กรุงเทพมหานคร โอเพน เฮ้าส์ โชว์เคสทำงานในรอบ 4 ปีผ่านไปใช้บิ๊กดาต้าย้ำ Digital Governance จัดการเมือง ขอไปต่อสร้างแลนด์มาร์คใหม่ 1.8 พันล้านบาท
-
ดิจิทัลบริหารจัดการ-ทราฟฟี่ ฟองดู (Digital Governance & Traffy Fondue) ใข้แพลตฟอร์มดิจิทัล รับเรื่องร้องเรียนกว่า 1.2 ล้านเรื่อง พร้อมลดเวลาดำเนินการจาก 26 วัน เหลือเพียง 2.4 วัน โดยมีประชาชนพึงพอใจสูงถึง 81%
-
เก็บข้อมูลเมือง-สร้างอินฟราสตรัคเจอร์ (City Data & Infrastructure) นำบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์จุดเสี่ยงน้ำท่วมละเอียดถึง 737 จุด และติดตั้งระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะ 74 แยก ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้นสูงสุด 41% พร้อมปรับปรุงทางเท้าคุณภาพรวมกว่า 1,100 กม.
-
เมืองสร้างสรรค์-พื้นที่สาธารณะ (Creative City & Public Space) สร้างมูลค่าใหม่ให้สินทรัพย์เดิมผ่านโครงการจัตุรัสกรุงเทพฯ และสะพานเชื่อมทรงวาด พร้อมขยายสวน 15 นาที กว่า 400 แห่ง เพื่อยกระดับกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่เดินได้และน่าอยู่ระดับสากล
ช่วงปลายสัปดาห์ก่อนเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ไทย ‘มหาสงกรานต์ 2569’ ‘รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ‘เอกวรัญญู อัมระปาล’ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโฆษกกทม. เปิดศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร Open House: 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ภายใต้ทีมบริหาร ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่ากทม. เจ้าของมีม ‘บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ ขอเหล่าเน็ตติเซ่น เพื่อบอกเล่า ‘Success Story’ อย่างเป็นรูปธรรมในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาผ่านหัวข้อ ‘ศักยภาพกรุงเทพฯ: การพัฒนาเมือง’
4 ปี 1.2 ล้านเรื่องร้องเรียน!!
เอกวรัญญู ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนกรุงเทพฯ วางจุดเริ่มต้นการบริหารจัดการตั้งแต่ การออกแบบด้านความโปร่งใส ‘ดีไซน์ ดิจิทัล กัฟเวอร์แนนซ์’ (Digital Governance) โดยต่อยอดเทคโนโลยีมาบริหารจัดการในรูปแบบการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อมุ่งเน้นการปฏิรูปและความโปร่งใส ผ่านแพลตฟอร์มจัดการปัญหาเมือง ทราฟฟี่ ฟองดู ‘Traffy Fondue’
ถึงในตอนนี้มีเคสร้องเรียนเข้ามากว่า 1,200,000 เรื่องแล้ว!!
และ จากจำนวนเคสทั้งหมด กรุงเทพฯ ดำเนินการไปแล้ว 64,500 เรื่องพร้อมสถิติการใช้บริการ ด้านต่าง ๆ ดังนี้
- พฤติกรรมการใช้งาน ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะการแจ้งเคสผ่าน Traffy Fondue ‘นอกเวลาราชการ’ สูงถึง 61% และแจ้งในเวลาราชการ 39% (ต่างจากเดิมที่ต้องเดินทางมาแจ้ง ณ ที่ทำการเขต)
- ประสิทธิภาพการแก้ไข ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาลดลงเหลือเพียง 2.4 วัน จากเดิมที่เคยใช้เวลานานถึง 26 วัน
- การต่อยอดด้วยข้อมูล (City Data) ยกตัวอย่างการเก็บข้อมูล ‘ปัญหาน้ำท่วม’ จากในปี 2565 พบจุดน้ำท่วมทั้งหมด 737 จุด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือน ‘ดาต้าเมือง’ (City Data) ที่นำมาใช้ต่อยอดเพื่อวางนโยบายให้ดียิ่งขึ้น จากเดิมที่มีข้อมูลเพียงสิบกว่าจุดเท่านั้น
เอกวรัญญู เสริมว่า การให้บริการกรุงเทพฯ บนแพลตฟอร์มฯ ยังยึดแกนหลักให้บริการประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีระดับความพึงพอใจสูงถึง 81% และไม่พอใจ 19% ซึ่งปัจจุบันประชาชนที่ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านระบบจะยังอัปเดตสถานะให้ทราบทันทีว่าเรื่องถึงขั้นตอนไหนแล้ว
“ขณะที่แต่ละเขตจะมีเรื่องร้องเรียนแตกต่างกันออกไป การให้บริการยังมีลักษณะคล้ายกับระบบ ‘ร้านอาหารรีวิว’ ที่ประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนการทำงานได้”
บิ๊ก ดาตา กรุงเทพมหานคร
โฆษกกรุงเทพมหานคร เล่าต่อถึงการเชื่อมโยงผู้ใช้งานบน Traffy Fondue ในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่นำถูกนำมาจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและข้อมูลใหม่ (City Data) ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที เช่น กรณีการแจ้งปัญหา ‘รอยร้าว’ ของอาคารในเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 โดยมีประชาชนสามารถใช้ Traffy Fondue ถ่ายรูปอาคารของตนเองเพื่อแจ้งมายังส่วนกลางได้โดยตรง ซึ่งปัจจุบันมีการรับเรื่องในลักษณะนี้มาแล้วกว่า 200,000 เคส
รวมถึงประเด็นเร่งด่วนในปัจจุบัน ‘ปัญหาน้ำมัน’ ที่ขาดแคลนในบางสถานีบริการน้ำมันในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนผ่านบนแพลตฟอร์มฯ ที่กรุงเทพฯ เพื่อนำมาใช้ติดตามปัญหาพร้อมอัปเดทจุดให้บริการด้วย เช่นกัน
รวมไปถึงระบบการจองขออนุญาตและการชำระค่าธรรมเนียมขยะผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อความโปร่งใสและรวดเร็ว และ บริการยื่นขออนุญาตสร้างบ้านออนไลน์ ช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์และขจัดอุปสรรคด้านความล่าช้า
“ที่สำคัญยังช่วยลดการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชน ปัจจุบันมียอดการยื่นเรื่องผ่านระบบแล้ว 17,811 เรื่อง”
เอกวรัญญู กล่าวว่านอกจากอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ดิจิทัล แล้วกรุงเทพมหานคร ยังมองหาโอกาสโปรโมทเมืองหลวงในด้านพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในการเปิดพื้นที่สำหรับจองสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีสถิติที่ผ่านมายอดจองทั้งหมด 326 รายดำเนินการเสร็จสิ้น 154 ราย และมีอยู่ระหว่างการดำเนินการถ่ายทำ
ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ต้องการภาพหลักฐานเมื่อเกิดเหตุการณ์รถถูกผิด (อุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน) โดยสามารถแจ้งความและอัปโหลดข้อมูลผ่านเว็บไซต์เพื่อขอภาพจากกล้อง CCTV ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสามารถดึงข้อมูลจากเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่มีอยู่กว่า 60,000 ตัวทั่วพื้นที่
กรุงเทพฯ เมืองน่าเดิน
ขณะที่ส่วนงานด้านการจัดการการเดินทาง อีกหนึ่ง ‘สตอรี่’ ที่คนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญและสนใจไม่แพ้กัน โดย ‘รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพล’ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ย้ำถึงแผนพัฒนาระบบการเดินทางและโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพมหานคร เชื่อมโยง 3 ส่วนประกอบกัน คือ การเดินเท้า ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อจากระบบขนส่งไปยังสถานที่ทำงาน ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ประกอบด้วยรถไฟฟ้า เรือโดยสาร และรถประจำทาง และ การขับขี่ยานพาหนะส่วนบุคคล ที่เน้นความสะดวกและความคล่องตัวในการจราจร
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาทางเท้าและทางเดินริมคลอง โดยกำหนดเป้าหมายการปรับปรุงทางเท้าไว้ที่ 1,000 กิโลเมตร ปัจจุบันดำเนินการได้เกินเป้าหมายเป็น 1,100 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิด ‘เดินได้ เดินดี และน่าเดิน’ โดยทางเท้าที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมดใช้หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างเท่าเทียม
อย่างไรก็ตาม การจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าเดินให้ได้นั้นยังต้องสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนแรงของแดดเมืองไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำมาใช้ร่วมกับแนวคิดการดำเนินงานติดตั้งทางเดินมีหลังคา (Covered Walkway) ที่ตอนนี้เริ่มต้นที่ย่านสาทรและบริเวณทางเดินริมคลอง พร้อมทั้งปรับปรุงพื้นที่ด้วยการทาสีและตีเส้นทางเดินใหม่ในซอยย่อยเพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศที่ร่มรื่น ให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองเดินได้!!
ขณะที่ โครงการทางเดินริมคลอง ยังครอบคลุมพื้นที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่
- คลองโอ่งอ่าง
- คลองบางลำพู
- คลองเปรมประชากร
- คลองผดุงกรุงเกษม
“สำหรับคลองแสนแสบมีระยะทางรวม 40 กิโลเมตร (หากนับรวมทั้งสองฝั่งจะเป็น 80 กิโลเมตร) โดยเฉพาะช่วงบริเวณท่าเรือเพลินจิต”
ขณะที่ การจัดการปัญหาพื้นฐานเมืองนั้น กรุงเทพฯ ยังได้นำ ‘ดาต้า’ มาใช้ออกแบบนโยบายป้องกันน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการทำงานแบบกระจายตัว ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาใช้แนวทาง Area Based ในการลอกคลอง ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและคุ้มค่างบประมาณมากขึ้น
เชื่อมโรงพยาบาลรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
‘รศ.วิศณุ’ กล่าวว่า กรุงเทพฯยังมีแผนพัฒนาบริเวณทางเดินอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิได้ดำเนินการครบวงรอบ (Loop) โดยเฉพาะฝั่งถนนราชวิถีซึ่งมีโรงพยาบาลหลายแห่งตั้งอยู่ พร้อมวางแผนการจัดระบบขนส่งผู้ป่วยด้วยรถกอล์ฟและติดตั้งทางลาดที่ใช้งานได้จริง รวมถึงติดตั้งไฟส่องสว่างเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ด้วย
พร้อมเสริมต่อ ถึง ‘ระบบขนส่งมวลชนทางเลือก’ โดยดำเนินโครงการจักรยานสาธารณะ (Bike Sharing) นำจักรยานสาธารณะมาให้บริการไม่มีค่าใช้จ่าย (ฟรีวันละ 1 ชั่วโมง) จากที่ผ่านมาตลอดทั้งปีมีผู้ลงทะเบียนใช้งานกว่า 200,000 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงการดำเนินการมาถูกทิศทาง โดยเฉพาะความต้องการใช้บริการจักรยานสาธารณะเชื่อมต่อจากท่าเรือแสนแสบ (เพลินจิต) เพื่อปั่นจักรยานไปยังที่ทำงาน จากปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีรถโดยสารขนส่งมวลชนให้บริการจำนวน 6,000 คัน
นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังสร้างศาลาที่พักผู้โดยสารรูปแบบใหม่ได้ดำเนินการติดตั้งแล้ว 183 จุด พร้อมออกแบบใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลไร้ที่พึ่งเข้ามาพักอาศัย ส่วนป้ายรถประจำทางรูปแบบใหม่ได้ดำเนินการติดตั้งแล้ว 500 จุด
เมืองหลวง เมืองสมดุล
‘รศ.วิศณุ’ ย้ำว่าการสร้างเมืองที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากสองมิติสำคัญ ทั้งความคล่องตัวการเดินทาง และ สิ่งแวดล้อมที่สมดุล เพื่อให้เมืองสามารถรองรับการใช้ชีวิตของผู้คนได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด อันเกิดจากปริมาณรถที่เกินขีดจำกัดของถนน
ดังนั้นเมืองจึงมุ่งบริหารจัดการพื้นที่เดิมที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยี Adaptive Traffic Control ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ซึ่งติดตั้งแล้วกว่า 74 แยกสำคัญ ช่วยให้การจราจรคล่องตัวขึ้น 10%-41% ในบางพื้นที่ โดยทำงานควบคู่ไปกับระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์
นอกจากด้านเทคโนโลยีแล้ว การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานอย่างอุโมงค์ทางลอดแยกไฟฉายและท่าพระ ยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่เข้ามาช่วยเพิ่มโครงข่ายการเดินทางและระบายปริมาณรถออกจากถนนสายหลักได้อย่างเป็นรูปธรรม
กรุงเทพฯ ใช้งบจัดการขยะ 8,000 ล.บาท/ปี
‘รศ.วิศณุ’ กล่าวต่อถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม โดยเมืองได้เปลี่ยนผ่านการจัดการขยะจากการตั้งรับสู่การรุกด้วยโครงการ ‘ไม่เทรวม’ เพื่อแก้ปัญหาภาวะขาดดุลงบประมาณการจัดเก็บขยะที่สูงถึง 7,000 – 8,000 ล้านบาทต่อปี โดยการรณรงค์ให้ประชาชนแยกขยะอย่างจริงจัง พร้อมใช้มาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ (Incentive) เช่น การลดค่าธรรมเนียมให้ครอบครัวที่แยกขยะ และปรับเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ไม่แยก ซึ่งปัจจุบันได้รับความร่วมมืออย่างล้นหลามจากประชาชนกว่า 700,000 หลังคาเรือน
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังต่อยอดสิ่งแวดล้อมเมืองด้วยการเพิ่ม ‘ปอด’ พื้นที่สีเขียวในโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ที่ใช้แอปพลิเคชันเข้ามาช่วยติดตามผลการเติบโตอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนา ‘สวน 15 นาที’ พื้นที่สีเขียวขนาดเล็กใกล้บ้านที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมืองกว่า 400 แห่ง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนที่มอบพื้นที่ให้รัฐดูแลเป็นเวลา 7 ปี เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ส่วนบุคคลให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ โดยจะได้รับการยกเว้น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง กทม.
Lively กรุงเทพฯ เมืองมีชีวิต
เอกวรัญญู กล่าวทิ้งท้าย ใช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครมีแผนสร้างเมืองให้สนุกขึ้น โดยในปีแรก กทม. ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายจัดกิจกรรมเมืองและเฟสติวัลต่างๆ เพื่อสร้างสีสันความมีชีวิตชีวาให้กับกรุงเทพในระดับย่าน เช่น การพัฒนาศูนย์กีฬาเบญจกิติ และกิจกรรมแอโรบิกที่ สวนลุมพินี

นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมีแผนสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่จากโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีคุณค่าใหม่ เช่น โครงการ ‘สะพานคนเดิมข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ มูลค่า 1,800 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นสะพานจะเชื่อม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
- ฝั่งตะวันตก (West Bank) บริเวณ Wat Thong Thammachat Pier (ท่าวัดทองธรรมชาติ
- ฝั่งตะวันออก (East Bank) บริเวณ Sawasdee Pier (ท่าสวัสดี)
สำหรับโครงการสร้างสะพานคนเดินฯ นี้ดำเนินการแล้วเสร็จในส่วนของแนวคิดการออกแบบ (Concept) ไว้ก่อนเท่านั้น ซึ่งเป็นแผนงานที่วางไว้ในอนาคตและไม่ให้เป็นงบประมาณผูกพัน พร้อมวางแผนการสื่อสารปรับปรุงพื้นที่บริเวณท่าน้ำราชวงศ์ให้เป็นสะพานคนเดินที่รถจักรยานสามารถสัญจรผ่านได้
“เรามองว่าในกรุงเทพฯ นอกจากแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างพระปรางค์วัดอรุณแล้ว จะต้องพัฒนาสิ่งปลูกสร้างที่น่าจดจำใหม่ในอนาคต ที่ตอนนี้อยู่ขั้นตอนการออกแบบโครงการเท่านั้น ไม่ได้ตั้งงบประมาณผูกพันไว้ล่วงหน้า”


นอกจากนี้ยังมีแผนเปลี่ยนศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เมือง (City Museum) เพื่อเปลี่ยนย่านศาลาว่าการให้เป็น ‘ย่านเมืองมิวเซียม’ ช่วยให้ลานคนเมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
พร้อมวางผังการสร้างเมืองในอนาคต ที่ยังครอบคลุมถึงการสร้าง ‘ฮอลล์ประจำเมือง’ และการเพิ่มพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ โดยมีโครงการสำคัญคือการผลักดัน จัตุรัสกรุงเทพฯ (Bangkok Square) บริเวณสนามศุภชลาศัย เพื่อปรับโฉมพื้นที่ใจกลางเมืองให้มีความเป็นสากล (Global) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



