับคุณภาพชีวิตไปควบคู่กัน โดยบริษัทจึงมุ่งสร้างพื้นที่ที่ให้ประสบการณ์ครบวงจร ทั้งออกกำลังกาย ผ่อนคลาย และสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพ การยกระดับบริการของคลับเฮ้าส์ยังจะช่วยเพิ่มความพึงพอใจและอัตราการใช้บริการของลูกบ้าน และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการได้อีกทางหนึ่ง Alternate-X สรุปให้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ปรับยุทธศาสตร์รับอสังหาฯอนาคต ทุ่มงบกว่า 150 ล้านบาท ปรับโฉม ‘คลับ เฮ้าส์’ 17 โครงการ สู่ ศูนย์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ครบวงจร (Health & Lifestyle Club) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพกาย–ใจ ร่วมมือกับโรงพยาบาลและผู้เชี่ยวชาญสุขภาพชั้นนำ ยกระดับบริการจากพื้นที่ออกกำลังกายทั่วไป สู่พื้นที่ดูแลสุขภาพเชิงรุกและฟื้นฟู เช่น ฟิตเนส คลินิกสุขภาพ ห้องเกลือบำบัด และ Ice Bath เพิ่มฟังก์ชันไลฟ์สไตล์ในโครงการ เช่น จุดชาร์จรถ EV คาเฟ่สุขภาพ ร้านสะดวกซื้อ และกิจกรรมสำหรับทุกวัย เป็นกลยุทธ์สร้างภาพจำใหม่ สร้างคอมมูนิตี้สุขภาพ พร้อมเพิ่มมูลค่าโครงการระยะยาว
วิมุต ปรับแข่งขันการรักษา สู่รพ.เอกชนราคาสมเหตุสมผล แผน 3 ปี เติมที่ดินขยายอาคารหลังใหม่
รพ.วิมุต ย้ำภาพโรงพยาบาลเอกชน ‘Affordable’ เข้าถึงคนไข้ทุกเจนฯ ด้วยศูนย์แพทย์เฉพาะทาง เปิดอีก ‘ศูนย์กระดูกและข้อ’ โรคยอดฮิต 1ใน 3 คนทำงานรุ่นใหม่ ตั้งรับอนาคตไทยขยายสังคมสูงวัยเต็มตัว นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กลุ่มวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด ในเครือพฤกษ กล่าวว่าโรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการมากว่า 3 ปีในปัจจุบัน โดยใช้ตำแหน่งทางการตลาด (Positioning Brand) โรงพยาบาลเอกชนราคาสมเหตุสมผล (Affordable) ที่คนไข้เข้าถึงได้ ด้วยจุดเด่นเทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลรักษา “วิมุต ไม่ได้วางภาพลักษณ์การเป็นโรงพยาบาลระดับลักซูรี่ แต่จะเป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญการดูแลรักษาโรคต่างๆ ผ่านศูนย์เฉพาะทาง” โดยโรงพยาบาลวิมุต เป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาด 250 เตียง เปิดให้บริการ 21 ศูนย์เฉพาะทาง ด้วยทีมแพทย์ประจำ (Full Time) 40 คน และ ทีมแพทย์นอกเวลา (Part Time) ราว 200 คน ปัจจุบันมีกลุ่มคนไข้เข้ารับบริการเป็นคนไทยสัดส่วน ราว 90% และอีก 10% เป็นชาวต่างชาติ ในกลุ่มหลัก ประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม) กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และจีน นอกจากนี้ กลุ่มวิมุต โฮลดิ้ง ยังอยู่ระหว่างสรุปแผนขยายการลงทุนในอีก 2-3 ปีหน้า โดยใช้ที่ดินของตัวเองในพื้นที่บริเวณโดยรอบโรงพยาลวิมุตทำเลปัจจุบัน ก่อสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อรองรับการเข้ารับบริการคนไข้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต ล่าสุด บริษัทเปิดตัว ‘ศูนย์กระดูกและข้อ’ (ViMUT Bone&Joint Center) ย้ำวิสัยทัศน์การยกระดับบริการสุขภาพแบบองค์รวมด้วยแนวทาง Comprehensive Bone & Joint Care ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน วินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู จากปัจจุบันเป็น 1ใน 3 กลุ่มโรคภายในศูนย์เฉพาะทาง ประกอบด้วย 1.กลุ่มกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 2. โรคหัวใจ และ3.โรคกระดูกและข้อ ที่พบว่าคนไทยเข้ามารับการรักษาจำนวนมากที่สุด “แผนงานทางการแพทย์โรงพยาบาลวิมุต ยังสอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของสูงคมสูงวัยในไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจำนวนมากในอนาคตด้วย” สำหรับปี 2568 โรงพยาบาลวิมุต วางเป้าหมายรายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปี 2567 อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง รพ.วิมุต ปรับแผนลงทุนยืดหยุ่น เพิ่ม 275 เตียงขยายคนไข้ต่างชาติ รับศก.ชะลอ-โคเปย์เมนต์ Alternate-X สรุปให้ โรงพยาบาลวิมุต วางตำแหน่งแบรนด์ ‘Affordable Hospital’ เข้าถึงได้ในราคาสมเหตุสมผล พร้อมขยายบริการศูนย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น ล่าสุดเปิด “ศูนย์กระดูกและข้อ” (ViMUT Bone & Joint Center) รองรับโรคยอดฮิตของคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ มีทีมแพทย์เฉพาะทางครบทั้ง Full Time และ Part Time รวมกว่า 240 คน ให้บริการครอบคลุมทุกด้านสุขภาพ เตรียมแผนขยายอาคารหลังใหม่ในอีก 2-3 ปี เพื่อรองรับผู้ป่วยเพิ่มขึ้น เป้ารายได้ปี 2568 อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 25% เดินหน้าสู่ภาพลักษณ์โรงพยาบาลเอกชนเพื่อคนทุกเจเนอเรชัน
นิปปอนเพนต์ เติมพลังชีวิต 8 ย่าน’ลิตเติล อินเดีย’ฟื้นเศรษกิจชุมชนในงาน’เทศกาลดีวาลี’
‘ดีวาลี’ (Diwali) หรือชื่อเต็มว่า ‘ทีปาวลี’ (Deepavali) มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘แถวของแสงไฟ’ เป็นเทศกาลสำคัญของชาว ศาสนาฮินดู เชน และซิกข์ ที่เฉลิมฉลอง ‘ชัยชนะของความดีเหนือความชั่ว” และ “แสงสว่างเหนือความมืด” ตามตำนานของศาสนาฮินดู ดีวาลีเป็นการเฉลิมฉลอง การเสด็จกลับสู่กรุงอโยธยา ของ พระรามและพระนางสีดา หลังจากทรงปราบ ทศกัณฐ์ และสิ้นสุดการเนรเทศ 14 ปี ชาวเมืองจึงจุดตะเกียงน้ำมันนับพันดวงต้อนรับพระองค์กลับบ้าน-แสงไฟเหล่านี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง ความบริสุทธิ์ และความดีงาม สำหรับ ‘เทศกาลดีวาลี’ เริ่มแพร่หลายในไทยพร้อมกับการตั้งถิ่นฐานของชาวอินเดีย โดยเฉพาะในย่าน พาหุรัด (Little India) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการจัดงานเฉลิมฉลองเป็นประจำทุกปี ในปีนี้ มีการจัดงานอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival’ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) ร่วมกับชุมชนอินเดีย เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างไทย-อินเดีย ภายในงานฯ มีการแสดงศิลปะ วัฒนธรรม การรำอินเดีย การเพนต์เฮนน่า การทำรังโกลี (ลวดลายทรายสี) รวมถึงการจุดไฟและประดับโคมอย่างสวยงามริมคลองโอ่งอ่างและถนนพาหุรัด นอกจากนี้ นิปปอนเพนต์ ร่วมมือ ‘ททท.’ และ ‘กทม.’ ส่งสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพร่วมรังสรรค์ ‘ผลงานศิลปะ’ ที่ช่วยสะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดียบนกำแพงและพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ถ่ายทอดผ่านแลนด์มาร์ก 8 จุดทั่วย่าน ‘พาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง’ ด้าน ‘วัชระ ศิริฤทธิชัย’ General Manager บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ เล่าการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานเทศกาลดีวาลี ‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ในปีนี้ เพื่อให้สอดรับกับการจัดเทศกาลดีวาลีและยังช่วยฟื้นฟูความสวยงามให้กับย่านดังกล่าว ได้ในระยะยาว โดย สีนิปปอนเพนต์ สนับสนุนสีนวัตกรรมทาอาคารและสีจราจรเกรดคุณภาพสูงเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนกำแพงและบนพื้นถนน (Art Wall และ Art Street) ในเทศกาล ‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม 2568 บริเวณคลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด หรือ ‘ลิตเติ้ล อินเดีย’ เพื่อผลักดันให้เทศกาลดีวาลี ‘เทศกาลแห่งแสงสว่าง’ ตามประเพณีของชาวอินเดียที่มีมาอย่างยาวนาน ด้วยนับเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ พร้อมเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชนชาติ และ วัฒนธรรมไทย-อินเดียแห่งแรกของไทย สำหรับแลนด์มาร์ก 8 ในย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่าง แบ่งเป็นศิลปะบนกำแพง (Art Wall) 4 จุด ได้แก่ ตรอกทางเดินทะลุคลองโอ่งอ่าง ผนังห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม อาคาร 3 คูหาข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม อาคารการไฟฟ้าเขตวัดเลียบ ศิลปะบนถนน (Art Street) 4 จุด ได้แก่ ถนนเชื่อมคลองโอ่งอ่าง ทางม้าลายหน้าวัดซิกข์ ตรอกข้างห้างฯ อินเดียเอ็มโพเรียม เส้นนำทางในตลาดพาหุรัด โดยผลงานศิลปะในจุดต่างๆ จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตคนในย่านพาหุรัด เช่น การค้าขายผ้า ตลาดผ้า วัดซิกข์ เทศกาลดีวาลี รวมถึงลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมของชาวอินเดีย เช่น ลายดอกไม้ ลายเรขาคณิต ลายผ้าอินเดีย ลายรังโกลี ฯลฯ นิปปอนเพนต์ มีการสนับสนุนสีนวัตกรรมทั้งหมดรวม 4 ชนิดสำหรับกิจกรรมนี้ แบ่งเป็นสีนวัตกรรมทาอาคารเกรดอัลตร้าพรีเมียมเพื่อปรับใช้กับศิลปะบนกำแพง (Art Wall) ได้แก่ นิปปอนเพนต์ ควิก ซีลเลอร์ สีรองพื้นปูนอเนกประสงค์ เพิ่มความยึดเกาะไม่มีปัญหาสีลอกล่อน นิปปอนเพนต์ เวเธอร์บอนด์ สีทาภายนอกเกรดอัลตร้าพรีเมียมสวยแกร่งยาวนาน 15 ปี+ นิปปอนเพนต์ อัลตร้า การ์ด นวัตกรรมฟิล์มใสปกป้องสีเพื่อให้สีบนอาคารทนทานยาวนานไม่ลอกล่อน 20 ปี+ ขณะที่ศิลปะบนถนน แบรนด์ได้ส่ง Nippon Paint Traffic Paint สีจราจรมีคุณสมบัติให้สีชัดเจนและทนทานให้กับศิลปินได้ใช้งาน โดยเล็งเห็นว่าความสวยงามสาธารณะควรคงอยู่คู่กับผู้คน ชุมชน สังคม และเมืองได้อย่างยั่งยืน วัชระ กล่าวว่า “กิจกรรมฯนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดและวิสัยทัศน์ของนิปปอนเพนต์ที่เชื่อว่า ‘พลังของสี’ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนไปจนถึงเมืองหรือระดับที่ใหญ่กว่านั้นได้ ด้วยสีบนผนังอาคารนั้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเมืองที่สวยงาม สร้างความปลอดภัยให้กับเมืองด้วยสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ทำให้เมืองน่าอยู่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชน และเป็นแรงดึงดูดให้คนนอกย่านหรือนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเยี่ยมเยือน” โดย โครงการเพื่อสังคม (CSR) ของนิปปอนเพนต์ทุกโครงการและจากทุกประเทศจะยึดแนวคิด ‘Colouring Lives’ จะต้องสร้างผลกระทบเชิงบวก ‘ที่จับต้องได้จริง’ ให้กับชุมชน และมีความเชื่อมโยงกับแกนใดแกนหนึ่งจาก 3 แกน ได้แก่ Education (การศึกษา), Empowerment (การสร้างพลังให้ผู้คนและสังคม) และ Engagement (การมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง) สำหรับ กิจกรรมพลังแห่งสีที่ช่วยเนรมิตย่านพาหุรัด-คลองโอ่งอ่างและงานเทศกาล Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 นับเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับชุมชน หรือ แกน Engagement ด้วยการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชุมชน และสร้างโอกาสให้ย่านการค้าเก่าแก่นี้ได้ยกระดับเพื่อสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับชุมชน Alternate-X ‘ดีวาลี’ (Diwali) คือ เทศกาลแห่งแสงไฟของศาสนาฮินดู เชน และซิกข์ สื่อถึงชัยชนะของความดีเหนือความชั่วและแสงสว่างเหนือความมืด ในไทยมีการเฉลิมฉลองที่ย่านพาหุรัด กรุงเทพฯ ภายใต้ชื่องาน ‘Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025’ ปีนี้ นิปปอนเพนต์ร่วมกับ ททท. และ กทม. รังสรรค์ศิลปะ “Art Wall” และ “Art Street” 8 จุดทั่วพาหุรัด–คลองโอ่งอ่าง ใช้สีนวัตกรรมคุณภาพสูงสร้างผลงานที่สะท้อนมรดกอินเดียและความงามของชุมชน กิจกรรมนี้ยังช่วยฟื้นฟูเมือง ยกระดับพื้นที่ และเชื่อมสายสัมพันธ์วัฒนธรรมไทย–อินเดียให้ยั่งยืน
ปิดตำนาน 50 ปี! ‘บันไดเลื่อนที่ไม่เลื่อน’ แห่งตลาดวโรรสเชียงใหม่ กลับมาเปิดใช้อีกครั้ง
ใครจะไปรู้ว่า ‘บันไดเลื่อน’ ที่หยุดนิ่งไม่เลื่อนมานานกว่า 50 ปีในตลาดวโรรสเชียงใหม่อายุ 115 ปี หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า ‘กาดหลวง’ จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง บันไดเลื่อนแห่งนี้เคยเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย แต่กลับหยุดนิ่งอยู่นานถึง 5 ทศวรรษ จนได้รับฉายาว่า ‘บันไดเลื่อนที่ไม่เคยเลื่อน’ ที่สุดท้ายแล้ว ตำนานอันยาวนานนี้ก็จบลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว!! เมื่อทีมผู้บริหารของตลาดได้ซ่อมแซมบันไดเลื่อนดังกล่าว และเปิดใช้งานอีกครั้ง ทำเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และชาวเชียงใหม่ที่มาเดินตลาดพากันดีใจกันยกใหญ่ ข่าวการกลับมาเปิดใช้บันไดเลื่อนอีกครั้งแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย ชาวเชียงใหม่ต่างตื่นเต้นกับการมาเดินตลาดและโพสต์ภาพถ่ายคู่บันไดเลื่อนลงโซเชียลมีเดีย “ทุกคน บันไดเลื่อนที่หยุดนิ่ง กลับมาเลื่อนอีกครั้งแล้ว!” ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ ‘บันไดที่กลับมาเลื่อนอีกครั้ง’ กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ ขอขอบคุณภาพ จากเชียงใหม่นิวส์ กาดหลวง หรือ ตลาดวโรรส จังหวัดเชียงใหม่ ขอขอบคุณ ภาพจาก pixabay/darkness_s ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ในช่วงที่กาดหลวงอยู่ใช่วงปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น ผู้ประกอบการตลาดได้ติดตั้งบันไดเลื่อนเพื่อเชื่อมระหว่างชั้นล่างและชั้น 2 ทำให้เป็นหนึ่งในตลาดแห่งแรกๆ ที่มีบันไดเลื่อนลักษณะนี้ในภาคเหนือของประเทศไทย แต่ไม่นานหลังจากเปิดตัว บันไดเลื่อนนี้ก็ ‘หยุดทำงาน’ ชาวเชียงใหม่บางคนบอกว่า “บันไดเลื่อนถูกปิดไปเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า และต่อมาก็เสียเนื่องจากไม่ได้ใช้งาน” ขณะที่บางคนบอกว่า “บันไดเลื่อนทำงานผิดปกติ แล้วก็ไม่ได้ซ่อม เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณ” ชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวไม่เคยเห็นบันไดเลื่อนขยับมาหลายชั่วอายุคนแล้ว… เวลาล่วงเลยจน 50 กว่าปี…ฝ่ายบริหารตลาดก็ตัดสินใจบูรณะบันไดเลื่อนในตำนาน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 เดือน โดยรื้อถอนบันไดเลื่อนตัวเก่านี้ออกไป และเปลี่ยนบันไดเลื่อนชุดใหม่เข้ามาแทน พร้อมทั้งเสริมโครงสร้างให้แข็งแรงขึ้น รวมถึงปรับปรุงระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา เมื่อวันอังคาร (21 ต.ค.) ‘ทศพล เผื่อนอุดม’ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เยี่ยมชมตลาดและทดสอบบันไดเลื่อนด้วยตัวเอง พร้อมกับประชาสัมพันธ์โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ของรัฐบาล “กาดหลวงยังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเชียงใหม่ และการซ่อมบันไดเลื่อนไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังช่วยรื้อฟื้นความทรงจำอันน่าประทับใจในอดีตของชาวเชียงใหม่อีกด้วย” นายทศพล กล่าว เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพากันดีใจไม่น้อย…ที่ในที่สุดบันไดเลื่อนก็กลับมาใช้งานได้อีกครั้งหลังจากไม่ได้ใช้งานมานานหลายสิบปี คุณยายท่านหนึ่งวัย 80 ปี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าชั้น 2 บริเวณด้านหน้าบันไดเลื่อน บอกว่า ขายของที่นี่มานานกว่า 70 ปีแล้ว พร้อมเล่าว่า บันไดเลื่อนถูกติดตั้งตอนที่คุณยายอายุประมาณ 20 ปี “ตอนนั้นมันถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์สมัยใหม่ แต่แล้วมันก็หยุดทำงานไปหลังจากเพิ่งติดตั้งได้ไม่นานเพราะกินไฟมากเกินไป…ตอนนี้ยายอายุ 80 ปีแล้ว และไม่เคยเห็นมันขยับอีกเลย จนกระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว” ขณะที่ คุณนุช เจ้าของร้านขายของที่ระลึกชั้นล่าง เผยว่า ขายของอยู่ที่ตลาดนี้มา 20 ปีแล้ว และไม่เคยเห็นบันไดเลื่อนขยับมาก่อนจนกระทั่งตอนนี้ คุณนุชบอกอีกว่า “รู้สึกดีใจที่การซ่อมบันไดเลื่อนครั้งนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุไปซื้อของบนชั้น 2 ได้สะดวกยิ่งขึ้น” Source : After 50 years, escalator at Chiang Mai market finally works again https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/after-50-years-escalator-at-chiang-mai-market-finally-works-again Alternate-X สรุปให้ บันไดเลื่อนในตำนานที่ ‘ไม่เลื่อน’ มานานกว่า 50 ปีของตลาดวโรรส หรือ กาดหลวงในเชียงใหม่ กลับมาเลื่อนอีกครั้ง หลังผู้บริหารตลาดสั่งรื้อถอนบันไดเลื่อนตัวเก่านี้ออกไป และเปลี่ยนบันไดเลื่อนชุดใหม่เข้ามาแทน และเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำเหล่าบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และชาวเชียงใหม่ที่มาเดินตลาดพากันดีใจกันยกใหญ่ STORYTELLER BY THIS IS OLIVIA นักเดินทางตัวเปี๊ยก…ที่ใช้ตัวหนังสือเป็นเลนส์ขยายโลกใบใหญ่
ตรานกยูงไทย 4 สี สัญลักษณ์ผ้าไหมไทยคุณภาพ พระราชทานโดยสมเด็จพระพันปีหลวง
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ต้นแบบแห่งพระราชดำริงานศิลปหัตถกรรมไทยบนผ้าทอพื้นเมือง สู่มรดกทรัพย์สินทางปัญญายั่งยืน พาไทยอวดโฉมลักซูรี่การค้าโลก ด้วยพระราชกรณียกิจตลอดพระชนมชีพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ในการอนุรักษ์ และสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย โดยทรงส่งเสริมการพัฒนางานศิลปะและหัตถกรรมพื้นบ้านทั่วประเทศ ทั้งงานทอผ้าไหม งานจักสาน งานเครื่องเงิน และศิลปะเครื่องแต่งกายของไทย เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก พร้อมต่อยอดผลงานเหล่านี้ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน เพื่อให้ภูมิปัญญาไทยได้รับการคุ้มครอง และเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน นับได้ว่า แนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นผู้มาก่อนกาลในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะด้านการทอผ้าพื้นเมือง และทรงส่งเสริมให้ราษฎรรักษาลวดลาย สีสัน และกรรมวิธีดั้งเดิม เพื่อสืบสานและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่คู่แผ่นดิน ‘สัญลักษณ์นกยูง’ ผ้าไหมไทยแท้ ด้าน ‘อรมน ทรัพย์ทวีธรรม’ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์การทอผ้าพื้นเมือง และส่งเสริมให้ชาวบ้านรักษาลวดลาย สีสัน และกรรมวิธีดั้งเดิม เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และต่อยอดเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทย 4 สี ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแท้ที่ผลิตจากประเทศไทย ประกอบด้วย นกยูงสีทอง (Royal Thai Silk) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ระดับพรีเมียม ซึ่งผลิตด้วยเส้นไหมและกรรมวิธีดั้งเดิมตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน นกยูงสีเงิน (Classic Thai Silk) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ที่ทอขึ้นตามภูมิปัญญาพื้นบ้านผสมผสานกับการใช้เครื่องมือในบางขั้นตอน นกยูงสีน้ำเงิน (Thai Silk) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ที่ผลิตด้วยภูมิปัญญาของไทยแบบประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีการผลิตให้เข้ากับสมัยนิยมและเป็นเชิงธุรกิจ นกยูงสีเขียว (Thai Silk Blend) สำหรับการรับรองผ้าไหมไทยแท้ที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยใช้เส้นไหมแท้ผสมผสานกับเส้นใยอื่นที่ได้จากธรรมชาติหรือเส้นใยสังเคราะห์รูปแบบต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ คุ้มครอง 35 ตลาดทั่วโลก โดยเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตามบทบัญญัติมาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และต่อมาได้มีการโอนสิทธิเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทาน มายังกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 เพื่อเป็นหน่วยงานกำกับดูแลคุณภาพมาตรฐานการรับรองผ้าไหมไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้เครื่องหมายรับรองดังกล่าว ให้แพร่หลายทั่วโลก จึงได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานในต่างประเทศอีก 35 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (27 ประเทศ) สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง อินเดีย นอร์เวย์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ โดยสะท้อนมาตรฐานการผลิตและความพิถีพิถันของช่างทอผ้าไทยที่สืบทอดภูมิปัญญามาจากรุ่นสู่รุ่น และยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการผ้าไหมทั่วประเทศพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ให้ผลิตภัณฑ์ไทย และปกป้องชื่อเสียงและภูมิปัญญาของไทยในเวทีโลก “ตรานกยูงพระราชทาน ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพของผ้าไหมไทย แต่ยังเป็นเครื่องหมายแห่งพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ที่ทรงมุ่งมั่นยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่ระดับนานาชาติ” โดยส่งเสริมให้มีการออกแบบ สร้างสรรค์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็น ‘สินค้าทางวัฒนธรรม’ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์และอัตลักษณ์ของความเป็นไทย รากฐานสำคัญของแนวคิดเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของประเทศ ทั้งนี้ สินค้าทางวัฒนธรรมตามแนวพระราชดำริของพระองค์ ที่ได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามีอยู่หลากหลายประเภท โดยเฉพาะผลงานภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นผลงานลิขสิทธิ์ รวม 209 ผลงาน ได้แก่ งานศิลปกรรม (ประติมากรรมและศิลปะประยุกต์) 200 ผลงาน เช่น รูปปั้นคุณทองแดง เรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชยจำลอง เชิงเทียนรูปดอกบัว เป็นต้น งานวรรณกรรม(งานนิพนธ์) 1 ผลงาน ได้แก่ บทร้อยกรอง ‘ศิลป์แผ่นดิน’ คร่ำทอง งานโสตทัศนวัสดุ 1 ผลงาน ได้แก่ พระราชกรณียกิจสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ‘สืบสานตำนานไทย’ งานอื่นๆ (กล่องถมเครื่องเงิน) 7 ผลงาน เช่น ฉากปักไหมน้อย เรื่อง อิเหนา ลายโคมหงสมณฑล นอกจากนี้ ยังมีผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ 8 ฉบับ เช่น สบู่ไหม ชนิดก้อนที่ใช้ผงไหมเซริซินที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยกำจัดจุลินทรีย์บางชนิดที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง (สิทธิบัตรฉบับแรกที่ได้รับการจดทะเบียน เมื่อปี 2546) วิธีการผลิตวัสดุตกแต่งผิวปีกแมลงทับ เพื่อนำปีกแมลงทับมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับชนิดต่างๆ (ปี 2547) องค์ประกอบข้าวปรุงหลายชนิด โดยมีส่วนผสมของข้าวกล้องขาวดอกมะลิ ข้าวกล้องหอมแดง ข้าวเหนียวกล้องและข้าวเจ้าขาวดอกมะลิ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ (ปี 2548) เครื่องผลิตเส้นไหมขัดฟัน (ปี 2555) เป็นต้น รวมทั้งจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 31 ฉบับ เช่น งานออกแบบขัน ถาด จานรอง เชิงเทียน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาและสินค้าทางวัฒนธรรมที่ช่วยเพิ่มพูนรายได้ สร้างอาชีพและความมั่นคงทางวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน และน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งสินค้าที่มีความพิเศษ เป็นชื่อเสียงหรืออัตลักษณ์ของชุมชน โดยมีการขึ้นทะเบียนผ้า GI ไทยกว่า 17 รายการ อาทิ ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ทอประดิษฐ์ลวดลายด้วยการขิดและการจก ใช้เส้นไหมตีเกลียวเป็นทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง และมีเส้นไหมเพิ่มพิเศษในการทำให้เกิดลวดลายเป็นเอกลักษณ์ตามกรรมวิธีการผลิตที่สืบทอดกันมา ผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ทอยกลวดลายให้สูงกว่าผืนผ้า โดยการเลือกยกบางเส้นและข่มบางเส้นเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยใช้ตะกอลอยและใช้เส้นไหมตีเกลียวเป็นทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง รวมทั้งใช้เส้นไหมพิเศษทอยกลวดลายอย่างปราณีต เป็นต้น นอกจากนี้ กรมยังส่งเสริมการทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้รับของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตโดยตรง รวมทั้งต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้า GI และผลักดันแหล่งผลิตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ เช่น การจัดงาน GI Market การจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำและแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมสร้างการรับรู้สินค้า GI ในต่างประเทศ โดยนำผ้าไหมยกดอกลำพูนและผ้าตีนจกแม่แจ่ม (เชียงใหม่) มาออกแบบชุดสวมใส่ให้กับประติมากรรมแมนเนแกน พิส ซึ่งเป็นรูปปั้นเด็กสัญลักษณ์ประจำกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันสินค้าผ้า GI ทั้ง 17 รายการ กลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดต่างๆ มีปริมาณการผลิตรวมกว่า 280,000 ชิ้นต่อปี และสามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนรวมกว่า 490 ล้านบาทต่อปี ตอกย้ำภาพลักษณ์สินค้า GI ซึ่งถือเป็นสินค้าคุณภาพที่มีเอกลักษณ์ เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ช่วยสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน และทรงเป็นต้นแบบ ในการสืบสานและเผยแพร่คุณค่าของงานหัตถศิลป์ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน อีกทั้งยังทรงเป็นแรงบันดาลใจให้กับช่างฝีมือและนักออกแบบรุ่นใหม่ในการพัฒนาและต่อยอดการใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน ทางปัญญาสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญมั่นคงของประเทศชาติสืบไป Alternate-X สรุปให้ สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงเป็นผู้นำแนวคิดเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรม ด้วยการอนุรักษ์ผ้าไหมไทยสู่การเป็นทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลก ทรงพระราชทาน ‘ตรานกยูงไทย 4 สี’ เป็นสัญลักษณ์รับรองคุณภาพผ้าไหมแท้จากไทย เพื่อสร้างมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าทางการค้า ตรานกยูงฯ ได้รับการจดทะเบียนในต่างประเทศ 35 แห่ง เพื่อปกป้องชื่อเสียงและภูมิปัญญาไทยในเวทีโลก แนวพระราชดำริของพระองค์ยังรวมถึงการคุ้มครองลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรงานศิลปาชีพกว่า 200 ผลงาน เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปัจจุบัน การสืบสานพระราชปณิธานผ่านสินค้า GI ไทยกว่า 17 รายการ (เช่น ผ้าไหมแพรวา) ได้สร้างรายได้สู่ชุมชนรวมกว่า 490 ล้านบาทต่อปีอย่างยั่งยืน
Commy เปิดแฟรนไชส์เปลี่ยนแบตฯ รับเทรนด์นิวเจนฯคนไทย เน้นซ่อมไม่เน้นซื้อใหม่
Commy หลังเปลี่ยนแบตฯมือถือจนเก่งมากว่า 30ปี ต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่‘Commy Care – Battery Service Center’ รับเทรนด์คนไทยเน้นซ่อม ไม่ซื้อใหม่ แผน 3 ปีมีแฟรนไชส์ 50 สาขา ‘อรปรียา มโนวิลาส’ รองประธานกรรมการ บริษัท คอมมี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ภาพรวมของตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศไทยปี 2025 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น ตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ คาดว่าจะเติบโต 6% จากปีก่อนหน้า (ข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย) จากแรงหนุนกระแส AI Smartphone สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่ ตลาดผลิตภัณฑ์มือสอง ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการสินค้าที่มีราคาจับต้องได้ รวมถึง 3 เทรนด์ในปัจจุบัน การบริโภคอย่างยั่งยืน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม แนวคิดเรื่อง เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้งนี้ เป็นแรงผลักดันสำคัญให้ตลาดมีความเติบโตและได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในหมู่ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่หันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าควบคู่กับการเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีในงบประมาณที่จับต้องได้ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังพบว่า จากปัจจัยด้านราคาของสมาร์ทโฟนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคใช้งานสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมนานขึ้น เน้นการป้องกันและซ่อม กลุ่มผู้ประกอบการรับซ่อมสมาร์ทโฟนจึงเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด ส่วนกลุ่มลูกค้าสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมยังคงเน้นส่งซ่อมกับศูนย์บริการของแบรนด์เป็นหลัก เพราะยังขาดความเชื่อมั่นในร้านซ่อมทั่วไป ทั้งนี้ จากการสำรวจ ยังพบว่าสิ่งที่ผู้บริโภคนิยมซ่อมมากที่สุด คือ การเปลี่ยนแบตเตอรี่และจอสมาร์ทโฟน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของช่างและคุณภาพของอะไหล่ที่ได้มาตรฐาน จากปัจจัยดังกล่าว คอมมี่ ได้เห็นโอกาสในการต่อยอดความเชี่ยวชาญกว่า 30 ปีในตลาดแบตเตอรี่และอุปกรณ์เสริม สู่การเปิดตัวธุรกิจใหม่ Commy Care – Battery Service Center เพื่อยกระดับจากแบรนด์สินค้าสู่แพลตฟอร์มบริการครบวงจรสำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนยุคใหม่ ในรูปแบบศูนย์บริการมาตรฐานระดับมืออาชีพ ที่มอบบริการซ่อมและเปลี่ยนแบตเตอรี่ รวมถึงหน้าจอสมาร์ทโฟนแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยนแบตอย่างเหนือระดับ โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ’ สำหรับจุดเด่น Commy Care – Battery Service Center คือ การผสานคุณภาพระดับศูนย์แบรนด์ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี กับราคาที่เข้าถึงได้ เน้นการให้บริการที่หลากหลาย ทั้งการเปลี่ยน แบตเตอรี่คอมมี่ (Commy Battery) ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่พัฒนาและผลิตโดยบริษัท คอมมี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ภายใต้มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรับรองจาก มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) โดย ลูกค้าสามารถเข้ามารับบริการได้ที่ Commy Care – Battery Service Center สำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่ และจอสมาร์ทโฟน สามารถรับบริการเปลี่ยนทันที ใช้เวลาเพียง 30 นาที หรือสั่งซื้อผ่าน ร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการบนแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, และ TikTok และเข้ารับบริการติดตั้งได้ที่ร้าน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ส่วนอะไหล่อิเล็กทรอนิกส์ที่เสียทางคอมมี่จะนำไปทำลายอย่างปลอดภัย เพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) และช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน แผน 3 ปี 50 สาขาทั่วไทย อรปรียา กล่าวถึง แนวคิดทางการตลาดของ Commy Care – Battery Service Center เป็นการสร้างแบรนด์ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ Strategic Location การขยายสาขา โดยแบ่งออกเป็น การขยายสาขาโดยคอมมี่ (Commy Owner) มุ่งทำเลห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง หรือชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น โดยร่วมมือกับพันธมิตร (Partner) เน้นที่แบรนด์สโตร์อื่น ๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีไลฟ์สไตล์โดยเฉพาะ และการขยายสาขาโดยร่วมมือกับตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ของคอมมี่ ไปตามหัวเมืองทั่วประเทศไทย Online-to-Offline (O2O) การลดช่องว่างทางการสื่อสาร ด้วยการเพิ่มช่องทางการสั่งซื้อทางออนไลน์และการเข้าใช้บริการที่หน้าร้าน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค Experiential การเพิ่มประสบการณ์การดูแลแบบมืออาชีพ ด้วยคำแนะนำจากช่างผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างความไว้วางใจให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ปัจจุบัน Commy Care – Battery Service Center เปิดให้บริการแล้ว 5 สาขา ได้แก่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น 2 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ชั้น 1 (โซน Betrend) เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ ชั้น 2 (โซน Betrend) เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 3 สำนักงานใหญ่คอมมี่ อาคารชำนาญเพ็ญชาติ ชั้น 12 A ถ.พระราม 9 โดยตั้งเป้าภายใน 3 ปีต่อจากนี้ จะขยายครบ 50 สาขาทั่วประเทศไทย พร้อมกันนี้ ยังได้จัดโปรโมชั่นเปิดตัว ‘Commy Care – Battery Service Center’ เปลี่ยนแบตเตอรี่และจอสมาร์ทโฟนที่สาขา ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 รับฟรี บัตรสตาร์บัคมูลค่า 100 บาท จำกัด 100 ใบต่อสาขา พร้อมติดฟิล์มไฮโดรเจลจากเกาหลี ฟรี! เปลี่ยนแบตเตอรี่ในงาน Thailand Mobile Expo ระหว่างวันที่ 23 – 26 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รับส่วนลดทันที 20% Alternate-X สรุปให้ คอมมี่ต่อยอดความเชี่ยวชาญกว่า 30 ปี เปิดโมเดลธุรกิจใหม่ ‘Commy Care – Battery Service Center’ ชูจุดขายบริการเปลี่ยนแบตฯ และจอสมาร์ทโฟนคุณภาพแท้ โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ รับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นซ่อมมือถือคุณภาพดีแทนการซื้อใหม่ พร้อมแผนขยาย 50 สาขาทั่วไทยใน 3 ปี ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ O2O และพันธมิตรเชิงพื้นที่ ย้ำแบรนด์ผู้นำด้านแบตเตอรี่สู่ศูนย์บริการครบวงจรเพื่อความยั่งยืนในยุค Circular Economy
2 ยักษ์เชนโรงแรมจีน แบ่งเค้กตลาดอาเซียนดึงนทท.กลับ ใช้‘ไทย-สิงคโปร์’ เจาะพรีเมียม
จำนวนนักท่องเที่ยวชาติจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน ตลอดช่วงกว่า 10ปีที่ผ่านมา เติบโตสูงขึ้นถึง 56% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านคน และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หนึ่งใน ‘คีย์’ สำคัญที่ทำให้ 2 ยักษ์เครือข่ายธุรกิจโรงแรมจีน จิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล (Jin Jiang International) และ เอช เวิลด์ กรุ๊ป (H World Group) ตัดสินใจเข้ามาลงทุนธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคนี้ โดยแบรนด์โรงแรมยักษ์ใหญ่รายแรก H World Group (เอช เวิลด์ กรุ๊ป) หนึ่งในเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีโรงแรมภายใต้เครือข่ายมากกว่า 9,000 แห่งในประเทศจีน เตรียมขยายธุรกิจในอาเซียนอย่างจริงจัง หลังประกาศแผนบุกตลาดต่างประเทศที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2019 ในประเทศสิงคโปร์ จาก รายงานข่าว ระบุว่า H World Group ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว โดยมีแผนการที่สำคัญ คือ การรีโนเวทโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ พร้อมนำแบรนด์ ‘สไตน์เบิร์กเกอร์ (Steigenberger)’ ซึ่งเป็นแบรนด์หรูของเครือ มาเปิดเป็นสาขาแรกในไทย อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง โรงแรมมณเฑียรติดแกลม ทุนใหม่อิกไนท์ฯซื้อ 2.5 พันล. แต่ไม่ต้องห่วง ‘ข้าวมันไก่’ ในตำนานยังอยู่ นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดแบรนด์ ‘แมกซ์ (Max)’ ที่พัทยาในช่วงปลายปี 2568 (2025) อีกด้วย อย่างไรก็ตาม มีรายงานก่อนหน้าระบุอีกว่า เอช เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรมสัญชาติจีนขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนจีน ได้เป้าหมายชัดเจนต่อการขยายธุรกิจโรงแรมในกลุ่มระดับกลาง หลังเปิดโรงแรมเอสช เวิลด์ แห่งแรกในประเทศสิงคโปร์ และในตลาดอาเซียนเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ต่อจากนั้นในปี 2024 กลุ่มเอช เวิลด์ ได้เปิดโรงแรมแม็กซ์ (Maxx) ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นแห่งที่ 2 ในอาเซียน สำหรับแผนในปี 2026 กลุ่มเอช เวิลด์จะเปิดโรงแรมจับกลุ่มตลาดกลางภายใต้แบรนด์ จี โฮเทล (Ji Hotel) ที่ประเทศมาเลเซีย ขณะที่ สำนักข่าวนิกเคอิเอเชีย รายงานว่า จิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล (Jin Jiang International) หนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ที่สุดของจีน กําลังขยายธุรกิจโรงแรมแบรนด์จีนครั้งใหญ่ กว่า 180 แห่งในตลาดโรงแรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในช่วง 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มการเดินทางของชาวจีนจากจีนแผ่นดินใหญ่จะเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ จิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล ถือเป็นรัฐวิสาหกิจจีน และเป็นผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ให้รายละเอียดว่าราวปลายเดือนสิงหาคมผ่านมา ได้ลงนามความร่วมมือกับกลุ่มยักษ์ธุรกิจโรงแรมชื่อว่า ริยาส โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ต (Riyaz Hotels and Resorts) ของประเทศมาเลเซีย โดยภายในปี 2030 จะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ใน 6 ประเทศของอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ โดยแผนการเปิดตลาดโรงแรมดังกล่าว จะดำเนินการภายใต้ 5 แบรนด์ในเครือของจิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล อย่าง โรงแรมจินเจียง อินน์ (Jinjiang Inn) และ โรงแรมวาเวนเดอ (Lavande) เป็นต้น ซึ่งกลุ่มโรงแรมดังกล่าวมีแผนการเปิดธุรกิจโรงแรม เพื่อเข้าหาจีกลุ่มกำลังซื้อสูงด้วยแบรนด์โรงแรมระดับหรูหราไปจนถึงแบรนด์โรงแรมระดับราคาประหยัด สำหรับ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของจิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเป็นการผลักดันครั้งใหญ่ที่สุดต่อการสร้างเครือข่ายธุรกิจโรงแรมในตลาดต่างประเทศที่เป็นของผู้ประกอบการโรงแรมแบรนด์จีน ต่อ ‘บิ๊ก มูฟ’ ของยักษ์โรงแรมจีนทั้ง2 ราย ผ่านการประกาศแผนลงทุนขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน หลังต่างมองเห็นสัญญาณชัดในปี 2024 ที่ผ่านมา ชาวจีนเดินทางและท่องเที่ยวในอาเซียนรวมกันเป็นจำนวนถึง 20.4 ล้านคน เป็นจำนวนที่สูงขึ้นถึง 56% เมื่อเทียบกับใน 10 ปีก่อน อีกทั้งยังแซงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ หรือจากภูมิภาคอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 16% ในระยะเวลาเดียวกัน จากจำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการยืนยันว่าภูมิภาคอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง คุชแมน รีวิวอสังหาฯ Q3/68 แรงซื้อไทยอ่อนสุดรอบปี ซึมยกแผงค้าปลีก-คอนโด-ออฟฟิศ UHG ปรับเกมโรงแรมเดอะควอเตอร์ ไลฟ์สดขายห้องพัก ดึงนักเดินทางรุ่นใหม่-หลังจีนหาย อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมจะสูง แต่แนวโน้มล่าสุดสะท้อนถึงภาพนักท่องเที่ยวจีนกำลังกระจายการเดินทางไปยังประเทศอื่นในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่อำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งบางช่วงทำให้นักท่องเที่ยวรวมในมาเลเซียแซงหน้าไทยไปแล้ว จากสัญญาณดังกล่าว ทำให้เกิดความต้องการที่พักของชาวจีน และแน่นอนว่าเชนโรงแรมจีนยักษ์ใหญ่ทั้งสองราย ต่างมองเห็นโอกาสในการเปิดโรงแรมใหม่ในภูมิภาคนี้ ยิ่งตอกย้ำว่า “พวกเขาต้องการ เข้าถึงและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวจีนโดยตรง ที่คุ้นเคยกับแบรนด์และการบริการมาตรฐานจีน เช่น ระบบการจ่ายเงิน, การจองผ่านแพลตฟอร์มจีน ขณะที่ การลงทุนนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านซัพพลาย เพื่อรองรับการเดินทางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต นับจากนี้ Alternate-X สรุปให้ ตลาดอาเซียนดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกว่า 20 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 56% ใน 10 ปี) ทำให้ยักษ์โรงแรมจีน 2 ราย คือ Jin Jiang International และ H World Group เร่งขยายการลงทุนครั้งใหญ่ ด้าน H World Group เลือกกลยุทธ์ ‘เจาะตลาดสำคัญ’ นำแบรนด์หรู Steigenberger เข้ามาเปิดในไทย (โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์) และเปิดแบรนด์กลาง (Maxx/Ji Hotel) ในกัมพูชา มาเลเซีย เพื่อสร้างภาพลักษณ์สากล ส่วน Jin Jiang International เลือกกลยุทธ์ ‘การครอบคลุมพื้นที่’ โดยร่วมมือกับพันธมิตรในมาเลเซีย ตั้งเป้าเปิดกว่า 180 แห่งใน 6 ชาติอาเซียน (ยกเว้นไทยในแผนหลัก) ภายใน 5 ปี การขยายตัวครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้าง ‘เครือข่ายที่พักแบบจีน’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนโดยตรง ทั้งในด้านแบรนด์ที่คุ้นเคย ระบบการจ่ายเงิน และการจองผ่านแพลตฟอร์มจีน ขณะที่ กลยุทธ์ของทั้งสองเครือสะท้อนความเชื่อมั่นว่าอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของจีน และเป็นการเตรียมซัพพลายเพื่อรองรับการเดินทางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
เมื่อสุขภาพคือความมั่งคั่ง อสังหาฯลักซูรี่ต้องเวลเนส ‘ชาญอิสระ’ ดึง ‘BDMS’ มุ่งเวิลด์คลาส
ชาญอิสสระ ทำ 3 โปรเจ็กต์ระดับอัลตร้าลักซูรี่ กรุงเทพกรีฑา–ภูเก็ต มูลค่ากว่า 12,000 ลบ. ดึง BDMS Wellness Clinic ย้ำอยู่อาศัยหรูระดับเวิลด์ คลาส สงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ CI เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ว่ายังคงมีแนวโน้มดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 2 ทำเลศักยภาพหลักอย่าง กรุงเทพกรีฑา และ ภูเก็ต สะท้อนความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงในทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและการลงทุน โดยกรุงเทพกรีฑา ปัจจุบันได้รับการยกระดับให้เป็นหนึ่งในย่านที่อยู่อาศัยชั้นนำของกรุงเทพฯ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งทางด่วนมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้าสาย สีเหลือง และโครงการเชื่อมต่อเมืองฝั่งตะวันออก ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นฮับที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ (Luxury Residential Hub) หลักของกรุงเทพมหานคร ขณะที่ภูเก็ต ยังเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกของนักลงทุนและผู้ซื้อระดับบน โดยเฉพาะคนไทย และกลุ่มต่างชาติจากรัสเซีย จีน ยุโรป มิดเดิลอีสต์ และสิงคโปร์ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ จากข้อมูลระบุว่าความต้องการครอบครองบ้านพูลวิลล่าในภูเก็ตเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในทำเลทองอย่าง บางเทา – ลากูน่า – เชิงทะเล ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีชายหาดสวยงาม มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ตั้งของโครงการระดับหรูมากมาย เช่น วิลล่าหรู แบรนด์เรสซิเดนซ์ โรงแรมหรู สนามกอล์ฟ และคอมเพล็กซ์มิกซ์ยูส นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมไลฟ์สไตล์หลากหลาย ทั้งกีฬาทางน้ำ ร้านอาหารชั้นเลิศ และบีชคลับที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาว สงกรานต์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ชาญอิสสระเตรียมเปิด 3 โครงการใหม่ขนาดใหญ่ รองรับความต้องการกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ ประกอบด้วย 1.ทำเลกรุงเทพกรีฑา เปิด 2 โครงการใหญ่ได้รับการออกแบบโดย บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) มูลค่าโครงการรวมกว่า 4,800 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการ อิสสระเรสซิเดนซ์ พระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา (Issara Residence Rama9 – Krungthep Kreetha) A New Legacy Of Wellness Living มรดกแห่งการอยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืน – เรสซิเดนซ์ส่วนตัวระดับอัลตราลักซูรี่ บนที่ดิน 19 ไร่ จำนวน 23 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 806 -1,229 ตร.ม. ขนาดที่ดิน 142 – 271 ตร.ว. จำนวน 5 – 6 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 85 ล้านบาท โครงการบ้านอิสสระ พระราม 9 – กรุงเทพกรีฑา (Baan Issara Rama9 – Krungthep Kreetha) A Luxury Beyond Extraordinary Living ชีวิตเหนือระดับที่ให้คุณมากกว่าความเป็นบ้านด้วย The Freedom Clubhouse พิเศษ เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Luxury บนที่ดิน 21 ไร่ จำนวน 68 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 283 – 466 ตร.ม. ขนาดที่ดิน 62 – 155 ตร.ว. จำนวน 3 – 4 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท สำหรับภูเก็ต เตรียมเปิดตัว โครงการศรีพันวา ลากูน (Sri panwa Lagoon) The New Legacy Begins บนทำเลทำเลศักยภาพบางเทา – เชิงทะเล เป็นโครงการ Mixed – use บนที่ดิน 62 ไร่ มูลค่าโครงการรวมกว่า 7,300 ล้านบาท พัฒนาโดยบริษัท อิสสระนพร จำกัด (ISN) และในส่วนการออกแบบงานสถาปัตยกรรม โดยบริษัท แฮบบิต้า จำกัด (Habita Architects) ผู้ออกแบบโครงการศรีพันวา ภูเก็ต โดยเฟสแรกจะดำเนินการก่อสร้างในส่วนของ Sri panwa Lagoon Residence ประกอบด้วย Sri Panwa Lagoon Waterfront Pool Villa ลักซูรี่ พูลวิลล่า พิเศษ จำนวน 20 หลัง ติดริมลากูน วิลล่า 3 – 6 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 24 – 964.22 ตร.ม. พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว โดยวางแนวความคิด ให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ รอบลากูนและ ลำธารที่เชื่อมต่อกับลากูน เสริมบรรยากาศให้อยู่สบายยิ่งขึ้น ราคาเริ่มต้นที่ 43.8 – 182 ล้านบาท Sri Panwa Lagoon Multi – flex House จำนวน 14 หลัง ออกแบบเป็น Multi-function สามารถใช้เป็นที่พักอาศัย ร้านค้า หรือปรับให้เป็นสำนักงานของบริษัท รูปแบบเป็นอาคาร 3 ชั้น ติดถนนใหญ่ มีขนาดกว้าง 20 เมตร ด้วยธรรมชาติของวิวลากูนและวิวทิวภูเขา ราคาเริ่มต้น 8 – 72.8 ล้านบาท “ชาญอิสสระ ใช้ความเชี่ยวชาญพัฒนาอสังหาฯระดับลักซูรี่มายาวนาน จากผลงานที่ผ่านมาทั้งโครงการบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดโดยเฉพาะในภูเก็ต ศรีพันวา เป็นแลนด์มาร์กระดับไอคอนิกของประเทศไทย ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความเข้าใจในดีมานด์ของตลาดระดับบนและเมื่อมองเห็นศักยภาพของทำเล บางเทา–เชิงทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สมบูรณ์แบบทั้งด้านโลเคชั่น มีลากูน วิวทิวเขาที่สวยงาม และไลฟ์สไตล์ระดับโลก” สงกรานต์ กล่าว ด้าน ดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรรมการผู้จัดการสายงานการตลาด บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด มหาชน เปิดเผยว่า จากการที่ชาญอิสสระได้ร่วมมือกับ BDMS Wellness Clinic X Sri panwa Phuket เปิดศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งถือเป็นโมเดลความร่วมมือของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจด้านสุขภาพ และประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลหลายรางวัล “เราต่อยอดการนำองค์ความรู้ด้าน Wellness โดยมี BDMS Wellness Clinic มาเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบบ้านให้ถูกสุขลักษณะ และดูแลสุขภาพกายใจ ตามวิสัยทัศน์ Issara Living Vision เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบในทุกมิติ” โดยพัฒนาโครงการฯ ที่ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพสุขภาวะ (Quality, Wellness และ Sustainability) เพื่อดูแลสุขภาพผู้อยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืน ผ่าน 6 มิติหลักนี้ Living Wellness Physical Wellness Spiritual Wellness Social Wellness Cultural Wellness Environmental Wellness “ชาญอิสระ ทำงานร่วมกับ BDMS Wellness Clinic อย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบฟังก์ชันให้สอดคล้องกับหลักการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน พลิกโฉมแนวคิดการอยู่อาศัยของไทย ให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การได้” จากกลยุทธ์ดังกล่าว ชาญอิสสระ ยังจัดงาน “FIRST LAUNCH VVIP DAY – THE LEGACY OF ISSARA LIVING” เพื่อเปิดให้จองเป็นครั้งแรกสำหรับ 3 โครงการ โดยงานดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ ISSARA LOUNGE ชั้น 10 อาคารชาญอิสสระทาวเวอร์ 2 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ พร้อมข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้ารับส่วนลดเพิ่มอีก 100,000 บาท และลูกค้าที่จองในวันงาน รับทันที iPhone 17 Pro Max (รายละเอียดและเงื่อนไขสิทธิพิเศษในวันงานเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) Alternate-X สรุปให้ ชาญอิสสระ เดินหน้าพัฒนาอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักซูรี่ 3 โครงการใหญ่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต มูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ที่ใส่ใจสุขภาพและคุณภาพชีวิต ผนึก BDMS Wellness Clinic พัฒนาแนวคิด “Wellness Living” ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะครบมิติ ส่งโครงการ Issara Residence, Baan Issara และ Sri panwa Lagoon เป็นไอคอนแห่งการอยู่อาศัยระดับโลก ย้ำภาพ ‘สุขภาพคือความมั่งคั่ง’ ยกระดับตลาดอสังหาฯ ลักซูรี่ไทยสู่มาตรฐานเวิลด์คลาส
XSpring AM วางกลยุทธ์ ลงทุนกับเรา คือ ‘อยู่ในเทรนด์ก่อนใคร’ ผ่านธีม ‘Quantum Computing’
XSpring AM เปิดตัวกองทุนใหม่ X-QUANTUM ลงทุนในเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต มูลค่าตลาดกว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มต้น 5,000 บาท ซื้อขายง่ายผ่านแอป XSpring Mobile Application ยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด หรือ XSpring AM เปิดเผยว่า ในปีนี้ XSpring AM ยังคงนโยบายในการสร้างทางเลือกเพื่อเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์ใหม่ ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง ล่าสุดเตรียมเสนอขาย กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริงควอนตัมคอมพิวเตอร์ – X-QUANTUM กองทุนประเภท ฟีดเดอร์ฟันด์ (Feeder Fund) ที่ลงทุนโดยตรงในกองทุนหลัก VanEck Quantum Computing UCITS ETF ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ขณะที่ VanEck Quantum Computing UCITS ETF เป็นท็อป 5 ของกองทุน Quantum Computing ที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้ และได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะในยุคที่โลกกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งด้วยพลังการคำนวณและประมวลผลขั้นสูงรูปแบบใหม่ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทุกมิติของโลกดิจิทัล ‘ควอนตัมคอมพิวเตอร์’ จึงถูกยกให้เป็นเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญของยุคต่อไป โดยกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริงควอนตัมคอมพิวเตอร์ – X-QUANTUM เตรียมเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 เริ่มซื้อ–ขายได้ทุกวันทำการตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ลงทุนเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท ซื้อขายง่าย ๆ ผ่าน XSpring Mobile Application หรือ ผู้สนับสนุนการขายหน่วยลงทุนทั่วประเทศ กองทุนนี้เป็นตัวกลางให้นักลงทุนสามารถลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีรายได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งมาจากธุรกิจเกี่ยวกับ ‘เทคโนโลยีควอนตัม’ ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย พัฒนา ออกแบบ ผลิต จนถึงการประยุกต์ใช้ควอนตัมคอมพิวเตอร์ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีควอนตัมเริ่มถูกนำมาใช้จริงแล้ว ไม่ว่าจะในวงการแพทย์ เพื่อค้นคว้ายารักษาโรคชนิดใหม่ หรือในโลกการเงิน เพื่อวิเคราะห์สินทรัพย์การลงทุนอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อเทคโนโลยีนี้เริ่มเข้าสู่ช่วงใช้งานจริงอย่างคุ้มค่า ทั้งนี้ XSpring AM มองว่านี่คือ ‘จังหวะสำคัญ’ ของการลงทุนในอนาคตที่จะเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยจากข้อมูลคาดการณ์จาก McKinsey & Company ล่าสุด พบว่ามูลค่าของธุรกิจควอนตัมคอมพิวเตอร์ปัจจุบันมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2583 นักลงทุนที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมของผลิตภัณฑ์การลงทุน และซื้อกองทุนได้ที่ แอปพลิเคชัน XSpring ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ที่ App Store และ Play Store (https://onelink.to/z72da8) เว็บไซต์ www.xspringam.com หรือติดต่อ บลจ.เอ็กซ์สปริง ที่หมายเลข 02-080-6052 คำเตือน การลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงิน และไม่มีการรับประกันผลตอบแทน ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนการตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต Alternate-X สรุปให้ XSpring AM เปิดตัวกองทุนใหม่ X-QUANTUM ลงทุนในเทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต จับเทรนด์โลกมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่เติบโตเร็วสุดในอุตสาหกรรมเทค ลงทุนผ่านกองหลัก VanEck Quantum Computing UCITS ETF หนึ่งใน 5 กองทุนเด่นระดับโลก เริ่มลงทุนเพียง 5,000 บาท ซื้อขายง่ายผ่าน
จากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ‘Netflix’ ใช้พลัง KPop Demon Hunters สู่ตลาดของเล่น
ยอดวิวจะเท่ากับยอดขาย? ยังไม่รู้ แต่เมื่อ Netflix เห็นโอกาสของพลังสตรีมมิง KPop Demon Hunters ขยายตลาดของเล่นร่วมกับ Mattel–Hasbro Netflix เดินหน้าขยายอิทธิพลจากจอภาพสู่ตลาดของเล่น หลังภาพยนตร์แอนิเมชัน KPop Demon Hunters ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแพลตฟอร์ม ด้วยยอดผู้ชมทะลุ 325 ล้านวิวทั่วโลก ล่าสุด บริษัทประกาศความร่วมมือกับสองผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่ของโลก คือ Mattel และ Hasbro เพื่อพัฒนาไลน์สินค้าและของเล่นลิขสิทธิ์จากภาพยนตร์ดัง โดย Mattel จะรับผิดชอบด้านตุ๊กตา ฟิกเกอร์ และของเล่นเสริมฉาก ขณะที่ Hasbro จะพัฒนาไลน์สินค้าพลัช ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ เกมบทบาทสมมติ และบอร์ดเกม ซึ่งทั้งหมดจะทยอยวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ภายใต้ดีลคู่นี้ Mattel จะโฟกัสที่ตุ๊กตา แอ็กชันฟิกเกอร์ แอ็กเซสซอรี และเพลย์เซ็ต โดยดึงศักยภาพด้านดีไซน์มาเต็มที่ ไฮไลต์แรกคือ Mattel Creations เตรียมเปิดพรีออเดอร์ชุดตุ๊กตา “HUNTR/X” แบบแพ็ก 3 ชิ้น ซึ่งประกอบด้วยตัวละครหลัก Rumi, Mira และ Zoey ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ ส่วนฝั่ง Hasbro จะต่อยอดจากพอร์ตโฟลิโอของตนเพื่อพัฒนาตุ๊กตาพลัชลูกเล่นพิเศษ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับวัยรุ่น ของเล่นสวมบทบาท และเกม โดยสินค้าชิ้นแรกที่จะออกสู่ตลาดคือ “MONOPOLY Deal: KPop Demon Hunters” ซึ่งใช้ธีมและตัวละครจากแอนิเมชันเรื่องนี้ สินค้าจากสองยักษ์ใหญ่สายของเล่นจะเริ่มวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกตั้งแต่ ฤดูใบไม้ผลิปี 2026 มูฟเมนต์นี้ของ Netflix สะท้อนถึงแนวโน้มใหม่ในอุตสาหกรรมบันเทิงที่ผู้ผลิตคอนเทนต์หันมาใช้ “แฟรนไชส์ภาพยนตร์และซีรีส์” เป็นฐานขยายรายได้สู่ธุรกิจสินค้าลิขสิทธิ์ (licensed merchandise) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยข้อมูลจาก Global Market Insights ระบุว่า ตลาดของเล่นลิขสิทธิ์ทั่วโลกมีมูลค่ารวมประมาณ 28.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะขยายตัวแตะ 44.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 ด้วยอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละราว 4.7% ในสหรัฐอเมริกา รายงานจาก Circana ระบุว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ตลาดของเล่นมียอดขายเพิ่มขึ้นราว 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มของเล่นลิขสิทธิ์เติบโตมากถึง 18% ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดของเล่นโดยรวม นอกจากนี้ Licensing International ยังเปิดเผยว่า สินค้าลิขสิทธิ์จากแฟรนไชส์บันเทิงมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 34% ของอุตสาหกรรมของเล่นโลก ในปี 2024 และแนวโน้มนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี จากปี 2018–2024 ด้วยความนิยมของวัฒนธรรม K-pop และคอนเทนต์เกาหลีในระดับสากล Netflix จึงมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนความสำเร็จของแอนิเมชัน KPop Demon Hunters ให้กลายเป็นรายได้เชิงพาณิชย์ในระยะยาว โดยเฉพาะในตลาดเอเชียที่มีกำลังซื้อของกลุ่มแฟนบันเทิงวัยรุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าความสำเร็จของตลาดของเล่นลิขสิทธิ์ไม่สามารถวัดได้จากยอดชมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอายุของแฟรนไชส์และความสามารถในการรักษาความนิยมของผู้ชมเป็นปัจจัยชี้ขาด ขณะที่ การร่วมมือระหว่าง Netflix กับ Mattel และ Hasbro ครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า “ยอดวิวบนสตรีมมิง” จะสามารถเปลี่ยนเป็น “ยอดขายในโลกจริง” ได้มากเพียงใดในอุตสาหกรรมของเล่นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ทั่วโลก Alternate-X สรุปให้ Netflix เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของแอนิเมชัน KPop Demon Hunters จับมือ Mattel–Hasbro บุกตลาดของเล่นลิขสิทธิ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เปลี่ยนยอดวิวสตรีมมิ่ง 325 ล้านวิวให้กลายเป็นรายได้จริงในโลกของเล่น มุ่งเป้ากลุ่มวัยรุ่นและแฟนวัฒนธรรม K-pop ทั่วเอเชีย เป็นอีกก้าวสำคัญของ Netflix ในการสร้างจักรวาลแฟรนไชส์บันเทิงครบวงจร STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
ธพส. เปิดศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ สู่เมืองสีเขียวกลางกรุง จัดมินิมาราธอน ‘วิ่งชมสวน’
ธพส. โชว์ความสำเร็จพัฒนาพื้นที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ สู่เมืองสีเขียวกว่า 138 ไร่ ชวนประชาชนทดลองใช้พื้นที่ และสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยกิจกรรมมินิมาราธอน วิ่งชมสวนฯ สมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสทั่วประเทศ-จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ รพ.จุฬาภรณ์ ดร. ธีธัช สุขสะอาด รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ DAD Asset Development ผู้บริหารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ เปิดเผยว่า DAD มีความภูมิใจอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชนกว่า 47 ไร่ หรือรวมพื้นที่สีเขียวทั้งหมดซึ่งมีมากถึง 138 ไร่ ที่อยู่ภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเมืองสีเขียว (Green City) ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเป็นเหมือน “โอเอซิส” ให้แก่คนทำงานและประชาชนทั่วไปได้ใช้พื้นที่สาธารณะแห่งนี้เป็นสถานที่นัดพบปะ ออกกำลังกาย หรือจัดกิจกรรมที่ทุกคนได้มีส่วนร่วม “ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่เพียงเป็นสถานที่ราชการ แต่เป็นเมืองสีเขียว และกำลังก้าวสู่การเป็นพื้นที่ชีวิตของคนเมืองให้แก่คนทุกเพศ ทุกวัย และทุกสภาพร่างกาย ที่ครบครันทั้งการทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ เพราะถูกออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะ ของผู้ใช้งาน จึงมีความสะดวก ปลอดภัย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ”ดร. ธีธัช กล่าว ดร. ธีธัช กล่าวว่า การจัดกิจกรรมมินิมาราธอน วิ่งชมสวน : GovComplex Green City Fun Run 2025” ในวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการประกาศให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ถึงพื้นที่สีเขียว และเมืองสีเขียว ที่อยู่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้ ที่พร้อมต้อนรับทุกคน เป็นมากกว่าสถานที่ทำงานของหน่วยงานรัฐ และประชาชนผู้มาติดต่อ แต่ DAD เปิดพื้นที่เป็นสาธารณะ ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะใช้เพื่อออกกำลังกาย เป็นสถานที่พักผ่อน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งชมสวน จะได้สัมผัสกับเส้นทางสีเขียวที่มีทั้งสวนเกาะกลางถนน สวนลอยฟ้า และสวนขนาดใหญ่บนอุโมงค์ทางลอด แห่งใหม่และแห่งใหญ่ในย่านถนนแจ้งวัฒนะ ที่มีความร่มรื่น มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการพักผ่อน รวมทั้งกิจกรรมนี้ยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนทั่วไป เสริมสร้างความสามัคคีผ่านการออกกำลังกายร่วมกันแล้ว ที่สำคัญคือได้ทำการกุศลรวมกันในคราวเดียวกัน เพราะ DAD จะนำรายได้จากค่าสมัครและผู้สนับสนุนทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยด้อยโอกาสทั่วประเทศ และจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ DAD มุ่งหวังให้การจัดกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งชมสวน” ครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และเป็นต้นแบบของเมืองที่คนกับธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งชมสวน : GovComplex Green City Fun Run 2025” กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ ที่ 14 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แบ่งประเภทกิจกรรมเป็น 3 ระยะ ได้แก่ FUN RUN ระยะทาง 5 กม. อัตราค่าสมัคร 200 บาท ระยะทาง 5 กม. อัตราค่าสมัคร 300 บาท ระยะทาง 10 กม. อัตราค่าสมัคร 500 บาท ทั้งนี้ ผู้สนใจร่วมกิจกรรมสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 23 พฤศจิกายน 2568 ที่ http://race.thai.run/govgreencityfunrun2025 กำหนดผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกระยะทั้งสิ้น 2,000 คน โดยผู้ชนะเลิศทุกประเภท (Over all) ทั้งชายและหญิง ลำดับ 1-3 จะได้รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ ส่วนประเภท ระยะทาง 2.5 กม. FUN RUN ไม่มีการแข่งขัน นอกจากนั้นผู้ร่วมกิจกรรมที่เข้าสู่เส้นชัยจะได้รับมอบเหรียญรางวัลเป็นที่ระลึกอีกด้วย Alternate-X สรุปให้ ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ (ธพส.) โชว์ความสำเร็จพัฒนาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ สู่ “เมืองสีเขียว” รวมพื้นที่กว่า 138 ไร่ เปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน พร้อมจัดกิจกรรมมินิมาราธอน “วิ่งชมสวน : GovComplex Green City Fun Run 2025” วันที่ 14 ธันวาคม 2568 เปลี่ยนทุกก้าวเป็นพลังเพื่อการกุศล สมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาสทั่วประเทศ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 23 พฤศจิกายน 2568 ที่ race.thai.run
‘ซานาเอะ’ จุดไฟ Womenomics ทิ้งสังคมชายเป็นใหญ่คุมองค์กรญี่ปุ่นไว้ข้างหลัง
หลังจากที่ ทาคาอิชิ ซานาเอะ เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็เกิดอีกหนึ่ง “ครั้งแรกของประเทศ” ขึ้นตามมาเช่นกัน นั่นคือการปรากฏตัวของ “เฟิร์สเจนเทิลแมน” (First Gentleman) คนแรกของญี่ปุ่น เป็นที่ทราบกันดีว่า ญี่ปุ่นมีรากวัฒนธรรมที่ยึดถือเรื่อง “ชายเป็นใหญ่” มายาวนาน ซึงเรืองเหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปตามสังคมในชาติเอเชียตะวันออก เขาคือ ยามาโมโตะ ทาคุ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสามีของนายกรัฐมนตรีทาคาอิชิ ซึ่งด้วยสถานะของเธอ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญทางสังคมโดยปริยาย แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นตลอดเส้นทางชีวิต ชีวิตคู่ของทั้งสองแต่งงานกันครั้งแรกในปี 2004 ก่อนจะหย่าร้างในปี 2017 และกลับมารักกันอีกครั้งจนแต่งงานรอบสองในปี 2021 เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นเพราะสะท้อนให้เห็นถึง “ความผูกพันและการให้อภัย” ที่ยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไป โดย ทาคาอิชิ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว FNN ไว้อย่างน่ารักว่า “ตอนเขาขอแต่งงาน เขาพูดว่า ‘ผมมีใบอนุญาตเชฟครับ เพราะฉะนั้นผมจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้คุณกินไปตลอดชีวิต เพราะงั้น…แต่งงานกับผมนะครับ’ และผมก็ยังคงทำอาหารให้เธออยู่ทุกวันจนถึงตอนนี้” ขณะที่ ยามาโมโตะ ทาคุ เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกในการเป็น “เฟิร์สเจนเทิลแมนคนแรกของญี่ปุ่น” เขาตอบอย่างถ่อมตัวว่า “ผมไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็น First Gentleman เลยครับ ในญี่ปุ่นเราไม่เหมือนตะวันตก ถ้าภรรยาทำงานใหญ่ สามีก็ไม่ควรเด่นเกินไป ผมอยากอยู่แบบ ‘Stealth Husband’ (สามีแนวล่องหน) ที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลังมากกว่า” คำว่า Stealth Husband ไม่ได้หมายถึงการหลีกหนีหรือซ่อนตัว แต่คือ “ความถ่อมตัวและการสนับสนุนอย่างมีศักดิ์ศรี” ซึ่งสะท้อนแนวคิด “ความกลมกลืน” อันเป็นรากวัฒนธรรมของสังคมญี่ปุ่น ในประเทศที่มักให้ความสำคัญกับความสมดุลมากกว่าความโดดเด่น การที่สามีเลือก “อยู่ในเงา” เพื่อให้ภรรยาทำงานได้อย่างสง่างาม จึงถือเป็นการสนับสนุนในแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง การที่ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และมีเฟิร์สเจนเทิลแมนคนแรกในเวลาเดียวกัน จึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของ “การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง” แต่ยังสะท้อนถึง “การเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรม” ที่ผู้หญิงก้าวขึ้นมามีบทบาทในพื้นที่อำนาจ และผู้ชายเรียนรู้ที่จะสนับสนุนโดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน แม้กรณีของ “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แต่ในโลกธุรกิจของญี่ปุ่น ความก้าวหน้าของผู้หญิงยังคงเป็น “เส้นทางที่ต้องใช้เวลา” จากรายงานของ Teikoku Databank ในเดือนกรกฎาคม 2025 พบว่า สัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่ง ผู้จัดการ (managerial positions) อยู่ที่เพียง 11.1% เพิ่มขึ้นเพียง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ hcamag.com พบว่าในบริษัทญี่ปุ่นมีผู้หญิงที่มีบทบาทในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง (executives) 13.8% ของทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.3 จุดจากปีก่อน สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักของญี่ปุ่น (Prime Market) ผู้หญิงครองตำแหน่งผู้บริหารอยู่ที่ 16.1% ในปี 2024 ส่วนตำแหน่งระดับสูงสุดอย่าง ประธานบริษัท (President/CEO) มีเพียง 8.4% เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกบางอย่างให้เห็น โดยงานวิจัยของ Tokyo Shōkō Research ระบุว่า ปี 2024 เป็นปีแรกที่จำนวน “ผู้หญิงหัวหน้าองค์กร” ทั่วประเทศทะลุระดับ 15% โดยอยู่ที่ 15.24% ของทั้งหมด ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในโครงสร้างแรงงานญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมหลักอย่างการผลิต ก่อสร้าง และโลจิสติกส์ ยังคงมีสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งบริหารต่ำมากเมื่อเทียบกับภาคบริการและเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการสร้าง “ความเท่าเทียมทางเพศในองค์กร” ของญี่ปุ่นยังต้องอาศัยเวลาและการปรับโครงสร้างทางวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในสังคมตะวันตกเชื่อมีหลายงานวิจัยที่เชื่อว่า ผู้หญิงในบทบาทผู้นำช่วยเพิ่ม “ความหลากหลายทางความคิด” (diversity of perspectives) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อ innovation และ resilience ขององค์กร งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า องค์กรที่มีความเท่าเทียมทางเพศสูงมักมีผลประกอบการที่ดีกว่า สำหรับญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัยและแรงงานลดลง (super-aging society) การเปิดทางให้ผู้หญิงขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารจึงไม่ใช่แค่ประเด็นความเท่าเทียม แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม หากองค์กรไม่สามารถปรับโครงสร้างภายใน เช่น ระบบการเลื่อนตำแหน่ง การทำงานยืดหยุ่น หรือการให้คุณค่ากับ work-life balance ได้จริง ผู้หญิงอาจยังถูกจำกัดอยู่ในบทบาท “รอง” มากกว่าจะได้แสดงศักยภาพเต็มที่ เรื่องราวของนายกรัฐมนตรีหญิง “ทาคาอิชิ ซานาเอะ” และสามีของเธอ จึงไม่ใช่เพียงข่าวการเมือง แต่เป็นภาพสะท้อนของญี่ปุ่นยุคใหม่ที่จุดไฟให้ประเทศที่ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทนำทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ Alternate-X สรุปให้ ญี่ปุ่นสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ เมื่อ ทาคาอิชิ ซานาเอะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก พร้อม “เฟิร์สเจนเทิลแมน” คนแรกของชาติ “ยามาโมโตะ ทาคุ” สามีผู้เลือกเป็น Stealth Husband สะท้อนแนวคิดสนับสนุนโดยไม่ต้องเด่น เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่หมุดหมายการเมือง แต่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมเพศในญี่ปุ่น แม้ผู้หญิงญี่ปุ่นเริ่มก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำมากขึ้น แต่สัดส่วนในภาคธุรกิจยังไม่ถึง 15% การเพิ่มบทบาทผู้หญิงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความเท่าเทียม แต่คือ “ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ” ของประเทศในยุคแรงงานหดตัว STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
คนรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จไว ฐานลูกค้าบ้าน’แสนสิริ’อนาคต ลุย’คอมมูนิตี้’กลยุทธ์ได้ทั้งอยู่จริง-ลงทุน
ยุทธศาสตร์โครงการแนวราบ ‘แสนสิริ’ สร้างคอมมูนิตี้ทำเลศักยภาพ เจาะดีมานด์ ‘อยู่จริง-นักลงทุน’ รับอนาคตตลาดอสังหาฯเช่าให้ยีลด์ดี เปิดตัว ‘แสนสิริ จตุโชติ’ เจาะตลาดกรุงเทพฯ โซนเหนือ อาณัติ กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่าบริษัทฯ ปรับเป้าหมายรายได้โครงการแนวราบในปี 2568 อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมวางเป้าหมายที่ประกาศไว้เมื่อต้นปีนี้อยู่ที่ 3.16 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้เริ่มทบทวนการปรับเป้าหมายดังกล่าว มาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ที่ผ่านมา จากปัจจัยหลักที่กระทบตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม โดยเฉพาะกำลังซื้อผู้บริโภคในตลาดจากหนี้ครัวเรือนยังมีอัตราสูงส่งผลต่อกำลังซื้ออสังหาฯ ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯยังสามารถเปิดตัว 20 โครงการใหม่แนวราบได้ตามแผนที่วางไว้ โดยมียอดโอนรับรู้รายได้และยอดขายมูลค่าใกล้เคียงกันกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ในปีนี้ รับดีมานด์กรุงเทพฯโซนเหนือ อาณัติ กล่าวว่า แผนในไตรมาส4 บริษัทฯ เปิดตัว 3 โครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และ ภูเก็ต ซึ่งได้เปิดตัวโครงการ ‘เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต’ มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท บ้านเดี่ยวหรูสไตล์โมเดิร์น คลาสสิค ไปแล้วก่อนหน้านี้ สร้างยอดขายได้กว่า 700 ล้านบาท ล่าสุด บริษัท เปิดตัวบ้านเดี่ยว 2 โครงการใหม่บ้านเดี่ยว ‘บุราสิริ จตุโชติ’ และ ‘สราญสิริ จตุโชติ’ มูลค่ารวม 4,580 ล้านบาท บนพื้นที่ 80 ไร่ สำหรับ ‘บุราสิริ จตุโชติ’ (Burasiri Chatuchot) เป็นโครงการร่วมทุนพัฒนาระหว่างพันธมิตรญี่ปุ่น บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มีมูลค่าโครงการ 2,080 ล้านบาท ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัยและใช้ชีวิตสไตล์รีสอร์ต ขนาดโครงการบนพื้นที่ 49 ไร่ จำนวน 124 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 246-384 ตร.ม. มีจำนวนสูงสุด 5 ห้องนอน พื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 5 ไร่ Clubhouse, Backyard, Pet Park และ Lake วางราคาเริ่มต้น 13.99-25 ล้านบาท* ขณะที่ ‘สราญสิริ จตุโชติ’ (Saransiri Chatuchot) มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท วางแนวคิดดีไซน์ซีรีส์ล่าสุด Urban Farmhouse ขนาดโครงการบนพื้นที่ประมาณ 70 ไร่ จำนวน 265 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 174-244 ตร.ม. มีห้องนอนชั้นล่างในบ้านทุกแบบ พื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่รวมกว่า 6 ไร่ วางราคาเริ่มต้น 8.59-15 ล้านบาท “ระดับราคาบ้านทั้งสองโครงการ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในโซนนี้โดยเฉพาะ ตลาดซัพพลายระดับราคาไม่ถึง 10 ล้านบาทในกลุ่มเริ่มต้นครอบครัว โดยหลังเปิดตัวทั้ง2โครงการ คาดมียอดขายมากกว่าพันล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการกำลังซื้ออสังหาฯกรุงเทพฯโซนเหนือที่ขยายตัวตามเศรษกิจ” อาณัติ กล่าวอีกว่าแนวทางการพัฒนาโครงการแนวราบของแสนสิริ จะขยายไปพร้อมการสร้าง ‘แสนสิริ คอมมูนิตี้’ (Sansiri Community) เพื่อสร้างสังคมการอยู่อาศัยที่มีความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งภายในและภายนอกโครงการ โดยใช้ ‘ทำเล’ เป็นทางเลือกให้กลุ่มลูกค้า ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่ม ผู้อยู่อาศัยจริง และ นักลงทุนเพื่อการสะสมสินทรัพย์พร้อมส่งต่อมรดก และการปล่อยเช่า แสนสิริ คอมมูฯ อนาคตแนวราบ ด้าน ‘ภัคพริ้ง การุญ’ รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ พัฒนาโมเดล ‘แสนสิริ คอมมูนิตี้’ รวม17 คอมมูนิตี้ มีมูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท บนพื้นที่กว่า 3,700 ไร่ ในปัจจุบัน ขณะที่ ‘แสนสิริ จตุโชติ คอมมูนิตี้’ 185 ไร่ รวมมูลค่าคอมมูนิตี้แห่งนี้กว่า 7,700 ล้าน โดยวางแผนใน2-3 ปีหน้า เตรียมเปิดโครงการแนวราบแบรนด์ใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาทั้งแบบบ้านและแนวคิดการออกแบบ คาดทั้งคอมมูนิตี้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายใน 5 ปี สำหรับแนวคิดการพัฒนาสังคมการอยู่อาศัยแสนสิริ จะให้ความสำคัญศักยภาพทำเล การเดินทาง โครงข่ายระบบคมนาคม รายล้อมแหล่งไลฟ์สไตล์ สถานพยาบาล สถาบันการศึกษา เป็นต้น โดยแผนดังกล่าว นอกจากรองรับกำลังซื้อกลุ่มอยู่อาศัยจริงและนักลงทุนแล้ว แสนสิริ ยังให้ความสำคัญตลาดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่น่าจับตา ได้แก่ กลุ่มยัง ซัคเซสเซอร์ (Young Successor) คนรุ่นใหม่ประสบความสำเร็จเร็ว เช่น Content Creator Influencer Young Investor หรือ Heir & Family Business Successor ปัจจุบัน ลูกค้าบ้านระดับบนตั้งแต่อายุ 25 ปีมองบ้านเป็นสินทรัพย์แห่งอนาคต และกลุ่มนักลงทุน ที่เล็งเห็นโอกาสในการลงทุนบ้านระดับบนเพื่อปล่อยเช่าและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและดึงดูดผู้เช่าระดับสูง เช่น ผู้บริหาร หรือครอบครัวที่มีบุตรหลานเรียนโรงเรียนนานาชาติ ที่พร้อมจ่ายค่าเช่าสูงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี “ทำเลการอยู่อาศัยยังเป็นคีย์หลักของอสังหาฯ ที่ลูกค้าจะเลือก อย่างโครงการแสนสิริในโซนกรุงเทพกรีฑา เป็นอีกหนึ่งโลเคชั่นที่ตอบโจทย์อยู่อาศัยและปล่อยเช่าในอนาคต ให้ยีลด์7-9% หรือคิดค่าเช่าอยู่ที่ 2.5-4 แสนบาทต่อเดือน ที่ส่วนใหญ่ทำสัญญารายปี” ขณะที่ความสนใจของลูกค้าส่วนใหญ่ ในปัจจุบันอยู่ในเซ็กเมนต์บ้านระดับบนอย่าง สราญสิริ, เศรษฐสิริ, บุราสิริ และบ้านระดับลักซูรีราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป สำหรับทำเลเด่นที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ได้แก่ โซนรามอินทรา จตุโชติ, วัชรพล, ราชพฤกษ์ และทำเลใกล้ สนามบิน เช่น ดอนเมือง และ สุวรรณภูมิ สำหรับผลดำเนินงานโครงการแนวราบแสนสิริ คาดการณ์ยอดขายใน 10 เดือนปี 2568 อยู่ที่ 16,000 ล้านบาท โดยในช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร็จยอดขาย( Sold Out) ใน 12 โครงการแนวราบ มูลค่ารวม 18,600 ล้านบาท และเตรียมปิดการขายอีก 8 โครงการ มูลค่ากว่า 11,500 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ ปรับเป้ารายได้แนวราบปี 2568 เหลือ 25,000 ล้านบาท จากเดิม 31,600 ล้านบาท เหตุผลหลักมาจากกำลังซื้อชะลอตัวและภาวะหนี้ครัวเรือนสูง แต่ยังเดินหน้าเปิดโครงการแนวราบใหม่ตามแผนไตรมาส4 กับกลยุทธ์ ‘แสนสิริ คอมมูนิตี้’ ที่ตอนนี่มี 17 คอมมูฯ รวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท พร้อมขยายตลาดบ้านในอนาคต จับกลุ่ม Young Successor – นักลงทุนรุ่นใหม่ ล่าสุดเปิด 2 โครงการในทำเลศักยภาพโซนเหนือกรุงเทพฯ อีกหนึ่งฐานรายได้ระยะยาวของแบรนด์
ร้านอาหารถูกใจสิ่งนี้ แกร็บลดค่าจีพีเหลือ 7% คนละครึ่งพลัส ปลุกแรงซื้อท้ายปี
แกร็บ อัดงบตลาดกว่า 200 ล้านบาท ร่วมนโยบาย ‘ควิก บิ๊ก วิน’ หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่งพลัส’ หั่น GP เหลือ 7% อัดวงเงินสินเชื่อสูงสุด 1 ล้านบาท กระตุ้นแรงซื้อโค้งท้ายปี จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิเคชั่น แกร็บ (Grab) เปิดเผยว่า แกร็บฯ ร่วมสนับสนุนนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาล ในมาตรการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ด้วยบริการฟู้ดเดลิเวอรี เพื่อมีส่วนร่วมกระตุ้นการจับจ่ายและแบ่งเบาค่าครองชีพผู้บริโภคในช่วงปลายปี พร้อมกระจายรายได้และหนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร ทั่วประเทศ “โครงการคนละครึ่งพลัสในปีนี้ แกร็บพร้อมอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยผู้ได้รับสิทธิ์กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ” พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่ว ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออเดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโตแบบไม่มีสะดุด ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ และตลอดทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย Quick Big Win ของทางภาครัฐ สำหรับ แคมเปญ ‘GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง’ แกร็บเตรียมมอบสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มถึง 9 ต่อให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ กับแกร็บฟู้ด ซึ่งประกอบด้วย เริ่มประกาศแพลตฟอร์มแรก แกร็บหั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 7%** สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรกที่เปิดรับสมัคร วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และสำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าคอมมิชชันในอัตรา 9%** อัดโปรแกรมดันยอดขายเพื่อสนับสนุนร้านเล็ก ได้แก่ แคมเปญ ‘แกร็บช่วยลด’ โดยแกร็บร่วมสมทบแจกโค้ดส่วนลดจัดเต็มให้ร้านค้าสูงสุด 10,000 บาท** และแคมเปญ ‘ร้านเล็กค่าส่งถูก’ ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยโปรโมชันส่งฟรีทุกออเดอร์ผ่านการจัดส่งแบบประหยัด (SAVER) ระยะทางสูงสุด 5 กม. สำหรับร้านค้าที่สมัครแคมเปญสำเร็จระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 เข้าร่วมแคมเปญ ฟรี! สูงสุด 30 วัน* ให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ มีสิทธิ์ได้รับ ‘สินเชื่อเงินสดทันใจ”จากแกร็บ โดยมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท** พร้อมรับดอกเบี้ยคืนสูงสุด 300 บาท นอกจากนี้ แกร็บยังมอบสิทธิประโยชน์เสริมอื่นๆ ได้แก่ แจกส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุดถึง 2,400 บาทต่อคน** สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสั่งซ้ำและเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหาร ยกเว้นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือ 0% บริการกินที่ร้าน (Grab Dine Out) เป็นระยะเวลา 30 วัน สำหรับทุกร้านค้าใหม่ แจกฟรีสื่อ ณ จุดขายและอุปกรณ์ตกแต่งร้าน สำหรับ 10,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จ ให้เครดิตสำหรับการโฆษณาผ่าน GrabAds มูลค่า 400 บาท สำหรับทุกร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอป GrabMerchant เพื่อใช้โปรโมตร้านหรือสร้างแคมเปญโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น มอบส่วนลดสำหรับค่าบริการระบบจัดการร้านอาหารจาก SilomPOS ครึ่งราคา ระยะเวลานาน 1 ปี มูลค่าสูงสุดถึง 14,950 บาท จัดเต็มสื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาด โดยแกร็บ ใช้งบกว่า 200 ล้านบาทเพื่อร่วมโปรโมตแคมเปญผ่านสื่อโฆษณาครบวงจร พร้อมดึงดาราดังร่วมสร้างสีสันและการรับรู้ในวงกว้าง นำโดย เบลล่า-ราณี, เจมีไนน์-นรวิชญ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์, สกาย-วงศ์รวี, นานิ-หิรัญกฤษฎิ์, หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ และ ออม-กรณ์นภัส สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เพียงทำการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิบนแอปฯ ถุงเงิน และเลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ เข้าแบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส บนแอป GrabMerchant คลิกดูรายละเอียด และกด ‘ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข’ ตรวจสอบ ‘เลขประจำตัวผู้เสียภาษี’ ให้ตรงกับในแอปถุงเงิน เข้าแอปถุงเงิน กด ‘สมัครฟรี’ ที่แบนเนอร์ เลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแพลตฟอร์ม Grab คัดลอก ‘รหัสร้านค้า’ จากแอป GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูลบนแอปถุงเงิน ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP ได้รับข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ * เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://merchant.grab.com/th-th/blog/halfhalf25 ** กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย 25% – 33% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อ Alternate-X สรุปให้ แกร็บ ประเทศไทย อัดงบการตลาดกว่า 200 ล้านบาท ร่วมสนับสนุนนโยบาย ‘Quick Big Win’ ผ่านโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ลดค่าคอม GP เหลือ 7% หนุนร้านอาหารกว่า 800,000 รายทั่วประเทศ มอบสิทธิพิเศษร้านค้า 9 เด้ง ทั้งโปรโมชันลด GP, สินเชื่อดอกเบี้ยคืน และเครดิตโฆษณา GrabAds ลูกค้ารับส่วนลดสูงสุด 2,400 บาทต่อคน พร้อมโปรส่งฟรีและกินที่ร้าน GP 0% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ดันยอดขายร้านอาหารโตทั่วประเทศ
ทรีนีตี้ กลับมาแล้ว!! คว้ารางวัลใหญ่ อันดับ 1 TFEX Broker Champion
บล. ทรีนีตี้ คว้ารางวัลใหญ่ อันดับ 1 TFEX Broker Champion จากงานสัมมนาพิเศษ “TFEX Snapshot เสริมพอร์ตลงทุน แกร่ง ทน ทุกสภาวะตลาดด้วย TFEX” เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมียอดการเปิดบัญชี TFEX สูงสุด อันดับ 1 จากงานสัมมนาพิเศษ “TFEX Snapshot เสริมพอร์ตลงทุน แกร่ง ทน ทุกสภาวะตลาดด้วย TFEX” ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ TFEX และลงทุนแมน อย่างไรก็ตาม การได้รับรางวัลในครั้งนี้นับเป็นการได้รับรางวัลเป็นครั้งที่ 3 สำหรับการกลับมาของ บล. ทรีนีตี้ โดยที่ผ่านมาได้รับรางวัล TFEX Broker Champion อันดับ 3 ในงานมหกรรมการลงทุน SET in the City 2025 และ อันดับ 1 ในงาน TFEX Station : ฝ่าวิกฤต พิชิตทุกพอร์ต กลยุทธ์เอาตัวรอดในยุคผันผวน จัดโดย TFEX และ Trader KP ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอขอบคุณลูกค้าที่ได้ให้ความสนใจ และไว้วางใจในการเปิดบัญชีที่ผ่านมา
สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ ล็อกอินแอปครั้งแรก รับส่วนลดเครื่องดื่มอินทนิล 50%
บางจากกรีนไมลส์ ชวนดาวน์โหลดแอปฯร่วมสมาชิกครั้งแรก ให้ส่วนลด 50% เครื่องดื่มอินทนิล ในทุกเมนูได้หมดถ้าสดชื่น รวมกว่า 2.8 แสนสิทธิ์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มอบสิทธิพิเศษสุดคุ้มให้แก่สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ (Bangchak GreenMiles) เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลเพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชันบางจากและเข้าสู่ระบบสมาชิกครั้งแรก รับทันทีคูปองส่วนลด 50% สำหรับซื้อเครื่องดื่มอินทนิล โดยรับสิทธิ์ได้ในฟีเจอร์ “คูปองของฉัน” เมนูที่ร่วมรายการ ได้แก่ เอสเพรสโซ่เย็น, อเมริกาโน่เย็น, โกโก้เย็น, ชาเขียวลาเต้เย็น (22 ออนซ์) และชาไทยพรีเมียมลาเต้สูตรดั้งเดิม (16 ออนซ์) จากราคาปกติ 60–65 บาท (1 สิทธิ์/สมาชิก) ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 รวมกว่า 280,000 สิทธิ์ตลอดโครงการ สำหรับแอปพลิเคชัน “บางจาก” ล่าสุดได้ปรับโฉมใหม่ที่มาพร้อมรูปแบบและฟีเจอร์ที่ใช้งานง่าย สะดวก และครบครันยิ่งกว่าเดิมเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ และยังทำให้ทุกการใช้จ่ายคุ้มค่า ยิ่งใช้ยิ่งได้ ยิ่งเติมยิ่งอัปเวล ดาวน์โหลดแอป “บางจาก” เวอร์ชันใหม่ได้แล้ววันนี้ ทั้งบน iOS / Android / Huawei : https://bit.ly/3YZxWQu เกี่ยวกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินงานใน 5 ธุรกิจหลัก คือ 1) กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน ผู้นำด้านการกลั่นน้ำมันของประเทศ ด้วยกำลังการผลิตรวมเกือบ 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex Refinery มาตรฐานระดับโลก 2 แห่ง คือโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนงและโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา จังหวัดชลบุรี ขยายสู่ธุรกิจการค้าน้ำมันผ่านบริษัทบีซีพี เทรดดิ้ง (BCPT) และต่อยอดเครือข่ายธุรกิจขนส่งเชื้อเพลิง ผ่านบริษัทกรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ (BFPL) รวมถึงลงทุนในธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF ผ่านบริษัทบีเอสจีเอฟ (BSGF) 2) กลุ่มธุรกิจการตลาด ส่งมอบ Greenovative Experience ผ่านเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,200 แห่ง เสริมด้วยธุรกิจ non-oil เช่น กาแฟอินทนิล ร้าน Lemon Green น้ำมันหล่อลื่น FURIO EV Charger รวมทั้งความร่วมมือกับพันธมิตรด้านอาหารหลากหลายและนำระบบดิจิทัลมาส่งมอบประสบการณ์ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ให้กับผู้ใช้บริการ 3) กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าพลังงานสะอาด ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด และการนำนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการการใช้พลังงานของผู้บริโภคและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย บมจ. บีซีพีจี ผู้นำธุรกิจพลังงานสะอาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค 4) กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ดำเนินการภายใต้ บมจ. บีบีจีไอ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพรายใหญ่ของประเทศและขยายสู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง 5) กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ ลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมผ่านการถือหุ้นใน OKEA ASA ประเทศนอร์เวย์ ที่เป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐานด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมดีที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจแนวใหม่ เช่น ธุรกิจ Battery as a Service สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า Winnonie และได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจ (BiiC) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง Carbon Markets Club เพื่อส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวิกฤตสภาวะภูมิอากาศและการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และร่วมก่อตั้งภาคีเครือข่ายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งอนาคต SynBio Consortium บางจากฯ ได้รับการจัดอันดับ Top 1% ระดับสูงสุดของโลกด้านความยั่งยืน ในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas Refinery and Marketing ใน S&P Sustainability Yearbook 2025 โดย S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ผู้จัดทำการประเมินความยั่งยืนดัชนี DJSI รวมถึงได้รับการจัดอันดับที่ 24 ใน Fortune Southeast Asia 500 และเป็นบริษัทไทยรายเดียวที่ได้รับการประเมินความยั่งยืน MSCI ESG Ratings ระดับ AA สูงสุดในกลุ่ม Oil & Gas Refining, Marketing, Transportation & Storage ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และได้รับการยกย่องจาก Financial Times ให้เป็น Asia Pacific Climate Leader ในปี 2024 นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล “สุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567” (Kincentric Best Employer Thailand 2024) เป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในกลุ่มธุรกิจน้ำมันของไทยที่ได้รับการยกย่องจากองค์กรชั้นนำระดับโลก บางจากฯ ตั้งเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bangchak.co.th/th/home
บาลานซ์พอร์ตโรงแรมสไตล์ SCX แผน 3 ปีมุ่ง JV พันธมิตรเน้นทำเล ‘Beach Front’
SCX กลยุทธ์บาลานซ์พอร์ตธุรกิจโรงแรมคลุมทุกไลฟ์สไตล์นักเดินทางเจนฯใหม่ แผน3 ปีเน้นทำเลเมืองเที่ยวติดชายหาด นำร่องเปิดเดอะสแตนดาร์ด พัทยา นาจอมเทียน มียอดจองเกิน90% รชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation ในเครือ SC Asset กล่าวว่า บริษัทฯวางแนวทางพัฒนาธุรกิจโรงแรม (SCX Hospitality) ภายใต้การร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรธุรกิจ (Strategic Partner) พัฒนาโครงการในทำเลเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิในจังหวัดชลบุรี จะมี 2 แห่ง ล่าสุดเปิดตัวโรงแรมแห่งแรกในจังหวัดชลบุรี คือ เดอะสแตนดาร์ด พัทยา นาจอมเทียน มีมูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท เป็นการร่วมทุน (Joint Venture) ระหว่าง บริษัท ชินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (SYNTEC) ถือหุ้นสัดส่วน 55% และ SCX สัดส่วน 45% โดยโครงการฯ วางตำแหน่งเป็นรีสอร์ตไลฟ์ สไตล์ ขนาด 161 ห้อง ขนาดพื้นที่รวม 25,000 ตารางเมตร บนที่ดินเช่าระยะยาวติดทะเลชายหาดนาจอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการวันที่ 21 ตุลาคม นี้ และเป็นแห่งที่ 3 ต่อจาก The Standard Hua Hin และ The Standard Bangkok รชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด “โครงการเดอะสแตนดาร์ด นาจอมเทียน พัทยา ในฝั่งของซินเท็คฯ จะเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ส่วนเอสซีเอ็กซ์ ดูในด้านการออกแบบ ดีไซน์ทั้งหมด” นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนพัฒนาโรงแรมรูปแบบอาคารสูง (high rise) เป็นแห่งที่สองในรูปแบบเจวี ภายใต้แบรนด์ไฮแอท (Hyatt) พร้อมใช้ที่ดินที่เป็นของบริษัทฯเอง คาดมีความชัดเจนในปี 2569 รชฎ กล่าวว่า การพัฒนาโรงแรมของบริษัทฯ ตามแผนดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารพอร์ตสมดุลธุรกิจ โดยในกลุ่มของโรงแรมระดับ4 ดาว (MidScale) จะเน้นทำเลในการเปิดให้บริการ มีอัตราค่าบริหารอยู่ที่ 2,000-3,000 บาทต่อคืน ซึ่งมีแบรนด์ ครอโม (KROMO) ทำตลาดโรงแรมมิดสเกล ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อ 24 กันยายน 2568 “เทรนด์นักเดินทางให้ความสำคัญกับประสบการณ์และมองหาไลฟ์สไตล์ ซึ่งการพัฒนาโครงการโรงแรมฯของเอสซีเอ็กซ์ ยังต้องการให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำ ด้วยการสร้างความเป็นยูนีคไม่เหมือนใครให้กับแบรนด์” นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดตัวโรงแรมโวโค (voco Bangkok Siam) ภายใต้ความร่วมมือกลุ่ม IHG วางตำแหน่งเป็นอัปสเกล (Upscale Hotel) ระดับบนมอบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกระดับพรีเมียม มูลค่าการลงทุนกว่า 2,300 ล้านบาทมีจำนวน 350 ห้อง คิดอัตราห้องพัก ราว 6,000-7,000 บาทต่อคืน คาดจะเปิดให้บริการในปี 2572 “ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรร่วมทุนที่เหมาะสม คาดมีความชัดเจนในปี2568 นี้” รชฎ เสริม พร้อมกล่าวว่า แนวทางการขยายธุรกิจดังกล่าวของบริษัท ยังมองประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุนในรูปแบบต่อยอดโครงการเดิมที่มีอยู่เพื่อนำมาพัฒนาต่อ (Brown Field) ในบางทำเลที่มีความน่าสนใจ ที่ผู้พัฒนา(Developer)ไม่ต้องการทำต่อ ซึ่งบริษัทฯอาจเข้าซื้อเพื่อนำมาพัฒนาต่อได้ โดยจะพิจารณาจากทำเลและราคา ในโครงการโรงแรมที่มีขนาด 200 ห้อง เป็นต้น รชฎ เสริมว่า “หากเป็นรูปแบบบราวน์ฟิลด์ จะสามารรับรู้รายได้ใน3 ปี ส่วนกรีน ฟิลด์ ซึ่งสร้างใหม่จะเร็วกว่าการเข้าไปรีโนเวท ใช้เวลารับรู้รายได้ราว 1 ปี ซึ่งทั้งสองแนวทางมีความเป็นไปได้หมด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา 5 ดีลในมือ และให้ความสำคัญกับทำเลบีช ฟร้อนต์ เป็นหลักเพื่อรองรับคนรุ่นใหม่ ภายใน 3 ปีนี้ และยังไม่มีแผนไปเมืองเชียงใหม่” จากแนวทางดังกล่าว จะสนับสนุนให้โรงแรมในเครือบริษัท มีความครอบคลุมทั้งไลฟ์สไตล์, ความหลากหลายสีสันทั้งมิดสเกล)และระดับบนอัปสเกล พร้อมวางเป้าหมายในปี 2572 จะสามารถให้บริการห้องพักรวม 2,000 คีย์ (Keys) จากปัจจุบันมีอยู่ 1,200 คีย์ ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมในเครือ อาทิ ย่าน ราชวัตร (YANH RATCHAWAT) ราว 60% ส่วนเดอะสแตนดาร์ดฯ ได้การตอบรับดีมียอดการจองที่พักสูงถึง 90% โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นนักเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) มากกว่า 70% และกลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate) กว่า 30% Alternate-X สรุปให้ SCX เดินเกมกลยุทธ์ ‘บาลานซ์พอร์ตโรงแรม’ ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ เปิด ‘เดอะสแตนดาร์ด พัทยา’ รีสอร์ตติดหาด ได้ยอดจองพุ่งเกิน 90% เตรียมเปิดโรงแรมแบรนด์ดัง Hyatt และ VOCO เสริมพอร์ตระดับกลาง–บน ใช้โมเดลร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรในทำเลท่องเที่ยวศักยภาพสูง ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนห้องพักแตะ 2,000 คีย์ภายในปี 2572 ตอบรับเทรนด์ท่องเที่ยวพรีเมียม
ร่างทอง ‘วัตสัน’ ทำโมเดลใหม่ลักซูฯแมปทำเลหรู ‘เอ็มควอเทียร์’ ดึงกำลังซื้อไฮเอนด์
‘วัตสัน’ ทำโมเดลร้านใหม่ใช้คอนเซ็ปต์ ‘New Store Experience’ ครั้งแรกแห่งเดียวในไทยบนทำเลทอง ‘เอ็มควอเทียร์’ ขยับแบรนด์รับกำลังซื้อชาวไฮเอนด์ใจกลางเมือง นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย ผู้ให้บริการธุรกิจร้านค้าปลีกพิเศษเพื่อสุขภาพและความงาม วัตสัน (Watson) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ขยายธุรกิจครั้งใหญ่ หลังดำเนินกิจการในไทย 29 ปี โดยเปิดตัวร้านโมเดลใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด New Store Experience Concept ในสาขาศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ สำหรับโมเดลสาขาฯ ดังกล่าว ถือเป็นร้านต้นแบบ ภายใต้แนวคิดการให้บริการเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ของความงาม สุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการชอปปิ้งครบวงจร ที่เข้าใจทุกความต้องการของผู้บริโภค และ เข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมือง นอกจากนี้ ร้านวัตสัน สาขาศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ในรูปแบบ New Store Experience Concept ยังเป็นการออกแบบ (Design)ใหม่ล่าสุด เป็นแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ผสมผสานความเรียบง่ายและความหรูหราเข้ากับความร่วมสมัยของสถาปัตยกรรมตัวอาคารอย่างลงตัว โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นสายของ ‘แม่น้ำเจ้าพระยา’ หรือ ‘Golden River’แม่น้ำสายสำคัญของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเส้นโค้งที่พลิ้วไหวในงานดีไซน์ภายในร้าน เปรียบเสมือนเกลียวคลื่นของแม่น้ำ ที่สะท้อนถึงความเป็นผู้หญิงและความงามที่นุ่มนวล แต่ยังคงความสง่างามและความทันสมัย ด้วยโทนสีเรียบง่ายอย่าง สีขาว สีเบจ สีน้ำตาล สีคอปเปอร์ และสีทอง เพื่อมอบประสบการณ์การชอปปิงที่แปลกใหม่และยกระดับให้กับลูกค้า นอกจากนี้ วัตสัน ยังร่วมกับแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ นำสินค้ากว่า 7,000 รายการ พร้อมแบรนด์พรีเมียมยอดนิยม อาทิ The Ordinary Dyson La glace 3CE Skinfood Foreo Torriden Bio Active รวมถึงแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟที่มีจำหน่ายเฉพาะที่วัตสันเท่านั้น เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านสุขภาพและความงามของลูกค้าได้อย่างครบครัน นวลพรรณ กล่าวว่า “การเปิดตัววัตสัน สาขาเอ็มควอเทียร์ เป็นก้าวสำคัญในการรุกทำเลศักยภาพสูง สาขาแห่งนี้ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของกลุ่มลูกค้าคนเมืองที่มีกำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยที่ใส่ใจในสุขภาพและความงาม และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่แสวงหาสินค้าคุณภาพพร้อมการเข้าถึงที่สะดวกสบาย” นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับร้านวัตสันในประเทศไทย และตอกย้ำถึงการเข้าถึงและความเข้าใจเชิงลึกเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและการเลือกสรรสินค้าคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองได้อย่างตรงจุด และสมบูรณ์แบบมากที่สุด ปัจจุบันร้านวัตสัน ในประเทศไทย มีจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขา พร้อมให้บริการในช่องทางวัตสัน ออนไลน์ Alternate-X สรุปให้ วัตสัน เปิดโมเดลร้านใหม่ ‘New Store Experience’ ครั้งแรกในไทยที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ยกระดับภาพลักษณ์สู่ความหรูหรา เจาะตลาดลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ใจกลางกรุงเทพฯ ดีไซน์ร้านได้แรงบันดาลใจจากเส้นสายของแม่น้ำเจ้าพระยา สื่อถึงความงามและความสง่างาม รวมสินค้ากว่า 7,000 รายการจากแบรนด์พรีเมียมและเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะวัตสัน ชูจุดแข็งการบริการครบวงจรทั้งสุขภาพและความงาม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่
5 ปีหน้า ‘อาร์ต ทอย’ โลก มูลค่าแตะ 3.99 แสนล.บาท ‘เอเชีย’ ตลาดใหญ่สุดโอกาสศิลปินไทย
กวิน อินเตอร์เทรด เปิดข้อมูลอาร์ตทอยมูลค่าเกิน 3 แสนล้านบาท เตรียมจัดใหญ่ครั้งแรกในไทยและอาเซียน งาน Licensing Show ASEAN 2025 รับตลาดไลเซนส์ขยายตัวทั่วโลก กวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการรายใหญ่ เปิดเผยว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมธุรกิจการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing) ทั่วโลกในปี 2567 คาดตลาดมีมูลค่ารวมสูงถึง 27.65 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 37.62 พันล้านดอลลาร์ฯ สหรัฐ หรือราว 1.37 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 36.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)ภายในปี 2574 ขณะที่เอเชียแปซิฟิกมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 32.5% ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจาก รายได้ที่เพิ่มขึ้น การขยายตัว ของเมือง การเติบโตของชนชั้นกลางใน จีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ยังรวมถึงเทรนด์สินค้าที่มาแรงที่สุด เช่น อาร์ตทอย จนเกิดกระแสนิยมในสไตล์ป๊อปคัลเจอร์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดอาร์ตทอยของโลกอยู่ที่ 8,517.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 3.12 แสนล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 36.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) คาดว่าจะขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 4.26 จนมีมูลค่าสูงถึง 10,938.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.99 แสนล้านบาท ในปี 2573 ซึ่งตลาดอาร์ตทอยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับศิลปินและนักออกแบบไทย ในการเจาะตลาด ขณะที่ อุตสาหกรรมแอนิเมชันในปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3,936 ล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ย 15% โดยประเทศไทย ถือเป็นแหล่งรับจ้างสำคัญของงานแอนิเมชัน และ CG/VFX จากจุดแข็งด้านบุคลากร และนักออก แบบคอนเทนต์ที่มีความสามารถ จำนวนมาก แต่ยังขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ กวิน กล่าวว่า เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมตลาดดังกล่าว พร้อมมองเห็นเป็นโอกาสของศิลปินและนักออกแบบไทย รวมถึงในภาคส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทฯ จัดงาน Licensing Show ASEAN 2025 เป็นครั้งแรกในไทยและอาเซียน เพื่อเชื่อมโยง ผู้แสดงสินค้าลิขสิทธิ์จาก ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2568 ณ ภิรัชฮอลล์ 1 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทคบุรี โดยงานฯ มีทั้ง ผู้ถือสิทธิ์แบรนด์ (Brand Owners) ตัวแทนลิขสิทธิ์ นักพัฒนาทรัพย์สิน ทางปัญญา (IP) และผู้ประกอบธุรกิจในหลากหลายประเภทสินค้าและบริการได้มาพบเจรจาต่อยอดธุรกิจผ่านโมเดล การอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ ซึ่งได้รับความนิยมและเติบโตอย่างมากในทั่วทุกภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่มีการเติบโตของตลาดอย่างรวดเร็ว “การจัดงาน Licensing Show ASEAN 2025 จะมีส่วนส่งเสริมอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์และช่วยให้ธุรกิจสามารถต่อยอดสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในทางกลับกันช่วยให้ธุรกิจจากอาเซียนสามารถส่งออก IP ของตนเองไปยังตลาดสากลได้” นอกจากนี้ การจัดงานฯ ยังเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการจัดงาน Licensing และ IP ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จากการแสดงสินค้าและบริการ พร้อมกิจกรรมอัพสกิลผู้ประกอบการผ่านการสัมมนาและเวิร์กชอปเชิงลึก 25 หัวข้อโดยผู้เชียวชาญครอบคลุมหัวข้อ อาทิ อนาคตอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์โดยผู้เชี่ยวชาญทรงคุณวุฒิจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา สูตรลับความสำเร็จของ Brand Licensing ในสินค้าผู้บริโภค ความสำคัญของ IP มีต่องานศิลปะและการออกแบบในปัจจุบันสำคัญอย่างไร กลยุทธ์ในการบริหารและปกป้องเครื่องหมายการค้า (Benz) การปกป้องงานสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าผลงาน สร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา ขยายธุรกิจด้วยแฟรนไชส์และทรัพย์สินทางปัญญา การ์ดเกมวางแผนเสริมสร้างความรู้พื้นฐานด้านทรัพย์สินทางปัญญา แข่งขันเพื่อเป็นผู้ที่ได้รับจดทะเบียน IP มากที่สุด เป็นต้น การจัดงานฯ ดังกล่าว ยังเชื่อมโยงโอกาสด้านการอนุญาตใช้ลิขสิทธิ์ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น แคแร็กเตอร์ แอนิเมชั่น อีสปอร์ต อีเกมส์ หนังสือ สินค้าไลฟ์สไตล์ ของสะสม และสื่อบันเทิง โดยรวม 50 บริษัทจาก 5 ประเทศ ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์ จัดแสดงความหลากหลายมากกว่า 150 คาแร็คเตอร์ ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐและเอกชนจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทยและอาเซียน โดยได้รับร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) สมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย (DCAT) สมาคมกีฬาอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย IDG Thailand บริษัทให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรมเพื่อธุรกิจ เป็นต้น สำหรับการจัดงานฯ ดังกล่าว จะเป็นเวทีให้เจ้าของลิขสิทธิ์ได้จัดแสดงผลงาน พบปะเจรจาธุรกิจกับนัก ธุรกิจค้าปลีก ผู้สนใจสร้างแบรนด์ให้เป็นที่นิยมและยังเป็นเวทีให้ความรู้ด้านธุรกิจลิขสิทธิ์ได้อย่างมีศักยภาพมากที่สุด และ เป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่มองหาลิขสิทธิ์กว่า 150 ชนิดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าของตนสามารถพบกับผู้แสดงจากห้าประเทศได้แบบตัวต่อตัว พร้อมคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเจ้าของสินค้า เจ้าของลิขสิทธิ์ไทยและต่างประเทศ ตัวแทนลิขสิทธิ์ นักศึกษาด้านศิลปะที่สนใจราว 2,000 คนจากทั่วประเทศและอีก 15 ประเทศ โดยตลอด 3 วันของการจัดงาน และจะสามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจราว 100 ล้านบาท ตลอด 3 วันของการจัดงานฯ ตอบรับมูลค่าตลาดการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด เตรียมจัดงาน Licensing Show ASEAN 2025 แสดงสินค้าและบริการระดับนานาชาติ สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนเข้างานได้ล่วงหน้าผ่าน https://eventpassinsight.co/el/to/lsa2518 Alternate-X สรุปให้ อุตสาหกรรม “อาร์ตทอย” ทั่วโลกคาดแตะ มูลค่า 3.99 แสนล้านบาทในปี 2573 โดยเอเชียเป็นตลาดใหญ่สุดและเติบโตเร็วที่สุด ดันโอกาสศิลปิน–นักออกแบบไทยเข้าสู่ตลาดลิขสิทธิ์โลก โดยบริษัท กวิน อินเตอร์เทรด เตรียมจัดงาน Licensing Show ASEAN 2025 ครั้งแรกในไทยและอาเซียน เพื่อเชื่อมโยงผู้ถือสิทธิ์ นักสร้างสรรค์ และผู้ประกอบการกว่า 5 ประเทศ งานนี้มุ่งผลักดันไทยเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจลิขสิทธิ์และ IP” ของภูมิภาค พร้อมเวิร์กชอปและสัมมนา 25 หัวข้อจากผู้เชี่ยวชาญด้าน IP และ ยังเป็นเวทีเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยต่อยอดผลงานสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทั้งอาร์ตทอย แอนิเมชัน และคาแรกเตอร์ดีไซน์ คาดสร้างมูลค่าทางธุรกิจไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท ตลอดการจัดงาน 3 วัน
ต้นแบบทริปลักซูรี่ หลัง BDMS X ศรีพันวา กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าผ่านเที่ยวเชิงสุขภาพ
‘เวลเนส รีทรีต ’BDMS Wellness Clinic x Sri panwa หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยสู่สากล หลังคว้า 2 รางวัลท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-ความยั่งยืน หลังความร่วมมือระหว่าง กลุ่ม BDMS เวลเนส คิลนิก (BDMS Wellness Clinic) ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต และโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ภายใต้โครงการ Wellness Retreat ได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อ พัฒนาโครงการ ‘Wellness Retreat’ ในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism) ที่นำทั้งการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) จาก BDMS Wellness Clinic เข้ากับ ประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียม ของโรงแรมศรีพันวา และบริการทางการแพทย์ครบวงจร จากโรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต พร้อมรองรับทริปเพื่อสุขภาพในระดับพรีเมียม ทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สนใจ Medical & Wellness Tourism กลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้บริหาร สายขภาพที่ต้องการ ‘พักผ่อนแบบได้ดูแลตัวเอง’ รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงาน และ วัยเกษียณที่เน้น การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ภายในพร็อพเพอร์ตี้โรงแรมลักซูรี่อย่าง ศรีพันวา ภูเก็ต จากความร่วมมือดังกล่าว ล่าสุด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบ 2 รางวัลทรงเกียรติให้กับโครงการฯ ได้แก่ รางวัลยอดเยี่ยมด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism: Thailand Tourism Excellence Awards) ในสาขา Destination Spa & Wellness หนึ่งในสุดยอดผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นและคุณภาพยอดเยี่ยมในระดับสากล รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards) ให้กับผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการความยั่งยืน ‘สงกรานต์ อิสสระ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ด้วยศักยภาพทำเล ‘ศรีพันวา’ เป็นโรงแรมที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งแนวคิดความยั่งยืนถือเป็นพันธกิจที่ต้องยึดมั่น เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดีขึ้นให้กับประเทศไทยและโลกของเรา ไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพที่ต้องสอดประสานกับการรักษ์สิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ขณะที่ โครงการ BDMS Wellness Clinic x Sri panwa ยังเป็นทั้งการส่งมอบสุขภาพดีผ่านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เป็นมิตรต่อโลก เพื่อให้ผู้คนได้มีชีวิตที่แข็งแรงและยั่งยืน “ศรีพันวา ยังมีส่วนร่วมส่งต่อความยั่งยืน โดยเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ อย่างการลดใช้พลาสติก เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นมิตรกับธรรมชาติในทุกก้าวของการเดินทาง” ด้าน นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการจำกัด (มหาชน) หรือ BDMS กล่าวว่าการได้รับรางวัลฯ ดังกล่าว ยังสะท้อนความมุ่งมั่นของ BDMS Wellness Clinic และโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต ในการผสานแนวคิดด้านสุขภาพเข้ากับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบทั้งในมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ทั้ง การเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนวัตถุดิบท้องถิ่น การพัฒนาบุคลากรในชุมชน รวมถึงการออกแบบบริการที่มีความรับผิดชอบและตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยการได้รับรางวัลในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการได้ความยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐานบริการรวมถึงความมุ่งมั่นต่อการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับโลก ขณะที่ แนวคิดโครงการฯ ได้ออกแบบประสบการณ์ด้านการพักผ่อน พร้อมนำศาสตร์การดูแลสุขภาพองค์รวมที่วัดผลได้ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์หรือที่เราเรียกกันว่า Scientific Wellness เข้ากับศาสตร์แห่งการพักผ่อน ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เพื่อให้ตอบโจทย์สุขภาพการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพ ภูเก็ต มุ่งมั่นสู่การเป็นพันธมิตรทางการแพทย์ในระดับภูมิภาคที่สามารถต่อยอดไปได้ในระดับสากล เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงลึกอย่างต่อเนื่องให้กับผู้เข้าร่วมโปรแกรม BDMS Wellness Clinic x Sri panwa ด้วยบริการทางการแพทย์ในมิติที่หลากหลาย ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยความพร้อมของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมความเข้าใจในบริบทของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สำหรับ ‘รางวัลแห่งความยั่งยืน (Thailand Tourism Sustainability Awards)’ ที่ BDMS Wellness Clinic x Sri panwa ได้รับ ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเวที Thailand Tourism Awards ในปีนี้ ด้วยเป็นปีแรกที่มีการจัดมอบรางวัลประเภทนี้ เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่มีความโดดเด่นในการบริหารจัดการธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) เป็นรางวัลเชิดชูผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยที่มีคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวอย่างยอดเยี่ยม และมุ่งสู่ความยั่งยืน เพื่อยกระดับ พัฒนา สร้างคุณค่า และมูลค่าของสินค้าทางการท่องเที่ยวไทยสู่ระดับสากล โดยงานมอบรางวัลนี้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุก 2 ปีมาเป็นเวลา 30 ปี และในปีนี้นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 15 โดยมีการมอบรางวัลใน 5 ประเภทหลัก ได้แก่ ประเภทแหล่งท่องเที่ยว ประเภทที่พักนักท่องเที่ยว ประเภทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประเภทรายการนำเที่ยว ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน ศรีพันวา ภูเก็ต โรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต โครงการบ้านพักตากอากาศ และโรงแรมหรู แบบพูลวิลล่า ตั้งอยู่บนหาดส่วนตัว ปลายสุดของแหลมพันวา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต บนเนื้อที่ 85 ไร่ วิลล่าของศรีพันวา ด้วยบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว พร้อมเปิดให้เห็นท้องทะเลอันดามันพร้อมหมู่เกาะล้อมรอบ วิลล่าทุกหลังมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลสูงประมาณ 40 – 60 เมตร มีสิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมสันทนาการมากมาย สปา เวลเนส ลานโยคะ ฟิตเนส สนามเทนนิส สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ โดยเปิดโซนใหม่ล่าสุด ‘Yaya’ ห้องพัก Pool Suite โซนใหม่ 24 ห้อง พร้อมห้องประชุมจัดเลี้ยง (convention) ความจุ 400 คน รวมถึงรูฟท็อปแห่งใหม่ TU Bar และ Baba Soul Cafe เปิดให้บริการเมื่อเร็วๆนี้ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก วางตำแหน่งการให้บริการ ในรูปแบบศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ ทั้งกายและใจ Alternate-X สรุปให้ ความร่วมมือระหว่าง BDMS Wellness Clinic และ ศรีพันวา ภูเก็ต ภายใต้โครงการ Wellness Retreat สร้างโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ผสานการดูแลเชิงป้องกันกับการพักผ่อนระดับลักซูรี โดยโครงการได้รับ 2 รางวัลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ด้าน Wellness และ Sustainabilityตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก
กินบุฟเฟต์แบบใดให้ยั่งยืน ดุสิตปริ๊นเซสฯ เปิดไลน์ใหม่ Seafood Paradise กลยุทธ์ดึงนิว เจนฯ
เมื่อ ‘การกินอย่างมีความหมาย’ กลายเป็นเทรนด์บริโภคคนรุ่นใหม่ ‘ดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์’ เปิดตัว ‘Seafood Paradise’ เสริมภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลกตอบโจทย์สายกินนิวเจนฯ ปักหมุดแบรนด์บุฟเฟต์ซีฟู้ดพรีเมียม แห่งกรุงเทพฯตะวันออก ในวันที่ตลาดบุฟเฟต์พรีเมี่ยมในกรุงเทพฯ แข่งขันกันอย่างดุเดือด โรงแรมระดับกลาง–บนต่างงัดกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องการทั้ง “คุณภาพและคุณค่า” ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นเทรนด์หลายโรงแรมต่างงัดกลยุทธ์ที่สร้างความสมดุลระหว่างความอร่อยกับความยั่งยืน หนึ่งในผู้เล่นที่ก้าวนำเทรนด์นี้คือ โรงแรมดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ ในเครือ Dusit International ที่ล่าสุดได้เปิดตัวไลน์บุฟเฟต์น้องใหม่ภายใต้ชื่อ “Seafood Paradise: From Sea to Flavourful Feast” นี่ไม่ใช่เพียงการอัปเดตเมนูบุฟเฟต์ประจำฤดูกาลเท่านั้น แต่คือ “Brand Movement” ที่สะท้อนทิศทางใหม่ของโรงแรมในเครือดุสิต ซึ่งตั้งใจรุกตลาดซีฟู้ดบุฟเฟต์พรีเมี่ยมในย่านกรุงเทพตะวันออก พร้อมวางตัวเป็น “จุดหมายของการกินอย่างมีความหมาย” (Meaningful Dining Destination) ที่ตอบโจทย์ทั้งคนเมืองและกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ความอร่อยที่มีสตอรี่ เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องอาหาร The Square One ชั้น G ของโรงแรม กลิ่นหอมของซีฟู้ดสดใหม่และกลิ่นเนยกระเทียมจากเตาย่างลอยอบอวลต้อนรับอย่างอบอุ่น แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังจานอาหารเหล่านี้กลับมี “เรื่องราว” มากกว่าเพียงความอร่อย เชฟใหญ่ของโรงแรมเล่าว่า วัตถุดิบหลักในบุฟเฟต์ชุดนี้กว่า 80% มาจากแหล่งชุมชนชายฝั่งใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเพาะเลี้ยงอย่างรับผิดชอบเช่น ทะเลคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ และ ชุมชนริมน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งให้ความสำคัญกับการประมงตามฤดูกาล ไม่จับเกินจำเป็น และรักษาสมดุลของระบบนิเวศ จุดแข็งของ “Seafood Paradise” ไม่ได้อยู่แค่ความสดของวัตถุดิบ แต่คือการนำเสนอในสไตล์พรีเมี่ยมที่เข้าถึงได้ด้วยราคาเพียง 1,175 บาทสุทธิ/ท่าน (และลดเหลือ 999 บาทสุทธิ สำหรับสมาชิก Dusit Gold) ทำให้บุฟเฟต์ซีฟู้ดที่มาพร้อมบริการระดับโรงแรมกลายเป็นประสบการณ์ที่นักชิมหลายรายสามารถเข้าถึงได้ ในไลน์อาหารกว่า 30 เมนู ไฮไลต์ที่เรียกเสียงว้าว!! จากแขกทุกโต๊ะคือ กุ้งแม่น้ำย่าง ตัวโต มันเยิ้ม ย่างหอมด้วยถ่านไม้ ปูม้าเนื้อแน่น สดจากคลองด่าน เสิร์ฟคู่ซีฟู้ดซอสสูตรเฉพาะของเชฟ หอยนางรมสดบางปะกง ที่เสิร์ฟบนหินเย็น คู่เครื่องเคียงแบบไทย ซุปข้นล็อบสเตอร์ เข้มข้นแต่กลมกล่อม ขนมจีนน้ำยาปู ที่ใช้เนื้อปูจริงแบบไม่หวงวัตถุดิบ และยังมี สเต็กวากิว, แซลมอนซาชิมิ, พาสต้า พิซซ่าอบร้อน, ก่อนจะปิดท้ายด้วยขนมหวานอย่าง ข้าวเหนียวมะม่วง, ไอศกรีมโฮมเมด และทีเด็ดคือ ‘มรกตมะพ้ราวอ่อน’ ไม่หวานเกินไปแถมหอมกะทิกำลังดี อร่อยลงตัว บรรยากาศในห้องอาหารตกแต่งด้วยโทนอบอุ่น สะท้อนกลิ่นอายร่วมสมัย ทำให้ห้องอาหาร The Square One กลายเป็นที่พักใจในมื้อพิเศษให้กับคนกรุงเทพตะวันออกโดยเฉพาะเมื่อมาทานพร้อมหน้าพร้อมตากับคนพิเศษหรือคนในครอบครัว ‘ใส่ใจโลก’ พร้อมกับ ‘ใส่ใจแขก’ เมื่อมองภาพรวมของเครือ Dusit International เราจะเห็นการเปลี่ยนผ่านจากแบรนด์โรงแรมที่โด่งดังเรื่อง “ความอบอุ่นแบบไทย” มาเป็นแบรนด์ที่มี จุดยืนด้านความยั่งยืน ชัดเจน ภายใต้เฟรมเวิร์ก ‘Tree of Life’ ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับ ผู้คน (People), โลก (Planet) และ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ (Prosperity) ไปพร้อมกัน เมื่อนำแนวปฏิบัติเหล่านี้มารวมเข้ากับแคมเปญอาหารอย่าง “Seafood Paradise” ใน ดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ แนวคิดการบริการแบบยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงไอเดียบนกระดาษ แต่ได้กลายเป็น ตัวตนของแบรนด์ ที่แสดงออกผ่านทุกจานอาหาร ทุกเมนู ทุกขั้นตอนการให้บริการ การเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นที่เพาะเลี้ยงอย่างรับผิดชอบ เช่น การจับตามฤดูกาลหรือแนวทางอนุรักษ์ทางทะเล จะช่วยเติมเต็มแนวคิดจากชุมชนสู่โรงแรม (Locality + Sustainability) ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของกลยุทธ์ Dusit Graciousness โดยเปิดให้บริการทุกวันศุกร์และเสาร์ เวลา 18:00 – 22:00 น. ณ ห้องอาหาร สแควร์วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป รายงานจาก Euromonitor International ที่เปิดเผยในปี 2025 ระบุว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ในเอเชียมากกว่า 65% ให้ความสำคัญกับอาหารที่มาจากแหล่งผลิตยั่งยืน และพร้อมจ่ายเพิ่มหากแบรนด์มีความโปร่งใสและมีจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Euromonitor International ระบุอีกว่า สินค้าที่มีจุดขายด้านความยั่งยืน มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) เร็วกว่าสินค้าที่ไม่มีแนวทางดังกล่าวถึง 1.1 เปอร์เซ็นต์จุด จากการสำรวจระหว่างปี 2020–2023 นอกจากนี้ การสำรวจในภูมิภาคเอเชียในปี 2023 ยังพบว่า 45% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการ เมื่อเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่ม โดยราว 55% ของผู้บริโภคระบุว่าการลดการใช้พลาสติกเป็นหนึ่งในการกระทำด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุด ที่พวกเขาเลือกทำ ทั้งนี้ ในสายตาของผู้บริโภครุ่นใหม่ ความหมายของการใช้จ่ายเปลี่ยนไป พวกเขาไม่แค่มองหารสชาติที่ดี และ ประสบการณ์ที่หรู แต่ยังมองหา ความหมาย และ ผลกระทบที่ดี ที่แบรนด์สามารถนำกลับคืนให้โลกได้ไปพร้อมกัน Alternate-X สรุปให้ โรงแรม ดุสิตปริ๊นเซส ศรีนครินทร์ เปิดตัวบุฟเฟต์ซีฟู้ดแนวใหม่ “Seafood Paradise” กับแนวคิด กินอย่างมีความหมาย – Meaningful Dining ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่สายรักษ์โลก วัตถุดิบกว่า 80% มาจากชุมชนชายฝั่งใกล้กรุงเทพฯ ที่ทำประมงอย่างยั่งยืน เสริมจุดยืนแบรนด์ Dusit International ด้านความยั่งยืนภายใต้แนวคิด “Tree of Life” พร้อมมอบประสบการณ์บุฟเฟต์พรีเมียมในราคาจับต้องได้ เพียง 1,175 บาทสุทธิ
ยุทธศาตร์‘รามคำแหง’ ย้ำแกร่งเครือข่ายคลุมทุกภาค เป้าปี’68โต 40%รายได้เกิน 1.4 หมื่นล้าน
‘รามคำแหง’ ปรับใหญ่รอบ 37 ปี ย้ำเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 4 โรคในคนรุ่นใหม่แนวโน้มเพิ่ม เน้นลงทุนตามโอกาสปั้นแฟล็กชิปโรงพยาบาลในเครือครอบคลุมทุกภาค นพ.พิชญ สมบูรณสิน ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ปรับภาพลักษณ์(Rebranding) ครั้งใหญ่ หลังดำเนินกิจการโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในย่านย่านหัวหมาก-บางกะปิ และบริเวณโดยรอบมานานร่วม 37 ปี โดยปัจจุบันเป็นเครือข่ายธุรกิจโรงพยาบาลขนาดใหญ่เป็นอันดับ2 ของประเทศไทย พร้อมให้บริการเฉพาะทางมากกว่า 30 สาขา ด้วย 7 ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence – COE) ประกอบด้วยโรงพยาบาล 46 แห่งทั่วประเทศ รวม 7,800 เตียง แบ่งเป็น โรงพยาบาลหลัก 5 แห่งในกรุงเทพฯ โรงพยาบาล 13 แห่งในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โรงพยาบาลอีก 28 แห่งผ่านเครือข่ายกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ยังวางเป้าหมายจัดตั้งโรงพยาบาลเรือธง (Flagship) ใด้ครอบคลุมทั่วภูมิภาคของประเทศ โดยใช้จุดแข็งเครือข่ายโรงพยาบาลแบรนด์ต่างๆ ให้บริการแก่คนไข้ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง, สินแพทย์ เชี่ยวชาญการแพทย์เฉพาะทางโรค หัวใจ, สมองและระบบประสาท, ระบบภูมิแพ้โรคหู-คอ จมูก และ อายุรแพทย์มะเร็ง เป็นต้น เครือโรงพยาบาลธนบุรี เชี่ยวชาญการผ่าตัดหุ่นยนต์ในสาขาต่างๆ กลุ่มโรงพยาบาลวิภาราม รองรับการบริการทางการแพทย์ในผู้ป่วยระบบประกันสังคม/ผู้ป่วยหลักประกันถ้วนหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ยังวางแผนจัดตั้งโรงพยาบาลเรือธง(Flagship)ได้ครอบคลุมทั่วทุกมิภาคของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการแล้วในภาคเหนือ โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โรงพยาบาลขอนแก่นราม ภาคใต้เครือโรงพยาบาลธนบุรี รวมถึงในภาคตะวันออกมีเครือโรงพยาบาลวิภาราม เพื่อรองรับคนไข้ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) พร้อมดูแลกลุ่มผู้รักษาระบบประกันสังคม ด้วย นพ.พิชญ กล่าวว่า “จากความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญแพทย์เฉพาะทาง การบริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายจาก และเครือข่ายทางการแพทย์ที่ครอบคลุมพร้อมการส่งต่อผู้ป่วย เป็นจุดแข็งสำคัญของกลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ที่ต่อยอดไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในระยะยาว เพื่อให้แบรนด์โรงพยาบาลเป็นที่จดจำและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ในอนาคต” นอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ยังตอกย้ำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ใน 4 ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง คือ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจ, ศูนย์สมองและระบบประสาท, ศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง หู คอ จมูก และศูนย์สุขภาพเชิงบูรณาการ ด้านอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา “การรีแบรนด์กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหงจะยังไปพร้อทตอกย้ำความเชี่ยวชาญ 4 กลุ่มโรคดังกล่าว เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ครอบคลุม ที่ปัจจุบันพบว่าปัญหาโรคภูมิแพ้ เริ่มพบในวัยเด็กเพิ่มขึ้น และเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นหลายคนมีแนวโน้มการเจ็บป่วยทั้งในโรคเกี่ยวกับสมอง ทั้งตีบ หรือ ตัน ไปจนถึงถึงโรคหัวใจ รวมถึงโรคมะเร็ง ในอนาคต” ด้าน ดร.ฤกขจี กาญจนพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง และบริษัทในเครือ กล่าวว่า กลุ่มบริษัทฯ วางกลยุทธ์การขยายธุรกิจผ่านการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยให้ความสำคัญหลักการลงทุนในกิจการที่ให้บริการอยู่แล้ว จากแผนเดิมขยายธุรกิจโรงพยาบาลหลักในแต่ละภูมิภาค ขณะเดียวกัน ยังลงทุนในบางโครงการสร้างใหม่ การเข้าลงทุนในบริษัทย่อย ซึ่งจะมองหาจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเพื่อความยืดหยุ่นคล่องตัวและบริหารความเสี่ยงธุรกิจ มากกว่าการกำหนดงบประมาณเฉพาะต่อปี โดยแผนล่าสุด เตรียมขยายการให้บริการโรงพยาบาลรามคำแหง จังหวัดมหาสารคาม แนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับธุรกิจโรงพยาบาลที่แข่งขันรุนแรงในปัจุบันและสอดคล้องนโยบายประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางบริการทางการแพทย์และเวลเนส Medical Hub ของโลกด้วย ด้วยการให้บริการทางการแพทยที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหงมีรายได้หลักมาจากเงินสด และกลุ่มประกันสังคมจากกลุ่มโรงพยาบาลเครือวิภาราม F ดร.ฤกขจี กล่าวว่านอกจากนี้ กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง ยังตอกย้ำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ใน 4 ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง คือ กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์โรคหัวใจ, ศูนย์สมองและระบบประสาท, ศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง หู คอ จมูก และศูนย์สุขภาพเชิงบูรณาการ ด้านอายุรแพทย์มะเร็งวิทยา จากแนวทางดังกล่าวยังเปลี่ยนโฉมใหม่ของโรงพยาบาลรามคำแหง จาก Sick Care สู่ Health Care โดยในปี 2568 กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหง คาดการณ์เติบโต 40% หรือราว 14,495 ล้านบาท จากในปี 2567 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 10,228.87 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ กลุ่มโรงพยาบาลรามคำแหงประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 37 ปี ด้วยยุทธศาสตร์ขยายเครือข่ายโรงพยาบาลครบทุกภูมิภาค ผ่านโรงพยาบาลแฟล็กชิพ พร้อมวางแผนลงทุนทั้งกิจการเดิมและโครงการใหม่ เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง 4 โรคหลักของคนรุ่นใหม่ และผลักดันการเติบโตทางธุรกิจควบคู่คุณภาพการรักษาอย่างยั่งยืน รองรับประเทศไทยจุดหมายปลายทางสู่การเป็น Medical Hub แห่งเอเชีย
วัดพลัง ‘ลิซ่า’ ลูกสาวแห่งชาติ เตรียม อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ รอบใหม่ หลังรายได้เที่ยวไทยวืดเป้า 3 ปีติด
เมื่อ ททท. เลือก ‘ลิซ่า’ เป็นกลยุทธ์ซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทยในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ปี2569 มาดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากตลาดใหม่ หลังพลาดเป้ารายได้ 3 ปี อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยไม่ใช่แค่ ‘รายได้หลัก’ แต่คือเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ที่มีจังหวะขึ้นลงตามกระแสโลกอย่างชัดเจน!! โดยในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19 ปี 2562 ประเทศไทย มีรายได้จากการท่องเที่ยวพุ่งทะยานถึง 18–20% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติการณ์ สะท้อนพลังของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยต่อเนื่อง แต่เมื่อโลกหยุดเดินทาง พร้อม ‘ล็อค ดาวน์’ เพื่อสกัดการแพร่ระบาด แน่นอนว่ารายได้ในภาคส่วนการท่องเที่ยวนี้ได้หายไปเกือบทั้งระบบ ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2565 ให้กลับมามีสัดส่วนราว 7–12% ของ GDP (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและรายงานอุตสาหกรรม) พร้อมกับที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) วางเป้าหมายระยะยาวราว 30% ของ GDP ให้ได้ภายในปี 2573 ผ่านยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพนักท่องเที่ยว พร้อมสร้างสมดุลระหว่าง ‘ปริมาณ’ และ ‘มูลค่าใช้จ่าย’ เพื่อผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วง3 ปี (2566-2568) ที่ผ่านมา กลับพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในไทยมีความผันผวนทั้งได้เกินเป้าและหล่นเป้า จากแผนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้วางไว้ ปี 2566 จำนวนนักท่องเที่ยว ททท. วางเป้าหมาย 25 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจริงกว่า 28 ล้านคน รายได้รวม ททท. วางเป้าหมาย 5 ล้านล้านบาท มีรายได้รวมเข้ามาจริง 2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวต่างชาติ 1.2 ล้านล้านบาท และจากโครงการไทยเที่ยวไทย 8 แสนล้านบาท สะท้อนว่า ททท. สามารถบรรลุเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวได้เกินเป้าหมายที่วางไว้ แต่รายได้รวมไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2.5 ล้านล้านบาท ปี2567 จำนวนนักท่องเที่ยว วางเป้าหมาย 35 – 40 ล้านคน (โดยตัวเลข 35 ล้านคน เป็นเป้าที่ ททท. ยืนยัน และ 40 ล้านคนเป็นเป้าสูงสุดของรัฐบาล) มีนักท่องเที่ยวเข้ามาจริง (สรุปสิ้นปี2567) อยู่ที่ 35.54 ล้านคน รายได้รวม ททท. วางเป้าหมาย 5 ล้านล้านบาท มีรายได้รวมเข้ามาจริง2.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นต่างชาติ 1.67 ล้านล้านบาท และจากโครงการไทยเที่ยวไทย 9.5 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าในปี 2567 ที่ผ่านมา แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ ททท.วางไว้ 35 ล้านคน แต่รายได้รวมยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3-3.5 ล้านล้านบาท เช่นเดิม ขณะที่ ในปี 2568 นี้ รัฐบาลและททท. กลับตั้งเป้าหมายรายได้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวสุดท้าทาย โดยเมื่อต้นปี รัฐบาลวางจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดอยู่ที่ 40 ล้านคน (เท่าสถิติปี 2562) ส่วนททท.วางไว้ 39 ล้านคน ส่วนรายได้รวมวางเป้าหมายที่ 3.4 – 3.5 ล้านล้านบาท โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากสถานการณ์ตลาดต่างชาติโดยเฉพาะจีน ที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจโลก ทำให้หลายหน่วยงานประเมินว่าตัวเลขจริงจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุด จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามีนักท่องเที่ยวเข้าจริง 25.09 ล้านคน (สะสม 1 ม.ค. – 12 ต.ค. 68) ซึ่ง ททท. คาดการณ์ล่าสุด จะมีนักท่องเที่ยวสิ้นปีนี้ราว 33.4 – 35 ล้านคน ททท. โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์รายได้จากต่างชาติสิ้นปี 1.62 – 1.78 ล้านล้านบาท จากแนวโน้มดังกล่าว เรียกว่าเป็นโจทย์ยากที่ท้าทายอย่างมากสำหรับ ททท. ในฐานะหน่วยงานด้านที่รับผิดชอบการทำตลาดท่องเที่ยวโดยตรง ต่อการดึงนักเดินทางกลับมาได้เหมือนในอดีตก่อนช่วงโควิด หลังจากพลาดเป้ารายได้ต่อเนื่องตลอด 3 ปี ที่ผ่านมา วัดพลัง ‘ลิซ่า’ ลูกสาวแห่งชาติ ต่อการจะฟื้นความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวไทยให้คืนกลับมาโดยเฉพาะในตลาดต่างชาติ ล่าสุด ททท. ประกาศแผนร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล ในฐานะ ‘Amazing Thailand Ambassador’ เพื่อนำเสนอเสน่ห์ ความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของเมืองไทยในมุมมองใหม่ที่จะทำให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติร่วมค้นพบไปพร้อมกันกับ Amazing Thailand เพื่อดึงภาพลักษณ์ท่องเที่ยวชั้นนำสู่ตลาดโลก และโปรโมตการท่องเที่ยวไทยปี 2569 ด้าน ‘ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์’ ผู้ว่าการ ททท. ย้ำถึงบทบาท Amazing Thailand Ambassador ของ ‘ลิซ่า’ ในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของคนไทย ด้วยผลงานและความสำเร็จของเธอที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เจาะนักเดินทางรุ่นใหม่-คุณภาพ อย่างไรก็ตาม การเลือก ‘ลิซ่า’ มาร่วมงานในฐานะ ‘Amazing Thailand Ambassador’ ในครั้งนี้ หากมองในเชิงการตลาดแล้วภาพความเป็น ‘ลิซ่า’ ซึ่งถูกวางให้เป็นแบรนด์ในเชิงสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ ททท. ในการกระจายความเสี่ยงและเปิดตลาดใหม่ เพื่อทดแทนตลาดจีนที่หายไปอย่างชัดเจน อย่างจีน ในช่วงที่ผ่านมา โดยใช้พลังซอฟต์ พาวเวอร์ ของไทย และอิทธิพลความเป็นศิลปินที่มีภาพลักษณ์ระดับโลกที่อยู่ในตัว ‘ลิซ่า’เพียงคนเดียว เพื่อเข้าถึงกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่าง อินเดีย อาเซียน (มาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์) และตลาดตะวันตก นอกจากนี้ ‘ลิซ่า’ ยังอาจตอบโจทย์ตามยุทธศาสตร์ ‘คุณภาพนำปริมาณ’ (Value over Volume) เพื่อดึง ‘แฟนคลับคุณภาพสูง’ รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึงชาวจีนที่เดินทางลำพัง และมีกำลังซื้อสูง (High-End FIT) มาตามรอยและใช้จ่ายในไทยผ่านประสบการณ์เฉพาะตัวที่ลิซ่าถ่ายทอด เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายเพิ่มขึ้น หลังจากรายได้ต่อหัวของนักท่องเที่ยวไทยพลาดเป้ามาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ ‘ลิซ่า’ เติมความลักซูรี่ ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม หนึ่งในเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยตรง ด้าน ‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ ให้มุมมองหลัง ททท. ร่วมงานกับ ‘ลิซ่า’ ในฐานะ ‘Amazing Thailand Ambassador’ ว่าในทุกคอนเทนต์ เรื่องราวที่ลิซ่า มีส่วนร่วมจะได้รับความสนใจดูจากผู้คนจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังรวมถึงพลังของซอฟต์ พาวเวอร์ ต่างๆ ทั้งอาหาร สินค้า สถานที่ ฯลฯ ที่ ‘ลิซ่า’ เลือกหยิบขึ้นมาใช้หรือเดินทางไป ยังจะสร้างกระแสหรือมีอิทธิพลต่อคนหมู่มากให้ร่วมตามรอย ด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ‘ลิซ่า’ จะยังมีส่วนสนับสนุนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในระดับลักซูรี่ ได้ แต่ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังไทยจะยังคงคาแรกเตอร์ลักษณะแบบเดิมที่สอดคล้องกับบุคคลิกของการท่องเที่ยวไทย แต่อาจจะได้เห็นกลุ่มนักเดินทางจากอินเดีย และชาติใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้น ทดแทนตลาดจีน ที่หายไป Alternate-X สรุปให้ เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในอดีต (ปี 2562) เคยทำรายได้สูงถึง 18–20% ของ GDP แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะบรรลุเป้าหมาย แต่รายได้รวมกลับต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ต่อเนื่อง โดยบทเรียนสำคัญคือการขาดดุลด้าน ‘มูลค่าใช้จ่าย’ และความผันผวนจากการพึ่งพาตลาดเดิม (จีน) มากเกินไป และเพื่อเรียกความมั่นใจพร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและยั่งยืน ล่าสุด ททท. ประกาศแต่งตั้ง ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ เป็น ‘Amazing Thailand Ambassador’ โปรโมตการท่องเที่ยวปี 2569 ซึ่งการเลือกใช้ ‘แบรนด์ลิซ่า’ ยังเป็นกลยุทธ์ Soft Power เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย อาเซียน และตลาดตะวันตก ด้วย ‘ลิซ่า’ ถูกวางตำแหน่งให้ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ ‘คุณภาพนำปริมาณ’ (Value over Volume) เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง (High-End FIT) และยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยสู่ระดับ Luxury
เทรนด์สวยสายเฟิร์ม! XTHERMA เจาะยกกระชับใบหน้า รับตลาดความงามปี68 โต 7.6 หมื่นล.
แอมเพ็คฯ จับอินไซต์คนไทย หาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้นก่อนตัดสินใจทำหัตการใบหน้า ปรับกลยุทธ์พุ่งเป้า B2C เจาะตรงผู้บริโภค รับตลาดความงาม 7.6 หมื่นล้านบาทโตไม่แผ่ว สุมิตร เตชะสุขสันติ์ ประธานบริหาร บริษัท แอมเพ็ค เอซเธติค จำกัด บริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องมือทางการแพทย์ด้านความงามชั้นนำของไทยมาตรฐานระดับสากล เปิดเผยว่า กระแสความนิยม(เทรนด์)ความงามในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคนิยมใช้เครื่องยกกระชับมากกว่าการใช้สารเติมเต็ม จากแนวโน้มดังกล่าว มาจากปัจจัยหลัก การความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้ดูดีในแบบเป็นตัวเองมากที่สุด กระแส ‘Longevity’ ที่กำลังมาแรง และไม่ได้จำกัดเฉพาะการดูแลแค่สุขภาพกายเท่านั้น แต่เทรนด์ดังกล่าวยังส่งเสริมให้คนหันมาดูแลตัวเองแบบองค์รวม ด้วยการมีสุขภาพดีไปพร้อมกับการดูดีภายนอกด้วยใบหน้าที่อ่อนเยาว์และร่างกายที่เฟิร์มกระชับ “เทรนด์ดังกล่าว ทำให้ตลาดความงาม ได้รับอานิสงส์เติบโตไปพร้อมกัน” ทั้งนี้ บริษัทฯ มองเห็นโอกาสการเติบโตธุรกิจจากกระแสดังกล่าว โดยนำเข้าโปรแกรม ‘XTHERMA’ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการปัจจุบันของผู้บริโภคที่มองหานวัตกรรมที่มีส่วนช่วยให้ใบหน้าแลดูอ่อนเยาว์ ขณะที่ โปรแกรม ‘XTHERMA’ จาก ‘Tentech’ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ด้านความงามระดับโลก ถือเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการทำหัตถการยกกระชับ ด้วยราคาที่คุ้มค่ากว่าราว 20-30% โดยได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา หรือ FDA จากสหรัฐอเมริกา เกาหลี และไทย ด้วยประสิทธิภาพใกล้เคียงกับเครื่องระดับ Gold Standard ในตลาดประเทศไทยปัจจุบันที่อาจมีราคาสูงหรือบางเครื่องก็มีประสิทธิภาพไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการ สำหรับบริการโปรแกรมฯ ดังกล่าว เจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มคนวัยทำงาน กลุ่ม Successful Business Person ที่มีกำลังซื้อ รวมถึงในกลุ่มมองหานวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างและคุ้มค่า มีความกังวลเรื่องผิวหน้าและผิวตัวที่หย่อนคล้อย อยากดูดีขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้น สุมิตร กล่าวถึงแผนการทำตลาดผ่านการใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือ KOLs พร้อมกับกิจกรรมร่วมกับคลินิกพาร์ทเนอร์ โดยวางจุดยืนเป็น ‘Smart Choice’ ปลอดภัย คุ้มค่า แต่มีนวัตกรรมใกล้เคียงกับเครื่องระดับ Gold Standard พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งแผนการทำตลาดผ่านการสร้าง Brand Image ของแอมแพ็ค เพื่อทำตลาดเชิงรุกในรูปแบบธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C) เพิ่มขึ้น ด้วยมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงนวัตกรรมความงามได้ง่ายขึ้น มีข้อมูลรวมถึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับสินค้าหัตถการอย่างถูกต้องนอกเหนือจากการอ่านรีวิว จากเดิมบริษัทฯ เน้นเจาะกลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) เป็นหลัก มานานร่วม 22 ปี จากแนวทางดังกล่าว ‘แอมเพ็ค’ ตั้งเป้าการเติบโตในปี 2568 ในกลุ่มธุรกิจบริการเครื่องยกกระชับผิวโปรแกรม XTHERMA อยู่ที่70 ล้านบาทและในปี 2569 วางเป้าหมายการเติบโตที่ 250 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายรายได้ของบริษัทในภาพรวมมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 40% ต่อเนื่องทุกปี โดยสองปีที่ผ่านมาจนถึงสิ้นปีนี้ที่ บริษัทจะมียอดขายรวมตลอด มากกว่า 1,000 ล้านบาท คนรุ่นใหม่หาข้อมูลเองก่อน สุมิตร กล่าวต่อว่า กระแส (Trend) ความงามมีการปรับเปลี่ยน(Update) ตลอดเวลาทำให้บริษัทฯ อัปเดตตามเทรนด์อยู่เสมอเพื่อหาสินค้ามาตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค ด้วยคู่แข่งในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคเองก็หาความรู้มากขึ้น “การให้ข้อมูลจากฝั่งแบรนด์ถือเป็นหัวใจสำคัญ หากแบรนด์ที่สื่อสารกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องจะมีชัยไปกว่าครึ่ง ทำให้ปัจจุบันหลายๆ แบรนด์ที่เป็นผู้นำเข้าต่างก็เริ่มลงมาให้ข้อมูลเอง เพื่อสื่อสารให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงผลิตภัณฑ์ได้ดีกว่าเดิม” นอกจากนี้ จากเทรนด์ตลาดความงามที่เติบโตในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงความต้องการดูแลสุขภาพแบบยืนยาว ‘Longevity’ ที่ผลักดันให้ผู้คนต้องการมีสุขภาพดีแบบองค์รวม ทั้งสุขภาพกายพร้อมมีใบหน้าอ่อนเยาว์ คุ้มค่า ยั่งยืน โดยปัจจุบันธุรกิจความงามไม่ได้มุ่งเน้นเพียงศัลยกรรมตกแต่งเท่านั้น แต่ยังมีผู้บริโภคที่มองหาการดูแลตัวเองที่สอดคล้องกับความต้องการในช่วงเวลานั้นๆ อาทิ เลเซอร์ที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพผิว โปรแกรม Wellness & Anti-aging เพื่อชะลอวัย รวมถึงการยกกระชับและลดริ้วรอยให้ดูอ่อนเยาว์ ซึ่งเป็นการดูแลตัวเองที่เน้นความยั่งยืน มากกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการความรวดเร็ว ขณะที่ ธุรกิจความงามไทยเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีทั้งในแง่จำนวนผู้เล่นหน้าใหม่รวมถึงความต้องการของผู้บริโภค ทำให้เทรนด์ความสวยความงามต้องปรับเปลี่ยนไปตามความสนใจในแต่ละปี โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า เทรนด์ความงามที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากที่สุด ดังนี้ บริเวณใบหน้า คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 47% ลำตัวและแขนขา คิดเป็นสัดส่วน 16% ของจำนวนการใช้บริการทั้งหมด รวมถึง ความต้องการเสริมความงามที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัย โดยคาดว่ามูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 76,500 ล้านบาท โตกว่า 2.8% จากปีก่อน Alternate-X สรุปให้ ตลาดความงามไทยปี 2568 มีมูลค่ากว่า 7.6 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่องจากเทรนด์ดูดีแบบธรรมชาติ รับคนรุ่นใหม่หาข้อมูลเองก่อนตัดสินใจทำหัตถการ แทนการดูรีวิวเพียงอย่างเดียว เป็นโอกาส ‘แอมเพ็ค’ เปิดตัว XTHERMA เครื่องยกกระชับจาก Tentech มาตรฐาน FDA สหรัฐฯ เกาหลี และไทย พร้อมวางกลยุทธ์ “Smart Choice” เน้นปลอดภัย คุ้มค่า ใกล้เคียงเครื่องระดับ Gold Standard แต่ราคาย่อมเยา ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจยกกระชับ 250 ล้านบาทในปี 2569 เติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปี
บริการ KEX ในซูเปอร์มาร์เก็ต ช้อปเสร็จปุ๊ปส่งกลับปั๊ปแผน ‘กรูเมต์’ พาวัฒนธรรมไทยไปตลาดโลก
ศุภวุฒิ ไชยประสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ตและฟู้ด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวว่า ‘กูร์เมต์ มาร์เก็ต’ วางยุทธศาสตร์สู่การเป็น World Class Gourmet Destination โดยแนวทางดังกล่าว ประกอบด้วย 2 แกนหลัก คือ แกนแรก ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้ง ด้วยบริการโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ทั้งการส่งออกวัฒนธรรมและสินค้าไทยสู่ตลาดโลก และอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและเอ็กซ์แพตต่างชาติที่เดินทางมาไทย พร้อมขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดต่างประเทศผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ล่าสุด ร่วมมือกับ ‘เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส’ (KEX Express) เปิดจุดบริการส่งพัสดุในคอนเซ็ปต์ ‘Shop & Ship’ (ช้อป แอนด์ ชิป) โดยลูกค้าสามารถช้อปและส่งพัสดุ ‘ภายในประเทศ’ ได้ในที่เดียวครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทย ที่จุดบริการลูกค้ากูร์เมต์ มาร์เก็ต 5 สาขา ได้แก่ เอ็มควอเทียร์ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาท่าพระ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขางามวงศ์วาน เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ สาขาบางกะปิ นอกจากนี้ ยังขยายบริการส่งพัสดุ ‘ระหว่างประเทศ’ ที่สาขาเอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ สำหรับบริการใหม่นี้ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่ทำงานและพำนักอาศัยในประเทศไทย (Expat) โดยเฉพาะลูกค้ากูร์เมต์ มาร์เก็ต สาขาในเมือง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติราว 25 – 30% โดยสามารถส่งพัสดุไปยัง 3 ทวีป กว่า 30 ประเทศทั่วโลก ประกอบด้วย เอเชียและออสเตรเลีย: จีน, ฮ่องกง, มาเก๊า, ไต้หวัน, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินเดีย, ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อเมริกา: สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก ยุโรป: เบลเยี่ยม, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์, สเปน, อังกฤษ, ออสเตรีย, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ สำหรับจุดส่งพัสดุเคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (KEX Express) เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในช่วงปลายปี พร้อมบริการเด่นเพื่อประสบการณ์ Shop & Ship ที่สมบูรณ์แบบ ทั้งจำหน่ายกล่องพัสดุหลากหลายขนาดตามความต้องการ และส่งพัสดุทั้งในและต่างประเทศได้ทันที เพื่อลดความกังวลเรื่องน้ำหนักกระเป๋าเดินทางของลูกค้า แกนที่สอง ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับ เอสซีพีจี กรุ๊ป (SCPG Group) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และศูนย์การค้าชั้นนำของจีน ซึ่งมีเครือข่ายกว่า 200 แห่ง ครอบคลุม 55 เมืองทั่วประเทศจีน ภายใต้แนวคิด ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์ วัฒนธรรมสู่มูลค่า’ โดยนำร่องส่งออกสินค้าที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยสู่ตลาดจีนทุกมิติ ผ่านการนำอีเวนต์ ‘คัดไทย มาร์เก็ต’ ไปจัดในงาน ‘Super-V SCPG Hua Hua Festival’ (ซูเปอร์-วี เอสซีพีจี ฮัว ฮัว เฟสติวัล) เทศกาลสำคัญประจำฤดูร้อนของจีน เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนได้สัมผัสวัฒนธรรมไทยอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ไทยขยายตลาดและสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคจีน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทยในระดับสากล คุณศุภวุฒิ กล่าวว่า “ความร่วมมือทั้งสองแนวทางนี้ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย ผ่านการเชื่อมโยงกับผู้ค้าปลีกรายใหม่ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้า และการขยายฐานลูกค้าร่วมกันในตลาดโลก ภายใต้เดอะมอลล์ กรุ๊ป” Alternate-X สรุปให้ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เปิดบริการส่งพัสดุ “Shop & Ship” ร่วมกับ KEX Express ใน 5 สาขาพรีเมียม ให้ลูกค้าสามารถช้อปและส่งพัสดุทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุมกว่า 30 ประเทศใน 3 ทวีป เน้นตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ (Expat) ที่ต้องการความสะดวกและลดน้ำหนักกระเป๋า พร้อมขยายตลาดสินค้าไทยสู่ต่างประเทศผ่านพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์กับ SCPG Group ในจีน ด้วยกลยุทธ์ทั้งสองแกนนี้ จะช่วยยกระดับกูร์เมต์ มาร์เก็ตสู่ “World Class Gourmet Destination” พร้อมสร้างโอกาสธุรกิจให้ SME ไทย
INT มหิดลเฉลยทำไม? ‘ไทย’ ยังติดกับดักรายได้ปานกลาง เร่งปิด3 ช่องว่างสปีดเศรษฐกิจ
INT มหิดล สร้างวัฒนธรรมใหม่คนไทย กล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ตัวแปรหลักสร้างนวัตกรรมเกิดขึ้นจริง พาประเทศหลุดกับดักรายได้ปานกลาง รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) และนายกสมาคมวิชาชีพนักจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (AITP) เปิดเผยว่า INT มุ่งภารกิจหลักเป็น ‘ประตูสู่โอกาสทางนวัตกรรม’ เชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1. Venture Gateway to Growth สนับสนุนผู้ประกอบการและสตาร์ทอัป ต่างๆ (Startups) จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ผ่านโครงการบ่มเพาะ เช่น SPACE-F Accelerator ด้าน Food Tech และจัดตั้ง MU Holding เพื่อร่วมลงทุนกับ Venture Capital ระดับโลก 2. Technology Gateway to Impact บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ 3. Service Gateway to Well-being ให้บริการทางวิชาการและสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจและสังคมไทย “เพื่อรับมือปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แทบไม่มีประเทศใดก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้สำเร็จโดยไม่พึ่งพานวัตกรรม” นอกจากนี้ INT ยังมุ่งพัฒนาทุนมนุษย์ ทั้งด้านความสามารถพร้อมสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม ทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ และกล้าลองสิ่งใหม่ ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง รศ.ดร.วิริยะ กล่าวว่า ปัญหาที่ระบบนวัตกรรมไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบันคือการเชื่อมต่อองค์ความรู้ แม้เราจะมีงานวิจัยคุณภาพสูงและภาคธุรกิจที่ต้องการนวัตกรรม แต่ยังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสองภาคส่วนมาบรรจบกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมจำนวนมากยังไม่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยจะต้องเร่งปิดช่องว่าง 3 ประการได้แก่ 1. Speed Gap ระบบการทำงานของภาครัฐเคลื่อนไหวช้ากว่า ขณะที่ภาคเอกชนต้องการความรวดเร็ว 2.Purpose Gap นักวิจัยมุ่งสร้างองค์ความรู้เชิงวิชาการ ส่วนภาคธุรกิจมุ่งผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ 3.Capability Gap สองภาคส่วนอาจยังไม่เข้าใจศักยภาพและภาษาการทำงานของกันและกัน จึงต้องส่งเสริมความเข้าใจทุกภาคส่วน เพื่อให้ผลงานวิจัยของไทยสร้างผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่งบประมาณด้านวิจัยและนวัตกรรมของไทยในแต่ละปีไม่ได้น้อย เพียงแต่เรายังไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเห็นผลลัพธ์เชิงบวกหรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยหน้าที่ของสถาบัน INT และสมาคม AITP คือการ Synchronize เชื่อมโยง และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ ไปจนถึงการปิดช่องว่างระหว่างภาควิจัยและภาคเอกชน ทำให้งานวิจัยของไทยสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ และธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมได้จริง จากภารกิจและยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ INT ได้เร่งผลักดันผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย อาทิ จมูกอิเล็กทรอนิกส์ (E-Nose) ภายใต้ MUI Robotics บริษัท Startup นวัตกรรมที่สามารถแปลงกลิ่นให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล บริการตรวจวัดกลิ่นด้วยเทคโนโลยี โดยปัจจุบันได้รับทุนระดับนานาชาติและกำลังขยายการใช้งานในหลายภาคธุรกิจ แขนเทียมจากซิลิโคนและยางพาราดัดแปลง โดย Artimed บริษัท Startup สำหรับฝึกเจาะเลือดในทางการแพทย์ มีผิวสัมผัสใกล้เคียงกับมนุษย์ที่สุด ช่วยเพิ่มทักษะให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ภายใต้แบรนด์ Nutriflow ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนที่ต้องการดูแลสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากไปจนถึงผู้สูงอายุ มีสารอาหารครบถ้วนในหนึ่งมื้อ ดื่มง่าย รสชาติอร่อย เป็นต้น สำหรับผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมและงานวิจัยสู่การใช้งานจริง จับต้องได้ พร้อมเติบโตเป็นธุรกิจนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลต่อไป อย่างไรก็ตาม การผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก ต้องสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก โดย 3 เทรนด์นวัตกรรมสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และต้องทำในบริบทของประเทศไทย ได้แก่ 1.AI (Artificial Intelligence) เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันในด้านการสร้างหรือพัฒนา AI ขึ้นมาเองได้ทั้งหมด แต่เราต้องมีความสามารถในการใช้ประโยชน์จาก AI อย่างมีกลยุทธ์และชาญฉลาด 2.Sustainability ความยั่งยืนที่สอดคล้องกับสังคมไทย เช่นตอนนี้สิ่งที่เราควรเร่งแก้คือ PM5 มากกว่าการพูดเรื่องคาร์บอนเท่านั้น 3.Longevity & Wellness เป็นจุดแข็งที่ไทยควรต่อยอด เช่น สมุนไพรไทยและนวัตกรรมด้านความงาม ซึ่งสามารถทำให้ประเทศเรามีจุดยืนชัดในระดับโลกได้ โดยปัญหาหรืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมไทยไม่ใช่การขาดงบประมาณหรือขาดบุคลากร แต่คือความเชื่อว่าของไทยไม่ดี ดังนั้นทางแก้คือต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม สร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง แล้วจึงจะสามารถสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและยั่งยืนได้ ขณะเดียวกันจากแนวทางดังกล่าว ยังส่งผลให้ล่าสุด INT ได้รับรางวัล Prime Minister’s Award 2025 สาขาการพัฒนาทุนมนุษย์ (Best Contributor in Human Capital Development) จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ Alternate-X สรุปให้ สถาบันเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้สาเหตุไทยยังติดกับดักรายได้ปานกลาง เพราะขาดการเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม INT เดินหน้า “3 กลไกนวัตกรรม” เชื่อมมหาวิทยาลัยกับเอกชน — Venture, Technology และ Service Gateway เร่งปิดช่องว่าง 3 ด้าน “Speed–Purpose–Capability” เพื่อให้ผลงานวิจัยไทยต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง พร้อมสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมให้คนไทย “กล้าคิด กล้าทำ กล้าลอง” เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม สู่เป้าหมายยกระดับไทยสู่ประเทศนวัตกรรม แข่งขันได้ในเวทีโลก และหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
เมื่อต้านทานไม่ได้จงเข้าร่วม ‘ชาบูชิ’ มาแล้ว!! บุฟเฟต์ 259+บาท คลุม 72 สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วไทย
‘ชาบูชิ’ กับแผนการตลาด ‘Segmentation Marketing’ มาคุยกับลูกค้ารุ่นใหม่แบบเฉพาะกลุ่ม แต่ยังไม่ลืมดีเอ็นเอของแบรนด์เพื่อให้คนรุ่นเก่ารู้สึกคุ้นเคย พร้อมสร้างประสบการณ์ดึงคนรุ่นใหม่ให้อยากเข้ามา ด้วยกลยุทธ์ราคาบุฟเฟต์ 259+บาท ชิงกำลังซื้อผู้บริโภคที่เน้นความคุ้มค่าใน 72 สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต ด้วย ‘ชาบูชิ’ (Shabushi) แบรนด์ร้านอาหารแนวหม้อไฟสไตล์ญี่ปุ่นที่เข้ามาแนะนำตัวให้คนไทยได้รู้จักในยุคแรกๆ ที่ปัจจุบันมีอายุร่วม 24 ปี แล้ว ต่อการเดินทางของ ‘ชาบูชิ’ ในวันนี้ ต้องยอมรับว่าอยู่บนการแข่งขันในน่านน้ำเดือดจัดที่อาจต้องรวมอยู่ในตลาดบุฟเฟต์หม้อไฟมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท ที่มีผู้เล่นทั้งหน้าใหม่และรายเดิมเข้ามาชิงส่วนแบ่ง (กระเพาะ) ของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จากภาพรวมตลาดร้านอาหารกว่า 7 แสนล้านบาทในไทย ขณะที่ ‘ศสัย ตังเดชะหิรัญ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ได้ออกมารีเฟรชแบรนด์ ‘ชาบูชิ’ ครั้งใหญ่ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมาแบบยกเครื่อง สู่การเป็นแบรนด์ที่พูดกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง โดย ‘ชาบูชิ’ กลับมาทบทวนตำแหน่งทางการตลาดพร้อมย้ำจุดขายด้าน ‘ความครบ’ ไลน์อาหารที่มีทั้งเมนูซูชิ อาหารว่างเครื่องเคียงแนวญี่ปุ่น ที่มาพร้อมกับเมนูร้อนชาบู หม้อไฟ ให้เลือกวัตถุดิบบนสายพานในร้านเดียวกัน ด้วยจุดขายแตกต่างไปจากตลาดหม้อไฟ หรือแนวสุกี้ ที่แข่งขันสูงด้านความคุ้มด้วยกลยุทธ์ราคา ‘บุฟเฟต์’ ในตอนนี้ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ชาบูชิ’ ทวงแชมป์ ‘Top of Mind’ คนรุ่นใหม่ ทุ่มหมดหน้าตักเจาะตลาดฟู้ด 7 แสนล. จะดึงเจนใหม่กลับมาซ้ำ ต้องสร้างประสบการณ์ให้ว้าว ‘ชาบูชิ’ โฉมใหม่นำร่อง ‘ซีคอนฯ ศรีนครินทร์’ ล่าสุด ชาบูชิ เลือกใช้ กลยุทธ์การแบ่งกลุ่มทางการตลาด (Segmentation Marketing) เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าให้ตรงใจ และเป็นทางเลือกให้ได้มากที่สุด ภายใต้แนวคิด ‘Good Taste Great Time Never End’ หรือ “รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด” ที่ประกาศไว้เมื่อก่อนหน้านี้ สำหรับ ‘Segmentation Marketing’ ของ ‘ชาบูชิ’ ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจอยู่ที่ แบรนด์เลือกทำความเข้าใจความแตกต่างด้านพฤติกรรมและทำเล (Location-Based Behavior) ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อออกแบบประสบการณ์ที่เหมาะสมและตรงใจ โดยแต่ละเซกเมนต์ได้รับการพัฒนาให้มีจุดขายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ 1.สาขาใน ‘ห้างสรรพสินค้า’ (Department Store) สำหรับ ‘ชาบูชิ’ สาขาในห้างสรรพสินค้า หากแกะบุคลิกออกมาดูแล้วจะมีความเป็นไลฟ์สไตล์ควบคู่ประสบการณ์ ทำให้สาขาร้านในห้างฯ ถูกออกแบบให้รองรับความต้องการผู้บริโภคมองหาประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ โดยในช่วงที่มา ‘ชาบูชิ’ ได้พัฒนาและเปิดตัว ‘ร้านดีไซน์ใหม่’ เพื่อยกระดับประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นในทุกมิติทั้ง อาหาร บริการ และบรรยากาศ พร้อมเสนอจุดเด่น ‘Sushi-Master Station’ ครัวเปิดที่ให้ลูกค้าได้ชมทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ซูชิอย่างสดใหม่ คำต่อคำ พร้อมจัดเสิร์ฟอย่างพิถีพิถัน ให้กับลูกค้า พร้อมลยุทธ์ราคาบุฟเฟต์ มาตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละกลุ่ม แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ Regular Buffet” (สุขอิ่ม) ราคา 399 บาท+/คน Premium Buffet (สุขคุ้ม) 499 บาท+/คน Platinum Buffet” (สุขล้น) 599 บาท+/ท่าน ปัจจุบัน ร้านดีไซน์ใหม่เปิดให้บริการแล้วในหลายแห่ง อาทิ ประกอบด้วย ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G ซึ่งเป็นสาขานำร่อง เซ็นทรัล ขอนแก่น มาร์เก็ตวิลเลจ หัวหิน เกตเวย์ เอกมัย เซ็นทรัล พัทยา เซ็นทรัล ศาลายา เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล นครศรีธรรมราช จังซีลอน ภูเก็ต พร้อมแผนเปิดสาขาใหม่ เซ็นทรัล กระบี่ ในเร็วๆนี้ รวมถึงอยู่ระหว่างการขยายการปรับโฉมร้านดีไซน์ใหม่ในสาขาหลักทั่วประเทศ โดยเน้นศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อสร้างภาพจำแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนและทันสมัยในระดับประเทศ 2.สาขาใน ‘ไฮเปอร์มาร์เก็ต’ (Hypermarket) ขณะที่ ชาบูชิ สาขาใน ‘ไฮเปอร์มาร์เก็ต’ ถูกตีโจทย์ให้รองรับด้านความคุ้มค่าและความสะดวกสะบาย ของกลุ่มผู้บริโภค ทำให้ ‘ชาบูชิ’ ได้ออกแบบกลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในด้านราคาและความยืดหยุ่นในการเลือกบริโภค โดยเปิดตัวบุฟเฟต์ใหม่ ‘ซูเปอร์คุ้ม’ 259 บาท+ (บุฟเฟต์หมูหมู) ให้ความคุ้มด้วยเมนูชาบู – ชาบู เนื้อหมู เนื้อไก่ ลูกชิ้น และผักสด มาครบเมนูอาหารรับประทานเล่น พร้อมผลไม้ ไอศกรีม และเครื่องดื่ม รวมแล้วกว่า 50 เมนู นอกจากนี้ ยังเพิ่มทางเลือกอัปเกรดด้วย ‘คุ้มพลัส’ 39 บาท+ ด้วย 9 เมนูฮิต ทั้งกุ้งสด เนื้อฮารามิ เนื้อสไลซ์ และซีฟู้ดหลากชนิด ให้กับลูกค้าได้ตามความต้องการ อย่างไรก็ตาม ชาบูชิ ยังคงบริการบุฟเฟต์ ‘สุขอิ่ม’ 399 บาท+ สำหรับลูกค้าประจำที่ต้องการประสบการณ์เต็มรูปแบบ ทั้งชาบู – ชาบู ซูชิ และเมนูอาหารรับประทานเล่น เช่น กุ้งเทมปุระ ตลอดจนผลไม้ ไอศกรีม และเครื่องดื่ม รวมกว่า 70 รายการ ขณะที่ ปัจจุบัน ชาบูชิ เปิดให้บริการกว่า 72 สาขาทั่วประเทศในไฮเปอร์มาร์เก็ต ครอบคลุมทำเลหลัก เช่น บิ๊กซี, โลตัส, และคอมมูนิตี้มอลล์ต่าง ๆ (ดูสาขาที่ร่วมรายการ คลิก https://oishifood.com/page/shabushi-buffet259) ตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความคึกคักให้ตลาดร้านอาหารช่วงปลายปี แนวทางดังกล่าว สะท้อนการปรับตัวของแบรนด์ชาบูชิ ในฐานะแบรนด์รุ่นใหญ่ที่อยู่ในตลาดมากว่า 2 ทศวรรษ ให้เข้าถึงความเข้าใจลูกค้าเชิงลึกที่แบรนด์ใช้มาขับเคลื่อนการทำตลาดผ่านกลยุทธ์ Segmentation Marketing บนทำเลสาขาที่มองแล้วว่าจะได้การตอบรับสูงท่ามกลางการแข่งขันด้านความคุ้มค่าในตลาดร้านอาหารหม้อไฟ 2.5 หมื่นล้านบาทสุดเดือด ในเวลานี้ Alternate-X สรุปให้ ‘ชาบูชิ’ แบรนด์หม้อไฟญี่ปุ่น ธุรกิจร้านอาหารในเครือโออิชิ ใช้กลยุทธ์ Segmentation Marketing แบ่งตลาดตามทำเลและพฤติกรรมลูกค้าอย่างชัดเจน สาขาในห้างฯ ถูกยกระดับให้เป็นประสบการณ์พรีเมียมด้วยร้านดีไซน์ใหม่และ “Sushi-Master Station” ส่วนสาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ตเน้นความคุ้มค่า เปิดบุฟเฟต์ “ซูเปอร์คุ้ม 259 บาท” เจาะกลุ่มลูกค้าเน้นความคุ้มค่า ด้วยกลยุทธ์ใหม่นี้ช่วยให้ชาบูชิกลับมาครองใจคนรุ่นใหม่ พร้อมขยายภาพลักษณ์แบรนด์ให้สดทันยุค และตอกย้ำ Top of Mind Brand ในตลาดบุฟเฟต์หม้อไฟกว่า 25,000 ล้านบาท
ถอดรหัส ‘เจนนี่ ได้หมดฯ’ เมื่อแบรนด์ไม่ได้ซื้อแค่หน้าไลฟ์ แต่ยอมจ่ายให้ ‘ระบบขายที่คนดูพร้อมเปย์’
ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีปรากฎการณ์ไลฟ์มาราธอน (The Marathon Live) ยาวร่วม 17-18 ชั่วโมงของ ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ ที่สร้างยอดขายมหาศาลและเป็นไวรัล บนบัญชี ‘รัชนก สุวรรณเกตุ’ ช่องทางหลักที่เธอใช้ในการไลฟ์สดที่บนแพลตฟอร์ม TikTok Shop จุดเริ่มต้นหลังเจนนี่ฯ ได้ออกมาไลฟ์สดพูดถึงปัญหาภายในครอบครัว ก่อนจะกลายเป็นขายของออนไลน์ ด้วยมีเหล่าคนดังมาร่วมแท็คทีมไลฟ์ขายของกับเธอแล้วโกยยอดขายถล่มทลายแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งมีทั้ง กาละแมร์ พัชรศรี เบญจมาศ เพียง 10 นาที ยอดพุ่งแตะ 10 ล้านบาท ต้นหอม ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ไลฟ์แค่ 5 นาที ยอดทะลุ 5 ล้าน จนเจ้าตัวถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ น้องฉัตร เมกอัปอาร์ติสต์ชื่อดัง ทำยอดขายกว่า 2.6 ล้านใน 3 นาที พร้อมเอ่ยขอกราบขอบคุณกลางไลฟ์ นารา เครปกะเทย เผยอยู่กับเจนนี่เพียง 10 นาที ทำเงินกว่า 3 แสนบาท ถึงกับพูดขำๆว่าจะเฝ้าหน้าบ้าน 3 วัน ขณะที่ ‘ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ’ ก็ร่วมแจมพร้อมสร้างสีสันจนแฟนคลับแห่เอฟสินค้าของ ‘เอ๋ พรทิพย์ สกิดใจ’ (ภรรยา) จนได้ยอดขายหลักล้านบาทในช่วงไลฟ์มาราธอน โดยหลังไลฟ์สด ‘ป๋อ ณัฐวุฒิ’ ยังออกมายอมรับในความเป็น ‘สุดยอดนักขาย’ ของเจนนี่ ที่มีเทคนิคเฉพาะตัวและสามารถสร้างยอดขายได้จริง จนทำให้เขาซึ่งเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง ยกย่องให้ เจนนี่ฯ เป็น ‘อาจารย์’ ด้านการขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เลยทีเดียว จากดราม่าสู่ไวรัล ต่อปรากฎการณ์ยอดขายไลฟ์มาราธอนครั้งเดียวที่ใช้เวลาร่วม 18 ชั่วโมงในครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องมาจากกระแสดราม่าที่ร้อนแรงจาดปัญหาภายในครอบครัวระหว่าง ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ และ ‘แม่เกตุ’ คุณแม่ของเธอ ที่ออกมาโต้ตอบข้อมูลกันอย่างดุเดือด หนึ่งในชวนเหตุทำให้ ‘ชาวโซเชียล’ให้ความใส่ใจไม่แพ้กันบนโลกโซเชียล พร้อมกับที่กลุ่มแฟนคลับเองก็ต่างพร้อมให้กำลังใจเจนนี่ อย่างท่วมท้น จนตัดสินใจลุกขึ้นสู้ด้วยการจัดไลฟ์สดขายของแบบมาราธอน บนแพลตฟอร์ม TikTok Shop อย่างต่อเนื่องยาวนาน แน่นอนว่าผลลัพธ์ตามมาเกินคาด ด้วยการไลฟ์ครั้งนี้ทำลายสถิติส่วนตัวและสร้างยอดขายรวมให้กับแบรนด์ที่ว่าจ้างพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว มีบางแบรนด์ ทำยอดขายแตะ40 ล้านบาทได้ภายในเวลาไม่กี่วัน อีกด้วย รู้จัก ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ สำหรับ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น หรือชื่อจริง ‘รัชนก สุวรรณเกตุ’ เกิดปีพ.ศ. 2538 ปัจจุบันอายุ 30 ปี มีภูมิลำเนา จังหวัดนครศรีธรรมราช เส้นทางอาชีพของเจนนี่ เริ่มสร้างชื่อเสียงในปี พ.ศ. 2559 จากการแต่งเพลงประชดแฟนตัวเองในชื่อเพลง ‘ไม่สดชื่น’ ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง และ เจ้าของค่ายเพลงได้หมดถ้าสดชื่น ปัจจุบัน ‘เธอ’ เป็นผู้บริหารและกรรมการบริษัทหลายแห่ง ครอบคลุมทั้งธุรกิจบันเทิง ธุรกิจอาหาร และธุรกิจเครื่องสำอาง/อาหารเสริม โดยมีรายงานว่าธุรกิจรวมของเธอสามารถสร้างรายได้รวมในระดับร้อยล้านบาทต่อปี เปลี่ยนจากคนดูมาเป็นผู้ซื้อ ตัดภาพมาสู่ปรากฏการณ์ยอดขายร้อยล้านบาทที่กลายเป็นกระแสไวรัลในช่วงข้ามคืน ด้วยหากแกะออกมาดูทีละส่วนของความสำเร็จนี้ จะพบว่าสินค้า (Product) ที่เจนนี่ไลฟ์ขายส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer) ที่อยู่ในฐานะผู้ชม (Audience) ของเธอเองโดยตรง โดยกลุ่มสินค้าหลัก จะเป็นทั้งเครื่องสำอาง อาหารเสริม ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ที่สามารถสร้างยอดซื้อซ้ำได้ง่าย ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกับที่เหล่าคนดังข้างต้นเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าและนำมาทำการตลาดผ่านปรากฎการณ์ไลฟ์ มาราธอน ร่วมกับเจนนี่ ครั้งนี้ ขณะที่ ช่องทางขาย (Place) เธอใช้ช่องบัญชีชื่อของเธอเอง ‘รัชนก สุวรรณเกตุ’ บนแพลตฟอร์มชTikTok เพื่อสื่อสารตรงกับชาวโซเชียลที่ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะซึ่งยังเป็นฐานแฟนของเจนนี่ และกลายมาเป็นลูกค้าที่แข็งแกร่งของเธอบนช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีกลไกการขาย (Conversion Mechanism) จากการที่ เจนนี่ใช้กลยุทธ์การขายที่กำหนดเป้าหมายชัดเจนแบบตรงไปตรงมา เช่น คิดค่าตัวเป็นรายตะกร้าสินค้า (ต่อแบรนด์) ในอัตราที่ชัดเจน และเมื่อสินค้าในตะกร้านั้น ๆ มียอดขายถึงจำนวนที่กำหนด (เช่น 1,000 ออเดอร์) ก็จะมีการนำตะกร้านั้นออกและนำตะกร้าใหม่เข้ามาแทน โดยผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจากการไลฟ์ครั้งล่าสุด ยังทำให้หลายแบรนด์ที่เข้าร่วมไลฟ์มาราธอนกับเธอ ทำยอดขายทะลุเป้า บางแบรนด์ทำยอดขายได้ถึง 20,000 ออเดอร์ จากการไลฟ์ของเธอ แบรนด์จ่ายให้ประสิทธิภาพการขาย จากการปิดยอดขายสินค้าได้แบบทะลุเป้าทำให้แบรนด์สินค้าต่าง ๆ แห่กันมาจ้างเจนนี่ไลฟ์สด ด้วยสะท้อนถึงความเชื่อมั่นใน ‘อำนาจการขาย’ ของเธอในทั้งในช่วงเวลาและเทคนิคการขายที่ใช่ให้กับความน่าเชื่อถือในฐานะแม่ค้า ด้วยแบรนด์อาจเชื่อว่าไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพื่อ ‘อินฟลูเอ็นเซอร์’ แต่จ่ายเพื่อ ‘ระบบขายที่มีประสิทธิภาพ’ ที่สามารถเปลี่ยนผู้ชมให้เป็นลูกค้าได้จริง (Conversion Rate) โดยผลลัพธ์หลังไลฟ์ในครั้งนี้ แบรนด์ยังได้รับประโยชน์จากการที่สินค้าที่ขายดีของเจนนี่จะถูก TikTok Shop นำไปจัดอันดับเป็นท็อป โปรดักส์ และยังคงดันสินค้านั้นให้ผู้ใช้งานรายอื่น ๆ เห็นอย่างต่อเนื่องหลังจบไลฟ์แล้ว ทำให้ยอดขายยังคงวิ่งต่อไปได้อีกด้วย ไม่กั๊ก บอกเรทค่าจ้างได้หมดฯ นอกจากนี้ เจนนี่ ยังอยู่ในฐานะอินฟลูฯ ด้วยปัจจุบันช่อง รัชนก สุวรรณเกตุ ใน TikTok มีจำนวนผู้ติดตามสูงกว่า 19 ล้านคน แต่จากการไลฟ์มาราธอนของเธอ ที่สามารถปิดยอดขายได้สูงอย่างรวดเร็ว จนทำให้แบรนด์แห่เลือกใช้บริการเธอตามมาอีกมากในช่วงไม่กี่วัน ยังสะท้อนความสามารถในการทำยอดขายมากกว่าแค่จำนวนผู้ติดตาม เช่นกัน ขณะที่ เรทราคาเดิม (ข้อมูลจากปี 2567) มีรายงานค่าตัวไลฟ์สดอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท ต่อ 40 นาที หรือ 200,000 บาท สำหรับคลิปรีวิว 5-10 นาที ส่วนเรทราคาในยุค TikTok Shop (ที่มาแรงในตอนนี้) มีการปรับกลยุทธ์เป็น คิดราคาแบบเหมาตะกร้าหรือเหมาออเดอร์ เช่น 50,000 บาท ต่อ 1 ตะกร้า และหากต้องการดันยอดต่อก็เพิ่มอีก 50,000 บาท ทุก ๆ 1,000 ออเดอร์ถัดไป เรทนี้สะท้อนว่าแบรนด์ยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อแลกกับยอดขายที่การันตี อย่างไรก็ตาม ค่าตัวของเจนนี่ อาจไม่ได้อิงตามจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินจาก ‘ความสามารถในการปิดการขาย (Closing Power)’ และ ‘ยอดขายจริงที่สร้างได้’ ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์ให้ค่าสูงสุดในยุคไลฟ์คอมเมิร์ซ ขณะนี้ ความจริงใจ ทัชใจลูกค้า โดยในแง่การตลาดและแบรนด์ จากปรากฏการณ์ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น สะท้อนถึงพลังของ Authenticity & Emotional Marketing ค่อนข้างชัด ด้วยลูกค้าในยุคนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าจากโฆษณาที่สวยงามเสมอไป แต่พวกเขาซื้อจาก ‘ความจริงใจ’ และ ‘เรื่องราว’ (Storytelling) ที่มาจากการเปิดเผยเรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่เรียลและเข้าถึงง่าย ได้สร้างความผูกพันทางอารมณ์ที่ทรงพลังกว่าการโฆษณาใด ๆ ขณะเดียวกัน แบรนด์ย้ายจากยุคที่จ่ายเงินให้ Influencer ตามยอด Like และ Follower มาสู่ยุคที่จ่ายตาม ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง (Sales Conversion) ขณะที่ เจนนี่ เป็นตัวอย่างของครีเอเตอร์ ที่สามารถเปลี่ยนยอดวิวเป็นยอดขายได้ในอัตราที่สูงมาก ขณะเดียวกัน ยังเป็นการการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ของเจนนี่ สะท้อนถึง ดราม่าไม่ได้หมายถึงจุดจบเสมอไป หากสามารถจัดการและเปลี่ยน ‘กระแสลบ’ ให้กลายเป็น ‘แรงผลักดัน’ จนสามารถกอบกู้ภาพลักษณ์และสร้างผลลัพธ์ที่น่าทึ่งได้ จากไวรัล ดราม่า ที่เกิดขึ้นในช่วงสั้น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง อินฟลูฯ มาร์เก็ตติง โตแรง ไทยติด Top3 โลกใช้ TikTok ‘เอ้ก ดิจิทัล’ เปิดมาร์เก็ตเพลสจับคู่ให้ ‘ครีเอเตอร์’ เข้าสู่ยุคใหม่ แบรนด์ไม่สนยอดฟอล-ขอคุณภาพ ‘รีวิว’ โตแรง-วัย 45+ เข้าตลาดอินฟลูฯเพิ่ม Alternate-X สรุปให้ จากดราม่าส่วนตัวสู่ไวรัลระดับร้อยล้าน ‘เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น’ พลิกเกมไลฟ์สด 18 ชั่วโมงบน TikTok Shop ให้กลายเป็นสนามขายสินค้าขนาดยักษ์ ที่อินฟลูฯ และแบรนด์ต่างแห่เข้าแถวร่วมด้วย ด้วยเทคนิค ‘ระบบขายตรงใจคนดู’ ที่วัดผลได้จริง เปลี่ยนยอดวิวให้กลายเป็นยอดสั่งซื้อ พิสูจน์พลังของ Emotional Marketing และ Authenticity ที่ทำให้ดราม่าไม่ใช่จุดดับ แต่กลายเป็นแรงขับการตลาดยุคใหม่ เมื่อแบรนด์เลิกซื้อแค่ชื่อเสียง แต่จ่ายให้ ‘ระบบขายที่ปิดดีลได้จริง’ นี่คือบทเรียนระดับเรือธงของยุค Creator Economy ที่ขายด้วยใจ แต่ปิดยอดด้วยกลยุทธ์
AWC รีอิมเมจ ‘เอ็มไพร์’ พลิกออฟฟิศสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ เติมศิลปะ–เวลเนสกลางเมือง
AWC ปรับโฉม ‘เอ็มไพร์’ วางตำแหน่งแลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ระดับโลก ใจกลางกรุงเทพฯ รวบประสบการณ์กิน-ศิลปะ-เวลเนสพรีเมียม วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ค้าปลีก, โรงแรม, อาคารสำนักงาน เปิดเผยว่า AWC เปิดประสบการณ์ใหม่ The Empire Reimagined อาคารเอ็มไพร์ ภายใต้แนวคิด ‘AWC’s Lifestyle Destination’ วางตำแหน่งสู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ครบวงจรระดับโลก ในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวกับ ‘ซัมซุง’ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตไปด้วยกัน โดยเปิดตัว ‘Immersive LED Showcase’ ใหม่พร้อมเปลี่ยนโถงล็อบบี้หลักของอาคารเอ็มไพร์ ให้กลายเป็นศิลปะมีชีวิต ผสานแสงสี ความเคลื่อนไหว และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน ระหว่างเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ และจินตนาการ สะท้อนอัตลักษณ์ใหม่ของอาคารเอ็มไพร์ สำหรับ ความร่วมมือดังกล่าว ยังเพื่อต่อยอดการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมจากแรงบันดาลใจ เพื่อการเติบโตร่วมกัน นอกเหนือจากเช่าพื้นที่ พร้อมส่งเสริมผู้คนให้สามารถผสานการทำงาน การใช้ชีวิต การรักษาสุขภาพ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างสมดุล “เอ็มไพร์ มุ่งสร้างประสบการณ์การทำงานรูปแบบใหม่ พร้อมสร้างคุณค่าและความยั่งยืน ให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของการใช้ชีวิตและการทำงาน” นอกจากนี้ ‘เอ็มไพร์’ ยังมอบประสบการณ์การทำงาน Co-Living รวมพื้นที่ตอบสนองทุกช่วงเวลา และสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต สำหรับ ‘เอ-ญ่า รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์’ ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหาร รวมถึงโมเดลศูนย์รวมการดูแลสุขภาพระดับพรีเมียม ขณะเดียวกัน ยังเชื่อมถึงสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับผู้เช่าจากโรงแรมในกลุ่ม AWC เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครบวงจร รวมถึงมาตรฐานเป้าหมายความยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรและชุมชน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางยั่งยืนระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของ AWC ในการ Building Better Future For All ด้าน ไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของอาคารเอ็มไพร์ครั้งนี้ ครอบคลุมทั้งการออกแบบใหม่ และการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ทั้งด้านบทบาทและความหมายของสถานที่ เพื่อสร้างนิยามใหม่ของจุดหมายปลายทาง สะท้อนสู่ยุคใหม่ของไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กทั้งสุขภาวะ แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน “ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระยะยาวกับซัมซุง เป็นการนำพลังนวัตกรรมเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แห่งการออกแบบอัจฉริยะ ที่จะพลิกโฉมการใช้ชีวิตในใจกลางย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ” เอส.วาย. ยุน คิม ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า Immersive LED Showcase ‘เอ็มไพร์’ ได้รับการออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนช่วงเวลาในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นแรงบันดาลใจ โดยครอบคลุมพื้นที่โถงล็อบบี้หลัก จากการผสานระหว่างศิลปะและเทคโนโลยีสู่บรรยากาศที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนและการรับรองอาคารระดับสากล LEED Gold และ WELL Platinum รวมถึงอีกประสบการณ์ความพิเศษ คือ เอ-ญ่า รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงว่าอาคารเอ็มไพร์ ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้มาเยือนอย่างแท้จริง ทั้งการหลอมรวมการรับประทานอาหาร ศิลปะ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ทุกมิติเข้าด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น สร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง Alternate-X สรุปให้ AWC ปรับโฉมอาคาร ‘เอ็มไพร์’ ภายใต้แนวคิด The Empire Reimagined ยกระดับสู่แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ครบวงจร ใจกลางกรุงเทพฯ จับมือซัมซุงสร้าง Immersive LED Showcase ผสานเทคโนโลยีและศิลปะ เติมมิติใหม่ Co-Living Space – รูฟท็อปพรีเมียม และศูนย์เวลเนสระดับโลก ย้ำวิสัยทัศน์ AWC สร้างปลายทางไลฟ์สไตล์ยั่งยืนเพื่อคนทำงานยุคใหม่
ออริจิ้นฯ ดึงแรงซื้อท้ายปี ร่วม ‘อิเกีย’ แต่งห้องขายพร้อมอยู่ รับยอด ‘Ready to move’ พุ่ง 59%
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ไตรมาส 4 รอโอน 6 โครงการ จับมือ IKEA เติมฟังก์ชันออกแบบเรียกกำลังซื้ออยู่อาศัยคนรุ่นใหม่ หลังปิดไตรมาส3/68 ทำรายได้กว่า 19,000 ล้านบาท พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่าบริษัทฯ ในช่วงไตรมาส 4/2568 คาดเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 5 โครงการ แบ่งเป็น โครงการบ้านจัดสรร 3 โครงการ และ โครงการคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการ เพื่อรองรับลูกค้าเป้าหมาย 6 กลุ่ม คือ ผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง (Real Demand) กลุ่มนักลงทุน (Investor) รายย่อยที่ให้ความสนใจคอนโดฯเพื่อสร้างผลตอบแทน กลุ่มลูกค้าบิ๊กล้อต (Big lot) กลุ่มลูกค้า Corporate ที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ(B2B) กลุ่มชาวต่างชาติที่มีกำลังซื้อและต้องการที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง (2nd Home) กลุ่มลูกค้าเลี้ยงสัตว์ รองรับกระแส Pet Humanization ที่กำลังเติบโตขึ้น ทั้งนี้ ออริจิ้นฯ มียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) คอนโดฯ รวมแล้วกว่า 72% ของมูลค่าโครงการ และคอนโดฯ เสร็จใหม่และเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ จำนวน 6 โครงการ คือ ออริจิ้น เพลส ขอนแก่น กัลปพฤกษ์ ดิ ออริจิ้น บางแค, ดิ ออริจิ้น พหล57 ดิ ออริจิ้น กะทู้ – ป่าตอง ดิ ออริจิ้น สุขุมวิท แพรกษา ออริจิ้น เพลย์ บางแสน ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทฯ ยังร่วมพันธมิตรธุรกิจเชิงกลยุทธ์กับ อิเกีย ประเทศไทย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้านระดับโลก (Global Brand) ร่วมสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยโครงการ เพื่อรองรับความต้องการอยู่อาศัยคนรุ่นใหม่ในทุกด้าน โดยเตรียมเปิดตัวโครงการแรก Origin Plug & Play E22 Station คอนโดใหม่เลี้ยงสัตว์ได้ ติด BTS สายสีเขียว สถานีสายลวด “ออริจิ้น เตรียมแผนขยายห้องแต่งพร้อมอยู่ เรดดี้ ทู มูฟ ในอีกหลายโครงการ หลายทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ออริจิ้น’โฟกัสอสังหาฯอนาคต โสด-ไม่มีเพื่อน-เลี้ยงสัตว์ได้ ปรับพอร์ตเน้น ‘เพ็ต-เฟรนด์ลี่’ ‘ออริจิ้น’ ครึ่งแรกปี68 ทำยอดพรีเซลกว่า 1.4 หมื่นล. แผนQ3เร่งโอนคอนโด-ทำตลาดพร้อมอยู่ มหาเศรษฐีตระกูล ‘Koo’ ปิดดีล 500 ล.บาท ซื้อยกฟลอร์โซนค้าปลีก ‘ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์’ พีระพงศ์ กล่าวต่อผลดำเนินงาน ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ใน 9 เดือนแรกของปี 2568 มีรายได้รวม 19,086 ล้านบาท คิดเป็น 64% ของเป้าทั้งปี แบ่งเป็น ยอดขายจากโครงการคอนโดฯ ประมาณ 81% ยอดขายจากโครงการบ้านจัดสรร ประมาณ 19% โดยยอดขายดังกล่าวมาจากกลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ประมาณ 59% และยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เปิดขายใหม่ (New Launch) และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) รวมกันประมาณ 41% ทำให้ยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 รวมอยู่ที่ 40,983 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง 4 ปี ขณะที่ใน 9 เดือนแรกมีโครงการที่เปิดขายใหม่จำนวน 4 โครงการ มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้นกว่า 7,150 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ออริจิ้นฯ เร่งยอดขายปลายปี ดึงพันธมิตร ‘อิเกีย’ เสริมจุดขายคอนโดแต่งพร้อมอยู่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เตรียมโอน 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านบาท หลังยอดขาย ‘Ready to move’ โต 59% เดินหน้าเปิด 5 โครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโด รับดีมานด์จริงและนักลงทุนต่างชาติ จับเทรนด์เลี้ยงสัตว์-อยู่คนเดียว ปรับพอร์ตโครงการ “Pet-Friendly” และ Plug & Play E22 Station ตั้งเป้ารักษารายได้และยอดโอนต่อเนื่อง 4 ปี ด้วย Backlog รวมกว่า 40,000 ล้านบาท
UHG ปรับเกมโรงแรมเดอะควอเตอร์ ไลฟ์สดขายห้องพัก ดึงนักเดินทางรุ่นใหม่-หลังจีนหาย
‘วุฒิพล’ ซีอีโอกลุ่ม UHG ปรับแผนใหม่เล่นทุกท่าเปิดไลฟ์เข้าหานักเดินทางคนรุ่นใหม่ชอบจองซื้อห้องพักราคาดีเก็บไว้ หาที่ดินริมเจ้าพระยา ทำเดอะควอเตอร์ เพิ่มสาขาใหม่ในปีหน้า รับเป้ารายได้คงที่ 3.8 พันล้านสิ้นปี’68 วุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลล์’ (Hills) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปรับกลยุทธ์พร้อมบริหารพอร์ตโรงแรมเดอะควอเตอร์ (The Quarter) ให้มีความสมดุลกับนักท่องเที่ยวในกลุ่มชาวต่างชาติจากยุโรป ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนักเดินทางกลุ่มครอบครัว ที่มีจำนวนมากขึ้นทดแทนนักท่องเที่ยชาวจีน ที่ลดจำนวนไปราว 15% เมื่อเทียบกับในช่วงก่อนหน้า (YoY) ขณะเดียวกันยังบริหารความเสี่ยงธุรกิจร่วมกับทีมบริหาร (General Manager)โรงแรมเดอะควอเตอร์ในแต่ละสาขา เพื่อวางกลยุทธ์หารายได้เพิ่ม พร้อมประเมินรายได้ให้เข้ามาได้มากและเร็วที่สุดในช่วงสั้นจากเดิมที่มองเป็นระยะยาว จากปัจจุบันมีพอร์ตโรงแรม 18 แห่งกระจายในกรุงเทพฯ บนทำเลต่างๆ โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โรงแรมในกลุ่ม UHG มีอัตราการจองที่พักราว 90-95% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับรูปแบบการให้บริการให้ตรงตามความต้องการของนักเดินทางที่ใช้บริการ “กลุ่มนักเดินทางยุโรป ต้องการเมนูอาหารเช้า ที่มีพอร์ชั่นอย่างขนมปังชิ้นใหญ่ขึ้น หรือ การเพิ่มขนาดห้องพักสำหรับครอบครัวในกลุ่มตะวันออกกลาง ไปจนถึงการเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในบริการ ด้านต่างๆ” อย่างไรก็ตาม อัตราการจองห้องในปลายปี68 นี้ยังไม่เท่ากับปีก่อนหน้า ทำให้จีเอ็มในแต่ละพร็อพเพอร์ตี้ต้องติดตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวมากขึ้น พร้อมทบทวนการปรับราคาห้องพักในแต่ละช่วงเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด จากเดิมที่จะปรับราคาห้องพักขึ้นทันทีเมื่อเข้าสู่ไฮ-ซีซัน วุฒิพล กล่าวว่าในช่วงปีนี้ที่ผ่านมา โรงแรมเดอะควอเตอร์ใน 3 ทำเล คือ ราชเทวี, อารีย์ และ ศาลาแดง เป็นสาขาที่ได้การตอบรับดีที่สุด โดยเฉพาะในสาขาหลังที่มีกลุ่มนักเดินทางชาวจีน ยุโรป และญี่ปุ่น เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดตัวโครงการใหญ่อย่างดุสิตเซ็นทรัล พาร์ค (DusitCentral Park) ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนก.ย.ปีนี้ที่ผ่านมา ยังผลักดันให้กลุ่มธุรกิจโรงแรมบนทำเลถนนพระรามสี่และสีลม มีแนวโน้มการจองพักสูงขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวในปีนี้ ด้วยเป็นย่านที่มีความสะดวกทั้งการเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสาธาณะทั้ง BTS และ MRT และการเปิดใหม่ของศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ไลฟ์สดเจาะคนรุ่นใหม่ วุฒิพล เสริมว่า ในช่วงไตรมาส3 ที่ผ่านมาโรงแรมเดอะควอเตอร์ใช้งบการตลาดออนไลน์มากขึ้นทั้งการยิงโฆษณาสื่อโซเชียล เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่นไทย เพื่อสร้างการจำจดแบรนด์พร้อมต่อยอดใช้บริการเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้ทดลองทำตลาดผ่านการไลฟ์ตั้งแต่ช่วงเวลาสามทุ่มถึงห้าทุ่มเพื่อกระตุ้นยอดจองห้องพัก ซึ่งได้การตอบรับดีด้วยตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อจองไว้ก่อนเพราะจะได้ราคาห้องพักดีกว่าเมื่อเทียบกับราคาปกติ โดยนำเดอะควอเตอร์ รามคำแหง และ สะพานควาย มาจัดราคาพิเศษ 800 บาทจากราคาปกติ 1,200 บาท เพื่อเข้าพักระหว่างวันอาทิตย์-พฤหัสบดี และเตรียมนำ เดอะควอเตอร์ หัวลำโพง เป็นสาขาถัดไป “แนวทางดังกล่าว ยังทำให้กลุ่ม UHG ได้เก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าในประเทศ และกระแสเงินสดส่วนหนึ่งไปพร้อมกัน” ขณะที่ภาพรวมกลุ่มนักเดินทางที่ใช้บริการโรงแรมเดอะควอเตอร์ในปีนี้ แบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเดิมราว 30-40% และใช้บริการจองผ่านตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) สัดส่วน 60-75% และจองตรงกับโรงแรมราว 25-40% ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ปรับธุรกิจพื้นที่เช่าสำนักงาน วุฒิพล กล่าวต่อถึงภาพรวมธุรกิจพื้นที่สำนักงานให้เช่าภายใต้ชื่อ ฮิลล์ (Hills) ที่จะไปพร้อมกับโครงการโรงแรมเดอะควอเตอร์ รวม 5 แห่งในปัจจุบัน คือ อาคารเอเวอร์กรีน เพลส , อารีย์ ฮิลล์ , รัชโยธิน ฮิลล์ , รามคำแหง ฮิลล์ และ สุขุมวิท ฮิลล์ โดยกลุ่ม UHG วางแนวคิดปรับปรุงอาคารให้สอดคล้องกับแนวโน้มมาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะที่ดี Fitwel พร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก อาทิ มอบส่วนลดบัตรโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสให้กับพนักงาน ในโครงการทำเลอยู่ติดกับสถานีบีทีเอส , บริการที่จอดรถจักรยาน และรูปแบบโปรแกรมการซับซิไดซ์ อื่นๆ เป็นต้น ขณะที่แนวทางในอนาคต อยู่ระหว่างทบทวนการปรับปรุงพื้นที่สำนักงานให้เช่าในรูปแบบขยายห้องพักโรงแรมเดอะควอเตอร์ ซึ่งภายในไตรมาสแรกปี2569 วางแผนเพิ่มอีก 200 ห้องพักในสาขาลาดพร้าว เป้ารายได้คงที่ 3,800 ล้านบาท วุฒิพล กล่าวว่าในปี 2568 นี้ กลุ่ม UHG เตรียมแผนขยายโรงแรมเพิ่มอีก 1 แห่งบนทำเลรอบรอบใจกลางเมืองกรุงเทพฯ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา และอยู่ในตามแนวรถไฟฟ้า ย่านเจริญนคร ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาเจ้าของที่ดินเพื่อขอเช่าระยะยาว อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง UHG มองทำเลใหม่ ‘ไข่ขาว’ ขยายโรงแรมเดอะควอเตอร์-ออฟฟิศให้เช่า ทั้งนี้ จากสถานการณ์ในปีนี้ อาจทำให้การดำเนินธุรกิจในไตรมาส4 ปีนี้มีการเติบโตลดลงจากเป้าหมายเดิมวางไว้ที่ 10% หรือมีรายได้เท่ากับในปี 2567 มีผลดำเนินการราว 3,800 ล้านบาท จากปัจจุบันโรงแรมเดอะควอเตอร์ มีลูกค้าหลักกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ราว 75% กลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate) 20% และอื่นๆ 5% Alternate-X สรุปให้ UHG ปรับกลยุทธ์โรงแรม ‘เดอะควอเตอร์’ รับพฤติกรรมนักเดินทางรุ่นใหม่ ชอบจองราคาดีล่วงหน้า โดยซีอีโอ ‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ ดึงกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ใช้ไลฟ์สดและโซเชียลมาร์เก็ตติ้งเพิ่มยอดจองและสร้างแบรนด์ พร้อมปรับบริการเน้นจับตลาดยุโรป–ตะวันออกกลางทดแทนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ขณะที่ในปี 2569 วางแผนขยายสาขาใหม่ริมเจ้าพระยา ส่วนพอร์ตอาคารสำนักงาน Hills เตรียมทบทวนการปรับปรุงบริการ วางเป้ารายได้ปี 2568 คงที่ 3,800 ล้านบาท
มิชลินไกด์ เปิดชื่อโรงแรม ‘65 แห่ง’ในไทยระดับ ‘MICHELIN Key’ ย้ำมั่งคั่งวัฒนธรรม-ล้ำออกแบบ
‘มิชลิน ไกด์’ เผยรายชื่อโรงแรมยอดเยี่ยม 62 แห่งในประเทศไทย รับรางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ (MICHELIN Key) จากการประกาศในปีที่สอง ‘มิชลิน ไกด์’ คู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก จัดทำโดยบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์ “มิชลิน” (Michelin) จากฝรั่งเศส ในปี 2568 นี้ นำเสนอการคัดเลือกโรงแรมระดับโลกครั้งแรกภายใต้รางวัล ‘กุญแจมิชลิน’ (MICHELIN Key) โดยมีโรงแรม 2,457 แห่งทั่วโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถานที่พักผ่อนที่โดดเด่นอย่างแท้จริง หลังจากเปิดตัวรางวัลนี้ใน 15 จุดหมายปลายทางเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้ตรวจสอบของคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ได้ประเมินโรงแรมกว่า 7,000 แห่งทั่วโลกที่แนะนำอยู่แล้วในคู่มือ เพื่อคัดเลือกโรงแรมที่ดีสุดสำหรับการจัดทำรายชื่อในปีนี้ สำหรับ โรงแรมที่มีความโดดเด่นที่สุดจะได้รับกุญแจมิชลินตั้งแต่ระดับ 1, 2 หรือ 3 ดอก ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของความเป็นเลิศด้านที่พัก รางวัลนี้สะท้อนถึงเกณฑ์การตัดสินที่เข้มงวดของทาง ‘มิชลิน ไกด์’ เพื่อยกย่องการให้บริการที่พักที่มอบประสบการณ์อันโดดเด่นทั้งในด้านงานออกแบบ บริการ และทำเลที่ตั้ง นอกจากนี้ แขกยังสามารถทำการจองห้องพักของโรงแรมที่ผ่านการคัดเลือกทุกแห่งได้ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ‘มิชลิน ไกด์’ พร้อมบริการผู้ช่วยส่วนบุคคล (Concierge Services) และสิทธิพิเศษมากมายสำหรับลูกค้าวีไอพี (VIP) อนึ่ง ‘มิชลิน ไกด์’ ถือกำเนิดในฐานะคู่มือสำหรับนักเดินทางมายาวนานกว่า 125 ปี และในครั้งนี้ ได้กำหนดนิยามใหม่แห่งความเป็นเลิศอีกครั้งในโลกของอุตสาหกรรมโรงแรม เช่นเดียวกับดาวมิชลิน (MICHELIN Stars) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่องร้านอาหารชั้นเยี่ยมทั่วโลก ขณะที่ การจัดอันดับกุญแจมิชลิน (MICHELIN Keys) ถือเป็นการให้เกียรติแก่โรงแรมที่มอบประสบการณ์การเข้าพักอันน่าจดจำได้อย่างแท้จริง ทั้งในด้านการออกแบบ บริการ และทำเลที่ตั้ง รวมเป็นช่วงเวลาน่าประทับใจ การมอบรางวัลกุญแจมิชลิน ยังถือเป็นการสร้างมาตรฐานระดับโลกรูปแบบใหม่ที่ไม่ผูกติดกับองค์กรใด ในการนำเสนอสุดยอดประสบการณ์ที่พักในโรงแรมอันโดดเด่นแก่ผู้คนทั่วโลก มร.เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก กล่าว ย้ำ ‘ไทย’ ปลายทางที่พักระดับโลก โดยจำนวนรางวัลกุญแจมิชลินของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มีโรงแรมที่ผ่านเกณฑ์รวม 62 แห่ง สะท้อนถึงความรุ่มรวยแห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความล้ำหน้าในการออกแบบ และความมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อมอบบริการที่เป็นเลิศ และต่อไปนี้ คือตัวอย่างของโรงแรมที่มีความโดดเด่นซึ่งได้รับรางวัลกุญแจมิชลินในปีนี้ โรงแรมกุญแจมิชลิน 3 ดอก (Three MICHELIN Keys) เดอะ สยาม, กรุงเทพฯ โอเอซิสริมน้ำท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบในเขตดุสิต ผสานความงามของวัตถุโบราณไทย กลิ่นอายอาร์ตเดโค และสวนไม้พุ่มอันเขียวชอุ่ม โดยมีไฮไลต์ทั้งเวทีมวยไทย สระว่ายน้ำอินฟินิตี้ริมแม่น้ำ และ Connie’s Cottage เรือนไม้สักอายุร้อยปีพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ, กระบี่: รีสอร์ตริมทะเลอันดามัน โดดเด่นด้วยวิลลาสุดหรู พร้อมบริการที่ออกแบบเฉพาะรายบุคคลและทิวทัศน์ชายฝั่งอันงดงาม มอบบรรยากาศเงียบสงบและการออกแบบที่ประณีต ทำให้โรงแรมแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวได้ในตัวเอง โรงแรม กุญแจมิชลิน 2 ดอก (Two MICHELIN Keys) อมัน นายเลิศ กรุงเทพ (ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก): ตั้งอยู่ภายในพื้นที่สวนส่วนบุคคลใจกลางกรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยความงามหรูอันเรียบง่าย ห้องสวีทขนาดใหญ่กว้างขวาง และบรรยากาศที่เงียบสงบ หลีกเร้นจากความคึกคักวุ่นวายของเมืองใหญ่ ศาลาสมุย เชิงมนบีช รีสอร์ท, เกาะสมุย: รีสอร์ตติดหาดที่ชูงานออกแบบสไตล์มินิมัล นำเสนอสระว่ายน้ำส่วนตัวและอัตลักษณ์ความงามแบบท้องถิ่นที่ชัดเจน ผสานเสน่ห์ภูมิประเทศเขตร้อนเข้ากับความหรูหราสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว โรงแรมระดับกุญแจมิชลิน 1 ดอก (One MICHELIN Key) ดุสิตธานี กรุงเทพฯ (ได้รับการจัดอันดับครั้งแรก): โรงแรมชื่อดังระดับตำนานใจกลางมหานครกรุงเทพฯ ที่เพิ่งกลับมาเปิดให้บริการในรูปโฉมใหม่ ผสานมรดกวัฒนธรรมไทยเข้ากับงานออกแบบร่วมสมัย เพื่อมอบบริการต้อนรับอันอบอุ่นและการตกแต่งที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด 137 พิลลาร์เฮาส์ เชียงใหม่: เรือนไม้สักเก่าแก่ที่ได้รับการบูรณะให้เป็นบูทีคโฮเทล โดดเด่นด้วยสวนสวย บรรยากาศสไตล์โคโลเนียล และการดูแลใส่ใจเฉพาะรายบุคคล ตั้งอยู่ในย่านวัดเกตของจังหวัดเชียงใหม่ ไขเกณฑ์ รางวัลกุญแจมิชลิน สำหรับ การมอบรางวัลกุญแจมิชลิน พิจารณาตามหลักเกณฑ์สากล 5 ข้อ โดยประเมินประสบการณ์การเข้าพักแบบองค์รวมและไม่ได้ตัดสินจากสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงรายการใดรายการหนึ่ง ซึ่งมีเกณฑ์การตัดสิน ดังนี้ กุญแจมิชลิน 1 ดอก: ประสบการณ์การเข้าพักสุดพิเศษ มีเอกลักษณ์ชัดเจน พร้อมบริการอันยอดเยี่ยม กุญแจมิชลิน 2 ดอก: ประสบการณ์การเข้าพักอันยอดเยี่ยม เปี่ยมด้วยเสน่ห์ในแบบเฉพาะตัว พร้อมอัตลักษณ์ของสถานที่อันเด่นชัด กุญแจมิชลิน 3 ดอก: ประสบการณ์การเข้าพักเหนือชั้นที่น่าจดจำ สมบูรณ์แบบทั้งความสะดวกสบาย บริการ และงานออกแบบ นอกจากรางวัลกุญแจมิชลินแล้ว ‘มิชลิน ไกด์’ ยังมอบ 4 รางวัลพิเศษ เพื่อยกย่องความสำเร็จของโรงแรมที่ก้าวข้ามรูปแบบเดิม ๆ เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นเลิศและเอกลักษณ์แบบเฉพาะทางของบริการที่พักที่ไม่ซ้ำใคร ซึ่งประกอบด้วย รางวัล MICHELIN Architecture & Design Award: แอตแลนติส เดอะ รอยัล (ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) รางวัล MICHELIN Wellness Award: เบอร์เกนสต็อก รีสอร์ต สวิตเซอร์แลนด์ รางวัล MICHELIN Local Gateway Award: ลา เฟียร์มอนทิน่า โอเชียน (ลาราเช โมร็อกโก) รางวัล MICHELIN Opening of the Year Award (สนับสนุนโดยธนาคารยูโอบี): เดอะ เบอร์แมน โฮเทล (ทาลลินน์ เอสโตเนีย) สำหรับ รายชื่อโรงแรมที่ได้รับการแนะนำทั้งหมดของ ’มิชลิน ไกด์’ สามารถค้นหาได้ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน นักเดินทางสามารถทำการจองบริการห้องพักได้โดยตรง โดยมีบริการผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวส่วนบุคคลคอยให้ความช่วยเหลือ เพื่อยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนทุกครั้งให้พิเศษยิ่งกว่าเดิม ดูรายชื่อของโรงแรมทั้งหมดได้ที่ guide.michelin.com/th/th/hotels Alternate-X สรุปให้ ‘มิชลิน ไกด์’ ประกาศรายชื่อโรงแรมไทย 62 แห่ง รับรางวัล ‘MICHELIN Key’ ปี 2568 ย้ำศักยภาพไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก รางวัลนี้สะท้อนความเป็นเลิศของโรงแรมในมิติการออกแบบ บริการ และทำเลที่ตั้ง รวมถึงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ท้องถิ่น การได้รับรางวัลกุญแจมิชลินยังช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมโรงแรมไทย และสร้างภาพลักษณ์ประเทศสู่การเป็นผู้นำตลาดท่องเที่ยวคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย
‘The Central’ พหลโยธิน ผนึกลาดพร้าวสร้างอาณาจักรรีเทลล้านตร.ม. ชิงพลังซื้อกรุงเทพเหนือ
เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด ‘The Central’ พหลโยธิน มูลค่าโครงการ 2.1 หมื่นล้านบาท เฟสแรกในไตรมาส 4 ปี 2569 กับตำแหน่งศูนย์การค้าแฟล็กชิพแห่งอนาคต ใช้พลังแห่งการซินเนอร์ยี ‘เซ็นทรัลลาดพร้าว’ หนึ่งในห้างระดับตำนานของไทยที่มีอายุกว่า 4 ทศวรรษ บนทำเลห้าแยกลาดพร้าว ดึงกำลังซื้อกรุงเทพฯโซนเหนือ 10 กิโลเมตรโดยรอบ ชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสถุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและกลุ่มงานพัฒนาโครงการ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (มิกซ์-ยูส) ค้าปลีก, โรงแรม, อาคารสำนักงานในกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ เดอะเซ็นทรัล ‘The Central’ พหลโยธิน มูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างเร่งก่อสร้าง พร้อมวางแผนเปิดในไตรมาส 4 ปี 2569 สำหรับโครงการฯ วางตำแหน่งเป็นศูนย์การค้าระดับแฟล็กชิพ (The Flagship of the Future) เพื่อเป็นแลนด์มาร์กใหม่พร้อมยกระดับกรุงเทพฯสู่มหานครระดับโลก สะท้อนศักยภาพทำเลย่านพหลโยธิน มีแนวโน้มเติบโตใกล้เคียงย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) ด้วยยังเป็นย่านที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจสำคัญที่มีคุณภาพสูงของกรุงเทพฯทางตอนเหนือ โดย ‘The Central’ พหลโยธิน ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 49 ไร่ พื้นที่ (GBA) 457,409 ตร.ม. พร้อมด้วยคอนเวนชั่น ฮอลล์ ขนาดใหญ่กว่า 6,700 ตร.ม. พร้อมรองรับการแสดงคอนเสิร์ตระดับโลก ขณะที่โครงการฯ ตั้งบนทำเลศักยภาพที่ตั้งโครงการบนถนนสองสายหลัก วิภาวดี รังสิต และ พหลโยธิน ที่ปัจจุบันมีปริมาณรถยนต์สัญจร ราว 337,000 คันต่อวัน พร้อมบริการคมนาคมสาธารณะทั้ง MRT สายสีน้ำเงินมีผู้โดยสาร 15,600 คนต่อวัน และ BTS สายสีเขียวมีผู้โดยสาร 35,100 คนต่อวัน ด้าน อิศเรศ จิราธิวัฒน์ เฮด ออฟ ลีสซิ่ง-แฟชั่น แอนด์ ลักซูรี่ (Head of Leasing-Fashion & Luxury) ซีพีเอ็น กล่าวว่า ‘The Central’ พหลโยธิน ยังจะเป็นโครงการเชิงกลยุทธ์ผสานความแข็งแกร่ง (Synergy) ร่วมกับศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว บนทำเลห้าแยกลาดพร้าว โดยเมื่อเปิดให้บริการแล้วเสร็จทั้ง สองโครงการจะมีพื้นที่ค้าปลีก (Retail)รวมกันไม่ต่ำกว่า 8 แสน ตร.ม. (เซ็นทรัล ลาดพร้าว ราว 3 แสนตร.ม.) พร้อมขยายพื้นที่ค้าปลีกได้ถึง 1 ล้านตร.ม. ในอนาคต โดยทั้งสองศูนย์ฯรวมกันจะมีพื้นที่รีเทลใหญ่กว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จากศักยภาพของพื้นที่ค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นของ ‘The Central’ พหลโยธิน จะยังเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ทำงานร่วมกับพันธมิตรแบรนด์ร้านค้าต่างๆ ทั้งในประเทศและแบรนด์ระดับโลกได้มากขึ้น ตามความต้องการของโกลบอลแบรนด์สินค้าหลายรายให้ความสนใจขยายพื้นที่ร้านในรูปแบบแฟล็กชิพ สโตร์ เพิ่มขึ้น “โครงการฯ เพื่อรองรับความต้องการแบรนด์ต่าง ๆ ในรูปแบบแฟล็กชิพสโตร์ เพื่อดิสเพลย์ให้กับสินค้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาในรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยแบรนด์ใหม่และจำนวนที่จะเข้ามา” ทั้งนี้ จากการใช้ข้อมูลเพื่อใช้ทำการตลาด (Data Driven) ของสมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตเดอะวันในกลุ่มเซ็นทรัล ผ่านศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ตลอดช่วงที่ผ่านมา ยังพบว่าเป็นทำเลการค้าและอยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อแข็งแกร่ง โดยเติบโตเฉลี่ย 2.1% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยกรุงเทพฯอยู่ที่ 1.8% ต่อปี รวบแรงซื้อรัศมี 10 กิโลเมตร ขณะที่ ‘The Cemtral’ พหลโยธิน วางเป้าหมายครอบคลุมกำลังซื้อในระยะรัศมี 10กิโลเมตรโดยรอบโครงการฯ จากปัจจุบันในย่านนี้มีพื้นที่ครอบคลุมกำลังซื้อ (Catchment Area) ประชากรราว 2.5 ล้านคน และยังเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง (Wealth Segment) กว่าค่าเฉลี่ยกรุงเทพฯ 2.3 เท่า และมียอดขายต่อพื้นที่ (Sales per GLA) สูงกว่าค่าเฉลี่ยศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ 45% นอกจากนี้ในช่วง 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่จะแล้วเสร็จประมาณ 90 โครงการ หรือ 20,214 ยูนิต จากปัจจุบันมีโครงการแวดล้อม ‘The Central’ พหลโยธิน กว่า 472 โครงการ รวมถึงยังมีแนวโน้มการขยายตัวของอาคารสำนักงานสูงขึ้น ที่ปัจจุบันมี 52 แห่งโดยรอบโครงการฯ รวมทั้งยังแวดล้อมด้วย โรงเรียนชั้นนำ 15 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติ 6 แห่ง, มหาวิทยาลัย 9 แห่ง และโรงแรม 41 แห่ง Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ลงทุนกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท พัฒนาโครงการ The Central พหลโยธิน วางตำแหน่งเป็น แฟล็กชิพมิกซ์ยูสแห่งอนาคต เสริมศักยภาพย่านเศรษฐกิจตอนเหนือของกรุงเทพฯ ผสานพลังกับ เซ็นทรัล ลาดพร้าว สร้างพื้นที่รีเทลรวมกว่า 8 แสน ตร.ม. ใช้กลยุทธ์ Data Driven Marketing เจาะกลุ่มกำลังซื้อระดับพรีเมียมในรัศมี 10 กม. กว่า 2.5 ล้านคน ย้ำวิสัยทัศน์ ‘Flagship of the Future’ ผลักดันพหลโยธินสู่แลนด์มาร์กระดับโลก
รุ่นสองสานตำนาน ‘ล้งเล้งลูกชิ้นปลา’ พลิกยอดขายโต 40% ชิงสมรภูมิของกินบรรทัดทอง
‘ล้งเล้งลูกชิ้นปลา’ สตรีทฟู้ดระดับตำนาน ย่านบรรทัดทอง หนึ่งในร้านอาหารเอสเอ็มอีที่ ‘แกร็บ ฟู้ด’ หยิบเคสความสำเร็จจากการปรับตัวพร้อมเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดมากระตุ้นยอดขายให้ธุรกิจเติบโต40% ท่ามกลางสมรภูมิเช็คอินของอร่อยในย่านบรรทัดทอง แกร็บ ฟู้ด (Grab Food) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โชว์เคสธุรกิจ ‘ล้งเล้งก๋วยเตี๋ยวปลา’ หนึ่งในร้านอาหารระดับตำนานที่มีอายุกว่า 40 ปี ปัจจุบันกิจการส่งไม้ต่อธุรกิจสู่รุ่นสอง ‘คุณมุก-มุกรวี หวังเพื่อสุข’ กับวิธีคิดที่น่าสนใจเพื่อให้ธุรกิจของครอบครัว ได้ทั้งการรักษาลูกค้าเก่าและการเข้ามาของกลุ่มใหม่ ท่ามกลางเศรษฐกิจและการแข่งขันสูงในย่านสตรีทฟู้ด ‘บรรทัดทอง’ ‘คุณมุก’ เล่าที่มาร้าน ‘ล้งเล้งลูกชิ้นปลา’ มีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวทางฝั่งคุณแม่ ก่อนจะแยกมาเปิดร้านของตัวเองที่บริเวณตลาดสวนหลวงและได้ย้ายร้านมายังที่ตั้งในปัจจุบัน โดยมีเมนูขึ้นชื่อของร้าน อย่าง ‘เกี๊ยวปลาจัมโบ้’ กับจุดขายไส้แน่น แป้งบาง ทำสดใหม่ทุกวัน รวมถึงเมนูยอดนิยมอื่นๆ เช่น บะหมี่เย็นตาโฟ, เกาเหลาเส้นปลาน้ำใส, หนังปลากรอบสูตรล้งเล้ง และเกี๊ยวทอดไส้หมู จากนั้น ล้งเล้งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ได้ขยายสาขาที่ 2 ไปยังบริเวณริมถนนพระราม 4 ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากกัน เพื่อต้องการขยายพื้นที่ครัวสำหรับการผลิตลูกชิ้น โดยตลอดช่วงเปิดกิจการที่ผ่านมา ‘คุณมุก’ บอกว่า ‘ยังไม่คิดจะขายแฟรนไชส์’ แม้จะได้รับการติดต่ออยู่หลายครั้ง ด้วยเพราะต้องการควบคุมคุณภาพและคงมาตรฐานของร้านไว้ในระยะยาว ทำให้ตัดสินใจต่อยอดธุรกิจเพื่อขยายการเติบโตกิจการในรูปแบบแพลตฟอร์ม ‘เดลิเวอรี่’ และ รับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ ขณะที่ลูกค้าส่วนใหญ่ จะเป็นลูกค้าประจำที่ประทับใจในรสชาติและคุณภาพที่สม่ำเสมอของร้าน ปรับตัวรับทุกความท้าทาย คุณมุก บอกว่า ล้งเล้งก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา ในฐานะเป็นร้านเก่าแก่อยู่มานานในย่านบรรทัดทอง ที่ตอนนี้กลายเป็นจุดเช็กอินของเหล่านักกินและนักท่องเที่ยว และนำไปสู่การแข่งขันที่สูงขึ้น โดยร้านฯได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอเสน่ห์ของสตรีทฟู้ดแบบโลคอลในย่านนี้อย่างแท้จริง ทั้งการตกแต่งและบรรยากาศในร้านที่ยังคงความดั้งเดิมไว้ แต่ปรับปรุงรายละเอียดและประสบการณ์ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าที่หลากหลาย พร้อมยังยึดมั่นในคุณภาพเพื่อให้ร้านยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง “เราอยากให้ลูกค้าได้อิ่มอร่อยและสัมผัสกับกลิ่นอายของสตรีทฟู้ดในราคาที่จับต้องได้ทุกวัน เริ่มต้นเพียงชามละ 65 บาท และยังสามารถนั่งได้อย่างสบายในห้องแอร์” จากความเข้าใจพร้อมใส่ใจรายละเอียดในจุดเล็กๆ ทำให้ลูกค้าขาจรที่แวะมากลายเป็นลูกค้าประจำ กระทั่งเกิดการรีวิวแบบปากต่อปาก จนชื่อร้านไปปรากฏอยู่ในเพจรีวิวอาหารและแพลตฟอร์มของต่างชาติ โดยที่ร้านไม่ได้ทำการตลาดเลย เปลี่ยนแปลงเพื่อตอบโจทย์ คุณมุก บอกอีกว่า ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ร้านล้งเล้งฯ ยังได้พิสูจน์ถึงการเป็นธุรกิจที่ปรับตัวอยู่เสมอ ตั้งแต่การเติบโตของย่านบรรทัดทองที่เปลี่ยนจากชุมชนที่อยู่อาศัยสู่การเป็นสตรีทฟู้ดชื่อดังที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมถึงการรับมือวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ยอดขายหน้าร้านลดลงอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณมุกที่ผลักดันให้ครอบครัวยอมรับการขยายช่องทางธุรกิจบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรีตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นได้กลายเป็นการเตรียมความพร้อมที่สำคัญ ทำให้ร้านสามารถพึ่งพาช่องทางเดลิเวอรีได้ทันทีเมื่อเกิดการล็อกดาวน์ และการเปลี่ยนแปลงนี้ยังนำมาสู่การรีแบรนด์และพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่เหมาะกับการจัดส่ง ที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้ากลุ่มใหม่บนแอปพลิเคชัน และให้ความสะดวกในกลุ่มลูกค้าประจำรุ่นเก่าที่มาซื้อหน้าร้าน ส่งผลให้ร้านล้งเล้งฯ สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ไปพร้อมกันได้ ขณะเดียวกัน ร้านยังมุ่งช่องทางเดลิเวอรีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเข้าร่วมแคมเปญส่งฟรีกับแกร็บฟู้ด ซึ่งได้ผลตอบรับดีเกินคาด มียอดขายโตขึ้นถึง 40% เลือกเครื่องมือให้ถูกจังหวะ อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันบนแพลตฟอร์มจะดุเดือด แต่ ‘คุณมุก’ ยังมองเห็นโอกาสให้เติบโตได้อีกมาก ด้วยพร้อมที่จะเรียนรู้และอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งการใช้เครื่องมือการตลาดบนแพลตฟอร์มเดลิเวอรี เพื่อต่อยอดจุดแข็งของร้านต่อไป โดยเฉพาะบนแกร็บฟู้ด ซึ่งมีเครื่องมือการตลาดหลากหลายให้เลือกใช้ได้อย่างยืดหยุ่น เหมาะกับทั้งจังหวะและขนาดของธุรกิจ ซึ่ง ‘คุณมุก’ สนใจเลือกใช้เครื่องมืออย่าง Search Ads ของ GrabAds เพราะใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และเห็นผลชัดเจนในการเพิ่มการมองเห็นและสร้างทราฟิกให้ร้าน เธอเชื่อว่าหากได้เรียนรู้และใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างจริงจัง จะยิ่งช่วยต่อยอดความสำเร็จของล้งเล้งและเพิ่มยอดในช่องทางเดลิเวอรีได้อีกมาก คุณมุก กล่าวว่า “สิ่งที่ขับเคลื่อนเราคือความสุขที่ได้สานต่อธุรกิจของครอบครัว และความตั้งใจจะต่อยอดให้ร้านยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน” พร้อมดทิ้งท้ายให้กำลังใจผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญความท้าทายว่า ให้มองเป็นเพียงอีกหนึ่งบททดสอบที่เราต้องเจอ ‘ทุกวงจรของธุรกิจมี Cycle ของมัน และรอบนี้ก็เป็นบททดสอบหนึ่ง ขอให้เราทำให้ดีที่สุด อดทนและอย่าท้อกับอุปสรรค ไม่หยุดที่จะปรับตัวไปกับความเปลี่ยนแปลง เราก็จะผ่านไปได้และเก่งขึ้น’ เรื่องราวของ ‘ล้งเล้งลูกชิ้นปลา’ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คุณภาพที่คงเส้นคงวา ความจริงใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาในแบบฉบับของตัวเอง คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ยังสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบใดก็ตาม อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง แกร็บฟู้ด บอก ‘ทาร์ตไข่’ ยอดสั่งโตพุ่ง80% ดึง ‘YOLK’ ทำโปรเจกต์พิเศษ เช็กอินกินเที่ยว ‘แกร็บ x ททท.’ ชวน Gen Z สัมผัสอาร์ตเดสติเนชั่น 5 เมือง Alternate-X สรุปให้ ‘ล้งเล้งลูกชิ้นปลา’ ร้านสตรีทฟู้ดย่านบรรทัดทองกว่า 40 ปี เดินหน้าปรับตัวสู่ยุคใหม่ภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นสอง ‘คุณมุก มุกรวี’ ที่นำกลยุทธ์เดลิเวอรีและช่องทางออนไลน์เข้ามาเสริมธุรกิจ พร้อมใช้ GrabFood และเครื่องมือ GrabAds ช่วยเพิ่มยอดขายกว่า 40% หลังวิกฤตโควิด ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพรสชาติและพัฒนาแพ็กเกจจิ้งให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล เรื่องราวของล้งเล้งฯ จึงเป็นตัวอย่างของ SME ไทยที่อยู่รอดและเติบโตได้ ด้วยหัวใจแห่งการไม่หยุดปรับตัวและเข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง.
พราวฯ ร่วมวงอสังหาภูเก็ต รับอนาคตเมืองคริปโทฯ-เวลเนสระดับโลก ทำแบรนเด็ดฯ เจาะนักลงทุน
พราว เรียล เอสเตท (PROUD) มองตลาดอสังหาฯภูเก็ต โตแรงตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดรับปลายทางเมืองเที่ยวดิจิทัล-เวลเนสระดับโลก ส่งโปรเจกต์ InterContinental Phuket Resort The Residences มูลค่า 2,500 ล้านบาท สวนตลาดอสังหาฯ ชะลอตัว พสุ ลิปตพัลลภ และ พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัทพราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD ผู้พัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ร่วมเปิดเผยว่า กลุ่ม PROUD ขยายการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ด้วยมองเห็นโอกาสและศักยภาพทางจังหวัดที่กำลังเติบโตตามแผนแม่บทพัฒนาเศรษฐกิจที่วางให้ ‘ภูเก็ต’ เป็นเมืองจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวทางการแพทย์และเชิงสุขภาพระดับโลก จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐได้วางแผนลงทุนก่อสร้างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการทดลองนำร่อง (Sandbox) ตามนโยบาย เปย์เมนต์ ดิจิทัล เกตเวย์ (Payment Digital Gateway) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้อยู่อาศัย นักลงทุน และนักเดินทางท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ในการใช้จ่ายสกุลเงินดิจิทัล (คริปโท เคอเรนซี) ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สเตเบิล คอยน์ (Stablecoin) ให้สามารถนำมาใช้แลกเปลี่ยนในสินทรัพย์คงที่ได้เป็นต้น “นโยบายดังกล่าว คาดกำหนดมูลค่าการใช้จ่ายดิจิต เปย์ ในกลุ่มทัวริสต์อยู่ที่ 50,000-500,000 แสนบาท ซึ่งเริ่มไปแล้วเมื่อ 1 กันยายน ที่ผ่านมา” เศรษฐกิจภูเก็ตโต 20% พสุ กล่าวว่า แม้ในปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังไทยจะลดลงราว -7.5% ในครึ่งแรกของปี2568 เทียบกับครึ่งแรกของปี 2567 (YoY) ส่วนนักเดินทางชาวจีนมาไทยลดลง -31.2% (YoY) แต่ข้อมูลจากท่าอากาศยานภูเก็ต พบว่ามีนักเดินทางจากชาติอื่น อาทิ อินเดีย และตะวันออกกลาง เข้ามาเพิ่มทดแทนมีอัตราเติบโต +5.6% “ขณะที่ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวลดลง แต่ภูเก็ตยังเป็นตลาดที่ฟื้นตัวกลับมาได้ โดยในปี2567 จีดีพีภูเก็ตเติบโตถึง 20% และคาดว่าในปีนี้จะยังเติบโตในอัตราสองหลัก โดยในช่วงหลังออกจากสถานการณ์โควิดภูเก็ตเติบโตสูงถึง 30%” อสังหาฯภูเก็ต ชะลอเติบโต พสุ กล่าวต่อถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตในครึ่งปีแรก 2568 ชะลอตัวลง โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียมที่ลดลงทั้งด้านอุปทาน (Supply) จากการเปิดตัวใหม่ และอุปสงค์ (Demand) ในขณะที่ตลาดวิลล่ายังคงมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้น แต่ยอดขายก็ยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยภาพรวมอสังหาฯ ภูเก็ตช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ดังนี้ 1.ตลาดคอนโดมิเนียม มีโครงการเปิดตัวใหม่ (Newly Launched) ลดลง -37.5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปี 2567 (H-o-H) ซึ่งลดลง -25.3% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกปี 2567 (Y-o-Y) มียอดขาย (Unit Sold) 3,711 ยูนิต ในครึ่งปีแรก 2568 ลดลง -29.4% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปี 2567 (H-o-H) ลดลง -41.5% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกปี 2567 (Y-o-Y) “แม้จะมีการขายออกไปจำนวนมาก แต่ยอดขายโดยรวมก็ลดลงเมื่อเทียบกับการช่วงเวลาก่อนหน้า” 2.ตลาดวิลล่า (VILLA) มีความยืดหยุ่นกว่าตลาดคอนโดมิเนียมเล็กน้อย แต่ก็ยังคงชะลอตัว มีโครงการเปิดตัวใหม่ (Newly Launched) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 48% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปี 2567 (H-o-H) เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกปี 2567 (Y-o-Y) ยอดขาย (Unit Sold) 397 ยูนิต ในครึ่งปีแรก 2568 ลดลง -21.9% เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังปี 2567 (H-o-H) “ยอดขายวิลล่าลดลงเล็กน้อย สะท้อนถึงการชะลอการตัดสินใจซื้อในกลุ่มลูกค้าระดับสูง” ปักหมุดแบรนเด็ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต จากภาพรวมดังกล่าว บริษัทฯ พัฒนาโครงการอสังหาฯที่อยู่อาศัย (Branded Residences) ล่าสุดในโครงการ อินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ต เดอะ เรสซิเดนเซส (InterContinental Phuket Resort The Residences) จากก่อนหน้าร่วมพัฒนาโครงการแรกของ PROUD ภายใต้แบรนด์ InterContinental Residences Hus Hin อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สำหรับโครงการ InterContinental Branded Residences จังหวัดภูเก็ตของบริษัทฯ ตั้งอยู่บนทำเลหาดกมลา มีมูลค่าการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท (ประมาณ 77 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกา) พัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Live Beyond Boundaries in Paradise’ จำนวนจำกัด 111 ยูนิต พร้อมเชื่อมต่อด้านบริการโรงแรมระดับกุญแจมิชลิน (MICHELIN 2 Keys) และสิ่งอำนวยความสะดวกร่วมกับแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ต โดยโครงการฯ มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตั้งแต่ 1 ห้องนอนขนาด 58 ตร.ม. จนถึงเพนต์เฮ้าส์หรู 5 ห้องนอน ขนาด 425 ตร.ม. พร้อมเฟอร์นิเจอร์ระดับพรีเมียม วางราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท หรือราว 2.5-3 แสนบาท/ตร.ม. รองรับกลุ่มเป้าหมายหลักนักลงทุน แบ่งเป็นชาวต่างชาติ 80%-90% และคนไทย 10-20% จากปัจจัยบวกการเติบโตทางเศรษฐกิจในจังหวัดภูเก็ต จะเป็นโอกาสของตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะกลุ่มแบรนดเด็ด เรสซิเดนเซส ที่ยังมีดีมานด์ความต้องการเพื่ออยู่อาศัยการพักผ่อนและอยู่ระยะยาว โดยโครงการฯยังทำตลาดในรูปแบบ ลีสโฮลด์ (Leasehold) สิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว 30 ปีตามกฎหมายระบุด้วย จากปัจจุบันภาพรวมตลาดเช่าอสังหาฯ ในภูเก็ต มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย (Yield) ราว 7-11% มีราคาพื้นที่ขายเฉลี่ยกว่า 2 แสนบาท/ตร.ม. อนึ่ง บริษัท กมลา แอสเซนด์ จำกัด ถือเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ในปัจจุบัน พร้อมการทำตลาด และการขายยูนิตโครงการฯ Alternate-X สรุปให้ พราว เรียล เอสเตท (PROUD) เดินหน้าขยายพอร์ตลงทุนภูเก็ต มูลค่าโครงการกว่า 2,500 ล้านบาท เปิดตัว ‘InterContinental Phuket Resort The Residences’ Branded Residences หรูระดับโลก จับเทรนด์ภูเก็ตโตแรง 20% และโอกาสจากนโยบาย Payment Digital Gateway Sandbox และจุดหมายปลายทางด้านเวลเนส แม้ตลาดคอนโดชะลอ แต่วิลล่าและโครงการแบรนด์หรูยังคงมีดีมานด์จากนักลงทุนต่างชาติ โดยโครงการฯ ใช้แนวคิด ‘Live Beyond Boundaries in Paradise’ ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียมและลีสโฮลด์ระยะยาว
กลยุทธ์ใหม่ ‘KFC’ ไทย ประกาศรับ ‘ลูกค้าสายลับ’ ชวนจับโป๊ะบริการพนักงานสาขา
เคเอฟซี ประเทศไทย กับกลยุทธ์ ‘คัสโคเมอร์-ดริฟเว่น อิมพรูฟเมนต์’ ดึงพฤติกรรมเชิงลึกลูกค้าสร้างคลิปไวรัล จับผิดพนักงานบริการสาขา เป็น ‘วินเกม’ทั้งแบรนด์และผู้บริโภค ซูเฮล ลิมบาดะ หัวหน้าฝ่ายการตลาดและ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดเคเอฟซี ประเทศไทย (Market Lead & Chief Marketing Officer KFC) กล่าวว่า ‘เคเอฟซี เข้ามาทำตลาดในไทยเป็นเวลา 41 ปี ด้วยแนวทางการให้บริการผู้บริโภคคนไทยผ่านเทคนิคได้ใจลูกค้าเเบบลูกรักผู้พัน เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าตั้งแต่ก้าวเข้ามาใช้บริการที่เคเอฟซี เพื่อการเป็นแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ที่อยู่ในใจลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ Customer-Driven Improvement การฟังเสียงของลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการบริการ ล่าสุด เคเอฟซี ประเทศไทย จัดกิจกรรมการตลาดภายใต้แคมเปญ ‘ภารกิจลูกค้าสายลับจับเซอร์วิส KFC (Secret Agent Challenge)’ เพื่อยกระดับการบริการให้ได้ใจลูกค้ายิ่งขึ้นและสร้างความผูกพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ร่วมเป็นลูกค้าสายลับ พร้อมลุ้นรับรางวัลเงินสด มูลค่า 30,000 บาท* โดยปฎิบัติ 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ครีเอทวิดีโอสั้น ‘ลูกค้าสายลับ Check!’ ร่วมทำคลิปวิดีโอ** แต่งกายเป็นลูกค้าสายลับด้วยชุดสุดครีเอทีฟในหัวข้อ ‘ลูกค้าสายลับจับเซอร์วิส KFC’ พร้อมกล่าวสโลแกนเชิงสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับการจับเซอร์วิสของพนักงาน KFC เช่น โปรดระวัง! ไดโนเสาร์ พันธุ์หิวไก่ซอรัส อยากออกไปจับเซอร์วิส KFC โซมัช โดยคลิปวิดีโอต้องมีความยาวไม่เกิน 2 นาที และโพสต์ลงในช่องทาง TikTok ส่วนตัวของผู้ร่วมกิจกรรม พร้อมตั้งค่า TikTok เป็นสาธารณะ และแท็กช่อง TikTok @KFCThailand พร้อมติดแฮชแท็ก #ลูกค้าสายลับจับเซอร์วิสKFC 2.ปฏิบัติภารกิจสายลับที่ร้าน เพียงซื้อสินค้าและใช้บริการที่ร้าน KFC สาขาใดก็ได้ และประเมินการให้บริการของพนักงาน KFC ผ่านการสแกน QR Code ที่ท้ายใบเสร็จ และต้องเขียนรหัส 5 หลักที่ได้รับหลังการประเมิน ที่อยู่ด้านล่างของหน้าสุดท้ายของการประเมินเมื่อทำการประเมินเสร็จสมบูรณ์ลงบนใบเสร็จที่ได้รับในระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2568 พร้อมถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานหากต้องการเข้าร่วมกิจกรรมลุ้นได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกรับวิงซ์แซ่บฟรี 2 ชิ้น เมื่อซื้อสินค้า KFC ครบ 100 บาทในครั้งถัดไป เพียงประเมินการให้บริการของพนักงาน KFC ผ่านการสแกน QR Code ที่ท้ายใบเสร็จภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ออกใบเสร็จ โดย ผู้ร่วมกิจกรรมที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและกติกาการร่วมกิจกรรมครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เวลา 00.00 น. – 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23:59 น. และตรงตามเกณฑ์การตัดสินของ KFC มากที่สุด มีสิทธิ์ลุ้นรับเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท จำนวน 1 รางวัล ซูเฮล กล่าวว่า แคมเปญฯ นี้สร้างขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความคิดเห็นอย่างเปิดเผยและมีส่วนร่วมอย่างสนุกสนาน พร้อมนำความต้องการเชิงลึก (Insight) ไปพัฒนาทักษะของพนักงาน ยกระดับมาตรฐานการบริการ และมอบประสบการณ์ที่ ‘ได้ใจ’ ลูกค้าในทุกมิติ ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าว ยังเป็นการผสมผสานประสบการณ์ผู้บริโภคจากออนไลน์สู่หน้าร้านสาขา Online-to-Offline (O2O) Experience ระหว่างการใช้บริการที่ร้านและการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่เข้ามาตอบโจทย์เทรนด์การตลาดที่ผู้บริโภค Gen Z ชื่นชอบด้วย *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด **ไม่อนุญาตให้ถ่ายคลิปในร้านหรือบริเวณร้าน KFC โดยเด็ดขาด อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘KFC’ เล่นใหญ่ ส่งเมนูใหม่ท้ายปี ‘ชิซซ่า’ ขวัญใจชาวเจนฯZ รับจบในร้านเดียวได้กินทั้งไก่-พิซซ่า ‘Brainrot Marketing’ ทำไมคอนเทนต์ไร้สาระถึงขายได้? เจาะกลยุทธ์ไวรัลที่ Gen Z หยุดไถไม่ได้ เคเอฟซี มีเซอร์ไพรส์ อิ่มไก่แล้วแจกของอีก ขนกลับได้หมด ชาม ช้อน เก้าอี้ ในร้าน Alternate-X สรุปให้ KFC ประเทศไทยย้ำกลยุทธ์ ‘Customer-Driven Improvement’ ให้ลูกค้าร่วมพัฒนาการบริการ จัดกิจกรรม ‘ลูกค้าสายลับจับเซอร์วิส KFC’ ชวนผู้บริโภคสร้างคลิปรีวิวไวรัล ดึงอินไซต์ Gen Z ที่ชื่นชอบการถ่ายคลิปและแชร์คอนเทนต์บน TikTok แบรนด์ใช้ข้อมูลรีวิวจริงพัฒนาทักษะพนักงาน เพิ่มมาตรฐานบริการทั่วประเทศ จัดเป็นแคมเปญที่สร้างทั้ง Engagement, Feedback และ Trust ให้แบรนด์แบบ Win-Win
‘ครีเอเตอร์’ เข้าสู่ยุคใหม่ แบรนด์ไม่สนยอดฟอล-ขอคุณภาพ ‘รีวิว’ โตแรง-วัย 45+ เข้าตลาดอินฟลูฯเพิ่ม
เทลสกอร์ มองปี 69 ยังไม่อวสานอินฟลูฯ แต่ต้องปรับทักษะหลังเอไอมาเป็นผู้ช่วยไลฟ์ขาย 24 ชั่วโมง ชี้เข้าสู่ยุค ‘คอมมูนิตี้’ ลูกค้าโหยหา ‘ฮิวแมน ทัช’ ความเชื่อใจ สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทเทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า ในปี 2568 -2569 เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย แน่นอนว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ ดิจิทัล (Digital Creator) ของไทย ซึ่งในยุคถัดไปจากนี้ เหล่าครีเอตอร์จะเข้าสู่การรวมกลุ่มเพื่อสร้างชุมชน (Community) ที่มีความสนใจเฉพาะด้าน หลังจากปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ช่วยครีเอเตอร์ แบรนด์สินค้า ในการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น “เมื่อเอไอเข้ามา ผู้คนจะมองหาความเชื่อมั่น Trust Factor หรือความเป็นมนุษย์แท้ Human Touch มากขึ้น ซึ่งครีเอเตอร์ และแบรนด์จะต้องเชื่อมโยงระหว่างเอไอในฐานะผู้ช่วยทำหน้าที่ไลฟ์ขายสินค้า ขณะที่คนจริงจะเข้ามาสนับสนุนผ่านคอมมูนิตี้” อวสานอินฟูลฯ ? สุวิตา กล่าวต่อถึงแนวโน้มการสิ้นสุดของเหล่าอินฟูลเอ็นเซอร์ หรือ ผู้มีอิทธิพลในสื่อโซเชียลต่อกลุ่มเป้าหมายในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา อาจแบ่งสถานการณ์ได้ออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.การเติบโตตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ เริ่มอิ่มตัว (Mature) และจะเผชิญกับท้าทายมากขึ้นเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา จากการเข้ามาของเอไอ ในฐานะเครื่องมือช่วยไลฟ์ขายสินค้าแทนมนุษย์ โดยแนวทางออกในด้านนี้ คือ การทำคอนเทนต์เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งมองว่าคอนเทนต์กลุ่มท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคต เช่นที่ผ่านมา มีการผลิตคอนเทนต์การท่องเที่ยวญี่ปุ่นและไทย จากครีเอเตอร์ต่างๆ “มนุษย์อาจต้องปล่อยให้เอไอ ทำงานไลฟ์แทนได้แบบ 24 ชั่วโมง ขณะที่คนหรือเจ้าของสินค้า จะทำหน้าที่คิดคอนเทนต์ สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของครีเอเตอร์ไทย เพื่อทำงานร่วมกับแบรนด์” 2.การเติบโตตลาดรีวิว (Reviewing) จะขยายความต้องการด้านความเชื่อมั่นมนุษย์ (Human Touch) เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกับเอไอเช่นกัน ในรูปแบบการสนับสนุน เอไอ ครีเอเตอร์ (Support AI creator) “ปี68 เริ่มมีแบรนด์ จ้างครีเอเตอร์ตรงโดยเฉพาะกลุ่มไมโครอินฟลูฯ กว่าร้อยคนในการทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อให้ผลิตคอนเทนต์ออกมาจากนั้นอาจมีการซื้อขาดค่าคอนเทนต์ในครั้งเดียว เพื่อแบรนด์นำไปใช้ซ้ำได้ต่อไปเรื่อย ซึ่งเป็นแนวทางการลดต้นทุนของแบรนด์ในปีนี้” จำนวนยอดฟอลไม่ใช่ประเด็น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มน่าสนใจระหว่างการทำงานของแบรนด์สินค้าร่วมกับอินฟลูฯ ในขณะนี้ คือ ‘ความยากขึ้น’ ในการสร้างยอดขายสินค้าจากการไลฟ์ที่ไม่ได้จากมืออาชีพ หรือ เป็นผู้มีประสบการณ์ ทักษะการขายมาก่อนหน้า “หากเป็นอินฟลูฯหน้าใหม่ไม่มีทักษะการขาย หรือปากแจ๋วมาก่อน การจะไลฟ์ให้ได้ยอดขายเข้ามาราว 5,000 บาทต่อเดือนไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว” อย่างไรก็ตาม หากทำวิดีโอ คลิป ติดตระกร้าสินค้าในช่องของตัวเองจะยังได้การตอบรับดีอยู่ในตลาดโซเชียลคอมเมิร์ซ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตค่อนข้างจริงจังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งตลาดนี้ยังมีความแตกต่างไปจากจีนที่มีการเติบโตของตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ มากกว่า สุวิตา กล่าวต่อ ถึงการเกิดขึ้นของครีเอเตอร์ ซับ-คัลเจอร์ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทและเติบโตในปัจจุบัน ขณะที่จำนวนผู้ติดตามช่องต่าง ๆ ที่มีอยู่กำลังจะลดลด ตามพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่มีความเป็นปัจเจกและอิสระ (Independent) มากขึ้น ขณะที่แบรนด์จะมองว่ายอดผู้ติดตามหลัก5-10 ล้านฟอลโลว์เออร์ ไม่ใช่ประเด็น โดยแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์อย่าง ติ๊กต็อก, ยูทูบ ที่ใช้คอนเทนต์วิดีโอยังครองตลาดอยู่ “ตลาดนี้ยังมีความเช็กซี่ อยู่ที่ครีเอเตอร์ไทยจะไปหาน่านน้ำใหม่ที่แตกต่างในการสร้างตัวตนเพื่อทำตลาด และในเร็วๆนี้อาจจะได้เห็นแพลตฟอร์มสื่อโซเชียลและอีคอมเมิร์ซจีน เสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) เข้ามาตั้งสำนักงานทำตลาดในไทย” 4 กลุ่มครีเอเตอร์มาในปี2569 สำหรับแนวโน้มอินฟลูฯ ที่มาแรงในปี 2569 มี 4 กลุ่มน่าสนใจ คือ กลุ่มเด็ก (Childs) กลุ่มสัตว์เลี้ยง (Pets) กลุ่มนักข่าว (News Creator) สายนักวิเคราะห์ (Openion) แสดงความคิดเห็นต่อประเด็น, สถานการณ์ในกระแส กลุ่มวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture) บอกเล่าเรื่องราวเฉพาะกลุ่มตามความสนใจนั้นๆ ขณะที่ แนวทางกลุ่มคอนเทนต์ผลิตภัณฑ์ที่เติบโตในปีหน้า อาทิ สายสุขภาพเพื่อชีวิตยั่งยืน (Longevity) เพื่องรองรับการเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการทางการแพทย์และสุขภาพของไทย , สายการเงิน, เครื่องสำอาง, ท่องเที่ยว เป็นต้น อินฟลูฯ รุ่นใหญ่เข้าตลาดเพิ่ม อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจและการทำตลาดในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ครีเอเตอร์ไทยจะต้องไม่ยอมแพ้ ใช้ความอดทนเพื่อยืนต่อไปในระยะยาว พร้อมเปิดใจรับฟังและพัฒนาตัวเองต่อไป เพื่อเสริมจุดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ ของครีเอเตอร์ไทยที่แตกต่างไปจากประเทศอื่น สุวิตา กล่าวต่อถึงแนวโน้มเกษียณอายุงานในอายุ 45 ปี อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้คนวัยทำงานตอนกลาง-ปลายอายุ 40-45 ปี เข้าสู่ตลาดอินฟลูฯ ในฐานะครีเอเตอร์เข้ามาสร้างช่องเกี่ยวกับเนื้อหาบอกเล่า ประสบการณ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น เช่นกัน โดยตลาดอินฟลูฯ ในปี 2568 คาดมีแนวโน้มเติบโต 15% จากในปี 2567 มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 20% ความท้าทายเอไอ-ภาษา สุวิตา กล่าวต่อ ถึงแนวโน้มการข้ามาของเอไอ อาจจะยังได้เห็นภาคต่อในอนาคตการเกิดขึ้น ‘AgenticAI’ ในฐานะผู้ช่วยแบรนด์ทั้งการโต้ตอบติดต่อระหว่างซัพพลายเออร์ หรือ เปิด/ปิดการขายได้นั้น ซึ่งจะอยู่ที่ว่า “ใครจะเปิดหัวหาดก่อน” ซึ่งรวมไปถึงการใช้ Autonomous AI ปัญญาประดิษฐ์อัตโนมัติ ซึ่งในประเทศจีน เริ่มนำมามีบทบาทในการขายสินค้าแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าว ยังจะเข้ามามีบทบาทสูงขึ้นในสังคมสื่อออนไลน์ประเทศไทยนับจากนี้ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งครีเอเตอร์ แบรนด์ แพลตฟอร์ม รวมถึงหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลในเบื้องต้น ยิ่งต้องมีส่วนร่วมในการผลิตคอนเทนต์เพื่อรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือ บิดเบือน (Fake News) ที่กระจายสู่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังรวมถึงความรับผิดชอบส่วนตัวของครีเอเตอร์ และ กลุ่มวิชาชีพสื่อ ที่จะไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา (IP) จากใช้เนื้อหาข้อมูลของอีกฝ่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตระหว่างกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของช่องตัวเอง เป็นต้น ขณะที่ความท้าทายของการสร้างสรรค์คอนเทนต์เพื่อการส่งออกของครีเอเตอร์ไทย คือ ‘ด้านภาษา’ ที่จะต้องเร่งพัฒนาทักษะเฉพาะตัวอย่างต่อเนื่อง ไปพร้อมกับความเชี่ยวชาญการใช้คำสั่งชุดข้อมูลของเอไอ (AI Prompt) เพื่อนำมาใช้ร่วมกับการพัฒนาคอนเทนต์ในอนาคต Alternate-X สรุปให้ ปี 2568–2569 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการครีเอเตอร์ไทย หลังการเข้ามาของ AI เปลี่ยนรูปแบบการสร้างคอนเทนต์และการขายสินค้า ขณะที่ครีเอเตอร์ต้องสร้างความเชื่อมั่น (Trust Factor) และความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยเทรนด์ใหม่ คือ คอมมูนิตี้เฉพาะกลุ่มและคอนเทนต์ส่งออกสู่ตลาดโลก งานนี้ แบรนด์และครีเอเตอร์ต้องทำงานร่วมกับ AI เพื่ออยู่รอดในตลาดอนาคต
เซ็นทรัลกระบี่ สาขาที่ 44 ของเซ็นทรัลฯ โมเดลมิกซ์ยูสยั่งยืน ทำเลยุทธศาสตร์ล้อมแรงซื้อภาคใต้
เซ็นทรัลพัฒนา เปิด ‘เซ็นทรัล กระบี่’ ดีเดย์ 24 ต.ค. 68 ต้นแบบมิกซ์ยูสยั่งยืนเมืองท่องเที่ยว ดึง 300 ร้านค้าแบรนด์โลกอยู่รวมชุมชนสู่ไลฟ์สไตล์ช้อปปิง ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 คือ ฤกษ์เปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลกระบี่ ภายใต้บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น (CPN) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ของกลุ่มเซ็นทรัล สำหรับเซ็นทรัลกระบี่ เป็นสาขาลำดับที่ 44 ของซีพีเอ็นเพื่อปักหมุดให้โครงการฯ เป็นแลนด์มาร์กใหม่ในภาคใต้ ด้วยงบการลงทุนโครงการกว่า 4,500 ล้านบาท บนที่ดินกว่า 114 ไร่ โดย เซ็นทรัลกระบี่ เป็นโครงการรูปแบบ ‘มิกซ์ยูส’ ที่นำทั้งศูนย์การค้า ที่พักอาศัยระดับเรสซิเดนซ์ และโรงแรม เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด ‘Sustainable Lifestyle Hub’ เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติ การใช้พลังงานหมุนเวียน และการเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมนำเสนอเอกลักษณ์ท้องถิ่นผ่านแนวคิด “Made by Krabi” ในส่วนของพื้นที่ค้าปลีก (GBA) มีขนาดกว่า 86,609 ตร.ม. ใช้แรงบันดาลใจจาก ‘ทุกความเป็นกระบี่’ สู่ศูนย์การค้าที่ออกแบบเพื่อชุมชน โดยรวบรวมร้านค้าทั้งแบรนด์ดังไทยและระดับโลกกว่า 300 แบรนด์ และร้านท้องถิ่นคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์และมอบประสบการณ์ใหม่ด้านไลฟ์สไตล์ เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก อาทิ Adidas, Bearhouse,Beautrium, Bonchon, Crocs, Fuji, Gaga, Good Goods, HarborLand, Insoul Halal, iStudio, Jian Cha, Jetts Fitness, Jim Thompson, KKV, Lush, Mandarin Suki, Miniso, Much & Mellow, Nuh, Potato Corner, Prime Burger, Shabushi, Souri และ Starbucks เป็นต้น โดย ประกอบด้วย 5 โซนหลัก ได้แก่ Krabi Bay Beachwalk Palm Square Fisherman’s Village Andaman Market นอกจากนี้ เซ็นทรัล กระบี่ ยังเป็นศูนย์การค้าแรกในไทยที่จะขอรับรอง EDGE certification – Zero level พร้อมติดตั้งโซลาร์เซลล์บนพื้นที่กว่า 14,400 ตารางเมตร การใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) การบริหารจัดการขยะด้วยแนวคิด Upcycling ที่หมุนเวียนนำขยะและวัสดุเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุในการก่อสร้างอาคารและถนน รวมไปของที่ระลึก ตลอดจนการสร้างสรรค์โครงการ CSV ร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับพื้นที่ พร้อมร่วมมือกับร้านค้าในโครงการ Green Partnership ผลักดันแนวคิด Green Collaboration อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ ซีพีเอ็น ยังเปิดตัว ‘บ้านนินญา กระบี่’ โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีใจกลางเมือง ชูจุดเด่นด้านทำเลที่มอบประสบการณ์การพักผ่อน ในวิลล่าระดับหรูสไตล์รีสอร์ท ด้วยทิวทัศน์ภูเขา พร้อม Grand Clubhouse สระว่ายน้ำ Infinity Edge และฟิตเนส ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย 7 ระดับจากเซ็นทรัลพัฒนา โดย เปิดให้เข้าชมโครงการแบบเอ็กซ์คลูซีฟครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 30-31 สิงหาคม ที่ผ่านมา คุมทำเลเศรษฐกิจท่องเที่ยว ต่อการเข้ามาลงทุนครั้งใหญ่ของเซ็นทรัลในกระบี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญภาคใต้ของไทย มีรายได้ทางการท่องเที่ยวสูง และมีศักยภาพการเติบโตของนักท่องเที่ยวทั้งในและระหว่างประเทศ โดยผู้บริหารซีพีเอ็น เคยกล่าวว่า โครงการมิกซ์ยูสแห่งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจภายในจังหวัด สร้างจุดหมายใหม่ให้ผู้บริโภคท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ด้วยตำแหน่งของที่ตั้งโครงการ บนถนนเพชรเกษม (Highway 4) ระหว่างตลาด Makro และแยกมหาราช อยู่ในแนวเส้นทางผ่านของผู้เดินทาง ขณะทีการเติบโตทางเศรษฐกิจของกระบี่ ปัจจุบันพึ่งพารายได้จากเกษตรกรรม (ยาง, ปาล์ม) และประมง รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เป็นหลัก โดย กระบี่อยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศไทยด้านรายได้จากการท่องเที่ยว (เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น) จากจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางเข้ามาจำนวนมากซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมาราว 4.9 ล้านคน และเคยสูงสุดเกือบ 7 ล้านคนก่อนสถานการณ์โควิด นอกจากนี้ กระบี่ ยังมีแนวโน้มมีการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ในเขตชายฝั่งและเกาะต่าง ๆ ทั้งโครงการบ้านพักตากอากาศ, วิลล่า, คอนโดที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและผู้ซื้อที่มองหาบ้านพักรองรับการท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวคิดของซีพีเอ็น ได้มองโอกาสทางธุรกิจอสังหาฯ ในจังหวัดกระบี่ เป็นอีกหนึ่งตลาดท้องถิ่นที่มีกำลังซื้อศักยภาพสูงทั้งในกลุ่มคหบดี และ ผู้ทำธุรกิจในจังหวัดที่ต้องการที่อยู่อาศัยไปจนถึงสินค้าในระดับลักซูรี่ มิกซ์ยูสต้นแบบ จังหวัดเมืองรอง สำหรับเซ็นทรัลกระบี่ เป็นโครงการมิกซ์ยูส ต้นแบบในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวหลัก รวมที่อยู่อาศัย โรงแรม ค้าปลีก และความยั่งยืน และเป็นศูนย์การค้า สาขาลำดับที่ 44 ของเซ็นทรัล เป็นสาขาในจังหวัดที่ 4 ของภาคใต้ จากก่อนหน้าเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัล ในจังหวัดต่างๆ ที่วางตำแหน่งทางการตลาดแตกต่างออกไป เซ็นทรัลภูเก็ต แบ่งเป็น 3 อาคาร คือ เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า (Central Phuket Floresta), เซ็นทรัล ภูเก็ต เฟสติวัล (Central Phuket Festival), และ เซ็นทรัล ภูเก็ต อีสต์ (Central Phuket East) วางตำแหน่งเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่รองรับนักท่องเที่ยวนานาชาติและตลาดคนภูเก็ตทั่วไป เซ็นทรัลสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสาขาเน้นพื้นที่ท่องเที่ยว ด้วยมิติการให้บริการสูงสำหรับนักท่องเที่ยว เซ็นทรัลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นศูนย์การค้าโฟกัสกำลังซื้อท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวพื้นที่ติดชายแดน พร้อมทำตลาดคอนโดในชื่อ Escent Hatyai และอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงแรม เช่นกัน เห็นได้ว่าการเปิดสาขาลำดับที่ 44 ล่าสุดเซ็นทรัลกระบี่ ในภาคใต้ครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์คมาเติมเต็มเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกท่องเที่ยวในภาคใต้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองจากแบรนด์สินค้าทั้งในและระดับโลกที่นำเข้ามาวางในพื้นที่ จากเดิมที่มีภูเก็ต–สมุย–หาดใหญ่ ทำให้ครอบคลุมเมืองท่องเที่ยวและศูนย์เศรษฐกิจสำคัญครบแกนหลักของภูมิภาค รวมถึงยังได้กำลังซื้อเพิ่มจากพื้นที่ยุทธศาสตร์ฝั่งอันดามันตอนกลาง อีกด้วย ที่ยังไม่นับรวมสิ่งที่ได้ตามมาจากธุรกิจอสังหาฯ และ โรงแรมที่พัก Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลพัฒนาเตรียมเปิด ‘เซ็นทรัล กระบี่’ สาขาที่ 44 และแลนด์มาร์กใหม่ของภาคใต้ ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ด้วยงบลงทุน 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 114 ไร่ โครงการนี้เป็นต้นแบบ มิกซ์ยูสยั่งยืน (Sustainable Lifestyle Hub) ที่รวมศูนย์การค้า ที่พักอาศัยลักซ์ชัวรี ‘บ้านนินญา กระบี่’ และโรงแรมเข้าไว้ด้วยกัน โดดเด่นด้วยการออกแบบที่กลมกลืนกับธรรมชาติและนำแนวคิด ESG มาใช้อย่างจริงจัง เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์และการ Upcycling ขยะ ภายในมีร้านค้าไทยและแบรนด์โลกกว่า 300 แบรนด์ โดยใช้เอกลักษณ์ ‘Made by Krabi’ และทำเลยุทธศาสตร์บนถนนเพชรเกษม เพื่อดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวคุณภาพและกำลังซื้อท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงในพื้นที่เศรษฐกิจท่องเที่ยวอันดับ 5 ของประเทศ
‘พิลาทิส’ เทรนด์ออกกำลังคนรุ่นใหม่ ‘BellyBurn Pilates Lab’ เปิดสาขาเซ็นทรัลเวิลด์
‘BellyBurn Pilates Lab’ เผยเทรนด์คนรุ่นใหม่อยากมีความสุขทุกช่วงวัย มุ่งออกกำลังกายเพื่ออนาคตแข็งแรงยืนยาว เปิดสตูดิโอพิลาทิส สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ รับกระแสออกกำลังไลฟ์สไตล์ขยายตัว ณณาลัลน์ ธนัทสุทธิโรจน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท เบลลี่ เบิร์น จำกัด สตูดิโอออกกำลังกาย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเทรนด์ออกกำลังของผู้คนมุ่งคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุขไปพร้อมกัน และเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ไปแล้ว พร้อมคำนึงถึง ‘Longevity’ ความแข็งแรงในระยะยาว เพื่อใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย “เทรนด์การออกกำลังปัจจุบันได้เปลี่ยนจากการออกกำลังเพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์การออกกำลังซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่” นอกจากนี้ ยังพบว่า ‘พิลาทิส’ การออกกำลังกายที่เน้นการสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ยังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนทำงานในเมือง ด้วยเป็นรูปแบบการออกกำลังที่ตอบโจทย์ทั้งการสร้างความแข็งแรงอย่างลึกซึ้ง (Deep Strength & Control) และช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ทั้งจากการนั่งทำงานนานๆ หรือการใช้ชีวิตเร่งรีบ โดยหลักการของ ‘พิลาทิส’ ไม่ใช่แค่การออกกำลัง หรือเพื่อไการยืดเหยียด แต่เป็นการเชื่อมโยงระบบทั้งร่างกาย เน้นการใช้ ‘Power House’ สู่กล้ามเนื้อทุกมัดผ่านการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง และเป็น ‘Mind-body Connection’ ที่ช่วยให้ผู้คนรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ณณลัลน์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทฯ วางแผนขยายสาขา BellyBurn Pilates แห่งที่ 2 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จากก่อนหน้าเปิดสาขาแรกย่านรัชดาภิเษก และได้การตอบรับดีจากกระแสดังกล่าว สำหรับสตูดิโอ BellyBurn Pilates Lab ประกอบไปด้วยพื้นที่ภายในที่มีห้องออกกำลังกาย 2 ห้อง ได้แก่ ห้องสำหรับคลาส Mat Pilates และห้องสำหรับคลาส Caformer มีความพิเศษของคลาสนี้ โดยการนำเครื่อง Caformer มาใช้สำหรับคลาสแบบกลุ่มครั้งแรกในไทย ร่วมกับการใช้แสง สี เสียง เพื่อปรับมู้ดแอนด์โทนคลาสออกกำลังให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ ‘Immersive Experince’ นอกจากนี้ยังร่วมกับ THREE Cosmetics บิวตี้แบรนด์ชั้นนำระดับโลก เพื่อออกแบบประสบการณ์ครบวงจร ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไปจนถึงการสร้างกลิ่นภายในสตูดิโอด้วยกลิ่นหอมชาอ่อนๆ พร้อมร่วมมือ FitFlop รองเท้าแตะสัญชาติอังกฤษที่มาช่วยเสริมภาพลักษณ์ของทีมงานและพนักงานภายในสตูดิโอ สำหรับคลาสพิลาทิสที่เปิดสอนมีให้เลือกด้วยกัน 2 คลาสเรียน ได้แก่ The Caformer Room โดยเครื่อง Caformer The Flex Room เน้นสร้างสมดุลให้ร่างกาย พร้อม แบ่งออกเป็น 3 ซีรีส์ ได้แก่ 1. Burn Series เผาผลาญและปั้นหุ่น 2. Flow Series เคลื่อนไหวแบบลื่นไหลและบาลานซ์ และ 3. Core Series บูสต์ความแข็งแรงจากแกนกลาง นอกจากนี้ แนวโน้มการออกกำลังดังกล่าว ยังสอดคล้องกับความต้องการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ หลังพบสถิติโรคร้ายและสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากที่สุด อาทิ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคตับแข็ง หรือแม้กระทั่งภาวะอ้วนลงพุงก็ถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่โรค NCDs เช่นกัน โดยโรคดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ขณะที่ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มากกว่า 76% ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยล้วนมาจากโรค NCDs ทั้งสิ้น ทั้งนี้ แนวโน้มโรคร้ายที่เกิดขึ้นนำไปสู่การเติบโตของเทรนด์ออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการสำรวจของกรมพลศึกษา พบว่า คนไทยมีแนวโน้มหันมาออกกำลังกายสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ออกกำลังกายมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ กลุ่มนี้มีอัตราเติบโตขึ้นเป็น 44.4% จาก 40.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ กระแสการออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมในขณะนี้จะเน้นไปที่การเสริมความแข็งแรง ปรับบุคลิกภาพ และฟื้นฟูร่างกาย เช่น พิคาทิส และโยคะ โดยเฉพาะ ‘พิลาทิส’ ที่ติดโผคำค้นหาในอินเทอร์เน็ต กลายเป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงบนโซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนว่า ขณะนี้ตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงจากฟิตเนสรูปแบบดั้งเดิม ไปสู่การออกกำลังกายเฉพาะทางมากขึ้น Alternate-X สรุปให้ เทรนด์ออกกำลังกายเปลี่ยนจากเพื่อสุขภาพ สู่การเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ‘พิลาทิส’ กลายเป็นคำค้นหายอดฮิต สะท้อนความนิยมที่เติบโตต่อเนื่อง โดยBellyBurn Pilates Lab เปิดสาขา 2 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รับกระแสตลาด พร้อมคลาสออกแบบพิเศษด้วยเครื่อง Caformer และประสบการณ์ Immersive Experience สอดรับกระแสคนไทยหันใส่ใจสุขภาพ เพื่อลดโรค NCDs และยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
คอนโด แรงหนุนหลักพอร์ตอสังหาฯ แสนสิริ โชว์ 9 เดือนปี’68 ยอดขาย 3.9 หมื่นล.
‘แสนสิริ’ ฝ่าท้าทายตลาดอสังหาฯปี68 ทำ 7 โครงฯใหม่ 1.8 หมื่นล. เปิด ‘จตุโชติ คอมมูนิตี้’ สร้างสังคมแสนสิริชิงกำลังซื้อตลาดอสังหา กรุงเทพฯโซนเหนือ ยอดขาย 9 เดือนแรกได้แรงหนุนคอนโด พารายได้แตะ 3.9 หมื่นล. วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 9 เดือนแรก (สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) บริษัทฯ สามารถทำยอดขายได้ตามแผนงานที่ 39,000 ล้านบาท คิดเป็น 74% ของเป้ายอดขายรวมในปี 2568 ที่ตั้งไว้ 53,000 ล้านบาท “แสนสิริ สร้างยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีกลุ่มคอนโดมิเนียมเป็นแรงหนุนสำคัญ จากการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด” สำหรับ โครงการใหม่ที่เปิดเพิ่มในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ได้การตอบรับดีเกินคาด ทำยอดขายรวมได้ 3,400 ล้านบาท อย่าง วาลเลส เฮาส์ ไวด์เด็น บาย แสนสิริ เซลฟ์ บาย แสนสิริ นอกจากนี้ เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต จ.ภูเก็ต มียอดขายรอบ VVIP ได้ราว 30% ของยูนิตทั้งหมด ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ รวมถึงบ้านตัวอย่าง สร้างยอดขายได้กว่า 1,000 ล้านบาท โดย บริษัทยังมียอดขายรอโอน (Backlog) สูงกว่า 23,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ได้ราว 50% โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี2568 เพื่อสนับสนุนยอดขายและรับรู้รายได้ทันที 7 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท (เดอะ เบส เออร์เบิร์น พระราม 9 (เปิดใหม่พร้อมอยู่), โฟล บาย แสนสิริ, ดีคอนโด คาล์ม รามคำแหง 40, เดอะ มูฟ พอว์ บางแค, แคนวาส เชิงทะเล ภูเก็ต, เมคิน เฮาส์ เชียงใหม่ และดีคอนโด แคมปัส ขอนแก่น) อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘LOCATION is KING’ ทำเลที่ใช่ คือ คำตอบ!! ‘The Base พระราม9’ เริ่ม 3.79ลบ. ‘แสนสิริ’ มองตลาดคอนโดกลับสู่สถานการณ์อยู่อาศัยจริง คนเลือกทำเลใกล้ที่ทำงาน-ตลาดเช่ามาแรง ‘แสนสิริ’ เร่งโครงการฯ ทำเลศักยภาพ กรุงเทพฯ–ภูเก็ต รับสัญญาณบวกดอกเบี้ยลด 1.5% ตลาดเช่าอสังหาฯภูเก็ต ขยายตัว พลัสฯโชว์พอร์ต ‘แสนสิริ’ ให้ยีลด์ 6-10% มาพร้อมบริการใหม่ ‘แสนสิริ’ โฟกัส ‘ภูเก็ต’ ใน 5 ปีหน้ามีกว่า55 โครงการ รวมที่แปลงใหญ่สร้างอาณาจักรอสังหาฯ โดย ในรอบ 9 เดือนของปี 2568 มียอดขาย Sold Out ไปแล้ว 19 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนกว่า 60% อยู่ในกลุ่มพรีเมียม และโครงการเตรียม Sold Out อีกกว่า 10 โครงการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง วิชาญ กล่าวว่า เพื่อรักษาระดับการเติบโตภายใต้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากปัจจัยต่างๆ โดยบริษัทฯ ยังคงดำเนินแผนธุรกิจอย่างรัดกุมพร้อมปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงบริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การปรับจำนวนบ้านพร้อมขายให้สอดคล้องกับอัตราการขายเพื่อบริหารกระแสเงินสดอย่างเหมาะสม การกระจายพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ปัจจุบันมีโครงการพร้อมขายกว่า 135 โครงการ นอกจากนี้ แสนสิริ ยังให้ความสำคัญกับขยายโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี แสนสิริเตรียมเปิดตัว 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท อาทิ เศรษฐสิริ เกาะแก้ว รีทรีต, บุราสิริ จตุโชติ, สราญสิริ จตุโชติ และคอนโดมิเนียมใหม่บนทำเล กะทู้ ภูเก็ต เพื่อรองรับความต้องการในตลาดเมืองท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ยังเตรียมเผยโฉม Sansiri Community แห่งใหม่ที่จตุโชติ ชิงเรียลดีมานด์กรุงเทพโซนเหนือ บนพื้นที่ ขนาดใหญ่ 185 ไร่ กับ 2 โครงการแรก คือ บุราสิริ จตุโชติ และสราญสิริ จตุโชติ เปิดพรีเซลล์พร้อมกัน วันที่ 4-5 ตุลาคมนี้ Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ ผลงาน 9 เดือนแรกปี 2568 ทำยอดขาย 39,000 ล้านบาท คิดเป็น 74% ของเป้าหมายทั้งปี แรงหนุนหลักมาจากกลุ่มคอนโดมิเนียมและโครงการใหม่ที่ได้รับการตอบรับดีเกินคาด โดยบริษัทยังมี Backlog กว่า 23,000 ล้านบาท พร้อมรับรู้รายได้ต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ขณะที่ไตรมาส 4 เตรียมเปิด 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดในทำเลศักยภาพ พร้อมเปิดตัว ‘Sansiri Community จตุโชติ’ พัฒนาเมืองย่อยบนที่ดิน 185 ไร่ ชิงเรียลดีมานด์โซนเหนือกรุงเทพฯ
คุชแมน รีวิวอสังหาฯ Q3/68 แรงซื้อไทยอ่อนสุดรอบปี ซึมยกแผงค้าปลีก-คอนโด-ออฟฟิศ
คุชแมนฯ สแกนเศรษฐกิจไทยโค้งท้ายปี 2568 ปัจจัยลบกระทบบรรยากาศอสังหาฯไทย นักท่องเที่ยวจีนแต่ได้กลุ่มใหม่หนุนตลาดโรงแรม ส่วนนิคมอุตสาหกรรมเป็นดาวเด่น คอนโดฯ ลุ้นแรงซื้อนักลงทุนต่างชาติปีหน้า อาคารสำนักงานเกรดA แข่งขันสูงราคา แกเร็ธ ไมเคิล พาวเวลล์ (Gareth Michael Powell) ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Head) บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ ประเทศไทย ในเครือ คุชแมน แอนด์ เวดฟิลด์ ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจของไทยปีนี้ จากหลายสำนักคาดการณ์ GDP จะเติบโตระหว่าง 1.8%-2.3% สะท้อนการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไทยเป็นผลมาจาก ภาษีการค้า เงินบาทแข็งค่า ความล่าช้าในการใช้จ่ายภาครัฐ หนี้สาธารณะที่สูง และการท่องเที่ยวที่อ่อนตัวลง ซึ่งทั้งหมดมีผลต่ออุตสาหกรรมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยทั้งกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ ที่อยู่อาศัยคอนโด โรงแรม และ ค้าปลีก โรงแรมไลฟ์สไตล์ เจาะเจนฯZ นรศักดิ์ ศุภกรธนกิจ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุนและการลงทุน คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายหลักของนักท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 35% จากข้อมูลล่าสุดถึง 21 กันยายน 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 23.45 ล้านคน ลดลง 7.44% จากปีก่อน ขณะที่ ธุรกิจโรงแรมและค้าปลีกยังขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการของนักลงทุน โดยโรงแรมแนวไลฟ์สไตล์และบูทีคโฮเทลเป็นดาวเด่น ดึงดูดกลุ่ม Gen Z ที่เน้นประสบการณ์ท่องเที่ยว โดยผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และดีไซน์สะท้อนความยั่งยืนและความทันสมัย ส่วนด้านค้าปลีก โครงการใหม่พัฒนาเป็น ‘ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์’ มากกว่าพื้นที่ขายสินค้า โดยศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ และไฮเปอร์มาร์เก็ต ขยายตัวสูงตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการนิยมเช่าที่ดินระยะยาวเพื่อกระจายต้นทุนและบริหารกระแสเงินสดได้คล่องตัว ส่วนแนวโน้มปี 2569 ธุรกิจโรงแรมและค้าปลีกยังคงเดินหน้าโต แต่จะปรับตัวตามเทรนด์ชีวิตที่เปลี่ยนเร็ว ซึ่งทั้งสองภาคธุรกิจจึงยังเป็นเสาหลักดึงดูดการลงทุนและยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง นิคมอุตสาหกรรม ดาวเด่นตลาดอสังหาฯ ด้าน พงษ์พันธ์ พลอยเพ็ชร หัวหน้าฝ่ายโลจิสติกส์และอุตสาหกรรม คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ดึงดูดการลงทุนต่างชาติสูง โดยพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวม 221,458 ไร่ อัตราว่างลดเหลือ 7.13% จาก 8.69% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ราคาขายที่ดินเฉลี่ยปรับขึ้นเป็น 8.04 ล้านบาทต่อไร่ สะท้อนดีมานด์ที่เพิ่มต่อเนื่อง ด้วยยังมีที่ดินในนิคมอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 16,297 ไร่ รองรับนักลงทุนใหม่ ด้านโรงงานสำเร็จรูป (RBF) มีพื้นที่ 3.42 ล้าน ตร.ม. อัตราว่างลดเหลือ 11.71% ส่วนคลังสินค้าสำเร็จรูป (RBW) รวม 5.99 ล้าน ตร.ม. อัตราว่างลดลงเหลือ 17.21% โดยความต้องการ (Demand) โรงงานและคลังสินค้าเพิ่มขึ้นชัดเจน หลังได้ความชัดเจนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามแม้การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลง แต่ทำเลและโครงสร้างพื้นฐานยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยในครึ่งแรกปี2568 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการต่างชาติ 1,063 โครงการ เงินลงทุนกว่า 629,611 ล้านบาท โดยมี อุตสาหกรรมดาวเด่น คือ ดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และ Data Center ค้าปลีก-คอนโด เน้นระบายโครงการเดิม สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวถึงตลาดพื้นที่ค้าปลีกในกรุงเทพฯ ปี 2568 มีการขยายตัวชะลอลง โดย 3 ไตรมาสแรกเปิดใหม่เพียง 150,000 ตร.ม. และอีก 6,900 ตร.ม. พร้อมรอเปิดในไตรมาส 4 รวมพื้นที่สะสมกว่า 7.2 ล้าน ตร.ม. ขณะที่ค่าเช่าเฉลี่ยปรับขึ้นเล็กน้อย 2.06% แต่อัตราการเช่ากลับลดลง 1.3% เพราะได้รับแรงกดดันจากโครงการใหม่ที่เปิดในปีนี้ โดยศูนย์การค้าชานเมืองหลายแห่งยังมีพื้นที่ว่างหาผู้เช่า ขณะที่ห้างใหญ่ใจกลางเมืองยังคงขยายพื้นที่แบรนด์หรูอย่างต่อเนื่อง แม้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงก็ตาม โดยปัจจัยกดดันสำคัญ คือ กำลังซื้อคนไทยที่ถดถอยจากภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำสุดในรอบปี ทำให้การใช้จ่ายชะลอตัวชัดเจน แนวโน้มที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 จึงยังไม่สดใสนัก แม้จะมีโอกาสได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติ แต่ภาพรวมตลาดค้าปลีกยังอยู่ในช่วงท้าทายต่อเนื่อง. สุรเชษฐ กล่าวต่อสำหรับตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ในไตรมาส 3 ปี 2568 มีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 6,618 ยูนิต โดยปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ หลายโครงการเลือกเปิดขายแบบ ‘Soft Launch’ ให้จองบางชั้นก่อนเพื่อตรวจสอบความสนใจของผู้ซื้อ ก่อนจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในภายหลังไม่นาน “แนวโน้มการขายในไตรมาสที่ผ่านมา จึงดูเงียบกว่าที่คาดเพราะเดือนกรกฎาคม–สิงหาคมแทบไม่มีเปิดตัวใหม่” สำหรับราคาขายคอนโดใหม่ในไตรมาสนี้ขยับสูงขึ้นเฉลี่ย 47% จากไตรมาสก่อน แม้บางโครงการอยู่ในซอยลึกหรือห่างจากสถานีรถไฟฟ้ามากกว่า 1–2 กิโลเมตร แต่ด้วยต้นทุนที่ดินสูงในโซนสุขุมวิทและเจริญกรุง จึงทำให้ราคายังยืนสูงได้ ซึ่งทำเลทองเหล่านี้ยังเป็นตัวดึงดูดทั้งผู้ซื้อจริงและนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังอยู่ในช่วงชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้การตัดสินใจซื้อเพื่ออยู่อาศัยยากขึ้น ขณะที่ แนวโน้มปี 2569 ตลาดคอนโดยังเผชิญความไม่แน่นอนจากการเมืองและการเลือกตั้ง หากเกิดการเปลี่ยนรัฐบาล อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและนโยบายด้านอสังหาฯ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อต่างชาติยังคงเป็นปัจจัยบวกสำคัญ โดยเฉพาะชาวจีนและรัสเซีย แม้ปีนี้มีบางส่วนหันไปลงทุนประเทศอื่น แต่ไทยยังเป็นจุดหมายหลักด้านที่อยู่อาศัย “หากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวและสถานการณ์โลกเอื้ออำนวย ปี 2569 อาจเห็นแรงซื้อกลับมา ด้วยประเทศไทยยังครองตำแหน่งเป้าหมายยอดนิยมอันดับต้น ๆ สำหรับนักลงทุนต่างชาติ และอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ในปีหน้าได้” ออฟฟิศเกรด A แข่งปรับราคา ด้าน อุกฤษฏ์ พรพัฒนไพโรจน์ หัวหน้าฝ่ายพื้นที่สำนักงานให้เช่า คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ Q3/2568 มีพื้นที่รวมราว 8.93 ล้าน ตร.ม. โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในทำเลย่านธุรกิจ (CBD) และยังมีโครงการใหม่ระหว่างก่อสร้างกว่า 6.5 แสน ตร.ม. ที่จะทยอยเปิดถึงปี 2570 อย่างไรก็ตามแม้พื้นที่อาคารสำนักงานจะมีอัตราว่างลดลงเล็กน้อยเหลือ 26% แต่การแข่งขันสูงทำให้ค่าเช่าเกรด A ใน CBD เฉลี่ยปรับลดเหลือ 937 บาท/ตร.ม./เดือน ผู้เช่าจำนวนมากย้ายจากอาคารเก่าไปยังอาคารใหม่ที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและระบบรักษาความปลอดภัยทันสมัย ส่งผลให้อาคารเก่าอายุกว่า 20 ปีเร่งปรับโฉมและยกระดับมาตรฐานสากล ขณะที่ แนวโน้มปี 2569 ตลาดยังต้องพึ่งพาบริษัทข้ามชาติเป็นหลัก โดยหากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ความต้องการเช่าสำนักงานในไทยอาจปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ซัพพลายใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดมีจำนวนไม่มากนัก Alternate-X สรุปให้ เศรษฐกิจไทยปลายปี 2568 ยังเผชิญแรงกดดันจากการท่องเที่ยวชะลอ กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง และการลงทุนต่างชาติรอความชัดเจน ขณะที่ภาคโรงแรมและค้าปลีกยังเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะโรงแรมแนวไลฟ์สไตล์และโครงการศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ที่ดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้านนิคมอุตสาหกรรมยังเป็นดาวเด่น อัตราว่างลดลง ราคาที่ดินขยับขึ้นต่อเนื่อง รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายและการลงทุนต่างชาติ ขณะที่คอนโดมิเนียมยังซบเซาแม้ราคาขายสูงขึ้น แต่แรงซื้อต่างชาติยังเป็นความหวังสำคัญ โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย โดยตลาดอาคารสำนักงานเกรด A แข่งขันสูง ค่าเช่าปรับลด แต่การย้ายไปอาคารใหม่มาตรฐานสูงยังเป็นเทรนด์หลัก ขึ้นกับเศรษฐกิจโลกในปีหน้า
MIDEA แบรนด์ยักษ์จีน บุกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ส่งสินค้าเจาะตลาดบ้าน-อุตสาหกรรม
Midea ตอกย้ำความแกร่งด้านนวัตกรรม ยกระดับการบริการลูกค้า-พันธมิตร ชู 5 นวัตกรรมเด่นและผลิตภัณฑ์ 150 รายการ ตอบโจทย์ภาคครัวเรือน-อุตสาหกรรมครบวงจร Midea (ไมเดีย) ผู้นำด้านนวัตกรรมและหนึ่งในผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรายใหญ่ที่สุดของโลกจัดงานประชุมผู้แทนจำหน่ายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นครั้งแรก ประกาศวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจให้เติบโตพร้อมกับพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมจัดแสดง 5 นวัตกรรมเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี: สรรสร้างอนาคตตั้งแต่ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฮมไปจนถึงอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไมเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดในเวทีระดับโลกด้วยการนำเสนอนวัตกรรม ด้วยบุคลากรฝ่ายวิจัยและพัฒนา 23,000 คนและงบการลงทุนเพื่อการพัฒนานวัตกรรมกว่า 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ไมเดียถือครองสิทธิบัตร 100,000 ฉบับ ได้รับรางวัลเทคโนโลยีชั้นนำ 470 รางวัล และมีส่วนร่วมในการสร้างมาตรฐานทางเทคโนโลยีกว่า 1,900 มาตรฐาน ทั้งในส่วน B2C และ B2B สำหรับมาตรฐานทางเทคโนโลยีของ B2C นั้น ไมเดียมุ่งมั่นนำเสนออีโคซิสเต็มของเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮมที่มีประสิทธิภาพและใช้งานได้หลากหลาย ในขณะที่มาตรฐานทางเทคโนโลยีสำหรับ B2B ไมเดียให้ความสำคัญกับการช่วยให้องค์กรปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานโดยใช้นวัตกรรมด้านพลังงานใหม่ เทคโนโลยีทางอุตสาหกรรม ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ เป็นต้น ไมเดียกรุ๊ปยังประกาศว่าจะลงทุนกว่า 6.96 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในด้านปัญญาประดิษฐ์ พลังงานใหม่ หุ่นยนต์อัจฉริยะ รวมไปถึงการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ภายใน 3 ปีข้างหน้า ไมเดียกรุ๊ปยังได้ร่วมมือกับกลุ่มเขตชิงผู่ในเซี่ยงไฮ้เพื่อลงทุนกว่า 208.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งไมเดียได้แสดงศักยภาพด้วยการเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์สำหรับการใช้งานในบ้านชื่อ MIRA ใน 2025 World AI Conference เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กลยุทธ์ทางการตลาด: เสริมสร้างการเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิกด้วยการผลิตในท้องถิ่นและการบริการที่เป็นเลิศ ซีล เจียง ประธานของไมเดียภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แนะนำกลยุทธ์ทางการตลาดของไมเดียในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในงานนี้ ปัจจุบันไมเดียมีฐานการผลิต 63 แห่งทั่วโลก โดยมี 9 แห่งตั้งอยู่ในประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ในปีนี้ โรงงาน Midea Thailand Smart Factory ได้รับรางวัลโรงงานประภาคารประเภทความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานจาก The World Economic Forum ซึ่งถือเป็นโรงงานผลิตเครื่อง ปรับอากาศแห่งแรกของโลกที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีนที่ได้รับรางวัลนี้ โรงงานแห่งนี้มีพื้นที่ 208,000 ตารางเมตร ก่อสร้างโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 168 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นโรงงานแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการประยุกต์ใช้ 5G ซึ่งมีระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ยกระดับกระบวนการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ส่งผลให้โรงงานแห่งนี้ได้รับรางวัล Best Mobile Technology Breakthrough in Asia จาก Asia Mobile Awards ปี 2567 โรงงานแห่งนี้ยังมีอัตราการใช้พลังงานเฉลี่ยต่อการผลิตเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่องลดลงได้ร้อยละ 40.2 และลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 68.3 โดยคาดว่าจะมีกำลังการผลิตต่อปีมากถึง 6 ล้านเครื่องภายในปี 2569 ไมเดียยังเปิดตัวแอปพลิเคชัน Midea Club ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ช่วยอำนวยความสะดวกให้ช่างเทคนิคบริหารจัดการบริการต่างๆ เช่น การส่งสินค้า การติดตั้ง การฝึกอบรม และการรับประกัน เพื่อให้บริการอยู่ในระดับที่เยี่ยมยอดเสมอ ไมเดียยังจัดการอบรมและกิจกรรมสำหรับพนักงานด้านการบริการกว่า 200 ครั้งต่อปี และในอีก 3 ปีจากนี้ ไมเดียตั้งเป้าจะบ่มเพาะวิศวกรกว่า 3 หมื่นคนให้มีความรู้ที่ทันสมัย ความเชี่ยวชาญทางเทคนิค และมาตรฐานการบริการ ปัจจุบันไมเดียมีทั้งศูนย์บริการของแบรนด์ และศูนย์บริการพันธมิตรที่ได้รับการแต่งตั้งกว่า 1,800 แห่งทั่วภูมิภาค นับเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว เชื่อถือได้ และมีคุณภาพ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับทั้งพันธมิตรและสร้างความพึงพอใจของลูกค้าให้มากขึ้น 5 นวัตกรรมเด่นของไมเดีย: ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเลิศสู่การเป็นผู้นำตลาดเอเชีย-แปซิฟิก ไมเดียมุ่งมั่นจะเป็นแบรนด์ที่ก้าวล้ำ เป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม และสานต่อความเป็นเลิศเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดโลกในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ในช่วง ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยูโรมอนิเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนลรับรองให้ไมเดียเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 9 กลุ่ม และ แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮมอันดับ 1 ที่มียอดขายจากการผลิตภายใต้รูปแบบและแบรนด์สินค้าของตนเองสูงสุด รวมทั้งยังเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกมาก ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศแบบอินเวอร์เตอร์ภายในบ้านกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น R290 กลุ่มผลิตภัณฑ์ฟอกอากาศ กลุ่มผลิตภัณฑ์เตาไมโครเวฟ กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องครัวขนาดเล็กภายในบ้าน อีกทั้งยังเป็นแบรนด์ผู้ส่งออกระบบทำน้ำอุ่นและน้ำร้อน และส่งออกเครื่องล้างจานอันดับ 1 ของจีน ในการประชุมครั้งนี้ ไมเดียได้นำเสนอวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน โดยนำเสนอนวัตกรรมต่างๆ ที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์รวมกันกว่า 150 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยี SMART MASTER เทคโนโลยี AI ECOMASTER ผลิตภัณฑ์ตระกูล SPACE MASTER เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน และโซลูชันต่างๆ จาก Midea Building Technologies ในโซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยี SMART MASTER มีส่วนแสดงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไมเดียอันประกอบด้วยระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ ซึ่งสามารถเข้าใจ ปรับแต่งและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำและไร้รอยต่อ เช่น ตู้เย็นไมเดีย SMART MASTER รุ่น MDRS791 มีระบบสมาร์ทคูลลิ่งและเซนเซอร์อัจฉริยะจำนวนมากเพื่อทำความเย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสม รักษาความสดของอาหารและลดการใช้พลังงาน และเครื่องฟอกอากาศไมเดีย SMART MASTER ที่มีทั้งเซนเซอร์อัจฉริยะ 3 ตัวและโหมดปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยปรับการฟอกอากาศได้แบบเรียลไทม์ ให้อากาศสะอาดขึ้นและมีระดับความชื้นเหมาะสม นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อ ตรวจสอบ และจัดการเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นได้ผ่านแอปพลิเคชันไมเดียสมาร์ทโฮม แพลตฟอร์มหลักแพลตฟอร์มเดียวสำหรับทุกจุดของบ้านอัจฉริยะ ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและการปกป้องสิ่งแวดล้อม ซึ่ง ECO MASTER ของไมเดียถือเป็นเทคโนโลยีที่สะท้อนถึงแนวคิดดังกล่าว โดยเทคโนโลยีนี้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ควบคุมการใช้พลังงานเพื่อจัดการและรักษาประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า จึงลดอัตราการใช้พลังงานลงได้ถึงร้อยละ 30 นอกจากนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังสามารถสร้างรายงานสรุปในแอปพลิเคชันของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รองรับได้อีกด้วย ผลิตภัณฑ์ตระกูล SPACE MASTER ผสานแนวคิดวิศวกรรมเครื่องกลอัจฉริยะและสุนทรียศาสตร์ด้านการออกแบบ เพื่อนำเสนอเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีปริมาตรหรือความจุพอดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดในขนาดที่เล็กลงหรือในขนาดมาตรฐานของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ให้สอดรับกับความต้องการใช้พื้นที่ในบ้านสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เช่น ตู้เย็น SPACE MASTER ที่ออกแบบให้มีขนาดและความจุเหมาะสม ตัวตู้เย็นจึงมีขนาดเท่าเดิม ไม่กินพื้นที่ห้องครัว โดยผลิตภัณฑ์ในตระกูล SPACE MASTER ซึ่งรวมถึงเครื่องล้างจานหรือแม้แต่เครื่องซักและอบผ้าระบบฮีทปั๊ม จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยให้เจ้าของบ้านใช้งานพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากภูมิอากาศของทวีปเอเชียเป็นแบบร้อนชื้น เครื่องปรับอากาศภายในบ้านของไมเดียจึงมีเทคโนโลยีป้องกันการกัดกร่อน Prime Guard™ ให้ใช้งานได้ยาวนานและมีประสิทธิภาพทำความเย็นที่เยี่ยมยอด นอกเหนือจากเทคโนโลยีป้องกันการกัดกร่อน ยูนิตคอยล์เย็นภายในบ้านยังใช้คอยล์ทองแดง TU1 เคลือบผิวท่อด้วยเงิน ส่วนยูนิตคอยล์ร้อนนอกบ้านมีเทคโนโลยี HYPER GRAPFINS ซึ่งเป็นแผงวงจรจะเคลือบด้วยรังสียูวีที่รองรับกระแสไฟฟ้าได้กว้างขึ้น และยังมีระบบระบายฝุ่นอัตโนมัติ ไฮไลต์นวัตกรรม Midea Building Technologies มีหลายอย่าง อาทิ ระบบ VC MAX VRF ซึ่งออกแบบให้ติดตั้งร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น HyperLink ระบบ IP55 และ ShieldBox เพื่อความเสถียร และระบบ SuperSense เพื่อการทำงานที่ราบรื่น Magboost Apex ระบบทำความเย็นแบบแม่เหล็กที่ทำงานโดยใช้แรงหนีจากศูนย์กลาง รุ่นที่ 2 ของไมเดีย ซึ่งมีค่าอัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานขณะใช้งานเต็มกำลังดีขึ้นกว่าเดิมร้อยละ 10 แต่ใช้พลังงานน้อยลงกว่าเดิมถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับระบบทำความเย็นแบบเดิม ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการปรับปรุงอาคาร เนื่องจากมีความทนทานต่อละอองน้ำและฝุ่นที่ระดับ IP67 ผลิตโดยใช้ส่วนประกอบหลักที่ไมเดียเป็นผู้ผลิตขึ้นเอง อีกทั้งยังมีบริการหลังการขายที่สะดวกสบายและราคาเป็นมิตร พันธมิตรระดับโลก: ห่วงใยชุมชน เชื่อมโยงโลก ไมเดียกรุ๊ปมีชื่ออยู่ในหนังสือรายปีด้านความยั่งยืน (ฉบับประเทศจีน) ประจำปี 2025 จากผลงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลซึ่งสะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของไมเดียในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ไม่ว่าจะเป็นการบรรเทาสาธารณภัย การสนับสนุนชุมชน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งยังรวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยไมเดียร่วมมือกับกองทุน Mangrove Indonesia Lestari Foundation เพื่อวางปะการังเทียมกว่า 1 พันต้นตามโครงการวางปะการังเทียมในย่านนูซ่า ดูอา และลิป้า เขตบาหลีเหนือ “การวางปะการังเทียมมีส่วนทั้งช่วยอนุรักษ์มหาสมุทรและช่วยสร้างความมั่นคงให้กับความหลากหลายทางชีววิทยา อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการประมง ช่วยปกป้องชุมชนในพื้นที่ และช่วยให้บาหลีและพื้นที่ใกล้เคียงมีอนาคตที่มั่นคง” ซีล เจียง ประธานของไมเดียภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวเสริม ไมเดียยังคงมุ่งสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสานความร่วมมือกับทีมและการแข่งขันกีฬาระดับโลก ซึ่งไมเดียประกาศจะเป็นผู้สนับสนุนหลักที่แขนเสื้อชุดการแข่งขันและชุดฝึกซ้อมของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่า รวมถึงการประชาสัมพันธ์แบรนด์อย่างกว้างขวางระหว่างการแข่งขันฟุตบอลลาลีกาทีมเหย้า ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับไมเดียในด้านการสนับสนุนกีฬาในระดับโลก นอกจากนี้ไมเดียยังสานความร่วมมือระยะยาวกับสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจสนับสนุนด้านกีฬาและการสานสัมพันธ์ของไมเดียกับแฟนๆ ทั่วโลก
ไทยเบฟ แผนเจาะอาเซียน’ฐาปน’ไม่ปรับเป้าแต่เปลี่ยนคนทำงาน ยุทธวิธีมุ่งสู่ ‘มัลติ โลคัล แชมเปียน’
‘ฐาปน’ ฝ่าความท้าทายเศรษฐกิจ พาไทยเบฟ ‘มุ่งสู่ PASSION 2030’ ผู้นำ F&B ตลาดอาเซียน ย้ำคงแผนเดิมไม่ปรับเป้าหมายแต่จะเปลี่ยนผู้บริหารแก้วิธีทำงาน ยอดขาย 9 เดือนแตะ 2.58 แสนล. กำไรลดลง 4% ‘ฐาปน สิริวัฒนภักดี’ ผู้บริหารสูงสุดกลุ่มไทยเบฟ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมทีมผู้บริหาร 4 กลุ่มธุรกิจ สุรา เบียร์ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และอาหาร ร่วมขึ้นเวทีใหญ่ประจำปี 2568 พร้อมฉายทิศทางธุรกิจภายใต้ ‘PASSION 2030’ ในฐานะผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน ในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร สำหรับในปี 2568 นี้ ‘ฐาปน’ กล่าวในช่วงที่ผ่านมา ‘ไทยเบฟ’ วางยุทธศาสตร์เปลี่ยนผ่านองค์กรควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยหนึ่งในแผนงานสำคัญคือ การผนวกรวมธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ, ลิมิเต็ด (“F&N”) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม นอกจากนี้ ไทยเบฟ ยัง เร่งทำตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ภายใต้ 2 กลยุทธ์หลักต่อเนื่อง คือ ‘Reach Competitively’ การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการขยายเครือข่ายการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทาง ‘Digital for Growth’ หรือ ดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต เสริมศักยภาพในการขยายธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเสริมสมรรถภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงเครือข่ายคู่ค้าและผู้บริโภค “‘ไทยเบฟ’ยังคงเป้าหมายเดิมตามแผนที่ที่วางไว้ในทุกด้าน ไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างแน่นอน เพราะว่าแผนกืคือแผน ด้วยหากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก็ต้องปรับเปลี่ยนผู้บริหาร และวิธีการทำงาน” ฐาปน กล่าวต่อถึงแนวทางธุรกิจภายใต้ ‘PASSION 2030’ ที่จะต้องมองทั้งตลาดในภูมิภาคฯ สำหรับธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร โดยเฉพาะอีกหนึ่งกำลังซื้อที่ใหญ่มาก คือ ตลาดผู้บริโภค ‘มุสลิม’ ที่พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงและน่าสนใจมาก ทำให้ไทยเบฟเร่งการลงทุนเพื่อหาโอกาสใหม่ในตลาดนี้ จากในช่วงที่ผ่านมา ไทยเบฟ เข้าลงทุนสำคัญในมาเลเซีย โดยก่อตั้งโครงการฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ ‘AgriValley’ วางเป้าหมายโคนม 20,000 ตัว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของบริษัทฯ โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบลงทุนรวม 18,000 ล้านบาทในปี 2568 เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่ก้าวถัดไป ไทยเบฟมุ่งมั่นเสริมความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำตลาดในประเทศ พร้อมขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ และพัฒนาศักยภาพจากการผนึกกำลังระหว่างกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ นอกจากนี้ กลุ่มยังแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน รวมถึงมุ่งพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานและการกระจายสินค้า ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร ตามแผนการดำเนินงานที่กำหนดไว้ภายใต้ PASSION 2030 ไทยเบฟพร้อมเดินหน้าบนเส้นทางสู่การเติบโตที่แข็งแกร่ง และสร้างสรรค์คุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายด้วยความมุ่งมั่นตามพันธกิจ ‘สร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต’ และวิสัยทัศน์สู่การเป็น ‘ผู้นำที่มั่นคงและยั่งยืนของอาเซียน’ ในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร มุ่งสู่ ‘มัลติ โลคัล แชมเปียน’ ด้าน ‘ต้องใจ ธนะชานันท์’ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบริษัทฯ วางยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับ PASSION 2030 ด้วยพบว่าตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการขยายตัวและเติบโตเร็วที่สุดในขณะนี้ โดยไทยเบฟ วางแนวทางการทำตลาดในแต่ละประเทศในภูมิภาคฯ ภายใต้กลยุทธ์การเป็น ผู้นำตลาดในแต่ละประเทศท้องถิ่น (Multi Local Champion) ด้วยความหลากหลายแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในพอร์ตของไทยเบฟ โดยเฉพาะเครื่องดื่มทั้งกลุ่มแอลกอฮอล์ และ นันแอลกอฮอล์ ในตลาดที่ไทยเบฟฯ มีความแข็งแกร่ง “ไทยเบฟอยากเป็นมัลติโลคัลแชมเปียนในหลายๆ ประเทศ ด้วยเราอาจแตกต่างไปจากแบรนด์เครื่องดื่มน้ำอัดลมระดับโลกอย่าง เป๊ปซี่ หรือ โคคาโคล่า โค้ก ที่มีเพียงแบรนด์เดียวแต่เล่นได้ทั้งโลก” ทั้งนี้ไทยเบฟ จะใช้จุดแข็งความแกร่งการเป็นผู้นำในตลาดท้องถิ่น เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในแต่ละตลาดให้ครอบคลุมมากที่สุด โดยเฉพาะในช่องทางร้านค้าปลีกท้องถิ่น หรือ โชห่วย ดังนั้นไทยเบฟ จึงต้องใช้ทั้ง2 กลยุทธ์ Reach Competitively และ Digital for Growth เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Passion 2030 “ถ้าเราอยากเป็นโลคัลแชมเปียน เราต้องลึกต้องเข้าไปในโชห่วยได้ทุกที่ ดังนั้น รีชฯ คือ แนวทางการทำงานของเรา โดยสิ่งที่ไทยเบฟ มีคือความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้งที่จะไปตลาดอาเซียนได้ทุกช่องทาง” ปัจจุบันไทยเบฟ มีพนักงานราว 65,000 คน ครอบคลุมตลาด 10 ประเทศ แบ่งกลุ่ม ประเทศในอาเซียน คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เมียนมา และ เตรียมเข้าตลาดเชิงรุกในกัมพูชา ปลายปี2568 นี้ ส่วนอีก 4 ประเทศ คือ จีน สก็อตแลนด์ นิวซีแลนด์ และ ฝรั่งเศส สำหรับ ในช่วง 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ไทยเบฟมีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) ลดลง 4 % จากปีก่อน เป็น 45,026 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ไทยเบฟย้ำแผน PASSION 2030 มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในอาเซียน โดย ‘ฐาปน สิริวัฒนภักดี’ นายใหญ่ไทยเบฟ ยังคงเป้าหมายเดิม แต่เปลี่ยนวิธีการทำงานและทีมผู้บริหาร พร้อมย้ำ 2 กลยุทธ์หลัก Reach Competitively และ Digital for Growth พร้อมเดินหน้าผนึกกำลังกับ F&N พร้อมลงทุนในมาเลเซียโครงการ AgriValley ตั้งเป้าเป็น Multi Local Champion ครองใจผู้บริโภคในแต่ละประเทศท้องถิ่น
‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’ มิกซ์ยูส เวลเนสฯ เครือรพ.ธนบุรี ขายสังคมสุขภาพควบบริการแพทย์ 24 ชม.
ธนบุรี เวลบีอิ้ง ย้ำแนวคิดยูนิเวอร์แซล ดีไซน์ในโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ควบจุดขายบริการสุขภาพพร้อมทีมแพทย์ 24 ชั่วโมง รองรับการอยู่อาศัยทุกช่วงวัยของชีวิต พีรพงษ์ พีระโชติวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จำกัด ธุรกิจในเครือบริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG เปิดเผยว่าบริษัทฯ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’ (Jin Wellbeing County) คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (สูง 7 ชั้น) ภายใต้แนวคิดการพัฒนาแบบ เวลเนส เรสซิเดนซ์ (Wellness Residences) มอบประสบการณ์การอยู่อาศัยเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี สำหรับการอยู่อาศัยทุกช่วงวัยร่วมกัน สำหรับโครงการฯ ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธิน อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี มีมูลค่าการลงทุนในเฟสแรกกว่า 4,000 ล้านบาท จำนวน 494 ยูนิต ประกอบด้วยอาคารโลว์ไรส์ 7 ชั้น 5 อาคาร ตั้งบนขนาดที่ดินรวมทั้งโครงการฯ ราว 140 ไร่ นอกจากนี้ ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’ ยังวางตำแหน่งโครงการมิกซ์ยูส พร้อมให้บริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 3 ด้าน ได้แก่ร่างกาย (Body), สุขภาพใจ (Mind) และพลังชีวิต (Soul) ภายใต้การดูแลโรงพยาบาลธนบุรีบูรณา ในเครือ THG ประกอบด้วย อาคารที่พักอาศัย Jin Wellness Residence อาคาร Wellness Center Jin Health Care Center ศูนย์ดูแลสุขภาพและฟื้นฟู ขณะที่โครงการฯ ยังโดดเด่นด้วยโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ มุ่งเน้นการป้องกันและปรับปรุงสุขภาพกาย จิตใจ และอารมณ์ของผู้อยู่อาศัย ด้วยแนวคิดการออกแบบ Universal Design พร้อมพื้นที่สีเขียวกว่า 50% ของโครงการ “จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลตัวเอง แต่รวมถึงการใช้ชีวิตในเวลบีอิ้ง คอมมูนิตี้ ด้วยชุมชนสุขภาพดีและเพื่อนบ้านที่อบอุ่นเข้าใจกัน” ขณะเดียวกัน ยังมอบประสบการณ์เของสุขภาพดีในชุมชน จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ บริการฟิตเนสมาตรฐาน รองรับการออกกำลังกายของคนทุกช่วงวัย คลาสเทรนนิ่งจากผู้เชี่ยวชาญ สระว่ายน้ำมาตราฐานพร้อมด้วยสระธาราบำบัด ห้องสปาส่วนตัว ห้อง Co-Kitchen Space ห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องอาหาร นอกจากนี้ยังให้บริการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพกับกิจกรรมมากกว่า 20 รายการ รองรับการใช้ชีวิตผู้อยู่อาศัย ด้วย Sport facilities ต่างๆ พร้อมด้วยบริการการแพทย์จากทีมแพทย์ และพยาบาลวิชาชีพ พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง ทั้ง บริการฟื้นฟูสุขภาพแก่ผู้สูงวัย, บริการผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉิน (ER), เวชศาสตร์ฟื้นฟูกายภาพ, Telemedicine และศูนย์สุขภาพจิต พีรพงษ์ กล่าวว่า โครงการฯ ยังนำหลักคิดการออกแบบตามมาตรฐาน Universal Design เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่การใช้งานในทุกกลุ่มและเพศวัย ประกอบด้วย ทางเข้าและทางเดินภายในกว้าง ทางลาด ขอบราวกันตก ใช้งานได้สะดวก ปลอดภัย ออกแบบลิฟต์ใหญ่พิเศษ สามารถเข็นเตียงเข้าได้ ลดอุปสรรคในการเคลื่อนไหว ติดตั้งปลั๊กไฟหลากหลายระดับ เพื่อสะดวกในการใช้งานของแต่ละบุคคล, ติดตั้งสวิตช์ให้สูงจากพื้นอย่างน้อย 90 ซม. หลีกเลี่ยงการก้มเวลาใช้งาน ติดตั้งอุปกรณ์ส่องแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่ให้สายตาต้องปรับ ระดับแสงมากนัก ฝักบัวอาบน้ำสามารถปรับได้หลายระดับความสูง ก๊อกน้ำ แบบก้านโยกเพื่อสะดวกต่อการใช้งานของทุกคน ติดตั้งราวจับบริเวณที่อาบน้ำและโถส้วม พื้นที่ว่างรอบโถส้วมเพื่อความสะดวกและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จากกำแพงแต่ละด้าน บริเวณพื้นที่สวนหรือนอกอาคารโครงการฯ นอกจากนี้ ยังนำหลักการออกแบบไบโอฟิลลิก ดีไซน์ (Biophilic Design) ให้โครงการฯมีความใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อสร้างความผ่อนคลายพร้อมเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจให้ผู้อยู่อาศัยตลอดทุกช่วงขณะการใช้ชีวิตภายใน จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ สำหรับจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ปัจจุบันทำตลาดพร้อมเข้าอยู่เริ่มต้น 𝟭 ห้องนอนขนาด 43-46 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 4.59 ล้านบาท และห้องใหญ่ 60 ตร.ม. ราคา 7.59 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ‘จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้’ โครงการมิกซ์ยูสเวลเนส ภายใต้เครือ รพ.ธนบุรี กับแนวคิดรวมที่พักอาศัย Wellness Residence มาพร้อมศูนย์สุขภาพและWellness Center บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ พร้อมใช้ Universal Design & Biophilic Design รองรับสังคมสูงวัย ด้วยจุดเด่นบริการทางการแพทย์ 24 ชม. ครบวงจร ทั้ง ER, ฟื้นฟูสุขภาพ, Telemedicine และศูนย์สุขภาพจิต โครงการฯพร้อมอยู่ทำราคาเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท เจาะตลาดคนรักสุขภาพในอนาคต
นิวสกายฯ-ซีแอนด์จีฯ ทำ ‘Project Makeover’ โรงกำจัดขยะ แต้มสี เติมฝัน พัฒนาโรงเรียนให้น้อง
บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ร่วมกับ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมจิตอาสาภายใต้โครงการ “Project Makeover โรงกำจัดขยะ แต้มสี เติมฝัน พัฒนาโรงเรียนให้น้อง” ณ โรงเรียนบ้านชวดบัว ตำบลดอนยอ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก โดยได้รับเกียรติจาก นายเชาวลิต ภูมี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนยอ กล่าวต้อนรับ โดยมี นางสาวหวัง เซวี่ยยวิน (Wang Xueyun) รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด และบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเปิดกิจกรรม โดยมีพนักงานจิตอาสากว่า 70 คน พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียน ร่วมแรงร่วมใจกันปรับปรุงทัศนียภาพของโรงเรียน อาทิ การทาสีอาคารโรงอาหาร สนามกีฬา ป้ายต้อนรับ รั้วโรงเรียน ปรับปรุงสวนหย่อม รวมถึงทาสีทางม้าลายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับครูและนักเรียน นอกจากนี้ ยังได้มอบสิ่งของและเงินบริจาค รวมมูลค่า 77,777 บาท ให้กับโรงเรียนบ้านดอนยอ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตของนักเรียน โครงการ “Project Makeover โรงกำจัดขยะ แต้มสี เติมฝัน พัฒนาโรงเรียนให้น้อง” ไม่เพียงสร้างความสวยงามและบรรยากาศที่ดีให้กับโรงเรียน แต่ยังเป็นการปลูกฝังความสามัคคีให้กับเยาวชน และเป็นโอกาสอันสำคัญที่ผู้บริหารจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย สะท้อนถึงความร่วมมือไทย–จีน ในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับเกียรติรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) จัดโดย Enterprise Asia ในด้าน Green Leadership และ Health Promotion ที่บริษัทซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับล่าสุด รางวัลนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญของความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังตอกย้ำถึงบทบาทขององค์กรในการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างรับผิดชอบและต่อเนื่อง และมีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อพันธกิจนี้ต่อไปในอนาคต
‘บัตรเครดิตกรุงศรี’ โฉมใหม่ เจาะทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค กิน-เที่ยว-ช้อป เบิ้ลพอยต์ ดึงเจนฯ Z
‘บัตรเครดิต กรุงศรี’ ปรับโฉมใหม่ หน้าบัตร-สิทธิประโยชน์ เข้าถึงผู้ถือบัตรเครดิตคนรุ่นใหม่ ฝ่าภาวะเศรษฐกิจละลอกำลังซื้อ ดึงดีไซน์ เจาะไลฟ์สไตล์ชาวเจนฯZ เป้ายอดบัตรใหม่ 215,000 บัญชี ในปี 2569 อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดเผยว่าบัตรเครดิตเรือธงภายใต้การบริหารของบริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้ปรับกลยุทธ์การให้บริการบัตรเครดิตหลังอยู่ในตลาดมานานร่วม 30 ปี โดยปรับจุดขายทั้งโฉมและยกระดับสิทธิพิเศษประโยชน์ใหม่ของบัตรเครดิตกรุงศรี เพื่อรักษาฐานลูกค้าผู้ถือบัตรรายเดิมและขยายฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจนเนอเรชั่นZ วัยเริ่มต้นทำงาน และ วัยทำงานคนรุ่นใหม่ “การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจซบเซา ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงไม่ฟื้นตัว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับจุดขายผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตและสินเชื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้ายิ่งขึ้น” แนวทางดังกล่าว บริษัทฯ วางเป้าหมายรักษาการเป็นบัตรเครดิตที่อยู่ในใจผู้บริโภคไทย (Top of Mind Brand) ต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่เจอร์นีย์การถือบัตรใบแรกในกลุ่มวัยเริ่มต้นทำงาน หรือมีระดับฐานเงินเดือน 15,000 บาทไปจนถึงระดับ HNW (High Net Worth Investor ) อย่างไรก็ตาม ภาพรวมธุรกิจในปีนี้ยังเติบโตได้ดีกว่าตลาดที่ผ่านมาเป็นผลจากบัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และนำเสนอสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในหลากหลายธุรกิจ เพื่อนำเสนอสิทธิพิเศษที่โดดเด่นให้กับสมาชิกบัตรมาตลอด อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลหด รูดน้อย กู้ยากหนักสุดรอบ 26 ปี ซ้ำปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน ปรับใหม่หมดโลโก้ถึงผู้บริหาร เป้าผู้ใช้บัตรสิ้นปี68 ทะลุ 1 ล้านราย กำลังซื้อสภาพ(ไม่)คล่อง ทำความต้องการเงินด่วนพุ่ง กรุงศรีฯเปิด 3 หมวดสินค้าคนใช้จ่ายสูง กรุงศรีฯ วางแผนบาลานซ์ ลดเสี่ยงธุรกิจ-ลีนค่าใช้จ่าย ลูกค้าซื้อประกัน-ลงทุนผ่านบัตรฯพุ่ง ใช้ดีไซน์เจาะเจนฯใหม่ ด้าน สมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ยกระดับสิทธิประโยชน์บัตรเครดิต กรุงศรี ภายใต้แนวคิด ‘Life Worth Living : คุณค่าในแบบคุณ’ ใช้เป็นจุดยืนผลิตภัณฑ์แบรนด์บัตรเครดิต กรุงศรี ในตลาดให้ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้ชีวิตของแต่ละคน ผ่านผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตหลักทั้ง 4 บัตรได้แก่ สำหรับกลุ่มลูกค้ามั่งคั่ง บัตรเครดิต กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง และบัตรเครดิต กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ซิกเนเจอร์ สำหรับกลุ่มลูกค้ารายได้สูง บัตรเครดิต กรุงศรี ซิกเนเจอร์ สำหรับกลุ่มลูกค้าทั่วไป บัตรเครดิต กรุงศรี แพลทินัม “การปรับโฉมใหม่ทั้ง 4 บัตร ยังมาจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาด ที่ต้องการด้านสิทธิประโยชน์บัตรเครดิตที่ตอบไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มเที่ยว ช้อป กิน” โดยบริษัทฯ ได้นำความต้องการดังกล่าวมาปรับใช้สู่การให้พอยต์เพื่อนำไปใช้แลกรับสิทธิประโยชน์อื่นๆ อาทิ สายท่องเที่ยว รับพอยต์สะสมสูงสุด 5 เท่า เมื่อจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม และรับสิทธิพิเศษโรงแรมชั้นนำ สายช้อป รับพอยต์สะสมสูงสุด 5 เท่า เมื่อซื้อสินค้าที่ห้างชั้นนำที่ร่วมรายการ สายกิน รับส่วนลดสูงสุด 25% ณ ร้านอาหารที่ร่วมรายการ เป็นต้น นอกจากนี้ บัตรเครดิต กรุงศรี ยังร่วมกับ ‘Benzilla’ ปริญญา ศิริสินสุข ศิลปินร่วมสมัย เจ้าของผลงาน ‘LOOOK’ คาแรกเตอร์เอเลียนสามตา ร่วมออกแบบสองหน้าบัตรโฉมใหม่ เพื่อเพิ่มสีสันดึงดูดลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และสื่อสารสิทธิประโยชน์บัตรใหม่ บัตรเครดิต กรุงศรี ได้แก่ บัตรเครดิต กรุงศรี ซิกเนเจอร์ บัตรเครดิต กรุงศรี แพลทินัม ทั้งนี้ ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าสิทธิประโยชน์ใหม่ที่โดดเด่นของบัตรเครดิต กรุงศรี ช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายผ่านบัตรให้สมาชิกใช้บัตรเครดิต กรุงศรี ในฐานะบัตรเครดิตหลักที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งช่วยขยายฐานลูกค้าให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันในกลุ่มผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตของบริษัทฯแบ่งสัดส่วน ยอดการใช้จ่าย 55% มาจาก บัตรเครดิตเรือธง, 35% บัตรเครดิตโค-แบรนด์ และ 10% บัตรเครดิตไลฟืสไตล์ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดบัตรใหม่ 215,000 บัญชี เติบโต 5% ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 240,000 ล้านบาท เติบโต 6% ภายในปี 2569 โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต กรุงศรี 145,000 ล้านบาท ปัจจุบัน บัตรเครดิตกรุงศรี มีลูกค้าในความดูแลกว่า 2.4 ล้านบัญชี มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ บัตรเครดิต กรุงศรี ไพรเวท แบงก์กิ้ง, บัตรเครดิต กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ซิกเนเจอร์, บัตรเครดิต กรุงศรี ซิกเนเจอร์, บัตรเครดิต กรุงศรี วีซ่า แพลทินัม, บัตรเครดิต กรุงศรี เจซีบี แพลทินัม, บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม, บัตรเครดิตกรุงศรี โฮมโปร คอร์ปอเรท การ์ด, บัตรเครดิต กรุงศรี เลดี้ ไทเทเนียม มาสเตอร์การ์ด และบัตรเครดิต เอไอเอ วีซ่า แพลทินัม Alternate-X สรุปให้ บัตรเครดิตกรุงศรีปรับโฉมใหม่ เจาะไลฟ์สไตล์เข้าถึงเจนฯใหม่ ฝ่าภาวะเศรษฐกิจซบเซา เน้นสิทธิพิเศษ ‘กิน-เที่ยว-ช้อป’ พร้อมพอยต์สะสมสูงสุด 5 เท่า ร่วมมือศิลปิน Benzilla ออกแบบหน้าบัตร ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้าออกบัตรใหม่ 215,000 บัญชี และยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 240,000 ล้านบาท ปี 2569 รักษาสถานะ Top of Mind Brand ครองใจผู้บริโภคไทยกว่า 2.4 ล้านบัญชี
พอร์ตเบียร์ช้างขึ้น No.1 แชมป์ตลาดในไทย ทิ้งห่างแชร์2% จากเบอร์ 2 แผนบุกต่อตลาดเพื่อนบ้าน
ไทยเบฟฯ ครองส่วนแบ่งตลาดเบียร์ในไทยอันดับ1 ยาวรวด 8 เดือนติด หลังใช้ 2 กลยุทธ์เข้าถึงนักดื่ม ส่วนแผนในตลาดเพื่อนบ้าน เปิดโรงงานใหม่ปลายปีในกัมพูชา แม้จะเป็นตลาดเล็กแต่ก็โตไวสุดในภูมิภาคนี้ รายได้เบียร์ของกลุ่ม 9 เดือนแรกปีนี้แตะ 96,497 ล้านบาท ลดลง 0.3% เทียบปีก่อน ‘นงนุช บูรณะเศรษฐกุล’ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์-นันแอลกอฮอล์ ระดับภูมิภาค เปิดเผยว่า ภาพรวมผลิตภัณฑ์เบียร์ในพอร์ตไทยเบฟฯ ตราช้าง, อาชา, เฟเดอร์บรอย ปัจจุบันครองส่วนแบ่งการตลาดกว่า 40% ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดเบียร์ไทย ประมาณ 8 เดือนติดแล้วโดยทิ้งห่างจากผู้เล่นเบอร์ 2 ราว 2% ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมทางการตลาด 2 ช่องทางหลัก ได้แก่ การตลาดผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ ดนตรี กีฬา และอาหาร เพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้บริโภค ทำให้ขยายฐานลูกค้าได้ดีขึ้น การขยายเครือข่ายอย่างแข็งแกร่ง ทั้งในช่องทางออนเทรด (On-trade) อาทิ ร้านอาหาร ผับ บาร์ และช่องทางออฟเทรด (Off-trade) เช่น ร้านสะดวกซื้อ โชห่วย ห้าง เป็นต้น กัมพูชา ดื่มหนักสุดในอาเซียน ด้าน ไมเคิล ไชน์ ฮิน ฟา ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบียร์โค ลิมิเต็ด (BeerCo Limited) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิต จัดจำหน่าย และการตลาดผลิตภัณฑ์เบียร์หลายแบรนด์ในไทยและเวียดนาม เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใช้งบลงทุนต่อเนื่อง (ปี 2567 – 2568) ราว 2,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเบียร์ในจังหวัดกันดาล ประเทศกัมพูชา จะมีกำลังผลิต 50 ล้านลิตร/ปี คาดแล้วเสร็จในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยการจัดตั้งโรงงานพร้อมเดินสายการผลิตได้ตามแผนที่วางไว้ จะทำให้ ต้นทุนราคาเบียร์ในกัมพูชาจะลดลง เพื่อหนุนการทำตลาดจากความต้องการผู้บริโภคท้องถิ่นเติบโตสูงมาก “ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะผลิตเบียร์แบรนด์ใดในโรงงานใหม่แห่งนี้” อย่างไรก็ตาม จากความขัดแย้งชายแดนไทยกับกัมพูชา แม้จะสร้างความตึงเครียดในแง่การเมืองจริง แต่ยังไม่เห็นผลกระทบมากนักต่อการบริโภคเบียร์ในกัมพูชา ด้วยเป็นการดำเนินธุรกิจในนามของเบียร์โค ซึ่งเป็นกิจการจดทะเบียนในสิงคโปร์ พร้อมทำตลาดผลิตภัณฑ์เบียร์ที่จากหลายประเทศ อาทิ เบียร์จากญี่ปุ่น เบียร์ไซง่อนจากเวียดนาม เป็นต้น “แม้ว่าตลาดเบียร์กัมพูชาจะยังเป็นพอร์ตฯ เล็กของกลุ่ม แต่พบการเติบโตที่น่าสนใจ จากอัตราการดื่มเบียร์สูงสุดในอาเซียนในเชิงปริมาณ) ราว 50 ลิตรต่อคนต่อปี” ปรับแผนรักษาตลาดเวียดนาม-เมียนมา ด้าน เลสเตอร์ ตัน เต็ก ชวน กรรมการผู้จัดการซาเบโก้ (SABECO-Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation) คือ ผู้ผลิตเบียร์และเครื่องดื่มรายใหญ่สุดในเวียดนาม (ไทยเบฟถือหุ้นใหญ่) เปิดเผยว่า เบียร์ไซง่อนยังครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในตลาดเบียร์ประเทศเวียดนาม ด้วยกลยุทธ์การขับเคลื่อนการทำตลาดขยายฐานนักดื่มหน้าใหม่ แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาพรวมตลาดเบียร์เวียดนาม จะมีปัจจัยลบจากการบริโภคชะลอตัว โดยพบว่า พฤติกรรมการบริโภคเบียร์ของคนเวียดนามเปลี่ยนแปลงไป อาทิ คนรุ่นใหม่เจนเนอเรชั่นวาย (Gen Y) ดื่มเบียร์น้อยลง คนรุ่นใหม่เจนเนอเรชั่นซี (Gen Z) มีแนวโน้มดื่มเบียร์ที่มีเปอร์เซ็นแอลกอฮอลล์น้อยลง “บริษัทฯ ปรับตัวให้ทันอินไซด์ผู้บริโภค โดยเปิดตัวสินค้าเบียร์ที่มีแอลกอฮอลล์น้อยเพียง 4.3% และลดปริมาณสุทธิลง เพื่อรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่” นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยายเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย เน้นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เพื่อเข้าถึงลูกค้าวงกว้างขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทยังติดตามอย่างใกล้ชิด ถึงผลกระทบจากกรณีรัฐสภาเวียดนาม อนุมัติร่างกฎหมายเพิ่มภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ขึ้นเป็น 70% ในปี 2570 และขึ้นอัตราสูงสุดที่ 90% ในปี 2573 จากปัจจุบันมีอัตราภาษี 65% เลสเตอร์ กล่าวต่อ สำหรับธุรกิจเบียร์ในเมียนมา เป็นอีกตลาดที่ไทยเบฟทำผลงานได้ดี แม้ยังคงมีข้อจำกัดเรื่องสถานการณ์การเมืองภายในประเทศก็ตาม สะท้อนจากกำลังการผลิตช่วงเริ่มธุรกิจในปี 2562 อยู่ที่ 50 ล้านลิตร/ปี ตอนนี้เพิ่มเป็น 150 ล้านลิตรแล้ว นับว่าเกินเป้าตั้งไว้ใน 5 ปีข้างหน้าไปแล้ว มุ่งเป้าใหญ่ IPO เบียร์โค ไมเคิล กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจเบียร์ของไทยเบฟ ใน 9 เดือนแรกปี 2568 ธุรกิจ มีรายได้ 96,497 ล้านบาท ลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และมี EBITDA 12,573 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% (YoY) โดยความท้าทายหลัก มาจากกำลังซื้อตลาดเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ประสบภาวะชะลอตัวลง สวนทางตลาดกัมพูชาที่เติบโตขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเสริมถึงสถานการณ์ตลาดเบียร์ในไทย ต่อการเข้ามาทำตลาดเชิงรุกเบียร์ชิงเต่าจากจีนล่าสุด มองว่าตลาดเบียร์ในไทยไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมามีผู้เล่นหลายรายพยายามเข้าชิงส่วนแบ่งตลาดเบียร์มูลค่าหลักแสนล้านบาท แต่ยังไม่สามารถตีตลาดได้สำเร็จ “แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เราพยายามผลักดันการเติบโตของธุรกิจเบียร์ ทั้งในแง่วอลลุ่ม และกำไร เพื่อไปสู่เป้าหมายใหญ่ของไทยเบฟเดินหน้าพา BeerCo เข้า IPO” Alternate-X สรุปให้ พอร์ตเบียร์ช้างของไทยเบฟขึ้นเบอร์ 1 ครองตลาดเบียร์ไทยกว่า 40% หลังใช้ 2 กลยุทธ์หลัก การตลาดเชิงไลฟ์สไตล์ และการขยายเครือข่ายจัดจำหน่าย ส่วนตลาดในอาเซียน ใช้งบลงทุนต่อเนื่อง 2,000 ล้านบาท ตั้งโรงงานเบียร์ใหม่ในกัมพูชา รับดีมานด์ดื่มสูงสุดอาเซียน พร้อมปรับแผนรุกเวียดนาม–เมียนมา แม้เจอความท้าทายเศรษฐกิจและภาษี เดินหน้าพา BeerCo เข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ (IPO) เป็นเป้าหมายใหญ่
สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน จากเศษวัสดุทางการเกษตร เมื่อขยะใบไม้แปรรูปเป็นเงินได้
บีแอลซีพี เพาเวอร์ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านโครงการปุ๋ยใบไม้ เข้าถึงชุมนถ่ายทอดความรู้การกำจัดแปรรูปใบไม้-เศษวัสดุการเกษตรเป็นเงิน สร้างรายได้แก่ชุมชน ตั้งเป้าลดขยะใบไม้ให้ได้ปีละ 240 ตัน อดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ครอบคลุมหลายมิติ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม สำหรับโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ยังมุ่งนโยบายและพันธกิจด้านสังคมและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ทั้งการพัฒนาใช้เทคโนโลยีสะอาด การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจัดการมลพิษและปริมาณของเสีย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสังคมผ่านโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ในหลายรูปแบบ เพื่อมีสวนร่วมสร้างความเข้าใจระหว่างชุมชนรอบโรงไฟฟ้า “แนวทางดังกล่าวยังแสดงถึงความจริงใจโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคมและชุมชนเดียวกัน จากความไว้เนื้อเชื่อใจได้ส่งผลให้หลายโครงการของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากการสนับสนุนและความร่วมมือขององค์กรส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคประชาชนในพื้นที่” โดยเฉพาะโครงการปุ๋ยใบไม้ของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จ พร้อมรับใบประกาศเกียรติคุณจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในโครงการที่สนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (LESS) เนื่องจากโครงการฯ นี้ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 143.347 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังมีการต่อยอดความรู้สู่ชุมชนจนขยายผลเป็นวงกว้าง ทั้งการกำจัดใบไม้และเศษวัสดุชีวมวลทางการเกษตรในชุมชน ลดการเผาทำลาย สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือใช้สร้างรายได้ต่อชุมชน ขณะที่ โครงการปุ๋ยใบไม้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ศาสตร์พระราชา’ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งเน้นความมั่นคงและยั่งยืน ก่อให้เกิดแนวคิดในการเพิ่มมูลค่าให้ขยะ แปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางภายในโรงงาน โดยนำใบไม้จำนวนมากภายในโรงไฟฟ้ามาแปรรูปด้วยการหมักจนเป็นปุ๋ย ใช้ระยะเวลาในกระบวนการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุดประมาณ 45 วัน จากเดิมต้องใช้ระยะเวลาถึง 6 เดือน และนำปุ๋ยที่ได้มาใช้ต่อในการบำรุงดิน ปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อแจกจ่ายและนำมาทำเป็นอาหารให้แก่พนักงาน จากความสำเร็จของโครงการฯ ที่เริ่มต้นในโรงไฟฟ้า ขยายผลสู่หน่วยงานส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ผ่านการดูงานและการฝึกอบรมจนเกิดแนวร่วมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นการขยายผลโครงการฯ ในปี 2568 โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ จึงร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาระยอง เทศบาลนครมาบตาพุด สำนักงานสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ชุมชนห้วยโป่งใน 1 โรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ในการเผยแพร่องค์ความรู้โครงการปุ๋ยจากใบไม้ (แบบย่อยสลายเร็ว) โดยมีเป้าหมายลดขยะใบไม้ให้ได้ 240 ตัน นอกจากโครงการปุ๋ยใบไม้ที่ประสบความสำเร็จและขยายโครงการสู่ระดับชุมชนแล้ว โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี เพาเวอร์ ยังมีอีกหลายโครงการในการบริหารจัดการของเสียอย่างครบวงจรอีกหลายโครงการ ซึ่งช่วยแปรของเสียให้เป็นประโยชน์ ลดผลกระทบ เพิ่มคุณค่าทางสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการหนอนแม่โจ้ (BSF) การจัดการขยะอินทรีย์ โครงการธนาคารขยะ โครงการแนวกั้นขยะแม่น้ำระยอง โครงการ SeaCrafty กระเป๋าจากเศษอวน ฯลฯ จากโครงการฯ ต่าง ๆ ของโรงไฟฟ้า BLCP ไม่เพียงมุ่งเน้นเพียงแค่การผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานแก่ประเทศเท่านั้น แต่ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste และสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการนำองค์ความรู้ นวัตกรรม ผลที่ได้รับจากโครงการต้นแบบ ถ่ายทอด สร้างมูลค่า พัฒนาสังคมและร่วมสร้างความยั่งยืนแก่ท้องถิ่นและชุมชน เพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นอีกด้วย ด้านพรทิพย์ โพธิบัวทอง ที่ปรึกษาคณะกรรมการชุมชนมาบข่า-สำนักอ้ายงอน กล่าวถึง โครงการปุ๋ยใบไม้เป็นหนึ่งโครงการที่ชุมชนให้ความสนใจ เนื่องจากคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชาวสวน จึงมีใบไม้และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมาก จนบางครั้งเกิดปัญหาในการกำจัด “จากเดิมชาวบ้านจะใช้วิธีกองทิ้งหรือฝังกลบ ซึ่งใช้เวลานานในการย่อยสลาย เมื่อมากเข้าก็กำจัดด้วยการเผาซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะ หรือถ้าขนไปทิ้งบ่อขยะก็สิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่าย” ดังนั้นทางชุมชนจึงมีความสนใจในการเข้ามาร่วมทดลองและนำความรู้จากโครงการฯ มาพัฒนาปรับใช้และผนวกเพิ่มเติมกับองค์ความรู้ของชุมชน โดยการพลิกกองและรดน้ำเพิ่ม ซึ่งทำให้ได้ผลในการย่อยสลายใบไม้และเศษวัสดุได้เร็วขึ้นจาก 30 – 45 วัน เหลือเพียง 20 วัน โดยเกษตรกรจะได้ดินและปุ๋ย “จากการย่อยสลายนำไปใช้ต่อภายในสวน ช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการซื้อดิน-ปุ๋ยไปได้กว่าครึ่ง คุณภาพชีวิตของคนและชุมชนก็ดีขึ้นจากการลดการเผา ส่วนผลผลิตที่ได้ก็มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคด้วย” ปัจจุบันการขยายผลโครงการปุ๋ยใบไม้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมาก โดยนอกจากจะใช้พื้นที่ของตัวเองในการเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องปุ๋ยใบไม้ โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมแล้ว ยังร่วมถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และให้คำปรึกษาแก่ผู้สนใจในโครงการฯ นี้อีกด้วย โดยมีชุมชนใกล้เคียง เทศบาล วัด โรงเรียน และ หมู่บ้านจัดสรร รวมแล้วกว่า 50 แห่ง เป็นแนวร่วมในการสานต่อโครงการฯ นอกจากนั้นยังกระจายไปยังฝั่งของประชาชนหรือบางชุมชนนำความรู้เรื่องปุ๋ยใบไม้ไปต่อยอดเป็นวิสาหกิจ ในการขายปุ๋ยใบไม้สร้างรายได้ ซึ่งมีมูลค่าถึงกิโลละ 10 บาท เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ผลของโครงการฯ ทั้งนี้ นอกจากจะช่วยกำจัดและสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรแล้ว ยังช่วยลดการเผา ลดปริมาณและค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ เกิดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนต่อไปได้ Alternate-X สรุปให้ บีแอลซีพี เพาเวอร์ เดินหน้าโครงการ ปุ๋ยใบไม้ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนจากเศษวัสดุการเกษตร ให้เปลี่ยนขยะใบไม้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ ลดการเผาทำลายและมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกกว่า 143 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมสร้างรายได้ใหม่แก่ชุมชน ตั้งเป้าลดขยะใบไม้ปีละ 240 ตันต้นแบบขยายผลสู่ท้องถิ่น โรงเรียน และชุมชนกว่า 50 แห่งทั่วระยอง
3 ทุนใหญ่ไทยจีน ‘เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง’ ขยายตลาดเครื่องดื่มระดับภูมิภาค
‘เบียร์ชิงเต่า’ เปิดเกมขยายตลาดอาเซียน หลังลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ‘คาราบาว–นามยง’ ร่วมบุกอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่มจีน–ไทย ครบวงจร เสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มกลุ่มคาราบาว เปิดเผยว่า แบรนด์คาราบาวในฐานะผู้นำเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล (Functional Drink) ของไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง ร่วมกับ บริษัทเบียร์ชิงเต่า ประเทศจีน และกลุ่มนามยง เทอร์มินัล ประเทศไทยเพื่อร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระดับภูมิภาคโดยนำจุดแข็งธุรกิจทั้ง3 ฝ่าย ขยายอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่มพร้อมยกระดับการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศไทย-จีน ร่วมกัน เสถียร กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ คาราบาว จะอาศัยระบบช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งของบริษัท ร่วมส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย-จีน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกัน ด้าน ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เตรียมนำจุดแข็งด้านประสบการณ์กว่า 50 ปี ครอบคลุมธุรกิจโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ สื่อสารมวลชน คมนาคม พลังงาน และสาธารณสุข โดยท่าเรือในเครือของบริษัทฯ เป็นท่าเรือขนส่งรถยนต์แบบโรลออนโรลออฟ (ro-ro) รายเดียวในประเทศไทย ติดอันดับที่ 4 ของโลก และอันดับที่ 2 ของเอเชีย มีการส่งออกรถยนต์มากกว่า 1.5 ล้านคันต่อปี ขณะที่ ในปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไทย ไชน่า เบฟเวอร์เรจ จำกัด ของนามยง เทอร์มินัล กับ บริษัทเบียร์ชิงเต่า และคาราบาว ถือเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนสองประเทศ โดยพร้อมจะต่อยอดความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนโครงการอย่างเต็มที่ ด้าน เจียง จงเสียง ประธานกรรมการบริษัทเบียร์ชิงเต่า กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนมิตรภาพ 50 ปีไทย-จีน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเร่งขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศของเบียร์ชิงเต่า ทั้งนี้ เบียร์ชิงเต่าเข้าสู่ตลาดไทยตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และตลอด 20 ปีที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับบริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ขยายฐานตลาดอย่างมั่นคง ปัจจุบันมีเครือข่ายการจัดจำหน่ายครอบคลุมร้านค้ากว่า 2,000 แห่งทั่วไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 100 ปีและอิทธิพลครอบคลุมกว่า 120 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เบียร์ชิงเต่าพร้อมเปิดเส้นทางใหม่ในตลาดไทยและอาเซียน โดยอาศัยทรัพยากรช่องทางจัดจำหน่ายและเทคโนโลยีการผลิตของคาราบาว เพื่อรองรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เบียร์ระดับพรีเมียม และขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ “การลงนามครั้งนี้ วางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความร่วมมือเชิงลึกของทั้งสามฝ่าย ทั้งด้านเทคโนโลยี ตลาด แบรนด์ และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย นับเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญของการขยายตลาดในอาเซียนของเบียร์ชิงเต่า” สำหรับพิธีลงนามฯ ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี, คุณเจียง จงเสียง ประธานกรรมการบริษัทเบียร์ชิงเต่า, คุณเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), ดร.เทพรักษ์ เหลืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน), คุณหม่า หนิง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายต่างประเทศของบริษัทเบียร์ชิงเต่า พร้อมด้วยผู้นำระดับสูงของเมืองชิงเต่า และผู้แทนจากแวดวงธุรกิจจีน–ไทย เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ร่วมกันเปิดศักราชใหม่แห่งความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมเบียร์และเครื่องดื่มจีน–ไทย Alternate-X สรุปให้ ความร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่าง เบียร์ชิงเต่า–คาราบาว–นามยง สะท้อนมิตรภาพ 50 ปีไทย–จีน ทั้งสามฝ่ายผสานจุดแข็ง ตั้งแต่เทคโนโลยีการผลิต ช่องทางจัดจำหน่าย จนถึงโลจิสติกส์ระดับโลก เป้าหมายคือการขยายตลาดเบียร์และเครื่องดื่มสู่ไทยและอาเซียนอย่างเป็นระบบ ชิงเต่าใช้โอกาสนี้เร่งบุกตลาดอาเซียน ขณะที่คาราบาวและนามยงได้เครือข่ายการค้าใหม่ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเชื่อมเศรษฐกิจไทย–จีนในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
แบรนด์เสื้อยืดมุ่งจุดหมายเหนือกำไร โมเดลยั่งยืน Patagonia เทียบ YUEDPAO ‘ขายเอาเพื่อน’
Patagonia ตัวอย่างแบรนด์แฟชั่นที่รุก ESG จริงจัง เมื่ออุดมการณ์กลายเป็นโมเดลธุรกิจ ในยุคที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าไม่ได้มองเพียงคุณภาพและราคาอีกต่อไป แต่ยังมองไปถึง คุณค่าทางสังคม ของแบรนด์ สิ่งที่บริษัทพูดออกมามีอิทธิพลอย่างมากต่อการสร้างภาพลักษณ์ หนึ่งในตัวอย่างล่าสุดคือกรณีของ ยืดเปล่า (YUEDPAO) แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่คุ้นเคยของกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z ภายใต้บริษัท เริ่มใหม่ จำกัด จากผู้ก่อตั้ง ‘ทนงศักดิ์ แซ่เอี๊ยว’ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ ความไวรัลในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่จากการเปิดตัวคอเล็กชั่นใหม่ แต่เป็นการเปิดเผยผลประกอบการที่ทำให้หลายฝ่ายต่างประหลาดใจ และเกิดคำถามตามมามากมาย จากข้อมูลระบุว่าใน ปี 2567 YUEDPAO มีรายได้ 1,183 ล้านบาท แต่กลับมีกำไรเพียง 1 ล้านบาท ตัวเลขนี้ ซึ่งคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเพียง 0.085% ซึ่งกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน ก่อให้เกิดการวิเคราะห์ถึงโมเดลธุรกิจที่ดูเหมือนจะ “ไม่สมเหตุสมผล” ในสายตาคนทั่วไป ซึ่งจากคำชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ค Yuedpao – ยืดเปล่า ยืดแต่ไม่ย้วย ‘ทนงศักดิ์’ บอกว่าเป็นการ ‘ขายเอาสังคม’ แรงบันดาลใจขายเพื่อสิ่งแวดล้อม กรณีของ YUEDPAO ทำให้ Alternate-X นึกถึงแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Patagonia ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ออกมาประกาศชัดนับแต่จุดเริ่มต้นกิจการว่า ไม่ได้บริหารเพื่อกำไรสูงสุด แต่มุ่งสร้างคุณค่าทางสังคม!! โดยสิ่งที่ชวนคิดตามมา คือ จากบริบทเหล่านี้สะท้อน ถึงอุดมการณ์จริงๆ หรือเป็นเพียงการตลาดชั้นสูงที่ใช้คำสวยหรูมาปกปิดความจริงทางธุรกิจกันแน่!! Patagonia แบรนด์เสื้อผ้า Outdoor จากสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งโดย Yvon Chouinard นักปืนเขาชาวอเมริกันที่หลงใหลการผจญภัยกลางแจ้ง ซึ่งสร้างชื่อจากแนวคิด ‘Business Unusual’ และการผูกพันธุรกิจเข้ากับสิ่งแวดล้อม Yvon Chouinard ในปี 1975 ผู้ก่อตั้ง Patagonia-ขอขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย Patagonia ก่อตั้งขึ้นในปี 1973 แต่สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้แตกต่างตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่แค่การขายอุปกรณ์หรือเสื้อผ้าสำหรับนักปีนเขา แต่คือ การวางจุดยืนทางธุรกิจบนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม Chouinard เริ่มต้นจากการผลิตอุปกรณ์ปีนเขาที่ทนทานและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ก่อนจะต่อยอดสู่การผลิตเสื้อผ้ากลางแจ้งที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ โดยตลอดเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา Patagonia ไม่เคยพยายามแข่งด้วย ‘แฟชั่น’ หากแต่แข่งด้วย ‘อุดมการณ์’ ที่มุ่งให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการปกป้องโลก สิ่งนี้สะท้อนออกมาอย่างเด่นชัดผ่านหนึ่งในสโลแกนที่หลายคนจดจำได้ “We’re in business to save our home planet.” ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ค Patagonia โมเดลยั่งยืนจากโครงสร้าง โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ Patagonia ไม่ได้เพียงแค่ประกาศตัวว่า ‘รักษ์โลก’ เหมือนหลายแบรนด์ที่มักใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือทางการตลาด หากแต่บริษัทเลือกพิสูจน์เจตนารมณ์ผ่านโครงสร้างองค์กรและระบบธุรกิจ ที่จับต้องและตรวจสอบได้จริง ตัวอย่างชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในปี 2022 เมื่อ Yvon Chouinard ผู้ก่อตั้ง Patagonia และครอบครัว สร้างความฮือฮาในโลกธุรกิจด้วยการประกาศยกหุ้นทั้งหมดของบริษัท มูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับกองทุนและองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยโครงสร้างถูกออกแบบอย่างมีนัยสำคัญ คือ Patagonia Purpose Trust ถือหุ้นมีสิทธิ์โหวตเพียง 2% เพื่อรักษาความตั้งใจดั้งเดิมของบริษัท ส่วนอีก 98% ถูกโอนให้กับ Holdfast Collective องค์กรไม่แสวงหากำไรที่จะรับเงินปันผลและนำไปสนับสนุนการต่อสู้กับวิกฤติสภาพภูมิอากาศ หมายความว่ากำไรต่อปีราว 100 ล้านดอลลาร์จาก Patagonia จะไม่ไหลเข้าสู่กระเป๋านักลงทุน แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ Patagonia ยังเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “1% for the Planet” ด้วยการประกาศมอบรายได้ 1% ของยอดขายทุกปีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นเครือข่าย NGO และธุรกิจร่วมกว่า 5,000 รายทั่วโลก ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ค Yvon Chouinard อีกทั้งบริษัทลงทุนมหาศาลในงานวิจัยวัสดุใหม่ ๆ ตั้งแต่ responsible wool ที่ปราศจากการทารุณกรรมสัตว์ ไปจนถึงการนำขวดพลาสติกรีไซเคิลมาผลิตเสื้อ fleece อีกตัวอย่างคือวัสดุชีวภาพที่ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกัน Patagonia ยังใช้การตลาดในเชิงท้าทายผู้บริโภค โดยแคมเปญโฆษณา “Don’t Buy This Jacket” ในปี 2011 ได้เรียกร้องให้ผู้บริโภคคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการผลิต ‘ระบบตรวจสอบได้’ คือ คีย์ จากทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Patagonia ไม่ได้หวังให้ผู้คนเชื่อเพียงเพราะคำพูดของผู้ก่อตั้ง แต่เลือกสร้างระบบที่ตรวจสอบได้ และยืนยาวกว่าตัวบุคคล ซึ่งกลายเป็นจุดต่างที่ทำให้แบรนด์สามารถรักษาความน่าเชื่อถือและต่อยอดพันธกิจทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้จริง การตัดสินใจนี้แสดงว่า Patagonia สละสิทธิประโยชน์ของนักลงทุนเชิงพาณิชย์ทั้งหมด เพื่อยืนยันว่า บริษัทจะเป็นเครื่องมือในการช่วยโลกตลอดไป สิ่งนี้ทำให้ Patagonia แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากแบรนด์อื่นที่ยังต้องบาลานซ์ระหว่าง ‘กำไร vs ความยั่งยืน’ เพราะ Patagonia กำไรทั้งหมดถูกกำหนดทิศทางไว้แล้ว ขอขอบคุณภาพจาก YUEDPAO สร้างความหมายให้แบรนด์ ในอีกฝากหนึ่งแบรนด์ YUEDPAO ซึ่งครั้งนึงเคยสร้างชื่อด้านแคมเปญสิ่งแวดล้อม เช่น นำพลาสติกรีไซเคิลจากทะเลไทยมาผลิตเป็นรองเท้า โดยใช้จุดขายยว่า ‘รองเท้า 1 คู่ เท่ากับการเก็บขวดพลาสติกหลายสิบใบออกจากทะเล’ กลยุทธ์นี้สอดรับกับกระแสการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่ากับผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความหมายทางสังคม ไม่เพียงเท่านั้น แบรนด์ยังมีเสื้อยืดที่ผลิตจากกระบวนการรีไซเคิลขวดพลาสติก PET และเศษผ้า เรียกว่า ‘เสื้อ EcoTech Timeless Wear’ ซึ่งระบุว่าช่วยลดขยะ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และลดการปล่อยคาร์บอน. เสื้อรีไซเคิลนี้ไม่เพียงดีต่อโลก แต่ยังมีคุณสมบัติที่ดี เช่น ไม่ย้วย รีดง่าย และระบายอากาศได้ ‘เวลา’ บทพิสูจน์ของจริง เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง Patagonia กับโมเดล ‘ขายเอาเพื่อน’ จะเห็นความต่างอย่างชัดเจน Patagonia เลือกสร้าง ความยั่งยืนผ่านโครงสร้างองค์กรและระบบทางกฎหมาย กำไรทุกบาทถูกกำหนดให้สนับสนุนโครงการสิ่งแวดล้อมอย่างถาวร ทำให้แบรนด์สามารถดำรงอุดมการณ์ได้แม้ผู้ก่อตั้งจะไม่อยู่ ในขณะที่ YUEDPAO ยังคงพึ่งพา คำพูดและ narrative ของผู้ก่อตั้ง เป็นหลัก ความน่าเชื่อถือของแบรนด์จึงยังไม่เป็นระบบตรวจสอบได้จากภายนอก หากทิศทางของผู้ก่อตั้งเปลี่ยนหรือเขาออกจากธุรกิจ อุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความตั้งใจในการ ‘ขายเอาเพื่อน’ อาจไม่ยืนยาว ขณะที่ การสร้างแบรนด์แบบ YUEDPAO จึงมีความเสี่ยงในเชิงสถาบัน แต่ก็สะท้อน ความจริงใจและความใกล้ชิดกับผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเป็นจุดแข็งด้านการสื่อสารและ storytelling อย่างชัดเจน พูดง่ายๆคือ Patagonia พยายามพิสูจน์ผ่าน ‘โครงสร้างองค์กร’ ขณะที่ YUEDPAO พิสูจน์ผ่าน ‘คำพูดของผู้ก่อตั้ง’ สะท้อนแบรนด์ยั่งยืน ทั้งนี้หากมองในเชิงธุรกิจ Patagonia กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญว่า แบรนด์สามารถใช้โครงสร้างองค์กรเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือด้าน ESG ได้จริง ต่างจากหลายแบรนด์ที่ประกาศเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมแต่ยังดำเนินธุรกิจเพื่อผู้ถือหุ้นเป็นหลัก การยกกิจการเข้าสู่โครงสร้าง trust และ non-profit นับเป็นโมเดลที่ ‘radical’ หรือสุดโต่งที่สุดในโลกแฟชั่นปัจจุบัน และเป็นเครื่องยืนยันว่า Patagonia มองความยั่งยืนไม่ใช่กลยุทธ์การตลาด แต่เป็นพันธกิจถาวร ขอขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค Yuedpao – ยืดเปล่า ยืดแต่ไม่ย้วย เมื่อหันมาที่ YUEDPAO แบรนด์ไทยที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ซึ่งมีภาพลักษณ์เป็นมิตรกับผู้บริโภคด้วยคุณภาพสินค้าในราคาดี และอาจได้รับแรงบันดาลใจจากแบรนด์รักษ์โลกตะวันตก อย่าง Patagonia หรือ Allbirds แต่โมเดลการพิสูจน์ความยั่งยืนแตกต่างออกไป ด้วย YUEDPAO ใช้วิธี สื่อสารผ่านคำพูดและเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง มากกว่าใช้โครงสร้างองค์กรเป็นหลัก ดังนั้น YUEDPAO ยังผูกติดกับ narrative ของผู้ก่อตั้งว่ามีวิสัยทัศน์รักษ์โลกจริงหรือไม่ มากกว่ามีโครงสร้างที่บังคับให้บริษัทเดินไปในทิศทางเดียวกันเสมอ คำแถลงของแบรนด์ YUEDPAO ที่ชูแนวคิด ‘ขายเอาเพื่อน’ นั้นก็นับว่าสอดคล้องต่อการดำเนินแผนการตลาดที่ผ่านมาของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง community และ engagement ผ่านการบอกต่อและความจงรักภักดีของลูกค้า นอกจากนี้ยังรวมไปถึงแนวทางการตลาดผ่านเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ทั้งการลงทุนในบิลบอร์ด รถเมล์ คอลแลบส์กับศิลปิน และกิจกรรมการกุศลสะท้อนว่า YUEDPAO ให้ความสำคัญกับ การสร้างประสบการณ์และความทรงจำเชิงบวก แม้ว่าจะส่งผลให้กำไรต่อหน่วยต่ำมาก YUEDPAO ‘ขายเอาเพื่อน’ ขณะเดียวกัน แบรนด์ยังยืนยันไม่ขึ้นราคาแม้ต้นทุนสูง เพราะต้องการให้สินค้าสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ง่าย แนวคิด ‘Economy of Friend’ ชี้ให้เห็นว่า YUEDPAO ให้คุณค่ากับจำนวนผู้สนับสนุนและความสัมพันธ์มากกว่ากำไร การสร้างทุนทางสังคมลักษณะนี้สามารถแปลงเป็นมูลค่าในระยะยาวผ่านการบอกต่อและ engagement ของผู้บริโภค แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลขผลประกอบการปี 2567 ของแบรนด์ที่รายได้ 1,135 ล้านบาท แต่กำไรเพียง 1.1 ล้านบาท อาจสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงิน และความเสี่ยงสูง เนื่องจากยังไม่มี โครงสร้างองค์กรที่ผูกพันพันธกิจเข้ากับธุรกิจอย่างถาวร ทำให้ความยั่งยืนของแบรนด์ยังขึ้นอยู่กับคำพูดและวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง กล่าวคือ อุดมการณ์ของ YUEDPAOเป็น ‘หลักฐานเชิงบุคคล’ มากกว่าที่จะเป็น ‘หลักฐานเชิงสถาบัน’ แบบ Patagonia แม้คำพูดของเจ้าของแบรนด์สะท้อนความจริงใจและเจตนารมณ์ในการสร้างแบรนด์ไทยแบบที่มีคุณค่า แต่ในเชิงธุรกิจ ความยั่งยืนระยะยาวยังมีคำถามว่ามีความเป็นไปได้จริง? หรือเป็นเพียง narrative ที่สวยงามเท่านั้น Alternate-X สรุปให้ Patagonia และ YUEDPAO คือ สองกรณีศึกษาของแบรนด์ที่มุ่งเน้นคุณค่ามากกว่าตัวเลขกำไร โดย Patagonia พิสูจน์ด้วยโครงสร้างองค์กรและการยกหุ้นเพื่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ YUEDPAO เลือกเล่าเรื่องผ่าน narrative ของผู้ก่อตั้งและ community ‘ขายเอาเพื่อน’ ทั้งสองสะท้อนการตลาดยุคใหม่ที่ผู้บริโภคมองหาความหมายและอุดมการณ์แต่ความต่างคือ ‘หลักฐานเชิงสถาบัน’ vs ‘หลักฐานเชิงบุคคล’ ต่อความยั่งยืน
ตลาดเวลเนสไทยโต No.1 โลกแตะ 1.4 ล้านล้านบาท JSP สร้างอีโคซิสเต็มธุรกิจรับอนาคต
Wellness ประเทศไทยโตเป็นอันดับ 1 ของโลก เติบโต 28.4% มูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท กลุ่ม JSP มองโอกาสวางโรดแมป 5 ปี ลุยโปรดักส์ครอบคลุม คน-สัตว์-พืช รับเทรนด์อนาคต Tailor-made medicine-Tailor-made cosmetic สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP เปิดเผยว่า JSP วางโรดแมประยะยาว 5 ปี เพื่อก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดสุขภาพแบบครบวงจร ‘Health Innovation Group’ ไปพร้อมขับเคลื่อนบริษัทในเครือแบบบูรณาการ ประกอบด้วย บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) (GWM) ดำเนินธุรกิจธุรกิจโรงงานผลิตน้ำยาล้างไต (A-B Solution) ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำยาสำหรับผู้ป่วยฟอกไต นำเข้าเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CDIP) ประกอบธุรกิจรับจ้างวิจัยเชิงวิชาการในห้องปฏิบัติการ รับจ้าง ทดสอบและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงจัดงานฝึกอบรมและสัมมนา และส่วนงานให้คำปรึกษาการยื่นขอทุนวิจัยด้านการวิจัยและพัฒนา บริษัท แคร์ซูติก จำกัด (CST) บริษัทที่ให้บริการด้านอินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ที่มีทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคน และสำหรับสัตว์ ที่ครอบคลุมทั้งสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เช่น สุนัข และแมว และสัตว์ในการเลี้ยงสำหรับการทำปศุสัตว์ เช่น หมู ไก่ เป็นต้น บริษัท วารี เมดิคอล จำกัด (WRM) ให้บริการด้านการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบน้ำบริสุทธิ์ (RO) บริษัท เมดิส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Medis) ผู้ให้บริการตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ล่าสุด JSP ประสบความสำเร็จในการนำ GWM เข้าตลาด LiVEx ชื่อหุ้น GMW25 ซึ่งการเข้าตลาด LiVEx ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ GWM สามารถเติบโตได้เองในธุรกิจการผลิตน้ำยาฟอกไต AB Solution การนำเข้าเครื่องฟอกไตหรือเครื่องฟอกเลือดมาขายแล้วก็ปล่อยเช่าให้ศูนย์ฟอกไต สำหรับธุรกิจ RO วางเป้าหมายเติบโตอย่างน้อยปีละ 10% จากปัจจุบันบริษัทฯ มีกลุ่มลูกค้าคลินิกฟอกไตราว 150 สาขา และมองเห็นโอกาสเติบโตอีกมาก จากภาพรวมทั้งตลาดมีคลินิกฯทั้งหมดอประมาณ 1,300 คลินิก โดย GWM มีส่วนแบ่งการตลาดของอยู่ที่ประมาณ 10% สร้างระบบนิเวศน์ธุรกิจ สิทธิชัย เสริมว่า การเติบโตของ GWM ยังมีผลต่อ JSP แบบบูรณาการต่อบริษัทลูกอื่นๆ อาทิ CDIP จะเข้าไปคิดค้นสูตรผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคไต เช่น ครีมสำหรับผู้ป่วยโรคไต จากนั้น CDIP จะส่งสูตรไปยัง บริษัทแคร์ซูติก ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องสำอาง นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่เป็นกลุ่มเวลล์เนส Wellness เพื่อสุขภาพ ด้านอาหารเสริมชงดื่ม ซึ่งผลิตที่ แคร์ซูติก หรือที่ JSP ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เพื่อรองรับเทรนด์ในอนาคตที่จะมีผลิตภัณฑ์ Wellness สำหรับผู้ป่วยเฉพาะโรคที่เป็น Tailor-made medicine และ Tailor-made cosmetic มากขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจที่จะมาส่งเสริมการเติบโตของทางกลุ่มบริษัทเรา ทั้งนี้จากโรดแมป 5 ปีของ JSP สู่การเติบโตเป็นผู้นำในธุรกิจสุขภาพ (Wellness) ยังมุ่งพัฒนาเวชภัณฑ์เกี่ยวกับยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง สมุนไพร ให้กับทั้งคน สัตว์ และพืช อย่างครบวงจร เริ่มจากกระบวนการต้นน้ำ ด้านวิจัยและพัฒนา ส่วนกลางน้ำ มีโรงงานผลิต และปลายน้ำคือการสร้างแบรนด์และจัดจำหน่าย เช่นการสร้างแบรนด์สุภาพโอสถที่เป็นรู้จักอย่างแพร่หลายในแบรนด์แม่อี๊ดดวงใจ “ปัจจุบันเราประสบความสำเร็จกับผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับคนแล้ว อีก 5 ปี เราตั้งเป้าว่า เราจะโดดเด่นในอาหารเสริมสำหรับสัตว์เลี้ยงเครื่องสำอางสำหรับสัตว์เลี้ยง และอาหารเสริมพืช” สิทธิชัย กล่าวว่า JSP ให้ความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพืช จากปัจจัยหลักผู้คนต้องกินพืชผักที่ดีไม่มีสารตกค้าง ซึ่งเป็นประเด็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อธุรกิจ Wellness ที่นำไปสู่การมีสุขภาพดีของผู้คน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มบริษัท พร้อมกล่าวต่อในกลุ่มสินค้าตู้จำหน่ายยา ได้เริ่มพัฒนาพร้อมปรับปรุงให้ตรงใจผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงการนำสินค้าใหม่ใหม่เข้าไปจัดจำหน่ายในตู้ Vending Machine มากขึ้น โดยวางเป้าหมายเติบโต 10% – 20% ได้ภายใน 5 ปี และมองถึงโอกาสการนำบริษัทลูกเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในอนาคต ทั้งนี้ จากแผนและเป้าหมายการเติบโตดังกล่าวของ JSP คาดมาจาก 2 ปัจจัยเข้ามาสนับสนุน คือ การเข้าสู่โครงสร้างสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ รัฐบาลใหม่มีแผนที่จะยกจุดแข็งด้าน Wellness ของไทยให้เป็นธีมในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติให้มาพักผ่อนในไทย เนื่องจากประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านการแพทย์ในระดับโลก โดยสอดคล้องกับข้อมูลจากภาคเอกชนที่พบว่าตลาด Wellness ของประเทศไทยเติบโตเป็นอันดับ 1 ของโลก ระหว่างปี 2565 – 2566 โดยมีอัตราการเติบโตสูงถึง 28.4% มูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก ทั้งนี้ การนำจุดเด่นด้านนี้มาผนึกกับการท่องเที่ยวของรัฐบาลใหม่ คาดจะส่งผลดีมายังธุรกิจด้านยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และสมุนไพรไทยโดยตรง “แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวแต่เรายังมี Wellness ที่เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญที่จะนำมาให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตได้อย่างมหาศาล” เนื่องจากทั้งภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ได้ประโยชน์แล้ว ภาคการผลิตยาและอาหารเสริม ก็จะได้ประโยชน์ในวงกว้างทั้งห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ คนแปรรูปได้ประโยชน์ เกษตรกรได้ประโยชน์ รากหญ้าครัวเรือนได้ประโยชน์ Alternate-X สรุปให้ ตลาด Wellness ไทย โตแรงสุดในโลก 28.4% มูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ด้าน JSP ปักโรดแมป 5 ปี สร้างอีโคซิสเต็มครบวงจร ตั้งแต่วิจัย ผลิต ไปจนถึงการจัดจำหน่าย แตกไลน์ธุรกิจจากยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ไปถึง อาหารเสริมสัตว์และพืช หลังดันบริษัทย่อยเข้า LiVEx และเล็งตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคตรับปัจจัยหนุน สังคมผู้สูงวัย + นโยบายรัฐผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism
ธุรกิจออสเตรเลียสนใจไทย ทำเทคโนโลยีเกษตร ‘Biochar’ ผ่าน SX2025 มหกรรมความยั่งยืน
จากจุดเริ่มต้น ในการสร้างความตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนในกลุ่มคนทั่วไปและองค์กรชั้นนำเมื่อ 6 ปีก่อน วันนี้งานมหกรรมความยั่งยืนประจำปี 2025 หรือ Sustainability Expo 2025 (SX2025) ได้ขยายผลด้านความร่วมมือเชิงธุรกิจออกไปอีกขั้น โดยหลังจากในปีที่ผ่านมา องค์กรในภาครัฐและเอกชนหลายราย ได้เริ่มเปิดการเจรจาความร่วมมือกันไปแล้ว และคาดว่าจะสามารถสรุปผลและนำไปสู่ความร่วมมืออย่างจริงจังงกันในปีนี้ ในงานฯ นอกจากการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ สำหรับสาธารณชนแล้ว เวทีกิจกรรมเชิงธุรกิจซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของงาน SX2025 เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนในหลายมิติ ตั้งแต่ผลักดันการระดับนโยบายไปจนถึงกิจกรรมทางธุรกิจ ให้ขึ้นจริง ขณะที่ ‘ออสเตรเลีย’ เป็นหนึ่งในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการเกษตรและมีความก้าวหน้าเรื่องกิจกรรมด้านความยั่งยืนมากในภูมิภาคนนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจและมีบทบาทในเวทีกิจกรรมเชิงธุรกิจของงาน SX มาตลอด โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา สำนักงานการพาณิชย์และการลงทุนออสเตรเลีย (ออสเทรด) ได้นำทีมบริษัทและสถาบันชั้นนำของออสเตรเลียมาร่วมนำเสนอข้อมูลและพบปะกับหน่วยงานของไทย เพื่อสำรวจโอกาสที่จะร่วมมือกันสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ผ่านเทคโนโลยีการเกษตร เมืองอัจฉริยะ ทักษะสีเขียว (Green Skills) หรือทักษะที่จะทำให้คนยุคใหม่ใช้ชีวิตหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและโลกของเราได้มากขึ้น อมีเลีย วอลช์ ทูตพาณิชย์และการลงทุนอาวุโสและอัครราชทูตที่ปรึกษา (การพาณิชย์) สำนักงานการพาณิชย์และการลงทุน (ออสเทรด) เล่าว่า หลังจากการเข้าร่วมงานในปีที่แล้ว ประเทศออสเตรเลียได้ทำงานอย่างต่อเนื่องร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า บริษัทเอกชนทั้งกลุ่มที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอยู่แล้วและกลุ่มที่กำลังมองหาโอกาสร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศไทย ขณะเดียวกันบริษัทของออสเตรเลียได้แสดงความสนใจที่จะมาทำธุรกิจหรือร่วมเป็นพันธมิตรกับองค์กรของไทยหลายราย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีการเกษตร Biochar หรือการนำของเสียของเหลือใช้จากการทำการเกษตร มาทำปุ๋ยหรือปรับปรุงคุณภาพดินแทนการเผาทิ้ง อุปกรณ์ติดปศุสัตว์เช่น สุกร เพื่อติดตามดูสุขภาพสัตว์ ขณะที่ มหาวิทยาลัยเมอร์ด็อก (Murdoch University) ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยนเรศวรในการเปิดห้องปฏิบัติการวิจัยในหัวข้อ “การใช้ประโยชน์จากขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อส่งเสริมการวิจัยและการฝึกอบรมร่วมกันในการเปลี่ยนขยะ เช่น ฟางข้าว เศษอาหารและผลไม้ ให้เป็นไบโอพอลิเมอร์และพลาสติกชีวภาพ นอกจากนี้ หลายบริษัทที่ได้มีการเจรจาเป็นพันธมิตรกับบริษัทในประเทศไทยยังเตรียมที่จะเซ็นสัญญาความร่วมมือเพื่อทำเรื่องความยั่งยืนให้เกิดเป็นรูปธรรม นอกจากกิจกรรมที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรของประเทศต่างๆ แล้ว เวทีกิจกรรมเชิงธุรกิจที่ชั้น 2 ภายในงาน SX2025 ยังมีการเสวนาและการพบปะของภาคธุรกิจอีกมากมาย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างองค์กรต่างๆ อาทิ การพบปะและแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์ของวิสาหกิจชุมชน องค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ทำงานด้านความยั่งยืน บทบาทของการศึกษาที่จะกำหนดอนาคตอุตสาหกรรมต่างๆ ในอาเซียน การเสวนาเรื่องความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ การนำเสนอเทคโนโลยีเรื่องเมืองอัจฉริยะของประเทศจีน การพบปะกันระหว่างประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายความยั่งยืนขององค์กรชั้นนำของไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาค แม้ว่ากิจกรรมเหล่านี้จะเป็นเวทีที่ไม่ได้เปิดให้สาธารณชนเข้าฟัง แต่เป็นเวทีที่มีพลังและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่ภาคเอกชนและภาคธุรกิจต่างก็ให้ความสำคัญ และส่งผลให้เกิดการลงมือทำจริง โดยงานมหกรรมความยั่งยืนหรือ Sustainability Expo จึงเป็นแพลตฟอร์มสำหรับทุกคนในสังคม ที่จะผลักดันให้เกิดแรงกระเพื่อมได้จริงๆ พร้อมเจาะลึกแนวทางธุรกิจยั่งยืนกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (B2B) เพื่อก้าวตามให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ตลอด 10 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน – วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ไทยเบฟ x เนชั่นแนล จีโอฯ ทำสารคดียั่งยืนระดับโลก ใช้ทีมไทยร่วมผลิต เปิดตัวงาน SX2025 ส่องโลกอนาคตยั่งยืน เอาไปต่อยอดไอเดียธุรกิจ-ชีวิต งาน ‘SX 2025’ กับ 10 ไฮไลท์ชวนว้าว!! หาทางรอดโลกรวน ป่วนเศรษฐกิจ-สังคม-คน ชวนปรับตัว-ทำจริงในงาน ‘SX2025’ AlternateX สรุปให้ SX2025 มหกรรมความยั่งยืน ปีนี้ขยายผลสู่ความร่วมมือทางธุรกิจมากขึ้นขณะที่ออสเตรเลีย แสดงบทบาทสำคัญ นำบริษัท-สถาบันชั้นนำเจรจากับไทย พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีการเกษตร Biochar และ Green Skills ได้รับความสนใจสูง ด้านมหาวิทยาลัยเมอร์ด็อกร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตั้งแล็บวิจัยขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน โดย SX2025 เป็นเวทีสำคัญที่ผลักดันความยั่งยืนทั้งในระดับนโยบายและธุรกิจจริง
ชวนไปดูสงครามอนาคต คนกับนักรบเอไอ ใครจะชนะ!?! ‘Tron: Ares ทรอน แอรีส’
ภาพยนตร์ใหม่ ‘Tron: Ares ทรอน แอรีส’ กับพล็อตเรื่องเกินจินตนาการโลกดิจิทัล ของสงครามระหว่างมนุษย์และนักรบเอไอสุดอัจฉริยะ ชวนซื้อตั๋วล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ ก่อนฉายจริง 9 ตุลาคม ในโรงภาพยนตร์ ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนหนังทั่วโลกกับ ‘Tron: Ares ทรอน แอรีส’ แฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็คชันไซไฟขวัญใจมหาชน ‘Tron’ จาก Walt Disney Studios ที่จะพาแฟนหนังกลับสู่โลกดิจิทัลสุดล้ำ ทั้งยิ่งใหญ่และเข้มข้นกว่าเดิม พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับแสงสี งานภาพ และงานเสียง จัดเต็มแบบทะลุจอ ดำดิ่งสู่โลกดิจิทัล หลังจากห่างหายไปกว่าทศวรรษ ‘Tron: Ares ทรอน แอรีส’ จะพาผู้ชมกลับสู่โลกดิจิทัลสุดล้ำอีกครั้ง กับการเผชิญหน้ากันครั้งแรกระหว่างมนุษย์กับเอไอ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนสูงอย่าง Ares (Jared Leto) ถูกส่งมาทำภารกิจสุดอันตรายในโลกจริง การได้สัมผัสกับสิ่งรอบตัวและมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ ทำให้จิตสำนึกและมโนธรรมของเขาเริ่มพัฒนาขึ้น ในขณะที่ต้องทรยศต่อคำสั่งและถูกตามล่าอย่างไม่ลดละ จนเกิดเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด และเพื่ออนาคตที่เทคโนโลยีและมนุษยชาติจะสามารถอยู่ร่วมกันได้ Ost. จากวงร็อกดินดัสเทรียลระดับตำนาน นอกจากความมัน ความตื่นตาตื่นใจจากงานภาพ Visual Effects และฉากแอ็คชันต่าง ๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังโดดเด่นด้านดนตรีและเพลงประกอบ ซึ่งแต่งโดย Nine Inch Nails วงร็อกอินดัสเทรียลชื่อดังระดับตำนาน ที่จะช่วยเพิ่มความอินถึงขีดสุด และที่สำคัญ ยังเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเพื่อระบบ IMAX โดยเฉพาะ เพื่อให้แฟน ๆ ได้สัมผัสทั้งความตื่นเต้น ความระทึก และความอลังการอย่างเต็มอารมณ์ บนระบบ IMAX ทีมนักแสดง-การผลิต ‘Tron: Ares ทรอน แอรีส’ เป็นผลงานของผู้กำกับ Joachim Ronning โดยได้ทีมนักแสดงมากฝีมือมาร่วมแสดง อาทิ Jared Leto Greta Lee Evan Peters Jodie Turner-Smith Hasan Minhaj Arturo Castro Cameron Monaghan ร่วมด้วย Gillian Anderson และ Jeff Bridges ทีมโปรดิวเซอร์ประกอบด้วย Sean Bailey Jared Leto Emma Ludbrook Jeffrey Silver Justin Springer Steven Lisberger โดยมี Trent Reznor & Atticus Ross, Russell Allen และ Joseph Kosinski เป็นเอ็คเซคคูทีฟโปรดิวเซอร์ บทภาพยนตร์โดย Jesse Wigutow เนื้อเรื่องโดย David DiGilio และ Wigutow สร้างจากตัวละครที่สร้างสรรค์โดย Steven Lisberger และ Bonnie MacBird เพลงประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมประพันธ์โดย Nine Inch Nails ‘Tron: Ares ทรอน แอรีส’ เตรียมเข้าฉาย 9 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์และระบบ IMAX ไม่อยากโดนสปอยล์ ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ที่ Major: https://majorcineplex.app.link/fxdCEjqdzWb SF: https://sfcinema.co/TronAres Alternate-X สรุปให้ Tron: Ares ทรอน แอรีส กลับมาอีกครั้งหลังห่างหายกว่าทศวรรษ พร้อมพล็อตสงครามมนุษย์ vs AI ด้วยเรื่องราวของ Ares (Jared Leto) ปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกส่งสู่โลกจริง และต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ พร้อมความขัดแย้งระหว่างคำสั่งกับจิตสำนึก ก่อให้เกิดการต่อสู้เพื่ออนาคตของมนุษย์และเทคโนโลยี เพิ่มขีดความมันภาพ-เสียงจัดเต็มด้วย Visual Effects และเพลงประกอบจาก Nine Inch Nails เพิ่มอรรถรสขั้นสุด เตรียมเข้าฉาย 9 ตุลาคม 2025 ทั้งในโรงภาพยนตร์และระบบ IMAX
‘Brainrot Marketing’ ทำไมคอนเทนต์ไร้สาระถึงขายได้? เจาะกลยุทธ์ไวรัลที่ Gen Z หยุดไถไม่ได้
กระแส ‘เบรนร็อต’ Brainrot คอนเทนต์ออนไลน์ที่เจอกันบ่อย ๆ ในแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น อย่าง TikTok ที่มีลักษณะเป็นคลิปวนลูปซ้ำ ๆ เต็มไปด้วยมีมหรือเสียงที่ดูไร้สาระ จนติดหู ติดตาแต่คอนเทนต์คลิปแบบนี้แล่ะ ที่กลับสร้างความบันเทิงและกลายเป็นไวรัลได้รวดเร็ว โดยคำว่า Brainrot แม้จะแปลตรงตัวว่า ‘สมองเน่า’ แต่ในเชิงวัฒนธรรมชาวโซเชียล สิ่งนี้กลับหมายถึงการเสพคอนเทนต์จน ‘เบลอ ๆ มึน ๆ’ แต่ยังรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน และหยุดดูไม่ได้ ขณะที่ในมุมการตลาด Brainrot คือ กลยุทธ์สร้างการจดจำ ผ่านความแปลก ขำขัน และการตัดต่อแบบ ‘ไร้เหตุผล’ ที่เข้ากับพฤติกรรม Gen Z และ Gen Alpha ซึ่งชอบคอนเทนต์เร็ว กระชับ และแชร์ง่าย [อยากปล่อยสมองให้โล่ง] สำหรับกระแส Brainrot เกิดจากแพลตฟอร์ม TikTok ช่วงปี 2023–2024 มีต้นทางจากวิดีโอสั้นที่เต็มไปด้วย มีม เสียงแปลก ๆ และภาพตัดต่อแนววุ่นวาย (chaotic edit) ที่เข้ามาสร้างความตลกหลุดโลก และไวรัล แพร่กะจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบเสพคอนเทนต์แบบ ‘ไร้สาระแต่ดูเพลินจนหยุดไม่ได้’ [แล้วทำไมกระแสนี้ฮิตในเจนฯZ] เทรนด์ Brainrot ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ยังสะท้อนความเป็นเหล่าเจนเนอเรชั่นซี Gen Z ด้วยไม่ยึดติดกับกรอบการสื่อสารแบบเดิม ๆ ต้องการทุกอย่างรวดเร็ว ฉับไว ดูแล้วเข้าใจในทันที ขณะที่ การผสมผสาน เสียงแปลก ๆ มาพร้อมตัวละครมีม และคำพูดติดหู ทำให้เป็นคอนเทนต์ที่แชร์ง่าย กลายเป็นเครื่องมือ ‘ภาษากลาง’ ของคนรุ่นใหม่ในการสื่อสารและแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง [ไร้สาระนะแต่ก็เพลินอ่ะ] แล้ว Brainrot คืออะไร?!? จากบริบทในข้างต้นอาจจำกัดความได้ว่า ‘Brainrot’ คือ คอนเทนต์แนว ‘ทำให้สมองเบลอเพราะเสพมากเกินไป’ แต่ในเชิงบวกหมายถึงคอนเทนต์ที่ ติดหู ติดตา ง่ายต่อการจดจำ มักเป็นวิดีโอสั้นที่ใช้เสียงวน ๆ ภาพซ้ำ ๆ หรือมีมที่ดูขัดแย้งแต่สนุก โดยแก่นสำคัญ คือ ความครีเอทีฟแบบไม่มีเหตุผลตายตัว [แบรนด์สินค้าหยิบมาเล่นใหญ่] ต่อกระแสที่เกิดขึ้นและไวรัลอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้สินค้า แบรนด์ ต่าง ๆโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแนวร่วมสมัยที่แม้จะมีอายุเก่าแต่ไม่ยอมขอแก่ ต่างหยิบเอากระแสนี้มาใช้ในการทำตลาดด้วยเช่นกัน เห็นได้จากหลายแบรนด์ใหญ่เริ่มนำ Brainrot มาเล่น อย่าง Pepsi ในช่วงที่ผ่านใช้กลยุทธ์ ‘Brainrot’ เพื่อเป็นการปรับตัวของแบรนด์ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับสื่อและเนื้อหาที่สั้น กระชับ และมีความเป็นชาวเน็ทติเซ่นสูง โดยร่วมมือกับครีเอเตอร์ และ เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ ที่นอกจากโปรโมตสินค้าแล้วยังร่วมมือกันตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสรรค์เนื้อหา ทำให้โฆษณาที่ออกมามีความเป็นธรรมชาติและตรงกับภาษาและวัฒนธรรมของชุมชนออนไลน์มากขึ้น อย่างมีม Messi Pepsi McDonald’s หยิบกระแส Brainrot มาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดเพื่อมีส่วนร่วมกับคนรุ่นใหม่ในหลากหลายคลิปสั้น รวมถึงในแคมเปญ ‘WcDonald’s’ ที่เป็นการเปลี่ยนโลโก้จากตัว M เป็น W และสร้างโลกเสมือนจริงที่อิงจากวัฒนธรรมอนิเมะและมังงะ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับกระแสนี้เป็นอย่างดี ทีนี้ ลองกลับมาฝั่งแบรนด์และการตลาดไทยในเวลานี้ด้วย KFC ไทย ได้สร้างคาแรกเตอร์ ‘ชิซซาลูลู่’ พร้อมเพลงติดหู ‘ชิซซาลูลู่ ชิซาลาลา’ เพื่อแนะนำสินค้าเมนูใหม่ภายใต้กลยุทธ์ Product Innovation อย่าง ‘ชิซซ่า’ พิซซ่าไก่กรอบฮอทแอนด์สไปซี่ มาขอชิงส่วนแบ่งกระเพาะในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘KFC’ เล่นใหญ่ ส่งเมนูใหม่ท้ายปี ‘ชิซซ่า’ ขวัญใจชาวเจนฯZ รับจบในร้านเดียวได้กินทั้งไก่-พิซซ่า นอกจากแบรนด์เคเอฟซี แล้ว ในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค และ ติ๊กต๊อก เองก็มีไวรัลคอนเทนต์ที่คล้ายคลึงกับเทรนด์ ‘Brainrot’ ซึ่งครีเอทผ่านครีเอเตอร์ไทย อย่างช่อง โจ๊ก IScream ผ่านคอนเทนต์เพลง ‘My Name Is Brian’ ที่มีเนื้อเพลงซ้ำ ๆ ไม่มีโครงสร้างเรื่องราว แต่ใช้ประโยคเด็ดจากมีมไวรัลอย่าง ‘My Name Is Brian, I’m 24 years old, I’m from Korea’ ถือเป็นการใช้กลยุทธ์ที่สอดคล้องกับปรากฏการณ์ ‘Brainrot’ เพื่อดึงดูดความสนใจของชาวโซเชียลในปัจจุบัน โดยหลังเพลงดังกล่าว ถูกปล่อยออกมาผ่านสื่อโซเชียลแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้จากเหล่า Netizen เมื่อได้ฟังเพลงนี้แล้วยังมาพร้อมกับคอมเมนต์หยอกล้อเจ้าของช่อง โจ๊ก IScream ที่ส่วนใหญ่มีมติเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “คำพูดมากมายแต่ความหมายไม่มี” (ในเนื้อเพลง) แต่ทำไงได้เพลงนี้ ก็ติดหูไปเสียแล้ว พร้อมจดจำเจ้าของช่องไปโดยปริยาย อีกด้วย [ไม่อยากตีความแต่ทำให้จำได้] จากกระแสที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่กลยุทธ์ ‘Brainrot Marketing’ ที่มีจุดเด่นจากความไร้สาระ หรือความตลกแบบเหนือจริง (Absurdity/Surrealism) ด้วยเนื้อหาที่ไม่มีความหมายชัดเจน หรือไม่มีความจำเป็นต้องมีเนื้อเรื่อง กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฟังหรือผู้ชมไม่ต้องใช้พลังงานในการตีความ และสามารถเสพความตลกจากความ ไม่สมเหตุสมผล ได้ทันที แถมยังต่อยอดไปสู่การสนทนาในเชิงไวรัลได้อีกในหลายต่อ นอกจากนี้ยังเป็นไวรัล คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง ที่แพร่กระจายรวดเร็วในเหล่าเจนฯ Z ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อคนรุ่นใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าบริการในยุคดิจิทัล ที่ชื่นชอบความสั้นฉับไว โดยในวันนี้ กระแส Brainrot ไม่ได้อยู่แค่กับครีเอเตอร์ แต่กลายเป็น เครื่องมือสื่อสารของแบรนด์สินค้าเพื่อทำตลาดให้โดนใจคนรุ่นใหม่ไปแล้วเช่นกัน An AI-generated cover image by Google Gemini Alternate-X สรุปให้ กระแส Brainrot คอนเทนต์วิดีโอสั้นไร้สาระแต่ดูเพลิน กลายเป็นไวรัลบน TikTok หลังชาว Gen Z และ Gen Alpha เสพคลิปวน ๆ มีมแปลก ๆ จนหยุดดูไม่ได้ ขณะที่แบรนด์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Pepsi และ McDonald’s นำมาใช้ทำแคมเปญเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยในไทย KFC ก็ใช้กลยุทธ์ Brainrot เปิดตัวเมนูใหม่ “ชิซซ่า” พร้อมเพลงไวรัลติดหู Brainrot Marketing สะท้อนกลยุทธ์แบรนด์ยุคดิจิทัล ที่เน้นความไร้เหตุผลแต่สร้างการจดจำ STORYTELLER BY LilGray I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
ทองคำโลก ราคาแรง ผลตอบแทนสูงสุดรอบ 46 ปี YLG มองทองไทยเป้า 5.7 หมื่นบ.
YLG ชี้ทองไทยทำจุดสูงสุดใหม่ 5.7 หมื่นบาทต่อบาททองคำ แรงหนุนจากทองโลกทำ New All Time High เป็นปีที่ทองคำโลกให้ผลตอบแทนมากที่สุดในรอบ 46 ปี มองเป้าหมายทองไทยปีนี้ยังคงที่ 57,000 บาทต่อบาททองคำ พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ราคาทองไทยขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 57,000 บาทต่อบาททอง ซึ่งถือว่าถึงเป้าหมายแรกของปีนี้ที่ YLG ให้ไว้ที่ 57,000 บาทต่อบาททองคำเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นแล้ว 14,350 บาทต่อบาททอง หรือคิดเป็น 33.73% โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นอย่างร้องแรง ได้แก่ 1.ราคาทองคาในตลาดโลก เดินหน้าทำ New All Time High เช่นกัน นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นมาแล้ว 1,130.64 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 43.48% ถือเป็นปีที่ทองคำโลกให้ผลตอบแทนมากที่สุดในรอบ 46 ปี นับจากปี 2522 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจาก ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับการชัตดาวน์ (ปิดตัวชั่วคราว) ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯหลังจากในวันศุกร์วุฒิสภาได้ปฎิเสธร่างงบประมาณระยะสั้นที่สภาผู้แทนราษฎร์ได้อนุมัติมา ซึ่งหากร่างงบประมาณไม่ได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 30 ก.ย. ก็จะทำให้รัฐบาลเสี่ยงถูกชัตดาวน์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่ออนค่าจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งภายในปีคือ คือในการประชุมเดือน ต.ค. และ ธ.ค. รวมถึงปัจจัยบวกจากกองทุน SPDR เข้าถือทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพบการถือครองเพิ่มขึ้น 18.9 ตัน ก่อนจะซื้อเพิ่มในวันจันทร์ 6.01 ตัน ทำให้การถือครอบขึ้นสู่ระดับ 1,000.57 ตัน สูงสุดนับตั้งแต่ เดือน ส.ค. 2565 และยังมีปัจจัยความต้องการทองคำในอินเดียที่แข็งแกร่งตั้งแต่กลางเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา จนทำให้อินเป็นเป็นผู้บริโภคทองคำเป็นอันดับ 2 ของโลก 2 . การอ่อนค่าของเงินบาทจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดที่ 95.804 ประกอบกับมีแรงขายหุ้นและพันธบัตรจากความกังวลของต่างชาติในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้มีกระแสเงินไหลออกระยะสั้น โอกาสลุ้นเป้า 60,000 บาท ทั้งนี้ YLG ยังคงมองเป้าหมายแรกของทองคำในประเทศไว้ที่ 57,000 บาท หากราคาทะลุเป้าหมายแรกมีโอกาสที่จะทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 60,000 บาทต่อบาททองคำ อย่างไรก็ดีหากเงินบาทแข็งค่าจากระดับปัจจุบันที่ 31.83 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก็จะส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่จะไปทดสอบเป้าหมายถัดไปลดลง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของทองคำในประเทศขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ หากราคาทองคำไม่ผ่านเป้าหมายแรกที่ 57,000 บาทต่อบาททองคำ แนะนำแบ่งขายทำกำไรบางส่วนแต่ไม่ทั้งหมด และแนะนำให้ซื้อกลับเมื่อย่อตัวหากราคาไม่หลุดแนวรับที่ 55,000 – 50,000 บาทต่อบาททองคำ พวรรณ์ กล่าวว่า นักลงทุนที่สนใจลงทุนกับ YLG สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold Alternate-X ราคาทองคำไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 57,000 บาท/บาททองคำ ตามแรงหนุนทองคำโลก สอดคล้องทองคำโลกปีนี้ให้ผลตอบแทนสูงสุดในรอบ 46 ปี เพิ่มกว่า 43% YLG คาดหากทะลุ 57,000 บาท มีโอกาสทดสอบ 60,000 บาท โดยค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำในประเทศ แนะนักลงทุนเข้าถึงทองคำง่ายผ่านแอป Get Gold by YLG เริ่มลงทุนเพียง 100 บาท
‘ท๊อป-จิรายุส’ บิทคับ ชวนกว่า 700 คนดิจิทัล ส่องอุตฯDIGITALแบบไหน?’ไทย’ได้ไปต่อ
บิทคับ ร่วม 12 สมาคมดิจิทัลเป็นเจ้าภาพ จัดงาน ‘Digital Night 2025’ รวมพลคนดิจิทัลกว่า 700 ชีวิต ส่องอนาคตประเทศไทย จะไปต่อแบบไหนบนเส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัล ในอนาคต จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า ‘บิทคับ’ และบริษัทในเครือ ร่วมกับ 12 สมาคมดิจิทัลชั้นนำของประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงาน Digital Night 2025 เพื่อพบปะสังสรรค์ประจำปีของคนในวงการดิจิทัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกว่า 700 คน ในงาน BITKUB SUMMIT 2025 จัดขึ้นวันที่ 25 ต.ค. นี้ ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดย 12 สมาคมดิจิทัลที่เข้าร่วม ได้แก่ สมาคมการค้าผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล (DTE) สมาคมผู้ดูแลเว็บและสื่อออนไลน์ไทย (Thai Webmaster) สมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด (MarTech Association) สมาคมไทยไอโอที (Thai IoT) สมาคมเมต้าเวิร์สไทย (Metaverse Thai) สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) สมาคมธุรกิจดิจิตอลภาคเหนือ (NDEA) สมาคมโปรแกรมเมอร์ไทย (Thai Programmer) สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thailand E-Commerce สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย (Thai Digital Asset) สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) “งาน BITKUB SUMMIT 2025 จัดขึ้นเพื่อ Upskill และ Reskill ให้คนไทยทุกคนในประเทศให้สามารถเข้าถึงความรู้สำคัญในด้านต่าง ๆ และเตรียมพร้อมปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงได้” โดยความร่วมมือกับ 12 สมาคมดิจิทัล ยังเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาคีเครือข่ายดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่อนาคต ซึ่งบทบาทของ Digital Night 2025 นี้จะเป็นเวทีที่สร้างสรรค์โอกาสใหม่ทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงเป็นพื้นที่ให้คนในวงการดิจิทัล ทั้งภาครัฐ เอกชน สตาร์ทอัพ และสมาชิกสมาคมต่าง ๆ ได้มาสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและต่อยอดสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทยต่อไป สำหรับการจัดงานฯแถลงข่าวในครั้งนี้ ยังได้ผู้แทนสมาคมดิจิทัลชั้นนำกล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงาน Digital Night 2025 ได้แก่ สุทัด ครองชนม์ นายกสมาคมไทยไอโอที ณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ อุปนายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล ไชยพงศ์ ลาภเลี้ยงตระกูล นายกสมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด ธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย คุณพิพัฒน์ พิเชฐจำเริญ นายกสมาคมผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัล โดยงาน BITKUB SUMMIT 2025 มหกรรมความรู้ที่จะรวมตัวผู้นำในแต่ละวงการระดับประเทศ ทั้งด้านการเงิน (Financial Literacy) เทคโนโลยี (Digital Literacy) และการดูแลสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) มาแบ่งปันความรู้และทิศทางของเทรนด์โลก ระหว่างวันที่ 25-26 ตุลาคม 2568 ณ ฮอลล์ 3-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ bitkubsummit.com/register ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป Alternate-X สรุปให้ BITKUB SUMMIT 2025 จัดงานใหญ่ รวมพลคนดิจิทัลกว่า 700 คนในงาน Digital Night 2025 พร้อมร่วมกับ 12 สมาคมดิจิทัลชั้นนำของไทย ผนึกกำลังสร้างเครือข่ายและโอกาสใหม่ โดยงานนี้เป็นเวทีเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน สตาร์ทอัพ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ชูแนวคิด Upskill-Reskill ยกระดับทักษะการเงิน ดิจิทัล และสุขภาพ เพื่ออนาคต งานจัดขึ้น 25-26 ต.ค. 2568 ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ลงทะเบียนร่วมงานฟรีที่ bitkubsummit.com
‘อดทน-รอจังหวะ’ สูตรฝ่าอสังหาฯท้าทาย ‘ศุภาลัย’ หวนใช้ผ่อนดาวน์ 0% ล็อคลูกค้าตัวจริง
‘ศุภาลัย’ เปิดสูตรอสังหาฯ ฝ่าความท้าทายปี68 ใช้ความอดทน รอเวลาเหมาะสม ตัดพื้นที่สำนักงานขายโครงการฯ ทำต้นทุนราคาดีเรียกลูกค้า ฝ่าความท้าทายปี68 ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศุภาลัย วางแนวทางการทำธุรกิจให้กระชับพร้อมติดตามผลดำเนินงานให้รวดเร็วขึ้นเพื่อทันต่อสถาณการณ์ต่างๆ ทั้งกำลังซื้อ เศรษฐกิจในภาพรวม จากแผนเดิมที่วางไว้ในช่วงระยะสั้น กลาง และ ยาว หรือตามแผนระยะ 3-5 ปี ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้ว โดยในช่วงที่ผ่านมา 9 เดือนของปี2568 ศุภาลัย ยังมีผลดำเนินการที่แข็งแกร่งพร้อมทยอยเปิดตัวโครงการฯใหม่ของปี2568 ล่าสุดเปิดตัวโครงการฯ ศุภาลัย พรีเมียร์ ตากสิน-วงเวียนใหญ่ (Supalai Premier Taksin-Wongwianyai) มูลค่าโครงการ 2,650 ล้านบาท ตั้งอยู่บนถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน หนึ่งในโครงข่ายการเดินทางสำคัญของฝั่งธนบุรีที่มีศักยภาพสูงในเชิงคมนาคม เชื่อมต่อเข้าสู่ย่านเศรษฐกิจ สาทร–สีลม “โครงการฯใหม่นี้ พัฒนาขึ้นตามอินไซด์ผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ต้องการสินค้าราคาดีสมเหตุสมผลในทำเลดี ซึ่งจากผลสำรวจในตอนนี้ยังพบข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจคือต้องการสินค้าราคาดีที่สุดเพื่อให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงินให้อนุมัติได้ง่ายที่สุด” ไตรเตชะ กล่าวว่าการที่ศุภาลัย สามารถทำสินค้าในราคาดีบนทำเลศักยภาพที่มีความต้องการสูงของกลุ่มลูกค้าได้ มาจากประสบการณ์ในตลาดอสังหาฯ มายาวนานจากการสะสมที่ดินเพื่อรอจังหวะพัฒนาโครงการที่เหมะสม โดยเฉพาะในโครงการฯ นี้ที่ตัดพื้นที่สำนักงานขายออกไป เพื่อให้ได้ต้นทุนการเงินที่ดีขึ้นและมีผลต่อราคาขายโครงการให้กับลูกค้า ทำให้สามารถลงทุนก่อสร้างโครงการฯได้ในช่วงนี้ “ศุภาลัยใช้ความอดทนและรอจังหวะที่เหมาะสมทำให้สามารถพัฒนาโครงการฯบนที่ดินศักยภาพได้ในราคาต้นทุนที่ดี” นอกจากนี้ ในช่วงตลาดชะลอตัวยังเป็นโอกาสให้บริษัทฯ ตุนซื้อที่ดิน ในราคาเสนอขายที่ถูกลงกว่า 10% โดยที่ผ่านมามีทั้งแลนด์ลอร์ด (เจ้าของที่ดิน) และ ดีเวลลอปเปอร์ เข้ามาเสนอขายที่ดินกับศุภาลัย โดยเบื้องต้น บริษัทฯ ตั้งงบลงทุนที่ดินเปล่าไว้ 8,000 ล้านบาท มองทั้งที่ดินทำเลเดิมที่ขายดีอยู่แล้ว เช่น เชียงใหม่ รวมถึงจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่เคยไป ปัจจุบันใช้งบไปแล้ว 4,000 ล้านบาท “ราคาที่ดินลดลง 10% จากช่วง 2-3 ปีก่อน ด้วยไม่มีคนซื้อที่ดิน เพราะตลาดที่อยู่อาศัยด้อยลง ผู้ประกอบการขอสินเชื่อโครงการยาก และมีปัญหาการออกหุ้นกู้ เขาจึงเอาเงินไปใช้อย่างอื่นแทน เพื่อเอาแคชโฟลว์เข้าดีกว่า” ไตรเตชะ กล่าวว่า จากภาพรวมตลาดอสังหาฯ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการต่างหันมาใช้กลยุทธ์ด้านราคาสูงขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GROSS PROFIT : GP) ของกลุ่มอสังหาเหลือน้อยกว่า 30% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นมา 4 ไตรมาสติดต่อกัน (ไตรมาส 3-4 ปี 2567 – ไตรมาส 1-2 ปี 2568) ขณะที่อัตรา GP ต่ำ 30% ส่วนกำไรสุทธิ (Net Profit : NP) ก็แทบไม่เหลือแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดอสังหาจะหดตัวแต่ยังมีโอกาสเสมอ ถ้าจับตลาดให้ถูกต้อง ทั้งทำเลและราคาที่เหมาะสม เช่น โครงการ ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 ที่ขายหมดไปแล้ว (Sold Out ไป) บนทำเลดังกล่าว หลังจากศุภาลัยเข้าไปจัดหา(Supply)ห้องขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน ตามความต้องการ (Demand) สูงแต่ขาดตลาด ในราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งแม้ว่าไม่ได้มีราคาถูก แต่ยังสามารถขายได้ โครงการ ศุภาลัย พรีเมียร์ ตากสิน-วงเวียนใหญ่ ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท/ยูนิต เฉลี่ย 77,000 บาท/ตร.ม. ซึ่งมีราคาถูกกว่าโครงการในทำเลเดียวกันที่มีราคา 90,000-110,000 บาท/ตร.ม. จากการที่ในทำเลนี้มีซัพพลายน้อย และมักมีราคาขายสูงกว่า 3 ล้านบาท/ยูนิต ขณะที่ยังมีดีมานด์จำนวนมากในย่านนี้ ที่ต้องการ คอนโดระดับราคา 2-3 ล้านบาท/ยูนิต อสังหาฯ โค้งท้ายปี68 ไตรเตชะ กล่าวเสริมว่า ในครึ่งปีหลัง 2568 ศุภาลัยเปิดตัวโครงการเพิ่มอีก 8 โครงการ แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ และแนวราบ 6 โครงการ (เป็นต่างจังหวัด 2 โครงการ) ปัจจุบันมี Backlog ราว 12,600 ล้านบาท ทยอยโอนกรรมสิทธิ์ปีนี้ 7,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเตรียมทยอยโอนในปีถัด ๆ ไป โดยช่วงครึ่งปีแรกบริษัทฯ ทำรายได้ไปแล้ว 11,000 ล้านบาท ขณะที่ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 ถือเป็นช่วงที่ยากลำบากด้วยไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดปัจจัยลบซ้ำเติมตลาด อาทิ แผ่นดินไหว และภาษีทรัมป์ ส่งผลให้รายได้ของกลุ่มอสังหามีโอกาสพลาดเป้าได้เช่นกัน ขณะที่การแข่งขันสูงมากในตอนนี้ จากกำลังซื้อคนไทยมีจำกัด จากเรื่องหนี้ครัวเรือน “ความต้องการเชิงลึกลูกค้าในอดีตต้องการของแถมไปกับโครงการ แต่ตอนนี้ไม่ต้องการของแถมแต่ขอแลกเป็นส่วนลดราคาเพื่อให้สามารถกู้บ้าน/คอนโดได้” พร้อมประเมินว่าในปี 2568 จะเป็นช่วงที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ ’น้อยกว่า‘ Sold Out โครงการเก่ากว่า 10% โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ ตลาดที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ จะมีเพียง 55,000 ยูนิต/ปี จากช่วงสถานการณ์ปกติเปิดตัวราว ๆ 100,000 ยูนิต/ปี และเคยเปิดตัวสูงสุดในปี 2556 ที่ 130,000 ยูนิต/ปี “ถึงตลาดจะไม่ดีคาดจะไม่เปิดตัวต่ำกว่า 55,000 ยูนิตแล้ว ส่วนในปี 2569 อสังหาฯ มีลุ้นฟื้นตัว กลับมาเปิดโครงการที่ 70,000 ยูนิต/ปี ถ้าเทียบกับปี 2566 ก็ถือว่าเติบโต 60-70%” สำหรับแนวโน้มอสังหาริมทรัพย์ฯ ใน 3 เดือนสุดท้ายปี 2568 มองว่าตลาดในภาพรวมเริ่มกลับมาราว 90% เทียบกับในช่วงหลังสถานการณ์แผ่นดินไหวเมื่อต้นปีทีผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มกำลังซื้อที่อยู่อาศัยจริงและนักลงทุน “สถานการณ์อสังหาฯไทย ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาสสองปีนี้ที่ผ่านมา” พร้อมกล่าวต่อว่า ในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจภาคอสังหาฯ ไม่ได้คาดหวังมากนักหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้ นายอนุทิน ชาญวีรกถุล นายกรัฐมนตรี ด้วยมีระยะเวลาทำงานช่วงสั้น แต่มองว่าในช่วงเวลาที่มีอย่างจำกัดรัฐบาลอาจจำเป็นต้องเร่งแผนงานที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว (Quick Win) ออกมาให้ได้ก่อน ล็อคเป้าลูกค้าตัวจริงศุภาลัย ด้าน ชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศุภาลัย พรีเมียร์ ตากสิน–วงเวียนใหญ่ เป็นคอนโดมิเนียม High Rise สูง 38 ชั้น วางผังโครงการเชิงกลยุทธ์โดยอาคารรูปตัว L ช่วยลดความร้อนจากแสงแดดในช่วงบ่าย และเปิดรับลมธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ส่วนกลาง นอกจากนี้ โครงการฯ ดังกล่าวยังสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วยให้ของแถมในแต่ละยูนิต โดยเฉพาะการติดตั้ง ‘เครื่องทำน้ำร้อน’ ที่พบว่าเป็นหนึ่งในสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลูกค้าต้องการสูงเป็นอันดับต้นๆ จากการสำรวจ นอกเหนือจากการให้ของแถม เครื่องปรับอากาศ ชุดครัวบิลต์-อิน พร้อมเตาไฟฟ้า และเครื่องดูดควัน วอลล์เปเปอร์ เครื่องทำน้ำร้อน ฉากกั้นอาบน้ำแบบกระจกนิรภัย และ ดิจิทัล ดอร์ ล็อค จากการสำรวจความต้องการเชิงลึกผู้อยู่อาศัยในทำเลโดยรอบโครงการฯ พบว่ายังมีดีมานด์ความต้องการซื้ออยู่อาศัยจริงสูง โดยเฉพาะสินค้าราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งโครงการฯ มียูนิตราคาดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 77% ของโครงการทั้งหมด 830 ยูนิตแบ่งเป็นสำหรับพักอาศัย 828 ยูนิตและร้านค้า 2 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วนพื้นที่จอดรถ 55% หรือ 1 ห้องพักจอดรถได้ 1 คัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้กลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และนักลงทุนในโครงการฯของศุภาลัย ด้วยเงื่อนไขการชำระเงินสำหรับลูกค้าที่สนใจโดยจัดโปรแกรมให้จองการทำสัญญา ผ่อน 0% นาน6 เดือน ซึ่งบริษัทฯ ได้นำกลับมาใช้ตั้งแต่ต้นปี 2568 ใน 2 โครงการแรกที่เปิดตัวไปก่อนหน้า คือ ศุภาลัย เอลีท สุขุมวิท 39 (SUPALAI ELITE SUKHUMVIT 39) และศุภาลัย เซนส์ แจ้งวัฒนะ-หลักสี่ ส่วนโครงการ ศุภาลัย พรีเมียร์ ตากสิน-วงเวียนใหญ่ (Supalai Premier Taksin-Wongwianyai) ให้ทำสัญญาพร้อมโปแกรมผ่อน 0% นาน6 เดือน มีอัตราค่าจองตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละแบบ (Type) ห้องชุด อาทิ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 35 ตร.ม. ราคา 39-3.48 ล้านบาท จองผ่อน 60,000 บาท ทำสัญญา 6,900 บาท เงินดาวน์ (36 งวด) 6,900 บาท 1 ห้องนอนพลัส ขนาดพื้นที่ 5 ตร.ม. ราคา 3.33-4.15 ล้านบาท จองผ่อน 60,000 บาท ทำสัญญา 8,900 บาท เงินดาวน์ (36 งวด) 8,900 บาท 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 0-71.0 ราคา 4.16 – 6.93 ล้านบาท จองผ่อน120,000 บาท ทำสัญญา 13,900 บาท เงินดาวน์ (36 งวด)13,900 บาท 3 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ -129.5 ตร.ม. ราคา 8.54 – 13.30 ล้านบาท จองผ่อน 300,000 บาท ทำสัญญา 24,900 บาท เงินดาวน์ (36 งวด) 24,900 บาท 4 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ 190 ตร.ม. ราคา86 ล้านบาท จองผ่อน 360,000 บาท ทำสัญญา 59,000 บาท เงินดาวน์ (36 งวด) 59,000 บาท “การนำโปรแกรมให้จองผ่อน0% กลับมาใช้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตัวจริงของศุภาลัย ที่มีความต้องการสินค้าจริงที่จะไม่หนีหายไปไหนในอนาคต” สำหรับโครงการฯ จะเริ่มดำเนินก่อสร้างใน 2-3 เดือนข้างหน้านับจากนี้ หลังได้รับใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว พร้อมมองว่าหากมียอดขาย (presale) ราว 70-80% ถือว่าโครงการฯ ประสบความสำเร็จน่าพอใจ Alternate-X สรุปให้ ศุภาลัย ฝ่าความท้าทายอสังหาฯ ปี 2568 ใช้ประสบการณ์รอจังหวะพัฒนาโครงการในทำเลศักยภาพ เปิดตัว ‘ศุภาลัย พรีเมียร์ ตากสิน-วงเวียนใหญ่’ มูลค่า 2,650 ล้านบาท เจาะทำเลฝั่งธนฯ ตัดพื้นที่สำนักงานขาย ลดต้นทุน สร้างราคาขายที่เข้าถึงง่าย ตรงใจผู้ซื้อจริง เสริมกลยุทธ์โปรแกรมจองผ่อน 0% นาน 6 เดือน ดึงดูดกลุ่มผู้ซื้ออยู่อาศัยจริงและนักลงทุน มองตลาดอสังหาฯ ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว คาดดีมานด์จริงและการฟื้นตัวกำลังซื้อหนุนยอดขาย
‘แกร็บ’ ผนึก วิทยาลัยดุสิตธานี ยกระดับอุตสาหกรรมเรียกรถ คว้ากูรูอัพสกิลคนขับ
แกร็บ ประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทผู้นำแพลตฟอร์มเรียกรถอันดับหนึ่ง จับมือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) สานต่อโครงการ GrabAcademy คว้า “วิทยาลัยดุสิตธานี” ร่วมพัฒนาหลักสูตรอบรมคนขับภายใต้คอนเซ็ปต์ “ยกระดับมาตรฐาน บริการด้วยหัวใจ” เสริมประสิทธิภาพการให้บริการและสร้างความประทับใจให้ผู้โดยสาร พร้อมเสริมทัพด้วยการดึงผู้เชี่ยวชาญมาพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารเพื่อสร้างความประทับใจ โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน นักสื่อสารและพิธีกรชื่อดัง และการดูแลรักษายานพาหนะ โดย บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำแบรนด์รถจักรยานยนต์ชั้นนำ และบี-ควิก ศูนย์บริการรถยนต์แบบครบวงจร หวังยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเรียกรถผ่านแอปฯ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว เมธิณี อนวัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการเดินทางและบริหารคนขับ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “รถรับจ้างสาธารณะเป็นหนึ่งในบริการที่ช่วยตอบสนองการเดินทางในชีวิตประจำวันและมีส่วนช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศ โดยมาตรฐานของคนขับและคุณภาพการให้บริการถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในฐานะผู้บุกเบิกบริการเรียกรถผ่านแอปฯ แกร็บมุ่งมั่นที่จะช่วยส่งเสริมและยกระดับอุตสาหกรรมการเดินทาง ตลอดจนระบบขนส่งสาธารณะของไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยนอกจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัยแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของคนขับอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้แกร็บจึงได้จับมือพันธมิตรจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะให้กับคนขับทั้งในด้านบริการ การสื่อสาร และการดูแลยานพาหนะ เพื่อมุ่งสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้บริการและช่วยยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมโดยรวม” สำหรับการพัฒนาศักยภาพของคนขับในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ยกระดับมาตรฐาน บริการด้วยหัวใจ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GrabAcademy ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2563 โดยความร่วมมือระหว่าง แกร็บ ประเทศไทย และ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (หรือ ดีป้า) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนขับและผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยได้พัฒนาและนำเสนอคอร์สอบรมที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง อาทิ เทคนิคการให้บริการ การวางแผนภาษีและการเงินเบื้องต้น การสื่อสารภาษาต่างชาติเบื้องต้นเพื่อการบริการ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีการจัดทำคอร์สอบรมสำหรับคนขับจำนวนทั้งสิ้น 32 หลักสูตร และมีคนขับให้ความสนใจเข้าชมและเรียนรู้รวมกว่า 3 ล้านครั้ง ไฮไลท์สำคัญของการพัฒนาความรู้และทักษะของคนขับภายใต้แนวคิด “ยกระดับมาตรฐาน บริการด้วยหัวใจ” ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ หลักสูตร “5 ดีให้ได้ 5 ดาว” โดย วิทยาลัยดุสิตธานี สถาบันการศึกษาด้านอุตสาหกรรมการบริการชั้นนำ ซึ่งปูพื้นฐานพร้อมแนะนำเทคนิคให้บริการด้วยหัวใจ ซึ่งประกอบด้วย “ดูดี” ทั้งการรักษาสุขอนามัย บุคลิกภาพ และการแต่งกาย “มารยาทดี” โดยเน้นให้บริการด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม รู้จักกาลเทศะ พร้อมดูแลอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง “รู้ดี” โดยรู้จักประเมินความพร้อมในการให้บริการของตนเอง รู้ความต้องการของลูกค้า รวมถึงวิธีการใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ “พูดดี” โดยสื่อสารกับลูกค้าด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงที่สุภาพ เหมาะสม และ “คิดดี” คือมีทัศนคติเชิงบวกและตระหนักถึงบทบาทของการเป็นผู้ให้บริการกับผู้โดยสารและเป็น “ด่านหน้า” ที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว หลักสูตร “ไม่ใช่แค่การสื่อสาร แต่คือการสร้างความประทับใจ”โดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ซึ่งนำเสนอทักษะและเทคนิคการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแนะนำบทสนทนาภาษาต่างชาติเบื้องต้นให้กับคนขับ โดยถอดบทเรียนจากประสบการณ์การใช้บริการจริงเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสื่อสารและรับมือกับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความประทับใจ อันจะนำไปสู่คะแนนรีวิว 5 ดาวและทิปพิเศษจากผู้โดยสาร หลักสูตร “ดูแลรถ ขัดเงาภาพลักษณ์ ยกระดับบริการ” โดยผู้เชี่ยวชาญจาก บี-ควิก ศูนย์บริการรถยนต์แบบครบวงจร และ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้นำแบรนด์รถจักรยานยนต์ชั้นนำ ซึ่งมาร่วมแชร์เทคนิคและวิธีการดูแลรักษายานพาหนะเบื้องต้น ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อเสริมทักษะให้คนขับสามารถตรวจประเมินสภาพและบำรุงรักษารถ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ให้พร้อมบริการผู้โดยสารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ “แกร็บพร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานด้านความปลอดภัย นวัตกรรม รวมถึงคุณภาพในการให้บริการ เพราะเราเชื่อว่าบริการนี้ไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ยังเป็นด่านแรกในการต้อนรับและสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดินทางออกมาจากสนามบิน โดยเราหวังว่าหลักสูตรต่างๆ ภายใต้โครงการ GrabAcademy จะช่วยพัฒนาความรู้และทักษะให้กับคนขับ และมีส่วนช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมเรียกรถ ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศของเราต่อไป” นางสาวเมธิณี กล่าวทิ้งท้าย พัสดุเอกสาร การเรียกรถรับ-ส่งหรือแท็กซี่ ไปจนถึงการทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เช่น บริการสินเชื่อและการทำประกัน แกร็บยังได้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในประเทศมาเลเซียภายใต้แบรนด์ Jaya Grocer และ Everrise ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและของชำแบบออนดีมานด์ให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น นอกจากนี้ แกร็บยังให้บริการทางการเงินผ่านธนาคารดิจิทัล GXS Bank ในประเทศสิงคโปร์และ GX Bank ในประเทศมาเลเซียด้วย ทั้งนี้ แกร็บก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปข้างหน้า ผ่านการสร้างโอกาสและส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจให้กับทุกคน และยึดมั่นเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค
‘เบญจ เบญจรงคกุล’ เปลี่ยนผ่าน ‘UIH’ ยุคใหม่ รับอนาคตเครือข่ายดิจิทัลซับซ้อน
UIH เปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ยุค Intent-based Infrastructure บริการเครือข่ายเพื่อธุรกิจยุคใหม่ UIH NaaS รับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยความปลอดภัย เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชันสำหรับองค์กร เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ UIH ได้ก้าวข้ามบริการระบบเครือข่ายแบบเดิมสู่ ‘Intent-based Infrastructure’ ต่อยอดประสบการณ์ และความร่วมมือระหว่างพันธมิตรเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรทุกขนาดเปลี่ยนผ่านสู่สู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) มากว่า 30 ปี จากในช่วงที่ผ่านมา UIH ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเชื่อมต่อที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีของลูกค้าองค์กรทุกขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ จนมาถึงในปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคระบบเครือข่ายที่ มีสามารถเข้าใจและดำเนินการตามความตั้งใจหรือเป้าหมายของผู้ดูแลระบบได้โดยอัตโนมัติ ด้าน ปกาสิต วัฒนา Chief Digital Infrastructure & Technology Officer บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าวว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ประเมินว่าการใช้งานเครือข่ายที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงปริมาณข้อมูลและความซับซ้อนของการเชื่อมต่อ โดยปัจจัยสำคัญมาจาก การเติบโตของการใช้งานสื่อวิดีโอ ความต้องการสื่อสารแบบเรียลไทม์ การนำ AI และ IoT มาใช้ในกระบวนการธุรกิจมากขึ้น ขณะที่ องค์กรส่วนใหญ่จะต้องบริหารโครงข่ายที่กระจายตัวมากขึ้น ทั้งศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง สาขา และการเชื่อมต่อกับ Cloud หลายค่าย ซึ่งจะทำให้รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายต้องเปลี่ยนจากการเน้นฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ไปสู่การใช้บริการแบบ as a service และ Automation มากขึ้น สำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายถึงการทิ้งระบบเดิมที่ยังมีความสำคัญต่อธุรกิจ แต่จะต้องออกแบบให้ระบบใหม่และระบบเดิมทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ การลงทุนจึงต้องยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในด้าน Bandwidth ความปลอดภัย และความสามารถในการปรับเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามความต้องการจริงของธุรกิจ โดย UIH ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายจะเป็นทั้งผู้เชื่อมต่อ และในฐานะพันธมิตรที่ช่วยองค์กรแปลงความต้องการทางธุรกิจให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่เหมาะสมที่สุด ด้วยแนวคิด Secure by Design และ Policy-driven Automation เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และต้นทุน สำหรับ UIH Network as a Service (UIH NaaS) เป็นบริการเครือข่ายที่ออกแบบให้ลูกค้าเลือกใช้ฟีเจอร์ด้านการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัยตามความต้องการจริงและขอบเขตของบริการโดยรวมถึงเทคโนโลยีสำคัญ เช่น SD-WAN, NAC, Firewall, Secure Web Gateway, Web Application Firewall, Zero Trust Network Access และ Load Balancer บริการทั้งหมดทำงานบนโครงข่าย MPLS และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของ UIH ซึ่งเชื่อมต่อได้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน Cloud ของ UIH เอง และ Public Cloud ชั้นนำโดยตรง รองรับการเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานใหญ่ สาขา รวมถึงการเข้าถึงบริการจากภายนอกองค์กรได้อย่างปลอดภัยและยืดหยุ่น โดย Network as a Service (NaaS) ของ UIH ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยตั้งแต่สถาปัตยกรรมระบบ (Secure by Design) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อและใช้งานได้อย่างมั่นใจตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการออกอินเทอร์เน็ตโดยตรงจากสาขา หรือการเข้าถึงระบบองค์กรจากภายนอกผ่าน Remote Access ขณะที่ บริการนี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเพิ่มหรือลด Bandwidth ได้ตามความต้องการจริง ทั้งชั่วคราวหรือถาวร โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนหรือจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม พร้อมรองรับการติดตั้งและปรับเปลี่ยนระบบเครือข่ายด้วย Touchless Deployment ช่วยให้การตั้งค่าและการปรับปรุงระบบสามารถทำจากระยะไกลโดยอัตโนมัติ ลดความจำเป็นในการเข้าหน้างานและลดการหยุดชะงักของระบบให้น้อยที่สุด Alternate-X สรุปให้ UIH ก้าวสู่ Intent-based Infrastructure รองรับโลกดิจิทัลซับซ้อน โดย ‘เบญจ เบญจรงคกุล’ นำองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ Network as a Service (NaaS) ช่วยองค์กรจัดการเครือข่ายยืดหยุ่น รองรับการใช้ข้อมูลเรียลไทม์, AI และ IoT ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และต้นทุน
กลยุทธ์ ‘สุดเคี่ยว’ ที่พา Spring Airlines กำไร 5.4 พันล. สวนทางยักษ์การบินจีนขาดทุน
Spring Airlines สายการบินโลว์คอสท์ กับกลยุทธ์ ‘สุดเคี่ยว’ ฟันกำไร 5,400 ล้าน สวนทางยักษ์การบินจีนขาดทุน ในห้วงเวลาที่สายการบินขนาดใหญ่ของจีนอย่าง Air China, China Southern Airlines, และ China Eastern Airlines รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 ประสบปัญหาขาดทุน สืบเนื่องจากการฟื้นตัวของเส้นทางบินระหว่างประเทศช้า ต้นทุนการให้บริการที่สูงตามสภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านการท่องเที่ยวหดตัว แต่กลับมีสายการบินโลว์คอสต์รายหนึ่งกลับบินสวนทาง ด้วยผลประกอบการที่ทำให้แวดวงการบินต้องหันมาสนใจ สปริงแอร์ไลน์ Spring Airlines Co., Ltd. (春秋航空) สายการบินโลว์คอสต์สัญชาติจีน ประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิ 1,200 ล้านหยวน (ราว 5,398 ล้านบาท) แม้จะลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้าราว 14% แต่สำหรับสปริงแอร์ไลน์ ยังคงเกาะกลุ่มสายการบินโลว์คอสจีนที่มีผลประกอบการในเชิงบวก ทั้ง Juneyao Airlines และ China Express Airlines ในขณะที่สายการบินของรัฐอย่าง Air China, China Eastern Airlines และ China Southern Airlines ต่างมีผลประกอบการขาดทุนกันเป็นแถว สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของโมเดลธุรกิจโลว์คอสต์ของสปริงแอร์ไลน์ที่คิดค่าบริการเสริมแทบทุกอย่างที่เกินจากการนั่งบนเครื่องบิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้สปริงแอร์ไลน์แตกต่าง คือ การที่ผู้บริโภคชาวจีนไม่เพียงแต่ยอมรับ แต่ยังเปลี่ยนการเผชิญหน้านี้ให้กลายโมเดลการตลาดที่สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจตามมา คิดเงินเพิ่ม ในทุกบริการ หลายคนน่าจะพอคุ้นเคยกับโมเดลของสายการบินโลว์คอสท์ที่มักคิดค่าบริการในหลายส่วนเพิ่ม แต่สำหรับสปริงแอร์ไลน์ สายการบินสัญชาติจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องการกดต้นทุนให้ต่ำที่สุดและดึงรายได้เสริมให้มากที่สุด เริ่มจากกลยุทธ์ ‘ตั๋วถูก’ ที่ดึงดูดใจด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 200 หยวน หรือราว 900 บาท สำหรับเส้นทางในประเทศ แต่ความคุ้มค่านี้มาพร้อมกับการแยกบริการพื้นฐานออกเกือบทั้งหมด นโยบายกระเป๋าคือหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของสายการบิน โดยผู้โดยสารสามารถนำกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ฟรีเพียง 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และขนาดจำกัดที่ 20x30x40 เซนติเมตร แต่หากต้องการโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่อง 20 กิโลกรัมและจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ จะต้องจ่าย 210 หยวน ซึ่งบางครั้งแพงกว่าตั๋วเครื่องบินเองเสียอีก และถ้าลืมจองล่วงหน้าไปแจ้งที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ราคาจะพุ่งขึ้นเป็น 300 หยวนทันที ไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรนเด็ดขาด นอกจากนี้ บนเครื่องบินแทบไม่มีบริการฟรี ผ้าห่ม อาหาร หรือเครื่องดื่ม ล้วนต้องซื้อเพิ่มทั้งสิ้น โมเดลธุรกิจนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานประจำปีของบริษัทว่าเป็น ‘แบบจำลองธุรกิจตั๋วราคาต่ำและบริการแบบเลือกซื้อ (à la carte) ที่โปร่งใส’ โดยมีเป้าหมายให้ผู้โดยสารจ่ายเฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆ Wang Zhenghua ผู้ก่อตั้ง Spring Airlines เคยให้สัมภาษณ์กับ Caixin สื่อธุรกิจดังของจีน ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เราขายเพียงแค่ที่นั่งบนเครื่องบิน การขนส่งเป็นบริการหลัก ของอื่นๆ เป็นบริการเพิ่มเติม’ นอกเหนือจากบริการบนเครื่องแล้ว ความสำเร็จของสปริงแอร์ไลน์ไม่ได้มาจากการเก็บค่าบริการจากผู้โดยสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวินัยในการลดต้นทุนภายในที่เรียกได้ว่า ‘เคี่ยวกับตัวเอง’ ไม่แพ้กัน หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการใช้ ‘ฝูงบิน’ แบบเดียวกันทั้งหมด โดยสปริงแอร์ไลน์เลือกใช้เครื่องบินเพียงรุ่นเดียวคือ Airbus A320 สำหรับทุกเที่ยวบิน การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรมกัปตันและช่างเทคนิค ลดความซับซ้อนของระบบลอจิสติกส์อะไหล่ และทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นอย่างมหาศาล แค่ ‘ไม่’ ก็เพิ่มรายได้ อีกหนึ่งการลดต้นทุนที่เห็นชัดคือการไม่ติดตั้งที่นั่งระดับพิเศษอย่าง First Class หรือ Business Class เลย ทำให้สายการบินสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่ง Economy ได้มากกว่าเดิม และสร้างรายได้จากการขายตั๋วต่อเที่ยวบินสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ ‘ไม่บินช่วงไพร์มไทม์’ โดยสายการบินจงใจให้บริการเที่ยวบินเฉพาะในช่วงเช้าตรู่และช่วงดึก ซึ่งช่วยลดค่าธรรมเนียมการลงจอดและค่าใช้บริการสนามบินลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเลือกใช้การจอดเครื่องบินในหลุมจอดที่ไกลจากอาคารผู้โดยสาร (Bus Gate) ซึ่งผู้โดยสารต้องนั่งรถบัสไปขึ้นเครื่อง แทนที่จะใช้การต่องวงช้างในการบอร์ดดิ้งผู้โดยสาร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของสายการบินในการให้บริการ สร้างความได้เปรียบต้นทุน จากข้อมูลในรายงานทางการเงินของบริษัท เครื่องบินของ Spring Airlines มีชั่วโมงบินเฉลี่ยสูงถึง 9.74 ชั่วโมงต่อวัน (เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ประมาณ 9 ชั่วโมง) โดยเน้นบินในชั่วโมงที่คนไม่นิยม (เช้าตรู่หรือดึกมาก) เพื่อลดค่าธรรมเนียมสนามบินและเพิ่มรอบบิน รายงานวิเคราะห์จาก CAPA – Centre for Aviation ชี้ว่า “Spring Airlines แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการควบคุมต้นทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ความได้เปรียบนี้ทำให้บริษัทสามารถรักษากำไรได้แม้ในสภาพตลาดที่ท้าทาย” ลูกค้าสู้กลับ ปรากฏการณ์ต่อต้านอย่างสร้างสรรค์ ของผู้โดยสารจีน ทำให้สปริงแอร์ไลน์กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงธุรกิจการบิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความไม่พอใจหรือการต่อต้านเชิงลบ แต่เป็นการยอมรับกติกาและผู้โดยสารกลับหาทาง ‘เอาชนะ’ อย่างชาญฉลาด แทนที่จะบ่นเกี่ยวกับนโยบายกระเป๋าที่เข้มงวด ผู้โดยสารจำนวนมากกลับมองว่าการเดินทางโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการเสริมแม้แต่บาทเดียวเป็น ‘ความท้าทายและความภาคภูมิใจ’ ของตนเอง “มันเหมือนเล่นเกมค่ะ” หมิงหมิง พนักงานออฟฟิศวัย 28 ปีในเซี่ยงไฮ้ซึ่งใช้บริการสปริงแอร์ไลน์เป็นประจำกล่าวกับ South China Morning Post ว่า “เป้าหมายคือเอาชนะกฎของพวกเขา การได้จัดของให้พอดีกับกระเป๋า 7 กิโลกรัมโดยไม่ขาดอะไรเลย มันให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองชนะ” ทัศนคติแบบนี้จุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่าง “ตลาดกระเป๋าสำหรับสปริงแอร์ไลน์โดยเฉพาะ” เมื่อความต้องการเกิดขึ้น อุปทานก็ต้องตามมา บรรดาผู้ผลิตกระเป๋าและเสื้อผ้าจีนซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวต่อเทรนด์ ได้รีบตอบสนองตลาดทันที ด้วยกระเป๋าที่ระบุขนาด “20x30x40 ซม.” ชัดเจนในชื่อสินค้า พร้อมแฮชแท็ก #春秋航空专属 (#สำหรับสปริงแอร์ไลน์โดยเฉพาะ) ปรากฏเต็มหน้าแพลตฟอร์มอย่าง Taobao และ JD.com จนคำค้นหา “กระเป๋าไซส์ 20x30x40” กลายเป็นคำยอดนิยม ขอขอบคุณภาพจาก thaipick.com นอกจากกระเป๋าเดินทางแล้ว ยังเกิดแฟชั่นใหม่ที่เรียกว่า ‘สตีลธ์แฟชั่น’ สำหรับเดินทาง เช่น เสื้อกั๊กและกางเกงหลายกระเป๋าที่ออกแบบมาเพื่อยัดของใช้ส่วนตัวได้มากที่สุด เสื้อกั๊กตกปลากลายเป็น ‘ไอเทมต้องมี’ สำหรับผู้โดยสาร ขอขอบคุณภาพจาก socialbeta.com ส่วนแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Jiaonei (蕉内) ถึงกับออกแบบกางเกงที่มีช่องมากถึง 8 กระเป๋า เพื่อให้พกพา iPad mini ที่ชาร์จ และโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้กระเป๋าหลัก ปลอกหมอนรองคอก็ถูกดัดแปลงให้ยัดเสื้อผ้าเบาๆ แทนไส้หมอน เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของโดยไม่เพิ่มน้ำหนักสัมภาระ ผู้โดยสารบางคนถึงกับมองว่าการหาวิธีหลีกเลี่ยงค่ากระเป๋าเป็น “ปฏิบัติการตู้คอนเทนเนอร์มนุษย์” โดยใช้ทุกช่องทางที่กฎของสายการบินอนุญาตเพื่อเอาชนะระบบ มีการประเมินว่ายอดขายรวมของกระเป๋าไซส์มินิและเสื้อผ้าหลายกระเป๋าอาจสูงถึง 5 ล้านชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่ South China Morning Post วิเคราะห์ว่า รายได้จากบริการเสริมเหล่านี้ โดยเฉพาะค่ากระเป๋า คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้สปริงแอร์ไลน์สามารถคงราคาตั๋วในระดับต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ต่อเนื่อง แม้จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ สายการบินกลับไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา ตรงกันข้าม โฆษกของ Spring Airlines ให้สัมภาษณ์กับ Caixin Global ว่า “ตราบใดที่การกระทำยังอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เรากำหนดไว้ สายการบินก็ยินดีให้บริการ” พร้อมเสริมว่าพฤติกรรมการประหยัดของผู้โดยสารสอดคล้องกับปรัชญาธุรกิจของบริษัทที่ต้องการมอบทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดให้ลูกค้า ขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังเต็มไปด้วยกลยุทธ์จากนักเดินทาง เช่น “ขาไปไม่ซื้อน้ำหนักกระเป๋า เพราะมีแต่เสื้อผ้าเบาๆ ขากลับถ้าซื้อของฝากเยอะ ค่อยซื้อน้ำหนักเพิ่ม” หรือ “ถ้าน้ำหนักเกินหน้าเกตจริงๆ ก็แค่หยิบของที่ไม่สำคัญออกมาทิ้ง” กลายเป็นการแลกเปลี่ยนเคล็ดลับแบบกึ่งขบขันที่สะท้อนว่า ผู้โดยสารไม่ได้แค่ยอมรับกฎ แต่ยังสนุกกับการหาวิธีเอาชนะมันด้วย เกมที่ทุกฝ่ายชนะ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสปริงแอร์ไลน์กับลูกค้าไม่ได้เป็นความสัมพันธ์แบบ “ผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่” แต่เป็นเหมือนเกมที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกติกาและยอมเล่นร่วมกัน สปริงแอร์ไลน์ชนะด้วยกำไรที่งดงามและความสามารถในการคงราคาตั๋วให้ดึงดูดลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้โดยสารก็รู้สึก “ชนะ” เพราะสามารถเดินทางในราคาที่ถูกที่สุดโดยไม่เสียเงินเกินจำเป็น ในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเดินทางแบบ “รู้แล้วจ่าย” (pay-what-you-choose) ของสปริงแอร์ไลน์ดูเหมือนจะตอบโจทย์ทั้งด้านจิตใจและกระเป๋าเงินของผู้บริโภคชาวจีนอย่างลงตัว และตราบใดที่ความต้องการเดินทางราคาประหยัดยังคงอยู่ โมเดลธุรกิจที่เน้นต้นทุนต่ำและบริการแบบเลือกซื้อก็มีแนวโน้มที่จะพาสายการบินนี้ทะยานต่อไปในน่านฟ้าจีนและตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินจีนในครึ่งแรกของปี 2568 ยิ่งตอกย้ำบทบาทของสายการบินเอกชนอย่างสปริงแอร์ไลน์ ปัจจัยสำคัญคือความได้เปรียบด้านการบริหารต้นทุนและความคล่องตัวในการปรับเส้นทางบินให้สอดคล้องกับความต้องการ ในขณะที่สายการบินของรัฐที่ปรับตัวช้า ยังคงได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเส้นทางระหว่างประเทศที่ช้ากว่าคาด ซึ่งทำให้สัดส่วนรายได้จากเที่ยวบินระหว่างประเทศยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด Alternate-X สรุปให้ Spring Airlines สายการบินโลว์คอสต์จีน โดดเด่นสวนกระแสยักษ์การบินที่ขาดทุน ด้วยกลยุทธ์คือ “ตั๋วถูก” แต่คิดค่าบริการเสริมแทบทุกอย่าง พร้อมลดต้นทุนด้วยฝูงบิน Airbus A320 รุ่นเดียว และไม่บินช่วงไพร์มไทม์ ขณะเดียวกันลูกค้ากลับสนุกกับการหาวิธี “เล่นเกม” เอาชนะกฎ เช่น กระเป๋า 7 กก. หรือเสื้อหลายกระเป๋า โดยผลลัพธ์ คือ กำไร 5.4 พันล้าน และโมเดลธุรกิจที่ลูกค้า-สายการบินต่างรู้สึกชนะร่วมกัน
‘KFC’ เล่นใหญ่ ส่งเมนูใหม่ท้ายปี ‘ชิซซ่า’ ขวัญใจชาวเจนฯZ รับจบในร้านเดียวได้กินทั้งไก่-พิซซ่า
ตลาดร้านอาหารบริการด่วน หรือ คิวเอสอาร์ (QSR-Quick Service Restaurant) ของไทยในปี 2567 คาดมีมูลค่ารวมราว ๆ 47,700 ล้านบาท โดยตลาดกลุ่มนี้ แบ่งออกเป็น ไก่ทอด ครองสัดส่วนอยู่ที่ 58% (27,600 ล้านบาท) เบอร์เกอร์ 23% (10,900 ล้านบาท) พิซซ่า 20% (9,500 ล้านบาท) จากตัวเลขดังกล่าว ย้ำสถานะความเป็นพี่ใหญ่ของ ‘ไก่ทอด’ ที่ครองแชมป์เบอร์หนึ่งด้วยส่วนแบ่งมากสุดในตลาดคิวเอสอาร์นี้ ได้เป็นอย่างดี ทำให้ในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีทั้งผู้เล่นรายใหม่ ๆ ต่างเสนอตัวเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้เป็นระยะ หรือแม้แต่ร้านอาหารในหมวดเบอร์เกอร์ และ พิซซ่า เองก็ต่างหันมาพัฒนาโปรดักส์เมนูทางเลือกอย่างไก่ทอดมาเสิร์ฟให้กับลูกค้า ด้วยเช่นกัน เพื่อขอชิงส่วนแบ่งกระเพาะ (share of stomach) จากผู้บริโภคชาวไทยที่อยากให้ลองแบ่งใจมาให้กับเมนูไก่ทอดทางเลือกจากแบรนด์อื่นกันดูบ้าง อย่างไรก็ตาม ในฝั่งแบรนด์เคเอฟซี เองก็ใช่ว่าจะยอมง่ายๆ ที่นอกจากจะมีเมนูไก่ทอด เป็นฮีโร่ โปรดักส์ ประจำร้านแล้ว เคเอฟซี ยังมีเมนูมื้อหลักอื่นๆ อย่าง เบอร์เกอร์สูตรเฉพาะของทางร้าน และ เมนูข้าว มาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวไทย เช่นกัน รวมถึงการใช้กลยุทธ์การพัฒนาเมนูนวัตกรรม Product Innovation ที่เน้นการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ มากระตุ้นยอดขาย พร้อมสร้างความสดใหม่ และดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเมนูพิเศษ หรือเมนูที่ให้บริการในช่วงเวลาจำกัด หรือเมนูพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อโปรโมชั่นเฉพาะช่วง ดึงสายท้าทายเจนฯ ซี ล่าสุดในโค้งท้ายปี 2568 นี้ เคเอฟซี ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวพร้อมข้ามสายไปหมวดพิซซ่า ด้วยการออกเมนูใหม่ ‘ชิซซ่า’ พิซซ่าไก่กรอบฮอทแอนด์สไปซี่ วางราคาเริ่มต้น 49 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน – 29 ตุลาคม 2568 เท่านั้น ‘ภัทรา ภัทรสุวรรณ’ Associate Marketing Director KFC ประเทศไทย กล่าวว่า “การพัฒนาเมนู ‘ชิซซ่า’ พิสูจน์ให้เห็นถึงความกล้าท้าทายกรอบเดิมๆ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ในการผสมผสานรสชาติไว้อย่างลงตัว เพื่อเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่กล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง กล้าท้าทายและไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ “ชิซซ่า ไม่ใช่แค่การรวมไก่ทอดกับพิซซ่าไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังสร้างมิติใหม่ของความอร่อยที่จะทำให้เป็นประสบการณ์สุดประทับใจให้กับลูกค้าทุกคน” พร้อมเสริมว่า โดยตลอดช่วงทำตลาดสินค้าเมนูใหม่ เคเอฟซี ยังได้นำกระแส ฮิตในกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z อย่าง ‘Brainrot’ เทรนด์การสร้างสรรค์คอนเทนต์ด้วยความแปลกใหม่ที่ติดหูหลายๆ คนจนกลายเป็นไวรัลทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมถึงแนะนำคาแรคเตอร์ ‘ชิซซาลูลู่’ (Chizzalulu) ถึงที่มาของคาแรคเตอร์ตัวนี้ตั้งแต่การเกิดมา ที่มาพร้อมเพลงประจำตัวสุดติดหู ‘ชิซซาลูลู่ ชิซาลาลา…ฉันเป็นไก่ทอดหรือพิซซ่ากันแน่?” อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘Brainrot Marketing’ ทำไมคอนเทนต์ไร้สาระถึงขายได้? เจาะกลยุทธ์ไวรัลที่ Gen Z หยุดไถไม่ได้ นอกจากนี้ เคเอฟซี ยังเปิดให้ทุกคนมาร่วมสนุกในโลก ‘Roblox’ พร้อมตะลุยภารกิจสุดตื่นเต้น ‘Hunt Down Chizzalulu’ ไล่ล่าชิซซาลูลู่ยักษ์เพื่อค้นหาความลับของชิซซ่าว่าเป็นไก่ทอดหรือพิซซ่ากันแน่ เพื่อรับสกิน (Skin) ที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะกิจกรรมนี้เท่านั้น โดย เคเอฟซี ยังเลือกสื่อสารกิจกรรมการตลาดฯ ดังกล่าวในช่องทางTikTok @KFCThailand ในวันที่ 25 กันยายน 2568 นี้ด้วย สำหรับสินค้าเมนูใหม่ ‘ชิซซ่า’ จาก KFC จะเริ่มตั้งแต่ 25 กันยายน – 29 ตุลาคม นี้ ที่ร้าน KFC ทุกสาขาทั่วประเทศ (ยกเว้นสาขาท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ) ปัจจุบันมีร้านเคเอฟซี 1,156 สาขาทั่วประเทศ (ณ กรกฎาคม 2568) บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์ โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บริหารร้านเคเอฟซีโดย แฟรนไชส์ซี่ จำนวน 3 ราย ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) Alternate-X สรุปให้ ตลาด QSR ไทยปี 2567 มูลค่า 47,700 ล้าน โดยไก่ทอดครองสัดส่วน 58% ใหญ่ที่สุดในตลาด ทำให้ KFC เดินเกม Product Innovation สร้างเมนูใหม่ ๆ มาตลอดเพื่อดึงดูดลูกค้า ส่วนโค้งสุดท้ายปี 2568 KFC เปิดตัวเมนู ‘ชิซซ่า’ ผสมผสานไก่ทอดกับพิซซ่า ราคาเริ่มต้น 49 บาท ใช้กลยุทธ์เจาะ Gen Z + เทรนด์ Brainrot พร้อมเปิดตัวคาแรกเตอร์ไวรัล ‘ชิซซาลูลู่’ ผสานโลกจริง–โลกเสมือน ผ่านกิจกรรมบน Roblox และ TikTok เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่กับลูกค้า
Hisense ลงทุน 4,700 ล้าน ตั้งฐานผลิตฯแห่งที่2 ในไทย เข้าสู่ยุคใหม่ ‘เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ’
Hisense แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจีน ลงเฟสแรก 4,700 ล.บาทสร้างนิคมอุตฯอัจฉริยะทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมี่ยม แผนใน 5 ปี มุ่งสู่ new S-Cruve หลังพบสัญญาณบวกคนไทยตอบรับตู้เย็น-เครื่องซักผ้า ครึ่งแรกปี68 โต20% โทมัส เทา ผู้จัดการทั่วไป นิคมอุตสาหกรรม HHA Industrial Park เปิดเผยว่า หลังจากแบรนด์ไฮเซ่นส์ ‘Hisense’ ในฐานะหนึ่งในสิบแบรนด์ชั้นนำที่แข็งแรงที่สุดของประเทศจีน เข้ามาทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยมาร่วม 8 ปี ไปพร้อมสร้างการจดจำแบรนด์และการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย โดยไฮเซ่นส์ ประเทศจีน ได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดโลคัล ฟอร์ โลคัล (Local for Lacal) พร้อมวางไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม เพื่อทำตลาดทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และ เวียดนาม) “ประเทศไทยมีศักยภาพความพร้อมทั้งด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ จากภูมิศาสตร์ของไทยที่เป็นทำเลจุดศูนย์กลางของกลุ่มซีแอลเอ็มวี” โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ‘ไฮเซ่นส์’ ใช้งบลงทุนไปแล้วกว่า 2,100 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศอัจฉริยะไฮเซ่นส์ ในนิคมอุตสาหกรรมเอสเอ็นซี จังหวัดระยอง บนพื้นที่กว่า 98 ไร่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นเสริมแกร่งเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะมีกำลังการผลิตเครื่องปรับอากาศสูงสุดถึง 3,000,000 เครื่องต่อปี และสร้างงานให้กับคนในชุมชนกว่า 1,500 คน ล่าสุดในปี 2568 ‘ไฮเซ่นส์’ ขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในประเทศไทย ใช้งบลงทุนเบื้องต้น ราว 4,700 ล้านบาท จัดตั้ง นิคมอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ Hisense มีขนาดพื้นที่ 400 ไร่ ตั้งภายในนิคมอุตฯอมตะซิตี้ ชลบุรี 2 อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี สำหรับนิคมอุตสาหกรรมการผลิตอัจฉริยะ Hisense (Hisense Intelligence Manufacturing Park) แห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท ตู้เย็น และเครื่องซักผ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมวางศิลาฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนิคมฯ แห่งนี้ วางแผนก่อสร้างแล้วเสร็จรวม 3 ระยะ (Phase) เป็นเวลา 5 ปี (2568-2573) แบ่งออกเป็น แผนลงทุนในระยะแรก (2568-กลางปี2669) ผลิตตู้เย็น และเครื่องซักผ้า มีกำลังการผลิตรวมมากกว่า 2,600,000 เครื่อง/ปี แผนลงทุนในระยะที่สอง (ปี2570-2571) วางแผนเพิ่มกำลังการผลิตตู้เย็น ตู้แช่แข็ง และเครื่องซักผ้า ระดับพรีเมียมขนาดใหญ่ พร้อมลงทุน เพิ่มเติมกำลังการผลิตตู้เย็น ตู้แช่แข็ง และเครื่องซักผ้า ระดับพรีเมียมขนาดใหญ่ โดยจะลงทุนเพิ่มเติม ในผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศแบบทำความเย็น จากส่วนกลาง แผนลงทุนในระยะที่สาม (ปี2572-2573) เตรียมแผนขยายอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (New S-curve) เพื่อรองรับการขยายการเติบโตธุรกิจในระดับภูมิภาค โทมัส กล่าวว่า นิคมฯ ในไทยดังกล่าว ยังเป็นอีกหนึ่งการลงทุนนอกประเทศจีนครั้งใหญ่ของไฮเซ่นส์ ที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนจากรัฐบาลไทย คาดว่าจะมีส่วนสร้างแรงงานในชุมชนท้องถิ่นเพิ่มอีก 1,200 คน โดยในระยะที่1 (ช่วงปี 2568-2569) ฐานการผลิตแห่งนี้จะผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 2,600,000 เครื่องต่อปี “การลงทุนครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของไฮเซ่นส์ ในการขยายเครือข่ายการผลิตและกระจายสินค้าให้ครอบคลุมตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่สู่การสร้างองค์กรระดับโลกและเป็นแบรนด์ระดับโลก” โดยปัจจุบันไฮเซ่นส์สร้างเครือข่ายครบวงจรผ่านศูนย์ปฏิบัติการ 7 แห่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) 30 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรม 36 แห่งทั่วโลก ในช่วงที่ผ่านมา โทมัส กล่าวต่อว่า การเลือกไทยเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในครั้งนี้ ยังสะท้อนจากการเติบโตของแบรนด์ไฮเซ่นส์ตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (เดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน) Hisense ประเทศไทยสามารถสร้างสถิติยอดจำหน่ายภายประเทศเติบโตสูงถึง 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ตู้เย็นที่ขยายตัวอย่างโดดเด่นถึง 27% และเครื่องซักผ้าที่ขยายตัวสูงถึง 61% “ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทยและความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อคุณภาพ นวัตกรรม และการบริการของแบรนด์ Hisense และนำสู่การขยายการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทยนับจากนี้” Alternate-X สรุปให้ ไฮเซ่นส์ (Hisense) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจีน เดินหน้าขยายการลงทุนในไทยกว่า 4,700 ล้านบาท ตั้งโรงงานอัจฉริยะผลิตตู้เย็น–เครื่องซักผ้าในชลบุรี บนพื้นที่ 400 ไร่ ระยะเวลา 5 ปี ด้วยกลยุทธ์ ‘Local for Local’ ใช้ไทยเป็นศูนย์กลางผลิตและกระจายสินค้าพรีเมียมสู่ตลาด CLMV โดยครึ่งแรกปี 2568 ยอดขายในไทยโต 20% โดยเฉพาะตู้เย็นโต 27% และเครื่องซักผ้าโต 61% พร้อมมองต่อฐานการผลิตอุตสาหกรรม New S-Curve สร้างการเติบโตระยะยาวในภูมิภาค
วัยรุ่นเชียงใหม่ ไอเดียกรีน จุดสารตั้งต้นแก้ PM 2.5 ผ่านแคมป์ ‘เพาเวอร์กรีน’ บ้านปู
‘เพาเวอร์กรีน’ ปูทางคนรุ่นใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม หลัง 2 ผู้นำรุ่นใหม่ คว้า ‘เยาวชนดีเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม’ โชว์เคสแอปฯต้นไม้ฟอกอากาศ-นำร่องฟื้นอากาศเชียงใหม่ พลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่ คือ ‘ความหวังของโลกใบนี้’ ท่ามกลางความผันผวนของโลกส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการด้านพลังงานและบริการโซลูชั่นเทคโนโลยีพลังงาน กล่าวว่า หนึ่งในกิจกรรมหลักเพื่อมีส่วนร่วมสนับสนุนความยั่งยืนในสังคม โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยผ่านโครงการ ‘ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน’ (Power Green Camp) มานานกว่า 20 ปี โดยโครงการฯ ดังกล่าวเสมือนเป็น ‘เวทีบ่มเพาะ’ สร้างผลผลิตที่มีคุณภาพกระจายอยู่ทั่วประเทศ ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ที่โครงการฯ มอบให้เยาวชนเพาเวอร์กรีน ได้หล่อหลอมให้เกิดเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลง ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมและโลกที่ยั่งยืนนับจากวันนี้ไปสู่อนาคต ปัจจุบัน ค่ายเพาเวอร์กรีน ได้พัฒนาเยาวชนไทยไปแล้วกว่า 1,200 คน และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้ถูกตอกย้ำผ่านศิษย์เก่าเยาวชนค่ายเพาเวอร์กรีนที่สามารถคว้ารางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในระดับจังหวัด สำหรับ ‘คนแรก’ คือ น้องหนูแหวน – พณณกร ออมสิน ศิษย์เก่าเยาวชนค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่น 19 จากโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี ที่เพิ่งเข้ารับรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี และบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติจังหวัดกาญจนบุรี ประจำวันปี 2568 หนูแหวน เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อว่า “หนูโตมากับต้นไม้ เขาเป็นเพื่อนเรา ถ้าไม่มีต้นไม้ก็ไม่มีเรา อยากจะอยู่ดูแลเขาไปเรื่อย ๆ” หนูแหวน ได้นำแพสชันนี้ผลักดันให้ตัวเองเข้าร่วมค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่นที่ 19 ในปี 2567 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Urban Rewilding: ป่า – เมือง – ชีวิต เพราะเชื่อว่าเยาวชนควรกลับมาใกล้ชิดป่า เข้าใจระบบนิเวศ และมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับเมืองให้มากขึ้น ซึ่งเป็นหัวข้อที่ตรงกับความสนใจและแพสชันของหนูแหวน “การเข้าร่วมค่ายเพาเวอร์กรีนคือจุดเปลี่ยนชีวิต หนูได้เปิดโลกและมองเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในมิติที่กว้างและลึกกว่าที่เคย” โดยในปีนั้น โครงงานแอปพลิเคชัน tintin assistance ที่ทีมของหนูแหวนได้คิดค้นและนำเสนอในค่ายฯ คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้วยไม่ใช่แค่แอปพลิเคชันจัดการพื้นที่สีเขียวในเมือง แต่เป็นตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่พิสูจน์ว่าเยาวชนสามารถลงมือเปลี่ยนเมืองและสิ่งแวดล้อมได้จริง นอกจากนี้ หนูแหวน ยังได้กลับมาเป็นพี่เลี้ยงเพาเวอร์กรีน รุ่นที่ 20 พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจให้น้อง ๆ และยังเป็นโอกาสให้หนูได้มาเรียนรู้เรื่องการลดคาร์บอนซึ่งเป็นธีมหลักของค่ายปีที่ 20 ทั้งนี้ ‘หนูแหวน’ ได้นำเอาความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดเป็นโครงงานวิจัยของตนเอง ในการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชฟอกอากาศแต่ละชนิด ทำให้เกิดเป็นความรู้ใหม่ต่อยอดจากสิ่งเดิมที่มีอยู่ นอกจากนี้ ยังมีเยาวชนจากค่ายฯ อีกคนที่ได้รับการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ และเกียรติบัตรรางวัลเด็กและเยาวชนดีเด่น ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ และชมรมเยาวชนดีเด่นจังหวัดเชียงใหม่ ประจำปี 2567 คือ ‘น้องตี๋ – สิริราช ยานะ’ ศิษย์เก่าเยาวชนค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่น 17 ปัจจุบันศึกษาอยู่ระดับชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี “ผมเป็นคนเชียงใหม่ที่ต้องเผชิญกับปัญหา PM 2.5 ทุกปี ทำให้ผมอยากลุกขึ้นมาปกป้องสุขภาพคนในครอบครัว และหาวิธีแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้เชียงใหม่กลับมามีอากาศที่สะอาดและหายใจได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง” น้องตี๋ มาเข้าร่วมค่ายเพาเวอร์กรีน รุ่นที่ 17 ในปี 2565 ซึ่งเป็นธีม ‘Climate Change: We Must Change’ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาที่เขาและชุมชนกำลังเผชิญ ค่ายเพาเวอร์กรีนได้เปิดโลกให้น้องตี๋เข้าใจลึกซึ้ง และจริงจังกับประเด็นนี้มากขึ้น โดยหลังจากจบค่าย น้องตี๋ ยังคงขับเคลื่อนงานสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งเข้าร่วมกิจกรรมค่ายและโครงการต่าง ๆ ในเชียงใหม่ ลงมือจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อม เป็นแกนนำเยาวชนผลักดันการเปลี่ยนแปลงผ่านหลายบทบาท ทั้งในฐานะ สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ก่อตั้งกลุ่มเยาวชน YRC Green Generation ผู้ก่อตั้งเพจ GreenerThailand สำหรับ สิ่งที่น้องตี๋ทำเริ่มสร้างการตระหนักรู้ในวงกว้าง จนได้รับการยอมรับ และสามารถคว้ารางวัลเยาวชนดีเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในที่สุด ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมและรายละเอียดโครงการ ‘ค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมเพาเวอร์กรีน’ (Power Green Camp) เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/powergreencamp Alternate-X สรุปให้ ค่ายเพาเวอร์กรีน ปลูกฝังเยาวชนไทยให้เป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมมากว่า 20 ปี ล่าสุด 2 ศิษย์เก่า ‘หนูแหวน’ และ ‘ตี๋’ คว้ารางวัลเยาวชนดีเด่นด้าoทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้าน ‘หนูแหวน’ พัฒนาแอปฯ ฟอกอากาศ พร้อมต่อยอดงานวิจัยด้านการดูดซับคาร์บอนของพืช ขณะที่ ‘น้องตี๋’ ขับเคลื่อนประเด็น PM 2.5 เชียงใหม่ ผ่านกลุ่ม YRC Green Generation และเพจ GreenerThailand ทั้งสองสะท้อนพลังคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกยั่งยืน ตามความมุ่งมั่นของกลุ่มบ้านปู
กลุ่มวันสยาม X POEM ดีไซน์แฟชั่น ‘ยูนิฟอร์ม’ ใหม่ รับเทรนด์รีเทลโลก-ชิงกำลังซื้อลักซูรี
กลุ่มวันสยาม คอลแล็บส์ POEM แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยระดับโลก ออกแบบยูนิฟอร์มใหม่พนักงาน สร้าง Vibes ครบลูป ย้ำภาพบริการรีเทลระดับสากล สรัลธร อัศเวศน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Customer Centricity & Relationship บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้ให้บริการเดสติเนชั่นค้าปลีกระดับโลก ภายใต้กลุ่มวันสยาม (One Siam) ประกอบด้วย สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม เปิดเผยว่า กลุ่มวันสยาม วางแนวทางปรับปรุงและพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรีเทลอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ Customer-Centric Experience ศูนย์กลางลูกค้าเพื่อสร้างประสบการณ์ ที่สอดรับกับแนวโน้มการตลาดค้าปลีกระดับโลก โดยยกระดับการให้บริการแบบครบวงจร (Comprehensive Service Transformation) ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ นอกจากนี้ยังร่วมกับ POEM แบรนด์แฟชั่นไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ในการเปิดตัวยูนิฟอร์มภาพลักษณ์ใหม่ สำหรับทีมคัสโตเมอร์ เอ็นเกจเมนต์ (Customer Engagement) ภายใต้การออกแบบของ ‘ฌอน-ชวนล ไคสิริ’ เพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการที่เหนือความคาดหวัง “กลุ่มวันสยาม ได้ดึงจุดแข็งด้านการให้บริการในแบบเฉพาะบุคคล และความเป็นเลิศในการให้บริการของทีมพนักงาน Customer Engagement มาพัฒนาและยกระดับการให้บริการ” ขณะที่ กลยุทธ์ Customer-Centric Experience ของกลุ่มวันสยาม ยังปฏิวัติ ประสบการณ์ของลูกค้าแบบ 360 องศา ได้แก่ Personalized Service การบริการเหนือระดับด้วยด้วยแนวคิด ‘Anticipate Customer Needs’ เราเข้าใจคุณ… ก่อนที่คุณจะรู้ตัวเอง! โดยใช้เทคโนโลยีอย่าง AI และ Machine Learning มาช่วยคาดการณ์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้แม่นยำมากขึ้น เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการได้ตรงใจดีขึ้น World-Class Service for All เพื่อเข้าถึงลูกค้าทั้งที่เป็นสมาชิกและยังไม่ได้เป็นสมาชิกที่มาจับจ่ายภายในศูนย์ฯ พร้อมสร้างความพึงพอใจและประทับใจในทุกทัช พอยต์ ด้วยมาตรฐานการให้บริการระดับโลก ที่ครอบคลุมตลอดเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้า Exclusive Service/Privileges for Member มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งภายในศูนย์การค้าและนอกศูนย์การค้า ทั้งในและต่างประเทศ Global Privilege ร่วมกับ 12 พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ใน 10 ประเทศและเขตปกครองพิเศษ นำร่องสร้างลักซูรี อีโคซิสเต็ม ในปลายปีนี้ แบบ 360 องศา เพื่อยกระดับสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่อยู่ในใจลูกค้าทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก Innovation Service ริเริ่มนำ AI-Powered Customer Service Kiosk ระบบปฏิบัติการบริการที่ผสาน AI Intelligence กับ Human Touch รองรับ 7 ภาษาหลัก ได้แก่ ไทย, อังกฤษ, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, และอาหรับ เพื่อสร้างประสบการณ์แห่งการสื่อสารแบบไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และการบริการที่ใช้ข้อมูลจากทุกทัช พอยต์ ของลูกค้ามาศึกษาเพื่อพัฒนาการบริการให้ดียิ่งขึ้น สรัลธร เสริมว่า ส่วนหนึ่งในแผนงานกลุ่มวันสยาม คือ การใช้เอไอมาร่วมขับเคลื่อนลูกค้าอัจฉริยะ (AI-Driven Customer Intelligence) เพื่อเข้าใจลูกค้าในระดับลึกและสร้างกลยุทธ์การตลาดได้แม่นยำ โดยผสานการทำงานในรูปแบบ ออมนิชาแนล เอ็กซพีเรียนซ์ เอ็กเซลเลนซ์ (Omnichannel Experience Excellence) เพื่อส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับและสร้างความพึงพอใจสูงสุด ซึ่งแนวทางนี้ยังสอดคล้องเทรนด์การตลาดรีเทลโลกในปัจจุบัน คือ การผสมผสานระหว่างลูกค้า ข้อมูล และ เอไอ (Combination of Customer + Data + AI) “การได้รับการบริการระดับเวิลด์คลาสของทีม Customer Engagement พร้อมใช้ประโยชน์จาก Data Hub และครองความเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงสุดในประเทศไทย” พร้อมเสริมว่า ล่าสุดทีมลูกค้าสัมพันธ์ กลุ่มวันสยามยังได้เข้ารอบ Finalist ของเวทีประกาศรางวัลด้านบริการระดับโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ คือ People in Retail Awards สาขา Customer Service Team of the Year ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูบุคลากรในอุตสาหกรรมค้าปลีกที่มีผลงานยอดเยี่ยม และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจด้านวัฒนธรรมองค์กรและการบริการลูกค้า “เราเป็นกลุ่มศูนย์การค้าเดียวของเอเชียที่ได้เข้าชิงรางวัลสุดยอดบริการระดับโลกนี้” ดึงภาพจำสู่งานดีไซน์ ด้าน ชวนล ไคสิริ ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ POEM ผู้สร้างสรรค์ยูนิฟอร์มภาพลักษณ์ใหม่ กล่าวว่า “ในฐานะที่ผมเติบโตมากับศูนย์การค้ากลุ่มสยามพิวรรธน์ตั้งแต่วัยเด็ก ภาพความทรงจำในแต่ละยุคของสยาม พารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ และไอคอนสยาม ได้หล่อหลอมแรงบันดาลใจในการออกแบบครั้งนี้ “ผมตีความความทันสมัยและความล้ำสมัยที่ได้ส่งต่อมาตลอด ถ่ายทอดผ่านสีและดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนขององค์กร สร้าง Professional Credibility ผ่านการออกแบบแฟชั่นที่สะท้อนภาพลักษณ์องค์กรและเป็น First Touch Point กับลูกค้า” สำหรับ ดีไซน์ใหม่นี้ ผ่านการออกแบบจากการพูดคุยกับทีมพนักงานผู้สวมใส่ที่ใช้งานจริง เราเน้นฟังก์ชันและความคล่องตัว โดยปรับซิลูเอตให้เหมาะกับการทำงานจริง มีทั้งกระโปรงทรงเอและกางเกงเพื่อเป็นทางเลือก เพิ่มความมั่นใจด้วยคัตติ้งและแพทเทิร์นแบบเทเลอร์เมด ซึ่งเป็นลายเซ็นของแบรนด์ POEM ผสานโทนสีเทาที่เป็นสีแห่งความก้าวหน้า โดยสีเทาที่ใช้ คือ Neutral Grey ที่ให้ความสุภาพและเป็นกลาง โดยในชุดของพนักงานที่ทำงานภายใน สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ จะใช้ผ้าสีเทานี้ มาทำหน้าที่เป็นพื้นให้สีม่วงซึ่งเป็นสีหลักของสยามพิวรรธน์ สำหรับไอคอนสยาม จะใช้สีเทาจับคู่กับสีทองซึ่งเป็นสีอันเป็นเอกลักษณ์ของไอคอนสยาม นอกจากนี้ ยังได้ทำการดีไซน์ชุดของทีมงานต่างๆ ที่แม้มีความแตกต่าง แต่ก็มีความเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน และมีความโดดเด่นมีระดับ Alternate-X สรุปให้ กลุ่มวันสยามจับมือกับ POEM แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยระดับโลก เพื่อออกแบบยูนิฟอร์มใหม่สำหรับทีมพนักงาน สร้างภาพลักษณ์ที่สะท้อนบริการระดับสากลและเสริมความมั่นใจในการทำงาน การร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Customer-Centric Experience เพื่อยกระดับการให้บริการแบบครบวงจร พร้อมย้ำจุดยืนในการเป็นกลุ่มศูนย์การค้า ‘หนึ่งเดียวในเอเชีย’ ที่เข้ารอบชิงรางวัล People in Retail Awards สาขา Customer Service Team of the Year ที่ประเทศอังกฤษ
‘ออริจิ้น’โฟกัสอสังหาฯอนาคต โสด-ไม่มีเพื่อน-เลี้ยงสัตว์ได้ ปรับพอร์ตเน้น ‘เพ็ต-เฟรนด์ลี่’
‘ออริจิ้น’ ปรับพอร์ตคอนโดโฟกัส ‘เพ็ต-เฟรนด์ลี่’ รับอนาคตสังคมโสด-ไม่มีเพื่อน-เลี้ยงสัตว์ได้ขยายตัวตามอุตฯ สัตว์เลี้ยง เจาะกลุ่มอยู่อาศัยจริง-ลงทุนปล่อยเช่า ให้ผลตอบแทนสูงเพิ่ม 25-50% เทียบนัน-เพ็ต อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ORIGIN VERTICAL) ในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) กล่าวว่า บริษัทฯ วางหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญการทำตลาดโครงการคอนโดฯ นับจากนี้ไปให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในอนาคตที่สอดคล้องกับอุตสากรรมสัตว์เลี้ยง ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงต่อเนื่องทุกปี โดยบริษัทฯ วางแผนปรับสมดุล (Portfolios balance)โครงการคอนโดทั้งหมดให้ อยู่ในรูปแบบการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง (Pet-Friendly) ในสัดส่วน 40-50% ในอนาคต จากปัจจุบันโครงการคอนโดออริจิ้น มีสัดส่วน 70% อยู่อาศัยทั่วไป และ 30% เป็นเพ็ต-เฟรนด์ลี่ ปัจจุบันมีจำนวนโครงการคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ จำนวน 25 โครงการ มีโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่จำนวน 7 โครงการ “ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่จะเป็นคนโสด ไม่มีเพื่อน และหันมาเลี้ยงสัตว์เป็นสมาชิกครอบครัวตัวเอง ซึ่งจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น” เลี้ยงสัตว์ได้ให้ค่าเช่าเพิ่ม 50% อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในไตรมาส4 ปี2568 บริษัทฯ วางแผนเปิดตัวใหม่ (New Launch) ใน3 โครงการคอนโด พร้อมเปิดตัวอีก 2 แบรนด์ใหม่ (New Brand) ในเครือออริจิ้น คือ ออริจิ้น เรสซิเดนซ์ (Origin Residence) พัฒนาภายใต้แนวคิด เพ็ต-เฟรนด์ลี่ ซึ่งแบรนด์หลังจะทำตลาดที่กรุงเทพฯ และ ภูเก็ต แนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการทั้งกลุ่ม ผู้อยู่อาศัยจริง และ นักลงทุนที่ต้องการซื้ออสังหาฯเพื่อปล่อยเช่าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มีความต้องการเลี้ยงสัตว์ได้ที่ปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่องทุกปี “จากการสำรวจผลตอบแทนรายได้จากค่าเช่าในโครงการหรืออาคารรูปแบบ เพ็ต-เฟรนด์ลี่ อย่างออริจิ้น เพลย์ ศรีอุดม สเตชั่น พบว่าจะได้หลัก1-1.2 หมื่นบาทต่อเดือนในรายปล่อยเช่า เทียบกับค่าเช่ายูนิต นัน-เพ็ตฯ อยู่ที่ราวๆ 8 พันบาทต่อเดือน” โดยช่องว่างรายได้จากค่าเช่าที่ปรับสูงขึ้นถึง 50% คาดว่ามาจากการรับประกันความมั่นใจการดูแลความเสียหายของเฟอร์นิเจอร์ และ สภาพห้องชุด โดยรวม กรณีผู้เช่าอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยง ‘B2B’ กลยุทธ์ปิดยอดโอนไว อภิสิทธิ์ กล่าวว่า บริษัทเปิดตัวคอนโดแบรนด์ Origin Plug & Play รองรับการอยู่อาศัยไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยคุ้มค่า ทำเลเดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้า มีจุดเด่นที่ห้องแบบเพดานสูง ส่วนกลางครบ ในราคาที่จับต้องได้ โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้โอนบิ๊กล็อต จำนวน 278 ยูนิต โครงการ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี 22 สเตชั่น (Origin Plug & Play E22 Station) ให้กับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 90% โดยทำเลที่ตั้งโครงการ ติด BTS สายสีเขียว สถานีสายลวด เพียง 0 เมตร อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘ออริจิ้น’ ครึ่งแรกปี68 ทำยอดพรีเซลกว่า 1.4 หมื่นล. แผนQ3เร่งโอนคอนโด-ทำตลาดพร้อมอยู่ 4 ปัจจัยหนุน ‘DELTA’ กวาด ‘บิ๊ก ล็อต’ คอนโดฯออริจิ้น เติมสภาพคล่อง ‘ORI’ ไตรมาส2ปี68 มหาเศรษฐีตระกูล ‘Koo’ ปิดดีล 500 ล.บาท ซื้อยกฟลอร์โซนค้าปลีก ‘ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์’ ‘ออริจิ้น’ หวนใช้ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ แบรนด์แอมฯ เรียกเชื่อมั่นแบรนด์ ครึ่งหลังปี68 สำหรับ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี 22 สเตชั่น (Origin Plug & Play E22 Station) มูลค่าโครงการ 2,400 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียมระดับ Mid – High End สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และสามารถเลี้ยงสัตว์ใด้ ติด BTS สายสีเขียว สถานีสายลวด บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ จำนวน 1 อาคาร ความสูง 25 ชั้น จำนวน 1,044 ยูนิต กับร้านค้า 1 ยูนิต รูปแบบห้องเพดานสูง 4.2 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 22 – 34.5 ตารางเมตร ราคาเริ่ม 1.89 ล้านบาท ส่วนกลาง/สิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ล็อบบี้, Co – Working Space, Sky Lounge , สวน 3 จุด, สระว่ายน้ำ, ห้องสันทนาการ, ฟิตเนส และ พื้นที่ส่วนกลางสำหรับสัตว์เลี้ยง Pet Club อาคารที่จอดรถ 1 อาคาร ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ติดตั้งกล้อง CCTV ทั่วโครงการ ควบคุมการเข้าออกด้วย Key Card โดยทำเลโดยรอบ ใกล้แหล่งงานใหญ่อย่าง นิคมอุตสาหกรรมบางปู รวมถึงแหล่งพักผ่อนชายทะเล สถานตากอากาศบางปู ศูนย์การค้า ไลฟ์สไตล์ สถานพยาบาล และสถานศึกษา “ออริจิ้น เน้นเจาะตลาดผู้บริโภคทั่วไป และกลุ่มนักลงทุน ควบคู่กลุ่มลูกค้าองค์กรหรือ B2B ในโซนแหล่งงาน ฐานการผลิตในประเทศไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยให้พนักงานด้วยโมเดลการขายแบบบิ๊กล็อต ด้วยกลยุทธ์นี้ช่วยสร้างทั้งยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างรวดเร็ว” นอกจากนี้ยังได้เตรียมส่งมอบโครงการ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ ศรีนครินทร์ (Origin Plug & Play Srinakarin) มูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท คอนโดใหม่ติดถนนใหญ่ เพดานสูง 4.2 เมตร แห่งแรกบนถนนศรีนครินทร์ใกล้ BTS สายสีเหลือง 2 สถานี (สถานีศรีด่าน และ ศรีแบริ่ง) ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70% โครงการพัฒนาบนที่ดินกว่า 2 ไร่ ความสูง 35 ชั้น จำนวน 593 ยูนิต กับร้านค้า 1 ยูนิต ขนาดห้องพักตั้งแต่ 1 Bedroom ขนาด 22 ตร.ม. – 1 Bedroom Plus ขนาด 34 ตร.ม. บริเวณโดยรอบ ใกล้ Foodland และห้าง Jas Urban ส่วนกลางลอยฟ้า ไฮไลท์หลักชั้น 35 จัดสรรให้เป็นพื้นที่สระว่ายน้ำวิวเมือง 270 องศา ราคาเริ่ม 2.99 ล้านบาท อภิสิทธิ์ กล่าวถึงภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี 2568 คาดมีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น จากปัจจัยหนุน การลดลงของดอกเบี้ย มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว ทั้งนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้กับผู้บริโภคตัดสินใจซื้อหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยได้ดี เพราะจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ขณะที่ การแข่งขันของตลาดคอนโดฯ ยังคงคึกคักผ่านแคมเปญโปรโมชันต่างๆ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ เร่งทำยอดขาย และรายได้ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า Alternate-X สรุปให้ ออริจิ้น ปรับพอร์ตคอนโดรับเทรนด์อนาคต โฟกัสโครงการ เพ็ต-เฟรนด์ลี่ รองรับคนโสด-เลี้ยงสัตว์ เพิ่มโอกาสการลงทุน ปล่อยเช่าได้ผลตอบแทนสูง 25-50% ทำอีก 2 แบรนด์ใหม่ ‘Origin Residence’ เจาะทำเลทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ถึงจะเน้นเช่าแต่ก็ยังมีดีมานด์ดันตลาดอสังหาฯ โตต่อเนื่อง
ลิ้มรสมือ ‘เชฟแพม’ ระดับโลก กับ 11 เมนูลับร้าน ‘โพทง’ ไอคอนสยาม ชวน 20 ท็อปสเปนเดอร์
ไอคอนสยาม ย้ำกลยุทธ์ประสบการณ์พิเศษ ดึงสายช้อปเปย์สูงสุด 20 คน สัมผัสรสชาติเชฟหญิงระดับโลก ร้านอาหารไทย-จีนไฟน์ไดนิ่งสุดหรู ‘โพทง’ สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ไอคอนสยาม วางกลยุทธ์ต่อเนื่อง ‘ICONSIAM Extraordinary Experience’ สร้างประสบการณ์ความอร่อยเหนือความคาดหมายแบบที่หาไม่ได้จากที่อื่นเป็นปีที่ 2 ในแคมเปญ ‘The Rarity Dining series with POTONG’ โดยร่วมกับ ‘เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ’ The World’s Best Female Chef 2025 แห่งร้านอาหารไทย-จีนไฟน์ไดนิ่งระดับหรู ‘โพทง’ “จากความสำเร็จของโครงการ ICONSIAM Extraordinary Experience ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีลูกค้าสนใจเข้าร่วมโครงการสูงกว่าปีที่แล้วกว่า 300%” สุพจน์ กล่าว สำหรับแคมเปญ ‘The Rarity Dining Series with POTONG’ ในปีนี้ เตรียมรังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าไอคอนสยามได้สัมผัสประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟทั้งด้านรสชาติ ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวที่น่าจดจำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ ICONSIAM Extraordinary Experience พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและความสุขเหนือความคาดหมายให้กับทุกคน โดยกิจกรรม ‘The Rarity Dining series with POTONG’ เตรียมพาลูกค้าคนพิเศษของไอคอนสยามร่วมสัมผัสประสบการณ์ไฟน์ไดนิ่งในสไตล์ ‘Progressive Thai-Chinese Cuisine’ ผ่าน 11 คอร์สเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ICONSIAM x POTONG ที่รังสรรค์โดย ‘เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ’ เชฟหญิงชื่อดังของไทย ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น The World’s Best Female Chef 2025 จาก The World’s 50 Best Restaurants ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราคลาสสิกในอาคารเก่าแก่สไตล์ชิโน-โปรตุกีสอายุกว่า 120 ปี ย่านสำเพ็ง ที่บรรพบุรุษของเชฟแพมเคยเปิดเป็นห้างขายยาโพทงมาก่อน สำหรับ การรับประทานอาหารที่โพทงในรูปเเบบ ‘5 Elements, 5 Senses’ จะพาไปดื่มด่ำกับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เเตกต่างเเละไม่เหมือนใคร ทั้งลิ้มรสชาติความอร่อย พร้อมเสริมอรรถรสด้วยเรื่องเล่าแห่งกาลเวลาระหว่างความดั้งเดิมและความร่วมสมัย โดยเชฟแพมเลือกนำเสนอคอร์สเมนูอาหารสุดพิเศษภายใต้คอนเซ็ปต์ของ ‘กาลเวลา’ ดึงเอารสชาติในความทรงจำของเชฟและรูปแบบวัฒนธรรมการกินของคนไทยเชื้อสายจีน มาเป็นแรงบันดาลใจในสร้างสรรค์แต่ละเมนู ทั้งนี้ ลูกค้าไอคอนสยามที่อยากลิ้มรสเมนูสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเชฟหญิงระดับโลก สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทาง ONESIAM SuperApp โดยสมาชิก ONESIAM 20 ท่าน ที่สะสมยอดใช้จ่ายสูงสุดตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 (ยอดสะสมขั้นต่ำที่ 30,000 บาทขึ้นไป) จะได้รับสิทธิ์ไปร่วม ดินเนอร์มื้อพิเศษที่ร้านโพทง ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 สำหรับ วิธีการเข้าร่วมกิจกรรมในแคมเปญ “ICONSIAM Extraordinary Experience The Rarity Dining series with POTONG” สามารถลงทะเบียนผ่าน ONESIAM SuperApp ได้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 โดยมีเงื่อนไขดังนี้ เงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรม ลูกค้าไอคอนสยามที่เป็นสมาชิก ONESIAM ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม “ICONSIAM Extraordinary Experience The Rarity Dining series with Baan Tepa Culinary Space” ผ่าน ONESIAM SuperApp ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน – 8 ตุลาคม 2568 สมาชิกผู้มียอดใช้จ่ายสะสมที่ไอคอนสยาม รวมสยาม ทาคาชิมายะ และไอซีเอส ในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด สูงสุด 20 ท่านแรก (ยอดสะสมขั้นต่ำที่ 30,000 บาท โดยยอดใช้จ่ายต้องประกอบด้วยหมวดร้านอาหารและเครื่องดื่ม 5,000 บาทขึ้นไป) จะได้รับสิทธิ์ร่วมเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหาร ‘โพทง’ ในวันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 จำนวน 20 สิทธิ์ สิทธิ์ละ 2 ที่นั่ง รวมทั้งหมด 40 ท่าน ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย จำกัด 1 สิทธิ์ / สมาชิกตลอดรายการ และจำกัดรวม 20 สิทธิ์ตลอดรายการ Alternate-X สรุปให้ ไอคอนสยาม ดึงกลยุทธ์ ‘ICONSIAM Extraordinary Experience’ จัดแคมเปญหรู The Rarity Dining Series with POTONG ชวนลูกค้า Top Spender 20 ท่าน ดินเนอร์ไฟน์ไดนิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดย เชฟแพม-พิชญา สุนทรญาณกิจ The World’s Best Female Chef 2025 ลิ้มรส 11 คอร์ส Progressive Thai-Chinese Cuisine ณ ร้าน ‘โพทง’
ทำไมสนใจแต่ไม่ซื้อ? ลูกค้า 50–75% หายกลางทาง! VML แนะแบรนด์อุดรอยรั่วเพิ่มรายได้
ซับซ้อนไม่พอ แถมยังย้อนแย้งอีก!! พฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่แบรนด์สินค้าต้องเจอท่ามกลางการแข่งขันสูงในตลาดเดียวกัน ที่ยังต้องรอจังหวะกว่าลูกค้าจะตัดสินใจ ‘คลิก’ ปัจจุบันหลายแบรนด์กำลังเผชิญปัญหาสำคัญในเส้นทางผู้บริโภค (Consumer Journey) เมื่อพบการหลุดหาย ‘Drop-off’ ระหว่างขั้นตอนการพิจารณา (Consideration) สู่การตัดสินใจซื้อ (Purchase) สูงถึง 50–75% ส่งผลให้ยอดขายไม่เติบโตตามเป้าหมาย และทำให้แบรนด์ สูญเสียโอกาสทางรายได้กว่า 35–55% ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร VML Thailand เอเยนซี ผู้ให้บริการโซลูชันความคิดสร้างสรรค์ ข้อมูล และเทคโนโลยี กล่าวถึงภาพรวมผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน มีความคิดและพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกันในตัวผู้บริโภคเอง นำไปสู่ปรากฏการณ์ใหม่ เรียกว่า ‘Consumer Paradox Mindsets’ ‘ความย้อนแย้งในใจ’ ผู้บริโภคไทย ที่แม้จะแสดงความสนใจสินค้า แต่กลับลังเลไม่ซื้อจริง ซึ่งถือเป็นความท้าทายใหญ่ของธุรกิจในยุคนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลก ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ กระแสโซเชียลมีเดีย ที่เปลี่ยนแปลงค่านิยม และการดิสรัปชันของเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI เป็นต้น โดย VML Thailand ทำการศึกษาวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ พร้อมนำผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคจากงานวิจัย “The Future 100” และ “Future Shopper” ของ VML ที่จัดทำอย่างต่อเนื่องทั่วโลกมากว่าสิบปี ร่วมกับการสำรวจผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนกว่า 45,000 คน พร้อมตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อมูลจากพาร์ทเนอร์บริษัทวิจัยชั้นนำอย่าง Kantar, Global Web Index และ Euromonitor มาร่วมวิเคราะห์ เพื่อถอดรหัสความเข้าใจพฤติกรรมที่ย้อนแย้งของผู้บริโภค ถึงปัจจัยที่สร้างความสับสนลังเลในการตัดสินใจด้านต่างของผู้บริโภค ที่ทำให้นักการตลาด แบรนด์ ต้องเสียโอกาสในการขายไป โฉมใหม่การตลาดไทย ขณะที่ ผลการวิจัยระบุ 4 มิติสำคัญ ที่เป็นตัวอย่างความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ในยุคปัจจุบัน 1.The Spending Paradox: Willing to Spend vs. Power to Spend คือความย้อนแย้งใน ‘ความอยากจ่าย’ กับ ‘กำลังในการจ่าย’ แม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อลดลง แต่ผู้บริโภคชาวไทยโดยเฉพาะ Gen Z กลับมีความอยากที่จะใช้จ่ายในหลายหมวดหมู่สินค้าและโซลูชันมากกว่าทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะค่าอาหาร เครื่องดื่ม และค่าใช้จ่ายส่วนตัว 70% ต้องมองหาแบรนด์ทางเลือกที่ราคาถูกกว่า อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังมีความอยากเก็บเงินและลงทุนเพื่ออนาคต ในขณะที่กลุ่ม Gen X ถึง Baby Boomer ที่มีฐานะดีกว่ากลับเน้นประหยัดกับค่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ยังแอบเปิดใจให้กับสินค้าโซลูชันด้านสุขภาพและการแสวงหาประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สนุกสนาน 2.The Relationship Paradox: Need to Disconnect vs. Drive to Reconnect ความย้อนแย้งใน ‘การอยากเชื่อมต่อ’ กับ ‘อยากหยุดเชื่อมต่อ’ ถึงแม้ว่าคนไทยกว่า 90% สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้และเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่ผู้บริโภคชาวไทยเกือบ 80% กำลังพิจารณาเรื่อง ‘การควบคุมปริมาณข้อมูล’ เช่น การเลิกติดตาม หรือ บล็อกโซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์ม 71% เริ่มรู้สึกเอียนเทคโนโลยีและต้องการอิสระ 38% ของคนไทย หันมาสนใจกิจกรรมในโลกจริงเพื่อสุขภาพจิตที่ดี อย่างไรก็ตามพวกเขายังมองเทคโนโลยีในแง่ดีมากกว่าแง่ไม่ดี และเชื่อว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับความสามารถในการเชื่อมต่อกับผู้คนและโอกาสในชีวิตที่ดีขึ้นได้ 3.The Belief Paradox: Demand for Real vs. Crave for Wow คือความย้อนแย้งใน ‘ความต้องการความซื่อสัตย์จริงใจ’ กับ ‘ความโหยหาความตื่นเต้นเซอร์ไพรส์เร้าใจ’ จากผลการวิจัยล่าสุดของ VML กับผู้บริโภคไทยพบว่า ความเชื่อมั่นในบุคคล แบรนด์ และอินฟลูเอนเซอร์กำลังถูกท้าทายจากความไม่เชื่อใจของผู้บริโภค เนื่องจากข่าวด้านลบและข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดีย 80% ของคนไทย กังวลเรื่องข่าวปลอม ขณะที่ความเชื่อมั่นใน AI กลับสูงเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ผู้บริโภคเรียกร้องความจริงและความซื่อสัตย์เป็นคุณค่าสูงสุด โดยต้องการแบรนด์ที่จริงใจ 64% และน่าเชื่อถือ 70% 73% ของคนไทย ยังต้องการแบรนด์ที่บันเทิง ดึงดูดทุกโสตประสาทสัมผัส และสร้างความ ‘ว้าว’ ด้วย ถึงจะเป็นแบรนด์ที่โดดเด่น และเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภค 4.The Health & Wellness Paradox: Fear of Aging vs. Joy of Aging คือความย้อนแย้งใน ‘ความกลัวแก่’ กับ ‘ความสุขสนุกของชีวิตในวัยหลังเกษียณ’ เนื่องจากสุขภาพกายและใจเป็นหนึ่งในสองคุณค่าสูงสุดทั้งในหมู่คนไทยและทั่วโลก หมวดสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีจึงเป็นอันดับต้นๆ ที่คนไทยยินดีจ่ายเงินเพิ่ม 70% ของคนไทย กำลังดูแลสุขภาพกาย สุขภาพจิต และจิตวิญญาณอย่างจริงจัง สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ผู้ที่กลัวความแก่ชรามากที่สุดกลับเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z ซึ่งมองว่าการดูแลรูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องลงทุนมากกว่าคนรุ่นอื่น ในทางกลับกัน กลุ่ม Baby Boomer ซึ่งเป็นผู้สูงวัยที่สุดกลับเป็นกลุ่มที่กลัวความแก่น้อยที่สุด โดย 90% เชื่อว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ และกว่า 50% คิดว่าชีวิตและการใช้ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้หลังอายุ 60 ปี อะไร ? ที่ทำให้แบรนด์ไม่โต ปรัตถจริยา กล่าวว่า ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้ขาด การรับรู้ Awareness แต่กลับประสบปัญหาใหญ่หลวงจากการขาด ‘Effective Push-throug’ วิธีผลักลูกค้าที่สนใจให้ตัดสินใจซื้อจริง (Conversion) และ กลับมาซื้อซ้ำ (Retention) โดยต้องจัดการกับปัญหาสำคัญคือ การหลุดหาย Drop-off ที่ลูกค้าส่วนใหญ่หายไปในขั้นตอนสุดท้าย จากที่ ‘สนใจสินค้า’ แต่ไม่ ‘ซื้อจริง’ โดยมีอัตราการหลุดหายจากตัดสินใจสู่การซื้อจริง สูงถึง 50-75% ในทุกอุตสาหกรรม ส่งผลให้แบรนด์สูญเสียโอกาสทางรายได้ถึง 35-55% “จากรอยรั่วเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น ค่าโฆษณาที่แพงขึ้น 2.5-3.5 เท่า กลับเพิ่มคอนเวอร์ชั่น ได้เพียง 5-10% เท่านั้น” จากข้อมูลเชิงลึกชี้ให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง 8-12% แต่ความคาดหวังจากคุณภาพของสินค้ากลับสูงขึ้น 15-20% ขณะที่ต้นทุนสื่อพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง 15-25% และต้นทุนธุรกิจเพื่อให้ได้ลูกค้า 1 คน (Cost per acquisition) สูงขึ้นถึง 25-45% นอกจากนี้ 68% ของลูกค้าพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ใน 1 คลิกหากเจอประสบการณ์ใหม่ของลูกค้า หรือ ข้อเสนอที่ดีกว่าที่ดีกว่า 72% ของคู่แข่งใช้ AI ในการปรับปรุงการขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Optimize Funnel) เพิ่มขึ้น 35% จากปี 2567 “ทุกการ Drop-off คือรายได้ที่สูญเสียไป ซึ่งการทำความเข้าใจความย้อนแย้งในใจผู้บริโภค เพื่อดึงมุมเหล่านี้มาสร้างความอยากลองอยากมีประสบการณ์กับแบรนด์ เพื่อนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด” โดย VML มองว่าตลาดในปี 2568-2569 นี้ ตลาดจะยิ่งท้าทายขึ้น ผู้บริโภคมีความอดทนน้อยลง และความภักดีต่อแบรนด์เปราะบางลงอย่างมาก “แบรนด์ที่จะชนะคือแบรนด์ที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ราบรื่น สร้างความผูกพันทางอารมณ์ และขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง” ขณะที่ ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับแบรนด์คือ การที่ลูกค้าหลุดและรายได้หายโดยไม่รู้ตัว แม้ว่ามรการรับรู้ (Awareness) ดีแต่ยอดขายไม่พุ่ง ลูกค้าเดินเข้าร้านแล้วกลับไปซื้อบนเว็บไซต์อื่น หรือลูกค้าเพิ่มของลงตะกร้าแต่ไม่ซื้อ ทั้งหมดนี้ คือ ‘รูรั่ว’ ที่เกิดจากจุดบอดในประสบการณ์ตลอดเส้นทางของลูกค้า และการสื่อสาร ที่นำไปสู่การหลุดออกจากแบรนด์ ประสบการณ์ลูกค้าต้องราบรื่น ปรัตถจริยา กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว VML ได้เปิดตัว NO LEAK SOLUTION™ โซลูชันปฏิวัติการตลาดยุคใหม่ด้วยความท้าทายเหล่านี้ เพื่ออุดรอยรั่วตลอดเส้นทางของผู้บริโภค พร้อมเปิดโอกาสทางการตลาดเพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้าในมุมที่อาจไม่ได้นึกถึงก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปสู่โอกาสของยอดขายใหม่ๆ สำหรับ NO LEAK SOLUTION™ ของ VML Thailand มุ่งออกแบบประสบการณ์แบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์ที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพิ่มคุณค่าตลอดเส้นทางของผู้บริโภค และปรับปรุงการค้าให้เหมาะสมเพื่อความได้เปรียบในอนาคต ขณะที่โซลูชั่นนี้ ถูกออกแบบมาบนฐานความเข้าใจ Consumer Paradox Mindsets โดยการรับรู้และยอมรับความย้อนแย้งที่ซับซ้อนในใจผู้บริโภคยุคใหม่ แล้วนำความเข้าใจนั้นมาแปลงเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สร้างประสบการณ์แบรนด์ที่ตอบสนองทั้งสองด้านของความต้องการที่ขัดแย้งกัน เช่น การสร้างประสบการณ์ Phygital ที่ผสานโลกดิจิทัลและโลกจริง การพัฒนา Real Showmanship ที่ผสานความจริงใจกับความตื่นตาตื่นใจ การสร้างความเชื่อและคุณค่าร่วมกันที่ตอบโจทย์ทั้งความอยากจ่ายและขีดจำกัดในการจ่าย การเปลี่ยนมุมมองเรื่องวัยให้เป็น Empowering Journey ในทุกช่วงชีวิต ผ่าน 5 โซลูชันหลักที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพรายได้สูงสุดและขับเคลื่อนเส้นทาง End-to-End แบบไร้รอยรั่ว เพื่อ Conversion และ Retention สูงสุด นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้วยเทคนิคขั้นสูง เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้า การระบุจุดรั่วไหลที่แม่นยำในการค้นหา ‘จุดวิกฤต’ ที่นำไปสู่การลดลงของลูกค้า พร้อมแนวทางแก้ไขที่วัดผลได้โดยนำเสนอโซลูชันที่ปฏิบัติจริงเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพ และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนที่ช่วยรักษาฐานลูกค้า เพิ่มรายได้ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว Alternate-X การตลาดในตอนนี้ หลายแบรนด์เจอปัญหาใหญ่ แม้ลูกค้าสนใจสินค้าแต่ไม่ซื้อจริง เกิด Drop-off สูงถึง 50–75% ส่งผลให้รายได้หายไปกว่า 35–55% แม้จะลงทุนโฆษณาเพิ่ม ค่า Cost per Acquisition ก็พุ่งขึ้นต่อเนื่อง VML Thailand ชี้พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เต็มไปด้วย ‘ความย้อนแย้ง’ ทั้งอยากจ่ายแต่ไม่กล้า อยากเชื่อมต่อแต่ก็อยากตัดขาด เพื่อแก้โจทย์นี้ VML เปิดตัว NO LEAK SOLUTION™ ปิดรอยรั่วตลอด Consumer Journey ช่วยแบรนด์เพิ่ม Conversion, Retention และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ตลาดกาแฟ 6.5 หมื่นล.ปี68 ยังมีช่องว่างอีกเพียบ เจนฯใหม่ดื่มกาแฟสดแซงสำเร็จรูป
กวินฯ บอกปี68 ตลาดกาแฟธุรกิจร้านคาเฟ่ยังเติบโต คนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ย 1 แก้วต่อวันขยายความนิยมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่-ผู้สูงอายุ ส่งผลให้มูลค่าตลาดแตะ 6.5 หมื่นล.บาท ปีนี้ กวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ดำเนินงานจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนไทย โดยเฉลี่ยมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี หรือประมาณ 1 แก้วต่อวัน ขณะที่ ความนิยมดื่มกาแฟ ไม่ได้จำกัดเฉพาะวัยทำงาน แต่ขยายไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้สูงอายุ ส่งผลให้มูลค่า การตลาดภายในประเทศปี 2568 แตะระดับ 6.5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 8.33% จากปี 2567 “ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดื่มกาแฟสำเร็จรูปสู่กาแฟสด สะท้อนถึงรสนิยมของคนยุคใหม่ที่ต้องการดื่มด่ำคุณภาพ รสชาติ และ ประสบการณ์ใหม่ๆ ของกาแฟที่สูงขึ้น” พร้อมเสริมว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนโอกาสทางธุรกิจร้านกาแฟยังมีช่องว่างการเติบโต ซึ่งหากมองเชิงลึกในรูปแบบธุรกิจร้านกาแฟจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ Franchise/Chains เป็นธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ และเป็นทางเลือกของผู้ที่อยากเปิดร้านกาแฟแต่ยังไม่มีประสบการณ์ Independent เป็นธุรกิจที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด สูงถึง 4% ของธุรกิจกาแฟในประเทศ โดยเป็นการบริหารธุรกิจโดยเจ้าของร้านเองอาจมีสาขาในแบรนด์ประมาณ 1-3 สาขา เช่น Stand Alone, Truck และ Kiosk กวิน เสริมว่า ล่าสุดบริษัทร่วมกับสมาคมต่าง ๆ ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 150 ราย และภาครัฐ จัดงาน ASEAN Café Show 2025 แสดงสินค้าเพื่อธุรกิจคาเฟ่ครบวงจร ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 2–5 ตุลาคม 2568 ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา โดยการจัดงานฯ ยังต้อนรับช่วงไฮซีซันไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมแบ่งโซนจัดแสดงออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ กาแฟและชา (กาแฟทุกประเภท เครื่องคั่ว เครื่องชง และอุปกรณ์ Brewing) เบเกอรี่และ ขนมหวาน (เค้ก ขนมปัง ไอศกรีม และของหวานนานาชนิด) อุปกรณ์และเทคโนโลยีร้าน (POS, Vending Machine, Café Design, Digital Solutions) วัตถุดิบและส่วนผสม (ผง เครื่องปรุง ไซรัป ซอส นม และวัตถุดิบเพื่อสุขภาพ) บรรจุภัณฑ์และ ดีไซน์ (แก้ว ถุง กล่องเพื่อสร้างมูลค่าแบรนด์) ธุรกิจแฟรนไชส์คาเฟ่และเบเกอรี่ ตอกย้ำแนวคิด ‘Taste the Trends’ พร้อมกิจกรรมเสวนาและเวิร์กช็อปกว่า 40 รายการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษภายในงานครั้งนี้ยกตัวอย่าง อาทิ Main Stage: Design Thinking For Cafe In 2025 โดย World Wide Coffee Workshop 2nd Thailand Ultimate Barista 2025 Brew by Technology โดย World Wide Coffee DaVinci Barista Craft Championship 25/26 “เมื่อการชงไม่ได้จบลงแค่ที่แก้วกาแฟ แต่คือ Data ที่มีมูลค่ามหาศาล” โดย คุณธีรพล อำไพ Pastry LAB Zone: การสาธิตสูตรขนมปังและเบเกอรี่สุดพิเศษ โดย เชฟเดช แสงศรีจันทร์ จากสมาคมเบเกอรี่ (ประเทศไทย) Trendy Ice-cream : มัจฉะถั่วแดง โดย N2ICE เมนู Italian Bomboloni โดย เชฟฟาง – ศศิธร แซ่ฮู๋ เมนู Chocolate Raspberry Tart โดย เชฟฟาง – ศศิธร แซ่ฮู๋ Drinks LAB Zone: Secret Drinks of Siam Bee Secret “Sangria” พร้อม Flair Bartender Show โดย Okuri House Limited Partnership “Natural Vanilla Diversification” โดย Sam Vanilla ชงชาง่ายๆ มือใหม่ก็ทำได้ โดย SL Industry Co., Ltd. Slush World Family Club โดย World Wide Coffee Chocolate Lover สาธิตการชงเครื่องดื่ม โดย คุณฐิตินาถ ประชากุล โดย กิจกรรม Workshop ทั้งหมดนี้เปิดให้ผู้เข้าชมงานเข้าร่วม ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าผ่านทาง https://eventpassinsight.co/el/to/ACS2514 โดย คาดว่าตลอด 4 วันของการจัดงานจะมีผู้เข้าชมกว่า 20,000 คนจากทั่วประเทศ สร้างรายได้เจรจาธุรกิจราว 700 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ตลาดกาแฟไทยปี 2568 แตะมูลค่า 65,000 ล้านบาท โต 8.33% จากปีก่อน โดยคนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ย 1 แก้วต่อวัน มากกว่า 340 แก้วต่อปี ขณะที่พฤติกรรมเปลี่ยนจากกาแฟสำเร็จรูปสู่ ‘กาแฟสด’ สะท้อนรสนิยมผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้ธุรกิจคาเฟ่ยังมีช่องว่างเติบโต โดยเฉพาะร้านอิสระ (Independent) ครองสัดส่วนกว่า 94% โดย งาน ASEAN Café Show 2025 เตรียมโชว์เทรนด์ธุรกิจครบวงจร คาดผู้เข้าชมกว่า 20,000 คน
GenAI พลิกเกมอีคอมเมิร์ซ! ‘ลาซาด้า’ โชว์พลังผู้ช่วยAI ดันยอดขายแคมเปญ ‘9.9’
‘ลาซาด้า’ ปรับใหญ่ใช้ GenAI ตัวช่วยอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ เปิดสถิติพลังนักช้อปไทยหลังแคมเปญ 9.9 กระแสถ่ายรูปคลาสสิคฟีเวอร์! หนุนโพลารอยด์-ฟิล์มโตแรง ส่วน ‘บิวตี้ ไอเท็ม’ ยังแชมป์ยืนหนึ่งยอดขายตลอดไป ไอริส เว่ย ประธานลาซาด้า กรุ๊ป ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับภูมิภาค ลาซาด้า (Lazada) เปิดเผยว่า ‘ลาซาด้า’ มุ่งยกระดับมาตรฐานและกำหนดอนาคตของอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในเทคโนโลยีล้ำสมัยและเครือข่ายของแบรนด์คุณภาพสูง ในฐานะผู้บุกเบิกการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในภูมิภาคนี้ ปัจจุบัน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขาย (GMV) จากแบรนด์ไม่ถึง 30% โดยลาซาด้า มองว่าเป็นโอกาสเติบโตครั้งใหญ่ในอนาคต โดยจะผลักดันการขยายตัวผ่านการสร้างพลังให้กับแบรนด์ ร่วมกับการใช้เทคโนโลยี GenAI ที่จะมีมูลค่ากว่า 1.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 “เรากำลังพลิกโฉมวิธีการที่ผู้บริโภคค้นหาสินค้า และยกระดับประสิทธิภาพการขายของแบรนด์ให้ก้าวไปอีกขั้น” ไอริส ย้ำ จากแนวทางดังกล่าวลาซาด้า ยังสะท้อนความสำเร็จจากกลยุทธ์ขับเคลื่อนด้วยสินค้าแบรนด์ รองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุณภาพจากแบรนด์แท้เพิ่มมากขึ้น ผ่านแคมเปญ ‘9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์’ ซึ่งมีการเติบโตที่แข็งแกร่งทั่วทั้งภูมิภาค ลูกค้าเจนใหม่ใช้เทคโนโลยีพุ่ง ด้าน ‘โรนัลด์ ฟู’ ผู้อำนวยการฝ่ายแคมเปญ ลาซาด้า กรุ๊ป กล่าวว่า ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ความสำคัญกับเรื่องสินค้าแท้ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และประสบการณ์การช้อปปิงระดับพรีเมียมมากขึ้น ซึ่ง ‘LazMall’ ศูนย์รวมแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 32,000 แบรนด์ ยังคงเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนความสำเร็จของแคมเปญใหญ่ของลาซาด้า ทั้งนี้ ลาซาด้า ยังสร้างสถิติใหม่บนแพลตฟอร์มมีมูลค่าเฉลี่ยของคำสั่งซื้อที่สูงขึ้น 30% เมื่อเทียบกับแคมเปญ 9.9 ในปีที่ผ่านมา ส่วนผู้ขาย 100 รายทั่วภูมิภาค เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 49 เท่าเทียบกับปีก่อนหน้าเช่นกัน ‘Lazzie’ ผู้ช่วย AI เพิ่มยอดขาย ทั้งนี้ ลาซาด้า ยังได้ต่อยอดศักยภาพ ‘Lazzie’ ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมและเพิ่มประสิทธิภาพของเมกะแคมเปญ 9.9 ปีนี้ ด้วยกิจกรรม ‘LazzieChat Challenge’ เพิ่มการมีส่วนร่วมมากขึ้น 53% โดยนักช้อปในไทยและมาเลเซียยังเริ่มต้นการสนทนากับ Lazzie เองเพิ่มขึ้น 34% นอกจากนี้ ยอดคำสั่งซื้อจากการสนทนากับ Lazzie ยังเพิ่มขึ้นกว่า 36% เมื่อเทียบกับแคมเปญ 6.6 ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนศักยภาพของ AI ที่ช่วยเพิ่มยอดการซื้อ-ขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการเปลี่ยนประสบการณ์การซื้อขายที่เคยเป็นเพียงธุรกรรมให้กลายเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและเข้าถึงนักช้อปได้จริง บิวตี้ ไอเท็ม ยังครองแชมป์ สำหรับสินค้ามาแรงในแคมเปญ 9.9 ในหมู่นักช้อปไทย ที่ยังได้รับความนิยมมีดังนี้ สินค้าความงาม (Beauty) มียอดขายเติบโตสูงถึง 815% สะท้อนกระแสการดูแลตัวเองที่ยังมาแรง กระเป๋าเดินทาง-อุปกรณ์ท่องเที่ยว ยอดขายเติบโต 670% เมื่อเทียบเวลาปกติ รับเทศกาลเที่ยวปลายปี หมวดหมู่ของเล่นและเกม จากแรงหนุนจากกระแสแฟนด้อม แบรนด์ดังอย่าง POP MART เติบโต 170% ยอดขายกล้องโพลารอยด์-ฟิล์มโต 253% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว กระแสถ่ายภาพแบบคลาสสิกมาแรง! เครื่องเล่นเกมพกพาพุ่ง 1,084% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากกลุ่มลูกค้าสายเกมเมอร์ สินค้าไอดอล ยอดขายเติบโต 9,860% จากกลุ่มแฟนด้อมไทยปลุกตลาด ขยายตลาดกำลังซื้อสูง ด้าน ‘หลี่ เจียงกาน’ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Momentum Works บริษัทที่ปรึกษาและพัฒนาธุรกิจ และการวิจัยข้อมูลเชิงลึก กล่าวว่า พฤติกรรมนักช้อปที่มีกำลังซื้อสูงมีความต้องการทั้งประสบการณ์การช้อปที่ราบรื่นและต้องการสินค้าแท้ ความมั่นใจในคุณภาพ และการมีส่วนร่วม ไปพร้อมกัน ขณะที่ปัจจุบัน ตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีสัดส่วนยอดขายจากสินค้าแบรนด์ไม่ถึง 30% สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสเติบโตอีกมหาศาลสำหรับแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยให้แบรนด์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว สำหรับ ลาซาด้า กรุ๊ป ผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินกิจการมา 13 ปี ในประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ปัจจุบันธุรกิจเชื่อมโยงผู้ใช้งานเป็นประจำราว 160 ล้านราย เข้ากับผู้ขายที่ดำเนินธุรกิจอยู่มากกว่า 1 ล้านรายต่อเดือน Alternate-X สรุปให้ ลาซาด้า ขยับใหญ่ดึงเทคโนโลยี GenAI พัฒนาอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมองเห็นสัดส่วนการขายจากแบรนด์ไม่ถึง 30% ซึ่งเป็นโอกาสเติบโตมหาศาล ขณะที่แคมเปญ 9.9 ของลาซาด้าสร้างสถิติใหม่ ยอดคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อครั้งเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบปีก่อน โดยผู้ช่วย AI ‘Lazzie’ มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการมีส่วนร่วมและยอดขายให้ผู้ขาย ขณะที่ สินค้าเด่นในไทย ได้แก่ ความงาม, กล้องโพลารอยด์, เกมพกพา และสินค้าแฟนด้อมที่โตแรง
เตรียมตัวเที่ยวปลายปี Gother ฉลองครบ 1 ปี กดจองตั๋วบิน-ที่พัก รับโปรแรง
Gother (โกเธอร์) ฉลองครบรอบ 1 ปี สุดยิ่งใหญ่ มอบความคุ้ม 3 ต่อ จัดเต็มทั้งส่วนลดสูงสุด 50% และของรางวัล150,000 บาท และโค้ดส่วนลดเพิ่ม 500 บาท ระหว่าง 18 ก.ย.–5 ต.ค.นี้ หวังส่งเสริมคนไทยเที่ยวช่วงสิ้นปีถึงต้นปี 2569 นายอนุพงษ์ เกรียงไกรลิปิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Gother กล่าวว่า ในโอกาสที่ Gother ครบรอบ 1 ปี ของการเปิดให้บริการแพลตฟอร์มจองทริปท่องเที่ยวของคนไทยเพื่อคนไทย ซึ่งเราพร้อมให้บริการที่เข้าถึงและเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวของคนไทยอย่างแท้จริง ภายใต้การสร้างแรงบันดาลใจให้คุณออกไปท่องเที่ยว สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบของตัวเอง ผ่านการจองบริการท่องเที่ยวที่เรานำเสนอแบบครบวงจร ทั้งบริการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก กิจกรรม รถเช่า แพ็คเกจทัวร์ Gother ได้จัดโปรโมชันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้ เพื่อส่งเสริมให้คนไปเที่ยวช่วงสิ้นปี หรือต้นปี 2569 Gother ได้จัดโปรแรงสุดในรอบปี รับส่วนลดและรางวัลคุ้ม 3 ต่อ ให้ทั้งส่วนลด ตั๋วเครื่อง ที่พัก กิจกรรม และสิทธิ์จับฉลากมูลค่ารวมรางวัลกว่า 150,000 บาท และโค้ดส่วนลดพิเศษ 500 บาท สำหรับการจองครั้งถัดไป ระยะเวลาโปรโมชั่น: 18 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ต่อที่ 1: ส่วนลดจองเที่ยวผ่าน Gother ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางในประเทศ ลด 6% สูงสุด 800 บาท ขั้นต่ำ 3,000 บาท ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางต่างประเทศ ลด 8% สูงสุด 4,500 บาท ขั้นต่ำ 15,000 บาท ที่พัก ในประเทศ ลดทันที 600 บาท ขั้นต่ำ 4,000 บาท ที่พัก ต่างประเทศ ลด 15% สูงสุด 2,000 บาท ขั้นต่ำ 5,000 บาท กิจกรรมในประเทศ ลด 7% สูงสุด 350 บาท ขั้นต่ำ 1,500 บาท กิจกรรม ต่างประเทศ ลด 9% สูงสุด 899 บาท ขั้นต่ำ 3,500 บาท ต่อที่ 2: สิทธิ์จับฉลากรางวัลสำหรับทุกคนที่มียอดจองทุก 5,000 บาท รางวัลที่ 1 : ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ญี่ปุ่น ทุกเส้นทางบินที่ให้บริการจากสายการบิน EVA Air (Full Service) 1 รางวัล 2 ที่นั่ง มูลค่ารวม 75,000 บาท รางวัลที่ 2 : ห้องพักหรู Studio Pool Villa โรงแรม Casa de La Flora 1 รางวัล เข้าพักได้ 2 ท่าน มูลค่า 20,000 บาท รางวัลที่ 3 : ห้องพัก Sea View Deluxe โรงแรม Cape Sienna Gourmet Hotel & Villas 1 คืน มูลค่า 14,500 บาทง รางวัลที่ 4 : ห้องพัก Deluxe Poolside โรงแรม La Vela Khaolak 1 คืน มูลค่า 12,194 บาท รางวัลที่ 5 : ห้องพัก Flora Room โรงแรม La Flora Khaolak 1 คืน มูลค่ากว่า 11,400 บาท รางวัลที่ 6 : Gother Voucher มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 10 รางวัล รวมมูลค่า 30,000 บาท ต่อที่ 3: เมื่อจองครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับโค้ดส่วนลดสำหรับการจองครั้งถัดไปมูลค่า 500 บาท (ขั้นต่ำ 3,500 บาท) และโปรโมชั่นพิเศษสุด ดีลพิเศษสายการบิน สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale วันที่ 25 ก.ย. – 5 ต.ค. 2568 ตั๋วเครื่องบิน ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 150 บาท ไม่มีขั้นต่ำ ที่พัก ในประเทศ ลด 50% สูงสุด 250 บาท ไม่มีขั้นต่ำ สายการบิน EVA Air ลดทันทีเลย 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางญี่ปุ่นและเกาหลีเท่านั้น สายการบิน All Nippon Airways ลดทันที 1,500.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินญี่ปุ่นเท่านั้น ทุกสายการบิน ลดทันทีเลย 1,000.- ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะเส้นทางบินไปฮ่องกงเท่านั้น ดีลพิเศษ 1 แถม 1 + ลดเพิ่มสูงสุด 899 บาท* สำหรับช่วง 1st Gother Birthday MEGA Sale ทัวร์ไหว้พระ-ทัวร์มูเตลู พระวัดดังที่ฮ่องกง (1 วัน) เริ่มต้นเพียง – ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 1 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 แพ็กเกจเกมกอล์ฟและความบันเทิงครบครัน ที่ Topgolf Megacity เริ่มต้นเพียง 149.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 บัตรโดยสารรถไฟ AREX Incheon Airport Express แบบเที่ยวเดียว (สนามบินอินชอน) เริ่มต้นเพียง – ระยะเวลาจอง : 18 ก.ย. – 1 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 18 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 กระเช้า Ngong Ping 360, Hong Kong เริ่มต้นเพียง – ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ช่วงระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 (ยกเว้น 2-16 ก.ย. 2568) บัตรเข้าชม Macau Tower (Macau Tower Sightseeing Ticket) เริ่มต้นเพียง – ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 2568 WoW Park – Buy 1 Get 1 Free Combo Ticket เริ่มต้นเพียง – ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย.- 5 ต.ค. 2568 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย.- 31 ต.ค. 2568 บัตรเข้าสวนสนุก Ocean Park Hong Kong เริ่มต้นเพียง 2,139.- ระยะเวลาจอง : 25 ก.ย. – 5 ต.ค. 68 ระยะเวลาเดินทาง : 25 ก.ย. – 30 ธ.ค. 68 บัตรสวนสนุก Disneyland Hong Kong ซื้อแพคเกจ 3 ใบ หรือ 4 ใบ ลด 15% ช่วงเวลาจอง : 25 ก.ย.-5 ต.ค. 2568 เพื่อมอบความสุขให้ลูกค้าแบบจัดเต็ม ในโอกาสฉลองครบรอบ 1 ปี Gother ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Hong Kong Tourism Board (HKTB) จัดโปรโมชันสุดพิเศษสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มีแผนเที่ยวฮ่องกงโดยเฉพาะ ตั๋วเครื่องบิน เส้นทางฮ่องกง (ไม่จำกัดสายการบิน) ลด 12% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท ที่พักในฮ่องกง ลด 15% สูงสุด 2,500 บาท เมื่อมียอดจองขั้นต่ำ 4,000 บาท รวมถึงส่วนลดพิเศษสำหรับกิจกรรมยอดนิยม เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษอย่างเต็มที่ เช่น ฮ่องกงบัสทัวร์ กระเช้านองปิง ทัวร์มูเตลู พีคแทรมและสกายเทอเรส และสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ฮ่องกง (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เสิร์ชเอ็นจินอ็อปทิไมเซชั่น จำกัด กำหนด) นายอนุพงษ์ กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานของGother ได้รับการสนับสนุนจาก บีคอน เวนเจอร์ส แคปิทัล บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย และ กรุงไทย เวนเจอร์ส บริษัทเงินร่วมลงทุนของธนาคารกรุงไทย เพื่อเสริมศักยภาพและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวไทย พร้อมสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ปัจจุบันเปิดตัวมาแล้วกว่า 1 ปี มีความมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มให้เป็นแพลตฟอร์มจองท่องเที่ยวที่ 1 ในใจของคนไทย ที่มีบริการการท่องเที่ยวที่ครบวงจร และตอบโจทย์การใช้งานของคนไทยทั้งประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจโปรโมชั่นสามารถดูรายละเอียดได้ที่ ข้อมูลเพิ่มเติม Link: https://www.gother.com/th-th/promotions/gother-birthday-2025
ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิด 3 เส้นทางใหม่ขยายตลาดฟรีวีซ่า ดันผู้โดยสาร 1.7 ล้านปี 68
ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เพิ่ม3 เส้นทางใหม่ในเอเชีย เซนได-อัลมาตี-ริยาด เติมเป้า1.7 ล้านคนสิ้นปี68 หลังไตรมาส 3 ตลาดญี่ปุ่นกริบเดือนกรกฎาคม ภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวว่า สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ (รหัสเที่ยวบินXJ) วางกลยุทธ์มุ่งเปิดเส้นทางที่มีศักยภาพในภูมิภาคการบินใหม่ๆ ที่หลากหลายขึ้นให้สอดคล้องสมรรถนะของเครื่องบินแอร์บัส A330 ที่ได้นำเข้ามาประจำการฝูงบินแล้ว ล่าสุด ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิด 3 เส้นทางบินใหม่บินตรงจากประเทศไทยไปยัง 3 เมืองใหม่ครอบคลุมทั้งเอเชียกลาง เอเชียเหนือ และเอเชียตะวันออกกลาง คือ เซนได ประเทศญี่ปุ่น อัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน ริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย “ทั้ง 3 ปลายทางเที่ยวบินใหม่ของไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ จะเริ่มให้บริการต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวคาดว่าจะได้รับความนิยมจากนักเดินทางทั้งจากไทยที่เดินทางออกไป และนักท่องเที่ยวใน 3 ประเทศที่จะเข้ามาไทย” ภัทรา กล่าว พร้อมเสริมว่า ใน 2 เส้นทางบินใหม่ เซนได ประเทศญี่ปุ่น และ อัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน ยังเป็นปลายทางให้นักเดินทางจากไทยเข้าประเทศดังกล่าวได้โดยไม่ต้องยื่นขอวีซ่าล่วงหน้า หรือ ฟรีวีซ่า (Visa-free) ส่วน ‘ริยาด’ เป็นอีกหนึ่งตลาดทางการท่องเที่ยวใหม่ที่น่าสนใจระหว่างสองประเทศทั้งไทยและซาอุฯ โดยให้บริการบินตรง ดังนี้ ดอนเมือง(DMK) สู่ อัลมาตี(ALA) ประเทศคาซัคสถาน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ ดอนเมือง (DMK) สู่ เซนได(SDJ) ประเทศญี่ปุ่น 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์และอาทิตย์ ดอนเมือง(DMK) สู่ ริยาด(RUH) ประเทศซาอุดีอาระเบีย 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์เเละอาทิตย์ ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถสำรองที่นั่งในช่องทางทางแอป AirAsia MOVE และ www.airasia.com โดยเส้นทางสู่อัลมาตีเเละเซนได เริ่มให้บริการเที่ยวบินเเรก 1 ธันวาคม 2568 เส้นทางริยาดเริ่ม 2 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดอัตราค่าบัตรโดยสารทั้ง 3 เส้นทางบิน ดังนี้ เซนได ราคาเริ่มต้น 4,990 บาทต่อเที่ยวบิน อัลมาตี ราคาเริ่มต้น 6,690 บาทต่อเที่ยวบิน ริยาด ราคาเริ่มต้น 7,190 บาทต่อเที่ยวบิน คำทำนายญี่ปุ่น ทำเดือนก.ค.บินวูบ ภัทรา กล่าวว่า การขยายเส้นทางบินใหม่ล่าสุด โดยเฉพาะเมืองเซนได ยังตอกย้ำความเชี่ยวชาญเส้นทางบินญี่ปุ่นของแอร์เอเชีย จากก่อนหน้าเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงไปยังปลายทาง ฟุกุโอกะ (Fukuoka),โอกินาว่า(Okinawa),โอซาก้า (Osaka), นาโกย่า (Nagoya), โตเกียว (Tokyo) และ ซัปโปโร ทำให้แอร์เอเชียมีเส้นทางบินเชื่อมไทยและญี่ปุ่นมากที่สุด อย่างไรก็ตามในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา ยอมรับว่าตลาดญี่ปุ่น ได้นิ่งไปอย่างชัดเจน จากความไม่มั่นใจของนักเดินทางทั้งชาวไทยและญี่ปุ่น จากกระแสคำทำนาย (นักเขียนมังงะ ‘เรียว ทัตสึกิ’) ว่าอาจจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในวันที่ 5 ก.ค.ปี2568) ซึ่งมีผลต่อการเดินทางท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในเดือนดังกล่าว ภัทรา เสริมว่าจากการเปิด 3 เส้นทางบินใหม่ พร้อมบริหารจัดการในบางเส้นทางบินใหม่ เช่น ลดเหลือ 7 เส้นทางบินไปยังประเทศจีน จากเดิมเคยมีจำนวนสูงสุดอยู่ที่ 14 เส้นทางบิน เพื่อให้มีความเหมาะสมกับตลาดในภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีนี้ ที่คาดว่าจะมีนักเดินทางต่างชาติมาไทย 35 ล้านคน จากเมื่อต้นปีจนถึงขณะนี้มีจำนวนนักเดินทางอยู่ที่ 23 ล้านคน ขณะที่ ชาวต่างชาติที่เดินทางมาไทยด้วยสายการบินแอร์เอเชียใน 3 อันดับแรก คือ มาเลเซีย, อินเดีย และ จีน ถัดไปเป็นรัสเซีย และ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมที่คนไทยเดินทางออกไป คือ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย และ โซล เกาหลีใต้ จากแผนดังกล่าว ไทยแอร์เอเชีย วางเป้าหมายจะมีผู้โดยสารใช้บริการตลอดทั้งปี 1.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากในปี 2567 อยู่ที่ 1.6 ล้านคน ซึ่งการดำเนินงานภาพรวมถึงในขณะนี้ลดลง 7% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน ขณะที่ในปี 2568 ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พร้อมให้บริการด้วย 10 เส้นทางบินตรงจากดอนเมือง(DMK) สู่ โตเกียว (NRT) โอซาก้า (KIX) นาโกย่า (NGO) ซัปโปโร (CTS) ประเทศญี่ปุ่น โซล (ICN) ประเทศเกาหลีใต้ เดลี(DEL) ประเทศอินเดีย เซี่ยงไฮ้ (PVG) ประเทศจีน และเส้นทางใหม่ อัลมาตี (ALA) ประเทศคาซัคสถาน เซนได(SDJ) ประเทศญี่ปุ่น ริยาด(RUH) ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีเเผนรับเครื่องบินแอร์บัส A330 ใหม่จำนวน 2 ลำประจำการฝูงบินในไตรมาสที่ 4 รวมฝูงบินเป็น 11 ลำ ณ สิ้นปี ชงรัฐบาล ฟื้นปลอดภัยเที่ยวไทย ภัทรา กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว ไทยแอร์เอเชียเตรียมหารือร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมการบินแห่งประเทศไทย (AIAT) เสนอมาตรการส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวประเทศไทย ด้วยแพ็คเกจจูงใจนักเดินทางต่างชาติภายใต้แคมเปญโปรโมชั่นต่าง ๆ อาทิ การสะสมหรือรวบรวมบัตรโดยสารเครื่องบินตามมูลค่าที่กำหนด ให้สามารถนำไปเป็นส่วนลดเพื่อร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวอื่นๆ ในประเทศไทย ได้ต่อไป “ไทยแอร์เอเชียจะร่วมกับสมาคมฯ เสนอมาตรการฯนี้ไปยังรัฐบาลชุดใหม่ให้พิจารณาโดยเร็ว เพื่อกระตุ้นความมั่นใจและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวของไทยให้กลับมาโดยเร็วที่สุด” ภัทรา กล่าว Alternate-X สรุปให้ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิด 3 เส้นทางบินใหม่: เซนได, อัลมาตี และ ริยาด เจาะตลาดฟรีวีซ่า ดึงนักเดินทางเข้า-ออกไทย รองรับฤดูกาลท่องเที่ยว ตั้งเป้าผู้โดยสารรวมปี 2568 กว่า 1.7 ล้านคน จาก 1.6 ล้านในปีที่ผ่านมา ซึ่งญี่ปุ่นยังเป็นตลาดหลัก แม้เจอกระแสการเดินทางชะลอช่วงกลางปี โดยสายการบินปรับกลยุทธ์ตัดเส้นทางจีนบางส่วน เพิ่มความเหมาะสมกับตลาด
จับตา ‘Labubu’ อาร์ต ทอย ของเล่น Pop Mart ที่เคยฮิตทั่วโลก ใกล้หมดกระแส?
เกิดอะไรขึ้น? กับ ‘Labubu’ อาร์ตทอยสุดฮิตจาก Pop Mart อาจกระทบอัตราเติบโตPop Mart หลังความนิยมหลังตลาดมือสองส่งสัญญาณชะลอตัว และอาจเจอความเสี่ยงในอนาคต ซ้ำรอบ Beanie Baby สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกของของเล่นสะสมได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่าลาบูบู้ ‘Labubu’ ตุ๊กตาตัวจิ๋วหน้าตายิ้มฟันแหลมจากจีน ที่กลายเป็นเทรนด์ระดับโลก ทั้งนักสะสม ดารา นักกีฬา รวมถึงแฟนของเล่นทั่วโลกต่างให้ความสนใจ Labubu เป็นตุ๊กตาที่โดดเด่นด้วยการออกแบบที่น่ารัก แต่แฝงความขี้เล่น มี หูยาวเหมือนกระต่าย, ตาโต, คิ้วเข้ม และปากยาวเผยฟันแหลมเก้าซี่ พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำให้ผู้ที่พบเห็นตกหลุมรักตั้งแต่แรก แม้ราคาจะเริ่มต้นเพียง $14–$30 สำหรับรุ่นที่ใช้ห้อยกระเป๋าโดยทั่วไป แต่ราคาตลาดมือสองของ Labubu หายากสามารถพุ่งขึ้นหลายพันดอลลาร์ ทำให้ Pop Mart International Group Ltd. บริษัทผู้ผลิต Labubu Dolls กวาดรายได้มหาศาล และทำให้ Wang Ning ผู้ก่อตั้งกลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีหนุ่มอายุน้อยที่รวยที่สุดของจีน จับดีไซน์มาเขย่าเทรนด์ Labubu Dolls เป็นของเล่นสะสมในสาย Monsters ของบริษัท Pop Mart จากจีน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการสร้างสรรค์ของเล่นที่โดดเด่นและน่าสะสม ตัวละคร Labubu ถูกออกแบบโดย Kasing Lung นักวาดและดีไซเนอร์ชาวฮ่องกงที่สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับของเล่นแต่ละตัว โดยแต่ละซีรีส์ของ Labubu จะมีธีมและสไตล์แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น ซีรีส์ Exciting Macarons (2023) ที่เน้นสีหวานสดใส, Have a Seat (2024) ที่นำเสนอของเล่นในท่านั่ง, และ Big into Energy (2025) ที่มาพร้อมสีสันจัดจ้านแบบ tie-dye นอกจากนี้ Pop Mart ยังปล่อย Labubu รุ่นพิเศษที่จำหน่ายเฉพาะบางประเทศ เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับนักสะสม เช่น รุ่น Hide and Seek ที่ขายเฉพาะในสิงคโปร์ และคอลเล็กชันร่วมกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Labubu X Vans Oldskool Monsters ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก ของเล่น Labubu มีหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดห้อยกระเป๋า (Bag Cham) ประมาณ 15–17 เซนติเมตร ไปจนถึงตัวใหญ่สูง 80 เซนติเมตร แต่สินค้าที่สร้างกระแสฟีเวอร์และขายดีที่สุดคือ Bag Cham แบบกล่องสุ่ม (blind box) ซึ่งผู้ซื้อจะไม่ทราบว่าข้างในเป็นตัวละครแบบไหน ทำให้เกิดการสะสม ลุ้น ตามล่าของหายาก และสร้างแรงจูงใจให้แฟนของเล่นต้องซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจัย Labubu ฮิต บลูมเบิร์กวิเคราะห์วา ความนิยมของลาบูบู้มาจากหลายปัจจัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ประการแรกคือ กลยุทธ์ blind box ซึ่งBag Cham ที่ถูกขายในกล่องสุ่ม ผู้ซื้อจะไม่ทราบว่าข้างในเป็นตัวละครแบบไหน ทำให้เกิดความตื่นเต้นและแรงจูงใจให้ซื้อซ้ำ เพื่อหวังได้ตัวที่ต้องการ โดยตัวละครหายากในแต่ละซีรีส์มีโอกาสเพียง 1 ใน 72 ประการต่อมาคือ ความหายากและคุณภาพของสินค้า ของเล่นบางรุ่นของ Labubu มีการเย็บด้วยมือ ทำให้การผลิตช้าลง และ Pop Mart ต้องเร่งขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการ นอกจากนี้แต่ละซีรีส์ยังมีตัวพิเศษ (special edition) ที่หายากมาก ส่งผลให้แฟนสะสมตื่นเต้นและเพิ่มมูลค่าให้กับของเล่น อีกปัจจัยสำคัญคือ ความต่อเนื่องของคอลเล็กชัน Pop Mart ปล่อยซีรีส์ใหม่ของ Labubu อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ซีรีส์ Pin for Love (2025) ซึ่งเป็น phone charm ขนาดเล็ก ที่มาพร้อมตัวพิเศษสองตัวในกล่อง 14 ตัว ทำให้แฟน ๆ มีเหตุผลในการซื้อของใหม่อยู่เสมอ ทั้งหมดนี้สร้างปรากฏการณ์ Labubu Mania ที่กระจายไปทั่วโลก ราคาของลาบูบู้ขึ้นอยู่กับขนาด ซีรีส์ และประเทศที่วางขาย ในจีน Bag Cham Labubu ราคาปลีกอยู่ที่ 99 หยวน (ประมาณ 14 ดอลลาร์) ส่วนรุ่น mini ขนาดเล็กขายอยู่ที่ 79 หยวน (ประมาณ 11 ดอลลาร์) ของเล่นขนาดใหญ่สามารถสูงถึง 1,299 หยวน (ประมาณ 182 ดอลลาร์) ขณะที่ตัว Labubu พลาสติกขนาด 80 เซนติเมตรมีราคาถึง 5,999 หยวน (ประมาณ 842 ดอลลาร์) สำหรับสหรัฐอเมริกา บัคชาร์มมีราคาประมาณ 27.99 ดอลลาร์ และรุ่น mini ประมาณ 22.99 ดอลลาร์ สำหรับนักสะสม ราคาของลาบูบู้สามารถพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะรุ่นหายาก ตัวอย่างเช่น Big into Energy special edition (2025) ขายในตลาดมือสองเดือนมิถุนายน 2025 ราคาสูงถึง 45 เท่าของราคาปลีก ขณะที่ Labubu x Vans Oldskool Monsters Forever ขนาด 38 เซนติเมตร ที่ราคา 599 หยวน (84 ดอลลาร์) ขายใน eBay สูงถึง 10,585 ดอลลาร์ และแม้แต่ Labubu ขนาดเท่าคนจริง สีเขียว mint ก็ถูกประมูลในปักกิ่งด้วยราคาสูงถึง 150,000 ดอลลาร์ ในจีนลาบูบู้สามารถหาซื้อได้จาก ร้าน Pop Mart กว่า 400 สาขา และ ตู้ขายอัตโนมัติกว่า 2,000 ตู้ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซื้อออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยมอย่าง WeChat, Tmall, JD และ Douyin ส่วนตลาดมือสองก็มีให้เลือกบนแพลตฟอร์ม Qiandao, Xianyu และ Xiaohongshu สำหรับต่างประเทศ Pop Mart มีร้านในกว่า 12 ประเทศ รวมถึง สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย นอกจากนี้ยังสามารถสั่งซื้อออนไลน์ผ่าน Amazon และ TikTok ทำให้แฟนของเล่นทั่วโลกเข้าถึงสินค้าได้ง่าย แต่สำหรับตัวละครหายากยังคงมีจำนวนจำกัด ทำให้เกิดการแข่งขันสูงในตลาดมือสอง Pop Mart กับอนาคตเมื่อตลาดลาบูบู้ชะลอตัว Pop Mart ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดย Wang Ning เริ่มจากร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ก่อนที่จะขยายเข้าสู่ตลาดของเล่นสะสม และก้าวขึ้นเป็นบริษัทของเล่นใหญ่ที่สุดของจีน ความสำเร็จของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อ Labubu Dolls กลายเป็นสินค้าขายดี ส่งผลให้รายได้ของ Pop Mart ในครึ่งแรกของปี 2025 พุ่งสูงขึ้นถึง 204% โดยเฉพาะยอดขายต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นถึง 440% เพื่อรองรับความต้องการทั่วโลก บริษัทวางแผนจะเปิด 60 สาขาใหม่ในต่างประเทศภายในปีนี้ เพิ่มจาก 140 สาขาที่มีอยู่เดิม ความสำเร็จครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมั่งคั่งของ Wang Ning ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินถึง 21.4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เขากลายเป็น มหาเศรษฐีหนุ่มอันดับ 4 ของโลก แม้ Labubu จะขายดีอย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดมือสองเริ่มแสดงสัญญาณชะลอตัว ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์เตือนว่า Pop Mart อาจเผชิญความเสี่ยงในอนาคต หลังจากการประเมินของ JPMorgan หุ้นของ Pop Mart ลดลงเกือบ 25% นอกจากนี้ เจฟฟ์ จาง นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยตลาด Morningstar Inc. ในฮ่องกง มองว่า การเติบโตของ Pop Mart อาจชะลอตัวลงในปี 2026 ส่วนหนึ่งจากฐานราคาและสินค้าที่ขายโดยพึ่งพิงกระแสที่สูงมากของ Pop Mart ในปีนี้นั่นเอง โดยทั่วไป ของเล่นสะสมมักมีวงจรชีวิตราว 2–3 ปี แต่การออกคอลเล็กชันใหม่อย่างต่อเนื่องสามารถช่วยยืดอายุความนิยมได้ นักวิเคราะห์เปรียบเทียบปรากฏการณ์ Labubu กับ Beanie Baby ในสหรัฐอเมริกา ช่วงปี 1990 ซึ่งราคาของเล่นสะสมพุ่งสูงสุดแล้วค่อย ๆ ลดลงภายใน 4 ปี อย่างไรก็ตาม ของเล่นบางคอลเล็กชัน เช่น Barbie รุ่นพิเศษ หรือ Star Wars Figurines สามารถรักษาความนิยมได้นานกว่า ทำให้ Labubu ยังมีโอกาสต่อยอดตลาดสะสมในอนาคตได้ ที่มา: https://www.bloomberg.com/news/features/2025-09-16/labubu-dolls-why-are-they-so-popular-how-is-pop-mart-stock-performing?srnd=homepage-americas&embedded-checkout=true Alternate-X สรุปให้ Labubu ของเล่นสะสมสุดฮิตจาก Pop Mart เคยสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกทำราคาพุ่งแรง โดยบางรุ่นในตลาดมือสองขายสูงกว่าปลีกหลายสิบเท่า ทำให้ Pop Mart กวาดรายได้โตระเบิด โดยยอดขายต่างประเทศเพิ่มกว่า 400% อย่างไรก็ตาม ตลาดมือสองเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว กระทบความมั่นใจนักลงทุนโดยนักวิเคราะห์เตือนอนาคต Pop Mart อาจเจอความเสี่ยงเหมือนเคส Beanie Baby STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
อสังหาฯปี68 รุมเร้าไม่พัก ต้นทุนเพิ่ม-ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ รปภ. ได้3 หมื่นบ.สูงกว่าป.ตรีบางสาขา
แอล พี พีฯ บอกว่าปี 2568 ท้าทายตลาดอสังหาฯ รับต้นทุนพุ่ง 15-20% หลังบางไซต์ก่อสร้างแรงงานกัมพูชากลับประเทศหาย 80% เจออีกปรับค่าแรงขั้นต่ำทำอาชีพ รปภ. รายได้แตะ 3 หมื่นบาท สุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP ผู้ให้บริการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า หลังรัฐบาลชุดนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เข้ามาบริหารคาดว่าจะสามารถเจรจาข้อตกลงด้านแรงงานกัมพูชาได้และจะคลี่คลายในปลายปี 2568 ด้วยถานการณ์ก่อสร้างในภาคอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่ผ่านมามีแรงงานกัมพูชา กลับประเทศไปก่อนหน้า แต่ขณะนี้มีบางส่วนก็อยากกลับเข้ามาทำงานในไทย “ปี 2568 เป็นปีท้าทายของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องพึ่งพาแรงงานสูง และปัจจุบันเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มไซต์งานก่อสร้าง และงานซ่อมบำรุง ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงงานต่างชาติเป็นหลัก จากความขัดแย้งในชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศ โดยบางไซต์งานมีแรงงานหายไปกว่า 20-80%” สุรวุฒิ กล่าว โดยปัจจัยดังกล่าว สร้างแรงกดดันให้ผู้ประกอบการแบกต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นราว 15-20% ในการหาแรงงานชาติอื่น ๆ มาทดแทน จากปกติจ่ายค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 400 บาท/วัน ขณะที่อุตฯก่อสร้างพึ่งพาแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ซึ่งในตอนนี้ยังสามารถบริหารจัดการได้โดยใช้แรงงานไทยจากภาคเกษตรกรรมเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ แต่จะต้องกลับไปยังถิ่นฐานของตัวเองในเดือนตุลาคมเพื่อการทำนาปรัง ทำให้ผู้ประกอบการต้องวางแผนหาแรงงานก่อสร้างจากเมียนมา และ สปป.ลาว เข้ามาทดแทน ซึ่งทั้งสองชาติมีทักษะที่ดีและมีอำนาจต่อรองสูง สุรวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ สร้างผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เพิ่มขึ้น อาทิ กลุ่มงานบริการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ซึ่งมีเงินเดือนสูงราว 30,000 บาท/เดือน มากกว่าคนจบประดับปริญญาตรีบางสายงาน ขณะที่ ปัจจุบันค่าแรง รปภ. ได้รับอยู่ที่ 400 บาทต่อวันพร้อมปฎิบัติงาน 8 ชม. แต่โดยปกติรปภ.จะทำงานกะละ 12 ชม. เท่ากับมีค่าล่วงเวลา (OT) เพิ่มอีก 4 ชม. (ตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองค่าล่วงเวลาของ รปภ.) โดยจะต้องให้ค่าโอที 1.5 เท่า ของอัตราปกติ คิดเป็นประมาณ 75 บาท/ชม. หากเพิ่มเวลางานกว่า 1 กะ ก็จ่ายเพิ่มขึ้น หรือทำงานในวันหยุดค่าแรงจะได้ 2 เท่า อย่างไรก็ตาม นอกจาก ฟิกซ์ คอสต์ ที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงขั้นต่ำแล้ว ปัจจัยนี้อาจทำให้ผู้บริโภคในโครงการที่อยู่อาศัยต้องแบกภาระค่าส่วนกลางสูงขึ้นอีกด้วย ทำให้ในบางโครงการเริ่มเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยแบบไร้คนเพื่อมอนิเตอร์ตลอดเวลา อาทิ การติดกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้น ระบบการเข้าอาคารที่รัดกุมมากขึ้น รวมถึงเพิ่มตำแหน่งงานอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เข้ามาทดแทนงานจิปาถะที่ รปภ. ต้องช่วยลูกบ้าน เช่น ช่วยยกของ เปิดประตู เป็นต้น โดยอาจพิจารณาสายงานซัพพอร์ตและบริการแทน ซึ่งตรงใจลูกบ้าน และมีต้นทุนถูกกว่าการจ้างงาน รปภ. เพื่อทำหลายหน้าที่ Alternate-X สรุปให้ LPP บอกว่า ปี 2568 ภาคอสังหาฯ ไทยเจอวิกฤติซ้อน ทั้งขาดแรงงานกัมพูชากลับประเทศกว่า 80% ผู้ประกอบการต้องแบกต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้น 15–20% จากการหาแรงงานชาติอื่นมาทดแทน ค่าแรงขั้นต่ำที่ขยับสูงขึ้น ดันต้นทุนธุรกิจเพิ่มแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำ อาชีพรปภ. มีรายได้แตะ 30,000 บาท/เดือน สูงกว่าบัณฑิตปริญญาตรีบางสายงาน สุดท้ายลูกบ้านอาจต้องรับภาระค่าส่วนกลางเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่พุ่งต่อเนื่อง
HEYDAY PLAYLAND เมืองอาร์ตทอย ริมน้ำ ปักหมุดไอคอนสยาม ป๊อป-อัพ สโตร์ ใหญ่สุด
ไอคอนสยาม ย้ำแลนด์มาร์คทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่เหล็กดูดพันธมิตรอีเวนต์นานาชาติ ดึง ‘HEYONE และ MORE THAN ARTS & TOYS’ ปักหมุดปีอป-อัพสโตร์ใหญ่สุดในไทย ‘HEYDAY PLAYLAND’ ไอคอนสยาม ย้ำตำแหน่งแลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา และในฐานะ ‘Global Experiential Destination’ ดึงดูดให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเป็นจุดหมายปลายทางประสบการณ์ระดับโลก ให้กับนักเดินทาง นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรนานาชาติ ทั้งการจัดกิจกรรมทางการตลาด (อีเวนต์) รวมถึงการเปิดร้านสาขาจากต่างประเทศ ที่ได้รับความสนใจตลอดช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ไอคอนสยาม ร่วมกับ HEYONE สตูดิโออาร์ตทอยชื่อดังจากประเทศจีน เจ้าของลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดนิยมอย่าง OZAI MIMI FAYA FURFUR ฯลฯ พร้อมร่วมกับ MORE THAN ARTS & TOYS ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ของเล่น ของสะสม ยกทัพคาแรกเตอร์สุดน่ารักมาจัดงาน ‘HEYDAY PLAYLAND’ เปิด Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เพื่อให้แฟนๆ เลือกช้อปสินค้าพรีเมียมและของสะสมรุ่น ล่าสุด ยังมีไฮไลต์เปิดตัวอาร์ตทอยรุ่นพิเศษครั้งแรกในโลก และจัดเต็มกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ท่ามกลางบรรยากาศสนุกสดใสราวกับยกเอาสนามเด็กเล่นแห่งความสุขมาไว้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ให้คนรักอาร์ตทอยได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์สุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 กันยายน – 9 ตุลาคม 2568 ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม โดยการจัดงาน HEYDAY PLAYLAND ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งงานใหญ่ที่ไอคอนสยามตั้งใจนำเสนอกระแสป๊อปคัลเจอร์ระดับโลกและมอบที่สุดของประสบการณ์ด้านศิลปะให้คนไทยได้สัมผัส ผ่านพื้นที่สุดสร้างสรรค์และผลงานอาร์ตทอยยอดนิยมซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจในระดับสากลของ HEYONE เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติของไอคอนสยาม HUHU ศิลปินผู้ออกแบบอาร์ตทอย MIMI (ซ้าย) และ เรย์มอน หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) (ขวา) ด้าน เรย์มอน หยู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) HEYONE กล่าวว่า ความร่วมกับไอคอนสยามครั้งนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Collaboration to win ร่วมกัน โดยสร้างพื้นที่แห่งนี้ ให้เป็น Creative Playground สำหรับแฟน ๆ นักสะสม และผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์ใหม่จาก HEYONE โดยในงานฯ ยังมีความพิเศษและทำสถิติครั้งแรกในหลายอย่าง ทั้ง ‘Pop-up Store’ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ HEYONE เคยจัดมา และการเปิดตัวอาร์ตทอยรุ่นพิเศษเป็นครั้งแรกในโลกหลากหลายรุ่น นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่จัดแสดงซีรีส์ใหม่ของ HEYONE ครบทั้งคอลเลกชันในที่เดียว พร้อมเตรียมของสะสมพิเศษ เป็นจำนวนมากที่สุด โดยเป็นซีรีส์ใหม่ทั้งหมด ที่มีความน่าตื่นเต้น ทุกชิ้น สำหรับ ‘HEYDAY PLAYLAND’ ถือเป็น Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดในไทย และทำสถิติเป็น Pop-up Store ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมาของ HEYONE โดยนำคาแรกเตอร์ยอดนิยมมาให้แฟน ๆ ได้เลือกสะสมจำนวนมาก และยังรวมของเล่นของสะสมหลากหลายที่สุดที่เคยจัดมา พร้อมจัดเต็มกิจกรรมพิเศษและเซอร์ไพรส์ตลอดงานทั้งการเปิดตัว MIMI Blind Box รุ่นพิเศษสำหรับต่างประเทศ เป็นครั้งแรกในโลก รวมถึง Ozai-400%: The Silent Tragicomedy ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษเฉพาะ ICONSIAM เท่านั้น และยังเป็นงานแรกที่เปิดตัวซีรีส์ Oh Zai 400% ครบทั้งเซ็ตในงานเดียว นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ เอ็กซ์คลูซีฟ คือ การเปิดตัวสินค้าลิมิเต็ดสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ อาทิ MIMI-Overseas Limited-Jiuzhou Odyssey MIMI-Neo-Chinese Style The Poetry of Time in Four Seasons R3na-First generation product OZAI-First Generation Derivative Product Overseas Limited โดยได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในงานนี้ บนพื้นที่จัดงานที่ออกแบบอย่างสวยงาม มีโซนอินเตอร์แอ็กทีฟให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมกับประสบการณ์ความสุขและความสนุกอย่างเต็มอิ่ม สำหรับในวันเปิดงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา มีเหล่าคนดังผู้ชื่นชอบอาร์ตทอยมาร่วมเปิด Pop-up Store ต้อนรับคาแรกเตอร์น่ารักๆ จาก HEYONE อย่างคับคั่ง อาทิ ไอซ์–พาริส อินทรโกมาลย์สุต, ปอนด์–พลวิชญ์ เกตุประภากร, ก้าวหน้า–กิตติภัทร แก้วเจริญ และอีกมากมาย นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก HUHU ศิลปินผู้ออกแบบ MIMI และเจ้าของ MIHU Studio มาร่วมกิจกรรมเซ็นลายเซ็นให้แฟน ๆ ที่ซื้อ MIMI Blind Box ภายในงานด้วย สำหรับ HEYONE เป็นสตูดิโออาร์ตทอยชื่อดังจากประเทศจีนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2022 เพื่อสร้างสรรค์กระแสวัฒนธรรมใหม่ ๆ และเฉลิมฉลองให้กับแก่นแท้ของการเล่น มุ่งปกป้องความเป็นต้นฉบับทางศิลปะและคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ของ IP พร้อมส่งเสริมสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างผู้คน และสร้างการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างผลงาน IP ของแบรนด์และคอมมูนิตี้ทั่วโลก โดยมีคาแรกเตอร์ยอดฮิต อาทิ OZAI, MIMI, FAYA, FURFUR ฯลฯ Alternate-X สรุปให้ ไอคอนสยามร่วมกับ HEYONE และ MORE THAN ARTS & TOYS จัดงานใหญ่ ‘HEYDAY PLAYLAND’ สร้างอาณาจักรอาร์ตทอยชื่อดังมาปักหมุด Pop-up Store ใหญ่ที่สุดในไทย พร้อมเปิดตัวคาแรกเตอร์และรุ่นพิเศษครั้งแรกในโลก เช่น MIMI Blind Box และ OZAI รุ่นลิมิเต็ด สร้างบรรยากาศ Creative Playground ริมเจ้าพระยา พร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตอกย้ำ ICONSIAM เป็น Global Experiential Destination ดึงดูดแฟน ๆ ศิลปะและนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ชาตรามือ 80 ปี จากตำนานชาไทย จะเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ มูลค่าแบรนด์หมื่นล้านระดับโลก
‘ชาตรามือ’ (ChaTraMue) แบรนด์ชาไทยในตำนาน เตรียมเข้าสู่ปีที่ 80 พร้อมจัดงานใหญ่ ‘ChaTraMue Original Thai Tea Festival’ เพื่อฉลองการเดินทางที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชาไทย จุดเริ่มต้นของ “ชาตรามือ” หลายคนอาจทราบเรื่องราวของชาตรามือ เกิดขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากร้านชาเล็กๆ ที่เน้นคุณภาพ พร้อมนำเข้าใบชาชั้นเยี่ยมจากประเทศจีนเข้ามาทำความรู้จักกับผู้บริโภคชาวไทยในร้านกาแฟยุคก่อน ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของผู้คนมาร่วมวงกินมื้อเช้า อย่างกาแฟร้อน ชาร้อน ปาท่องโก๋จิ้มนม พร้อมถกเรื่องราวข่าวสารบ้านเมืองของแต่ละวัน ในยุคนั้น ด้วยเมื่อราว 40-50 ปีก่อนทุกร้านกาแฟทั้งในกรุงเทพฯ หรือ อาจรวมถึงในต่างจังหวัด เชื่อว่าจะต้องมีชาตรามือกระป๋องสีแดง-ขาว อ้วนๆ วางอยู่เคียง-ข้าง ‘อาแปะ’ เจ้าของร้านกาแฟยุคเก่าอย่างแน่นอน 80 ปีแห่งความสำเร็จ จากเส้นทางเริ่มต้นจนมาถึงในปี 2568 ‘ชาตรามือ’ เตรียมฉลองอายุครบ 80 ปี ที่นอกจากจะได้ครองแชมป์ No. 1 ชาไทยในใจคนไทยมาได้ในทุกยุคสมัยแล้ว ในวันนี้ ชาตรามือ ยังเตรียมออกสเต็ปใหม่สู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก ‘Global Brand’ ในฐานะหนึ่งในซอฟต์เพาเวอร์ เพื่อส่งต่อเอกลักษณ์ของ ‘ชาไทย’ ไปสู่ผู้คนทั่วโลก โดย ‘ชาตรามือ’ ออกมาย้ำจุดยืนชัดเจนของแบรนด์ คือ การเป็นตัวแทนวัฒนธรรมไทยที่ทันสมัย พร้อมพัฒนานวัตกรรมและเมนูใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ทั้งด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต ทำให้ ชาไทย ของชาตรามือ กลายเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ชาไทยแท้’ ขวัญใจทั้งชาวไทยและตลาดในต่างประเทศที่เคยทำความรู้จักแบรนด์นี้มาก่อน ชาตรามือ ชาไทย เฟสติวัล ล่าสุด ชาตรามือ ได้จัดงาน ‘ChaTraMue Original Thai Tea Festival’ ระหว่างวันที่ 19 – 21 กันยายน 2568 ตั้งแต่ 10.30 – 20.00 น. ณ โซน อีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่นอกจากฉลองครบรอบ 80 ปี แต่ยังออกมาบอกถึงความตั้งใจของชาตรามือในการสื่อสารคุณค่าของ ชาไทย ไปสู่คนรุ่นใหม่ โดยงานฯ นี้เปิดโอกาสให้แฟนชาไทยได้สัมผัสประสบการณ์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่การชิมเมนูใหม่ การชมสินค้าลิมิเต็ดเอดิชั่น ไปจนถึงการเรียนรู้เรื่องราว 80 ปีของแบรนด์ ผ่านนิทรรศการที่บอกเล่าเส้นทางตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ คอลแล็บส์ 10 แบรนด์รุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งในไฮไลต์ในงานฯ คือ ชาตรามือได้ร่วมมือกับ 10 แบรนด์ดังที่มารวมตัวกัน เพื่อตีความและสร้างสรรค์เมนู ‘ชาไทย’ ในสไตล์ของตนเอง จำหน่ายเฉพาะงานนี้ อย่าง After You Holiday Pastry Kaew Boutique Yole ถิงถิง น้ำเต้าหู้ปูปลา และอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังกิจกรรมการพูดคุย และพบปะกับผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าของแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มชื่อดังที่เป็นพันธมิตรกับ ‘ชาตรามือ’ ด้วยแนวคิดนี้ สะท้อนกลยุทธ์ของชาตรามือ ที่อยากสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ว่า ชาไทย สามารถพลิกแพลงได้หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องดื่ม ของหวาน ไปจนถึงเมนูครีเอทีฟ สายสร้างสรรค์ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อีกด้วย จากกิจกรรมดังกล่าว อาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สสตอรี่ เทลลิ่ง (Story Telling) เส้นทาง 80 ปี ‘ชาตรามือ’ ที่เป็นมากกว่าการเฉลิมฉลอง ด้วยการออกยืนยันตัวตนในฐานะแบรนด์ชาไทยที่มีมูฟ เมนต์ อยู่เสมอ นับจากจากร้านชายุคบุกเบิก สู่แบรนด์ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ (จากกิจกรรมการจัดงานฯ) และพร้อมจะนำชาไทยไปสู่เวทีโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Thai Tea for Everyone, Everywhere’ โดยในปี 2568 ชาตรามือ ครองส่วนแบ่งตลาดชาไทยในประเทศอยู่ประมาณ 70% มีรายได้รวมในปัจจุบันราว 3,000 ล้านบาท พร้อมวาง เป้าหมายในอีก 2 ปีข้างหน้า คาดรายได้ทะลุ 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีสาขาในประเทศ 220 สาขา และสาขาต่างประเทศราว 114 แห่ง อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ‘CTM’ แบรนด์ลูก ‘ชาตรามือ’ มาเพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ เข้าสู่ยุคชาไทย…ไม่(ใส่)สีส้ม จากอัตราการเติบโตเชิงรายได้ดังกล่าว หากนำมาเข้าสูตรการหามูลค่าแบรนด์ โดยประมาณ ด้วยใช้วิธีการประเมินเบื้องต้นแบบ P/E ratio (มูลค่าตามกำไร) คาดว่ามูลค่าของชาตรามือ น่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 7,000 – 10,000 ล้านบาท และหากเติบโตตามเป้าหมาย (ไปถึง 5,000 ล้านบาทรายได้) รวมทั้งสามารถรักษากำไร การขยายสาขาแบรนด์ไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ดีตามแผนไปสู่ Global Brand คาดอาจผลักดันให่มูลค่าอาจสูงขึ้นไปถึง 12,000 – 13,000 ล้านบาท ได้เช่นกัน Alternate-X สรุปให้ ชาตรามือเดินทางมากว่า 8ทศวรรษ สร้างตำนานชาไทยที่อยู่คู่ผู้คนและวัฒนธรรมการดื่มชา จากร้านชายุคแรกเริ่ม สู่แบรนด์ที่คนทั่วโลกจดจำในชื่อ Thai Tea อันเป็นเอกลักษณ์ ล่าสุดเพื่อเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น แบรนด์ได้ต่อยอดด้วยนวัตกรรมเมนูและการคอลแลบกับแบรนด์ดัง ทำให้ภาพลักษณ์ทันสมัย และจากคุณค่าที่สั่งสมมาอย่างยาวนานไปพร้อมกับขยายธุรกิจ ยังทำให้ชาตรามือมีมูลค่าแบรนด์แตะหลักหมื่นล้านบาท ที่ไม่ใช่เพียงแค่ยอดขายแต่คือพลังแบรนด์สัญชาติไทย ที่ ‘ชาตรามือ’ เตรียมผลักดันชาไทยสู่เวทีโลกต่อไป
‘นิปปอนเพนต์’ ย้ำภาพ ‘สีเพื่อสุขภาพและความงาม’ สร้างความต่างตลาดสี 2.7 หมื่นล.
‘นิปปอนเพนต์’ ใช้ ‘นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์’ ดึงฟีเจอร์เพื่อสุขภาพควบความงาม สินค้ากลยุทธ์ เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ นิปปอนเพนต์ (Nippon Paint) แบรนด์สีทาอาคาร ระดับโลกที่อยู่มานาน 140 ปี และเข้ามาทำตลาดในไทยมานานเกือบ 60 ปี ปัจจุบัน สีนิปปอนเพนต์ ยังคงไปต่อในตลาดสีทาอาคาร ด้วยการให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมเพื่อเจาะตลาดสีทาอาคารในปี 2568 คาดมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ นิปปอนเพนต์ ยังมาในบทบาท ‘นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์’ ( Nippon Paint AirCare) สีนวัตกรรมทาภายในเพื่อสุขภาพ เกรดอัลตร้าพรีเมียม รายแรกในไทยกับตรารับรองระดับโลก GREENGUARD GOLD จากสถาบัน UL สหรัฐอเมริกา พร้อมรับประกันอากาศภายในห่างไกลสารระเหย (Zero VOCs) ด้วยนวัตกรรมนี้ ‘สีนิปปอนเพนต์’ บอกว่าเสมือนหนึ่งเป็นตัวช่วยผู้ดูแลอากาศในบ้านให้สะอาดกว่า มาเพื่อเสริมสุขภาพที่ดีขึ้นให้กับทุกชีวิตด้วยแนวคิด ‘สีที่แคร์ทุกลมหายใจ’ และยังเป็น ‘Lifestyle Interior Paint” ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยทุกรูปแบบอย่างแท้จริง จากความหลากหลายของสีสันช่วยให้ผู้ใช้ได้สะท้อนตัวตนตามต้องการ อินเทอร์เน็ต ฟิล์ม สื่อสารแบรนด์ ทั้งนี้ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ดังกล่าวไปยังกลุ่มเป้าหมาย ‘นิปปอนเพนต์’ ได้ใช้เครื่องมือการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ตฟิล์มเรื่องใหม่ ‘คนรักสุขภาพ’ และ ‘ทุกคนที่มองหาสีสันที่ใช่ เพื่อแสดงอัตลักษณ์จากภายในสู่ที่อยู่อาศัย เพื่อส่งให้ ‘นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์’ เป็นสีนวัตกรรมทาภายในที่หนึ่งในใจของทุกคน ต่อการเลือกแผนสื่อสารการตลาดดังกล่าว นิปปอนเพนต์ ได้เลือกหยิบการเล่าเรื่องของสีทาภายในทั่วไป ซึ่งมักจะพบสาร VOCs (Volatile Organic Compounds: สารอินทรีย์ระเหยง่าย) เป็นส่วนประกอบ โดยหนึ่งในสารอันตรายที่สุดในกลุ่มนี้ คือ ‘ฟอร์มัลดีไฮด์’ อันเป็นบ่อเกิดของอาการทางสุขภาพทั้งแบบเฉียบพลัน เช่น แสบตา ไอ ผื่นคัน และอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจได้ในระยะยาว นอกจากนี้ ผนังบ้านก็มักจะเป็นส่วนที่ถูกละเลยในการทำความสะอาดและกลายเป็นพื้นที่สะสมเชื้อโรคโดยไม่รู้ตัว นอกจากเพนพอยต์ดังกล่าวแล้ว นิปปอน เพนต์ ยังใช้กระแสการใส่ใจดูแลสุขภาพที่มาแรงในไทย สะท้อนให้เห็นผ่านการใช้จ่ายซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น อาหารเสริม อุปกรณ์ออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม ‘คนรักสุขภาพ’ จำนวนมากอาจยังไม่รู้ว่า ‘สีทาภายในบนผนังมีผลต่อสุขภาพ’ ทั้งที่สีเป็นหนึ่งสิ่งที่อยู่รอบตัวเราในทุกๆ วัน และหากสีบนผนังมีสาร VOCs เป็นส่วนประกอบ สารนั้นจะอยู่ในทุกลมหายใจถึงแม้จะไม่รู้สึกถึงกลิ่นฉุนแล้วก็ตาม ทำให้ ‘นิปปอนเพนต์’ ต้องการสื่อสารถึงความสำคัญของสีทาภายในที่มีผลต่อสุขภาพร่างกาย และเลือกส่ง ‘นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์’ เข้าตอบโจทย์เป็น “Lifestyle Interior Paint” ในฐานะสีนวัตกรรมทาภายในที่คนรักสุขภาพเลือกใช้ ด้วยคุณสมบัตินวัตกรรม “สีเพื่อสุขภาพ” ระดับโลก โดย ‘นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์’ – ‘สีที่แคร์ทุกลมหายใจ’ มาพร้อมคุณสมบัติ สีไร้สารระเหยที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย (Zero VOCs) โดยเป็นสีรายแรกในไทยที่ได้รับตรารับรองระดับโลก GREENGUARD GOLD จากสถาบัน UL ประเทศสหรัฐอเมริกา สีที่ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา – ด้วยคุณสมบัติ Air Fresh พร้อมเทคโนโลยี Active Carbon ที่สามารถดูดซับสารพิษฟอร์มัลดีไฮด์และสารระเหยอื่นๆ สีที่ช่วยยับยั้งไวรัสและแบคทีเรียบนผนัง – ด้วยคุณสมบัติ Air Anti ที่มีเทคโนโลยี Silver-Ion เพื่อฟิล์มสีทำปฏิกิริยายับยั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียหลายชนิดบนผนังได้สูงถึง 99.99% สีสวยงาม ทนทานเหมือนใหม่เสมอ แม้ผ่านการเช็ดล้างขัดถูได้สูงถึง 500,000 รอบ โดยที่สียังสดเหมือนใหม่ ไม่ลอกล่อน นอกจากนี้ นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์ ยังเป็น Lifestyle Interior Paint ที่ตอบโจทย์สุนทรียะด้านความงาม ด้วยเฉดสีของนิปปอนเพนต์ที่มีให้เลือกกว่า 2,338 สี รองรับทุกตัวตนของผู้ใช้สีได้ทุกรูปแบบร่วมจับคู่กับแนวทางการออกแบบภายในหรือเฟอร์นิเจอร์ได้ตามต้องการ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่ตรงใจทุกไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกัน ‘สี นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์’ ยังเป็นสีที่โดนใจไลฟ์สไตล์ ‘รักษ์โลก’ ด้วยเป็นสีที่ปลดปล่อยคาร์บอนฯ ในระดับต่ำ (Low Carbon) ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นสีเกรดอัลตร้าพรีเมียม ทนทานยาวนาน 15 ปี+ จึงไม่ต้องทาซ้ำบ่อยครั้ง คุ้มค่าในการใช้งานและไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ถังสีนิปปอนเพนต์ แอร์แคร์ ยังผลิตจากเม็ดพลาสติกรีไซเคิล ส่งให้สีนวัตกรรมรุ่นนี้เป็นทั้งการดูแลทั้งสุขภาพผู้ใช้งานและสุขภาพสิ่งแวดล้อมโลก สานต่อความยั่งยืนไปพร้อมกัน ปัจจุบัน นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์ สามารถเลือกชมเฉดสีที่ใช่ได้ที่โมเดิร์นเทรดและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายสีนิปปอนเพนต์ทั่วประเทศ Alternate-X สรุปให้ นิปปอนเพนต์ ย้ำภาพลักษณ์ ‘สีเพื่อสุขภาพและความงาม’ ในตลาดสีปี 2568 เปิดตัว นิปปอนเพนต์ แอร์แคร์ สีนวัตกรรมเกรดอัลตร้าพรีเมียม รายแรกในไทย มาพร้อมคุณสมบัติ Zero VOCs ฟอกอากาศ ยับยั้งไวรัส-แบคทีเรีย บนผนังได้ 99.99% มีเฉดสีให้เลือกกว่า 2,338 สี สร้างบรรยากาศและสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย หวังครองใจผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ในตลาดสีทาอาคารมูลค่า 2.7 หมื่นล้าน ด้วยจุดขายสุขภาพ ความงาม และความยั่งยืน
โค้งท้ายปี 68 เอพีฯ ลุยบ้านเดี่ยว 8 โครงฯใหม่ ชูจุดขายดีไซน์-ทำเล เริ่มต้น 4 ล.
เอพี ไทยแลนด์ บุกอสังหาฯ 4 เดือนสุดท้าย เน้นแนวราบกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เปิดอีก 8 โครงการใหม่ ใช้ทุกเซ็กเมนต์-เจาะทุกลุ่มเป้าหมาย ธิติเมศร์ สุขุมาลพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP ผู้พัฒนาอสังหารริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยรายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแผนทำตลาดขยายโครงการที่อยู่อาศัยแนรวราบ เปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวใหม่เพิ่มอีกจำนวน 8 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 9,850 ล้านบาท สำหรับแผนดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์ครบทุกระดับ (Segment) ในทุกระดับราคา และในทำเลศักยภาพ เปิดราคาเริ่มต้น 4 – 90 ล้านบาทโดยใช้ 4 แบรนด์บ้านเดี่ยว ดังนี้ MODEN CENTRO THE CITY BEON โดยโครงการแรกที่ในเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ MODEN บางนา – สุวรรณภูมิ เปิดให้ชมครั้งแรก 20 – 21 กันยายนนี้ ราคาเริ่มต้น 5.99 – 10 ล้านบาท ชูจุดเด่น New Design สไตล์ Mediterranean พื้นที่ใช้สอยขนาด 263 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ที่จอดรถ พร้อมห้องอเนกประสงค์ และส่วนกลางขนาดใหญ่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Santorini ประเทศกรีซ จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน เตรียมเปิดตัวพร้อมกัน 4 โครงการ ได้แก่ CENTRO ราชพฤกษ์ – นครอินทร์ ราคาเริ่มต้น 8.9 – 15 ล้านบาท* ทำเลบนจุดศูนย์กลาง ราชพฤกษ์ CENTRO ทวีวัฒนา 2 ราคาเริ่มต้น 10.9 – 15 ล้านบาท* ด้วยแบบบ้านดีไซน์ใหม่สไตล์ Modern Neo Classic บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 375 ตร.ม. ฟังก์ชันใหญ่ 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถ พร้อม Double Master Bedroom และ Walk-in Closet ในทุกห้องนอน THE CITY ทวีวัฒนา 2 ราคาเริ่มต้น 14.9 – 20 ล้านบาท* มอบพื้นที่ชีวิตเหนือระดับ พื้นที่ใช้สอยกว่า 454 ตร.ม. ด้วยฟังก์ชัน 5 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ ให้ความเป็นส่วนตัวเพียง 63 ครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีโครงการไฮไลต์ภายใต้ Majestic Collection กับ BEON เกษตร -นวมินทร์ ราคาเริ่มต้น 45 ล้านบาท* ภายใต้คอนเซปต์ LIVING IN THE EDGE OF CONTRAST ให้ความหมายระดับลักซูรีในรูปแบบใหม่ ด้วยบ้านเดี่ยวหรู 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 825 ตร.ม. ในทำเลใจกลางเกษตร-นวมินทร์ ใกล้ Central Eastville เป็น Private Residence ให้ความเป็นส่วนตัว 23 ครอบครัวเท่านั้น ธิติเมศร์ กล่าวว่า จากแนวทางดังกล่าว ยังยืนยันถึงความสำเร็จของเอพีฯ จาก 4 รางวัลที่ได้รับจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2025 ประกอบด้วย Best Luxury Lifestyle Housing Development (Bangkok) – THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ Best Luxury Housing Interior Design (Bangkok) – BEON เกษตร-นวมินทร์ Best Housing Architectural Design (Bangkok) – THE CITY ราชพฤกษ์-พรานนก Best Housing Landscape Design (Bangkok) – CENTRO สาทร-สุขสวัสดิ์ “รางวัลเหล่านี้ คือ หนึ่งบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นและความตั้งใจของเอพีในการพัฒนาโครงการ โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ทั้งการใช้ชีวิตและบริบทของครอบครัวเมือง รวมถึงการออกแบบที่สะท้อนทั้งความสวยงามและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต” ธิติเมศร์ กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ เอพี ไทยแลนด์ เดินหน้าบุกตลาดอสังหาฯ โค้งท้ายปี 2568 เน้นโครงการแนวราบ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่รวม 8 โครงการ มูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้าน ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ระดับกลางถึงลักชูรี สะท้อนกลยุทธ์เจาะครบทุกเซ็กเมนต์ เสริมความแข็งแกร่งในตลาด
PWC สำรวจผู้บริโภคไทย กังวลสุดใน 12 เดือนหน้าหวั่น ‘ค่าครองชีพ’ กระทบเศรษฐกิจ
ไพรซ์วอเทอร์เฮาส์คูเปอส์ หรือ พีดับบลิวซี (PricewaterhouseCoopers) หนึ่งในสี่ยักษ์ผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลก เปิดรายงานผลสำรวจเสียงของผู้บริโภค ประจำปี 2568 ฉบับภาพรวมประเทศไทย ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2568 PwC ได้สำรวจผู้บริโภคจำนวน 21,075 รายใน 28 ประเทศและอาณาเขต รวมถึงผู้บริโภคจากประเทศไทยจำนวน 521 ราย โดยผลสำรวจภาพรวมระดับโลก ครอบคลุมถึงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอาหารและแนวโน้มของผู้บริโภค ได้แก่ พฤติกรรมการซื้อของชำและการเลือกอาหาร อนาคตด้านสุขภาพ เทคโนโลยีเกิดใหม่ และประเด็นสำคัญด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน งานวิจัย ‘Value in motion’ ของ PwC ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกจะพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศที่มีความเชื่อมโยงกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น โดยมีนวัตกรรม สุขภาพ และความยั่งยืนเป็นแกนหลัก เห็นได้ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ผู้บริโภคในประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทาน การชอปปิง และการเลือกแบรนด์ โดยความคาดหวังของผู้บริโภคเหล่านี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การมองหาตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ไปจนถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ธุรกิจที่มุ่งหวังจะเติบโตในตลาดนี้ ควรต้องทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ รายงานผลสำรวจเสียงของผู้บริโภค ประจำปี 2568 ฉบับภาพรวมประเทศไทย ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกล่าสุด เพื่อเปิดเผยว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังปรับเปลี่ยนอนาคตของอาหารอย่างไร โดยเราได้ทำการสำรวจตั้งแต่การเลือกอาหารของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงความภักดีต่อแบรนด์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ เมื่อสุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยี กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ เราจะมาเจาะลึกถึงปัจจัยที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อในปัจจุบัน และปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไรต่อ “การจัดการอาหารเพื่อเลี้ยงดูประชากร” ในวันข้างหน้า ผู้บริโภคชาวไทยกำลังรู้สึกถึงแรงกดดันจากโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 57% กล่าวว่า ค่าครองชีพจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อประเทศมากที่สุดในอีก 12 เดือนข้างหน้า สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยทั่วโลก 58% ที่มองว่า ค่าครองชีพเป็นสิ่งที่น่ากังวลที่สุด ในด้านความมั่นคงทางการเงิน ผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยมากกว่าครึ่ง (53%) มองว่าตนเองมีความมั่นคงทางการเงิน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเล็กน้อยที่ 46% อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ 36% ระบุว่า พวกเขากำลังประคับประคองเรื่องการเงิน 8% รู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินเลย ในขณะเดียวกัน การเลือกซื้ออาหารในปัจจุบันของผู้บริโภคชาวไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพของอาหารด้วย โดย 66% กล่าวว่า มีความกังวลมากเกี่ยวกับการใช้ยาฆ่าแมลงในอาหาร ขณะที่ 55% กังวลเกี่ยวกับปริมาณของวัตถุเจือปนอาหารหรือสารกันบูด 51% กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ จากการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยกำลังรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจด้วยความระมัดระวัง แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพของอาหารที่รับประทานมากขึ้นด้วย พฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคชาวไทย ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม vs ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความชื่นชอบในการซื้อของชำ ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่ ยังคงนิยมใช้บริการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อในท้องถิ่น หรือร้านค้าเล็ก ๆ ในชุมชน เป็นต้น 99% ของผู้บริโภคชาวไทย ใช้บริการร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม ในขณะเดียวกันผู้บริโภคชาวไทยมากกว่าครึ่ง ก็ได้หันมาใช้บริการค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ แพลตฟอร์มสั่งซื้อออนไลน์ และบริการผูกปิ่นโตแบบสมัครสมาชิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้ผู้บริโภคจะเปิดรับวิธีการชอปปิงออนไลน์ในยุคดิจิทัล แต่พวกเขาก็ยังคงอาศัยการชอปปิงแบบดั้งเดิมเป็นหลัก 54% ของผู้บริโภคชาวไทย หันมาใช้บริการร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้บริโภคชาวไทยแสดงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ สุขภาพเป็นแรงจูงใจสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้สำหรับผู้บริโภคชาวไทยในการเลือกบริโภคอาหาร ตัวอย่างเช่น ประมาณ 40% ระบุว่าพวกเขารับประทานอาหารเสริมหรือวิตามินเป็นประจำเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30% แนวโน้มสำคัญที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ การลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยผู้บริโภคชาวไทยถึง 86% ระบุว่าได้ลดการบริโภคเครื่องดื่มมึนเมา ‘ในระดับมาก’ หรือ ‘ในระดับปานกลาง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกรับประทานอาหารที่เน้นสุขภาพ (เทียบกับ 75% ทั่วโลก) นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยส่วนมาก (70%) ยังระบุว่าพยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูงอย่างน้อย ‘ในระดับปานกลาง’ Alternate-X สรุปให้ PwC เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคไทยปี 2568 พบว่าคนไทยกังวลเรื่องค่าครองชีพสูงสุดใน 12 เดือนข้างหน้า โดย ผู้บริโภคกว่า 57% เห็นว่าค่าครองชีพกระทบเศรษฐกิจโดยตรงพฤติกรรมการจับจ่ายเปลี่ยนไป เน้นสุขภาพ คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหาร ขณะที่ ธุรกิจอาหารไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์สู่สุขภาพ ความยั่งยืน และเทคโนโลยี
เยือนไทยครั้งแรก!! ‘Jason Kwon’ ผู้บริหาร OPenAI มองแต้มต่อคนไทยในยุค AI
นักธุรกิจไทยหัวแถวกว่า 100 คนรวมตัวในงานเสวนาด้านเอไอ ได้ ‘Jason Kwon’ ผู้บริหาร OpenAI เยือนไทยครั้งแรก! มอง ‘ความเป็นไปได้’ คนไทยกับเอไอในทางธุรกิจ House of Wisdom ร่วมกับ Woody World จัดงานเสวนาเอ็กซ์คลูซีฟ ‘AI LEAP: Turning Today’s Disruption into Tomorrow’s Advantage’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยเพื่อตอกย้ำบทบาท ‘คลับแห่งความรู้ ไม่รู้จบ’ สำหรับงาน OpenAI Forum ได้รับความสนใจ จากนักธุรกิจชั้นแนวหน้ากว่า 100 คนเข้าร่วม อาทิ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, นภัสนันท์ พรรณนิภา, อัญชลิน พรรณิภา, ภูริต ภิรมย์ภักดี, วรภัทร ชวนะนิกุล, สุรชัย พุฒิกุลางกูร, สินชัย ลาภศิริผล และ ธนา เทียนอัจฉริยะ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการเติบโตของ AI และบทบาทของไทยบนเวทีโลก โดยเนื้อหาในงานฯ ยังระบุถึงบทบาทของประเทศไทย กำลังยกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำด้านการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งาน ChatGPT – OpenAI จากสถิติพบว่าจำนวนผู้ใช้งาน ChatGPT รายสัปดาห์ในไทย เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการก้าวสู่โลกอนาคตแห่ง เทคโนโลยี ในงานฯ ครั้งนี้ ยังรวมเหล่ากูรูสายเทคโนโลยีระดับสูง ‘เจสัน ควอน(Jason Kwon)’ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ (Chief Strategy Officer) ของ OpenAI, กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล, กรุ๊ป แชร์แมน (Group Chairman) ของ KBTG ผู้นำด้านเทคโนโลยีและ Startup Ecosystem ของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้พร้อมมองต่อไปยังทิศทางโลกในยุคเอไอเข้ามามีบทบาท นับจากนี้ไป แต้มต่อคนไทยในเวทีใหม่ เจสัน กล่าวว่า ‘การมองโลกในแง่ดีและความสามารถ ในการปรับตัวของคนไทย’ คือ ‘แต้มต่อเชิงการแข่งขัน’ ของคนไทยที่เอื้อต่อการก้าวสู่ยุค AI และยังเสริมว่า คนไทยกำลังยอมรับที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อเสริมศักยภาพและเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทั้งในด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และการเป็นผู้ประกอบการ AI เพื่อการเติบโตของทุกคน ด้าน เรืองโรจน์ พูนผล (กระทิง) กล่าวว่า AI เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเท่าเทียม ว่า ‘เทคโนโลยีต้องเป็น สะพาน ไม่ใช่กำแพง AI จะช่วยลดช่องว่างทางโอกาส เปิดทางให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ สร้างสรรค์ และเข้าถึงความรู้ได้ อย่างเท่าเทียม’ ไทย พร้อมนำด้าน AI ขณะที่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ใช้งานเทคโนโลยีรุ่นแรก ทั้ง Mobile Banking หรือ Social Media และวันนี้ ความคล่องตัวนั้นได้ขยายมาถึง AI ซึ่งทำให้ไทยอยู่ในจุดที่พร้อมจะเป็นผู้นำในการผสาน AI เข้ากับชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมอนาคต “คนไทยเรียนรู้เร็ว ปรับตัวเก่ง สิ่งนี้อยู่ใน DNA ของเรา” เรืองโรจน์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ความคิดสร้างสรรค์ในระดับโลกของคนไทย ทำให้เราสามารถสร้างผลงานด้านโฆษณา และคอนเทนต์ที่ได้รับรางวัลมากมาย และเมื่อรวมเข้ากับ AI ไทยพร้อมจะก้าวสู่ความเป็นผู้นำในเวทีใหม่ของความ คิดสร้างสรรค์” คลื่นลูกใหม่แห่ง AI ขณะที่ ข้อมูลล่าสุดจาก OpenAI ระบุว่า การยอมรับ AI อย่างรวดเร็วในประเทศไทย มาจาก คนรุ่นใหม่อายุ 18–24 ปี ที่ใช้ ChatGPT ครอบคลุมทั้งการทำงานและชีวิตประจำวัน โดยกรณีใช้งานยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ การแปลภาษา การขอคำแนะนำเชิงปฏิบัติ (How-to) การเรียนรู้และการติว การดูแลตนเอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ รากฐานยั่งยืน ในเวที OpenAI Forum ครั้งนี้ตอกย้ำว่า การยอมรับ AI ของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงการใช้งานในฐานะผู้บริโภค แต่ยังสะท้อนถึง พลังของคนรุ่นใหม่ การกำกับดูแลที่แข็งแรง และความมุ่งมั่นในการสร้างความเท่าเทียม ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกลายเป็น รากฐานสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ระบบนิเวศ AI ที่มั่นคงและยั่งยืน ผู้สนใจสามารถรับชมวิดีโองานเสวนาฉบับเต็ม พร้อมเนื้อหาและมุมมองเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ด้านล่าง Alternate-X สรุปให้ Jason Kwon ผู้บริหาร OpenAI เยือนไทยครั้งแรก แชร์มุมมองอนาคต AI ในงานเสวนาเอ็กซ์คลูซีฟ ‘AI LEAP: Turning Today’s Disruption into Tomorrow’s Advantage’ มีนักธุรกิจไทยกว่า 100 คนร่วม พร้อมมองแนวโน้ม AI Forum ไทยมีศักยภาพสูงในเวที AI จากการยอมรับและการใช้งาน ChatGPT ขณะที่ คนรุ่นใหม่คือกำลังหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรม AI ที่กำลังกลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและความคิดสร้างสรรค์ไทย
กำลังซื้อไม่ได้แย่ ‘Shopee 9.9’ พุ่ง 1 ล้านออเดอร์ ใน 30 นาที ‘สกินแคร์’ No.1 สายช้อปเจนฯZ
ช้อปปี้ สู่ปีที่ 10 แคมเปญดับเบิ้ลเดท ‘9.9’ ปีนี้มีสถิติน่าสนใจ ในเวลาไม่ถึง30 นาทีแรก มีคำสั่งซื้อทะลุ 1 ล้านออเดอร์ มี 3 กลุ่มสินค้าตัวท็อปครองใช้นักช้อปเจนฯซี คงกฤช ล้อเลิศรัตนะ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระดับภูมิภาค เปิดเผยวว่า จากแคมเปญซิกเนเจอร์ช้อปปี้ ดับเบิลเดท (Double Date) ‘Shopee 9.9’ เข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2568 นี้ได้รับความสนใจจากลูกค้าต่อเนื่องทั้งจาก กลุ่มผู้บริโภค และ พันธมิตรธุรกิจร้านค้า ที่เข้าร่วมแคมเปญฯ โดยในปีนี้ ช้อปปี้ ได้พัฒนาทั้งดีลคุ้มค่าประหยัดค่าใช้จ่าย, การจัดส่งที่ไวขึ้นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ และเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังบนแพลตฟอร์ม ให้กับร้านค้าเพื่อช่วยเพิ่มยอดขาย และให้ผู้บริโภคเข้าถึงประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีที่สุด “แคมเปญ 9.9 ปีนี้ ได้ความไว้วางใจอีกครั้ง ด้วยยอดคำสั่งซื้อทะลุ 1 ล้านออเดอร์ ในเวลาไม่ถึง 30 นาทีแรกของวันที่ 9 กันยายน 2568 สะท้อนพลังความไว้วางใจและเชื่อมั่นที่นักช้อปมีต่อ Shopee” คงกฤช กล่าว ทั้งนี้ เป็นผลจากแนวทางการขับเคลื่อนโอกาสใหม่ ด้วยเครื่องมือการตลาดทรงพลัง เชื่อมต่อระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และครีเอเตอร์ ผ่าน Shopee Live, Shopee Video และ Shopee Affiliate Program ในฐานะแพลตฟอร์มให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานและเตรียมพร้อมสู่อนาคต ขณะที่ Shopee Live : จุดหมายของนักช้อปสายไลฟ์ – ยังเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยผู้ขายดึงดูดผู้ชมและสร้างยอดขายแบบเรียลไทม์ “ในแคมเปญ 9.9 มีร้านค้าท้องถิ่นรายหนึ่งที่สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 29 เท่า และร้านค้าบน Shopee Live ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ขายสินค้ามากกว่า 100,000 ชิ้นภายในเวลาเพียง 1 นาที ของวันที่ 9 เดือน 9 จากการเสนอโปรโมชั่นพิเศษและการสาธิตสินค้าแบบไลฟ์สด ทำให้ผู้ขายสามารถเข้าถึงนักช้อปได้ใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” คงกฤช กล่าว สำหรับ Shopee Video: เครื่องมือสร้างคอนเทนต์สั้นดึงดูดนักช้อป-เป็นฟีเจอร์สำคัญที่ช่วยผู้ขายและครีเอเตอร์สร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูดใจด้วยความรวดเร็วและความบันเทิง ตอบรับกระแสการรีวิวและการนำเสนอสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมสูง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ ทั้งนี้ จากแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา ร้านค้ารายหนึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่า ที่มาจาก Shopee Video สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักช้อปที่มีต่อฟีเจอร์วิดีโอ ซึ่งได้กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ครบ คุ้มค่า และสนุกยิ่งขึ้น โดยในช่วงแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา Shopee Live และ Shopee Video กวาดยอดรับชมรวมกว่า 300 ล้านวิว สะท้อนพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนจากการเลือกซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเลือกรับชมคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งความบันเทิงและครบพร้อมในการตัดสินใจซื้อสินค้า ขณะที่ Shopee Affiliate ดันยอดขายผ่านครีเอเตอร์ -กลายเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการซื้อขายออนไลน์ผ่านเครือข่ายครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ ที่ช่วยเสริมทั้งความน่าเชื่อถือและยอดขายให้กับผู้ขายและแบรนด์อย่างชัดเจน ในช่วงแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา ช้อปปี้ครีเอเตอร์สามารถสร้างรายได้ให้กับร้านค้าเครื่องประดับท้องถิ่นร้านหนึ่งจนมียอดขาย เติบโตขึ้นกว่า 800 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ สำหรับ Shopee 9.9 ปีนี้ ยังมีจำนวนออเดอร์เติบโตขึ้นกว่า 9เท่า ในวันที่ 9 กันยายน เมื่อเทียบกับวันปกติ ขณะเดียวกัน นักช้อปจำนวนมากเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรมโค้ดส่งฟรีและโค้ดส่งไว ส่งผลให้ยอดสั่งซื้อผ่านสิทธิประโยชน์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นราว 13 เท่า ในช่วงระยะเวลาของแคมเปญ ขณะที่ผู้ขายที่เข้าร่วมโปรแกรมกระตุ้นยอดขายอย่าง SHOPEE XTRA ต่างเห็นยอดขายเติบโตมากกว่าช่วงเวลาปกติถึง 6 เท่า “ที่โดดเด่นคือการมีผู้ขายหน้าใหม่รายหนึ่งที่เข้าร่วม Shopee 9.9 เป็นครั้งแรกสามารถสร้างการเติบโตผ่านยอดคำสั่งซื้อได้มากกว่า 42 เท่าในวันที่ 9 กันยายน” คงกฤช กล่าว พร้อมเสริมว่า จากการตอบรับแคมเปญ ‘Shoppee 9.9’ ย้ำการเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นไทยอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ในฐานะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ครองใจนักช้อปชาวไทยด้วยแนวคิด ‘ครบ คุ้ม ไว การันตี ที่ช้อปปี้’ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Gen Z ซึ่งมองหาทั้งความครบครันและความคุ้มค่า ซึ่งในแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา สินค้าที่กลุ่ม Gen Z เลือกช้อปมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ สกินแคร์ดูแลผิว เครื่องสำอาง อุปกรณ์ซักผ้าและทำความสะอาด “นอกจากนี้ ช้อปปี้ ยังมอบความคุ้มค่าในแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา สำหรับโค้ดส่วนลดมูลค่ารวมสูงถึง 2 พันล้านบาท ช่วยให้นักช้อปประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งในการซื้อสินค้าบน Shopee และการสั่งอาหารผ่าน ShopeeFood ในวันดังกล่าว” คงกฤช เสริม ขณะเดียวกัน ShopeeFood ยังมอบดีลล็อคราคา เริ่มต้น 9 บาทช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดเพิ่มขึ้นกว่า 20 ล้านบาท และสินค้าที่ขายดี 5 อันดับบน ShopeeFood ได้แก่ ชาไทย อเมริกาโน่ ชาเขียวนม ตำปูปลาร้า ไก่ทอด นอกจากนี้ ช้อปปี้ ยังให้ความสำคัญด้านความไว ในการจัดส่งที่รวดเร็วเพื่อตอบรับจังหวะชีวิตยุคใหม่ในปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ ‘ความเร็วในการรับสินค้า’ ไม่แพ้ความสะดวกในการสั่งซื้อ โดยในแคมเปญ 9.9 ที่ผ่านมา Shopee สร้างสถิติใหม่ ส่งมอบสินค้าให้แก่นักช้อปภายในระยะเวลาเพียง 25 นาทีของวันที่ 9 เดือน 9 รวมถึงนำมาตรการ การันตีความปลอดภัย สินค้าแท้ 100% บน Shopee Mall พร้อมนโยบายคืนสินค้า 7-15 วัน Alternate-X สรุปให้ Shopee สู่ปีที่ 10 แคมเปญ 9.9 สร้างสถิติออเดอร์ทะลุ 1 ล้านครั้งใน 30 นาทีแรก Gen Z เป็นกำลังซื้อหลัก โดยเฉพาะกลุ่มสกินแคร์ เครื่องสำอาง และสินค้าไลฟ์สไตล์ ส่วนเครื่องมือ Shopee Live และ Shopee Video ดันยอดขาย-ยอดวิวรวมกว่า 300 ล้านครั้ง ขณะที่ร้านค้าท้องถิ่น-ผู้ขายหน้าใหม่เติบโตหลายสิบเท่าจากการเข้าร่วมแคมเปญ สะท้อนอีคอมเมิร์ซไทยยังคึกคัก แม้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว
วิถีใหม่คนไทย ปีนี้ภาพชัดแห่ขายฝาก ‘แบรนด์เนม’ แปลงสินทรัพย์-เติมสภาพคล่อง
‘แบรนด์เนม มันนี่’ รีวิวธุรกิจครบ1 ปี มียอดสินเชื่อเกินเป้า 200 ล.บาท หลังเศรษฐกิจหน่วง ‘คนไทย’ ปล่อยแบรนด์เนมขายฝากพุ่ง ขอคืนกำไรลูกค้าลดดอกเบี้ย 0.88% ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้นำด้านบริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากแบรนด์เนม กระเป๋า นาฬิกา จิวเวลรี่ Luxury แห่งเดียวในประเทศไทย และสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์เนมแห่งแรกของโลก เปิดเผยว่าแบรนด์เนมมันนี่ ดำเนินธุรกิจมาครบ 1 ปี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามารถขยายพอร์ตการปล่อยสินเชื่อได้อย่างต่อเนื่อง เกินเป้าหมาย ล่าสุด สามารถปล่อยสินเชื่อได้กว่า 200 ล้านบาทแล้ว แบ่งเป็น สินเชื่อจำนำหรือขายฝากสินค้าแบรนด์เนม LUXURY วงเงิน 150 ล้านบาท สินเชื่อเช่าซื้อหรือผ่อนไป-ใช้ไปวงเงิน 30 ล้านบาท สินเชื่อผ่อนจบ-รับของ วงเงิน 20 ล้านบาท “ในโอกาสครบรอบ 1 ปี เราได้จัดแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้าขายฝาก โดยลดดอกเบี้ยลงเหลือ 0.50% สำหรับเดือนแรก และบริการย้ายค่ายเป็นการย้ายการขายฝากจากที่เดิมมาฝากที่แบรนด์เนมมันนี่ โดยเราจะไถ่ถอนให้ฟรี” ปพน กล่าวพร้อมเสริมว่า หากลูกค้าต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่าและเสียค่าปรับจากการผิดนัดชำระหนี้ในอัตราสูง หรือยอดที่ฝากไว้กับที่เดิมได้วงเงินต่ำต้องการเพิ่มวงเงินสภาพคล่อง สามารถย้ายมาขายฝากที่แบรนด์เนมมันนี่ ได้เช่นกัน รวมถึงยังให้บริการไปรับของถึงที่บ้านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย จากทีมรับของที่มีมาตรฐาน พร้อมอุปกรณ์กันกระแทก และประกันภัยสินค้า ขณะเดียวกัน แบรนด์เนมมันนี่ ยังได้ทำแคมเปญร่วมกับพันธมิตรหรือพาร์ทเนอร์ ร้านขายสินค้าแบรนด์เนมมือสองชั้นนำ โดยปัจจุบันเรามีพันธมิตรร้านค้าจำนวนมากกว่า 70 ร้านค้าทั่วประเทศที่ในออนไลน์และออฟไลน์ เช่น ร้าน Bagnifique Brandname , SF Brandname, Clara Brandname ฯลฯ เพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งคนขายและคนซื้อ ภายใต้ ecosystem ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ปพน กล่าววว่า “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี คนจะนำแบรนด์เนมมาขายฝากเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องการใช้เงิน ต้องการสภาพคล่องทางการเงิน โดยเราเข้าถึงง่ายและรวดเร็วกว่าแหล่งเงินทุนอื่น ที่ต้องยื่นเอกสาร รอผลอนุมัติที่ต้องใช้เวลา แต่เราใช้เวลาพิจารณาสินเชื่อไม่ถึงชั่วโมง โอนเงินให้ได้เลย” อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจดีขึ้น คนต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น หากต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนม เรามีบริการสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์เนมทั้งของใหม่มือหนึ่งและมือสอง โดยบริษัทมีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบ Risk Management อย่างต่อเนื่อง ด้วยการอนุมัติที่รัดกุม ใช้เครดิตสกอร์ริ่ง และเกณฑ์พิจารณาสำหรับสินค้าแบรนด์เนมโดยเฉพาะ และมีทีมงาน Collection ติดตามหนี้ มีทีมงานกฎหมายที่เข้มแข็ง อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง เศรษฐกิจซึม หนุนตลาดแบรนด์เนมมือสอง คนแห่ปล่อยของเติมสภาพคล่อง Brandname Money บอกแบรนด์เนมหรูไม่ใช่แค่ ‘ของมันต้องมี’ แต่เป็นการลงทุนของคนรุ่นใหม่ ปพน กล่าวต่อ ทิศทางและเป้าหมายธุรกิจแบรนด์เนม มันนี่ว่า แผนงานระยะกลาง ตั้งแต่ปี 2569–2571 บริษัทตั้งเป้าปูพรมขยายสาขาและจุดรับขายฝากแบรนด์เนมทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาระบบ Credit Scoring และ AI Risk Model สำหรับสินค้าแบรนด์เนม LUXURY โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการทางการเงินกับลูกค้า และเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ โดยตั้งเป้าวงเงินปล่อยสินเชื่อแบรนด์เนมให้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายปี 2571 โดยบริษัทจะใช้กลยุทธ์ จากความเป็นผู้เชี่ยวชาญสินค้าแบรนด์เนม และมีความเข้าใจคนที่ใช้สินค้าแบรนด์เนมอย่างแท้จริง เพราะเราทราบดีว่า ของทุกชิ้นไม่ได้มีแค่ ‘มูลค่า’ แต่ยังมี ‘คุณค่า’ ทางจิตใจ ดังนั้นผู้ที่มีสินค้าแบรนด์เนม แต่มีความจำเป็นหรือต้องการใช้เงิน-ขาดสภาพคล่อง โดยยังไม่ต้องการเสียของรักไป แต่สามารถนำมาขายฝากกับแบรนด์เนมมันนี่ โดยบริษัทจะประเมินให้สินเชื่อในราคาตลาด ไม่กดราคาและคิดอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ส่วนผู้ที่ต้องการมีสินค้าแบรนด์เนมไว้ในครอบครอง ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนอีกต่อไป สามารถใช้บริการสินเชื่อกับเราได้ ตามสโลแกนของแบรนด์เนมมันนี่คือ ‘ใครๆก็ใช้แบรนด์เนมได้’ จากแนวทางดังกล่าว บริษัทวางแผนระยะยาวตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 จะระดมทุนกระจายขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทในตลาดทุนร่วมลงทุน “ทิศทางธุรกิจของแบรนด์เนมมันนี่ ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทมองโอกาสการระดมเงินทุนเพื่อนำมาขยายพอร์ตขยายธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันมีสถาบันการเงินเสนอวงเงินกู้ให้เรา และยังมีบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหุ้น สนใจเข้ามาขอร่วมทุนกับแบรนด์เนมมันนี่หลายราย แต่ทางเรายังไม่ได้มีการเจรจาหรือตอบตกลงกับรายใด” ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องการเลือกพันธมิตร ที่มีความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ใกล้เคียงร่วมกันมากที่สุด ด้วยมองธุรกิจในระยาวมากกว่าการปล่อยสินเชื่อแบรนด์เนม แต่ขยายสู่การเป็นแหล่งเงินทุนหรือเป็นผู้สร้างสภาพคล่องทางการเงินให้กับคนรักแบรนด์เนมทั่วประเทศ Alternate-X สรุปให้ แบรนด์เนม มันนี่ ปล่อยสินเชื่อครบ 1 ปี ยอดทะลุ 200 ล้านบาท ตั้งเป้าพอร์ตโตแตะ 1,000 ล้านบาท ปี 2571 ก่อนเข้าตลาดหุ้นปี 2573 ด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ ใช้กระเป๋า นาฬิกา และจิวเวลรี่แบรนด์เนม เป็นหลักประกันสินเชื่อ สะท้อนพฤติกรรมคนไทยมอง ‘ของหรู’ เป็น สินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ใช่แค่ของใช้เทรนด์ใหม่ที่ชี้ให้เห็นความต้องการสภาพคล่อง และการเข้าถึงแบรนด์เนมง่ายขึ้น
ดุสิตธานี หลังไร้ ‘ศุภจี’ ตั้ง ‘ชนินทธ์ โทณวนิก’ นั่ง Group CEO มีผลทันที
เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT แจ้งมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 11/2568 โดยมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญระดับบริหารและคณะกรรมการบริษัท พร้อมประกาศจัดงานแถลงข่าวใหญ่ในช่วงบ่ายเพื่อเผยทิศทางธุรกิจบทใหม่ โดยที่ประชุมมีมติรับทราบการลาออกของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จากตำแหน่งกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม (Group CEO) ให้มีผลทันที เนื่อจากศุภจีต้องรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลอนุทิน 1 พร้อมกันนี้ ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งนายชนินทธ์ โทณวณิก เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคนใหม่ เพื่อสานต่อยุทธศาสตร์การเติบโตของเครือดุสิตธานีทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ประชุมยังมีมติแต่งตั้งนายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการแทนนางศุภจี และแต่งตั้งนายสมประสงค์ บุญยะชัย เป็นกรรมการอิสระแทนนางนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ลาออกไปก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับอำนาจกรรมการผู้มีสิทธิ์ลงนามผูกพันบริษัท โดยกำหนดให้กรรมการ 3 คน คือ นายชนินทธ์ โทณวณิก, นางสินี เธียรประสิทธิ์ และนายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ลงนามร่วมกัน 2 ใน 3 คน พร้อมประทับตราบริษัท หลังการแจ้งข่าวต่อกลต. หุ้น DUSIT ช่วงบ่ายเวลา 13.20 น. ปรับตัวขึ้นแรง 0.90 บาท หรือ 7.63% มาอยู่ที่ 12.70 บาท ช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ บริษัทฯ ยังได้ออกหนังสือเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าว “ถึงความสำเร็จในปัจจุบัน สู่การสร้างสรรค์บทใหม่” ในวันเดียวกัน เวลา 13.30–15.30 น. ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ โดยมีนายชนินทธ์ โทณวณิก ในฐานะรักษาการประธานกรรมการ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะซีอีโอ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและทิศทางการบริหารในอนาคต Alternate-X สรุปให้ ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ประกาศเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงทันที หลัง ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ลาออกจากตำแหน่ง Group CEO เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ ที่ประชุมแต่งตั้ง ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ เป็น Group CEO คนใหม่ โดยในช่วงเช้าของวันที่ 12 ก.ย. หุ้น DUSIT พุ่งกว่า 7% หลังข่าวประกาศผู้บริหารชุดใหม่
ส่งออกธรรมดา โลกไม่จำ ทำ ‘ข้าวเหนียวทุเรียนพร้อมเสิร์ฟ’ แพลททินัม ฟรุ๊ต แตกไลน์ใหม่
PTF เล็งแผนส่งออกใหม่แตกไลน์ ‘ข้าวเหนียวทุเรียนพร้อมเสิร์ฟ’ ต่อยอดผลสดทุเรียน พรีเมี่ยมขยายตลาดใหม่ พร้อมปิดดีลใหม่ ‘ลำไยสด’ เข้ายุโรป ณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) หรือ PTF ผู้ส่งออกผักและผลไม้สดเกรดพรีเมี่ยมแบบ One Stop Service เปิดเผยว่า ภาพรวมผลไม้ไทยในงาน Asia Fruit Logistica 2025 เวทีแสดงสินค้าผักและผลไม้สดอันดับหนึ่งของเอเชีย ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ว่า ปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 730 บริษัทฯ จาก 43 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วน PTF เองได้มีโอกาสพบปะคู่ค้าชาติต่างๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะฝั่งยุโรปเพื่อหารือขยายความร่วมมือในอนาคตซึ่งมีแนวโน้มการตอบรับเป็นอย่างดี ขณะที่ สิ่งน่าสนใจจากงานปีนี้ คือ ผลไม้ไทยอย่างทุเรียนและลำไยยังได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการชาติต่างๆ เป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะลำไยช่อสดที่เป็นดาวรุ่งดวงใหม่ในตลาดยุโรป อาทิ อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ให้การตอบรับเป็นอย่างดี ที่ผ่านมาบางชาติอาจไม่รู้จัก หรือ ไม่เคยชิม แต่เมื่อทดลองชิมลำไยสดเกรดพรีเมี่ยมที่เรานำไปจัดแสดงก็ชื่นชอบรสชาติ และด้วยอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ที่ค่อนข้างยาวช่วยลดอุปสรรคด้านการขนส่ง จึงต้องการนำเข้าไปทำตลาดในประเทศ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังสามารถเพิ่มพอร์ตลูกค้ารายใหม่จากทางอินเดียเข้ามาด้วย โดยอยู่ระหว่างตกลงในรายละเอียดการซื้อขาย ซึ่งเป็นโอกาสที่แพลททินัม ฟรุ๊ต ได้รับและเป็นการบ้านที่ต้องกลับไปหาลำไยคุณภาพเพื่อรองรับตลาดใหม่เหล่านี้ให้เพียงพอมากขึ้นในอนาคต “จากเดิมที่ตลาดหลักลำไยของแพลททินัม ฟรุ๊ต จะอยู่ที่อินโดนีเซียและจีนเป็นหลัก” ณธกฤษ กล่าว พร้อมเสริมว่า สำหรับราชาผลไม้อย่างทุเรียนยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งให้ความเชื่อมั่นในรสชาติและคุณภาพหมอนทองไทย โดยในงานฯ นี้ แพลททินัม ฟรุ๊ต ยังได้เจรจากับคู่ค้าเพื่อเตรียมเปิดตลาดใหม่ในอีกหลายมณฑลทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเพิ่มเติมด้วย “ดีมานด์ของทุเรียนไทยในตลาดจีนเชื่อว่ายังเติบโตได้อีกมาก เพราะยังมีหลายพื้นที่ หลายมณฑลของจีนที่ทุเรียนไทยยังเข้าไปไม่ถึง ซึ่งเป็นโอกาสของทุเรียนไทย แต่เราต้องคง “คุณภาพและความปลอดภัย” เป็นสำคัญจึงจะสามารถเข้าไปเปิดตลาดเหล่านี้ได้” ณธกฤษ ย้ำ นอกจากผลไม้สดแล้ว ภายในงานปีนี้ แพลททินัม ฟรุ๊ต ได้นำ “ข้าวเหนียวทุเรียนสำเร็จรูป” ผลิตภัณฑ์ไลน์ใหม่ Ready to eat ที่บริษัทฯ ได้ทำการวิจัยพัฒนาเข้าไปเปิดตลาด พบว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะกลุ่มผู้ค้าในยุโรป ที่มีความลงตัวทั้งในเรื่องรสชาติและกลิ่นของน้ำกะทิทุเรียน อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง กินผลสดเชยแล้ว!! คนจีนฮิตทุเรียนแนวใหม่ เอาไปทำอาหารคาว-หวาน-เครื่องดื่ม สำหรับ หัวใจสำคัญของแพลททินัม ฟรุ๊ต คือ นอกจากผลไม้ทุกลูกที่คัดจากสวนที่มีมาตรฐาน GAP และ Global GAP รับรอง ก่อนนำมาตรวจสอบคัดคุณภาพและความปลอดภัยตาม Global standard แล้ว บริษัทฯ ยังมีการลงทุนระบบโลจิสติกส์รูปแบบ One Stop Service ถือเป็นผู้ส่งออกผลไม้สดรายแรกของไทยที่ลงทุนระบบการขนส่งแบบ Cold chain เพื่อควบคุมอุณหภูมิตลอดเส้นทาง โดยเริ่มตั้งแต่การ Load สินค้าที่ต้องคำนวณอุณหภูมิในตู้และจำนวนวันของการขนส่งในแต่ละจุด เพื่อรักษาคุณภาพความสดจากสวนจนถึงมือผู้บริโภค จึงช่วยสร้างความมั่นใจและการยอมรับให้กับลูกค้าในเรื่องการควบคุมคุณภาพและขนส่งสินค้าที่เที่ยงตรงแม่นยำ ปัจจุบันเรามีตลาดส่งออกผลไม้สดกระจายอยู่ทั้งในเอเชีย ยุโรป อาทิ สาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย อินเดีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ซึ่งเรายังคงมองหาโอกาสที่จะนำผลไม้ไทยไปปักธงบนตลาดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สำหรับผลดำเนินการธุรกิจย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราเติบโตเป็นบวกทุกปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2566) ปี 2562 รายได้ 1,113,385,904.71 บาท กำไร 14,806,397.30 บาท คิดเป็น 1.33% ของรายได้ ปี 2563 รายได้ 1,293,674,549.88 บาท กำไร 25,254,338.54 บาท คิดเป็น 1.95% ของรายได้ ปี 2564 รายได้ 1,838,964,152.99 บาท กำไร 26,860,552.13 บาท คิดเป็น 1.46% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 3,060,627,528 บาท กำไร 46,173,306 บาท คิดเป็น 1.51% ของรายได้ ปี 2566 รายได้ 2,591,338,053 บาท กำไร 52,737,929 บาท คิดเป็น 2.04% ของรายได้ An AI-generated cover image by Google Gemini Alternate-X สรุปให้ PTF เดินเกมบุกตลาดผลไม้โลก เปิดไลน์ใหม่ ข้าวเหนียวทุเรียนพร้อมเสิร์ฟ ต่อเนื่องจากผลไม้สดพรีเมี่ยม เจาะตลาดจีนและยุโรป พร้อมปิดดีลใหม่ ‘ลำไยสด’ เข้าสู่ยุโรป จากดีมานด์หลายประเทศให้การตอบรับดี ย้ำความพร้อมระบบโลจิสติกส์ Cold Chain คุมคุณภาพทุกขั้นตอน สร้างความเชื่อมั่น มุ่งขยายตลาดใหม่ต่อเนื่อง ตอกย้ำการเป็นผู้นำส่งออกผลไม้ไทย
เสนาฯ ปลุกแรงซื้ออสังหาฯ ลุยต่อโซนรังสิต ‘ให้อยู่ก่อน กู้ทีหลัง’ ทำคอนโดแบรนด์ใหม่ ‘COZI’ 2 ทำเล
เสนา ดันยอดขายอสังหาฯ รวบ 13 โครงการโซนรังสิตย้ำแคมเปญ ‘เฮ้ยยย!! อยู่ก่อน กู้ทีหลัง’ ดึง ‘ธอส. – กรุงไทย’ ให้ดอกเบี้ยพิเศษ แก้ปมลึกคนกรุงเทพฯยังอยากมีบ้านแต่กู้ผ่านยากจัง พร้อมเปิดอีกคอนโดแบรนด์ใหม่ COZI เจาะนิว เจนฯ ‘อุมาพร ธัญลักษณ์ภาคย์’ กรรมการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า บริษัทฯ วางแนวทางการตลาดในช่วง 4 เดือนสุดท้ายปีนี้ โดยมุ่งสื่อสารการตลาดผ่านประสบการณ์ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายรับรู้และสัมผัสได้จริง ภายใต้แคมเปญเต็มรูปแบบ ‘เฮ้ยยย!! อยู่ก่อน กู้ทีหลัง’ โดยแคมเปญฯ จะครอบคลุมทุกช่องทาง ตั้งแต่การสื่อสารออนไลน์ กิจกรรมออน กราวด์ ที่ศูนย์การค้าในทำเลใกล้กับโครงการอสังหาฯ ของเสนา เพื่อสร้างการเชื่อมต่อกับโครงการจริงไปจนถึงการสร้าง การมีส่วนร่วม (Engagement) บนโซเชียล มีเดีย ที่มีความสำคัญเท่า ๆ กัน ในปัจจุบัน “อินไซด์การรับรู้ข้อมูลในวันนี้ ผู้บริโภคไม่ได้เลือกบ้านจากการเห็นเพียงครั้งเดียว แต่ต้องการข้อมูลที่หลากหลาย การเปรียบเทียบ และความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ” อุมาพร กล่าว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการเลือกที่อยู่อาศัย ที่แบรนด์ต้องนำมาคิดและออกแบบอย่างครบถ้วน อาทิ สิ่งแวดล้อม พลังงานสะอาด ความคุ้มค่าทางการเงิน การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน เสนาฯ ยังได้กระแสตอบรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ โซนบางนา จากการพัฒนาสินค้าที่ตรงใจผู้บริโภคในแคมเปญ ‘เฮ้ยยย!! อยู่ก่อน กู้ทีหลัง’ ภายใต้โครงการ LivNex เช่าออมบ้าน เช่าเพื่อเป็นเจ้าของ นวัตกรรมทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อปลดล็อก ‘Pain Point’ ของคนไทยที่อยากมีบ้านแต่ยังไม่พร้อมกู้ธนาคาร โดยโครงการฯ นี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรสถาบันการเงิน เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ได้แก่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ให้คำปรึกษาและแนะนำบริการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัย กับสินเชื่อบ้าน 72 ปี ธอส. มอบอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเริ่มต้นเพียง 0.72% ต่อปี ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มอบข้อเสนอพิเศษ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี ปีแรกเริ่มเพียง 2.20% และผ่อนสบายล้านละ 2,600 บาท/เดือน นาน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ “สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ คือ ความเข้าใจเพนพอยต์ของคนรุ่นใหม่และครอบครัวที่อยากมีบ้าน แต่ติดปัญหาเรื่องการกู้สินเชื่อ LivNex จึงเข้ามาช่วยปลดล็อกความกังวล ด้วยการเปลี่ยนค่าเช่าเป็นเงินออมต่อยอดสู่การมีบ้านจริง” อุมาพร กล่าวพร้อมเสริมว่า “จากงานที่เมกา บางนา มีผู้สนใจจำนวนมาก ด้วยยอดจองมูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท และสร้างฐานลูกค้าใหม่ (Leads) รวมทุกช่องทางมากกว่า 2,000 ราย ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์” นอกจากนี้ เสนาเตรียมโครงการบ้านและคอนโดคุณภาพมาให้เลือกกว่า 13 โครงการ ในโซนรังสิต เช่น บ้านเดี่ยวและบ้านแฝดที่ออกแบบเพื่อการอยู่อาศัยของครอบครัว SENA VILLAGE บางกะดี – ติวานนท์ SENA VILLAGE รังสิต – ติวานนท์ คอนโดราคาจับต้องได้สำหรับคนเริ่มต้นทำงาน หรือครอบครัวเล็ก SENA KITH พหลโยธิน – นวนคร SENA KITH รังสิต คลอง 4 SENA KITH รังสิต – ติวานนท์ SENA ECO TOWN รังสิต สเตชั่น ที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้ ยังเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ COZI โครงการคอนโดมิเนียมดีไซน์ใหม่ 2 ทำเลศักยภาพ เพื่อตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่ คือ COZI บีทีเอส สะพานใหม่ COZI รามอินทรา – คู้บอน ทั้งนี้ จากการต่อยอดแคมเปญดังกล่าวที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จะช่วยกระตุ้นยอดจองและขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับเป้าหมายมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาทที่วางไว้ตลอดแคมเปญ พร้อมตอกย้ำผู้นำที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Leader) และเพื่อการอยู่อาศัยครบวงจรคุณภาพ พร้อมสร้างโอกาสและความมั่นคงให้คนไทยได้ก้าวสู่การมีบ้านจริงอย่างยั่งยืน Alternate-X สรุปให้ เสนาฯ ลุยต่อยอดแคมเปญ ‘อยู่ก่อน กู้ทีหลัง’ บุกตลาดโซนรังสิต จับมือพันธมิตร ธอส.–กรุงไทย ปลดล็อกการมีบ้านง่ายขึ้น พร้อมเปิดตัวคอนโดแบรนด์ใหม่ COZI 2 ทำเลศักยภาพ จัดกิจกรรมใหญ่ที่ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต 11–17 ก.ย. นี้ ตั้งเป้ายอดขายรวมกว่า 200 ล้านบาท จากแคมเปญ
ตลาดแรงงานเข้าสู่ ยุค5 คนทำงานจะเป็น ‘ไซบอร์ก’ ทักษะใหม่ต้อง ‘Prompt AI’ ให้เก่ง
ในงาน ‘The Next HumAnIty กำกับอนาคต AI กำหนดอนาคตสังคม’ จัดโดย ศูนย์คุณธรรม เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 พร้อมด้วยเหล่า ‘กูรู’ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในบริบทการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะพลิกโฉมการทำงานในอนาคต สะท้อนผ่านเวทีเสวนา ‘at Work นิยามใหม่ของคน และงานในยุค Al’ จาก ‘แทนพงศ์ สุคนธ์พานิช’ Chief Product Officer of FutureSkill และ ปฤณ จำเริญพานิช Co-Founder & CEO of AEIOU ‘แทนพงศ์’ เกริ่นถึงการเข้ามาของเอไอ ในวันนี้ คือ จุดเริ่มของ ‘ทักษะ’ ใหม่ของผู้คน ที่ปรับเอามาใช้ในชีวิตการทำงานแต่ละวัน ในฐานะผู้ช่วยมนุษย์ จากความสามารถของเอไอ ที่ถนัดในการทำงานประจำ (Routien) เดิมๆ ซ้ำๆ แต่ขณะเดียวกันเอไอ จะเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากการรับคำสั่งจากมนุษย์ที่ป้อนให้ในแต่ละทาสก์ (Task) ดังนั้น ‘มนุษย์’ สามารถใช้ความเก่งของเอไอที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน มาจัดลำดับการทำงาน Workflow ให้กระจายทาสก์ ออกไปไปยังความถนัดของแต่ละเอไอที่มีอยู่ในตลาด เพื่อสร้างผลลัพธ์การทำงานให้มีคุณค่ามากขึ้น “การใช้งานเอไอจากนี้ไปจะเป็นการต่อยอดแวลูงานรูทีน แต่ใช้แรงงานคนลดลง เช่น ในงานการตลาด คนจะมีหน้าที่ดราฟต์งานคอนเทนต์ หรือ แคมเปญ แล้วให้เอไอไปทำต่อ แต่เสร็จแล้วต้องเอามาปรับแต่งเพิ่มให้มีความสมบูรณ์ เรียกว่าอนาคตคนทำงานจะเป็นไซบอร์ก คือ มนุษย์ครึ่งหนึ่งเอไอครึ่งหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกัน” แทนพงศ์ กล่าว พร้อมเสริมว่าในปัจจุบัน จะเห็นนักการตลาดในหลายองค์กรต่างใช้เอไอ เข้ามาร่วมสำรวจข้อมูล พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงวิเคราะห์แคมเปญการตลาดของคู่แข่งได้แล้ว ‘แทนพงศ์’ กล่าวว่าความน่าสนใจของเอไอ คือการเข้ามาจัดระเบียบโลกใหม่ในการทำงาน จากปัจจุบันจะเห็นว่า เอไอช่วยผลักดันองค์กรไปสู่ระดับร้อยล้าน พันล้านบาทได้ในเวลารวดเร็ว ด้วยการใช้พนักงานหลัก 10-20 คนที่แตกต่างไปจากในอดีตที่ต้องใช้พนักงานราวหลักร้อยถึงพันคนในองค์กรขนาดใหญ่ “เอไอจะมีความเก่งงานสเกลและสปีดอความไวที่ทำได้รวดเร็วกว่า ขณะที่มนุษย์ ยังแข็งแกร่งในด้านจิตใจ การคิดเชิงกลยุทธ์ หรือการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลอยู่” แทนพงศ์ เสริม ‘เอไอ’ ขับเคลื่อนการทำงานยุค5 ด้าน ปฤณ กล่าวว่า สถานการณ์การเข้ามามีบทบาทของเอไอ เรียกได้ว่าเข้าสู่ยุค 5 ของการเปลี่ยนอาชีพการทำงานครั้งใหญ่ โดยในอนาคตจะมีแผนกใหม่ ฝ่ายสนับสนุนเอไอ ‘AI Support’ เกิดขึ้น เพื่อเข้ามาบริหารจัดการงานเอไอ องค์กร “การเข้ามาของเอไอ คือ ต้องเพิ่มโปรดักทิวิตีการทำงานได้มากขึ้น ซึ่งคนหรือแรงงานอนาคตจะต้องมีทักษะการใช้เอไอ เพื่อช่วยย่นระยะเวลาได้ด้วยหนึ่งคนเสร็จงาน จาก 5 เวิร์กโฟลว์เดิม ได้ภายในหนึ่งชั่วโมงหรือในหนึ่งวัน” ปฤณ ย้ำ พร้อมยกภาพให้เห็นชัด การทำงานทั้ง 5 ยุคที่ผ่านมา ในช่วงปี 2010s-2020s จากกระบวนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ เอไอ (Al Transformation Era) จากเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยปรับแต่งการทำงานและปรับขนาดการดำเนินงานยุคสมาร์ทโฟน ในช่วงปี 1990s-2010s เวิร์กโฟลว์แบบเครือข่ายได้เปลี่ยนโฉมการประสานงาน ผ่านการสื่อสารแบบเรียลไทม์ และยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในช่วงปี 1980s-1990s เป็นยุคแห่งเครื่องจักร มีการแปลงดิจิทัลมาช่วยให้ประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้น และกระจายงาน ในช่วงต้นศตวรรษที่19 เป็นยุคอุตสาหกรรมการใช้เครื่องจักรปฏิวัติเวิร์กโฟลว์ ช่วยลดเวลาในการส่งออก “การทำงานยุคเอไอที่มีหลากหลายความสามารถที่แตกต่างกันออกไป จะเป็นผู้ช่วยมนุษย์ในรูปแบบ 1 คนต่อ 5 เอไอ ซึ่งทักษะใหม่ที่ต้องการในอนาคต คือ การบริหารจัดการด้านเอไอ และการป้องคำสั่ง หรือ เอไอ พร้อมต์ ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ” ปฤณ กล่าว อย่างไรก็ตามต่อข้อกังวล ‘เอไอ’ จะเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยสมบูรณ์แบบหรือไม่ในอนาคตนั้น ปฤณ บอกว่า จะเป็นความท้าทายของทักษะผู้ใช้เอไอมากกว่า โดยวัดจาก ‘ผลลัพธ์’ (Out Put) ที่ออกมา โดยสามารถสังเกตได้ว่า แม้จะใช้เอไอตัวเดียวกันแต่คำตอบที่ได้รับอาจแตกต่างกันออกไป “นั่นเป็นเพราะประสบการณ์จากผู้ใช้งานหรือผู้ปฎิบัติหน้าที่นั้น ๆ ที่มีคลังความรู้แตกต่างกันออกไป ทำให้มีประสบการณ์ป้อนชุดคำสั่ง หรือ เอไอ พร้อมต์ ได้ ไม่เหมือนกัน” อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง จุฬาฯ เปิดคณะใหม่ ‘Extension School’ รับยุค AI เน้นเรียนรู้ตลอดชีวิต Open House ก.ย. 68 ขณะที่หลักการทำงานชุดนี้ ยังตอบคำถามได้ดีถึงความกังวลของกระแสรีไทร์เมนต์ในคนทำงานอายุ 45 ปีในปัจจุบันที่กำลังจะจะถูกแทนที่ด้วยเอไอ ซึ่งจะพบว่าแรงงานในแต่ละเจนฯ คือ คนรุ่นใหม่มีความคล่องแคล่วในการใช้เอไอเป็นเครื่องมือ แต่ในคนรุ่นเก่า จะมีทักษะการใช้ชุดคำสั่งเอไออย่างครอบคลุม ที่ได้จากประสบการณ์มากกกว่า ปฤณ ย้ำกว่า การเข้ามาของเอไอ จะเปลี่ยนโฉมเวิร์กโฟลว์การทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ในด้าน ความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ รสนิยม และ จินตนาการ ได้ พร้อมทิ้งท้าย คำพูดของ ‘มุสตาฟา ซูเลย์แมน’ ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ว่า “AI is a new kind of ‘digital species’ as our ‘new partners’ rather than just a tool, AI เป็นชนิดใหม่ของ ‘สายพันธุ์ดิจิทัล’ ในฐานะ ‘คู่หูใหม่’ ของเรา แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น An AI-generated cover image by Google Gemini Alternate-X สรุปให้ งานเสวนา The Next Humanity ชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของ AI ต่ออนาคตสังคมและการทำงาน โดยผู้เชี่ยวชาญเผยว่า AI จะช่วยจัดลำดับเวิร์กโฟลว์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบก้าวกระโดด โดย เอไอ ถูกยกให้เป็นผู้ช่วยมนุษย์ในงานรูทีน พร้อมเปิดโอกาสให้คนโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ การทำงานอนาคตจะเป็นการผสานมนุษย์และ AI ในรูปแบบ ‘มนุษย์ครึ่งหนึ่ง เอไอครึ่งหนึ่ง’
งานแฟร์ของอร่อย ดึงทราฟฟิกเข้าห้างฯ ตลอดไป ‘เมกา บางนา’ ยึดฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก
‘เมกาบางนา’ ย้ำพื้นที่แหล่งรวมอาหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ตะวันออก กลยุทธ์ดึงสายช้อปทุกเจนฯ ด้วยแคมเปญช้อปยังไงให้อร่อยด้วย วรรณวิมล อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดฝั่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เปิดเผยว่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา ย้ำตำแหน่งแหล่งช้อปปิ้งใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ด้วยกิจกรรมการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน โดยเฉพาะการสร้างจดจำ ‘เมกา บางนา’ ในตำแหน่งหมุดหมายปลายทางร้านอาหาร ‘FOOD DESTINATION’ ของกรุงเทพฯ ตะวันออก จัดแคมเปญ “MEGA FOODIE WONDERLAND” ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 รองรับสายชิมสายช้อปเข้าสู่โลกแห่งความอร่อยสุดมหัศจรรย์ จากร้านอาหารหลากหลายสไตล์ทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ตะวันตก คาเฟ่ และของหวาน “ในงานฯ นี้รวมร้านอาหารแบรนด์ดังกว่า 200 ร้าน มาเอาใจทุกไลฟ์สไตล์ความอร่อยในที่เดียว” วรรณวิมล กล่าว พร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์สุดพิเศษ โดยนำคะแนนเมกา สไมล์ รีวอร์ดส 120 คะแนน แลกรับฟรี! ‘MEGA YUMMY BOX X MILLIONSMONSTER’ กล่องเก็บความอร่อยลายพิเศษ ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) ออกแบบโดย ‘AnOfficerDies’ หรือ กอล์ฟ – ฐิติภูมิ เพ็ชรสังข์ฆาต ศิลปินนักวาดภาพประกอบชื่อดังเจ้าของลายเส้น ‘Millionsmonster’ โดยแคมเปญ ‘MEGA FOODIE WONDERLAND’ สมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส เตรียมรับความคุ้มค่าแบบจัดเต็มกับสิทธิพิเศษมากมาย เพียงรับประทานอาหารหรือช้อปปิ้งครบตามเงื่อนไข แลกรับ MEGA VOUCHER ได้ทันที แลกรับฟรี! MEGA VOUCHER มูลค่า 100 บาท เมื่อรับประทานอาหารครบ 2,500 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ แลกรับฟรี! MEGA VOUCHER มูลค่า 200 บาท เมื่อรับประทานอาหารหรือช้อปปิ้งครบ 20,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ (ยกเว้นหมวด Home & Decor และ IT) แลกรับฟรี! MEGA VOUCHER มูลค่า 300 บาท เมื่อช้อปในหมวด Home & Decor และ IT ครบ 50,000 บาทขึ้นไป / ใบเสร็จ นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารอย่างแท้จริง เมกาบางนามอบสิทธิพิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟให้สายกินและนักช้อป สำหรับผู้ถือบัตรเครดิตกรุงศรี และ บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน กับแคมเปญ ‘ช้อป กิน ฟิน คุ้ม ที่เมกาบางนา” รับสิทธิพิเศษสูงสุดถึง 3 ต่อ ต่อที่ 1 รับส่วนลดสูงสุด 60%* จากร้านค้าแบรนด์ดังและร้านอาหารมากมายที่ร่วมรายการในเมกาบางนา ต่อที่ 2 กิน 1,000 บาท คืนสูงสุด 200 บาท* เมื่อรับประทานครบ 1,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป (เฉพาะร้านอาหารที่ร่วมรายการ) ต่อที่ 3 รับ MEGA VOUCHER สูงสุด 300 บาท* เมื่อมียอดใช้จ่ายสะสมหมวดร้านอาหาร หรือหมวดช้อปปิ้ง 2,000 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป รับ MEGA VOUCHER มูลค่า 100 บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี วรรณวิมล กล่าวว่า สำหรับผู้สมัครสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 ยังได้รับฟรีเมนูพิเศษหรือส่วนลดเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความคุ้มค่าของการกินและช้อปปิ้งภายในเมกาบางนา จากร้านค้าชั้นนำที่ร่วมรายการกว่า 10 แบรนด์ ทั้งสายกินและสายแฟชั่นไลฟ์สไตล์ อาทิ BINCHO BONCHON EASY BUDDY GUSS DAMN GOOD SMITH & CO., BLUE ELEPHANT H&M MATCHBOX POWER BUY ZARA นอกจากนี้ ยังร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัลฟรี! เพียงสมัครสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส พร้อมแสดงใบเสร็จ (ไม่มีขั้นต่ำ) หรือใช้คะแนนเพียง 10 คะแนน รับสิทธิ์เล่นเกมลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ อาทิ IKEA VOUCHER มูลค่า 100 บาท, GIFT VOUCHER มูลค่า 100 บาท จาก ร้านหยกสด, คูปองส่วนลดเครื่องดื่ม 15% จาก STARBUCKS (เมื่อซื้อสินค้าราคาปกติ) บัตรร้องคาราโอเกะฟรี 1 ชั่วโมง มูลค่า 600 บาท หรือ บัตรเล่นโบว์ลิ่งฟรี 1 เกมส์ มูลค่า 200 บาท จาก BLU O RHYTHM & BOWL สามารถร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 6-7, 13-14, 20-21 และ 27-28 ก.ย. 68 ณ บริเวณบูธกิจกรรม ชั้น 1 โซนบิ๊กซี ทั้งนี้ เมกาบางนา ขอเชิญชวนสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส ร่วมเปิดประสบการณ์ความสดชื่นในแคมเปญ “MEGA BREW-LAND” เพลิดเพลินไปกับเสน่ห์ของชา หลากหลายรสชาติ ทั้ง ชาผลไม้ ชาญี่ปุ่น หรือชาไทย ที่พร้อมเติมพลังและรีเฟรชความสุขได้ทุกวัน เพียงใช้คะแนนตามที่กำหนด แลกรับฟรี! เครื่องดื่มสุดพิเศษจาก 12 ร้านคาเฟ่ชั้นนำที่ร่วมรายการ ได้แก่ ALTO COFFEE ROASTERS, AU BON PAIN, FUKU MATCHA, GAGA, INTHANIN, JIANCHA, KYO ROLL EN, O-LI-NO CREPE & TEA, TP TEA, TWIN MADE, WARABIMOCHI KAMAKURA และ ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน ระหว่างวันที่ 1 – 30 กันยายน 2568 เฉพาะสาขาที่ศูนย์การค้าเมกาบางนาเท่านั้น
คนไทย ติด ‘ท็อป10’ ลงทุนซื้อทองคำเก่งสุดในโลก ‘YLG’ บอกปีนี้ลุ้นทองไทยแตะ 5.6 หมื่นบ.
วายแอลจี บอกสถิติปี67 คนไทยติดท็อป 10 ของโลก และท็อป 4 ของเอเชีย ซื้อทองคำต่อเนื่องปี 2568 ความต้องการพุ่งกว่าเดิมหลังพบครึ่งปีแรก ดีมานด์ทองคำเพื่อบริโภคแตะ20.7 ตัน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน21% พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า ทิศทางความต้องการทองคำในประเทศไทยปี 2568 ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปี 2567 ที่มีความต้องการทองคำของไทยเพื่อการบริโภค (ไม่รวมอุปสงค์จากธนาคารกลาง) สูงถึง 49 ตัน เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อัตราการเติบโต 13% นี้ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในโลกในปี 2567 ส่งผลให้ช่วงดังกล่าวความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคของไทยอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก และอันดับที่ 4 ของเอเชีย โดย ประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวในโลกที่ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 4 ปี นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในปี พ.ศ. 2564 – 2567 ขณะเดียวกันปี 2568 ภาพรวมครึ่งปีแรกความต้องการทองคำเพื่อบริโภคของไทยอยู่ที่ 20.7 ตัน เติบโต 21 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงคาดการณ์ว่าทิศทางการเติบโตของไทยปีนี้ทั้งปีจะไม่ต่ำกว่าปี 2567 แน่นอน โดยเฉพาะความต้องการทองคำเพื่อการลงทุน เนื่องจากทิศทางทองคำปีนี้ยังมีแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน แม้ว่าล่าสุดจะทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ไปแล้ว แต่ยังมีโอกาสขึ้นไปหาเป้าหมายระดับบนที่ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ทองคำแท่งในประเทศมองว่าภายในสิ้นปีนี้มีโอกาสแตะระดับ 56,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งถือว่าไม่หวือหวามากเนื่องจากค่าเงินบาทในระยะนี้กลับมาแข็งค่า นักลงทุนไทย 97% ลงทุนทองคำ อย่างไรก็ดีจากการสำรวจล่าสุดพบว่านักลงทุนไทย 100% มีจำนวน 97% ที่ลงทุนในทองคำ ในกลุ่มนี้มี 20% ที่เข้ามาลงทุนทองคำโดยที่ไม่เคยซื้อทองคำมาก่อน และมี 77% ที่ลงทุนทองคำโดยที่เคยซื้อทองคำมาแล้ว ขณะเดียวกันมีเพียง 3% ที่ไม่คิดลงทุนและซื้อทองคำ โดยให้เหตุผลว่าความรู้และความสามารถในการซื้อมีจำกัด รวมถึงไม่ทราบถึงทางเลือกการลงทุนทองคำที่จับต้องได้และราคาไม่แพง รวมถึงนักลงทุนทองคำเกือบครึ่งหนึ่งกังวลเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ทองคำ เช่น สินค้าปลอม และ กังวลเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ที่ไม่มีการรับประกันความปลอดภัย รวมถึงกังวลด้านการเก็บรักษาทองคำให้ปลอดภัย ตั้งองค์กรคุมขายทองออนไลน์ จากปัญหาและความกังวลดังกล่าวคณะกรรมการสมาคมผู้ค้าทองคำจึงได้ร่วมมือกันแต่งตั้งองค์กรกํากับดูแลการดําเนินงานกิจการค้าทองออนไลน์ในประเทศไทย (SRO) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง มีคณะอนุกรรมการด้านการซื้อขายทองคำออนไลน์จำนวน 7 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ดำรงตำแหน่งสูงสุด 2 วาระติดต่อกัน โดยจะคัดเลือกจากนิติบุคคลไทยที่มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาทขึ้นไปที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการค้าทองคำออนไลน์และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ความเป็นเจ้าของ ซึ่งความร่วมมือในการก่อตั้ง SRO นี้ ถือเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมทองคำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรักษาความซื่อสัตย์สุจริต การรับรองราคาที่โปร่งใสและเป็นธรรม ปกป้องข้อมูลลูกค้าและความปลอดภัยของระบบ หลีกเลี่ยงการกระทำที่ทำให้เข้าใจผิดหรือผิดกฎหมาย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์และราคาอย่างชัดเจน รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ส่งเสริมความเข้าใจของสาธารณชนเกี่ยวกับการซื้อขายทองคำออนไลน์ มุ่งสร้างความไว้วางใจ ความเชื่อมั่น และมาตรฐานตลาด เพื่อให้ทั้งผู้ซื้อหรือผู้ขายได้ประโยชน์จากมาตรฐานความโปร่งใสที่ SRO สร้างขึ้น การรณรงค์การมีส่วนร่วมในการสร้างความโปร่งใสของสมาชิก มีช่องทางร้องเรียนและการประเมินสมาชิก สร้างระบบนิเวศการซื้อขายทองคำที่น่าเชื่อถือและยืดหยุ่น รับรองการคุ้มครองผู้บริโภคและความเชื่อมั่นในระยะยาว สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระดับสากลเพื่อการกำกับดูแลที่ยั่งยืนส่งเสริมการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องผ่านการศึกษาและนวัตกรรม ส่วนนักลงทุนที่สนใจลงทุนกับ YLG สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2 Alternate-X สรุปให้ คนไทยติดอันดับ Top 10 ของโลก และ Top 4 ของเอเชีย ด้านการซื้อทองคำ ในปี 2567 ความต้องการทองคำในไทยพุ่ง 13% สูงที่สุดในโลก ขณะที่ครึ่งปีแรก 2568 ความต้องการทองคำเพื่อบริโภคแตะ 20.7 ตัน โตอีก 21% ด้านสมาคมผู้ค้าทองคำตั้งองค์กรกำกับขายทองออนไลน์ (SRO) เพื่อสร้างความโปร่งใส โดยนักลงทุนไทยนิยมทองคำ 97% และมีแพลตฟอร์ม YLG ที่เริ่มลงทุนได้เพียง 100 บาท
แกร็บฟู้ด บอก ‘ทาร์ตไข่’ ยอดสั่งโตพุ่ง80% ดึง ‘YOLK’ ทำโปรเจกต์พิเศษ
แกร็บฟู้ด เผยเทรนด์ขนมหวาน ทาร์ตไข่ มาแรงจัด ครึ่งแรกปี68 ยอดขายพุ่ง 80% มีร้านใหม่เข้ามาเปิดขายบนแพลตฟอร์มโตเกือบ3 เท่ากว่า 11,000 ร้าน จิรกิตติ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิเคชั่น แกร็บ (Grab) เปิดเผย นับจากปลายปีที่ผ่านมา กระแสเมนูของหวาน ‘ทาร์ตไข่’ ขยายตัวในกลุ่มลูกค้าชอบทดลองประสบการณ์ใหม่ๆ หรือ ‘เออร์ลี อด็อปเตอร์’ (Ealrly Adopter)ต่อเนื่อง ผลักดันให้มียอดขายในครึ่งแรกของปีนี้ (มกราคม – มิถุนายน 2568) ผ่านช่องทางแกร็บ เติบโตกว่า 80% และมีจำนวนร้านขายทาร์ตไข่เข้ามาในแพลตฟอร์ม เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า รวมกว่า 11,000 ร้าน จากกระแสดังกล่าว ‘แกร็บ’ ใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านความร่วมมือ (Collaboration Marketing)ล่าสุดร่วมกับ ‘YOLK’ แบรนด์ทาร์ตไข่สเปเชียลตี้ยอดนิยมของไทย นำเสนอโปรเจกต์พิเศษ ‘Proudly, Made in Thailand’ ดึง 4 แบรนด์อาหาร-เครื่องดื่มไทยชื่อดัง พัฒนาเมนูคอลแลบส์ 4 รสชาติพิเศษ ให้บริการถึงสิ้นเดือนตุลาคม นี้ ให้สั่งได้ผ่านบริการ Grab เดลิเวอรี เท่านั้น “ทาร์ตไข่ เป็นเมนูขนมอบที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทย โดย YOLK ร้านขายทาร์ตไข่สเปเชียลตี้ ถือเป็นแบรนด์ไทยที่ปลุกความนิยมจนกลายเป็นเมนูไวรัลและสร้างปรากฏการณ์ทาร์ตไข่ฟีเวอร์ โดยได้กระแสตอบรับที่ดีในโลกโซเชียล จนมียอดขายถล่มทลายทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี” จิรกิตติ์ กล่าว สำหรับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ 4 แบรนด์สัญชาติไทยในโปรเจกต์ล่าสุดนี้ ยังถูกการันตีคุณภาพและความอร่อยจาก #GrabThumbsUp โดยแกร็บร่วมเชื่อมโยงร้านดังที่มีเมนูฮิตบนแพลตฟอร์ม พร้อมสนับสนุนการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ จากแบรนด์ไทย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มฟู้ดดี้ (Foodie) ‘สายกิน’ ที่มองหาความแปลกใหม่อยู่เสมอ โดยโปรเจกต์ ‘Proudly, Made in Thailand’ นี้ ยังได้สร้างสรรค์ทาร์ตไข่ 4 รสชาติพิเศษที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ ได้แก่ ทาร์ตไข่ซุปทรัฟเฟิลชีสน้ำผึ้ง (Truffle Honey Cheese) ร่วมกับแบรนด์ร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่เน้นผักออแกนิกอย่าง โอ้กะจู๋ ทาร์ตไข่กาแฟเดอร์ตี้โมจินมสด (Dirty Coffee & Fresh Mochi) ร่วมกับร้านกาแฟสเปเชียลตี้ในย่านทรงวาดอย่าง โรงคั่วกาแฟทรงวาด (Songwat Coffee Roasters) ทาร์ตไข่สังขยาใบเตยน้ำตาลโตนด (Pandan Custard & Palm Sugar Caramel) ร่วมกับร้านขนมไทยร่วมสมัย แก้วบูทีค ทาร์ตไข่ครีมชีสเจลลี่องุ่น (Kyoho Grape Jelly & Cream Cheese) ร่วมกับร้านเครื่องดื่ม เจี้ยนชา (JIANCHA) โดยทั้ง 4 รสชาติพิเศษวางจำหน่ายที่ร้าน YOLK ทุกสาขา และช่องทางเดลิเวอรี สั่งได้เฉพาะที่ Grab จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม ด้าน ‘สาริน รณเกียรติ’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ร่ำรวยที่สุด จำกัด ในเครือ เดอะ ฮอลิเดย์ กรุ๊ป เจ้าของแบรนด์ YOLK เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้ได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ในรูปแบบของทาร์ตไข่ทั้ง 4 รสชาติ สะท้อนผ่านโปรเจกต์ ‘Proudly, Made in Thailand’ ของแบรนด์ไทยรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ผ่านเมนูอาหาร โดยมีแกร็บฟู้ดเป็นพันธมิตรสำคัญ ในฐานะเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ สำหรับบริการเดลิเวอรีนับตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน “ปัจจุบัน YOLK มีสัดส่วนยอดขายผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรีถึง 25% ซึ่งช่วยให้เราเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันข้อมูลเชิงลึกจากแพลตฟอร์มยังช่วยให้เราสามารถวางแผนกลยุทธ์และต่อยอดธุรกิจจากความต้องการของตลาดได้จริง” สาริน กล่าว พร้อมกันนี้ ‘YOLK’ ยังได้พัฒนาและนำเสนอรสชาติใหม่ๆ นอกจากรสชาติออริจินัล เพื่อสร้างสีสันให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทาร์ตไข่มัทฉะโมจิสด ที่ร่วมกับแบรนด์ชาเขียวอย่าง MTCH หรือ ทาร์ตไข่วานิลลาจาก 3 สายพันธุ์ ที่ร่วมกับแฟลกชิปแบรนด์อย่าง HOLIDAY PASTRY จนมาถึงจนมาถึงโปรเจกต์ล่าสุดนี้ Alternate-X สรุปให้ แกร็บฟู้ด เผยเมนู ทาร์ตไข่ กำลังมาแรง ครึ่งแรกปี 2568 ยอดขายโต 80% มีร้านใหม่เพิ่มกว่า 11,000 ร้าน จากกระแสถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์ดัง YOLK ที่ทำให้ทาร์ตไข่กลายเป็นเมนูไวรัลและสร้างฟีเวอร์ทั่วโซเชียล ล่าสุด Grab ร่วมกับ YOLK เปิดโปรเจกต์ Proudly, Made in Thailand คอลแลบส์ 4 แบรนด์ไทยพัฒนาเมนูใหม่ นำเสนอทาร์ตไข่ 4 รสชาติพิเศษ เช่น ทรัฟเฟิลชีส–สังขยาใบเตย–เจลลี่องุ่น ให้สั่งผ่าน Grab เดลิเวอรีเท่านั้น โดยการจับมือครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ Collaboration Marketing เชื่อมแบรนด์ไทยเข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัล ตอบโจทย์สายฟู้ดดี้
‘CTM’ แบรนด์ลูก ‘ชาตรามือ’ มาเพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ เข้าสู่ยุคชาไทย…ไม่(ใส่)สีส้ม
‘ชาตรามือ’ (ChaTraMue) ปัจจุบันมีอายุกว่า 80 ปี มีจุดเริ่มต้นในปีพ.ศ. 2488 หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุด จากครอบครัวคนจีนเชื้อสายแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามาในไทยและนำเข้าชาจากจีนมาตั้งแต่รุ่นแรก ๆ โดยที่มาแบรนด์ ‘ตรามือ’ มาจากโลโก้รูป ‘มือกำถ้วยชา’ ที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ตั้งแต่ยุคแรก เพื่อบ่งบอกถึงคุณภาพและความจริงใจ ซึ่งมักจะมีคำว่า Number One Brand กำกับด้วย พัฒนาการกิจการ จากเดิม ชาตรามือ เป็นธุรกิจจำหน่ายใบชาแบบขายส่ง–ขายปลีกในย่านสำเพ็ง ก่อนต่อยอดเป็นชาไทยสำเร็จรูปที่ใช้กันตามร้านน้ำชาและร้านกาแฟโบราณทั่วประเทศ พร้อมกับเข้าสู่วงการ ‘ชาไทยต้นตำรับ’ ด้วยจุดเด่นของชาตรามือ คือ ชาไทยสูตรเข้มข้น กลิ่นหอม สีส้มเด่นชัด ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ และเป็นวัตถุดิบหลักของ ‘ชาไทยเย็น’ ที่แพร่หลายไปทั่วโลกในเวลาต่อมา จากนั้นกิจการได้เข้าสู่ช่วงการขยายธุรกิจ พร้อมตั้งโรงงานผลิตในชื่อ ‘โรงงานใบชาสยาม’ พร้อมจดทะเบียนเป็น บริษัท ชาไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมเข้าสู่การบริหารแบรนด์ชาตรามือในรุ่นถัดมา ภายใต้บริษัท บริษัท สยาม เอฟ บี โปรดักส์ จำกัด โดยมี ‘ศรีศุภร จาตุรงควนิชย์’ และ ‘พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช’ ร่วมเป็นผู้บริหารในฐานะกรรมการบริษัทฯ โดยมีผลดำเนินงานเป็นบวก มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ดังนี้ ปี 2563 รายได้ 386,481,066.30 บาท กำไร 2,991,890.07 บาท คิดเป็น 0.77% ของรายได้ ปี 2564 รายได้ 370,940,682.11 บาท กำไร 4,945,861.14 บาท คิดเป็น 1.33% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 387,693,613.71 บาท กำไร 6,810,795.57 บาท คิดเป็น 1.76% ของรายได้ ปี 2566 รายได้ 371,428,373.79 บาท กำไร 8,422,133.03 บาท คิดเป็น 2.27% ของรายได้ ปี 2567 รายได้ 470,608,23 บาท กำไร 17,950,614.18 บาท คิดเป็น 3.81% ของรายได้ ถึงปัจจุบัน ‘ชาตรามือ’ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายทั้งด้านนวัตกรรม และใบชาสูตรใหม่ อย่าง ชาไทย, ชาเขียว, ชาอู่หลง, ชาจีน, ชาพร้อมดื่ม และผงชา 3-in-1 (ทรีอินวัน) รวมทั้งไอศกรีมชาไทย ไปจนถึง ขนมและของฝาก อย่างไรก็ตาม จากกระแสสุขภาพที่มาแรง ทำให้ชาตรามือยังได้หันไปทำสินค้ารายการใหม่ที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น อย่าง ชาคีโต, ชาลดน้ำตาล, คอมบูฉะ เป็นต้น ตลาดชาในไทย 2 หมื่นล. ขณะเดียวกันจากเทรนด์ชาไทยแสนอร่อย ด้วยรสชาติและกลิ่นหอมเย้ายวนที่ไม่เหมือนชาในประเทศไหน ๆ ก็ยิ่งสร้างกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อ ‘Thai Tea’ อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่ผ่านมา และเป็นแรงหนุนให้ตลาดชาพร้อมดื่มในไทยเติบโตขึ้นตามมา แนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการเติบโตของ ตลาดเครื่องดื่มชาโดยรวม ประเทศไทยในปี 2567 คาดมีมูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 จากสถานการณ์ดังกล่าว แน่นอนว่าย่อมมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาในตลาดนี้เพิ่มขึ้น และเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในประเทศของชาตรามือ ยังได้ใช้กลยุทธ์ขยายแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในชื่อ ‘CTM’ (ย่อมาจาก Captivating Tea Muse) ขณะเดียวกันก็ยังไปสัมพันธ์กับแบรนด์แม่ ChaTraMue ชาตรามือ อีกด้วย วางตำแหน่งการตลาดใหม่ สำหรับ ‘CTM’ เป็นการแตกแบรนด์เพื่อเจาะตลาด ‘ชาแนวใหม่’ และกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยมาพร้อมคอนเซปต์ใหม่ที่เน้นความน่าหลงใหลของชา (Captivating Tea Muse) โดยตั้งเป้าเจาะตลาดเครื่องดื่มแนว ‘ชานม-ชาผลไม้’ ที่มีความสดชื่น แยกความต่างจากภาพลักษณ์ดั้งเดิมของชาตรามือ สีส้มสะท้อนความหวาน มัน อร่อย ของรสชาติ เป็นจุดขาย เพิ่มความต่าง-ขายพรีเมียม ต่อการเข้ามาของ ‘CTM’ ยังได้สร้างตัวตนใหม่ เพื่อเข้าไปทดลองในตลาดพรีเมียม-แมส พร้อมใช่โทนสีโลโก ‘เขียวตัดทอง’ มาสะท้อนความแคปติวา ชวนหลงใหลในรสชาติของชาที่สื่อถึงความพรีเมียม สวยงาม และทันสมัย มีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 75 ถึง 200 บาท เปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล พาร์ค ไม่รีแบรนด์แต่ใช้ ‘CTM’ ขยายฐาน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ ‘ชาตรามือ’ เป็นแบรนด์สุดเก๋าในตลาดมานานร่วม 8 ทศวรรษ แน่นอนว่าย่อมมีแฟนพันธ์แท้เหนียวแน่นทั้งกลุ่มคนไทยและต่างชาติ หากจะใช้วิธีรีแบรนด์หรือปรับสูตรให้เข้ากับเทรนด์อาจยังไม่ใช่คำตอบ ดังนั้น การใช้กลยุทธ์ต่อยอดด้วยการแตกแบรนด์ใหม่ อย่าง CTM น่าจะเข้ามาตอบผู้บริโภคยุคใหม่ ได้ดีกว่า ที่มาพร้อมกับการปรับภาพลักษณ์ให้ร่วมสมัย รวมถึงขยายไลน์สินค้าใหม่ อย่าง ชาไทยไม่มีสี ชาไทยคอมบูฉะ และไอศกรีมรสชาไทย ทำให้ ‘CTM’ จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางในการต่อยอดให้แบรนด์ดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่ GenY และ GenZ ได้มากขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคที่ต่างออกไป Alternate-X สรุปให้ “ชาตรามือ” แบรนด์ชาไทยในตำนานกว่า 80 ปี แตกไลน์เปิดตัว “CTM” (Captivating Tea Muse) เพื่อเจาะตลาดคนรุ่นใหม่ GenY–GenZ โดยแบรนด์ CTM ใช้คอนเซปต์พรีเมียม-ทันสมัย เน้นชาแนวใหม่ทั้งชานม ชาผลไม้ และคอมบูฉะ พร้อมเลือกใช้โทนสีเขียว-ทอง ของโลโก้ สื่อถึงความสดใหม่และร่วมสมัย ต่างจากภาพจำชาไทยสีส้ม ด้วยกลยุทธ์นี้ จะช่วยให้ชาตรามือรักษาฐานลูกค้าเก่า และขยายสู่กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ในไทยและต่างประเทศ ตลาดชาไทยมีมูลค่าแตะ 2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และ CTM คือก้าวสำคัญสู่สมรภูมิใหม่นี้
ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ยอดเข้าชมทะลุ 1.5 ล้านคน ในงาน EXPO 2025 OSAKA KANSAI JAPAN
จากการจัดงาน EXPO 2025 OSAKA KANSAI JAPAN ในปี 2568 ถึงในตอนนี้มี ผู้เข้าชมอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ในงานฯ ทะลุ 1,500,000 คน ติดอันดับพาวิลเลี่ยนที่ได้รับความนิยม อัครพงศ์ เฉลิมนนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา พร้อมด้วย เสาวภา จงกิตติพงศ์ นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญด้านคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพ อาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ในงาน EXPO 2025 OSAKA KANSAI JAPAN ได้มอบของที่ระลึกแก่ผู้เข้าชมอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ลำดับที่ 1,500,000 เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณในความสนใจและการสนับสนุนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายวุฒิธร มิลินทจินดา ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสนี้ สำหรับ ไทยแลนด์ พาวิลเลียน ในงานฯ ได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากทั่วโลกด้วยเสน่ห์ของความเป็นไทยที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาเยือน และการบริการด้วยรอยยิ้มของคนไทย จึงทำให้เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมาอาคารนิทรรศการไทย ได้มีโอกาสต้อนรับผู้เข้าชมลำดับที่ 1,500,000 นอกจากความสวยงามของอาคารนิทรรศการไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยอันงดงามและ โดดเด่นผ่านสถาปัตยกรรมไทยแล้วภายในอาคารยังได้นำเสนอมนต์เสน่ห์ของประเทศไทย ภูมิวิถีแบบไทย วัฒนธรรมประเพณี สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงาม รวมถึงศักยภาพสาธารณสุขไทย ภายใต้นโยบาย Thailand Medical hub 4 ด้าน ได้แก่ Medical service hub Academic hub Wellness hub Product Hub นอกจากนี้ ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการนำซอฟต์พาวเวอร์ไทย (Soft power) ทั้ง สินค้า บริการอาหาร นวดไทย สถานที่ท่องเที่ยว มานำเสนอบนเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงศิลปวัฒนธรรมของไทยบนเวทีหน้าอาคาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ผู้เข้าชมงานต่างพากันมารอชมกันอย่างแน่นขนัด ด้วยความสวยงาม อ่อนช้อย และยังสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้ชม ทั้งนี้ อาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ในงาน EXPO 2025 OSAKA, KANSAI, JAPAN ยังจัดแสดงให้เยี่ยมชม ตั้งแต่วันนี้ ถึง 13 ตุลาคม 2568 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง ส่อง ‘บูธไทย’ ใน EXPO 2025 โอซากา – มีไฮไลท์ อะไรว้าว?!? ทำทั่วโลกแห่เช็คอินไม่ขาดสาย Alternate-X สรุปให้ อาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ในงาน EXPO 2025 OSAKA KANSAI JAPAN มียอดผู้เข้าชมทะลุ 1,500,000 คนแล้ว โดยเมื่อวันที่ 2 ก.ย.ปีนี้ที่ผ่านมา กงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา มอบของที่ระลึกแก่ผู้เข้าชมลำดับพิเศษเพื่อแสดงความขอบคุณ ขณะที่ พาวิลเลียนไทยได้รับความนิยมจากทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวทั่วโลก จากเสน่ห์ของความเป็นไทยถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรม วัฒนธรรม และการบริการด้วยรอยยิ้ม ตอกย้ำภาพลักษณ์ไทยในฐานะ Thailand Medical Hub และประเทศที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดดเด่น
[PR Photo] บีแอลซีพีฯ ลงนามข้อตกลง REPCO ใช้เอไอเดินเครื่องจักรโรงไฟฟ้า
นายยุทธนา เจริญวงศ์ (คนกลาง) กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP Power Limited) พร้อมด้วย ดร. พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช (ที่ 3 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด (REPCO) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ทั้งด้านการตรวจสอบเชิงความเสี่ยง การบำรุงรักษาเชิงความน่าเชื่อถือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การตรวจจับ การคาดการณ์ปัญหา และการจำลองด้านวิศวกรรมมาปรับใช้ในการดำเนินงานจริง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและยกระดับการเดินเครื่องจักร การบำรุงรักษา และความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสนับสนุนเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงานให้กับประเทศ โดยมีนายอดุลย์ อุดมวรวุฒิ (ที่ 2 จากซ้าย) รองผู้จัดการใหญ่โรงไฟฟ้า นายสุรเชษฐ รัตนาประเสริฐ (คนแรกซ้าย) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายวิศวกรรม บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด นายวริทธิ์ กฤตผล(ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการ Business Solution and Commercial และ นายวีร์ จาบถนอม (คนแรกขวา) ผู้จัดการด้านดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท ระยองวิศวกรรมและซ่อมบำรุง จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆ นี้ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี – BLCP Power Limited
‘ลูกรัก’ ราชบัณฑิตยสภา ‘GOOD SUNDAY’ เขียนให้ถูก เมนูคาเฟ่ มัตจะ-ลัตเต-มอคา ฯลฯ
ร้าน ‘Goodsunday Coffee Bar’ ของอดีตแอร์โฮสเตส ‘อาร์ม – กานต์ชนิต สุรินทร์สภานนท์’ ที่ผันตัวมาทำคาเฟ่สายครีเอทีฟ กับแนวคิดเรียกแขกให้ไวรัล ด้วยการเขียนใหม่ให้ถูกเมนูเครื่องดื่ม ตามสำนักงานราชบัณฑิตยสภา 1.จุดเริ่มต้นไวรัล เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียพูดถึง ‘การเขียนชื่อเมนูคาเฟ่ให้ถูกต้องตามราชบัณฑิตยสภา’ จากเมนูยอดฮิตอย่าง ‘มัตจะ’ (ไม่ใช่มัตฉะ), ลัตเต (ไม่ใช่ลาเต้), มอคา (ไม่ใช่มอคค่า) ไปจนถึงคำทับศัพท์อื่น ๆ ที่หลายร้านคาเฟ่มักสะกดผิดแบบเคยชิน อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ประกาศคำเขียนถูกต้อง ‘ลัตเต–มัตจะ–มอคา’ ทำเอาชาวเน็ตเคว้ง 2.กระแสที่ตามมา จากความความเคลื่อนไหวนี้ กลายเป็นไวรัล เพราะคนแชร์เมนูแก้วกาแฟที่เขียนชื่อผิด-ถูกกันสนั่นโลกออนไลน์ ที่มาทั้งทั้งความขำแรงไปพร้อมให้ความรู้เชิงภาษา จนเกิดเป็นกระแส ‘คาเฟ่สะกดถูก’ ที่หลายร้านเริ่มหันมาใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างชื่อเมนู 3.GOOD SUNDAY ปรับขื่อไว ต่อกระแสนี้ มีร้านกาแฟ GOOD SUNDAY ของอดีตแอร์โฮสเตส ‘อาร์ม – กานต์ชนิต สุรินทร์สภานนท์’ เป็นหนึ่งในคาเฟ่ที่หยิบกระแสนี้มาใช้อย่างครีเอทีฟ โดยปรับการเขียนชื่อเมนูใหม่ทั้งหมดให้ถูกต้องตามราชบัณฑิตยสภา พร้อมทำคอนเทนต์บนโซเชียลที่ทั้งให้ความรู้และสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้า คอนเทนต์นี้ เป็นอีกตัวอย่างการทำ ‘Marketing Real-time’ ที่โดนใจคนรุ่นใหม่ และช่วยสร้างเอนเกจเมนต์ได้ทันกระแสชาวโซเชียล Alternate-X ร้าน Goodsunday Coffee Bar ของอดีตแอร์โฮสเตส “อาร์ม – กานต์ชนิต สุรินทร์สภานนท์” ปรับตัวไวกับกระแสโซเชียล กระแสเริ่มจากการถกเถียงการสะกดชื่อเมนูคาเฟ่ให้ถูกต้องตามราชบัณฑิตยสภา เช่น มัทจะ ลัตเต มอคา จนเป็นไวรัลดังไปทั่วเพราะทั้งฮาและให้สาระ จนหลายร้านหันมาใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างชื่อเมนู GOOD SUNDAY ใช้ไอเดียนี้ทำคอนเทนต์โซเชียลที่ทั้งสนุกและมีสาระ พร้อมปรับเมนูจริงให้ถูกต้อง เป็นตัวอย่างการทำ Real-time Marketing ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ทันเวลา
หาทางรอดโลกรวน ป่วนเศรษฐกิจ-สังคม-คน ชวนปรับตัว-ทำจริงในงาน ‘SX2025’
ในอนาคตจะเป็นแบบไหน เริ่มได้จาก ‘บลู พรินต์’ ของทุกคนในวันนี้ ที่จะต้องปรับตัวและร่วมมือ ‘ทำจริง’ ชวนไปฟังเรื่องเล่าจากสุดยอดทอล์ค ‘ทางรอดในยุคโลกรวน’ ที่งาน SX2025 งานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ที่เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม ปีนี้ พร้อมเปิดเวทีใหญ่ชวนฟังแนวคิดจาก ‘คนลงมือทำจริง’ ในหลากหลายวงการ อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง ไทยเบฟ x เนชั่นแนล จีโอฯ ทำสารคดียั่งยืนระดับโลก ใช้ทีมไทยร่วมผลิต เปิดตัวงาน SX2025 ส่องโลกอนาคตยั่งยืน เอาไปต่อยอดไอเดียธุรกิจ-ชีวิต งาน ‘SX 2025’ กับ 10 ไฮไลท์ชวนว้าว!! ทั้งธุรกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน ผู้เชี่ยวชาญกว่า 750 ท่าน ที่จะมาร่วมแชร์แนวคิด ประสบการณ์ และหาคำตอบใหม่ ๆ เพื่อ “ปรับตัว และร่วมมือ สู่ทางรอดในยุคโลกรวน ในงานฯ จะชวนทุกคนร่วมเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของผู้นำการเปลี่ยนแปลงและองค์กรต้นแบบที่กล้าปรับตัว เปิดรับแนวทางใหม่ และลงมือทำจริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนไปสู่ความสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืนเต็มอิ่มตลอด 10 วันเต็ม บนเวที SX GRAND PLENARY HALL เวที SX Talk Stage และ SX Idea Lab ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 : พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมงานฟรี! ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เวลา 10.00-20.00 น. ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expo, www.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม พร้อมลุ้นรับรางวัล 10 วัน ที่จะชวนคุณมาร่วมกอบกู้โลกใบนี้ไปด้วยกันที่ Sustainability Expo 2025: “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” เพราะโลกที่ดีกว่า…เริ่มต้นได้จากเราทุกคน
‘ศุภาลัย’ เปิดเกม Mortgage Tech ไทย ส่งแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัล ‘D.E.A.L’
‘ศุภาลัย’ เร่งแผนประชิดทำตลาดถึงตัวลูกค้า เปิด ‘D.E.A.L’ ดึง 10 ธนาคารพันธมิตรทำแพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลครบวงจรให้สินเชื่อดอกฯพิเศษ เสริมคล่องกำลังซื้ออสังหาฯ ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับ 10 ธนาคารชั้นนำ เพิ่มประสบการณ์ทางการเงินภายใต้บริการใหม่ ‘D.E.A.L.’ (Digital Easy Application for Loan)แพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัลเพื่อยกระดับกระบวนการยื่นสินเชื่อที่อยู่อาศัยครบวงจร โดยแพลตฟอร์มฯ นี้จะช่วยให้ลูกค้าซื้อบ้านได้ง่าย สะดวก และมั่นใจยิ่งขึ้น ให้ครบจบในที่เดียว ตั้งแต่ การประเมินความพร้อม เปรียบเทียบข้อเสนอ ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร สิทธิพิเศษอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้า ศุภาลัยโดยเฉพาะ “แพลตฟอร์ม D.E.A.L. จะเข้ามาปฏิวัติวงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยด้วยแพลตฟอร์มที่ศุภาลัยพัฒนาขึ้น เพื่อยกระดับกระบวนการขอสินเชื่ออย่างครบวงจร เป็นรายแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ” ไตรเตชะ กล่าว สำหรับ 10 ธนาคารพันธมิตร ประกอบด้วย ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน ธนาคารยูโอบี ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โดยแพลตฟอร์ม D.E.A.L. จะช่วยให้ลูกค้าทำการยื่นสินเชื่อเป็นเรื่องง่าย พร้อมยกระดับมาตรฐานบริการสินเชื่อ โดยศุภาลัย ยังร่วมกับธนาคารพันธมิตรจัดทำอัตราดอกเบี้ยพิเศษปีแรกต่ำสุด 1.79%* สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียม (*อัตราดอกเบี้ยประจำเดือนกันยายน 2568) พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องทุกเดือน สำหรับลูกค้าศุภาลัยเท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงแหล่งสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการ และความสามารถในการผ่อนชำระได้อย่างแท้จริง** (**เงื่อนไขเป็นไปตามที่ทางธนาคารฯ กำหนด) สำหรับแพลตฟอร์ม D.E.A.L. ของศุภาลัย เริ่มใช้งานจริงตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ครอบคลุมทุกโครงการ ทั่วประเทศ และได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าโดยแพลตฟอร์มนี้มอบประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่าง ด้วยจุดเด่นในการวิเคราะห์คุณสมบัติลูกค้าล่วงหน้า แนะนำสถาบันการเงินที่เหมาะสม เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขสินเชื่อที่ตอบโจทย์ พร้อมติดตามผลอนุมัติ ช่วยให้กระบวนการยื่นขอสินเชื่อบ้านและคอนโดมิเนียมของลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน และย่นระยะเวลาในการยื่นขอสินเชื่อและรอผลอนุมัติ โดย บริการดังกล่าว ยังเป็นจุดเริ่มต้นสู่การพัฒนา Mortgage Tech ในประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืนในอนาคต ด้วย Alternate-X สรุปให้ ศุภาลัยเปิดตัวแพลตฟอร์ม D.E.A.L. (Digital Easy Application for Loan) ร่วมมือกับ 10 ธนาคารชั้นนำ เพื่อยกระดับกระบวนการสินเชื่อบ้านและคอนโดฯ แบบครบวงจร โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย และยื่นกู้ในที่เดียว สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดย แพลตฟอร์มมอบสิทธิพิเศษดอกเบี้ยต่ำสุด 1.79% ในปีแรก พร้อมสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องสำหรับลูกค้าศุภาลัย นับเป็นการปฏิวัติ Mortgage Tech รายแรกในวงการอสังหาฯ ของไทย ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่และเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังปูทางไปสู่การสร้าง ระบบนิเวศทางการเงินที่ยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งต่อธุรกิจอสังหาฯ ในอนาคต
‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ จากซีอีโอหญิงหัวแถว สู่ (ว่าที่) รมว.พาณิชย์รัฐบาลอนุทิน
‘นิ่ง ลึก สุขุม’ พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มแทบตลอดระยะเวลากับคู่สนทนา คือ บุคลิกที่สะท้อนตัวตนเด่นชัด ของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ผู้บริหารหญิงระดับซูเปอร์โปรเฟสชั่นนัล ที่นั่งเก้าอี้บริหารองค์กรใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ มากว่า 30 ปี ในวันนี้ ‘ศุภจี’ เตรียมเริ่มต้นเส้นทางบริหารใหม่อีกครั้งหลังวัยเกษียณในฐานะว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (คนนอก) ภายใต้รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย 1.ประวัติส่วนตัว ศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีชื่อเล่นว่า ‘แต๋ม’ (วิกิพีเดีย) ระบุข้อมูลเบื้องต้น เธอเกิดในปี พ.ศ. 2507 ปัจจุบันอายุ 61 ปี 2.ด้านการศึกษา ‘ศุภจี’ จบระดับมัธยมจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟ บางนา และเรียนต่อปริญญาตรี สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นได้รับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) สาขาการเงินและการบัญชีต่างประเทศ จาก Northrop University รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ‘ศุภจี’ ยังผ่านการอบรมผู้บริหารจากหลายสถาบัน เช่น Director Certification Program, Advanced Audit Committee Program และหลักสูตรผู้บริหารสูงจากสถาบันต่างๆ 3. ด้านครอบครัว จากข้อมูลสาธารณะเปิดเผยเพียงว่า ‘ศุภจี’ มีบุตรสองคน และเธอ ยังเป็นพี่สาวของ ‘ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์’ กรรมการผู้จัดการไมโครซอฟท์ประเทศไทย คนปัจจุบัน ด้วย 4. ประวัติการทำงานตลอด 30 ปี ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ‘ศุภจี’ รับบทบาทในฐานะผู้นำหญิงระดับสูงสุดในหลายองค์กร โดยเฉพาะในองค์กรยักษ์เทคโนโลยีระดับโลก ไอบีเอ็ม (IBM) ที่ ‘เธอ’ ทำงานมานานกว่า 23 ปี ตั้งแต่ตำแหน่งระดับเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2532 และดำรงตำแหน่งสุดท้ายในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ซึ่งถือเป็นผู้บริหารหญิงสูงสุดที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร และดำรงตำแหน่ง ASEAN Global Technology Services จนถึงปี 2554 และยังเคยทำงานถึงที่สำนักงานใหญ่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ด้วย จากนั้น ‘ศุภจี’ ได้เข้ารับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารในบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการธุรกิจดาวเทียมเชิงพาณิชย์รายแรกและรายเดียวของประเทศไทย ช่วงระหว่างปี 2554 – 2558 ถัดมาในปี 2559 ‘ศุภจี’ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่น่าสนใจ คือ เธอ ยังเป็น กรุ๊ป ซีอีโอของ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะ ซีอีโอ คนแรกที่ไม่ใช่คนในตระกูลผู้ก่อตั้ง 5.ผู้พลิกสถานการณ์ ตลอดระยะการทำงานร่วม 30 ปีที่ผ่านมาของ ‘ศุภจี’ ฉายแสงผลงานที่โดดเด่นและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน ‘ไทยคม’ ก่อน ‘ศุภจี’ เข้ามา กิจการขาดทุนต่อเนื่องกว่า 2,000–4,000 ล้านบาท ต่อปี สาเหตุหลักจากต้นทุนโครงการไอพีสตาร์สูงเกินรายได้ แต่ภายใต้การบริหารของเธอ ได้มีการปรับกลยุทธ์ด้านต้นทุน การหาพันธมิตรต่างประเทศ และการขยายตลาด ทำให้บริษัท พลิกกลับมามีกำไรได้ในปี 2555 และต่อยอดให้เติบโตอย่างยั่งยืน ส่วนผลงาน ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เธอวางยุทธศาสตร์ในการเติบโตทั้งในธุรกิจโรงแรม การศึกษา ด้านพัฒนาอสังหา และบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเพิ่มพอร์ตกิจการจาก 27 แห่งใน 9 ประเทศ เป็นกว่า 300 แห่งใน 18 ประเทศ จากเส้นทางการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังสะท้อนถึงการรับรางวัลและการยกย่องตามมา เช่น Women of the Year” จาก Bangkok Post (2021) Best CEO in Strategic Agility (2021) Forbes Asia’s Power Businesswomen (2023) Most Inspiring in Travel (Asia) (2024) 6.บทบาทล่าสุด ปัจจุบัน ‘ศุภจี’ ดำรงตำแหน่ง Group Chief Executive Officer (CEO) และ กรรมการบริหารกลุ่ม (Executive Director) ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านกลยุทธ์ ความเสี่ยง และความยั่งยืน นอกจากนี้เธอยังดำรงตำแหน่งกรรมการในหลายบริษัทย่อยของกลุ่มดุสิต และยังเป็นคณะกรรมการหลายภาคส่วน อาทิ สถาบันการศึกษา ธนาคาร พัฒนาภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 7.วิสัยทัศน์-ยืดหยุ่น-มุ่งผลลัพธ์ การทำงานในช่วง10 ปีสุดท้ายก่อนถึงวัยเกษียณ ‘ศุภจี’ เป็นหัวเรือใหญ่สำคัญต่อการบริหารจัดการองค์กรท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ของ ‘ดุสิตธานี’ ให้ยังคงทำกำไรสุทธิ แม้ในปีแรกๆ จะขาดทุนก่อนหน้านี้ เช่น ไตรมาส 1 ปี 2564 พลิกขาดทุนเป็นกำไร 74 ล้านบาท นอกจากนี้ เธอ ยังเข้ามาปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุนอย่างเข้มงวด และกระจายการลงทุนไปในธุรกิจอาหาร การศึกษา และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากโรงแรมเพียงอย่างเดียว ขณะเดียว ทีมของเธอยังยอมลดเงินเดือนผู้บริหารระดับสูง 25–50% เพื่อรักษาความมั่นคงของพนักงานล่างและสร้างความเป็นธรรมในองค์กร ด้วย รวมถึงอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือ เร่งลงทุนระบบดิจิทัล เช่น ระบบ ERP (SAP S/4HANA), Microsoft Azure, CRM เพื่อสร้างความยืดหยุ่นขององค์กรในระยะยาว ที่สะท้อนถึงการมองไกลในอนาคตของธุรกิจ รวมถึงการที่ ดุสิตฯ ได้ใช้โมเดล ‘Hope for the best, but prepare for the worst’ เพื่อเตรียมพร้อมจุดแข็งขององค์กรรับมือสถานการณ์ไม่แน่นอน จากเส้นทางการบริหารของ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ซูเปอร์ซีอีโอหญิงพร้อมผลงานตลอดช่วงที่ผ่านมา สะท้อน 3 คำว่า ‘วิสัยทัศน์ – ความยืดหยุ่น – มุ่งมั่นผลลัพธ์’ ได้เป็นอย่างดี ที่เป็นแรงส่งสำคัญให้ไปสู่เส้นทางใหม่ในวัยหลังเกษียณ กับบทบาท (ว่าที่) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลชุด ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ หลังได้พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ที่ผ่านมานี้ Alternate-X สรุปให้ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ ซีอีโอหญิงระดับสูงด้วยประสบการณ์มานานกว่า 30 ปี กับผลงานนำองค์กรไทยคมและดุสิตธานี พลิกผลกำไรและขยายธุรกิจระดับสากล ด้านการศึกษาเธอ จบ MBA และผ่านหลักสูตรผู้บริหารชั้นสูงหลายแห่ง พร้อมรับรางวัล Women of the Year, Forbes Asia’s Power Businesswomen และอื่นๆ ปัจจุบัน ‘ศุภจี’ เป็นที่จับตาต่อการเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเตรียมสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ในการบริหารงานประเทศภายใต้รัฐบาลชุด อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี
รูทบินใหม่ไม่ง้อวีซ่า ‘อัลมาตี’ คาซัคสถาน ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดราคาตั๋ว 6,690 บ.
ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดเส้นทางใหม่บินตรง ‘อัลมาตี’ คาซัคสถาน! บินจากดอนเมือง กรุงเทพ แบบไม่ต้องขอวีซ่า ราคาเริ่มต้น 6,690 บาทต่อเที่ยวบิน ภัทรา บุศราวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ผู้ให้บริการสายการบิน แอร์เอเชีย ระหว่างประเทศ ‘ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์’ (XJ) เปิดเผยว่า สายการบินฯ วางแผนบุกตลาดเอเชียกลางเป็นครั้งแรก โดยเปิดเส้นทางบินใหม่ล่าสุด กรุงเทพ (ดอนเมือง) สู่เมือง อัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน สำหรับเส้นทางบินใหม่นี้ เปิดโอกาสให้คนไทยสัมผัสประสบการณ์ใหม่แบบฟรีวีซ่า พร้อมพบกับธรรมชาติสุดมหัศจรรย์ในบรรยากาศยุโรป และสถาปัตยกรรม-ศิลปวัฒนธรรมยิ่งใหญ่ ด้วยสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี ทั้งนี้ สายการบิน XJ พร้อมให้บริการแบบเที่ยวบินประจำ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (ทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์) เริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ด้วยเครื่องบินแอร์บัส A330 จำนวน 367 ที่นั่ง โดยในโอกาสนี้ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ยังมาพร้อมราคาโปรโมชั่นพิเศษ เริ่มต้นที่ 6,690 บาทต่อเที่ยวบิน สามารถจองได้แล้วตั้งแต่วันที่ 8-21 กันยายน 2568 เพื่อใช้เดินทางตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 28 มีนาคม 2569 จองผ่านแอป AirAsia MOVE และเว็บไซต์ www.airasia.com “การเปิดตลาดไปสู่เอเชียกลางของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ถือเป็นเส้นทางที่ท้าทาย และมีจุดที่น่าสนใจ น่าค้นหา ไม่แพ้กัน ด้วยเป็นเส้นทางที่คนไทยยังไม่คุ้นเคย แต่อัลมาตีถือเป็นเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจ รอให้นักเดินทางชาวไทยไปสัมผัสกับประสบการณ์การเดินทางใหม่ๆ พร้อมไปพักผ่อนในภูมิภาคที่มีอากาศเย็นสบาย” ภัทรา กล่าว สำหรับเส้นทางบินใหม่นี้ ยังเป็นการขยายตลาดไปยังภูมิภาคใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าออกไปให้กว้างขึ้น พร้อมเปิดพื้นที่การเดินทางใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทย ที่มองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ น่าตื่นเต้น ในราคาที่คุ้มค่า จากเดิมที่ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ มีความโดดเด่นในเส้นทางการบินประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีมายาวนาน นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มแอร์เอเชียได้เปิดเส้นทางกัวลาลัมเปอร์–อัลมาตี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ การเพิ่มกรุงเทพฯ เป็นฮับที่สองในการเชื่อมต่อสู่คาซัคสถานครั้งนี้ นับเป็นการเร่งกลยุทธ์ของไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ในการขยายสู่ตลาดใหม่ พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายของกลุ่มแอร์เอเชียทั่วเอเชีย สำหรับเมืองอัลมาตี เป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศคาซัคสถาน เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ที่ผสมผสานอย่างลงตัว ทั้ง วิวทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงามแห่งหนึ่งของโลก มีหิมะปกคลุมเกือบทั้งปี ทะเลสาบอัลมาตี (Big Almaty Lake) ที่โอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ ชารินแคนยอน หุบเขาสีแดงที่เกิดจากการทับถมละอองลาวาจากภูเขาไฟ จากการกัดกร่อนจากลมและน้ำจึงทำให้ภูเขามีลวดลายและรูปทรงแปลกตา สกีรีสอร์ทแห่งชิมบุลลักซ์ ที่เปิดให้เล่นสกีได้ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ ยังมี สถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อาทิ มหาวิหารเซนคอฟ แลนด์มาร์กยอดนิยม เป็นอาสนวิหารของศาสนาคริสต์ นิกายออร์โธดอกซ์ พิพิธภัณฑ์ประจำเมืองอัลมาตี พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง ศูนย์รวมทุกเรื่องราวของประเทศคาซัคสถาน ตลาดกรีนบาซาร์ ตลาดเก่าแก่กลางเมือง ที่ผสมผสานวัฒนธรรมเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน เป็นต้น ปัจจุบันไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ มีเครื่องบินประจำฝูงบิน 9 ลำ ให้บริการเส้นทางบินตรง 7 เส้นทาง จากกรุงเทพ (ดอนเมือง) สู่ โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า ซัปโปโร ประเทศญี่ปุ่น กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เดลี ประเทศอินเดีย เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และเส้นทางบินใหม่ล่าสุดสู่อัลมาตี ประเทศคาซัคสถาน เป็นเส้นทางที่ 8 *ประเทศและดินแดนที่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยเดินทางไปได้โดยไม่ต้องขอรับการตรวจลงตรา ตารางเที่ยวบิน กรุงเทพฯ ดอนเมือง (DMK) – อัลมาตี (ALA) Alternate-X สรุปให้ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพ–อัลมาตี คาซัคสถาน แบบไม่ต้องขอวีซ่า ราคาโปรโมชั่นเริ่มต้นเพียง 6,690 บาทต่อเที่ยวบิน เปิดจองแล้ววันนี้ ให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เริ่มบิน 1 ธันวาคม 2568 ด้วยแอร์บัส A330 โดยเมือง ‘อัลมาตี’ เป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน โดดเด่นทั้งธรรมชาติอลังการและวัฒนธรรมผสมผสาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการบุกตลาดเอเชียกลาง เสริมเครือข่ายใหม่ของแอร์เอเชีย
1 ทศวรรษ ‘บลู พอร์ต หัวหิน’ ดึงเสน่ห์ยุค80’s รำลึกเมืองคลาสสิค เที่ยวชายทะเล
ในเดือนตุลาคม 2568 ปีนี้ บลูพอร์ต หัวหิน (Bluport Hua Hin) ศูนย์การค้าสไตล์รี สอร์ต มอลล์ แห่งแรกของวงการค้าปลีกในไทย จะมีอายุครบ 10 ปี ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 โครงการฯ นี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 2 กลุ่มทุนค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่ ระหว่าง กลุ่ม เดอะมอลล์ และ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด โดย บริษัท หัวหิน แอสเสท จำกัด ด้วยมูลค่าการลงทุนในครั้งนั้นราว 5,000 ล้านบาท ตั้งบนพื้นที่ขนาด 200,000 ตารางเมตร จากนั้นถัดมาอีก 5 ปี (ปี 2564) กลุ่มเดอะมอลล์ ได้ถอนหุ้นออกจากโครงการฯ ปัจจุบัน เหลือเพียงกลุ่มบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด เป็นผู้บริหารหลักโครงการฯ ที่ดำเนินกิจการ กระทั่วเข้าสู่ปีที่ 10 อย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา ‘บลู พอร์ต หัวหิน’ ได้ทยอยปรับโฉมใหม่โครงการในภาพรวมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อเป็นหนึ่งในซัพพอร์เตอร์หลัก ต่อการผลักดันให้ ‘หัวหิน’ เป็นเดสติเนชั่นในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เดินทางเข้ามาพักผ่อนในโอกาสสำคัญต่างๆ ทั้งการประชุมขององค์กร, การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล, การประชุมวิชาชีพ และนิทรรศการ หรือ ไมซ์ (MICE) รวมถึงการจัดเลี้ยงงานพิธี หรือ กิจกรรมต่างๆ ปัจจุบัน ‘บลูพอร์ต หัวหิน รีสอร์ต มอลล์’ กำลังเดินหน้าสู่ทศวรรษแรก ด้วยโฉมใหม่ภายใต้การบริหารของ ‘วจี กลมเกลี้ยง’ ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท หัวหิน แอสเสท จำกัด คนล่าสุด ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือการบริหารของ ‘เธอ’ ที่ได้รับโปรโมทในตำแหน่งดังกล่าว จากก่อนหน้าในฐานะกรรมการบริหารบริษัทฯ ซึ่งยังมาพร้อมกับหนึ่งในแผนงานสำคัญ ที่จะเข้ามาพลิกโฉมให้กับบลู พอร์ต หัวหิน หลังได้ 2 ผู้เช่าแม่เหล็กรายใหญ่ ‘Anchor Tennent’ มาสร้างสีสันใหม่ให้กับโครงการฯ ประกอบด้วย ‘บลูพอร์ต ฮอลล์’ ศูนย์การประชุมและจัดเลี้ยง HuaHin Convention Center (HHCC) พื้นที่ 3,000 ตารางเมตร ที่เปิดให้บริการไปเมื่อเดือนกันยายน ปีที่ผ่านมา ศูนย์ฯ นี้ยังมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนบนของไทย ครอบคลุมจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร รองรับผู้ร่วมงานมากกว่า 2,000 คน รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่โครงการฯ ส่วนหนึ่งเป็น พิพิธภัณฑ์บลูพอร์ต (BLUPORT GALLERY) ศูนย์แสดงของสะสม (Collection) และงานศิลปะต่างๆและในกลางปี 2568 นี้ บลูพอร์ต หัวหิน ยังมีแผนเปิดตัว Museo Auto Classica พิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิก นำเสนอคอลเล็กชั่นรถยนต์วินเทจ ที่หาชมได้ยาก ขณะเดียวกัน เพื่อสร้าง ‘HuaHin Vibes’ บลู พอร์ต หัวหิน ยังเติมกิมมิคสนุกๆ มาสร้างสีสันให้กับโครงการผ่านงานอีเวนต์ ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในทุกเทศกาลวันสำคัญ ‘หัวหิน รำลึก’ เรโทร ยุค80’s ล่าสุด ‘บลู พอร์ต หัวหิน’ หยิบกลยุทธ์ ‘Music Marketing’ มาสร้างไวบส์ให้ชวนรำลึกถึงความคลาสสิคของเมืองท่องเที่ยวชายทะเลเมืองไทย ด้วยนำเสียงเพลงที่คิดถึง…กำลังจะกลับมาอีกครั้ง กับ ‘Pink Panther & Friends’ คอนเสิร์ตแห่งมิตรภาพและตำนานของวงการเพลงไทย พร้อมพบกับบทเพลงคลาสสิก อย่าง ‘รักฉันนั้นเพื่อเธอ’ และอีกหลากหลายเพลงที่อยู่ในความทรงจำ โดยในครั้งนี้พิงค์แพนเตอร์ ยังได้ชวนเพื่อน ๆ ศิลปินชื่อดังผู้เคยร่วมเส้นทางดนตรีเดียวกันกลับมาร่วมเวทีด้วยอีกครั้ง ทั้ง สุชาติ ชวางกูร, เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์, ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์, วิยะดา โกมารกุล ณ นคร และชมพู ฟรุตตี้ โดยศิลปิน ทุกท่านจะมาร่วมถ่ายทอดความสนุกสนาน ความทรงจำ และพลังแห่งเสียงเพลง ให้ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ประทับใจ สำหรับอีเวนต์นี้ จัดขึ้นในวันที่เสาร์ที่ 20 กันยายน 2568 ณ หัวหิน คอนเวนชัน เซ็นเตอร์ ชั้น 1 บลูพอร์ต หัวหิน โดยบัตรเข้าชมมีทั้งแบบ VIP Zone ราคา 1,200 บาท และ Friends Zone ราคา 800 บาท เปิดจำหน่ายแล้ววันนี้ทางเว็บไซต์ https://bppinkpanther.gosalepage.co/fsn-gnft-cgw สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลูพอร์ต หัวหิน โทร. 032-905111 Facebook: Bluport Hua Hin Official หรือ Line: @Bluport An AI-generated cover image by ChatPGT Alternate-X สรุปให้ บลูพอร์ต หัวหิน ฉลองครบรอบ 10 ปี ในฐานะรีสอร์ต มอลล์ แห่งแรกของไทย พร้อมแผนปรับโฉมใหม่ เสริมแม่เหล็กใหญ่ดึงดูด ทั้งพื้นที่คอนเวนชันเซ็นเตอร์และแกลเลอรี ที่จะเปิดตัวกลางปี 2568 นี้ พิพิธภัณฑ์รถยนต์คลาสสิก Museo Auto Classica สร้างแลนด์มาร์กใหม่ ล่าสุดจัดคอนเสิร์ต Pink Panther & Friends รำลึกบทเพลงยุค 80’s เติมบรรยากาศความทรงจำ ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นจุดหมายปลายทางด้านช้อปปิ้ง การท่องเที่ยว และงานอีเวนต์ครบวงจร
‘LOCATION is KING’ ทำเลที่ใช่ คือ คำตอบ!! ‘The Base พระราม9’ เริ่ม 3.79ลบ.
นับจากต้นปีจนถึงตอนนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ยังอยู่ในภาวะทรงๆ หลังเจอหลากหลายปัจจัยลบกะทบ ความเชื่อมั่น ‘sentiment’ กำลังซื้อ ผู้บริโภคในภาพรวม . โดยเฉพาะ เหตุการณ์แผ่นดินไหวสะเทือนกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่เมื่อปลายเดือน มีนาคม 2568 . เหตุการณ์ในช่วงนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น ‘การสอบไล่’ เพื่อคัดผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ‘Developer’ ของไทย ว่าใครจะ ‘ผ่าน’ เกณฑ์ ได้ไปต่อในตลาดอสังหาฯ หลังผ่านพ้นวิกฤตที่เกิดขึ้น . อันนี้ ยังไม่นับรวม ‘การสอบย่อย’ เพื่อแก้โจทย์กำลังซื้อผู้บริโภคโดยเฉพาะในตลาดระดับกลาง-ล่าง ที่หายไปหลังสถาบันการเงินปฏิเสธคำขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยอัตราเฉลี่ย 75–77% และอาจสูงถึง 90% ในกลุ่มสินค้าระดับต่ำราคา 3 ล้านบาทในปี 2567 ที่ผ่านมา . จากสถิติดังกล่าว ทำให้ในปี2568 นี้จะเห็นได้ว่ามี Dev. หลายรายต่างโฟกัสไปที่โปรดักส์ระดับหรู-พรีเมียม ด้วยเชื่อว่า เป็นกำลังซื้อที่ยังมีอยู่ . แต่หลังจากผ่านมาครึ่งทางของปี 2568 ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต่างยอมรับว่ากำลังซื้อระดับบนเองก็เริ่มจะชะลอตัวเช่นกัน ทำให้หลายแบรนด์ต้องหันกลับมาทบทวนแผนธุรกิจไปพร้อมบริหารพอร์ตสินค้าเพื่อควานหา ‘กำลังซื้อที่แท้จริง’ . ขณะที่ ‘แสนสิริ’ เป็นหนึ่งในนั้น ที่บอกว่าขอแตะเบรคการทำตลาดพรีเมียมก่อน แต่จะหันกลับมาบริหารพอร์ตโปรดักส์โครงการพร้อมอยู่ และเปิดโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพแทน . ทั้งนี้เพื่อเข้าหากำลังซื้อที่มีความต้องการชัดเจนจากกลุ่ม 1.ซื้ออยู่เอง และ 2.นักลงทุนในตลาดทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล จังหวัดหัวเมือง เชียงใหม่ ชลบุรี และ ภูเก็ต . โดยในช่วง ที่เหลืออีก 4 เดือนสุดท้ายของปี2568 นี้ยังทำให้ ‘แสนสิริ’ เปิดตัวได้อีก 6-7 โครงการใหม่ (new launch) จากทั้งหมด 15 โครงการใหม่ตามแผนที่วางไว้เมื่อต้นปี . [ทำไม ‘แสนสิริ’ ถึงทำได้] . สมัตถ์คม ต่างวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวสูง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บอกว่าเป็นเพราะแสนสิริ มีฐานลูกค้าที่รอโปรดักส์ ออกมาทำตลาด . โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ ยิ่งทำให้ ‘ลูกค้า’ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน มองเห็นว่า แบรนด์ไหน? จะเอาอยู่กับการบริหารวิกฤตอสังหาฯ ในครั้งนี้ . ด้วยเหตุการณ์ในครั้งนั้น เปรียบเสมือนการให้บริการหลังการขายของจริง และจับต้องได้ในความรู้สึกของลูกค้า และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้สินค้ากลุ่มคอนโดมีเนียม ของแสนสิริได้ไปต่อถึงในตอนนี้ . จากในช่วงก่อนหน้าตลาดอสังหาฯอยู่ท่ามกลางความกังวลของผู้บริโภคที่มองหาโครงการโลว์-ไรซ์ (8ชั้น) มากกว่าโครงการไฮ-ไรซ์ แต่อย่างหลังแสนสิริก็ยังสามารถทำได้ดี จากยอด Sold-Out ในหลายโครงการที่เปิดจอง (Pre Sale) ไปก่อนหน้า . สมัตถ์คม บอกว่า การที่ ‘แสนสิริ’ ทำได้เป็นเพราะ ‘ขายความใช่’ ให้กับลูกค้า โดยเฉพาะ ‘ทำเล’ ด้วยสินค้าโครงการพร้อมอยู่ (Ready to Move) ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้มี ‘อินไซต์’ต้องการอยู่อาศัยใกล้กับสถานที่ทำงาน สถานที่เรียน เพื่อลดการเดินทางและมีเวลาได้ใช้ชีวิตมากขึ้น . [กำลังซื้อที่ใช่] . นอกจาก ‘ทำเล’ แล้ว แสนสิริ ยังควานหาต่อถึงกำลังซื้อในตอนนี้ ที่มีอยู่สองกลุ่มที่ (คิดว่า) ใช่ นั่นคือ 1. ซื้อจริงอยู่จริง และ 2.นักลงทุน ที่ยังมีแรงซื้ออสังหาฯ กลุ่มคอนโด เพื่อปล่อยให้เช่าอยู่อาศัย . โดย ‘ดีมานด์’ เหล่านี้ ก็วกกลับมาตอบโจทย์เรื่องหลัก คือ การอยู่อาศัยในทำเลที่ใช่ในที่สุด แม้ว่าจะมีเทรนด์คนรุ่นใหม่ไม่ซื้อที่อยู่อาศัยและเป็นแนวคิด ไวรัล มาก่อนหน้า แต่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ ก็ยังมองหาที่อยู่อาศัย จาก ‘ทำเล’ ใช้เป็นคีย์อยู่ดี อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง ‘แสนสิริ’ มองตลาดคอนโดกลับสู่สถานการณ์อยู่อาศัยจริง คนเลือกทำเลใกล้ที่ทำงาน-ตลาดเช่ามาแรง [The Base พระราม9 พร้อมอยู่ 3.79 ล.] จากส่วนผสมทั้งหมดทำให้ ‘แสนสิริ’ ไปต่อด้วยการเปิดตัว ‘เดอะ เบส เออร์เบิน พระราม 9’ (The Base Urban Rama 9) คอนโดใหม่พร้อมอยู่ บนทำเลแยกผังเมือง ด้วยราคาเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท (ราคาเฉลี่ย 128,000 บาท/ตารางเมตร) . โดยโครงการฯ มีมูลค่าราว 1,700 ล้านบาท เนื้อที่ 1 ไร่ เป็นอาคารพักอาศัยสูง 29 ชั้น 1 อาคาร มี ด้ 311 ยูนิต และที่จอดรถรูปแบบ Auto-Parking ทั้งหมด รองรับได้ 54% . ในส่วนงานดีไซน์ มีให้เลือก 6 รูปแบบ ทั้งห้องแบบ Simplex และ LOFT ออกแบบมาให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางกว่ามีขนาด 2,700 ตร.ม. ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Uniquely your urban beat ชีวิตผลิต Beat ได้ไม่ซ้ำ’ ตอบโจทย์ทั้งพื้นที่ทำงาน Co-Working Space, ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และมุมให้ความผ่อนคลาย . [ให้ยีลด์ 6%] . นอกจากทำเล ย่านใจกลางเมืองที่รายล้อมด้วยอาคารสำนักงานหลายแห่ง เพื่อรองรับลุ่มคนทำงาน ยังส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้ เป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือการปล่อยเช่าเพื่อรับผลตอบแทนที่สูงถึง 6% ก็ยังให้ความคุ้มค่าอย่างน่าสนใจ . โดย The Base Urban Rama 9 ให้เปิดจอง 13-14 ก.ย. นี้ ลงทะเบียนที่ https://siri.ly/jDpj0m7 Alternate-X สรุปให้ ตลาดอสังหาฯ ไทยปี 2568 ยังท้าทายจากปัจจัยลบและกำลังซื้อที่ชะลอตัว หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่กลายเป็นบททดสอบแบรนด์พัฒนาอสังหาฯ ไทยแสนสิริเลือกปรับกลยุทธ์หันมาจับ ‘ทำเลที่ใช่’ และโครงการพร้อมอยู่แทนตลาดพรีเมียมที่ชะลอการทำตลาดออกไปก่อน เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อจริงและนักลงทุนยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดคอนโด พร้อมเปิด The Base Urban Rama 9 เปิดตัวด้วยราคาเริ่ม 3.79 ลบ. พร้อมยีลด์ลงทุนสูงถึง 6%
รู้จัก SDLG บนความท้าทายตลาดเครื่องจักรหนัก กับแผนเจาะอุตฯก่อสร้าง 2 แสนล.ในไทย
Alternate X SDLG Thailand ชวนอ่านกลยุทธ์และทำความรู้จักกับ เอสดีแอลจี ‘SDLG’ แบรนด์ธุรกิจเครื่องจักรหนักสัญชาติจีน มาตรฐานยุโรป กับแผนเข้าตลาดไทยบนความท้าทายในอุตสากรรมก่อสร้างกว่า 2 แสนล้านบาท ด้วยกลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นสินค้า ที่มาพร้อม’ราคา’ สมเหตุสมผลจากข้อได้เปรียบภาษีนำเข้า 0% จากประเทศจีน SDLG ทำอะไร? ก่อนอื่น มาทำความรู้จัก SDLG ดำเนินการภายใต้บริษัท ซานตงหลิงกง คอนสตรัคชั่น แมชชีนเนอรี (Shandong Lingong Construction Machinery Co., Ltd.) ผู้ผลิตและทำตลาดเครื่องจักรหนัก ประเทศจีน มานานร่วม 5 ทศวรรษในปัจจุบัน กับหลักคิดตลอดแนวทางการทำงานภายใต้มาตรฐานสากล ด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่ถูกถ่ายทอดองค์ความรู้ (Know-How) จาก Volvo CE ผู้ผลิตยนตกรรรมชั้นสูง ยุโรป ในช่วงก่อนหน้า มาสร้างจุดเด่นแบรนด์ให้มีความแตกต่างไปจากผู้เล่นรายอื่นจากฐานการผลิตในประเทศเดียวกัน โดยจุดเด่นดังกล่าวนี่เอง ทำให้ SDLG มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการขยายตลาดนอกประเทศจีน ล่าสุด ‘ไทย’ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายปลายทางสำคัญ ที่ SDLG ตัดสินใจเข้ามาลงทุนเป็นแห่งที่สอง ต่อจากประเทศอินโดนีเซีย ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พลิกโฉมงานก่อสร้าง ‘ไทย-จีน’ โดย SDLG ขยับการลงทุนครั้งใหญ่ในภูมิภาคเอเชียฯ โดยใช้กลยุทธ์ความร่วมมือกับ บริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัดในฐานะพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศไทย เพื่อจัดตั้ง 2 ธุรกิจใหม่ร่วมกันในประเทศไทย คือ บริษัท เอสดีแอลจี ไทยแลนด์ จำกัด (SDLG Thailand) ใช้ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนการถือหุ้น 90% เป็นของบริษัทที.ที.ซีฯ และอีก 10% เป็นของบริษัท SLDG ประเทศจีน ทำหน้าที่ นำเข้าและจัดจำหน่ายเครื่องจักร SDLG อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งบริหารความพึงพอใจลูกค้าในภาพรวม บริษัท เอสดีแอลจี ลีสซิ่ง แอนด์ เซอร์วิส (SLDG Leasing and services) ใช้ทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท พร้อมวงเงินสนับสนุนกว่า 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนการถือหุ้น 66% เป็นของบริษัทที.ที.ซีฯ และอีก 34% เป็นของบริษัท SLDG ประเทศจีน ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินครบวงจร สำหรับรถใหม่ และรถมือสอง ‘ยศวัฒน์ เรืองรักษ์ลิขิต’ กรรมการผู้จัดการบริษัท ที.ซี.ซี. ลิสซิ่ง แอนด์บิสซิเนส จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสทางการค้าและธุรกิจในอุตสาหกรรมงานก่อสร้างในไทยที่เติบโตต่อเนื่อง จากในไตรมาส2 ปี2568 มีมูลค่ามากกว่าสองแสนล้านบาท ขยายตัวราว 34.5% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน (อ้างอิงข้อมูล ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์) โดยการเติบโตมาจาก ปัจจัยหลัก การขยายตัวงานก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี (EEC) รวมถึงความต้องการใช้งานรถขุด รถตัก และรถเกรดเดอร์ ในภาคการเกษตร เป็นต้น แก้เพนต์พอยต์ ซ่อมนานรออะไหล่ ‘ยศวัฒน์’ กล่าวว่าแบรนด์ SDLG ภายใต้การดำเนินงานของ เอสดีแอลจี ไทยแลนด์ จะยังเข้ามาช่วยลูกค้าแก้ปัญหาเชิงลึก (Pinpoint) โดยเฉพาะงานบริการหลังการขาย การดูแลซ่อมบำรุงเครื่องจักร โดยไม่ต้องรอชิ้นส่วนอะไหล่เป็นระยะเวลานาน ด้วยเครื่องจักรหนัก SDLG ในทุกรุ่น มีความพร้อมของอะไหล่ที่ตรงกับสล็อตและรุ่นการผลิต ซึ่งเป็นไปตามาตรฐานยุโรป “จากประสบการณ์ในการทำตลาดบริษัทซี่งเป็นผู้นำเข้าและทำตลาดเครื่องจักรแบรนด์จีนมาก่อนหน้าไม่ต่ำกว่า 20 ปี พบเพนต์พอยต์หลัก คือ ลูกค้าจะรอระยะเวลาการซ่อมบำรุงนานซึ่งมาจากคำสั่งซื้ออะไหล่เครื่องจักรที่มักไม่ตรงรุ่นกับเครื่องจักรที่ใช้งาน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนที่ลูกค้าต้องสูญเสียจากโอกาสในการทำงานของแต่ละวันที่หายไป” ยศวัฒน์ กล่าว เจาะตลาดทั่วไทย สำหรับแนวทางการทำธุรกิจของ เอสดีแอลจี ไทยแลนด์ จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ (Phase) คือ ในช่วง1-3 ปีแรก จะมุ่งสร้างระบบเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ SDLG ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ทั้งภาครัฐ เอกชน ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงาน เหมือง และภาคการเกษตร โดย SDLG Thailand จะเป็นผู้นำเข้าและทำตลาดสินค้าเครื่องจักรหนักในรุ่นและราคาที่เหมาะสมมีตั้งแต่ระดับราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท ไปจนถึงระดับราคา 7-8 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดศูนย์บริการหลังการขายและดูแลรักษา ในเบื้องต้นจำนวน16 แห่ง ครอบคลุมจังหวัดหัวเมืองทั่วประเทศ อาทิ เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรธานี,อุบลราชธานี, สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ชลบุรี, ระยอง, กรุงเทพฯ และ ภูเก็ต เป็นต้น โดยในระยะถัดไป อาจมีแผนจัดตั้งโรงงานเอสดีแอลจี ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเติบโตในอุตสาหกรรมก่อสร้างในอนาคต เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในด้านต้นทุนการดำเนินงาน ด้วย ‘การดูแล’ หัวใจเข้าถึงลูกค้า ยศวัฒน์ กล่าวต่อ ถึงความท้าทายในการทำตลาดท่ามกลางการแข่งขันในตลาดที่มีผู้เล่นที่แข็งแรงก่อนหน้า โดยบริษัทฯ วางแนวทางการสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ SDLG ในตลาดประเทศไทย โดยต่อยอดจากประสบการณ์ในตลาดเครื่องจักรหนักในช่วง 15 ปีก่อนหน้าที่ผ่านมา ซึ่งมีความคุ้นเคยและเข้าใจความต้องการเชิงลึกลูกค้ากลุ่มนี้ โดยเฉพาะงานบริการหลังการขายหลังจากสินค้าหมดประกัน ซึ่งบริษัทฯ มีฐานข้อมูล (Data Base) ไม่ต่ำกว่า 10,000 คัน “การทำงานของเอสดีแอลจี ไทยแลนด์ จะใช้ทั้งแผนเชิงรุกและรับเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ไปพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีอยู่ในตลาดเครื่องจักรหนักที่ปัจจุบันมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท แบ่งสัดส่วน 80% เป็นกลุ่มรถขุด และ รถตัก” ยศวัฒน์ กล่าว ลดต้นทุน เท่ากับเพิ่มโอกาส ด้าน ‘คณิต ลิมปิพิชัย’ นายกสมาคมลีสซิ่งไทย เปิดเผยในฐานะกรรมการผู้บริหาร บริษัทเอสดีแอลจี ลิสซิ่งแอนด์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า บริษัทวางแนวทางการทำตลาดเครื่องจักรหนัก SDLG ในประเทศไทย จะใช้จุดแข็งความครบวงจร ทั้งสินค้า งานบริการหลังการขาย และผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อตอกย้ำจุดแข็งการเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจัง “จากประสบการณ์และความเข้าใจเชิงลึกกลุ่มลูกค้าที่มักนิยมโมเดลการเช่าซื้อเครื่องจักรหนักในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และระยะเวลาสัญญาการผ่อนเช่าซื้อที่เหมาะสม โดยบริษัทฯจะนำอินไซต์เหล่านี้พัฒนาทั้ง ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ด้วยสินค้ามาตรฐานยุโรป มาให้ความสะดวกและสภาพคล่องด้านราคาให้กับลูกค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่เข้ามาช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน” คณิต กล่าว โดยในเบื้องต้น บริษัทฯ เตรียมวงเงินสินเชื่อเช่าซื้อให้บริการรถใหม่และมือสองไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมหมุนเวียนในระยะเวลาราว 4 ปี วางเป้าหมายในปี 2569 จะมียอดจำหน่ายเครื่องจักรหนัก SDLG ราว 500 คัน คิดเป็นมูลค่ารายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท จากนั้นในปีถัดไปจะเพิ่มเป็น 600 และ 700 คัน จากแผนทั้งหมดของ SDLG ตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นจากโอกาสการลงทุนทางธุรกิจที่สะท้อนผ่านศักยภาพการเติบโตอุตสาหกรรมก่อสร้าง และภาคการเกษตรของไทย ที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในอนาคต Alternate-X สรุปให้ SDLG แบรนด์เครื่องจักรหนักจากจีน เดินหน้าขยายตลาดในไทย รับมูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างกว่า 2 แสนล้านบาท ชูจุดแข็งมาตรฐานยุโรปที่ได้รับการถ่ายทอดจาก Volvo CE และข้อได้เปรียบภาษีนำเข้า 0% จากการร่วมทุนกับ TCC Leasing ตั้ง 2 บริษัทใหม่ในไทย ทั้งด้านจัดจำหน่ายและบริการทางการเงินครบวงจร เน้นเจาะตลาดด้วยบริการหลังการขายและอะไหล่ที่พร้อมรองรับ ลดปัญหาซ่อมนาน เพิ่มความมั่นใจลูกค้า เป้าหมายระยะยาว คือ สร้างเครือข่ายบริการทั่วประเทศ พร้อมโอกาสจัดตั้งโรงงานผลิตในอนาคต
เทรนด์ ‘กินล้างแค้น’พุ่งดันฟีเจอร์ ‘กินที่ร้าน’ โต 250% ‘แกร๊บ’ ให้จองคิว 500 ร้านเด็ด
แกร็บ กระตุ้นเศรษฐกิจชวนคนออกไป Dine Out อัปฟีเจอร์ ‘กินที่ร้าน’ กลยุทธ์เพิ่มยอดขายให้พาร์ทเนอร์ รวบ 500 ร้านอร่อยในกรุงเทพฯ-ภูเก็ต เปิดให้จองโต๊ะ ไม่พอยังได้ดีลคุ้มอีกด้วย พนมกร จิระเสถียรพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิเคชั่น ระดับภูมิภาค เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัวบริการ ‘กินที่ร้าน’ ในประเทศไทยไปเมื่อปี 2566 เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคหลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 ที่พบว่าหันออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ หรือเทรนด์ ‘Revenge Dining’ ซึ่งในช่วงแรก แกร็บได้ร่วมกับพันธมิตรร้านอาหารทำตลาดผ่านการเขายดีลส่วนลด ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงาน โดยในปี 2567 แกร็บ มียอดการซื้อดีลเพื่อกินที่หน้าร้านเติบโตขึ้นกว่า 250% ซึ่งหลังเข้าซื้อกิจการของ Chope ในปีที่ผ่านมา ยังทำให้ผสานจุดแข็งทั้งด้านเทคโนโลยีและเครือข่ายร้านอาหารของทั้งสองบริษัทไว้ด้วย ทำให้แกร็บสามารถให้บริการ Dine Out ได้อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งการจองโต๊ะร้านอาหารและการขายดีลส่วนลดสำหรับการไปกินที่ร้าน เพื่อนำเสนอประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาทั้งความสะดวกสบายและความคุ้มค่าภายในแอปพลิเคชันเดียว พนมกร กล่าวว่า จากความครบวงจรบริการ ‘กินที่ร้าน’ ยังได้ขยายการให้ บริการจองโต๊ะร้านอาหาร (Dine Out Book Table) เพื่อเจาะกลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อระดับกลางถึงบน โดยเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ยินดีใช้จ่ายเพื่อแลกกับประสบการณ์ที่น่าจดจำ โดยเฉพาะในโอกาสพิเศษหรือการเฉลิมฉลองโมเมนต์สำคัญ โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อมื้ออยู่ที่ประมาณ 500 – 1,500 บาท ต่อคน สำหรับบริการ Dine Out Book Table แกร็บได้คัดร้านอาหารชั้นนำที่โดดเด่นทั้งในด้านบรรยากาศ รสชาติและคุณภาพของการให้บริการ ทั้ง ร้านไฟน์ไดน์นิ่ง ร้านดังในโรงแรม ร้านพรีเมียมแคชชวลไดน์นิ่ง รวมถึงร้านที่กำลังเป็นกระแส โดยปัจจุบันมีพันธมิตรร้านอาหารที่ร่วมให้บริการแล้วกว่า 500 แบรนด์ทั้งในกรุงเทพฯ และ ภูเก็ต และจะขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ แกร็บยังมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ใช้บริการจองโต๊ะด้วยโปรโมชัน ‘Book with Grab, Get Free Dish’ รับฟรี! เมนูจานพิเศษ จากร้านที่ร่วมรายการ และพิเศษสำหรับผู้ใช้บริการที่ซื้อดีล เพียงใส่โค้ด ‘DINEOUT20’ รับส่วนลดสำหรับบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อใช้สำหรับการเดินทางไปยังร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Power of Superapp ที่แกร็บมุ่งผสานการทำงานของทุกธุรกิจภายในอีโคซิสเต็มเพื่อเสริมความแข็งแกร่งและสร้างประสบการณ์มื้อพิเศษแบบไร้รอยต่อ ตั้งแต่การเดินทางจนถึงโต๊ะอาหาร ชอบแบบไหนไปดีลนั้น พนมกร กล่าวต่อว่า ข้อมูลจากผลสำรวจผู้ใช้บริการ GrabFood พบว่าดีลส่วนลดที่ดึงดูดใจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจไปรับประทานอาหารนอกบ้าน รองจากเมนูที่ขาย และระยะทางในการเดินทางไปที่ร้าน โดยแกร็บได้นำมาพัฒนาสู่การขายดีลส่วนลดร้านอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มผู้ใช้บริการที่มองหาความคุ้มค่าเป็นหลัก ปัจจุบัน แกร็บนำเสนอดีลส่วนลดร้านอาหารใน 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ Voucher Deals หรือดีลส่วนลดที่สามารถซื้อล่วงหน้าเพื่อนำไปใช้รับส่วนลดหรือรับเซ็ตเมนูอาหารราคาพิเศษได้ที่หน้าร้าน Total Bill Discount หรือดีลส่วนลดทั้งบิล ที่สามารถใช้เพื่อรับส่วนลดได้ทันทีเมื่ออยู่ที่ร้านอาหาร โดยมีพันธมิตรร้านอาหารที่ร่วมรายการมากกว่า 2,500 แบรนด์ ครอบคลุมตั้งแต่เชนร้านอาหารจานด่วนไปจนถึงร้านหรูระดับพรีเมียม สำหรับ ดีลส่วนลดเหล่านี้ เพื่อรองรับพฤติกรรมที่หลากหลายของผู้บริโภค โดยผู้ใช้บริการ Dine Out Deals แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ตามอินไซต์ของการใช้บริการ อันได้แก่ กลุ่มที่ชอบรับประทานคนเดียว (Solo Treats) ซึ่งนิยมซื้อดีลอาหารประเภทเซ็ตเมนูจากร้านในห้างหรือเชนร้านอาหารยอดนิยม ตอบโจทย์พฤติกรรมการให้รางวัลตัวเองในมื้อกลางวัน หรือการกินมื้อค่ำคนเดียวที่เน้นความสะดวกและคุ้มค่า กลุ่มคู่รักหรือคนที่ชอบรับประทานเป็นคู่ (Couple Dine Out) ซึ่งนิยมซื้อดีลจากคาเฟ่ ร้านขนมหวาน และร้านแคชชวลไดน์นิ่งที่กำลังเป็นกระแส เพื่อไปเดทหรือใช้วันว่างร่วมกันได้บ่อยขึ้น กลุ่มที่ชอบรับประทานด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ (Group Gathering) ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะในร้านบุฟเฟ่ต์ ปิ้งย่าง สุกี้และชาบู ซึ่งถือเป็น 3 ประเภทร้านอาหารยอดนิยมของคนไทยเมื่อต้องการไปกินอาหารร่วมกันเป็นกลุ่ม พนมกร กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวบริการ Dine Out เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการ แกร็บ ได้ส่งแคมเปญใหญ่ ‘ไม่พลาด ดีลดี มีโต๊ะ’ (The Missing Deals & Table) ในช่วงไตรมาสสาม เพื่อสื่อสารถึงสิทธิประโยชน์ให้กับผู้บริโภค ทั้งมูลค่าของดีลส่วนลดค่าอาหารที่สูญไป หรือเวลาที่เสียไประหว่างรอโต๊ะเพราะไม่ได้จองล่วงหน้า ด้วยกลยุทธ์การตลาด 360 องศาเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังปลุกกระแส FOMO กลัวพลาดเทรนด์ของผู้บริโภค ผ่านการใช้สื่อและกิจกรรมออฟไลน์สร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ อย่าง กองดีลมหึมาใจกลางลานพาร์คพารากอน รถบรรทุกดีลที่วิ่งทั่วกรุงเทพฯ และบิลบอร์ดในย่านร้านอาหารยอดนิยม พร้อมจัดเต็มแคมเปญโฆษณาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ด้วย Alternate-X สรุปให้ แกร็บดันบริการ ‘กินที่ร้าน’ โตพุ่ง 250% หลังเทรนด์ ‘กินล้างแค้น’ ยังมาแรงในไทย ผู้บริโภคหันกลับไปกินข้าวนอกบ้านเพื่อประสบการณ์ใหม่หลังโควิด แกร็บ เปิดบริการจองคิวร้านอร่อยในกระแสกว่า 500 ร้านดังทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ต ดึงดีลส่วนลด + การจองโต๊ะ ผ่านซูเปอร์แอป แบบไร้รอยต่อ พร้อมส่งแคมเปญ ‘ไม่พลาด ดีลดี มีโต๊ะ’ ดึงลูกค้ากลุ่มวัยทำงาน–คนเมือง
Bitget ชี้บิตคอยน์ 140,000 ดอลลาร์ อีธีเรียม 6,000 ดอลลาร์ นักลงทุนใช้ DCA รับโอกาสสูง
Bitget เผยบิตคอยน์มีลุ้นแตะ 140,000 – อีธีเรียมมีลุ้น 6,000 ดอลลาร์ หากเฟดใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายแต่ถ้าเงินเฟ้อยังสูงอาจกดดันราคา เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่า คำปราศรัยของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ฯ (เฟด) ในงานประชุมที่ Jackson Hole มีนัยยะสำคัญต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินคือคณะกรรมการนโยบายการเงินให้ความสำคัญกับแนวโน้มเงินเฟ้อมากกว่าความกังวลในตลาดแรงงานระยะสั้น จากข้อความนี้อาจทำให้ความผันผวนในตลาดการลงทุนยังคงมีอยู่ต่อไปเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐ ฯ ยังคงอยู่ในระดับ 2.7% สูงกว่าเป้าหมายระดับ 2% ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะมองว่ามีความเป็นไปได้ 80% ที่คณะกรรมการนโยบายการเงินจะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ แต่อาจจะไม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องตามที่นักลงทุนคาดหวังก็เป็นได้เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบชะงักงัน ( stagflation ) ที่เกิดจากการขึ้นราคาสินค้าด้วยภาษีขณะที่การเติบโตของแรงงานชะลอตัวลง เราจึงไม่สามารถคาดหวังได้ถึงการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐฯ “ทิศทางราคาบิตคอยน์และอีธีเรียมมีแนวโน้มที่จะขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ หากมีสัญญาณการใช้นโยบายที่เข้มงวด (hawkish) จากเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อราคาอาจปรับตัวลง แต่ถ้าส่งสัญญาณผ่อนคลาย (dovish) ราคาบิตคอยน์มีโอกาสแตะระดับ 140,000 ดอลลาร์ และอีธีเรียมอาจแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์ แนะนำนักลงทุนใช้กลยุทธ์ซื้อขายแบบ Dollar-Cost Averaging (DCA)เพื่อลดความเสี่ยงจากความอ่อนไหวของคริปโทต่อปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค” เกรซี่ เฉิน กล่าว อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง คริปโทฯ สดใส หลังสหรัฐฯ คลายกฎลงทุน Bitget ลุ้น ETH แตะ 3,000 ดอลลาร์ฯ ด้าน ไรอัน ลี หัวหน้านักวิเคราะห์ ของ บิตเก็ต กล่าวว่าแนวโน้มในช่วงระยะสั้นนี้ราคาอีธีเรียมมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าบิตคอยน์จากปัจจัยพื้นฐานที่เกิดการใช้งานบล็อกเชนที่เพิ่มขึ้นตลอดจนความสนใจของนักลงทุนสถาบันที่มากขึ้นทำให้เห็นแนวโน้มที่นักลงทุนระดับวาฬหรือรายใหญ่เริ่มที่จะมีการขายบิทคอยน์ออกมาเพื่อลงทุนในอีธีเรียมมากขึ้น ขณะที่บิตคอยน์ยังคงมีปัจจัยบวกจากข้อมูล On-chain ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของ ซัพพลายสำรองในกระดานเทรด (exchange reserves) บ่งบอกถึงแรงขายที่ลดลงและมีศักยภาพสำหรับการฟื้นตัว ภาพรวมในระยะกลางถึงยาวทั้งสองสินทรัพย์ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง นอกจากอีธีเรียมที่มีแนวโน้มเติบโต กระแสของการเงินไร้ตัวกลางหรือ DeFi ยังมีโอกาสที่จะเติบโตเช่นกันจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศสนับสนุน DeFi เช่นเดียวกับ Stablecoin เห็นได้จากการเติบโตของทองคำในรูปแบบโทเคน (Tokenized Gold) ที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 2.5 พันล้านดอลลาร์ช่วยเปิดประตูสู่การเป็นเจ้าของแบบ fractional ownership ผู้ที่มีเงินลงทุนจำนวนไม่มากก็สามารถที่จะลงทุนสินทรัพย์ต่างๆได้ รวมถึงทองคำโทเคนไม่ใช่แค่การลงทุนเฉพาะกลุ่มรายย่อยอีกต่อไป ปัจจุบันมากกว่า 40% ของผู้ถือครอง นำโทเคนไปใช้ในกลยุทธ์ DeFi lending และ yield farming เพื่อช่วยสร้างผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยง สะท้อนถึงความนิยมใน DeFi ที่เพิ่มสูงขึ้นและน่าจะเห็นโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มมากขึ้น โดยโปรเจกต์ที่ต้องจับตาคือ World Liberty Finance (WLFI) ซึ่งเป็น DeFi Protocol บริหารโดย โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ (Donald Trump Jr.) ลูกชายของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเริ่มจากการออก Stablecoin ของตัวเอง ความนิยมในโปรเจกต์ดังกล่าวทำให้โทเคนที่เพิ่งเปิดตัวออกมาถูกลิสต์ในกระดานซื้อขายชั้นนำทั่วโลกรวมถึง Bitget ที่ลิสต์ในส่วนของ Innovation และ DeFi ต้องจับตาว่าโปรเจกต์นี้จะสร้างความรับรู้เรื่อง DeFi ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้หรือไม่ AlterNate-X สรุปให้ Bitget ชี้บิตคอยน์มีโอกาสแตะ 140,000 ดอลลาร์ อีธีเรียม 6,000 ดอลลาร์ หากเฟดผ่อนคลายนโยบายการเงิน สำหรับนักลงทุนแนะนำใช้กลยุทธ์ Dollar-Cost Averaging (DCA) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ขณะที่ ราคาอีธีเรียมอาจสร้างผลตอบแทนสูงกว่าบิตคอยน์ในระยะสั้นจากความสนใจของนักลงทุนสถาบัน ส่วน DeFi และ Stablecoin กำลังเติบโต พร้อมทองคำโทเคนที่ช่วยให้ลงทุนแบบ fractional ownership และโปรเจกต์ World Liberty Finance (WLFI) ของโดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ น่าจับตามองในตลาด DeFi และกระดานเทรด Bitget
ทำสินค้าไทย 4 ภาคให้เริ่ด! ต้องสร้างสรรค์-ดีไซน์ CEA ชวนธุรกิจท้องถิ่นสร้างแบรนด์ภูมิภาค
จะเกิดอะไรขึ้น?!? เมื่อ CEA จับคาแรกเตอร์ในแต่ละภูมิภาคไทยมาใส่ดีไซน์ไอเดียสร้างเป็นแบรนด์ โดยความน่าสนใจอยู่ที่ทั้ง 4 ภาคมี 4 อัตลักษณ์ และถ้าจะทำให้ขึ้นต้องใช้ธีมเข้ามากำกับด้วยชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูป พร้อมดาวน์โหลดฟรี อาสา ผิวขำ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาธุรกิจและนวัตกรรม ภายใต้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA กล่าวว่า ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี 2566 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 15 สาขาของไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของ GDP ประเทศ และก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 1 ล้านคน ขณะที่ในปี 2567 ผู้ประกอบที่เข้าร่วมโครงการของ CEA มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% จากการเข้าร่วมอบรมกิจกรรมเพื่อยกระดับธุรกิจสร้างสรรค์ โดย CEA ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตขึ้นอีก 5% ภายในปี 2570 โดยมุ่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งนี้เพื่อขยายขีดความสามารถผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง CEA เปิดตัวโครงการแบรนดิ้งผลิตภัณฑ์ 4 ภูมิภาค เป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยเสริมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นตัวขับเคลื่อน สร้างพลังแบรนดิ้ง 4 ภาค ทั้งนี้ จากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการทั่วประเทศ CEA พบว่าหลายธุรกิจยังคงโฟกัสเฉพาะ ‘สินค้า’ โดยละเลย ‘แบรนด์’ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดด้านการแข่งขันในตลาดยุคใหม่ โครงการ Branding 4 Regions ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ประกอบการสร้างตัวตนของแบรนด์ได้ง่ายขึ้น โดยผสาน ดีเอ็นเอของทั้ง 4 ภูมิภาคเข้ากับแบรนด์ เพื่อเสริมพลังซอฟต์พาวเวอร์ท้องถิ่น ภควัต วงศ์ไทย นักพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรมอาวุโส ให้ข้อมูลว่าชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูป (Regional Branding Kit) จากโครงการ Branding 4 Regions เปรียบเสมือนเป็นชุดเครื่องมือพร้อมใช้สำหรับการเริ่มต้นสร้างแบรนด์ ที่ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์โดยนักออกแบบที่ทำงานร่วมกับพื้นที่ สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างร่วมสมัย ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ พร้อมให้ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และภาคธุรกิจ นำไปต่อยอดพัฒนาแบรนดิ้งให้กับสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยโครงการ Branding 4 Regions จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยวางรากฐาน ทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจและกล้าที่จะเริ่มต้นสร้างแบรนด์ด้วยการหยิบจับเทมเพลตต่าง ๆ จาก Regional Branding Kit นี้ มาปรับให้เข้ากับธุรกิจ สินค้า หรือบริการของตนเอง เพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละภูมิภาคให้เด่นชัดขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ ‘Regional Branding Kit’ นี้ถูกออกแบบมาให้นำไปประยุกต์ใช้ได้ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปช่วยพัฒนาโลโก้ รูปภาพการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อการขาย การพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงกระบวนการอื่น ๆ ในการสร้างแบรนด์ ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องดีไซน์ ไม่มีทุนที่จะไปจ้างดีไซเนอร์ สามารถทดลองและนำชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูปนี้ไปใช้ได้ง่ายและเกิดประโยชน์จริง ขณะเดียวกัน แบรนดิ้งผลิตภัณฑ์ 4 ภูมิภาค ยังเป็นการเชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมประจำถิ่นมาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบเป็นชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูป (Regional Branding Kit) ซึ่งประกอบด้วยธีมและคอนเซ็ปต์ที่ช่วยเป็นแนวทางการบอกเล่าเรื่องแบรนด์ของแต่ละภูมิภาค, โลโก้, ชุดสีหลัก, ฟ้อนต์, เทมเพลตพื้นฐานสำหรับนำไปปรับใช้ต่อกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น แผ่นรองแก้ว, กล่อง, เทปกาว, ปลอกหุ้มแก้ว, เทปกาว, ซองตะเกียบ ฯลฯ โดยผู้ประกอบการสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อนำไปปรับ แก้ไข และต่อยอด เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ สำหรับ ชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูป (Regional Branding Kit) ครอบคลุม 4 ภูมิภาค ด้วยคอนเซ็ปต์เฉพาะตัวและมีเอกลักษณ์โดดเด่น ภาคเหนือ: Goodness North ภาคเหนือแสนดี ธรรมชาติอันงดงามท่ามกลางบรรยากาศแสนสงบ ได้หล่อหลอมให้เกิดความลึกซึ้งละมุนละไมของการใช้ชีวิต ก่อเกิดเป็นทรัพย์สินและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทรงคุณค่า รวมถึงการตกผลึกทางความคิดอันลึกซึ้ง ส่งผลให้ผู้คนในภาคเหนือแสวงหาความเรียบง่าย ตระหนักถึงธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ใส่ใจทั้งตนเองและชุมชน พร้อมปรับตัวเพื่อเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ อยู่เสมอ Slogan: ความดีงามที่ลึกซึ้งอย่างยั่งยืน (Serenity Sparks Sustainable Goodness) ภาคกลาง: Klang Glam ภาคกลางระยิบระยับ ภาคกลางพร้อมต้อนรับผู้คนที่หลากหลายทั้งความทันสมัยของชีวิตในเมืองที่ไม่เคยหลับใหล วัฒนธรรมประเพณีอันงดงามที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนาน รวมทั้งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทุกองค์ประกอบล้วนประสานกันอย่างลงตัวและสง่างาม จะมองไปทางใดก็มีแต่ความระยิบระยับเปล่งประกายจากทั่วทุกพื้นที่ Slogan: ความเปล่งประกายจากทั่วสารทิศ (The Illumination of All Sights) ภาคอีสาน: Isan Exuberance ภาคอีสานพร้อมสรรพ พลังแห่งมิตรภาพ ความมีชีวิตชีวา และความสนุกสนานอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนต้องสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่งในชีวิต ภูมิภาคแห่งนี้มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ ทั้งสินทรัพย์ท้องถิ่น ทุนทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ภูมิปัญญาที่ตกทอดจากบรรพบุรุษ ความหลากหลายของธรรมชาติ ตลอดจนผู้คนที่รักและภูมิใจในความเป็นเลือดอีสานที่พร้อมทุ่มเทพลังในการยกระดับภูมิภาคอันเป็นที่รักให้เติบโต ทั้งหมดนี้หลอมรวมเป็นเสน่ห์เปี่ยมสีสัน ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด Slogan: ความพรั่งพร้อมที่เต็มไปด้วยพลังแห่งชีวิตชีวาและมิตรภาพ (A Great Deal of Vivid Experiences) ภาคใต้: Blissome Pakk Taii ภาคใต้สุขสำราญ ปักษ์ใต้คือดินแดนที่งดงามดั่งสรวงสวรรค์ หลอมรวมทั้งธรรมชาติที่สร้างบรรยากาศแห่งการพักผ่อนจาก ‘เขา ป่า นา เล’ พร้อมท้องทะเลอันมีเอกลักษณ์ทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน อาหารรสชาติจัดจ้านที่รังสรรค์จากวัตถุดิบหลากหลายของภูมิภาค รวมถึงประวัติศาสตร์อันรุ่มรวยและวิถีชีวิตของผู้คนจากพหุวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ล้วนสร้างความสุขสำราญใจ บ่มเพาะความรู้สึกของผู้มาเยือน จากความรู้สึกทั่ว ๆ ไปให้กลายเป็นความรัก Slogan: สรวงสวรรค์ที่หลอมรวมทุกความสุขไว้ด้วยกัน (The Serendipities in Paradise) เครื่องมือเหล่านี้ไม่เพียงถ่ายทอดรากวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น แต่ยังถูกออกแบบให้ร่วมสมัย เหมาะสำหรับการต่อยอดสู่สินค้า การออกแบบ บริการ การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อเชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความคิดสร้างสรรค์ระดับโลก ดาวน์โหลดฟรีได้แล้ววันนี้ https://www.cea.or.th/storage/app/media/Project-pdf/FINAL_E-book_Regional_branding_kit.pdf โดยชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูป (Regional Branding Kit) เปิดให้ผู้ประกอบการ ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้สนใจทั่วไปดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างแบรนดิ้งแบบพร้อมใช้ ให้คุณได้มีคู่มือในการพัฒนาศักยภาพธุรกิจ และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดูรายละเอียดโครงการเพิ่มเติม https://www.cea.or.th/th/single-project/branding-4-regions Alternate-X สรุปให้ CEA เปิดตัวโครงการ ‘แบรนดิ้ง 4 ภูมิภาค’ เสริมพลังผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อม Regional Branding Kit ฟรี ชุดแบรนดิ้งสำเร็จรูปใช้งานง่าย สะท้อนอัตลักษณ์ไทยทั้ง 4 ภูมิภาคผ่านดีไซน์ร่วมสมัย ช่วยสร้างแบรนด์สินค้าและบริการให้แข็งแกร่ง เข้าสู่ตลาดโลก ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
กลยุทธ์ รพ.‘MedPark’ คอลแล็บส์แพทย์มือหนึ่ง เปิดศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผมขายฐานคนไข้
โรงพยาบาลเมดพาร์ค ดึงแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเปิด ‘ศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม’ ขยายฐานผู้รับบริการชาวต่างชาติ มองอนาคตความใส่ใจบุคลิกภาพศรีษะ ขุมทรัพย์เศรษฐกิจพันล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าโรงพยาบาลเมดพาร์ค ดำเนินกิจการสู่ปีที่ 5 ในปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์มุ่งสู่โรงพยาบาลเอกชนศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทางระดับแนวหน้าในทุกสาขา ล่าสุดวางกลยุทธ์การให้บริการทางการแพทย์ โดยร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการปลูกถ่ายเส้นผม เปิดตัวศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม (Hair Restoration Center) อย่างเป็นทางการภายในโรงพยาบาลเมดพาร์ค เพื่อรองรับความต้องการผู้เข้ารับบริการทั้งกลุ่มคนไทยและชาวต่างชาติ ที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง “เมดพาร์คได้รับเกียรติจากนายแพทย์ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ มารับหน้าที่หัวหน้าศูนย์ฯ ซึ่งท่านเป็นผู้บุกเบิกการปลูกผมในประเทศไทย ซึ่งยังสะท้อนถึงความสำคัญในการเลือกพันธมิตรสู่ความร่วมมือที่ดีในการก่อตั้ง ศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม แห่งนี้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้กับผู้เข้ารับบริการ พร้อมสร้างมาตรฐานการปลูกผมที่มีความปลอดภัยในระดับโรงพยาบาลอีกด้วย” นายแพทย์พงษ์พัฒน์ กล่าว ธุรกิจ Billions of Dollars นายแพทย์ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ ผู้บุกเบิกวงการปลูกผมในประเทศไทย เปิดเผยในฐานะหัวหน้าศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าววว่า ศูนย์ฯดังกล่าวถือเป็นหนึ่งใน3 ที่ให้บริการด้วยมาตรฐานความปลอดภัยและด้านความเชื่อมั่นระดับโรงพยาบาลของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาบริการทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการในยุคปัจจุบัน “ศูนย์ฯ มีจุดเด่นที่แตกต่างไปจากการรับบริการจากคลินิกปลูกผม คือ ผู้ใช้บริการ/คนไข้ จะอยู่ภายใต้การดูแลร่วมกันของแพทย์เฉพาะทางต่างสาขา อาทิ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง ที่มีความต้องการปลูกผม ขณะที่โรงพยาบาลเมดพาร์ค มีแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ ที่สามารถให้คำปรึกษาควบคู่ไปกับการวางแผนปลูกผมได้อย่างปลอดภัย” นายแพทย์ดำเกิง กล่าว ทั้งนี้ ศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผม โรงพยาบาลเมดพาร์ค ให้บริการแก้ปัญหาผมบางและศีรษะล้านได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่ขั้นตอนวินิจฉัย วางแผนการรักษารายบุคคล จนถึงการปลูกผมด้วยเทคนิคที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานโรงพยาบาล ประกอบด้วยการปลูกผม 3 เทคนิคสำคัญ ได้แก่ FUE (Follicular Unit Extraction): การปลูกผมแบบเจาะย้ายรากผมทีละกอ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว FUT (Follicular Unit Transplantation): การปลูกผมโดยการผ่าตัดย้ายแถบหนังศีรษะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจำนวนกราฟต์มาก ๆ เพราะสามารถเก็บกราฟต์ได้คุณภาพสูง ลดการสูญเสียรากผม และเพิ่มความหนาแน่นของเส้นผมที่ปลูกใหม่ได้เป็นอย่างดี Combo (FUE + FUT): การผสมผสานทั้งสองเทคนิค สำหรับกรณีที่ต้องการผลลัพธ์ที่คาดหวังได้ในระดับสูงสุด สำหรับ ศูนย์ฯ ดังกล่าวรองรับกลุ่มเป้าหมายทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มหลังที่ให้ความสนใจเข้ามาปรึกษาเพื่อใช้บริการปลูกผมด้วยเทคนิคดังกล่าว จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางของไทย โดยมีกรณี (Case) ที่น่าสนใจเข้ามารับบริการ จากชาวต่างชาติอายุ95 ปี และได้ผลตอบรับพึงพอใจกลับไป “ระยะเวลาการปลูกผมต่อกราฟโดยเฉลี่ยเห็นผลจะอยู่ที่ประมาณ 4 สัปดาห์ หรือราว 1 เดือน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการติดตามผล ซึ่งอัตราค่าบริการจะแตกต่างออกไปในแต่ละเคสขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยในภาพรวมของผู้เข้ารับบริการด้วย” นายแพทย์ดำเกิง กล่าวพร้อมเสริมว่า “ผู้มีปัญหาผมบาง ศรีษะล้าน ซึ่งมักพบในเพศชายส่วนใหญ่และจะมีปัญหามากขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจากสถิติ 95% มาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และอีก 5% มาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมและอาหารการกินประจำวัน” อย่างไรก็ตาม งานบริการทางการแพทย์เพื่อรักษาและการปลูกผม ในปัจจุบันมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นที่น่าสนใจในเชิงวิชาการทางการแพทย์ที่ขณะนี้มีการศึกษาด้านดังกล่าว รวมถึงงานวิจัยเกี่ยวกับผมหงอกเกี่ยวกับการชะลอการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี (Melanin) เส้นผมด้วยมีความเกี่ยวพันกับระบบเศรษฐกิจและธุรกิจหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (Billions Dollars) และมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องในอนาคต Alternate-X สรุปให้ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เดินหน้ากลยุทธ์ใหม่ เปิดศูนย์ปลูกถ่ายเส้นผมภายในโรงพยาบาล ดึงทีมแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง นำโดยผู้บุกเบิกการปลูกผมในประเทศไทย รองรับทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่ต้องการแก้ปัญหาผมบางและศีรษะล้าน ศูนย์ฯ มีบริการครบวงจร ตั้งแต่วินิจฉัย ออกแบบการรักษา จนถึงเทคนิคปลูกผมมาตรฐานสากล ชูจุดแข็งความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในระดับโรงพยาบาล สร้างฐานธุรกิจสุขภาพมูลค่าพันล้านดอลลาร์
UIH Cloud HM คว้าใบรับรอง ISO/IEC 27018 ย้ำผู้นำ Multi-Cloud Expert
UIH ยกระดับมาตรฐานบริการ Cloud HM ตอกย้ำผู้นำ Multi-Cloud Expert ของไทย คว้าใบรับรอง ISO/IEC 27018 จาก BSI บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้ให้บริการโซลูชันดิจิทัลครบวงจร ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ เมื่อ Cloud HM ผลิตภัณฑ์ด้านบริการ Multi-Cloud Expert ภายใต้การบริหารของ UIH ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27018:2019 ด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PII) บนระบบคลาวด์สาธารณะ จากสถาบัน British Standards Institution (BSI) Cloud HM: Multi-Cloud Expert ภายใต้ UIH ได้รับการรับรอง ISO/IEC 27018 มาตรฐาน ISO/IEC 27018:2019 เป็นมาตรฐานสากลสำหรับผู้ให้บริการคลาวด์ในฐานะ ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (PII Processor) ซึ่งกำหนดแนวทางการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าในสภาพแวดล้อมคลาวด์อย่างเข้มงวด การได้รับการรับรองครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า Cloud HM ผลิตภัณฑ์ภายใต้ UIH ไม่เพียงแค่เป็นผู้นำด้านบริการ Multi-Cloud แต่ยังมีมาตรการปกป้องข้อมูลที่ได้มาตรฐานระดับโลก และสอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย (PDPA) คำยืนยันจาก Cloud HM – Your Multi-Cloud Expert นายปกาสิต วัฒนา กรรมการผู้จัดการ Cloud HM ภายใต้ UIH กล่าวว่า การได้รับการรับรอง ISO/IEC 27018 คือการยืนยันอีกขั้นว่า Cloud HM ในฐานะ Multi-Cloud Expert ของไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ลูกค้าทุกองค์กรสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะได้รับการจัดการอย่างโปร่งใส ปลอดภัย และตามมาตรฐานสากล UIH มุ่งสู่การเป็น AI-Ready Provider ด้วย Cloud HM – Multi-Cloud Expert ที่องค์กรไว้วางใจ การรับรอง ISO/IEC 27018 จาก BSI ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่า UIH มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานบริการดิจิทัลในทุกมิติ ครอบคลุม Multi-Cloud, Cybersecurity, Connectivity และ Application Services โดยมี Cloud HM เป็น ผลิตภัณฑ์หลักที่วางตำแหน่งชัดเจนในฐานะ “Your Multi-Cloud Expert” พร้อมส่งมอบบริการครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้งระบบ ไปจนถึงการสำรองข้อมูลและ Disaster Recovery ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงและเชื่อถือได้ UIH และ Cloud HM ยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรทุกระดับ ตั้งแต่ธุรกิจ SME จนถึงองค์กรระดับ Enterprise ว่า Cloud HM จะเป็น Multi-Cloud Expert ที่อยู่เคียงข้างธุรกิจไทยในการก้าวสู่อนาคตดิจิทัลอย่างมั่นใจ
รู้จัก ‘Bombardier’ จากผู้ผลิตรถกวาดหิมะ สู่เครื่องบินเจ็ตหรูที่’คุณก็รู้ว่าใคร’บินไปดูไบ
การเดินทางออกนอกประเทศของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ได้กลายเป็นที่สนใจในสื่อ หลังจากที่เขาออกจากประเทศไทยด้วย เครื่องบินส่วนตัว ของ MJETS จากท่าอากาศยานดอนเมือง โดยมีจุดหมายที่แจ้งกับสาธารณชนว่าเป็นประเทศสิงคโปร์เพื่อไปตรวจสุขภาพ แต่เส้นทางการบินกลับเปลี่ยนแปลง เมื่อเครื่องบินผ่านมาเลเซีย เครื่องบินได้หันหัวมุ่งไปทางอ่าวเบงกอล ซึ่งท้ายที่สุดชัดเจนว่า จุดหมายปลายทางของทักษิณคือนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามรายงานข่าวระบุวา การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นการหลบหนี เนื่องจากคดีอาญามาตรา 112 สิ้นสุดลงแล้ว และพาสปอร์ตที่เคยถูกอายัดก็ได้รับการปลดล็อก ทำให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ตามปกติ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ เครื่องบินส่วนตัวที่ใช้ในการเดินทางในครั้งนี้ คือหนึ่งในรุ่น Business Jet ระดับหรูจากบริษัท Bombardier ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องบินธุรกิจชั้นนำของโลก และมีประวัติที่น่าทึ่ง ตั้งแต่การก่อตั้งในปี 1942 จากการสร้าง รถกวาดหิมะ (Snowmobile) จนกลายเป็นบริษัทอากาศยานระดับโลก จุดเริ่มต้นจากรถกวาดหิมะ Bombardier Inc. ก่อตั้งโดย Joseph-Armand Bombardier ในปี 1942 ที่เมือง Valcourt ประเทศแคนาดา จุดเริ่มต้นเกิดจากเหตุการณ์ส่วนตัวที่สะเทือนใจ เมื่อ Joseph-Armand สูญเสียลูกชายวัย 2 ขวบเพราะไม่สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลได้ทันเนื่องจากหิมะหนาทึบ ความสูญเสียครั้งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาฝันสร้างยานพาหนะที่สามารถ “ลอยตัวบนหิมะ” ได้ ในปี 1935 Joseph-Armand ออกแบบและสร้าง รถหิมะ B7 Snow Coach ซึ่งสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 7 คน และถูกนำไปใช้ในพื้นที่ชนบทของ Quebec สำหรับขนส่งเด็กไปโรงเรียน ขนส่งสินค้า ส่งไปรษณีย์ และทำหน้าที่เป็นรถพยาบาล หลังจากนั้นในปี 1941 เขาเปิดโรงงานผลิตใน Valcourt และต่อมาปี 1942 ก่อตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการในชื่อ L’Auto-Neige Bombardier Limitée ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความต้องการรถหิมะลดลง Joseph-Armand จึงเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น รถกวาดหิมะขนาดใหญ่สำหรับเทศบาล และ รถสำหรับงานเหมือง ปิโตรเลียม และป่าไม้ ต่อมาในปี 1957 Bombardier พัฒนาสนุกเกอร์ยางต่อเนื่องแบบชิ้นเดียว (Continuous Track) สำหรับรถหิมะขนาดเล็ก ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า Ski-Doo ชื่อที่เกิดจากความผิดพลาดในการพิมพ์ แต่กลับกลายเป็นชื่อที่ได้รับความนิยมอย่างมากและกลายเป็นสัญลักษณ์ของสโนว์โมบิล เนื่องจากให้ความคล่องตัวในการลุยหิมะและง่ายต่อการบำรุงรักษา ในปี 1964 Joseph-Armand เสียชีวิต และการบริหารงานถูกส่งต่อให้กับลูกชายและลูกเขย โดย Laurent Beaudoin ลูกเขยของผู้ก่อตั้งเข้ามารับตำแหน่งประธานบริษัท และทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องในทศวรรษต่อมา แตกไลน์ขยายสู่ธุรกิจรถไฟ ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 Bombardier เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่ยานพาหนะทางน้ำและมอเตอร์ไซค์ โดยในปี 1968 บริษัทได้รับสิทธิ์การผลิต Sea-Doo personal watercraft หลังจากที่ Clayton Jacobson II ประดิษฐ์เจ็ตสกี ทำให้ Bombardier สามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นยังเข้าสู่ตลาดมอเตอร์ไซค์ด้วย Can-Am ที่ใช้เครื่องยนต์ Rotax ซึ่งได้มาจากการซื้อกิจการ Rotax ในปี 1970 การขยายธุรกิจไปยังยานพาหนะหลากหลายประเภทสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Bombardier ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค หลังวิกฤตพลังงานในปี 1970 ความต้องการรถหิมะลดลงอย่างมาก Bombardier จึงปรับกลยุทธ์เข้าสู่ ธุรกิจระบบขนส่งทางรางและรถโดยสารสาธารณะ อย่างจริงจัง โดยเริ่มจากปี 1974 เมื่อบริษัทได้รับคำสั่งซื้อรถไฟ MR-73 สำหรับ Montreal Metro และในปี 1982 Bombardier ชนะสัญญาโครงการสร้างรถไฟ R62A สำหรับ New York City Subway มูลค่า 663 ล้านดอลลาร์ ต่อมาในปี 1996 บริษัทยังเป็นผู้พัฒนารถไฟความเร็วสูง Acela Express ซึ่งถือเป็นรถไฟที่เร็วที่สุดในอเมริกาเหนือ การเติบโตในธุรกิจระบบขนส่งยังรวมถึงการเข้าซื้อกิจการสำคัญหลายแห่ง เช่น Montreal Locomotive Works, ANF Industrie และ Adtranz ทำให้ Bombardier กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถไฟและระบบขนส่งที่ใหญ่ที่สุดของโลก บุกเบิกอากาศยานจาก Learjet ถึง Global Jet Bombardier เริ่มขยายธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมอากาศยานเพื่อธุรกิจอย่างจริงจัง โดยในปี 1986 บริษัทได้เข้าซื้อกิจการ Canadair จากรัฐบาลแคนาดา ต่อมาในปี 1990 Bombardier ซื้อ Learjet และในปี 1992 ขยายกิจการเพิ่มเติมด้วยการซื้อ de Havilland Canada จากนั้นในปี 1995 บริษัทก่อตั้ง Flexjet เพื่อให้บริการด้านเครื่องบินส่วนตัวและการจัดการธุรกิจเครื่องบิน การลงทุนเหล่านี้ทำให้ธุรกิจอากาศยานของ Bombardier เติบโตอย่างรวดเร็ว และบริษัทกลายเป็นผู้ผลิต เครื่องบินธุรกิจ (Business Jet) ชั้นนำของโลก โดยมีเครื่องบินสองซีรีส์หลักคือ Global Series และ Challenger Series โดยช่วงปี 1980 Bombardier เริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมอากาศยานเพื่อธุรกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่เครื่องบินขนาดเล็กและเครื่องบินธุรกิจ (Business Jet) ก่อนที่จะเติบโตกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก ปี 1986 Bombardier ซื้อกิจการ Canadair จากรัฐบาลแคนาดา ซึ่ง Canadair เคยถูกชาติทำให้เป็นรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ปี 1976 หลังจากการเข้าซื้อ Bombardier สามารถฟื้นฟูกิจการจนกลับมามีกำไรได้ ช่วงปี 1989–1992 บริษัทขยายฐานการผลิตอย่างรวดเร็ว โดยเข้าซื้อ Short Brothers ในไอร์แลนด์เหนือ (1989), Learjet ในสหรัฐอเมริกา (1990) และ de Havilland Canada (1992) ซึ่งทั้งสามบริษัทก่อนหน้ามีปัญหาทางการเงิน การเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ช่วยเสริมขีดความสามารถด้านเครื่องบินธุรกิจและเครื่องบินภูมิภาค ในปี 1995 Bombardier ก่อตั้ง Flexjet เพื่อให้บริการเครื่องบินเจ็ตรายบุคคลและเชิงธุรกิจ จากการเติบโตอย่างรวดเร็ว Bombardier กลายเป็นผู้ผลิตเครื่องบินธุรกิจชั้นนำของโลก โดยมีเครื่องบินหลักสองซีรีส์คือ Global Series และ Challenger Series ซึ่งโดดเด่นด้านความเร็วและระยะบินไกล แม้ Bombardier จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การเปิดตัว CSeries Aircraft กลับสร้างความท้าทายครั้งใหญ่ ทำให้บริษัทประสบปัญหาหนี้สินอย่างหนักจนเกือบล้มละลายในปี 2015 ส่งผลให้ต้องขายกิจการหลายส่วน และปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นเฉพาะการผลิตเครื่องบินธุรกิจเป็นหลัก ปัจจุบัน เครื่องบิน Global 7500/8000 ของ Bombardier ถือเป็นเครื่องบินธุรกิจที่เร็วที่สุดและสามารถทำความเร็วเหนือเสียงได้ในการทดสอบปี 2021 นอกจากนี้ ในปี 2023 Bombardier ส่งมอบเครื่องบินธุรกิจทั้งหมด 138 ลำ ครองตำแหน่ง ผู้ผลิตเครื่องบินธุรกิจอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความแข็งแกร่งของบริษัทในตลาดระดับโลก แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การเปิดตัว CSeries Aircraft ทำให้ Bombardier ประสบปัญหาหนี้สินอย่างหนักและเกือบล้มละลายในปี 2015 บริษัทจึงต้องขายกิจการบางส่วนและโฟกัสเฉพาะการผลิตเครื่องบินธุรกิจ เครื่องบิน Global 7500/8000 ของ Bombardier ถือเป็นเครื่องบินธุรกิจที่เร็วที่สุด และในการทดสอบปี 2021 สามารถทำความเร็วเหนือเสียงได้ ในปี 2023 Bombardier ส่งมอบเครื่องบินธุรกิจ 138 ลำ ทำให้ครองตำแหน่งผู้ผลิตเครื่องบินธุรกิจอันดับหนึ่งของโลก ช่วงการพัฒนาของ CSeries เจอปัญหาหนักทั้งเรื่องการผลิตล่าช้าและการแข่งขันกับ Airbus, Boeing และ Embraer โดยเฉพาะ Boeing ที่ฟ้องเรื่องการขายต่ำกว่าต้นทุน (dumping) จนเกิดข้อพิพาทการค้าในสหรัฐอเมริกา เพื่อรักษาโครงการและการจ้างงาน รัฐบาลควิเบกและรัฐบาลแคนาดาจึงให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยในปี 2017 Bombardier จึงร่วมมือกับ Airbus ส่งผลให้ CSeries ถูกรีแบรนด์เป็น Airbus A220 และมีสายการผลิตในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา หลังจากขายโครงการ CSeries, Q400 และ CRJ ไปแล้ว Bombardier ได้ปรับโฟกัสธุรกิจไปที่เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน Bombardier Aviation มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ Dorval, Quebec, Canada และผลิตเครื่องบินในซีรีส์ Global และ Challenger แม้ในอดีตบริษัทจะมีโรงงานใน 27 ประเทศและพนักงานกว่า 70,000 คน แต่ปัจจุบันได้ลดขนาดองค์กรลงเพื่อเน้นธุรกิจเครื่องบินธุรกิจที่มีกำไรสูง ด้วยกลยุทธ์นี้ Bombardier จึงกลายเป็นผู้นำด้านเครื่องบินธุรกิจความเร็วสูงและระยะบินไกลครองตลาดโลกอย่างมั่นคง มีคู่แข่งคือบริษัท Gulfstream Aerospace บริษัท BBJ ของโบอิ้ง และบริษัท ACJ ของแอร์บัส ที่ล้วนเป็นคู่แข่งในตลาดไพรเวทเจ็ตทั้งสิ้น Alternate-X สรุปให้ ‘Bombardier’ มีจุดเริ่มต้นจากการผลิตรถกวาดหิมะในปี 1942 ก่อนจะเติบโตสู่ธุรกิจระบบรางและอากาศยาน โดยบริษัทขยายกิจการด้วยการเข้าซื้อ Learjet, Canadair และ de Havilland จนกลายเป็นผู้ผลิตเครื่องบินเจ็ตหรูระดับโลกจุดเด่นคือเครื่องบินซีรีส์ Global และ Challenger ที่ครองตลาดไพรเวทเจ็ตความเร็วสูงและระยะบินไกล ยิ่งทำให้ชื่อ Bombardier ถูกจับตามองในไทย จากการเดินทางของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ สู่ดูไบ โดยปัจจุบัน Bombardier ครองตำแหน่งผู้ผลิตเครื่องบินธุรกิจอันดับหนึ่งของโลก STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
วัตสัน ฉลองอยู่ไทย 29 ปี เปิดยูนิฟอร์มใหม่ ให้พนักงานร่วมออกแบบเป็นมากกว่าชุดทำงาน
ร้าน ‘วัตสัน’ ทำตลาดในไทยครบรอบ 29 ปี แผนไปต่อด้วยแนวคิด ‘เพื่อนคู่ซี๊’ สุขภาพความงาม กับหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญด้วยชุดยูนิฟอร์มใหม่ ให้พนักงานมีส่วนร่วมออกแบบเพื่อสะท้อนการใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย หลังจาก A.S. Watson Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสุขภาพและความงามที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและยุโรป ปัจจุบันยังอยู่ภายใต้บริษัทแม่คือ CK Hutchison Holdings ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ได้เข้ามาขยายธุรกิจค้าปลีกความงามและเพื่อสุขภาพ ร้าน ‘วัตสัน’ ประเทศไทย มาตั้งแต่ปี 2539 ถึงในปัจจุบัน ‘วัตสัน’ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 29 ปี พร้อมไปต่อด้วยแผนความเป็น ‘เพื่อนคู่ซี้’ สุขภาพและความงามคู่ความยั่งยืนสังคม เพื่อตอกย้ำจุดยืนที่อยู่เคียงข้างทุกคน สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน ‘นวลพรรณ ชัยนาม’ กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 29 ปีที่ผ่านมา วัตสันมุ่งมั่นในการเป็นเพื่อนคู่คิดในชีวิตประจำวันของทุกคนในเรื่องสุขภาพและความงาม ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เติบโตจากจุดเริ่มต้นในวันแรก จนถึงปัจจุบันการดำเนินธุรกิจมีมีกว่า 750 สาขาครอบคลุมทุกจังหวัด โดยช่วงที่ผ่านมา วัตสัน ยังได้ปรับตัวมาย่างต่อเนื่องเพื่อจะมอบประสบการณ์ให้กับลูกค้า ทั้งการชอปปิงหน้าร้านและออนไลน์ และในโอกาสพิเศษนี้ วัตสัน ยังได้เปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ที่พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมในการออกแบบ เพื่อให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและเป็นตัวเองอย่างแท้จริง สอดคล้องกับความเชื่อของเราที่ว่าการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีในทุกมิติ ทั้งผู้คน โลก และผลิตภัณฑ์ของเรา “วัตสันจะยังคงมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายเพื่อเติมรอยยิ้มให้กับลูกค้าและขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนวัตสันมาตลอด 29 ปี” นวลพรรณ กล่าว นอกจากนี้ วัตสันยังใช้โอกาสดังกล่าว ในการเดินหน้าพันธกิจเพื่อสังคม ผ่านความร่วมมือกับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน ที่ทำต่อเนื่องทุกปีมานานกว่า 19 ปี ในกิจกรรมจำหน่ายตุ๊กตางู และการประมูลตุ๊กตางูขนาดใหญ่เพื่อการกุศลที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า แฟนคลับ และเหล่าพันธมิตร โดยรายได้จากกิจกรรมกว่า 500,000 บาท จะนำไปสมทบทุนช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรีที่เปราะบางในสังคมต่อไป โดยการจัดงานฉลองครบรอบ 29 ปี ในครั้งนี้ ยังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้เข้าร่วมงาน โดยมีศิลปิน ดารา เซเลบริตี้ชื่อดัง และคู่ค้าพันธมิตรเข้าร่วมงานกันคับคั่ง อาทิ วอร์ วนรัตน์, คิมเบอร์ลี่, ณิชา ณัฏฐณิชา, อแมนด้า ออบดัม, ต้าห์อู๋ พิทยา, ปราง กัญญ์ณรัณ, ก้อย อรัชพร, น้องแดน (ช่อง Cullen Hateberry), เชียร์ ฑิฆัมพร, แจ๊คกี้ จักริน วง TRINITY, ญดา นริลญา, วง Bamm, วง Empress ฯลฯ การจัดงานฯ ภายใต้บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และความประทับใจ ที่ผสมผสานความบันเทิงเข้ากับตัวตนของวัตสันอย่างลงตัว ทั้งแฟชั่นโชว์สุดพิเศษจากเหล่าดาราและเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย การเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ของพนักงาน ชูแนวคิด ‘WEAR YOUR STATEMENT’ ให้ยูนิฟอร์มเป็นมากกว่าแค่ชุดทำงาน แต่คือการ “ใส่เพื่อเป็นตัวเอง” และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มาสร้างความสนุกสนาน จากความสำเร็จของการจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนถึงการเติบโตที่แข็งแกร่งตลอด 29 ปีที่ผ่านมาของวัตสัน ประเทศไทย ทั้งในแง่ของการขยายสาขาที่ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 750 แห่ง และการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัตสันสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง คือความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้าที่เปรียบเสมือน “เพื่อนคู่ซี้” ที่เข้าใจทุกความต้องการ คอยให้คำปรึกษา แนะนำ และแบ่งปันสิ่งดีๆ เสมอมา อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง BrandCase: ชิ้นที่2 หนึ่งบาท ‘วัตสัน’ กลยุทธ์ราคา ‘คุ้มค่าสะใจ’ พาแบรนด์กลับมาครองใจลูกค้าไทย ถอดรหัสแบรนด์ ‘วัตสัน’ อยู่ค้าปลีกไทยมา 29 ปี ขึ้น No.1 แบรนด์บิวตี้ในใจคนไทย วัตสัน ยกระดับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มในรอบปี เอาใจสมาชิกวัตสัน คลับ ผ่าน ‘Club of More’ พฤติกรรมชอปออนไลน์ คนไทยชอบ ‘ชอปก่อนนอน’ 3 ทุ่ม เวลาทองกดของใส่ตระกร้า Alternate-X สรุปให้ วัตสัน ประเทศไทย เปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่ ฉลองครบรอบ 29 ปีในไทย เดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ทันสมัย ใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น ใช้คอนเซ็ปต์ ‘เพื่อนคู่ซี๊’ ในด้านสุขภาพและความงาม เตรียมขยายกลยุทธ์การตลาด สู่คนรุ่นใหม่และลูกค้าประจำ สานต่อความเป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกสุขภาพและความงามอันดับ 1
รู้จักเทคโนโลยี 5-Axis พลิกระบบการผลิตสู่ยุคเอไอ ผู้ผลิตชิ้นส่วนเร่งปรับตัวรับอุตฯอนาคต
งาน 5-Axis Seminar 2025 เวทีสัมมนายกระดับมาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนไทย ชวนผู้ประกอบการปรับตัวรับการผลิตป้อนอุตสาหกรรมอนาคต หลังภาครัฐ หนุนมาตรการภาษีลงทุนเทคโนโลยี-เครื่องจักรอัตโนมัติ รัชศักดิ์ เกิดภู่ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมชชีนเทค จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและแนวโน้มอุตสาหกรรม ตลอดจนความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยผู้ผลิตในอุตฯผลิตชิ้นส่วนไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญของภูมิภาคมายาวนาน ทั้งในกลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแม่พิมพ์ ซึ่งมีจุดแข็งด้านแรงงานฝีมือ ระบบซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่อุตฯใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน ขณะที่ การลงทุนด้านเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ การพัฒนาทักษะแรงงานขั้นสูง และการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น Automation, Digitalization, AI และ Smart Manufacturing มาใช้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และยกระดับการผลิตให้มีความแม่นยำสูงขึ้นในเวลาส่งมอบที่สั้นลง โดยเฉพาะเทคโนโลยีเครื่องจักร 5 แกน (5-Axis) ซึ่งเป็นเครื่องจักร CNC ที่เคลื่อนที่ได้พร้อมกัน 5 ทิศทาง ทำให้สามารถตัด กัด เจาะ และขึ้นรูปชิ้นงานได้อย่างละเอียดและซับซ้อนมากกว่าเครื่องจักรแบบ 3 หรือ 4 แกนทั่วไป รองรับการทำงานร่วมกับระบบ Automation และสามารถผลิตได้ทั้งจำนวนมาก (Mass Production) และสินค้าหลากหลายรูปแบบ (High-Mix Low-Volume) สำหรับ การนำเทคโนโลยี 5-Axis มาใช้ จะช่วยยกระดับการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาด และเสริมศักยภาพการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยคงความเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคและของโลกได้อย่างมั่นคง ดังนั้นเพื่อส่งเสริมความรู้และแนวทางการลงทุนที่คุ้มค่า ผู้เชี่ยวชาญ สมาคม และพันธมิตรในอุตสาหกรรมเครื่องจักร 5 แกนจากทั่วโลก จึงได้ร่วมกันจัดงาน 5-Axis Seminar 2025 ขึ้น ระหว่างวันที่ 2–3 ตุลาคม 2568 ณ อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท กรุงเทพฯ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางการใช้เทคโนโลยี 5-Axis ให้เหมาะสมกับการผลิตแก่ผู้ประกอบการไทย ด้าน สิริวัฒน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ สถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) กล่าวว่า แนวโน้มการผลิตของไทยกำลังก้าวสู่ระบบอัตโนมัติที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ลดข้อผิดพลาด และยกระดับผลผลิต ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวดเร็วขึ้น และแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ การจัดสัมมนา 5-Axis Seminar 2025 เป็นอีกเวทีสำคัญในการถ่ายทอด องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี 5 แกน ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมทำงานร่วมกับเครื่องจักรยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับมาตรการสนับสนุนของภาครัฐนั้น ปัจจุบันกรมสรรพากรร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (CoRE) เปิดให้ผู้ประกอบการที่ลงทุนในระบบ Automation สามารถยื่นขอยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลได้สูงสุด 100% ของมูลค่าการลงทุน ครอบคลุมทั้งเครื่องจักรและซอฟต์แวร์ที่เชื่อมกับระบบอัตโนมัติ โดยใช้สิทธิ์ได้ต่อเนื่องนานถึง 5 รอบบัญชี ทั้งนี้ต้องเป็นโครงการที่ลงทุนจริงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2568 และผ่านการรับรองจาก CoRE ว่าเป็นระบบ Automation ที่เข้าเกณฑ์ สุรชัย ตั้งธราธร ประธานบริษัท เอช เอส เอ็ม แมชชีนเนอรี่ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรอุตสาหกรรม และผู้บุกเบิกการนำเข้าเครื่องจักร 5 แกน ประสิทธิภาพสูงจากเยอรมนีและไต้หวัน กล่าวว่า ตลาดเครื่องจักร 5 แกน ในประเทศไทยมีการเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับความต้องการของโรงงานที่ต้องผลิตชิ้นงานซับซ้อนและแม่นยำสูง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะเดียวกันยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดสำหรับผู้ประกอบการที่ปรับใช้เทคโนโลยี 5 แกน ร่วมกับระบบ Automation คือ สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และสร้างความสามารถในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมไทยในการตอบโจทย์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับโลกด้วย สำหรับผู้สนใจหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานสัมมนา 5-Axis Siminar 2025 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ตุลาคม 2568 ณ อีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ท บางนา กม.15 กรุงเทพฯ สามารถติดต่อได้ที่ อีเมล: contact@mreport.co.th หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.mreport.co.th
‘แสนสิริ’ มองตลาดคอนโดกลับสู่สถานการณ์อยู่อาศัยจริง คนเลือกทำเลใกล้ที่ทำงาน-ตลาดเช่ามาแรง
‘แสนสิริ’ มองปี68 บทพิสูจน์ผู้พัฒนาฯหลังแผ่นดินไหว ตลาดคอนโดกลับมาเป็นของผู้บริโภคอยู่อาศัยจริง ยังไปต่อตามแผนเปิดครบ 15 โครงการใหม่ปีนี้ ใน4 เดือนสุดท้ายเปิดเกมแข่งราคา-ทำเล สมัตถ์คม ต่างวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวสูง บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า ในไตรมาส4 ปี2568 บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวอีก 6-7 โครงการคอนโดมีเนียมใหม่ (New Launch) จากภาพรวมเปิดตัว 15 โครงการฯ ได้ตามแผนเดิมที่วางไว้เมื่อต้นปี 2568 เพื่อรองรับความต้องการในตลาดของกลุ่มเป้าหมายลูกค้าในปัจจุบัน ที่ยังมีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และ ภูเก็ต สำหรับโครงการฯที่จะเปิดตัวพร้อมทำตลาด (Pre Sale) ในแบรนด์ต่างๆ เช่น เบส (Base) คอนโดมีเนียม พระราม9, ดี คอนโด (D Condo) และ เซลฟ์ บาย แสนสิริ (Xelf by Sansiri) โดยวางระดับราคาเฉลี่ย 1.3- 1.5 แสนบาทต่อตารางเมตร หรือมีราคาต่อยูนิตราว 3-5 ล้านบาท สมัตถ์คม กล่าวว่า แผนดังกล่าวยังเพื่อรองรับความต้องการของกำลังซื้อศักยภาพที่แท้จริงของตลาดคอนโดในปัจจุบัน ที่พบว่าได้เปลี่ยนไปจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังผ่านพ้นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบทั้งความต้องการสินค้าคอนโดในตลาดที่เปลี่ยนไป และมีผู้พัฒนาอสังหาฯบางราย ชะลอแผนเปิดตัวโครงการฯใหม่ออกไปเช่นกัน โดยเฉพาะโครงการแนวนาบ และ คอนโดตึกสูง (High-Rise) “เหตุการณ์ในครั้งนั้น ผู้พัฒนาฯหลายแห่งได้ปรับตัวการทำตลาดรวมทั้งแสนสิริ เพื่อเข้าถึงความต้องการลุกค้าที่ยังมีศักยภาพ โดยใช้สูตรใหม่คือการทำโครงการพร้อมอยู่ หรือ RMF พร้อมใช้กลยุทธ์ราคาเพื่อดึงดูดกำลังซื้อในช่วงสุดท้ายของปีนี้ ส่วนโครงการฯระดับพรีเมียมในพอร์ตแสนสิริ จะชะลอการทำตลาดออกไปก่อนตามกำลังซื้อในตอนนี้ และรอให้สถานการณ์ตลาดมีความแข็งแรงมากกว่านี้ก่อน ” สมัตถ์คม กล่าวพร้อมเสริมว่า ทั้งนี้ บริษัทฯ มองว่าแผนดังกล่าว ยังจะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ หรือ วัยทำงาน ที่ต้องการที่พักอาศัยในเมืองหรืออยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ตามความต้องการจริงใน 2 กลุ่มกำลังซิ้อลูกค้าในปัจจุบัน คือ 1.กลุ่มต้องการซื้อ เพื่ออยู่อาศัยจริง และ 2.กล่มนักลงทุน ซื้อเพื่อปล่อยให้เช่า “ส่วนแนวทางการทำโครงการฯ ให้ลูกค้าเข้ามาอยู่ก่อนแล้วกู้สินเชื่อธนาคารทีหลังนั้น มองว่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาสุดท้าย ด้วยผู้พัฒนาโครงการจะต้องยอมรับความเสี่ยงนี้เอง” สมัตถ์คม กล่าว ขณะที่การทำตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายของปี68 นี้ บริษัทฯ จะมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจริงๆ ทั้งด้านของราคาและโปรโมชั่นที่ดึงดูดมากขึ้น โดยใช้ทำเลในแต่ละผลิตภัณฑ์คอนโดที่มีความแตกต่างกันออกไป มากระตุ้นยอดขาย อาทิ โครงการย่านฝั่งธนบุรี , รัชดา 19 หรือ ประดิพัทธ์ เป็นต้น ซึ่งเป็นทำเลในเมืองและเป็นแหล่งงาน “หลังแผ่นดินไหว สถานการณ์ตลาดคอนโดตอนนี้ จะหันมาโฟกัสกลุ่มคนทำงาน ตามโลเคชั่น มากขึ้น ขณะที่ราคาบ้านเองก็เริ่มขยับขึ้น ทำให้ตลาดเช่าดีมากๆ ในตอนนี้ แม้ว่าคนซื้อจะหายไป แต่มีกลุ่มนักลงทุนที่มองเห็นโอกาสและมีศักยภาพเข้ามาเสริม รวมถึงปัจจัยหนุนจาก ดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มปรับลดลง นโยบาย LTV ที่ผ่อนคลาย เข้ามาสนับสนุนตลาดอสังหาฯ ปลายปีนี้” กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อสินค้าคอนโดในช่วงที่ผ่านมา มาจากปัจจัย ความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาฯ เพิ่มขึ้น ที่สามารถบริหารวิกฤตหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา นอกเหนือจากปัจจัยหลัก ความต้องการสินค้าพร้อมอยู่, ผู้อยู่อาศัยได้ประโยชน์ลดค่าใช้จ่าย, ผู้พัฒนาฯให้การช่วยเหลือลูกค้าเข้าถึงสินเชื่อ เป็นต้น ขณะที่ ในช่วงที่ผ่านมาแต่ละโครงการฯ แสนสิริ ที่เปิดตัวไปแล้ว มีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชม หลักกว่าสิบรายต่อสัปดาห์ รวมถึงกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ในปัจจุบัน ที่เป็นกลุ่มชาวเมียนมา มีความสนใจโปรดักส์คอนโด ทำเลในเมืองมากขึ้น ระดับราคา 5-8 ล้านบาท ในทำเลใกล้โรงพยาบาล และสถานศึกษาของบุตรหลานที่เข้ามาศึกษาในไทย สมัตถ์คม กล่าวทิ้งท้ายว่า “สถานการณ์อสังหาฯ ไทยในปัจจุบัน ได้กลับสู่สภาพความเป็นจริงของตลาดแล้ว อาจจะไม่ได้เห็นภาพของกลุ่มที่เข้ามาซื้อใบจองโครงการฯ เพื่อนำไปขายต่ออีกแล้ว” Alternate-X สรุปให้ ตลาดคอนโดไทยปี 2568 กลับสู่ความต้องการอยู่อาศัยจริง หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว คนรุ่นใหม่เลือกทำเลใกล้ที่ทำงานมากขึ้น กระตุ้นความต้องการคอนโดในเมือง ทำตลาดเช่าคึกคัก นักลงทุนยังเห็นโอกาสจากกลุ่มวัยทำงานและต่างชาติ โดยแสนสิริเดินหน้าตามแผนเปิดครบ 15 โครงการในปีนี้ แม้ตลาดมีความท้าทาย ด้วยกลยุทธ์โฟกัส ‘ทำเล + ราคา’ เป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายโค้งสุดท้ายของปี
OSIM ยกเครื่องการตลาด ส่งแบรนด์เก้าอี้นวดลักซูฯ ขยายฐานครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า
OSIM Thailand ปรับใหญ่กลยุทธ์เข้าทุกกลุ่มเป้าหมายหาช่องขายใหม่ทุกทาง เปิดตัวรุ่นใหม่ OSIM uDivine V3 นวดด้วย AI ผ่อนคลายเต็มรูปแบบเหมือนมีเทอราพิสส่วนตัว ตั้งเป้าปิดปียอดขายโตขึ้น 20% มุทิตา เลาะไธสง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ทำตลาดเก้าอี้นวดไฟฟ้าแบรนด์ OSIM เปิดเผยว่า ‘OSIM’ เป็นแบรนด์ระดับโลก และยังเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์เพื่อสุขภาพ ด้วยประสบการณ์กว่า 46 ปีในด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยวางกลยุทธ์ปรับภาพลักษณ์ใหม่แบรนด์ (Refresh Brand) OSIM ให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้พร้อมขยายฐานตลาดไปยังผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ เพื่อรองรับการทำตลาดเชิงรุกในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก ปัจจัยหลัก ทั้งกระแสการรักและเอาใจใส่ในสุขภาพที่มากขึ้นของผู้บริโภค และ การเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้มากมายหลากหลายแบรนด์ ในช่วงที่ผ่านมา “จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทฯ วางแผนขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาด เพื่อสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างยั่งยืน ในทุกช่องขายเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหานวัตกรรมสุขภาพที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง” มุทิตา กล่าว โดย บริษัทฯ ได้นำจุดแข็งของ OSIM มาร่วมขับเคลื่อนการทำตลาด ทั้งในด้านเทคโนโลยี AI อัจฉริยะที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์ รวมถึงดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ที่หรูหราทันสมัย ท้อนถึงความสำเร็จจากการได้รับรางวัลต่างๆ ในระดับโลก ทั้งด้านแบรนด์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ ยังเตรียมสร้างการรับรู้แบรนด์ OSIM ในตำแหน่งทางการตลาด ‘ลูกค้ารู้จักและภูมิใจเป็นเจ้าของ’ โดยครอบคลุมด้านต่างๆ อาทิ ขยายช่องทางธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) แตกไลน์สู่กลุ่มคลินิกสุขภาพ โรงแรม หรือ ออฟฟิศเพื่อเพิ่มยอดขายในรูปแบบการสั่งซื้อจำนวนมาก (Mass Purchase) สำหรับแผนสร้างการรับรู้แบรนด์โฉมใหม่ OSIM ประเทศไทย เตรียมร่วมงานกับ KOL หลากหลายระดับ ทั้งดารา, อินฟลูเอนเซอร์ระดับกลาง และไมโครอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมและกระจายไปยังวงกว้าง พร้อมปรับภาพลักษณ์การสื่อสาร บนแพลตฟอร์มโอน มีเดีย (Owned Media) ให้มีความหรูหรา น่าเชื่อถือ และเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังสร้างความเชื่อมั่นด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผ่านทีมแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัด ร่วมยืนยันประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ไปพร้อมจัดกิจกรรมในร้าน OSIM เพื่อสร้างประสบการณ์จริงให้กับลูกค้า กระตุ้นการ Walk-in และทดลองสินค้า รวมถึงการนำระบบ CRM และโปรโมชั่นสมาชิก เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำ และกระตุ้นการซื้อซ้ำ พร้อมพัฒนาแคมเปญ Flash Sale & Double Day เพื่อเพิ่มยอดขายในช่วงวันสำคัญของตลาดออนไลน์ ล่าสุด ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ OSIM uDivine V3 มีจุดเด่นด้วยระบบ AI อัจฉริยะที่สามารถวิเคราะห์จุดปวดล้าเฉพาะบุคคล พร้อมเทคโนโลยีการนวดลึกที่จำลองการนวดแบบมืออาชีพ ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้เข้าสปาส่วนตัวทุกวัน โดยเบื้องต้นสินค้าเตรียมทำตลาดในรูปแบบให้สั่งจองล่วงหน้า (pre order) พร้อมกำหนดราคาขายพิเศษอยู่ที่ 139,900 บาท “จากแนวทางทั้งหมดในสิ้นปีนี้คาดว่าสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20% ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเพิ่มยอดขายในระยะสั้น แต่คือการทำให้ลูกค้าภูมิใจที่เป็นเจ้าของ OSIM ด้วยความเชื่อมั่นในคุณภาพ นวัตกรรม และภาพลักษณ์ที่เรากำลังสร้างใหม่” มุทิตา กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ OSIM Thailand รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ เปิดตัวเก้าอี้นวดอัจฉริยะรุ่นใหม่ uDivine V3 ใช้ AI วิเคราะห์จุดเมื่อยเฉพาะบุคคล ชูจุดเด่นเทคโนโลยีการนวดลึก เสมือนมีเทอราพิสส่วนตัวในบ้าน วางกลยุทธ์การตลาดรุกทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และ B2B เจาะโรงแรม-คลินิกสุขภาพ ตั้งเป้ายอดขายปี 2568 โตเพิ่ม 20% พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำเก้าอี้นวดระดับโลก
‘ลาซาด้า’ เลเวล อัป ดึงแบรนด์เข้า LazMall เติมความลักซูรี ขยับสู่ ‘อีคอมเมิร์ซ พรีเมียม’
‘ลาซาด้า’ มุ่งสู่แพล็ตฟอร์ อีคอมเมิร์ซ ยุคใหม่ ใช้ AI ครบวงจรขอเติบโตยั่งยืน พร้อมย้ำคุณภาพดึงแบรนด์เติมประสบการณ์พรีเมียม ‘ผ่าน LazMall’ โตกว่า 22% วาริสฐา เกียรติภิญโญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า ประเทศไทย ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระดับภูมิภาค กล่าวว่า งเทพฯ 2 กันยายน 2568 – ลาซาด้า ประเทศไทย ประกาศวิสัยทัศน์การเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ มุ่งยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม ด้วยการมอบประสบการณ์การช้อประดับพรีเมียม และการเป็นศูนย์รวมสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มพรีเมียม สร้างการเติบโตด้วยคุณภาพ สำหรับวิสัยทัศน์ ดังกล่าวยังสอกคล้องกับข้อมูลเชิงลึก พบว่า นักช้อปไทยครองแชมป์จับจ่ายออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ถึง 68.2% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ทุกเจนที่หันมาช้อปออนไลน์เป็นหลัก สะท้อนความคาดหวังที่สูงขึ้นในทุกการใช้จ่าย การตัดสินใจซื้อสินค้าจึงเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยพิจารณาความคุ้มค่าที่มากกว่าราคา แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและประสบการณ์ที่ไว้วางใจได้ เห็นได้ชัดจากเทรนด์การเติบโตของยอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น 22% บน LazMall แหล่งรวมสินค้าแบรนด์คุณภาพองลาซาด้า ตั้งแต่ต้นปี 2568 ขณะเดียวกัน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและนับเป็นตลาดที่มีการขยายตัวเร็วที่สุดในภูมิภาค โดยในปี 2567 มีอัตราการเติบโตถึง 21.7% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 12% โดยคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 จากแนวโน้มดังกล่าว ลาซาด้า วางแนวคิด ‘Next-Level eCommerce’ มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่มอบประสบการณ์การช้อปแบบพรีเมียม นำจุดแข็งด้านสินค้าแบรนด์และบริการคุณภาพ ซึ่งเป็นนิยามใหม่ของความคุ้มค่าที่นักช้อปไทยมองหา เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและมีคุณภาพอย่างแท้จริง พร้อมลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และผลักดันการเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยเพื่อความแข็งแกร่งในระยะยาว “แนวทาง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและอินไซต์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไปพร้อมบุกเบิกทิศทางและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมด้วย” วาริสฐา กล่าวพร้อมเสริมว่า พร้อมกับยกระดับมาตรฐานวงการอีคอมเมิร์ซ สู่แพลตฟอร์มให้ความคุ้มค่าให้ผู้บริโภคไทย พร้อมเจาะตลาดคุณภาพโดยนำเทคโนโลยี AI เข้ามายกระดับประสบการณ์ให้กับทั้งผู้ซื้อ แบรนด์ และผู้ขาย ด้วย 3 โฟกัสหลัก คัดสรรสินค้าคุณภาพครบทุกหมวดหมู่ (High-Quality Assortment) นำเสนอสินค้าแบรนด์แท้ 100% รวมถึงสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ลาซาด้า ผ่าน LazMall และ LazMall Luxury ศูนย์รวมร้านค้าทางการของแบรนด์ชั้นนำ ที่มีมากกว่า 32,000 แบรนด์ทั่วทั้งภูมิภาค ตลอดจนเพิ่มความหลากหลายด้วยหมวดหมู่ขายดีอย่าง LazBEAUTY, LazLOOK และ Lazada Electronics เสริมพอร์ตสินค้า โดยนำร่องโมเดลค้าส่งสำหรับลูกค้าธุรกิจ (B2B) ตอบโจทย์ความต้องการผู้ประกอบการ ด้วยสินค้ากว่า 15,000 รายการ ครอบคลุมหมวดเกษตรกรรม อุปกรณ์ประปา และอุปกรณ์ไฟฟ้า มอบประสบการณ์การช้อปที่เหนือกว่า (High-Quality Experience) เพิ่มความเชื่อมั่นนักช้อป โดยยกระดับประสบการณ์ที่สะดวกสบาย ในทุกมิติ ด้วย ‘4 การันตี’ จาก LazMall (การันตีสินค้าแบรนด์แท้ 100% – จัดส่งตรงเวลา – คืนสินค้าพร้อมเงินคืนไว – การันตีสต็อกพร้อม) โปรแกรมส่งเร็วพิเศษ Priority Delivery 24 Hours สั่งซื้อสินค้าภายในเที่ยง ได้รับสินค้าในวันถัดไป ตลอดจนประสบการณ์การช้อปไร้รอยต่อกับบริการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า โปรแกรมเก่าแลกใหม่และ อัปเกรดรุ่นในหมวดโทรศัพท์มือถือ และประกันสินค้าในประเภทต่าง ๆ ลาซาด้ายังมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อนำเสนอประสบการณ์การช้อปที่ราบรื่นและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลยิ่งขึ้น ด้วยฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น Lazzie แชตบอตอัจฉริยะผู้ช่วยแนะนำสินค้าที่ตรงใจ พร้อมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสการมองเห็นให้กับร้านค้า นอกจากนี้ ยังเตรียมส่งบริการใหม่ Lazada Membership ระบบสมาชิกสะสมคะแนนเพื่อมอบสิทธิพิเศษมากมายให้กับนักช้อป ดึงอินไซต์สร้างอิมแพ็กผ่านแคมเปญคุณภาพ (High-Quality Campaign) จากข้อมูลเชิงลึก (อินไซต์) ระบุกว่า 50% ของยอดขายบนแพลตฟอร์มมาจากแคมเปญ โดย ลาซาด้า เร่งสร้างแคมเปญหลากหลายรูปแบบตลอดทั้งปี พร้อมทุ่มงบเพิ่มคูปองส่วนลดในช่วงแคมเปญมากกว่าเดิมถึง 45% แต่ยังยึดพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม สร้างความเหนียวแน่นกับนักช้อป และสร้างโอกาสให้ผู้ขายเติบโตไปพร้อมกัน สะท้อนความสำเร็จในช่วงเมกะแคมเปญและแคมเปญ Double Digit ด้วยยอดขายบนแพลตฟอร์มเติบโตกว่า 300% เมื่อเทียบกับวันปกติ ในขณะที่แคมเปญ Mid-Month ยอดโต 70% ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังพบการเติบโตในแคมเปญหมวดหมู่สินค้า นำโดยหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าโตกว่า 2 เท่า ส่วนสินค้าแฟชันและความงามโตเพิ่มขึ้น 40% วาริสฐา กล่าวว่า ลาซาด้า รับตำแหน่งแบรนด์อันดับ 1 ในไทย จากผลสำรวจ Thailand’s Top 50 Brands 2025 โดย Campaign Asia สะท้อนวิสัยทัศน์แบรนด์ในการมุ่งเน้นคุณภาพทุกด้าน ทั้งสินค้า การบริการ และประสบการณ์การช้อป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าและผลกระทบเชิงบวกให้แก่ทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็ม นำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเตรียมเปิดตัวเมกะแคมเปญ ‘9.9 ลดอลัง ปังทุกแบรนด์’ ยกระดับประสบการณ์การช้อประดับพรีเมียมด้วยสินค้าคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมโปรโมชันจัดเต็ม ตั้งแต่ 8 กันยายน 2 ทุ่ม ถึง 11 กันยายน 2568 มอบส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท* LazFlash ลดสูงสุด 90%* แบรนด์ดังลดแรง 6 ชั่วโมงแรก 2 ทุ่ม ถึง ตี 2 และดีลพิเศษอีกหลายต่อ พร้อมเพิ่มความสนุกด้วยกิจกรรมจาก Lazzie ฟีเจอร์ผู้ช่วย AI สุดล้ำ เพียงพิมพ์คำว่า ‘HEYLAZZIE’ ในแชต ก็มีสิทธิ์รับ LazRewards ได้ทุกวัน และหากแชตกับ Lazzie อย่างต่อเนื่อง ก็ยังมีสิทธิ์ปลดล็อก LazRewards สูงสุดกว่า 200 บาท* ได้อีกด้วย ตอบโจทย์นักช้อปยุคใหม่ที่มองหาความคุ้มค่าอย่างแท้จริง Alternate-X สรุปให้ ลาซาด้าเผยข้อมูล นักช้อปออนไลน์ไทยครองอันดับ 1 ของโลก คาดการณ์ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยโตแตะ 2 ล้านล้านบาทใน 5 ปี ระบุ LazMall โตต่อเนื่อง 22% หนุนการช้อประดับพรีเมียม มุ่งสู่วิสัยทัศน์ Next-Level eCommerce ใช้ AI ยกระดับประสบการณ์ผู้ซื้อ-ผู้ขาย พร้อมเดินหน้าสร้างคุณภาพ ยึดตำแหน่งแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเบอร์ 1 ไทย
YLG ชี้ทองคำโลกขาขึ้นชัด แนะตลาดฟิวเจอร์ส ลงทุน 10% มองทองไทยกรอบ 5.2 – 5.4 หมื่นบ.
วายแอลจี ชี้ทองคำช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังเป็นเทรนด์ขาขึ้น ปัจจัยบวกกระแสการปรับลดดอกเบี้ยเฟด ด้านทองไทยลุ้นเคลื่อนไหวในกรอบ 52,500 – 54,100 บาทต่อบาททองคำ แนะลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ส เพิ่มโอกาสการลงทุนด้วยการใช้เงินลงทุน 10% ของมูลค่า ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 2 ก.ย. ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติกาลครั้งใหม่ที่ 3,508.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความใน Truth Social ที่ระบุถึงสาเหตุการตั้งภาษีกับอินเดียสูงถึง 50% เนื่องจากถูกอินเดียเอาเปรียบมาตลอด พร้อมกล่าวว่าการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐคือ ‘หายนะด้านเดียวอย่างสิ้นเชิง’ ซึ่งการโพสต์ข้อความดังกล่าวได้สร้างสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐ ทำให้เกิดแรงซื้อทองเข้ามาในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยก่อนหน้านี้วายแอลจี มองว่าภายในช่วงที่เหลือของปีนี้ราคาทองคำจะสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ได้อีกครั้งและล่าสุดราคาทองคำได้ปรับขึ้นมาตามคาดการณ์ โดยเชื่อว่าในไตรมาส 4 ราคาทองคำจะยังเคลื่อนไหวในแดนบวก แม้ว่าจะมีการเทขายทำกำไรสลับออกมาบ้าง อย่างไรก็ดีหากมองถึงปัจจัยในหลากหลายด้าน ก็ยังมีน้ำหนักต่อการเคลื่อนไหวของทองคำในเชิงบวก โดยเฉพาะแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ล่าสุดตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เช่น ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐนั้นอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง ‘เจอโรม พาวเวล’ ประธานเฟด ได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม Jackson Hole ว่า ‘ความเสี่ยงด้านการจ้างงานกำลังเพิ่มขึ้น และภาษีศุลกากรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับราคาเพียงครั้งเดียว ความสมดุลของความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจำเป็นต้องปรับนโยบาย’ ทำให้นักลงทุนมั่นใจมากขึ้นว่า เฟดมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้ ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยหนุนหลักต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ นโยบายทางการเงินของเฟดยังมีความเป็นไปได้ที่สูงขึ้น ว่าจะมีจุดยืนที่ผ่อนคลาย (Dovish stance) มากขึ้น นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความพยายามที่จะมีอิทธิพลต่อนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกดดัน เจอโรม พาวเวล ให้รีบทำการปรับลดดอกเบี้ยลงและลาออกจากประธานเฟด รวมไปถึงการสั่งปลด ลิซ่า คุก หนึ่งในผู้ว่าการเฟด ซึ่งนับเป็นการเข้าแทรกแซงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นตลอด 111 ปีที่ผ่านมา แต่ทางด้าน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ยังออกมาปกป้องการกระทำดังกล่าวของโดนัลด์ ทรัมป์ อีกทั้ง ยังมีความพยายามที่จะส่งคนสนิทอย่าง สตีเฟน มิแรน เข้าดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟด แทนที่ อาเดรียนา คูเกลอร์ ที่ลาออกไปในช่วงก่อนหน้านี้ เป้าหมายถัดไป 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ในปีนี้ วายแอลจี ได้ให้เป้าหมายราคาทองคำไว้ที่โซน 3,500 – 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้ราคาจะทดสอบเป้าหมายแรกที่ระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ไปแล้วถึงสองครั้ง อย่างไรก็ดี หากสามารถยืนแล้วไปต่อได้พร้อมปัจจัยพื้นฐานเข้ามาสนับสนุน จะมีเป้าหมายถัดไปที่ระดับ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และระดับ 3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามลำดับ สำหรับคำแนะนำการลงทุนทองคำ ในระยะสั้นมองว่าทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 3,437-3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และกรอบแนวต้าน 3,508-3,540 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ส่วนทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มองว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 52,500-54,100 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาทระดับ 33.24 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ส แนะนำเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในระดับสูง เพราะใช้เงินลงทุนเพียง 10% ของราคาทองคำ และสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะตลาด โดยล่าสุดวายแอลจีได้ออกโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีกับ YLG Futures รับสิทธิ์ใช้งาน Trading View Essential Plan ที่จะมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้า 5 ด้าน 1.กราฟและอินดิเคเตอร์ครบครัน รวมถึง Volume Profile 2.เครื่องมือวาดรูปและฟีเจอร์ทางเทคนิค 3.การแจ้งเตือนราคา 4.ไอเดียเทรดจากคอมมูนิตี้ 5.ไม่มีโฆษณาและอีกจำนวนมาก Alternate-X สรุปให้ YLG คาดราคาทองคำโลกยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น หลังเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย โดยราคาทองคำต่างประเทศเคลื่อนไหวเหนือ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ มีลุ้นแตะ 3,700 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองไทยคาดเคลื่อนไหวในกรอบ 52,500–54,100 บาทต่อบาททองคำ แนะนักลงทุนใช้ตลาดฟิวเจอร์ส ลงทุนเพียง 10% เพื่อสร้างโอกาสทำกำไร มองแนวโน้มไตรมาส 4/68 ยังเป็นบวก แม้มีแรงขายทำกำไรบางช่วง
ทาโร อยู่มากว่า 40 ปีไม่ขอแก่แต่ไปต่อ’สแน็ก’ เพื่อโลกขยายไลน์ใหม่ตลาดสุขภาพ-สูงวัย
‘ทาโร’ มุ่งสุ่ธุรกิจเพื่อสังคม ปรับใหม่แนวคิดตลอดกระบวนการผลิตควบการตลาดยั่งยืน มุ่งสู่ ‘สแน็ก’ แห่งอนาคต เจาะหมดทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่-สูงวัย วิภาส จิรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท พี เอม ฟูด จำกัด ผู้ผลิตสินค้าขนมขบเคี้ยวปลาสวรรค์ทาโร ของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทฯ วางแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่การผลิต (Value Chain) โดยเฉพาะลดส่วนเกินเหลือทิ้ง (Waste) จากเนื้อปลาซึ่งเป็นวัตุถิบหลักในการผลิตสินค้าปลาสวรรค์ทาโร ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงบรรจุภัณฑ์ (แพ็คเกจจิ้ง) ซองสินค้า เพื่อสร้างประโยชน์ให้ได้สูงสุด จากที่ผ่าน ปลาหนึ่งตัวใช้ประโยชน์ได้ราว 40% ส่วนที่เหลือ 60% จะเป็นของเสียด้วยเป็นส่วนของ หัว หนัง และ ก้างปลา หรือราว 30% จะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ และอีก 30% จะเป็นส่วนของพุงและใส้ปลา ซึ่งจะถูกนำไปใช้ผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ อย่างไรก็ตาม หลังการปรับแนวทางการพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องด้านความยั่งยืน จากเดิมที่โรงงานสั่งเฉพาะวัตถุดิบเนื้อปลาบด (ซูเรมิ) จากซัพพลายเออร์เท่านั้น แต่จากนี้ไปจะมีการทำงานร่วมกันเพื่อให้จัดส่งฟู้ด เวสต์ ในส่วนดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบผลิตเป็นสินค้าสแน็กรายการใหม่ ที่ปัจจุบันมีสินค้าทำตลาดแล้ว คือ ปลาสวรรค์ทาโร่ แผ่นแซ่บ เป็นต้น ”โรงงานฯ ทำงานร่วมกับทีมวิจัยและพัฒนามาก่อนหน้านี้ราว 2 ปี เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิตให้ได้น้อยที่สุด พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับส่วนเกินของวัตถุดิบหลักซูเรมิ ไปสู่สินค้าตัวใหม่ในพอร์ตปลาสวรรค์ทาโร่“ วิภาส กล่าว ขยายไลน์ใหม่สูงวัย-เพื่อสุขภาพ ด้าน ปิย สมุทรโคจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ทำตลาดสินค้าขนมขบเคี้ยว ปลาสวรรค์ทาโร กล่าวว่า บริษัทฯ อยู่ในตลาดมา 48 ปี มีสินค้าเรือธงในกลุ่มสแน็ก คือ ปลาสวรรค์ทาโร่ เป็นแบรนด์ในตลาดมากว่า 40 ปี เช่นกัน ถึงปัจจุบันได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าให้มีความหลากหลาย รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้ในทุกรุ่น ล่าสุด บริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรองค์กรรายใหญ่ จัดกิจกรรมเพื่อมีส่วนร่วมในสังคมภายใต้แคมเปญ ‘ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง’ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 – 31 มกราคม 2569 ร่วมลุ้นของรางวัลทุกเดือน รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท โดยตลอดระยะเวลา 5 เดือนของแคมเปญฯ ดังกล่าว บริษัทฯ วางเป้าหมายในเชิงการสร้างการรับรู้การนำกลับไปใช้ใหม่ของแพ็คเกจจิ้งพลาสติกสินค้าจากการคัดแยกขนาดตามแต่ละประเภทของซองบรรจุปลาสวรรค์ทาโร่ ให้กับผู้บริโภค ได้มีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมการตลาดในแคมเปญฯ นี้ และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรหรืองค์กรอื่นได้ต่อไปในอนาคต อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง ทาโร ร่วมพันธมิตรหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนพลาสติกเป็นพลังงานสะอาด ปิยะ กล่าวว่า ผลิตตภัณฑ์ปลาสวรรค์ทาโร่ ใน6 เดือนแรกของปี 2568 มีอัตราการเติบโตราว 6% โดยครองส่วนแบ่งอันดับ1 ของกลุ่มปลาเส้น ด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 90% โดยตลาดกลุ่มนี้เติบโตราว 5% และเป็นอันดับ 3 ของตลาดขนมขบเคี้ยวมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท (ในครึ่งแรกของปี 2568 จากมูลค่ารวมตลาดแสน็กราว 4 หมื่นล้านบาท) มีการเติบโตราว 10% ปัจจัยหลักมาจากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ในตลาดกลุ่มบุกปรุงรส หรือ หมึกกรุบ ที่เข้ามาสร้างสีสันในตลาดในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ คาดว่าในไตรมาสสี่ปีนี้ และไตรมาสแรกปีหน้า ตลาดกลุ่มปลาเส้น จะกลับมาคึกคักด้วยเข้าสู่หน้าขาย จากการทำตลาดสินค้าหลากหลายรายการใหม่ อาทิ ทาโร เคลือบชีส, ทาโร บิ๊กโรล เป็นต้น ซึ่งบริษัทฯ ยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้าในขณะนี้ จากปัจจุบัน สินค้าปลาสวรรค์ทาโร มียอดขายหลักในช่องทางโมเดิร์นเทรด (MT) และ ช่องทางร้านสะดวกซื้อ (CVS) รวมกันสัดส่วน 60% และที่เหลือในช่องทางค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional Trade)ราว 40% โดยกลุ่มสินค้าระดับราคา 10 บาท จะได้การตอบรับดี “ตลาดสแน็กถือเป็นสินค้า อิมพัลส์ คาแรกเตอร์ ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์เป็นหลัก ซึ่งไม่มีผลกระทบมากนักแม้ภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตเฉลี่ยทุกปีราว 4-5% ในช่วงสถานการณ์ปกติก่อนมีสินค้าแคทตากอรี่ใหม่เข้ามาในตลาด” ปิยะ กล่าว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังทำตลาดส่งออกในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM)อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตดีตามความต้องการของตลาด จากคำสั่งซื้อ (Order) ที่เข้ามาแล้วในไตรมาสสามต่อเนื่องในไตรมาสสี่ ปีนี้ รวมถึงมีแผนเข้าไปทำตลาดในประเทศจีน ที่ขณะนี้ดำเนินการด้านลิขสิทธิ์เครื่องหมายทางการค้าเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการเข้าตลาดในสหรัฐอเมริกา ในรูปแบบอีคอมเมิร์ซ ด้วย ส่วนตลาดในประเทศกัมพูชา ขณะนี้ยังชะลอแผนธุรกิจออกไปก่อนจากปัญหาตความขัดแย้งระหว่างสองประเทศไทยและกัมพูชา ในช่วงที่ผ่านมา “จากภาพรวมทั้งหมดคาดผลักดันให้บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตราว 6-7% ในปี 2568 นี้” ปิยะ กล่าว ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังวางแผนในอีก3-5 ปีข้างหน้า เตรียมขยายธุรกิจภายใต้ไลน์การผลิตใหม่ ทั้งในกลุ่มสินค้าเพื่อคุณประโยชน์ดูแลสุขภาพ สินค้าเสริมแคลเซียมสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อตอบโจทย์และรอบรับการเข้าสู่สังคมสังคมสูงวัยเต็มตัว ในอนาคตด้วย รวมไปถึงทยอยปรับสูตรสินค้าโดยทยอยลดโซเดียมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้นชินในรสชาติให้กับผู้บริโภค เพื่อสร้างความยั่งยืนธุรกิจไปพร้อมตลาดในอนาคต ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่และให้ความสำคัญในการใช้ชีวิตที่มีส่วนร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนให้บริษัท มุ่งพัฒนาสินค้าสแน็กรายการใหม่ๆ พร้อมจัดกิจกรรมการตลาด ให้สอดรับกระแสความยั่งยืน ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ ‘ทาโร’ พัฒนาแนวทางการผลิตใหม่ ลดของเสียจากปลาและบรรจุภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มโดยนำฟู้ดเวสต์มาผลิตเป็นสแน็กใหม่ เช่น ทาโร่แผ่นแซ่บ พร้อมจัดแคมเปญ ‘ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง’ ร่วมรีไซเคิลซองพลาสติก เตรียมขยายไลน์สแน็กเพื่อสุขภาพและผู้สูงวัย รองรับสังคมสูงวัย คาดการเติบโตธุรกิจปี 2568 ราว 6-7% พร้อมแผนรุกตลาดต่างประเทศ
ทาโร ร่วมพันธมิตรหนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนพลาสติกเป็นพลังงานสะอาด
ทาโร จับมือ ไปรษณีย์ไทย–PTG–SLEEK EV เปิดแคมเปญ ‘ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง’ เดินหน้า Circular Economy ลดขยะกว่า 1,000 ตัน/ปี เปลี่ยนซองพลาสติกเป็นพลังงานสะอาด พร้อมลุ้นโชครวมกว่า 16 ล้าน บริษัท พรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมขบเคี้ยวปลาสวรรค์ทาโร จับมือพันธมิตรหลัก ได้แก่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สลีค อีวี จำกัด เปิดตัวแคมเปญ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ชวนคนไทยร่วมส่งคืนซองเปล่าทาโร เพื่อกำจัดอย่างถูกวิธี เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานไฟฟ้า ทดแทนอุตสาหกรรมการใช้ถ่านหิน พร้อมสิทธิ์ลุ้นรางวัลรวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 – 31 มกราคม 2569 จากที่ผ่านมาการกำจัดขยะพลาสติกจะใช้วิธีการฝังกลบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานหลายสิบปีกว่าพลาสติกเหล่านี้จะสลายตัว ดังนั้นการบริหารจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง ควรต้องเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้น ด้วยพฤติกรรมการแยกขยะและสร้างความร่วมมืออย่างจริงจัง โดยแคมเปญฯ ตั้งเป้าสามารถลดขยะพลาสติกได้กว่า 1,000 ตันต่อปี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน คุณวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ กล่าวว่า “ปัญหาขยะพลาสติกและภาวะโลกร้อนเป็นวิกฤติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาคธุรกิจต้องแสดงความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่คุณค่าอย่างจริงจัง แคมเปญ ‘ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง’ จึงเป็นพันธกิจสำคัญในการจัดการซองทาโรที่ย่อยสลายยาก กลับมาเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาด โดยจับมือพันธมิตรที่มีเป้าหมายและความมุ่งมั่นร่วมกัน นำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากหลากหลายธุรกิจมาบูรณาการ ซึ่งโครงการนี้สามารถช่วยลดขยะฝังกลบได้กว่า 1,000 ตันต่อปี ผลิตไฟฟ้าได้ 2.4–3.0 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพียงพอต่อการใช้งานของ 667–833 ครัวเรือน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 2,000 ตัน CO₂e โดยเราเชื่อว่าโครงการนี้ไม่เพียงช่วยจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างการตระหนักรู้ ปลูกฝังพฤติกรรมการคัดแยกขยะ และต่อยอดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ตลอด 142 ปี ไปรษณีย์ไทยทำหน้าที่ส่งต่อความสุข ความสำเร็จให้คนไทย และมุ่งมั่นส่งต่อโลกที่น่าอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไปด้วย โดยไปรษณีย์ไทยมุ่งดำเนินงานด้าน Circular Economy ผลักดันโครงการ Green Hub ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ โครงการ reBOX โครงการ reBAG โครงการ e-Waste ฯลฯ ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะ (Waste) ประเภทต่างๆ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการจัดการและแปรรูปอย่างสมดุลต่อไป ซึ่งการร่วมมือในแคมเปญนี้จึงเป็นการส่งพลัง อีกก้าวสำคัญจากทุกคนมารวมกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานของไปรษณีย์ไทยและศักยภาพด้านเครือข่ายและระบบโลจิสติกส์ ที่ครอบคลุมทั่วประเทศเป็นจุดรวบรวมและส่งต่อซองทาโรเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขยะพลาสติก แต่ยังสร้างคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม คุณพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “PTG มุ่งเติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ 3Re – Reduce, Reforest, Readjust Portfolio เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและขับเคลื่อนสู่พลังงานสะอาด ความร่วมมือในโครงการ ‘ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง’ เป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่นำซองขนมที่ย่อยสลายยากเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างเป็นระบบและแปรรูปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse-Derived Fuel) ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย ซึ่งสะท้อนบทบาทของ PTG ในการใช้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงานเพื่อสร้างคุณค่าร่วมทั้งต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ตอกย้ำวิสัยทัศน์อยากเห็นคนไทย ‘อยู่ดี มีสุข’ และการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” ในส่วนของ คุณกันตินันท์ ตันวีนุกูล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สลีค อีวี จำกัด กล่าวว่า “SLEEK EV เชื่อว่าความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ทางเลือก แต่คือรากฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เรามุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กร Carbon Neutral ภายในปี 2030 ผ่านการพัฒนานวัตกรรมระบบยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร (Full-stack EV Ecosystem) ที่ช่วยลดมลพิษและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเข้าร่วมแคมเปญนี้ จึงเป็นการตอกย้ำยอดพันธกิจของเราในการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการขยะพลาสติกให้เกิดประโยชน์สูงสุด ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร โลจิสติกส์ พลังงาน หรือยานยนต์ไฟฟ้า ต่างสามารถร่วมกันสร้างสังคมที่สะอาด ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนโลกไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง” แคมเปญ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ชวนผู้บริโภคร่วมลดปัญหาขยะพลาสติกได้ง่าย ๆ เพียงรวบรวมซองทาโรรสชาติใดก็ได้ ขนาดหรือราคาเดียวกัน รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 บาทขึ้นไปได้ 1 สิทธิ์ ไม่จำกัดสิทธิ์ต่อการส่ง 1 ครั้ง แล้วส่งผ่านไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ พร้อมใช้ Tracking Slip เป็นหลักฐานการร่วมกิจกรรม โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 – 31 มกราคม 2569 แล้วมาร่วมลุ้นของรางวัลทุกเดือน รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท อันได้แก่ iPhone 16 Pro จำนวน 60 เครื่อง, iPad Air 11 นิ้ว จำนวน 60 เครื่อง, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า SLEEK EV จำนวน 60 คัน และรางวัลใหญ่ รถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 จำนวน 6 คัน (*จำกัดสิทธิ์ 1 ท่านต่อ 1 รางวัล และหากได้รับมากกว่า 1 รายการ จะได้รับเพียงรางวัลที่มีมูลค่าสูงสุด **เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และการประกาศผู้โชคดีแคมเปญ “ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง” ได้ทางwww.taroraklok.com Alternate-X สรุปให้ ทาโรเปิดแคมเปญ ‘ทาโร รักษ์โลก โชคเด้ง’ ร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย PTG และ SLEEK EV เพื่อลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าลดขยะกว่า 1,000 ตันต่อปี และนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าสะอาดทดแทนถ่านหิน แคมเปญเปิดให้ผู้บริโภคร่วมส่งคืนซองทาโรผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิ์ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรางวัลใหญ่รวมมูลค่ากว่า 16 ล้านบาท ตั้งแต่กันยายน 2568 ถึงมกราคม 2569 สะท้อนการทำงานร่วมกันของธุรกิจอาหาร พลังงาน โลจิสติกส์ และยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ยั่งยืน
รัฐบาลไต้หวัน เร่งเจาะตลาดการศึกษา ดึงเด็กไทยเรียนต่อ ติดอันดับ 6 ของโลก
รัฐบาลไต้หวัน ส่งแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเส้นทางความรู้คู่การทำงาน จัดนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ ประจำปี 2568 ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 30–31 ส.ค. เจาะตลาดความรู้เด็กไทยติดอันดับ 6 ไปเรียนต่อ ปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หลังการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา (TVET) และมอบโอกาสการฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในไต้หวัน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือในอนาคตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ไปเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา พร้อมผลักดันความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไต้หวันและไทย ตามแผน ‘ส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนและพำนักในไต้หวัน” ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน ล่าสุด รัฐบาลไต้หวันจัดพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการทางการศึกษาในเมือง: อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรเตรียมภาษาจีน แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนด้านวิชาการ และทรัพยากรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้นักศึกษาไทยไปศึกษาและหางานทำในไต้หวัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวันในการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ (INTENSE Program) “ไต้หวันมีคณาจารย์คุณภาพสูง สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นสากล การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันจึงได้รับความนิยมจากนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค” ปีเตอร์ กล่าว โดยในปีที่ผ่านมา มีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 120,000 คน ไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากไทยเกือบ 5,000 คน ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งนักศึกษาต่างชาติอันดับที่ 6 ของโลกที่มาเรียนในไต้หวัน ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาไต้หวันและไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันในประเทศไทย จึงได้จัดงาน ‘งานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ’ ประจำปีนี้ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยจากไต้หวันเข้าร่วมทั้งสิ้น 39 แห่ง และมีบริษัทไต้หวัน 12 แห่ง มาตั้งบูธรับสมัครคนไทยเข้าทำงาน สำหรับในปีนี้ ผู้จัดงานได้รวบรวมมหาวิทยาลัยชื่อดังจากไต้หวันจำนวน 39 แห่ง มาให้บริการแนะนำหลักสูตร วิธีการสมัคร ข้อมูลทุนการศึกษา และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อยังต่างประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการสอบวัดทักษะภาษาจีนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการทดสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาจีนก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลที่สมบูรณ์แก่ผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อในไต้หวัน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังมีโอกาสเข้าร่วมจับรางวัล โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือหลักสูตรภาษาจีนแบบเข้มข้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ได้รับรางวัลจะได้เรียนที่ศูนย์ภาษาจีนในสถาบันการศึกษาที่ไต้หวันฟรี! นอกจากนิทรรศการการศึกษาแล้ว ยังมีกิจกรรมการแนะแนวอาชีพ โดยเชิญบริษัทไต้หวัน 12 แห่งมาตั้งบูธให้คำปรึกษาด้านฝึกงานและประกอบอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาวางแผนประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษาอย่างมั่นใจ พร้อมเชิญชวนครู นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยมาเข้าชมงานนิทรรศการ ในครั้งนี้ Alternate-X สรุปให้ รัฐบาลไต้หวัน เดินกลยุทธ์ดึงดูดนักศึกษาไทย เปิดศูนย์แลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติและจัดงานนิทรรศการการศึกษาไต้หวัน 2025 จากที่ผ่านมา มีนักศึกษาไทยเกือบ 5,000 คน ไปเรียนต่อปี ทำให้ไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่มีนักศึกษาไปศึกษาต่อมากที่สุด แผนนี้ไม่เพียงเน้นการศึกษา แต่ยังรวมถึงโอกาสฝึกงาน การทำงาน และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม 39 มหาวิทยาลัยและ 12 บริษัทจากไต้หวันเข้าร่วมงานในกรุงเทพฯ เพื่อเจาะตลาดการศึกษาและแรงงานไทย นับเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจและ Soft Power ของไต้หวัน ที่มุ่งใช้การศึกษาเชื่อมเศรษฐกิจ–วัฒนธรรมกับไทย
มือเก๋าอสังหาฯ เมืองนนท์ สบช่องตลาดขาลง ร่วมทุนเศรษฐีที่ดิน ทำบ้านเดี่ยวพูลวิลล่า
เดวาแลนด์ บริหารที่ดินในมือแลนด์ลอร์ดทั่วไทย ใช้สูตรร่วมทุนทำบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม มองโอกาสยังมีในตลาดกำลังซื้อสูง ใช้ ‘ทำเล’ เป็นจุดขาย นำร่อง 3 โครงการในกรุงเทพฯ เลิศมงคล วราเวณุชย์ อดีตนายกสมาคมอสังหริมทรัพย์นนทบุรี, อุปนายกและเลขาธิการ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผยในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดวา แลนด์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ว่า บริษัทฯ จัดตั้งเมื่อ 2 ปีก่อนด้วยประสบการณ์ในตลาดอสังหาฯ มานานกว่า 30 ปี มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบการร่วมทุน (JV) ระหว่างเจ้าของที่ดิน (Land Loard) ในประเทศไทยที่มีดินสะสม (Land Bank) เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯ ร่วมกัน สำหรับแนวคิดดังกล่าว จะนำทั้งจุดแข็งจากความเชี่ยวชาญด้านการตลาดและการพัฒนาโครงการฯ โดยเฉพาะการเลือกทำเลที่มีศักยภาพเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัย พัฒนาโครงการฯที่ตรงกับความต้องการ (Demand) ในแต่ละทำเล (Location) จากเจ้าของที่ดินแต่ละแห่งที่ครอบครองอยู่ซึ่งยังไม่ต้องการปล่อยที่ดินแปลงดังกล่าว แต่ต้องการบริหารจัดการด้านภาษีอัตรา 100% ตามประกาศพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2567 “แม้ว่าจะมีหลายรายที่นำที่ดินมาพัฒนาเอง แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่สามารถกู้สินเชื่อโครงการผ่าน ทำให้เกิดโมเดลความร่วมมือกับมืออาชีพที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นแนวคิดในการจัดจั้งเดวลาแลนด์ ขึ้นมา” เลิศมงคล กล่าว ล่าสุดในปีนี้ บริษัทฯ เดวา แลนด์ ใช้ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ร่วมกับ 3 ตระกูลนำที่ดิน 3 แปลงมาพัฒนาโครงการอสังหาฯ บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ แคนวาส (CANVAS) ใน 3 ทำเล ดังนี้ โครงการแรกบริษัทฯ ร่วมทุนสัดส่วน 50% กับครอบครัว ‘เลาหพันธุ์’ นำที่ดินบริเวณซอยพระราม 9 ซอย 59 จำนวนทั้งหมด 1 ไร่พัฒนาบ้านเดี่ยวพูลวิลล่า ‘แคนวาส พระราม9’ โดยแต่ละยูนิตจะมีขนาดที่ดิน 35-43 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 366 ตารางเมตร จำนวน 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์ทุกหลัง และ Rooftop Garden นบนดาดฟ้าทุกหลัง มีจำนวน 8 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 24.9-34.9 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 220 ล้านบาท โดยแบ่งการพัฒนาเป็น 2 เฟสๆละยูนิต เป็นบ้านพร้อมอยู่ โดยเฟสแรกจะเปิดพรีเซลในวันที่ 1 กันยายน 2568 ส่วนเฟส 2 จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างอีก 8 เดือน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2569 ส่วนอีก 2 โครงการ คือ บ้านเดี่ยวพูลวิลล่าสั่งสร้าง บนทำเลอารีย์-พหลโยธิน บริษัทฯ ร่วมทุนสัดส่วน 75% กับกลุ่ม ‘นาคะเกศ’ โดยนำที่ดินทั้งหมด 178 ตารางวา พัฒนาโครงการในชื่อ ‘แคนวาส อารีย์’ จำนวน 4 ยูนิต ขนาด 25-45 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 35-45 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอย 350-450 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์ทุกหลัง และ Rooftop Garden นบนดาดฟ้าทุกหลัง มูลค่าโครงการ 160 ล้านบาท โครงการที่ 3 ตั้งอย่บนทำเลสุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) บริษัทฯ ร่วมทุนสัดส่วน 67% เป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม ‘เจริญพานิช’ นำที่ดินบนพื้นที่ทั้งหมด 215 ตารางวา พัฒนาภายใต้แบรนด์ ‘แคนวาส ปุณณวิถี’ เป็นบ้านเดี่ยวพูลวิลล่าสั่งสร้าง จำนวน 4 ยูนิต ขนาด 35-55 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 35-45 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอย 350-450 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 3 ที่จอดรถ พร้อมลิฟต์ทุกหลัง และ Rooftop Garden นบนดาดฟ้าทุกหลัง มูลค่าโครงการ 120 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการจะเปิดพรีเซลพร้อมกันวันที่ 1 กันยายน 2568 แต่ 2 โครงการหลังจะเป็นบ้านสั่งสร้าง ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 1 ปี โดยราคาที่ดินเปล่าทั้ง 3 ทำเล ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150,000 – 500,000 บาท/ตารางวาขึ้นไป จับกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจน้อยที่สุด ทางเลือกบริหารที่ดินมรดก เลิศมงคล กล่าวว่า แนวคิดการร่วมทุนระหว่างแลนด์ลอร์ดในการพัฒนาโครงการฯ เป็นการนำที่ดินที่มีอยู่และต้องการพัฒนาโครงการมาตีมูลค่าเป็นหุ้น ซึ่งแต่ละโครงการจะใช้เงินลงทุนเองเกือบทั้งหมดและขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินบางส่วนเท่านั้น และเมื่อโครงการฯขายได้เจ้าของที่ดินจะได้รับเงินคืนตามสัดส่วนหุ้นที่เข้ามาลงทุนในรูปแบบที่ดินของแต่ละโครงการ ซึ่งบริษัทฯ เตรียมนำโมเดลนี้ขยายไปทั่วประเทศ ด้วยได้รับความสนใจจากแลนด์ลอร์ดรายต่างๆ รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาฯ ด้วย ที่ขณะนี้มีอผู้สนใจรอ (Waiting List) ร่วมพันฒนาโครงการฯกับบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ราย “จากเวสติ้ง ลิสต์ ที่ติดต่อเข้ามาหากเป็นที่ที่ดินแปลงสวย บริษัทฯ ก็พร้อมจะร่วมพัฒนาโครงการทั่วประเทศ” เลิศมงคล กล่าว โดย บริษัทมองว่าที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยสี่ และยังมีช่องว่างทางการตลาดหากสามารถพัฒนาในทำเลดี ราคาสมเหตุสมผล เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า จากความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนที่ดิน ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งในย่านเดียวกันโดยเฉลี่ยประมาณ 30% ด้วยส่วนใหญ่เป็นที่ดินมรดก นานถึง 50-60 ปี ซึ่งเจ้าของที่ดินสามารถนำมาต่อยอดได้ ซึ่งทั้ง 3 โครงการฯ ยังใช้ทีมงานเดียวกันทั้งหมดสามารถตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้ดี ขณะที่ กลุ่มเป้าหมายทั้ง 3 โครงการฯ จะป็นผู้ต้องการอยู่อาศัยจริง (Real Demand) ที่ยังมีกำลังซื้อสูงแฃะได้รับผลกระทบน้อยสุดจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยโครงการฯใน3 ทำเลยังตั้งอยู่ในย่านโรงพยาบาลชั้นนำ และเป็นหนึ่งในแนวทางกำหนดบุคลิกภาพลูกค้า (Persona) ให้แตกต่างกันออกไป อาทิ ทำเลพระราม 9 จะเป็นกลุ่มแพทย์วัยหนุ่ม มีระดับรายได้มาก 1.1-1.2 แสนบาทต่อเดือน ทำเลอารีย์ พหลโยธิน 14 จะเป็นกลุ่มอาจารย์แพทย์ มีระดับรายได้สูงขึ้นมาอีก และทำเลสุดท้าย สุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ สตาร์ท อัป ต่างๆ เพื่อรองรับดีมานด์ในย่านดังกล่าว ซึ่งมีบริษัทเอกชนด้านเทคโนโลยีหลายแห่งรวมตัวอยู่ อสังหาฯท้ายปี 68 ไม่แย่ไปกว่านี้แล้ว เลิศมงคล กล่าวว่าแนวทางธุรกิจ ดังกล่าวยังเป็นการปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์อสังหาฯ ครึ่งปีหลัง 2568 ในภาพรวมยังทรงกับทรุด แต่ยังมีข่าวดี หลังจาก ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยจาก 36% เหลือ 19% มีผลบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งการที่ผู้ประกอบการไทยมีความกังวลว่านักลงทุนจากจีน และ ญี่ปุ่น จะย้ายฐานการผลิตไปเวียดนามนั้น คงเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน เพราะเวียดนามถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าที่ 20% ขณะที่ภาพรวมในประเทศไทยหากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ไม่โต ภาพรวมตลาดอสังหาฯก็คงไม่เติบโตตามไปด้วย แต่คาดว่าจะไม่แย่ลงไปกว่านี้คงไม่มีอีกแล้ว โดยในปี 2568 นี้พบว่ายอดขายที่อยู่อาศัยในกทม.-ปริมณฑล อยู่ที่ประมาณ 60,000 ยูนิต (บวกลบ) เมื่อเทียบกับปี 2541- 2543 มียอดขายที่อยู่อาศัยในกทม.-ปริมณฑล ที่ 33,000 – 34,000 ยูนิต/ปี เท่ากับยอดสร้างเสร็จ ซึ่งมองว่าปีนี้ยอดขายยังสูงกว่าในช่วงดังกล่าว 2 เท่าตัว Alternate-X สรุปให้ บริษัท เดวา แลนด์ จำกัด เปิดตัวโมเดลร่วมทุน (JV) ระหว่างแลนด์ลอร์ดและนักพัฒนาอสังหาฯ นำที่ดินสะสมมาต่อยอดเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ปี 2568 เปิดโครงการ CANVAS 3 ทำเลทอง ได้แก่ พระราม 9, อารีย์-พหลโยธิน และสุขุมวิท 101 รวมมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท โดยบ้านเดี่ยวพูลวิลล่าทุกยูนิตมีลิฟต์และ Rooftop Garden ราคาเริ่มต้น 24.9–45 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ที่ยังมีกำลังซื้อสูง กลยุทธ์นี้ช่วยเจ้าของที่ดินเลี่ยงภาระภาษีและสร้างผลตอบแทน พร้อมลดต้นทุนเฉลี่ย 30% จากการใช้ที่ดินมรดก เดวา แลนด์ เตรียมขยายโมเดลนี้ทั่วประเทศ รองรับแลนด์ลอร์ดที่สนใจร่วมพัฒนาโครงการไม่ต่ำกว่า 20 ราย
‘CHiQ’ แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจีน แผนบุกไทยใช้กลยุทธ์ ‘ความฉลาดมีไสตล์’ เจาะใจคนรุ่นใหม่
CHiQ แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือ Changhong กับกลยุทธ์เจาะตลาดไทยให้อยู่ในใจคนรุ่นใหม่ได้ต้องใช้ ความฉลาดมีสไตล์ จับพันธมิตร ‘Global House’ พร้อมส่ง ฮีโร่โปรดักต์ใหม่ ‘ตู้เย็นอัจฉริยะ’ ปลายปี 2025 ผู จงฮุย (Mr.Pu Zonghui) ผู้อำนวยการ บริษัท ฉางหง อิเล็คทริค (ไทยแลนด์) จำกัด (CHANGHONG ELECTRIC (THAILAND) CO., LTD.) และ บริษัท ชิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ‘CHiQ’ เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือฉางหง ผู้ผลิตลำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของจีน ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งได้การตอบรับดีจากผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟังก์ชันการใช้งานและดีไซน์ที่สอดคล้องกับแนวคิด ฉลาดอย่างมีสไตล์ ‘Smart with Style’ นำความอัจฉริยะของเทคโนโลยีเข้ากับดีไซน์ที่หรูหราและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน “พันธกิจของแบรนด์คือการเพิ่มคุณค่าให้กับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย รสนิยม และนวัตกรรม โดย CHiQ พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องจากความต้องการของผู้ใช้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในบ้านให้เหนือกว่า” จงฮุย กล่าวพร้อมเสริมว่า ทั้งนี้ แบรนด์ ‘CHiQ’ วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับไฮเอนด์ ในราคาจับต้องได้ มีราคาตั้งแต่ 2,590-29,500 บาท ขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์ โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงในตลาดไทยคือ เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, ทีวี และ มินิบาร์ ล่าสุดในปีนี้ บริษัทฯ วางแผนเปิดตัวหนึ่งในไฮไลต์สินค้าสำคัญ คือ ‘ตู้เย็นอัจฉริยะรุ่นใหม่’ ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์พระเอก (Hero Product) ของแบรนด์สำหรับตลาดไทยในช่วงปลายปี มาพร้อมการออกแบบ (Design) มีเอกลักษณ์สะดุดตา เพิ่มประสิทธิ์ภาพด้านพลังงานและความทนทาน สะท้อนแนวคิด ‘Smart with Style’ จากการผสมผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับดีไซน์ที่ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ จากแนวทางดังกล่าว บริษัทฯ ยังวางแผนขยายการเติบโต (Scale up) ธุรกิจในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับ Global House ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านชั้นนำ เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายจากโลกออนไลน์สู่หน้าร้านจริง ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้สะดวกขึ้น พร้อมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคชาวไทยได้ในมาตรฐานการบริการและการดูแลหลังการขาย โดยสินค้าของ CHiQ จะวางสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่าย Global House ทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและทดลองสินค้าได้จริงในร้าน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผสานกลยุทธ์การตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในด้าน ทั้งการสร้างการรับรู้แบรนด์ การสื่อสารนวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือการให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงในหน้าร้าน “เราเชื่อมั่นว่า CHiQ จะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้ทั้งด้านความสะดวกสบาย ความทันสมัย และคุณภาพที่เหนือกว่า” จงฮุย กล่าว สำหรับการขยายตลาดออฟไลน์ของ CHiQ ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การนำแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลก ขณะที่ แบรนด์ CHiQ ก่อตั้งในในปี 2014 จากการต่อยอดกลยุทธ์ของฉางหง (Changhong) ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 67 ปี ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันแบรนด์มีมูลค่ากว่า 33,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดอันดับ 500 บริษัทผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยตลอดเส้นทางที่ผ่านมา CHiQ ยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรองค์กรกีฬาชั้นนำ อาทิ FIS World Cup, DSV (สมาคมสกีเยอรมัน), ทีมฟุตบอล Borussia Dortmund, ทีมชาติเบลเยียม และ Formula 1 ออสเตรเลีย ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับทั้งไลฟ์สไตล์และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ CHiQ แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลกในเครือฉางหง เดินหน้าขยายตลาดในไทยอย่างจริงจัง ในปลายปี 2025 เตรียมเปิดตัว ‘ตู้เย็นอัจฉริยะรุ่นใหม่’ เป็น Hero Product พร้อมวางกลยุทธ์ขยายช่องทางออฟไลน์ ร่วมมือกับ Global House ให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้สะดวก ตอกย้ำจุดยืน Smart with Style รวมเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ากับดีไซน์หรูหรา เป็นแผนมุ่งสร้างแบรนด์ CHiQ เป็นผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในไทยและอาเซียน
ส่องโลกอนาคตยั่งยืน เอาไปต่อยอดไอเดียธุรกิจ-ชีวิต งาน ‘SX 2025’ กับ 10 ไฮไลท์ชวนว้าว!!
SX2025 มหรรมงานยั่งยืนสู่ปีที่6 เตรียมเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลก ผ่าน 10 โซนไฮไลท์ให้ ‘ทุกคน’ มองเห็นอนาคตใหม่ ให้คนอยู่ด้วยกันกับโลกใบเดิมเพิ่มเติมคือความยั่งยืน และยังมีกำไร ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) เปิดเผยว่างานฯ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งในปีนี้ยังได้จัดตั้งบริษัท ซัสเทนอะบิลิตี้ เอ็กซ์โป จำกัด ขึ้นเป็นกิจการเพื่อสังคม (SE) เพื่อขยายผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ให้ควบคู่ไปด้วยกัน ทั้งโลก คน และ กำไร (Planet, People, Profit) พร้อมผลักดันแพลตฟอร์มนี้ให้ดำเนินการอย่างยั่งยืน ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดย ในปีนี้กำหนดแนวคิดหลักการจัดงาน ‘พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก’ (Sufficiency for Sustainability) ซึ่งยังสอดคล้องแกนหลักด้านความยั่งยืนในระดับโลกที่เป็นกระแสทั้งจากการนำปรับมาใช้ (Adaptation) และ ความร่วมมือระหว่างกัน (Collaboration) ให้ครอบคลุมทุกระดับการใช้ชีวิตได้อย่างความสมดุลและเป็นรูปธรรม “จากจุดเริ่มต้นงานฯครั้งแรกถึงในปัจจุบัน เพื่อผลักดันสู่การเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านความยั่งยืนสำคัญ ในระดับภูมิภาคอาเซียน และในปีนี้ ยังได้ขยายความร่วมมือไปยังนานาชาติมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่เวทีความยั่งยืนระดับโลก” ต้องใจ กล่าว ด้วยมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า ภาวะโลกรวน (Climate Change) อาจทำให้เศรษฐกิจเสียหาย 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก สำหรับแพลตฟอร์มฯ เริ่มจากผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-Founders) นำโดย บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เอสซีจี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เครือข่าย TSCN (Thailand Supply Chain Network ) นอกจากนี้ ยังร่วมด้วยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ร่วมขับ เคลื่อนการดำเนินงานตามแนวทาง Carbon Neutral Event เพื่อยกระดับการจัดงานสู่ความยั่งยืนระดับสากล อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง ไทยเบฟ x เนชั่นแนล จีโอฯ ทำสารคดียั่งยืนระดับโลก ใช้ทีมไทยร่วมผลิต เปิดตัวงาน SX2025 โชวฺ 10 ไฮไลท์ ยั่งยืน สำหรับงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน- วันที่ 5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) พร้อมไฮไลท์ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 10 วัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริงในระดับบุคคลและคนรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง และ “ลงมือทำจริง” ประกอบด้วย 10 โซนหลักที่ไม่ควรพลาด ดังนี้ โซน SEP INSPIRATION สำรวจเรื่องราวความสำเร็จขององค์กรชั้นนำในการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้จนประสบความสำเร็จ ‘การปรับตัวอย่างยั่งยืน เริ่มต้นได้จากตัวเรา’ และองค์กรต่างประเทศที่มาแบ่งปันเรื่องราวเพื่อความยั่งยืนของโลก (ชั้น G) โซน BETTER ME นำเสนอภายใต้แนวคิด ‘Adaptation for Longevity’ พบการปรับตัวในมิติสุขภาพและการดำรงชีวิตให้มีความสุขรองรับช่วงอายุที่ยืนยาว ตื่นตากับความก้าวหน้าทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ตลอดจนไปถึงการเรียนรู้ทุกช่วงวัยเพื่อไปสู่การสูงวัยอย่างมีความสุข…ชีวิตดีมีคุณภาพเริ่มได้ที่ตัวเรา (ชั้น G) โซน BETTER LIVING ชวนทุกคน ‘ตื่นรู้และปรับตัว’ เรียนรู้วิธีการรับมือและปรับตัวต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “Climate Change Adaptation” จากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อวางแผนล่วงหน้าในการตั้งรับเมื่อเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในสภาวะโลกรวน (ชั้น G) โซน BETTER COMMUNITY พบ ‘Community in Action’ เมืองปรับตัวด้วยพลังชุมชน ที่จะชวนคุณมาสำรวจบทบาทของจิตอาสา และพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อผลักดันและเติมเต็มสังคมที่ดี ผ่าน 3 พื้นที่ ได้แก่ Inspiring Showcase, Connect the Dots และ Gathering Space (ชั้น G) โซน BETTER WORLD งานศิลป์ ที่ไม่ได้มีแค่ความสวยงาม แต่ชวนให้คิดและมองโลกในมุมมองใหม่ที่สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม (ชั้น G) SX FOOD FESTIVAL เทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่ชวนทุกคนมา “กินเพื่อรักษ์โลก” พบร้านอาหารเพื่อสุขภาพกว่า 100 ร้านค้า และเชฟชื่อดัง อาทิ มาสเตอร์เชฟ, ท็อปเชฟ, ไอรอนเชฟ และเฮลส์ คิทเช่น (ชั้น LG) SX KIDS ZONE ชวนน้องๆ มาสนุกกับการเรียนรู้เรื่องการปรับตัวของสัตว์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว (ชั้น LG) SX MARKETPLACE ชอปเปลี่ยนโลก สู่ไลฟ์สไตล์ยั่งยืนกับสินค้า “ดีต่อโลก และดีต่อคุณ” และ พบกับ Market Square สนามทดลองนวัตกรรมและสินค้าเพื่อการใช้ชีวิตยั่งยืน (ชั้น LG) SX REPARTMENT STORE พื้นที่สำหรับส่งต่อและเปลี่ยนสิ่งของนอกสายตา หรือของใช้ภายในบ้านที่ไม่ใช้แล้ว และยังอยู่ในสภาพดีให้กลับมามีคุณค่าอีกครั้ง (ชั้น LG) งานสัมมนา และเครือข่ายธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (B2B) เจาะลึกแนวทางธุรกิจยั่งยืนการทำเวิร์กชอปด้านความยั่งยืน (SX IDEALAB) การบรรยายและการเสวนาจากผู้ลงมือทำจริงด้านความยั่งยืน (SX Talk Stage) และการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 presented by ThaiBev ที่มีผู้ร่วมเข้าแข่งขันจาก 32 ประเทศทั่วโลก (ชั้น G ชั้น 1 และ ชั้น 2) Alternate-X สรุปให้ งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ด้วยแนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” โดยปีนี้ได้ขยายตัวสู่เวทีระดับโลกและจัดตั้งเป็นกิจการเพื่อสังคมเพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง งานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อม 10 โซนไฮไลต์ที่จะช่วยให้ทุกคนได้เรียนรู้และนำแนวทางความยั่งยืนไปปรับใช้ในชีวิตและธุรกิจจริง ตั้งแต่เรื่องสุขภาพ การปรับตัวต่อสภาพอากาศ ไปจนถึงกิจกรรมเพื่อสังคม
TAICCA ปักหมุดไทย ‘ฮับ’ ครีเอเตอร์คอนเทนต์ กลยุทธ์กระโจนสู่ตลาดอาเซียน
‘ไทก้า’ ขยายตลาดครีเอเตอร์คอนเทนต์ไต้หวัน บุกไทยครั้งแรกในงาน BIDC 2025 โชว์เคสสินค้าคาแรกเตอร์แบรนด์พรีเมี่ยม มองโอกาสร่วมมือนักสร้างสรรค์ท้องถิ่น ซู กวน ซู ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ (Ms. Shu-Kuan Su, Director of the International Business Department) สำนักงานส่งเสริมคอนเทนต์สร้างสรรค์ไต้หวัน (TAICCA – Taiwan Creative Content Agency) หรือ ไทก้า กล่าวว่า TAICCA ได้เข้าร่วมงาน Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) 2025 เป็นครั้งแรก พร้อมนำเสนอ Taiwan Content Island พาวิลเลียนแสดงผลงานจากครีเอเตอร์จากไต้หวัน เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือในตลาดประเทศไทย เมื่อวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ณ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ที่ผ่านมา สำหรับการร่วมงานฯ ครั้งนี้ เพื่อร่วมผลักดันคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ของไต้หวันเข้าสู่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมนำขบวนผลิตภัณฑ์คาแรกเตอร์แบรนด์พรีเมียม ที่เคยออกผลงานในรูปแบบสินค้าภายใต้แบรนด์เอง มาจัดจำหน่ายให้แฟนตัวละครต่างๆได้เป็นเจ้าของ ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคมนี้ ด้วย ขณะเดียวกัน ยังเป็นก้าวสำคัญของ TAICCA ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวันในการเผยแพร่ผลงานการสร้างสรรค์คอนเทนต์คาแรคเตอร์สายเลือดไต้หวันในตลาดประเทศไทย โดยได้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ลิขสิทธิ์ทางปัญญา (IP) ที่พร้อมต่อยอดทางธุรกิจถึง 18 IP มาร่วมจัดแสดงภายในบริเวณ Taiwan Content Island ภายใต้แนวคิดหลักและเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ของเอเชีย พร้อมมุ่งผสานภาพลักษณ์ของเกาะไต้หวันให้เข้ากับแบรนด์คาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์และสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดสากล จากแนวทางดังกล่าว ยังเพื่อส่งมอบพลังแห่ง ‘Cultural Black Tide’ ที่มีชีวิตชีวาจากไต้หวัน อันได้แก่ Balloonmon Beelu Friends Bird Era Bounce Chimoz Gacha Chicken Hi John I’m Mark Kuroro Space Exploration Team Lusasa Maomaochong Shark My Favorite Towels Shiny And Moony Taiwanimal Tea Girls WDOG Yameme “TAICCA มุ่งมั่สร้างสรรค์ความร่วมมือระยะยาวในระดับสากล และเชื่อมั่นว่าการเริ่มต้นจากงาน BIDC 2025 ในประเทศไทยจะเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์เชิงวัฒนธรรมของไต้หวันในเวทีโลกโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน” ซู กล่าวพร้อมเสริมว่า TAICCA มองว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมคอนเทนท์ดิจิทัลและบุคคลากรในวงการครีเอทีฟและนักออกแบบผลงานศิลปะของประเทศไทย มีศักยภาพที่สูงมากทีเดียว มีการเปิดกว้างทางความคิดสร้างสรรค์ และเป็นที่รู้จักในแวดวงของงานสร้างสรรค์อย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมากหากในอนาคตทั้ง 2 ประเทศสามารถร่วมงานกันได้มากยิ่งขึ้นและจับมือก้าวเข้าไปสู่เวทีใหญ่ๆหรือระดับโลก ในขณะเดียวกัน TAICCA ยังได้ประสานพาผู้ก่อตั้ง ผู้ผลิต และนักสร้างสรรค์ชาวไต้หวันเดินทางมาประเทศไทยเข้าร่วมงานด้วยตัวเองเพื่อทำความรู้จักกับผู้ประกอบการไทยเพื่อเป็นโอกาสทางความร่วมมือ และต่อยอดอุตสาหกรรมวัฒนธรรมร่วมกัน อาทิ คุณแองจี้ ฮู (Angie Hu) ผู้ก่อตั้ง Hu Creates Co., Ltd. บริษัทชั้นนำด้านการจัดการลิขสิทธิ์ IP และการบริหารศิลปิน ที่นำเสนอ IP ศิลปะที่น่าสนใจจากตลาดเอเชียสู่เวทีระดับโลก ทั้งในยุโรปและอเมริกา เพื่อมุ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างศิลปินและตลาดนานาชาติ โดยหนึ่งในผลงานที่โดดเด่น ได้แก่ ‘Mr. Shark’ เป็นคาแรคเตอร์ IP ต้นฉบับจากไต้หวันที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง สร้างสรรค์โดยคุณ Jiang ในปี 2020 Mr. Shark มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยลายเส้นที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง และอารมณ์ขันที่เข้าถึงง่าย ทำให้สามารถเอาชนะอุปสรรคทางวัฒนธรรมและภาษาได้เป็นอย่างดี ขณะที่ ความสำเร็จทางการตลาดของ Mr. Shark ได้รับการยืนยันจากหลากหลายความร่วมมือ ทั้งในไต้หวันกับ 7-ELEVEN ที่สามารถจำหน่ายสินค้าแถมในอีเวนต์แลกแต้มได้มากกว่า 30,000 ชิ้น รวมถึงสติกเกอร์และธีม LINE ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในระดับนานาชาติ Mr. Shark ได้ร่วมมือกับ Watsons ในฮ่องกงเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ร่วมแบรนด์ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ คุณเคท ชาง ( Kate Chang) (CEO) และคุณ เอมี่ เชน (Amy Chien) – International licensing manager จาก INDOT IMAGE Co., Ltd. เอเจนซี่ดังด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล กับคาแรกเตอร์สุดอบอุ่น และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ ‘Maomaochong’ เหมาเหมาชง หนอนผีเสื้อแสนน่ารักผู้สวมหมวกสตรอว์เบอร์รีอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับผองเพื่อนอีก 9 ตัวนำมาถ่ายทอดข้อคิดเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มพนักงานออฟฟิศและกลุ่มผู้ชมผู้หญิง ที่ได้พัฒนาแบรนด์มาเกือบ 20 ปี และมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียกว่า 700,000 Co-branded กับพันธมิตรหลากหลายไม่ว่าจะเป็น 7-11 Watson หรือบัตรเครดิต เป็นต้น โดยผู้ประกอบการและครีเอเตอร์จากไต้หวันมุ่งหวังจะได้นำ IP ที่มีเอกลักษณ์เหล่านี้เข้าทำความรู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงมีแผนการร่วมงานกับบริษัทต่างๆ ในตลาดเมืองไทยในอนาคต นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Speet Meeting Session) การนำเสนอผลงานของแต่ละ IP บนเวที และเปิดโอกาสในการสนทนาแสดงความคิดเห็นเพื่อสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Pitching and Networking Session) Spotlight on Taiwan: Business Pitching and Networking Session: เวทีสำหรับการนำเสนอผลงานและจับคู่ธุรกิจ โดยมีการเชิญพันธมิตรที่มีศักยภาพในตลาดในกลุ่มงานสร้างสรรค์มาเข้าร่วม เพื่อช่วยให้ผลงานคาแรคเตอร์จากไต้หวันเป็นที่รู้จัก และสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจในไทยและอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ Taiwan Content Island Pop-up Store: เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง TAICCA ได้ร่วมมือกับร้านค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าเชิงสร้างสรรค์ชื่อดังของไทยอย่าง “Medium and More” และศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ เปิด Pop-up Store ที่รวบรวมผลงานจำนวน 7 แบรนด์คาแรกเตอร์มาต้อนรับแฟนชาวไทยอย่าง 1.Kuroro Space 2. Chimoz 3.Taiwanimal 4. WDOG 5. Maomaochong 6. GachaChicken 7. BIRD ERA ภายในร้าน Medium and More ชั้น 3 และบริเวณชั้น G ของศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ จนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้โดยนับเป็นการเข้าสู่ตลาดประเทศไทยครั้งแรกของแบรนด์สร้างคาแรคเตอร์ของไต้หวัน Alternate-X สรุปให้ TAICCA (Taiwan Creative Content Agency) จากไต้หวัน เข้าร่วมงาน BIDC 2025 ครั้งแรกในไทย โชว์คาแรกเตอร์ IP พรีเมียมกว่า 18 ผลงาน ตั้งเป้าขยายความร่วมมือกับครีเอเตอร์ไทย ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์อาเซียน
จัดใหญ่ครั้งแรกในไทย งาน TAAPE & TBE 2025 จับคู่ธุรกิจเครื่องเล่นสวนสนุก-บิลเลียด
BSAT ร่วมพันธมิตรจัดใหญ่ครั้งแรกในไทยงาน TAAPE & TBE 2025 อิมแพคฯ จับคู่ธุรกิจเครื่องเล่น กีฬาบิลเลียด กว่า 30 ประเทศ เติมความครบกิจกรรม-เกมรับท่องเที่ยวไทยฟื้นโค้งท้ายปี68 สุนทร จารุมนต์ นายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย (BSAT) กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดการท่องเที่ยวและกีฬาในประเทไทยว ในปลายปี 2568 ซึ่งถือเป็นช่วงพีคหรือไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวประเทศไทย และด้วยศักยภาพด้านสถานที่ แหล่งท่องเที่ยว การบริการที่ครบครัน จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก โดยกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ มีความเชื่อมั่นจะผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวไทยและภูมิภาคนี้พลิกฟื้นขึ้นมาได้ ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงปลายปีที่จะกลับมาคึกคัก โดยหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยและประเทศจีนได้หารือและร่วมกันเตรียมจัดงาน Thailand Amusement & Attraction Parks Expo (TAAPE) 2025 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และถือเป็นงานสำคัญสำหรับส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรระดับภูมิภาค พร้อมกับงานแสดงสินค้าบริการกีฬาเพื่ออุตสาหกรรมบิลเลียดและสนุกเกอร์ หรือ Thailand Billiards Expo (TBE) 2025 ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี “สมาคมฯ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันให้งานนี้ประสบความสำเร็จ และเชื่อมั่นว่างาน TBE จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจกีฬาบิลเลียดมากขึ้น รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของกีฬาบิลเลียดในระดับภูมิภาคต่อไป” สุนทร กล่าว โดยงานฯ นำผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องเล่น สวนสนุก และกีฬาบิลเลียดแบรนด์ชั้นนำกว่า 300 บริษัท จาก 30 ประเทศ แสดงสินค้าพร้อมจัดกิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ที่น่าสนใจ คาดมีผู้เข้าร่วมงาน 5,000 คน สร้างมูลค่าซื้อขายรวมมากกว่า 50 ล้านบาท ท่องเที่ยวอาเซียนโต7% ด้าน หวัง เจ้าหยุน ประธานบริหาร บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวเสริมว่า ในวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์จีน–อาเซียน และ ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน การจัดงาน TAAPE 2025 และ TBE 2025 ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการให้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน ขณะเดียวกัน ยังเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมจากความต้องการของภาคธุรกิจในการ ‘ออกสู่ต่างประเทศ’ มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 680 ล้านคน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละกว่า 5% กลายเป็นภูมิภาคสำคัญในกลยุทธ์ระดับโลกของบริษัทต่าง ๆ ในด้านการท่องเที่ยว ตลาดท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการเติบโตกว่า 7% ต่อปี ความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยวมีช่องว่างสูง TAAPE 2025 จะมุ่งเน้นที่อุปกรณ์วัฒนธรรม อุปกรณ์ท่องเที่ยว และเครื่องเล่นต่าง ๆ เพื่อนำเสนอผลงานนวัตกรรมระดับโลก และสนับสนุนให้ธุรกิจเข้าถึงตลาดอาเซียนและเอเชียใต้ ด้วยเทคโนโลยี VR/AR กำลังสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และกลุ่มผู้บริโภควัยหนุ่มสาวในภูมิภาคนี้ให้ความสนใจประสบการณ์ immersive อย่างสูง kสำหรับกีฬาบิลเลียด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีอุตสาหกรรมบิลเลียดใหญ่อันดับสองของโลก และประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมบิลเลียดในอาเซียน โดย TBE 2025 จะสร้างแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนระดับโลก เพื่อส่งเสริมความร่วมมือเชิงลึกด้านการแข่งขัน อุปกรณ์ และการพัฒนาบุคลากร ความผสมผสานระหว่างธุรกิจกีฬาและเศรษฐกิจท่องเที่ยวกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่เพื่อการเติบโตของประเทศ หวัง กล่าวอีกว่า การจัดงานครั้งนี้ทางบริษัทฯ ได้ร่วมกับ บริษัท คอมพาสเอ็กซิบิชั่น จำกัด จัดงานขึ้น พร้อมมีตัวแทนองค์กรให้การสนับสนุนและความร่วมมือที่สำคัญจากทั้งไทยและจีน ที่ได้ร่วมแถลงข่าวจัดงาน อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทย สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย (BSAT) สำนักงานเศรษฐกิจและการค้ามณฑลกวางตุ้งประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมาคมอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและบันเทิงแห่งประเทศจีน สมาคมการค้าไทย-จีน สมาคมสวนสนุกและสถานบันเทิงสำหรับครอบครัวแห่งมาเลเซีย สมาคมนันทนาการสำหรับครอบครัวอินโดนีเซีย (ARKI) จาก Funworld สมาคมบิลเลียดและสนุกเกอร์เวียดนาม สมาคมบิลเลียด-สนุกเกอร์ลาว สภาส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศจีน สมาคมอุตสาหกรรมของเล่นเพื่อการเรียนรู้เวินโจว สมาคมเกมและเครื่องเล่นจงซาน บริษัท Jinma Amusement บริษัท MACROMOS AIRSTAR บริษัท บริษัท โซลิด เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด บริษัท Gabenate Co., Ltd. เป็นต้น จากความร่วมมือต้องการสร้างมาตรฐานร่วม แบ่งปันเทคโนโลยี และขยายตลาดร่วมกัน เพื่อการบูรณาการอุตสาหกรรมวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และกีฬา ให้ความบันเทิงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว และกีฬาเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลงานเพิ่มเติมได้ผ่านทาง www.taapeexpo.com และ www.aseantbe.com Alternate-X สรุปให้ ภาคเอกชนไทยและจีน ร่วมจัดงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจครั้งใหญ่ TAAPE & TBE 2025 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวและกีฬาในช่วงปลายปี 2568 โดยงาน TAAPE จะรวบรวมผู้ประกอบการด้านเครื่องเล่นและสวนสนุกจากกว่า 30 ประเทศ ขณะที่งาน TBE มุ่งยกระดับวงการกีฬาบิลเลียดไทยให้เทียบเท่านานาชาติ ความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมทั้งตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน
‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ เปิดแล้วสวนลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในไทย 3 ก.ย. นี้
‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ ชื่อทางการสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองใหญ่สุดในไทย เปิด 3 ก.ย.นี้ วิมานสุริยา ประกาศชื่อทางการ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองกรุงเทพฯ โครงการ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ โชว์ 8 ไฮไลท์แห่งรุ่งอรุณรับนักเดินทางทั่วโลก ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการจัดแคมเปญประกวดตั้งชื่อ ‘The Landmark of Thai Pride: Roof Park Naming Campaign’ โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์กับพื้นที่สีเขียวคุณภาพแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ซึ่งแคมเปญฯ ได้รับความสนใจและร่วมส่งรายชื่อเข้ามาประกวดมากกว่า 2,200 ชื่อ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมคัดเลือกและตัดสินผลรายชื่อที่ส่งเข้าประกวด ประกอบด้วย กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บริษัท วิมานสุริยา จำกัด โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กรุงเทพมหานคร ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) และ บริษัท Landscape Collaboration จำกัด ได้ร่วมคัดเลือกชื่อที่มีความไพเราะและความหมายงดงามตรงตามข้อกำหนดของแคมเปญ พร้อมประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของ สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)’ ศุภจี กล่าวว่า ‘ดุสิต’ ไม่ได้เป็นเพียงชื่อโรงแรมดุสิตธานีที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และประเทศไทยมาอย่างยาวนานเท่านั้น แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขเปรียบดังสรวงสวรรค์ที่สงบ ร่มเย็น และงดงาม โดยคำว่าอรุณ คือ แสงแรกของวัน แสงเงิน แสงทองยามพระอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า เป็นการมาของแสงอาทิตย์สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ในช่วงเวลาที่ธรรมชาติและผู้คนต่างตื่นขึ้นมารับชีวิตที่สดใสในแต่ละวัน นอกจากนี้ ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากความงดงามของวัดอรุณ สัญลักษณ์แห่งแสงรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ และประเทศไทย โดยปรากฏผ่านการออกแบบอาคารภายในโครงการฯ ที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจมาจากยอดของพระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงสถานที่แห่งนี้คือเมืองดุสิตธานี “สวนดุสิตอรุณ เป็นมากกว่าสวนลอยฟ้าหรือพื้นที่สีเขียว แต่คือพื้นที่แห่งชีวิตที่สะท้อนการเริ่มต้นใหม่ ความสดใสและความหวังในทุกวัน ให้ทุกคนได้สัมผัสความสงบ เติมเต็มกำลังใจ และพร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีพลัง” ศุภจี กล่าว สำหรับภายในพื้นที่ของ ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ ประกอบด้วยพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ถึง 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) พร้อมดีไซน์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยเฉพาะ 8 ไฮไลต์สำคัญที่จะสร้างความอัศจรรย์ที่รอต้อนรับทุกๆ คน ได้แก่ 1.จุดชมวิวระเบียงรังนก (Bird Nest Viewpoint) พื้นที่สำคัญที่มอบวิวแบบพาโนรามาเชื่อมต่อวิวระหว่างสวนดุสิตอรุณกับสวนลุมพินี ได้อย่างไร้รอยต่อ ท่ามกลางบรรยากาศของต้นไม้สีเขียวที่ให้คุณได้นั่งชมทิวทัศน์ 2.ม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513) หนึ่งในซิกเนเจอร์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ร่มเย็น และความหรูหราที่คงอยู่เหนือกาลเวลา ซึ่งบริเวณน้ำตกแห่งนี้จะถูกรายล้อมด้วยต้นไม้น้ำนานาพันธุ์เพื่อสร้างความร่มเย็นและสวยงาม 3.อัฒจันทร์ดุสิตพินี (Dusitpini Amphitheatre) พื้นที่สันทนาการสำหรับจัดกิจกรรม นั่งพักผ่อน หรือเป็นจุดนัดพบ เปรียบเสมือนเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์แห่งความสุขอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ให้คุณสัมผัสความเขียวขจีของสวนดุสิตอรุณ สวนลุมพินี และความเป็นเมืองได้โดยรอบ 4.จุดชมวิวสวัสดีบางกอก (Sawasdee Bangkok Viewpoint) อีกหนึ่งจุดชมวิว เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศรับชมความสวยงามด้วยวิวมุมสูงของสวนดุสิตอรุณ สัมผัสเส้นสายทางเดินที่ทอดยาวโดยมีต้นไม้นานาพันธุ์รายล้อม และยังเปิดทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ในมุมมองใหม่ๆ 5.ดี การ์เด้น (D Garden) พื้นที่สีเขียวที่รายล้อมคุณด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์ มอบความร่มรื่นและกลิ่นหอมเพื่อให้คุณได้พักผ่อนท่ามกลางการโอบรับด้วยความสดชื่นของธรรมชาติ 6.เดอะ เทอเรส (The Terrace) หนึ่งในพื้นที่กิจกรรมของสวนดุสิตอรุณ ถูกวางให้เป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อระหว่างสวนดุสิตอรุณและพื้นที่ของศูนย์การค้า โดยตั้งอยู่บริเวณ Food Passage 7. เดอะ พลาซ่า (The Plaza) พื้นที่กิจกรรมสีเขียวให้พักผ่อนทำกิจกรรมแบบสัมผัสธรรมชาติ กับสนามหญ้าสีเขียว และมอบความร่มรื่น เย็นสบาย เพราะเป็นพื้นที่ที่ใกล้กับบริเวณน้ำพุ หรือม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513) 8.เดอะ คอร์ดยาร์ด (The Courtyard) หนึ่งในสามของพื้นที่กิจกรรมที่เปิดต้อนรับให้สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างลงตัว โดยตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ของ D Garden ทั้งนี้ “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” เป็นชื่อที่สร้างสรรค์โดยผู้ชนะการประกวด ‘คุณตรัย ธนะสาร’ ซึ่งจะได้รับรางวัลแพ็คเกจตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น 3 วัน 2 คืน นอกจากนี้ยังมีรางวัลชมเชยอีก 5 รางวัล ซึ่งผู้ชนะรางวัลดังกล่าวประกอบไปด้วย ‘คุณ Nattaphong Theeralerttham’ ‘คุณ Vorapot Chomsri’ ‘คุณชลชัย เทพกำปนาท’ ‘คุณ Nartrachada Thapanapongsator’ และ ‘คุณ Prerath Prima’ ซึ่งจะได้รับบัตรรับประทานอาหาร ณ ห้องอาหาร Pavilion โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลสามารถรับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://dusitcentralpark.com/roofparknamingcampaign หรือ Facebook: www.facebook.com/dusitcentral ‘สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)’ สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เตรียมเปิดให้บริการในวันที่ 3 กันยายน โดยเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. สำหรับท่านที่ต้องการใช้บริการสวนดุสิตอรุณสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง Facebook: www.facebook.com/dusitcentral และ Instagram: www.instagram.com/dusitcentralpark” Alternate-X สรุปให้ วิมานสุริยาประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ว่า “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ซึ่งมีความหมายถึงแสงอรุณของการเริ่มต้นใหม่ โดยสวนลอยฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขนาด 7 ไร่แห่งนี้จะเปิดให้บริการในวันที่ 3 กันยายนนี้ พร้อมด้วย 8 ไฮไลต์สำคัญที่ออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่แห่งชีวิตและแรงบันดาลใจใจกลางเมือง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง • ถอดคอนเซปต์ ‘Biophilia’ โครงการ ‘Dusit Central Park’ กับสวนลอยฟ้าใหญ่สุดในไทย
เช็กอินกินเที่ยว ‘แกร็บ x ททท.’ ชวน Gen Z สัมผัสอาร์ตเดสติเนชั่น 5 เมือง
แกร็บ X ททท. ทำโปรเจกต์พิเศษ ‘เช็กอินกินเที่ยว กับ Grab Now Go Around’ ชวน 5 ศิลปินไทยสร้างอาร์ตเดสติเนชั่นใหม่ กระตุ้นการท่องเที่ยว จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิเคชันแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ระดับภูมิภาค เปิดเผยว่า กระแสการท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้ความสำคัญการหาประสบการณ์ที่แตกต่างและมีความหมายมากขึ้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปะและวัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมนิทรรศการ งานจัดแสดงศิลปะ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ท่องเที่ยวยอดนิยมของกลุ่ม Gen Z และ Millennials “แกร็บ เล็งเห็นโอกาสในการนำศิลปะ มาเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้คนกับสถานที่ท่องเที่ยว พร้อมตอบรับเป้าหมายการทำให้ประเทศไทยเป็นอีกหมุดหมายของครีเอทีฟ เดสติเนชั่น” จันต์สุดา กล่าว นอกจากนี้ ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แกร็บ ยังได้ริเริ่มโปรเจกต์ ‘เช็กอินกินเที่ยว กับ Grab Now Go Around’ โดยร่วมมือกับศิลปินไทยขวัญใจวัยรุ่น มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะใน 5 เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น พัทยา กรุงเทพฯ ภูเก็ต โดยให้เหล่าคาแรกเตอร์ เป็นตัวแทนพาทุกคนออกไปกินเที่ยวที่จังหวัดต่างๆ และชวนนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ออกไปค้นหาแรงบันดาลใจที่อาจแอบซ่อนอยู่ ทั่วเมืองไทย ด้าน วรรณภา เกียรติพงษา ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ททท. มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นครีเอทีฟ เดสติเนชั่น (Creative Destination) เพื่อตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของปีท่องเที่ยว Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 สำหรับโปรเจกต์ ‘เช็กอินกินเที่ยว กับ Grab Now Go Around’ ถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมศักยภาพของศิลปินไทย ผ่านการใช้พลังแห่งความสร้างสรรค์มาช่วยสะท้อนอัตลักษณ์และเสน่ห์ของเมืองท่องเที่ยวหลักในมุมมองใหม่ให้ไปไกลสู่สายตาชาวโลก โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยในปีนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้น 5 เมือง ชวนเที่ยวสร้างสรรค์ เชียงใหม่: ผลงานจาก Chubbynida หรือ นิดา-ชนิดา อารีวัฒนสมบัติ ศิลปินนักวาดภาพประกอบลายเส้นน่ารัก จากคาแรกเตอร์สาวตัวกลมผู้เป็นมิตร สู่ธีม ‘The City in Your Palm’ ที่รวมเชียงใหม่ไว้ในมือ ทั้งข้าวซอย ไส้อั่ว หรือแม้กระทั่งโคมล้านนา โดยผลงานได้จัดแสดงที่ One Nimman ร้าน LONDON BAKERY และร้านสุกี้ช้างเผือก สาขาหลัง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอนแก่น: ผลงานจาก YEEDIN หรือ ปันปัน-รสิกา สายแสง เจ้าของลายเส้นสีสดและคาแรกเตอร์สุดแฟนซี พาคาแรกเตอร์ปีศาจสายกิน “MERCY” บุกถิ่นอีสาน สะท้อนความสนุกและความหลากหลายของอาหารท้องถิ่น โดยผลงานได้จัดแสดงที่ตลาดต้นตาล ร้าน Nap’s Coffee และร้าน Roast8ry Khonkaen พัทยา: ผลงานจาก Sahred Toy หรือ ต๊อด-อารักษ์ อ่อนวิลัย หนึ่งในนักวาดภาพประกอบตัวท็อปของประเทศที่มีผลงานหนังสือและภาพประกอบให้แบรนด์สินค้าต่างๆ มาร่วมนำเสนอเสน่ห์เมืองชายทะเลที่เต็มไปด้วยพลังในมุมมองร่วมสมัย โดยเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้คน อาหาร และการเดินทางที่ ไร้รอยต่อในเมืองท่องเที่ยวที่ไม่เคยหลับใหล โดยผลงานได้จัดแสดงที่เซ็นทรัลพัทยา ร้าน Sunset Coffee Roaster และร้าน Lighthouse Bay บรรทัดทอง กรุงเทพฯ : ผลงานจากทีม ease around หรือ ป้อ-ชัยวัฒน์ อุทัยกรณ์ และ ตาล-วริษฐา จงสวัสดิ์ ในธีม ‘Creative Food Destination’ สื่อถึงบรรทัดทองในฐานะแหล่งรวมมิตรทางวัฒนธรรมการกินและการพบปะเพื่อนฝูง ด้วยลายเส้นมินิมอลที่เพิ่มเติมความสดใสจากการใช้สีสัน พร้อมสอดแทรกเมนูขึ้นชื่อ อย่าง หมูกระทะ ชาไทย และบัวลอยในบรรยากาศที่ทั้งเก่าและเก๋าของบรรทัดทอง โดยผลงานได้จัดแสดงที่ย่านบรรทัดทอง บริเวณซอยจุฬาฯ 5 Old Town ภูเก็ต: ผลงานจาก Painterbell หรือ เบล-เศรษฐพร ก่อวาณิชกุล เจ้าของผลงานคาแรกเตอร์ “John Lulu and Friends” ที่น่ารัก สนุก และเต็มไปด้วยจินตนาการ พร้อมเชื่อมโยงกับความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมชิโน–โปรตุกีส ผสมผสานเข้ากับลวดลายกราฟิกที่แสดงความเป็นเมืองเก่าที่ยังมีชีวิตชีวา โดยผลงานได้จัดแสดงในสถานที่ยอดฮิตอย่าง ร้าน Torry’s Ice Cream ร้าน Campus Coffee Roasters และร้าน Phuketique ขณะเดียวกัน แกร็บ ยังจัดโปรเพียงใส่โค้ด ‘GRABNOW’ รับส่วนลด 15%* สำหรับบริการสั่งอาหารและเรียกรถ เมื่อใช้ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น พัทยา กรุงเทพฯ และภูเก็ต ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2568 *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด. Alternate-X สรุปให้ แกร็บและททท. ร่วมกันเปิดตัวโปรเจกต์พิเศษ “เช็กอินกินเที่ยว กับ Grab Now Go Around” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวไทย เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z และ Millennials ที่สนใจงานศิลปะและวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับ 5 ศิลปินไทยสร้างสรรค์ผลงานศิลปะใน 5 เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ เชียงใหม่, ขอนแก่น, พัทยา, กรุงเทพฯ (บรรทัดทอง) และภูเก็ต (เมืองเก่า) เพื่อนำเสนอเสน่ห์ของเมืองในมุมมองใหม่ พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปค้นหาแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่แตกต่าง และมอบส่วนลด 15% สำหรับบริการสั่งอาหารและเรียกรถใน 5 จังหวัดดังกล่าว
ททท. นำร่อง 5 เส้นทางเที่ยวใหม่ ใช้โมเดลยั่งยืน ESG Tourism ทำมา 2 เดือนมีรายได้เพิ่ม 20%
ททท. เปิดโมเดลท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน 5 จังหวัด ร่วมเอกชนมหาชน ใน 2 เดือนสร้างรายได้เพิ่ม 20 % มีนักท่องเที่ยวทะลุ 30,000 คน /ครั้ง จะไปต่อสู่ตลาดระดับโลกให้ได้ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และองค์กรเอกชนชั้นนำ เผยความสำเร็จโครงการ ‘Village to the World #SustainableAgenda’ ซีซันล่าสุด จุดประกายพลังให้ชุมชนไทยด้วยโมเดล งการท่องเที่ยวโดยชุมชน’ ที่ยกระดับจากกิจกรรม CSR ไปสู่การเป็น กลไก ESG Tourism ที่วัดผลได้จริง โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายการพัฒนาของชุมชนเข้ากับวัตถุประสงค์ด้านความยั่งยืนของภาคธุรกิจ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วม ทั้งในมิติ การเติบโตของชุมชน การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเอกชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืนในภาพรวม ผ่านโค-ครีเอชั่น (Co-Creation) และการทำงานจริงกับลูกค้าองค์กรรายใหญ่ ผ่านฝึกอบรมเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ การตลาด การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะบริการ ควบคู่กับโอกาสในการทำงานจริงกับบริษัทจดทะเบียนฯ “โครงการฯ นี้ พิสูจน์ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชน สามารถเป็นเวที ESG ที่มีชีวิต เชื่อมโยงตลาดทุน ธุรกิจ และวัฒนธรรมไทยได้อย่างแท้จริง จากความสำเร็จของโครงการสะท้อนผ่านการสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชนและสร้างแรงบันดาลใจและมาตรฐานใหม่ให้กับภาคธุรกิจที่ต้องการขับเคลื่อนความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม” ฐาปนีย์ กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ โครงการฯ ยังสร้างประสบการณ์ร่วมแห่งความสุข ภายใต้แนวคิด ‘Change Unknown to Unforgettable’ ที่เปลี่ยนสิ่งไม่คุ้นเคยให้เป็นประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม โดยททท. มีแผนพัฒนาโครงสร้างเชิงนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุนด้าน ESG Tourism พร้อมต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศความยั่งยืนระดับประเทศ พร้อมสานต่อเครือข่ายความร่วมมือให้ชุมชนไทยเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป โมเดลร่วมมือทำจริงใน 5 จังหวัด โดยโครงการฯ ได้ริเริ่มความร่วมมือระหว่าง ‘บริษัทจดทะเบียน’ กับ ‘ชุมชนต้นแบบ’ ใน 5 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยแต่ละคู่ความร่วมมือมีเป้าหมายเฉพาะที่แตกต่างกัน แต่สะท้อนการนำ ESG มาปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 1.BAFS x บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก ต่อยอดฐานการทำงานเดิมของไทยแอร์เอเชีย พัฒนาเกษตรปลอดภัย ระบบบริการชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัย ก่อให้เกิดความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องและเสริมพลังกัน 2.AWC (Melia Pattaya) x บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี สร้างระบบจัดการขยะเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมความตระหนักด้าน Circular Economy ในชุมชนชายทะเล เพื่อพัฒนาสู่โมเดลการท่องเที่ยวยั่งยืน 3.AIS x บ้านแม่สูนน้อย จ.เชียงใหม่ ยกระดับชุมชนสู่การเป็น Digital Community ผ่านการฝึกทักษะการสร้างคอนเทนต์ การตลาดออนไลน์ และการสื่อสารจุดขายด้วยภาษาสมัยใหม่ที่เข้าถึงตลาดกว้างขึ้น 4.SCG (Yournique) x บ้านป่าแลวหลวง จ.น่าน พัฒนาโมเดล เศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่กับกลยุทธ์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม 5.Thai AirAsia x บ้านท่ามะโอ–ปงสนุก จ.ลำปาง ผสานการเปิดเผยข้อมูลทางวัฒนธรรมท้องถิ่นตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators เข้ากับกิจกรรม Employee Engagement เชิงลึก เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับชุมชนอย่างยั่งยืน ชุมชนรายได้เพิ่ม 20% นักท่องเที่ยวกว่า 3 หมื่นคน สำหรับ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ของโครงการในระยะเวลาเพียง 2 เดือน (ก.ค.–ส.ค. 2568) แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต้นแบบรวมกว่า 30,000 คน-ครั้ง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% พร้อมทั้งเกิดการพัฒนา สินค้าและบริการใหม่ ที่ตอบโจทย์ตลาด B2B และองค์กร ได้อย่างตรงจุด อาทิ การทำงานร่วมกับ OTA โปรแกรม CSR ทริปส่งเสริมแรงจูงใจ (Incentive Trip) และกิจกรรม Internal Branding ขององค์กร ชุมชนได้เรียนรู้จริง องค์กรได้ ESG ที่ ‘มีชีวิต’ ด้าน ปฏิวัติ ด่านแก้ว ที่ปรึกษาชุมชนบ้านมุงเหนือ จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่าโครงการนี้ช่วยให้ผู้นำและสมาชิกชุมชนได้เรียนรู้การทำงานกับองค์กรจริง ตั้งแต่การรับฟังโจทย์ลูกค้า การสื่อสารคุณค่าของชุมชนให้ตรงกับความต้องการ การพัฒนาโปรแกรมที่ตอบโจทย์องค์กร ไปจนถึงการวัดผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่องค์กรใช้จริง ทำให้ชุมชนรู้จักความต้องการของลูกค้าองค์กร รู้ว่าอะไรที่นักท่องเที่ยวต้องการ และควรพัฒนาอะไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น สร้าง Brand Loyalty และพลังพนักงาน ด้าน กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน บริษัท ไทยแอร์ เอเชีย จำกัด หรือ Thai AirAsia กล่าวว่า องค์กรที่เข้าร่วมก็สามารถ บูรณาการผลลัพธ์จากโครงการเข้าสู่รายงาน ESG ที่จับต้องได้จริง พร้อมทั้งสร้าง Brand Loyalty และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพนักงานอย่างยั่งยืน อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง ‘ลำปาง’ เมืองเที่ยวยั่งยืน โปรเจกต์ ‘Village to the World’ จังหวัดนำร่องดึงเอกชนลงทุน ESG เที่ยวไทยร่วมตลาดทุน จับคู่เอกชน-ชุมชนท้องถิ่น นำร่อง 5 จังหวัดแหล่งเที่ยวยั่งยืน ‘บ้านปู’ รับเศรษฐกิจชะลอตัว ใช้กลยุทธ์หนุนกิจการเพื่อสังคม แชร์ 5 ทางรอดฝ่าความท้าทาย ระบบนิเวศยั่งยืนระดับประเทศ นอกจากนี้ หนึ่งในผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาของโครงการนี้ คือการต่อยอดความร่วมมือ ข้ามองค์กรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน (Cross-Sector Collaboration) ตัวอย่างเช่น กรณี BAFS และสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่ทำงานต่อเนื่องในชุมชนบ้านมุงเหนือ โดยใช้ฐานการทำงานเดิมของ AirAsia ผสานกับองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ของ BAFS ก่อให้เกิดโมเดลความร่วมมือใหม่ระหว่างองค์กรต่างอุตสาหกรรมในบริบท ESG Tourism ที่ลงมือทำจริงและขยายผลได้จริง จาก ‘Unknown” สู่ “Unforgettable’ Alternate-X สรุปให้ ททท. ใช้โมเดล ‘Village to the World’ สร้างการท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืน 5 จังหวัด เชื่อมโยงชุมชนกับองค์กรใหญ่ พัฒนาโครงการ ESG Tourism อย่างเป็นรูปธรรม เพียง 2 เดือน ชุมชนมีรายได้เพิ่มเฉลี่ย 20% นักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ต้นแบบกว่า 30,000 คน-ครั้ง เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือธุรกิจ–ชุมชน สู่ระบบนิเวศท่องเที่ยวระดับโลก
‘เซ็นทรัล’ แจง 3 ข้อ ปัดไม่เกี่ยวปมขัดแย้ง DUSIT เปิดตามแผนเดิม ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ 4 ก.ย.นี้
หลังชื่อของ ‘เซ็นทรัล’ ถูกพาดพิงปมร้อนความขัดแย้งในครอบครัวที่โยงสู่การบริหารธุรกิจ DUSIT พร้อมถ้อยแถลงของ ชนินทร์ ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ รักษาการประธานกรรมการ บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หลังถูกถอดจากตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง จากปาก ‘ชนินทร์ โทณวณิก’ ถูกปลด ดุสิตธานี – เปิดปม ‘คนนอก’ ควบคุมธุรกิจ ศึกชิงอำนาจ ‘ดุสิตธานี’ อนาคตแบรนด์โรงแรมไทย ความขัดแย้งภายใน สั่นคลอนเวทีโลก ถอดคอนเซปต์ ‘Biophilia’ โครงการ ‘Dusit Central Park’ กับสวนลอยฟ้าใหญ่สุดในไทย โดยในวันเดียวกันนี้ (27 สิงหาคม) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ได้ส่งแถลงการณ์ขอปฏิเสธข่าวและชี้แจงเกี่ยวกับการถือหุ้นบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มีเนื้อหาระบุ อ้างถึงข่าวพาดพิง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดต่อนโยบายการเข้าลงทุนของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บริษัทฯ ขอปฏิเสธข้อมูลที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ และขอชี้แจง ดังนี้ 1.บริษัทฯ ได้รับโอกาสในการร่วมลงทุน และเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับดุสิตธานีในการพัฒนาโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค มาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งใช้งบลงทุนมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท โครงการดำเนินการพัฒนาด้วยดีมาโดยตลอด ซึ่งในส่วนของโรงแรมและอาคารสำนักงานได้เปิดดำเนินการแล้ว และศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค กำลังจะเปิดให้บริการในวันที่ 4 กันยายน 2568 นี้ 2.ปัจจุบัน เซ็นทรัลพัฒนาถือหุ้นในดุสิตธานีจำนวน 145,238,320 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 17.09 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของดุสิตตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งที่ผ่านมาเซ็นทรัลพัฒนา เคารพในการบริหารงานของผู้ถือหุ้นใหญ่ และสนับสนุนการดำเนินงานด้วยดีมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อเซ็นทรัลพัฒนา ได้รับการเสนอให้ส่งตัวแทนเพื่อให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นแต่งตั้งเป็นกรรมการของดุสิตธานี ทางเซ็นทรัลพัฒนา เล็งเห็นว่าจะสามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของดุสิตธานีให้เติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป การเสนอชื่อเพื่อแต่งตั้งกรรมการเป็นไปตามแนวทางการมีส่วนร่วมตามสัดส่วนการถือหุ้นซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติตามปกติ ในการดูแลเงินลงทุน โดยไม่มีอำนาจในการควบคุมในดุสิตแต่อย่างใด ทั้งนี้ เซ็นทรัลพัฒนา มีเจตนาอันดีและดำเนินงานภายใต้หลักธรรมภิบาลตามแนวทางของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการกำกับดูแลเรื่องการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) อันเป็นสิ่งที่เซ็นทรัลพัฒนา ให้ความสำคัญ และดำเนินการในแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับการร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทุกรายทั้งในและต่างประเทศมาโดยตลอด 3.ดุสิตธานี บริหารงานโดยกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ คือบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ในการตัดสินใจดำเนินการของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เซ็นทรัลพัฒนา ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 45 ปี และได้รับการรับรองและตรวจสอบอย่างโปร่งใสมาโดยตลอด รวมถึงสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ปฏิเสธข่าวเกี่ยวข้องความขัดแย้งในครอบครัวโทณวณิกที่โยงกับ DUSIT ย้ำการลงทุนเป็นเพียงพันธมิตรในโครงการ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ ตั้งแต่ปี 2560 โดยปัจจุบันถือหุ้น DUSIT 17.09% ไม่มีสิทธิ์ควบคุมกิจการ ยืนยันดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลและโปร่งใส พร้อมเดินหน้าตามแผนเปิดศูนย์การค้า ‘เซ็นทรัล พาร์ค’ อย่างเป็นทางการ 4 กันยายน 2568
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ประกาศคำเขียนถูกต้อง ‘ลัตเต–มัตจะ–มอคา’ ทำเอาชาวเน็ตเคว้ง
วงการคาเฟ่สะเทือน เมนูที่คุณสั่งเขียนผิดมาตลอดหรือเปล่า? รู้ยัง? “ลัตเต–มัตจะ–มอคา” เขียนแบบนี้ถึงถูก ราชบัณฑิตฯ เคาะแล้ว เนื่องจากเทรนด์ความนิยมชาเขียวแบบผงบดในกลุ่มนักดื่มชาวไทยที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ส่งผลให้มีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจำนวนไม่น้อย ถกเถียงถึงรูปแบบการเขียนทับศัพท์ของชื่อเมนู ชาเขียว “มัทฉะ” ว่าแท้จริงแล้วเป็นการสะกดผิดมาโดยตลอด ส่งผลให้ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ‘คำไทย’ เผยแพร่ข้อมูลคำทับศัพท์อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานราชบัณฑิตยสภา เกี่ยวกับชื่อเมนูเครื่องดื่มยอดฮิตที่คนไทยนิยมใช้ แต่หลายคำสะกดไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ทางภาษา โพสต์ดังกล่าวได้ระบุถึงตัวอย่างคำว่า latte → ลัตเต คำว่า latte ในภาษาอิตาลีหมายถึง “นม” เมื่อใช้คำว่า caffè latte จึงแปลว่า “กาแฟนม” โดยราชบัณฑิตฯ กำหนดให้ทับศัพท์ว่า “ลัตเต” ขณะที่คนไทยส่วนใหญ่สะกดว่า “ลาเต้” ส่วนคำว่า matcha → มัตจะ คำว่า 抹茶 (matcha) ในภาษาญี่ปุ่น หมายถึง “ชาเขียวบดละเอียด” ราชบัณฑิตฯ กำหนดให้ใช้ว่า “มัตจะ” แต่คนไทยนิยมสะกดว่า “มัทฉะ” นอกจากนี้ยังมีคำอื่น ๆ อย่าง mocha → มอคา และ macchiato → มัคคียาโต ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อให้ใช้ตามมาตรฐานการทับศัพท์ กระแสบนโซเชียลหลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ มีผู้ใช้จำนวนมากเข้ามาคอมเมนต์และแชร์ต่อ บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องน่าสนใจที่ควรรู้จักคำสะกดที่ถูกต้อง ขณะที่อีกหลายคนยอมรับว่ายังคงติดกับการสะกดแบบเดิมที่แพร่หลายในเมนูคาเฟ่ Alternate-X สรุปให้ โลกคาเฟ่ไทยกำลังถกเถียงเรื่องการสะกดชื่อเมนูยอดฮิตให้ถูกต้องตามราชบัณฑิตฯ โดยคำว่า ‘Latte’ ต้องสะกดว่า ‘ลัตเต’ ไม่ใช่ ‘ลาเต้’ ส่วน ‘Matcha’ ควรสะกดว่า ‘มัตจะ’ แทน ‘มัทฉะ’ ส่วน ‘Mocha’ คือ ‘มอคา’ และ ‘Macchiato’ คือ ‘มัคคียาโต’ ทำโซเชียลแห่แชร์ ยอมรับว่าสะกดผิดมาตลอด แต่ก็ยังติดการใช้แบบเดิมในเมนูร้านกาแฟ An AI-generated cover image by Gemini
Xiaohongshu สื่อโซเชียลจีน ดึงแบรนด์ไทยเจาะตลาดใหญ่ ถึงมือผู้บริโภคมังกรกว่า 350 ล.คน
Xiaohongshu แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์และโซเชียลคอมเมิร์ซ No.1 จีน ร่วมพันธมิตรสื่อในไทยรายแรก THE LEMON SHOT เชื่อมแบรนด์สู่ตลาดผู้บริโภคจีนกว่า 350 ล้านคน กนกพร ปรัชญาเศรษฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THE LEMON SHOT ผู้ให้บริการโซลูชันการตลาดแบบครบวงจร ขับเคลื่อนโดยครีเอเตอร์ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมงานกับ Xiaohongshu แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์และโซเชียลคอมเมิร์ซ อันดับ 1 จีนในฐานะพันธมิตร สื่อท้องถิ่น (Local Media Partner) อย่างเป็นทางการรายแรกของประเทศไทย เพื่อร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ และการเติบโตให้กับแบรนด์จากการขยายตลาดสู่ผู้บริโภคชาวจีนที่กลุ่มนี้ โดยตรง สำหรับความร่วมมือดังกล่าว THE LEMON SHOT ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการในการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของ Xiaohongshu ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์การค้นหา และข้อมูลหมวดหมู่สินค้า “ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นกุญแจ ในการปลดล็อกกลยุทธ์การตลาด รวมถึงวางแผนการใช้อินฟลูเอนเซอร์ให้แบรนด์ เพื่อเข้าถึงและตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคชาวจีนกว่า 350 ล้านคนบนแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์และโซเชียลคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ” กนกพร กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จตลอด 3 ปีของ THE LEMON SHOT ในการส่งมอบแคมเปญครบวงจรกว่า 1,000 โครงการ ผ่านเครือข่ายครีเอเตอร์กว่า 1,000 คน และผู้ชมคอนเทนต์รวมกว่า 100 ล้านคน กนกพร กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวจีนมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดเทรนด์และภาพลักษณ์แบรนด์ระดับโลก ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจไทยทั้งในภาคการท่องเที่ยว ค้าปลีก อีคอมเมิร์ซ ความงาม และสุขภาพ ขณะที่ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเพื่อรองรับธุรกิจไทยที่ต้องการเข้าถึงตลาดจีน ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน Cross-border Marketing ของทีม THE LEMON SHOT XPLORE ครอบคลุมตลาด จีนแผ่นดินใหญ่ จีนไต้หวัน จีนฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ทุกแพลตฟอร์ม ทั้ง TikTok, Douyin หรือ WeChat ด้วยการนำข้อมูลเชิงลึกจาก Xiaohongshu กับทีมผู้เชี่ยวชาญ มาต่อยอดการทำงานที่ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคจีน เพื่อร่วมผลักดันแบรนด์ไทยก้าวสู่ตลาดจีนได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน ด้าน Dodo Kwong ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ Xiaohongshu กล่าวเสริมว่า ประเทศไทย คือ หมุดหมายอันดับต้น ๆ ของผู้บริโภคชาวจีน และเป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจ เรื่องราวต่าง ๆ สำหรับ Xiaohongshu Community มาโดยตลอด สำหรับ ความร่วมมือกับ THE LEMON SHOT ในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการรายแรกในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพให้แบรนด์ไทยสามารถแบ่งปันเรื่องราว และผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์เข้าสู่ Xiaohongshu Community ได้มากยิ่งขึ้น เกี่ยวกับ THE LEMON SHOT THE LEMON SHOT ผู้นำด้านโซลูชันการตลาดแบบครบวงจรที่ขับเคลื่อนโดยครีเอเตอร์ชั้นนำของประเทศไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดด้วยครีเอเตอร์ ที่ผสานพลังเครือข่ายครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เข้ากับกลยุทธ์การสื่อสารที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล สร้างสรรค์แคมเปญสำหรับลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมกลุ่มธุรกิจระดับภูมิภาค THE LEMON SHOT XPLORE ผู้นำด้าน Cross-Border Marketing เพื่อขยายธุรกิจสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกี่ยวกับ Xiaohongshu (RED) Xiaohongshu (小红书) แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์และโซเชียลคอมเมิร์ซชั้นนำของประเทศจีน ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 350 ล้านคน ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับแรงบันดาลใจ การค้นพบสินค้า และการแชร์ประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน และเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคจีนในการค้นพบสินค้า การตามเทรนด์ และการตัดสินใจซื้อ สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ของจีน ทั้งสินค้าแฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงการท่องเที่ยว โดยมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแส เทรนด์ และชุมชนออนไลน์ที่แข็งแกร่ง Alternate-X สรุปให้ Xiaohongshu แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์และโซเชียลคอมเมิร์ซ อันดับ 1 ของจีน จับมือ THE LEMON SHOT เป็นพันธมิตรสื่อรายแรกในไทย เปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนกว่า 350 ล้านคน ด้วยข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์ และหมวดหมู่สินค้า THE LEMON SHOT พร้อมต่อยอดกลยุทธ์ Cross-border Marketing ช่วยธุรกิจไทยขยายตลาดจีนได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ศึกชิงอำนาจ ‘ดุสิตธานี’ อนาคตแบรนด์โรงแรมไทย ความขัดแย้งภายใน สั่นคลอนเวทีโลก
กลุ่มดุสิตธานี หนึ่งในองค์กรไทยที่มีประสบความสำเร็จในกลุ่มธุรกิจบริการฮอสพิทาลิตี้ จากประสบการณ์ในธุรกิจโรงแรมกว่า 7 ทศวรรษ ด้วยพอร์ต จำนวนโรงแรม รีสอร์ทและวิลล่า ที่อยู่ในการดูแลกว่า 300 แห่งทั้งในและต่างประเทศ ในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นธุรกิจโรงแรมครั้งแรก ด้วยการเปิด โรงแรมปริ๊นเซส เมื่อปี พ.ศ. 2492 โดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย โดยชื่อ ‘ดุสิตธานี’ ตั้งตามชื่อเมืองจำลองของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งแปลว่า ‘เมืองสวรรค์’ ตามจุดประสงค์จากแรงบันดาลใจ ทั้งชื่อชื่อสรวงสวรรคชั้นที่ 4 ที่ชื่อว่า ‘ดุสิต’ เพื่อให้ผู้มาใช้บริการของโรงแรมรู้สึกเสมือนหน่ึงอยู่ในสวรรค์ ขอบคุณภาพจาก ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ขอบคุณภาพจาก ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล อีกทั้งยังสอดคล้องกับทำเลโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามพระบรมรูปของรัชกาลที่ 6 บริเวณสวนลุมพินี ตามที่พระองคเ์คยมีพระราชประสงคที่ จะสร้างเมืองแม่แบบประชาธิปไตย ให้ตั้งชื่อเมืองนั้นว่า ‘ดุสิตธานี’ กระทั่งโรงแรมดุสิตได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องพร้อมขยายธุรกิจบริการด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้การบริหารในรูปแบบกิจการมหาชนในปัจจุบัน ในชื่อ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ ‘DUSIT’ มีธุรกิจครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจอาหาร ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง. โดย ข้อมูลผู้ถือหุ้นบริษัทฯ ระบุบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นกิจการลำดับที่1 ในสัดส่วน 49.74% ของบริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยมีบุคคลสำคัญ ดังนี้ ชนินทธ์ โทณวณิก รักษาการประธานกรรมการ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการ คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ รองประธานกรรมการและกรรมการอิสระ จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง จากเส้นเรื่องการดำเนินกิจการโรงแรมภายใต้กลุ่มดุสิตธานี มานานกว่า 70 ปี ได้ถึงจุดสะดุดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น โดยเรียงตามไทม์ไลน์ ดังนี้ กุมภาพันธ์ 2568 ชนินทร์ถูกถอดจากกรรมการ บริษัทชนัตถ์และลูก (โฮลดิ้ง) ส่งผลให้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมหลุดจากมือ 25 เมษายน 2568 ผู้ถือหุ้นใหญ่ (ที่โฮลดิ้งคุมแล้ว) ไม่อนุมัติงบการเงินปี 2567 16 มิถุนาย 2568 บอร์ด DUSIT ตั้งชนินทร์เป็นรักษาการประธานบอร์ด เกม (ธุรกิจ)พลิก โดยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 บอร์ด DUSIT ได้ปลดชนินทร์ออกจากตำแหน่งรักษาการประธานบอร์ด พร้อมถอดสิทธิการลงนามของ ชนินทร์, สินี เธียรประสิทธิ์ (น้องสาว) และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ (ซีอีโอ DUSIT) จากเหตุการณ์นี้ ถือเป็นจุดพลิกอีกครั้ง เพราะนั่นหมายถึงสิทธิออกเสียง ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่อยู่ในมือชนินทร์อีกต่อไป เท่ากับชนินทร์ถูก ‘ตัดขาด’ จากอำนาจการบริหารโดยตรง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง จากปาก ‘ชนินทร์ โทณวณิก’ ปมถูกปลด ดุสิตธานี – เปิดปม ‘คนนอก’ ควบคุมธุรกิจ ต่อความแตกหักในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัว แต่อาจเป็นการแย่งชิงการควบคุมธุรกิจโรงแรมไทยระดับตำนานกว่า 80 ปี อย่าง ‘ดุสิตธานี’ และเป็นกรณีศึกษาด้านแบรนด์ ที่สะท้อนทั้งปัญหาครอบครัว ธรรมาภิบาล และความเชื่อมั่นของตลาดทุน ภาพลักษณ์แบรนด์ จากสถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ อาจมีผลต่อการภาพลักษณ์แบรนด์ ด้วยโรงแรมไม่ใช่แค่ขายห้องพัก แต่ยังขาย ‘ความมั่นใจ ความสงบ และประสบการณ์’ ขณะที่กระแสความขัดแย้งในครอบครัวที่ออกมาเรื่อย ๆ อาจทำให้คู่ค้าระดับสากล เช่น เอเยนต์ท่องเที่ยว, พาร์ทเนอร์ธุรกิจการประชุมและจัดเลี้ยง (MICE), แบรนด์หรูที่จับมือกับโรงแรม เกิดความลังเลต่อการเซ็นสัญญาใหม่ ด้วยยังไม่ทราบระยะเวลาที่ชัดเจนว่า ใคร? จะควบคุมทิศทางการบริหารที่ชัดเจนจริง ๆ การแข่งขันในเวทีโลก ขณะเดียวกัน ‘ดุสิต’ ได้พยายามปรับตำแหน่งทางการตลาด Reposition สู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก ที่บริหารโรงแรมในต่างประเทศ ทั้งนี้หากนักลงทุนและสื่อสากลมีภาพจำ คือ ‘บริษัทครอบครัวไทยที่ทะเลาะกันเอง’ อาจมีความกังวลต่อแบรนด์จะเสียความสามารถทางเครดิต (credibility) ในการไปสู้กับเครือใหญ่ธุรกิจเชนโรงแรมใหญ่ ๆ อย่าง Marriott, Hilton, Accor ที่เน้นความเสถียรของการบริหารจัดการ การระดมทุนและโครงการขยาย นอกจากนี้ ดุสิต ยังมีแผนลงทุนโครงการใหม่ ๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ รีสอร์ท, มิกซ์-ยูส , โครงการที่อยู่อาศัย เรสซิเดนซ์ ระดับหรู ฯลฯ ขณะที่ความไม่ชัดเจนของผู้ถือหุ้นใหญ่อาจทำให้ ต้นทุนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินสูงขึ้น หรือมีผลอาจทำให้โครงการต้องชะลอ ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตระยะยาวของแบรนด์ ได้เช่นกัน การถูกจับตามองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตนี้อาจกลายเป็นโอกาสทางการปรับแบรนด์ใหม่ ‘Rebranding Opportunity’ ได้เช่นกัน หาก Dusit จัดการปัญหาได้ดี ซึ่งจะทำให้ถูกมองว่าเป็นบริษัทไทยที่ผ่านพายุแห่งความไม่สงบของการขัดแย้งภายในครอบครัวให้ไปสู่การบริหารจัดการระดับมืออาชีพ ที่โปร่งใส จากการปรับตัวได้ อย่างแข็งแรงขึ้น แต่หากปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป แบรนด์ อาจมีสิทธิ์ลุ้นต่อการเป็นกรณีศึกษาที่ไม่ประสบความสำเร็จ ของกิจการครอบครัวไทย ที่อาจเปลี่ยนมือได้ในอนาคตหรือไม่? จากเส้นเรื่องทั้งหมดนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ DUSIT แบรนด์ระดับตำนานโรงแรมของไทย อาจแค่เรื่องความขัดแย้ง แต่ยังเป็น ภาพลักษณ์, การแข่งขัน, ความน่าเชื่อถือในเวทีโลก และพลังคนในองค์กร ที่จะกำหนดอนาคตแบรนด์ Dusit หลังศึกครั้งนี้!! Alternate-X สรุปให้ กลุ่มดุสิตธานี เริ่มธุรกิจโรงแรมครั้งแรกเมื่อปี 2492 ก่อนเติบโตเป็นเครือระดับโลก ปัจจุบันดำเนินธุรกิจหลัก 5 ด้าน ได้แก่ โรงแรม อาหาร การศึกษา อสังหาฯ และบริการอื่น ๆ จากความขัดแย้งผู้ถือหุ้นและการปลดผู้บริหารสำคัญในปี 2568 กลายเป็นจุดพลิกธุรกิจอีกครั้งใหญ่ ด้วยเหตุการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ ความเชื่อมั่นนักลงทุน และพันธมิตรธุรกิจ จากวิกฤตครั้งนี้ยังอาจเป็นทั้งความเสี่ยง หรือโอกาสในการ Rebranding และการปรับสู่การบริหารโปร่งใส ย้ำความมืออาชีพและความเชื่อมั่นแบรนด์โรงแรมไทยระดับตำนาน
จากปาก ‘ชนินทร์ โทณวณิก’ ถูกปลด ดุสิตธานี – เปิดปม ‘คนนอก’ ควบคุมธุรกิจ
ทีมสื่อสารองค์กร Dusit INTERNATIONAL นำส่งจดหมายเชิญสื่อมวลชนอย่างเร่งด่วนในช่วงเช้าวันที่ 27 สิงหาคม 2568 พร้อมรับฟังการแถลงข่าว โดย ‘ชนินทธ์ โทณวณิก’ รักษาการประธานกรรมการ บริษัทดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ในหัวข้อ ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของดุสิตธานี’ โดย ชนินทร์ เผยรายละเอียดดังนี้ ว่า หลายท่านคงได้เห็นข่าวว่า บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ได้เสนอวาระให้ถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ บริษัท ดุสิตธานี ที่จะถึงในเดือนหน้านี้ “วันนี้ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ พูดตรง ๆ ต่อสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนได้รับฟังข้อเท็จจริงจากปากของผมเอง” จุดเริ่มต้นของปัญหา เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ ท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปิยะอุย สิ้น เนื่องจากท่านผู้หญิงฯ ได้มอบหมายให้ผมเป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับผม หรือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณสินี เธียรประสิทธิ์ โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ผมคือผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือผมลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก ต่อมา น้องทั้งสองคนของผมได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม โดยจากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามลงนามร่วมกัน และหลังจากนั้น น้องๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของผม และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง ต่อมาในช่วงโควิด เราทั้งสามคนมีการตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง ผลกระทบที่ลุกลามมาถึงดุสิตธานี ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่างๆ ของผมที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึงบมจ. ดุสิตธานี ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการและความพยายาม Take Over สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะ มีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล การเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้ และที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้ผมแบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานีออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ความพยายามในการแทรกแซง กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานีหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จนผมต้องไปเจรจา เพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจสายโรงแรมก็มีการแข่งขันกันโดยตรง และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหารเหมือนกัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และต่อมาผมได้ทราบมาจากหลายช่องทางและเข้าใจว่า ทางกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของผม ได้มีการหารือกันหลายครั้ง เพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ผมเข้าใจว่าการหารือกันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และยังอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน โครงการนี้ สามารถขายไปได้แล้วกว่า 92% เพราะผู้ซื้อเชื่อมั่นในชื่อเสียงและการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ และการไม่เอาเปรียบผู้ซื้อของดุสิตธานี แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุด ที่จะเริ่มในไม่กี่เดือนข้างหน้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นในโครงการทั้งหมด เจตนารมณ์การก่อตั้ง ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนี้ ผมอยากให้ทุกคนย้อนกลับไปมองว่า ดุสิตธานีถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออะไร ท่านผู้หญิงชนัตถ์ เป็นคนแรกๆ ในประเทศ ตั้งแต่เมื่อ 76-77 ปีที่แล้ว ที่เชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ท่านจึงได้พยายามสร้างโรงแรมที่ดี และต่อมาจึงสร้างโรงแรมดุสิตธานีอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นโรงแรมต้นแบบที่นำเอาหลายสิ่งที่ประเทศไทยยังไม่เคยมีมาก่อนมาไว้ที่นี่ เช่น เป็นโรงแรมที่มีรูปลักษณะของการออกแบบที่เป็นไทย และมีการบริหารงานและการให้บริการด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นไทย มีการเชิญคนอื่น โดยส่วนใหญ่เป็นเพื่อนคุณแม่ เข้ามาร่วมลงทุนในการสร้าง ดังนั้น เมื่อโรงแรมดุสิตธานี เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2513 จึงกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทย และกลายเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้น โรงแรมแห่งนี้ กลายเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาให้กับประเทศไทย และเป็นตัวชูโรงในการเชิดชูวัฒนธรรมไทย และการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไทย ให้ต่างชาติได้เห็น ซึ่งหลังจากนั้น ก็ยังไม่มีโรงแรมไหน หรือธุรกิจการท่องเที่ยวใดๆ ที่สามารถสร้างภาพพจน์ในระดับเดียวกันกับที่ดุสิตธานีเคยทำได้มาก่อน นอกจากนี้ ท่านผู้หญิงฯ ยังได้วางหลักการในการบริหารธุรกิจ ที่เรายึดถือมาโดยตลอดตั้งแต่แรก คือ Business with Honor — นั่นก็คือ ต้องทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบใคร เชิดชูความเป็นไทย ไม่ค้ากำไรเกินควร ยึดประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อนสิ่งอื่นใด ยึดผลประโยชน์และความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ มากกว่าจะเห็นผลประโยชน์ต่างๆ เฉพาะตน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หรือกำไรระยะสั้นๆ นี่คือรากฐานที่ทำให้ดุสิตธานีเป็นแบรนด์ไทยที่ทุกคนภาคภูมิใจ ท่านผู้หญิงฯ เน้นย้ำว่า เพื่อให้หลักการนี้คงอยู่ ครอบครัวลูกหลานของท่าน จะต้องเป็นผู้ดูแลและรักษาบริษัทไว้ต่อไป และนั่นคือที่มาของโครงสร้างการบริหารที่ท่านผู้หญิงฯ วางไว้ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งสุดท้ายแล้ว เป็นที่น่าเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่คุณสินีและน้องอีกคนเห็นต่าง และเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนให้คนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ. ดุสิตธานี ที่ยืนหยัดบริหารงานตามหลักการของท่านผู้หญิงชนัตถ์มาโดยตลอด เรื่องผลประกอบการ – ความจริงที่ต้องเข้าใจ ข้อกล่าวหาว่า บริษัทขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินสูงนั้น ไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ มูลค่า 46,000 ล้านบาท การลงทุนในโครงการต่างๆ ก่อนที่จะเกิดโควิด และความพยายามในการประคับประคองกิจการในช่วงโควิด โดยที่เราไม่เคยเพิ่มทุนแม้แต่น้อย ไม่เคยที่จะผลักภาระต่างๆ ไปยังผู้ถือหุ้น แต่พยายามอย่างมากที่จะดูแล ประคับประคองกิจการ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เป็นรากฐานในการสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไป วันนี้เราได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า เราทำได้ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ด้วยความเชื่อมั่น และการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายย่อย ตลอดจนคณะกรรมการของบริษัททุกๆ ท่าน ทั้งที่พ้นวาระไปแล้ว เพราะบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่เลือกให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทชุดปัจจุบัน รวมถึงคณะผู้บริหารที่นำโดยคุณศุภจี และพนักงานของดุสิตธานีทุกคนที่ทุ่มเททำงานกันมาอย่างหนักเป็นเวลา 7-8 ปี เราต้องผ่านทั้งปัญหาเรื่องโควิด ปัญหาเรื่องการขอกู้เงินธนาคาร ซึ่งมีนโยบายระงับการให้สินเชื่อในช่วงโควิด ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างช่วงโควิด การมีสงครามในหลายประเทศทำให้วัสดุก่อสร้างราคาแพงขึ้น ปัญหาคอนโดล้นตลาด และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ทุกคนร่วมต่อสู้กันมาโดยตลอด ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ตั้งแต่หลักการ แนวคิด และการออกแบบให้โครงการมีความแตกต่างจากที่อื่น และมีจุดแข็งหลายอย่าง เช่น ทุกอาคารในโครงการมองเห็นวิวสวนลุมพินีอย่างเต็มตา ซึ่งตอนนี้โครงการทั้งหมดกำลังเดินไปได้ดีมาก โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่เปิดมาไม่ถึงปี ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า โครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นโครงการห้องชุดขายไปแล้วกว่า 92% รอทยอยรับรู้รายได้การโอนอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า และจะช่วยให้เรามีรายได้เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังจะมีกำไรมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รายได้เหล่านี้ จะมาช่วยปลดภาระหนี้ที่ค้างอยู่ นอกจากนี้ เรายังพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ดีงามให้กับสังคม เช่น สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งนี่คือ แนวคิดของผม ที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพ ดังนั้น ความสำเร็จเหล่านี้ คือ เครื่องพิสูจน์ว่า ดุสิตธานีกำลังจะก้าวผ่านช่วงที่ยากที่สุด และเดินสู่การเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง สิ่งที่ต้องการสื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ส่วนตัวของผมกับใคร แต่คือการปกป้องดุสิตธานีที่กำลังจะมีอนาคตที่สดใส จากการถูกยึดครองโดยไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ ดุสิตธานีคือแบรนด์ไทยที่ครอบครัวเราสร้างมากว่า 76 ปี และเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ต้องรักษาไว้ แต่อยู่ๆ กลับจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ด้วยการเสนอชื่อกรรมการเข้ามาใหม่ถึง 10 คน ทำให้จำนวนกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 12 เป็น 18 คน และเปลี่ยนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งสามารถทำให้อำนาจการควบคุมกิจการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ซึ่งผมคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ และทีมงานที่ทุ่มเทเวลามาเกือบ 10 ปี เพื่อฟูมฟักและทำให้ดุสิตธานีเติบโตมาจนถึงจุดนี้ และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่พยายามจะเอาคนนอก ที่ไม่ได้เข้าใจความเป็นดุสิตธานี เข้ามากุมอำนาจในช่วงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับหลายๆ ฝ่าย ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบในทางลบกับบริษัทดุสิตธานีอย่างมาก ความไม่แน่นอนต่ออนาคตของดุสิตธานี จะสร้างผลกระทบให้กับเจ้าของโรงแรมที่ไว้วางใจให้ดุสิตธานีบริหารให้เกือบ 300 แห่งทั่วโลก หรือแม้แต่หุ้นส่วนที่มาเข้าลงทุนกับบริษัทในเครือ ลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรม รวมถึงลูกค้าในโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส กว่า 400 คนที่มาซื้อห้องชุด ด้วยความเชื่อถือและมั่นใจในคณะกรรมการ และผู้บริหารชุดปัจจุบัน กิจการต้องเป็นอิสระ ผมขอยืนยันว่า ดุสิตธานี จะต้องเป็นบริษัทที่มีความอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทอื่น จึงจะสามารถสืบสานเจตนารมณ์และหลักการที่ดีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ในการเน้นเอกลักษณ์และความเป็นไทย และให้คุณค่าความสำคัญกับกับการดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายสำหรับการสนับสนุนที่มีให้มาโดยตลอด และขอยืนยันว่า สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่เพื่อรักษาตำแหน่ง แต่เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และอนาคตขององค์กร เพื่อให้ดุสิตธานียังคงเป็นแบรนด์ไทยที่น่าภาคภูมิใจของครอบครัว ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และประเทศชาติ ผมขอสัญญาว่า ผมยังจะไม่ไปไหน และจะยังอยู่กับดุสิตธานีตลอดไป และถ้าหากสามารถปลดผมได้ ผมก็จะยังอยู่กับดุสิตธานีในบทบาทอื่น และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารดุสิตธานีเหมือนเดิม ผมจะไม่ยอมทิ้งดุสิตธานีไปไหน รวมทั้งจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม ผมจะคอยทำหน้าที่จับตาและเฝ้าดู กรรมการและผู้บริหารใหม่ รวมถึง ใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย ผมจะใช้สิทธิที่ตนเองมีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด Alternate-X สรุปให้ ‘ชนินทร์ โทณวณิก’ แถลงข่าวกรณีถูกปลดจากตำแหน่งกรรมการบริหาร ดุสิตธานี เผยปมความขัดแย้งเริ่มจากการจัดการมรดกและอำนาจการลงนามภายในครอบครัว โดยอ้างถึงการถูกคนในครอบครัวโหวตถอดออกจากบริษัท ‘ชนัตถ์และลูก’ และบริษัทในกองมรดก พร้อมเปิดปมมีความพยายามให้คนนอก โดยเฉพาะกลุ่มทุนใหญ่ เข้ามาควบคุมกิจการ ขณะที่ ชนินทร์ยืนยันจะต่อสู้เพื่อรักษาดุสิตธานีให้เป็นแบรนด์กิจการที่ยังเป็นอิสระ อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง ศึกชิงอำนาจ ‘ดุสิตธานี’ อนาคตแบรนด์โรงแรมไทย ความขัดแย้งภายใน ท้าทายเวทีโลกสั่นคลอน
โรงไฟฟ้า BLCP จับมือพันธมิตร หนุนวิจัยพัฒนาพลังงานสะอาด เสริมความมั่นคงและความยั่งยืน
บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีพลังงาน สร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด กล่าวถึงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมถือเป็นพันธกิจหลักของบริษัทมาโดยตลอดว่า เพื่อให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ทั้งนี้ BLCP ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงไฟฟ้า เพื่อมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตไฟฟ้า เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้โดยพัฒนาปรับปรุงการเผาไหม้ถ่านหินบิทูมินัสคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตและหมุนเวียนใช้ภายในโรงไฟฟ้า 100% การบำบัดน้ำเสียก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำจืดในพื้นที่ การทดลองเชื้อเพลิงร่วมผ่านการศึกษาและทดสอบการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น แอมโมเนีย และชีวมวล (Biomass) ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพื่อลดปริมาณการใช้ถ่านหิน แม้จะมีต้นทุนสูงขึ้นในระยะแรก แต่บริษัทฯ มุ่งหวังว่าการวิจัยนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงทางเลือกสมเหตุสมผลต่อการใช้งานในระยะยาว ด้านการใช้เทคโนโลยีควบคุมและจัดการสิ่งแวดล้อมนั้น โรงไฟฟ้า BLCP ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพอากาศตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ด้วยการติดตั้งและพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจัดการมลพิษหลัก 3 ชนิด ได้แก่ ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx) ควบคุมอุณหภูมิของหัวเผา (Burner) เพื่อป้องกันการเกิดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ควบคุมคุณภาพถ่านหินให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไม่เกินมาตรฐาน พร้อมติดตั้งเครื่องดักจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulphurization: FGD) เพื่อดักจับก๊าซส่วนที่เหลือ และฝุ่นละออง ซึ่งมีการใช้เครื่องดักจับฝุ่นระบบไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator: ESP) ในการดักจับฝุ่นก่อนปล่อยสู่บรรยากาศ รวมถึงยังได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดอากาศอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) ที่ปล่องระบายความสูง 200 เมตร และมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality Monitoring Station: AQMS) 4 แห่งรอบโรงไฟฟ้า เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์อีกด้วย นอกจากนั้นยังได้ร่วมมือกับหน่วงงานภาครัฐและพันธมิตรเพื่อการพัฒนาในอนาคตอีกหลายโครงการ ทั้งด้านการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องกับหลากหลายองค์กร อาทิ ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติอย่าง JERA, Mitsubishi Corporation และ Mitsubishi Heavy Industries ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) ในโครงการศึกษาการใช้ แอมโมเนียคาร์บอนต่ำ เป็นเชื้อเพลิงร่วมในการผลิตไฟฟ้า โครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ร่วมกับ Algal Bio ประเทศญี่ปุ่น วิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ส่วนความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนภายในประเทศนั้น ได้แก่ ความร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.): วิจัยการใช้ชีวมวลร่วมกับถ่านหิน และสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง เช่น การผลิตเจลสำหรับผู้ป่วยและการผลิตเมทานอลจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.): ร่วมมือในโครงการวิจัยเชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) โครงการวิจัยการนำขี้เถ้าจากโรงไฟฟ้าไปผลิตเป็นคอนกรีตคุณภาพสูงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับความร่วมมือกับภาคเอกชนนั้น ได้ร่วมลงนามความร่วมมือกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำสำหรับเป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า ลดคาร์บอนในการผลิตไฟฟ้า หนุนเป้าหมาย Net Zero และยังได้ร่วมกับ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในการศึกษาโครงการนำร่องการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในทะเล (Carbon Capture) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่อีกด้วย นายยุทธนา ยังได้กล่าวถึง ความมุ่งหวังและเป้าหมายของการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของ BLCP ว่า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเป้าหมายระยะสั้นเท่านั้น แต่เชื่อว่าโครงการต่างๆ เหล่านี้จะถูกพัฒนาและต่อยอดต่อไปได้ในอนาคต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย ทั้งในด้านการผลิตไฟฟ้า การพัฒนาสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืนร่วมกับสังคมและชุมชนต่อไปในระยะยาว
สินเชื่อ ‘กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง’ หนุนหัวแถว SMEs ไทย ให้วงเงินรถพร้อมใช้ 10 ล.บาทขึ้นไป
กรุงศรี ออโต้ ส่งสินเชื่อ ‘กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง’ เพิ่มสภาพคล่อง SME ซื้อรถไว้ใช้ในกิจการ จัดสินเชื่อเเช่าซื้อ ให้ดอกเบี้ยพิเศษนาน 60 เดือน จากสถานการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางย่อม (SMEs) ไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งถึงแม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในปี 2568 จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคธุรกิจ แต่การเสริมสภาพคล่องยังคงเป็นโจทย์สำคัญ ดังนั้น การบริหารกระแสเงินสดและการวางแผนภาษีจึงเป็นเครื่องมือที่หลายองค์กรมองหาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท ขณะเดียวกัน ยานพาหนะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง การใช้บริการ งสัญญาเช่าซื้อ’ หรือ ‘สัญญาเช่าทางการเงิน’ เพื่อซื้อรถยนต์ไว้ใช้ในกิจการ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน โดยกรุงศรี ออโต้ ได้นำเสนอ ‘กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง’ หรือ สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการ ที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เช่น รถกระบะ รถบรรทุก รถพ่วง และรถหัวลาก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้ประกอบการ โดยสามารถเลือกรูปแบบทางการเงิน ได้ทั้งสัญญาเช่าซื้อ หรือ สัญญาเช่าทางการเงิน โดยไม่ต้องใช้เงินสดก้อนใหญ่ แต่สามารถชำระค่าเช่าเป็นงวดรายเดือนพร้อมอัตราดอกเบี้ยคงที่ อีกทั้งยังสามารถนำค่าเช่าไปหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์บัญชี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนภาษีและบริหารกระแสเงินสดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 5 จุดเด่นของสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการ: ช่วยประหยัดภาษี: ลูกค้านิติบุคคลสามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรฐานบัญชี เสริมสภาพคล่องทางการเงิน: สัญญาเช่าทางการเงินสามารถแบ่งชำระรายเดือน ไม่กระทบกระแสเงินสด เพื่อรักษาสภาพคล่องและได้รับประโยชน์ทางบัญชีได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่: ลงทุนในรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อน อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดอายุสัญญา: สามารถวางแผนทางการเงินได้มีประสิทธิภาพ เงื่อนไขโปร่งใสและเข้าใจง่าย: วางแผนการเงินได้สะดวกและแม่นยำ รายละเอียดข้อเสนอ กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง: วงเงินสินเชื่อรถยนต์พร้อมใช้ (ฟลีท) ครอบคลุมสินเชื่อรถยนต์ใหม่ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ วงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป วงเงินสินเชื่อมีอายุ 1 ปี และสามารถต่ออายุได้โดยยื่นเอกสารเพื่อพิจารณาอนุมัติ ระยะเวลาทำสัญญา 12-60 เดือน สัญญาเช่าทางการเงิน (ลีสซิ่ง) ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ใหม่ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถตู้ และรถกระบะ ระยะเวลาทำสัญญา 36-60 เดือน อัตราดอกเบี้ยคำนวณแบบลดต้นลดดอก และคงที่ตลอดอายุสัญญา นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถชำระค่างวดได้อย่างสะดวกผ่านหลากหลายช่องทางใกล้บ้าน ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (เคาน์เตอร์, ATM, ระบบออนไลน์) หักบัญชีอัตโนมัติ (Direct Debit) รวมถึง โลตัส, 7-Eleven, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ที่ทำการไปรษณีย์ และ CenPay ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ 0 2740 7400 หรือ LINE Official Account @krungsriauto เว็บไซต์ bit.ly/3Jqi45U สำหรับผลิตภัณฑ์ กรุงศรี ฟลีท แอนด์ ลีสซิ่ง รถยนต์ใหม่ (ป้ายดำ) อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ 2.45% – 8.00% (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 4.66% – 15.81% ต่อปี) *ระยะเวลาผ่อนชำระ 36 – 60 เดือน *สำหรับลูกค้านิติบุคคลที่ผ่านการพิจารณาสินเชื่อตามหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อของกรุงศรีออโต้ *เงื่อนไขและข้อกำหนดอื่น ๆ เป็นไปตามที่ธนาคารฯ กำหนด
รพ.วิมุต ปรับแผนลงทุนยืดหยุ่น เพิ่ม 275 เตียงขยายคนไข้ต่างชาติ รับศก.ชะลอ-โคเปย์เมนต์
รพ.วิมุต แผนต่อเนื่องขยาย 6 ศูนย์แพทย์เฉพาะทาง ย้ำแตกต่างรับการแข่งขันบนถนนเส้นพหลโยธิน เพิ่มอีก 80 เตียงขยายพอร์ตคนไข้ต่างชาติดกลุ่มเมียนมา-อินโดฯ ทดแทนกัมพูชา หาย นพ. นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาล วิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ปรับแผนลงทุนแบบยืดหยุ่น (Flexible Investment Plan) ให้สอดคล้องกับผลดำเนินงานโรงพยาบาลในแต่ละปี เพื่อบริหารต้นทุนการดำเนินงานธุรกิจโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามแนวโน้มเศรษฐกิขชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา มีผลต่อผู้เข้ามารับบริการทั้งคนไทยและต่างชาติ สำหรับแผนงานโรงพยาบาลวิมุตในปี 2568-2569 จะใช้กลยุทธ์สร้างความแตกต่างการให้บริการทางการแพทย์รักษาโรคยากซับซ้อนและเฉพาะทาง ที่โดดเด่นบนถนนพหลโยธิน ที่ปัจจุบันมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่ต่ำกว่า 8 แห่งที่เปิดให้บริการบนถนนระนาบเดียวกัน หลังโรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการร่วม4 ปีในปัจจุบัน ได้รับความไว้วางใจจากคนไข้เข้ามาใช้บริการทั้งชาวไทยและต่างชาติต่อเนื่องสัดส้วน 90% และ 10% ตามลำดับ ซึ่งจากนี้ไปจะมุ่งให้การรักษาโรคยากซับซ้อนมากขึ้น” นพ. นิพัฒน์ กล่าว โดยรพ.วิมุต วางแผนเปิดให้ศูนย์บริการทางการแพทย์เฉพาะทางรวมทั้งสิ้น 6 ศูนย์ฯ ภายในปี 2569 โดยในปี 2568 วางแผนเปิด 3 ศูนย์ฯ ซึ่งเปิดไปแล้วศูนย์สุขภาพปอด ล่าสุด ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด และเตรียมเปิด ศูนย์กระดูกและข้อ ในเร็วๆนี้ จากนั้นในหน้า จะเปิดอีก 3 ศูนย์ฯ คือ ศูนย์ทรวงอก และสุขภาพสตรี ,ศูนย์ทางเดินอาหาร, ศูนย์ศัลยกรรมและอายุรกรรม “สำหรับงบลงทุนศูนย์ฯ ดังกล่าว โรงพยาบาลจะใช้กลยุทธ์บริหารจัดการงบดุลตามเพอร์ฟอร์แมนซ์ในสัดส่วนราว 30% ของแต่ละศูนย์ฯ เพื่อใช้หมุนเวียนต้นทุนการดำเนินการโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนทีเดียวทั้งหมด โดยเฉพาะอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีราคาสูงในปัจจุบันที่สามารถใช้วิธีเช่าซื้อได้ทำให้ได้เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่อเนื่อง” นพ. นิพัฒน์ กล่าวพร้อมเสริทมว่า จากแผนดังกล่าว เพื่อรองรับความต้องการเข้ารับบริการของคนไข้ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ด้วยบริการทางการแพทยเฉพาะทาง โดยเฉพาะในกลุ่มหลังเพื่อตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยซึ่งเป็น เวริลด์ เมดิคัล ฮับ ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการเข้ารับการรักษาการผ่าตัด จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางพัฒนารายได้ให้กับกิจการโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ ในปี2568 โรงพยาบาลวิมุตยังวางแผนขยายเตียงเพิ่มอีก 80 เตียง รวมเป็น 275 เตียงจาก 215 เตียงในปัจจุบัน เพื่อขยายการทำตลาดคนไข้ต่างชาติ เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเมียนมา , ลาว และกัมพูชา ซึ่งในกลุ่มหลังพบว่ามีจำนวนลดลงไปพอสมควรหลังปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา “ในช่วงที่ผ่านกลุ่มคนไข้ต่างชาติลดลงราว 5% รวมถึงตลาดจีนและอาหรับ แต่ยังได้กลุ่มเมียนมา และอินโดนีเซีย เข้ามาทดแทน” นพ. นิพัฒน์ กล่าวพร้อมเสริมว่า ขณะที่กลุ่มคนไข้คนไทยที่เข้ามารับบริการ มีแนวโน้มลดลงเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และโค-เปย์เมนต์ (Co-Payment: ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลส่วนแรกตามจำนวนที่ระบุไว้ในแบบประกันภัย ถ้ากรมธรรม์มี Deductible) นพ. นิพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากเปิดให้บริการปีที่4 ปัจจุบันโรงพยาบาลวิมุต มีฐานผู้เข้ามารับการรวมกลุ่มคนไข้จากความร่วมมือทางพันธมิตรองค์กรต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 3 แสนราย นอกจากนี้ในฐานะธุรกิจในเครือพฤกษา ยังให้บริการทางการแพทย์ในกลุ่มลูกบ้านพฤกษาไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน ด้วย ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าวที่วางไว้ โรงพยาบาลวิมุตคาดว่าจะยังสามารถรักษารักการเติบโตรายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้อยู่ที่ 30% จากปี 2567 โดยในครึ่งแรกของปี 2568 สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายในระดับน่าพอใจ โดยในปี 2567 มีรายได้ 988.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.83% จากปี 2566 Alternate-X สรุปให้ โรงพยาบาลวิมุต ปรับกลยุทธ์ลงทุนแบบยืดหยุ่นเพื่อรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ปี 2568–2569 พร้อมเปิดศูนย์แพทย์เฉพาะทางครบ 6 ศูนย์ รองรับโรคซับซ้อนขยายจำนวนเตียงเพิ่มเป็น 275 เตียง เพื่อดึงดูดคนไข้ต่างชาติ โดยเฉพาะจากเมียนมาและอินโดนีเซีย โดยการลงทุนใช้งบตามผลงานจริง ลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนทางการแพทย์ วางเป้ารายได้เติบโตต่อเนื่อง 30% สานต่อการเป็นหนึ่งใน World Medical Hub
ไทยเบฟ x เนชั่นแนล จีโอฯ ทำสารคดียั่งยืนระดับโลก ใช้ทีมไทยร่วมผลิต เปิดตัวงาน SX2025
กลุ่มไทยเบฟ ร่วมโปรดักชันระดับโลก เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลิตสารคดีธีมยั่งยืนในไทย ใช้เวลายาว 3 ปี เปิดตัวครั้งแรกในงาน SX 2025 เจรมัย พิทักษ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานมีเดีย แอนด์ อีเวนต์ บิสซิเนส บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มอมรินทร์ และ ซีอาเซียน (C ASEAN) ในเครือไทยเบฟ (ThaiBev) ผู้ผลิตและทำตลาดอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ระดับภูมิภาค ร่วมกับทีมผู้ผลิตสารคดี เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (National Geographic) ผลิตสารคดีชุด ฟอลโลว์ เดอะ วอเตอร์ (FOLLOW THE WATER) ซึ่งถือเป็นการทำงานร่วมกันครั้งแรกระหว่างภาคเอกชนไทยและทีมงานสารคดีโปรดักชันระดับโลก สำหรับโครงการสารคดี FOLLOW THE WATER ชุดดังกล่าว ทีมอมรินทร์ฯ จะเป็นหนึ่งในผู้ควบคุมการผลิต (Producer) ของฝั่งไทยเพื่อทำงานร่วมกับทีมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ตั้งแต่การวางเค้าโครงเรื่องราว (Story Teller) บทสารคดี (Script) ฯลฯ โดยจะเปิดตัวโครงการฯ นี้เป็นครั้งแรกในงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นี้ เจรมัย กล่าวว่า โครงการฯ ยังเป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญในงานฯ ครั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าเรื่องราวความยั่งยืนของโลกและมนุษย์ ผ่านเนื้อหา 2 ส่วน (Part) สำคัญ โดยในพาร์ตแรกเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวบันดาลใจเกี่ยวกับสายน้ำจากนักสำรวจของ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สำหรับเนื้อหาภาค1 เช่น ‘Memories of the River’, ‘The Music That Came with the Rain’, ‘Guardians of the Marsh’ เป็นต้น โดย ปาโบล อัลบาเรงกา (Pablo Albarenga) ช่างภาพสารคดี (Documentary photographer) และ แกบ เมย์ลา (Gab Mejla) ช่างภาพสายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Conservation Photographer) และในพาร์ตที่สอง จะเป็นเรื่องราวในชื่อ ‘เอาเออร์ เซเลสเชิล เจอร์นี’ (OUR CELESTIAL JOURNEY) บอกเล่าเรื่องราวความเกี่ยวข้องและความสัมพันธ์ของท้องฟ้า เจรมัย กล่าวต่อถึงแนวคิดโครงการฯ เกิดจากความตั้งใจร่วมกัน แนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอมรินทร์กรุ๊ป ซึ่งได้ร่วมผลิตสารคคีชุดต่างๆ มาโดยตลอด “ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นสารคดีที่ถูกผลิตโดยชาวต่างชาติ โดยจะเห็นคนไทยน้อยมาก ซึ่งทางแนทจีโอฯ SX และกลุ่มไทยเบฟมาคุยกัยในคอนเซปต์ก่อนว่าต้องการสร้างโอกาสให้คนไทยสร้างสารคดีระดับโลก ให้คนต่างชาติมาอ่าน มาดูคอนเทนต์จากการโปรดิวซ์ของคนไทยบ้าง” เจรมัย ขยายที่มาพร้อมเสริมว่า เมื่อได้แนวทางแล้ว จากนั้นได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการกำหนดหัวข้อรายการต่างๆ ที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อจัดทำธีม (Theme) ในชื่อชุดสารคดี FOLLOW THE WATER พร้อมขยายต่อไปยังจุดเชื่อมโยงทั้งแหล่งกำเนิดต้นทางสายน้ำ การสร้างเขื่อน ไปจนถึงการไหลออกสู่ทะเล ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างปัญหาขยะ เป็นต้น เจรมัย กล่าวว่า สารคดีชุดนี้ยังใช้ทั้งนักทำสารคดีไทย ช่างภาพไทย นักสิ่งแวดล้อมไทย ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมตลอดการทำงานที่คาดว่าจะใช้ระยะเวลาราว 3 (2568-2571) ซึ่งได้เริ่มงานไปแล้วในบางส่วน และพร้อมจะเปิดตัวในงาน SX2025 นี้ “หลังเปิดตัวโปรเจกต์ฯ ทางทีมงานมีแผนคัดหานักสำรวจสารคดีไทยร่วมโครงการนี้ ในแต่ละปีด้วย” เจรมัย กล่าว สำหรับงบลงทุนโครงการฯ ยังไม่สามารถให้รายละเอียดที่ชัดเจนในขณะนี้ ด้วยเป็นโปรเจกต์ฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคสังคม สิ่งแวดล้อม และพร้อมมองหาองค์กร แบรนด์ เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนในระยะยาวพร้อมนำไปเผนแพร่ออกอากาศไปยังผู้รับชมได้ทั่วโลก ขณะที่ปัจจุบันการผลิตสารคดีต่อชิ้นของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ใช้งบลงทุนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมริกา หรือมากกว่า 30 ล้านบาท และมีแบรนด์สินค้าระดับโลกหลากหลาย ร่วมให้การสนับสนุน (Sponcer) เช่นกัน Alternate-X สรุปให้ กลุ่มไทยเบฟ ร่วมกับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ผลิตสารคดียั่งยืนชุด FOLLOW THE WATER ใช้เวลากว่า 3 ปีในการถ่ายทำ โดยมีทีมไทยและต่างชาติร่วมกันสร้างสรรค์ โดยสารคดีชุดนี้ จะเปิดตัวครั้งแรกในงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) เล่าเรื่องราวแรงบันดาลใจจากสายน้ำและท้องฟ้า ผ่านมุมมองนักสำรวจระดับโลก โปรเจกต์นี้เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้คนไทยก้าวสู่เวทีสารคดีระดับสากล
ราคาทองคำ พุ่งรับสัญญาณลดดอกเบี้ย หลังคำปราศรัย ‘พาวเวลล์’ ด้าน ‘YLG’ ชี้ก.ย.มีลุ้นขาขึ้น
YLG ถอดรหัสคำปราศัย ‘พาวเวลล์’ การประชุม Jackson Hole สิ้นสุด บ่งชี้ทิศทางดอกเบี้ยเฟด มีลุ้นราคาระยะยาวทองคำเป็นขาขึ้น สิ้นปีมีสิทธิ์ทำราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีก รับธนาคารกลางทั่วโลกซื้อต่อเนื่อง หลังการกล่าวปราศรัยครั้งสุดท้ายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ (Jerome Powell) ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) จากการประชุมเศรษฐกิจ ‘แจ็กสัน โฮล’ ใน รัฐไวโอมิง สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมานั้น ได้สิ้นสุดลง โดยนักลงทุนต่างแสดงความยินดี ต่อการเปิดไฟเขียวให้ซื้อสินทรัพย์เสี่ยงได้ ซึ่งหวังว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย แต่มีนัยแฝงที่เขายังมองเห็นความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและเงินเฟ้อที่รออยู่ข้างหน้า ด้วย ‘พาวเวลล์’ ได้ให้คำใบ้ถึงการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่ยังไม่ตัดสินใจทำ โดยพยายามรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงในตลาดงานที่เพิ่มขึ้นและความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงมีอยู่ จากคำกล่าวสุนทรพจน์ของพาวเวลล์ ปัจจัยหนึ่งทำให้ตลาดมองว่าเฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ที่จะส่งแรงหนุนเชิงบวกต่อราคาทองคำ แต่ก็ยังมีความผันผวนเพราะความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยและแรงกดดันเงินเฟ้อ YLG มองราคาทองกลับเป็นบวก สอดคล้องกับ ‘พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า หลังการประชุมฯ ดังกล่าวพร้อมรับทราบทิศทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยมี 3 สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษซึ่งจะกระทบต่อราคาสินทรัพย์การลงทุน คือ อัตราเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน การทบทวนกรอบนโยบาย โดยราคาทองคำ ยังต้องจับตาว่าประธานเฟด จะแสดงท่าทีกังวลในเรื่องอัตราเงินเฟ้อหรือตลาดแรงงานมากกว่ากัน เนื่องจากหากกังวลในภาวะเงินเฟ้อจากดัชนี PPI ที่เร่งตัวขึ้นมาในช่วงก่อนหน้า “อาจทำให้ตลาดตีความว่าเฟดจะไม่รีบลดดอกเบี้ย และเป็นปัจจัยกดดันทองคำ แต่หากมีการแสดงความกังวลต่อตัวเลขการจ้างงาน (Non-Farm) ที่อ่อนแอลงอย่างชัดเจน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยเฟด และกลับมาเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำเช่นกัน” ‘พวรรณ์ กล่าว ในขณะที่ ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้มีโอกาสกลับมาเป็นสัญญาณบวก เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้ว ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอยู่ดี โดยในการประชุมเฟดในวันที่ 16 – 17 ก.ย.นี้ ตลาดเทน้ำหนักส่วนใหญ่ว่าจะปรับลด 0.25% และจะทำการลดดอกเบี้ยรวมได้ 2-3 ครั้งในปีนี้ ขณะที่ ‘วายแอลจี’ คาดการณ์ว่าในเดือนก.ย. อาจจะมีโอกาสเห็นราคาทองคำขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ที่ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปัจจัยหนุนราคาทองคำ นอกจากนี้ทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่เช่น UBS ได้ปรับเป้าหมายราคาทองคำเป็น 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ภายในไตรมาส 1 ปี 2568 ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายของวายแอลจีที่ให้ไว้ที่ 3,600-3,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในขณะที่ Goldman Sachs ได้คงคาดการณ์ราคาทองคำที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงกลางปี 2569 ส่วนในระยะยาวยังมีกระแส De-Dollarization ลดทอนบทบาทดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของ BRICS มาสนับสนุนราคาทองคำ โดย IMF รายงานว่า สัดส่วนของสกุลเงินดอลลาร์ในเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ลดลงเหลือ 57.4% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2537 สวนทางกับเทรนด์การเข้าซื้อทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจาก World Gold Council รายงานว่า ธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน โดยในปี 2567 มีปริมาณการเข้าซื้อทองคำระดับ 1,045 ตัน และถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้วที่ความต้องการทองคำสูงเกิน 1,000 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยสิบปีที่ 473 ตัน กรอบราคาทองคำในไทย สำหรับการเคลื่อนไหวของทองคำในช่วงระยะสั้นนี้วายแอลจี มองกรอบการเคลื่อนไหวที่ 3,311-3,280 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากสามารถผ่านช่วงการประชุมแจ็กสัน โฮล ไปแล้วยังสามารถยืนอยู่ได้ จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นอีกครั้งไปทดสอบแนวต้าน 3,352-3,375 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศมองเคลื่อนไหวในกรอบ 50,700-52,200 บาทต่อบาททองคำ ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้นแนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2 Alternate-X สรุปให้ การประชุม Jackson Hole สิ้นสุดลง พร้อมคำปราศรัยสุดท้ายของ “เจอโรม พาวเวลล์” ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย กดดันเศรษฐกิจแต่หนุนทองคำ ขณะที่ YLG มองเดือนกันยายน ทองคำมีโอกาสขาขึ้นแตะ ATH สิ้นปีกหจากความต้องการธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองคำต่อเนื่อง หนุนความต้องการสูง นักลงทุนรายย่อยสามารถสะสมทองระยะยาวผ่าน Get Gold by YLG ด้วยเงินเพียง 100 บาท
‘เจปัง’ ไอติมย่างเนย พลิกไอเดียธุรกิจคนรุ่นใหม่ สู่โมเดลแฟรนไชส์ยั่งยืน
สกู๊ปไอติมหวานเย็นฉ่ำ เสิร์ฟพร้อมขนมปังย่างเนยหอมกรุ่น ที่กัดเข้าไปโดนอึ้งแรกเจอความเข้มข้นของรสชาติเนื้อไอศครีม ต่อด้วยอึ้งที่สองของความเข้ากันสุดๆ กับขนมปังกรอบนอกนุ่มในที่มาห่อเจ้าไอศครีม ได้แบบลงตัว จาก ‘ฟีลลิ่ง’ข้างต้น อาจไม่เกินจริงเลยสำหรับสาย ‘เบเกอรี่ ไอศรีม เลิฟเวอร์’ ทั้งหลาย เมื่อลองได้มีเอ็กซพีเรียนซ์กับ ‘เจปัง’ (J-Pang) แบรนด์ร้านไอติมย่างเนย เจ้าดังในย่านวังหลัง ที่ตอนนี้ธุรกิจขยายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 35 สาขา ภายใต้ฝีมือ ‘โดม-พีรล์ รัตนวชิรินทร์’ ผู้บริหารรุ่นใหม่วัย 33 ปี ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค เจปัง ไอติมย่างเนย หอมกรอบ โคตรอร่อย ‘เจปัง’ ออกสตาร์ทจากจุดยั่งยืน ‘โดม’ เปิดร้านเจปัง สาขาวังหลัง พร้อมบอกเล่าเส้นทางธุรกิจ เจปัง ไอติมย่างเนย กับจุดเริ่มต้นธุรกิจที่น่าสนใจ ทั้งการลองผิดลองถูกกับชื่อแบรนด์ในยุคแรก ๆ ก่อนเปิดท้ายด้วยแผนขยายธุรกิจแตก Fighting Brand ใหม่เพื่อออกมาแข่งขันในตลาดไอศรีมเพิ่มอีก!! สำหรับ จุดเริ่มต้น ‘เจปัง’ ไอติมย่างเนย นั้นต้องย้อนกลับไปครั้งแรกเมื่อราว 5-6 ปีก่อน หรือราวๆปี 2562 ส่วนหนึ่งมาจากแนวคิดการขยายธุรกิจใหม่จากกิจการหลักของครอบครัว โรงงานรับจ้างผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ และ ยูนิฟอร์ม เครื่องแบบให้กับองค์กรธุรกิจ ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว “ในช่วงจังหวะนั้นคุณพ่อ เริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อความยั่งยืน หรือ ‘ESG’ และได้เข้าไปคลุกคลีกับภาคการเกษตรผู้ปลูกอ้อย ออร์กานิค และอยากต่อยอดเอาพืชไร่กลุ่มนี้มาใช้เป็นวัตุดิบน้ำตาลอ้อย ออร์กานิคเพื่อทำไอศครีม” โดม เล่าถึงที่มา พร้อมขยายต่อ หลังจากได้แนวคิดธุรกิจที่ต่อยอดระบบเศรษฐกิจยั่งยืนแล้ว จากนั้นจึงเข้าสู่การกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไอศกรีมสูตรลับเฉพาะ เพื่อให้สมกับคุณค่าของวัตถุดิบตลอดกระบวนการเพาะปลูกให้ได้ผลผลิตที่ไร้สารเคมี ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค เจปัง ไอติมย่างเนย หอมกรอบ โคตรอร่อย ทบทวนข้อผิดพลาดสร้างแบรนด์ใหม่ เมื่อได้ผลิตภัณฑ์และสูตรตามคิดไว้แล้ว สเต็ปต่อไป คือ การตั้งชื่อแบรนด์สินค้าเพื่อเดบิวต์เข้าสู่วงการไอศครีม ในตอนนั้น โดม บอกว่า หลังได้ตัวสินค้าแล้วใช้ชื่อแรกคือ ‘เป่า-ยิง-ฉุบ’ เพื่อทำตลาดเฉพาะตัวไอศกรีมเท่านั้น แต่เมื่อทำตลาดไปสักระยะแล้วพบว่า ‘เปา-ยิง-ฉุบ’ ไม่ได้การตอบรับเท่าที่ควร ด้วยพบข้อผิดพลาดสำคัญ ทั้ง แบรนด์, การทำตลาด และ ราคาสินค้าที่ไม่สอดคล้องกัน ‘โดม’ บอกว่า ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ทำให้เขาต้องกลับไปหมกหมุ่นเพื่อศึกษาและทบทวนการตลาดใหม่ ก่อนตัดสินใจรีแบรนดิ้งเป็น ‘เจปัง’ (J-Pang) โดยเอาคอนเซปต์มาครอบภายใต้ 3 คีย์เวิร์ดหลัก คือ ‘สร้างสรรค์’ ‘สนุก’ และ ‘จริงใจ’ ซึ่งมาพร้อมกับโลโก้แบรนด์ที่สะท้อนความเป็น Japanese Icon ให้ชัดเจนขึ้น “การเลือกแนวคิดความเป็นญี่ปุ่นมาใช้กับเจปัง ยังเพื่อสื่อถึงความคราฟต์ พิถีพิถัน ของรสชาติ และสไตล์ ผ่านเรื่องราวของไอศครีมที่มาจากวัตถุดิบออร์กานิค” เขาให้รายละเอียด ปัจจุบัน ‘เจปัง ไอติมย่างเนย’ เปิดให้บริการมากว่า 5 ปี วางตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นร้านไอศครีมระดับแมสพรีเมี่ยม ที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายด้วยราคาในคุณภาพรสชาติระดับบน หลังจากควานหา Positioning แบรนด์อย่างหนัก ด้วยในตอนนั้น มีแบรนด์ไอศกรีมรุ่นพี่ๆ ที่น่าสนใจอยู่ในตลาดก่อนหน้า ทั้ง สเวนเซ่นส์ ที่ครองตลาดไอศรีมระดับบน หรือ ไอศรีมสไตล์โฮมเมด จะเป็นของแบรนด์ ‘Umm milk’ อืมม์..มิลค์ จากจุดนั้นเองที่ทำให้ เจปัง ลองมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ กระทั่งพบ อินไซต์ความนิยมการบริโภคไอศครีมกับขนมปังของคนไทย ที่มีอยู่มาช้านาน และต่อยอดสู่โปรดักส์ไอศครีมเสิร์ฟพร้อมขนมปังย่างเนย ภายใต้แบรนด์ ‘เจ-ปัง’ พร้อมปักหมุดเปิดสาขาแรกในย่านวังหลัง ออกมาได้ในที่สุด โดม เสริมเกร็ดธุรกิจอีกว่า การที่แบรนด์ ‘เจปัง’ มีประโยคต่อท้ายว่า ‘ไอติมย่างเนย’ ยังเป็นกิมมิคในการเปิดตัวแบรนด์ ด้วยช่วงนั้นในตลาดอาหารเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกลุ่มบุเฟต์ปิ้งย่าง มักลงท้ายชื่อร้านว่าย่างเนย ซึ่งเจปัง มองเห็นเป็นความสนุกและอยากให้ติดตลาด จึงเติมท้ายชื่อแบรนด์เข้าไป ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่จริงๆ “เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของเจปัง ไอติมย่างเนย ที่เมื่อลูกค้ามารับประทานที่ร้าน ยังจะเห็นกระบวนการทำไอติมที่ครบทุกสัมผัสทั้งดูสี ฟังเสียงการย่าง ก่อนปิดท้ายรสชาติความอร่อย” โดม ขยายภาพแนวคิดแบรนด์ ให้เห็นชัดขึ้น ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค เจปัง ไอติมย่างเนย หอมกรอบ โคตรอร่อย เส้นทางแฟรนไชส์ สู่ร้อยล้าน จากจุดเริ่มต้นแบรนด์ ที่แจ้งเกิดในย่านวังหลัง ก่อนธุรกิจจะขยายสาขาเพิ่มในเวลาต่อมา ทั้งบนทำเลพระราม2 การเข้าไปในศูนย์การค้าหลายแห่ง ซึ่งในช่วงนั้น มีผู้สนใจหลายราย ได้ติดต่อเข้ามาเพื่อขอซื้อแบรนด์ธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์ เป็นจำนวนมาก แต่ โดม บอกว่า หลังจากหารือร่วมกับทีมผู้ก่อตั้งธุรกิจแล้ว ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ‘ไม่ขาย’ นั่นไม่ใช่เพราะว่าเจปังจะดังแล้วหยิ่ง แต่ด้วยเหตุผลในตอนนั้นเป็นจังหวะที่เขาและทีมฯยังไม่มีความพร้อมและไม่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์ใดๆ มาก่อน จากจุดนั้นเอง ที่ผลักดันให้ตัวเขา เข้าไปเรียนรู้ระบบและขั้นตอนทางธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ กับหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจในด้านนี้โดยตรง เพื่อเตรียมขยายธุรกิจในรูปแบบแฟรนไชส์อย่างเต็มตัว ถึงปัจจุบัน เจปัง ไอติมย่างเนย เปิดให้บริการทั้งหมด 35 สาขา แบ่งสัดส่วนเป็นแฟรนไชส์ 20 สาขา และลงทุนเอง 15 สาขา โดยมี 3 รูปแบบแฟรนไชส์ เจ-ปัง ไอติมย่างเนย สำหรับนักลงทุนที่สนใจ คือ ร้านขนาดใหญ่ (L Size) ใช้งบลงทุนเริ่มต้น 9 แสนบาท โมเดลนี้ จะให้บริการทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เมนูต่างๆ ภายใต้คอนเซปต์คาเฟ่ มี่ที่นั่งให้บริการลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน ปัจจุบัน มีสาขาต้นแบบ (Flagship Store) คือ เจ-ปัง ไอติมย่างเนย สาขาวังหลัง ร้านขนาดกลาง (M Size) ใช้งบลงทุนเริ่มต้น 2 แสนบาท โมเดลนี้ จะให้บริการทั้งอาหารและเครื่องดื่ม เมนูต่างๆ ภายใต้คอนเซปต์คาเฟ่ มี่ที่นั่งให้บริการลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน แต่มีขนาดเล็กลงกว่าไซส์แอล ร้านขนาดเล็ก (S Size) ใช้งบลงทุน 9 หมื่นบาท โมเดลนี้ จะให้บริการภายใต้แนวคิดคาเฟ่ ทู โก (café to go) ในรูปแบบคีออสต์ (Kios) ได้ทั้งแบบตั้งวางในพื้นที่ศูนย์อาหาร หรือ ตั้งเป็นมุมของว่าง ในร้านอาหารต่างๆในคอนเซปต์เดียวกัน เจปัง จะไปทั่วไทย โดม บอกแผน ในปี2568 เจปัง ไอติมย่างเนย วางเป้าหมายขยายธุรกิจร้านสาขาได้ไม่ต่ำกว่า 100 แห่งและจะไปทั่วประเทศ พร้อมยอดขายอยู่ที่ 100 ล้านบาท “เป้าหมายดังกล่าว เป็นความตั้งใจในการทำธุรกิจของเจปังฯ ในปีนี้ แต่จากภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่ชะลอตัว อาจทำให้ต้องทบทวนแผนอีกครั้ง” อย่างไรก็ตาม ต่อการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้นั้น โดม บอกว่า จะใช้กลยุทธ์ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรท้องถิ่นร่วมเป็นตัวแทนกระจายสินค้า (Distribution Channal) ในหัวเมืองจังหวัดใหญ่ อาทิ เชียงใหม่, หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, สุราษฎร์ธานี และ ขอนแก่น เพื่อกระจายสินค้าแบรนด์เจปังฯ ออกสู่ตลาดทั่วประเทศ ได้ในอนาคต พร้อมวางเป้าหมาย ให้แต่ละจังหวัดมี1 ตัวแทนก็จะสามารถทำให้เจปังฯ ขยายธุรกิจได้ครบ100 จุดได้ตามที่ตั้งใจไว้ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนสาขาร้านไซส์เอส ราว 95% และอีก 5 % เป็นสาขาร้านไซส์เอ็ม และ ไซส์แอล รวมกัน ความท้าทาย ไอศกรีมสายคราฟต์ โดม กล่าวต่อว่า หลังจากเจปัง ดำเนินธุรกิจมาถึงในวันนี้ พบว่ายังต้องเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับตลาดและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากการเข้ามาในธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นจุดยากของเจปังฯ ที่แม้ว่าจะมีจุดเด่นด้านสินค้าและกลยุทธ์ราคา แต่ต้องเจอกับความท้าทายของผู้บริโภค !! ด้วยยิ่งเจปังฯ ขายดีมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงจำนวนคิวของลูกค้าอาจจะต้องต่อคิวรอนานขึ้น…และต้องวัด (ใจ) กับผู้บริโภคว่า จะยอมกลับมาซ้ำอีกหรือไม่?!? จากจุดนี้ ทำให้เจปังฯ ต้องวางแผนเพื่อหากลยุทธ์ใหม่ๆ ผ่านโปรโมชั่นต่างๆ มารับมือกับชาเลนจ์ลูกค้า เช่นกัน ด้วยหลังจากที่ลูกค้าได้ทดลองต่อคิวซื้อสินค้าในครั้งแรกแล้ว และหากติดใจจะยอมกลับมารอคิวซ้ำอีกครั้งในภายหลังเพื่อแลกกับความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายไปให้กับประสบการณ์ความอร่อย ที่แม้ว่าจะรอนาน (ในบางสาขา) พร้อมกันนี้ โดม ยังให้มุมมองการทำธุรกิจในฐานะผู้บริหารคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้าในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม ว่า “ในตอนนี้ทุกแบรนด์ร้านอาหารเครื่องดื่ม ต่างแข่งขันกันสูง ถ้าหากเริ่มทำอะไรที่กว้างๆแล้วมันจะไม่สุด การที่ใครจะเกิดขึ้นมาได้ต้องแตกต่างเท่านั้น และจะแตกต่างอย่างไรต้องใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป” ‘โดม’ ปิดท้ายบทสรุปอัตลักษณ์แบรนด์ เจปัง ไอติมย่างเนย ที่แตกต่าง และที่สำคัญคือการเป็นธุรกิจร้านไอศกรีมที่ยั่งยืนมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น และยังไม่หยุดกับแค่ธุรกิจนี้แบรนด์เดียวอีกต่างหาก ด้วยในตอนนี้ ‘โดม’ ยังเตรียมเปิดตัวธุรกิจไอศกรีมแบรนด์ใหม่ ‘ไม่อร่อย ให้ต่อย’ พร้อมวางตำแหน่งให้เป็น Fighting Brand ในตลาดกลุ่มไอศรีม สตรีท ฟู้ด ขณะที่ แบรนด์นี้จะเตรียมมาท้าทายระบบ ให้ผู้บริโภคมาต่อยได้จริงหากไม่อร่อย อีกด้วย!! Alternate-X สรุปให้ ‘เจ-ปัง ไอติมย่างเนย’ แบรนด์ขนมหวานสุดฮิตจากย่านวังหลัง สร้างจุดขายด้วยไอศกรีมเสิร์ฟคู่ขนมปังย่างเนย ภายใต้ฝีมือ ‘โดม-พีรล์ รัตนวชิรินทร์’ ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต่อยอดธุรกิจการ์เมนต์ของครอบครัว สู่ตลาดอาหารและเครื่องดื่ม จากการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ สู่เอกลักษณ์ญี่ปุ่นที่ผสานความสนุกและคุณภาพ ด้วยวัตถุดิบออร์แกนิก ปัจจุบันมี 35 สาขาทั่วประเทศ ในรูปแบบแฟรนไชส์และลงทุนเอง พร้อมโมเดลร้านหลายขนาด ในปีนี้ ตั้งเป้าขยาย 100 สาขา สู่แบรนด์ไอศกรีมระดับแมสพรีเมียมและแฟรนไชส์ทั่วไทย
‘น้ำปลาผง’ ลดโซเดียม แก้โจทย์ ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่กินเค็ม แผนน้ำปลาพิไชย ขยับใหญ่ธุรกิจ 88 ปี
น้ำปลาพิไชย เจ้าของแบรนด์น้ำปลาแท้หอยนางรม เครื่องปรุงรสที่อยู่คู่ครัวไทยมานานร่วม 88 ปี กับการกลับมาทวงแชมป์ ‘ท็อปโฟร์’ หนึ่งในสี่แบรนด์แรกเจ้าตลาดน้ำปลาในไทยกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมพาธุรกิจไปสู่ยอดขายพันล้านบาทในปี 2570 พันธ์ชนะ รัตนประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำปลาพิไชย จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาพิไชย กล่าวว่าในฐานะผู้บริหารธุรกิจรุ่น 3 ซึ่งเข้าสู่ยุคการใช้นวัตกรรมผลิตภัณฑ์มาทำตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ต่อยอดจากในยุคแรกรุ่นคุณปู่และคุณพ่อ ซึ่งเป็นช่วงการก่อตั้งและวางรากฐานกิจการ จากการนำใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรทันสมัย มาใช้เป็นจุดเด่นในการผลิตสินค้า เพื่อแข่งขันในตลาดยุคนั้น “ในช่วงยี่สิบปีก่อนน้ำปลาพิชัย ซึ่งมีสินค้าในพอร์ตอย่างแบรนด์น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม เป็นผู้เล่นหลักและติดอันดับหนึ่งในสี่ของเจ้าตลาดมาโดยตลอด และได้หยุดพักการทำตลาดไปช่วงหนึ่งทำให้แบรนด์ตกไปอยู่อันดับที่ 5 ในตลาด” จากสถานการรณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องหันกลับมาโฟกัสการทำตลาดผลิตภัณฑ์ในแบบที่เรียกว่ายกเครื่องใหม่เกือบหมดทั้ง การออกนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในกลุ่มผู้บริโภคค้าปลีก , กลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงการทำโปรโมชั่นและกิจกรรมการการตลาดเพื่อสื่อสารแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ทั้งในช่องทางออนไลน์ และ ออนกราวนด์ ให้ครอบคลุม เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่กินน้ำปลา ต่อการกลับมาทำตลาดเชิงรุกในรอบนี้ของน้ำปลาพิไชยในครั้งนี้ ยังเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่นซี (Z Generation) ให้ได้มากขึ้น หลังพบผลสำรวจน่าสนใจที่ส่งแรงกระเพื่อมในตลาดน้ำปลาครั้งใหญ่ ข้อมูลระบุคนรุ่นใหม่เจนฯซีไม่นิยมกินน้ำปลา ด้วยเหตุผลเป็นซอสปรุงรสที่มีกลิ่น และ มีความเค็ม!! จาก Pain Point ดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่ทำให้บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่องภายใต้การบริหารของ ‘พันธ์ชนะ’ ล่าสุด บริษัทฯ เปิดตัวสินค้านวัตกรรมน้ำปลาผง ภายใต้แบรนด์น้ำปลาแท้หอยนางรม พร้อมวางแผนทำตลาดค้าปลีกในกลุ่มผู้บริโภค อย่างเป็นทางการราวปลายปี2568 หรือในต้นปี2569 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกำหนดราคาขายปลีกสินค้าให้ชัดเจนก่อน ด้วยจะเป็นสินค้าน้ำปลาผงในรูปแบบบรรจุ 10 ซองในแพ็คเกจหนึ่งกล่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการนำไปปรุงรสอาหาร รองรับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย อยู่อาศัยในคอนโด หรือ ต้องการพกติดกระเป๋าเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ทั้งในและต่างประเทศ “ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ทำตลาดน้ำปลาผงพร้อมจัดส่งให้ในอุตสาหกรรมอาหาร ฟู้ดเซอร์วิส ต่างๆ อาทิ โรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โรงงานผลิตอาหารต่างๆ ด้วยเป็นวัตถุดิบเครื่องปรุงให้รสชาติอูมามิ มีความกลมกล่อมเมื่อนำไปทำอาหารคาวแบบแห้งได้อย่างดี” พันธ์ชนะ กล่าวพร้อมเสริมว่า “น้ำปลาผงดังกล่าว จะยังตอบโจทย์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ที่ลดทั้งกลิ่นและความเค็ม ด้วยใช้วัตถุดิบดิบหลักในการผลิตเดียวกับน้ำปลาแท้หอยนางรม ไลท์ สูตรลดโซเดียม 30% อีกหนึ่งสินค้านวัตกรรมของบริษัทฯ ที่ได้การตอบรับดีในตลาด” พันธ์ชนะ บอกว่า ในช่วงที่ผ่านมายอดขายหลักน้ำปลาผง มาจากกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) 20% และ บริการธุรกิจอาหาร (Food Service) 80% ซึ่งอย่างหลังบริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจาร่วมเป็นพันธมิตรนำผลิตภัณฑ์เข้าไปนำเสนอให้กับ 2 ผู้ให้บริการอาหารรายใหญ่ของไทย ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป และ กลุ่มไทยเบฟ ฟู้ด รวมถึงการทำตลาดส่งออกไปต่างประเทศเพิ่ม กลยุทธ์ออกสินค้าใหม่เพิ่มยอดขาย นอกจากนี้ น้ำปลาพิไชย ยังเตรียมแผนพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์น้ำปลาแท้หอยนางรมอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 จะมีอีกราว 2-3 สินค้ารายการใหม่ โดยนอกจากจะมีสินค้าพระเอกน้ำปลาผง แล้ว บริษัทฯ ยังขยายไลน์สินค้าใหม่ในกลุ่มกะปิ ออกมาเป็นครั้งแรก ด้วยเช่นกัน รวมถึงสินค้าน้ำจิ้มซีฟู้ด ภายใต้แบรนด์น้ำปลาแท้หอยนางรม ออกมาทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น นอกเหนือจากก่อนหน้าที่สินค้าพริกน้ำปลาบรรจุซองแบรนด์น้ำปลาแท้หอยนางรม พัฒนาเพื่อทำตลาดเป็นรายแรกและได้การตอบรับอย่างสูงในตลาดกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร (Food Service) และในช่องทางร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ ที่จำหน่ายอาหารพร้อมทานแช่แข็ง “น้ำจิ้มซีฟู้ด จะเป็นพระเอกใหม่ในวงการอาหารโลก ที่ต่อจากน้ำจิ้มไก่” พันธ์ชนะ กล่าว ปัจจุบัน บริษัทฯ มีสินค้าในพอร์ตทั้งหมดเกือบ 100 รายการ (SKUs) แบ่งออกเป็นกลุ่มสินค้าราว 10 ชนิด อาทิ น้ำปลากลุ่มพรีเมียม เซ็กเมนต์ น้ำปลาไลท์ (ลดโซเดียม), น้ำปลาซีเลคเต็ด (อเนกประสงค์ รสกลมกล่อม), น้ำจิ้มซีฟู้ด, กะปิพรีเมียม, ซอสกระเพรา, ซอสต้มยำ และผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอื่น ๆ สำหรับการกำหนดราคาสินค้ากลุ่มน้ำปลาพิไชยในการทำตลาด อาทิ น้ำปลาแท้ตราหอยนางรมขวดแดง วางราคาอยู่ที่ 30++ บาท ขนาดบรรจุขวด 700 มล. น้ำปลาแท้ตราหอยนางรมสีทอง วางราคา 43 บาท ขนาดบรรจุขวด 700 มล. น้ำปลาแท้ตราหอยนางรม ไลท์ และ ซีเล็คเต็ด วางราคา 59 บาท ขนาดบรรจุ 300 มล. พันธ์ชนะ เสริมว่าสินค้าน้ำปลา จัดเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ต้นทุนสูงตลอดทั้งกระบวนการผลิต โดยเฉพาะค่าแรงที่ปรับขึ้นทุกปี คิดเป็นสัดส่วนราว3% ของต้นทุน ส่วนราคาปลาที่นำมาใช้หมักทำน้ำปลานั้นก็มีราคาปรับขึ้นทุกปีเช่นกัน ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมเสริมว่า “ในอุตสาหกรรมน้ำปลา คุณพ่อมักพูดเสมอว่าน้ำปลาเป็นสินค้าที่ถูกที่สุดในโลกแล้ว ที่เริ่มต้นจากซื้อปลามาหมักใช้เวลา12-18 เดือน นำออกไปขายในราคา 20-30 บาท ซึ่งผู้บริโภคจะใช้ขวดหนึ่งราวๆ 1 เดือน” ดังนั้นการจะขึ้นราคาสินค้าจึงยังไม่ใช่คำตอบของการทำตลาด แต่การพัฒนาสินค้าให้มีนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าพร้อมนำเสนอราคาใหม่ มาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน จะตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและการแข่งขันในตลาด ได้มากกว่า “ท่ามกลางต้นทุนและสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ การจะแย่งส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งมาให้ได้แค่ 0.5% เป็นสิ่งที่ยากมากๆ แต่บริษัทฯ ยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้าแต่อย่างใด แต่ะมุ่งไปจัดกิจกรรมทางการตลาดเชิงรุกมากขึ้น” พันธ์ชนะ กล่าว จากแผนธุรกิจดังกล่าว บริษัทฯ ยังได้วางแผนใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 30-40 ล้านบาท ขยายกำลังผลิตและลงทุนบ่อหมักปลาเพิ่มอีก 5,000 บ่อ พร้อมขยายเพิ่มอีก 20 เครื่องจักรใหม่ เพื่อทำตลาดน้ำปลาเชิงรุก นับจากนี้ไป 2 ปีหน้าสู่ยอดขายพันล้านบาท ขณะเดียวกัน ในโอกาสฉลองครบรอบ 88ปี ในปี2568 บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแคมเปญ ‘ลดยกแบรนด์’ ในราคาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งในช่องทางโมเดิร์นเทรด และทราดิชันแนลเทรด ตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนทำให้ยอดขายในประเทศเติบโตกว่า 22% พร้อมเตรียมจัดแคมเปญฯ ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในครึ่งหลังของปีนี้ ในทุกช่องทางเช่นเดียวกับครึ่งปีแรก จากแนวทางดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายสู่การเป็นหนึ่งในสี่ (Top4) ผู้นำตลาดน้ำปลา และมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ในปี 2570 โดยในปี 2568 คาดมีรายได้ราว 680 ล้านบาท จากในปี 2567 อยู่ที่ 600 ล้านบาท โดยวางสัดส่วนรายได้ 70% จากตลาดในประเทศ และ 30% จากการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศเป้าหมาย ได้แก่ อินโดนีเซีย แคนาดา ยุโรป ญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ในประเทศอยู่ที่ 60% และส่งออกต่างประเทศอยู่ที่ 40% ตลาดน้ำปลา โค้งท้ายปี68 พันธ์ชนะ กล่าวถึงแผนธุรกิจครึ่งหลังปี 2568 บริษัทฯ ยังใช้กลยุทธ์ใหม่มุ่งสร้างประสบการณ์แบรนด์ครบวงจร และเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะน้ำปลาเพื่อสุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า(Value added)และยอดขายในประเทศทำให้ในครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตได้กว่า 22% ส่วนตลาดอุตสาหกรรมน้ำปลาในประเทศเติบโตเพียง 5% โดยยอดขายเติบโตในช่องทางโมเดิร์นเทรด มากกว่า 27% เนื่องจากได้ขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมมากขึ้น ส่วนยอดขายช่องทางออนไลน์ ทั้งใน TikTok, Shopee ,Lazada และ facebook ยอดขายโตก้าวกระโดดขยายตัวกว่า 30% ส่วนช่องทางมทราดิชันแนลเทรด ยังคงที่แต่มีแนวโน้มการเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ ยอดขายของบริษัท ยังเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ พรีเมียม เศ็กเมนต์ (Premium Segment) มียอดขายเติบโตมากที่สุด 30% ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ สแตนดาร์ด เซ็กเมนต์ (Standard Segment) เติบโต 14% และกลุ่มผลิตภัณฑ์อีโคโนมี เซ็กเมนต์ (Economy Segment) ยังเป็นกลุ่มที่มีขนาดเล็กอยู่ แต่เติบโตมากกว่า 160% สำหรับการส่งออกไปต่างประเทศช่วงครั้งปีแรกนั้นยอดขายค่อนข้างคงที่ เนื่องจากได้รับผลกระทบ ช่วงสหรัฐอเมริกาประกาศอัตราภาษีนำเข้าอัตราใหม่ จึงทำให้ลูกค้าต่างประเทศชะลอดูความชัดเจน แต่ปัจจุบันได้ดำเนินการสั่งซื้อเป็นปกติแล้ว คนไทยกินน้ำปลาเฉลี่ย 5.6 ลิตรต่อปี พันธ์ชนะ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสทางทางธุรกิจในอุตสาหกรรมตลาดน้ำปลาในไทย ที่ปัจจุบันคาดมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท และยังแข่งขันสูงมาก โดยในครึ่งแรกของปี2568 มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 5%เทียบกับครึ่งแรกของปี2567 ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง สาเหตุหลักมาจากกลุ่มซอสและเครื่องปรุงอาหารที่เข้ามาแข่งขันและมีการบริโภคอยู่ในระดับสูง โดยการเติบโตหลักมาจาก ช่องทางห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เติบโต 11% และมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้น ช่องทางห้างค้าปลีกเดิม (Traditional Trade) เติบโตลดลง 3% “จากภาพรวมและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนี้ยังพบว่าตลาดน้ำปลาต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากที่เคยเติบโต7%” พันธ์ชนะ กล่าว สำหรับพฤติกรรมการบริโภค พบว่า ประชากรไทยมีอัตราการบริโภคน้ำปลาสูง โดยเฉลี่ยบริโภคน้ำปลา ประมาณ 15 มิลลิลิตรต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็น 5–6 ลิตรต่อคนต่อปี มีผู้เล่นในตลาดน้ำปลา 5 แบรนด์หลักอันดับแรก คือ ทิพรส, ปลาหมึก, เมกาเชฟ , เป่าฮื้อ และ หอยนางรม ขณะที่ตลาดต่างประเทศ จากข้อมูลสถิติการค้าระหว่างประเทศของกรมศุลกากร ระบุว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำปลาที่มีความสำคัญในตลาดโลก และครึ่งแรกของปีนี้เทียบกับครึ่งแรกของปีก่อนหน้า มีอัตราเติบโต 1.3% โดยประเทศคู่ค้าหลัก อันดับ 1 สหรัฐอเมริกาเติบโต 7.8% อันดับ 2 คือ สปป.ลาว เติบโต 23.6% อันดับ 3 เปลี่ยนมาเป็นญี่ปุ่น เติบโต 22.7% อันดับ 4 และ 5 ยังคงเดิม คือ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ ตามลำดับ แต่ทั้ง 2 ประเทศมีการเติบโตที่ลดลง Alternate-X สรุปให้ น้ำปลาพิไชย ฉลองครบ 88 ปี หันกลับมารุกตลาดน้ำปลาอีกครั้ง แก้ Pain Point คนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมกินน้ำปลาเพราะกลิ่นแรงและเค็ม เปิดตัวนวัตกรรม ‘น้ำปลาผง’ ลดโซเดียม พกพาง่าย ใช้งานสะดวก เสริมพอร์ตสินค้าครอบคลุมทั้งน้ำปลา กะปิ และน้ำจิ้มซีฟู้ด ตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 พร้อมขยายตลาดส่งออก
เมกาบางนา เปิดพื้นที่ ‘สปอร์ต อีเวนต์ มาร์เก็ตติง’ ดึงนิวเจนฯ สายช้อปยุคใหม่แข็งแรง
เมกาบางนา เปิดสนามบาสฯ กลางศูนย์การค้า จัดศึกบาสเกตบอล 3X3 ระดับนานาชาติ สร้างพื้นที่แห่งการช้อปปิงคู่กิจกรรมแอคทีฟ รับเทรนด์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ วรรณวิมล อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเมกาบางนา กล่าวว่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา ในฐานะแหล่งช้อปปิ้งใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก วางแนวคิด ‘YOUR EVERYDAY MEETING PLACE’ พร้อมทำตลาดผ่านกิจกรรม เพิ่มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดศูนย์ฯ ร่วมกับบริษัท วิคตอรี่ พาร์ทเนอร์ส จำกัด เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดแข่งขันอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดสนามบาสเกตบอลประเภท 3 คน กลางศูนย์การค้า พร้อมจัดการแข่งขันบาสเกตบอลสามคนระดับนานาชาติ “3X3.EXE PREMIER THAILAND 2025” ตั้งแต่วันที่ 9 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 “กิจกรรมฯ นี้ยังตอกย้ำบทบาทของเมกาบางนาในฐานะพื้นที่ส่งเสริม ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE ให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวันสำหรับทุกคอมมูนิตี้” วรรณวิมล กล่าวพร้อมเสริมว่า สำหรับการจัดการแข่งขันบาสเกตบอล 3 คนในครั้งนี้ ยังเพื่อให้เป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพ ด้านกีฬา และเชื่อมโยงชุมชนใกล้เคียง ปลูกฝังการรักการออกกำลังกาย และสร้างเสริมสุขภาพที่ดี (ACTIVE HEALTHY LIFESTYLE) ตามแนวคิดของเมกาบางนา ‘YOUR EVERYDAY MEETING PLACE’ สำหรับทุกไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง” โดยเมกาบางนาได้สร้างสรรค์กิจกรรมที่เชื่อมโยงและเติบโตไปพร้อมกับชุมชนรอบข้าง ผ่านการส่งเสริมสุขภาพและทักษะให้กับเยาวชนอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดกิจกรรมสอนบาสเกตบอลให้กับนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วงอายุ 10 – 18 ปี ในทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมมีโค้ชมืออาชีพมาเป็นผู้ฝึกสอน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและทักษะกีฬาผ่านการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เข้าถึงง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน ด้าน ทศวรรษ เตลาน เจ้าของลิขสิทธิ์รายการ 3×3.EXE PREMIER THAILAND และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิคตอรี่ พาร์ทเนอร์ส จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขัน 3X3.EXE PREMIER THAILAND 2025 ถือเป็นรายการระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการยกระดับนักบาสเกตบอลไทยสู่เวทีโลก ซึ่งประเทศไทยได้รับสิทธิ์ให้เป็นหนึ่งในเจ้าภาพอย่างเป็นทางการจากญี่ปุ่น “ความร่วมมือกับเมกาบางนาในการจัดการแข่งขัน ณ สนามที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสนามแข่งขันยอดเยี่ยม ‘THE BEST VENUE OF THE YEAR 2024’ ตอกย้ำมาตรฐานและคุณภาพของสถานที่ในการรองรับการแข่งขันระดับนานาชาติ” ทศวรรษ กล่าว สำหรับ การแข่งขัน “3X3.EXE PREMIER THAILAND 2025” ถือเป็นรายการบาสเกตบอล 3 คนระดับมืออาชีพ ที่มีรูปแบบการแข่งขันแบบสะสมคะแนน โดยครั้งนี้มีการแข่งขันประเภททีมชาย 12 ทีม และทีมหญิง 6 ทีม โดยเมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน ทีมที่มีคะแนนสะสมสูงสุดอันดับที่ 1 และ 2 ของแต่ละประเภท รวม 4 ทีม จะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติ “3X3.EXE PREMIER 2025 PLAYOFFS” ณ จังหวัดโอซากะ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 27–28 กันยายน 2568 ซึ่งจะเป็นเวทีชี้ชะตาเพื่อคว้าสิทธิ์เข้าสู่รายการ FIBA 3X3 WORLD TOUR พร้อมแพ็คเกจเข้าร่วมการแข่งขันที่ญี่ปุ่นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท โดยนอกจากการแข่งขันระดับมืออาชีพแล้ว ยังมีกิจกรรม “MEGA HOOPS: 3X3 YOUTH BATTLE 2025” การแข่งขันรุ่นเยาวชนอายุ 10–18 ปี ที่จัดขึ้นทุกวันเสาร์ เพื่อเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงในการแข่งขันอย่างมืออาชีพ พร้อมทั้ง FREE COURT ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาเล่นบาสเกตบอลในสนามจริง และกิจกรรม “3X3 BASKETBALL CLINIC” สอนพื้นฐานและเสริมทักษะให้กับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจทุกท่านมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศการแข่งขันบาสเกตบอล 3 คนระดับนานาชาติ ส่งเสียงเชียร์ทีมโปรด สัมผัสความมันแบบใกล้ชิด และเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาไทย พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป คลินิกสอนบาส ในงาน “3X3.EXE PREMIER THAILAND 2025” ระหว่างวันที่ 9 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา Alternate-X สรุปให้ เมกาบางนาเปิดสนามบาสเกตบอลกลางศูนย์การค้า จัดศึก ‘3X3.EXE PREMIER THAILAND 2025’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สร้างพื้นที่ Active Lifestyle เชื่อมโยงการช้อปปิงกับกิจกรรมกีฬา ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ มีไฮไลท์การแข่งขันมีทั้งทีมชาย 12 ทีม และทีมหญิง 6 ทีม เพื่อหาตัวแทนไทยไปแข่งที่โอซากะ ญี่ปุ่น พร้อมด้วยกิจกรรมเยาวชน ‘MEGA HOOPS: 3X3 YOUTH BATTLE 2025’ และคลินิกสอนบาสโดยโค้ชมืออาชีพ ฟรีตลอดงาน จัดขึ้นวันที่ 9 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ฟู้ดวอล์ค พลาซ่า ศูนย์การค้าเมกาบางนา
‘เชียงใหม่’ จะมีรถรางไฟฟ้า AWC ร่วม อรุณ พลัส เชื่อม ‘ลานนาทีค เดสทิเนชั่น’ เปิดสิ้นปี68
AWC ดึง Arun Plus ทำ ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ รถแทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกในไทย เชื่อมแลนด์มาร์ก ‘ลานนาทีค เดสทิเนชั่น’ หนุนชียงใหม่ปลายทางเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ข้อมูลล่าสุด (ปี2568) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมที่เดินทางเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 11,485,568 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 4.42 โดย เดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยมากสุด ได้แก่ ธันวาคม 936,880 คน และจำนวนน้อยสุดในกันยายน 438,162 คน ส่วนเดือนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากสุด ได้แก่ ธันวาคม 369,435 คน และจำนวนน้อยสุดในกันยายน 242,269 คน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยอัตราการเติบโตต่อเนื่องมาโดยตลอดหลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ สะท้อนถึงเสน่ห์ของเมืองที่พร้อมต้อบรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก และเป็นโอกาสทางธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาลงทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเมืองอย่างยั่งยืน ขณะที่ล่าสุด ของ บริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ได้ปักหมุดให้ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเมืองจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก กับโปรเจกต์ล่าสุด โดยร่วมมือกับ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ผู้ให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ร่วมพัฒนา ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ รถแทรมไฟฟ้าล้อยางนำเที่ยวแห่งแรกของประเทศไทย ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ระบบขนส่งสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังจะเป็นต้นแบบของการเดินทางสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการออกแบบให้สะท้อนอัตลักษณ์ล้านนาในมิติร่วมสมัย ด้วยเส้นทางวิ่งที่เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมรอบคูเมืองเชียงใหม่อย่างยั่งยืน พร้อมทางเลือกการเดินทางสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านพื้นที่จอดรถส่วนตัวในโครงการในเครือ AWC รวมกว่า 1,500 คัน บริเวณรอบนอกตัวเมือง เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางด้วยรถแทรมไฟฟ้า ลดปริมาณการใช้รถยนต์ในเขตเมืองเก่า และเชื่อมต่อกับโครงการ ‘ลานนาทีค เดสทิเนชั่น’ แลนด์มาร์กศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ใจกลางย่านช้างคลาน โดยโครงการฯ ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของทั้งสององค์กรในการสร้างภูมิทัศน์ใหม่ของการเดินทางที่เชื่อมโยงเมือง ผู้คน และวัฒนธรรม นวัตกรรมที่ทันสมัยและสมดุล และร่วม ‘Building Better Future For All’ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน สำหรับ ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการพร้อมกับ “ลานนาทีค เดสทิเนชั่น” ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อร่วมขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกอย่างแท้จริง นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “AWC ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมือกับอรุณ พลัส ในการพัฒนา ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ ให้เกิดขึ้น โดยความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เชื่อมโยงเมือง ผู้คน และวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างสมดุล ผ่านระบบขนส่งมวลชนสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยผสานอัตลักษณ์ล้านนาไว้ด้วยกันด้วยการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ในมิติร่วมสมัย พร้อมเชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์กับ ชุมชนโดยรอบ และโครงการ ‘ลานนาทีค เดสทิเนชั่น’ ซึ่งจะกลายเป็นแลนด์มาร์กด้านศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยแห่งใหม่ใจกลางย่านช้างคลาน ขณะที่ รายได้สุทธิจากโครงการ ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ จะร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืนในจังหวัดเชียงใหม่ ตามเจตนารมณ์ในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน พร้อมสร้างคุณค่าในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตไปพร้อมกับเมือง และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งด้านส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอย่างสมดุลในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ร่วมขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของผู้คนในท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลกอย่างแท้จริง ก้าวสำคัญเที่ยวยั่งยืนไทย ขณะที่ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด ผู้ให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ในฐานะส่วนหนึ่งการขับเคลื่อนโครงการ ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้าที่เชื่อมโยงการเดินทางอย่างยั่งยืนเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยบริษัทฯ ทำงานร่วมกับ AWC ในการออกแบบและพัฒนารถแทรมไฟฟ้าล้อยางคันแรกของไทย ให้สามารถรองรับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ภายใต้แนวคิดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของล้านนาในรูปแบบร่วมสมัย สำหรับรถแทรมได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับบริบทของเมืองเชียงใหม่ พร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศและระบบฟอกอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศและประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสาร อีกทั้งยังเลือกใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก และดำเนินการประกอบโดยผู้ประกอบการไทย เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง บนพื้นฐานของคุณภาพและความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับการรับรองในระดับสากล โดยโครงการฯ นี้ ยังจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นต้นแบบสำคัญของการเดินทางแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และเป็นอีกก้าวแห่งความร่วมมือที่สะท้อนความไว้วางใจระหว่างอรุณ พลัส และ AWC ในการร่วมกันผลักดันโครงการที่มีศักยภาพสูง เพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาวและพร้อมเดินหน้าขยายผลความร่วมมือร่วมกันไปสู่โครงการที่มีศักยภาพอื่นๆ ของ AWC ต่อไปในอนาคต เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวยั่งยืนให้กับประเทศไทย ผ่านจุดเช็คอิน 40 แห่งเชียงใหม่ สำหรับโครงการ ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Innovative and Sustainable Tourism มีเป้าหมายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และชุมชนท้องถิ่น รวมถึงร้านอาหาร คาเฟ่ และจุดเช็กอินชื่อดังมากกว่า 40 แห่ง ตลอดเส้นทางให้บริการ 2 สายหลักรอบคูเมืองเชียงใหม่ อาทิ ประตูท่าแพ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตลาดวโรรส โครงการ ‘ลานนาทีค เดสทิเนชั่น’ พันธุ์ทิพย์ ไลฟ์สไตล์ ฮับ เชียงใหม่ รวมถึงโรงแรมในเครือ AWC เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการสามารถจอดรถส่วนตัวไว้ในพื้นที่รอบนอกหรือโครงการในเครือ AWC ซึ่งมีพื้นที่จอดรถรวมกันกว่า 1,500 คัน จากนั้นสามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองผ่านระบบขนส่งมวลชนสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยลดการจราจรที่หนาแน่นและการใช้พลังงานในเขตเมือง นอกจากนี้ รายได้สุทธิจากโครงการดังกล่าวยังจะร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชนอย่างยั่งยืนให้กับจังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่องอีกด้วย วิ่ง 180 กิโลเมตรต่อชาร์จเต็ม ความโดดเด่นของรถแทรมไฟฟ้า “Chiang Mai Tram By Lannatique” อยู่ที่การออกแบบอย่างพิถีพิถันภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความสวยงามที่กลมกลืนกับบริบทและอัตลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ โดยตัวรถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สามารถวิ่งได้สูงสุดถึง 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็ม 1 ครั้ง พร้อมดำเนินงานภายใต้มาตรฐานของคุณภาพและความปลอดภัยในระดับสากล อาทิ มาตรฐาน UNECE R100 เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ปลอดภัย เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง สู่การเป็นต้นแบบการเดินทางที่สะอาดและเป็นทางเลือกใหม่ของการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา “ลานนาทีค เดสทิเนชั่น” โครงการไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กระดับโลกด้านการท่องเที่ยวเชิงศิลปะแห่งใหม่บนย่านช้างคลาน เปิดปลายปี 2568 โดยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่ของเมืองเชียงใหม่ที่หลอมรวมวิถีชีวิตท้องถิ่นล้านนาและวัฒนธรรมร่วมสมัยเอาไว้ในพื้นที่เดียวกันภายใต้แนวคิด ‘The Heart of Lanna Art Movement’ ถ่ายทอดเรื่องราวศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของอารยธรรมล้านนาอันทรงคุณค่ายาวนานกว่า 700 ปี ออกมาในรูปแบบ ‘หมู่บ้านศิลปะร่วมสมัย’ เชื่อมโยงมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการสร้างสรรค์ในโลกปัจจุบันอย่างกลมกลืนผสานกับไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพระดับโลก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมให้โลดแล่นอย่างงดงามในบริบทของโลกยุคใหม่ โดยโครงการ “ลานนาทีค เดสทิเนชั่น” และ “Chiang Mai Tram By Lannatique” เตรียมเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2568 นี้ ด้วยบทบาทสำคัญในการสนับสนุนแผนการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ในระยะยาวให้เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และยั่งยืน พร้อมเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก สอดคล้องกับพันธกิจของ AWC ในการ ‘Building Better Future For All’ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน Alternate-X สรุปให้ AWC จับมือ Arun Plus เปิดตัว ‘Chiang Mai Tram By Lannatique’ รถแทรมไฟฟ้านำเที่ยวแห่งแรกนไทย เป็นโปรเจกต์รองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เชื่อมแลนด์มาร์กใหม่ ‘ลานนาทีค เดสทิเนชั่น’ วางแผนเปิดปลายปี 2568 โดยบริการนี้ยังใช้รถไฟฟ้าล้อยางขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด วิ่งได้ 180 กม./ชาร์จ ติดตั้งระบบฟอกอากาศ PM2.5 ซึ่งโครงการฯ นี้จะช่วยลดการจราจรในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ พร้อมจุดจอดรถกว่า 1,500 คัน เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง AWC ดึง A49 เบื้องหลังออกแบบแลนด์มาร์คยั่งยืนระดับโลก ผ่านสถาปัตย์ฯวัฒนธรรมไทย ผจญภัย จูราสสิค เวิลด์ฯ มันสนุก..มันว้าว!! ไม่เกินจริง กับ 10 โซนพาย้อนกลับไปโลกล้านปี เปิดแล้ว 8 สิงหา นี้ จูราสสิค เวิลด์ฯ แม่เหล็กใหม่ เอเชียทีคฯ ดูดเที่ยวระดับโลก AWC แปลงโฉม ‘ล้ง1919-ทรงวาด’ ทำห้องพักแพงสุดในไทย The Ritz-Calrton คืนละ 3 แสนบาท ออกแบบเมืองแห่งอนาคต จุฬาฯทำหลักสูตรพัฒนาอสังหาฯ หนุนระบบนิเวศใหม่เศรษฐกิจไทย หนุนกรุงเทพฯ เมืองเที่ยวเชิงประสบการณ์หรู ผ่านร่างทอง JW Marriott รัชดา
EternityX เปิดสำนักงานใหญ่ไทย ใช้ MarTech-AI เจาะผู้ใช้สื่อจีน กำลังซื้อใหม่ในอาเซียน
อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ ชี้ ‘ผู้ใช้สื่อจีน’ พลังผู้บริโภคกลุ่มใหม่ของไทย มีกำลังซื้อสูง ที่กำลังเปลี่ยนโฉมเกมการตลาด ชาร์ลีน รี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี่ (EternityX) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เปิดสำนักงาน EternityX ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยมองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ จากแนวโน้มความสม่ำเสมอของผู้ใช้ชาวจีน รวมถึงทุกคนทั้งในไทยและทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลจีน สำหรับในประเทศไทยผู้บริโภคกลุ่มนี้ ยังกลายเป็น ‘Aspiration Trailblazers’ หรือ ‘ผู้บุกเบิกไลฟ์สไตล์’ ที่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์ เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เน้นการมีประสบการณ์ และเทรนด์โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมากกับผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว “เป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของ EnternityX ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะบริษัทการตลาดชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วย AI พร้อมความเชี่ยวชาญที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจีนทั่วโลก” รี กล่าว โดย บริษัทฯ มีความพร้อมในการทำงานร่วมกับแบรนด์ไทย ช่วยปลดล็อกโอกาส และสร้างการเติบโตใหม่ให้กับแบรนด์ ผ่านการกำหนดเป้าหมายที่แม่นยำและกลยุทธ์การตลาดที่ชาญฉลาดทางวัฒนธรรม ‘จีนรุ่นใหม่’ เป็นมากกว่ากำลังซื้อ ด้าน เดอริค วอง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ Global อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ใช้สื่อจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี “EternityX มุ่งสร้างเส้นทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมให้ความสำคัญกับมรดกทางวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาปรับใช้ โดยเชื่อมโยงแบรนด์กับชุมชนที่ทรงอิทธิพลเหล่านี้” วอง กล่าว แกะอินไซต์ ผู้ใช้สื่อจีน ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกสำคัญจากรายงาน ‘S.E.A of Change | Thailand Edition: The Rise of Chinese Media Users Redefining Modern Living and Consumer Power’ หรือ ‘เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งการเปลี่ยนแปลง: การเติบโตของผู้ใช้สื่อจีนที่กำลังนิยามชีวิตสมัยใหม่และอำนาจของผู้บริโภค’ ระบุว่า ไทยมีอัตราการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลจีนสูงที่สุดในภูมิภาค โดย 78% ของผู้ใช้สื่อจีนในไทยเลือกใช้แอปพลิเคชันจีนเป็นประจำทุกวัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับ 70% ในสิงคโปร์ และ 71% ในมาเลเซีย นับเป็นการรวมตัวทางดิจิทัลบนแพลตฟอร์มจีนที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค การศึกษายังพบว่า 47% ของผู้ใช้สื่อจีนในไทยมีกำลังซื้อโดดเด่น ใช้จ่ายมากกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 231,000 บาทต่อคนต่อปีไปกับสินค้าพรีเมียม เมื่อเทียบกับ 42% ที่สิงคโปร์ และ 43% ที่มาเลเซี นอกจากนี้ 36% นิยมช้อปปิ้งผ่านอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและการไลฟ์สดอย่างมาก ขณะที่ 14% ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงต่อวันบนแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัล ซึ่งมากที่สุดใน 3 ประเทศ ทั้งนี้ การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากโซเชียลมีเดีย KOLs และแคมเปญการตลาดจากแบรนด์เป็นหลัก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ No.1 ในแง่ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ พบว่าประเภทสินค้าที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ดัชนี 139) เครื่องสำอาง (ดัชนี 117) เครื่องใช้ไฟฟ้า (ดัชนี 109) ขณะที่ 45% ใช้บริการผ่าน WeChat Pay กำลังการใช้จ่ายนี้ได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนจำนวนมากของจีนทั้งจากบริษัทสัญชาติจีนและไต้หวันในปี 2567 ด้วยมูลค่าการลงทุน 1.09 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.1% สร้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง รวมถึงสัดส่วนการถือครองคอนโดมิเนียมของผู้ซื้อชาวจีนที่มีถึง 10.8% และจำนวนนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยไทยที่เพิ่มขึ้น 455% ในช่วงปี 2556 – 2566 ที่ผ่านมา จากการศึกษาดังกล่าว บริษัทฯ แนะ 4 กลยุทธ์สำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายข้างต้น คือ กลยุทธ์การตลาดที่เน้นประสบการณ์ที่ยกระดับไลฟ์สไตล์และสถานะทางสังคม กลยุทธ์การขยายอิทธิพลทางสังคมผ่าน KOLs รวมถึงการบอกต่อจากกลุ่มเพื่อน กลยุทธ์การวางตำแหน่งเป็นผู้นำเทรนด์ และ กลยุทธ์ความเป็นเลิศด้านการค้าข้ามพรมแดนพร้อมศักยภาพในการบูรณาการความเป็นนานาชาติ วิธีการชำระเงิน เนื่องจาก 54% ของผู้บริโภคพิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ที่รองรับการชำระเงินของจีน โดย 11% ปฏิเสธการซื้อทันทีเมื่อไม่มีตัวเลือกดังกล่าว นอกจากนี้ การศึกษาด้านรูปแบบการบริโภคสื่อยังพบว่า ผู้บริโภคนิยมคอนเทนต์รีวิวและแนะนำสินค้า รวมทั้งการใช้ภาษาจีนตัวย่อในโปรโมชันสามารถกระตุ้นความตั้งใจซื้อได้ทันทีถึง 43% สะท้อนถึงความซับซ้อนในการเข้าถึงแพลตฟอร์มจีนอย่าง WeChat (วีแชท), Douyin (โต่วหยิน), และ Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) กับดิจิทัล อีโคซิสเต็มต่าง ๆ ของจีน สำหรับแบรนด์ในประเทศไทย ที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดนี้ควรผสานไลฟ์สไตล์กับวัฒนธรรมของผู้บริโภค สร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจีนร่วมกับ KOLs และไลฟ์สตรีมเมอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กระตุ้นการซื้อ พร้อมสร้างช่องทางอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและรองรับการชำระเงินของจีน นอกจากนี้ การออกแบบโปรโมชันที่ผสมผสานความคุ้นเคยทางคุณค่า วัฒนธรรม และการเร่งเร้า ขณะที่เน้นสื่อสารความเป็นของแท้ ความยั่งยืน และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ด้วยข้อความสองภาษาและมีภาษาจีนด้วย จะเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงและสร้างการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว พลังแห่ง AI จีน ด้าน สันติพงศ์ พิมลแสงสุริยา ตัวแทน บริษัท อีเทอร์นิตี้เอ็กซ์ มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดสำนักงาน EternityX ในประเทศไทยจะมีบทบาท ในการช่วยทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ระดับโลกต่าง ๆ เจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนและผู้ใช้สื่อจีนที่อาศัยอยู่ในประทศไทย ผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีความเข้าใจเชิงลึกด้านกลยุทธ์สื่อจีน วัฒนธรรมจีน และพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมทั้งมีความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภคทั้งไทยและจีนอย่างครบถ้วน สำนักงาน EternityX ในประเทศไทยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย AI โซลูชันที่มีความอัจฉริยะทางวัฒนธรรมพร้อมกลยุทธ์เนื้อหาที่สร้างจากข้อมูลจริง การเปิดการค้าข้ามพรมแดนด้วยระบบโลจิสติกส์และการชำระเงินแบบบูรณาการ รวมถึงการขยายอิทธิพลในการสร้างการมีส่วนร่วมบนโซเชียลมีเดียผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ KOL ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคจีน โดย EternityX รับมือกับความท้าทายที่มีลักษณะเฉพาะตัวของกลุ่มผู้บริโภคนี้ด้วยความเชี่ยวชาญเชิงลึกทางวัฒนธรรมและดิจิทัล เทคโนโลยี รวมทั้ง AI ที่พัฒนาขึ้นเองพร้อมความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายถึง 96% รูปแบบการตลาดข้ามพรมแดนที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว การบริการแบบบูรณาการครบวงจร ไม่ต้องติดต่อกับผู้ให้บริการหลายราย และความสามารถด้านการสร้างเนื้อหาภาษาจีนตัวย่อระดับเจ้าของภาษา พร้อมการบูรณาการแพลตฟอร์มด้วยความเข้าใจ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมที่แท้จริงกับผู้บริโภคและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อทันที Alternate-X สรุปให้ EternityX มาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยีจากจีน เปิดสำนักงานใหญ่ในไทย มุ่งเจาะตลาดผู้ใช้สื่อจีนในอาเซียน เจาะผู้ใช้สื่อจีนในไทยสูงถึง 78% มากที่สุดในภูมิภาค พร้อมกำลังซื้อสินค้าพรีเมียมกว่า 231,000 บาทต่อปี ขณะที่ กลุ่ม “Aspiration Trailblazers” คือคนรุ่นใหม่ที่เน้นไลฟ์สไตล์ ดิจิทัล และประสบการณ์ โดย EternityX ใช้ MarTech และ AI ช่วยแบรนด์ไทยเข้าถึงผู้บริโภคจีนอย่างแม่นยำ ด้วย แนวทางสำคัญ คือ การตลาดผ่าน KOLs, คอนเทนต์สองภาษา, และระบบจ่ายเงินจีน รองรับการค้าข้ามพรมแดน อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง อินฟลูฯ มาร์เก็ตติง โตแรง ไทยติด Top3 โลกใช้ TikTok ‘เอ้ก ดิจิทัล’ เปิดมาร์เก็ตเพลสจับคู่ให้ ‘เอ้ก ดิจิทัล’ ดึงอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ในอุตฯค้าปลีก เปลี่ยนใจซื้อให้ไวด้วย AI เม็ดเงินโฆษณายุคใหม่ ปี68 อยู่ในสื่อดิจิทัลแล้ว 50% อินฟลูฯ ครอง 30% แซงอินเทอร์เน็ต
AWC ดึง A49 เบื้องหลังออกแบบแลนด์มาร์คยั่งยืนระดับโลก ผ่านสถาปัตย์ฯวัฒนธรรมไทย
AWC ร่วมมือ A49 พันธมิตรสถาปนิก สร้างสถาปัตยกรรมมาตรฐานระดับโลกควบคู่ศิลปวัฒนธรรมไทย หนุนท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผย AWC ร่วมพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) บริษัทสถาปนิกชั้นนำของไทยและในระดับสากล พัฒนาโครงการสำคัญต่างๆ ภายใต้พอร์ตโฟลิโอคุณภาพของ AWC ครอบคลุมจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวชั้นนำของไทย สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโต (Growth-Led Strategy) โดยนำเสนอการออกแบบสถาปัตยกรรมมาตรฐานสากลที่มีความเป็นเอกลักษณ์ (Uniqueness Design) เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และผสานความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อพัฒนาโครงการคุณภาพระดับแลนด์มาร์ก เพื่อส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวของประเทศให้แข็งแกร่ง พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก “เป็นการสานต่อความร่วมมือระยะยาวกับ A49 พันธมิตรที่ร่วมสร้างสรรค์ AWC’s Lifestyle Destination ผ่านหลากหลายโครงการคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง” วัลลภา กล่าว พร้อมเสริมว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา AWC และ A49 มีวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะสร้างสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความยั่งยืนไว้อย่างลงตัว อาทิ อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล โครงการ ‘เอ-ญ่า’ รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์ ซึ่งพัฒนาเป็นไลฟ์สไตล์รูฟ ทอป ที่ใหญ่และสูงที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ โรงแรม อินน์ไซด์ บาย มีเลีย กรุงเทพ สุขุมวิท ล่าสุด คือ สถาปัตยกรรมของโครงการ Jurassic World: The Experience และ Hatch Dome ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น โดยโครงการต่างๆ ที่ AWC พัฒนาร่วมกับ A49 และพันธมิตรระดับโลก เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์คุณค่าระยะยาวที่ยั่งยืน ส่งต่อแรงบันดาลใจ สู่ประสบการณ์พิเศษที่ผู้มาเยือนได้ร่วมประทับใจ ทั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมประเทศไทยในฐานะผู้นำจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก สอดคล้องพันธกิจของ AWC ‘Building Better Future For All’ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน ด้าน สุวัฒน์ วสะภิญโญกุล ประธานกรรมการบริหาร – กรรมการกำกับนโยบาย บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่าง AWC ตลอดระยะเวลที่ผ่านมา เป็นโอกาสสำคัญของ A49 ได้นำความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรมระดับสากลมาประยุกต์ใช้ในแต่ละโครงการ “จากความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับโลก” สุวัฒน์ กล่าว สำหรับ A49 เป็นบริษัทสถาปนิกชั้นนำของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยรางวัลด้านการออกแบบระดับโลก อาทิ Best Large Firm: Popular Choice Winner Architizer A+Awards 2023 ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในการพัฒนาโครงการใหม่และการปรับปรุงอาคารเดิม ภายใต้แนวคิด “To Create Timeless Architecture with Design Knowledge to Define Future Living” ซึ่งเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความต้องการของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งปัจจุบันและอนาคต โดยความร่วมมือครั้งนี้ AWC และ A49 จะร่วมกันพัฒนาหลากหลายโครงการที่ตั้งอยู่ในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ครอบคลุมไลฟ์สไตล์เดสทิเนชั่นที่หลากหลาย ตั้งแต่ โรงแรมลักชัวรีระดับโลก โครงการรีเทล-เทนเมนต์ขนาดใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการเชิงศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ อาทิ โรงแรม แฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ สุขุมวิท กรุงเทพ โฮเทล และ สปา โรงแรม เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก โรงแรม พาราดิซุส จอมเทียน โครงการ ลานนาทีค เดสทิเนชั่น เป็นต้น โดยการออกแบบจะผสมผสานเอกลักษณ์ความเป็นไทยในแต่ละท้องที่เข้ากับความทันสมัยของสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมระดับโลก เพื่อนำเสนอประสบการณ์ไม่ซ้ำใครให้แก่ผู้มาเยือน โดยคำนึงถึงความยั่งยืน ทั้งการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ Alternate-X สรุปให้ AWC จับมือ A49 พันธมิตรสถาปนิกชั้นนำ ร่วมสร้างสถาปัตยกรรมมาตรฐานระดับโลก เน้นผสานเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมไทยกับการออกแบบสากลเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน โดยพัฒนาโครงการคุณภาพในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เสริมศักยภาพไทยสู่การเป็นผู้นำด้านไลฟ์สไตล์เดสทิเนชั่นและแลนด์มาร์กระดับโลก ตอกย้ำพันธกิจ AWC “Building Better Future For All” เพื่ออนาคตยั่งยืน
‘รอยัลโอชา’ เจ้าแรกในไทย ส่งขนมไหว้พระจันทร์แพลนต์เบส เจาะวีแกน-รักสุขภาพ
‘รอยัล โอชา’ รับกระแส ‘มัทฉะเลิฟเวอร์’ รายแรกขนมไหว้พระจันทร์แพลนต์เบส ‘ไส้มัทฉะพิสตาชิโอ’ เจาะตลาดสายรักสุขภาพ-ชาววีแกน รับเทรนด์บริโภตคลาดโลกปีนี้แตะ 7.8 หมื่นล้านบาท วันไหว้พระจันทร์ (จงชิวเจี๋ย) มักตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติจีน โดยปกติมักตรงกับช่วงกลางถึงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคมของปฏิทินสากล ในปี 2568 ตรงกับวันที่ 6 ตุลาคม สำหรับวันนี้ ยังเป็นเทศกาลสำคัญของชาวจีน ที่ได้ยึดปฏิบัติเพื่อฉลองความกลมเกลียวในครอบครัวและผลผลิตทางการเกษตรตามตำนานที่บอกเล่าต่อกันมา และยังมีผลกับระบบเศรษฐกิจไปพร้อมกันทั่วโลกในย่านที่มีชุมชนชาวจีนพำนักอาศัย อยู่ด้วย โดย ‘DiMarket’ คาดการณ์ว่าขนมไหว้พระจันทร์จะเติบโตที่อัตรา CAGR 3.3 : ข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์ ระหว่างปี 2568- 2576 ตลาดขนมไหว้พระจันทร์ทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่า 2,388.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา หรือราว 7.8 หมื่นล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ/33 บาท) ในปี 2568 นี้ ขณะเดียวกัน จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น จีน อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 3.3% ระหว่างปี 2568 ถึง 2576 โดยมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการเติบโตนี้ จากความนิยมที่เพิ่มขึ้นของขนมไหว้พระจันทร์หลากหลายรสชาติ นอกเหนือจากรสชาติแบบดั้งเดิม ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รอยัล โอชา ย้ำต่างสร้างจดจำตลาด ด้าน เชฟเกวลิน พิทยานุกุล เชฟผู้วิจัยและพัฒนาเมนูและเจ้าของร้านอาหารรอยัล โอชา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ‘รอยัลโอชา’ วางกลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy) พัฒนาสินค้าขนมไหว้พระจันทร์ เพื่อรองรับผู้บริโภคกลุ่มมังสวิรัติ หรือ วีแกน โดยนำเสนอเซ็ตขนมไหว้พระจันทร์พิเศษเฉพาะ (เอ็กซ์คลูซีฟ) ภายใต้คอนเซ็ปต์ A Moonlit Celestial Gift – ของขวัญจากจันทรา สำหรับขนมไหว้พระจันทร์ ‘รอยัล โอชา’ จะใช้จุดเด่นวัตถุดิบชั้นเลิศซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำร้าน รวมถึงการนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นที่สามารถหารับประทานได้ตามฤดูกาลเท่านั้น ที่ผ่านกระบวนการอย่างพิถีพิถันมาปรุงแต่งให้มีความพิเศษ และสร้างมูลค่าให้เป็นขนมไหว้พระจันทร์ระดับพรีเมียม เพื่อสร้างความแตกต่างในท้องตลาด โดยในปีนี้ รอยัลโอชา ได้พัฒนาขนมไหว้พระจันทร์เพื่อรองรับกลุ่ม ‘มัทฉะเลิฟเวอร์’ ด้วยไส้มัทฉะพิสตาชิโอ ที่คัดสรรมัทฉะคุณภาพเกรดพรีเมียมจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเป็นไส้ซิกเนเจอร์ใหม่ประจำร้านไส้ที่ 4 นอกเหนือรสชาติและใส้ดั้งเดิม (Original) ที่ได้รับความนิยม อย่าง ไส้คัสตาร์ด, ไส้ทุเรียนไข่เค็ม และไส้เม็ดบัวเม็ดแตงโม ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนา 2 ไส้พิเศษ ได้แก่ ไส้หมูฝอยน้ำพริกมะขามไข่เค็ม ซึ่งน้ำพริกมะขามเป็นเอกลักษณ์ของทางร้าน ไส้สาหร่ายงา เป็นการนำวัตถุดิบจากท้องถิ่นทางภาคเหนือ สาหร่ายไกหรือไกยี ที่สามารถหาทานได้ตามฤดูกาลเท่านั้น นอกจากนี้ รอยัล โอชา ยังเป็นรายแรกในประเทศไทย ที่พัฒนาขนมไหว้พระจันทร์ ในรูปแบบเมนูแพลนต์เบสเพ่อรองรับกลุ่มวีแกนที่ไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ และขยายไปยังฐานกลุ่มเป้าหมายใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ ที่พัฒนาขึ้นโดย เชฟวิชิต มุกุระ เพิ่มมูลค่าด้วยแพคเกจจิง ในส่วนการทำตลาดรอยัล โอชา ยังได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบหรูหระดับเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อแสดงถึงรสนิยมของผู้ให้ และสร้างความประทับใจแก่ผู้รับ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 2 เซ็ต ได้แก่ 1.Mooncake Premium Box ที่มาในกล่องสีแดงเข้ม 2 ชั้น พร้อมผ้าเอนกประสงค์สีแดงออมเบรพิมพ์ลายพระจันทร์เต็มดวงสีทองอร่าม ชั้นแรกประกอบด้วย ขนมไหว้พระจันทร์ จำนวน 8 ชิ้น รวมไส้มาทั้งหมด 4 รสชาติ ที่เป็นซิกเนเจอร์ได้แก่ คัสตาร์ด 2 ชิ้น, เม็ดบัวเม็ดแตงโม 2 ชิ้น, ทุเรียนไข่เค็ม 2 ชิ้น และมัทฉะ พิสตาชิโอ (ใหม่) 2 ชิ้น สำหรับกล่องนี้ในชั้นที่ 2 ยังมีความพิเศษเป็น Room Fragrance Diffuser (ก้านน้ำหอม) ในชื่อกลิ่น “Royal Osha” กลิ่นพิเศษที่เป็นกลิ่นซิกเนเจอร์ของร้าน รอยัล โอชา ซึ่งเป็นดั่งภาพสะท้อนของจิตวิญญาณแห่งร้านอาหารไทยที่มีกลิ่นอายของสมุนไพรไทย เครื่องเทศ และดอกไม้หอมละมุน ขนาด 100 ml วางราคา 2,388 บาท 2.Mooncake Classic Box ในรูปแบบกล่องทรงกลมมีหูหิ้วสีแดงสด บรรจุมาในกล่องทรงกลมคล้ายปิ่นโต โดย 1 ชั้นสีแดงด้านในกล่องประดับด้วยสีทองหรูหรา ฝากล่องมีหูหิ้วสายหนังสีแดงพร้อมตัวล็อคระหว่างกล่องตัดด้วยโลโก้ รอยัล โอชา และตัวหนังสือสีทองประกายของแสงจันทร์ ประกอบด้วย ขนมไหว้พระจันทร์ จำนวน 8 ชิ้น รวมไส้มาทั้งหมด 4 รสชาติซิกเนเจอร์ โดยมี ไส้คัสตาร์ด 2 ชิ้น, ไส้ทุเรียนไข่เค็ม 2 ชิ้น, ไส้เม็ดบัวเม็ดแตงโม 2 ชิ้น และ ไส้มัทฉะพิสตาชิโอ (ใหม่) 2 ชิ้น วางราคา 988 บาท โดยทั้ง 2 เซ็ต สามารถเปลี่ยนเป็นไส้พิเศษ หมูฝอยน้ำพริกมะขามไข่เค็ม และ สาหร่ายงา แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า จากแนวทางดังกล่าวของ รอยัล โอชา เพื่อสร้างการจดจำและผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ผู้บริโภคนึกถึงในด้านความต่างขนมไหว้พระจันทร์ เพื่อมีส่วนร่วมส่งมอบทั้งความอร่อย และประสบการณ์ประทับใจ ให้ผู้บริโภคทั้งผู้รับและผู้ให้ตลอดช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ในทุกปี ใส้พิเศษต้องสั่งก่อนล่วงหน้า ด้าน เชฟวิชิต มุกุระ เชฟมิชลินสตาร์ 1 ดาวและเอ็กเซ็กคูทีฟเชฟ ร้านรอยัล โอชา กล่าวว่าแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมไหว้พระจันทร์รอยัล ในเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ในปีนี้ ได้นำ ความเป็นเอกลักษณ์ด้านรสชาติร้านอาหารไทย ให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาขนมไหว้พระจันทร์ 2 ไส้พิเศษดังกล่าว “ไส้หมูฝอยน้ำพริกมะขามไข่เค็ม เพื่อรองรับผู้ที่ชอบของคาว เมื่อได้กัดเข้าไปในคำแรกอยากให้นึกถึงอาหารและความอร่อยจากร้านของเรา และยังเป็นเจ้าแรก ที่ทำไส้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นแพลนต์เบส กับ ไส้สาหร่ายงา โดยนำสาหร่ายไก หรือ สาหร่ายไกยี วัตถุดิบประจำท้องถิ่นของทางภาคเหนือ โดยเพิ่มเท็กเจอร์ด้วยเม็ดบัว และความหอมจากงาขาว ซึ่งทั้ง 2 ไส้พิเศษนี้ต้องสั่งจองล่วงหน้า 3 วัน ด้วยสาหร่ายเป็นวัตถุดิบมีเฉพาะตามฤดูกาลเท่านั้น” เชฟวิชิต กล่าว โดย ผู้ที่สนใจขนมไหว้พระจันทร์ในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ สำหรับใช้ในวันสำคัญ โอกาสสำคัญ กับคนสำคัญ สามารถสั่งได้แล้ววันนี้ทั้ง Mooncake Premium Box และ Mooncake Classic Box สำหรับไส้พิเศษ สาหร่ายงา และหมูฝอยน้ำพริกมะขามไข่เค็ม สามารถสั่งจองล่วงหน้า 3 วัน ณ ร้านรอยัล โอชา สามารถสอบถามรายละเอียด หรือ สั่งจองได้ที่ Line Official: @royalosha หรือ โทร 02-256-6555, มือถือ 085-489-0571 Alternate-X สรุปให้ รอยัล โอชา เปิดตัวขนมไหว้พระจันทร์พิเศษ ทั้งแพลนต์เบสรายแรกในไทยและรสชาติใหม่เอ็กซ์คลูซีฟ ในปีนี้มีไส้มัทฉะพิสตาชิโอ มาเอาใจมัทฉะเลิฟเวอร์ และ 2 ไส้ใหม่ หมูฝอยน้ำพริกมะขามไข่เค็ม – สาหร่ายงา พร้อมแพ็กเกจหรู Mooncake Premium Box และ Classic Box เหมาะทั้งผู้ให้และผู้รับ เผยเทรนด์ตลาดโลกขนมไหว้พระจันทร์โตแตะกว่า 2,388 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 และโตยาวต่อเนื่อง โดย รอยัล โอชามุ่งสร้างความต่าง ตอกย้ำภาพลักษณ์ขนมไหว้พระจันทร์ระดับพรีเมียมจากไทยสู่ตลาดโลก
สกุลบาทดิจิทัลมาแล้ว!! THAI BAHT TrueMoney ‘THBT’ อัตราแลกเปลี่ยน 1:1 บนบล็อกเชน
ทรูมันนี่ เปิดตัว ‘THAIBAHT TrueMoney (THBT)’ หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดมูลค่าคงที่อิงมูลค่าเงินบาทบน Public Blockchain ผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ สามารถนำไปใช้ซื้อคูปองส่วนลด และแลกเปลี่ยนสินค้าดิจิทัลผ่านบริการของ Ascend Bit (แอสเซนด์ บิท) ภายใต้ Digital Asset Regulatory Sandbox พร้อมเปิดให้ทดลองใช้งานแล้วในวงจำกัด ทรูมันนี่ (TrueMoney) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเงินระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศเปิดตัว Thai Baht TrueMoney (THBT) หน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มูลค่าคงที่เท่ากับเงินบาทในอัตรา 1:1 บน Public Blockchain พร้อมเปิดให้ทดลองใช้งานแล้วในวงจำกัด ภายใต้โครงการทดสอบ Programmable Payment ใน Enhanced Regulatory Sandbox THBT ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยีบล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรองรับการชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้เต็มรูปแบบ พร้อมเชื่อมต่อกับระบบนิเวศของ TrueMoney ได้อย่างราบรื่น ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและบริหารจัดการ THBT ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ เพื่อนำไปใช้ซื้อคูปองส่วนลด และแลกเปลี่ยนสินค้าดิจิทัลผ่านบริการของ Ascend Bit (แอสเซนด์ บิท) ภายใต้ Digital Asset Regulatory Sandbox THBT คืออะไร? มูลค่าคงที่ผูกกับเงินบาทไทย: ทุก THBT มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาทไทย และมีเงินบาทจริงหนุนหลัง 100% ปลอดภัย โปร่งใส บนบล็อกเชน Base: พัฒนาบนบล็อกเชนสาธารณะ Base ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้รับการยอมรับระดับโลก ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เพื่อความปลอดภัยและความโปร่งใสสูงสุด ใช้งานง่าย สะดวกสบาย แลก-ถอนได้สะดวก: จัดการ THBT ผ่านแอป TrueMoney ได้โดยตรง เชื่อมต่อโลก Web3: โอน THBT ไปยังกระเป๋า Web3 ที่ KYC แล้ว บนบล็อกเชน Base สิทธิพิเศษ: ใช้ซื้อคูปองส่วนลด และแลกเปลี่ยนสินค้าดิจิทัล ผ่านบริการจาก Ascend Bit ก้าวสำคัญเศรษฐกิจดิจิทัลไทย อภินันท์ ดาบเพ็ชร ผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่มีโอกาส ได้เปิดตัว THBT บนบล็อกเชนสาธารณะ ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยจะสามารถใช้ THBT เป็นองค์ประกอบพื้นฐานบนบล็อกเชน และต่อยอดเป็นระบบนิเวศเพื่อใช้ทำธุรกรรมบนเชนอย่างปลอดภัย มั่นใจ และตรวจสอบได้ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมการเงินไทย” ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตการเงินดิจิทัล สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://thbt.net และเข้าร่วมทดลองใช้งาน THBT ได้แล้ววันนี้ผ่านแอปพลิเคชันทรูมันนี่ ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยจะเปิดรับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดเพียง 3,000 คนแรกเท่านั้น Alternate-X สรุปให้ ทรูมันนี่ เปิดตัวสกุลเงินดิจิทัล Thai Baht TrueMoney (THBT) มูลค่าเทียบเท่าเงินบาท 1:1 โดย THBT พัฒนาบน Public Blockchain เพื่อความปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้เต็มรูปแบบ ให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการ แลก-ถอน THBT ได้ง่ายผ่านแอปทรูมันนี่ รองรับการใช้งาน Web3 และซื้อคูปองส่วนลดหรือสินค้าดิจิทัลผ่าน Ascend Bit ซึ่ง THBT ถือเป็นก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไทย ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox
อินฟลูฯ มาร์เก็ตติง โตแรง ไทยติด Top3 โลกใช้ TikTok ‘เอ้ก ดิจิทัล’ เปิดมาร์เก็ตเพลสจับคู่ให้
เอ้ก ดิจิทัล มองตลาดอินฟลูฯ พลิกเกมเม็ดเงินสื่อโฆษณาย้ายหนีจากทีวีมาดิจิทัลแรงต่อเนื่อง ส่ง 3 เครื่องมือ MarTech เพิ่มฟังก์ชัน AI ช่วยแบรนด์-SME เจอตัวจริงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รัฐธีร์ เจริญรัตน์วรกุล ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ MarTech Solution บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวกระทบกำลังซื้อผู้บริโภคเปราะบาง และการเข้ามาเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นปัจจัยให้นักการตลาดและแบรนด์สินค้า ต้องปรับตัวเพื่อบริหารงบประมาณการสื่อสารการตลาดให้มีประสิทธิภาพเพื่อแปลงสู่ผลลัพธ์ทั้งการรับรู้และยอดขาย โดยพบข้อมูลสนับสนุน การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) ดังนี้ ปริมาณผู้ชม (Audience) ผ่านสื่อทีวีลดลง 7% แบรนด์ ให้น้ำหนักในการทำตลาดสื่อดิจิทัล (Digital Marketing) มากขึ้น ใช้งบประมาณราว 30% ในกลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ แบรนด์สินค้าหมวด FMCG และ ความงาม ใช้อินฟลูฯ เพิ่มขึ้นราว40% ‘AI’ เปลี่ยนเกม MarTech รัฐธีร์ เสริมว่า จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นความท้าทายและโอกาสของนักการตลาดและแบรนด์ จากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการเข้ามาของเอไอทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย (CARG) ราว 38% ใน 5 ปีนับจากนี้ (2025-2030) นักการตลาดใช้เอไอในสื่อดิจิทัล เพิ่มขึ้น 75% ในปี 2568 เอไอ ช่วยลดเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน 60% ผลกระทบอนาคตราว 86% โดยเอไอและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจภายในปี 2023 เปิดตลาด มาร์เก็ตเพลส อินฟลูฯ จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ธุรกิจผ่านโซลูชัน 3 ผลิตภัณฑ์รองรับ คือ 1.Influmatch.AI Platform แพลตฟอร์มสำหรับแบรนด์หาอินฟลูเอนเซอร์ที่ใช่ และเป็นมาร์เก็ตเพลส (Marketplace) สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ ปัจจุบันมีอินฟลูฯบนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสบนเครือข่ายเอ้ก ดิจิทัล กว่าแสนราย โดยสัดส่วนมากกว่า 50% เป็นนาโน และไมโคร อินฟลู ที่มียอดผู้ติดตามหลักพันราย รวมถึงกลุ่มแม็คโคร และ เมกา อินฟลูฯ ที่มีผู้ติดตามหลักล้านขึ้นไป “ปัจจุบันมีอินฟลูฯ ในไทยไม่ต่ำกว่า 9 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วน 3 ล้านคนที่ทำกิจกรรมต่อเนื่อง โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมแนะนำรีวิวสูงสุดในปัจจุบัน จะเป็นกลุ่มไลฟ์สไตล์ สกินแคร์ความงาม และ ค้าปลีก ทั่วไป” รัฐธีร์ กล่าว สำหรับ อินฟลูฯ มาร์เก็ตเพลสดังกล่าว บริษัทฯ ได้เปิดรับอินฟลูฯเข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์ม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย มีเป้าหมายสร้างการจับคู่ระหว่างแบรนด์และอินฟลุฯ ที่เหมาะสมเพื่อโอกาสทั้งความมั่นใจและเชื่อใจในการทำงานร่วมกัน โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายมีอินฟลูฯ เข้าร่วมเพิ่มเป็น 1 ล้านรายในปี 2569 สำหรับโซลูชันที่ 2 และ 3 คือ Admatch.AI” แพลตฟอร์มจัดการโฆษณาอัจฉริยะ และ Lucky Boost Campaign สำหรับ SMEs โดยบริษัทฯ พัฒนาแคมเปญที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจรายย่อยใช้บริการ MarTech เพิ่มยอดขาย โดยไม่เสียค่าติดตั้งและรายเดือน ชำระเฉพาะค่าบริการตามจริง จำกัดเพียง 100 แบรนด์เท่านั้น รัฐธีร์ กล่าวว่า “จากเดิมนักการตลาดใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจเลือกอินฟลู แต่จากการเข้ามาของเอไอจะช่วยแบรนด์ตัดสินใจได้ตรงวัตถุประสงค์มากที่สุด ในยุคที่การตลาดต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีแบบเรียลไทม์ ซึ่งMarTech เป็นตัวช่วยและกลยุทธ์สำคัญ ที่นักการตลาดยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม” คนไทย ติดท็อป3 ใช้ TikTok รัฐธีร์ เสริมต่อถึงการรับชมคอนเทนต์ผู้บริโภคไทยบนสื่อโซเชียล พบว่า แพลตฟอร์ม TikTol ของไทยเติบโตสูงต่อเนื่อง ติด 3 อันดับแรก (Top3) คือ อินโดนีเซีย, ไทย และ เวียดนาม ผลักดันให้ตลาดอีคอมเมิร์ซ ขยายตัวสูงเช่นกัน รองลงมาเป็น มาเลเซีย, สหรัฐอเมริกา, ฟิลลิปปินส์, สหราชอาณาจักร และ สิงคโปร์ นอกจากนี้ TikTok ยังขึ้น Top3 แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มียอดใช้จ่ายโฆษณาสูงสุด 13% (YoY) TikTok Shop Thailand ในไตรมาสแรกปี 2567 เทียบไตรมาสแรกปี 2568 มีอัตราเติบโต 80% โดยบริษัทฯ ในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์TikTok ด้าน TikTok for Business มองว่าธุรกิจ SMEs สามารถนำเครื่องมือการตลาดเทคโนโลยีและเอไอเข้มาปรับใช้เพื่อการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคตามภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ได้เช่นกัน Alternate-X สรุปให้ เอ้ก ดิจิทัล เปิดกลยุทธ์ MarTech ใช้ AI ปรับเกมการตลาดรับยุคสื่อเปลี่ยน อินฟลูฯ มาร์เก็ตติง โตแรงจากงบโฆษณาย้ายหนีทีวี แพลตฟอร์ม Influmatch.AI รวมอินฟลูฯ ไทยกว่าแสนราย ตั้งเป้าแตะ 1 ล้านรายปี 2569 ขณะที่ TikTok ดันไทยติด Top3 โลกทั้งเสพย์และซื้อ หนุนอีคอมเมิร์ซโตพุ่ง SMEs ใช้เครื่องมือใหม่ Admatch.AI และ Lucky Boost เจาะกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง ‘เอ้ก ดิจิทัล’ ดึงอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ในอุตฯค้าปลีก เปลี่ยนใจซื้อให้ไวด้วย AI ศึกเก่าศึกใหม่ไม่พัก ‘ประเทศไทย’ ไปต่อครึ่งหลังปี68 MI Group บอกจะขายของต้องเข้าใจลูกค้าเก่ง เม็ดเงินโฆษณายุคใหม่ ปี68 อยู่ในสื่อดิจิทัลแล้ว 50% อินฟลูฯ ครอง 30% แซงอินเทอร์เน็ต
สงครามร้านอาหาร ถึงคิวตลาดสเต๊ก 9 พันล.บาท ชานตาเฟ่ ขอรีแบรนด์ใหม่สู้ด้วย!!
ตลาดสเต๊ก ในไทยคาดปัจจุบัน (2568) มีมูลค่าราว ๆ 9,000 ล้านบาท และเป็นหนึ่งในเซ็กเมนต์ที่ที่มีอัตราเติบโตต่อเนื่อง บนตลาดอาหารตะวันตกมูลค่า 24,000 ล้านบาท ต่อการเติบโตของร้านสเต๊กในไทย ส่วนหนึ่งยังมาจากการขยายตัวทางธุรกิจของแบรนด์ร้านอาหารสเต็กในกลุ่มแมส อย่าง อีท แอม อาร์ (Eat Am Are) ซึ่งมีสาขาครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 15 แห่งในปี 2567 ขณะทื่ ‘Eat Am Are’ ยังมาพร้อมกับตำแหน่งทางการตลาดที่น่าสนใจ คือ การเป็นหนึ่งใน Top of Mind แบรนด์ร้านสเต๊กกลุ่มลูกค้าคนเมือง ที่มักนึกถึงในความคุ้มค่า ทั้งด้านราคาที่จับต้องได้ และ คุณภาพความอร่อยของเมนูอาหาร เป็นอันดับต้นๆ โดย Eat Am Areยังมาพร้อมกลยุทธ์ราคาอาหาร ด้วยเมนูเฟรนช์ฟรายส์ เริ่มต้นราคา 69 บาท และมีราคาสูงสุด 430 บาทสำหรับเมนูบีฟลอยน์ ด้วยรสชาติที่นักชิมในฐานะผู้บริโภคต่างบอกว่า ทดแทนและสู้เชนแบรนด์ใหญ่ ได้สบายมาก สำหรับแบรนด์ Eat Am Are ข้อมูลจาก dataforthai ระบุธุรกิจก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 มีผลดำเนินงานทั้งรายได้ และกำไรเติบโตตลอด 5 ปีผ่านมา ปี 2563 รายได้ 226,901,795.58 บาท กำไร 1,909,138.04 บาท คิดเป็น 0.84% ของรายได้ ปี 2564 รายได้ 270,775,451.27 บาท กำไร 2,212,520.43 บาท คิดเป็น 0.82% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 494,543,223.88 บาท กำไร 4,222,269.21 บาท คิดเป็น 0.85% ของรายได้ ปี 2566 รายได้ 772,056,953.99 บาท กำไร 4,151,805.64 บาท คิดเป็น 0.54% ของรายได้ ปี 2567 รายได้ 1,269,253,82 บาท กำไร 15,117,031.71 บาท คิดเป็น 1.19% ของรายได้ เจ้าใหญ่ แตกแบรนด์ใหม่แข่งในตลาด เห็นอัตราการเติบโตที่แข็งแรงทั้งยอดขายและกำไรแบบนี้ แน่นอนว่าส่งแรงสั่นสะเทือนให้กับพี่ใหญ่ที่อยู่ในตลาดมาก่อนหน้าได้ไม่น้อยเช่นกัน!! อย่างแบรนด์ ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler) ที่อยู่ในไทยถึงปัจจุบันมากกว่า 30 ปี และมีมากกว่า 65-75 สาขาทั่วประเทศในตอนนี้ กับบทบาททางการตลาด ร้านอาหารตะวันตกกลุ่มสเต็กระดับพรีเมียม โดยร้านซิซซ์เล่อร์ มีจุดเด่นเมนู ‘สลัด บาร์’ วิเศษที่ลูกค้ามาตักเท่าไหร่ก็ไม่หมด ด้วยพนักงานแต่ละสาขา ต่างขยันเติมวัตถุดิบให้แบบไม่หวงของ!! รวมถึง ‘ชีสโทสต์’ (Cheese Toast) อีกหนึ่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ที่เสิร์ฟมาให้ทานคู่กับสตาร์ทเตอร์ เรียกน้ำย่อยก่อนถึง เมน คอร์ส ส่วนราคาเมนูอาหารของร้านซิซซ์เล่อร์ ก็มีหลากหลายตามเมนูทั้งราคาปกติ และราคาสมาชิก (Member Card) รวมถึงโปรโมชั่นในแต่ละช่วง เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าทั้งรายเดิมและกลุ่มใหม่ให้เข้ามาร่วมสัมผัสบรรยากาศในร้านให้ได้มากที่สุด ขณะที่ร้านซิซซ์เล่อร์ บริหารโดยบริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด (ซิซซ์เล่อร์) ภายใต้ บริษัทเดอะไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด โดยในช่วง 5 ปีย้อนหลัง กิจการมีผลดำเนินงาน ดังนี้ ผลประกอบการย้อนหลัง 5 ปี (ข้อมูลล่าสุด ปี 2566) ปี 2562 รายได้ 2,690,866,403 บาท กำไร 124,193,357 บาท คิดเป็น 4.62% ของรายได้ ปี 2563 รายได้ 1,757,225,056 บาท ขาดทุน 53,059,184 บาท คิดเป็น -3.02% ของรายได้ ปี 2564 รายได้ 1,455,674,167 บาท ขาดทุน 38,892,731 บาท คิดเป็น -2.67% ของรายได้ ปี 2565 รายได้ 2,359,360,783 บาท กำไร 95,022,339 บาท คิดเป็น 4.03% ของรายได้ ปี 2566 รายได้ 2,461,853,291 บาท กำไร 98,621,088 บาท คิดเป็น 4.01% ของรายได้ จากตัวเลขดังกล่าว เห็นได้ว่า ซิซซ์เล่อร์ เริ่มพลิกกลับมามีกำไรในช่วงปี 2565-256 ที่ผ่านมา ส่วนในปี 2567 ซิซซ์เล่อร์ มีรายงานรายได้อยู่ที่ 3,617 ล้านบาท และมีกำไร 198 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อนหน้า และเพื่อรักษาทรงของพี่ใหญ่ในตลาดร้านอาหารสเต๊กมูลค่า 9,000 ล้านบาท ทำให้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เครือไมเนอร์ ฟู้ด ตัดสินใจขยายธุรกิจร้านอาหารกลุ่มสเต๊กภายใต้แบรนด์ใหม่ ‘เดอะสเต๊กแอนด์มอร์’ (The Steak & More) เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล เวสต์เกต พร้อมแผนใน 3 ปีนับจากนี้ จะมีไม่ต่ำกว่า 70 สาขา ที่สำคัญ ‘เดอะสเต๊กแอนด์มอร์’ จะยังเป็นหนึ่งในสองแบรนด์สร้างสัญชาติไทยของกลุ่มไมเนอร์ ฟู้ด ที่จะพาแบรนด์นี้ส่งออกเพื่อทำตลาดร้านสเต๊กในต่างประเทศ ภายในปีนี้ด้วย สำหรับกลยุทธ์ราคาของ‘เดอะสเต๊กแอนด์มอร์’ จะเริ่มต้นที่เมนูซูป ราคา 69 บาทและราสูงสุดในกลุ่มอาหารจานร้อน อยู่ที่ 399 บาท ด้วยวางให้แบรนด์นี้ เข้าไปแข่งขันในตลาดแมส โดยถูกกำกับในคอนเซปต์ ‘สเต๊กสำหรับทุกคน’ นั่นเอง!! ก่อนจะตัดภาพมาที่ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในวงการร้านสเต็ก ระลอกล่าสุด เมื่อร้านซานตาเฟ่ สเต๊ก (Santa Fe Steak) ได้รีแบรนดิงจากโฉมเดิมที่ใช้โลโก้ หัวรถจักรที่มากว่า 20 ปีสู่สัญลักษณ์ใหม่ แต่ยังใช้ สีส้ม ไอโคนิก (Iconic Orange) ของซานตาเฟ่ ในชื่อ Santa Fe Happy Steak พร้อมเรียกแขกผ่านเพจ เพจเฟซบุ๊ก Santa Fe ด้วยการออกโปรโมชั่น 8 บาท 8 วัน ไปเมื่อวันที่ 18 ส.ค. นี้ ขอบคุณภาพจาก เพจ fb: Santa Fe’ Steak การรีแบรนด์ครั้งนี้ ถือเป็นภาคต่อจากเมื่อวันศุกร์ ที่15 ส.ค. ที่ผ่านมา หลังเพจเฟซบุ๊ก Santa Fe โพสต์อำลาพร้อมแท็กแบรนด์เพื่อน ๆ ในวงการ (สเต๊ก) เดียวกันว่าเดี๋ยวกลับมาใหม่ ขณะที่ชาวโซเชียล ที่รู้ทันต่างพากันคอมเมนต์ว่า สงสัยเตรียมรีแบรนด์ แน่ๆ เช่นกัน สำหรับร้านสเต๊กซานตาเฟ่ หรือในชื่อใหม่ Santa Fe Happy Steak ดำเนินการโดย บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (บุญรอดบริวเวอรี่) โดยบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด ผู้ดำเนินงานร้านซานตาเฟ่ ในปี 2562 ขณะที่ปัจจุบัน ธุรกิจฯ อยู่ภายใต้บริษัท เอฟเอบี ฟู้ดโฮดิ้ง จำกัด หรือ ‘FAB’ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของ FOOD FACTORS หรือบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด หนึ่งในธุรกิจของกลุ่มบุญรอดฯ, AQUA บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ เบียร์ ใบหยก ซึ่งมี เบียร์-ปิยะเลิศ ใบหยก นั่งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ต่อการรีแบรนด์ Santa Fe Happy Steak ครั้งนี้ ‘เบียร์ ใบหยก’ ได้โพสต์วิดีโออธิบายที่มาชื่อ Santa Fe Happy Steak เพราะต้องการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มโดยเฉพาะคนในกลุ่ม Gen Z ด้วยลูกค้ากลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน หรือความอร่อยของอาหารเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ คลิปวิดีโอ มาร์เก็ตติ้ง ในช่อง TikTok ยังตึงสุดๆ ด้วยความสร้างสรรค์ของคอนเทนต์ ด้วยบทสนทนาระหว่างเบียร์ ใบหยก และทีมงาน มาบอกเล่าที่มาชื่อหลังปรึกษาผู้เชี่ยชาญ อย่างแชทจีพีที และ หมอดู พร้อมกับเปิดได้ไพ่ เดอะซัน ที่หมายถึงความสุข เพื่อสื่อสารให้ตรงใจในกลุ่มเป้าหมายอย่างเจนเนอเรชั่น Z ที่พร้อมหาประสบการณ์ใหม่ในทุกมื้ออาหารที่สร้างความแตกต่างไปจากเดิม พร้อมกับโปรเลขมงคล 8 บาท 8 วัน มาสร้างไวรัลในสื่อโซเชียลที่พาไปสู่คอนเวอร์ชัน ได้จริง!! ขอบคุณภาพจาก เพจ fb: Santa Fe’ Steak Alternate-X สรุปให้ ตลาดร้านสเต็กในไทย ปี 2568 มูลค่าแตะ 9,000 ล้านบาท แข่งขันดุเดือดทั้ง Eat Am Are, Sizzler และแบรนด์ใหม่ The Steak & More ท่ามกลางศึกนี้ Santa Fe รีแบรนด์ครั้งใหญ่เป็น Santa Fe Happy Steak ใช้โทนสีสดใส พร้อมกลยุทธ์เข้าถึง Gen Z โดย FAB Food Holding ภายใต้การนำของ ‘เบียร์ ใบหยก’ เข้ามาขับเคลื่อนการรีแบรนด์ครั้งนี้ ต่อความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาอาหารคุ้มค่าและประสบการณ์ที่แตกต่าง ทำให้ตลาดสเต็กจึงกลายเป็นสมรภูมิสำคัญ ที่แบรนด์เก่าต้องปรับตัว และแบรนด์ใหม่พยายามสร้างพื้นที่ของตัวเอง
‘แสนสิริ’ เร่งโครงการฯ ทำเลศักยภาพ กรุงเทพฯ–ภูเก็ต รับสัญญาณบวกดอกเบี้ยลด 1.5%
แสนสิริ แผนอสังหาฯครึ่งหลังปี 68 โฟกัสโครงการทำเลศักยภาพสูงในกรุงเทพฯ-ชลบุรี-ภูเก็ต มองบวกหลังกนง.ปรับดอกเบี้ย 1.5% มีผลทันทีปลุกแรงซื้อในตลาด ‘วิชาญ วิริยะภูษิต’ ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่าบรรยากาศกำลังซื้อ (Sentiment) ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มเป็นบวก หลังจากการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.75% เป็น 1.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันทีนั้น มองว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า กนง. พร้อมใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น จากปัจจัยดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ เนื่องจากผู้บริโภคจะมีภาระการผ่อนชำระที่ลดลงและเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดอสังหาฯ กลับมาคึกคักได้ ขณะที่ บริษัทฯ วางแผนธุรกิจจากนี้ ยังคงให้ความสำคัญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งมีความต้องการ (Demand) อย่างต่อเนื่องและไม่อ่อนไหวตามสภาพตลาด โดยเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ อาทิ สราญสิริ จตุโชติ บุราสิริ จตุโชติ พร้อมกันนี้ ยังเร่งเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ และเพิ่มแบ็คล็อก (Backlog) สนับสนุนรายได้ในระยะยาว และคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยอดขาย โดยมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอน อาทิ เดอะ มูฟ สุขุมวิท 107 ดีคอนโด เซนส์ (บางแสน) โฟล บาย แสนสิริ เดอะ เบส เออร์เบิน พระราม 9 นอกจากนี้ ยังเปิดโครงการใหม่ อาทิ วาลเลส เฮาส์ เซลฟ์ บาย แสนสิริ ไวด์เด็นบาย แสนสิริ เดอะมูฟ บางหว้า ขณะเดียวกัน ยังมุ่งขยายการพัฒนาโครงการไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะภูเก็ตกับแบรนด์เศรษฐสิริในช่วงปลายไตรมาส 3 ปีนี้ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกัน วิชาญ กล่าวต่อ สำหรับผลประกอบการในครึ่งแรกปี2568 บริษัทฯ ทำรายได้รวมที่ 15,678 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 2,028 ล้านบาท โดยสามารถสร้างยอดขายรวมได้ถึง 26,000 โดยในไตรมาสสองของปีที่ผ่านมา มีการดำเนินงานเติบโตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากยอดโอนที่ดีขึ้นทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม รวมถึงตลาดพรีเมียม และ มีเดียม และยังรักษายอดโอนในตลาด Affordable ไว้ได้ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 8,786 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% QoQ และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,214 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% QoQ วิชาญ ย้ำว่า บริษัทฯ ยังเติบโตแข็งแกร่งแม้ตลาดยังมีความท้าทาย เป็นผลมาจากกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินค้าพร้อมขายอย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจัยสนับสนุนจากโครงการคอนโดมิเนียมที่ภูเก็ต 2 โครงการส่งมอบตามกำหนด สร้างรายได้ทันที ได้แก่ เดอะ เบส ไรส์ และ เดอะ เบส บูกิต สำหรับแนวราบมาจาก เดมี พระราม 9-เหม่งจ๋าย ที่ขายหมด (Sold Out) ก่อนวันพรีเซล สะท้อนความเชื่อมั่นในแบรนด์แสนสิริ และยังสามารถ Sold Out โครงการไปแล้วถึง 13 โครงการ มูลค่ากว่า 15,500 ล้านบาท ‘SIRI’ เพิ่มจ่ายปันผล วิชาญ กล่าวว่า นอกจากนี้ แสนสิริยังตอกย้ำสถานะความมั่นคงด้วยการเป็น 1 ใน 30 หุ้น SETHD (SET High Dividend 30 Index) หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่นและสม่ำเสมอ (SIRI มี Dividend Yield เฉลี่ยกว่า 8% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา) โดยล่าสุด คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผล จากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1มกราคม – 30 มิถุนายน 2568 ในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 28 สิงหาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 กันยายน 2568 หากรวมกับรอบก่อนหน้าที่จ่ายปันผลแล้วที่0.08 บาทต่อหุ้น เท่ากับปีนี้ทั้งปีจ่ายปันผล 0.13 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 8.6% จากราคาปัจจุบัน “การจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการที่ดีของแสนสิริ” วิชาญ กล่าว ขณะที่ บทวิเคราะห์จาก บล.กสิกรไทย (1 สิงหาคม 2568) ระบุว่า แนวโน้มกำไรของ SIRI ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าธุรกิจจะท้าทาย โดยยอดโอน backlog จะหนุนยอดขายและกำไรช่วงครึ่งหลังของปี 68 ให้สูงกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยคาดว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์และกำไรของ SIRI จะยังคงเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสต่อจากนี้ โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 1.74 บาท ราคาหุ้นที่ไม่แพง (ซื้อขายด้วย P/E ปี 68 ที่ 5.7 เท่า) และ Dividend Yield ที่ดีถึง 8.8% ‘แสนสิริ’ ซัพพอร์ต วิชาญ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ในฐานะรายใหญ่ตลาดอสังหาฯ ยังคงให้ความสำคัญในการเป็นพลเมืองที่ดี (Good Citizen) หนึ่งใน DNA ของแสนสิริ ในการร่วมดูแลสังคมและประเทศในภาพรวม อาทิ ภารกิจสำคัญ No One Left Behind แสนสิริไม่ทอดทิ้งใคร ล่าสุดได้ร่วมกับพาร์ตเนอร์ส่งมอบของใช้จำเป็นเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดจนสนับสนุนเกษตรกรไทยในการรับซื้อมังคุดและลำไย ส่งต่อผลไม้คุณภาพให้กับคู่ค้า แสนสิริคอมมูนิตี้ และชุมชนโดยรอบ Alternate-X สรุปให้ แสนสิริเร่งเครื่องครึ่งหลังปี 2568 เตรียมเปิดโครงการใหม่ทั้งบ้านและคอนโดในทำเลศักยภาพ กรุงเทพฯ ชลบุรี และภูเก็ต มองสัญญาณบวกอสังหาฯการลดดอกเบี้ย 1.5% ของ กนง. หนุนกำลังซื้อฟื้น ผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดย บริษัทฯ เน้นกลยุทธ์พัฒนาโครงการพร้อมโอน เสริมแบ็คล็อกสร้างรายได้ระยะยาว และยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้วยการเป็นหุ้น SETHD ปันผลเฉลี่ยสูงกว่า 8% คาดครึ่งหลังปีนี้กำไรและยอดขายโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัว อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง ตลาดเช่าอสังหาฯภูเก็ต ขยายตัว พลัสฯโชว์พอร์ต ‘แสนสิริ’ ให้ยีลด์ 6-10% มาพร้อมบริการใหม่ ‘แสนสิริ’ โฟกัส ‘ภูเก็ต’ ใน 5 ปีหน้ามีกว่า55 โครงการ รวมที่แปลงใหญ่สร้างอาณาจักรอสังหาฯ แสนสิริไปชายแดน ส่งทีมจิตอาสาพร้อมพันธมิตร-คู่ค้า ลงพื้นที่อุบลฯ ร่วมแรงใจถึงแนวหน้า แสนสิริ ย้ำสูตร JV ไปต่อทุนญี่ปุ่น มิตซุย ฟุโดซังฯ ลุยครึ่งหลังปี68 ทำ2 โครงการฯกว่า 6 พันล. ครึ่งหลังปี68 ‘แสนสิริ’ บริหารพอร์ตอสังหาฯพร้อมอยู่-สร้างใหม่ เจาะนักลงทุนกรุงเทพฯ-ภูเก็ต แสนสิริ ปลุกแรงซื้อQ3 ปรับกลยุทธ์ตลาดตรงจังหวะ จัดโปรแรงทุกกลุ่ม 110 โครงการฯ
‘ไมเร็กซ์’ ใช้ 6 เหตุผลผู้บริโภคไทยรุ่นใหม่ชอบทำอาหาร เจาะตลาดเครื่องครัว 3.5 หมื่นล.
‘ไมเร็กซ์’ ดึงอินไซต์ Home Cooking คนไทยรุ่นใหม่ชอบทำอาหาร ทำตลาดผ่านแนวคิด ‘EASY COOKING BY MEYER’ วางป้าปี 68 ดันยอดขายเพิ่ม 15% รับตลาดเครื่องครัวไทย 3.5 หมื่นล้านบาท โจเซฟ โล ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการ บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด และ บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรม Cookware and Bakeware ระดับท็อปของโลก เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแนวทางการทำธุรกิจโดยมุ่งให้ความสำคัญกับทีมวิจัยและพัฒนา (R&D:Research and Development) พร้อมศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงลึก (Consumer Insight) พร้อมวางแผนพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายจากภายนอกสู่ภายใน (Outside-In) ให้ครอบคลุมผู้บริโภคทุกรุ่น เจนเนอเรชั่น) ทั้งนี้ จากกการเก็บรวบรวมข้อมูลล่าสุด พบว่า คนไทยยุคใหม่อายุระหว่าง 18 – 45 ปี อาศัยอยู่ในคอนโดและบ้านพัก มีแนวโน้มเข้าครัวทำอาหารรับประทานเองเพิ่มขึ้น 10-15% จากปัจจัยบวกด้านการดูแลสุขภาพและรูปร่าง, ภาวะความผลันผวนทางเศรษฐกิจ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมี 6 เหตุผลหลักที่ทำให้กลุ่มผู้บริโภคสนใจทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ประกอบไปด้วย ใส่ใจเรื่องสุขภาพและโภชนาการ ได้เลือกวัตถุดิบที่ดี สะอาด สดใหม่ มีคุณภาพ นำมาปรุงอาหารตามต้องการ เพื่อดูแลรูปร่างและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆในอนาคต ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะเมนูยอดนิยมที่มีราคาสูงในร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งสามารถวางแผนเลือกวัตถุดิบเกรดพรีเมี่ยมและทำตามได้ง่ายๆในงบประมาณที่จำกัด ผ่อนคลายความตึงเครียด การเข้าครัวทำอาหารต้องโฟกัส อาศัยสมาธิ การเรียนรู้ ความตั้งใจ เป็นส่วนสำคัญช่วยบำบัดสมอง ฟื้นฟูอารมณ์และจิตใจ เชื่อมความสัมพันธ์ ลดอาการเสพติดโซเชียลมีเดีย มีกิจกรรมให้ทำด้วยกัน สร้างความรู้สึกอบอุ่นใกล้ชิดกันมากขึ้นภายในครอบครัว ความภาคภูมิใจที่มากกว่ารสชาติ แม้ว่าจุดเริ่มต้นอาจมีบางครั้งที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่ประสบการณ์จากการได้ลงมือฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะสามารถเอาชนะใจตัวเอง และสร้างความเป็นมืออาชีพได้ในอนาคต ตัวช่วยในการทำอาหาร ปัจจุบันมีนวัตกรรมเครื่องครัวที่สามารถช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องสนุก ง่าย รวดเร็ว ไม่ยุ่งยากอีกต่อไป อีกทั้งยังมีดีไซน์สวยทันสมัยเหมาะกับทุกเจนทุกไลฟ์สไตล์ เป็นแรงกระตุ้นให้อยากเข้าครัวทำอาหารและแชร์โมเม้นท์แห่งความสุขในโลกโซเชียลมีเดีย จากแนวโน้ม ดังกล่าว ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) ได้นำมามาปรับใช้ร่วมกับการทำตลาดผ่านกระแส Home Cooking ด้วยแคมเปญ ‘EASY COOKING BY MEYER’ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจในการเข้าครัว ให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ได้สุขภาพดี ภายใต้แนวคิด If you cook, you’re chef พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมเครื่องครัวคุณภาพจากแบรนด์ MEYER พร้อมกัน 2 รุ่น ได้แก่ MEYER Multipan 6 in 1 มาพร้อมความโดดเด่น การดีไซน์ที่เรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์ พร้อมสารเคลือบลื่นกระทะเซรามิค เพิ่มความแข็งแรงทนทานขึ้น 8 เท่า มีฟังก์ชั่น 6 in 1 ตอบโจทย์ทุกเมนูทั้ง ผัด ต้ม แกง ทอด ได้ในกระทะใบเดียว ปลอดภัยสำหรับการปรุงอาหารที่อุณหภูมิร้อนจัด ใช้ได้กับเตาทุกประเภท รวมถึงเตาแม่เหล็กไฟฟ้า ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหารยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในคอนโดและบ้านพัก MEYER Easy Cooker หม้ออัดแรงดันไมโคเวฟ 3-in-1 อเนกประสงค์ สามารถสร้างสรรค์เมนูสุดฮิตผ่านไมโครเวฟ ทั้ง ต้ม ตุ๋น ผัด ได้ครบจบในหม้อเดียวในระยะเวลาเพียง 15 นาที คงความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ สามารถทนความร้อนได้ถึง 140°C มีระบบระบายแรงดันอัตโนมัติ ปลอดภัย 100% ผ่านมาตรฐาน มอก. และ BPA Free ปลอดสารก่อมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนก็สามารถทำได้ง่ายๆ เหมาะสำหรับมือใหม่ฉบับเริ่มต้น รวมไปถึงผู้ที่เร่งรีบมีเวลาจำกัด แต่ยังคงชื่นชอบการทำอาหารที่สะดวกสบายและรวดเร็ว โจเซฟ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ เตรียมงบประมาณกว่า 30% ของยอดขายในการทำตลาดและประชาสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ ตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ Branding ทั้งแมส มีเดีย และโซเชียล มีเดีย ในทุกช่องทางได้แก่ Facebook : meyercookware, Instagram: meyerthai, Web site : potsandpans.in.th และ Line : @meyercookware เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ และรักษาลูกค้ากลุ่มเดิมที่ต้องการอัปเกรดเครื่องครัวที่ตอบโจทย์การใช้งานยิ่งขึ้น รวมถึงใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ที่น่าเชื่อถือเป็นหลัก ทั้งนี้ ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) มุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยอย่างยั่งยืน ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม และยังมุ่งเน้นการผลิตแบบ Net Zero รักษาสิ่งแวดล้อม Reduce GHG emission, Reduce waste to landfill, and Corporate Social Responsibility (CSR) โดยสินค้า วางจำหน่ายทั้งในช่องทางห้างสรรพสินค้าชั้นนำ , โชว์รูมไมย์เออร์ และในแพล็ตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopee, Lazada, TikTok Shop ทั้งนี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 15% ภายในสิ้นปี 2568 แบ่งเป็น วางยอดขายในห้างสรรพพสินค้าชั้นนำ-โชว์รูมไมย์เออร์ 50% และช่องทางออนไลน์อื่นๆ อีก 50% จากปัจจุบันเครื่องครัวไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) เจาะกลุ่ม Home Cooking คนไทยรุ่นใหม่ด้วยแคมเปญ ‘EASY COOKING BY MEYER’ เน้นทำอาหารง่าย สะดวก และสุขภาพดี พร้อมเปิดตัว MEYER Multipan 6-in-1 และ MEYER Easy Cooker 3-in-1 ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อาศัยคอนโดและบ้านพัก ใช้งบการตลาด 30% ของยอดขาย ดันรายได้เพิ่ม 15% ภายในปี 2568 สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวตลาดเครื่องครัวไทยมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท
VannDa แรปเปอร์กัมพูชา ถูก Coca-Cola ถอดจากแบรนด์แอมฯ เมื่อคนดัง ‘Callout’
จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ก่อตัวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2568 และยังมาพร้อมกระแสปลุกความตื่นตัวจากแนวหลังของคนทั้งสองชาติ ให้พร้อมรบในโลกไซเบอร์ที่ดุเดือด ได้ไม่แพ้แนวหน้า !! โดยเฉพาะ กระแสแฮชแทค #แบนโค้ก ที่ก่อตัวขึ้นจากฝั่ง ‘Netizen’ ของผู้บริโภคชาวไทย กับการรณรงค์ให้ยุติการดื่มผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมแบรนด์โค้ก (Coca-Cola Coke) ไปจนกว่าแบรนด์ระดับโลกดังกล่าวจะถอดคนดังชาวกัมพูชา ‘ วัณณ์ฎา‘ ( ម៉ាន់ វណ្ណដា) หรือ ‘VannDA’ แวนดา แร็ปเปอร์ คนดังชาวกัมพูชา ที่เคยสร้างชื่อให้ชาวโลกได้รู้จักในตัวเขาและประเทศกัมพูชาได้มากขึ้น จากการโชว์ในมหกรรมพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค 2024 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ที่ผ่านมา สถานการณ์ล่าสุด แม้จะยังไม่สามารถสรุปความชัดเจนได้ว่าเป็นการทำงานจากกระแส แฮชแทค #แบนโค้ก หรือไม่?? หลังสำนักข่าว KHMER TIMES รายงานข่าวพร้อมพาดหัวระบุ ‘ประธานวุฒิสภากัมพูชา (จอมพล สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน) ขอให้ประชาชนกัมพูชา สงบสติอารมณ์หลัง Coca-Cola ยกเลิกการสนับสนุนกับ VannDa ซูเปอร์สตาร์ฮิปฮอปชาวกัมพูชา รายงานข่าวชิ้นนี้ เผยเนื้อหาอ้างอิงจากเฟซบุ๊ค ฮุนเซน เรียกร้องให้ประชาชนกัมพูชาใช้ความระมัดระวังและพิจารณาอย่างรอบคอบในการประเมินกรณีที่บริษัท Coca-Cola ยกเลิกการสนับสนุนศิลปินแร็พชื่อดังของกัมพูชาอย่าง VannDa โดยโพสต์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลังเกิดกระแสความโกรธของชาวกัมพูชาที่กราดบนสื่อโซเชียล และคว่ำบาตรบริษัทโคคา-โคล่า เนื่องจากบริษัทได้ยกเลิกสัญญาโฆษณากับ VannDa แร็ปเปอร์ดคนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างยังไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แต่ชาวเน็ตกัมพูชาออกมาแสดงปฏิกิริยาโกรธเคืองต่อการที่โพสต์และรูปภาพของแร็ปเปอร์ชาวกัมพูชาชื่อดังถูกลบออกไป ขณะที่ ก่อนหน้านี้ Coca-Cola เคยร่วมมือกับ Vannda โดยนำเสนอเขาในแคมเปญและมิวสิควิดีโอต่างๆ รวมถึงแคมเปญ ‘Pass on the Magic’ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ‘ภวัต เรืองเดชวรชัย’ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (President & CEO) ของกลุ่ม MI (Media Intelligence Group) ได้เคยให้มุมมองต่อภาพลักษณ์ของคนดังที่มีผลต่อการทำตลาดของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ไว้อย่างน่าสนใจว่า การออกมา Call-out แสดงจุดยืนของ ‘VannDa’ ที่มีต่อประเทศกัมพูชาในเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งนี้ ในช่วงสั้นอาจส่งผลดีกับตลาดภายในประเทศของกัมพูชาเองมากกว่า “แต่ถ้าวันใด หากมีข้อสรุปออกมาแล้วว่าใครคือสีขาว หรือ สีดำ อาจมีผลกระทบตามมา ด้วยระดับโกลบอลแบรนด์ ต่างๆ จะมี กฎเกณฑ์ compulsory ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนในกิจกรรมด้านใดบ้าง” อย่างไรก็ตาม จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน หลังการออกมาเคลื่อนไหวของศิลปินคนดังกัมพูชารายดังกล่าว ที่แม้ว่าจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นผลงานของแฮชแทค#แบนโค้ก จากฝั่งไทยหรือไม่ก็ตาม? แต่สิ่งที่ชวนคิดตามมา คือ มูลค่าของตลาดน้ำอัดลม (CSD) ในไทย ที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมา ขณะที่ข้อมูลจาก Statista เผยว่าตลาดน้ำอัดลมในกัมพูชากำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยรายได้รวมของตลาด Soft Drinks ทั้งในและนอกบ้านในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 473.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ราวกว่า 1.6–1.7 หมื่น ล้านบาท/อัตราแลกเปลี่ยน 35–37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเติบโตเชิงมูลค่า 255.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2565 และ เมื่อเทียบขนาดของตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในทั้ง2 ประเทศแล้ว อาจเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลที่ผลิตภัณฑ์แบรนด์ระดับโลกใช้นำมาประกอบการตัดสินใจยุติคนดังกัมพูชารายดังกล่าวในการเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อรักษากำลังซื้อในตลาดที่มีศักยภาพกว่า หรือด้วยเหตุผลอื่นมาประกอบตาม compulsory ของแบรนด์ หรือไม่? อีกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นได้สะท้อนชัดถึงความเกี่ยวพันทั้งในมิติ การเมือง สังคม และการตลาดที่สะท้อนภาพสู่เศรษฐกิจระดับท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยหากเป็นการปลด VannDa จากการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์จริง ยังเป็นกรณีศึกษาสำคัญของความท้าทายทาง Brand Positioning ในตลาดที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองสูง ทำให้แบรนด์ระดับโลกต้องมีนโยบายชัดเจนในการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการขัดแย้งทางอุดมการณ์ และยังเป็นหนึ่งในกรณีศึกษา Brand สำคัญ ด้าน ‘Soft Power’ จากตัวบุคคลอย่าง VannDa ที่ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมดนตรีของชาติกัมพูชา ที่นำมาขยายผลสู่การเมือง แต่สร้างแรงกระเพื่อมไปต่อแบรนด์ ธุรกิจ และภาพลักษณ์ประเทศได้ Alternate-X สรุปให้ กรณี ‘VannDa’ แรปเปอร์กัมพูชา ถูก Coca-Cola ถอดจากแบรนด์แอมบาสเดอร์หลังเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กระแส #แบนโค้ก ถูกจุดขึ้นโดยผู้บริโภคไทย แม้ยังไม่ยืนยันผลลัพธ์อย่างชัดเจน แต่สะท้อนถึงแรงกระเพื่อมทางการเมือง สังคม และ Soft Power ของคนดังต่อแบรนด์ระดับโลก การตัดสินใจครั้งนี้ชี้ให้เห็นความท้าทายของ Brand Positioning และการบริหารความเสี่ยงในตลาดที่อ่อนไหวทางการเมือง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง แฮชแทก #แบนโค้ก เดือด! พลังคนดัง ‘แวนดา’ จุดชนวนสงครามไซเบอร์ข้ามพรมแดนสู่แบรนด์โลก
‘ออริจิ้น’ ครึ่งแรกปี68 ทำยอดพรีเซลกว่า 1.4 หมื่นล. แผนQ3เร่งโอนคอนโด-ทำตลาดพร้อมอยู่
‘ออริจิ้น’ แผนเติมสภาพคล่องขายหุ้นอินเตอร์คอนฯ กำเงินสดรอบุ๊คกำไรไตรมาส3 ปักหมุด‘ภูเก็ต-เชียงใหม่’ ขยายพอร์ตโรงแรมเมืองท่องเที่ยว หลังครึ่งแรกกวาดพรีเซลกว่า 1.4 หมื่นล.บาท ทำได้ 47% แล้วจากเป้า 3 หมื่นล.บาทในปี 68 พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร กล่าวว่า บริษัทฯ มียอดขาย (Presale) ครึ่งปีแรก กว่า 14,049 ล้านบาท คิดเป็น 47% ของเป้าทั้งปีที่วางไว้ราว 3 หมื่นล้านบาท โดยยอดขายดังกล่าว แบ่งเป็น โครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ORIGIN VERTICAL ประมาณ 81% จำนวน 11,434 ล้านบาท ยอดขายจากโครงการบ้านจัดสรรภายใต้แบรนด์ BRITANIA ประมาณ 19% จำนวน 2,615 ล้านบาท สำหรับยอดขายดังกล่าว มาจาก กลุ่มโครงการพร้อมอยู่ (Ready to move) ราว 57% ยอดขายจากกลุ่มโครงการที่เปิดขายใหม่ (New Launch) และอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง (Ongoing) รวมกันราว 43 % โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ปี2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัยทุกกลุ่ม (รวมโครงการ JV) ทั้งสิ้นกว่า 3,610 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น โครงการที่บริษัทฯพัฒนา (Non-JV) 2,190 ล้านบาท โครงการร่วมทุน (JV) 1,420 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2568 จำนวน 319 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ขณะที่ ในไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ คือ GRAND BRITANIA กรุงเทพกรีฑา-สุวรรณภูมิ BRITANIA บางแสน โดยกลุ่มบริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ในการหาช่องทาง/กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพิ่มขึ้น เช่น ตลาดต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นบ้านหลังที่สอง (Second Home) Big lot สำหรับกลุ่ม Corporate / นักลงทุน กลุ่มนักลงทุน ที่มีความสนใจคอนโดฯเพื่อการลงทุน กลุ่มลูกค้าที่ต้องการคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้ นอจากนี้ ในไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทฯ ได้โอนกรรมสิทธิ์บิ๊กล็อต โครงการ ‘Origin Plug & Play E22 Station’ ให้กับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA กว่า 278 ยูนิต “นับเป็นความสำเร็จ ที่สะท้อนถึงความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง DELTA และสะท้อนถึงโอกาสของตลาดที่อยู่อาศัยติดรถไฟฟ้าใกล้แหล่งงาน ที่ตอบโจทย์ตลาดแบบ B2B” พีระพงศ์ กล่าว ขณะเดียวกัน บริษัทฯ สามารถปิดดีลขายพื้นที่รีเทล โซน 10th Avenue แบบเหมาชั้น มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ในโครงการ ‘ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์’ ให้ นายอังเดร คู (Andre Koo) มหาเศรษฐีแห่งไต้หวัน เจ้าของ Chailease Group ธุรกิจลีสซิ่งยักษ์ใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชีย ที่ขยายธุรกิจมายังอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ต่อการขายบิ๊กล็อตในครั้งนี้ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งโครงการ ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ โครงการอสังหาฯ ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use มูลค่าโครงการรวมกว่า 14,000 ล้านบาท ที่พร้อมปั้นโซนรีเทล 10th Avenue ให้เป็นศูนย์รวมร้านอาหารระดับโลกบนทำเลใจกลางทองหล่อ ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 บริษัทมี Backlog รวมทั้งสิ้นกว่า 43,336 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่อง 5 ปี และมีโครงการคอนโดฯที่เสร็จใหม่และเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ ในช่วงไตรมาส 3/2568 อีก 4 โครงการ คือ ดิ ออริจิ้น เพลส บางนา ดิ ออริจิ้น บางแค ดิ ออริจิ้น พหล57 เดอะ แฮมป์ตัน สวีท ระยอง โดยมี Backlog ในส่วนของคอนโดฯ 4 โครงการ ดังกล่าวแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท พีระพงศ์ กล่าวต่อ สำหรับธุรกิจโรงแรม ปัจจุบันมีธุรกิจโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง และอีก 3 แห่งจะเปิดใหม่ในปี 2568 นี้ โดย 2 แห่งเป็นการ Re-opening โรงแรมที่เข้าซื้อกิจการ (acquire) เมื่อปี 2566 ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ และอีก 1 แห่ง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ สามารถยกระดับผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการประเมินมูลค่าทรัพย์สิน รวมถึงสามารถดำเนินกลยุทธ์ในการขายโรงแรมในราคาที่สอดคล้องกับศักยภาพของทรัพย์สินได้ตามแผนธุรกิจ ล่าสุดกลุ่มบริษัทฯ ได้ปิดดีล ขายหุ้นโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล แบงค็อก สุขุมวิท ทั้งหมดที่ถืออยู่ 51% ให้กับ Ci:z Technologies บริษัทที่ประกอบธุรกิจด้าน Nursing Home การพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพยาบาลและสวัสดิการ และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งธุรกิจให้คําปรึกษาและธุรกิจเสริมอื่นๆ ในเครือ Ci:z Holdings Co., Ltd. ยักษ์ใหญ่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดรับสุทธิ (Extra Cash) เพิ่มขึ้นกว่า 800 ล้านบาท และสามารถรับรู้กำไรได้ในรอบไตรมาส 3 ปี 2568 โดย กลุ่มบริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ระยะยาวได้อย่างเหมาะสม ตามแผนธุรกิจของบริษัทร่วมทุน ส่วนธุรกิจคลังสินค้า (Warehouse) ของกลุ่มบริษัทฯ รวมพื้นที่กว่า 410,744 ตารางเมตร ซึ่ง ณ ไตรมาส 2/2568 มีพื้นที่เปิดดำเนินการแล้วกว่า 311,850 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 95% ตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 1 ล้านตารางเมตร ตามแผนการดำเนินธุรกิจ ปัจจุบัน มี 9 โลเคชั่นในทำเลยุทธ์ศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ทำเล รังสิต บางนา กม.22 บางนา กม.19 บางนา กม.23 แหลมฉบัง พานทอง เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจ 1.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 170 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 2/2568) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (Park Origin) โซ ออริจิ้น (So Origin) ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play) ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge) นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill) ออริจิ้น เพลส (Origin Place) ดิ ออริจิ้น (The Origin) เคนซิงตัน (Kensington) แฮมป์ตัน (Hampton) ออริจิ้น เพลย์ (Origin Play) บริกซ์ตัน (Brixton) บริทาเนีย (Britania) เป็นต้น รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 254,967 ล้านบาท โดยกลุ่มโครงการบ้านจัดสรร หรือที่อยู่อาศัยแนวราบ ดำเนินการภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI เน้นกลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ส่วนกลุ่มโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ดำเนินการภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL 2.กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.กลุ่มธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจให้บริการลูกบ้าน ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ 4.กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว (Mega Trends) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการเงิน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร Alternate-X สรุปให้ ออริจิ้น โชว์ผลงานครึ่งปีแรกกวาดพรีเซลกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 47% ของเป้าทั้งปี 3 หมื่นล้านบาท พร้อมแผนปรับพอร์ตสินทรัพย์ ขายหุ้นอินเตอร์คอนติเนนตัล สุขุมวิท ให้ Ci:z Technologies รับเงินสดกว่า 800 ล้านบาท รอรับรู้กำไรไตรมาส 3 ส่วนธุรกิจโรงแรมขยายทำเลภูเก็ตและเชียงใหม่ รวมโรงแรมเปิดดำเนินงานแล้ว 9 แห่ง และจะเพิ่มอีก 3 แห่งในปี 2568 โดยไตรมาส 2 ทำรายได้จากการโอนโครงการกว่า 3,610 ล้านบาท กำไรสุทธิโต 3 เท่า QoQ พร้อม Backlog กว่า 4.3 หมื่นล้านบาท ทยอยรับรู้ต่อเนื่อง 5 ปี ธุรกิจคลังสินค้ามีพื้นที่เปิดดำเนินการแล้วกว่า 3.1 แสน ตร.ม. ตั้งเป้าขยายเป็น 1 ล้าน ตร.ม. เดินหน้ากลยุทธ์ Diversify สู่เมกะเทรนด์ระยะยาว
ยาสมุนไพรไทยโตแรง! ‘สุภาพโอสถ’ กำไรครึ่งปีแรกพุ่ง 205% ดัน JSP สู่รายได้พันล้าน
JSP เปิดยอดขายแบรนด์สุภาพโอสถ โค้งแรกของปี68 กำไรโต 205.7% ไปต่อครึ่งหลังลุยโออีเอ็ม ดันรายได้ 900 – 1,000 ลบ.ตามเป้า สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกรรมการ บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) เปิดเผยว่า ในงวดครึ่งแรกของปี 2568 บริษัทฯมีผลการดำเนินธุรกิจออกมาอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้รวมสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.3 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 355 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทมีกำไรสุทธิในครึ่งปีแรก ที่ 31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 205.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานเฉพาะไตรมาส 2/2568 บริษัทฯ มีรายได้ 263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้บริษัทจึงประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสด 0.0526 บาทต่อหุ้น โดยจะดำเนินการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 12 ก.ย. 68 สิทธิชัย กล่าวว่า ในปี 2568 ถือเป็นปีที่ JSP เดินตามโรดแมพที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มมีสัญญาณของการดำเนินงานที่ดีมาตั้งแต่ต้นปี 2567 ที่ผ่านมา โดย JSP จะยังคงเดินตามโรดแมพระยะ 3- 5 ปีที่วางไว้คือการก้าวสู่ผู้นำธุรกิจด้านสุขภาพครบวงจร ทั้งจากการเติบโตภายในและและการซื้อกิจการที่มีศักยภาพและต่อยอดให้กับธุรกิจหลัก ซึ่งปัจจุบัน JSP ครอบคลุมธุรกิจด้านสุขภาพผ่านบริษัทต่างๆดังนี้ 1.บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (JSP) โรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันและยาสมุนไพรที่ได้มาตรฐาน GMP-Pic/S และดำเนินธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Own Brand ภายใต้แบรนด์ “สุภาพโอสถ” และดำเนินธุรกิจการรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนและสัตว์ ยาแผนปัจจุบัน ยาสมุนไพร และเครื่องสำอาง 2.บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) (GWM) ดำเนินธุรกิจธุรกิจโรงงานผลิตน้ำยาล้างไต (A-B Solution) ดำเนินธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำยาสำหรับผู้ป่วยฟอกไต รวมถึงนำเข้า – ส่งออกเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ ได้แก่ เครื่องฟอกไตเทียม, เข็มต่อสายฟอกเลือด และอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเลือด อีกทั้งยังมีบริษัทวารี เมดิคอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกภายใต้ GWM ที่ให้บริการด้านการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบน้ำบริสุทธิ์ (RO) และจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องกรองน้ำและติดตั้งระบบน้ำบริสุทธิ์ให้กับศูนย์ฟอกไตของ GWM และลูกค้ารายอื่นๆ นอกจากนี้ยังจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเวชสำอางสำหรับผู้ป่วยฟอกไต 3.บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CDIP) ประกอบธุรกิจด้านการรับจ้างวิจัยเชิงวิชาการในห้องปฏิบัติการ รับจ้าง ทดสอบและวิเคราะห์ผลทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงจัดงานฝึกอบรมและสัมมนา และส่วนงานให้คำปรึกษาการยื่นขอทุนวิจัยด้านการวิจัยและพัฒนา โดยธุรกิจของ CDIP ถือเป็นธุรกิจต้นน้ำสำหรับการนำไปต่อยอดด้านการผลิตยา อาหารเสริม รวมถึงเครื่องสำอาง สำหรับคนและสัตว์ ซึ่งมีจุดเด่นคือ ธุรกิจนี้ยังมีผู้เล่นน้อยรายในประเทศไทย จึงถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตของ JSP 4.บริษัท แคร์ซูติก จำกัด บริษัทที่ให้บริการด้านอินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ที่มีทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา รวมถึงรับจ้างผลิต (OEM) ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคน และสำหรับสัตว์ ที่ครอบคลุมทั้งสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน เช่น สุนัข และแมว และสัตว์ในการเลี้ยงสำหรับการทำปศุสัตว์ เช่น หมู ไก่ เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการกลุ่มขนาดกลางขนาดย่อมและรายย่อย (MSMEs ) แม่ค้าออนไลน์ เน็ตไอดอล รวมถึงบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจและต้องการเป็นเจ้าของแบรนด์ด้วยตัวเอง ด้วยเงินลงทุนที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มต้นเพียง 1 แสนบาท ซึ่งกลุ่มลูกค้าของแคร์ซูติกจะแตกต่างจากลูกค้าของ JSP คือเป็นกลุ่มรายย่อย ที่มีเงินทุนจำกัด 5. บริษัท เมดิส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (Medis) ให้บริการตู้จำหน่ายยาอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ภายใต้ชื่อ ‘ตู้ยา อุ่นใจ ใกล้คุณ 24 ชั่วโมง’ เพื่อจำหน่ายยาสามัญประจำบ้านและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยมีเป้าหมายที่จะขยายตู้ยาไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกช่องทางการกระจายสินค้าให้กับ JSP ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอีกช่องทางหนึ่ง สิทธิชัยกล่าวว่า “เราดำเนินธุรกิจตามโรดแมพระยะยาวที่วางไว้ ในช่วง 3 ปีก่อนหลังจากเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เราได้นำเงินมาลงทุนในการขยายกิจการทั้งเครื่องจักร และลงทุนในการซื้อกิจการ ซึ่งปัจจุบันเราก้าวเข้าสู่ช่วงของการเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการลงทุนที่สะท้อนทั้งยอดขายสินค้าที่ดีขึ้น และรายได้ของบริษัทลูกที่เติบโตขึ้น” ทั้งนี้ในปี 2568 เมื่อต้นปี บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 900 – 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันยังคงเป้าหมายเดิมไว้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะไม่สดใส แต่โครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและคนวัยทำงานที่หันมาดูแลตัวเองมากขึ้นก็เป็นปัจจัยผลักดันให้ธุรกิจของ JSP เติบโตได้ต่อเนื่อง “ในครึ่งปีหลังจะเน้นการเดินหน้าเพิ่มรายได้จากธุรกิจ OEM ให้ขึ้นมาเทียบเท่ารายได้จากการจำหน่ายสินค้า” สิทธิชัยกล่าว Alternate-X สรุปให้ JSP โชว์ศักยภาพแบรนด์ สุภาพโอสถ ครึ่งแรกปี 2568 กำไรพุ่งแรงกว่า 205% ทำสถิติสูงสุดใหม่ทั้งรายได้และกำไร โดยบริษัทประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล พร้อมรักษาเป้าหมายรายได้ทั้งปี 900 – 1,000 ล้านบาท แม้เศรษฐกิจชะลอ ปัจจัยบวกมาจากเทรนด์สังคมผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยครึ่งปีหลัง JSP เตรียมรุกหนักธุรกิจ OEM เพิ่มรายได้อีกแรง ขับเคลื่อนพอร์ตสู่การเติบโตระยะยาว พร้อมเดินหน้าตามโรดแมพสู่การเป็นผู้นำธุรกิจสุขภาพครบวงจร ผ่านการขยายการผลิตและการลงทุนในธุรกิจเสริม
GPSC ปรับพอร์ตธุรกิจ เน้นลงทุน-สร้างผลตอบแทน หลังปิดดีลขายหุ้น ‘ESCE’ 33.33%
GPSC ปรับพอร์ตลงทุนรับการเติบโตพลังงาน หลังบรรลุข้อตกลงขายหุ้น โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ให้ Veolia คาดปิดดีลสิ้นปี 2568 พรรณพร ศาสนนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้ากลุ่ม ปตท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัท โกลว์ ไอพีพี 3 จำกัด (GIPP3) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GPSC ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นที่ถือทั้งหมด 33.33% ในบริษัท อีสเทิร์นซีบอร์ด คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (ESCE) ที่ถือบริษัท ชลบุรี คลีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (CCE) ซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตราย ด้วยกำลังการผลิตติดตั้ง 8.63 เมกะวัตต์ ให้กับผู้ซื้อบริษัท วีโอเลีย เอ็นไวรอนเมนทัล เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด มูลค่ารวม 354 ล้านบาท และคาดว่าการทำธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 การบรรลุข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนในกลุ่ม GPSC ที่ดำเนินการมาต่อเนื่อง และสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของบริษัทฯ ในระยะยาว ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านการบริหารการเงินและสภาพคล่อง พร้อมต่อยอดโอกาสการลงทุนใหม่ และโครงการที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การดำเนินกลยุทธ์ GPSC มุ่งหวังยกระดับประสิทธิภาพการใช้เงินทุน ลดความเสี่ยงสินทรัพย์ที่ไม่สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจและเพิ่มความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้น พร้อมรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตอย่างยั่งยืน Alternate-X สรุปให้ GPSC ปรับโครงสร้างพอร์ตลงทุนรับอนาคตพลังงานสะอาด ขายหุ้นโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ESCE ให้ Veolia มูลค่า 354 ล้านบาท คาดปิดดีลสิ้นปี 2568 เสริมความยืดหยุ่นด้านการเงินและสภาพคล่อง สอดคล้องทิศทางเติบโตระยะยาว พร้อมต่อยอดโครงการใหม่ มุ่งสร้างผลตอบแทนมั่นคงและพอร์ตลงทุนแข็งแกร่งยั่งยืน
‘ลำปาง’ เมืองเที่ยวยั่งยืน โปรเจกต์ ‘Village to the World’ จังหวัดนำร่องดึงเอกชนลงทุน ESG
‘ลำปาง’ จังหวัดนำร่องการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืน ในโครงการ ‘Village to the World’ จาก 3 พันธมิตร ‘ททท.-สวธ.-ไทยแอร์เอเชีย’ เชื่อมวัฒนธรรมสู่โมเดลลงทุนทางสังคมในภูมิภาค การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) และพันธมิตรภาคเอกชน ไทยแอร์เอเชีย ในโครงการ Village to the World #SustainableAgenda การท่องเที่ยวยั่งยืนต้องเริ่มต้นจาก ‘ความร่วมมือที่จับต้องได้จริง’ โดยนำร่องส่งพนักงานลงพื้นที่จริงในชุมชนลำปางผ่านกิจกรรม ‘Journey D x 4 ส สู้เพื่อโตต่อ’ ซึ่งโครงการฯ นี้ เป็นการวางหมากสำคัญในการเชื่อมโยงกลยุทธ์ ESG ของภาคธุรกิจ เข้ากับ ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ ซึ่ง ททท. วางเป้าหมายยกระดับเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนทางสังคม ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ถือหุ้น นักลงทุน และชุมชนอย่างแท้จริง พร้อมพลิกบทบาทขององค์กรธุรกิจจาก ‘ผู้สนับสนุน’ มาเป็น ‘พันธมิตรร่วมสร้างผลกระทบเชิงบวก’ ตลอดห่วงโซ่คุณค่าในพื้นที่ลำปาง ทั้งนี้ กลุ่มพนักงานไทยแอร์เอเชีย ที่ผ่านการอบรม 4 ส. ‘สนุก-สไตล์-สัมพันธ์- สร้างสรรค์ เป็นทูตวัฒนธรรมองค์กรของไทยแอร์เอเชีย สมัครลงพื้นที่จริงเพื่อร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมกับชุมชน อาทิ พิธี ‘ยอคุณแม่น้ำวัง’ ประเพณีโบราณที่ถูกฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ ด้วยการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น เที่ยวให้เพลินเกิดการเรียนรู้ กัปตันภราดร ขำปรางค์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการการบิน สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้กล่าว ในพิธีเปิดว่า ในฐานะนักบิน เราใส่ใจเรื่องประสิทธิภาพและคาร์บอนฟุตพรินต์เสมอ แต่วันนี้ เราได้เห็น ‘ความยั่งยืนบนแผ่นดิน’ ผ่านมือของชาวลำปางที่ช่วยกันสร้างคุณค่าร่วมใหม่ด้วยวัฒนธรรม “ผมภูมิใจอย่างยิ่งที่ Allstars จากทุกแผนกมาร่วมกิจกรรมนี้ เราไม่ได้มาเที่ยว แต่เรามาเรียนรู้เพื่อกลับไปทำงานอย่างเข้าใจ ว่าความยั่งยืนไม่ใช่แค่แนวคิดในเอกสาร แต่มันเริ่มต้นจากหัวใจที่เชื่อ และมือที่ลงมือทำ” กัปตันภราดร กล่าว ด้าน ‘ทอปัด สุบรรณรักษ์’ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สายการบินไทยแอร์เอเชีย เสริมว่า Journey D ไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR แต่คือการพา Allstars ไปเข้าใจคำว่า Sustainabilityอย่างลึกซึ้งผ่านการมีส่วนร่วมกับชุมชน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และคุณค่าร่วมที่จับต้องได้ กิจกรรมนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดวัฒนธรรมองค์กร “4 ส.” ของแอร์เอเชีย ได้แก่ สนุก ท้าทาย กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ มีสไตล์ ที่แตกต่างในการทำงานร่วมกันอย่างเคารพความต่าง สัมพันธ์ ที่เชื่อมคนในองค์กรกับชุมชน และ สร้างสรรค์ยั่งยืน ที่นำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างมีความหมาย สำหรับ โครงการ Village to the World ยังวางเป้าหมายเชิงโครงสร้างโดยเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถลงทุนทางสังคมร่วมกับชุมชนต้นแบบผ่านกิจกรรมที่สามารถวัดผลเชิง ESG ได้จริง พร้อมทั้งสร้างกลไกเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใสและน่าเชื่อถือ สู่การยกระดับ ESG Investment ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยททท. ตั้งใจให้โครงการนี้เป็น ‘จิ๊กซอว์’ สำคัญที่เชื่อมโยง ชุมชน-ธุรกิจ-ธรรมาภิบาล เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ และกิจกรรมของไทยแอร์เอเชียที่ลำปางครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของการนำยุทธศาสตร์ ESG มาสู่การปฏิบัติจริงในระดับองค์กรและพื้นที่ Alternate-X สรุปให้ ลำปางเปิดเกมนำร่อง ‘Village to the World’ เมืองต้นแบบท่องเที่ยวยั่งยืน โดย ททท.-สวธ.-ตลาดหลักทรัพย์ จับมือไทยแอร์เอเชีย ปั้นโมเดล ESG Investment โดยพนักงานลงพื้นที่เรียนรู้วัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน ในกิจกรรม ‘Journey D x 4ส.’ เชื่อม CSR สู่วัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง พร้อมวางเป้าหมายยกระดับการลงทุนทางสังคม โปร่งใส-วัดผลได้จริง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง เที่ยวไทยร่วมตลาดทุน จับคู่เอกชน-ชุมชนท้องถิ่น นำร่อง 5 จังหวัดแหล่งเที่ยวยั่งยืน แอร์เอเชีย ทำดีลกว่า 4 แสนล. สั่ง A321XLR ลำตัวแคบแต่บินไกล บริการรายแรกในกลุ่มโลว์คอสต์ฯ
ผจญภัย จูราสสิค เวิลด์ฯ มันสนุก..มันว้าว!! ไม่เกินจริง กับ 10 โซนพาย้อนกลับไปโลกล้านปี
หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ‘Jurassic World: The Experience’ จุดหมายปลายทางเที่ยว กับประสบการณ์ท่องเที่ยวในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ ที่ไม่เหมือนใคร เป็นครั้งแรกในไทย!! โดย Alternate-X ได้มีโอกาสร่วมสัมผัสประสบการณ์ ‘Jurassic World: The Experience’ ที่พาเราออกไปผจญภัยในโลกเสมือนจริงยุคไดโนเสาร์เมื่อกว่า 300 ล้านปีก่อนได้ภายในช่วงเวลาราว ๆ 30-40 นาที ที่สามารถ wrap-up ทั้งความรู้ และความสนุก (มากกกกก) เอาไว้ได้ครบจนเกินคุ้มราคาค่าตั๋ว ก็ว่าได้ แต่ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จัก ‘Jurassic World: The Experience’ ที่ถูกวางไว้ให้เป็นเดสติเนชั่นท่องเที่ยว ด้วยขนาดพื้นที่ 6,000 ตร.ม.ตร ตั้งอยู่ในโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โปรเจกต์นี้ มีมูลค่าราวๆ 1,200 ล้านบาท จากความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ธุรกิจความบันเทิงท่องเที่ยวระดับโลก ระหว่างพันธมิตร บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น (AWC) , NEON, และ Universal Live Events & Location Based Entertainment ธุรกิจหนึ่งในเครือ Universal Destinations & Experiences เพื่อสนับสนุนให้ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับโลก โดยความน่าสนใจของโปรเจกต์นี้ ถูกสร้างขึ้นภายใต้แฟรนไชส์ภาพยนตร์ระดับโลก Jurassic มาสู่โลกแห่งความเป็นจริง พร้อมสร้างประสบการณ์เสมือนจริงแบบอิมเมอร์ซีฟ ให้กับทุกคนเข้ามาร่วมร่วมผจญภัยไปบนเกาะอิสลา นูบลาร์ ท่ามกลางไดโนเสาร์แอนิเมทรอนิกส์ที่สมจริง ได้แบบตื่นตาตื่นใจไปหมด โดยเฉพาะ ‘เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานง ที่คอยดูแลนักท่องเที่ยว (ผู้เข้าชม) ภายในเกาะฯแห่งนี้ ที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน พร้อมให้ความใส่ใจในความปลอดภัยแทบทุกตาราวนิ้วของพื้นที่ ที่ชวนสร้างความ ‘อิน’ ให้กับนักท่องเที่ยวแบบตื่นตัวแทบตลอดเวลา จนหลงคิดเข้าไปว่าอยู่ในโลกไดโนเสาร์ของจริงกันเลยทีเดียว!! ซึ่งในส่วนของเจ้าหน้าที่บนเกาะฯ เราให้ เต็มสิบไม่หักเลยสักคะแนน!! ทันทีที่ คณะนักท่องเที่ยวพร้อมแล้วประตู Jurassic World: The Experience ก็พร้อมเปิดประสบการณ์ให้การต้อนรับ เริ่มกันที่จุดแรก 1.Origins of Wonder (ต้นกำเนิดแห่งความมหัศจรรย์) โซนนี้ ทุกคนจะได้ทบทวนเรื่องราวการเกิดขึ้นของไดโนเสาร์ใน Jurassic World ผ่านการจัดแสดงก้อนอำพัน (ที่ข้างในมีฟอสซิลด้วย) พร้อมคำบรรยายจากตัวละครในตำนานอย่าง มิสเตอร์ ดีเอ็นเอ จุดนี้ นักท่องเที่ยว สามารถถ่ายภาพกันก่อนออกเดินทางเพื่อเข้าสู่จุดรอขึ้นเรือเฟอร์รี่ ทันทีที่ นักท่องเที่ยว เข้าไปโถงเรือเฟอร์รี่โดยสาร พร้อมพาทุกคนออกสู่ท้องทะเล ในบรรยากาศท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆพายุ เรียกว่าเป็นจุดแรก ที่ทำถึงก่อนเลยเมื่อผู้โดยสารโดยน้ำสาดกระเด็นใส่ตัวจริงๆ!! กับฉากวาฬยักษ์ ที่จะกระโจนขึ้นมาจากน้ำอย่างใกล้ชิด จน กัปตัน ต้องประกาศผ่านลำโพงว่าคลื่นน้ำที่ซัดสาดเข้ามาเกิดขึ้นจากวาฬ ไม่ใช่โมซาซอรัส พร้อมแสดงภาพกราฟิกเคลื่อนไหวเปรียบเทียบขนาดระหว่างวาฬยุคปัจจุบันกับ โมซาซอรัส บนหน้าจอด้านหน้าต่างฝั่งทะเล ก่อนที่ม่านหน้าต่างปิดลง พร้อมเสียงประกาศต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนสู่เกาะ อิสลา นูบลาร์ จากกัปตัน 2.Arrival at Isla Nublar (เดินทางสู่เกาะอิสลา นูบลาร์) เมื่อผู้โดยสารก้าวเท้าเข้าสู่เกาะอิสลา นูบลาร์ แล้วต่างเดินไปบนเส้นทางที่ขนาบด้วยเสียงดังกึกก้องของสัตว์ยักษ์ที่ไม่อาจมองไม่เห็น พร้อมกับประตูขนาดใหญ่อันเป็นสัญลักษณ์ของ Jurassic World ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้า และคบเพลิงสองข้างประตูที่ถูกจุดขึ้น มาพร้อมเสียงทำนองซาวนด์แทร็กของ Jurassic World 3.A Close Encounter with Giants (เผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่แห่งโลกล้านปี) ทันทีที่ประตูเปิดออก เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานออกมาต้อนรับผู้เข้าชมพร้อมเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับแบรคิโอซอรัส ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเมื่อเจ้าแบรคิโอซอรัสตัวเล็กจามขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ปล่อยละอองฟุ้งกระจายไปในอากาศ จากนั้นผู้เข้าชมจะถูกเชื้อเชิญสู่หอสังเกตการณ์ เพื่อชมเจ้าหน้าที่ขณะกำลังให้ใบไม้แก่เจ้าแบรคิโอซอรัสเป็นอาหาร 4.The Petting Zoo (สัมผัสไดโนเสาร์รุ่นเยาว์) เดินทางต่อเพื่อพบกับ แองคิโลซอรัส เจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ใกล้รถเข็นที่เต็มไปด้วยผักสีเขียวยื่นอาหารจานโปรดให้กับมันอย่างแผ่วเบา เจ้ายักษ์ใหญ่ดีใจนส่ายหางไปมาอย่างกระตือรือร้น ส่งผลให้ใบไม้ร่วงกราวเมื่อหางของมันปัดไปโดนเข้ากับต้นไม้ในบริเวณอย่างจัง จากนั้นเจ้าหน้าที่ ชวนให้ผู้เข้าชมร่วมดูแลลูกไดโนเสาร์ที่น่ารัก และสัมผัสความผูกพันอันน่าอัศจรรย์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตยุคโบราณเหล่านี้อย่างใกล้ชิด 5.The Predator Pavilion (ดินแดนนักล่าดึกดำบรรพ์) ในโซนนี้ นักท่องเที่ยวจะได้พบกับเหล่าแรปเตอร์ ไดโนเสาร์นักล่าที่ถูกจับใส่ที่ครอบปาก พวกมันยังคงส่งเสียงคำราม ทั้งสะบัดและกระแทกที่ครอบปากอย่างไม่สบอารมณ์ โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายเกี่ยวกับดีเอ็นเอของสัตว์หลากหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้ในการตัดแต่งพันธุกรรมของแร็ปเตอร์เหล่านี้ พร้อมชวนให้สังเกตรายละเอียดลวดลายเฉพาะตัวอันโดดเด่นและสวยงามของแรปเตอร์แต่ละตัว ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังค่อยๆ นำแร็ปเตอร์กลับเข้าคอกอย่างระมัดระวัง หนึ่งในพวกมันกลับปรากฎตัวแยกออกมาอย่างโดดเด่น ใช่แล้ว!!เจ้า ‘บลู’ นั่นเอง ที่เป็นโอกาสพิเศษให้เหล่านักท่องเที่ยวจะได้เผชิญหน้ากับเวโลซีแร็ปเตอร์ผู้เฉลียวฉลาดและภักดีสุดหัวใจ เจ้าของสายตาเฉี่ยวคมที่ทั้งน่าหลงใหลและน่าสะพรึงกลัวในขณะเดียวกัน 6.The Observation Deck (หอสังเกตการณ์) เมื่อเดินทางมาถึงหอสังเกตการณ์ นักท่องเที่ยวจะได้รับชมวิดีโอข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับไดโนเสาร์ เมื่อวิดีโอจบลง อินโดไมนัส เร็กซ์ ปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ พรางตัวหลบซ่อนเข้าไปในแมกไม้ ก่อนจะโผล่ออกมาอีกครั้งพร้อมคำรามลั่นจนทำให้พื้นสั่นสะเทือน ในโซนนี้ เป็นอีกหนึ่งความประทับใจกับความสมจริง โดยหลังเสียงระเบิดดังขึ้น ส่งผลให้ระบบพลังงานและความปลอดภัยทั่วทั้งอุทยานล้มเหลว และแล้ว อินโดไมนัส เร็กซ์ ก็เริ่มโจมตีหอสังเกตการณ์ และในขณะที่มันเหวี่ยงกรงเล็บอีกครั้ง การปรากฏตัวของเจ้า คาร์โนทอรัส ก็ได้เบนความสนใจของมันออกไป เมื่อไดโนเสาร์ทั้งสองตัวปะทะกันอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่รีบปิดบานหน้าต่าง แต่สุดท้ายโครงสร้างอาคารก็พังทลายลงเนื่องจากโดนแรงกระแทกจากการต่อสู้ภายนอก เจ้าหน้าที่รีบพาทุกคนหนีออกไปยังทางออกฉุกเฉิน!! 7.A Fight for Survival (ผจญภัยเพื่อเอาชีวิตรอด) จากเส้นทางหลบหนี ได้พาทุกคนเข้าสู่โกดังเพดานสูงขนาดใหญ่ บนจอมอนิเตอร์ฉายภาพความโกลาหลที่เกิดขึ้นโดยรอบ มีข้อความแจ้งเตือนสีแดงปรากฏทั่วบริเวณ และกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่า คาร์โนทอรัส หายออกไปจากกรงกักกัน กล่องสินค้าในโกดังสั่นไหวและร่วงหล่นลงมาในขณะที่มันหันหัวเพื่อเผยคมเขี้ยว พร้อมคำรามด้วยเสียงทุ้มต่ำที่ค่อยๆ กังวานขึ้นอย่างกึกก้อง ผู้เชี่ยวชาญรีบส่งสญญาณให้ทุกคนรีบวิ่งหนีเอาตัวรอด (อีกแล้ว!!) 8.Lost in the Jungle (หลงในป่าดงดิบ) จากนั้น เจ้าหน้าที่นำผู้เข้าชมออกจากโกดังเข้าสู่พื้นที่ป่าดิบชื้นที่เต็มไปด้วยเสียงของสัตว์ป่าที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้น เสียงหวีดร้อง “จิ๊บๆ” แหลมสูงชวนขนลุกก็ดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความมืด เจ้าหน้าที่รีบบอกให้ทุกคนเงียบและอยู่นิ่งๆ ทันที เมื่อ ไดโลโฟซอรัส ปรากฏตัวขึ้น มันเอียงหัวจ้องมองราวกับกำลังประเมินกลุ่มผู้ชมอยู่ จากนั้นเสียงพุ่มไม้ไหวเบาๆ ก็เบี่ยงเบนความสนใจของมัน ก่อนที่ไดโลโฟซอรัสอีกสองตัวจะโผล่ออกมาพร้อมเสียงกรีดร้อง และกางแผงคออันเป็นเอกลักษณ์ของพวกมัน หนึ่งในนั้นพ่นพิษไปยังต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ 9.Caged up (กรงปริศนา) เมื่อพวกเราเดินเข้าสู่โดมสัตว์ปีกยุคดึกดำบรรพ์ เทอราโนดอน ตัวหนึ่งก็ร่อนลงมา กรงเล็บของมันที่จับลูกกรงแน่น จากนั้นเสียงกระพือปีกก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะมีเทอราโนดอนอีกตัวหนึ่งปรากฏตัวเกาะอยู่บนคานเหล็กสูง มันสยายปีกออกกว้าง สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมด้วยขนาดใหญ่มหึมา จากนั้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจะพบกับซากรถบรรทุกที่จอดพังอยู่บริเวณแล็ปกลางทุ่ง สไตกิโมล็อก โผล่ออกมา สร้างความดีใจให้กับผู้เข้าชมด้วยความน่ารักของมัน แต่เสียงคำรามของ ทีเร็กซ์ ที่ดังขึ้นใกล้ๆ ก็ทำให้ทุกคนรีบวิ่งหนีเข้าไปหลบภัยในห้องแล็ปวิจัยภาคสนามทันที 10.The Final Escape (การหลบหนีครั้งสุดท้าย) จากนั้น เจ้าหน้าที่และผู้เข้าชมหลบพายุชั่วคราวภายในห้องวิจัย ทุกคนรู้สึกขนลุกเล็กน้อยเมื่อเห็นไข่ไดโนเสาร์ที่เต้นตุบๆ และหน้าจอที่แสดงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และลำดับพันธุกรรม DNA เมื่อออกจากห้องวิจัย กลับพบว่าได้กลับมาอยู่ในป่าอีกครั้ง พร้อมเสียงคำรามของ ทีเร็กซ์ ที่ดังอยู่ใกล้ ๆ และเหลือบเห็น ไจโรสเฟียร์ ที่พังอยู่และพยายามเข้าไปตรวจสอบมัน แต่สภาพอากาศทำให้ทุกคนหลงทิศ จากสายฟ้าฟาดลงมาอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นตำแหน่งของกลุ่มนักท่องเที่ยว และทีเร็กซ์ก็พุ่งกระโจนเข้าหาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามกดรหัสที่แป้นควบคุมอย่างลนลาน แต่ในที่สุดก็สามารถเปิดประตูและพาทุกคนเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยได้ทันเวลา 11.Jurassic World: The Experience – Retail Store กลับสู่โลกแห่งการช้อปของที่ระลึก เมื่อทุกคนปลอดภัยในที่สุด เจ้าหน้าที่กล่าวแสดงความยินดีต่อทักษะการเอาตัวรอดของนักท่องเที่ยว พร้อมประกาศว่าทุกคนได้ผ่านพ้นอันตรายทั้งหลายมาได้ทั้งหมดแล้ว การผจญภัยเสร็จสิ้นลง ณ ร้านค้าสไตล์บังเกอร์หลบภัยซึ่งผู้เข้าชมสามารถเลือกซื้อของที่ระลึก ทั้งเสื้อผ้า ของเล่น หรือของสะสมพิเศษจาก Jurassic World เพื่อเก็บการผจญภัยในเกาะอิสลา นูบลาร์ นี้ไว้ในความทรงจำ แวะเติมอิ่มที่ Fossil & Flame Restaurant นอกจากนี้ ภายในบริเวณใกล้เคียงกับ Jurassic World: The Experience ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ ห้องอาหารและคาเฟ่ Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant พร้อมมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Jurassic World: The Experience ผสมผสานการเดินทางอันน่าทึ่งเข้ากับเมนูอาหารสุดสร้างสรรค์สำหรับผู้เข้าชมทุกช่วงวัย ให้เพลิดเพลินแถมสนุกไปกับเมนูอาหารและบรรยากาศที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันจากจักรวาล Jurassic World ที่นำทั้งรสชาติ ความบันเทิง และจินตนาการเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน โดยมีเมนูไฮไลต์ อาทิ Tree Top Nacho Tower หอคอยนาโช่กรอบท็อปด้วยชีสและซัลซ่า Volcano Extreme, Rack of Bones Mesquite Baby Back Pork Ribs โครงหมูอ่อนย่างซอสเมสกีตสไตล์เท็กซัส รวมถึงเมนูต่าง ๆ โดยห้องอาหารสามารถรองรับแขกได้สูงสุดถึง 256 ที่นั่ง แบ่งเป็นห้องรับประทานอาหารแบบส่วนตัว 2 ห้อง พร้อมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ดาดฟ้าแบบเปิดโล่ง เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ในเวลาเปิดให้บริการ 12:00 – 24:00 น. สามารถเข้าไปรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเว็บไซต์: http://jurassicworldfossilandflamerestaurant.com/ สำหรับโครงการ Jurassic World: The Experience เวลาเปิดให้บริการ 11:00 – 22:00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา 21:00 น.) การจำหน่ายบัตร สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ทาง https://jurassicworldexperience.com/th/ มีบัตรหน้างานจำหน่าย แต่เนื่องจากมีความต้องการเข้าชมเป็นจำนวนมาก ขอแนะนำให้ผู้ที่ประสงค์เข้าชมสำรองบัตรล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ เพื่อสำรองบัตรเข้าชมในช่วงเวลาที่ต้องการ ราคาบัตร (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) วันธรรมดา (ก่อน 16:00 น.) 579 บาท สำหรับเด็ก (อายุ 3-10 ปี) 769 บาท สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 11 ปีขึ้นไป) วันธรรมดาหลัง 16:00 น., วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 789 บาท สำหรับเด็ก (อายุ 3–10 ปี) 989 บาท สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 11 ปีขึ้นไป) เว็บไซต์ https://jurassicworldexperience.com/th/en อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง เปิดแล้ว 8 สิงหา นี้ จูราสสิค เวิลด์ฯ แม่เหล็กใหม่ เอเชียทีคฯ ดูดเที่ยวระดับโลก AWC เดินเกมทุนยืดหยุ่น ส่งโมเดล ‘AWC Growth Fund’ ลดภาระหนี้-ลงทุนเต็มจำนวน AWC แปลงโฉม ‘ล้ง1919-ทรงวาด’ ทำห้องพักแพงสุดในไทย The Ritz-Calrton คืนละ 3 แสนบาท
กรุงศรีฯ วางแผนบาลานซ์ ลดเสี่ยงธุรกิจ-ลีนค่าใช้จ่าย ลูกค้าซื้อประกัน-ลงทุนผ่านบัตรฯพุ่ง
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แผนบาลานซ์เสี่ยง/เติบโตธุรกิจ สะท้อนพฤติกรรมรูดบัตรเครดิต-ขอสินเชื่อ ‘คนไทย’ เริ่มลามกลุ่มลักซูรี-บิวตี แล้ว อธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต และ สินเชื่อบุคคล กล่าวว่ากรุงศรี คอนซูมเมอร์ (KSC) วางแผนปรับสมดุล (Balance) บริหารความเสี่ยงธุรกิจพร้อมลดค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยเพื่อสร้างกำไรต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างความกระชับ (lean) ธุรกิจมากขึ้นเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ แนวทางดังกล่าว เพื่อคงความเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในใจผู้บริโภค (Top of Mind) ด้วยผลิตภัณฑ์บัตรที่เป็นเรือธง (Flagship Product) และรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ Data for Business ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเอไอ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาแคมเปญและปรับกลยุทธ์ทางการตลาด Productivity & Efficiency มุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อคงความเป็นผู้นำในธุรกิจ Focus Core Product มุ่งเน้นปรับจุดขายผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค Payment of Choice แคมเปญใหม่เพื่อทำตลาดเชิงรุกปลายปี ใช้ความแข็งแกร่งภายใต้เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา “KSC อยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรเพิ่มเพื่อนำเสนอรูปแบบใหม่ในการชำระเงินให้กับผู้บริโภค คาดเห็นความชัดเจนพร้อมเปิดตัวในไตรมาสแรกปี 2569” อธิศ กล่าว สำหรับผลประกอบการ KSC ครึ่งแรกปี 2568 ดังนี้ ยอดบัญชีลูกค้าใหม่ (บัตรเครดิตและสินเชื่อ) 273,700 บัญชี ลดลง 5% ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต 191,400 ล้านบาท เติบโต 5% ยอดสินเชื่อใหม่ 45,400 ล้านบาท ลดลง 7% ยอดสินเชื่อคงค้าง (บัตรแครดิตและสินเชื่อ) 136,000 ล้านบาท เติบโตลดลง 9% ทั้งนี้ เปรียบเทียบกับตลาดบัตรเครดิตดังนี้ ภาพรวมตลาดจำนวนบัตรเครดิต (มิถุนายน 2568) อยู่ที่ 6.3 ล้านบัตร จาก 2.6 ล้านบัตร โดย KSC ครองส่วนแบ่ง 24% ของตลาด โดยภาพรวมตลาด (YoY) ติดลบ 0.6% ส่วน KSC เติบโต1.30% ขณะที่ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต (มกราคม-มิถุนายน 2568) อยู่ที่ 191,400 ล้านบาท จาก 137,000 ล้านบาท เติบโต 0.8% โดย KSC มีส่วนแบ่งตลาดราว 17% และเติบโต 1.5% สำหรับตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่ายอดสินเชื่อคงค้าง (มิถุนายน 2568) มีมูลค่าราว 55,300 ล้านบาท จาก 469,000 ล้านบาท โดย KSC ครองส่วนแบ่ง 12% โดยภาพรวมตลาดมีหนี้ที่ไม่ก่อรายได้สัดส่วน 3.7% ส่วน KSC อยู่ที่ 2.3% ขณะที่ ปริมาณหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (มิถุนายน 2568) ในอุตสาหกรรมฯอยู่ที่ 3.7% โดยกรุงศรีฯมีสัดส่วนราว 2.3% สอดคล้องข้อมูล จากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรีคอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการด้านบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ประกอบด้วย บัตรเครดิต กรุงศรี บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน บัตรเครดิตโลตัส โดยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 พบว่า กลุ่มรายได้สูง (Affluent & Super Affluent) ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลัก สร้างยอดใช้จ่ายผ่านบัตรกว่า 40% ของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรทั้งหมด ในครึ่งปีแรกของปี 2568 ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มรายได้ปานกลาง (Mass) และรายได้สูง (Affluent & Super Affluent) ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชะลอการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ลดการใช้จ่ายในหมวดฟุ่มเฟือย เช่น สินค้าแฟชั่น, ตกแต่งบ้าน, สุขภาพและความงาม ผู้บริโภคหันมาเลือกผ่อนชำระมากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 หมวดหลัก ได้แก่ ช้อปออนไลน์, ประกัน, ตกแต่งยานยนต์ ประกัน-ลงทุน ผ่านบัตรฯพุ่ง ขณะที่ หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุด 5 อันดับแรก เรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ ประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน สินค้าตกแต่งบ้าน ช้อปออนไลน์ สำหรับ หมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุด 5 อันดับแรก (เรียงตามอัตราการเติบโต) ได้แก่ กองทุนรวม แอปเดลิเวอรี โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน ตัวแทนท่องเที่ยว อุปกรณ์กีฬาและฟิตเนส ‘คนไทย’ ขอรักษาสภาพคล่องยาวๆ ด้าน อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด และประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สำหรับจากข้อมูลเชิงลึกแนวโน้มและพฤติกรรมการใช้สินเชื่อบุคคลของลูกค้ากรุงศรีฯ ในครึ่งแรกปี 2568 พบว่ามี 4 รูปแบบดังนี้ มีพฤติกรรมในการเลือกผ่อนแบบรายเดือนมากขึ้น มีพฤติกรรมในการเลือกระยะเวลาในการผ่อนนานขึ้น มีพฤติกรรมในการเพิ่มยอดชำระมากกว่าจ่ายขั้นต่ำ มีพฤติกรรมการลดความถี่ในการใช้สินเชื่อบุคคล สอดคล้อง ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลพบว่ามียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 55,300 ล้านบาท (มิถุนายน 2568) จาก 469,000 ล้านบาท เติบโตลดลง -5.0% โดยกรุงศรีฯครองส่วนแบ่งตลาดราว 12% อธิป กล่าวว่า “จากการเข้ามาของผู้ให้บริการเวอร์ชวล แบงค์กิ้ง 3 รายใหม่ในกลางปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าไม่รับผลกระทบจากการเข้ามาของรายใหม่ ด้วยเป็นคนละตลาดและเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในกลุ่มเป้าหมายสินเชื่อที่แตกต่างกัน ขณะที่ ภาพรวมตลาดสินเชื่อบุคคลพบว่า วงเงินสินเชื่อต่อคนมีจำนวนลดลง โดยตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตลดลงต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราว 6-7% มีมูลค่าตลาดราว 60,000-70,000 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เดินแผนปรับสมดุล ลดความเสี่ยงธุรกิจและลีนค่าใช้จ่ายเพื่อกำไรยั่งยืน ใช้ 4 กลยุทธ์หลัก ดึงข้อมูล-เทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถแข่งขัน รับพฤติกรรมคนไทยชะลอรูดบัตรในหมวดฟุ่มเฟือย แต่หันมาผ่อนชำระและซื้อประกันมากขึ้น ส่วนหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรโตแรง ได้แก่ กองทุนรวม แอปเดลิเวอรี และโซเชียลมีเดีย แผนครึ่งแรกปี 2569 เดินหน้าร่วมพันธมิตรเพิ่มช่องทางชำระเงินรูปแบบใหม่ อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลหด รูดน้อย กู้ยากหนักสุดรอบ 26 ปี ซ้ำปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน ปรับใหม่หมดโลโก้ถึงผู้บริหาร เป้าผู้ใช้บัตรสิ้นปี68 ทะลุ 1 ล้านราย กำลังซื้อสภาพ(ไม่)คล่อง ทำความต้องการเงินด่วนพุ่ง กรุงศรีฯเปิด 3 หมวดสินค้าคนใช้จ่ายสูง
บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลหด รูดน้อย กู้ยากหนักสุดรอบ 26 ปี ซ้ำปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
ครึ่งแรกปี68 ตลาดบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลในไทย หงอยๆจากปัจจัยลบเดิมแถมเติมมาใหม่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พาบรรยากาศเหงาสุดรอบ 26 ปี แต่ครึ่งหลังยังลุ้นกำลังซื้อคนไทยจะกลับมาสดใส ‘อธิศ รุจิรวัฒน์’ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และประธานชมรมธุรกิจบัตรเครดิต สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่าสถานการณ์ตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อในครึ่งหลังปี 2568 นี้คาดว่าในภาพรวมตลาดฯ จะฟื้นคืนกลับมาจากสัญญาณบวกพบว่าเริ่มมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นในอัตราคงที่ (Stable) จากข้อมูลลูกค้าที่เริ่มมีอำนาจการจับจ่ายเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ จากในครึ่งแรกปี 2568 ที่ผ่านมาภาพรวมตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล มีแนวโน้มหดตัวลง ตามสถานการณ์เศรษฐกิจในไทยและโลก จากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ภาระหนี้ครัวเรือนต่อGDP ที่สูง การเมืองในประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างประเทศ ในจัดเก็บภาษีศุลการกรตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา กระทบการส่งออก สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค “สถาบันการเงินยังมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อควบคุมความเสี่ยง ขณะที่ผู้บริโภคหลายกลุ่มเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายจากความกังวลด้านเศรษฐกิจ จากปัจจัยข้างต้นเช่นกัน” อธิศ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ในปีนี้ ยังเห็นสัญญาณกำลังซื้อระดับลักซูรี และกลุ่มบิวตีเริ่มชะลอตัวลงตามสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมเช่นกัน แต่หากมีกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีใหม่อย่างไอโฟนรุ่นใหม่ ซึ่งยังต้องติดตามอีกครั้ง” พร้อมเสริมว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าปี 2568 ตลาดฯ มีแนวโน้มเติบโตคงที่เทียบกับในปี 2567 ซึ่งมียอดการจับจ่าย (Spending Value )ผ่านบัตรไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท จากพฤติกรรมผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายในภาพรวมมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการขอสินเชื่อส่วนบุคคล ด้วยเช่นกัน จากสถานการณ์นี้ถือเป็นปรากฎการณ์ใหญ่ในรอบ 26 ปี จากการหดตัวในภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งในและโลกที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและกำลังซื้อผู้บริโภคซึ่งเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีปัจจัยบวกสนับสนุนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จะไม่เลวร้ายไปกว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการ อยู่ระหว่างหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพิจารณานโยบานกำหนดการชำระขั้นต่ำยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในอัตรา 8% ที่จะครบกำหนดในสิ้นปี 2568 นี้ จากก่อนหน้ากำหนดไว้ที่อัตรา 10% สินเชื่อบุคคล หดตัวยาว ด้าน ‘อธิป ศิลป์พจีการ’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด และประธานชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดสินเชื่อบุคคลพบว่าวงเงินสินเชื่อต่อคนมีจำนวนลดลงต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา และคาดขยายตัวต่อในปีหน้า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในตลาดทั้งสถาบันการเงิน (Bank) และไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ราว และในอนาคตราวกลางปี 2569 จะมีผู้ให้บริการเวอร์ชวล แบงกิง (Virtual Banking) เข้ามามาให้บริการราว 3 รายใหม่ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อส่วนบุคคลในตลาดมากขึ้น “ตลาดสินเชื่อส่วนบุคคลเติบโตลดลงต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราว 6-7% มีมูลค่าตลาดราว 60,000-70,000 ล้านบาท” อธิป กล่าวพร้อมเสริมว่า ข้อมูลเชิงลึกอุตสาหกรรมตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่ามียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 55,300 ล้านบาท (มิถุนายน 2568) จาก 469,000 ล้านบาท เติบโตลดลง -5.0% ส่วนปริมาณหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (มิถุนายน 2568) ในอุตสาหกรรมฯอยู่ที่ 3.7% Alternate-X สรุปให้ ครึ่งแรกปี 2568 ตลาดบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลไทยซบเซาหนักสุดรอบ 26 ปี จากเศรษฐกิจโลก-ในประเทศผันผวนและปัจจัยการเมืองชายแดน กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ชี้กำลังซื้อเริ่มกระทบกลุ่มลักซูรีและบิวตี้ ขณะผู้บริโภครัดเข็มขัดใช้จ่าย ขณะที่สินเชื่อบุคคลหดตัวต่อเนื่อง 1-2 ปี วงเงินต่อคนลดลง และการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นเมื่อ Virtual Banking เข้าสู่ตลาดปี 2569 ด้าน ธปท.อยู่ระหว่างพิจารณาอัตราชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต 8% กลับสู่ 10% หลังสิ้นปีนี้ และในครึ่งหลังปี 2568 ยังมีโอกาสฟื้นจากสัญญาณบวกบางส่วน แม้ความท้าทายเศรษฐกิจยังสูง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง กรุงศรีฯ วางแผนบาลานซ์ ลดเสี่ยงธุรกิจ-ลีนค่าใช้จ่าย ลูกค้าซื้อประกัน-ลงทุนผ่านบัตรฯพุ่ง บัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน ปรับใหม่หมดโลโก้ถึงผู้บริหาร เป้าผู้ใช้บัตรสิ้นปี68 ทะลุ 1 ล้านราย กำลังซื้อสภาพ(ไม่)คล่อง ทำความต้องการเงินด่วนพุ่ง กรุงศรีฯเปิด 3 หมวดสินค้าคนใช้จ่ายสูง
’13 สิงหาคม’ วันถนัดข้างซ้ายสากล สถิติพบสัดส่วน 7-10% รวมอัจฉริยะ-คนดังโลกอยู่ในนี้
คนถนัดซ้ายถือเป็นคนส่วนน้อยของโลกมาอย่างยาวนาน สร้างความสนใจและข้อสงสัยว่าความถนัดนี้มีความเชื่อมโยงกับความสามารถพิเศษหรือความสำเร็จหรือไม่? 1.วันคนถนัดข้างซ้ายสากล (International Left Handers Day) เป็นวันพิเศษสากล ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ ‘13 สิงหาคม’ เพื่อเฉลิมฉลองความพิเศษและความแตกต่างของคนถนัดซ้าย 2.วันดังกล่าวจัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519 โดย ‘ดีน อาร์. แคมป์เบลล์’ ผู้ก่อตั้งชมรมคนถนัดซ้าย 3.วันนี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความท้าทายและประสบการณ์ที่คนถนัดซ้ายต้องเผชิญในโลกที่คนส่วนใหญ่ถนัดขวา 4.วันนี้ ยังสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาที่คนถนัดซ้ายต้องเผชิญ เช่น ความสำคัญของความต้องการพิเศษสำหรับเด็กที่ถนัดซ้าย และโอกาสที่คนถนัดซ้ายจะเป็นโรคจิตเภท และยังเป็นวันหยุดเพื่อการเฉลิมฉลองความพิเศษและความแตกต่างของคนถนัดซ้าย ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของมนุษยชาติที่มีประชากรประมาณ 7-10% ของประชากรโลก 5.ปัจจุบันเป็นโลกมีวันพิเศษนี้มานานร่วม 49 ปีแล้ว โดยสาเหตุที่เลือกวันที่ 13 สิงหาคม มาจากความเชื่อของชาวตะวันตกในอดีตที่ว่า ‘วันศุกร์ที่ 13’ เป็นวันไม่โอเค หรือเรียกง่ายๆว่า เป็นวันอัปมงคล และมือซ้ายก็มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่ไม่ดี 6.การกำหนดให้วันนี้เป็นวันคนถนัดซ้ายสากล เพื่อแสดงให้เห็นว่าการถนัดซ้ายไม่ใช่สิ่งผิดปกติหรือน่ารังเกียจ แต่เป็นความหลากหลายที่ควรได้รับการยอมรับ . #เหล่าคนดังโลกต่างถนัดข้างซ้าย สำหรับคนุถนัดข้างซ้าย ปัจจุบันไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติ แถมยังมีความพิเศษอีก ด้วยพบว่ามีบุคคลที่มีชื่อเสียงและนักธุรกิจระดับโลกที่ถนัดซ้าย !! 1.คนดัง บุคคลที่มีชื่อเสียงระดับตำนานโลก ที่ต่างถนัดข้างซ้าย อาทิ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ศิลปินระดับโลกอย่างเลดี้ กาก้า, และนักกีฬาฟุตบอลในตำนานอย่างเปเล่ 2.‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก ก็เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญชาวถนัดซ้าย ด้วย 3.ในวงการธุรกิจและเทคโนโลยี พบว่ามีผู้ก่อตั้งบริษัทระดับโลกหลายคนก็เป็นคนถนัดซ้ายเช่นกัน อาทิ บิล เกตส์ (Microsoft) สตีฟ จ็อบส์ (Apple) มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Facebook) ผู้นำธุรกิจในอดีตอย่าง จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ และ เฮนรี่ ฟอร์ด #อัจฉริยะสายถนัดข้างซ้าย หากดูจากลิสต์คนดังเหล่านี้ ที่ล้วนต่างเป็นอัจฉริยะบันลือโลกที่ถนัดซ้าย แม้ว่าในปัจจุบัน จะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าการถนัดซ้ายเป็นสาเหตุโดยตรงของความสำเร็จในระดับโลก หรืออาจเป็นเพียงความบังเอิญ แต่ทว่า มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างคนถนัดซ้ายกับคุณลักษณะบางอย่างที่อาจส่งเสริมความสำเร็จได้ เช่น ความคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบ ด้วยคนถนัดซ้ายมักถูกมองว่ามีสมองซีกขวาที่ทำงานเด่น ซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และศิลปะ นวัตกรรม โดยงานวิจัย (The puzzle of left-handedness: Evidence from corporate innovation) ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Journal of Behavioral and Experimental Finance ระบุว่าผู้บริหารระดับซีอีโอ ที่ถนัดซ้ายมีแนวโน้มที่จะสร้างนวัตกรรมในธุรกิจมากกว่า ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลหลายอย่างพร้อมกัน ในงานวิจัยยังพบว่า คนถนัดซ้ายสามารถอดทนต่อสิ่งเร้าและทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมกันได้ดีกว่า ดังนั้น ในวันคนถนัดข้างซ้ายสากล 13 สิงหาคมนี้ จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าการถนัดซ้ายไม่ใช่สิ่งผิดปกติหรือน่ารังเกียจ แต่เป็นความหลากหลายที่ควรได้รับการยอมรับต่างหาก นอกจากนี้ ยังเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ให้คนทั่วไปเข้าใจถึงปัญหาและความลำบากที่คนถนัดซ้ายต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เนื่องจากอุปกรณ์หรือสิ่งของต่างๆ ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับคนถนัดขวา อย่างไรก็ตาม ในบทสรุปโดยรวมจากงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า ไม่ว่าถนัดซ้ายหรือถนัดขวาต่างก็มีความสามารถเหมือนกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร และความฉลาดหรือความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น สภาพแวดล้อม สังคม และการศึกษามากกว่า การถนัดซ้ายไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเหนือมนุษย์ แต่เป็นความหลากหลายทางพันธุกรรมและพัฒนาการที่มีมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีคนดังและผู้ประสบความสำเร็จมากมายที่ถนัดซ้าย แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาจากการถนัดมือซ้ายโดยตรง หากแต่เกิดจากความสามารถ ความมุ่งมั่น และโอกาสที่ได้รับ ซึ่งคนถนัดขวาก็มีเช่นกัน ความพิเศษของคนถนัดซ้ายจึงอยู่ที่การเป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และปรับตัวเข้ากับโลกที่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับคนถนัดขวาได้เป็นอย่างดี Alternate-X สรุปให้ วันคนถนัดซ้ายสากลตรงกับวันที่ 13 สิงหาคม จัดตั้งขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2519 โดย ดีน อาร์. แคมป์เบลล์ เพื่อเฉลิมฉลองความพิเศษและสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาที่คนถนัดซ้ายต้องเผชิญ การเลือกวันที่ 13 สิงหาคม มีที่มาจากความเชื่อเก่าแก่ที่เชื่อมโยงมือซ้ายและเลข 13 กับความโชคร้าย มีคนดังและอัจฉริยะระดับโลกจำนวนมากเป็นคนถนัดซ้าย เช่น บิล เกตส์, สตีฟ จ็อบส์ และ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ งานวิจัยบางชิ้นยังชี้ว่าผู้บริหารระดับสูงที่ถนัดซ้ายมีแนวโน้มที่จะสร้างนวัตกรรมในธุรกิจมากกว่า อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ความถนัดมือ อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง Work Life Balance มีมา 139 ปีแล้ว คนประท้วงทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน จุดกำเนิด ‘วันแรงงาน’
ถอดคอนเซปต์ ‘Biophilia’ โครงการ ‘Dusit Central Park’ กับสวนลอยฟ้าใหญ่สุดในไทย
Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสมูลค่ากว่า 4.6 หมื่นล้าน โปรเจกต์ร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เจ้าของอสังหาริมทรัพย์โรงแรมในเครือดุสิตธานี และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภายใต้บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ต่อความน่าสนใจโครงการฯ ด้วยถูกวางตำแหน่งให้เป็นมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok พร้อมพัฒนา The Residences at Dusit Central Park โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชูรี่ที่ดีที่สุดใน Super Core CBD มาพร้อมแนวคิดการออกแบบ ‘Biophilia’ สู่ดีไซน์ Roof Park สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยโครงการฯ เริ่มเปิดให้บริการส่วนของโรงแรมและอาคารสำนักงานแล้ว และจะเปิดให้บริการสวนลอยฟ้าและศูนย์การค้าในเดือนกันยายน ปี 2568 ‘ละเอียด โควาวิสารัช’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิมานสุริยา จำกัด เล่าถึงแนวคิดการออกแบบ ‘Biophilic Design’ ไว้อย่างลึกซึ้งโดยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญตัวจริง เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน ขณะที่ ‘Biophilic Design’ เป็นแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมและพื้นที่ต่าง ๆ ที่เน้นการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น รวมถึงเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายและความสุขในชีวิตประจำวัน โดยหลักการของ Biophilic Design จะใช้การนำองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาผสมผสานในงานออกแบบ อาทิ การใช้แสงธรรมชาติ การใช้พืชและพื้นที่สีเขียว วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ หิน รูปทรงและลวดลายที่เลียนแบบธรรมชาติ การจัดวางพื้นที่ให้มีการไหลเวียนของอากาศที่ดี ด้วยเป้าหมายหลัก แนวคิดการออกแบบนี้ คือ ช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานหรือการพักผ่อน ‘ละเอียด ย้ำว่า พลังขับเคลื่อนในการก่อสร้างโครงการ Dusit Central Park นั้น คือ ปณิธานหลักในการยกระดับพื้นที่เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สังคมและคนไทย ให้มีพื้นที่สีเขียวที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในมิติทางด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ (Ecosystem) พร้อมต่อยอดไปยังระบบนิเวศเมือง (Urban Ecology) เพื่อทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้นำมุมมองด้าน Sustainability Design และ Ecosystem มาเป็นตัวกำหนดแนวทาง โดยเฉพาะพื้นที่ Roof Park ที่ผสานแนวคิด Biophilia ซึ่งแปลว่า กัลยาณมิตรกับธรรมชาติ ละเอียด กล่าวเสริมว่า “เราได้นำกรณีศึกษาเชิงบวกภายใต้แนวคิด Biophilia ที่มีผลต่อการทำงานอ้างอิงจาก การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด***** พบว่า ผู้ที่อยู่อาศัยภายในอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED ทั้งวัสดุที่มีพื้นผิวตามธรรมชาติ หรือทัศนียภาพของพื้นที่สีเขียว ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถสร้างมิติสัมพันธ์ในการบริหารจัดการ ทั้งการแก้ไขปัญหา การให้เหตุผล และการวางแผนได้เพิ่มขึ้น” ทั้งนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ช่วยควบคุมอุณหภูมิในพื้นที่โดยให้ความเย็นตามธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนของกรุงเทพฯ โดยนำองค์ประกอบเหล่านี้ ช่วยเสริมประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้ลึกซึ้ง แม้อยู่ใจกลางเมือง” เชื่อมโยงพลัง ‘ธรรมชาติ-มนุษย์’ สำหรับแนวคิดการออกแบบ Biophilic Design ถือกำเนิดโดย อีริค ฟรอมม์ (Erich Fromm) เป็นผู้ให้แนวคิด Biophillia ขึ้น และต่อยอดเป็นทฤษฎีไบโอฟิเลีย (Biophilia Hypothesis) โดย เอ็ดเวิร์ด โอ. วิลสัน ในปี ค.ศ. 1984* ในเวลาต่อมา โดยกล่าวว่า ความผูกพันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องทางจิตวิทยาเท่านั้น แต่ยังฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของเราอีกด้วย การเชื่อมโยงกับธรรมชาติจึงมีความสำคัญต่อสุขภาวะของมนุษย์ และการห่างเหินจากธรรมชาตินำไปสู่ผลกระทบด้านลบทั้งทางจิตใจและอารมณ์” มาเชื่อมโยงสร้างสมดุลระหว่าง “คน – ธรรมชาติ – สิ่งมีชีวิต” เพื่อลด “ภาวะขาดธรรมชาติ” หรือ Nature Deficit Disorder (NDD)** ในสังคมเมือง” ยูโทเปีย พื้นที่สีเขียว จาก ข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO)*** ระบุไว้ว่าตามหลักเกณฑ์ของเมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี ควรมีพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำต่อคนคือ 9 ตารางเมตร หรือมาตรฐานในอุดมคติคือควรมีพื้นที่สีเขียวอยู่ที่ 50 ตารางเมตรต่อคน โดยพื้นที่สีเขียวที่นำมาคำนวณจะต้องเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจและสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอว่าสังคมเมืองระดับย่านควรมีพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่ในระยะการเดินเท้าทุก ๆ 300 – 500 เมตร ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สีเขียวในชุมชนมากขึ้น อย่างโครงการ Nature Ways ประเทศสิงคโปร์**** ที่ได้พัฒนาระบบถนนที่ปลูกต้นไม้และพุ่มไม้เพราะต้องการลดอุณหภูมิในอากาศ เพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับสิ่งมีชีวิต และช่วยลดมลพิษทางอากาศ ทำให้สิงคโปร์ติดอันดับ 2 ในดัชนี Green View Index ของ Treepedia ซึ่งใช้ชี้วัดความหนาแน่นของต้นไม้ในเมือง สวนสีเขียวลอยฟ้า ใหญ่สุดในไทย สำหรับประเทศไทย ได้นำเสนอ Thailand’s Largest Urban Roof Park สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนาดพื้นที่สีเขียว 7 ไร่ (11,200 ตร.ม.) ให้กลายเป็นสวนลอยฟ้าสำหรับคนเมือง มอบทัศนียภาพสีเขียวแบบ Extended Park View ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเนินเขา มุมมองที่เชื่อมต่อกับสวนลุมพินีอย่างกลมกลืน นับเป็นสถานที่แห่งแรกและแห่งเดียวในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังใช้หลักการออกแบบที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติเข้ากับหลักการของระบบนิเวศ (Ecosystem Principles) ซึ่งเป็นระบบของสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งพืช สิ่งมีชีวิต จุลินทรีย์ ที่ทำงานร่วมกับน้ำ ดิน และอากาศ เพื่อรักษาความสมดุลของโลก รวมถึงคัดสรรพรรณไม้ไทยแท้ 100% ที่ช่วยดักฝุ่นพร้อมดึงดูดแมลงที่มีประโยชน์และสัตว์ตัวเล็กตัวน้อย รวมถึงการสร้างน้ำตก ทำให้พื้นที่แห่งนี้สามารถเสริมสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้อย่างยั่งยืน ทั้งการปรับปรุงคุณภาพอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิในพื้นที่ และบรรเทาปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island Effect) ผ่านการดูดซับและกักเก็บน้ำฝน พร้อมนำเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนมาใช้งาน อาทิ ระบบ HVAC Optimisation และระบบ Lighting Control ที่ทำงานด้วยมอนิเตอร์ตรวจจับอัตโนมัติ MEP เพื่อให้ปรับไปตามสภาพแวดล้อมภายในอาคารและสภาพแวดล้อมภายนอก ระบบ Solor Roof ระบบ Water Management และ Water Treatment บำบัดน้ำเสียภายในโครงการให้กลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น 6 โซนสายกรีน ฮีลใจ สำหรับพื้นที่ดังกล่าว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธรรมชาติพร้อมเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ ให้คนทุกเพศ ทุกวัย สามารถดำเนินชีวิตในเมืองอย่างสมดุล และเข้ามาทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งโซน Food Passage ร้านอาหารชื่อดังที่เหมาะสำหรับการรับประทานอาหาร โซน Bird Nest จุดที่ทุกคนสามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ของเมืองกรุงเทพฯ และสวนลุมฯ โซน D Garden เชื่อมต่อกับ Residents’ Private Garden ของลูกบ้านของโครงการ Dusit Residences โซนน้ำตกทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่กระจายอยู่รอบสวน โซน Amphitheatre พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแสดงงานศิลปะ ดนตรี งานภาพยนตร์กลางแจ้ง เวิร์คช็อป และมินิ อีเวนต์ ทางเดินไล่ระดับสำหรับชมธรรมชาติ (Natural Trail) ให้ทุกคนสามารถเดินชมธรรมชาติได้ ละเอียด ย้ำว่า “โครงการฯ มุ่งสู่การเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ช่วยยกระดับกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่มีคุณภาพ” นอกจากนี้ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ยังได้จัดกิจกรรมให้ร่วมสนุกในแคมเปญ ‘The Landmark of Thai Pride: Roof Park Naming’ แคมเปญประกวดตั้งชื่อ Roof Park ได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ผ่านทาง https://dusitcentralpark.com/roofparknamingcampaign เพื่อชิงรางวัลรางวัลแพ็คเกจตั๋วเครื่องบินพร้อมที่พักโรงแรมดุสิตธานี เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น 3 วัน 2 คืน และรางวัลชมเชย บัตรรับประทานอาหารที่ห้องอาหาร Pavilion โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 5 รางวัล โดยประกาศผลบนช่องทาง https://dusitcentralpark.com/roofparknamingcampaign โดยผลการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด เกี่ยวกับโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ร่วมทุนระหว่าง บริษัทดุสิตธานี จำกัด(มหาชน) และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการรวม 46,000 ล้านบาท ทำเล พัฒนาโครงการบนพื้นที่ 23 ไร่ บริเวณหัวมุมถนนพระราม 4 – สีลม ตรงข้ามสวนลุมพินี ใจกลางย่านธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร รายละเอียดโครงการประกอบด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน Roof Park พื้นที่ สีเขียวขนาดใหญ่ 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) เป็นสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย Alternate-X สรุปให้ โครงการ Dusit Central Park มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท พัฒนาโดย ดุสิตธานี และเซ็นทรัลพัฒนา ภายใต้แนวคิด Biophilic Design เชื่อมโยงธรรมชาติกับชีวิตเมือง สร้าง Roof Park สวนลอยฟ้าใหญ่ที่สุดในไทยบนพื้นที่ 7 ไร่ เปิดให้บริการโรงแรมและอาคารสำนักงานแล้ว พร้อมสวนลอยฟ้าและศูนย์การค้าในเดือนกันยายน 2568 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในเมืองกรุงเทพฯ
รับยุค Big Data ซับซ้อนทะลัก!! ‘สิริซอฟต์’ จับมือบิ๊กเทคโลก หนุนองค์กรพลิกสู่ดิจิทัล
สิริซอฟต์ ร่วมพันธมิตรบิ๊กเทคโนโลยีโลก ‘หัวเว่ย และ Elastic’ จัดงาน ‘Reimagine the Future of Infra with Open Ecosystem and Full-Stack Observability” หนุนองค์กรไทยสู่โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ที่ยืดหยุ่นพร้อมรับความท้าทาย โดยในงานฯ ยังได้จัดเสวนา ‘Rebalancing Action: เมื่อ IT โตไว แต่ธุรกิจต้องรัดเข็มขัด’ โดยผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองถึงแนวทางการลงทุนด้านไอทีในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน ต้นทุนสูง และบุคลากรขาดแคลน เดชพล แหลมวิไล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเติบโต บริษัท สิริซอฟต์ จำกัด (มหาชน) หรือ Sirisoift ผู้ให้บริการด้านที่ปรึกษาและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) และ Elastic จัดงานสัมมนา ‘Reimagine the Future of Infra with Open Ecosystem and Full-Stack Observability’ เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้องค์กรไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ครอบคลุมทั้งความซับซ้อนของโครงสร้างพื้นฐาน ความคาดหวังของผู้ใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้น และความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ที่รุนแรงมากขึ้น เดชพล กล่าวว่า “ความท้าทายปัจจุบัน พบว่าหลายองค์กรยังเผชิญข้อจำกัดจากระบบไอทีแบบเดิมที่ไม่ยืดหยุ่นและขาดการเชื่อมโยง ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา” ขณะที่แนวทางที่ธุรกิจควรมุ่งไปคือการใช้ระบบที่เปิดกว้าง (Open Ecosystem) ซึ่งถูกยกให้เป็นกุญแจสำคัญในการบาลานซ์ต้นทุนและขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน ที่เชื่อมต่อได้ง่าย และขยายตัวได้อิสระ รองรับงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ รวมถึงการมองเห็นข้อมูลครบทุกขั้นตอนตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานจนถึงแอปพลิเคชัน เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ สำหรับความร่วมมือระหว่าง สิริซอฟต์ หัวเว่ย และ Elastic ในครั้งนี้ เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยสร้างระบบไอทีที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ โดย สิริซอฟต์ พร้อมสนับสนุนการบริการแบบ End-to-End ตั้งแต่การวางกลยุทธ์ ออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ ไปจนถึงการพัฒนา DevOps และ CI/CD Pipeline ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และพร้อมขยายตัวในอนาคต “การวาง IT Infrastructure ที่ยืดหยุ่น เชื่อมต่อได้ง่าย เสถียร และปลอดภัย เปรียบเสมือนกับการวางโครงสร้างบ้านหลังหนึ่งให้สามารถรองรับการต่อเติมและเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต พื้นฐานที่ดีของ IT Infrastructure จะส่งให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็วกว่า โดยสิริซอฟต์ พร้อมด้วยพันธมิตร หัวเว่ย และ Elastic สามารถให้คำปรึกษาและวางพื้นฐานให้กับองค์กรเพื่อให้งานเทคโนโลยีสารสนเทศของลูกค้าแข็งแกร่งและยั่งยืน” เดชพล กล่าวปิดท้าย ด้าน ตัวแทนจากบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า องค์กรกำลังเผชิญกับความท้าทายของข้อมูลจำนวนมหาศาลและระบบไอทีที่ซับซ้อน การมีระบบบูรณาการข้อมูลที่ยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้รวดเร็วจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเตรียมองค์กรให้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ทันท่วงที หัวเว่ย ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันเทคโนโลยีระดับโลก จึงได้นำเสนอโซลูชัน DCS (DataCenter Virtualization Solutions) ที่ถูกออกแบบให้รองรับสถาปัตยกรรมหลากหลาย ผสานเทคโนโลยีจำลองเสมือนและการจัดการ Container ในศูนย์ข้อมูลแบบครบวงจร ช่วยให้องค์กรสามารถย้ายระบบหรือข้อมูลได้ต่อเนื่องโดยไม่สะดุด ลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ เสริมความมั่นคง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน ด้าน ราวี ราเชนทรัน รองประธานประจำภูมิภาคอาเซียน, ฮ่องกง, ไต้หวัน และเกาหลี บริษัท Elastic กล่าวว่า เทคโนโลยี Search AI ที่ผสานในเครื่องมือ Observability ของ Elastic จะช่วยให้องค์กรมองเห็นภาพรวมระบบไอทีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่การเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และแจ้งเตือนปัญหาแบบเรียลไทม์ ทำให้ทีมงานตรวจสอบและแก้ไขได้รวดเร็ว ลดผลกระทบต่อผู้ใช้งาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนพัฒนาระบบ โดยระบบนี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือติดตาม แต่ยังใช้ AI สรุปข้อมูล ค้นหารูปแบบ และคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า เปรียบเสมือนผู้เล่นกองหลังที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งยังช่วยให้องค์กรใช้ข้อมูลได้เต็มศักยภาพ ตอบโจทย์ยุคข้อมูลมหาศาลและซับซ้อน ด้วย Elastic AI Ecosystem ที่รองรับโครงสร้างพื้นฐาน Multi-Cloud และ Hybrid พร้อมส่งเสริมการพัฒนา AI Applications ในระดับองค์กร An AI-generated cover image by freepik Alternate-X สรุปให้ สิริซอฟต์ จับมือหัวเว่ย และ Elastic จัดงานใหญ่ ‘Reimagine the Future of Infra’ พลิกโฉมองค์กรไทยสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ โชว์โซลูชัน Open Ecosystem และ Full-Stack Observability รับมือ Big Data และโครงสร้างพื้นฐานซับซ้อน ด้าน หัวเว่ยเปิดตัวโซลูชัน DCS เสริมความยืดหยุ่นและความปลอดภัยของศูนย์ข้อมูล ด้าน Elastic นำ Search AI และ Observability ยกระดับการวิเคราะห์และแก้ปัญหาระบบแบบเรียลไทม์ วางเป้าหมาย ช่วยองค์กรไทยวางโครงสร้าง IT ที่ทันสมัย ยืดหยุ่น พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
YLG หงายการ์ด ทองแท่งน้ำหนัก 96.5% เปิดราคา 4 พันบาท ดึงสายสะสมลงทุน
YLG สร้างสีสันตลาดทองคำเปิดตัวคอลเลคชั่น ‘การ์ดทองแท่ง 96.5%’ น้ำหนัก 1 กรัม ราคา 4,000 บาท เจาะตลาดของขวัญบอกรักวันแม่ เผยทองเตรียมพุ่งรับเฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่าในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ วายแอลจีได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์การ์ดทองแท่ง 96.5% น้ำหนัก 1 กรัม ราคา 4,000 บาท ในคอลเลคชั่นดอกมะลิวันแม่สีฟ้าและสีชมพู “ในปีนี้ มีความพิเศษกว่าเดิมเพื่อให้มอบเป็นของขวัญที่เต็มไปด้วยความหมายให้แม่ ที่จะเป็นเครื่องเตือนใจความรักที่ลูกมีให้แม่” พวรรณ์ กล่าว โดยผลิตภัณฑ์การ์ดทองแท่ง คอลเล็กชันดังกล่าว วางจำหน่ายทั้งในช่องทางออฟไลน์ สำนักงานใหญ่ สาขาสาทร (สำนักงานใหญ่) , สาขาดิโอลด์สยามและออนไลน์ ผ่านบัญชีไลน์ Line:@ylgsathon, Line: @ylgtheoldsiam พวรรณ์ กล่าวต่อว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แคมเปญวันแม่ครั้งนี้ นอกจากเพื่อสร้างสีสันการตลาดแล้ว ยังรองรับบรรยากาศสถานการณ์ความคลื่อนไหวของราคาทองคำมีสัญญาณที่ดี หลังจากที่พักตัวในช่วงก่อนหน้านี้ จากปัจจัยสนับสนุนภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐที่อ่อนแอลงก่อนหน้า อาทิ การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือนก.ค. ที่เพิ่มขึ้นเพียง 73,000 ตำแหน่ง มีการปรับลด (Downward Revision) ตัวเลขเดือนมิ.ย. ลงเหลือเพียง 14,000 ตำแหน่ง ดัชนี PMI ภาคการบริการจาก ISM เดือนก.ค. ปรับตัวลงสู่ระดับ 50.1 ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 51.5 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สะท้อนความเปราะบาง โดยเฉพาะในตลาดแรงงาน ส่งผลให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่า เฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่เริ่มแสดงความกังวลต่อสัญญาณอ่อนแอของตลาดแรงงานสหรัฐ ทั้ง “ลิซา คุก” ผู้ว่าการเฟด ที่กล่าวว่าการปรับลด (Downward Revision) ตัวเลขการจ้างงานสะท้อนถึงช่วงพลิกผันทางเศรษฐกิจ รวมไปถึง “แมรี ดาลี” ปธ.เฟดซานฟรานซิสโก และ “นีล แคชคารี” ปธ.เฟดมินนิแอโพลิส ที่กล่าวสอดคล้องกันว่า การเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไม่กี่เดือนข้างหน้าอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสม อีกทั้งแบบสำรวจของ Reuters ซึ่งจัดทำในช่วงวันที่ 1 – 5 ส.ค. ที่ผ่านมา บ่งชี้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนค่าลงต่อเนื่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด โดยมีสาเหตุมาจาก “เจอโรม พาวเวล” ถูกกดดันให้ออกจากตำแหน่งประธานเฟด ในขณะที่ “เอเดรียนา คูเกลอร์” ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเฟด ซึ่งมีผลวันที่ 8 ส.ค. นอกจากนี้ ยังมีความวิตกเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลเศรษฐกิจหลังจาก “โดนัลด์ ทรัมป์” สั่งปลด “อริกา แมคเอนทาร์เฟอร์” ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) ทั้งนี้ แม้ปัจจัยทั้งหมดจะค่อนข้างเอื้อให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ในระยะนั้นยังอาจถูกแรงขายทำกำไรสลับออกมาได้บ้าง จากประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่บรรเทาลง หลังจากการเจรจาระหว่างทูตสหรัฐกับรัสเซีย เพื่อยุติสงครามในยูเครนนั้นมีความคืบหน้าในเชิงบวก และล่าสุด “โดนัลด์ ทรัมป์” เปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะพบปะกับ “วลาดิเมียร์ ปูติน” ปธน.รัสเซีย และ “โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี” ปธน.ยูเครน เร็ว ๆ นี้ พวรรณ์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของทองคำในระยะสั้น วายแอลจีคาดว่าทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบแนวต้าน 3,405-3,420 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และกรอบแนวรับ 3,358-3,329 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศเคลื่อนไหวในกรอบ 51,000 – 52,350 บาทต่อบาททองคำ (ที่ระดับค่าเงินบาท 32.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้ นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้นแนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2 Alternate-X สรุปให้ YLG เปิดตัวคอลเล็กชันการ์ดทองแท่ง 96.5% น้ำหนัก 1 กรัม ราคา 4,000 บาท เจาะตลาดของขวัญวันแม่ ออกแบบลายดอกมะลิวันแม่สีฟ้าและสีชมพู วางขายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มองต่อปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ หนุนคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ดันราคาทองมีแนวโน้มปรับขึ้น ส่วนแนวโน้มทองคำโลกอยู่ในกรอบ 3,405–3,420 ดอลลาร์/ออนซ์ และทองแท่งในประเทศ 51,000–52,350 บาท/บาททองคำ
Tavo Pets ร่วมเซ็นทรัลฯ เปิดตัวครั้งแรกในไทย เจาะตลาดสัตว์เลี้ยงทะลุแสนล้านบาท
‘Tavo Pets’ ร่วมวงตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโตแรง เจาะกลุ่มอุปกรณ์เดินทางเพื่อความปลอดภัย รับอินไซต์ผู้ปกครองห่วงใยน้องทุกฝีเท้า เฮเลน จอห์นสัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Tavo Pets และ Nuna Baby เจ้าของแบรนด์ผลิตภัณฑ์เอ็กซ์คลูซีฟระดับโลก เพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงในการเดินทาง ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดเผยว่า Tavo Pets ร่วมกับห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล จัดงาน TAVO PETS Thailand’s First Launch “Pets Protection Reimagined” เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับงานฯ ครั้งนี้ จัดขึ้นบนพื้นที่ป๊อปอัพแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ Event Arena ชั้น 1 ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ระหว่างวันที่ 7 ส.ค. –13 ส.ค.68 นี้ พร้อมแสดงสินค้าคอลเล็กชั่นล่าสุด เพื่อรองรับความต้องการในกลุ่มผู้ปกครอง-ผู้ดูแลสัตว์เลี้ยง พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยของอุปกรณ์เดินทางสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ผ่านการทดสอบในการชน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “เดินทางปลอดภัย สัตว์เลี้ยงสุขใจ” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางและสุขภาพสัตว์เลี้ยง นำโดย คุณหมอเน๋ง – ศรันย์ นราประเสริฐกุล นักแสดงชื่อดังและผู้บริหาร Hato Pet Wellness Center หมอบีม – นายสัตวแพทย์ กรธัช สมบุญธรรม จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ คุณบุ๊ค Book Bok Tor – Pet YouTuber ชื่อดังด้านพฤติกรรมและความปลอดภัยสัตว์เลี้ยง Mama Honda คุณเพชรภรณ์ เชิงวิวัฒน์กิจ รองอันดับ 1 Mrs. Thailand World แขกรับเชิญพิเศษ อาทิ คุณเก๋-ชลลดา สิริสันต์ ผู้ก่อตั้ง The Voice Foundation ร่วมแชร์ประสบการณ์ในการดูแลสัตว์เลี้ยง กลุ่มนักแสดงและเซเลบริตี้ คุณจั๊กจั่น-อคัมย์สิริ สุวรรณศุข, คุณตอง – ภัครมัย โปตระนันท์ และ คุณเบอร์ดี้ ปาวา นาคาศัย โดยมีไฮไลท์พิเศษการปรากฏตัวของครอบครัว Y (Y Family) นำโดย น้องเยียร์และน้องญาญ่า ไอดอลสี่ขาขวัญใจแห่งโลกโซเชียลที่มีผู้ติดตามหลักแสนคน ร่วมงานการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เฮเลน กล่าวว่า การนำแบรนด์ Tavo Pets เข้าสู่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยความร่วมมือกับห้างเซ็นทรัล เนื่องจากในประเทศไทยมีคอมมูนิตี้ของคนรักสัตว์เลี้ยงที่เติบโตอย่างต่อเนื่องประกอบกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นเสมือนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ขณะที่ แนวคิดนี้สอดคล้องกับพันธกิจของเราที่ต้องการมอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายระดับโลกให้กับทุกการเดินทางของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของที่ต้องการปกป้องให้สุนัขและแมวในทุกการเดินทางทั้งใกล้และไกล สำหรับ งานเปิดตัวในครั้งนี้ที่ห้างเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกของแบรนด์ระดับโลก Tavo Pets อย่างเป็นทางการ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการออกแบบโดยได้คำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และดีไซน์ที่สวยโดดเด่น โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ อาทิ Maeve™ 3-in-1 Pet Travel System ตะกร้าคาร์ซีทและรถเข็นสำหรับสัตว์เลี้ยง Maeve iso Wind คาร์ซีทสัตว์เลี้ยง มีพัดลมระบายอากาศในตัว ติดตั้งระบบ Isofix Crispin™ กรงเดินทาง สำหรับสัตว์เลี้ยง กันกระแทกรอบด้าน ติดตั้งง่าย ด้วยระบบ Isofix Dupree™ ที่นั่งติดรถยนต์สำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดพกพา Roscoe™ รถเข็นสัตว์เลี้ยงสุดพรีเมียม รองรับทุกการเดินทางอย่างมั่นใจและมีสไตล์ Shell™ เบาะนอน เปลไกว สำหรับสุนัขและแมว จากแนวทางการดำเนินธุรกิจและการเข้ามาทำตลาดร่วมกับพันธมิตรในไทยครั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตตลาดสัตว์เลี้ยงในไทย จากการสำรวจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่าราว 9.2 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 13.2% จากปีที่ผ่านมา พร้อมคาดหวังมูลค่าตลาดทะลุแสนล้านในปี 2569 จากรูปแบบการเลี้ยงสัตว์ในยุคปัจจุบันที่กำลังเริ่มพัฒนาไปได้ไกลกว่าแค่การเลี้ยงเสมือนส่วนหนึ่งในครอบครัว Alternate-X สรุปให้ Tavo Pets แบรนด์ผลิตภัณฑ์เดินทางปลอดภัยสำหรับสัตว์เลี้ยงระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ เปิดตัวครั้งแรกในไทยร่วมกับห้างเซ็นทรัล จัดงาน “Pets Protection Reimagined” ระหว่าง 7–13 ส.ค. 2568 ที่ Event Arena ชั้น 1 เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมโชว์คอลเล็กชันใหม่และเทคโนโลยีความปลอดภัย มีกิจกรรมเสวนาโดยสัตวแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และเซเลบริตี้ พร้อมแขกพิเศษ “Y Family” ไอดอลสัตว์เลี้ยงชื่อดัง ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ เช่น Maeve™ 3-in-1 Pet Travel System, Maeve iso Wind, Crispin™, Dupree™, Roscoe™, และ Shell™ รองรับการเติบโตตลาดสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตแตะ 9.2 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และทะลุแสนล้านบาทในปี 2569
องค์กรเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ‘ROCTEC’ กำไรพุ่ง63% รับดีมานด์งานโครงสร้าง ‘ไอซีที’ โต
‘ROCTEC’ มองธุรกิจไอซีที ปี68 ยังโตแกร่ง จากความต้องการโซลูชันเทคโนโลยียังแรงต่อเนื่อง หลังไตรมาสแรกปี68 รายได้โต 9 % กำไรพุ่ง 63% เทียบปีก่อน เว่ย แซม แลม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ROCTEC ผู้ให้บริการโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานระบบเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม (ICT) ในองค์กร/ธุรกิจ เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแนวทางการดำเนินธุรกิจมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการให้บริการ ผ่านการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (in-house R&D) ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานเมืองอัจฉริยะ (Smart Cityแม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทฯ ยังคงเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตลาดหลัก ได้แก่ ประเทศไทยและฮ่องกง ซึ่งได้รับผลกระทบในระดับจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ เว่ย กล่าวต่อถึงผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2568/69 (เมษายน – มิถุนายน 2568) บริษัทฯ มีรายได้รวม 825 ล้านบาท เติบโต 9.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของกลุ่มธุรกิจการให้บริการด้าน ICT ซึ่งยังคงเป็นธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนรายได้ให้กับบริษัท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 85% ของรายได้รวม ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากปัจจัย 1. การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงาน 2. การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในต่างประเทศซึ่งมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง “แนวโน้มธุรกิจในปีงบประมาณ 2568/69 โดยเฉพาะธุรกิจในกลุ่มบริการด้าน ICT จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากแรงสนับสนุนจากความต้องการโซลูชันเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” เว่ย กล่าวพร้อมเสริมว่า จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาสนี้ ตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์การมุ่งสู่ธุรกิจการให้บริการไอซีทีแบบครบวงจร ที่สามารถต่อยอดฐานลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มงานระบบเทคโนโลยีแบบครบวงจร (Integrated Technology Solutions) ที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย และระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งมีการขยายตัวอย่างชัดเจนในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐและสถาบันต่าง ๆ ในฮ่องกง “เราจะเดินหน้าต่อยอดจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและการบริหารโครงการ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกตลาดที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจ” เว่ย ย้ำ โดยในไตรมาสนี้ บริษัทฯ ยังมีพัฒนาการสำคัญ ได้แก่ • การเริ่มต้นรับรู้รายได้จากโครงการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของการรถไฟแห่งประเทศไทย • ความคืบหน้าในการปรับเงื่อนไขของธุรกรรม Hello LED กับ PlanB ซึ่งยังคงมูลค่าธุรกรรมเดิม พร้อมทั้งได้กำหนดเงินมัดจำที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองรายการยังไม่ส่งผลต่อผลประกอบการในเชิงตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ แต่สะท้อนถึงความสามารถของบริษัทฯ ในการต่อยอดเครือข่ายพันธมิตร และการสร้างโอกาสทางธุรกิจและทางการเงินในระยะยาวได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ ปัจจุบัน บริษัทฯ มีรายได้ที่อยู่ระหว่างการส่งมอบและรอการรับรู้แล้วกว่า 67% ของเป้าหมายประจำปีงบประมาณ 2568/69 สะท้อนถึงความมั่นคงของกระแสรายได้ในช่วงเวลาที่เหลือของปี โดย บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และส่งมอบคุณค่าระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้นในทุกสภาวะเศรษฐกิจ An AI-generated cover image by ChatGPT Alternate-X สรุปให้ ROCTEC รายงานไตรมาส 1 ปีงบ 2568/69 กำไรสุทธิ 121 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% จากปีก่อน มีรายได้รวม 825 ล้านบาท โต 9% จากความต้องการโซลูชัน ICT โดยบริษัทฯมุ่งลงทุน R&D และ AI รองรับ Smart City ในไทยและฮ่องกง โดยมีรายได้รอรับรู้แล้วกว่า 67% ของเป้าหมายทั้งปี มุ่งสร้างการเติบโตยั่งยืนและขยายตลาด ICT แบบครบวงจร
วิวปังยังไม่พอใหญ่สุดในโลกอีก!! POP MART Landmark Store สาขา ไอคอน สยาม
หลังจากบริษัท ป๊อป มาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด (Pop Mart Thailand) รับสิทธิบริหาร ‘POP MART ร้านค้าปลีกพิเศษของเล่นสะสมอาร์ตทอยชื่อดังจากประเทศจีน มาทักทายผู้บริโภคชาวไทยในตลาด อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2566 ถึงในตอนนี้เป็นเวลาร่วม 2 ปี ไม่ว่า ‘POP MART’ มีสาขารวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 9 แห่งแล้ว ล่าสุดเปิดสาขาลำดับที่ 10 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ไปเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา สำหรับสาขาใหม่ดังกล่าว ยังถูกวางตำแหน่งให้เป็นร้านสาขา ‘POP MART Global Landmark Store ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตั้งอยู่บนชั้น 7 ของศูนย์ฯ ICONSIAM ด้วยวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร โดยสาขาใหม่ POP MART แห่งนี้มีพื้นที่กว้างกว่า 760 ตารางเมตร ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Global Landmark Store’ แห่งแรกที่ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมไทยเข้ากับความทันสมัยและโลกแห่งจินตนาการไว้อย่างลงตัว ส่องไฮไลต์ สาขา ICONSIAM ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการ POP MART CAFÉ แห่งแรกนอกประเทศจีน ที่มาพร้อมกับโซนคาเฟ่ มาเพิ่มประสบการณ์ใหม่ทั้งขนมและเครื่องดื่มให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินไปพร้อมกับเหล่าอาร์ตทอยตัวโปรด ทั้งหลายด้วย การออกแบบที่สะท้อนความเป็นไทย ด้วยการตกแต่งภายในได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘วัฒนธรรมแห่งสายน้ำ’ (Water Culture), ‘สถาปัตยกรรมไทย’ (Traditional Thai Architecture) ซึ่งเชื่อมโยงกับสายน้ำเจ้าพระยาได้อย่างกลมกลืน อาร์ต ทอย สุดแรร์ ด้วยสินค้าหลากหลายและหายาก ทั้งสินค้าฮิตและคอลเล็กชันพิเศษ รวมถึงไอเท็มลิมิเต็ดที่ออกแบบมาเพื่อประเทศไทยโดยเฉพาะ เช่น Angry Molly ใส่นวมช้าง และมีตู้กด POP BEAN ดีไซน์ใหม่เป็นแห่งแรก ต่อการเปิดสาขาใหม่นี้ ยังตอกย้ำถึงความนิยมของอาร์ตทอยในประเทศไทยและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการนักสะสม โดยมีแฟนๆ แห่กันมาต่อคิวตั้งแต่เช้าในวันแรกที่เปิดให้บริการ จากในวันแรก (8 สิงหาคม) สำหรับลูกค้าทั่วไปมีนักสะสมอาร์ตทอยและประชาชนชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเข้าคิวรอ เพื่อซื้อสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ Landmark Limited ที่วางจำหน่ายเฉพาะที่นี่ พร้อมสินค้า Thailand Limited ที่มีเฉพาะ POP MART ในประเทศไทย และคาแรคเตอร์อื่น ๆ อีกมากมายกันอย่างล้นหลามตั้งแต่ช่วงเช้า ปัจจุบัน POP MART เปิดให้บริการ 10 สาขาในประเทศไทย ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ (Central World) เทอร์มินอล 21 อโศก (Terminal21 Asoke) สยามเซ็นเตอร์ (Siam Center) เซ็นทรัล ลาดพร้าว (Central Ladprao) เซ็นทรัล เวสต์เกต (Central Westgate) แฟชั่นไอส์แลนด์ (Fashion Island) เมกาบางนา (Mega Bangna) เซ็นทรัล เชียงใหม่ (Central Chiang Mai) เซ็นทรัล พัทยา (Central Pattaya) ไอคอนสยาม โดยบริษัท ป๊อป มาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด (Pop Mart Thailand) เป็นผู้ที่นำ Popmart มาเปิดในประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Pop Mart International ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย Art Toys ชั้นนำระดับ POP MART (Pop Mart International Group Limited) เป็นบริษัทผู้ผลิตของเล่นสะสมในรูปแบบ blind box (กล่องสุ่ม) ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดย หวาง หนิง (Wang Ning) ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำด้านของสะสมระดับโลก ด้วยคาแรกเตอร์อาร์ตทอยยอดนิยม เช่น Labubu, Cry Baby, MOLLY เป็นต้น Alternate-X สรุปให้ POP MART ประเทศไทย เปิดสาขาใหม่ลำดับที่ 10 ที่ ICONSIAM เมื่อ 8 ส.ค. 2568 พร้อมตำแหน่ง Global Landmark Store ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่กว่า 760 ตร.ม. ผสมผสานศิลปะวัฒนธรรมไทยกับความทันสมัยและโลกแห่งจินตนาการ พร้อม เปิดตัว POP MART Café แห่งแรกนอกจีน เพิ่มประสบการณ์ขนมและเครื่องดื่มคู่กับอาร์ตทอย มีสินค้าหายาก คอลเล็กชันพิเศษ และไอเท็มลิมิเต็ดเฉพาะประเทศไทย เช่น Angry Molly ใส่นวมช้าง โดยเมื่อวันวันร้านสาขาฯ ดังกล่าวมีแฟนคลับและนักสะสมต่อคิวยาวตั้งแต่เช้า เพื่อซื้อสินค้าพิเศษ Landmark Limited และ Thailand Limited
‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ รุกตลาดโลก ส่งออก 2 แบรนด์สร้างในไทย ขยายแฟรนไชส์ต่างประเทศเต็มกำลัง
จากจุดเริ่มต้นธุรกิจร้านอาหารในเครือไมเนอร์ ฟู้ด ของ ‘วิลเลียม ไฮเน็ค’ หรือ ‘บิล’ นักธุรกิจสัญชาติไทยเชื้อสายอเมริกัน ผู้ก่อตั้งอาณาจักรไมเนอร์ กรุ๊ป ที่มองเห็นโอกาสธุรกิจอาหารครั้งใหญ่ในไทย ด้วยการเปิดตลาดร้านอาหารเครื่องดื่มแบรนด์ต่างประเทศในไทย ครั้งแรกเมื่อปี 2523 ในยุคนั้น ไมเนอร์ ฟู้ด เป็นผู้รับสิทธิบริหารจัดการแฟรนไชส์ร้านอาหารและของหวานไอศกรีมแบรนด์ดังต่างๆ จากสหรัฐอเมริกา ทั้ง สเวนเซ่นส์ (Swensen’s) แดรี่ควีน (Dairy Queen) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงถึงในตอนนี้ รวมถึงร้านสเต็กสลัด ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler) ได้เข้าทำความรู้จักกับผู้บริโภคชาวไทยในปี 2535 นอกจากนี้ ยังมีร้านพิซซ่าแบรนด์ดังที่ประสบความสำเร็จในตลาดสหัฐฯ เช่นกัน ก่อนธุรกิจเกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในปี 2543 จนต้องพลิกบทบาทจากแฟรนไชส์ซี (Franchisee)แบรนด์พิซซ่าที่โด่งดังในยุคนั้น มาสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้พัฒนาและเจ้าของแบรนด์พิซซ่าท้องถิ่น ‘The Pizza Company’ เพื่อทำตลาดแข่งขันกับแบรนด์พิซซ่าระดับโลกดังกล่าว โดยเฉพาะ ถึงในปัจจุบัน ไมเนอร์ ฟู้ด ดำเนินธุรกิจสู่ปีที่ 45 พร้อมพอร์ตร้านอาหารในเครือไม่ต่ำกว่า 30 แบรนด์เพื่อทำในตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ และจากนี้ไปอาณาจักรไมเนอร์ฟู้ด ได้เข้าสู่ทศวรรษที่ 5 ของธุรกิจพร้อมยุทธศาสตร์การตลาดในอีก 5 ปีหน้า (2568-2572) ด้วยแผนพาแบรนด์ร้านอาหารสัญชาติไทยที่พัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อส่งออกตลาดในต่างประเทศ ‘ธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สู่อาณาจักร ‘ฟู้ด โกล บอล’ ‘ธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวทิศทางการดำเนินธุรกิจตลอดช่วงปี 2568-2572 ด้วยกลยุทธ์ ‘Passion for Growth’ มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับโมเดลธุรกิจ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรแฟรนไชส์ในตลาดศักยภาพทั่วโลก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการลงทุนและผลตอบแทน โดยปัจจุบัน ไมเนอร์ ฟู้ด มีพอร์ตธุรกิจมากกว่า 30 แบรนด์ และร้านค้ากว่า 2,700 สาขาใน 24 ประเทศ โดยเป็นร้าน แฟรนไชส์ จำนวน 1,300 สาขา หรือคิดเป็น 48% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ในอนาคตโดยใช้กลยุทธ์การขยายธุรกิจร้านอาหารผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ แดรี่ควีน สาขาใน C-Store ยอดโต20% กลยุทธ์ที่1 ขยายแบรนด์แฟรนไชส์ ในไทยให้ครอบคลุมมากขึ้น ด้วยแบรนด์ที่ได้รับความนิยม เช่น บอนชอน (Bonchon) แดรี่ควีน (Dairy Queen) กาก้า (GAGA) เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้น สำหรับ แบรนด์ แดรี่ควีน บริษัทฯ พัฒนาร้านฟอร์แมทใหม่ Dairy Queen stand-alone modular store ที่เปิดร่วมกับร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store:C-Store)ที่มีที่จอดรถ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสบาย ใกล้กับที่อยู่อาศัยมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันแดรรี่ควีนมีสาขาทั่วประเทศราว 530-540 แห่ง “เทรนด์บริโภคที่น่าสนใจพบว่าปัจจุบันลูกค้ามีแนวโน้มการรับประทานอาหารมื้อดึก เลท ไนท์ (Late Night) มากขึ้น ซึ่งหลังเปิดแดรี่ควีน โมดูล่า ร่วมกับพาร์ตเนอร์ร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น และ โลตัส พบว่ามียอดขายจากช่วงเวลาดึกขึ้นราว 20% โดยบริษัทฯ วางแผนเปิดสาขาโมเดลนี้เพิ่มเป็น 15 แห่งในปีนี้” ธันยเชษฐ์ เสริมว่า แดรี่ ควีน โมดูล่า ที่มีอัตราการเติบโตดังกล่าว มาจากปัจจัยการเป็นฟอร์แมตสาขาภายใต้แนวคิด (Concept) ใหม่ ที่คิดขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงผู้ประกอบการลงทุนแฟรนไชส์ด้านทำเล จากเดิมจะต้องเปิดในพื้นที่ร่วมกับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ โดยแดรี่ควีน โมดูล่า สโตร์ จะพัฒนาพื้นที่ขายร่วมกับร้านค้าปลีกสะดวกซื้อที่มีพื้นที่จอดรถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการโมเดลสาขาใหม่ “แดรี่ควีน ฟอร์ตแมตโมเดลใหม่นี้ ยังได้แอพพรูฟและเป็น เบสต์ แพรคทีส จากบริษัทแม่ในสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้เร่งขยายสาขาในไทยด้วย” สำหรับแบรนด์เดอะพิซซ่า คอมปะนี มีจำนวน 430 สาขาทั่วประเทศ และ สเวนเซ่นส์ มีกว่า 400 สาขาทั่วประเทศ เช่นกัน ซึ่งบริษัทฯวางแนวทางขยายสาขาในรูปแบบแฟล็กชิปสโตร์ ในทำเลที่ดึงดูดเพื่อสร้างให้เป็นแลนด์มาร์ค ในพื้นที่ท้องถิ่นแต่ละแห่งด้วย “ร้านสเวนเซ่นส์ บีช คอนเซปต์ สโตร์ สาขาบางแสนหลังเปิดให้บริการ 7-8 เดือนที่ผ่านมาได้การตอบรับสูงและสร้างยอดขายติดท็อปไฟว์ของแบรนด์” แมปตลาดอินโด-อินเดีย คือ อนาคต สำหรับกลยุทธ์ที่2 การเข้าตลาดยุทธศาสตร์ (Strategic Market) ในต่างประเทศ ต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย บริษัทฯ ใช้แบรนด์ แดรี่ ควีน (Dairy Queen) และ กาก้า (GAGA) เร่งขยายเพิ่มขึ้น รวมถึง ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้าน CLMV และภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยแบรนด์หลัก เช่น เดอะ พิซซ่า คอมปะนี (The Pizza Company) สเวนเซ่นส์ (Swensen’s) ซิซซ์เล่อร์ (Sizzler) และเดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) “ตลาดอินโดนีเซีย มีความน่าสนใจจากกำลังซื้อประชากรที่ยังเป็นวัยแรงงาน ซึ่งไมเนอร์ฯเข้ามาราว 1 ปีก่อนด้วยแบรนด์แดรี่ควีนและกาก้า ซึ่งหลังผู้บริโภคชาวอินโดฯให้การตอบรับเมนูเครื่องดื่มชาไทยที่ได้ความนิยมสูง” ปัจจุบัน มีสาขาแดรี่ควีน 38 แห่งและ กาก้า 32 สาขา ในอินโดนีเซีย ธันยเชษฐ์ เสริมว่า ในปี 2568 บริษัทฯ ยังมีแผนขยายธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหาร ฮอต เชน (Hot Chain Restauran) แบรนด์ในเครือไมเนอร์ฟู้ด เพื่อเข้าตลาดอินโดนีเซีย และ อินเดีย ด้วยมองเห็นศักยภาพซึ่งเป็นตลาดทางยุทธศาสตร์ทั้ง2 ประเทศ ที่มีแนวโน้มการบริโภคเติบโตสูงในอนาคต พร้อมมองหาโอกาสใหม่ระดับภูมิภาคในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ด้วยนำแบรนด์ เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) เข้าไปทำตลาด และแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์เทปันยากิ Benihana เป็นต้น พ้อมวางแผนเข้าตลาดในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย ด้วยแบรนด์ในเครือที่มีศักยภาพ ภายในสิ้นปี 2568 นี้ด้วยเช่นกัน พาแบรนด์สัญชาติไทยส่งออกแฟรนไชส์ กลยุทธ์ที่3 พัฒนาและขยายแบรนด์ใหม่ ที่ตอบโจทย์เทรนด์อาหารที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านการพัฒนาเอง การร่วมลงทุนกับพันธมิตร รวมถึง การเข้าซื้อแบรนด์ที่มีศักยภาพ เช่น การเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์ (The STEAK & MORE) ที่ไมเนอร์ ฟู้ด พัฒนาขึ้นมาเองเพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้าที่ชอบรับประทานสเต็กรสชาติเข้มข้น ในราคาที่คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย ปัจจุบัน เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์ มี 5 สาขา ศูนย์การค้าเมกะบางนา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม9 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล สำโรง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสเกต True Digital Park “ในปี2568 นี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไมเนอร์ฟู้ด มีความเป็นไปได้ที่พาเฮ้าส์แบรนด์ที่พัฒนาขึ้นมาทั้งเดอะพิซซ่า คอมปะนี และ เดอะ สเต็ก แอนด์ มอร์ ส่งออกตลาดร้านอาหารในต่างประเทศในฐานะแฟรนไซซี” ทั้งนี้ จากแผนกดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อยกระดับแบรนด์ในเครือสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วน โดยบริษัทฯวางเป้าหมายใน 2572 ไมเนอร์ ฟู้ด มีจำนวนร้านอาหารและเครื่องดื่มรวมทั้งสิ้นกว่า 4,500 ร้าน เพิ่มขึ้นราว 1,800 สาขาในปัจจุบันมีจำนวน 2,700 แห่ง และมีสัดส่วนสาขาแฟรนไชส์ 2500 แห่ง เพิ่มขึ้น 1,200 สาขา จากปัจจุบันอยู่ที่ 1,300 แห่ง หรือคิดเป็น 56% ของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด Alternate-X สรุปให้ ธุรกิจร้านอาหารในกลุ่มไมเนอร์สู่ปีที่ 45 พร้อมวางแผน 5 ปี (2568-2572) ไมเนอร์ ฟู้ด ด้วยกลยุทธ์ ‘Passion for Growth’ เพื่อขยายอาณาจักรธุรกิจร้านอาหารและส่งออกแฟรนไชส์ แบรนด์สัญชาติไทยที่พัฒนาเองอย่าง The Pizza Company และ The STEAK & MORE สู่ตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ยังเร่งขยายแบรนด์ดังเช่น Dairy Queen และ GAGA ในตลาดอินโดนีเซียและอินเดีย พร้อมเพิ่มสาขาทั่วโลกรวมเป็น 4,500 แห่ง และมีสัดส่วนแฟรนไชส์เพิ่มเป็น 56% ภายในปี 2572
‘ลาซาด้า’ แนะทริกค้าออนไลน์ไทยใช้AI ปลดล็อคตลาดอีคอมเมิร์ซ 4.5 ล้านๆบาท
Get Ready With Me!! เตรียมตัวไปกับฉัน ‘ลาซาด้า’ หนุนผู้ขายไทย 61% เปิดใจใช้ AI เจาะช่องว่างตลาดผ่าน ‘Sponsored Max’ เพิ่มคอนเวอร์ชัน ‘ผู้ค้า-คนขาย’ รายงานล่าสุดจาก Momentum Works ร่วมกับลาซาด้า เผยว่าหากผู้ขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถใช้ศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่ จะสามารถปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจในระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซทั่วภูมิภาคได้สูงถึง 4.5 ล้านล้านบาทต่อปี (หรือราว 131 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้สะท้อนถึงโอกาสมหาศาลในการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในฐานะผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาซาด้า เล็งเห็นศักยภาพดังกล่าวตั้งแต่แรกเริ่ม และได้นำ AI มาเป็นพลังสำคัญที่ช่วยเสริมขีดความสามารถ ให้ผู้ขายไทยแข่งขันและเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โอกาสและพฤติกรรมการใช้ AI ของผู้บริโภคและผู้ขายไทย จากรายงาน Digital 2025 นักช้อปไทยมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางออนไลน์ต่อสัปดาห์สูงที่สุดในโลก คิดเป็น 69.2% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 55.8% สะท้อนว่าการช้อปปิงออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทย ส่งผลให้พวกเขามีความคาดหวังต่อประสบการณ์การใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่สูงยิ่งขึ้นไปด้วย ผลสำรวจจากลาซาด้า ร่วมกับกันตาร์ (Kantar) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นต่อบทบาทของ AI ในอีคอมเมิร์ซ และมองว่า AI ช่วยยกระดับประสบการณ์การช้อปให้ตรงใจและตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น โดยพบว่า 90% ยินดีซื้อสินค้าที่ระบบ AI แนะนำ 81% ยินดีจ่ายเงิน เพื่อประสบการณ์การช้อปที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างไรก็ตาม ในฝั่งผู้ขาย ผลสำรวจ เผยให้เห็น ‘ช่องว่าง’ ระหว่างการรับรู้และการใช้งาน AI อย่างชัดเจน ผู้ขายไทยเกือบทุกราย (99%) ตระหนักถึงศักยภาพของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจ อย่างไรก็ตาม 88% ยอมรับว่าพนักงานของตนยังคงยึดติดกับเครื่องมือเดิมที่คุ้นเคย มากกว่าจะเปิดรับการใช้โซลูชัน AI ใหม่ ๆ ปัจจุบัน ผู้ขายไทยเพียง 39% นำ AI มาใช้งานจริงในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าผู้ขายอีกมากกว่าครึ่งยังพลาดโอกาสสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันผ่านเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ รายงานจาก McKinsey ยังระบุอีกว่า ธุรกิจที่ใช้ AI ในด้านการขายและการตลาดสามารถเพิ่มรายได้มากถึง 15% ในขณะที่ลดต้นทุนการดำเนินงานได้มากถึง 20% ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการเร่งนำ AI มาขับเคลื่อนธุรกิจ แม้จะต้องเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านจากระบบที่คุ้นเคย ไปสู่การใช้โซลูชัน AI มาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การปรับกลยุทธ์แบบเรียลไทม์ และการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ เครื่องมือขาย Sponsored Max เพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ขายไทยพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในโลกอีคอมเมิร์ซ ลาซาด้าจึงเดินหน้าสนับสนุนให้ผู้ขายใช้ประโยชน์จาก AI อย่างเต็มที่ ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ Sponsored Max หนึ่งในเครื่องมือโปรโมตสินค้าภายใต้ Lazada Sponsored Solutions ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายให้กับผู้ขายไทยอย่างครบวงจร ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ปรับแต่งการตั้งค่าได้ภายในไม่กี่คลิก เหมาะทั้งผู้ขายมือใหม่และมืออาชีพ โดยทำหน้าที่เสมือน “ผู้ช่วยหลังบ้าน” ที่เข้ามาเสริมกลยุทธ์ทางธุรกิจในหลากหลายด้าน อาทิ เพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายสูงสุด ครอบคลุมทุกช่องทราฟฟิกบนแพลตฟอร์ม เพิ่มโอกาสให้สินค้าได้รับการมองเห็นมากขึ้น พร้อมจับคู่ความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำด้วยอัลกอริธึม AI เพิ่มศักยภาพการขายแบบเต็ม Max ผู้ขายสามารถเลือกตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากค่าโฆษณา (ROAS) ได้ตามต้องการ โดยเทคโนโลยี AI ล่าสุดจะเข้ามาช่วยบริหารงบประมาณและปรับแคมเปญให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มยอดขายสูงสุดภายใต้งบที่ตั้งไว้ ควบคุมงบประมาณและผลตอบแทนได้ดียิ่งขึ้น แนะนำการตั้งค่าผลตอบแทนจากค่าโฆษณา ROAS รายวันที่เหมาะสม พร้อมจัดสรรงบการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด Sponsored Max ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของลาซาด้าในเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ขายอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีแบรนด์ชั้นนำและผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่ได้ใช้งานเครื่องมือ Sponsored Max และเห็นผลลัพธ์จริง โดยในช่วงเมกะแคมเปญ ผู้ขายที่ใช้ Sponsored Max มียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 160% เมื่อเทียบกับวันปกติ ลาซาด้ามุ่งมั่นผลักดันผู้ขายไทยใช้ AI เพื่อยกระดับการขายและบริหารร้านค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องมือ Sponsored Max ได้ที่ bit.ly/SponsoredMaxTH อนึ่ง ลาซาด้า กรุ๊ป เป็นผู้บุกเบิกแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ในตลาดประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ผ่านธุรกิจการค้าและเทคโนโลยี ปัจจุบันธุรกิจที่กำลังเติบโตนี้ได้เชื่อมโยงผู้ใช้งานเป็นประจำราว 160 ล้านราย เข้ากับผู้ขายที่ดำเนินธุรกิจอยู่มากกว่า 1 ล้านรายต่อเดือน ผ่านการทำธุรกรรมทางการเงินที่ปลอดภัย ด้วยช่องทางการชำระเงินต่าง ๆ ที่เชื่อถือได้ รวมถึงลาซาด้าวอลเล็ต อีกทั้งยังรับบริการจัดส่งพัสดุจากเครือข่ายโลจิสติกส์ในประเทศที่กลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคนี้ Alternate-X สรุปให้ ลาซาด้าเผยรายงานร่วมกับ Momentum Works ว่าการใช้ AI เต็มศักยภาพในอีคอมเมิร์ซอาเซียนอาจสร้างมูลค่า 4.5 ล้านล้านบาทต่อปี นักช้อปไทยใช้ช่องทางออนไลน์มากที่สุดในโลก ขณะที่ผู้ขายไทยยังใช้ AI เพียง 39% ขณะที่ Sponsored Max คือเครื่องมือโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยเพิ่มยอดขายเฉลี่ย 160% ในช่วงเมกะแคมเปญ โดยฟีเจอร์นี้ออกแบบให้ใช้งานง่าย ปรับกลยุทธ์และบริหารงบโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ลาซาด้ามุ่งผลักดันผู้ขายไทยใช้ AI เพื่อแข่งขันและเติบโตในตลาดอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง เจาะเทรนด์อีคอมเมิร์ซ ‘AI’ ผู้ช่วยหลักธุรกิจอนาคต ‘เอสเอ็มอี’ รุ่นใหม่ต้องรู้ทันแพลตฟอร์ม
รู้จักแบรนด์ ‘นาถะ’ สินค้าบุญหลวงพ่ออลงกต พลัง ‘ศรัทธา มาร์เก็ตติง’ ส่งคืนกลับสังคม
‘นาถะ’ แบรนด์ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ภายใต้ดำริของหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ด้วยที่มาแบรนด์มาจากท้ายนามของหลวงพ่ออลงกต พระราชวิสุทธิประชานาถ แปลว่า ผู้เป็นที่พึ่ง ซึ่งเป็นเจตนารมณ์อันสูงสุด ของหลวงพ่ออลงกต คือ ‘ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน’ แบรนด์นาถะ (NATHA) เชื่อว่าน่าจะเริ่มเป็นที่คุ้นหูของใครหลายคนมาบ้างหลัง ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ (เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล) ผู้อุทิศตนในฐานะลูกศิษย์พระราชวิสุทธิประชานาถ (หลวงพ่ออลงกต) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี มานานกว่าสิบปี ได้ทำคอนเทนต์แนะนำแบรนด์นาถะ คาเฟ่ (NATHA Cafe) มาก่อนหน้าในระยะหนึ่งแล้ว สแกนแบรนด์นาถะ ขณะที่แบรนด์นาถะ เองได้วางตำแหน่งเป็นทั้งผลิตภัณฑ์ของกินของใช้ (Consumer Product) อาทิ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม โลชันบำรุงผิว และหมวดบริโภคอย่าง ข้าวสารบรรจุถุง ไปจนถึงเสื้อยืดพิมพ์ลวดลายทั้งอักขระยันต์เตือนสติ และ ภาพลายเส้นหลวงพ่ออลงกต นอกจากนี้ แบรนด์นาถะยังได้นำสินค้าไอเทมต่างๆ จัดเป็นชุดสำหรับการทำสังฆทานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์มีส่วนร่วมทำบุญผ่านผลิตภัณฑ์แบรนด์นาถะ ได้อีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ส่วนการทำตลาดสินค้าดังกล่าว ทางทีมงานมูลนิธินาถะจะเป็นฝ่ายดำเนินการนำผลิตภัณฑ์ออกไปวางจำหน่ายในสถานที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะร่วมไปพร้อมกับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อหลวงอลงกตที่ได้รับเชิญทั้งจากหน่วยงานองค์กรเอกชนต่าง ๆ รวมถึงความตั้งใจส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกต ต่อการออกปฏิบัติภาระกิจระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแลของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิธรรมรักษ์ โดยมีกองทุนอาทรประชานารถเป็นผู้ดูแล ซึ่งหลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ก่อตั้ง เพื่อดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ด้วยการจัดหาที่พัก อาหาร การรักษาพยาบาล และปัจจัยอื่นๆ ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ด้วยการระดมทุนนี้มีความสำคัญต่อการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และการช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ส่วนหนึ่งในสังคม สำหรับ สินค้าต่างๆภายใต้แบรนด์นาถะ นั้นได้ดำเนินการเพื่อให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมซื้อสินค้าบุญที่มีคุณภาพ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายถวายให้กับหลวงพ่ออลงกต ‘คุณธัญพร กรเกษม’ เจ้าหน้าที่มูลนิธินาถะ เล่าเรื่องราวแบรนด์นาถะซึ่งเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีก่อน ขณะที่มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมาร่วม2 ปี ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้การทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นาถะสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน “ที่มาแบรนด์นาถะ มาจากคำท้ายชื่ออย่างเป็นทางการของหลวงพ่ออลงกต คือ พระราชวิสุทธิประชานาถ แล้วนำมาขยายการออกเสียงให้เป็นคำว่านาถะ ในภาษาไทย และใช้ภาษาอังกฤษว่า NATHA” คัณธัญพร เล่าพร้อมเสริมอีกว่า ขณะที่สินค้านาถะ เองก็ยังมีเรื่องราวที่เกิดจากความตั้งใจของหลวงพ่ออลงกต ที่ต่อยอดมาจากให้การดูแลกลุ่มเยาวชนในจังหวัดลพบุรี ทั้งด้านการศึกษาด้วยก่อตั้งโรงเรียนนาถะศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1-6 พร้อมให้ทุนการศึกษาสำหรับเยาวชน ที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอล เพื่อเข้ามาสังกัดในสโมสรฟุตบอลใจฟ้า อะคาเดมี จังหวัดลพบุรี ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหลวงพ่ออลงกต ด้วย “สินค้าของกินของใช้แบรนด์นาถะที่นำมาจัดเป็นชุดสังฆทาน ยังเกิดจากแนวคิดของหลวงพ่ออลงกต ที่มองไปไกลถึงความเป็นอยู่ของกลุ่มเยาวชนนักกีฬาฟุตบอลในสังกัดใจฟ้าอะคาเดมี ที่ต้องการใช้สินค้าส่วนตัวทั้งสบู่ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการทำแบรนด์นาถะเพื่อออกมารองรับความต้องการในด้านนี้” ‘คุณธัญพร อธิบายเสริม ขยายสู่ นาถะ คาเฟ่ พร้อมกล่าวอีกว่า สินค้าแบรนด์นาถะต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงในการทำตลาดทั้งคุณภาพสินค้าด้วยราคาสมเหตุสมผลเฉลี่ยหลักร้อยบาทต่อชิ้น ที่ปัจจุบันยังนำสินค้าวางจำหน่ายในช่องทางร้านกาแฟ ‘นาถะ คาเฟ่’ ที่เปิดให้บริการ 2 สาขา คือ นาถะคาเฟ่ สาขาประชาชื่น เปิดให้บริการ วันอังคาร – อาทิตย์ เวลา09:00-19:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์ ) นาถะ คาเฟ่ สาขาอาคารเล้าเป้งง้วน 1 เปิดให้บริการทุกวัน 09:00-19:00 น. คุณธัญพร เสริมอีกว่า นับจากการพัฒนาและนำสินค้าแบรนด์นาถะออกมาไปแนะนำให้กับประชาชนทั่วไปได้รู้จักตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้การตอบรับดีทุกครั้งที่ทางนาถะ จัดกิจกรรมสนองดำริหลวงพ่ออลงกต ในปัจจุบัน “ด้วยสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตปฏิบัติมาตลอดช่วงที่ผ่านมากว่า 30 ปีและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพัก ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ชวนให้ทีมงานมูลนิธิฯ ทุกคนได้ตระหนักถึงการทำไปต่อเพื่อสังคมเช่นเดียวกับที่ท่านไม่เคยหยุดในเรื่องนี้เช่นกัน” ภาพประกอบบางส่วน ขอบคุณเพจเฟซบุ๊คนาถะ (NATHA) Alternate-X สรุปให้ ‘นาถะ’ แบรนด์สินค้าบุญที่ก่อตั้งภายใต้ดำริหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ วางตำแหน่งเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ทุกชิ้นรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเข้าสู่การช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ยากไร้ กับแนวทาง ‘ศรัทธา มาร์เก็ตติง’ ขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจให้ทุกการซื้อคือการทำบุญสินค้ามีทั้งครีมอาบน้ำ ยาสระผม ข้าวสาร เสื้อยืด ยันต์ เตรียมเป็นชุดสังฆทานได้ พร้อมจำหน่ายใน ‘นาถะ คาเฟ่’ และกิจกรรมร่วมหลวงพ่อทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อพลังแห่งศรัทธา
ซันโทรี่ฯไทย ตั้ง ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ นั่งประธานฯการตลาดคุมพอร์ตเครื่องดื่ม
ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ ตั้ง ‘ยุทธนา จิตจุงพร’ มือดีการตลาดค้าปลีก- FMCG ระดับโลก วางกลยุทธ์รับ Marketing Transformation พอร์ตเครื่องดื่มทุกกลุ่มในไทย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ต่อการเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ จะเข้ามาบริหารงานด้านการตลาด โดยดูแลทั้งการวางแผนเชิงกลยุทธ์และขับเคลื่อนการดำเนินงานทางการตลาดต่าง ๆ ของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ได้แก่ เป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ สติงค์ เกเตอเรด ลิปตัน ทีพลัส บอส คอฟฟี่ และอควาฟิน่า ขณะเดียวกัน ยังปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มศักยภาพของแบรนด์ โดยใช้นวัตกรรม มาช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค การตลาดที่มีความฉับไว คล่องตัว (Agile Marketing) รวมถึงการถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ยุทธนา จะเป็นผู้นำในการดำเนินแคมเปญการตลาดแบบบูรณาการ เพื่อสร้างความผูกพันให้แบรนด์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ เป็นที่รักของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด และตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์เครื่องดื่มภายใต้ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในฐานะแบรนด์ยอดนิยมของคนไทย การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่ม ด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ภายใต้แบรนด์ที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าให้กับสังคมไทย มุ่งแผนเปลี่ยนแปลงตลาด ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การร่วมงานกับ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ค่านิยมองค์กร ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน (Growing for Good) ของบริษัทฯ นั้น สะท้อนถึงสิ่งที่ผมเชื่อมั่นและยึดถือในการทำงานได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านการกำหนดเป้าหมาย การให้ความสำคัญกับนวัตกรรม และการทำงานในวัฒนธรรมองค์กรที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ยังโดดเด่นด้วยพอร์ตโฟลิโอแบรนด์เครื่องดื่มที่แข็งแกร่ง และขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในยุคที่ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งความคุ้มค่า ดีต่อสุขภาพ และใส่ใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น “ผมมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการตลาด (Marketing Transformation) ด้วยกลยุทธ์ที่มาจากข้อมูลเชิงลึก ซึ่งมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้เร็ว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมตั้งใจทำงานร่วมกับทีมงานทุกฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างการเติบโตครั้งใหม่ เสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ รวมถึงส่งมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรสชาติดีคุณภาพเยี่ยม ควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” ยุทธนา กล่าว เกี่ยวกับ ‘ยุทธนา’ ‘ยุทธนา’ มีประสบการณ์การทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจค้าปลีกในองค์กรระดับโลก มายาวนานกว่า 20 ปี โดยมีความเชี่ยวชาญในด้านการสร้างแบรนด์ การพัฒนานวัตกรรม การขยายหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ และการพลิกโฉมธุรกิจสู่ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ก่อนที่จะร่วมงานกับซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ‘ยุทธนา’ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มให้พลังงาน) ประจำภูมิภาคเอเชีย และตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ในเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เป๊ปซี่โค โดยประสบความสำเร็จในการนำทีมปรับภาพลักษณ์แบรนด์และพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ในตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ นายยุทธนา ยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญด้านการตลาดและการพัฒนาธุรกิจในองค์กรชั้นนำหลากหลาย อาทิ เซ็นทรัล กรุ๊ป เทสโก้ จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน และดานอน อีกด้วย ด้านการศึกษา ‘ยุทธนา’ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการตลาด (Master of Science in Marketing) จาก University of Bath สหราชอาณาจักร และ ปริญญาตรี หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจและการตลาด (Bachelor of Science in Business, Marketing) จาก Indiana University Bloomington สหรัฐอเมริกา ด้วยความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาคและผลงานที่โดดเด่นในการสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์และธุรกิจ ‘ยุทธนา’ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเสริมศักยภาพทางธุรกิจของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย และตอกย้ำความแข็งแกร่งของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทย โดยภายใต้การบริหารของเขา ซึ่งให้ความสำคัญกับผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จะส่งผลให้ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย เดินหน้าสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยก้าวสู่การเป็น “บริษัทเครื่องดื่มที่ผู้บริโภครักมากที่สุดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง” (The Most Beloved Beverage Company in Thailand with True Gemba Centricity) Alternate-X สรุปให้ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย แต่งตั้ง ‘ยุทธนา จิตจรุงพร’ เป็นรองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด มีผล 1 กรกฎาคม 2568 มาดูแลกลยุทธ์และการตลาดครอบคลุมทุกแบรนด์ในพอร์ต เช่น เป๊ปซี่ มิรินด้า เซเว่นอัพ สติงค์ เกเตอเรด ลิปตัน ทีพลัส บอส คอฟฟี่ และอควาฟิน่า พร้อมมุ่งใช้ Agile Marketing และนวัตกรรมเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคอย่างสร้างสรรค์ และขับเคลื่อน Marketing Transformation โดย ‘ยุทธนา’ มีประสบการณ์กว่า 20 ปีใน FMCG และค้าปลีกระดับโลก เคยทำงานกับเป๊ปซี่โคในภูมิภาคเอเชีย และองค์กรชั้นนำหลายแห่ง พร้อมตั้งเป้าสร้างการเติบโต ควบคู่กับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่ผู้บริโภครักมากที่สุดในไทย บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง จัดCARBหนักแต่ดื่มศูนย์แคลฯ กลยุทธ์ เป๊ปซี่ x พิซซ่า ฮัท ส่งเมนู เมลทส์รสชาติใหม่เจาะเจนฯZ
‘บ้านปู’ รับเศรษฐกิจชะลอตัว ใช้กลยุทธ์หนุนกิจการเพื่อสังคม แชร์ 5 ทางรอดฝ่าความท้าทาย
ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทุกระดับ โครงการ Banpu Champions for Change (BC4C)โดย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ สถาบัน ChangeFusion แนะ 5 แนวทางช่วยกิจการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise (SE) ไทยให้ “อยู่รอดและเติบโต” ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมและเศรษฐกิจไทยต่อไปได้ สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion เปิดเผยว่า “SE กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน อาทิ ต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่หดตัว ความท้าทายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะโมเดลธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากการขายสินค้าและบริการเป็นหลัก ทั้งนี้ BC4C จึงขอเสนอ 5 แนวทางเชิงกลยุทธ์ ที่จะช่วยให้ SE ไทย ปรับมุมมองธุรกิจ ให้ทันกับบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน มองเห็น ‘โอกาสใหม่’ ซึ่งอาจกลายเป็นจุดตั้งต้นของการเติบโตครั้งใหม่ได้ หากรู้จักพลิกเกมให้เป็น ดังนี้ 1.ใช้ ‘จุดแข็งของโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อม’ เพื่อพลิกวิกฤตเศรษฐกิจ SE หลายรายสามารถฝ่าวิกฤตได้ด้วยโมเดลรายได้และตัวชี้วัดทางสังคมที่ชัดเจน โดยมักจะดึงดูดการลงทุนและสร้างโอกาสในการขยายความร่วมมือ เช่น YoungHappy (BC4C รุ่นที่ 8) ที่มีฐานสมาชิกผู้สูงวัยเป็นจุดแข็ง และในช่วง COVID-19 สามารถปรับโมเดลกิจกรรมเป็นรูปแบบออนไลน์ พร้อมขายโปรแกรมดูแลสุขภาพทางไกล ช่วยรักษารายได้ ขยายฐานลูกค้า และลดภาวะเหงา-ซึมเศร้าในผู้สูงวัยกว่า 10,000 คนทั่วประเทศ 2.กระจายความเสี่ยง ด้วยการ ‘ไม่พึ่งรายได้ทางเดียว’ รู้จักวางแผนรับมือความไม่แน่นอนด้วยการสร้างรายได้จากหลายช่องทาง เช่น Local Alike (BC4C รุ่นที่ 2) ที่เคยพึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนอย่างเดียว แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 ก็พลิกไปพัฒนาแบรนด์สินค้าชุมชนแทน จนกลายเป็นอีกโมเดลที่สร้างรายได้ใหม่ให้กับทั้งตนเองและชุมชน 3.ใช้พลังเครือข่าย ‘ชุมชน–พาร์ตเนอร์’ เป็นเครื่องมือรับมือวิกฤต SE มักจะทำงานใกล้ชิดกับชุมชน ซัพพลายเออร์ ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น คือแต้มต่อของ SE ในการปรับตัว ทั้งการต่อรองเงื่อนไข การปรับรูปแบบการผลิต หรือแม้แต่ร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกันในยามเกิดวิกฤต เช่น Banana Leoi (BC4C รุ่น 10) (เดิมชื่อ Banana Land) ได้พัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับคนในพื้นที่ในช่วงที่การท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก ด้วยการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบ โดยร่วมกันจัดสรรพื้นที่ปลูกข้าวของหมู่บ้านให้กลายเป็น “ทุ่งนาออนไลน์” เปิดให้ผู้คนในเมืองจับจองพื้นที่ปลูกข้าว พร้อมติดตามการเติบโตผ่านช่องทางดิจิทัล และได้รับผลผลิตข้าวออร์แกนิกส่งถึงบ้าน โมเดลนี้ไม่เพียงสร้างรายได้ทดแทนจากการท่องเที่ยวที่หายไป แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ชุมชนมีบทบาทหลักทั้งในแง่การออกแบบ การดำเนินการ และการส่งมอบคุณค่า ทำให้การปรับตัวเกิดขึ้นจากฐานรากของความร่วมมืออย่างแท้จริง รวมถึงต่อยอดธุรกิจจาก ‘กระแสเศรษฐกิจมหภาค’ ด้วยเทรนด์ท่องเที่ยวเมืองรอง และกระแสคนรุ่นใหม่คืนถิ่น ที่ส่งเสริมให้เกิดธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น สินค้าออร์แกนิก ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น รวมถึงเทรนด์การท่องเที่ยวแบบ Eco-Luxury และ Nature Positive Tourism ที่เน้นสร้างประสบการณ์พิเศษและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ก็ตอบโจทย์ตลาดศักยภาพสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งตลาด Luxury นี้ส่วนมากจะมีกำลังซื้อต่อเนื่องแม้ในยามวิกฤตเศรษฐกิจ 4. พัฒนาต่อเนื่อง “บ่มเพาะ-ต่อยอด” SE ควรหาความรู้ เชื่อมโยงเครือข่าย แม้ในช่วงเจอวิกฤตเพื่อพัฒนาศักยภาพและอัปเดตตัวเองอย่างต่อเนื่อง โครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” หรือ BC4C ของบ้านปู ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ไม่ได้แค่ช่วยให้ SE ให้อยู่รอด แต่ช่วยให้ SE เติบโตได้แม้เศรษฐกิจจะไม่เอื้อ ผ่านการเปิดพื้นที่พัฒนาและเชื่อมโยงหน่วยงานพันธมิตรที่พร้อมช่วยต่อยอดศักยภาพให้ไปต่อได้” ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน SE ที่อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่ที่มีความแข็งแรงทางการเงิน แต่คือธุรกิจที่มีเป้าหมายชัด SE ที่มีแรงขับเคลื่อนจากเป้าหมายเหล่านี้มักพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน ด้วยการผสมผสานรายได้จากหลากหลายช่องทาง ใช้จุดแข็งในท้องถิ่นสร้างนวัตกรรม และเปิดรับโอกาสใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่ง BC4C ในฐานะโครงการบ่มเพาะ SE ไทย ได้พัฒนาทักษะเหล่านี้ตั้งแต่รากฐาน ผ่านกระบวนการคิดแบบผู้ประกอบการ สนับสนุนทุน ทดลองตลาดจริง ให้คำปรึกษาเชิงลึก และเชื่อมต่อ SE เข้ากับระบบนิเวศที่แข็งแรง เพื่อให้ธุรกิจที่เกิดจากความตั้งใจดี กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ไปต่อได้ในโลกความเป็นจริง ด้าน รัฐพล สุคันธี ผู้อำนวยการสายอาวุโส – สื่อสารองค์กร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “SE ก็เหมือนกับธุรกิจอื่นๆ เมื่อเจอกับวิกฤตเศรษฐกิจ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะทำให้อยู่รอดได้คือธุรกิจต้องมีความยืดหยุ่น (Resilience) พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง หาโอกาสในวิกฤตและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจกลับมาได้เร็ว อย่างไรก็ตาม บ้านปูเชื่อว่า นอกจากการที่ SE จะพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริการให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว หาก SE ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ และผู้บริโภคที่เข้าใจศักยภาพของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ใช่แค่กลุ่มทางเลือกอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น กลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนที่จับต้องได้จริงในระยะยาว” Alternate-X สรุปให้ Banpu Champions for Change (BC4C) แนะ 5 แนวทางช่วยธุรกิจเพื่อสังคม (SE) ไทย อยู่รอด-เติบโตแม้เศรษฐกิจชะลอตัว ทั้งการใช้จุดแข็งทางสังคม กระจายรายได้ พลังเครือข่าย พัฒนานวัตกรรม และเสริมความยืดหยุ่น ธุรกิจ SE ที่เข้าใจความเปลี่ยนแปลง จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนของไทยในอนาคตได้จริง
เด็กไทยฉลาดจากนมแม่ รพ.PRINC แนะ4 วิธีปั๊มนมสต๊อก แล้วห้ามใช้ไมโครเวฟอุ่นเด็ดขาด!!
การปั๊มนมสต็อก คือทางเลือกที่คุณแม่ยุคใหม่นิยมใช้ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับประโยชน์จากนมแม่ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่คุณแม่ไม่สามารถอยู่ป้อนนมได้ตลอดเวลา แต่รู้หรือไม่ว่า การจัดการนมแม่แช่แข็งที่ผิดวิธี อาจทำให้คุณค่าทางโภชนาการของนมลดลง หรือร้ายแรงกว่านั้นคือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกน้อยได้! นี่คือสิ่งที่แม่มือใหม่ทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด! แพทย์หญิงสุมิตรา อวิรุทธ์นันท์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 แนะนำวิธีการจัดการ “นมแม่แช่แข็ง” ที่คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ เพื่อส่งเสริมสุขภาพลูกน้อยให้เติบโต แข็งแรงสมวัย ดังนี้ 1.‘อุณหภูมิและเวลา’ กุญแจสำคัญในการเก็บรักษานมแม่ การจัดเก็บนมแม่ไม่ใช่แค่การแช่เย็นหรือแช่แข็งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิและระยะเวลาอย่างเคร่งครัด เพราะสารอาหารและภูมิคุ้มกันในนมแม่มีคุณสมบัติที่เปราะบาง การเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้คุณค่าเหล่านี้สูญสลายไปโดยไม่รู้ตัว อุณหภูมิห้อง (ไม่เกิน 25°C): เก็บได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง กระเป๋าเก็บความเย็นพร้อมเจลเก็บความเย็น: เก็บได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง ตู้เย็นช่องธรรมดา (0-4°C): เก็บได้ไม่เกิน 4 วัน (เหมาะสำหรับนมที่จะใช้ในไม่กี่วันข้างหน้า) ช่องแช่แข็งในตู้เย็นประตูเดียว: เก็บได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ช่องแช่แข็งในตู้เย็น 2 ประตู: เก็บได้ไม่เกิน 3-6 เดือน ตู้แช่แข็งแบบ Deep Freezer (อุณหภูมิคงที่ -18°C หรือต่ำกว่า): เก็บได้ไม่เกิน 6-12 เดือน ข้อควรจำอย่างยิ่ง: ทุกครั้งที่ปั๊มนม ควร ติดฉลากระบุวันที่ปั๊มนม ไว้ที่ถุงหรือขวดเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าได้นำนมที่เก่าที่สุดออกมาใช้ก่อน (ระบบ First In, First Out – FIFO) เพื่อป้องกันนมหมดอายุและคงคุณค่าสูงสุด 2.‘ละลายผิด…สารอาหารพัง’ ห้ามใช้ไมโครเวฟเด็ดขาด! หลายคนอาจคิดว่าการละลายนมแม่แช่แข็งก็เหมือนการละลายอาหารทั่วไป แต่สำหรับนมแม่แล้ว เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก! การละลายที่ผิดวิธี ไม่เพียงแต่ทำลายสารอาหารสำคัญ แต่ยังอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตจนเป็นอันตรายต่อลูกได้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุด: ย้ายนมจากช่องแช่แข็งมาพักไว้ใน ช่องธรรมดาของตู้เย็น ล่วงหน้าอย่างน้อย 12 ชั่วโมง หรือ 1 คืน วิธีเร่งด่วนที่ปลอดภัย: แช่ถุงหรือขวดนมในภาชนะที่มี น้ำเย็น ก่อน แล้วค่อยๆ เติม น้ำอุ่น ลงไปจนน้ำนมละลาย ข้อห้ามตายตัว!: ห้ามละลายในน้ำร้อนจัด หรือนำเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด! ความร้อนสูงและรวดเร็วจะทำลายโปรตีนและสารอาหารสำคัญในนมแม่ และอาจทำให้เกิด “จุดร้อน” ที่เป็นอันตรายต่อปากของลูกน้อยได้ อย่าเขย่าแรงๆ: เมื่อนมละลายแล้ว อาจเห็นการแยกชั้นของไขมันและน้ำนม ให้ค่อยๆ หมุนหรือแกว่งถุง/ขวดนมเบาๆ เพื่อให้นมเข้ากัน ไม่ควรเขย่าแรงๆ เพราะอาจทำให้โครงสร้างไขมันเสียไป‘อุ่นพออุ่น’ ก่อนป้อนลูก 3. เมื่อนมละลายแล้ว หากลูกน้อยชอบนมที่อุ่นขึ้นอีกนิด ก็ต้องมีเทคนิคการอุ่นที่ถูกต้องเช่นกัน แช่ในน้ำอุ่น: ใช้วิธีแช่ถุงหรือขวดนมในภาชนะที่มีน้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อนจัด) หรือใช้เครื่องอุ่นนมโดยเฉพาะ ทดสอบอุณหภูมิเสมอ: ก่อนป้อนลูก ให้ หยดนม 2-3 หยดที่หลังมือ เพื่อทดสอบอุณหภูมิ นมควรจะรู้สึกอุ่นๆ ไม่ร้อนจัดเด็ดขาด 4. ข้อควรระวังที่คุณแม่ ‘ต้องไม่ละเลย’ นอกจากการเก็บรักษา ละลาย และอุ่นนมแล้ว ยังมีข้อควรระวังสำคัญอื่นๆ ที่แม่มือใหม่มักจะมองข้าม ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของลูกน้อยได้: ห้ามแช่แข็งซ้ำ!: เมื่อนมละลายแล้ว ห้ามนำกลับไปแช่แข็งซ้ำเด็ดขาด! ต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมงหากเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา หรือภายใน 2-4 ชั่วโมงหากเก็บไว้นอกตู้เย็นที่อุณหภูมิห้อง นมเหลือต้องทิ้ง!: หากลูกดูดนมจากขวดแล้วเหลือ ควรทิ้งทันที ไม่ควรเก็บไว้ให้ลูกกินต่อในมื้อหน้า เพราะอาจมีแบคทีเรียปนเปื้อนจากปากลูกแล้ว เก็บปริมาณน้อยๆ: ควรเก็บนมเป็นปริมาณน้อยๆ ในแต่ละถุง/ขวด (เช่น 60-120 มล.) เพื่อลดการเหลือทิ้ง และง่ายต่อการละลายตามปริมาณที่ลูกกินในแต่ละมื้อ กลิ่นหืนของนมแม่: บางครั้งนมแม่ที่ละลายแล้วอาจมีกลิ่นหืนคล้ายสบู่หรือโลหะ ซึ่งเกิดจากเอนไซม์ไลเปส (Lipase) หากลูกยังกินได้ปกติก็ไม่เป็นอันตราย แต่หากลูกไม่ยอมกิน อาจพิจารณาลดระยะเวลาในการเก็บสต็อก หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อย่าลืมว่า นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย การจัดการที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญในการรักษาสารอาหารและภูมิคุ้มกันอันล้ำค่าไว้ให้ลูกของคุณ! คุณแม่มือใหม่ทุกท่านจึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับต้นๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและเคล็ดลับสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กโรงพยาบาล PRINC Group หรือสนใจรับบริการและปรึกษาปัญหาสุขภาพสำหรับคุณแม่และลูกน้อยได้ที่โรงพยาบาลในเครือพริ้นซ์ใกล้บ้าน สายด่วนสุขภาพ โทร 1208 Alternate-X สรุปให้ PRINC แนะ 4 วิธีจัดการน้ำนมแม่อย่างถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารครบถ้วน ปลอดภัย และเติบโตฉลาดสมวัย ห้ามใช้ไมโครเวฟอุ่นนมเด็ดขาด เพราะอาจทำลายสารอาหารและเสี่ยงเกิดจุดร้อนทำลายเยื่อบุปากลูกน้อย พร้อมเทคนิคเก็บ-ละลาย-อุ่นนมอย่างมือโปร ที่แม่ยุคใหม่ห้ามพลาดเด็ดขาด!
ทหารไทย ต้องอบอุ่นหัวใจ ‘แม็คกรุ๊ป’ จัดให้เสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มอบกำลังใจถึงแนวหน้าปะทะกัมพูชา
‘แม็คกรุ๊ป’ แบรนด์แฟชั่นไทยที่อยู่ในตลาดมากว่า 40 เป็นอีกหนึ่งแรงใจห้ทหารชายแดนไทย-กัมพูชา มอบเสื้อผ้า ‘แม็คยีนส์’ มูลค่า 1 ล้านบาท ‘แม็คยีนส์’ แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 40 ปี ภายใต้ ‘บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)’ หรือ MC ‘แม็ค กรุ๊ป’ ผุ้ผลิตและทำตลาดไอเทมไลฟ์สไตล์การแต่งกายที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม จากจุดเริ่มต้นโดย ‘สมชัย ส่งวัฒนา’ หนึ่งผู้บุกเบิกตลาดกางเกงยีนส์ในประเทศไทย ถึงในปัจจุบัน ‘แม็คยีนส์’ นอกจากมุ่งทำตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าแฟชันหลากหลายรายการแล้ว ยังเดินหน้าไปพร้อมกับการเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมกับการตอบแทนสังคมมาโดยตลอด และต่อเนื่อง ทั้งการช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ การสนับสนุนโครงการด้านการศึกษา หรือการมอบสิ่งของจำเป็นแก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น ล่าสุด จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในเวลานี้ ที่แม้ว่าจะยังไม่คลี่คลายมากนัก แต่ยังคงมีเหล่าทหารหาญผู้กล้าหาญของไทยประจำการอยู่แนวหน้าเพื่อพิทักษ์อธิปไตย ต่อเนื่องในตลอดช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ภูมิประเทศที่ยากลำบาก และภารกิจที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา ล้วนเป็นสิ่งที่ทหารไทยต้องเผชิญในทุกวัน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มที่เหมาะสมและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยในครั้งนี้ ‘แม็ค กรุ๊ป’ ตระหนักถึงภารกิจอันเสียสละและความสำคัญของขวัญกำลังใจ ล่าสุดทีมผู้บริหาร MC นำโดย ‘แมทธิว กิจโอธาน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบกำลังใจครั้งสำคัญ โดยบริจาคผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่จำเป็นของแบรนด์ ‘แม็คยีนส์’ รวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท ให้กับทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ณ แม็ค สตูดิโอ แม็คกรุ๊ป สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา การบริจาคในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมอบสิ่งของ แต่ยังเป็นการส่งมอบความห่วงใย กำลังใจ และเป็นตัวแทนจากคนไทยทั้งประเทศ ที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษชายแดนไทยของเราเสมอไป Alternate-X สรุปให้ “แม็คยีนส์” แบรนด์ยีนส์ไทยกว่า 40 ปี เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคม มอบเสื้อผ้ามูลค่า 1 ล้านบาท ให้ทหารไทยประจำการชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก การบริจาคครั้งนี้มีขึ้นเพื่อส่งกำลังใจและเป็นตัวแทนความห่วงใยจากคนไทยทั้งประเทศ แม้สถานการณ์ชายแดนจะไม่รุนแรง แต่ทหารยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ.
PROSPECT REIT จัดงบ 970 ล้านบาท ลงทุนครั้งใหม่ BFTZ 6 เร่งสปีดขยายพอร์ตสู่ 10,000 ล้านบาท
‘ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์’ พรอสเพค โลจิสติกส์และอินดัสเทรียล” หรือ “PROSPECT REIT” ไปต่อไม่พัก พร้อมย้ำสถานะกองทรัสต์สุดแกร่งที่เติบโตสวนกระแส พร้อมรับทุกแรงต้าน โดยหลังประสบความสำเร็จจากการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เมื่อไตรมาส 2/2568 ที่ผ่านมา ล่าสุด ประกาศเดินหน้าลุยลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 ทันที ในโครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 6 (BFTZ 6) ถนนบางนา-ตราด กม.19 โครงการคุณภาพสูงของสปอนเซอร์หลัก บริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด มูลค่ารวมไม่เกิน 970 ล้านบาท พื้นที่ให้เช่ากว่า 50,749 ตร.ม. บนทำเลยุทธศาสตร์เดิม ‘อรอนงค์ ชัยธง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัดผู้จัดการกองทรัสต์ บอกว่า หลังเห็นโมเมนตัมและการขยายตัวของดีมานด์จากผู้เช่าอาคารทั้ง 4 โครงการภายใต้การจัดการที่อัตราการเช่าพุ่งเกือบ 100% อีกทั้งยังมีแรงส่งจากทิศทางการลงทุนที่ส่งผลเชิงบวกต่อภาคอุตสาหกรรม งานนี้หากผู้ถือหน่วยทรัสต์อนุมัติลงทุนใน BFTZ 6 ตามแผน จะทำให้พอร์ตของ PROSPECT REIT ขยับไปสู่ระดับ 9,500 ล้านบาท เป้าหมายกองทรัสต์ 10,000 ล้าน อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม สมกับเป็น Industrial REIT ชั้นนำ ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น แผนการเติบโตชัดเจน และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหน่วยอย่างต่อเนื่อง
ตลาดเช่าอสังหาฯภูเก็ต ขยายตัว พลัสฯโชว์พอร์ต ‘แสนสิริ’ ให้ยีลด์ 6-10% มาพร้อมบริการใหม่
พลัสฯ วางแผนรับตลาดเช่าอสังหาฯ ‘ภูเก็ต’ ขยายตัวแรง เจาะดีมานด์นักลงทุน รับเมืองเที่ยวปลายทางหรู เปิดพอร์ตโครงการฯแสนสิริ‘แสนสิริ’ โชว์ให้ยีลด์ 6-10% สมสกุล หลิมศุทธพรรณ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้บริหารจัดการโครงการอยู่อาศัยครบวงจรระดับพรีเมียมในเครือแสนสิริ กล่าวว่า บริษัทฯ เข้ามาทำตลาดในจังหวัดภูเก็ตมานานกว่า 20 ปีถึงในปัจจุบัน และพบว่าเป็นตลาดอยู่อาศัยที่มีศักยภาพ ทั้งคนท้องถิ่น กลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน (Expat) และ นักเดินทาง/ท่องเที่ยว ที่มีกำลังซื้อสูง ในฐานะ ‘ภูเก็ต’ เมืองท่องเที่ยวปลายทางหรูระดับโลก “การทำงานของของพลัสฯ ตลอดที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานกว่า 200 คน รวมถึงประสบการณ์กว่า 40 ปีของแสนสิริ มาร่วมบริหารพอร์ตอสังหาฯ ที่มีอยู่ในภูเก็ต พร้อมบริการใหม่ พลัส คอนเชียส พลัส (Plus Concierge) เป็นจุดแข็งเพื่อรองรับในทุกโครงการอสังหาฯของแสนสิริ ในปัจจุบันและในอนาคต” สมสกุล กล่าว โดย หลังบริษัทฯ เปิดให้บริการ Plus Concierge เพื่อหาผู้เช่า และบริหารจัดการอสังหาฯ ให้กลุ่มนักลงทุน พบว่า กลุ่มผู้เช่ามี 2 ส่วนหลัก คือ กลุ่มคนไทยที่ในทำงานภูเก็ต และกลุ่มต่างชาติ โดยเฉพาะดิจิทัล นอแมด (Digital Nomad) ซึ่งนิยมการอยู่อาศัยบริเวณ (Zone)ในเมือง กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาว (มากกว่า 1-3 เดือนขึ้นไป) นิยมอยู่อาศัยโซนรอบเมือง เช่นเชิงทะเล เป็นต้น ขณะที่ อัตราผลตอบแทน (Yeild) จากการลงทุนให้อยู่อาศัย หรือการปล่อยเช่าอสังหาฯในภูเก็ต จะมีระดับสูง อัตราเฉลี่ยประมาณ 1 หลัก (Digit) ปลาย ๆ ซึ่งหากเทียบกับอสังหาฯ ที่บริษัทฯ ดำเนินการปล่อยเช่าให้ลูกค้าจะคิดอัตราผลตอบแทนฯต่อปี (Rental Yield) ดังนี้ ดีคอนโด ภูเก็ต (ราคาทรัพย์ประมาณ 2 ล้านบาท) ค่าเช่า 12,000-15,000 บาท/เดือน Yield: 7.2% – 9.0% เดอะเบส ภูเก็ต (ราคาทรัพย์ 3 ล้านบาทกลาง ๆ) ค่าเช่า 18,000 – 20,000 บาท/เดือน Yield: 6.17% – 6.86% บ้านสราญสิริ ภูเก็ต (ราคาทรัพย์ 9 ล้านบาท) ค่าเช่า 75,000 – 80,000 บาท/เดือน Yield: 10.0% – 10.67% สมสกุล กล่วว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตมีความร้อนแรง หนึ่งในปัจจัยหนุนให้ในบางโครงการ มีราคาปรับตัวกระโดดสูงขึ้น อาทิ โครงการอสังหาฯ เรสซิเดนซ์ พูลวิลล่า บางแห่งราคา 30 ล้านบาท ทำสัญญา 1 ปี สามารถปล่อยเช่าอัตรา 2.5 แสนบาทต่อเดือน และหากนำมาปล่อยเช่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว สามารถทำอัตราค่าเช่าได้สูงถึง 8-9 แสนบาทต่อ3 เดือน Alternate-X สรุปให้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มองตลาดเช่าอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ต มีศักยภาพสูง ตอบรับการเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกสำหรับผู้มีกำลังซื้อสูงใช้ประสบการณ์กว่า 20 ปี พร้อมเสริมบริการใหม่ Plus Concierge เพื่อบริหารจัดการการเช่าให้แก่นักลงทุน เผยผลตอบแทนการปล่อยเช่า (Rental Yield) น่าสนใจ อยู่ที่ 6-10% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทโครงการและทำเล โดยมีผู้เช่าหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และ Digital Nomad ซึ่งสะท้อนความร้อนแรงและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดอสังหาฯ ในภูเก็ต
‘แสนสิริ’ โฟกัส ‘ภูเก็ต’ ใน 5 ปีหน้ามีกว่า55 โครงการ รวมที่แปลงใหญ่สร้างอาณาจักรอสังหาฯ
แสนสิริ ลงทุน 3.3 หมื่นล. พร้อมจัดงบปีละพันล.บาทซื้อที่ดินใน5 ปี สร้างอาณาจักร แสนสิริ คอมมูนิตี้ รวมไม่ต่ำกว่า 55 โครงการฯ เจาะนักลงทุนรับเมืองเที่ยวปลายทาง ‘อีลีท’ โลก ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่กล่าวว่า บริษัทฯ วางแผน 5 ปี (2568-2573) จะมีโครงการอสังหาฯ ทั้งแนวราบและคอนโด รวมไม่ต่ำกว่า 55 แห่ง โดยเตรียมใช้งบลงทุนกว่า 33,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการอสังหาฯเพิ่ม 29 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 12,000 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม 13 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท จากก่อนหน้าแสนสิริอยู่ในตลาดภูเก็ต มา 13 ทำโครงการไม่ต่ำกว่า 26-27 แห่ง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมใช้งบลงทุนราว 1,000 ล้านบาทต่อปีนับจากนี้ จัดซื้อที่ดินเพื่อรองรับการพัฒนาโครงการอสังหาฯ แต่ละรูปแบบที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการ (Deamand) ในตลาดท้องถิ่น รวมถึงการมองหาที่ดินแปลงใหญ่สำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาฯภายใต้แนวคิด ‘แสนสิริ คอมมูนิตี้’ ในลักษณะเดียวกับในส่วนกลาง กรุงเทพฯ ที่ทำมาก่อนหน้านี้ “แสนสิริ ดูทุกความเป็นได้ในการพัฒนาโครงการฯที่สวอดคล้องกับดีมานด์จริงในตลาดอสังหาฯภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเซ็กซี่ ทั้งการอยู่อาศัยจริงและการลงทุนรองรับกลุ่มประชากรแฝงและนักท่องเที่ยวระดับอีลีท” ภูมิชาย กล่าวพร้อมเสริมว่า “บริษัทฯ ยังพิจารณาทุกความเป็นไปได้ในการลงทุน ซึ่งร่วมถึงการหาพันธมิตรร่วมทุน หรือ เจวี เพื่อทำโครงการใหม่ๆที่ภูเก็ต เช่นกัน” โดยบริษัทฯ วางแผนทำโครงการรองรับกลุ่มเป้าหมายนักลงทุน (Investor) เป็นหลัก หลังพบเทรนด์การเติบโตในกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ กลุ่มใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ คาซัคสถาน, รัสเซีย,ยูเครน, อิสราเอล, อินเดีย และ บังคลาาเทศ จากก่อนหน้าเป็นกลุ่มนักลงทุนรัสเซีย และ จีน นอกจากนี้ยังมี กลุ่มลูกค้า LGBTQ และกลุ่มหลังเกษียณ (Retirement) ซึ่งมีแนวโน้มทั้งการเดินทางและเข้ามาอยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่ง (Wealth) ขยายตัวเพิ่มขึ้น และมองหาที่อยู่อาศัยแห่งที่สอง (Second Place)d การใช้ชีวิตในอนาคต “แนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับแผนธุรกิจแสนสิริใน 5 ปีหน้า จะบริหารพอร์ตให้มีความยืดหยุ่นตรงกับดีมานด์ในแต่ละโครงการที่พัฒนาขึ้น” ภูมิชาย กล่าวพร้อมเสริมว่า สำหรับปี 2568 แสนสิริ เปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มอีก 3 แห่งในภูเก็ต มูลค่ารวมราว 2,500-3,000 ล้านบาท ได้แก่ เดอะเบสเชิงทะเล ราคาเริ่มต้น 3.65 ล้านบาท/ยูนิต เศรษฐศิริ เกาะแก้ว ราคา 13-20 ล้านบาท/ยูนิต ดีคอนโด กระทู้ ราคาเริ่มต้น 2 ล้านบาท/ยูนิต โดยตั้งเป้ายอดขายในภูเก็ตปีนี้ ประมาณ 5,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีโครงการแอคทีฟอยู่ 8 โครงการ เหลือประมาณ 200-300 ยูนิตเท่านั้น จากแผนดังกล่าว ด้วยบริษัทฯ มองเห็นโอกาสการทำตลาดเพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ที่ยังต้องการอสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จากศักยภาพทางเศรษฐกิจในฐานะเมืองปลายทางท่องเที่ยวหรูระดับโลก และยังเป็นจังหวัดที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นที่สามารถพิกฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวกลับมาได้รวดเร็วในทุกครั้งที่เผชิญวิกฤต โดย6 เดือนแรกของปี2568 ตลาดอสังหาฯ ยังมีความต้องการสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจภูเก็ต จากข้อมูลการอยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ต ยังเชิงสถิติ น่าสนใจ ดังนี้ ประชากรตามสำมโนครัว จำนวนราว 6 แสนคน ประชากรแฝง อยู่อาศัยระยะยาว (Long stay) ระยะเวลา 1 – 6 เดือน จำนวนราว 8 แสนคนต่อปี ประชากรแฝง อยู่อาศัยระยะสั้น (Short Stay) ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ จำนวยนราว 2-1.5 ล้านคนต่อปี “นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มแรงงานที่หมุนเวียนเข้าทำงาน หากรวมแล้วคาดมีผู้อยู่อาศัยในภูเก็ตไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน” ภูมิชาย กล่าว พร้อมเสริมถึงศักยภาพความพร้อมจังหวัดภูเก็ต ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Infrastructure) ต่างๆ อาทิ การเดินทางเชื่อมต่อการเดินทาง ได้ทั้งทางบก ทางอากาศ ที่ปัจจุบันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวมีจำนวนมากกว่า 370 เที่ยวบินต่อวัน และในช่วงโลว์ซีซั่น เฉลี่ยราว 270 เที่ยวบินต่อวัน ท่าเทียบเรือ หรือ Marina ราว 5 แห่ง รองรับการเดินทางเรือยอร์ช มายังภูเก็ตในกลุ่มมหาเศรษฐี ทั่วโลก ความพร้อมบริการทางการเพทย์มาตรฐานสากล ตามนโยบายผลักดันการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย (Medical Hub) ด้วยมีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง อาทิ บำรุงราษฎร์ เตรียมเข้ามาเปิดให้บริการในปี 2571 จากก่อนหน้า มีโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น โรงเรียนนานาชาติ เพื่อรองรับกลุ่มคนทำงานต่างชาติ (Expat) โดยเฉพาะกลุ่มสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มองหาสถานศึกษาในจังหวัดภูเก็ตให้กับบุตรหลาน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและต้นทุนอยู่อาศัยต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศของตัวเอง นอกจากนี้ ภูเก็ต จะยังเป็นเมืองไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวระดับภูมิภาคสำคัญ หลังกลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ ทั้งกลุ่มเซ็นทรัล ที่เข้ามาก่อนหน่านี้ และ กลุ่ทมเดอะมอลล์ และ สยามพิวรรธน์ ต่างมีแผนขยายการลงทุนโครงการค้าปลีกในจังหวัดด้วยเช่นกัน Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ เตรียมลงทุนกว่า 3.3 หมื่นล้านบาท และซื้อที่ดินปีละ 1 พันล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า (2568-2573) สร้างอาณาจักรแสนสิริ ใน ภูเก็ต รวมกว่า 55 โครงการ ครอบคลุมทั้งแนวราบและคอนโดฯ เจาะกลุ่มนักลงทุนระดับ ‘อีลีท’ ทั่วโลก อาทิ คาซัคสถาน รัสเซีย อิสราเอล รวมถึงกลุ่ม LGBTQ+ และผู้เกษียณอายุ เพื่อตอบรับศักยภาพของภูเก็ตที่เติบโต และเป็นแหล่งรวมผู้อยู่อาศัยที่หลากหลายถึง 2 ล้านคน
ส่องตลาดพระหลังปะทะ ดันราคาเช่าวัตถุมงคล ‘หลวงปู่ศิลา’ การตลาดผ่านแรงศรัทธา ย้ำแบรนด์แกร่ง
ส่องตลาดพระ-หลังแนวปะทะชายแดน ‘เครื่องรางหลวงปู่ศิลา รุ่นเหนือดวง’ ราคาเช่าทะลุ 4 หมื่นบาท หลังสถานการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ในโลกโซเชียลมีเดียเผยแพร่ภาพทหารนายหนึ่งถูกแรงระเบิดจากฝั่งกัมพูชาแต่กลับรอดชีวิต โดยพบเพียงสะเก็ดระเบิดกระแทกกล่องวัตถุมงคล จากภาพเหรียญวัตถุมงคลในเหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถูกเผยแพร่ในสื่อโซเชียล มีเดีย พบว่าเป็นเหรียญพหูรมาน เนื้อทองแดง กล่องสีแดง ของพระราชวัชรธรรมโสภณ หรือ หลวงปู่ศิลา สิริจันโท พระเกจิชื่อดังแห่งวัด พระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ ปรากฎการณ์ในครั้งนั้น ส่งผลให้ ‘เหรียญพหูรมาน’ ของหลวงปู่ศิลา โดยเฉพาะกล่องสีแดง ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันเหรียญรุ่นดังกล่าว ในตลาดกลุ่มเช่าบูชาเครื่องรางของขลัง มีการปล่อยเช่าบูชาในระดับราคา 3,200-5,000 บาท และมากสุดในราคาถึง 7,000 บาท หรือเท่ากับราคาเช่าบูชาเพิ่มขึ้น 1,508% จนถึงประมาณ 3,417% ในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับช่วงประกอบพิธีพุทธาภิเษก ‘เหรียญพหูรมาน’ ในครั้งแรก ๆ โดยทางวัดได้นำวัตถุมงคลดังกล่าวมาให้ประชาชนทั่วไปได้เช่าบูชา ในราคาเริ่มต้น 199 บาท พลังศรัทธา มหาชน ขณะที่ เจ้าของธุรกิจแผงปล่อยเช่าบูชาพระเครื่อง ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ระบุ ราคาเช่าบูชาเหรียญพหูรมาน เนื้อทองแดง ของหลวงปู่ศิลาในตลาดขณะนี้ มีประชาชนตามหาจำนวนมาก โดยราคาเช่าบูชาหน้าแผงพระเครื่องอยู่ประมาณ 5,000 บาท นอกจากนี้ ‘พระเครื่องรุ่นเหนือดวง ของหลวงปู่ศิลา’ ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยมีราคาเช่าบูชาประมาณ 40,000 บาท ”ช่วงนี้ตลาดพระเครื่องเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้กระแสข่าวสีกากอล์ฟ กระทบแรงศรัทธา ทำตลาดซบเซาไปพอสมควร“ จากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น บวกกับคุณค่าทางจิตใจของประชาชนคนไทยในช่วงเวลานี้ ยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเช่าบูชาพระเครื่อง รวมถึงเครื่องรางของขลัง lยังสะท้อนถึงพลังแห่ง ‘ศรัทธา มาร์เก็ตติ้ง’ (Faith-based Marketing) ได้เป็นอย่างดี เจ้าของแผงพระเครื่อง เสริมว่า “เมื่อคนเชื่อมั่นในคุณค่าของบางสิ่ง พวกเขาพร้อมจะจ่ายมากกว่าที่เหตุผลจะอธิบายได้” ขณะที่ เหรียญพหูรมานไม่ได้เปลี่ยนวัสดุ หรือ มีมีฟังก์ชันอะไรใหม่ แต่ในเวลานี้ได้เปลี่ยน ‘ความหมาย’ ไปแล้วในสายตาคนจำนวนมาก จากวัตถุมงคลธรรมดา แต่กลายเป็น ‘ของที่ช่วยชีวิต’ ทั้งนี้ หากมองในมุมการตลาดและแบรนดิ้ง พบว่าด้วยราคาที่สูงขึ้น ไม่ได้มาจากการปรับตามต้นทุนวัสดุหรือแรงงาน หากแต่มาจากคุณค่าทางจิตใจของพลังแห่งศรัทธา ที่หลั่งไหลเข้ามาต่อวัตถุมงคลชิ้นนี้ ยิ่งตอกย้ำแห่งความแห่งความเชื่อมั่นแบรนด์อย่างไร้ข้อกังขา ที่พาให้ตลาดวัตถุมงคล กลับมาอยู่ในกระแส Alternate-X สรุปให้ หลังเกิดเหตุการณ์ระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา มีภาพทหารรอดชีวิตเพราะเหรียญพหูรมานของหลวงปู่ศิลาเผยแพร่ในโลกโซเชียล ทำให้ความต้องการเช่าบูชาเหรียญรุ่นนี้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกล่องสีแดงมีราคาสูงสุดถึง 7,000 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 3,000% ภายในสัปดาห์เดียว ปรากฏการณ์นี้สะท้อนพลังศรัทธาที่แปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางการตลาดอย่างชัดเจน เหรียญไม่ได้เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่เปลี่ยนความหมายในสายตาคนจำนวนมาก
BrandCase: ชิ้นที่2 หนึ่งบาท ‘วัตสัน’ กลยุทธ์ราคา ‘คุ้มค่าสะใจ’ พาแบรนด์กลับมาครองใจลูกค้าไทย
‘วัตสัน’ (Watsons) ร้านค้าปลีกความงามสัญชาติฮ่องกง ที่เข้ามาเปิดตลาดในไทย สาขาแรก อาคารมณียา เซ็นเตอร์ ย่านเพลินจิต เมื่อปี 2539 ท่ามกลางความท้าทายในตลาดค้าปลีกไทยเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และพาแบรนด์กลับมาอยู่ในใจผู้บริโภคคนไทยด้วยกลยุทธ์ในตำนานผ่านแคมเปญ ‘ชิ้นที่สอง 1 บาท’ 1.จุดเริ่มต้น ‘วัตสัน’ เข้ามาในไทยเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ถูกจัดให้เป็นร้านค้าปลีกพิเศษ (Specialty Store) ด้วยคอนเซปต์ร้านสุขภาพและความงามแบบครบวงจร ซึ่งโมเดลนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในฮ่องกง และกลายเป็นร้านยอดนิยมโดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยเมื่อมีโอกาสไปเยือนฮ่องกงในยุคนั้น ไม่พลาดที่จะต้องแวะเข้าไปช้อปปิง 2. จุดเด่น ร้านวัตสัน’ ที่มาพร้อมความทันสมัยกว่าร้านโชห่วยหรือร้านขายยาแบบดั้งเดิม และยังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่จัดเรียงสินค้าให้เลือกอย่างเป็นระบบ พร้อมพนักงานให้คำแนะนำเรื่องความงาม กลายเป็นโมเดลใหม่ที่ลูกค้าผู้หญิงชื่นชอบ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้ทั้งวงการ 3. จากสาวออฟฟิศ สู่ Gen Z ยุคออนไลน์ ในช่วงเริ่มต้น กลุ่มเป้าหมายหลักของวัตสันคือ ผู้หญิงวัยทำงานในเมือง ที่มองหาทางเลือกด้านความงามที่ทั้ง ‘มีคุณภาพ’ และ ‘จับต้องได้’ ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียพัฒนา วัตสันก็ปรับกลยุทธ์มาสู่กลุ่ม วัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน (Gen Z และ Y) ที่นิยมสินค้าเกาหลี ญี่ปุ่น และการช้อปปิ้งออนไลน์ ทำให้วัตสันพัฒนาช่องทางขาย Omni-channel อย่างต่อเนื่อง 4. การเข้ามาของผู้ท้าชิง หลังวัตสัน ทำตลาดมาได้สักระยะ ก็ได้พบกับคู่แข่งรายใหม่ในท้องถิ่นเข้ามาท้าทายตลาด โดยเฉพาะการเข้ามาของแบรนด์ อีฟแอนด์บอยในฐานะมัลติแบรนด์ บิวตี สโตร์ ที่มีชื่อเสียงและแข็งแรงในตลาดจังหวัดมหาสารคาม มาก่อนหน้า ก่อนขยายสาขาในกรุงเทพฯ เมื่อราวปี 2555 พร้อมกับเปิดสาขาแรกในย่านสยามสแควร์ ซอย1 ที่สำคัญยังเป็นทำเลที่อยู่ใกล้กับ วัตสัน สาขาสยามสแควร์ ในช่วงนั้น ด้วยเช่นกัน จากนั้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้มีค้าปลีกความงามแบรนด์ท้องถิ่นใหม่อย่าง บิวเทรียม (Beautrium) เข้ามาเติมสีสันในตลาดนี้เพิ่ม รวมถึงในช่องทางออนไลน์ เองก็มีอย่างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ต่างๆ ทำให้ตลาดค้าปลีกความงามแข่งขันกันรุนแรงขึ้น จากการการเข้ามาของร้านแบรนด์ใหม่ ในตอนนั้น จะเน้นประสบการณ์ตอบโจทย์ความงามในกระแสที่เกิดขึ้นใหม่ๆ หรือ อินเทรนด์ ด้วยสินค้า Exclusive พิเศษเฉพาะ และบรรยากาศ ‘Instagrammable’ ที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้แบรนด์ใหญ่ต้องรีบปรับตัว เพื่อรับมือให้ทันกับพฤติกรรมลูกค้าและตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว 5. กลยุทธ์ตำนาน ชิ้นที่สอง 1 บาท ต่อการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ที่มาพร้อมกลยุทธ์สร้างประสบการณ์การช้อปในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้ ‘วัตสัน’ ต้องเร่งปรับเกมสู้ก่อนจะเพลี่ยงพล้ำไปมากกว่านี้ โดยนำกลยุทธ์ระดับตำนาน ‘ชิ้นที่สอง 1 บาท’ เรียกว่าเป็นอาวุธลับที่เคยสร้างชื่อให้กลับมาอีกครั้ง และยังถือเป็นแคมเปญซึ่งเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์ อีกด้วย ขณะที่ แคมเปญนี้ฯ ได้ถูกนำมาปรับใช้ให้เข้ากับไทย ด้วยกลยุทธ์ลักษณะนี้ได้ใช้ในวัตสันฮ่องกง และประเทศอื่นๆในภูมิภาค ภายใต้โปรโมชั่นที่เน้นราคา หรือ ข้อเสนอพิเศษ (Special Offer) โดยใช้ภาษาที่สื่อถึงการซื้อชิ้นที่สองในราคาที่ถูกมาก อาทิ ‘Buy 2nd item for HK$1′ (ซื้อชิ้นที่สองในราคา HK$1), ‘$1 Deal’ (ดีล 1 ดอลลาร์) และ ‘Hot Deals’ (ดีลร้อนแรง) ที่เข้าใจง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยซื้อชิ้นแรกในราคาปกติ รับชิ้นที่สองเพียง 1 บาท ที่สามารถดึงดูดลูกค้าเข้าร้านได้ทุกครั้ง 6. เพราะอะไร ถึงเข้าใจหัวใจนักช้อป แม้กลยุทธ์ภายใต้แคมเปญ ‘ชิ้นที่สอง 1 บาท’ หากดูแบบผิวเผินแล้วจะหมือนการลดราคา 50% แบบทั่วไปก็จริง แต่กลับเป็นแคมเปญที่โดนใจผู้บริโภคมากกว่า ด้วยความรู้สึก ‘คุ้มค่าสะใจ’ นอกจากนี้ ยังสร้างความ ตื่นเต้นให้ผู้บริโภคได้ลุ้นจากการหมุนเวียนสินค้าใหม่ๆ ในทุกสัปดาห์ ที่มาสร้างความรู้สึกเซอร์ไพรส์และสนุกสนาน ช่วยให้ลูกค้ากลับมาซ้ำเสมอ อีกทั้งยังสร้าง ‘ความผูกพันทางอารมณ์’ กับลูกค้า ทำให้แคมเปญนี้ไม่ได้แค่ขายของ แต่ยังขาย ‘ประสบการณ์’ ด้วย 7. พาแบรนด์วัตสัน กลับสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความกดดันของการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงในตลาด วัตสันสามารถยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคได้อีกครั้ง ด้วยการใช้ ‘กลยุทธ์เก่าในรูปแบบใหม่’ ปรับปรุงแคมเปญให้สดใหม่ มีสินค้าเข้าร่วมกว่า 3,500 รายการ ทั้งไอเทมแบรนด์ดังและลิมิเต็ด พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ จนทำให้ ‘ชิ้นที่สอง 1 บาท’ กลายเป็นแคมเปญในความทรงจำที่คนไทยนึกถึงทันทีเมื่อพูดถึงวัตสัน จนถึงในตอนนี้ Alternate-X สรุปให้ วัตสัน ร้านค้าปลีกความงามจากฮ่องกง เข้าสู่ตลาดไทยปี 2539 ด้วยคอนเซ็ปต์ร้านสุขภาพและความงามทันสมัย สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ แม้ต้องเผชิญคู่แข่งอย่าง Eveandboy และ Beautrium รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เน้นประสบการณ์และสินค้านำเทรนด์ วัตสันสามารถกลับมายืนหนึ่งในใจผู้บริโภคด้วยกลยุทธ์ในตำนาน ‘ชิ้นที่สอง 1 บาท’ ซึ่งสร้างความคุ้มค่า ความตื่นเต้น และความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้า ทำให้แคมเปญนี้กลายเป็นดีเอ็นเอที่แข็งแกร่งของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน
เช็กด่วน!! ปวดคอเรื้อรัง ไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม ‘หมอนรองกระดูกปลิ้น’ ภัยเงียบทำชา-อ่อนแรง
โรงพยาบาล S Spine & Joint Hospital ไขชัด ! คอกระแทกแรง เสี่ยงหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นได้จริงหรือไม่?” ในยุคที่ข้อมูลสุขภาพถูกรับส่งผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนว่า“คอกระแทกแรง ๆ หรือสะบัดคอบ่อย ๆ อาจเสี่ยงทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น” คำกล่าวนี้สร้างความกังวลให้กับผู้ที่มีอาการปวดคอ รวมถึงคนทำงานออฟฟิศที่มักเคลื่อนไหวคออย่างไม่ระมัดระวัง หน้าที่หมอนรองกระดูก นพ. สุทธวีร์ ปังคานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาล S Spine & Joint Hospital เผยว่า หมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral Disc) เป็นแผ่นเจลเนื้ออ่อนที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทก และช่วยให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่น หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น (Disc Herniation) เกิดจากการที่หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม แตก หรือเคลื่อนออกจากตำแหน่ง จนไปกดเบียดเส้นประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดร้าว ชา หรืออ่อนแรงบริเวณแขน ขา หรือหลัง เสี่ยง!! หมอนรองกระดูกปลิ้น ขณะที่ การหันคอแรง หรือสะบัดคอด้วยความเร็วสูงในบางจังหวะ อาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น แต่สำหรับบางคน โดยเฉพาะในผู้ที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเริ่มเสื่อมตามอายุ มีพฤติกรรมที่ใช้คอผิดซ้ำ ๆ หรือมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับกระดูก แรงกระแทกเพียงครั้งเดียว!! อาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นได้ทันที “คอกระแทกแรง ๆ อาจไม่ทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น “ทันที” ในคนปกติ แต่ในผู้ที่มีความเสื่อมอยู่แล้ว นี่อาจเป็น “ชนวนสุดท้าย” ที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงขึ้นได้ในทันที” นพ. สุทธวีร์ กล่าว พร้อมยกเคสที่เคยรักษาพบว่า มีผู้ป่วยอายุน้อยมีภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น จากอุบัติเหตุล้มขณะเล่นสกี ซึ่งถือเป็นกรณีที่พบไม่บ่อยในคนวัยหนุ่มสาว แต่เกิดขึ้นได้จริงจากแรงกระแทกบริเวณ “คอ” และพฤติกรรมที่ถูกมองข้าม หลังล้ม ผู้ป่วยมีอาการปวดคอ โดยเข้าใจว่าเป็นอาการกล้ามเนื้ออักเสบทั่วไป จึงรับประทานยาและทำกายภาพบำบัดมานานกว่า 1 เดือน แต่อาการไม่หายขาด และกลับมาเป็นซ้ำอีกเรื่อย ๆ “คนไข้เคยไปพบแพทย์หลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม ทั้งที่อาการค่อนข้างรุนแรง และปวดจนทำงานไม่ได้” นพ. สุทธวีร์ กล่าว ช่วงแรก ผู้ป่วยมีเพียงอาการปวดคอ บ่า ไหล่ แต่ไม่ร้าว จนกระทั่ง 1–2 สัปดาห์ก่อนพบแพทย์ อาการเริ่ม “ร้าวลงแขนและนิ้ว” ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นกดทับเส้นประสาท เมื่อตรวจ MRI พบว่า หมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณคอปลิ้นออกมาจริง และจุดที่ปลิ้นนั้น สอดคล้องกับตำแหน่งที่เกิดแรงกระแทกในวันเกิดอุบัติเหตุ เกิน2 สัปดาห์ต้องมาตรวจ ส่วน สัญญาณอันตรายที่ควรสังเกต: ◦ อาการปวดคอ บ่าไหล่ที่ เป็นต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ ◦ อาการ ไม่ดีขึ้นแม้จะได้รับยาและทำกายภาพบำบัดแล้ว ◦ อาการ ปวดร้าวลงแขน ลงนิ้ว ◦ มีอาการ ชาหรืออ่อนแรง หากมีอาการชาหรืออ่อนแรง ควรรีบมาพบแพทย์ เพราะหากทิ้งไว้นาน เส้นประสาทอาจเสียหายถาวร และไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ หรือกลับมาได้เพียงบางส่วน การฟื้นตัวหลังการรักษาก็จะทำได้ยาก ยกเว้นในกรณีที่ถูกบริเวณไขสันหลังโดยตรง ซึ่งจะทำให้มีอาการเยอะมากและเป็นทั้งตัว ขณะที่ บริเวณที่พบหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นบ่อยที่สุดบริเวณคอ ช่วงข้อต่อ C4-C5) และ ข้อ C5-C6 เป็นบริเวณที่พบหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้นบ่อยที่สุด เนื่องจากเป็น ข้อต่อที่มีการขยับและเคลื่อนไหวในการก้มเงยมากที่สุด ปรับพฤติกรรมการใช้คอ การป้องกันและดูแล ใช้งานคออย่างถูกวิธี: ปรับท่าทางเมื่อเล่นมือถือไม่ให้ก้มคอมากเกินไป และปรับระดับคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา ◦ หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ: พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ◦ ออกกำลังกาย: เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอ เพื่อช่วยให้กระดูกคอเสื่อมช้าลง และใช้งานได้นานขึ้น ย้ำแพทย์เฉพาะทาง สำหรับ โรงพยาบาล S Spine & Joint Hospital มีเครื่องมือวินิจฉัยชั้นนำ เช่น MRI ความละเอียดสูง ที่ช่วยตรวจสอบภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังปลิ้น การกดทับเส้นประสาท และความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกอย่างแม่นยำ ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด ให้บริการรักษาที่หลากหลายครอบคลุมทุกระดับอาการ ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การใช้ยา กายภาพบำบัด และการฉีดยาระงับปวดเฉพาะจุด ไปจนถึงการผ่าตัดผ่านกล้อง (Minimally Invasive Surgery) ที่ช่วยลดแผล เจ็บน้อย และฟื้นตัวไว Alternate-X สรุปให้ ปวดคอเรื้อรังที่หลายคนเข้าใจผิดว่าคือออฟฟิศซินโดรม แท้จริงอาจเป็น ‘หมอนรองกระดูกปลิ้น’ ภัยเงียบที่ทำให้อาการ ชา และ อ่อนแรง ได้ บทความนี้จะเผยพฤติกรรมเสี่ยง อาการที่ควรสังเกต และสัญญาณอันตรายที่บ่งชี้ว่าควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันเส้นประสาทเสียหายถาวร และแนะนำวิธีป้องกันดูแลสุขภาพคอ พร้อมเผยบทบาทของ โรงพยาบาล S Spine & Joint Hospital ในการวินิจฉัยและรักษาด้วยเทคโนโลยีที่แม่นยำ
4 ปัจจัยหนุน ‘DELTA’ กวาด ‘บิ๊ก ล็อต’ คอนโดฯออริจิ้น เติมสภาพคล่อง ‘ORI’ ไตรมาส2ปี68
บิ๊กออริจิ้น ‘พีระพงศ์’ ORI บอก 4 ปัจจัยหนุนการตัดสินใจซื้อ Origin Plug & Play E22 Station โครงการฯ ติด BTS – ใกล้โรงงาน – วิวสวย – รูปแบบห้องเพดานสูง ตอบโจทย์การอยู่อาศัย พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทได้ขายห้องชุดบิ๊กล็อตจำนวน 278 ยูนิต ในโครงการ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี 22 สเตชั่น (Origin Plug & Play E22 Station) ให้กับ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ผู้นำโซลูชันการจัดการพลังงานและความร้อนและผู้นำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของประเทศไปเมื่อช่วงกลางปี 2567 ล่าสุดโครงการได้สร้างเสร็จพร้อมโอนห้องชุดให้กับลูกค้าแล้ว รวมถึงการโอนบิ๊กล็อตให้กับกลุ่ม DELTA ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถบันทึกการรับรู้รายได้ทันทีภายในไตรมาส 2/2568 “แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันอยู่ในช่วงชะลอตามสภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคโดยรวมลดลง แต่ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในตลาดยังมีอยู่ต่อเนื่อง” พีระพงศ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ในทำเลใกล้รถไฟฟ้าโซนแหล่งงาน และนิคมอุตสาหกรรม ที่ยังเป็นที่ต้องการของกลุ่มองค์กรหรือกลุ่มลูกค้าแบบ B2B ที่ต้องการซื้อห้องชุดเพื่อเป็นที่พักสวัสดิการให้กับผู้บริหารและพนักงานทั้งคนไทยและต่างชาติ” นอกจากนี้ ยังมี 4 เหตุผลหลัก ที่หนุนการตัดสินใจซื้อ ทำให้สามารถปิดบิ๊กดีลครั้งนี้ มาจาก ทำเลตอบโจทย์ โดยทำเลที่ตั้งโครงการ ติด BTS สายสีเขียว สถานีสายลวด เพียง 0 เมตร* สามารถเดินทางต่อ เดียวถึง สยามฯ สนับสนุนสวัสดิการพนักงาน โดยเป็นการมอบสวัสดิการ ห้องพักอาศัย ให้กลุ่ม Expat ของ DELTA ที่เข้ามา ประจำการทำงานระยะสั้น – กลางในไทยเพราะโครงการอยู่ใกล้โรงงานที่ขยายในนิคมอุตสาหกรรมบางปู ที่สุดแห่งวิวแม่น้ำ เปิดมุมมองใหม่ของการอยู่อาศัย โดยโครงการตั้งอยู่ในทำเลที่เห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและทะเลบางปูที่สวยที่สุดในสมุทรปราการ มอบพื้นที่ใช้สอยที่ได้มากกว่า ด้วยห้องเพดานสูง 4.2 เมตร พร้อมการออกแบบฟังก์ชันใหม่ๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของอย่างแท้จริง พีระพงศ์ กล่าวว่า “ดีลนี้นับเป็นความสำเร็จอีกครั้งของ ออริจิ้น ที่สะท้อนถึงความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง DELTA และสะท้อนถึงโอกาสของเราต่อตลาดที่อยู่อาศัยติดรถไฟฟ้าใกล้แหล่งงาน ที่ตอบโจทย์ตลาดแบบ B2B ได้เป็นอย่างดี การโอนบิ๊กล็อตครั้งนี้ช่วยให้บริษัทได้รับยอดโอนกรรมสิทธิ์เข้ามารวดเร็ว และสามารถบันทึกเป็นรายได้ได้ทันที” ทั้งนี้ DELTA เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ ออริจิ้น มาอย่างยาวนาน และเป็นพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน อีกทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีนวัตกรรมขับเคลื่อนพลังงานสีเขียวเพื่อความยั่งยืนในอนาคต และนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ อย่างครบถ้วน โดยบริษัทฯ ได้มีการนำนวัตกรรมของ DELTA อาทิ EV Charger, ERV Wall Type, UV Sanitizer, AI LPR, CCTV, Exhaust Fan เข้ามานำร่องใช้ในโครงการของออริจิ้น และยังมุ่งมั่น ผลักดันนวัตกรรมการประหยัดพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนโซลูชั่นอัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สอดคล้องกับ 1 ใน 7 KEYS TO SUCCESS ตามแผนธุรกิจปี 2568 ที่เน้นย้ำถึงการเติบโตแบบยั่งยืน นั่นคือ “ESG & GREEN REVOLUTION” ของ ออริจิ้น ที่ให้ความใส่ใจและทำเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น และจะทำต่อเนื่องในทุกมิติ รับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน 10 ปีข้างหน้า รักษาระดับคะแนนการประเมินการกำกับดูแลกิจการ CG Rating ในระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่อง สำหรับ โครงการ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี 22 สเตชั่น (Origin Plug & Play E22 Station) คอนโดมิเนียมระดับ Mid – High End สร้างเสร็จพร้อมอยู่ และสามารถเลี้ยงสัตว์ใด้ ติด BTS สายสีเขียว สถานีสายลวดเพียง 0 เมตร* โครงการฯ มีขนาดเนื้อที่กว่า 3 ไร่ จำนวน 1 อาคาร ความสูง 25 ชั้น จำนวน 1,044 ยูนิต กับร้านค้า 1 ยูนิต รูปแบบห้องเพดานสูง 4.2 เมตร ขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 22 – 34.5 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่ม 1.89 ล้านบาท* พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ ล็อบบี้, Co – Working Space, เลานจ์, สวน 3 จุด, สระว่ายน้ำ, บาร์ลอยฟ้า, ห้องสันทนาการ, ฟิตเนส และพื้นที่ส่วนกลางสำหรับสัตว์เลี้ยง Pet Club และยังมีอาคารที่จอดรถ 1 อาคาร ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ติดตั้งกล้อง CCTV ทั่วโครงการ ควบคุมการเข้าออกด้วย Key Card พื้นที่โดยรอบโครงการมีสถานที่รองรับการใช้ชีวิต ใกล้แหล่งงานใหญ่อย่าง นิคมอุตสาหกรรมบางปู รวมถึงแหล่งพักผ่อนชายทะเล สถานตากอากาศบางปู รวมทั้งยังมีศูนย์การค้า ไลฟ์สไตล์ สถานพยาบาล และสถานศึกษา ทั้งนี้ ออริจิ้น ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแบบ B2B ได้อีกหลายแห่ง ทั้งในย่าน BTS สายสีเขียวฝั่งสมุทรปราการ ซึ่งใกล้แหล่งภาคการผลิตและโลจิสติกส์ และในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ใกล้นิคมอุตสาหกรรม รองรับความต้องการทั้งเพื่อกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนระยะยาว สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจ 1.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 168 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 1/2568) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (Park Origin), โซ ออริจิ้น (So Origin), ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play), ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), ออริจิ้น เพลส (Origin Place), ดิ ออริจิ้น (The Origin), เคนซิงตัน (Kensington), แฮมป์ตัน (Hampton), ออริจิ้น เพลย์ (Origin Play), บริกซ์ตัน (Brixton) และ บริทาเนีย (Britania) เป็นต้น รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 254,967 ล้านบาท โดยกลุ่มโครงการบ้านจัดสรร หรือที่อยู่อาศัยแนวราบ ดำเนินการภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI เน้นกลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ส่วนกลุ่มโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ดำเนินการภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL 2.กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.กลุ่มธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจให้บริการลูกบ้าน ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ 4.กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว (Mega Trends) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการเงิน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร Alternate-X สรุปให้ โครงการ Origin Plug & Play E22 Station ติด BTS สายลวด ขายบิ๊กล็อต 278 ยูนิต ให้ DELTA พร้อมโอนสร้างรายได้ทันทีในไตรมาส 2/68 ตอบโจทย์ที่พักพนักงานต่างชาติ ด้วยทำเลติดรถไฟฟ้า ใกล้โรงงาน วิวสวย และห้องเพดานสูง โครงการมีฟังก์ชันรองรับ B2B และคนเลี้ยงสัตว์ได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ความร่วมมือระหว่าง ORI และ DELTA สะท้อนทิศทางพัฒนาอสังหาฯ อย่างยั่งยืนตามแนว ESG ออริจิ้นยังเดินหน้าโครงการแนวรถไฟฟ้า – EEC รองรับดีมานด์กลุ่มอุตสาหกรรมและลงทุนระยะยาว
แค่ฟอลเยอะไม่พอ อินฟูลฯยุคใหม่ต้อง ‘ปิดการขาย’ได้ แบรนด์ยอมจ่ายดีลละแสน ดันตลาดโต
IdeasLabs เปิดอินไซด์3กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ไทยกวาดรายได้รวมกว่า 60% แบรนด์ยอมจ่ายเฉลี่ยดีลละ1แสนบ. คาดครึ่งปีหลังตลาด F&B เปย์หนักสุด ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนา MarTech Ecosystem สัญชาติไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer Marketing) ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลโดย IdeasLabs พบว่าแคมเปญที่ ‘ปิดดีลสำเร็จ’ (Close Won) ในช่วง 6 เดือนแรก มีจำนวนรวมกว่า 400 แคมเปญ โดยมูลค่าตลาดรวมของแคมเปญเติบโตจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มแบรนด์ที่ใช้ “Publisher Services” ซึ่งเป็นโมเดลการตลาดผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิด (KOL) ที่มีระบบวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบและสามารถวัดผลได้จริง สำหรับโมเดล Publisher Services ในปีนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ชี้ให้เห็นว่าการจ้าง KOL นอกจากหวังผลการตลาดแล้วยังเป็นการวาง ‘โครงสร้างการตลาดแบบใหม่’ ที่เชื่อมโยงข้อมูล กลยุทธ์ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน จากข้อมูลยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกเดือนตลอดครึ่งปีแรก 2025 ยิ่งตอกย้ำภาพรวมของโมเดลนี้อย่างชัดเจน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 พบว่า ยอดขายผ่านแคมเปญที่ใช้ Publisher Services และ KOL เติบโตเฉลี่ยเกือบ 46% ซึ่งในบางเดือนมีการเติบโตสูงถึงกว่า 70% ซึ่งถือเป็นอัตราเร่งที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรม ทั้งนี้ แคมเปญที่ปิดดีลได้ครอบคลุมแพคเกจที่มีช่วงราคาหลากหลาย ตั้งแต่ประมาณ 20,000 บาท ไปจนถึง 500,000 บาทต่อแคมเปญ มีค่าเฉลี่ยต่อดีลอยู่ที่ราว 100,000 บาท สะท้อนถึงการที่ Publisher Services และการใช้ KOL สามารถปรับใช้ได้กับทั้งแบรนด์ขนาดใหญ่ที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน และแบรนด์ขนาดกลางที่เน้นคุ้มค่าและการวัดผลเป็นหลัก โดยมี 3 กลุ่ม Influencer Marketing ที่ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้าและเติบโตอย่างโดดเด่น ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จนคิดเป็นสัดส่วน 62.48% ของรายได้จาก Publisher Services ทั้งหมดได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) สร้างรายได้ 30.47% ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ (Retail & Lifestyle) สร้างรายได้ 19.84% ความงามและสุขภาพ (Beauty & Wellness) สร้างรายได้ 12.17% “สำหรับกลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจ Influencer Marketing ในยุคนี้จะต้องผสานเทคโนโลยีไปกับเนื้อหาที่วัดผลได้จริง ซึ่งเป็นหัวใจของความสำเร็จ สะท้อนถึงเทรนด์ใหม่ในวงการการตลาดยุคดิจิทัล ที่ไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ติดตามหรือยอดวิวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่พิจารณาจาก ‘ความสามารถในการกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภค’ อย่างมีประสิทธิภาพ” ธนดล กล่าว โดยหัวใจของความสำเร็จในการทำ Influencer Marketing ก็คือการเข้าถึง Data + Platform + Planning = แต้มต่อของแบรนด์ในยุค Digital Sales ท่ามกลางตลาดที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 91.2% ของประชากร และบัญชีโซเชียลมีเดียมากถึง 51 ล้านบัญชี ดังนั้นกลยุทธ์ Influencer Marketing ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบบวัดผลจะกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจนมากกว่าการสร้างกระแสและจำนวนยอดไลก์ ธนดล กล่าวต่อถึงแนวทางธุรกิจ IdeasLabs มุ่งรักษาอันดับหนึ่งของตลาด F&B และ Retail & Beauty โดยเตรียมจัดแคมเปญกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้าในช่วงเทศกาล และปลายปี ที่ถือเป็น High Season สำคัญของหลายธุรกิจ ด้วยการช่วยวางแผนให้องค์กรเริ่มวางกลยุทธ์ Influencer ตั้งแต่ไตรมาส 3 ทั้งนี้ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการบริหารต้นทุน สร้างยอดขาย และแปลง Engagement เป็น Conversion ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับการลงทุนของแบรนด์ในกลุ่ม F&B และ Beauty ในแคมเปญ Influencer Marketing อย่างเข้มข้น ช่วงครึ่งหลังปี 2025 นี้ อย่างไรก็ดีสิ่งที่ชัดเจนจากข้อมูลครึ่งปีแรกคือแบรนด์ที่วางแผนล่วงหน้ามีประสิทธิภาพในการใช้ KOL สูงกว่าชัดเจนระบบที่สามารถวัดผล (เช่น API กับ Line OA หรือระบบ Tracking Conversion) เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายผลเครือข่าย Publisher ที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคไทย สามารถทำหน้าที่ได้มากกว่า media placement “ในภาพรวม กลุ่ม F&B ยังคงเติบโตสูงสุด ด้วยจำนวนแคมเปญที่ปิดดีลมากกว่า 100 รายการ ความโดดเด่นอยู่ที่การใช้ KOL เพื่อเร่งพฤติกรรม “ซื้อทันที” ทั้งในช่องทางเดลิเวอรีและ walk-in ด้าน Retail & Lifestyle เติบโตจากคอนเทนต์ที่มีความ “สมจริง” และเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยเฉพาะในหมู่ Gen Z และวัยทำงานรุ่นใหม่ ขณะที่ กลุ่ม Beauty & Wellness ยังคงเน้นรีวิวแบบมีประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถืออย่างแท้จริง” นายธนดล กล่าว Alternate-X สรุปให้ IdeasLabs เผยตลาด Influencer Marketing ไทยครึ่งแรกปี 2568 เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะโมเดล “Publisher Services” ที่เน้นการวัดผลและสร้างยอดขายได้จริง ซึ่งแคมเปญในกลุ่มนี้มียอดขายโตเฉลี่ยเกือบ 46% และแบรนด์ยอมจ่ายค่าเฉลี่ยถึง 100,000 บาทต่อดีล 3 กลุ่มอินฟลูฯ ที่ทำรายได้สูงสุดคือ อาหารและเครื่องดื่ม, ค้าปลีกและไลฟ์สไตล์, และความงามและสุขภาพ สะท้อนเทรนด์ใหม่ที่ไม่ได้วัดแค่ผู้ติดตาม แต่ต้องมี “ความสามารถในการกระตุ้นพฤติกรรมผู้บริโภค” โดยเฉพาะแบรนด์ F&B และ Beauty คาดว่าจะลงทุนหนักขึ้นในครึ่งปีหลัง และกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการ
เทศกาลทานาบาตะ ใกล้ฉัน ไม่ต้องบินไกลไปถึง ‘ญี่ปุ่น’ เดอะมอลล์ฯ ยกมาให้ชม ‘กรุงเทพฯ-โคราช’
เดอะมอลล์ฯ จัดเทศกาลทานาบาตะใจกลางห้าง ในงาน ‘THE MALL JAPAN DISCOVERY 2025’ ครั้งแรกในไทย ‘สุดยอดเมนูอาหารฤดูร้อน’ ส่งตรงจากญี่ปุ่น ถึง 3 สิงหาคม 2568 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ จัดงาน ‘THE MALL JAPAN DISCOVERY 2025’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยพันธมิตรประเทศญี่ปุ่น และพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมได้รับเกียรติจาก คุณคาวามูระ มากิ ผู้อำนวยการสำนักข่าวสารญี่ปุ่น และที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย คุณดวงตา พงษ์วิไลย์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาดศูนย์การค้า บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมพูดคุยและชมโชว์พิเศษจาก ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ที่ เอ็ม แกรนด์ ฮอลล์ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ มนต์เสน่ห์ฤดูร้อนแห่งเซนได เนรมิตบรรยากาศยิ่งใหญ่ ยกแลนด์มาร์กแห่งเมืองเซนไดมาไว้ใจกลางห้าง ประดับประดาไปด้วยโคมทานาบาตะหลากสี หนึ่งในเทศกาลฤดูร้อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น เปิดประสบการณ์ใส่ชุดยูกาตะนั่งรถลากญี่ปุ่นจินริกิฉะ พิเศษกับ 2 ไฮไลท์ ครั้งแรกกับ MEET & GREET น้อง “มุสุบิมารุ” มาสคอตข้าวปั้น ทูตแห่งวัฒนธรรมแห่งเมืองเซนได พร้อมลิ้มรสเมนูอาหารฤดูร้อนส่งตรงจากญี่ปุ่นกว่า 100 เมนู อาทิ SENDAI WAGYU ของดีประจำเมืองเซนได กับเนื้อวากิว A5 ที่หาทานยาก ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ การให้วัวกินต้นข้าวชั้นยอดของญี่ปุ่นและดื่มน้ำบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ที่มีสัดส่วนการผสมที่น้อย ทำให้เนื้อหาทานยากและมีราคาสูง GYUTAN ลิ้นวัวย่าง เมนูต้นตำรับจากเชนได “กิวตัง” หรือ ลิ้นวัวย่าง ถือกำเนิดจากเมืองเซนได ตั้งแต่ปี 1948 ลิ้นวัวความนุ่มและชุ่มฉ่ำ เมื่อกัดก็จะมีน้ำซุปจากชิ้นเนื้อไหลออกมาเพิ่มรสอร่อย คิคุฟุกุ (KIKUFUKU) ครั้งแรกในประเทศไทยกับไดฟูกุถั่วแระ ขนมของฝากสุดฮิตจากเซนได มีความเหนียวนุ่ม สอดไส้ด้วยครีมสดที่ทำจากนมฮอกไกโด ความพิเศษ อยู่ที่รสชาติถั่วแระที่หาทานที่ไหนไม่ได้ ถั่วแระมีรสชาติ หวาน มัน เฉพาะตัวไม่เหมือนถั่วแระจากเมืองอื่น ขนมปังเนยชุนดะ ครั้งแรกในประเทศไทยกับขนมปังไส้ถั่วแระ หอม หวาน มันอร่อยจากถั่วแระ SHIROYAMA เปิดตัวครั้งแรก ในประเทศไทย กับ “น้ำแข็งใสญี่ปุ่น” เจ้าของแชมป์โลกเจลาโต้ น้ำแข็งใสมีความเนียน ละเอียด ท็อปด้วยมูสสูตรเฉพาะของทางร้าน พานาคอตต้า ของหวานสูตรต้นตำรับ ไส้ส้มโชนันโกลด์ รสชาติกลมกล่อมด้วยความหวานอมเปรี้ยวของส้มโชนันโกลด์ โรยหน้าด้วยเวเฟอร์กรอบ (KUKKIA) และน้ำตาลทรายแดง คิโย เคน (KIYO KEN) ซาลาเปาไส้หมู และซาลาเปาไส้หวาน ร้านเก่าแก่กว่า 100 ปี ไส้หมูมีความหอมสไตล์ญี่ปุ่น ไส้หวานจากถั่งแดงและงา ไอจิ มิโซะ โอเด้ง (AICHI MISO ODEN) เมนูโอเด้งสูตรต้นตำรับปรุงด้วยฮัทโจมิโสะ (Hatcho Miso) ความพิเศษของเมนูนี้คือ น้ำซุปมิโสะจะมีสีแดงแตกต่างจากโอเด้งทั่วไป รสชาติจัดจ้าน ลูกพีชขาว (WHITE PEACH) มีความหวานฉ่ำที่สุดในบรรดาพีชทั้งหมด และ องุ่นไซมัสแคท (SHINE MUSCAT) เป็นต้นกำเนิดขององุ่นไซมัสแคท จังหวัดโอกายามา ภายในงานสนุกสนานกับกิจกรรมอื่นๆ และพบศิลปินให้ความบันเทิง อย่างต่อเนื่อง นำโดย สามสาว “Pixxie” ในวันเสาร์ที่ 26 ก.ค. 2568 สามหนุ่ม “Slapkiss” ในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ค. 2568 ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ มินิคอนเสิร์ตจาก “เป๊ก ผลิตโชค” ที่เดอะมอลล์ไลฟ์ บางแค ในวันเสาร์ที่ 27 ก.ย. 2568 นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เพียงกินช้อป ร้านค้า ร้านอาหารญี่ปุ่น ภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ งามวงศ์วาน บางแค ครบทุก 1,000 บาท ลุ้นแพคเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นฟรี รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 – 1 ตุลาคม 2568 และพิเศษสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต AEON แลกรับฟรี เมนูไฮไลต์ เมื่อช้อปในศูนย์การค้า ครบ 500 บาท พร้อมสิทธิพิเศษ จากสมาชิกไทยประกันชีวิต PRIVILEGE, ลูกค้าไทยน้ำทิพย์ และสมาชิก M CARD ร่วมสัมผัสกลิ่นอายทางวัฒนธรรมเทศกาลทานาบาตะ พร้อมอิ่ม อร่อยไปกับรสชาติอาหารชั้นเลิศต้นตำรับแท้จากประเทศญี่ปุ่น ในงาน “THE MALL JAPAN DISCOVERY 2025” ประเดิมสาขาแรกณ M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ในวันที่ 25กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน วันที่ 14-20 สิงหาคม 2568 เดอะมอลลไลฟ์สโตร์ บางแค วันที่ 25 กันยายน -1 ตุลาคม 256 เดอะมอลล์ โคราช ปิดท้ายวันที่ 7-14 ตุลาคม 2568 Alternate-X สรุปให้ เดอะมอลล์ฯ ยกเทศกาล ทานาบาตะ มาไว้ใจกลางห้าง ในงาน THE MALL JAPAN DISCOVERY 2025 ครั้งแรกในไทยกับเมนูฤดูร้อนกว่า 100 รายการจาก “เซนได” ประเทศญี่ปุ่น พลาดไม่ได้กับมาสคอต “มุสุบิมารุ” และกิจกรรมวัฒนธรรมแบบจัดเต็ม ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ – งามวงศ์วาน – บางแค และโคราช พร้อมร่วมลุ้นทริปเที่ยวญี่ปุ่นฟรี รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท!
SECOM ปักหมุดไทย ศูนย์กลาง ‘Security’ อาเซียน เปิดสำนักงานใหญ่ใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ
SECOM มั่นใจทำเลยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ อวดนวัตกรรมรักษาความปลอดภัยครบวงจรจากญี่ปุ่น โชว์แห่งแรก ‘Demo House-Demo Café ในพื้นที่เดียวกัน คิโยชิ โมริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในประเทศไทย ทำเลพระราม อาคาร King Bridge ชั้น 11 โดยขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรวมศูนย์กลางสำคัญของบริษัทไว้ในที่เดียว พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือภายในองค์กร และยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ลูกค้า “ประเทศไทยเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของ SECOM ในภูมิภาคอาเซียน การเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ด้วยแนวคิด ‘Peace of Mind’ ให้แก่ทุกครอบครัวและทุกองค์กร ผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ บริการรักษาความปลอดภัยระดับมืออาชีพ และประสบการณ์อันยาวนานกว่า 37 ปี” โมริยะ กล่าว โดย สำนักงานแห่งใหม่นี้ ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานด้วยดีไซน์ทันสมัย พร้อมเปิดให้ลูกค้าเข้าชมได้สัมผัสถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพบริการอย่างใกล้ชิด สำหรับ ไฮไลต์สำคัญของงาน คือ โชว์รูม Demo House และ Demo Café รวมถึงศูนย์ควบคุม (Control Center) ที่อยู่ภายใต้พื้นที่เดียวกัน ในรูปแบบ “Interactive Security Experience” เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์การรักษาความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ครบวงจร ภายใต้แนวคิด ‘Hybrid Security’ โซลูชันใหม่แห่งการรักษาความปลอดภัยที่ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะกับความชำนาญของมนุษย์ โดยโซลูชันนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในสายงานรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะค่าแรงเจ้าหน้าที่ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและระบบการจ่ายค่าล่วงเวลา ทั้งนี้ SECOM เสนอแนวทางการผสมผสานระหว่างบุคลากรรักษาความปลอดภัยในสถานที่จริง กับบริการเฝ้าระวังแบบมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ด้วยระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุนและการป้องกันที่ดียิ่งขึ้น ขณะที่ ระบบนี้ยังคงรักษามูลค่าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นมนุษย์ไว้ และยังขยายขีดความสามารถของพวกเขาผ่านเทคโนโลยีจากศูนย์ควบคุมที่มีบทบาทสำคัญในบริการเฝ้าระวังของ SECOM ซึ่ง ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจอย่างกว้างขวางพร้อมจึงเป็นเหตุผลสำคัญเพื่อนำเสนอบริการลักษณะนี้ ที่ปัจจุบันมีผู้ให้บริการเพียงไม่กี่รายในประเทศไทย ด้าน เอกรัฐ วิภาณุรัตน์ กรรมการบริษัท รักษาความปลอดภัย ไทยซีคอม จำกัด กล่าวว่า บริการ ‘Hybrid Security’ เป็นการบูรณาการกล้อง AI และระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ เข้ากับทีมเฝ้าระวังมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันพร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจถึงระดับความปลอดภัยที่ดีขึ้น พร้อมลดต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมยกตัวอย่างยูสเคส บริการภายใต้แนวคิด ‘Real Protection. Real People.’ ซีคอม ที่ปัจจุบันทำงานร่วมกับ ธนาคารยูโอบี มานานร่วม 6 ปี โดยติดตั้งระบบครอบคลุมกว่า 140 สาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ SECOM ยังได้เปิดให้กลุ่มธุรกิจและประชาชนที่สนใจเข้าชม “Interactive Security Experience” ณ โชว์รูมสำนักงานใหญ่ เพื่อสัมผัสระบบ AI, แอปพลิเคชัน และบริการหลังการขายอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำปรึกษาฟรีในทุกแง่มุมของการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กร ร้านค้า และครัวเรือน Alternate-X สรุปให้ SECOM ญี่ปุ่นเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในประเทศไทย ตอกย้ำไทย ‘ศูนย์กลางสำคัญของอาเซียน’ เปิดโชว์รูม “Demo House – Demo Café” และศูนย์ควบคุมกลางในพื้นที่เดียวกัน ชูจุดเด่น Hybrid Security ผสาน AI กับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังจริง ลดต้นทุนแรงงาน พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ และเปิดให้ภาคธุรกิจ-ประชาชนเข้าชมระบบจริง
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ปรับใหญ่โครงสร้างธุรกิจ ใช้ 3 กลยุทธ์นี้ฝ่าวิกฤตอสังหาฯ
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค กับกลยุทธ์ 3 ปีจากนี้ไป ‘มุ่งลดหนี้–สร้างยอดขายเพิ่มรายได้-ปรับโครงสร้างธุรกิจ’ สปีดมียอดขายกลับมา หมื่นล้านบาทในปี 2571 ศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน จากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากความเชื่อมั่นของผู้ซื้อที่ถดถอย และการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในอัตราสูง โดย บริษัทตระหนักดีถึงสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้เตรียมพร้อมรับมือเดินหน้าฝ่าวิกฤตด้วยแผนกลยุทธ์ใน 3 ปี ภายใต้เป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ ลดภาระหนี้ สร้างยอดขายเพิ่มรายได้ ปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง ขณะที่ แนวทางสำคัญของบริษัท คือ การปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดภาระหนี้ลง 50% ภายในปี 2570 เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ให้สามารถดำเนินการตามแผนธุรกิจที่วางไว้ โดย บริษัทยังมีแผนการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์สินหลัก (Non-Core Assets) ภายในระยะ 3 ปี เริ่มจากปี 2569 มีแผนขายสินทรัพย์มูลค่า 300 ล้านบาท ปี 2570 มูลค่า 2,500 ล้านบาท และปี 2571 มีเป้าหมายขายสินทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแผนการลดหนี้และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ทั้งนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมเตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เพื่อขออนุมัติเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการชำระคืนหุ้นกู้จำนวน 15 ชุด ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงมกราคม 2570 โดยบริษัทเสนอขยายระยะเวลาไถ่ถอนทุกชุดออกไป 2 ปี และปรับเพิ่มดอกเบี้ยอีก 0.25% ต่อปี เพื่อให้สามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมความสามารถในการจัดการชำระคืนหนี้หุ้นกู้ “บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของผู้ถือหุ้นกู้ และยังคงยึดมั่นในการดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้ทุกท่าน” ศานิต กล่าว ด้านแผนธุรกิจ บริษัทมุ่งเน้นฟื้นรายได้ผ่านการสร้างยอดขายให้เติบโต โดยตั้งเป้าให้ยอดขายกลับมาสู่ระดับ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2571 กลยุทธ์หลักจะมุ่งไปที่สินค้ากลุ่มบ้านระดับราคาปานกลาง ซึ่งยังคงมีดีมานด์ในตลาด ขณะเดียวกันจะทยอยลดสัดส่วนสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าพร้อมขายรวมมูลค่า 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการแนวราบ 2,500 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 3,500 ล้านบาท โดยจะเร่งระบายสต็อกในโครงการที่สามารถรับรู้รายได้ทันที นอกจากนี้ยังมีสินค้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 2,220 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีจุดแข็งที่สำคัญ ได้แก่การถือครองทรัพย์สินในทำเลศักยภาพทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทำเลที่มีความต้องการด้านที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ ตลอดจนทำเลที่มีการเติบโตและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด อย่างเขาใหญ่ หัวหิน และ เชียงใหม่ บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้างทางธุรกิจและโครงสร้างองค์กร เป้าหมายหลักคือลดค่าใช้จ่ายลง 20% ภายในปี 2569 โดยมีแผนเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการดำเนินงานและระบบบริหารจัดการให้มีความกระชับคล่องตัว ยกระดับความสามารถในการทำกำไร เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ศานิต กล่าวว่า “ที่ผ่านมาบริษัทยังได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรระดับโลก อาทิ Sumitomo Forestry และ Sekisui Chemical จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีความร่วมมือระยะยาวในพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทในสายตานักลงทุนต่างชาติ” นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีประสบการณ์ 40 ปีในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และความสามารถในการบริหารจัดการภายใต้สภาวะท้าทาย บริษัทสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลกระทบในระดับโลกมาแล้วหลายครั้ง และสามารถปรับตัวฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งแผนระยะ 3 ปีของบริษัทครั้งนี้ ไม่เพียงมุ่งรับมือกับความท้าทายในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการวางรากฐานใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต Alternate-X สรุปให้ พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เผยแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2568-2571) มุ่งฝ่าวิกฤตอสังหาฯ ด้วย 3 เป้าหมายหลักคือ ลดภาระหนี้ลง 50% ภายในปี 2570 ผ่านการขายสินทรัพย์และปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้ พร้อม สร้างยอดขายให้กลับมาที่ 10,000 ล้านบาทในปี 2571 โดยเน้นสินค้าบ้านระดับกลางและเร่งระบายสต็อกโครงการ และ ปรับโครงสร้างธุรกิจลดค่าใช้จ่าย 20% ภายในปี 2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน บริษัทยังคงเชื่อมั่นในจุดแข็งด้านทำเลที่ดินและพันธมิตรระดับโลก เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในอนาคต
7 วันปะทะไทย-กัมพูชา ยอดส่งพัสดุชายแดนพุ่ง 30 ตัน ปณท. จัดให้ไม่มีลิมิต-ส่งมาได้อีก
ไปรษณีย์ไทย เผยเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 4 จังหวัด คนไทยบริจาคมากถึง 30 ตัน พร้อมปรับแผนจุดรับ/ส่งมาได้อีกไม่มีลิมิต ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การปะทะแนวชายแดนไทยและกัมพูชา ส่งผลกระทบกับ 4 จังหวัดโดยรอบ ได้แก่ ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำกิจการไปรษณีย์ไทยในหลายพื้นที่จุดเสี่ยง ทำให้ต้องปิดให้บริการชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ปณท. ได้ปรับแผนการดำเนินงาน โดยหันมาจัดส่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยใน 4 พื้นที่ดังกล่าวแทน โดยในช่วงไม่ถึง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้บริจาคสิ่งของมาแล้วมากกว่า 30 ตัน เป็นจำนวนสูงที่สุดนับแต่ให้บริการในพื้นที่ดังกล่าว “ขณะนี้ ไปรษณีย์ไทยยังไม่มีลิมิตเรื่องขนของช่วยประชาชน ตอนนี้คนบริจาคเท่าไรก็รับมาส่งต่อทั้งหมด เพื่อหวังว่าจะช่วยพี่น้องชายแดนได้มากที่สุด“ดร.ดนันท์ กล่าว สำหรับการขนส่งระหว่างไทย-กัมพูชา ทาง ปณท. ยังดำเนินการส่งของระหว่างประเทศเฉพาะในช่องทางเครื่องบินเท่านั้น “ที่ผ่านมาปริมาณการส่งพัสดุไปยังปลายทางประเทศกัมพูชาของไปรษณีย์ไทยไม่ได้มีสัดส่วนสูงอยู่แล้ว แต่ยอมรับสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อรายได้บางส่วน” Alternate-X สรุปให้ เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชากระทบ 4 จังหวัด ไปรษณีย์ไทยเผยยอดบริจาคพุ่งกว่า 30 ตันภายใน 7 วันปรับแผนรับส่งของบรรเทาทุกข์ ไม่มีลิมิต ยินดีรับทุกการบริจาค บางพื้นที่ต้องปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ขณะที่การส่งพัสดุไปกัมพูชาจำกัดเฉพาะช่องทางเครื่องบิน รายได้บางส่วนได้รับผลกระทบแต่ยังเดินหน้าช่วยเหลือเต็มที่
คนจีนฮิต ‘ของขลังไทย’ ติดท็อป 5 สินค้ายอดนิยม ปณท.เผยปี67 พัสดุไทยไปจีนโต3%
ไปรษณีย์ไทย บอกพอร์ต ‘เครื่องรางของขลัง“ พัสดุยอดฮิตส่งจากไทยไปจีน ปี’67 ยอดพัสดุ 6 แสนชิ้น โต3% ร่วมฉลองครบ50ปี สัมพันธ์ไทย-จีน งานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) กล่าวว่า ปี 2567 ที่ผ่านมา การขนส่งพัสดุจากไทยไปจีนเติบโตเฉลี่ยกว่า 3% มียอดส่งออก 60,000 ชิ้น/ปี คิดเป็นมูลค่าการขนส่งราว 50 ล้านบาท สำหรับสิ่งของที่ได้รับความนิยมในการส่งผ่านไปรษณีย์จากไทยไปปลายทางประเทศจีน 5 อันดับแรก ได้แก่ เอกสาร ของเล่น เสื้อผ้าคอตตอน อาหารเสริม เครื่องรางของขลัง “สินค้าเครื่องรางของขลัง อย่าง พระห้อย พระพุทธรูป ตะกรุด และเหรียญพระ เป็นที่นิยมในกลุ่มคนจีน รวมถึงคนชาติอื่น ๆ ทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง ติดลิสต์สินค้าส่งออกยอดฮิตของไปรษณีย์ไทยนานกว่า 10 ปี” ดร.ดนันท์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “สินค้าเหล่านี้ จะมีเซียนพระในส่วนภูมิภาค เช่น ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ฯลฯ นำมาฝากขายในที่ทำการไปรษณีย์ไทยบริเวณใกล้เคียง ซึ่งไปรษณีย์ไทยก็ได้สินค้าในช่องทางไทยแลนด์โพสต์มาร์ต” ขณะที่ สินค้านำเข้าหมวดเครื่องรางของขลัง ยังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคไทยสายมูเตลูเช่นกัน อาทิ เครื่องรางนำโชคด้านการเงินและความรัก ทั้งจากฮ่องกง และจีน ปรับแผนรับอีคอมเมิร์ซไทย-จีน ดร.ดนันท์ กล่าวว่า “ในอดีตการจัดส่งพัสดุระหว่างไทยจีน จะเป็นจดหมาย เงิน และโทรเลข โดยคนไทยเชื้อสายจีนส่งกลับไปให้ครอบครัว พ่อแม่ แต่ปัจจุบันการส่งสินค้ามีสัดส่วนนำหน้าจดหมาย/เอกสารถูกแซง จากปัจจัยอีคอมเมิร์ซของทั้ง 2 ประเทศขยายตัว” จากแนวโน้มดังกล่าว ปณท. เห็นโอกาสในการส่งสินค้าระหว่างไทย-จีน โดยพัฒนาการขนส่งทางบกจากต้นทางจีน เพื่อให้บริการสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และกลุ่มธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C) โดยใช้การขนส่งในช่องทางพาณิชย์ เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในการลดต้นทุนค่าขนส่ง สามารถขนส่งได้ในปริมาณมากขึ้นเมื่อเทียบกับการขนส่งทางอากาศ นอกจากนี้ ยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าทั้งต้นทางและปลายทางได้มากขึ้น เช่น มีบริการดำเนินพิธีการภาษีศุลกากรทั้งที่ต้นทางและปลายทาง ขณะเดียวกัน ปณท. ยังอยู่ระหว่างศึกษาการใช้ประโยชน์จากช่องทางการขนส่งทั้งทางรถและทางราง (Multimodul Transport) ไปปลายทางจีน และพร้อมเป็นจุดกระจายสินค้าเข้าไทย โดยใช้เครือข่ายในประเทศและส่งต่อไปทั่วโลก ทั้งทางอากาศและทางภาคพื้น อย่างไรก็ตาม ปี 2568 สถานการณ์การส่งสินค้าจากไทยไปยังจีนและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ยังมีปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยาก ด้วยเศรษฐกิจและกำลังซื้อทั่วโลกชะลอตัว รวมถึงประเด็นภาษีนำเข้าสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้รูปแบบการส่งออกต้องปรับเปลี่ยนเร็วขึ้น ขณะที่ ในปี 2568 ถือเป็นวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย – จีน โดย ปณท.ได้ร่วมกับสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ จัดงานแสดงตราไปรษณียากรภาคพื้นเอเชีย 2568 “จดหมายแห่งมิตรภาพ – From Bangkok to Beijing” ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย – จีน ผ่านนิทรรศการแสตมป์ จดหมาย และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัย จัดแสดงแสตมป์หายากจากทั่วทั้งเอเชีย ระหว่างวันที่ 8 – 12 สิงหาคม 2568 นี้ ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก โดยปัจจุบันไปรษณีย์ไทยส่งออกสินค้ามากสุด ใน 5 ประเทศ คือ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย Alternate-X สรุปให้ ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) เผยปี 2567 การส่งพัสดุไปจีนโต 3% โดย “เครื่องรางของขลัง” ยังคงเป็นสินค้าส่งออกยอดนิยมอันดับ 1 มากว่า 10 ปี ในกลุ่ม 5 อันดับแรกที่คนจีนฮิต ปณท. เห็นโอกาสจากตลาดอีคอมเมิร์ซไทย-จีนที่ขยายตัว จึงได้พัฒนาการขนส่งทางบกจากจีนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสินค้าทั้ง B2B และ B2C พร้อมศึกษาการขนส่งแบบ Multimodal ทั้งยังร่วมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีนผ่านงานแสดงตราไปรษณียากร แม้เศรษฐกิจโลกผันผวน ปณท. มุ่งมั่นพัฒนาบริการรับมือการเปลี่ยนแปลง
ศึกเก่าศึกใหม่ไม่พัก ‘ประเทศไทย’ ไปต่อครึ่งหลังปี68 MI Group บอกจะขายของต้องเข้าใจลูกค้าเก่ง
An AI-generated image by ChatGPT MI Group รีวิวประเทศไทยครึ่งแรกปี68 ผ่านมาได้แบบนี้เก่งแล้ว ท่ามกลางผันผวนกระทบกำลังซื้อ มาถึงครึ่งหลังของปีเจอข้อพิพาทเพื่อนบ้านอีก แนะทางรอดแบรนด์สินค้า รับเม็ดเงินสื่อโฆษณา 87,770 ล.บาทโต 1.5% ปีนี้ ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อประเทศไทยในครึ่งแรกของปี 2568 ที่ผ่านมา เผชิญความผันผวนรอบด้าน ทั้ง นโยบายภาษีการค้าโลก ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา การเมืองระดับประเทศ ภัยธรรมชาติ จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปแต่ได้กลุ่มใหม่มาทดแทน ปัจจัยดังกล่าว มีผลต่อการตัดสินใจวางแผนการทำตลาดแบรนด์สินค้า โดยเม็ดเงินโฆษณาและสื่อสารการตลาดครึ่งปีแรกอยู่ที่ 42,843 ล้านบาท (เติบโต +1.1% หรือ +465 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สื่อดิจิทัล-นอกบ้าน มาแรงจัด โดยเม็ดเงินเติบโตหลักๆมาจาก 1.สื่อดิจิทัล ทั้งรายเดิมและใหม่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้เม็ดเงินของสื่อดิจิทัลสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยครึ่งปีแรกเม็ดเงินสื่อดิจิทัลอยู่ที่ 17,278 ล้านบาท (เติบโต +9% หรือ +1,354 ล้านบาท) ขณะที่ MI LEARN LAB สำรวจตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ ประเมินว่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท หรืออีกกว่า 30% ของเม็ดเงินที่รายงานโดย มาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) (DAAT) 2. สื่อนอกบ้าน OOH (Out-of-Home Media)มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัย โดยเม็ดเงินครึ่งปีแรกอยู่ที่ 7,041 ล้านบาท (เติบโต +11% หรือ +715 ล้านบาท) เติบโตหลักๆมาจากสื่อในรูปแบบจอดิจิทัล และ สื่อ Transit – ระบบขนส่งมวลชน BTS และ MRT “คาดว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ สื่อทรานซิสจะยิ่งเติบโตจากจำนวนผู้โดยสารที่จะพุ่งสูงขึ้นตามนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ภวัต กล่าวพร้อมเสริมว่า “ใน 6-7 เดือนแรกปี68 ที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจไม่มีอะไรดี ประเทศไทยรอดมาได้ถือว่าเก่งแล้ว” โฟกัส ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพ’ ภวัต กล่าวต่อว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาและการตลาดในครึ่งหลังปีนี้ จะมีแนวโน้มกลับมาโตอย่างระมัดระวัง จากแบรนด์สินค้ากลับมาใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อชิงยอดขายกำลังซื้อมีอยู่อย่างจำกัด และยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในไตรมาส3-4 ยังสัญญาณบวก จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลับมาด้วยเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว จากครึ่งแรกของปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 16.8 ล้านคน และพบว่าเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ จากข้อมูลดังนี้ นักท่องเที่ยวยูเครน ใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 70,000 บาท นักท่องเที่ยวรัสเซีย ใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 60,000 บาท นักท่องเที่ยว จีน ใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 50,000 บาท นักท่องเที่ยวอินเดีย ใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 42,000 บาท ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาติดังกล่าวมีแนวโน้มใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้น ซึ่งการท่องเที่ยวไทยควรมุ่งทำตลาดเจาะนักท่องเที่ยวคุณภาพมากขึ้นนับจากนี้ จากสถิติประเทศที่เดินทางมาไทยมากสุดตามลำดับ คือ มาเลเซีย, จีน, อินเดีย, รัสเซีย, ยูเครน และ เกาหลี “แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยจะลด แต่ยังชดเชยได้จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มดังกล่าว” ภวัต กล่าว ขณะที่ในครึ่งหลังปีนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น จากประเทศกลุ่มใหม่ๆ อยู่ที่ 20.2 ล้านคน (เทียบเท่าระดับก่อนโควิด) สร้างรายได้ 1.46 ล้านล้านบาท จากกลุ่มพรีเมียมและสายไลฟ์สไตล์ โดยตลาดอินเดีย เติบโตทะลุ 1 ล้านคน ตามมาด้วย ยุโรป-ตะวันออกกลางฟื้นตัวแรง จากจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้น, มาตรการรัฐเอื้อวีซ่าส่งเสริมการเดินทาง, เงินบาทอ่อน ปัจจัยหนุนประเทศไทยให้ เป็นปลายทางการเดินทาง ‘คุ้มค่า’ เข้าสู่ยุคผู้ขายล้นตลาด ภวัต เสริมว่า จากภาพรวมดังกล่าว ในครึ่งหลังปี 2568 นี้ คาดว่าตลาดกำลังซื้อยังซบเซาต่อเนื่อง สวนทางกับความนิยมและการเข้าถึงของแพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ต่างๆของคนไทย สอดคล้องกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในช่องทางโซเชียลฯ ที่เติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง จากแนวโน้มดังกล่าว ผลักดันให้มีผู้ขายเกิดใหม่ (ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ) ในทุกช่องทาง ตั้งแต่แบรนด์ใหญ่ พ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงอินฟลูเอ็นเซอร์และครีเอเตอร์ ขายตรงผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลได้ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันมีจำนวนอินฟลูฯ และครีเอเตอร์ (จริงจังในการหารายได้ผ่านช่องทางต่างๆ) จำนวนแตะ 3 ล้านราย และหากรวมมือสมัครเล่น มีจำนวนแตะ 9 ล้านราย “แนวโน้มดังกล่าว ผู้ประกอบการ แบรนด์สินค้า ต้องเตรียมพร้อมกลยุทธ์การตลาดที่จำเป็นในยุคที่ใครๆก็ได้ขาย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ขายได้” ภวัต กล่าว แบรนด์ต้องเข้าใจลูกค้าให้เก่ง พร้อมกล่าวต่อการอยู่รอดของแบรนด์ ‘Brand Survival Guide: อยู่รอดอย่างเข้าใจ ในยุคที่ทุกคนคือผู้ขายในโลกที่ไม่ว่าใครก็สามารถ ‘ขายของ’ ได้ใน 10 นาที เมื่อผู้ซื้อมีทางเลือกมากเกินไป โดยแบรนด์ต้องตอบให้ได้ไม่ใช่แค่ ‘ขายให้ได้’ แต่คือ ‘ขายให้โดนใจ’ ในยุคที่ทุกแพลตฟอร์มคือหน้าร้าน ทั้ง TikTok, Facebook, IG, LINE, หรือแม้แต่ตลาดนัด ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ของไม่พอขาย แต่อยู่ที่ ‘ผู้บริโภคไม่มั่นใจพอจะซื้อ’ และเลือกซื้อน้อยลงกว่าเดิม โดยสินค้ากลายเป็นของทดแทนกันได้ง่าย (Commoditized) ขณะที่ พฤติกรรมเชิงลึกของผู้บริโภคในปี 2025 นี้ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อของ…แต่ซื้อ ‘เหตุผล’ เลือกซื้อจาก ‘แบรนด์ที่ตนเชื่อใจ’ มากกว่าแบรนด์ที่ดัง ตัดสินใจจาก ‘ความรู้สึก’ ไม่ใช่แค่ “โปรโมชั่น” และเชื่อครีเอเตอร์ และ คอมมูนิตี้ มากกว่าการโฆษณา ให้ความสนใจแบรนด์ที่มี ‘คุณค่า’ และ ‘จุดยืน’ ขณะที่ การนำกลยุทธ์ ‘อยู่รอด’ ที่ไม่ใช่แค่ ‘ขายเก่ง’ แต่ต้อง ‘เข้าใจเก่ง’ ประกอบด้วย Positioning ตำแหน่งผลิตภัณฑ์การตลาดที่ชัด ขายให้เฉพาะคนที่ใช่ เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ ‘อิน’ กับแบรนด์ ขายของที่ ‘มีความหมาย’ ไม่ใช่แค่ ‘ขายได้’ Connection สร้างความสัมพันธ์เครือข่ายก่อนนำไปสู่การขาย Conversion ด้วยคอนเทนต์ที่จริงใจ ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญ มีบทสนทนา ไม่ใช่แค่ยิงโฆษณา ฟังลูกค้าให้มากเท่าที่พูดกับเขา Micro Wins เริ่มเล็กแต่แน่น เจาะวัฒนธรรมย่อย Subculture, กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (Niche) หรือชุมชน (Community) สร้างฐานกลุ่ม (Fan) ก่อนสร้างยอดขาย เพื่อเปลี่ยนลูกค้าเป็น Brand Advocate ผู้ชื่นชอบแบรนด์และพร้อมบอกต่อ ขาย ‘เหตุผล’ ไม่ใช่แค่ ‘สินค้า’ สร้างจุดยืนที่เชื่อมโยงกับสิ่งที่ลูกค้าเชื่อ สร้างการมีความหมาย (Meaning) มากกว่าแค่ฟังก์ชัน (Function) ภวัต ย้ำว่า “แบรนด์ที่อยู่รอดได้ ไม่ใช่เพราะเสียงดังที่สุด แต่เพราะเข้าใจลึกที่สุด” นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเป้าหมายที่น่าจับตา คือ ‘Gen Horizon 45+’ กลุ่มวัยกลางชีวิต 45+ ที่เริ่มมองเส้นขอบฟ้า ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเปลี่ยน ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 20 ล้านคน++ ขึ้นไป ซึ่งจะเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ด้วยมีกำลังซื้อสูง เป็นผู้บริโภคที่ไม่ช้ำ ไม่โลเล ไม่ถูกสปอยล์หนัก และยังมีความภักดีให้แบรนด์ที่เข้าใจเขาจริง พร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่ ต้องการการสื่อสารที่เคารพในความคิดและประสบการณ์ พร้อมทิ้งท้ายว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมโฆษณาและสื่อสารตลาดตลอดปีนี้ 2568 จะโตแต่แผ่ว ที่ +1.5% มูลค่ารวมประมาณ 87,077 ล้านบาท (ปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่ +2.2%) ‘แบรนด์’ มอนิเตอร์แรงปะทะไทย-กัมพูชา ภวัต กล่าวว่า จากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และเริ่มคลี่คลายหลังการเจรจาหยุดยิงไปเมื่อหลังเวลา 24.00 น.วันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดหลังเกิดเหตุการณ์ฯ ซึ่งทางแบรนด์สินค้าได้พักการทำตลาด/กิจกรรมในกัมพูชา ในช่วง 3 วันแรกเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดก่อนวางแผนการทำตลาดในรอบใหม่ ปัจจุบัน มีสินค้าแบรนด์ไทยในการดูแลของบริษัท ฯ 3 หมวดหลัก คือ กลุ่มสินเค้าเครื่องดื่ม กลุ่มสินค้าวัสดุก่อสร้าง กลุ่มสินค้า ชอปปิง “การโฮลด์กิจกรรมการตลาดสินค้าจากไทยในกัมพูชา ช่วงดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบเชิงยอดขายมากนัก ด้วยขนาดตลาดกำลังซื้อในกัมพูชายังมีขนาดเล็ก” ภวัต กล่าว ทั้งนี้ จากข้อมูลการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาทั่ง 6 ด่าน ครอบคลุม จังหวัด ศรีษะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทรบุรี ตราด ปัจจุบันมีมูลค่าราว 500 ล้านบาท แบ่งเป็นการขายจากฝั่งไทยราว 400 ล้านบาท และ 100 ล้านบาท จากฝั่งกัมพูชา ซึ่งการค้าการขายแบบซื้อมาขายไปบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา คาดจะได้รับผลกระทบมากกว่าในรูปแบบแบรนด์สินค้าที่เข้าไปทำตลาดตรงในกัมพูชา ด้าน วิชิต คุณคงคาพันธ์ Head of International Business Development กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด (MI GROUP) กล่าวว่าผลสำรวจ MI Bridge กลุ่มธุรกิจดำเนินงานด้านสื่อสารการตลาด และ MI Learn Lab หน่วยงานที่นำเสนอข้อมูลเชิง Marketing Insights ในเครือ MI พบว่าปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการราว 4-5 แสนราย และอยู่นอกระบบรวมกันไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านคน โดยแรงงานกัมพูชามีวิถีชีวิตการทำงานกระจายอยู่ในอุตสากรรมธุรกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจก่อสร้างมากกว่า 10% และมีการอยู่อาศัยแบบไม่รวมกลุ่ม ขณะที่แรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา เข้ามาอาศัยในประเทศไทยมีจำนวนมากสุดอยู่ที่ 6-7 ล้านราย Alternate-X สรุปให้ MI Group วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยครึ่งแรกปี 2568 เผชิญความผันผวนแต่ “รอดมาได้เก่งแล้ว” ด้วยเม็ดเงินโฆษณาครึ่งปีแรกโต 1.1% โดยสื่อดิจิทัลและ OOH เติบโตโดดเด่น คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาทั้งปี 2568 อยู่ที่ 87,077 ล้านบาท เติบโต 1.5% แม้ครึ่งหลังเจอข้อพิพาทเพื่อนบ้าน แต่ปัจจัยบวกจากนักท่องเที่ยวคุณภาพยังหนุนตลาด MI Group แนะแบรนด์ปรับกลยุทธ์สู่ ‘Brand Survival Guide’ เน้นเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง สร้างความสัมพันธ์ และขาย “เหตุผล” มากกว่า “สินค้า” ในยุคที่ผู้ขายล้นตลาด โดยชี้ Gen Horizon 45+ เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ
#TruthFromThailand บนจอไทม์สแควร์แพงสุดในโลก! แพลนบีขึ้นธงชาติ 1.9 หมื่นจอทั่วไทย
อื้ออึงและไวรัลในโซเชียลอย่างหนัก หลัง ‘แพลนบี’ (PLANB) ผู้ผลิตสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) รายใหญ่ของไทย ใช้ศักยภาพทางธุรกิจขึ้นสัญลักษณ์ธงชาติไทยพร้อมแฮชแท็ก #TruthFromThailand บนอาคาร One Times Square ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดโฆษณาที่โดดเด่นและแพงที่สุดในโลก ไปเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ ย่านไทม์สแควร์ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในทำเลที่มีผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดในโลก และยังเป็นทำเลทองสำหรับการโฆษณา ด้วยจำนวน “eyeballs” มหาศาลของผู้คนที่ผ่านไปมาที่จะมองป้ายโฆษณาในย่านนี้ โดยบริเวณย่าน Times Square มีจำนวนผู้สัญจรเฉลี่ยประมาณ 330,000 – 450,000 คนต่อวัน และในช่วงเวลาเร่งด่วนอาจมีผู้คนหนาแน่นถึง 100,000 คนพร้อมกัน และในแต่ละปี จะมีผู้เยี่ยมชม Times Square โดยรวมมากกว่า 50 ล้านคนต่อปี สรุปคร่าวๆ ได้ว่า ในย่านไทม์สแควร์แห่งนี้ มี ‘อายบอลลส์’ จากจำนวนผู้คนมหาศาลหลายแสนคนต่อวัน และหลายสิบล้านคนต่อปี ที่มีโอกาสเห็นโฆษณาที่แสดงอยู่บนตึกต่างๆ ดังนั้น ในย่านนี้ โดยเฉพาะตึก ‘วัน ไทม์ สาแควร์’ อาจเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่แสดงโฆษณาที่น่าสนใจและดึงดูดจากหลากหลายแบรนด์สินค้าที่ต้องการเป็น จุดสนใจของคนทั่วโลก ขณะที่ ‘ราคาโฆษณา’ บนพื้นที่นี้มีปัจจัยซับซ้อนมาก ด้วยไม่มีราคา ‘มาตรฐาน’ ที่เปิดเผยต่อสาธารณะได้ง่ายๆ ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อราคาโฆษณาบน One Times Square อาทิ ทำเลที่ตั้ง (Location) อาคาร One Times Square ซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Times Square (หรือที่เรียกว่า ‘Bowtie’) เป็นจุดที่ผู้คนสัญจรผ่านไปมามากที่สุดในโลก ทำให้มีมูลค่าการโฆษณาสูงกว่าป้ายอื่นๆ อย่างมหาศาล ประเภทของป้าย (Type) ซึ่งเป็นป้ายดิจิทัล LED ขนาดใหญ่ สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวและข้อความได้หลากหลายตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีราคาสูงกว่าป้ายภาพนิ่งมาก ขนาดของพื้นที่ (Size) ที่มีหลากหลายส่วนของอาคาร ระยะเวลาและความถี่ (Duration & Frequency) การซื้อโฆษณาบนป้ายระดับนี้ มักจะซื้อเป็นช่วงเวลา เช่น 15-30 วินาที ในแต่ละรอบ (loop) ซึ่งจะวนซ้ำทุกๆ 1-5 นาที ตลอดทั้งวัน หรือซื้อเป็นรายสัปดาห์/รายเดือน แคมเปญที่ใช้ในการสื่อสาร ขณะที่ ราคาคร่าวๆ สำหรับการซื้อโฆษณาบนป้ายไอคอนระดับโลก อย่าง One Times Square มักจะอยู่ในหลักแสนไปจนถึงหลักล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน (ประมาณหลายล้านบาทถึงหลายสิบล้านบาทต่อเดือน) สำหรับหนึ่งสล็อตโฆษณา ขึ้นอยู่กับขนาด ความถี่ และระยะเวลา สำหรับป้ายบนอาคาร One Times Square โดยเฉพาะ ซึ่งมีรายงานระบุว่าป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคาร สามารถสร้างรายได้โฆษณารวมกันได้ มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือมีบางรายงานประเมินรายได้ป้ายใหญ่ อยู่ในระดับ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี แสดงว่าสล็อตโฆษณาแต่ละช่วงเวลามีมูลค่าสูงมาก หากเป็นแคมเปญพิเศษที่แสดงผลแบบโดดเด่นและต่อเนื่องในหลายส่วนของตึก ดังที่เห็นในภาพ (มีการใช้พื้นที่ธงชาติไทยแนวตั้งและส่วนแฮชแท็ก) ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าการซื้อสล็อตโฆษณามาตรฐานมาก อาจอยู่ในระดับ หลักล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับแคมเปญระยะสั้น (เช่น 1-2 สัปดาห์) หรือหลายแสนดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน หากเป็นการเช่าพื้นที่ใหญ่และแสดงผลบ่อยครั้ง สำหรับการแสดงภาพธงชาติไทยบนอาคาร One Times Square ในครั้งนี้ คาดมีมูลค่าการโฆษณาสูงมาก และยังเป็นการลงทุนที่สำคัญในเชิง Nation Branding เพื่อให้ข้อความไปสู่สายตาผู้คนจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกในจุดที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ต่อการขึ้นสัญลักษณ์ธงชาติไทย บนตึกวัน ไทม์ สแควร์ ของ PLANB ในครั้งนี้ได้ด้วยนั้น ยังมาจากศักยภาพทางธุรกิจของ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้เริ่มขยายธุรกิจสื่อนอกบ้านระดับโลกด้วยการเข้าไปทำโฆษณาในย่าน Times Square นิวยอร์ก เริ่มจากการเข้าเช่าสิทธิ์โฆษณาบน จุดโฆษณาดิจิทัล (billboard) สุดไอคอนิกของโลกอย่าง One/2 Times Square เพื่อขยายการรับรู้แบรนด์สู่เวทีระดับนานาชาติ และเมื่อในวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 นี้ ‘แพลนบี’ ได้จัดวางจอภาพสัญลักษณ์ธาติประเทศไทยบนย่าน Times Square เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์และข้อความสำคัญสู่สายตาผู้คนทั่วโลก!! ขึ้น ธงชาติไทย 1.9 หมื่นจอทั่วไทย นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน (30 กรกฎาคม) ‘แพลนบี’ ยังได้ใช้พื้นที่บนสื่อโซเชียลเพจเฟซบุ๊ค Plan B Media โพสต์สเตตัสล่าสุด 🇹🇭 ‘ธงชาติและเพลงชาติไทย เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย เราจงร่วมใจกันยืนตรงเคารพธงชาติ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช และความเสียสละของบรรพบุรุษไทย’ . เชิญชวนคนไทยร่วมสดุดี และรำลึกถึงความกล้าหาญของวีรบุรุษไทยผู้เสียสละชีวิตปกป้องผืนแผ่นดินไทย ทุกเวลา 8.00 น. และ 18.00 น. เวลาเคารพธงชาติ แพลนบีขอแสดงสัญลักษณ์ธงชาติไทย ผ่านสื่อนอกบ้านกว่า 19,775 จอ ทั่วประเทศ Alternate-X สรุปให้ ‘แพลนบี’ สื่อโฆษณานอกบ้านรายใหญ่ของไทย สร้างกระแสฮือฮาด้วยการแสดงสัญลักษณ์ธงชาติไทยและแฮชแท็ก #TruthFromThailand บนอาคาร One Times Square นิวยอร์ก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่โฆษณาที่แพงที่สุดและมีผู้สัญจรนับแสนคนต่อวัน ตอกย้ำข้อความบอกความจริงให้โลกรู้ และในวันเดียวกัน แพลนบียังได้ใช้ศักยภาพของสื่อในประเทศ แสดงธงชาติไทยผ่านจอโฆษณากว่า 19,775 จอทั่วประเทศ เพื่อเชิญชวนคนไทยยืนตรงเคารพธงชาติทุกเวลา 8.00 น. และ 18.00 น. ถือเป็นการลงทุนด้าน Nation Branding ครั้งสำคัญที่สื่อสารพลังและเอกภาพของคนไทยทั้งในระดับสากลและภายในประเทศอย่างพร้อมเพรียง
แฮชแทก #แบนโค้ก เดือด! พลังคนดัง ‘แวนดา’ จุดชนวนสงครามไซเบอร์ข้ามพรมแดนสู่แบรนด์โลก
เริ่มคลี่คลายไปบ้าง หลังข้อตกลงหยุดยิงตลอดแนวปะทะชายแดน ไทย-กัมพูชา เมื่อหลังเวลา 24.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แต่ทว่าในโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มโซเชียลต่างๆ ยังมีความเคลื่อนไหว จาก ‘Netizen’ พลเรือนชาวเน็ตในโลกไซเบอร์ ของสองประเทศไทย-กัมพูชา ที่พร้อมส่งกองกำลังทั้งไอโอ และ นักรบหนัาจอ มารัวกระสุนตัวอักษรผ่านแป้นคีย์บอร์ด แบบไม่พัก เพื่อปกป้องความจริงและศักดิ์ศรี ของแต่ละฝ่าย!! นอกจาก พลเรือนชาวเน็ตทั่วไปในสองประเทศ ที่เข้าร่วมสมรภูมิภูมิไซเบอร์ในครั้งนี้ ยังมี ‘คนดัง’ กัมพูชา ‘ วัณณ์ฎา‘ ( ម៉ាន់ វណ្ណដា) ที่คนไทยบางกลุ่มรู้จักเขาในชื่อ ‘VANNDA’ แวนดา แร็ปเปอร์ชื่อดังชาวกัมพูชา จากโชว์ของเขาในมหกรรมพิธีปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค 2024 ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส เมื่อล่าสุด ในด้านผลงานของแวนดา มีเพลง Sangkran Magic ที่คนไทยบางกลุ่ม (อีกเช่นกัน) รู้จักคุ้นหู และได้ถูกนำมาโคฟเวอร์อย่างกว้างขวางบนแพลตฟอร์มโซเชียล ในช่วงที่ผ่านมาด้วย นอกจากนี้ ในปี 2566-2567 ’แวนดา‘ ยังได้ร่วมงานกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มระดับโลก Coke ‘โค้ก’ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ผ่านแคมเปญ ‘Share a Coke’ ของ Coca‑Cola Cambodia ที่แบรนด์เลือกหยิบ แวนดา มาสื่อสารการตลาดระดับท้องถิ่นในประเทศกัมพูชา จากเส้นเรื่องคร่าวๆ หากมองในเชิงการตลาด ’แวนดา‘ ถือเป็นทั้งแบรนด์บุคคล (Personal Brand) ที่เข้ากระแสและมีอิทธิพลไม่น้อยในโซเชียลระดับท้องถิ่น ด้วยตัวตนของ แวนดา เองยังสะท้อนถึง อัตลักษณ์ นิสัย จิตใจ ความเป็นชนชาติกัมพูชา (National Brand) ออกมาได้อย่างแจ่มชัดในฐานะ ‘คนดังหนึ่งเดียว’ ของกัมพูชาที่อุตสาหกรรมบันเทิงโลกรู้จักและให้ความยอมรับในฝีมือทางดนตรี อย่างไรก็ตามจากตำแหน่งของ ‘แวนดา’ ที่เอาแบรนด์ตัวเองลงมาเคลื่อนไหวในโซเชียลอย่างหนักและต่อเนื่อง พร้อมแสดงจุดยืน ‘Call out’ จากมุมมองทึ่เขาได้รับโดยโพสต์ลงสื่อโซเชียล ตลอดช่วงนับจากเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นล่วงถึงการเจรจาข้อยุติการหยุดยิง ไปเมื่อล่าสุด แน่นอนว่าการกระทำของ แวนดา ยังเป็นการเรียกแขกจากพลเรือนเน็ตชาวไทย ที่มีกองกำลังรถทัวร์จำนวนมหึมา ซึ่งพร้อมนำไปจอดฝั่งตรงข้ามแบบ 24 ชั่วโมง เพื่อตอบโต้ทุกความเคลื่อนไหวไม่พักในโซเชียลของ แวนดา ด้วยเช่นกัน ล่าสุดจากความ ท็อป ฟอร์ม ไม่แผ่วของแวนดา ที่ยังโพสต์พาดพิงประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Netizen ไทย ออกมาทำสงครามแป้นคีย์บอร์ดครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับติดแฮชแทค #แบนโค้ก รณรงค์การหยุดดื่มโค้กจนกกว่าจะเลิกใช้ พรีเซ็นเตอร์กัมพูชา รายนี้ กระแสที่เกิดขึ้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการขยายแนวปะทะจากชายแดนไทย-กัมพูชา มาสู่แนวหน้าการตลาดสินค้าของจริง!! ที่แม้จะยังไม่สามารถชี้วัดได้ว่าจะกระทบตลาดได้จริงมากน้อยแค่ไหน?!? แต่งานนี้สะท้อนถึงพลังของคนดังหนึ่งเดียวในกัมพูชา ที่อาจไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อความสันติแต่กลับลุกลามไปยัง ‘แบรนดิ้ง’ ทั้งตัวตน และ แบรนด์สินค้าที่เกี่ยวข้องไปด้วย พลังอินฟูลฯ สันติหรือขยายวง? ต่อเรื่องนี้ ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (President & CEO) ของกลุ่ม MI (Media Intelligence Group) กล่าวว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว หากมองในเชิงภาพลักษณ์สินค้าทึ่แม้ว่า ’โค้ก‘ จะเป็นแบรนด์ระดับโลก ที่เลือก ‘แวนดา’ คนดังของประเทศกัมพูชา มาร่วมสื่อสารการตลาดระดับท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งภาพกว้างในขณะนี้ อาจไม่มีผลกระทบกับแบรนด์โดยตรงแต่อย่างใด “จากความเคลื่อนไหวของแวนดา ซึ่งเป็นพรีเซ็นเตอร์โค้กอาจช่วยยอดขายในประเทศกัมพูชาช่วงสั้นด้วยซ้ำ แม้จะมีกระแสจากไทยแบนสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดได้ แต่ไม่ได้มีอิมแพคกับตลาดมากนัก” ภวัต กล่าวพร้อมเสริมว่า ขณะที่แบรนด์โค้ก เองอาจมองกรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการตลาดท้องถิ่น ซึ่งการเลือก ‘แวนดา’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อสร้างการยึดโยงกับคนในประเทศเขาเท่านั้น ส่วนในระดับโกลบอล อาจมองในประเด็นอื่นๆมาประกอบ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีพิพาทระหว่างสองประเทศ ยังไม่มีการระบุชัดว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก ซึ่งตัวแบรนด์ยังให้น้ำหนักความสำคัญในตลาดทั้งสองประเทศ “แต่ถ้าวันใด หากมีข้อสรุปออกมาแล้วว่าใครคือสีขาว หรือ สีดำ อาจมีผลกระทบตามมา ด้วยระดับโกลบอลแบรนด์ ต่างๆ จะมี กฎเกณฑ์ compulsory ชัดเจนว่าผลิตภัณฑ์จะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนในกิจกรรมด้านใดบ้าง” ภวัต กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ แม้ข้อตกลงหยุดยิงชายแดนไทย-กัมพูชาจะเริ่มคลี่คลาย แต่ในโลกออนไลน์ยังคงเดือดระอุจากสงครามไซเบอร์ระหว่างเน็ตติเซนสองฝั่ง โดยมี “วัณณ์ฎา” (VANNDA) แร็ปเปอร์ชื่อดังชาวกัมพูชาและแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Coke เข้ามาเคลื่อนไหวอย่างหนักผ่านโซเชียลมีเดีย การแสดงจุดยืนของเขาทำให้เน็ตติเซนไทยตอบโต้ด้วยแฮชแท็ก #แบนโค้ก กระตุ้นให้หยุดดื่มโค้กจนกว่าจะเปลี่ยนพรีเซ็นเตอร์ แม้ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอาจยังไม่กระทบแบรนด์โลกโดยตรง แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงพลังของคนดังที่สามารถขยายความขัดแย้งจากแนวหน้าสู่สมรภูมิการตลาดอย่างคาดไม่ถึง อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง VannDa แรปเปอร์กัมพูชา ถูก Coca-Cola ถอดจากแบรนด์แอมฯ เมื่อคนดัง ‘Callout’
ตลาดหม้อหุงข้าว 6.3 ล้านใบในปี 68 โต 3% สวนเศรษฐกิจซึม แต่ ‘ไทย’ นำเข้าสินค้าเกิน 72%
ในปี 2568 นี้มีอีกหนึ่งปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าจับตาท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว คือ ‘การเติบโตของตลาดหม้อหุงข้าว’ แต่ทว่าสวนทางกับการผลิตภายในประเทศที่ลดลง แนวโน้มดังกล่าว นับเป็นสัญญาณสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของไทย หม้อหุงข้าวจีน ใช้ราคาแข่ง จากข้อมูลของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ตลาดหม้อหุงข้าวในประเทศไทยปี 2568 นี้ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นประมาณ 3% แม้จะเป็นอัตราที่ไม่สูงมากนัก แต่ก็นับว่าน่าสนใจเมื่อพิจารณาว่าภาคการผลิตภายในประเทศกลับ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จุดเริ่มต้นของแนวโน้มนี้สามารถโยงกลับไปยังช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยต่างๆ อาทิ ผู้บริโภคเริ่มหันไปเลือกซื้อหม้อหุงข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน ด้วยเหตุผลหลักคือ ‘ราคา’ หม้อหุงข้าวนำเข้าจากจีนมีราคาต่ำกว่าหม้อหุงข้าวที่ผลิตในไทยเฉลี่ยประมาณ 65% ซึ่งทำให้ยากที่ผู้ผลิตในประเทศจะสามารถแข่งขันได้ในระดับราคา การผลิตหม้อหุงข้าวในจีนมีปริมาณ เกินความต้องการในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตจีนหันมาเน้นการส่งออกมากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์ราคาถูกเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีพฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและราคาจับต้องได้ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุข้อมูลภาพรวมตลาดหม้อหุงข้าวไทย (เชิงปริมาณ) อยู่ที่ราว 6.3 ล้านใบ ซึ่งในปี 2564 แบ่งสัดส่วนผลิตในประเทศราว 47% และนำเข้าสินค้า 53% และในปี 2567 สัดส่วนการผลิตในประเทศลดลงมาอยู่ที่ 28% และนำเข้า 72% ขณะที่ราคาสินค้า นำเข้าเฉลี่ย 265 บาทต่อใบ ส่วนสินค้าผลิตในประเทศอยู่ที่ 768 บาทต่อใบ 3 ปัจจัยหนุนนำเข้าหม้อหุงข้าว สถานการณ์ดังกล่าว กระทบอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยมีผลที่ตามมา คือ สัดส่วนของหม้อหุงข้าวที่จำหน่ายในประเทศจากแหล่งนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันยอดขายหม้อหุงข้าวในประเทศไทยกว่า 57% มาจากสินค้านำเข้า และในจำนวนนี้ 94% เป็นหม้อหุงข้าวจากประเทศจีน, เวียดนาม 3%, ญี่ปุ่น 1% และอื่น ๆ 2% ขณะที่ สัดส่วนของการนำเข้าหม้อหุงข้าวในแง่ของ ‘จำนวน’ ก็เพิ่มขึ้นเป็น 72% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งหมายความว่ามีเพียงไม่ถึง 1 ใน 3 ของหม้อหุงข้าวในตลาดที่ผลิตในประเทศไทย การที่หม้อหุงข้าวจากจีนเข้ามาท่วมตลาด ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่เรื่องส่วนแบ่งการตลาดเท่านั้น แต่ยังทำให้ ผู้ผลิตไทยหลายรายเริ่มลดกำลังการผลิตลง บางรายถึงขั้นชะลอการลงทุนหรือถอนตัวออกจากตลาดไปอย่างถาวร เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงได้ การนำเข้าหม้อหุงข้าวจากจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การผลิตเกินความต้องการภายในประเทศของจีน ทำให้จีนมีสินค้าคงเหลือจำนวนมากพร้อมส่งออกในราคาที่ต่ำเพื่อระบายสินค้า ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าในไทย ด้วยขนาดของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงในจีน ทำให้สามารถผลิตในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก การแข่งขันสูงในตลาดผู้บริโภคไทย ร้านค้าและผู้จัดจำหน่ายหันไปหาสินค้านำเข้าที่สามารถขายได้ง่ายและมีกำไรที่ดีกว่า จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นผลักดันให้ตลาดหม้อหุงข้าวในปีนี้ อาจมีท่าทีเป็นวิกฤตสำหรับผู้ผลิตไทย ซึ่งจำเป็นต้องหาทางออกเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในตลาดในประเทศ ซึ่งยังมีความจำเป็นที่ภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมมือสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การลดต้นทุนการผลิตในประเทศ และการวางมาตรการเพื่อรักษาอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศให้ยังคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วย ตลาดหม้อหุงข้าวในไทยอาจจะกลายเป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ ‘การนำเข้าสินค้าเบ็ดเสร็จ’ ที่ครอบงำอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งอาจขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นหากไม่มีการปรับตัวหรือวางแผนเชิงนโยบายอย่างจริงจัง Alternate-X สรุปให้ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ตลาดหม้อหุงข้าวในไทยปี 2568 เติบโตถึง 3% ด้วยยอดขายกว่า 6.3 ล้านใบ สวนทางกับภาคการผลิตในประเทศที่หดตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าจากจีนครองตลาดสูงถึง 94% ด้วยราคาต่ำกว่าของไทยถึง 65% ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศอย่างรุนแรง การแข่งขันที่รุนแรงทำให้ไทยเหลือผู้ผลิตเพียงส่วนน้อย จำเป็นต้องมีมาตรการเชิงนโยบายเร่งด่วนเพื่อรักษาอุตสาหกรรม
กลยุทธ์ ‘GWM’ อีวีจีน ฟังเสียงลูกค้าไทยให้มาก มัดใจตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอยู่หมัด
GWM ย้ำกลยุทธ์ ‘User-Centric’ นำทีมผู้บริหารระดับสูงจากจีน เดินสายรับฟังเสียงลูกค้าชาวไทย เป้าสร้างความพึงพอใจสู่ประสบการณ์ใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ปาร์คเกอร์ ฉี ประธานตลาดต่างประเทศ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GWM (Thailand) กล่าวว่า GWM พร้อมทีมผู้บริหารระดับสูงจากGWM ประเทศจีน ‘นิโคล วู’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี และ เจมส์ หยาง รองประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ ร่วมกิจกรรมเดินสายรับฟังเสียงของลูกค้าและพาร์ทเนอร์ชาวไทย พร้อมส่งมอบรถยนต์ NEW GWM TANK 300 DIESEL ให้กับลูกค้าคนไทย ระหว่างวันที่ 22 และ 23 กรกฎาคม 2568 ณ โชว์รูม 8 แห่ง ดังนี้ GWM One เทพารักษ์ GWM Iconic รามอินทรา GWM สุวรรณภูมิ ลาดกระบัง GWM 168 กาญจนาภิเษก GWM พรีเมียร์ ศรีนครินทร์ GWM Motormall พระราม 2 GWM อมร รัชดา GWM ปลวกแดงระยอง ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย และยกระดับความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้ใช้ในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ แบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลกในทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users) “GWM ได้ส่งมอบรถยนต์ NEW GWM TANK 300 DIESEL ให้กับลูกค้าด้วยตัวเอง พร้อมมอบคำสัญญาในการดูแลลูกค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในแบรนด์ GWM ให้แก่ลูกค้าชาวไทย ในการส่งมอบประสบการณ์และพร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าชาวไทยในระยะยาว ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ทุกท่านมีต่อ GWM” ปาร์คเกอร์ กล่าว นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับสูง GWM ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังลูกค้าบอกเล่าความประทับใจและเหตุผลที่เลือก NEW GWM TANK 300 DIESEL มาเป็นพาหนะคู่ใจ รวมถึงพบปะพาร์ทเนอร์เพื่อพูดคุยถึงการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ปัญหาที่พบเจอ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและบริการหลังการขายให้ดี พร้อมทั้งนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับปรุง พัฒนาทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด โดย GWM ให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘User-Centric’ หรือการนำผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ซึ่งยึดมั่นในหลักการรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และความต้องการของลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ รวมถึงยกระดับคุณภาพการบริการหลังการขายให้ครอบคลุม ตรงจุด และสร้างประสบการณ์ความพึงพอใจสูงสุดในทุกขั้นตอนของการเป็นเจ้าของรถยนต์ GWM แนวทางดังกล่าว ยังสะท้อนผ่านความสำเร็จจากยอดขาย NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็ว ด้วยจุดเด่นด้าน ดีไซน์สไตล์ Premium Boxy แตกต่าง และแข็งแกร่ง พร้อมสมรรถนะการขับขี่ทั้งออนโรดและออฟโรด เทคโนโลยีอัจฉริยะ และฟีเจอร์ความปลอดภัยระดับพรีเมียม ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานสายลุยและคนเมืองยุคใหม่ ขุมพลังจากเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนใหม่ล่าสุด ที่ให้ทั้งสมรรถนะจัดเต็ม ประหยัดน้ำมัน พร้อมการขับขี่ที่เงียบ นุ่มนวล และราบรื่น พร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกการเดินทาง อุ่นใจด้วยการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี Alternate-X สรุปให้ GWM ย้ำกลยุทธ์ ‘User-Centric’ โดยทีมผู้บริหารระดับสูงจากจีน นำโดย ปาร์คเกอร์ ฉี และ นิโคล วู ได้เดินทางมารับฟังเสียงลูกค้าและพาร์ทเนอร์ชาวไทยโดยตรง พร้อมส่งมอบรถยนต์ NEW GWM TANK 300 DIESEL ด้วยตัวเอง การดำเนินการนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และยกระดับความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว โดย GWM มุ่งมั่นนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์และตอบแทนความไว้วางใจลูกค้าชาวไทย
แสนสิริไปชายแดน ส่งทีมจิตอาสาพร้อมพันธมิตร-คู่ค้า ลงพื้นที่อุบลฯ ร่วมแรงใจถึงแนวหน้า
แสนสิริ ทีมจิตอาสาและคู่ค้า ร่วมปฏิบัติการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ส่งกำลังใจและความช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รายงานระบุ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม) แสนสิริ พร้อมด้วยพาร์ตเนอร์ และ ยงสงวนกรุ๊ป ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เดินหน้าภารกิจสำคัญ No One Left Behind (ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง) เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ส่งมอบของใช้จำเป็นให้กับกำลังทหารที่มณฑลทหารบกที่ 22 ประกอบไปด้วยสิ่งของจำเป็นจัดทำเป็นถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด และเครื่องปั่นไฟมอบให้กับเหล่าทหารกล้าที่มณฑลทหารบกที่ 22 เพื่อกระจายต่อไปยังชายแดนส่วนต่างๆ รวมถึงบริจาคอาหารสด เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ เครื่องปรุง น้ำมันพืช และของใช้จำเป็นอื่นๆ ช่วยเหลือชาวบ้านในศูนย์อพยพ จ.อุบลราชธานี นอกจากนี้ พนักงานแสนสิริยังได้ร่วมบริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เพื่อสำรองโลหิตให้แก่โรงพยาบาลและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ติดตามสถานการณ์และพร้อมเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือ เราขอส่งกำลังใจ ความห่วงใย และขอบคุณทุกท่านที่อยู่ในด่านหน้าสำหรับสปิริตและความเสียสละอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ โดย ‘แสนสิริ’ พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินความช่วยเหลือในระยะถัดไปอย่างใกล้ชิด และพร้อมเป็นศูนย์กลางให้กับลูกบ้านและชุมชนโดยรอบในการรวบรวมสิ่งของต่างๆ เพื่อส่งมอบให้กับทางราชการต่อไป ด้วยทุกความช่วยเหลือ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ล้วนมีค่า แสนสิริและพาร์ตเนอร์ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมบรรเทาผลกระทบและให้กำลังใจแก่ทุกภาคส่วน ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนในพื้นที่ปลอดภัย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะกลับคืนสู่ความสงบโดยเร็ววัน เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน จะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยพลังของความสามัคคีและการแบ่งปันอย่างจริงใจ
‘ศุภาลัย’ เปิดโซนใหม่ ขายบ้านไม่ถึง 3 ล.บาท รับดีมานด์ ครอบครัวรุ่นใหม่-ขยายตัว
ศุภาลัย เปิดทาวน์โฮมแบบใหม่เริ่มต้น 2.79 ล้านบาท “ศุภาลัย เบลล่า ซ.กันตนา-ศาลายา” รับตลาดอสังหาฯ โซนนนทบุรี ยังมีดีมานด์จริงในกลุ่มครอบครัวคนรุ่นใหม่ ธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่า จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค พบว่าตลาดบ้านในระดับราคา 2-5 ล้านบาทยังคงมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในทำเลที่สามารถเชื่อมต่อใจกลางเมืองที่เดินทางสะดวกและมอบคุณภาพชีวิตที่ดี โดย พื้นที่โซน ซ.กันตนา-ศาลายา ถือเป็นอีกหนึ่งทำเลที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความพร้อมด้านโครงข่ายคมนาคมที่เชื่อมต่อได้หลายเส้นทาง และแวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งนี้ เพื่อรองรับดีมานด์ในทำเลดังกล่าว บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการแนวราบใหม่ล่าสุด ‘ศุภาลัย เบลล่า ซ.กันตนา-ศาลายา มีมูลค่าโครงการประมาณ 770 ล้านบาท มาพร้อมแบบบ้านใหม่ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว มาใช้ในโครงการนี้ โดยโครงการฯ ตั้งบนพื้นที่กว่า 26 ไร่ จำนวน 202 แปลง วางราคาเริ่มต้น 2.79 ล้านบาท* เป็นโครงการแรกกับการเปิดตัวทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยวแบบใหม่ในโซนนนทบุรี ‘ทาวน์โฮม Cloud 120’ ดีไซน์ทันสมัย ฟังก์ชันครบ หน้ากว้าง 5 เมตร พื้นที่ใช้สอย 120 ตารางเมตร 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ครัวปิดหน้าบ้าน พื้นที่พักผ่อน เชื่อมสวนหลังบ้าน บ้านแฝด พื้นที่ใช้สอย 141ตารางเมตร ฟังก์ชันครบ เทียบเท่าบ้านเดี่ยว 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน บ้านเดี่ยว พื้นที่ใช้สอย 162-190 ตารางเมตร มีให้เลือกถึง 3 แบบ รวมถึงแบบบ้านใหม่ ‘ศุภรสิน’ พื้นที่ใช้สอย 169 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ โดดเด่นด้วยห้องนอนใหญ่พร้อมห้องน้ำในตัวและ Walk-in Closet ห้องนอนชั้นล่างที่ปรับเป็นห้องอเนกประสงค์ได้ และรองรับการติดตั้ง EV Charger เลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย บ้านทุกหลังมาพร้อมบ้านอัจฉริยะ Home Automation & Security และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อาทิ สวนพื้นที่รวมกว่า 3 ไร่ สระว่ายน้ำระบบแร่ และฟิตเนส ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกล้อง CCTV และระบบเข้า-ออกอัตโนมัติด้วยระบบอ่านป้ายทะเบียนรถ (LPR) “โครงการฯ นี้เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มตั้งแต่ครอบครัวเริ่มต้นไปจนถึงครอบครัวขยาย ด้วยพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ฟังก์ชันยืดหยุ่นตามไลฟ์สไตล์ ‘ศุภาลัย เบลล่า ซ.กันตนา-ศาลายา’ ด้วยแนวคิด ‘Unbox Your Living แกะกล่องความสุขผ่านที่อยู่อาศัย’ สะท้อนการออกแบบที่อยู่อาศัยให้เป็นมากกว่าบ้าน แต่เป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและความสุขสำหรับทุกสมาชิกในครอบครัว” ธัญวรัตน์ กล่าว ขณะที่โครงการฯ ยังตั้งบนทำเลเข้า-ออกได้หลากหลายเส้นทาง ทั้งถนนกาญจนาภิเษก ถนนบรมราชชนนี ทางด่วนพิเศษศรีรัช และโครงการทางหลวงพิเศษบางใหญ่-กาญจนบุรี ใกล้รถไฟฟ้าสายสีม่วง และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน (โครงการในอนาคต) นอกจากนี้ยังมี แหล่งช้อปปิ้ง สถานศึกษา และโรงพยาบาล อาทิ เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล เวสต์วิลล์, เซ็นทรัล ศาลายา, อิเกีย บางใหญ่, โรงเรียนราชวินิต นนทบุรี, มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลบางใหญ่ พร้อมเตรียมจัดงาน Pre-Sale วันที่ 2-3 สิงหาคมนี้ Alternate-X ศุภาลัยเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ ‘ศุภาลัย เบลล่า ซ.กันตนา–ศาลายา’ มูลค่า 770 ลบ. รองรับความต้องการกลุ่มบ้านราคา 2–5 ลบ. บนพื้นที่ 26 ไร่ 202 ยูนิต เชื่อมต่อหลายเส้นทางในนนทบุรี จุดเด่นคือดีไซน์บ้านใหม่ ทั้งทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ครบฟังก์ชัน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี Home Automation เปิด Pre-Sale 2–3 ส.ค. นี้
รวมพลัง ‘NATION BRANDING’ เซ็นทรัลเวิลด์-สยามพิวรรธน์ ชูธงชาติไทย ผ่านแลนด์มาร์คโลก
‘รักเธอ ประเทศไทย’ เบื้องหลัง 2 ยักษ์ศูนย์การค้าส่งแรงใจแนวหลังสู่ชายแดน ‘เซ็นทรัลเวิลด์-สยามพิวรรธน์’ ย้ำปลายทางท่องเที่ยว’ดาวน์ทาวน์’ระดับโลก หนุน Nation Branding มาเต็ม! ชู ‘ธงชาติไทย’ สู่สายตาโลก ผ่านแลนด์มาร์ก จากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เริ่มปะทุนัดแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามรายงานข่าวระบุ พบทหารกัมพูชาบรรจุกระสุนจรวด BM-21 ในพื้นที่จังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ขณะที่ฝั่งไทยมีรายงานความเสียหายจากเหตุการณ์รุกล้ำอธิปไตย ที่ขยายความวงมาในพื้นที่พลเรือนของไทย โดยมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในพื้นที่อย่างน้อย 4 จังหวัดอีสานตอนล่างติดชายแดนกัมพูชา ศรีสะเกษ (อ.กันทรลักษ์) สุรินทร์ (อ.กาบเชิง, อ.พนมดงรัก), บุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด) และอุบลราชธานี (อ.น้ำยืน) ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างความหวั่นไหวในหัวใจคนไทยทั้งประเทศที่พร้อมส่งกำลังใจด้วยความห่วงใยไปยัง ‘ทหารไทย’ พร้อมกับที่ทั้งภาคประชาชนและธุรกิจหลายแห่งร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อมีส่วนร่วมส่งต่อแรงใจจากแนวหลังไปยังแนวหน้า ในครั้งนี้ ที่เริ่มขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในย่าน ‘ดาวน์ทาวน์’ ใจกลางเมืองหลวงของไทย อย่างบริเวณ ราชประสงค์ และ ปทุมวัน สองทำเลจุดหมายปลายทางแหล่งท่องเที่ยวและช้อปปิงระดับโลก ที่มีศูนย์การค้าใหญ่เซ็นทรัลเวิลด์ และ สยามพารากอน เปิดให้บริการรองรับกลุ่มนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกมาเยือน หลักหลายล้านคนต่อปี รวมไปถึงจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ , พัทยา ชลบุรี ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ใช้เป็นที่ตั้งแลนดดิ้งสัญลักษณ์ธงชาติไทย ด้วย ฉาย ‘ธงชาติไทย’ สู่สายตาโลก เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (CentralWorld) ภายใต้การบริหารของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)หรือซีพีเอ็น (CPN) ในกลุ่มเซ็นทรัล ได้ออกมาแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์ พร้อมประกาศข้อความผ่านสื่อโซเชียลเฟซบุ๊ค แสดงความเสียใจการสูญเสียของเหล่าผู้กล้าทหารไทย จากเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้น พร้อมกับใช้พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แสดงสัญลักษณ์ ‘ผืนธงชาติไทย’ ทั้งในรูปแบบจอแอลอีดี (LED) และแบนเนอร์ผืนผ้าสีธงชาติไทย อย่างพร้อมเพรียง และยังมีในสาขาศูนย์การค้าเซ็นทรัล อื่น ๆ อาทิ เซ็นทรัล เวสต์เกต , เซ็นทรัล เชียงใหม่, เซ็นทรัล นครศรีธรรมราช, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล พัทยา เป็นต้น พร้อมส่งสารอย่างเป็นทางการระบุ “เซ็นทรัลพัฒนาขอร่วมส่งพลังใจจากหัวใจของคนไทยทั้งประเทศ ไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน โดยสะท้อนความตั้งใจผ่านจอภาพทั่วประเทศ รวมถึงจอ The Panoramix ด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ได้เปลี่ยนเป็นธงชาติผืนใหญ่ เพื่อแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งชาติ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งแรงใจให้เราทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันอย่างดีที่สุด” ต่อกำลังใจที่ฮึกเหิมสะท้อนผ่านย่านการค้าสำตัญของประเทศในครั้งนี้ มีรายงานระบุว่า ผู้บริหารเซ็นทรัลเวิลด์ ได้ติดตามสถานการณ์ในครั้งนี้อย่างใกล้ชิดเกือบ 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เกิดเหตุการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา ใพร้อมมอนิเตอร์ โดยทันทีที่รับทราบเหตุการณ์การสูญเสียชีวิตทั้งพลเรือนและทหารไทยเกิดขึ้น และตัดสินใจปรับพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกศูนย์ฯ เพื่อมีส่วนร่วมส่งพลังใจจากคนไกลในพื้นที่แนวหลังในครั้งนี้ อย่างไม่ลังเลในทันที!! ทั้งนี้ หากขยับออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียงกันย่านสยามสแควร์-ปทุมวัน รวมไปถึงทำเลริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี พบว่า ‘สยามพิวรรธน์’ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่, ไอคอนสยาม, ไอซีเอส และสยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ต่างร่วมส่งพลังใจเชิงสัญลักษณ์ธงชาติไทย อย่างพร้อมเพรียงไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน ร่วมส่งแรงใจถึงแนวหน้า ขณะที่ สยามพิวรรธน์ ยังได้จัดกิจกรรม แสดงพลังความห่วงใย และร่วมส่งกำลังใจให้แก่พี่น้องชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พื้นที่ชายแดน พร้อมส่งแรงใจให้กับกองทัพไทยในการปฏิบัติหน้าที่อย่างปลอดภัย ภายใต้โครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” จัดประดับธงชาติไทยภายในพื้นที่ศูนย์การค้า แสดงให้เห็นถึงพลังของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนไทยคนไทยไม่ทอดทิ้งกันในยามยาก พร้อมกันนี้ กลุ่มสยามบริษัทสยามพิวรรธน์ได้ร่วมกับองค์กรพันธมิตรภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเหล่าพนักงานบริษัท ร้านค้าผู้เช่า เปิดพื้นที่ศูนย์กลางรับบริจาคอาหารแห้ง ของใช้จำเป็น อาทิ ข้าวสาร อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ผ้าห่ม เสื้อผ้า ยากันยุง ฯลฯ โดยผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ จุดรับบริจาค ดังนี้ สยามพารากอน บริเวณพาร์ค พารากอน ชั้น M (ทางเชื่อม BTS) ไอคอนสยาม บริเวณชั้น G (ใกล้ลิฟต์ Lobby D) นอกจากนี้ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568 กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ร่วมกับสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เปิดจุดรับบริจาคโลหิตเพื่อสำรองโลหิตคงคลัง สำหรับช่วยสนับสนุนโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดน สามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน Alternate-X สรุปให้ จากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เซ็นทรัลเวิลด์และสยามพิวรรธน์ สองยักษ์ใหญ่รีเทลใจกลางกรุงเทพฯ ได้รวมพลังแสดงจุดยืนเชิงสัญลักษณ์อย่างทันท่วงที โดยเซ็นทรัลเวิลด์เปลี่ยนพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกเป็นธงชาติไทย พร้อมส่งสารแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ด้านสยามพิวรรธน์ประดับธงชาติและจัดโครงการ “สยามรวมใจ ไทยช่วยไทย” เปิดรับบริจาคสิ่งของและโลหิต เพื่อช่วยเหลือทหารและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ กิจกรรมเหล่านี้ตอกย้ำ Nation Branding ของประเทศไทย และสะท้อนพลังของคนไทยในการส่งกำลังใจจากแนวหลังสู่แนวหน้าอย่างพร้อมเพรียง
โดนัท ฮีไร่ มิสเตอร์โดนัท ขอลุย!! ซื้อ1 ชิ้น=บริจาค5 บาท ส่งพลังใจไปยังแนวหน้า
An AI-generated image by Gemini มิสเตอร์โดนัท วางแคมเปญฮึกเหิม ‘โดนัทฮีโร่’ ปลุกแรงซื้อคนไทยร่วมหนุนแนวหน้าทหารกล้า ซื้อ1 ชิ้นเท่ากับบริจาค5 บาทเริ่มเลยวันนี้ถึง 10 สิงหาคมนี้ เพจเฟซบุ๊ค (Meta Verified) Mister Donut (Thailand) มิสเตอร์โดนัท เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม ได้เผยแพร่โพสข้อความระบุ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งแรงใจให้ทหารไทย ขอมอบเงินบริจาค จำนวน 200,000 บาท แก่ กรมกิจการพลเรือนทหารบก เพื่อสนับสนุนภารกิจและสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และขอเชิญทุกท่านร่วมส่งกำลังใจไปยังทหารไทย เพียงซื้อ โดนัทฮีโร่ 1 ชิ้น = ร่วมบริจาค 5 บาทให้กับภารกิจสำคัญครั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้… เพราะทุกแรงใจมีความหมาย กำลังใจจากทุกคน…คือพลังสำคัญของผู้เสียสละ โดยตลอดเกือบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แคมเปญฯนี้ในโพสแรก จากต้นทางเพจ ได้ถูกแชร์ออกไปมากกว่า 500 ครั้งและในโพสที่2 ที่ปล่อยมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ได้ถูกแชร์ออกไปมากกว่า 2 พันครั้ง ซึ่งได้การตอบรับจากลูกเพจผู้ติดตามเพจมิสเตอร์ โดนัท (ไทยแลนด์) อย่างมาก เรียกว่า แคมเปญฯ ดังกล่าว สร้างเอนเกจเมนต์ระหว่างลูกเพจในฐานะผู้บริโภคที่สามารถนำไปสู่การ ‘ลงมือทำ’ หรือ Click to Action (CTA) ต่อไปยังการออกไปร่วมภาระกิจส่งแรงใจไปยังทหารรแนวหน้าของไทย ผ่านการซื้อ ‘โดนัทฮีโร่’ ในครั้งนี้ โดยหลังแคมเปญฯ นี้ได้ปล่อยออกมา มีลูกค้ามิสเตอร์โดนัทควบฐานะลูกเพจได้ออมากแนะนำบริการในครั้งนี้ พร้อมระบุ ทาง brand ควรมีป้ายว่าไม่ร่วมรายการต่างๆ โดนัทฮีโร่ขายแยก ไปที่ชำระเงินแล้ว ต้องออกมาไปหยิบโดนัทเพิ่มแล้ว ‘ต่อแถวใหม่’ แถมพนักงานจบท้ายการจ่ายเงิน ด้วยการโยนที่คีบลงอ่างเสียงดัง ขอระบาย ขอบคุณที่รับฟัง_mister donut สาขาเซ็นทรัลเวสเกต ขณะที่ แอดมินเพจ ได้ออกมารับฟังความคิดเห็นและพร้อมนำไปปรับปรุงบริการ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการตลาดผ่านแคมเปญมีส่วนร่วมกับแนวหน้าหน่วยกล้าทหารของไทยของมิสเตอร์โดนัท ในลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ด้วยเมื่อราวเดือนมิถุนายน 2559 มิสเตอร์โดนัท ได้จัดแคมเปญ ‘Donut Day – Happier Than Ever’ โดยจำหน่ายโดนัทลายทหาร โดยโดนัททุกชิ้น ได้นำรายได้ส่วนหนึ่งร่วมสมทบ 5 บาท รวมทั้งบริจาคเพิ่มเติม ส่งต่อเป็นของขวัญและกำลังใจให้ทหารใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขณะที่กิจกรรมในครั้งนั้น สามารถรวมมูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท ส่งมอบผ่าน ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เส้นทาง มิสเตอร์โดนัท ในไทย Mister Donut ในไทย มีต้นกำเนิดแบรนด์ มาจากสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดย Harry Winokur ในปี 1955 ซึ่งแยกตัวออกจากผู้ร่วมก่อตั้ง Dunkin’ Donuts และขยายแฟรนไชส์อย่างรวดเร็วกว่า 275 สาขาในสหรัฐฯ และแคนาดา จากนั้นในปี 1970 บริษัท International Multifoods เข้าซื้อธุรกิจ โดยในปี 1983 Duskin สัญชาติญี่ปุ่น ได้ครอบครองสิทธิ์แฟรนไชส์ Mister Donut ทั่วเอเชีย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจมิสเตอร์โดนัท ในภูมิภาคเอเชีย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะที่ธุรกิจแบรนด์ Mister Donut เริ่มเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 จากสองพี่น้องตระกูลจิราธิวัฒน์ ‘สุทธิชัย และ สุทธิเกียรติ’ ภายใต้ บริษัท ไทยแฟรนไชซิ่ง จำกัด (ในยุคนั้น) ได้นำแบรนด์เข้ามาเปิดสาขาแรกที่ สยามสแควร์ พร้อมบริการกาแฟ ที่สร้างความว้าวด้านวัฒนธรรมการบริโภคแห่งยุคสมัยใหม่ให้กับคนไทยรุ่นใหม่ในยุคนั้น ได้เป็นอย่างมาก กระทั่งกิจการได้เข้ามาอยู่ภายใต้การดำเนินการของกลุ่ม Central Restaurants Group (CRG) ในปี 2003 หรือพ.ศ. 2546 เป็นต้น ซึ่งกิจการได้ถูกบริหารโดย CRG ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้ Central Group หรือ ซีจี (CG) ผู้บริหารธุรกิจเชนร้านอาหารและแฟรนไชส์หลากหลายแบรนด์ ในปัจจุบัน ปัจจุบัน มิสเตอร์โดนัท เข้ามาอยู่ในไทยร่วม 47 ปี มีจำนวนสาขาในไทยกว่า 470 สาขา (พ.ศ. 2566) ครอบคลุมกว่า 70 จังหวัด พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดโดนัทสูงถึง 52% ของตลาดโดนัทไทย (มูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท) Alternate-X สรุปให้ มิสเตอร์ โดนัท เปิดแคมเปญ ‘โดนัทฮีโร่’ ร่วมส่งแรงใจให้ทหารแนวหน้าไทย โดยบริจาค 5 บาทจากการขายโดนัทฮีโร่ 1 ชิ้น ให้กรมกิจการพลเรือนทหารบก ตั้งแต่ 26 ก.ค. – 10 ส.ค. 2568 โดยโพสต์แรกบนเพจเฟซบุ๊ค ได้รับกระแสตอบรับดี ถูกแชร์กว่า 2,500 ครั้ง ซึ่งแคมเปญนี้ยังสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบ Click to Action จากลูกค้าและแฟนเพจ และไม่ใช่ครั้งแรกที่แบรนด์ทำกิจกรรมเพื่อทหาร ด้วยเคยจัดแคมเปญลายทหารในปี 2559 ร่วมสมทบกว่า 2.3 ล้านบาท ขณะที่มิสเตอร์โดนัทในไทยดำเนินธุรกิจมากว่า 47 ปี ปัจจุบันมีมากกว่า 470 สาขาทั่วประเทศ
เปิดแล้ว 8 สิงหา นี้ จูราสสิค เวิลด์ฯ แม่เหล็กใหม่ เอเชียทีคฯ ดูดเที่ยวระดับโลก
เอเชียทีคฯ เปิดอิมเมอร์ซีฟ จูราสสิค เวิลด์ 8 สิงหาคม นี้ มุ่งสู่เดสทิเนชั่นเที่ยวไทยยั่งยืนระดับโลก หลังโครงการรับรางวัล Mall of the Year – Thailand จากเวที Retail Asia Awards 2025 ‘ไมเคิล ฮาริท’ หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC กล่าวว่า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เตรียมสร้างความตื่นเต้นในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัว ‘Jurassic World: The Experience’ประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ ครั้งใหญ่และใหม่ที่สุดในโลก ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 โครงการฯ นี้มีมูลค่าการลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อรองรับกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวทุกวัย เคียงคู่กับ Jurassic World: The Experience Hatch Dome ที่นำเสนอ ‘Better World, Better Future’ ประสบการณ์เรียนรู้ด้านความยั่งยืนของ AWC ผ่านเทคโนโลยี Liminal 4D Experience ผ่านเรื่องราวการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เข้ากับการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ AWC ยังได้ขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับหลากหลายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรระดับโลก และเครือโรงแรมชั้นนำต่างๆ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ด้านอาหารและการบริการริมแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านการคัดสรรร้านอาหารคุณภาพเยี่ยมที่หลากหลาย อาทิ Jurassic World: The Experience Fossil & Flame Restaurant ห้องอาหารธีม Jurassic World แห่งแรกของโลกนอกสวนสนุก ผสานเรื่องราวจากภาพยนตร์เข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหารในรูปแบบอิมเมอร์ซีฟ ห้องอาหาร ‘เอเชียทีค แอนเชี่ยนท์ ที เฮ้าส์’ ร้านติ่มซำที่บอกเล่าเรื่องราวเชื่อมโยงระหว่างราชอาณาจักรสยามและนานาชาติบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ ห้องอาหาร ‘เดอะ คริสตัลล์ กริลล์ เฮาส์’ ร้านสเต็กเฮาส์และซีฟู้ดกริลล์สุดพิเศษ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากประวัติศาสตร์การค้าขายของสยามกับนานาประเทศในช่วงรัชกาลที่ 5 เชื่อมโยงกับ ‘เรือสิริมหรรณพ’ ที่สร้างจากต้นแบบเรือใบสามเสาลำสุดท้ายในราชนาวีไทยที่นำพาความรุ่งเรืองจากโพ้นน้ำตะวันตกมาสู่ผืนดินสยาม ‘โอกุระ ครุซ’ เรือไคเซกิและเทปันยากิสุดหรูลำแรกของโลกโดยโอกุระ ที่มอบประสบการณ์ระดับไฟน์ไดนิ่งหรูหราไม่ซ้ำใคร ผสานประเพณีการทำอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมเข้ากับเรื่องราวแบบร่วมสมัย ซึ่งล้วนแต่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ไมเคิล กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด AWC’s Lifestyle Destination เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ AWC มุ่งมั่นสร้างสรรค์โครงการแลนด์มาร์กที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ในพันธกิจ Building Better Future For All หรือ สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน ทั้งนี้ AWC ยังได้รับรางวัล ‘Mall of the Year – Thailand’ ในงาน Retail Asia Awards จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยนิตยสาร Retail Asia ซึ่ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี เพื่อยกย่องความเป็นเลิศขององค์กรชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมค้าปลีก ทั้งในด้านนวัตกรรม ประสบการณ์ลูกค้า ความยั่งยืน และการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจ สำหรับการรับรางวัล Mall of the Year – Thailand ในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความสำเร็จของ AWC ในการพัฒนาโครงการ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ให้เป็นแลนด์มาร์กสำคัญระดับโลก โดยโครงการนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของ AWC River Journey Project ที่เชื่อมโยงแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวริมสายน้ำเจ้าพระยา ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ซึ่งเดิมเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าแห่งแรกของประเทศไทยในยุครัชกาลที่ 5 โดย AWC ได้พลิกโฉมพื้นที่แห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมผสานประสบการณ์และการบริการทันสมัย ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกไลฟ์สไตล์ตามคอนเซปต์ “All Day Everyday Happiness” นำเสนอกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ร้านอาหารริมแม่น้ำ ประสบการณ์เชิงวัฒนธรรม การช้อปปิ้ง ไปจนถึงความบันเทิงระดับโลก “รางวัลอันทรงเกียรติในวันนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาโครงการในรูปแบบ AWC’s Lifestyle Destination ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างจุดหมายปลายทางอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านรีเทล-เทนเม้นท์ชั้นนำของประเทศ” ไมเคิล กล่าวพร้อมเสริมว่า โดย AWC มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ระดับโลกแก่ผู้มาเยือนผ่านการสร้างสรรค์ 3 ประสบการณ์สำคัญ ได้แก่ การนำเสนอประสบการณ์ระดับโลกภายใต้แนวคิด Festival Village อาทิ Jurassic World: The Experience และประสบการณ์ 4D ด้านความยั่งยืน ‘Better World, Better Future’ การสร้างความโดดเด่นในฐานะจุดหมายปลายทางด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุด โดยมีไฮไลต์ใหม่ล่าสุดอย่างห้องอาหารภายใต้ธีม Jurassic World แห่งแรกของโลกนอกสวนสนุก การสร้างสรรค์ Lifestyle Market ที่คัดสรรแบรนด์ชั้นนำและร้านค้าท้องถิ่นหลากหลาย ภายใต้พันธกิจ ‘Building Better Future For All’ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้ทุกคน Alternate-X สรุปให้ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เปิด ‘Jurassic World: The Experience’ อิมเมอร์ซีฟโชว์ครั้งแรกในไทย 8 ส.ค. 68 นี้ ผสานความบันเทิงกับภารกิจสร้างการเรียนรู้เพื่อโลกที่ยั่งยืน พร้อมเปิดห้องอาหารธีมไดโนเสาร์แห่งแรกของโลกนอกสวนสนุก คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand 2025 จาก Retail Asia ตอกย้ำ AWC ในฐานะผู้นำเดสทิเนชันด้านไลฟ์สไตล์-ท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยสู่เวทีโลก
มาอร่อยแสงออกปาก ‘เมกาบางนา’ ดึง 60 สตรีท ฟู้ด ดัง แมปให้กรุงเทพฯตะวันออก มีของอร่อย
เมกาบางนา ใช้กลยุทธ์ อีเวนต์ มาร์เก็ตติง เสิร์ฟสตรีทฟู้ดอร่อย 60 ร้านดัง ในงาน ‘EAT STREET FOOD FESTIVAL 2025 VOL.2’ สร้างเอนเกจลูกค้า แมปฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก เดสติเนชันแหล่งช้อป สนุกกิน วรรณวิมล อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดฝั่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ย้ำแนวคิดการทำตลาดผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันมีความสุขรองรับกลุ่มผู้เข้ามาใช้บริการในศูนย์ ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ล่าสุด จัดงานใหญ่ “EAT STREET FOOD FESTIVAL 2025 VOL.2” เทศกาลรวมร้านอาหารสตรีทฟู้ด ต่อเนื่องครั้งที่2 ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ ชั้น 1 โซนธนาคาร ศูนย์การค้าเมกาบางนา พบกับเมนูอาหารคาวหวานหลากหลายจากกว่า 60 ร้านดัง โดยในงานฯ นำร้านไฮไลต์พร้อมเมนูเด็ดมาเสิร์ฟแบบจัดเต็มในที่เดียว ทั้ง LAOLAO TOFU HOUSE เต้าหู้ทอดเกลือเนื้อคัสตาร์ดกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสูตรพิเศษจากอาม่า อร่อยจนแสงออกปาก BONNANA เค้กกล้วยหอมนุ่มหอมอบสดใหม่ทุกวัน สไตล์โฮมเมด กินง่าย ได้รสกล้วยเต็มคำ เล่งกี้ สามย่าน ฮ่อยจ๊อ-แฮ่กึ๊นแบบโบราณ สูตรเด็ดสามย่าน ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ซ้ง TAKO TENTACLES ปลาหมึกยักษ์ และจ๊อปูแน่นๆ รสจัดจ้าน E’ZHEN ร้านชา “SMOKING TEA” แห่งแรกในไทย หอมกรุ่นกลิ่นควันอันเป็นเอกลักษณ์ HACHI TAIYAKI ขนมญี่ปุ่นรูปปลา ฮาจิไทยากิ แป้งนุ่ม ไส้แน่น ทั้งถั่วแดง ช็อกโกแลต และครีม GREEN SEASON เมนูออร์แกนิกสุขภาพ ทั้งสลัด น้ำผักผลไม้ ปราศจากสารกันบูด ฮาโร่ย ไก่ทอดหาดใหญ่ ไก่ทอดสูตรหาดใหญ่ หนังกรอบเนื้อฉ่ำ พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด ราชรส ขวัญใจสายเมนูทอด กับทอดมันหลากชนิด ทอดมันปลากราย ทอดมันกุ้ง และฮ่อยจ๊อ อัดแน่นด้วยวัตถุดิบคุณภาพ พร้อมน้ำจิ้มสูตรเด็ดที่ลงตัว บ้าบิ่นหอมกรุง ขนมบ้าบิ่นมะพร้าวน้ำหอม เนื้อนุ่มหอมกะทิ ต้นตำรับจากกรุงเก่า UNCLE BOB หมี่ไก่ฉีกคลุกน้ำพริกหมูกระจก ตลาดรถไฟ แซ่บซี๊ด อร่อยเกินต้าน HEY CLAIRE ไอศกรีมเจลาโต้ครีมเนื้อนุ่ม สดใหม่ทุกวัน หลากหลายรส HOKIHOKI พลาดไม่ได้! กับเมนูใหม่ Yogurt Hokkaido Cheesecake โดยใช้ชีสแท้ๆ นมแท้ๆ อร่อยแท้ๆ โอ้กะจู๋ อาหารสุขภาพสไตล์ฟาร์ม สดใหม่ วัตถุดิบคัดพิเศษ เน้นผักและโปรตีน BAO PAO ซาลาเปาไส้แน่น แป้งนุ่ม หลากหลายไส้ ถูกใจคนรักซาลาเปา วรรณวิมล กล่าวว่างานฯ ในครั้งนี้ เพื่อรองรับพร้อมเติมความสุขกลุ่มเป้าหมายแบบครอบครัวที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา ในฐานะจุดหมายปลายทางของคนรักอาหารตัวจริง ด้วยเมนูอร่อยจากร้านสตรีทฟู้ดอร่อยเกินต้าน จาก 60 ร้านดัง ที่มารวมไว้ให้ในที่เดียว Alternate-X สรุปให้ เมกาบางนา จัดอีเวนต์ EAT STREET FOOD FESTIVAL 2025 VOL.2 รวม 60 ร้านสตรีทฟู้ดดังทั่วกรุงเทพฯ ตะวันออก ชวนมาอร่อยแบบแสงออกปาก เสิร์ฟทุกเมนู ครบทั้งคาวหวาน เครื่องดื่ม และขนม หนึ่งในกลยุทธ์ Event Marketing สร้างเอนเกจกับลูกค้าในพื้นที่ เดินหน้าสู่การเป็น “Everyday Meeting Place” รวมร้านดัง เช่น LAOLAO TOFU HOUSE, HOKIHOKI, โอ้กะจู๋ และอีกมากมาย งานจัดระหว่าง 19 ก.ค. – 3 ส.ค. 2568 ณ ชั้น 1 โซนธนาคาร ศูนย์การค้าเมกาบางนา
ถอดรหัสผ่านสี ‘ลูกค้ายุคใหม่’ กล้าตั้งคำถาม-ใช้ชีวิตให้ต่าง ‘สปา-ฮาคูโฮโด’ แนะเทคนิคชนะใจ
An AI-generated image by Gemini สปา-ฮาคูโฮโด เจาะอินไซต์ผู้บริโภคแห่งยุค ผ่านการใช้ ‘สี’ ฟลูออเรสเซนส์เป็นสื่อกลาง ฉายภาพลักษณ์และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ‘วิถีคนกล้า’ ตัวตน-ความคิด จิรภัทร์ กาญจะโนสถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สปา-ฮาคูโฮโด จำกัด ครีเอทีฟ เอเยนซี เปิดเผยว่า ผู้บริโภคในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยปัจจุบันยังมีความหลากหลายมิติ ซึ่งแบรนด์-นักการตลาดต้องปรับตัวให้เท่าทัน ทั้งพันธกิจแบรนด์ จุดยืน และความเชื่อ เพื่อยังเป็นตัวเลือกและเติบโตไปพร้อมกับแต่ละเจเนอเรชั่น ขณะที่ บริษัทฯ ได้ปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทในตลาดพร้อม เปิดตัว Human Lab (ฮิวแมน แล็บ) หน่วยงานใหม่เพื่อช่วยวิเคราะห์และวางกลยุทธ์การตลาดเชิงลึกภายใต้แนวคิด ‘Human-Centric Marketing’ การตลาดที่เริ่มต้นจากความเข้าใจมนุษย์ ตามหลักแนวคิดปรัชญา Sei-Katsu-Sha มากกว่าข้อมูลสถิติ แบบผิวเผิน นอกจากนี้ ยังเปิดตัวผลงานวิจัยล่าสุด ‘Daring Palette’ ช่วยถอดรหัสแนวโน้ม พฤติกรรมผู้บริโภคไทย ในยุคที่ผู้คน ‘กล้า’ มากขึ้น ทั้งกล้าแสดงตัวตน กล้าตั้งคำถาม และ กล้า เลือกวิถีชีวิตที่แตกต่าง 4 สีฟลูออเรสเซนส์สะท้อนตัวตน ทั้งนี้ ได้ทำการแบ่งเฉดสีความกล้าของผู้คนทั้งสี่เจนเนอเรชันออกเป็น 4 เฉดสีเรืองแสง (Fluorescence) ที่สามารถสื่อถึง ‘ความกล้า’ (Courage / Boldness) และกระตุ้นความรู้สึกให้ ‘โดดเด่น แตกต่าง และกล้าการแสดงออก’ เช่น สูงวัยรุ่นใหม่ เฉดสีแรกคือสี ‘Experimenting green’ กลุ่ม Baby Boomer อายุ 60+ ปีขึ้นไป (เริ่มแซ่บหลัง 60) หรือที่เรียกว่า THE TIMELESS EXPERIMENTERS ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงวัยยุคใหม่ ที่ไม่ยอมจำกัดชีวิตไว้แค่ตัวเลขอายุ กล้าลอง กล้าเปลี่ยน และพร้อมเติมเต็มความฝันที่เคยหล่นหายไป เดอะแบกทะลุกรอบ เฉดสีที่สองคือสี ‘Fearless yellow’ กลุ่ม Gen X อายุ 43-59 ปี (แกร่งทะลุกรอบ) หรือที่เรียกว่า THE DARING LEAPERS ซึ่งเป็นกลุ่มเดอะแบกที่ตัดสินใจ ‘กระโจน’ ออกจากกรอบชีวิตเดิมๆ เพื่อค้นหาอิสระ ความสุข และจุดหมายใหม่ที่เป็นของตัวเอง เจนฯ นี้ต้องทำเลยทันที เฉดสีที่สามคือสี “Now red”กลุ่ม Gen Y อายุ 28-42 ปี (เดี๋ยวนี้นิยม) หรือที่เรียกว่า THE ARCHITECT OF NOW ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่ออกแบบชีวิตด้วยตนเอง กล้าฉีกกรอบสังคมเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเอง ‘เดี๋ยวนี้’ สำคัญที่สุด นักท้าทายระบบ เฉดสีสุดท้าย ‘Activist purple’ กลุ่ม Gen Z อายุ 18-27 ปี (โลกใบใหม่ในมือเรา) หรือที่เรียกว่า THE CHANGE MAKERS ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ไม่เดินตามใคร พร้อมท้าทายระบบ คิดต่าง เพื่อสร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืน และเท่าเทียมมากขึ้น แคร็กพฤติกรรมลึกแต่ละเจนฯ ด้าน พิมพิศา จุฬา เทิดทูลทวีเดช ผู้อำนวยการวางแผนโซลูชั่นทางธุรกิจ หน่วยงานแพลนท์ (Plant) ภายใต้ บริษัท สปา-ฮาคูโฮโด จำกัด กล่าวว่า จากงานวิจัยชิ้นนี้ ยังสามารถนำมาต่อยอดความคิดเพื่อเป็นพื้นฐานของการสร้าง solution ทางธุรกิจให้กับลูกค้า โดยนำความเข้าใจเชิงลึกในแต่ละเจนฯ มาก่อให้เกิดผลในการทำการตลาดได้ดียิ่งขึ้น และตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของแบรนด์ได้ด้วยโอกาสทางธุรกิจแต่ละรูปแบบที่แม่นยำ โดย การนำประเด็นสำคัญในการทำการตลาดของแต่ละเจนฯ เริ่มตั้งแต่ Gen B ที่เป็น Timeless Experimenters ด้วยการทำการตลาดแบบ ‘Greypathy marketing’ ที่มองอายุที่เยอะขึ้นแบบสวนทาง มองเห็นและเข้าใจถึงจิตวิญญาณที่เปลี่ยนไปเป็นอิสระ ในขณะที่ Gen X Daring Leapers ควรทำการตลาดแบบ ‘Sandwich marketing’ ที่มาเป็น solution provider ให้กับชีวิตที่ต้องแบกรับทั้งสองทางแต่อยากกลับมาโฟกัสตัวเองมากขึ้น สำหรับ Gen Y Architect of now ที่เป็นกลุ่มที่ให้ความสุขตัวเองเป็นที่ตั้ง ดังนั้นการทำการตลาดแบบ ‘Indulgence marketing’ จะเข้าไปตอบโจทย์สกุลเงินความสุขที่รู้สึกได้แบบทันทีของ Gen Y ได้ดี กลุ่มสุดท้าย Gen Z ที่เป็น Change Makers ‘Tribal marketing’ การทำการตลาดแบบชนเผ่า ที่สร้าง community และภาษาเดียวกันเป็นสิ่งจำเป็น “ทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานของการเริ่มต้นความคิดเพื่อพัฒนาโซลูชั่นของธุรกิจให้ตอบโจทย์และตรงใจทั้งนักการตลาดและผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นด้วยกลยุทธ์เฉพาะเจาะจง ที่สอดคล้องกับเฉดความกล้าของแต่ละกลุ่มเจนฯ” พิมพิศา กล่าว Alternate-X สรุปให้ สปา-ฮาคูโฮโด เผยผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนแปลงหลากหลายมิติ แบรนด์และนักการตลาดต้องปรับตัว จึงเปิดตัว Human Lab พร้อมงานวิจัย ‘Daring Palette’ ถอดรหัสความกล้าและพฤติกรรม 4 เฉดสีในแต่ละเจนเนอเรชัน ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y และ Gen Z ชี้คนยุคใหม่กล้าแสดงตัวตน ตั้งคำถาม และเลือกวิถีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน งานวิจัยนี้นำไปสู่การวางกลยุทธ์การตลาดแบบ ‘Human-Centric’ เฉพาะเจาะจงแต่ละกลุ่ม เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงและสร้างโซลูชั่นทางธุรกิจที่ตรงใจผู้บริโภคและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ผู้คนกล้ามากขึ้น
ขยับระดับโลก เซ็นทรัลพัฒนาได้ ‘Fazaa Card’ เจาะกำลังซื้ออีลีท ตะวันออกกลาง
‘เซ็นทรัลพัฒนา’ หนึ่งเดียวรายแรกกับกลยุทธ์พุ่งเป้าเจาะแรงซื้อไฮเอนด์ ‘UAE’ ผ่าน ‘Fazaa Card’ CRM ระดับชาติ ย้ำปลายทาง โกลบอล อีลีท เดสติเนชั่น ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา มุ่งกลยุทธ์ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกต่อเนื่อง ล่าสุดได้ ‘Fazaa Card’ โครงการซีอาร์เอ็ม (CRM) ระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นบัตรสมาชิกระดับพรีเมียมที่ก่อตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย UAE และมีสมาชิกกว่า 1.5 ล้านราย “เซ็นทรัล ถือเป็นศูนย์การค้าแรกและหนึ่งเดียวในเอเชีย ที่สามารถร่วมมือในระดับอีโคซิสเต็ม กับพันธมิตรระดับชาติของ UAE ด้วยสิทธิพิเศษที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล วิลเลจ และเซ็นทรัล ภูเก็ต ซึ่งเป็นท็อป ทัวริสต์ เดสติเนชั่น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และพร้อมขยายความร่วมมือไปทั่วประเทศในอนาคต” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า สำหรับกลยุทธ์ ดังกล่าวเพื่อรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจท่องเที่ยว จากนักเดินทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภา พสำหรับการท่องเที่ยวไทย โดยในปี 2568 พบนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สามารถสร้างเงินสะพัดจากการใช้จ่ายต่อทริปสูงถึง 90,000 – 100,000 บาท ซึ่งความร่วมมือกับ ‘Fazaa Card’ นี้ เป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองของวงการค้าปลีกไทย ต่อการผลักดันการท่องเที่ยวของประเทศและสะท้อนความสำเร็จของเซ็นทรัลพัฒนา ในการเข้าถึงระบบนิเวศ (Ecosystem) กลุ่มลูกค้าต่างชาติระดับไฮเอนด์ทั่วโลก ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่เน้นกลุ่มการใช้จ่ายคุณภาพของนักท่องเที่ยว (Quality Shopper) ซึ่งกลุ่มสมาชิกหลักของบัตรนี้ครอบคลุมบุคลากรและข้าราชการระดับสูงของภาครัฐ, นักลงทุน, ผู้ได้รับสิทธิพิเศษจากบัตร Golden Visa และกลุ่มกำลังซื้อสูง โดยมี 3 กลยุทธ์ ขับเคลื่อนความร่วมมือ ได้แก่ Strategic Alliance with a National-Level CRM: สร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Fazaa Card บัตรสมาชิกระดับพรีเมียมจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ทรงพลังด้วยสิทธิพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำกว่า 7,200 แบรนด์ ครอบคลุม 92 ประเทศทั่วโลก Curated Experience for High-Spending Tourists: รุกตลาดนักท่องเที่ยวพรีเมียมจากตะวันออกกลางอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับสมาชิก Fazaa Card มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าครอบคลุมทุกมิติ โดยได้ปักหมุดนำร่องใน 3 ศูนย์การค้าเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่ครองใจนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล วิลเลจ เซ็นทรัล ภูเก็ต “จากข้อมูลพบกว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงสุดเฉลี่ย 104,138 บาท/ทริป และนิยมพักผ่อนระยะยาว 10-12 วัน ซึ่งตอบโจทย์กิจกรรมยอดนิยมของพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป” ขณะที่ กิจกรรมยอดนิยม 3 อันดับแรก คือ ช้อปปิ้ง, ท่องเที่ยวชายทะเล และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-การแพทย์ โดยจังหวัดที่เป็น Top destination ของกลุ่มนี้ คือ กรุงเทพฯ ภูเก็ต ชลบุรี (พัทยา) Expanding Global Partnerships for Thailand’s Tourism Economy: เดินหน้า ‘เสริมแกร่ง’ ในฐานะ Global Elite Destination สร้าง ‘Ecosystem การท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ’ โดยเชื่อมโยงพันธมิตรชั้นนำของโลกเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อทั้ง WeChat Pay, Alipay, MasterCard, Trip.com, Klook, The Shilla, Lotte Duty Free และ Daimaru “ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างพันธมิตรระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อไปสู่การขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าไทย พร้อมแยกระดับบทบาทของศูนย์การค้าไทยสู่ Global Destinationเป็น ‘จุดหมายแรกและจุดหมายเดียว’ ที่ต้องมาเยือน และตอกย้ำศักยภาพศูนย์การค้าไทยสู่เวทีโลก” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าว โดยในปี 2024 ที่ผ่านมา เซ็นทรัลเวิลด์ ยังได้รับรางวัลระดับนานาชาติ 2 รางวัลจากเวที International Business Magazine Awards ณ เมืองดูไบ ได้แก่ รางวัล ‘Mall of The Year APAC 2024’ รางวัล ‘Most Family Friendly Store APAC 2024’ Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลพัฒนาจับมือ ‘Fazaa Card’ CRM ระดับชาติใหญ่สุดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงกว่า 1.5 ล้านรายเข้าสู่ศูนย์การค้าชั้นนำอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ภูเก็ต และเซ็นทรัล วิลเลจ ถือเป็นความร่วมมือแรกและหนึ่งเดียวในเอเชียที่ CPN สร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวแบบครบวงจรนี้ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ Global Elite Destination ตอกย้ำศักยภาพค้าปลีกไทยในเวทีโลก สอดคล้องนโยบาย ททท. ที่เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 1 แสนบาท/ทริป
Media Town 2025 ปิดเมืองสื่อสมบูรณ์แบบ กว่า 2,000 คนสัมผัสพลังคิดสร้างสรรค์คนรุ่นใหม่
จบลงอย่างน่าประทับใจด้วยบรรยากาศสุดคึกคัก เสียงหัวเราะ ความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจอบอวล พร้อมกระแสตอบรับล้นหลามจาก ทั้งวงการสื่อ นักเรียน นักศึกษา ศิษย์เก่า และประชาชนทั่วไปกว่า 2,000คนที่หลั่งไหลเข้าร่วมตลอดทั้งวัน กับงาน ME [I] DIA 2025 Media Town โดยภาควิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่จัดไป ณ House Samyan สามย่าน มิตรทาวน์ ผศ.ดร. วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ ผู้ก่อตั้งภาควิชาสื่อและการสื่อสาร กล่าวถึงงานนี้ว่า ภาควิชาสื่อและการสื่อสาร MUIC ยังคงตอกย้ำบทบาทในฐานะ หลักสูตรนานาชาติด้านสื่อและการสื่อสาร เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (AUN) เป็นหนึ่งในศูนย์กลางผลิต “นักสื่อสารสร้างสรรค์” รุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจแห่งอนาคต ตลอดระยะเวลา 10 ปีของภาควิชาสื่อและการสื่อสาร งาน ME [I] DIA ถือเป็นก้าวสำคัญใน การแสดงศักยภาพของนักศึกษารุ่นใหม่ที่พร้อมเข้าสู่วงการอย่างเต็มตัว โดย “Media Town” ถูกเนรมิตขึ้นให้กลายเป็น “เมืองแห่งสื่อ” ที่ประกอบด้วย 7 โซนสุดสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์สั้น สารคดี พอดแคสต์ แคมเปญโซเชียล มีเดีย และโปรเจกต์อัตลักษณ์ นำเสนอเรื่องราวร่วมสมัยสะท้อนให้เห็นถึงพลังของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังจะกลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในอนาคต เราตั้งใจสร้างพื้นที่ที่ไม่ได้มีแค่ผลงาน แต่มีการสนทนา มีแรงบันดาลใจ และมีการเชื่อมโยงไอเดีย จากศาสตร์ต่างๆ อย่างที่โลกของสื่อยุคใหม่ต้องการ ก้าวต่อไปของผู้นำด้านสื่อเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ น.ส. ชัญญามาศ สุนทรศักดิ์สิทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เจ้าของผลงานสารคดีสั้นเรื่อง Sky กล่าวว่า ดีใจมากที่มีคนในวงการมาเยี่ยมชมผลงานของตัวเอง นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการโชว์งาน แต่คือการได้สนทนา แลกเปลี่ยน และได้รับคำแนะนำจากมืออาชีพจริง ๆ โดยงานของตัวเองที่นำมาโชว์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จตัวเองเติบโตมากับมันและรักมาก รู้สึกว่าเสียงของศิลปะไทยยังไม่ดังพอในยุคปัจจุบัน จึงอยากใช้โอกาสนี้ทำให้ผู้คนกลับมารู้สึกถึงความงดงามของท่วงท่า สีหน้า และความละเอียดอ่อนของการรำไทย ภูมิใจที่มีคนมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะนี้ และเชื่อว่านาฏศิลป์ไม่ใช่แค่ของโบราณ แต่สามารถเป็นแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้คนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน นายปราชญ์ อนมัติราชกิจ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ผู้กำกับ ก.1 หมากสุดท้าย ตัวแทนทีมผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ กล่าวว่า พวกเราดีใจและภูมิใจมากที่ภาพยนตร์สั้นเรื่อง ‘ก.1 หมากสุดท้าย’ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้ที่เข้ามาชม ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกฎกติกาและปรัชญาของกีฬาหมากรุกไทย ซึ่งพวกเราเห็นว่ามันได้ให้แง่คิดที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการใช้ชีวิตทั่วไปของเราได้ เราอยากเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ต้องการหาผลประโยชน์จาก เด็กชายผู้มีภาวะออทิสติกซึ่งมีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาหมากรุกไทย ที่การพบกันของทั้งคู่ได้นำไปสู่มิตรภาพและการเดินทางที่ไม่คาดคิด ภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึงมิตรภาพ ความไว้ใจ และความสัมพันธ์ของเพื่อนที่แม้มีเป้าหมายต่างกัน แต่กลับเติมเต็มซึ่งกันและกัน ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากแค่เทคนิคการผลิต แต่มาจากการทำงานร่วมกันเป็นทีม ความเข้าใจในตัวละคร และ การใส่ใจในทุกรายละเอียดของฉากเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจในสาระและประเด็นที่พวกเราต้องการสื่อสารผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ เราเชื่อว่าผู้ที่ได้เข้ามาชมนั้นสามารถสัมผัสมันได้ และนั่นคือรางวัลที่มีค่าที่สุดสำหรับเรา ด้าน ณัชภัส ศรีไชยยานุพันธ์ ผู้บริหารเอเจนซี่ด้านการสื่อสาร และที่ปรึกษาด้านภาพลักษณ์องค์กร กล่าวหลังเยี่ยมชมโซนต่างๆ ภายใน Media Town ว่า รู้สึกประทับใจมากกับพลังของนักศึกษาในงานนี้ งานแต่ละชิ้นไม่ได้แค่ดีในเชิงไอเดีย แต่ยังพร้อมใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรม สำหรับผลงานไฮไลต์ที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดในงานนี้ คว้ารางวัล Popular Vote คือ ผลงาน “โอบกอด” ที่ว่าด้วยเรื่องง่าย ๆ อย่าง “การกอด” แต่กลายเป็นพลังมหาศาลที่ผู้ชมรับรู้ได้ เจ้าของผลงานเชื่อว่า “การกอดคือพลังวิเศษของมนุษย์” ที่ช่วยฮีลใจ สื่อความรัก และเติมกำลังใจให้กันได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ก.1 หมากสุดท้าย” ภาพยนตร์สั้นสะเทือนใจเกี่ยวกับนักพนันและเด็กชายออทิสติกผู้มีพรสวรรค์ด้านหมากรุก และ ภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญชิ้นโปรด” นำเสนอเรื่องราวที่หยิบเอาความทรงจำ ความผูกพัน และของบางอย่างที่มากกว่าสิ่งของ มาเล่าอย่างลึกซึ้ง เรียกน้ำตา เสียงปรบมือ และการพูดถึงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งงาน เกี่ยวกับภาควิชาสื่อและการสื่อสาร – MUIC ภาควิชาสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยุคดิจิทัลและโลกที่สื่อข้ามแพลตฟอร์มเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน โดยมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเล่าเรื่อง และจริยธรรม พร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นครีเอเตอร์ นักข่าว นักโฆษณา นักสื่อสาร หรือนักผลิตภาพยนตร์
ชาบูบุฟเฟต์ แข่งไม่พัก สุกี้ ตี๋น้อย เปิด ‘Tn Lounge’ รอคิวนานไม่ไหว ให้ของกินเล่นฟรี
ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนแรงแต่อย่างใด ในสมรภูมิร้านอาหารหม้อไฟที่มีมูลค่าร่วม 2.5 หมื่นล.บาท หลัง MK Group ส่งแบรนด์น้อง(ใหม่) โบนัส สุกี้ มาร่วมชิงแชร์ตลาดสุกี้ บุฟเฟต์ ที่มีพี่ใหญ่ ‘ตี๋น้อย สุกี้’ และพี่รอง ‘ลัคกี้ สุกี้’ รออยู่ก่อนหน้า ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ค ‘สุกี้ ตี๋น้อย’ ภายใต้บริษัท บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) เปิดตัวบริการใหม่เอี่ยม ทีเอ็น เลานจ์ ‘Tn Lounge’ สาขาแรก สุกี้ตี๋น้อย สาขา ศรีนครินทร์ สมุทรปราการ ให้บริการฟรี เครื่องดื่ม ของทานเล่น โดยหลังเพจ ได้โพสเปิดให้บริการใหม่ไปไม่ถึงช่วงข้ามวัน พบว่ากลุ่ม FC สุกี้ตี๋น้อย ที่ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามเพจร่วม 1.1 ล้านราย ต่างเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางบวกต่อบริการใหม่ของสุกี้ตี๋น้อย ในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก พร้อมสอบถามถึงเงื่อนไขการเข้ารับบริการ ‘Tn Lounge’ สาขาดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุป ด้วยบางคอมเมนต์ บอกแต่เพียงว่า รอเงื่อนไข จริงจัง เพราะตอนเปิดตัว แจ้ง มา อีกแบบ ต้อง ถือบัตรสมาชิกระดับต่างๆของตี๋น้อย ถึงจะเข้าใช้บริการได้ และยังไม่ได้ระบุว่า 1 บัตรสมาชิก ใช้งานเล้านจ์ได้กี่ท่าน และ เค้าแจ้งไปแล้วว่า ถึงไม่ได้มาทานสุกี้ แต่มีบัตรสมาชิก ก็สามารถใช้บริการเล้าจ์ได้ นอกจากนี้ ยังมีบางคอมเมนต์ ให้ความเห็นไปในแนวโน้มข้อสรุปร่วมกันว่า หากเข้าไปใช้บริการภายใน TN Lounge อาจจะเป็นการตัดกำลังด้วยอิ่มจากของทานเล่น และเครื่องดื่มก่อนได้รับประทานบุฟเฟต์ แน่ๆ แต่ส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องดี ที่ทำให้ช่วงระหว่างที่รอคิวเข้าไปทานในร้านสุกี้ตี๋น้อย ลูกค้าได้มีประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมกับเรียกร้องให้ สุกี้ ตี๋น้อย เข้าไปเปิดให้บริการในทำเลต่าง ๆ ทั่วประเทศเพิ่มขึ้น!! สำหรับ ร้านสุกี้ ตี๋น้อย ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 โดย ‘เฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช’ ผู้บริหารวัยรุ่นที่เริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่อายุ 25 ปี (ในตอนนั้น) เริ่มต้นเปิดร้านสาขาแรกที่ บางเขน และสาขาที่ 2 ที่ เลียบด่วน รามอินทรา สุกี้ ตี๋น้อย มาพร้อมจุดเด่น คือ ราคาบุฟเฟต์เพียง 199 บาท และเวลาเปิดปิดตั้งแต่ 12.00-05.00 น. รองรับกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้งนักศึกษา-ทำงาน-สายดึก และครอบครัว โดยหลังทำธุรกิจมา 4 ปี มียอดขายทะลุ 500–1,200 ล้านบาท ก่อนได้นักลงทุนจาก JMART เข้ามาถือหุ้น 30% ซึ่งประเมินมูลค่ากิจการในปี 2565 ว่าอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทปัจจุบัน ในปี 2568 สุกี้ ตี๋น้อย เปิดให้บริการมากถึง 80 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ Cr.ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊คสุกี้ตี๋น้อย Alternate-X สรุปให้ ศึกตลาดสุกี้มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาทยังเดือด เมื่อ MK ส่ง ‘โบนัส สุกี้’ ท้าชนพี่ใหญ่อย่าง “สุกี้ ตี๋น้อย” ล่าสุดขอเปิดตัว ‘Tn Lounge’ แห่งแรก สาขาศรีนครินทร์ ให้บริการฟรีของว่าง-เครื่องดื่มให้ผู้รอคิว และมีคอมเมนต์จากเอฟซีให้การตอบรับดี แม้ยังมีข้อสงสัยเรื่องเงื่อนไขการเข้าใช้บริการ โดยเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้ขยาย Lounge ทั่วประเทศ เพิ่มประสบการณ์ระหว่างรอในยุคบุฟเฟต์แข่งขันดุ
ปีนี้จีนเที่ยวไทยเหลือ 5 ล้านคน ธุรกิจโรงแรมปรับรับ ‘FIT’ มาแรง แต่ไทยต้องปลอดภัยจริงก่อน
An AI-generated image by Gemini สมาคมโรงแรมไทย ส่งสัญญาณนักท่องเที่ยวไทย 7 เดือนแรกวูบไม่ถึง 18 ล้านคน ทัวร์จีนหายวับทำยอดเข้าพักหาย 50% แต่ได้กลุ่มคนรุ่นใหม่เที่ยวเองมาแทน เร่งย้ำเชื่อมั่น ’ประเทศไทยปลอดภัย’ กลับมา เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยว่า ในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยประมาณ 5 ล้านคน จากในปี 2567 มีจำนวนเกือบ 7 ล้านคน และช่วงก่อนโควิดปี 2562 มีจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน ขณะที่ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (1 ม.ค. – 13 ก.ค.) มีนักเดินทางต่างชาติมาไทยจำนวน 17.7 ล้านคน ลดลง 5.62% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) โดยนักท่องเที่ยวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย 45 ล้านคน จีน 43 ล้านคน อินเดีย 26 ล้านคน รัสเซีย 06 ล้านคน เกาหลีใต้ 16 แสนคน “ในปีนี้ มีเพียงช่วง ม.ค. เดือนเดียวที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยสูงกว่าปีก่อนและลดลงจากปีก่อนในทุกเดือน จากเหจุการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เกิดกระแสความไม่ปลอดภัยการเดินทางจากการลักพาตัว ซิงซิง นักแสดงชาวจีน จากั้นในเดือนมีนาคม มีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมียนมาที่กระทบตึกสูงใน กทม.” เทียนประสิทธิ์ กล่าว พร้อมเสริมว่า ขณะนี้ ไทยกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ชะลอตัวลงอย่างหนัก แม้จะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอย่าง อินเดีย และรัสเซีย เข้ามาค่อนข้างมาก แต่ไม่สามารถทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนได้ “แนวโน้มดังกล่าว ทำให้ธุรกิจโรงแรมที่เน้นนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะกลุ่มทัวร์จีน กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก จากอัตราการเข้าพักลดลงกว่า 50% ต่อเดือน ซึ่งเห็นได้ชัดในเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต” เทียนประสิทธิ์ กล่าว ‘FIT’ มาแรงแต่ไทยต้องปลอดภัยจริง เทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะที่รูปแบบการเดินทางในปัจจุบันพบว่าการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์เสื่อมความนิยมลง เหลือสัดส่วนเพียง 20% จากในอดีตเคยเป็นพอร์ตฯใหญ่ โดยมีกลุ่มนักเดินทางจีนรุ่นใหม่ หันมาเดินทางแบบเที่ยวเอง (FIT) มากกว่า โดย นักท่องเที่ยวจีนมีความกังวลด้านความปลอดภัย ซึ่งต้องเร่งให้ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในประเทศไทย พร้อมจัดการให้เป็นรูปธรรม เช่น ดำเนินการกวาดล้างขบวนการค้ามนุษย์อย่างเข้มข้น พร้อมเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมถึงการเข้าไปดูแลค่าบริการต่างๆ หากพบว่าไม่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งหากเร่งทำให้สำเร็จได้ ในปี 2569 นักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมา “ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ว่าประเทศไทยปลอดภัย เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนหายไปติดลบ 34% แล้ว หากไม่นับรวมเดือนมกราคมช่วงก่อนเกิดเหตุลักพาตัวดาราจีน เท่ากับหดตัวสูงถึงลบ50%” เทียนประสิทธิ์ ย้ำ เติมสภาพคล่องโรงแรมไซส์เล็ก ทั้งนี้ จากสถานการณ์การท่องเที่ยวชะลอตัวลง ยังส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ประสบความยากลำบากมากขึ้น จากรายได้ลดลงสวนทางรายจ่ายที่ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้งค่าแรงงานบุคลากร ค่าไฟ และค่าภาษีที่ดิน ส่งผลให้เกิดภาพธุรกิจโรงแรมขาดสภาพคล่องทางเงินมากขึ้น โดย สมาคมโรงแรมไทย มีข้อเสนอให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาลดภาระทางการเงินหรือยืดหยุ่นนโยบายให้กับธุรกิจโรงแรม ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น (มิ.ย.-ส.ค.) โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็กในต่างจังหวัด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องการดำเนินธุรกิจในช่วงนี้ ไปก่อน Alternate-X สรุปให้ สมาคมโรงแรมไทยเผย 7 เดือนแรกปี 68 นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยลดลง โดยเฉพาะจีนที่คาดว่าจะเหลือเพียง 5 ล้านคนในปีนี้ จากปัจจัยความไม่ปลอดภัยและเหตุการณ์ต่างๆ ส่งผลให้โรงแรมที่เน้นกลุ่มทัวร์จีนในกรุงเทพฯ และภูเก็ตประสบปัญหายอดเข้าพักหายกว่า 50% แม้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่จะหันมาเดินทางแบบเที่ยวเอง (FIT) มากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ ทว่าไทยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้เป็นรูปธรรม และจัดการปัญหาการโก่งราคานักท่องเที่ยว ด้านสมาคมฯ เสนอภาครัฐและ ธปท. พิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องทางการเงินแก่ผู้ประกอบการโรงแรม โดยเฉพาะขนาดเล็กในต่างจังหวัด เพื่อพยุงธุรกิจในช่วงโลว์ซีซั่น.
เตรียมตัวให้พร้อม ธุรกิจโรงแรม-ร้านอาหาร-เวลเนสส์ รับเศรษฐกิจท่องเที่ยวQ4 ปี68 มีให้ลุ้น
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ฯ จัดระเบียบงานแสดงสินค้า กำหนดพื้นที่ชัดธุรกิจจีน เพิ่มโอกาสชาติอื่นแข่งขัน พร้อมชวนผู้ประกอบการอาหารเครื่องดื่มและภาคบริการฯ รับกำลังซื้อนักท่องเที่ยวไตรมาส4 ปี68 ยังมีหวังฟื้นเศรษกิจไทยโค้งสุดท้าย สรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการรายใหญ่ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมความพร้อมจัดงาน Food & Hospitality Thailand 2025 ระหว่างวันที่สำหรับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2025 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 สิงหาคม 2025 ชั้น G ฮอลล์ 1-4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สำหรับงานฯ ดังกล่าว เป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้า (Exhibition) สำคัญที่จัดขึ้นในไทยของอินฟอร์มาฯ ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมแสดงสินค้า (Exhibitor) จากทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงผู้เข้าเยี่ยมชมงาน (Visitor) มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การจัดงานฯในปีนี้ ยังเปิดโอกาสให้เอ็กซิบิเตอร์ สามารถลงทะเบียนจับคู่ธุรกิจ(Business Matching) ระหว่างกันได้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการธุรกิจล่วงหน้า ด้วยเมื่อถึงวันงานฯจริงแล้วจะสามารถเจรจาธุรกิจได้เลยในทันที ซึ่งบริการนี้ได้ต่อยอดมาจากการจัดงานในปีก่อนและได้การตอบรับดีจากผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ คาดในปีนี้ จะมีการจับคู่ธุรกิจในงานฯ ปีนี้ไม่ต่ำกว่า 600 ราย สำหรับงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2025 ในปีนี้ จัดแสดงบนพื้นที่ 22,000 ตร.ม. ประกอบด้วย 4 พาวิลเลียนจากต่างประเทศ และ 6 ธีมวิลเลจ มีธุรกิจสินค้าเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3,000 แบรนด์ พร้อมโชว์เคสกิจกรรมต่าง ๆ คาดตลอดการจัดงานจะมีผู้เข้าร่วมชมไม่ต่ำกวว่า 29,000 คนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7-8% “งาน FHT 2025 ในปีนี้ คาดมีผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมงานเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งจากปัจจัยภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แรงหนุนให้มีผู้ประกอบการธุรกิจทั้งรายเดิมและใหม่เข้ามาสู่การทำธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสของทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารเครื่องดื่ม และ เวลเนส เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในไตรมาส4 ปีนี้ ที่เข้าสู่ไฮซีซันและยังมีโอกาสฟื้นตัว” สรรชัย กล่าว สำหรับภาพรวมการจัดงานแสดงสินค้าในไทยปีนี้ มีการจัดกิจกรรม (Event) รวมทั้งงานสัมมนา ในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นบรรยากาศในภาพรวมทั้งจากภาคธุรกิจและกำลังซื้อในภาคประชาชน จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เห็นได้ชัด จากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นนับแต้ต้นปีที่ผ่านมาถึงในขณะนี้ ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าสถานการณ์จะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส4 ปีนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (Hi-Season) ของไทย ขณะที่แนวทางการดำเนินงานของอินฟอร์มาฯ ในปีนี้ จะเน้นบริการจัดการพื้นที่การแสดงสินค้าในกลุ่มผู้แสดงงานนิทรรศการ (Exhibitor) จากต่างประเทศ อาทิ การกำหนดสัดส่วนพื้นที่ของเอ็กซิบิเตอร์จากจีน ให้มีความเหมาะสมและเน้นคุณภาพมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันระหว่างเอ็กซิบิเตอร์ จากประเทศอื่นๆ ที่ร่วมแสดงสินค้าในไทย “จากการที่รัฐบาลจีนสนับสนุนธุรกิจในประเทศขยายการค้าไปยังต่างประเทศในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีหลากหลายธุรกิจเข้ามาร่วมงานแสดงสินค้ากับบริษัทฯ แต่พบว่ามักใช้กลยุทธ์ราคาเป็นหลัก ทำให้เอ็กซิบิเตอร์ต่างประเทศต่างเสียโอกาสทางการแข่งขันด้านคุณภาพ” สรรชัย กล่าว Alternate-X สรุปให้ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Food & Hospitality Thailand (FHT) 2025 เพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และเวลเนสส์ ในการรับมือและคว้าโอกาสจากเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยที่คาดว่าจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 ปี 2568 งานนี้จะมีการจับคู่ธุรกิจล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 600 ราย และมีการจัดการพื้นที่แสดงสินค้าให้เอ็กซิบิเตอร์จากจีนมีความเหมาะสมเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ด้านผู้นำอุตสาหกรรมชี้เทรนด์นักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป เน้นคุณภาพและสุขภาพ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวใช้เทคโนโลยีและสร้างประสบการณ์ พร้อมยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน
ธุรกิจที่พลิกจาก ‘OEM’ สู่รองเท้าสุขภาพแบรนด์ ‘TALON’ มาเพื่อเจาะตลาด 5 พันล.โต 4-10% ทุกปี
TALON แบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพกับแผนเจาะตลาดลูกค้าทั้ง B2C และ B2B ด้วยกลยุทธ์ที่มาครบทั้งโปรดักส์และงานบริการจากกูรูสุขภาพเท้า ‘Podiatrist’ ที่มี3 คนในไทยเท่านั้น พร้อมพาแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพของคนไทยไปตลาดระดับสากล พรศักดิ์ เตชะสมบูรณากิจ กรรมการบริหารฝ้ายการตลาด บริษัท ฟุต คลีนิค จำกัด ผู้ผลิตรองเท้าเพื่อสุขภาพให้กับแบรนด์ชั้นน้ำทั้งในประเทศและต่างประเทศมากว่า 54 ปี เปิดเผยว่าในปี 2568 นี้ บริษัทวางแผนทำตลาดเชิงรุกธุรกิจรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างจริงจัง ภายใต้แบรนด์ ‘Rebecca Lim’s by Talon’ นำเข้าจากประเทศเกาหลี พร้อมบริการรับสั่งตัดรองเท้าเพื่อสุขภาพตามความต้องการเฉพาะบุคคล (Tailor-made) สำหรับแนวทางดังกล่าว เป็นการปรับตัวทางธุรกิจของบริษัทฯจากการรับจ้างผลิต(OEM) มาสู่การสร้างแบรนด์ TALON พร้อมทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2562 หรือราว5-6 ปีก่อน โดยเป็นช่วงจังหวะเดียวกับการแพร่ระบาดโควิด-19 เกิดขึ้น ด้วยเห็นโอกาสจากทั้งกระแสการดูแลสุขภาพรอบด้านของผู้คน ซึ่งบริษัทฯ ได้ใช้ความชำนาญและเชี่ยวชาญจากผู้ผลิตรองเท้ามากว่า 5 ทศวรรษให้กับรองเท้าแบรนด์ระดับโลก อาทิ Hush Puppies และ Fila ฯลฯ “ในจังหวะนั้นมองแล้วว่าโออีเอ็มไม่มีอนาคต จากการแข่งขันด้านกำลังการผลิตด้วยต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากทั้งจีน อินโดนีเซีย และ เวียดนาม ที่ได้เปรียบจากอีโคโนมี ออฟ สเกล ขนาดใหญ่ ทั้งสินค้า, ราคาวัตถุดิบ และเทคโนโลยีการผลิต ทำให้โรงงานรองเท้าไทยต้องปรับตัวและหันมาสร้างแบรนด์เพื่อทำตลาดซึ่งจะเป็นทางรอด” พรศักดิ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ธุรกิจรับจ้างผลิตรองเท้าก่อนยุคโควิด เคยสร้างรายได้หลักร้อยล้านบาทต่อปี แต่จากการเข้ามาของผู้ผลิตในต่างประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้บริษัทมีรายได้หายไปกว่า 40-50% เหลือเพียงราว 50 ล้านบาท” พรศักดิ์ กล่าวว่า ธุรกิจได้พยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยเป็นกิจการ ‘กงสี’ มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กระทั่งเมื่อได้จังหวะเหมาะสม ทำให้ ‘พรศักดิ์’ ตัดสินใจทำธุรกิจในแบบคนรุ่นใหม่พร้อมสร้างแบรนด์ ‘TALON’ ขึ้นมาทำตลาดรองเท้าต่อเนื่อง ส่วนที่มาของชื่อแบรนด์ TALON หมายถึงส่วนกลางของฝ่าเท้า และในภาษาอิตาลี ยังหมายถึง ‘กรงเล็บ’ หรือ ‘อุ้งเท้า’’ ของนกเหยี่ยว ซึ่งสะท้อนถึงความหมายของเท้า อีกนัยหนึ่งด้วย สร้างแบรนด์แล้วต้องไปต่อตลาดที่เก่ง พรศักดิ์ เสริมต่อถึงแนวทางการทำตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ Rebecca Lim’s by ‘TALON’ ในไทย จะโฟกัสในกลุ่มรองเท้าเพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 4-10% ทุกปี จากปัจจุบันตลาดรวมรองเท้าในไทย มีมูลค่าราว 98,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดรองเท้ากีฬาและลำลอง กว่า 16,000 ล้านบาท (รองเท้ากีฬาราว 6,500 ล้านบาท) และที่เหลือเป็นรองเท้าอื่นๆ อาทิ รองแฟชั่น ที่มีสัดส่วนใหญ่สุดราว 60-70% ของตลาด จากสัดส่วนตลาดรองเท้าสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตดังกล่าว ที่เขามองว่ายังไม่มีผู้เล่นแบรนด์ในประเทศที่เข้ามาเล่นในตลาดกลุ่มนี้จริงจัง ซึ่งจะเป็นโอกาสของ TALON ในการสร้างการรับรู้แบรนด์ในฐานะผู้เชี่ยชาญด้านรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างจริงจัง โดยทำตลาดใน 2 ช่องทางสำคัญ คือ ธุรกิจต่อผู้บริโภค (B2C) วางจำหน่ายในศูนย์การค้าและคีออสก์โรงพยาบาล ปัจจุบันมี 10 แห่ง อาทิ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, สยามทาคาชิมายะ, โรงพยาบาล กรุงเทพฯ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, โรงพยาบาลพระราม9 และศูนย์สุขภาพเท้าฟุต คลินิก พระราม2 เป็นต้น และมีแผนเพิ่มอีก 1-2 สาขาใหม่ คาดในปีนี้จะมีสาขาให้บริการราว 12-13 แห่ง ธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) โดยบริษัทฯ ร่วมเป็นพันธมิตรกับโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพเท้า อย่างรองช้ำ ที่ต้องการตัดรองเท้าสุขภาพเฉพาะบุคคล “ปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนที่ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน จะให้การรักษาผู่ป่วยแบบครอบคลุมไปถึงการดูแลสุขภาพเท้าและต้องการรองเท้าเพื่อสุขภาพหรือที่เรียกว่ารองเท้าเบาหวานเข้ามาเสริมการรักษาผู้ป่วย ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้เข้าไปให้บริการเทเลอร์-เมดในจุดนี้ โดยที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ป่วยต่างชาติแถบตะวันออกกลาง ให้การตอบรับรองเท้าเบาหวาน เป็นอย่างมากและไม่เกี่ยงราคา” พรศักดิ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมให้บริการรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ใหม่ ผ่านการสั่งตัดแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพเฉพาะบุคคลได้โดยทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงความต้องการของผู้ใช้บริการรองเท้าเพื่อสุขภาพ ได้สะดวกมากขึ้น ขณะที่สินค้ารองเท้าเพื่อสุขภาพ Rebecca Lim’s by TALON วางระดับราคาอยู่ที่ 2,290-4,490 บาทต่อคู่ และบริการสั่งตัด (Tailot-made) วางราคาอยู่ที่ 4,490-5,990 บาท รู้จริงเรื่องสุขภาพเท้า ที่เดียวในไทย พรศักดิ์ กล่าวต่อถึงจุดเด่นรองเท้าเพื่อสุขภาพ Rebecca Lim’s By Talon มีความแตกต่างไปจากคู่แข่งในตลาดเดียวกันทั้งแบรนด์ในและต่างประเทศ คือ 1. เทคโนโลยีการผลิตรองเท้าด้วยวัสดุ นาโนไมโครไฟเบอร์ ให้สัมผัสความนุ่ม เบา ขยายตัวตามอุ้งเท้าของผู้สวมใส่ และ 2. งานบริการ จากผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเท้าที่เหมาะสมตามความต้องการของลูกค้า ที่มีปัญหาเท้าด้านต่าง ๆ อาทิ เท้าแบบ เท้าบวม นิ้วปืน กระดูกไปน ผู้ป่วยเบาหวาน ดุ้งเท้าสูง เป็นต้น นอกจากนี้ TALON ยังให้บริการคำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเท้าโดยเฉพาะ หรือ ‘Podiatrist’ ซึ่งมีอยู่เพียง 3 ท่านในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อให้คำแนะนำพร้อมแก้ไขในทุกปัญหาสุขภาพเท้า ซึ่งประจำอยู่ที่ Foot Clinic by TALON ศูนย์สุขภาพเท้าแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย พระราม2 “TALON ตอกย้ำความเชี่ยวชาญรองเท้าเพื่อสุขภาพเป็นอย่างมาก พร้อมพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง คือ โพรไดอะทิสต์ มาให้บริการที่ศูนย์สุขภาพเท้าฯ ซึ่งเป็นสายอาชีพที่ได้การยอมรับทางการแพทย์ในประเทศอิตาลี” พรศักดิ์ กล่าว ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 30 ล้านบาท มาจากธุรกิจ B2C สัดส่วน 90% และ B2C 10% และในปี 2569 คาดรายได้เติบโตเท่าตัว ราว 60 ล้านบาท จากในปี 2566-2567 มีรายได้ราว 30-40 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายใน3-5 ปีขยายการทำตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพ ในต่างประเทศ อาทิ ดูไบ และ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ Alternate-X สรุปให้ ฟุต คลีนิค ผู้ผลิตรองเท้าเพื่อสุขภาพกว่า 54 ปี กับแผนรุกตลาดจริงจังในปี 2568 ด้วยแบรนด์ ‘Rebecca Lim’s by Talon’ และบริการสั่งตัดเฉพาะบุคคล หลังปรับตัวจากธุรกิจ OEM ที่รายได้ลดลงอย่างมากจากคู่แข่งต่างประเทศ สู่การสร้างแบรนด์ของตนเอง โดย ‘TALON’ เล็งเจาะตลาดรองเท้าเพื่อสุขภาพมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ทั้งช่องทาง B2C ในห้างฯ และโรงพยาบาล รวมถึง B2B ร่วมกับ รพ.เอกชนสำหรับผู้ป่วยเฉพาะทาง โชว์จุดเด่นแบรนด์ ด้วยเทคโนโลยีวัสดุ นาโนไมโครไฟเบอร์ และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเท้า (Podiatrist) เพื่อตอบโจทย์ทุกปัญหาสุขภาพเท้า คาดการณ์รายได้ปี 2568 ที่ 30 ล้านบาท และวางแผนขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ดูไบและญี่ปุ่น ภายใน 3-5 ปี
‘ออฟฟิศเมท’ อยู่มา30ปี เพราะ ‘เข้าใจลูกค้า-ปรับตัวเร็ว’ สู่ทศวรรษที่4 ด้วยแผน ‘EcoConnect’
จุดเริ่มต้น ‘ออฟฟิศเมท’ (OfficeMate) เมื่อ30 ปีก่อน หลังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจร้านค้าปลีกหมวดสินค้า อุปกรณ์ สำนักงาน แบบครบวงจร ที่มาพร้อมบริการสั่งซื้อบนแคทตาล็อก ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีผู้เล่นจริงจังในตลาดนี้ โดยเฉพาะการเข้าไปเจาะถึงดีมานด์จริงในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็ก อย่างเอสเอ็มอีไทย จากเดิมที่ต้องซื้อของกระจัดกระจายหลายร้าน ไม่มีเจ้าไหนรวมทุกอย่างไว้ที่เดียว แต่ ‘ออฟฟิศเมท’ จัดให้ด้วยบริการส่งถึงที่ ด้วยการสั่งซื้อผ่านแคตตาล็อก ให้ลูกค้าสั่งของจากที่ทำงานได้เลย!! ตลอดช่วงระยะเวลาร่วม 30 ปี ‘ออฟฟิศเมท’ ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์หลากหลายในช่วงที่ผ่านมา ทั้งการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มในตลาดอุปกรณ์สำนักงาน กระทั่งเมื่อกิจการแข็งแรงเต็มที่ธุรกิจได้เข้าไปอยู่ภายใต้พอร์ตธุรกิจค้าปลีกในเครือเซ็นทรัล (Central Group) อย่างจริงจังเมื่อปี 2555 จาการเปลี่ยนแปลงธุรกิจในครั้งนั้น ยิ่งเสริมความแข็งแกร่งรอบด้านให้กับออฟฟิศเมท ทั้งระบบเทคโนโลยีที่กลุ่มค้าปลีกเซ็นทรัลมีความแข็งแกร่งด้าน ‘Omnichannel’ มาปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจากยุคแคตตาล็อก-ร้านค้า(ออฟไลน์) ไปสู่อีคอมเมิร์ศและแอปพลิเคชั่น (ออนไลน์) ในปัจจุบัน ในตอนนี้ ‘ออฟฟิศเมท’ เป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยกลุ่มแรกๆที่มีระบบสั่งซื้อออนไลน์แบบ B2B ที่ครอบคลุมทุกจังหวัด กระทั่งในยุคปัจจุบัน ‘ออฟฟิศเมท’ ยังได้ขยายธุรกิจไปไกลมากกว่าอุปกรณ์สำนักงานแต่ยังเพิ่มสินค้ากลุ่มธุรกิจอื่น เช่น ร้านอาหาร โรงงาน โรงแรม คลินิก สถาบันการศึกษา ถึงในตอนนี้กลายเป็น ‘ผู้จัดหาสินค้าเพื่อธุรกิจแบบครบวงจร (Business Supplies One Stop Service)’ ต่อการเดินทางมาตลอดร่วม 30 ปีของ ‘ออฟฟิศเมท’ ที่ทำความเข้าใจลูกค้ามาอย่างต่อเนื่องพร้อมปรับตัวให้เข้ากับบริบทของความต้องการในแต่ละอุตสาหกรรมธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ล่าสุดในปีนี้ ‘ออฟฟิศเมท’ ฉลองครบ 30 ปี จัดงานใหญ่ “OFM EcoConnect 2025: Transforming Business with Digital and Sustainability” พร้อมเชื่อมโยงภาคธุรกิจไทย และย้ำพันธกิจหลัก ในฐานะพันธมิตรผู้ประกอบการไทย ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในโลกธุรกิจยุคใหม่ รวบ KOLs มองธุรกิจยั่งยืน ด้าน ‘ดร.มลฤดี เลิศอุทัย’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ออฟฟิศเมท (ไทย) จำกัด กล่าวว่า ภายในงานฯ มีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำ ลูกค้าธุรกิจ และพันธมิตรกว่า 200 บริษัท เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนวัตกรรม และแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรด้วยหลัก ESG และดิจิทัล มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการจัดซื้อ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยไฮไลต์ของงาน คือ เวทีเสวนาพิเศษ ‘Building a Sustainable Future : ESG Opportunities and Challenges Ahead’ ซึ่งได้รับเกียรติจาก เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด มาร่วมดำเนินรายการและแลกเปลี่ยนมุมมอง วชิระชัย คูนำวัฒนา Net Zero Accelerator Director บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เสถียร เลี้ยววาริณ Chief Sustainability Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX โดยร่วมถ่ายทอดแนวคิดการนำหลัก ESG มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโต ขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน ดร.มลฤดี เสริมว่า ออฟฟิศเมท ยังตอกย้ำบทบาท Connector ในการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรที่มีแนวทางรักษ์โลก อาทิ Epson, Double A, SCGP, 3M, Kimberly Clark, Louis Tape, One Green และ One Eco-Friendly ภายใต้โครงการ “ฮักโลก (Hug the Earth)” ของกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อส่งต่อทางเลือกที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า ธุรกิจ และองค์กรทั่วประเทศ สำหรับด้านดิจิทัล ออฟฟิศเมทได้นำเสนอแพลตฟอร์ม OFMBiz ระบบจัดซื้อออนไลน์แบบ B2B ที่ช่วยให้องค์กรบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สะดวกรวดเร็ว และคุ้มค่า ลดต้นทุนการจัดซื้อได้สูงสุดถึง 40% พร้อม Smart Dashboard & Reporting ซึ่งตอบโจทย์ในการบริหารและควบคุมงบประมาณการจัดซื้อได้ตรงกับความต้องการขององค์กร ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำ อาทิ ปูนซีเมนต์นครหลวง (SCCC), ธุรกิจร้านสะดวกซักอ๊อตเทริ (Otteri), โรงรับจำนำอีซี่มันนี่ (Easy Money), ห้างทองออโรร่า (Aurora) และอีกกว่า 3,000 องค์กรทั่วประเทศ “การจัดงานในครั้งนี้ ยังสะท้อนการเติบโตของออฟฟิศเมทในรอบ 3 ทศวรรษ พร้อมย้ำจุดยืนแบรนด์ในฐานะ ผู้นำโซลูชันเพื่อธุรกิจไทยด้วยนวัตกรรม สินค้า และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อนาคตอย่างยั่งยืน” ดร.มลฤดี กล่าว Alternate-X สรุปให้ ออฟฟิศเมทฉลองครบรอบ 30 ปี จากจุดเริ่มต้นผู้บุกเบิกร้านค้าปลีกอุปกรณ์สำนักงานครบวงจรที่เข้าใจความต้องการ SME สู่การเป็นผู้จัดหาสินค้าเพื่อธุรกิจแบบครบวงจร ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มเซ็นทรัลตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งด้าน Omnichannel และระบบ B2B ออนไลน์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันออฟฟิศเมทยังขยายตลาดสู่กลุ่มธุรกิจหลากหลาย พร้อมจัดงาน ‘OFM EcoConnect 2025’ ย้ำบทบาทพันธมิตรผู้ขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยนวัตกรรม ESG และดิจิทัล ควบคู่ไปกับการนำเสนอแพลตฟอร์ม OFMBiz ช่วยบริหารจัดการการจัดซื้ออย่างโปร่งใสและคุ้มค่าสำหรับองค์กรกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ
[PR News] ‘พูลพิพัฒน์’ เปิดคลังสินค้า LCB1 รับอนาคตเศรษฐกิจตะวันออกขยายตัว
‘พูลพิพัฒน์’ ภายใต้กลุ่มพูลผล เปิดตัวคลังสินค้า LCB 1 บนทำเลศักยภาพ เสริมความแข็งแกร่งด้านการกระจายสินค้าไทยสู่อนาคต บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ภายใต้กลุ่มพูลผล ผู้ดำเนินธุรกิจด้านคลังสินค้าให้เช่า มาตรฐานสากลมากกว่า 60 ปี เปิดตัวคลังสินค้า “พูลพิพัฒน์ สาขาแหลมฉบัง 1 (LCB1)” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 กรกฏาคม 2568 พร้อมประกาศต้อนรับลูกค้ารายแรก บริษัท บีเรนเบิร์ก (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเชื่อมั่นของลูกค้า บริษัท องค์กรต่างๆ ที่เลือกใช้บริการ นายปราโมทย์ ทองย่น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เปิดตัว คลังสินค้าพูลพิพัฒน์ สาขาแหลมฉบัง 1 (LCB1) ในพื้นที่ครอบคลุมกว่า 33 ไร่ (34,200 ตร.ม.) ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ โดยอยู่ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังเพียง 17 กิโลเมตร และใกล้ถนนเส้น 3009 เชื่อมต่อระหว่างระยองและแหลมฉบัง ซึ่งช่วยให้การขนส่งเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญในการออกแบบตามมาตรฐานสากล สามารถรองรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ระดับโลก พร้อมด้วยระบบการรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง สำหรับแผนในอนาคตของบริษัทฯ มีเป้าหมายมุ่งสู่ Green Warehouse เพื่อสนุบสนุนเศรษฐกิจที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด (Circular Economy) โดยยึดหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญที่ทั่วโลกใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินความน่าเชื่อถือขององค์กร คู่ค้า และผู้ให้บริการ โดยแผนดังกล่าวจะสร้างความได้เปรียบให้กับคลังสินค้าของพูลพิพัฒน์ “คลังสินค้า LCB1 ไม่เพียงเป็นคลังสินค้าที่มีมาตรฐาน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ที่มุ่งไปสู่การเป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ครบครันและปลอดภัย และถือเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ต้อนรับ บริษัท บีเรนเบิร์ก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมและงานผลิตท่อหุ้มฉนวน พ่นสีเคลือบโลหะ สำหรับส่งออก ในฐานะลูกค้ารายแรก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่มีต่อมาตรฐานคลังสินค้าของพูลพิพัฒน์” นายปราโมทย์ กล่าวทิ้งท้าย ภายในงานเปิดตัวคลังสินค้าพูลพิพัฒน์ เริ่มต้นด้วยพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพรหม พร้อมตั้งศาลพระชัยมงคลและศาลตายาย โดยมีพระภาวนาวชิระมงคล รองเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภณ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำพระสงฆ์ 9 รูป สวดเจริญพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพล เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และผู้ประกอบการ เกี่ยวกับพูลพิพัฒน์ บริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านคลังสินค้ามากกว่า 60 ปี พร้อมบริการแบบครบวงจร โดยคลังสินค้าตั้งอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีสาขากระจายอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญคลังสินค้าพร้อมให้บริการจำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย 1. คลังสินค้าพระราม 6 จ.กรุงเทพฯ 2. คลังสินค้าสำโรง ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย จ.สมุทรปราการ 3. คลังสินค้าบางไทร ถ.บางปะอิน-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และ 4. คลังสินค้า B38 ถ.บางนา-ตราด กม.38 จ.ฉะเชิงเทรา และคลังสินค้าแหลมฉบัง 1 ถ.สาย 3009 จ.ชลบุรี รวมพื้นที่ 241,952 ตร.ม. นอกจากนี้ ยังมีคลังสินค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 แห่ง ได้แก่ 1. คลังสินค้าแหลมฉบัง 2 ถ.หนองคล้าใหม่ จ.ชลบุรี และ 2. คลังสินค้า B29 ถ.บางนา-ตราด กม.29 จ.สมุทรปราการ โดยคลังสินค้าที่แหลมฉบัง 2 จะเป็น Mini Factory เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีศักยภาพในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้มากขึ้น ขณะที่คลังสินค้า B29 จะมุ่งพัฒนาคลังสินค้าที่เป็น Free Zone (เขตปลอดอากร)และ General zone (พื้นที่คลังทั่วไป) ซึ่งมีพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. นอกจากนี้ เรายังให้บริการรถขุดไฟฟ้าเพื่อขนถ่ายสินค้าประเภทถั่วเหลืองและกากถั่วเหลือง โดยมุ่งใช้พลังงานไฟฟ้าแทนเชื้อเพลิงน้ำมัน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ ขอแนะนำ บริษัท พูลพิพัฒน์ เอ็นเนอยี่ จำกัด บริษัทย่อยของบริษัท พูลพิพัฒน์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Roof) ณ คลังสินค้าพระราม 6 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราที่จะพัฒนาโซลูชันพลังงานสะอาด และขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม หน่วยงาน หรือองค์กรที่สนใจสามารถเข้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.poonpipat.com หรือสอบถามเพิ่มเติมที่เบอร์ 081-918-3738, 096-392-5466 Email : warehouse@poonphol.com
กล้องระดับโลก ‘ไลก้า’ เปิดคอนเซปต์ สโตร์ แห่งแรก วางไทย ‘ฮับ’ ตลาดลักซูรี่อาเซียน
บิ๊กคาเมร่า ดึงแบรนด์กล้องไอคอนิกระดับโลก ‘ไลก้า’ เปิด ‘Leica Store Siam Paragon’ คอนเซ็ปต์ใหม่แห่งแรกในไทย รับเทรนด์ตลาดกล้องดิจิทัลฟื้นตัว โต 10-15% ทุกปีแนวโน้มเดียวกับสินค้าลักซูรีขยายตัวในไทย สวนเศรษฐกิจชะลอ เ ธนสิทธิ์ เธียรกาญจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากทิศทางการฟื้นตัวของตลาดกล้องดิจิทัลทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละกว่า 10-15% นอกจากนี้ ตลาดสินค้ากลุ่มลักซูรี แบรนด์ (Luxury Brand) ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยปัจจัยหลักมาจาก ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป หันมานิยมซื้อสินค้าในระดับลักซูรี่ เพิ่มมากขึ้น ทั้งซื้อเพื่อใช้เองและการเก็บสะสม หรือเพื่อการลงทุน ประเทศไทย ยังเป็นจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์ลักซุรี ระดับโลก เพื่อให้บริการทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จาก ปัจจัยดังกล่าว บิ๊ก คาเมร่า ได้ร่วมมือกับแบรนด์กล้องไอคอนิคระดับโลกอย่าง ไลก้า ซึ่งถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องในฐานะตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตประเทศไทย (BIG Camera Leica Authorized Dealer) โดยเปิด ‘Leica Store Siam Paragon’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกในประเทศไทย ณ ศูนย์การค้า สยามพารากอน บริเวณ ชั้น 2 ด้วยการออกแบบที่สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์หลักตามมาตรฐานไลก้าทั่วโลก สำหรับ ‘Leica Store Siam Paragon’ ณ ศูนย์การค้า สยามพารากอน ถือเป็นการสะท้อนถึงเทรนด์การเติบโตของตลาดสินค้าลักซุรี่ ในประเทศไทย และยังเป็นการยกระดับประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าปลีกสินค้า พรีเมียมในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่น “ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับ High-spending และกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Travelers) เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น” ธนสิทธิ์ กล่าว ด้าน ‘สุนิล คาวล์’ กรรมการผู้จัดการ ไลก้า คาเมร่า เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ‘Leica’ การเปิด Leica Store Siam Paragon แห่งใหม่นี้ คือการสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ที่จะเชื่อมโยงผู้คนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่ครอบครัว Leica ด้วยความโดดเด่นของพื้นที่ตั้งอันเป็นแลนด์มาร์กระดับโลก สยามพารากอน ศูนย์การค้าใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นแหล่งรวมแบรนด์หรูระดับสากล เป็นจุดหมายปลายทางของนักช้อปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย Leica Store Siam Paragon แห่งใหม่นี้ เป็นสโตร์ล่าสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีแห่ง Leica ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นบ้านหลังใหม่ พร้อมหลอมรวมตำนานอันทรงคุณค่าของ Leica เข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทยอย่างลงตัว ขณะที่ ภายในพื้นที่ถูกออกแบบให้ล้ำสมัย ด้วยแรงบันดาลใจและพลังแห่งศิลปะ มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์สัมผัสใหม่อันสุดพิเศษเหนือระดับ พร้อมให้สัมผัสผลิตภัณฑ์ Leica ครบทุกกลุ่ม ตั้งแต่ กล้องถ่ายภาพ เครื่องฉายภาพ นาฬิกา ของสะสม อุปกรณ์ส่องทางไกล ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของช่างภาพ และนักสะสม เป็นจุดตัดบรรจบของตำนานและประสบการณ์สุดพิเศษเหนือระดับสำหรับไลก้าเลิฟเวอร์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ยังมีของสะสมพิเศษ LEICA BE@RBRICK ROYAL SELANGOR 400% – จากการ Collaboration กันของ 3 แบรนด์ดังระดับไอคอนิค อันได้แก่ Medicom Toy, Royal Selangor และ Leica สู่ Art Toy แห่งความคิดถึงที่มีแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากกล้อง Prototype ‘UR-Leica’ พร้อมด้วย Gimmick ต่าง ๆ ราคา 75,100 บาท วางจำหน่ายที่ Leica Store Siam Paragon เป็นที่แรกในประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา Fake Leica by Liao Yibai จำนวนจำกัด 12 Unit ทั่วโลก เพื่อร่วมฉลองให้กับบ้านใหม่ Leica Store Siam Paragon อันเป็นหนึ่งในผลงานศิลปะของศิลปินชาวจีนร่วมสมัยที่ทรงพลัง มาจัดแสดง ซึ่งผลงานดังกล่าวได้ถูกนำไปแสดงในไลก้าสโตร์ชั้นนำมาแล้วหลายแห่ง เป็นงานประติมากรรมกล้องไลก้าขนาดใหญ่ผสานแนวคิดทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิทัล กลายเป็นผลงานประติมากรรมสะท้อนแนวคิดความจริงและเท็จผสมกัน นิทรรศการภาพถ่าย Nick Ut Journey: From Hell to Hollywood – นิทรรศการภาพถ่าย Nick Ut’ Journey: From Hell to Hollywood โดย Nick Ut ช่างภาพข่าวรางวัลพูลิตเซอร์ ปี 1973 เจ้าของผลงานภาพถ่าย ‘The Terror of War’ หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในนาม ‘Napalm Girl’ หนึ่งในภาพข่าวที่ทรงพลังที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นภาพที่มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามเวียดนาม ถ่ายทอดเรื่องราวของ Nick Ut จากความโหดร้ายในสงครามเวียดนาม สู่โลกแห่งแสงสีและความซับซ้อนของฮอลลีวูด Nick Ut ช่างภาพข่าวรางวัลพูลิตเซอร์ ปี 1973 เจ้าของผลงานภาพถ่าย ‘The Terror of War’ “การเปิด Leica Store Siam Paragon แห่งใหม่นี้ เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขยายฐานลูกค้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้รักการถ่ายภาพและผู้ที่ชื่นชอบสินค้าลักซูรี สโตร์แห่งนี้จะช่วยต่อยอดบริการหลังการขายและสร้างชุมชน Leica Lovers ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” มร. สุนิล กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ บิ๊ก คาเมร่า เปิด ‘Leica Store Siam Paragon’ คอนเซ็ปต์ใหม่แห่งแรกในไทย รับการฟื้นตัวของตลาดกล้องดิจิทัลและกระแสลักซูรีที่เติบโตต่อเนื่อง พร้อมเป็นแรงส่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางค้าปลีกสินค้าพรีเมียมในอาเซียน ร่วมกับสิงคโปร์และญี่ปุ่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High-spending ภายในร้านมีไฮไลต์พิเศษ เช่น LEICA BE@RBRICK ROYAL SELANGOR 400% และงานประติมากรรม “Fake Leica by Liao Yibai” ที่จัดแสดงเป็นที่แรก และนิทรรศการภาพถ่าย ‘Nick Ut Journey: From Hell to Hollywood’ โดยช่างภาพข่าวรางวัลพูลิตเซอร์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่ชุมชน Leica.
Midea ยังมั่นใจไทย ฐานผลิตแอร์อาคารในระยอง ตั้งแผนรับภาษีทรัมป์ 36% ส่งออกสหรัฐ
Midea ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์จีน ย้ำลงทุนกว่า2 พันล.ในไทย ตั้ง MBT เดินสายผลิตใหม่แอร์อาคารพาณิชย์ ไม่หวั่นไทยโดยภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 36% ตั้งรับปรับแผนใหม่ ย้ำไทยยังเป็นตลาดยุทธศาสตร์เจาะอาเซียน แจ็ปสัน ไจ๋ (Japson Zhai) ผู้อำนวยการ ไมเดีย บิลดิง เทคโนโลยี ประเทศไทย (Midea Building Technologies) หรืแ MBT เปิดเผยว่า ไมเดีย (Midea) ประเทศจีน เป็นผู้ทำตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ระดับโลก ขยายการลงทุนในไทย ใช้งบราว 2,260 ล้านบาท เปิดโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จังหวัดระยอง บนพื้นที่ 46 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยราว 70,000 ตร.ม. โดยโรงงานฯ แห่งนี้ ดำเนินการผลิตนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศสำหรับอาคาร ด้วยจุดเด่นประหยัดพลังงาน ลดต้นทุนการติดตั้ง และมีอายุการใช้งานยาวนาน พร้อมเริ่มสายการผลิตในระยะ (Phase)แรกแล้ว มีจำนวนฝ่ายผลิตแล้วมากกว่า 46 คน และหากดำเนินการแล้วเสร็จครบทุกระยะ คาดมีความต้องการแรงงานไม่ต่ำกว่า 1,000 คน และมีกำลังการผลิต 600,000 ยูนิตต่อปี สำหรับผลิตภัณฑ์ระบบปรับอากาศฯ ที่ผลิตในโรงงานแห่งนี้ ประกอบด้วย Variable Refrigerant Flow (VRF) ระบบปรับอากาศแบบปรับปริมาณน้ำยาอัตโนมัติที่ออกแบบโดยคำนึงถึงนวัตกรรมการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสำคัญ Midea Magnetic Chiller เครื่องทำความเย็นแบบแรงเหวี่ยงแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถทำความเย็นได้รวดเร็วและทั่วถึง ช่วยประหยัดพลังงาน แจ๊ปสัน กล่าวว่า ในเบื้องต้นบริษัทฯ วางแผนผลิตพร้อมทำตลาดส่งออกสินค้าราว 90% ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และสัดส่วน 10% เพื่อทำตลาดในประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อย่างไรก็ตาม จากมาตรการภาษีนำเข้า 36% จากไทยไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณมาในขณะนี้ ถือเป็นปัจจัยที่บริษัทฯ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด “ไมเดีย ประเทศจีน มีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการของรัฐบาลไทยในการเจรจาการค้าต่อนโยบายภาษีดังกล่าว ว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้” แจ็ปสัน กล่าวพร้อมเสริมว่า MBT ยังเตรียมผลักดันการทำตลาดและการขายสินค้าในระดับท้องถิ่นมากขึ้น จากศักยภาพโรงงานผลิตแอร์อาคารไมเดียในไทย ยังเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในการทำตลาดสินค้าในอาเซียน ด้วยเช่นกัน จากความพร้อมรอบด้านของไทยทั้งแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานและระบบการขนส่งสินค้า เป็นต้น สำหรับแนวทางการทำตลาดแอร์อาคาร จะมุ่งการทำตลาดรุปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ผ่านตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ท้องถิ่นที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทยให้ได้มากที่สุก พร้อมใช้ 3 จุดเด่นเป็นกลยุทธ์หลักของไมเดีย ดังนี้ ผลักดันทีมไทย ในการทำตลาดผลิตภัณฑ์พร้อมแนะนำนวัตกรรมและสินค้าไมเดีย ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างไปจากแบรนด์อื่น การออกแบบ (Design) ผลิตภัณฑ์ โดยทำงานร่วมกันกับนักออกแบบโครงการ/อาคาร เพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดและเหมาะสมร่วมกัน การนำระบบไอที (IT System) และนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จจากการทำตลาดในระดับสากลและในจีนของแต่ละโครงการ มาปรับใช้ในตลาดประเทศไทย แจ็ปสัน เสริมว่า ต่อการเข้ามาในอุตสาหกรรมแอร์อาคารของไมเดียในไทย ด้วยมองเห็นความต้องการระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ (HVAC) ในภาคครัวเรือน เชิงพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นซึ่งแปรผันตามการขยายตัวของเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่อุตสาหกรรมระบบ HVAC ทั่วโลก มีแนวโน้มการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ร้อยละ 6.4 ตั้งแต่ปี 2567 ถึงปี 2574 คิดเป็นมูลค่า 218,320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2567 และเติบโตถึง 338,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2574 โดยตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับระบบ HVAC จากปัจจัยขับเคลื่อนต่าง ๆ อาทิ การเติบโตของประชากร สภาพภูมิอากาศ การขยายตัวของเมืองที่เพิ่มขึ้น และภาคการก่อสร้างเชิงพาณิชย์ที่ขยายตัว[1] สอดคล้องกับ ประเทศไทย ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปรับอากาศที่สำคัญระดับโลก และส่งออกเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังมากกว่า 21 ล้านเครื่องในปี 2567 คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 7,044 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปี 2566 ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากสาธารณรัฐประชาชนจีนและเม็กซิโก “ไมเดีย เชื่อมั่นว่าการเปิดโรงงานผลิตระบบปรับอากาศสำหรับอาคารแห่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจระบบปรับอากาศในเมืองไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น ผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน รวมถึงการจ้างงานคนในฟื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียง” แจ๊ปสัน กล่าวทิ้งท้าย ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโรงงานภายใต้ไมเดียกรุ๊ป จำนวน 8 แห่ง ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่เครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และระบบปรับอากาศสำหรับอาคารเชิงพาณิชย์ รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้น 4 ล้านเครื่องต่อปี Alternate-X สรุปให้ Midea ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์จีน ลงทุนกว่า 2,260 ล้านบาท เปิดโรงงานแอร์เชิงพาณิชย์ในไทย มั่นใจไทยยังเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียน แม้เจอภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 36% เร่งปรับแผนตลาด ลดความเสี่ยง ส่งออก 90% เจาะสหรัฐฯ–อาเซียน ดันนวัตกรรมแอร์อาคารประหยัดพลังงาน รองรับดีมานด์ HVAC โตต่อเนื่อง ตั้งเป้าผลิต 6 แสนยูนิตต่อปี สร้างงานกว่า 1,000 อัตรา หนุนเศรษฐกิจระยอง
ถอดรหัสแบรนด์ ‘วัตสัน’ อยู่ค้าปลีกไทยมา 29 ปี ขึ้น No.1 แบรนด์บิวตี้ในใจคนไทย
‘นวลพรรณ’ ผู้บริหาร ‘วัตวัน’ ร้านค้าปลีกความงามจากฮ่องกง ที่อยู่ไทยมานาน 29 ปี กับการปรับตัวมาต่อเนื่องท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดและผู้บริโภคจนพาสู่ แชมป์ “Marketeer No.1 Brand Thailand 2025” สองปีซ้อน นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย ผุ้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกความงาม ‘วัตสัน (Watsons) กล่าวหลังรับรางวัลใหญ่จากเวที ‘Marketeer No.1 Brand Thailand 2025’ ในสาขาร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty Store) ต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งตอกย้ำการเป็นอันดับหนึ่งในตลาดสุขภาพและความงามที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวไทย จากผลสำรวจฯ ดังกล่าว ยังสะท้อนถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจวัตสัน ตลอด 29 ปีในไทย ต่อการพัฒนาแบรนด์วัตสันให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งได้จากข้อมูลด้านต่าง ๆ จากลูกค้าคนไทย ที่ผลักดันพร้อมโหวตให้วัตสันเป็น ‘แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในใจของทุกคน’ “29 ปีที่ผ่านมา วัตสันให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับแรก พร้อมมุ่งพัฒนาตัวเองให้เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้าอยู่เสมอ (Exceed Customer Expectation)” นวลพรรณ กล่าวพร้อมเสริมว่า ขณะที่ความสำเร็จ ของแบรนด์วัตสันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาถึงในปัจจุบัน และนำไปสู่ ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทยจากรางวัลฯ ดังกล่าว ยังมาจาก พนักงานวัตสันทั้งหลังบ้านและหน้าร้านสาขากว่า 6,000 คน ที่พร้อมให้บริการเหนือระดับ ทั้งในวันนี้และในอนาคต ความเชื่อมั่น การยอมรับ และความไว้วางใจที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อแบรนด์วัตสัน มาอย่างต่อเนื่อง ตำแหน่งทางการตลาดร้านค้าปลีก ในฐานะผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามที่มุ่งมั่นส่งมอบสินค้าและบริการคุณภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค สินค้าที่ครอบคลุมทุกความต้องการ บริการ CRM โปรแกรมสมาชิก Watsons Club ที่มอบสิทธิพิเศษต่างๆ การมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค โดยส่งมอบประสบการณ์ชอบปิงแบบไร้รอยต่อที่เชื่อมโยง ทั้งหน้าร้านที่ครอบคลุมกว่า 750 สาขาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มวัตสันออนไลน์ อย่างลงตัว “ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง วัตสันยังคงยืนหยัดเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจสูงสุด พร้อมเดินหน้าเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคในทุกช่องทาง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคทุกช่วงวัยในหลายมิติ และสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้าทุกคนในทุกครั้งที่ชอปปิงที่วัตสัน” นวลพรรณ กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ วัตสัน ประเทศไทย คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2025 เป็นปีที่ 2 ตอกย้ำความนิยมสูงสุดในกลุ่มร้านค้าปลีกความงาม ด้วยกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลางตลอด 29 ปีในไทย พร้อมบริการจากทีมงานกว่า 6,000 คน ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ สินค้าครอบคลุมทุกความต้องการ และระบบสมาชิก Watsons Club ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคไทยอย่างแท้จริง
แสนสิริ ย้ำสูตร JV ไปต่อทุนญี่ปุ่น มิตซุย ฟุโดซังฯ ลุยครึ่งหลังปี68 ทำ2 โครงการฯกว่า 6 พันล.
การร่วมทุนพันธมิตรต่างชาติ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ ‘แสนสิริ’ แมปไว้แต่ต้นปี2568 เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯต่างๆ ล่าสุดไปต่อกับ MFADT ทำ2 โครงการอสังหาฯ 2 ทำเลมูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท จากเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ‘อุทัย อุทัยแสงสุข’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ บอกหนึ่งในแนวทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาฯต่าง ๆ ในรูปแบบการร่วมทุน หรือ เจวี (Joint Venture) มากขึ้นเพื่อใช้เป็นแหล่งทุนในการพัฒนาโครงการต่างๆ ของแสนสิริ ล่าสุด บริษัทฯ เจวี กับพันธมิตร บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ MFADT ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น เจวีใน 2 โครงการใหม่ในครึ่งหลังของปี 2568 นี้ โครงการแรก นาราสิริ บางนา กม.10’ บ้านเดี่ยวระดับลักซูรี่ เอ็กซ์คลูซีฟ วางตำแหน่งเป็นโครงการระดับมาสเตอร์พีซแรกแห่งปี ภายใต้พอร์ตโฟลิโอ Sansiri Luxury Collection ให้ความส่วนตัวแห่งการอยู่อาศัย จำนวน 56 ยูนิต ตั้งอยู่ใน SANSIRI 10 EAST ลักซูรี่ คอมมูนิตี้แห่งใหม่จากแสนสิริ โครงการถัดไป บุราสิริ จตุโชติ” โครงการบ้านเดี่ยวบรรยากาศรีสอร์ท ดีไซน์ New England Colonial ราคาเริ่ม 15 – 30 ล้าน ตั้งอยู่ใน Sansiri Chatuchot Community อีกหนึ่งคอมมูนิตี้แห่งใหม่จากแสนสิริ พร้อมเปิดตัวภายในปีนี้ จากทั้งสองโครงการฯ เป็นความร่วมมือทางธุรกิจในการร่วมลงทุนพัฒนาโครงอสังหาฯ ระหว่าง แสนสิริ และ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) สะท้อนความเชื่อมั่นของพันธมิตรในการทำงานของแสนสิริ ด้วยจุดแข็ง ความแข็งแกร่งของแบรนด์ ศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ ขณะที่ บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของมิตซุย ฟุโดซัง และเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น กลุ่มบริษัทมิตซุย ฟุโดซัง ได้นำความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยควบคู่กับการส่งมอบบริการที่ครอบคลุม เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน สำหรับ แผนความร่วมมือกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของแสนสิริตามแผนธุรกิจปี 68 ‘Dynamic Growth ปลุกตลาด สร้างความเชื่อมั่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคีย์ไดร์เวอร์ สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คือ การขยายโอกาสในการลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ เพื่อพัฒนาโครงการ Joint Venture ร่วมกัน ขณะที่ การผนึกกำลังระหว่าง แสนสิริ และ มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) ยังได้รวมจุดแข็งของผู้นำตลาดในประเทศไทย กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์โครงการคุณภาพสูง ตอบสนองความต้องการของตลาดระดับบน พร้อมยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล อนึ่ง กลุ่มบริษัทมิตซุย ฟุโดซัง ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด (MFADT) เป็นบริษัทในเครือของมิตซุย ฟุโดซัง จำกัด ในประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี 2560 รับผิดชอบกิจกรรมการลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของมิตซุย ฟุโดซังในประเทศไทย ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้าขยายธุรกิจครอบคลุมทั้งในประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศอื่น ๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน ไต้หวัน อินเดีย และออสเตรเลีย โดยการพัฒนาและยกระดับธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญและวิสัยทัศน์ระยะยาว ภายใต้แผน INNOVATION 2030 ซึ่งประกาศขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2567 ขณะที่ ในปี 2567 บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เพื่อพัฒนาสองโครงการสำคัญ ได้แก่ นาราสิริ บางนา กม.10 และ บุราสิริ จตุโชติ มูลค่ารวมกว่า 6 พันล้านบาท Alternate-X สรุปให้ แสนสิริเดินหน้ากลยุทธ์ร่วมทุนกับพันธมิตรต่างชาติ ล่าสุดจับมือ มิตซุย ฟุโดซัง จากญี่ปุ่น เปิดก่อน 2 โครงการใหม่ ‘นาราสิริ บางนา กม.10’ บ้านหรูระดับลักซูรี่ และ ‘บุราสิริ จตุโชติ’ บ้านบรรยากาศรีสอร์ทสไตล์โคโลเนียล ทั้งสองโครงการรวมมูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวครึ่งหลังปี 2568 สะท้อนความเชื่อมั่นพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น ต่อศักยภาพและความแข็งแกร่งของแบรนด์แสนสิริ เป็นก้าวสำคัญของแสนสิริสู่ การเติบโตแบบ Dynamic Growth และยกระดับอสังหาฯ ไทยสู่เวทีสากล
‘ทองคำ’ ครึ่งหลังปี68 สองปัจจัยลุ้นทำ New High YLG มองกรอบในไทย 52,100 บาท
วายแอลจี มองครึ่งหลังปีนี้ ราคาทองคำหากทำ New All Time High ลุ้นเป้าหมายถัดไปที่ 3,650 ดอลลาร์ พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงทองคำ ผ่านแอปฯเป๋าตัง YLG Gold Wallet – Get Gold by YLG พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าจากการประเมินของ YLG คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสสร้างจุดสูงสุดใหม่อีกในครึ่งปีหลัง แม้ว่าล่าสุดราคาจะปรับตัวลดลงแต่มองว่าเป็นการขายทำกำไรระยะสั้น หลังจากที่ครึ่งปีแรกทองคำปรับตัวขึ้นแรงถึง 26% ซึ่งให้ผลตอบแทนสองหลักในทุกสกุลเงินทั่วโลก โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับขึ้นไปในช่วงดังกล่าวมาจาก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ความไม่แน่นอนต่อระบบการเงินสหรัฐฯ จากการ Sell America ทิ้งดอลลาร์และพันธบัตรสหรัฐฯ ยังเป็นแรงหนุนต่อทองคำ แม้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยที่เข้ามาสกัดทิศทางขาขึ้นของทองคำระยะสั้น จากกระแสข่าวเจอโรม พาวเวลล์ อาจถูกปลดจากตําแหน่ง ประธานเฟด ส่วนแนวโน้มทองคำในครึ่งปีหลัง YLG ยังคงให้น้ำหนักในการแกว่งตัวขึ้น และคงเป้าหมายแรกที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ โดยหากสามารถขึ้นทำระดับสูงสุดครั้งใหม่ได้ มองเป้าหมายถถัดไปที่ 3,650 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของสภาทองคำโลกที่ล่าสุดได้เปิดเผยมุมมองทิศทางทองคำครึ่งปีหลังว่า จากกรณีพื้นฐาน (Consensus expectations) ทองคำยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้เล็กน้อยอีก 0-5% หากช่วงที่เหลือของปีนี้ เฟดมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ตามคาดการณ์ ประกอบความผันผวนในตลาดที่ยังคงอยู่ แต่หากเศรษฐกิจไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ ในกรณีที่ดีที่สุด (Bull case) ทองคำจะปรับตัวขึ้นได้อีกถึง 10-15% หากสหรัฐเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมเงินเฟ้อที่รุนแรง (Stagflation) ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น จนกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง พร้อมมองว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างและต่อเนื่องในหลายพื้นที่นั้น อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันด้วยเวลาอันสั้น ซึ่งจะยิ่งช่วยผลักดันให้ทองคำมากขึ้นในปีนี้ สำหรับทิศทางการเคลื่อนไหวของทองคำในช่วงนี้มองว่าระยะสั้นแกว่งตัวอยู่ในทิศทาง Sideway เพื่อรอปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาส่งผลต่อราคา โดยมองกรอบแนวรับระยะสั้นที่ 3,320-3,310 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนแนวต้านมองที่ 3,375-3,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนทองคำในประเทศมองระยะสั้นเคลื่อนไหวในกรอบ 50,800-52,100 บาทต่อบาททองคำ ส่วนนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำแต่มีเงินลงทุนเริ่มต้นจำกัด YLG ได้เปิดให้บริการ Gold Wallet บนแอปเป๋าตังบริการซื้อขายทองคำแท่ง 99.99% ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ด้วยราคาเรียลไทม์ ซื้อขายทองต่อครั้งด้วยขั้นต่ำ 0.1 ออนซ์ สูงสุดแบบเต็มเพดาน ได้สูงสุดถึง 700 ออนซ์ หรือ 20 กิโลกรัม ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้นแนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย และสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2 Alternate-X สรุปให้ YLG ประเมินว่าราคาทองคำยังมีโอกาสสร้างจุดสูงสุดใหม่อีกครั้งในครึ่งปีหลัง 2568 แม้ล่าสุดราคาจะปรับลง ถือเป็นการขายทำกำไรระยะสั้นหลังครึ่งปีแรกพุ่งถึง 26% ปัจจัยหนุนสำคัญ จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาต่อระบบการเงินสหรัฐฯ พร้อม คงเป้าหมายทองคำในตลาดโลกที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ออนซ์ และอาจถึง 3,650 ดอลลาร์ฯ หากเกิดภาวะ Stagflation หรือความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ส่วนทองคำในประเทศ YLG มองกรอบการเคลื่อนไหวระยะสั้นที่ 50,800-52,100 บาท/บาททองคำ
โซเชียลดีท็อกซ์-ศก.ซึม โอกาสของฟีเจอร์โฟน และการกลับมามีบทบาทในตลาดของ ‘โนเกีย’
HMD ประเทศไทย ส่งแผนครึ่งหลังปี 68 ทำตลาดมัลติแบรนด์ควบ ‘โนเกีย’ รุ่นใหม่เจาะทุกกลุ่ม พร้อมจัดหนักตลาด ‘ฟีเจอร์ โฟน’ คอลแล็บส์ บาร์บี้-FC บาเซโลนา รับเทรนด์โซเชียล ดีท็อกซ์ มา ภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD) ผู้รับสิทธิ์ทำตลาดสมาร์ทโฟน HMD และ โนเกีย (Nokia) เปิดเผยว่าบริษัทฯ วางแนวทางธุรกิจในครึ่งหลังปี 2568 ปี ภายใต้กลยุทธ์มัลติแบรนด์ ด้วยการทำตลาดแบรนด์ HMD ควบคู่ไปกับการแบรนด์โนเกีย ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์สมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค โดย HMD และโนเกีย วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ยุโรปที่มีคุณภาพ ทนทาน ในระดับพรีเมียม เพื่อตอกย้ำความแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือของแบรนด์ในตลาด “ในตลาดฟีเจอร์โฟน นอกจากจะตอบความต้องการกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มองค์กรธุรกิจที่ใช้ฟีเจอร์โฟนแทนโทรศัพท์ในสำนักงานแล้ว เรายังเห็นโอกาสที่ฟีเจอร์โฟนจะตอบโจทย์เทรนด์ Social Detox ที่ลดการพึ่งพาสมาร์ทโฟนอีกด้วย” ภราดร กล่าว จากแนวทางดังกล่าว บริษัทฯ คาดว่า ในช่วงกรกฏาคม – ธันวาคม 2568 นี้ จะสามารถเติบโตเป็น 20 – 25% จากสินค้าใหม่ที่นำออกสู่ตลาดในครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นการเติบโตอาจเป็นไปได้ในวงที่จำกัด เนื่องจากสภาวเศรษฐกิจที่ยังคงทรงตัว ขณะที่ HMD จะใช้กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่เน้นกลุ่มสินค้าราคาที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภค “ตลาดฟีเจอร์โฟนนั้น HMD มีแผนเปิดตัวโทรศัพท์มือถือปุ่มกดจากแบรนด์ HMD เร็ว ๆ นี้ โดยจะเป็นฟีเจอร์โฟนที่ทันสมัย ทนทาน และพรีเมียม พร้อมฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค” ภราดร กล่าว นอกจากนี้ HMD ยังวางแนวทางการทำตลาดร่วมกับพันธมิตร (Collaboration Marketing) เช่น บาร์บี้ และ FC บาเซโลนา หลังจากในช่วงที่ผ่านมาได้เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ 2 รุ่น อย่าง HMD Barca 3210 และ HMD Barca Fusion เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาด พร้อมตอกย้ำความเป็นแบรนด์ยุโรปที่มีมาตรฐานสากลและเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับผู้บริโภค และได้การตอบรับจากแฟน FC บาเซโลนา อย่างมากในตลาดต่างประเทศ โดย “HMD ยังมีแผนขยายผลจากความสำเร็จนี้ต่อไปในอนาคตอันใกล้ในประเทศไทย ด้วย” ขณะเดียวกัน บริษัทจะยังมุ่งช่องทางการขาย ผลิตภัณฑ์ HMD และ โนเกีย ให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่เสมอ ทั้งทางหน้าร้านค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และทางร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการของ HMD ประเทศไทย ที่มีอยู่ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ อาทิ Shopee, Lazada, และ Tiktok Shop สำหรับด้านบริการหลังการขาย HMD มี HMD Service Center เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ HMD และ โนเกีย ทั่วประเทศ สามารถส่งเครื่องซ่อมผ่านทาง EMS ฟรี ณ ที่ทำการไปรษณีย์กว่า 1,200 สาขา รวมทั้งบริการ Pick Up Service รับเครื่องซ่อมนอกสถานที่ให้ลูกค้าเลือกใช้บริการ เพียงติดต่อ LINE: npk2465 หรือ NPK Call center โทร. 02-005-0195 “จากแนวทางดังกล่าว บริษัทฯ วางเป้าหมายเติบโต 20-25% จากสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัวในครึ่งหลังปีนี้” ภราดร กล่าว ขณะที่ ในครึ่งแรกของปี 2568 HMD มียอดขายเพิ่มขึ้น 15% มาจากความต้องกการของผู้บริโภคทั้งในกลุ่มสมาร์ทโฟน และตลาดฟีเจอร์โฟนในประเทศไทย ที่ยังมองหาอุปกรณ์มือถือคุณภาพที่ทนทาน ใช้งานได้นาน คุ้มค่า คุ้มราคา และตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นแนวโน้มต่อเนื่องในครึ่งหลังของปีนี้ Alternate-X สรุปให้ HMD ประเทศไทย เดินหน้ากลยุทธ์มัลติแบรนด์ จับตลาดทั้ง HMD และ Nokia ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย เร่งเจาะตลาด ‘ฟีเจอร์โฟน’ รับกระแส Social Detox พร้อมจับมือแบรนด์ดังอย่าง Barbie และ FC Barcelona จะพาสู่ยอดขายครึ่งหลังปี 68 โต 20-25% แม้เศรษฐกิจชะลอ ด้วยสินค้าใหม่เข้าถึงง่าย เสริมความแข็งแกร่งด้วยบริการหลังการขายผ่าน EMS และ Pick Up Service หลังครึ่งปีแรกยอดขายโตแล้ว 15% สะท้อนความต้องการมือถือทน-คุ้มค่าของผู้บริโภคไทย
‘คานิว่า’ แบรนด์อาหารแมว ธุรกิจที่เกิดจากความไม่รู้ของทาส เปิดร้าน ‘เพ็ท ช้อป’ ก่อนพาสู่รายได้พันล.
‘Kaniva’ แบรนด์อาหารแมวและสุนัข ที่มีจุดเริ่มต้นจากความไม่รู้ของทาสแมวมือใหม่ ที่อยากทำธุรกิจมาแก้เพนพอยต์ให้กับ ‘Pet Parent’ ทั้งหลายด้วย คุณภาพสินค้าในราคาโอเค ปัจจุบันเข้าสู่ปีที่5 ด้วยยอดขายกว่าพันล. จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฏ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ผู้ทำตลาดอาหารแมวและสุนัขแบรนด์ Kaniva (คานิว่า) เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจ ที่ย้อนกลับไปตั้งแต่ในปี 2557 ในตอนนั้น ‘จารุวัฒน์’ ยังเป็นเป็นนักศึกษาชั้นปี 2 และเข้าสู่วงการทาสแมว ในฐานะผู้ปกครอง “น้องเบค่อน” เป็นแมวตัวแรก โดยช่วงนั้น ‘จารุวัฒน์’ บอกว่า ไม่ทราบอะไรมากนักเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ และทุกครั้งจะต้องไปที่ร้าน เพ็ต ช้อป (Pet Shop)แถวบ้าน เพื่อปรึกษาผู้ขายเกี่ยวกับอาหารแมวที่เหมาะสมกับลูกแมว ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมา คือ ‘ให้เลือกซื้อแบรนด์ที่แพงที่สุด‘ จากจุดเจ็บ นี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้ ‘จารุวัฒน์’ นำกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า จริงหรือ? อาหารแมวที่ดี ต้องมีแต่ราคาสูง? และกลายเป็น ‘แพสชั่น’ ที่เร่งไอเดียให้เขาอยากให้คำปรึกษาผู้ปกครองสัตว์เลี้ยงมือใหม่ ในด้านอาหารสัตว์อย่างละเอียด เพื่อให้ Pet Parent รายอื่นไม่ต้องมาเจอปัญหาแบบเดียวกับเขา ดังนั้น ‘จารุวัฒน์’ และ นิติพงศ์ เลาหวิศิษฏ์ (พี่ชาย) จึงร่วมลงขันใช้เงินราว 2 ล้านบาท เปิดธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงครั้งแรกเป็นร้าน Pet Shop ชื่อ ‘เคเพ็ท’ ซึ่งใช้ระยะเวลาราว 6 ปี และสามารถขยายสาขาได้รวม 5 แห่ง เมื่อธุรกิจเพ็ต ช้อป ดำเนินการมาถึงจุดหนึ่ง ที่ทั้งสองพี่น้อง มีแพสชั่นอยากทำธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น ด้วยการก่อตั้งบริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ขึ้นในปี 2563 เพื่อทำธุรกิจอาหารแมวภายใต้แบรนด์ Kaniva (คานิว่า) ขึ้นมาก่อน ถัดมาอีก 3 ปี บริษัทได้ขยายตลาดอาหารสุนัข หมา และตัดสินใจขายธุรกิจเพ็ต ช้อป เพื่อมุ่งทำธุรกิจอาหารสัตว์ อย่างเดียว ‘ถูกใจคน รู้ใจแมว’ อินไซต์คานิว่า จากเพน พอยต์ ในช่วงแรกของการเป็นทาสแมวมือใหม่ ทำให้ ‘จารุวัฒน์’ รู้ความต้องการเชิงลึกของลูกค้าเหล่าทาสเป็นอย่างดี ที่ใช้เป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนาสินค้าอาหารแมว คานิว่า ออกสู่ตลาดที่มีคุณภาพดี ในราคาย่อมเยาลงมา เช่น อาหารแมวแบบเม็ด เริ่มต้นขนาดบรรจุ 400 กรัม ในราคาไม่ถึง 100 บาท ไปพร้อมกับพัฒนาสินค้าจากความต้องการเชิงลึกของเหล่า Pet Parent ด้วยเช่นกัน อาทิ อาหารแมวแบบเม็ด สูตร Grain-Free ไม่ใช้ธัญพืชอย่างข้าวโพด ข้าว เนื่องจากพบว่า มีกลุ่มแมวแพ้ธัญพืช ทำให้หาอาหารสัตว์ได้ยากและมีราคาสูง อาหารแมวแบบเปียกใส่วิตามินบอล และคอลลาเจนบอล สำหรับ Pet Parent ที่ต้องการบำรุงร่างกาย/ขนน้องแมวโดยเฉพาะ อาหารแมวแบบเปียกซีรีส์ไข่ตุ๋น สำหรับให้แมวได้กินอาหารแบบที่เรากิน แต่ยังคงรักษาสุขภาพ สร้างแบรนด์จดจำผ่านมิวสิค มาร์เก็ตติง จารุวัฒน์ กล่าวต่อ ถึงแนวทางการทำตลาด ‘คานิว่า’ ยังได้นำกลยุทธ์ มิวสิค มาร์เก็ตติ้ง ในเพลงคานิว่าอาหารแมว มาใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการตัดสินใจถูกกลยุทธ์ ที่กลายเป็นเครื่องมือสื่อสารการตลาดสำคัญที่สร้างการจดจำแบรนด์คานิว่า ให้ติดหูทั้งกลุ่มเป้าหมายและในวงกว้างได้เป็นอย่างดี แม้ว่าอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับหน้าตาแบรนด์มากนักเท่าใด ขณะที่ในปี 2568 นี้ คานิว่า ยังให้ความสำคัญการทำตลาดผ่านแคมเปญใหญ่ พร้อมใช้พรีเซ็นเตอร์ศิลปินวง BUS ทั้ง 12 คน เพื่อขยายฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ Generation Z อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าเป็นกลุ่มมีสัตว์เลี้ยงสูงถึง 30% “จากการการดำเนินงานทั้งหมดนี้ ทำให้ คานิว่า เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่โตเร็ว ภายใน 5 ปี มีรายได้แตะหลักพันล้านบาท” จารุวัฒน์ กล่าว ขณะที่ ‘Kaniva’ ถือเป็นแบรนด์น้องใหม่ มีอายุเพียง 5 ปี แต่รายได้กลับโตเร็วเฉลี่ย 292% ต่อปี! ปี 2563 รายได้ 9 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 7.71 แสนบาท ปี 2564 รายได้ 150 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 442 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 909 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 1,167 ล้านบาท กำไรสุทธิ 84 ล้านบาท จากการเติบโตของคานิว่า ยัง สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ที่ขยายตัวสูงตามแนวโน้มคนเลี้ยงสัตว์เป็นลูก มากขึ้นเช่นกัน จากนี้ไป คือ กำไรแล้ว จารุวัฒน์ กล่าวว่า แผนงานต่อไปของคานิว่า คือ การพาแบรนด์อาหารสัตว์ในไทยไปสู่ตลาดระดับโลก โดยใน 2565 แบรนด์คานิว่า ได้นำผลิตภัณฑ์ร่วมออกบูธแสดงสินค้าในต่างประเทศ โดยเริ่มจากประเทศ อินโดนีเซีย ก่อนขยายสู่ประเทศในอาเซียน และตะวันออกกลาง โดยในปัจจุบัน คานิว่า ทำตลาดต่างประเทศครอบคลุม 18 ประเทศทั่วโลก และในปีนี้วางแผนยายเพิ่มอีก 2 ประเทศ อาทิ จีน จะช่วยหนุนยอดขายให้เติบโต จารุวัฒน์ ทิ้งท้ายว่า “ปีนี้ คานิว่าวางตั้เป้าเติบโตราว 30% และในอนาคตอยากอยากให้แบรนด์คานิว่าเป็นท็อป ออฟ มายด์ ในอันดับต้นของกลุ่มเพ็ต พาเรนต์ ด้วยในตอนนี้เราโตเกินฝันที่ตั้งไว้ตอนต้น และจากนี้ต่อไปมันคือกำไรแล้ว” Alternate-X สรุปให้ ‘Kaniva’ แบรนด์อาหารแมวและสุนัข เกิดจากจุดเจ็บของทาสแมวมือใหม่ ที่อยากสร้างทางเลือกที่ดีกว่าให้ Pet Parent ได้คุณภาพในราคาจับต้องได้ โดยเริ่มจากร้าน Pet Shop สู่การก่อตั้งแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงอย่างจริงจังในปี 2563 ด้วยกลยุทธ์เข้าใจอินไซต์ผู้เลี้ยงสัตว์ + มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำ จนมีเติบโตเฉลี่ย 292% ต่อปี สร้างรายได้ทะลุพันล้านภายใน 5 ปี พร้อมแผนเดินหน้าสู่ตลาดโลก ตั้งเป้าให้ Kaniva เป็นแบรนด์ในใจของกลุ่ม Pet Parent
สงครามหม้อไฟ 2.5 หมื่นล. ตลาดนี้เป็นของผู้บริโภค ชอบน้ำซุป-น้ำจิ้ม แบบไหนไปแบรนด์นั้น
หลังจาก ‘โบนัส สุกี้’ ร้านอาหารแนวหม้อไฟสไตล์บุฟเฟต์ในเครือ MK เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 16 ก.ค. ในสาขาแรก ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งได้การตอบรับจากสายกิน ในพื้นที่แบบล้นหลาม พร้อมกระแส ‘รีวิว’ ที่เข้าไปใช้บริการจนเต็มหน้าฟีดบนแพล็ตฟอร์มโซเชียลต่างๆ ภาพประกอบจากเพจเฟซบุ๊ค BONUSSUKI ขณะเดียวกับที่ในเช้าวันนี้ (17 ก.ค.) ราคาหุ้นกลุ่ม MK ยังเป็นไปในทิศทางบวกเพิ่มขึ้น +1.47% จากเมื่อวาน (16 ก.ค.) ปิดราคาในกระดานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อยู่ที่ 21.20 ทั้งนี้ หากมองในมุมการแข่งขันในตลาดร้านอาหารแนวหม้อไฟที่มีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 2.3 หมื่นล้านบาท และหากแยกออกมาเป็นกลุ่ม ‘สุกี้’ แล้วพบว่าการเข้ามาของโบนัส สุกี้ เป็นตัวเร่งความแรงให้เดือดขึ้นอย่างมากในแบรนด์เดิมที่อยู่ในตลาด สุกี้ บุฟเฟต์ เช่นกัน ด้วยในวันเดียวกันนั้นเอง แบรนด์ร้านสุกี้ บุฟเฟต์ ทั้ง ตี๋น้อย (Teenoi) และ ลัคกี้ (Lucky) ต่างส่งโปรโมชันแรงออกมารับแบรนด์น้องใหม่ ‘โบนัส สุกี้’ เพื่อสร้างการจดจำทั้งการชิงพื้นที่สื่อ ไปพร้อมการย้ำแบรนด์ให้อยู่ในคนรุ่นใหม่ สายกิน สายบุฟเฟต์ ให้ต้องนึกถึงเพื่อเลือกใช้บริการเป็นอันดับแรกๆ ภาพประกอบจากเพจ เฟซบุ๊ค สุกี้ตี๋น้อย มาดูกันว่า ในช่วงที่ผ่านมาแต่ละแบรนด์ สุกี้ บุฟเฟต์ จัดโปรแรงมาเรียกแขกอะไรกันออกมาบ้าง นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ เริ่มเลยกันที่!! #สุกี้ตี๋น้อย (Suki Teenoi) โปรโมชั่น ลด 50% เหลือ 117 บาท Net (รวมเครื่องดื่มรีฟิลฟรี): สำหรับการเปิดโต๊ะในช่วงเวลา 00.01 – 05.00 น. โปรสำหรับลูกค้าทรู: แลก TruePoint รับส่วนลด 30 บาท (เงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลง) ระยะเวลาโปรโมชั่น (เฉพาะโปร 50%): วันที่ 17-18 กรกฎาคม 2568 (คืนวันพุธเข้าเช้าวันพฤหัสบดี และคืนวันพฤหัสบดีเข้าเช้าวันศุกร์) ที่ 10 สาขาที่ร่วมรายการ ขณะที่ โปรโมชั่นหลัก 219 บาท (ไม่รวมน้ำและ VAT) หรือ 276 บาท Net ยังคงมีอยู่ตามปกติ นอกจากนี้ยังมีโปรฯย่อยๆ อื่นที่จัดกิจกรรมก่อนหน้าและทยอยสิ้นสุดในแต่ละช่วง #ลัคกี้ สุกี้ (Lucky Suki) โปรโมชั่น เครื่องดื่มรีฟิลฟรี: ในช่วงเวลา 10.30 – 17.00 น. (ทำให้ราคาบุฟเฟต์รวมน้ำเป็น 234 บาท) และ 17.00 – 24.00 น. (ราคา 276 บาท) ลุ้นจับฉลากไข่ทองคำ: 1 โต๊ะต่อ 1 สิทธิ์ ลุ้นกินฟรีทั้งโต๊ะ, ส่วนลด 50% ทั้งโต๊ะ, หรือลุ้นสิทธิ์ครั้งต่อไป โปรโมชั่นกุ้ง: กุ้งแก้ว/กุ้งก้ามกราม/หมึกกระดอง เพิ่ม 19 บาท/ท่าน หรือ +39 บาท/ท่าน สำหรับบางเมนู ระยะเวลาโปรโมชั่น เครื่องดื่มรีฟิลฟรีสำหรับช่วงเวลาต่างๆ และโปรกุ้งแก้ว/กุ้งก้ามกรามตั้งแต่ตอนนี้ถึง 1 มกราคม 2569 นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นส่วนลดลูกค้าทรู 20 บาท ซึ่งต้องแลก TruePoint และเงื่อนไขขึ้นอยู่กับ TrueID ล่าสุด ยังมีโปรโมชั่น ลัคกี้ สุกี้ เสิร์ฟ ‘เป็ดย่างโชคดี’ ไม่อั้น ฟรีทุกสาขา! เป็นเมนูที่รวมอยู่ในราคาบุฟเฟต์ปกติ 219 บาท (ไม่รวมน้ำและ VAT) แต่ถ้ารวมแล้วราคาอยุ่ที่ 276 บาท (Net) แน่นอนว่า เป็ดย่างจะเสิร์ฟมาพร้อมกวางตุ้งและขิงดอง (ส่วนเมนูหมี่หยกอาจต้องสั่งแยก) ระยะเวลาโปรโมชั่นนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 – 27 กรกฎาคม 2568 ถึงจะมาใหม่ก็ต้องเรียกแขก #Bonus Suki โปรโมชั่น โปร 1 ฟรี 1 (รับโบนัสทานฟรี 1 ท่าน มูลค่า 219 บาท) ระยะเวลาโปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 16 – 20 กรกฎาคม 2568 (จำกัด 100 สิทธิ์/วัน แบ่งเป็น 2 รอบต่อวัน รอบแรก 11:00 น. 50 สิทธิ์, รอบสอง 20:00 น. 50 สิทธิ์) เฉพาะสาขาโรบินสันไลฟ์สไตล์ สระบุรี สำหรับ ราคาบุฟเฟต์ปกติ 219 บาท (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิล 39 บาท และ VAT 7% เน็ต 276 บาท) มีเมนูให้เลือกกว่า 60 เมนู เปิดตั้งแต่เที่ยงวันยันตีห้า (11.00 – 05.00 น.) แบรนด์ตัวแม่ ก็เล่นด้วย!! #MK สุกี้ (เฉพาะโปรโมชั่นบุฟเฟต์) โปรโมชั่น ‘MK คุ้มคุ้ม อิ่มไม่อั้น 299 บาท’ (ราคาสุทธิ) รับประทานตลอดทั้งวัน ระยะเวลาโปรโมชั่น 1 กรกฎาคม 2568 – 31 กรกฎาคม 2568 สำหรับเด็กส่วนสูงไม่เกิน 110 ซม. ทานฟรี, ส่วนสูง 110-130 ซม. คิด 149 บาทสุทธิ ระยะเวลาในการรับประทาน 90 นาที คนเราต้องกินเท่าไหร่? ถึงจะอิ่ม อย่างไรก็ตาม จากโปรแรงยกแผงในตลาด ‘สุกี้ บุฟเฟต์’ ที่ในตอนนี้แต่ละแบรนด์ต่างจัดแคมเปญการตลาดออกมาเรียกลูกค้าสายกิน ที่ชื่นชอบความคุ้มค่า จากการกินไม่อั้น ด้วยแนวคิด ‘บุฟเฟต์’ ที่แม้ว่าจะถุกกำหนดระยะเวลาการกินไว้ก็ตาม แต่หากมองตามหลักการ มีคำถามน่าสนใจว่า? โดยปกติแล้วคนทั่วไปจะรับประทานอาหารแล้วอิ่มในปริมาณเท่าใด หรือ คิดเป็นกี่กิโลกรัมต่อคนต่อมื้อ จากข้อมูลพบว่า โดยเฉลี่ย คนทั่วไปจะรู้สึก ‘อิ่ม’ จากปริมาณอาหารดังนี้ โดยน้ำหนักอาหารรวม ของ ผู้หญิงทั่วไป: 0.5 – 0.8 กิโลกรัม ส่วนผู้ชายทั่วไป: 0.8 – 1.2 กิโลกรัม หากเป็นสายแข็ง (กินเยอะจริงๆ) อาจแตะ 1.5 – 2.0 กก. (ก็เป็นไปได้) นอกจากนี้ ยังมีองค์ประกอบที่มีผลต่อความอิ่ม อีกด้วย เช่น อาหารที่มีน้ำหนักมาก อย่าง ข้าว, เส้น, น้ำซุป ยิ่วกินมากก็ยิ่งเร่งความเร็วในการอิ่มไวขึ้น เพราะ ‘ปริมาตร’ เยอะ ส่วน กลุ่มไขมัน/โปรตีนสูง เช่น หมูสามชั้น, ชีส, เนื้อย่าง จะช่วยให้อิ่มนาน เพราะย่อยช้า ขณะที่ กลุ่มไฟเบอร์สูง อย่าง ผัก, สาหร่าย ช่วยทำให้อิ่มเร็วเช่นกัน แต่ก็มีแคลอรีต่ำ แต่ละแบรนด์ มีรายได้เท่าไหร่ ? ด้วยมูลค่าของตลาดสุกี้ ในปัจจุบันคาดอยู่ที่ 2.3-2.5 หมื่นล้านบาท และหากแบ่งออกเป็นกลุ่ม สุกี้ บุฟเฟต์ ในตลาดแมสซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและขยายการเติบโตได้อีก ที่ในตอนนี้รวมแล้วมีผู้เล่นหลัก 3 แบรนด์ คือ ตี๋น้อย, ลัคกี้ และ น้องใหม่ โบนัส สุกี้ ขณะที่ ประชาชาติธุรกิจ ระบุข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในปี 2567 พบว่า ลัคกี้ สุกี้ มีรายได้รวม 1,015 ล้านบาท เติบโต 148.16% จากปี 2566 มีรายได้ 409 ล้านบาท มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134% สุกี้ตี๋น้อย หรือ บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป มีรายได้รวม 7,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% มีกำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.8% ‘เอ็มเค สุกี้’ ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดกลาง-บน ก่อนแตกแบรนด์ลูก (โบนัส สุกี้) ในปี 2567 มีรายได้ 15,418 ล้านบาท ลดลง 7.5% และกำไรสุทธิ 1,442 ล้านบาท ลดลง 14.3% และมียอดขายร้านเดิมลดลง 10% เช่นกัน แน่นอนว่า จากตัวเลขผลประกอบการที่เพลี่ยงพล้ำเมื่อเทียบกับสองแบรนด์ ตี๋น้อย และ ลัคกี้ น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ เอ็มเค สุกี้ ตัดสินใจได้ไม่ยากว่าหากไม่สามารถต้านทาน (กระแสแมส บุฟเฟต์) ได้ ก็จงเข้าร่วมไปเลยแล้วกัน และจากการเข้ามาของแบรนด์ โบนัส สุกี้ ในเครือเอ็มเค ที่เปิดตลาดมาในครึ่งหลังของปี 2568 ยังทำให้ในเดือนกรกฎาคม นี้เป็นของผู้บริโภคสายกินให้เลือก #บุฟเฟต์ใกล้ฉัน ได้อย่างถูกจริต ได้มากที่สุด ด้วยมาถึงในจุดนี้ ตลาดหม้อไฟแนวสุกี้ที่แต่ละแบรนด์ต่างร่วมวงแข่งขันในตลาดแมส ด้วยการ ‘กำหนดราคา’ มาทำตลาดในอัตราที่ใกล้เคียงกัน พร้อมกับจัดโปรแรงเพื่อเรียกความสนใจลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้มาใช้บริการ และเมื่อทั้งราคากับการทำโปรฯที่คล้ายคลึงกันแบบนี้ อาจทำให้มีตัวแปรใหม่ในการตัดสินใจเดินเข้าร้านเกิดขึ้น ด้วยอาจต้องไปวัดพลังกันที่รสชาติ ของน้ำซุป และ น้ำจิ้ม ว่าค่ายไหนจะเด็ดสุดในใจผู้บริโภค ให้เลือกใช้เงินได้คุ้มค่ากับค่าบุฟเฟต์ ให้ได้มากที่สุด เรียกว่า ศึกมหาสงคราม ‘สุกี้’ ในครั้งนี้ ตลาดได้กลายเป็นของผู้บริโภค ไปแล้วอย่างแท้จริงแล้ว Alternate-X สรุปให้ การแข่งขันในตลาด สุกี้บุฟเฟต์ ดุเดือดหลัง “โบนัส สุกี้” จากเครือ MK เปิดตัว พร้อมโปร 1 แถม 1 ที่สาขาแรกในสระบุรี ทำให้แบรนด์เดิมอย่าง ตี๋น้อย และ ลัคกี้ สุกี้ ไม่ยอมแพ้ ส่งโปรแรงรับมือ พร้อมย้ำแบรนด์ในใจสายกิน เจาะตลาดมูลค่า 2.3-2.5 หมื่นล้านบาทนี้ จนกลายเป็นสมรภูมิราคา-โปรโมชั่น ที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ขณะเดียวกัน หุ้น MK ขยับบวก +1.47% หลังเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เรียกได้ว่าในเดือนกรกฎาคม 2568 จึงกลายเป็น ‘เดือนทอง’ ของสายบุฟเฟต์ ที่โปรแน่น จัดหนักทุกแบรนด์
ผมร่วง-ผมบาง!! ปัญหาใหญ่สุขภาพวัยทำงาน ยิ่งเครียดสะสม ผมยิ่งร่วงหนักมาก
แพทย์ รพ.วิมุต เผยสาเหตุหลัก ‘ยิ่งเครียดยิ่งผมร่วง’ ในวัยทำงานอายุ 25-45 ปี นำไปสู่ภาวะผมบาง พาเสียความมั่นใจบุคลิกภาพ แต่ไม่ห่วงปัจจุบันมีวิธีรักษาได้ไม่ยาก เชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้สึกว่าทำไมผมร่วงเยอะจัง แค่หวีเบา ๆ หรือสระผมก็หลุดติดมือมาเป็นกำ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับทั้งภาระหน้าที่และความเครียดสะสมในแต่ละวัน เพราะจริง ๆ แล้ว ความเครียดเป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เส้นผมหลุดร่วงเร็วกว่าปกติและนำไปสู่ “ภาวะผมร่วง” ที่จะมีอาการผมร่วงอย่างต่อเนื่อง และหากปล่อยไว้นานเกินไป รากผมอาจเสียหายถาวรและไม่สามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ ส่งผลให้ผมน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดจนเป็น “ภาวะผมบาง” ดังนั้นถ้าไม่อยากผมบางจนเสียความมั่นใจ วันนี้ พญ.กรผกา ขันติโกสุม แพทย์ผู้ชำนาญการด้านผิวหนัง ศูนย์ผิวหนังและความงาม รพ.วิมุต จะมาเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงมากผิดปกติและแชร์เทคนิคดูแลสุขภาพเส้นผมให้แข็งแรงขึ้น พญ.กรผกา ขันติโกสุม แพทย์ผู้ชำนาญการด้านผิวหนัง ศูนย์ผิวหนังและความงาม รพ.วิมุต ปัญหาใหญ่วัยทำงาน ยิ่งเครียด ผมยิ่งร่วง หนึ่งในสาเหตุของปัญหาผมร่วงที่พบได้บ่อยและหลายคนมักมองข้าม คือ ความเครียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนวัยทำงานอายุระหว่าง 25-45 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ชีวิตเต็มไปด้วยแรงกดดันจากงานและหน้าที่รับผิดชอบ ส่งผลให้เกิดภาวะเครียดสะสม ในบางรายที่มีภาวะเครียดเรื้อรังหรือมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย อาจมีพฤติกรรมดึงผมตัวเองแบบไม่รู้ตัว หรือที่เราเรียกว่าโรคดึงผมตัวเอง (Trichotillomania) ซึ่งอาจทำให้ผมบางเร็วขึ้น พญ.กรผกา ขันติโกสุม บอกว่า “นอกจากความเครียดยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ผมร่วงได้ เช่น ภาวะผมบางจากพันธุกรรม (Androgenetic Alopecia) เกิดจากความไวของรากผมต่อฮอร์โมน DHT (Dihydrotestosterone) การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงหลังคลอด วัยหมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดและยารักษาสิว ส่วนอาหารการกินก็เกี่ยว ถ้ามีการอดอาหาร ขาดธาตุเหล็ก วิตามิน D วิตามิน B12 หรือโปรตีน ก็อาจทำให้ผมอ่อนแอและหลุดร่วงง่าย ในบางคนอาจมีพฤติกรรมทำร้ายเส้นผม เช่น นอนในขณะหัวชื้น หวีผมขณะผมเปียก มัดผมตึงเกินไป ใช้สารเคมี ไดร์หรือหนีบผมด้วยความร้อนสูงเป็นประจำ และยังมีโรคบางชนิดที่ทำให้ผมร่วงอย่างโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) และผื่นเซ็บเดิร์ม รวมทั้งผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางประเภท เช่น ยาเคมีบำบัดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่นเดียวกับมลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็มีผลเสียต่อสุขภาพเส้นผมเช่นกัน” เช็กด่วน! ผมร่วงแบบนี้พบแพทย์ทันที หลายคนที่กังวลเรื่องผมร่วงมักสงสัยว่าผมร่วงเยอะแค่ไหนถึงต้องไปหาหมอ เพราะปกติเส้นผมก็ร่วงอยู่ทุกวัน โดยทั่วไปผมของเราจะร่วงประมาณ 100 เส้นต่อวัน หรือมากถึง 200 เส้นในวันที่สระผม แต่ถ้ามีอาการผมร่วงอย่างชัดเจน เช่น ผมติดหวีหรือหมอนเป็นจำนวนมาก หรือหล่นบนพื้นห้องน้ำมากผิดปกติ ก็ถือเป็นสัญญาณแรกที่ไม่ควรมองข้าม พญ.กรผกา ขันติโกสุม อธิบายว่า “เบื้องต้นสามารถเช็กความเสี่ยงได้ด้วยการใช้นิ้วมือสางผมเบา ๆ หากมีผมหลุดมากกว่า 2 เส้นหลายครั้ง ก็ควรเข้าไปรับคำปรึกษาจากแพทย์แต่เนิ่น ๆ ส่วนในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ผมร่วงเป็นหย่อม คลำเจอจุดหัวล้าน มีอาการคัน แสบ หนังศีรษะแดง มีสะเก็ดหรือหนองร่วมด้วย ผมร่วงรวดเร็วภายใน 2–4 สัปดาห์ มีบริเวณหัวล้านขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด หรือประจำเดือนขาด ก็แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาทันที” แนวทางการรักษาผมร่วง-บาง ในปัจจุบัน ในปัจจุบัน การรักษาปัญหาผมร่วงและผมบางได้รับการพัฒนาไปอย่างมาก มีทั้งการรักษาด้วยยาและเทคโนโลยีใหม่ที่ให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพ เบื้องต้นแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยา เช่น Minoxidil ซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณรากผม ใช้ได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ส่วนอีกตัวคือ Finasteride ซึ่งเป็นยาลดระดับฮอร์โมน DHT ที่นิยมใช้ในผู้ชายเพื่อป้องกันผมร่วงจากพันธุกรรม หรืออาจรักษาด้วยวิธีการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) และการฉายแสงสีแดง (Low-level laser therapy) เพื่อกระตุ้นให้รากผมกลับมาแข็งแรงขึ้น ขณะที่ “การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมก็มีส่วนช่วยบ้าง แต่ต้องเลือกสินค้าที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและสารประกอบสำคัญ เช่น แชมพูที่มี Ketoconazole ช่วยลดอาการอักเสบและต้าน DHT หรือผลิตภัณฑ์ที่มีปาล์มเลื่อย (Saw Palmetto), ไบโอติน, วิตามิน B และวิตามิน E ซึ่งช่วยบำรุงผมให้แข็งแรง “อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ช่วยดูแลผมที่ยังมีอยู่เท่านั้น หากมีปัญหาผมร่วงรุนแรงหรือผมบางก็แนะนำให้ไปรักษากับแพทย์อย่างจริงจัง” พญ.กรผกา ขันติโกสุม อธิบาย เทคโนโลยีปลูกผมที่ช่วยรักษาผมถาวร หากเส้นผมบางลงจนเห็นได้ชัดและรากผมเสียหายถาวร แพทย์อาจแนะนำให้ปลูกผม โดยเทคโนโลยีที่นิยมในปัจจุบันคือ FUE (Follicular Unit Extraction) ซึ่งใช้เครื่องมือขนาดเล็กย้ายรากผมจากท้ายทอยไปยังจุดที่มีปัญหา วิธีนี้แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และดูเป็นธรรมชาติ ส่วน FUT (Follicular Unit Transplantation) แม้ได้รากผมจำนวนมากในครั้งเดียว แต่มีแผลใหญ่และพักฟื้นนานกว่า ปัจจุบันยังมีงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์และ 3D Hair Bioprinting ที่หากสำเร็จอาจช่วยสร้างรากผมใหม่ขึ้นมาได้ “เข้าใจว่าวัยทำงานที่ยังต้องเจอผู้คนมาก ๆ อาจรู้สึกอายและไม่มั่นใจจากภาวะผมร่วงและผมบาง แต่คุณค่าของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับเส้นผมเพียงอย่างเดียว และภาวะนี้ก็สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ โดยต้องเข้าใจอาการที่เกิดขึ้นและเริ่มปรับไลฟ์สไตล์ พักผ่อนให้พอ ออกกำลังกาย เน้นกินอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผม เช่น กล้วย ฝรั่ง ไข่แดง และอะโวคาโด รวมถึงผ่อนคลายลดความเครียดให้มาก ๆ ถ้าเกิดเริ่มมีอาการผมร่วงผิดปกติ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะอาจเป็นสัญญาณภาวะผมร่วง ผมบาง และโรคอื่น ๆ จะได้ช่วยกันหาแนวทางรักษาที่เหมาะสมให้เรากลับมามั่นใจในตัวเองได้อีกครั้ง” พญ.กรผกา ขันติโกสุม กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ ผมร่วง-ผมบาง ปัญหาสุขภาพใหญ่ในวัยทำงาน “ยิ่งเครียด ยิ่งผมร่วง” แพทย์ รพ.วิมุต บอกเป็นปัจจัยหลักของภาวะผมบาง แนะสังเกตสัญญาณผิดปกติ เช่น ผมหลุดมาก, หัวล้านเฉียบพลัน มีทางรักษาทั้งยา, เทคโนโลยี PRP, เลเซอร์ และการปลูกผม แนะเริ่มต้นดูแลสุขภาพผมวันนี้ เพื่อคืนความมั่นใจจากภายใน
หลังแผ่นดินไหวครึ่งหลังปี68 ‘เอพี’ ดัน ‘ชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ’ ประธานบริหารคุม C-Level ทั้งแผง
AP ปรับโครงสร้างบริหาร แต่งตั้ง ‘ชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ’ นั่งเก้าอี้ ‘President’ ดึง ‘พิเชษฐ วิภวศุภกร’ ควบตำแหน่ง ซีอีโอ คู่ ‘อนุพงษ์ อัศวโภคิน’ รับอสังหาฯ ครึ่งหลังปี2568 หลังผ่านแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 บริษัทเอพี (ไทยแลนด์) จํากัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่ ทำหนังสือไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุเรื่อง การแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ประธานฝ่ายบริหาร พร้อมนำส่งประวัติการทํางานและการศึกษาของ นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จํากัด (มหาชน) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ได้มีมติสําคัญเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการบริหารงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ดังนี้ อนุมัติแต่งตั้ง นายพิเชษฐ วิภวศุภกร ซึ่งปัจจุบันดํารงตําแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) ให้ดํารงตําแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) เพื่อบริหารงานของบริษัทควบคู่กับนายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ซึ่งดํารงตําแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) ร่วมกัน อนุมัติแต่งตั้ง นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ให้ดํารงตําแหน่ง ประธานฝ่ายบริหาร (President) ทั้งนี้ การแต่งตั้งดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า การปรับโครงสร้างการบริหารงานในครั้งนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและคล่องตัว ในการดําเนินงานที่ต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป สำหรับประวัติการทํางานและการศึกษา รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ เกิดวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2517 (อายุ 51 ปี) มีประสบการณ์ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 25 ปี โดยได้รับการมอบหมายให้ดูแลหลายหน่วยงาน ได้แก่ ผู้บริหารสูงสุดในสายงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผลิตภัณฑ์บ้านเดี่ยวที่ดูแลทั้งก่อสร้าง ขาย โอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบบ้านให้ลูกค้า ผู้บริหารฝ่ายงานที่มีหน้าที่ในการจัดการข้อร้องเรียนและ Call Center, ผู้บริหารสายงานการให้บริการหลังการขาย ผู้บริหารบริษัท สมาร์ท เซอร์วิส แอนด์ แมเนจเม้นท์ จํากัด (SSM) ที่ให้บริการด้านการบริหารนิติบุคคล ประวัติการดํารงตําแหน่งอื่น ๆ ปี 2023: แต่งตั้งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) ปี 2022: แต่งตั้งเป็นกรรมการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (2024) จํากัด ปี 2017: แต่งตั้งเป็นกรรมการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (2017) จํากัด ปี 2017: แต่งตั้งเป็นกรรมการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (2018) จํากัด ปี 2017: แต่งตั้งเป็นกรรมการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด ปี 2017: แต่งตั้งเป็นกรรมการ บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ (กรุงเทพ) จํากัด ประวัติการศึกษา ปริญญาโท: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ ปริญญาตรี: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (โยธา) Alternate-X สรุปให้ AP (ไทยแลนด์) ปรับโครงสร้างบริหาร แต่งตั้ง ‘รัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ’ ขึ้นนั่งเก้าอี้ President ควบคู่กับการแต่งตั้ง ‘พิเชษฐ วิภวศุภกร’ เป็น CEO คนใหม่ร่วมกับ ‘อนุพงษ์ อัศวโภคิน’ มีผลตั้งแต่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป สะท้อนความพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในยุคเปลี่ยนผ่าน
ไรเดอร์ อินชัวรันส์ฯ จะพลิกโฉมใหม่ประกันภัย วิจัยละเอียดพฤติกรรมยุคดิจิทัล
ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ มุ่งสู่ปีที่ 20 ประกันภัยยุคดิจิทัล ‘อินชัวร์เทค’ ให้ทุนวิจัย ม.กรุงเทพธนบุรี ล้วงลึกข้อมูลคนรุ่นใหม่หาปัจจัยเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ ดร.ปานวัฒน์ กูรมาภิรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมก้าวสู่ปีที่ 20 พร้อมสร้างองค์ความรู้ในแวดวงประกันภัยยุคใหม่ โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มอบทุนสนับสนุนงานวิจัยมูลค่า 200,000 บาท ภายใต้หัวข้อ “ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อ ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และการเลือกใช้บริการของบริษัทนายหน้าประกันภัยเอกชนในยุคดิจิทัล โครงการฯ มีระยะเวลาวิจัยประมาณ 1 ปี คาดว่างานวิจัยจะสามารถนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจและเป็นฐานข้อมูลสำคัญในวงการประกันภัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารงานนายหน้าประกันภัยให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะกระแส ‘อินชัวร์เทค (InsurTech)’ ที่เข้ามามีบทบาทในการซื้อขายประกันภัยผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุน แต่บริษัทเชื่อว่า ‘เจ้าหน้าที่’ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจและดูแลบริการหลังการขายให้กับลูกค้า “อินชัวร์เทค ไม่ควรเป็นเพียงระบบที่ลดคนทำงาน แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงบริการที่ครบวงจร รวดเร็ว และมีคุณภาพ” ดร.ปานวัฒน์กล่าว ดร.ปานวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวิจัยนี้จะสะท้อนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อการซื้อประกันผ่านนายหน้าทั้งในด้านความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และความคาดหวังต่อบริการในยุคดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถออกแบบบริการและพัฒนาระบบ InsurTech ของตนเองได้อย่างตรงจุด ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการวางระบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและนำมาใช้จริงในปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสารสนเทศ ISO/IEC 27001 และดำเนินการตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินงาน InsurTech ที่โปร่งใสและปลอดภัย พร้อมกันนี้ บริษัทยังวางเป้าหมายในปี 2572 ในการจัดทำแผน IPO (Initial Public Offering) เพื่อระดมทุนพัฒนาระบบ InsurTech อย่างสมบูรณ์ ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ปรักทยานนท์ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กล่าวว่า งานวิจัยครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการศึกษาอย่างแท้จริง โดยจะศึกษาความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกใช้บริการนายหน้าประกันภัย ซึ่งสามารถนำผลลัพธ์ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารธุรกิจจริงได้ ทั้งยังถือเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระบบนายหน้าประกันภัย และสามารถใช้เป็นเอกสารอ้างอิงทางวิชาการในอนาคต “นี่ไม่ใช่แค่งานวิจัยทางวิชาการ แต่เป็นการพัฒนาฐานข้อมูลที่สามารถใช้ได้ทั้งในแวดวงธุรกิจประกันภัย นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป” ผศ.ดร.สุชาติ กล่าว Alternate-X ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ก้าวสู่ปีที่ 20 มุ่งหน้าสู่ยุคประกันภัยดิจิทัล (InsurTech) มอบทุนวิจัย 200,000 บาท ให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ศึกษาปัจจัยความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของคนรุ่นใหม่ต่อการใช้บริการนายหน้าประกันภัยดิจิทัล เพื่อนำมาพัฒนาบริการและระบบ InsurTech ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค มุ่งเน้นการสร้าง InsurTech ที่ครบวงจรและปลอดภัย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและใช้งานจริงในปี 2569 พร้อมวางแผน IPO ในปี 2572
CITIZEN ขนตัวท็อปกว่า 80 รุ่น จัดโปรฯเด็ดในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2025
CITIZEN ยกทัพนาฬิกาตัวท็อป โชว์ในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2025 รับส่วนลดสูงสุด 20% และสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.– 3 ส.ค. ณ Fashion Hall ชั้น 1 สยามพารากอน CITIZEN (ซิติเซน) แบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลก สัญชาติญี่ปุ่นที่รังสรรค์นาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เรียบหรู สุดคลาสสิก และมีความแม่นยำสูง ด้วยฝีมือสุดประณีตและเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกยาวนานกว่า 100 ปี ได้ยกทัพนาฬิกาตัวท็อปของแบรนด์ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษมาไว้ในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2025 ภายใต้คอนเซปต์ “The Pinnacle of Timepiece” โดยมี CITIZEN TSUYOSA 37 mm นาฬิกาที่สุดแห่งความคลาสสิกเหนือกาลเวลา ที่มีขนาดกระทัดรัด ด้วยตัวเรือน 37 มม. มาพร้อมกับสีสันอันโดดเด่นด้วยสีชมพู Pastel Pink สีเขียว Dark Green รวมถึงสียอดฮิตอย่างสีฟ้า Ice Blue ในราคา 16,600 บาท และ CITIZEN Series 8 880 GMT คอลเลกชัน Series 8 รุ่นท็อปของแบรนด์ นาฬิกาทรงสปอร์ตดีไซน์หรู สายสเตนเลสสตีล ที่เข้ากับตัวเรือนสีทอง พร้อมกลไกอัตโนมัติฟังก์ชัน GMT ที่เต็มไปด้วยความประณีตทั้งงานประกอบและงานขัด ในราคา 75,500 บาท นอกจากนี้ภายในงานยังมีนาฬิกาดีไซน์หรูจาก CITIZEN ที่ยกทัพมาให้เลือกมากกว่า 80 รุ่น พร้อมกับโปรโมชันสุดพิเศษรับส่วนลดทันที 15% จากราคาป้าย และรับส่วนลดแบบ On top อีก 3 – 5% นอกจากนี้ยังรับเอกสิทธิ์ส่วนลดอื่น ๆ จากบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ได้ที่บูธ CITIZEN วันที่ 15 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ในงาน Siam Paragon Watch & Jewelry Expo 2025 ณ ชั้น 1 Fashion Hall ศูนย์การค้า สยามพารากอน
โมเดลใหม่ ‘บิ๊กซี’ สู่ ‘Retail Delivery Hub’ มุ่งอีคอมเมิร์ซ-ออนไลน์ อนาคต
บิ๊กซี ทรานส์ฟอร์มองค์กรดิจิทัล ใช้ GIS และ AI พาสู่โมเดล ‘Retail Delivery Hub’ ลดต้นทุนขนส่ง กว่า 12 ล้านบาทต่อปี พร้อมเติมความพอใจให้ลูกค้าขึ้น 50% สุรชัย หิรัญนิธิชัย รองประธานกรรมการบริหารคนที่ 1 ฝ่ายดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่า บิ๊กซี ร่วมกับ บริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Location Intelligence โดยทำงานร่วมกับ บริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ในการใช้ ArcGIS Business Analyst ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาโมเดล “Retail Delivery Hub” ออกแบบและบริหารพื้นที่ให้บริการ E-commerce ของสาขา Big C Hypermarket อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวิเคราะห์คำสั่งซื้อและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการจัดส่งสินค้า โดยใช้ข้อมูล คำสั่งซื้อที่มีอยู่ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับขั้นตอนปฏิบัติงานด้านการจำหน่าย ตลอดจนการจัดเตรียมและการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่าน Big C Plus Application และ Call Chat Shop จากสาขาที่ให้บริการ รวมถึงสาขาใกล้เคียง ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการขนส่งได้มากกว่า 12 ล้านบาทต่อปี นออจากนี้ ยังเพิ่มระดับคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าที่ใช้บริการกับบิ๊กซี ได้สูงขึ้น กว่า 50% ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย: โดยเฉพาะการจัดสรรพื้นที่บริการที่ไม่ซ้ำซ้อน ช่วยลดระยะทางเฉลี่ยในการขนส่งจากจุดคัดส่งสินค้า ส่งผลให้ประหยัดค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน ค่าแรง และเวลาได้อย่างชัดเจน บริหารทรัพยากรอย่างแม่นยำ: การคำนวนระยะทางอย่างแม่นยำจากหลัก Trade Zone ถูกวางตามศักยภาพของแต่ละสาขา โดยแพลตฟอร์มระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ArcGIS สามารถแสดงผลข้อมูลเป็น Heatmap ระบุจุดหนาแน่นคำสั่งซื้อ พร้อมจัดโซนให้เหมาะกับความสามารถในการรองรับของแต่ละฮับที่กระจายจัดส่งสินค้า ช่วยให้วางแผนและดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น ส่งเสริมความยืดหยุ่น รองรับการปรับแผนการดำเนินงาน: โซลูชันส์ของเทคโนโลยีดังกล่าวถูกออกแบบให้สามารถ Re – Optimize ได้ตลอดเวลา (Real Time) ตามปริมาณคำสั่งซื้อ หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงประชากร รองรับการปรับเปลี่ยนแผนงาน ตลอดจนส่งเสริมการวางแผนขยายฐานลูกค้าในอนาคตได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ “การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีครั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกแห่งอนาคต ด้วยการนำศักยภาพเทคโนโลยี GIS วิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับเอไอ มาขับเคลื่อนการบริหารจัดการด้านการขนส่งและการบริการลูกค้าอย่างแม่นยำ ซึ่งหลังการเปิดตัวและพัฒนาแอปพลิเคชันดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายออนไลน์เติบโตต่อเนื่อง มากกว่า 25% ต่อปี” สุรชัย กล่าว ทั้งนี้ บิ๊กซี ยังตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัยและยึดหลัก ‘ข้อมูลจริง’ ในการวางกลยุทธ์ อันนำไปสู่การคว้ารางวัล AIBP ASEAN Enterprise Innovation Award สะท้อนความสำเร็จของการนำเทคโนโลยีมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ด้าน แพร พันธุมวนิช ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับ AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการลดต้นทุนขนส่ง การวางแผน Trade Zone และการยกระดับคุณภาพบริการ ด้วยซอฟต์แวร์ ArcGIS ที่ผสานกับเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างไร้รอยต่อ และเชื่อมั่นว่าความสำเร็จในครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการต่อยอดนวัตกรรมร่วมกันในระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ‘บิ๊กซี’ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ค้าปลีกแห่งอนาคต ด้วยการใช้เทคโนโลยี GIS และ AI พัฒนาโมเดล ‘Retail Delivery Hub’ ด้วยกลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่และกระบวนการจัดส่งสินค้าอีคอมเมิร์ซให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ส่งผลให้ลดต้นทุนการขนส่งได้มากกว่า 12 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าสูงขึ้นกว่า 50% นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร และยอดขายออนไลน์เติบโตต่อเนื่องมากกว่า 25% ต่อปี ย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่ทันสมัยและยึดหลักข้อมูลจริงในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ
จะดึงเจนใหม่กลับมาซ้ำ ต้องสร้างประสบการณ์ให้ว้าว ‘ชาบูชิ’ โฉมใหม่นำร่อง ‘ซีคอนฯ ศรีนครินทร์’
‘ชาบูชิ นำร่องสาขาโฉมใหม่ ‘ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์’ ร้านต้นแบบ หนึ่งในกลยุทธ์การตลาดสร้างประสบการณ์ พร้อมไฮไลท์โชว์ครัวเปิด ‘Sushi-Master Station’ เติมความว้าว! เจาะสายกินนิวเจนฯ ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ชาบูชิ (Shabushi) กล่าวว่าหลังประกาศรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ ‘สกาย’ วงศ์รวี นทีธร และ ‘นานิ’ หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ ผ่านแคมเปญ “ALL YOU CAN กรี๊ด” เพื่อขยายการรับรู้และสร้างการเชื่อมโยงกับกลุ่มยังเจนฯ ล่าสุด ‘ชาบูชิ’ (Shabushi) สานต่อกลยุทธ์การยกระดับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวร้านดีไซน์ใหม่อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G) ซึ่งเป็นสาขานำร่อง เพื่อมอบประสบการณ์ความสุข ครอบคลุมทั้งรสชาติ บริการ และบรรยากาศ “ตอกย้ำความเป็นเดสติเนชันยอดนิยมของคนรักชาบู – ชาบู และซูชิอย่างแท้จริง” ศสัย กล่าวพร้อมเสริมว่า การปรับโฉมและเปิดตัวร้านดีไซน์ใหม่ ‘ชาบูชิ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับแบรนด์ให้ทันสมัยและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ที่มากกว่าแค่ความอร่อย “เราต้องการให้ทุกองค์ประกอบของร้านใหม่นี้ ตั้งแต่ดีไซน์ เมนู/อาหาร ทั้งชาบู – ชาบู และซูชิ ไปจนถึงบรรยากาศ เป็นการถ่ายทอดแนวคิด ‘รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด’ อย่างแท้จริง เพื่อให้ชาบูชิ เป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้บริโภครู้สึกดีและอยากกลับมาอีก” ศสัย กล่าว ขณะที่ ‘ชาบูชิ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G)’ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “GOOD TASTE GREAT TIME NEVER END” หรือ “รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด” ซึ่งเป็นคีย์คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าทุกด้าน เพื่อเชื่อมโยงกับอารมณ์ ความสัมพันธ์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มยังเจนฯ ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ร่วมมากกว่าการรับประทานเพื่อความอิ่มเพียงอย่างเดียว พร้อมให้บริการบุฟเฟต์ ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่สอดคล้องกลุ่มลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ ได้แก่ Regular Buffet” (สุขอิ่ม) 399 บาท+/ท่าน Premium Buffet” (สุขคุ้ม) 499 บาท+/ท่าน Platinum Buffet” (สุขล้น) 599 บาท+/ท่าน นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษพร้อมยกระดับวัตถุดิบจากตลาดแมสสู่ตลาดพรีเมียมแมส โดยหนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความแตกต่าง คือ การนำเสนอ “Sushi-Master Station” ซึ่งมาในรูปแบบครัวเปิด โดย ลูกค้าจะใกล้ชิดกับทุกขั้นตอนการปรุงแต่งซูชิ ตั้งแต่การตระเตรียมวัตถุดิบคุณภาพ ไปจนถึงขั้นตอนการปรุงแต่งอย่างประณีต…คำต่อคำ ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความมั่นใจในความสดใหม่และคุณภาพแล้ว ยังช่วยเพิ่มมิติของประสบการณ์ (visual experience) ที่สามารถถ่ายรูป แชร์ และบอกต่อได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งนี้ เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคโซเชียลที่นิยมสร้างคอนเทนต์ระหว่างการรับประทานอาหาร อีกทั้งยังสะท้อนจุดแข็งเฉพาะตัว ในฐานะร้านชาบู – ชาบู ที่มีซูชิคุณภาพเยี่ยม ด้วยการยกระดับประสบการณ์ซูชิให้หลากหลายและมีความสร้างสรรค์ รวมแล้วกว่า 30 รายการ เพื่อตอบโจทย์ทั้งคอซูชิจริงจัง และนักกินสายแชร์ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนขยายการปรับปรุงร้านดีไซน์ใหม่ ชาบูชิ ในสาขาหลักทั่วประเทศ โดยจะให้ความสำคัญกับสาขาที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำขนาดใหญ่ ซึ่งมีฐานลูกค้าหลากหลาย เพื่อสร้างภาพจำแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนในระดับประเทศ เพื่อตอกย้ำบทบาท ‘ชาบูชิ’ ในฐานะแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่มีความเคลื่อนไหว เข้าใจเทรนด์ และพร้อมเปลี่ยนแปลงไปกับผู้บริโภค “ในโลกที่ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนคือแบรนด์ที่กล้าก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ‘ชาบูชิ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G’ จึงไม่ใช่แค่การปรับรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือการออกแบบประสบการณ์ใหม่จากภายใน เพื่อให้ ‘ชาบูชิ’ เป็นจุดหมายปลายทางของความสุขในยุคใหม่ ที่ผู้บริโภครู้สึกถึงคุณค่า และอยากกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า” ศสัยฯ กล่าว REVIEW โฉมใหม่ ‘ชาบูชิ’ โดย ‘ชาบูชิ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G ยังมีการอัปเกรดคุณภาพและความหลากหลายของสเตชั่นอาหาร อาทิ สเตชั่นซอส มีพื้นที่ให้ลูกค้าได้เลือกผสมสูตรซอสในแบบเฉพาะตัว สเตชั่นอาหารรับประทานเล่น ที่วางอาหารไว้ในตู้อุ่นอาหาร” (warming cabinet) เพื่อคงความสดใหม่พร้อมเสิร์ฟ สเตชั่นของหวาน ที่มีการเพิ่มเมนูใหม่อย่าง คากิโกริ (น้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น) พร้อมท็อปปิ้งหลากหลายให้เลือกเติมตามใจชอบ นอกจากนี้ ยังมีเมนูเครื่องดื่มแบบสลัชชี่รสผลไม้ที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เพื่อเพิ่มสีสันและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในแต่ละช่วงเวลา สำหรับ บรรยากาศและการตกแต่ง “ชาบูชิ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G)” เลือกใช้โทนสีขาว เสริมด้วยการจัดแสงสว่าง เพื่อสร้างความรู้สึกสะอาด โปร่งโล่ง และผ่อนคลาย ผนังร้านตกแต่งด้วยเส้นสายและลวดลายกราฟิกแบบญี่ปุ่นร่วมสมัยผสมกับไฟนีออนเฟล็กซ์ ให้อารมณ์สนุก สดใส และทันสมัย สอดคล้องกับบุคลิกใหม่ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความสดใส มีชีวิตชีวา และพร้อมสร้างแรงบันดาลใจในทุกโมเมนต์ของการใช้เวลาในร้าน ศสัย กล่าวว่า “การเปิดตัวร้านดีไซน์ใหม่ “ชาบูชิ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G)” ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงหมุดหมายของการรีเฟรชแบรนด์ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของแบรนด์ ด้วยเป้าหมาย ‘ท็อป ออฟ มายด์’ แบรนด์อันดับแรกในใจผู้บริโภค เมื่อนึกถึงร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ชาบู – ชาบู และซูชิ ที่ให้มากกว่าความอร่อย แต่คือรสชาติแห่งความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุด” Alternate-X สรุปให้ ‘ชาบูชิ’ เปิดตัวร้านดีไซน์ใหม่ ซีคอนฯ ศรีนครินทร์ ชูไฮไลต์ “Sushi-Master Station” ครัวเปิดโชว์ซูชิคำต่อคำ ยกระดับประสบการณ์ร้านบุฟเฟต์สไตล์ญี่ปุ่นให้ทันสมัย ออกแบบร้านด้วยแนวคิด “รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด” ตอบโจทย์สายกินนิวเจนฯ ทั้งเรื่องรสชาติ ความสนุก และความแชร์ได้
[PR NEWS] ‘AI พลิกเกมต้านโกง’ ไทยเดินหน้าออกแบบระบบ ป้องกันคอร์รัปชันตั้งแต่ต้นทาง
เวทีเสวนา “Corruption Disruptors” รวมพลังนักวิชาการ ข้าราชการ และผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ถอดบทเรียนการใช้ AI ต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมชูแนวคิด “Integrity by Design” สร้างระบบไม่เอื้อต่อการโกง เสนอเปิดข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบเพื่อขับเคลื่อนความโปร่งใสอย่างยั่งยืน AI จุดเปลี่ยนสังคมไทย สู่สังคมไร้คอร์รัปชัน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวทีเสวนา “Corruption Disruptors: Empowering AI to Fight Corruption” เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิดจากผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการต่อต้านคอร์รัปชันทั้งในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือป้องกันและตรวจจับการทุจริตอย่างเป็นระบบ จากเวทีโลกสู่ประเทศไทย: AI กับบทบาทต้านโกง หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือปาฐกถาโดย Ms. Elodie Beth Seo ผู้จัดการอาวุโสจาก OECD ซึ่งกล่าวว่า AI แม้จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาระบบ แต่ก็สามารถถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น การฟอกเงินผ่านคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งปัจจุบันกว่า 23% ของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องเป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย เธอชี้ว่า หลายประเทศได้นำ AI มาช่วยเสริมการทำงานภาครัฐ เช่น เกาหลีใต้ ใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ (KONEPS) บราซิล พัฒนาแพลตฟอร์ม LabContus เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์ ตรวจจับพฤติกรรมต้องสงสัย ฮ่องกง เปิดหลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่รัฐให้ใช้ AI ต้านโกง อินโดนีเซีย ใช้ระบบ One Data Indonesia ร่วมมือเปิดเผยและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ประเทศไทยกับก้าวต่อไป OECD เริ่มกระบวนการร่วมมือกับประเทศไทยแล้ว โดยจับมือกับ World Justice Project และยกตัวอย่างความก้าวหน้าของไทย เช่น แพลตฟอร์ม ACT AI ที่เชื่อมโยงข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับข้อมูลนิติบุคคล และรายชื่อผู้มีอิทธิพลทางการเมือง (PEPs) เพื่อคัดกรองความเสี่ยงการทุจริต อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่ต้องพัฒนาเพิ่ม เช่น เสริมความโปร่งใสในกระบวนการทำงาน ผลักดันการเปิดข้อมูล (Open Data) พัฒนากฎหมายการลงโทษสินบน ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานตรวจสอบ ส่งเสริมความร่วมมือภายในและระหว่างประเทศ รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญไทยและอาเซียน ช่วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลาย ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ KRAC คุณพันธ์ศักดิ์ เสตเสถียร Risk Partner, PwC Thailand ตัวแทนจาก KPK อินโดนีเซีย และ OECD ดร.มานะ เน้นว่า ACT AI เป็นจุดเริ่มต้นของระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ แต่จะทำงานได้ต้องมีฐานข้อมูลที่ดี เปิดเผย และบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ACT AI เข้ามาช่วยตรวจสอบวิเคราะห์ความถูกต้องของกรณีการทุจริตคอรัปชั่น แม้หลายคนจะพูดว่าระบบ AI เข้ามาช่วยทำให้โจรทำงานง่ายขึ้น สิ่งที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องทำ คือ การใช้ AI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้านคุณพันธ์ศักดิ์ ชี้ว่า Data Governance หรือการกำกับดูแลข้อมูล คือหัวใจของการใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเปิดเผย อัพเดต และเข้าถึงได้ทุกคน โดยต้องมีกฎกติกาการใช้ข้อมูล ที่มีธรรมาภิบาลมีความโปร่งใส ข้อมูลต้องมีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน และต้องมีหลายมิติ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลไม่มีใครเป็นเจ้าของ ข้อมูลคือ ทรัพยากรของชาติ (National Resources) มันคือ Open Data ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และ Data Governance ต้องถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้ เพื่อการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น รศ.ดร.ต่อภัสสร์ เสริมว่า หากต้องการให้ AI ทำงานได้จริง ต้องทำให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานเชื่อมโยงกันได้ มาตรฐานเดียวกัน และเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ยังต้องเป็นข้อมูลที่มีความเป็นมาตรฐาน โดยการบูรณาการการทำงานของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน Ms.LAMINI จากอินโดนีเซีย ยกตัวอย่าง “One Data Indonesia” ที่ช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถแชร์ข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือการระบุทรัพย์สินที่ผิดปกติ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) Integrity by Design คือคำตอบ ช่วงท้ายเวที ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เน้นว่า การ “จับคนโกง” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง ออกแบบระบบไม่ให้โกงได้ตั้งแต่ต้นทาง หรือที่เรียกว่า “Integrity by Design” เขายกตัวอย่างความสำเร็จของนโยบาย Open Government สมัยประธานาธิบดีโอบามา ที่เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย โดยเสนอให้ไทยนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ เช่น การปลดล็อกข้อมูลภาครัฐในรูปแบบที่วิเคราะห์ได้ บทส่งท้าย: ความหวังเริ่มที่พลังของคนเล็กๆ แม้การเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายอาจใช้เวลา แต่ผู้ร่วมเสวนาทุกคนเห็นตรงกันว่า “พลังของภาคประชาชน” คือจุดเริ่มต้นสำคัญ หากรวมพลังกับกลไกที่ถูกต้อง เช่น ตัวชี้วัดของ OECD ก็สามารถเปลี่ยนระบบให้ใสสะอาดขึ้นได้ “เราต้องเลิกทำแบบเดิม และเริ่มสร้างระบบที่โกงไม่ได้ตั้งแต่แรก” คือสาระสำคัญของเวทีนี้
มหาเศรษฐีตระกูล ‘Koo’ ปิดดีล 500 ล.บาท ซื้อยกฟลอร์โซนค้าปลีก ‘ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์’
ออริจิ้น เรียกมั่นใจแบรนด์-อสังหาฯไทย ปิดดีลขายบิ๊กล็อตให้ ‘อังเดร คู’ ทายาทมหาเศรษฐีไต้หวัน โซนค้าปลีก ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ สามารถปิดดีลขายพื้นที่รีเทล โซน 10th Avenue แบบเหมาชั้น มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ในโครงการ Mixed-Use ‘ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์’ (Origin Thonglor World) ให้กับ นายอังเดร คู (Andre Koo) ทายาทตระกูล ‘Koo’ มหาเศรษฐีแห่งไต้หวัน เจ้าของ Chailease Group ธุรกิจลีสซิ่งยักษ์ใหญ่แห่งภูมิภาคเอเชีย ที่ขยายธุรกิจมายังอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย สำหรับการขายบิ๊กล็อตในครั้งนี้ เป็นการเสริมความแข็งแกร่งโครงการ Mixed-Use ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ พร้อมพัฒนาโซนรีเทล 10th Avenue ให้เป็นศูนย์รวมร้านอาหารระดับโลก “ดีลนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าระดับมหาเศรษฐีอย่าง นายอังเดร คู ที่มีธุรกิจมากมายทั้งในไต้หวันและอีกหลายประเทศ ต่อ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาโครงการอสังหาฯ ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use และยังสะท้อนถึงตลาดคอนโดฯไทย ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค” พีระพงศ์ กล่าว พร้อมกับระบุว่า โมเดล ขณะที่การขายแบบบิ๊กล็อต ถือ เป็นโมเดลที่ช่วยสร้างทั้งยอดขาย และยอดโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บริษัทได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ ในการขายคอนโดมิเนียมสู่ตลาดไต้หวัน สำหรับ โครงการ “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” (Origin Thonglor World) เป็นโครงการ แฟลกชิป ขนาดใหญ่ของกลุ่มออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ มีมูลค่าโครงการรวมกว่า 14,000 ล้านบาท บนที่ดินขนาดใหญ่กว่า 6 ไร่ บนทองหล่อซอย 10 ทำเลที่เชื่อมต่อทุกเส้นทางในกรุงเทพฯ ทั้ง อโศก – พร้อมพงษ์ – ทองหล่อ – เอกมัย ครบถ้วนด้วยรถไฟฟ้า 2 สาย (สายสีเขียว-สีเทาในอนาคต) โดยโครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด “BEYOND YOUR LIVING” นิยามใหม่ของการใช้ชีวิต ใจกลางทองหล่อ ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use ที่มีมากกว่าที่อยู่อาศัย โดยเป็นการนําทั้ง Residential และ Commercial มารวมกันในโครงการเดียว มีจำนวนทั้งหมด 795 ยูนิต วางแนวคิดการออกแบบและดีไซน์ Private & Luxury Living คอนโดมิเนียม ที่เน้นความเป็นส่วนตัวพร้อมกับความสะดวกสบายของชีวิตที่สมบูรณ์ทุกแบบ Tailor Your Dream ทุกพื้นที่ที่ออกแบบ กับ 3 Collections ที่อยู่อาศัย Origin Courtyard Origin Prestige Origin Glass House วาง ราคาเริ่มต้น 14.6 ล้านบาท* นอกจากนี้ ยังมีบริการระดับโรงแรมในรูปแบบ Branded Residence และ Hotel Serviced Residence รวมถึง Executive Office ที่ทำงานและพื้นที่รองรับธุรกิจสมัยใหม่ Lifestyle Retail ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตทั้งร้านอาหารชั้นนำอย่าง Fine Dining Restaurant พร้อมบรรยากาศสุดพิเศษ และ Healthcare Center Mediplex เทรนด์ใหม่ที่รวมด้านสุขภาพ และความงามครบวงจรท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติขนาดใหญ่ 4 ไร่ ของ Thonglor Central Park และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจ กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 168 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 1/2568) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (Park Origin), โซ ออริจิ้น (So Origin), ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play), ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), ออริจิ้น เพลส (Origin Place), ดิ ออริจิ้น (The Origin), เคนซิงตัน (Kensington), แฮมป์ตัน (Hampton), ออริจิ้น เพลย์ (Origin Play), บริกซ์ตัน (Brixton) และ บริทาเนีย (Britania) เป็นต้น รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 254,967 ล้านบาท โดยกลุ่มโครงการบ้านจัดสรร หรือที่อยู่อาศัยแนวราบ ดำเนินการภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI เน้นกลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ส่วนกลุ่มโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ดำเนินการภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL 2.กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.กลุ่มธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจให้บริการลูกบ้าน ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และ 4.กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว (Mega Trends) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการเงิน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร Alternate-X สรุปให้ ทายาทตระกูลมหาเศรษฐีไต้หวัน ‘อังเดร คู’ ปิดดีลมูลค่า 500 ล้านบาท ซื้อยกฟลอร์โซนรีเทล “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” เสริมพอร์ตอสังหาฯในไทย สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพโครงการ Mixed-Use ระดับแฟลกชิป ดีลนี้ช่วยสร้างยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ให้ ORI ได้ทันที พร้อมปูทางสู่การขยายตลาดคอนโดฯไทยสู่กลุ่มลูกค้าในไต้หวัน
YETI เสริมดวง ออกคอลฯใหม่เฉพาะไทย Element72 x หมอช้าง ดึงสายมูเจนใหม่ให้ปังทุกจิบ
Element72 x หมอช้าง ออกคอลเล็กชันเสริมปัง ‘YETI Sip Your Sign’ ทำตลาดแบบเอ็กซคลูซีฟ เจาะสายมู เจนฯใหม่ อยากเท่แบบปังๆ ไปพร้อมกันสร้างกำลังใจ-สีสันช่วงเศรษฐกิจซึม ชาร์ลส ปิณฑานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิลีเม้นท์ 72 จำกัด ผู้ทำตลาดสินค้าเออร์เบิน ไลฟ์สไตล์ (Urban Lifestyle) รายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ รับสิทธิ์บริหารแบรนด์เยติ (YETI) สินค้าไลฟ์สไตล์ ดริงค์ แวร์ หนึ่งใน 28 แบรนด์ นำเข้าจากต่างประเทศสำคัญ โดยทำตลาดในประเทศไทยมานานกว่า 5 ปี ล่าสุด บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์การกาตลาดผ่านความร่วมมือ (Collaboration Marketing) กับ ‘หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา’ กูรูด้านพยากรณ์ชื่อดังของประเทศไทย ทำแคมเปญพิเศษ ‘YETI Sip Your Sign’ เพื่อตอกย้ำตำแหน่งหนึ่งในท็อป ออฟ มายด์ แบรนด์สินค้าระดับโลกของผู้บริโภคสายกิจกรรมกลางแจ้งและไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมในไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับ แคมเปญฯ ดังกล่าวได้พัฒนาคอลเลกชันใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกในการเลเซอร์ราศีประจำตัว พร้อมเลขมงคลเสริมดวงลงบนแก้ว YETI ให้ทุกการดื่มน้ำ เพื่อเสริมสุขภาพ และเสริมพลังชีวิต การงาน การเงิน และเสน่ห์ตามแบบฉบับสายมูเจนเนอเรชั่นใหม่ ชาร์ลส์ กล่าวว่า สินค้าฯคอลเล็กชันดังกล่าว ได้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Coffee Fest 2025 ณ บูธของ YETI (V05) Hall 5-8 Impact Exhibition Center เมืองทองธานี เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 10 – 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และได้การตอบรับจากผู้สนใจ โดยงานฯ ยังได้พบกับ ‘หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา’ มาเผยเคล็ดลับเลขมงคล สำหรับทั้ง 12 ราศี พร้อมพูดคุยถึงเบื้องหลังของแคมเปญสุดพิเศษนี้ พร้อมร่วมเป็นเจ้าของแก้ว YETI รุ่นพิเศษที่เลเซอร์ “ราศีและเลขมงคลเสริมดวง” “เป็นการร่วมงานกันครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง YETI แบรนด์ Drinkware อันดับ 1 ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ กับหมอดูแถวหน้าของประเทศไทย เพื่อคนรักการดื่มที่อยากเสริมดวงดังให้ปังไปพร้อมกัน” ชาร์ลส กล่าวทิ้งท้าย สำหรับสินค้าแก้วเยติ ‘YETI Sip Your Sign Collection’ ปัจจุบันวางราคาเริ่มต้น 1,350 บาทขึ้นไป โดยลูกค้าสามารถนำแก้วเยติมรุ่นที่สนใจรับบริการสลักเลเซอร์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ YETI Flagship Store ชั้น 2 โซน Parade @ One Bangkok และ ร้าน Element 72 ทุกสาขา หมดเขต 31 สิงหาคม 2568 นี้ Alternate-X สรุปให้ Element72 ผู้นำเข้าแบรนด์ YETI ในไทย จับมือ ‘หมอช้าง’ เปิดตัวคอลเลกชันพิเศษ “YETI Sip Your Sign” เจาะกลุ่มสายมูเจนฯ ใหม่คอลฯ นี้เป็นครั้งแรกของการเลเซอร์สลัก ‘ราศีและเลขมงคล’ ลงบนแก้วเยติ เสริมพลังชีวิต-การเงิน-เสน่ห์ในทุกจิบ เปิดตัวในงาน Thailand Coffee Fest 2025 ได้รับกระแสตอบรับดีวางจำหน่ายเฉพาะที่ YETI Flagship Store และ Element72 ทุกสาขา โปรโมชันสลักฟรีถึง 31 ส.ค. 2568 ราคาเริ่มต้น 1,350 บาท
ICS หนุน SIRIRAJ H เร่งไทยขึ้นฮับเที่ยวสุขภาพ บริการฮิตคลินิกเลเซอร์-ความงาม ขึ้น No.1
ไอซีเอสฯ ร่วม SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิด 2 คลินิกใหม่ ทันตกรรม-Sleep @SIRIRAJ H SOLUTIONS เพิ่มผู้ใช้บริการรายใหม่ 20% ฉลองสู่ปีที่ 2 มีผู้ใช้บริการกว่า 4.8 หมื่นราย ไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอซีเอส จำกัด ผู้ให้บริการ ‘ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์’ เปิดเผยว่าจากความร่วมมือระหว่างไอซีเอสฯ และ ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS ซึ่งขึ้นสู่ปีที่ 3 ในปี2568 นี้ได้วางแผนขยายบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ได้เปิดคลินิกใหม่ 2 คลินิกบริการ คือ 1.คลินิกทันตกรรม ซึ่งมีผู้สนใจเข้ารับบริการต่างๆ ทั้ง การตรวจสุขภาพฟัน การขูดหินปูน การถอนฟัน การผ่าฟันคุด รวมถึงการรักษาโรคเหงือก “นับตั้งแต่เปิดให้บริการเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้รับบริการมากกว่า 500 รายแล้ว” ไพรัช กล่าว 2.คลินิก Sleep @SIRIRAJ H SOLUTIONS ให้บริการรองรับผู้มีปัญหาด้านการนอนกรน ซึ่งส่งผลต่อภาวะสุขภาพ สามารถรับบริการขอคำปรึกษาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนได้ นอกจากนี้ ยังมีบริการ Sleep Test @Home รับเครื่องตรวจการนอนหลับไปทดสอบการนอนที่บ้าน โดยที่ผู้รับบริการไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ทั้งนี้ จากการเปิดบริการ 2 คลินิกใหม่ คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้รับบริการรายใหม่มากขึ้น 20% โดยมีแผนรองรับผู้ใช้บริการประมาณ 500-1,000 รายต่อวัน นอกจากนี้ยังมีแผนการขยายฐานผู้รับบริการในปี 2569 ไปยังผู้รับบริการแบบองค์กรภาครัฐและเอกชนด้วยการเพิ่มบริการตรวจสุขภาพและบริการฉีดวัคซีนนอกสถานที่โดย Mobile Checkup เพื่อตอบสนองความต้องการของแต่ละองค์กรและสถานประกอบการ “SIRIRAJ H SOLUTIONS มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์ ‘Wellness Tourism’ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ตอบรับกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ให้เดินหน้าเติบโตอย่างมีศักยภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ไอซีเอส ในการสร้างคอมมูนิตี้ที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างสมดุล มีคุณภาพ และมีความสุขในทุกวัน” ไพรัช กล่าว พร้อมกันนี้ ยังได้จัดงานยิ่งใหญ่ “ปีที่ 2 แห่งแรงบันดาลใจของการใส่ใจสุขภาพในทุกวินาที : The 2nd Year of Health Inspirations in Every Second” ฉลองโอกาสครบรอบ 2 ปี การเปิดศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS ณ ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ โดยหลังจากเปิดให้บริการตลอด 2 ปี ศูนย์ฯ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากจำนวนผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จนเทรนด์การดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของผู้คนยุคใหม่ “SIRIRAJ H SOLUTIONS คือ ภาพของความร่วมมือระหว่างภาคการแพทย์ระดับแนวหน้ากับภาคธุรกิจและชุมชนที่ร่วมกันคิด ร่วมกันสร้าง และผลักดันนวัตกรรมสุขภาพให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Co-creation ของ ICS ที่เชื่อว่าทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนสังคมคุณภาพได้” ไพรัช กล่าวทิ้งท้าย คลินิกเลเซอร์ฯ-ความงาม มาแรง ด้าน ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิดให้บริการ 19 คลินิก ครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย และเข้าถึงง่ายในการดูแลสุขภาพครบวงจร พร้อมให้การดูแลด้านการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ นับตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2567 มีจำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งรายบุคคล ตลอดจนในรูปแบบองค์กรภาครัฐและเอกชน รวม 2 ปี มีผู้รับบริการไปแล้วกว่า 48,000 ราย โดยคลินิกที่มีผู้รับบริการมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ คลินิกเลเซอร์ผิวหนังและความงาม ศูนย์ตรวจสุขภาพ คลินิกอายุรศาสตร์ ศูนย์ถันยรักษ์ คลินิกสุขภาพหญิง “บริการดังกล่าว เป็นความสำเร็จอีกขั้นของการให้บริการด้านการแพทย์โดยทีมแพทย์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในการให้บริการทางการแพทย์ภายนอกโรงพยาบาลศิริราช” ศ.ดร.นพ.ยงยุทธ กล่าว จากสถิติในปีที่ผ่านมา มีผู้มารับบริการที่ SIRIRAJ H SOLUTIONS ดังนี้ วันจันทร์-วันศุกร์ เฉลี่ย 250-300 รายต่อวัน วันเสาร์-วันอาทิตย์ เฉลี่ย 400-500 รายต่อวัน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทย 90% ชาวต่างชาติ 10% และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 5-10% ต่อเดือน ตามกระแสความต้องการของผู้ใส่ใจสุขภาพที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เพื่อร่วมฉลองให้กับความสำเร็จในปีที่ 2 ก้าวสู่ปีที่ 3 ของ SIRIRAJ H SOLUTIONS ไอซีเอส ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษเอ็กคลูซีฟ “The 2nd Anniversary Healthy Verse 2Gether” ให้สมาชิก ONESIAM ที่ซื้อโปรแกรมตรวจสุขภาพหรือหัตถการความงาม และนวดไทยแบบราชสำนัก กับ SIRIRAJ H SOLUTIONS ครบ 5,000 บาทขึ้นไป แลกรับ SIAM GIFT CARD มูลค่า 1,000 บาท ได้ทันที จำนวน 100 สิทธิ์ตลอดรายการ รวมมูลค่า 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 – 31 กรกฎาคม 2568 ติดตามเงื่อนไขการรับรางวัลได้ที่เฟสบุ๊ก ICS SIRIRAJ H SOLUTIONS โดยเปิดให้บริการแก่ผู้ที่รักสุขภาพทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-22.00 น. ณ ชั้น 5 ICS Lifestyle Complex สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-414-1144 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Website : https://sirirajhsolutions.com/ หรือ Facebook : SIRIRAJ H SOLUTIONS Alternate-X สรุปให้ SIRIRAJ H SOLUTIONS ก้าวสู่ปีที่ 3 เปิด 2 คลินิกใหม่ ‘ทันตกรรม’ และ ‘Sleep’ เจาะกลุ่มผู้มีปัญหาด้านการนอนและดูแลช่องปากครบวงจร ดันยอดผู้ใช้บริการใหม่เพิ่ม 20% ภายในครึ่งปีแรก โดยในปี 2568 มีผู้ใช้บริการสะสมกว่า 48,000 ราย ขณะที่ ‘คลินิกเลเซอร์ผิวหนังและความงาม’ รับความนิยมใช้บริการอันดับ 1 สะท้อนพฤติกรรมคนยุคใหม่ใส่ใจสุขภาพ พร้อมเดินหน้าเป้าหมายสู่ Wellness Tourism อย่างเต็มรูปแบบ
[PR NEWS] “ห้างเซ็นทรัล” ย้ำแกร่งแห่งผู้นำรีเทลออมนิแชแนล มอบประสบการณ์ช้อปปิ้งไร้รอยต่อ
ห้างเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำรีเทลออมนิแชแนล ด้วยการเชื่อมโลกออฟไลน์และออนไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว เปิดตัวแคมเปญไฮไลต์กลางปี “CENTRAL SHOP UNLOCKED” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ช้อปทุกที่ โปรดีทุกช่องทาง” ระหว่างวันที่ 10 – 31 กรกฎาคม 2568 เพราะเข้าใจอินไซต์นิสัยและพฤติกรรมของนักช้อปยุคใหม่อย่างแท้จริง ห้างเซ็นทรัลจึงไม่หยุดพัฒนากลยุทธ์เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์อย่างรอบด้าน โดยเชื่อมต่อโปรโมชั่นและดีลพิเศษแบบไร้รอยต่อในทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าลูกค้าจะมาช้อปที่ห้างเซ็นทรัลทั้ง 29 สาขาทั่วประเทศ, เว็บไซต์ www.central.co.th, Central App แอปพลิเคชันบนมือถือที่เป็นประตูสู่การช้อปปิ้งที่รวบรวมแบรนด์พรีเมียมแบรนด์ใหม่ และแบรนด์เอ็กซ์คลูซีฟในที่เดียว, Central Chat & Shop ผู้ช่วยช้อปส่วนตัวบริการช้อปปิ้งผ่านไลน์ (Line) เพียงแอดมาที่ @Centralofficial ก็สามารถแจ้งสินค้า หรือส่งภาพไอเทมที่ต้องการมาให้เช็คสินค้าได้ทันที ทักแชตและช้อปได้จากทุกที่ สะดวกสบายกว่าที่เคย พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน หรือส่งด่วนภายในวัน ผ่าน Grab Express และบริการห่อของขวัญเซอร์ไพรส์ให้กันได้ทุกโอกาส ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยการช้อปผ่านแชตแบบไร้รอยต่อ เพราะมีสินค้าครบครันและโปรโมชั่นเดียวกับที่ห้างเซ็นทรัล รวมถึงการช้อปผ่านไลฟ์ (Live) เปิดประสบการณ์ ช้อปที่ได้ทั้งความสนุกและความบันเทิง นำเสนอสินค้าเรียลไทม์ผ่านการไลฟ์ สื่อสารโต้ตอบอย่างรวดเร็วระหว่างการไลฟ์สด พร้อมมีโปรโมชั่นและดีลสุดพิเศษเฉพาะช่วงไลฟ์เท่านั้น ที่คัดสรรมาแล้วจากแบรนด์แท้การันตีจากห้างเซ็นทรัล พร้อมระบบชำระเงินที่ง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย ทั้งใน Central TikTok Shop เฟซบุ๊กเพจและอินบ็อกซ์ของ Facebook page: Central Department Store, Central TikTok Shop หรือโซเชียลคอมเมิร์ซช่องห้างฯ แคมเปญ “CENTRAL SHOP UNLOCKED” นี้ช่วย “ปลดล็อก” ทุกข้อจำกัดของการช้อปของทุกท่าน อาทิ เรื่องเวลา การเดินทาง หรือข้อจำกัดใดๆ ด้วยบริการที่สะดวก รวดเร็ว เสมือนมีผู้ช่วยช้อปที่เข้าใจลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าคุณจะช้อปหน้าร้าน หรือคลิกผ่านมือถือ ห้างเซ็นทรัลพร้อมมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้ชีวิตคุณสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะต้องการหาของขวัญสำหรับเทศกาลต่างๆ บริการช่วยช้อปสินค้าใหม่ สินค้ายอดฮิตจากแบรนด์ชั้นนำ หลากหลายหมวดหมู่ พร้อมบริการห่อของขวัญและส่งสินค้าไวทันใจ มีดีลสุดคุ้มครบครันในแคมเปญเดียวซึ่งเชื่อมสิทธิพิเศษให้ช้อปสนุกไม่มีสะดุด ตอบโจทย์ทุก Customer journey ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไฮไลต์แคมเปญ “Central Shop Unlocked” ช้อปทุกที่ โปรดีทุกช่องทาง อาทิ รับสิทธิประโยชน์จากห้างเซ็นทรัล, Central App สินค้าปกติลดสูงสุด 50% รับคูปองส่วนลด และเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน รวมสูงสุด 7,700 บาท เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข พิเศษ! เฉพาะบนเซ็นทรัลแอป (Central App) ส่วนลดเพิ่มสูงสุด 14% (จำนวนจำกัด) เมื่อช้อปปิ้งผ่านหลากหลายช่องทาง รับ The 1 point X4 เท่า! (เมื่อช้อปที่ห้างเซ็นทรัล, Central App, Central Chat & Shop และช้อปทางไลฟ์ (Live)) แลกคะแนนเดอะวันเพียง 1,400 คะแนน (ปกติ 1,600 คะแนน) ใช้เป็นส่วนลดแทนเงินสด 200 บาท รับคูปองส่วนลด 200 บาท ที่ Central App สำหรับใช้เป็นส่วนลด เมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข ผ่านช่องทาง Central Chat & Shop ที่ Line หรือ Facebook Inbox ของห้างเซ็นทรัล รับบัตรของขวัญ Central 1,000 บาท เมื่อจ่ายผ่านบัตรมาสเตอร์การ์ด (ช้อปตั้งแต่ 20,000 บาท ขึ้นไป ต่อเซลส์สลิป จำกัด 300 สิทธิ์) และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย เล่นสนุกรับส่วนลดฟินๆ ร่วมสนุกเล่นฟิลเตอร์ใน Central TikTok shop รับคูปองส่วนลด ไปช้อปต่อทันที รับคูปองส่วนลด 200 บาท เมื่อเล่น Shop Unlocked Game ตามเงื่อนไข ห้ามพลาด! กับกิจกรรม On ground activity ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกไปกับ “Unlock Your Prize” เกมหมุนวงล้อลุ้นรับของขวัญจากแบรนด์ชั้นนำ ที่ห้างเซ็นทรัล 7 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลพระราม 2, เซ็นทรัลเฟสติวัลเชียงใหม่, เซ็นทรัลขอนแก่น, เซ็นทรัล เฟสติวัลหาดใหญ่ และเซ็นทรัลอุดรธานี วันที่ 10 ก.ค. 68 – 31 ก.ค. 68 ปลดล็อคทุกข้อจำกัดในการช้อปปิ้ง ในแคมเปญ “CENTRAL SHOP UNLOCKED” ช้อปทุกที่ โปรดีทุกช่องทาง สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับ ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา, Central App, Central Chat & Shop ช้อปทางไลฟ์ (Live) โซเชียลคอมเมิร์ซ และทุกแพลตฟอร์มช้อปปิ้งของห้างเซ็นทรัล
[PR NEWS] กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ รุกกลยุทธ์ Convergence of Choices
‘กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์’ นายหน้าประกันภัย ภายใต้บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำการเป็นแบรนด์ ที่ปรึกษาด้านประกันภัยที่เข้าใจผู้ใช้รถ เดินเกมยกระดับอินชัวร์เทค ผ่านกลยุทธ์ ‘Convergence of Choices’ มุ่งส่งมอบประสบการณ์การซื้อประกันภัยที่ผสานการเชื่อมต่อช่องทางออฟไลน์–ออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ ด้วยเทคโนโลยี “คานะ (KANA)” ผู้ช่วยออนไลน์ด้านประกันภัย พันธมิตรประกันภัยชั้นนำหลากหลาย และนายหน้า หรือพนักงานเสื้อเหลืองที่ทำหน้าที่นายหน้าของกรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ กว่า 2,000 คนทั่วประเทศ คานะ คือ ผู้ช่วยออนไลน์ที่ทำให้การเลือกซื้อประกัน สะดวก ทุกเวลา 24 ชั่วโมง แม่นยำ ตรงความต้องการ เปรียบเทียบนำเสนอประกันภัยที่เหมาะสมกับงบประมาณ และความต้องการแบบเฉพาะบุคคล Personalized Offer ชูจุดแข็ง “จริงจัง-จริงใจ-ถูกใจ” ในการให้คำปรึกษาและบริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะโบรคเกอร์มืออาชีพที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง นางสาวชญาน์ธิป พันธุ์มณี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความสำเร็จของช่องทางออนไลน์ภายใต้กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของเราในการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะบริการ Chat Commerce ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2021และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการมากถึง 1.5 ล้านราย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังคงต้องการความมั่นใจก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งมาจากการพูดคุยกับพนักงานตัวจริง โดยเฉพาะ ‘พนักงานเสื้อเหลือง’ ของกรุงศรี ออโต้ ในแต่ละสาขาทั่วประเทศ ที่สามารถให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวและเข้าใจบริบทของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลึกซึ้ง มากไปกว่านั้น พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันยังสะท้อนถึงแนวโน้มการใช้บริการผ่านช่องทางที่หลากหลาย โดยลูกค้าส่วนใหญ่มีการผสมผสานการใช้งานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ในกระบวนการเลือกซื้อประกันภัย ด้วยเหตุนี้ กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ จึงได้เดินหน้ากลยุทธ์ “Convergence of Choices” เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดี มีประสิทธิภาพ และไร้รอยต่อให้กับผู้บริโภค ในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่าง ‘คานะ’ เพื่อช่วยเหลือและลดความยุ่งยากในการเลือกซื้อประกันภัย โดยจะเข้ามาให้คำปรึกษาลูกค้าผ่านแชท อำนวยความสะดวกตั้งแต่การเปรียบเทียบราคา แนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้า รวมถึงยังเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ในการช่วยให้ผู้บริโภคสามารถได้รับประกันภัยที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดกับการใช้งาน กลยุทธ์ Convergence of Choices ผสานคนและเทคโนโลยี ย้ำจุดแข็ง “จริงจัง-จริงใจ-ถูกใจ” จริงจัง: เทคโนโลยีที่ออกแบบเพื่อเข้าใจลูกค้า: กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ มุ่งมั่นในการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพื่อให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำที่ “เหมาะสมที่สุด” ไม่ใช่แค่ “เร็วที่สุด” ผ่านผู้ช่วย “คานะ” ที่ทำหน้าที่มากกว่าการตอบคำถามทั่วไป แต่สามารถซักถามข้อมูลเชิงลึก ผ่านเทคโนโลยี และแนะนำแผนประกันที่ตรงกับความต้องการ ความคุ้มค่า และงบประมาณของแต่ละคนอย่างแท้จริง จริงใจ: พันธมิตรบริษัทประกันภัยชั้นนำที่คัดสรรเพื่อให้ลูกค้ามีสิทธิ์เลือก ไม่ถูกจำกัด: ด้วยเครือข่ายพันธมิตร ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัย กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถ ‘เปรียบเทียบประกันจริงจัง ได้ดีลปังแบบออโต้’ ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงบางตัวเลือก โดยระบุงบประมาณที่ต้องการ และลูกค้าสามารถเลือกเงื่อนไขความคุ้มครองได้ จากนั้นระบบจะแสดงผลเปรียบเทียบข้อเสนอจากหลากหลายบริษัท ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและคุ้มค่าที่สุด ถูกใจ: ช่องทางบริการที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์: กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการของลูกค้า โดยพัฒนาระบบบริการ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เชื่อมโยงออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็น LINE Official Account @krungsriautobroker เว็บไซต์krungsriautobroker.com แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ หรือการพูดคุยโดยตรงกับพนักงานเสื้อเหลือง ที่ผ่านการอบรมและมีใบอนุญาตกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ ลูกค้าสามารถเริ่มต้นสอบถามข้อมูล ตัดสินใจ และเลือกซื้อประกันภัยได้ทุกเวลาที่สะดวกถูกใจ ผ่านช่องทางทั้งดิจิทัลที่ใช้งานได้ทุกเวลา หรือการรับคำแนะนำแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ที่สาขากรุงศรี ออโต้ใกล้บ้าน หรือ โทร. 0 2740 7400 กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ มีแผนงานการพัฒนาช่องทางการซื้อประกันภัยรถยนต์แบบออนไลน์ และชำระเงินแบบเบ็ดเสร็จ โดยลูกค้าได้รับกรมธรรม์ผ่านอีเมล เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ลูกค้าจะสามารถดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่การเลือกผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการชำระเงิน โดยกลยุทธ์ ‘Convergence of Choices’ มุ่งตอบโจทย์การเชื่อมบริการ ออนไลน์ และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อมอบบริการที่ตรงใจลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบแบบครบวงจร” นางสาวชญาน์ธิป กล่าวปิดท้าย กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ พร้อมให้คุณเข้าถึงความคุ้มครองที่ใช่ด้วยโปรแกรมชำระเงินแบบผ่อนชำระ แม้ไม่มีบัตรเครดิต ด้วยการผ่อนเงินสด 0%* ไม่เสียดอกเบี้ย สำหรับประกันภัยรถยนต์และบิ๊ก ไบค์ โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน และครอบคลุมประกันภัยรถภาคสมัครใจทุกประเภท พร้อมได้รับความคุ้มครองทันทีตั้งแต่งวดแรกที่เริ่มชำระ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกันภัยรถยนต์ และบิ๊ก ไบค์ ของ กรุงศรี ออโต้ โบรคเกอร์ ได้ที่ เว็บไซต์ www.krungsriautobroker.com, LINE Official Account @krungsriautobroker หรือ แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้
ลูกฉันต้องกินอิ่ม!! แม้กำลังซื้อทาสจะรัดเข็มขัดตัวเอง แต่ไม่ยอมลดค่าใช้จ่ายสัตว์เลี้ยง
‘คานิว่า’ ทำแผนปีนี้ขยายตลาดอาหารแมว กลุ่มเจนฯ Z-Alpha ผ่านกลุ่มศิลปิน ‘BUS’ พรีเซ็นเตอร์ รับภาพรวมตลาด 4.7 หมื่นล้านบาทโต 10% ทุกปี จารุวัฒน์ เลาหวิศิษฐ์ กรรมการบริหาร บริษัท เพ็ท โพรเทคท์ ฟู้ด จำกัด ผู้ทำตลาดอาหารแมวและสุนัข แบรนด์ Kaniva (คานิว่า) เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าราว 47,000 ล้านบาท เติบโตปี 7-10% ต่อปี จากปัจจัย กระแสคนไทยมีลูกน้อยลง และเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้คนต้องการสิ่งเยียวยาจิตใจ นั่นคือ ‘สัตว์เลี้ยง’ ส่งผลให้ ผู้บริโภคไทย เปลี่ยนตัวเองเป็น พ่อหมาแม่แมว หรือ ‘Pet Parent’ เลี้ยงสัตว์เป็นลูก/คนในครอบครัว มากขึ้น สอดคล้องข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุจำนวนสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของในไทย ในปี 2567 มีอยู่ราว 5.38 ล้านตัว เพิ่มขึ้นราว 6% แบ่งเป็น สุนัข 45 ล้านตัว มีอัตราเติบโตปีละ 19% แมว 94 ล้านตัว มีอัตราเติบโตปีละ 28% สำหรับ ตลาดอาหารสัตว์มีมูลค่าราว 10,000 ล้านบาท เติบโตจากจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้น และ Pet Parent ใส่ใจสุขภาพหมาแมวมากขึ้น โดยเลือกอาหารสัตว์ที่มีคุณประโยชน์สูงขึ้น ต่างจากช่วงโควิดที่ตลาดสัตว์เลี้ยงเคยเติบโตถึง 15% และบางหมวดหมู่ อาทิ อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงอย่าง เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ โต 20-30% ขณะที่ กลุ่มอาหารแมว มีแนวโน้มเติบโตมากกว่าอาหารหมา เนื่องจาก แมวเป็นสัตว์ที่ผู้เลี้ยงมักจะให้รับประทานอาหารเม็ด หรือ อาหารเปียก ไม่ค่อยได้กินอาหารคนเท่ากับกลุ่มสุนัข หนึ่งปัจจัยให้กลุ่มผู้เลี้ยงแมวมีแนวโน้มซื้ออาหารสัตว์มากกว่า “ผู้เลี้ยงแมวมักซื้ออาหารแมวในปริมาณไม่มาก ด้วยพฤติกรรมของแมวมักมีนิสัยเลือกกิน และบางครั้งเบื่อง่าย จึงอาจต้องเปลี่ยนแบรนด์สลับกันไป ต่างจากสุนัขที่มีลอยัลตี้ในแบรนด์สูง มักไม่ค่อยเปลี่ยนอาหารมากนัก” จารุวัฒน์ กล่าว จารุวัฒน์ กล่าวว่า ความท้าทายในปี 2568 คือ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวลง ทำให้กระทบตลาดอาหารสัตว์ โดยผู้บริโภคบางส่วนลดค่าใช้จ่ายสัตว์เลี้ยงบางส่วน อาทิ Pet Parent กลุ่มสุนัข ปัจจุบันปรับเกรดอาหารหมาเฉลี่ยอยู่ที่ 800 บาท/เดือน หรือลดลงราว 20% จากเดิม 1,000 บาทต่อเดือน “Pet Parent กลุ่มแมวมีการลดลงเช่นกัน แต่น้อยกว่ากลุ่มน้องหมา ด้วยแมวมีอินไซด์ค่อนข้างเลือกกินอาหาร ทำให้ทาสแมวบางส่วนยอมอดข้าว หรือลดค่าใช้จ่ายในส่วนค่าอาหารตนเองมากกว่าลดค่าใช้จ่ายอาหารแมว” จารุวัฒน์ กล่าว อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจหลังไตรมาส 2 และไตรมาส3 ในปี 2568 ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะมีจำนวนการเลี้ยงสัตว์เพิ่ม แต่ในกลุ่มคนเลี้ยงเดิม คาดลดค่าใช้จ่ายลง เช่น อาจเลือกอาหารสัตว์ที่มีโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 ทำให้จากที่คนกลุ่มนี้ต้องซื้ออาหารทุกเดือน ก็อาจจะซื้อเดือนเว้นเดือนแทน จารุวัฒน์ กล่าว่า สำหรับแนวทางการทำตลาด Kaniva ในปี 2568 จะขยายกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ Gen Z และ Gen Alpha ด้วยพบว่าผู้บริโภคเจนฯ Z กว่า 1 ใน 3 หรือมากกว่า 30% เป็นกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ เป็นสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับ Gen X และ Baby Boomer ด้วยจำนวนที่สูงขนาดนี้ ตลาดอาหารสัตว์จะไม่ใช่แค่ตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่จะเปรียบเสมือนสินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Products) ทั่วไป ขณะที่ Gen Alpha แม้จะยังเด็ก และขณะนี้ยังไม่ใช่กลุ่มขับเคลื่อนตลาดหลัก แต่การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ตั้งแต่ยังเด็ก จะช่วยให้ในอนาคตเมื่อพวกเขาเลี้ยงสัตว์ จะนึกถึงแบรนด์ Kaniva ก่อนแบรนด์อื่นนั่นเอง จากแนวโน้มดังกล่าว คานิว่า จัดกิจกรรมการตลาดผ่านแคมเปญ Petstival ใจกลางสยาม ควบคู่กับการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ คือ ‘ศิลปินวง BUS’ ทั้ง 12 คน พร้อมแต่งตั้ง ‘เจษ – เจษฎ์พิพัฒน์ ติละพรพัฒน์’ ในฐานะเฟรนด์ ออฟ คานิว่า ‘Friend of Kaniva’ เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคนิว เจน เนอเรชั่น “แคมเปญฯ นี้เพื่อวางรากฐานแบรนด์ให้เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคในกลุ่มเจนฯ Z และ Alpha ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมบริโภคชัดเจนและพลังซื้อเติบโตต่อเนื่อง โดยใช้การ สื่อสารผ่านศิลปินที่มีอิทธิพลสูงในโซเชียลมีเดีย” จารุวัฒน์ กล่าวพร้อมเสริมว่า “คานิว่า จะสื่อสารการตลาดพร้อมใช้สื่อนอกบ้าน (Out of Home) มากกว่า 100 จุดทั่วกรุงเทพฯ ทั้ง BTS, MRT, LED และ Billboard เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ (Top-of-Mind) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นอกจากนี้ ในปี 2568 คานิว่า ยังวางแผนทำตลาดต่างประเทศเพิ่มอีก 2 ประเทศ อาทิ จีน จากปัจจุบันมีสินค้าจำหน่ายอยู่ 18 ประเทศทั้งในอาเซียน และตะวันออกกลาง พร้อมขยายตลาดในประเทศโซนยุโรปเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าในอีกหน่า 2 ปี พอร์ตธุรกิจคานิว่าจะมีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นสัดส่วน 20% จากเดิม 10% ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ขยายคลังสินค้า (Warehouse) เพิ่มอีกมากกว่า 10,000 ตร.ม. จากปัจจุบันมีอยู่ 45,000 ตร.ม. และใกล้เต็มอัตราการผลิต (capacity) เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด หลังจากเจรจาการค้าในประเทศใหม่ได้สำเร็จ พร้อมวางแผนทยอยเปืดตัวสินค้าใหม่เข้าตลาดต่อเนื่อง อาทิ อาหารเปียกแมวซีรีส์ไข่ตุ๋น, วิตามินบอล และคอลลาเจนบอล เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น จากปัจจุบัน Kaniva มีสินค้ากว่า 100 รายการ (SKU) และนับรวมบริษัทย่อยจะมี เฮ้าส์แบรนด์สินค้าอีก 10 แบรนด์ รวม 1,000 SKU ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าวทั้งหมด ในปี 2568 บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตธุรกิจ 30% จากปีก่อน (YoY) มีรายได้อยู่ที่ 1,167 ล้านบาท โดยคานิว่า อยู่ในตลาดมาราว 5 ปี มีผลประกอบการเติบโตทุกปี โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 292% ดังนี้ ปี 2563 รายได้ 90 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 71 แสนบาท ปี 2564 รายได้ 150 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2 ล้านบาท ปี 2565 รายได้ 442 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ 909 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4 ล้านบาท ปี 2567 รายได้ 1,167 ล้านบาท กำไรสุทธิ 84 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ตลาดสัตว์เลี้ยงโตแรง! มูลค่า 47,000 ล้านบาทโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี รับกระแส “ทาสรักลูก” ยอมรัดเข็มขัดตัวเองแต่ไม่ลดคุณภาพอาหารสัตว์ ‘คานิว่า’ ชี้ตลาดแมวแรงแซงหมา คนเลี้ยงแมวเลือกเปย์อาหารพรีเมียมต่อเนื่อง โดยเทรนด์ Gen Z – Gen Alpha เลี้ยงสัตว์มากขึ้น ดันอาหารสัตว์จาก Niche สู่ Mass Product คานิว่าเร่งปั้นแบรนด์ในใจผู้บริโภคนิวเจนฯ พร้อมขยายตลาดต่างประเทศสู่ 20% พร้อมเป้ารายได้ปี 2568 ทะลุ 1,167 ล้านบาท พร้อมแตกไลน์สินค้าใหม่-ขยายคลังรับดีมานด์
นิยามใหม่ ตลาดกาแฟ ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์อีกต่อไป ‘BONCAFE’ บอกคือ ‘ลักซูรี่ โปรดักส์’ แห่งยุค
BONCAFE มองตลาดกาแฟไทยเข้าสู่ยุค ‘สเปเชียลตี้ คอฟฟี่’ คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายให้ความหรูที่ดื่มได้ สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ผ่านการดื่มกาแฟ แรงหนุนตลาดกาแฟคั่วบด 5.5 พันล้านบาทในไทย โตแรงได้ต่อ By Doungjai Chittmongkol อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าการดำเนินธุรกิจ บอนกาแฟ ภาพรวมในปี 2568 มุ่งให้ความสำคัญในการออกกิจกรรมจัดแสดง(Roadshow) ผลิตภัณฑ์ต่างๆของบอนกาแฟ ไปยังในตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภายใต้ ปัตตานี, ยะลา, และนราธิวาส ให้การตอบรับบอนกาแฟ เป็นอย่างดี สำหรับตลาดภาคใต้ถือเป็นตลาดสำคัญของบอนกาแฟ ในปัจจุบัน จากการเข้าไปจัดหา (Supply) โซลูชันผลิตภัณฑ์กาแฟแบบครบวงจรในกลุ่มลูกค้าธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) โรงแรมที่พัก , ร้านอาหาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวสูงในภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจต่าง ๆ พร้อมขยายโรดโชว์ ไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟขยายตัวสูง “ตลาดร้านกาแฟในไทยยังมีโอกาสจากอัตราการบริโภคยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งการออกอีเวนต์จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่พาบอนกาแฟ ซึ่งเป็นโกลบอลแบรนด์เพื่อเข้าไปทำความรู้จักลูกค้าใหม่ๆ ในตลาดท้องถิ่นประเทศไทยมากขึ้น” อุษาพรรณ กล่าว ลงทุนเอไอ ทำตลาดกาแฟ ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนการทำตลาดในรูปแบบไฮบริดชาแนล เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านการจัดกิจกรรม/ออกบูธเพื่อแนะนำโซลูชั่นผลิตภัณฑ์บอนกาแฟ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้นและการซื้อซ้ำในช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์บอนกาแฟ และแพล็ตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ ชั้นนำในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มรายได้เป็น 15% ในปีนี้จากก่อนหน้ามียอดขายออนไลน์อยู่ที่ 10% “แนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับผู้บริโภคคนไทยกลุ่มวัยทำงานในปัจจุบัน ที่มักหาซื้อเครื่องทำกาแฟจากช่องทางออนไลน์ และต้องการรับเซอร์วิสการติดตั้งแบบครบวงจรในจุดเดียว ซึ่งแต่ละปีมีบอนกาแฟไทย มียอดขายเครื่องเฉลี่ย 800-1,000 เครื่อง” อุษาพรรณ กล่าวพร้อมเสริมว่า ล่าสุด บอนกาแฟ ประเทศไทย ได้ร่วมงานแสดงสินค้าอีกครั้งในงาน Thailand Coffee Fest 2025 โดยนำนวัตกรรมใหม่ และผลิตภัณฑ์กาแฟออร์แกนิก และกาแฟที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง Rainforest Alliance Certified และนมทางเลือกใหม่สำหรับบาริสต้าโดยเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ครบทุกเรื่อง บด ปั่น ชง ไปช่วงระหว่างวันที่ 10-13 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 7 เมืองทองธานี และได้การตอบรับจากกลุ่มผู้สนใจ เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ บอนกาแฟฯ ยังได้แนะนำผลิตภัณฑ์สายสุขภาพ คือ นมทางเลือกใหม่ The Alternative Dairy Co. จากออสเตรเลีย มี 3 รสชาติได้แก่ นมโอ๊ต, นมอัลมอนด์ และ นมถั่วเหลือง ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากบาริสต้าเพื่อบาริสต้าโดยเฉพาะ เหมาะกับการผสมเครื่องดื่มทั้งเมนูร้อน และเย็น รวมถึงการเทลาเต้อาร์ต ด้วยฟองนมคงตัวได้นาน รวมถึงการรับประทานเปล่า ๆ เช่นกัน ส่องตลาดกาแฟโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 3 ระยะ (Phrase)ในการเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างระบบ ERP และเอไอ เพื่อใช้ร่วมการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านในการทำธุรกิจ สำหรับ รายได้หลักจากทำตลาดช่องทางบีทูบี 80% อาทิ กลุ่ม โรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านคาเฟ่ เป็นต้น โดยสินค้าเครื่องชงกาแฟกลุ่มบีทูบี จะมีหลากหลายราคาเริ่มต้น 3 หมื่นบาทขึ้นไปและสูงสุดในราคาหลักล้านบาท และ กลุ่มบีทูซี 20% ส่วนเครื่องชงกาแฟในกลุ่มบีทูซี ซึ่งมักนำไปใช้ภายในบ้าน (Homeuse) จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเครื่องขึ้นไป ปัจจุบัน บอนกาแฟ มีสัดส่วนรายได้หลัก 50 % มาจากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบกาแฟ, กลุ่มอุปกรณ์/เครื่องชงกาแฟ 25% และ กลุ่มสินค้าสำหรับผู้บริโภค 15% และอื่นๆ 10% พร้อมวางเป้าหมายใน 3 ปีหน้ามีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มบีทูบี 60% และ กลุ่มบีทูซี 40% โดยในอีก 5 ปีหน้าจะมีรายได้ราว 2,000 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านมา บริษัทฯ รายได้ 765 ล้านบาท เติบโต 7% เทียบกับปีก่อน ซึ่งบอนกาแฟ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญยักษ์ธุรกิจกาแฟอิตาลี ‘BONCAFE’ ที่สร้างยอดขายได้สูงกว่า 50% เทียบกับประเทศอื่น 3 ปัจจัยหนุนตลาดกาแฟไทยยังไหว อุษาพรรณ กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน แต่ภาพรวมธุรกิจกาแฟในไทยได้รับผลกระทบไม่มากนัก ด้วยยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ จากปัจจัยหลัก การดื่มกาแฟกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์การบริโภค ที่สะท้อนการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ขณะที่ตลาดกาแฟของไทยในภาพรวมคาดมีมูลค่าราว 3.5 หมื่นล้านบาท แต่หากแบ่งเป็นตลาดกาแฟคั่วบด (Bean Ground Coffee) มีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 5.5 พันล้านบาท และขยายการเติบโตสูงถึง 15% โดยธุรกิจบอนกาแฟ เติบโตในทิศทางเดียวกับภาพรวมตลาด คือ อัตราการบริโภคกาแฟ (Consumption) กระแส (Trend) ความนิยมดื่มกาแฟอย่างต่อเนื่อง ด้านสุขภาพ มักดื่มในตอนเช้าเพื่อควบคุมบางอย่างในร่างกาย “คนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยราว 1-2 แก้วต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมีการบริโภคกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน” อุษาพรรณ กล่าว กาแฟโลกโดนทรัมป์เล่นด้วย ขณะที่ตลาดกาแฟระดับโลก ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบเมล็ดกาแฟที่มีแนวโน้มลดลง และอาจส่งผลการซัพพลายนั้น ซึ่งบอนกาแฟ ประเทศไทย ยังสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบเมล็ดกาแฟได้เป็นอย่างดี ด้วยเป็นแบรนด์กลุ่มธุรกิจระดับโลก มีแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟเพื่อทำตลาดขนาดใหญ่อยู่ที่ประเทศบราซิลและเวียดนาม รวมถึงการจัดซื้อเมล็ดกาแฟในประเทศไทยตามกลไกของราคา ทำให้การทำธุรกิจในไทยไม่ได้รับผลกระทบด้านวัตถุดิบ แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากปัญหาโลกร้อนซึ่งกระทบผลผลิตเมล็ดกาแฟโลกน้อยลงทำให้มีราคาผันผวน รวมถึงจากนโยบายกำแพงภาษีการค้าโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกาแฟด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องในภาพรวม อาทิ เมล็ดกาแฟ ผงมัจฉะจากไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงอุปกรณ์สินค้า บางรายการ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีราคากลางของกาแฟโดยเฉพาะไม่ได้อิงราคาโลก ด้วยเป็นส่วนนึ่งของนโยบายรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผลผลิตการเกษตรชาวไร่กาแฟไทย ซึ่งปัจจุบันเมล็ดกาแฟ อาทิ สายพันธุ์โรบัสต้า มีราคาอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม “ประเทศต้นทางสินค้ารายการดังกล่าว ต้องเร่งนำส่งของเหล่านี้ไปยังสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกก่อนมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าใหม่จากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดกาแฟในไทยขาดแคลนสินค้าดังกล่าวชั่วคราว คาดจะกลับมาคลี่คลายราว 2-3 เดือน” อุษาพรรณ กล่าว ร้านกาแฟรายย่อยยังไหวไหม? อุษาพรรณ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดกาแฟ หรือ คาเฟ่ (Cafe) ในกลุ่มผู้ประกอบการายย่อยในไทย ยังเติบโตและมีความน่าสนใจ จากกลุ่มนักลงทุนที่สนใจเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นไปตามวัฎจักรของตลาดร้านกาแฟ หรือ คาเฟ่ ที่จะมีทั้งการเปิดใหม่ร้านและการปิดร้านเดิมในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา “จากเดิม เมจิก นัมเบอร์ จากการขายกาแฟต่อวันอยู่ที่ 100 แก้วต่อวันต่อร้าน แต่ตอนนี้สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปจำนวนการขายต่อแก้วก็อาจลดลง แต่สามารถไปเพิ่มรายได้จากยอดขายอื่นได้” อุษาพรรณ กล่าวพร้อมเสริมว่า ขณะที่บอนกาแฟ มี 3 โมเดลธุรกิจร้านกาแฟ คือ สำหรับไซส์เอส ใช้งบลงทุนเริ่มต้น 50,000 บาทขึ้นไป, ไซส์เอ็ม ใช้งบลงทุนเริ่มต้ร 90,000-100,000 บาทขึ้นไป และไซส์แอล ใช้งบลงทุนตั้งแต่หลักแสนบาทขึ้นไป เพื่อรองรับนักลงทุนหรือผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยที่สนใจประกอบธุรกิจร้านกาแฟ คาดใช้ระยะเวลาคืนทุน 1-2 ปี โดยขึ้นอยู่กับศักยภาพทำเล แนวโน้มทั้งราคาวัตถุดิบและเทรนด์การบริโภคกาแฟที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ยังทำให้ กาแฟจะไม่ได้เป็น Commodity สินค้าดภคภัณฑ์อีกต่อไป แต่จะเป็นสินค้าหรูหรา เป็นลักซูรี โปรดักส์ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ผ่านการดื่มกาแฟ ขณะเดียวกันความนิยมการบริโภคกาแฟในกลุ่มคนไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและยังเป็นยุคของตลาดกาแฟพิเศษ หรือ Specialty Coffee ที่กลุ่มนักดื่มกาแฟรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ที่จะเริ่มเข้าถึงง่ายขึ้นทั้งเมล็ดกาแฟ และเครื่องทำกาแฟสำหรับโฮมยูส จากเดิมสเปเชียลตี คอฟฟี เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม (Niche Market ) เท่านั้นด้วยเป็นตลาดกาแฟมีราคาสูง ซึ่งต่อจากยุคกาแฟกึ่งสำเร็จรูป (Instant Coffee) กาแฟ ดริป (Drip Coffee) ในปัจจุบัน Alternate-X สรุปให้ BONCAFÉ ชี้ตลาดกาแฟไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘สเปเชียลตี้ คอฟฟี่’ คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อความหรูในแก้วกาแฟ ดันตลาดคั่วบดโต 5.5 พันล้าน เดินหน้าทำตลาดแบบไฮบริด-โรดโชว์เจาะใต้-อีสาน-ตะวันตก ลงทุนเทคโนโลยี AI+ERP หนุน B2B+ออนไลน์โตพร้อมวางเป้ารายได้แตะ 2,000 ล้านบาทใน 5 ปี
เมื่อน้ำเปล่าขวดลิตร มีผลต่อใจเรียกลูกค้าเข้าปั๊ม ‘บางจาก’ ฉีกแนวแจก ‘น้ำแร่’ ลายสะสม
สงครามโปรโมชั่นแจกน้ำดื่มในปั๊มน้ำมัน เริ่มทวีความแรงด้วยตอนนี้แจกแค่น้ำเปล่าบรรจุขวด 1 ลิตรธรรมดาไปแล้ว ล่าสุด ‘บางจาก’ เปิดเกมใหม่ขอแจกน้ำแร่ธรรมชาติ ไปเลย แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า สถานีน้ำมัน(ปั๊ม)แบรนด์ใด จะเป็นเจ้าแรกที่ใช้กลยุทธ์การตลาดส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์น้ำมันในปั๊ม ด้วยการแจกน้ำดื่มบรรจุขวดให้กับลูกค้า ที่เข้ามาเติมน้ำมันตามเงื่อนไขราคาที่กำหนดไว้ ที่ต่อมากลยุทธ์นี้ได้ขยายวงกว้างออกไปในปั๊มน้ำมันแบรนด์ต่างๆ ในเวลาไล่เรี่ยกันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยช่วงต้นๆของโปรฯดังกล่าว ในสถานีน้ำมันเครือปตท และบางจาก ได้เริ่มแจกน้ำดื่มฟรีให้กับลูกค้าที่เติมน้ำมันในปริมาณที่กำหนด เริ่มจากขนาดเล็ก (เช่น 500 มล.) ก่อนจะขยายเป็น 1 ลิตร ในเวลาต่อมา ถึงในตอนนี้สถานีน้ำมันหลายแบรนด์ ได้เริ่มปรับราคาการเติมน้ำมันขั้นต่ำตั้งแต่ 500 บาทพร้อมรับทันทีน้ำดื่มไซส์ลิตร 1 ขวดจากเดิม ใช้ราคาเริ่มต้น 900 บาท แต่หากปัจจุบันเติมน้ำมัน 1,000 บาทรับน้ำดื่ม 2 ขวดทันที ด้วยกลยุทธ์การตลาดโปรโมชั่นฯ ดังกล่าว เรียกว่าเป็นหนึ่งในหมัดฮุกเพื่อดึงลูกค้าเข้าปั๊ม ผ่านผลิตภัณฑ์น้ำดื่มธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นของที่ ‘ทุกคนต้องกิน’ แถมไม่หมดอายุเร็ว แจกแล้วได้ใช้แน่นอน อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกคุ้มค่าเงินที่จ่ายค่าน้ำมันออกไปแต่ได้ของน้ำของแถมกลับมาทันทีในสมการ ‘เติมเท่าเดิม แต่ได้ของเพิ่ม’ นอกจากนี้ยังสามารถพกพา หรือ ทิ้งติดรถไว้ในรถ ได้ทั้งขวดบรรจุ 600 มล.–1.5 ลิตร ให้ไปดื่มเองหรือเอาไว้แจกเพื่อนได้อีกด้วย ที่สำคัญ น้ำดื่มบรรจุขวดของแต่ละปั๊ม ยังกระตุ้นการจดจำแบรนด์ ด้วยมักเป็นขวดน้ำดื่มที่พิมพ์โลโก้แบรนด์ปั๊ม ซึ่งยัง Tie-in แบรนด์สถานีบริการน้ำมัน ไปพร้อมกันด้วยเมื่อทุกครั้งลูกค้าหยิบน้ำขึ้นดื่ม ก็เท่ากับ ‘เห็นแบรนด์’ ตลอดเวลา ล่าสุด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดสมนาคุณสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เมื่อเติมน้ำมันกลุ่มไฮพรีเมียม ได้แก่ บางจากไฮพรีเมียม 97 หรือ บางจากไฮพรีเมียมดีเซล S ครบทุก 1,200 บาท รับฟรี น้ำแร่ธรรมชาติ 100% บรรจุกระป๋องลิมิเต็ดคอลเลกชัน จำนวน 1 กระป๋อง มูลค่า 25 บาท มีทั้งหมด 4 ลวดลายน่าสะสม ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2568 ถึง 15 ตุลาคม 2568 ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ พิเศษ! รับเพิ่ม ส่วนลดลิตรละ 3 บาท ทุกวันจันทร์จนถึงวันจันทร์ที่ 29 กันยายน 2568 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangchakmarketplace.com ขณะที่ น้ำแร่ธรรมชาติบรรจุกระป๋อง ลิมิเต็ดคอลเลกชัน เป็นน้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากแหล่งน้ำที่ดีที่สุดในจังหวัดระนอง ผ่านกระบวนการผลิตที่สะอาด ปราศจากกำมะถัน มีปริมาณแร่ธาตุที่เหมาะสมต่อร่างกาย บรรจุกระป๋องลวดลายสวยงาม มี 4 ลายให้เลือกสะสม ได้แก่ Performance Power Protection Pureness ทั้งนี้ เพื่อสื่อถึงประสิทธิภาพน้ำมันบางจากไฮพรีเมียม และยังใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ 100% เป็นผลดีต่อสภาพแวดล้อม
บัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน ปรับใหม่หมดโลโก้ถึงผู้บริหาร เป้าผู้ใช้บัตรสิ้นปี68 ทะลุ 1 ล้านราย
บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ของกลุ่มเซ็นทรัล โดยบริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด ภายใต้กลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เป็นผู้ให้บริการบัตรฯ ล่าสุดได้รับการต่อสัญญาบริหารบัตรฯ ต่อเนื่องไปอีก 8 ปี และเป็นครั้งที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มความร่วมมือครั้งแรกในปี 2541 ต่อการรับสิทธิบริหารบัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน รอบใหม่ โดยเริ่มในปี 2568- 2575 ยังมาพร้อมกับ การยกเครื่องใหม่หมด นับตั้งแต่โลโก้ ไปจนถึงแนวคิดผลิตภัณฑ์ ที่มาพร้อมการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชิ้นใหม่ ที่สำคัญยังเปลี่ยนตัวผู้บริหารใหม่ อีกด้วย ‘อธิศ รุจิรวัฒน์’ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ย้อนจุดเริ่มต้นในปี 2541 จากความร่วมมือระหว่างสองกลุ่มบริษัทได้ร่วมกันขยายธุรกิจให้เติบโต จากบัตรเซ็นทรัล คาร์ด มีผู้ถือบัตรเพียง 15,000 ใบ จากนั้นได้พัฒนาสู่บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวันที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ถือบัตรกว่า 900,000 ใบ นอกจากนี้ บัตรฯ ดังกล่าวยังมีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนับจากสถานการณ์โควิด-19 เมื่อราว 5 ปีก่อน โดยผลิตภัณฑ์มีการเติบโตอย่างสูงสุด ‘Super Growth’ และต่อเนื่องถึงในปัจจุบัน จากในปี 2567 ที่ผ่านมามียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ นี้ราว 1.25 แสนล้านบาท เลยทีเดียว “บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เป็นมากกว่าบัตรเครดิตร่วม ด้วยส่วนแบ่งตลาดในปัจจุบันสูงถึง 5.5% ของตลาดบัตรเครดิต และยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่เติบโต 3 เท่า เทียบกับพ.ศ. 2560” อธิศ กล่าวพร้อมเสริมว่า ล่าสุดในโอกาสต่อสัญญารับสิทธิ์บริการบัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน ครั้งที่ 4 ยังได้ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่พร้อมเปิดตัวโฉมใหม่ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ ที่ไม่ใช่เป็นแค่บัตรเครดิตแต่เป็น ‘เปย์เมนต์ โซลูชั่น’ มาตอบไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้ตรงใจยิ่งขึ้น และสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับพันธมิตรหลัก “เป็นการรีแวมป์ครั้งใหญ่บัตรฯเซ็นทรัล เดอะวัน ที่มีอายุ 27 ปีในปัจจุบัน ทั้งโลโก้หน้าบัตรให้ทันสมัย สดใส ไปจนถึงการเปลี่ยนตัวเอ็มดี ใหม่เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์นี้ด้วยเช่นกัน” อธิศ กล่าวพร้อมเสริมว่า “การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ เพื่อให้สอดรับความต้องการของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ และเทคโนโลยีทางการเงินต่างๆที่เปลี่ยนไป ในรูปแบบต่างๆ ทั้งพลาสติก การ์ด, ครอสส์ เปย์, คิว อาร์ โค้ด หรือ โมบายล์ เปย์เมนต์ ซึ่งบัตรฯ เซ็นทรัล เดอะวัน จะยังตอบโจทย์ได้ทุกไลฟ์สไตล์ เพิ่มพอต์ดึงผู้ใช้บัตรฯรุ่นใหม่ ด้าน ‘ชีวิน ปราชญานุพร’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเนอรัล คาร์ด เซอร์วิสเซส จำกัด กล่าวว่า ปรับภาพลักษณ์ใหม่ของ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ในครั้งนี้ เน้นดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น ทันสมัย สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ยิ่งขึ้น พร้อมมุ่งสร้างการรับรู้จุดยืนของแบรนด์ ในฐานะผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ในทุกมิติของชีวิต โดยนำจุดแข็งจากพันธมิตรหลัก Central Group และ The 1 ซึ่งเป็น Loyalty Platform มาพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ‘T1 Dynamic Points พอยท์แบบใหม่ที่ให้มากกว่า’ มอบคะแนนเดอะวันมากกว่าที่เคยทุกวันที่ 15 ของเดือน บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน นับเป็นบัตรเครดิตใบแรกในประเทศไทยที่ให้คะแนนได้ในลักษณะนี้ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ได้ออกแบบให้คะแนนพิเศษในแต่ละหมวดสินค้าหรือแบรนด์ที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนั้นๆ เพื่อตอบโจทย์และสร้างประสบการณ์การใช้จ่ายที่ดียิ่งขึ้นเพื่อสมาชิกบัตร นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์หลักเช่นเดิม เช่น คะแนน The 1 สูงสุด 4 เท่า, ส่วนลดสูงสุด 10% ทั้งกลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล พร้อมเพิ่มสิทธิพิเศษที่โรงแรมในเครือ Centara และ SALA ขณะเดียวกัน บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ได้ออกแคมเปญสื่อสารแบรนด์และโฆษณาชุดใหม่ Everything has a Point – มีพอยท์ใช้อะไรก็มีเหตุผล ถ่ายทอดเรื่องราวของบัตรโฉมใหม่ ที่ให้คุณใช้ชีวิตครบทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าใช้จ่ายอะไรก็มีเหตุผล เพราะได้พอยท์ที่คุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ โดยสามารถติดตามได้ทางช่องทาง www.facebook.com/CentralThe1CreditCard ชีวิน กล่าวว่า “บริษัท คาดว่าภาพลักษณ์แบรนด์และสิทธิประโยชน์ที่โดดเด่นของบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน โฉมใหม่ ช่วยเพิ่มยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ให้สมาชิกใช้บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ในฐานะบัตรเครดิตหลักที่ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง” โดยนอกจากกลุ่มลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มวัยทำงานที่มีรายได้สูงแล้ว บริษัทยังตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าให้หลากหลายยิ่งขึ้น อาทิ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาบัตรเครดิตที่ให้สิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในครบครัน กลุ่มที่เริ่มมีเครดิตและกำลังมองหาบัตรแรกในชีวิต โดยตั้งเป้าภายในปี 2568 จะมียอดสมัครบัตรใหม่ 100,000 บัญชี สำหรับภาพรวมธุรกิจของบริษัทในปีนี้ นับว่าเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน 62,400 ล้านบาทหรือเติบโต 5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ร้านค้าในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปนับว่าเติบโตได้ดี โดยหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรที่มียอดเติบโตสูงสุด 3 อันดับแรกในช่วงครึ่งปีแรก ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ได้แก่ เซ็นทรัลออนไลน์ ร้านอาหารในเครือ CRG, ไทวัสดุ สำหรับหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรอื่นๆนอกเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่เติบโตสูงสุด ได้แก่ การเงินการลงทุน แพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ ประกันภัย ทั้งนี้ โดยภายในปี 2568 บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตร 137,000 ล้านบาทเติบโต 10% เทียบกับปีที่ผ่านมา Alternate-X สรุปให้ บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน ปรับโฉมใหม่ครบทุกมิติ ทั้งโลโก้ ดีไซน์บัตร แนวคิดผลิตภัณฑ์ และเปลี่ยนตัวผู้บริหาร พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายปี 2568 มียอดผู้ถือบัตรกว่า 1 ล้านราย จากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่โตต่อเนื่อง มุ่งสู่การเป็นมากกว่าบัตรเครดิต แต่คือ “โซลูชั่นการใช้จ่าย” ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมฟีเจอร์ใหม่ “T1 Dynamic Points” ที่มอบคะแนนสูงกว่าทุกวันที่ 15 ของเดือน และแคมเปญโฆษณาสะท้อนจุดยืนแบรนด์โฉมใหม่
ครึ่งหลังปี68 ‘แสนสิริ’ บริหารพอร์ตอสังหาฯพร้อมอยู่-สร้างใหม่ เจาะนักลงทุนกรุงเทพฯ-ภูเก็ต
แสนสิริ ยังแกร่งผ่านครึ่งแรกปี 68 กวาดยอดขาย 2.6 หมื่นล.บาท สร้างปรากฎการณ์ Sold Out 13 โครงการกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ไปต่อไตรมาส3 เติมของใหม่อีก 5 โครงการ คอนโด4-แนวราบ1 หลัง ท่ามกลางภาวะตลาดท้าทาย วิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่าในไตรมาส3 ปี 2568 บริษัทฯ วางกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนยอดขายต่อเนื่อง โดยมุ่งการบริหารจัดการโครงการพร้อมอยู่ และการเปิดโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ ที่มีความต้องการซื้ออย่างชัดเจนจากกลุ่มซื้ออยู่เองและซื้อเพื่อลงทุนทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต นอกจากนี้ แสนสิริ ยังนำร่องทำอินเวสต์เมนต์ โปรเจกต์ (Investment Project) ให้กับลูกค้าที่ซื้อเพื่อลงทุนในแนวราบ เช่น ณรินสิริ กรุงเทพกรีฑา ที่มีการปล่อยเช่ากันที่ระดับราคา 400,000 – 500,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นผลตอบแทนที่สูงมากถึง 9% ต่อปี ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อเช่าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาโมเดล Sansiri Community ในทำเลใหม่ๆ และให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายที่ดูแลอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพื่อช่วยผลักดันให้แสนสิริรักษาการเติบโตและครองความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาฯ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งหลังปี 2568 แสนสิริ วางแผนเปิดโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าท้ายตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวม ทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศ สถานการณ์ทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ผ่อนคลายมาตรการ LTV ให้กู้ได้เต็ม 100% ในทุกระดับราคา และ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง จะเป็นแรงกระตุ้นกำลังซื้อจากกลุ่มลูกค้าซื้ออยู่อาศัยเองและนักลงทุน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัวได้ สำหรับในไตรมาส 3 แสนสิริ เตรียมเปิด 5 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 15,300 ล้านบาท เป็นโครงการ คอนโดมีเนียม 4 แห่ง และ แนวราบ 1 แห่ง ประกอบด้วย วาลเลส เฮาส์ เซลฟ์ บาย แสนสิริ ไวด์เด็น บาย แสนสิริ เดอะ เบส เออร์เบิน พระราม 9 สราญสิริ จตุโชติ โดยมีแผนเปิดไฮไลต์โครงการพร้อมโอนและเปิดใหม่ ประกอบด้วย โครงการพร้อมโอน: เดอะ มูฟ สุขุมวิท 107, ดีคอนโด เซนส์ (บางแสน), โฟล บาย แสนสิริ, เดอะ เบส, เออร์เบิน พระราม 9 (เปิดใหม่และพร้อมโอน), โครงการเปิดใหม่: วาลเลส เฮาส์ ราคาเริ่ม 4.69 ล้านบาท คอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ เฮาส์ ในทำเล T77 คอมมิวนิตี้ เป็น Pets Welcome คอนโดมิเนียมโครงการแรกของ HAUS ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังเตรียมพรีเซลปลายเดือนสิงหาคมนี้ อาทิ ไวด์เด็น บาย แสนสิริ ราคาเริ่ม 9 ล้านบาท คอนโดมิเนียมใหม่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง แสนสิริ และ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้แห่งแรกในทำเลนางลิ้นจี่ สราญสิริ จตุโชติ ราคาเริ่ม 99 ล้านบาท บ้านเดี่ยวดีไซน์Urban Farmhouse อยู่ในจตุโชติคอมมิวนิตี้ของแสนสิริ เชื่อมต่อการเดินทางหลากหลายเส้นทาง ใกล้ทางด่วนจตุโชติ เพียง 5 นาที ขณะเดียวกัน ยังมีแบคล็อก (Backlog) หรือยอดขายรอโอนกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นยอดรับรู้รายได้ในปีนี้ 50% พร้อมโครงการจ่อ Sold Out กว่า 10 โครงการ ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญสำหรับรายได้ในครึ่งปีหลัง วิชาญ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวยังตอกย้ำความแข็งแกร่งผลดำเนินการในครึ่งแรกของปี 2568 (สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2568) แสนสิริ ทำยอดขายได้ 26,000 ล้านบาท (ราว 50% จากเป้าทั้งปีที่ตั้งไว้ 53,000 ล้านบาท) ทะลุเป้าครึ่งปีตามแผนการดำเนินงาน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแสนสิริ นอกจากนี้ ยังสร้างปรากฏการณ์ Sold Out ได้การตอบรับดีเยี่ยมในทุกเซกเมนต์ทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียม รวม 13 โครงการ มูลค่ากว่า 15,500 ล้านบาท โดยยังคงรักษาระดับการเติบโตของยอดขายได้อย่างแข็งแกร่ง โดยไฮไลต์ความสำเร็จ ได้แก่ พีทีวาย เรสซิเดนซ์ สาย 1 คอนโดมิเนียมริมหาดพัทยา ด้วยยอดขายสูงถึง 3,300 ล้านบาท เดมี พระราม 9 – เหม่งจ๋าย ซึ่งปิดการขายทันที 18 ยูนิต ก่อนวันพรีเซลล์ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ สร้างยอดขายกว่า 500 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีธุรกิจใหม่คือ ‘ต้นแบบ Crafted by Sansiri’ (บริการรับสร้างบ้านครบวงจร) ที่ทำรายได้ทะลุเป้ากว่าร้อยล้านบาท และเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) กันยายนนี้ “ที่สำคัญคือความแข็งแกร่งทางการเงินที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนส่งผลให้หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด Oversubscribe ไปมากกว่า 50%” วิชาญ กล่าว ล่าสุด แสนสิริ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 2025 Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการจัดอันดับบริษัทที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจมากที่สุด 500 แห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนิตยสารฟอร์จูน (Fortune) สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก การจัดอันดับนี้พิจารณาจากบริษัทที่มีรายได้สูงสุดในปี 2567 โดยแสนสิริเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยของไทย, อันดับที่ 41 ของประเทศไทย และอันดับที่ 251 จาก 500 บริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Alternate-X แสนสิริ เดินหน้ากลยุทธ์ครึ่งปีหลัง 2568 ด้วยการเปิด 5 โครงการใหม่ รวมมูลค่ากว่า 15,300 ล้านบาท พร้อมเจาะตลาดซื้ออยู่เอง-ลงทุนในทำเลศักยภาพทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต เร่งขับเคลื่อนยอดขายผ่านโครงการแนวราบเพื่อการลงทุน ที่สร้างผลตอบแทนสูงถึง 9% ต่อปี โชว์แบคล็อกกว่า 20,000 ล้านบาท พร้อมโครงการจ่อ Sold Out หนุนรายได้ครึ่งปีหลัง หลังครึ่งปีแรกทำยอดขายแล้วกว่า 26,000 ล้านบาท คิดเป็น 50% ของเป้าทั้งปี สะท้อนความเชื่อมั่นของตลาด ล่าสุดติดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องปีที่ 2 ตอกย้ำความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำอสังหาฯ ไทย
‘พฤกษา’ ปรับจุดขายใหม่ ส่ง ‘อินโน พรีคาสท์’ เจาะกลุ่มนัน-เรสซิเดนซ์ มองอสังหาฯ ฟื้นอีกที2 ปีหน้า
‘อินโน พรีคาสท’ ในเครือพฤกษา จับสัญญาณตลาดอสังหาฯ ซึมยาว 2 ปี คาดฟื้นปี 2570 ส่ง ‘พรีคาสท์’ เจาะกลุ่มนัน-เรสซิเดนซ์รับดีมานด์อุตฯโรงงาน-ท้องถิ่น ต้องการชิ้นส่วนวัสดุส่วนประกอบสำเร็จรูป เร่งงานเสร็จเร็ว-บริหารแรงงานขาดแคลน ‘ทรงศักดิ์ ปิยะวรรณรัตน์’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน พรีคาสท์ จำกัด ในเครือ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางแผนขยายการรับงานในโครงการอสังหาริมทรัพย์กลุ่มไม่ใช่ที่อยู่อาศัย (Non-Residences) เพิ่มขึ้น โดยวางแผน 2-3 ปีข้างหน้า จะปรับสัดส่วนการรับงานโครงการฯกลุ่มนี้อยู่ที่ 30% ของรายได้ จากเดิม 20% ส่วนกลุ่ม Residences จะเหลือสัดส่วน 70% จากเดิม 80% ทั้งนี้ บริษัทฯ เริ่มรับลูกค้าธุรกิจพรีคาสท์ ในกลุ่มโรงงานและเฮ้าส์ หลังเห็นโอกาสในตลาดโดยเฉพาะในทำเลเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EEC) พร้อมเข้าไปเจรจาขายผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนพรีคาสท์สำเร็จรูปให้ผู้รับเหมาทั้งในท้องถิ่น และผู้รับเหมาชาวจีนที่รับงานก่อสร้างโรงงานในจังหวัด ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา โดยราคาผลิตภัณฑ์พรีคาสท์ อยู่ที่ 5,000 บาท/ตารางเมตรพื้นที่ใช้สอย “ค่าก่อสร้างแบบพรีคาสท์แทบไม่ต่างจากค่าก่อสร้างแบบปกติ ห่างกันไม่ถึง 5% แต่จุดเด่นคือ ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 สัปดาห์ และไม่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันภาคก่อสร้างมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานค่อนข้างมาก” ทรงศักดิ์ กล่าว พร้อมเสริมว่า สำหรับแนวทางดังกล่าว ยังเป็นการปรับตัวรับสถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ที่อยู่อาศัย คาดชะลอตัวจากนี้ 2 ปี (พ.ศ. 2568 – 2569) จากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวดี และประเมินว่าตลาดจะเริ่มฟื้นขึ้นมาภายในปี 2570 “แนวโน้มดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาฯ ชะลอการสต๊อกสินค้า จากเดิมจะพัฒนาบ้านรองรับความต้องการล่วงหน้า 5 ปี ก็เหลือสต๊อกล่วงหน้าเพียง 2 ปี เพราะซัพพลายในตลาดยังมีอยู่ จึงต้องเร่งระบายสินค้าเดิมก่อน” ทรงศักดิ์ กล่าว ขณะที่ บริษัทฯ มีแบคล็อก (Backlog) อยู่ในมือราว 4,000 ล้านบาท คาดทยอยรับรู้รายได้ใน 3-5 ปี ซึ่งเป็นสัญญาจ้างผลิตพรีคาสท์สำหรับบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ โดยเริ่มเห็นแนวโน้มจากลูกค้าขอเลื่อนการผลิตและส่งมอบสินค้าออกไป ซึ่งบริษัทฯ มีความเข้าใจในสถานการณ์นี้และไม่ได้เร่งรัดลูกค้าแต่อย่างใด “ช่วงก่อนหน้านี้ ธุรกิจพรีคาสท์มีฐานลูกค้าหลักในกลุ่มที่อยู่อาศัยราว 80% แต่จากสัญญาณดังกล่าว บริษัทฯได้หันไปขยายการรับงานคอนกรีตสำเร็จรูป ป้อนในกลุ่มธุรกิจนัน-เรสซืเดนซ์ ที่มีสัดส่วน 20% อาทิ ผนังและคานสำหรับกลุ่มโรงงาน, รั้วคอนกรีต, บ่อบำบัดสำเร็จรูป, เขื่อน เป็นต้น” ทรงศักดิ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมขยายทำพรีคาสท์สำหรับสระว่ายน้ำภายในปี 2568 เพิ่มเติมจากการทำผนัง เสา และคานสำเร็จรูป ซึ่งเป็นจุดแข็งทำให้ ‘อินโนพรีคาสท์’ เหนือกว่าคู่แข่ง ที่อาจทำได้แค่ผนังสำเร็จรูปเท่านั้น โดยบริษัทฯ มีศักยภาพการผลิตอยู่ที่ 5 ล้านตารางเมตรต่อปี คิดเป็นการสร้างบ้าน 1,500 หลังต่อเดือน ปัจจุบันมีการใช้งานจากอัตราการผลิต (capacity) อยู่ที่ 40% ทรงศักดิ์ กล่าวว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว บริษัทฯ คาดว่า ปี 2568 จะทำรายได้ไม่ถึง 2,000 ล้านบาท จากปี 2567 มีรายได้ 2,000 ล้านบาท และปี 2566 มีรายได้ราว 2,200 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ อินโน พรีคาสท์ ปรับแผนรุกตลาด Non-Residences รับมืออสังหาฯ ที่อยู่อาศัยชะลอตัว 2 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้กลุ่มนัน-เรสซิเดนซ์ เป็น 30% ภายใน 2-3 ปี จากเดิม 20% เจาะตลาด EEC ขายพรีคาสท์ให้โรงงาน-ผู้รับเหมาจีน ชูจุดเด่นก่อสร้างเร็ว ใช้แรงงานน้อย คาดปี 2568 ประเมินรายได้ลดเหลือไม่ถึง 2,000 ล้านบาท จากการชะลอสั่งผลิตของลูกค้า เตรียมขยายสินค้าใหม่ เช่น พรีคาสท์สำหรับสระว่ายน้ำ เสริมความสามารถแข่งขันในอนาคต
ตลาดฟิลเลอร์ โตแรง ปี68 ทั่วโลกแตะ 1.7 แสนล.บาท เทรนด์คนรุ่นใหม่ขอสวยไวไม่ผ่าตัด
‘Ke MEDICAL’ จากเกาหลีบุกความงามไทย รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ขอผิวยกกระชับสวยไวแบบไม่ผ่าตัด หนุน ‘HA filler ฟิลเลอร์’ โตแรง ปี68 แตะ 1.7 แสนล.บาท ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ตลาดความงามยังเป็นเซ็กเตอร์ที่มีแนวโน้มขยายตัว จากปัจจัยหลักผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสร้างความสุขด้วยการดูแลตัวเองให้ดูดี สอดคล้องกระแสการดูแลผิวหน้า ผ่านการทำหัตถการยกกระชับผิวหน้าพร้อมเติมเต็มผิวให้อิ่มฟู ดูชุ่มชื้น แบบไม่ต้องผ่าตัด ที่ขยายความต้องการมากขึ้น เช่นกัน โดยเฉพาะการนำ Hya filler สารเติมเต็มชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบหลักเป็นกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิต HA น้อยลง ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและสูญเสียความยืดหยุ่น ดังนั้น HA filler จึงถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มริ้วรอยร่องลึก ช่วยให้ผิวดูอิ่มฟู และปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน และกลายเป็นอีกหนึ่งบริการด้านหัตการผิวพรรณ์ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในธุรกิจคลินิกผิวพรรณ รวมถึงในไทย ขณะที่ ข้อมูลจากเว็บไซต์ GlobeNewswire วิเคราะห์ตลาด Hyaluronic Filler หรือ ‘HA Filler’ ในปี 2568 คาดมูลค่าการเติบโตอยู่ที่ 5,270 ล้านดอลลาร์ หรือราว 171,459 ล้านบาท และอีก 7 ปีหน้าหรือในปี 2575 จะขยายตัวเพิ่มสู่ 9,050 ล้านดอลลาร์ หรือราว 294,441 ล้านบาท พร้อมกับมีผู้เล่นเข้ามาแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้นอีกมากมายผ่านการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคที่อยากปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่านการผ่าตัด ทำให้ ‘HA Filler’ กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของตลาดความงามในยุคปัจจุบัน แนวโน้มดังกล่าว ยังเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัท เคย์ เมดิคอล จำกัด (Ke MEDICAL) ผู้จัดจำหน่ายนวัตกรรมด้านความงามและการแพทย์ มองเห็นโอกาสพร้อมเปิดตัว Xspurt (เอ็กซ์สเปิร์ท) ด้วยนวัตกรรมช่วยเสริมจุดเด่นใบหน้าให้แลดูเป็นธรรมชาติ มาทำตลาดในประเทศไทย ด้าน ปณิธิ กอบกุลสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคย์ เมดิคอล จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Ke MEDICAL เพื่อทำตลาดเชิงรุกธุรกิจความงามเต็มตัว ในคอนเซปต์ ‘เพราะทุกความงามต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย’ ด้วยมาตรฐานและผ่านการรับรองตามหลักมาตรฐานระดับสากลและในประเทศไทย วางกลุ่มเป้าหมายหลักการทำตลาดรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) และคลินิกชั้นนำทั่วประเทศ สำหรับผลิตภัณฑ์ ‘Xspurt’ มีส่วนประกอบหลักอย่าง Hyaluronic Acid (HA) ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ยาวนาน ผลิตจาก HA บริสุทธิ์และมีความยืดหยุ่น โดยมีการกรองสาร BDDE (Butanediol Diglycidyl Ether) ซึ่งเป็นสารเชื่อมโมเลกุลไฮยาลูโรนิค แอซิด (HA) ให้อยู่ในปริมาณที่ต่ำซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองในบางราย รวมทั้งยังมีความแข็งแรงและยืดอายุของ HA ให้คงประสิทธิภาพไว้ได้นานยิ่งขึ้น (ขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้า และพฤติกรรมของแต่ละบุคคล) โดยบริษัทฯ ทำตลาด Xspurt 3 รุ่น ได้แก่ Xspurt Breeze: เหมาะสำหรับผิวที่มีริ้วรอยตื้น เช่น ใต้ตา ริมฝีปาก หน้าผาก Xspurt Climax: เหมาะสำหรับผิวที่มีริ้วรอยลึก เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ร่องหน้าผาก ซึ่งจะต้องลงลึกไปถึงชั้นของผิว และ Xspurt Finale: เหมาะสำหรับการเติมเต็มในบางจุดของใบหน้า เช่น คาง แนวกรอบหน้า ลงลึกไปถึงใต้ชั้นผิวหนัง ปณิธิ กล่าวว่าในปีแรกของการทำตลาด บริษัทวางเป้าหมาย Ke MEDICAL อยู่ที่ 100 ล้านบาทในสิ้นปี 2568 พร้อมวางแผนนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่มของหัตถการ และกลุ่มโปรแกรมยกกระชับ เพิ่มในอนาคต Alternate-X สรุปให้ ตลาด Hyaluronic Acid Filler หรือ HA Filler ทั่วโลกปี 258 คาดแตะ 171,45ล้านบาท และจะพุ่งถึง 294,441 ล้านบาทในปี 2575 จากดีมานด์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่หนุนตลาดฟิลเลอร์เติบโตสูงต่อเนื่อง โดยไม่ต้องผ่าตัด เป็นโอกาสของ Ke MEDICAL เปิดตัว Xspurt ฟิลเลอร์ใหม่เจาะตลาดคลินิกไทย ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล แบ่งออกเป็น 3 รุ่น ครอบคลุมทุกปัญหาผิว ตั้งแต่ริ้วรอยตื้นลึกถึงการปรับรูปหน้า พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีแรก 100 ล้านบาท พร้อมเตรียมขยายไลน์สินค้าหัตถการเสริมความงามในอนาคต
เปิดสถิติครึ่งแรกปี68 ราคาทองในไทยพุ่ง 25% ย้อนหลัง 20 ปีให้ยีลด์เฉลี่ย 9% ต่อปี
YLG มอง 5 ปัจจัยหนุนแรงราคาทองคำทั้งปี มีลุ้นเป้าสูงสุด 3,650 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ รับจังหวะลงทุนผ่าน Gold Wallet บนแอปฯเป๋าตังสะสมทองคำ เริ่มต้น 100 บาท พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 25% ถือว่าปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างแรงและเร็วเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ทั้งปีราคาปรับขึ้นไปที่ 27% โดยปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาจาก ความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน สงครามการค้า หลังการรับตำแหน่งของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งแม้ว่า โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะส่งสัญญาณขยายเวลาการเจรจากับประเทศคู่ค้า หลังกล่าวว่าภาษีศุลกากรจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม อย่างไรก็ดีล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ โพสผ่าน Truth Social ขู่จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% ต่อประเทศใดก็ตามที่ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับกลุ่ม BRICS ซึ่งเขาระบุว่าเป็น ‘นโยบายต่อต้านอเมริกา’ ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่นในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดียังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง คือ การเข้ามาซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ในลักษณะการซื้อทุกราคาโดยไม่ขายออกมา แรงซื้อจากกองทุน ETF ทองคำที่เข้ามาลงทุนในทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงมากขึ้นยิ่งทำให้ราคาทองทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งนี้มองสาเหตุที่ทองคำยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และไม่สามารถพิมพ์เพิ่มขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งแตกต่างจากเงินตราของประเทศต่างๆ ทองคำจึงสามารถป้องกันอัตราเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของสกุลเงิน ขณะเดียวกัน สถิติย้อนหลัง 20 ปีพบว่าทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.36% ต่อปี ไม่เพียงเท่านี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ในช่วงเกิดความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยกว่า 10% และทองคำมีความพิเศษคือมีสภาพคล่องสูงสามารถซื้อขายเปลี่ยนเป็นเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้ทองคำได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย สำหรับแนวโน้มการเคลื่อนไหวของทองคำในระยะยาวปีนี้ YLG มองว่าทองคำยังมีโอกาสขึ้นไปแตะ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ และหากสถานการณ์ความกังวลต่าง ๆ ยังไม่คลี่คลายก็มีโอกาสที่จะไปได้ถึง 3,650 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศนั้น มีโอกาสขึ้นไปแตะ 53,800 บาทต่อบาททองคำ และแนวต้านถัดไปที่ 56,200 บาทต่อบาททองคำ (โดยคาดการณ์ที่ค่าเงินบาทระดับ 32.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ส่วนนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำแต่มีเงินลงทุนเริ่มต้นจำกัด YLG ได้เปิดให้บริการ Gold Wallet บริการซื้อขายทองคำแท่ง 99.99% ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ด้วยราคาเรียลไทม์ ซื้อขายทองต่อครั้งด้วยขั้นต่ำ 0.1 ออนซ์ สูงสุดแบบเต็มเพดาน ได้สูงสุดถึง 700 ออนซ์ หรือ 20 กิโลกรัม ลงทุนแบบสะสม ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้น แนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2 Alternate-X สรุปให้ YLG คาดราคาทองคำปี 2568 อาจแตะสูงสุด 3,650 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ จาก 5 ปัจจัยหนุน เช่น ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ความขัดแย้งทางการเมือง และแรงซื้อจากธนาคารกลาง ชูทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย-ป้องกันเงินเฟ้อ พร้อมลงทุนสะสมได้แม้เริ่มต้นเพียง 100 บาท ผ่านแอป Get Gold by YLG ซื้อ-ขายทองคำแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์นักลงทุนรุ่นใหม่ พร้อมส่งเสริมการลงทุนแบบ DCA เพื่อสร้างวินัยสะสมทองในระยะยาว ส่วนแนวโน้มทองในประเทศอาจแตะ 56,200 บาท หากค่าเงินบาทอยู่ระดับ 32.45 บาท/ดอลลาร์
ยูโอบี เปิดผลสำรวจธุรกิจไทยเตรียมขยายตลาดภูมิภาค รับผลกระทบภาษีทรัมป์
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เผยรายงาน UOB Business Outlook Study ประจำปี 2568 สะท้อนแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทยท่ามกลางความท้าทายจากการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานโลก การสำรวจจัดเก็บข้อมูลเมื่อมกราคม 2568 และสัมภาษณ์เพิ่มเติมในเดือนเมษายน 2568 พบว่า แม้ภาคธุรกิจไทยจะดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง แต่ยังแสดงศักยภาพในการปรับตัว ผ่านการขยายโอกาสในภูมิภาคอาเซียน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยผลสำรวจพบว่า ภายหลังจากการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา มากกว่าร้อยละ 90 ของภาคธุรกิจคาดว่าจะเผชิญกับภาวะหยุดชะงักในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันร้อยละ 68 คาดว่าจะปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเร็วยิ่งขึ้น และร้อยละ 60 มองว่าความยั่งยืนมีความสำคัญ โดยมีมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาเป็นปัจจัยเร่งสำคัญ วีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO & Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ผลสำรวจ UOB Business Outlook Study ประจำปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวต่อความท้าทายระดับโลก ด้วยการมองหาโอกาสใหม่ในระดับภูมิภาค การประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัล และการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในภาคธุรกิจในระยะยาว อย่างมั่นคง โดย ธนาคารยูโอบีพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจไทยอย่างเต็มที่ ด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ ความเชี่ยวชาญในตลาดภายในประเทศ และเครือข่ายที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน” ภาษีสหรัฐฯ ฉุดความเชื่อมั่น จุดประกายธุรกิจเร่งปรับตัว ผลสำรวจพบว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจปรับตัวลดลงจากร้อยละ 58 ในปี 2024 เหลือร้อยละ 52 ภายหลังการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กแสดงความกังวลมากที่สุด ปัจจัยหลักที่สร้างแรงกดดันคือ ต้นทุนการดำเนินงานและเงินเฟ้อ โดยร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถาม คาดว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้น และร้อยละ 57 คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คืออสังหาริมทรัพย์และธุรกิจการให้บริการ ภาคธุรกิจไทยได้ริเริ่มมาตรการสำคัญเพื่อรับมือสถานการณ์ ดังนี้ ลดต้นทุน: ธุรกิจ 3 ใน 5 โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลาง (ร้อยละ 67) ได้ดำเนินการมาตรการลดต้นทุน เพิ่มรายได้: ธุรกิจจำนวนมากมุ่งขยายฐานลูกค้าใหม่และแสวงหาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ต้องการการสนับสนุน: ธุรกิจให้ความสำคัญกับความช่วยหลือทางการเงิน (ร้อยละ 92) การสนับสนุนด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน (ร้อยละ 65) และการให้คำปรึกษาหรือฝึกอบรม (ร้อยละ 50) เพื่อสร้างเสริมความสามารถในการปรับตัว ความกดดันในห่วงโซ่อุปทาน ผลักดันให้ธุรกิจไทยมุ่งเน้นตลาดภูมิภาค ร้อยละ 90 ของธุรกิจไทยมุ่งเน้นการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ทว่ามาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกากลับส่งผลให้ภาวะหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทานทวีความรุนแรงขึ้น ร้อยละ 80 ของธุรกิจคาดว่าจะเผชิญความท้าทายเพิ่มเติมจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูง แนวทางสำคัญที่ธุรกิจจะใช้ในการรับมือ ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล: ธุรกิจ 4 ใน 10 ราย นำการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้เพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2024 แซงหน้ากลยุทธ์การกระจายความเสี่ยง การค้าภายในภูมิภาคอาเซียน: ธุรกิจเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกในภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลให้การค้าภายในภูมิภาคเติบโต ความต้องการสนับสนุน: ธุรกิจมองหามาตรการจูงใจทางภาษี การเข้าถึงเทคโนโลยี และการฝึกอบรมแรงงาน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลเร่งเสริมความสามารถในการปรับตัว การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ โดนร้อยละ 40 ของธุรกิจได้นำเครื่องมือดิจิทัลมาผสานรวมอย่างเต็มรูปแบบ และร้อยละ 68 คาดว่าจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลหลังการยระกาศมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ทั้งนี้ ธุรกิจไทยมองว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ อาทิ การสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การขยายการเข้าถึงลูกค้า และการเข้าสู่ตลาดที่รวดเร็วขึ้น อย่างไรก็ดี ความกังวลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ต้นทุน และความเสี่ยงจากการละเมิดข้อมูล ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเผชิญ และกระตุ้นความต้องการด้านการฝึกอบรมและการวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะอุตสาหกรรม ธุรกิจไทยเร่งเดินหน้าสู่ความยั่งยืน แม้ต้องเผชิญความท้าทาย โดยมากกว่าร้อยละ 90 ของธุรกิจจะตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน แต่มีเพียงร้อยละ 53 เท่านั้นที่ได้นำแนวทางปฏิบัติไปใช้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มากกว่าร้อยละ 60 คาดว่าจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อความยั่งยืน อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุนที่สูง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมจ่ายราคาพรีเมียมสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ มากกว่าร้อยละ 30 อยู่ระหว่างการพิจารณานำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ พร้อมทั้งแสวงหาข้อมูลและคำปรึกษาเพื่อพัฒนาแนวทางดังกล่าว ธุรกิจไทยเร่งขยายสู่ต่างประเทศ โดยเน้นภูมิภาคอาเซียนเป็นหลัก ธุรกิจไทยเกือบร้อยละ 90 มีแผนขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยมากกว่าร้อยละ 50 คาดว่าจะเร่งดำเนินการหลังมาตรการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ประเทศเป้าหมายหลัก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม รองลงมาคือจีนและภูมิภาคเอเชียเหนือ ทั้งนี้ แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการเติบโตของรายได้และกำไร แม้ยังเผชิญความ ท้าทายด้านจำนวนลูกค้าและความเข้าใจตลาดที่จำกัดในแต่ละประเทศก็ตาม ภาคธุรกิจจึงต้องการข้อมูลเชิงลึก การสนับสนุนทางการเงิน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อขยายตลาดข้ามพรมแดน แรงงานยังคงเป็นปัญหาหลักที่ธุรกิจต้องเผชิญ ครึ่งหนึ่งของธุรกิจไทยยังคงเผชิญปัญหาด้านแรงงาน โดยเฉพาะเรื่องค่าตอบแทนและความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้และความคาดหวังของบุคลากรรุ่นใหม่ ผลการสำรวจยังชี้ว่า ธุรกิจเกือบร้อยละ 40 จึงประสบปัญหาในการรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ แนวทางรับมือกับปัญหานี้ ได้แก่ การเพิ่มค่าตอบแทน การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน และการสลับบทบาทหน้าที่ภายในองค์กร อ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ https://www.uobgroup.com/asean-insights/articles/uob-business-outlook-study-2025-thailand.page Alternate-X สรุปให้ ยูโอบี เผยรายงานธุรกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและต้นทุนการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังแสดงศักยภาพในการปรับตัว ผ่านการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการขยายตลาดอาเซียน ขณะที่การใช้เทคโนโลยี วิเคราะห์ข้อมูล และแนวทางความยั่งยืนถูกเร่งให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น โดยธุรกิจต้องการการสนับสนุนด้านการเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และข้อมูลเชิงลึกเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงแรงงานยังคงเป็นความท้าทายหลัก โดยเฉพาะการรักษาคนเก่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
‘เอ้ก ดิจิทัล’ ดึงอินไซต์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ในอุตฯค้าปลีก เปลี่ยนใจซื้อให้ไวด้วย AI
เอ้ก ดิจิทัล เข้าถึงอินไซต์ข้อมูลผู้บริโภคค้าปลีกจากแม็คโคร-โลตัส ตีโจทย์ให้แบรนด์-นักการตลาด เปลี่ยนจากแค่ดูสู่ ‘Click to Action’ ตัดสินใจซื้อทันทีผ่าน RMNs ชัชพล องนิธิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป ธุรกิจ Media Convergence บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด ผู้ให้บริการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง เทคโนโลยี และโซลูชันด้านข้อมูล เปิดเผยว่าสื่อโฆษณาการตลาดดิจิทัลผ่านเครือข่ายสื่อธุรกิจค้าปลีก Retail Media Network (RMNs) เพื่อให้แบรนด์สินค้าสื่อสารกับลูกค้าที่กำลังจะซื้อ ณ จุดขาย โดยเฉพาะการปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มีส่วนร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกแบรนด์ต่างๆในตลาดเดียวกัน มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับกระแสพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่กลุ่ม มิลเลนเนียล เจนเนอเรชั่น (Y Generation) และ ซี เจนเนอเรชัน (Z Generation) ที่มีความแตกต่างไปจากคนยุคก่อนหน้า ครอบคลุม 3 ด้านหลัก คือ Wiser Wallet การใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด จากปัจจัย 72% กังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้า นำไปสู่ความระมัดระวังในการซื้อของ ลูกค้ามีการเปรียบเทียบมากขึ้น ทั้งคุณภาพ ราคา และปริมาณ โดยมองหาสินค้าราคาดีมีคุณภาพที่ยอมรับได้ ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ไว้วางใจในคุณค่า และเป็นมืออาชีพ Experience Seekers ผู้แสวงหาประสบการณ์ 68% ของคนมิลเลนเนียล และเจนฯ ซี เต็มใจเพื่อจ่ายมากขึ้นสำหรับความตื่นเต้นและการดื่มด่ำประสบการณ์ 72% ของลูกค้าเรียกดูร้านค้าและเพลิดเพลินไปกับช่วงเวลาในการทดสอบ ทดลอง สัมผัส และรู้สึกถึงผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ใหม่ ๆ และต้องการที่จะมีส่วนร่วมกับแบรนด์เพื่อมีอิทธิพล กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และสร้างวัฒนธรรมร่วม ด้วยกัน Fluid Customers ความลื่นไหลของลูกค้า 50% ของลูกค้าทั่วโลก มีการข้ามชาแนลและพฤติกรรมของตัวเองในรูปแบบเดิม ๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยผสมกันทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ลูกค้าเป็นแบบ Multi-Persona มีความหลากหลายลักษณะในการเป็นผู้ซื้อหนึ่งคนโดยขึ้นอยู่ในแต่ละโอกาส ความสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมงเป็นสิ่งที่ ผู้บริโภคคาดหวังจากแบรนด์ จากพฤติกรรมการสลับช่องทางเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน อย่างรวดเร็ว จากพฤติกรรมเหล่านี้ ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีก และนักการตลาดต้องปรับตัวเพื่อดึงข้อมูลเชิงลึกลูกค้ากลุ่มนี้มาใช้ร่วมกับกลยุทธ์สื่อสารการตลาดและนำข้อมูลขนาดใหญ่ ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้ได้แม่นยำ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในแต่ละช่องทาง และในแต่ละโมเมนต์ได้ในทันที ” ผู้บริโภคไวเซอร์ วอลเล็ต กลุ่มมิลเลนเนียลและเจนฯซี มีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งวันนี้เราอาจจะประหยัดให้กับบางเรื่อง แต่ก็ยอมสิ้นเปลืองและพร้อมจ่ายให้กับประสบการณ์บางเรื่องในทันที เช่นกัน” ชัชพล กล่าว ชัชพล กล่าวว่า แบรนด์ในยุคปัจจุบัน นอกจากสร้างการรับรู้แล้วยังต้องให้ผู้บริโภค ‘ลงมือทำ’ บางสิ่งกับแบรนด์ เช่น การคลิก, ตัดสินใจซื้อ, ซื้อซ้ำ หรือแชร์ต่อ ขณะที่ เอ้ก ดิจิทัล ได้นำรีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก (RMNs) แบบ Omnichannel โดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้แบบเรียลไทม์ สามารถเปลี่ยน ‘ผู้เห็นโฆษณา’ ณ จุดขาย ให้กลายเป็น ‘ผู้ซื้อ’ ได้ในอัตราส่วน 8 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับอัตรา 66 ต่อ 1 ของโฆษณาที่ไม่ได้ใช้ RMNs พร้อมจุดแข็งที่แตกต่างประกอบด้วย การผสานดาต้าเชิงลึก 720 องศาที่ใหญ่ที่สุดในไทย MediaFusion แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วย EGG AI Agent (Agentic AI) เครือข่ายสื่อ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ทั้งรีเทลมีเดียเน็ตเวิร์กจากโลตัสและแม็คโคร ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของชุมชนทั่วประเทศ, สื่อโซเชียลมีเดียแบบเฉพาะบุคคลที่ปรับการทำงานระหว่างทางได้ตลอด, สื่อ KOLs ที่สร้างคอนเทนต์ได้ตรงใจจากข้อมูลเชิงลึก, สื่อป้ายดิจิทัลนอกบ้านอัจฉริยะที่สามารถปรับโฆษณาได้ตามสถานการณ์ของแบรนด์ในแต่ละวัน และสื่อ On-Ground Activation โดยนำมาพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘Everyday Touchpoint Attention to Conversion’ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่โฆษณาให้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในทุกช่วงเวลา พร้อมทำให้ทุกทัชพอยท์ที่ผู้บริโภคเห็นโฆษณากลายเป็นจุดสร้าง ‘ความสนใจ’ และนำไปสู่ ‘การลงมือทำ’ ที่สร้างโอกาสทางธุรกิจที่มีมูลค่าให้กับแบรนด์และนักโฆษณา” ชัชพล กล่าว บริษัทฯ ใช้ 3 กลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “Everyday Touchpoint Attention to Conversion” ขับเคลื่อนธุรกิจ Media Convergence ประกอบด้วย Measurable Touchpoints Expansion ขยายเครือข่ายสื่อโฆษณาจากโลตัสไปยังแม็คโคร สู่การเป็นผู้ให้บริการรีเทลมีเดีย เน็ตเวิร์ก ใหญ่ที่สุดในประเทศ เข้าถึงประชากรไทยกว่า 70% ครอบคลุมทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมพัฒนาเครื่องมือโฆษณาอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ AR, AI และระบบ Robotic เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะบุคคล ปรับแต่งได้แบบเรียลไทม์ (Real-Time Optimization) และวัดผลได้จริง Autonomous Media Intelligence ใช้ MediaFusion ระบบปฏิบัติการครบวงจร ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึก 720 องศาและ EGG AI Agent ในการวางกลยุทธ์สื่อสารได้รวดเร็วขึ้น 5 เท่า, สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และตรงใจ, สื่อสารแม่นยำผ่านช่องทางที่เหมาะสมที่สุด เข้าถึงถูกคน ถูกที่ ถูกเวลา และปรับแต่งให้เฉพาะบุคคล Phygital Full-Funnel Impact ยกระดับบทบาทของรีเทลมีเดีย สู่เครื่องมือการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ในวงกว้างแบบมีความหมาย ‘Power of Attention’ เปลี่ยนการรับรู้ให้กลายเป็นความสนใจ นำไปสู่การสร้างอิมแพคให้เกิด Conversion และ Loyalty ระยะยาว ชัชพล กล่าวว่า บริการรีเทลมีเดียเน็ตเวิร์ก ของบริษัทฯ รองรับทุกอุตสาหกรรมธุรกิจทั้ง FMCG ที่มีสินค้าจำหน่ายในโลตัสและแม็คโคร และธุรกิจอื่น ๆ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ การเงิน ประกัน สุขภาพ และความงาม ซึ่งยังจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สื่อได้มากกว่า 61% ลดงบที่สูญเปล่า ซึ่งพลัง ‘Attention’ ของRMNs ที่ถูกวางไว้อย่างแม่นยำจะสามารถสร้างอิมแพคให้กับแบรนด์เปลี่ยน ความสนใจที่นำไปสู่การลงมือทำ และวัดผลได้จริง สอดคล้องผลสำรวจของ Nielsen (ผู้วิจัยธุรกิจการตลาดระดับโลก) ยังระบุบทบาทของ RMNs มีแนวโน้มพบว่า นักการตลาดทั่วโลกกว่า 65% โดยเฉพาะทวีปเอเชียกว่า 68% มองว่า RMNs กลายเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนทางการตลาดและธุรกิจจากนี้ไป Alternate-X เอ้ก ดิจิทัล ดึงข้อมูลลึกจากโลตัส-แม็คโคร ปั้น Retail Media Network (RMN) สุดทรงพลังในไทย ใช้แพลตฟอร์ม MediaFusion ขับเคลื่อนด้วย AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค 720 องศาแบบเรียลไทม์ ตอบโจทย์เจนวาย-เจนซี ที่มีพฤติกรรมซื้อแบบเปลี่ยนเร็ว หลากหลาย และต้องการประสบการณ์ ด้วยกลยุทธ์ “Everyday Touchpoint Attention to Conversion” เปลี่ยนทุกจุดพบสื่อเป็นจุดเร่ง ‘การลงมือทำ’ เข้าถึงลูกค้าทั่วไทยกว่า 70% วัดผลได้จริง ลดงบสูญเปล่า สร้างอิมแพคการตลาดแบบ Omnichannel
‘Carrot and Stick Marketing’ ในจดหมายทรัมป์ ขู่ภาษีไทย 36% บีบลดขาดดุล ให้เดดไลน์ 1 ส.ค.นี้
หลัง มิสเตอร์เพรสซิเดนต์ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงรัฐบาลไทย โดยประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะเดินหน้ามาตรการภาษีใหม่สูงถึง 36% หากไทยยังไม่ปรับโครงสร้างทางการค้าตามข้อเรียกร้อง BY Jittrapon Ponlawat หากสแกนข้อความในจดหมายฉบับนี้ พบภาษาที่ใช้ในเนื้อหาสะท้อนกลยุทธ์ ‘ไม้แข็งและไม้นวม’ (Carrot and Stick) อย่างชัดเจน ตอกย้ำบทบาทสหรัฐในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าสนใจคือ Mood & Tone ของจดหมายฉบับนี้ไม่ได้หว่านล้อมด้วยถ้อยคำอ่อนโยนเหมือนจดหมายทางการทั่วไป หากแต่เปิดหัวด้วยภาษาทางการที่แข็งกร้าวและเผชิญหน้าเต็มพิกัด คำว่า ‘must’ ในประโยค ‘We must move away from these long-term Trade Deficits’ ชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่เปิดทางเลือกอื่นนอกจากไทยต้องทำตาม แม้จะยังไม่มีรายละเอียดว่า “ต้องทำอย่างไร” แต่ถ้อยคำนี้เพียงพอจะส่งแรงกดดันถึงผู้กำหนดนโยบายไทยโดยตรง ชูภัยคุกคามมั่นคง-สร้างเหตุผลใช้มาตรการรุนแรง เมื่ออ่านลึกลงไป ประโยคอย่าง ‘This Deficit is a major threat to our Economy and, indeed, our National Security!’ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า ฝั่งสหรัฐฯ ต้องการยกระดับปัญหาขาดดุลการค้าไทย-สหรัฐฯ ให้เป็นเรื่องที่กระทบความมั่นคงแห่งชาติ นี่คือกลยุทธ์ทางการทูตที่หลายฝ่ายเรียกว่า ‘ทำให้ปัญหาดูใหญ่ เพื่อสร้างเหตุผลในการใช้ไม้แข็ง’ เพราะหากโยงเข้ากับความมั่นคง การใช้มาตรการภาษีที่รุนแรงย่อมถูกอ้างได้ว่าจำเป็น ใจกลางจดหมายยังโฟกัสไปที่การชี้นิ้วว่าไทย คือ ตัวการสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องเผชิญภาวะขาดดุลเรื้อรัง โดยเฉพาะประโยค ‘caused by Thailand’s Tariff and Non-Tariff Policies’ ซึ่งตีความได้ชัดว่าไทยจะถูกคาดหวังให้ ‘รื้อ’ อุปสรรคทางการค้าเดิมที่เคยใช้ปกป้องตลาดในประเทศ ขู่แรง…แต่แฝงชวนลงทุน สัญญาณอีกด้านที่นักวิเคราะห์มองว่าน่าสนใจคือ กลยุทธ์ ‘ไม้แข็ง-ไม้นวม’ (Carrot and Stick) ที่ปรากฏในประโยคต่อเนื่อง ฝั่งหนึ่งขู่จะบวกภาษีเพิ่มทันที หากไทยตอบโต้ด้วยการตั้งกำแพงภาษีของตน “If you decide to raise your Tariffs, then, whatever the number… will be added onto the 36% that we charge.” อีกฝั่งหนึ่งก็ชวนให้ไทยเปิดตลาดและลงทุนในสหรัฐด้วยประโยคที่หว่านล้อมกว่าเดิม “We invite you to participate in the extraordinary Economy of the United States” แต่ก็ยังไม่ทิ้งเงื่อนไขกดดันว่า หากความสัมพันธ์ไม่ดีขึ้น อัตราภาษีอาจ ‘เพิ่มหรือลด’ ได้ตลอดเวลา “Tariffs may be modified, upward or downward, depending on our relationship.” อีกประเด็นที่ถูกตีความว่าเป็นการสร้างแรงบีบ คือ การกำหนดวันตายตัว 1 สิงหาคม 2025 ซึ่งให้เวลาไทยเพียงไม่กี่สัปดาห์ในการหาทางออกทางการทูตหรือยอมปรับมาตรการตามที่สหรัฐต้องการ คำว่า “unsustainable Trade Deficits” และ “major threat” ปรากฏซ้ำๆ ยิ่งตอกย้ำภาพว่าปัญหานี้ต้องถูกจัดการทันที ไม่เช่นนั้นไทยอาจเจอบทลงโทษทางภาษีจริงตามที่ขู่ไว้ ประโยคปิดท้ายตีสองหน้า คำลงท้าย “You will never be disappointed with The United States of America” อาจฟังดูเป็นมิตร แต่ก็เปิดให้ตีความได้สองทาง หากยอมเดินตามเกมสหรัฐก็พร้อมเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจเต็มที่ แต่หากเพิกเฉย สหรัฐก็พร้อม “ทำให้ผิดหวัง” ด้วยมาตรการเข้มข้นกว่าเดิม สัญญาณจากจดหมายครั้งนี้ยังลดทอนความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียม โดยระบุชัดว่าความสัมพันธ์การค้าระหว่างไทย-สหรัฐ “far from Reciprocal” สหรัฐจึงเห็นว่าตนต้องยกระดับมาตรการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ สถานการณ์นี้สะท้อนว่ารัฐบาลไทยอาจต้องเตรียมกลยุทธ์ตอบโต้อย่างรอบคอบ เพราะหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ทันเส้นตาย สิงหาคมนี้ อัตราภาษี 36% ที่แข็งกร้าว อาจกลายเป็นมาตรการจริงที่กระทบการค้าไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จูงใจด้วยแครอทแต่กดดันผ่านไม้เรียว จากบริบทในจดหมายของทรัมป์ ถึงรัฐบาลไทยในครั้งนี้ หากมองในมุการตลาดยังสะท้อนถึงการนำกลยุทธ์ Carrot and Stick Marketing (การตลาดแครอทและไม้เรียว) ซึ่งเป็นการตลาดเชิงจิตวิทยา ที่ใช้แรงจูงใจล่อใจ ‘แครอท’ และแรงกดดัน สร้างแรงจูงใจเชิงลบด้วยไม้เรียวมาบีบคั้นควบคู่กัน เพื่อเร่งการตัดสินใจหรือเปลี่ยนพฤติกรรมเป้าหมาย ในพร้อมกัน กลยุทธ์นี้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการจากกลุ่มเป้าหมายเปรียบเสมือนการจูงใจให้ลา เดินโดยการใช้แครอทล่อ และใช้ไม้เรียวเพื่อให้ลาเดินต่อไปหากไม่ยอมเดินตามนั่นเอง!! ใช้กลยุทธ์นี้ กับใคร ขณะทื่ Carrot and Stick Marketing/Strategy มักเป็นกลยุทธ์ที่นำไปใช้กับคู่ค้า (Channel Partners), ตัวแทนจำหน่าย / Distributor และ ลูกค้าธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) รวมถึงลูกค้าทั่วไปในบางสถานการณ์ โดย ตัวอย่างการใช้งานในโลกธุรกิจ อาทิ 1. แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภค และ ร้านค้าปลีก Carrot: ถ้าร้านค้าช่วยผลักสินค้าใหม่ → จะได้รับ Display Fee, ส่วนลด, งบส่งเสริมการขาย Stick: ถ้าไม่ขายตามเป้า → จะไม่ได้รับโปรโมชันรอบถัดไป หรือไม่ได้สิทธิเข้าร่วมแคมเปญใหญ่ 2. บริษัท XXX → ลูกค้าองค์กร Carrot: ถ้าต่อสัญญาเร็ว → จะได้รับส่วนลดพิเศษ, Feature ฟรี Stick: ถ้าไม่ต่อ → ราคาจะกลับเป็นราคาปกติ, บริการหลังการขายจะลดระดับลง 3. การส่งเสริมการเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า Carrot: สมัครภายใน 7 วัน รับของแถม Stick: ถ้ารอเกินโปรโมชั่น จะเสียสิทธิ์ทั้งหมด (จำกัดเวลา = กดดัน) และด้วยเนื้อหาในจดหมายนี้ของ ‘ทรัมป์’ ที่ส่งตรงถึงรัฐบาลไทย พร้อมกับวางตำแหน่งให้ ’ไทย’ รับบทบาทเป็นหนึ่งในลูกค้าของสหรัฐฯ ที่ในเวลานี้จะต้องเลือกพร้อมเร่งตัดสินใจแล้วว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ!! Alternate-X สรุปให้ จดหมายจากโดนัลด์ ทรัมป์ถึงรัฐบาลไทย สะท้อนกลยุทธ์ ‘Carrot and Stick Marketing’ ที่ใช้แรงกดดันคู่กับแรงจูงใจในการโน้มน้าวเชิงการค้า สหรัฐขู่ว่าจะขึ้นภาษีไทยสูงถึง 36% หากไม่ปรับโครงสร้างการค้า พร้อมยื่นข้อเสนอให้นักลงทุนไทยเข้าร่วมเศรษฐกิจอเมริกัน โดยข้อความในจดหมายเต็มไปด้วยถ้อยคำแข็งกร้าวและบีบบังคับอย่างเป็นระบบ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการตลาดจิตวิทยาที่แม่นยำ ใช้ได้ทั้งในบริบทการทูตและธุรกิจ B2B STORYTELLER BY Jittrapon ponlawat A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.
ชวนเป็นหัวแถวอาเซียน ในงาน ASEAN SHOP 2025 เจาะผู้บริโภคภูมิภาคนี้ ‘กิน-ใช้’ อะไร?
ภาครัฐ-เอกชน จัดงาน ASEAN SHOP 2025 รับตลาดการบริโภค ‘ค้าปลีก’ ในภูมิภาคนี้ขยายตัวสูงเป็นอันดับ 3 ของโลกแซงหน้า ยุโรปแล้ว ส่วนไทยมีขนาดตลาดประชากรเบอร์สองต่อจากอินโดฯ ผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกภูมิภาคอาเซียนแนวโน้มเติบโตสูงด้วยมีประชากรราว 650 ล้านคน และขึ้นเป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและอินเดีย และนำหน้าสหภาพยุโรป ขณะที่ เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีชนชั้นกลางและมีกำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ตลาดค้าปลีกขยายตัวอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียน รองจากอินโดนีเซียอันดับหนึ่ง โดยไทยมีตลาดค้าปลีกที่เติบโตเต็มที่และมีความหลากหลายทั้งตลาดแบบดั้งเดิมและศูนย์การค้าสมัยใหม่ โดยธุรกิจค้าปลีกของไทย ซึ่งเป็นหนึ่งฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ทั้งการสร้างงาน การขับเคลื่อนการบริโภค และเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าไทยสู่ผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และมอบประสบการณ์ผู้ซื้อที่ทันสมัย จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก ด้าน หวัง เจ้าหยุน ประธานบริหาร บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว เป็นโอกาสจัดงาน ASEAN SHOP 2025 หรือ มหกรรมธุรกิจร้านค้าอาเซียน เป็นงานแสดงสินค้าที่เกิดจากการรวมตัวของสองงานสำคัญ ได้แก่ VEND ASEAN และ FNB ASEAN นำผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าและบริการ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจค้าปลีกกว่า 300 ราย จาก20 ประเทศ อาทิ ไทย จีน บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นต้น โดยร่วมจัดแสดงบนพื้นที่เดียวกันกว่า 10,000 ตร.ม. งานนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมค้าปลีกและบริการตนเองในภูมิภาคอาเซียน โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับ งาน ASEAN SHOP 2025 จัดขึ้นโดย บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป และ บริษัท คอมพาส เอ็กซิบิชั่น จำกัด ภายใต้ความร่วมมือและการสนับสนุนของภาครัฐ-เอกชน ระหว่างประเทศไทยและจีน อาทิ กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ สมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย สหพันธ์การค้าชาวไทย-จีน สมาคมธุรกิจอัจฉริยะแห่งสมาพันธ์พาณิชย์แห่งประเทศจีน สมาคมอุตสาหกรรมตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติแห่งเอเชียแปซิฟิก สมาคมโฆษณาเพื่อการพาณิชย์แห่งประเทศจีน เป็นต้น โดยงาน ASEAN SHOP 2025 พันธมิตรกับทุกภาคส่วนในการผลักดันระบบนิเวศของ Future Food ให้เติบโตควบคู่ไปกับ Retail Tech และผู้ประกอบการค้าปลีกไทย ถือเป็นเวทีสำคัญระดับภูมิภาค ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าปลีก รวมถึงผู้ประกอบการ SME ไทย ได้แสดงศักยภาพ นวัตกรรม และเชื่อมต่อกับตลาดอาเซียนในมิติที่กว้างขึ้น สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงช่องทางการค้า เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรใหม่ๆ ผ่านงานแสดงสินค้าเช่นนี้ คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME ไทยในระยะยาว รวม 2 อุตสาหกรรมมาแรง ด้าน เจคอป คง ผู้จัดการทั่วไปและผู้จัดการโครงการ บริษัท คอมพาส เอ็กซิบิชั่น จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน ASEAN SHOP 2025 งานในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การรวมสองอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและระบบบริการตนเอง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม มารวมกันภายใต้แพลตฟอร์มเดียว ทั้งนี้ เพื่อสร้างเครือข่ายเชิงพาณิชย์แบบครบวงจรที่เชื่อมต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งหมด โดยออกแบบพื้นที่จัดแสดงสินค้าไว้ทั้งหมด 6 โซนหลัก ได้แก่ โซนเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและระบบบริการตนเอง โซนอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โซนระบบการชำระเงินและแคชเชียร์ โซนอุปกรณ์ตกแต่งร้านค้าและระบบจัดแสดงสินค้า โซนอุปกรณ์รักษาความสดและระบบทำความเย็น โซนร้านสะดวกซื้อแบรนด์ชั้นนำ นอกจากนี้ ในงานยังมีการจัดเวทีสัมมนาระดับนานาชาติ ควบคู่กันเพื่อให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งเป็น 3 เวทีหลัก ได้แก่ ASEAN Retail Leadership Summit International Vending Industry Forum Global Operator Development Forum โดยจะเชิญผู้นำในอุตสาหกรรมค้าปลีก เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก มาร่วมแบ่งปันความรู้ และอภิปรายหัวข้อสำคัญ เช่น การออกแบบระบบค้าปลีกไร้พนักงาน กลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ฯลฯ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมีวิสัยทัศน์และยั่งยืน โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายในงานได้ราว 100 ล้านบาท โยงธุรกิจเชิงเศรษฐกิจท่องเที่ยว ดร.ดวงเด็ด ย้วยความดี ผู้อำนวยการ ฝ่ายอุตสาหกรรมการแสดงสินค้านานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (TCEB) กล่าวสนับสนุนการจัดงาน ASEAN SHOP 2025 โดย ทีเส็บ ในฐานะเป็นหน่วยงานภาครัฐภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี มีพันธกิจหลักเพื่อดึงงานแสดงสินค้านานาชาติให้มาจัดในประเทศไทย พร้อมทั้งร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐภาคเอกชน ในการสนับสนุนและพัฒนาการจัดงานให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการอำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางต่างชาติที่จะเข้ามาร่วมงาน และการประชาสัมพันธ์ครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานภายในประเทศจัดงานและเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดย งานแสดงสินค้ายังคงเป็นเวทีสำคัญให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย นักลงทุนมาพบปะกัน ก่อให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การซื้อ การขายภายในงาน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าถึงช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้า ผลิตภัณฑ์และบริการ ไปสู่ตลาดโลก เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายมาจากทั่วโลก ไม่ได้มีเฉพาะจากในประเทศเท่านั้น ฉะนั้นงานแสดงสินค้าจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับธุรกิจค้าปลีกไทย การได้มีงานแสดงสินค้าในเวทีระดับนานาชาติอย่าง ASEAN SHOP 2025 ถือเป็นโอกาสในการแสดงนวัตกรรมสินค้า เทคโนโลยีร้านค้า และแนวคิดใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้แบรนด์ไทยได้ พบกับนักลงทุน คู่ค้า และพันธมิตรจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจอาเซียน ย้อนหลัง 5 ปีเหลือแฟรนไชส์คุณภาพ ด้าน กวิน นิทัศนจารุกุล รองนายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ กล่าวปิดท้ายถึงแนวโน้มธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ “มีคุณภาพ” มากกว่าปริมาณ มีการพัฒนาแบรนด์อย่างเป็นระบบ ใส่ใจในมาตรฐาน และพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งด้านพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างการค้า แฟรนไชส์กลุ่มร้านสะดวกซื้อ อาหาร เครื่องดื่ม และบริการรายย่อย กลายเป็น “จุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการรายใหม่” ในหลายประเทศ และสะท้อนโอกาสที่ไทยสามารถเป็น ผู้ส่งออกโมเดลธุรกิจไปยังตลาดเพื่อนบ้านได้ อีกทั้งตลาด B2B ในกลุ่มค้าปลีกอาเซียนมีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV และอินโดนีเซีย ซึ่งมีความต้องการโมเดลธุรกิจที่สามารถ “นำไปใช้ได้ทันที” พร้อมโซลูชันเทคโนโลยี ระบบจัดการร้านค้า และช่องทางจัดจำหน่ายที่ครบวงจร แฟรนไชส์ไทยสามารถสร้างความได้เปรียบด้วยจุดแข็งเรื่องความยืดหยุ่น ต้นทุนการลงทุนที่เหมาะสม และการให้ความร่วมมือแบบพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตอบโจทย์ตลาดเกิดใหม่อย่างแท้จริง พร้อมเชื่อมั่นว่างาน ASEAN SHOP จะกลายเป็น “แพลตฟอร์ม B2B แบบครบวงจร” ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับเทคโนโลยี แต่ยังเป็นโอกาสเชื่อมเครือข่ายเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแฟรนไชส์ไทยที่ต้องการขยายสู่ตลาดอาเซียน Alternate-X สรุปให้ งาน ASEAN SHOP 2025 เตรียมจัดใหญ่ 2–4 ก.ย. 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองฯ รวม 2 อุตสาหกรรมค้าปลีก-อาหาร/เครื่องดื่มในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับอาเซียนขึ้นแท่นตลาดค้าปลีกขยายตัวเร็วเป็นอันดับ 3 ของโลก แซงยุโรป โดยไทยมีศักยภาพรองจากอินโดนีเซีย ในงานฯนี้ รวมกว่า 300 บริษัทจาก 20 ประเทศ พร้อมแสดงนวัตกรรม Future Food และ Retail Tech จัดสัมมนานานาชาติ 3 เวที พร้อมดึงแบรนด์-แฟรนไชส์ไทยเชื่อมเครือข่าย B2B กับผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยภาครัฐ-เอกชนไทย-จีนผนึกกำลังผลักดันเวทีนี้เป็นกลยุทธ์ยกระดับ SME ไทยสู่ตลาดอาเซียน
[PR NEWS] เมกาบางนา ส่งฟีเจอร์ใหม่ บนแอปฯ ให้สมัครสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ดส สะดวกยิ่งขึ้น
ศูนย์การค้าเมกาบางนา แหล่งช้อปปิ้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ทุกๆ วันมีความสุขมากยิ่งขึ้น ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE สานต่อพันธกิจในการมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ด้วยการพัฒนาและยกระดับโปรแกรมสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ดส (MEGA SMILE REWARDS) ผ่านฟีเจอร์ใหม่ SELF-VERIFICATION ช่วยให้ลูกค้าสามารถสมัครและยืนยันตัวตนเป็นสมาชิกได้สะดวกยิ่งขึ้น (SEAMLESS) ภายในแอปพลิเคชันเมกาบางนา ลดขั้นตอนการเดินทางไปยืนยันตัวตนที่จุดให้บริการ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การตลาดครึ่งปีหลัง 2568 ตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส เพิ่มอีก 15% คุณวรรณวิมล อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ศูนย์การค้าเมกาบางนา เปิดเผยว่า “เมกาบางนาได้พัฒนาระบบยืนยันตัวตนสมาชิก (SELF-VERIFICATION) เพื่อมอบประสบการณ์การสมัครสมาชิกที่สะดวกสบายไร้รอยต่ออย่างแท้จริง โดยผสานระบบ THAID สำหรับการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัล ทำให้ลูกค้าสามารถสมัครสมาชิก กรอกข้อมูล และยืนยันตัวตนได้เองบนแอปพลิเคชันเมกาบางนาได้ในไม่กี่นาที ซึ่งรวดเร็วและลดขั้นตอนจากเดิมที่ต้องมีการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต ณ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของศูนย์ฯ ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับลูกค้าทุกคน ดังนั้น ฟีเจอร์ SELF-VERIFICATION จะมอบความสะดวกให้กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับสิทธิประโยชน์จากโปรแกรมได้ทันที ทั้งคะแนนสะสม ของรางวัล คูปองแทนเงินสด และข้อเสนอสุดพิเศษจากร้านค้าชั้นนำภายในศูนย์ฯ” “เราเชื่อว่าความสะดวกสบายในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของเมกา สไมล์ รีวอร์ดส คือ หัวใจของการเป็น YOUR EVERYDAY MEETING PLACE ของเมกาบางนา ดังนั้น ฟีเจอร์ SELF-VERIFICATION จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่ต้องการความรวดเร็ว ปลอดภัย และเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางหรือรอคิว ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่ม CONVERSION และ ENGAGEMENT อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังคงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้กับลูกค้าอย่างเคร่งครัด” คุณวรรณวิมล กล่าวย้ำ ปัจจุบันโปรแกรมสมาชิก เมกา สไมล์ รีวอร์ดส มี 3 กลุ่ม ได้แก่ MEGA SMILE REWARDS, MEGA SMILE REWARDS PLUS และ MEGA SMILE REWARDS PRIME โดยในปี 2568 เมกาบางนาตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสมาชิก 15% ผ่านการขับเคลื่อนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้ MEMBER’S BENEFITS สร้างแรงจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ของรางวัล Limited Edition สำหรับสมาชิกใหม่ คูปองส่วนลดพิเศษหรือของรางวัลจากร้านค้ายอดนิยมหลากหลายกลุ่ม รวมไปถึงสิทธิพิเศษเฉพาะในกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ฯ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจสมัครสมาชิกได้ทันที ตอกย้ำจุดแข็งของโปรแกรมที่ให้มากกว่าแค่การสะสมคะแนน แต่ยังมอบความคุ้มค่าในทุกการใช้จ่ายของลูกค้า ที่เมกาบางนา ทั้งในรูปแบบสิทธิประโยชน์ที่จับต้องได้ และประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย IN-MALL ACQUISITION ACTIVITY เดินหน้าจัดบูทกิจกรรมเมกา สไมล์ รีวอร์ดส อย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยผสานแนวคิด “CUSTOMER EXPERIENCE DESIGN” เข้ากับกิจกรรมภายใต้ธีมที่สอดคล้องกับ SIGNATURE EVENTS ตลอดทั้งปี อาทิ เทศกาลตรุษจีน วาเลนไทน์ สงกรานต์ และเทศกาลงานศิลปะ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และมอบเซอร์ไพรส์ให้กับลูกค้าในทุกครั้งที่มาใช้บริการ TENANT REWARD ALLIANCE เสริมความแข็งแกร่งของโปรแกรมด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรร้านค้าชั้นนำในศูนย์ฯ ทั้งร้านค้าเปิดใหม่ และร้านค้าแบรนด์ดังที่เป็น MAGNET ด้วยการมอบสิทธิพิเศษ ของรางวัล หรือส่วนลดเฉพาะสำหรับลูกค้าที่สมัครเมกา สไมล์ รีวอร์ดส เพื่อกระตุ้นการสมัครสมาชิกในทันที ทั้งยังเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ในทุกกลุ่มร้านค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งนี้ จากอินไซต์ของสมาชิกเมกา สไมล์ รีวอร์ดส ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มสมาชิกฯ เป็นเพศหญิงถึง 65% และอยู่ในช่วงอายุ 25–44 ปี คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 58% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ชัดเจน ชื่นชอบการใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องร้านอาหาร แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ซึ่งสอดคล้องกับหมวดหมู่การใช้จ่ายสูงสุดของสมาชิก ได้แก่ DINING, FASHION และ LIFESTYLE จากอินไซต์ดังกล่าว เมกาบางนาได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิทธิประโยชน์ของเมกา สไมล์ รีวอร์ดส อย่างตรงจุด โดยออกแบบแคมเปญและรางวัลที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นของรางวัล LIMITED EDITION สำหรับสายแฟชั่น คูปองร้านอาหารจากร้านดังภายในศูนย์ฯ หรือสิทธิพิเศษด้าน WELLNESS & BEAUTY ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ เป็นต้น การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้าถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เมกาบางนาสามารถพัฒนาโปรแกรม เมกา สไมล์ รีวอร์ดส ได้อย่างแม่นยำ ทั้งในด้านสิทธิประโยชน์ การสื่อสาร การสร้าง ENGAGEMENT และการคัดสรรพันธมิตรทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัวฟีเจอร์ SELF-VERIFICATION ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ ช่วยให้การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของโปรแกรมเป็นเรื่องง่าย และรวดเร็วมากขึ้น ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเมกาบางนาในการเป็น “YOUR EVERYDAY MEETING PLACE” ที่เข้าใจ รู้ใจ และมอบความสุขลูกค้าในทุกๆ วัน” คุณวรรณวิมล กล่าวสรุป
คริปโทฯ สดใส หลังสหรัฐฯ คลายกฎลงทุน Bitget ลุ้น ETH แตะ 3,000 ดอลลาร์ฯ
Bitget คาดตลาดคริปโทกลับมาแววาวหน้าจอเทรด รับ ก.ล.ต.สหรัฐฯออกกฎเอื้อลงทุนง่ายขึ้น มองโอกาสเหรียญทางเลือก คงมุมมองเป้า Ethereum แตะ 3,000 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 นี้ เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยว่าไตรมาส 3/2568 มีโอกาสที่เงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันจะเริ่มมีการไหลเข้ามาลงทุนในเหรียญทางเลือก (Altcoin) มากขึ้น โดยเฉพาะ Ethereum ที่มีกองทุน Spot ETH ETF ให้นักลงทุนสถาบันสามารถลงทุนได้ โดยแรงผลักดันหลักมาจากความชัดเจนของกฎระเบียบสินทรัพย์ดิจิทัลของ ก.ล.ต.สหรัฐ ฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้นทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีธุรกรรมเกี่ยวกับบล็อกเชนมากขึ้น อย่างล่าสุดบริษัท Circle ได้ยื่นขอใบอนุญาตเป็น ธนาคารทรัสต์ระดับประเทศ (National Trust Bank Charter) กับสำนักงานควบคุมธนาคาร (OCC) หลังจากการเข้าตลาดหุ้นในเดือนมิถุนายน 2568 ทำให้เหรียญ USDC จะได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้นในมุมมองของนักลงทุนสถาบัน เนื่องจากเป็นไปตามมาตรฐานของธนาคารแบบดั้งเดิม “การขอใบอนุญาตนี้ยังช่วยเสริมความโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อกฎหมาย GENIUS Act กำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลสำรองรายเดือนซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนสถาบันที่ต้องการเชื่อมโยงการเงินแบบดั้งเดิมเข้ากับระบบ DeFi เข้ามาใช้บริการ ซึ่ง Ethereum มีสัดส่วนการตลาดกว่า 50% ของการใช้งานบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการใช้งานดังกล่าว” เกรซี่ เฉิน กล่าว ขณะเดียวกันบริษัท Upexi ที่จดทะเบียนในตลาด Nasdaq ตัดสินใจแปลงหุ้นบริษัทเป็นโทเค็น ที่ผ่านการรับรองจาก ก.ล.ต. สหรัฐ ฯ บนเครือข่ายบล็อกเชน Solana รวมถึงเข้าลงทุนโทเค็น SOL ผ่านงบการเงินของบริษัทกว่า 105 ล้านดอลลาร์สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานของบล็อกเชนของบริษัทเอกชนซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงที่เหลือของปีนี้ ลุ้นขาขึ้นเหรียญทางเลือก ด้าน ไรอัน ลี (Ryan Lee ) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ Bitget Research กล่าวว่าราคา Ethereum มีโอกาสแตะระดับ3,000 ดอลลาร์ ได้ในไตรมาสามนี้โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกระแสเงินไหลเข้าสุทธิใน ETF Spot Ethereum เกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนที่ผ่านมา ขณะที่ผลตอบแทนระหว่าง Ethereum เทียบกับBitcoin ปรับตัวขึ้น 30% ในเดือนที่ผ่านมาเป็นการบ่งบอกถึงการสับเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนของสถาบันจากBitcoin มายัง Ethereum ที่ค่อนข้างชัดเจน “จับตาสัดส่วนตลาดของ Bitcoin เทียบกับเหรียญทางเลือกอื่น (Bitcoin Dominance) หากลดลงต่ำกว่าระดับ 50% และการใช้งานบล็อกเชนมีการขยายตัว เราอาจได้เห็นเม็ดเงินลงทุนไหลไปยังเหรียญทางเลือกมากขึ้น“ นายไรอัน ลี กล่าว Alternate-X สรุปให้ Bitget คาดตลาดคริปโทกลับมาแวววาว รับแรงหนุนจากกฎระเบียบสหรัฐฯ เอื้อลงทุนชัดเจนขึ้น มองเป้า Ethereum มีแนวโน้มแตะ 3,000 ดอลลาร์ในไตรมาส 3 นี้ จากกระแสเงินไหลเข้าสุทธิใน Spot ETF โดยนักลงทุนสถาบันเริ่มเข้ามาลงทุนในเหรียญทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะ ETH และ SOL Circle ยื่นขอใบอนุญาตเป็นธนาคารทรัสต์ ชูความโปร่งใสของ USDC เชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมกับ DeFi ด้าน นักวิเคราะห์ชี้หาก Bitcoin Dominance ต่ำกว่า 50% จะเปิดโอกาส Altcoin ขาขึ้นรอบใหม่
‘กระทิง’ ไปต่อดีป เทคฯ เข้าลงทุน AI ไมโครไบโอม เจาะตลาดดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
‘กระทิง พูนพล’ ประธานยักษ์กองทุนเทคฯสตาร์ทอัพไทย เข้าลงทุนใน ‘Jona’ ผู้พัฒนา AI วิเคราะห์ข้อมูลไมโครไบโอม สู่ตลาดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ในอนาคต รับุมูลค่าตลาดเอไอดูแลสุขภาพโลกพุ่ง 613.81 พันล้านดอลลาร์ฯ ปี 2577 กระทิง พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund กองทุน 500 TukTuks และ ORZON Ventures เปิดเผยว่า ล่าสุดนำกองทุน Disrupt Health Impact Fund เข้าลงทุนใน ‘Jona’ บริษัทสัญชาติอเมริกัน ผู้พัฒนา AI อ่านผลตรวจไมโครไบโอม หรือ จุลินทรีย์ในลำไส้มนุษย์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกกว่าชุดตรวจทั่วไป พร้อมต่อยอดแนวคิดความสมดุลของไมโครไบโอมมีความเชื่อมโยงกับสุขภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ โดย AI จะช่วยบ่งบอกความเสี่ยง และเสนอแนะวิธีการดูแลสุขภาพและแนวทางการปรับพฤติกรรม ผ่านการประมวลผลงานวิจัยกว่า 200,000 ฉบับ และมีการอัพเดทงานวิจัย ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอยู่เสมอ พร้อมหวังผลักดันให้ไมโครไบโอม เข้ามามีบทบาทยิ่งขึ้นในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการเฟ้นหาแนวทางการรักษารูปแบบใหม่ ๆ “ไมโครไบโอม หรือ จุลินทรีย์ในลำไส้มนุษย์ เป็นศาสตร์ที่มีมานาน และกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากเริ่มมีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่สนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่างไมโครไบโอมกับสุขภาพด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ ไม่ได้จำกัดแค่สุขภาพลำไส้ หรือกลุ่มบริการเวลเนส แต่มีการเชื่อมโยงไปถึงระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการย่อยอาหาร ผิวหนัง สมอง ไปจนถึงสุขภาพจิต ทำให้เกิดวิธีการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ประกอบการรักษาได้” กระทิง กล่าว ขณะที่ บริษัทเวชภัณฑ์ยาระดับโลกเริ่มมีการคิดค้นพัฒนาในด้านนี้ รวมถึงการที่ US FDA ได้มีการอนุมัติให้นำการปรับสมดุลไมโครไบโอมมาใช้ในการรักษาโรคบางโรคก็ได้แล้ว เป็นโอกาสของตลาดไมโครไบโอมมีแนวโน้มจะขยายตัวจากการนำมาใช้ทั้งในเชิงเวลเนสและเชิงการแพทย์มากขึ้นในอนาคต จากข้อมูลการวิจัยตลาด Precedence Research ระบุมูลค่าตลาด AI ในด้านการดูแลสุขภาพทั่วโลกจะพุ่งแตะ 613.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 เพิ่มขึ้นจาก 36.96 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 โดยเติบโตเฉลี่ย 36.83% ต่อปี หรืออัตราการเติบโตแบบตัวเลขสองหลัก ตั้งแต่ปี 2568 ถึงปี 2577 ดึงงานวิจัยกว่า 2 แสนเล่มทั่วโลก ด้าน ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล ผู้บริหารกองทุน Disrupt Health Impact Fund กล่าวเสริมว่า Jona ได้พัฒนานวัตกรรมโดยใช้ AI เข้ามาปลดล็อกข้อจำกัดการอ่านผลตรวจไมโครไบโอม ซึ่งมีความซับซ้อนเพราะลำไส้มนุษย์มีเชื้อจุลินทรีย์ที่หลากหลายกว่าหนึ่งแสนล้านประเภท และยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวเนื่องกัน อีกทั้งยังมีงานวิจัยใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิธีการอ่านผลควรต้องมีการอัพเดทอยู่เสมอ โดย Jona ให้บริการชุดตรวจที่ใช้ได้ด้วยตนเองและผ่านคลินิก โดยเป็นชุดตรวจที่ตรวจลึกกว่าแค่แบคทีเรีย แต่ครอบคลุมไปถึงจุลินทรีย์ประเภทอื่นด้วย จึงได้ข้อมูลเชิงลึกกว่าชุดตรวจทั่วไป นอกจากนี้ Jona ยังมีแพลตฟอร์มที่ช่วยประมวลผลข้อมูลและเสนอแนะวิธีการดูแลสุขภาพและแนวทางการปรับพฤติกรรม ด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถดึงข้อมูลจากงานวิจัยทางการแพทย์กว่า 200,000 เล่มทั่วโลก ทำให้แพทย์อ่านผลตรวจได้แม่นยำยิ่งขึ้น และมีที่มาที่ไปของข้อมูลประกอบ จำแนกตามระดับความน่าเชื่อถือของงานวิจัย ทำให้เกิดการนำไปใช้ได้จริงยิ่งขึ้น และด้วยนวัตกรรม ‘โมเดลจำลองดิจิทัลของไมโครไบโอม’ หรือ ‘Microbiome Digital Twin’ Jona จึงสามารถจำลองผลกระทบที่การปรับเปลี่ยนด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ อาหารเสริม และยารักษาโรคเฉพาะเจาะจงจะมีต่อสุขภาพของผู้ใช้บริการ โดยข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดจะเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังงานวิจัยต้นฉบับ การลงทุนครั้งนี้คาดหวังว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไมโครไบโอมจะสร้างแรงขับเคลื่อนให้วงการสุขภาพ เป็นส่วนช่วยในการต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรม และเป็นเครื่องมือในการช่วยปรับพฤติกรรมในด้านการพัฒนาโมเดล LLM ทาง Jona ได้สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีคณะที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Board – SAB) ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งด้าน AI แพทย์ นักโภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการยืดอายุ ที่มาร่วมให้คำแนะนำการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทบทวนผลลัพธ์จาก AI ช่วยให้โซลูชันของบริษัทอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และตอบสนองความต้องการทางคลินิกได้อย่างแท้จริง ดร. ลีโอ เกรดี้ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร Jona กล่าวว่า บริษัทยินดีที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Disrupt Impact Fund เพื่อบรรลุเป้าหมายการขยายตลาด เร่งเติบโต 10 เท่า จุดแข็งของ Jona คือการเป็น AI เฉพาะทาง โมเดล AI ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเจาะจงในด้านไมโครไบโอมในลำไส้ ทำให้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของจุลินทรีย์และผลลัพธ์ด้านสุขภาพได้ดีกว่า หวังขยายผลไปทั่วโลกในอนาคต และส่งเสริมให้การตรวจไมโครไบโอมเข้าถึงได้และสร้างคุณประโยชน์ทางการแพทย์ ทั้งนี้ กองทุน Disrupt Health Impact Fund มีนโยบายลงทุนระยะแรกประมาณ 17 – 25 ล้านบาทต่อบริษัท โดยวางแผนลงทุนใน 15 บริษัท DeepTech ด้าน Healthcare ทั้งในไทยและต่างประเทศภายใน 3 -5 ปีข้างหน้า ภายใต้กลยุทธ์การลงทุน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เวชศาสตร์ป้องกันโรค ผู้สูงวัย การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โรงพยาบาลอัจฉริยะ พร้อมมุ่งเน้นนวัตกรรมระดับโลกที่ออกสู่ตลาดแล้วหรืออยู่ระหว่างการวิจัยในคนเพื่อขอรับรองจาก FDA ปัจจุบันกองทุนมีนักลงทุน 7 ราย ซึ่งเป็นนักลงทุนส่วนบุคคลที่สนใจธุรกิจ Health & Wellness และยังคงเปิดรับพันธมิตรที่สนใจร่วมลงทุน พร้อมมองหาบริษัท DeepTech ด้าน Healthcare ที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง Alternate-X สรุปให้ ‘กระทิง พูนผล’ นำกองทุน Disrupt Health Impact Fund เข้าลงทุนใน ‘Jona’ สตาร์ทอัพอเมริกัน ผู้พัฒนา AI วิเคราะห์ไมโครไบโอมเพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกั เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยกว่า 200,000 ฉบับทั่วโลก เชื่อมโยงจุลินทรีย์กับสุขภาพองค์รวม โดย Jona พัฒนา Microbiome Digital Twin จำลองผลต่อสุขภาพจากการปรับอาหาร-ไลฟ์สไตล์ ขณะที่ Disrupt Health เน้นลงทุน DeepTech ด้าน Healthcare ทั้งในไทยและต่างประเทศ รับตลาด AI ด้านสุขภาพทั่วโลกคาดแตะ 613 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2577
88 ปี ยาดมโป๊ยเซียน สร้างภาพจำเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านแคมเปญ CSR ลดเมาแล้วขับ
‘ยาดม โป๊ยเซียน’ ก่อตั้งในปี 2479 โดยตระกูลลาภบุญทรัพย์ เริ่มต้นจากร้านขายยาสมุนไพรเล็กๆ เน้นขายยาแผนโบราณ ในย่านเยาวราช ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ยาดมอันดับ 1 ของไทย และมีอายุ 88 ปี แล้ว ด้วยอายุของโป๊ยเซียน ที่อยู่มายาวนานและเป็นแบรนด์ที่รู้จักเป็นอย่างดีในกลุ่มคนไทยมาหลายเจนเนอเรชัน และยังมีชื่อเสียงในหมู่นักเดินทางชาวต่างชาตื ที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์ไทย โดยเฉพาะหมวดยาดม ในฐานะไอเทมช่วยบูสต์ อัพ พลังด้วยสรรพคุณ รักษาอาการวิงเวียน ศีรษะ หวัด คัดจมูกและอาการเมารถ · ช่วยผ่อนคลาย ลดความเครียด สำหรับ ‘ยาดมโป๊ยเซียน’ ผลิตและทำตลาดสินค้าภายใต้บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด และเข้าสู่ยุคการบริหารกิจการในรุ่น 4 ‘ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์’ ที่มารับช่วงบริหารธุรกิจ ด้วยความตั้งใจอยากทำให้โป๊ยเซียน เข้าถึงทุกคนได้ พร้อมๆ กับสืบทอดธรรมนูญที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่นอย่าง ‘การซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค’ ด้วยหลักคิดของผู้บริหารรุ่นใหม่ยาดมโป๊ยเซียน ที่แม้ว่าจะเป็นแบรนด์เก่าแก่มีอายุเฉียด 9 ทศวรรษ แต่เมื่อต้องการให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มคนนิวเจนฯ ก็จำเป็นจะต้องเอาแบรนด์ เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมให้คนรุ่นใหม่เห็นเพื่อสร้างภาพจดจำสินค้าในใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามยาดมด่วน ที่มีหลากหลายแบรนด์และเซ็กเมนต์ในเวลานี้ ด้วยมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาทต่อปี และยังคงมีการเติบโตในตัวเลข 10 – 15% อย่างต่อเนื่อง (ข้อมูลจากบริษัทวิจัยการตลาดชื่อดัง Nielsen) และยังพบว่า ประชากรราว 70 ล้านคน ใช้ยาดมอย่างน้อย 10% และใน 1 เดือนใช้อย่างน้อย 2 หลอด ขณะที่หนึ่งในแนวทางการนำแบรนด์ยาดมโป๊ยเซียนให้เข้าไปอยู่ในใจคนรุ่นใหม่นั้น ล่าสุดได้จัดกิจกรรมเพื่อมีส่วนร่วมในสังคม (CSR) ในโครงการใหญ่ ‘88 ปี โป๊ยเซียน 8 ทิศ 8 ภาษา’ พร้อมต่อยอดกิจกรรมภายใต้โครงการ ‘Save สมอง Save สุขภาพ ปลอดภัยยกกำลัง 3’ จัดกิจกรรมรณรงค์ ‘ขับขี่ปลอดภัย’ มุ่งสร้างวินัยจราจร และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะพฤติกรรมการเมาแล้วขับในกลุ่มเยาวชน เริ่มนำร่องโครงการฯ ในโรงเรียน โดยแคมเปญฯ ยังได้ร่วมกับพันธมิตร สถานีวิทยุ จส.100, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.), และ แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุ จราจรระดับจังหวัด (สอจร.) 8 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ดร.ณัฐ ลาภบุญทรัพย์ กรรมการและที่ปรึกษา บริษัท โกลด์ มิ้นท์ โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ยาดมตราโป๊ยเซียน พิมเสนน้ำตราโป๊ยเซียน และยาดมพีเป๊กซ์ กล่าวว่าแคมเปญฯ นี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัย บนท้องถนน ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาเน้นการให้ความรู้และสร้างประสบการณ์ตรงผ่านกิจกรรม ที่น่าสนใจต่างๆ ทั้งการทดสอบความพร้อมในการขับขี่ เพื่อวัดปฏิกิริยาตอบสนองก่อนการเดินทาง และกิจกรรมสำคัญอย่าง ‘การจำลองขับขี่ด้วยแว่นเมา’ ให้นักเรียนได้สัมผัสถึงอันตรายของการขับขี่ ขณะมึนเมา ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุ หลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน “โป๊ยเซียนมุ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของการสร้างสรรค์สังคมที่ปลอดภัย การที่เราได้ร่วมกับพันธมิตรจัดกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยในโรงเรียน ถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะ การปลูกฝังความตระหนักรู้เรื่องอันตรายของการเมาแล้วขับ และการส่งเสริมวินัยจราจรให้กับเยาวชน ซึ่งจะเป็น กำลังสำคัญในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างยั่งยืน” ดร.ณัฐ กล่าว สำหรับโครงการ “88 ปี โป๊ยเซียน 8 ทิศ 8 ภาษา” มีกำหนดจัดกิจกรรมต่างๆ ต่อเนื่องไปจนถึงเดือน กุมภาพันธ์ 2569 โดยระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 จะเป็นการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ โครงการ และกิจกรรมรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย” ในสถานศึกษานำร่อง 8 โรงเรียน ได้แก่ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 โรงเรียนบางกะปิ (480 คน) โรงเรียนวัดราชบพิธ (850 คน) วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 โรงเรียนพรตพิทยพยัต (550 คน) และโรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน (420 คน) วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) (640 คน) ส่วนกำหนดการจัดกิจกรรมในโรงเรียนอีก 3 แห่งจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบในโอกาสต่อไป นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว โครงการฯ ยังจัดให้มีกิจกรรมพิเศษ คือ กิจกรรม ‘ประกวด คลิปวิดีโอสั้น 8 ภาษา’ ได้แก่ ภาษาไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และภาษาสเปน ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 200,000 บาท เพื่อให้นักเรียนได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ และทักษะทางภาษาผ่านคลิปวิดีโอสั้น ที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินท่องเที่ยวในประเทศไทย และการใช้รถใช้ถนน อย่างปลอดภัย Alternate-X สรุปให้ ‘ยาดมโป๊ยเซียน’ แบรนด์ไทยอายุกว่า 88 ปี เริ่มต้นจากร้านยาสมุนไพรในเยาวราช สู่ผู้นำตลาดยาดมไทยที่มีมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาทต่อปี ด้วยการบริหารรุ่นที่ 4 โดย ‘ดร.ณัฐพงศ์ ลาภบุญทรัพย์’ โป๊ยเซียนเดินหน้าต่อยอดแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านกิจกรรม CSR ขับขี่ปลอดภัย และโครงการ “88 ปี โป๊ยเซียน 8 ทิศ 8 ภาษา” พร้อมรณรงค์ลดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชนอย่างยั่งยืน
รู้จักแบรนด์ ‘นาถะ’ สินค้าบุญหลวงพ่ออลงกต พลัง ‘ศรัทธา มาร์เก็ตติง’ ส่งคืนกลับสังคม
‘นาถะ’ แบรนด์ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ภายใต้ดำริของหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ด้วยที่มาแบรนด์มาจากท้ายนามของหลวงพ่ออลงกต พระราชวิสุทธิประชานาถ แปลว่า ผู้เป็นที่พึ่ง ซึ่งเป็นเจตนารมณ์อันสูงสุด ของหลวงพ่ออลงกต คือ ‘ผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน’ แบรนด์นาถะ (NATHA) เชื่อว่าน่าจะเริ่มเป็นที่คุ้นหูของใครหลายคนมาบ้างหลัง ‘หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ’ (เสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล) ผู้อุทิศตนในฐานะลูกศิษย์พระราชวิสุทธิประชานาถ (หลวงพ่ออลงกต) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี มานานกว่าสิบปี ได้ทำคอนเทนต์แนะนำแบรนด์นาถะ คาเฟ่ (NATHA Cafe) มาก่อนหน้าในระยะหนึ่งแล้ว สแกนแบรนด์นาถะ ขณะที่แบรนด์นาถะ เองได้วางตำแหน่งเป็นทั้งผลิตภัณฑ์ของกินของใช้ (Consumer Product) อาทิ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม โลชันบำรุงผิว และหมวดบริโภคอย่าง ข้าวสารบรรจุถุง ไปจนถึงเสื้อยืดพิมพ์ลวดลายทั้งอักขระยันต์เตือนสติ และ ภาพลายเส้นหลวงพ่ออลงกต นอกจากนี้ แบรนด์นาถะยังได้นำสินค้าไอเทมต่างๆ จัดเป็นชุดสำหรับการทำสังฆทานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์มีส่วนร่วมทำบุญผ่านผลิตภัณฑ์แบรนด์นาถะ ได้อีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ส่วนการทำตลาดสินค้าดังกล่าว ทางทีมงานมูลนิธินาถะจะเป็นฝ่ายดำเนินการนำผลิตภัณฑ์ออกไปวางจำหน่ายในสถานที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะร่วมไปพร้อมกับกิจนิมนต์ของหลวงพ่อหลวงอลงกตที่ได้รับเชิญทั้งจากหน่วยงานองค์กรเอกชนต่าง ๆ รวมถึงความตั้งใจส่วนตัวของหลวงพ่ออลงกต ต่อการออกปฏิบัติภาระกิจระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในความดูแลของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิธรรมรักษ์ โดยมีกองทุนอาทรประชานารถเป็นผู้ดูแล ซึ่งหลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ก่อตั้ง เพื่อดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ด้วยการจัดหาที่พัก อาหาร การรักษาพยาบาล และปัจจัยอื่นๆ ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ด้วยการระดมทุนนี้มีความสำคัญต่อการสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และการช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ส่วนหนึ่งในสังคม สำหรับ สินค้าต่างๆภายใต้แบรนด์นาถะ นั้นได้ดำเนินการเพื่อให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมซื้อสินค้าบุญที่มีคุณภาพ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายถวายให้กับหลวงพ่ออลงกต ‘คุณธัญพร กรเกษม’ เจ้าหน้าที่มูลนิธินาถะ เล่าเรื่องราวแบรนด์นาถะซึ่งเกิดขึ้นมาไม่ต่ำกว่า 5-6 ปีก่อน ขณะที่มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมาร่วม2 ปี ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้การทำงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์นาถะสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน “ที่มาแบรนด์นาถะ มาจากคำท้ายชื่ออย่างเป็นทางการของหลวงพ่ออลงกต คือ พระราชวิสุทธิประชานาถ แล้วนำมาขยายการออกเสียงให้เป็นคำว่านาถะ ในภาษาไทย และใช้ภาษาอังกฤษว่า NATHA” คัณธัญพร เล่าพร้อมเสริมอีกว่า ขณะที่สินค้านาถะ เองก็ยังมีเรื่องราวที่เกิดจากความตั้งใจของหลวงพ่ออลงกต ที่ต่อยอดมาจากให้การดูแลกลุ่มเยาวชนในจังหวัดลพบุรี ทั้งด้านการศึกษาด้วยก่อตั้งโรงเรียนนาถะศาสตร์ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1-6 พร้อมให้ทุนการศึกษาสำหรับเยาวชน ที่มีความสามารถด้านกีฬาฟุตบอล เพื่อเข้ามาสังกัดในสโมสรฟุตบอลใจฟ้า อะคาเดมี จังหวัดลพบุรี ที่อยู่ภายใต้การดูแลของหลวงพ่ออลงกต ด้วย “สินค้าของกินของใช้แบรนด์นาถะที่นำมาจัดเป็นชุดสังฆทาน ยังเกิดจากแนวคิดของหลวงพ่ออลงกต ที่มองไปไกลถึงความเป็นอยู่ของกลุ่มเยาวชนนักกีฬาฟุตบอลในสังกัดใจฟ้าอะคาเดมี ที่ต้องการใช้สินค้าส่วนตัวทั้งสบู่ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจในการทำแบรนด์นาถะเพื่อออกมารองรับความต้องการในด้านนี้” ‘คุณธัญพร อธิบายเสริม ขยายสู่ นาถะ คาเฟ่ พร้อมกล่าวอีกว่า สินค้าแบรนด์นาถะต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจจริงในการทำตลาดทั้งคุณภาพสินค้าด้วยราคาสมเหตุสมผลเฉลี่ยหลักร้อยบาทต่อชิ้น ที่ปัจจุบันยังนำสินค้าวางจำหน่ายในช่องทางร้านกาแฟ ‘นาถะ คาเฟ่’ ที่เปิดให้บริการ 2 สาขา คือ นาถะคาเฟ่ สาขาประชาชื่น เปิดให้บริการ วันอังคาร – อาทิตย์ เวลา09:00-19:00 น. (ปิดทุกวันจันทร์ ) นาถะ คาเฟ่ สาขาอาคารเล้าเป้งง้วน 1 เปิดให้บริการทุกวัน 09:00-19:00 น. คุณธัญพร เสริมอีกว่า นับจากการพัฒนาและนำสินค้าแบรนด์นาถะออกมาไปแนะนำให้กับประชาชนทั่วไปได้รู้จักตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้การตอบรับดีทุกครั้งที่ทางนาถะ จัดกิจกรรมสนองดำริหลวงพ่ออลงกต ในปัจจุบัน “ด้วยสิ่งที่หลวงพ่ออลงกตปฏิบัติมาตลอดช่วงที่ผ่านมากว่า 30 ปีและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดพัก ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ชวนให้ทีมงานมูลนิธิฯ ทุกคนได้ตระหนักถึงการทำไปต่อเพื่อสังคมเช่นเดียวกับที่ท่านไม่เคยหยุดในเรื่องนี้เช่นกัน” ภาพประกอบบางส่วน ขอบคุณเพจเฟซบุ๊คนาถะ (NATHA) Alternate-X สรุปให้ ‘นาถะ’ แบรนด์สินค้าบุญที่ก่อตั้งภายใต้ดำริหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ วางตำแหน่งเป็นผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคที่ทุกชิ้นรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเข้าสู่การช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ยากไร้ กับแนวทาง ‘ศรัทธา มาร์เก็ตติง’ ขับเคลื่อนด้วยความตั้งใจให้ทุกการซื้อคือการทำบุญสินค้ามีทั้งครีมอาบน้ำ ยาสระผม ข้าวสาร เสื้อยืด ยันต์ เตรียมเป็นชุดสังฆทานได้ พร้อมจำหน่ายใน ‘นาถะ คาเฟ่’ และกิจกรรมร่วมหลวงพ่อทั่วประเทศ เพื่อส่งต่อพลังแห่งศรัทธา
‘วุฒิพล’ ท็อปซีอีโอ 2025 บนเส้นทางอสังหาฯ 10 ปี สู่หัวแถวผู้บริหาร ‘ดาวรุ่ง’
‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ ซีอีโอกลุ่มบริษัท UHG กับรางวัล ‘THAILAND TOP CEO OF THE YEAR 2025’ ในฐานะผู้บริหารดาวรุ่งคนรุ่นใหม่ ที่ใช้เวลาราว 10 ปีสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาฯ กว่า 2 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน ในงานมอบรางวัล ‘Thailand Top CEO of the Year 2025’ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยนิตยสาร Business+ ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้แนวคิด ‘Navigate through the uncertainty’ พร้อมประกาศผลรางวัลให้กับผู้บริหารมืออาชีพในแวดวงอุตสาหกรรมธุรกิจต่างๆ โดยรางวัล แบ่งประเภท CEO สูงสุด (Top CEOs by Industry) มอบให้ผู้บริหารสูงสุดในแต่ละอุตสาหกรรมหลัก เช่น เกษตร, ขนส่ง, ธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์, อาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ จำนวน 10 รางวัล และรางวัล Rising Star ‘ดาวรุ่ง’ ซึ่งมอบให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นและแนวคิดสร้างสรรค์ จำนวน 5 รางวัล สำหรับรางวัล ผู้บริหาร Rising Star ในปีนี้มีชื่อของ ‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลส์’ ติดอยู่ในหัวแถวของขบวนซีอีโอดาวรุ่ง ที่มีผลงานการบริหารน่าจับตา ด้วยจุดเริ่มต้นงานบริหาร ‘วุฒิพล’ มาจากธุรกิจโรงแรมของครอบครัวที่มี 1 แห่งอยู่ในมือ (โรงแรมเอเวอร์ กรีน เพลส) เมื่อสิบปีก่อนขยายสู่อาณาจักรธุรกิจฮอสพิทาลิตี้ อสังหาริมท่รัพย์มิกซ์ยูส โรงแรมแบรนด์เดอะควอเตอร์ (The Quater) และอาคารสำนักงานฮิลส์ (HILLS) รวมกว่า 20 แห่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะบทพิสูจน์ฝีมือการบริหารกิจการในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา จากผลงานดังกล่าว และรางวัลฯ ที่ได้รับยังสะท้อนถึงการนำวิธีคิดแบบมืออาชีพ มาผสมผสานวิสัยทัศน์แบบคนรุ่นใหม่ สู่การขับเคลื่อนธุรกิจกลุ่ม UHG ให้เติบโตในโลกของการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์อย่างมีจุดยืน อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่เส้นทางซีอีโอ อาณาจักร UHG ‘วุฒิพล’ เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการทำงานกับองค์กรระดับอินเตอร์ และแบรนด์ชั้นนำของโลก เพื่อเรียนรู้ระบบ บริการ และมาตรฐานการจัดการระดับสากล จากนั้นจึงกลับมารับช่วงต่อและพัฒนาเครือโรงแรม UHG อย่างเต็มตัว “ผมไม่ได้ถูกผลักให้ทำโรงแรม แต่ผมเลือกที่จะเดินเส้นทางนี้เอง” วุฒิพลเคยกล่าวไว้ ในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อก่อนหน้านี้ แม้จะบริหารธุรกิจของครอบครัว แต่เขาเลือกจะเข้ามาสานต่อด้วยความสมัครใจ พร้อมแนวคิดใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล เขามองว่า โรงแรมไม่ใช่แค่ ‘ที่พัก’ แต่คือ ‘ประสบการณ์’ และ ‘ความรู้สึก’ ที่แขกควรได้รับตั้งแต่เข้ามาจนออกจากที่พัก “ธุรกิจโรงแรมยุคใหม่ต้องตอบสนองมากกว่าที่พัก คือการเข้าใจไลฟ์สไตล์ของผู้คน” ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจในเครือ UHG มีอาคารสำนักงานหลากหลายระดับ เช่น UHG Hotels & Resorts (กลุ่มโรงแรมขนาดกลาง-ใหญ่ เน้นบริการคุณภาพ) ภายใต้ชื่อแบรนด์ The Quarter UHG Boutique (ที่พักแนวไลฟ์สไตล์สำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่) UHG Residences (ระยะยาว/กลุ่ม Expat และนักธุรกิจ) UHG Offices ภายใต้ชื่อแบรนด์ Hills นอกจากนี้ เขาเขาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี เช่น ระบบ Self Check-in, AI Concierge รวมถึงแนวคิด Sustainability ในการบริหารโรงแรม ตั้งแต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์จนถึงแนวทางจัดการของเสีย รวมถึงวางแผนขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค และพัฒนาแบรนด์ของกลุ่ม UHG ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ โดยไม่ทิ้งความเป็นไทยและหัวใจของงานบริการที่เน้น “อบอุ่นแบบมืออาชีพ” Alternate-X สรุปให้ ‘วุฒิพล ถาวรธวัช’ ซีอีโอ UHG คว้ารางวัล ‘Thailand Top CEO of the Year 2025’ ประเภท Rising Star ใช้เวลาเพียง 10 ปี สร้างอาณาจักรอสังหาฯโรงแรมและอาคารสำนักงาน มูลค่ากว่า 2หมื่นล้านบาท พร้อมบริหารธุรกิจด้วยแนวคิดใหม่ผสานประสบการณ์ระดับสากล สร้างจุดยืนชัดในตลาดฮอสพิทาลิตี้ เน้นกลยุทธ์ “โรงแรมคือประสบการณ์” เสริมด้วยเทคโนโลยีและแนวคิดยั่งยืน เตรียมขยายแบรนด์ UHG สู่ระดับภูมิภาค พร้อมยกระดับความเป็นมืออาชีพแบบไทยในตลาดโลก
[PR NEWS] โคโคเลิฟ ชวนทุกคนดื่มน้ำมะพร้าว 100%
“โคโคเลิฟ” ตอกย้ำการเป็นแบรนด์เพื่อสุขภาพตัวจริง จัดแคมเปญชวนคนไทยดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100 % เพื่อสุขภาพที่ดี #2 เพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์น้ำมะพร้าวแท้ 100% เพื่อสุขภาพตัวจริง บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100% แบรนด์ Cocolove (โคโคเลิฟ) ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารกันเสีย นำโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานกิตติมศักดิ์ ร่วมกับ ดร.ณราทิพย์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร, คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (TOPS) นำโดย คุณณิศรา ชัยตันติพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค, คุณพลอยชนก ผลถาวรกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อสินค้าขนม และ เครื่องดื่ม และ คุณวิราศินีย์ จันทมาลา ผู้อำนวยการเขต เดินหน้าจัดงาน Love yourself , Drink for your health ชวนคนไทยดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟ เพื่อสุขภาพที่ดี #2 แท็คทีมพรีเซ็นเตอร์สาวสวยสุดเฮลท์ตี้ เบลล่า-ราณี แคมเปน พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่มฮอต เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ แขกรับเชิญสุดพิเศษ ร่วมมอบความสุขแบบจัดเต็มสำหรับแฟนๆ โคโคเลิฟโดยเฉพาะ โดยมี ดีเจนุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร รับหน้าที่พิธีกร ณ ลาน Mega FoodWalk ชั้น G หน้า TOPS สาขา Megabangna สำหรับงาน Love yourself , Drink for your health ชวนคนไทยดื่มนํามะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟ เพื่อสุขภาพที่ดี #2 เป็นกิจกรรมการตลาดที่ต้องการสร้างกระแสผ่าน #hastag #LoveYourSelfDrinkForYourHealth เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมารักตัวเอง รักในการดูแลตัวเอง และรักสุขภาพตัวเอง เชิญชวนให้คนไทยหันมาดื่มนํ้ามะพร้าวแท้ 100 % “เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง” เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า การดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100 % มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายและดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เช่น ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน, เสริมสร้างกระดูกและฟัน, ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานและปกป้องเซลล์ตับ, ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนสุภาพสตรี, บำรุงผิวพรรณ, สร้างสมดุลระดับน้ำตาล, ส่งเสริมกระบวนการย่อยอาหาร, ช่วยลดอาการปวดเมื่อมีรอบประจำเดือน, เหมาะกับผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ช่วยบำรุงความชื้นให้ร่างกาย, ช่วยลดอาการอักเสบ, เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทำให้ร่างกายต้านทานการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในขณะที่ร่างกายกำลังฟื้นตัว, ช่วยในการย่อยอาหารอย่างอ่อนโยนและไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป และยังดีต่อผู้สูงอายุ ช่วยบำรุงความชื้นให้ร่างกาย, ช่วยในกระบวนการย่อยอาหาร, เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน, ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด, ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ และ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยเมื่อมีภาวะอักเสบ โดยน้ำมะพร้าวแท้ 100% แบรนด์ Cocolove (โคโคเลิฟ) ได้มุ่งมั่นคัดสรรน้ำมะพร้าวจากสวนมะพร้าวที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ได้มะพร้าวน้ำหอมคุณภาพดี โดยการทำพันธสัญญาผูกพัน หรือ Contact Farming กับสวนมะพร้าวในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมะพร้าวที่ดีที่สุด ภายใต้ขั้นตอนการผลิตแบบ UHT และการบรรจุภัณท์ในระบบสูญญากาศแบบปิด หรือ Aseptic ผลิตโดยโรงงานชั้นนำของประเทศด้านการผลิตน้ำมะพร้าวที่ขึ้นชื่อไปทั่วโลก ด้วยมาตรฐาน GMP, HACCP, HALAL, Hosher เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถดื่มได้อย่างมั่นใจ ไม่เติมน้ำตาล สารเติมแต่ง ไม่เจือสี หรือ วัตถุกันเสียใดๆ ผู้บริโภคจึงได้รับประทานน้ำมะพร้าวที่มีกลิ่นหอม กลมกล่อม อร่อย สดชื่น ปราศจากไขมัน โคเลสเตอรอล และเป็นแหล่งของโพแทสเซียมและแมกนีเซียม เหมาะสำหรับการดื่มในทุกๆ วัน กิจกรรม Love yourself , Drink for your health ชวนคนไทยดื่มนํามะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟ เพื่อสุขภาพที่ดี #2 ในครั้งนี้ ได้เนรมิตลาน Mega FoodWalk ชั้น G หน้า TOPS สาขา Megabangna ให้เป็นอีเว้นท์เพื่อคนรักสุขภาพและยังได้อัพเลเวลความฟินแฮปปี้เพิ่ม 100% ไปกับกิจกรรม Lucky Fan แชะถ่ายรูป Exclusive ใกล้ชิด พรีเซ็นเตอร์สาวโคโคเลิฟ เบลล่า-ราณี แคมเปน และนักแสดงหนุ่มฮอต เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ แขกรับเชิญสุดพิเศษ ที่มาร่วมมอบความสุขแบบจัดเต็มสำหรับแฟนๆ โคโคเลิฟโดยเฉพาะ พร้อมครีเอทเมนูเครื่องดื่มสุขภาพแสนอร่อยจากน้ำมะพร้าวโคโคเลิฟให้ชมกันสดๆ โดยมี ดีเจนุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร รับหน้าที่พิธีกรสร้างเสียงหัวเราะตลาดทั้งงาน คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ เผยว่า “กิจกรรมวันนี้ผ่านไปด้วยดี มีการตอบรับที่ดีมากจากทุกฝ่ายและผู้บริโภค หลังจากนี้ไปช่วงปลายปีเราจะมีแคมเปญใหญ่ เป็นการตอกย้ำถึงประโยชน์ของน้ำมะพร้าวกับแคมเปญ Love yourself , Drink for your health ที่อยากจะเชิญชวนคนไทยมาดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อสุขภาพกันเยอะๆแล้วยิ่งเราอยู่ในสภาวะหลังจากโควิดมาคนก็เจ็บป่วยกันเยอะ ถือว่าแคมเปญนี้ที่เรามุ่งเน้นเรื่องสุขภาพอย่างแท้จริง ซึ่ง โคโคเลิฟ เราเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารใดๆ รสชาติน้ำมะพร้าวแท้100% มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคครับ” ด้าน คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร กล่าวว่า “ทาง โคโคเลิฟ ขอบคุณคุณเบลล่า ที่ให้เกียรติเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์แบรนด์ของเรามา 3 ปีซ้อน คุณเบลล่าช่วยเพิ่มการรับรู้เข้าถึงผู้บริโภคถึงคุณประโยชน์ในการดื่มน้ำมะพร้าวแท้เพื่อสุขภาพที่ดี ทางเราก็อยากจะให้คุณเบลล่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์โคโคเลิฟต่อไปเรื่อยๆ ค่ะ” Love yourself , Drink for your health ชวนคนไทยดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟ เพื่อสุขภาพที่ดี #2 เป็นกิจกรรมการตลาดที่ต้องการสร้างกระแสผ่าน #LoveYourSelfDrinkForYourHealth เพื่อรณรงค์ให้คนไทยดูแลตัวเอง และรักสุขภาพ ดื่มนํ้ามะพร้าวแท้ 100 % “เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง” พบกับผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100% แบรนด์ Cocolove (โคโคเลิฟ) ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารกันเสีย และโปรโมชั่นสุดพิเศษ ได้ที่ TOPS, TOPS DAILY, Big C, Lotus’s, Foodland, Villa Market, Thaifoods Fresh Market, Gourmet Market, Watsons, Max Mart, Jiffy, Lawson 108 ร้านค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำทั่วประเทศ หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB/IG/Tiktok : Cocolove_thailand …
แอร์เอเชีย ทำดีลกว่า 4 แสนล. สั่ง A321XLR ลำตัวแคบแต่บินไกล บริการรายแรกในกลุ่มโลว์คอสต์ฯ
แอร์เอเชีย พลิกโฉมเดินทางทั่วโลก ใช้เครื่องบินลำตัวแคบเป็นรายแรกของโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ลงทุนกว่า 4 แสนล้านบาททำดีลแอร์บัส A321XLR จำนวน 70 ลำ โทนี่ เฟอร์นันเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Capital A และที่ปรึกษาและผู้บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย กล่าวว่า แอร์เอเชีย เบอร์ฮัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้นทั้งหมดโดย Capital A Berhad ได้ลงนามในข้อตกลงครั้งสำคัญกับแอร์บัส มูลค่า 12.25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยราว 4.47 แสนล้านบาท อัตราแลกเปลี่ยน 36 บาทต่อดออลาร์สหรัฐ) สำหรับเครื่องบิน A321XLR จำนวน 50 ลำ พร้อมสิทธิ์ในการซื้อเครื่องบิน A321XLR เพิ่มเติมอีก 20 ลำ พร้อมลงนามข้อตกลงในครั้งนี้ที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วย ‘คริสเตียน เชเรอร์ ‘ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอร์บัส ฝ่ายเครื่องบินพาณิชย์ โดยมีนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เสรี อันวาร์ อิบราฮิม เป็นสักขีพยาน ซึ่งจากข้อตกลงนี้ ยังทำให้แอร์เอเชีย ก้าวสู่การเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ให้บริการแบบเครือข่ายด้วยอากาศยานแบบลำตัวแคบสายแรกของโลก โดยมีกลยุทธ์แบบหลายศูนย์ปฎิบัติการการบิน (Multi-Hub) โดยมีกำหนดส่งมอบตั้งแต่ปี 2571 ถึง 2575 “เราเป็นผู้บุกเบิกการเดินทางราคาประหยัดในเอเชีย และตอนนี้กำลังยกระดับไปอีกขั้น แอร์เอเชียอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นสายการบินเครือข่ายราคาประหยัดแห่งแรกของโลก” โทนี่ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ข้อตกลงครั้งนี้ ยังเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นอกอาเซียน และทำให้การบินเป็นสิ่งที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน ที่ได้มอบโอกาสให้ผู้คนในอาเซียนได้เดินทางทั่วเอเชีย เราต้องการให้โลกได้เห็นอาเซียน และอาเซียนได้เห็นโลก” ขณะที่ เครื่องบินแบบ A321XLR และ A321LR จะมีส่วนสำคัญทำให้วิสัยทัศน์นี้เป็นจริงได้ และเป็นความภาคภูมิใจต่อการเป็นผู้นำในการทำให้โลกเล็กลง” “เรารอแทบไม่ไหวที่จะระบายท้องฟ้าด้วยฝูงบินสีแดงให้กว้างไกลขึ้น” โทนี่ กล่าว ด้าน ‘คริสเตียน เชเรอร์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครื่องบินพาณิชย์ของแอร์บัส กล่าวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ยืนยันข้อตกลงนี้ ในขณะที่กลุ่มแอร์เอเชียกำลังเริ่มก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง หลังกลับมาสู่เส้นทางการเติบโต ซึ่งเราขอชื่นชมและสนับสนุน สายการบินกำลังเสริมประสิทธิภาพฝูงบินให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และยุทธศาสตร์นี้จะทำให้สายการบินสามารถขยายเครือข่ายทั่วโลกได้ด้วย เครื่องบิน A321XLR พร้อมเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้แอร์เอเชียสามารถเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมโยงทั้งเมืองหลักและเมืองรองได้ครอบคลุมทั่วโลก” 5 ปีหน้าขนส่งฯสะสม 1.5 พันล.คน สำหรับเครื่องบินแบบ A321XLR รุ่นใหม่นี้จะให้บริการร่วมกับฝูงบินแอร์บัสทั้งหมดของแอร์เอเชียในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินตระกูล A320 และ A330 เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการบินและการเชื่อมโยงที่ไม่มีใครเทียบได้โดยครอบคลุมทั้งเอเชียและอื่นๆ ในขณะที่ยังคงรักษารูปแบบราคาประหยัดผ่านการให้บริการในเส้นทางที่พร้อมด้วยด้วยศักยภาพและโอกาส การบูรณาการจัดการฝูงบินให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตลอดจนเสริมประสิทธิภาพฝูงบิน โดยกลุ่มแอร์เอเชียตั้งเป้าหมายที่จะขนส่งผู้โดยสาร 150 ล้านคนต่อปีภายในปี 2573 โดยจะมียอดรวมสะสม 1.5 พันล้านคนนับตั้งแต่ก่อตั้ง นอกจากนี้ ฝูงบินใหม่ดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการเติบโต ด้วยกลยุทธ์เครื่องบินหลากหลายประเภทของแอร์เอเชีย ดังนี้ ช่วยให้สายการบินสามารถเลือกปริมาณที่นั่งให้สอดคล้องความต้องการ ลดการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง สนับสนุนรูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนและคุ้มค่าในสภาพแวดล้อมการแข่งขันระดับโลก โดยเครื่องบิน A321XLR ยังประหยัดเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 20% ต่อที่นั่ง เมื่อเทียบกับเครื่องบินแอร์บัส A321neo ซึ่งช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการปล่อยมลพิษและประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมาก Alternate-X สรุปให้ แอร์เอเชียลงทุนกว่า 4.47 แสนล้านบาท สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส A321XLR จำนวน 70 ลำ ก้าวสู่สายการบินโลว์คอสต์รายแรกของโลกที่ใช้เครื่องลำตัวแคบบินไกล เปิดเส้นทางทั่วโลก เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่สายการบินเครือข่ายราคาประหยัด ด้วยกลยุทธ์ Multi-Hub ด้วยเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ประหยัดเชื้อเพลิง 20% ต่อที่นั่ง และช่วยลดการปล่อยมลพิษ ตั้งเป้าขนส่งผู้โดยสารสะสม 1.5 พันล้านคนภายในปี 2573 ขยายบทบาทระดับโลก
‘จ่ายทีเดียว กินได้ 5 ‘ซิซซ์เล่อร์’ จัดให้เมนูสลัดบาร์ กลยุทธ์เพิ่มความถี่ดันยอดโต 3 เท่าตัว
ซิซซ์เล่อร์ ใช้กลยุทธ์ราคา ซับสคริปชั่น โมเดล ‘สลัดบาร์’ ประหยัดกว่าจ่ายรายครั้ง แม่เหล็กเพิ่มความถี่ดึงลูกค้าเข้าร้านได้ 3 เท่าตัว ตอบโจทย์เทรนด์รักตัวเองให้มากต้องดูแลสุขภาพ ‘อนิรุทร์ เดวิด คอลลินส์’ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านสเต๊กซิซซ์เล่อร์ (Sizzler) เปิดเผยว่า เทรนด์ใหญ่ผู้บริโภคให้ความสำคัญด้านความเป็นอยู่เพื่อสุขภาพ (Healthy living) ทั้งการออกกำลังกาย รวมถึงการรับประทานอาหาร มีแนวโน้มขยายตัวสูงต่อเนื่องหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั้งนี้ ซิซซ์เล่อร์ ได้นำเทรนด์ดังกล่าวมามาปรับใช้ร่วมการทำตลาดเมนู ‘สลัดบาร์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของร้านเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดสุขภาพมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกระแสดังกล่าวในกลุ่มผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ยังได้ปรับปรุง (revamp) สลัดบาร์ พร้อมเพิ่มวัตถุดิบเน้นซูเปอร์ฟู้ด อาทิ บัควีท ควินัว ผักเคล โดยนำมาพัฒนาในคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา เช่น ไตรมาส 1 เป็นช่วงหลังกลับจากเที่ยวปีใหม่ จะเน้นวัตถุดิบเสริมภูมิคุ้มกัน (Immunity) ส่วนไตรมาส 2 ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาล จะมุ่งการบำรุงร่างกาย ด้วยวัตถุดิบ Energy Booster เป็นต้น โดยให้บริการควบคู่กับเมนูสลัดบาร์แบบดี.ไอ.วาย (D.I.Y.) เพื่อให้ลูกค้าเลือกจับคู่เมนูสลัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมลดเมนูสลัดมิกซ์ (Mixed Salad) ซึ่งมาจากการรับฟังการตอบรับ(Feedback)ผู้บริโภค ที่มีความต้องการหลากหลายมากขึ้น อนิรุทร์ กล่าวว่า ซิซซ์เล่อร์ ยังนำร่องให้บริการภายใต้โมเดลซับสคริปชั่นในเมนูสลัด (Salad subscription) ระบบสมัครสมาชิกสำหรับทานสลัด 5 ครั้ง ในราคา 700 บาท ให้ความประหยัด 30% เทียบกับการกินสลัดบาร์แบบรายครั้ง มีราคาอยู่ที่ 199 บาท/ครั้ง และจากการทำตลาดเชิงรุกเมนูสลัดบาร์ ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2568 พบว่ามีฐานสมาชิกซิซซ์เล่อร์ ขยายตัว 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน “หลังทำระบบสลัดซับสคริปชั่น สามารถเพิ่มความถี่การมารับประทานซิซซ์เล่อร์ได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตัว และกลับมาซื้อโปรแกรมซ้ำในปริมาณเยอะกว่าเดิมด้วย” อนิรุทร์ กล่าวพร้อมเสริมว่า นอกจากนี้ ซิซซ์เล่อร์ ยังอยู่ระหว่างศึกษาการนำระบบซับสคริปชั่นใช้ร่วมกับ เมนูอื่น ๆ เช่น เมนูอาหารกลางวัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มพนักงานออฟฟิศในฐานะแบรนด์สเต๊กระดับพรีเมียม ราคาเข้าถึงง่าย (Affortdable) อนิรุทร์ กล่าวว่า “สัดส่วนยอดขายหลักกว่า 50% ของซิซซ์เล่อร์ มาจากเมนู ‘สเต๊ก’ แต่ผู้เข้ามารับประทานอาหารในร้าน 100% จะรับประทานสลัดบาร์ด้วยแน่นอน” พร้อมเสริมว่า “สลัดบาร์ซิซซ์เล่อร์ เป็นตำนานมา 30 ปี ไม่มีใครล้มได้ ส่วนคู่แข่งในตลาดสเต๊กก็ไม่สามารถทำสลัดอย่างเราได้ หรือถ้ามีอาจต้องเสียเงินจ่ายเพิ่ม“ ปัจจุบันซิซซ์เล่อร์ มีสาขารวม 64 สาขา และมีแผนเปิดเพิ่ม 1 สาขาในปีนี้ ส่วนตลาดต่างประเทศ มีสาขาในญี่ปุ่น 10 แห่ง และเวียดนาม 1 แห่ง พร้อมวางแผนขยายตลาดประเทศใหม่ ๆ 1 แห่ง ภายในปี 2568 โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ซิซซ์เล่อร์ มีค้าเข้ามาใช้บริการราว 9.6 ล้านคน เติบโต 24% (yoy) มีฐานสมาชิก (Member) ราว 9.9 แสนราย คาดในกลางเดือน ก.ค. นี้ จะทะลุ 1 ล้านราย Alternate-X สรุปให้ ซิซซ์เล่อร์เปิดโมเดล ‘Salad Subscription’ สมัครสมาชิกสลัดบาร์ 5 ครั้ง ราคา 700 บาท ประหยัดกว่าจ่ายรายครั้งถึง 30% กลยุทธ์นี้ช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านถึง 3 เท่า ตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพที่มาแรง พร้อมปรับสลัดบาร์ใหม่ เพิ่มวัตถุดิบซูเปอร์ฟู้ด และเปิดให้ลูกค้า D.I.Y. เมนูตามชอบ ฐานสมาชิกเติบโต 46% ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2568 ซิซซ์เล่อร์วางแผนขยายโมเดลซับสคริปชันไปยังเมนูอื่น เช่น มื้อกลางวัน เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ
‘โอโยชิ อีทโตะ’ แบรนด์ส่งอออกเชิงกลยุทธ์โออิชิ เจาะ 3 เทรนด์อาหารโลกมาแรง
โออิชิ ส่ง 2 สินค้าใหม่อาหารไทยฟิวชั่นญี่ปุ่นแบรนด์ ‘โอโยชิ อีทโตะ’ โฟกัสส่งออกตลาดอาเซียน-ยุโรป รับการแข่งขันตลาดอาหารโลกยุคใหม่ ไม่ได้วัดแค่รสชาติเท่านั้น แต่ต้องเข้าใจบริบทผู้บริโภค ด้วย ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารในเครือโออิชิ กล่าวว่าบริษัทฯ มุ่งทำตลาดส่งออกอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทานแบรนด์ ‘โอโยชิ อีทโตะ’ (OYOSHI EATO) เชิงรุกในต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งแสวงหาประสบการณ์รสชาติใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น แตกต่าง และมีเรื่องราว ในยุคที่อาหารไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และตัวตนของผู้บริโภคทั่วโลก “การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปฯ ของโออิชิ ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเท่านั้น แต่คือการส่งต่อเรื่องราวและวัฒนธรรมอาหารไทยในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย โดยผ่านมุมมองของอาหารญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นิยมในระดับโลก” ศสัย กล่าวพร้อมเสริมว่า “จากการผสมผสานเอกลักษณ์ของสองวัฒนธรรมนี้ จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ไทยในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน” ล่าสุด โออิชิ ได้เปิดตัวสองผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ ‘โอโยชิ อีทโตะ’ คือ โอโยชิ อีทโตะ เกี๊ยวซ่า ‘สยาม เอสเซนส์’ (OYOSHI EATO GYOZA Siam Essence) นวัตกรรมเกี๊ยวซ่าสไตล์ญี่ปุ่นที่ถ่ายทอดเสน่ห์รสชาติไทย ผ่าน 5 ไส้เมนูยอดนิยม ได้แก่ แกงแดง แกงเขียวหวาน ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ และไก่สะเต๊ะ เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม ‘Adventurous Foodies’ ที่มองหาประสบการณ์ใหม่จากวัตถุดิบและรสชาติที่มีเอกลักษณ์ โอโยชิ อีทโตะ “มินิ พัฟเฟลตส์” (OYOSHI EATO Mini Pufflets) ขนมแป้งทอดกรอบไส้หวาน ขนาดพอดีคำ มาพร้อม 4 รสชาติ ได้แก่ ช็อกโกบานาน่า แอปเปิ้ล สับปะรด และเผือกมะพร้าว เพื่อเจาะกลุ่ม ‘Premium Snacking’ ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรป โดยเน้นความสะดวก อร่อย และคุณภาพสูงในทุกมื้อว่าง โดยทั้งสองผลิตภัณฑ์ใหม่ ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบสินค้าให้มีความแตกต่าง มีนวัตกรรมในรสชาติ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสากล และ สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคสำคัญ ได้แก่ Convenience-Driven (ผู้บริโภคที่มองหาความสะดวกในการบริโภค) Health-Conscious (ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและโภชนาการ) Experience-Seeking (ผู้ที่แสวงหาประสบการณ์รสชาติใหม่จากทั่วโลก) ได้อย่างครอบคลุม ศสัย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์โออิชิ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าสำหรับส่งออกที่มีความพร้อมทั้งด้านมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น GMP, HACCP, และ BRC ควบคู่การวิจัยเชิงพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดเป้าหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถปรับแต่งรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางจัดจำหน่ายได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนและยุโรป ซึ่ง โออิชิ ได้เริ่มวางรากฐานและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงเตรียมขยายสู่ตลาดใหม่ในลำดับถัดไป “การแข่งขันในตลาดอาหารโลกยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันแค่รสชาติเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงความเข้าใจในบริบทของผู้บริโภค และความสามารถในการนำเสนอสินค้าให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้บริโภคอยากจดจำ ซึ่งทั้งหมดนี้คือแนวทางที่เรากำลังขับเคลื่อน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับแบรนด์ไทยในเวทีโลก” ศสัยฯ กล่าวปิดท้าย Alternate-X สรุปให้ โออิชิ ส่ง 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่แบรนด์ ‘โอโยชิ อีทโตะ’ ได้แก่ เกี๊ยวซ่า ‘สยาม เอสเซนส์’ และขนมมินิ ‘พัฟเฟลตส์’ นำรสชาติไทย-ญี่ปุ่น เจาะตลาดอาเซียนและยุโรป ชูจุดขายเรื่องนวัตกรรมรสชาติ สะท้อนวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ตอบโจทย์ 3 เทรนด์ผู้บริโภค: สะดวก สุขภาพ และประสบการณ์ ใช้กลยุทธ์ส่งออกแบบเข้าใจบริบทท้องถิ่น พร้อมมาตรฐานการผลิตระดับสากล เดินหน้าผลักดันแบรนด์ไทยขึ้นแท่นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารในตลาดโลก
‘ออม-สุชาร์’ นักแสดงสาว รับบทใหม่ในวงการบิวตี้ ส่งแบรนด์ ‘Fleen Beauty’ เจาะสวยคลีน
รู้จัก ‘Fleen Beauty’ กับที่มาแนวคิดของ ‘ออม-สุชาร์’ นักแสดงสาวที่ผันตัวมาเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ ‘Fleen Beauty’ ผลิตภัณฑ์ความงามวีแกน ที่มองเห็นโอกาสในตลาดเครื่องสำอางเจาะคนรุ่นใหม่ พาไปไกลในระดับโลก ตลาดความสวยความงาม โดยเฉพาะเซกเมนต์เครื่องสำอางยังเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยแนวโน้มในปี 2568 -2569 ตลาดเครื่องสำอางอาจขยายตัวราว 12-13% ด้วยอัตราการเติบโตนี้ ถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 เพราะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ มีการแข่งขันสูง รวมถึงจำนวนคู่แข่งหน้าใหม่ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และหนึ่งในนั้น มี ‘Fleen Beauty’ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ความงามที่กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ใช้งานจริง อยากแก้เพนพอยต์ สำหรับแบรนด์ ‘Fleen Beauty’ ดำเนินการภายใต้บริษัท อินโนฟีน่า จำกัด ซึ่งก่อตั้งและบริหารงานโดย ‘ออม-สุชาร์ มานะยิ่ง’ นักแสดงชื่อดังที่คลุกคลีในวงการบันเทิงมานาน 19 ปี ที่ขอพลิกบทบาทใหม่พร้อมสวมหมวกผู้บริหารธุรกิจเครื่องสำอางแบรนด์ดังกล่าว ออม-สุชาร์ เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจเกิดจาก ‘แพสชั่น’ ที่มีต่อเครื่องสำอาง พร้อมต่อยอดกับ ‘เพนพอยต์’ (Painpoint) ของตัวเธอเองที่เป็นสาวผิวแห้งและอยากได้เครื่องสำอางมาช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น และเหมาะกับสภาพผิวของตนเอง “ด้วยความเป็นคนรักสวยรักงาม และหากมีโอกาสไปต่างประเทศจะแวะซื้อเครื่องสำอางกลับมาด้วยเสมอ แม้กระทั่งการแต่งหน้าในกองถ่ายละคร ก็มักเข้าไปมีส่วนออกแบบลุคของตัวเองด้วย” ออม เล่าพร้อมเสริมรายละเอียดต่อ “ปัญหาที่พบเจอระหว่างแต่งหน้าอยู่บ่อยครั้งในฐานะผู้ใช้งานจริง คือยังไม่สามารถหาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว-สีผิว เนื่องจากเป็นคนผิวแห้งมากโดยเฉพาะบริเวณใต้ตา ด้วยนอกจากสีที่ถูกต้อง และเข้ากับผิวคนเอเชียขณะเดียวกันยังต้องให้ความชุ่มชื้นที่พอเหมาะ” จากมุมมองของผู้ใช้งานจริงนี่เอง ที่เป็นแรงผลักให้ ‘ออม-สุชาร์’ ขยับสู่สถานะของผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง ‘Fleen Beauty’ ในเวลาต่อมา พอร์ตความงาม Fleen Beauty ปัจจุบัน ‘Fleen Beauty’ มีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 5 รายการ ได้แก่ Fleen Beauty Energize Tone Up Serum ราคา 1,190 บาท Fleen Beauty Youth Up Aqua Covering Pact Cushion SPF50 PA+++ ราคา 1,190 บาท Fleen Beauty Soft Velvet Fluffy Cheek ราคา 690 บาท ล่าสุด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่รายการที่ 4 คือ Fleen Beauty Skin Caring Corrector ราคา 720 บาท และรายการ 5 Fleen Beauty Hya Plumping Concealer ราคา 720 บาท แบรนด์เครื่องสำอางเฟรนด์ลี ‘สุชาร์’ บอกว่า บริษัทฯ จดทะเบียนราวเดือนพฤษภาคม 2566 พร้อมทำตลาดในช่วงที่ผ่านมาแบรนด์ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยตำแหน่งทางการตลาด ‘Fleen Beauty’ วางไว้ภายใต้คอนเซปต์ แบรนด์เครื่องสำอางที่เฟรนด์ลี่ เป็นมิตรกับผู้หญิงทุกคน ทุกวัย เข้าถึงง่าย โดย Fleen มีที่มาจากคำว่า ‘Feel’ และ ‘Clean’ โดยผลิตภัณฑ์จึงเหมาะสำหรับคนผิวแพ้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพหรือแต่งหน้าเก่งก็ใช้งานได้ ด้วยไม่ต้องมีขั้นตอนเยอะ ขณะที่ จุดเด่นของ Fleen Beauty คือ เครื่องสำอางเมคอัพกึ่งสกินแคร์ ซึ่งเป็นเทรนด์ ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ที่เข้าใจไลฟ์สไตล์การแต่งหน้าของผู้หญิงที่ต้องใช้ชีวิตนอกบ้านเฉลี่ยนาน 12-14 ชั่วโมงไปพร้อมดับเครื่องสำอางที่อยู่บนใบหน้าเรา จากความเข้าใจเชิงลึกดังกล่าวนี่เอง ที่เป็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มาพร้อมการบำรุงไปในตัวได้พร้อมกัน ซึ่ง ‘Fleen Beauty’ ได้ออกมาตอบโจทย์ความต้องการและเทรนด์ดังกล่าวในปัจจุบัน พร้อมนำคอนเซปต์นี้เข้าไปในสินค้าทั้ง5 ผลิตภัณฑ์ เหมาะกับผู้มีผิวแพ้ง่าย รวมไปถึงคุณแม่ให้นมบุตร ที่สำคัญยังเป็นวีแกนด้วย เพื่อตอกย้ำความเฟรนด์ลีกับทุกคน ในส่วนช่องทางขาย Fleen Beauty วางตลาดทั้งออฟไลน์ในร้านค้าปลีกพิเศษความงาม EVEANDBOY Shop 19 สาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ TikTok Shop: Fleen Beauty ขยายกลุ่มนิว เจนฯ สุชาร์ บอกว่าการทำตลาดสินค้า Fleen Beauty ในช่วงที่ผ่านมา ได้การตอบรับดีมีการกลับมาซื้อซ้ำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ ‘Fleen Beauty Energize Tone Up Serum’ ซึ่งขายไปแล้วมากถึง 100,000 ชิ้น และ ‘Fleen Beauty Skin Caring Corrector’ ขายได้มากกว่า 50,000 ชิ้น, Youth Up Aqua Covering Pact กว่า 40,000 ชิ้น ,Soft Velvet Fluffy Cheek 40,000 ชิ้น และ Hya Plumping Concealer ราว 20,000 ชิ้น จากความสำเร็จเบืองต้น ทำให้ปีนี้ ‘Fleen Beauty’ จะมุ่งทำตลาดเชิงรุก พร้อมทำคอนเทนต์เชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้าง ‘Community Building’ กลุ่มผู้ใช้งานจริงของ ‘Fleen Beauty’ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการใช้สินค้า “ในช่วงเริ่มต้นแบรนด์มีกลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นฐานแฟนคลับของ ‘สุชาร์’ แต่หลังจากนี้จะเริ่มทำการตลาดด้วยการเจาะกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และกลุ่ม Alpha รวมถึงการออกสินค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ใช้เวลาในการพัฒนาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งหลังจากนี้แบรนด์วางแผนขยายไลน์อัปสินค้า เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายให้ได้ครบถ้วน” สุชาร์ ย้ำ พร้อมเสริมว่า เนื่องจากแบรนด์เกิดและเติบโตจากการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ปีนี้จะยังคงมุ่งเน้นทำ Digital Marketing ต่อไป ขณะเดียวกันก็ควบคู่ไปกับการตลาดผ่านช่องทางออฟไลน์ด้วย สุชาร์ กล่าวต่อถึงแนวทางการทำตลาด Fleen Beauty ในอนาคต วางเป้าหมายขยายสู่ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) และในอีก 5 ปีข้างหน้า อยากเห็น ‘Fleen Beauty’ ก้าวสู่แบรนด์ระดับโลก ในฐานะแบรนด์ของคนไทยที่ต่างชาติเลือกหยิบซื้อกลับไปประเทศบ้านเกิดเมื่อได้มีโอกาสมาเยือนเมืองไทย “เรามีมุมมองเล็กๆ อยากสร้างแบรนด์ของคนไทย แล้วให้ต่างชาติที่มาเที่ยวไทยเลือกหยิบซื้อกลับไป อย่างเวลาเราไปเกาหลีหรือญี่ปุ่น เราจะรู้สึกอยากซื้ออันนั้นอันนี้กลับมาเต็มไปหมด อาจจะด้วยประสบการณ์การทำงานของเราที่ได้มีโอกาสไปหลายประเทศ เห็นการแต่งหน้าหลายสไตล์ รวมถึงคนที่ติดตามเราก็มีชาวต่างชาติอยู่บ้าง จุดนี้น่าจะช่วยให้เขามองเห็นแบรนด์เราได้ด้วย” สุชาร์ กล่าวปิดท้าย Alternate-X สรุปให้ ‘Fleen Beauty’ แบรนด์เครื่องสำอางวีแกนโดยนักแสดงสาว ‘ออม-สุชาร์’ เจาะตลาดเมคอัพผสานสกินแคร์ ตอบโจทย์ผู้หญิงผิวแพ้ง่ายทุกวัย ด้วยแรงบันดาลใจจากเพนพอยต์ส่วนตัว สู่ผลิตภัณฑ์ที่เน้นความชุ่มชื้น สีผิวเหมาะกับคนเอเชีย และใช้งานง่าย ย้ำความเฟรนด์ลี่ พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ผู้ใช้จริง รุกเจาะกลุ่ม Gen Z ด้วยยอดขายเซรั่มพุ่งกว่า 1 แสนชิ้น ย้ำคุณภาพและการซื้อซ้ำ ตั้งเป้า 5 ปี ขยายตลาดสู่ SEA และก้าวสู่แบรนด์ระดับโลกของคนไทย
ตลาดลักซูรีเบ่งบาน เมื่อพฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยน’ไทย’ติดลิสต์ปลายทางหรูเอเชีย
The Luxury Group by Marriott International เปิดรายงาน ‘The Intentional Traveler’ เผยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงใน 7 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก โอริออล มอนทัล รองประธานฝ่ายลักชัวรี่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า จากผลการศึกษาล่าสุดโดย ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล (The Luxury Group by Marriott International) เผยข้อมูลกลุ่มนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW) ในภูมิภาคนี้กำลังปรับมุมมองที่มีต่อวิธีการเดินทาง สถานที่ และเหตุผลในการเดินทางใหม่ โดยให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึก และการออกแบบที่มีเป้าหมาย มากกว่าเรื่องปริมาณหรือความหรูหราเกินจำเป็น รายงานฉบับใหม่นี้ ได้สำรวจความคิดเห็นของนักเดินทางผู้มีฐานะมั่งคั่งจำนวน 1,750 คนจาก 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ประเทศไทย โดยเผยให้เห็นมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยวแบบลักซูรี ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง การวางแผนการเดินทางอย่างแม่นยำมากขึ้น และความคาดหวังที่สูงขึ้นจากทั้งแบรนด์และประสบการณ์ที่ได้รับ “นักเดินทางสายลักซูรีในปัจจุบันมีความตั้งใจและจุดมุ่งหมายชัดเจนมากกว่าที่เคย” โอริออล กล่าวพร้อมเสริมว่า “พวกเขาแสวงหาการเดินทางที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง ส่งเสริมสุขภาวะ และตอบโจทย์นิยามการใช้ชีวิตของตนแบบลึกซึ้ง” จากแนวโน้มดังกล่าว แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล มองเห็นโอกาสสำคัญในการปรับโฉมบริการระดับลักซูรี ไปสู่สิ่งที่ทรงพลังและพิถีพิถันมากขึ้นไปอีก เพื่อเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกนักเดินทางกลุ่มนี้ให้ได้มากยิ่งขึ้น ขณะที่ การสร้างเสริมสุขภาพแบบองค์รวมเป็นหัวใจหลักของการเดินทางสุขภาวะ (Wellbeing) ได้กลายมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี โดยในปี 2568 นักเดินทางถึง 90% ระบุว่า “ประสบการณ์ด้านการดูแลส่งเสริมสุขภาพ” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจองที่พัก เพิ่มขึ้นจาก 80% ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวสายลักซูรี กำลังเปิดรับประสบการณ์ด้านสุขภาวะแบบองค์รวมที่มากกว่าโปรแกรมสปาแบบดั้งเดิม ตั้งแต่การบำบัดด้วยธรรมชาติ (forest immersion) โปรแกรมโภชนาการ การบำบัดด้วยเสียง (sound healing) ไปจนถึงโปรแกรมที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ (sleep therapy) ขณะที่ เอเชียยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งสำหรับการเดินทางเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ (wellness journey) 67% ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกเดินทางมายังเอเชีย และในจำนวนนี้มีถึง 26% มีแผนจะเดินทางเพื่อเข้าร่วมโปรแกรมดูแลสุขภาพหรือสปารีทรีตโดยเฉพาะ ใช้จ่ายมากขึ้น คาดหวังมากขึ้น นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสายลักชัวรีในปัจจุบันวางแผนการเดินทางด้วยความมั่นใจและความพิถีพิถัน โดย 72% มีแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ในปีต่อไป แนวโน้มการเติบโตนี้นำโดยนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลีย (85%) อินโดนีเซีย (81%) และสิงคโปร์ (80%) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างชัดเจนในการลงทุนเพื่อประสบการณ์ที่เหนือระดับ ในบรรดาประเภทการเดินทางทั้งหมด สำหรับการเดินทางเป็นครอบครัวโดดเด่นที่สุดในแง่ของความเต็มใจที่จะใช้จ่าย โดย 47% ของนักเดินทางผู้มีกำลังซื้อสูงยินดีที่จะทุ่มงบประมาณมากที่สุดเมื่อต้องเดินทางร่วมกับสมาชิกในครอบครัว แบรนด์หรูมั่นใจกว่าที่พักอิสระ นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นในแบรนด์เพิ่มสูงขึ้น โดยแบรนด์โรงแรมหรูที่เป็นที่รู้จักได้รับความนิยมมากกว่าวิลล่าหรือที่พักอิสระ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในแง่ของมาตรฐานที่ไว้วางใจได้ ประสบการณ์ที่ได้รับการคัดสรร ขณะที่ 93% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงในภูมิภาคนี้ระบุว่าพวกเขาชื่นชอบการกลับไปยังจุดหมายปลายทางที่เคยประทับใจมาแล้ว ขณะที่ 89% กล่าวว่า พวกเขามีแนวโน้มที่จะกลับไปยังสถานที่ที่มีความผูกพันทางใจมากเป็นพิเศษ โดย การเดินทางเหล่านี้ไม่ใช่แค่ “การกลับไปซ้ำ” แต่เป็นการเดินทางที่มีเป้าหมาย นั่นคือ เพื่อสัมผัสจุดหมายปลายทางในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เชื่อมโยงกับชุมชนท้องถิ่น หรือย้อนรำลึกช่วงเวลาพิเศษร่วมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง 3 ตลาดเกิดใหม่มาแรง ในขณะเดียวกัน แม้ว่านักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงจำนวนมากยังคงนิยมจุดหมายปลายทางที่คุ้นเคย แต่ตลาดใหม่ที่เดินทางสะดวกในระดับภูมิภาคก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บังกลาเทศ (26%) นิวซีแลนด์ (24%) กัมพูชา (23%) ทั้งสามประเทศนี้ กำลังกลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2568 โดยขยับขึ้นมาติดใน 10 อันดับจุดหมายปลายทางที่มีการวางแผนเดินทางมากที่สุด ควบคู่ไปกับจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางที่มีจุดมุ่งหมายขยายตัว นอกจากนี้ นักเดินทางสายลักซูรี ในปัจจุบันจองทริปน้อยลงแต่เน้นความลึกซึ้งและความรอบคอบมากขึ้น โดยระยะเวลาพักผ่อนเฉลี่ยสำหรับทริปสั้นเพิ่มขึ้นจาก 3 คืนเป็น 4 คืน และแผนการเดินทางถูกวางไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยมักวางแผนล่วงหน้าหลายเดือน สำหรับทริปที่ยาวนานขึ้น มักจองล่วงหน้า 2-3 เดือน ขณะที่ทริปสั้นจองล่วงหน้า 1-2 เดือน นักเดินทางถึง 93% คาดหวังประสบการณ์เดินทางที่ปรับแต่งให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะบุคคล และ 62% วางแผนรายละเอียดทุกขั้นตอนล่วงหน้า ขณะที่ การได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติกลายเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังมาแรง แม้ว่าการลิ้มรสอาหารจะยังคงเป็นแรงจูงใจอันดับต้น ๆ ของการเดินทาง แต่ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติกำลังกลายเป็นเสาหลักใหม่ของการท่องเที่ยวแบบลักซูรี ทั้งนี้ การพักผ่อนในชนบท กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น 28% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงวางแผนจะไปพักผ่อนในพื้นที่ชนบท เพิ่มขึ้นจาก 19% ในปีที่ผ่านมา 30% กำลังจองทริปซาฟารีดูสัตว์ป่า 92% ระบุว่าการได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง โดยสะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวแนวเอาท์ดอร์แบบใกล้ชิดและมีส่วนร่วมแบบแท้จริง นอกจากนี้ นักเดินทางกลุ่มนี้ยังเป็นนักวางแผนตัวยง โดยส่วนใหญ่จองทริปยาวล่วงหน้า 2 ถึง 6 เดือน และบางส่วนจองล่วงหน้านานถึง 9 ถึง 12 เดือน แล้วเราจะไปกับใครบ้าง? ขณะที่ นักท่องเที่ยวผู้มีความมั่งคั่งสูงกำลังมอบนิยามใหม่ให้กับการเดินทางเป็นกลุ่ม จะเห็นได้จากรูปแบบใหม่ๆ ที่ก่อตัวขึ้นมา พ่อแม่ผู้เปิดเส้นทางแห่งการเรียนรู้ (Guardian Trailsetters) จากเดิมที่เป็นกลุ่มเฉพาะ การท่องเที่ยวของผู้ปกครองที่เดินทางกับลูกเพียงลำพังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 24% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เมื่อเดินทางในฐานะผู้ปกครองเดี่ยว กลุ่มนี้มักเลือกแผนการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ที่เติมเต็มและมีคุณค่าให้กับลูก ๆ เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา (41%) ทริปเพื่อการเรียนรู้ (38%) ตามด้วยซาฟารีหรือกิจกรรมผจญภัยสุดขั้ว (35% เท่ากันทั้งสองประเภท) นักสำรวจผู้มีเป้าหมาย (Impact Explorers) นักเดินทาง Gen Z กำลังมุ่งความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางอย่างออสเตรเลีย ศรีลังกา และไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบในธรรมชาติ วัฒนธรรม และการผจญภัย แตกต่างจากภาพจำของนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนทั่วไป คนรุ่นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยการได้รับประสบการณ์จริงและมีจุดมุ่งหมาย 47% ให้ความสำคัญกับการใกล้ชิดธรรมชาติ 45% ต้องการได้เจอสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด 43% สนใจวันหยุดที่ได้ใช้เวลาไปกับการเล่นกีฬา 31% กำลังวางแผนเดินทางคนเดียว เพราะเป็นทางเลือกที่ให้อิสระเป็นตัวของตัวเองและเอื้อให้เกิดการค้นพบตัวเอง อย่างไรก็ตาม การเดินทางเป็นกลุ่มเล็กที่มีสมาชิกไม่เกินห้าคนยังคงเป็นรูปแบบที่พวกเขาชื่นชอบมากที่สุดในการสำรวจโลก นักเดินทางผู้แสวงหาโอกาสทางธุรกิจ (Venture Travelist) กลุ่ม Venture Travelist ซึ่งได้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกในรายงาน New Luxe Landscapes ปี 2567 เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยปัจจุบัน 86% ของนักเดินทางผู้มีความมั่งคั่งสูงระบุว่าพวกเขามักมองหาโอกาสทางธุรกิจหรือการลงทุนระหว่างการเดินทาง เพิ่มขึ้นจาก 69% ในปีที่ผ่านมา ‘Bleisure’ เติบโตในไทย สำหรับประเทศไทย นักเดินทางชาวไทยมีแผนจะเดินทางเพื่อพักผ่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค (5 ทริปในประเทศ และ 3 ทริปต่างประเทศ เทียบกับค่าเฉลี่ย 6 ทริปในประเทศ และ 4 ทริปต่างประเทศ) ขณะที่การเดินทางประเภท “bleisure” (การเดินทางที่ผสมผสานระหว่างการเดินทางเพื่อธุรกิจและการพักผ่อน) กำลังได้รับความนิยมอย่างในประเทศไทย 90% เป็นการเดินทางต่างประเทศ 95% เป็นการเดินทางภายในประเทศ ทั้งนี้การเดินทางแบบครอบครัวใหญ่ในประเทศไทยขยายตัวต่อเนื่อง คิดเป็นสัดส่วน 40% ซึ่งมากกว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยรูปแบบวันหยุดที่ได้รับความนิยม ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและบันเทิง 36% การพักผ่อนในชนบท 32% การลาพักระยะยาว (sabbatical) 32% รวมไปถึงรูปแบบที่โดดเด่นอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาค เช่น การท่องเที่ยวในเมืองระยะสั้นและการพักผ่อนวันหยุดริมชายหาด ปลายทางนอกกระแสมาแรง แม้การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง จุดหมายปลายทางต่างประเทศที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และฮ่องกง, จีน โดยบังกลาเทศและบรูไนกำลังขึ้นสู่ท็อป 5 ของจุดหมายปลายทางในแผนการเดินทางในปีหน้า โดยสะท้อนถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นใน ‘สถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนไปหรือไม่ได้อยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวหลัก’ (off-the-beaten-path) ยังคงติดอันดับจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากนักท่องเที่ยวชาวไทยผู้มีความมั่งคั่งสูง ขณะที่ นักท่องเที่ยวชาวไทยสายลักซูรี คาดหวังประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะ 97% ต้องการให้ทุกรายละเอียดของทริปถูกปรับให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของตนเอง 60% ชื่นชอบโรงแรมลักชัวรีขนาดใหญ่มากกว่า 41% สนุกกับการวางแผนทริปด้วยตนเอง และต่างคาดหวังประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ การรับประทานอาหารถือเป็นความสำคัญอันดับต้น 60% มองว่าไฟน์ไดนิ่งคือคืนในอุดมคติ 39% ยินดีจ่ายให้กับร้านอาหารระดับมิชลิน รีวิวดี ๆ 57% รางวัลและประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ (อย่างละ 51%) คือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากที่สุด สุขภาพควบคู่ความยั่งยืน สิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ของนักท่องเที่ยวชาวไทย คือ สุขภาพและความยั่งยืน 98% คาดหวังจะได้สัมผัสประสบการณ์การรับประทานอาหารที่หลากหลาย 97% สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพแบบครบวงจร 97% แนวทางการดำเนินงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในโรงแรมระดับลักชักรี 96% สระว่ายน้ำและโปรแกรมช่วยให้นอนหลับสบาย ซึ่งถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีคุณค่ามากที่สุด 62% มีแนวโน้มจะจองบริการสปาในทริปของตน อ่าน รายงานฉบับเต็ม สำหรับผลสรุปข้างต้นมาจากรายงานการวิจัยโดย ลักชัวรี กรุ๊ปโดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล จัดทำระหว่างวันที่ 14 มีนาคม ถึง 17 เมษายน 2568 กับกลุ่มนักเดินทางประเทศนานาชาติที่เดินทางบ่อย และเน้นการเดินทางเพื่อพักผ่อนเป็นหลัก การศึกษานี้มุ่งเน้นกลุ่มประชากรที่มั่งคั่งสูง 10% ในประเทศออสเตรเลีย สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศไทย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามในแต่ละตลาดจำนวน 250 คน Alternate-X สรุปให้ แมริออทฯ เผยรายงาน ‘The Intentional Traveler’ ชี้เทรนด์การท่องเที่ยวลักซูรียุคใหม่ในเอเชียแปซิฟิก โดยไทยติดโผ 1 ใน 7 จุดหมายปลายทางหรูที่นักเดินทางมีกำลังซื้อสูงนิยม โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับสุขภาวะ ความยั่งยืน และประสบการณ์เฉพาะบุคคล แม้จะเดินทางน้อยลงแต่ใช้จ่ายมากขึ้น พร้อมวางแผนอย่างละเอียดล่วงหน้า อินไซต์ด้านสุขภาพ อาหาร และธรรมชาติกลายเป็นหัวใจหลักของการท่องเที่ยวลักซูรี
เที่ยวไทยร่วมตลาดทุน จับคู่เอกชน-ชุมชนท้องถิ่น นำร่อง 5 จังหวัดแหล่งเที่ยวยั่งยืน
ททท. ร่วมตลาดหลักทรัพย์ ทำโครงการ Village to the World #SustainableAgenda นำร่องก่อน 5 จังหวัดชุมชนท่องเที่ยวไทย กลยุทธ์ภาคธุรกิจไทยใช้วัดผล ESG ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบในโครงการ ‘Village to the World’ ภายใต้แนวคิด “ESG Partnership for Impact” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ภาคการท่องเที่ยวและภาคตลาดทุนมาร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อสร้างกลไกการลงทุนที่มีผลตอบแทนทั้งในเชิงธุรกิจและเชิงสังคม โดย เชื่อมั่นว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่สร้างความหมายผ่านการพักผ่อนและทำกิจกรรมอันทรงคุณค่าร่วมกัน จะยกระดับจากกิจกรรม CSR กลายเป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ช่วยกระจายรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิต และเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับสังคมไทยอย่างมีคุณภาพ “เรากำลังยกระดับชุมชน จากปลายทางของนักท่องเที่ยว สู่เวทีของ ESG ที่มีชีวิต ซึ่งเป็นพื้นที่จริงที่ภาคธุรกิจสามารถลงมือทำ สร้างผลลัพธ์ และเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งชุมชนไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่คือจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ที่ธุรกิจ วัฒนธรรม และความยั่งยืนเดินไปด้วยกันได้จริง” ฐาปนีย์ กล่าว ด้าน ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร ตัวแทนผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้ถือเป็น ‘ก้าวแรก’ ของการเชื่อมโยงภาคตลาดทุนเข้ากับการพัฒนาชุมชนอย่างแท้จริง และยังเป็นความร่วมมือรูปธรรม ระหว่างภาคท่องเที่ยว ตลาดทุน และชุมชน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนจาก ‘ผู้ให้บริการ’ สู่ ‘พาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์’ ของภาคธุรกิจ โดยนำกรอบ ESG มาใช้พัฒนาโมเดลความร่วมมือแบบ Win–Win ที่สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง โดยโครงการฯ จะเป็นศูนย์กลางในประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น โดยจับคู่ “บริษัทจดทะเบียน – ชุมชน” อย่างมีเป้าหมายภายใต้กรอบ ESG เพื่อร่วมพัฒนาและขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัด ดังนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ร่วมพัฒนาชุมชน ท่ามะโอ และ ปงสนุก จ.ลำปาง เพื่อออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวโดยชุมชน พร้อมส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลวัฒนธรรมตามแนวทาง UNESCO Culture | 2030 Indicators บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และ โรงแรม MELIÁ Hotels & Resorts Pattayaร่วมกับ วิสาหกิจชุมชนเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์ รักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ จ.ชลบุรี โดยเน้นการพัฒนาการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อมเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ร่วมพัฒนาชุมชน แม่สูนน้อย และ ดอยเวียง จ.เชียงใหม่ เสริมสร้างทักษะดิจิทัลเพื่อการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG) โดย Yournique พัฒนาชุมชนป่าแลวหลวง จ.น่าน ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต้นน้ำ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) จับมือกับชุมชนท่องเที่ยว บ้านมุงเหนือ จ.พิษณุโลก มุ่งพัฒนาแนวทางการยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตร บริการท่องเที่ยว และมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว สำหรับโครงการฯนี้ เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ภาคเอกชน สะท้อนศักยภาพประเทศไทยด้านตลาดการท่องเที่ยวยั่งยืนโดยชุมชนที่รอการลงทุนทางสังคมจากบริษัทต่างๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และตอบสนองความต้องการของนักลงทุนระดับสากลที่มุ่งเน้นการลงทุนอย่างรับผิดชอบ โดยบริษัทจดทะเบียนต่าง ๆ ที่ทำงานร่วมกับชุมชนสามารถนำผลการดำเนินงานที่วัดผลได้จริงจากการสร้างผลกระทบทางบวกไปเปิดเผยเป็นผลการดำเนินการของการขับเคลื่อนความยั่งยืนที่สอดคล้องกับประเด็นสาระสำคัญของแต่ละบริษัทฯ นอกจากการจับมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาชุมชนในระดับพื้นที่แล้ว โครงการฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรด้านการตลาดและแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำ ที่พร้อมร่วมกันผลักดันให้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืนและเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรมระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2568 นี้ ได้แก่ Eventpass จัดอินฟลูเอนเซอร์ลงพื้นที่ทั้ง 7 ชุมชนกว่า 10 ราย และเตรียมกิจกรรมพร้อมของรางวัลมามายให้ร่วมสนุกผ่าน Facebook Fanpage แพลตฟอร์ม Gother ร่วมจัดโปรโมชั่นพิเศษ “เที่ยวสนุก ลดจริง” สำหรับทุกการเดินทางใน 5 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง, พิษณุโลก, น่าน, เชียงใหม่ และชลบุรี รับส่วนลดเที่ยวบินและรถเช่า สูงสุด 10% รับส่วนลดโรงแรม ที่พัก และกิจกรรมท่องเที่ยว สูงสุด 15% AirAsia เตรียมออกตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษสำหรับเส้นทางไปยัง พิษณุโลก, น่าน, เชียงใหม่ และลำปาง เพื่อชวนทุกคนบินลัดฟ้าไปสัมผัสเสน่ห์ของชุมชนได้อย่าง “สบายใจ ราคาจับต้องได้” ช่องทางการจองแพ็กเกจท่องเที่ยวชุมชน ไม่ว่าจะเป็น Local Alike, Yournique, SiamRise, Friday Trip และ Guide Guru ทุกการจองผ่านแพลตฟอร์ม/ช่องทางเหล่านี้ รับส่วนลดทันที สูงสุด 20% Alternate-X สรุปให้ ททท. ร่วมมือเชิงกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโครงการ ‘Village to the World’ นำ ESG ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืน จับคู่บริษัทจดทะเบียนกับชุมชนท่องเที่ยวต้นแบบใน 5 จังหวัด เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับตลาดทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจและสังคม พัฒนาโมเดลความร่วมมือแบบ Win–Win ที่วัดผลได้จริง ดึงพันธมิตรแพลตฟอร์ม-สายการบิน หนุนชุมชนเข้าถึงนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม
วัตสัน ยกระดับสิทธิประโยชน์สุดคุ้มในรอบปี เอาใจสมาชิกวัตสัน คลับ ผ่าน ‘Club of More’
วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของไทย เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การชอปปิงที่ ‘มากกว่า’ สำหรับสมาชิกวัตสัน คลับอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Club of More” ชูจุดเด่น “เป็นสมาชิกวัตสัน คลับ มีแต่ได้กับได้!” สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ที่เข้าใจทุกความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ทั้งความคุ้มค่า สะดวก ครบครัน และความสนุกที่สามารถเข้าถึงได้ทุกวัน ผ่านทั้งหน้าร้านและวัตสันออนไลน์ จากผลสำรวจจากสมาชิกวัตสันคลับกว่า 4,000 คน* ทั่วประเทศไทย พบว่าลูกค้าในยุคปัจจุบันมองหาประสบการณ์การชอปปิงที่คุ้มค่า และตอบโจทย์ชีวิตในทุกด้าน ทั้งส่วนลด คะแนนสะสม และสิทธิประโยชน์พิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟต่าง ๆ ดังนั้นสมาชิกวัตสัน คลับ ภายใต้แนวคิด “Club of More” จึงถูกออกแบบมา เพื่อส่งเสริมประสบการณ์เชิงบวกที่นอกเหนือสินค้าและบริการ ด้วย 3 สิทธิหลัก More Savings ชอปคุ้มยิ่งกว่าเฉพาะสมาชิกลด 50% ด้วยสินค้าที่ครอบคุลมสุขภาพ และความงามกว่า 1,500 รายการ และ Everyday Club Price ชอปได้ทุกวันการันตีที่มาเมื่อไหร่ก็ราคาเดิมทุกวันกว่า 100 รายการ More Exclusive สิทธิประโยชน์และดีลส่วนลดหลากหลายจากพาร์ทเนอร์ชั้นนำกว่า 20 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้าทั้งหมวดสุขภาพ ความงามและไลฟ์สไตล์ เพียงแลกคะแนนผ่าน Club Reward เริ่มต้นที่ 10 คะแนน ก็สามารถรับดีลส่วนลดได้เลย พร้อมทั้งเอาใจสายท่องเที่ยว Asian One Pass เที่ยวอยู่ก็ชอปได้ เมื่อเดินทางและแสดงบัตรสมาชิกวัตสัน คลับ ผ่านแอพวัตสัน เพื่อสะสมคะแนน และใช้สิทธิประโยชน์อื่น ๆ ใช้ได้กับร้านวัตสันทั่วเอเชีย (ไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, ไตหวัน, อินโดนีเซีย, จีน, ฮ่องกง, ตุรกี และฟิลิปปินส์) More Experience มอบประสบการณ์ที่มากกว่าการชอปปิง ด้วยกิจกรรมเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสมาชิกวัตสัน คลับ เท่านั้น อิศราวดี มีป้อม Customer Controller วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “วัตสันมุ่งพัฒนา การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้เป็นมากกว่า Loyalty Program โดยออกแบบแต่ละสิทธิประโยชน์บนพื้นฐานของความเข้าใจลูกค้า ทั้งความคุ้มค่า การใช้งานสะดวก หรือความพิเศษที่สมาชิกจะได้รับ พร้อมยกระดับประสบการณ์การชอปปิงที่มากกว่า เพื่อให้มั่นใจว่าสมาชิกทุกคนจะได้รับการบริการหรือสินค้าที่ตรงใจมากที่สุด ซึ่งเราเชื่อว่าวัตสัน คลับ จะช่วยให้ทุกการชอปปิงของสมาชิกกับวัตสันเต็มไปด้วยคุณค่าและรอยยิ้มอย่างแท้จริง” วัตสัน ยังคงเดินหน้ามอบความพิเศษที่มากกว่าผ่าน Watsons Club – Club of More ให้สมาชิกเพลิดเพลินกับสิทธิประโยชน์และความคุ้มค่าได้แล้วตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 68 ไปจนถึง 23 กรกฎาคม 2568 นี้! ที่ร้านวัตสันทุกสาขาทั่วประเทศและวัตสันออนไลน์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย หรือ Line Official @WatsonsTH, เว็บไซต์ Watsons.co.th หรือผ่านแอป WatsonsTH ดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store และ App Store
‘กระทิงแดง’ สู่ยุคใหม่ เลือก ‘แบมแบม-โจอี้ ภูวศิษฐ์’ พรีเซ็นเตอร์คู่เข้าถึงกลุ่ม นิว เจนฯ
‘กระทิงแดง’ แบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานที่มีอายุร่วม 48 ปีไม่ขอแก่แต่จะไปหากลุ่มคนรุ่นใหม่หลังได้ ‘แบมแบม–กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ และ ‘โจอี้–ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ’ 2 ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ เครื่องมือสื่อสารแบรนด์ วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP รายใหญ่ระดับสากล เปิดเผยว่า บริษัทวางกลยุทธ์การทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มให้พลังงาน ‘กระทิงแดง’ ในปี 2568 ในแคมเปญ ‘กระทิงแดง เป้าหมายถึงไว พลังใจไม่มีท้อ’ ด้วยแนวคิด ‘Recharge’ เติมพลังกายเพิ่มพลังใจที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ ‘กระทิงแดง’ ยังร่วมงานกับพรีเซนเตอร์คู่ใหม่ ‘แบมแบม–กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ ศิลปินเคป๊อประดับโลก และ ‘โจอี้–ภูวศิษฐ์ อนันต์พรสิริ’ ศิลปินขวัญใจมหาชน พร้อมเปิดตัวหนังโฆษณาตัวใหม่พร้อมเพลงพิเศษ ‘วัดใจ’ มาสร้างแรงบันดาลใจในทุกเส้นทางความฝัน และเติมพลังใจทุกก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อให้ทุกคนไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ “กระทิงแดงยังปรับภาพลักษณ์ให้แบรนด์ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย จากรุ่นสู่รุ่น และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น” วรวุฒิ กล่าวพร้อมเสริมว่า สำหรับ แคมเปญฯ นี้ยังเป็นกลยุทธ์หลักเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์กระทิงแดงสู่ยุคใหม่ ผ่านสองศิลปินต่างแนวดนตรีอย่างแบมแบมและโจอี้ ซึ่งทั้งคู่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังใจที่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ จะเป็นตัวแทนของ ‘กระทิงคู่’ ที่สะท้อนจิตวิญญาณและความเชื่อมั่นในพลังของตนเอง ซึ่งเป็นหัวใจของแบรนด์กระทิงแดงมาตลอด พร้อมแผนทำนกิจกรรมการตลาดเพื่อเพิ่มพลังใจให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง “เราตั้งเป้าหมายที่จะขยายฐานผู้บริโภคสู่กลุ่มเจเนอเรชันใหม่ โดยเฉพาะช่วงอายุ 18-35 ปี และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้เติบโต” วรวุฒิ ย้ำ พร้อมเสริมว่า การเลือกพรีเซนเตอร์ ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์’ ศิลปินเคป๊อปสัญชาติไทยที่สร้างชื่อเสียงและปรากฏการณ์ระดับโลก และ ‘โจอี้ ภูวศิษฐ์’ ศิลปินเจ้าของเพลงฮิตระดับ 500 ล้านวิว มาเป็นตัวแทนของความเป็นไทยที่เข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นการผสานพลังในสองขั้วดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มาร่วมยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์กระทิงแดงให้มีความเป็นสากล แต่ยังช่วยเข้าถึงฐานแฟนคลับขนาดใหญ่ของศิลปินทั้งสองได้อย่างกว้างขวาง เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของกระทิงแดงเพื่อขับเคลื่อนแบรนด์สู่ยุคใหม่ วรวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์ ‘Recharge’ ยังตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก ลูกค้าด้วยแนวคิด Customer-First การนำเสนอแนวคิดใหม่จากมุมมองของลูกค้าเป็นอันดับแรกในปัจจุบัน ที่ผบว่าผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงแค่เครื่องดื่มให้พลังงานที่กระตุ้นทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการเติมเต็มพลังใจ โดยกระทิงแดงนำมาถ่ายทอดผ่านเรื่องราวความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของพรีเซนเตอร์ทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ที่มี Brand Love ต่อกระทิงแดงมาโดยตลอด และได้กระทิงแดงช่วยปลุกพลังให้พร้อมสู้ทุกอุปสรรคจนกลายเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จในวันนี้ ภายใต้สโลแกนหลักงแบรนด์ ‘เป้าหมายถึงไว พลังใจไม่มีท้อ’ นอกจากนี้ กระทิงแดงยังปรับโฉมใหม่ผลิตภัณฑ์โฉมใหม่พร้อมฉลากดีไซน์ใหม่ทันสมัย และเน้นจุดเด่นสำคัญ คือ ‘ได้ปริมาณทอรีนที่เพิ่มขึ้น’ ใน 4 สูตร กระทิงแดง คลาสสิค สูตรใหม่ เครื่องดื่มให้พลังงานผสมวิตามินบี 12 สูง และวิตามินบี 6 ได้ปริมาณทอรีน 1,000 มก. กระทิงแดง เอ็กซ์ตร้า เอบีซี (ฝาแดง): เครื่องดื่มให้พลังงานผสมวิตามินเอสูง มีวิตามินซีและวิตามินบี 12 สูง มีปริมาณทอรีน 800 มก. กระทิงแดง เอ็กซ์ตร้า ซิงค์ (ฝาดำ): เครื่องดื่มให้พลังงานผสมซิงค์สูง มีวิตามินบี 12 สูง มีทอรีน 800 มก. ทีโอเปล็กซ์ – แอล : เครื่องดื่มให้พลังงานรุ่นแรกของกระทิงแดง มีวิตามินบี 6 มีทอรีน 850 มก. สำหรับปีนี้ บริษัทวางเป้าหมายยอดขายของกระทิงแดงจะเติบโตที่ 5% ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เติมพลังเส้นทางเคป๊อป แบมแบม กันต์พิมุกต์ กล่าวว่า การร่วมงานกับแบรนด์กระทิงแดง ด้วยเป็นเครื่องดื่มที่ผมดื่มอยู่แล้ว และมักจะนึกถึงเวลาที่ต้องการเติมพลัง ไม่ว่าจะก่อนขึ้นเวทีหรือตอนโฟกัสกับงานและยังเป็นการทำงารร่วมกันป็นครั้งที่สอง จากก่อนหน้าร่วมกับ ‘เรดบูล ประเทศไทย’ ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา “กระทิงแดงไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่เป็นแบรนด์ที่ส่งต่อพลังใจให้คนกล้าสู้เพื่อความฝัน ผมเองก็เชื่อเสมอว่า ถ้าเรามีเป้าหมาย เราต้องลุยให้สุด และไม่ท้อแม้จะเจอความยากแค่ไหน หวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนกล้าเดินตามฝันของตัวเองนะครับ” เบื้องหลังเวทีความสำเร็จ โจอี้ ภูวศิษฐ์ เผยว่า กระทิงแดงเป็นแบรนด์ที่คุ้นเคยมาตั้งแต่ก่อนประกวด ในช่วงเวลาต้องการเติมพลังจากการซ้อมดนตรีหรือขึ้นเวทีแสดง ซึ่งมักจะเลือกดื่มกระทิงแดง และการได้มาร่วมแคมเปญครั้งนี้กับแบมแบมเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมาก เพราะเราทั้งคู่ต่างมีเส้นทางชีวิตที่ต้องฝ่าฟันกันมาเหมือนกัน และเข้าใจดีว่าความสำเร็จไม่มีทางลัด มันต้องใช้พลังใจล้วน ๆ “เพลงวัดใจ ที่เราร่วมกันทำ ไม่ได้เป็นแค่เพลง แต่เป็นข้อความที่อยากส่งให้กับทุกคนที่กำลังลังเลหรือท้อแท้ว่า ถ้าเรากล้าพอที่จะวัดใจ เราก็จะถึงเป้าหมายได้แน่นอนครับ” ติดตามกิจกรรมและแคมเปญเพิ่มพลังใจจากกระทิงแดง และสามารถฟังและชมภาพยนตร์โฆษณา และมิวสิกวิดีโอเพลง “วัดใจ” ได้ทางโซเชียลมีเดียของกระทิงแดง ที่ Facebook: Kratingdaeng และ YouTube: Kratingdaeng Thailand Alternate-X สรุปให้ กระทิงแดง’ เดินหน้าปรับภาพลักษณ์แบรนด์อายุ 48 ปีให้ทันสมัย ดึง ‘แบมแบม–โจอี้ ภูวศิษฐ์’ ร่วมพรีเซ็นเตอร์คู่ สื่อสารแคมเปญ ‘Recharge พลังใจไม่มีท้อ’ ชูจุดยืนใหม่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ 18–35 ปี ด้วยพลังใจควบคู่พลังกาย เสริมแคมเปญด้วยเพลง–โฆษณาใหม่ใช้สื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายนิวเจนฯ ตั้งเป้าเติบโต 5% ปีนี้ พร้อมขยายฐานแฟนทั่วประเทศผ่านกิจกรรมการตลาดต่อเนื่อง
แสนสิริ ปลุกแรงซื้อQ3 ปรับกลยุทธ์ตลาดตรงจังหวะ จัดโปรแรงทุกกลุ่ม 110 โครงการฯ
แสนสิริ ปรับกลยุทธ์แรงจัดโปรคลุมทุกเซ็กเมนต์คอนโด-บ้าน-ทาวน์โฮมตั้งแต่ 7แสน-40 ล้าน ดึงแรงซื้อที่ยังมีจากมาตรการรัฐปลดล็อก LTV-ลดค่าโอน-ค่าจดจำนอง 0.01% บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กับแนวทางการทำตลาดโปรดักส์ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยในไตรมาส3 ปีนี้ บริษัทปรับกลยุทธ์การตลาดให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้โปรโมชันแรง ‘ได้ทุกอย่าง ! สูงสุด 36 เดือน* ฟรี! กิน – อยู่ – ผ่อน พร้อมส่วนลดสูงสุด 5 ลบ.* ทั้งนี้ แสนสิริ นำโครงการพร้อมอยู่ ทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮมรวม 110 โครงการ บนทำเลศักยภาพทั้งกรุงเทพ และต่างจังหวัด ด้วยข้อเสนอพิเศษเริ่ม 7 แสน – 40 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นกลุ่มบ้านและทาวน์โฮม 73 โครงการ ในส่วนและคอนโดมิเนียม 37 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการได้พัฒนาคุณภาพโปรดักส์และบริการภายใต้ 4 แกนสำคัญที่มุ่งการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนหรือ Every day…Life is good ทุกวัน ชีวิตดี ทั้งด้าน ไทม์เลสดีไซน์, คุณภาพและบริการอย่างไม่มีวันสิ้นสุด คอมมูนิตี้การอยู่อาศัยที่ดี และมุ่งสร้างความยั่งยืน สำหรับแคมเปญฯ ได้ทุกอย่าง ! สูงสุด 36 เดือน* ฟรี! กิน – อยู่ – ผ่อน และยังเป็นโปรโมชันแรงที่สุดของแสนสิริในรอบปี ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการเงินของผู้ซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าที่สุด ลดหนักบ้านเดี่ยว ขณะที่ ไฮไลต์พิเศษกลุ่มแนวราบ บ้านและทาวน์โฮมพร้อมอยู่ ส่วนลดสูงสุด 5 ล้าน* ฟรี! กิน – อยู่ – ผ่อน อาทิ เศรษฐสิริ ราชพฤกษ์ – สาย 1 (Setthasiri Ratchapruek Sai-1) บ้านเดี่ยวดีไซน์ Berlin ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ บนทำเลราชพฤกษ์ตอนต้น ใกล้ CBD เข้าเมืองสะดวก และส่วนกลางครบ พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ รับส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท* ผ่อนให้สูงสุด 36 เดือน* ราคาเริ่มต้น 25 – 45 ล้านบาท* เศรษฐสิริ เสรีไทย (Setthasiri Serithai) บ้านเดี่ยวดีไซน์ Modern Classic สง่างามเหนือกาลเวลาบนทำเลชั้นนำ ใกล้แฟชั่น ไอส์แลนด์ และรถไฟฟ้าสีชมพู รับส่วนลดสูงสุด 2 ล้านบาท* ผ่อนให้สูงสุด 36 เดือน* ราคาเริ่มต้น 13.9 – 25 ล้านบาท* สราญสิริ ศรีนครินทร์ – แพรกษา (Saransiri Srinakarin – Phraeksa) บ้านเดี่ยวพรีเมียมสไตล์ Modern Farmhouse โดดเด่นในทำเลใกล้รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว แพรกษา เพียง 2.3 กม. รับส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท* ผ่อนให้สูงสุด 36 เดือน* ราคาเริ่มต้น 7.99 – 12 ล้านบาท* อณาสิริ ปิ่นเกล้า – กาญจนา ฯ (Anasiri Pinklao – Kanchana) บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด บนทำเลบางใหญ่สไตล์ Modern Barn House ใกล้ทางคู่ขนานบรมราชชนนี รถไฟฟ้า และทางด่วนศรีรัช* รับส่วนลดสูงสุด 5 แสนบาท* ผ่อนให้สูงสุด 12 เดือน* ราคาเริ่มต้น 5.29 -10 ล้านบาท* สิริ เพลส วงแหวน – ลำลูกกา (Siri Place Wongwaen – Lamlukka) ทาวน์โฮมดีไซน์ญี่ปุ่น บนทำเลวงแหวน-ลำลูกกา ครบทุกศักยภาพเพื่อการเดินทาง รับส่วนลดสูงสุด 5 แสนบาท* ผ่อนให้สูงสุด 12 เดือน* ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท* ปลุกแรงซื้อคอนโด กลุ่ม คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ และกำลังก่อสร้างส่วนลดสูงสุด 4 ล้าน* พร้อมอยู่ฟรี – หยุดผ่อน อาทิ เดอะ ไลน์ ไวบ์ (THE LINE Vibe) คอนโดมิเนียมตรงข้ามเซ็นทรัลลาดพร้าว ใกล้ BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว เพียง 300 เมตร อยู่ฟรีสูงสุด 1 ปี* ฟรีโอนและส่วนกลาง 1 ปี * ราคาเริ่มต้น 3.89 ล้าน* เอ็กซ์ที พญาไท (XT Phayathai) คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ ใจกลางเมือง 650 เมตรจาก BTS สถานีพญาไท เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง อยู่ฟรีสูงสุด 3 ปี* ฟรีโอนและส่วนกลาง 1 ปี* ราคาเริ่มต้น 4.99 ล้าน* เนีย บาย แสนสิริ (NIA by Sansiri) คอนโดมิเนียมบนทำเลสุขุมวิท 71 ที่อยู่ใกล้ทั้งทางด่วน รถไฟฟ้า สถานที่สำคัญ และย่านไลฟ์สไตล์ชั้นนำมากมาย อยู่ฟรีสูงสุด 2 ปี* แต่งครบ ฟรีค่าส่วนกลาง 1 ปี* ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้าน* แคนวาส เชิงทะเล (CANVAS Cherngtalay) คอนโดตากอากาศ รีสอร์ทสไตล์ ใกล้ Boat Avenue Park & Playground ที่อยู่ห่างแค่ถนนกั้น รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน หยุดผ่อนสูงสุด 6 เดือน* แต่งครบ ดูแลปล่อยเช่าฟรี 1 ปี* ราคาเริ่มต้น 8.9 ล้าน* เวย์ อมตะ (Vay Amata) คอนโดมิเนียมแต่งครบพร้อมอยู่ ติดนิคมอมตะ ชลบุรี พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อยู่ฟรีสูงสุด 1 ปี* ฟรีเฟอร์ฯ เครื่องใช้ไฟฟ้า และค่าส่วนกลาง 3 ปี* ราคาเริ่มต้น 999,000 บาท* สำหรับแคมเปญการตลาด “ได้ทุกอย่าง !” สูงสุด 36 เดือน* ฟรี! กิน-อยู่-ผ่อน เริ่มตั้งแต่ 1 ก.ค. – 31 ส.ค 2568 และคาดว่าจะได้การตอบรับอย่างดีในช่วงจังหวะที่เหมาะสมจากแรงจูงใจผู้ต้องการที่อยู่อาศัย ภายใต้มาตรการรัฐบาลกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการปลดล็อก LTV, การลดค่าโอน-ค่าจดจำนองเหลือเพียง 0.01% (จากเดิม 2%) รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ โดยแคมเปญฯ สำหรับลูกค้าที่จองและทำสัญญา ภายในวันที่ 1 ก.ค. 2568 – 31 ส.ค 2568 และโอนกรรมสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญาจะซื้อจะขาย เฉพาะโครงการ/ยูนิตที่ร่วมรายการ) Alternate-X แสนสิริเปิดแคมเปญใหญ่ “ได้ทุกอย่าง!” จัดโปรแรงครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ที่อยู่อาศัย ดึง 110 โครงการพร้อมอยู่ทั่วประเทศ ทั้งบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม ราคาเริ่ม 7 แสน – 40 ล้าน ฟรี! กิน-อยู่-ผ่อน สูงสุด 36 เดือน พร้อมส่วนลดสูงสุด 5 ล้านบาท กระตุ้นกำลังซื้อครึ่งปีหลัง รับอานิสงส์มาตรการรัฐ ลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ปรับกลยุทธ์ตรงจังหวะ ดันแบรนด์เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มโอกาสปิดการขาย
ไทยบนแผนที่การเงินโลก เจ้าภาพ IMF-WBG 2026 บทบาทในเศรษฐกิจอาเซียน
จากเหรียญพดด้วงสู่เวทีการเงินโลก ถอดรหัสความสำคัญ IMF-WBG Annual Meetings 2026 และประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ ในปี 2569 ที่จะมาถึง สายตาของประชาคมโลกจะจับจ้องมายังประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group – WBG) หรือที่รู้จักกันในชื่อ IMF-WBG Annual Meetings 2026 ซึ่งนับเป็นครั้งที่สองในรอบ 35 ปีที่ไทยได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์กลางของการหารือทางเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก หลังจากเคยเป็นเจ้าภาพมาแล้วในปี พ.ศ. 2534 การกลับมาครั้งนี้จึงนับเป็นการตอกย้ำศักยภาพ ความพร้อม และบทบาทสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก IMF และ WBG คืออะไร ทำไมการประชุมนี้จึงมีความสำคัญ ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึงประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ มาทำความรู้จักกับสององค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกนี้กันก่อน เริ่มจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2537 มีภารกิจหลักในการส่งเสริมเสถียรภาพทางการเงินของโลก สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ผ่านการให้คำปรึกษาทางการเงิน การสนับสนุนด้านนโยบาย และการฝึกอบรม ขณะที่ กลุ่มธนาคารโลก (WBG) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกัน มีพันธกิจหลักในการลดความยากจนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยให้การสนับสนุนทางการเงิน โครงการพัฒนา และแบ่งปันองค์ความรู้ในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน หรือสิ่งแวดล้อม การประชุมประจำปีของทั้งสององค์กรนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการพัฒนาจากกว่า 191 ประเทศทั่วโลก จะมารวมตัวกันเพื่อหารือประเด็นสำคัญและเร่งด่วนของเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางการเงิน ไปจนถึงการลดความยากจนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำไมต้องเป็นประเทศไทย? การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของประเทศ: ศักยภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน: ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความมั่นคงทางการเงินและนโยบายที่เปิดกว้างต่อการลงทุน ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน: ระบบการเดินทางคมนาคมที่ทันสมัย โรงแรมที่พักระดับมาตรฐาน และที่สำคัญคือ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานประชุมที่พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และเคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสำคัญอย่าง APEC 2022 มาแล้ว ประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ: การเคยเป็นเจ้าภาพในปี 2534 แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์และความสามารถในการจัดการประชุมระดับนานาชาติขนาดใหญ่ได้อย่างราบรื่น โอกาสทองของคนไทยทุกภาคส่วน การเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งเชิดหน้าชูตาให้กับประเทศ แต่คือ “โอกาสทอง” ที่จะสร้างผลเชิงบวกในหลากหลายมิติ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น ยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น: การเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกเช่นนี้ เป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในสายตาประชาคมโลก ทั้งในด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการพัฒนา ตอกย้ำความพร้อมและความสามารถในการเป็นศูนย์กลางการประชุมและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น: คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 – 18,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายทั้งในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง และธุรกิจบริการอื่น ๆ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและสร้างความร่วมมือ: เวทีนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้พบปะกับนักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก นำไปสู่การเจรจาทางการค้า การลงทุน และการสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว เผยแพร่ Soft Power ไทยสู่สายตาโลก: นี่คือโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้นำเสนอเอกลักษณ์และความงดงามของวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการแสดง อาหารไทยขึ้นชื่ออย่างแกงมัสมั่น (ที่ CNN Travel ยกให้เป็นอันดับ 1 ของโลก) ผ้าไทยอันวิจิตร และศิลปวัฒนธรรมไทยซึ่งจะเป็นการนำเสนอ Soft Power ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนไทยมากขึ้นในอนาคต โลโก้การประชุม สัญญะแห่งความเป็นไทยบนเวทีโลก หนึ่งในความภาคภูมิใจของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้คือ โลโก้การประชุม IMF-WBG Annual Meetings 2026 ที่ออกแบบโดยคนไทย โดยนำลวดลายไทยอันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรากฏบน เหรียญพดด้วง มาลดทอนรายละเอียดให้มีความทันสมัยและจดจำง่าย โลโก้นี้ผสมผสานสัญลักษณ์สำคัญอย่าง ลายประจำยาม ซึ่งเป็นลวดลายมงคลที่พบในงานศิลปะไทย สื่อถึงการปกป้องคุ้มครองและความงดงามทางวัฒนธรรม ลายพระแสงจักร อันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความมั่นคง เชื่อมโยงกับตราประจำแผ่นดินไทยและเหรียญโบราณ สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะเจ้าภาพระดับโลก และการออกแบบตัวอักษร “THAILAND” ที่นำ ICON ลายไทยมาตกแต่งตัวอักษร “I” อย่างมีเอกลักษณ์ แสดงถึงความทันสมัยและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย พร้อมสื่อถึงการเปิดรับความร่วมมือระดับนานาชาติ การออกแบบที่ผสานความดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยนี้ เป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งของไทย ควบคู่ไปกับการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เบื้องหลังงานกราฟิก: สานสัมพันธ์ สื่อวัฒนธรรมไทย งานกราฟิกที่ใช้ในการจัดงานครั้งนี้ ถือกำเนิดจากแนวคิดหลัก 4 ประการ ได้แก่ งานเฉลิมฉลอง (festive), ความน่าเชื่อถือ (reliable), ความสัมพันธ์ (relationship) และ วัฒนธรรม (cultural) เมื่อนำแนวคิดเหล่านี้มาผสมผสานและตีความให้เข้ากับเอกลักษณ์ความเป็นไทย จนได้แรงบันดาลใจจาก “การจักสาน” ซึ่งนอกจากจะสะท้อนถึงภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยอันงดงามแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการถักทอ ความร่วมมือร่วมใจ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีการใช้สีสันจากเงินตราที่สะท้อนบทบาทสำคัญของประเทศ สำหรับชุดสีที่เรานำมาใช้นั้น ได้แรงบันดาลใจโดยตรงจากสีของธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ไทย เพื่อให้เกิดความหลากหลายและสื่อความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สีเขียว จากธนบัตรชนิดราคา 20 บาท สีฟ้าและสีน้ำเงิน จากธนบัตรชนิดราคา 50 บาท สีชมพูม่วง จากธนบัตรชนิดราคา 100 บาท และ 500 บาท สีส้มเหลือง จากธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท และสุดท้ายคือ สีขาวเงิน จากเหรียญกษาปณ์ไทย การเลือกใช้ชุดสีนี้ยังเป็นการสื่อถึงความรับผิดชอบอันสำคัญของทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจการเงินของประเทศ และทั้งสององค์กรยังเป็นเจ้าภาพหลักในการประชุม Annual Meetings ในปี 2569 ที่ประเทศไทยอีกด้วย ร่วมความภาคภูมิใจ การเป็นเจ้าภาพ IMF-WBG Annual Meetings 2026 คือ หมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำสถานะและบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก เพื่อการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเผยแพร่วัฒนธรรมอันงดงามของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ มาร่วมนับถอยหลังและภาคภูมิใจไปพร้อมกัน กับการที่ประเทศไทยจะได้ยกระดับบทบาทและศักยภาพบนเวทีโลก สร้างผลกระทบเชิงบวกแก่คนไทยทุกภาคส่วน และเปิดประตูสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนในอนาคต Alternate-X ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพการประชุมใหญ่ IMF-WBG Annual Meetings 2026 เป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 35 ปี นับเป็นเวทีสำคัญที่ผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลกกว่า 191 ประเทศจะมาหารือประเด็นเศรษฐกิจ-การพัฒนา พร้อมสร้างโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และดึงดูดเม็ดเงินลงทุน งานฯ คาดมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000-18,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนหลายพันล้านบาท พร้อมเผยแพร่ Soft Power ไทยสู่เวทีโลก ผ่านงานออกแบบ วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ไทย
AWC เดินเกมทุนยืดหยุ่น ส่งโมเดล ‘AWC Growth Fund’ ลดภาระหนี้-ลงทุนเต็มจำนวน
AWC รับสินเชื่อ Green Loan มูลค่า 7,904 ล้านบาท จากธนาคารกรุงไทย สร้างแบรนด์อัลตราลักซูรีระดับโลก ‘Plaza Athénée’ โยง2 มหานครของโลก ‘นิวยอร์คถึงกรุงเทพฯ สู่เดสติเนชั่นท่องเที่ยวยั่งยืน วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า ด้วยวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนร่วมกันของ AWC และ ธนาคารกรุงไทย ได้ลงนามในสัญญาสินเชื่อระยะยาวประเภท Green Loan มูลค่า 7,904 ล้านบาท (เทียบเท่า 208 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้นำการสร้างจุดหมายปลายทางยั่งยืนระดับโลก สำหรับความร่วมมือด้านสินเชื่อ Green Loan ครั้งนี้ จะใช้ในการพัฒนาโครงการแฟลกชิปอัลตร้าลักชูรีแบรนด์ระดับโลก ‘โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก’ (Hotel Plaza Athénée Nobu New York) ณ มหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นตลาดที่มีเสถียรภาพและศักยภาพสูง ทั้งนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนควบคู่กับ ‘เดอะ โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ แบงคอก’ พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับอัลตร้าลักซูรีของแบรนด์ Plaza Athénée ที่จะเชื่อมสองมหานครจากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ พร้อมโยงความพิเศษและศักยภาพของการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยสู่เวทีโลก โดยโครงการ “โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก” พัฒนาในอาคารประวัติศาสตร์อายุกว่าศตวรรษ ใจกลางย่าน Upper East Side หนึ่งในทำเลศักยภาพสูงสุดของมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม ความหรูหรา และไลฟ์สไตล์ระดับโลก ซึ่งได้ลงทุนบนทำเลพิเศษที่เป็นทรัพย์สิน Freehold เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวที่ยั่งยืนด้วยมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล พร้อมอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมเข้ากับนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม วัลลภา กล่าวว่า “การลงทุนและพัฒนาโครงการนี้อยู่ภายใต้โมเดล AWC Growth Fund ซึ่งเป็นกลยุทธ์การลงทุนของ AWC ที่ช่วยให้สามารถพัฒนาโครงการได้โดยไม่ต้องลงทุนเต็มจำนวนในระยะเริ่มต้น และไม่เกิดภาระหนี้สินจากการพัฒนาต่อ นับเป็นความยืดหยุ่นในการเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในช่วงเวลาที่เหมาะสม” สำหรับ การเข้าถือครองกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยให้สามารถรับรู้รายได้ทันที สร้างกระแสเงินสดเป็นบวก และเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมรักษาวินัยทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท สะท้อนด้วยโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรม ด้านสุรธันว์ คงทน ประธานผู้บริหารสายงาน Wholesale Banking ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยได้สนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) ให้กับบริษัทในกลุ่ม AWC เพื่อลงทุนบูรณะ ‘โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก’ ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในนครนิวยอร์ก โดยกำหนดตัวชี้วัดด้านความยั่งยืน เป็นกรอบในการพัฒนาโครงการให้เป็นโรงแรมสีเขียว (Green Building) ตามมาตรฐาน Leadership in Energy and Environmental Design (LEED ) หรือมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากลอื่นๆ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก จะเป็นต้นแบบของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ผสานความหรูหราเข้ากับหลัก ESG ได้อย่างกลมกลืนและเป็นรูปธรรม สำหรับ ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงบทบาทของธนาคารกรุงไทยในฐานะพันธมิตรทางการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financial Partner) ที่พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่การเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามวิสัยทัศน์ “กรุงไทย เคียงข้างไทย สู่ความยั่งยืน สำหรับ โครงการ ‘โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ นิวยอร์ก’ เป็นความร่วมมือระหว่าง AWC และ Nobu Hospitality ที่นำจุดแข็งของแบรนด์โรงแรมระดับตำนาน Plaza Athénée เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการบริการระดับลักชูรีของ Nobu เพื่อพัฒนา Lifestyle Destination ที่มีเอกลักษณ์และมาตรฐานระดับโลก โดยโรงแรมตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์อายุกว่า 100 ปี ซึ่งเป็นทรัพย์สิน Freehold ในย่าน Upper East Side ของแมนฮัตตัน ใกล้ Central Park และแหล่งช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ และมีแผนยื่นขอการรับรองมาตรฐาน LEED หรือมาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากลอื่นๆ เพื่อยืนยันถึงคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และจะพัฒนาไปพร้อมกับ ‘เดอะ โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ แบงคอก’ เพื่อเชื่อมประสบการณ์อัลตร้าลักชัวรีจากนิวยอร์กสู่กรุงเทพฯ ได้อย่างลงตัว พร้อมเปิดบริการในปีหน้า Alternate-X สรุปให้ AWC จับมือกรุงไทย คว้า Green Loan มูลค่า 7,904 ล้านบาท ผลักดันโครงการ “Hotel Plaza Athénée Nobu New York” โรงแรมแฟลกชิปอัลตร้าลักชูรี ตั้งเป้าเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในนิวยอร์ก พัฒนาแบบ Freehold ผสานดีไซน์อนุรักษ์สถาปัตยกรรมและมาตรฐานอาคารสีเขียว ดำเนินโครงการผ่านโมเดล AWC Growth Fund ลดภาระหนี้ สร้างความยืดหยุ่นทางการเงิน พร้อมเชื่อมประสบการณ์สู่กรุงเทพฯ เดอะ โฮเทล พลาซ่า แอทธินี โนบุ แบงคอก
จีน Butterfly Effect ไม่ได้กระทบแค่ท่องเที่ยว ลามยอดอสังหาฯ หายไปด้วย
ความหวังจากกำลังซื้อชาวจีนที่ไทยหวังว่าจะกลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้ง หลังผ่านพ้นสถานการณ์โควิด อาจจะกำลังเหือดหายไปที่ไม่ใช่แค่ตลาดท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่นักลงทุนจีนหันไปมองญี่ปุ่นและเวียดนามแทน ซึ่งกำลังเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของชาวมังกร ในเวลานี้ ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ระบุตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย เผยตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ไตรมาสแรกปี2568 มีจำนวน 65,276 หน่วย ลดลง 10.5% และมีมูลค่า 181,545 ล้านบาท ลดลง 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย กำลังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง จากกำลังซื้อในประเทศหดตัวลง ทำให้ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ หลายรายต่างมองหากำลังซื้อใหม่จากตลาดต่างชาติ ที่จะเป็นประตูทางออกบานสำคัญเพื่อเอาตัวให้รอดจากจากสถานกการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย จากกำลังซื้อในประเทศไทยที่ไม่สดใส ประกอบกับบรรยากาศอึมครึมทั้งเศรษฐกิจและเสถียรภาพของรัฐบาลในเวลานี้ ขณะที่ในช่วงก่อนหน้า ‘กลุ่มนักลงทุนจีน’ ถือเป็นลูกค้าหลัก ที่เคยมียอดโอนกรรมสิทธิ์สูงสุดในตลาดชาวต่างชาติมาร่วมหลายปี จากความสนใจลงทุนอสังหาในไทย เพื่อปล่อยเช่าในช่วงจังหวะเดียวกับที่ตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่สดใสและเติบโตสุดในช่วง 5-6 ก่อนหน้า โดยในปี 2562 (ก่อนแพร่ระบาดโควิด-19) ประเทศไทยมีนักเดินทางจากจีนราว 11 ล้านคน ไทยได้รับนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 11 ล้านคนก่อนโควิด โดยหลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายในปี 2568 ที่ผ่านมา ไทยให้การต้อนรับนักเดินทางจากจีนอยู่ที่ 6.73 ล้านคน เท่านั้น!! เรียกว่าหายไปถึง 38.8% ยอดโอนปีนี้ไม่ต่างจากปีก่อน ต่อเรื่องนี้ ‘สุรเชษฐ กองชีพ’ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไทยจากกลุ่มนักลงทุนชาวจีน ลดลงเป็นไปในทิศทางเดียวกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าไทย โดยช่วง 1 มกราคม – 11 พฤษภาคม 2568 (อ้างอิง ททท.) พบว่า คนจีนเข้าไทยเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มชาวต่างชาติ มีจำนวน 1.77 ล้านคน แต่ลดลง 30.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ทั้งนี้ หากพิจารณายอดโอนกรรมสิทธิ์คอนโดของคนจีน ในรอบ 8 ปี ที่ผ่านมา มีข้อมูลดังนี้ ปี 2561 จำนวน 7,916 หน่วย ปี 2562 จำนวน 7,626 หน่วย ปี 2563 จำนวน 5,254 หน่วย ปี 2564 จำนวน 4,867 หน่วย ปี 2565 จำนวน 5,707 หน่วย ปี 2566 จำนวน 6,614 หน่วย ปี 2567 จำนวน 5,670 หน่วย ไตรมาส 1 ปี 2568 จำนวน 1,481 หน่วย ขณะที่ การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของคนจีนในขณะนี้ลดลงนับจากหลังแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นต้นมา และไม่เคยกลับไปเทียบเท่าช่วงปี 2561 – 2562 อีกเลย “ดูแล้วในปี 2568 ก็คงมีการโอนกรรมสิทธิ์ของคนจีนที่ไม่มากอาจจะไม่แตกต่างจากปี 2567 มากนัก” สุรเชษฐ กล่าว รถอีวีจีนหงอยดึงตลาดดาวน์ตาม ด้าน สงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ในตอนนี้ตลาดจีนค่อนข้างเงียบตามกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เริ่มชะลอตัวลงซึ่งต่างไปจากปีก่อน ๆ นอกจากนี้ ยังมาจากตลาดท่องเที่ยวที่ลดลง จากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังกรณีลักพาตัวดาราจีนชายซึ่งเป็นข่าวดังมากที่ประเทศจีน ถึงความไม่มั่นใจต่อความปลอดภัยการเดินทางมายังไทย “อาจต้องใช้เวลาฟื้นความเชื่อมั่น 2-3 ปีจึงจะดีขึ้น” สงกรานต์ กล่าว จากแนวโน้มยังส่งผลมายังตลาดอสังหาฯ ไทยในขณะนี้ ที่เริ่มมีความน่าสนใจลดลง จากก่อนหน้าเป็นตลาดที่เคยอยู่อันดับต้น ๆ ของคนจีน แต่ในตอนนี้อยู่อันดับ 6-8 “คนจีนหันไปซื้อที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซียแทน” สงกรานต์ ย้ำ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเรียกได้ว่าเป็นทฤษฎีความโกหลาหล ‘Butterfly Effect’ แค่เพียงผีเสื้อขยับปีกก็อาจส่งผลกระทบไปในวงกว้างได้ เช่นเดียวกับกลุ่มชาวจีน ที่เคยเป็นกำลังซื้อใหญ่ในตลาดท่องเที่ยว ที่ขยายไปยังภาคธุรกิจอื่นๆที่รวมถึงในอสังหาฯ ด้วยเช่นกัน Alternate-X สรุปให้ ตลาดอสังหาฯ ไทยเผชิญแรงกดดัน หลังนักลงทุนจีนหดตัวต่อเนื่อง โดยยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย Q1/68 ลดลง 10.5% สะท้อนกำลังซื้อไม่ฟื้น ขณะที่กลุ่มลูกค้าจีนไม่กลับมาเหมือนก่อนโควิด หันลงทุนญี่ปุ่น-เวียดนามแทน ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยลดลง 30.7% ในช่วงต้นปี และมีแนวโน้มว่าไทยอาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี กว่าจะฟื้นแรงดึงดูดจากจีน
แผน ‘ศิริราช’ 6 ปีหน้าใช้2 หมื่นล. มีเครือข่าย 5 รพ. รับอนาคตสังคมสูงวัย-ผู้ป่วย NCDs พุ่ง 5 เท่า
‘ศิริราช’ เร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานบริการทางการแพทย์ คลุม5โรงพยาบาลในเครือข่าย รับอนาคตอนาคตไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย-ผูัป่วย NCDs พุ่ง ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรงพยาบาลศิริราช ในฐานะสถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน’ ดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ให้การเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ การให้บริการทางการแพทย์ที่เป็นเลิศ-ดูแลผู้ป่วยทุกฐานะอย่างเสมอภาคเท่าเทียม สร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการทำวิจัยและสร้างนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการรักษาผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง พร้อมเตรียมแผนงานบริการทางการแพทย์ในอนาคตให้สอดคล้องกับพันธกิจ และการเข้าสู่สังคมสูงวัยของคนไทยจะเพิ่มขึ้นสูงในระยะอันใกล้ และคาดว่าการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ฯลฯ จะขยายตัวสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 4-5 เท่าตัวตามสัดส่วนผู้สูงวัย จากแนวโน้มดังกล่าว กลุ่มโรงพยาลศิริราช วางแรวทางรับมือครอบคลุมโดยเฉพาะการขยายอาคารพร้อมเทคโนโลยีอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆในแต่ละโรงพยาบาลเครือข่าย โดยเตรียมแผน 3 โครงการขนาดใหญ่ ดังนี้ โครงการ อาคารสถานีรถไฟศิริราช (RWS03) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาร่วมกันระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และอย่ระหว่างก่อสสร้าง มูลค่าโครงการฯราว 4,000 ล้านบาท เป็นอาคารสูง 15 ชั้น วางเป้าหมายหลักให้บริการดูแลผู้สูงอายุ คาดเปืดให้บริการราว พ.ศ. 2570 โครงการ สถาบันโครงการสถาบันการแพทย์ศิริราช ระดับนานาชาติ บนทำเลบางโพ มีขนาดโครงการ 13 ไร่ มีมูลค่าโครงการกว่า 16,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) วางระยะเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จระหว่างปีพ.ศ.2566-2574 โครงการอาคารผู้ป่วยใน (IPD) หลังใหม่ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ที่โรงพยาบาลได้ของบประมาณแผ่นดิน 1,000 ล้านบาท และได้รับอนุมัติงบฯสัดสวน 60% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างพร้อมจัดกาอุปกรณ์บริการทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งยังต้องใช้งบประมาณจากการระดมทุนอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้ จากแผนงานดังกล่าวจะทำให้โรงพยาบาลศิริราชมีเครือข่ายโรงพยาบาลในกลุ่มให้บริการ5 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลศิริราช (เขตบางกอกน้อย) โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (วางตำแหน่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน) (เขตบางกอกน้อย) ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (อำเภอพุทธมณฑล,นครปฐม) ศิริราช เอช โซลูชั่น ศูนย์สุขภาพเชิงป้องกันและบูรณาการสมดุลชีวิต (SIRIRAJ H SOLUTIONS) อาคารไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ (เขตคลองสาน) สถาบันโครงการสถาบันการแพทย์ศิริราช ระดับนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ แม้ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีผลประกอบการและกำไรต่อปีราว 1,300 ล้านบาทก็ตาม แต่ต้องนำรายได้ดังกล่าวมาจัดสรรสัดส่วน 50%ทั้งด้านต้นทุนการดำเนินกิจการและนำไปสนับสนุนให้กับมูลนิธิในเครือโรงพยาบาล เพื่อใช้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางที่ขาดทุนทรัพย์การรักษาพยาบาล ศ.นพ.อภิชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวโรงพยาบาลยังวางแผนนำเทคโนโลยีทางการแพทย์เครื่องฉายรังสีด้วยอนุภาคโปรตอน เพื่อรองรับการให้บริการในอนาคต คาดใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท จากปัจจุบันโรงพยาบาลมีผู้ป่วยเข้าบริการราว 16,000-17,000 คนต่อวัน, โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ราว 4,000 คนต่อวัน และ 3. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกฯ ราว 1,200 คนต่อวัน และ 4. ศิริราช เอช โซลูชั่น มากกว่า 200 คนต่อวัน โดยมีคนไข้เข้ารับการรักษา(Admit) ราว 12,000 คน และบุคลากรในเคครือข่ายให้บริการทั้งหมดประมาณ 22,264 คน Alternate-X สรุปให้ ศิริราชเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานบริการทางการแพทย์ 3 โครงการใหญ่ เตรียมรับสังคมสูงวัยและผู้ป่วย NCDs ที่จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในอนาคต วางเป้าครอบคลุมบริการผ่านเครือข่าย 5 โรงพยาบาล พร้อมรองรับผู้ป่วยกว่า 20,000 คนต่อวัน ชูศูนย์บางโพเป็นสถาบันการแพทย์ระดับนานาชาติ และพัฒนาอาคารใหม่-เทคโนโลยีล้ำสมัย มุ่งสร้างความเสมอภาคด้านสาธารณสุข ทั้งในเชิงคุณภาพและการเข้าถึงของผู้ป่วยทุกกลุ่ม
เที่ยวไทยครึ่งหลังปี68 2 ปัจจัยบวกใหม่หนุนตลาดคึก สหรัฐฯจัดไทยปลอดภัยเทียบญี่ปุ่น
VRANDA มองตลาดท่องเที่ยวส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังไทยพ้นจุดต่ำสุดในไตรมาส 2 หวังปัจจัยบวก ‘เที่ยวคนละครึ่ง’ แรงส่งครึ่งปีหลัง 68 กลับมา คึกคัก ภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้ให้บริการธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยได้รับแรงกดดันจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา และตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนชะลอการเดินทางเข้าไทย อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2568 ตลาดท่องเที่ยวได้เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว พิจารณาจากยอดจองเข้าพักของโรงแรมในเครือวีรันดาฯ ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงแรม SO Bangkok ที่มีรายได้จากห้องพักเพิ่มขึ้นจากที่ชะลอตัวในช่วงหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว นอกจากนี้ โรงแรมวีรันดา ไฮ รีสอร์ท เชียงใหม่ และ ร็อคกี้ บูทิก รีสอร์ต – วีรันดา คอลเลกชัน สมุย มียอดจองห้องพักสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้ วีรันดา รีสอร์ทฯ ที่จะเกิดขึ้นในไตรมาส 2/2568 “ในครึ่งปีหลังยังได้รับปัจจัยบวกทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ โดยคาดการณ์ว่าตลาดท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มพ้นจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2” ภวัฒก์ กล่าว ปัจจัยใหม่หนุนตลาด โดยปัจจัยสำคัญภายนอกประเทศที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (U.S. State Department) ได้ปรับระดับคำแนะนำการเดินทาง (Travel Advisory) ฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 โดยจัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ Level 1 – Exercise Normal Precautions ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุด โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาประเทศไทยได้อย่างมั่นใจโดยมีระดับเรื่องความปลอดภัยเทียบเท่าประเทศชั้นนำอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และสิงคโปร์ สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านความมั่นคงและความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และบริการอื่นๆ ปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” รูปแบบใหม่ ซึ่งมีระยะเวลาใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 4 ก.ค. – 31 ต.ค. 2568 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รับขยายฟรีวีซ่า 93 ประเทศ ภวัฒก์ กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมของ VRANDA มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยสูงที่สุด ประมาณ 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ประกอบกับระดับราคาห้องพักของ VRANDA จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากส่วนลดค่าที่พักสูงสุด 50% ไม่เกิน 3,000 บาท นอกจากนั้น รัฐบาลยังอนุมัติการขยายเวลาให้นักท่องเที่ยวใน 93 ประเทศสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า (Visa Exemption) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในการเดินทางเข้าไทย โดย VRANDA ได้เริ่มวางกลยุทธ์มุ่งเน้นลูกค้าจากประเทศยุโรปและตะวันออกกลางซึ่งขณะนี้ได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวของไทย ตอบรับนโยบายมุ่งเน้นตลาดท่องเที่ยวคุณภาพ ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เห็นสัญญาณการจองเดินทางล่วงหน้าที่เติบโตดีต่อเนื่องในปีนี้ อนึ่ง นักวิเคราะห์หลายสำนักได้เริ่มปรับประมาณการณ์ผลประกอบการใน Q3 และ Q4 ของปี 2568 ของกลุ่มท่องเที่ยวและบริการขึ้น หลังเห็นสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ จากยอดจองและปัจจัยบวกใหม่ โดย VRANDA ถูกมองว่ามีศักยภาพในการเติบโตได้ ขณะที่ UOB Kay Hian มีมุมมองต่อ VRANDA เชิงบวกจากแนวโน้มการเติบโตของ RevPAR และจำนวนห้องพัก ประกอบกับรายได้จากกิจการพัฒนอสังหาริมทรัพย์ที่จะเข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี จึงประเมินมูลค่าเหมาะสมของ VRANDA ที่ 10 บาทต่อหุ้น ประเมินจาก P/E Ratio 20 เท่าจากประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2025 ของธุรกิจโรงแรม และ P/E Ratio 7 เท่าจากประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2025 ของธุรกิจอื่นๆ Alternate-X สรุปให้ VRANDA มองตลาดท่องเที่ยวไทยพ้นจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/2568 หลังยอดจองโรงแรมในเครือเริ่มฟื้นชัดทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุย ส่วนแรงหนุนหลักจากโครงการ “เที่ยวคนละครึ่ง” และฟรีวีซ่า 93 ประเทศ และการที่สหรัฐจัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศปลอดภัย เทียบชั้นญี่ปุ่น-สิงคโปร์ แรงส่งแนวโน้มไตรมาส 3–4 สดใส ปีนี้
‘ไอคอนสยาม’ ฉลอง 50ปี ไทย-จีน ครั้งแรก!!อาร์ตทอยดาวรุ่ง ‘Leo Huang’ มาไทย
ไอคอนสยาม ชวนพันธมิตรฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ฯไทย-จีน จัด 3 งานใหญ่ สัมผัสประสบการณ์หาชมยาก สุดยอดศิลปวัฒนธรรมจีน พบงานโมเดิร์นอาร์ต ดึงศิลปินอาร์ตทอยดาวรุ่ง ‘Leo Huang’ มาไทยครั้งแรก สุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าไอคอนสยาม เปิดเผยว่า ‘ไอคอนสยาม’ ย้ำตำแหน่งจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ระดับโลก พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือทางศิลปะและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติ โดยปี 2568 นี้ในโอกาสวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ไอคอนสยาม ได้จัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมทั้งไทยและจีนต่างๆ ตลอดทั้งปี พร้อมไฮไลต์การนำ 3 สุดยอดศิลปะและวัฒนธรรมของจีนมานำเสนอ ผ่าน 3 งานใหญ่ เพื่อสร้างความประทับใจและเชื่อมสัมพันธ์ไทยและจีนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น งานแรก มหกรรมศิลปะโคมไฟ สำหรับงานแรก ไฮไลต์สำคัญ คือ “มหกรรมการแสดงศิลปะโคมไฟจีนจากยู่หยวน ชุด จิตวิญญาณแห่งภูผาและมหาสมุทร และเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-จีน (Spirit of Mountains and Seas · Yuyuan Lantern Festival and 2025 China-Thailand Culture Month) โดยไอคอนสยาม ร่วมกับ บริษัทเซี่ยงไฮ้ ยู่หยวน ทัวริสต์มาร์ท กรุ๊ป (Shanghai Yuyuan Tourist Mart Group Co., Ltd.) ผู้จัดเทศกาลโคมไฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศจีน และ บริษัท อินเตอร์สเต็ปส์ จำกัด (Intersteps Co., Ltd.) นำเทศกาลโคมไฟชื่อดังจากเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของจีน มาจัดแสดงในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 27 มิถุนายน ถึง 15 สิงหาคม 2568 นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรม ตลาดสินค้าท้องถิ่น สัปดาห์วัฒนธรรมในธีมต่างๆ รวมถึงนิทรรศการศิลปะและแสงสี ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างศิลปะ วัฒนธรรม และอาหาร รวมทั้งธุรกิจของทั้งสองประเทศ พบ ‘Leo Huang’ อาร์ตทอยดาวรุ่ง ทั้งนี้ เพื่อเติมสีสันให้กับโอกาสพิเศษ ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์การทูตไทย-จีน ไอคอนสยาม ร่วมกับ อินเตอร์สเต็ปส์ นำ YIMU ART สตูดิโอชั้นนำจากประเทศจีนที่มีชื่อเสียงด้านประติมากรรมเป่าลมขนาดใหญ่ และนำคาแรกเตอร์อาร์ตทอยสุดฮิตของศิลปิน Leo Huang ซึ่งโด่งดังจากงาน Design Shanghai หนึ่งในงานออกแบบและสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ไอคอนสยาม เพื่อสร้างความตื่นตาให้ทุกคนได้ร่วมสนุกในการถ่ายภาพกับคาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ยอดฮิตอย่าง “Seven” แพนด้าสีน้ำตาล, “HIPPO GO” ฮิปโปสีชมพู และ “HELLO! Bear” หมียักษ์สีน้ำเงินสุดน่ารัก สำหรับ ‘Leo Huang’ เป็นศิลปินดังเจ้าของ IP ที่สร้างสรรค์ผลงานจากแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ นำเอกลักษณ์จากเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกมาออกแบบเป็นคาแรกเตอร์หลากหลาย เพื่อเชื่อมโยงผู้คน ธรรมชาติ และเมือง เข้าด้วยกันผ่านงานศิลป์ โดยครั้งนี้เขาจะนำผลงานศิลปะมาเชื่อมสัมพันธ์ เฉลิมฉลองให้กับมิตรภาพไทย-จีน ผ่านนิทรรศการ “Yimu Exhibition” ซึ่งจะจัดแสดง 2 ชุดผลงาน หลักของ Leo Huang ในโซนที่โดดเด่นสะดุดตาภายในไอคอนสยาม ชุดแรกคือ “Guardians of the Loong: มหาสมบัติแห่งเขาฉินหลิ่ง” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมบัติธรรมชาติ 4 ชนิดของเขาฉินหลิ่ง ทั้งทาคินสีเหลือง, นกกระเรียนแดง, ลิงทอง และแพนด้า โดยคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นคือ “Seven” แพนด้าสีน้ำตาลที่มีอยู่เพียงตัวเดียวในโลก ซึ่งมาในแนวคิด “ปรัชญาพุงกลมของ Seven” แสดงท่าทางขี้เล่นของแพนด้าหลังจากกินอิ่ม ด้วยการเหยียดขา ลูบพุงกลม ๆ อย่างผ่อนคลาย พร้อมรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ ที่จะทำให้หลายคนตกหลุมรัก ชุดที่สองคือ “HIPPO GO!” คาแรกเตอร์ฮิปโปสีชมพู ที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่นและพลังเยียวยาใจ ให้ความรู้สึกเหมือนเจ้าฮิปโปยักษ์กำลังปีนขึ้นจากสระน้ำด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และเปี่ยมด้วยความหวัง สื่อถึงจิตวิญญาณแห่งความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้ยังมี “HELLO! Bear” หมีสีน้ำเงินสูง 6 เมตร หนึ่งในผลงานไอคอนิกของ Leo Huang และร้านจำหน่ายของที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ซิกเนเจอร์ของ YIMU ART ให้แฟน ๆ ได้เลือกช็อป โดยทุกชิ้นจะทำหน้าที่เป็น “ทูตมิตรภาพ” สื่อให้เห็นถึงความกลมเกลียวข้ามเชื้อชาติของไทยและจีน พร้อมมอบประสบการณ์ศิลปะสุดสร้างสรรค์ให้ทุกคนได้สัมผัส ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2568 ณ วอล์คเวย์ ชั้น M ไอคอนสยาม ชม งิ้วแต้จิ๋วอันดับ 1 อีกหนึ่งงานที่พลาดไม่ได้ ซึ่งไอคอนสยามได้ร่วมมือกับสมาคมเครือข่ายธุรกิจไทย-จีน และ ผู้สนับสนุนภาคเอกชนอีกหลายราย นำการแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี Shantou Teochew Chinese Opera Show” โดย “คณะอุปรากรจีนกึงตังเตียเกี๊ยะอี่อิ๊กท้วง” คณะงิ้วแต้จิ๋วชื่อดังอันดับ 1 จากเมืองซัวเถา ประเทศจีน ที่มีรางวัลระดับประเทศการันตีมากมายและเปิดแสดงมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก กลับมาสร้างความประทับใจในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อร่วมเฉลิมฉลองให้กับวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ในครั้งนี้ “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” จะเปิดการแสดง 7 วัน นำเสนอการแสดงอุปรากรจีน 16 เรื่องยอดนิยม พร้อมบทบรรยายสองภาษาไทยและจีน เพื่อร่วมส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-จีน ผ่านวัฒนธรรมความบันเทิงอันทรงคุณค่าของจีน ระหว่างวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2568 ณ ทรูไอคอนฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม สำหรับบัตรเข้าชมการแสดง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการรับบัตรได้จาก Facebook: ICONSIAM และพันธมิตรเจ้าภาพร่วมจัดแสดง Alternate-X สรุปให้ ไอคอนสยามจัด 3 งานใหญ่ ฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เปิดตัวงานศิลปะโคมไฟจีนยิ่งใหญ่ครั้งแรกในไทยจากเทศกาลยู่หยวน ประเทศจีน พร้อมต้อนรับศิลปินอาร์ตทอยชื่อดัง ‘Leo Huang’ และคาแรกเตอร์ “Seven”, “HIPPO GO!”, “HELLO! Bear” มาจัดแสดงนิทรรศการสร้างสรรค์และร้านของที่ระลึกสื่อมิตรภาพไทย-จีน ปิดท้ายด้วยงิ้วแต้จิ๋วอันดับ 1 จากซัวเถา ส่งต่อคุณค่าศิลปวัฒนธรรมจีนให้คนไทยสัมผัส
‘ราชบุรี’ อนาคตเมืองเศรษฐกิจใหม่ ลลิลฯส่ง2 โครงการเจาะอสังหาฯ แนวราบขยายตัวตามดีมานด์
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เข้าตลาดอสังหาฯ จังหวัดราชบุรี รับศักยภาพเมืองเติบโตระดับภูมิภาค ทำ 2 โครงการบ้านเดี่ยว-ทาวน์โฮมรวมมูลค่ากว่า พันล.รับดีมานด์อยู่อาศัยแนวราบขยายตัว ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน จังหวัด ไม่ใช่แค่จังหวัดหัวเมืองรอง แต่คือทำเลแห่งโอกาสที่กำลังเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ เกษตรกรรม พลังงาน และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ จ.ราชบุรี ยังเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านการคมนาคม การเชื่อมต่อจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเพียง 1.5–2 ชั่วโมง ผ่านมอเตอร์เวย์สายบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว และถนนเพชรเกษม ขณะเดียวกันยังเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ รวมถึงการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม โรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ทำให้ความต้องการด้านที่อยู่อาศัยในจังหวัดมีแนวโน้มเพิ่มสูง จากแนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันให้เกิดความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบ้านแนวราบ ซึ่งบริษัทฯ มองเห็นโอกาสขยายตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดราชบุรี โดยเปิดตัว 2 โครงการระดับคุณภาพ ได้แก่ บ้านลลิล เดอะ เพรสทีจ ราชบุรี ภายใต้แนวคิด ‘Beyond Luxury of Living’ จำนวน 129 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 24 ไร่ ราคาเริ่มต้นที่ 4-8 ล้านบาท ลลิลทาวน์ ไลโอ ราชบุรี ภายใต้แนวคิด ‘Happiness of Living’ จำนวน 279 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ ราคาเริ่มต้นที่ 79 ล้านบาท โดยทั้งสองโครงการตั้งอยู่บนถนนราชบุรี-ผาปก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสู่ศูนย์กลางราชการ โรงพยาบาล สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า และนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างอุทยานหินเขางู “แนวทางการพัฒนาโครงการใน จ.ราชบุรีของ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการสร้างชุมชนที่มีคุณภาพชีวิต โดยออกแบบฟังก์ชันบ้านให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ อาทิ พื้นที่ Extra Function รองรับวิถีชีวิตแบบ Work from Home ปรับเป็นห้องเรียน หรือพื้นที่ดูแลผู้สูงวัย ซึ่งล้วนสะท้อนเจตนารมณ์ของเราในการสร้างบ้านที่ดูแลชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกช่วงวัย” ชูรัชฏ์ กล่าวเสริม นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเชิงลึก พบว่า จ.ราชบุรี มีแนวโน้มเติบโตจาก 3 กลุ่มลูกค้าหลัก ได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชนและภาครัฐในพื้นที่ เจ้าของธุรกิจท้องถิ่น กลุ่มข้าราชการ ทหาร โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาบ้านหลังแรก หรือผู้สูงวัยและกลุ่ม Work from Home ที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีในราคาที่สามารถจับต้องได้ ชูรัชฏ์ กล่าวว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัท มองว่า จ.ราชบุรี ไม่ใช่เพียงแค่เมืองพักอาศัย แต่คือเมืองที่พร้อมสำหรับอนาคต การลงทุนของ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ในวันนี้ คือ การวางรากฐานให้กับชุมชนที่เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจและโครงสร้างเมืองในระยะยาว ขณะที่โครงการของ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ใน จ.ราชบุรี เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ในการยกระดับคุณภาพชีวิต สู่เป้าหมายการสร้างชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค Alternate-X สรุปให้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ รุกตลาดอสังหาฯ จังหวัดราชบุรี เปิด 2 โครงการใหม่รองรับดีมานด์แนวราบที่เพิ่มขึ้น ชูราชบุรีเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตทั้งอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และโครงสร้างพื้นฐาน โดยโครงการประกอบด้วยบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีและทาวน์โฮมเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพ เน้นออกแบบรองรับครอบครัวยุคใหม่ มีฟังก์ชันเพื่อ Work from Home และดูแลผู้สูงวัย เพื่อสร้างชุมชนคุณภาพชีวิตดี พร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจภูมิภาคในระยะยาว
กินผลสดเชยแล้ว!! คนจีนฮิตทุเรียนแนวใหม่ เอาไปทำอาหารคาว-หวาน-เครื่องดื่ม
แพลททินัม ฟรุ๊ต มองอนาคตทุเรียนไทยเจาะตลาดจีนคนรุ่นใหม่ เทรนด์บริโภคใช้ทำเมนูคาว-หวาน ชี้โอกาสสินค้าพรีเมียม มีความปลอดภัยและคุณภาพ ตัวกำหนดอนาคต ณธกฤษ เอี่ยมสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพลททินัม ฟรุ๊ต จำกัด (มหาชน) หรือ PTF ผู้ส่งออกผักและผลไม้สดเกรดพรีเมียม เปิดเผยภาพรวมการส่งออกทุเรียนไทยในงาน Asia Fruit Logistica Bangkok Meet Up เวทีรวมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผักและผลไม้สดจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนสดจากไทยไปจีนในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2568 ลดลงประมาณ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลัก 2 ประการ ได้แก่ สภาพภูมิอากาศที่ทำให้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวล่าช้าไปประมาณ 20 วัน มาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดขึ้นจากสำนักงานศุลกากรจีน (GACC) ทั้งการตรวจสารตกค้าง, เอกสาร GAP และการขึ้นทะเบียน DOA ของโรงคัดบรรจุ ซึ่งส่งผลให้ขั้นตอนการส่งออกต้องใช้เวลามากขึ้น และผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น “ปัญหานี้ไม่ได้กระทบเฉพาะทุเรียนไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งออกทุเรียนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม” ณธกฤษกล่าว ต้องปลอดภัย-มีคุณภาพ ขณะที่ อนาคตของทุเรียนไทยจะไม่ใช่เรื่องของการเร่งปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นที่ “ความปลอดภัยและคุณภาพ” เป็นหัวใจสำคัญ หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ พร้อมกับทำตลาดให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคพรีเมียมมากขึ้น ก็จะช่วยรักษาความนิยมของทุเรียนไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน สำหรับคาดการณ์ปริมาณส่งออกทุเรียนไทยทั้งปีนี้ ประเมินว่าน่าจะกลับมาใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพราะดีมานด์ของตลาดปลายทางในจีนยังมีอยู่มาก โดยช่วงที่ผ่านมาเกิดจากข้อจำกัดของมาตรการจึงทำให้ปริมาณการรับซื้อทุเรียนหน้าโรงงานชะลอตัว ซึ่งวันนี้เริ่มคลี่คลายมากขึ้น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การควบคุมความชื้นและหนอนเจาะแมลง เนื่องจากปีนี้ประเมินว่าจะมีฝนชุกมากกว่าปกติ จีนฮิตกินทุเรียนแนวใหม่ ปัจจุบัน ทุเรียนยังเป็นผลไม้ยอดนิยมของผู้บริโภคชาวจีน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 24-35 ปี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและยอมจ่ายเพื่อสินค้าที่มีคุณภาพ จากความนิยมตรงนี้กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมของวงการอาหารในจีนที่ไม่ได้จำกัดแค่บริโภคเนื้อทุเรียนสด แต่นำไปพัฒนาเมนูอาหารคาว-หวานรวมทั้งเครื่องดื่ม ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ผสมทุเรียนเกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ของจีนแพร่หลายมากขึ้น “ดีมานด์ตรงนี้เชื่อว่ายังเติบโตได้อีกมาก เพราะยังมีหลายพื้นที่ หลายมณฑลของจีนที่ทุเรียนยังเข้าไปไม่ถึง นี่จึงเป็นโอกาสของทุเรียนไทยที่ยังเปิดกว้างอยู่” ณธกฤษ กล่าว โดยปัจจุบันตลาดทุเรียนสดในจีนนำเข้าจากประเทศไทยมากที่สุด ตามมาด้วยเวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ณธกฤษ กล่าวว่า ในส่วนแนวโน้มตลาดโลก ขณะนี้โลกกำลังก้าวสู่ยุคผลัดใบที่เศรษฐกิจจะแบ่งเป็น 3 ขั้วหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน และกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่เริ่มรวมตัวเป็นภูมิภาคการค้า เช่น EU, EFTA และ BRICS โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าในปี 2593 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจะอยู่ในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย ดังนั้น ไทยต้องเตรียมความพร้อมในการเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ๆ เหล่านี้ ย้ำพรีเมียมส่งออก ณธกฤษ กล่าวว่า สำหรับ แพลททินัม ฟรุ๊ต ไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ด้วยบริษัทฯให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการดูแลผลผลิต การสุ่มตรวจดินและน้ำจากสวนที่จะรับซื้อโดยส่งตรวจในห้องแล็บที่ได้มาตรฐาน ISO17025 และได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน จากนั้นเมื่อผลผลิตเข้ามาโรงงาน จะมีการตรวจสอบสารตกค้าง แมลง เชื้อรา โดยใช้เกณฑ์ Global GAP ที่เข้มข้นที่สุดก่อนเข้าสู่ขั้นตอนคัดบรรจุ เพื่อรับประกันความปลอดภัยจากสาร BY2 และแคดเมียม 100% ก่อนส่งออกไปถึงมือผู้บริโภค “การแข่งขันที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องราคาและปริมาณเท่านั้น แต่ต้องแข่งกันที่คุณภาพและความปลอดภัยด้วย” ณธกฤษ ย้ำ Alternate-X สรุปให้ แพลททินัม ฟรุ๊ต เผยโอกาสของทุเรียนไทยในตลาดจีนยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคทุเรียนในรูปแบบเมนูคาว-หวานและเครื่องดื่ม พร้อมเน้นย้ำว่า “คุณภาพและความปลอดภัย” จะเป็นตัวกำหนดอนาคตมากกว่าปริมาณการผลิต ด้านมาตรการจากจีนที่เข้มงวดส่งผลต่อการส่งออก แต่ถือเป็นแรงผลักให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐาน ส่วน PTF เดินหน้ารักษามาตรฐาน Global GAP และใช้ระบบตรวจสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน หวังยึดหัวหาดตลาดพรีเมียมในจีน
‘มิกซ์ ยูส’ แห่งอนาคต โครงการ บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค โชว์ไฮไลท์รับแผ่นดินไหวระดับสูงสุด
บีทีเอส กรุ๊ปฯ ผุดมิกส์ยูส ‘บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค’ ทำเลวิภาวดี-พหลโยธิน โชว์อนาคตอยู่อาศัยคนเมืองอนาคต ผ่านความล้ำ-นวัตกรรมอัจฉริยะ กวิน กาญจนพาสน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางเมือง เปิดเผยว่า บริษัทฯ เปิดตัว บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค (BTS Visionary Park) โครงการมิกซ์ยูสศูนย์กลางการทำงานและใช้ชีวิต ผสานทั้งพื้นที่สำนักงาน พื้นที่ค้าปลีกหลากหลายรูปแบบ และพื้นที่เพื่อการพักผ่อน เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่อย่างครบวงจร “บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค เป็นโครงการเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์คอมมูนิตี้ที่มีสีสันและตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง โดยนำนวัตกรรมการออกแบบที่ล้ำสมัย การจัดสรรพื้นที่สีเขียว และการใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อให้เป็นชุมชนที่มีความยั่งยืนในตัวเอง และมีส่วนช่วยในการสร้างผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้คนทั้งในวันนี้และในอนาคต” กวิน กล่าว ขณะที่ โครงสร้างอาคารของ บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค ยังได้รับการประเมินและรับรองด้านความปลอดภัยและความพร้อมในการรับมือกับแผ่นดินไหวในระดับสูงสุด โดยผลจากการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งดำเนินการโดยปาล์มเมอร์ แอนด์ เทอร์เนอร์ (ประเทศไทย) (Palmer & Turner (Thailand) Ltd.) และโปรไฟร์ อินสเปคเตอร์ (Profire Inspector) ยืนยันว่าการออกแบบอาคารมีความแข็งแกร่งและสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งานทุกคน สำหรับ บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 11-0-40.7 ไร่ (17,763 ตร.ม.) ประกอบด้วยอาคารสูง 36 ชั้น มีพื้นที่อาคารรวมประมาณ 167,641 ตร.ม. ซึ่งรวมถึงพื้นที่ให้เช่าสุทธิขนาด 80,197 ตร.ม. โดยแบ่งเป็นพื้นที่สำนักงานระดับพรีเมียม 72,730 ตร.ม. และพื้นที่รีเทล 7,467 ตร.ม. นอกจากนี้ โครงการฯ ดังกล่าวยังตอบโจทย์แนวโน้มความต้องการพื้นที่ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบวงจรมีเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน รองรับภูมิทัศน์การขยายตัวของเมืองในกรุงเทพฯ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมออกแบบชัดเจนด้วย 4 องค์ประกอบหลัก เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตของคนเมือง ประกอบด้วย Office & Co-Working Spaces: ออกแบบเพื่อคนทำงานในยุคดิจิทัล ด้วยพื้นที่สำนักงานอันล้ำสมัยและปรับแต่งตามความต้องการได้ เพื่อความสะดวกสบาย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การออกแบบแบบไร้เสากลางช่วยเพิ่มการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพดานสูง 3 เมตรให้บรรยากาศที่กว้างขวางและสบายตา พร้อมด้วยโซลูชันระบบอัจฉริยะต่าง ๆ Retail & Dining: แหล่งรวมร้านค้าและร้านอาหารระดับพรีเมียม โดยมีเมนูอาหารและเครื่องดื่มกว่า 200 รายการ ตอบสนองทุกความต้องการและทุกโอกาส และโซนรีเทล ประกอบด้วยร้านค้าป็อปอัพ Experience Zones ต่าง ๆ รวมถึง Turtle X ร้านที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนที่มีไลฟ์สไตล์ในเมืองที่ใช้ชีวิตรีบเร่ง มุ่งเน้นการให้บริการสินค้าที่รวดเร็วและมีคุณภาพสูง จุดเด่นคืออาหารพร้อมทานที่ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์แบรนด์ เทอร์เทิล สินค้าคุณภาพสูงที่มั่นใจได้จากการ คัดสรรจากผู้ผลิตระดับพรีเมี่ยม รวมถึงสินค้าสดใหม่จากแหล่งผลิตในประเทศไทย Green & Smart Spaces โดยโครงการได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED Gold จากการจัดสรรพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ตลอดแนวตั้งของอาคาร ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของผู้ใช้อาคาร นอกจากนั้น อาคารยังได้รับการรับรองมาตรฐาน WiredScore Gold รับประกันการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ 5G ที่เสถียร รองรับการสตรีม การประชุมออนไลน์ และการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น Innovation Hub: บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค ยังวางให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการจัดนิทรรศการ กิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่มีสีสันและชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ซึ่งทุกคนสามารถมาทำงาน พักผ่อน และพบปะสังสรรค์ได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ ลู่วิ่งกลางแจ้ง ฟิตเนสเซ็นเตอร์ที่ทันสมัย และออดิทอเรียม โดยเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนพฤศจิกายน 2568 นี้ สำหรัย บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค ตั้งอยู่ในทำเลใจกลางวิภาวดี-พหลโยธินที่เดินทางได้สะดวกสบาย ติดระบบขนส่งมวลชนหลัก รองรับการเชื่อมต่อการเดินทางแบบ Multi-modal ที่เหนือชั้น ใกล้กับสถานีกลางบางซื่อ รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้า MRT รถไฟ SRT และโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นอาคารสำนักงานแห่งแรกและแห่งเดียวในพื้นที่ที่มีทางเดิน Skywalk เชื่อมต่อจากรถไฟฟ้า BTS เข้าสู่อาคารโดยตรง เพื่อการเดินทางที่ราบรื่น ครอบคลุม สะดวกสบาย และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน ขณะเดียวกัน ยังสามารถเข้าถึงทางพิเศษศรีรัชและทางพิเศษเฉลิมมหานคร สามารถเดินทางไปยัง สถานที่หลักในกรุงเทพมหานคร สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมถึงท่าอากาศยานดอนเมืองและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง เป็นจุดเชื่อมโยงการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองและออกไปยังชานเมืองได้อย่างง่ายดาย เพื่อการเดินทางที่รวดเร็วและไม่มีสะดุดสำหรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โครงการบีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค ยังรองรับรถยนต์ได้ถึง 1,521 คัน รวมไปถึงยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมระบบตรวจจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ระบบระบายอากาศเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ และมีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 102 ยูนิต ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดสำหรับอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง โดยตัวอาคารได้รับการรับรองจากกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่าโครงการได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านความปลอดภัยและมีความพร้อมสำหรับการใช้งานปกติ และยังมีการประเมินภายในจากเจ้าหน้าที่ของโครงการเอง เพื่อตอกย้ำถึงความทุ่มเทของ บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค ในการส่งมอบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอาคารทุกคน Alternate-X สรุปให้ บีทีเอส กรุ๊ป เปิดตัวโครงการมิกซ์ยูส “บีทีเอส วิชันนารี ปาร์ค” บนทำเลศักยภาพ วิภาวดี–พหลโยธิน พื้นที่รวมกว่า 167,000 ตร.ม. แบ่งเป็นออฟฟิศพรีเมียม 72,000 ตร.ม. และรีเทลกว่า 7,000 ตร.ม.โดดเด่นด้วยนวัตกรรม Smart & Green Design รับรอง LEED Gold และ WiredScore Gold โดยอาคารรองรับแผ่นดินไหวระดับสูงสุด พร้อม Skywalk เชื่อม BTS และ EV Charger มากถึง 102 จุด เตรียมเปิดบริการเต็มรูปแบบ พฤศจิกายน 2568
‘เครือสหพัฒน์’ เข้าสู่ยุค AI แล้ว ร่วมพันธมิตร AWS เสริมแกร่งเทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านองค์กรดิจิทัล
อี-คอมเมอร์ซ ดิจิทัลฯ ธุรกิจในเครือสหพัฒน์ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์ AWS ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก เปลี่ยนผ่านธุรกิจในเครือสหพัฒน์สู่ยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยี AI เครือสหพัฒน์ โดย บริษัท อี-คอมเมอร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (EDTH) ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด (AWS) ผู้นำด้านบริการคลาวด์ที่ครอบคลุมและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจในเครือสหพัฒน์สู่ยุคดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยจาก AWS เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิง (machine learning) โดย EDTH มีพันธกิจในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และกระบวนทัศน์ ในธุรกิจดิจิทัลและ AI พัฒนาศักยภาพ ให้ระบบนิเวศธุรกิจ และบริษัทในเครือสหพัฒน์ ก้าวสู่ธุรกิจ E-commerce อย่างยั่งยืน รวมถึงพัฒนาโมเดลธุรกิจ และเครือข่าย ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ด้าน บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับ AWS ในครั้งนี้จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของเครือสหพัฒน์ให้สามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด “ในยุคที่ความสามารถทางดิจิทัล อีคอมเมิร์ซกลายเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจ” บุณยสิทธิ์ กล่าว สำหรับ การลงนามความร่วมมือครั้งสำคัญนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของแผนปฏิบัติการระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2568-2570) ที่ครอบคลุมการใช้บริการ AWS cloud และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศในเครือสหพัฒน์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังรวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI, Machine Learning, Data Analytics และ Cloud Solutions ของ AWS เพื่อเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล พัฒนากระบวนการทางธุรกิจ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ในเครือสหพัฒน์ ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ เครือสหพัฒน์จะเริ่มต้นด้วยการย้ายระบบบางส่วนขึ้นสู่ AWS Asia Pacific (Thailand) Region จากนั้นจะขยายการใช้งานให้ครอบคลุมการย้ายระบบสำคัญต่าง ๆ เช่น ระบบ E-Commerce, CRM (Customer Relationship Management) และระบบคลังสินค้า พร้อมกันนี้ AWS จะสนับสนุนการวางแผนและการใช้งานเทคโนโลยี AI ของเครือสหพัฒน์อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการนำไปใช้งานในหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ในเครือสหพัฒน์ เช่น การตลาด การผลิต และการบริการลูกค้า นอกจากนี้ เครือสหพัฒน์จะพัฒนา AI ขั้นสูงสำหรับการคาดการณ์และวางแผนเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนขยายการใช้งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปยังธุรกิจอื่น ๆ ในเครือสหพัฒน์ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค ด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ‘AWS’ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของธุรกิจไทย โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI และแมชชีนเลิร์นนิ่ง และ Cloud มาประยุกต์ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน Alternate-X สรุปให้ เครือสหพัฒน์ โดยบริษัท EDTH จับมือ AWS ยกระดับเทคโนโลยี ดันองค์กรสู่ดิจิทัล-AI ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน IT และสร้างระบบ AI เชิงกลยุทธ์ เริ่มย้ายระบบขึ้น AWS Thailand Region พร้อมใช้ Machine Learning, Data Analytics โดย AWS หนุนวางแผนและใช้งาน AI ครอบคลุมธุรกิจหลักในเครือ เช่น CRM, อีคอมเมิร์ซ ถือเป็นแผนระยะ 3 ปี เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันและต่อยอดสู่ธุรกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน
ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง ‘คนไทย’ ก็ยังชอบมิวสิค เฟสฯ ปี68 จัดคอนฯไทย/ต่างประเทศกว่าพันงาน
GMM Music บอกเลยปีนี้เซ็กเมนต์เทศกาลดนตรีไทยแข่งขันสูงมีผู้เล่นใหม่เข้าตลาดเพียบ หนุนกลุ่มธุรกิจโชว์บิซโตพุ่ง ไตรมาสแรกปี 68 ทำกำไรกว่า 46% เทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน พร้อมแผนเปิด 2 ค่ายเพลงระดับอินเตอร์ใหม่ ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2568 บริษัทฯ มุ่งบริหารธุรกิจเชิงรุกในกลุ่มธุรกิจโชว์บิซ ทั้งในรูปแบบเทศกาลดนตรี (Music Festival) ในหลากหลายพื้นที่ รวมถึงจัดคอนเสิร์ตของศิลปินในสังกัด นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดคอนเสิร์ตและแฟนมีทของศิลปินเกาหลี เช่น Le Sserafim Tour ‘Easy Crazy Hot’ in Bangkok, 2025 Han So Hee 1st Fanmeeting World Tour [Xohee Loved Ones,] in Bangkok และคอนเสิร์ตจากศิลปินนานาชาติ ต่างๆที่จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก “โดยปกติบริษัทฯ ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า 1 -2 ปีสำหรับธุรกิจนี้ภายใต้ปัจจัยต่าง ๆ รอบด้าน ทั้งเทรนด์ของผู้ชม การวางตำแหน่งแบรนด์ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ซัพพลายเออร์ และการพัฒนาคุณภาพทีมงาน” ภาวิต กล่าว แผนงานดังกล่าว ยังสอดคล้องกับอุตสาหกรรมดนตรีและบันเทิงในไทยปี 2568 มีการขยายตัว และคาดว่าภาวะการแข่งขันในธุรกิจโชว์บิซจะแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น โดยประเทศไทยจะมีการจัดคอนเสิร์ตของศิลปินไทยและต่างประเทศมากกว่า 1,000 งานในปีนี้ ทั้งจากผู้เล่นรายเดิมและมีผู้เล่นใหม่ ๆ รวมตัวกันเข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม ขณะที่ บริษัทได้เตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ด้วยกลยุทธ์เชิงรุกทั้งระยะสั้น กลาง และยาว พร้อมใช้ความได้เปรียบด้านโครงสร้างบริษัท ประสบการณ์ของทีมงาน และองค์ความรู้ในธุรกิจที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงการมี Big Data ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมเพลงทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากหลากหลายมิติมาช่วยประกอบการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ภาวิต กล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจดิจิทัลมิวสิค จะร่วมมือกับพันธมิตรในเชิงลึกเพื่อสรรหาแนวทางและโมเดลธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้เติบโตมากขึ้น รวมถึงใช้ยุทธศาสตร์เฉพาะทางในการบริหาร Back Catalog และ New Release อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจการผลิตคอนเทนต์ บริษัทฯได้วางวางกลยุทธ์ 3 ปีล่วงหน้าพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ 14 ค่ายเพลงในสังกัด และเตรียมแผนจัดตั้งค่ายเพลงระดับสากลจำนวน 2 ค่ายร่วมกับ Tencent Music Entertainment (TME) และ Warner Music Asia ซึ่งพร้อมจะเปิดตัวเร็ว ๆ นี้ โดยวางเป้าหมายขยายสเกลของพอร์ตโฟลิโอเพลงโดยรวมของบริษัทด้วยผลงานเพลงใหม่ ๆ ทั้งเชิงคุณภาพ และปริมาณ ไม่น้อยกว่า 500 เพลง และ 3,000 Playlists ภายในปี 68 นี้ ภาวิต กล่าวว่า ในปี 2568 GMM Music จะยังสามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจได้ ไปพร้อมสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมเพลงไทย ตลอดทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรมดนตรีที่ยั่งยืนและครอบคลุม ตั้งแต่การพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลาย การใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงผู้บริโภค และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยสู่ New Music Economy ด้วยการเป็น Music Pure Play ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2568 ของ GMM Music ยังเติบโตสวนทางกับสภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศที่ผันผวน มีรายได้รวม 1,073.18 ล้านบาท เติบโตเกือบ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 155.39 ล้านบาท เติบโตขึ้น 46.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยผลการดำเนินงานกลุ่มธุรกิจ 4 เสาหลักในไตรมาส 1 ปี 68 ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจดิจิทัลมิวสิค (Digital Streaming) มีรายได้ 30 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากธุรกิจ Digital Subscription จาก Platform Streaming ต่าง ๆ แม้รายได้จากการโฆษณาใน Video Streaming และ Audio Streaming Platform (Ad Revenue) จะลดลงเล็กน้อยตามภาวะการใช้เงินในตลาดที่หดตัว แต่ไม่ส่งผลกระทบกับภาพรวมของกลุ่มธุรกิจ โดยปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ คือ การเติบโตของรายได้ประจำ (Recurring Revenue) จากการบริหารจัดการลิขสิทธิ์เพลง (Music IP) อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง New Release หรือเพลงใหม่ และ Music Back Catalog หรือคลังเพลงฮิตจำนวนมหาศาลที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย กลุ่มธุรกิจบริหารลิขสิทธิ์ (Right Management) มีรายได้กว่า 42 ล้านบาท เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ล่วงหน้า และการวางแผนงานระยะยาวร่วมกับพาร์ทเนอร์สาขาต่าง ๆ และการเติบโตของการจัดงานคอนเสิร์ตและ Music Festival ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจบริหารศิลปิน (Artist Management) ยังคงมีรายได้จากงาน Sponsorship เพิ่มขึ้นกว่า 108% ขณะที่ส่วนของงานจ้างศิลปิน (Live Show) มีอัตราการจ้างงานอยู่ในมาตรฐานเดิม ในขณะที่ส่วนของงาน Presenter และ Tailormade มีผลประกอบการลดลงเล็กน้อย เนื่องด้วยความผันผวนของเม็ดเงินการโฆษณาในแต่ละไตรมาส กลุ่มธุรกิจโชว์บิซ (คอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรี) ทำรายได้สูงสุดที่ 68 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 107.45% และจำนวนคนดูกว่า 220,000 คน ที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวหรือกว่า 100% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเป็นผลจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Music Festival ระดับประเทศในช่วงไตรมาส 1 นี้ อาทิ เทศกาลดนตรี Rock Mountain, เฉียงเหนือเฟส, พุ่งใต้เฟส, นั่งเล มิวสิคเฟสติวัล และเทศกาลดนตรีที่จัดขึ้นใหม่อย่าง FAAD Festival รวมถึงคอนเสิร์ตขนาดใหญ่อย่าง Cocktail Ever Live ที่ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากแฟนเพลง “ นอกจาก 4 เสาธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ GMM Music ยังสามารถรักษาการเติบโตได้ดี คือธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานอย่าง BLKGEM สถาบันศิลปะบันเทิงที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง GMM Music และ Harlem Shake ซึ่งบริหารโดยครูเจด้า – อภิสราฐ์ เพชรเรืองรอง สามารถสร้างรายได้ที่เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 83% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา” ภาวิตเสริม พร้อมกล่าวถึง ด้านการผลิตคอนเทนต์ GMM Music มียอดการรับชมวิดีโอและฟังเพลงเติบโตกว่า 26% เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยส่วนของการรับชมวิดีโอ มีการเติบโตถึง 22% ด้วยยอดรับชม (วิว) จาก 4,472 ล้าน เป็น 5,492 ล้าน โดยส่วนของ Back Catalog เติบโต 13% ขณะที่ผลงานใหม่ (New Release) เติบโต 25% และส่วนของเพลงประเภท Audio เติบโต 49% ด้วยยอดรับฟัง (สตรีมมิ่ง) จาก 629 ล้าน เป็น 939 ล้าน โดยส่วนของ Back Catalog เติบโต 10% และผลงานใหม่ (New Release) เติบโต 24% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ ในปี 2567 GMM Music สร้างปรากฏการณ์ด้วยการสร้างรายได้รวมกว่า 4,056 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) เฉลี่ยอยู่ที่ 15% ต่อปี และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 8.03% เมื่อเทียบกับงวดสิ้นปี 2566 โดยบริษัท ฯ มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 10.73% รักษาระดับใกล้เคียงกันกับปีที่ผ่าน ๆ มา โดยมีอัตราเติบโตของกำไรเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) เฉลี่ย 19.53% ต่อปี “แม้สภาพเศรษฐกิจไทยจะเกิดความผันผวนอย่างหนัก หลายธุรกิจในอุตสาหกรรมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ถูกดิสรัปต์ และ เกิดภาวะชะลอตัวทางรายได้ แต่ธุรกิจเพลงยังคงเป็นเซ็กเตอร์ในอุตสาหกรรมเอนเตอร์เทนเมนต์ที่แข็งแกร่ง เติบโตผ่านพ้นกระแสดิสรัปชั่น ด้วยความมั่นคง และปรับตัวเข้าสู่โกรทธ์ สเตจ ได้เป็นอย่างดี” ภาวิต กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ ในปี 2568 ไทยยังจัด Music Festival และคอนเสิร์ตไทย–ต่างประเทศกว่า 1,000 งาน แม้เศรษฐกิจผันผวน สอดคล้องอุตสาหกรรมดนตรีไทยยังเติบโตเห็นได้จากผลดำเนินงน GMM Music ไตรมาสแรกกำไรพุ่ง 46% พร้อมเตรียมเปิด 2 ค่ายเพลงระดับอินเตอร์กับ Tencent Music และ Warner Music Asia ขณะที่ธุรกิจ กลุ่มโชว์บิซ (คอนเสิร์ต & เทศกาลดนตรี) โตแรง 107% มีผู้ชมกว่า 220,000 คน ขับเคลื่อนโดยเทศกาลดนตรีระดับชาติ ส่วนธุรกิจดิจิทัลมิวสิค รายได้เติบโตจาก Subscription และ Back Catalog พร้อมวางกลยุทธ์บริหารลิขสิทธิ์เพลงอย่างยาว โดย GMM Music ยังมุ่งสร้าง New Music Economy ด้วย Big Data, คอนเทนต์คุณภาพ และพันธมิตรระดับโลก
ตลาดรับสร้างบ้านยังโต สวนทางเศรษฐกิจ-ซบอสังหาฯ ‘แลนดี้ โฮม’ แก้เกมเจาะดีมานด์ทำเลศักยภาพ
‘แลนดี้ โฮม’ เผยยอดสั่งสร้างบ้านโตสวนกระแสเศรษฐกิจ เปิด 2 สาขาใหม่พร้อมกัน ‘บางนา’ และ ‘นครปฐม’ ย้ำสร้างบ้านคุณภาพ กลยุทธ์สร้างเชื่อมั่นให้ลูกค้าบอกต่อ พรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รับสร้างบ้าน แลนดี้โฮม เปิดเผยว่า บริษัทวางแนวทางการดำเนินธุรกิจเชิงรุกเพื่อรองรับความต้องการอยู่อาศัยผู้บริโภคในทำเลศักยภาพ สวนทางภาวะเศรษฐชะลอตัว โดยใน 6 เดือนแรกของปีนี้ที่ผ่านมา บริษัทฯ ใช้งบลงทุนรวมกว่า 90 ล้านบาท เปิดตัว ‘แลนดี้ โฮม’ 2 แห่ง คือ สาขานครปฐม ไปเมื่อเดือนมิถุนายน และ สาขาบางนา หนึ่งในทำเลยุทธศาสตร์เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง (High Net Worth) ตามเทรนด์ดีมานด์สร้างบ้านหรูโซนบางนาที่โตแรงต่อเนื่อง “แลนดี้ โฮม จะใช้ชูกลยุทธ์สร้างบ้านสวย คุณภาพดี บริการดี จนลูกค้าอยากบอกต่อ พร้อมชูไฮไลท์ นวัตกรรม CAPPlus ระบบเติม Fresh Air ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ปลอดไวรัส ตั้งเป้ายอดขายรวม 2 สาขาใหม่ แตะ 500 ล้านบาท ภายในปี 2568 นี้” พรรัตน์ กล่าวพร้อมเสริมว่า สำหรับแนวทางดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวแลนดี้ โฮม เพื่อเข้าหากลุ่มลูกค้าศักยภาพในทำเลอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีแนวโน้มเติบโต แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะยังเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้าและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับสูงขึ้น พรรัตน์ กล่าววว่า สำหรับสาขาบางนา เพื่อให้บริการลูกค้าสร้างบ้านหรู โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ในเขตตะวันออก ได้แก่ เขตบางนา,เขตประเวศ,เขตสวนหลวง,เขตพระโขนง, เขตลาดกระบัง จังหวัดสมุทรปราการ ได้แก่ อ.เมืองสมุทรปราการ, อ.บางพลี อ.บางบ่อ รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่างจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ อ.บางปะกง อ.บ้านโพธิ์ และจังหวัด ชลบุรี ฝั่งตะวันตกได้แก่ ศรีราชา,บางละมุง เป็นต้น ทั้งนี้ จากข้อมูลของแลนดี้ โฮม พบว่าลูกค้าโซนพื้นที่บางนา มีความต้องการปลูกสร้างบ้านในระดับราคา 8-30ล้านบาท เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งปีแรกของปี 2568 ลูกค้าโซนดังกล่าวเน้นปลูกสร้างบ้านด้วยพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ 500-1,000 ตร.ม. รองรับครอบครัวขยาย หรือครอบครัวขนาดใหญ่ ที่มีผู้สูงอายุอยู่ร่วมกัน โดยสไตล์บ้านที่ลูกค้าชื่นชอบ เป็นบ้านสไตล์ Modern Luxury, Modern Classic และ European Mansion นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัทแลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับ ‘แลนดี้ โฮม สาขาบางนา’ ออกแบบมาภายใต้แนวคิด ‘Modern Gallery Experience’ ในรูปแบบ Art Gallery แสดงโมเดลแบบบ้านหลากไสตล์ และยังเป็นพื้นที่สำหรับพบปะและปรึกษากับสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบบ้านไว้ในที่เดียว โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ Communitiy Mall “For You Park” ติดถนนใหญ่ บางนา-ตราด ก่อนถึง Central Bangna 1.5 กิโลเมตร ด้วยขนาดพื้นที่ Showroom กว่า 150 ตารางเมตร นอกจากนี้ แลนดี้ แกรนด์ ธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและสร้างบ้านหรูแบบครบวงจร ได้เปิดตัวแบบบ้านใหม่ “CHOSON” บ้านหรูชั้นเดียว สไตล์รีสอร์ท เหมาะสำหรับสร้างเป็นบ้านพักตากอากาศ ตอบโจทย์ครอบครัวขนาดใหญ่ และไลฟ์สไตล์ที่เน้นความเป็นส่วนตัว ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า โดยแบบบ้านใหม่นี้ถูกนำมาจัดแสดงไว้ที่ สาขาบางนาเป็นครั้งแรก เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่สามารถสัมผัสโมเดลจำลอง พร้อมรับคำปรึกษาแบบ One-on-One กับดีไซเนอร์เฉพาะทางได้ทันที ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 ‘แลนดี้ โฮม’ มียอดขายรวมทั่วประเทศกว่า 1,200 ล้านบาท จากเป้ารวมทั้งปีที่วางไว้ 2,700 ล้านบาท แม้ตลาดรวมจะมีการชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจ Alternate-X สรุปให้ แม้เศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดอสังหาฯ โดยรวม แต่ตลาดรับสร้างบ้านยังเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มบ้านหรู เป็นโอกาสของ ‘แลนดี้ โฮม’ บุกทำเลบางนา รับดีมานด์ย่านนี้ยังขยายตัวต่อเนื่อง สร้างบ้านราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8-30 ล้านบาท เน้นฟังก์ชันเฉพาะ พร้อมปรับกลยุทธ์เน้นทำเลศักยภาพ-บริการออกแบบตามไลฟ์สไตล์
ไม่ต้องห่วงจีนหาย!! ครึ่งหลังปี68 ไทยยังมีโอกาส เจาะตลาด ‘CIS’ นทท.รัสเซียมาแรง
Yango Ads มองเศรษกิจเอเชียผันผวน ทำนักเดินทางปรับทริปพักสั้นลง-ลดไซส์กลุ่มเดินทาง ตลาดจีนหาย 30% แต่ไทยยังมีโอกาสอยู่ เนฮะ ดาวาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประจำประเทศไทยของ Yango Ad ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโฆษณาระดับโลก กล่าวว่า ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมายังประเทศไทยประมาณ 1.65 ล้านคน ลดลงประมาณ 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในเอเชีย ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ดังนี้ นักท่องเที่ยวเลือกที่พักแรมในระยะเวลาที่สั้นลง ลดขนาดกลุ่มเดินทาง พิจารณาจุดหมายปลายทางที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามากขึ้น เช่น เวียดนามและมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าวยังพบเบื้องหลังตัวเลขที่น่าสนใจ โดยข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย ระบุตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 25 พฤษภาคม 2568 รัสเซียติดอันดับหนึ่งในสามของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยมากที่สุด ด้วยจำนวน 947,352 คน ตามหลังเพียงจีนและมาเลเซียเท่านั้น “ภูมิทัศน์การท่องเที่ยวของไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง โดยไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 9.55 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีนี้ สร้างรายได้ 4.71 แสนล้านบาท แต่รายได้กลับเติบโตเล็กน้อยเพียง 2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และยังคงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้” เนฮะ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ในภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทย มีสัดส่วนลดลงอย่างเห็นได้ชัด” จากสถานการณ์ดังกล่าว ยังพบว่านักการตลาดหลายรายยังมุ่งเน้นไปที่ตลาดดั้งเดิม ขณะที่การเติบโตของการท่องเที่ยวยังถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยนักเดินทางจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) และยุโรปตะวันออก ซึ่งรวมถึง รัสเซีย คาซัคสถาน และจอร์เจีย ทบทวนตลาดท่องเที่ยวไทย โดย ข้อมูลใหม่จาก Yango Ads ประกอบกับข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมในเอเชีย ยังชี้ชัดว่าถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจท่องเที่ยวจะต้องทบทวนกลยุทธ์การตลาดในประเทศไทยใหม่ทั้งหมด ว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้คือใคร และทำไมจึงควรให้ความสำคัญ เนฮะ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากรัสเซีย คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และประเทศในกลุ่มเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งไม่ใช่กลุ่มเล็ก ๆ ที่ควรได้รับการมองข้ามอีกต่อไป “นักเดินทางกลุ่มนี้มีความต้องการด้านการท่องเที่ยวสูง และยังเป็นกลุ่มที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหลัก เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และวางแผนการเดินทางอย่างมีเป้าหมาย พวกเขาใช้จ่ายมากขึ้น พักนานขึ้น และท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไกลกว่าที่เคย” จากข้อมูลดังกล่าว ถือเป็นโอกาสใหม่สำหรับนักการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เคยถูกมองข้าม แต่กลับมีศักยภาพอย่างมหาศาลในปัจจุบัน และ จากรายงานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวปี 2568 ของ Yango Ads ระบุ 40% ของนักท่องเที่ยวจากตลาดเหล่านี้ใช้จ่ายสูงถึง 3,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป ส่วนใหญ่นิยมที่พักระดับ 4-5 ดาว ระยะเวลาการพักผ่อนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-14 วัน 47% วางแผนการเดินทางล่วงหน้า 2-3 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างโอกาสทางการขาย และวางแผนการเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นยอดจอง เนฮะ กล่าวว่า ด้วยแรงหนุนจากชนชั้นกลางที่มีฐานะดีขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ เส้นทางการบินที่ขยายตัว และความต้องการในการท่องเที่ยวระยะไกลที่เพิ่มขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับวันหยุดพักผ่อนระดับพรีเมียมที่เน้นประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ นักการตลาดในธุรกิจท่องเที่ยวที่ต้องการขยายธุรกิจในปี 2568 ไม่ควรมองข้ามกระแสที่กำลังเติบโตในตลาดเกิดใหม่ เพราะได้เห็นแล้วว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้พร้อมที่จะใช้จ่ายมากขึ้น พักอยู่นานขึ้น และกลับมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและการพักผ่อนที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม “เพื่อรองรับสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยกำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์” เนฮะ กล่าว อย่างไรก็ตามในกลุ่มนักการตลาดยังคงมีความเข้าใจในกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้จำกัด รวมถึงวิธีที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ได้อย่างแม่นยำ โดย อันดับแรก พฤติกรรมการเสพเนื้อหาดิจิทัลของนักเดินทางจากกลุ่ม CIS นั้น แตกต่างไปจากกลุ่มนักท่องเที่ยวภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก อาทิ พฤติกรรมการใช้แพลตฟอร์มโซเชียล Telegram และเครือข่ายการแสดงผลของโฆษณา (Ad Display Networks) ที่ไม่ใช่ระบบโฆษณาแบบตะวันตกที่ใช้กันแพร่หลาย แคมเปญ ที่สามารถเชื่อมโยงเนื้อหาให้เข้ากับแพลตฟอร์มที่กลุ่มนี้ชื่นชอบ จากแนวโน้มดังกล่าว Yango Ads ได้นำข้อได้เปรียบให้บริการเพื่อเข้าถึงแพลตฟอร์มสำคัญที่กลุ่มเป้าหมายนี้ใช้ได้อย่างตรงจุด ด้วยการใช้ระบบนิเวศของ Yango เอง และการผนึกกำลังกับพันธมิตร AdTech ชั้นนำ ซึ่งรวมถึงเครือข่ายโฆษณาขนาดใหญ่ในยุโรปตะวันออก นอกจากนี้ ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายทีเฉพาะเจาะจงตามพื้นที่ พฤติกรรม และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากฐานข้อมูลเว็บไซต์กว่า 50,000 แห่ง และแอปพลิเคชันกว่า 20,000 รายการในเครือข่าย โดยช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงนักท่องเที่ยวที่มีความต้องการสูงเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำในทุกช่วงของการวางแผนการเดินทาง ทั้งช่วงระหว่างการค้นหาข้อมูลวีซ่าไทย ข้อเสนอสุดคุ้มของโรงแรม หรือชายหาดที่ดีที่สุดในประเทศไทย ขณะที่ Yango Adsจะเข้ามาสนับสนุนนักการตลาดในภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยด้วยโซลูชั่นต่างๆ ให้ตรงกับแรงจูงใจใหม่ๆ เพื่อให้ธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างตำแหน่งที่แข็งแกร่งเพื่อคว้าทั้งรายได้และส่วนแบ่งทางการตลาด ในโลกของการตลาดการท่องเที่ยวปัจจุบัน “ความเกี่ยวข้อง” สำคัญกว่า “การเข้าถึง” และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะจองแล้ว Alternate-X ครึ่งแรกของปี 2568 นักท่องเที่ยวจีนหายไป 30% แต่ยังมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่ม CIS โดยเฉพาะรัสเซีย คาซัคสถาน และจอร์เจีย มีบทบาทสำคัญ เข้ามาแทน ซึ่งกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง เที่ยวยาว และชอบประสบการณ์แบบพรีเมียม โดย Yango Ads เผยนักเดินทางกลุ่มนี้ใช้โซเชียลแบบเฉพาะ (เช่น Telegram) และแพลตฟอร์มโฆษณาเฉพาะทาง และเป็นโอกาสของธุรกิจท่องเที่ยวไทยควรปรับกลยุทธ์ เน้นแพลตฟอร์ม-ข้อความให้ตรงกับพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย รองรับการฟื้นตลาดจากนักท่องเที่ยวใหม่ที่มีคุณภาพและศักยภาพใช้จ่ายสูง
ศิริราชกาญจนาฯรับอนาคตสังคมสูงวัย-ป่วย NCDsพุ่ง ดึงพลังคอนฯพี่เบิร์ด ระดมทุนสร้างตึกIPD
‘ศิริราช’ ใช้พลัง ‘มิวสิค มาร์เก็ตติง’ ผ่านคอนเสิร์ต ‘BIRD FANFEST 20XX’ รอบการกุศล เครื่องมือระดมทุนสร้างอาคารหอผู้ป่วยในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะ ‘สถาบันการแพทย์ของแผ่นดิน’ ดำเนินการภายใต้พันธกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.ให้การเรียนการสอนเพื่อผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ, 2.การให้บริการทางการแพทย์ที่เป็นเลิศ-ดูแลผู้ป่วยทุกฐานะอย่างเสมอภาคเท่าเทียม 3.สร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการทำวิจัยและสร้างนวัตกรรม และ 4. เพิ่มประสิทธิภาพของระบบการรักษาผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ปัจจุบันมีเครือข่ายให้บริการทางการแพทย์ 5 แห่งประกอบด้วย โรงพยาบาลศิริราช:โรงพยาบาลหลักของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์: วางตำแหน่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก: มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ศูนย์บริการสุขภาพผู้สูงอายุศิริราช-สมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คลินิก ICS หรือ SIRIRAJ H SOLUTIONS ตั้งอยู่ชั้น 5 ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามศูนย์การค้าไอคอนสบาม สำหรับศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 2549 ถือเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างโอกาสเข้าถึงการรักษาให้ประชาชนในพื้นที่รอบนอกกรุงเทพมหานครและ 8 จังหวัดใกล้เคียง คือ สุพรรณบุรี นครปฐม, ราชบุรี, เพชรบุรี, สมุทรสาคร, สมทุรสงคราม, ประจวบคิรีขันธ์ และ กาญจนบุรี ให้ผู้ป่วยได้รับบริการการรักษามาตรฐานเดียวกันกับโรงพยาบาลศิริราช โดยขณะนี้ศิริราช-กาญนา อยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน (IPD) หลังใหม่ และของบประมาณแผ่นดินราว 1,000 ล้านบาท และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสัดส่วน 60% ซึ่งยังมีความต้องการงบประมาณสนับสนุนอีกราว 200-300 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้2 ส่วนหลัก คือ ขยายเตียงผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก 200 เตียงจากปัจจุบันให้บริการราว 200 เตียง รวมเป็น 400 เตียง งานบริการในด้านอื่นๆให้ครอบคลุมการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยทุติยภูมิ (Secondary Care) ในโรคที่ซับซ้อนและต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สูงขึ้น เช่น มะเร็ง, โรคหัวใจ, เทคโนโลยีส่องกล้องทางเดินอาหาร เป็นต้น “งานบริการทางการแพทย์ดังกล่าวของศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ยังเพื่อแบ่งเบางานสาธารณสุขจังหวัดเขต5 รวมถึงดูแลผู้ป่วยเคสส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศิริราชที่ปัจจุบันมีจำนวนคนไข้จากทั่วประเทศเข้ามาใช้บริการหนาแน่นในทุกวัน” ศ.นพ.อภิชาติ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก จำเป็นต้องขยายโครงสร้างพื้นฐานทั้งอาคาร/อุปกรณ์งานบริการทางการแพทย์เพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวนดังกล่าว และจะมีแนวโน้มขยายตัวสูงในอนาคต จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัวในอนาคต และตามมาด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตามมาอีกเช่นกัน” สำหรับอาคารหอผู้ป่วยในหลังใหม่ จะมีความสูงขนาด5 ชั้น สามารถรองรับผู้ป่วยนอก (OPD) โดยวางแผนก่อสร้างแล้วเสร็จภายในช่วงปี 2570-2572 พลังแห่งคอนพี่เบิร์ด ระดมทุนสร้างตึกใหม่ ด้าน รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตจะมีผู้ป่วยในเขตกรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงเข้ามารับบริการอีกเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2567 รองรับผู้ป่วยนอกได้เฉลี่ยปีละประมาณ 670,000 ราย ส่วนในปี 2568 มีจำนวนผู้มาใช้บริการอาจจะถึง 718,800 ราย และผู้ป่วยนอกจะเพิ่มเป็น 756,000 ราย ในปี 2569 “ปัจจุบันโรงพยาบาลมีเตียงเพียง 200 เตียง และอาคารหอผู้ป่วยในหนึ่งหลัง ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับจำนวนผู้ป่วยอีกต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องสร้างอาคารหอผู้ป่วยในเพิ่ม บนพื้นที่จอดรถทางทิศตะวันตกต่อเนื่องกับพื้นที่ของอาคารปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยในจากเดิม 200 เตียง เป็น 400 เตียง” รศ.นพ.ธีระ กล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในเบื้องต้น ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ได้ร่วมกับพันธมิตร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในกิจกรรมคอนเสิร์ต ‘BIRD FANFEST 20XX’ รอบการกุศล : ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในรอบการแสดง 20.00 น. ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 นี้ เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายบัตรรอบดังกล่าว เพื่อระดมทุนสร้างอาคารหอผู้ป่วยใน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก “ศูนย์การแพทย์ฯ ยังต้องใช้งบประมาณอีกราว 270 ล้านบาท เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และจากคอนเสิร์ตฯ ครั้งนี้ คาดจะได้การตอบรับดีจากประชาชนคนไทยและได้รับทุนสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท” รศ.นพ.ธีระ กล่าว เชื่อมความสนุกมาครบทุกเจนฯ โดยคอนเสิร์ต ‘BIRD FANFEST 20XX’ ครั้งนี้ ยังมีความพิเศษด้วยเป็นการรวมกันของ 3 ไอดอลนักร้องหนุ่มซูเปอร์ฮอท จากทุกเจเนอเรชั่น บิวกิ้น – พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล หนุ่ม GEN Z โตมากับเพลงพี่เบิร์ด , โจอี้ ภูวศิษฐ์ หนุ่ม GEN Y โตมาม่วนกับพี่เบิร์ด และ ก้อง สหรัถ หนุ่ม GEN X โตมาด้วยกันกับพี่เบิร์ด มาร่วมสร้างความสนุกสนานและความประทับใจระดับซูเปอร์ FANFEST ให้กับแฟนๆ ในครั้งนี้ ผู้สนใจซื้อบัตรคอนเสิร์ตรอบการกุศลเพื่อนำรายได้สมทบทุนสร้างอาคารหอผู้ป่วยใน ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก บัตรราคา 10,000 / 9,500 / 9,000 / 8,500 / 7,000 / 6,000 / 4,500 / 3,500 และ 3,000 บาท (สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามกรมสรรพากรกำหนด) สอบถามข้อมูลจองบัตรคอนเสิร์ตได้ที่งานสื่อสารองค์กร โทร.063-195-4174, 064-931-7415 หรือ LINE OA : @sigj.event ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป และนอกจากนี้ บัตรรอบการกุศล บัตรราคา 3,500 / 3,000 บาท (สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ตามกรมสรรพากรกำหนด) จะมีจำหน่ายในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ทาง COUNTER SERVICE ALL TICKET ในร้าน 7-ELEVEN ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ www.allticket.com สำหรับการแสดงรอบบุคคลทั่วไปในวันเสาร์ที่ 22 และวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568 เปิดจำหน่ายบัตรพร้อมกัน ในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. ทาง COUNTER SERVICE ALL TICKET ในร้าน 7-ELEVEN ทุกสาขาทั่วประเทศ และที่ www.allticket.com Alternate-X สรุปให้ ศิริราชใช้พลัง “คอนเสิร์ตพี่เบิร์ด” พร้อมจัดรอบพิเศษการกุศล “BIRD FANFEST 20XX” วันที่ 21 พ.ย. 2568 พร้อมรวม 3 ไอดอลจาก 3 เจเนอเรชัน ร่วมขึ้นเวทีเพื่อภารกิจแห่งน้ำใจ ระดมทุนสร้างอาคารผู้ป่วยใน (IPD) ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อรองรับผู้ป่วยเพิ่มเป็น 400 เตียง คาดระดมทุนได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท
ไปลองกันไหม?!? KAYAKI ปิ้งย่างแนวใหม่ ‘เนื้อปลา’ พรีเมียมเจ้าแรกในไทย
3 ทายาทตระกูล ‘กอบกุลสุวรรณ’ ไปต่อไม่พักธุรกิจใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่น KAYAKI มาพร้อมแนวคิด ‘YAKIZAKANA’ แลนดิงสาขาแรกในไทย โครงการ Yard 49 ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศยังมีแนวโน้มขยายการเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องข้อมูล องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ ‘เจโทร’ กรุงเทพฯ ระบุจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมีทั้งหมด 5,916 ร้าน เพิ่มขึ้น 165 ร้าน มีอัตราเพิ่มขึ้น 2.9% เทียบกับปีก่อนหน้า แน่นอนว่า ตัวเลขการเติบโตแบบนี้ ยังสะท้อนดีมานด์ผู้บริโภคในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเป็นอย่างดี และเป็นโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีความพร้อมเข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์นี้ เช่นเดียวกับ ‘เบ๊นซ์-ปณิธาน, โบ๊ท-ปณิธิ และ คุณเพลน-ปวิตรา 3 พี่น้องทายาทอาณาจักรธุรกิจตระกูลกอบกุลสุวรรณ ที่ดำเนินกิจการหลากหลายอุตสาหกรรมทั้ง ทั้งธุรกิจโรงแรม, ธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายเครื่องจักรอุตสาหกรรม, บริษัท ไทยสากล กรุ๊ป จำกัด, ธุรกิจร้านอาหาร Kay’s Boutique Breakfast ร้านอาหารเช้าที่มีชื่อเสียงจากเมนูอาหารที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ KANORI Hand roll bar ร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทแฮนด์โรลที่เปิดเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ล่าสุด ‘สามพี่น้อง กอบกุลสุวรรณ’ ออกมาย้ำความเป็นเจ้าแรกในไทยอีกครั้ง เปิดตัวร้านอาหารญี่ปุ่นแนวปิ้งย่าง KAYAKI มาพร้อมกับแนวคิด YAKIZAKANA มาเอาใจสายปิ้งย่างระดับพรีเมียมแบบฉบับญี่ปุ่น พร้อมเล่าที่มาของร้าน เกิดจากความชื่นชอบของรับประทานอาหารญี่ปุ่นของครอบครัวที่เมื่อหาเวลาตรงกันได้เมื่อไหร่ก็จะรวมตัวบินไปพักผ่อนญี่ปุ่น เพื่อตระเวนชิมเมนูเด็ดประจำท้องถิ่น และในทุกครั้งที่มีโอกาสไปพักผ่อนในญี่ปุ่น ก็มักได้ทั้งไอเดียและแรงบันดาลในการทำธุรกิจในเครือ บริษัท ไทยสากลฯ ซึ่งล่าสุดได้ร้าน “KAYAKI” เปิดให้บริการเป็นแห่งแรกในไทย ในคอนเซปต์ YAKIZAKANA (YAKI= ย่าง, ZAKANA=ปลา) เพื่อให้ทุกคนร่วมเปิดประสบการณ์ปิ้งย่างเนื้อปลาระดับพรีเมียมแบบญี่ปุ่น มาพร้อมจุดเด่นวัตถุดิบเกรดซาชิมิส่งตรงจากญี่ปุ่น ย่างแบบพิเศษ เสิร์ฟคู่กับข้าวซูชิร้อน ๆ และน้ำจิ้มสูตรเฉพาะที่มาช่วยชูรสปลาแต่ละชนิดให้อร่อยแบบเต็มคำ!ได้กันที่ โครงการ Yard 49 บนทำเลซอยสุขุมวิท 49 ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน นี้ บนทำเลซอยสุขุมวิท 49 โครงการ Yard 49 Alternate-X สรุปให้ ‘KAYAKI’ ร้านปิ้งย่างญี่ปุ่นแนวใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในไทยที่ Yard 49 สุขุมวิท 49 โดย 3 ทายาทตระกูล ‘กอบกุลสุวรรณ’ ชูคอนเซปต์ YAKIZAKANA ปิ้งย่าง “เนื้อปลา” พรีเมียม เสิร์ฟวัตถุดิบเกรดซาชิมินำเข้าจากญี่ปุ่น เสิร์ฟคู่ข้าวซูชิและน้ำจิ้มสูตรเฉพาะ ตอบรับดีมานด์ตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้สายกินแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ
มอนิเตอร์ใกล้ชิด ‘บิ๊กซี’ 20 สาขาในกัมพูชา มี ‘คนไทย’ หนึ่งเดียวคุมเขมร 150 คน
ในงานแถลงข่าวเปิดตัวสาขาใหม่ ‘บิ๊กซี แอท ฟีนิกซ์’ (Big C at Phenix) อย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา ‘คุณโอ๊ะ’ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เล่าถึงธุรกิจห้างซูเปอร์เซ็นเตอร์ ‘บิ๊กซี’ ในกัมพูชา ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 สาขา โดย 19 สาขาเป็นมินิ บิ๊กซี และอีกหนึ่งสาขาเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตตั้งอยู่ที่เมืองปอยเปต และจากสถานการณ์ความตึงหน้าใส่กันระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ตลอดช่วงที่ผ่านมา ‘คุณโอ๊ะ’ บอกว่าทางสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย ต่างเฝ้าติดตามทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด ด้วย ณ ปัจจุบันนี้ บิ๊กซี สาขากัมพูชาในภาพรวมยังดำเนินการไปตามปกติ จะมีปัญหาอยู่บ้างก็เรื่องไฟฟ้าดับในประเทศ แต่ก็แก้ไขได้ด้วยสาขาบิ๊กซี มีเครื่องปั่นไฟไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ คุณโอ๊ะ ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะต้องชะลอแผนขยายสาขาใหม่ในกัมพูชาออกไปก่อนจากสถานการณ์ดังกกล่าว ที่ปัจจุบันวางทำเลในเมืองปอยเปตซึ่งเป็นเมืองที่มีความครบหลายด้านทั้งแหล่งท่องเที่ยว และความบันเทิง ซึ่งหากดูแล้วว่ายังไม่พร้อมก็จะมีการ รีโลเคท หรือปรับย้ายไปยังทำเลอื่นในอนาคต ส่วนพนักงานบิ๊กซีในกัมพูชานั้น ‘คุณโอ๊ะ’ ย้ำว่ายิ่งต้องใส่ใจอย่างใกล้ชิด ที่ในตอนนี้มีพนักงานคนไทยเพียงหนึ่งเดียวที่รับตำแหน่ง ‘Head’ ดูแลสาขาทั้งหมดและพนักงานชาวกัมพูชาที่ทำงานร่วมกับบิ๊กซีที่มีถึง 150 คนเลยทีเดียว
แผน ‘บิ๊กซี’ ครึ่งหลังปี68 บาลานซ์กำลังซื้อค้าปลีก เปิด 4 สาขาใหม่-โฟกัสสาขาท่องเที่ยว
นายหญิงบิ๊กซีฯ ปรับแผนดึงกำลังซื้อนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มทดแทนยอดจับจ่ายในประเทศชะลอจากเศรษฐกิจหงอย แต่ปีนี้ยังไหวเปิดอีก 7 สาขาใหม่ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่าในปี 2568 บริษัทฯ วางแผนขยายสาขาบิ๊กซี จำนวน 7 สาขาใหม่ โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเปิดแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ บิ๊กซี สาขาสวนนงนุช จังหวัดชลบุรี , บิ๊กซี สาขาหัวหินมาร์เช่ ในโครงการศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ ล่าสุดสาขาใหม่ ‘บิ๊กซี แอท ฟีนิกซ์’ (Big C at Phenix) ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา พร้อมวางแผนทยอยเปิดอีก 4 สาขาใหม่ ได้แก่ 1.บิ๊กซี สาขาเพชรไพบูลย์ จังหวัดเพชรบุรี 2.บิ๊กซี สาขา จตุจักร กรุงเทพฯ เป็นโครงการขนาด 2 คูหาตั้งอยู่ในโครงการตลาดนัดสวนจตุจักร 3.บิ๊กซี สาขาบางนาเพลส 4. บิ๊กซี สาขาเยาวราช โดยจะเปิดตัวพร้อมกับโครงการ ‘เวิ้งนครเกษม เยาวราช’ ภายใต้การพัฒนาของบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัทในเครือกลุ่มทีซีซี เช่นกันกับบิ๊กซี นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนทยอยปรับโฉมใหม่ บิ๊กซี สาขาท่องเที่ยว (Tourist Mall) จำนวน 10 สาขาใหม่ในทำเลต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ สาขาหัวหมาก, สาขารัชดาภิเษก, สาขาหาดกมลา จังหวัดภูเก็ต, สาขาเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นต้น จากปัจจุบันมี บิ๊กซีสาขาท่องเที่ยวรวมกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ และมีสาขาทั้งหมดในปัจจุบัน 205 แห่ง “แต่ละสาขาจะใช้งบลงทุนในการปรับปรุงที่แตกต่างกันทั้งคอนเซปต์หรือไซส์ โดยทั่วไปจะอยู่ที่ราว 220 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งจำนวน7 สาขาใหม่ในปีนี้ถือว่ามากกว่าในปีที่ผ่านมาเปิดราว 3-4 สาขาใหม่” ฐาปนีย์ กล่าวพร้อมเสริมว่า สำหรับแผนขยายสาขาเพิ่มพร้อมปรับโฉมใหม่ในสาขาท่องเที่ยวของบิ๊กซี ส่วนหนึ่งยังเป็นแผนการบริหารกำลังซื้อและการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 นี้ เพื่อให้มีความสมดุลกับกำลังซื้อของในประเทศไทย ที่มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย นับจากต้นปีที่ผ่านมา เช่นกัน ขณะที่ นักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มีจำนวนลดลง และเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าหายไปราว 10-20% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนซึ่งเป็นเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมักมีความคึกคัก อย่างไรก็ตามในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา เริ่มมีบรรยากาศการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เวียดนาม และเมียนมา) รวมถึงกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ที่เริ่มกลับคืนมา (YoY) แล้วเช่นกัน ฐาปนีย์ กล่าวเสริมถึง‘บิ๊กซี แอท ฟีนิกซ์’ (Big C at Phenix) เป็นฟอร์แมทไฮเปอร์มาร์เก็ต ขนาดพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ของ โครงการฟีนิกซ์ ซึ่งป็นโกลบอล ฟู้ด ฮับ มีจุดแข็งทำเลศักยภาพใจกลางกรุงเทพฯ บริเวณประตูน้ำ ด้วยเป็นย่านทั้งที่พักอาศัย โรงแรม และคอนโดมิเนียม มีแหล่งท่องเที่ยวและการคมนาคมสะดวกใกล้รถไฟฟ้า BTS และ Airport Rail Link โดยสาขาฯ ดังกล่าวยังเหมือนยก บิ๊กซี สาขาราชดำริ ซึ่งเป็นสาขายอดนิยมอันดับ 1 ของลูกค้าต่างชาติ มาไว้ที่โครงการฟีนิกซ์ เพื่อรองรับความต้องการการช้อปปิ้งของกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยว ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าวในปีนี้บริษัทฯ คาดว่าจะผลักดันให้ธุรกิจมีอัตราการเติบโตหนึ่งหลัก (Single Digit) Alternate-X สรุปให้ บิ๊กซี’ ปรับแผนสู้เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2568 ทั้งปีเปิด 7 สาขาใหม่ เน้นทำเลท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ–ภูเก็ต–พัทยา โฟกัสนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่ม CLMV-ตะวันออกกลาง หลังจีนชะลอ ทยอยรีโนเวต 10 สาขาท่องเที่ยว ใช้งบเฉลี่ย 220 ล้านบาท/สาขา ตั้งเป้าโตเลขหลักเดียว (Single Digit) ทั้งปี
ย้อนเส้นทาง 8 ปี คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ฯ สู่รางวัล CSR องค์กรไทยในเวทีโลก
คิง เพาเวอร์ องค์กรธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว ‘ดิวตี้ฟรี’ รายใหญ่ของไทย ที่ดำเนินกิจการร่วม 36 ปี แม้ว่าในขณะนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงใหม่กับ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด หรือ AOT เพื่อจัดการภาระค่าเช่าและแบ่งรายได้ร่วมกันเพื่อให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม หากตัดภาพไปยังการนำองค์กรเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ (CSR) ซึ่ง ‘คิงเพาวเวอร์’ ได้ให้ความสำคัญด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการกิจกรรมเพื่อสังคม ‘คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย’ ด้วยแนวคิดหลัก ‘เชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย’ พร้อมหาจุดเชื่อมพลังของคนไทย ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในด้านต่างๆ ที่สุดท้ายยังนำไปสู่การขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน ที่ได้ดำเนินโครงการฯ มาตลอด 7 ปีและเข้าสู่ปีที่ 8 ในปัจจุบัน จากการดำเนินโครงการกิจกรรมเพื่อสังคม ‘คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย’ ดังกล่าว ในปี 2568 นี้ คิงเพาเวอร์ ยังได้รับรางวัลทรงเกียรติระดับโลก ‘3G Championship Award in CSR 2025’ ต่อเนื่องปีที่ 4 จากงาน GLOBAL GOOD GOVERNANCE (3G) AWARDS 2025 ณ ประเทศบรูไน อีกครั้ง โดยรางวัลฯ ดังกล่าว ยังเป็นการยืนยัน ความเป็นเลิศในการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาล ความยั่งยืน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องกับเป้าหมายโครงการฯ ที่วางไว้ ทั้งนี้ หากย้อนความสำเร็จโครงการฯ ดังกล่าวที่ ‘คิง เพาเวอร์’ ได้รับรางวัลนี้เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องและการดำเนินงานที่แท้จริงด้าน CSR ที่เป็นส่วนหนึ่งของ DNA องค์กรที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยโครงการฯ นี้ มุ่งส่งเสริมและพัฒนาความสามารถของคนไทยอย่างครอบคลุมผ่าน 3 ด้านหลัก ได้แก่ แรร์ไอเทม ‘ลูกฟุตบอลคิงเพาเวอร์’ ด้านกีฬา : โครงการล้านลูก ล้านพลัง สร้างฝันเด็กไทย ส่งมอบลูกฟุตบอลคุณภาพมาตรฐานจำนวน 1 ล้านลูกให้กับเยาวชนไทย สำหรับฝึกพัฒนาทักษะกีฬา และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ปัจจุบันได้แจกไปแล้ว980,000 ลูก และอาจเรียกได้ว่าเป็นลูกฟุตบอลหายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการในสนามฟุตบอลในพื้นที่ชุมชนห่างไกลอีกด้วย โครงการ 100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย จัดสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมตาฐานสากลขนาด 7 คนเล่น ส่งมอบให้กับโรงเรียนและชุมชนจำนวน 100 แห่งครอบคลุมทุกภูมิภาค ปัจจุบันได้ส่งมอบไปแล้วจำนวน 97 แห่ง ดึงพลังคนรุ่นใหม่ ผ่านดนตรี ด้านดนตรี : โครงการประกวดแข่งขันดนตรีสากลคุณภาพระดับประเทศ The Power Band สนับสนุนเยาวชนและประชาชนทั่วไปที่รักในเสียงดนตรีได้มีเวทีให้การแสดงศักยภาพและเปิดโอกาสให้นักดนตรี มีพื้นที่ในการแสดงพลังแห่งความเป็นไปได้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ สานฝันสู่การเป็นศิลปินอาชีพ ปัจจุบันกำลังจัดการประกวดแข่งขันดนตรี THE POWER BAND 2025 SEASON 5 การประกวดวงดนตรีสากลประจำปี 2568 ภายใต้คอนเซปต์ “MUSIC CREATES MORE POSSIBILITIES พลังดนตรี เป็นไปได้ ไม่สิ้นสุด” โดย คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ร่วมกับวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลและร่วมกับพันธมิตรค่ายเพลงชั้นนำของไทย ได้แก่ Muzik Move, Smallroom, LOVEiS Entertainment, What The Duck, Warner Music Thailand, และ XOXO Entertainment. นอกจากนี้ ยังมี Singha Corporation, T-POP STAGE, The Guitar Mag, และ Yamaha Music Thailand เป็นพันธมิตรอีกด้วย ปัจจุบันมีผู้สนใจเช้าร่วมประกวดทั้ง 5 Seson รวมมากกว่า 5000 คน ปัจจุบันนักดนตรีที่เข้าประกวดสามารถก้าวไปสู่การเป็นศิลปิน จำนวน 2 วง ได้แก่วง PINGPING PANPAN (ปิ๊งปิ๊ง-ปันปัน) และ KRYPTONYTE พาสินค้าชุมชนสู่สากล ด้านชุมชน: สนับสนุนภูมิปัญญาของคนไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลก โดยร่วมกับชุมชนต่างๆ ครอบคลุมทุกภูมิภาคประเทศไทย ผลิตคอลเลกชันของที่ระลึกสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อนำไปจำหน่ายที่ประเทศอังกฤษ สร้างการรับรู้ถึงวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทย ปัจจุบันได้ร่วมกับชุมชนต่างๆ ผลิตสินค้ามาแล้วจำนวน 7 คอลเลคชัน นอกจากนี้ในยามที่เกิดภัยพิบัติต่างๆ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ ยังได้จัดส่งกระเป๋ายังชีพไปส่งมอบให้กับผู้ประสบภัยฯ ไปแล้วกว่า 7000 ครอบครัว จากโครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมานั้น แสดงให้เห็นถึงปรัชญาการดำเนินงานที่ทำให้ คิง เพาเวอร์ พร้อมลงทุนเพื่ออนาคตของสังคมไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ ‘CSR’ ด้วยสุดท้ายยังส่งผลให้บริษัทฯ เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกัน Alternate-X สรุปให้ คิง เพาเวอร์ เดินหน้ากิจกรรม CSR ผ่านโครงการ “คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย” ต่อเนื่อง 8 ปี ส่งมอบลูกฟุตบอลกว่า 980,000 ลูก สร้างสนามฟุตบอล 97 แห่งทั่วไทย พร้อมจัดเวทีประกวดดนตรี The Power Band ผลักดันเยาวชนสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ และยังสนับสนุนสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดต่างประเทศผ่านของที่ระลึกสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ที่นำไปสู่การได้รับรางวัล CSR ระดับโลก 4 ปีซ้อน ตอกย้ำความยั่งยืนและธรรมาภิบาลองค์กรไทย
ทำได้จริง ‘ห้องเรียนสีเขียว’ เปลี่ยนขยะพิษเป็นสื่อเรียนรู้ จากโครงการเก่าแลกใหม่’เพาเวอร์บาย’
เรียกว่าทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่3 แล้วสำหรับโครงการ ‘เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ของเพาเวอร์บาย กับมิสชันนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ สู่โฉมใหม่ ‘ห้องเรียนสีเขียว’ เพิ่มโอกาสการศึกษาอย่างยั่งยืน พัชราภรณ์ วรยิ่งยง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า ‘เพาเวอร์บาย’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่าเนื่องในเดือนแห่งสิ่งแวดล้อมโลก มิถุนายน ของทุกปี ‘เพาเวอร์บาย’ ได้มีส่วนร่วมต่อยอดโครงการ ‘เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด Circular Economy ด้วยการเปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็นสื่อการเรียนรู้ โดยโครงการฯ ในปีนี้ ได้ส่งมอบให้แก่มูลนิธิพระดาบส และโรงเรียนพระดาบส เพื่อใช้ในการพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในพันธกิจองค์กรต่อการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในระยะยาว “เพาเวอร์บายมุ่งยกระดับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ทั้ง สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมร่วมมือจากทุกภาคส่วน ถือเป็นหัวใจการขับเคลื่อนสังคมให้เติบโตอย่างสมดุล” พัชราภรณ์ วรยิ่งยง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด สำหรับโครงการ ‘เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเพาเวอร์บาย และแบรนด์พันธมิตร เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมง่ายๆ ผ่านการบริจาคเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า พร้อมรับสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าใหม่ โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมของลูกค้าที่หันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและการบริโภคอย่างมีจิตสำนึก โดยเพาเวอร์บายมุ่งเน้นให้โครงการเกิดคุณค่าใน 2 แกนหลัก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม – ส่งเสริมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้อง ลดปริมาณของเสียที่ยากต่อการย่อยสลาย พร้อมนำเข้าสู่กระบวนการใช้ซ้ำ (Reuse) หรือรีไซเคิล (Recycle) อย่างมีประสิทธิภาพ สังคมและการศึกษา – เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ผ่านการคัดแยกจะถูกส่งต่อให้มูลนิธิพระดาบส นำไปใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนรู้ในการฝึกอบรมด้านช่างไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เปิดโอกาสให้เยาวชน และผู้เรียนได้พัฒนาทักษะที่สามารถต่อยอดสู่อาชีพในอนาคตอย่างมั่นคง “จากเจตนารมณ์ การเป็นพลังเล็กๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่ ทำให้เพาเวอร์บายยังคงเดินหน้าสื่อสาร สร้างความตระหนักรู้ และขยายผลโครงการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อให้โครงการนี้เป็นต้นแบบของการเชื่อมโยงระหว่าง เทคโนโลยี คน และสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกและชีวิตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืนต่อไป” พัชราภรณ์ กล่าว Alternate-X สรุปให้ เพาเวอร์บายเดินหน้าโครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ปีที่ 3 เปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อการเรียนรู้ใน “ห้องเรียนสีเขียว” สนับสนุนโรงเรียนพระดาบส พัฒนาทักษะอาชีพเยาวชน พร้อมตอบโจทย์แนวคิด Circular Economy ลดของเสีย สร้างประโยชน์ ร่วมยกระดับ ESG ด้วยความร่วมมือภาคธุรกิจและผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
เจาะเทรนด์อีคอมเมิร์ซ ‘AI’ ผู้ช่วยหลักธุรกิจอนาคต ‘เอสเอ็มอี’ รุ่นใหม่ต้องรู้ทันแพลตฟอร์ม
สถานการณ์ ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ในปี 2568 คาดมีมูลค่า 1.07 ล้านล้านบาท เติบโต 7% จากในปี 2566 อยู่ที่ราว 1 ล้านล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อนหน้า จากตัวเลขอัตราการเติบโตดังกล่าว สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของตลาดที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ที่ยอมเปย์ให้กับช่องทางการซื้อขายใกล้ตัวที่อยู่บนฝ่ามือ เพียงแค่เลื่อนปัดผ่านจอแก็ดเจ็ตต่างๆ ก็สามารถสร้างธุรกรรมออนไลน์ให้เสร็จสิ้นได้เพียงช่วงไม่กี่นาที เท่านั้น จากความง่ายและสะดวกพร้อมกับสินค้าหลากหลายบนโลกออนไลน์ กลายเป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้ตลาดอีคอมเมิร์ซ ส่อแววแข่งขันกันอย่างสนุกสนานผสมความดุเดือดทั้งจากผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไปจนถึงเจ้าของสินค้า แบรนด์ พ่อค้า/แม่ค้า ออนไลน์ เช่นกัน เพื่อรองรับตลาดอีคอมเมิร์ซในปอีก 5 ปีข้างหน้า หรือราวปี 2573 จะมีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท แนวโน้มดังกล่าว ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลก ร่วมกับลาซาด้า แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลก จัดสัมมนา ‘Future Trends in E-commerce: Driving Growth with AI on E-commerce’ รวมพลังผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการดิจิทัลโซลูชันสำหรับธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอีคอมเมิร์ซและบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคต สยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึง เทคโนโลยี โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้าน AI จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซในปัจจุบัน “ความร่วมมือกับลาซาด้าในครั้งนี้เป็นการเชื่อมต่อนวัตกรรมด้านอีคอมเมิร์ซกับโซลูชันทางการเงินของธนาคาร เพื่อสนับสนุตบลานผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้เติบโตและแข่งขันได้อย่างทันท่วงที” สยุมรัตน์ กล่าว สำหรับไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การแบ่งปันความรู้ด้านกลยุทธ์การใช้ AI ในการทำตลาดดิจิทัล เจาะลึกเทรนด์การค้าบนโลกออนไลน์ และเทคนิคการเพิ่มยอดขายบนแพลตฟอร์มลาซาด้า โดยในงานนี้ ลาซาด้า ยังได้แนะนำฟีเจอร์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ขายเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการขาย ปรับปรุงการให้บริการลูกค้าแบบเฉพาะบุคคล และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี อย่างมีประสิทธิภาพ จากพันธมิตรของ UOB BizSmart บริการดิจิทัลโซลูชันที่ช่วยเอสเอ็มอีบริหารจัดการธุรกิจ ได้แก่ PEAK โซลูชันระบบจัดการบัญชี และ ZORT ระบบจัดการคำสั่งซื้อและสต็อกสินค้า นอกจากนี้ ยังมีการแชร์เคล็ดลับความสำเร็จจากแบรนด์ไทยชั้นนำอย่าง AIMER แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น และ INGU Skin แบรนด์สกินแคร์ที่โดดเด่นด้วยสารสกัดจากธรรมชาติคุณภาพสูง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการในการสร้างธุรกิจให้เติบโตในโลกออนไลน์ งานสัมมนาครั้งนี้ตอกย้ำพันธกิจของธนาคารยูโอบี และลาซาด้า ในการส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยให้มีความรู้ เครื่องมือ และโซลูชันทางการเงินที่จำเป็นต่อการเติบโตบนช่องทางอีคอมเมิร์ซ และสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว Alternate-X สรุปให้ ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยปี 2568 คาดแตะ 1.07 ล้านล้านบาท โต 7% จากปีก่อน โดยแนวโน้มการเติบโตสอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมช้อปผ่านมือถือ ด้านยูโอบีจับมือลาซาด้าจัดสัมมนา “Future Trends in E-commerce” ชูบทบาท AI ขับเคลื่อนธุรกิจ พร้อมแนะนำฟีเจอร์ AI ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพผู้ขายและประสบการณ์ลูกค้า ส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยด้วยโซลูชันการเงิน-ดิจิทัล พร้อมแรงบันดาลใจจากแบรนด์ไทยดัง
ชวนเที่ยวฝั่งกรุงธนบุรีใต้ เดอะมอลล์ฯบางแค จัดของดี 7เขตมัดรวมไว้หนุนเศรษฐกิจชุมชน
เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ศูนย์การค้าที่เติบโตมาพร้อมกับชาวฝั่งธนบุรี มาแล้วหลายเจนฯ จนรู้จักทั้ง 7 เขตมีของดี OTOP พร้อมมัดรวมไว้ในงาน ‘มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 18’ ที่ไม่ควรพลาด!! เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร จับมือ 7 เขตกลุ่มกรุงธนใต้ จัดงาน ‘มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 18’ พร้อมอัตลักษณ์ชุมชนและของดีสินค้าหัตถศิลป์ OTOP ระดับ 5 ดาว รวมกว่า 58 ร้านค้า ที่ขึ้นชื่อทั้ง 7 เขตกลุ่มกรุงธนใต้ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของศิลปวัฒนธรรมวิถีชุมชนเมืองเก่า สู่แรงบันดาลใจสร้างสรรค์ สินค้า ศิลปะ และหัตถกรรมท้องถิ่น ตอกย้ำอัตลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละเขตผ่านนิทรรศการ “บางกอกครีเอชั่น” รวมถึงร่วมสัมผัสเสน่ห์ของดี 7 เขตกรุงธนใต้ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบัน อัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าของดี ของเด่น ของกลุ่มเขตกรุงธนใต้ อาทิ เขตบางขุนเทียน : หรือ ย่านมอญบางกระดี่ ชาวมอญดำเนินวิถีชีวิตด้วยการถือศีล ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ทุกวันพระชาวมอญจะ ‘ทำบุญตักบาตร ถือศีล กินแกงรวม’ นำเสนอผลงานหัตถกรรมผ่านเครื่องเงินแท้ คุณภาพมาตรฐาน สลักลวดลายงดงาม เขตราษฎร์บูรณะ : ชุมชนตลาดเสือรอดวัดสารอด โดยวัดเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านนำของดีภายในชุมชนมาแลกเปลี่ยนจับจ่ายใช้สอย ในทุกๆวันสำคัญและเทศกาล ของดีย่านราษฎร์บูรณะจึงเป็นงานประติมากรรม ‘พระพิฆเนศ’ และ ‘พญานาค’ เพิ่มความเชื่อเรื่องการเริ่มต้นทำธุรกิจ ให้ประสบผลสำเร็จ เขตทุ่งครุ : วิถีพหุวัฒนธรรม ชีวิตริมคลองย่าน ‘บางมด’ ที่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ผูกพันกับวิถีชีวิตทางน้ำ มีสวนมะพร้าวและสวนส้มบางมดอันโด่งดังกว่า 100 ปี โดดเด่นเรื่องเครื่องรางปลามังกร เสริมความเป็นสิริมงคล มอบโชคลาภและเงินทอง เขตบางแค: วิถีชีวิตตลาดน้ำเก่าแก่กว่า 60 ปี ศูนย์รวมตลาดสดแหล่งขายส่งวัตถุดิบ อาหารอร่อยหลากหลาย รวบรวมของที่ระลึกจากงานประดิษฐ์ งานฝีมือต่างๆของคนในชุมชน เขตภาษีเจริญ : อีกหนึ่งย่านชุมชนเก่าแก่ริมคลอง โดดเด่นด้วยบ้านไม้ชายคลองของ “ป้าศรี แม่ค้าเรือแร่-ขายของ ประจำคลอง” ศูนย์รวมชุมชนที่มีมาเนินนานกว่า 60 ปี จนกลายเป็นวิถีชีวิต ของชาวภาษีเจริญและเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของชุมชน ผลิตสินค้าแฮนด์เมด สินค้าส่งออก ที่มีสีสันสวยงาม เขตบางบอน : หลวงพ่อเกสร วัดบางบอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชุมชนอายุกว่า 100 ปี สินค้าในชุมชน ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาของ บ้านโอ่งแดง จากภูมิปัญญาชาวบ้าน เขตหนองแขม : วิถีชุมชนคนออร์แกนิค สู่ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร สร้างรายได้เสริมและพัฒนาช่วยเหลือชุมชนด้วยการปลูกผักออร์แกนิค การชงกาแฟ และการเพาะเห็ดนางฟ้า เป็นต้นพร้อมสืบสานความเป็นไทย กับเครื่องดนตรีไทย ที่ทำมาจากไม้มะริด ไม้ป่าเศรษฐกิจของไทย ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ยังจัดให้มีกิจกรรมเชียร์ การประกวด Cover Dance ชิงเงินรางวัล รวมกว่า 30,000 บาท และวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 เวลา 13.00 น. รับชมชมการประกวดร้องเพลงลูกกรุง ชิงเงินรางวัล 15,000 บาท สำหรับสายชิลล์มองหาแหล่งเที่ยวฮีลใจย่านฝั่งกรุงธนบุรีใต้ ที่รวม 7 เขตไว้ใน ในงาน ‘มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 18’ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 25 มิถุนายน 2568 ที่ เอ็ม แกรนด์ ฮอลล์ และ เอ็มแฟชั่น ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค Alternate-X สรุปให้ งาน ‘มหกรรมของดีกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ครั้งที่ 18’ ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค รวมสินค้าท้องถิ่น OTOP จาก 7 เขตดังของฝั่งธนฯ ใต้ มีไฮไลต์นิทรรศการ ‘บางกอกครีเอชั่น’ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมของแต่ละเขต พร้อมพบกับของดีของเด่น เช่น เครื่องเงินบางกระดี่ ประติมากรรมราษฎร์บูรณะ ส้มบางมด และโอ่งแดงบางบอน มีกิจกรรมการประกวด Cover Dance และร้องเพลงลูกกรุง ลุ้นเงินรางวัล จัดถึง 25 มิ.ย. 2568 ที่ M Grand Hall และ M Fashion Hall ชั้น G เดอะมอลล์ บางแค
‘ฮุนเซน’ รับบทอินฟลูฯท่านหนึ่งแค่ปล่อยภาพห้องพัก ปลุกตลาดเครื่องนอนกว่า 6พันล.บาทไทย
กลายเป็นไวรัลหนักมากในช่วงข้ามคืน หลัง ‘ฮุน เซน’ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กเคยพา ‘แพทองธาร ชินวัตร’‘ นายกฯ ไทยชมห้องพักของ ‘ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์’ อดีตนายกฯไทยในบ้านพักฮุนเซน เมื่อเดือน เม.ย. 68 ทำเอาชาวโซเชียลต่างพูดถึงชุดเครื่องนอนสีชมพู และบรรยากาศห้องพัก ในครั้งนี้ โดย หลังจากภาพชุดดังกล่าวถูกเผยแพร่ตลอดช่วงวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมาถึงในตอนนี้ นอกจากจุดประเด็นให้คอการเมืองเดือดพร้อมถกเถียงกันในวงกว้างถึงสายสัมพันธ์ระดับผู้นำของสองประเทศนี้ ว่ามีความซีมลึกกันในระดับไหน? และหากตัดภาพมาอีกมุมหนึ่งในโลกโซเชียล ที่ ‘ความไวเป็นของปีศาจ’ ยังพบว่าชาวเน็ตโดยเฉพาะเหล่าคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ หลากหลายช่องต่างๆบนแพลตฟอร์ม โซเชียล มีเดีย ต่างหยิบภาพการพาทัวร์ชมห้องนอนที่มาพร้อมความสะดุดตาชุดเครื่องที่นอนสีชมพูแสนหวาน กระทั่งนำไปสู่การสืบค้นเพื่อตามหาสินค้าชุดเครื่องนอนสีชมพู ในบ้าน ‘ฮุน เซน’ จนเจอสินค้าที่มีลักษณะรายละเอียดกับชุดที่นอนในภาพไวรัลชิ้นนั้น และพบว่าสินค้านี้มีขายบนแอปฯ ชั้นนำในราคาราวๆ 1,015 บาท ที่สำคัญ ‘ผู้ขาย’ ยังเข้าไปจัดโปรโมชั่นผ่อนสบายให้ ‘เดือนละ 203 บาท นาน 5 เดือน’ อีกด้วย ตามที่สื่อหลายสำนักในได้นำเสนอในเวลานี้ สำหรับชุดเครื่องนอนที่มีลักษณะคล้ายคลึงมากที่สุดกับภาพชุดห้องพักที่ฮุนเซฯปล่อยออกมา ในตอนนี้มีแบรนด์ STEVENS ชุดเครื่องนอนดีไซน์ LABELLA รุ่น COTTON FRESH SATEEN มาพร้อมผ้าปูที่นอนรัดมุม 4 มุม ใช้ผ้าหน้ากว้าง ไม่มีรอยต่อ โดยในชุด 6 ฟุต มีผ้านวม, ปลอกหมอนหนุน 2 ใบ, ปลอกหมอนข้าง 2 ใบ, ผ้าปูที่นอน 1 ผืน และ ผ้านวม 100×90 นิ้ว 1 ผืน และ ในชุด 5 ฟุต มีผ้านวม,ปลอกหมอนหนุน 2 ใบ, ปลอกหมอนข้าง 2 ใบ, ผ้าปูที่นอน 1 ผืน / ผ้านวม 86×90 นิ้ว 1 ผืน ตลาดที่นอนขยายตามอสังหาฯ จากกระแสไวรัล ในครั้งนี้ น่าจะปลุกให้ตลาดเครื่องนอนในไทย กลับมามีสีสัน(ชมพู) สดใสขึ้นมาได้ในช่วงสั้นตอนนี้ จากปัจจุบันตลาดที่นอนในประเทศไทยมีการเติบโตประมาณ 5-7% ต่อปี ขณะที่ การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัว โดย 70-80% ของการซื้อที่นอนเป็นการซื้อสำหรับบ้านใหม่ และ 20-30% เป็นการซื้อเพื่อเปลี่ยนที่นอนเดิม สำหรับตลาดที่นอนในประเทศไทย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีมูลค่าประมาณ 5,863 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ย 4.3% ต่อปี ระหว่างปี 2566-2570 ปี 2563 มูลค่าตลาดที่นอนและเครื่องนอนอยู่ที่ 5,253 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ที่มีมูลค่า 5,165 ล้านบาท ปี 2564: ตลาดเติบโตขึ้นเป็น 5,321 ล้านบาท ปี 2565: มูลค่าตลาดลดลงเล็กน้อยเหลือ 5,310 ล้านบาท ปี 2566: ตลาดเติบโตขึ้นเป็น 5,863 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่าตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 6,096 ล้านบาท สอดคล้อง การวิจัยตลาดของ SPER คาดว่าตลาดที่นอนในประเทศไทยจะมีมูลค่าถึง 81.07 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2575 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ที่ 8.14% นอกจากนี้ ตลาดที่นอนยังเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Sleep Economy’ ซึ่งเป็นตลาดที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับทั้งหมด และมีมูลค่าสูงถึง 512.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลกเลยทีเดียว Alternate-X สรุปให้ ภาพชุดเครื่องนอนสีชมพูในบ้านพักฮุน เซน ที่อดีตนายกฯ กัมพูชาโพสต์กลายเป็นไวรัลหนักในโซเชียล ชาวเน็ตตามหาที่นอนรุ่นเดียวกันในแอปฯ ชั้นนำ พบราคา 1,015 บาทพร้อมโปรผ่อนชำระ ตลาดที่นอนไทยเติบโต 5-7% ต่อปี ขับเคลื่อนโดยอสังหาริมทรัพย์ มูลค่าปี 2566 อยู่ที่ 5,863 ล้านบาท คาดโตเฉลี่ย 4.3% ถึงปี 2570 และตลาด Sleep Economy โลกมีมูลค่ากว่า 512.8 พันล้านดอลลาร์
[PR News] ‘เอ็ม ดิสทริค’ มหกรรมเซลล์ ระดับชาติ ปักหมุดกรุงเทพฯ ปลายทางช้อปกลางปี
เอ็ม ดิสทริค จับมือพันธมิตรธุรกิจชวนช้อปสุดคุ้ม รับกลางปี ในแคมเปญ BANGKOK NO.1 SHOPPING FESTIVAL 2025 เอ็ม ดิสทริค (เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์) จับมือบัตรเครดิตยูโอบี บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa, Royal Caribbean Cruise และ C-space รวมกับ 5 ศูนย์การค้าระดับแนวหน้าของเมืองไทย จัดมหกรรมเซลล์ระดับชาติใหญ่ที่สุดกลางปี BANGKOK NO.1 SHOPPING FESTIVAL 2025 ปักหมุดเป็นดิสทิเนชั่นช้อปปิ้งสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร ดึงดูดนักช้อปและนักท่องเที่ยวชาวไทยจากทั่วโลก มอบประสบการณ์ช้อปสุดเอกซ์คลูซีพ พร้อมนำ 4 ศิลปินวัยรุ่นสุดฮอตจากซีรีย์ Gel Boys ร่วมโปรโมทแคมเปญ โดยแคมเปญจัดขึ้น ตั้งแต่วันนี้ – 28 กรกฎาคม 2568 ที่ เอ็ม ดิสทริค สำหรับแคมเปญ Bangkok No.1 Shopping Festival 2025 ในส่วนของเอ็ม ดิสทริค พร้อมสร้างความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจกลางปี โดยเอ็ม ดิสทริค ทั้ง 3 ศูนย์การค้า ได้แก่ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มสเฟียร์ โดยจับมือบัตรเครดิตยูโอบี, บัตรเครดิต Bangkok Bank M Visa, Royal Caribbean Cruise และ C-space มอบความพิเศษตลอด 2 เดือน โดยเมื่อช้อปปิ้งร้านค้าชั้นนำในศูนย์การค้า ลูกค้าบัตรเครดิตบัตรเครดิต UOB รับคืนสูงสุด14,600 บาท ในวันที่ 30 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 และบัตรเครดิต Bangkok bank M Visa รับคืนสูงสุด 15,000 บาทในวันที่ 1-28 กรกฎาคม 2568 และมอบความคุ้มค่าทุกการช้อปปิ้งสำหรับสมาชิก M Card ช้อปในศูนย์การค้าทุกๆวันอาทิตย์ครบ 6,000 บาท สามารถนำคะแนน M Point 6,000 คะแนน แลกรับคูปองเงินสด 1,500 บาท และเมื่อรับประทานอาหารใน EM DINING ทั้ง 3 ศูนย์การค้าใช้บัตรเครดิต Bangkok bank M Visa รับคูปองแทนเงินสดสูงสุด 1,600 บาท พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 50 % จากกว่า 30 ร้านอาหารชั้นนำ และรับ PERSONALIZE CASE MOBILE เคสมือถือหนึ่งเดียวตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน มูลค่า 590 บาท เมื่อช้อปปิ้ง/ทานอาหารครบ 3,000 บาท นอกจากนี้สำหรับสุดยอดนักช้อปที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ตลอดแคมเปญรับแพ็จเก็จท่องเที่ยวเรือสำราญระดับโลก Royal Caribbean Cruise 1 รางวัล และร่วมฉลอง Pride Month รวมสนับสนุนความเท่าเทียม และหลากหลาย ด้วยโปรโมชั่นพิเศษ ทุกๆวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ตลอดเดือนมิถุนายนช้อปปิ้งในศูนย์การค้า 25,000 บาท รับคูปองแทนเงินสดมูลค่า 4,000 บาท และเฉพาะวันที่ 6-8 มิถุนายน 2568 ช้อปสินค้าแฟชั่นครบ 30,000 บาท รับคุปองเงินสดสูงสุด 7,000 บาท สำหรับการช้อปปิ้งผ่านบัตรเครดิตใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ช้อปสุดคุ้มกับแคมเปญ BANGKOK NO.1 SHOPPING FESTIVAL 2025 ที่เอ็ม ดิสทริค ตั้งแต่วันนี้ – 28 กรกฎาคม 2568 ที่ ศูนย์การค้า เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และเอ็มสเฟียร์
REVIEW : JUMBO SEAFOOD ไม่ต้องบินไกลไปสาขาต่างประเทศ พบ 7เมนูพรีเมียมเสิร์ฟ ‘ไอคอนสยาม’
เริ่มเลย!! ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าริมน้ำเจ้าพระยาที่ว่าว้าวแล้วยังมีเรื่องชวนว้าวเพิ่ม เมื่อร่วมกับ ‘จัมโบ้ ซีฟู้ด’ ร้านอาหารทะเลชื่อดังจากสิงคโปร์ จัด 7 เมนูใหม่-ไฮไลท์ของในแต่ละสาขาทั่วโลก มาเสิร์ฟให้ที่สาขานี้เท่านั้น จัมโบ้ ซีฟู้ด (JUMBO SEAFOOD) ร้านอาหารทะเลเก่าแก่ชื่อดัง จากประเทศสิงคโปร์ ที่ปัจจุบันมีอายุร่วมเกือบ 40 ปี และมีสาขาทั่วโลกว่า 30 แห่ง และได้มาเปิดสาขาให้บริการในไทยเมื่อ 8 ปีก่อน แห่งแรกที่ศูนย์การค้า ไอคอนสยาม และยังเป็นสาขาเรือธง ก่อนขยายอีกหนึ่งแห่งที่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในเวลาต่อมา ล่าสุด จัมโบ้ ซีฟู้ด นำเมนูเด็ดประจำสาขาร้านในทั่วโลก ‘7 เมนู’ มาให้ชาวไทยและเหล่าสายกินมาร่วมประสบการณ์แห่งความอร่อยระดับพรีเมียม ณ ร้าน JUMBO Seafood ชั้น G โซน Veranda ไอคอนสยาม เท่านั้น ตั้งแต่ 20 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป สำหรับความเลอค่าทางด้านรสชาติของเมนูร้าน จัมโบ้ ซีฟู้ด นั้นต้องยกให้ในเรื่องของวัตถุดิบ ที่เน้นความสดใหม่ พร้อมใช้เทคนิคการปรุงอย่างประณีตด้วยสูตรลับตามแบบฉบับอาหารสิงคโปร์สไตล์จีน เพื่อให้ความเลิศรสในแต่ละเมนูที่ถุกเสิร์ฟมาในจานใหญ่ให้อร่อยอย่างเต็มอิ่ม โดยเมนูต้อนรับประจำฤดูกาลใหม่นี้ มีเมนูไฮไลต์ ที่ alternate-X ขออนุญาตผู้อ่านให้ดาวตามรสนิยมส่วนตัวด้านอาหารของเรา ดังนี้ ‘ซี่โครงหมูมองโกเลีย’ กับคำแรกที่ได้สัมผัสบอกเลยว่าฟินมาก กับรสชาติที่เข้ากันแบบสุดๆของซี่โครงหมูรสเข้มข้น ผัดกับซอสมองโกเลียสูตรพิเศษ เคลือบไข่เค็ม พร้อมโรยอัลมอนด์และหอมใบ Curry Leaves เชื่อว่าน่าจะถูกใจสายคริสปี ที่ชอบเคี้ยวอะไรกรุบๆกรอบๆ จากเนื้ออัลมอนด์และความเค็มแบบนัวๆของไข่เค็ม ให้ความละมุนตุ้นมาก จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ‘เส้นใหญ่กรอบทะเลหยก’ เห็นแล้วใจฟูกับความเส้นใหญ่กรอบๆฟูๆ ที่มาพร้อมน้ำซุปหอยเป่าฮื้อเข้มข้น และซีฟู้ดจัดเต็ม ทั้งกุ้ง ปลาหมึก และหอยเชลล์ เรียกว่าเกินกว่าที่คิดทั้งในรสชาติและเนื้อสัมผัสตั้งแต่คำแรกของเส้นใหญ่กรอบฟูที่เข้ากันได้ดีแบบสุดๆกับความเข้มข้นของซุปหอยเป่าฮื้อ จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ‘ข้าวผัดหอยเป่าฮื้อ’ บอกเลยว่า คือ ข้าวผัดระดับพรีเมียมที่ปรุงรสด้วยซอสหอยเป่าฮื้อ มาพร้อมไก่ กุ้ง และหอยเป่าฮื้อนุ่มละมุน (อีกแล้ว) สายคาร์บน่าจะถูกใจสิ่งนี้ ด้วยเม็ดข้าวถูกผัดเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับเนื้อสัตว์ที่ใส่มา และทอปปิ้งด้วยหอยเป๋าฮื้อ เติมความพรีเมียม ให้รสชาติหนักแน่นและความเข้มข้นของซอสปรุงรส จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ โดยทั้ง ‘สามเมนู’ ข้างต้นดังกล่าวเป็นเมนูเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ JUMBO Seafood ประเทศไทยเท่านั้น ถัดมาเป็นเมนูอาหาร ‘จัมโบ้ ซีฟู้ด’ ที่ได้รับความนิยมในสาขาแต่ละประเทศ พร้อมนำมาเสิร์ฟให้กับลูกค้าคนไทยในฤดูกาลนี้ เช่นกัน เริ่มกันที่ ‘เนื้อวากิวออสเตรเลียผัดซอสน้ำผึ้งพริกไทยดำ’ เมนูพิเศษจาก JUMBO Seafood ประเทศจีน เป็นเนื้อวากิวหั่นเต๋าผัดซอส รสหวาน เผ็ดร้อน เสริมความอร่อยด้วยถั่วลันเตาหวาน เชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งจานโปรดของเหล่า ‘มีท เลิฟเวอร์’ กับอาหารสไตล์สิงคโปร์-จีน ด้วยวัตุถิบและการปรุงรสระดับพรีเมียมทั้งตัวเนื้อออสเตรเลีย ที่ถูกผัดมาแบบอ่อนนุ่มละมุน หอมกลิ่นน้ำผื้งอ่อนๆ ที่ถูกตัดรสชาติด้วยความเผ็ดร้อนนิดๆ ของพริกไทยดำ ที่สุดของความลงตัว!! จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ 2 เมนูจาก จัมโบ้ ซีฟู้ด ประเทศไต้หวัน ‘คอหมูย่างซอสพริกเต้าซี่สูตรพิเศษ’ ที่นำคอหมูนุ่มชุ่มฉ่ำผัดเข้ากับซอสเผ็ดเต้าซี่ เห็ดหอมสด และแตงกวาญี่ปุ่น เสิร์ฟให้ลิ้มรสบนกระทะร้อน เรียกว่ากลมกล่อมที่สุดของรสชาติที่ลงตัวของเมนูจานนี้ จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ‘ไก่สามรส’ อีกเมนูไต้หวันชื่อดัง ที่นำไก่ หน่อไม้จีน และใบโหระพา มาปรุงรสชาติด้วยซีอิ้ว เหล้าจีน และน้ำมันงา อย่างละหนึ่งถ้วย เสิร์ฟในหม้อดินให้ได้ความอร่อยยิ่งขึ้น, เสริมทัพความอร่อยด้วย เมนูจาก JUMBO Seafood ประเทศสิงคโปร์ จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ ‘เส้นหมี่กรอบหอยตลับซอสปู’ เป็นเส้นหมี่ทอดกรอบเสิร์ฟพร้อมซุปข้นจากปูและหอยตลับ รสเข้ม หอมละมุน จานนี้เราให้ ⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️⭐️ นอกจากนี้ จัมโบ้ ซีฟู้ด สาขาไอคอนสยาม ยังมี 10 เมนูติ่มซำแสนอร่อย มาทั้ง จัมโบ้ทังเปา, ฮะเก๋าปลาทอง, เกี๊ยวหูฉลามจักรพรรดิ, ฝั่นโก๋ไส้กุ้งและเห็ดทรัฟเฟิล ฯลฯ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ สั่งติ่มซำครบ 5 เข่งขึ้นไป รับส่วนลดทันที 50% ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 เฉพาะเวลา 11:00 – 16:00 น. จัมโบ้ ซีฟู้ด สาขาไอคอนสยาม พร้อมเชิญทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์อาหารสิงคโปร์จีนระดับพรีเมียม และเมนูเอ็กซคลูซีฟประจำฤดูกาล รวมถึงเมนูพิเศษ จากสาขาในจีนและไต้หวัน ให้รับประทานได้ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568 นี้เป็นต้นไป ณ Jumbo Seafood ไอคอนสยาม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: JUMBO Seafood Bangkok และ Facebook: ICONSIAM
สายบิตคอยน์ ลุ้นQ3 จับตา Altcoin เหรียญทางเลือก แรงหนุนตลาดคริปโทฯ 1.2 แสนดอลลาร์
Bitget ประเมินไตรมาส 3 ราคาบิตคอยน์อยู่ในกรอบ102,000-110,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และยังคงเป้าหมาย 120,000 ดอลลาร์ หากไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มเติมหลังอิสราเองถล่มอิหร่าน ไรอัน ลี (Ryan Lee ) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ Bitget Research ภายใต้ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวถึง ประเด็นที่น่าจับตาของตลาดคริปโทเคอเรนซี (Cryptocurrency) หลังจากนี้ คือการอนุมัติกองทุน ETF ของเหรียญ Altcoin ต่างๆ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จากการประเมินของBloomberg โดยเฉพาะเหรียญมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่อย่าง Solana และ XRP ซึ่งจะทำให้ตลาดคริปโทในภาพรวมมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ด้าน เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) กล่าวว่าขณะที่การปรับตัวลงล่าสุดของบิตคอยน์ มาจากการลดความเสี่ยงซึ่งเกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่อิหร่าน ไปเมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม เช่น ทองคำและพันธบัตร สร้างความระมัดระวังในระยะสั้นในตลาดคริปโท อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะลดลงแต่กระแสเงินลงทุนไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF ยังคงแข็งแกร่ง แสดงถึงความเชื่อมั่นของสถาบันที่ยังคงอยู่ เป็นสัญญาณว่าภาพรวมเชิงโครงสร้างของตลาดคริปโทยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงและมองว่าจะมีโอกาสฟื้นตัวกลับได้หลังจากนี้ “หากไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มเติม คาดว่าราคาบิตคอยน์จะเคลื่อนไหวในกรอบราคา102,000-110,000 ดอลลาร์สหรัฐ และยังไม่ปรับเป้าหมายราคา 120,000 ดอลลาร์ ในไตรมาสที่สามนี้” เกรซี่ เฉิน กล่าว ขณะที่ ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่น่าจับตาคือ บริษัท Circle ผู้ผลิตเหรียญ Stablecoin อย่าง USDC เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 170% ในวันแรก แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ Stablecoin ภายใต้การกำกับดูแลอย่างชัดเจน ด้วยการสนับสนุนจากสถาบันการเงินรายใหญ่ และแรงส่งจากกฎหมายสนับสนุนต่างๆ เช่น GENIUS Act และ Digital Commodity Exchange Act เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับ Stablecoin จากเครื่องมือเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของระบบการเงิน โดยการ IPO ครั้งนี้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า Stablecoin กำลังได้รับการยอมรับอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดึงดูดความสนใจจากสถาบัน และเสริมบทบาทในด้านการชำระเงินทั่วโลกและใน DeFi และจะเป็นแรงหนุนต่อตลาดคริปโทในระยะยาว ในฐานะบริษัทจดทะเบียน Circle จะต้องถูกจับตามองมากขึ้น และนักวิเคราะห์ตลาดควรเฝ้าดูการนำ Stablecoin ไปใช้ที่แพร่หลายขึ้นในกลุ่มธนาคาร ฟินเทค และการออกกฎหมาย หากประสบความสำเร็จ Circle อาจกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการผสานคริปโทเข้ากับระบบการเงินกระแสหลักในยุคต่อไป อย่างไรก็ตามความท้าทายที่สำคัญคือการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย และการปรับตัวต่อกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ Alternate-X สรุปให้ Bitget คาดราคาบิตคอยน์ Q3 อยู่ที่ 102,000–110,000 ดอลลาร์ หากไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเพิ่มเติม ขณะที่ การอนุมัติ ETF ของ Altcoin เช่น Solana และ XRP อาจเริ่มในเดือนกรกฎาคม หนุนตลาดคริปโทคึกคัก แม้มีแรงขายจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่เงินลงทุนใน Bitcoin ETF ยังแข็งแกร่ง บวกกับ Circle ผู้ผลิต USDC จดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก สะท้อนความเชื่อมั่นใน Stablecoin ที่กำลังกลายเป็นโครงสร้างหลักในระบบการเงินโลก พร้อมเผชิญความท้าทายด้านกฎระเบียบ
เข้าใจหัวอกคนรีบ!! ‘คาร์ฟอร์แคช’ ให้เงินไวใน 1 ชม. แผนเจาะตลาดสินเชื่อเพื่อคนมีรถ
กรุงศรีออโต้ ดึงอินไซต์ผู้ใช้รถทั่วไทยปรับสู่แผนตลาดสินเชื่อเพื่อคนมีรถ คาร์ฟอร์แคช รับเงินไวใน 1 ชั่วโมง พร้อมปรับดอกเบี้ยลง 3% พรเทพ ถิรสุนทรากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการตลาด ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ กรุงศรี ออโต้ เปิดเผยว่า คาร์ฟอร์แคล ในฐานะผู้นำตลาดสินเชื่อเพื่อคนมีรถ ส่งบริการใหม่ ‘คาร์ฟอร์แคช พร้อมใช้ รับเงินไวสุด ใน 1 ชั่วโมง*’ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความไว’ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเป็นทุนสำรองใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ “บริการฯนี้ หวังสร้างประสบการณ์ใหม่ในการใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถกับ คาร์ฟอร์แคช ที่มั่นคงและวางใจได้ พร้อมตอบอินไซต์ผู้บริโภคยุคนี้ด้วย” พรเทพ กล่าวพร้อมเสริมว่า กรุงศรี ออโต้ มุ่งศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้รถในปัจจุบันเพื่อทำความเข้าใจแนวโน้มตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทำให้ช่วยเติมสภาพคล่อง ด้วยผลิตภัณฑ์ คาร์ฟอร์แคช พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ 4 ปัจจัยหลักในการตัดสินใจขอสินเชื่อ ได้แก่ วงเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการ อัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่า ความสะดวกในการสมัคร ความรวดเร็วในการอนุมัติและได้รับเงิน พร้อมกันนี้ ยังได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกของ คาร์ฟอร์แคช พร้อมใช้ เริ่มต้นที่ 12% ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงเพื่อให้ลูกค้าสามารถลดภาระด้วยการรวมหนี้มาไว้ที่เดียวที่คาร์ฟอร์แคช ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้ทันที เพิ่มโอกาสในการบริหารการเงินเท่าที่จำเป็นหรือเก็บออมเพื่อเป้าหมายอื่น” “เรามองว่าในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและค่าครองชีพยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การกู้ยืมจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการ ‘เข้าถึงเงินเร็ว’ เท่านั้น แต่คือการ ‘เข้าถึงแหล่งเงินทุนคุ้มค่า’ สำหรับแคมเปญนี้ คาร์ฟอร์แคช ยังตอบโจทย์ทั้งเรื่องความไว และ ‘วิธีคิดของคนที่อยากรักษาสมดุลทางการเงินระหว่างวันนี้กับอนาคต’ โดยตั้งเป้าบริการใหม่นี้ช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 50,000 ราย ภายในสิ้นปี 2568 และช่วยผลักดันพอร์ตสินเชื่อ คาร์ฟอร์แคช ให้แข็งแกร่ง พร้อมครองตำแหน่งผู้นำตลาดนี้ต่อไป นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบริการใหม่ ‘คาร์ฟอร์แคช พร้อมใช้ รับเงินไวสุดใน 1 ชั่วโมง*’ จากคาร์ฟอร์แคช พร้อมใช้ ให้เกิดขึ้นในวงกว้าง คาร์ฟอร์แคช ได้เตรียมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ‘ไม่ต้องฝืน’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้คนในช่วงเวลาวิกฤตที่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อคนที่รัก โดยมี คาร์ฟอร์แคช อยู่เคียงข้างในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการวางกลยุทธ์ด้านการสื่อสารแบบครบวงจรทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่สอดรับพฤติกรรมของกลุ่มเจ้าของรถและกลุ่มคนทำงานทั่วประเทศอีกด้วย Alternate-X กรุงศรี ออโต้ เปิดตัวบริการใหม่ ‘คาร์ฟอร์แคช พร้อมใช้ รับเงินไวสุดใน 1 ชั่วโมง’ ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้รถยุคใหม่ เน้นความเร็วและความคุ้มค่า พร้อมปรับลดดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 12% พร้อมบริการรวมหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน โดยชู 4 ปัจจัยหลัก: วงเงินตรงจุด, ดอกเบี้ยคุ้ม, สมัครง่าย, อนุมัติไว ตั้งเป้าขยายลูกค้าเพิ่มอีก 50,000 รายในปี 2568 ด้วยการสื่อสารครบวงจร
จัมโบ้ ซีฟู้ดฯ ร่วมวงบุฟเฟต์พรีเมียม เป็นครั้งแรก เปิดราคา 999/หัว ขยายฐานกลุ่มใหม่
จัมโบ้ ซีฟู้ด ร้านอาหารชื่อดังจากสิงคโปร์ หลังเปิดให้บริการไทยสู่ปีที่ 8 เปิดไลน์ฟู้ดบุฟเฟต์ 2 สาขา หวังเข้าถึงได้เอนเกจเมนต์กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ร้านอาหารจัมโบ้ ซีฟู้ด แบงคอก (JUMBO SEAFOOD) จากประเทศสิงคโปร์ เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยขึ้นสู่ปีที่ 8 ภายใต้การบริหารของบริษัท ซี เจ ซีฟู้ด จำกัด ปัจจุบันเปิดให้บริการสาขาแรกศูนย์การค้าไอคอนสยาม และสาขา 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยแต่ละสาขาได้การตอบรับดีทั้งในกลุ่มลูกค้าคนไทยในประเทศ และ นักท่องเที่ยวต่างชาติ คิดเป็นสัดส่วน 50% เท่ากัน โดยในปีนี้ จัมโบ้ ซีฟู้ด แบงคอก วางแนวทางการทำธุรกิจส่วนหนึ่ง ผ่านกลยุทธ์การทำตลาดผ่านบริการบุฟเฟต์ (Buffet) เป็นครั้งแรก เพื่อรองรับความนิยมและพฤติกรรมการรับประทานอาหารในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ในปัจจุบัน พร้อมสร้างความผูกพัน (Engagement)ในฐานลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ขณะที่ เดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ จัมโบ้ ซีฟู้ด เปิดให้บริการบุฟเฟต์ สาขาแรกที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม และได้การตอบรับดีทั้งจากกลุ่มลูกค้าคนไทยในพื้นที่ และ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ พร้อมให้บริการบุฟเฟต์ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ไปเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถจองรับบริการบุฟเฟต์ไดในช่องทางแอปพลิเคชัน Hungry Hub โดยวางค่าบริการต่อหัว 3 อัตรา ราคา 999 บาท, 1,499 บาท และ 1,999 บาท สำหรับสาขาศูนย์การค้าไอคอนสยาม และ ราคา 1,149 บาท, 1,599 บาท และ 1,999 บาท ในศูนย์การค้าสยามพารากอน จำกัดเวลารับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง “หลังจากเปิดให้บริการบุฟเฟต์จัมโบ ซีฟู้ด ได้การตอบรับดีในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์การรับประทานอาหารพรีเมียมที่เข้าถึงได้ ด้วยจุดเด่นเสิร์ฟอลาคาร์ทปรุงจานต่อจาน ซึ่งการเปิดให้บริการล่าสุดที่ศูนย์ฯ สยามพารากอน เพื่อขยายโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆในย่านซีบีดีเพิ่มขึ้น” นอจากนี้ ล่าสุด ‘จัมโบ้ ซีฟู้ด’ สาขาแฟล็กชิป สโตร์ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ร่วมต้อนรับฤดูกาลใหม่พร้อมมอบประสบการณ์มื้อพิเศษ ด้วย 7 เมนูใหม่ไฮไลท์ ซี่โครงหมูมองโกเลีย, ข้าวผัดหอยเป่าฮื้อ พร้อมไก่กุ้ง และหอยเป่าฮื้อนุ่มละมุน และ เส้นใหญ่กรอบทะเลหยก ทั้งสามเมนูเฉพาะที่ จัมโบ้ ซีฟู้ด ประเทศไทยเท่านั้น ถัดมาเป็น เนื้อวากิวออส้ตรเลียผัดซอสน้ำผึ้งพริกไทยดำ, เมนูคอหมูย่างซอสพริกเต้าซี่สูตรพิเศษ, ไก่สามรส และปิดท้ายด้วย เส้นหมี่กรอบหอยตลับซอสปู สำหรับ จัมโบ้ ซีฟู้ด (Jumbo Seafood) เป็นร้านอาหารทะเลระดับตำนานกว่า 30 ปี ของสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1987 มี 5 สาขาในสิงคโปร์ และขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆ อาทิ จีน, ไต้หวัน,ไทย และทั่วโลก มากกว่า 30 สาขา มาลิดา ชินสุภัคกุล ผู้บริหาร/หุ้นส่วนร้านอาหาร จัมโบ้ ซีฟู้ด (Jumbo Seafood) กรุงเทพ Alternate-X สรุปให้ จัมโบ้ ซีฟู้ด ร้านอาหารจากสิงคโปร์ เปิดบริการในไทยสู่ปีที่ 8 พร้อมแผนขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นด้วย บริการบุฟเฟต์ใน 2 สาขา ไอคอนสยาม และสยามพารากอน จับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบประสบการณ์อาหารพรีเมียม ใช้ราคาเริ่มต้นบุฟเฟต์ตั้งแต่ 999 ถึง 1,999 บาท แล้วแต่ละในสาขา ให้เปิดจองผ่านแอป Hungry Hub รองรับทั้งไทยและนักท่องเที่ยว
แผนอสังหาฯ ‘ชาญอิสสระ’ ครึ่งหลังปี68 เศรษฐกิจสุดท้าทาย มุ่งสภาพคล่อง-คุมงบฯ โฟกัสบ้านหรู
ชาญอิสสระ มองตลาดอสังหาฯไทยระดับซูเปอร์ลักซู ยังมีแรงซื้อในอีก 1-2 ปี รับดีมานด์เศรษฐีไทย-ต่างชาติเกินครึ่งซื้อเงินสด ยังเป็นโอกาสทำตลาดของผู้พัฒนา พร้อมปรับแผนรัดกุมการเงินรับครึ่งหลังปี68 หนักกว่า 6 เดือนแรกปีนี้ สงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่าภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ช่วงครึ่งหลังปี 2568 คาดว่าจะหนักกว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา จากปัจจัยลบเดิมภาพรวมเศรษฐกิจโลกกระทบในประเทศ ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตัวแทนสองประเทศมหาอำนาจ นโยบายทรัมป์ด้านภาษีการค้า ฯลฯ ขณะที่ในประเทศมีเครื่องจักรเศรษฐกิจหลักเหลือเพียงภาคการท่องเที่ยว ที่เริ่มอ่อนแรงจากความไม่มั่นใจของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีน ส่วนเงินบาทที่แข็งค่าในระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกาในเวลานี้ ไม่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออก เป็นต้น และปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูงกระทบกำลังซื้ออสังหาฯ ในบางกลุ่ม “แนวโน้มดังกล่าวจะยังคงอยู่ ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องเร่งปรับตัวลดค่าใช้จ่าย โดยบริษัทฯ จะหันมาเลือกทำโครงการที่มีโอกาส และโฟกัสสภาพคล่องทางการเงินอย่างเข้มงวด” สงกรานต์ กล่าว พร้อมเสริมว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบในเกือบทุกกลุ่มราคา (Segment) แต่ในโครงการระดับหรูหรา ‘ซูเปอร์ลักซูรี’ ราคาตั้งแต่ 80-100 ล้านบาทต่อยูนิต ขึ้นไป ได้รับผลกระทบน้อยสุด ด้วยเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการจากกลุ่มกำลังซื้อสูง “ผู้เล่นหลายรายเห็นโอกาสนี้เช่นกัน ทำให้ต่างเข้ามาชิงส่วนแบ่งการตลาดในเซ็กเมนต์นี้ ซึ่งคาดว่าโปรดักส์กลุ่มระดับราคานี้จะยังไปต่อได้อีก 1-2 ปีจากนี้” สงกรานต์ กล่าว ขณะที่ ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ ตลาดอสังหาฯ ที่อยู่อาศัยกลุ่มซูเปอร์ลักซูรีเติบโต มาจากกำลังซื้อในกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว เช่น เจ้าของโรงงานขนาดใหญ่ ทั้งคนไทยและต่างชาติ เช่น ชาวญี่ปุ่น และชาวจีน (ซื้อในแบบสิทธิการเช่า 30 ปี หรือ Leasehold) โดยกลุ่มนี้มีความสนใจซื้อบ้านราคา 100 ล้านบาท อาทิ โครงการบ้านอิสสระ บางนา ราคา 130-150 ล้านบาท โดยกำลังซื้อส่วนใหญ่ในตลาดกลุ่มนี้ จะมีพฤติกรรมใช้เงินสดในการซื้อบ้านคิดเป็นสัดส่วนราว 50-60% “ไม่ใช่เฉพาะโครงการในพื้นที่กรุงเทพเท่านั้น แต่ยังเห็นการซื้อบ้านหรูด้วยเงินสดในพื้นที่ต่างจังหวัด อาทิ หัวหิน ส่วนกลุ่มที่กู้เงินซื้อบ้านช่วงนี้ค่อนข้างลำบาก” สงกรานต์ เสริม พร้อมกล่าวว่า ภายในปลายปี 2568 นี้ บริษัทฯเตรียมแผนเปิดตัวบ้านระดับลักซูรีอีก 1 โครงการ ในย่านกรุงเทพกรีฑา บนพื้นที่ 40 ไร่ ราคา 80-150 ล้านบาทต่อยูนิต โดยวางแผนพัฒนาโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ (Phase) นอกเหนือจากโครงการบ้านอิสสระบางนา บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซูรี่ ระดับราคาเริ่มต้น 50-150 ล้านบาท ที่ได้พัฒนาแล้วในปัจจุบัน สงกรานต์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าว ส่วนหนึ่งยังเพื่อให้สอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ปี 2568 มีการประเมินอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) คาดว่าต่ำ 2% ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อเนื่องหลายอุตสาหกรรม ทั้งอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ก่อสร้าง ขณะที่ประเทศไทยในขณะนี้ มีความน่าสนใจด้านการลงทุนก็น้อยกว่าประเทศคู่แข่ง อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งมีทั้งจำนวนแรงงาน และค่าแรงถูกกว่า สงกรานต์ กล่าวว่า “ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างสตอรี่ใหม่ๆให้น่าสนใจ ดังอดีตที่เคยมีอีสเทิร์นซีบอร์ด เมื่อ 30 ปีก่อน ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติให้ย้ายฐานการผลิตมาที่ไทย” ขณะที่ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายที่เด่นชัดนัก ซึ่งอาจต้องใช้แผนระยะยาวที่น่าสนใจ เช่น โครงการคอคอดกระ เพื่อชิงความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ ที่อาจดึงดูดให้การค้าทางเรือย้ายจากสิงคโปร์มาไทย หรือการเพิ่มสิทธิการเช่าที่ดิน จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เพื่อสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจ “ตอนนี้ไทยหลังชนฝาแล้ว จำเป็นต้องตัดสินใจจะเดินหน้าไปทางซ้ายหรือขวา เราไม่มีทางรู้ว่าทางไหนจะประสบความสำเร็จมากน้อย แต่ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ” สงกรานต์ กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้ ตลาดอสังหาฯ ซูเปอร์ลักซูรียังไปต่อได้อีก 1-2 ปี ด้วยแรงซื้อจากเศรษฐีไทย-ต่างชาติที่ใช้เงินสดซื้อกว่า 50-60% ‘ชาญอิสสระ’ เตรียมเปิดโครงการใหม่ 80–150 ล้านบาท บนถนนกรุงเทพกรีฑา ขณะที่ ภาวะเศรษฐกิจครึ่งหลังปี 68 คาดว่าจะหนักขึ้น ผู้ประกอบการต้องรัดเข็มขัดเข้ม แต่ตลาดลักซูรียังเป็นโอกาสท่ามกลางปัจจัยลบ เช่น ศก.โลกชะลอ หนี้ครัวเรือนสูง พร้อมเสนอรัฐสร้างสตอรี่ใหม่ เช่น คอคอดกระ-สิทธิการเช่าที่ดิน 50 ปี ดึงการลงทุน
สัมผัส ‘เทสต์’ เกินคำว่าหรู โครงการบ้านอิสสระ บางนา ไฮไลท์บ้านเดี่ยว ดีไซน์สะท้อนตัวตน
ชมภาพโครงการบ้านอิสสระ บางนา ‘A Sanctuary of Garage Living : A place where freedom drives กับแนวคิดบ้านซีรีย์ใหม่ ดึงความหลงไหลในสิ่งที่ชอบมาตกแต่งไว้ด้วยกัน บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ กับแนวคิด “การนำสิ่งที่รักมาอยู่รวมกัน” คือ นิยามการตกแต่งบ้านซีรีย์ใหม่ A Sanctuary of Garage Living : A place where freedom drives ของโครงการบ้านอิสสระ บางนา (Baan Issara Bangna) บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซูรี่ ที่ดีไซน์พื้นที่ตอบโจทย์ไลฟสไตล์คนรักบ้าน รักรถซูเปอร์คาร์ และ การพักผ่อนไปพร้อมๆกัน งานออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ Freedom of Space ในการ Customize ดีไซน์สะท้อนเอกลักษณ์ตัวตนของผู้อยู่อาศัย ภายใต้แนวคิด Modern Living Art ผลงาน Interior Design โดย บริษัท สตูดิโอ เคมิสทริ จำกัด (STUDIO CHEMISTRI) และ Architecture Garage Design จาก บริษัท บราวน์เฮาส์ จำกัด (BROWNHOUSE) 2 สถาปนิกชื่อดัง Super Garage House จุดเด่นของงานดีไซน์บ้านหลังนี้คือการนำ Supercar Garage House เข้ามาเป็นไฮไลท์สะท้อนความเป็นตัวตนของเจ้าของบ้าน ที่มีความหลงใหลในรถ Supercar ประกอบกับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่รักความสนุกสนาน ชอบทำกิจกรรมงานอดิเรก สังสรรค์ปาร์ตี้ ภายในครอบครัว และกับเพื่อนฝูงที่แวะมาเยี่ยมเยียน พร้อมได้รับความสุขจากการชื่นชมรถที่รักจากมุมของ Garage House ผสมผสานความสนุกสนานด้วย Space ฟังก์ชั่นที่ใช้งานได้จริง เชื่อมต่อ Living Area และ Pantry Area เข้าไว้ด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นจุดศูนย์รวมของมุมนั่งเล่น มุมพบปะสังสรรค์ มีความโปร่งโล่งสบาย มี Open Space ขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับการรองรับการจัดปาร์ตี้ และรับประทานอาหารร่วมกัน ในส่วนของ Garage House หลังนี้ได้นำแบบบ้าน CALLA บนที่ดิน 157 ตารางวา สูง 2 ชั้น เนื้อที่ใช้สอย 490 ตารางเมตร มาออกแบบให้ตอบสนองฟังก์ชั่นการใช้งานของผู้อยู่อาศัยที่นอกจากจะเป็นกลุ่มคนรักรถ Supercar BROWNHOUSE ยังได้จับ Key Point ในเรื่องของพื้นที่การใช้งานให้ดูโล่ง โปร่งสบาย สามารถรองรับการเก็บรถภายในบริเวณ Garage House ได้ถึง 4 คัน นอกจากนี้บริเวณรอบบ้านยังมีพื้นที่รองรับการจอดรถรวมกันได้ถึง 6 คัน ภายในมีการสร้าง Space พื้นที่จอดรถ และพื้นที่สันทนาการออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้ไม่รบกวนการพักผ่อนของสมาชิกในบ้านท่านอื่นๆ โดยพื้นที่จอดรถ BROWNHOUSE มีการเลือกใช้กระจกคุณภาพสูงเป็น Partition กั้นที่ทำให้สามารถมองเห็นรถ Supercar ได้จากทุกมุมของ Garage มีการปูระดับพื้นทางลาดเข้าออกถูกต้องตามมาตรฐานความสูงใต้ท้องรถ Supercar อีกทั้งยังมีการเลือกใช้พื้นเป็นวัสดุที่เป็นมิตรและถนอมล้อรถ Supercar ป้องกันแรงต้านการหมุนของล้อรถรองรับการกดทับจากน้ำหนักตัวรถและสะดวกในการทำความสะอาดจากคราบน้ำมัน ฝ้าเพดานมีการใช้แสงไฟ LED ที่มีคุณภาพมาตฐานให้ความสวยงามเวลาสะท้อนลงบนสีรถสปอร์ตมีการติดตั้งกระจกนิรภัยเพื่อลดการสั่นสะเทือนจากการสตาร์ทเครื่องยนต์ขุมพลังเทอร์โบ นอกจากนี้ การาจเฮ้าส์ยังติดแอร์ระบายอากาศรักษาอุณหภูมิภายในเพื่อให้รถยนต์ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธีทั้งตัวรถและเครื่องยนต์ ทั้งนี้นอกจากการออกแบบสัดส่วนที่ลงตัวของ Garage House ให้เป็นพื้นที่จอดรถ Supercar แล้ว การออกแบบยังมองไปถึงไลฟ์สไตล์เจ้าของบ้านที่ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้เป็นมากกว่าพื้นที่จอดรถ แต่ยังดีไซน์ให้เป็นเสมือนโชว์รูมจัดแสดง และสะสมรถ หรือพื้นที่ทำกิจกรรมงานอดิเรกที่ชอบได้มีมุมพักผ่อนหย่อนใจได้จากทุกมุมของบ้าน ที่เชื่อมต่อกันเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตอบรับกับทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของสมาชิกทุกคนในบ้าน ทำให้ทุกพื้นที่เป็นมากกว่าบ้าน ในส่วนของงานอินทีเรียดีไซน์ มีการตกแต่งออกมา ภายใต้แนวคิด Modern Living Art ผลงานโดย บริษัท สตูดิโอ เคมิสทริ จำกัด (STUDIO CHEMISTRI) ที่มีการออกแบบตกแต่งพื้นที่การใช้สอยภายในบ้านให้สะดวกสบาย ถ่ายทอดความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัยออกมาได้เด่นชัดจากการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นที่ส่วนที่ตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยภายในบ้านทุกคนได้ใช้ Space บ้านอย่างคุ้มค่า และมีความเป็นส่วนตัวไม่กระทบต่อกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ โดยบริเวณชั้น 1 มีการออกแบบ Foyer ให้มีความต่อเนื่อง Living Garage และ Foyer ยังเป็นจุดเชื่อมของบ้านจาก Main Living & Dining Room กับ Family Dining ที่มาพร้อมกับ Euro Kitchen และต่อไปยังครัวไทย ที่เชื่อมโยงถึงกัน แบ่งเป็นโซนพักผ่อน โซนจัดเลี้ยงปาร์ตี้ในกลุ่มญาติสนิทรวมไปถึงเพื่อนฝูงที่แวะเวียนมาได้สัมผัสกับบ้านที่เป็นนอกเหนือจากที่อยู่อาศัยแห่งนี้ ได้สัมผัสถึงบรรยากาศของบ้านที่นอกจากจะมีความอบอุ่นแล้ว ยังให้อารมณ์ความรู้สึกตื่นเต้น คึกคัก มีความทันสมัย เรียบง่าย และโก้หรู มีการใช้วัสดุ ผสมผสาน หลากหลาย อบอุ่นด้วยการนำพื้นทางเดินที่เป็น Walnut Veneer สลับกับ White Marble ที่คัดลายเป็นพิเศษ แบบ Natural Glam ตัดกับเส้นลายที่คม เฉียบ ของ Black Chrome Metal อีกทั้งในโซนต่างๆ ยังผสมผสานการใช้หนังในการตกแต่งที่สะท้อนถึง Craftsmanship ของ Art Brand ต่างๆ นอกจากการตกแต่งที่มีความสวยงามของเส้นสายความเคลื่อนไหว การเลือกใช้สีต่างๆ เข้ามาประกอบในการตกแต่ง อาทิ ยังมีการนำสี Autumn Yellow ที่อยู่ภายใน Family Dining Room สอดแทรกสี Deep Cobalt Blue และ Lagoon Green เข้าไปในห้องนอน เพื่อสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้ดูมีความน่าตื่นเต้น คึกคัก ในแต่ละพื้นที่การใช้งานของบ้าน นอกจากนี้ยังมีห้อง Shoes Room ที่สามารถรองรับการเก็บรองเท้าได้มากกว่า 100 คู่ ของสมาชิกภายในบ้านอีกด้วย ในส่วนของ Bedroom สำหรับบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วย 3 ห้องนอน ที่มาพร้อมกับ Walk in Closet และ Bathroom โดยในส่วนของ Master Bedroom มีการเพิ่มฟังก์ชั่นห้อง Living Area ไว้ในห้องนอน พร้อมกับ Mini Bar ที่ต่อเนื่องกับ Walk in Closet โดยมี Rocket Garden อยู่ระหว่าง Master Bathroom และ Walk in Closet เพื่อเป็นการสร้าง Green Areaให้กับเฉพาะในห้อง Master นี้ รายละเอียดโครงการ สำหรับโครงการ “บ้านอิสสระ บางนา” เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักซูรี่ ตั้งอยู่บริเวณถนนบางนา-ตราด กม.8 บนที่ดินประมาณ 24 ไร่ พื้นที่ดินขนาด 100 – 238 ตารางวา มีจำนวนเพียง 43 หลัง มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 380-800 ตารางเมตร พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งคลับเฮาส์ ฟิตเนส Amphitheater สระว่ายน้ำระบบเกลือ ระบบไฟฟ้าใต้ดิน โอบล้อมด้วยความเขียวขจีของสวน ราคาเริ่มต้น 49.9 – 179 ล้านบาท Alternate-X สรุปให้ บ้านอิสสระ บางนา เปิดตัวซีรีส์ใหม่ “A Sanctuary of Garage Living” โดดเด่นด้วยรสนิยมหรูหรา พร้อมแนวคิด Super Garage House ที่จอดรถหรูได้ถึง 4 คัน ด้วยดีไซน์เป็นโชว์รูมภายในบ้าน ตกแต่งภายในแนว Modern Living Art โดย STUDIO CHEMISTRI และ BROWNHOUSE ให้พื้นที่ใช้สอยสูงสุดถึง 800 ตร.ม. รองรับกิจกรรมส่วนตัวและการสังสรรค์อย่างลงตัว โครงการซูเปอร์ลักซูรี ตั้งอยู่บางนา-ตราด กม.8 มีเพียง 43 ยูนิต ราคาเริ่ม 49.9–179 ล้านบาท
หรูหราแต่ว่าขี้เล่น เมื่อ ‘MCM’ คอลแล็บส์ ‘หมีเนย’ กลยุทธ์การตลาดลิมิเต็ดทำมัมหมีใจละลาย
‘หมีเนย’ คอลแล็บส์ ‘MCM’ แบรนด์ นิว สคูล ลักซูรี่ ระดับโลก ทำคอลเล็กชั่นสินค้าร่วมกันครั้งแรก อีกหนึ่งกลยุทธ์ ครอส มาร์เก็ตติ้ง ระหว่างคาแรกเตอร์จากไทยกับแบรนด์ระดับโลก บริษัท พีพี แกลม จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลก อาทิ ลองฌองป์ (Longchamp) ทอรี่ เบิร์ช (Tory Burch) เมซง คิทสึเนะ (Maison Kitsuné) ฯลฯ ออกมาย้ำจุดแข็งการทำตลาดสินค้าแฟชันไลฟ์สไตล์รุ่นพิเศษ (Limited Collection) อีกครั้ง โดยเตรียมจัดงาน Thailand Limited Edition พบกับคอลเลกชั่นพิเศษความร่วมมือระหว่างแบรนด์แฟชั่นระดับโลก MCM นิว สคูล ลักซูรี จากเยอรมันนี ร่วมกับคาแรกเตอร์น่ารักของไทย Butterbear ที่จะมาหลอมรวมระหว่างดีไซน์หรูสไตล์เยอรมัน เข้ากับคาแรกเตอร์อันอบอุ่นและเข้าถึงได้ของน้องเนย มาถ่ายทอดสู่ไอเทมที่สะท้อนความหรูหราและความขี้เล่นของหมีเนยในชื่อ MCM x ButterBear สนุกสนาน (Playful Luxury) ได้อย่างลงตัว สำหรับงานฯ จัดขึ้นวันที่ 3 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ที่ MCM Pop-Up Store ชั้น M โซนธารา ฮอลล์ ไอคอนสยาม โดยในงานยังมี น้องเนย (ButterBear), เบ็คกี้-รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง และแจ๊คกี้-จักริน กังวานเกียรติชัย มาร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นผ่านคอลเลกชั่น MCM x ButterBear หมีเนย 2 ขวบเต็มแล้ว สำหรับคาแรกเตอร์ ‘หมีเนย’ (Butterbear) เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ณ ร้าน Butterbear ซึ่งเป็นร้านขนมหวานในเครือ Coffee Beans by Dao มาพร้อมกับความน่ารักสดใสของ ‘มาสคอต’ ประจำร้านอย่าง ‘น้องหมีเนย’ (Butterbear) ที่ต่อมาความน่ารักของมาสคอตตัวนี้ได้กลายเป็นไวรัลอย่างมากในโลกออนไลน์ ทำให้มีแฟนคลับทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชาวจีน กระทั่งถึงในวันนี้ การปรากฎตัวแต่ละครั้งรวมถึงการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ที่พาให้ ‘น้องหมีเนย’ น่าจะสร้างรายได้จากค่าตัวได้มากกว่าธุรกิจเดิมที่แจ้งเกิดให้กับเจ้าตัวอย่างร้าน Butterbear ที่ขายโปรดักส์เบเกอรี่อย่างขนมปังเนย, คุกกี้, โดนัท และเมนูอื่นๆ ที่กิจการเริ่มต้นจากการขายผ่านช่องทางออนไลน์ก่อนจะมีหน้าร้านที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (Emsphere) ในปัจจุบัน MCM ความหรูหราแนวใหม่ สำหรับแบรนด์ MCM มีชื่อเต็มว่า ‘Modern Creation München’ ในปี 2568 นี้มีอายุ 49 ปี ด้วยแบรนด์ถือกำเนิดในปี 2519 โดย Michael Cromer ที่เมืองมิวนิก ในช่วงยุคทองของเยอรมนี โดย MCM เป็นที่รู้จักจากกระเป๋าหนังสีคอนยัคพิมพ์ลาย Visetos โมโนแกรม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ MCM ด้วยหลักปรัชญา ‘ความเลิศหรูที่ชาญฉลาด’ (Smart Luxury) มุ่งเน้นที่นวัตกรรมและความยั่งยืน ขณะเดียวกัน การเข้ามาของแบรนด์ MCM ยังมาพร้อมภายใต้คำนิยาม ‘New school luxury fashion MCM’ หมายถึง ‘แฟชั่นหรูหราสไตล์ MCM แนวใหม่ โดยนำเสนอสไตล์ที่ทันสมัยและเข้ากับยุคสมัยใหม่มากขึ้น โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ของความหรูหราและคุณภาพของ MCM ไว้ ต่อความร่วมมือระหว่างคาแรกเตอร์น้องเนย และ MCM ในครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างมากในด้านกลยุทธ์ทางการตลาดที่เรียกร้องความสนใจทั้งเหล่าแฟชันนิสตาโดยเฉพาะด้อมมัมหมีเนย ได้เป็นอย่างดี Alternate-X สรุปให้ ‘หมีเนย’ คาแรกเตอร์ไทยชื่อดัง จับมือแบรนด์หรู MCM จากเยอรมัน เปิดตัวคอลเล็กชั่นพิเศษ MCM x ButterBear ผสานดีไซน์หรูแนวใหม่กับความขี้เล่นน่ารัก สะท้อนแนวคิด ‘Playful Luxury’ เตรียมจัดงานเปิดตัว 3 ก.ค. ที่ ICONSIAM โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ดังร่วมงาน ‘หมีเนย’ เติบโตจากร้านขนมสู่มาสคอตระดับอินเตอร์ด้วยพลังโซเชียล ถือเป็นตัวอย่างการตลาดคาแรกเตอร์ไทยที่เจาะตลาดลักซูรี่ได้อย่างสร้างสรรค์
คนไทยมี 66 ล้านคน สถิติปีก่อนมีผู้บริจาคโลหิตกว่า 2% ห่วงอนาคตเจนฯ Z ความต้องการเลือดสูง
3 องค์กรชวนเจนฯZ บริจาคโลหิตทุก 3 เดือนเพื่ออนาคต หลังพบสถิติบริจาคเลือดในปี’67 อยู่ที่ 1.63 ล้านคน พร้อมใช้แคมเปญฯโปรเจกต์ ‘Blood Connect-เลือดเชื่อมชีวิต ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ’ ผ่านกลยุทธ์การตลาดทัชใจคนรุ่นใหม่ให้มีส่วนร่วม รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงประสบศรี อึ้งถาวร ประธานคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์และสถิติการบริจาคโลหิตในไทย ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติในปี 2566 และปี 2567 มีประชากรที่บริจาคโลหิตเพียง 1.63 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 2.47% ของประชากรประเทศไทย 66 ล้านคน “ผู้บริจาคเลือดในปี 2566 มีจำนวน 2,818,774 ยูนิต คิดเป็น 3.7% หรือประชากร 1,000 คน จะมีผู้บริจาคโลหิตเพียง 37 คนเท่านั้น” ขณะที่สถิติความถี่ในการบริจาคโลหิตเมื่อปี 2567 พบว่า ผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง มีเพียง 4.5% ส่วนผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง มีมากถึง 67% หากมีผู้บริจาคโลหิตประจำทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้น จะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงประสบศรี กล่าวว่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มเยาวชน Gen Z นับเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในอนาคต สอดคล้องกับพฤติกรรมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ที่ชื่นชอบและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทั้งนี้ หากเริ่มต้นเป็นผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่อายุ 17 ปีบริบูรณ์ จะมีช่วงระยะเวลาบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่จากสถิติการบริจาคโลหิตที่น่าสนใจของกลุ่มเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 17-20 ปี ระหว่างปี 2566 – 2567 คิดเป็นสัดส่วน 10% จากผู้บริจาคโลหิตในทุกช่วงอายุ โดยในปี 2566 มีเยาวชนบริจาคโลหิต จำนวน 167,478 คน จากผู้บริจาคโลหิต 1.63 ล้านคน ขณะที่ปี 2567 มีเยาวชนบริจาคโลหิต จำนวน 162,170 คน จากผู้บริจาคโลหิต 1.65 ล้านคน ด้าน ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต ในคณะกรรมการจัดหา และส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่าจากสถิติดังกล่าว ได้นำไปสู่การทำโครงการในรูปแบบ Public Service Advertising Campaign ภายใต้แคมเปญ #BLOODCONNECT ภายใต้แนวคิด “We Are All Connected – เลือดเชื่อมชีวิต… ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ” โดยแคมเปญฯ ร่วมกับ 3 ภาคีหลักในสังคมไทย ได้แก่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) พร้อมเครือข่ายจากภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ รวมถึงแบรนด์ระดับประเทศและระดับโลกขององค์กรกว่า 900 แห่ง ร่วมเป็นกระบอกเสียงแห่งการให้ ผ่านการรณรงค์ทุกสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ทั้งนี้ เพื่อสร้างการับรู้และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้บริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน เพื่อให้ประเทศไทยมีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับการบริจาคโลหิตให้เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ในที่สุด ด้าน ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) เปิดเผยว่า สมาคมการตลาดฯ มอบหมายให้ โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์ดิ้งและทีมงาน เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดแนวคิดเชิงกลยุทธ์ และออกแบบโครงสร้างแคมเปญ โดยเน้นทำความเข้าใจอินไซต์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความหมายจากการมีส่วนร่วม “เป้าหมายแคมเปญฯนี้ คือการสร้างพฤติกรรมบริจาคโลหิตให้กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน เป็นการทำการตลาดเชิงรุกที่ตั้งเป้าเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของทั้งสังคม ให้ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่นเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง” ด้าน รติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) เปิดเผยว่า แคมเปญฯ วางแนวคิดให้มีประสิทธิภาพสร้างการรับรู้และสร้างแนวร่วม มากำหนดแผนสร้างคุณค่าของการสื่อสารให้สมกับเป็นแคมเปญ ‘เพื่อสังคม’ พร้อมได้ ‘สุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์’ นักคิดสร้างสรรค์ระดับท้อปของประเทศ ซึ่งรับรางวัลต่างๆ ในเวทีโลก และทีมงานมาร่วมสร้างสรรค์งานนี้ เพื่อตอบโจทย์ อินไซต์เจนฯ Z อย่างตรงจุด เพื่อวางสู่รากฐานของ ‘ทัศนคติและวัฒนธรรม’ แห่ง’การให้’ ไปพร้อมกัน สำหรับกิจกรรมภายใต้แคมเปญ Blood Connect เลือดเชื่อมชีวิต ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ บริจาคทั่วประเทศได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์ พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลตำรวจ, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช, โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลสิรินธร โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ การให้โลหิตเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ในการมอบโอกาส มอบความสุข มอบอนาคตให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการ และได้กำหนดชีวิตตัวเองต่อไป การบริจาคโลหิต 1 ครั้ง สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากกว่า 3 ชีวิต หลายคนอาจจะมีภูมิหลังและเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ใต้ผิวหนังของทุกคนนั้น มีโลหิตไหลเวียนอยู่ ภายในร่างกาย การบริจาคโลหิตสามารถ “เชื่อมโยง” ทุกชีวิตในรูปแบบที่สวยงามและให้ชีวิตได้ไปต่อ Alternate-X สรุปให้ ปี 2567 มีคนไทยบริจาคโลหิตเพียง 2.47% หรือราว 1.63 ล้านคน จากประชากร 66 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีสัดส่วนบริจาคเพียง 10% ของผู้บริจาคทั้งหมด สภากาชาดไทย ร่วม 3 องค์กรหลัก เปิดแคมเปญ “Blood Connect – เลือดเชื่อมชีวิต” หวังสร้างวัฒนธรรมบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ให้เป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง พร้อมใช้กลยุทธ์การตลาด-ครีเอทีฟ ทัชใจคนรุ่นใหม่ เชื่อมโยง ‘เลือด’ กับ ‘คุณค่า’ ในสังคม
ธุรกิจสนามบินไทย 8 หมื่นล. ปี’68เจอความท้าทายครั้งใหญ่ นักเดินทางต่างชาติลดกระทบรายได้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ธุรกิจสนามบินปี68 ยังมีสัญญาณบวกโต 0.2% มูลค่ากว่า 8 หมื่นล. แต่อนาคตเจอหลายปัจจัยท้าทายทั้งเศรษฐกิจโลก-ภูมิรัฐศาสตร์ กระทบการเดินทางทำรายได้จากสัมปทานลดลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยผลวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจสนามบินในไทยในปี 2568 คาดว่าภาพรวมของธุรกิจสนามบินในไทยจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 80,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2% จากปี 2567 เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมธุรกิจสนามบินมีความท้าทายสูง ทั้งนี้ รายได้ของธุรกิจสนามบิน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ รายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) อาทิ ค่าบริการผู้โดยสารขาออกเส้นทางระหว่างประเทศและภายในประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) และค่าบริการสนามบิน รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non- Aeronautical Revenue) อาทิ ค่าเช่าพื้นที่ รายได้จากสัมปทาน และค่าบริการอื่นๆ เช่น ค่าสาธารณูปโภคค่าบริการเคาน์เตอร์เช็คอินและบริการภายในสนามบิน เป็นต้น โดยสัดส่วนโครงสร้างรายได้ขึ้นอยู่กับขนาดของสนามบิน กรณีสนามบินขนาดเล็ก รายได้ส่วนใหญ่ หรือมากกว่า 80% มาจากรายได้เกี่ยวกับกิจการการบินและ หากเป็นสนามบินขนาดใหญ่ รายได้ของทั้ง 2 กลุ่มจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ในปี 2568 ปัจจัยแวดล้อมธุรกิจสนามบินมีความท้าทายสูง ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ของธุรกิจสนามบินในไทยที่ชะลอตัว สำหรับปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อรายได้ของธุรกิจสนามบิน ได้แก่ 1.รายได้เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) มองว่า รายได้ในกลุ่มนี้น่าจะยังสะท้อนภาพบวกได้เล็กน้อย โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจาก ปริมาณผู้โดยสารที่ใช้สนามบิน (รวมชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางในประเทศและระหว่างประเทศ) คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 145.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.4% แต่ชะลอจากปี 2567 ที่โต 15% การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารที่ใช้สนามบินในไทยได้รับปัจจัยบวกจากการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศและในประเทศของชาวไทย การเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจ และในปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงานระดับนานาชาติหลายรายการอย่างการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์-อาเซียนเกมส์และการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 อย่างไรก็ดี การชะลอลงของจำนวนผู้โดยสารมีสาเหตุสำคัญมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2568 ที่คาดว่าจะลดลง 2.8% จากปีที่ผ่านมา โดยการปรับลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากค่าบริการผู้โดยสารขาออกเส้นทางระหว่างประเทศ ปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศยังมีทิศทางเพิ่มขึ้น จากการเปิดเผยตารางเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินที่มีกำหนดการล่วงหน้าไปถึงเดือนกันยายน 2568 บ่งชี้ว่า จำนวนเที่ยวบินจากภูมิภาคต่างๆ มาไทยส่วนใหญ่ยังเติบโตยกเว้นจากภูมิภาคอเมริกาเหนือที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นเรื่องของฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ไปข้างหน้า ปัจจัยแวดล้อมของธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งยังต้องขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐในการดึงดูดการลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สะท้อนได้จากแผนการจัดเที่ยวบินของสายการบินไปข้างหน้า ที่ตอบรับความสนใจในจุดหมายปลายทางใหม่ๆ โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน พบว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีปลายทางสู่จีน เติบโต 18% (9เดือนแรกปี 2568 เทียบ 9 เดือนแรกปี 2567) ญี่ปุ่น เติบโต 16% ส่วนไทย เพิ่มขึ้นเพียง 8% 2.รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non- Aeronautical Revenue) ในปี 2568 ก็ได้รับผลเกี่ยวเนื่องจากทิศทางนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย ที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้ที่อาจลดลง ความเสี่ยงของธุรกิจสนามบินในไทย ความเสี่ยงจากจำนวนผู้โดยสารและแผนเที่ยวบินของสายการบินที่อาจลดลงกว่าที่ประเมิน ซึ่งจะมีผลต่อรายได้ที่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 50% ของรายได้ธุรกิจสนามบิน (ขึ้นอยู่กับขนาดและกิจการของสนามบิน) โดยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวกระทบแผนการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยและคนต่างชาติ ปัญหาสงครามการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อใน หลายประเทศรวมถึงไทย โดยเมื่อเดือนเมษายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดเศรษฐกิจโลกปี 2568 จะขยายตัว 2.8% ปรับลดจากที่คาดว่าจะเติบโต 3.3% (คาดการณ์เมื่อเดือนมกราคม 2568) ขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับหลายปัจจัยลบ โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 1.4% ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสายการบินและการเดินทาง แม้เหตุการณ์ระหว่างอินเดียและปากีสถานจะยุติและสายการบิน กลับมาเปิดเส้นทางการบินได้ตามปกติแล้ว แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงสงครามรัสเซียและยูเครนยังไม่ยุติทำให้ประเด็นนี้จะยังส่งผลต่อแผนเส้นทางการบิน จำนวนเที่ยวบิน รวมถึงการเดินทางระหว่างประเทศ การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวระหว่างประเทศสูง ขณะเดียวกันข่าวเชิงลบที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง กระทบความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและประสบการณ์ในการเดินทางมาเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม สะท้อนจากจำนวนชาวต่างชาติเที่ยวไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 ชาวต่างชาติเที่ยวไทยหดตัว 0.3% (เทียบ 4 เดือนแรกปี 2567) ขณะที่ญี่ปุ่น เติบโตสูงถึง 25% และเวียดนามโต 6.3% ซึ่งการลดลงของจำนวนชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยอาจส่งผลต่อรายได้ธุรกิจสนามบินในระยะข้างหน้า จึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องเร่งแก้ไขปรับปรุงอย่างจริงจัง เพื่อเรียกฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับมาโดยเร็ว ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้น ขณะที่รายได้ยังมีความไม่แน่นอน และไปข้างหน้าการแข่งขันในธุรกิจสนามบินระหว่างภูมิภาคสูงขึ้น สนามบินในไทยหลายแห่งยังต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และความปลอดภัยของสนามบินให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินสากล ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนที่สูง เช่น แผนการขยายอาคารรองรับผู้โดยสารและการขยายรันเวย์เพื่อลดความแออัดในสนามบินและการให้บริการการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความปลอดภัย รวมไปถึงการลงทุนเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือ Green Airport การแข่งขันกับสนามบินในภูมิภาค หลายประเทศมีแผนการลงทุนพัฒนาสนามบินนานาชาติรองรับการขยายตัวของผู้โดยสารและปริมาณเที่ยวบิน มีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการบริหารจัดการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ เพื่อดึงสายการบินให้มาใช้บริการ หรือเลือกเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นนี้อาจนำมาซึ่งการแข่งขันด้านบริการและราคาในธุรกิจสนามบินที่สูงขึ้น และอาจมีผลต่อต้นทุนรายได้และผลกำไรในการดำเนินงาน เนื่องจากสนามบินไทยจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงเพื่อให้ทัดเทียมกับคู่แข่ง ความต่อเนื่องของแผนการพัฒนาสนามบินในประเทศของภาครัฐ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อธุรกิจสนามบิน ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของภาครัฐทำให้การพัฒนาสนามบินอาจมีความล่าช้า กระทบการวางแผนการลงทุน และการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ขณะที่ ความพร้อมของสนามบินไทยในการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินประเทศไทย ซึ่งต้องติดตามผลการตรวจมาตรฐานด้านความปลอดภัยขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 Alternate-X สรุปให้ ธุรกิจสนามบินไทยปี 2568 คาดรายได้แตะ 80,700 ล้านบาท โตเพียง 0.2% จากปีก่อน แม้จำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินยังเพิ่ม แต่แนวโน้มชะลอลงจากปี 2567 รายได้หลักมาจากค่าบริการผู้โดยสารและกิจการเชิงพาณิชย์ในสนามบิน ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง, เศรษฐกิจโลกชะลอ, ต้นทุนสูง ความท้าทายเพิ่มจากการแข่งขันสนามบินในภูมิภาคและความไม่แน่นอนนโยบายรัฐ
เถ้าแก่น้อย ร่วมทุนจีน ลงทุน 100 ล.ทำขนมจาก ‘บุก’ รับเทรนด์สายขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ
TKN ผนึกพันธมิตร ตั้งโรงงานผลิตขนมขบเคี้ยวจากบุกในไทย รับกระแสตลาดสแน็กเพื่อสุขภาพ เติบโตแรง อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนบขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายทั้งในและต่างประเทศ ตราสินค้า ‘เถ้าแก่น้อย’ และขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับพันธมิตรครบวงจร บริษัท ชาชา ฟู้ด (ไทยแลนด์)จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตเมล็ดธัญพืชต่างๆ อบและแปรรูป เช่น เมล็ดทานตะวัน ถั่ว เป็นต้น บริษัท แวลู่พลัส เวิร์ลไวด์ จำกัด ที่จดทะเบียนในประเทศไทย นักธุรกิจชาวจีน Yao Jing ทั้งนี้ เพื่อร่วมจัดตั้งโรงงานแปรรูปและผลิตบุกในประเทศไทย เพื่อรุกตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพที่กำลังเติบโต สำหรับข้อตกลง MOU ครั้งนี้ บริษัท ชาชา ฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัด, บริษัท แวลู่พลัส เวิร์ลไวด์ จำกัด และ Ms. Yao Jing ทั้งสามราย จะร่วมจัดตั้งบริษัทใหม่ และร่วมมือกับ TKN จัดตั้งบริษัทร่วมทุนโรงงานแห่งใหม่ ตั้งอยู่ที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ใช้งบลงทุนเริ่มต้นประมาณ 100 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นของขนมขบเคี้ยวจากบุก และเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิตของแต่ละฝ่าย เพื่อผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดย บริษัทร่วมทุนนี้ จะรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบและเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงเช่าพื้นที่โรงงานจาก TKN เพื่อใช้ผลิตขนมขบเคี้ยวจากบุก ขณะที่ Ms. Yao Jing จะมีบทบาทหลักในการจัดหาวัตถุดิบสำหรับบริษัทร่วมทุน พร้อมรับประกันราคาที่แข่งขันได้ ส่วน TKN จะรับผิดชอบการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานของโรงงาน รวมถึงบริหารการดำเนินงานประจำวันของโรงงาน ในด้านการบริหารงานของบริษัท ประกอบด้วยกรรมการ 3 ท่าน โดยมาจาก บริษัทใหม่ 2 ท่านและ TKN 1 ท่าน นอกจากนี้ TKN ยังได้รับสิทธิแต่งตั้งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทร่วมทุน ซึ่งจะรับผิดชอบการดำเนินงานและบริหารจัดการประจำวันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าที่เท่าเทียมกัน อิทธิพัทธ์ กล่าวว่า การลงนามใน MOU ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการขยายกำลังการผลิตและการเข้าถึงตลาดของขนมขบเคี้ยวจากบุกทั้งในประเทศไทยและระดับสากล ซึ่งการลงทุนในโครงการฯ จะช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น “ขณะเดียวกัน ยังช่วยสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว นับเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ของ TKN ในการมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความอร่อย สะดวกรวดเร็ว และมีประโยชน์ รวมถึงสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดโลก” อิทธิพัทธ์ กล่าว Alternate-X สรุปให้ เถ้าแก่น้อย (TKN) ลงนามร่วมทุนกับพันธมิตร 3 ราย ตั้งโรงงานผลิตขนมจากบุกในไทย ใช้งบลงทุนเริ่มต้น 100 ล้านบาท ตั้งที่ปทุมธานี รองรับเทรนด์ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ โดยโรงงานใหม่จะใช้พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานจาก TKN พร้อมแบ่งบทบาทบริหารร่วมกัน วางเป้าหมายเพื่อผลิตขนมบุกส่งตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนวิสัยทัศน์ TKN พัฒนาสินค้าขนบขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เพื่อขยายการเติบโตในตลาดอย่างยั่งยืน
‘โรบินฮู้ด’ ออกสเต็ปใหม่ ในมือบริหาร ‘ยิบอินซอย’ เซ็ตมาตรฐานร้านอาหาร-คน-แพลตฟอร์ม
‘ยิบอินซอย’ และ ‘โรบินฮู้ด’ ร่วมกับ ‘สถาบันอาหาร’ ยกระดับร้านอาหารไทยและบริการจัดส่งสู่มาตรฐานใหม่ มองไกลหนุนธุรกิจอาหารไทยเติบโตมีคุณภาพ-ยั่งยืนบนเวทีโลก หลังจาก ยิบอินซอย ปิดดีลเข้าซื้อธุรกิจ โรบินฮู้ด แพล็ตฟอร์มเดลิเวอรี จาก SCB X ผ่านข้อตกลงการซื้อหุ้นทั้งหมดของ Purple Ventures ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์ของ Robinhood ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวมสูงสุดกว่า 2,000 ล้านบาท ไปเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2567 ล่วงมากว่า 9 เดือนล่าสุดบริษัท ยิบอินซอย จำกัด และ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโรบินฮู้ด กับความคืบหน้าล่าสุดประกาศความร่วมมือกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จัดโครงการ ‘Food x Platform x People’ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการและไรเดอร์ให้มีความสามารถแข่งขันทั้งในประเทศและเวทีโลก สำหรับความร่วมมือครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งสามหน่วยงานจะร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และหลักสูตรอบรมด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ สุขอนามัย การบริหารจัดการธุรกิจ รวมถึงระบบบริการจัดส่งอาหารให้ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และเป็นธรรม ด้าน ‘มรกต ยิบอินซอย’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยิบอินซอย จำกัด และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ม่งใช้แพลตฟอร์มโรบินฮู้ดเป็นเครื่องมือสนับสนุนผู้ประกอบการไทย พร้อมยกระดับไรเดอร์ให้มีความรู้ ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีในอาชีพ ภายใต้ระบบที่เป็นธรรม สอดคล้อง ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวเสริมว่า “สถาบันอาหารพร้อมเป็นฐานสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อให้ธุรกิจอาหารไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนบนเวทีโลก” โดย พิธีลงนามจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของบริษัท ยิบอินซอย จำกัด โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสามหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมหารือแนวทางพัฒนาหลักสูตรและการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคตร่วมกัน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบ “Food x Platform x People” ที่ผสานจุดแข็งของเทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่อย่างยั่งยืน Alternate-X สรุปให้ ยิบอินซอย และโรบินฮู้ด จับมือสถาบันอาหาร เปิดโครงการ “Food x Platform x People” ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย หลังปิดดีลซื้อ Robinhood จาก SCB X มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ไปเมื่อเดือนกันยายน 2567 โดยโครงการมีระยะเวลา 3 ปี เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และไรเดอร์ ทั้งในด้านมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ สุขอนามัย และระบบจัดส่ง ชูแพลตฟอร์ม Robinhood เป็นเครื่องมือผลักดันเศรษฐกิจอาหารไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ตั้งเป้าเสริมความสามารถแข่งขันบนเวทีโลก พร้อมวางรากฐานอาชีพไรเดอร์อย่างยั่งยืน
ตลาดแว่นสายตา จะเป็นธุรกิจอนาคต 5 ปีหน้ามูลค่า 1.24 แสนล.บาทในไทย
ตลาดแว่นตาของอาเซียนในอีก 10 ปีหน้าจะเติบโตราว 4 แสนล้านบาท ส่วนในไทยมีมูลค่า 1.24 แสนล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโต 11.6% ต่อปี และเป็นโอกาสธุรกิจแว่นตา มร.เว่ย พาน ประธานคณะกรรมการจัดงาน บริษัท ดอนเนอร์ เอ็กซิบิชั่น จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้จัดงานแสดงสินค้ามืออาชีพระดับนานาชาติที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 23 ปี ในอุตสาหกรรมแว่นตา ล่าสุดเตรียมจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย ‘ASEAN Int’l Optics Fair’ งานแสดงสินค้าและสัมมนาระดับนานาชาติด้านแว่นตาและสายตาที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยงานฯ จะรวบรวมแบรนด์ ผู้ประกอบการด้านแว่นตา เลนส์ บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ชั้นนำทั่วโลกกว่า 200 ราย เพื่ออัปเดต เทรนด์และนวัตกรรมต่าง ๆ รวมถึงเวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้อุตสาหกรรมสายตาและแว่นตาในภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่งและเติบโตยิ่งขึ้น โดยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 9 – 11 ตุลาคม 2568 ณ ฮอลล์ 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร คาดมีผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกว่า 5,000 ราย “ในปีนี้ ได้ร่วมกับบริษัท บรอด อินเตอร์เนชันแนล จำกัด พร้อมจัดงาน ASEAN Int’l Optics Fair ครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่ตลาดแว่นตาในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตอบรับกับการเติบโตทางธุรกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาค และยังมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแว่นตาของภูมิภาค พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างรายได้ผ่านการท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และการจ้างงานอีกด้วย” มร.เว่ย กล่าว มร.เว่ย เสริมว่าในปี 2546 บริษัทฯ ได้เปิดตัวงาน Wenzhou Int’l Optics Fair (WOF-Wenzhou) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมแว่นตาในประเทศจีน และยังเป็นงานแสดงสินค้างานแรกในมณฑลเจ้อเจียงตอนใต้ที่ได้รับการรับรองจากสมาคมอุตสาหกรรมแสดงสินค้าระดับโลก (The Global Association of the Exhibition Industry หรือ UFI) ปัจจุบัน Wenzhou Int’l Optics Fair ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมแว่นตาที่ใหญ่ที่สุดสามอันดับแรกของโลก ขยายการค้าไทย-จีน ด้าน มร.เจี้ยนหมิน อู๋ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมแว่นตาแห่งมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน และผู้สนับสนุนหลักของงาน ASEAN Int’l Optics Fair กล่าวถึงภาพรวมของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนว่า ปี 2568 เป็นปีครบรอบ 50 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและจีน จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยติดต่อกันถึง 12 ปี ตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2567 โดยในปี 2567เพียงปีเดียว มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศอยู่ที่ 94,919.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.2% และด้วยศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการจัดงาน ASEAN Int’l Optics Fair ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย หนุนอุตฯแว่นตา ขยายตัว ด้าน ดร.ดนัย ตันเกิดมงคล ประธานสภาทัศนมาตรศาสตร์แห่งเอเชีย และทำหน้าที่นายกสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ASEAN Int’l Optics Fair เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของหน่วยงานทางวิชาชีพ องค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมแว่น และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ดอนเนอร์ เอ็กซิบิชั่น บรอด อินเตอร์เนชันแนล สมาคมอุตสาหกรรมแว่นตาแห่งมณฑลเจ้อเจียง สมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย สมาพันธ์อุตสาหกรรมแว่นตาเกาหลี (KOIC) สถาบันการจัดการสายตาแห่งเอเชีย (AOMA) อาย แวลลีย์ (Eye Valley) ทั้งนี้ เพื่อสร้างโอกาสทางการเติบโตทั้งในทางวิชาการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมดังกล่าวในประเทศไทยขยายตลาดสู่อาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตสูงสุดในโลก ตลอดจนมีความต้องการแว่นตา การดูแลสายตา และเทคโนโลยีด้านสายตาอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดการจัดงานตั้งเป้ามีผู้เข้าร่วมกว่า 5,000 คน จากทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนา ‘ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมแว่นตาในอาเซียน : นวัตกรรม การบูรณาการ และความสามารถในการแข่งขันระดับโลก’ จากผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรมแว่นตามาร่วมพูดคุย โอกาส-อนาคตตลาดแว่นตาไทย สมบูรณ์ นำทิพย์จันทาเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ISOPTIK ได้พูดถึงภาพรวมของมูลค่าตลาดแว่นตาของอาเซียนว่า มูลค่าตลาดแว่นตาของอาเซียนในปี 2567 มีมากกว่า 200,000 ล้านบาท และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีการเติบโตอยู่ที่มากกว่า 400,000 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าตลาดแว่นตาของประเทศไทยในปี 2567 อยู่ประมาณ 63,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่า จะเพิ่มเป็น 124,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโต 11.6% ต่อปี “การเติบโตดังกล่าว มาจากจำนวนผู้มีปัญหาทางสายตาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสายตายาวตามวัย และวัยทำงานที่ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ทำให้มีความต้องการแว่นตาโปรเกรสซีฟ และแว่นตากึ่งโปรเกรสซีฟคุณภาพสูง ที่สบายตาเพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตัวของชนชั้นกลาง ทำให้มีความต้องการแว่นตาแฟชั่นและแว่นสายตาคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น” สมบูรณ์ กล่าว ต้องเพิ่มบุคลากรเฉพาะทาง ด้าน ดร.วุฒิพงษ์ พึงพิพัฒน์ อาจารย์พิเศษ สาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ กล่าวถึงทิศทางของอุตสาหกรรมแว่นตาในอาเซียนว่ามีการเติบโตที่ดีตามความต้องการของผู้บริโภคที่มีปัญหาด้านสายตาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจุบันยังไม่สามารถผลิตบุคลากรสำคัญอย่างนักทัศนมาตรให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด เช่น ในประเทศไทยตอนนี้มีนักทัศนมาตรเพียง 800 คน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคหนึ่งของการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้น จึงควรเร่งผลิตนักทัศนมาตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจเร่งสร้างแบรนด์ ดร.ลักษณรินทร์ คานิเยาว์ ผู้จัดการฝ่ายวิชาการ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน(ไทย) จำกัด กล่าวว่า การผลักดันให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแว่นตาโลกเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐในการออกกฎเกณฑ์สร้างมาตรฐานและควบคุมคุณภาพให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างความมั่นใจและการยอมรับในเวทีระดับโลก สำหรับ ASEAN Int’l Optics Fair งานแสดงสินค้าด้านแว่นตาและสายตาที่ครบวงจรที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังมีการประชุม Asia-Pacific Eye Health Summit, การอัปเดตข้อมูลเชิงลึกด้านอุตสาหกรรม เรียนรู้แนวโน้มตลาด ผ่านงานสัมมนาและเวิร์คชอปจากสมาคมทัศนมาตรแห่งประเทศไทย โซนพิเศษในการโชว์นวัตกรรมจากประเทศจีน ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม รวมถึงเวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ซึ่งจะจัดระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2568 ณ ฮอลล์ 5-6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://asean.opticsfair.com/ และสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีได้ที่ http://donnor.cn/J6F2 Alternate-X สรุปให้ ตลาดแว่นตาอาเซียนเติบโตแตะ 4 แสนล้านบาทใน 10 ปีข้างหน้า ส่วนไทยโตเฉลี่ยปีละ 11.6% แตะ 1.24 แสนล้านในปี 2573 เป็นโอกาสของธุรกิจผ่านการจัดงาน ASEAN Int’l Optics Fair ครั้งแรกในไทย 9–11 ต.ค. 2568 ดึงผู้ประกอบการแว่นตาทั่วโลกขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแว่นตาไทยสู่อาเซียน พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางอุตฯ แว่นตา รับความต้องการแว่นตาเพิ่มขึ้นจากดิจิทัลไลฟ์สไตล์และสังคมสูงวัย กระตุ้นดีมานด์ทั้งเชิงสุขภาพและแฟชั่น งานนี้ยังชี้ช่องว่างบุคลากรทัศนมาตรในไทย และแนะธุรกิจเร่งสร้างแบรนด์แข่งขันในเวทีโลก
ไทยเบฟฯหนุนเยาวชนไทย รวบสกิลองค์ความรู้ทุกศาสตร์ สร้างพลังเปลี่ยนแปลงสู่เวทีโลก
ดึงสกิลอนาคตคนรุ่นใหม่ แข่งขัน Rakkaew Enactus National Exposition 2025 ปีนี้จุฬาฯคว้าแชมป์ เตรียมเป็นตัวแทนประเทศไทยสู่เวทีโลก ผศ. นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ประธานกรรมการ มูลนิธิรากแก้ว กล่าวว่ามูลนิธิรากแก้ว ร่วมกับ Enactus ประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลัก โดยจัดการแข่งขัน Rakkaew Enactus National Exposition 2025 เวทีสำหรับเยาวชนทั่วประเทศที่ร่วมขับเคลื่อนพลังคนรุ่นใหม่ผ่านการลงมือทำโครงการจริงที่บูรณาการความรู้จากหลากหลายศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และธุรกิจ เพื่อสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดผู้ประกอบการเพื่อสังคม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยการแข่งขันในครั้งนี้มีตัวแทนจาก 21 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขัน นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วยพลังของนวัตกรรมและความคิดแบบผู้ประกอบการ เพื่อสังคม โดยทีมที่ได้รับรางวัล มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ คือ “โครงการ Cocoa Go Green” จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ที่พัฒนาและยกระดับโกโก้ไทยด้วยนวัตกรรม เพิ่มรายได้เกษตรกร แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ยั่งยืน รางวัลรองชนะเลิศ คือ “โครงการสานศิลป์ ถิ่นภูมิปัญญา บุรีรัมย์” จาก ทีม Young ผการันดูล มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ปลุกพลังภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้ชุมชนกว่า 30 แห่งทั่ว จ.บุรีรัมย์ ให้มีชีวิตใหม่ โดยเชื่อมโยงงานผ้าไหมและจักสานไม้ไผ่กับนวัตกรรม สร้างผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย ขยายช่องทางการตลาด รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 คือ “โครงการ Agro-Power พลังเกษตรเปลี่ยนขยะเศษอาหารเป็นทุนชีวิต” จาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดัดแปลงขยะอาหารและเศษวัสดุทางการเกษตรกว่า 14 ตัน มาสร้างคุณค่าใหม่ แปรรูปขยะอาหาร และของเสียสู่โปรตีน อาหารสัตว์ และปุ๋ยอินทรีย์ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 3 คือ “โครงการฟังใจ เห็ดเยื่อไผ่ เพื่อชุมชนที่ยั่งยืน” จาก มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ พัฒนาการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ ร่วมกับชุมชนครบทุกมิติ ขยายตลาดโดยใช้นวัตกรรม AI ผสมผสานกับ ภูมิปัญญาชุมชน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้มาตรฐาน อย. สำหรับทีมชนะเลิศจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก Enactus World Cup 2025 ซึ่งปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2568 ในงาน Sustainability Expo 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยการแข่งขัน Enactus World Cup คือ เวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมสุดยอดทีมเยาวชนจากกว่า 34 ประเทศทั่วโลก มานำเสนอโครงการธุรกิจเพื่อสังคม ที่สร้างผลกระทบจริงในชุมชนโดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านพลังของคนรุ่นใหม่ นับเป็นงานที่ได้รับการจับตามองจากทั้งภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรระดับโลก “นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเยาวชนไทย คนรุ่นใหม่ที่เก่งด้านวิชาการ มีจิตสาธารณะ มีความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างแท้จริง ให้ก้าวสู่เวทีโลกแห่งนวัตกรรมเพื่อทำประโยชน์ให้สังคมยั่งยืนต่อไป Alternate-X สรุปให้ การแข่งขัน Rakkaew Enactus National Exposition 2025 ปลุกพลังคนรุ่นใหม่สู่การเปลี่ยนแปลงสังคม จุฬาฯ คว้าแชมป์จากโครงการ “Cocoa Go Green” เตรียมเป็นตัวแทนไทยสู่เวทีโลก ชูแนวคิด “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” ผสานนวัตกรรมและภูมิปัญญาในโครงการจริง ในปีนี้มีเยาวชนกว่า 21 สถาบัน ร่วมนำเสนอโมเดลธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในทุกมิติ รับประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ Enactus World Cup 2025 กันยายนนี้ ณ ศูนย์ฯ สิริกิติ์
มีใครให้มากกว่านี้ไหม? เปิดประมูลทะเบียนเลขสวย ‘3 ขข’ เลขรหัสทรัพย์-สำเร็จทุกเส้นทาง
หลังจากกรมการขนส่งทางบก เปิดประมูลทะเบียนเลขสวยมานานกว่า 20 ปีเพื่อหารายได้เข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ภายใต้การดูแลของกรมขนส่งฯ พร้อมใช้ ‘กิมมิค’ ของทะเบียนเลขสวยมาเพิ่มมูลค่า ด้วยการวางตำแหน่งให้เป็นสินค้ามงคลมาเสริมทั้งกำลังใจและภาพลักษณ์ให้กับผู้ได้ครอบครองหรือเจ้าของรถ เช่น คนทำธุรกิจ, ผู้บริหาร, หรือ แม้แต่เหล่าคนดังผู้ทรงอืทธิพล (influencer) ในวงการต่างๆ ฯลฯ ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ได้เปิดประมูลทะเบียนเลขสวยในปี 2546 เป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานตัวเลขที่ชัดเจนออกมาจากประมูล แต่มีความเป็นไปได้สามารถทำรายได้จากการประมูลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท หากคำนวณรายได้แต่ละปีอยู่ที่หลัก 700-800 ล้านบาท จากการเปิดประมูลฯทั่วประเทศ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยทะเบียนเลขสวย ที่ทำราคาสูงสุด เช่น ‘9กก 9999’ 45 ล้านบาท (เปิดประมูลปี 2565) ‘8กก 8888’ 28 ล้านบาท (เปิดประมูลปี 2563) ขณะเดียวกัน กรมการขนส่งทางบก ยังใช้ ‘คำ’ มาร่วมวางเป็นส่วนหนึ่งของป้ายทะเบียนเลขสวย โดยในปี2565 ยังได้เปิดให้มีการประมูลทะเบียนพิเศษ ‘รวย 9999’ ราคาสูงถึง 18.56 ล้านบาท และ ‘รวย 8888’ ราคา 11.1 ล้านบาท ซึ่งนำเงินเข้ากองทุนฯ กว่า 100 ล้านบาท จากการประมูลครั้งแรกของทะเบียนพิเศษ 84 หมายเลข อีกด้วย ถัดมาในครั้งที่ 2 สำหรับทะเบียนพิเศษ ‘เฮง 9999’ สามารถทำเงินเข้ากองทุนรวมกว่า 126 ล้านบาท และการประมูลทะเบียนสวยปกติในช่วงปี 2567 ยังสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 61 ล้านบาท จาก 49 หมายเลข ‘3 ขข’ เลขแห่งเทพเจ้า-สำเร็จทุกเส้นทาง ล่าสุดในปี 2568 นี้ กรมการขนส่งทางบก เชิญชวนร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถ ‘หมวดอักษร 3ขข’ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ‘ขุมทรัพย์ล้ำค่า ส่งเสริมดวงชะตา” ในวันที่ 21 – 22 มิถุนายน 2568 สามารถลงทะเบียนได้ที่ทางเว็บไซต์ www.tabienrod.com ด้าน จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) กล่าวว่า กรมขนส่งทางบกจัดกิจกรรมเปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกินเจ็ดคน “หมวดอักษร 3ขข” ในวันที่ 21 – 22 มิถุนายน 2568 เวลา 9.00 น. ณ กรมการขนส่งทางบก อาคาร 6 โดยความพิเศษของการประมูลครั้งนี้ มาในคอนเซ็ปต์ “ขุมทรัพย์ล้ำค่า ส่งเสริมดวงชะตา” ซึ่งเลข 3 เปรียบเสมือน เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ฮก ลก ซิ่ว ทั้งสามองค์ คุ้มครอง ช่วยเสริมดวงชะตา มีโชคลาภ, ขข เมื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อักษร ข ตัวแรกจะเป็นการขอพรหรือหวังสิ่งใดสมหวังก็สำเร็จ อักษร ข ตัวหลังก็เป็นตะขอคอยเกี่ยวทรัพย์ “ดังนั้น 3ขข ไม่ใช่แค่ป้ายทะเบียน แต่คือขุมทรัพย์แห่งพลังชีวิต ผู้ที่ได้ครอบครองคือผู้ที่ได้พลังแห่งโชคลาภและความสำเร็จ ทั้งนี้ รายได้จากการประมูล” จิรุตม์ กล่าว สำหรับรายได้จากการประมูลฯ จะนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) และนำไปใช้ในกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยในการ ใช้รถใช้ถนน สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยทางถนน รวมทั้งสนับสนุนเป็นค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน โดยการจัดบูธประชาสัมพันธ์การประมูลทะเบียนรถเลขสวย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 1 โซน C ยังจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2568 ซึ่งภายในงานแต่ละวันจะมีโหราจารย์ หมอดูที่มีชื่อเสียงมาร่วมพูดคุย ถึงศาสตร์ตัวเลข การเสริมความเป็นสิริมงคล หมายเลขที่ใช่ ที่เหมาะกับคุณ อาทิ หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา อาจารย์คฑา หมอต๊อกแต๊กA4 โดยผู้ที่สนใจร่วมประมูล และวางหลักประกันภายในงานจะยังได้รับของที่ระลึก แล้วยังมีสิทธิ์ลุ้นร่วมพูดคุยส่วนตัวกับผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ตัวเลข เพียงวันละ 1 ท่าน นอกจากนี้ยังมีดาราชื่อดังอีกหลากหลายท่าน อาทิ วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์, จูเนียร์-ปณชัย ศรีอาริยะรุ่งเรือง, แก้มบุ๋ม-ปรียาดา สิทธาไชย และ โก้-วศิน อัศวนฤนาท มาร่วมแชร์ความปังด้านความเชื่อเรื่องศาสตร์ตัวเลขสลับสับเปลี่ยนกันไปแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง 3 ช่องทางเปิดให้ประมูล จิรุตม์ เสริมว่า การประมูลหมายเลขทะเบียนรถ“หมวดอักษรพิเศษ 3ขข” มีหมายเลขที่นำออกมาประมูลทั้งสิ้น 301 หมายเลข ผู้สนใจสามารถร่วมประมูลได้ในวันที่ 21 – 22 มิถุนายน 2568 โดยมีการประมูลด้วยกัน 3 ช่องทาง คือ ทางวาจาในห้องประมูล ณ อาคาร 6 ชั้น 7 กรมการขนส่งทางบก สามารถร่วมประมูลได้ตั้งแต่เวลา 00 น. เป็นต้นไป หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาประมูลแทน ประมูลผ่านระบบทางอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ tabienrod.com โดยสามารถลงทะเบียน และเสนอราคาประมูลล่วงหน้าได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถเสนอราคาแข่งขันกับทางวาจาและโทรศัพท์ ในวันประมูลได้ ประมูลทางโทรศัพท์ จะเป็นการประมูลไปพร้อมกับการประมูลทางวาจา โดยก่อนที่จะถึงหมายเลขที่ท่านลงทะเบียนไว้ เจ้าหน้าที่จะติดต่อไปหาท่าน เพื่อให้ท่านได้เสนอราคาแข่งกับห้องประมูล โดยเจ้าหน้าที่จะขานราคาตามที่ท่านระบุ นอกจากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถหมวดอักษรพิเศษ 3ขข แล้ว ในสัปดาห์ถัดไป วันที่ 28 มิถุนายน ทางกรมการขนส่งทางบก จะจัดประมูลป้ายทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษ เป็นป้ายที่มีการเสนอคำ/ข้อความเข้ามา เช่น รวย789, ขุมทรัพย์ 4 , สำเร็จ9 , สง่า 9999 , มังกร 123 และหมายเลขอื่นๆ รวม 120 หมายเลข ผู้ที่สนใจร่วมประมูล สามารถร่วมประมูล ได้ในวันที่ 28 มิถุนายน 2568 ผ่าน 2 ช่องทาง คือ ทางวาจาในห้องประมูล ณ อาคาร 6 กรมการขนส่งทางบก และทางอินเทอร์เน็ตที่ www.tabienrod.com ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพื่อลงทะเบียนได้ที่บูธประชาสัมพันธ์ ของกรมการขนส่งทางบก ณ บริเวณลานโปรโมชั่น ชั้น 1 โซน C เซ็นทรัลลาดพร้าว ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2568 หรือสำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน โทร. 0-2272-5937 หรือสายด่วนกรมการขนส่งทางบก โทร. 1584 หรือ 0-2271-8888 หรือเว็บไซต์ www.tabienrod.com Alternte-X สรุปให้ กรมการขนส่งทางบกเปิดประมูลทะเบียนเลขสวยมานานกว่า 20 ปี สร้างรายได้สะสมหลักหมื่นล้านบาท พร้อมวางจุดขายทะเบียนเลขสวยให้เป็น “สินค้ามงคล” เสริมดวง ล่าสุดเตรียมเปิดประมูลหมวดใหม่ ‘3ขข’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ขุมทรัพย์ล้ำค่า ส่งเสริมดวงชะตา” ผู้สนใจร่วมประมูลได้ 21-22 มิ.ย. นี้ ทั้งออนไลน์และออนไซต์ พร้อมบูธให้คำปรึกษาสายมูฯ โดยหมอดูชื่อดัง
‘ชาบูชิ’ ทวงแชมป์ ‘Top of Mind’ คนรุ่นใหม่ ทุ่มหมดหน้าตักเจาะตลาดฟู้ด 7 แสนล.
‘ชาบูชิ’ แบรนด์ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่ในตลาดอาหารไทยมากว่า 20 ปี กำลังเข้าสู่ยุคใหม่หลังสองผู้บริหารกลุ่มโออิชิ โฮลดิ้ง แซม-ไพศาล อ่าวสถาพร และ ศสัย ตังเดชะหิรัญ ประกาศแผน ‘รีเฟรช’ แบรนด์ พร้อมทุ่มหมดหน้าตัก เพื่อเป้าหมายสู่การเป็นแบรนด์ร้านอาหารที่เข้าไปนั่งในใจอันดับแรกๆ ของผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ‘ไพศาล อ่าวสถาพร’ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารพอร์ตธุรกิจร้านอาหารในเครือโอชิ โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า บริษัทฯ วางร้านอาหารสไตล์ญีปุ่น ‘ชาบูชิ’ (Shabushi) เป็นแบรนด์ยุทธศาสตร์สำคัญในการทำธุรกิจร้านอาหาร เพื่อปรับภาพจำจากแบรนด์รุ่นใหญ่สู่การเป็นรุ่นใหม่ นับจากนี้ไป โดย ‘ชาบูชิ’ จะเติมความใหม่ในทุกด้านตั้งแต่ตัวแบรนด์ เมนูวัตุถุดิบอาหาร ไปจนถึงการเลือกเครื่องมือการสื่อสารการตลาดใหม่หมด เรียกว่าเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่ของชาบูชิ ในรอบกว่า 20 ปี ก็ว่าได้ “ชาบูชิ เองก็เป็นแบรนด์คนรุ่นใหม่ในตอนนั้นที่มีอายุกว่า 20 ปี เมื่อเวลาผ่านไปถึงตอนนี้คนกลุ่มนั้นก็มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปแล้ว ซึ่งแบรด์ถือว่าได้ฐานกลุ่มนี้แล้วและจากนี้ไปคือการทำให้แบรนด์ชาบูชิเป็นท็อป ออฟ มายด์ ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ในปัจจุบัน นึกถึงเป็นอันดับแรกๆ” ไพศาล กล่าว อย่างไรก็ตาม ไพศาล ไม่กล่าวถึงงบลงทุนการรีเฟชรแบรนด์‘ชาบูชิ’ ที่ชัดเจนว่าเตรียมไว้เท่าใด? แต่ย้ำว่า “การรีเฟรชแบรนด์ชาบูชิในครั้งนี้จัดหนักทุกด้าน เรียกว่า มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ เพื่อการนี้เลยทีเดียว” ‘ชาบูชิ’ ไม่ห่วงสงครามหม้อไฟเดือด ด้าน ศสัย ตังเตชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัทโออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารในเครือโออิชิ กล่าวว่าบริษัทฯ วางตำแหน่งทางการตลาดใหม่แบรนด์ ‘ชาบูชิ’ ที่ให้ความคุ้มค่าและตอบโจทย์ทั้งในกลุ่มอาหารประเภทหม้อไฟ (Hot Pot) และ ซูชิ ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้ของผู้บริโภคทั่วไปรวมถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มองว่า ชาบูชิ เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีทั้งหม้อไฟและซูชิ สายพาน ในที่เดียว โดยใช้กลยุทธ์การตลาดภายใต้แนวคิด อีโมชันนัล เอ็กซพีเรียนซ์ (Emotional Experience) ด้วยนำจุดแข็งหลักของแบรนด์ ‘รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด’ (Good Taste Great Time Never End) ต่อยอดสู่ประสบการณ์เชื่อมโยงทั้งอารมณ์และการรับประทานอาหาร ผ่าน 3 แกนหลัก ประกอบด้วย Shabushi ALL-STAR SERIES เมนูชาบู-ชาบู พรีเมียม และวัตถุดิบคุณภาพ ให้ความคุ้มค่าและความอร่อย Shabushi SUSHI-MASTER SERIES ยกระดับประสบการณ์ซูชิ ข้าวปั้นหลากหลายหน้า และเมนูใหม่ที่ทำอย่างพิถีพิถัน Shabushi Great Moment สร้างความประทับใจด้วยบริการ และ กิจกรรทในร้านเพื่อสร้างประสบการณ์ร่วมกันตามไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ “ชาบูชิ จะไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหาร แต่คือแพลตฟอร์มของคนรุ่นใหม่ที่สร้างโซเชียล บอนดิง ความผูกพันธ์ร่วมกันของยังเจนฯในสังคม” ศสัย กล่าว ขณะเดียวกัน ชาบูชิ ยังวางแผนสื่อสารการตลาดแบบครบวงจรผ่านเครื่องมือต่างๆ รวมถึงผลิตภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ พร้อมทำงานร่วมกับ #สกายนานิ ‘สกาย-วงศ์รวี นทีธร’ และ ‘นานิ-หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ’ เป็นตัวแทนความสดใส มิตรภาพ และพลังบวก ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คู่แรกของชาบูชิ ซึ่งมีบุคคลิกในทิศทางเดียวกับแบรนด์ พร้อมเปิดตัวแคมเปญ ชาบูชิ x สกาย – นานิ : ALL YOU CAN กรี๊ด เพื่อขยายฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วย พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังสร้างประสบการณ์ใหม่จากการรีเฟรชแบรนด์ ชาบูชิให้กับผู้บริโภค โดยนำมาสเตอร์เชฟ ร่วมพัฒนาเมนูซูชิระดับพรีเมียมบนสายพาน โดยนำร่องเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าซีคอน สแควร์ ศรีนครินทร์ ก่อนทยอยให้บริการในสาขาอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการตอกย้ำความคุ้มค่าของชาบูชิ ตามแนวทางการตลาดที่วางไว้ “ชาบูชิ โฟกัสความคุ้มค่า ความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก และไม่ได้วางตำแหน่งทางการตลาดในกลุ่มหม้อไฟเพียงอย่างเดียว แต่เราอยู่ในเซ็กเมนต์หลักที่วางไว้แต่แรกคือเป็นฮอตพอทและซูชิ บนสายพานรายเดียวที่ผู้บริโภคต่างนึกถึงและยังเป็นจุดแข็งสำคัญในการทำตลาด” ศสัย กล่าว โดยร้านชาบูชิ ให้บริการรูปแบบบุฟเฟต์ต่อคน แบ่งเป็น 3 ราคา คือ ราคา 399 บาท, 499 บาท และ 599 บาท และยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้าขึ้นในขณะนี้ โดยปัจจุบันเปิดให้บริการ 190 สาขาทั่วประเทศ บนทำเลหลักขยายสาขาร่วมกับศูนย์การค้าเปิดใหม่ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด โดยในปีงบประมาณของบริษัท (2568-2569) วางแผนขยายสาขาใหม่ราว 10 แห่ง ศสัย กล่าวว่า จากการเปิดสาขาชาบูชิที่จะไปพร้อมกับการขยายสาขาใหม่ของศูนย์การค้าที่ต้องเปิดปิดในเวลาเดียวกันกับศูนย์ฯ ทำให้ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ 24 ชั่วโมงในทำเลดังกล่าว แต่ก็มีบางสาขาอย่างศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ที่เปิดให้บริการได้ 24 ชั่วโมงที่ตรงกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบยืดหยุ่น โดยปัจจุบัน ‘ชาบูชิ’ ครองสัดส่วนรายได้ 80% ในพอร์ตสินค้าอาหารทุกแบรนด์ในเครือโออิชิ จากแนวทางดังกล่าว แบรนด์ชาบูชิ ยังมองว่าเป็นการปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดอาหารทุกกลุ่ม (Segment) ทั้งสาขาร้านอาหารและสตรีท ฟู้ด มีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาทและมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องทุกปี จากจำนวนทั้งผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาและผู้เล่นรายเดิมที่หายไปในสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ทำให้ตลาดยังมีมูลค่าดังกล่าว ส่วนตลาดอาหารประเภทหม้อไฟคาดมีมูลค่าราว 3 แสนล้านบาท Alternate-X สรุปให้ ‘ชาบูชิ’ รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี เพื่อเจาะใจคนรุ่นใหม่ วางภาพลักษณ์ใหม่ ‘คุ้มค่า-ครบเครื่อง’ ทั้งหม้อไฟและซูชิสายพาน เดินหน้าด้วย Emotional Experience เสริมเมนูพรีเมียม พร้อมกิจกรรมในร้าน จับมือดูโอพรีเซ็นเตอร์ ‘สกาย–นานิ’ สื่อสารแบรนด์สดใส–พลังบวก เตรียมขยาย 10 สาขาใหม่ รองรับตลาดอาหาร 7 แสนล้านบาทที่เติบโตต่อเนื่อง
