แพทย์เฉพาะทางกระดูก Bangkok Advanced Clinics บอกคนส่วนใหญ่โครงสร้างร่างกายไม่สมดุล สะสมสู่อาการปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เพิ่มทางเลือกการรักษาผ่านการวางเท้าเหมาะสม นอกเหนือผ่าตัด
-
โครงสร้างร่างกายไม่สมดุลสะสมสู่อาการโรค ความผิดปกติเล็กน้อยของร่างกายที่ไม่ได้แก้ไขจะบีบให้กระดูกส่วนอื่นปรับตัวชดเชย จนนำไปสู่อาการปวดหลัง กระดูกสันหลังคด และเข่าเสื่อมในระยะยาว
-
เตือนวัยทำงานมักไม่รู้ตัว แพทย์เฉพาะทางกระดูกระบุว่าปัญหาโครงสร้างร่างกายมักเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตเห็นเพราะยังไม่มีอาการเจ็บปวดปรากฏชัดเจนในช่วงแรก
-
แผ่นรองพื้นเท้าทางเลือกไม่ต้องผ่าตัด Bangkok Advanced Clinics ใช้การวินิจฉัยเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายผ่านแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) เป็นอุปกรณ์ช่วยเดินสบายและดูแลสรีระรวม อีกหนึ่งทางเลือกการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด
นพ.สมศักดิ์ เหล่าวัฒนา ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ Bangkok Advanced Clinics ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างร่างกายจำนวนมากมักเริ่มจากความผิดปกติเล็กน้อยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเด็กและวัยทำงาน ซึ่งในช่วงแรกอาจยังไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวเพื่อชดเชยความไม่สมดุล เช่น เมื่อขาทั้งสองข้างสูงไม่เท่ากัน กระดูกเชิงกรานจะเอียงตาม จากนั้นลำตัวและกระดูกสันหลังจะค่อย ๆ ปรับแนวเพื่อให้ร่างกายยังคงทรงตัวได้
“ส่งผลให้เกิดปัญหาสะสมในระยะยาว เช่น ปวดหลัง กระดูกสันหลังคด เข่าเสื่อม หรือข้อสะโพกรับน้ำหนักไม่เท่ากัน”
สำหรับแนวทางการดูแลของ Bangkok Advanced Clinics ใช้การวินิจฉัยเพื่อหาจุดบกพร่องเพื่อปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้กับคนไข้ ที่นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว ยังได้ขยายแนวทางการรักษาผ่านแผ่นรองพื้นรองเท้า (Insole) อุปกรณ์ช่วยให้เดินสบาย หรือแก้ปัญหาเฉพาะฝ่าเท้าเท่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลโครงสร้างร่างกายโดยรวม
โดยเริ่มตั้งแต่
- การประเมินโครงสร้างด้วยการเอกซเรย์ตั้งแต่ช่วงคอลงมา เพื่อดูแนวกระดูกสันหลัง
- ความสูงของกระดูกเชิงกราน แนวข้อเข่า ข้อเท้า และความสมดุลของร่างกาย
จากนั้นแพทย์จะนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และกำหนดสเปกของแผ่นรองเท้าให้เหมาะกับแต่ละบุคคล กระบวนการดังกล่าวถือเป็นจุดแตกต่างสำคัญจากการทำแผ่นรองเท้าทั่วไปที่มักเน้นการวัดเท้าหรือแก้ปัญหาเฉพาะบริเวณฝ่าเท้า
สำหรับแนวทางของ Bangkok Advanced Clinics จะพิจารณาความสัมพันธ์ของเท้ากับโครงสร้างส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เพื่อช่วยให้การปรับสมดุลมีความแม่นยำที่สุด พร้อมติดตามผลหลังการใช้งาน
โดยผู้รับบริการจะได้รับการประเมินซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น 1 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ตามลักษณะของแต่ละเคส เพื่อดูว่าโครงสร้างร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และแผ่นรองเท้ายังสอดคล้องกับสเปกทางการแพทย์หรือไม่ เนื่องจากวัสดุของแผ่นรองเท้าและรองเท้ามีการเสื่อมสภาพตามการใช้งาน ขณะเดียวกัน ร่างกายของผู้ใช้อาจมีการปรับตัวดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จำเป็นต้องปรับสเปกให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงาน พบว่าผู้รับบริการมีทั้งกลุ่มที่เข้ามาเพราะมีอาการเจ็บป่วย เช่น ปวดเข่า ปวดหลัง รองช้ำ เท้าแบน หรือมีปัญหาหลังการผ่าตัดข้อเข่า รวมถึงกลุ่มที่ยังไม่มีอาการ แต่ต้องการตรวจเช็กโครงสร้างเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองที่เริ่มให้ความสำคัญกับโครงสร้างร่างกายของบุตรหลานตั้งแต่วัยเด็ก
โดยหนึ่งในกลุ่มที่เริ่มเข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นคือเด็กนักเรียน โดยหลายครอบครัวเริ่มสังเกตจากพฤติกรรมการเดินของเด็ก เช่น เดินเป็ด เท้าแบน เข่าชิด หรือรองเท้าสึกไม่เท่ากัน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโครงสร้างที่ไม่สมดุล หากได้รับการประเมินและดูแลตั้งแต่ช่วงวัยที่ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ดี อาจช่วยลดความเสี่ยงของปัญหากระดูกและข้อในอนาคต
จากประสบการณ์การดูแลผู้รับบริการจำนวนมาก ยังพบว่า เมื่อผู้ป่วยสูงอายุหรือสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเข้ามารักษาและได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับความไม่สมดุลของร่างกาย มักทำให้เกิดความตระหนักต่อสุขภาพของสมาชิกคนอื่นในครอบครัวตามมา โดยเฉพาะลูกหลาน ส่งผลให้การดูแลโครงสร้างร่างกายค่อย ๆ ขยายจากผู้ป่วยรายบุคคลไปสู่การดูแลในระดับครอบครัว



