MILKLAB ออสเตรเลีย ใช้โมเดลคอลแล็บส์ท้องถิ่น และ คอมมูฯ มาร์เก็ตติ้ง เจาะตลาดกาแฟไทย ผ่านเครือข่ายบาริสต้ากว่า 3,000 คน รับเทรนด์เครื่องดื่มทางเลือกโตต่อเนื่อง 5%
- MILKLAB ใช้โมเดลธุรกิจจากออสเตรเลียบุกไทย ร่วมพันธมิตร Aroma Group ขยายตลาดคาเฟ่และธุรกิจเครื่องดื่ม พร้อมใช้กลยุทธ์สร้าง Community ในกลุ่มบาริสต้าไทย
- เจาะตลาด Specialty Coffee ผ่านบาริสต้า 3,000 คน MILKLAB วางตำแหน่งเป็นเครื่องดื่มทางเลือก (Plant-Based Milk) สำหรับกาแฟพิเศษรับเทรนด์ Specialty Coffee ที่เติบโตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ตลาด Plant-Based ไทยยังโตต่อเนื่อง MILKLAB มองพฤติกรรมผู้บริโภคไทยเริ่มคล้ายออสเตรเลีย ทั้งการดื่มนมทางเลือกและเทรนด์ Home Barista ที่ขยายตัวสูง
ไมเคิล เพริช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูมิ ลิมิเต็ด (Noumi Limited) ประเทศออสเตรเลีย ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่มทางเลือก (Plant-Based)แบรนด์ ‘MILKLAB’ เปิดเผยว่า ‘MILKLAB’ ก่อตั้งในปี 2558 และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแพลนต์เบสระดับพรีเมียม อันดับ1 ของออสเตรเลีย พร้อมทำตลาดใน 24 ประเทศทั่วโลก และได้นำแบรนด์ ‘MILKLAB’ เข้ามาทำตลาดในในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีก่อน (2567)
สำหรับ MILKLAB เป็นแบรนด์สินค้าที่ออกแบบควบคู่มากับบาริสต้า วางตำแหน่งให้เป็นเครื่องดื่มทางเลือกร่วมกับกาแฟพิเศษ ‘สเปเชียลตี คอฟฟี’ (Specialty Coffee) ตั้งแต่ 10 ปีก่อน จนเป็นที่ยอมรับสูงถึงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับการเข้ามาทำตลาด Specialty Coffee ในไทยที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในปี 2569 MILKLAB วางแนวทางการทำตลาดเชิงรุกในไทย โดยนำรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่ประสบความสำเร็จในประเทศออสเตรเลีย มาปรับใช้ในประเทศไทย ประกอบด้วย 2 กลยุทธ์หลัก คือ
- ความร่วมมือการทำตลาดกับพันธมิตรธุรกิจท้องถิ่นที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มกาแฟในไทย คือ บริษัท อโรม่า กรุ๊ป
- กลยุทธ์สร้างความผูกพันธ์แบรนด์ MILKLAB ในชุมชน (Community) บาริสต้าไทย

ด้าน เดนิส เฟลพ์ส ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการดูแลลูกค้า บริษัทนูมิ ลิมิเต็ด เสริมว่า ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการทำตลาดของนูมิ และ พันธมิตรท้องถิ่น บริษัท อโรม่า กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมธุรกิจเครื่องดื่มกาแฟในไทย เพื่อขยายการทำตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ทั้งในช่องทางธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food Service) ธุรกิจร้านกาแฟ คาเฟ่ รวมถึงการขยายตลาดผู้บริโภค (B2C) จากแนวโน้มการดื่มกาแฟที่บ้าน หรือ โฮมบาริสต้า (Home Barista) ที่กำลังขยายการเติบโตสูงขึ้นในประเทศไทย เช่นกัน
ขณะที่ เซิร์จ คอสติ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท นูมิ ลิมิเต็ด กล่าวว่า แนวทางการทำตลาด MIL:KLAB นับจากนี้ไปจะเร่งสร้างการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในกลุ่มผู้บริโภคคนไทยโดยเฉพาะเกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘บาริสต้า’ ที่มีอยู่กว่า 3,000 รายในปัจจุบัน ผ่านการสร้างชุมชน (Community) วัฒนธรรมการดื่มกาแฟพิเศษ
โดยในปีนี้ MILKLAB ได้กระตุ้นการจดจำแบรนด์ โดยเข้าร่วมสนับสนุนหลักในกิจกรรมงาน World Coffee Bangkok 2026 จัดระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา
นอกจากนี้ MILKLAB ยังใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านไลฟ์สไตล์และสร้างชุมชนผ่านการประสบการณ์เครื่องดื่มมาสร้างการจดจำ เช่น คาเฟ่เรฟ (Café Raves) การผสมผสานดนตรีเข้ากับวัฒนธรรมคาเฟ่ เป็นต้น
“ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กระแสการบริโภคคนออสเตรเลียใช้เครื่องดื่มนมทางเลือกใส่ในเมนูเครื่องดื่มร้อนเย็นเพิ่มขึ้น ขณะที่แดรี่โปรดักส์ชะลอตัวลง ซึ่งมองว่าไทยกำลังเป็นตลาดที่มีการขยายตัวในลักษณะเดียวกัน”
ปัจจุบัน MILKLAB มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือก 5 สูตร ประกอบด้วย นมอัลมอนด์ (Almond) ผลิตจากอัลมอนด์ออสเตรเลีย, นมโอ๊ต (Oat) , นมถั่วเหลือง (Soy), นมแมคคาเดเมีย (Macadamia) และ มะพร้าว (Coconut) โดยเบื้องต้นทำตลาดในไทย 2 สูตร คือ นมอัลมอน์ และนมโอ๊ต วางราคาปลีก 105 บาท ปริมาณบรรจุกล่อง 1,000 มล.
สำหรับแนวทางดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายสร้างการเติบโตแบรนด์ 20% จากในช่วงที่ผ่านมา MILKLAB ได้ทำการตลาดผ่านคอนเทนต์ร่วมกับครีเอเตอร์ และ อินฟลูเอ็นเซอร์ สามารถสร้างยอดการรับชมในช่องทางสื่อโซเชียลแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านวิว
ทั้งนี้ ยังเพื่อรองรับตลาดเครื่องดื่มทางเลือกแพลนต์เบสในประเทศไทยซึ่งเติบโตราว 5% ต่อเนื่อง สะท้อนศักยภาพของตลาดในฐานะศูนย์กลางด้านวัตกรรมและภูมิทัศน์กาแฟในระดับภูมิภาค ปัจจุบันตลาดแดรี่ โปรดักสในไทยเชิงปริมาณ (Volume) มีมูลค่าราว 150 ล้านลิตร แบ่งเป็นกลุ่มเครื่องดื่มแพลนต์เบส ประมาณ 2,000-3,000 ล้านลิตร




