Skip to content
AlternateX
  • Home
  • What’s Up
  • About Us

เมล็ดกาแฟ ‘เกอิชา’ กับคาแรกเตอร์ ‘โปร่งใส-ซับซ้อน’ สู่ไวรัลรสชาติพรีเมียม-ราคาจับต้องได้

BizKet

ปรากฎการณ์ร้านกาแฟ ‘UNO! Coffee’ มาเปิดใหม่ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ในรูปแบบคิออสค์หน้ากว้าง ที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดียด้วยเมนู ‘พรีเมียม อเมริกาโน’ จากการใช้วัตถุดิบเมล็ดกาแฟสายพันธุ์ ‘เกอิชา’ ที่มีราคาค่าตัวที่ดีที่สุดจากการประมูลได้สูงถึง 35,000 บาทต่อกิโลกรัม!! เลยทีเดียว   จากความว้าว! ของวัตถุดิบระดับพรีเมียมนี่เอง น่าจะเป็นหนึ่งในแรงส่งให้เหล่า ‘คอฟฟี เลิฟเวอร์’ ต่างพร้อมใจออกไปหาประสบการณ์ดื่มด่ำรสชาติเครื่องดื่มจากสวรรค์ที่สร้างสรรค์โดยบาริสตา เพื่อต่อแถวซื้อเครื่องดื่มอเมริกาโนเมล็ดกาแฟเกอิชา ในราคาแก้วละ 85 บาท ในช่วง Soft Opening  ร้านกาแฟ ‘UNO! Coffee’ ที่ยังมีคิวล้นลากแถวยาวอย่างต่อเนื่อง   ด้วยยอดขายทะลุมากกว่า 500-800 แก้วต่อวัน ในตอนนี้   สำหรับร้าน ‘UNO! Coffee’ เป็นหนึ่งในธุรกิจเครือบริษัทร็อคส์ พีซี จำกัด (ROCKS PC) ผู้บริหารแฟรนไชส์ Potato Corner ร้านเฟรนฟรายส์คลุกผงปรุงรสชื่อดังจากฟิลิปปินส์ และร้านอาหารพื้นเมืองภาคเหนือในชื่อ Khao-Sō-i ข้าวโซอิ     ทีนี้มาทำความรู้จักกับเมล็ดกาแฟเกอิชากันบ้าง ว่าทำไม ‘น้อง’ ถึงหายากจนทำให้มีค่าตัวแรงขนาดนี้!!   เชื่อว่าหลายๆคนอาจทราบกันมาบ้างแล้วว่า เมล็ดกาแฟเกอิชา (Geisha Coffee) เป็นสายพันธุ์กาแฟอาราบิก้า (Arabica) ที่มีต้นกำเนิดจากภูเขา ‘Gesha’ ในประเทศเอธิโอเปีย และได้รับความนิยมอย่างมาก หลังจากมีการนำไปปลูกในฟาร์มชื่อดังของปานามา   จากจุดเริ่มต้นของเมล็ดกาแฟ ที่ค้นพบในประเทศเอธิโอเปีย แหล่งกำเนิดและเป็นที่มาของชื่อเมล็ดกาแฟเกอิชา ที่ปัจจุบันได้ขยายการเพาะปลูก และพบได้ตามแหล่งๆ ต่าง อาทิประเทศปานามา ที่การันตีด้านคุณภาพสูงสุดจากไร่ Hacienda La Esmeralda ด้วยคว้าแชมป์หลากหลายรางวัลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหรือในไร่กาแฟระดับสูงในประเทศ โคลอมเบีย, คอสตาริกา รวมถึงในไทยที่ได้เริ่มปลูกมากขึ้นในภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน   ขณะที่เมล็ดกาแฟเกอิชา มีการบอกเล่าถึงคุณสมบัติและรายละเอียดที่เป็นจุดเด่นและเอกลักษณ์สะท้อนความพรีเมียม ทั้งกลิ่นและรสชาติ ที่มีกลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้ อย่าง กลิ่นมะลิ, ลิ้นจี่, เบอร์รี่, ซิตรัส, ชาเขียว   ส่วนบุคลิกหรือคาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟเกอิชานั้นมีความโปร่งใส, ซับซ้อน, มีแอคซิดิตี (acidity) สูงแบบผลไม้ และให้รสสัมผัสความเข้ม (body) เบา-กลาง   ตัดภาพมาที่ความหายากของวัตถุดิบ ด้วยต้องปลูกบนที่สูง (1,700–2,000 เมตร) มีผลผลิตน้อย และต้องใส่ใจดูแลอย่างละเอียดมาก เป็นหนึ่งในเหตุผลทำให้ราคาเมล็ดเกอิชาที่ดีที่สุดอาจประมูลได้ถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อปอนด์ หรือมากกว่า 35,000+ บาทต่อกิโลกรัม เลยทีเดียว   นอกจากนี้เมล็ดกาแฟเกอิชาจาก Panama Esmeralda ยังเคยทำลายสถิติ กาแฟที่แพงที่สุดในโลก (Cup of Excellence และ Best of Panama) ด้วยคว้าแชมป์มาแล้วบ่อยครั้งในการแข่งขันกาแฟระดับโลก เช่น World Brewers Cup และ World Barista Championship อีกด้วย   ด้วยความ ‘แรร์’ ของวัตุดิบระดับพรีเมียม เช่นนี้เองที่สร้างความน่าสนใจและชวนให้ลองสัมผัสในกลุ่มคอกาแฟ สาย สเปชียลตี คอฟฟี รวมถึงคนที่ชอบกาแฟรสชาติ ‘ซับซ้อน’ ไปจนถึงผู้ที่ต้องการประสบการณ์กาแฟเหนือระดับ (และพร้อมจ่ายเพิ่ม) และกลุ่มบาริสต้าที่ต้องการเมล็ดพิเศษ สำหรับการแข่งขัน ด้วยเช่นกัน !!   ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ต่อการเข้ามาเปิดขาย อเมริกาโน่ พรีเมียม ด้วยวัตถุดิบเมล็ดกาแฟเกอิชา ที่ร้าน UNO! Coffee’ ด้วยการเปิดเปิดราคาดีต่อใจในแก้วละ 85 บาท ถึงสร้างกระแสจนกลายเป็นไวรัลจากโลกออนไลน์ถึงออฟไลน์ ได้เป็นอย่างมาก ในเวลานี้     Alternate-X UNO! Coffee ร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว สร้างไวรัลเพราะขายกาแฟเมล็ดเกอิชาในราคาเข้าถึงได้ เริ่มต้นแค่ 85 บาทต่อแก้ว ด้วยเมล็ดกาแฟเกอิชา เป็นหนึ่งในแรร์วัตถุดิบจากสภาพการเพาะปลูกและการได้มาพร้อมรสชาติซับซ้อน หอมดอกไม้-ผลไม้ ถือเป็นความหายากระดับโลก เมล็ดนี้จึงเป็นที่ต้องการในวงการกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ที่ท้าทายให้เหล่า คอฟฟี่ เลิฟเวอร์ ชวนค้นหาประสบการณ์ดื่มด่ำเครื่องดื่มจากเมล็ดกาแฟหายากนี้

June 13, 2025 / 0 Comments
read more

ไปรษณีย์ไทยไม่แผ่ว เปิดสงครามส่งด่วนกลุ่มใหม่ เจาะตลาดรักษาสัตว์ 6.64 แสนล.บาท

BizKet

ชาวทาสทั่วไทยหายห่วง!! ตอนนี้พี่ไปรษณีย์ ร่วมสัตวแพทย์ จุฬาฯ ให้บริการส่งด่วนยาสัตว์เลี้ยง เจาะตลาดดูแลสัตว์ 6.64 แสนล้านบาท รับแนวโน้มสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัวโตขึ้น 6% จากปีก่อน   ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นโดยประชาชนส่วนใหญ่นิยมการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว   โดยในปี 2567 พบว่าตลาดสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะในกลุ่มบริการรักษาสัตว์มีมูลค่าตลาดสูงถึง 6.64 แสนล้านบาท และปี 2568 นี้คาดการณ์ว่าจำนวนสัตว์เลี้ยงของไทยมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 6% โดยคิดเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีเจ้าของประมาณ 5.38 ล้านตัว ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ สุนัข และแมว   ทั้งนี้ บริษัทฯ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจให้บริการจัดส่งพัสดุจากแนวโน้มดังกล่าว พร้อมร่วมมือกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬา เปิดแคมเปญ “พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก” นำระบบส่งด่วน EMS ส่งต่อยาและเวชภัณฑ์ของสัตว์ให้กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงผ่านโซลูชันให้บริการ 2 ช่องทาง คือ   บริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลสัตว์ กรุงเทพฯ แ บริการส่งยาถึงบ้านสำหรับผู้ใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ (Televet)   สำหรับแคมเปญฯ นี้เพื่อลดระยะเวลารอคอยในการรอรับยา และลดความแออัดในโรงพยาบาลที่มีผู้เข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าในปี 2568 จำนวนสัตว์เลี้ยงของไทยมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 6% สะท้อนถึงโอกาสเติบโตการขนส่ง ระบบการรักษา และโลจิสติกส์ในกลุ่มดังกล่าว   ดร.ดนันท์ กล่าว่า บริการนี้ได้ต่อยอดการขนส่งด้วยแนวคิด ‘Parcel Defined Logistics’ ที่ออกแบบระบบขนส่งให้เหมาะสมกับสิ่งของ ทุกประเภท รวมทั้งการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ที่ไปรษณีย์ไทยได้เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2555 เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วย และโรงพยาบาล   ปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่ใช้บริการส่งยาและเวชภัณฑ์ผ่านไปรษณีย์ไทยกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล  โดยมีการขนส่งไปแล้วกว่า 2.32 ล้านชิ้น   ขณะที่ บริการส่งด่วน EMS การันตีมาตรฐานการจัดส่งภายใน 1-2 วันทำการ ส่งตรงถึงบ้านถึงบ้านด้วยบรรจุภัณฑ์ และวิธีการขนส่งที่เหมาะสมในการช่วยรักษาประสิทธิภาพของยาและเวชภัณฑ์   นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเครือข่ายกว่า 50,000 จุด ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คน ที่มีความชำชาญทุกเส้นทาง บริการจัดส่งในอัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 120 บาทต่อครั้ง   ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความร่วมมือโครงการฯ ในมุมของจุฬาฯ เล็งเห็นว่ามหาวิทยาลัยไม่ควรจำกัดบทบาทเพียงการสอนหรือวิจัย แต่ต้องเป็นแรงผลักดันที่สามารถสร้างระบบนิเวศใหม่ให้กับสังคม   ขณะที่ไปรษณีย์ไทยยังได้แสดงถึงบทบาทการเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณค่า ทั้งการรับส่งพัสดุ และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพที่เท่าเทียมทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นสำหรับประชาชนทุกภูมิภาค และขยายผลไปถึงสัตว์เลี้ยง   “ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการและสัตว์เลี้ยง แต่ยังช่วยเปิดประตูให้กับแนวคิดใหม่ ๆ ในการบูรณาการบริการภาครัฐและวิชาการอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมวางรากฐานให้ระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยงไทยมีความแข็งแรง คล่องตัว และต่อยอดสู่การเป็นโครงสร้างถาวรในระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยงของประเทศต่อไป” ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ กล่าว   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ ‘พี่ไปรฯ ส่งยา สัตวแพทย์ จุฬาฯ ส่งรัก’ เป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่มีพลังขับเคลื่อนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว   นอกจากนี้ยังตอกย้ำให้ ‘ไปรษณีย์ไทย’ ก้าวสู่บทบาทโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของประเทศ ทั้งจากการเป็นผู้นำการขนส่งพัสดุ การเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงการรักษา-บริการและเวชภัณฑ์ได้ถึงหน้าบ้าน รวมถึงมาตรฐานการขนส่งที่ไว้วางใจได้ ซึ่งสะท้อนหน่วยงานสื่อสารและขนส่งของชาติที่ยืนอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกมิติ   นอกจากนี้ เมื่อโครงการนี้สามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น ๆ หรือกลุ่มโรงพยาบาลสัตว์ในเครือข่ายเพิ่มเติม ก็จะยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของไปรษณีย์ไทยในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อน Well-being ของสังคมไทยอย่างแท้จริง พร้อมสะท้อนบทบาทของจุฬาฯ ในฐานะผู้สร้างระบบสุขภาพสัตว์ที่มีมาตรฐาน เข้าถึงได้ และต่อยอดไปสู่ระดับนโยบายประเทศต่อไปในอนาคต   Alternate-X สรุปให้ ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับสัตวแพทย์ จุฬาฯ เปิดบริการส่งด่วนยาสัตว์เลี้ยงถึงบ้าน รองรับตลาดรักษาสัตว์โตแรง มูลค่ากว่า 6.64 แสนล้านบาท ใช้ระบบ EMS ส่งภายใน 1–2 วัน พร้อมแพ็คเกจรักษาคุณภาพยา ลดความแออัดในโรงพยาบาลสัตว์ เพิ่มความสะดวกผู้ใช้บริการทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าสู่บทบาทใหม่ในระบบสุขภาพสัตว์เลี้ยงไทยอย่างยั่งยืน  

June 13, 2025 / 0 Comments
read more

ส่องงาน ‘ProPak Asia 2025’ โชว์เทรนด์บรรจุภัณฑ์โลก จะปลุกมูลค่าการค้าฯกว่า 5.5 พันล.บาท

BizKet

‘ProPak Asia 2025’ งานแสดงเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ระดับเอเชีย โชว์ล้ำนวัตกรรมเทรนด์แพคเกจจิงโลก ปลุกอุตสาหกรรมระบบนิเวศสร้างมูลค่าการค้าฯ กว่า 5.5  พันล้านบาท   ดร.ฟุคุยะอิ อี้โนะ ผู้แทนองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ สำนักงานอนุภูมิภาค ประเทศไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา (United Nations Industrial Development Organization : UNIDO) กล่าวว่า UNIDO เป็นหนึ่งในหน่วยงานเฉพาะทางของสหประชาชาติ ที่ทำงานร่วมกับรัฐบาล ภาคเอกชน และองค์กรอื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค การสร้างขีดความสามารถ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม   ขณะที่ UNIDO ยังร่วมมือกับ ProPak Asia งานแสดงเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์ระดับภูมิภาคเอเชีย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พร้อมให้ความสำคัญในการทำงานเพื่อส่งต่อความรู้และโอกาสเข้าสู่ตลาด การสร้างการรับรู้ การดึงดูดพันธมิตรใหม่ๆ และการเข้าถึงห่วงโซ่อุประทานระหว่างประเทศ   “ในปีนี้ โครงการของ UNIDO อาทิ สมาชิกจากจีน กัมพูชา ปากีสถาน มองโกเลีย ฯลฯ เข้ามาร่วมงาน เพื่อสร้างความร่วมมือและกำหนดบทบาทร่วมกันทั้งเรื่องบรรจุภัณฑ์อาหารที่ยั่งยืน การลดการสูญเสียอาหารและของเสีย การจำกัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบรรลุความมั่นคงทางอาหาร” ดร.ฟุคุยะอิ กล่าว   ด้าน ลูเซียนา เปลเลกรีโน ประธานองค์กรบรรจุภัณฑ์โลก (World Packaging Organization : WPO) กล่าวว่า อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลกวันนี้ ขับเคลื่อนด้วย 2 แก่นหลัก คือ   การผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะเพิ่มความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และเปิดทางสู่การผลิตที่ปรับให้เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละราย (mass personalization) พร้อมลดของเสียและเพิ่มความยืดหยุ่นในสายการผลิต   ความยั่งยืน ซึ่งเป็นหัวใจของการออกแบบและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ เพื่อดินหน้าไปสู่การลดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ การสร้างบรรจุภัณฑ์หมุนเวียน รวมถึงการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   สำหรับ WPO เป็นองค์กรระดับสากลที่มีสมาชิกกว่า 62 ประเทศทั่วโลก มีเป้าหมายส่งเสริมความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก เชื่อมโยงชุมชนบรรจุภัณฑ์ระดับนานาชาติ และแบ่งปันองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน   พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจัดกิจกรรมและร่วมงานแสดงสินค้าที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่ง ProPak Asia เป็นงานที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคอาเซียนที่ทางองค์กรฯ สนับสนุนมาโดยตลอด และเป็นหมุดหมายที่องค์กรบรรจุภัณฑ์จากนานาชาติรอคอยที่จะได้มาร่วมงานในทุกปี   โดยไฮไลท์ สำคัญของปีนี้ คือ การสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ได้รับเกียรติจาก ดร.โยฮันเนส เบิร์กไมร์ เลขาธิการ WPO และ นางเนอริดา เคลตัน รองประธานฝ่ายความยั่งยืน โดยจะเจาะลึกในประเด็นสำคัญ อาทิ   มุมมองโลกด้านบรรจุภัณฑ์ (Global Packaging Perspective) ความปลอดภัยของวัสดุบรรจุภัณฑ์อาหาร ความย้อนแย้งระหว่าง “ขยะจากบรรจุภัณฑ์” และ “ขยะอาหาร”   รวมถึงการเสวนากลุ่ม ‘Asia Sustainable Packaging Roundtable’ โดยองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นเจ้าภาพ ที่จะแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาความยั่งยืนกับองค์กรบรรจุภัณฑ์จากทั่วเอเชีย   ด้าน มนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงานฯ กล่าวว่า งาน ProPak Asia ในปีนี้มีแนวคิดที่มุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “เส้นทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในอุตสาหกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน” (Carbon-Neutral Pathways to Sustainable Processing and Packaging Ecosystem) ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อโลก   สำหรับงานฯ ปีนี้จัดระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค จากบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศกว่า 2,000 แบรนด์ จาก 42 ประเทศทั่วโลก  พร้อม 15 พาวิลเลี่ยนจากประเทศและภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ บาวาเรีย, จีน, ฝรั่งเศส, อิตาลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, อเมริกาเหนือ, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, สเปน, ไต้หวัน เต็มพื้นที่จัดแสดง 5.5 หมื่นตร.ม.   โดยผู้ร่วมจัดแสดงงานได้ร่วมกันนำเสนอความล้ำสมัยล่าสุดที่ครอบคลุมในทุกกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการผลิตอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น   “คาดว่างาน ProPak Asia 2025 จะดึงดูดผู้เข้าเยี่ยมชมงานจากทั่วโลกได้มากว่า  80,000 คน สร้างมูลค่าการค้าและการเจรจาธุรกิจสูงกว่า 5.5 พันล้านบาท” มนู กล่าว     Alternate-X สรุปให้  ProPak Asia 2025 โชว์เทคโนโลยีการผลิตและบรรจุภัณฑ์ล้ำสมัยระดับเอเชีย มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรม ขณะที่ AI และความยั่งยืนคือ 2 แกนหลักของบรรจุภัณฑ์โลก งานฯ จัดแสดงโดย 2,000 แบรนด์ จาก 42 ประเทศ คาดผู้ชมกว่า 80,000 คน พร้อมเวทีสัมมนาระดับโลก วางเป้างานฯสร้างมูลค่าการค้าและเจรจาธุรกิจกว่า 5.5 พันล้านบาท  

June 13, 2025 / 0 Comments
read more

พฤติกรรมชอปออนไลน์ คนไทยชอบ ‘ชอปก่อนนอน’ 3 ทุ่ม เวลาทองกดของใส่ตระกร้า  

BizKet

วัตสัน เปิดสถิติสกิลการช้อปคนไทยทุกเจนช่วงแคมเปญวันเกิด เจอเทรนด์ลงทุนให้กับตัวเองมาแรง เปย์หนักสกินแคร์-ดูแลผิว ได้ช้อปปิงก่อนนอนคือช่วงพักผ่อนฮีลใจคนรุ่นใหม่   วัตสัน (Watsons) ผู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีกพิเศษเพื่อสุขภาพและความงาม รายใหญ่ เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยในแคมเปญ Watsons Online Birthday Sale มหกรรมชอปออนไลน์ต่อเนื่อง 10 วัน 10 คืนเต็ม พร้อมจัดโปรโมชันดึงดูดผู้บริโภคชาวไทย   นอกจากนี้แคมเปญฯ ยังพบพฤติกรรมเชิงลึก (อินไซต์) นักชอปไทยต่อการคลิก เลือกสินค้าใส้ตะกร้าชอป ซึ่งมีทั้งสินค้าลดราคาและกิมมิกลับยอดนิยมของคนทั้งประเทศที่แฝงไว้อย่างน่าสนใจ   นักช้อปทุกเจนฯ ลงทุนให้ตัวเอง   โดยพบว่า สินค้าสุขภาพและความงามที่ดี เป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมในทุกช่วงวัย ดังนี้   กลุ่มเจนเนอเรชันซี (Gen Z) อายุต่ำกว่า 20 ปี ให้ความสำคัญกับสกินแคร์และเครื่องสำอางอย่างจริงจัง ด้วยแนวคิดการลงทุนให้กับผิวตั้งแต่วันนี้ คือการลงทุนกับตัวเองในอนาคต ครอบคลุมทั้งรูปลักษณ์และสุขภาพ กลุ่มวัยทำงาน อายุ 21–45 ปี ให้ความสำคัญกับทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง   พบว่า 15% ให้ความสนใจในการซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพและอาหารเสริมซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างสมดุล กลุ่ม Middle Age อายุ 46–55 ปี ให้ความสำคัญกับการดูแลผิวอย่างลึกซึ้ง ผ่านผลิตภัณฑ์กลุ่มเวชสำอาง (Derma Skincare) สะท้อนให้เห็นว่าเทรนด์การดูแลตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของวัยหนุ่มสาว แต่กลายเป็นพฤติกรรมที่ทรงอิทธิพลในทุกช่วงวัย   สำหรับแบรนด์ที่ครองใจนักชอปจากทุกสาย ทั้งสกินแคร์ บิวตี้ และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ได้แก่   L’oreal Cerave In2it Eucerin Anessa สินค้าตราวัตสัน     ‘กันแดด’ ตลอดไป   ทั้งนี้ จาก Top Search Trend เทรนด์การค้นหายอดนิยม ของผู้บริโภคชาวไทยยังพบว่าไม่ลังเลกับไอเทม ‘กันแดด’ สะท้อนว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการปกป้องผิวจากทุกสภาวะอากาศ ส่วนตามมาจะเป็น ‘ลิป’ เพื่อเติมลุคสดใสได้ทันที และใช้ได้ทุกวัน   นอกจากนี้ ผู้คนยังให้เลือกค้นหาและเลือกชอปสินค้าเกี่ยวกับการป้องกันและดูแลสุขภาพ เนื่องจากความกังวลกับ Covid-19 ที่กลับมาอีกครั้ง และต้องการสินค้ากลุ่มนี้มีไว้ติดบ้านเพื่อความอุ่นใจ และรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง สะท้อนถึงความต้องการดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่คนไทยไม่เคยละเลย   คนกรุงเทพฯ No.1 สายช้อป   สำหรับช่วงเวลายอดนิยม (ไพรม์ไทม์) ในการชอปออนไลน์สูงสุดช่วงเวลา 21.00 น. สะท้อนถึงเทรนด์และพฤติกรรมของนักชอปยุคปัจจุบันที่ชอบ ‘ชอปก่อนนอน’ เพราะเป็นช่วงเวลาที่หลายคนได้เวลาพักผ่อนหลังเลิกงานหรือภารกิจประจำวัน เป็นโมเมนต์ส่วนตัวที่ได้ใช้เวลาเลือกของที่ชอบในราคาที่ใช่ ทำให้ ‘ก่อนนอน’ กลายเป็นเวลาทองของการชอป!   ขณะที่ งจังหวัดที่เป็นแชมป์นักชอปในครั้งนี้ได้แก่ กรุงเทพฯ ตามด้วย นนทบุรี เชียงใหม่ และขอนแก่น ตามลำดับชี้ให้เห็นว่าตลาดนอกเมืองใหญ่กำลังเติบโตและมีพลังซื้อไม่แพ้เมืองหลวง   โดยทั้งหมดนี้ สะท้อนพฤติกรรมที่ชัดเจนของนักชอปไทยยุคใหม่ ในปัจจุบันที่มองหาสินค้าราคาดีและโปรดึงดุดใจ และมีเป้าหมายในการเลือกซื้อชัดเจนที่รู้ตัว รู้ใจ และรู้จักดูแลตัวเองมากขึ้น   ส่งผลให้เรื่อง สุขภาพ ความงาม และความคุ้มค่า เป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์สำคัญของผุ้คนในทุกช่วงวัยในปัจจุบัน ที่พร้อมลงทุนให้กับสินค้าเพื่อดูแลตัวเองในแบบที่คุ้มค่า มากที่สุด       Alternate-X วัตสัน เผยพฤติกรรมช้อปของคนไทยทุกเจนฯ ในแคมเปญวันเกิด เน้นลงทุนดูแลตัวเองเป็นหลัก Gen Z เน้นสกินแคร์-เครื่องสำอาง วัยทำงานสนใจสุขภาพ-อาหารเสริม ส่วน Middle Age ให้ความสำคัญกับเวชสำอาง แบรนด์ดังครองใจทั้ง L’oreal, Eucerin, Anessa ฯลฯ  โดยเทรนด์ไอเทมยอดนิยม ‘กันแดด’ มาแรงสุด รองลงมาเป็นลิป และสินค้าสุขภาพ ช่วงพีคคือก่อนนอน และ กรุงเทพฯ ครองแชมป์นักช้อป สะท้อนเทรนด์รักสุขภาพ-ชอบความคุ้มค่า  

June 12, 2025 / 0 Comments
read more

ห้างฯเซ็นทรัล แผนใหม่Q2 รับนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก ดึงพันธมิตรฉลอง ‘ตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา

BizKet

ห้างเซ็นทรัล จับมือพาร์ทเนอร์ระดับโลก ต้อนรับตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา ปลุกฤดูกาลท่องเที่ยวไตรมาส 2 ดึงนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลกสู่ไทย   รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ห้างเสรรพสินค้าซ็นทรัล จัดแคมเปญ ‘Central EID Mubarak’ เป็นครั้งแรกของห้างฯเซ็นทรัล เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลอีฎิลอัฎฮา และต้อนรับฤดูกาลเดินทางของชาวตะวันออกกลาง   โดยร่วมกับพันธมิตรสำคัญ อาทิ มาสเตอร์การ์ด (Mastercard) โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok) โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล กรุงเทพ (The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok) โรงแรม อัล มีรอซ (Al Meroz Hotel Bangkok) สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates Airlines) เอไอเอส (AIS) ท็อปส์ (Tops)  รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำที่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ มอซซ่า บาย โคคอต (Mozza by Cocotte), TIENGNA Patisserie และ % ARABICA THAILAND สาขาเซ็นทรัล ชิดลม   นอกจากนี้ ยังเพื่อย้ำตำแหน่งห้างฯเซ็นทรัล ชิดลม ในฐานะ The Store of Bangkok  จุดหมายของการช้อปปิ้งระดับเวิลด์คลาส เพื่อรองรับความต้องการลูกค้าที่มองหาประสบการณ์ทั้งการจับจ่ายใช้สอย และการได้รับการบริการชั้นเลิศระดับลักซูรีและเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมให้ความสำคัญในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติตามหลักของศาสนา รวมถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม   “เรามีบริการ Personal Shopper ที่สามารถสื่อสารภาษาอาหรับและอังกฤษได้ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิเช่น ห้องละหมาด สำหรับการปฏิบัติกิจทางศาสนา และ Personal Shopping Suite เพื่อรองรับความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงร้านอาหาร Halal-friendly ที่มีให้บริการอย่างครบครัน พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านอย่างอบอุ่น” รวิศรา กล่าว   สำหรับแคมเปญ Central EID Mubarak ครั้งนี้ ยังมีเป้าหมายในการสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลไตรมาสที่สองของปี โดยส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งและความลักซูรี รวมถึงกิจกรรมที่เป็นการเปิดประตูต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากประเทศต่างๆในช่วงเวลาสำคัญของทางศาสนาอิสลาม และยังเป็นช่วงเวลาที่เป็นที่นิยมในการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นการสนับสนุนแคมเปญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ในปีนี้   โดยแคมเปญฯ ยังมอบมีสิทธิพิเศษและข้อเสนอต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ถึง 16 มิถุนายน 2568 ดังนี้       Alternate-X สรุปให้ ห้างเซ็นทรัล ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก จัดแคมเปญ “Central EID Mubarak” รับเทศกาลอีฎิ้ลอัฎฮา ดึงดูดนักท่องเที่ยวมุสลิมจากตะวันออกกลาง เสริมการท่องเที่ยวไตรมาส 2 พร้อมให้บริการหรูระดับเวิลด์คลาส รองรับวัฒนธรรมมุสลิม ทั้งห้องละหมาด ร้านอาหารฮาลาล และพนักงานพูดภาษาอาหรับ ตอกย้ำความเป็น ‘The Store of Bangkok’ แหล่งช้อปปิ้งระดับลักซูรี โดยแคมเปญจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ค. – 16 มิ.ย. 2568 สนับสนุนปีท่องเที่ยวแห่งชาติ 2025

June 11, 2025 / 0 Comments
read more

‘การตลาดแบบไม่มีผู้แพ้’ หลัง ‘มาม่า’ รับบท ‘ใจป๋า’ เปลี่ยนโปรไฟล์ให้เป็นแบรนด์คู่แข่ง

BizKet

ในเดือนแห่งความภาคภูมิใจ ‘Pride Month’ นี้ ที่มาพร้อมความไวรัลของ ‘มาม่า’ หัวแถวในตลาดบะหมี่กึ่งฯ ออกมาขยับบนโซเชียลพร้อมซัพพอร์ตความหลากหลายแบรนด์ไทยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงสงครามอินสแตนท์ นู้ดเดิล 2.8 หมื่นล.บาทที่มี กลุ่มพรีเมี่ยม เป็นหัวหอกพาตลาดโต   เรียกความสนใจให้กับชาวโซเชียลไปไม่น้อย หลังจากแบรนด์ ‘มาม่า’ พี่ใหญ่ของวงการบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูป ออกมาเปลี่ยนโปรโฟล์เพจเฟซบุ๊คเป็นไวไว มาพร้อมกับสร้างความสงสัยเป็นอย่างมากในเหล่าผู้บริโภคที่พร้อมใส่ใจในเกือบทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์   สำหรับ ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ในฐานะแบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของไทย ภายใต้การผลิตโดย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) และจัดจำหน่ายโดย บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)   โดยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. เพจเฟซบุ๊ค Mamalover ได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นโลโก้ของ ไวไว ซึ่งเป็นของบริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ซึ่งสองรายต่างเป็นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จมานานกว่า 50 ปี ในปัจจุบัน และจากความเคลื่อนไหวของ ‘มาม่า’ ในครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดความสงสัย จนมีคนคาดเดากันว่าอาจเกี่ยวข้องกับการควบรวมกิจการหรือกลยุทธ์อื่น ๆ   ตลาดเป็นของผู้บริโภค   กระทั่ง ‘พันธ์ พะเนียงเวทย์’ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ได้ออกมาโพสข้อความบนเฟซบุ๊ก ต่อปรากฎการณ์นี้ด้วยตัวเองว่า “การแข่งขันที่ดุเดือด ทำให้ทุกคนต้องแข่งกันพัฒนา สุดท้ายประโยชน์สูงสุดก็จะเป็นของผู้บริโภค”   ด้วยในวันเดียวกัน (10มิ.ย.) หลังแอดมินเพจ Mamalover เปลี่ยนโปรไฟล์เป็นไวไวแล้ว ถัดจากนั้นเพจดังกล่าว ก็ขึ้นรูปโปรไฟล์ใหม่เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรุปตรา ‘รุสกี’ (Ruski) ที่ได้เครื่องหมายรับรองฮาลาล (Halal) อีกหนึ่งแบรนด์สินค้าบะหมึ่ฯ ภายใต้การจัดจำหน่ายของสหพัฒน์   เพิ่มความหลากหลาย   ล่าสุดช่วงเช้าของวันนี้ (11 มิ.ย.) เพจเฟซบุ๊ค Mamalover ได้ออกมาเปลี่ยนโปรไฟล์อีกครั้งเป็นยี่ห้อบะหมี่มาเฟีย (BAMEE MAFIA) ของไฮโซ ‘เป๊ก-สัณณ์ชัย เองตระกูล’  ที่เจ้าตัวได้ออกมาเปิดตัวพร้อมทำตลาดสินค้า ‘บะหมี่มาเฟีย’ บะหมี่อบกึ่งสำเร็จรูปรสสไปซี่ชิคเก้นพลัส ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เช่นกัน   ซึ่งการเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ของเพจมาม่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้มีจำนวน 3 แบรนด์ แบ่งเป็น2 แบรนด์คู่แข่งอย่าง ‘ไวไว’ และ ‘บะหมี่มาเฟีย’ และอีกหนึ่งแบรนด์ ‘รุสกี’ อีกหนึ่งสินค้าในเครือสหพัฒน์   โดยทั้งหมดต่างมีจุดร่วมเดียวกันตามที่ ‘พันธ์’ ออกมาแสดงความเห็นผ่านโซเชียล ถึงภาพรวมการแข่งขันในปัจจุบันทำให้ สินค้าต่างเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวเองออกมา ซึ่งก็สอดคล้องกับแฮชแทค #แวะกินยี่ห้ออื่นบ้างนะงับ ตามที่แอดมิน ใช้เป็นคีย์เวิร์ดกำกับไว้ในแต่ละโปรไฟล์ที่เปลี่ยนใหม่ ยกเว้น ‘รุสกี’ ที่แอดมินเลือกโพสสเตตัสว่า แบรนด์นี้ มีสระอุ อ่านว่า รุสกี นะงับ ไม่ใช่ รสกี พร้อมแฮชแทค #รสกีรสชาติเป็นไงงับ ในการนี้ก็น่าจะเพื่อสร้างเอนเกจเมนต์กับชาวโซเชียล ให้มีส่วนร่วมกับแบรนด์   ตลาดซอง7 บาทหดแต่พรีเมียมโต   อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่การตลาดในอุตสาหกรรมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งในกลุ่มสินค้าแบบซองราคา 7 บาท ไม่มีอัตราการเติบโต แต่ก็ไม่ติดลบเพราะผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ แต่ก็ยังลุ้นว่าตลอดทั้งปีนี้จะมีเติบโตราว 4-5% จาก ‘บะหมี่พรีเมี่ยม’ ที่ทำได้ดีในแง่ยอดขายในช่วงที่ผ่านมา ที่ปัจจุบันสินค้ากลุ่มนี้มีสัดส่วนราว 10% ของตลาดรวม หรืออยู่ที่ 2,800 ล้านบาท ขณะที่พอร์ตแบรนด์ ‘มาม่า’ ครองส่วนแบ่งกว่า 50% ในตลาด   ขณะที่ การทำตลาดเพื่อสร้างไวรัลด้วยการใช้พื้นที่สื่อของตัวเอง (Own media) ออกมาพูดถึงแบรนด์คู่แข่ง ซึ่งในต่างประเทศเองก็มีกรณีลักษณะแคมเปญคล้ายคลึงกันเกิดขึ้นมาแล้ว อย่าง   Burger King เปลี่ยนโลโก้เป็น McDonald’s บนวัน April Fools’ แบรนด์คู่แข่งหยอกล้อกันในโฆษณา เช่น Pepsi vs Coke     ด้วยการหยอกล้อกันแบบนี้ มักเป็น ‘การตลาดแบบไม่มีผู้แพ้” (no lose game) ถ้าทำให้คนพูดถึงได้ จนเกิดการแชร์ต่อๆ กัน และยังทำให้สื่อเกิดความสนใจและพร้อมติดตามและหยิบความไวรัลนี้ขึ้นมาพูดถึงบนพื้นที่ของตัวเองที่ และนำไปสู่ การได้ฟรีมีเดีย (Free Media) ไปโดยปริยาย เช่นกัน   ทั้งนี้จากมูลค่าการตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ที่ปัจจุบันมีสินค้าทั้งแบรนด์ในประเทศและนำเข้ามากกกว่าสิบแบรนด์ในตลาด โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆนี้ Nongshim แบรนด์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพรีเมียมรายใหญ่จากเกาหลี ได้เปิดตัว SHIN Ramyun Toomba ในงาน THAIFEX 2025 ได้เปิดตัวรสชาติใหม่ล่าสุดควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ชื่อดังของเกาหลีที่บูธงานดังกล่าว ด้วยเช่นกัน   นั้นย่อมหมายความว่า ตลาดบะหมี่ฯ ในไทยจะมีผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศมาทำตลาดอย่างจริงจังมากขึ้นในกลุ่มบะหมี่พรีเมี่ยม ที่เป็นโอกาสการเติบโตของตลาดในปีนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน   พร้อมกันนี้ล่าสุด สหพัฒน์ฯ วางแผนรักษาแชมป์ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พร้อมทำตลาดเชิงรุกกลุ่มพรีเมียม ‘MAMA OK’ พร้อมเปิดตัวแบบซอง 2 รสชาติ ‘ทงคตสึ’ และ ‘กิมจิซีฟูด’ มายกระดับมื้ออาหารให้อร่อยเหมือนนั่งอยู่ในร้านดัง ด้วยรสชาติเข้มข้น เส้นหนานุ่ม และส่วนผสมคุณภาพที่ผ่านการรังสรรค์ จำหน่ายทั้งในช่องทางออฟไลน์และออนไลน์  ในขนาด 85 กรัม ราคาซองละ 15 บาท ตามมาติดๆ     อย่างไรก็ตาม หากตัดภาพมาที่การตลาดไวรัลจากความปั่นของเพจ Mamalover ในครั้งนี้ ซึ่งยังอยู่ในช่วงเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Month) ที่ ‘มาม่า’ ยังเปลี่ยนปกเพจ (Page Cover) ใหม่ลวดลายสีรุ้ง พร้อมข้อความ สนับสนุนความหลากหลายทางแบรนด์  ออกมาในช่วงวันเดียวกันอีกด้วย ซึ่งยังสะท้อนถึงความใจใหญ่ของแบรนด์มาม่าในฐานะพี่ใหญ่ในวงการแถมยังเข้ากระแสความหลากหลายในเดือนมิถุนายน นี้อีกด้วย       Alternate-X  บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ สร้างไวรัลบนโซเชียลช่วง Pride Month ด้วยการเปลี่ยนโปรไฟล์เป็นแบรนด์บะหมี่คู่แข่ง กระตุ้นความสนใจผู้บริโภคและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง กลยุทธ์นี้สื่อถึงการแข่งขันในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาท ที่กลุ่มพรีเมียมเติบโตแรง  มาม่าใช้ Own Media อย่างสร้างสรรค์ คล้ายแคมเปญระดับโลกแบบ ‘no lose game’ พร้อมแฮชแทค #แวะกินยี่ห้ออื่นบ้างนะงับ ชูภาพลักษณ์เปิดกว้างและสนับสนุนความหลากหลาย สะท้อนจุดยืนแบรนด์ใหญ่ที่กล้าเล่น สนุก และเข้าใจผู้บริโภครุ่นใหม่

June 11, 2025 / 0 Comments
read more

โอกาสธุรกิจอาหารไซส์เล็ก รับเทรนด์บริโภคกระชับงบฯ กำลังซื้อร้านกลุ่มท็อปเทียร์สะดุด

BizKet

เทรนด์ผู้บริโภค ‘กระชับกำลังซื้อ’ ตามภาวะเศรษฐกิจไหลสู่ธุรกิจร้านอาหารรายย่อย โอกาสธุรกิจกิจการเอสเอ็มอีปรับระบบการชำระเงินรับความคล่องตัว   กนกพร จูฑา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารในไทยในกลุ่มร้านค้าขนาดกลางย่อมและเล็ก มีแนวโน้มขยายตัวตามกำลังซื้อบริโภคในปัจจุบัน ที่หันมาประหยัดงบประมาณการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว  ซึ่งเป็นโอกาสของธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็ก   ทั้งนี้ยังสอดคล้องกับ ผลวิจัย ttb analytics ประเมินธุรกิจร้านอาหารในปี 2568 แตะ 6.12 แสนล้านบาท ขยายตัว 5% เติบโตเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและเอสเอ็มอี ที่ได้รับแรงหนุนจากแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี ส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มนี้เพิ่มเป็น 62% ในปี 2567 จากสัดส่วน 57% ในปี 2562   “ภาพรวมเศรษกิจมีผลต่อผู้บริโภคปรับกำลังซื้อให้ลดลงตาม ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการใช้จ่ายในร้านอาหารระดับท็อปเทียร์ โดยสเปนดิงจะไหลลงสู่กิจการไซส์เล็กและกลางทดแทน” กนกพร กล่าวพร้อมเสริมว่า   จากแนวโน้มดังกล่าว ทีทีบี  มองเห็นโอกาสร่วมสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารขนาดกลางและเล็ก ผ่านบริการความร่วมมือระหว่างไลน์ เพย์ (Line Pay) พัฒนาโซลูชันการรับชำระเงินแบบครบวงจร บนระบบ Wongnai POS เพื่อยกระดับเครื่องมือการจัดการธุรกิจร้านอาหารให้พร้อมรองรับการชำระเงินทุกรูปแบบ ทั้ง QR Code  บัตรเครดิต บัตรเดบิต และ e-Wallet ช่วยให้การบริหารจัดการธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง   โดยความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นการต่อยอดให้บริการร่วมกันจากก่อนหน้าในปี 2566 ในโซลูชันการรับชำระเงินผ่าน QR บนแพลตฟอร์ม LINE MAN รองรับการชำระเงินจากทุกธนาคารผ่าน Mobile Banking ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการรับชำระเงิน   สำหรับความร่วมมือระหว่าง Line Pay ผ่านบริการล่าสุดในครั้งนี้ ทีทีบี วางเป้าหมายเติบโตอัตรา 2 หลัก หรือมีจำนวนกิจการร้านอาหารเพิ่มเป็น 10,000 ราย จากในช่วงที่ผ่านมามีธุรกิจร้านอาหารร่วมใช้บริการในช่วงก่อนหน้าราว 3,000-4,000 ราย   ด้าน ณ หทัย ภูพิชญ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ LINE Pay กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างทีทีบี ยังเป็นการสร้าง ‘อีโคซิสเต็มทางธุรกิจ’ ที่ครบวงจร พร้อมยกระดับการจัดการร้านอาหารผ่าน Merchant Solutions และระบบบริหารร้านอาหารอันดับ 1 อย่าง Wongnai POS เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยและเร่งการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ จากปัจจุบันมีกิจการร้านอาหารกว่า 50,000 รายใช้ระบบ line pay Wongnai POS     Alternate-X สรุปให้ ผู้บริโภคปรับพฤติกรรม “กระชับกำลังซื้อ” ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลดีต่อธุรกิจร้านอาหารไซส์เล็ก-กลาง กลุ่มเอสเอ็มอีได้รับอานิสงส์จากฟู้ดเดลิเวอรี หนุนสัดส่วนตลาดเติบโตต่อเนื่อง ทีทีบีร่วม LINE Pay ยกระดับระบบชำระเงินผ่าน Wongnai POS รองรับทุกช่องทาง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารธุรกิจ ตั้งเป้าขยายร้านค้าใช้บริการแตะ 10,000 ราย สร้างอีโคซิสเต็มดิจิทัลครบวงจร

June 10, 2025 / 0 Comments
read more

ครั้งแรกในไทย URDU WISHER Pop-up Store ‘สติทช์’ ไซส์ยักษ์ ริมน้ำ ไอคอน สยาม

Peace&Play,  WeView

ลานริมน้ำ ‘ไอคอนสยาม’ ว้าวอีกแล้วกับเหล่าคาแรกเตอร์ดิสนีย์คอลเล็กชัน ‘Disney Wisher Series’ พร้อมสติทช์ สูง 7 เมตร ในดินแดนมหัศจรรย์ครั้งแรกในไทย ‘Wisher: Where Miracles Happen’   ศูนย์การค้า ‘ไอคอนสยาม’ ร่วมกับ URDU แบรนด์สร้างสรรค์งานศิลปะและ Art Toy ชั้นนำจากฮ่องกง ซึ่งนำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท บีบีทอยส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้ชื่อแบรนด์ BBKidult ร่วมเนรมิตดินแดนมหัศจรรย์แห่งการอธิษฐาน ‘Wisher: Where Miracles Happen’ เปิด URDU WISHER Pop-up Store เป็นครั้งแรกในประเทศไทย   โดยนำเหล่าคาแรกเตอร์ดิสนีย์ในซีรีส์ Disney Wisher Series และของสะสมพิเศษกว่าร้อยรายการมาให้แฟน ๆ ได้เลือกซื้อมี Disney Wisher Series – Mickey Mouse , Donald Duck และ Stitchพร้อมกับ 7-Inch Standing Stitch (Movie Version) ลิมิเต็ดอิดิชันเปิดตัวครั้งแรกในไทย และไฮไลท์ ‘Wisher Stitch’ ขนาดยักษ์สูง 7 เมตร ให้ทุกคนได้ร่วมขอพรจากดวงดาวไปด้วยกันริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2568     สำหรับ พิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างคึกคักเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีเหล่าเซเลบริตี้และแฟนดิสนีย์ตัวยงเข้าร่วมงานคับคั่ง พร้อมต้อนรับ Mickey Mouse, Donald Duck และ Stitch จากคอลเลกชัน URDU Disney Wisher Series อย่างอบอุ่น     โดยเฉพาะการปรากฏตัวของนักแสดงหนุ่มชื่อดัง คุณวิน-เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร ที่มาร่วมอธิษฐานกับตัวละครที่ชื่นชอบ   สำหรับความร่วมมือของไอคอนสยามกับ URDU และ BBKidult ในครั้งนี้ สะท้อนถึงแนวคิด ‘Global Experiential Destination’ ที่ไอคอนสยามยึดมั่นเสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์กิจกรรมระดับโลกที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่ น่าจดจำ และสามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกเข้าด้วยกัน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของไอคอนสยามในฐานะจุดหมายปลายทางด้านประสบการณ์ระดับโลก   นอกจากนี้ ‘Wisher: Where Miracles Happen’ ยังจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษ อาทิ   รับสิทธิ์แลกซื้อกระเป๋าผ้า URDU Disney Wisher SERIES WASHED FABRIC DRAWSTRING BAG – STITCH ในราคาเพียง 499 บาท เพียงซื้อสินค้าใดก็ได้ภายในงาน (สินค้ามีจำนวนจำกัด) รับเพิ่ม Voucher มูลค่า 500 บาท เมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบ 10,000 บาท/ใบเสร็จ กิจกรรมถ่ายรูปกับ Stitch เพียงโพสท่า “Wish Pose” คู่กับ Stitch แล้วแชร์รูปลงโซเชียลมีเดีย พร้อมติดตาม @URDU @BBKidult และใส่แฮชแท็ก #URDUWisher #URDU #BBKidult รับทันที! พวงกุญแจดาวเรืองแสง Wishing Star Glow in the Dark 1 ชิ้น (ของมีจำนวนจำกัดในแต่ละวันจนกว่าของจะหมด)     Alternate-X สรุปให้ URDU WISHER Pop-up Store ครั้งแรกในไทย ที่ลานริมน้ำ ไอคอนสยาม เนรมิตดินแดนแห่งการอธิษฐานกับตัวละครดิสนีย์คอลเล็กชัน Disney Wisher Series พบกับ ‘Wisher Stitch’ ขนาดยักษ์ 7 เมตร ไฮไลท์สุดพิเศษ พร้อมสินค้าลิมิเต็ดและกิจกรรมสุดสนุก ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568

June 10, 2025 / 0 Comments
read more

บี.กริม-สิงคโปร์ ลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ มูลค่า 24,520 ล. หนุนไทย ‘ฮับ’ ดิจิทัล

BizKet,  EcoVative

บี.กริม ร่วมมือเชิงกลยุทธ์สิงคโปร์ ลงทุนศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกล และ AI ในไทย มูลค่าโครงการ 24,520 ล้านบาทในเขต EEC รับสิทธิประโยชน์การลงทุนกว่าแสนล้านบาทของรัฐบาลหนุนไทย ‘ฮับ’ ดิจิทัลภูมิภาค   จอห์น ฟรีแมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ดิจิทัล เอดจ์ (สิงคโปร์) โฮลดิ้งส์ จำกัด (‘ดิจิทัล เอดจ์’) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำในเอเชีย ได้รับการสนับสนุนจาก Stonepeak นักลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เปิดเผย แนวทางการประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (‘บี.กริม เพาเวอร์’) ผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของไทย เพื่อพัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลและรองรับปัญญาประดิษฐ์  (AI) ทั่วไทย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว   สำหรับ ความร่วมมือภายใต้ Digital Edge B.Grimm (TH) Holding Pte. Ltd, ครั้งนี้มีแผนการลงทุนมูลค่าโครงการ 24,520 ล้านบาท โดยจะเริ่มด้วยโครงการเรือธงขนาด 100 เมกะวัตต์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับผู้ให้บริการ AI และคลาวด์ที่ต้องการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   “ตลาดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการบริโภคข้อมูล การใช้บริการคลาวด์ และการประมวลผล AI /แมชชีนเลิร์นนิ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”   สอดคล้องรายงานอุตสาหกรรมล่าสุด คาดการณ์ว่าตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยจะเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 25% ต่อปีจนถึงปี 2573 ขณะที่ความต้องการด้าน AI จะเป็นตัวเร่งสำคัญในการผลักดันความต้องการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่สามารถขยายตัวได้และมีประสิทธิภาพด้านพลังงาน จากการที่รัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในภูมิภาค   สำหรับ โครงการ 100 เมกะวัตต์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะนำเสนอการให้บริการ โคโลเคชั่นความหนาแน่นสูง การเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ และโซลูชั่นคลาวด์แบบผสมผสาน เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มไฮเปอร์สเกล กลุ่ม AI และองค์กรที่ต้องการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล   โดยมีแผนเร่งก่อสร้างเพื่อรองรับความต้องการของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในไตรมาส 4 ปี 2569   “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดดิจิทัลที่มีศักยภาพสูงสุดในเอเชีย”  จอห์น กล่าวพร้อมเสริมว่า “ความร่วมมือกับ บี.กริม เพาเวอร์ ในโครงการสำคัญนี้ เรากำลังนำโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดมาสู่ไทย ในขนาดไฮเปอร์สเกลและความเร็วที่เร่งรัด ซึ่งจะช่วยรองรับความต้องการด้าน AI และแมชชีนเลิร์นนิ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”   นอกจากนี้ยังเป็นโครงการฯความร่วมมือ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของไทย   โดย ดิจิทัล เอดจ์ เป็นที่รู้จักในฐานะแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างก่อสร้างรวม 24 แห่ง ครอบคลุม 9 ประเทศ และมีกำลังไฟฟ้าสำรองกว่า 1.1 กิกะวัตต์ สำหรับ การเข้ามาลงทุนในไทยครั้งนี้ตอกย้ำพันธกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและการผลักดัน AI ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย   ขณะที่ บี.กริม ก่อตั้งมานานกว่า 147 ปี เป็นผู้บุกเบิกด้านพลังงานที่ยั่งยืน และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าอุตสาหกรรม (SPP) รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในภาคพลังงาน ด้วยการมีที่ดินในครอบครองจำนวนมากและประสบการณ์เชิงลึกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (Greenfield Infrastructure) ผสานกับพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งด้านโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมและพลังงานหมุนเวียน ช่วยให้ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ   สำหรับ บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งเสริมสร้างศักยภาพองค์กรผ่านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลระดับภูมิภาค   ทั้งนี้ Natixis ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับ บี.กริม เพาเวอร์ สำหรับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้       Alternate-X สรุปให้ บี.กริม ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Digital Edge (สิงคโปร์) ลงทุนศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไฮเปอร์สเกลและ AI มูลค่า 24,520 ล้านบาท ในเขต EEC โครงการนำร่องขนาด 100 เมกะวัตต์ ตั้งเป้ารองรับตลาด AI, คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เติบโตในไทย รับสิทธิประโยชน์การลงทุนกว่าแสนล้านบาท หนุนไทยสู่ ‘ฮับ’ ดิจิทัลภูมิภาค ตอบโจทย์ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาดและประสิทธิภาพสูง ตั้งเป้าเปิดให้บริการภายใน Q4 ปี 2569 รองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีระดับโลก

June 10, 2025 / 0 Comments
read more

‘ฮาร์ดแวร์เฮาส์’ สาขาใหม่บนพื้นที่ 1 หมื่น ตร.ม. ใน ‘ฟิวเจอร์ซิตี้ รังสิต’ โฟกัสวัสดุช่างมืออาชีพ

BizKet

‘ฮาร์ดแวร์เฮาส์’ ขยายสาขาใหม่พื้นที่กว่า 1 หมื่นตร.ม.ในโครงการ ‘ฟิวเจอร์ซิตี้ รังสิต’ เหนือ ทำเลศักยภาพกรุงเทพฯตอนเหนือ เจาะดีมานด์กลุ่มลูกค้าช่าง-ผู้รับเหมา-ผู้ต้องการสินค้าคุราคาเดียวกับช่างมืออาชีพ   ภานวิชญ์ อนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทฮาร์ดแวร์เฮาส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ฮาร์ดแวร์เฮาส์ คือ ศูนย์จำหน่ายสินค้าช่าง สินค้าอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง สำหรับมืออาชีพ ล่าสุดเปิดตัว ‘ซุปเปอร์แมท’ อย่างเป็นทางการ (GRAND OPENING)  สาขา ในชื่อ ‘ซุปเปอร์แมท’ ในโครงการ ‘ฟิวเจอร์ซิตี้ รังสิต’ ไปเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ผ่านมา   โดยมีสินค้ามากกว่า 150,000 รายการ ครอบคลุมทุกการใช้งานกว่า 21 แผนก อาทิ เครื่องมือช่าง เครื่องมืออุตสาหกรรม งานระบบน้ำ งานระบบไฟฟ้า สี วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับโรงงานและบ้าน ปั๊มและวาล์ว น็อตสกรู เครื่องเขียนและของใช้สำนักงาน   รวมทั้งของใช้ทั่วไป เป็นต้น บนพื้นที่ขายกว่า 10,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 2 อาคาร คือ อาคารสินค้าช่างและอุตสาหกรรม และอาคารวัสดุก่อสร้าง   สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของฮาร์ดแวร์เฮาส์ เป็นช่างในระบบอุตสาหกรรม รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้รับเหมา และเจ้าของบ้านที่ต้องการซื้อสินค้าคุณภาพและราคาเดียวกับช่างมืออาชีพ     “สินค้าของฮาร์ดแวร์เฮาส์ จึงเป็นเกรดอุตสาหกรรมแตกต่างจากสินค้าทั่วๆไป ด้วยแนวคิดตั้งใจทำฮาร์ดแวร์เฮาส์ ให้เป็นที่สำหรับช่างโดยรวมสินค้าคุณภาพแบรนด์อินเตอร์หลากหลาย ครอบคลุมการใช้งานของช่าง เน้นสินค้าคุณภาพดี จำหน่ายในราคาช่างทุกชิ้น ทุกวัน เพื่อเป็นการลดต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการ คุ้มค่าและประหยัดทุกวันโดยไม่ต้องรอโปรโมชั่น” ภานวิชญ์ กล่าว   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีบริการสั่งซื้อสินค้าสำหรับโรงงานและผู้ประกอบการในรูปแบบของ B2B พร้อมบริการจัดส่งฟรีในพื้นที่บริการในทุกๆ วัน   ปัจจุบัน ฮาร์ดแวร์เฮาส์ เป็นหนึ่งในผู้นำของสินค้าประเภทนี้ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 35 ปี และสาขาที่ครอบคลุมในพื้นที่อุตสาหกรรมอีกมากกว่า 10 สาขา ได้แก่   บางนา ศรีราชา ระยอง บ่อวิน อมตะ เทพารักษ์ ปราจีนบุรี แหลมฉบัง อนันตภัณฑ์บางพลี ปลวกแดง บ่อวิน อมตะซิตี้ อยุธยา   ล่าสุด สาขารังสิต ใน ‘ฟิวเจอร์ซิตี้ รังสิต (Future City Rangsit)’ โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่สุดในโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 500 ไร่ Alternate-X สรุปให้ ‘ฮาร์ดแวร์เฮาส์’ เปิดสาขาใหม่ใน ‘ฟิวเจอร์ซิตี้ รังสิต’ บนพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. ครอบคลุมสินค้า 150,000 รายการ เจาะกลุ่มช่าง ผู้รับเหมา และเจ้าของบ้าน เน้นสินค้าคุณภาพเกรดอุตสาหกรรม ราคาช่างทุกวัน พร้อมบริการ B2B และจัดส่งฟรี ขยายเครือข่ายรองรับดีมานด์โซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือ

June 9, 2025 / 0 Comments
read more

AWC แปลงโฉม ‘ล้ง1919-ทรงวาด’ ทำห้องพักแพงสุดในไทย The Ritz-Calrton คืนละ 3 แสนบาท

BizKet

AWC ลงทุน 5 พันล้าน ปั้น The Ritz-Calrton สองฝั่งทำเล ล้ง1919-ทรงวาด เชื่อมโปรเจกต์ท่องเที่ยวสายน้ำเจ้าพระยา ลงเรือต่อรถรางไฟฟ้า ย่านการค้าคลาสสิคกรุงเทพฯ   วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก, อาคารสำนักงาน, โรงแรม รายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนราว 5,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการท่องเที่ยวทางสายน้ำเชื่อมการเดินทางเรือ-รถรางไฟฟ้า (Tram) นอกจากนี้ ยังวางแผนพัฒนาที่ดิน 3 แปลงรวมพื้นที่ 50,400 ตร.ม.สร้าง โรงแรม The Ritz-Calrton Bangkok, The Riverside จำนวน 191 ห้อง ประกอบด้วย   1.โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เดอะริเวอร์ไซต์ (อยู่ฝั่งล้ง 1919) จำนวน 167 ห้อง ประกอบด้วย 2 อาคาร   อาคารขนาดเตี้ย(Low-rise building) วางตำแหน่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารสูง (High-rise building) วางตำแหน่งหลังสถาปัตยกรรมโบราณรูปตัว U ของ ล้ง 1919   2.โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เดอะริเวอร์ไซต์ ตั้งบนทำเลฝั่งถนนทรงวาด มีจำนวน 24 ห้อง รูปแบบห้องพักแบบเอ็กคลูซีฟ   3.ศูนย์ประชุม (Convention Hall) ขนาด 420 ตร.ม. และที่จอดรถของโรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ เดอะริเวอร์ไซต์ (อยู่ฝั่งถนนทรงวาด)     วัลลภา กล่าวเสริมรายละเอียดโครงการฯ วางแนวคิดเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน ผ่านพื้นที่โครงการ ‘ล้ง 1919’ ที่เน้นความสงบ และ ถนนทรงวาด แหล่งกิจกรรมยอดนิยมในกรุงเทพฯ เข้าไว้ด้วยกัน   โดยวางกลุ่มเป้าหมายหลักเป็น ‘นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง’ และ ‘กลุ่มคนรุ่นใหม่’ ที่ต้องการประสบการณ์เที่ยวเชิงวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ รวมถึงมองหาที่เที่ยวที่มีเรื่องราว (Story) และสร้างแรงบันดาลใจได้   ขณะที่โรงแรมวางแนวคิดการพัฒนาให้เป็นมากกว่าซิตี้ โฮเทล (City Hotel) แบบเดิมทั่วไป โดยโครงการ The Ritz-Calrton Bangkok, The Riverside ถูกออกแบบสไตล์จีน และคงสถาปัตยกรรมโบราณในล้ง 1919 ไว้ครบถ้วน   “โรงแรมฯ The Ritz-Calrton Bangkok, The Riverside ห้องสวีตกำหนดอัตราห้องพักสูงกว่า 300,000 บาท/คืน และจะขึ้นเป็นห้องพักที่มีราคาแพงสุดในไทย” วัลลภา กล่าวพร้อมเสริมว่า “พร้อมแบ่งสัดส่วนห้องพัก 20% ของโครงการฯ จะเป็นรูปแบบ 2-3 ห้องนอน สำหรับรองรับครอบครัวใหญ่ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักในไทยระยะยาว”   โดยในเบื้องต้น โครงการฯ ผ่าน EIA เป็นที่เรียบร้อยพร้อมลงเสาเอกแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาโครงการราว 3-4 ปี ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี  2571   ฟื้นเชื่อมั่นเที่ยวไทย   วัลลภา กล่าวต่อถึงภาพรวมตลาดโรงแรมในไทยในไตรมาส 1 ปีนี้ที่ผ่านมา ยังมีสถานการณ์เป็นบวก โดยโรงแรมเครือ AWC มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) มากกว่า 70%   “สิ่งที่น่าห่วง คือ นักท่องเที่ยวจีน ยังไม่มีวี่แววกลับมาเที่ยวไทย แต่ยังมีกลุ่มตะวันออกกลางเข้ามาทดแทน ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยมีรูปแบบผสมผสานมากขึ้น จากเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีน   อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมียนมา และขยายมายังอาคารสูงในไทย ส่งผลให้กลุ่มลูกค้าประชุมและสัมมนามียอดจองเข้ามาใหม่ (New Booking) ชะลอตัวในช่วงที่ ส่วนยอดจองใช้บริการเดิมไม่ได้มีการยกเลิก   “ประเทศไทยต้องใช้สรรพกำลังฟื้นความเชื่อมั่นของต่างชาติเพิ่มขึ้น” วัลลภา กล่าว “ยังต้องประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมเพราะช่วงไตรมาส 2 ปกติเป็นช่วงโลว์ซีซั่นอยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้เราหันไปเปิดพื้นที่ที่มีดีมานด์แข็งแกร่ง เช่น พัทยา ได้เปิดตัวโรงแรม Meliá Pattaya และต่อด้วย Marriott Pattaya ซึ่งได้ดีมานด์จากต่างชาติ บวกกับโลคอลดีมานด์ที่แข็งแกร่ง”     Alternat-X สรุปให้ AWC ทุ่มงบ 5,000 ล้านบาท พัฒนา The Ritz-Calrton Bangkok, The Riverside สองฝั่งทำเล ล้ง 1919-ทรงวาด เชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำเจ้าพระยา-รถรางไฟฟ้า พร้อมศูนย์ประชุม ขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง-กลุ่มคนรุ่นใหม่ โรงแรมออกแบบผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีน คาดเปิดกลางปี 2571 ท่ามกลางภาพรวมการท่องเที่ยวไทยที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่จากตลาดจีน

June 9, 2025 / 0 Comments
read more

เทรนด์ไอทีครึ่งหลังปี68 อุปกรณ์สินค้า มุ่งใช้ชิป AI ความต้องการ ‘เกม-แก็ดเจ็ต’ ดันตลาดโต

BizKet

เออาร์ไอพี มองตลาดไอทีโลกฟื้น สู่ยุคคอมพิวเตอร์ เอไอ-ความต้องการเพิ่มหลังไมโครซอฟท์ไม่ซัพพอร์ตวินโดว์ 10 ในเดือนต.ค.ปีนี้ จะทำคนเปลี่ยนคอมใหม่หลัง PC กว่า 240 ล้านเครื่องไม่สามารถอัปเกรด Windows 11 ได้   บุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อ การจัดงาน และ บริการดิจิทัล เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดไอทีทั่วโลกมีสัญญาณที่ดีขึ้นจากยอดจัดส่งคอมพิวเตอร์ (PC) ทั่วโลกในไตรมาสแรก ปี 2568 มาจากปัจจัยสนับสนุนหลักและที่เกี่ยวข้อง ดังนี้   การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่ AI PC ซึ่งมีความชัดเจนเพิ่มขึ้น จากการอัปเดตเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง การยกเลิกสนับสนุน Windows 10 ของไมโครซอฟท์ (Microsoft) ในช่วงเดือน ต.ค. 68 นี้   “ปัจจัยหลังคาดส่งผลให้มีเครื่อง PC กว่า 240 ล้านเครื่องทั่วโลก ที่ไม่สามารถอัปเกรดเป็น Windows 11 ได้ มีโอกาสต้องเปลี่ยนคอมใหม่”   บุญเลิศ กล่าวพร้อมเสริมว่า   สำหรับเทรนด์ไอทีในครึ่งปีหลังของ 2568 นี้ เริ่มเห็นชัดขึ้นในงาน COMMART  UNLIMIT  ครั้งนี้ ได้แก่ โน้ตบุ๊ค ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพรองรับการใช้งาน AI เต็มรูปแบบ ทั้งชิป CPU Intel Core Ultra 200 Series และ AMD Ryzen AI 300 Series มากับการ์ดจอใหม่ล่าสุด ให้เลือกทั้ง RTX 5080 และ 5090 มีให้ลองและเป็นเจ้าของได้ในงาน     ขณะที่กลุ่มคอมพิวเตอร์แบบประกอบ มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่ออัปเกรดสู่ประสิทธิภาพการใช้งาน AI ที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝั่ง GPU ที่เปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ และมีสต๊อกสินค้าพร้อมขายเพิ่มขึ้นในงานคอมมาร์ตครั้งนี้ เช่นกัน ประกอบด้วย   Nvidia 5000 Series intel arc Series AMD Radeon RX 9000 Series   ด้านอุปกรณ์ DIY เทรนด์การตกแต่งหน้าจอแสดงผลขนาดเล็กลงบนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีความชัดเจนมากขึ้น ในคอนเซ็ปต์ Everything has a screen จากเคสติดจอ จะเริ่มเห็นจอติดพัดลม ที่ช่วยตรวจสอบประสิทธิภาพระหว่างทำงานและเพิ่มความสวยงาม   ด้านจอมอนิเตอร์ แบบ OLED กำลังมาแทนที่หน้าจอ LED ด้วยความละเอียดและภาพที่ดีขึ้น แถมประหยัดพลังงาน และมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น ในราคาที่ถูกลง ซึ่งในงานสามารถเทียบสีจอของจริงได้ก่อนตัดสินใจซื้อ   ขณะที่ ปัจจุบันตลาดไอทีมีทิศทางการเติบโตที่ดีในกลุ่ม Gaming และ Gadget ที่เพิ่มความสามารถของ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกม PC รวมถึงเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ อย่าง Nintendo Switch2 ที่เริ่มวางขายในช่วงนี้ด้วย   สำหรับอุปกรณ์เกมมิ่ง Gaming Handheld กำลังได้รับความนิยม และมีให้เลือกมากขึ้น ในคอมมาร์ตถือจะเป็นโอกาสดีที่เปิดให้ทดลองใช้งานจริง   ด้าน พรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งาน COMMART  UNLIMIT  ปีนี้ยังร่วมกับพันธมิตรเตรียมข้อเสนอ เฉพาะช้อปสินค้าในงานเท่านั้น รวมถึงกิจกรรมพิเศษไว้มากมาย ทั้งก่อนและระหว่างงาน ประกอบด้วย   คอมมาร์ต Big Bonus ช้อปครบทุก 3,000 ได้ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 ลุ้นโชคหน้างานทุกวัน Big Bonus ของรางวัลสุดปัง จับแจกตลอด 4 วัน ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จผ่าน LINE COMMART ได้ลุ้น ของรางวัลเพิ่ม คอมมาร์ต on Top ช้อปครบ 50,000.- รับคูปองลดเพิ่ม 500.- (เฉพาะวันพฤหัสบดี-ศุกร์) คอมมาร์ต วัดดวง ร่วมสนุกหมุนวงล้อ ลุ้นคูปองส่วนลดสูงสุด 10,000.- (แค่สมัครสมาชิกที่บูธคอมมาร์ต) คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานคอมมาร์ตครบ 30,000.- แลกสิทธิ์จอดฟรี ได้ 3 ชั่วโมง ร่วมสนุกกับกิจกรรมออนไลน์ ที่ Facebook Commart มีสิทธิ์ลุ้นรับถุงผ้า PIXMAxCOMMART และ คูปองใช้แทนเงินสดใช้ซื้อสินค้าในงานคอมมาร เข้ากลุ่มคอมมาร์ตบอกโปร LINE OPEN CHAT พูดคุยกับนักช้อปตัวตึง พร้อมอัปเดตโปรชั่นจากหน้างานก่อนใคร   โดยงาน COMMART UNLIMIT จัดโดย เออาร์ไอพี พร้อมพันธมิตรธุรกิจ อาทิ ACE, ASUS, AMD, AppleSheep, Ascenti, Banana, Bewell, Ergotrend, E-Quip, Epson, iStudio by SPVI, Studio7, IT City, J.I.B, Lenovo, MSI, Secretlab, SPEED Computer , Honeywell และ เครดิตบูโร ร่วมด้วย Media Partner ได้แก่ techhub, Business+, CeeMeAgain, ChargeSPOT, eLeader, Beartai, ExtremeIT, iT24Hrs., Notebookspec, Overclockzone และ ชอบโปร เข้าชมงานฟรี! เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา 3-6 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ EH 98 – 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา     Alternate-X ตลาดไอทีโลกเริ่มฟื้นตัว รับเทรนด์ AI PC และการเปลี่ยนเครื่องใหม่ หลัง Microsoft เตรียมเลิกซัพพอร์ต Windows 10 เดือน ต.ค. 68 PC เก่ากว่า 240 ล้านเครื่องทั่วโลกไม่สามารถอัปเกรดเป็น Windows 11 ได้ แนวโน้มคอมใหม่เน้นรองรับ AI ทั้ง CPU Intel Core Ultra, AMD Ryzen AI และ GPU ใหม่จาก Nvidia, Intel, AMD DIY PC และหน้าจอ OLED กำลังเป็นกระแสนิยมใหม่ กลุ่ม Gaming & Gadget เติบโตสูง โดยมี Gaming Handheld และ Nintendo Switch2 เป็นไฮไลต์งาน COMMART UNLIMIT ปีนี้

June 8, 2025 / 0 Comments
read more

มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ ไทยเบฟ สนับสนุน โครงการเข็มวันอานันทมหิดล ปี 2568

Peace&Play

มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดย คุณภาวินี ไชยสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักประสานงานภายนอก เป็นผู้แทนร่วม งานเปิดตัวเข็มวันอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ.2568 ภายใต้แนวคิด Air We Share, Lungs We Care ห่วงใยทุกลมหายใจ   โดยมอบเงินสนับสนุนจำนวน 1,000,000 บาท แก่โครงการเข็มวันอานันทมหิดล ปี 2568 ที่จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ เข็มวันอานันทมหิดลสู่สาธารณชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างแก่ประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินเพื่อสร้างกุศล   นับเป็นกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณอันมีเป็นอเนกประการของพระองค์ที่หารายได้สมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดล, มูลนิธิสงเคราะห์เล็ก สภากาชาดไทย, ช่วยเหลือพระภิกษุสงฆ์อาพาธ ผู้ป่วยยากไร้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,   โครงการ “Happy Home Respiratory Care โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ภาควิชาอายุรศาสตร์ สาขาวิชาโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกิจกรรมจิตอาสา สโมสรนิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   โดยมี รศ.นพ.ฉันชายสิทธิพันธุ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ศ.ดร.นพ.สิทธิศักดิ์ หรรษาเวก รองคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ โถงตึกจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย    

June 8, 2025 / 0 Comments
read more

คนไทยยังซื้อรถใหม่ ยอดขาย GWM โค้งแรกปี68 โต 50% YoY-สวนตลาดรวมหดตัว

BizKet

GWM (Thailand) สู่ปีที่ 5 ตลาดรถยนต์ในไทย  หลังฉลองยอดขายโตสุดในรอบ 4 ปี รู้อินไซด์คนไทยชอบรถใหญ่-เครื่องดีเซล แผนเพิ่มผลิต NEW GWM TANK 300 DIESEL รับดีมานด์แรง พร้อมมุ่งสู่ Top 3 กลุ่ม PPV ไทย   เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด GWM (Thailand) กล่าวว่า GWM (Thailand) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง พร้อมความสำเร็จยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา กว่า 1,731 คัน เป็นผลมาจากการนำ NEW GWM TANK 300 DIESEL เทคโนโลยีดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด เข้ามาสู่ตลาด และสามารถครองใจผู้ใช้งานชาวไทยภายในระยะเวลาอันรวดเร็วหลังเปิดตัวได้ไม่นาน   สำหรับยอดขาย 1,731 คัน ในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้ ยังเติบโตจากเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาถึง 225% แบ่งออกเป็น   สัดส่วน 50% ของยอดขายรวมทั้งหมด หรือจำนวน 877 คัน มาจาก NEW GWM TANK 300 DIESEL สัดส่วน 50% เป็นรถยนต์พลังงานใหม่   โดยสัดส่วนดังกล่าว ยังสอดคล้องกับโครงสร้างโดยรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ที่มีสัดส่วนรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์พลังงานใหม่โดยเฉลี่ย 50:50   “สะท้อนถึงแนวทาง GWM ได้นำเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่มีระบบพลังงานที่หลากหลายและเหมาะสม ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างดี”     นอกจากนี้ ใน 2567 GWM มียอดขายในระดับหลักร้อยคัน ไปจนถึงต้นปี 2568 ยังมีอัตราการเติบโตยอดต่อเนื่อง และเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1,000 คันต่อเดือนในเดือนมีนาคม 2568   “จนถึงในเดือนพฤษภาคม เราสามารถทำยอดขายที่สูงเป็นประวัติการณ์สู่ระดับ 1,731 คัน จากความสำเร็จของการนำ NEW GWM TANK 300 DIESEL เข้ามาสู่ตลาดประเทศไทย”   เวย์น ย้ำ     สำหรับยอดขายของรถยนต์ GWM ในช่วง 5 เดือนแรก (มกราคม – พฤษภาคม) ของปี 2568 GWM มียอดขายสะสมอยู่ที่ 5,439 คัน เติบโตจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2567 ถึง 50% ซึ่งสวนกระแสกับตลาดรถยนต์โดยรวมที่มีอัตราการเติบโตที่ลดลง     จากความสำเร็จด้านยอดขาย สะท้อนถึงกลยยุทธ์ระดับโลกและความมุ่งมั่นของ GWM ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพที่หลากหลายและครอบคลุมทุกพลังงาน (Multi Powertrains) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกและคนไทยได้   โดยเฉพาะการนำ NEW GWM TANK 300 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย และกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหลักของ GWM ที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวไทย และมีการเติบโตของยอดสั่งจองและยอดขายอย่างมั่นคง ในเดือนพฤษภาคม   “คาดว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL จะขึ้นสู่อันดับ Top 3 ในกลุ่ม PPV โดย GWM ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง”   เวย์น กล่าวต่อ สำหรับเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการแข่งขันด้านสงครามราคาที่รุนแรง โดย GWM จะยึดถือการแข่งขันด้านคุณภาพและคุณค่าในระยะยาว ขณะที่ GWM ORA Good Cat ยังสามารถสร้างยอดขายได้อย่างคงที่ จากผู้ใช้ชาวไทยและติดอันดับแบรนด์ BEV ชั้นนำอย่างต่อเนื่อง     ขณะที่ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ GWM ไม่สนับสนุนการแข่งขันโดยใช้สงครามราคา แต่จะเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าและพัฒนาด้านการบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพเป็นสำคัญ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดี สร้างคุณค่า และสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว   โดย GWM Thailand มีผู้ใช้งานชาวไทยกว่า 40,000 รายตั้งแต่ในปีแรกที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี  และมีสำนักงานใหญ่ในเมืองเป่าติ้ง ประเทศจีน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ในปี 2546 และ 2565 ตามลำดับ อีกทั้งยังมีพนักงานมากกว่า 70,000 คนทั่วโลก   ปัจจุบัน GWM เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศจีนที่มียอดการผลิตและยอดขายมากกว่าหนึ่งล้านคันในตลอดระยะเวลา 8 ปี มีเครือข่ายการขายครอบคลุมกว่า 1,000 แห่งใน 170 ประเทศในหลายภูมิภาค โดยมียอดขายสะสมในต่างประเทศมากกว่า 1,400,000 คัน และ ยังสามารถทำยอดขายในต่างประเทศได้สูงถึง 300,000 คันในปี 2566     Alternate-X สรุปให้ GWM Thailand ก้าวสู่ปีที่ 5 ด้วยยอดขายโตสุดในรอบ 4 ปี โค้งแรกปี 68 ยอดขายสะสม 5,439 คัน เติบโต 50% สวนตลาดรวม เดินหน้าเพิ่มผลิต NEW GWM TANK 300 DIESEL รับดีมานด์สูง พร้อมเป้าหมายขึ้น Top 3 กลุ่ม PPV ไทย กลยุทธ์บาลานซ์ตลาดรถสันดาป-อีวี เน้นคุณค่า-คุณภาพ ไม่แข่งสงครามราคา

June 8, 2025 / 0 Comments
read more

KFC หนุนเด็กนอกระบบศึกษาเป็น’ศูนย์’ แผนกระตุ้น GDP ไทยเพิ่ม 1.7%

EcoVative

หลัง ‘เคเอฟซี’ เข้ามาในตลาด QSR และคุ้นเคยกับเด็กไทยมานานร่วม 40 ปี แถมครองแชมป์ No.1 ไก่ทอดมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทมายาวนาน ที่นอกจากการทำธุรกิจแล้วยังขยายความผูกพันแบรนด์ในกลุ่มเด็กเปราะบาง ได้มีโอกาสทัดเทียมเพื่อนในเจนฯเดียวกัน ด้วย   ซูเฮล ลิมบาดะ  Market Lead & Chief Marketing Officer เคเอฟซี ประเทศไทย ผู้ให้บริการร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant-QSR) กล่าวว่า ในการเปิดเทอมภาคการศึกษาใหม่นี้ เคเอฟซี เดินหน้าโครงการ KFC Bucket Search ต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 2 ภายใต้แนวคิดที่ว่า ‘ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง’ จุดประกายความหวังด้านการศึกษา และเปิดประตูสู่อาชีพที่ดีในอนาคต โดยขยายความช่วยเหลือเยาวชนทั่วประเทศ จากเยาวชนกลุ่มสถานพินิจ สู่เยาวชนกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มฅนวัยใส   จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า ในช่วงเปิดเทอมภาคการศึกษาใหม่ มีเด็กไทยจำนวนมากที่ไม่ได้กลับไปเรียนหนังสือโดยในปี 2568 มีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 3-24 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษา จำนวนถึง 880,463 คน   “ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้นถือเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนของระบบการศึกษาไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข”   ซูเฮล กล่าว   ทั้งนี้ หากประเทศไทยยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจนทำให้จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์ได้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 1.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เนื่องจากรายได้ตลอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นของเด็กที่มีการศึกษาสูงขึ้น   ซูเฮล กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการ KFC Bucket Search ภายใต้ความร่วมมือกับ กสศ. มุ่งยกระดับชีวิตของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ผ่านการออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิต   โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับทางเลือกที่เรียกว่า work & study ที่ช่วยในการจัดสรรเวลาและรายได้ ผ่านการเรียนและทำงานกับเคเอฟซี หรือรับการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อวิชาชีพ โดยโครงการจะมอบองค์ความรู้และเงินทุนตั้งต้น   สำหรับการเรียนจะเน้นการสร้างระบบนิเวศของการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เยาวชนกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และกลไกการเป็นผู้ประกอบการ ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง และประสบการณ์เหล่านี้จะถูกแปลงเป็น ‘หน่วยกิต’ การศึกษา เพื่อสะสมเป็นวุฒิการศึกษานำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้   ซูเฮล กล่าวว่า โครงการ KFC Bucket Search ไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR แต่เป็นภาพสะท้อนของความเชื่อและความตั้งใจที่เรายึดมั่นมาตลอดกว่า 40 ปีในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม และสนับสนุนให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียม   “โครงการฯ ทำต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 2 ช่วยเยาวชนอีก 300 คน และตั้งเป้าภายในปีนี้อีก 1,000 คน”   ด้าน ภัทรา ภัทรสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายบริหารแบรนด์ เคเอฟซี ประเทศไทย กล่าวว่าโรงเรียนนอกกรอบของเคเอฟซี กับหลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ ที่สามารถนำประสบการณ์ทำงานจริงมาเป็นหน่วยกิตเรียนจบ ม.6 ได้ โดยผสานการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ชีวิตและประสบการณ์การทำงานจริงกับเคเอฟซี   สำหรับโครงการฯ เริ่มตั้งแต่ปี 2566 ได้ส่งมอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนจำนวนทั้งสิ้น 430 คน โดยในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสถานพินิจ นอกเหนือจากการสนับสนุนในด้านการเรียนและทักษะการประกอบอาชีพแล้ว ทางเคเอฟซียังได้นำวิทยากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ อินฟลูเอ็นเซอร์ ช่างตัดผม นักดนตรี และบาร์เทนเดอร์ เข้ามาแบ่งปันความรู้ประสบการณ์ เพื่อเปิดกว้างเกี่ยวกับโลกการทำงานและเส้นทางอาชีพที่หลากหลายอีกด้วย     ด้าน เอิร์ท-กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ เยาวชนจากโครงการ KFC Bucket Search รุ่นแรก กล่าวว่า ตนเองได้มีโอกาสมาเล่นดนตรีในงานเปิดตัวโครงการ Bucket Search เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หลังวงชนะการประกวดวงดนตรีของ DJOP Music Contest ของทางกรมพินิจฯ และได้รับโอกาสจากเคเอฟซีไปออกงาน ได้ร้องเพลงเล่นดนตรี   “ผมรู้สึกมีความสุขเวลาคนเห็นเราร้องเพลง เลยอยากทำมันให้ดี เป็นอาชีพได้ ผมเลือกทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ผมไม่ได้กังวลกับการใช้ชีวิตข้างนอกเพราะได้รับโอกาสจากหลายๆ คนที่ทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษาหรือการได้ทำในสิ่งที่ชอบ”   ทั้งนี้ โครงการ Bucket Search มุ่งสนับสนุนเยาวชนในโครงการให้ค้นหาศักยภาพของตนเองในสาขาวิชาชีพต่างๆ โดยไม่จำกัดโอกาสการทำงานเฉพาะกับทางเคเอฟซีเท่านั้น   ปัจจุบัน น้องๆ รุ่นแรกจำนวน 130 คนนั้น เกือบครึ่งหนึ่งเลือกเรียนและทำงาน (work & study) ไปพร้อมกัน ทั้งการศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา สายสามัญ หรือในระดับปริญญาตรี ส่วนน้องๆ กลุ่มที่เหลือเลือกประกอบอาชีพตามความถนัดและความสนใจของตนเอง เช่น การทำธุรกิจส่วนตัว งานช่าง งานบริการ ไปจนถึงงานในสายดนตรี   โดย เคเอฟซี มุ่งเน้นพัฒนาทักษะทั้งด้าน hard skills เช่น การเป็นผู้ประกอบการ ภาษาอังกฤษ หรือการตลาด ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่เท่านั้น พร้อมสร้าง soft skills ทักษะการสื่อสาร การปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่น การวางแผนชีวิต (life plan) การตระหนักรู้ในตนเอง และการเข้าใจผู้อื่น ด้วยเป้าหมายสูงสุด คือ การให้เด็กนอกระบบสามารถกลับคืนสู่สังคม และนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการไปต่อยอดศักยภาพ สร้างรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ เคเอฟซีได้เปิดตัวภาพยนตร์สั้น 3 ตอน ซึ่งบอกเล่าหลักสูตร work & study ของโรงเรียนนอกกรอบเคเอฟซี หลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้แบบบูรณาการจากการทำงานที่ร้านเคเอฟซี และนำประสบการณ์มาแลกเป็นหน่วยกิต เพื่อช่วยให้น้องๆ ได้กลับมาเรียนต่อ และกล้าที่จะฝันอีกครั้ง   สามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาทั้งสามตอน และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของโครงการ KFC Bucket Search ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก KFC Foundation TH   K   เกี่ยวกับ เคเอฟซี   เคเอฟซี หนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วนที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมทั่วโลก ก่อตั้งโดยผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ส่วนในประเทศไทย ร้านเคเอฟซี สาขาแรกก่อตั้งขึ้นในปี 2527 ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ปัจจุบันมีร้านเคเอฟซี 1,157 สาขาทั่วประเทศ (ณ เมษายน 2568) บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และบริหารร้านเคเอฟซีโดยแฟรนไชส์ซี่ จำนวน 3 ราย   บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA)     Alternate-X สรุปให้ เคเอฟซี เดินหน้าโครงการ KFC Bucket Search รุ่นที่ 2 หนุนเยาวชนนอกระบบการศึกษา สร้างโอกาสใหม่ผ่านการเรียนรู้และทำงานจริง ตั้งเป้า ‘Thailand Zero Dropout’ หวังยกระดับ GDP ไทย 1.7% เปิดหลักสูตรยืดหยุ่น work & study แปลงประสบการณ์เป็นวุฒิการศึกษา พร้อมพัฒนาเยาวชนกว่า 1,000 คนภายในปีนี้

June 8, 2025 / 0 Comments
read more

‘แมนซั่ม’ แต่งตัวใหม่ ปรับแบรนด์ให้ทัชใจเจนฯZ ขาย ‘ความดูดี’ เจาะตลาด 1.2 พันล.

BizKet

‘แมนซั่ม’ ขยับลุคใหม่รอบ 10 ปี เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเจนฯ Z รักษาตำแหน่งผู้นำตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์ 1.2 พันล้านบาท   มัลลิกา เหลืองนิมิตรมาศ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP  ผู้ผลิตและทำตลาดเครื่องดื่มรายใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ทำตลาดเครื่องดื่มให้คุณประโยชน์สำหรับผู้ชาย แบรนด์ ‘แมนซัม’ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาพร้อมวางแนวคิดใหม่แบรนด์ส่งพลังบวก ให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ดเจนเนอเรชั่น Z   โดยแบรนด์แมนซั่ม วางหลักคิดให้ผลิตภัณฑ์รองรับทุกความต้องการของทุกคนในทุกมุมมอง ภายใต้ความเชื่อ ‘ความดูดี’ ไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่ควรถูกจำกัดด้วยกรอบใด ๆ   “แมนซั่ม เป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างคนรุ่นใหม่ในทุกความเป็นไป และเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดรับความหลากหลาย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างความมั่นใจทั้งภายนอกและภายใน” มัลลิกา กล่าวพร้อมเสริมว่า   โดยตลอดระยะเวลาการทำตลาดแบรนด์แมนซั่ม และเป็นผู้นำเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลสำหรับผู้ชายไทย ยังวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ พร้อมสื่อสารแบรนด์ให้สอดรับกับยุคที่ผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น ด้วยการปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมร่วมกับครีเอเตอร์ สร้างสรรค์คอนเทนต์ ให้มีความสนุก   ทั้งนี้เพื่อรองรับการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ และรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องดื่มฟังค์ชันนัล มีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง   สำหรับ ดีไซน์ใหม่แมนซั่ม ยังตอกย้ำความเข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ความดูดี’ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรอบใดกรอบหนึ่งในยุคแห่งความหลากหลาย การปรับลุคครั้งนี้จึงมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโลโก้ใหม่ที่มีความทันสมัยและขยายขนาดให้โดดเด่นขึ้น   นอกจากนี้ ยังมีคาแรคเตอร์รูปแบบใหม่บนฉลากที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์อนิเมะ สื่อถึงความร่วมสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และสะท้อนความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างชัดเจน ภายใต้แนวคิด ‘ดูดีให้สุดในแบบคุณ’   ปัจจุบัน เครื่องดื่มแมนซั่มโฉมใหม่ยังคง 4 รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ได้แก่   สีน้ำเงิน: สูตรคอลลาเจน เพื่อการดูแลผิวพรรณ สีแดง: สูตรแอล-กลูตาไธโอน เพื่อความกระจ่างใส สีเหลือง: สูตรคอลลาเจน กลิ่นฮันนีเลมอน อร่อย ดื่มง่าย เพื่อบูสผิวดี สีฟ้า: สูตรคอลลาเจน แบบน้ำตาลน้อย ฝาเทา เอาใจสายเฮลตี้     “การเปลี่ยนโฉมใหม่ครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนครั้งใหญ่ ที่ทำให้แบรนด์เข้าถึงและตอบโจทย์วัยรุ่นมากขึ้น แต่ยังคงคุณประโยชน์อัดแน่นเต็มขวดเหมือนเดิม”  มัลลิกา กล่าวพร้อมเสริมว่า   นอกจากนี้ ‘แมนซั่ม’ ยังให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้บรรจุภัณฑ์ขวด rPET (Recycled Polyethylene Terephthalate) ซึ่งเป็นพลาสติกรีไซเคิลที่สามารถนำกลับมาผลิตใหม่ได้อีกครั้ง ควบคู่ไปกับการนำเสนอเครื่องดื่มที่ช่วยเสริมสร้างความดูดีให้กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง   โดยในงานเปิดตัวแมนซั่มลุคใหม่ ยังได้สร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษในรูปแบบทอล์กโชว์ครั้งแรกในประเทศไทย โดยยกรายการชื่อดัง ‘กตัญญู ทูไนท์’ มาไว้ใจกลางสยามสแควร์ นำทีมโดย กตัญญู สว่างศรี พร้อมด้วยแขกรับเชิญสุดคูลอย่าง อูโน่ หลาวทอง และ จอร์จ Rubsarb มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนค้นพบและแสดงออกถึงความดูดีในแบบของตัวเอง พร้อมพูดคุยในหัวข้อที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ และปิดท้ายค่ำคืนสุดพิเศษด้วยมินิคอนเสิร์ตจากTilly Birds วงดนตรีขวัญใจเจน Z ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความดูดีและมั่นใจในสไตล์ตัวเอง     Alternate-X สรุปให้   ‘แมนซั่ม’ รีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 10 ปี ปรับลุคใหม่พร้อมสื่อสารถึงเจน Z ด้วยแนวคิด ‘ความดูดีไม่มีกรอบ’ ผสมผสานดีไซน์สไตล์อนิเมะทันสมัย บรรจุภัณฑ์ใหม่ใช้ขวด rPET รักษ์โลก พร้อมคงจุดขาย 4 สูตรตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลากหลาย รักษาตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลไทย              

June 8, 2025 / 0 Comments
read more

แฟชั่น ‘แสนสิริ’ โอตกูตูร์ สร้างโมเมมตัมแบรนด์ ผ่านยูนิฟอร์มใหม่พนักงาน

BizKet,  WeView

แสนสิริ ขยับแบรนด์สู่โลกแฟชั่น ร่วมงานกับ ‘วิคธีร์รัฐ’ แบรนด์ดีไซเนอร์ไทย ใช้แสงเงาโครงสร้างสถาปัตย์ สู่ ‘ยูนิฟอร์ม’ ใหม่ให้พนักงาน SANSIRI   บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กับความเคลื่อนไหวด้านแบรนด์การตลาดอีกครั้ง และเป็นครั้งแรกโดยทำงานร่วมกับนักออกแบบแบรนด์ชาวไทย ‘VICKTEERUT’ (วิคธีร์รัฐ) สร้างสรรค​ชุดยูนิฟอร์มใหม่ ‘แสนสิริ’   สำหรับยูนิฟอร์มใหม่แสนสิริ ถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบสะท้อนจากแกนหลักธุรกิจอสังหาฯ ในงานก่อสร้างโครงสร้างสถาปัตยกรรมและแสงเงา และองค์ประกอบทางศิลปะมาสู่ภาษาแฟชั่นสะท้อนความเป็น ‘แสนสิริ’ ประกอบด้วย     รูปทรงเรขาคณิตล้ำสมัย ในฐานะผู้นำด้านการออกแบบ (Design Lead การตัดเย็บระดับโอตกูตูร์ (Haute Couture) ประณีตทุกเส้นด้าย การใช้สีโทนเดียวแบบโมโนโครเมติก (Monochromatic) เรียบหรูและทันสมัย การใช้ลายเส้นสายเฉียง และการกุ๊นผ้าแบบ Precision Cut สร้างความโดดเด่นและแตกต่างในการออกแบบ   สำหรับการพัฒนายูนิฟอร์มใหม่ แสนสิริใช้เวลาศึกษาและรวบรวมข้อมูลรอบด้าน ผ่านการพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน เพื่อเข้าใจความต้องการและประสบการณ์ในการทำงานอย่างแท้จริง และนำมาสู่แรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างยูนิฟอร์ม  ที่ไม่ใช่แค่ชุดทำงาน แต่เป็นชุดแห่งความมั่นใจ พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการในระดับสากล สู่การทำงานทุกฟังค์ชันของบุคลากรแสนสิริ     นอกจากนี้ ยังสะท้อนปรัชญาสถาปัตยกรรมผ่านในชุดยูนิฟอร์ม ความง่ายที่ซ่อนความซับซ้อน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยูนิฟอร์มใหม่ที่ออกแบบให้ครอบคลุมในด้านต่างๆ ดังนี้   Freedom of Movement – เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดการทำงาน Comfort Revolution – สวมใส่สบายตลอดวัน ไม่เหนื่อย ไม่อึดอัด Inclusive Design – ออกแบบเพื่อทุกเพศ ทุกสรีระ ทุกไลฟ์สไตล์ Confidence Booster – เสริมสร้างความมั่นใจและความสุขในการทำงาน   จากแนวคิดการทำงานผ่านการออกแบบสู่ยูนิฟอร์มแสนสิริ เพื่อส่งต่อไปยังผลลัพธ์ผ่านพนักงานองค์กร ที่พร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ ด้วยความมั่นใจที่แท้จริง พร้อมส่งต่อประสบการณ์ดีๆ ให้กับลูกค้าได้อย่างไม่มีขีดจำกัด   ต่อการสร้างสรรค์ยูนิฟอร์มครั้งนี้ ยังสะท้อนความโดดเด่นด้านการออกแบบ ‘แสนสิริ’ ที่ไม่เหมือนใครทั้งในโครงการอสังหาฯ เป็นบ้าน คอนโด ทาวน์โฮม รวมไปถึงยูนิฟอร์ม เพื่อสื่อถึงจุดเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจและความต้องการของคนก่อนเสมอ   โดยแสนสิริ มุ่งให้ความสำคัญทั้งผลิตภัณฑ์ และ Well-being ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศ ตั้งแต่ พนักงาน ลูกค้า และคนในชุมชน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและคุณภาพชีวิต เพื่อเป็นพื้นที่ที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวเองอย่างมั่นใจ มีความสุข และเติบโตไปด้วยกันอย่างภูมิใจ   ปัจจุบันแสนสิริ มีพนักงานราว 4 พันคนโดยชุดยูนิฟอร์ม ดังกล่าวสำหรับทีมฝ่ายขายและพนักงานให้การดูแลลูกค้าในทุกโครงการ     Alternate-X สรุปให้ แสนสิริ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอสังหาฯ ร่วมงานกับแบรนด์ดีไซน์เนอร์ไทย ‘วิคธีร์รัฐ’ ออกแบบยูนิฟอร์มพนักงานใหม่ ถ่ายทอดปรัชญาสถาปัตยกรรมสู่แฟชั่น ผ่านการตัดเย็บระดับโอตกูตูร์ เน้นเสริมความมั่นใจและการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ พร้อมยกระดับประสบการณ์บริการในทุกมิติ สะท้อนแบรนด์ที่เข้าใจทุกความต้องการของผู้คน

June 8, 2025 / 0 Comments
read more

บางจากแจกฟรี ‘มะม่วง’ เติมน้ำมันทุกชนิด 300 บาท ดีต่อใจหนุนผลผลิตเกษตรไทย

EcoVative

บางจากฯ ดีต่อใจช่วยชุมชนเกษตรกรไทยให้ฟรีมะม่วงแฟนซี 1 ถุง เติมครบ 300 บาท น้ำมันทุกชนิด วิ่งรถให้ฉิวหิวแล้วเปิดถุงกินผลไม้   บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสถานีน้ำมันบางจาก ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ปลูกมะม่วงที่มีผลผลิตตามฤดูกาลจำนวนมาก   ด้วยการรับซื้อมะม่วงแฟนซีคละสายพันธุ์นำมาสมนาคุณลูกค้า   โดยสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เติมน้ำมันชนิดใดก็ได้ตั้งแต่ 300  บาทขึ้นไป รับฟรีมะม่วงแฟนซี  1 ถุง น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม มูลค่า 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2568 หรือจนกว่าของจะหมด ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bcpgreenmiles.com   โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บางจากฯ ได้ร่วมช่วยเหลือกลุ่มชุมชนเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องด้วยการคัดสรรผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น กล้วยอบกรอบ ลูกหยีกวน ลูกไหนอบแห้ง เป็นต้น มาเป็นของสมนาคุณลูกค้า และยังร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่ออกมาพร้อมกันจำนวนมากตามฤดูกาล เช่น ส้ม มะนาว ไข่ไก่  มังคุด สับปะรด ลำไย กระเทียม หอมแดง เป็นต้น ฯลฯ  นำมาเป็นของสมนาคุณลูกค้าผู้ใช้น้ำมัน  เพื่อร่วมดูดซับผลผลิตและพยุงราคา และช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน   ทั้งนี้ บางจากฯ  ดำเนินงานไปพร้อมกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยแนวคิด Greenovative Destination  ของสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีเป้าหมายให้ผู้บริโภคได้ใช้พลังงานคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีธุรกิจเสริมต่างๆ หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน  ตลอดจนเป็นจุดหมายของการแบ่งปันและสร้างสรรค์สังคมไทยที่น่าอยู่  

June 7, 2025 / 0 Comments
read more

ไม่ไหวขอไปก่อน พนักงานลาออกงานเดิม 70% เพราะอยากได้บอสมี ‘Empathy’

Peace&Play

เมื่อความจริงใจสำคัญกว่าตำแหน่ง หนึ่งในเหตุผลหลักของพนักงานกว่า 63% ขอลาออกจากงานเดิม เพราะไร้ความรู้สึกผูกพันกับผู้บริหารองค์กร   แกริต บุคกาต ซีอีโอ บริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลก เผยผลสำรวจพบว่าพนักงานกว่า 2 ใน 3 (63%) ระบุหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาลาออกจากงานเดิมคือการไม่มีความผูกพันหรือความสัมพันธ์ที่ดีกับทีมบริหารหรือผู้นำองค์กร และยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ดังนี้   68% พนักงาน ให้สาเหตุการลาออกมาจากคำมั่นสัญญาที่ไม่เป็นจริงของผู้บริหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพนักงานรู้สึกไม่เชื่อมั่นเมื่อผู้นำไม่รักษาคำพูดที่ให้ไว้ และสิ่งนี้ส่งผลให้ความไว้วางใจถูกทำลาย   จากข้อค้นพบเหล่านี้มาจากรายงานฉบับใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่า ‘ภาวะผู้นำที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง’ (human-centric leadership) คือ แนวโน้มสำคัญที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ หากต้องการให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในปี 2025 และต่อไปในอนาคต   ในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ความสำเร็จของผู้นำจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หากผู้นำให้ความสำคัญกับ ”คน”เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะในยุคที่พนักงานหลายคนเริ่มกังวลเรื่องบทบาทของ AI และสงสัยว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์หรือไม่   ขณะที่ มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในที่ทำงานเสมอ เช่นเดียวกับที่องค์กรลงทุนในเทคโนโลยีผ่านการค้นคว้าและพัฒนา (R&D)  ฉะนั้นการลงทุนกับพนักงานในองค์กรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน   โดยผู้นำ ที่ส่งเสริมความปลอดภัยทางจิตใจ ความยืดหยุ่นในการทำงาน และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จะสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่ง สร้างพนักงานที่ผูกพันกับองค์กร และขับเคลื่อนองค์กรให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้”   แกริต เสริมว่า “ผู้นำที่ไม่สร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจกับทีมงาน ไม่เพียงเสี่ยงต่อการสูญเสียความจงรักภักดี แต่ยังพลาดโอกาสในการรับฟังข้อมูลเชิงลึกและแนวคิดใหม่ ๆ ที่อาจพาองค์กรไปสู่การเติบโตในอนาคต”   ภาวะผู้นำที่ไม่จริงใจ   จากการสำรวจ เมื่อถามถึงลักษณะทั่วไปของผู้นำที่ไม่ดีหรือไม่จริงใจ พนักงานแสดงความเห็นดังต่อไปนี้   ขาดความโปร่งใส (72%) – พนักงานจะสูญเสียศรัทธาในผู้นำที่ปกปิดข้อมูลหรือไม่อธิบายเหตุผลของการตัดสินใจ ความไม่สม่ำเสมอ (66%) – ผู้นำที่พูดอย่างหนึ่งแต่ทำอีกอย่าง มักไม่สามารถสร้างความเคารพในระยะยาวได้ยาก หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ (44%) – ผู้นำที่ไม่ยอมรับความผิดพลาด หรือไม่รับผิดชอบจะนำไปสู่ วัฒนธรรมในองค์กรที่ไม่ดี ที่กล่าวโทษกันไปมา เพิกเฉยต่อความเป็นอยู่ของพนักงาน (30%) – ผู้นำที่ให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าคนจะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ การจัดการที่ควบคุมมากเกินไป (28%) – การขาดความไว้วางใจในความสามารถของพนักงาน อาจส่งผลให้พนักงานขาดแรงจูงใจและจำกัดนวัตกรรมได้ ความลำเอียง/การเล่นพรรคเล่นพวก (22%) – การปฏิบัติต่อทีมอย่างไม่เท่าเทียมกัน ทำให้เกิดความไม่พอใจและขาดความผูกพัน     เส้นทางสู่ความสำเร็จ   รายงานฯ ยังระบุอีกว่าองค์กรที่มีผู้นำแบบ “ยึดคนเป็นศูนย์กลาง” มีแนวโน้มรักษาบุคลากรคุณภาพสูงได้มากกว่า 1.5 เท่า และมีโอกาสบรรลุเป้าหมายขององค์กรได้มากกว่าถึง 2.6 เท่า   แกริต กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่องค์กรและผู้นำสามารถปรับใช้ ในการสร้างผู้นำแบบยึดคนเป็นศูนย์กลางไว้ดังนี้   การพัฒนาผู้นำผ่านการโค้ชและการฝึกอบรม: ผู้นำควรได้รับการพัฒนาเรื่องการสร้างความเข้าใจผู้อื่น (empathy) การสร้างความฉลาดทางอารมณ์ ความจริงใจ การฟังอย่างลึกซึ้ง และการสร้างทีม หากองค์กรไม่มีผู้เชี่ยวชาญภายใน อาจพิจารณาใช้บริการจากบริษัทภายนอก การสื่อสารที่โปร่งใสและชัดเจน: การสื่อสารที่เปิดเผย โปร่งใส และสม่ำเสมอ ถือเป็นหัวใจสำคัญของแนวทางการบริหารที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง องค์กรควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างให้ไอเดียต่าง ๆ ถูกแลกเปลี่ยนและได้รับการรับฟัง พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการให้ข้อเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่าง เช่น การจัดช่วงถามตอบ (Q&A) ที่เปิดให้พนักงานได้สอบถามอย่างตรงไปตรงมา หรือการมีนโยบายเปิดกว้างในการรับคำถามตลอดเวลา ไม่ว่าจะพบกันตัวต่อตัวหรือผ่านอีเมลก็ตาม การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร: การปรับเปลี่ยนสู่วิธีการบริหารที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง อาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่ ซึ่งอาจรวมถึงการทบทวนวัฒนธรรมองค์กร การปรับเกณฑ์วัดผลการทำงาน และการปรับระบบการให้รางวัลให้สอดคล้องกับหลักการที่ให้ความสำคัญกับ “คน” เป็นศูนย์กลาง การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน: องค์กรควรมุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจความต้องการของพนักงาน เพื่อนำมาพัฒนากลยุทธ์ในการเพิ่มระดับความผูกพันและการมีส่วนร่วมของพนักงาน ซึ่งอาจรวมถึงการสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกันมากขึ้น การส่งเสริมสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน รวมถึงการนำระบบการยกย่องและให้รางวัลมาใช้อย่างเหมาะสม   สกิลผู้นำยุคใหม่ต้องเห็นอกเห็นใจ   ด้าน ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในบริบทขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในประเทศไทย  ผู้นำที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่ผู้ที่เพียงแค่มีอำนาจตามตำแหน่ง แต่เป็นผู้ที่สร้างความเชื่อมโยงกับผู้คนได้อย่างแท้จริง   จากข้อมูลพบว่า พนักงานถึง 70% เชื่อว่า ความเข้าใจผู้อื่น (empathy) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ตามด้วยการสื่อสาร และความยืดหยุ่น   เมื่อผู้นำให้ความสำคัญกับพนักงานเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านการพัฒนาหรือการดูแลสุขภาพจิตสะท้อนให้เห็นถึงความชัดเจนว่า ‘คุณคือคนที่สำคัญที่นี่’ ผู้นำที่เป็นผู้ฟังอย่างแท้จริง รักษาคำมั่นสัญญา และสนับสนุนการเติบโตของพนักงานจะเป็นผู้ที่สามารถรักษาคนเก่งและสร้างความภักดีในระยะยาวได้”   ความสัมพันธ์แบบทางธุรกิจ   รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นถึง ผลกระทบเชิงลบเมื่อผู้นำขาดความจริงใจ โดย   พนักงานถึง 62% ระบุว่าพวกเขาไม่รู้สึกผูกพันกับผู้นำ เมื่อผู้นำติดต่อสื่อสารมาเฉพาะในเวลาที่ต้องการบางสิ่งจากพวกเขาเท่านั้น พนักงาน 71% รู้สึกได้ หากผู้นำใช้น้ำเสียงเชิงบวกที่ไม่จริงใจ โดยหลายคนมองว่าเป็น “การแสดงออกแบบฝืนใจ” หรือ forced enthusiasm   ปุณยนุช สรุปว่า “การให้ความสำคัญกับปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น ผู้นำจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทั้งของพนักงานและองค์กรไปพร้อมกันได้  แนวโน้มในปี 2025 และอนาคต ความสำเร็จขององค์กรจะถูกขับเคลื่อนด้วยความเข้าใจผู้อื่น การสร้างทีม และความมุ่งมั่นในการให้ความสำคัญกับ ‘คน’ เป็นอันดับแรก”   สามารถดาวน์โหลดรายงานการสำรวจเงินเดือนของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ได้ที่ www.robertwalters.co.th     Alternate-X สรุปให้ เมื่อความสัมพันธ์และความจริงใจสำคัญกว่าตำแหน่ง พนักงานกว่า 63% เลือกลาออกเพราะขาดความผูกพันกับผู้บริหาร ขณะเดียวกัน 70% ต้องการผู้นำที่มี Empathy เป็นคุณสมบัติหลัก การสื่อสาร โปร่งใส ความยืดหยุ่น และการฟังอย่างลึกซึ้ง คือกุญแจสำคัญ องค์กรที่นำแนวคิด human-centric leadership มาใช้ มีแนวโน้มรักษาบุคลากรเก่งๆ ได้มากกว่า และบรรลุเป้าหมายองค์กรสูงกว่าเกือบ 3 เท่า

June 7, 2025 / 0 Comments
read more

แฟรนไชส์ปี 68 เทรนด์ใหม่กำลังมา ‘TFBO 2025’ งานแฟร์รวมเชนอาหาร-เครื่องดื่มใหญ่สุด

BizKet

ตลาดธุรกิจแฟรนไชส์มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท โต 18% อีกหนึ่งโอกาสนักลงทุนธุรกิจในงาน TFBO 2025 จัดที่ไบเทค 4-7 มิ.ย.นี้ คาดเงินสะพัด 100 ล้านบาท   กวิน กิตติบุญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กวิน อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้จัดงาน TFBO 2025 เปิดเผยว่า จากข้อมูลธุรกิจแฟรนไซส์ในไทยมีอัตราเติบโต 18% มูลค่าตลาดรวมกว่า 300,000 ล้านบาท แยกเป็นธุรกิจแฟรนไซส์ได้ถึง 661 กิจการ   โดยกลุ่มแฟรนไซส์ที่มีจำนวนมากที่สุด 1-5 อันดับแรก ได้แก่   อาหารและเบเกอรี่ 217 กิจการ เครื่องดื่มและไอศกรีม 168 กิจการ การศึกษา 105 กิจการ บริการ 76 กิจการ อสังหาและค้าปลีก 48 กิจการ   สำหรับปี 2025 คาดการณ์ตลาดแฟรนไซส์ในไทย จากภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว จะเกิดเทรนด์แฟรนไซส์ใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่น่าสนใจ   จากปัจจัยดังกล่าวทางบริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงานแฟรนไชส์และโอกาสทางธุรกิจ Thailand Franchise & Business Opportunities หรือ TFBO 2025 งานแสดงแฟรนไซส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 21   โดยกำหนดจัดงานตั้งแต่วันที่ 4-7 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00-19.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา ภายในงานได้รวบรวมแบรนด์แฟรนไซส์ชั้นนำกว่า 150 แบรนด์ จากทั้งไทยและต่างประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ อินเดีย รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา เข้ามาร่วมจัดแสดงและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเริ่มต้นทำธุรกิจเยี่ยมชมสินค้าและเจรจาธุรกิจแบบครบจบในงานเดียว   สำหรับแฟรนไซส์ที่นำเสนอครอบคลุมใน 12 ประเภทธุรกิจที่น่าสนใจ อาทิ อาหารและเบเกอรี่ เครื่องดื่มและไอศรีม เทคโนโลยีและระบบอัจฉริยะ แฟรนไซส์ร้านสะดวกซื้อ การศึกษา สัตว์เลี้ยง สินค้าและการบริการ อุปกรณ์และสินค้าสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและการแพทย์ เครื่องเขียนและของใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเหมาะกับผู้ที่สนใจลงมือทำธุรกิจ เป็นก้าวแรกของการเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง หรือต่อยอดธุรกิจที่มีอยู่เดิม ทั้งกลุ่มอาหาร เบเกอรี่ ขนมหวาน กาแฟ ชานมไข่มุก ไอศรีม ร้านค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ เครื่องหยอดเหรียญ ร้านสะดวกซักและงานบริการ   นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรม Franchise Business Clinic เปิดโอกาสให้รับคำปรึกษาเชิงลึกจากกูรูแฟรนไชส์ และอีกโซนใหม่ล่าสุดที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ประสงค์จะขยายแฟรนไชส์เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในมุมกิจกรรม Make Over & Scale Up Biz Opportunity   รวมถึงการจัดฝึกอบรมและจัดงานเสวนาเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อส่งเสริมทักษะการสร้างธุรกิจ การสร้างรายได้ในหลากหลายหัวข้อน่าสนใจให้เลือกติดตามได้อย่างใกล้ชิดตลอด 4 วันของการจัดงาน ซึ่งคาดว่าจะมียอดผู้เข้าร่วมงาน 8,500 คน และสร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจรวม 100 ล้านบาท   ด้าน สุทธิชัย พนิตนรากุล นายกสมาคมแฟรนไชส์ และไลเซนส์ กล่าวเสริมถึงข้อมูลเทรนด์ธุรกิจแฟรนไซส์ในปี 2025 จากการวิเคราะห์พบว่า   แฟรนไซส์ที่เป็นขาขึ้น และอยู่ในความนิยมของผู้บริโภค 10 อันดับ ได้แก่   1..ธุรกิจการแพทย์และดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 2.ธุรกิจบริการความงาม สปา 3.ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง 4.ธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ 5.ธุรกิจเครื่องดื่มและไอศกรีม 6.ธุรกิจค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา 7.ธุรกิจการศึกษา 8.ธุรกิจบริการ สะดวกซัก ตู้หยอดเหรียญ คาร์แคร์ 9.ธุรกิจบริการชาร์จรถ EV 10.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   ส่วนธุรกิจที่มีแนวโน้มขาลง อยู่ในกลุ่ม   1.ธุรกิจร้านอาหารขนาดใหญ่ 2.ธุรกิจร้านหมาล่าชาบู 3.ธุรกิจร้านหมูกระทะ 4.ธุรกิจขนส่งพัสดุ Drop Off งานพิมพ์ 5.ธุรกิจร้านค้าโชห่วย 6.ธุรกิจจำหน่ายและให้เช่า CD หรือ VDO 7.ธุรกิจถ่ายเอกสารและงานพิมพ์ 8.ธุรกิจตัวแทนจำหน่าย 9.ธุรกิจรถเช่า รถยนต์มือ2 10.ธุรกิจบริการถ่ายรูปโฟโต้แลป   เป็นต้น   สุทธิชัย กล่าวต่อไปว่า สมาคมฯ พร้อมสนับสุนการจัดงานฯในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมออกบูธให้คำปรึกษาและร่วมส่งวิทยากรให้ความรู้ในงานสัมมนาหลายๆ หัวข้อ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมผลักดันให้เกิดการจัดงานที่ครบวงจร เพื่อการขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไซส์นั่นเอง   สำหรับงาน Thailand Franchise and Business Opportunities 2025 จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 4-7 มิถุนายน นี้ ณ ไบเทค บางนา     Alternate-X สรุปให้  ตลาดแฟรนไชส์ไทยปี 68 โตแรง คาดแตะ 300,000 ล้านบาท เติบโต 18% พร้อมจัดงาน TFBO 2025 งานแฟร์รวมธุรกิจแฟรนไชส์ใหญ่สุด จัด 4-7 มิ.ย. ที่ไบเทค รวมกว่า 150 แบรนด์ดังใน 12 ประเภทธุรกิจ พร้อมเจรจาธุรกิจในงาน ด้วยไฮไลต์เทรนด์ใหม่มาแรง เช่น แฟรนไชส์สุขภาพ ผู้สูงอายุ ความงาม สัตว์เลี้ยง คาดเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท หนุนผู้ประกอบการใหม่สู่ตลาดแฟรนไชส์    

June 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘บางละมุง’ พัทยา ทำเลฮอตเชื่อมกรุงเทพฯ-EEC กานดาฯ ทำบ้านเจาะดีมานด์อยู่จริง

BizKet

กานดาฯ เห็นโอกาสอสังหาฯ พัทยาทำเลเชื่อมต่อเศรษฐกิจ-อีอีซี ใช้5 จุดแข็งแนวคิดส่งบ้านราคาเริ่มต้น 3.49-6.9 ล้านบาท รับความต้องการจริงอยู่อาศัย-พักผ่อน ลดหนักหลังละล้านบาท ช่วงพรีเซล 12-13 ก.ค.นี้   หัสกร บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์  เปิดเผยว่า  ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่ดินในทำเลบางละมุง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงเมืองพัทยากับกรุงเทพฯ และยังอยู่ระหว่างเมืองพัทยากับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มขึ้น จากปัจจัยพื้นที่ขยายตัวของเมืองและรองรับรถไฟฟ้าความเร็วสูงในอนาคต   จากปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวยังเดินทางสะดวกด้วยถนนสุขุมวิท มอเตอร์เวย์สาย 7 และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับคนทำงานในพัทยา, นิคมอุตสาหกรรม, ท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงการทำงานในกรุงเทพฯแล้วเดินทางกลับบ้านในวันหยุดได้   นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการอยู่อาศัยระยะยาว ทั้งโรงเรียนระดับนานาชาติ โรงพยาบาลเอกชน แหล่งจับจ่าย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ระบบน้ำ ไฟ ถนน และอินเทอร์เน็ตที่มีความเสถียร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลงตัวระหว่างคุณภาพชีวิตและศักยภาพการเติบโต   “ทำเลดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ที่มีบรรยากาศน่าอยู่ ใกล้ธรรมชาติ แต่ยังมีไลฟ์สไตล์ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว มีชายหาด เช่น หาดจอมเทียน บ้านอำเภอ ซึ่งเป็นย่านที่เงียบสงบกว่าพัทยาเหนือ เหมาะกับการอยู่อาศัยแบบครอบครัว ซึ่งบ้านในบางละมุงยังมีราคาที่จับต้องได้เทียบกับใจกลางเมืองพัทยาที่มีราคาสูง ขณะที่บางละมุงยังมีโครงการบ้านแนวราบในราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเหมาะกับคนในพื้นที่และครอบครัวใหม่” หัสกร กล่าวพร้อมเสริมว่า   จากปัจจัยดังกล่าว บริษัทฯ มองเห็นโอกาสพร้อมเปิดตัวบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด โครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน เป็นบ้านดีไซน์ใหม่สไตล์ English Garden วางราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท   พื้นที่ใช้สอยเริ่ม 129-211 ตาราเมตร บ้านเดี่ยวฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 3-4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2-3 คัน     สำหรับบ้านแฝด ในราคาเริ่มต้น 4.49 ล้านบาท   ฟังก์ชั่น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน     หัสกร กล่าวว่า โครงการฯใหม่นี้ ต่อเนื่องจากการเปิดตัวโครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ทาวน์โฮมดีไซน์อบอุ่นในสไตล์ English Garden ไปก่อนหน้าและประสบความสำเร็จในด้านการขาย ซึ่งพบว่าลูกค้าจำนวนหนึ่งมีความต้องการซื้อบ้านที่มีขนาดใหญ่   “หลังจากเข้ามาพัฒนาโครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ซึ่งพบว่าคนชลบุรีมีความต้องการซื้อบ้านในพื้นที่อำเภอบางละมุง ซึ่งพัทยา-จอมเทียน ก็เป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว” หัสกร กล่าว   ขณะที่โครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนและจองภายในงานวันที่ 12-13 กรกฏาคม 2568 จะได้โปรโมชั่นพิเศษรับส่วนลดมูลค่า 1 ล้านบาท สำหรับการจองบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด   โดยราคาเริ่มต้นบ้านเดี่ยว จาก 5.49 ล้านบาท เหลือราคาเริ่มต้น 4.49 ล้านบาท สำหรับบ้านแฝด จากราคาเริ่มต้น 4.49 ล้านบาท เหลือราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท   นอกจากนี้ ยังได้สิทธิ์ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าพรีเมี่ยม ได้แก่ 1.เครื่องซักอบรีด 2.ตู้เย็น 16.1 คิว 3.ทีวี 55 นิ้ว 4.เครื่องฟอกอากาศ 5.เครื่องดูดฝุ่น สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/40rqdxm   สำหรับบ้านทุกหลังภายในโครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน ถูกออกแบบด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ภายใต้แนวคิด 5 Kanda Concept เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ที่ตอบโจทย์ทั้งชีวิตวันนี้และในอนาคต ได้แก่   Eco Smart บ้านที่ช่วยลดภาระค่าไฟ Easy Maintenance ออกแบบเพื่อง่ายต่อการซ่อมบำรุงรักษา Multi-Generation รองรับสมาชิกทุกวัยในครอบครัว Space Matter ให้ความสำคัญกับการออกแบบทุกพื้นที่ใช้สอย Flood Protection จัดทำระบบป้องกันอุทกภัย ออกแบบรั้วและแนวล่างให้มีสภาพทึบน้ำและคำนึงถึง ระดับถมดิน ระดับตัวบ้าน รวมถึงเตรียมพื้นที่สำหรับ ระบบสูบน้ำ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตรเองได้   ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเปิดให้จอง บ้านเดี่ยว บ้านแฝดโซนไพรเวท สัมผัสบรรยากาศความร่มรื่นและใกล้ชิดธรรมชาติ ด้วยพื้นที่สีเขียวภายในโครงการที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายในทุกๆ วัน รวมถึงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คลับเฮ้าส์หรู สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สนามบาส Jogging track รองรับทุกกิจกรรมสำหรับทุกครอบครัว และระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เข้า-ออกโครงการด้วยระบบ Easy Pass, กล้อง CCTV หน้าโครงการ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจในทุกวัน พร้อมทั้งโปรโมชั่นพิเศษส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท และยังได้รับสิทธิ์จับ Lucky draw ฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฟรีแอร์ ฟรีค่าโอนฯ สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนเข้าชมโครงการเฉพาะในวันที่ 12-13 ก.ค.68 2 วันนี้เท่านั้น   Alternate-X  กานดาฯ เปิดโอกาสตลาดอสังหาฯ พัทยา-อีอีซี ส่งโครงการไอลีฟ ไพร์ม พัทยา-จอมเทียน บ้านเดี่ยว-บ้านแฝด ราคาเริ่ม 3.49-6.9 ล้านบาท รับดีมานด์จริงอยู่อาศัย-พักผ่อน พรีเซล 12-13 ก.ค. ลดสูงสุด 1 ล้านบาท พร้อมของแถมพรีเมี่ยม เน้นแนวคิด 5 Kanda Concept รองรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่และอนาคต

June 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘เจ้าสัวสหพัฒน์’ แจกสูตรฝ่าวิกฤตเศรษกิจ ‘อย่าฝืนธรรมชาติ’ เน้นธุรกิจปลอดภัย

BizKet

‘บุณยสิทธิ์’ เจ้าสัวเครือสหพัฒน์ ย้อนทุกวิกฤตเศรษกิจผ่านมาได้ ‘ปีไหนไม่ดีแค่โตช้า ปีไหนดีก็โตเร็ว’ แต่เน้นฐานองค์กรแข็งแรงไว้ก่อน ปีนี้ไปต่องาน ‘สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29  กับเป้ารายได้ปี’68 แตะ 5 หมื่นล้านบาท โต10%   บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่วนประเทศไทยเติบโตต่ำสุดในระดับภูมิภาคด้วยก่อนหน้าไทยเคยเติบโตสูงสุดมาแล้ว เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย และ เวียดนาม ที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเติบโตดี ในปัจจุบัน   อย่างไรก็ตาม มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจคาดจะถดถอยเพียงระยะหนึ่ง ด้วยต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยทั้ง แนวทางของไทยที่มีต่อนโยบายภาษีทางการค้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งในสุดท้ายแล้วน่าจะใช้ระยะเวลาราว 2-3 ปี   “ที่สำคัญ ไทยมีจุดแข็ง คือ ความเป็นกลางไม่เอียงไปทางใดทางหนึ่งระหว่างจีนหรือสหรัฐอเมริกาจึงน่าผ่านไปได้” บุณยสิทธิ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า   ขณะที่ สหพัฒน์ ดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 80 ปีที่ผ่านมาได้ต่อสู้กับเศรษฐกิจที่ขึ้นลงมากมาย  “หากปีไหนเศรษฐกิจไม่โตเราก็แค่เติบโตช้า ปีไหนเศรษฐกิจดีเราก็เติบโตได้เร็ว”   โดยสหพัฒน์ มุ่งแนวทางสร้างความปลอดภัยให้บริษัทมากกว่า ซึ่งแม้ว่าธุรกิจจะโตช้าแต่จะเน้นสร้างฐานภายในให้แข็งแกร่งแทน และสำคัญสุดคือไม่คิดว่าหากเศรษฐกิจไม่ดีแล้วต้องจะต้องทำอะไรให้มากขึ้น โดยไม่ไปฝืนธรรมชาติ ด้วยหากเศรษฐกิจโตช้า เราก็แค่เดินช้าลง เป็นสิ่งที่ยังคงทำให้ สหพัฒน์ ดำเนินการมาได้ถึงในปัจจุบัน   “สภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีนี้ เปรียบเหมือนรถยนต์ที่เหลือเพียง 3 ล้อจากที่เคยมี 4 ล้อ หากเศรษฐกิจดีก็เปรียบเหมือนเป็นรถยนต์อีวี ซึ่งแม้จะเหลือเพียง 3 ล้อแต่รถยนต์ก็ยังเป็นรถยนต์ ก็ยังอยู่ได้ เปรียบกับเมื่อก่อนที่เรายังเป็นเพียง 2 ล้อก็ผ่านมาแล้ว จึงมองว่าแต่ละยุคเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน บางยุคเศรษฐกิจไม่ดีแต่มีโอกาส ส่วนยุคนี้ปีนี้เศรษฐกิจไม่ดีแต่หากปรับตัวได้ก็ยังอยู่รอด” บุณยสิทธิ์ กล่าว   พร้อมเสริมกล่าวต่อว่า ขณะที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับนโบายเกี่ยวกับภาคการผลิตและการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจและจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยมากกว่า โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์’ (Land Bridge) และ EEC ที่ควรมีมากกว่าที่เดียว เป็นต้น   “แจกเงินดิจิทัลที่ผ่านมาเป็นเพียงโครงการนโยบายหาเสียง ไม่สนับสนุนให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่หากเป็นนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากกว่า” บุณยสิทธิ์ ย้ำ   เศรษฐกิจปีนิ้ ไม่แย่ไปกว่าช่วงโควิด   ด้าน บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัท บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวที่เกิดขึ้น หากวิเคราะห์แล้วพบว่าในปีนี้ไม่ได้แย่กว่าช่วงปีที่เกิดโควิด (2563-2565)   “ในปีนั้นเศรษฐกิจติดลบแต่ปีนี้ยังไม่ติดลบ แม้ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังสูง แต่เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว แก้ยาก ส่วนปัญหาที่เกิดจากความไม่แน่นอนของนโยบายทรัมป์ เชื่อว่ายังไงประเทศไทยก็รอด จะกระทบเพียงกลุ่มส่งออกกับเรื่องของกำแพงภาษีสหรัฐ แนะว่าอย่าตื่นตระหนกตกใจ แต่ควรหาวิธีในการส่งสินค้าเข้าไปสหรัฐและประเทศอื่นๆ ต่อจะดีกว่า เพราะเชื่อว่าคนสหรัฐยังไงก็ต้องบริโภค จึงไม่อยากให้กังวลไปเอง สำคัญที่สุดอยากให้รัฐบาลมุ่งสื่อสารสร้างกำลังใจแก่ประชาชนไม่ให้ท้อถอย หากไม่ตกงานก็อยากให้ใช้จ่ายเหมือนเดิม ดีกว่านำเสนอด้านลบ” บุญชัย กล่าวพร้อมเสริมว่า   อย่างไรก็ตามภาคกำลังซื้อเกิดจากความเชื่อมั่นของประชาชน ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ยอดขายตก และหากไม่มีกำลังใจแล้วจะยิ่งทำให้การใช้จ่ายชะลอตัวมากยิ่งขึ้น   ขณะที่สหพัฒน์ ไม่เคยหยุดนิ่ง พร้อมตั้งรับการเปลี่บนแปลงตลอดเวลาด้วยการลงมือทำก่อนปัญหาจะเกิด เช่น การบริหารต้นทุนหากทำแล้วต้องทำต่อไป เพื่อให้กำไรยังคงอยู่ ไปพร้อมปรับเปลี่ยนวิธีคิดของพนักงาน เปลี่ยนทัศนคติมุ่งสร้างการเติบโต (Growth Mindset) ให้มียอดขายเพิ่ม   “แม้เศรษฐกิจไม่ดีแต่เมื่อเรามีเป้าหมายการเติบโตก็ต้องหาวิธีไปให้ถึง ไม่ใช่หาทางแก้ปัญหาตามหลัง แต่ต้องทำก่อนที่ปัญหาจะเกิด” บุญชัย ย้ำ   จากแนวทางดังกล่าวในปีนี้ สหพัฒน์ยังคงวางเป้าหมายการเติบโตอยู่ที่ 10% คิดเป็นมูลค่ารวมที่ 50,000 ล้านบาท จากในไตรมาสแรกปีนี้มีอัตราเติบโตรายได้ 4.8% ส่วนกำไรเติบโต 20% คิดเป็นมูลค่า 100 ล้านบาท จากการจำหน่ายสินค้าที่มีกำไรสูงได้เยอะ และการออกสินค้าใหม่กระตุ้นยอดขาย   สำหรับแนวทางธุรกิจครึ่งปีหลังนี้ วางแผนสร้างยอดขายเติบโตเพิ่มจากการหาโอกาสขยายช่องทางจำหน่ายร้านเอเย่นต์ใหญ่ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากปัจจุบันมีร้านค้าหน่วยรถ 32,000 ร้านค้า เป็นต้น   “จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น มองว่าการทำธุรกิจปีนี้ต้องมีการปรับเปลี่ยน แก้ไขอยู่ตลอดเวลา ใช้เงินให้น้อยลง ฟุ่มเฟือยให้น้อยลง ดูแลลดต้นทุน อย่ารอให้แย่แล้วมาลด และทำช่องทางขายที่อ่อนแอให้แข็งแรงขึ้นมา” บุญชัย กล่าว     ด้าน ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส กล่าวว่า ปีนี้เครือสหพัฒน์ยังคงเดินหน้าจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ขึ้น โดยยกระดับการจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ภายใต้คอนเซปต์ Big Shop Big Show โดยรวมสินค้าราคาพิเศษนำมาให้ช็อป พร้อมมอบประสบการณ์พิเศษกว่าเดิม โดยจะจัดขึ้นวันที่ 26-29 มิถุนายน 2568 นี้ เวลา 10.00 – 21.00 น. ที่ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา   โดยในส่วนของ Big Shop คือ การยกระดับประสบการณ์การช็อปให้สะดวก สนุก ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ด้วย 2 แอปพลิเคชั่น คือ 1. BIGXSHOW แพลตฟอร์มไลฟ์คอมเมิร์ซรูปแบบใหม่ ที่ผสานความบันเทิงจากการถ่ายทอดสดกับการช็อปแบบเรียลไทม์ และ 2.FRIDAY FAIR แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ที่พัฒนาโดยคนไทย 100% ประเดิมเปิดจำหน่ายสินค้าจากงานสหกรุ๊ปแฟร์ปีนี้เป็นครั้งแรก   นอกจากนี้ ยังมีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างเครือสหพัฒน์กับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ รวม 10 ฉบับ ครอบคลุมทั้งด้านอสังหาริมทรัพย์,เทคโนโลยี, การศึกษา อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจบริการ อาทิ การเปิดตัวโรงแรมหรูใจกลางราชดำริร่วมกับไทยโอบายาชิ การพัฒนาเทคโนโลยี AI และ Cloud ร่วมกับบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด การสนับสนุนอุตสาหกรรมการบินร่วมกับบางกอกแอร์ เอวิเอชั่น เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ การพัฒนาบุคลากรด้าน AI ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม และความร่วมมือเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือในธุรกิจอัญมณี การขยายช่องทางการตลาดสินค้าฮาลาล รวมถึงความร่วมมือในการเปิดร้านขายสินค้าไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักแมว     Alternate-X สรุปให้ องค์กรธุรกิจรายใหญ่ของไทยเครือสหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทยปีนี้แม้ชะลอ แต่ไม่แย่กว่าช่วงโควิด โดยสหพัฒน์ยังคงเดินเกมธุรกิจด้วยฐานที่แข็งแรง พร้อมเป้ารายได้ปี’68 โต 10% แตะ 5 หมื่นล้านบาท เน้นปรับตัว-ลดต้นทุน-ขยายช่องทางขายล่วงหน้า ไม่รอให้ปัญหาเกิด หนุนรัฐบาลพัฒนาภาคการผลิตมากกว่าแจกเงินดิจิทัล พร้อมเดินหน้าจัด ‘สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 29’ พร้อม MOU กับพันธมิตรหลากหลายกลุ่มธุรกิจ  

June 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘ออริจิ้น’ หวนใช้ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ แบรนด์แอมฯ เรียกเชื่อมั่นแบรนด์ ครึ่งหลังปี68

BizKet

ออริจิ้น ใช้บริการ ‘ณเดช คูกิมิยะ’ แบรนด์แอมบาสเดอร์อีกครั้งในรอบ 8 ปี ฟื้นเชื่อมั่นแบรนด์คอนโด-บ้าน แถมเซอร์ไพรส์อาจได้เจอ ‘แบรี่’ อยู่แถวบ้าน   กฤษณ์ เตชะสัมมา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทฯ วางแผนการทำตลาดสื่อสารแบรนด์คอนโดออริจิ้น ผ่าน ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ ในฐานะ ‘แบรนด์ แอมบาสเดอร์’ (Brand Ambassador) อีกครั้งหลังจากเคยร่วมงานด้วยกันเมื่อ 8 ปีก่อน   “ไม่ใช่แค่การเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ แต่ยังเป็นการสานต่อความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่ง ‘ณเดชน์’ คือตัวแทนความจริงใจ ความอบอุ่น และความมั่นคง” กฤษณ์ กล่าว    จากคาแรกเตอร์ดังกล่าว ยังสะท้อนถึงคุณค่าหลัก และความมั่นใจแบรนด์ ‘ออริจิ้น’ ที่ต้องการสื่อสารในทุกโครงการทั้งคอนโดฯและบ้าน ผ่านรอยยิ้ม และ ความจริงใจของณเดชน์ ที่ทุกคนไว้วางใจจาก My Life. My Origin ในวันนั้น สู่ Creative living for All ในวันนี้ ด้วยให้ทุกวัยและไลฟ์สไตล์มี ‘ชีวิตที่ดีขึ้น’ ถ้าเริ่มต้นกับ ‘ออริจิ้น’   พร้อมกันนี้ ออริจิ้น ยังเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาใหม่ โดยสื่อสารผ่าน Brand Ambassador ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ ชวนทุกคนเข้าร่วมเป็นครอบครัวเดียวกันกับ ‘คอนโดฯ ออริจิ้น’  ผ่านแคมเปญ ‘ฟิ นกว่าที่คิด’ ภาคต่อนิยามการใช้ชีวิตที่สร้างสรรค์ และความสุขในแบบที่ตามหา และ ‘บ้านบริทาเนีย’ พร้อมเปิดสัมผัสประสบการณ์จริงของการอยู่อาศัย   สําหรับภาพยนตร์โฆษณา ‘อยู่ออริจิ้น ฟิ นกว่าที่คิด’ ถ่ายทอดข้อมูลเจาะลึก Insight จากลูกค้าที่ได้เข้ามาชมโครงการจริง และนํามาสู่ไอเดียสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาเล่าความรู้สึก ความฟิน ความเซอร์ไพรส์ เมื่ออยู่ในโครงการคอนโดฯ ของ ออริจิ้น พร้อมถ่ายทําจากสถานที่จริง บรรยากาศจริงทั้งหมดภายในโครงการ สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Origin Vertical ได้พบกับความฟินในทุกส่วนคอนโดฯ ‘ออริจิ้น’     ด้าน สิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท บริทาเนีย จํากัด (มหาชน) หรือ BRI เปิดเผยว่า บริษัทฯ สําหรับการสื่อสารแบรนด์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา ‘ฟิ นกว่าที่คิด อยู่…บริทาเนีย’ ที่เล่าผ่าน ‘ณเดชน์’ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ยังสะท้อนตัวตน และเอกลักษณ์ของ บริทาเนียอย่างชัดเจน ทั้งราคาที่เข้าถึงได้ การออกแบบตกแต่งที่สวยงาม ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์ สไตล์ในทุกช่วงวัย   “ไม่ว่าคุณจะนั่งเล่นอยู่ในสวน หรือจูงน้องหมาเดินเล่น ก็อาจจะมีเพื่อนบ้านเป็นณเดชน์ มาเซอร์ไพรซ์ มาเสร้างความฟิน ได้อีก เชื่อว่าแคมเปญนี้จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่สร้างการจดจําและกระตุ้นยอดขายให้กับแบรนด์ และตอกยํ้าจุดยืนในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเข้าใจผู้บริโภคมากที่สุด” สิริพงศ์ กล่าว     ชมภาพยนตร์โฆษณา ‘อยู่ออริจิ้น ฟิ นกว่าที่คิด’ และ ‘ฟิ นกว่าที่คิด อยู่…บริทาเนีย’ ได้ทาง https://oriurl.com/3kp8cxm7   สําหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จํากัด (มหาชน) หรือ ORI มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจ   1.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 168 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 1/2568) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (Park Origin), โซ ออริจิ้น (So Origin), ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play), ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), ออริจิ้น เพลส (Origin Place), ดิ ออริจิ้น (The Origin), เคนซิงตัน (Kensington), แฮมป์ ตัน (Hampton), ออริจิ้น เพลย์ (Origin Play), บริกซ์ตัน (Brixton) และ บริทาเนีย (Britania) เป็นต้น รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 254,967 ล้านบาท โดย   กลุ่มโครงการบ้านจัดสรร หรือที่อยู่อาศัยแนวราบ ดําเนินการภายใต้บริษัท บริทาเนีย จํากัด (มหาชน) หรือ BRI เน้นกลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ส่วนกลุ่ม โครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ดําเนินการภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จํากัด หรือ ORIGIN VERTICAL   2.กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจํา (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก   3.กลุ่มธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจให้บริการลูกบ้าน ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์   4.กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว (Mega Trends) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการเงิน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ   เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร   Alternate-X สรุปให้  ออริจิ้น ดึง ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ กลับมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์อีกครั้งในรอบ 8 ปี ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่จริงใจ อบอุ่น และมั่นคง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทุกเจนฯ  ผ่านแคมเปญ ‘ฟิ  น กว่าที่คิด’ ทั้งคอนโดออริจิ้นและบ้านบริทาเนีย พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาจากบรรยากาศจริงในโครงการ สื่อถึงชีวิตที่ดี แถมเซอร์ไพรส์แฟนๆ ด้วยไอเดีย อาจ ‘เจอ ณเดชน์แถวบ้าน’ เพิ่มความใกล้ชิดแบรนด์  

June 6, 2025 / 0 Comments
read more

เฟสติวัลสีรุ้ง กรุงเทพ ตะวันออก ‘MEGA PRIDE 2025’ สร้างแลนด์มาร์คศิลปะร่วมสมัย

Peace&Play,  WeView

ตลอดทั้งเดือนแห่งความหลากหลายสีสัน ‘มิถุนายน’ Pride Month ในปีนี้ ‘เมกาบางนา’ ร่วมฉลองทุกความงดงาม พร้อมเปิดพื้นที่แลนด์มาร์คศิลปะร่วมสมัยที่ออกแบบโดย 4 ศิลปินรุ่นใหม่   ​มาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา กล่าวถึงการวางตำแหน่งทางการตลาดศูนย์ฯ เมกาบางนา เป็นทั้งแหล่งช้อปปิ้งใหญ่ที่สุดแห่งกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เพื่อให้บริการประสบการณ์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่มีความหลากหลายและแตกต่าง ด้วยแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE   นอกจากนี้ ยังสอดคล้องในโอกาสเดือนแห่งความภาคภูมิใจ (Pride Month) ศูนย์ฯ เมกาบางนา ได้จัดกิจกรรมการตลาดสัมผัสประสบการณ์ความหลากหลายในแคมเปญ ‘MEGA PRIDE 2025’ ภายใต้แนวคิด EMBRACE EVERY IDENTITY, CELEBRATE EVERY MOMENT เพื่อเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลายสีสัน พร้อมเปิดพื้นที่ที่ทุกตัวตนสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ เฉลิมฉลองในแบบของตนเอง   “MEGA PRIDE 2025 ยังสะท้อนหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมองค์กรของเมกาบางนา ซึ่งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ยอมรับในทุกความแตกต่าง ทั้งความหลากหลายเพศสภาพ เชื้อชาติ ภาษา ไลฟ์สไตล์ หรือแนวคิดการใช้ชีวิตของทุกคนมีสิทธิ์แสดงออกถึงตัวตนของตนเองอย่างเสรี และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมการทำงานที่ สนับสนุน และเปิดกว้างต่อความหลากหลายอย่างแท้จริง” มาริส กล่าว   สำหรับ แคมเปญ “MEGA PRIDE 2025” เมกาบางนา ยังได้สร้างสรรค์แลนด์มาร์คศิลปะร่วมสมัยที่ออกแบบโดย 4 ศิลปินรุ่นใหม่ ได้แก่   me.museums หรือ ออย–คนธรัตน์ เตชะไตรศร 22t หรือ มะเหมี่ยว – ฐิติพร กลิ่นทโชติ shittak หรือ ชายแดน เทียมไสย์ Fluffy Omelet หรือ เภรย – ณัชริญา เหล่าศรีสิน   โดยแคมเปญฯ นี้เป็นการต่อยอดจากผลงานที่จัดแสดงภายในงาน MEGA ART JOURNEY 2025 ด้วยการผสานสีรุ้งอันเป็นสัญลักษณ์ของ PRIDE MONTH เพื่อร่วมเฉลิมฉลองถึงความงดงามของอารมณ์ ความรู้สึก และความหลากหลายของผู้คนในสังคม ผลงานเหล่านี้จะจัดแสดงอยู่ในพื้นต่างๆ ของเมกาบางนาถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568   ​นอกจากนี้ ภายในงานเปิดตัวแคมเปญ “MEGA PRIDE 2025” ยังมีการแสดงจากกลุ่ม RANDOM DANCE ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้มีใจรักการเต้นที่มาจากพื้นฐานที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศ สถาบัน หรืออายุ แต่มารวมพลังกันบนเวทีเพื่อส่งต่อความสนุก ความภาคภูมิใจ และแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทุกคนอีกด้วย   ​“แคมเปญ MEGA PRIDE 2025 คือ อีกก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของเมกาบางนาในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความเท่าเทียมและยั่งยืน ผ่านการสร้างพื้นที่ที่เปิดรับทุกความแตกต่าง และให้คุณค่ากับทุกตัวตนอย่างแท้จริง เราเชื่อว่าการยอมรับและเฉลิมฉลองในความหลากหลาย จะนำไปสู่ความเข้าใจ ความเคารพ และการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ในระยะยาว” มาริส กล่าว       Alternate-X สรุปให้ เมกาบางนา เปิดตัวแคมเปญ ‘MEGA PRIDE 2025’ ต้อนรับเดือน Pride Month สร้างแลนด์มาร์คศิลปะร่วมสมัย โดย 4 ศิลปินรุ่นใหม่ สื่อถึงความหลากหลายทางตัวตน ด้วยกิจกรรมตลอดเดือนมิถุนายน ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกของทุกเพศ ทุกวัย พร้อมการแสดงจากกลุ่ม RANDOM DANCE รวมพลังคนรักการเต้นอย่างเท่าเทียม สะท้อนบทบาทเมกาบางนาในการสนับสนุนสังคมหลากหลายและยั่งยืน

June 5, 2025 / 0 Comments
read more

‘5 มิ.ย.’ วันสิ่งแวดล้อมโลก ‘Adaptation’ ปรับเปลี่ยน กลยุทธ์ #SaveWorld

EcoVative

5 มิถุนายน ของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ได้กำหนดให้เป็น ‘วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)’ ซึ่งได้มีการสถาปนครั้งแรกในปี พ.ศ.2515   จุดเริ่มต้นครั้งนั้น ทำให้ได้รับความร่วมมือจาก 113 ประเทศทั่วโลก และจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมจำนวน 1,500 คน จึงเกิดเป็นการลงนามข้อตกลงให้จัดตั้ง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP: United Nations Environment Programme) ขึ้น   เพื่อสร้างความตระหนักและร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย ได้ก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. 2518   ปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่า สิ่งแวดล้อมของโลกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต เห็นได้ชัดจากสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดปกติ ความรุนแรงของภัยพิบัติที่มากขึ้น ฯลฯ  และจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมทั้งของประเทศไทยและทั่วโลกแปรปรวนสูงขึ้น จากภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น พายุถล่ม น้ำท่วม ไฟป่า แผ่นดินไหว   ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ที่ประเทศไทยได้เผชิญกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ตั้งแต่น้ำท่วมรุนแรง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ปัญหามลพิษที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น   และในปี พ.ศ. 2568 เหตุการณ์ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังเกิดขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่อง อาทิ พายุ Alfred, Rae และ Seru เกิดขึ้นพร้อมกันในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยากในรอบ 27 ปี   แผ่นดินไหวที่เมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ซึ่งส่งผลถึงประเทศไทยและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก น้ำท่วมฉับพลันที่เนปาล รวมไปถึงไฟป่าครั้งใหญ่ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และ ภูเขาไฟระเบิด ฯลฯ ซึ่งผลกระทบภาพรวมตั้งแต่ต้นปี  พ.ศ. 2568 จนถึง เดือนพฤษภาคม 2568 รวมทั้งหมด 19 ครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐิจทั่วโลกเป็นอย่างมาก   Adaptation รับโลกรวน   จากวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น การปรับตัว (Adaptation) ให้เท่าทันกับสภาวะโลกรวน เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่มีสูตรสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อให้เราทุกคนได้อยู่รอดในสภาวะวิกฤตต่างๆ และรับมือกับโลกที่เปลี่ยนไป   ดังนั้น Adaptation อาจจะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่พวกเราทุกคนต้องลงมือทำในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม   ขณะที่ SUSTAINABILITY EXPO 2025 หรือ SX 2025 ปีนี้ เล็งเห็นความสำคัญเรื่องปรับตัวให้เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในระบบนิเวศ เพราะ Climate Change Adaptation ไม่ใช่เรื่องไกลตัว   โดยภายในงานฯ นำเสนอเรื่องราวของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในรอบ 10 ปี สัมผัสประสบการณ์ Immersive แบบ 4 มิติของภัยพิบัติในประเทศไทย  พร้อมวิธีปรับตัวที่ช่วยรับมือกับสถานการณ์  พบกับการจำลองบ้านอนาคตที่สามารถรับมือกับภัย พิบัติต่างๆ  กับ ‘บ้านอยู่รอด’   นอกจากนี้ยังพบกับโซนนิทรรศการต่างๆ ที่นำเสนอความสำคัญของด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม  อาทิ โซน Better Me นำเสนอเรื่องอายุยืนยาวอยู่อย่างไรให้มีคุณภาพและมีความสุข โซน Better Community นำเสนอเรื่องการปรับตัวของเมือง ด้วยพลังของคนอาสา เป็นต้น   รวมถึง กิจกรรมที่ทำเรื่องสิ่งแวดล้อมมากมาย อาทิ SX FOOD FESTIVAL มีการแยกทิ้งอาหารอย่างถูกวิธีผ่าน “Food Waste Station” ซึ่งขยะที่ถูกแยกจะถูกนำไปจัดการอย่างเหมาะสม SX REPARTMENT STORE ที่เปิดให้คนที่อยากนำของที่ไม่ได้ใช้แล้วมาแบ่งปันเพื่อส่งต่อ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและสังคมไร้ขยะที่ยั่งยืน ฯลฯ   งาน SUSTAINABILITY EXPO ปีนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เป็นมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือขององค์กรชั้นนำระดับภูมิภาคและระดับโลก นำโดย   บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วนทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศที่จะมาร่วมกันสร้างพลัง และปลุกกระแสด้านความยั่งยืนในมิติต่างๆ   มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน –  5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์   ร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง เพื่อโลกที่อยู่อย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ เพื่อความยั่งยืนได้ตลอดทั้งปีได้ที่ www.sustainabilityexpo.com , Facebook : Sustainability Expo และแอปพลิเคชัน SX     Alternate-X สรุปให้ ‘5 มิถุนายน’ วันสิ่งแวดล้อมโลก กว่า 5 ทศวรรษที่ผ่านมากับหลายเหตุการณ์ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นสะท้อนวิกฤตสิ่งแวดล้อมทั่วโลกและประเทศไทยที่รุนแรงขึ้น ขณะที่แนวคิด ‘Adaptation’ หรือการปรับตัวเป็นกลยุทธ์สำคัญในการอยู่รอด โดยปีนี้งาน SX 2025 ชูแนวคิดการปรับตัวรับมือโลกรวน พร้อมนิทรรศการ 4 มิติ และโซนจัดการสิ่งแวดล้อม มีโครงการจำลองบ้านอยู่รอด-เมืองปรับตัว-ชุมชนยั่งยืน และกิจกรรมลดขยะ จัดขึ้น 26 ก.ย. – 5 ต.ค. 2568 ณ ศูนย์สิริกิติ์ โดยองค์กรชั้นนำของไทยและอาเซียน  

June 5, 2025 / 0 Comments
read more

ออกแบบเมืองแห่งอนาคต จุฬาฯทำหลักสูตรพัฒนาอสังหาฯ หนุนระบบนิเวศใหม่เศรษฐกิจไทย

BizKet,  EcoVative

จุฬาฯ ร่วมเอกชนค้าปลีก-อสังหาฯ ทำหลักสูตรอบรม ‘WORLD CLASS DESTINATION DEVELOPMENT’ ออกแบบเมืองอสังหาฯ รับโครงการในศตวรรษที่ 21   ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ ทรัพย์สุข คณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรเอกชน บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และสยามพิวรรธน์ อคาเดมี (Siam Piwat Academy)   นอกจากนี้ยังมี ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครอบคลุมโครงการด้านการบริการและการท่องเที่ยว โครงการที่พักอาศัยระดับพรีเมียม ศูนย์การค้าและพื้นที่ค้าปลีกเชิงประสบการณ์ และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่   บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) (AWC) บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)   โดยเปิดตัวหลักสูตร World Class Destination Development เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจ สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นระบบ ทั้งต่อเศรษฐกิจของเมือง คุณภาพชีวิตของผู้คน และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว   ทั้งนี้ ยังผลักดันส่งเสริมการพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ และยกระดับความสามารถของคนไทยให้พร้อมแข่งขันบนเวทีโลก ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากไทยและต่างประเทศ พร้อมกิจกรรมศึกษาดูงานกรณีศึกษาระดับโลก ณ สถานที่จริง ในระหว่างวันที่ 19 ก.ค. – 30 ส.ค 2568 จัดกิจกรรมโดยศูนย์ออกแบบเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU D4S)   โดยการจัดหลักสูตรในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการอบรม ‘World Class Shopping Mall Ecosystem Development: Managing Urban and Facility for Sustainable Society of the Future ในปี 2567’ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมอบรมทั้งจากภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการศึกษา ที่ต้องการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง   “การพัฒนาโครงการในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการบูรณาการข้ามศาสตร์ ความเข้าใจเชิงระบบ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ กล่าว   โดย จุฬาฯ มุ่งสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิต (Living Learning Platform) ที่ตอบโจทย์ทั้งการออกแบบและบริหารโครงการระดับโลก พร้อมสร้างคน สร้างแนวคิด และสร้างอนาคตของเมืองไทยบนเวทีนานาชาติอย่างสง่างามและยั่งยืน   ด้าน ณัฐวุฒิ เกียรติไชยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทร่วมมือพัฒนาหลักสูตรกับทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากปีที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับอย่างดียิ่งและประสบความสำเร็จอย่างมาก   ขณะที่ทุกโครงการของสยามพิวรรธน์ ได้ถูกพัฒนาด้วยวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัยนำเสนอคอนเซปต์และประสบการณ์แปลกใหม่ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศที่มีผู้มาเยี่ยมเยือนกว่า 100 ล้านคนต่อปี   ทั้งนี้ สยามพิวรรธน์ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะและศักยภาพของบุคลากรในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ตอกย้ำบทบาทการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส (Opportunity Platform)  เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกภาคส่วน ภายใต้โครงการสยามพิวรรธน์ อคาเดมี (SIAM PIWAT Academy)  สถาบันการเรียนรู้และการบริหารจัดการที่นำองค์ความรู้ด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจค้าปลีก แลกเปลี่ยนกับภาคการศึกษาไทย   ขณะที่ ดร.สิทธิพร อิสระศักดิ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรโครงการ WORLD CLASS DESTINATION DEVELOPMENT เผยไฮไลต์การเรียนรู้ผ่านสถานที่จริงจาก 5 โครงการชั้นนำ โดยอธิบายถึงแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรพิเศษครั้งนี้ว่า หลักสูตรนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จากการพัฒนาร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่หลากหลาย โครงสร้างเนื้อหาสาระของหลักสูตรจะช่วยให้ผู้อบรมเข้าใจถึง   แนวการออกแบบธุรกิจ การกำหนดทิศทางและแนวทางการดำเนินธุรกิจ การกำหนดรายละเอียดการออกแบบโครงการ การบริหารโครงการเชิงกลยุทธ์ แนวคิดการจัดการโครงการ การบริหารทรัพยากรกายภาพ จากการเรียนรู้เชิงลึกจากศึกษาดูงานจริง (Site visiting) จากกรณีศึกษาชั้นนำที่หลากหลายประเภทประโยชน์ใช้สอยทั้ง ศูนย์การค้า สำนักงาน ที่พักอาศัย โรงแรม และโครงการ Mixed-use ที่เป็นโครงการระดับ Mega project และการเรียนรู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติงาน (Project based leaning) จากสถานการณ์และประเด็นปัญหาจริงในแต่ละช่วงของการพัฒนาโครงการตลอดอายุ (Project life cycle) จากผู้เข้าร่วมอบรมทุกท่านและร่วมเรียนรู้ผ่านการะบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) เพื่อแก้ปัญหาสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ   “หลักสูตรนี้เหมาะกับบุคลากรจากหลายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการบริหารโครงการสถาปัตยกรรม การดำเนินธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเกณฑ์หรือมีความประสงค์จะการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ต้องการความรู้ความเข้าใจเชิงบริหารและจัดการแบบองค์รวมมากขึ้น”   ขณะที่ สายงานที่เหมาะกับหลักสูตร ได้แก่ นักพัฒนาโครงการ นักบริหารโครงการ นักพัฒนาธุรกิจ สถาปนิก ผู้จัดการอาคาร วิศวกรโครงการ และประชาชนทั่วไปที่สนใจ   โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมอบรม WORLD CLASS DESTINATION DEVELOPMENT ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้   ด้าน นาฎฤดี อาจหาญวงศ์ หัวหน้าคณะสายงานทรัพยากรบุคคล บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมโครงการฯ นี้จะมีโอกาสเรียนรู้โมเดล AWC’s Lifestyle Destination ผ่านโครงการระดับแฟลกชิปที่กำลังพัฒนาอย่าง The Aquatique ที่ผสานการท่องเที่ยว โรงแรม การค้าปลีก และความบันเทิงเข้าด้วยกันเพื่อเป็น Destination รวมประสบการณ์หลากหลายที่พัทยา   รวมทั้งได้ประสบการณ์ตรงจากการศึกษาดูงานที่โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย โดยจะเห็นถึงแนวคิดการพัฒนาในมิติต่างๆ ทั้งการออกแบบ การดำเนินงาน การบริการ และ การเชื่อมโยงกับบริบทของเมืองอย่างยั่งยืน อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเสริมสร้างขีดความสามารถของ บุคลากรในอุตสาหกรรมไทยให้พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกอย่างมีคุณภาพ   รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านนวัตกรรมยั่งยืน ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า หลักสูตร World Class Destination Development ยังสอดคล้องกับการดำเนินงานของศูนย์ RISC ที่มีเป้าหมายในการเป็นผู้นำด้านงานวิจัยและนวัตกรรม   ด้าน ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เล็งเห็นว่าเมืองและชุมชนในอนาคตจำเป็นต้องได้รับการออกแบบและพัฒนาอย่างมีคุณภาพ บนพื้นฐานของความยั่งยืน ความคิดสร้างสรรค์ และการเข้าใจบริบทของพื้นที่ “การสนับสนุนหลักสูตรนี้ถือเป็นการร่วมสร้างบุคลากรคุณภาพ เพื่อสร้างนักออกแบบและนักพัฒนาที่พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก”  ดร.ประทีป กล่าวพร้อมเสริมว่า “จากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะช่วยจุดประกายแนวคิดใหม่ ๆ ที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการของสังคมยุคใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”     ไฮไลต์หลักสูตร   ฟังการบรรยายและเสวนาจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เยี่ยมชมกรณีศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจและแนวทางการบริหารจัดการโครงการชั้นนำระดับโลก เรียนรู้จากนักออกแบบ Flagship Store ระดับโลก ทำ Workshop – Project based leaning ภายใต้คำปรึกษาของผู้ทรงคุณวุฒิรับเชิญพิเศษ ประสานองค์ความรู้จากภาควิชาการและภาคธุรกิจจากหลากหลายวิชาชีพ ยกระดับและพัฒนาสายงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการสถาปัตยกรรมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน แบ่งปันและเรียนรู้นวัตกรรมโครงการการที่หลากหลายเตรียมพร้อมต่อความท้าทายในอนาคต ส่งเสริมแนวคิดการบริหารโครงการสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างคุณค่าองค์กรสู่การแข่งขันระดับโลก รู้เท่าทันสถานการณ์และพร้อมรับมือปัญหาการบริหารโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ   โครงการนี้จัดอบรม ทุกวันเสาร์ ในระหว่างวันที่ 19 ก.ค. – 30 ส.ค. 2568 เวลา 9:00 – 16:00 น. จำนวนรวม 8 วัน ระยะเวลา 64 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการอบรม 49,500 บาท/ท่าน  สำหรับผู้ที่สนใจเปิดรับสมัครแล้ว ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568   Alternate-X สรุปให้    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสยามพิวรรธน์และพันธมิตรอสังหาฯ เปิดหลักสูตรอบรม World Class Destination Development เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการออกแบบและบริหารโครงการระดับโลก โดยหลักสูตรเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมศึกษากรณีจริงจากโครงการชั้นนำในไทย มุ่งเสริมศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ให้สามารถแข่งขันในระดับสากล ตอบโจทย์การพัฒนาเมืองแห่งอนาคต ด้วยแนวคิดบูรณาการและความยั่งยืน เปิดรับสมัครถึง 30 มิ.ย. 2568 โดยอบรมทุกวันเสาร์ระหว่าง 19 ก.ค. – 30 ส.ค. 2568

June 4, 2025 / 0 Comments
read more

‘คิดให้แตกต่าง’ เจาะ 5 เทรนด์ธุรกิจ 2025 มุมมองจาก ‘ซีเค เจิง’ ฟาสต์เวิร์ค

BizKet

‘ซีเค เจิง’ ซีอีโอฟาสต์เวิร์คมองภาคธุรกิจไทยจะต้อง ‘คิดให้แตกต่าง’ จาก 5 เทรนด์ธุรกิจสำคัญ พร้อมแนะอย่าทำ ‘แบรนดิง’ เพื่อหวังความดังต้องมีสิ่งที่อยากแก้ปัญหาบางอย่างให้คนดู เพื่อสร้างแบรนให้ตัวเอง   ในงานมอบรางวัล ‘เซเว่น อีเลฟเว่น เอสเอ็มอียั่งยืน 2025’ จัดโดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)  และ 3 พันธมิตร กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้แก่เอสเอ็มอีที่เข้าร่วมฟังทั้งหน้างานและช่องทางออนไลน์   โดย ‘ซีเค เจิง’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาสต์เวิร์ค เทคโนโลยีส์ จำกัด (Fastwork) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ตัวกลางระหว่างธุรกิจ/ผู้ว่าจ้างและฟรีแลนซ์ได้บรรยายพิเศษ (Special Talk) ในงานฯ กล่าวถึงประเทศไทยมีความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ได้อย่างรวดเร็ว อาทิ สมาร์ทโฟน ChatGPT แต่กลับไม่ค่อยมีวัฒนธรรมว่าเราต้องคิดค้นหรือสร้างเอง   “สมมติเราเปรียบเทียบประเทศต่างๆ กับเรื่องดินสอ อเมริกาก็คือประเทศที่คิดค้นดินสอ ญี่ปุ่นคือประเทศที่คิดค้นดินสอกด เพื่อแก้ Pain Point ของดินสอที่ต้องคอยเหลา จีนผลิตดินสอได้ถูกที่สุด อิตาลีทำดินสอให้สวยที่สุด สบายที่สุด แพงที่สุด ขณะที่ไทยเราเป็นเพียงผู้บริโภค”   โดยตั้งแต่อดีต ไทยคุ้นชินกับการเป็นศูนย์กลางทางการค้า (Trading Hub) ดังนั้น ปัจจุบันเราต้องปรับวิธีคิดใหม่ ไม่ใช่มุ่งแข่งขันการผลิตและขายสินค้าราคาถูก สิ่งที่ไทยทำได้ คือ “คิดให้แตกต่าง”   โดยยกตัวอย่างพลิกธุรกิจด้วยการคิดให้แตกต่าง จาก 5 เทรนด์ธุรกิจสำคัญ (Key Business Trends) ในปี 2025 ดังนี้   1.Niche products are winning สินค้าที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม คือ สินค้าที่กำลังได้รับชัยชนะ   Hoka เลือกทำตลาดเฉพาะ เช่น การขายรองเท้าปีนเขาที่ดีที่สุด ส่วนรองเท้าแบรนด์ On เน้นตลาด Customization เป็นรองเท้าเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล ผ่านเทคโนโลยีการผลิตแบบล้ำ ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ดาวรุ่ง มัดใจผู้บริโภคในยุคที่พฤติกรรมเปลี่ยน และชิงส่วนแบ่งตลาดจากแบรนด์ใหญ่ได้   กระทั่ง แก้วเก็บอุณหภูมิแบรนด์ Stanley ที่ตอนแรกชูฟังก์ชันเก็บความเย็น เก็บความร้อนได้ พร้อมลวดลายที่ดูหนักแน่น เพื่อเจาะตลาดผู้ชายตกปลา ปีนเขา แคมปิ้ง ผจญภัย   แต่พอพบว่าผู้ชายไม่ค่อยซื้อแก้วแบรนด์ Stanley จึงปรับมาทำแก้วแบบสีพาสเทล พร้อมทั้งเปลี่ยนมุมมองจากการขายแก้ว มาเป็นการ “ขายแรงบันดาลใจให้แก่ผู้หญิงที่ต้องการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพผิวที่ดี” ด้วยการมีแก้วสวยๆ ทำให้บริษัทมีรายได้ถึง 750 ล้านเหรียญสหรัฐ พลิกวิธีการเจาะตลาดสินค้าที่ทุกคนต่างเคยมองว่าเป็น “Red Ocean” ขายยังไงก็ไม่รวย   2.Small luxury หรูหราแบบเล็กลง   หากเทียบวันนี้กับ 50 ปีที่แล้ว คนยุคใหม่ทำงานมากขึ้น แต่มีความสามารถในการซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ เช่น บ้าน ลดน้อยลง เพราะหากจะซื้อบ้านหนึ่งหลัง ต้องเป็นหนี้ถึง 30 ปี พร้อมมีดอกเบี้ยต่อเนื่อง   แต่ผู้คนยังคงต้องการแสวงหา “ของขวัญ” ที่สามารถให้เป็นรางวัลตอบแทนการทำงานหนักของตัวเองแบบเป็นชิ้นเป็นอัน   เราจึงเริ่มเห็นเทรนด์ Small Luxury หรือความหรูหราที่ยังพอเข้าถึงได้ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น กระเป๋าเดินทางใบละ 60,000 บาท มื้ออาหารแบบ Fine Dining ครีมกระปุกละ 25,000 บาท ไปจนถึงน้ำยาล้างมือขวดละ 1,200 บาทในช่วง COVID-19   3.Out of the box product variation strategy เป็นการตลาดที่นอกกรอบจากสินค้าของตัวเอง เช่น   กรณี AirBNB แพลตฟอร์มจองที่พัก ที่ว้าวมากในปี 2012 แต่ผู้บริโภคเริ่มไม่ว้าวเหมือนเดิม บริษัทจึงตัดสินใจนำกำไรตัวเองไปสร้างบ้านแบบว้าวๆ ปล่อยเช่าผ่าน AirBNB เช่น บ้านบาร์บี้ บ้าน Shrek ห้องเฟอร์รารี บ้านที่ลอยได้จริงๆ แบบในเรื่อง Up   หรือกรณีของ Burger King ที่ทำ The Real Cheese Burger ที่มีแต่ชีสล้วนๆ ออกมาให้ลูกค้าลอง ก็สามารถสร้างกระแสการตลาดให้คนจดจำ   4.Making boring products interesting ทำให้สินค้าที่คนมองข้ามน่าสนใจมากขึ้น เช่น   น้ำยาซักผ้า ที่ทุกแบรนด์มักสื่อสารแบบตะโกนด้วยสีสดๆ ฝาใหญ่ๆ เหมือนกันหมด แต่มีแบรนด์ในสหรัฐอเมริกา ชื่อ Mozi Wash ที่เลือกสร้างความแตกต่างด้วยการ “กระซิบ” บอกแค่ว่าเป็นน้ำยาซักผ้า ใช้แพ็กเกจจิ้งที่เรียบง่าย แต่พอวางอยู่บนชั้นวางสินค้าเทียบกับแบรนด์อื่นที่แข่งกันตะโกน ก็ดูกลายเป็นสินค้าที่แตกต่างและโดดเด่นขึ้นมา   หรือแบรนด์น้ำดื่มในสหรัฐอเมริกา Liquid Death ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ยอดขายอันดับต้น ๆ ด้วยการทำแพ็กเกจจิ้งเหมือนกระป๋องเบียร์สีดำ ขายความเท่ตอนดื่มน้ำให้แก่เหล่าเด็ก ๆ   5.Personal brand actually makes a huge difference เช่น   Salt Bae ที่ขายความแตกต่างด้วยท่าโรยเกลืออันเป็นเอกลักษณ์ หรือแม้กระทั่งตัวเขาเอง ที่ปัจจุบันมียอดการเข้าถึงใน Tiktok กว่า 47 ล้าน Instagram กว่า 40 ล้าน Youtube 32 ล้านและ Facebook กว่า 30 ล้าน โดยที่ไม่ได้ซื้อโฆษณา   “แบรนดิ้ง คือสิ่งที่สร้างความลำเอียง และคือสิ่งที่คนดูหรือลูกค้ามอบให้กับเรา ตอนขายสินค้า ต้องไม่ขายแค่ฟังก์ชันอย่างเดียว แต่ต้องขายความลำเอียงนี้ให้ได้ด้วย ความลำเอียงจะทำให้เราโดดเด่น   และที่สำคัญต้องอย่าทำ แบรนดิ้งเพื่อหวังความดัง คุณต้องมีคอนเทนท์หรือสิ่งที่อยากแก้ปัญหาบางอย่างให้คนดู ถึงจะมีโอกาสสร้างแบรนดิ้งให้ตัวเอง” Alternate-X สรุปให้ ‘ซีเค เจิง’ ซีอีโอ Fastwork ชี้ธุรกิจไทยต้อง ‘คิดให้แตกต่าง’ สู่อนาคต ยก 5 เทรนด์มาแรง: Niche, Small Luxury, Product Variation, Make Boring Interesting และ Personal Brand ย้ำไม่ควรทำแบรนดิ้งเพื่อความดัง แต่ต้องเริ่มจากสิ่งที่อยาก ‘แก้ปัญหา’ ให้คน เผยคนไทยถนัดใช้นวัตกรรมแต่ยังไม่ชินกับการสร้างธุรกิจให้โต ต้องเริ่มจากความเข้าใจพฤติกรรม-ความต้องการของผู้บริโภค

June 4, 2025 / 0 Comments
read more

‘พันธุ์ไทย’ ลงทุน 1.5 พันล. เปิด 600 สาขาใหม่ พากลุ่ม  PTG สู่เป้าหมาย 6 พันล.บาท

BizKet

ด้วยแนวคิดแบรนด์กาแฟพันธุ์ไทย ที่ชัดเจนพร้อมกับแผนการตลาดผ่านเมนูสร้างสรรค์ทุกไตรมาส ทำให้มียอดขายสูงถึง 30% ล่าสุดชวน ‘กระทิงแดง’ พัฒนา 4 เมนูใหม่ให้พลังดีด ด้วยหวังเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ชาวเจนฯZ   สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเครื่องดื่มในไทยมีหลายปัจจัยผลักดันให้มีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ โดยเฉพาะเทรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง ด้วยผู้บริโภคต้องการพลังงาน (Energy) ควบคู่กับคุณประโยชน์ (Benefit) รวมถึงเทรนด์เครื่องดื่มผสมวิตามิน ที่ผู้บริโภค มักเลือกดื่มเพื่อเสริมความงาม (Beauty)   ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำแนวคิดแบรนด์ ‘พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้” โดยไม่หยุดสร้างสรรค์และเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ล่าสุดบริษัทฯ ร่วมกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลังให้พลังงาน ‘กระทิงแดง’ เปิดตัวแคมเปญ ดีดศาสตร์ (Energology Drinks) มาสร้างสีสันและความสนุกในตลาดเครื่องดื่ม   โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันภายใต้ 4 เมนูศาสตร์แห่งเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานสายพันธุ์ใหม่ ด้วยชื่อเมนูสไตล์ยาดองเอนเนอร์จี ดริงค์ แบบไทย เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ทั้งกลุ่มผู้ต้องการพลังงาน คนรุ่นใหม่ หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศ และนักศึกษา ที่มองหาเครื่องดื่มที่ให้ทั้งรสชาติและพลังงาน และส่วนผสมที่มีประโยชน์   “ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเพื่อสร้างประสบการณ์ความดีดขั้นสุดให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้รู้สึกตื่นตัว สดชื่น และกระปรี้กระเปร่า คาดจะเพิ่ม Traffic ในร้านพันธุ์ไทยอย่างน้อย 20% ขึ้นไป” สุขวสา กล่าว   โดยเครื่องดื่มดีดศาสตร์ทั้ง 4 เมนู ได้แก่   ช้างยกกำลังทิง (Espresso Energy Boost with Kratingdaeng) – เมนูดีดขั้นสุดแบบเต็ม ราคา 79 บาท ทิงซ่าโดดกำแพง (Lime Soda with Kratingdaeng) – ความซาบซ่าสุดคลาสสิค ได้ฟีลสดชื่น บูสท์เอนเนอร์จียามบ่าย ราคา 69 บาท กำลังช้างสาว (Lychee Yogurt Smoothie Plus Collagen with Kratingdaeng) – เครื่องดื่มผสมคอลลาเจน สำหรับสาวๆ สายบิวตี้ ปลุกความเฟรช อ่านหนังสือดีกได้สบาย ราคา 89 บาท ช้างกระทีบงาน (Apple Yogurt Smoothie Plus Vitamin B12 with Kratingdaeng) -โยเกิร์ตสมูทตี้ ทั้งอร่อย ทั้งสดชื่น พร้อมลุยงานได้ทั้งวัน ราคา89 บาท   สุขวสา เสริมว่า การคอลแล็บส์กับทางกระทิงแดงครั้งนี้ เป็นหนึ่งในแผนการสร้างสรรค์ตามเทรนด์ผู้บริโภคโดยเฉพาะเจน Z ที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ ชอบ ดี.ไอ.วาย (DIY) เมนูเครื่องดื่มใหม่ๆ ออกมาซึ่งสอดคล้องกับพันธุ์ไทยและกระทิงแดงที่ต้องการขยายฐานลูกค้าเจนเนอเรชั่นซี (Z Generation) ให้มากขึ้นเช่นกัน จากปัจจุบันฐานลูกค้าใหญ่ของพันธุ์ไทย คือ เจน X และ Y ราว 60% เจน Z ประมาณ 10-15% และที่เหลือเป็นกลุ่มสูงวัย   ขณะที่ในแต่ละปี กาแฟพันธุ์ไทย จะมีเครื่องดื่มเมนูพิเศษออกมา 4 แคมเปญหลัก โดยหนึ่งในนั้นจะเป็นเมนูที่สร้างสรรค์จากขนมไทย และเมนูที่ส่งเสริมผลผลิตจากเกษตรไทย โดยในปีที่ผ่านมา กาแฟพันธุ์ไทย มีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 30% ทั้งในแง่ของยอดขายและทราฟฟิก   “จากมียอดขาย 150 แก้วต่อวันต่อสาขา เพิ่มเป็น 200 แก้วต่อวันต่อสาขาในปัจจุบัน ถึงสิ้นปีนี้เชื่อว่าจะเพิ่มเป็น 300 แก้วต่อวันตาอสาขาให้ได้” สุขวสา กล่าวพร้อมเสริมว่า      สำหรับการเติบโตดังกล่าว มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ   จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว จากปีก่อนอยู่ที่ 1,580 สาขา ในปีนี้วางแผนเพิ่มอีก 600 สาขา ใช้งบลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 2.5 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการลงทุนอย่างน้อย 1,500 ล้านบาท ยอดขายจากสาขาเดิมที่เติบโตขึ้น การเปิดตัวพรีเซนเตอร์คู่ล่าสุด ‘พี่จอง-คัลแลน’ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจพันธุ์ไทย เป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันรายได้รวมของธุรกิจไม่ใช่น้ำมัน (Non-Oil) ภายใต้บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ในปีนี้ส่ามารถทำรายได้ 6,000 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้     ‘กระทิงแดง’ ขยายเจนฯZ   ด้าน วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กระทิงแดง วางแนวทางขยายฐานกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์การตลาดร่วมกับพันธมิตรใหม่อย่างต่อเนื่อง   สำหรับความร่วมมือระหว่างกาแฟพันธุ์ไทยครั้งนี้ เป็นการรวมพลังข้ามสายพันธุ์ของสองแบรนด์ไทยที่แข็งแกร่ง ในแคมเปญดีดศาสตร์ ดังกล่าวยังเน้นความผุกพันธ์(Engagement) ในกลุ่มเป้าหมายเจนฯ Z โดยรวมพลังความดีดผ่าน 4 เมนูเครื่องดื่มดีดศาสตร์ พร้อมจัดกิจกรรม Road Show เสิร์ฟประสบการณ์ความดีด อาทิ ตลาดนินจา ชลบุรี ตลาดเซฟวัน โคราช   ”ฐานลูกค้าหลักของกระทิงแดงคือกลุ่มคนวัยทำงาน หรือ กลุ่มเจนฯ X และ Y เป็นหลัก ซึ่งการคอลแล็บส์กาแฟพันธุ์ไทย ยังเป็นครั้งแรกที่ร่วมมือกันในส่วนของกลุ่มเครื่องดื่มที่ต้องการสร้างความแปลกใหม่ และสร้างฐานลูกค้ากลุ่มเจนฯ Z ให้กับแบรนด์กระทิงแดง”   ขณะที่ภาพรวมรายได้ของกระทิงแดง ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตไปในทิศทางเดียวกับตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานมูลค่า 22,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตราว 3% จากที่คาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปีว่าจะโตได้ 6%   Alternate-X สรุปให้ พันธุ์ไทยลงทุน 1.5 พันล้านบาท เปิด 600 สาขาใหม่ในปี 2568 ผนึกกำลัง ‘กระทิงแดง’ เปิดตัวเมนู ‘ดีดศาสตร์’ 4 สูตรใหม่ ขยายฐานพร้อมสร้างเอนเกจเมนต์คนรุ่นใหม่ ชาวเจนฯ Z ทั้งเสริมพลัง-เติมคอลลาเจน คาดดึงทราฟฟิกเพิ่ม 20% หนึ่งในกลยุทธ์หนุนรายได้ธุรกิจ Non-Oil ของ PTG แตะ 6 พันล้านบาทในปีนี้

June 4, 2025 / 0 Comments
read more

หนังส่งคน-คนส่งของ ซีรีส์ไทย ‘สงครามส่งด่วน’ พาชื่อ ’คมสันต์ ลี‘ กลับสู่จอเรดาร์

BizKet

กลายเป็นไวรัล ที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็วในสื่อโซเชียลแทบทุกแฟลตฟอร์ม หลัง Netflix ปล่อยซีรีส์ไทย ‘สงครามส่งด่วน’ หรือ Mad Unicorn ออกมาให้รับชมวันแรก 29 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา และเป็นที่นิยมของคนไทยจนขึ้นเป็นอันดับ 1 ภายในเวลา 24 ชั่วโมง หลังเปิดตัว   สำหรับซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’  เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง  Netflix ที่ผลิตโดย GDH ฝีมือการกำกับของ ‘ไก่-ณฐพล บุญประกอบ’  กับพล็อตเรื่องเส้นทางธุรกิจขนส่งของ ‘ซีอีโอเด็กดอย‘ เมืองไทยที่พาธุรกิจสตาร์ทอัป ที่เขาและทีมสร้างขึ้นเดินไปได้ไกลถึงระดับ ’ยูนิคอร์น‘ ตัวแรกที่จะต้องมีมูลค่าธุรกิจระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 30,000 ล้านบาท   All In ‘เทหมดหน้าตัก’   ความสนุกและน่าสนใจของซีรีส์ สงครามส่งด่วนชิ้นนี้ ได้หยิบเค้าโครงเรื่องจากชีวิตจริงของ ‘คมสันต์ ลี’  ที่ผ่านความยากลำบากมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยแพสชั่น ‘อยากเป็นคนมีเงิน’ ทำให้เขาถีบตัวเองขึ้นมาจากหลุมแห่งต้นทุนชีวิตชาวดอยที่มีน้อยนิด แต่กลับมีราคาค่ากินอยู่ที่ต้อง ‘จ่ายสูง’ กว่าคนเมือง   ในซีรีส์ชิ้นนี้ ยังสะท้อนคาแรกเตอร์ของ ’คมสันต์ ลี‘ เป็นอย่างดีว่าเขาพร้อมจะ All  In ‘เทหมดหนัาตัก’ กับไพ่ที่มีอยู่ในมือของเขา   ถือเป็นความกล้าต่อการเดิมพันสูงในเกมที่เขาพร้อมจะเสี่ยง ซึ่งรวมถึงการสร้างธุรกิจขนส่ง ในคอนเซปต์ ‘เอ็กซ์เพรสราคาประหยัดที่ทุกคนเข้าถึงได้’ ซึ่งเขาได้แนวคิดนี้มาจากธุรกิจขนส่งรายหนึ่งในประเทศจีน ที่คิดค่าส่งเริ่มต้นราคา 5 หยวนเท่านั้นแต่ส่งไกลทั่วประเทศ   และในฐานะสตาร์ทอัป แน่นอนว่าจะต้องใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งเขาได้หุ้นส่วนสายเทคโนโลยีชาวจีน มาร่วมงานพร้อมพัฒนาแอปพลิเคชั่น ทั้งสำหรับ ผู้ใช้งาน ไรเดอร์ทีจัดส่งพัสดุ  และทีมขายแฟลชฯ ที่เคลมว่าแอปฯเดียว มีครบจบทุกอย่าง ทั้ง   Flash Radar ตัวช่วยสรุปภาพรวมการขายและวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า Parcel Tracking ติดตามสถานะพัสดุ Door to Door เรียกเข้ารับฟรี กี่ชิ้นก็เข้ารับไม่มีขั้นต่ำ Flash Family ส่งพัสดุ สะสมพอยต์ แลกของพรีเมียม Live Chat ติดต่อเจ้าหน้าที่ สอบถามบริการ   ขณะที่ เรื่องราวชีวิตจริงของ ‘คมสันต์ ลี’ ได้ถูกถ่ายทอดเส้นทางธุรกิจไว้ค่อนข้างละเอียดผ่านการสัมภาษณ์ในพอดแคสต์ The Secret Sauce เมื่อ 4 ปีก่อน ในช่วงไทม์ไลน์เดียวกับที่ Flash Express ประกาศปิดดีลระดมทุนรอบซีรีส์ D+ และซีรีส์ E ไปเมื่อกลางปี 2564 แรงหนุนสำคัญที่พาให้บริษัทมีมูลค่าแตะ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33,500 ล้านบาท) และทะยานสู่การเป็นสตาร์ตอัปยูนิคอร์น ‘รายแรกของไทย’ ได้สำเร็จ   ทิ้งช่วง 4ปีผ่านไปในเดือนเดียวกันนี้เองที่ ซีรีส์ ’สงครามสงด่วน‘ ถูกปล่อยสตรีมมิ่งบน Netflix พอดีในปีนี้ เช่นกัน   ปัจจุบัน ’คมสันต์ ลี‘ นั่งในตำแหน่ง ซึอีโอ แฟลช กรุ๊ป (Flash Group)ผู้ให้บริการ E-commerce สัญชาติไทยแบบครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทแม่ Flash Express  ซึ่งปิดการระดมทุนรอบซีรีส์ F ไปเมื่อเดือน ธันวาคม 2565  ไปได้กว่า 15,000 ล้านบาท (ส่วนหนึ่งมากจากผู้ถือหุ้นเดิมลงทุนเพิ่ม) ทำให้มูลค่า Flash Group แตะ 70,000 ล้านบาท ไปแล้ว   คมสันต์ บอกผ่านในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น ว่า “ธุรกิจนี้ถ้าไม่ออลอินผมจะมีทางถอย แต่ถ้าไม่มีทางถอยผมจะสู้หมดหน้าตัก”   ใช้ทุกโอกาสที่มี   ขณะที่เนื้อหาในซีรีส์  ‘สงครามส่งด่วน’ ผู้กำกับยังสะท้อนความชัดของคาแรกเตอร์ ’คมสันต์ ลึ’  ที่ ‘กล้าเสี่ยงและเอาจริง’ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับเส้นเรื่องการเริ่มทำธุรกิจของเขาผ่านการสัมภาษณ์พิเศษในพอดแคสต์ ชิ้นนี้ด้วยเช่นกัน   โดยในบางส่วนของการสนทนาระหว่าง เขา และ ผู้ดำเนินรายการ (เคน- นครินทร์ วนกิจไพบูลย์)  ‘คมสันต์’ ยังเล่าถึงที่มาแบรนด์ Flash Express ซึ่งใช้โลโก ‘สายฟ้า’ เป็นสัญลักษณ์บริษัท ซึ่งอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าต้องการสื่อถึงความรวดเร็วในการจัดส่งพัสดุ   ขณะที่ คมสันต์ บอกว่า สัญลักษณ์นี้ยังมึอีกนัยหนึ่งที่ซ่อนไว้คือ ‘สายฟ้า’ จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีพายุฝนฟ้า คะนอง เช่นเดียวกับธุรกิจ Flash Express ก็เข้ามาในช่วงที่ไม่ราบเรียบและเต็มไปด้วยปัญหา แต่ธุรกิจก็ยังเกิดและเติบโตขึ้นมาได้จนไปสู่เส้นทาง ‘ยูนิคอร์น’ ตัวแรกของไทย ได้ในที่สุดเช่นกัน   “ธุรกิจนี้ดุกว่าที่คิด ด้วยผมเปิดราคาที่ยี่สิบห้าบาท ตอนแรกไม่มีใครใช้ คนกลัวว่าทำราคานี้จะเอาของเขาหนี เพราะเป็นบริษัทโนเนม ในตอนนั้นเรายังให้บริการแต่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่โชคดีที่เราได้ไปรษณีย์ไทยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งร่วมให้บริการจัดส่งสินค้าทั่วไทยตั้งแต่ในวันนั้นจนถึงปัจจุบัน” คมสันต์ บอก   และจากไมตรีที่ได้รับจากพี่ใหญ่ ‘ไปรษณีย์ไทย’ ให้การสนับสนุนธุรกิจคนตัวเล็กอย่าง Flash Exprress ในครั้งนั้น ยังทำให้เขาใช้โมเดลเดียวกันนี้เป็นโอเปเรชั่นระบบให้กับธุรกิจบริษัทขนส่งรายเล็กอื่นๆที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น อีกด้วย   จากการสัมภาษณ์ในครั้งนั้น คือ เรื่องราวของ Flash Express บนเส้นทางสู่ยูนิคอร์นรายแรกของไทยที่เกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน และในวันนี้ Netflix  ได้นำซีรีส์ ‘สงครามส่งด่วน’ มาเผยแพร่ผ่านสตรีมมิง ที่ชวนให้หลายคนต่างนึกถึงชื่อ ‘คมสันต์ ลี’ ในฐานะผู้ก่อตั้งธุรกิจขนส่งหมื่นล้าน ให้กลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของชาวโซเชียล  ได้อีกครั้ง   และเป็นที่น่าสนใจว่า ‘บิ๊ก มูฟ’ จากนี้ไปของ Flash Express จะไปต่อในทิศทางใด ท่ามกลางสมรภูมิส่งด่วนทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ที่อาจทะยานให้  Flash Express ไปสเต๊ปต่อไปในระดับโลก    จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2564–2566) บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด มีรายได้รวมและผลประกอบการดังนี้ ในปี 2564 บริษัทมีรายได้รวม 17,607 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5.6 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2565 รายได้ลดลงเหลือ 14,805 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 2,186 ล้านบาท และในปี 2566 รายได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,093 ล้านบาท แต่ยังคงขาดทุนสุทธิ 559 ล้านบาท   Alternate-X สรุปให้   หลังจาก Netflix ปล่อยซีรีส์ไทย ‘สงครามส่งด่วน’ ได้สร้างกระแสฮิตในเวลาเพียงช่วงข้ามคืน ด้วยพล็อตเรื่องเล่าเส้นทางชีวิตจริงของ ‘คมสันต์ ลี’ ผู้ก่อตั้ง Flash Express จากเด็กดอย สู่ซีอีโอสตาร์ทอัปยูนิคอร์น รายแรกของไทย กับแนวคิดธุรกิจขนส่งราคาประหยัดที่ทุกคนเข้าถึงได้ จากแพสชั่น ‘All In’ เทหมดหน้าตัก ที่พาเรื่องราวและชื่อของเขากลับมาอยู่ในเรดาร์สังคมอีกครั้ง                

June 4, 2025 / 0 Comments
read more

‘แม็กซ์ฟู้ด’ ครั้งแรกในโลกไอศกรีมลูกแตงโมมินิ คนไทยไม่ได้กินส่งออกเท่านั้น

BizKet,  EcoVative

แม็คซ์ฟู๊ด ไอศกรีม 1,000 ล้าน คว้าเบอร์ 9 ผู้ส่งออกส่งออกไอศกรีมผลไม้ไทยกว่า 3.4 พันล้านบาทโตปีละ 11% ครองตลาดเอเชียและเป็นอันดับสี่ของโลก ทำออเดอร์ล้นเร่งแผนเพิ่มผลิตกำลังผลิตขยายโรงงาน   ฐานพงศ์ จุ้ยประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ตลาดการส่งออกไอศกรีมและความนิยมผลิตภัณฑ์ไอศกรีมผลไม้ไทยในตลาดต่างประเทศ มีแนวโน้มได้รับการยอมรับอย่างสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไอศกรีมผลไม้ไทยที่มีรสชาติดี มีความหลากหลายและแปลกใหม่   โดยล่าสุด ประเทศไทยครองอันดับ 1 ประเทศผู้ส่งออกไอศกรีมของภูมิภาคเอเชีย และเป็นอันดัน 4 ของโลกได้อย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าเฉลี่ย 5 ปี ที่ผ่านมา (2563-2567) อยู่ที่ปีละ 106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.486 พันล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ย 11% ต่อปี   จากแนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องการเติบโตของ ‘แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป’ ธุรกิจขยายตัวต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผลักดันให้บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและส่งออกไอศกรีมอันดับ 9 ของไทย   โดยผลิตภัณฑ์หลักเป็น   ไอศกรีมซอร์เบในลูกผลไม้มีสัดส่วนถึง 70% โมจิไอศกรีม 20% ไอศกรีมซอร์เบผลไม้ชนิดถ้วย 10%   “บริษัทฯ แบ่วสัดส่วนการขายในต่างประเทศ 99% และในประเทศเพียง 1%” ฐานพงศ์ กล่าวพร้อมเสริมว่า     อย่างไรก็ตามจากปัญหาด้านภูมิอากาศและภัยแล้ง ทำให้ผลไม้ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตมีไม่เพียงพอ ทำให้แม้จะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถผลิตส่งให้กับลูกค้าได้   ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้แก้ไขปัญหาและป้องกันความเสี่ยงด้านวัตถุดิบไม่เพียงพอ รวมถึงเพิ่มศักยภาพและกำลังการผลิตเพื่อรองรับการเติบโตที่เพิ่มขึ้นในทุกปี โดยดำเนินการพร้อมกันใน 2 ทาง คือ   แนวทางแรก บริษัทฯ ลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อกพัฒนาพันธุ์และปลูกสับปะรดวัตถุดิบสำคัญของผลิตภัณฑ์หลักในจังหวัดเชียงรายกว่า 1,300 ไร่ และ สระบุรี กว่า 100 ไร่ ซึ่งจะให้ผลผลิตรวมตั้งแต่ปลายปี 2567 ถึงสิ้นปี 2568 ที่ประมาณ 10 ล้านชิ้น   นอกจากนี้ ยังทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร (Fame Contact) อีก 30 ราย คิดเป็นพื้นที่ปลูกอีกประมาณ 1,000 ไร่ โดยเป็นผลไม้ชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตไอศกรีม เพื่อเก็บเข้าห้องเย็นของโรงงานที่มีความจุถึง 1,000 ตัน ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตไอศกรีมให้แก่ลูกค้าได้ตลอดปี แก้ทั้งปัญหาการขาดวัตถุดิบและได้ต้นทุนที่ลดลง   “เพือจัดการแก้ไขปัญหาและป้องกันความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ” ฐานพงศ์ กล่าว     ส่วนแนวทางที่สอง ด้านการผลิต แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป ลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการขยายและก่อสร้างโรงงานใหม่ จาก 2,000 ตรม. เป็น 5,000 ตรม. โดยเป็นการเพิ่มทั้งศักยภาพ ประสิทธิภาพ และกำลังการผลิตให้สูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว จากเดิมวันละ 30,000 ชิ้น เป็น 90,000 ชิ้น หรือ จาก 350 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี เป็น 800 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อปี   พร้อมสร้างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไอศกรีมใหม่ให้กับบริษัทฯ ที่มีทั้งรสชาติและเนื้อสัมผัสที่โดดเด่นเป็นจุดแข็งที่แตกต่างและเป็นที่ต้องการบริโภคจากลูกค้าทั่วโลก   โดยโรงงานใหม่ของ แม็คซ์ฟู๊ด กรุ๊ป ถือเป็นโรงงานผลิตไอศกรีมสมัยใหม่ที่อัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้วยระบบนิเวศน์ในการผลิตและกำจัดของเสียอย่างสมบูรณ์ มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงและมุ่งเน้นในการสร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง   อาทิ นวัตกรรมใหม่ที่เปลี่ยนการใช้ไฟฟ้าเพื่อแช่แข็งไอศกรีมมาใช้ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซน์หมุนเวียนแทน เพื่อย่นระยะเวลาการผลิตจาก 4 วัน เหลือ 12 นาที สามารถประหยัดพลังงาน ลดค่าไฟฟ้าจากเดือนละกว่า 1 ล้านบาท เหลือ 2 แสนบาทต่อเดือน   นอกจากนี้ ยังติดตั้งโซล่าร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเป็นพลังงานหมุนเวียนภายในโรงงาน การจัดการขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) การหมุนเวียนน้ำเสียแบบ 100% ฯลฯ จากการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้จัดการกระบวนการผลิต โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัล CEO Economass Award 2024 จากนายกรัฐมนตรี และรางวัลบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2024 ภาคธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม จากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยอีกด้วย   ฐานพงศ์  กล่าวต่อ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ไอศกรีมซอร์เบในลูกแต่งโมไซน์มินิ (Mini Watermelon Sorbet Ice Cream) ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ความพิเศษของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้คือ การพัฒนาพันธุ์และผลผลิตของแตงโมให้มีขนาดเล็ก แบบไม่มีการตัดต่อพันธุกรรม เพื่อใช้เป็นภาชนะลูกแตงโมสดสำหรับใส่ไอศกรีม โดยหลังจากมีการนำเสนอกับลูกค้าในหลายประเทศก็ได้รับความสนใจมีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก โดยส่งออกไปยังประเทศเกาหลีก่อนเป็นประเทศแรก   สำหรับแผนการทำตลาด ยังมุ่งเน้นตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยส่งออกและจัดจำหน่ายอยู่ 7 ประเทศ คือ   เกาหลี จีน ซาอุดิอาระเบีย ฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรเลีย เวียดนาม   พร้อมวางเป้าหมายในการขยายตลาดใหม่เพิ่มเติม คือ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อาฟริกา และสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องรอความชัดเจนของผลการเจรจาข้อตกลงด้านภาษีระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอีกครั้ง   “มาตรฐานโรงงานใหม่ถือเป็นแต้มต่อที่สำคัญอย่างยิ่งในการขยายตลาดต่างประเทศเนื่องจากผู้จัดจำหน่ายและผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ ที่ต้องใส่ใจในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” ฐานพงศ์ กล่าว   นอกจากการรับจ้างผลิต (OEM) และขยายตลาดในประเทศแล้ว ในปีนี้ทางบริษัทฯ ยังได้มีการเปิดตัวแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของตัวเองในชื่อ แม็คซ์ เฟรช (MaxFresh) อีกด้วย โดยจะรุกตลาดยุโรปและอเมริกา ซึ่งคาดว่ารายได้รวมทั้งรับจ้างผลิต (OEM) ตลาดในประเทศ และตลาดการส่งออก ภายใต้ผลิตภัณฑ์ในแบรนด์  แม็คซ์ เฟรช ปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาศ์ ณ 10% Alternate-X สรุปให้ แม็คซ์ฟู๊ด โตแตะพันล้านรับผู้ส่งออกไอศกรีมผลไม้ไทยอันดับ 9 ของประเทศ และไทยยังครองอันดับหนึ่งตลาดเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก พร้อมแผนขยายกำลังผลิตเพิ่มเน้นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน รับออเดอร์ล้น-รับดีมานด์ต่างประเทศ ปีนี้เปิดตัว ‘ไอศกรีมในลูกแตงโมมินิ’ ครั้งแรกของโลก ส่งออกเกาหลี วางแผนขยายตลาดตะวันออกกลาง-ยุโรป-อเมริกา เพิ่มด้วยแบรนด์ใหม่ แม็คซ์ เฟรช

June 3, 2025 / 0 Comments
read more

‘สหพัฒน์’ ขยับ ตลาดส่งออกอาหาร ’ไฟน์ ฟู้ด’ รับเทรนด์ผู้บริโภคพรีเมียม

BizKet

จบงาน THAIFEX–Anuga Asia 2025 ไปแล้ว อีกหนึ่งเวทีใหญ่ที่ สหพัฒนพิบูล หรือ SPC ร่วมจัดแสดงในโซน Fine Food เพื่อขยายตลาดครั้งใหญ่ในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่   บริษัทสพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ SPC ผู้จัดจำหน่ายและทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ร่วมแสดงสินค้าในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2025: BEYOND Food Experience จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 พฤษภาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่ผ่านมา   สำหรับงานฯ ในปีนี้ เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญ เพื่อโชว์ศักยภาพ SPC ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมเปิดโอกาสหารือความร่วมมือทางธุรกิจ และนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลกภายใต้แบรนด์ชั้นนำต่างๆ ในเครือ   ในปีนี้ SPC ได้นำผลิตภัณฑ์ไฮไลต์เข้าร่วมจัดแสดงภายในโซน FINE FOOD ที่พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อขยายตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ   โดยมีสินค้าทำตลาด หมวดอาหาร 2 แบรนด์   ‘iMee’ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป: เปิดตัวสินค้าใหม่ รสชาติ Hot N’ Spicy Chicken บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่เผ็ด เส้นหนานุ่มสไตล์เกาหลี   ‘South Sea’  : ปลาซาบะในซอสสไตล์ญี่ปุ่น 3 รสชาติ และปลาซาร์ดีนกระป๋องในซอสมะเขือเทศรสเข้มข้น      และสินค้าหมวดเครื่องดื่ม 3 แบรนด์   ‘Mont Fleur’ : น้ำแร่ธรรมชาติ 100%   ‘BSC SOY’ : เครื่องดื่มน้ำนมถั่วเหลืองสูตรสุขภาพ   ‘Maxi’ : เครื่องดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว เติมความสดชื่นด้วยโซดา     โดยภายในบูธ SPC ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ ทั้งการทดลองชิมสินค้าใหม่ก่อนใคร รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีโปรโมชัน ซึ่งได้การตอบรับอย่างดีในวันจำหน่ายปลีก   ขณะที่ การร่วมงานฯ ของ SPC ในปีนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก และการผลักดันนวัตกรรมอาหารที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ด้วย   รู้จัก!! ตลาดอาหาร ไฟน์ฟู้ด (Fine Food)   หมายถึง ตลาดผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพสูง ที่คัดสรรวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน มีกระบวนการผลิตที่เฉพาะตัว หรือผลิตในรูปแบบแฮนด์เมด (handcrafted) โดยมีจุดเด่นที่รสชาติ ความเป็นเอกลักษณ์ และสร้างประสบการณ์การบริโภค ซึ่งสินค้าในตลาดนี้ ครอบคลุมตั้งแต่อาหารนำเข้า อาหารเฉพาะถิ่น อาหารออร์แกนิก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากงานฝีมือ ตอบสนองผู้บริโภคกลุ่มพรีเมียมที่มีรสนิยมและพร้อมจ่ายในราคาสูงเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า   อ้างอิง สมาคมอาหารเฉพาะทางแห่งสหรัฐอเมริกา (Specialty Food Association). What is specialty food? Euromonitor International. (2566), Premium and Fine Foods Market Overview   Alternate-X สรุปให้ สหพัฒนพิบูล (SPC) ร่วมแสดงสินค้าในงาน THAIFEX–Anuga Asia 2025 โซน Fine Food เน้นขยายตลาดสินค้าคุณภาพสูง ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยงานฯนี้ มีไฮไลต์สินค้าอาหาร ‘iMee’, ‘South Sea’ และเครื่องดื่ม ‘Mont Fleur’, ‘BSC SOY’, ‘Maxi’ พร้อมโชว์นวัตกรรมอาหารและกิจกรรมทดลองชิมและโปรโมชันในบูธ สะท้อนบทบาท SPC ในการผลักดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก  

June 3, 2025 / 0 Comments
read more

โมเดลใหม่ ‘เพาเวอร์บาย 3.0’ เปิด ‘เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ รับกำลังซื้อยุคดิจิทัล

BizKet

เพาเวอร์บาย  พลิกโฉมสาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เปิดตัวโมเดล “Power Buy 3.0” เป็นมากกว่าร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าแล้ว  สู่ยุคใหม่ไลฟ์สไตล์เทคโนโลยี-ดิจิทัล   สุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า เพาเวอร์บาย ดำเนินการปรับโฉมครั้งใหญ่สาขา ‘เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า’ ด้วยโมเดลรูปแบบใหม่ ‘Power Buy 3.0’ ด้วยแนวคิดหลัก ‘ศูนย์รวมเทคโนโลยีเพื่อชีวิต’ (Technology for Life) ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมล้ำสมัย และบริการคุณภาพ พร้อมดิจิทัลโซลูชันแบบครบวงจร   “โมเดลนี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ และมั่นใจช่วยกระตุ้น ทราฟฟิกภายในร้านเพิ่มขึ้น 20%” สุวิณ กล่าวพร้อมเสริมว่า     สำหรับ การปรับโฉมเพาเวอร์บาย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าดังกล่าว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจครึ่งปีหลัง 2568 โดยโมเดลรูปแบบใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Power Buy 3.0 นี้ จะเน้นจุดเด่นด้านความเป็น ‘ศูนย์รวมเทคโนโลยีเพื่อชีวิต’ มุ่งตอบโจทย์ทุกด้านให้กับห้กับลูกค้า ทั้งคุณภาพสินค้าและการบริการที่คุ้มค่า   ขณะเดียวกัน ยังเป็นการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ Omni-channel แบบไร้รอยต่อ ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ภายใต้แนวคิดหลัก ‘เช็คของที่ชอบ ช้อปของที่ใช่’ ซึ่งสะท้อนความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล อีกด้วย   สุวิณ กล่าวต่อถึงกลยุทธ์ Customer-Centric Experience ยังได้นำข้อมูลลูกค้าเชิงลึกในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกมาวิเคราะห์อย่างรอบด้าน พบว่า สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นหนึ่งในสาขาที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น มียอดทราฟฟิกดีเป็นอันดับ 2 รองจากสาขาเซ็นทรัลเวิลด์   นอกจากนี้ ยังพบว่าทำเลนี้ยังยังมีกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ประกอบกับจุดแข็งของพื้นที่ ‘ปิ่นเกล้า’ เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ และแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของฝั่งตะวันตก รายล้อมด้วยชุมชนขนาดใหญ่ หมู่บ้านระดับไฮเอนด์ ศูนย์การค้า และสถานศึกษาชั้นนำ เป็นศูนย์กลางของกลุ่มเป้าหมายสำคัญ อาทิ ครอบครัวเมือง (Urban Family), คนวัยทำงานระดับกลางถึงสูง และนักศึกษารุ่นใหม่   “ด้วยองค์ประกอบดังกล่าว ทำให้สาขานี้จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็น สาขานำร่อง สำหรับการปรับโฉมครั้งสำคัญ” สุวิณ กล่าว   สำหรับบรรยากาศภายในร้าน ได้มีการขยายพื้นที่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นครอบคลุมกว่า 2,200 ตารางเมตร พร้อมออกแบบฟังก์ชันการใช้งานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของผู้บริโภคยุคใหม่ ทุกกล่ม ทุกเจนเนอเรชั่นย่านปิ่นเกล้า-ฝั่งธน     โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง Experience Zone ให้ลูกค้า สามารถทดลองใช้สินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ เสริมด้วยโซนสินค้าเฉพาะทางที่กำลังได้รับความนิยม อาทิ   Smart Home Game & Gadget Health Tech   ตลอดจนกลุ่มสินค้า Eco Friendly ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน   นอกจากนี้ ยังเปิดตัว AIS Shop ในรูปแบบ Shop-in-Shop ครั้งแรกของเพาเวอร์บาย ที่รวบรวมบริการและโซลูชันด้านการสื่อสารไว้อย่างครบถ้วน เพิ่มความน่าสนใจด้วยโซนไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีจากแบรนด์ชั้นนำ ที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสนวัตกรรมล่าสุดอย่างใกล้ชิด พร้อมนำสินค้าครบทุกประเภททั้ง ทีวี เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน เพื่อตอบสนองทุกความต้องการในชีวิตประจำวันได้อย่างครบวงจร อาทิ   Samsung LG SharkNinja Toshiba     สุวิณ กล่าวว่า เพาเวอร์บาย ยังวางแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดยเตรียมเปิดสาขาใหม่ที่ เซ็นทรัล กระบี่ภายในไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมวางแผนทยอยปรับโฉมใหม่ในสาขาเดิมเพิ่มเติมอีก 9 แห่งทั่วประเทศ อาทิ เซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่, แฟชั่นไอซ์แลนด์, โรบินสัน ถลาง และเซ็นทรัล โคราช เพื่อต่อยอดการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกมิติ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง   ทั้งนี้ ในโอกาสเปิดโฉมใหม่สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดด้วยโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ – 25 มิ.ย. 2568 กับดีลคุ้มค่า อาทิ   สินค้าราคาพิเศษลดสูงสุด 51% ช้อปครบ 1,000 บาทขึ้นไป รับคูปองส่วนลดมูลค่า 200 บาท ช้อปครบ 8,000 บาท รับฟรี หูฟัง Pioneer สินค้าเก่าแลกใหม่ รับส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท สมาชิก The 1 ใช้คะแนนแลกรับส่วนลดสูงสุด 25% ผ่อน 0% นานสูงสุด 15 เดือน รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ   Alternate-X สรุปให้  เพาเวอร์บาย เปิดตัวโมเดลใหม่ “Power Buy 3.0” ที่สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า พลิกโฉมเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีเพื่อชีวิต ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล พร้อมเพิ่ม Experience Zone ให้ทดลองสินค้า และโซน Smart Home, Game & Gadget ผสาน Omni-channel อย่างไร้รอยต่อ และยังเปิด AIS Shop-in-Shop ครั้งแรกในสาขา วางเป็นต้นแบบสาขานำร่อง ก่อนขยายโมเดลสู่สาขาอื่นทั่วประเทศในครึ่งปีหลัง

June 2, 2025 / 0 Comments
read more

งานใหม่ใกล้ฉัน!! ไทยเบฟฯ หนุนโอกาส เปิด 700  อัตราให้คนไทยมีงานทำ

Peace&Play

เตรียมพอร์ตโฟลิโอ และ รีซูเม ให้พร้อมส่ง ‘ไทยเบฟ’ เปิดรับสมัครงานกว่า 20 สายงาน 700 อัตรา ใน JOB EXPO THAILAND 2025 ตั้งแต่ 6 – 8 มิ.ย. นี้   โอกาสมาถึงแล้ว สำหรับผู้ที่กำลังมองหางาน!!  โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการมีงานทำอย่างมีศักยภาพ ภายใต้นโยบายและยุทธศาสตร์ ‘หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นทักษะทันสมัย คนไทยมีงานทำ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เศรษฐกิจ แรงงานไทยมั่นคง’ ได้ดำเนินการจัดงาน มหกรรมหางานที่มากกว่าการหางานระดับประเทศ   ในงาน ‘JOB EXPO THAILAND 2025’  ครั้งแรกของงานที่สร้างงาน สร้างโอกาส และสร้างรายได้ ที่มีตำแหน่งงานมากกว่า 6 แสนอัตรา จากผู้ประกอบการและระบบออนไลน์กว่า 173 บริษัท และตำแหน่งงานในต่างประเทศกว่า 1 แสนอัตรา จาก 16 บริษัทจัดหางาน จัดส่งโดยภาครัฐ   นอกจากนี้ ตลอด  3 วันของการจัดงาน บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เพื่อใช้สำหรับให้บริการประชาชนที่มาร่วม งาน JOB EXPO THAILAND 2025  ระหว่างช่วงการจัดงานฯ ในครั้งนี้ ด้วย   พร้อมกันนี้ ไทยเบฟ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดรับสมัครงานในครั้งนี้ ด้วยการเปิดรับสมัครกว่า 20 สายงาน อาทิ สายงานการขาย สายงานการเงิน สายงานทรัพยากรมนุษย์ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ สายงานการบริหารจัดการและงานเลขา รวมรับสมัครมากกว่า  700 อัตรา   พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทย ร่วมมหกรรมหางานระดับชาติที่ครบวงจรและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี JOB EXPO THAILAND 2025ภายใต้แนวคิด “มหกรรมหางาน ที่มากกว่าการหางาน” ตั้งแต่วันที่ 6 – 8   มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 – 19.00  น. ณ ฮอลล์ 5 – 6  ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (บูทสมัครงาน ไทยเบฟ บูท C19)   Alternate-X สรุปให้  ไทยเบฟ เปิดรับสมัครงานกว่า 700 อัตรา ครอบคลุมมากกว่า 20 สายงาน ในงาน JOB EXPO THAILAND 2025 โดยงานจัดระหว่างวันที่ 6 – 8 มิ.ย. 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นโอกาสครั้งใหญ่สำหรับผู้ที่กำลังมองหางานหรือเปลี่ยนสายงาน ผู้สมัครเตรียมพอร์ตโฟลิโอและเรซูเมให้พร้อม เพื่อยื่นสมัครตรงกับทีม HR พบไทยเบฟได้ที่บูท C19 พร้อมสิทธิพิเศษจากผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในงาน  

June 2, 2025 / 0 Comments
read more

เศรษฐกิจซึม หนุนตลาดแบรนด์เนมมือสอง คนแห่ปล่อยของเติมสภาพคล่อง

BizKet

‘แบรนด์เนม มันนี่’ ดึง 40 ร้านค้าพันธมิตร พร้อมปล่อยสินเชื่อสินค้าลักซูรี่แบรนด์เนมหรูทั่วไทย เชื่อสิ้นปีมียอดทะลุ 300 ล้านบาท   ปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้ก่อตั้งบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ในฐานะผู้นำด้านบริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากแบรนด์เนม กระเป๋า นาฬิกา จิวเวลรี่ Luxury แห่งเดียวในประเทศไทย และสินเชื่อเช่าซื้อแบรนด์เนมแห่งแรกของโลก เปิดเผยว่า บริษัทร่วมเป็นพันธมิตรกับ ร้านขายสินค้าลักซูรี (Luxury) แบรนด์เนมมือ2 รายใหญ่ทั่วไทยมากกว่า 40 ราย   ทั้งนี้ เพื่อให้บริการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้า  แบรนด์เนมทั้ง กระเป๋า เครื่องประดับแบรนด์ไฮเอนด์ และนาฬิกาหรูของร้านค้าเหล่านี้ รวมกันมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท       สำหรับพันธมิตรรายล่าสุด คือ ร้าน Bagnifique.brandname ศูนย์ซื้อขายแบรนด์เนมมือ 2 รายใหญ่ชั้นนำ โดยนายธานี สามสีเจริญลาภ  CFO ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายการเงินและบัญชี ผู้ร่วมก่อตั้ง Bagnifique.brandname บริษัท ดิเอลิสต์กรุ๊ป จำกัด ซึ่งมีสินค้าแบรนด์เนมหลากหลายมีมูลค่ารวมกันมากกว่า 500 ล้านบาท   “บริษัทยังคงเป้าหมายเดิมที่ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2571 จะเพิ่มพอร์ตสินเชื่อเป็น 1,000 ล้านบาท และมั่นใจว่ายอดปล่อยสินเชื่อปีนี้จะได้ตามเป้าหมาย 300 ล้านบาท” ปพน กล่าว   อย่างไรก็ตาม จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจะกระตุ้นให้มีการนำสินค้าแบรนด์เนมมาขายฝากมากขึ้น หนึ่งในปัจจัยให้บริษัทมีส่วนช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงินและเงินสดในกระเป๋าให้กับผู้มีสินค้าไฮเอนด์เหล่านี้   ขณะเดียวกันผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของหรือใช้สินค้าแบรนด์เนมก็จะตัดสินใจซื้อสินค้ามือ2 สภาพดี ที่มีราคาลดลงต่ำกว่าราคาซื้อของใหม่ในช็อปมากกว่า30-60%   ทั้งนี้  แบรนด์เนม มันนี่ฯ ให้บริการสินเชื่อแบรนด์เนมใน 3 รูปแบบ ได้แก่   สินเชื่อแบบ ผ่อนไป-ใช้ไป ให้ลูกค้าได้ครอบครองแบรนด์เนมที่ต้องการได้ทันทีหลังได้รับอนุมัติ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เพียงดาวน์เริ่มต้น 30% ของราคาสินค้า พร้อมดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.99% ต่อเดือน ผ่อนได้นานสูงสุด 24 เดือน อนุมัติไวภายใน 3 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแบ่งชำระค่าใช้จ่าย และมีรายได้ประจำ   สินเชื่อแบบ ผ่อนจบ-รับของ เพียงดาวน์เริ่มต้น 30% ของราคาสินค้า ผ่อนจบรับสินค้าไปเลยทันที ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.25% ต่อเดือน อนุมัติไวภายใน 1 ชั่วโมง ไม่ต้องเช็คเครดิตบูโร ผ่อนสบายๆ ได้นานสูงสุด 10 เดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการตรวจเช็คเครดิตในการเป็นเจ้าของแบรนด์เนม   บริการขายฝาก โดยให้บริการขายฝากนาฬิกา กระเป๋า และจิวเวลรี่แบรนด์ Luxuryโดยเรามีระบบเก็บรักษาสินค้าของลูกค้าไว้อย่างปลอดภัยในตู้นิรภัยมาตรฐานสากล ซึ่งลูกค้าจะได้รับเงินทันทีภายใน 1-2 ชั่วโมง   สำหรับรายชื่อพันธมิตรร้านค้าแบรนด์เนมทั้งมือ1 และมือ 2 ที่ร่วมเป็นคู่ค้า แนะนำลูกค้าเพื่อให้ แบรนด์เนม มันนี่ให้บริการสินเชื่อ ที่ลูกค้าสามารถติดต่อเข้ามารับบริการได้โดยตรง  มีดังนี้ ร้านพาร์ทเนอร์ นาฬิกาไฮเอนด์ นำโดย  THONG PATEK, Bagnifique, MM Swiss Watch, The Cog Watch, Conrad Time ,Cherry naliga, Watch mania Thailand ,@dear_watchtrader, Madamekik, Time collection , Fabulous_time24, De Carat, Watchberryandco และ Mukky Watch เป็นต้น   สำหรับร้านพาร์ทเนอร์ สินค้ากระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องประดับและสินค้า Luxury อื่นๆ มีดังนี้  Brandnamevoyage, SF Brandname, Dearbrandshop.official ,Bagnifique, BRANDBYDAY, Numfonshop, NanoBrandname, Pbrandshops, Time Collection By sloane, ETCstores, Nalinbrands, Bobby Brand, Top Trend, Brandnamemaiiam, Panisa_brandname, BBB.Brandname  เป็นต้น Alternate-X  ตลาดแบรนด์เนมมือสอง มีโอกาสเติบโตทั้งจากผู้ครอบครองสินค้าไฮเอนด์ และ ความต้องการสินค้าลักซูรีในราคาที่ปรับลงมาจากราคาปกติ จากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้เกิดการเปลี่ยนมือสินค้า กระเป๋า นาฬิกา และแบรนด์เนม เพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงินแทนการกู้เงินจากสภถาบันการเงิน ปัจจัยหลักที่จะหนุนตลาดมือสองยังคงแข็งแรง โดยเฉพาะแบรนด์ไฮเอนด์ที่มีมูลค่าคงที่ จากกลุ่มนักสะสมและนักลงทุนยังคงมองหาไอเทมสภาพดี ในราคาน่าลงทุน ที่แม้ว่าเศรษฐกิจชะลอ แต่กลับเป็นแรงหนุนให้ตลาดนี้ขยายตัวต่อเนื่อง  

June 2, 2025 / 0 Comments
read more

‘สินค้า’ ปรับตัวรับเทรนด์โลก ‘Loud Budgeting’ เจาะรุ่นใหม่ใช้เงินตามงบฯ

BizKet,  EcoVative

เทรนด์ ‘Loud Budgeting’ ไม่ได้ ‘งก’ แต่ ฉลาดใช้เงิน แถมยังแสดงจุดยืน ‘พูดดังชัดๆ’ ยังไม่ซื้อเพราะเกินงบ เหตุผลใหญ่และใหม่ที่ทำให้แบรนด์สินค้า/เอสเอ็มอี ต้องเข้าไป ‘อินเซปชั่น’กำลังซื้อยุคใหม่ให้ได้   หลังหลายสำนักบอกเศรษฐกิจปี 2568 ทรงฝืดๆ ทำกำลังซื้อลด ปัจจัยหลักให้ผู้บริโภคยุคนี้โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หันมาทบทวนวิธีการใช้เงินแบบสมเหตุสมผลกับสถานการณ์ของตัวเอง และนำไปสู่แนวคิด ‘Loud Budgeting’ พูดตรง-พูดดัง ว่ายังไม่ใช้เงินตอนนี้เพราะเกินงบประมาณ ที่อาจส่งผลต่อยอดขายสินค้า/แบรนด์ ในบางกลุ่มสินค้า นับจากนี้ไป   ต่อแนวคิด ‘Loud Budgeting’ ได้ถูกนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวางตั้งแต่ปลายปี 2566 ถึงต้นปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มชัดเจนหลังแพลตฟอร์มโซเชียล TikTok จากบัญชีผู้ใช้ชื่อ @loganrcohen (Logan Cohen) นักวางแผนการเงินในสหรัฐฯ โพสต์อธิบายแนวคิดนี้ จนทำให้คลิปวิดีโอสั้นของกลายเป็นไวรัล หลังให้คำจำกัดความถึง ‘Loud Budgeting is in, quiet luxury is out.” ที่เราขอแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘ยุคนี้โชว์ประหยัด ส่วนรวยเงียบน่ะอยู่นอกกระแสไปแล้ว!   4 แรงหนุนทำให้คนตะโกน ‘ยังไม่ซื้อ’   จากไทม์ไลน์ของกระแส ‘Loud Budgeting’ ดังกล่าว อาจเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยง 4 ด้านหลัก ดังนี้   เกิดขึ้นมาในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสูง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับทั่วโลก และรวมถึงไทยที่ว่า ‘ผู้คนในตอนนี้ เริ่มรู้สึกไม่อายที่จะพูดว่า ‘เงินไม่พอสำหรับสิ่งนั้น’ กระแสการต่อต้านวัฒนธรรมอย่าง ‘รวยเงียบ’ หรือ ลักซูรีแบบไม่โอ้อวด (Quiet Luxury) และ Overconsumption การบริโภคเกินจำเป็น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เกิดเป็นกระแสพอสมควรในกลุ่มที่ใช้ของหรูหรา มีราคาแต่ไม่ต้องตะโกนออก ขณะที่ ‘Loud Budgeting’ คือ สิ่งที่ผู้บริโภคจะพูดออกมาตรงๆ เลยว่า ‘ไม่ซื้อเลย เพราะไม่มีงบ หรือไม่จำเป็น’ (ในตอนนี้) สื่อโซเชียลทำให้เกิดแรงกดดันทางการเงิน และอาจกลายเป็นสิ่งที่มีผลต่อใจในบางกลุ่มผู้บริโภค ที่อยากแสดงตัวตนว่า ‘ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะเพื่อยืนยันคุณค่า’ คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพทางการเงินมากขึ้น โดยแฉพาะในชาวมิลเลนเนียล เจนเนอเรชั่นวาย และ กลุ่มเจนฯ Z ที่เข้ามาเป็นกำลังซื้อหน้าใหม่ในตลาด ที่กำลังเผชิญกับ ‘หนี้สิน-ค่าใช้จ่ายสูง’ และเลือกที่จะหันมา ‘พูดตรงๆ’ และ ขอใช้เท่าที่จำเป็นแทน   ด้าน ‘ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูส ศูนย์การค้าเซ็นทรัล กล่าวถึงกระแสนี้ว่า   “วันนี้เราอยู่ในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากกว่าที่เคย โดยมีเทรนด์ระดับโลกอย่าง ‘Loud Budgeting’ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ ซึ่งเลือกใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย โชว์ความคุ้มค่า”     ทำให้ เซ็นทรัลพัฒนา มองเทรนด์นี้พร้อมทำแคมเปญ ‘Summer Grand Sale 2025’ ออกมากระตุ้นการจับจ่ายช่วงกลางปี ของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกและเป็นแรงส่งไปยังเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะสามารถสร้างทราฟฟิกทั่วประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 25–30% ในช่วงไตรมาส 2–3 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นตัว   แบรนด์โลก สร้างความคุ้มค่ามัดใจ   ขณะที่ธุรกิจในต่างประเทศ ต่างจับตาเทรนด์ที่เกิดขึ้นพร้อมปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับกระแส ‘Loud Budgeting’ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับผลกระทบโดยตรง   อย่าง ‘Patagonia’ ปาตาโกเนีย แบรนด์สินค้าไลฟ์แวร์ เน้นกิจกรรมกลางแจ้งที่มี อายุในตลาดโลดมาร่วม 50ปี ด้วยการวางตำแหน่งทางการตลาดแบรนด์ที่เน้นการบริโภคอย่างมีสติ ทำให้ Patagonia เป็นตัวอย่างของแบรนด์ที่ส่งเสริมให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเกินจำเป็น ด้วยแคมเปญ ‘Don’t Buy This Jacket’ ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคคิดก่อนซื้อ และเน้นการใช้สินค้าที่ทนทานและยั่งยืน   H&M และ Zara  ที่แม้ว่าจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแฟชั่นรวดเร็ว (Fast Fashion) ยอดนิยมของผู้คนในหลายประเทศทั่วโลก แต่ในวันนี้  H&M และ Zara ได้เริ่มปรับตัวโดยการเปิดตัวคอลเลกชันที่ใช้วัสดุรีไซเคิลและส่งเสริมการรีไซเคิลเสื้อผ้าเก่า เพื่อรับมือกับกระแสต่อต้านการบริโภคเกินจำเป็น   Unilever ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก กับแนวทางธุรกิจยุคใหม่ที่ออกมาสื่อสารความยั่งยืนในผลิตภัณฑ์อาหารให้กับผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมการบริโภคอย่างมีสติและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม   นอกจากนี้  ยังธุรกิจรายย่อยขนาดเล็กกลางอย่าง ‘เอสเอ็มอี’ (SME) ที่มองเห็นโอกาสจากเทรนด์นี้ พร้อมปรับรูปแบบการทำธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค ‘Loud Budgeting’ ที่เน้น ‘คุ้มค่า โปร่งใส และสมเหตุสมผล’ มากกว่า ‘หรูหราเกินจริง’     ธุรกิจที่เริ่มจากหนี้ก้อนโตและตกงาน   อย่างกรณีศึกษาธุรกิจในต่างประเทศ อย่าง Jasmine Taylor และ Baddies and Budgets โดยในปี 2565 ‘Jasmine Taylor’ พบว่าตนเองมีหนี้สินกว่า 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ และตกงาน ทำให้เธอเริ่มใช้วิธีการบริหารงบประมาณแบบ ‘Cash Stuffing’ ซึ่งเป็นการแบ่งเงินสดใส่ซองตามหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ   จากนั้น เธอเริ่มแชร์ประสบการณ์นี้ผ่าน TikTok เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและสร้างความรับผิดชอบให้กับตนเอง และโดยไม่คาดคิด คอนเท้นต์ นี้ของเธอได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนเป็นไวรัล และนำไปสู่ไอเดียให้ก่อตั้งธุรกิจชื่อ Baddies and Budgets จำหน่ายอุปกรณ์สำหรับการบริหารงบประมาณ เช่น สมุดบันทึกและซองเงินที่มีการออกแบบเฉพาะตัว   เธอ ใช้ช่วงเวลาไม่นาน ธุรกิจของเธอเติบโตอย่างรวดเร็วสร้างรายได้ถึง 630,000 ปอนด์ต่อปี และมีลูกค้าที่รอซื้อสินค้าเมื่อมีการเติมสต็อกใหม่อย่างต่อเนื่อง   อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าแบรนด์ไทย หรือ ‘เอสเอ็มอี’ เชื่อว่ายังสามารถเกาะกระแส ‘Loud Budgeting’ พร้อมปรับแนวทางการทำตลาดทในรูปแบบ การโปรโมตความคุ้มค่าอย่างภาคภูมิใจ เน้น ‘Value for Money’ ในการสื่อสาร ไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ต้อง ‘คุ้มจริง’ พร้อมสื่อสารการทำตลาดอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา   SME มีความโปร่งใสเรื่องต้นทุนและราคาสามารถบอกเล่าที่มาของต้นทุน เช่น “เราเลือกบรรจุภัณฑ์เรียบง่าย เพื่อให้คุณได้สินค้าคุณภาพ โดยไม่ต้องจ่ายค่าแพ็คเกจหรู” สอดคล้องพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่มีความรอบรู้และฉลาดเลือก ต้องการความโปร่งใส   ปรับแพ็กเกจสินค้าให้ ‘ดูดีแต่ราคาไม่แรง’ หรือเลือกเลือกดีไซน์มินิมอล เรียบเท่ ดูมีรสนิยมแต่ไม่อวดรวย รวมไปถึงเน้น ‘Affordable Aesthetic’ เช่นใช้วัสดุธรรมชาติ, สีเอิร์ธ โทน เป็นต้น   การจัดโปรโมชัน เน้นความภูมิใจในการประหยัด ด้วยชื่อโปรโมชันอย่าง ‘โปรฉลาดใช้’ แต่ ‘บัดเจ็ตจัดเต็ม’ หรือ ตั้งงบไว้แค่ไหนแล้วช้อปได้เลย   ขณะที่การสร้างชุมชน หรือ Community ที่สนับสนุนแนวคิด Budget-Conscious โดยใช้โซเชียลมีเดียในการแชร์เทคนิคประหยัดอย่างมีสไตล์ในหัวข้อต่างๆ จากสินค้า/แบรนด์ สุดท้ายร่วมมือกับ Micro-influencer สายฉลาดใช้คนรีวิวของดีในราคาคุ้ม ควบคุมงบได้ ไม่เน้นโชว์แบรนด์หรู   แนวทางดังกล่าว เป็นการต่อยอดจาก ‘Loud Budgeting’ ให้กลายเป็น ‘Smart Spending Lifestyle’ ที่สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วย Loud Budgeting อาจไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นการแสดงจุดยืนของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ภูมิใจในความฉลาดใช้จ่าย   หาก SME ที่เข้าใจสิ่งนี้ก่อน ย่อมได้เปรียบในการเข้าถึงใจลูกค้าอย่างแท้จริง     Alternate-X สรุปให้   Loud Budgeting คือ แนวคิดที่ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เลือกแสดงออกอย่างภาคภูมิใจว่า ‘ตอนนี้ยังไม่ซื้อ’ เพื่อควบคุมงบประมาณให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ตามแรงผลักดันจากเงินเฟ้อ สภาพคล่องทางการเงิน, กระแสต้านความหรูหราเกินจริง และการใส่ใจสุขภาพทางการเงิน ทำให้เทรนด์นี้เติบโต ทำให้ในเวลานี้ ทั้ง SME และแบรนด์ระดับโลกปรับตัวด้วยกลยุทธ์ ‘ความคุ้มค่าโปร่งใส’ เช่น Patagonia, H&M, และธุรกิจ Baddies and Budgets โดย ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดเทรนด์นี้ด้วยการปรับดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ สื่อสารตรง และใช้ micro-influencer สายฉลาดใช้ Loud Budgeting คือมากกว่าการประหยัด แต่คือไลฟ์สไตล์แห่งการภูมิใจใน ‘การใช้เงินอย่างฉลาด’

June 2, 2025 / 0 Comments
read more

‘ทิพย์สมัย’ ผัดไทยแห่งชาติ ‘เทคออฟ’ แบรนด์เสิร์ฟบนเครื่องการบินไทย

BizKet

ผัดไทยทิพย์สมัย ภายใต้การบริหารในรูปแบบธุรกิจของเจนเนอเรชั่น 3 ‘ดร.ศีขรเชษฐ์ และ รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร” สองผู้บริหารธุรกิจที่กำลังพาแบรนด์  ‘ทิพย์สมัย’ เป็นให้มากกว่าผัดไทยและบินให้สูงขึ้นในรอบ 86 ปี   ดร.ศีขรเชษฐ์ ใบสมุทร หรือ ‘คุณหนุ่ย’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือทิพย์สมัย กรุ๊ป และ บริษัท สยาม รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าร้านผัดไทย ‘ทิพย์สมัย’ เข้าสู่การบริหารสู่รุ่น 3 จากจุดเริ่มต้นรุ่นแรกเมื่อ 86 ปีก่อน ที่มีคุณยายเป็นผู้บุกเบิก และส่งต่อสูตรให้คุณแม่ได้ก่อตั้งกิจการในรูปแบบหน้าร้านตึกแถวย่านแยกสำราญราษฎร์ บริเวณสี่แยกจุดตัดถนนบำรุงเมืองและถนนมหาไชย หรือที่ชาวพระนครในยุคนั้น เรียกกันคุ้นปากว่า ‘ประตูผี’ และยังเป็นที่มาของชื่อ ทิพย์สมัย ผัดไทย ประตูผี ในเวลาต่อมา   ก่อนที่แบรนด์ ‘ทิพย์สมัย’ ผัดไทย’ จะส่งต่อมายังรุ่นเขาที่ค่อยๆ แทรกซึมมาตั้งแต่วัยเด็กจากจุดเริ่มการเป็น ‘เด็กล้างกระทะผัดไทยริมถนน’ ประจำร้าน   จากธุรกิจรุ่นสู่รุ่นที่ผ่านมาแล้วในหลาย ‘ความท้าทาย’ แต่ก็ยังผลักดันให้แบรนด์ ทิพย์สมัย ผัดไทย เดินมาร่วมกว่า 8 ทศวรรษ ที่ ‘คุณหนุ่ย’ บอกว่า มาจากการปรับตัวทางธุรกิจ พร้อมรักษาคุณภาพที่ให้ความสำคัญ ‘ความสะอาด’ รองลงมา คือ รสชาติ ที่จะต้องไม่ต่ำกว่า 80% ของความคาดหวัง   จาการเดินทางของ ทิพย์สมัยผัดไทย ถึงในปัจจุบัน​ ได้เปิดแล้ว 5 แห่ง ดังนี้   สาขาประตูผี (ต้นตำรับ) เปิดบริการ: 09:00–24:00 น. (หยุดทุกวันอังคาร) สาขาไอคอนสยาม (ICONSIAM) เปิดบริการ: 10:00–21:00 น. สาขาคิงพาวเวอร์ รางน้ำ (King Power Rangnam) เปิดบริการ: 10:00–20:00 น. สาขาสยามพารากอน (Siam Paragon) เปิดบริการ: 10:00–22:00 น. สาขาพุทธมณฑลสาย 4 เปิดบริการ: 11:00–20:00 น.   โดยในเกือบทุกสาขา ล้วนต่างเป็นทำเลที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางหมุนวียนเข้ามา ซึ่งเท่ากับว่าใช้สาขาเหล่านี้สร้างให้แบรนด์ทิพย์สมัย ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ไปโดยปริยายด้วย   พร้อมกับล่าสุดในปี 2568 นี้ บริษัทในเครือทิพย์สมัย กรุ๊ป และ บริษัท สยาม รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ขยายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘ทิพย์สมัย’ กลุ่มใหม่ อาหารไทยแปรรูปกว่า 20 รายการในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025  ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27–31 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา   โดยแบ่งเป็น 2 แบรนด์หลัก เพื่อทำตลาด คือ   แบรนด์ ‘ทิพย์สมัย’ ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหารปรุงสุกพร้อมปรุงพร้อมทาน และอาหารพร้อมปรุง (Ready Meal , Ready to Eat และ Ready to Cook เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ มีสินค้าหลัก ดังนี้   ผัดไทยแช่งแข็ง (Padthai Frozen) 6 รสชาติ ได้แก่ ผัดไทยมันกุ้ง (Signature ของทางร้าน) สูตรเข้มข้น/ ผัดไทยโบราณ สูตรเผ็ด/ ผัดไทยโบราณ สูตรมังสวิรัติ/ ผัดไทยโบราณ สูตรต้นตำรับ/ ผัดไทย สูตรโครา เมนูอาหารทานเล่น เช่น ปอเปี๊ยะผัดไทยมันกุ้ง กุ้งสด กลุ่มกึ่งสำเร็จรูปและชุดพร้อมปรุง ‘เส้นจันท์ผัดไทยกึ่งสำเร็จรูป’ (Instant Rice Noodle Padthai), วุ้นเส้นผัดไทยกึ่งสำเร็จรูป (Instant Glass Noodle Padthai), ชุดพร้อมปรุงเส้นจันท์ผัดไทย (Padthai Set Rice Noodle) ชุดพร้อมปรุงวุ้นเส้นผัดไทย (Padthai Set Glass Noodle) น้ำปลาหวาน ตราทิพย์สมัย (Nam Pla Wan Thipsamai) สำหรับจิ้มผลไม้ เส้นจันท์ (Rice Noodle) มีให้เลือก 4 ขนาด: 1 มม., 3 มม., 5 มม., และ 10 มม. น้ำซอสปรุงรส (Chili Paste & Dipping Sauce) เช่น ซอสผัดไทย, น้ำจิ้มไก่, น้ำจิ้มลูกชิ้น, น้ำจิ้มสุกี้, น้ำจิ้มบ๊วยเจี่ย น้ำพริกเผา ชุดน้ำยำ ตราทิพย์สมัย (Thai Spicy Salad Set)     แบรนด์ที่สอง ‘แบรนด์ไทย’  มีสินค้าหลัก ดังนี้   เมนูเส้นจันท์แช่แข็ง (Rice Noodle Frozen) 6 รสชาติ ได้แก่ กะเพราหมู/ กะเพราทะเล/ /กะเพราไก่/ ผัดขี้เมาไก่/ ผัดขี้เมาทะเล/ ผัดขี้เมากุ้ง เมนูข้าวแช่แข็ง (Rice Frozen ) 4 รสชาติ ได้แก่ ข้าวผัดต้มยำมันกุ้ง/ ข้าวผัดโคราชหมูตุ๋น/ ข้าวคลุกกะเพราไก่/ ข้าวคลุกกะเพราหมู เมนูวุ้นเส้น และเส้นหมี่ฮ่องกง (Glass Noodles & Hong Kong – Style) 4 รสชาติ ได้แก่ ยำวุ้นเส้นทะเล/ ยำวุ้นเส้นหมูสับหมูยอ/ วุ้นเส้นสุกี้แห้งทะเล/ หมี่ฮ่องกง สูตรมังสวิรัติ ขนมไทยโบราณแช่แข็ง ได้แก่ ปอเปี๊ยะข้าวเหนียวสังขยา ปอเปี๊ยะข้าวเหนียวมะม่วง ปอเปี๊ยะข้าวเหนียวทุเรียน ปอเปี๊ยะข้าวเหนียวถั่วดำ เป็นต้น อาหารทานเล่น ปอเปี๊ยะกุ้ง/ไก่/ผัก   เทคออฟแบรนด์ ผัดไทยแห่งชาติ   ด้าน รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร, รองประธานกรรมการ บริษัทในเครือทิพย์สมัย กรุ๊ป และ บริษัท สยาม รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากกลุ่มสินค้าใหม่ดังกล่าว บริษัทวางกลยุทธ์ราคาผลิตภัณฑ์ในราคาจับต้องได้ เริ่มตั้งแต่ 50-80 บาท พร้อมทำตลาดในช่องทางขายร้านทิพย์สมัยทุกสาขา, ซูเปอร์มาร์เก็ต   พร้อมทำตลาดส่งออกไปยัง เกาหลี, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์ และ สหรัฐอเมริกา และขยายการส่งออกไปยังทั่วโลก ทั้งในภูมิภาค เอเชีย, ออสเตรเลีย, ยุโรป, และ ตะวันออกกลาง   “ล่าสุดไทยทิพย์สมัย ยังได้ให้บริการเสิร์ฟบนสายการบินไทยในโอกาสครบรอบ 65 ปีสายการบินแห่งชาติ และเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆนี้ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือซอฟต์เพาเวอร์ด้านอาหารไทยที่ออกไปแนะนำให้ทั่วโลกได้รู้จักรสชาติของเมืองไทย ได้มากขึ้น”   รศ.พญ.ธัญนันท์ กล่าวว่าสำหรับการให้บริการทิพย์สมัยผัดไทย บนสายการบินไทย จะนำเมนูผัดไทยต่างๆ ที่เป็นซิกเนอเจอร์ เมนู ทั้ง ผัดไทยเส้นจันทร์ ผัดไทยมันกุ้ง ให้บริการผู้โดยสาร ในเส้นทางนอกประเทศ (Outbound) เที่ยวบินต่างๆ ทั้งในเอเชีย และ ยุโรป   “การบริการใหม่ครั้งนี้ยังตอกย้ำ รสชาติความเป็นไทยในฐานะประเทศไทยไปสู่ครัวโลกอีกด้วย” รศ.พญ.ธัญนันท์ กล่าวพร้อมเสริมต่อว่า   จากการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการเพิ่มช่องทางแนะนำสินค้าบนสายการบินไทย ในครั้งนี้ บริษัทยังได้วางแผนการผลิตสินค้าในโรงงาน จังหวัดนครปฐม ที่ปัจจุบันยังมีกำลังการผลิตเพียงพออยู่ที่ 1,000 กล่องต่อวันและสามารถขยายเพิ่มได้มากถึง 2,000 กล่องต่อวัน ได้ตามความต้องการตลาด และในกลุ่มซอส มีกำลังการผลิตอยู่ที่ราว 6,000 กิโลกรัมต่อวัน จากปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 3,000 กิโลกรัมต่อวัน   ต่อแนวทางที่วางไว้ ‘ทิพย์สมัย’ ในมือการบริหารของรุ่น 3 กับแผนส่งรสชาติไทยเนสด้วยเมนูผัดไทย ในฐานะอีกหนึ่งซอฟต์เพาเวอร์ไทย เพื่อบินไปต่อได้ไกลและให้สูงขึ้น นับจากนี้ไป       Alternate-X สรุปให้  ‘ทิพย์สมัย’ ผัดไทยในตำนาน ก้าวสู่เจน 3 สู่มือ ดร.ศีขรเชษฐ์–รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร กับการแตกไลน์สินค้าใหม่ ทั้งกลุ่มแช่แข็ง-กึ่งสำเร็จรูป พร้อมส่งออกทั่วโลก พร้อมร่วมมือสายการบินไทย เสิร์ฟผัดไทยบนเที่ยวบินนานาชาติ หลังเปิดตัวพร้อมโชว์ศักยภาพในงาน THAIFEX 2025 เป็นครั้งแรก ด้วยเมนูไทยพร้อมทานกว่า 20 รายการ เพื่อเดินหน้าใช้ Soft Power ผลักดันอาหารไทยสู่ครัวโลก 

June 2, 2025 / 0 Comments
read more

IF น้ำมะพร้าวไทย ย้ำ No. 1 ตลาดจีน หลังใช้ ‘Xiao Zhan’ โกลบอล แบรนด์ แอมฯ

BizKet

IF น้ำมะพร้าวไทย ขวัญใจผู้บริโภคชาวจีนกับกลยุทธ์การตลาดจนพาเข้าตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ส่งแผนปี68 ใช้พอร์ตเครื่องดื่ม สตรีท ดริงค์-‘นมชมพู-ชาไทย  เจาะตลาดจีนต่อ   วิภาดา กาญจนศร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อินโนเวทีฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ ‘IF’  กล่าวว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯในปี 2567 ประสบความสำเร็จอย่างมาก หลังแบรนด์ร่วมงานกับ ‘เซียวจ้าน (Xiao Zhan)’ ซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปของจีน ในฐานะ โกลบอล แบรนด์ แอมบาสเดอร์ (Global Brand Ambassador) คนแรกของแบรนด์ IF   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจับมือ ‘POP MART’ บริษัทอาร์ตทอยมูลค่าแสนล้านจากจีน เพื่อสร้างสรรค์ฉลากคาแรคเตอร์พิเศษ ‘CRYBABY’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้เฉพาะกับผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวและนมมะพร้าวของอีฟ (IF) เท่านั้น และยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานผลักดันซอฟต์แวร์ของไทย ในตลาดสากลด้วย     ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังได้ยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญธุรกิจ และสะท้อนถึงความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดลงทุนระดับสากล เพื่อเสริมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ สนับสนุนการพัฒนาและนวัตกรรม ต่อยอดการเติบโต และยกระดับความสำเร็จสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน “การยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง คือจุดเริ่มต้นบทบาทใหม่ของบริษัท IFBH ที่จะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพจากประเทศไทย อร่อย และมีคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วโลก”  วิภาดา กล่าว   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วม THAIFEX – Anuga Asia 2025 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมเสนอวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นผ่านแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ประจำปี 2568   โดยมุ่งเน้นการพัฒนาสูตรใหม่ที่มีส่วนผสมจากผักและผลไม้มากขึ้น ขยายเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันและขนมเพื่อสุขภาพ รวมถึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้โปรตีนจากพืช (Plant-based Snack) และซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) เพื่อตอบรับความต้องการด้านโภชนาการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่       นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Thai Street Drink Series” – อีฟ นมชมพู และ อีฟ ชาไทย ที่กำลังบุกตลาดจีน ‘Fruit Tea Series’ – ชาผลไม้แท้ระดับพรีเมียม 4 รสชาติ ที่เปิดตัวไปในตลาดฮ่องกง เมื่อเร็วๆนี้   โดยทั้งสองซีรีส์ชูความเป็นไทยร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพทั่วโลก และอีกหนึ่งแบรนด์น้ำมะพร้าวในเครือ คือ อินโนโคโค่ (INNOCOCO) เพื่อตอบโจทย์คนรักสุขภาพและสนใจการออกกำลังกาย มาพร้อมคอนเซ็ปต์ เครื่องดื่มชูกำลังทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะก่อน/หลังการออกกำลังกาย หรือ ระหว่างวันที่รู้สึกอ่อนเพลีย วางจำหน่ายตลาดจีนเป็นหลัก   สำหรับ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้ยังคงสะท้อนตัวตนของแบรนด์และบริษัทฯ ที่ยึดมั่นในความเป็นธรรมชาติ ดีต่อสุขภาพ และเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจจากรสชาติแบบไทย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอ และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต   ปัจจุบัน บริษัทฯ ทำตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากประเทศไทยไปมากกว่า 30 ตลาดทั่วโลก อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา  และครองส่วนอันดับ 1 ตลาดน้ำมะพร้าว ในจีนแผ่นดินใหญ่ (ประมาณ 34%) และ ฮ่องกง (ประมาณ 60%) ต่อเนื่อง 9 ปี ซึ่งมากกว่าคู่แข่งอันดับถัดไปถึง 7 เท่า   โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ สร้างยอดขาย เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ถึง 80.3%   Alternate-X สรุปให้   IF น้ำมะพร้าวไทย รุกตลาดจีน-ฮ่องกง ครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง 9 ปี หลังดึง ‘เซียวจ้าน’ (Xiao Zhan) นั่ง Global Brand Ambassador พร้อมจับมือ POP MART สร้างฉลากคาแรกเตอร์พิเศษ CRYBABY เจาะใจคนรุ่นใหม่ จนยื่น IPO เข้าตลาดหุ้นฮ่องกง หนุนภาพแบรนด์ระดับโลก และเตรียมทำตลาดกลุ่มสินค้า “Thai Street Drink” และ “Fruit Tea” พร้อมนมชมพู-ชาไทย บุกจีนต่อ 

May 31, 2025 / 0 Comments
read more

จัดCARBหนักแต่ดื่มศูนย์แคลฯ กลยุทธ์ เป๊ปซี่ x พิซซ่า ฮัท ส่งเมนู เมลทส์รสชาติใหม่เจาะเจนฯZ

BizKet

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ คอลแล็บส์ พิซซ่า ฮัท ทำการตลาดผ่านประสบการณ์เข้าถึงเจนฯZ ที่ยังชอบของอร่อยคู่กับความซ่าแบบศูนย์แคลฯ ในแคมเปญ ‘Melts New Flavor x Pepsi”   บุญชัย อัศวฤทธิพรหม์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมกับ ‘พิซซ่า ฮัท 1150’ แบรนด์พิซซ่าระดับโลก ภายใต้การบริหารงานในประเทศไทย โดยบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด ฉลองเปิดตัวเมนูเมลทส์ 2 รสชาติใหม่ ภายใต้แคมเปญพิเศษ ‘Melts New Flavor x Pepsi’   สำหรับแคมเปญฯ นี้จับคู่รสชาติพรีเมียม สโมคแฮมแอนด์ชีส (Premium Smoked Ham and Cheese) ราคา 169 บาท และ เมลทส์ แบล็ค ทรัฟเฟิล (Melts Black Truffle) ราคา 189 บาท พร้อมรับฟรีเครื่องดื่ม ขนาด 16 ออนซ์ 1 รายการ (เป๊ปซี่ เป๊ปซี่ไม่มีน้ำตาล เซเว่นอัพ หรือลิปตัน ไอซ์ที) เพิ่มความอร่อยแต่ยังซ่า อยู่ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ถึง 15 มิถุนายน 2568 นี้   บุญชัย  กล่าวว่า แคมเปญฯ นี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำธุรกิจบริษัทฯ มุ่งสร้างความสำเร็จร่วมกับคู่ค้าภายใต้แนวคิด Win with Customers  โดยวางกลยุทธ์การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำต่างๆ พร้อมขยายฐานคู่ค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง   ขณะที่ พิซซ่า ฮัท เป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูง ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมอาหาร (Innovation Leader) ในตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR – Quick Service Restaurant) ที่อยู่ในตลาดมากว่า 66 ปี   “ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค Gen Z ผ่านการจับคู่เมนูเมลทส์ (Melts) ที่อร่อย ถูกปาก ถูกใจ ลูกค้าในประเทศไทย จนติดอันดับหนึ่งเมนูยอดนิยม เข้ากับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ” บุญชัย กล่าวพร้อมเสริมว่า   ความร่วมมือระหว่างแคมเปญฯ คาดผลักดันให้ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับแผนก้าวสู่การเป็น ‘บริษัทเครื่องดื่มที่ผู้บริโภครักมากที่สุดในประเทศไทยโดยมุ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง (the Most Beloved Beverage Company in Thailand with True Gemba Centricity)   Alternate-X สรุปให้  ซันโทรี่ เป๊ปซี่โคฯ จับกับ พิซซ่า ฮัท เปิดตัวแคมเปญพิเศษ ‘Melts New Flavor x Pepsi’ ส่งเมนูเมลทส์ 2 รสชาติใหม่พรีเมียม เสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มฟรี 0 แคลฯ เจาะกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ที่ชื่นชอบเมนูอร่อยและไลฟ์สไตล์สุขภาพ เริ่มตั้งแต่ 26 พ.ค. – 15 มิ.ย. 2568 ทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำกลยุทธ์ Win with Customers และเป้าหมายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภครักที่สุดในไทย

May 31, 2025 / 0 Comments
read more

‘Ichitan ReCircle’ เชียงใหม่ โครงการคืนชีพขวด PET ไม่หยุดแค่ฝังกลบ แต่รีไซเคิลใช้ตลอดไป

EcoVative

อิชิตัน ชวนตั้งคำถาม? ขวดน้ำ PET ถ้าดื่มหมดแล้วจะไหนต่อ? หลังพบ 14% นำกลับไปรีไซเคิล สัดส่วนนื้ยังน้อยไปเพราะส่วนใหญ่นำไปฝังกลบตัวการทำโลกเดือดขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาโครงการ ‘Ichitan ReCircle’ ระบบรีไซเคิลหมุนเวียนแบบปิดนำร่องก่อนที่ ‘เชียงใหม่’   ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มกลุ่มอิชิตัน (Ichitan) กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมกับพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) , GC YOUเทิร์น, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ และ วันนิมมาน เชียงใหม่ ร่วมเปิดตัว ‘Ichitan ReCircle’ โครงการเก็บ-กลับระบบรีไซเคิลหมุนเวียนแบบปิด (Closed-Loop Circular) สำหรับขวดพลาสติก PET นำร่องแห่งแรกในจังหวัดเชียงใหม่   สำหรับโครงการฯ นี้ เพื่อมีส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างวงจรของขวดพลาสติก PET ให้มีชีวิตใหม่ได้ไม่รู้จบ โดยไม่หยุดที่หลุมฝังกลบซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก และภาวะโลกร้อน เพื่อสังคมไทยที่สะอาดยิ่งขึ้น   “จากข้อมูลพบว่า 86% ถูกทิ้งไว้ที่หลุมฝังกลบ มีแค่ 14% ได้รับการนำกลับไปรีไซเคิล แต่วันนี้ขวดพลาสติก PET ที่ถูกทิ้งจะไม่สร้างภาระ สร้างมลภาวะอีกต่อไป”  ตัน กล่าวพร้อมเสริมว่า       สำหรับโครงการ ‘Ichitan ReCircle’ (อิชิตัน รีเซอเคิล) ไม่ใช่แค่การรีไซเคิลทั่วไป แต่เป็นการสร้างระบบการจัดการขวดพลาสติก PET ครบวงจร ตั้งแต่รวบรวม คัดแยก ฆ่าเชื้อ ปั่นเป็นชิ้น ไปจนถึงการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยการคงคุณภาพพลาสติกให้ดีอยู่เสมอ   โดยทั้งหมดใช้เทคโนโลยีทันสมัยที่มั่นใจได้ถึงความสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ทำให้ขวดที่ผ่านกระบวนการใช้บรรจุเครื่องดื่มได้ไม่รู้จบ ไม่จบลงที่หลุมฝังกลบหรือเป็นขยะในทะเลจะต่างจากระบบ Open Loop (การแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลตามปกติ) ที่ขยะพลาสติกเมื่อนำไปรีไซเคิลเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น เช่น เสื้อผ้า ถังพลาสติก ถุงขยะ ฯลฯ   “ด้วยข้อจำกัดของระบบเปิดจะทำให้คุณภาพของพลาสติกที่ถูกนำไปรีไซเคิลลดลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็จะไปจบที่หลุมฝังกลบไม่ช้าก็เร็ว” ตัน อธิบายเพิ่ม     โดย ‘Ichitan ReCircle’ ได้เปิดตัวโครงการนำร่องที่จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเมืองหลักที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวจากยุโรป ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย และนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการท่องเที่ยวยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อม   พร้อมติดตั้งจุด ‘Ichitan ReCircle’ ในพื้นที่ถนนคนเดินวัวลายเป็นแห่งแรก เพื่อสนับสนุนนโยบาย Green Tourism ของเชียงใหม่ ให้กลายเป็นพื้นที่เก็บ-กลับระบบรีไซเคิลหมุนเวียนแบบปิด (Closed-Loop Circular)   ขณะเดียวกัน อิชิตัน ยังมีแผนขยายโครงการ ‘Ichitan ReCircle’ ให้มากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายว่าภายปี2570 จะสามารถติดตั้งเพื่อเก็บกลับและแปรรูปพลาสติกได้สูงสุด 9,000 ตันต่อปี   นอกจากนี้ อิชิตัน ยังได้พัฒนาพื้นที่ One ChiChan ซึ่งเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตท่ามกลางธรรมชาติ ขนาด 5,000 ที่นั่งให้เป็น sustainable concert space พร้อมเชิญชวนผู้ชมคอนเสิร์ตให้ร่วมกันนำขวดน้ำที่ดื่มขณะสนุกกับคอนเสิร์ตแล้วกลับเข้าสู่ Ichitan ReCircle  รวมถึงสร้างสัญลักษณ์มาสคอต ‘Melt Man’ ตัวแทนจากธรรมชาติพร้อมเทคนิคการนำเสนอแบบ projection  mapping บอกเล่าเรื่องราวน่ารักเพื่อชวนทุกคนเห็นคุณค่าของการบริโภคอย่างยั่งยืน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง   ด้าน กิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้พัฒนา ‘GC YOUเทิร์น แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้ว  เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Ichitan ReCircle” จากที่ผ่านมา ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรมากกว่า 140 องค์กร ขยายจุดทิ้งพลาสติก หรือ GC YOUเทิร์น Drop Point ไปแล้ว 400 จุด   พัศลินทร์ เศวตรัตน์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ มีความพร้อมสู่การเป็นเมืองต้นแบบด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน และการได้รับเลือกเป็นเมืองนำร่องของโครงการ Ichitan ReCircle ถือเป็นก้าวสำคัญ เพราะสามารถเปลี่ยนจุดท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างถนนคนเดินวัวลาย และ One Nimman ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม   “เรามองว่า Green Tourism ต้องไม่ใช่แค่แนวคิด แต่ต้องเป็นประสบการณ์จริง โดยนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับการเลือกสถานที่เที่ยวที่เป็นมิตรต่อโลก”  พัศลินทร์ กล่าว       Alternate-X สรุปให้ อิชิตันเปิดโครงการ “Ichitan ReCircle” นำร่องที่เชียงใหม่ จัดการขวดพลาสติก PET แบบครบวงจรในระบบปิด พร้อมร่วมกับพันธมิตรพัฒนาแนวทางรีไซเคิลที่ไม่จบที่ฝังกลบ ลดปัญหาโลกร้อน ด้วยเทคโนโลยีระบบปิดแปรรูปเป็นขวดใหม่ ใช้ซ้ำได้ไม่รู้จบ และยังเสริมจุดท่องเที่ยวอย่างถนนคนเดินวัวลายและ One Nimman เป็นพื้นที่เรียนรู้ ตั้งเป้ารีไซเคิลพลาสติกได้ 9,000 ตันต่อปี ภายในปี 2570

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

GWM แผน 3 ปีขยายธุรกิจดูแลโรคไตครบลูป รับมือ ‘ความท้าทาย’ คนไทยป่วยพุ่ง No. 5 โลก

BizKet

ปัจจุบันคนไทยป่วยโรคไตติดอันดับ 5 ของโลก เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสไปพร้อมกัน หลังพบเทรนด์ธุรกิจดูแลผู้ป่วยโรคไต ในไทยขยายตัว ทำให้ ‘GWM’ เตรียแผนปั้นธุรกิจครบวงจร   ธงชัย  ปามิ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) (GWM) ดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตน้ำยาฟอกไต  ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคไตผ่านคลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมไตเทียมและศูนย์ไตเทียมในโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนแบบครบวงจร และจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับคลีนิคฟอกไต เปิดเผยว่าบริษัทฯมีแผนในการขยายธุรกิจให้เติบโตรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการที่มีสัญญาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี   โดยข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคไตสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีจำนวนผู้ป่วยประมาณ 11.6 ล้านคน และมีคนไทยกว่า 1.12 ล้านคนมีภาวะโรคไตเรื้อรัง ขณะที่ประเทศไทยมีเครื่องฟอกเลือดด้วยไตเทียม ประมาณเกือบ 5 หมื่นเครื่อง ซึ่งกระจายอยู่ที่คลินิกประมาณ 1,151 แห่ง และรถฟอกไตเคลื่อนที่อีกบางส่วน ซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ     ดังนั้น GWM จึงมีแผนที่จะขยายการให้บริการให้เติบโตรองรับความต้องการผู้ป่วย ผ่านธุรกิจทั้ง 4 ประเภท ดังนี้   ธุรกิจน้ำยาไตเทียมและน้ำยาทำความสะอาด โดยผลิตภัณฑ์ทุกชนิดผ่านการรับรองตามมาตรฐานการผลิตระดับสากลที่มีคุณภาพสูง โดยกำลังการผลิตปัจจุบันสำหรับการผลิตน้ำยาฟอกไตอยู่ที่ประมาณ 180,000 แกลลอนต่อเดือน ซึ่งมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 240,000 แกลลอนภายในไตรมาส4 ปี 2568 ธุรกิจการจัดจำหน่ายและให้เช่าเวชภัณฑ์ในหน่วยไตเทียม ดำเนินธุรกิจด้วยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ได้มาตรฐานระดับสูง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้   1.) วัสดุสิ้นเปลืองสำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ได้แก่ สายส่งเลือด เข็มฟอกไต ตัวกรองเลือดไตเทียม น้ำเกลือสำหรับฉีดเข้าเส้นเลือดชนิดนอร์มัลซาไลน์ เป็นต้น ซึ่งจำหน่ายควบคู่กับน้ำยาเข้มข้นสำหรับฟอกเลือด 2.) เครื่องไตเทียมกลุ่มบริษัทยังเป็นตัวแทนจำหน่ายและให้เช่าเครื่องฟอกไต ที่มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเครื่องฟอกไตที่บริษัทนำมาจัดจำหน่ายผ่านการวิจัยและพัฒนามากว่า 10 ปี   ธุรกิจการให้บริการออกแบบ และติดตั้งระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์สำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการบำรุงรักษาระบบ (“ธุรกิจระบบน้ำ RO”) ดำเนินการภายใต้ บริษัท วารี เมดิคอล จำกัด (WRM) เป็นบริษัทย่อย โดยบริษัทฯถือหุ้น 100% ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ ออกแบบติดตั้ง ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า และเป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกำหนด รวมทั้งการออกแบบและผลิตตู้ควบคุมและระบบไฟฟ้าที่ได้คุณภาพ และบำรุงรักษาเชิงป้องกันระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์สำหรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม   ธุรกิจการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเวชสำอางสำหรับผู้ป่วยโรคไต เพื่อให้การบริการของกลุ่มบริษัทครอบคลุมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคไตมากยิ่งขึ้น จึงได้เริ่มต้นขยายธุรกิจไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเวชสำอางสำหรับผู้ป่วยโรคไต   เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่ายกายโดยเฉพาะโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่หลายชนิด จากการรับการบำบัดรักษาด้วยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม รวมทั้งผลข้างเคียงของการรักษาและยา ทำให้เกิดผิวแห้งและคันได้ง่าย บริษัทซึ่งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (“JSP”) (บริษัทแม่และผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท) ซึ่งมีความโดดเด่นด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเวชสำอางสำหรับผู้ป่วยโรคไต เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ป่วยโรคไตได้อย่างครอบคลุมครบวงจร   ด้าน ธนวรรธน์ พีระวีระภัทร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กล่าวว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้รวม 142ล้านบาท รายได้หลักมาจากธุรกิจการผลิตน้ำยาฟอกไตสำหรับเครื่องไตเทียม คิดเป็น 70 % ของรายได้ทั้งหมด   ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีข้างหน้ารายได้รวมจะเติบโตขึ้นเป็น 200 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 10 %  ซึ่งปัจจัยที่จะสนับสนุนการเติบโตของรายได้จะมาจากการขยายศูนย์ฟอกไต และการอัตราที่เพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไตในแต่ละปี ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้นบริษัทฯ จึงมีแผนในการเข้าระดมทุนด้วยการจำหน่ายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีแผนจะยื่นไฟลิ่งในช่วงไตรมาส 3 ปี2568 นี้   Alternate-X สรุปให้ GWM มุ่งขยายธุรกิจดูแลผู้ป่วยโรคไตแบบครบวงจร รองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยดำเนินธุรกิจหลัก 4 ประเภท ได้แก่ น้ำยาฟอกไต อุปกรณ์การแพทย์ ระบบน้ำ RO และอาหารเสริม พร้อมมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตและเปิดศูนย์บริการใหม่ในอนาคต ตั้งเป้าเติบโตรายได้เฉลี่ยปีละ 10% ภายใน 3 ปี และ เตรียมยื่น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาส 3 ปี 2568

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

5 เรื่องชวนเตรียมตัว วางแผนซ่อม/ปรับปรุงบ้าน ใช้ตัวช่วยสำรองเงินจากบัตรเครดิต/สินเชื่อ

Peace&Play

‘ที่อยู่อาศัย’ คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญของชีวิต เมื่อถึงเวลาต้อง ซ่อมแซมหรือตกแต่งบ้าน-คอนโด มักต้องใช้เงินก้อน ด้วยเหตุผลอาจมาจากภัยธรรมชาติ ความปลอดภัย เพื่อเพิ่มมูลค่า หรือปรับให้เหมาะกับครอบครัว ขณะที่การวางแผนการเงิน อย่างมีระบบจึงช่วยลดความกังวลและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี   กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะนำวิธีจัดการงบประมาณเพื่อซ่อมหรือตกแต่งบ้านให้ราบรื่น พร้อมแนวทางบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเป็นขั้นตอน ไม่ซับซ้อน และเหมาะกับทุกความจำเป็น กับ 5 วิธีน่าลอง พร้อมนำไปปรับใช้     1.กำหนดเป้าหมาย   เพื่อให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมกับงบประมาณที่มี ควรให้ผู้เชี่ยวชาญหรือวิศวกรเข้ามาดูบ้านเพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่ก่อน เช่น โครงสร้างภายใน-ภายนอก, ระบบไฟฟ้า, ระบบประปา, ส่วนผนังและพื้น เป็นต้น   จากนั้นวางแผนปรับปรุงหรือตกแต่งบ้านด้วยการจัดลำดับความสำคัญก่อน-หลัง แยกเป็น ‘งานจำเป็น’ และ ‘งานที่อยากทำการปรับปรุง’ โดยให้เน้นคำนึงถึงงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยมาเป็นลำดับแรก   ตามด้วยงานที่ส่งผลกระทบหลักต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ส่วนงานอื่น ๆ จัดเป็นความสำคัญรองที่อาจทยอยทำเพิ่มเติมในภายหลังตามงบประมาณที่มีได้   2.ประเมินค่าใช้จ่าย   กำหนดงบประมาณโดยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลการซ่อมแซม ทำการประเมิน และหาข้อเสนอจากผู้รับเหมาหรือร้านวัสดุก่อสร้างโดยให้เปรียบเทียบราคาและคุณภาพงานอย่างน้อย 2-3 แห่ง   จากนั้นให้คำนวณค่าใช้จ่ายโดยละเอียด พร้อมเตรียมงบสำรองฉุกเฉินประมาณ 10-20% ของงบประมาณ รวมเผื่อกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดหรือเกิดเปลี่ยนแปลงงานกลางคัน   3. หาแหล่งทุน   ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือตกแต่งบ้านมักจะเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ แหล่งทุนก็มักจะมาจาก เงินออมหรือรายได้ประจำ โดยควรทยอยเก็บออมล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน   แต่หากใช้งบประมาณสูง อาจพิจารณาขอสินเชื่อปรับปรุงและตกแต่งบ้านจากสถาบันการเงิน โดยสามารถเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขในการชำระเงินก่อนตัดสินใจ   ขั้นตอนขอสินเชื่อมี 3 วิธีง่าย ๆ คือ   พิจารณาเลือกสินเชื่อที่ใช่ เช่น สินเชื่อปรับปรุงบ้าน, สินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน เป็นต้น เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เช่น งบประมาณที่ใช้ปรับปรุงและตกแต่ง, หลักฐานรายได้ผู้กู้ เป็นต้น จะทำให้ขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อผ่านได้ง่ายขึ้ วางแผนการชำระเงินคืน คิดคำนวณดูว่า จากรายได้ในแต่ละเดือนจะมีเงินพอที่จะจ่ายคืนได้เท่าไหร่   โดยหากอยากหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยที่สูง แนะนำให้เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมจากหลายสถาบันการเงินเพื่อหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดก่อนทำเรื่องกู้  และควรวางแผนไม่ให้เงินที่ต้องชำระคืนสูงกว่า 20% ของรายได้ในแต่ละเดือน   นอกจากนี้ ในกรณีที่ต้องซ่อมแซมบ้านเนื่องจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม อาจตรวจสอบสิทธิประโยชน์จากประกันภัยหรือความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่ากรมธรรม์บ้านหรือคอนโดที่ทำไว้ว่ามีความคุ้มครองหรือไม่ และรีบทำเอกสารส่งเคลมเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม เป็นต้น   4. ลงมือ   เมื่อได้ผู้รับเหมาที่น่าเชื่อถือแล้วให้ทำสัญญาก่อนเริ่มงานและตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงงานและการจ่ายเงินเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง จากนั้นจึงเริ่มตามลำดับ ได้แก่   งานด่วน (เช่น โครงสร้างบ้าน, โครงสร้างเหล็ก, โครงสร้างคอนกรีต เป็นต้น) งานพื้นฐาน (เช่น ระบบไฟฟ้า, ระบบประปา, ระบบสุขาภิบาล เป็นต้น) 3. งานตกแต่ง (เช่น ทาสี, ติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์, งานตกแต่งภายใน เป็นต้น)   พร้อมทั้งติดตามและปรับแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามงบที่วางไว้ และสามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด   5.บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ตัวช่วยเรื่องบ้านที่ไม่ควรมองข้าม   บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล นับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเมื่อต้องใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องบ้าน เนื่องจากบัตรเครดิตบางประเภทให้สิทธิประโยชน์เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการเกี่ยวกับการดูแลและตกแต่งบ้านที่คุ้มค่า เช่น ส่วนลด, โปรโมชันพิเศษต่าง ๆ, คะแนนสะสม หรืออาจเลือกผ่อน 0% ได้นานหลายเดือนตามเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน   ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้บริการจัดการการใช้จ่ายได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น บัตรเครดิต โฮมโปร วีซ่า แพลทินัม ที่มอบส่วนลด 3% หากทำครบตามเงื่อนไขเมื่อรูดใช้จ่ายสินค้าเกี่ยวกับบ้านที่โฮมโปรทุกสาขา   หรือเมื่อใช้บริการ Home Service ดูแลทุกบริการเรื่องบ้าน, หรือบัตรโฮมโปร เฟิร์สช้อยส์ ที่มอบสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 24 เดือน เมื่อใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่โฮมโปรทุกสาขาและโฮโปร ออนไลน์ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กำหนด) ทั้งนี้ บัตรเครดิต : ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี, สินเชื่อส่วนบุคคล : อัตราดอกเบี้ยปกติ 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 15%-25% ต่อปี   Alternate-X สรุปให้  กรุงศรี คอนซูมเมอร์ แนะนำ 5 วิธีวางแผนซ่อม-แต่งบ้านแบบมือโปร คุมงบไม่บานปลาย เริ่มจากตั้งเป้าหมาย ประเมินค่าใช้จ่าย และหาแหล่งทุนอย่างเหมาะสม และพิจารณาใช้สินเชื่อหรือบัตรเครดิตที่มีโปรโมชันบ้านโดยเฉพาะ พร้อมควรจัดลำดับงานและติดตามแผนงานให้สอดคล้องกับงบที่ตั้งไว้ โดยบัตรเครดิตและสินเชื่อคือเครื่องมือช่วยผ่อนแรง เมื่อใช้อย่างมีวินัย  

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

ล้วงกำลังซื้อเจนฯZ รู้ความต้องการตัวเองดี ขอ ‘เสิร์ชก่อนซื้อ’ ต้องทำคอนเทนต์ ‘ดูไว เข้าใจง่าย’

BizKet

Kantar เปิดผลวิจัยเทรนด์การซื้อสินค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเจาะลึกอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ในประเทศไทย เน้นกลุ่ม Gen Z อายุระหว่าง 18–24 ปี   สรุปภาพรวมการเสพสื่อของ Gen Z เน้น Multi-Format คอนเทนต์ต้องเข้าถึงได้ง่าย และสามารถมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนและครีเอเตอร์   โดย รูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ   71% คอนเทนต์วิดีโอสั้นแนวตั้ง ตอบโจทย์พฤติกรรมแบบเสพคอนเทนต์แบบ Mobile First ที่เน้น ‘ดูไว เข้าใจง่าย 56%) คอนเทนต์วิดีโอยาว ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่คนต้องการศึกษารายละเอียดเชิงลึก อาทิ วิดีโอสอนการใช้งาน (Tutorial) วิดีโอถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ (Vlog) วิดีโอให้สาระ-ความรู้ (Documentary) 32% ไลฟ์สตรีม อาทิ เกมสตรีมสด สะท้อนความชอบ Gen Z ที่เน้นคอนเทนต์สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ ดูที่ไหน เมื่อไรก็ได้ มากกว่าคอนเทนต์เรียลไทม์   นอกจากนี้ Gen Z ยังเปิดรับสื่อวิดีโอที่หลากหลาย สั้น-ยาว สลับกันไปมา การใช้วิดีโอสั้นเข้ามาดึงดูดความสนใจ เพื่อนำไปสู่การรับชมคอนเทนต์วิดีโอยาว กำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่   โดยนักการตลาด จึงควรวางกลยุทธ์การสื่อสารที่ครอบคลุมรูปแบบของเนื้อหาและช่วงเวลาที่เหมาะสม     สำหรับช่องทางสื่อที่ครองใจ Gen Z มากที่สุด คือ   78% Youtube 66% Tiktok 41% Instagram 39% Facebook 21% X 18% Line     ขณะเดียวกัน Gen Z ยังเลือกเสพคอนเทนต์จาก YouTube สำหรับวิดีโอยาว เพราะแพลตฟอร์มนี้ ช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์หรือผู้เชี่ยวชาญสามารถอธิบายข้อมูลได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง   โดย 97% ของผู้บริโภค Gen Z มองว่า ‘ครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือ’  มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ซึ่ง Gen Z ให้ความสำคัญจากรีวิวที่เชื่อถือได้จากความเชี่ยวชาญของผู้ใช้งานจริง สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับ YouTube   ทั้งนี้ นักการตลาดควรพิจารณาให้ดีว่า ควรให้ใครพูดแทนแบรนด์ถึงจะทำให้รีวิวนั้นน่าเชื่อถือมากพอ”   ควรขายอะไรให้ Gen Z และกลุ่มนี้ชอบอะไร ?   ผลิตภัณฑ์ดูแลตัวเอง (36%) อาหารและเครื่องดื่ม (35%) แฟชั่นผู้หญิง (33%) ความงาม (30%) เครื่องประดับแฟชั่น (28%)   สแกนพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z ‘เสิร์ช’ ก่อนซื้อ   สาวเจนฯ Z   มีพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่หลากหลายมากกว่า ให้ความสำคัญกับสินค้าที่แสดงออกถึงตัวตนอย่างชัดเจน นักการตลาดอาจพัฒนาสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ตัวตนและส่งเสริมภาพลักษณ์ในแบบที่ผู้หญิง Gen Z ต้องการ   หนุ่มเจนฯ Z   นิยมซื้อสินค้าประเภทแฟชั่นผู้ชาย ชอบอุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก   โดยหลังจาก Gen Z รู้ว่าตนเองต้องการอะไร พวกเขาชอบมีพฤติกรรม ‘เสิร์ชก่อนซื้อ’ โดยแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ตอบโจทย์การซื้อของคนกลุ่มนี้มากสุด ได้แก่   Shopee (52%) Lazada (22%) Tiktok (16%) Facebook (8%) Shein (2%)   สำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ‘Shopee’ ครองใจผู้บริโภค Gen Z มากกว่าครึ่ง มาจากด้าน UX/UI ที่ใช้งานง่าย โปรโมชั่นและส่วนลดที่น่าดึงดูดใจ รวมไปถึงประสบการณ์ด้านขนส่งที่น่าเชื่อถือ   ปัจจัยกระตุ้นกลุ่ม Gen Z ซื้อของผ่านออนไลน์ คือ   การส่งฟรี (40%) โปรโมชั่นที่น่าสนใจ (29%) ส่วนลดที่คุ้มค่า (28%)   ขณะที่ พฤติกรรมนี้อาจจะกำลังบอกนักการตลาดว่า การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งผู้เล่นที่ ‘ราคาถูกที่สุด’ อาจไม่ใช่วิธีที่เวิร์คเสมอไป แต่ควรคำนึงถึงความคุ้มค่าในแง่ของประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเป็นสำคัญ Alternate-X สรุปให้ Kantar เผยเทรนด์พฤติกรรมการซื้อของ Gen Z ไทย (18–24 ปี) ผ่านคอนเทนต์วิดีโอสั้นและยาวบน YouTube, TikTok โดย Gen Z เน้นเสพคอนเทนต์ Mobile First, เข้าใจง่าย, มีปฏิสัมพันธ์ และรีวิวที่น่าเชื่อถือจากผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ Shopee ครองใจการซื้อสินค้าออนไลน์ ตามด้วย Lazada และ TikTok ส่วนสินค้ายอดนิยม ได้แก่ สกินแคร์, อาหาร, แฟชั่น, เครื่องสำอาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยปัจจัยตัดสินใจซื้อ คือ  ส่งฟรี, โปรแรง, ความคุ้มค่า ไม่ใช่แค่ราคาถูกที่สุด

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

เนสท์เล่ฯ ฟ้องกลับ ‘มหากิจศิริ’ เรียก 577 ล.บาท ค่าเสียหายหยุดขาย8 วันในไทย

BizKet

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ได้มีนัดไกล่เกลี่ย ระหว่างคู่กรณี จากการที่บริษัทในเครือ เนสท์เล่ เอส. เอ. ที่สวิตเซอร์แลนด์ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้า เนสกาแฟ และเนสท์เล่ ไทย ในฐานะผู้ได้รับสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าเนสกาแฟในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว ได้ยื่นฟ้องนายประยุทธ มหากิจศิริ และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ จากการกระทำที่กระทบสิทธิในเครื่องหมายทางการค้าเนสกาแฟ โดยเนสท์เล่เรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 577 ล้านบาท ซึ่งคำนวณจากค่าเสียหายจากการที่เนสท์เล่ต้องหยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนสกาแฟไป 8 วัน   ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวยืนยันว่า เนสท์เล่ ไทย เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า “Nescafe” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย   คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้มาศาลเพื่อร่วมขั้นตอนไกล่เกลี่ย โดยนายเฉลิมชัย มหากิจศิริและตัวแทนของเนสท์เล่ ไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ จึงให้คู่ความเข้ากระบวนการพิจารณาคดีและกำหนดประเด็นข้อพิพาทต่อไปในวันที่ 9 มิถุนายน 2568 นี้   ก่อนหน้านี้ เนสท์เล่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกกิจการบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด(QCP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนแบบ 50/50 ระหว่างเนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่ายได้รับส่วนแบ่งสินทรัพย์ของตนและสามารถนำสินทรัพย์ดังกล่าวไปลงทุนตามความต้องการของตนเองได้ เนื่องจากกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของบริษัท QCP  และบริษัท QCP ได้หยุดการดำเนินงานต่าง ๆ โดยไม่ได้ผลิตผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา   นอกจากนี้ เนสท์เล่ยังได้ขอให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิจารณาแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีหรือผู้จัดการทรัพย์สินเพื่อทำหน้าที่ดูแลภาระทางการเงินของบริษัท QCP และปกป้องทรัพย์สินของบริษัท จนกว่าศาลจะมีคำตัดสินเกี่ยวกับการเลิกกิจการบริษัท QCP โดยเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ได้สืบพยานฝ่ายโจทก์จำนวน 3 ปากเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และศาลได้นัดสืบพยานฝ่ายจำเลยในวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ที่จะถึงนี้   ทั้งนี้ เนสท์เล่จะดำเนินการอย่างเต็มที่ให้การเลิกกิจการบริษัท QCP เป็นไปอย่างราบรื่น และลดผลกระทบที่อาจมีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน โดยเนสท์เล่ยังคงเป็นบริษัทที่รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และจะเดินหน้าลงทุนเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย ระหว่างปี 2533 ถึง 2567 ผลิตภัณฑ์เนสกาแฟในประเทศไทยเคยผลิตโดยบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด (QCP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนแบบ 50/50 ระหว่างเนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริ โดยนายประยุทธ และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ ไม่ใช่เจ้าของเนสกาแฟ แต่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นในโรงงาน QCP ส่วนแบรนด์เนสกาแฟและเทคโนโลยีการผลิตที่เกี่ยวข้องล้วนเป็นของเนสท์เล่ และเนสท์เล่เป็นผู้บริหารงานบริษัท QCP ทั้งหมดด้วยตนเองมาโดยตลอด   Alternat-X สรุปให้  ศาลทรัพย์สินทางปัญญานัดไกล่เกลี่ยคดีระหว่างเนสท์เล่และตระกูลมหากิจศิริ กรณีใช้เครื่องหมายการค้า “เนสกาแฟ” เนสท์เล่เรียกร้องค่าเสียหาย 577 ล้านบาทจากการหยุดขาย 8 วัน ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลนัดพิจารณาคดีต่อในวันที่ 9 มิ.ย. 2568 เนสท์เล่ยังยื่นขอเลิกกิจการ QCP บริษัทร่วมทุนกับตระกูลมหากิจศิริ หลังหยุดดำเนินการตั้งแต่ต้นปี ยืนยันสิทธิในแบรนด์-เทคโนโลยี “เนสกาแฟ” เป็นของเนสท์เล่แต่เพียงผู้เดียว

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

‘มิดเยียร์ เซล’ ระดับชาติแมปเมืองไทย ปลายทางช้อปโลก หนุนนทท.เปย์หนักดัน ‘Tourist Mall’ โต

BizKet

เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 1,000 ล.บาทจัดแคมเปญ “Summer Grand Sale 2025” มหกรรมมิดเยียร์เซลล์ระดับชาติ รับเทรนด์ ‘Loud Budgeting’ คนรุ่นใหม่เจนฯZ ใช้จ่ายอย่างมีความหมาย   ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร (มิกซ์ยูส) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า เซ็นทรัลพัฒนา วางแนวทางร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านกิจกรรมการตลาดภายใต้แคมเปญระดับชาติตลอด 16 ปีที่ผ่านมา อาทิ ในช่วงโควิด-2019 ในแคมเปญ ‘ช้อปช่วยชาติ’ อีกหนึ่งคีย์ ไดร์ฟเวอร์ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงโลว์ซีซั่นและช่วยฟื้นฟูประเทศ   ล่าสุด บริษัทฯร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Shopping Destination ที่แข่งขันได้ทั้งในเอเชียและเวทีโลก ด้วย Midyear Sale Campaign พร้อมลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ร่วมกับพันธมิตรกลุ่มเซ็นทรัล, เอกชนและภาครัฐ จัดแคมเปญ ‘Summer Grand Sale 2025” ประจำกลางปีมีสินค้าครบทุกหมวด รวมกว่า 28,000 แบรนด์ และ 12,000 ร้านค้า   ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลก ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการใช้จ่ายมากกว่าที่เคย โดยมีเทรนด์ระดับโลกอย่าง ‘Loud Budgeting’ ที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และคนรุ่นใหม่ ซึ่งเลือกใช้เงินอย่างมีเป้าหมาย โชว์ความคุ้มค่า   “กระแสดังนี้ยังสอดคล้องกับแคมเปญSummer Grand Sale 2025 ของเซ็นทรัลพัฒนา โดยมุ่งให้เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศผ่านพลังของค้าปลีก การท่องเที่ยว และการจับจ่ายของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งต้องการจุดกระแสการใช้จ่ายให้เกิดขึ้นจริง พร้อมชวนคนไทยออกมาช้อปอย่างคุ้มค่า เพื่อช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้”   โดยแคมเปญฯ นี้ คาดว่าจะสามารถสร้างทราฟฟิกทั่วประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 25–30% ในช่วงไตรมาส 2–3 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการฟื้นตัวและหวังให้ส่วนหนึ่งในภาคการท่องเที่ยว และการหมุนเวียนรายได้ในทุกภูมิภาคเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Top of Mind Shopping Destination ของเอเชีย เป็นจุดหมายปลายทางนักช้อป   สำหรับแคมเปญ ‘SUMMER GRAND SALE 2025’ #ช้อปดีชีเสิร์ฟที่เซ็นทรัล ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. – 13 ก.ค. 2568นี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ, เอสพละนาด รัชดาภิเษก, กลุ่มเซ็นทรัล และเซ็นทรัล รีเทล นำโดย ศูนย์การค้าในเครือเซ็นทรัลพัฒนา, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล   ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล, เซ็นทรัลออนไลน์ (เซ็นทรัลแอป), ซูเปอร์สปอร์ต, เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG), ท็อปส์ ฟู้ด ฮอล์, ท็อปส์, ท็อปส์แคร์, โก โฮลเซลล์, เพาเวอร์บาย, ออฟฟิศเมท, บีทูเอส, ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์, เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป, โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา, โรงแรม โก โฮเทล, ยูบิลลี่ ไดมอนด์, อีโวลท์ เทคโนโลยี, เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, เอส เอฟ ซีเนม่า และ The 1   พร้อมด้วยพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, บัตรเครดิต เซ็นทรัล เดอะวัน, บัตรเครดิตอิออน, บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ, บัตรเครดิตคาร์ดเอกซ์ และบัตรเครดิตไทยพาณิชย์, บัตรเครดิตธนาคารออมสิน, บัตรเครดิตกสิกรไทย, บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรเครดิตเคทีซี และบัตรเครดิต ทีทีบี (บัตรเครดิตทีเอ็มบี บัตรเครดิตธนชาต)   Alternate-X สรุปให้ เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท จัด “Summer Grand Sale 2025” แคมเปญมิดเยียร์เซลล์ระดับชาติ ตอบรับเทรนด์ ‘Loud Budgeting’ คนรุ่นใหม่เน้นใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมายและคุ้มค่า จับมือพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน รวม 28,000 แบรนด์ และ 12,000 ร้านค้า กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังผ่านพลังช้อปปิ้งและท่องเที่ยว ตั้งเป้าดึงทราฟฟิกทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 25–30% พร้อมผลักดันไทยสู่ Global Shopping Destination

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

เทรนด์ความงามมาแรง ‘ดูแลผิว’ แบบไม่ผ่าตัด ‘ผู้ชาย-สูงวัย’ ลูกค้าใหม่เติมอุตฯบิวตี้ 7.5 หมื่นล.

BizKet

เศรษฐกิจชะลอตัว แต่อุตฯความงามปีนี้ยังแตะ 7.5 หมื่นล้านบาท ได้ลูกค้าใหม่ ‘ผู้ชาย-สูงวัย’ เข้ามาเติมตลาด  วอนเทค เอเชีย ย้ำ ‘Oligio’ โปรแกรมความงามจากเกาหลีเจาะเทรนด์สกินแคร์ดูแลผิวแบบไม่ผ่าตัดในไทย   ไอแซค จาง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วอนเทค เอเชีย จำกัด ผู้ใหบริการนวัตกรรมความงาม และการแพทย์จากประเทศเกาหลีใต้ โปรแกรมกระชับผิวหน้าและลำคอ Oligio (โอลิจิโอ้) เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก ‘ttb analytics’ ระบุ อุตสาหกรรมความงามในปี 2025 คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดประมาณ 75,000 ล้านบาท เติบโต 2.7% จากปี 2024   โดยมีกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เช่น ผู้ชายและผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันเริ่มหันมาใส่ใจการดูแลรูปลักษณ์มากขึ้น   “อุตสาหกรรมความงามของไทยได้การยอมรับว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในปี 2025 โดยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา”     ขณะที่ ภาพรวมตลาดความงามของไทยในปีนี้ยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์และบริการที่ไม่ต้องผ่าตัด (non-invasive) ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาวิธีการดูแลตัวเองที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ1   จากแนวโน้มดังกล่าว ล่าสุดบริษัทฯ วางแผนการตลาดเชิงรุกในไทยจัดงาน ‘The Way of Lift with Oligio’ พร้อมให้ความรู้เทรนด์ความงาม ‘The Ordinary Natural’ Look จากผู้เชี่ยวชาญ ‘แพทย์หญิงวรนรี วินะยานุวัติคุณ’ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปปรับให้สวยในแบบธรรมชาติได้   ขณะเดียวกันยังได้ปิดตัวสองพรีเซนเตอร์ตัวท็อประดับประเทศ ‘บิวกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล’ และ ‘พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกร’ มาร่วมถ่ายทอด สะท้อนตัวตน สู่ The Best Version of You ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้า สยามพารากอน   ไอแซค กล่าวว่า สำหรับ สองพรีเซ็นเตอร์คู่ดังกล่าว เพื่อย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ภายใต้แนวคิด ‘The Best Version of You’ ถ่ายทอดถึงกลุ่มเป้าหมายที่ให้ความสำคัญในการดูแลตัวเอง พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบธรรมชาติ ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเสียเวลาในการพักฟื้น​   พร้อมเสริมต่อ ทิศทางการดำเนินธุรกิจบริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญด้าน Skin Quality โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยี ราว 70% เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต และตอบโจทย์ลูกค้าและแพทย์ด้านสกินแคร์ และอีก 30% ใช้ในการทำตลาดให้มีประสิทธิภาพ รอบด้าน   ปัจจุบัน Oligio มีให้บริการแล้วกว่า 400 คลินิกทั่วประเทศ โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลอย่างใกล้ชิด และในสิ้นปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายการเติบโตทางธุรกิจ เพิ่มขึ้นอีก 100% หรือแตะที่ 800 ล้านบาท เพื่อตอบรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจน โดยไม่กระทบกับชีวิตประจำวัน Alternate-X สรุปให้  แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่อุตสาหกรรมความงามปี 2025 ยังเติบโต คาดแตะ 75,000 ล้านบาท โดยมีลูกค้าใหม่คือผู้ชายและผู้สูงวัย โดย ‘Oligio’ ยังมุ่งนำเสนอนวัตกรรมกระชับผิวจากเกาหลี เจาะเทรนด์ดูแลผิวแบบไม่ต้องผ่าตัด พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ ‘บิวกิ้น-พีพี’ ถ่ายทอดแนวคิด ‘The Best Version of You’ โดยแนวทางบริษัทเน้นลงทุน 70% ในวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านคุณภาพผิว พร้อมตั้งเป้าขยายรายได้แตะ 800 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2568 ผ่านเครือข่ายคลินิกทั่วไทย    

May 30, 2025 / 0 Comments
read more

อนาคต ‘นมธัญพืช’ โตแรง ตลาดมีมูลค่าแตะหมื่นล้านบาท ‘เฮอริเทจ’ ส่ง ‘ลัฟ นมโอ๊ต’ ชิงส่วนแบ่ง

BizKet

‘เฮอริเทจ’ ขยายอาณาจักร ส่งแบรนด์ใหม่ ‘ลัฟ นมโอ๊ต’ เจาะตลาดนมทางเลือก 3 พันล.บาทใน 2 ปีหน้า ใช้ ‘หลิง คอง’ แบรนด์แอมฯ เข้าถึงคนรุ่นใหม่รับเทรนด์ดื่มนมธัญพืชโตแซงนมวัวพร้อมดื่ม 6 หมื่นล.บาท ตลาดนี้ว่านิ่งแล้ว แต่นมถั่วเหลืองนิ่งกว่าอีก   วศธร พลไพศาล ผู้บริหารเครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและทำตลาดอาหารว่างและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ กล่าวว่า บริษัทฯ อยู่ในตลาดมานานร่วม 40 ปี ปัจจุบันทำตลาดสินค้าภายใต้แบรนด์ต่างๆ อาทิ Heritage: ถั่ว ธัญพืช และผลไม้อบแห้งพรีเมียม สำหรับเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร, Blue Diamond Almonds & Almond Breeze: อัลมอนด์จากแคลิฟอร์เนีย และเครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ และ Sunkist Pistachio ถั่วพิสทาชิโอคุณภาพสูง และเครื่องดื่มน้ำนมพิสทาชิโอ ฯลฯ ทำตลาดในประเทศและกว่า 60 ประเทศทั่วโลก   โดยในปี2568 นี้ บริษัทฯ วาง 3 กลยุทธ์หลักทำตลาด คือ 1.ขยายผลิตภัณฑ์ทำตลาดเพื่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง 2. พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อทำตลาดในระดับสากล และ 3. ขยายกลุ่มเป้าหมายในตลาดใหม่ทั้งในเอเชีย, ยุโรป และ ตะวันออกกลาง พร้อมนำเทคโนโลยีและดิจิทัล มาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าจากพฤติกรรมออนไลน์ผู้บริโภคทั่วโลก   ด้าน สุริยา มูลศรี ผู้อำนวยการฝ่ายขายประจำประเทศไทย เครือเฮอริเทจ กล่าวว่าในปีนี้ เฮอริเทจ ยังได้พัฒนาสินค้าใหม่ภายใต้แบรนด์ ‘ลัฟ นมโอ๊ต’เพื่อทำตลาดนมทางเลือกในกลุ่มนมธัญพืช โดยวางแผนเปิดตัวสินค้าอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิถุนายน นี้ พร้อมร่วมงานกับ ‘หลิง-ศิริลักษณ์ คอง’ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์สินค้าดังกล่าว ด้วย   สำหรับผลิตภัณฑ์ ‘ลัฟ นมโอ๊ต’ เพื่อรองรับโอกาสในตลาดนมทางเลือกที่มีแนวโน้มเติบโตสูงต่อเนื่อง คาด 2 ปีหน้าจะมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท และใน 5 ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท และใน10 ปีหน้ามีโอกาสแตะ 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันตลาดนมทางเลือกมีมูลค่าราว 1,900 ล้านบาท ซึ่งจะเติบโต10-15% ต่อเนื่องทุกปี   “ปัจจุบันตลาดนมพร้อมดื่มมีมูลค่าราว 6 หมื่นล้านบาทซึ่งเติบโตคงที่ ส่วนนมถั่วเหลืองไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในนมนมธัญพืช ด้วยสินค้าบางรายใช้นมผงใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม และตลาดมีแนวโน้มเติบโตลดลง”  สุริยา กล่าว   พร้อมเสริมว่า ปัจจุบัน เฮอริเทจ ทำตลาดผลิตภัณฑ์นมทางเลือกรวม 3 แบรนด์หลัก คือ Almond Breeze เครื่องดื่มน้ำนมอัลมอนด์ และ Sunkist Pistachio น้ำนมถั่วพิทาชิโอ ซึ่งได้การตอบรับดี โดยครองส่วนแบ่งรายได้รวมกันไม่ต่ำกว่า 80% แบ่งเป็นนมอัลมอนด์ราว 50% มีอัตราเติบโต 9 %   จากแผนดังกล่าว บริษัทฯคาดว่า จะผลักดันให้ธุรกิจผลิตภัณฑ์นมทางเลือก เติบโตสองหลักและเป็นทิศทางเดียวกับการเติบโตของเครือเฮอริเทจ จากการดำเนินงานตามกลยุทธ์ข้างต้น     Alternate-x สรุปให้ เครือเฮอริเทจ เปิดตัวแบรนด์นมธัญพืชใหม่ ‘ลัฟ นมโอ๊ต’พร้อมใช้ ‘หลิง คอง’ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เจาะตลาดนมทางเลือกธัญพืชเป็นแบรนด์ที่ 3 ต่อจากนมอัลมอนด์ บรีซ และ นมพิสทาชิโอ ซันคิสท์ รับกระแสคนรุ่นใหม่ดูแลสุขภาพยังมาแรง ทำให้ตลาดนมธัญพืชมีแนวโน้มเติบโต 10–15% ต่อปี สวนทางนมถั่วเหลืองชะลอตัว      

May 29, 2025 / 0 Comments
read more

6ty° Degrees X ‘เชียงดาว’ แหล่งผลิตน้ำแร่ร้อนใต้ภิภพ หนึ่งเดียวในไทยจุดขายทำตลาดภูมิภาค

BizKet

6ty° Degrees แบรนด์น้ำแร่ที่ใช้แหล่งแร่น้ำร้อนที่เชียงดาว เป็นจุดขายทำตลาดเจาะกลุ่ม ‘Prosumer’ ผู้บริโภคฉลาดเลือก พร้อมแดบิวต์แบรนด์ระดับภูมิภาคครั้งแรกในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025   รีน่า อุดมคุณธรรม ผู้ก่อตั้ง บริษัท แร่เบฟเวอเรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำแร่ธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ 6ty Degrees (ซิกตี้ ดีกรี) เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทวางแผนขยายการทำตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจน้ำแร่ซิกตี้ ดีกรี   โดยย้ำจุดเด่นผลิตภัณฑ์ 6ty Degrees น้ำแร่ธรรมชาติ 100% จากแหล่งน้ำแร่ร้อนที่เชียงดาว ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ร้อนใต้พิภพแห่งเดียวของประเทศไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลแห่งใหม่ของโลก โดยองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก)   สำหรับน้ำแร่จากแหล่งนี้ผ่านชั้นหินที่ความลึก 250 เมตรที่อุณหภูมิ 60 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิพอเหมาะในการฆ่าเชื้อโรคและยังรักษาเเร่ธาตุที่มีอยู่ไว้ได้อย่างครบถ้วน และปราศจากโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย   “ทำให้ 6ty Degrees อุดมไปด้วยแร่ธาตุถึง 16 ชนิด ทั้ง แมกนีเซียม โพแทสเซียม ไบคาร์บอเนต ซิลิกา แคลเซียม โซเดียม เหล็ก สังกะสี ไอโอดีน ฟลูออไรด์ แมงกานีส ลิเทียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ โบรอน และ สตรอนเทียม” รีน่า กล่าวพร้อมเสริมว่า   นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีจุดขายสำคัญอีกประการของแบรนด์ คือ ฝาขวดรักษ์โลกที่ดีไซน์ให้เป็นชิ้นเดียวกันกับตัวขวด เพียงแค่หมุนฝาขวดและเปิดฝาขวดค้างไว้ที่ 170 องศาก็สามารถดื่มน้ำได้อย่างไม่ต้องกังวลว่าฝาขวดจะหายหรือตกหล่นและยังสะดวกต่อการแยกขยะอีกด้วย”     รีน่า กล่าวว่า ในปัจจุบันกระแสตลาดน้ำแร่บรรจุขวดเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในหลายภูมิภาค รวมทั้งประเทศไทย อาทิ ไลฟ์สไตล์คนเมือง (Urbanization) ที่ขยายตัวไปทั่วประเทศและในระดับโลก มีความต้องการบริโภคน้ำดื่มที่มีความปลอดภัย มีคุณสมบัติพิเศษ และมีคุณค่ามากกว่าน้ำดื่มธรรมดาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้ตลาดน้ำแร่เติบโตอย่างต่อเนื่อง   โดยบริษัทฯ วางแผนการทำตลาดดังกล่าวในกลุ่มผู้รักสุขภาพ และกลุ่มผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์ระดับกลาง-บน และกลุ่ม Prosumer หรือผู้บริโภคที่ฉลาดเลือก โดยในปีนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในผ่านงานเทรดแฟร์ด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เป็นปีแรก   โดยงานฯ ยังรวบรวมมีพันธมิตรธุรกิจ (trader) ประมาณ 8.6 หมื่นคนในปี 2567 จาก 131 ประเทศ (อ้างอิงจาก asiafoodbeverages.com) และทำให้เกิดมูลค่าการค้ามูลค่า 9.63 หมื่นล้านบาท (อ้างอิงจาก foodengineeringmag.com)   “การร่วมงาน THAIFEX ครั้งนี้ บริษัทฯ มั่นใจว่าจะผลักดันให้สินค้าเข้าถึงผู้นำเข้าในตลาดเป้าหมายได้ทั้งธุรกิจค้าปลีกระดับพรีเมียม หรือแม้แต่โรงแรมและร้านอาหารไทยในประเทศนั้นๆ ซึ่งจะสามารถตอกย้ำถึงแหล่งกำเนิดของน้ำแร่ 6ty Degrees ที่มาจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติจากประเทศไทยได้” รีน่ากล่าว   พร้อมเสริมว่า การเปิดตัวในงานฯ ดังกล่าว ยังเป็นโอกาสขยายการทำตลาดสินค้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดี และเห็นความสำคัญของการรักสุขภาพ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง เป็นต้น   สำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้น บริษัทฯ เปิดตัวแคมเปญใหม่ 6ty Manifesto เพื่อสร้าง awareness กับกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ให้เห็นความแตกต่างของแบรนด์ในตลาดน้ำแร่ ด้วยไลฟ์สไตล์ที่ไม่ใช่อะไรก็ได้แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกได้อย่างแตกต่างและฉลาดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเองตลอดเวลา   โดยใช้ 3 กลยุทธ์ คือ การสื่อสารทางการตลาดครบวงจร, ประสบการณ์กับแบรนด์ และ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปท์ Active Healthy Lifestyle เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ จากปัจจุบันได้นำร่องทำตลาดขวดแก้ว (Non-returnable glass bottle) และน้ำแร่รสชาติผลไม้ผสมวิตามินสำหรับเด็ก   ทั้งนี้ จากแผนดังกล่าวของบริษัทฯตั้งเป้าเติบโตในอัตราตัวเลขสองหลัก (Double Digits)   รีน่า กล่าวถึงภาพรวมตลาดน้ำแร่ยังมีการแข่งขันเข้มข้น โดยในปี 2567 พบว่าผู้เล่นทุกค่ายในตลาดต่างใช้งบการตลาดสูง เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการบริโภคน้ำแร่ ซึ่งแต่ละรายต่างพยายามรักษาหน้าตักของตนเองให้ได้ โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว อย่างน้อยก็เพื่อปกป้อง Share of Voice ของแบรนด์   Alternate-X สรุปให้  6ty° Degrees แบรนด์น้ำแร่จากเชียงดาว ชูจุดขายน้ำแร่ร้อนใต้พิภพเจาะตลาดคนฉลาดเลือก หรือ Prosumer พร้อมเปิดตัวแบรนด์ระดับภูมิภาคในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 เจาะกลุ่มนำเข้าและค้าปลีกระดับพรีเมียม ด้วยจุดเด่นผลิตภัณฑ์ แร่ธาตุครบ 16 ชนิด และฝาขวดดีไซน์รักษ์โลก ตั้งเป้าขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกลยุทธ์ Active Healthy Lifestyle วางเป้าเติบโตเลขสองหลักในตลาดน้ำแร่ที่กำลังแข่งขันสูงทั้งไทยและภูมิภาค

May 29, 2025 / 0 Comments
read more

‘ฟิลิปปินส์’ ดีมานด์ใช้ไฟพุ่ง บี.กริมฯ ลงทุนเพิ่มในท้องถิ่น ทำโรงไฟฟ้าโซลาร์ พร้อมขายปี’70

EcoVative

บี.กริม เพาเวอร์ ลงทุนฟิลิปปินส์ ซื้อหุ้นเพิ่มโครงการ Caronsi โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 65 เมกะวัตต์ เพิ่มพอร์ท ‘พลังงานทดแทน’ แผนขายไฟเชิงพาณิชย์ ไตรมาสแรก ปี 2570   ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด  (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า B.Grimm Solar Power Inc. บริษัทย่อยที่บี.กริม เพาเวอร์ ถือหุ้น 100% ได้เข้าลงทุนโดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน Caronsi Solar Energy Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมายของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์   ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาและดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตติดตั้ง 65 เมกะวัตต์ โดย B.Grimm Solar Power Inc. ถือหุ้นในสัดส่วน 97% ของหุ้นที่ออกทั้งหมด มีมูลค่าการลงทุน 200 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (เทียบเท่ามูลค่าประมาณ 118.52 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2570   สำหรับ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวตั้งอยู่ที่เมือง Tuguegarao จังหวัด Cagayan ทางตอนเหนือของเกาะ Luzon สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยได้รับสิทธิในการจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นระยะเวลา 25 ปี (สามารถต่ออายุได้) ภายใต้สัญญา Solar Energy Operating จาก Department of Energy ของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ รวมถึงมีสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาวเป็นเวลา 25 ปี (สามารถต่ออายุได้) โดยได้รับการอนุมัติและรับใบอนุญาตครบถ้วนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการ “BOI Green Lane” มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาตต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าสู่ขั้นตอนก่อสร้างและดำเนินการโครงการ ซึ่งถือเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่โครงการที่ 2 ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ของ บี.กริม เพาเวอร์   ทั้งนี้ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นต่อเนื่องในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ การลงทุนในครั้งนี้จึงถือเป็นการวางกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนภาคพลังงานสะอาด และขยายการลงทุนของ บี.กริม เพาเวอร์ ในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนตามแนวโน้มการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก   ขณะเดียวกัน ยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนของบริษัทให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ พร้อมผลักดันเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ระยะยาวให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง ตามยุทธศาสตร์ GreenLeap-Global and Green ของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งยกระดับความร่วมมือทางธุรกิจระดับโลกกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานทดแทน และผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลก   ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 50% เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติในระยะยาวและยังเป็นการขยายความร่วมมือทางธุรกิจเพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อการต่อยอดและสร้างโอกาสทางธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้า 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2573 และก้าวสู่เป้าหมายองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี 2593     Alternate-X สรุปให้    บี.กริม เพาเวอร์ ขยายการลงทุนในฟิลิปปินส์ ผ่านบริษัทลูกซื้อหุ้นเพิ่มทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Caronsi ขนาด 65 เมกะวัตต์ มูลค่า 118.5 ล้านบาท เตรียมเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาสแรก ปี 2570 พร้อมรับสิทธิจำหน่ายไฟฟ้าและเช่าที่ดินระยะยาว 25 ปี โดยโครงการได้รับการสนับสนุนจากรัฐผ่าน BOI Green Lane เพื่อเร่งรัดการอนุมัติ ถือเป็นโครงการใหญ่ลำดับที่ 2 ของบี.กริมฯ ในฟิลิปปินส์ และตอกย้ำกลยุทธ์ GreenLeap ขยายพลังงานหมุนเวียนสู่เป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ในปี 2573 และ Net-Zero ปี 2593

May 29, 2025 / 0 Comments
read more

ไม่ควรมองข้าม!! 5 วิธี เลือกหมวกกันน็อกเด็ก แนะเปลี่ยนใหม่ทุก 3-5 ปี ปลอดภัยกว่า

Peace&Play,  WeView

รถจักรยานยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ เป็นตัวเลือกการเดินทางของหลายครอบครัวในปัจจุบัน ด้วยจุดเด่นทั้ง ความสะดวกสบายและคล่องตัว   อย่างไรก็ตาม การเดินทางด้วยยานพาหนะดังกล่าว อาจแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงที่หลายคนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครอบครัวที่มีเด็กต้องนั่งซ้อนท้ายโดย และไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม   ‘กรุงศรี ออโต้’ ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองเห็นความสำคัญต่อประเด็นนี้ พร้อมสานต่อโครงการ LET’sponsible เพื่อร่วมปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสังคมและส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนโดยมุ่งหวังให้ผู้ปกครองทราบถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อกให้เด็กและปลูกฝังให้พวกเขาเกิดพฤติกรรมสวมใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งที่เดินทาง พร้อมแนะนำวิธีเลือกหมวกกันน็อกที่ถูกต้อง   เลือกหมวกกันน็อกเด็กที่ใช่ต้องดูอะไรบ้าง   การเลือกหมวกกันน็อกสำหรับเด็ก ไม่ใช่แค่เรื่องของขนาดหรือดีไซน์ แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กจะได้รับการปกป้องสูงสุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเมื่อต้องเลือกซื้อหมวกกันน็อกเด็กใหม่ ควรพิจารณาจาก 5 เกณฑ์ ดังนี้   ขนาดกระชับ รับศีรษะเด็ก   หมวกนิรภัยที่พอดีกับศีรษะสามารถช่วยลดโอกาสบาดเจ็บที่ศีรษะและสมองได้ถึง 69% และลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ 39%  ดังนั้น เพื่อให้หมวกกันน็อกสามารถทำหน้าที่ป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ปกครองควรเลือกซื้อด้วยการวัดขนาดรอบศีรษะของเด็กในส่วนที่กว้างที่สุด บริเวณเหนือคิ้วประมาณ 1 นิ้ว (2.5 เซนติเมตร) หากรอบศีรษะที่วัดได้อยู่ระหว่างหมวกกันน็อก 2 ขนาด ควรเลือกหมวกที่มีขนาดเล็กกว่าเพื่อความกระชับ   อีกทั้ง ควรตรวจสอบอีกครั้งว่าไม่มีช่องว่างระหว่างหน้าผากกับหมวกที่สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้และเมื่อเขย่าศีรษะเบาๆ หมวกไม่ควรขยับมากเกินไปหรือทำให้รู้สึกบีบรัดจนทำให้รู้สึกอึดอัด   มีสายรัดไว้ มั่นใจทุกเวลา   แม้หมวกกันน็อกจะพอดีกับศีรษะ แต่หากไม่มีสายรัดคาง หรือสายรัดไม่แน่นพอดี ก็อาจทำให้หมวกกันน็อกหลุดออกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น ผู้ปกครองควรตรวจสอบว่าสายรัดแน่นพอดี ไม่หลวมจนหมวกขยับได้ และไม่แน่นจนเกินไป พร้อมตรวจสอบให้มีระยะห่างระหว่างคางกับสายรัดไม่เกิน 1-2 นิ้วมือ เพื่อความสบายและปลอดภัย นอกจากนี้ สายรัดคางอาจคลายตัวหลังการใช้งาน ผู้ปกครองควรเช็กให้แน่ใจก่อนออกเดินทางทุกครั้ง   เลือกหมวกให้โดนใจ เด็กเต็มใจหยิบใส่ทุกวัน   เด็กจำนวนมากไม่ยอมสวมหมวกกันน็อก เพราะรู้สึกอึดอัดหรือหมวกมีน้ำหนักมากเกินไป ด้วยเหตุนี้ การเลือกหมวกที่ระบายอากาศดีและน้ำหนักเบาจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยหมวกกันน็อกควรมีช่องระบายหลายจุด เช่น ด้านบนและด้านหลัง เพื่อลดความร้อนและเหงื่อสะสม   นอกจากนี้ อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เด็กเต็มใจสวมใส่หมวกกันน็อก คือให้พวกเขามีส่วนร่วมในการเลือกหมวก โดยเลือกแบบที่มีสีสันสดใส หรือลวดลายที่เด็กชื่นชอบ   หมวกที่ดี ต้องมีมาตรฐาน หมวกกันน็อกที่ดีควรผ่านการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น มอก. ซึ่งควบคุมโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ECE R22.05 (ยุโรป) ที่ทดสอบแรงกระแทก และการดูดซับแรงสะเทือน   หมวกเสื่อม เปลี่ยนใหม่ ปลอดภัยกว่า   หมวกกันน็อกมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 3-5 ปี หลังจากนั้นวัสดุอาจเสื่อมสภาพ อีกทั้งหากหมวกผ่านการกระแทกอย่างรุนแรง ควรเปลี่ยนใหม่ทันที เพราะโครงสร้างด้านในอาจเสียหายแม้ภายนอกจะไม่เห็นรอยแตกก็ตาม นอกจากนี้ สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองควรหมั่นเช็กขนาดของหมวกทุก 6-12 เดือน หากหมวกกันน็อกเริ่มคับหรือเด็กบ่นว่าอึดอัด ควรเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสม และที่สำคัญห้ามใช้หมวกกันน็อกมือสอง เพราะอาจมีรอยร้าวหรือเสื่อมสภาพจากการใช้งานก่อนหน้า ทำให้ความสามารถในการป้องกันลดลง และเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ   การสวมหมวกกันน็อกให้เด็กทุกครั้งก่อนออกเดินทางไม่ว่าใกล้หรือไกล เป็นหนึ่งสิ่งที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม   เราทุกคนสามารถลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน เพียงเริ่มต้นจากการสวมใส่หมวกกันน็อกให้กับตนเองและลูกหลาน เพื่อปกป้องชีวิตและอนาคตของทุกคน   มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LET’sponsible กับกรุงศรี ออโต้ สร้างความปลอดภัยบนท้องถนนและส่งต่อความรับผิดชอบให้กับสังคมไทยไปด้วยกัน รับชมวิดีโอเพิ่มเติมภายใต้โครงการ LET’sponsible ได้ที่ https://www.youtube.com/playlist?list=PLoHwRneB14si4gq3_z1T8D2tnV-YFqj8u   รู้หรือไม่   เด็กที่นั่งด้านหน้าของผู้ปกครอง มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ศีรษะ/ใบหน้ามากกว่าเด็กที่นั่งด้านหลังถึง 2 เท่า หมวกกันน็อกสามารถลดการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ 72% และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 39% อุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็ว 48 กม./ชม. เปรียบเสมือนการตกจากอาคาร 3 ชั้น      Alternate-X สรุปให้  กรุงศรี ออโต้ ทำโครงการ  LET’sponsible พร้อมแนะนำเทคนิคเลือกหมวกกันน็อกเด็กที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยในการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ควรเลือกหมวกที่ขนาดพอดี น้ำหนักเบา และระบายอากาศดี เพื่อให้เด็กเต็มใจใส่ สายรัดคางต้องแน่นพอดี ไม่หลุดง่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เลือกหมวกที่ผ่านมาตรฐานรับรอง เช่น มอก. หรือ ECE หมวกมีอายุการใช้งาน ควรเปลี่ยนทุก 3–5 ปี หรือทันทีหากมีการกระแทก

May 29, 2025 / 0 Comments
read more

เซ็นทรัลฯ มองอนาคต ‘กระบี่’ ขยายอสังหาฯ บ้านหรู-คอนโด เจาะกลุ่มคหบดี-รวยจริงไม่ตะโกน

BizKet

เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมที่ดิน 100 ไร่ใช้ใน7 ปี สร้างอาณาจักรเมืองกระบี่ รับกำลังซื้อแข็งแกร่ง ไควเอท ลักซูรี-กลุ่มมั่งคั่งท้องถิ่น พร้อมงบลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล.บาทตามแผน5 ปี ขยายธุรกิจอสังหาฯ ไปพร้อมโมเดล ‘รีเทล-เลด มิกซ์ ยูส’ คลุมทำเลกรุงเทพฯ-หัวเมืองท่องเที่ยว   วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ ยูส (ศูนย์การค้า, อาคารสำนักงาน, โรงแรม และที่อยู่อาศัย) เปิดเผยว่าบริษัทฯ เตรียมงบลงทุนราว 1.2 หมื่นล้านบาท หรือราว 10% ของงบประมาณรวม 1.2 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี (2568-2573) เพื่อใช้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยแนวราบ บ้านเดี่ยว และแนวสูง คอนโดมีเนียม   ทั้งนี้ บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอสังหาฯ เข้าสู่ปีที่ 11 โดยกลยุทธ์หลักที่ผลักดันให้ธุรกิจอสังหาฯ ประสบความสำเร็จ มาจากจุดแข็งการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย (Residence) ไปพร้อมกับศูนย์การค้า ด้วยโมเดล Retail-Led Mixed-Use Development ที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตทุกด้าน โดยปัจจุบันดูแลกว่า 1 หมื่นครอบครัวเซ็นทรัลฯ (Central Citizen) ทั่วประเทศ   อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่ได้รับผลกระทบกำลังซื้อชะลอตัวในตลาดอสังหาฯ จากการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Rejection Rate) ด้วยพบว่าสินค้าคอนโดของบริษัทฯ จะเป็นกลุ่มกำลังซื้อคนรุ่นใหม่มีสภาพคล่องและใช้เงินสดสัดส่วนกว่า 40%   “จากแผนงานอสังหาฯ เชิงรุกบริษัทวางเป้าหมายขึ้นสู่การเป็นผู้พัฒนาติดอันดับ 1ใน 10 ของตลาด  ในปี 2568 นี้” วัลยา กล่าว   ด้าน ร.อ.กรี เดชชัย President, Residence Business บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแผนปี 2568 บริษัทฯ จะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบและแนวสูงรวม 9 โครงการ มูลค่ารวม 16,000 ล้านบาท ได้แก่   1.ทำเลกรุงเทพฯ 5 โครงการใหม่ ได้แก่   BAAN NIRADA แจ้งวัฒนะ-ชัยพฤกษ์ BAAN NINYA รามอินทรา 83 BAAN NINYA กรุงเทพกรีฑา BAAN NIRATI แจ้งวัฒนะ-ชัยพฤกษ์ คอนโดฯ ทำเลแนวรถไฟฟ้า PHYLL พหล 59   2. เซ็นทรัล ภูเก็ต จะเปิดตัวคอนโด PHYLL Phuket 2 รองรับแผนขยาย Luxury Zone ของศูนย์การค้า ,3. เซ็นทรัล กระบี่ โครงการมิกซ์ยูสล่าสุด เปิดตัวโครงการระดับ Super Premium ทั้ง BAAN NINYA และคอนโดฯ PHYLL และ 4.เซ็นทรัล ชลบุรี เปิดตัวคอนโดฯ ESCENT   “อสังหาฯ จังหวัดกระบี่ เป็นอีกหนึ่งตลาดท้องถิ่นที่มีกำลังซื้อศักยภาพสูงทั้งในกลุ่มคหบดี และ ผู้ทำธุรกิจในจังหวัดที่ต้องการที่อยู่อาศัยไปจนถึงสินค้าในระดับลักซูรี่ ที่จะสอดคล้องกับการเปิดตัวศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ ในปลายปีนี้ ด้วย” ร.อ.กรี กล่าวพร้อมเสริมว่า   ขณะที่ โครงการฯ คอนโดระดับหรู จังหวัดกระบี่ มีราคาต่อตารางเมตรกว่าแสนบาทขึ้นไป ราคาเริ่มต้นยูนิต 4 ล้านบาท เริ่มต้นขนาดพื้นที่ราว 30 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังเตรียมทำพูลวิลลา ขนาด 90-100 ตารางวา ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท   ปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินราว 100 ไร่ ในจังหวัดกระบี่เพื่อรองรับการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ใน 7 ปี แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้า ราว 40ไร่     ร.อ.กรี กล่าวต่อว่า ด้านธุรกิจอสังหาฯในภาพรวมบริษัทฯ วางแผนทำตลาดเชิงรุกบ้านระดับบน นำโดยแบรนด์ ‘บ้านนิรดา’ ในระดับลักซูรี่ ซึ่งเปิดตัวไปแล้วทั้ง 3 ทำเล อุทยาน-อักษะ, เอกชัย-วงแหวน, และพระราม 2 ซึ่งมียอดขายกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว   โดยในปีนี้ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ ‘บ้านนิรดา แจ้งวัฒนะ-ชัยพฤกษ์’ บ้านเดี่ยว พื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ดีไซน์หรู ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท บนทำเลโซนที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ รองรับครอบครัวรุ่นใหม่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว   ร.อ.กรี กล่าวว่า “ทุกแบรนด์โครงการอสังหาฯ ทั้งแนวราบและคอนโด ของบริษัทฯ ได้การตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในทำเลต่างจังหวัด อาทิ แบรนด์ ESCENT จำนวน 2 โครงการ ในอุบลราชธานี มียอดขายไปแล้ว 80% หลังเปิดตัวราว 5 เดือน รวมถึงในจังหวัดนครศรีธรรมราช และ ภูเก็ต ซึ่งได้การตอบรับดีสูงเช่นกัน สะท้อนกำลังซื้อความต้องการอยู่อาศัยจริง”   ขณะที่ในปี2568 บริษัทฯ มีโครงการอสังหาฯอยู่ในมือ (Backlog) ราว 2,000 ยูนิต และในปี 2569 คาดจะอยู่ที่ 3,000 ยูนิต รวม Backlog แล้วไม่ต่ำกว่า 5,000 ยูนิตใน 2 ปีนี้   จากแผนธุรกิจดังกล่าว ในปีนี้บริษัทฯ วางยอดขายธุรกิจอสังหาฯกว่า 7,000 ล้านบาท โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้รวมกว่า 5.1 หมื่นล้าน โต 9% และทำสถิติสูงสุด มีกำไรสุทธิ 1.64 หมื่นล้าน โต 18% และทำสถิติสูงสุดเช่นกัน     Alternate-X สรุปให้  เซ็นทรัลพัฒนา แผนธุรกิจอสังหาฯ ใน5 ปี (2568–2573) ใช้งบ 12,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง ด้วยกลยุทธ์ “Retail-Led Mixed-Use” สร้างความแข็งแกร่งด้วยศูนย์การค้า และ ที่อยู่อาศัย ในปี2568 เตรียมเปิดตัว 9 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 16,000 ล้านบาท ครอบคลุมกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เน้นตลาดลักซูรี่ เช่น “บ้านนิรดา” ราคาเริ่ม 25 ล้าน และคอนโดระดับพรีเมียมในกระบี่ ตั้งเป้ายอดขาย 7,000 ล้านบาทในปีนี้ และดันขึ้นติด Top 10 ของตลาดอสังหาฯ ไทย                

May 29, 2025 / 0 Comments
read more

ธุรกิจคาเฟ่ ยังขยายตัว ตามเทรนด์กาแฟโตไม่หยุดเจาะคนไทยยังดื่มกาแฟน้อย 3 แก้ว/คน/ปี

BizKet,  EcoVative

WorldWideCoffee  กับแผนงานสู่ปีที่9 ขอไปต่อด้วยการขยายธุรกิจคาเฟ่ ‘Bean&Brew ‘ เติมความครบวงจรสู่ธุรกิจใหม่เชนร้านกาแฟ รับโอกาสการขยายตัวคนไทยยังดื่มกาแฟต่ำเฉลี่ย3 แก้วต่อคนต่อปี พร้อมส่งเครื่องทำสลัชชี ตัวช่วยเพิ่มรายได้เครื่องดื่มด้่วยมาร์จิน 20% ต่อแก้ว   วทัญญู พิชญานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัทเวิลด์ไวด์ คอฟฟี่ กรุ๊ป (World Wide Coffee Group) ผู้นำเข้าและทำตลาดศูนย์รวมอุปกรณ์กาแฟ ครบวงจร กล่าวว่า บริษัทฯดำเนินธุรกิจถึงในปัจจุบันครบ 8 ปี  พร้อมวางแผนขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (S-Curve) ภายใต้โมเดลธุรกิจร้านกาแฟครบวงจร ภายใต้ชื่อ บีนแอนด์บรูว์ (Bean&Brew)   สำหรับธุรกิจคาเฟ่ ‘บีนแอนด์บรูว์’ วางตำแหน่งเป็นร้านเครื่องดื่มกาแฟและอาหารว่าง เพื่อโชว์เคสอุปกรณ์เครื่องทำกาแฟ วัตถุดิบเมล็ดกาแฟ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำเครื่องสลัชชี (Slushy) อุปกรณ์ปั่นเมนูเครื่องดื่มเกล็ดหิมะเนื้อละเอียด มาเพิ่มความหลากหลายให้กับเมนูกลุ่มนัน-คอฟฟี (non-coffee)  เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ด้วย   “บีนแอนด์บรูว์ เปิดให้บริการสาขาแรกในอาคารพร้อมพันธ์ ลาดพร้าวซอย3 มีขนาดพื้น ที่ราว 18-20 ตร.ม เป็นสาขาต้นแบบ หรือ แฟล็กชิป โมเดลขยายธุรกิจสาขาในรูปแบบเชนร้านกาแฟ ซึ่งจะเป็นธุรกิจเอสเคิร์ฟของกลุ่มบริษัทนับจากนี้ไป” วทัญญู กล่าวพร้อมเสริมว่า   โดยธุรกิจใหม่นี้ ยังเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟในภาพรวมที่เติบโตเฉลี่ย 7-8% ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผลดำเนินงานธุรกิจบริษัทฯ เช่นกัน   “ตลาดธุรกิจกาแฟยังมีช่องว่างให้เติบโต จากอัตราการดื่มกาแฟของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 3 แก้วต่อคนต่อปี ซึ่งยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นอยู่ที่ 7 แก้วต่อคนต่อปี ใกล้เคียงกับออสเตรเลียอยุ่ที่ราว 6-7 แก้วต่อคนต่อปี เช่นกัน” วทัญญู กล่าวพร้อมเสริมว่า     นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้นำเข้าพร้อมรับสิทธิ์การทำตลาดรายเดียว (Exclusive Distributer) เครื่องทำสลัชชี และผงสลัชชีแบรนด์ Foodness จากประเทศอิตาลี และเครื่องทำสลัชชียี่ห้ออื่นๆ เพื่อรองรับความต้องการทุกระดับ โดยมีสินค้าจำหน่ายเริ่มต้นราคา 30,000 บาทถึงหลักแสนบาทต่อเครื่อง เพื่อเข้ามาเพิ่มทางเลือกเมนูเครื่องดื่มใหม่ๆ ในกลุ่มนัน-คอฟฟี่ ให้กับผู้บริโภคในกลุ่มลูกค้าเดิมธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหาร ผับ บาร์ เป็นต้น   “ตลาดเครื่องดื่มสลัชชี มีแนวโน้มเติบโตสูงเช่นกันและยังสามารถสร้างกำไรต่อเมนูเครื่องดื่มได้สูงถึง 15-20% มากกว่าเครื่องดื่มกาแฟ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดนำเข้าสินค้าเครื่องทำสลัชชี หลากหลายแบรนด์ในปัจจุบันโดยเฉพาะแบรนด์จีนมีสัดส่วนในตลาดกว่า 80-90%”   วทัญญู กล่าวว่า จากแนวทางดังกล่าวบริษัทฯคาดในปีนี้จะมีรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 180 ล้านบาท จากในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 140 ล้านบาท โดยสัดส่วนหลัก75-80% ยังมาจากธุรกิจอุปกรณ์กาแฟครบวงจร และ กลุ่มสินค้านัน-คอฟฟี, เครื่องทำสลัชชี ราว 20-25 %     Alternate-X สรุปให้    เวิลด์ไวด์ คอฟฟี่ กรุ๊ป เปิดตัวธุรกิจร้านกาแฟใหม่ ‘บีนแอนด์บรูว์’ ต่อยอดจากธุรกิจอุปกรณ์กาแฟครบวงจร เพื่อทำร้านต้นแบบโดยเปิดที่อาคารพร้อมพันธ์ ลาดพร้าว 3 วางให้เป็นเชนร้านกาแฟใช้ขยายธุรกิจใหม่ในอนาคต พร้อมโชว์เคสเครื่องทำกาแฟ เมล็ดกาแฟ และเครื่องทำสลัชชีเพิ่มเมนู non-coffee รับเทรนด์การบริโภคกาแฟในไทยที่ยังมีช่องว่างเติบโต เมื่อเทียบกับในต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 180 ล้านบาท หนุนโดยกลุ่มอุปกรณ์และเครื่องดื่มนัน-คอฟฟี่   

May 28, 2025 / 0 Comments
read more

THAIFEX 2025 ย้ำ ‘ครัวโลก’ เจาะ 140 ประเทศ รับ ‘ไทย’ อันดับ12 ส่งออกอาหารรายใหญ่

BizKet

ประเทศไทย ถูกจัดอันดับเป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่อันดับ 12 ของโลก ในปี 2567 และคาดว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าการส่งออก 1.75 ล้านล้านบาท โต 6.8% พร้อมย้ำตำแหน่ง ‘ครัวโลก’ ในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025’   สำหรับงาน ‘THAIFEX – ANUGA ASIA 2025’ งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย จัดระหว่างวันที่ 27-30 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00-18.00 น. เจรจาธุรกิจและจำหน่ายปลีก และสำหรับประชาชนทั่วไปในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 5-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี     โดยมี ‘พิชัย นริพทะพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานฯ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา   สำหรับงานฯ ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับนวัตกรรมอาหารจากทั่วโลก สร้างโอกาสเจรจาการค้า และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารโลกภายใต้นโยบาย ‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ เยอรมนี   พิชัย กล่าวถึงบทบาทของรัฐบาลพร้อมผลักดันนโยบาย ‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล ส่งผลให้ในปี 2567 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่อันดับ 12 ของโลก และคาดว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าการส่งออก 1.75 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.8 จากปีที่ผ่านมา   ขณะเดียวกัน THAIFEX – ANUGA ASIA ถือเป็นกลไกสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ใช้ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก และยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอาหารไทยทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs และสตาร์ตอัป ไปจนถึงบริษัทรายใหญ่ ได้พบปะเจรจาการค้า สร้างพันธมิตรทางธุรกิจระดับนานาชาติ และขยายโอกาสการส่งออกสู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม   การจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA ในปีนี้มีขนาดของงานและจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีผู้ประกอบการกว่า 3,200 บริษัท จากประเทศไทยและอีก 56 ประเทศ ร่วมจัดแสดงสินค้ารวมกว่า 6,200 คูหา ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่สินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป เทคโนโลยีอาหาร ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง   คาดว่าตลอดช่วงวันเจรจาธุรกิจจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 90,000 ราย จาก 140 ประเทศทั่วโลก และจะก่อให้เกิดมูลค่าการสั่งซื้อทั้งในงานและภายใน 1 ปีหลังงานรวมกันกว่า 98,000 ล้านบาท   Alternate-X สรุปให้  ประเทศไทย ย้ำบทบาท ‘ครัวไทยสู่ครัวโลก’ ผ่านการจัดงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2025 โดยปี 2567 ไทยติดอันดับ 12 ของโลกด้านการส่งออกอาหาร และคาดว่าปี 2568 จะเติบโตอีก 6.8% โดยงานฯ นี้รวมผู้ประกอบการจาก 56 ประเทศ มากกว่า 6,200 คูหา เปิดเวทีให้ SMEs และรายใหญ่เจรจาการค้าระดับโลก คาดสร้างมูลค่าซื้อขายกว่า 98,000 ล้านบาท จาก 140 ประเทศทั่วโลก

May 28, 2025 / 0 Comments
read more

ชาไทยจะไปสุดที่จุดไหน? เมื่อ ‘ไทย โคโคนัท’ ปลุกตำนานใหม่ด้วยชาไทยมะพร้าวแบรนด์ CHA SIAM

BizKet

ไทย โคโคนัท ใช้ 3 กลยุทธ์พาสู่ผู้นำนวัตกรรมเครื่องดื่มระดับโลก ด้วยวัตถุดิบธรรมชาติมะพร้าวไทย และเปิดสินค้าใหม่อีกในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2025   ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกะทิและน้ำมะพร้าวรายใหญ่ของประเทศไทย โดยมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ และรับจ้างผลิต (OEM) คุณภาพส่งออกมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก   โดยบริษัทฯ วางแนวทางการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องดื่มระดับโลก โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านมะพร้าวไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และมองหาความแปลกใหม่ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่   1. ขยายพอร์ทโฟลิโอเครื่องดื่ม โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มให้เติบโตกว่า 20-30% ต่อปี โดยเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมนวัตกรรม เพื่อสร้างความแตกต่างด้วยรสชาติและความอร่อยที่แปลกใหม่   2. การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวเครื่องดื่ม 3 รายการ ในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียอย่าง THAIFEX – Anuga Asia 2025 เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และลูกค้าที่มองหาผู้ผลิต OEM ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ได้แก่   เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวรสโยเกิร์ต ‘Thai COCO’ น้ำมะพร้าวผสมวิตามินและแร่ธาตุ ‘Thai COCO’ ผลิตภัณฑ์ชาไทยมะพร้าว ‘CHA SIAM’   “บริษัทฯ พัฒนาสินค้าเพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่กับชาไทยมะพร้าวที่ผสานกันอย่างหอมเข้มไม่ซ้ำใคร เพื่อรองรับกระแสความนิยมชาไทยในกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ”   3. ขยายสู่ตลาดศักยภาพสูง โดยบริษัทฯ วางแผนขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง เช่น ตะวันออกกลาง อเมริกา และเอเชียแปซิฟิก รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้   ทั้งนี้ บริษัทฯ มีแผพัฒนานวัตกรรมเครื่องดื่ม และสร้างการรับรู้กับลูกค้า ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือต่างๆ โดยปัจจุบัน ไทย โคโคนัท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ และมีสำนักงานขายในสหรัฐอเมริกา รวมถึงอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตในประเทศฟิลิปปินส์     ดร.วรวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญสนับสนุนเกษตรกรไทย โดยเน้นการใช้วัตถุดิบมะพร้าวในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพที่เชื่อถือได้ในระดับสากล และให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ และผู้มีส่วนได้เสีย อย่างครอบคลุม   “ด้วยกลยุทธ์ขยายพอร์ทโฟลิโอเครื่องดื่ม และการเสริมความแข็งแกร่งในตลาดที่มีศักยภาพ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะเป็นส่วนสำคัญในการทรานสฟอร์มธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.วรวัฒน์ กล่าว   โดยในปี 2567 บริษัทฯ และบริษัทในเครือมีรายได้รวมมากกว่า 6,619 ล้านบาท เป็นผลมาจากการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง   สำหรับผู้สนใจ สามารถเยี่ยมชมนวัตกรรมเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวของไทย โคโคนัท ได้ที่งาน THAIFEX – Anuga Asia 2025 ระหว่างวันที่ 27–31 พฤษภาคม 2568 ณ Challenger 3 บูธ 3-D01 ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี Alternate-X สรุปให้  ไทย โคโคนัท มุ่งสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมเครื่องดื่มระดับโลก ด้วยความเชี่ยวชาญจากมะพร้าวไทย พร้อมเปิดตัว 3 เครื่องดื่มใหม่ในงาน THAIFEX 2025 เจาะตลาดคนรุ่นใหม่และลูกค้า OEM และเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เติบโต 20–30% ต่อปี พร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ตั้งโรงงานใหม่ในฟิลิปปินส์ และมีสำนักงานขายในสหรัฐฯ เน้นใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย ควบคู่กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

May 28, 2025 / 0 Comments
read more

สแน็กไทย ‘คันนา’ จากสาวไอทีที่ชอบกินขนม ครีเอทวัตถุดิบไทยสู่เงินล้าน

BizKet,  EcoVative

คันนา (KUNNA) สแน็คสายพันธุ์ไทย ที่เดินทางมาแล้ว 13ปี ภายใต้การบริหารของ โบว์- ณชา จึงกานต์กุล  ผู้บริหารสาวที่ใช้ความชอบกินขนมเป็นแรงบันดาลใจทำตลาด สแน็กเพื่อสุขภาพ   ‘โบว์-ณชา’ เล่าที่มา ธุรกิจ เกิดขึ้นจากแพสชั่นด้านขนมที่ ’เจ้าตัว‘ อยากได้ทั้งความอร่อย และ สุขภาพดีไปพร้อมกัน ในช่วงจังหวะเดียวกับกระแสการใส่ใจดูแลสุขภาพเริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงนั้น ที่กลายเป็นแรงส่งให้ ’โบว์‘ ตัดสินใจยุติงานประจำด้านการตลาด และฝ่ายขายในองค์กร บิ๊ก เทคโนโลยี ระดับโลก อย่าง ‘ไมโครซอฟท์’ เพื่อเข้าสู่เส้นทางผู้ประกอบการธุรกิจอย่างจริงจังในตลาดสแน็กผลไม้ไทยแปรรูป ภายใต้แบรนด์ ‘คันนา’   ’ที่มาชื่อแบรนด์สินค้า เราอยากตั้งให้เป็นชื่อไทย เพื่อสะท้อนไทยเนสด้วยวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตที่มาจากการทำงานร่วมกับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ของไทยทั้งหมด อย่างมะพร้าว ทุเรียน มะม่วง ฯลฯ มาตั้งแต่การเริ่มทำธุรกิจ“ โบว์ กล่าว   จากนั้น ‘คันนา’ ได้พัฒนาสินค้าเพื่อทำตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อ 4-5 ปีก่อนแบรนด์ ยังได้ก้าวข้ามความเป็นผลไม้แปรรูปทั่วไป ด้วยสร้างจุดเด่นสินค้าในการฟิวชั่นวัตถุดิบผลไม้ไทย เพื่อให้ได้รสชาติแปลกใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ แต่คงความอร่อย เอาไว้ อย่าง มะพร้าว เคลือบช็อคโกแลต มะม่วงกัมมี่ หนึบหนับ มะม่วงชุบกะทิ หรือ ปรุงรสชาติ บาร์บีคิว ฯลฯ ถึงในตอนนี้ คันนา มีสินค้าทำตลาดราว 35รายการ (SKUs) แล้ว   “โดยกว่า 95% ใช้วัตถุดิบของไทย ทั้งหมดจากผลลิตชาวเกษตรกรภาคอีสาน ภาคตะวันออก และ ภาคกลาง เพื่อย้ำที่มาแบรนด์คันนา เป็นสินค้าสแน็ก รสชาติไทยจริงๆ ซึ่งก่อนหน้าเราเคยลองชิมมะพร้าวจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็ให้รสชาติแตกต่างไปจากของไทยอย่างมาก“ โบว์ กล่าว   สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลัก ‘คันนา’ เป็นตลาดกลุ่มประะเทศอาเซียน และ จีนสัดส่วน 70% และที่เหลือ 30% เป็นกลุ่มประเทศ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และ ยุโรป รวมตลาดในไทย   โดย ‘คันนา’ ยังใช้กลยุทธ์ราคาสินค้าขายปลีก เริ่มต้น 35-285 บาท ซึ่งสินค้าที่มีราคาสูงสุดจะพัฒนาในรูปแบบการจับคู่ ‘DUO’ ผลไม้ด้วยรสชาติใหม่ให้ความแตกต่าง พร้อมผลิตจำนวนจำกัด (Limited) ในการทำตลาด ออกมาแต่ละช่วงฤดูกาล เป็นต้น   โบว์ เล่าต่อถึงการทำตลาดคันนา ในไทย จะวางจำหน่ายสินค้าในช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านสะดวกซื้อ และแพล็ตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พร้อมเสริม “แนวทางการทำธุรกิจ คันนา จะมุ่งให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยใช้งบลงทุนส่วนนี้สูงถึง 5-10% ของยอดขายเลยทีเดียว ซึ่งที่ผ่านมากว่าจะได้สินค้า ทำตลาด 2-3 ตัวจะต้องวิจัยฯ สินค้าไม่ต่ำกว่า 20 ตัว แต่ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ราว 3-4 ตัว”   ขณะที่ ภาพรวมเศรษฐกิจที่ค่อนข้างชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา มีผลต่อกำลังซื้อลดลง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่กลับมาเทียบเท่าช่วงก่อนหน้า ซึ่ง บริษัทฯ ไม่ได้มองว่าเป็นปัจจัยลบมากนัก แต่เห็นว่าเป็นโอกาสในการขยายตลาดใหม่ให้กับสินค้ามากกว่า โดยที่ผ่านมาเริ่มมีตลาดตะวันออกกลาง ให้ความสนใจสินค้า แบรนด์ ’คันนา‘ เข้ามาแล้ว   “สำหรับภาษีทรัมป์ ที่เกิดขึ้น แม้คันนาจะมีตลาดในสหรัฐฯ แต่กลับพบว่าเป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส1-2 ที่ผ่านมา ด้วยคู่ค้าต้องการสินค้าในราคาเดิมก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้า”   โบว์ กล่าวต่อ ถึงแผนในอนาคตจะขยายและต่อยอดแบรนด์ ‘คันนา’ สู่รูปแบบธุรกิจเวลเนสส์ (Wellness) เพื่อตอกย้ำด้านสุขภาพของแบรนด์ ในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการผู้บริโภค ที่มุ่งให่ความสำตัญต่องค์รงมสุขภาวะ ตัวเอง มากขึ้น   จากปัจจุบัน คันนา มีรายได้หลักร้อยล้านบาท โดยในปี2568 นี้ คันนา คาดเติบโต 30% แบ่งสัดส่วน 80% จากตลาดต่างประเทศ และ 20% เป็นตลาดในประเทศ   Alternate-X สรุปให้  คันนา (KUNNA) เป็นแบรนด์สแน็กไทยเพื่อสุขภาพ ที่ก่อตั้งโดยโบว์-ณชา ด้วยแพสชั่นด้านขนมและการดูแลสุขภาพ โดยแบรนด์เน้นใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรไทย และพัฒนาสินค้าฟิวชั่นรสชาติแปลกใหม่ ปัจจุบันมีสินค้าทำตลาดแล้วกว่า 35 รายการ โดย 70% ส่งออกไปยังอาเซียนและจีน ขณะที่ กลยุทธ์สำคัญคือการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึง 10% ของยอดขาย พร้อมแผนต่อยอดสู่ธุรกิจเวลล์เนส และคาดเติบโต 30% ในปี 2568 จากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก

May 28, 2025 / 0 Comments
read more

ปรากฎการณ์ ‘Sell America’ นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจสหรัฐ YLG ลุ้นราคาทองคำมีแตะ 5.5 หมื่นบ.

BizKet

YLG ชี้ทองคำลุ้นทดสอบ 3,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์อีกครั้ง เหตุนักลงทุนกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เกิดปรากฎการณ์ Sell America   พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่าราคาทองคำ เริ่มกลับมายืนเหนือ 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาแกว่งตัวจากการขายทำกำไรรับข่าวสถานการณ์ตึงเครียดหลายด้านผ่อนคลายลงทั้งการร่างข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่กับยูเครนกำลังมีความคืบหน้า   อย่างไรก็ดีล่าสุดราคาทองคำได้รับความสนใจอีกครั้ง มีแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ ส่งผลให้เกิดกระแส Sell America หรือ การขายการลงทุนในสินทรัพย์สหรัฐ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ, หุ้นสหรัฐ และดอลลาร์สหรัฐ   ประกอบกับมีความเคลื่อนไหวของอิสราเอลที่ยังเดินหน้าโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่อง  ขณะที่ทางฝั่งรัสเซีย-ยูเครน แม้กำลังอยู่ในช่วงความหวังในการเจรจาสันติภาพ   แต่ล่าสุดทางรัสเซียยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ (25 พ.ค.) ซึ่งทำให้ ‘โดนัล ทรัมป์’ แสดงความไม่พอใจอย่างมาก พร้อมส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะดำเนินมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อรัสเซีย  ปัจจัยเหล่านี้จึงช่วยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย   Sell America เพิ่งเริ่ม   อย่างไรก็ดีสถาบันการเงินชั้นนำในต่างประเทศได้ประเมินว่าปรากฎการณ์ Sell America ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น  โดยความกังวลรอบนี้ถูกกระตุ้นจากบริษัทจัดอันดับเครดิต มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ที่ได้ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของสหรัฐ จาก Aaa เป็น Aa1 และประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งในสหรัฐ   โดยระบุว่าการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับระดับหนี้สิน อีกทั้งยังมีร่างกฎหมายที่ต้องจับตา ซึ่งถูกผลักดันโดย ‘ทรัมป์’ ให้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสหรัฐ และกำลังอยู่ในกระบวนการในสภาคองเกรส หลังโหวตผ่านสภาล่างแล้ว  และหากสำเร็จจะทำให้รัฐบาลสหรัฐมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก 3-5 ล้านล้านดอลลาร์ จากปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 36.9 ล้านล้านดอลลาร์   จากสถานการณ์ความกังวลต่อเศรษฐกิจจากภาระหนี้สินของสหรัฐ และประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มากระตุ้นความผันผวน ส่งผลให้เงินทุนกลับมาไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ   ปีนี้ ราคาทอง ยังขาขึ้น   โดย YLG มองว่าราคาทองคำปีนี้ภาพรวมจะยังคงเป็นขาขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี แม้ว่าระหว่างทางจะมีแรงเทขายออกมาเป็นระยะๆ แต่หากราคาทองคำสามารถยืนเหนือ 3,250-3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ก็จะยังไม่เสียโมเมนตัมขาขึ้นในระยะกลาง   โดยยืนยันเป้าหมายระดับราคาของทองคำปีนี้จะไปได้ถึง 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ตามเดิม  ส่วนทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศ มองเป้าหมายที่ 54,000-55,000 บาทต่อบาททองคำ (โดยคำนวนจากค่าเงินบาทในช่วง 32.50-33.10 บาทต่อดอลลาร์)   สำหรับคำแนะนำในการลงทุนทองคำในช่วงนี้ YLG แนะนำ  ส่วนนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำแต่มีเงินลงทุนเริ่มต้นจำกัด YLG ได้เปิดให้บริการ Gold Wallet บริการซื้อขายทองคำแท่ง 99.99% ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ด้วยราคาเรียลไทม์ ซื้อขายทองต่อครั้งด้วยขั้นต่ำ 0.1 ออนซ์ สูงสุดแบบเต็มเพดาน ได้สูงสุดถึง 700 ออนซ์ หรือ 20 กิโลกรัม   แนะรายย่อยลงทุนสะสม DCA   ส่วนนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้นแนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย   สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี   เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง   โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2   Alternate-X สรุปให้  ราคาทองคำมีแนวโน้มกลับขึ้นแตะระดับ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง จากแรงหนุน Sell America ที่เกิดจากความกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหนี้ภาครัฐที่สูงขึ้น YLG คาดทองยังอยู่ในขาขึ้น หากยืนเหนือ 3,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ นักลงทุนเริ่มหันกลับมาซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ การลงทุนผ่าน Gold Wallet และแอป Get Gold เริ่มได้รับความนิยมในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย  

May 27, 2025 / 0 Comments
read more

60 วัน หลังแผ่นดินไหว ตลาดอสังหาฯรีเซ็ตมาตรฐานอยู่อาศัย ‘แบรนด์’ จริงใจ-ปลอดภัย-ได้ไปต่อ

BizKet

แสนสิริ มองอสังหาฯไทยหลังแผ่นดินไหวใหญ่เขย่าเมือง สู่ยุคบอกต่อแบรนด์ไหนทำดี-โครงการปลอดภัย-จริงใจ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสู่มาตรฐานใหม่ผู้พัฒนาโครงการ   ‘28 พ.ค.’ ครบรอบ สองเดือนเต็มเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่นอกจากสร้างความสูญเสียต่อชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้แล้ว ขณะเดียวยังส่งแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ในภาคอสังหาริมทรพย์ โดยเฉพาะโครงการฯแนวสูงคอนโดมีเนียมที่รับความเสียหายในระดับที่แตกต่างกันออกไป ทว่ามีจุดร่วมเดียวกัน คือ ความมั่นใจของผู้บริโภคนับจากนี้ไปจะพิถีพิถันเลือกทั้งโครงสร้าง การออกแบบตัวโครงการฯ และ ‘แบรนด์’ จากผู้พัฒนาอสังหาฯ  ว่ารายใด ‘ทำถึง’ ทั้งการดูแลจิตใจและให้ความช่วยเหลือลูกบ้านได้มากที่สุด  ที่สะท้อนถึง ‘ประสบการณ์’ ตรงที่ลูกค้าได้รับจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในช่วงที่ผ่านมา   ขณะที่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯ รายใหญ่ ‘แสนสิริ’ (Sansiri) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญแบ่งปันมุมมอง ‘BEYOND THE BLUEPRINTS’ 60 วัน หลังแผ่นดินไหว ก้าวต่อด้วยพลังความร่วมมือสร้างความตระหนักรู้ ย้ำอาคารสูงในกรุงเทพฯ ปลอดภัย   ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้างสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ภาคอสังหาฯ ไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านมาตรฐานการออกแบบสำหรับอาคารใหม่ จากการออกกฎกระทรวงและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะกฎกระทรวงปี 2564 ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย   “กฎหมายนี้บังคับให้การก่อสร้างอาคารใหม่ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น มีประเภทอาคารที่หลากหลายขึ้น”   นอกจากนี้โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ที่สร้างขึ้นภายใต้กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 และมาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61 นับว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   โดยในอนาคต ควรนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พัฒนาและใช้กันแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศมาช่วยลดระดับการโยกตัวและการสั่นไหวของอาคารในประเทศไทย นวัตกรรมเหล่านี้ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยดูดซับพลังงานการสั่นไหวของอาคาร เช่น Viscous Dampers หรือ Oil Dampers   ขณะเดียวกัน ควรสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว และแนวทางในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ รวมถึงการพัฒนาแผนรับมือเหตุฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากแผ่นดินไหวเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม   จุดเปลี่ยน ยกระดับอสังหาฯ   ด้าน อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้ ตลอดระยะเวลา 40 ปี แสนสิริ ในการพัฒนาธุรกิจผ่านการสร้างโครงการแนวสูง 225 โครงการ รวมกว่า 90,000 ยูนิต  ซึ่งบริษัทฯ เห็นโอกาสโอกาสนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานทั้งอุตสาหกรรม   “จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา แสนสิริพิสูจน์ว่าการอยู่อาศัยในโครงการแนวสูงมีความมั่นคงปลอดภัยจริง และสิ่งที่ทำให้แสนสิริฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ได้คือ เครือข่ายพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง ทั้ง พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้ดูแลงานนิติบุคคลระดับมืออาชีพ, ผู้รับเหมารายใหญ่ ที่เร่งเข้ามาสนับสนุนงานตั้งแต่วันแรก, ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำเชิงเทคนิคและร่วมลงพื้นที่, ทีมลิฟต์  หัวใจสำคัญของการขนส่งในตึกสูงที่ทำงานหนักที่สุดทีมหนึ่ง และบริษัทประกัน ที่เคียงข้างลูกบ้านอย่างมั่นคง” ”  อุทัย กล่าวพร้อมเสริมว่า   นอกจากนี้ แสนสิริ ยังได้นำข้อมูลจากเหตุการณ์จริงมารีวิวและปรับปรุงคู่มือมาตรฐานการก่อสร้าง การเตรียมพร้อมและซ้อมแผนฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงระบบเตือนภัยและการตรวจสอบที่ช่วยป้องกันปัญหาก่อนเกิดขึ้น เป็นการรวมพลังทั้งวงการเพื่อเป้าหมายเดียว คือ ที่พักอาศัยที่แข็งแรง ปลอดภัย   แผ่นดินไหว กระทบเชื่อมั่นระยะสั้น   ด้าน บริสุทธิ์  กาสินพิลา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฮมบายเออร์ ไกด์ จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้งหลักสูตร The Next Real กล่าวว่า อสังหาฯ ไทย ผ่านมาแล้วทุกวิกฤติ ทั้งน้ำท่วมใหญ่, โควิด เชื่อมั่นว่าสถานการณ์แผ่นดินไหวในไทยที่ผ่านมา มีผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น   “ตรงกันข้ามสำหรับแบรนด์ที่ทำได้ดี โครงการมั่นคงปลอดภัย มีการดูแลลูกค้าอย่างรวดเร็ว จะได้รับความเชื่อมั่นและเกิดการบอกต่อ”   สำหรับในระยะยาว ตลาดอสังหาฯ จะปรับตัวและฟื้นตัวได้โดยมีการเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบและการเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สิ่งที่สำคัญ คือการร่วมมือกันใน Ecosystem จับมือกันฝ่าก้าวข้ามทุกวิกฤติมาได้อย่างแข็งแกร่ง นำบทเรียนการก้าวข้ามผ่าน สู่การพัฒนาโปรดักส์ใหม่ที่มีคุณภาพ มีเทคโนโลยีการก่อสร้างรูปแบบใหม่ๆ และมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มข้นขึ้นอีกในอนาคต   โดยเฉพาะงานบริการหลังการขาย After Sale Service จะเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบในการเร่งเครื่องพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์   นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะยังคงต้องปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแข็งแรง ปลอดภัย ตรงกับความต้องการของตลาด และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตลาดและการขายมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มคนสูงอายุ (Aging Society) หรือกลุ่มที่ต้องการบ้านเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า”   รีซ็ตมาตรฐาน อสังหาฯ   ด้าน องอาจ สุวรรณกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสนสิริ ได้เข้าไปจัดการความโกลาหลที่เกิดขึ้น ด้วยเป้าหมายสูงสุด คือความปลอดภัยและความสบายใจในการพักอาศัยของลูกบ้าน   พร้อมจัดตั้ง War Room และทีมงานทุกด้านที่เกี่ยวข้อง และหยุดงานขายชั่วคราวเพื่อทุ่มเททรัพยากรทั้งหมด และประสานงานกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญจัดทำคู่มือ Key Check List ให้วิศวกรลงพื้นที่ทันทีเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งงานโครงสร้างภายนอกและภายใน ไปจนถึงระบบป้องกันอัคคีภัย และความมั่นใจระบบความปลอดภัยของลิฟต์   จากบทเรียนครั้งนี้ แสนสิริจะนำข้อมูลจาก LIV-24 ซึ่งเป็นศูนย์ดูแลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ 24 ชม. มาศึกษาและใช้ประโยชน์สูงสุดในการรับมือวิกฤตในอนาคต รวมถึงการนำเคสความเสียหายต่าง ๆ มาวางแผนใหม่ เช่น การทำฝ้าและผนังให้มีความยืดหยุ่นในการรับมือแผ่นดินไหวมากขึ้น ตลอดจนนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วย   โดยเฉพาะการพัฒนาแนวทางปฏิบัติการออกแบบโครงสร้างในอาคารสูงที่แสนสิริ ศึกษามาตั้งแต่ปี 2560 จะถูกรีวิวและปรับปรุงใหม่ร่วมกับสถาบันการศึกษาและพาร์ตเนอร์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป และนำมาตรฐานระดับสากลมาอ้างอิงเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดให้กับลูกบ้านในทุกสถานการณ์   มุ่งนวัตกรรมการก่อสร้าง   ด้าน ดร.วีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แผ่นดินไหวครั้งนี้อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แต่เราสามารถทำให้ครั้งต่อไป ให้ไม่เป็นวิกฤติ โดยยกระดับความพร้อมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่วันนี้”   นอกจากนี้ นวัตกรรมที่อยากเห็นในวงการก่อสร้าง คือ การใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปมากขึ้น เช่น ผนังน้ำหนักเบาโครงโลหะ ที่มีความแข็งแรงรับแรงและกันเสียงได้ดี ซึ่งเมื่อเกิดการแตกร้าว อาทิ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จะสามารถซ่อมแซมได้ง่ายกว่าผนังปูน รวมถึงให้เห็นภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง   บทเรียนอาคารถล่ม – ‘Bad Conditions’   ด้าน กฤษฎา แท้ประสาทสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟรา กรุ๊ป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารสูงและแรงลมแผ่นดินไหว กล่าวว่า สาเหตุของอาคารถล่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและต่างประเทศ มาจาก Bad Conditions หลายประการที่มาประกอบกัน เช่น จุดต่อที่ทำไม่สมบูรณ์เพียงจุดเดียว แต่เมื่อรวมกับการเปลี่ยนแปลงฟังก์ชันการใช้งานภายในอาคาร หรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำใต้ดิน ก็อาจนำไปสู่อาคารถล่มอย่างคาดไม่ถึงได้   ฉะนั้น การออกแบบที่ดี ต้องการผู้รับเหมาผู้ควบคุมงานที่ดี และสิ่งสำคัญคือเจ้าของโครงการจะต้องเข้าใจและให้การสนับสนุน แม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก็ตาม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะพิสูจน์ผลงานของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการ ผู้ออกแบบและผู้รับเหมา สิ่งสำคัญคือการเคารพในวิชาชีพ มีความรับผิดชอบ และตั้งใจทำงาน   “เพราะผลงานที่ดีจะสะท้อนเพอร์ฟอร์แมนซ์ของอาคาร และขอฝากถึงทุกภาคส่วนให้รักษาคุณภาพมาตรฐานงานออกแบบ-ก่อสร้าง โดยเฉพาะการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างเหล็กและคอนกรีตที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และเสนอให้มีการสุ่มตรวจคุณภาพหน้างานไม่ใช่แค่ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น” กฤษฎา กล่าว   รับมือเร็ว-สื่อสารเรียลไทม์       ด้าน นฤมล อาภรณ์ธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารอาคารที่พักอาศัย บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ดูแลโครงการกว่า 400 แห่ง ครอบคลุมลูกบ้านมากกว่า 100,000 ครอบครัว ที่จะต้องให้ความสำคัญทั้งความรู้สึกและความปลอดภัยของลูกค้า พร้อมจัดตั้ง War Room ทันทีเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ มีการสื่อสารสถานการณ์ที่ถูกต้อง แม่นยำ เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความตื่นตระหนก   สำหรับเทรนด์ในอนาคต มองว่าควรมีการพัฒนา Data Center การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงวัย ผู้ป่วย ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะในเหตุการณ์ฉุกเฉินที่จำเป็นต้องอพยพ เพื่อที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที และการใช้เทคโนโลยีของ LIV-24 ซึ่งนำ AI มาใช้เพื่อความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย โดยระบบสามารถประมวลผลจากข้อมูลแบบเรียลไทม์   ความท้าทาย ธุรกิจประกันฯ    ด้าน วิญญู อังศุนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความท้าทายในการจัดการสถานการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้คือการรับมือกับจำนวนการเคลมที่เข้ามาอย่างมาก โดยเฉพาะจากลูกค้ารายย่อย โดย บริษัทฯ ได้เร่งกระบวนการพิจารณาและจ่ายสินไหมทดแทน เน้นการสำรวจความเสียหายและอนุมัติการจ่ายเคลมอย่างเป็นธรรม พร้อมให้ความสำคัญกับการควบคุมราคาค่าซ่อมแซม โดยเจรจากับผู้รับเหมาเพื่อให้มั่นใจว่าค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า   ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือกับหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการทำงานใกล้ชิดกับสำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องประกันภัยและภัยธรรมชาติให้แก่ประชาชน และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในเรื่องความจำเป็นของการมีประกันภัย ที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดหมายได้   Alternate-X สรุปให้  ครบ 60 วันหลังเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ส่งผลให้วงการอสังหาฯไทยต้องรีเซ็ตมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมแนวสูงที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความแข็งแรงของโครงสร้างและการตอบสนองของแบรนด์มากกว่าเดิม โดย แสนสิริ ได้ออกมาบริหารวิกฤตอย่างเรียลไทม์พร้อมร่วมพันธมิตรทุกภาคส่วนพัฒนามาตรฐานใหม่การก่อสร้างโครงการอยู่อาศัยสอดคล้องกับกฎกระทรวงปี 2564 ที่เน้นการออกแบบต้านแผ่นดินไหว ส่วนตลาดคาดการณ์ว่าแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบและมีบริการหลังการขายแข็งแกร่งจะได้เปรียบในการแข่งขัน ส่วนเทรนด์อนาคตจะเน้นการใช้ผนังเบาและระบบป้องกันแรงสั่นสะเทือนแบบประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

May 27, 2025 / 0 Comments
read more

โจรกรรม AIไซเบอร์ ภัยจู่โจมองค์กรยุคใหม่ จะคุกคาม-ซับซ้อน ยิ่งกว่าที่ผ่านมา

BizKet

UIH ใช้ ‘Gamified Cyber Lab’ เทรนการ์ดป้องกันภัยจู่โจมไซเบอร์ยุคใหม่ใช้เอไอ-ออโตเมชัน ความท้าทายองค์กร อนาคต   ดร.ศุภกร กังพิศดาร ประธานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยข้อมูล (CISO)  บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) กล่าวว่าในปี 2025 นี้ สถานการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์มีรูปแบบใหม่มากขึ้น มีรูปแบบการโจมตีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นกว่าที่ผ่านมา เช่น ภัยจาก ransomware หรือ quantum computing   อีกด้วย Shadow AI,   นอกจากนี้ ยังมีการฉ้อโกงด้วย Deepfake การใช้ช่องโหว่ใน Open-source, Ransomware และ Initial Access Brokers (IABs) ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เทคโนโลยี AI และ Automation ในการโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้น   “จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ดูแลระบบป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์จะต้องพัฒนาทักษะการตรวจสอบระบบให้เท่าทันเพื่อป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไร้ช่องโหว่” ดร.ศุภกร กล่าวพร้อมเสริมว่า   ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองเห็นเป็นโอกาสในการทำตลาดโดยร่วมกับพันธมิตร ’Hack The Box’   (HTB) มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้าน Cybersecurity แก่บุคลากรในประเทศไทย   โดยนำแพลตฟอร์มฝึกฝนแบบ Gamified Cyber Lab ของ HTB มาช่วยเสริมศักยภาพให้กับทั้งภาครัฐและเอกชน ผ่านการจัดอบรม ฝึกปฏิบัติ และแข่งขันแบบ Capture The Flag (CTF) โดย UIH จะเป็นผู้แทนอย่างเป็นทางการของ HTB ในการทำตลาด สนับสนุน และให้บริการลูกค้าในประเทศ ซึ่งยังเป็นการยกระดับ Ecosystem ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของไทยให้ทันต่อภัยคุกคามในยุคดิจิทัล   “ในปี 2025 นี้  บริษัทมุ่งนำเสนอรูปแบบบริการด้านไซเบอร์ ในลักษณะ next-generation managed security services โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น AI เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้แก่บริการไซเบอร์ซีเคียวริตี้  เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และยัง address กับภัยคุกคามสมัยใหม่” ดร.ศุภกร กล่าว   โดยแนวทางสร้างการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย และอบรมเพิ่มทักษะให้กับเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ รวมถึงพนักงานในองค์กร  เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการเตรียมความพร้อมรับมือแนวโน้มภัยคุกคามที่ องค์กรต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความปลอดภัยครบครอบคลุม ในด้านต่างๆ เช่น   ต้องพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่คาดการณ์ไว้ องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยในหลายด้าน การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ: ทำความเข้าใจจุดอ่อนและช่องโหว่ในระบบของตนเอง การลงทุนในเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย: พิจารณาโซลูชันที่สามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่ซับซ้อน เช่น ระบบตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคามขั้นสูง (EDR/XDR), ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานและเอนทิตี (UEBA), และโซลูชันความปลอดภัยบนคลาวด์ การบังคับใช้หลักการ Zero Trust: ตรวจสอบและยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีการเข้าถึงทรัพยากร การเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย: ให้ความรู้และฝึกอบรมแก่พนักงานอย่างต่อเนื่อง การมีแผนรับมือและกู้คืนจากภัยพิบัติ (Incident Response and Disaster Recovery Plan): เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ถูกโจมตี   สำหรับความร่วมมือระหว่าง UIH  กับ Hack the Box ยังตอบโจทย์ความท้าทายในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์เพิ่มทักษะในสภาพแวดล้อมที่สมจริง  โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มภาคการเงิน หน่วยงานราชการ หน่วยงานความมั่นคง และภาคการศึกษา     ด้าน เซธ ทอสซี่ รองประธานฝ่ายช่องทางการขายทั่วโลก   บริษัท Hack The Box   กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง UIH เป็นก้าวสำคัญในพันธกิจต่อการเชื่อมช่องว่างระหว่างการศึกษาและทักษะในโลกแห่งความเป็นจริง ด้วยแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะของ Hack The Box นำเสนอการจำลองสถานการณ์ขั้นสูง แบบฝึกหัด และเนื้อหาพิเศษที่สะท้อนถึงพัฒนาการล่าสุดในอุตสาหกรรม ที่ผสานเข้ากับโซลูชัน Cybersecurity  ได้อย่างลงตัว   “ความร่วมมือนี้เสริมสร้างความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทในการส่งเสริมพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับภัยคุกคามในยุคปัจจุบัน ในการนำเสนอโซลูชันการพัฒนาทักษะด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สมจริง และครอบคลุมที่สุด”  ทอสซี่ กล่าว   Alternate-X สรุปให้    ในปี 2025 แนวโน้มภัยไซเบอร์จะมีความซับซ้อนขึ้น ด้วย Ransomware, Quantum Computing, Deepfake และ AI ทำให้ UIH มองเห็นโอกาสพร้อมร่วมกับ Hack The Box (HTB) ยกระดับทักษะการป้องกันภัยไซเบอร์ Cybersecurity ในไทยผ่านแพลตฟอร์ม Gamified Lab เน้น Next-Gen Security Services ด้วย AI และ Managed Security Solutions พร้อมให้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ แบบ CTF (Capture The Flag) สำหรับภาครัฐ-เอกชน เตรียมรับมือภัยใหม่ ด้วย Zero Trust, EDR/XDR และแผน Disaster Recovery

May 27, 2025 / 0 Comments
read more

OPPO เปิดประสบการณ์เปลี่ยนมือถือ ‘เป็นสมองกล’ กลยุทธ์พลิกตลาดสมาร์ทโฟนเอไอ

BizKet

หลังจาก ‘OPPO’ ออกมาย้ำความเอาจริงต่อการนำเอไอ (AI) มาใช้ในสมาร์ทโฟนออปโป ตั้งแต่ต้นปี 2567 ที่มาพร้อมกับซีรีส์ ‘OPPO Reno12’ จุดเริ่มต้นของการผสาน AI เข้ากับสมาร์ทโฟนอย่างเป็นทางการ นับจากนั้นเป็นต้นมา   โดยฟีเจอร์ AI ที่โดดเด่นในสมาร์ทโฟน OPPO มีทั้ง   AI Eraser ลบวัตถุที่ไม่ต้องการออกจากภาพถ่าย AI Writer ช่วยในการเขียนข้อความหรือบทความด้วย AI AI Recording Summary สรุปเนื้อหาจากการบันทึกเสียง AI Portrait ปรับแต่งภาพถ่ายบุคคลให้สวยงามยิ่งขึ้น AI LinkBoost ปรับปรุงการเชื่อมต่อเครือข่ายให้เสถียรและรวดเร็ว   พร้อมกับเมื่อ ราวเดือนมีนาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา ‘OPPO’ ได้ ประกาศกลยุทธ์ AI ที่พัฒนาขึ้นใหม่ในงาน ‘OPPO AI Tech Summit’ เพื่อยกระดับประสบการณ์ AI บนมือถือให้ดียิ่งขึ้น ที่เน้นการนำเสนอเทคโนโลยี AI ล่าสุดที่สมจริงและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้มากขึ้น ในงาน Mobile World Congress 2025 หรือ MWC Barcelona 2025 งานแสดงเทคโนโลยีโทรคมนาคมและมือถือ ใหญ่ที่สุดในโลก จัดโดย GSMA (องค์กรอุตสาหกรรมโทรคมนาคม)   ต่อเรื่องนี้ ‘Billy Zhang’ ประธานฝ่ายการตลาด การขาย และบริการต่างประเทศของ OPPO ย้ำว่า “หากพูดถึง AI ประสบการณ์ของผู้ใช้คือสิ่งสำคัญที่สุด”  ที่ยังมาพร้อมกับการขายประสบการณ์ด้าน AI ขณะเดียวกัน “สมาร์ทโฟนไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะสำหรับ AI เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนประสบการณ์ AI ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านสมาร์ทโฟน OPPO กำลังขับเคลื่อนนวัตกรรมภายในองค์กรและการทำงานร่วมกันแบบเปิดกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเพื่อมอบประสบการณ์ AI ที่ไม่มีใครเทียบได้เหล่านี้ให้กับผู้ใช้ของเรา”   ด้วยวิสัยทัศน์ ดังกล่าวถูกส่งต่อมายังการทำตลาดท้องถิ่นในแต่ละประเทศ ซึ่งรวมถึงในไทย ที่ได้รับนโยบายจากบริษัทแม่ ออปโป เพื่อมุ่งสู่การทำตลาดสินค้าให้ ‘ทุกคน’ สามารถเข้าถึงเอไอ สมาร์ทโฟน (AI Phone)   ล่าสุด ‘ออปโป’ ต่อยอดแนวคิดการทำตลาดนี้ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค ‘เอไอ สมาร์ทโฟน’ ได้มากขึ้น โดยส่ง OPPO Reno13 5G พร้อมอัปเกรดประสบการณ์เอไอรอบด้านให้กับผู้ใช้งาน   ทั้งการถ่ายภาพด้วย AI Livephoto และระบบประมวลผลทรงพลัง และยังเป็นครั้งแรกของการถ่ายภาพใต้น้ำด้วยมาตรฐาน IP69 รวมถึงประสบการณ์การถ่าย ภาพพอร์ตเทรตให้โปรยิ่งขึ้นด้วย AI Livephoto   และแน่นอนว่า เพื่อให้เป็นไปตามแนวคิดให้ ‘ทุกคน’ สามารถเข้าถึงเอไอ สมาร์ทโฟน ได้ โดยตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ‘OPPO’ ยังใช้กลยุทธ์ราคาใหม่ 16,999 บาท จากราคาปกติ 17,999 บาท สำหรับ OPPO Reno13 5G ที่มาพร้อมฟีเจอร์เอไอที่มาเพิ่มประสบการณ์ถ่ายภาพรอบด้าน และมีชีวิตชีวา   นอกจากนี้ ยังเป็นการตอกย้ำตำแหน่งทางการตลาดของ ‘OPPO’ ในฐานะสมาร์ตโฟนราคาระดับกลางที่สามารถถ่ายภาพใต้น้ำ ได้ด้วยมาตรฐานกันน้ำ IP69 รองรับการถ่ายภาพใต้น้ำที่ความลึกสูงสุด 2 เมตร นานสูงสุด 30 นาที และยังมาพร้อม ฟังก์ชันระบายน้ำออกโดยการกดเพียงครั้งเดียว   ในส่วนของการออกแบบในรอบนี้ ‘OPPO’ มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทันสมัย ด้วยฝาหลังลวดลายปีกผีเสื้อสีขาว Plume White และวงแหวน Luminous Loop ในสีฟ้า Luminous Blue ให้ความรู้สึกหรูหราและทันสมัย พร้อมฝาหลัง กระจกแกะสลักชิ้นเดียวดีไซน์ขอบเหลี่ยมจับถนัดมือ เพื่อให้ใช้งานสะดวกและมั่นคงในทุกการสัมผัส พร้อมด้วยแบตเตอรี่ขนาด 5,600mAh และชาร์จไว 80W SUPERVOOC ความจุ RAM 12GB + ROM 256GB   หลังจากเปิดตัวรุ่น OPPO Reno13 5G ในราคาปรับใหม่ที่ลดลงมาร่วมหมื่นบาทในครั้งนี้ คงต้องวัดพลังกันต่อว่าแผนนี้ของออปโปจะมัดใจเหล่า ‘เอไอ คอมมูนิตี้’ ที่ตื่นตัวอย่างแรงในเวลานี้ ได้มากน้อยเพียงใด     รายงานข่าวจาก seaasia ระบุในปี 2568 ที่ผ่านมา OPPO ได้กลายมาเป็นผู้ขายสมาร์ทโฟนชั้นนําในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยยอดการจำหน่าย 16.9 ล้านยูนิต สัดส่วน 18% ของตลาด มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี และยังเป็นครั้งแรกที่ OPPO ขึ้นสู่ผู้นำตลาดในภูมิภาคฯนี้ Oppo   Alternate-X สรุปให้  หลัง OPPO เปิดจุดเริ่มต้นมุ่งสู่การพัฒนา AI สมาร์ทโฟนในปีก่อน ด้วย Reno12  ล่าสุดในปี 2568 นี้ ได้ประกาศกลยุทธ์ AI ใหม่ในงาน MWC 2025 มุ่งเน้นประสบการณ์ผู้ใช้และความเสถียร พร้อมขยายสู่การทำตลาดท้องถิ่นในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ราคาดึงดูด Reno13 5G ลดเหลือ 16,999 บาท (จาก 17,999 บาท) พร้อมย้ำความเป็นเอไอสมาร์ทโฟนราคาระดับกลางมาพร้อมฟังก์ชันถ่ายภาพใต้น้ำ IP69 เป็นครั้งแรก จากแนวทางดังกล่าวส่วนหนึ่งผลักดันให้ในปีที่ผ่านมา OPPO ยังขึ้นสู่ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในอาเซียน ด้วยยอดขาย 16.9 ล้านเครื่อง     

May 26, 2025 / 0 Comments
read more

ดวงเมืองครึ่งหลังปี’68 เศรษฐกิจไทยร้อนรุ่มยังกะไฟเออร์ ‘ซินแส’ แนะ 4 ทางตั้งรับสมดุลชีวิต

Peace&Play

หลังจาก สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ ประกาศปรับจีดีพีไทยปี68 เหลือ1.8% รับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ไปเมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา   สอดคล้องกับหลายสำนักต่างคาดการณ์เศรษฐกิจประเทศไทยในปีนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าส่อแววชะลอตัว ด้วยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในเวลานี้ เหลือเพียง ‘ภาคท่องเที่ยว’ เป็น ‘engine’ ขุมกำลังหนึ่งเดียว   โดย กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย ข้อมูลล่าสุดวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 อยู่ที่ 12,096,120 คน เทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2567 มีจำนวน 12,127,447 ลดลง 0.26%   ขณะที่การส่งออกของไทย อาจยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จากนโยบายกำแพงภาษีการค้านำเข้าสหรัฐอเมริกา แม้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีตอบโต้เต็มรูปแบบออกไปอีก 90 วัน ไปเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา พร้อมกับท่าทีของจีน เตรียมการตอบโต้สงครามการค้าในครั้งนี้   ด้วยในที่สุดแล้ว ‘ภาษีทรัมป์’ จะส่งผลต่อภาคการผลิตทุนจีนที่ใช้ฐานการผลิตในแต่ละประเทศรวมถึงไทยมากน้อยเพียงใด เช่นกัน   ส่วนเครื่องยนต์อีก2 ตัว ทั้ง ‘การลงทุนภาคเอกชน’ และ ‘การบริโภคในประเทศ’ ที่ปัจจุบันค่อนข้างชะลอตัวต่อเนื่องจากต้นปีจากบรรยากาศ ‘Sentiment’ ความเชื่อมั่นที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ   ปรับพลัง-รับดวงเมืองร้อนครึ่งหลังปี68   แนวโน้มที่เกิดขึ้น หากมองในแง่ ‘จิตใจ’ หรือความเชื่อส่วนบุคคลยังสอดคล้องกับการพยากรณ์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในครึ่งหลังปี 2568 โดย ‘ซินแสปรัชญา รมหุตติฤกษ์’ หรือ อาจารย์‘ปรัชญา เปิดฟ้า’ ผู้เชี่ยวชาญโหราศาสตร์จีน ระบุว่า นับจากเดือนมิถุนายนนี้ไปแล้ว ภาพรวมของโลกจะเคลื่อนเข้าสู่ปีนักษัตรมะเส็ง ‘ธาตุไฟ’ จากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นมา เป็นปีนักษัตรมะเส็ง ธาตุน้ำ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนไปตามหลักพื้นฐานปกติในเชิงโหราศาสตร์จีน อยู่แล้ว   ขณะที่บทบาทของปีนักษัตรมะเส็ง ธาตุไฟ ในครึ่งหลังของปี 2568 จะเป็นความร้อนแรงและชะล้างพลังน้ำที่เกิดขึ้นไปเมื่อครึ่งแรกของปีนี้ที่ผ่านมา ซึ่งธาตุน้ำหมายถึงความเบาบาง มีการหมุนเวียน เคลื่อนย้าย ไหลเท เปลี่ยนถ่าย ซึ่งเหมาะสมกับภาคการท่องเที่ยว ส่งออก   “ดวงเมืองประเทศไทย ไม่เหมาะกับธาตุไฟ เช่นเดียวกับดวงดวงโลกก็อาจจะดับเบิลขึ้นอีก เห็นได้จากทั้งไฟสงครามโลกและสงครามการค้า ที่เมื่อเกิดกับประเทศใหญ่แล้วย่อมมีผลกับไทยแน่นอน และยังรวมถึงไฟลักษณะกิเลสของผู้คนที่จะประทุตามมาขึ้นด้วย”   ซินแสปรัชญา กล่าวพร้อมเสริมว่า   “จากสถานการณ์ดังกล่าว ดวงเมืองประเทศไทยจะพลิกกลับมาฟื้นในครึ่งแรกของปี 2569 จากนั้นจะต้องกลับไปลุ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 อีกครั้ง”   อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบทิศทางที่อาจจะเกิดขึ้นและเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อวางแผนตั้งรับใน 4 ด้านในการใช้ชีวิตด้วยความแระมัดระวัง ที่ยังสอดคล้องกับพลังแห่งความสมดุล (หยิน/หยาง) ตามหลักโหราศาสตร์จีน ดังนี้   ‘สร้างการมีตัวตน’ พัฒนาทักษะและศักยภาพ ด้วยการลงทุนกับตัวเองด้านต่างๆ การหารายได้เพิ่มให้มากกว่าหนึ่งช่องทางประจำ เพื่อสร้างพลังแห่งการหมุนเวียนถ่ายเทให้กับตัวเองได้มากขึ้น เมื่อดวงเมืองเข้าสู่พลังงานธาตุไฟ ‘รักษากระแสเงินสด’ ไว้กับตัวให้มากที่สุด เพื่อรักษาพลังงานสภาพคล่องของตัวเอง ไม่วู่วามกับการลงทุนที่ขาดประสบการณ์หลังเข้าสู่ธาตุไฟแล้ว ‘อย่าก่อหนี้ใหม่’ สะท้อนทั้งในเชิงจิตวิทยาและโหราศาสตร์จีนตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ด้วยในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรผลักเงินออกจากตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นเก็บไว้ ซึ่งหมายถึงภาระแบ่งเงินออกไปชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ควรพิจารณาถึงความพอดีให้ได้มากที่สุดในการดำเนินชีวิตในแต่ละช่วงสถานการณ์นั้นๆ ‘อดทนและรอคอย’ ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกันในภาพรวม ควรใช้ชีวิตไปต่อด้วยสติและจิตใจมั่นคงเข้มแข็ง ด้วยความมุ่งมั่นให้ผ้านพ้นไปได้ด้วยดี       Alternate-X สรุปให้  เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัว โดย สภาพัฒน์ปรับจีดีพีเหลือ 1.8% จากปัจจัยเสี่ยงโลก ภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักเพียงหนึ่งเดียว ขณะส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า การบริโภคและลงทุนภาคเอกชนยังซบเซา สะท้อนความเชื่อมั่นที่ลดลง โหราศาสตร์จีนชี้ “ธาตุไฟ” ครึ่งปีหลัง 68 ส่งผลแรงกระทบทั้งในและต่างประเทศ พร้อมคำแนะนำรับมือ ลงทุนพัฒนาตนเอง รักษากระแสเงินสด ไม่ก่อหนี้ และใช้ชีวิตด้วยความอดทนมีสติ  

May 26, 2025 / 0 Comments
read more

เบเกอรี่ไทย 4 หมื่นล. ธุรกิจแข่งทำ ‘เฮาส์แบรนด์’  แต่กำลังซื้อเท่าเดิมทำตลาดไม่โต 2 ปีติด  

BizKet

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ราวช่วงปี 2493-2503 ‘ไทย’ เริ่มรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศจากตะวันตก  รวมถึงอารยธรรมการบริโภคอาหารอย่าง ‘เบเกอรี่’ ที่เข้าสู่ประเทศนับจากช่วงนั้นเป็นต้นมา   ทำให้เบเกอรีและโรงงานขนมปังสมัยใหม่เริ่มเข้ามาในประเทศไทยอย่างแพร่หลายในช่วงนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการ ‘เช็ค แฮนด์’ เทรนด์การบริโภคแบบตะวันตก ที่มาพร้อมกระแสความนิยมการกินทั้งขนมปังและเบเกอรี ขยายตัวเพิ่มขึ้น   จากนั้นเริ่มมีโรงงานขนมปังสมัยใหม่เริ่มเกิดขึ้น อย่างโรงงานขนมปังบางกอกเบเกอรี่ (ก่อตั้งราวปี พ.ศ. 2495) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตขนมปังรายแรกๆ ของไทย และมีบริษัทต่างชาติ เช่น Délifrance (ฝรั่งเศส) และ Yamazaki (ญี่ปุ่น) เข้ามาเปิดสาขาในไทยในช่วงปี 2523-2533   รวมถึงการเข้ามาสู่รูปแบบอุตสาหกรรมขนมปังอย่างจริงจัง จากการเปิดตัว ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ (Farmhouse) แบรนด์ขนมปังสัญชาติไทยที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2525 โดยบริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ในเครือสหพัฒนพิบูล   โดยธุรกิจ ก่อตั้งจากแนวคิด ผลิตและจัดจำหน่ายขนมปังและผลิตภัณฑ์เบเกอรีที่มีคุณภาพมาตรฐานทัดเทียมสากล ที่ปัจจุบันดำเนินการมาร่วม 43 ปีแล้วถึงในปัจจุบัน   ด้วยยี่ห้อสินค้า ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ มาพร้อมโลโก้รูปบ้านแนวโฮมมี่ ให้ความอบอุ่น  และยังสะท้อนถึงทุ่งข้าวสาลีที่เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตขนมปัง เพื่อสื่อถึงการอบขนมปังที่สดใหม่   อาจเรียกได้ว่าอุตสาหกรรมเบเกอรี่และขนมปังของไทย ได้เข้าสู่ยุคเฟื่องฟูมาตั้งแต่กว่า 30 ปีที่ผ่านมาจนถึงในปัจจุบัน เห็นได้จากการขยายตัวของร้านเบเกอรีหลากหลายแบรนด์ต่างๆ ที่ทยอยเปิดตัวเป็นจำนวนมาก ที่ผลักดันให้ตลาดเบเกอรีในไทยมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท   อย่างไรก็ตามตลาดเบเกอรี่ในไทยที่มีมูลค่าร่วม 4 หมื่นล้านบาท กลับทรงตัวและไม่เติบโต 2 ปีต่อเนื่อง (พ.ศ. 2567-2568) “ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว และการแข่งขันสูงขึ้น โดยทุกบริษัททำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์เป็นของตนเอง และทำสินค้าขนมปังออกมาแข่งขัน เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่เข้ามาง่าย ส่งผลให้ปัจจุบันมีแบรนด์ขนมปังในตลาดสูงถึง 18 แบรนด์ ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคเท่าเดิม” อภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย’ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ กล่าว   ขณะที่ในช่วงหลังการแพร่ระบาดโควิด ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ เคยมีการเติบโต 3 ปีต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2566 และเคยเติบโตสูงสุดอัตราสองหลัก Double Digit ในช่วงที่ร้านสะดวกซื้อขยายสาขาเปิดตัวจำนวนมาก   “และเคยหดตัวสูงสุดที่ 5% แต่ตอนนี้เหลือโตเฉลี่ย 3-5%”   ลงทุน 4 พันล.บาทใน 3 ปี   ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว แน่นอนว่า ‘ฟาร์มเฮาส์’ จะต้องปรับแนวทางการทำธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยแผนเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าพร้อมเตรียมใช้งบลงทุนราว 4,000 ล้านบาทใน 3 ปี (พ.ศ. 2568-2570) เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขัน แบ่งออกเป็น   ลงทุนโรงงานแป้ง 1,200 ล้านบาท ลงทุนสร้างโรงงานแห่งใหม่ 2,000 ล้านบาท ลงทุนนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากยุโรป 600-700 ล้านบาท ลงทุนตู้เวนดิ้งแมชชีน 300 ล้านบาท (ปีละ 100 ล้าน) ลงทุนเพิ่มรถ EV ในการขนส่งสินค้าอีก 300 คัน   “การนำเข้าเครื่องจักรยุโรป ใช้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพการผลิตขนมปังให้ดีขึ้น และยังสามารถเพิ่มกำลังผลิตขนมปังได้ 6,000 แถว/ชม. หรือประมาณ 20% ส่วนโรงงานแห่งใหม่คาดแล้วเสร็จปี 2569 จะช่วยในเรื่องการบริหารต้นทุนให้ดีขึ้น”   อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมตลาดจะทรงตัว แต่ ฟาร์มเฮ้าส์ มองเห็นโอกาสในตลาดขนมปังในไทยยังมีช่องว่างให้เติบโตอีกอย่างน้อย 2 เท่า   ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกับในตลาด ‘ญี่ปุ่น’ และ ‘มาเลเซีย’ ที่คนในประเทศต่าง รับประทานข้าวเป็นหลักเหมือนคนไทย แต่ยอดการบริโภคขนมปังโตมากกว่าไทย   ต้องสร้างวัฒนธรรมขนมปัง   จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ มุ่งสร้างวัฒนธรรมการรับประทานขนมปังในไทยมากขึ้น   และเมื่อสร้าง ‘นี้ด’ ให้เกิดขึ้นได้แล้ว จากนั้นจะต้องไปสู่การเพิ่มช่องทางขาย หรือ ‘เอาต์เล็ต’ ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น อย่าง ตู้เวนดิ้งฟาร์มเฮ้าส์ ที่ปัจจุบันมีอยู่ 500 ตู้ ตั้งเป้าขยายครบ 1,000 ตู้ กระจายตามย่านโรงเรียนและโรงพยาบาล ซึ่งต่อยอดจากช่องทางขายเดิม ที่มีอยู่ราว 60,000 ร้านค้า ใน โมเดิร์นเทรด อาทิ ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าเทรดิชั่นนอลเทรด อาทิ โชห่วย ในสัดส่วน 50 : 50 เท่ากัน   เปิดเทอม ทำตลาดขนมปังสดใส    ขณะที่ในไตรมาส 2 ปี 2568 ฟาร์มเฮ้าส์ คาดว่าจะมียอดขายขนมปังเติบโตขึ้น จากโรงเรียนที่เปิดเทอม และคนออกมาทำงานมากขึ้น พร้อมวางเป้าหมายในปี 2568 ฟาร์มเฮ้าส์ จะรายได้รวมโต 7-10%   “ส่วนปีพ.ศ. 2570 จะยังคงเป้าใหญ่เดิม คือ ทำรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาท” อภิเศรษฐ   จากในช่วงที่ผ่านมา ไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,716 ล้านบาท ลดลง 5.9% (YoY) และกำไรสุทธิ 341 ล้านบาท ลดลง 17.9% (YoY) และปี 2567 รายได้รวม 7,533 ล้านบาท ลดลง 0.85% (YoY) และกำไรสุทธิ 1,590 ล้านบาท ลดลง 6.8% (YoY)   อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมธุรกิจขนมปังขาวในไทย เริ่มมีผู้เล่นรายใหม่และใหญ่เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ จากการเข้ามาของ  บริษัทซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารประเภทแช่แข็ง แช่เย็น อาหารพร้อมรับประทานและเบเกอรี และเป็นบริษัทลูกของบริษัทซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในไทย, กัมพูชา และลาว   โดยในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2567 ที่ผ่านมา ‘ซีพีแรม’ ได้เปิดตัวโรงงานผลิตขนมปังแผ่นแห่งใหม่ที่จังหวัดชลบุรี ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท วางตำแหน่งให้เป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในระดับโลก เพื่อตอบรับเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารที่หาซื้อง่าย รับประทานได้สะดวกรวดเร็ว และที่ยังเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายดาย ด้วยช่องทางขายหลักร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เกือบ 15,000 สาขาทั่วประเทศ อีกด้วย Alternate-X สรุปให้  ตลาดเบเกอรี่ไทยมูลค่าแตะ 4 หมื่นล้านบาท แต่ทรงตัวต่อเนื่อง 2 ปีเพราะกำลังซื้อไม่เพิ่ม ขณะที่การแข่งขันรุนแรงจากแบรนด์ทำ ‘เฮาส์แบรนด์’ ของตัวเองจำนวนมาก โดย ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ เตรียมลงทุน 4,000 ล้านบาทใน 3 ปี เพิ่มโรงงาน เครื่องจักร และช่องทางขาย พร้อมแผนสร้างวัฒนธรรมบริโภคขนมปังในไทย ด้วยตู้เวนดิ้งและการขยายเอาต์เล็ตตั้งเป้ารายได้แตะ 10,000 ล้านบาทในปี 2570 แม้ผลประกอบการ Q1/68 ยังติดลบ

May 25, 2025 / 0 Comments
read more

รู้จัก ‘SABER Lab’ MUT เปิดห้องแล็บใจกลาง UK พาไทยหลุดจาก ‘ผู้ตาม’ ตลาดการศึกษาโลก

EcoVative

MUT เปิดตัว ‘SABER Lab.’ อย่างเป็นทางการ ณ สหราชอาณาจักร  อีกหนึ่งแรงส่งความก้าวหน้าเทคโนโลยีทางการศึกษาไทยในตลาดสากล พร้อมแจกทุนเซมิคอนดักเตอร์ รับอุตสาหกรรมอนาคตไทยยั่งยืน   อีกหนึ่งความก้าวหน้าในเวทีการศึกษาระดับสากล โดยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เปิดตัว ‘MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research Laboratory’ หรือ ‘SABER Lab.’ อย่างเป็นทางการ ณ สหราชอาณาจักร โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT เข้าร่วมงานฯ ในครั้งนี้     สำหรับ SABER Lab.  แห่งนี้เป็นห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไบโอเซนเซอร์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง MUT กับ Imperial College London มหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของโลกด้านวิศวกรรม   โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้ใช้งานห้องแล็บระดับโลก ทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริง   นอกจากนี้ SABER Lab. ยังทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการ บ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย ให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลในการเร่งพัฒนากำลังคนสู่เทคโนโลยีอนาคต ทั้งนี้ MUT ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ให้ดำเนินงานในฐานะ National Semiconductor Training Center ของประเทศ ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือเชิงลึกกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก พัฒนาหลักสูตร วิจัย และการอบรมกำลังคนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง   ขณะเดียวกันยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ โครงการ ทุนการศึกษาปริญญาเอกจำนวน 5 ทุนต่อปี ต่อเนื่อง 5 ปี สำหรับนักศึกษาไทย เพื่อศึกษาต่อด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่ Imperial   โดยทุนนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่กระทรวง อว. สนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งเพื่อการศึกษา พร้อมส่งเสริมให้ผู้รับทุนสามารถ สร้างธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยี และตอบโจทย์อุตสาหกรรม ผ่านการดูแลจาก Incubation Unit ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะใน MUT   สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษา MUT ได้รับประโยชน์อย่างรอบด้าน ทั้งด้านการเรียนรู้ การทำวิจัย และการเข้าถึงทรัพยากรระดับโลก โดย MUT มี หลักสูตรที่พัฒนาอย่างทันสมัย เช่น วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์   รวมทั้ง วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่เน้นด้านปัญญาประดิษฐ์ ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมจริง พร้อมห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานในประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับ SABER Lab. ที่ Imperial ผ่านโครงงานวิจัยร่วม การเรียนการสอนแบบโครงงานจริง (Project-based Learning) และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและอาจารย์ นักศึกษา MUT จึงไม่เพียงได้ฝึกทักษะในห้องเรียน แต่ยังได้มีโอกาส ก้าวสู่เวทีวิจัยระดับสากล ตั้งแต่ในช่วงมหาวิทยาลัย   ด้าน รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT กล่าวถึง SABER Lab. แห่งนี้จะเป็นศูนย์วิจัยในเวทีระดับโลกที่เปิดให้นักศึกษาไทย ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเรียนรู้ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง   “จากความร่วมมือระดับสูงในครั้งนี้ จะผลักดันประเทศไทยหลุดพ้นจากบทบาทของผู้ตามเทคโนโลยี แต่ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ทรงอิทธิพลในระดับสากล และ MUT จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนไทยที่พิสูจน์ได้ว่า Transformative Impact บนเวทีโลกนั้นเกิดขึ้นได้จริง” รศ.ดร.ภานวีย์ กล่าว   Alternate-X สรุปให้ MUT  ร่วมกับ Imperial College London เปิดตัว ‘SABER Lab.’ ศูนย์วิจัยในอังกฤษ เป็นห้องปฏิบัติการ(แล็บ) วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ AI และไบโอเซนเซอร์แห่งแรกของอาเซียน เพื่อเปิดโอกาสนักศึกษาไทยทำวิจัยระดับโลก พัฒนาทักษะกับนักวิจัยชั้นนำ พร้อมแจกทุนป.เอก ปีละ 5 ทุน ต่อเนื่อง 5 ปี ศึกษาต่อที่ Imperial เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยีไทย ผลักดันประเทศสู่ผู้สร้างนวัตกรรมระดับสากล  

May 24, 2025 / 0 Comments
read more

‘Snickers’ จากตัวร้ายแคลฯสูง พลิกแบรนด์สู่ ‘ตัวช่วยแก้หิว’ และใช้ ‘K-Pop’ เจาะนิว เจนฯ

BizKet

‘สนิกเกอร์ส’  (Snickers) ถั่วลิสงคาราเมลและนูกัตเคลือบช็อกโกแลตนม กับการ’เดบิวต์’ ครั้งแรกในตลาดสหรัฐอเมริกา เมื่อราวปี 1930 หรือล่วงมา 95 ปีแล้ว   สำหรับชื่อ ‘Snickers’ ได้ตั้งขึ้นตามชื่อ ม้าตัวโปรดของครอบครัว Mars ที่ก่อตั้งธุรกิจขึ้นในปี 1911 โดย Frank Mars พร้อมส่งต่อกิจการจากรุ่นสู่รุ่น ถึงปัจจุบันดำเนินการภายใต้บริษัท Mars Incorporated   โดยตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษของแบรนด์ ‘สนิกเกอร์ส’  ตลอดช่วงที่ผ่านมา เจอกับความท้าทายนานับประการ     นับตั้งแต่การใช้ชื่อ ‘Marathon’ เพื่อทำตลาดในสหราชอาณาจักร ด้วยในช่วงนั้น สนิกเกอร์ส ใช้กลยุทธ์การทำตลาดแบบท้องถิ่น (Localization) ในอังกฤษ และเลือกใช้ชื่อ ‘Marathon’ แทนคำว่า ‘Snickers’ ที่ฟังดูแปลก และอาจไม่คุ้นหูคนอังกฤษในเวลานั้นสักเท่าไหร่นัก ซึ่งในยุคปี ’90s แนวคิดการตลาดโกลบอลแบรนด์ ‘Global Branding’ ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก   จากนั้น MARS ได้ตัดสินรีแบรนดิงใช้ Snickers ตามเดิม ด้วยต้องการรวมชื่อแบรนด์ให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วโลก พร้อมรีแบรนด์ Marathon ให้กลับมาเป็น Snickers เพื่อทำตลาดในอังกฤษ เมื่อปี 1990   การเปลี่ยนชื่อ-แม้จะเสี่ยงแต่ก็คุ้ม   แม้การเปลี่ยนชื่อจะเจอแรงต่อต้านจากแฟนเดิมในช่วงแรก แต่ในระยะยาว กลับทำให้ Mars บริหารจัดการแบรนด์ได้ง่ายขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะลดต้นทุนการทำตลาด (ไม่ต้องมีโฆษณาแยกหลายเวอร์ชัน) ไปพร้อมกับการเพิ่มการจดจำแบรนด์ในระดับนานาชาติ   ถัดมาสู่ยุคมิลเลนเนียล ในปี 2007  ‘สนิกเกอร์ส’ เจอกับความท้าทายในชิ้นงานโฆษณา ที่โดนวิจารณ์เรื่องเหยียดเพศ (homophobic) หรือเลือกปฏิบัติ ผ่านภาพยนต์โฆษณา ทำให้ Mars ต้องรีบถอนโฆษณาออก พร้อมออกแถลงการณ์ขอโทษ   วิกฤตินี้กระทบต่อแบรนด์ในสหรัฐฯ และยุโรปพอสมควรเลยทีเดียว และกลายเป็นบทเรียนเรื่องความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมและเพศในโฆษณายุคใหม่   ปรับไซส์เล็ก–กินแล้วไม่รู้สึกผิด   ถัดมาอีก 3 ปี ‘สนิกเกอร์ส’ เจอความท้าทายด้านสุขภาพ จากกระแสการใส่ใจดูแลสุขภาพของผู้คนทั่วโลก ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2010 เป็นต้นมา ด้วย ‘Snickers’ ถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ให้พลังงานสูง (ประมาณ 250+ แคเลอรีต่อแท่ง) ทำให้ถูกตั้งคำถามว่า ‘เป็นขนมที่ดีต่อสุขภาพไหม?’   จากนั้น Mars จึงเริ่มแก้เกมการตลาดสินค้าใหม่ ด้วยการเปิดตัวไซส์มินิ และปรับขนาดการเสิร์ฟ เพื่อรองรับเทรนด์ ‘portion control’ ควบคุมสัดส่วน/ปริมาณการรับประทานต่อครั้ง   และในช่วงนั้น ยังเป็นจุดพลิกฟื้นสู่แคมเปญ ‘You’re not you when you’re hungry’ (2010) แคมเปญระดับโลกที่ ยกระดับ Snickers จากขนมหวานมาสู่ตัวช่วยแก้หิว   ด้วยความตั้งใจของสนิกเกอร์ส ที่ออกมาสื่อสารว่า ‘คุณหิวจนไม่เป็นตัวของตัวเอง’ และ Snickers คือคำตอบ เรียกง่ายๆ ว่า “ถ้าเราโมโหหิวขึ้นมานั่นมันไม่ใช่ตัวฉันหรอกนะ เพราะฉะนั้นมาแก้ความหิวนี้กันด้วยสนิกเกอร์ส ก่อนเถอะ”   แน่นอนว่า แคมเปญนี้สร้างไวรัลสูง แถมมีคนดังร่วมแสดงด้วย เช่น Betty White ใน Super Bowl Ad  และช่วยให้ Snickers กลับมาเป็นผู้นำตลาดขนมแท่งอีกครั้ง และได้รับรางวัลมากมาย   มาถึงปัจจุบัน Snickers ขยายไลน์สินค้าออกไปอีกมาก เช่น Snickers Ice Cream, Protein Bar, Mini Size และยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ช็อกโกแลตอันดับต้น ๆ ของโลก อีกด้วย ที่สำคับ สนิกเกอร์ส ยังกลายเป็นแบรนด์กรณีศึกษาการตลาดระดับโลกในเรื่องการฟื้นแบรนด์ผ่านครีเอทีฟแคมเปญ อีกด้วย   สนิกเกอร์ส กับกลยุทธ์ ‘เค–ป็อป’   ทีนี้ กลับมาดูแนวทาง ‘สนิกเกอร์ส’ ในตลาดระดับภูมิภาค ล่าสุด Mars Wrigley Asia ประกาศแต่งตั้ง ‘MINGYU’ สมาชิกวง SEVENTEEN บอยแบนด์เคป๊อประดับโลก เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ SNICKERS® Asia คนแรกอย่างเป็นทางการ   ‘MINGYU’ เป็นสมาชิกวง SEVENTEEN ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปินกลุ่มแรกในวงการ K-pop ที่มียอดขายอัลบั้มทะลุ 5 ล้านชุดภายในสัปดาห์แรก   โดยเขากำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้งในระดับโลกและทั่วเอเชีย ในฐานะไอดอลแถวหน้า ที่ครองใจแฟนคลับทุกช่วงวัย ด้วยความสามารถด้านการแร็ปและร้องเพลงที่โดดเด่น ควบคู่ไปกับบุคลิกสดใสร่าเริงที่เป็นเอกลักษณ์   ตัวแทนจาก SNICKERS® ระบุว่า ‘MINGYU’ สามารถสะกดใจผู้คนทั่วโลกด้วยพลังงานอันสดใสที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสอดคล้องกับคุณค่าของแบรนด์สนิกเกอร์ส โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา SNICKERS® ได้กลายเป็นช็อกโกแลตบาร์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ในฐานะแหล่งเติมพลังงานที่สะดวกและรวดเร็ว   “เราเชื่อว่าจะเกิดการผสานพลังอย่างมีประสิทธิภาพในหลายด้านจากความร่วมมือกับ MINGYU ครั้งนี้”   ส่วนในไทย สนิกเกอร์ส เองก็เตรียมรับช่วงต่อในกิจกรรม 7-Eleven Takeover ‘World of SNICKERS’ ซึ่งจัดขึ้นที่ 7-Eleven สาขาประสานมิตร ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568 และเตรียมพบกับแคมเปญออนไลน์และกิจกรรมพิเศษต่างๆ จาก SNICKERS Thailand ผ่านทาง Facebook: Snickers Thailand  พร้อมกันด้วย     Alternate-X สรุปให้  Snickers เริ่มต้นในสหรัฐฯ ปี 1930 ตั้งชื่อตามม้าตัวโปรดของครอบครัว Mars แบรนด์เคยใช้ชื่อ “Marathon” ทำตลาดในอังกฤษ ก่อนเปลี่ยนกลับเป็น Snickers ปี 1990 และเคยเผชิญวิกฤตโฆษณาเหยียดเพศและกระแสสุขภาพที่ทำให้ต้องรีไซส์ขนม แต่จากแคมเปญ “You’re not you when you’re hungry” ทำให้แบรนด์กลับมาเป็นผู้นำ ล่าสุดจับมือไอดอล K-pop “MINGYU” เจาะตลาดเอเชียและคนรุ่นใหม่          

May 24, 2025 / 0 Comments
read more

อะโลฮ่า!! ‘สติทช์’ เจ้าต่างดาวขนฟู ‘อาวุธทำลายล้าง’ ดูหนังจบแล้วมาต่อกันที่งานป๊อปอัปฯพารากอน

WeView

Lilo & Stitch เรื่องราวของ Lilo Pelekai เด็กหญิงชาวฮาวายตัวปุ๊กปิ๊ก ผู้รักความแตกต่าง กับ ‘Stitch’ หรือ มีชื่อรหัสทดลองว่า 626 สิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ถูกออกแบบให้เป็น “อาวุธทำลายล้าง” โดยนักวิทยาศาสตร์ต่างดาวชื่อ ดร. จัมบา โจคิบา (Dr. Jumba Jookiba)   คือ พล็อตเรื่องราวสุดป่วน สุดกวน ของคู่หูเพื่อนนอกโลกของ ‘ลีโล่’ และ ‘สติทช์ ที่เปิดตัวเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันอเมริกัน แนวตลก-ดรามาและนิยายวิทยาศาสตร์ ออกฉายครั้งแรกในปี ค.ศ. 2002 สร้างโดย วอลต์ดิสนีย์ฟีเชอร์แอนิเมชัน และจัดจำหน่ายโดย วอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์   ในครั้งนั้น ภาพยนตร์ได้การตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์และได้รับการเสนอชื่อใน รางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม ใน งานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 75   โดยพล็อตเรื่องหนังแอนิเมชั่น เล่าถึง ‘Stitch’ ได้หลบหนีจากห้องทดลองของ Galactic Federation และพุ่งตกลงมาบนโลกที่เกาะ Kauai ในรัฐฮาวาย ที่ซึ่ง ‘สติทช์’ ได้พบกับมิตรภาพสุดป่วงพ่วงความน่ารักกับ ‘Lilo’ ที่เข้าใจผิดอย่างแรงถึงความสามารถระดับการทำลายล้างของเจ้าขนฟูสติทช์ เป็น ‘สุนัขจรจัด’ เลยรับเอาไปเลี้ยง เสียเลย   เป็นจุดตั้งต้นของความบันเทิงและความผูกพันของ ‘ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ’ระหว่าง Lilo พี่สาว Nani และ สติทช์ที่ต่างค่อย ๆ เรียนรู้เรื่องความรักและความผูกพันภายใต้คำว่า “โอฮานา” (ʻOhana ในภาษาฮาวาย แปลว่า ครอบครัว — และครอบครัวต้องไม่ทอดทิ้งกัน)   มาในวันนี้ หลังผ่านไปร่วม 23 ปี Lilo & Stitch 2025 ได้กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่น ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชัน ที่สร้างจากภาพยนตร์แอนิเมชันปี 2002 และเข้าฉายไปแล้วเมื่อ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา   ทีนี้ หากใครที่กำลังจะไปชมภาพยนตร์ หรือไปดูมาแล้วอาจยังรู้สึกว่า ‘หนังจบแต่คนยังไม่จบ’ สามารถมาต่ออารมณ์กันได้ที่งานป๊อปอัป ‘Stitch Island Vibes’ พร้อมเนรมิตบรรยากาศเกาะฮาวายจากเรื่องราวของสติทช์ให้มีชีวิตชีวาใจกลางกรุงเทพฯ   นอกจากนี้ ยังพบกับสินค้าคอลเลกชันสติทช์ มุมถ่ายรูปคิวท์ๆ และกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 22 ถึง 26 พฤษภาคม 2568 ที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน   โดยแฟนคลับทุกรุ่นทุกเจนฯ จะได้พบกับคอลเลกชันหลากหลายมาให้ทุกไลฟ์สไตล์ได้ร่วมจอยโมเมนต์ ทั้งสินค้าแฟชัน แอกเซสซอรี ของใช้ในบ้าน ของสะสม ของเล่น และอื่นๆ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสติทช์โดยเฉพาะ         มาดูกันใน กลุ่มเครื่องประดับ คอลเลกชันน่ารักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสติทช์ ทั้งสร้อยข้อมือ สร้อยคอ แหวน และไอเทมอื่นๆ จากแบรนด์ชั้นนำอย่าง RAVIPA, Pandora, Charmmy Jewelry และ Mystic   แน่นอนว่าแต่ละชิ้น ถุกถ่ายทอดความสดใสและขี้เล่นในแบบฉบับของสติทช์ เอาไว้มิกซ์แอนด์แมตช์ให้สนุกได้ในทุกโอกาส   ส่วนกลุ่มเสื้อผ้าแฟชัน – Kloset นำสีสันและคาแรกเตอร์แสนสนุกของสติทช์มาถ่ายทอดในแบบฉบับของแบรนด์ผ่านเสื้อผ้า กระเป๋า และหมวก, เสื้อยืดพิมพ์ลายผ้าคอตตอนคุณภาพสูง สำหรับทุกเพศทุกวัย จาก Pick Me Up และ Characters Studio     สำหรับสายคุณแม่ทีมลูกสาว ต้องไม่พลาดคอลเลกชันชุดเด็กจาก Charlotte Penderie ที่หยิบความน่ารักของสติทช์มาแมทช์กับดีไซน์ละมุนในสไตล์ English Vintage ได้อย่างลงตัว, ชุดนอนสีสันสดใสจาก Josilins และ Happy Sunday เนื้อผ้านุ่มลื่น สวมใส่สบาย มีให้เลือกหลากหลายแบบสำหรับทุกคนในครอบครัว ตลอดจนเติมเต็มความสนุกในทุกลุคด้วยเสื้อผ้าครอบครัวดีไซน์ทันสมัยจาก PAJARA   กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้ทั่วไป – Wish & Co. จัดเต็มกับคอลเลกชันสติทช์สุดน่ารัก นำขบวนโดยแบรนด์ดังจากอังกฤษ Mad Beauty และน้ำหอมคอลเลกชันใหม่ล่าสุด Stitch Blind Box Fragrance จากออสเตรเลีย     พร้อม Re-stock ลิปบาล์มคอลเลกชันสติทช์ในตำนาน และเครื่องประดับน่ารักจากออสเตรเลียที่มาให้ชอปกัน กลุ่มเครื่องหอมจาก Yunic กับก้านไม้หอม ถ่ายทอดกลิ่นหอมสดชื่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความชุ่มฉ่ำและความมีชีวิตชีวาของหมู่เกาะฮาวาย   แก้วน้ำทัมเบลอร์เก็บอุณหภูมิและกระเป๋าลวดลายน่ารักจาก IGNITE และพิเศษกางเกงช้างลายสติทช์และผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในบ้านต่างๆ จาก โลตัส แมคโคร, น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ในคอลเลกชันขวดน้ำลายสติทช์ รวมถึงสินค้าพรีเมียมน่ารักจาก 7-Eleven   กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน – หมอนรองคอและหมอนผ้าห่มจาก Cartoon Characters และเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้าน อาทิ หมอนอิง ม้านั่ง กระจกเงา ที่แขวนเสื้อผ้าของใช้ และอื่นๆ อีกมากมายจาก Disney Home   กลุ่มของเล่นและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ – ตุ๊กตาขนนุ่มฟูน่ากอดจาก Take Toys, ของเล่น ตุ๊กตา และของสะสมจาก Kiddo และ Hot Toys, ฟิกเกอร์ซีรีส์พิเศษเฉพาะจาก URDU     อุปกรณ์มือถือและอุปกรณ์เสริมจาก Sheep ที่คัดมาครบ ทั้งเคส สายชาร์ต กล่องสุ่ม Blind Box พวงกุญแจสติทช์ และไอเทมอื่นๆ  และพาวเวอร์แบงก์จาก Dissing ลายสติทช์ น่ารัก   พร้อมกันนี้ ‘Miniso’ ยังได้ฉลองเปิดสาขาใหม่ เดอะมอลล์ บางกะปิ พร้อมต้อนรับซัมเมอร์ด้วยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยกับ “The Stitch Gen Z Street Series Vinyl Plush!” คอลเลกชันสายสตรีท ตามฉบับวัยรุ่นเจนซีอีกด้วย   พิเศษ! เพียงชอปครบ 3,000 บาท ภายในงานรับกระเป๋าลายสติทช์มูลค่า 290 บาท โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 22 – 26 พฤษภาคม 2568 ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน   สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตและเดบิต ทีทีบี รับสิทธิประโยชน์สำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรทีทีบี ดิสนีย์ ดังนี้   สำหรับบัตรเดบิต ทีทีบี ออลล์ฟรี ดิสนีย์ : รับบัตรกำนัล Starbucks มูลค่า 100 บาท เมื่อใช้จ่ายสะสมภายในงานตั้งแต่ 1,500 บาทขึ้นไป (จำกัดสูงสุด 500 บาท / ท่านตลอดรายการ)   สำหรับบัตรเครดิต ทีทีบี ดิสนีย์ : แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืน 12% เมื่อแลกคะแนนเท่ายอดใช้จ่าย (จำกัดการแลกคะแนนสูงสุด 30,000 คะแนน หรือจำกัดเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,600 บาท / หมายเลขบัตรหลักตลอดรายการ)   โดยผู้สนใจสามารถเลือกชอปสินค้าคอลเลกชันสติทช์ได้ที่งาน Stitch Island Vibes ที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ที่ร่วมรายการ   Alternate-X สรุปให้  Lilo & Stitch แอนิเมชันสุดคลาสสิก กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันไลฟ์แอ็กชันปี 2025 พร้อมปลุกกระแสความน่ารักผ่านงานป๊อปอัป “Stitch Island Vibes” ใจกลางกรุงเทพฯ พบกับสินค้าคอลเลกชันพิเศษ มุมถ่ายรูปสุดคิวท์ และกิจกรรมสุดสนุก จัดเต็มทั้งแฟชัน ของตกแต่งบ้าน เครื่องหอม ของเล่น และไอเทมเจน Z ตั้งแต่ 22 – 26 พฤษภาคม 2568 ที่แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน

May 23, 2025 / 0 Comments
read more

รถยนต์มือสอง ปี68 แนวโน้มปรับราคาขึ้น10-15% แต่จำนวนปริมาณในตลาดทรงตัว

BizKet

กรุงศรี ออโต้ มองตลาดรถยนต์มือสองปี68 ยังทรงตัวแต่ความต้องการรถคุณภาพมีสูงทำแนวโน้มราคาปรับขึ้น10-15% ส่ง ‘GO Auto Station’ รับดีมานด์คนรุ่นใหม่ชอบสะดวกจบที่เดียว   พรเทพ ถิรสุนทรากุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการตลาด ธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯคาดว่าตลาดรถยนต์มือสองในปี 2568 มีแนวโน้มทรงตัว แต่ราคารถมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นราว 10-15% เนื่องจากรถที่มีคุณภาพสูงในตลาดเริ่มมีจำนวนจำกัด ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น   จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทฯ เปิดตัว ‘GO Auto Station’ สู่แหล่งซื้อขายรถยนต์มือสอง-สินเชื่อ-บริการหลังการขาย แบบครบวงจร บนแอปพลิเคชั่น โก บาย กรุงศรี ออโต้ ด้วยจุดเด่น ‘One-Stop Solution: ที่เดียวครบจบทุกบริการ’ให้ลูกค้าเลือกรถยนต์มือสองการันตีคุณภาพ มากที่สุดในตลาดกว่า 130,000 คัน จากพันธมิตรแพลตฟอร์มซื้อขายรถยนต์มือสองชั้นนำ   นอกจากนี้ ยังรวมเครือข่ายพันธมิตรผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วของกรุงศรี ออโต้ กว่า 2,000 รายทั่วประเทศ พร้อมเชื่อมต่อบริการสินเชื่อ ประกันภัย และบริการหลังการขายไว้ในที่เดียว   “เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวกสบายทุกขั้นตอน เชื่อมั่น โปร่งใส พร้อมหวังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์มือสอง ด้วยอีโคซิสเต็มที่ครบวงจรและน่าเชื่อถือที่สุดในอุตสาหกรรม” พรเทพ กล่าวพร้อมเสริมว่า   สำหรับ GO Auto Station จะเป็นหมากสำคัญในการวางรากฐานสู่การเป็นผู้นำอีโคซิสเต็มของตลาดรถยนต์มือสอง ภายใต้แนวคิด ‘One-Stop Solution: ที่เดียวครบจบทุกบริการ’ พัฒนามาเพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัดและคลายความกังวลของผู้บริโภค   โดยใช้จุดแข็งการผสานกำลังพันธมิตรในทุกด้าน ทั้งดีลเลอร์ผู้จำหน่ายรถมือสอง พันธมิตรแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ในธุรกิจรถยนต์มือสอง และบริษัทตรวจสอบสภาพรถมืออาชีพ เพื่อคัดกรองเฉพาะรถยนต์มือสองสภาพดีเข้าสู่อีโคซิสเต็มใน GO Auto Station พร้อมเชื่อมต่อบริการสินเชื่อยานยนต์ดิจิทัลที่อนุมัติไวภายใน 30 นาทีจาก ‘กรุงศรี ยูสด์ คาร์’   “ด้วยจุดเด่นเหล่านี้ รวมกับฐานผู้ใช้งานกว่า 4.4 ล้านคนบนแอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ จะช่วยผลักดันธุรกิจสินเชื่อรถยนต์มือสองของกรุงศรี ออโต้ให้เติบโตได้ขึ้นภายในสิ้นปีนี้” พรเทพ กล่าว   อนึ่ง ‘กรุงศรี ออโต้’ ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้บริการสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร ได้แก่ สินเชื่อเพื่อคนมีรถ “คาร์ฟอร์แคช” สินเชื่อรถบ้าน ”กรุงศรี รถบ้าน” สินเชื่อรถใหม่ “กรุงศรี นิว คาร์” สินเชื่อรถเต็นท์ “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” สินเชื่อรถบรรทุกใหม่       Alternate-X สรุปให้ ตลาดรถยนต์มือสองปี 2568 มีแนวโน้มราคาปรับขึ้น 10-15% แม้ปริมาณจะทรงตัว ทำให้ กรุงศรี ออโต้ เปิดตัว “GO Auto Station” แพลตฟอร์มซื้อขายรถครบวงจรบริการรวมทั้งสินเชื่อ ประกันภัย และบริการหลังการขายในแอปเดียว คัดคุณภาพดีจากพันธมิตรที่น่าเชื่อถือกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ตั้งเป้าสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์มือสองด้วยบริการแบบ One-Stop Solution

May 23, 2025 / 0 Comments
read more

พรีโม่ฯ เปิดยีลด์คอนโดแตะ 10% รับกลุ่ม Expat จีนในระยองพุ่ง โอกาสตลาดเช่าอยู่อาศัย-คอนโด

BizKet

พรีโม่ฯ เครือ ออริจิ้น แชร์ข้อมูลเศรษฐกิจ ‘อีอีซี’ น่าสนใจ นิคมอุตสาหกรรมขยายตัว เอกชนหลายกลุ่มแห่ลงทุน ดันตลาดเช่าคอนโดระยอง ยีลด์สูง 9-10%   ณภัทร บูรณพงษ์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แพชชั่น เรียลเตอร์ จำกัด กลุ่มงาน BROKERAGE เน้นการขายและการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ในเครือออริจิ้น ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากข้อมูลของบีโอไอ (BOI) ระบุ ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน ไตรมาส 1 ปี 2568 มีจำนวน 822 โครงการ เพิ่มขึ้น 20% คิดเป็นมูลค่ารวม 431,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 97%   โดยเงินลงทุนกว่าครึ่ง อยู่ที่ภาคตะวันออก (เขต EEC) จำนวน 246,555 ล้านบาท มี Top 5 คือ ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ตามลำดับ   “สะท้อนการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) เข้ามาในไทยในพื้นที่เศรษฐกิจอีอีซี ยังมีอย่างต่อเนื่อง”  ณภัทร กล่าวพร้อมเสริมว่า     แนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันให้ตลาดเช่าที่อยู่อาศัยในจังหวัดระยอง ได้รับผลบวกจากนิคมอุตสาหกรรมขยายตัว ในปัจจุบันมีนิคมฯ รวม 15 แห่ง และมีแผนขยายเพิ่มอีก 2 แห่งในอนาคต   นอกจากนี้ ยังพบว่ามีกลุ่มโรงพยาบาลใหญ่เข้ามาเปิดตัวให้บริการในจังหวัดระยองเพิ่มขึ้น ทั้งเครือเกษมราษฎร์ และเครือปิยะเวท ซึ่งอยู่ใกล้โครงการที่บริษัทฯ รับบริหารด้วย   ขณะที่ในพื้นที่นี้ มีจำนวนประชากรกว่า 170,000-200,000 คน แบ่งเป็นประชากรแฝงในจังหวัดระยองราว 10% หรือประมาณ 20,000 คน ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงมากพอสมควร   “ตลาดคอนโดปล่อยเช่าเมือวระยองในบางโครงการมี yield อัตราผลตอบแทน สูง 9-10% จากราคาขายเพียง 1-2 ล้านบาท แต่สามารถปล่อยเช่าให้ต่างชาติ Expat ที่มาทำงานในระยองได้ในราคาสูง 15,000 บาทต่อเดือน” ณภัทร กล่าว   ด้าน ‘ปีณิตา ศิลปสุวรรณ’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท พรีโม่ เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์แมเนจเม้นท์ จำกัด (HHR) เปิดเผยว่า ปัจจจุบันกลุ่มผู้อยู่อาศัยต่างชาติ (Expat) ชาวจีนที่เข้ามาทำงานมีจำนวนสูงมาก และมีความต้องการล้นตลาดในจังหวัดระยอง แม้ว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวจีนจะหายไปบางส่วนก็ตาม   นอกจากนี้ ในจังหวัดระยองพบว่ายังมีกลุ่มโรงแรมน้อยมาก หรือในโรงงานบางแห่งแม้ว่า จะมีที่พักอาศัยให้พนักงานแต่ยังถือว่าน้อยกว่าความต้องการ (Demand)  ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสตลาดปล่อยเช่าคอนโด ในลักษณะที่อยู่อาศัยที่มีบริการครบเหมือนโรงแรม หรือ Service Residence   ขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ ‘แฮมป์ตัน โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์แมเนจเม้นท์” (HHR) ให้บริการพ้อมจำนวนคอนโดให้เช่าในจังหวัดระยองมากกว่า 3 โครงการ และเตรียมขยายเพิ่มอีก 1 โครงการ จากพอร์ตใหญ่ที่มีจำนวน 10 โครงการ 1,500 ยูนิต (ณ พ.ค. 68)   ขณะที่ ยีลด์คอนโดปล่อยเช่าในระยองบางโครงการที่สูงถึง 9-10% ซึ่งมีสัดส่วยการเติบโตให้ผลตอบแทนการปล่อยเช่าโครงการฯระยอง อยู่ใกล้เคียงกับเก็ตที่มียีลด์สูง 10%   โดยข้อมูลจาก CBRE ระบุ คอนโดในโครงการที่ได้รับความนิยมสูง จะเป็นรูปแบบตั้งแต่ 1 ห้องนอน ขนาด 45-60 ตร.ม. ขึ้นไป   Alternate-X สรุปให้  พรีโม่ฯ เผยตลาดเช่าคอนโดในระยองยังโต รับอานิสงส์เงินลงทุน EEC แตะ 431,237 ล้านบาทใน Q1/68 แรงหนุนหลักจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม Expat ชาวจีนที่เข้ามาทำงานในนิคมฯ ขณะที่ยีลด์คอนโดให้เช่าระยองแตะ 9-10% บางโครงการขายเพียง 1-2 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 15,000 บาท  รับความต้องการที่พักล้นตลาด ทั้งจากนิคมอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และจำนวนประชากรแฝง ขณะที่ Hampton (ในเครือออริจิ้น) พร้อมทำตลาดพอร์ตคอนโดปล่อยเช่าระยองกว่า 1,500 ยูนิต 

May 23, 2025 / 0 Comments
read more

‘ไอคอนสยาม’ ดึง‘ซีรียส์-วาย’ กลยุทธ์เติมสีสัน รับความหลากหลายตลอดเดือนมิถุนายน

Peace&Play

‘มิถุนายน’ ของทุกปีเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจ ‘Pride Month’ และเป็นอีกหนึ่งเฟสติวัล อีเวนต์ ที่ ‘ไอคอนสยาม’ หยิบมาทำการตลาดร่วมฉลองตลอดเดือนแห่งความหลากหลาย   สุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าไอคอนสยาม กล่าวว่า จากการประกาศใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมเมื่อต้นปี 2568 นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของความเท่าเทียมในประเทศไทย สะท้อนถึงการเปิดกว้างในการยอมรับความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเสมอภาคให้กลุ่ม LGBTQIA+ มีความเท่าเทียมในสังคมอย่างเต็มภาคภูมิ   ขณะเดียวกับที่ กระแส ‘ซีรียส์ Y’ ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลกจนกลายเป็น Soft Power ที่ทรงพลังของไทย สะท้อนถึงการต้อนรับความหลากหลายอย่างแท้จริงประเทศไทยไปพร้อมกัน   ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางของความหลากหลายในระดับโลกของไทย ไอคอนสยาม ร่วมกับพันธมิตร เฉลิมฉลองยุคสมัยแห่งความเท่าเทียมในแคมเปญ ICONSIAM PRIDE OUT LOUDER 2025 ยกระดับความ PRIDE ของไทยให้เสียงของความภาคภูมิ ไปไกลกว่าที่เคย พร้อมจัดกิจกรรมสนับสนุนความ Pride ครบทุกด้าน   ย้อนรอย Pride ในประเทศไทย   สุมา กล่าวว่า ไอคอนสยาม เตรียมพาทุกคนย้อนกลับไปสำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์ของความ Pride ในประเทศไทย จากวันที่สังคมยังไม่เปิดรับ ไปจนถึงวันที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมกลายเป็นจริง “นี่คือครั้งแรกของการจัดทำสกู๊ปพิเศษที่เจาะลึกที่มา ความเปลี่ยนแปลง และจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เสียงของชาว LGBTQIA+ ดังกึกก้องในระดับประเทศ พร้อมถ่ายทอดมุมมองใหม่ของสังคมไทยในยุคที่ความหลากหลายได้รับการยอมรับมากขึ้น”   โดย ตลอดเดือนมิถุนายน 2568 เตรียมพบกับบทความและคอนเทนต์พิเศษว่าด้วย “ประวัติศาสตร์แห่ง PRIDE” ที่จะพาคุณเข้าใจเบื้องหลังปรากฏการณ์สำคัญที่ผลักดันให้ ‘สถานะ’ ของความรัก และความเท่าเทียม เดินหน้าไปอีกขั้นอย่างภาคภูมิใจ     ‘Y ไทย’ ครองใจทั่วโลก   นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ได้ร่วมกับ ซีรีส์ ‘กี่หมื่นฟ้า’ ซีรีส์บอยเลิฟจากค่าย Mandee Work (มันดีเวิร์ค) ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และเป็นความร่วมมือครั้งแรกทำ Special Card Box Set ให้แฟน ๆ ได้สะสม   พร้อมจัด Exclusive Fan Meet พบโชว์จาก 7 นักแสดง   โทมัส-ธีร์ทัศน์ จึงมณีรัตน์ ก้อง-ก้องภพ จิโรจน์มนตรี ตี๋ตี๋-วันพิชิต นิมิตภาคภูมิ ป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล อู่อู๋-ธนภูมิ เศรษฐสิทธิกุล เซฟ-วรพงษ์ วาเลาะ แพทจิ-จิรชาติ บุษปวนิช   พร้อมพบกับสิทธิพิเศษ HI-BYE แบบใกล้ชิด กิจกรรมแจกลายเซ็นบนกล่อง Special Card Box Set ถ่ายภาพกรุ๊ปช็อตกับนักแสดงทั้ง 7 ลุ้นเป็น Lucky Fan ร่วมสนุกบนเวที และลุ้นของรางวัลสุดพิเศษ ในวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ณ โรงภาพยนตร์ ICON CINECONIC ไอคอนสยาม ชั้น 6   โดยแฟน ๆ สามารถรับสิทธิ์เข้าร่วมงาน Exclusive Fan Meet “กี่หมื่นฟ้า” ได้ 2 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1 :  สมาชิก ONESIAM  ซื้อ Special Card Box Set มูลค่า 6,000 บาท (จำกัดเพียง 150 ชุดเท่านั้น) รับสิทธิ์เข้าร่วม Exclusive Fan Meet “กี่หมื่นฟ้า” พร้อมกิจกรรม HI-BYE กับศิลปินกี่หมื่นฟ้า, ลุ้นเป็นผู้โชคดีรับลายเซ็นจากนักแสดงบนเวทีจำนวน 10 ท่าน, ถ่ายภาพกรุ๊ปช็อตกับนักแสดงแบบ 7:6 โดยสามารถซื้อ Special Card Box Set ได้ ณ จุดขาย เจริญนครฮอล์ ชั้น M (หน้าร้าน Zara) ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม  –  1 มิถุนายน 2568 (จำกัด 2 Box set  / ท่าน ตลอดรายการ)   วิธีที่ 2 : สมาชิก ONESIAM  รวบรวมใบเสร็จจากการซื้อสินค้าและบริการภายใน ไอคอนสยาม, ไอซีเอส และห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ครบทุก 1,000 บาท รับสิทธิ์จับการ์ดสุ่มสุดพิเศษของซีรีส์กี่หมื่นฟ้า (มีทั้งหมด 15  แบบ) ณ เคาน์เตอร์ Information ชั้น M ไอคอนสยาม (หน้าร้าน Zara) เพื่อลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วม Exclusive Fan Meet “กี่หมื่นฟ้า” จำนวน 150 สิทธิ์ พร้อมกิจกรรม HI-BYE และถ่ายภาพกรุ๊ปช็อตกับนักแสดงแบบ 7:6 โดยจำกัดสิทธิ์เข้างาน 2 สิทธิ์/ท่าน ตลอดรายการ  พิเศษ! ช็อปครบ 5,000 บาท/ใบเสร็จ รับสิทธิ์จับการ์ดสุ่มเพิ่มทันที 5 สิทธิ์ และสำหรับสมาชิกใหม่ ONESIAM SUPERAPP รวบรวมใบเสร็จครบ 1,000 บาท รับสิทธิ์จับการ์ดสุ่มคูณ 2 (2 สิทธิ์) เฉพาะ 1,000 บาทแรก   Pride แห่งความสำเร็จ   นอกจากนี้ ไอคอนสยาม ยังนำเสนอเรื่องราวความสำเร็จของเหล่า The Pride Successors บุคคลที่ใช้ความกล้านำทาง สร้างสรรค์ผลงานถ่ายทอดตัวตน จนประสบความสำเร็จและเป็นไอคอนของสังคม   โดยนำเรื่องเล่าและเรื่องราวของ LGBTQIA+  ที่เป็น Icons จากทุกวงการในประเทศไทยมาบอกต่อ อาทิ บุญรอด อารีย์วงษ์ อินฟลูเอนเซอร์สายฮา, หมอน้ำหอม-พญ.ณัฐสินี อารีกุล ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการตัดหน้าอก, ปั๊ม-อนุชิต เจ้าของเพจ “คิ้วต่ำ” เพจที่มักมีภาพประกอบสุดน่ารัก พ่วงด้วยข้อความฮีลใจ ฯลฯ เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคม โดยจะถูกนำเสนอเรื่องราวผ่าน Fackbook : ICONSIAM ตลอดทั้งเดือน   สะท้อนพลังความภูมิใจ   ขณะเดียวกัน ไอคอนสยาม ยังเปิดพื้นที่ PRIDE OUT WALL ให้ทุกคนได้ร่วมแสดงออกทางความคิดและความรู้สึกต่ออนาคตของ Pride ได้อย่างเสรีและสร้างสรรค์ สะท้อนพลังของความหลากหลายและการยอมรับในทุกตัวตน   PRIDE OUT LANDMARK พร้อมกันนี้ ไอคอนสยาม ยังชวนเช็คอินจุดถ่ายรูปสวย ๆ กับแลนด์มาร์กสีรุ้ง พบกับจุดถ่ายรูป PRIDE OUT LANDMARK ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์กระจกสีรุ้งอันเปล่งประกาย สะท้อนความเป็นแลนด์มาร์กแห่งความภาคภูมิใจ ด้วยสัญลักษณ์แห่งการยอมรับและเฉลิมฉลองความหลากหลาย เป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้เปล่งประกายในแบบของตัวเอง สะท้อนความกล้า ความมั่นใจ และการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนได้อย่างเต็มที่และงดงามที่สุด   Alternate-X สรุปให้ ไอคอนสยาม ฉลอง Pride Month  ปี2568 ด้วยแคมเปญ ICONSIAM PRIDE OUT LOUDER 2025  ย้ำสนับสนุนความหลากหลายทางเพศหลังไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ใช้พลัง Soft Power จากซีรีส์วาย “กี่หมื่นฟ้า” จัด Fan Meet ด้วยกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟ และพาย้อนรอยประวัติศาสตร์ Pride ไทย พร้อมบทความและคอนเทนต์พิเศษ และชวนเช็คอินแลนด์มาร์กริมแม่น้ำสายรุ้ง ให้ผู้คนได้แสดงออกอย่างภาคภูมิใจ

May 23, 2025 / 0 Comments
read more

เพาเวอร์บาย สู่ยั่งยืนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ไปต่อรีไซเคิล-ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ เอาของเก่าแลกใหม่

EcoVative

เพาเวอร์บาย ไปต่อปีที่3 โครงการ ‘เก่าแลกใหม่’ มีส่วนร่วมจัดการขยะพิษเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า-ซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พบมีสัดส่วน 65% ของปริมาณขยะ 4.42 แสนตัน ในไทย   พัชราภรณ์ วรยิ่งยง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า ‘เพาเวอร์บาย’ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทาง ‘Green Technology’ อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ ‘เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ ซึ่งทำต่อเนื่องปีที่ 3 เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน   ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เพื่อตอบโจทย์การจัดการของเสีย หรือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างมีประสิทธิภาพในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว   โดย ‘เพาเวอร์บาย’ ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเวสต์แมเนจเมนท์สยาม ในการรวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าที่ลูกค้านำมาร่วมโครงการ และนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น ซึ่งมีสารทำความเย็นที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะได้รับการจัดการอย่างปลอดภัยภายใต้ ‘โครงการแซนด์บ็อกซ์ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต กรณีเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น’ โดย ศสอ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวิจัยและต่อยอดแนวทางการจัดการ E-Waste อย่างยั่งยืนต่อไป     อึ้ง!! ปริมาณขยะพิษอย่างล้น   ด้าน รศ. ดร.สุธา ขาวเธียร ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ในปี 2566 พบว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะอันตรายกว่า 680,000 ตัน   โดย 65% หรือประมาณ 442,000 ตันเป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งได้รับการกำจัดอย่างถูกวิธีเพียง 21% เท่านั้น   “ขยะเหล่านี้อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนในดิน น้ำ และอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะสารหล่อเย็นในแอร์และตู้เย็นที่ต้องได้รับการกำจัดอย่างเหมาะสม”  รศ. ดร.สุธา กล่าว   ทั้งนี้ จึงได้ริเริ่มโครงการวิจัย “แซนด์บ็อกซ์ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต  กรณีเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น”  ขึ้น เพื่อทดสอบกลไกการจัดการซากผลิตภัณฑ์ตามหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต โดยหนึ่งในความท้าทาย คือ การรวบรวมซากผลิตภัณฑ์ให้เข้าสู่การจัดการอย่างถูกต้อง   โดยในปีนี้ ได้รับความร่วมมือกับภาคธุรกิจอย่างเพาเวอร์บายถือเป็นก้าวสำคัญในการร่วมมือกันช่วยขับเคลื่อนระบบการจัดการ E-Waste อย่างยั่งยืนในประเทศไทย   นอกจากนี้ ทีมผู้บริหารและทีมช่างเทคนิคจากเพาเวอร์บายยังได้เข้าศึกษาดูงานที่ เวสต์แมเนจเมนท์สยาม เรียนรู้กระบวนคัดแยก และรีไซเคิลซากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ถูกวิธี เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งจะถูกนำไปใช้พัฒนากระบวนการจัดการซากผลิตภัณฑ์ของเพาเวอร์บายในระยะยาว   สำหรับ โครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของเพาเวอร์บายในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ความยั่งยืน พร้อมสานต่อปรัชญา “CRC Care” ของเซ็นทรัล รีเทล ในมิติ Care for the Environment ที่มุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน และตอกย้ำการเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีกค้าส่งต้นแบบด้านความยั่งยืนแห่งเอเชีย   อนึ่ง บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ทั้งในประเทศไทย ประเทศอิตาลี และประเทศเวียดนาม โดยมีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,844 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568) และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel   โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่   กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ดฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ บิ๊กซี/ โก (GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียนคิม กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่ สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 62 จังหวัด ประเทศเวียดนาม ทั้งหมด 43 จังหวัดและประเทศอิตาลี ในเมืองหลักๆ ทั่วประเทศ   Alternate-X สรุปให้  เพาเวอร์บายเดินหน้า Green Technology ผ่านโครงการ “เก่าแลกใหม่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” ร่วมมือกับจุฬาฯ และพันธมิตรในการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ หวังลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก E-Waste โดยเฉพาะสารหล่อเย็นในเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า หลังพบปี 2566 ไทยมีขยะพิษ 680,000 ตัน โดย 65% เป็นซากเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ได้รับการจัดการถูกวิธีเพียง 21% สะท้อนปัญหาจริงจังต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โครงการนี้คือหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนค้าปลีกสู่ความยั่งยืนที่แท้จริงในระยะยาว

May 22, 2025 / 0 Comments
read more

AWC แมปตึก ‘เอ็มไพร์’ สู่ ‘ซิตี้ แคมปัส’ กรุงเทพฯ เปิดหลักสูตรฯร่วม ศิลปากร-วาแตล ฝรั่งเศส

BizKet

AWC ร่วม 2 สถาบันเปิดหลักสูตรใหม่ระดับปวช. สาขาการโรงแรมและอาหาร ใช้พื้นที่อาคารเอ็มไพร์ เป็น ‘ซิตี้ แคมปัส’  หนุนกรุงเทพฯ ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ   วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์​ค้าปลีก, โรงแรม และอาคารสำนักงาน กล่าวว่า AWC ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาทางการศึกษา และสร้างโอกาสในการฝึกปฏิบัติงานจริงภายในโรงแรมและธุรกิจในเครือของ AWC พร้อมช่วยเตรียมความพร้อม และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมบริการอย่างมืออาชีพ   โดย AWC พร้อมด้วย มหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันอุดมศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านศิลปะ การออกแบบ และนวัตกรรมการบริการ ร่วมเปิดหลักสูตรใหม่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาการโรงแรมและอาหาร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากร และสถาบันวาแตล (Vatel Academy) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาด้านการบริการของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล   สำหรับความร่วมมือระหว่าง AWC และมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้จัดตั้งซิตี้แคมปัส ณ ‘อาคารเอ็มไพร์’ หนึ่งในอาคารสำนักงานระดับแฟล็กชิปของ AWC ใจกลางย่านสาทร พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาจาก ‘โรงเรียนเตรียมการโรงแรมและการท่องเที่ยวไทย–ฝรั่งเศส’ ได้ฝึกปฏิบัติงานจริงภายในโรงแรมและธุรกิจในเครือของ AWC   “เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ในการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมโรงแรมและการบริการอย่างมืออาชีพ พร้อมสนับสนุนกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติ” วัลลภา กล่าวพร้อมเสริมว่า   โดยเฉพาะ การที่สถาบันแห่งนี้มีซิตี้แคมปัสตั้งอยู่ ณ อาคาร “เอ็มไพร์” ในเครือ AWC ประกอบด้วย สำนักงาน ร้านค้า และร้านอาหาร รวมพื้นที่กว่า 300,000 ตารางเมตรใจกลางเมือง บนทำเลเชื่อมต่อรถไฟฟ้า สะดวกในการเดินทางสำหรับนักเรียนนักศึกษา และเป็นที่ตั้งของโครงการด้าน Hospitality ระดับโลกด้วยรวบรวมประสบการณ์ด้านอาหารอย่าง ‘EA’ Rooftop at The Empire   นอกจากนี้ยังมี The Empire Residence พื้นที่ Co-living ส่วนกลางสำหรับการใช้ชีวิตสร้างสรรค์และการเรียนรู้ พร้อมพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันของนักศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใกล้ชิดกับมาตรฐานของอุตสาหกรรมบริการผ่านประสบการณ์การทำงานกับมืออาชีพระดับโลก และมีส่วนร่วมส่งเสริมบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการศึกษาระดับนานาชาติ อีกด้วย   “เราเชื่อมั่นว่าหลักสูตรนี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างบุคลากรคุณภาพสู่สังคม และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมบริการของไทยให้โดดเด่นในเวทีโลกต่อไป” วัลลภา ย้ำ   สำหรับ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพสาขาวิชาการโรงแรม โดยความร่วมมือระหว่าง “โรงเรียน เตรียมการ โรงแรมและการท่องเที่ยวไทย-ฝรั่งเศส” (Franco-Thai Hotel & Tourism Prep School) และ Vatel Academy ประเทศฝรั่งเศส มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษที่ผสมผสานการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับการลงมือฝึกปฏิบัติจริง   โดยจะได้รับใบประกาศนียบัตรจากทั้งสองสถาบัน รวมถึงยังได้รับฝึกงานและพัฒนาอาชีพจากวิทยาเขตในเมืองที่อาคาร “เอ็มไพร์” รวมถึงเครือธุรกิจโรงแรมและห้องอาหารชั้นนำหลากหลายแห่งในเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศของ AWC   ด้าน มร. ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐ ฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยศิลปากรและสถาบันวาแตล ประเทศฝรั่งเศส ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาใน ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับนานาชาติ   โดยหลักสูตรใหม่นี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนไทย ผ่านการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการจริง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะ ความมั่นใจ และวิสัยทัศน์ระดับโลกให้แก่คนรุ่นใหม่   พร้อมทั้งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและฝรั่งเศส ที่มีรากฐานยาวนานและร่วมมือกันอย่างแข็งแกร่งในหลากหลายมิติ”   ศาสตราจารย์ ดร. ธนะเศรษฐ์ ง้าวหิรัญพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า หลักสูตรนี้อยู่ภายใต้โรงเรียนเตรียมการโรงแรมและการท่องเที่ยวไทย-ฝรั่งเศส และจัดการเรียนการสอนโดยวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร   โดยมีเป้าหมายในการสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมบริการ และสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพ ด้วยรูปแบบของความร่วมมือด้านวิชาการที่ผสานกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง อันเป็นการเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต และเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ       Alternate-X สรุปให้ AWC จับมือ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ Vatel Academy เปิดหลักสูตร ปวช. ด้านโรงแรมระดับนานาชาติ พร้อมตั้ง ‘ซิตี้ แคมปัส’ ณ อาคารเอ็มไพร์ ใจกลางสาทร เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกงานจริง ในหลักสูตรเรียนภาษาอังกฤษ พร้อมใบประกาศจากทั้งไทยและฝรั่งเศส สร้างทักษะผ่านประสบการณ์จริง เพื่อ เตรียมความพร้อมสู่อาชีพในอุตสาหกรรมบริการ พร้อมยกระดับการศึกษาการโรงแรมของไทย สู่เวทีโลกและสนับสนุนนโยบายกรุงเทพฯ เมืองการศึกษานานาชาติ

May 21, 2025 / 0 Comments
read more

‘ตัน’ ออกสินค้าใหม่ ‘ทีเพลย์’ บูสต์ตลาดชาเขียว 1.7 หมื่นล. เจาะเจนฯ Z รับเปิดเทอม

BizKet

‘ตัน ภาสกรนที’ ไม่เคยแผ่วการทำตลาดชาเขียวพร้อมดื่มมูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท ที่ยังโตเรื่อยๆ ล่าสุดใช้ศิลปินวง PERSES พรีเซ็นเตอร์ ‘ทีเพลย์’ มาชิงส่วนแบ่งลำคอผู้บริโภคเหล่าเจนฯZ หนุนสู่ยอดขาย 9.5 พันล.บาทปีนี้   ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ‘อิชิตัน’ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท (ปี2567) ซึ่งในปี 2568 บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับคอมมูนิตี้และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์   โดยเปิดตัว ‘อิชิตัน ทีเพลย์’ เครื่องดื่มชาเขียว ENERGY รสชาติใหม่ผสานความสดชื่นและกาเฟอีนธรรมชาติจากชาเขียว เจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่ต้องการเครื่องดื่มตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เร่งรีบและกิจกรรมหลากหลาย   ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์ เลือกศิลปินวง ‘PERSES’ (เพอร์เซส) วงบอยกรุ๊ป T-POP ที่มีภาพลักษณ์ที่เต็มไปด้วยพลัง ความมุ่งมั่น และสนุกสนานของเมมเบอร์ มาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่กล้าแสดงออก   พร้อมปล่อยซิงเกิลพิเศษและมิวสิควิดีโอเพลง ‘เล่นใจป้ะ(Prompt Play)’ ที่มีทำนองติดหูและท่าเต้นสนุกน่ารัก เพื่อให้ทุกคนออกมา Dance Challenge ร่วมกันในโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างกระแสไวรัลและการมีส่วนร่วมของแฟนๆ   “อิชิตัน ทีเพลย์  พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องดื่มที่เติมพลังและความสดชื่น พร้อมสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอย่างเต็มที่” ตัน กล่าวพร้อมเสริมว่า  “การนำกระแสความนิยมศิลปิน T-Pop อย่าง PERSES มาช่วยสร้างกระแส ดึงดูดความสนใจ และสร้าง Brand Loyalty ในกลุ่มเป้าหมายแฟนๆ ได้เป็นอย่างดี และผลักดันสู่เป้าหมายยอดขายรวม 9,500 ล้านบาทในปีนี้”   นอกจากนี้ อิชิตัน เตรียมจัดกิจกรรม ‘Ichitan Tea Play School & University Tour’ เพื่อเร่งสร้างการรับรู้สินค้าในช่วงเปิดเทอม พร้อมส่งมอบความสดชื่นให้กับนักเรียนและนักศึกษาอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายมีความต้องการเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มพลังงานในการเรียน และทำกิจกรรมต่างๆ มากยิ่งขึ้น   สำหรับ อิชิตันทีเพลย์ ชาเขียว ENERGY วางจำหน่ายขนาด 420 มล. ราคา 20 บาท  ในช่องทางร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ทุกสาขา และ 7Delivery พร้อมร่วมสนุกกิจกรรม “เล่นใจป้ะ Dance Challenge” กับหนุ่ม ๆ PERSES ได้ทางช่องทางออนไลน์   โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา บริษัท มีรายได้จากการขายรวม 8,594.4 ล้านบาท เติบโต 6.8% และมีกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 1,306.3 ล้านบาท เติบโต 18.7%       Alternate-X สรุปให้ อิชิตัน เปิดตัว ‘ทีเพลย์’ เครื่องดื่มชาเขียว ENERGY เจาะตลาด Gen Z ดึงบอยแบนด์ T-POP วง PERSES เป็นพรีเซ็นเตอร์ มาเติมภาพลักษณ์สดใหม่ด้วยแคมเปญ “เล่นใจป้ะ Dance Challenge” มาสร้างกระแสไวรัลในโซเชียล พร้อม จัดโรดโชว์ “Tea Play School & University Tour” สื่อสารตรงถึงนักเรียน-นักศึกษา ตั้งเป้ายอดขายปี 2568 ที่ 9,500 ล้านบาท และยังสร้าง Brand Loyalty อย่างยั่งยืน

May 21, 2025 / 0 Comments
read more

‘เติมสีรุ้ง’ ริมหาดหัวหิน บลู พอร์ตฯ เปิดเดือน Pride ชวนสนุกพร้อมเบาใจในความหลากหลาย

Peace&Play

บลูพอร์ต หัวหิน ออกสตาร์ทเดือน Pride บรรยากาศริมหาด มัดรวมพลังสุขภาพ และ เสรีภาพ ชวนฉลองความเท่าเทียมไว้ในพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกตัวตน   วจี​ กลมเกลี้ยง กรรมการบริหาร​ บริษัท​ หัวหิน​ แอ​ส​เ​สท​ จำกัด  ผู้บริหารโครงการบลูพอร์ต หัวหิน กล่าวว่า หลังจากประสบความสำเร็จจากการจัดงาน Pride Month ครั้งแรกในหัวหิน พร้อมขบวน Pride Parade ที่สร้างความประทับใจในปี 2567 โดยปีนี้ ยังสานต่อภารกิจแห่งความเท่าเทียมและการสนับสนุนความหลากหลายอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดงาน Hua Hin Grand Inter Pride 2025 เพื่อร่วมฉลองการผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมครั้งแรกในประเทศไทย และจัดพิธีจดทะเบียนสมรสให้กับคู่รัก LGBTQIAN+ จำนวน 23 คู่ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา   และในครั้งนี้ บลูพอร์ต หัวหิน ได้จัดกิจกรรม Bluport Hua Hin: Start of Pride พร้อมเชิญทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองและร่วมกันขับเคลื่อนสังคมให้เปิดกว้าง ยอมรับในทุกความแตกต่างอย่างแท้จริง   สำหรับ กิจกรรมไฮไลท์ตลอด 2 วันเต็ม   Hua Hin Pride Run & Walk by iwelty club (1 มิ.ย. 68) กิจกรรมเดิน–วิ่ง ระยะทาง 3 กิโลเมตร ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าแสนสดชื่นของชายหาดหัวหิน ชวนทุกคนมา Run – Dance – Chill ออกกำลังกายแบบสนุกสุดเหวี่ยงไปพร้อมกับสีสันและเสียงเพลง โดยงานฯ นี้ Pet Friendly พาน้องหมา น้องแมว มาร่วมเดิน–วิ่ง แชร์ความสุขไปด้วยกันได้อย่างเต็มที่   Wellness Experience by iwelty club (31 พ.ค. 68 และ 1 มิ.ย. 68) คอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพ ที่ชวนคุณมาดูแลทั้งร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก ผ่านกิจกรรมหลากหลายเพื่อความสมดุลและผ่อนคลาย อาทิ   Yoga & Pilates เสริมสร้างความยืดหยุ่นและสมาธิ Sound Healing ปลดปล่อยความเครียดด้วยเสียงดนตรีบำบัด Pride Talk & Therapy Group Talk เสวนาฮีลใจ จากแขกรับเชิญสุดพิเศษ ที่จะมาร่วมเปิดประสบการณ์แห่งการเยียวยาจิตใจ และเติมเต็มแรงบันดาลใจให้กับทุกคน Exclusive Bar & DJ (31 พ.ค. 68 และ 1 มิ.ย. 68) Full of Heart Exhibition (31 พ.ค. 68 – 3 มิ.ย. 68) ฮีลใจให้ใจฟูกับนิทรรศการและกิจกรรมแบบฟีลกู๊ดตลอดทั้งวัน ปิดท้ายความประทับใจกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน Sarah Salola และโชว์สุดพิเศษที่จะมาสร้างความสนุกสนานให้กับค่ำคืนแห่ง Pride (1 มิ.ย. 68)   วจี​  กล่าวว่า “บลูพอร์ต หัวหิน และกลุ่มบริษัทพราว ร่วมกับ iwelty club พร้อมเริ่มต้นเดือนแห่งความภาคภูมิใจด้วยการเชิญชวนทุกหัวใจร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียม ในงาน Bluport Hua Hin: Start of Pride “Come as you are, leave with a healed heart.” (มาด้วยหัวใจแบบไหน… กลับไปด้วยหัวใจที่เบาขึ้น) ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2568 ภายใต้แนวคิด “Pride Active & Wellness”   ทั้งนี้ ยังเป็นครั้งแรกของประเทศไทยกับแนวคิดใหม่ ที่ผสานพลังของสุขภาพกายและใจเข้ากับการเฉลิมฉลองความหลากหลายและความรักอย่างเท่าเทียม ผ่านกิจกรรมที่เต็มไปด้วยพลังบวก สีสัน และการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่สนับสนุนด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต เสรีภาพ แต่เป็นการส่งเสริมการอิสรภาพที่แท้จริงจากภายใน   ในงานยังพร้อมด้วยเหล่าคนดัง อาทิ ปิงปอง-ธงชัย, ติ๊นา ศุภนาฏ, ป้อปปี้-ชัชชญา, มิ้น-ซิลวี่, ไบรอัน ตัน และอีกมากมาย ที่จะมาร่วมแสดงพลังแห่งความรัก ความเท่าเทียม พร้อมสร้างพลังบวกให้กับร่างกายและจิตใจไปด้วยกัน   วจี ทิ้งท้ายว่า  Bluport Hua Hin: Start of Pride ไม่ใช่แค่งานอีเว้นต์…แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดรับทุกความเป็นไปได้ ทุกตัวตน และทุกความรัก เพราะเราเชื่อว่า ความเท่าเทียมไม่ใช่แค่คำพูด แต่ต้องลงมือทำ”   ผู้สนใจ ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานได้ที่ https://forms.gle/Y17hFfTbBrYcwdVt6 หรือ ติดตามและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลูพอร์ต หัวหิน โทร. 032-905111 หรือผ่านช่องทาง Facebook: Bluport Hua Hin Official และ Line: @Bluport แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์สีรุ้งแห่งปีไปด้วยกัน   Alternate-X สรุปให้  บลูพอร์ต หัวหิน เปิดฉากเดือน Pride ด้วยกิจกรรม “Bluport Hua Hin: Start of Pride” ริมหาด ชวนร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลาย เสรีภาพ และสุขภาพทั้งกายใจ เน้นแนวคิด “Pride Active & Wellness” ครั้งแรกในไทย พบกิจกรรมเดิน–วิ่ง, โยคะ, ซาวด์ฮีลลิ่ง, Pride Talk และมินิคอนเสิร์ต พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัย ที่เปิดรับทุกความรักและตัวตนอย่างแท้จริง    

May 21, 2025 / 0 Comments
read more

THG ฟื้นแบรนด์ ‘รพ.ธนบุรี’ ลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 พันล.ใน3ปี ปั้นสู่ ‘แฟล็กชิป’ ต้องพลิกกลับมาโต 7%

BizKet

”ความท้าทาย ของ รพ.ธนบุรี ในเวลานี้ คือ ฟื้นความเชื่อมั่นแบรนด์ให้กลับมาทั้งในกลุ่มคนไข้และบุคลากร ซึ่งเป็นแผนงานหลักภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่“   คำกล่าวของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.วิศิษฐ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธนบุรี ระบุในช่วงระหว่างพิธีเปิดอาคาร 8 โรงพบาบาลธนบุรี ซอยอิสรภาพ44 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และเป็นช่วงเดือนครบรอบ 48 ปีการดำเนินงานโรงพยาบาลธนบุรี และก้าวสู่ปีที่ 49 พร้อมกันด้วย     ศาสตราจารย์คลินิก นพ.วิศิษฎ์  กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานรพ.ธนบุรี อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น ‘โรงพยาบาลที่ได้รับความไว้วางใจและมีคุณค่าสูงสุดในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง’ พร้อมย้ำเป้าหมาย ‘Hospital of Choice’ สู่การเป็นโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเลือก บุคลากรภูมิใจ และสังคมให้คุณค่า   ต่อแนวทางที่จะทำให้ โรงพยาลธนบุรีไปถึงจุดหมายที่ปักไว้ได้นั้น ศาสตราจารย์คลินิก นพ.วิศิษฎ์ บอกว่าจะต้องเดินไปตามแผนที่วางไว้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ พร้อมผลักดันให้ ‘โรงพยาบาลธนบุรี’ เป็นสาขาเรือธง (Flagship) ในเครือบริษัทธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ให้คืนกลับมาได้โดยเร็ว   จากปัจจุบัน มีเครือข่ายโรงพยาบาลในเครือ 10 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลธนบุรี , โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา, โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง, โรงพยาบาลธนบุรีบูรณา, โรงพยาบาลธนบุรีทุ่งสง, โรงพยาบาลสิริเวช จันทบุรี,  โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี, โรงพยาบาลธนบุรี ราษฎร์ยินดี, โรงพยาบาลธนบุรี ตรัง และ Ar Yu International Hospital   โดยในช่วงที่ผ่านมา THG ใช้งบลงทุนราว 700 ล้านบาท สร้างอาคาร 8  ล่าสุด เพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยนอก พร้อมเสริมความครบวงจรด้านเทคโนโลยีต่างๆทางการแพทย์ให้กับผู้เข้ามารับการรักษา ด้วยนวัตกรรมและความใส่ใจของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาล   “อาคาร 8 ยังเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่โรงพยาบาลธนบุรี ที่ก้าวสู่การเป็น Hospital of Choice เพื่อเป็นโรงพยาบาลที่ผู้ป่วยเลือก และเป็นโรงพยาบาลที่บุคลากรภูมิใจ”   ขณะเดียวกันภายใน3 ปีนี้ ยังเตรียมใช้งบลงทุนราว 1,000 ล้านบาท สร้างอาคาร 9 อีกหนึ่งหลังใหม่ วางตำแหน่งเป็นอาคารหลัก (Main Building) เพื่อเชื่อมต่อการให้บริการและอำนวยความสะดวกทั้งผู้เข้ามารับการรักษาและการปฏิบัติการทางการแพทย์ด้านต่างๆ ได้แบบไร้รอยต่อระหว่างอาคาร 8 เพื่อรองรับงานผู้ป่วยนอก (OPD) ในรูปแบบงานบริการแนวสูง จากเดิมซึ่งเป็นแนวราบ   พร้อมกันนี้ ยังเตรียมใช้งบไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่รองรับการให้บริการทางการแพทย์ของรพ.ธนบุรี ได้ตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ในอนาคต   “สิ่งที่ รพ.ธนบุรีจะต้องเร่งเติมเข้ามาคือความครบวงจรงานบริการด้านรังสีวินิจฉัย เพื่อให้บริการผู้เข้ารับการรักษาจากทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล เป็นการเตรียมรองรับประชากรกลุ่มผู้สูงวัยที่จะเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากในอนาคต และคาดว่าจะมีความต้องการงานบริการรังสีเพื่อวินิจฉัยในกลุ่มโรคมะเร็งที่คาดว่าจะมีความต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคต” ศาสตราจารย์คลินิก นพ.วิศิษฎ์ กล่าว พร้อมเสริมว่า   ปัจจุบัน รพ.ธนบุรีมีจำนวนผู้ป่วยหรือคนไข้เข้ามารับบริการเฉลี่ย 1,400-1,500 คนต่อวัน ซึ่งเข้ามารับบริการทั้งในอาการป่วยทั่วไป หรือ กลุ่มโรค NCDS และการรักษาเฉพาะทางที่รพ.ธนบุรี มีความเชี่ยวชาญ จากก่อนหน้ามีคนไข้หมุนเวียนต่อวันราว 1,700 คน ซึ่งจำนวนที่ลดลงเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่องเช่นกัน   “การฟื้นฟูแบรนด์รพ.ธนบุรี ยังจะใช้กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วยโดยยึดความต้องการและประสบการณ์ของผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลาง และพัฒนาแบรนด์ในบุคลากรทางการแพทย์ไปพร้อมกัน”   นอกจากนี้ รพ.ธนบุรี ยังมุ่งสู่การให้บริการด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์โดยร่วมกับ Agnos Health บริษัท Startup ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เปิดให้บริการ Smart Registration ในการลงทะเบียนผู้ป่วย ได้รับความสะดวกด้านต่างๆ อาทิ   ระบบ AI Nurse ช่วยซักประวัติและแนะนำแผนกที่เหมาะสมกับอาการป่วย ระบบยืนยันตัวตนด้วย AI Face Recognition ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ระบบดึงข้อมูลอัตโนมัติจากเอกสารผู้ป่วยผ่าน AI OCR ระบบตรวจสอบสิทธิของผู้ป่วยด้วย Robotic Process Automation ระบบ E-consent สำหรับเก็บการยินยอม PDPA ช่วยลดกระดาษที่ไม่จำเป็น   นอกจากนี้ ยังได้นำนวัตกรรมการแพทย์ที่ครอบคลุมรักษารอบด้าน ทั้ง Endoscopic Spine Surgery , หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Da Vinci เพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัดข้อเข่าเทียมและมะเร็งต่อมลูกหมาก, เทคโนโลยี O-Arm Navigator สร้างภาพสามมิติแบบเรียลไทม์ระหว่างผ่าตัดกระดูกสันหลัง และ เครื่อง CT Scan 256 Slice และ MRI 3.0 Tesla ที่ให้ภาพระดับรายละเอียดสูง  เป็นต้น   “โรงพยาบาลธนบุรีวางเป้าหมายเติบโต 7% ในปี2569 ซึ่งมองว่าเป็นตัวเลขที่ที่พอใจแล้วท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ที่มีผลต่อการเข้ารับการรักษาของคนไข้ที่มาใช้บริการเช่นกัน”     โดย รายได้กลุ่ม THG ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดังนี้   ปี 2565 รายได้รวม 11,539 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,602 ล้านบาท ปี 2566 รายได้รวม 9,844 ล้านบาท กำไรสุทธิ 295 ล้านบาท ปี 2567 รายได้รวม 9,479 ล้านบาท กำไรสุทธิ -1,765 ล้านบาท     Alternate-X สรุปให้  โรงพยาบาลธนบุรีมุ่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นแบรนด์ สู่เป้าหมาย “Hospital of Choice” ที่ผู้ป่วยเลือกและบุคลากรภูมิใจ ลงทุน 700 ล้านบาทสร้างอาคาร 8 พร้อมเตรียมใช้งบ 1,000 ล้านบาทสร้างอาคาร 9 และอีก1,000 ล้เานบาทใส่เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ เพิ่มบริการครบวงจร โดยเฉพาะด้านรังสีวินิจฉัย เพื่อรองรับผู้สูงวัยและโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้น และนำนวัตกรรม AI และหุ่นยนต์ผ่าตัดมาใช้ ยกระดับบริการผู้ป่วย เช่น Smart Registration, Da Vinci, O-Arm Navigator ตั้งเป้ารายได้เติบโต 7% ในปี 2569 แม้เศรษฐกิจชะลอตัวกระทบจำนวนผู้ป่วย

May 21, 2025 / 0 Comments
read more

R&D เป็นโอกาสอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใหม่ โฟกัส 4 กลุ่มเป้าหมายปลุก GDP ชะลอ

EcoVative

คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโต 1.3-2.3% จากสภาพัฒน์ หลังเหลือเครื่องยนต์หลักท่องเที่ยวตัวเดียว ขณะที่บุญเก่าของประเทศกำลังจะหมดลง ถึงเวลาลอกคราบประเทศไทย ด้วยการวิจัยและพัฒนาผ่านกองทุน ววน. เป็นเครื่องมือ   ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานเปิดงาน Dinner Talk ‘กระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน.’ ภายใต้แนวคิด ‘มองจุดร่วม สร้างจุดเปลี่ยน ร่วมสร้าง GDP ไทย ด้วยกองทุน ววน.’ จัดโดยสำนักยุทธศาสตร์แผน ติดตามและประเมินผล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)   โดยกล่าวว่า ประเทศไทย ยังมีโอกาสในการสร้างเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ ววน. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ได้แก่   งานวิจัยด้านเทคโนโลยีเซนเซอร์และ IoT สำหรับเกษตรกรรม การสร้างอุตสาหกรรมใหม่และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การพัฒนากำลังคนระดับสูงเฉพาะทางและเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัย   ทั้งนี้ เพื่อให้มีสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยมากขึ้น ทำวิจัยและต่อยอดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ   “กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมั่นว่า ววน. จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก และช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ในอนาคต” รัฐมนตรี อว.กล่าว   ลงทุน R&D สัดส่วน 2-4%   ด้าน ศ. ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เผยว่า การใช้ความรู้ขับเคลื่อนประเทศต้องมีนโยบายที่จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในเรื่องสำคัญ แม้จะมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายด้าน แต่ประเทศจะก้าวกระโดดได้ต้องมีสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ร้อยละ 2-4 เพื่อให้มีแรงส่งเพียงพอ   “แต่ขณะนี้อัตราการลงทุนของไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.1 จึงต้องแน่ใจว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณอย่างถูกต้อง เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด เป็นธรรม รัดกุมรอบคอบและตรงเป้า”   โดยการจัดงานในครั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารในระบบ ววน. ภาครัฐและภาคเอกชนนำข้อมูลไปขับเคลื่อนในบริบทที่ดูแลอยู่   ขณะที่ สกสว. จะนำเสนอข้อมูลต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อนำสู่การขับเคลื่อนต่อไป   ทบทวนงานวิจัยฯใช้ได้จริง   เช่นเดียวกับ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวถึงการทำงานของ สกสว.ยุคใหม่ ว่าเข็มทิศกำลังแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผ่านการขับเคลื่อนและผลงานที่เกิดขึ้นจริง  ได้แก่   การทบทวนแผนและจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. งานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญทั้งด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การขับเคลื่อนเชิงประเด็นร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานและบคุลากร การรับมือและการสื่อสารต่อประชาชนในภาวะวิกฤติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม การพัฒนาเครือข่ายและการร่วมทุนกับต่างประเทศ ภาคเอกชนและประชาสังคม และการพัฒนาภายในองค์กร   โดยในปี 2568 กองทุน ววน.ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 19,251 ล้านบาท คิดเป็น 1.14% และหวังว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่สำเร็จ แต่คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ   สร้างเครื่องยนต์ศก.ใหม่ให้ประเทศ   ด้าน กฤษณ์ จันทโนทก ประธานกรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่าสิ่งที่ประเทศไทยขาดไม่ใช่ความรู้หรือแรงบันดาลใจ แต่คือ ‘ระบบเชื่อมต่อ’ ที่เปลี่ยนงบวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมเชิงเศรษฐกิจได้จริง ทั้งความกล้าสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้กับประเทศ การสร้างนวัตกรรมต้องลงทุนกับคุณภาพทุนมนุษย์และสถาบัน   ขณะที่ ความท้าทาย คือ ต้องทำให้งานวิจัยเกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องเร่งเสริมการต่อยอดเชิงพาณิชย์   ทั้งนี้ อนาคตของประเทศยังศรัทธาในศักยภาพ ทุน และความรู้ แต่ต้องหาทางเชื่อมโยงและเดินไปด้วยกัน พลังของคนไทยไม่ทิ้งกันในยามคับขันจึงต้องร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และต้องวางโครงสร้างใหม่ เชื่อว่าถ้าทุกคนกล้าเปลี่ยน ซึ่งระบบ ววน.ไทยจะเป็นฟันเฟืองสำคัญให้ไทยประสบความสำเร็จได้   โครงการต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจ   สำหรับ “นโยบายการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กสว. และประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าหากไทยต้องการก้าวสู่การเป็นเสือเศรษฐกิจต้องคิดสร้างปัญญา ทำให้สังคมเห็นประโยชน์ การลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมต้อง ‘ คืนทุนไว ใช้ได้จริง ยิงสุดทาง’ นั่นคือต้องทำโครงการที่ดี ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมทั้งที่เห็นผลเร็วและเกิดผลในระยะยาวด้วย และรู้ว่าจะขายหรือแข่งขันกับใคร ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ สถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สร้างนวัตกรรมใช้ได้จริง เป็นโมเดลที่ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยต้องมีภารกิจชัดเจนและมีความรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องทำคือ ตัดงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพื่อให้เกิดความเชื่อถือจากคนในประเทศ   โดยก้าวแรกจะต้องตีโจทย์และออกแบบโครงการให้ทะลุ เป็นงานวิจัยที่แก้พัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาสังคมได้ มีผู้ใช้ตั้งแต่แรก รวมถึงปรับระบบแรงจูงใจ   บุญเก่าของประเทศกำลังจะหมด   ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในหัวข้อ “การลงทุนภาครัฐและเอกชน: กุญแจสู่การเติบโตของ GDP ไทย” ระบุว่า   “บุญเก่าของประเทศกำลังจะหมด อุตสาหกรรมที่เราเคยเก่งกำลังตกยุค ประเทศไทยต้องลอกคราบ ปลดล็อกและสร้าง ‘บุญใหม่’ เพื่อช่วงชิงคลื่นการลงทุนรอบใหม่ในอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายทศวรรษ หากพลาดวันนี้อาจไม่มีโอกาสอีกนาน จากนี้ไปเอเชียและอาเซียนจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของโลก จึงต้องก้าวข้าวข้อจำกัดด้วยทักษะของคน”   ขณะที่ นโยบายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่การเปิดประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอนาคต ปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ เพิ่มโอกาสในการช่วงชิงการลงทุน เสริมจุดแข็งเดิมและสร้างระบบนิเวศใหม่ เช่น สร้างบุคลากรรองรับห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น พลังงานสะอาด สตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเร่งขยายเขตการค้าเสรีเพื่อเปิดตลาดใหม่และลดการพึ่งพาตลาดเดิม       Alternate-X สรุปให้ เมื่อ บุญเก่า’ไทยกำลังจะหมด จะต้องลอกคราบประเทศ ด้วย R&D และนวัตกรรม ขับเคลื่อนผ่านกองทุน ววน. ที่ได้รับงบเพิ่ม 1.9 หมื่นล้าน ใน 4 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อเร่งตอบโจทย์เศรษฐกิจ-สังคม เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้ GDP โตอย่างยั่งยืน      

May 21, 2025 / 0 Comments
read more

ทุนญี่ปุ่น มิตซูบิชิฯ ยังเลือก ‘ไทย’ ทำเลยุทธศาสตร์ ร่วมทุนเสนาฯ สร้างคลังสินค้า-โรงงาน  

BizKet

เสนาฯ มุ่งแผนสร้างรายได้ประจำเพิ่มร่วมทุนยักษ์ญี่ปุ่น มิตซูบิชิ โลจิสติคส์ ทำโปรเจกต์คลังสินค้า-โรงงาน ทำเลอีอีซี รับดีมานด์โต9% แซงซัพพลาย 6-7%   ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ วางแนวทางเพิ่มรายได้ประจำ (incurring income) เพิ่มขึ้นต่อเนื่องนอกเหนือจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ซึ่งมีแนวโน้มกำลังซื้อชะลอตัวจากบรรยากาศเศรษฐกิจ   โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้ประจำเติบโตสูงขึ้น ปัจจุบันมีสัดส่วน 30% อาทิ จากกลุ่ม ลิฟเน็กซ์ (LivNex) เช่าออมบ้าน และมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้นต่อเนื่อง   ล่าสุดบริษัทฯ ขยายการเติบโตธุรกิจสู่ระดับโลก (Global Scale-Up) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท มิตซูบิชิ โลจิสติคส์ คอร์ปอเรชั่น (Mitsubishi Logistics Corporation) จากญี่ปุ่น ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เสนา เอ็มแอลซี จำกัด (SENA MLC Co.,Ltd) ในสัดส่วน 51% และ 49% ตามลำดับ มีทุนจดทะเบียน 180 ล้านบาท ซึงเป็นการร่วมทุนในต่างประเทศครั้งแรกของมิตซูบิชิ โลจิสติคส์ กับพันธมิตรไทย   “บริษัทฯใหม่ จะเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางการสร้างรายได้ประจำของเสนาฯ ในอนาคต จากการขยายธุรกิจอสังหาฯอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งพบว่าเป็นเซ็กเตอร์ที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการของผู้เช่าเติบโต 9%โดยเฉพาะในพื้นที่ทำเลอีอีซี แต่มีปริมาณซัพพลายเติบโต 6-7%  ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ”  ผศ.ดร.เกษรา กล่าว     พร้อมเสริมว่า บริษัทฯ ใหม่เตรียมใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท พัฒนาโครงการ ‘ SENA MLC1’ คลังสินค้า-โรงงาน บางนา กม.23  บนพื้นที่ 23 ไร่ มี ซึ่งมีคุณสมบัติพื้นที่โซนสีม่วงซึ่งยังสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาโครงการฯ สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งการก่อสร้างอาคาร และโดยรอบชุมชน มีขนาดพื้นที่ 25,000 ตร.ม.   โดยโครงการฯ จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างปลายปี 2568 คาดแล้วเสร็จในไตรมาสสี่ปี 2569 รองรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจหลากหลายประเภททั้งในและต่างชาติ ซึ่งบริษัทฯ เตรียมแผนการทำตลาดการขายพื้นที่ผ่านตัวแทนขาย (เอเยนต์) ด้วยเช่นกัน โดยกำหนดอัตราค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ย 165-215 บาท/ตรม./เดือน   “ธุรกิจใหม่นี้ อยู่ในช่วงเริ่มต้นโดยจะยังศึกษาอย่างระมัดระวังเป็นตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง ก่อนจะประเมินขยายการลงทุนเพิ่มในอนาคต ซึ่งหากดำเนินการครบเฟสแล้วเสร็จจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันสร้างรายได้ประจำเพิ่มสัดส่วนเป็น 50% ในอนาคต”  ผศ.ดร.เกษรา กล่าวทิ้งท้าย   ‘ไทย’ ทำเลยุทธศาสตร์อาเซียน   ฮิเดชิกะ ไซโตะ ประธานบริษัท บริษัทมิตซูบิชิ โลจิสติคส์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า บริษัทฯเข้ามาทำธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาร่วม 36 ปี และมั่นใจในศักยภาพด้านทำเลยุทธศาสตร์ของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญสอดคล้องกับกลยุทธ์ใหม่ของบริษัทฯ ใน5 ปี (2568-2573) มุ่งขยายธุรกิจอสังหาฯในต่างประเทศ   ไซโตะ แสดงความเห็นต่อมาตรการทางการค้าและภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในช่วงที่ผ่านมาพร้อมระบุว่า “มาตรการฯ นี้จะส่งผลกระทบซัพพลายสินค้าจากจีนที่นำเข้ามามากกว่า ซึ่งไม่กระทบกับโครงการ SENA MLC1 อย่างแน่นอน ซึ่งการร่วมทุนครั้งนี้ จะใช้จุดแข็งของทั้งสองฝ่าย เพื่อมอบคุณค่าใหม่ให้กับตลาดโลจิสติกส์และอสังหาฯ ของไทย”     Alternate-X สรุปให้  เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ เดินหน้าสร้างรายได้ประจำ ร่วมทุนมิตซูบิชิ โลจิสติคส์ จากญี่ปุ่น พัฒนาโครงการคลังสินค้า-โรงงาน ‘SENA MLC1’ บางนา กม.23 รองรับดีมานด์อุตสาหกรรมที่เติบโต 9% สูงกว่าซัพพลายในพื้นที่ EEC ที่โตเพียง 6-7% โครงการใช้งบลงทุนกว่า 600 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอย 25,000 ตร.ม. พร้อมแนวคิดอาคารสีเขียว เปิดให้เช่าในอัตราเฉลี่ย 165-215 บาท/ตร.ม./เดือน คาดเสร็จไตรมาส 4 ปี 2569

May 20, 2025 / 0 Comments
read more

จบงานสถาปนิก ‘68 ปิดดีลเจรจาธุรกิจ 2.2 หมื่นล. รับปีแห่งการตกแต่งซ่อมแซมอยู่อาศัย

BizKet

แม้เศรษฐกิจจะอึนๆ โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ ที่ซืมยาวตั้งแต่ปลายปีก่อน แต่เซ็กเตอร์ออกแบบตกแต่งซ่อมแซมงานก่อสร้สงมีแนวโน้มเติบโต สะท้อนจากผลสำเร็จงานสถาปนิก’68 มีผู้ร่วมงานกว่า 3.2 แสนคน ในปีนี้ ธันว์ ศรีจันทร์ ประธานจัดงานสถาปนิก’68 กล่าวว่า จากการจัดงาน “สถาปนิก’68” เมื่อวันที่ 29 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “ทบทวน ทิศทาง: Past Present Perfect”   โดยหลังการจัดงานสถาปนิก’68 ซึ่งเป็นงานแสดงนิทรรศการและจัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีด้านงานออกแบบ สถาปัตยกรรมและการก่อสร้าง ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน บนพื้นที่ 75,000 ตร.ม.   โดยมีผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำร่วมจัดแสดงสินค้าทั้งจากไทยและต่างประเทศ ซึ่งปีนี้ได้รับผลตอบรับอย่างดีมาก ด้วยยอดผู้เข้าชมงานรวมแล้ว 325,607 คน และสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายในงานรวมอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท   จากภาพรวมธีม การจัดงานฯ ยังได้รวมนิทรรศการและจัดการสัมมนาวิชาการจากองค์กรวิชาชีพ พร้อมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจ มีผู้ลงทะเบียนและ walk in เข้ามาร่วมงานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมกว่า 6,379 คน   ทั้งกิจกรรม ‘ASA CLASSROOM’ ในรูปแบบการ Talk และ Workshop กิจกรรม ASA Professional Seminar ซึ่งเชิญผู้เชี่ยวชาญในไทยของแต่ละสาขาวิชาที่มีประโยชน์แก่การประกอบวิชาชีพของสถาปนิกในปัจจุบันมาถ่ายทอดเรื่องราว กิจกรรม ASA International Forum 2025 การบรรยายของสถาปนิกต่างชาติที่มีภูมิหลังและผลงานที่แสดงลักษณะของแต่ละยุคอย่างชัดเจน และกิจกรรมเรื่องเล่า 3 รุ่น การนำเสนอความสัมพันธ์ของคน 3 วัย ที่มาบอกเล่าแชร์ประสบการณ์ ผ่านการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมี ASA Experimental Design Competition 2025 การประกวดแบบภายใต้แนวคิด “อนาคตนิยม Future Nostalgia In Architecture”ซึ่งมีผู้ส่งผลงานประกวดกว่า 600 ผลงาน     โดยผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศประเภทนักเรียน/นักศึกษา ได้แก่ นายพิชิตชัย นิลใน และ รางวัลชนะเลิศประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ ทีม TANN ARCH   สำหรับการจัดงานฯ ปีนี้ คณะกรรมการและทีมงานงานสถาปนิก’68 มุ่งหวังจะส่งแรงบันดาลใจถึงเด็กๆ น้องๆ คนรุ่นใหม่ บรรยากาศการจัดงานตลอดทั้ง 6 วัน ได้เห็นน้องๆ นักเรียน นักศึกษา พากันมาชมงานมาร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักรวมถึงเนื้อหาสาระของงานสัมมนา และกิจกรรม Talk ต่างๆ ก็ได้รวบรวมพี่น้องในวงการสถาปนิก, งานออกแบบ ทั้งในและต่างประเทศมาแชร์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มีคุณค่า จาการตอบรับและให้ความสนใขจากผู้ร่วมงานและพีนธมิตรต่างๆ ร่วมผลักดันให้งานญ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และในปีหน้า เตรีนมพบกับงานสถาปนิก’69 ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 “ ธันว์ กล่าว Alternate-X สรุปให้  แม้เศรษฐกิจซบเซา แต่อุตสาหกรรมออกแบบและก่อสร้างยังเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากงาน “สถาปนิก’68” ที่มีผู้ร่วมงานกว่า 3.2 แสนคน สร้างมูลค่าการเจรจาธุรกิจถึง 22,000 ล้านบาท ภายในงานมีทั้งนิทรรศการ สัมมนา และกิจกรรมออกแบบระดับนานาชาติ พร้อมปลุกแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ในวงการออกแบบและสถาปัตยกรรมอย่างเข้มข้น

May 20, 2025 / 0 Comments
read more

วัดพลัง ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ สร้างภาพจำใหม่ ‘ไอ-เฮิร์บ’ ธรรมชาติ-เข้าถึงง่ายอยากให้แมสขึ้น

BizKet

‘I-HERB’ เม็ดอมสมุนไพรรสชาติดีเป็นมิตรกับสุขภาพ ขอรีเฟรชแบรนด์​สดชื่นมาครบทุกเครื่องมือการตลาด หวังสร้างแบรนด์จดจำคนรุ่นใหม่ สู่เป้าท็อป ออฟ มายด์ ผู้บริโภคใน 3 ปี   พันธิกันต์ สุวรรณคีรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลลิเมด จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดเม็ดอมสมุนไพรไอ-เฮิร์บ (I-HERB) กล่าวว่า จากจุดเริ่มต้นการพัฒนา I-HERB ภายใต้แนวคิดเม็ดอมสมุนไพรสูตรใหม่ปราศจากน้ำตาล โดยใช้สารให้ความหวานจาก ไอโซมอลต์ (Isomalt) ไม่ทำให้ฟันผุและไม่กระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด พร้อมกลิ่นและรสชาติที่ทานง่าย ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถบริโภคได้บ่อย แม้ไม่มีอาการไอหรือเจ็บคอ   โดย ไอ-เฮิร์บ ได้วางตำแหน่งทางการตลาดในกลุ่ม (Segment) ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากธรรมชาติ มีจุดเด่นตอบโจทย์ด้านรสชาติที่ดี แต่ยังคงประโยชน์ด้านสุขภาพเหมือนเดิม ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน  ที่ต้องการ ‘สินค้าเพื่อสุขภาพที่ให้ประสบการณ์ดี’ ผลักดันให้การทำตลาดเม็ดอมสมุนไพร I-HERB ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้การตอบรับดีทั้งในกลุ่มผู้บริโภคคนไทย และ กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่นิยมซื้อสินค้าสมุนไพรเพื่อเป็นของฝากของที่ระลึก   แนวโน้มดังกล่าว บริษัทฯ มองเห็นโอกาสการทำตลาดเชิงรุกเม็ดอมสมุนไพรอย่างต่อเนื่องในปี 2568 ล่าสุด บริษัทฯ ได้เลือก ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ นักแสดงชายชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ไอ-เฮิร์บ เป็นครั้งแรก พร้อมใช้เครื่องมือสื่อสารการตลาดครบวงจร เพื่อขยายฐานผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ในวงกว้างมากขึ้น   “การร่วมงานในครั้งนี้กับมาริโอ้ ด้วยคาแรกเตอร์ที่มีความเป็นธรรมชาติ เข้าถึงง่าย และวางตัวดี มีฐานแฟนคลับหลากหลายทุกเพศวัยทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญยังบาลานซ์ด้านการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตของตัวเองได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยสะท้อนภาพลักษณ์เม็ดอมสมุนไพรไอ-เฮิร์บ ให้มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยมากขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และยังคงความเป็นธรรมชาติ ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ไว้ได้อย่างลงตัว” พันธิกันต์ กล่าว     ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดกิจกรรมแคมเปญการตลาดเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมสื่อทุกช่องทาง (Mixed Media) อาทิ ภาพยนต์โฆษณา (TVC), สื่อนอกบ้าน (Out of Home), สื่อในร้านค้า (In-Store Media) เพื่อสร้างการตัดสินใจซื้อ ณ จุดขาย รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดออน กราวด์ (On-ground Marketing) โดยแจกตัวอย่างสินค้าให้ทดลองใช้จริง และการใช้สื่อออนไลน์ พร้อมทั้งการจัดกิจกรรมในช่องทางโซเชียลมีเดียให้กับผู้บริโภคได้ร่วมสนุกพร้อมรับของรางวัลมากมาย เพื่อสร้างประสบการณ์แบรนด์แบบไร้รอยต่อ และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง (Brand Loyalty) ในระยะยาว นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเลือกใช้แพลตฟอร์มสื่อโซเชียลมีเดีย แบบเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งเป็นหนึ่งตลาดสำคัญของ ไอ-เฮิร์บ ไปพร้อมกันด้วย    “บริษัทฯ วางเป้าหมายผลักดันให้แบรนด์ไอ-เฮิร์บ เป็นที่จดจำในกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ในวงกว้างได้มากขึ้น มุ่งเน้นไปที่การสร้าง Brand Presence ที่แข็งแกร่งและเข้าถึงผู้บริโภคในทุก Touchpoint อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อขยายการรับรู้แบรนด์ในวงกว้าง และสร้างความคุ้นเคย (Brand Familiarity) กับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ด้วยพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในทุกช่องทางด้วยการนำเสนอประสบการณ์แบรนด์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless Brand Experience) จึงมีความสำคัญและเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งในระยะยาว เพื่อการเติบโตของแบรนด์ที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง”  พันธิกันต์ กล่าว   ทั้งนี้ ไอ-เฮิร์บ มีสินค้าหลัก ประกอบด้วย เม็ดอมสมุนไพร ยาอมและยาน้ำแก้ไอ และ สเปรย์พ่นคอ มีช่องทางจำหน่ายหลัก ในร้านขายยาทั่วประเทศ, ร้านสะดวกซื้อ 7-11, Jiffy และ ทัวริสต์ สโตร์ (Tourist Store) รวมถึงช่องทางอี-คอมเมิร์ซ ได้แก่ Lazada และ Tiktok shop เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงทุกพฤติกรรมการซื้อสินค้าของกลุ่มเป้าหมาย โดยเม็ดอมสมุนไพร I-HERB ราคาจัดจำหน่ายอยู่ที่ซองละ 32 บาท   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนขยายการเติบโตธุรกิจในอนาคตจากการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง และการทำตลาดส่งออกในต่างประเทศโดยเบื้องต้นจะเป็นตลาดเอเชีย พร้อมวางเป้าหมายสู่การเป็น ‘ท็อป ออฟ มายด์’ (Top of mind) แบรนด์ในใจผู้บริโภค คาดเห็นความชัดเจนใน 3 ปีนี้ โดยปัจจุบันแบรนด์ไอ-เฮิร์บ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 10% ของยอดขายรวมของบริษัท   พันธิกันต์ กล่าวว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดยาอมสมุนไพรในประเทศไทยจะยังไม่มีการเก็บตัวเลขขนาดตลาดอย่างชัดเจน แต่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องอย่างก้าวกระโดดหลังยุคโควิด-19 จากแรงขับเคลื่อนทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และการแข่งขันด้านนวัตกรรมรสชาติ คุณสมบัติ ไปจนถึงรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายแบรนด์ ทั้งรายเดิมและผู้เล่นรายใหม่ต่างเร่งพัฒนาจนเกิดการแข่งขันสูงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ยาอมแบบเม็ดแข็ง, เม็ดตอก, เม็ดลูกกลอน และยาอมแบบลูกอม (soft lozenge)   “ไอ-เฮิร์บ จะเข้ามาตอบโจทย์นี้ ด้วยเห็นโอกาสในตลาดยาอมสมุนไพร ที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว และผู้บริโภควัยทำงานที่หันมาใส่ใจสุขภาพ แต่ไม่ต้องการรสชาติที่ขมแบบยาอมสมุนไพรเดิม ๆ” พันธิกันต์ กล่าวทิ้งท้าย   Alternate-X สรุปให้  ไอ-เฮิร์บ ปรับภาพลักษณ์ใหม่ พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ “มาริโอ้ เมาเร่อ” สื่อสารแบรนด์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ชูจุดเด่นเม็ดอมสมุนไพรธรรมชาติ รสชาติดี สุขภาพดี ไม่มีน้ำตาล เน้นกลยุทธ์การตลาดครบวงจร ทั้งออนไลน์ ออนกราวด์ และสื่อเฉพาะกลุ่ม ตั้งเป้าสร้าง Brand Loyalty และเป็น Top of Mind ภายใน 3 ปี ขยายช่องทางขายทั้งในประเทศและส่งออกเอเชีย รับตลาดสมุนไพรโตต่อเนื่อง

May 19, 2025 / 0 Comments
read more

‘เซ็นทรัลพัฒนากรีนโกรท’ บริษัทใหม่เครือเซ็นทรัล ตั้งรับกติกาใหม่โลกเพื่อความยั่งยืน

EcoVative

เซ็นทรัลพัฒนา มองโอกาสทางการเงิน-ธุรกิจ อนาคตผ่านบริษัทใหม่เซ็นทรัลพัฒนากรีนโกรทลงทุนความยั่งยืนหมื่นล้านบาทใน 5 ปี รับนโยบาย Thailand Taxonomy   นภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มิกซ์ยูสค้าปลีก, อาคารสำนักงานและโรงแรม เปิดเผยว่า บริษัทฯ ใช้ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท จัดตั้งบริษัทเซ็นทรัลพัฒนากรีนโกรท จำกัด ขึ้นเมื่อปี 2567 เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจใหม่ในยุคเศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำ   โดยแผนงานใน 5 ปี (2568-2573) บริษัทฯ เตรียมใช้งบลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินการด้านความยั่งยืน (Sustainable) โดยมุ่งให้ความสำคัญในโครงการก่อสร้างอาคารสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Building)   ขณะที่ในปีนี้ บริษัทยังใช้งบลงทุนราว 600 ล้านบาท ติดตั้งโซลารูฟท็อป (Solar Rooftop) ในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลที่เปิดให้บริการทั่วประเทศคิดเป็นสัดส่วน 60% และคาดว่าจะครอบคลุมในทุกสาขารวมถึงในสาขาประเทศมาเลเซีย ทั้งหมดในสิ้นปี 2569   “เซ็นทรัลพัฒนากรีนโกรท จะเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจในอนาคตในการซัพพลายโซลูชั่นพลังงานทดแทนให้กับพันธมิตรร้านค้าในศูนย์ รวมถึงสร้างระบบนิเวศ หรือ อีโคซิสเต็มครบวงจรภายในศูนย์ฯ และยังรองรับการใช้อีวี รถยนต์ไฟฟ้าของผู้เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์ฯได้อีกด้วย   ขณะที่แผนงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนกว่า 1.2 แสนล้านบาท ภายใน5 ปี (2568-2572) โดยครึ่งหนึ่งมาจากการกู้ยืมซึ่งในสัดส่วนราวหนึ่งในสาม (1/3) ของวงเงิน6 หมื่นล้านบาท อยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท จะเป็นสินเชื่อกรีนโลน (Green Loan) มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนการเงินเฉลี่ยของบริษัทที่มีอยู่ราว 3% ปัจจุบัน ซึ่งต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยต่ำกว่า 0.1-0.2 %  ด้วยนัยสำคัญสนับสนุนให้ต้นทุนการดำเนินงานที่ถูกลง   ด้าน ‘อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศและการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาโกรท วางแนวทางการดำเนินธุรกิจในเบื้องต้น คือ ด้านพลังงาน (Energy) และ การบริหารจัดการของเสีย (Waste Management) และสนับสนุนระบบนิเวศด้วยโซลูชั่นความยั่งยืนแบบครบวงจรทั้งสังคม และ สิ่งแวดล้อม     โดยในปีแรกของการดำเนินบริษัทจะมีรายได้จากการติดตั้งโซลาร์ รูฟ ท็อป (Solar Rooftop) ให้กับศูนย์การค้าในเครือ โดยในเดือนตุลาคม ปีนี้ เตรียมเปิดตัว เซ็นทรัล กระบี่ ซึ่งจะเป็นโครงการศูนย์การค้าต้นแบบด้านความยั่งยืนแห่งแรกของไทย (The First Prototype of Sustainable Mall in Thailand) ที่ให้ความสำคัญด้านคาร์บอนเป็นศูนย์ (Zero Carbon) ต่อยอดจาก ‘เซ็นทรัล เวสต์วิลล์’ ที่นำแนวคิด ศูนย์การค้าคาร์บอนต่ำ (Law Carbon) มาใช้เป็นแห่งแรก   “แผนในปี 2569 มองโอกาสขยายความร่วมมือกับพันธมิตรที่สนใจลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อให้บริการโซลูชั่นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืนร่วมกัน” อุทัยวรรณ กล่าวพร้อมเสริมว่า   พร้อมกันนี้ บริษัทยังจัดงาน Better Future Project 2025 ครั้งแรกกับ ‘RE’ Lifestyle Roadshow รักษ์โลกIรักชุมชน ระหว่างวันที่ 19-21 พฤษภาคมนี้ ณ ลานหน้า Groove ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงไฮไลท์กิจกรรมนำขบวนด้วย ‘รถพุ่มพวงไฟฟ้าสไตล์รักษ์โลก’ เตรียมเดินสายทั่วไทยใน 6 จังหวัด กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครสวรรค์ นครราชสีมา จันทบุรี และ กระบี่ ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือน ตุลาคม ปีนี้   อุทัยวรรณ กล่าวว่า แผนธุรกิจบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาโกรท ดังกล่าวยังเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันทั้งระบบสังคมและชุมชน รวมถึงเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่นโยบายไทยแลนด์ ทักซิโนมี (Thailand Taxonomy)  มาตรฐานกลางที่ใช้อ้างอิงในการจำแนกและจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทย ด้วยเช่นกัน       Alternate-X สรุปให้  เซ็นทรัลพัฒนา ตั้งบริษัทใหม่ “เซ็นทรัลพัฒนากรีนโกรท” เพื่อรองรับธุรกิจยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เตรียมลงทุนหมื่นล้านบาทใน 5 ปี พัฒนาอาคารสีเขียว พลังงานแสงอาทิตย์ และ EV Ecosystem ตอบรับนโยบาย Thailand Taxonomy เสริมแผนเติบโตแบบยั่งยืน พร้อมเปิดตัวเซ็นทรัล กระบี่ เป็นต้นแบบศูนย์การค้าคาร์บอนเป็นศูนย์ ในเดือนตุลาคม ปีนี้  รับการจัดกิจกรรม Better Future Project 2025 และโรดโชว์รักษ์โลกทั่วประเทศ    

May 19, 2025 / 0 Comments
read more

ซีอีโอหญิงBJC ขึ้นเวที AWS

PRnounce

หนึ่งในผู้บริหารหญิงองค์กรใหญ่ของไทย ‘คุณโอ๊ะ’ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ซีอีโอและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ผู้ดำเนินธุรกิจครบวงจรตั้งแต่การผลิต จัดจำหน่าย ไปจนถึงค้าปลีก   โดย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ‘คุณโอ๊ะ’ เป็นหนึ่งใน ‘คีย์ สปีคเกอร์’ ร่วมเสวนาเวที AWS ExecLeaders 2025 พร้อมแชร์มุมมอง ผลักดันนวัตกรรมเปลี่ยนผ่านองค์กรเพื่อสร้างการเติบโต ในหัวข้อ “Breaking the Code – The Role of Women Leaders in Advancing Organizations and Technology” งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Amazon Web Services (AWS) และ Forbes Asia ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์     ภายในงานฯ ‘คุณโอ๊ะ-ฐาปณี’ ได้แชร์แนวคิดประสบการณ์ในฐานะผู้นำหญิงระดับสูง ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงเชิงองค์กร และการสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมความหลากหลาย เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลากหลายมิติ   ขณะที่ “AWS ExecLeaders Summit 2025” เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำจากหลากหลายอุตสาหกรรมร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเส้นทางความเป็นผู้นำ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่กล้าทดลองและยืดหยุ่น พร้อมจุดประกายให้กับผู้นำหญิงรุ่นใหม่ในแวดวงเทคโนโลยี   ขณะที่ AWS ExecLeaders คือ โปรแกรมระดับโลกของ AWS ที่ออกแบบเพื่อเชื่อมโยงผู้บริหารระดับสูงจากทั่วโลก ผ่านกิจกรรมแบบเจาะลึก เช่น เวทีเสวนา และแหล่งความรู้ดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการแบ่งปันความรู้ การสร้างเครือข่าย และการขับเคลื่อนนวัตกรรมองค์กรในยุคดิจิทัล   งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้นำระดับโลกจากภาคธุรกิจ การศึกษา และสังคม มาร่วมเปิดมุมมองใหม่ ๆ และร่วมกันสร้างอนาคตการเป็นผู้นำในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว      

May 18, 2025 / 0 Comments
read more

ลูกชายคนที่ 3 ‘ทรัมป์’ Eric Trump ลุยคริปโทเต็มตัว จากตระกูลทรงอิทธิพลสู่เหมืองบิทคอยน์!

BizKet

วงการคริปโท เคอร์เรนซี  มีแรงสั่นสะเทือนอีกครั้ง หลัง ‘อีริค ทรัมป์’ (Eric Trump) ลูกชายคนที่สามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ก่อตั้งบริษัทAmerican Bitcoin” ร่วมกับบริษัท Hut 8 ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองคริปโทฯ ชั้นนำของสหรัฐฯ   โดยผู้ถือหุ้นปัจจุบันของ American Bitcoin รวมถึง Eric Trump และ โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ (Donald Trump Jr.) (บุตรชายคนโตของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 47) จะถือหุ้นในบริษัทที่รวมกันประมาณ 98% ทำให้หลายฝ่ายมองว่า เป็นการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดและครั้งสำคัญของอาณาจักรสกุลเงินดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ที่มาจากคนในตระกูลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์   ต่อเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือน มีนาคม 2568 หลัง ‘อีริค ทรัมป์’ ผู้ก่อตั้งร่วมและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ ออกมาย้ำถึงความโดดเด่นของสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมการขุด Bitcoin ทั่วโลก พร้อมระบุว่า   “เราชนะการแข่งขันด้านอวกาศแล้ว เราควรจะชนะการแข่งขันด้านสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า”   ปัจจุบัน ‘อีริค ทรัมป์’ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ (Chief Strategy Officer) ของบริษัท พร้อมเป้าหมายในการสร้างแพลตฟอร์มการสะสมบิทคอยน์ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ โดยตั้งเป้าลดต้นทุนการขุดบิทคอยน์ลงเหลือประมาณ 37,000–38,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ   นอกจากนี้ ‘อีริค ทรัมป์’ ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการคริปโทฯ อื่น ๆ ของครอบครัวทรัมป์ เช่น World Liberty Financial ซึ่งเป็นบริษัทด้านการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่มีการเปิดตัวเหรียญ stablecoin ชื่อ USD1 และเหรียญมีม $WLFI โดยครอบครัวทรัมป์ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทนี้   ต่อการการเข้ามาของ ‘อีริค ทรัมป์’ ในวงการคริปโทฯ สะท้อนถึงการขยายบทบาทของครอบครัวทรัมป์ในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งได้รับทั้งการสนับสนุนและเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะในเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบทบาททางธุรกิจและการเมือง   ทรัมป์พูดคุยกับผู้เข้าร่วมการประชุม Student Action Summit ประจำปี 2020 จัดโดย Turning Point USA ขอขอบคุณภาพจาก วิกีพีเดีย จากการเมืองสู่เหมืองคริปโท     ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย ‘อีริค เฟรเดอริก ทรัมป์’ วัย41 ปี  เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2527  ซึ่งเป็นนักธุรกิจ นักเคลื่อนไหว และอดีตพิธีกรรายการเรียลลิตี้ทีวีชาวอเมริกัน   ‘เขา’ เป็นบุตรคนที่สามและบุตรชายคนที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา และภรรยาคนแรกของเขา ‘อิวานา ทรัมป์’   ทรัมป์ เป็นกรรมการและรองประธานบริหารของธุรกิจของพ่อของเขา ซึ่งก็คือองค์กรทรัมป์ โดยบริหารร่วมกับโดนัลด์ จูเนียร์ พี่ชายของเขา นอกจากนี้ เขายังทำหน้าที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการบริหารของซีรีส์ทางโทรทัศน์ของพ่อของเขาที่ชื่อ The Apprentice ในช่วงที่พ่อของพวกเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี     ชีวิตในวัยเด็ก   อีริค ทรัมป์ เกิดในนิวยอร์กซิตี้และเข้าเรียนที่โรงเรียนทรินิตี้ พ่อแม่ของเขาหย่าร้างกันในปี 2533 เมื่อเขาอายุได้ 6 ขวบ เมื่อยังเป็นเด็ก ทรัมป์ใช้เวลาช่วงฤดูร้อนในชนบทของเช็กใกล้กับซลินกับปู่ย่าฝ่ายแม่ ปู่ของเขา Miloš Zelníček ซึ่งเสียชีวิตในปี  2533 เป็นวิศวกร ส่วนคุณยายของเขา Maria ทำงานในโรงงานผลิตรองเท้า ปู่ของเขาสอนให้ทรัมป์ล่าสัตว์และตกปลา   ในปี 2545 ทรัมป์ สำเร็จการศึกษาจาก Hill School ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำระดับเตรียมอุดมศึกษา ในปี 2549 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในวอชิงตัน ดี.ซี. โดยได้รับปริญญาตรีสาขาการเงินและการจัดการ และวิชาโทด้านจิตวิทยา   ทรัมป์ เริ่มเดินทางไปกับพ่อที่ไซต์งานและการเจรจาตั้งแต่ยังเด็ก[13] เขาเคยบอกว่าเขาตัดหญ้า ปูกระเบื้อง และทำงานอื่นๆ บนทรัพย์สินของพ่อเมื่อยังเด็กทรัมป์เคยพิจารณาอาชีพอื่นๆ เป็นเวลาสั้นๆ แต่ตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจของครอบครัวในขณะที่ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย   เส้นทางอาชีพ   องค์กร Trump   ทรัมป์กับพ่อของเขาในปี 2551 โดย ‘เขา’ เป็นรองประธานบริหารฝ่ายพัฒนาและการซื้อกิจการขององค์กรทรัมป์ และยังทำงานร่วมกับน้องสาวของเขา อิวานกา ในการออกแบบใหม่และปรับปรุงสนามกอล์ฟ Trump National Doral และสนามกอล์ฟ Blue Monster ในไมอามี รัฐฟลอริดา   ในปี 2556  ทรัมป์ได้รับรางวัล ‘ดาวรุ่งแห่งปี’ จากนิตยสาร Wine Enthusiast   วงการ โทรทัศน์   ทรัมป์เป็นกรรมการในห้องประชุมของรายการเรียลลิตี้ทีวีของพ่อของเขาที่ชื่อว่า The Apprentice (2553-2558) เขาปรากฏตัวใน 23 ตอน 21 ครั้งในฐานะกรรมการในห้องประชุมและอีก 2 ครั้งในฐานะผู้ชม   มูลนิธิ อีริค ทรัมป์   ในปี 2550  ทรัมป์ได้ก่อตั้งมูลนิธิ Eric Trump ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลสาธารณะเพื่อระดมทุนสำหรับโรงพยาบาลวิจัยเด็ก St. Jude ในรัฐเทนเนสซี  เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555 มูลนิธิได้มุ่งมั่นที่จะระดมทุน 20 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลาสิบปีสำหรับสิทธิ์ในการตั้งชื่อศูนย์การผ่าตัดและไอซียูของมูลนิธิ Eric Trump แห่งใหม่ในศูนย์วิจัยและดูแล Kay ซึ่งเป็นอาคารมูลค่า 198 ล้านเหรียญสหรัฐที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ในวิทยาเขต St. Jude   Alternate-X สรุปให้ ‘อีริค ทรัมป์’ ลูกชายคนที่สามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนที่47 เข้าสู่วงการคริปโทฯ อย่างจริงจัง โดยร่วมก่อตั้งบริษัท “American Bitcoin” กับบริษัทเหมืองคริปโทฯ ชั้นนำอย่าง Hut 8 ในเดือนมีนาคม 2568 โดยเขาดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายกลยุทธ์ วางเป้าหมายธุรกิจ ลดต้นทุนการขุดบิทคอยน์ และขยายบทบาทสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมคริปโทฯ พร้อมถือหุ้นใหญ่ร่วมกับพี่ชาย (โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์) อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในโปรเจกต์คริปโทฯ อย่าง World Liberty Financial ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของครอบครัวทรัมป์ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

May 18, 2025 / 0 Comments
read more

ลุ้นราคา ‘บิทคอยน์’ Q2 แตะ 1.2 แสนดอลลาร์ฯ หลัง ‘อีริค ทรัมป์’ เข้าสายขุดจุดเปลี่ยนคริปโท

BizKet

Bitget ปรับเป้าราคาบิทคอยน์ไตรมาสสองพุ่งแตะ 120,000 ดอลลาร์  และต้องจับตา ‘คนในตระกูลทรัมป์’ เข้ามาในคริปโทฯ ป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง   เกรซี่ เฉิน (Gracy Chen) กรรมการผู้จัดการของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก กล่าวว่าหลังจากที่ราคาบิทคอยน์กลับมายืนเหนือระดับ 100,000 ดอลลาร์ พบว่าปัจจัยบวกที่หนุนราคายังคงมีต่อเนื่องโดยปัจจัยหลักมาจากการ   เจรจาเรื่องภาษีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯและชาติอื่นๆโดยเฉพาะจีนมีทิศทางในเชิงบวกมากขึ้น แรงซื้อจากกองทุน Bitcoin ETF ยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง   อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงต้องจับตาต่อไปคือการเจรจา   ภาษีตอบโต้ที่อาจจะมีผลในเชิงลบออกมา นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯที่ยังไม่ส่งสัญญาณที่จะลดดอกเบี้ยลง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีโอกาสสร้างความผันผวนให้กับตลาด   ถึงอย่างไรมองว่าบิทคอยน์ ได้ประโยชน์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค   “ถ้าหากนักลงทุนสถาบันมีการปรับพอร์ตลดการลงทุนในตลาดหุ้น คาดว่าเม็ดเงินบางส่วนจะไหลมาลงทุนในบิทคอยน์ซึ่งจะผลักดันให้ราคาพุ่งแตะระดับ 120,000 ดอลลาร์ ในไตรมาสสองนี้ โดยปัจจัยลบที่ทำให้ราคามีความผันผวนคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงกฎหมายและนโยบายกำกับดูแลคริปโทที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝั่งการเมือง” เฉิน  กล่าว   ขณะที่อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือการเข้ามาในอุตสาหกรรมคริปโทของคนในตระกูลทรัมป์อย่างล่าสุดที่ลูกชายอย่าง ‘อีริค ทรัมป์’ ได้เข้ามาในวงการขุดบิทคอยน์และก่อนหน้านี้คนของตระกูลทรัมป์ได้ลงทุนในโปรเจกต์ด้าน DeFi อย่าง World Financial Liberty “ส่วนตัวมองว่าเป็นดาบสองคมที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบ”   ในด้านบวก ยอมรับว่าการที่มีคนของตระกูลทรัมป์เข้ามาอาจช่วยผลักดันให้คนทั่วไปรู้จักคริปโทมากขึ้น   แต่ด้านลบ คือ ความท้าทายด้านกฎระเบียบและภาพลักษณ์ เนื่องจากบทบาททางการเมืองของครอบครัวทรัมป์รวมถึงประวัติความขัดแย้งในอดีต จะทำให้นักลงทุน นักการเมือง และหน่วยงานกำกับดูแลเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด   อย่างไรก็ตาม หากโครงการดำเนินไปได้ดี ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับธุรกิจขุดบิทคอยน์ในสหรัฐฯ และช่วยเสริมบทบาทของคริปโทในระบบการเงินของอเมริกา” นางสาวเกรซี่ เฉิน  กล่าว   ราคาหุ้นคริปโทฯ ดีด   ด้าน ไรอัน ลี (Ryan Lee ) หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ Bitget Research  กล่าวว่าราคาหุ้นในกลุ่มคริปโทปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้โดยเฉพาะ Coinbase ที่พุ่งขึ้นถึง 16% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลับมาอีกครั้งของนักลงทุน หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในเดือนเมษายนชะลอลงเหลือ 2.3% ความชะลอตัวของเงินเฟ้อสร้างความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯอาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีแนวโน้มเป็นบวก   Alternate-X สรุปให้    Bitget คาดราคาบิทคอยน์ไตรมาสสองพุ่งแตะ 120,000 ดอลลาร์ จากแรงหนุน ETF และแนวโน้มเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยเสี่ยงยังคงมี ทั้งนโยบายดอกเบี้ย ภาษีตอบโต้ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมจับตาคนในตระกูลทรัมป์บุกคริปโทฯ เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ขณะที่ราคาหุ้นคริปโทอย่าง Coinbase พุ่งแรงตามความเชื่อมั่นหลังเงินเฟ้อลด ตลาดคริปโทเริ่มฟื้นตัวแต่ยังต้องระวัง ปัจจัยการเมืองและกฎระเบียบยังไม่แน่นอน ซึ่งหากตลาดหุ้นยังคงเป็นขาขึ้นต่อไป อาจมีเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยไหลเข้าสู่ตลาดคริปโทมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและหนุนเหรียญทางเลือก (altcoins) บางเหรียญให้เติบโตได้ ในภาพรวมถือว่าตลาดเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวังการลงทุนเช่นเดิม

May 18, 2025 / 0 Comments
read more

อิทธิพลโซเชียลท่วมท้น แต่คนเลือกซื้อ ‘ไว้ใจ’ ก่อน ‘ไวรัล’ ผลสำรวจผู้บริโภคเชื่อ Facebook กว่า TikTok

BizKet

‘วัตสัน’ เปิดผลสำรวจพบพลังโซเชียลมีเดียครองอิทธิพลสูงสุด ดันตลาดสุขภาพและความงามไทยครึ่งปีแรก 2568 พบเทรนด์กำลังซื้อยุคใหม่ให้ใจ ‘แบรนด์ไทย’ เป็นโอกาสเติบโตสูง   แนวคิดคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน หันมาให้ความสำคัญด้านไลฟ์สไตล์และใส่ใจสุขภาพและความงามของตัวเองอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวไปอีก ด้วยมองว่า เป็นอีกหนึ่งการลงทุนสู่รากฐานของความสุขที่ยั่งยืน ให้กับตัวเองระยะยาว   ขณะที่ ‘วัตสัน’ ผู้ให้บริการร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามของไทย เปิดผลสำรวจที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคกว่า 4,000 คนทั่วประเทศเผยให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดสุขภาพและความงามในปัจจุบัน    ‘สุขภาพ’ = การลงทุนระยะยาว   วัตสัน ระบุว่า จากผลสำรวจพบว่าเกินครึ่ง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับส่วนผสมและคุณประโยชน์ เมื่อเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือวิตามิน   แสดงให้เห็นว่าแนวโน้มการดูแลตัวเองในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสความนิยม แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความรู้ ความเข้าใจ และความใส่ใจ”   ขณะที่ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ยังคงเป็นองค์ประกอบหลักที่ผู้บริโภคกว่า 72.8% ใช้ในการตัดสินใจซื้อ     โซเชียลมีเดีย มีผลก่อนตัดสินใจซื้อ   ขณะที่ ในยุคดิจิทัลการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยังคงได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย อันดับหนึ่งแน่นอนว่า   52% เป็น Facebook 45% เป็นของ TikTok มีความนิยมรองมา และยังพบว่าภายในปีเดียวแอป TikTok ยังเติบโตแบบก้าวกระโดดมากขึ้นเท่าตัวสะท้อนว่า ‘ไวรัล’ ไม่ใช่แค่คำแต่คือกำลังซื้อที่จับต้องได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าจับตามองและยังคงมีอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง   จากนั้นก็ตามด้วย Instagram และ YouTube  ที่รักษาพื้นที่ไว้ได้ดี ที่น่าสนใจคือ ‘รีวิวจากผู้ใช้จริง’ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มความงาม สกินแคร์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความเชื่อถือในประสบการณ์จริงมากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม   กำลังซื้อยังเน้น ‘ความคุ้มค่า’   แม้ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับคุณภาพ แต่ความคุ้มค่ายังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ โดย 3 ใน 4 หรือมากถึง 75% ระบุว่าให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากที่สุด ขณะที่ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ความงามและผู้ซื้อ สกินแคร์ ยอมรับว่าโปรโมชันมีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ   แบรนด์ไทยมาแรง เป็นที่นิยมมากขึ้น   แบรนด์ไทยกำลังเข้าสู่จุดแข็งของการเป็น ‘แบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อมั่น’ เกือบ 80% มองว่าแบรนด์ไทยมีภาพลักษณ์ดีและเป็นที่นิยมมากขึ้น สะท้อนว่าการสร้างคุณภาพควบคู่กับราคาที่เหมาะสม คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเปิดใจ  โดยพบว่า 77% ใส่ใจในเรื่อง ‘สรรพคุณและส่วนผสม’ 61% คือ ‘ราคา’ ซึ่งจุดนี้ ถือเป็นโอกาสของแบรนด์ไทยในการต่อยอดผ่าน Brand Storytelling และการสร้าง Trust-Based Marketing เพื่อรักษาแรงสนับสนุนจากฐานลูกค้าที่กำลังเติบโตอย่างยั่งยืน   ชอปง่าย เมื่อไหร่ก็ได้   นอกจากนี้ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ชอปแค่ ‘ที่ไหนก็ได้” แต่ต้อง’ ‘เมื่อไหร่ก็ได้’ โดยผลสำรวจพบว่า   72% ของผู้บริโภคเลือกชอปทั้งหน้าร้านและออนไลน์ และเกินครึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวกในการชอปมากที่สุด   จากแนวโน้มดังกล่าว ‘วัตสัน’ พร้อมวางกลยุทธ์รอบด้านทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ และ แคมเปญการตลาด เพื่อตอบเทรนด์อย่างเข้าใจด้วยประสบการณ์การชอปปิงที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง สอดคล้องกับแนวคิด ‘Health is Beauty, Beauty is Health’ การดูแลตัวเองจึงไม่ใช่เรื่องผิวเผิน แต่คือการลงทุนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว       Alternate-X สรุปให้  วัตสันเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พบ ‘ความน่าเชื่อถือ’ สำคัญกว่า ‘ไวรัล’ ส่วน Facebook ยังครองอันดับหนึ่งแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ด้วยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับส่วนผสม-คุณภาพ มากกว่าแค่ตามกระแส และแน่ แบรนด์ไทยมาแรง ผู้บริโภคเปิดใจและเชื่อมั่นมากขึ้น ขณะที่ การชอปยุคใหม่เน้นสะดวก คุ้มค่า และชอปได้ทุกช่องทาง

May 18, 2025 / 0 Comments
read more

‘โออิชิ’ ยอดกตัญญูใช้การตลาดอบอุ่นหัวใจ พาผู้ปกครองอายุ 85 ปี ขึ้นไปเข้าร้าน ‘อิ่มฟรี’

BizKet

‘โออิชิ’ ขน3แบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นในพอร์ต ทำตลาดขยายฐานกลุ่มล้ำค่า ‘ผู้สูงวัย’ ให้ส่วนลดพิเศษ50%-อายุเกิน 85 ปี ทานของอร่อยฟรี ฮีลใจวัยเก๋า   ศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้บริหารร้านอาหารญี่ปุ่นเครือโออิชิ กล่าวว่า โออชิ มองเห็นศักยภาพผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีความสุข และมองหาโอกาสในการสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกับคนที่รัก   โดยกลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูงในการเติบโตในระยะยาว ทั้งในแง่ของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์ที่มีคุณค่า (experience spending) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามเทรนด์ทั่วโลก   ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ตอกย้ำความเป็นแบรนด์ที่เข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคทุกช่วงวัย โดยนำร้านอาหารญี่ปุ่น 3 แบรนด์ดัง โออิชิ แกรนด์ (OISHI GRAND), โออิชิ อีทเทอเรียม (OISHI EATERIUM), และ โออิชิ บุฟเฟต์ (OISHI BUFFET) ร่วมจัดกิจกรรมการตลาดมาตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ ให้ตรงใจและสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มผู้สูงอายุที่มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบัน   พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมการตลาด ภายใต้ชื่อ ‘โออิชิ สุขใจ วัยเก๋า’เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณและตอบแทนลูกค้าคนพิเศษ กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป โดยออกแบบสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่ของ ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ประสบการณ์การรับประทานอาหาร” ผ่านการสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขร่วมกับคนในครอบครัวและคนที่รัก   “เป็นอินไซต์สำคัญที่กลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง” ศสัย กล่าว   สำหรับ รายละเอียดของแคมเปญแบ่งสิทธิพิเศษตามช่วงอายุ ได้แก่   สำหรับลูกค้าผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 65 – 84 ปี รับสิทธิ์ส่วนลดพิเศษ 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับลูกค้าที่มีอายุ 85 ปีขึ้นไป รับสิทธิ์รับประทานฟรี เมื่อมาใช้บริการพร้อมผู้ติดตามหนึ่งท่านที่ชำระในราคาปกติ   ทั้งนี้เงื่อนไขการเข้าร่วมง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน เพียงแสดงบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อเอื้อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและรับประโยชน์จากแคมเปญได้อย่างเต็มที่ และเน้นการสร้างโอกาสให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม   ศสัย กล่าวว่า แคมเปญนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งเรื่องของความคุ้มค่า ประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และการสร้างคุณค่าทางใจให้กับลูกค้า และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุก ๆ มื้อที่โออิชิจะเป็นมากกว่าการรับประทานอาหาร แต่จะกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่มีความหมายในชีวิตของทุกคน   โดยนอกจากการคืนกำไรให้กับลูกค้าแล้ว ยังมุ่งหวังให้แคมเปญนี้เป็นเครื่องมือในการสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ผ่านการนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘โออิชิ’ ในฐานะผู้นำที่ส่งมอบความอร่อย และใส่ใจในความสุข คุณภาพชีวิต และสุขภาพของผู้บริโภคในทุกช่วงวัย   สำหรับแคมเปญฯ ร่วมกับร้านอาหารญี่ปุ่น โออิชิ แกรนด์, โออิชิ อีทเทอเรียม, และ โออิชิ บุฟเฟต์ ทุกสาขา กับ “โออิชิ สุขใจ วัยเก๋า” ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568   Alternate-X สรุปให้   โออิชิ เดินหน้าทำตลาดกลุ่มผู้สูงวัย จัดแคมเปญ “โออิชิ สุขใจ วัยเก๋า” มอบส่วนลด 50% สำหรับผู้มีอายุ 65–84 ปี และกินฟรีสำหรับผู้ที่อายุ 85 ปีขึ้นไป ด้วยเงื่อนไขไม่ซับซ้อน  แค่แสดงบัตรประชาชน ให้บริการครอบคลุมร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือทั้ง OISHI GRAND, EATERIUM และ BUFFET แคมเปญฯ นี้หวังสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านประสบการณ์มื้ออาหารที่มีความหมาย

May 16, 2025 / 0 Comments
read more

เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ธุรกิจ ต้องพร้อมจัดการ Big Data รับมือการเปลี่ยนแปลงองค์กรดิจิทัล

BizKet

UIH ร่วม Blendata  ตั้งรับหลายองค์กรธุรกิจวางแผนเปลี่ยนผ่านพร้อมจัดการข้อมูลมหาศาลมาใช้ประโยชน์สูงสุด รับเข้าสู่ยุคเอไอ ใน 7 ปีหน้า ‘บิ๊ก ดาต้า’ จะมีมูลค่า 9 พันล.ดอลลาร์   เบญจ เบญจรงคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชัน สำหรับภาคธุรกิจ กล่าวว่า บริษัทร่วมกับ Blendata บริษัทเทคโนโลยีเชิงลึกด้าน Big Data และ AI สัญชาติไทย ให้บริการแพลตฟอร์ม Blendata Enterprise ซึ่งเป็น Data Lakehouse ประสิทธิภาพสูง โซลูชันช่วยให้องค์กรใช้ศักยภาพของข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ด้วย   “ความร่วมมือครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการใช้งานข้อมูลให้กับองค์กรที่เป็นลูกค้าของ UIH ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” เบญจ กล่าว   สำหรับ Blendata Enterprise ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Big Data และ AI แบบ Lakehouse ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ นำเสนอชุดเครื่องมือครบวงจรตั้งแต่การรวบรวม จัดการ ประมวลผล วิเคราะห์ และนำข้อมูลเชิงลึกไปใช้สร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้ในแพลตฟอร์มเดียว มีความยืดหยุ่น ปรับขยายได้สูง รองรับการต่อยอดด้านข้อมูลขององค์กรในอนาคต ภายใต้ค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า   โดยโซลูชันฯ ดังกล่าวเพื่อรองรับธุรกิจทุกขนาดในอุตสาหกรรมต่างๆ  เช่น โทรคมนาคม ค้าปลีก การเงิน สุขภาพ และการผลิต   ด้าน ณัฐนภัส รชตะวิวรรธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Blendata จำกัด กล่าวว่า ในยุคดิจิทัล ‘ข้อมูล’ ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ และ จากประสบการณ์ทำงานร่วมกับองค์กรหลายแห่งของ Blendata  พบว่าต่างเผชิญกับความท้าทายในการจัดการและนำข้อมูลมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   “ความร่วมมือกับ UIH ในครั้งนี้ จะช่วยแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดด้านข้อมูลขององค์กร ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นทรัพยากรที่ทรงพลัง ทั้งประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูลได้ราบรื่น ส่งเสริมการตัดสินใจทางธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แลพยกระดับธุรกิจยุคดิจิทัลด้วย Big Data และ AI” ณัฐนภัส กล่าว   สำหรับความร่วมมือให้บริการโซลูชั่นฯ ดังกล่าวยังเพื่อรองรับความต้องการและอัตราการเติบโตในการบริหารจัดการบิ๊ก ดาตา ในอนาคต สอดคล้องกับรายงานของ Fortune Business Insights ระบุว่ามูลค่าตลาด Big Data Analytics ทั่วโลกในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 307.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตถึง 961.9 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2575 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.5%   ทั้งนี้ ยังสอดคล้องกับผลสำรวจของ Gartner ในปี 2567 พบว่า 61% ขององค์กรกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ เพื่อตอบรับกับการเติบโตของเทคโนโลยี AI       Alternate-X สรุปให้ องค์กรยุคใหม่ต้องเตรียมพร้อมบริหารจัดการ Big Data อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจระหว่าง UIH และ Blendata มาร่วมยกระดับองค์กรด้วยแพลตฟอร์ม Lakehouse ช่วยให้วิเคราะห์และใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจทางธุรกิจ เพื่อรองรับทุกอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI ตลาด Big Data โตแรง คาดแตะ 961.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2575  

May 16, 2025 / 0 Comments
read more

‘ORA’ จัด Family Trip ทดสอบพลังเหมียวไฟฟ้า ออกทริปโซนอีสาน วิ่งยาวๆ 78 กม.

WeView

GWM กับกลยุทธ์การตลาดผ่านประสบการณ์ให้คนรักแมว ‘ORA’ ออกทริปภาคอีสาน ผ่านจุดเช็คอินให้รีวิวเพียบ ย้ำมั่นใจผู้ใช้งานกลุ่มครอบครัว   ในช่วงหยุดยาววันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา GWM (Thailand) จัดกิจกรรม ‘ORA Meeting 2025 รวมพลคนรักแมว โซนภาคอีสาน’ ณ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้การตอบรับจากผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานใหม่ GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 07 กว่า 94 คน พร้อมขบวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากสีสันอีกกว่า 37 คัน   สำหรับโรด ทริป แมวเหมียวไฟฟ้า ORA  ในครั้งนี้ ร่วมกันเดินทางจากศูนย์ GWM เอกสห โคราช เป็นระยะทางทั้งสิ้นกว่า 78 กิโลเมตร   จากตัวเลขระยะวิ่งนี้ สะท้อนความแข็งแกร่งของ ‘GWM Family’ พร้อมย้ำถึงความนิยมรถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย     รีวิว ‘จุดเช็คอิน’ แก๊งเหมียวไฟฟ้า   โดยตลอดการเดินทางในกิจกรรม ‘ORA Meeting 2025 รวมพลคนรักแมว โซนภาคอีสาน’ ในครั้งนี้ ผู้ร่วมทริปซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้า GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 07 ยังได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ประทับใจตลอดเส้นทางจากหลากหลายจุดหมายสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา   เริ่มต้นที่ ‘อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)’ แลนด์มาร์กแห่งความศรัทธาและเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของชาวโคราช   ก่อนจะแวะพักผ่อนในบรรยากาศสุดอบอุ่นที่ “French Kitsch Café” คาเฟ่ในสวนสไตล์ยุโรปสุดวินเทจ ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งสุดชิค ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับคาราวานของเจ้าเหมียวทั้งสองรุ่น เพื่อเก็บภาพความทรงจำร่วมกัน   จากนั้นรับประทานาอาหารกลางวันและร่วมกิจกรรมสุดสนุกที่ “Patra Sweet House @Sikhio” พร้อมเสิร์ฟอาหารจานเด็ดที่หลากหลายในบรรยากาศสบาย ๆ   ก่อนเดินทางต่อไปยัง “ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง” จุดแวะที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืน   มาปิดท้ายทริปอย่างน่าประทับใจที่ “จุดชมวิวกังหันลม ณ เขายายเที่ยง” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังซึ่งเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนลำตะคองและแนวภูเขาโดยรอบได้แบบพาโนรามา ท่ามกลางสายฝนชุ่มฉ่ำและกังหันลมขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม   กลยุทธ์เชื่อมโยงท้องถิ่น   ด้าน ‘เวย์น โจว’ กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวถึงการจัด กิจกรรมในครั้งนี้เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ด้วยแนวคิดระดับโลก ‘อยู่ในท้องถิ่น เพื่อตลาดท้องถิ่น และบูรณาการกับชุมชนท้องถิ่น’ (Being in the Local Market, For the Local Market, and Integrating into the Local Community)   พร้อมเชื่อมโยง GWM เข้ากับชีวิตของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการครอบคลุม ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี   โดย GWM เชื่อว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ คือหัวใจของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการรับฟัง พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งานจริงมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ด้านการขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด ‘GWM GO With More’   พร้อมยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)   Alternate-X สรุปให้  GWM จัดกิจกรรม “ORA Meeting 2025” รวมพลคนรักแมวสาย EV ออกทริปภาคอีสาน โรดทริประยะทาง 78 กม. สะท้อนสมรรถนะและความเชื่อมั่นในรถยนต์พลังงานใหม่ แวะจุดแลนด์มาร์กดังในโคราช ทั้งเชิงท่องเที่ยว คาเฟ่ และแหล่งเรียนรู้พลังงานสะอาด เชื่อมโยงแบรนด์กับท้องถิ่นผ่านกิจกรรม สร้างความผูกพันกับผู้ใช้งานจริง เพื่อตอกย้ำแนวคิด GWM “อยู่ในท้องถิ่น เพื่อตลาดท้องถิ่น และบูรณาการกับชุมชน”  

May 16, 2025 / 0 Comments
read more

‘ศรีปทุม’ แก้เพนพอยต์ หนังสือก็ต้องเรียน เกมก็อยากเล่น ทำหลักสูตรโลจิสติกส์ ผ่านบอร์ดเกม-VR

Peace&Play

การศึกษายุคใหม่ไม่ได้มาเล่นๆ อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเรื่องสนุกขึ้น เมื่อวิทยาลัยโลจิสติกส์ SPU ใช้บอร์ดเกมและ VR มาใช้การเรียนการสอน รับตลาดแรงงานในอุตฯ นี้มูลค่ากว่า 3.1 ล้านบาท   ผศ.ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า คณะฯได้ยกระดับการเรียนการสอนด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ นำ ‘บอร์ดเกม’ และ ‘เทคโนโลยี VR’ มาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริง เรียนรู้แนวคิดเชิงลึกอย่างสนุกสนาน พร้อมเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง       “ปัจจุบัน พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การนำบอร์ดเกมเข้ามาประยุกต์ใช้จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้แนวคิดโลจิสติกส์ได้อย่างเป็นระบบและเข้าใจง่ายขึ้น” ผศ.ดร.ธรินี กล่าว   ทั้งนี้ SPU ใช้ระยะเวลากว่า 6 ปี ร่วมกับคณะดิจิทัลมีเดียพัฒนาบอร์ดเกมขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาการและสามารถนำไปใช้จริงในอุตสาหกรรมซึ่งบอร์ดเกม จะเปลี่ยนความรู้ทฤษฎีให้เป็นประสบการณ์จริง   โดยบอร์ดเกมนี้ ได้ถูกออกแบบมาให้เสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการตัดสินใจ โดยนักศึกษาจะได้ทดลองวางแผนและแก้ไขปัญหาเชิงลึกในซัพพลายเชน ทำให้พวกเขาไม่เพียงแค่เข้าใจทฤษฎี แต่ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในโลกของธุรกิจ     ผศ.ดร.ธรินี กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการออกแบบบอร์ดเกมให้เหมาะกับนักเรียนระดับมัธยมต้นถึงมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการใช้แผนที่ประเทศไทยเป็นฐานข้อมูลสำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดวางตำแหน่งคลังสินค้า การกระจายสินค้า และการบริหารโซ่อุปทานในบริบทของประเทศไทย   ขณะเดียวกันยังได้นำเทคโนโลยี VR มาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงในโลกเสมือน เช่น การจัดการคลังสินค้า การวางแผนเส้นทางขนส่ง และการจำลองสถานการณ์ในซัพพลายเชนแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและทักษะที่จำเป็นในสายงานโลจิสติกส์ยุคใหม่ เป็นการนำเทคโนโลยี VR สัมผัสประสบการณ์โลจิสติกส์เสมือนจริง     นอกจากการออกแบบการเรียนให้ไม่น่าเบื่อตอบโจทย์คนยุคใหม่  ในสายงานนี้ยังมีโอกาสในการได้งานสูงเนื่องจากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่เติบโต ตลาดโลจิสติกส์ของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.1 ล้านล้านบาทภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับจำนวนแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 5.7 ล้านคน เป็น 6.6 ล้านคน ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการทำงานที่กว้างขวางและมั่นคง   อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ยังต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านการบริหารซัพพลายเชน การวิเคราะห์ข้อมูล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติผ่านเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ จึงช่วยให้นักศึกษามีความพร้อมสำหรับการทำงานจริง และสามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ   “คณะต้องการสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้าน พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สมัยใหม่ เทคโนโลยีที่เรานำมาใช้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างลึกซึ้งและตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน” ผศ.ดร.ธรินี กล่าวเสริม   มหาวิทยาลัยศรีปทุมมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนการสอนให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทยไปสู่ระดับสากล   “เราต้องการสร้างบัณฑิตที่มีความสามารถรอบด้าน พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์สมัยใหม่ เทคโนโลยีที่เรานำมาใช้จะช่วยให้นักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะได้อย่างลึกซึ้งและตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน” ผศ.ดร.ธรินี กล่าวเสริม   ทั้งนี้ที่ผ่านมามีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุมแล้วกว่า 4,000 คน ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา โดยมีอัตราการได้งานทำสูงถึง 98.2% บางคนสามารถเรียนและทำงานควบคู่กับสถานประกอบการ มีรายได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ   ปัจจุบันวิทยาลัยเปิดสอนทั้งหมด 3 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งระดับปริญญาตรี โท และเปิดการเรียนการสอนใน 3 แห่ง ในภูมิภาคสำคัญด้านโลจิสติกส์ของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพ ชลบุรี และขอนแก่น  ซึ่งมหาวิทยาลัยศรีปทุมมุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมการเรียนการสอนให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของประเทศไทยไปสู่ระดับสากล   Alternate-X สรุปให้  SPU ยกระดับการเรียนโลจิสติกส์ด้วยบอร์ดเกมและเทคโนโลยี VR ช่วยให้นักศึกษาเรียนรู้อย่างสนุก เข้าใจทฤษฎีและปฏิบัติได้จริง มาตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เติบโตต่อเนื่อง ด้วย มูลค่ากว่า 3.1 ล้านล้านบาท พร้อมเน้นพัฒนาทักษะเชิงลึกด้านซัพพลายเชนและดิจิทัล เพื่อสร้างบัณฑิตคุณภาพ พร้อมทำงานจริงได้ ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ  

May 16, 2025 / 0 Comments
read more

‘สินนท์ ว่องกุศลกิจ’ เจนฯ3 ‘บ้านปู’ บริหารครบปี พา Q1/68 มีกำไรก่อนหักฯ 9 พันล.บาท

BizKet

หลัง ‘สินนท์ ว่องกุศลกิจ’ ทายาทรุ่นที่3 รับตำแหน่ง ซีอีโอ ‘บ้านปู’ ครบ 1 ปีเต็มไปเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ล่าสุดประกาศผลดำเนินการธุรกิจไตรมาสแรกปีนี้ มีรายได้กว่า 4.3 หมื่นล.บาทและ EBITDA 9.1 พันล.บาท   สินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจบริษัทฯ ภายใต้กลยุทธ์ Energy Symphonics ในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่าทุกกลุ่มธุรกิจ มีความคืบหน้ามุ่งสร้างกระแสเงินสดและตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้ความไม่แน่นอนของตลาดโลกจะส่งแรงกดดันต่อธุรกิจพลังงาน   “การบริหารธุรกิจด้วยความยืดหยุ่นทั่วทั้งองค์กร ทำให้บ้านปูสามารถประเมินสถานการณ์และปรับแผนตามสภาวะต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น”   สินนท์ กล่าวพร้อมเสริมว่า   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีฐานธุรกิจในประเทศสำคัญในเอเชีย-แปซิฟิกและสหรัฐอเมริกา ทำให้มีข้อได้เปรียบในการเชื่อมโยงโอกาสจากตลาดแต่ละพื้นที่ บริหารความเสี่ยงได้ตรงจุด คุมต้นทุนได้รัดกุม ด้วยเป้าหมาย คือ รักษากระแสเงินสดเและสร้างความมั่นคงทางการเงินอย่างต่อเนื่อง   สำหรับไฮไลท์ผลการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจหลักในไตรมาส 1/2568 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้   1.กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน ธุรกิจเหมือง สามารถควบคุมต้นทุนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แม้ราคาขายและปริมาณขายลดลงจากความต้องการถ่านหินที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ธุรกิจเหมืองในมองโกเลีย สามารถผลิตและจำหน่ายถ่านหินส่งออกไปที่จีนได้ 0.3 ล้านตัน เป็นครั้งแรกในไตรมาสนี้   ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ เน้นการบริหารประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคาเพื่อรักษาความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด BKV dCarbon Ventures ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BKV ได้ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ (JV) ร่วมกับกองทุน CI Energy Transition Fund I ภายใต้การบริหารของ Copenhagen Infrastructure Partners (CIP) จากประเทศเดนมาร์ก เพื่อร่วมกันออกแบบ พัฒนา และดำเนินธุรกิจ CCUS ในสหรัฐอเมริกา เป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ CCUS   2.กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมในจีนมีรายได้เพิ่มเติมจากการขาย Carbon Emission Allowance (CEA) สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้าและยังทำกำไรด้วยแรงหนุนจากความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำตามฤดูกาล และการลดต้นทุนต่อเนื่อง   ส่วนธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งใหม่ Jinhu Qianfeng ในมณฑลเจียงซู ประเทศจีน มีกำลังผลิต 120  เมกะวัตต์ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนธันวาคม 2568   3.กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ลงนามร่วมพัฒนาโครงการระบบกักเก็บพลังงาน ‘Kamigumi–Tokyo BESS’ โดย Banpu Japan K.K. ร่วมทุนกับ Kamigumi Co., Ltd. ขนาด 8 เมกะวัตต์ชั่วโมง คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในไตรมาส 2/2571   ด้านธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าได้พัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์การซื้อขายพลังงานด้วยระบบ AI  และความร่วมมือกับแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Enspired และ Global Engineering เพื่อเสริมแกร่งธุรกิจในระยะยาว   นอกจากนั้น ในประเทศเวียดนาม บ้านปู เน็กซ์ และ SolarBK ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเร่งขยายธุรกิจโซลาร์หลังคา เน้นลูกค้ากลุ่มโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ด้าน e-Mobility ได้เปิดตัวบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ชื่อ “PrimeMobility” เพื่อให้บริการเช่ารถ EV เชิงพาณิชย์แบบครบวงจร โดยร่วมกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ Marubeni และ Fuyo Lease Group   สินนท์ กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2568 มีรายได้จากการขายรวม 1,284 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 43,584 ล้านบาท) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 268 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 9,100 ล้านบาท)   อย่างไรก็ตาม บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิ 14.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 483 ล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแข็งค่าของเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ บ้านปูพร้อมยกระดับการดำเนินงานของทุกกลุ่มธุรกิจ และบริหารพอร์ตพลังงานที่หลากหลายด้วยความยืดหยุ่น และยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานแห่งอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน (คำนวณโดยอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยปี 2567 ที่ USD 1: THB 33.9542)   อนึ่ง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันดำเนิน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจแหล่งพลังงาน กลุ่มธุรกิจผลิตพลังงาน และกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน ในประเทศไทย อินโดนีเซีย จีน ออสเตรเลีย ลาว มองโกเลีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม สำหรับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 มีสินทรัพย์รวม จำนวน 12,457 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 58 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 Alternate-X สรุปให้ ‘สินนท์ ว่องกุศลกิจ’ ครบ 1 ปีในตำแหน่งซีอีโอบ้านปู พร้อมบทพิสูจน์การบริหารเน้นบริหารแบบยืดหยุ่น-เชื่อมโยงตลาดโลก สร้างเสถียรภาพทางการเงิน พารายได้ Q1/68 แตะ 4.3 หมื่นล้านบาท EBITDA 9.1 พันล้าน เดินหน้าต่อใน 3 ธุรกิจหลัก แหล่งพลังงาน, ผลิตไฟฟ้า, เทคโนโลยีพลังงาน พร้อมลงทุนเชิงกลยุทธ์ CCUS-พลังงานสะอาดในจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม    

May 16, 2025 / 0 Comments
read more

มั่นคงฯไม่ไปต่อที่อยู่อาศัย อีก3ปีเลิกทำ ‘บ้านชวนชื่น’ หันโฟกัส ‘PD’ มุ่งนิคมอุตสาหกรรม

BizKet

‘ชวนชื่น’ แบรนด์หมู่บ้านที่อยู่ในตลาดมานานร่วม 48 ปีจะเตรียมปิดตำนาน หลังมั่นคงเคหะการ หันโฟกัสธุรกิจเรือธงทำนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้ ‘พีดี’   วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘MK’ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยและอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มเอฟเอ็นเอส โฮลดิ้งส์ (FNS) เข้าถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 36.60% ไปเมื่อปี 2558 นั้น   โดยในปีดังกล่าว ‘MK’ ได้ขยายธุรกิจใหม่ลงทุน 100% ในบริษัท พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ (PD) พัฒนาอสังหาฯอุตสาหกรรมให้เช่าคลังสินค้าและโรงงาน เพื่อสร้างรายได้ประจำให้บริษัท ถึงปัจจุบันธุรกิจมีอัตราการเติบโต ต่อเนื่องมากกว่าที่อยู่อาศัย   “แนวโน้มดังกล่าวทำให้ MK  หันมาโฟกัสธุรกิจอสังหาฯอุตสาหกรรม หลังจากในปี 2567 ที่ผ่านมา PD สร้างรายได้สัดส่วน 47% และมีกำไรสูงถึง 54% ให้กับกลุ่ม MK” วรสิทธิ์ กล่าว   โดย บริษัทฯ วางแผนอีก 3 ปีข้างหน้านับจากนี้ จะยุติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยในพอร์ตทั้งโครงการแนวราบแบรนด์ชวนชื่น, สิรีนเฮ้าส์ และแนวสูง เด็น คอนโดมิเนียม   วรสิทธิ์ กล่าวว่า “แผนดังกล่าว บริษัทฯ เตรียมการณ์ไว้ตั้งแต่ 3 ปีก่อนหน้า จากปัจจุบันบริษัทฯ มีที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการแนวราบพร้อมขายราว 800 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 2,900 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งก่อสร้างและเตรียมการก่อสร้าง”   ทั้งนี้ บริษัทฯ จะให้ความสำคัญธุรกิจเรือธงอสังหาฯอุตสาหกรรม ภายใต้บริษัทพรอสเพคฯ พร้อมวางเป้าหมายสร้างรายได้เกิน 80% ของพอร์ตฯ ปัจจุบันธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า มีพื้นที่รวม 1 ล้านตร.ม. แบ่งเป็น   โรงงาน 88% คลังสินค้า 8% บริการอื่น ๆ 4%     “บริษัทยังตั้งเป้าขายที่ดินนิคมฯ ในปีแรกประมาณ 680 ไร่ วางราคา 12-13 ล้านบาท/ไร่ ซึ่งจะเริ่มนำมาบุ๊กกิ้งรายได้ในปีหน้า ซึ่งตอนนี้ขายที่ดินในนิคมฯ สองแสนตารางเมตรยังง่ายกว่าขายบ้านเมื่อเปรียบเทียบขนาดพื้นที่เดียวกัน” วรสิทธิ์ กล่าว   PD เจาะอุตสาหกรรม S-Curve   ด้าน ‘รัชนี มหัตเดชกุล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัทพรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ (PD) ผู้พัฒนาและบริหารโครงการคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน (Bangkok Free Trade Zone: BFTZ)  เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทฯ เตรียมลงทุนกว่า 6,500 ล้านบาท พัฒนานิคมอุตสาหกรรมบางปะกง พื้นที่รวม 1,000 ไร่ บนทำเลศักยภาพ EEC พร้อมเตรียมขายทรัพย์สินเข้าสู่กอง PROSPECT REIT มูลค่ารวมไม่เกิน 3,350 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2568     สำหรับ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมบางปะกง จะเป็นก้าวสำคัญของ PD ในการต่อยอดศักยภาพและสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจและการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC  พร้อมร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 7 กลุ่ม อาทิ อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร, อุตสาหกรรมยานยนต์, อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเบา รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่าง ดาต้า เซ็นเตอร์, เทคโนโลยีคลาวด์   โดยนิคมฯ บางปะกง ตั้งอยู่ที่ ต.คลองตำหรุ อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี จะถูกพัฒนาในลักษณะนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Estate) สนับสนุนการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงาน EIA และคาดว่าจะเปิดดำเนินการประมาณปี 2570 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินในนิคมฯ ปีแรก ไว้ที่ประมาณ 680 ไร่   ในปี 2567 ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดถึง 573,066 ล้านบาทและในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มีการลงทุนในพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติกว่า 24,234 ล้านบาท คิดเป็น 52% ของเงินลงทุนทั้งหมด   พร้อมกันนี้ PD ได้วางกลยุทธ์ผลักดันการเติบโต ยึด 3 เสาหลัก ‘E-E-C’ ได้แก่   ENLARGE from Core Strengths : ขยายขีดความสามารถจากรากฐานความเชี่ยวชาญและจุดแข็งขององค์กร สู่ทุกกิจกรรมของธุรกิจ) EVOLVE with Flexibility and Adaptability: พัฒนาอย่างยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวให้ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์อยู่เสมอ COLLABORATE for Greater Impacts: เสริมความแข็งแกร่งด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรในทุกมิติ   โดยผลประกอบการปี 2567 PD มีรายได้รวมอยู่ที่ 898 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการเช่าและบริการ 485 ล้านบาท สัดส่วนรายได้จากการเช่าเติบโตถึง 21% จากปีก่อนหน้า  พร้อมวางเป้าหมายปี 2568 รักษาอัตราการเช่า (Occupancy Rate) เฉลี่ยทุกโครงการให้สูงกว่า 90% และเซ็นสัญญาผู้เช่าใหม่อีกกว่า 200,000 ตร.ม.   ขณะที่ สิ้นปี 2567 ‘PD’ มีโครงการให้เช่าโรงงานและคลังสินค้ารวม 9 โครงการ ทำอัตราการเช่าเฉลี่ยรวม 93% และมีอัตราการต่อสัญญาของลูกค้าเก่าเกิน 90% จากจุดเด่นพัฒนาพื้นที่เขตปลอดภาษี (Free Trade Zone) อันดับ1 ในตลาด       Alternate-X สรุปให้ มั่นคงฯ เตรียมยุติธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย หันโฟกัสเต็มที่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ผ่านบริษัทลูก “พรอสเพค ดีเวลลอปเมนท์ (PD)” พร้อมวางแผนพัฒนานิคมบางปะกง 1,000 ไร่ มูลค่าลงทุน 6,500 ล้านบาท บนพื้นที่ EEC โดยตั้งเป้ารายได้ธุรกิจอุตสาหกรรมแตะ 80% ของพอร์ตใน 3 ปี พร้อมผลักดันเข้า REIT กลยุทธ์เติบโตด้วยโมเดล E-E-C: ขยายจุดแข็ง, พัฒนาอย่างยืดหยุ่น, ร่วมมือสร้างผลกระทบเชิงบวก  

May 15, 2025 / 0 Comments
read more

เทรนด์ GenY-GenZ ทุ่มเปย์ทริปแก้เครียด-ฮีลใจ ‘Klook’ ชวนค้นหาตัวเองผ่านการเดินทาง

Peace&Play

Klook เผยผลสำรวจ ‘Travel Pulse’  กลุ่ม Gen Y และ Gen Z เกินครึ่งลงทุนซื้อทริปท่องเที่ยว แก้ความเครียด บำบัดจิตใจ! เปิดแคมเปญ The Best You กระตุ้นนักเดินทางรุ่นใหม่   มาร์คัส ยง รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโกลบอล Klook แพลตฟอร์มท่องเที่ยวและกิจกรรมชั้นนำของเอเชีย เผยผลสำรวจล่าสุด จากการทำแบบสอบถาม “Travel Pulse” กว่า 7,000 คนทั่วโลก อาทิ ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย     โดย Klook พบว่า นักเดินทาง Gen Y หรือกลุ่ม Millennials และ Gen Z จำนวนเกินครึ่ง ยอมจ่ายเงินซื้อความสุข เลือกทริปออกเดินทางท่องเที่ยว เพื่อพักผ่อน และหนีความตึงเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน ตลอดจนต้องการค้นหาตัวตน หรือสร้างแรงบันดาลใจใหม่ให้กับชีวิตตัวเอง   อีกทั้งยังพบว่า 48% ของนักเดินทาง หลังจากจบทริปใกล้บ้านหรือจากต่างประเทศ พวกเขารู้สึกถึงความสุขเพิ่มขึ้น มีพลังบวกกลับมาทำงานหรือเรียนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ     มาร์คัส กล่าวว่า จากผลวิจัยดังกล่าวยังพบว่า พฤติกรรมการจองทริปท่องเที่ยว กิจกรรม และเดินทางของคนไทย Gen Y และ Gen Z มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 25% โดยประเทศเป้าหมาย 5 อันดับแรกของคนรุ่นใหม่ ได้แก่   ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ เวียดนาม   นอกจากนี้ยังชื่นชอบการทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ เยี่ยมชมแลนด์มาร์ค หรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ช้อปปิ้ง ชมการแสดง หรือนิทรรศการต่างๆ เป็นต้น   โดยมีปัจจัยที่ส่งผลให้คนไทย Gen Y และ Gen Z นิยมออกเดินทาง ดังนี้   อันดับ 1 คือเพื่อหลีกหนีความเครียด บำบัดสุขภาพจิต (Travel as Therapy อันดับ 2 ค้นหาประสบการณ์ใหม่ที่มีความหมาย ดีต่อชีวิต ดีต่อใจ (Meaningful Experiences) อันดับ 3 อิทธิพลจากแรงกระตุ้นของโซเชียลมีเดียต่างๆ อันดับ 4 ความคุ้มค่ากับการลงทุน (Value for Money)     ทั้งนี้ Klook เปิดตัวแคมเปญ ‘The Best You’ ชวนทุกคนออกเดินทาง เพื่อค้นพบเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง รวมถึงจับมือ “มาริเอะ คนโดะ” ศิลปินชื่อดัง นักสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก เจ้าของวลียอดฮิต ‘Spark Joy’ หรือการจุดประกายความสุข มาร่วมถ่ายทอดความสุขครั้งใหม่ผ่านการท่องเที่ยว   “คาดแคมเปญ The Best You จะเข้ามาช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวหรือจองกิจกรรมต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่าน Klook เพิ่มขึ้น 25-50%” มาร์คัส กล่าว     ด้าน มาริเอะ คนโดะ ร่วมเสริมว่า “ระบบการจัดบ้านของฉันเคยสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก แต่เมื่อชีวิตเปลี่ยน ฉันต้องหันมาให้ความสำคัญกับครอบครัวก่อน ตอนนี้ฉันกลับมายังจุดเริ่มต้นของความสุข เพื่อค้นหาว่าอะไรที่ยังจุดประกายใจฉันให้ Spark Joy ได้ในช่วงชีวิตใหม่นี้ ฉันอยากเปิดใจรับทุกประสบการณ์ใหม่ และไม่หยุดค้นหาสิ่งที่ทำให้ใจเต้นอีกครั้ง”   พร้อมกันนี้ Klook ชวนเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด ร่วมค้นหาตัวตนเพื่อตอบโจทย์ความต้องการอย่างแท้จริง ผ่านแบบทดสอบ experiencethebestyou.com   โดย Klook เปิดตัวแบบทดสอบออนไลน์ ซึ่งเป็นทั้งเครื่องมือค้นหาตัวตนผ่านเกมส์สนุกๆ เพื่อให้เพลิดเพลินไปกับการเลือกเส้นทางผจญภัยในแบบฉบับที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง นำทางไปสู่การวิเคราะห์เชื่อมโยงประสบการณ์ และครีเอทการเดินทางที่คัดสรรขึ้นโดยเฉพาะ   ทั้งการตามหาความสนุกในสวนสนุก อยากเรียนรู้ความสวยงามจากการหยุดนิ่งท่ามกลางวิวธรรมชาติบนรถไฟ หรือเปิดใจลองสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกับคนที่คุณรัก โดย ‘The Best You’ คือการค้นหาประสบการณ์ที่ช่วยให้คุณได้ใกล้ชิดกับตัวตนในแบบที่คุณใฝ่ฝัน เพื่อช่วยให้นักเดินทางเริ่มต้นเส้นทางสู่เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของคุณเอง   ค้นหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติม: รับชมภาพยนตร์สั้น The Best You ได้แล้วตอนนี้   Alternate-X สรุปให้    Klook เผยผลสำรวจ พบ Gen Y และ Gen Z ทุ่มเงินเที่ยวเพื่อบำบัดจิตใจและคลายเครียด กว่า 50% ของนักเดินทางเลือกทริปเพื่อค้นหาตัวตนและเพิ่มพลังบวก โดยมี ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เกาหลี และเวียดนาม ติดโผจุดหมายปลายทางยอดฮิต พร้อมเปิดตัวแคมเปญ The Best You จับมือ มาริเอะ คนโดะ จุดประกายการค้นหาความสุข ตั้งเป้ากระตุ้นยอดจองกิจกรรมและการเดินทางเพิ่มขึ้น 25-50%

May 14, 2025 / 0 Comments
read more

แกะแผน ‘แม็คกรุ๊ป’ แฟชั่นแบรนด์ไทยที่ยังโตแกร่ง ยอดขาย 9 เดือนกว่า 3.2 พันล.บาท

BizKet

MC ธุรกิจแบรนด์แฟชั่นไทยที่ยังสตรองด้วยกำไรเพิ่มขึ้น 14.5% ในไตรมาส 3  ตามปีบัญชี68 จากยอดขายช้อปออนไลน์โตแรงแซงช่องทางค้าปลีกของตัวเอง   เจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ  MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์  ‘แม็คยีนส์’ เปิดเผยว่าผลดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปีบัญชี 2568 ( 1ม.ค 2568 -31 มี.ค 2568)  บริษัทมีกำไรสุทธิ 188  ล้านบาท เพิ่มขึ้น   23  ล้านบาทหรือ 14.5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิ  17.3%  ดีขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 16.4%   โดยในไตรมาส 3 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม   1,067   ล้านบาท เพิ่มขึ้น   72   ล้านบาทหรือ คิดเป็น    7.3 % จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขาย 995  ล้านบาท   ทั้งนี้ เป็นผลจากการขายในช่องทางออนไลน์แบบก้าวกระโดด  และในไตรมาสนี้แม็คกรุ๊ปได้ ร่วมกับ TikTok Shop จัดทำโปรเจกต์พิเศษ Mc JEANS X TikTok Shop Live Base เปิดตัว LIVE Based studio ที่ Mc Outlet เมืองทองธานี เพื่อสนับสนุนแบรนด์และ Creator ในการทำ Live Commerce ผ่านทาง TikTok โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายโอกาสให้ธุรกิจเติบโตผ่านการไลฟ์สด   เจมส์ กล่าวว่า รายได้จากการขายสินค้าและกำไรที่เติบโตเพิ่มขึ้นติดต่อกัน  3 ไตรมาส ส่งผลให้ งวด  9 เดือนรอบปีบัญชี  2568  (1ก.ค2567   -31 มี.ค 2568 )  แม็คกรุ๊ป  มีกำไรสุทธิ   626  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49 ล้านบาทหรือ  8.5%   เมื่อเทียบงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ   577  ล้านบาท   มีอัตราไรสุทธิ  19%  เพิ่มขึ้นเทียบงวดเดียวกันปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 17.9%   ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นยังทรงตัวระดับสูงที่ 64.3  %   ซึ่งอัตรากำไรที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น  มาจากยอดขายของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น   โดย งวด 9 เดือนนี้บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้า  3,245  ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 67 ล้านบาทหรือ     2.10%  จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายไดเจากการขาย 3,178 ล้านบาท  รวมถึงการบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลให้ผลดำเนินงานของบริษัทเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง   เจมส์ กล่าวว่า บริษัทเติบโตได้แข็งแกร่ง เป็นผลมาจากรายได้จากช่องทางออนไลน์ และการปรับตัวดีขึ้นของช่องทางออฟไลน์ในไตรมาสที่สองและสามอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงจากความกังวลต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า รวมไปถึงความกังวลต่อสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน การสู้รบระหว่างอิสราเอลและขบวนการฮามาส รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า   อย่างไรก็ดีการที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือชาวไร่ ชาวนา ไร่ละ 1,000 บาท มาตรการ Easy E-Receipt ในช่วงเดือน มกราคม ถึงกุมภาพันธ์ 2568 รวมถึงมาตรการแจกเงิน 10,000 บาทให้แก่ผู้สูงอายุ  การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวภายหลังการเปิดประเทศ ตลอดจนการเปิดฟรีวีซ่า และการขยายเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยว จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นและบริษัทเองก็จะได้รับอานิสงส์เชิงบวกด้วย“ นายเจมส์ ริชาร์ดกล่าว   เจมส์ ริชาร์ด  เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในงวดไตรมาส  3  ปีบัญชี 2568  บริษัทมีรายได้จากช่องทางร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce)   เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด หนุนให้สัดส่วนรายได้จาก E-Commerce ขึ้นไปแตะที่  18 % จาก  9%  เทียบงวดเดียวกันปีก่อน  หรือมีรายได้จากการขาย  194  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104  ล้านบาทหรือ  114.6% จาก 90 ล้านบาทเมื่องวดปีก่อน  ส่วนงวด 9 เดือนมีรายได้ 531 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 66.3% หรือ  212  ล้านบาท  จาก 319 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนรายได้ช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) คิดเป็นสัดส่วน  63 %  ลดลงจาก 70%  หรือมีรายได้ 670 ล้านบาท ลดลง 23 ล้านบาท จาก 693 ล้านบาท   ส่วนงวด 9 เดือนมีรายได้ 2,096 ล้านบาท ลดลง 71 ล้านบาท จาก 2,167 ล้านบาท, ห้างสรรพสินค้า (Department Store) คิดเป็นสัดส่วน  17 % ลดลงจาก 19% หรือมีรายได้ 181 ล้านบาท ลดลง 5 ล้านบาทจาก 186 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนมีรายได้ 561ล้านบาท ลดลง 47 ล้านบาท จาก 608 ล้านบาท ขณะที่ช่องทางอื่น ๆ มีรายได้คิดเป็นสัดส่วน 2 %เท่าเดิม   โดย ณ วันที่ 31 มี.ค 2568 บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น  3,605 ล้านบาท ลดลง 135 ล้านบาท  จากเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2567 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 3,741 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้มีการนำเงินไปจ่ายเงินปันผล   752 ล้านบาทในงวดครึ่งแรกของปีที่ผ่านมา   ในขณะที่บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวรวม 1,733 ล้านบาทยังคงทรงตัวระดับสูงและเพียงพอรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาวะการณ์ต่างๆได้   สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจงวดไตรมาสสุดท้ายของปียังมั่นใจว่าจะเป็นตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะโตในเลข2หลักแม้ว่าเศรษฐกิจจะต้องเผชิญกับการขึ้นภาษีของสหรัฐที่จะกด GDP ของประเทศให้โตได้น้อยลงแต่ทางบริษัทมีแผนตั้งรับไว้แล้ว  เช่น การจัดแคมเปญลดกลางปีที่เตรียมตัวเลือกสินค้าที่หลากหลายให้กับลูกค้า รวมถึงการเน้นเพิ่มกลุ่มลูกค้าผู้หญิงด้วยสินค้าใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง   ในขณะเดียวกันก็ยังคงตัวเลือกสินค้าที่หลากหลายสำหรับลูกค้าผู้ชาย รวมถึงการโปรโมทสินค้าผ่านทางแพลตฟอร์มต่างๆที่หลากหลายเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อช่วยสนับสนุนผลดำเนินงานในงวดสุดท้ายของปี   Alternate-X สรุปให้    แม็คกรุ๊ป (MC) ยังเติบโตแข็งแกร่งในปีบัญชี 2568 ด้วยกำไรสุทธิ 626 ล้านบาท ในงวด 9 เดือน เพิ่มขึ้น 8.5% จากปีก่อน ด้วยยอดขายช่องทางออนไลน์โตพุ่งถึง 114.6% ในไตรมาส 3 แซงหน้าร้านค้าปลีกของบริษัท โดยแม็คกรุ๊ปยังร่วมมือ TikTok Shop เปิด Live Studio เสริมแกร่ง Live Commerce ทำให้บริษัทบริหารต้นทุนดี คงอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 64.3% คาดงวดสุดท้ายของปีเติบโตเลขสองหลัก แม้เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ

May 14, 2025 / 0 Comments
read more

‘ภาษีทรัมป์’ สุดป่วน กระทบใช้ไฟฟ้านิคมฯลดลง บี.กริม หาลูกค้า ‘Data Center’ เพิ่ม

BizKet

บี.กริมฯ ขยับหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์’  ลดผลกระทบนโยบายภาษีทรัมป์ ทำปริมาณการใช้ไฟฟ้านิคมอุตสาหกรรมลดลงจากปีก่อน พร้อมมอนิเตอร์สถานการณ์ใกล้ชิดและทำงานเชิงกลยุทธ์ร่วมกับลูกค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โชว์ไตรมาสแรกปีนี้ กำไร 51.6%   ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่ากล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในปีนี้ ต้องเผชิญกับความท้าทายจากนโยบายภาษีและการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้านิคมอุตสาหกรรม ลดลงประมาณ 5-10% เมื่อเทียบกับปี 2567   อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลัก อาจส่งผลในเชิงบวกผ่านราคาก๊าซธรรมชาติที่อาจลดลง โดยเราคาดการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับ SPP อยู่ที่ 320-340 บาทต่อล้าน BTU ซึ่งอยู่ในช่วงเดียวกับปี 2567 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 324 บาทต่อล้าน BTU และวางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 5 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas   “การดึงดูดลูกค้ารายใหม่ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centre) จะช่วยบรรเทาผลกระทบ เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีความอ่อนไหวน้อยต่อมาตรการภาษี และภาวะชะลอตัวของการค้าโลก อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัล” ดร.ฮาราลด์ กล่าว   โดย บี.กริม เพาเวอร์ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าอุตสาหกรรมบางราย และจะร่วมกันพัฒนากลยุทธ์ในการตอบสนองและมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม   สำหรับเป้าหมายในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 40-50 เมกะวัตต์ รวมถึงมีโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและจะ COD รวม 610.5 เมกะวัตต์ ในช่วงปีนี้ ถึงต้นปีหน้า ดังนี้   โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อู่ตะเภา (เฟส 1) 18 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม KOPOS 20 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “อินทรี บี.กริม” 80 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา “จงเช่อ รับเบอร์” ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง 35 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา “386” 5 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “ARECO” 65 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง “Nakwol 1” 365 เมกะวัตต์   ส่วนเป้าหมายระยะยาว บี.กริม เพาเวอร์ฯ ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้ผลิตพลังงานชั้นนำระดับโลกและบรรลุเป้าหมายการก้าวสู่องค์กรที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ภายในปี 2593 และตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2573   ดร. ฮาราลด์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้น 51.6% สู่ระดับ 749 ล้านบาท และ EBITDA 3,725 ล้านบาท เติบโต 2.6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 654 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 379 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน   โดยมาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่   การรวมผลประกอบการของ Malacha ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากเข้าซื้อกิจการ 100% ในเดือนพฤษภาคม 2567 ปริมาณไอน้ำที่ขายให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ในประเทศเพิ่มขึ้น 8.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ดีขึ้น การลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่เกิดขึ้นจริง   นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ มีการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้า IUs รายใหม่ในประเทศไทย จำนวน 6.9 เมกะวัตต์ จากกลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน กลุ่มยางรถยนต์ กลุ่มเคมีภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึง บี.กริม แอลเอ็นจี นำเข้า LNG จำนวน 2 ลำ ในเดือนมีนาคมและเมษายน รวมประมาณ 130,000 ตัน เข้าสู่ระบบ Pool Gas เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมของ บี.กริม เพาเวอร์   โดย ในไตรมาส 1 นี้ บี.กริม เพาเวอร์ ประสบความสำเร็จในการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน Kuchinashi ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 14 เมกะวัตต์ ในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ Tohoku Electric Power Corporation เป็นระยะเวลา 16 ปี   นอกจากนี้ยังขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยการจัดตั้ง บริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุน โดยบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด (บริษัทย่อย) ถือหุ้นในสัดส่วน 25% ขณะที่ บริษัท อมตะ ยู จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 75% เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์   ขณะที่ อีกก้าวสำคัญของ บี.กริม เพาเวอร์ คือ การเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมกับ เอ็นเอส บลูสโคป ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และพัฒนาโครงการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์บนพื้นดิน กำลังการผลิตติดตั้ง 12 เมกะวัตต์ ที่โรงงานเอ็นเอส บลูสโคป จังหวัดระยอง เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน เทียบเท่ากับการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสูงสุดประมาณ 9,000 ตันต่อปี   นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคธุรกิจ บี.กริม เพาเวอร์ ได้ส่งมอบใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs) ให้แก่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาดให้กับภาคการเงินและการลงทุน ร่วมขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ   ทั้งนี้ ยังตอกย้ำความสำเร็จด้วยรางวัลและประกาศเกียรติคุณ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับรางวัล “The Best of ESG” ในงาน Future Trends Awards 2025 จัดโดย Future Trends สื่อผู้นำเทรนด์ของประเทศไทย สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมมิติการกำกับดูแลกิจการ สังคม และสิ่งแวดล้อมโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และได้รับ 9 รางวัล จาก FinanceAsia นิตยสารชั้นนำด้านการเงินของฮ่องกง สะท้อนถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นมืออาชีพภายใต้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี   Alternate-X สรุปให้  บี.กริม เพาเวอร์เผชิญความท้าทายจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ ที่อาจกระทบการใช้ไฟฟ้าในนิคมฯ เดินหน้าดึงกลุ่ม Data Centre เสริมดีมานด์ไฟฟ้าไม่ไวต่อเศรษฐกิจโลก ในปี 2568 ตั้งเป้า COD โครงการใหม่รวม 610.5 เมกะวัตต์ในพลังงานลมและแสงอาทิตย์  ยังคงเป้าระยะยาวสู่ Net-Zero ปี 2593 และกำลังผลิต 10,000 MW ภายในปี 2573 โดยใน Q1/2568 กำไรโตแรง 51.6% พร้อมขยายธุรกิจต่อเนื่องทั้งในไทย-ต่างประเทศ  

May 14, 2025 / 0 Comments
read more

แผนเสริมมั่นคงยาว เฟรเซอร์สฯ รับศก.โลกผันผวน ศึกษาธุรกิจใหม่สร้างรายได้ประจำเพิ่ม

BizKet

FPT กับแผนรับมือความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัยกระทบภาษีทรัมป์-ภัยธรรมชาติ ที่อาจทำให้ FDI มองฐานผลิตไทยไม่เหมือนเดิม เตรียมเคาะแผนธุรกิจใหม่ ‘โซลาร์ เซลล์’ เสริมรายได้ประจำเพิ่ม ยังใช้งบลงทุน 3 พันล.ต่อปี พีระพัฒน์ ศรีสุคนธ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรม บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ โรงงาน, คลังสินค้า และร่วมทุนนิคมอุตสาหกรรม  กล่าวว่า ปัจจุบัน FPT มีพื้นที่ให้บริการทุกกลุ่มธุรกิจกว่า 3.77 ล้าน ตร.ม. รวมตลาดประเทศไทย, เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทฯมองเห็นโอกาสใหม่สร้ายรายได้จากทรัพย์สินประจำ (Recurring income)ในการให้บริการพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (Solar Cell) บนพื้นที่ว่างอาคารโรงงาน,คลังสินค้า   โดยขณะนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างสรุปแผนการดำเนินงานทางธุรกิจ คาดมีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2568 นี้ พร้อมเริ่มปฎิบัติให้มีความเป็นรูปธรรมและสร้างรายได้กลับมาเพิ่มในอนาคต ซึ่งแนวทางดังกล่าวต่อยอดมาจากการที่ FPT ใช้พื้นที่ว่างหลังคาของอาคารโรงงาน, คลังสินค้า บางแห่งติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตพร้อมจ่ายไฟฟ้าราว 2-3 เมกะวัตต์ให้ในบางกลุ่มลูกค้าแล้วในปัจจุบัน   “ต้องรอแผนธุรกิจที่จะสรุปให้ชัดเจนก่อนประเมินมูลค่าการลงทุนหรือรายละเอียดในส่วนอื่นเพิ่มเติม ซึ่ง FPT มองว่าโซลาร์เซลล์ที่จะเกิดขึ้นบนพื้นทีว่าง 3.77 ล้านตร.ม.ที่มีอยู่เพื่อสร้างรายได้ประจำใหม่ให้กับบริษัทฯ ได้ในอนาคต”    พีระพัฒน์ กล่าวว่าแนวทางดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนกระจายความเสี่ยงธุรกิจ FPT จากทั้งความไม่แน่นอนและความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และ จีน ต่อการตอบโต้ภาษีทางการค้าที่เกิดขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะผ่อนผันระยะเวลาออกไปอีก 90 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิด ด้วยเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบตรงกับนักลงทุนต่างชาติ ที่มีฐานผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เป็นต้น   นอกจากนี้ไทย ยังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรวมถึงอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมโรงงาน คลังสินค้า และ นิคมฯ ด้วยเช่นกัน   “จากเมื่อปี 2554 ประเทศไทยเคยเจอน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กระทบความเสียหายในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงงานมาแล้ว และจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ล่าสุด ที่อาจทำให้ไทยต้องมาทบทวนความเชื่อมั่นด้านทำเลอีกครั้งจากเดิมเราใช้เป็นข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยรอบของภูมิภาคนี้” พีระพัฒน์ กล่าว 3 กลยุทธ์รักษาฐานลูกค้า   ต่อแนวโน้มดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ได้ทบทวนพร้อมวางแผนการดำเนินธุรกิจให้มีความรัดกุมเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างความมั่นคงระยะยาว ภายใต้ 3 กลยุทธ์ ดังนี้   บริหารพอร์ตโฟลิโออย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่หลากหลาย ด้วยกลยุทธ์การให้เช่าและบริการยืดหยุ่น ทั้งรูปแบบสัญญาเช่าระยะสั้น-ระยะยาว ปรับได้ตามความต้องการของลูกค้า พร้อมปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์อาคารให้สามารถใช้งานได้ทั้งรูปแบบคลังสินค้าและอาคารโรงงาน เพื่อดึงดีมานด์และเพิ่มอัตราการเช่า โดยในช่วงที่ผ่านมามีการปรับอัตราเช่าขึ้นราว 5%-1% เป็นไปตามอัตราเงินเฟ้อซึ่งขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละราย   สร้างคุณค่าพอร์ตโฟลิโอต่อเนื่อง ด้วยอาคารที่พัฒนาภายใต้มาตรฐาน Frasers Property (Creating Value) บริษัทฯ มีโซลูชันการให้บริการที่รองรับความต้องการของลูกค้าทุกรูปแบบ ครอบคลุมการจัดหาที่ดินจนถึงการก่อสร้างอาคารอุตสาหกรรมมาตรฐานสากล ทั้งโรงงานและคลังสินค้าแบบพร้อมใช้ (Ready-Built) หลากหลายขนาด แบบสร้างความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) แบบสร้างตามฟังก์ชันพร้อมใช้ (Built-to-Function) ตลอดจนการร่วมทุนในการพัฒนาโครงการ ARAYA – The Eastern Gateway ที่พัฒนาเป็นระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต   ปลดล็อกศักยภาพของพอร์ตโฟลิโอผ่านการบริหารจัดการทรัพย์สินเชิงกลยุทธ์ (Unlocking Value) เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับธุรกิจ ทั้งการขายทรัพย์สินที่พัฒนาแล้วให้กับกองทรัสต์ FTREIT รวมถึงบริหารที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการขายที่ดินที่ไม่ใช่พื้นที่ยุทธศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาราว 300ไร่ พร้อมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาโรงงานและคลังสินค้า ไปแล้ว   นอกจากนี้ ยังขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Joint Venture   จาก 3 กลยุทธ์​ดังกล่าว ยังเพื่อรองรับภาพรวมการตลาดอสังหาฯเพื่ออุตสาหกรรม ซึ่งเป็นขาขึ้นในช่วงที่ผ่านมา จาก 2-3 ปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุน ทั้ง การย้ายฐานการผลิตจากจีนมาไทย และการลงทุนจากจีนเพิ่มขึ้น ทำให้มีเม็ดเงินเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน มากขึ้น สงผลให้มีผู้ประกอบการอสังหาฯ กลุ่มที่อยู่อาศัยบางราย เข้ามาทำตลาดกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น   เพีระพัฒน์ เสริมว่า “จากมาตรการกำแพงภาษีสหรัฐ-จีน ทำให้มีนักลงทุนอุตสาหกรรมรภถยนต์จากจีนบางรายอยู่ระหว่างชะลอการตัดสินใจเข้ามาลงทุนไปก่อนระยะหนึ่งเช่นกัน”   อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมใช้งบลงทุนราว 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2568วางแผนใช้งบลงทุนราว 2,000 ล้านบาทในไทย และอีก 1,000 ล้านบาท ในตลาดเวียดนาม และ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตดี ต่อเนื่อง   จากแผนธุรกิจที่วางไว้ ในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าปีงบการเงิน 2568 (ต.ค.2567-ก.ย.2568) สามารถสร้างรายได้กว่า 4,000 ล้านบาท เติบโต 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีอัตราการเช่าอยู่ที่ 90% จากเมื่อช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมามีอัตราการเช่าราว 87% ในไทย ส่วนเวียดนาม มีอัตราเช่า 80-85% จากเมื่อปลายปีก่อนราว 70% และในอินโดนีเซีย มีอัตราเช่า 100%   Alternate-X สรุปให้ FPT เดินหน้าแผนรับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน ด้วยการเร่งเพิ่มรายได้ประจำเตรียมขยายธุรกิจพลังงานโซลาร์เซลล์ บนพื้นที่ว่าง 3.77 ล้าน ตร.ม. วาง 3 กลยุทธ์หลักรักษาฐานลูกค้าและปลดล็อกศักยภาพทรัพย์สิน และคงงบลงทุนปีละ 3,000 ล้านบาท ครึ่งปีแรกโฟกัสใน 3 ประเทศ ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 โต 19% พร้อมดันอัตราเช่าแตะ 90%  

May 14, 2025 / 0 Comments
read more

ส่องอาณาจักร หนังสืออิ๊งค์ กว่า 5 หมื่นเล่ม ‘Asia Books’ ไอคอนฯ ใหญ่สุดในกรุงเทพฯ

WeView

Asia Books เปิดแฟลกชิปสโตร์สาขาใหม่ ‘ไอคอนสยาม’ ย้ำตำแหน่งร้านหนังสือภาษาอังกฤษใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ย่านธนบุรี  พร้อมคอนเซ็ปต์ ‘ป่าแห่งหนังสือและจินตนาการ’   ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี ในฐานะประธานเปิดร้าน Asia Books (เอเซียบุ๊คส) สาขาใหม่ ณ ไอคอนสยาม     สำหรับร้าน ‘เอเชียบุ๊คส’ เป็นร้านหนังสือภาษาอังกฤษชั้นนำใน กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ตั้งอยู่บริเวณชั้น 5 ICONEDUCATION ZONE พร้อมเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา   โดยในร้าน เอเซียบุ๊คส สาขาไอคอนสยาม นี้ มีขนาดพื้นที่กว่า  900 ตารางเมตร ถือเป็นร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ย่านธนบุรี มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “The Enchanted Forest” หรือ “ป่าแห่งหนังสือและจินตนาการ” ที่นำมาตีความใหม่ ในรูปแบบจินตนาการร่วมสมัยผสมผสานธรรมชาติและความรู้เข้าไว้ด้วยกัน     โดยรวบรวมหนังสือหลากหลายหมวด มากกว่า 50,000 เล่ม มีทั้งหนังสือส่งเสริมความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นจินตนาการ มาอย่างครบ เพื่อให้ร้านหนังสือนี้เป็นแลนด์มาร์กหรือจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับคนรักหนังสือ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ   ภายในสาขาดังกล่าวยังมีพื้นที่สำหรับเด็กที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีมา รวมถึงมีหนังสือที่ช่วยเพิ่มพูนความรู้ สร้างสรรค์ สนุกสนาน เสริมพัฒนาการ นิทานภาพ ของเล่นเพื่อการเรียนรู้ และกิจกรรมฝึกทักษะ ตลอดจนโซนไพ่ทาโรต์ ไพ่พยากรณ์ และไพ่ออราเคิล ศูนย์รวมศาสตร์พยากรณ์ที่ครบครันที่กล่าวได้ว่ามากที่สุดในประเทศไทย รวมถึงสินค้าเสริมสำหรับนักสะสม และผู้สนใจศาสตร์แห่งการดูดวงโดยเฉพาะ       พบกับ โปรโมชันพิเศษเฉพาะช่วงเปิดร้าน   12 – 18 พฤษภาคม 2568 รับฟรีกระเป๋ารักษ์ไทย ลายพิเศษเฉพาะที่ร้าน Asia Books เมื่อซื้อสินค้าครบ 300 บาท   12 – 31 พฤษภาคม 2568 สมาชิกเอเซียบุ๊คส รับคะแนนสะสม x2   12 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 รับฟรีกระเป๋าผ้าลายพิเศษจากศิลปิน นายศุภชัย วงศ์นพดลเดชา (Louis Sketcher) เมื่อซื้อสินค้าภายในร้านครบ 2,000 บาท ที่ Asia Books สาขา ICONSIAM เท่านั้น   Alternate-X สรุปให้    Asia Books เปิดแฟลกชิปสโตร์แห่งใหม่ที่ไอคอนสยาม ย้ำตำแหน่งร้านหนังสือภาษาอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดย่านธนบุรี มีหนังสือมากกว่า 50,000 เล่ม พร้อมคอนเซ็ปต์ “ป่าแห่งจินตนาการ” ด้วยพื้นที่ใหญ่ถึง 900 ตร.ม. พร้อมโซนเด็กและโซนไพ่พยากรณ์ พร้อมจัดโปรโมชันเปิดร้าน แจกของพรีเมียมพิเศษถึงสิ้นมิ.ย. 2568

May 13, 2025 / 0 Comments
read more

ภาษีทรัมป์ไม่กระทบฐานผลิตส่งออกสหรัฐในไทย ต่างชาติอยู่ครบ100% เช่าคลังสินค้า

BizKet

ตลาดเช่าอาคารคลังสินค้า/โรงงานในไทย แนวโน้มยังดีใน ‘ต่างชาติ’ ต่อสัญญาใหม่ครบ100% หนุน พรอสเพค รีท รักษาอัตราการเช่า 96%   อรอนงค์ ชัยธง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรอสเพค รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ กล่าวว่า สถานการณ์ในไตรมาส 1/2568 แม้จะมีความท้าทายด้านเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงของผู้เช่า แต่ภาพรวมการเช่าอาคารคลังสินค้าและโรงงานยังมีแนวโน้มเติบโต   โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้เช่าต่างชาติ ซึ่งมีสัญญาณบวกในการเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน รายได้รวมที่ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นไปตามการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจของผู้เช่า อาทิ ธุรกิจผลิต Solar Cell ซึ่งมีการย้ายออกไปในไตรมาสที่ 1   ปัจจุบันมีผู้เช่ารายใหม่ทดแทนรายเดิมเป็นที่เรียบร้อยและจะรับรู้รายได้ในไตรมาสถัดไป ด้วยการกระจายฐานผู้เช่าที่หลากหลายทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมและสัญชาติ จึงยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้านอัตราการเช่าและบริหารจัดการพอร์ตได้เป็นอย่างดี”   ทั้งนี้ จากการสำรวจผู้เช่าอาคารในโครงการ BFTZ ที่อยู่ภายใต้การจัดการของกองทรัสต์ พบว่าผู้เช่าที่มีการส่งสินค้าออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักนั้นคิดเป็นพื้นที่ส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด ผู้เช่ายังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และยังไม่มีแผนเคลื่อนย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นในช่วงเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจากหลายประเทศที่เป็นฐานการผลิต อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนิเซีย ก็ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันการย้ายฐานการผลิตต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูง ประกอบกับความคุ้นชินด้านวัฒนธรรมเกี่ยวกับการอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจของผู้เช่าต่างชาติ ที่ยังมองว่าประเทศไทยมีความหลากหลายและยืดหยุ่นมากกว่า   โดยผู้เช่าปัจจุบันจะอยู่ในกลุ่มธุรกิจ   สินค้าอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลและเวชภัณฑ์ ธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ธุรกิจยานยนต์, ธุรกิจหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ อื่น ๆ   ซึ่งประกอบธุรกิจเป็นประเภทโรงงานกว่า 80% ของพื้นที่ให้เช่าทั้งหมดของกองทรัสต์ ส่งผลทำให้มีอัตราการต่อสัญญาของผู้เช่ารายเดิมที่สูงอย่างต่อเนื่อง   ทั้งนี้ PROSPECT REIT ได้มีการประกาศจ่ายปันผลสำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2568 และประมาณการประโยชน์ตอบแทนระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 15 พฤษภาคม 2568 ในอัตรา 0.3050 บาทต่อหน่วยทรัสต์ ซึ่งจะจ่ายเงินออกให้แก่ผู้ถือหน่วยในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568     อรอนงค์ กล่าวเสริม “ทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีเงินลงทุนรวม 267,664 ล้านบาท ทำให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการตั้งฐานการผลิต หนุนให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโต   สำหรับความเคลื่อนไหวของการขายหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนเพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ของ PROSPECT REIT ได้รับความสนใจและผลตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยหลังจากจัดโรดโชว์ให้ข้อมูลแก่นักลงทุน โดยจะเปิดให้ผู้ถือหน่วยเดิมและนักลงทุุนทั่วไปจองซื้อในวันที่ 19-23 พฤษภาคม 2568 นี้   ขณะที่ แผนการดำเนินงานในอนาคต ผู้จัดการกองทรัสต์จะมุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เสริมเสถียรภาพการลงทุนในรูปแบบ Feehold โดยคำนึงถึงผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนเป็นสำคัญ”   ภายหลังจากการเพิ่มทุนเพื่อเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ในทรัพย์สินโครงการ BFTZ 1 ถ.บางนา-ตราด กม.23, โครงการ BFTZ 2 ถ.เทพารักษ์, โครงการ BFTZ 3 ถ.บางนา-ตราด กม.19 จะทำให้ PROSPECT REIT มีพื้นที่ให้เช่าเพิ่มขึ้นเป็น 514,010 ตารางเมตร ขยายมูลค่าพอร์ตโตทะลุ 8,700 ล้านบาท   Alternate-X สรุปให้ PROSPECT REIT เผยผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐยังไม่กระทบฐานผู้เช่าต่างชาติต่อสัญญาเช่าครบ 100% หนุนอัตราการเช่ารวมสูงถึง 96% สะท้อนความเชื่อมั่นฐานผลิตในไทยยังมั่นคง เหตุต้นทุนย้ายสูงและไทยมีความยืดหยุ่น พร้อมประกาศจ่ายปันผล 0.3050 บาทต่อหน่วย วันที่ 15 พ.ค. 2568 เดินหน้าเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ขยายพอร์ตเช่าทะลุ 8,700 ล้านบาท    

May 13, 2025 / 0 Comments
read more

‘มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง’ จากขนมไทยแทนความคิดถึง สู่เจนฯ3 ส่งต่อโฉมใหม่สาขากลางเมือง

BizKet

‘พิน-ชัญชกร’ เจนฯ3 ‘มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง’ ส่งต่อเรื่องเล่าแสน็กแบบไทยๆ ข้าวตังทรงเครื่องกลิ่นหอมกระทะจากเตาถ่าน สู่โฉมใหม่แต่ยังใช้สูตรดั้งเดิมความอร่อยผ่านสาขาแรกใจกลางกรุงเทพฯ   ‘พิน – ชัญชกร’ ชัยพรหมประสิทธิ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ข้าวตังทรงเครื่อง  เล่าจุดเริ่มต้นแบรนด์ ‘มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง’ ต้องย้อนกลับไป56 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2511 เมื่อคุณสมสมร (โปษยานนท์) คูสกุล — คุณยายของเธอ ตั้งใจทำขนมนี้ให้เป็นของฝากแทนความห่วงใยให้ลูกๆ ที่ต้องเดินทางไปเรียนไกลบ้าน   “ความตั้งใจนี้ได้พัฒนากลายมาเป็นข้าวตังทรงเครื่อง ด้วยรสชาติเอกลักษณ์หวานเค็มพอดี ที่สำคัญมีกลิ่นกระทะจากการใช้เตาถ่าน”  พิน บอกเล่าที่มาพร้อมเสริมว่า “หลังจากนั้นได้เริ่มทำขาย คุณยายสมสมร ยังได้คิดค้นประดิษฐ์เครื่องรีดข้าวตังขึ้นเอง เพื่อให้ได้แผ่นข้าวตังที่มีความหนาเท่ากันทุกแผ่น ที่ยังคงสืบทอดในกระบวนการผลิตมาจนถึงทุกวันนี้”   ต่อมาในปี 2566 ซึ่งเข้าสู่รุ่นของเธอเอง ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ได้ปรับโฉมแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง” จากเดิม ‘ข้าวตังทรงเครื่อง’ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ คุณแม่ – มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้ที่เป็นที่รู้จักในวงการรีเทลของไทย และเป็นผู้สืบทอดสูตรข้าวตังรุ่นที่สอง   โดยมีการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งในด้านดีไซน์ บรรจุภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และแนวทางการสื่อสารที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ต่างๆ ไว้ครบถ้วน เช่นเดียวกับโลโก้รูปผู้หญิงบนฉลาก ซึ่งเป็นภาพวาดของคุณยายสมสมร โดยฝีมือของคุณตาอำพล คูสกุล อดีตนายธนาคารและสามีของคุณสมสมร ที่ได้วาดขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นสร้างแบรนด์     ชัญชกร บอกว่า หลังการรีแบรนด์ แบรนด์ ‘มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง’ ได้การตอบรับผลสำเร็จในการขยายฐานลูกค้า ด้วยมียอดขายเติบโตเกือบสองเท่าภายในเวลาเพียงสองปี และมียอดจำหน่ายรวมมากกว่า 120,000 ขวด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่ชุดของขวัญลิมิเต็ดเอดิชั่นได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม   ปัจจุบันผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายแล้วในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม ทั้ง Gourmet Market และ Rim Ping Supermarket รวมถึงช่องทางออนไลน์และแอปพลิเคชันเดลิเวอรีชั้นนำ   สำหรับ ในปี 2568 นี้ ‘มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง’ เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ เช่น ข้าวตังสูตรมังสวิรัติ และสูตรไม่มีน้ำตาล พร้อมพัฒนาระบบสมาชิกผ่าน LINE เพื่อส่งเสริมการซื้อซ้ำ และเตรียมความพร้อมในการขยายสู่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ทั่วประเทศ รวมถึงแผนส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต   นอกจากนี้ ยังวางเป้าหมายสร้างแบรนด์ขนมไทยที่คนรุ่นใหม่รู้สึกใกล้ชิด และสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในไทยและตลาดต่างประเทศ โดยยังคงรักษาความจริงใจและคุณภาพทุกกระบวนการ ขณะเดียวกัน ‘มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง’ ยังได้เปิดหน้าร้านสาขาแรกสุขุมวิท 51 เพื่อสานต่อตำนานความอร่อยกว่า 50 ปี เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของรสชาติและความทรงจำจากรุ่นคุณยายสู่รุ่นหลานสู่บรรยากาศอบอุ่น ที่ชวนให้รู้สึกเสมือนได้กลับไปทานของอร่อยที่บ้านคุณยายอีกครั้ง พร้อมกลิ่นข้าวหอมมะลิและหมูหยองหอมๆ ที่หลายคนคุ้นเคย   “มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง ไม่ได้เป็นแค่ขนม แต่คือเรื่องเล่าและมรดกจากครอบครัว ที่ผ่านการใส่ใจมาทุกรุ่น การเปิดร้านนี้ เพื่ออยากให้ได้สัมผัสกับบรรยากาศคลาสสิก ในรูปแบบใหม่ที่ร่วมสมัยขึ้น ทั้งกลิ่นขนม เสียงหัวเราะ และการพูดคุยแบบอบอุ่นในพื้นที่เล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ ในขณะเดียวกันก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้นและสะดวกยิ่งขึ้นทั้งที่ walk-in และที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ”   Alternate-X สรุปให้  ‘พิน – ชัญชกร’ ทายาทรุ่น 3 ปรับโฉมแบรนด์ “มยุรี ข้าวตังทรงเครื่อง” ต้นกำเนิดจากความห่วงใยของคุณยายเมื่อกว่า 50 ปีก่อน ยังคงสูตรดั้งเดิม กลิ่นกระทะจากเตาถ่าน และภาพวาดคุณยายบนฉลาก รีแบรนด์ใหม่สู่ใจกลางเมือง พร้อมยอดขายเติบโตเกือบ 2 เท่า เตรียมเปิดตัวสินค้าสูตรใหม่ และเดินหน้าสู่ตลาดต่างประเทศ  

May 13, 2025 / 0 Comments
read more

เปิดพอร์ตผสมผสาน ลงทุนหุ้นทุกแนวสหรัฐฯ ‘Webull’ เจาะคนรุ่นใหม่ในตลาดเงิน 24 ชม.

BizKet

Webull โบรกเกอร์สหรัฐฯ ส่งแพลตฟอร์มดิจิทัลเทรดหุ้นสหรัฐฯ รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลตลาดเรียลไทม์   ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ วีบูลล์ (ประเทศไทย) จํากัดเป็นบริษัทในเครือ Webull Corporation (NASDAQ: BULL) (“วีบูลล์”) แพลตฟอร์มการลงทุนดิจิทัล เปิดเผยว่า วีบูลล์ สหรัฐฯ ฉลองครบรอบ 9 ปีจัดงาน ‘Webull Money Festival 2025’ ขึ้นซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเติบโตของบริษัท พร้อมฉลองความสำเร็จล่าสุดวีบูลล์ ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วโลกเข้าถึงตลาดการเงินระดับโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดสัปดาห์   ทั้งนี้ ‘วีบูลล์’ เริ่มก่อตั้งในปี 2559 และเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2561 ภายใต้การบริหารงานของนายแอนโทนี เดเนียร์ ประธานกลุ่ม Webull Corporation และ CEO ของ Webull US  ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก รัฐฟลอริดา 
ประเทศสหรัฐฯ และให้บริการครอบคลุม 14 ประเทศทั่วอเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก ยุโรป 
และลาตินอเมริกา พร้อมฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 23 ล้านบัญชีทั่วโลก   ขณะที่ในไทย วีบูลล์ ได้เข้ามาเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา ในฐานะโบรกเกอร์สัญชาติสหรัฐฯ รายแรก
ในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง และดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประเทศไทย   “จุดเด่นของวีบูลล์ คือ แพลตฟอร์มการเงินที่ครบครันภายใต้แนวคิด “All-in-Webull” มีอัตราค่าคอมมิชชัน 0.10% พร้อมทั้งการแสดงราคาสินทรัพย์แบบเรียลไทม์และประสบการณ์ใช้งานที่ราบรื่น ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนชาวไทยโดยเฉพาะ ให้สามารถลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ, ETFs, ออปชันและหุ้นเศษส่วนได้ ส่งผลให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่องของฐานผู้ใช้วีบูลล์ในไทยตลอดปีที่ผ่านมา” ขลเดช กล่าวพร้อมเสริมว่า   “วีบูลล์ ยังมาพร้อมกับข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ เครือข่ายชุมชนนักลงทุน และแหล่งความรู้ด้านการลงทุนที่ครบถ้วน ช่วยให้นักลงทุนสามารถซื้อขายและลงทุนได้อย่างมั่นใจ”   โดยเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 วีบูลล์ ประเทศไทย จัดงาน “Webull Money Festival 2025” เพื่อฉลองวาระครบรอบ 9 ปีของ Webull Corporation และครบรอบ 1 ปีของการดำเนินงานในประเทศไทย พร้อมทั้งประกาศความสำเร็จในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ อย่างเป็นทางการ   โดยงานจัดขึ้นภายใต้ธีม “Investing and Trading, All in Webull” ที่ผสมผสานโลกการลงทุนเข้ากับความบันเทิงในรูปแบบที่ทันสมัยและน่าดึงดูด โดยมุ่งเจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ภายในงานฯ นำเสนอมุมมองและเครื่องมือการลงทุนสมัยใหม่พร้อมไฮไลต์ของงานประกอบไปด้วยการเสวนาระหว่าง นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วีบูลล์ ประเทศไทย และนักแสดงชื่อดังอย่าง คุณพีช พชร จิราธิวัฒน์ รวมถึงการแสดงสดจากศิลปินชื่อดังอย่าง PROXIE และ BNK48 นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังมีโอกาสลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษเพียงลงทะเบียนและเปิดบัญชีกับวีบูลล์ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น   ขณะที่ ไฮไลต์ของงานฯ ยังได้เปิดตัวฟีเจอร์พิเศษและสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุน เช่น : ดอกเบี้ยรายวัน (Daily Interest) : รับดอกเบี้ย 3.5% ต่อปีจากยอดเงินสด USD ที่คงเหลือในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์   DCA ไม่มีค่าคอมมิชชัน : ลงทุนตามตารางเวลาแบบต่อเนื่องโดยไม่มีค่าคอมมิชชัน   Dynamic DCA : เครื่องมือการลงทุนอัจฉริยะที่ปรับจังหวะเวลาซื้อขายให้เหมาะสมตามการเคลื่อนไหวของตลาด   Sage Tracker : ฟีเจอร์ระดับพรีเมียมที่ช่วยติดตามการซื้อขายแบบเรียลไทม์ของนักลงทุน
รายใหญ่และการเคลื่อนไหวของพอร์ตโฟลิโอของนักลงทุนสถาบัน Dividend Reinvestment Plan (DRIP) : นำเงินปันผลกลับมาลงทุนใหม่โดยอัตโนมัติเพื่อเร่งการเติบโตของพอร์ตระยะยาว   นอกจากนี้ วีบูลล์ยังได้จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านการลงทุนร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เช่น NASDAQ 
ซึ่งตอกย้ำบทบาทของวีบูลล์ ในฐานะแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างความรู้ด้านการลงทุนและเทคโนโลยีวีบูลล์ เพื่อมอบประสบการณ์การลงทุนที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และใช้งานง่าย ที่ปรับให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายทางการเงินของนักลงทุนรุ่นใหม่ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของวีบูลล์ 
ในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก แอปพลิเคชัน Webull Thailand พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งบน App Store และ Google Play สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.webull.co.th     Alternate-X สรุปให้  Webull แพลตฟอร์มเทรดหุ้นจากสหรัฐฯ  เจาะกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ ฉลองครบรอบ 9 ปี และการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ และครบ 1 ปี ดำเนินงานในไทย จัดงาน “Webull Money Festival 2025” พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ลงทุนทันสมัย ชูจุดเด่นค่าคอมต่ำ ข้อมูลเรียลไทม์ และเครื่องมือวิเคราะห์อัจฉริยะ มุ่งเสริมความรู้การลงทุนและเข้าถึงตลาดโลกอย่างง่ายดายผ่านเทคโนโลยี

May 13, 2025 / 0 Comments
read more

‘ทองคำ’ ไม่ใช่แค่เก็บ แต่ต้องรู้จังหวะ ด้วย Dinapoli Levels เจาะนักลงทุนรุ่นใหม่-สายเทรด

BizKet

‘ทองคำ’ อีกหนึ่งพอร์ตสินทรัพย์สุดคลาสสิค ของนักลงทุนเกือบทุกเจนเนเรอชั่น จากหลายเหตุผลเข้ามาสนับสนุน ทั้งเป็นสินทรัพย์สากล (Universal Asset) อยู่ในรูปแบบทองคำแท่ง เหรียญ หรือ ETF นอกจากนี้มูลค่าทองคำ ไม่ผูกกับเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง ทำให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Asset) หากเกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อ สงคราม วิกฤตธนาคาร หรือตลาดหุ้นผันผวน   ล้วนเป็นปัจจัยให้นักลงทุนมัก ‘หนีความเสี่ยง’ มาถือทองคำ   โดยเฉพาะป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Hedge Against Inflation) ด้วยเมื่อมูลค่าเงินเฟ้อขึ้น เงินซื้อของได้น้อยลง แต่ราคาทองคำมักจะขึ้นตาม ทำให้ยังคงรักษามูลค่าได้ เรียกว่าเป็นการรักษา ‘อำนาจซื้อ’ ของนักลงทุนในระยะยาว   นอกจากนี้ ‘ทองคำ’ ยังมีแนวโน้มมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ด้วยทองมีปริมาณจำกัด การผลิตใหม่ช้า ทว่าความต้องการยังคงสูง ทั้งในภาคธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ (เครื่องประดับ) ไปจนถึงอุตสาหกรรม (การลงทุน ธนาคารกลาง) เป็นต้น   อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจเมื่อ ‘ทองคำ’ มักมีความสัมพันธ์ผกผันกับสินทรัพย์อื่น ด้วยหากสังเกตว่าทองมักจะขึ้นเมื่อหุ้นหรือดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัว ซึ่งมักนำไปใช้กระจายความเสี่ยง (Diversification) ในพอร์ตลงทุน   ดังนั้น ในช่วงจังหวะนี้ ‘ทองคำ’ อาจยังเป็นพอร์ตสินทรัพย์ที่ยังน่าติดตามในกลุ่ม ‘นักลงทุน’ แต่ยังต้องใช้ข้อมูลประกอบรอบด้านอย่างใกล้ชิด รวมถึงการใช้ ‘เทคนิค’ มาร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ราคาทองคำ เพื่อเข้าลงทุนให้เกิดประสิทธิผลตามความพึงพอใจของนักลงทุนได้มากที่สุด   ขณะที่ ‘ดินาโปลี เลเวล’ (DiNapoli Levels) นับเป็นอีกหนึ่ง แนวคิดการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พัฒนาโดย โจ ดินาโปลี (Joe DiNapoli) นักเทรดและผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์กราฟ ซึ่งใช้กับสินทรัพย์การลงทุนต่าง ๆ รวมถึง ทองคำ เพื่อระบุจุดเข้า-ออกการลงทุนที่มีโอกาสสูง   ล่าสุด  ‘โจ ดินาโปลี’ เทรดเดอร์ผู้มีประสบการณ์การลงทุนมากว่า 50ปี ร่วมงานเสวนา Analyzing Gold Trends for 2025 with The DiNapoli Method จัดโดย Fintrade Club ร่วมกับ EBC Financial Group เดินทางมายังประเทศไทยพร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดการลงทุนทอง ด้วยหลักการ ‘DiNapoli Levels’ ใช้พื้นฐานจากสัดส่วนที่เท่ากันทางธรรมชาตินำมาใช้กับการลงทุนเรียกว่า Fibonacci Retracement และ Fibonacci Extensions แต่มีการปรับแต่งสูตรและวิธีใช้งานเฉพาะตัว   โดยมีจุดเด่น การใช้ค่าฟีโบนัชชีที่ปรับมาเฉพาะ เช่น 38.2%, 61.8%, 78.6%, 100%, 161.8% ฯลฯ เพื่อระบุแนวรับ-แนวต้านที่สำคัญ, เน้นจุดกลับตัว (Reversal Zones) ใช้เพื่อจับจังหวะที่ราคาทองคำอาจ ‘กลับทิศ’ จากขาขึ้นเป็นขาลง หรือในทางกลับกัน   การใช้ช่วงจับจังหวะเข้าซื้อ-ขาย โดยผสมผสานกับดัชนีชีวัด (Indicator) อื่นของ DiNapoli เอง   ทำให้ ‘DiNapoli Levels’ เป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยจับจังหวะเทรด โดยใช้ Fibonacci ที่พัฒนามาเฉพาะเพื่อเพิ่มความแม่นยำ เหมาะกับนักลงทุนทองคำที่ต้องการกลยุทธ์เข้า-ออกอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่การเดาตามเทรนด์   ภาษีทรัมป์มีผลความเคลื่อนไหวราคา ‘ทอง’   ด้าน มนต์ชัย คงธนภักดี ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาระบบวิเคราะห์ ‘DiNapoli’ (Dinapoli Mentoring expert) กล่าวว่า ระบบวิเคราะห์ Dinapoli เริ่มขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 2002 ด้วยรูปแบบเน้นการใช้กลยุทธ์เพื่อกำหนดจุดเหมาะสมในการลงทุนทอง ในระยะเวลาแต่ละช่วงตาม ว่าควรวางออเดอร์ ปิดการซื้อขาย หรือควรวาง Stop loss ที่ช่วงเวลาไหน   พร้อมกล่าวอีกว่าระบบวิเคราะห์ ดินาโปลี เลเวล ยังเสมือนเป็นเครื่องมือที่ต้องฝึกฝนให้เกิดความเชี่ยวชาญ นำไปใช้ปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดประสิทธิผลจนเกิดแม่นยำ มีข้อผิดพลาดให้ได้น้อยที่สุด ซึ่งระบบวิเคราะห์ ดินาโปลี เลเวล สามารภนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนสินทรัพย์อื่นได้ตามเหมาะสม   “ดินาโปลี เลเวล ยังประยุกต์ใช้กับ Time Frame ระยะเวลาของกราฟที่แสดงขึ้นมา ซึ่งวิธีการที่ดีต่อไทม์เฟรมในทุกๆ 5 นาที หรือ ครึ่งชั่วโมง รวมถึงการใช้ประกอบร่วมกับการหาจุดคำนวนที่เป็นจุดเสี่ยง ด้วย ”  มนต์ชัย กล่าวพร้อมสรุปว่า “แนววิเคราะห์ ดินาโปลี เลเวล จะใช้วัดผลความสำเร็จการลงทุนของนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน จำนวนเงินในบัญชีที่มีอยู่ของนักลงทุนจะถือเป็นคำตอบที่ดีที่สุด”   พร้อมกล่าวต่อ ถึงภาพรวมเศรษฐกิจโลกและในประเทศไทย ที่มีผลต่อราคาทองคำซึ่งมีผันผวน จากหลายปัจจัยเกิดขึ้นตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเจรากำแพงกาษีทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีผลต่อความอ่อนไหวของสินทรัพย์การลงทุน รวมถึงเงินอัตราเฟ้อ   “ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความท้าทายราคาทองคำ ในเวลานี้”   ขณะที่แนวต้านของราคาทองคำคาดว่าจะอยู่ในช่วง 3,720–4,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ‘มนต์ชัย’ ย้ำว่า ราคาทองคำที่ผันผวนในขณะนี้ หรือ การคาดการณ์ราคาทองคำในไทยจะมีราคาต่อบาทอยู่ที่ 54,000 บาทนั้น อาจเป็นแนวคิดที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก ด้วยเป็นชุดตัวเลขที่ไม่มีที่มาและที่ไป ดังนั้นนักลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างระมัดระวัง   เช่นเดียวกับการลงทุนในทองคำมีความเสี่ยง ราคามีความผันผวนตามภาวะตลาดโลก ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และพิจารณาความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนตัดสินใจลงทุน     Alternate-X สรุปให้  ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและเงินเฟ้อ ‘ทองคำ’ ยังเป็นสินทรัพย์ที่หลายเจเนอเรชั่นเชื่อมั่น ด้วยสถานะ Safe Haven Asset ทองคำช่วยป้องกันความเสี่ยงและรักษาอำนาจซื้อ มีความเป็นสากล ไม่ผูกติดกับเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง กลยุทธ์วิเคราะห์ DiNapoli Levels จะช่วยจับจังหวะซื้อขายทอง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพอร์ตมั่นคง พร้อมเทคนิควิเคราะห์ ที่น่าสนใจ

May 12, 2025 / 0 Comments
read more

3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดอสังหาฯไทยปี68 หลัง2 เดือนแรกยอดโอนติดลบ 13% แต่ ‘ภูเก็ต’ ยืนหนึ่ง โตเดี่ยว

BizKet

อสังหาฯไทย ในปี68 ยังเหนื่อยอยู่ เหนื่อยต่อ ซัพพลายล้นรอระบายไม่ต่ำกว่า 3 ปี สวนดีมานด์ซึม-กำลังซื้อแผ่ว   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ ปี 2568 หดตัวต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 3 สะท้อนจากตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย (อ้างอิง REIC) ในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค. – ก.พ.) ยังคง “ติดลบถึง 13%“ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน (YoY) ดังนี้   ปี 2568 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ จำนวน 38,824 หน่วย ปี 2567 หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ จำนวน 44,635 หน่วย   ขณะที่ หลายจังหวัดใหญ่ มียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยชะลอตัวลงเช่นกัน ยกเว้น ‘ภูเก็ต’ ที่ยังเติบโตได้ดี โดยพบว่า   กทม. และปริมณฑล จำนวน 17,727 หน่วย ลดลง -14.6% ชลบุรี จำนวน 3,931 หน่วย ลดลง -9.6% เชียงใหม่ จำนวน 1,696 หน่วย ลดลง -10.7% ภูเก็ต จำนวน 1,272 หน่วย เพิ่มขึ้น +8.5% ระยอง จำนวน 1,226 หน่วย ลดลง -3.4%   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ ปี 2568 หดตัว -15.2% (YoY) แม้จะมีมาตรการรัฐ ทว่าตลาดเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อแผ่วลง สวนทางซัพพลายที่ยังมีสูง   อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยสนับสนุน และปัจจัยกดดัน 3 ประการ ดังนี้   ปัจจัยบวก   1.มาตรการการลดค่าธรรมเนียมที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท (22 เม.ย. 68 – 30 มิ.ย. 69) ค่าจดจำนอง จาก 1% เหลือ 0.01% ค่าโอนกรรมสิทธิ์ จาก 2% เหลือ 0.01%   มาตรการผ่อนคลาย LTV ทุกสัญญา โดยซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไปไม่ต้องวางเงินดาวน์ กู้เต็มได้ 100% (1 พ.ค. 68 – 30 มิ.ย. 69)   อัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง   ปัจจัยเสี่ยง   ความต้องการที่อยู่อาศัยยังซบเซา จากกำลังซื้อและหนี้สูง   เหตุการณ์แผ่นดินไหวกระทบดีมานด์ความต้องการคอนโดตึกสูงบางโครงการ   ซัพพลายเหลือขายของที่อาศัยมีมากกว่า 300,000 หน่วย ต้องใช้เวลาระบายอย่างต่ำ 3 ปี Alternate-X สรุปให้  อสังหาฯ ไทยปี 2568 ยังเผชิญแรงกดดัน ยอดโอน 2 เดือนแรกติดลบ 13% ซัพพลายล้นตลาดกว่า 300,000 หน่วย ใช้เวลาเคลียร์ไม่ต่ำกว่า 3 ปี กำลังซื้อหด ความต้องการซบ ภาพรวมเข้าสู่ปีที่ 3 ของการชะลอตัว ‘ภูเก็ต’ เป็นจังหวัดเดียวที่เติบโตสวนทางตลาด เพิ่มขึ้น 8.5% แม้รัฐออกมาตรการกระตุ้น แต่ยังมี 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดตลาดฟื้นตัว

May 12, 2025 / 0 Comments
read more

ไมโครซอฟท์ ครบ 50ปี กับแผน 20 ปีหน้า ‘บิล เกตส์’ ยกมรดกกว่า 2 แสนล.ดอลลาร์ให้มูลนิธิ

BizKet

คนที่ตายโดยยังร่ำรวยอยู่ คือ คนที่ตายอย่างน่าอับอาย วรรคทองที่ทำให้ ‘บิล เกตส์’ ยกมรดก99% ให้มูลนิธิฯ ใช้ 3 เรื่องหลัก ก่อนปิดตัวถาวรในปี 2045   ‘Bill Gates” (บิล เกตส์) มหาเศรษฐีโลกติดอันดับโลกเบอร์ต้นๆ ถึงในปัจจุบัน (เดือน พ.ค. 68) เขามีทรัพย์สินราว 1.08-1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.9-4.1 ล้านล้านบาท   ล่าสุด ‘เกตส์’ ประกาศยกทรัพย์สิน 99% ให้กับมูลนิธิ Gates Foundation ภายใน 20 ปีข้างหน้า โดยตั้งเป้าใช้จ่ายมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 20 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัว จากที่เคยบริจาคมา 1 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วง 25 ปีมานี้ เพื่อหวังแก้ไขปัญหาสุขภาพและความยากจนทั่วโลก   หลังจากนั้นมูลนิธิจะปิดตัวลงอย่างถาวรในปี 2045   เกตส์ กล่าวว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากบทความ The Gospel of Wealth ของ Andrew Carnegie ที่กล่าวว่า ‘คนที่ตายโดยยังร่ำรวยอยู่ คือคนที่ตายอย่างน่าอับอาย’   เกตส์ไม่ต้องการให้คำว่า ‘เขาตายทั้งที่ยังรวย’ เป็นสิ่งที่คนจดจำ นำมาสู่แผนบริจาคทรัพย์สินเกือบทั้งหมดในวันนี้ โดย เป้าหมาย 20 ปี ของมูลนิธิจะเน้นไป 3 ส่วนหลัก ได้แก่   1.ยุติการเสียชีวิตของแม่และเด็กจากสาเหตุที่ป้องกันได้   ลดการตายของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลงอีกครึ่ง ส่งเสริมโภชนาการ การดูแลแม่ตั้งครรภ์ และเข้าถึงวัคซีนที่จำเป็น   2.สร้างโลกที่ปลอดจากโรคติดเชื้อร้ายแรง   ตั้งเป้ากำจัดโรคโปลิโอ มาลาเรีย และหัด สนับสนุนนวัตกรรม เช่น ยีนบำบัด HIV และวัคซีนวัณโรคใหม่ ลดต้นทุนให้ยารักษาเข้าถึงได้ในประเทศยากจน   3.ยกระดับคนหลายร้อยล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจน   เน้นด้านการศึกษา โดยเฉพาะในโรงเรียนรัฐของสหรัฐฯ สนับสนุนเกษตรกรรายย่อยด้วยเมล็ดพันธุ์ทนภัยแล้งและมีสารอาหารมากขึ้น พัฒนาเทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรหญิง   ขณะที่ เกตส์ ยังมองเห็นข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการ มาจากสาเหตุหลายประการ เช่น การสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งของสหรัฐฯ และยุโรป กำลังลดลง, ประเทศในแอฟริกาบางแห่งใช้งบจ่ายหนี้มากกว่างบสาธารณสุข   โดยเขายืนยันว่า มูลนิธิจะยังคงช่วยเหลือประเทศยากจนให้ลุกขึ้นได้ด้วยตัวเอง   เกตส์ กล่าวว่า ต้นแบบการเป็นผู้ให้ของเขาล้วนได้รับอิทธิพลมาจากคนรอบข้าง   ‘แม่’ เป็นคนปลูกฝังแนวคิดเรื่องการ ‘ตอบแทนสังคม’ ให้เขา เธอเชื่อว่า ‘เมื่อเรามีมาก เราก็มีหน้าที่มาก’ และสอนให้เกตส์เข้าใจว่าทรัพย์สินที่เขามี เป็นสิ่งที่เขามีหน้าที่ดูแล ไม่ใช่ครอบครองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว   ‘พ่อ’ ถือเป็นผู้วางรากฐานค่านิยมของมูลนิธิ เขาเป็นคนทำงานร่วมกับคนอื่นเก่ง รอบคอบ และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ 3 คุณสมบัตินี้ยังคงเป็นหัวใจของทุกอย่างที่เราทำจนถึงวันนี้ ทุกปี เรามีรางวัล ‘Bill Sr. Award’ ให้กับพนักงานที่สะท้อนค่านิยมของเขามากที่สุด   ขณะที่ ‘Chuck Feeney’ ก็เป็นฮีโร่ของเกตส์อีกคน เขาเชื่อว่า คนรวยควรบริจาคในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ แนวคิดนี้ส่งผลต่อมุมมองเรื่องการกุศลของเกตส์อย่างมาก   ต่อ การประกาศแผนวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของ ‘บทสุดท้าย’ ในอาชีพของผม ซึ่งผมมาไกลจากวันที่เริ่มก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์กับเพื่อนตอนเป็นเด็กนักเรียน และในปีที่ Microsoft ครบรอบ 50 ปี ผมคิดว่าเป็นช่วงเหมาะสมดีที่ผมจะฉลอง ”ด้วยการคืนทรัพยากรที่ผมหาได้จากบริษัทนั้นกลับคืนให้กับโลก บิล เกตส์ กล่าวทิ้งท้าย   Alternate-X สรุปให้    บิล เกตส์ ประกาศบริจาคทรัพย์สิน 99% ให้มูลนิธิ Gates Foundation ภายใน 20 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าใช้เงินกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพ ยากจน และการศึกษา มูลนิธิจะเน้นลดการตายของแม่และเด็ก กำจัดโรคติดเชื้อ และลดความเหลื่อมล้ำ เกตส์ได้รับแรงบันดาลใจจากแม่ พ่อ และ Chuck Feeney ผู้เชื่อในการให้ในขณะยังมีชีวิตเขาย้ำว่านี่คือ “บทสุดท้าย” ของชีวิตการทำงาน — คืนทรัพย์สินคืนโลกที่สร้างเขามา ภาพปก ขอบคุณ Wallpaper Cat 

May 11, 2025 / 0 Comments
read more
การศึกษาในอนาคต

ตลาดการศึกษาไทย จะปรับตัวยังไง? เมื่อเด็กเกิดใหม่ลด-ใบปริญญาไม่สำคัญเท่าทักษะใหม่

BizKet

แนวโน้มเด็กเกิดใหม่ลดลงทั่วโลก ที่มีผลต่อหลายธุรกิจนับจากนี้ไป ทำให้ตลาดการศึกษาในไทย ทั้งรัฐและเอกชนต่างปรับตัวเพื่อผลิต ‘คน’ มารองรับแรงงานแห่งอนาคต   สอดคล้องกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เผยข้อมูลประชากรไทย ปี 2567 มีรวมทั้งสิ้น 65,951,210 คน พร้อมระบุอัตราการเกิดของประชากร มีตัวเลขอยู่ที่ 462,240 คน ถือว่าต่ำกว่า 5 แสนคน เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 มีแนวโน้มการเกิดที่สูงขึ้นราว 519,000 กว่าคน   ด้าน พิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า อัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวโน้มเดียวกับทั่วภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดใหม่ของปประชากรลดลงเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนในอาเซียนมีประเทศสิงคโปร์ เช่นเดียวกัน   “แนวโน้มที่เกิดขึ้นเป็นความท้าทายประกาศสำคัญของการให้บริการทางการศึกษาทั้งในภาครัฐและเอกชน” พิเชฐ กล่าว   จากปัจจุบันมีโรงเรียนราว 30,000 แห่งในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่วนระดับอาชีวศึกษาหรือสายอาชีพ จำนวน 400 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็ก (มีจำนวนผู้เรียนราว 120 คน) ประมาณ 15,000 แห่ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีแผนยุบจำนวนโรงเรียนในสังกัด สพฐ แต่จะมุ่งวางแผนใช้เทคโนโลยีต่างๆ เป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ ในระบบการศึกษาของไทย ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อจัดการบริการรูปแบบใดต่อไปในอนาคต   พิเชฐ กล่าวว่าที่ผ่านมา ศธ. ได้วางนโยบายสร้างโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ ‘1 อำเภอ 1 แห่ง’ ให้ครอบคลุม 1,800 อำเอทั่วประเทศ ที่ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 900 อำเภอ เพื่อเป็นต้นแบบดึงดูดเด็กไทยให้เข้าถึงระบบการศึกษาคุณภาพใกล้บ้าน   สำหรับความร่วมมือระหว่าง ศธ.และ  didacta asia 2025 ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติทางการศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่มีบทบาทในอนาคตด้วย ภายใต้ 6 ความท้าทาย ดังนี้   1.การเรียน การสอน ในทุกที่ทุกเวลา ผ่านสื่อสมัยใหม่, 2บทบาทครูผู้สอนจะเปลี่ยนเป็นผู้กระตุ้นและอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดความต้องการเรียนรู้ จากเดิมที่เป็นผู้บอกเล่าถ่ายทอดความรู้, 3.การเข้ามาของเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทในระบบการศึกษามากขึ้น   4. แนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกกลุ่มวัย, 5.ทักษะด้านภาษา อาทิ จีน, อังกฤษและ สเปน ที่จะมีความเข้มข้นในระบบการศึกษาไทยมากขึ้น, 6. การเปลี่ยนผ่านสู่การเรียนการสอนที่ยั่งยืน หรือ กรีน เอ็ดดูเคชัน ที่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนให้ความสำคัญด้านจริยธรรมและคุณธรรม ไปพร้อมกัน   “แนวทางเหล่านี้ จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการในระบบการศึกษาของคนรุ่นใหม่อาจมองว่าไม่จำเป็นต้องมีใบปริญญา แต่จะต้องมีทักษะที่จำเป็นในการทำงานในอนาคต” พิเชฐ กล่าว   เรียนควบ Diploma ขยายตัว   ด้าน ผศ.ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา รักษาการรองอธิการบดีจุฬาฯ และ เลขาธิการสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และเลขานุการสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำประเทศไทย (สออ.ประเทศไทย)  กล่าวว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต ‘long life learning’ เป็นแนวคิดสำคัญที่ผลักดันให้ ตลาดการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย ต่างๆในไทย ต่างเร่งปรับตัว เพื่อดึงดูดและเข้าถึงฐานกลุ่มผู้เรียนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ในหลากหลายสาขา ทักษะวิชาชีพต่างๆที่ตนเองสนใจ โดยไม่จำกัดช่วงวัยเพื่อเข้ารับการศึกษา อีกต่อไป   “แนวโน้มคาดว่าตลาดการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย จะมีผู้สนใจเรียนในรูปแบบควบดิโพลม่า ประกาศนียบัตร ระหว่างคณะการศึกษ่าต่างๆ ที่ในปัจจุบันเริ่มมีมหาวิยาลัยบางแห่งได้นำคณะฯ พร้อมขยายหลักสูตรเพื่อนำรายวิชาการเรียนการสอน เปิดให้บริการรับผู้สนใจทั้งคณะอื่นๆ และจากภายนอกที่สนใจให้เข้ามาเรียนเพื่อเสริมทักษะใหม่ได้มากขึ้น”   อนึ่ง จากแนวโน้มดังกล่าว ผลักดันให้พันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเครือข่ายการศึกาษานานาชาติ เตรียมการจัดงาน didacta asia 2025 งานมหกรรมการศึกษาและประชุมสัมมนา ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด Gateway to Tomorrow’s Education เพื่ออัปเดทเทคโนโลยีพร้อมสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา     Alternate-X สรุปให้  แนวโน้มเด็กเกิดใหม่น้อยลงส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาไทยทั้งรัฐและเอกชน ทำให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเน้นพัฒนาทักษะมากกว่าใบปริญญา รองรับแรงงานอนาคต การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น มหาวิทยาลัยเริ่มเปิดหลักสูตรควบประกาศนียบัตรเพื่อยืดหยุ่นในการเรียนรู้พร้อมจัดงาน didacta asia 2025 จะเป็นเวทีสร้างเครือข่ายการศึกษาเพื่ออนาคตของภูมิภาค    

May 11, 2025 / 0 Comments
read more

คนรุ่นใหม่ถูกใจสิ่งนี้ ลงทุนทองเริ่ม 100 บาทผ่านแอปฯ YLG แนะทำกำไรระยะสั้นรับผันผวน

BizKet

วายแอลจี มองราคาทองคำระยะสั้นผันผวนค่อนข้างสูง แนะนักลงทุนทำกำไรระยะสั้น ‘ทองไทย’ เคลื่อนไหวในกรอบ 51,200-53,200 บาท/บาททองคำ   นพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนระยะยาวนั้นแนะนำสะสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน DCA (Dollar-Cost-Average) เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจ เพราะจะทำให้นักลงทุนสามารถสร้างวินัยการสะสมทอง และเข้าถึงราคาทองได้หลากหลาย อีกทั้งปัจจุบันยังสามารถตั้งเวลาซื้อล่วงหน้าได้อีกด้วย   สำหรับนักลงทุนมือใหม่วายแอลจีแนะนำแอปพลิเคชัน Get Gold by YLG ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง ด้วยสมาร์ตโฟน มีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง   โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold   ทองคำ เทขายทำกำไรระยะสั้น   นพวรรณ์ กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์ทองคำช่วงก่อนปลายสัปดาห์ โดยเมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นวันที่สองที่ทองคำถูกแรงขายทำกำไรในระยะสั้นสลับเข้ามากดดัน หลังจากที่เริ่มเกิดกระแสข่าวและความคาดหวังถึงการเจรจาทางการค้า   โดยเฉพาะสหรัฐ-จีน ที่มีกำหนดมาเจรจากันที่สวิตเซอร์แลนด์สุดสัปดาห์นี้ พร้อมส่งตัวแทน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ส่วนทางจีนส่ง เหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีมาเป็นตัวแทน   พร้อมกับ ‘โดนัลด์ ทรัมป์” ปธน.สหรัฐฯ ได้โพสต์ Truth Social ถึงการจัดแถลงข่าวในเวลา 10.00 น. (เวลาไทย 21.00 น.) เกี่ยวกับ “ข้อตกลงการค้าที่สำคัญกับประเทศขนาดใหญ่”  โดยสื่อตีข่าวว่าเป็นสหราชอาณาจักร   อย่างไรก็ตาม การเจรจาทางการค้าดังกล่าว ไม่อาจกลับมาสงบลงได้ทุกประเทศทั่วโลกในระยะเวลาสั้นๆ  ดังนั้น วายแอลจี จึงประเมินว่าแม้ระยะสั้นทองคำจะเริ่มถูกขายทำกำไรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในระยะกลางการเจรจาจะยังดำเนินการไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป   อาทิ ระหว่างสหรัฐ-จีน ที่กำลังจะเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์ช่วงสุดสัปดาห์ อาจมีการผ่อนปรนภาษีที่เคยตอบโต้กับไปมาในอัตราที่สูงเกิน 100% ลงมาบ้างเพื่อเป็นการเปิดทางนำไปสู่การเจรจาขั้นถัดไป  และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดที่ยอมแสดงความอ่อนข้อลง จากเมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จีน เผยว่า สหรัฐเป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทาง “ทรัมป์” กลับได้กล่าวในวันนี้ว่า จีนเป็นฝ่ายเริ่มขอเจรจาระหว่างสองชาติ ไม่ใช่สหรัฐอย่างที่จีนกล่าวอ้าง     ทองไทย ลุ้น 56,000–57,500 บาท   ดังนั้น วายแอลจีจึงมองว่าการพักตัวของราคาทองคำจะไม่ได้ลงลึก เนื่องจากในท้ายที่สุดแล้วก็จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจโลกไม่มากก็น้อย  และในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีนไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จะกลับมากระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง   โดยแม้ว่าปีนี้ทองคำจะเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์แล้ว แต่มองว่าเมื่อจบรอบการพักฐาน จะมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบได้อีกครั้ง  โดยหากการปรับตัวขึ้นครั้งถัดไปสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ได้ จะมีเป้าหมายในปีนี้ที่ 3,600-3,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์   ส่วนทองคำแท่งในประเทศหากผ่าน 54,400 บาทต่อบาททองคำได้ จะมีโอกาสขึ้นทดสอบเป้าหมายระยะยาวที่ 56,000–57,500 บาทต่อบาททองคำ    อย่างไรก็ดีการแกว่งตัวของราคาทองคำในตลาดโลกครั้งนี้ อาจสร้างแรงกดดันให้กับทองไทยมากกว่าทองโลก เนื่องจากค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทองคำในช่วงนี้ระยะสั้นสามารถหาจังหวะทำกำไรจากการเข้าซื้อขายภายในกรอบ โดยมองกรอบแนวรับ 3,320-3,292 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวต้าน 3,400-3,415 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนทองไทยมองเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 51,650-51,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์  และกรอบแนวต้าน 52,900-53,200 บาทต่อบาททองคำ   โดยนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำแต่มีเงินลงทุนเริ่มต้นจำกัด YLG ได้เปิดให้บริการ Gold Wallet บริการซื้อขายทองคำแท่ง 99.99% ด้วยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง ด้วยราคาเรียลไทม์ ซื้อขายทองต่อครั้งด้วยขั้นต่ำ 0.1 ออนซ์ สูงสุดแบบเต็มเพดาน ได้สูงสุดถึง 700 ออนซ์ หรือ 20 กิโลกรัม   Alternate-x สรุปให้   รiาคาทองผันผวน วายแอลจีแนะเทรดสั้นทำกำไรในจังหวะขึ้นลง ชี้ช่องคนรุ่นใหม่เริ่มลงทุนทองได้ง่ายผ่านแอปฯ ด้วยเงินแค่ 100 บาท ผ่านแอป Get Gold by YLG ซื้อ-ขายทองแบบเรียลไทม์ 24 ชม. ส่วนสายลงทุนระยะยาวแนะนำใช้วิธี DCA สะสมทองทีละน้อย คาดราคาทองยังมีแนวโน้มขึ้น หากเจรจาการค้าโลกไม่คืบหน้า

May 9, 2025 / 0 Comments
read more

พอร์ตโรงแรม AWC รุ่ง นทท.จ่ายห้องกว่า6 พันบ./คืน เปิดแม่เหล็กใหม่เอเชียทีคฯ Jurassic World

BizKet

พอร์ตโฟลิโอ AWC โต 2 เท่าจากปี 2562 มูลค่าสินทรัพย์Q1/68 ที่ 209,374 ล. หลังเติม 3 โครงการใหม่ห้องพักเพิ่ม 10% สร้างกระแสเงินสดเสริมรายได้ทันที   วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์โรงแรม, อาคารสำนักงาน, ค้าปลีก เปิดเผย ผลดำเนินงานAWC ไตรมาส 1 ปี 2568 มีรายได้รวม 6,191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% (YoY) มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% (YoY)   พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลผู้ถือหุ้นจากผลการดำเนินงานปี 2567 ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 อัตรา 0.075 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนหน้า ตามแผนการเติบโตต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์การเร่งผลักดันศักยภาพของทรัพย์สินเพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและยั่งยืน     ขณะที่พอร์ตโฟลิโอ AWC มีอัตราเติบโตก้าวกระโดด 2 เท่าจากปี 2562 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์รวม (Gross Asset Value) โดยสิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 ที่ 209,374 ล้านบาท เพิ่ม 3 โครงการเข้าพอร์ต คือ   โรงแรม มีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย การลงทุนในโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช โครงการเลอ คองคอร์ด รัชดาฯ เพื่อพัฒนาเป็น Jubilee Prestige Tower ที่มีทั้งสำนักงานและโรงแรม เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก   “นับเป็นไตรมาสที่สร้างการเติบโตก้าวกระโดดด้วยจำนวนห้องกว่า 641 ห้อง เพิ่มขึ้น 10% สร้างกระแสเงินสดทันทีเสริมผลประกอบการ” วัลลภา กล่าว พร้อมเสริมว่า   สำหรับ กลุ่มโรงแรมดึงจุดแข็งเสริมพลังพันธมิตรทั่วโลก พานักท่องเที่ยวคุณภาพด้วยรายได้เฉลี่ยต่อวัน (ADR) เติบโตโดดเด่นต่อเนื่องที่ 6,663 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 5.8% (YoY) พร้อมอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นสร้างนิวไฮต่อเนื่อง   นอกจากนี้ AWC ยังเตรียมเปิดโครงการใหม่รับกลุ่มครอบครัวที่โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา และตามด้วย Jurassic World: The Experience ครั้งแรกของโลกที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก     Alternate-X สรุปให้  AWC โชว์กำไรไตรมาส 1/2568 พุ่ง 1,969 ล้านบาท (+23% YoY) พร้อมปันผลเพิ่ม 50% เป็น 0.075 บาท/หุ้น มีรายได้รวม 6,191 ล้านบาท (+13.6% YoY) จากการขยายพอร์ตทรัพย์สินมูลค่า 209,374 ล้านบาท (+2 เท่าจากปี 2562) พร้อมเพิ่ม 3 โครงการใหม่ ได้แก่ โรงแรม มีเลีย พัทยา, Jubilee Prestige Tower (JW Marriott) และโครงการ เวิ้งนครเกษม ขณะที่ กลุ่มโรงแรมเติบโตแข็งแกร่ง ด้วย ADR 6,663 บาท/คืน (+5.8% YoY) และอัตราการเข้าพักพุ่ง พร้อมเปิด 2 โครงการ โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ต และ Jurassic World: The Experience ที่ เอเชียทีค ดึงนักท่องเที่ยวระดับโลก    

May 9, 2025 / 0 Comments
read more

เคเอฟซี มีเซอร์ไพรส์ อิ่มไก่แล้วแจกของอีก ขนกลับได้หมด ชาม ช้อน เก้าอี้ ในร้าน

BizKet

เคเอฟซี ไทย กับกลยุทธ์การตลาดผ่านประสบการณ์เข้าถึงเจนฯใหม่สายแชร์สายไวรัล กินไก่อิ่มกันแล้วเอาของในร้านกลับบ้านด้วย 10 พ.ค.วันเดียวสาขาเดียว ‘ศรีสมาน’    ซูเฮล ลิมบาดะ Market Lead & Chief Marketing Officer KFC ประเทศไทย ผู้บริหารธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) เคเอฟซี (KFC) เปิดเผยว่า KFC ตอกย้ำแบรนด์ไก่ทอดอันดับหนึ่งด้วยบุคลิกให้ทั้งความอร่อย และ ประสบการณ์ความสนุก ตื่นเต้น เพื่อสร้างการจดจำในผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่   ล่าสุด เคเอฟซี จัดกิจกรรมการตลาดแคมเปญพิเศษครั้งใหญ่ ผ่านเมนูคุ้มค่าพร้อมกิจกรรมให้ลูกค้าร่วมสนุกและรับของสมนาคุณกลับบ้านกับกิจกรรม ‘โปรอิ่มคุ้มที่สุดที่คุณเคยเจอ’ ที่ KFC สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน ในวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2568 นี้เท่านั้น   “หลังจากเปิดตัว โปรโมชันชุดอิ่มคุ้ม ในราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท พร้อมจัดแคมเปญฯ ครั้งนี้ KFC เสิร์ฟทั้งรสชาติความอิ่มท้องพร้อมให้ลูกค้าได้เลือกของสมนาคุณเอง ให้ขนกลับบ้านแบบไม่มีกั๊ก! กับโปรโมชันอิ่มคุ้มที่สุดที่คุณเคยเจอ อิ่มไก่แถมได้ของกลับ ใครอยากได้อะไร ของชิ้นไหน มาขนกลับบ้านไปได้เลยที่ KFC สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม วันเดียวเท่านั้น” ลิมบาดะ กล่าว   นอกจากนี้ ของสมนาคุณในครั้งนี้ยังมีความพิเศษไม่ใช่ของพรีเมี่ยมธรรมดาทั่วไป แต่เป็นแบบเดียวกับข้าวของเครื่องใช้ในร้าน KFC และหาไม่ได้จากที่ไหน ทั้ง เก้าอี้, ร่มผ้าใบ, ถาดเสิร์ฟอาหาร, เสื้อกันฝน, หมวกพนักงาน, ซอสพริกและซอสมะเขือเทศ ฯลฯ ซึ่งเป็นของใหม่ทั้งหมด ที่ผู้พันตั้งใจมอบเป็นของขวัญให้กับเหล่าคนคลั่งไก่ให้ได้มาร่วมสนุกกัน   ด้วยกติการ่วมสนุกง่าย ๆ เพียงซื้อชุดอิ่มคุ้ม 1, ชุดอิ่มคุ้ม 2, ชุดอิ่มคุ้ม 3 หรือชุดพอใจบักเก็ต ในราคาเริ่มต้นเพียง 69 บาท ที่หน้าร้าน KFC สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ศรีสมาน   จากนั้นนำใบเสร็จไปยื่นที่หน้าโซนกิจกรรม เพื่อเข้าสู่โซนของสมนาคุณสุดคุ้มจาก KFC เลือกของที่อยากได้มากที่สุด 1 ชิ้น ภายในเวลา 30 วินาที (1 ใบเสร็จสามารถแลกรับของสมนาคุณได้ 1 ชิ้น ต่อ 1 คนเท่านั้น) งานนี้ช้าไม่ได้แล้ว! กิจกรรมจัดขึ้นตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น. (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด)   สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของกิจกรรม พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษที่คุ้มค่ากว่าใคร และไม่พลาดทุกข่าวสารและกิจกรรมสนุกๆ จาก KFC Thailand ได้ที่ Facebook KFC Thailand, TikTok @kfcthailand, Instagram @kfcthailand และ X @KFCThailand   Alternate-X สรุปให้ KFC ประเทศไทย สร้างกระแสการทำตลาดผ่านประสบการณ์ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ใช้ความแปลกใหม่ด้วยการให้ ‘ขนของในร้านกลับบ้าน’ เพื่อสร้างความตื่นเต้นและไวรัล ในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เจนฯซีและมิลเลนเนียล ที่ชอบประสบการณ์แชร์ได้ เพื่อย้ำแบรนด์สนุกและทันสมัย ใช้ของในร้านแจกเเป็นไอเทมเอ็กซคลูซีฟ หวังเพิ่มมูลค่าทางจิตใจ พร้อมกระตุ้นยอดขายช่วงสั้น เมนู ‘ชุดอิ่มคุ้ม’  

May 9, 2025 / 0 Comments
read more

UHG มองทำเลใหม่ ‘ไข่ขาว’ ขยายโรงแรมเดอะควอเตอร์-ออฟฟิศให้เช่า

BizKet

ซีอีโอ ‘UHG’ วางแผนขยายธุรกิจกับดีลใหญ่ในมือทำเล ‘ไข่ขาว’ ที่กำลังจะกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่อสังหาฯ ในอนาคต   วุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป จำกัด หรือ UHG เจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมแบรนด์ ‘เดอะ ควอเตอร์’ และอาคารสำนักงานแบรนด์ ‘ฮิลล์’ เปิดเผยว่า UHG ได้วางแนวทางการดำเนินธุรกิจนับจากปี 2568 นี้เป็นต้นไป โดยจะให้ความสำคัญในทำเล ‘ไข่ขาว’ หรือทำเลรอบใจกลางเมืองหรือทำเล ‘ไข่แดง’ เพื่อขยายธุรกิจโรงแรม และอาคารสำนักงาน บนที่ดินเช่า ซึ่งเป็นกลยุทธ์การบริหารตามแนวถนัดของบริษัทฯ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา   สำหรับทำเลไข่ขาวดังกล่าวที่บริษัทฯ จะเลือกพัฒนาโครงการฯ จะประกอบด้วยจุดเด่น ดังนี้   ความสะดวกในการเดินทางคมนาคม โดยอยู่ใกล้หรือติดแนวรถไฟฟ้าสายเดิมและสายใหม่ที่จะแล้วเสร็จในอนาคต พร้อมเชื่อมต่อชุมชนรอบนอกกรุงเทพฯ บริเวณย่านใกล้เคียง (Neighborhood) สิ่งดึงดูด (Attraction) โดยรอบ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหารริมทาง (Street food) ร้านสะดวกซื้อ ฯลฯ ตลาดนัด สะท้อนการจับจ่ายของชุมชนในทำเลนั้นๆ ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า บริการซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์อาหาร (Food Court)   “บริษัทฯ อยู่ระหว่างเจรจากับเจ้าของที่ดิน 2 รายในทำเลที่น่าสนใจ คาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนใน 2-3 เดือนนี้ จากนั้นพร้อมเริ่มพัฒนาโครงการได้ในทันที” วุฒิพล กล่าวพร้อมเสริมว่า   “แนวรถไฟฟ้าสายสีส้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตลอดทั้งเส้นเป็นอีกหนึ่งทำเลไข่ขาวที่น่าสนใจ เช่นเดียวกับแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ถือเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ของ UHG ในอนาคตที่อยู่นอกซีบีดี ซึ่งเป็นทำเลไข่แดงของโครงการอสังหาฯ และมีซัพพลายโรงแรมจำนวนมากแล้วในปัจจุบัน”   ขณะเดียวกัน มาตรการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้ใช้ราคาประเมินใหม่ เป็นปัจจัยเร่งให้เจ้าของที่ดิน อาคารสำนักงาน อพาร์ทเมนท์หรือโรงแรมที่เปิดมานานและไม่ได้มีการปรับปรุงตัดสินใจปล่อยเช่าที่ดินในทำเลรอบนอกเพื่อบริหารสภาพคล่องไว้ด้วยเช่นกัน   วุฒิพล กล่าวว่า บริษัทฯ วางงบลงทุนราว 1,500 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อพัฒนาโครงการฯ ตามทำเลใหม่ที่วางไว้ ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงแรมภายใต้แบรนด์เดอะควอเตอร์และแบรนด์อื่น ๆ และพื้นที่สำนักงานให้เช่าภายใต้โครงการมิกซ์ยูสภายใต้แบรนด์ฮิลล์ รวมทั้งสิ้น 18 แห่ง เป็นห้องพักจำนวนกว่า 3,000 ห้อง และพื้นที่สำนักงานให้เช่ารวม 50,000 ตารางเมตร   ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ ได้เปิดโรงแรมแห่งใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ เดอะ ควอเตอร์ สะพานควาย จำนวน 200 ห้อง ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ปรับปรุงโฉมใหม่ของโรงแรมกานต์มณีพาเลซ – KAYAK บริเวณซอยประดิพัทธ์ 15 ซึ่งได้เช่ามาจากเจ้าของเดิมระยะเวลา 30 ปี อีกแห่ง ซึ่งเปิดเมื่อช่วงสงกรานต์ คือ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ รามคำแหง จำนวน 338 ห้อง ซึ่งใช้งบลงทุนราว 1,800 ล้านบาท   ขณะเดียวกันในปี 2568 นี้ บริษัทยังได้ปรับกลยุทธ์การทำการตลาดด้านการให้บริการธุรกิจโรงแรมเดอะควอเตอร์ ครั้งใหญ่เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมาย นักเดินทางต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มชาวยุโรป ที่จองเข้าพักเพื่อท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น ซึ่งเห็นสัญญาณชัดมาต่อเนื่องจากปลายปีจนถึงในช่วงต้นปีนี้ที่ผ่านมา ซึ่งทดแทนกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่หายไปจำนวนหนึ่ง จากหลายปัจจัยลบที่กระทบต่อความเชื่อมั่นการท่องเที่ยวในไทย   โดย UHG ได้ปรับรูปแบบการให้บริการรอบด้าน ทั้งการปรับปรุงโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ 9-10 แห่ง อาทิ ศาลาแดง, อารีย์, ร่วมฤดี, นานา, ทองหล่อ เป็นต้น ให้มีห้องพักสำหรับครอบครัว (Family Room) โดยรวมห้องขนาดแสตนดาร์ดหรือสตูดิโอและห้องแบบ 1 ห้องนอน บริเวณมุมในแต่ละชั้นของโรงแรม และเพิ่มประตูใหญ่ เพื่อขยายโซนดังกล่าวให้กลายเป็นห้องแบบ 2 ห้องนอนสำหรับครอบครัว   นอกจากนี้ ยังได้เพิ่ม ซอฟต์ เซอร์วิส ต่างๆ อาทิ บริการอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ทั้งเมนูและสัดส่วนอาหาร การเพิ่มกิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุโรป และความต้องการของกลุ่มครอบครัวที่นิยมพักผ่อนในห้องระยะยาว 4-7 คืนต่อทริป ขณะที่นักเดินทางเอเชียรวมทั้งคนไทยพักเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2 คืนต่อทริป และเน้นออกไปทำกิจกรรมต่างๆ ในสถานที่ท่องเที่ยวหรือช้อปปิ้ง มากกว่า   ปัจจุบันโรงแรมเดอะควอเตอร์ มีราคาห้องพักเฉลี่ย 1,800-3,000 บาทต่อคืน และมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy) เฉลี่ยทั้งหมด 80% แบ่งสัดส่วนลูกค้าเป็นกลุ่มคนไทย 40% และชาวยุโรป 30% ส่วนที่เหลือ 30% เป็นกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา, เอเชีย อาทิ จีน, ไต้หวัน และ เกาหลี รวมถึงประเทศต่างๆ ในอาเซียน   “ตอนนี้ เวียดนามกำลังแย่งตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งหากไทยไม่มีข่าวเชิงลบมาซ้ำเติมกับข่าวในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คาดว่า นักท่องเที่ยวจีนจะมีแนวโน้มกลับมาไทยในกลางปีนี้ หรือในช่วงวันฉลองวันชาติจีนในเดือนตุลาคม” วุฒิพล กล่าว   นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนขยายโซนใหม่โรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าว ซึ่งจะใช้อาคารเดิมที่เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่ารวม 7,000 ตร.ม. ปรับปรุงเป็นห้องพักจำนวน 200 ห้อง หลังจากสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัล (DEPA) ซึ่งเป็นผู้เช่าพื้นที่ทั้งหมดเตรียมย้ายสำนักงานไปยังที่ทำการใหม่ในเร็วๆนี้ โดยเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้มีรายได้จากห้องพักโรงแรมประมาณปีละ 160 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากค่าห้องพักคืนละ 2,500 บาทและอัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีของโรงแรมเดอะควอเตอร์ ลาดพร้าวที่ 90%   “นับว่าคุ้มกว่าการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงานที่สร้างรายได้ปีละประมาณ 50 ล้านบาท ในอัตราค่าเช่า 600 บาทต่อตร.ม.ต่อเดือน ท่ามกลางตลาดอาคารสำนักงานที่อยู่ในภาวะโอเวอร์ซัพพลาย โดยคาดว่า จะใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท และพร้อมเปิดให้บริการในปี 2569”   ปัจจุบัน UHG มีพื้นที่สำนักงานให้เช่ารวม 6 แห่ง พื้นที่รวม 50,000 ตร.ม. พร้อมเปิดตัว 3 โครงการใหม่ คือ ฮิลล์ รัชโยธิน ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการเช่า 40%, ฮิลล์ รามคำแหง ซึ่งมีอัตราการเช่า 10% และ ฮิลล์ สุขุมวิท 60% ทั้งนี้ บริษัทคาดว่า รายได้ในปีนี้จะเติบโต 2-5% จากปี 2567 ซึ่งมีรายได้ 3,000 ล้านบาท และกำไร 668 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า 20%   Alternate-X สรุปให้  UHG (Urban Hospitality Group) เดินหน้าขยายธุรกิจโรงแรมและพื้นที่สำนักงานเช่าเตรียมเปิดทำเลใหม่ย่าน “ไข่ขาว” บริเวณศูนย์กลางกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพเติบโตสูงมุ่งพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ The Quarter รองรับนักเดินทางรุ่นใหม่และกลุ่มธุรกิจชูแนวคิด Hybrid Hospitality ผสานที่พักและพื้นที่ทำงานเพื่อไลฟ์สไตล์ยุคใหม่พร้อมใช้กลยุทธ์เลือกทำเลศักยภาพ เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมและย่านเศรษฐกิจ

May 9, 2025 / 0 Comments
read more

รถอีวีขยายตัว หนุนดีมานด์ใช้ไฟบ้านพุ่ง ปีนี้ตลาดโซลาร์เซลล์ไทย แตะ 6.7 หมื่นล้านบาท

BizKet

EnergyLIB  คาดตลาดโซลาร์เซลล์ ไทยปี 68 มูลค่ากว่า 6.7 หมื่นล.บาท รับรถอีวีขยายตัวดันความต้องการใช้พุ่ง เปิดตัว “LIB Solar Townhome” ระบบโซลาร์ออกแบบเฉพาะทาวน์โฮม   ทวนทอง ศรีวิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอเนอร์จี้ลิบ (ประเทศไทย) ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลาร์โซลูชันสำหรับที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า ตลาดโซลาร์เซลล์ในประเทศไทยมีการเติบโตอัตราสองหลักต่อเนื่องทุกปี   โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดโซลาร์เซลล์ไทยจะสูงกว่า 67,000 ล้านบาท จากความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่สูงมากขึ้น มีปัจจัยสำคัญ อาทิ ความนิยมในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า การทำงานที่บ้าน การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในบ้าน และ สิ่งสำคัญคือ สภาพอากาศที่ร้อนมากขึ้น   โดยคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.0-6.0% ต่อปี ตั้งแต่ปีนี้ – 2570 เมื่อความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากขึ้น โซลาร์เซลล์ เทคโนโลยีช่วยเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าจึงเริ่มมีความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มที่พักอาศัย   อย่างไรก็ตาม โซลาร์โซลูชันสำหรับครัวเรือนในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังตอบโจทย์เฉพาะผู้อยู่อาศัยบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด ส่วนบ้านทาวน์โฮม การติดตั้งโซลาร์เซลล์ยังถือเป็นความท้าทายเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่และราคาที่เอื้อมถึงได้ยาก   “แนวโน้มดังกล่าว EnergyLIB  มองเห็นโอกาส ในการนำเสนอโซลาร์โซลูชันที่ออกแบบเฉพาะสำหรับทาวน์โฮม โดยเล็งเห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความแตกต่างในตลาดพลังงานทดแทน” ทวนทอง กล่าวพร้อมเสริมว่า   ปัจจุบันการรับรู้ของ เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ ในกลุ่มครัวเรือนยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าถึงยาก แต่สำหรับ EnergyLIB มุ่งทำให้พลังงานสะอาดเป็นเรื่องง่ายและทุกครัวเรือนเข้าถึงได้ ด้วยความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ที่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคไทย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในบ้านรูปแบบใด   สำหรับ LIB Solar Townhome ผลงานจากการระดมความคิดที่ต้องการตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยที่อาศัยอยู่ในบ้านทาวน์โฮม ซึ่งได้ออกแบบโซลูชันเฉพาะทางกับเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกในไทย มาพร้อมแนวคิด “เปิดแอร์ชิล 8 ชั่วโมง” ยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนที่คุณรัก ไม่ต้องทนร้อนในบ้านอีกต่อไป โดยมาพร้อมนวัตกรรมและดีไซน์ใหม่ล่าสุด ดังนี้   ปลดล็อกอิสระด้านพลังงาน ให้เปิดแอร์ชิล 8 ชั่วโมง พลิกโฉมวงการโซลาร์เซลล์ ด้วยไมโครอินเวอร์เตอร์ดีไซน์ใหม่ แผงโซลาร์ทาวน์โฮมสุดล้ำ บางและน้ำหนักเบา ติดตั้งได้แม้กระทั่งบนหลังคาโรงจอดรถทาวน์โฮม ติดตั้งง่าย พร้อม LIB Home แอปพลิเคชันจัดการพลังงานอัจฉริยะ Plug-and-Play ใช้คนเพียง 2 คน ทั้งการติดตั้งเอง หรือ ใช้ช่างไฟ/ช่างหมู่บ้าน รวมถึงสามารถติดตั้งได้แบบไม่ต้องเจาะหลังคา   นอกจากนี้ ยังมีแอปพลิเคชัน LIB Home สามารถมอนิเตอร์ระบบได้แบบเรียลไทม์ทุกที่ทุกเวลา โดยวางกลยุทธ์ราคา LIB Solar Townhome อยู่ที่ 69,900 บาท พร้อมโปรโมชันสำหรับพรีออเดอร์ รับส่วนลดพิเศษ 5,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 7 – 21 พฤษภาคม 2568 เท่านั้น โดยโปรโมชันมีจำนวนจำกัด สามารถพรีออเดอร์ได้แล้วผ่านช่องทางออนไลน์ร้านค้า EnergyLIB Official ที่ Shopee, Lazada และ NocNoc รวมถึงร้านค้า BaNANA, HomePro, Power Buy และผู้จัดจำหน่ายที่ร่วมรายการทั่วประเทศ   Alternate-X สรุปให้  ตลาดโซลาร์เซลล์ไทยปี 2568 คาดแตะ 6.7 หมื่นล้านบาท รับดีมานด์พลังงานพุ่งจากรถ EV และพฤติกรรมในบ้าน EnergyLIB เปิดตัว “LIB Solar Townhome” ระบบโซลาร์เจาะตลาดทาวน์โฮมโดยเฉพาะ ชูจุดขายเปิดแอร์ได้ 8 ชั่วโมง, แผงบางเบาติดตั้งง่าย ไม่ต้องเจาะหลังคา รองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองด้วยแอป LIB Home บริหารพลังงานแบบเรียลไทม์ ตั้งราคาจับต้องได้ พร้อมพรีออเดอร์ผ่านทั้งออนไลน์และร้านค้าชั้นนำ    

May 8, 2025 / 0 Comments
read more

กำลังซื้อสภาพ(ไม่)คล่อง ทำความต้องการเงินด่วนพุ่ง กรุงศรีฯเปิด 3 หมวดสินค้าคนใช้จ่ายสูง

BizKet

กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เห็นช่องตลาดสินเชื่อบุคคลขยายตัวต่อเนื่อง ส่งแคมเปญฯใหม่พร้อมโปร ดอกเบี้ย 0% นาน30 วันเติมสภาพคล่อง คาดได้บัญชีใหม่โต14% สิ้นปี68   อธิป ศิลป์พจีการ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแบรนด์กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ กล่าวว่า  ในปีนี้ บริษัทฯ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ และยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ตอบรับความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคล ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ  อาทิ บัตรเครดิต, บัตรกดเงินสด, สินเชื่อเงินสด และสินเชื่อผ่อนชำระ เตรียมรุกตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล   “พร้อมจัดแคมเปญสื่อสารการตลาดเพื่อสื่อสารจุดเด่นของแบรนด์ และนำเสนอโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้าที่สมัครบัตรใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง” อธิป กล่าว   โดยในไตรมาส 1 ปี 2568 กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ มียอดบัญชีลูกค้าใหม่ เติบโต +9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยจากพฤติกรรมการใช้จ่ายผ่อนชำระผ่านบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ มีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่อง   ขณะที่ หมวดใช้จ่ายผ่อนชำระที่มีอัตราเติบโตสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่   ไลฟ์สไตล์และนันทนาการต่าง ๆ (เติบโต +41%) เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้าน (เติบโต +29%) ประกันภัยและประกันชีวิต (เติบโต +19%)   “แสดงให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่ต้องการผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มอบความยืดหยุ่นในการบริหารค่าใช้จ่าย และสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว ทันใจ”  อธิป กล่าวพร้อมเสริมว่า   สอดคล้องกับข้อมูลจากการทำวิจัยการตลาดที่พบว่าหนึ่งในจุดเด่นของผลิตภัณฑ์สินเชื่อเงินสดที่โดนใจลูกค้ามากที่สุด คือ ความสะดวก รวดเร็วและอนุมัติไว     ทั้งนี้ กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ได้สร้างสรรค์แคมเปญโฆษณาชุดใหม่ “บัตรกดเงินสดเฟิร์สช้อยส์ อนุมัติไว…เข้าใจคนรอ” เพื่อตอกย้ำจุดเด่นความเป็นแบรนด์ที่เข้าใจความรู้สึกของลูกค้าที่ไม่ต้องการรออะไรนาน ๆ ถ่ายทอดผ่านโฆษณาที่หยิบเอาสถานการณ์การรอคิว   โดยมีตัวละครเอกอย่าง ”พี่ไกรทอง” ที่ต้องไปต่อคิว หลังจากถูกจระเข้งับ เป็นตัวแทนผู้บริโภคที่รู้สึกทรมานจากการรอคอย แต่กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์พร้อมมอบความสะดวก รวดเร็ว สมัครบัตรได้ง่าย ๆ ผ่านหลากหลายช่องทาง อาทิ แอปพลิเคชัน UCHOOSE หรือเว็บไซต์ www.firstchoice.co.th หรือที่สาขาเฟิร์สช้อยส์ทั่วประเทศ ยื่นเอกสาร ทราบผลอนุมัติไว และเมื่ออนุมัติก็รับวงเงินแบบโอนเงินทันใจ ได้เงินทันที พร้อมใช้ในเรื่องเร่งด่วน ทุกความจำเป็นของลูกค้า   ทั้งนี้ ในช่วงเปิดตัวแคมเปญ บริษัทยังได้ออกโปรโมชันพิเศษเพื่อขยายฐานลูกค้าสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2568 เพียงสมัครบัตรใหม่สามารถเลือกรับไอเทมโดนใจสูงสุด 4,990 บาท พร้อมรับสิทธิ์เบิกถอนเงินสด ไม่มีดอกเบี้ย 0% นานสูงสุดถึง 30 วัน เมื่อมียอดใช้จ่ายตามเงื่อนไข   อธิป กล่าวว่า ด้วยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์บัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ที่มอบสองบริการในบัตรเดียว ทั้งบริการกดเงินสด โอนเงินทันใจ ได้เงินทันที และบริการสินเชื่อผ่อนชำระ ซึ่งมีบริการผ่อนชำระกับพันธมิตรร้านค้ากว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศในหลากหลายหมวด รวมถึงบริการที่สะดวก รวดเร็ว สมัครง่าย อนุมัติไว และแคมเปญสื่อสารการตลาดใหม่ น่าจะช่วยให้สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโต พร้อมกับคุณภาพสินเชื่อที่ดีภายใต้กรอบการให้สินเชื่อด้วยความรับผิดชอบและเป็นธรรม   “โดยตั้งเป้าจำนวนบัญชีลูกค้าใหม่กว่า 200,000 บัญชี เติบโต 14% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และตั้งเป้ายอดสินเชื่อส่วนบุคคลแตะ 52,000 ล้านบาท ภายในปี 2568” อธิป กล่าวสรุป ทั้งนี้ บัตรเครดิต: ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี, สินเชื่อส่วนบุคคล: อัตราดอกเบี้ยปกติ 25% ต่อปี, กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้ตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 3% – 25% ต่อปี   Alternate-X สรุปให้ กำลังซื้อฝืดทำดีมานด์เงินด่วนพุ่งต่อเนื่อง กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์รุกตลาดสินเชื่อส่วนบุคคล เปิดแคมเปญ “อนุมัติไว…เข้าใจคนรอ” ดอกเบี้ย 0% นาน 30 วัน เจาะลูกค้ากลุ่มเร่งด่วน หมวดใช้จ่ายผ่อนชำระเติบโตสูงสุดคือ ไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ และประกันชีวิต บริษัทตั้งเป้าบัญชีใหม่โต 14% ในปี 2568 ด้วยบริการกดเงิน-ผ่อนชำระในบัตรเดียว เน้นความเร็ว สะดวก สมัครง่าย อนุมัติไว พร้อมสิทธิพิเศษช่วงแคมเปญถึงมิถุนายนนี้

May 8, 2025 / 0 Comments
read more

แสนสิริ ทำหนังขาวดำ สื่อสารแบรนด์ผ่าน ‘Cinematic’ เล่า 12 เรื่องย้ำแบรนด์ทรงพลัง

BizKet

ด้วยสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในรอบปีที่ผ่านมา ถึงในปีนี้ ผู้พัฒนาอสังหาฯ หลายค่ายล้วนต่างเจอบททดสอบความแข็งแกร่งในตลาด จากหลายปัจจัยที่กระทบทั้งกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง ที่หายไปต่อเนื่องจากปีก่อน   ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ ส่วนใหญ่ต่างปรับแผนมาทำลักซูรี่ โปรดักส์ เพื่อเจาะกำลังซื้อกลุ่มมั่งคั่ง ที่ค่อนข้างไร้ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น   ล่าสุดภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวเขย่ากรุงเทพฯ เมื่อปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ได้สั่นคลอนตลาดอสังหาฯระลอกใหม่ โดยเฉพาะโปรดักส์คอนโดมีเนียมสูงของผู้ประกอบการเกือบทุกราย ทำให้หลายค่ายอสังหาฯ ต่างคาดว่าตลาดในไตรมาสสองปีนี้ อาจมีทรงซึมๆ ตามมู้ดผู้บริโภคในภาพรวมที่จะยังลังเลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงนี้   แม้บรรยากาศจะไม่เป็นใจ แต่ฝั่ง ‘แสนสิริ’ กลับมองว่าเป็นจังหวะที่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ที่อยู่ในตลาดมานานร่วม 40 ปี อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดอสังหาฯ ที่แข่งขันสูง   รวมถึงใช้ช่วงจังหวะนี้สร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ (Brand Awareness & Recall) ด้วยการสื่อสารซ้ำ ๆ ผ่านแคมเปญการตลาดให้ผู้บริโภคจดจำ ไปพร้อมปรับตัวให้เข้ากับบริบทเศรษฐกิจและผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป     ต่อแนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับด้าน ‘ศรีอำไพ รัตนมยูร’ ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ปี 2568 แสนสิริได้เปิดตัวแบรนด์แคมเปญครั้งสำคัญ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี’ พร้อมสะท้อนความแข็งแกร่งแบรนด์ตลอดกว่า 40 ปี พัฒนาโครงการมากว่า 500 โครงการ 130,000 ยูนิต ดูแลลูกบ้านกว่า 130,000 ครอบครัว   “ไม่ง่ายที่องค์กรแห่งหนึ่งจะก้าวข้ามหลายวิกฤติเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายด้านมาอย่างต่อเนื่อง” ศรีอำไพ กล่าวพร้อมเสริมว่า “ซึ่งแสนสิริ” ยังคงเป็นผู้นำตลาด และพิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์ พร้อมรักษาผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ”   ทั้งนี้ ยิ่งทำให้แสนสิริ ต้องย้ำความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของแบรนด์ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ รวมถึงเน้นคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) มากกว่าตัวสินค้า   ล่าสุด ในไตรมาสสอง ปีนี้ แสนสิริ ได้เปิดตัวแบรนด์แคมเปญใหญ่แห่งปี ‘Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี’ ตอกย้ำผู้นำอสังหาฯ ไทย กว่า 40 ปีแห่งความสำเร็จ พร้อมสื่อสารผ่านเรื่องราวอันประทับใจทุกวันชีวิตดี กับ 12 Brand Films ถ่ายทำแบบ Cinematic ในโทนขาว-ดำที่ทรงพลัง พร้อมตัดกับเสียงเพลงสนุกๆ Don’t Wait Up แนว Electro Funk จากวง Midnight Generation ที่ช่วยเติมชีวิตชีวาและปลุกอารมณ์ให้อยากลุกขึ้นมาสนุกในทุกวัน   เพื่อสะท้อนปรัชญาการสร้างบ้านที่มากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน ผ่าน 4 แกนหลัก   ไทม์เลสดีไซน์ คุณภาพและบริการอย่างไม่มีวันสิ้นสุด คอมมูนิตี้การอยู่อาศัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี การสร้างความยั่งยืน   ศรีอำไพ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ทำให้แสนสิริ ประสบความสำเร็จได้ คือ เราเชื่อมั่นในเรื่องการสื่อสารแก่นแท้ของแบรนด์ ที่ยึดมั่นในปรัชญาของ Constructing Life, Not Just Building ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างบ้านที่มากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างความสุขให้กับทุกคน   พร้อมสะท้อนความทรงพลังของแบรนด์แสนสิริ ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ด้วยผ่าน ‘12 Brand Films’ นำเสนอผ่านภาพขาว-ดำที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึง DNA ของแบรนด์แสนสิริที่ไม่เหมือนใคร   โดยทุกฉากถ่ายทำในโครงการจริงของแสนสิริ นำเสนอไลฟ์สไตล์และประสบการณ์การใช้ชีวิตผ่านมุมมองของกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งครอบครัวหลายเจเนอเรชั่น คู่รัก คนโสด โมเมนต์กับสัตว์เลี้ยง กลุ่มเพื่อน และคอมมูนิตี้   ศรีอำไพ ย้ำว่า ด้วยความเข้าใจในสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันในแบบเฉพาะตัว ทำให้แสนสิริมุ่งศึกษาความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ในทุกรายละเอียด เพื่อออกแบบและสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ด้วยแนวคิดนี้ สะท้อนผ่าน Brand Films 12 เรื่อง ถ่ายทอด 12 โมเมนต์ ออกมา   ใช้ชีวิตในทุกวันให้ดี   สำหรับแบรนด์แคมเปญ Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี มาพร้อมกับการออกแบบภาพลักษณ์ใหม่ที่สดใส ทันสมัย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยโทนสีหลัก Navy Blue ผสานกับ Red และ White สะท้อนความเป็นทางการ ความมั่นคง ความมีพลังในแบบร่วมสมัยและเข้าถึงทุกคนได้   โดยเตรียมเผยแพร่ผ่านสื่อหลากหลายช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้แนวคิด “Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี” ถูกนำเสนอไปยังผู้คนในวงกว้าง ตอกย้ำจุดยืนของแสนสิริในฐานะผู้นำตัวจริงในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่เข้าใจความต้องการของผู้คนอย่างแท้จริง   ศรีอำไพ กล่าวว่า “หากหลายๆ คน ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัย แสนสิริจะเป็นแบรนด์ในดวงใจที่เขานึกถึงและเราขอชวนให้ทุกคนให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ดีในทุกวัน กับแบรนด์แคมเปญล่าสุดจากแสนสิริ Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี มุ่งถ่ายทอดปรัชญาการสร้างบ้านที่มากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนในทุกวัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ และขณะเดียวกัน แสนสิริพร้อมก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 ด้วยการนำเสนอคุณค่าของการอยู่อาศัยที่มากกว่าบ้านหลังใหญ่ แต่คือชีวิตที่ดีในทุกวัน เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วันพิเศษแต่อยู่ที่ “ทุกวัน” ที่มีคุณภาพ”     Alternate-x สรุปให้  แสนสิริ เปิดตัวแคมเปญใหม่ “Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี” ผ่านหนังขาวดำ 12 เรื่องในสไตล์ Cinematic มุ่งสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์แข็งแกร่งและมีอัตลักษณ์ แม้ตลาดอสังหาฯ จะชะลอตัว เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมผ่านการเล่าเรื่องจากชีวิตจริงของผู้คนในโครงการจริงของแสนสิริ โดยเน้น Emotional Branding เพื่อสร้างการจดจำและเชื่อมโยงทางใจกับผู้บริโภค เพื่อตอกย้ำจุดยืนการเป็นแบรนด์ที่สร้าง “บ้านเพื่อคุณภาพชีวิต” ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย

May 8, 2025 / 0 Comments
read more

เม็ดเงินโฆษณายุคใหม่ ปี68 อยู่ในสื่อดิจิทัลแล้ว 50% อินฟลูฯ ครอง 30% แซงอินเทอร์เน็ต

BizKet

ผู้บริโภคยุคใหม่ สุดซับซ้อน ‘ดิจิทัล’ เพียวๆไม่ใช่คำตอบสุดท้าย MI แนะใช้สื่อผสมเจาะ 8 กลุ่มเป้าหมาย   จากจุดเริ่ม Technology Disruption ที่คำนี้เกิดขึ้นเมื่อราวปี 2551-2552 ได้สั่นคลอนในแทบทุกอุตสาหกรรมโดยเฉพาะวงการสื่อต่างเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล และมีผลต่อภาพรวมตลาดสินค้าอุปโภค บริโภค ที่นักการตลาด และ เจ้าของแบรนด์ หันมาพิถีพิถันการใช้เม็ดเงินซื้อสื่อโฆษณา เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วยหวังรีเทิร์นกลับมาสู่ยอดขายให้ได้มากที่สุด   ทำให้ในช่วงตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพชัดการเติบโตของเม็ดเงินในอุตสาหกรรมสื่อที่ถูกเปลี่ยนผ่านจาก สื่อหลัก(ในอดีต) หรือสื่อดั้งเดิมโดยเฉพาะ สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือ สื่อนอกบ้าน ไปยัง สื่อใหม่ (New Media) รวมถึง สายอาชีพใหม่​ทั้ง ยูทูบเบอร์ เคโอแอล (KOL) อินฟลูเอ็นเซอร์ ต่างเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก   ส่งผลให้อุตสาหกรรมสื่อในดิจิทัล ในปัจจุบัน กลายเป็นสมรภูมิน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ที่แข่งขันจนทะเลเดือดจัด ไปแล้ว   ขณะที่ในปี 2568 นี้ ‘MI Group’ คาดการณ์แนวโน้มอุตสาหกรรม-การตลาดจะมีมูลค่าราว 87,666 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2% ซึ่งปรับลดจากคาดการณ์เดิมจะเติบโต 4.5%จากปีก่อน 2567 และแน่นอนว่า เม็ดเงินการใช้สื่อโฆษณาของนักการตลาด แบรนด์สินค้า ต่างทุมน้ำหนักให้กับสื่ออินเทอร์เน็ตรูปแบบต่างๆ มากขึ้น   โดยตัวเลขน่าสนใจ คือ การปรับสัดส่วนระหว่างสื่อดั้งเดิม (ทีวี, สื่อนอกบ้าน, Bangkok Radio,สื่อโรงภาพยนตร์, หนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร) รวมกันอยู่ที่ 50%   และแน่นอนว่าอีก 50% หรือกว่า 43,500 ล้านบาท เป็นของสื่อใหม่ซึ่งในสัดส่วนนี้เป็นของอินเทอร์เน็ต และ อินฟลูเอ็นเซอร์ (สัดส่วน 20% และ 30% ของภาพรวมตามลำดับ)     ด้าน ‘ภวัต เรืองเดชวรชัย’ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI กรุ๊ปในเครือ Hakuhodo และ Far East Fame Line DDB หนึ่งในมีเดียเอเยนซี่ชั้นนำของไทย เล่าถึงสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผลต่อการดำเนินธุรกิจในภาพรวมทั้งตัวเอเยนซี และ นักการตลาด และแบรนด์สินค้า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เช่นกัน   จากแนวโน้มการใช้เม็ดเงินในอุตสาหกรรม-การตลาด ที่ให้น้ำหนักมายัง นิว มีเดีย เป็นจำนวนมากขึ้นนั้นถึงในปัจจุบันนี้ ‘ภวัต’ บอกว่า แม้วิธีการนี้จะตรงกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ในปัจจุบันที่ใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์ แพล็ตฟอร์มต่างๆและเชื่อถือเคโอแอล มากขึ้นก็ตาม   ทว่าแนวทางดังกล่าวอาจยังไม่ใช่คำตอบที่สุดจริง และนำผลลัพธ์กลับมาสู่ภาพรวมทั้งการรับรู้แบรนด์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายสินค้า ที่นำมาสู่การปิดยอดขายที่แท้จริงในที่สุด   จัดกลุ่มเป้าหมายชัด–ซัดด้วย Mixed Media   ภวัต มองว่า กลยุทธ์การตลาดการใช้สื่อผสม ‘Mixed Media’ จะเป็นทางออกที่น่าสนใจให้กับแบรนด์ที่ดีที่สุดด้วยเหมาะสมกับผู้บริโภคยุคนี้ มีความหลากหลายและซับซ้อน ซึ่งแบ่งได้ 8 กลุ่มเป้าหมาย ที่ต้องโฟกัส ในปี 2568 ดังนี้   1.แรงงานเกษตร  ‘12 ล้านคน’ กลุ่มแรงงานฐานรากที่แม้จะไม่อยู่ในเมือง แต่เข้าถึงเทคโนโลยีและโซเชียลมากขึ้นผ่านมือถือ กำลังซื้อสำคัญในตลาด FMCG พร้อมเปิดรับนวัตกรรมเกษตรมากขึ้นเรื่อยๆ   ช่องทางแนะนำ: Facebook, TikTok, สื่อท้องถิ่น (ป้าย/วิทยุ), อีเวนต์ชุมชน/งานประเพณี   2.แรงงานบริการ ‘5 ล้านคน’ กลุ่มสำคัญที่สร้างประสบการณ์บริการในชีวิตประจำวัน ทั้ง ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม ภาคบริการสุขภาพและท่องเที่ยว ที่มีพลังการจับจ่าย และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสื่อผ่านมือถือสูงมาก   ช่องทางแนะนำ: Facebook, YouTube, สื่อนอกบ้าน (ป้าย/ตลาดเช้า/ห้างฯ), บูธกิจกรรมในบริเวณแหล่งชุมชนและที่ทำงาน   3.Gen Z (13–29 ปี)  ‘13 ล้านคน’ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ ‘Trend Setter’ นิยามโลกในแบบของตัวเอง ทั้งพฤติกรรม การซื้อสินค้า และการเสพสื่อ แรงขับเคลื่อนของทุกแพลตฟอร์ม พฤติกรรมไวต่อกระแส ต้องการการสื่อสารที่สร้างการมีส่วนร่วมและให้คุณค่าความเป็นตัวเอง   ช่องทางแนะนำ: TikTok, IG, YouTube, X, Gaming-Discord, สื่อนอกบ้าน (Transit, ใกล้สถานศึกษา/ห้างฯ)   4.พนักงานบริษัท ‘18 ล้านคน’ กลุ่มชนชั้นกลางที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองเปิดรับข้อมูลเยอะ แต่เลือกเชื่อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และให้คุณค่ากับแบรนด์ที่เข้าใจชีวิตจริง   ช่องทางแนะนำ: Facebook, TikTok, YouTube, LinkedIn, สื่อนอกบ้าน (ป้าย/Transit/ออฟฟิศ), Roadshow ทดลองใช้/สมัครบริการ   5.กลุ่มใกล้เกษียณ/ผู้สูงวัย ‘18.6 ล้านคน’ ที่มีทั้งเวลาและกำลังซื้อ พร้อมดูแลตัวเองและคนรอบข้าง ต้องการความมั่นใจในแบรนด์และความคุ้มค่าเป็นกลุ่มที่อาจไม่ได้ไวกับเทคโนโลยี แต่ซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ที่เชื่อถือได้   ช่องทางแนะนำ: Line, TV, YouTube, Facebook, สื่อนอกบ้าน (ป้าย/Transit/ห้างฯ/โรงพยาบาล), บูธกิจกรรม (ตรวจสุขภาพ/แจกสินค้าตัวอย่าง)   6.Micro Sellers (พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์/ออฟไลน์) ‘4 ล้านคนขึ้นไป’ พวกเขาใช้ทุกเครื่องมือเพื่อสร้างรายได้ ทั้งไลฟ์สด ขายหน้าร้าน และโซเชียล แบรนด์ที่เข้าถึงและสนับสนุนพวกเขาได้ จะได้พลังจากปากต่อปากที่มหาศาล   ช่องทางแนะนำ: Facebook Group, TikTok, ป้ายตลาด/หน้าร้านขายส่ง, อีเวนต์ฝึกอาชีพ/แจกแพ็กเกจเริ่มต้น   6.แรงงานต่างด้าว ‘มากกว่า 10 ล้านคน’ ผู้ที่เดินทางมาทำงานและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย พวกเขาไม่ได้แค่ทำงาน แต่ใช้จ่าย กิน เที่ยว และสร้างชุมชนต้องการสื่อสารผ่านภาษาของเขา และช่องทางที่พวกเขาใช้จริง   ช่องทางแนะนำ: Facebook ภาษาถิ่น, YouTube, สื่อนอกบ้าน (ป้าย/Transit/โชวห่วย/CVS) ป้ายที่พัก/นิคมฯ/โรงงาน, บูธแจกซิม/สินค้าตัวอย่าง   7. นักท่องเที่ยวต่างชาติ เป้าหมาย 36–39 ล้านคน กลุ่มที่เดินทางเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ พร้อมใช้จ่ายกับสิ่งที่แตกต่าง คุ้มค่า และสร้างความประทับใจ ให้ความสำคัญกับความสะดวก ความต่างเฉพาะถิ่น และประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์   ช่องทางแนะนำ: ป้ายสนามบิน/แลนด์มาร์ก/ แหล่งท่องเที่ยว, Travel Platform, รีวิว   ปี68 ยังมีสัญญาณบวก   ภวัต ย้ำว่า “ปีนี้ไม่ใช่เวลายิงโฆษณากว้างๆ หรือจำกัดวงแคบจนเกินไป แต่ต้อง “เล็งแหลม” และกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ไปยังกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจับจ่ายสินค้าและบริการในหมวดที่แตกต่างกัน   พร้อมทิ้งท้ายว่า แม้เศรษฐกิจไทยต้นปี 2568 มีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายเศรษฐกิจโลกและความผันผวนภายในประเทศ แต่ยังเห็น ‘สัญญาณบวก’ ในหลายภาคส่วน ที่สะท้อนพลังฟื้นตัวไตรมาสแรกที่ผ่านมาทั้ง   แรงซื้อจากยอดจองรถยนต์ในงาน (ไม่รวมมอเตอร์ไซค์) รวมทั้งสิ้น 77,379 คัน เพิ่มขึ้น 41.6% จากปี 2567 จากความร้อนแรงของตลาด EV จีน มีสัดส่วนยอดจอง EV สูงถึง 65% ของทั้งหมด สงกรานต์ระดับโลก Maha Songkran Festival 2025 ตลอด 5 วัน (11 – 15 เมษายน) ณ ท้องสนามหลวง มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 1.1 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 4,097.17 ล้านบาท ย้ำศักยภาพ Soft Power ไทย ดันสงกรานต์สู่เทศกาลระดับโลกท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวแรงต่อเนื่อง รัฐประกาศปี 2025 เป็น Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 จัดอีเวนต์ต่อเนื่องมีนาคม–กันยายน เจาะช่วงโลว์ซีซัน Bangkok Pride Festival 2025 คาดผู้ร่วมงานกว่า 300,000 คน เป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้าใกล้เป้าหมายที่ 39 ล้านคน แรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ผ่อนคลายชั่วคราว Trump ชะลอขึ้นภาษีนำเข้า 90 วันทั่วโลก ท่าทีที่ผ่อนปรนต่อภาษีสินค้าจีนบางประเภท Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน 145% ช่วงต้นเดือนเมษายน ล่าสุดมีการเลื่อนเก็บภาษีออกไปอีก 90 วัน และส่งสัญญาณว่าความเข้มข้นด้านนโยบายอาจมีการทบทวน   MI = ทุกคำตอบโซลูชั่นธุรกิจ   ภวัต กล่าวอีกว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อภาพรวมธุรกิจมีเดีย เอเยนซี ต้องปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของตลาดเช่นกัน ทำให้เห็นภาพของการควบรวมเครือข่ายมีเดีย เอเยนซี เกิดขึ้น และคาดว่าจะเหลือราว 5 เน็ตเวิร์คที่เตรียมเปิดตัวกลางปี 2568 นี้   ขณะที่ MI ได้ทบทวนพร้อมวางตำแหน่งการให้บริการจากการเป็น ตัวกลาง Media Agency สู่การเป็นผู้ประกอบร่างโซลูชั่นสำหรับธุรกิจ (Integrated Solutions Provider) ที่นำเสนอทั้ง กลยุทธ์ และ ทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยเช่นกัน   Alternate-x สรุปให้  พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลมีความซับซ้อนมากขึ้น การใช้ “ดิจิทัลล้วน” ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการสื่อสารการตลาดอีกต่อไป MI แนะใช้ “สื่อผสม (Mixed Media)” เจาะ 8 กลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายทางพฤติกรรมและช่องทางการเข้าถึง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงยอดขายจริง ปี 2568 คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณารวมกว่า 87,666 ล้านบาท โดย 50% ทุ่มให้กับสื่อดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และอินฟลูเอนเซอร์ แนวโน้มธุรกิจสื่อกำลังเข้าสู่ยุคของการควบรวมและปรับตัวเป็นโซลูชันแบบครบวงจร

May 8, 2025 / 0 Comments
read more

เอมิเรตส์  ดีเดย์ 1 ก.ค. ส่งแอร์บัส A380 เที่ยวบินหรูบินไปกรุงเทพฯ ย้ำเมืองปลายทางสำคัญ

BizKet

สายการบินเอมิเรตส์ เปิดตัวสำนักงานขาย ‘Emirates World’ แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ยกระดับบริการระดับเวิลด์ คลาสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   อัดนัน กาซิม รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ สายการบินเอมิเรตส์ กล่าวว่า สายการบินเอมิเรตส์ เปิดตัวสำนักงานขาย Emirates แห่งใหม่อย่างเป็นทางการใจกลางกรุงเทพฯ   โดยสำนักงานขายฯ แห่งนี้เป็นพื้นที่ระดับพรีเมียมในรูปแบบเลานจ์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ด้านการเดินทาง พร้อมสินค้าลิขสิทธิ์ภายใต้แบรนด์เอมิเรตส์ และการจัดแสดงแบบเสมือนจริงที่ให้ผู้เยี่ยมชมได้สำรวจผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเอมิเรตส์อย่างใกล้ชิด   “การเปิดตัวสำนักงานขายแห่งใหม่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของสายการบินในประเทศไทย และการเติบโตของตลาดการเดินทางระดับพรีเมียมในระดับภูมิภาค” กาซิม กล่าว   พร้อมเสริมว่า การเปิดตัวสำนักงานขาย Emirates World ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการลงทุนครั้งที่สองของสายการบินเอมิเรตส์ในประเทศไทยภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน นับตั้งแต่การเปิดตัวห้องรับรองผู้โดยสารระดับพรีเมียม ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยงบลงทุนราว 175 ล้านบาท (5 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งถือเป็นห้องรับรองที่ใหญ่ที่สุดของสายการบินรองจากห้องรับรองที่สนามบินนานาชาติดูไบ   นอกจากนี้ การลงทุนในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับการประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในไทยผ่านเครือข่ายทั่วโลกของเอมิเรตส์ ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้งสององค์กรจะร่วมมือกันในการดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดและการส่งเสริมการขาย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางชั้นนำอย่างมีประสิทธิภาพ     กาซิม กล่าวว่า “การเปิดสำนักงานขาย Emirates World ณ กรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าในไทยได้มากขึ้น และกรุงเทพฯ ยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยแนวคิดใหม่ของสำนักงานขายแห่งนี้จะยกระดับประสบการณ์การค้าเฉพาะบุคคลที่เหนือระดับ พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณของเอมิเรตส์มาสู่กรุงเทพฯ อย่างแท้จริง”     สำนักงานขาย Emirates World แห่งใหม่นี้จะนำเสนอความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการเดินทาง และการบริการระดับพรีเมียมของเอมิเรตส์สู่ย่านการค้าใจกลางกรุงเทพฯ ณ เกษรเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์การค้าระดับสูง โดยความโดดเด่นของสำนักงานขายแห่งนี้ อยู่ที่โซน Onboard Lounge ที่ได้ยกห้องรับรองจากเครื่องบินของสายการบินรุ่น A380 ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศที่หรูหรา   พร้อมจัดแสดงที่นั่งชั้น Premium Economy ที่กำลังจะเริ่มให้บริการบนเที่ยวบิน EK372/373 ในเส้นทางระหว่างดูไบและกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป   สำนักงานได้ออกแบบในรูปแบบห้องรับรองที่เปิดโล่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 250 ตารางเมตร และสะท้อนถึงการออกแบบที่โปร่งสบายของห้องโดยสารภายในเครื่องบินของสายการบินเอมิเรตส์ ภายในร้านมีเคาท์เตอร์ให้บริการผู้โดยสาร   โดยมีที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเอมิเรตส์พร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดและเป็นส่วนตัว ทั้งในด้านการสำรองที่ยวบิน การออกบัตรโดยสาร และการให้ข้อมูลการเดินทาง อีกทั้งแนะนำประสบการณ์สุดพิเศษที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ครอบคลุมจุดหมายปลายทางทั่วโลกของสายการบิน     นอกจากนี้ ภายในสำนักงานมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ตู้บริการอัตโนมัติจอดิจิทัลสำหรับตรวจสอบเที่ยวบินและค้นหาเส้นทางปลายทาง ตลอดจนกระจกเซลฟี่อินเตอร์แอคทีฟที่มาพร้อมฉากหลังวิวทิวทัศน์เสมือนจริงสุดอลังการ   สำนักงานขาย Emirates World ในกรุงเทพฯ เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจค้าของสายการบินเอมิเรตส์ที่ครอบคลุมทั่วโลก โดยต่อยอดจากความสำเร็จในการเปิดตัวสำนักงานฮ่องกง มะนิลา สิงคโปร์ และเมืองที่สำคัญอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำเสนอนวัตกรรมการค้าด้านการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ทั้งนี้ สายการบินเอมิเรตส์มีแผนการลงทุน 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อเดินหน้าเปิดสำนักงานขาย Emirates World สู่เมืองสำคัญทั่วโลกเพื่อมอบประสบการณ์การบริการระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้า และเข้าถึงนักเดินทางทั่วทุกมุมโลก     อนึ่ง เอมิเรตส์ให้บริการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2533 และในปีนี้ถือเป็นโอกาสครบรอบ 35 ปีของสายการบินในประเทศไทย ปัจจุบันเอมิเรตส์มีเที่ยวบินระหว่างดูไบและกรุงเทพฯ จำนวน 5 เที่ยวบินต่อวัน และเที่ยวบินไป-กลับดูไบและภูเก็ต 2 เที่ยวบินต่อวัน และเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯและฮ่องกง 1 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ 140 จุดหมายปลายทางทั่วโลกใน 6 ทวีป   บินกับ A380 โฉมใหม่-ห้องโดยสาร4ชั้น   พร้อมกันนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป สายการบินเอมิเรตส์เตรียมให้บริการเครื่องบินแอร์บัส A380 ที่ปรับโฉมใหม่ พร้อมห้องโดยสารแบบ 4 ชั้นไปยังกรุงเทพฯ   เครื่องบินดังกล่าวประกอบไปด้วยบริการ   Premium Economy ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหมู่นักเดินทางระยะไกล ที่นั่งชั้นหนึ่ง (First class) ชั้นธุรกิจ (Business Class) ชั้นประหยัด (Economy Class) ที่ได้รับการยกระดับด้วยเช่นกัน   โดยกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งใน 8 เมืองใหม่ที่จะได้ใช้บริการเครื่องบิน A380 และ Boeing 777 รุ่นใหม่ล่าสุดของเอมิเรตส์ ซึ่งมาพร้อมการปรับปรุงภายในอย่างเต็มรูปแบบ   สำหรับ สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) เริ่มต้นดำเนินงานในปี พ.ศ. 2528 ด้วยเครื่องบินเพียง 2 ลำ ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการฝูงบิน Airbus A380 และ Boeing 777 ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน   Alternate-X สรุปให้    เอมิเรตส์เปิดตัวสำนักงานขาย Emirates World แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้คอนเซ็ปต์พรีเมียมเลานจ์ และบริการเฉพาะบุคคล สำนักงานออกแบบล้ำสมัย พร้อมฟีเจอร์ดิจิทัลและมุมจำลองห้องโดยสาร สะท้อนความมุ่งมั่นลงทุนระยะยาวในไทย  และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยสู่ทั่วโลก พร้อมเตรียมให้บริการ A380 โฉมใหม่พร้อมห้องโดยสาร 4 ชั้น เริ่ม 1 ก.ค. นี้ ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยที่นั่ง Premium Economy   

May 8, 2025 / 0 Comments
read more

หนุนกรุงเทพฯ เมืองเที่ยวเชิงประสบการณ์หรู ผ่านร่างทอง JW Marriott รัชดา

BizKet

หลังจากบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย ใช้งบลงทุนกว่า 8,704 ล้านบาท เข้าซื้อบริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด เจ้าของโรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา จากตระกูล ‘มหาดำรงค์กุล’ ไปเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา   โดยแผนดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติให้ใช้เงินกว่า 4,415 ล้านบาท เข้าลงทุนใน บริษัท เลอ คองคอร์ด โฮเต็ล จำกัด และใช้งบอีก 4,289 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น JW Marriott พร้อมคาดดำเนินการได้เต็มรูปแบบภายในปี 2571   ความคืบหน้าล่าสุด ‘วัลลภา ไตรโสรัส’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า จากความร่วมมือระหว่างพันธมิตร แมริออท อินเตอร์เนชันแนล ตลอดช่วงที่ผ่านมาในหลายโครงการ รวมทั้งในในครั้งนี้ได้นำหนึ่งในแบรนด์สำคัญของเครือแมริออท สู่การพัฒนาโรงแรม ‘เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก’   โดยโรงแรมแห่งใหม่นี้ วางเป้าหมายเพื่อสร้างนิยามใหม่ให้กับอุตสาหกรรมโรงแรมของไทย ภายใต้แนวคิด AWC’s Lifestyle Destination พร้อมสร้างประสบการณ์ในรูปแบบรีสอร์ตใจกลางเมือง ให้ความหรูหรา ด้วยบริการเวลเนส และความทันสมัย ไว้ภายในพื้นที่โครงการเดียวกัน พร้อมส่งเสริมประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก และสนับสนุนให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำ สำหรับการประชุมระดับโลกและประสบการณ์การท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์    ด้าน ‘มร. ฌอน ฮิลล์’ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  (ไม่รวมประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ความร่วมมือกับ AWC ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งการเดินทางสำคัญของแบรนด์ JW Marriott ในย่านธุรกิจแห่งใหม่ที่มีชีวิตชีวาของกรุงเทพฯ   โดยแบรนด์ JW Marriott ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ มร. J. Willard Marriott ผู้ก่อตั้ง แมริออท อินเตอร์เนชันแนล ด้วยปณิธานยึดมั่นความเป็นเลิศและบริการเหนือระดับ สอดคล้องวิสัยทัศน์ AWC ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพในทุกรายละเอียดนั้น และจุดยืนของแบรนด์ JW Marriott  เพื่อส่งมอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับหรูหราเหนือระดับอย่างแท้จริง   นอกจากนี้ เมื่อเปิดให้บริการโรงแรมแห่งนี้ยังจะได้รับประโยชน์จากเครือข่าย Marriott Bonvoy ที่แข็งแกร่งในการเข้าถึงฐานลูกค้าคุณภาพพร้อมมอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่สมาชิกทั่วโลก   “เครือแมริออทฯ หวังมีส่วนร่วมพัฒนาจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ ที่สะท้อนความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของย่านรัชดาภิเษกให้กับนักเดินทางทั้งในกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว” มร. ฌอน กล่าว   อนึ่ง AWC ได้เข้าซื้อ อาคาร เลอ คองคอร์ด (Le Concorde Tower) ซึ่งเตรียมเปลี่ยนชื่อเป็น Jubilee Prestige Tower นับเป็นก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ของบริษัทบนถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ   ขณะที่ การพัฒนาโครงการนี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มองหาห้องพักหรู สำนักงานเกรดพรีเมียม ห้องประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกในกลุ่ม MICE โดยจะสามารถสร้างรายได้ในทันทีจากการดำเนินงานโรงแรมแบรนด์ JW Marriott ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระแสเงินสดของบริษัทในระยะยาว   Jubilee Prestige Tower เป็นโครงการมิกซ์ยูสระดับพรีเมียม มีพื้นที่รวมทั้งสิ้นประมาณ 120,965 ตารางเมตร โดยมีโรงแรม JW Marriott ที่คาดว่าจะมีขนาด 368 ห้อง และอาคารสำนักงานที่ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัยเพื่อตอบโจทย์ผู้เช่ารุ่นใหม่ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับรีสอร์ตและพื้นที่จัดงานรวมกว่า 10,000 ตารางเมตร สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ผสานการอยู่อาศัยและการทำงานเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน และการดูแลสุขภาวะที่สมดุล   โดยวางตำแหน่ง เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก โรงแรมหรูระดับลักชัวรีภายใต้แบรนด์สากลแรกของรัชดาภิเษก เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับย่านธุรกิจและการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ โดยประกอบไปด้วย   พื้นที่จัดงานใหญ่ที่สุดในย่าน สามารถรองรับงานประชุมและอีเวนต์ระดับโลก พื้นที่ Co-living   ในขณะเดียวกัน โครงการ Jubilee Prestige Tower ยังได้รับการออกแบบให้สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ JW Marriott ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะแบบองค์รวม โดยจะประกอบไปด้วยศูนย์ความงาม Beauty Hub สำหรับการเข้าพักเชิงสุขภาพ และศูนย์เวลเนสใจกลางเมือง Urban Wellness Sanctuary ซึ่งพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและจิตใจ รวมถึงประสบการณ์อาหารและเครื่องดื่มระดับพรีเมียม อาทิ ห้องอาหารรูฟท็อป ห้องอาหารแบบ All-Day Dining ห้องอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ ห้องอาหารจีนสุดหรู และบาร์ซิการ์และวิสกี้   โดย โรงแรม เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของกรุงเทพฯ ใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT ห้วยขวาง เชื่อมต่อการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้อย่างสะดวกสบายผ่าน Airport Rail Link สถานีมักกะสัน รายล้อมรอบไปด้วยสถานทูต สถาบันการเงิน และบริษัทข้ามชาติ ด้วยเสน่ห์อันโดดเด่นและศักยภาพไร้ขีดจำกัดของย่านรัชดาภิเษกนี้ จึงสามารถดึงดูดนักเดินทางเชิงธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี   ทั้งนี้ โครงการ Jubilee Prestige Tower ตั้งชื่อตามจุดประสงค์ดั้งเดิมของถนนรัชดาภิเษก ที่ได้รับการสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชย์ครบ 25 ปี (Silver Jubilee)   ในขณะที่โรงแรม เจดับบลิว แมริออท แบงก์ค็อก รัชดาภิเษก ถูกพัฒนาขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว   นอกจากโครงการ Jubilee Prestige Tower จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอของ AWC ให้แข็งแกร่งขึ้นแล้ว ยังจะสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างยั่งยืนพร้อมเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินได้ในระยะยาว หลังจากการพลิกโฉมสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ   อีกทั้ง ตัวอาคารยังได้รับการตรวจสอบโครงสร้างตามมาตรฐานสามขั้นตอนโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานอิสระเพื่อยืนยันความมั่นคงและความปลอดภัยของโครงการ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ AWC ในการรักษามาตรฐานสูงสุดด้านคุณภาพความปลอดภัยและความเชื่อมั่นสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน     Alternate-X สรุปให้  AWC ทุ่มงบกว่า 8,700 ล้านบาท ซื้อกิจการโรงแรมสวิสโซเทล รัชดา และรีแบรนด์ใหม่เป็น JW Marriott Bangkok Ratchada โครงการตั้งอยู่ในอาคาร Jubilee Prestige Tower พื้นที่มิกซ์ยูสระดับพรีเมียม บนถนนรัชดาภิเษก มุ่งยกระดับย่านเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวและ MICE ระดับโลก ด้วยบริการหรูหราและเวลเนสครบวงจร การร่วมมือกับ Marriott International สะท้อนวิสัยทัศน์สร้างประสบการณ์ระดับโลกใจกลางกรุงเทพฯ คาดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบภายในปี 2571 พร้อมดึงดูดทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก     AWC เป็นบริษัทภายใต้กลุ่มทีซีซี (TCC Group)  พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรมและการบริการ พื้นที่เพื่อการพาณิชย์และสำนักงาน และสถานที่ท่องเที่ยวไลฟ์สไตล์ พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลก เช่น แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล, ไอเอชจี, โนบุ ฮอสพิทัลลิตี, โอกุระ, บันยันทรี, มีเลีย โฮเทลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล, ฮิลตัน โฮเท็ล แอนด์ รีสอร์ท, แอคคอร์ และไฮแอท   ประกอบไปด้วย โครงการพาณิชย์ อาทิ อาคาร ‘เอ็มไพร์’, แอทธินี ทาวเวอร์, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และ ฟีนิกซ์ รวมถึงจุดหมายปลายทางด้านอาหารและเครื่องดื่ม เช่น เอ-ย่า รูฟท้อป แอท ดิ เอ็มไพร์ นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับโลก และโครงการอื่นๆ อีกมากมาย   ขณะที่ เจดับบลิว แมริออท หนึ่งในแบรนด์ลักซ์ชูรีของแมริออท อินเตอร์เนชันแนล  ปัจจุบันมีโรงแรมและรีสอร์ทภายใต้แบรนด์เจดับบลิว แมริออท เกือบ 125 แห่ง ในกว่า 40 ประเทศและอาณาเขตต่าง ๆ ทั่วโลก

May 7, 2025 / 0 Comments
read more

ใคร? จะไปเมกาบางนา เตรียมเลยบัตรเคฯกสิกรไทย จัดโปร 51 ร้านฯ อิ่มจนฟินลดน้ำหนักไว้ทีหลัง

Peace&Play

เมกาบางนา จับมือ บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย  เสิร์ฟโปรเด็ด ‘มื้อนี้ K เลย อิ่มคุ้ม X4 ที่เมกาบางนา” อิ่มฟิน รับสิทธิพิเศษแบบจัดเต็ม   ศูนย์การค้าเมกาบางนา ร่วมกับ บัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทย ส่งแคมเปญสุดพิเศษต้อนรับซัมเมอร์ “มื้อนี้ K เลย อิ่มคุ้ม X4 ที่เมกาบางนา” เอาใจสายกินให้ฟินแบบสุดคุ้ม ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2568 มอบสิทธิพิเศษ 4 ต่อ ให้ผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่ากสิกรไทยได้อิ่มอร่อยกันแบบเต็มอิ่มคุ้มค่ากับร้านอาหาร และคาเฟ่เครื่องดื่มชื่อดังกว่า 51 ร้านค้าภายในศูนย์การค้าเมกาบางนา   สิทธิพิเศษอิ่มคุ้ม 4 ต่อ ได้แก่   คุ้ม 1 รับส่วนลดสูงสุด 60% จากร้านอาหารชื่อดังในศูนย์ฯ ที่ร่วมรายการ อร่อยจุใจ จ่ายเบาๆ คุ้ม 2 รับ MEGA VOUCHER สูงสุด 300 บาท / วัน* เมื่อมียอดใช้จ่ายที่ร้านอาหารภายในศูนย์ฯ ตามเงื่อนไข ยิ่งทาน ยิ่งได้คืน! คุ้ม 3 รับเครดิตเงินคืน 12%* เมื่อใช้ K Point แลกเท่ายอดใช้จ่าย คุ้ม 4 FRIDAY SPECIAL! รับฟรี! ขนม หรือเครื่องดื่ม* จากร้านอาหารที่ร่วมรายการภายในศูนย์ฯ เฉพาะวันศุกร์ที่ 2, 9, 16, 23, 30 พ.ค. 68 เมื่อช้อปภายในศูนย์ฯ 1,500 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป   พร้อมตอบโจทย์ทุกมื้อความอร่อยของทุกไลฟ์สไตล์ อิ่มฟินตลอดซัมเมอร์นี้กับแคมเปญสุดคุ้ม “มื้อนี้ K เลย อิ่มคุ้ม X4 ที่เมกาบางนา” แหล่งรวมร้านอาหารดังสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ ที่พร้อมมอบช่วงเวลาพิเศษให้คุณ ทุกวันตามแนวคิด YOUR EVERYDAY MEETING PLACE   ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี *ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของโปรโมชัน ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_megabangna-dining      

May 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘บิ๊กซี’ รับบทผ่อนหนักให้เป็นเบา 0% นาน 10 เดือน สินค้า ‘Back to School’ ดึงแรงซื้อผู้ปกครอง

BizKet

อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี เปิดเผยว่า บิ๊กซี ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ จัดแคมเปญพิเศษ “ช้อปครบคุ้ม รับเปิดเทอมที่บิ๊กซี” ระหว่างวันที่ 14 เมษายน – 21 พฤษภาคม 2568   ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับโครงการ “เปิดเทอม เติมพลัง” ของภาครัฐ รวมถึงกระตุ้นยอดขาย และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ผ่านการจัดโปรโมชั่นสินค้าราคาพิเศษ กว่า 7,000 รายการ ลดสูงสุด 50% ครอบคลุมเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การเรียน ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น   โดยได้รับเกียรติจาก นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมเป็นประธานพิธีในงานแถลงข่าว ณ บิ๊กซี เพลส รัชดา   อัศวิน กล่าวว่า ความคึกคักจากช่วงเปิดภาคเรียนในปีนี้จะเป็นอีกปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันให้เป้าหมายยอดขายของกลุ่มสินค้า Back to School เติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน กว่า 25% หรือมียอดขายมากกว่า 500 ล้านบาท   โดยเฉพาะสินค้า กลุ่มเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การเรียน ตลอดจนสินค้าที่เกี่ยวข้องที่จำหน่ายผ่านบิ๊กซี   สำหรับไฮไลต์โปรโมชั่นสุดคุ้มนี้ ประกอบด้วย สินค้าราคาพิเศษหลากหลายรายการ อาทิ ชุดนักเรียนทุกระดับชั้น เริ่มต้นเพียง 69 บาท   รองเท้าผ้าใบนักเรียน คู่ละ 99 บาท ถุงเท้านักเรียน Besico 5 คู่ เพียง 100 บาท ชุดนักเรียน ซื้อ 3 จ่าย 2 แบรนด์ดังทุกระดับชั้นคละแบบได้ อุปกรณ์เครื่องเขียน ซื้อ 5 ชิ้น จ่ายเพียง 4 ชิ้น กระเป๋าล้อลากลายลิขสิทธิ์ เริ่มต้น 359 บาท กระเป๋าเป้ ราคา 99 บาท   นอกจากนี้ ยังมี คูปองส่วนลด 50 บาท เมื่อซื้อชุดนักเรียนครบ 299 บาท และโปรโมชั่นผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ทุกชิ้นทั้งห้าง ตลอดจนสิทธิ์แลกของกิน ของใช้ และของเรียนรู้สุดคุ้ม เมื่อซื้อครบ 299 บาทขึ้นไป       ส่งต่อโอกาส–พื้นที่ห่างไกล   โดย บิ๊กซี ยังร่วมกับ มูลนิธิ บีเจซี บิ๊กซี และพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน รวม 8 ราย ประกอบด้วย กิจเจริญ, ตราม้า, น้อมจิตต์, แบร์รอน กิ๊ฟ,  มาสเตอร์อาร์ต, ไอคิว สปอร์ต, เอส.ซี.เอส., แอ๊ดด้า จัดกิจกรรม CSR ภายใต้โครงการ “Remote School ปีที่ 22” เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนไกลให้ใกล้ เติมโอกาสสร้างการเรียนรู้”   สำหรับกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการ “Remote School ปีที่ 22” ประกอบด้วย   การบริจาคชุดนักเรียน รองเท้านักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ร่วมกับพันธมิตรให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน กิจกรรม Re-LOGO Charity เชิญชวนนักออกแบบร่วมสร้างสรรค์โลโก้ใหม่ให้โครงการ REMOTE SCHOOL ภายใต้แนวคิด “1 Logo สร้าง 1 โอกาสทางการศึกษา” โดยรายได้จากการจำหน่ายเสื้อโลโก้ใหม่จะนำไปสมทบทุนซ่อมแซมอาคารเรียน พร้อมเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนเพิ่มเติมผ่านกล่องรับบริจาค ณ บิ๊กซี ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2568 กิจกรรม Re-Learn ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ด้วยการบริจาคฟิวเจอร์บอร์ดเหลือใช้ให้โรงเรียนนำไปผลิตสื่อการเรียนรู้ DIY พร้อมเปิดให้รับวัสดุได้ที่ บิ๊กซี ไฮเปอร์มาร์เก็ตทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป บิ๊กซี ขอเชิญลูกค้าทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กไทย พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายได้แล้ววันนี้ที่ บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: BJC Big C Share   Alternate-X สรุปให้  บิ๊กซีจัดแคมเปญ “ช้อปครบคุ้ม รับเปิดเทอม” ระหว่าง 14 เม.ย. – 21 พ.ค. 2568 ลดราคาสินค้า Back to School กว่า 7,000 รายการ สูงสุด 50% พร้อมผ่อน 0% นาน 10 เดือนชุดนักเรียนเริ่มต้น 69 บาท กระเป๋าเป้ 99 บาท พร้อมคูปองและสิทธิพิเศษเมื่อซื้อครบ 299 บาทเสริมโอกาสเด็กไทยผ่านโครงการ “Remote School ปีที่ 22” บริจาคอุปกรณ์เรียน พัฒนาโรงเรียน ชวนลูกค้าร่วมกิจกรรม CSR เพื่อการศึกษา พร้อมรับสิทธิพิเศษที่บิ๊กซีทุกสาขาทั่วประเทศ

May 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘ไทย’ ขึ้นฮับค้าปลีกหรูอาเซียน ท่องเที่ยว-เศรษฐีโลกหนุนตลาดทะลัก 1.47 แสนล.

BizKet

รายงานแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 ของซีบีอาร์อี ประเทศไทย เผยค้าปลีกลักซูรี่ในไทย ปัจจุบันตลาดมีมูลค่าถึง 1.47 แสนล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตราว 5% ต่อปีไปจนถึงปี 2571   จากแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ในแถวหน้าของตลาดค้าปลีกสินค้าลักซูรี่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจัดอยู่อันดับที่ 7 ในเอเชียแปซิฟิก   ทั้งนี้ มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ดังนี้   ความร่วมมืออย่างแข็งแกร่งระหว่างภาคการท่องเที่ยวและค้าปลีก แรงสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 35.5 ล้านคนที่เดินทางเข้ามาในปี 2567 การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ศูนย์การค้าในเขตใจกลางกรุงเทพฯ กว่า 410,000 ตารางเมตรช่วงระหว่างปี 2567-2568   จากการขยายตัว ดังกล่าว ได้สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ค้าปลีกสินค้าแบรนด์หรู เพื่อรองรับความต้องการจากลูกค้าผู้มีรายได้สูงในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นเพิ่มสูงขึ้น   นอกเหนือจากผลประโยชนี้ที่มาจากการท่องเที่ยวแล้ว ประเทศไทยยังมีความก้าวหน้าได้ด้านอื่นๆ ในการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งโครงการวีซ่าระยะยาว รวมถึงประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะ ‘แหล่งพักพิงที่ปลอดภัย (Safe Haven)’   รวมถึง อุตสาหกรรมสายการบินได้กลับมาให้บริการเที่ยวบินตามปกติและนโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวย คาดว่าจำนวนกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth Individual – HNWI) ทั้งที่เดินทางมาเยือนและอาศัยอยู่ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้พัฒนาพื้นที่ค้าปลีก   ผู้พัฒนาค้าปลีกวางแผนรับ   ขณะที่ ผู้พัฒนาพื้นที่ค้าปลีกได้ตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้ ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกระดับชั้นนำในศูนย์การค้าหลักในย่านใจกลางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์หรู ผ่านการยกระดับประสบการณ์ด้วยการนำเสนอร้านอาหารชั้นเลิศและความบันเทิงระดับพรีเมียม รวมถึงออกแบบผังร้านใหม่สำหรับแฟล็กชิปสโตร์และโซนสินค้าหรูโดยเฉพาะ   นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอบริการอื่น ๆ เช่น ล่ามแปลภาษาที่มีความหลากหลาย และสินค้าปลอดภาษี เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า   โดยปัจจุบัน แบรนด์หรูที่เข้ามาหรือขยายธุรกิจในประเทศไทยนั้นมีความพิถีพิถันในการเลือกสถานที่ โดยนิยมเลือกสถานที่ที่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์และฐานลูกค้าของตนเองค่อนข้างมาก  ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินงานของกลุ่มผู้พัฒนาและผู้บริหารศูนย์การค้า ให้มุ่งเป้าไปยังพื้นที่ที่มีกลุ่ม HNWI หนาแน่นเป็นหลัก   ตัวอย่างเช่น การเติบโตของย่านลุมพินีในกรุงเทพฯ ที่มีการเติบโตจากการลงทุนที่นำมาซึ่งการปรับโฉมและขยายสาขาของเซ็นทรัล ชิดลม รวมถึงเซ็นทรัล เอ็มบาสซี อีกทั้งยังมีตัวอย่างของ DIOR Gold House อันเป็นคอนเซปต์สโตร์ของแบรนด์ Dior ที่ตั้งอยู่ในย่านนี้ด้วย   สำหรับตลาดภูเก็ตเองซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงนั้นก็มีความคึกคักของการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ไม่แพ้กัน เช่น การปรับโฉมและเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกของเซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า และการวางแผนเปิดสยามพรีเมียมเอาท์เล็ตแห่งที่สองของสยามพิวรรธน์   ขณะที่ ทำเลที่ตั้ง การเข้าถึง และการมองเห็น ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโครงการค้าปลีกที่พัฒนาแบบผสมผสาน ตัวอย่างเช่น ดิ เอ็ม ดิสทริค ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่ได้อานิสงค์จากการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชน  และการที่สยามพิวรรธน์วางแผนเพิ่มแบรนด์หรูพิเศษอีกกว่า 15 แบรนด์ใหม่ให้กับสยามพารากอนและไอคอนสยามในปี 2568 จึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความต้องการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องต่อแหล่งช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์   นอกจากนี้ การจัดสัดส่วนของร้านค้าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน รวมถึงการสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่เหนือกว่าในศูนย์การค้าเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความแตกต่าง ดึงดูดแบรนด์หรูรายใหม่ ๆ และยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งสินค้าหรูให้กับโครงการค้าปลีกอย่างมีนัยสำคัญ   ซีบีอาร์อี ระบุถึงแนวโน้มที่น่าสังเกต คือ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่การค้าปลีกแบบเดิมให้กลายเป็นพื้นที่ค้าปลีกเชิงประสบการณ์ เนื่องจากแบรนด์ต่างก็มองหาพื้นที่ที่ยืดหยุ่นและสามารถสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตน เพื่อให้ผู้คนสามารถมีส่วนร่วมและแชร์ประสบการณ์ต่อได้   โครงการ เกษรวิลเลจ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ “LV The Place Bangkok” ของ Louis Vuitton เป็นตัวอย่างของการสร้างพื้นที่แบบหลายมิติ โดยผสานพื้นที่ค้าปลีก ร้านอาหาร และพื้นที่จัดนิทรรศการ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและความตระหนักรู้เกี่ยวกับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี   ท่องเที่ยว-กลุ่มเศรษฐี แรงซื้อหลัก   ด้าน ‘โชติกา ทั้งศิริทรัพย์’ หัวหน้าแผนกที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการและวิจัยตลาด ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า “วิวัฒนาการของธุรกิจสินค้าแบรนด์หรูของประเทศไทยขับเคลื่อนโดยการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง จำนวนบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงที่เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และความต้องการประสบการณ์ค้าปลีกที่เหนือกว่า” โดย ผู้พัฒนาและผู้ค้าปลีกที่ให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้ง นวัตกรรม และการสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าประทับใจ จะสามารถก้าวไปพร้อมการเติบโตรอบใหม่ได้   ขณะที่ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของพื้นที่ค้าปลีกและฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น คาดว่าการแข่งขันธุรกิจค้าปลีกจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และในขณะที่ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นตลาดสินค้าแบรนด์หรูชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การผนึกกำลังระหว่างภาคการท่องเที่ยวและการค้าปลีกจึงยังคงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดอนาคตของภาคธุรกิจนี้   Alternate-X สรุปให้    ประเทศไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของแบรนด์หรูจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง การเติบโตของกำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐานค้าปลีกที่พร้อม และการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในอาเซียน สอดคล้องกลุ่มผู้พัฒนาและผู้บริหารศูนย์การค้า ต่างมุ่งเป้าพัฒนาโครงการไปยังพื้นที่ที่มีกลุ่ม HNWI หนาแน่นเป็นหลัก  

May 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘แจ็ค เว่ย’ผู้ก่อตั้ง GWM มาไทย 40 ปีก่อนได้แรงบันดาลใจเห็นตลาดรถกระบะโตแล้วกลับไปทำต่อ

BizKet

GWM หรือ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (Great) Great Wall Motor เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ เป่าติ้ง มณฑลเหอเป่ย โดยที่มาของชื่อบริษัทมาจาก กำแพงเมืองจีน พร้อมก่อตั้งกิจการขึ้นในปี พ.ศ. 2527   โดย ‘แจ็ค เว่ย’ ผู้ก่อตั้ง GWM ยังได้รับแรงบันดาลใจจากการเติบโตของตลาดรถกระบะหลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย จนนำไปสู่การริเริ่มและพัฒนาธุรกิจ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสำหรับรถกระบะเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศจีน       กระทั่ง ‘GWM’ ขึ้นครองตำแหน่งแบรนด์ที่มียอดขายรถกระบะสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 26 ปีซ้อนในที่สุด   จากนั้นในปี 2545 ‘GWM’ ได้รุกตลาดรถยนต์เอสยูวีในรุ่น GWM Safe และ GWM HAVAL H6 จนพัฒนาจาก ‘ผู้นำในตลาดรถยนต์เอสยูวีของจีน’ สู่การเป็น ‘เพื่อนร่วมทางสำหรับบรรดาครอบครัวทั่วทุกมุมโลก’   ทั้งนี้ GWM ได้ขยายแบรนด์เพื่อให้ครอบคลุมในทุกเซกเมนต์มากขึ้น นับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เช่น   GWM WEY เปิดประตู GWM ให้ก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม GWM ORA เปิดตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่เน้นความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว GWM TANK ขึ้นเป็นรถยนต์พลังงานใหม่ในตลาดออฟโรดระดับโลกที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง แข็งแกร่ง และพรีเมียม   โดยตลอดเส้นทางการขับเคลื่อนธุรกิจ GWM ในโลกแห่งยานยนต์ตลอดช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมายังไปพร้อมกับการสร้างระบบนิเวศระดับโลก (Global Ecosystem) ที่แข็งแกร่ง ทำให้ในปัจจุบัน GWM มีโรงงานผลิตรถยนต์ 13 แห่ง โดยมี 3 แห่งเป็นโรงงานผลิตเต็มรูปแบบมีฐานการผลิตในประเทศ บราซิล, รัสเซีย และ ไทย   และในช่วงที่ผ่านมา GWM ยังขยายฐานการทำตลาดไปยังประเทศปากีสถาน เอกวาดอร์ พร้อมริเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ในมาเลเซีย จากปัจจุบัน มีเครือข่ายการจัดจำหน่ายและการขาย 700 สาขาทั่วโลกใน 170 ประเทศ โดย GWM ยังสามารถทำตลาดครอบคลุม 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้อีกด้วย   ปัจจุบัน GWM เป็นผู้ผลิตรถเอสยูวีและรถกระบะระดับโลก ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ในปี 2546 และ 2565 ตามลำดับ มีพนักงานมากกว่า 70,000 คนทั่วโลก ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในประเทศจีนที่มียอดการผลิตและยอดขายมากกว่าหนึ่งล้านคัน   โดยตลอดระยะเวลา 8 ปี มีเครือข่ายการขายครอบคลุมกว่า 1,000 แห่งใน 170 ประเทศในหลายภูมิภาค มียอดขายสะสมในต่างประเทศมากกว่า 1,400,000 คัน และ ยังสามารถทำยอดขายในต่างประเทศได้สูงถึง 300,000 คันในปี 2566         โลกยานยนต์เปลี่ยน ต้อง ‘พึ่งตัวเอง’   ด้าน ‘มู่ เฟิง’ ประธาน GWM กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจ GWM ในปี 2568 นี้มุ่งยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) พร้อมผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) เพื่อตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งาน (All Users)   โดยในงาน Auto Shanghai 2025 ครั้งที่ 21 ที่ผ่านมา GWM ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าชมงานทั่วโลกด้วยทัพยนตรกรรมกว่า 40 รุ่น จาก 6 แบรนด์หลัก   พร้อมประกาศ 3 กลยุทธ์สำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในระดับโลกอีกด้วย ได้แก่   ยกระดับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ พร้อมตอบความต้องการในทุกตลาดด้วยนวัตกรรมที่หลากหลายและครอบคลุม พัฒนานวัตกรรมระบบขับเคลื่อนที่ล้ำหน้าและหลากหลายของตนเองเพื่อผู้ใช้ทั่วโลก สร้างระบบนิเวศร่วมกับชุมชนทั่วโลก   ขณะเดียวกัน ยังลงทุนกว่า 500 ล้านหยวน (2,300 ล้านบาทโดยประมาณ) เพื่อจัดตั้งศูนย์ทดสอบความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตในระดับสากลของ GWM เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลกที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมมอบประสบการณ์อัจฉริยะในการเดินทางเพื่ออนาคตที่ครอบคลุมในทุกมิติ ให้กับผู้ขับขี่   ล่าสุด GWM ได้เปิดตัวโลโก้ใหม่ ‘GWM Beacon’ ที่สื่อถึงพันธสัญญาอันแน่วแน่ในการขยายตัวสู่ระดับโลก สอดคล้องกับแนวคิด ‘One GWM’ ที่สะท้อนถึง GWM เป็นแบรนด์ที่มีความเชื่อมโยงทั่วโลก พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องผ่าน “การขยายระบบนิเวศควบคู่การเจาะลึกในตลาดท้องถิ่น” (Ecosystem Expansion + Deep Localization) เพื่อส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก   Alternate-X สรุปให้    GWM เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของ ‘แจ็ค เว่ย’ หลังท่องเที่ยวไทย เห็นโอกาสตลาดรถกระบะโต ปัจจุบัน GWM ครองแชมป์ยอดขายรถกระบะจีน 26 ปีซ้อน และขยายแบรนด์สู่รถ SUV, EV, ออฟโรด มีฐานการผลิตระดับโลก รวมถึงไทย และเครือข่ายใน 170 ประเทศทั่วโลกตั้งเป้าเป็นผู้นำรถยนต์พลังงานหลากหลาย พร้อมนวัตกรรมครอบคลุมทุกผู้ใช้งาน เปิดตัวโลโก้ใหม่ “GWM Beacon” ตอกย้ำกลยุทธ์ One GWM สู่แบรนด์ยานยนต์ระดับโลก            

May 6, 2025 / 0 Comments
read more

‘นอมินีจีน’ ลามอสังหาฯพัทยา ห่วงแหล่งทุนตรวจสอบเส้นทางไม่ได้ ทำบ้านขาย/เช่า อยู่กันเอง  

BizKet

วัฒนพล ผลชีวิน นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ชลบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนจีน ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ได้หลั่งไหลเข้าพื้นที่ภาคตะวันออก เป็นจำนวนมาก พร้อมรับสิทธิ์การอยู่อาศัย ทำให้เกิดช่องว่าง นำที่ดินที่รับจัดสรรไปใช้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมีเนียม หอพัก อพาร์ตเมนต์ และ แนวราบ บ้านเดี่ยว จำนวน 100 ยูนิต ในทำเลหลัก พัทยา และ นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี   “คนจีนก็มีหัวการค้า ใช้ช่องว่างนี้นำที่ดินบางส่วนไปทำโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ ทั้งเพื่อขายและให้เช่า รองรับกลุ่มคนจีนด้วยกันเอง”   สำหรับประเด็นที่น่ากังวล คือ รูปแบบการทำธุรกิจในลักษณะศูนย์เหรียญ (0 เหรียญ) ด้วยทั้ง แรงงาน เครื่องจักร และวัสดุก่อสร้าง ต่างนำเข้าจากจีนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งยกเว้นเสาเข็ม และ คอนกรีต ซึ่งนำเข้ายากด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ใหญ่มีน้ำหนักมาก   ขณะที่รูปแบธุรกิจที่อยู่อาศัยดังกล่าว ยังเป็นขายให้กับชาวต่างชาติ ทำให้ทั้ง ผลประกอบการและผลกำไร ที่เกิดขึ้นนำส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง ซึ่งในบางครั้งอาจเป็น ‘ทุนที่ไม่รู้ที่มา’ เพราะระบบการเงินไม่ได้ผ่านธนาคารในประเทศไทย   วัฒนพล ย้ำว่า “นอกจากไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแล้ว ยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ ด้วยคนจีนสร้างที่อยู่อาศัยขายกันเอง และส่งผลกระทบต่อ ผู้ประกอบการไทยทั้งธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจที่อยู่อาศัย”   จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นไทยล้มหายไปจำนวนมาก โดยภาครัฐ ควบเร่งคุมการทำธุรกิจลักษณะนอมินีด้วยส่วนใหญ่อ้างตัวเป็นผู้ลงทุนไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นทุนต่างชาติเกือบ 100% แม้จะมีรายชื่อคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 51% ก็ตาม   “หากเป็นคนไทยเป็นผู้ลงทุนที่มีศักยภาพจริงต้องมีความชัดเจน แต่เมื่อไปตรวจสอบชื่อแล้ว เป็นใครไม่รู้” พร้อมเสริมว่า “ทุนจีนที่เข้ามาทำที่อยู่อาศัยในไทย บางครั้งก็ล้มเหลว หรือบางโครงการเมื่อเกิดปัญหาเขาหยุดสร้างทันที และปล่อยโครงการหมู่บ้านร้าง”   อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันโครงการจากทุนจีนในชลบุรีมีสัดส่วนไม่มาก เมื่อเทียบกับทั้งตลาด แต่ก็ปรากฎให้เห็นมากขึ้น รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงอย่างระยองด้วย   อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงมาตรการการป้องกันนอมินีต่างชาติจากผู้เชี่ยชาญ วัฒนพล กล่าวว่า “แท้จริงแล้วการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ถือเป็นเรื่องดี แต่ให้สิทธิ์เฉพาะเรื่องอุตสาหกรรมมากกว่าที่อยู่อาศัย เนื่องจาก ผู้ลงทุน และแรงงานต่างชาติในพื้นที่ จะได้มาซื้อที่อยู่อาศัยจากผู้ประกอบการไทย โดยการที่ชาวต่างชาติ เข้ามาลงทุนด้านนิคมอุตสาหกรรม หรือ อุตสาหกรรม แต่ไทยเปิดโอกาสให้ทำที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งเป็นช่องว่างให้ทุนกลุ่มนี้ สร้างอพาร์ทเม้นท์ หรือ ทำโรงแรมอยู่อาศัยได้เองในพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ์” Alternate-X สรุปให้  ทุนจีนรุกอสังหาฯ ชลบุรี ใช้ช่องว่างรับสิทธิ์การลงทุนอุตสาหกรรม และอยู่อาศัยทำโครงการที่อยู่อาศัยขาย-เช่า กันเอง มีการนำเข้าแรงงาน วัสดุ เครื่องจักรจากจีนเกือบทั้งหมด ไม่เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในประเทศ ทุนบางรายไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ เสี่ยงเป็นนอมินี ส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทย แม้ใช้ชื่อคนไทยถือหุ้น 51% แต่พบว่ามีลักษณะเป็นทุนต่างชาติแทบทั้งหมดรัฐต้องเร่งตรวจสอบและควบคุมธุรกิจอสังหาฯ ที่แฝงด้วยทุนต่างชาติไม่โปร่งใส

May 6, 2025 / 0 Comments
read more

เซ็นทรัล จัดงานวิ่งระดับโลก ปลุก ศก.เกาะสมุยสะพัดหน้าโลว์ฯ รับ No.1 เกาะเที่ยวดีสุดในเอเชียฯ

BizKet

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ศูนย์การค้า, โรงแรม, อาคารสำนักงาน กล่าวว่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมุย ร่วมกับ Supersports, เซ็นทรัล กรุ๊ป ผนึกกำลังพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้แก่ เทศบาลเกาะสมุย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เกาะสมุย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี สมาคมการท่องเที่ยวเกาะสมุย และผู้ประกอบการโรงแรม, บริษัท ซี.พี.คอนซูเมอร์โพรดักส์ จำกัด, บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด   โดยจัดงาน ‘Central Samui Neon Run 2025’ งานวิ่งกลางคืน (Night Run) ใหญ่แห่งปี ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ Fun Run ระยะทาง 5.1 กิโลเมตร เชิญชวนนักวิ่งจากทั่วโลกมาสัมผัสเสน่ห์ของหาดเฉวงใต้ พร้อมปาร์ตี้นีออน Body Paint เรืองแสง, Blacklight Art และโชว์ควงไฟตื่นตา DJ Party โดย DJ. Armando Mendes มอบประสบการณ์ Night Run ระดับโลก พร้อมร่วมยกระดับเกาะสมุยสู่เวทีโลก จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมุย   “Central Samui Neon Run เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญช่วยขับเคลื่อนสมุยในฐานะ Sport & Lifestyle Tourism Destination ระดับนานาชาติ โดยเราเน้นสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Amazing Thailand และเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับพื้นที่และประเทศ” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าว   ในปีนี้ งาน Samui Neon Run 2025 มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 1,500 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว (ปี 2024 มี 1,200 คน) ตอกย้ำความนิยมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง   นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายภาพลักษณ์สมุยในฐานะ Lifestyle Tourism Product ที่ผสานกีฬา ดนตรี และ Nightlife เข้าด้วยกัน เน้น ‘ประสบการณ์’ (experience-driven) เสมือนงานระดับโลกอย่าง Electric Run ที่ซานดิเอโก และ Glow Run ที่ซิดนีย์   ขณะเดียวกันการจัด Samui Neon Run ยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจเกาะสมุยอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันเกาะสมุยมีนักท่องเที่ยวกว่า 2.5 ล้านคนต่อปี และมีเที่ยวบินเข้า-ออกกว่า 40 เที่ยวบินต่อวัน เชื่อมต่อสมุยสู่เมืองสำคัญทั่วโลก ซึ่งกิจกรรมฯ ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่นโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น   ล่าสุด เกาะสมุยได้รับการจัดอันดับให้เป็น ‘เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ปี 2024’ (อันดับ 1) และ ‘อันดับ 9 ของโลก’ จากนิตยสาร Travel + Leisure พร้อมยังเป็นโลเคชันหลักในการถ่ายทำซีรีส์ระดับโลก The White Lotus ซีซัน 3 ตอกย้ำศักยภาพสมุยบนเวทีโลก   สำหรับผลการแข่งขัน Samui Neon Run 2025 ดังนี้   ประเภทชาย   ชนะเลิศอันดับ 1: Bayatae Karki (สัญชาติฝรั่งเศส) อันดับ 2: Eneko Anibarro (สัญชาติญี่ปุ่น) อันดับ 3: อภิชาติ ใจสม (สัญชาติไทย)   ประเภทหญิง   ชนะเลิศอันดับ 1: Olena Nikitas (สัญชาติสหราชอาณาจักร) อันดับ 2: Ekaterina Ustivzhoninu (สัญชาติรัสเซีย) อันดับ 3: อริสา วรพงศ์ (สัญชาติไทย)   ประเภทแฟนซี   รางวัลที่ 1: ดวิน วงศ์ไชยชนะ (สัญชาติไทย) รางวัลที่ 2: พลกฤษณ์ สินภิบาล (สัญชาติไทย   ดร.ณัฐกิตติ์  ย้ำว่า Samui Neon Run 2025 ไม่ใช่แค่งานวิ่ง แต่คืองานใหญ่ประจำปีที่ช่วยเสริมศักยภาพ Sport Tourism และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Sports City ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และนโยบาย Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)     Alternate-X สรุปให้  เซ็นทรัล สมุย ผนึกพันธมิตรจัดงาน Samui Neon Run 2025 ปีที่ 4 ดึงนักวิ่งทั่วโลก ปลุกเศรษฐกิจเกาะสมุยช่วงโลว์ซีซั่น กระจายรายได้สู่ชุมชน นักวิ่งร่วมกว่า 1,500 คน เพิ่มจากปีก่อน ตอกย้ำความนิยม ชูสมุยเป็น Sport & Lifestyle Tourism Destination ระดับโลก หนุนแคมเปญ Amazing Thailand – ยุทธศาสตร์ Sports City สุราษฎร์ฯ

May 4, 2025 / 0 Comments
read more

สกู๊ต แจกทริป 5 เดสติเนชั่น เที่ยวเองปลอดภัย เช็คความพร้อมแล้วออกเดินทางได้

Peace&Play

เทรนด์ท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Traveller – โซโลทราเวลเลอร์) กำลังมาแรง เพราะทำให้ได้ท่องโลกอย่างอิสระในแบบที่เป็นตัวเอง   ด้าน สกู๊ต (Scoot) สายการบินราคาประหยัดในเครือของสิงคโปร์แอร์ไลน์ (SIA)  ตอบรับกระแสร้อนแรงนี้ ด้วยเส้นทางบินราคาสบายกระเป๋า พร้อมพานักเดินทางสู่หลากหลายปลายทางทั่วโลกได้ง่ายขึ้น   สกู๊ต คัดมาให้ 5 จุดหมายยอดฮิตที่เหมาะกับสายเที่ยวลุยเดี่ยว พร้อมเคล็ดลับที่จะช่วยให้ทุกการเดินทางสายเดี่ยว ได้อย่างมั่นใจ   5 จุดหมายสำหรับเดินทางคนเดียวสุดปังจาก SCOOT      1.โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – ความสงบในความวุ่นวาย   โตเกียวเป็นเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีอย่างลงตัว ปลอดภัย มีสีสัน เหมาะสำหรับนักเดินทางที่ท่องเที่ยวคนเดียว   เริ่มต้นความตื่นเต้นที่ห้าแยกชิบูยะ ทางแยกข้ามถนนที่พลุกพล่านที่สุดในโลก แวะชมรูปปั้นฮาจิโกะ สุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่ผู้คนต่างรักใคร่ที่สถานีรถไฟชิบูยะ   พบความเงียบสงบที่ศาลเจ้าเมจิจิงกูซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขียวขจีที่มนุษย์สร้างขึ้น ต้นไม้กว่าแสนต้นในป่าแห่งนี้มาจากการบริจาคของคนทั่วญี่ปุ่น   ย้อนเวลาสัมผัสกับความสุขในวัยเด็กที่โตเกียวดิสนีย์แลนด์   พักชมสวนสวยแสนสงบในโอเอซิสใจกลางเมืองอย่าง สวนสาธารณะแห่งชาติชินจูกุเกียวเอ็น   ชมสวนแบบญี่ปุ่น แบบฝรั่งเศส และแบบอังกฤษอันงดงาม   เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียว: ระบบขนส่งสาธารณะที่ตรงเวลาและใช้งานง่ายของญี่ปุ่นทำให้การเดินทางคนเดียวในโตเกียวเป็นเรื่องง่าย     2. เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย – เมืองเก๋ริมชายฝั่ง   เมลเบิร์น รวมความเก๋ของเมืองเข้ากับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติได้อย่างนุ่มนวล ตั้งแต่ตรอกทางเดินที่ปูด้วยหินคอบเบิลสโตนไปจนถึงหน้าผาตะหง่านริมทะเล   เริ่มวันใหม่ด้วยการจิบกาแฟในคาเฟ่ท้องถิ่น ชมความงามแบบโกธิคที่อาสนวิหารเซนต์แพทริก ออกทริปเดี่ยวขับรถชมวิวมุ่งไปยังอุทยานแห่งชาติพอร์ตแคมป์เบลล์ ที่ซึ่งจะได้พบกับความงดงามของหินธรรมชาติรูปทรงแปลกตาอย่าง ลอนดอน บริดจ์ ยามเย็น คือ ช่วงเวลาที่ฝูงเพนกวินน้อย (Little Penguins) ว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งที่เกาะฟิลลิป ปิดท้ายความประทับใจด้วยการชมทิวทัศน์เมืองเมลเบิร์นแบบพาโนรามาจากเมลเบิร์น สกายเด็ค ที่สูงเกือบ 300 เมตร   เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียว: บรรยากาศแสนเป็นมิตรของเมลเบิร์นและผู้คนที่เป็นกันเอง ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน แม้คุณจะมาเพียงลำพัง     3. สิงคโปร์ – เมืองเล็ก มีสไตล์ และเดินทางง่ายเกินคาด   สิงคโปร์คือจุดหมายในฝันของนักเดินทางคนเดียว เมืองเล็ก สะอาด เดินทางง่าย และเต็มไปด้วยสีสันทางวัฒนธรรม   ตื่นตากับความวิจิตรของวัดพระเขี้ยวแก้ว ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระทันตธาตุไว้ภายในสถูปทองคำอันศักดิ์สิทธิ์ เดินเล่นใน การ์เด้นส์ บาย เดอะ เบย์ สวนล้ำยุคที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หายากและต้นไม้ยักษ์ ซุปเปอร์ทรี ที่เปล่งแสงระยิบระยับหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ออกตะลุยชิมของอร่อยในย่านไชน่าทาวน์ที่แสนคึกคัก หยุดพักชมความงามของวัดวาอารามที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายที่มีเสน่ห์ ปิดท้ายวันด้วยการเดินเล่นชมวิวริมอ่าว มารีนา เบย์ ที่ซึ่งความทันสมัยของสิงคโปร์เปล่งประกายที่สุดยามค่ำคืน   เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียว: ระบบรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีของสิงคโปร์ช่วยให้การเดินทางรวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวกสบาย     4. เวียนนา ประเทศออสเตรีย – สง่างาม คลาสสิก และเงียบสงบ   สำหรับ ผู้ที่หลงใหลวัฒนธรรมและการจิบกาแฟ เวียนนาคือจุดหมายที่ตอบโจทย์ที่สุด   ชมยอดแหลมสไตล์โกธิคของอาสนวิหารเซนต์สตีเฟน แวะรับประทายเค้กแสนอร่อยพร้อมชวนรำลึกถึงประวัติศาสตร์ ที่ คาเฟ่ เซนทรัล ร้านกาแฟเก่าแก่ซึ่งเคยเป็นแหล่งพบปะของนักปฏิวัติอย่างทรอตสกี นักจิตวิทยาอย่างฟรอยด์ และเหล่านักคิดคนสำคัญแห่งยุโรป แวะ ศาลาว่าการกรุงเวียนนา และหอสมุดแห่งชาติออสเตรีย สถาปัตยกรรมแบบบารอกอันงดงาม ที่รวบรวมหนังสือประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่ากว่า 200,000 เล่มไว้ภายใน   เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียว:: วัฒนธรรมคาเฟ่ของเวียนนาเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางที่เดินทางคนเดียว—ไม่ว่าจะนั่งเขียนบันทึก ปล่อยใจให้ลอยไปกับความคิด นั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา หรือเพียงแค่ดื่มด่ำกับบรรยากาศเงียบสงบก็ลงตัวทุกแบบ     5. เอเธนส์ ประเทศกรีซ –ประวัติศาสตร์โบราณกับพลังของเมืองใหม่   ย้อนเวลากลับไปยังแหล่งกำเนิดอารยธรรมโลก   เดินสำรวจเนินอะโครโพลิสและอัญมณีแห่งโบราณสถานอย่างวิหารพาร์เธนอน เปิดประตูสู่อารยธรรมโบราณกับขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ที่พิพิธภัณฑ์อะโครโพลิส เดินไปตามลู่วิ่งในสนามกีฬา พานาเธนาอิก สเตเดี้ยม ซึ่งเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างกีฬายุคโบราณกับโอลิมปิกยุคปัจจุบัน ยามเย็นแวะพักผ่อนในย่านพลากา ย่านเก่าแก่ที่สุดและมีชีวิตชีวามากที่สุดของเมืองเอเธนส์ เดินไปตามตรอกซอกซอยคดเคี้ยว ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารเล็ก ๆ แสนอบอุ่น และเสียงดนตรีที่ลอยล่องในอากาศ   เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียว: เอเธนส์อบอุ่นและเป็นมิตร—อย่าลังเลที่จะถามคนท้องถิ่นถึงสถานที่โปรดของพวกเขา   แรงบันดาลใจมาเต็มแล้วใช่ไหม? ได้เวลาลุยเดี่ยวแบบมือโปรกันแล้ว! การเดินทางคนเดียวมีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่อาจมีบางสิ่งที่ต้องเตรียมให้พร้อมเช่นกัน   และเพื่อให้ทริปราบรื่น ปลอดภัยไร้กังวลตั้งแต่บินออกจากบ้าน จนกลับมาพร้อมรอยยิ้ม สกู๊ตรวบรวม 5 เคล็ดลับสำคัญไว้ให้แล้ว   5 เคล็ดลับสำหรับการเดินทางคนเดียว   1.ทำการบ้านให้ดีก่อนไป หาข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบขนส่ง และสถานที่น่าสนใจของจุดหมายปลายทาง การเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้คุณเดินทางได้อย่างมั่นใจและเต็มที่กับทุกประสบการณ์   2.เลือกบินกับสายการบินที่เชื่อถือได้ บริการที่เป็นมิตรและมาตรฐานความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้คือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางคนเดียว เลือกสายการบินที่ทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจตั้งแต่เช็คอินจนถึงปลายทาง   3. ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกเที่ยวบินตรง เที่ยวบินตรงช่วยลดความยุ่งยากจากการเปลี่ยนเครื่อง ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและเดินทางได้อย่างราบรื่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางที่เดินทางคนเดียว   4. ไม่พลาดทุกการติดต่อ ออนไลน์ให้พร้อมเสมอ เปิดบริการโรมมิ่งจากประเทศต้นทางหรือซื้อซิมการ์ดท้องถิ่นเมื่อเดินทางถึงจุดหมาย เก็บเบอร์ติดต่อฉุกเฉินไว้ในเครื่องให้พร้อม และแจ้งแผนการเดินทางให้คนที่บ้านทราบ เพื่อความสบายใจตลอดทริป   5. จัดสรรเงินอย่างชาญฉลาด พกเงินสดสกุลท้องถิ่นติดตัวเล็กน้อย และใช้บัตรทราเวล การ์ด ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้จ่ายในต่างประเทศ จะให้ดีควรพกบัตรสำรองอีกใบแยกเก็บไว้ เผื่อกรณีฉุกเฉินบัตรหายหรือถูกระงับ บัตรทราเวล การ์ด มักให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่า มีระบบแจ้งเตือนการใช้จ่าย และปลอดภัยมากกว่า ให้คุณเที่ยวได้อย่างมั่นใจ   พร้อมออกเดินทางโดยไปคนเดียว   สกู๊ตให้บริการด้วยค่าโดยสารที่เป็นมิตร เส้นทางบินที่สะดวก ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างง่ายดาย สกู๊ตพร้อมพานักผจญภัยออกท่องโลกในแบบของตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยากเว้นวรรคจากโลกดิจิทัล ออกเดินทางตามทริปในฝัน หรือแค่อยากมีเวลาส่วนตัวเล็ก ๆ ให้ตัวเอง—การเดินทางคนเดียวครั้งใหม่ของคุณ เริ่มต้นได้ที่นี่ คลิก www.flyscoot.com แล้วจองตั๋วได้เลย!   Alternate-X สรุปให้  สกู๊ตแนะนำ 5 จุดหมายยอดฮิตสำหรับสายเที่ยวคนเดียว ตั้งแต่โตเกียว เมลเบิร์น สิงคโปร์ เวียนนา ไปจนถึงเอเธนส์ พร้อมเคล็ดลับการเดินทางให้ปลอดภัยและสนุกขึ้น เทรนด์ Solo Traveller กำลังมาแรงเพราะให้อิสระและการค้นพบตัวเองมากขึ้น บทความนี้ช่วยให้มือใหม่สายลุยเดี่ยวเตรียมตัวได้มั่นใจก่อนออกเดินทาง สกู๊ตยังเสนอเที่ยวบินตรงและราคาย่อมเยา เพิ่มความสะดวกสบายตลอดทริป            

May 4, 2025 / 0 Comments
read more

เจาะเทรนด์อยู่อาศัย พบ 5 อินไซด์กำลังซื้อลักซูฯ อยากอยู่บ้านเหมือนนอนรีสอร์ตทุกวัน

BizKet

นายณ์ เอสเตท (NYE ESTATE) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ คอนโด และอาคารสำนักงาน ที่ดำเนินการถึงปัจจุบันร่วม 12 ปี พร้อมแผนขยายการเติบโตธุรกิจมาต่อเนื่อง   ล่าสุด นายณ์ เอสเตท ได้ทำงานร่วมกับสองนักออกแบบชั้นนำ ‘ประภาพร บำรุงไทย’ กรรมการบริหารและสถาปนิก, และ ชัชนิล ซัง กรรมการบริหารและ Landscape Studio Director บริษัท สถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม ‘อาศรมศิลป์ จำกัด’ ร่วมกันถอดรหัส ‘บ้าน’ ที่ตอบโจทย์ 5 ความต้องการหลักของผู้บริโภคในปี 2025 ผ่านโครงการ “ไอรา เรซสิเดนซ์ งามวงศ์วาน” (IRA Residences Ngamwongwan)   จากโจทย์หลักที่ นายณ์ เอสเตท วางไว้ คือ พัฒนาโครงการฯคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ และเป็นพื้นที่สำหรับมัลติ เจเนอเรชั่น (Multi-generation) และการเป็นกรีนคอมมูนิตี้ ให้ตอบรับกับสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของคนในสังคมในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยมลภาวะ pm 2.5   โดย ‘นายณ์ เอสเตท’ (NYE ESTATE) ค้นหาความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการวิจัยแบบสนทนากลุ่ม (Focus Group) และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อแก้ไขปัญหาและนำมาซึ่งการพัฒนาแนวคิดใหม่ พร้อมบทสรุป 5 อินไซต์ที่น่าสนใจนี้ คือ   บ้านที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน (Sustainability) เวลบีอิ้ง ซัพพอร์ตสุขภาพกายและใจให้กับผู้อยู่อาศัย (Wellbeing) กรีน คอมมูนิตี้ แวดล้อมด้วยธรรมชาติ (Green Community) มีความเป็นส่วนตัวสูง (Privacy) มัลติ เจเนอเรชัน รองรับไลฟ์สไตล์ของคนทุกวัยในครอบครัว (Multi – Generation)   พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวผลงานมาสเตอร์พีซ ปี 2025 ‘ไอรา เรซสิเดนซ์ งามวงศ์วาน’ บ้านเดี่ยว สุขภาวะดี จำนวน 24 ยูนิต ด้วยแนวคิด Breaking New Ground คิดต่างอย่างสร้างสรรค์ จาก ‘นายณ์ เอสเตท’ (NYE ESTATE) ที่ยังตอบโจทย์ 5 อินไซต์ที่อยู่อาศัยมัดใจผู้บริโภคยุคใหม่ดังกล่าว     คอนเซปต์ คิดให้หมดแล้ว   ด้าน ประภาพร บำรุงไทย กรรมการบริหาร และสถาปนิก กล่าวว่า วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันส่วนใหญ่ ต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานและมลภาวะจากฝุ่นพิษ ขณะที่ “บ้าน” จึงกลายเป็นสถานที่เดียวที่สามารถให้ความผ่อนคลายและหลีกหนีจากความวุ่นวาย เพื่อสร้างบรรยากาศที่แท้จริงของการพักผ่อน   พร้อมกล่าวถึง คอนเซ็ปต์การออกแบบเริ่มตั้งแต่วางผังให้โครงการเป็นกรีน คอมมูนิตี้ (Green community) ออกแบบให้ระบบสัญจรทางเท้าต่อเนื่องเชื่อมกันทั้งโครงการและสามารถเป็นทางวิ่งได้ด้วย   พร้อมกับปลูกต้นไม้ใหญ่ตลอดแนวถนนหลัก ทำให้ในภาพรวมเต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียวที่มีความต่อเนื่องตลอดทั้งโครงการ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลางออกแบบเป็น Universal Design รองรับไลฟ์สไตล์และกิจกรรมของทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย   ส่วนการวางผังตัวบ้านดีไซน์ให้มีลักษณะเป็นคลัสเตอร์ โดยบ้านทุกหลังสามารถเชื่อมต่อกับสวนส่วนกลางโดยตรง ทำให้เกิดชุมชนที่ร่มรื่น จำนวนรถยนต์วิ่งผ่านบ้านแต่ละหลังน้อยลง ช่วยลดเสียงรบกวน และเพิ่มความเป็นส่วนตัว   พร้อม ยังวางตำแหน่งบ้านตามแนวทิศเหนือใต้ เพื่อหลบแดดทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เปิดทางให้บ้านรับลมธรรมชาติจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศใต้ได้อย่างเต็มที่ ออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับการอยู่อาศัยของทุกช่วงวัย (Multi-generation) รวมถึงสัตว์เลี้ยง พร้อมสวนส่วนกลางที่เชื่อมต่อระหว่างบ้าน เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดี (Well-being)   ขณะที่แบบบ้าน ดีไซน์ในคอนเซ็ปต์ โอเรียลทัล โมเดิร์น สไตล์ (Oriental modern style) ดีไซน์เรียบง่ายแต่คลาสสิก (Timeless) พร้อมกลิ่นไอตะวันออกด้วยเส้นสาย โทนสีของวัสดุ และสวนส่วนกลางระหว่างบ้าน (Double front courtyard house)   นอกจากนี้ยังกำหนดให้พื้นที่นั่งเล่นของครอบครัวและเพื่อนสนิทที่บริเวณชั้น 2 ดีไซน์ให้แยกจากพื้นที่รับแขกที่ชั้น 1 เพื่อความเป็นส่วนตัว ขณะเดียวกันออกแบบหลังคาให้รองรับการติดตั้ง Solar Roof ในตำแหน่งที่มีแสงส่องเพียงพอ แต่ไม่ทำลายดีไซน์ภาพรวมของงานสถาปัตยกรรม   ทำทุกวันให้เหมือนการพักผ่อน   ชัชนิล ซัง กรรมการบริหาร และ Landscape Studio Director กล่าวว่า หัวใจของการออกแบบโครงการนี้ คือการทำให้ทุกวันเหมือนการพักผ่อนในรีสอร์ท และสร้างบ้านที่ช่วยเติมเต็มคุณภาพชีวิตทั้งกายและใจ แตกต่างจากบ้านจัดสรรทั่วไปที่มักออกแบบเป็นกล่องสี่เหลี่ยม พร้อมสวนส่วนกลางสำหรับให้ทุกบ้านใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน   ดังนั้นการออกแบบภูมิทัศน์ (Landscape Concept) สวนส่วนกลาง ออกแบบให้มีพื้นที่ใช้งานทั้งแบบ Passive และ Active กระจายอยู่ทั้งสองสวน เพื่อมุ่งสร้างปฎิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างลูกบ้าน   ขณะที่การจัดองค์ประกอบของ The terrace and koi pond เป็นพื้นที่นั่งริมน้ำที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มีเสียงของน้ำ รวมถึงสีสันและการเคลื่อนไหวของปลาคราฟ โอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ความรู้สึกเหมือนพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ   โซนของ Pet Friendly ให้ทุกคนสามารถพาสัตว์เลี้ยงมาทำกิจกรรมในสวนได้ โดยมีประตูรั้วและแนวไม้พุ่มแบ่งแยกจากส่วนอื่นชัดเจน มีที่นั่งพักคอย ที่ผูกสายจูง และถังขยะสำหรับเก็บมูลสัตว์   นอกจากนี้ยังมี Relaxation Area (Co-working space) พื้นที่นั่งพักผ่อนและนั่งทำงานใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ และ Education Playground พื้นที่เล่นและเรียนรู้ธรรมชาติ โดยเน้นสร้างความปลอดภัยที่ส่งเสริมทั้งจินตนาการและพัฒนาการของเด็กรอบด้าน   รวมไปถึง Reflexology path ภายในสวนออกแบบให้มีทางเดินนวดเท้าท่ามกลางธรรมชาติ รองรับผู้อาศัยทุกวัย (Multi-generation)   ‘สำหรับ ไอรา เรซสิเดนซ์ งามวงศ์วาน’ ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ โครงการฯ ตั้งอยู่ในซอย งามวงศ์วาน 6 ห่างจากเดอะมอลล์งามวงศ์วาน ประมาณ 1.5 กิโลเมตร   ขนาดพื้นที่โครงการ ประมาณ 7 ไร่ แบ่งสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 79% ของโครงการ โครงการ มี 24 ยูนิต ขนาดพื้นที่ใช้สอย 410 และ 380 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้น 29 ล้านบาท   Alternate-X สรุปให้  NYE Estate เจาะอินไซด์ผู้บริโภคลักซูรี สู่แนวคิดบ้านเดี่ยวเพื่อการอยู่อาศัยแบบ ‘รีสอร์ตทุกวัน’ โครงการ “ไอรา เรซสิเดนซ์ งามวงศ์วาน” ตอบ 5 อินไซด์สำคัญ Sustainability, Wellbeing, Green Community, Privacy, Multi-generation ออกแบบร่วมกับสถาปนิกและนักจัดสวนชื่อดัง สร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงธรรมชาติและความสงบ ทุกดีไซน์รองรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวไทยยุคใหม่ พร้อมฟังก์ชันเพื่อสัตว์เลี้ยง เด็ก และผู้สูงอายุ เปิดตัว 24 ยูนิต บ้านหรูสุขภาวะดี เริ่มต้น 29 ล้านบาท ใจกลางงามวงศ์วาน  

May 4, 2025 / 0 Comments
read more

โดราเอม่อน เกิดค.ศ.2112 แต่ทำไม?ฉลองครบรอบ 90ปี พา 111 คาแรกเตอร์ ‘เวิลด์ ทัวร์’ไทย

Peace&Play

เปิดตัวแล้วอย่างเป็นทางการ  ‘100% DORAEMON&FRIENDS TOUR IN THAILAND” นิทรรศการโดราเอมอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างปรากฏการณ์ที่ไอคอนสยาม ระหว่างวันที่ 1 พ.ค. – 22 มิ.ย. 2568 นี้   โดยนิทรรศการฯ นี้ ได้สร้างความประทับใจ พร้อมกวาดกระแสตอบรับอย่างล้นหลามระดับโลกมาแล้ว ด้วย ‘100% DORAEMON & FRIENDS’ นับเป็นโปรเจกต์เวิลด์ทัวร์สุดยิ่งใหญ่ที่เฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีของโดราเอมอน ได้เดินทางมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยา   ภายใต้ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Creative brand All Rights Reserved (ARR) และ Fujiko Pro พร้อมด้วยพันธมิตรในประเทศไทยอย่าง Japan Anime Movie Thailand ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่ จำกัด, Trendic International Limited, Incubase Studio Limited และบริษัท เดกซ์ (ดรีม เอกซ์เพรส) จำกัด   ทั้งนี้ ผู้จัดงานฯ ได้เนรมิตพื้นที่กว่า 3,000 ตารางเมตร ของไอคอนสยามให้กลายเป็นโลกแห่งโดราเอมอนอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความสุขและความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่ให้แฟนๆ ในประเทศไทย ตลอดช่วงระยะเวลาการจัดงาน   นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกในประเทศไทย!! ‘100% DORAEMON&FRIENDS TOUR IN THAILAND’ นิทรรศการโดราเอมอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปีของการ์ตูนอมตะที่ครองใจผู้คนทั่วโลก โดยนิทรรศการ ‘100% DORAEMON & FRIENDS’ ได้รับการันตีความสำเร็จมาแล้วจากฮ่องกง ด้วยจำนวนผู้เข้าชมกว่า 400,000 คน และประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 3 ในเวิลด์ทัวร์ครั้งนี้   ‘ม่อน แอนด์เดอะแก๊งค์ 111 คาแรกเตอร์     ในงานฯ พบกับกองทัพหุ่นแมวสีฟ้าและแก๊งค์เพื่อนขนาดเท่าตัวจริงมากถึง 111 ตัว! ที่จะมาสร้างสีสันและความตื่นตาตื่นใจให้หลายคนได้หวนรำลึกถึงความสุขในวัยเด็กอีกครั้ง   นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ ‘โดราเอมอน’ เป่าลมยักษ์ สูงกว่า 12 เมตร ที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ริเวอร์ พาร์ค ไอคอนสยาม พร้อมจำลอง ภาพวาดต้นฉบับ อันทรงคุณค่าจากปลายปากกาของ ฟุจิโกะ เอฟ ฟุจิโอะ ให้แฟนๆ ได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด และพิเศษสุดกับการเปิดตัวของวิเศษชิ้นแรกในประเทศไทย “100% Friends-Calling Bell” กระดิ่งแห่งมิตรภาพที่จะมาเติมเต็มธีมของงานที่ว่า “เพื่อนแท้จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ”     งานฯนี้ มี 2 โซน   โดยนิทรรศการ “100% Doraemon & FRIENDS” ในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักให้ผู้ชมได้เต็มอิ่มกับโลกของโดราเอมอนอย่างจุใจ   Zone 1: 100% Manga Art Exhibition ณ Attraction Hall ชั้น 6   ดื่มด่ำไปกับโลกของโดราเอมอนอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่จัดแสดงกว่า 2,000 ตารางเมตร ตื่นตาตื่นใจกับหุ่นขนาดเท่าตัวจริง, ภาพมังงะ, ชิ้นงานจำลอง และฉากต่างๆ จากในการ์ตูนโดราเอมอนที่คุณคุ้นเคย อาทิ ห้องทำงานของฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ จุดกำเนิดโดราเอมอนเริ่มต้นขึ้นที่โต๊ะทำงานให้ห้องของอาจารย์,   โซนจัดแสดงหนังสือการ์ตูนของเท็นโตมูชิ หนังสือการ์ตูนของเท็นโตมูชิทั้ง 45 เล่ม ยกระดับเรื่องราวการผจญภัยของโดราเอมอนและผองเพื่อนไปสู่ระดับโลก,   โซนจัดแสดงผลงานขาวดำ ผลงานการ์ตูนขาวดำของฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ที่ไร้ขอบเขต, ห้องอ่านหนังสือการ์ตูนของโนบิตะ และ โซนจัดแสดงของวิเศษของโดราเอมอน สัมผัสประสบการณ์กับกระเป๋าสี่มิติของโดราเอมอนและของวิเศษมากมาย ฯลฯ     Zone 2: 100% Doraemon River Park Exhibition ณ ริเวอร์ พาร์ค ชั้น G   พบกับคอลเลกชันหุ่นโดราเอมอนและผองเพื่อนขนาดเท่าตัวจริง กว่า 90 คอลเลกชัน ทั้งในเวอร์ชั่นมังงะและแอนิเมชัน ที่จะมาสร้างความสุขเต็มพื้นที่ริเวอร์ พาร์ค พร้อมสัมผัสความอลังการของ ตุ๊กตาโดราเอมอนเป่าลมยักษ์ สูงกว่า 12 เมตร จุดถ่ายรูปเช็คอินที่ทุกคนไม่ควรพลาด   สำหรับนิทรรศการ ‘100% Doraemon & FRIENDS’ เชื่อว่าจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มแฟนคลับรุ่นเยาว์น แต่ยังเหมารวมทุกเพศทุกวัย ทุกเจเนอเรชั่นที่รู้จักหรือเติบโตมาพร้อมกับเรื่องราวและมิตรภาพของโดราเอมอนและโนบิตะ ซึ่งจะเป็นโอกาสพิเศษ ให้หลายคนได้หวนรำลึกถึงความสุขในวัยเด็ก และสร้างความทรงจำใหม่ๆ ร่วมกัน     ร่วมฉลองพร้อมผู้แต่งโดราเอม่อน   นอกจากนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ตรงที่ พล็อตเรื่องราวของโดราเอม่อน ถือกำเนิดในปีค.ศ. 2112 และเดินทางจากอนาคต หลัง ‘โนบิ เซวาชิ’ อาศัยอยู่ในศตวรรษที่ 22  ได้ส่งแมวอ้วนหุ่นยนต์สีฟ้ามาหาบรรพบุรุษของเขา (โนบิ โนบิตะ) เพื่อเปลี่ยนแปลงอนาคตเด็กประถมจอมขี้เกียจ ไม่ให้สร้างหนี้สินสู่ลูกหลาน กับแต่งงานกับ ไจโกะ   ขณะที่การฉลองครบรอบ 90 ปีของโดราเอมอนในปี 2025 นี้ ยังถือเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบวันเกิดของ ‘ฟุจิโกะ เอฟ. ฟุจิโอะ’ (Fujiko F. Fujio) ผู้สร้างสรรค์โดราเอมอน ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1933 ซึ่งเป็นการนับ ‘ครบ 90 ปีชาตกาล’ ซึ่งนิทรรศการฯ นี้ได้เริ่มจัดตั้งแต่ปลายปี 2023 แล้วต่อเนื่องมาถึงปี 2024–2025 โดยในญี่ปุ่น การจัดงานครบรอบแบบนี้ มักเริ่มล่วงหน้าในช่วงใกล้ครบปี เช่น ‘90th Anniversary Project’ อาจเริ่มปีที่ 90 และต่อยอดกิจกรรมเรื่อยไปอีก 1–2 ปี ซึ่งหากนับอายุของอาจารย์ผู้แต่งโดราเอม่อน ในปีนี้จะมีอายุครบรอบ 92 ปี   แม้ว่าโดราเอมอนจะปรากฏตัวครั้งแรกในปี 1969 แต่การฉลองนี้เน้นที่การรำลึกถึงผู้สร้างและผลงานของเขา นั่นเอง!!   Fujiko, Fujio ขอขอบคุณภาพจาก Wikipedia   รายละเอียดบัตรเข้าชม   บัตร Weekday (วันจันทร์ – ศุกร์) : ราคา 590 บาท ประกอบด้วย เข็มกลัดอะคริลิคสุดพรีเมี่ยม 1 ชิ้น สุ่มจาก 8 ลายให้สะสม   บัตร Weekend & Holiday (วันเสาร์ – อาทิตย์ และ วันหยุดนักขัตฤกษ์) : ราคา 690 บาท ประกอบด้วย เข็มกลัดอะคริลิคสุดพรีเมียม 1 ชิ้น สุ่มจาก 8 ลายให้สะสม   บัตร Student Admission สำหรับเด็กที่มีความสูง 91-120 ซม. และ บัตร Senior Admission สำหรับผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีขี้นไป : ราคา 450 บาท ประกอบด้วย เข็มกลัดอะคริลิคสุดพรีเมี่ยม 1 ชิ้น สุ่มจาก 8 ลายให้สะสมPremium Set (จำนวนจำกัด 3,000 ชุด) : ราคา 1,790   Alternate-X สรุปให้    โดราเอมอนฉลอง “90 ปี” เพื่อรำลึกวันเกิดของผู้เขียน ฟุจิโกะ เอฟ. ฟุจิโอะ ผู้ให้กำเนิดการ์ตูนในตำนานจัดนิทรรศการ “100% DORAEMON & FRIENDS TOUR” ใหญ่สุดในโลกครั้งแรกที่ไทยพบกับโดราเอมอน 111 ตัว หุ่นเป่าลมยักษ์ 12 เมตร และต้นฉบับลายเส้นจริงนิทรรศการแบ่งเป็น 2 โซนทั้งในร่มและริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไอคอนสยามตอกย้ำพลังแห่งมิตรภาพข้ามวัย พร้อมสร้างความทรงจำใหม่ให้ทุกเจเนอเรชัน

May 4, 2025 / 0 Comments
read more

‘หวานน้อย’ เทรนด์บริโภคยุคใหม่ และ ‘เบลล่า’ มีผลต่อใจเอเจนต์ร้านค้า กลยุทธ์ตลาด ‘โคโคเลิฟ’

BizKet

อาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป  จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าเครื่องดื่มนํ้ามะพร้าวแท้ ‘Cocolove (โคโคเลิฟ)’ เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์โควิด19 ผ่านพ้นไป พบว่าเทรนด์การบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับการเลือกทานเพื่อสุขภาพมากขึ้น จากก่อนหน้าผู้บริโภคจะเน้นความหวานเป็นหลัก โดยเฉพาะรสชาติเครื่องดื่ม     จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ วางแผนทำตลาดเชิงรุกผลิตภัณฑ์ Cocolove (โคโคเลิฟ) น้ำมะพร้าวแท้ 100% ไม่ใส่น้ำตาล พร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ ในปีนี้ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่รักตัวเองและใส่ใจสุขภาพและการดูแลตัวเองในทุกเจนเนอเรชั่น ทั้ง GenX. GenY, GenZ และ Gen Alpha ตลอดทั้งปี   โดยในปีนี้ Cocolove (โคโคเลิฟ) เปิดตัวแคมเปญ Love yourself , Drink for your health รณรงค์ให้คนไทยดื่มนํ้ามะพร้าวแท้ 100 % ‘เพื่อสุขภาพที่ดีและแข็งแรง’ พร้อมร่วมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์ ‘เบลล่า ราณี’ นักแสดงหญิงระดัซูเปอร์สตาร์พร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังต่างๆ มาสื่อสารสร้างการรับรู้-เสริมความแข็งแกร่งแบรนด์ ผ่านสื่อทุกแพลตฟอร์ม   “เราจะยังใช้การทำตลาดดิจิทัลในสื่อต่างๆ พร้อมใช้แฮชแทค #hastag  #LoveYourSelfDrinkForYourHealth สื่อสารสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของแบรนด์และคุณประโยชน์ของการดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100% ให้คนไทยและคนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกบริโภคเพื่อสุขภาพ” อาชวิน กล่าว     เบลล่า มีผลต่อใจเอเจนต์ร้านค้า   พร้อมเสริมว่า ต่อการเลือก ‘เบลล่า ราณี’ มาร่วมแคมเปญฯ ยังมีผลต่อความมั่นใจให้กับเหล่าบรรดาร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่จะตัดสินใจนำผลิตภัณฑ์ของเราไปจัดจำหน่ายอีกด้วย   โดยนอกจากตลาดในประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของคุณภาพ และรสชาติแล้ว ในกลุ่มตลาดเอเซีย เช่น สิงค์โปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ และตลาดยุโรป ก็ให้การยอมรับในรสชาติและคุณภาพของน้ำมะพร้าวแท้ 100% โคโคเลิฟ   “หลังจาก 1-2 ปี ที่ผ่านมาที่เรามุ่งเน้นการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกช่องทางแล้ว เรามีแผนที่จะเริ่มการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อให้คนทั่วโลกซึ่งชื่นชอบน้ำมะพร้าวของไทยอยู่แล้ว ได้ดื่มน้ำมะพร้าวแท้100% ที่อร่อยและมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับสวนมะพร้าวของไทยอีกด้วย” อาชวิน กล่าว   ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ Cocolove (โคโคเลิฟ) น้ำมะพร้าวแท้ 100% พร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ ยังได้จัดิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้โปรโมชั่นพิเศษ ในช่องทางค้าปลีกทั้งออฟไลน์ และ ออนไลน์ อาทิ Big C, Lotus’s, Foodland, Villa Market, Thaifoods Fresh Market, Gourmet Market, Watsons, Max Mart, Tops, Tops daily, Jiffy, Lawson108   ด้าน ดร.ณราทิพย์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป  จำกัด กล่าวเสริมว่า จุดเริ่มต้นของโคโคเลิฟ คือพัฒนาสินค้าเพื่อส่งมอบน้ำมะพร้าวแท้ 100%ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จากแหล่งวัตถุดิบสวนมะพร้าวที่ดีที่สุด ภายใต้ขั้นตอนการผลิตแบบ UHT และการบรรจุภัณท์ในระบบสุญญากาศแบบปิด หรือ Aseptic ด้วยกรรมวิธีการผลิตมาตรฐาน ไม่ใส่น้ำตาล ไม่เจือสี หรือ วัตถุกันเสียใดๆ และเป็นแหล่งของโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ให้ความอร่อยสดชื่นและดีต่อสุขภาพ   Alternate-X สรุปให้  โคโคเลิฟ (Cocolove) ชูจุดขายน้ำมะพร้าวแท้ 100% ไม่เติมน้ำตาล ตอบเทรนด์ ‘หวานน้อย’ คนรักสุขภาพ วางกลยุทธ์ ‘เบลล่า ราณี’ เป็นมากกว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์ สร้างความมั่นใจทั้งผู้บริโภคและร้านค้า เปิดตัวแคมเปญ Love yourself, Drink for your health พร้อมขยายตลาดต่างประเทศ ดันภาพลักษณ์เครื่องดื่มสุขภาพไทยสู่เวทีโลก พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจสวนมะพร้าวไทย เสริมความแข็งแกร่งด้วยนวัตกรรม UHT และบรรจุระบบ Aseptic ปลอดน้ำตาล สี และสารกันเสีย  

May 4, 2025 / 0 Comments
read more

KEEN ออกสเต็ปใหม่จากรองเท้าสายลุย สู่โมเดลบนรันเวย์ ‘High Fashion’  

WeView

‘Shoes One’ โฉมรองเท้าแบรนด์ คีน (KEEN) จากสหรัฐอเมริกา ที่นำเข้ามาทำตลาดในไทยยุคแรก อาจจะเรียกได้ว่าเป็น Totally Failed ด้วยหลักคิดการออกแบบด้วยเชือกถักของเจ้าของแบรนด์ ซึ่งเป็นนักปืนเขาสายแอดเวนเจอร์ ที่ว่าด้วยฟีเจอร์การใช้งานเป็นหลัก ส่วนความสวยเอาไว้ทีหลัง     ในวันนี้ ‘คีน’ อยู่ในตลาดร่วม 25 ปี พร้อมเปลี่ยนตำแหน่งจากรองเท้าสายลุยแนวเออร์เบินสู่มุมมอง High Fashion อย่างสมบูรณ์ ด้วยโมเดลใหม่ KEEN UNEEK PLT COLLECTION   ‘ชาร์ลส ปิณฑานนท์’กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิลีเม้นท์ 72 จำกัด ผู้นำเข้าและทำตลาดสินค้าเออร์เบิน ไลฟ์สไตล์ (Urban Lifestyle) กลุ่มเสื้อผ้า อุปกรณ์ กิจกรรมกลางแจ้ง แคมปิง ฯลฯ  จัดนิทรรศกาล (Exhibition) รองเท้าแบรนด์ KEEN ขึ้นที่ Keen Garage ชั้น 3 โซน Eden ณ ศูนย์การค้า Central World เพื่อเปิดตัวโมเดลใหม่ KEEN UNEEK PLT COLLECTION ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ในมุมมอง High Fashion อย่างสมบูรณ์       ชาร์ลส ให้รายละเอียดโมเดลใหม่ KEEN UNEEK PLT COLLECTION เป็นการผสานระหว่าง DNA ของรุ่น Iconic อย่าง UNEEK ให้เข้ากับกลิ่นอายแฟชั่นระดับไฮเอนด์ ได้อย่างลงตัว   พร้อมย้อนถึงเรื่องราวของ UNEEK เริ่มต้นจากแนวคิด ‘Two cords and a sole’ การออกแบบรองเท้าแบบใหม่ที่ใช้เพียง “เชือก 2 เส้นกับพื้นรองเท้า” สร้างสรรค์เป็นโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและรับกับรูปเท้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ สวมใส่สบาย และระบายอากาศได้ดี จนกลายเป็นรุ่น Iconic ที่ครองใจสายลุยและสายสตรีททั่วโลก   กระทั่งใน 2023 รองเท้ารุ่น UNEEK ได้ก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกผ่านความร่วมมือกับดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง Noir Kei Ninomiya ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ภายใต้ Comme des Garçons โดยนำ UNEEK ไปปรากฏบนรันเวย์ที่ Paris Fashion Week 2023 พร้อมการออกแบบที่สร้างเสียงฮือฮาและกลายเป็นไวรัลในแวดวงแฟชั่นทั่วโลก   พร้อมปรับภาพลักษณ์ของ UNEEK ให้เป็นรองเท้าแนว Avant-Garde ด้วยดีไซน์โมเดิร์นจัดจ้าน จุดประกายให้แฟนแฟชั่นหันมาสนใจรองเท้า Performance สาย Outdoor   หลังจากความสำเร็จของการร่วมงานดังกล่าว KEEN ได้พัฒนาต่อยอดแนวคิดแฟชั่นเข้าสู่คอลเลกชันใหม่ UNEEK PLT (Platform)     ชาร์ลส กล่าว่า สำหรับ Collection Spring/Summer ปี 2025 ที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ในมุมมอง High Fashion อย่างสมบูรณ์อ โดยมี 3 รุ่นเด่นใน UNEEK PLT Collection ที่สร้างปรากฏการณ์ความนิยมไปทั่วโลก ได้แก่   UNEEK PLT – โมเดลต้นฉบับ ที่อัปเกรดด้วยวัสดุพรีเมียมและดีไซน์ร่วมสมัย UNEEK PLT Mary Jane – แรงบันดาลใจจากรองเท้าสไตล์ Mary Jane ผสมผสานความเฟมินีนกับความลุย UNEEK PLT Tassel – รองเท้าแฟชั่นสุดยูนีค มาพร้อมดีเทลพู่สะดุดตา สำหรับสายสตรีทตัวจริง     สำหรับรองเท้าโมเดลใหม่ ดังกล่าววางจำหน่ายระดับราคา 5,850 บาท มีจำนวน 6 สีให้เลือก   “UNEEK PLT (Platform) จึงถือเป็นก้าวสำคัญของ KEEN ในการขยายภาพลักษณ์จากแบรนด์รองเท้าสายลุย สู่แบรนด์แฟชั่นที่มีสไตล์ ที่พร้อมพาผู้สวมใส่เดินทางจากเส้นทางธรรมชาติสู่รันเวย์ได้อย่างมั่นใจ”  ชาร์ลส กล่าว   Alternate-X สรุปให้  KEEN แบรนด์รองเท้าจากสหรัฐฯ เริ่มจากภาพลักษณ์รองเท้าสายลุย ล่าสุดมาพร้อมโมเดลใหม่ทำตลาดไทย ในคอลเลกชันใหม่ KEEN UNEEK PLT สู่โลกแฟชั่นระดับไฮเอนด์ ผ่านนิทรรศการที่ Central World โมเดล UNEEK PLT ผสาน DNA เชือกถักกับดีไซน์แฟชั่นโมเดิร์น พร้อมรุ่น Mary Jane และ Tassel ต่อยอดความสำเร็จจาก Paris Fashion Week ที่สร้างไวรัลในแวดวงแฟชั่นKEEN มุ่งวางภาพลักษณ์ใหม่ เป็นรองเท้าแฟชั่นที่เชื่อมโลก Outdoor กับโลกของรันเวย์อย่างมั่นใจ

May 2, 2025 / 0 Comments
read more

อาหารแต่ละมื้อแต่ละเดย์ กระจกสะท้อน ‘ร่างกาย’ แค่ปรับพฤติกรรมเล็กๆสุขภาพดีขึ้นง่ายๆ

Peace&Play

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “You are what you eat” เป็นประโยคฮิตทรงพลังที่สะท้อนความจริงว่า อาหารที่เรารับประทานส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของเรา   และเนื่องในวันอนามัยโลก (World Health Day) เดือนเมษายนของทุกปี ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจถึงบทบาทสำคัญของโภชนาการที่มีต่อชีวิตไปด้วยกัน   มื้ออาหารที่สมดุลหน้าตาเป็นแบบไหน?   สำหรับหลักการง่าย ๆ จำแค่ “Quarter, Quarter, Half  (หนึ่งในสี่ หนึ่งในสี่ และครึ่งหนึ่ง)” เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสัดส่วนอาหารที่เหมาะสมในมื้ออาหารที่สมดุล   หนึ่งในสี่ของจาน ควรเป็นธัญพืชเต็มเมล็ด อีกหนึ่งในสี่ของจาน ควรเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ครึ่งหนึ่งของจาน ควรเป็นผักและผลไม้   คาร์โบไฮเดรต แหล่งพลังงานหลักของร่างกาย   ขอเริ่มด้วยสารอาหารสำคัญอย่าง ‘คาร์โบไฮเดรต’ ที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับสมองและเม็ดเลือดแดงของเรา โดยแหล่งของคาร์โบไฮเดรตที่ดี ได้แก่ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ผลไม้ และผัก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุ และไฟโตนิวเทรียนต์ที่ดีอีกด้วย คาร์โบไฮเดรตที่ดีต่อสุขภาพต้องอยู่ในรูปแบบธรรมชาติที่ไม่ผ่านการขัดสี ซึ่งยังคงคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน การนำธัญพืชไม่ขัดสีแบบใหม่ ๆ มาใส่ในมื้ออาหารทุกวัน   ถือเป็นการสร้างนิสัยที่เรียบง่ายแต่ได้ผลดี เช่น เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ควินัว หรือข้าวฟ่าง สร้างนิสัยกินแบบไม่ขัดสีและไม่ผ่านการแปรรูป   โปรตีน ตัวท็อปนักสร้างกล้ามเนื้อ   โปรตีนเป็นสารอาหารที่หลาย ๆ คนสนใจ และเป็นองค์ประกอบหลักของกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ซึ่งร่างกายของเราย่อยและสลายโปรตีนที่กินเข้าไปให้เป็นกรดอะมิโนแต่ละชนิด   จากนั้นจึงใช้กรดอะมิโนเหล่านี้เพื่อสร้างโปรตีนชนิดใหม่ หากเราไม่ได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ ร่างกายจะต้องสลายกล้ามเนื้อเพื่อให้ได้กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการทำงาน โดยโปรตีนคุณภาพสูงมักมาจากสัตว์ เช่น เนื้อไม่ติดมัน สัตว์ปีก ปลา นม และผลิตภัณฑ์จากไข่ นอกจากนี้ยังมีโปรตีนจากพืชอย่าง ถั่วเหลือง ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ   เราสามารถคำนวณปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องการได้ง่าย ๆ โดยใช้สูตรน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) × 0.8 = ปริมาณโปรตีน (กรัม) ที่ควรบริโภคต่อวัน   ทั้งนี้ ผู้สูงอายุและผู้ที่ทำกิจกรรมทางกายสูง อาจต้องการโปรตีนมากกว่าค่าเฉลี่ยนี้ และแม้ว่าวิธีนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุด เนื่องจากไม่ได้คำนวณมวลกล้ามเนื้อ แต่ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ช่วยให้แบ่งปริมาณอาหารตามขนาดร่างกายได้   ไขมัน เลือกให้เป็น ไม่ใช่ศัตรู   ไขมันไม่ใช่ศัตรูเสมอไป แต่เป็นส่วนสำคัญของสมดุลในมื้ออาหาร เพราะไขมันเหล่านี้ให้พลังงานและช่วยในการดูดซึมวิตามิน แต่เราต้องรู้จักความแตกต่างระหว่างไขมันดีและไขมันไม่ดี เนื่องจากไขมันดีช่วยในการทำงานของหัวใจและสมอง และยังส่งเสริมสุขภาพผิวหนังและระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย   ไขมันไม่อิ่มตัว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่   ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในถั่ว เมล็ดพืช มะกอก น้ำมันมะกอก และอะโวคาโด ซึ่งดีต่อหัวใจเมื่อบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น โอเมก้า 3 (พบในปลาที่มีไขมัน ถั่ว เมล็ดพืช และผักใบเขียว) และโอเมก้า 6 (ส่วนใหญ่มาจากอาหารทอดและเบเกอรี่) เป็นสิ่งจำเป็นแต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ   แต่บางครั้งเรามักจะบริโภคโอเมก้า 6 มากเกินไปหรือไม่เพียงพอ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ที่พบในอาหารจากสัตว์ เช่น เนย ชีส นมสด และเนื้อแดง อาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นได้   วิตามินและแร่ธาตุ ตัวช่วยเสริมสร้างสุขภาพ   ถัดมาคือวิตามินและแร่ธาตุ หัวใจสำคัญที่ช่วยรักษาสุขภาพโดยรวมและป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ โดยวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรับวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วน เพราะอาหารในทุกวันมีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิดอยู่แล้ว ตอบโจทย์ความต้องการทางโภชนาการในแต่ละวันได้อย่างง่ายดาย และอย่าลืมรับประทานผลไม้และผักหลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วและพืชตระกูลถั่ว โปรตีนไม่ติดมัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับสิ่งที่ต้องการได้ดีขึ้น   น้ำ ปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม   ทุกเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะในร่างกายของเราเจริญเติบโตได้ด้วยน้ำ ดังนั้นการดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยในการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร และการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสร้างสุขภาพข้อต่อและภูมิคุ้มกัน รวมทั้งยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย ปกติแล้วในเครื่องดื่มจะมีปริมาณของเหลวที่เราบริโภคต่อวันประมาณ 70 – 80% ส่วนอีก 20 – 30% ที่เหลืออาจได้มาจากอาหารที่มีน้ำมาก เช่น ผลไม้และผัก   แต่ปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ สุขภาพก็ดีขึ้นง่าย ๆ   ความเข้าใจเรื่องโภชนาการเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญคือการนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารเป็นเวลา เพื่อช่วยให้ร่างกายย่อยและดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น   จากการศึกษาเรื่องความถี่ในการแบ่งปันอาหารร่วมกันในครอบครัวกับความสัมพันธ์ด้านสุขภาพของเด็กและวัยรุ่น พบว่า การรับประทานอาหารร่วมกันในครอบครัวเป็นประจำช่วยส่งเสริมนิสัยการกินที่ดีและสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น รวมทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับโภชนาการที่สมดุล เด็กๆจะเรียนรู้จากสิ่งที่เห็นและประสบการณ์ภายในครอบครัว และเมื่อการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัว เด็กก็มีแนวโน้มที่จะนำแนวทางนี้ไปใช้ในวัยผู้ใหญ่และส่งต่อไปยังคนรอบตัวและเพื่อนของตัวเองอีกด้วย   โภชนาการเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนร่างกาย ทุกคำที่เรากินมีผลต่อความรู้สึก สมาธิ และสุขภาพโดยรวม ซึ่งหากโภชนาการที่ดีมาจับคู่กับไลฟ์สไตล์ที่สมดุล เช่น การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และการพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีทั้งกายและจิตใจไปพร้อมกัน   Alternate-X สรุปให้  โภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพในทุกมิติ ทั้งพลังงาน สมอง และระบบต่างๆ ของร่างกาย ด้วยหลัก “หนึ่งในสี่ หนึ่งในสี่ ครึ่งหนึ่ง” ช่วยจัดสัดส่วนอาหารอย่างสมดุลในทุกมื้อ เน้นเลือกคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพ และไขมันดี เพื่อการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพ เติมวิตามิน แร่ธาตุ และน้ำอย่างเพียงพอเพื่อสนับสนุนระบบภูมิคุ้มกันและการดูดซึมสารอาหาร การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันช่วยเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืนและส่งต่อแนวคิดนี้ในครอบครัว    

May 2, 2025 / 0 Comments
read more

Sawasdee ‘การบินไทย’ แผนเทคออฟ สู่น่านฟ้าอนาคต พร้อมวกบินกลับเข้าตลาดฯ เดือนก.ค.ปี 68

BizKet

การบินไทย สายการบินแห่งชาติของไทย กับแผนฟื้นฟูธุรกิจในปี 2567-2568 ภายใต้การปรับโครงสร้างหนี้ มุ่งลดภาระหนี้กว่า 2.3 แสนล้านบาท ผ่านการเจรจาปรับลดหนี้และแปลงหนี้เป็นทุน   นอกจากนี้ยังมีเพิ่มทุนใหม่ โดยออกหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นเดิมและนักลงทุนทั่วไป รวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท พร้อมลดขนาดองค์กร ปรับลดพนักงานและต้นทุนการดำเนินงาน เพื่อให้คล่องตัวและแข่งขันได้   ขณะเดียวยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ทั้งปรับฝูงบินโดยเพิ่มเครื่องบินใหม่ที่ประหยัดพลังงาน และ เลือกบินเฉพาะเส้นทางทำกำไร พร้อมแผนวางเป้ากลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2568 หลังฟื้นฐานะการเงินกลับมาแข็งแกร่งได้     ขณะที่ในปีนี้ ‘การบินไทย’ ภายใต้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 65 พร้อมแผนทะยานสู่น่านฟ้าธุรกิจด้วยการส่งต่อเอกลักษณ์ความเป็นไทย ไปยังผู้คนทั่วโลก   ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ณ การบินไทย จัดงาน “THE NEW WORLDS OF TOMORROW”  ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี โดยมุ่งเน้นการยกระดับการเดินทางทุกด้าน ทั้งประสบการณ์บนเที่ยวบินที่ผสานเสน่ห์ความ เป็นไทยอย่างกลมกลืนกับเทคโนโลยีการบินล้ำสมัย เพื่อตอบโจทย์ผู้โดยสารยุคใหม่ พร้อมตอกย้ำบทบาทในฐานะสายการบินของไทยที่พร้อมแข่งขันในเวทีระดับสากล   ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ การบินไทย กล่าวว่า หลังจากบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการดำเนินแผนฟื้นฟูกิจการ และคาดว่าจะกลับเข้าสู่การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกครั้งได้ภายในเดือนกรกฎาคมของปีนี้   “ตลอดระยะเวลา 65 ปีที่ผ่านมา การบินไทยได้รับความไว้วางใจจากผู้โดยสารทั่วโลก และพร้อมเดินหน้าสู่อนาคตด้วยกลยุทธ์ที่ครอบคลุมและชัดเจน เพื่อปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดรับกับความต้องการของนักเดินทางในยุคปัจจุบัน”     สำหรับการบินไทย ภายใต้แนวคิด THE NEW WORLDS OF INSIGHT AND HOSPITALITY จะมอบประสบการณ์การเดินทางพิเศษ พร้อมยกระดับการบริการบนเที่ยวบินในหลายด้าน ดังนี้   โฉมใหม่นิตยสาร “Sawasdee” เป็นการปรับเปลี่ยนสื่อสำคัญที่อยู่คู่กับสายการบินไทยมาอย่างยาวนาน ให้ทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึง โดย “Sawasdee” จะกลับมาให้บริการอีกครั้งในรูปแบบครบวงจร ทั้ง ฉบับพิมพ์ (Printed Version), e-Magazine และ เว็บไซต์ Sawasdee Online เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางในโลกดิจิทัล   Amenities Kit รุ่นพิเศษ ซึ่งการบินไทยได้สร้างสรรค์ร่วมกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI แบรนด์แฟชั่นระดับลักซูรี่ จากวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรคของแบรนด์   สำหรับกระเป๋า Amenities Kit ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งศิลปะและวัฒนธรรมไทย  นำเสนอใน 2 ลวดลาย ได้แก่   ลวดลายผ้าบาติกโทนขาว-น้ำเงิน ถ่ายทอดมนตร์เสน่ห์ผืนผ้าอันงดงามของภาคใต้ ผสมผสานกับลายดอกรักราชกัญญา ซึ่งเป็นลายผ้าที่องค์ดีไซเนอร์พระราชทานให้กลุ่มบาติกไทย ประดับด้วยสัญลักษณ์ช้าง นกยูง รวมถึงดอกไอริสและกล้วยไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI และการบินไทย ลวดลายที่สอง อสวนสีสวย เบ่งบานไปด้วยดอกไอริสและดอกกล้วยไม้ บนผืนผ้าลายกราฟฟิกรูปเกือกม้า สัญลักษณแห่งความโชคดี ที่วางสลับกันเป็นลาย S Monogram ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI ในโทนสีชมพูและสีม่วงสดใส   โดยภายในกระเป๋าประกอบด้วย Hand Cream กลิ่นกุหลาบ, Lip Balm บำรุงฝีปาก และ Deodorant Spray กลิ่นอายภูมิปัญญาไทย จาก SIRIVANNAVARI Maison และผ้าปิดตาในสีสันและลวดลายเดียวกับกระเป๋า, แปรงสีฟันจากไม้ไผ่, ยาสีฟัน MARVIS, ที่อุดหูกันเสียงรบกวน   สำหรับของใช้ทุกชิ้นคัดสรรมาเป็นพิเศษให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ที่เดินทางสู่จุดหมายปลายทาง 4 เมืองแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ มิลาน ปารีส โตเกียว และเซี่ยงไฮ้ ได้สัมผัสกับนิยาม Smooth as Silk อย่างแท้จริง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป     บินพร้อมรสชาติไทย ระดับสากล   สำหรับด้านอาหาร มีการเปิดตัวแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ที่คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการไทย เพื่อส่งเสริมสินค้าไทยสู่ระดับสากล ตอบสนองนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล   ประกอบด้วยลูกจุ๊บทีจี ไรซ์แครกเกอร์การบินไทย ช็อกโกแลตกานเวลา กาแฟดอยตุง และขนมหวานจากร้าน After You Dessert Café โครงการ Taste of Thai Tales อาหารไทยเมนูพิเศษรังสรรค์โดยเชพไทยที่มีชื่อเสียง     รวมถึงแคมเปญ ‘Streets to Sky’ ที่คัดสรรอาหารจานเด่นจากร้านดังของไทย อาทิ   ผัดไทยมันกุ้งทิพย์สมัย ก๋วยเตี๋ยวคั่วทะเลเจ๊ไฝ ข้าวหน้าไก่รสดีเด็ด   พร้อมเสิร์ฟบนเที่ยวบินเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้โดยสาร และยังยกระดับการให้บริการด้วย คาร์เวียร์ระดับพรีเมียม และ เครื่องดื่มสูตรพิเศษ “Oriental Dawn” และ Rose of Royal Voyage ที่รังสรรค์ขึ้นสำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่ง รอยัลเฟิสต์ และชั้นธุรกิจ รอยัลซิลค์     สู่ยุคใหม่ ฝูงบินทันสมัย Wi-Fi ฟรี   ด้าน ชาติ เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว่า บริษัทฯ ได้ประกาศความพร้อมในการรับมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ Airbus A321 Neo ที่จะเข้าประจำการภายในสิ้นปี 2568 นี้ เพื่อเสริมศักยภาพฝูงบินของการบินไทยให้มีความทันสมัย ประหยัดพลังงาน และตอบโจทย์ผู้โดยสารยุคใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ   “บนเที่ยวบินที่ให้บริการโดย Airbus A321 Neo ผู้โดยสารจะได้สัมผัสความสะดวกสบายจากระบบความบันเทิงบนเที่ยวบินที่ติดตั้งในทุกที่นั่ง พร้อม บริการ Wi-Fi ฟรี สำหรับสมาชิก Royal Orchid Plus ทุกระดับสถานะ สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดการเดินทางของเรา” ชาย กล่าว   พร้อมย้ำว่า “THE NEW WORLDS OF TOMORROW” เป็นการฉายภาพการบินไทยในโฉมใหม่ เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง และเติบโตอย่างสง่างาม เพื่อรักษามาตรฐานการบริการระดับสากล   Alternate-X สรุปให้  การบินไทยเดินหน้าแผนฟื้นฟูครั้งใหญ่ ปี 2567–2568 ปรับโครงสร้างหนี้กว่า 2.3 แสนล้านบาท ออกหุ้นเพิ่มทุน 2.5 หมื่นล้าน ลดขนาดองค์กร เพิ่มประสิทธิภาพและคล่องตัว ปรับฝูงบิน เสริมเครื่องบินใหม่ Airbus A321 Neo เพิ่มเส้นทางทำกำไร เตรียมกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์กลางปี 2568  พร้อมฉลองครบรอบ 65 ปี เปิดตัวแคมเปญ “THE NEW WORLDS OF TOMORROW” ยกระดับบริการ ผสาน Soft Power ไทยสู่สากล

May 1, 2025 / 0 Comments
read more

Work Life Balance มีมา 139 ปีแล้ว คนประท้วงทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน จุดกำเนิด ‘วันแรงงาน’

Peace&Play

เพราะคนงานได้พักผ่อนน้อย ถูกเอาเปรียบจากค่าจ้าง ชนวนสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค2 พร้อมประท้วงนายจ้างขอทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน  กระทั่งถึงในปัจจุบันแนวทางการทำงานเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิทัล ที่ยังต้องการชีวิตสมดุลการทำงาน   1 พ.ค. ‘วันแรงงานสากล’ May Day เป็นวันสำคัญอย่างยิ่งยวดของชนชั้นคนทำงานนับจากอดีตที่มีจุดเริ่มต้นกว่า 139 ปีก่อน ที่แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงมาถึงการทำงานในยุคดิจิทัลในวันนี้ ที่เชื่อว่าใครหลายคนยังมองหา Work Life Balance กันอยู่ และเช่นเดียวกับนายจ้างในแทบทุกยุคสมัยต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ไม่เชื่อมั่นในคำนี้’ แถมยังมีเจ้านายบางคนบอกอีกว่า คำนี้ไม่มีอยู่จริง!!   หากย้อนที่มา จุดเริ่มต้นของวันแรงงาน มาจากการเคลื่อนไหวของกรรมกรในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1886 ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม (Industrial Era) อย่างเต็มตัว หรือที่เรียกว่า Second Industrial Revolution ซึ่งมีการเติบโตของโรงงาน เกิดระบบสายพานการผลิต (assembly line) ทำให้มีการใช้แรงงานจำนวนมากในเมืองใหญ่   ขณะที่ การตั้งสหภาพแรงงานและเริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ อย่าง ‘วันแรงงาน’ เริ่มจากเหตุการณ์ Haymarket Affair ในชิคาโก ปี 1886 จากนักเคลื่อนไหวระดับสากล ‘Peter J. McGuire’ บุคคลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด และถือเป็นผู้จุดประกาย ในวงการนี้ ภาพ chicagocop.com   ต่อการการรวมกันประท้วงในครั้งนั้นที่เรียกว่า ‘เหตุการณ์เฮย์มาร์เก็ต’ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และยังนำไปสู่ความรุนแรงมีผู้เสียชีวิตของผู้ชุมนุมหลายคน   เหตุการณ์ในครั้งนั้นยังได้จุดกระแสแรงงานไปทั่วโลก จนสหภาพแรงงานนานาชาติได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมเป็นวันแรงงานสากลเพื่อรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิพื้นฐานของแรงงาน   จุดเปลี่ยนสู่การยอมรับในระดับโลก   หลังเหตุการณ์เฮย์มาร์เก็ต การเคลื่อนไหวของแรงงานขยายตัวออกไปยังยุโรปและเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับสิทธิแรงงาน เช่น   การกำหนดชั่วโมงการทำงานขั้นต่ำ ค่าจ้างที่เป็นธรรม สวัสดิการที่จำเป็น   ขณะที่ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ เมื่อรัฐบาลและภาคธุรกิจเริ่มยอมรับว่า ‘แรงงาน’ คือรากฐานของเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้วันแรงงานกลายเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศทั่วโลก และมีการจัดกิจกรรมเพื่อยกย่องแรงงานในหลากหลายรูปแบบ   69 ปี ‘วันกรรมกรแห่งชาติ’    สำหรับในประเทศไทย ได้เริ่มให้ความสำคัญกับแนวคิดวันแรงงานหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทผลักดันแนวคิดนี้เข้าสู่สังคมไทยอย่างเป็นทางการ   โดยรัฐบาลประกาศให้วันที่ 1 พฤษภาคมเป็น ‘วันกรรมกรแห่งชาติ’ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 เพื่อยกย่องแรงงานไทยว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงเป็นการรับรองสิทธิของผู้ใช้แรงงานตามมาตรฐานสากล   Welcome แรงงานยุคใหม่โลกดิจิทัล   อย่างไรก็ตาม ในวันนี้การเดินทางของวันแรงงานสากลล่วงมาร่วม 139 ปีถึงในโลกยุคปัจจุบัน พร้อมเปลี่ยนผ่านจากยุคอุตสาหกรรมเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน ขณะที่คนทำงาน ไม่จำกัดแค่ในโรงงานหรือสำนักงานอีกต่อไป   ขณะที่ ‘แรงงาน’ ในวันนี้ ที่ยังรวมถึงนักสร้างสรรค์ นักเขียนโค้ด ฟรีแลนซ์ และ Digital Nomads ผู้เดินทางพร้อมงานในกระเป๋า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ผลักดันแนวคิด Work-Life Balance ให้เด่นชัดขึ้น   โดยแรงงานยุคใหม่เลือก ‘คุณภาพชีวิต’ ความยืดหยุ่นกลายเป็นปัจจัยสำคัญของงาน ขณะที่ความมั่นคงและสวัสดิการ เองยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของแรงงาน ทั้งในระบบและนอกระบบในวันที่โลกเชื่อมถึงกันหมด   Alternate-X สรุปให้  1 พฤษภาคมคือวันแรงงานสากล เริ่มจากการเรียกร้องสิทธิแรงงานในสหรัฐฯ ปี 1886 เหตุการณ์เฮย์มาร์เก็ตนำไปสู่การกำหนดวันแรงงาน เพื่อเรียกร้องชั่วโมงทำงานที่เป็นธรรม ขณะที่ประเทศไทยรับแนวคิดนี้อย่างเป็นทางการในปี 2499 สมัยจอมพล ป. จากยุคอุตสาหกรรมสู่ยุคดิจิทัล แนวคิดเรื่องแรงงานเปลี่ยนจากสายพานสู่ความยืดหยุ่น Digital Nomad และ Work-Life Balance ยังเป็นสิ่งที่แรงงานรุ่นใหม่ในโลก ให้ความสำคัญอยู่ อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง ’13 สิงหาคม’ วันถนัดข้างซ้ายสากล สถิติพบสัดส่วน 7-10% รวมอัจฉริยะ-คนดังโลกอยู่ในกลุ่มนี้

May 1, 2025 / 0 Comments
read more

‘นันยาง’ เข้าใจเศรษฐกิจซึมๆ ส่งรองเท้ารุ่นสวยไม่ผ่านQC แต่ราคา-คุณภาพดี เจาะเปิดเทอม

BizKet,  EcoVative

ในปีนี้เศรษฐกิจชะลอตัว ‘นันยาง’ ห่วงกำลังซื้อผู้ปกครอง ย้ำนวัตกรรมเกินคุ้มเจาะตลาดรองเท้านักเรียนไทยมีมูลค่า 5 พันล. ทำรองเท้าแห่งอนาคต เข้าหาเด็กเจน Alpha เน้นใส่สนุกเชือกไม่ต้องผูก   ชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตรองเท้านันยาง เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวในช่วงนี้ แต่นันยาง ยังมองเห็นโอกาสสร้างการเติบโตผ่านความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมผู้บริโภค พัฒนาสินค้าที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ และสร้างความแตกต่างผ่านนวัตกรรมที่ไม่เหมือนใคร   ด้าน ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ทำตลาดรองเท้านันยาง กล่าวว่า จากแนวคิดการพัฒนารองเท้านันยางตามความต้องการเชิงลึกผู้บริโภคดังกล่าว ยังนำมาต่อยอดสู่การทำตลาดในช่วงเปิดเทอมปี 2568 นี้   โดยนันยาง จะมุ่งนวัตกรรมสินค้าและความคุ้มค่า เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคเศรษฐกิจชะลอตัว  พร้อมพัฒนารองเท้าเพื่อรองรับความต้องการของเด็กนักเรียนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดรองเท้าเด็กกลุ่ม Gen Alpha หรือชั้นประถม   ล่าสุด นันยางได้ออกแบบรองเท้ารุ่น “Nanyang Have Fun”  คุณสมบัติเบา นุ่ม และสวมใส่สบายเหมาะกับสรีระของเด็กเล็ก พร้อมนวัตกรรมสำคัญในช่วงโควิด-19 ด้วยการพัฒนา ‘เชือกยืดหยุ่น’ ทำให้ไม่ต้องผูกเชือกอีกต่อไป ลดการสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้า 10 เท่า   สำหรับการเปิดเทอมปีการศึกษา 2568 นันยางได้เปิดตัว ‘เชือกยืดหยุ่น 2.0’  พร้อมฟังก์ชันพิเศษ ‘ล็อก – ปลดล็อก’ เพิ่มความคล่องตัว ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมการเรียนและการเล่น   พร้อมกันนี้ นันยาง ยังได้แนะนำสินค้าเก่าในรูปแบบใหม่ โดยนำรองเท้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานด้านความสวยงามแต่ยังคงคุณภาพการใช้งาน 100% กลับมาจำหน่ายใหม่ในราคาพิเศษ ได้แก่   Nanyang Retake (มีตำหนิจากการผลิต) ราคา 269 บาท Nanyang Retry (มีรอยเปรอะเปื้อน) ราคา 169 บาท     ดร. จักรพล กล่าว “เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันและลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด Circular Economy ในโครงการ Nanyang Reborn” พร้อมเสริมว่า “คาดการณ์ว่าโครงการ Nanyang Reborn จะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 140,000 kgCO₂e เสมือนการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 7,000 ต้นในหนึ่งปี หรือการขับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันระยะทางรอบโลกได้ 20 รอบ”   ทั้งนี้ นอกจากการสร้างทางเลือกที่คุ้มค่าให้ผู้บริโภค ยังเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขยายวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สนับสนุนการผลิตและบริโภคที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น และเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy ของนันยางให้เป็นรูปธรรม อีกด้วย   ดร. จักรพล กล่าวว่า สำหรับช่องทางการขาย นันยาง วางจำหน่ายสินค้าผ่านทั้งร้านค้าทั่วประเทศ ห้างสรรพสินค้า และช่องทางร้านค้าออนไลน์ทุกประเภท เพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้สะดวก พร้อมรับสิทธิพิเศษและโปรโมชันตามแต่ละช่องทาง เพื่อเพิ่มประสบการณ์การซื้อที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล   จากแผนดังกล่าว บริษัทฯ วางเป้าหมายเติบโตต่อเนื่องที่ 3-5% ในปีนี้ จากปัจจุบันนันยาง ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ1 ด้วยส่วนแบ่ง 45%  ของตลาดรองเท้านักเรียนคาดมีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท   ขณะที่ตลาดรองเท้านักเรียนไทยมีผู้เล่นหลักประมาณ 10-15 ราย ใน และมีผู้เล่นรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 5 รายในช่วงปีที่ผ่านมา     Alternate-X สรุปให้ นันยางรับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยนวัตกรรมรองเท้านักเรียน “Nanyang Have Fun” เจาะกลุ่มเด็ก Gen Alpha ด้วยเชือกยืดหยุ่นไม่ต้องผูก ลดการสัมผัสเชื้อโรค พร้อมเปิดตัวเวอร์ชัน 2.0 ล็อก-ปลดล็อกได้ เสริมสินค้า Retake และ Retry ราคาประหยัด เพื่อลดของเสียและส่งเสริม Circular Economy คาดลดคาร์บอนกว่า 140,000 kgCO₂e ตั้งเป้าเติบโต 3-5% ปีนี้จากตลาด 5 พันล้านบาท    

May 1, 2025 / 0 Comments
read more

นาราสิริ บางนา กม.10 บ้านหรู4 พันล. พรีเซลล์บ้านสู่คอลเล็กชั่นศิลปะ ‘YOU ARE MY HOME’

WeView

ระหว่างวันที่ 24-25 พ.ค.นี้ ‘แสนสิริ’ ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เตรียมเปิดพรีเซลล์ ‘NARASIRI BANGNA KM.10 x PARNARTS’ บ้านหรูมูลค่าโครงการรวมกว่า 4,000 ล้านบาท ภายในแสนสิริ ลักซูรี่ คอมมูนิตี้ SANSIRI 10 EAST 165 ไร่   ในงานพรีเซลล์ครั้งนี้ แสนสิริ ยังได้เนรมิต ‘บ้าน’ สู่งานศิลป์ในแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นครั้งแรกในคอลเลคชั่นพิเศษ ‘YOU ARE MY HOME’                โดยครูปาน–สมนึก คลังนอก ที่มาร่วมตีความความงดงามของคำว่า “บ้าน” ผ่านผลงานศิลปะในแบบฉบับครูปาน มาจัดแสดงอย่างเป็นทางการ   โดยรายได้จากการจำหน่ายผลงานบางส่วนนำเข้าสมทบทุนมูลนิธิเสริมกล้าเพื่อช่วยเหลือเด็กในโครงการ ZERO Dropout     สำหรับผู้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโครงการฯ นี้ได้เป็นอย่างดี คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก ‘ศรีอำไพ รัตนมยูร’ ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงความสำเร็จการเป็นผู้นำในกลุ่มตลาดลักซูรี่ และซูเปอร์ลักซูรี่ของประเทศ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการลูกค้ากลุ่ม HNWIs อย่างต่อเนื่อง   ล่าสุด เปิดตัวโครงการมาสเตอร์พีซแรกแห่งปี NARASIRI BANG NA KM.10    (นาราสิริ บางนา กม.10) ระดับราคา 60-150 ล้านบาท ภายใต้พอร์ตฯ Sansiri Luxury Collection บ้านเดี่ยวระดับลักซูรี่ เอ็กซ์คลูซีฟ ไพรเวท จำนวน 56 ยูนิต รวมมูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท ภายใน SANSIRI 10 EAST ลักซูรี่ คอมมูนิตี้ บนพื้นที่ 165 ไร่ มูลค่ารวม 18,000 ล้านบาท   โครงการฯ มีความโดดเด่นด้านต่างๆ อาทิ   ดีไซน์การออกแบบมาตรฐานด้วยกลิ่นอาย New York Renaissance Revival ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ตั้งอยู่บน The Best & Prime Location ทำเลที่คู่ควรและเหมาะสม Target profile ตอบรับความต้องการลูกค้าบนทำเลดังกล่าว ตลอดจนดีไซน์   สำหรับ NARASIRI BANG NA KM.10 อยู่บนทำเลติดถนนใหญ่บางนา – ตราด กม.10 มาพร้อมกับ Gated Community มอบความส่วนตัวสูงสุด ประกอบด้วย 4 รูปแบบบ้าน ได้แก่   NOHO No.6 พื้นที่ใช้สอย 687 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ และ ที่จอดรถ 4 คัน พร้อมลิฟท์ส่วนตัว NOHO No.5 พื้นที่ใช้สอย 540 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ และ ที่จอดรถ 4 คัน พร้อมลิฟท์ส่วนตัว NOHO No.4 พื้นที่ใช้สอย 495 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ และ ที่จอดรถ 3 คัน NOHO X แบบบ้าน New Design เปิดตัวครั้งแรกที่โครงการนี้ พื้นที่ใช้สอย 437 ตร.ม. ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ และ ที่จอดรถ 3 คัน     เกี่ยวกับ NARASIRI   แบรนด์ที่แสนสิริ พัฒนาขึ้นและได้รับความเชื่อมั่นจากกลุ่มลูกค้าระดับ HNWIs ตลอดกว่า  20 ปี    เป็นเสมือนสินทรัพย์คอลเล็กชั่นอสังหาฯ ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแสนสิริ ปรับเปลี่ยนการดีไซน์ให้เข้ากับลูกค้า Young Successors ยุคสมัยใหม่ ที่ประสบความสำเร็จเร็ว รวมทั้งยังมองหาโอกาสในการต่อยอดลงทุนจากสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต   แสนสิริ พัฒนาโครงการ NARASIRI มาแล้วรวมทั้งสิ้น 9 โครงการ ในหลากหลายโลเคชั่น ศักยภาพ อาทิ วัชรพล, กรุงเทพกรีฑา, นวมินทร์, ย่านฝั่งธน    

April 30, 2025 / 0 Comments
read more

เจนฯ 2 ‘ลัคกี้เฟลม’ ขอเป็นมากกว่าแบรนด์เตาแก๊ส ขยายสู่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก

BizKet

เชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลัคกี้เฟลม จำกัด ผู้ผลิตและทำตลาดอุปกรณ์ประกอบการทำครัวเตาแก๊ส แบรนด์ ลัคกี้เฟลม (Lucky Flame) เปิดเผยว่าบริษัทฯ วางแนวทางการทำตลาดผลิตภัณฑ์ลัคกี้เฟลม นับจากนี้ไป จะเป็นมากกว่าแบรนด์สินค้าเตาแก๊ส หลังจากอยู่ในตลาดครบรอบ 50 ปีในปีนี้   พร้อมกันนี้ ลัคกี้เฟลม ยังให้ความสำคัญการพัฒนานวัตกรรมสินค้าทั้งด้านการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานใน 8 กลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย   กลุ่มเตาแก๊สและเตาไฟฟ้า กลุ่มเครื่องดูดควัน กลุ่มเตาอบ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องทำน้ำอุ่น กลุ่มอ่างล้างจานและก็อกน้ำ กลุ่มอุปกรณ์แก๊ส ผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจร้านอาหาร   “แบรนด์ลัคกี้เฟลม เพิ่มไลน์อัปทำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก Small Appliance มาตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน ซึ่งเป็นโอกาสการขายและขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากกลุ่มเดิมที่คุ้นเคยแบรนด์ในฐานะเตาแก๊ส ที่อยู่ในตลาดมานานร่วม 50ปี” เชาว์เลิศ กล่าว สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 นั้น ซึ่งเป็นความท้าทายและเป็นก้าวใหม่ของ ลัคกี้เฟลม ที่ดำเนินธุรกิจมาถึง 50 ปี โดยบริษัทฯ มุ่งสร้างธุรกิจไปในทิศทางเดียวกับโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายสู่การเป็นแบรนด์ไทยที่มีศักยภาพระดับสากล พร้อมวางแผนทำตลาดผลิตภัณฑ์ใหม่ในปีนี้ อาทิ   Nexus ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวอัจฉริยะ (Smart Kitchen Appliances) ประกอบด้วยเครื่องดูดควัน (Smart Hood) เตาแก๊ซแบบฝัง (Smart Built-in Gas Hob) เตาแก๊สอัจฉริยะ i-Hob สามารถเชื่อมต่อ Application บนสมาร์ทโฟน   “บริษัทฯ ให้ความสำคัญการทำสินค้าเน้นฟังก์ชั่นคู่ดีไซน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านได้ด้วย รวมถึงเพิ่มความฉลาดในเตาแก๊สรุ่นไอ-ฮอป ที่เชื่อมกับสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานให้สามารถตรวสสอบสภานะการทำงานของเตาแก๊สได้ หากไม่แน่ใจว่าปิดเตาแก๊สก่อนออกจากบ้านหรือยัง ซึ่งรุ่นนี้วางจำหน่ายราคา 24,900 บาท”   นอกจากนั้นยังเตรียมร่วมกับนักออกแบบดีไซเนอร์ชื่อดัง พัฒนาผลิตภัณฑ์ เตาไฟฟ้ารุ่น พิเศษ (Limited Edition) ฉลอง 50 ปี คาดเปิดตัวในไตรมาสสี่ ปีนี้   สำหรับแนวทางการทำตลาดลัคกี้เฟลม จากนี้ไปจะวางตำแหน่งเป็นแบรนด์สินค้าคุณภาพของคนไทยที่มีดีไซน์ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมรักษาฐานในกลุ่มแม่บ้าน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ (Mass Market) พร้อมให้ความสำคัญกลุ่มลูกค้าในเมืองและคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประเภท Built-in และสินค้าสำหรับผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ที่ต้องการความสะดวก ปลอดภัยและเหมาะสมกับพื้นที่จำกัด (Smart Function & Safety Innovation) พร้อมขยายการทำตลาดยุโรปในประเทศเยอรมันนี เป็นครั้งแรกจากก่อนหน้า บริษัทฯ มีตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และ ออสเตรเลีย เป็นหลัก   เชาว์เลิศ กล่าวว่า บริษัทฯ ยังได้ใช้งบลงทุนต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทใน 3 ปีก่อนหน้า เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้าเพิ่มในโรงงาน 2 แห่งตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด และ ย่านกิ่งแก้ว เพื่อทำตลาดทั้งในและต่างประเทศสัดส่วน 80% และ 20% ตามลำดับ และวางแผนปรับสัดส่วนเป็น 70% และ 30% ในอีก 5 ปีข้างหน้า   ขณะที่สินค้าภายใต้แบรนด์ลัคกี้เฟลม ทั้งหมดถือเป็นแบรนด์คนไทย ใช้ฐานผลิตประเทศไทย (Made in Thailand) ที่ได้รับมาตรฐานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การรันตีด้านความปลอดภัยให้กับผู้บริโภค   “เครื่องหมายดังกล่าว มีความสำคัญอย่างมากต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อตั้งรับการเข้ามาของสินค้าประเภทเดียวกันจากประเทศจีน ที่จะทะลักเข้ามาในไทยมากขึ้น จากผลกระทบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ประเทศหลังต้องหาตลาดเพื่อระบายการผลิตสินค้าออกจากประเทศจำนวนมาก โดยใช้กลยุทธ์การตัดราคาสินค้าที่ต่ำกว่าผู้เล่นท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ   สำหรับเป้าหมายรายได้ในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มได้ 10%ในปี 2567 อยู่ที่ 950 ล้านบาท และคาดว่าในอีก 3ปี จะเติบโตได้ถึง 1,200 ล้านบาท จากปัจจัยการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาด และร่วมกับพันธมิตรใหม่ พร้อมทำตลาดส่งออกต่างประเทศ มากขึ้น   Alternate-X สรุปให้ ลัคกี้เฟลม ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ด้วยกลยุทธ์ขยายจากแบรนด์เตาแก๊สสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กครบวงจร พร้อมเน้นนวัตกรรมและดีไซน์ทันสมัย เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และตลาดคอนโดฯ ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป เข้าตลาดเยอรมันนีเป็นครั้งแรกในปีนี้ พร้อมลงทุนต่อเนื่องเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและพัฒนา Smart Appliances เช่น i-Hob เชื่อมต่อมือถือตรวจสอบสถานะการทำงานของเตาแก๊ส ตั้งเป้ารายได้ปี 2568 ที่ 1,000 ล้านบาท และโตต่อเนื่องถึง 1,200 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้า          

April 30, 2025 / 0 Comments
read more

เรื่องเล่าจากเตาแก๊ส ‘ลัคกี้เฟลม’ 50 ปีคู่ครัวไทย ถึงวันนี้ส่งไม้ต่อเจนฯ2 พาสู่รายได้พันล้าน

BizKet

Lucky flame  ลัคกี้เฟลม แบรนด์เตาแก๊ส สัญชาติไทย ที่เดินทางสู่ปีที่ 50 ในปี 2568 นี้  พร้อมการบอกเล่าของ ‘อมรรัตน์ ลีลาศวัฒนกุล’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท และ หนึ่งในผู้ร่วมตั้งกิจการ ลัคกี้เฟลม ย้อนจุดเริ่มต้นกิจการครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อราวปี 2518 หลังสามี (คุณไชยยงค์ ลีลาศวัฒนกุล) มองเห็นโอกาสทำธุรกิจเตาแก๊ส ที่มีราคาสูงถึง 50-60%  ด้วยเป็นสินค้าที่ถูกบวกภาษีนำเข้าจาก ญี่ปุ่น และ ไต้หวัน  เพื่อนำเข้ามาขายในไทย ยุคนั้น   จากช่องว่างราคาเตาแก๊ส ที่สูงมาก ทำให้ ‘คุณไชยยงค์’ มองเห็นเป็นโอกาส ทางธุรกิจ โดยเสนอไอเดียให้เถ้าแก่โรงงานวัถตุอุตสาหกรรมไทยที่ ‘คุณไชยยงค์’ ทำงานอยู่ในเวลานั้น เป็นผู้ผลิตและขายสินค้าในราคาที่ไม่ต้องบวกภาษีนำเข้า   แต่ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมในยุคดังกล่าว ทำให้สินค้าเตาแก๊สที่ผลิตออกมาขายยังไม่ได้รับความนิยม บวกกับสินค้าที่ผลิตออกมามีวอลุ่มไม่มากนัก ทำให้ เถ้าแก่โรงงานฯ ตัดสินใจยกกิจการให้ คุณไชยยงค์ และ คุณอมรรัตน์ เพื่อไปทำต่อกันเอง   4 ปีผ่านไปถึงยุคสร้างแบรนด์    แต่ด้วยความอดทนของทั้งคู่ตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าในปีแรกจะมียอดขายราว 1 ล้านบาทเท่านั้น แต่ก็เชื่อว่าตลาดเตาแก๊สในไทยยังมีอนาคตรออยู่และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทำให้ในอีก4 ปีถัดมา หรือในปี 2522 คุณไชยยงค์ มองว่าธุรกิจเตาแก๊สควรจะมียี่ห้อเพื่อสร้างแบรนด์และทำตลาดอย่างจริงจัง   “คุณไชยยงค์ เขียนคำว่าเปลวไฟเป็นภาษาจีนก่อน แล้วเราก็เอามาขยายต่อเป็นภาษาอังกฤษกับคำว่า Flame หมายถึงเปลวไฟเช่นกัน เลยบอกกับคุณไชยยงค์ ว่าถ้าอย่างนั้น ใช้คำว่า ลัคกี้เฟลม ไปเลยไหม?”   อมรรัตน์ เล่าพร้อมเสริมอีกว่า “ส่วนโลโก้ตอนนั้นเป็นรูปตะเกียง ก็มาจากไอเดียที่เรายังเป็นนิสิต มหาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วเรียนอยู่สายวิทย์ ซี่งต้องทำแล็บมีการใช้อุปกรณ์พวกตะเกียง ใช้เป็นตัวจุดกำเนิดของไฟในการทดลองต่างๆ เลยนำมาใช้เป็นโลโก้ของแบรนด์ ลัคกี้เฟลม”     เรียกได้ว่า จุดกำเนิดทั้งแบรนด์และโลโก้ ล้วนมาจากเรื่องใกล้ตัวของสองสามีภรรยา ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจแทบทั้งหมด     อมรรัตน์ เล่าอีกว่า จากจุดเริ่มต้นในครั้งนั้นพร้อมผู้ก่อตั้งอีก 3 ท่านที่ร่วมผลักดันกิจการให้ดำเนินไปต่อ ทำให้ ‘ลัคกี้เฟลม’ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องพร้อมได้พันธมิตรต่างประเทศ โดยวมทุนกับบริษัท รินใน จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น จัดตั้ง บริษัท รินใน ประเทศไทย จำกัด ในปี 2533 เพื่อทำตลาดสินค้าแบรนด์รินใน ร่วมกันในไทยและยังดำเนินการมาถึงในปัจจุบัน   ในวันนี้ อมรรัตน์ ย้ำว่า ‘ลัคกี้เฟลม’ เป็นแบรนด์สินค้าของคนไทยที่ผลิตภายใต้ ‘Made in Thailand’ ที่สร้างความเชื่อมั่นในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และ เวียดนาม) ซึ่งจากนี้ไปมีแผนขยายการส่งออกไปยังตลาดยุโรป และเตรียมเข้าในประเทศเยอรมันนีในปีนี้   ขณะที่ในปีนี้ การเดินทางของ ลัคกี้เฟลม สู่ปีที่50 พร้อมเริ่มส่งไม้ต่อการบริหารธุรกิจไปยังลูกชาย (เชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล) ที่แม้จะนั่งตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทฯ แต่รับบทบาทจริงในการบริหารอย่างเต็มตัวแล้ว   อมรรัตน์ เสริมว่า “คุณเชาว์เลิศ เข้ามารับหน้าที่บริหารลัคกี้เฟลมตั้งแต่ 15 ปีก่อน ถึงในตอนนี้มีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะงานด้านพัฒนาและวิจัยโปรดักส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถนัด ทำให้จากนี้ไปลัคกี้เฟลม จะเป็นมากกว่าแบรนด์เตาแก๊ส ด้วยจะขยายไปยังตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กในบ้าน อย่างเตาอบ เตาไมโครเวฟ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในกลุ่มใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ” พร้อมขยายความอีกว่า   “ในช่วงห้าปีแรกที่คุณเชาว์เลิศ เข้ามายังนั่งในโรงงานศึกษาภาพรวมต่างๆ แต่ตอนนี้ผ่านมาอีกสิบปีทำเรื่องพัฒนาธุรกิจมากขึ้น จากเมื่อก่อนเวลาไปคุยธุรกิจกับพาร์ทเนอร์ด้วยกัน แม่จะเป็นคนคุยแล้วลูกนั่งฟัง แต่ในตอนนี้เมื่อหลายอย่างเปลี่ยนไปตามยุคสมัย กลายเป็นว่าแม่ฟังแล้วลูกเป็นคนคุยแทน”      อมรรัตน์ เล่าทิ้งท้ายพร้อมชวนให้รำลึกถึงเส้นทางของลัคกี้เฟลม ก่อนจะมาถึงในวันนี้ว่า “ย้อนไป 50 ปีก่อน ลัคกี้เฟลม เป็นกิจการที่เกิดขึ้นจากห้องแถวเล็กๆในซอยอมรพันธ์ ย่านห้วยขวาง เจอเสียงคนแถวๆนั้นตำหนิบ่อยครั้ง ด้วยทำเสียงดังเกือบทุกวัน จากนั้นเมื่อตั้งโรงงาน คุณเชาวน์เลิศก็ต้องเข้ามาช่วยทำงาน เข้ามานั่งพับกล่อง ทำกล่องๆ ตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งเขาก็มีคำถามตามประสาเด็กๆ บ่อยครั้งว่า ทำไมเขาถึงไม่ได้ออกไปเล่นเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเราก็จะบอกกับเขาว่า เป็นเพราะเรามีหน้าที่ที่ต้องทำ และผลลัพธ์จะสะท้อนคืนกลับมาเมื่อลูกโตขึ้น”   ในวันนี้ ลัคกี้เฟลม ได้พิสูจน์ความสำเร็จตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ด้วยเป้าหมายยอดขาย 1,000 ล้านบาท ในปี 2568 นี้   Alternate-X สรุปให้  ลัคกี้เฟลม แบรนด์เตาแก๊สไทย เริ่มจากโอกาสธุรกิจในยุคถังแก๊สนำเข้าแพงเมื่อปี 2518 โดยผู้ก่อตั้ง ‘คุณไชยยงค์-คุณอมรรัตน์ ลีลาศวัฒนกุล’ ได้สร้างแบรนด์และโลโก้ขึ้นมาปี 2522 ตั้งชื่อ ‘ลัคกี้เฟลม’ และขยายธุรกิจร่วมทุนกับ รินไน ประเทศญี่ปุ่นในปี 2533 ปัจจุบันส่งไม้ต่อให้รุ่นลูก ‘เชาว์เลิศ ลีลาศวัฒนกุล’ พัฒนาสินค้าจากเตาแก๊สสู่เครื่องใช้ไฟฟ้า มุ่งสู่ยอดขายพันล้านในปี 2568 พร้อมขยายตลาดสู่ยุโรป 

April 30, 2025 / 0 Comments
read more

ปัญหาวนลูปภัยพิบัติน้ำในภาคเหนือทั้งหน้าแล้ง-หน้าฝน แก้ไม่จบเพราะขาดข้อมูลบริหารจัดการน้ำ

EcoVative

จากสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ผ่านมาของประเทศไทย ที่ต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง และเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก รวมถึงการเกิดดินโคลนถล่มอย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากยังขาดแคลนข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้อมูลปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำ   ไทยเบฟฯ ตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ   จากสถานการณ์ดังกล่าว บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี ให้กับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567   ขณะเดียวกัน ยังเพื่อช่วยเติมเต็มระบบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือ และภาคกลาง ครอบคลุมลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ในการตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน และระดับน้ำ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที รวมถึงช่วยป้องกันความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนจากภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน   โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รับมอบเงินสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานี จาก นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายวิรัช เมฆสัมพันธ์ นางสาวน้ำฝน อังศุธรรังสี นายภัทริศร์ ถนอมสิงห์ และ ดร.นภัส พันธ์พงษ์เจริญ     ดึงข้อมูลจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติน้ำ   สำหรับการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ จำนวน 72 สถานี ประกอบด้วย   สถานีตรวจวัดปริมาณน้ำฝน จำนวน 52 สถานี สถานีตรวจวัดระดับน้ำ จำนวน 20 สถานี   โดยติดตั้งในพื้นป่าต้นน้ำลุ่มน้ำภาคเหนือ และภาคกลาง ปิง วัง ยม  และน่าน ครอบคลุม 11 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย   เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร   เพื่อนำข้อมูลจากสถานีโทรมาตรอัตโนมัติที่ได้ถูกเชื่อมโยง และแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านเว็บไซต์คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ www.thaiwater.net และแอปพลิเคชัน ThaiWater มาใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย  และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   โดยคาดว่าโครงการนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การขยายผลในระดับประเทศ เพื่อให้ทุกพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสามารถวางแผน และบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยังเป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม อย่างต่อเนื่อง   นอกจากนี้ ไทยเบฟ และสสน. ยังได้วางแผนจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรภายในองค์กร รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เสี่ยงการเกิดอุทกภัย ให้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถติดตาม และประเมินสถานการณ์น้ำ เพื่อเป็นการยกระดับองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างยั่งยืน   Alternate-X สรุปให้ จากปัญหาภัยพิบัติน้ำในไทย ไทยเบฟสนับสนุนการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติ 72 สถานีในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคเหนือและกลาง ครอบคลุม 11 จังหวัด เพื่อเก็บข้อมูลฝนและระดับน้ำแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ ThaiWater.net โครงการนี้ช่วยเสริมระบบเตือนภัยและบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมอบรมบุคลากรในพื้นที่เสี่ยง เพื่อยกระดับความรู้ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน  

April 29, 2025 / 0 Comments
read more

ตลาดอสังหาฯไตรมาส2 ‘แผ่นดินไหว-สงครามการค้า’ ทำต้นทุนวัสดุ ‘เหล็ก’ ขึ้นราคา-ค่าก่อสร้าง

BizKet

ครบ 1 เดือนหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 28 มีนาคม 2568 ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หลายรายต่างเร่งแผนฟื้นความเชื่อมั่นพร้อมให้การดูแลอย่างเต็มกำลังลูกบ้านในแต่ละโครงการฯ ด้วยวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังเป็นบทพิสูจน์การบริหารไครซิส ของธุรกิจอสังหาฯไทย เป็นอย่างดี     เช่นเดียวกับ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ดร.ยุ้ย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA กล่าวถึงสถานการณ์แผ่นเดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา แม้จะเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่ผลกระทบได้ให้บทเรียนสำคัญในภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์   โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ที่ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งเชิงจิตวิทยาและจากภาวะเศรษฐกิจรอบด้าน ซึ่งกระทบต้นทุนก่อสร้างและภาพรวมเศรษฐกิจโลก   และในภาวะที่ตลาดกำลังเผชิญความไม่แน่นอนนี้ เสนา ได้ใช้ความได้เปรียบทางความรู้ความสามารถและประสบการณ์จากพันธมิตรญี่ปุ่น ‘บริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป’ เร่งปรับกลยุทธ์เชิงรุก นำนวัตกรรมมาปรับใช้ทันที ผ่านแนวคิด Geo fit+ ที่มีขบวนการป้องกันและตั้งรับเหตุภัยพิบัติ จะนำมาใช้กับโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ได้ทันที เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยในระยะยาว   โดยเสนาฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบโครงการทั้งหมด 108 แห่ง ครอบคลุมคอนโดมิเนียม 62 โครงการ และโครงการแนวราบ 46 โครงการ รวมถึงโครงการเก่าที่แม้เสนาฯ จะไม่ได้เป็นนิติบุคคลบริหารโครงการพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ทันทีที่ได้รับการติดต่อจากลูกบ้าน ภายใต้การขออนุญาตจากนิติบุคคลตามขั้นตอน   ‘ภาษีทรัมป์’ กระทบอสังหาฯไทยแน่นอน   ดร. ยุ้ย มองต่อถึงอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับมหภาค คือ การยกระดับสงครามการค้า ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง “ประเด็นนี้ถือว่ามีผลในระดับกว้างกว่าผลจากแผ่นดินไหว เพราะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก ซึ่ง เสนามองว่าในไตรมาส 2/2568 ตลาดคอนโดมิเนียมจะมีแนวโน้มชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มไฮไรส์ แต่ในระยะยาวตลาดจะค่อย ๆ ปรับสมดุลได้เอง ซึ่งสิ่งสำคัญคือการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์”   ดร. ยุ้ย ย้ำว่า ในมุมของธุรกิจอสังหาฯ ปัจจัยที่น่ากังวล คือ ราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็ก ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   “ปีนี้เราจึงต้องรับมือกับความท้าทายถึงสองเรื่องในเวลาใกล้เคียงกัน ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่กระทบการท่องเที่ยว และมาตรการภาษีของทรัมป์ การบริหารความเสี่ยงในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น แต่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าสำหรับสิ่งที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่เราได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา” ดร.เกษรา กล่าว   ส่ง ‘LivNex-RentNex’ เจาะคนยุคใหม่   พร้อมกล่าวต่อ การพัฒนาโครงการในปี 2568 ยังคงดำเนินไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยเสนาฯ ใช้ประสบการณ์และองค์ความรู้ในการจัดการกับภัยพิบัติที่ไม่คาดฝัน มายกระดับมาตรฐานโครงการอย่างรอบคอบและทันที โดยระงับการก่อสร้างชั่วคราวจำนวน 6 โครงการ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อนำนวัตกรรมและแนวทางการออกแบบด้านความปลอดภัยจากพันธมิตรญี่ปุ่น (HHP) มาปรับใช้ก่อนเดินหน้าก่อสร้างต่อไป โดยในระหว่างนี้ยังคงดำเนินการขายทั้ง 6 โครงการตามแผนงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ว่าโครงการเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาในมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูงสุด รองรับทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นใจในระยะยาว   ดร.ยุ้ย เสริมถึงการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวด การเข้าถึงที่อยู่อาศัยจึงกลายเป็นความท้าทายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภค เสนาฯ จึงได้พัฒนา “LivNex เช่าออมบ้าน” นวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถ “จ่ายค่าเช่า เท่ากับมีเงินออม” พร้อมโอกาสเปลี่ยนสถานะเป็นเจ้าของภายใน 3 ปี รองรับกลุ่มลูกค้าที่กู้ไม่ผ่านในครั้งแรก   โดยมีหน่วยงานภายในของบริษัท ‘เงินสดใจดี’ ให้คำปรึกษาและวิเคราะห์เครดิตอย่างเป็นระบบ รวมถึงความร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อสร้างประวัติเครดิตและเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในอนาคต   ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,000 ยูนิต สะท้อนความต้องการในตลาดและความเชื่อมั่นต่อรูปแบบการอยู่อาศัยทางเลือกใหม่นี้   ขณะเดียวกัน เสนาได้เปิดตัวโมเดลการเช่าแบบสมาชิก ‘RentNex’ ซึ่งออกแบบมาเพื่อกลุ่ม Generation Rent ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น และมองการเช่าเป็นทางเลือกหลัก ‘RentNex’ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถสมัครสมาชิกเพื่อเข้าอยู่อาศัยในคอนโดฯ คุณภาพของเสนา โดยเริ่มต้นเพียง 6,700 บาทต่อเดือน รองรับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายและไม่ผูกมัดระยะยาว   แนวทางดังกล่าว ของเสนาฯ ยังเพื่อปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในภาพรวมที่สอดคล้องกับวิถีการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ด้วย   Alternate-X สรุปให้  หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว เสนาฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่น ตรวจสอบทุกโครงการ พร้อมรับมือไครซิสอย่างเป็นระบบ ใช้ความร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่นพัฒนามาตรฐาน Geo fit+ ยกระดับความปลอดภัยในโครงการใหม่ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบสงครามการค้า-ภาษีทรัมป์ ว่าเป็นความเสี่ยงเชิงมหภาคที่กระทบตลาดอสังหาฯ ไทย และยังมองหาโอกาสทางธุรกิจผ่านนวัตกรรมทางการเงิน เช่น LivNex เช่าออมบ้าน และ RentNex สำหรับกลุ่ม Gen Rent เสนาฯ เน้นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า มุ่งสร้างความมั่นใจในทุกมิติของการอยู่อาศัยยุคใหม่

April 29, 2025 / 0 Comments
read more

‘สารัช’ ขยายเที่ยวเชิงเกษตร ทำพิพิทธภัณฑ์มะขามหวาน ชวนจอยโฮมสเตย์วิถีเพชรบูรณ์

BizKet

‘Sarach’ แบรนด์ต้นตำรับมะขามปรุงรสจี๊ดจ๊าด ที่อยู่ในตลาดมานานร่วม 20 ปี พร้อมแผนอนาคตขยายสู่ธุรกิจท่องเที่ยว ในระดับจังหวัดเพชรบูรณ์     ‘สารัช กมลธรไท’ หรือ ‘คุณแฟลช’ วัย 43 ปี ปัจจุบันนั่งเก้าอี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ทำตลาดผลิตภัณฑ์มะขามแปรรูป ‘สารัช’ (Sarach) ร่วมกับคุณแม่-สุภาลักษณ์ กมลธรไท ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งธุรกิจในยุคแรกๆ ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีก่อน   คุณแฟลช เล่าโปรไฟล์ส่วนตัวเล็กน้อย ต่อการเข้ามาบริหารธุรกิจร่วมกับคุณแม่ในบริษัทสารัช มาร์เก็ตติ้ง ในเกือบทันที หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการตลาด และการท่องเทื่ยวในระดับปริญญาตรี จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล MUIC   ด้วยเจ้าตัวเองก็รู้เป็นอย่างดีเช่นกันว่า เส้นทางธุรกิจมะขามแปรรูปที่ครอบครัวสร้างขึ้นมานี้เป็นดั่ง ‘ข้อเสนอ’ ที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้   “ผมถือเป็นทายาทกิจการรุ่น 1.5 ครับไม่ได้เป็นรุ่น 2 เพราะทำงานร่วมกับคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ในฐานะเด็กเดินมะขามถุงให้กับที่บ้านมาก่อน” สารัช แฟลช แบ็ค เรื่องราวในวันเยาว์ด้วยความสนุก   ถึงในวันนี้แบรนด์ ‘สารัช’ มะขามแปรรูปที่ผู้บริโภคคุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสูตรมะขามจี๊ดจ๊าดในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งในปีนี้ สารัชฯ เตรียมกลับมาทวงแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดมะขามแปรรูปมูลค่ากว่า พันล้านบาท   โดยเตรียมใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ปรับโฉมใหม่ (Refresh) แบรนด์ให้มีความสดใสมากขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี พร้อมแตกอีก3แบรนด์สินค้าใหม่ รวมทั้งสิ้นจะมี 4 แบรนด์เพื่อทำตลาดในทุกกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุม ประกอบด้วย   สารัช (SARACH TAMARIND) วางตำแหน่งเป็นแบรนด์หลัก ทำตลาดสินค้ามะขามแปรรูป จับกลุ่มเป้าหมายตลาดวงกว้างทั่วไป (Mass Market) Alisa จับกลุ่มเป้าหมายเด็กลง (Youngster) เพื่อรองรับผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มสาวสมัยใหม่ ASHIRA SAN จับกลุ่มเป้าหมายทั่วไป โดยใช้นวัตกรรม และ รสชาติต่างๆ มาเพิ่มความสนุกให้กับแบรนด์ SARACH GOLD สารัช โกลด์ วางตำแหน่งเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์มะขามระดับ พรีเมี่ยม   สารัช บอกว่า ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4แบรนด์นี้ จะทำให้สารัช มีสินค้ารวมกันไม่ต่ำกว่า 200 รายการ มากกว่า 30 รสชาติ มีราคาสินค้าแต่ละเอสเคยูเฉลี่ยตั้งแต่ 20-40 บาท ส่วนสารัช โกลด์ วางราคา 120 –  400 บาท   พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเลือก ‘คุณแม่-สุภาลักษณ์ กมลธรไท’ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์แบรนด์สารัช เพื่อตอกย้ำความเป็นตัวจริงในฐานะต้นตำรับมะขามแปรรูปแห่งเมืองเพชรบูรณ์ อีกด้วย   บริษัทฯ จะใช้กลยุทธ์การทำตลาดผ่านคอนเทนต์ (Content Marketing) พร้อมตั้งสำนักงานอีกหนึ่งแห่งในกรุงเทพฯ ย่านพระราม9 เพื่อดูแลการตลาดและทำงานร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรได้คล่องตัวมากขึ้น เพื่อผลักดันให้แบรนด์สารัช กลับมาเป็นที่จดจำและสร้างยอดขายขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในตลาดมะขามแปรรูป ทั้งในช่องทางร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store )และ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Hyper Market) ภายในสิ้นปี 2568 นี้   โดยในปีนี้จะมียอดขาย 200 ล้าน และในปี 2570 คาดมียอดขายมากกว่า 300 ล้านบาท และ ขยับเป็นมากกว่า 500 ล้านบาทต่อปีในปี 2572 ซึ่งหมายความว่า สารัชฯ จะต้องขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 3,000 ตัน/ปี และมีสินค้าใหม่อย่างน้อย 3 SKU พร้อมเป็นป้อนวัตถุดิบให้กับองค์กร และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน รองรับทั้งห่วงโซ่มะขามสู่ตลาดสากล จากแนวทางนี้ บริษัทฯ ยังได้ทยอยลงทุนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทในการปรับปรุงโรงงานเพื่อรองรับทุกตลาดในต่างประเทศ พร้อมผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกตลาด เพื่อผลักดันการเติบโตในตลาดต่างประเทศ มากกว่า 50 %   ปักหมุก ‘หล่มเก่า’ แหล่งเที่ยวเชิงเกษตร   สารัช เล่าต่อถึงแผนธุรกิจใหม่ในอนาคต ของอาณาจักรสารัช ที่จะไม่หยุดแค่ธุรกิจผลไม้แปรรูปมะขามและอื่นๆ ด้วยยังมองไปต่อถึงการสร้างแลนด์มาร์คใหม่ๆ ในเมืองหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้เป็นจุดเช็คอินการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agritourism) ในอนาคต อีกด้วย   โดยนำหลักคิดการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะขามที่มีอยู่มารวมกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อจัดเส้นทางการท่องเที่ยวเยี่ยมชมวิถีการเกษตรชุมชนท้องถิ่นที่มี ‘มะขาม’ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะสวนมะขาม GI ที่มีอัตลักษณ์ประจำถิ่น   “ในญี่ปุ่นมีฟาร์มสตรอว์เบอร์รี่ ให้นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมและทำกิจกรรมตัดลูกสตรอว์เบอรี่กินกันสดๆ เราก็อยากทำให้เมืองหล่มเก่า เพชรบูรณ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ทำได้แบบนี้” สารัช บอกอีกถึงโปรเจกต์ส่วนตัว ที่วางไว้ในอนาคต คือ การนำบ้านหลังเก่าที่ครอบครัวเคยอยู่อาศัยร่วมกันมาตั้งแต่วัยเด็ก ที่ปัจจุบันเป็นหน้าร้านขายสินค้าของฝากของที่ระลึกแบรนด์สารัช มะขามแปรรูป ที่ตั้งอยู่ในอำเภอหล่มเก่า       โดยจะนำบ้านหลังนี้ มาปรับปรุงโฉมใหม่ ด้วยจะเป็นทั้งพิพิทธภัณฑ์ ที่เล่าเรื่องราวทั้งผลไม้เศรษฐกิจ มะขามเมืองเพชรบูรณ์ และ เส้นทางแบรนด์สารัช มะขามแปรรูป จากจุดเริ่มต้นถึงในปัจจุบัน พร้อมเติมพื้นที่ห้องพักในรูปแบบ ‘Home Stay’ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนและต้องการสัมผัสวิถีการใช้ชีวิตท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างลึกซึ้ง อีกด้วย     นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาโรงแรมที่พักในรูปแบบรีสอร์ต ซึ่งจะตั้งอยู่ในที่ดินโครงการ สารัช แทมมาริน ฮิลล์’ (Sarach Tamarind Hill) บนพื้นที่ 12 ไร่ ในอำเภอหล่มเก่า เพชรบูรณ์ ซึ่งวางตำแหน่งให้เป็น ‘แลนด์ มาร์ค’ ที่รวบรวมสินค้าของฝากจากเมืองมะขามหวาน พร้อมด้วยคาเฟ่ BOOGA BOOGA และ ร้านขนมจีนเส้นสดสูตรดั้งเดิม (ย่าสนม) เพื่อต้อนรับทุกคนที่เดินทางมาเมืองเพชรบูรณ์แห่งนี้     “โปรเจกต์ใหม่ทั้งรีสอร์ตและโฮมสเตย์ คาดจะได้เห็นความชัดเจนราว 3-5 ปีหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลรายละเอียดด้านต่างๆ ด้วยมองว่าจะสร้างโอกาสทางประสบการณ์ด้านอื่นๆให้กับแบรนด์สารัชในอนาคตได้ด้วย”คุณแฟลช กล่าวทิ้งท้าย Alternate-X สรุปให้  แบรนด์ ‘สารัช’ มะขามปรุงรสในตำนาน เตรียมรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ พร้อมแตกไลน์ 4 แบรนด์รองรับตลาดทุกกลุ่ม พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 50 ล้านบาททำตลาดและลงทุนโรงงาน พาสู่เป้าหมายยอดขายแตะ 500 ล้านบาทภายในปี 2572 นอกจากนี้ ยังวางแผนขยายธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรในหล่มเก่า เพชรบูรณ์ สร้างแลนด์มาร์คใหม่ทั้งโฮมสเตย์ พิพิธภัณฑ์ และรีสอร์ต    

April 28, 2025 / 0 Comments
read more

วิมาน (มะ) ขาม ธุรกิจทั้งหวานและเปรี้ยว ก่อนจะเป็น ‘สารัช’ มะขามแปรรูป เพชรบูรณ์

EcoVative

‘แม่หมู-สุภาลักษณ์ กมลธรไท’ อดีตคุณครูสอนเลขโรงเรียนมัธยม จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่มองเห็นจังหวะการทำธุรกิจจากสินค้าเกษตรมะขามหวาน’ ‘ตัวตึง’ ของดีประจำจังหวัด   พร้อมนำผลผลิตเข้าสู่กระบวนการแปรรูปมาทำตลาดสินค้าภายใต้แบรนด์ สารัช (Sarach) มะขามแปรรูป เป็นครั้งแรกเพื่อส่งขายในช่องทางร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น  400 สาขาภาคเหนือ มาตั้งแต้ปี 2547 ถึงปัจจุบันแบรนด์เดินทางมาร่วม 20 ปีแล้ว   สุภาลักษณ์ กมลธรไท ผู้ก่อตั้ง/กรรมการผู้จัดการ บริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ก่อนจะสร้างแบรนด์-เร่ขายมาก่อน   ‘แม่หมู’ วัย 69 ปี ในวันนี้ เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจยังมาจากประสบการณ์วัยเด็กของตัวเอง มักช่วยแม่ (ย่าสนม) ซึ่งเป็น ‘คนหล่ม’ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ต้องเดินทางไปค้าขายผลไม้ต่างเมืองบ่อยครั้ง จนทำให้รู้จักมะขามสายพันธ์ต่างๆ เป็นอย่างดี   บวกกับความชอบค้นหาข้อมูลต่างๆ จากหน้าหนังสือพิมพ์ยุคนั้น ที่สอนวิธี ‘เกษตรแปรรูป’ มาประยุกต์สูตรเพื่อปรุงรสชาติเพิ่มมูลค่าให้กับ ‘มะขาม’ และสร้างความต่างไปจากมะขามหวานทั่วไป  ก่อนนำไปเร่ขายในแหล่งชุมชนต่างๆ   ถือเป็นจุดเริ่มต้นตำรับกิจการมะขามหวานแปรรูป นับตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา ในกลุ่มพี่น้องของแม่หมูที่ปัจจุบันได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เหลือเพียง ‘แม่หมู’ คนเดียวที่ยังทำธุรกิจมะขามแปรรูปมาต่อเนื่องในวันนี้   โดยในช่วงนั้น ‘แม่หมู’ ยังเคยเป็นแม่ค้าขนสินค้ามะขามแปรรูป ทั้ง 5 รสชาติ อย่าง มะขามคลุก, มะขามแก้ว, มะขามกวน, มะขามแช่อิ่ม และ มะขามจี๊ดจ๊าด เข้ามาขายที่ ตลาดมหานาค กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก ตั้งแต่ 50 ปีก่อนหน้า พร้อมกับออกร้านขายของในแหล่งชุมชน และจังหวัดใกล้เคียงต่างๆ ของเมืองเพชรบูรณ์ เป็นระยะ   อาจเรียกได้ว่า ธุรกิจมะขามสารัช มีจุดเริ่มต้นจากตลาดงานวัด นั่นเอง!!   กระทั่งกิจการมะขามเริ่มไปได้ด้วยดี ทำให้ แม่หมู ตัดสินใจลาออกจากงานประจำอาชีพครู เข้าสู่ธุรกิจมะขามแปรรูปต็มตัวในปี 2548 โดยนำสินค้าเข้าจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น 400 สาขาในภาคเหนือ ภายใต้แบรนด์ ‘สารัช’ ซึ่งเป็นชื่อของลูกชาย ไปพร้อมกับแผนปรับปรุงโรงงานครั้งใหญ่   โดยก่อนหน้าได้จัดตั้งบริษัทในปี 2545 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และเพิ่มทุนจดฯเป็น 50 ล้านบาทในปี 2559 พร้อมเพิ่มทุนอีกครั้งเป็น 100 ล้านบาทในปี 2562 จนมาถึงในยุคปัจจุบัน   สารัช กมลธรไท ทายาทรุ่น 1.5 สารัช มะขามแปรรูป และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด   แม่หมู แทรกเกร็ดการเลี้ยงลูกชายซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์มะขามแปรรูป ให้ฟังว่า “ตอนที่สารัชยังเรียนชั้นประถมและมัธยม แม่จะไม่ให้ค่าขนมลูกเลย แต่จะให้เอามะขามมัดถุงเล็กๆ ของที่บ้านไปขาย ได้เงินเท่าไหร่ถือเป็นค่าขนมไปเลยแล้วกัน”   เมื่อเพลี่ยงพล้ำต้องกลับมาทบทวน   ในวันนี้ ‘สารัช’ มะขามแปรรูปได้ปรับแผนธุรกิจพร้อมรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ให้มีความรัดกุมและครอบคลุมทั้งกลุ่มเป้าหมายและช่องทางขาย ทั้งในร้านค้าสะดวกซื้อและไฮเปอร์มาร์เก็ต มากขึ้น   เพื่อนำแบรนด์ ‘สารัช’ คืนสู่ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดค้าปลีกมะขามแปรรูปมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ให้ได้ในปีนี้   ด้วยปัจจุบันแบรนด์ ‘สารัช’ มะขามแปรรูป อยู่อันดับ ‘ท็อปทรี’ ในภาพรวมตลาดหลังเพลี่ยงพล้ำส่วนแบ่งไปเมื่อช่วงแพร่ระบาดโควิดราว 5 ปีก่อน จากยอดขายที่ลดลงในร้านสะดวกซื้อที่ส่วนใหญ่สาขาถูกควบคุมเวลาเปิดปิดในช่วงดังกล่าว ทำให้แบรนด์คู่แข่งมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งในเวลานั้น ‘สารัช’ ไม่ได้โฟกัสตลาดช่องทางนี้ แต่อย่างใด   จากสถานการณ์ครั้งนั้น ทำให้แบรนด์ต้องหันกลับมาทบทวนแผนการทำตลาดในช่องทางขายใหม่ให้มีความสมดุลในสัดส่วนร้านค้าปลีกสะดวกซื้อ 50-60% และ 40-50% ในไฮเปอร์ มาร์เก็ต ในปัจจุบัน   พร้อมจัดพอร์ตสินค้าใหม่ทั้ง 4 แบรนด์ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ‘สารัช’ (SARACH TAMARIND) Alisa, ASHIRA SAN  และ SARACH GOLD โดยมี ‘สารัช กมลธรไท’ ลูกชายและกรรมการผู้จัดการบริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นผู้ทำตลาด   สร้างระบบนิเวศมะขาม GI   พร้อมกันนี้ แม่หมู ยังเข้ามาทำงานใกล้ชิดกับชาวสวน ‘มะขามหวาน’ ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยหลักคิดการทำมะขามต้นเตี้ย เพื่อไม่ให้ทรงพุ่มชนกันเมื่อต้นมะขามมีอายุมากขึ้น     “หากพุ่มกิ่งก้านต้นมะขามชนกัน ย่อมหมายถึงผลมะขามจะลดลงตามไป ด้วยดอกมะขามที่ให้ผลผลิตมักจะหันหน้าออกตามแสงแดดที่ส่องออกมาเสมอ และหากพุ่มไม้หนาแน่นติดกันจนแสงส่องมาไม่ถึงต้นมะขามก็ย่อมออกดอกและติดผลได้ยากเช่นกัน” ​   ขณะที่การทำมะขามต้นเตี้ย จะต้องทิ้งระยะห่างการปลูกประหว่างต้น 12×12 เมตร เพื่อให้ได้มะขามที่มีคุณภาพและง่ายต่อการเก็บผลผลิตอีกด้วย โดยมะขามต้นเตี้ยที่มีอายุราว 40 ปี จะเริ่มทยอยตัดกิ่งทุกๆ สองถึงสามปี เพื่อให้ต้นเตี้ยลง ซึ่งมะขาม จะใช้ระยะเวลาปลูกราว 3-5 ปีจึงจะสามารถเก็บผลิตได้ต่อครั้งต่อปี ในทุกช่วงปลายเดือนธันวาคม-เมษายน   “สารัช มะขามแปรรูป จะทำงานร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ที่หลากหลาย รวมถึงชาวสวนมะขาม GI จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีรสชาติเอกลักษณ์ โดยสารัชฯ จะเข้ารับซื้อผลผลิตจากเครือข่ายชาวสวนมะขามในจังหวัดที่ปัจจุบันรับเหมาไปแล้วกว่า 80% ของผลผลิตที่ปลูกได้ทั้งหมด เพื่อรับประกันความแท้ของรสชาติมะขามหวานเพชรบูรณ์ภายใต้แบรนด์สารัช” แม่หมู ย้ำ   พร้อมเสริมว่า ในช่วงที่ผ่านมา สวนมะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ เคยเผชิญกับความท้าทายของกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาตั้งล้งรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากชาวสวนและจูงใจด้วยการจ่ายเงินสดให้ ‘ทันที’ ตามราคากลาง หรือเคยมีบางรายที่ใช้กลยุทธ์ตัดราคาขายมะขามหน้าตลาดให้ถูกลงกว่าก็มี   แม่หมู บอกว่า การเข้ามาของทุนต่างชาติในครั้งนั้น ยังทำให้มาตรฐานการตัดเกรดคุณภาพมะขามหวานเพชรบูรณ์เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยแยกขนาดและข้อมะขามตามความสมบูรณ์ของฝัก เพื่อกำหนดราคาด้วยคุณภาพที่แตกต่างออกไป ซึ่งวิธีการของทุนต่างชาติดังกล่าว ส่งผลกระทบให้ตลาดมะขามท้องถิ่นเพชรบูรณ์ในช่วงหนึ่งกลายเป็นมะขามคละเกรดที่ผสมกันทั้งขนาดและฝัก รวมอยู่ในลังเดียว   “สุดท้ายแล้วตลาดจะเป็นคนตัดสินจริงๆ ว่าต้องการคุณภาพสินค้ามากกว่า ที่แม้ว่าบางเจ้าจะทำราคาถูกกว่าหนึ่งบาทต่อกิโลกรัมหน้าตลาด แต่แล้วก็กลับมาหาแบรนด์สารัช ที่ขายคุณภาพแม้จะมีราคาสูงกว่าก็ตาม”     ปัจจุบัน แม่หมู ยังเป็นประธานกลุ่มคลัสเตอร์มะขาม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่มะขามหวานอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 12-13 กลุ่ม รวมกว่าหลายหมื่นไร่ และรวมทั้งจังหวัดมีจำนวนมากกว่าแสนไร่   เพื่อพัฒนาคุณภาพมะขาม จังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ได้ราคาดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะหากเป็นมะขาม GI เพชรบูรณ์ จะมีราคาสูงกว่ามะขามทั่วไปราว 30%  ที่ปัจจุบันมีเกษตรกรกว่า 100 รายที่รับการันตีสินค้ามะขาม GI เพชรบูรณ์   อาณาจักร Sarach Tamarind Hill   ปัจจุบัน สารัช มะขามแปรรูป มีแผนใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตสินค้าเพิ่มจากเดิมมีความต้องการอยู่ที่ 2,000-3,000 ตันต่อปี ทำสินค้ามะขามแปรรูปออกมาได้ไม่ต่ำกว่า 8 ล้านชิ้นต่อเดือน แบ่งเป็นกลุ่มมะขามจี๊ดจ๊าด 6-7 แสนชิ้นต่อเดือน     โดยสินค้า ทำตลาดทั้งในและส่งออกต่างประเทศในรูปแบบการสั่งซื้อเข้ามา (PO) ในประเทศต่างๆ อาทิ  ออสเตรเลีย, ยุโรป , สหรัฐอเมริกา และกัมพูชา เป็นต้น ซึ่งหากรวมตลาดส่งออกด้วยแล้ว คาดมะขามแปรรูปจะมีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท จากตลาดผลไม้แปรรูปคาดมีมูลค่าราว 4,000-5,000 ล้านบาท     สำหรับโรงงานสารัชฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ อําเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเป็นเซ็นเตอร์ดูแลกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต รวมถึงยังสร้าง ‘สารัช แทมมาริน ฮิลล์’ (Sarach Tamarind Hill) บนพื้นที่ 12 ไร่ เพื่อเป็น ‘แลนด์มาร์ค’ ใหม่ของเพชรบูรณ์ ที่รวบรวมสินค้าของฝากจากเมืองมะขามหวาน พร้อมด้วยคาเฟ่ BOOGA BOOGA และ ร้านขนมจีนเส้นสดสูตรดั้งเดิม (ย่าสนม) เพื่อต้อนรับทุกคนที่เดินทางมาเมืองเพชรบูรณ์แห่งนี้   แม่หมู ทิ้งท้ายว่า ตลอด 50 ปีของแบรนด์สารัชมะขามแปรรูป เจอกับทั้งความท้าทายและโอกาสของธุรกิจดั่งรสชาติของมะขามที่มีทั้งหวานและเปรี้ยวเช่นกัน ซึ่งในวันนี้ ‘แม่หมู’ ยังสนุกกับการทำงานอยู่พร้อมวางแผนไม่อำลาวงการมะขามแปรรูปอย่างแน่นอน   ด้วยหากจะต้องเกษียณจริงๆ แม่หมู แสดงเจตนารมณ์ไว้ชัดเจนว่า ขอห้องแล็บเพื่อนั่งทำงานวิจัยและพัฒนาสินค้ามะขามหวาน ของดีประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ต่อไปเรื่อยๆ ก็พอใจแล้ว   Alternate-X สรุปให้ ‘แม่หมู-ศุภาลักษณ์ กมลธรไท’ จากครูสอนเลขสู่เจ้าของแบรนด์ ‘สารัช’ มะขามแปรรูป ที่สานต่อธุรกิจจากประสบการณ์วัยเด็กจนเติบโตยาวนานกว่า 50 ปี พร้อมการรีเฟรชแบรนด์ เพื่อขยายตลาดสู่ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้การบริหารร่วมกับลูกชาย ‘สารัช กมลธรไท’ ด้วยการสร้างระบบเกษตรแปลงใหญ่มะขามหวาน GI จังหวัดเพชรบูรณ์ และปั้น Sarach Tamarind Hill เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของเมืองเพชรบูรณ์ ในปัจจุบันอีกด้วย  

April 27, 2025 / 0 Comments
read more

เกือบเป็นแบรนด์’รักชาติ’มะขามแปรรูปไปแล้ว

Zcreat

‘แฟลช-สารัช กมลธรไท’  MD บริษัท สารัช มาร์เก็ตติ้ง จำกัด พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมฮาณาจักร ‘สารัช’ มะขามแปรรูป จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมย้ำว่า ตัวเองเป็นทายาทรุ่น 1.5 ไม่ใช่รุ่น 2 ของกิจการ เพราะเข้ามาช่วยครอบครัวทำธุรกิจจากการเอามะขามแปรรูปไปขายตามแหล่งต่างๆ เรียกว่ามี ‘มะขาม’ เป็นเพื่อนยากมาตั้งแต่วัยเด็ก สารัช บอกแผนใหญ่ในปีนี้ จะลุยการตลาดอย่างหนัก เพื่อสร้างแบรนด์ ‘สารัช’ พร้อมทวงบัลลังค์ No.1 มะขามแปรรูป รสชาติต่างๆ ในช่องทางขายทั้ง ร้านสะดวกซื้อ และ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ให้ได้ภายในสิ้นปี2568 หลังเพลี่ยงพล้ำ ‘มาร์เก็ต แชร์’ ให้กับคู่แข่งไปเมื่อตอนโควิดที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งจากพอร์ตช่องทางขายสินค้าไม่สมดุล พร้อมส่งซับแบรนด์อย่าง Alisa, ASHIRA SAN และ Sarach Gold เข้ามาเสริมการทำตลาดแบรนนด์หลัก สารัช อีกด้วย เขาเล่าอีกว่า  2 แบรนด์ลูกอย่าง  Alisa และ ASHIRA SAN เป็นชื่อ ลูกสาว และ ลูกชาย ของเขาเอง เช่นเดียวกับที่ ‘แม่หมู’ ศุภาลักษณ์ กมลธรไท’ ผู้ก่อตั้งธุรกิจ และได้ใช้ชื่อของเขามาสร้างแบรนด์ธุรกิจ เช่นกัน สารัช ทิ้งเรื่องเล่าที่เป็นตำนานบนโต๊ะกินข้าวครอบครัว ‘กมลธรไท’ ให้ฟังว่า อันที่จริงเราอาจจะไม่ได้เห็นแบรนด์มะขามแปรรูปใช้ชื่อ ’สารัช‘ เหมือนในวันนี้ก็ได้ ด้วยในตอนจังหวะที่เขาเกิดนั้น เป็นเวลาแปดโมงเช้าพร้อมกับเสียงเพลงเคารพธงชาติดังขึ้น และตัวเขาเองได้ร้องอุแว้ ออกมาพอดี ทำให้ ‘คุณพ่อ’ มุ่งมั่นอย่างมากจะตั้งชื่อให้ลูกชายคนแรกคนเดียวว่า ‘รักชาติ’ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ในวันนี้หลายคนคงได้กิน ‘รักชาติ มะขามจี๊ดจ๊าด’ แทนแบรนด์แทน ‘สารัช’  ไปแทนกันแล้ว

April 26, 2025 / 0 Comments
read more

Brandname Money บอกแบรนด์เนมหรูไม่ใช่แค่ ‘ของมันต้องมี’ แต่เป็นการลงทุนของคนรุ่นใหม่

BizKet

‘ปพน มนัสภากร’ นักธุรกิจที่อยู่ในวงการอะไหล่รถยนต์มานานกว่า 20 ปี กับการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ หลังหวั่นใจจากการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเข้ามาดิสรัปต์อุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยในอนาคต   จากความกังวลในสถานการณ์ดังกล่าว ได้แปรสู่การบริหารความเสี่ยงธุรกิจเดิมที่มีอยู่ และ เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักทำให้ ‘เขา’ ตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยน (Trading) สินค้าลักซูรี่ แบรนด์เนม โดยใช้ความชื่นชอบเป็นทุนเดิม   โดยเฉพาะในหมวดนาฬิกาหรูหรา อย่างแบรนด์ Rolex (โรเล็กซ์) Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) Patek Philippe (ปาเต็ก ฟิลลิปป์) ที่ ‘เขา’ ไล่ซื้อเก็บและลงทุน จนกลายเป็นของสะสมส่วนตัว มาตลอดกว่าสิบปีที่ผ่านมา กระทั่งต่อยอดสู่ความเขี่ยวชาญในการ ‘ดูของ’ แบรนด์เนมนาฬิกาหรู ถึงในระดับ Expert โดยปริยายไปด้วย   เรียกว่า เมื่อเห็นของปุ๊ป หรือแค่เห็นรูปที่ส่งมาให้ดู เขาใช้เวลาแค่ 5 นาทีก็ตีราคาประเมินนาฬิกาหรูแบรนด์นั้นได้แล้ว   จากแพสชั่นบวกกับความชำนาญด้านนี้ ได้นำไปสู่การทำธุรกิจล่าสุดสินเชื่อสินค้าแบรนด์เนมระดับลักซูรี่ Brandname Money ในฐานะ ‘ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร’ (CEO) บริษัท แบรนด์ มันนี่ จำกัด ซึ่งก่อตั้งเมื่อเดือน มิถุนายน ปี2567 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท   ปพน บอกว่า ธุรกิจใหม่นี้ นอกเหนือจากแพสชั่นและความชอบเก็บสะสมไอเทมแบรนด์เนมลักซูรี่โดยเฉพาะนาฬิกา ตลอดช่วงที่ผ่านมา ยังทำให้เขามองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดนี้ที่พบว่ามีอัตราการเติบโตสูงต่อเนื่องอีกด้วย   จากการเก็บข้อมูลพบว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนม ลักซูรี่ ในประเทศไทย มีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 4,640 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี และคาดว่าในปี 2567-2571 จะขยายตัว 5.62% ทำให้ประเทศไทย ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของมูลค่าตลาดสินค้าแบรนด์เนมในอาเซียน   ขณะที่สิงคโปร์ มูลค่าตลาดอยู่ที่ 4,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ช้าลงที่ 3.49%  ส่วนมูลค่าตลาดสินค้าแบรนด์เนม ‘ลักซูรี่แฟชั่น’ของโลกอยู่ที่ 145.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2567       “สินค้าแบรนด์เนมลักซูรี่ในไทย ขยายตัวขึ้นตามกลไกความต้องการในกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยเฉพาะนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวสูงในช่องทางธุรกิจออนไลน์ ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา” ปพน กล่าวพร้อมเสริมว่า   ต่อการได้ครอบครองสินค้าแบรนด์เนมลักซูรี่ทั้งในไอเทมหรือคอลเล็กชั่นที่ชื่นชอบในกลุ่มเป้าหมายที่นอกจากให้ผลทางด้านจิตใจและการสะท้อนถึงความสำเร็จทางสังคมแล้ว ในปัจจุบันสินทรัพย์ลักซูรี่แบรนด์เนมประเภมต่างๆ อาทิ กระเป๋า, เครื่องประดับ และนาฬิกา ยังเป็นสินทรัพย์เพื่อใช้เป็นแหล่งทุนสำรองในอนาคต ได้อีกด้วย   “เรายังเห็นเพนพอยต์ ทั้งจากส่วนตัวและคนใกล้ชิดว่าไอเทมลักซูรี่แบรนด์บางชิ้นที่เป็นคอลเล็กชั่นพิเศษ ซึ่งเราต้องการเป็นเจ้าของแต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่ต้องการใช้จ่ายในครั้งเดียวให้กับสินค้าชิ้นนั้น เช่น นาฬิกาหรูบางรุ่นมีมูลค่าราว 1.2 ล้านบาท แต่บางครั้งเราอยากใช้เงินเพียงส่วนหนึ่งไว้ก่อนและเก็บเงินอีกส่วนหนึ่งไว้กับตัวเองเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางสภาพคล่องธุรกิจในช่วงเวลานั้นๆ พร้อมกันด้วย ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากช่องว่างนี้” ปพน ให้รายละเอียด     3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อแบรนด์หรู   ขณะที่ บริษัทแบรนด์เนม มันนี่ จดทะเบียนในหมวดธุรกิจ การให้สินเชื่ออื่นๆซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น โดย บริษัทฯ สามารถดำเนินการด้านบริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากแบรนด์เนม สินค้าทั้ง 3 กลุ่ม คือ กระเป๋า นาฬิกา เครื่องประดับ ลักซูรี่ แห่งเดียวในประเทศไทย และแห่งแรกในโลก   ปัจจุบันให้บริการผลิตภัณฑ์สินเชื่อ 3 รูปแบบ  ได้แก่   สินเชื่อแบบ ผ่อนไป ใช้ไป ให้ลูกค้าได้ครอบครองแบรนด์เนมที่ต้องการได้ทันทีหลังได้รับอนุมัติ ไม่ต้องรอ ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต เพียงดาวน์เริ่มต้น 30% ของราคาสินค้า จุดเด่น ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99% ต่อเดือน ผ่อนนานสูงสุด 24 เดือน อนุมัติไวภายใน 3 วัน กลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่ต้องการแบ่งชำระค่าใช้จ่าย และมีรายได้ประจำ สินเชื่อแบบ ผ่อนจบ รับของ เป็นสินเชื่อเพื่อแบรนด์เนม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของแบรนด์เนม โดยไม่ต้องมีภาระผูกพันทางการเงินมากนัก จุดเด่น เงื่อนไขดาวน์เริ่มต้น 30% ของราคาสินค้า เมื่อผ่อนจบรับสินค้าไปเลยทันที ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.25% ต่อเดือน อนุมัติ ภายใน 1 ชั่วโมง ไม่ตรวจสอบเครดิตบูโร ผ่อนนานสูงสุด 10 เดือน กลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการตรวจเช็คเครดิตในการเป็นเจ้าของแบรนด์เนม บริการขายฝาก โดยให้บริการขายฝากนาฬิกา กระเป๋า และเครื่องประดับลักซูรี่แบรนด์เนม จุดเด่น ระบบเก็บรักษาสินค้าของลูกค้าไว้อย่างปลอดภัยในตู้นิรภัยมาตรฐานสากล ลูกค้า จะได้รับเงินทันทีภายใน 1-2 ชั่วโมง   “แบรนด์เนมไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้คนสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีคุณค่าเหล่านี้ในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน โดยไม่ต้องเสียของรักไป”  ปพน ย้ำพร้อมเสริมอีกว่า “ในช่วงที่ผ่านมา คนไทยรุ่นใหม่นิยมใช้สินค้าแบรนด์เนมมากขึ้น ทั้งซื้อเพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง มีคุณค่าทางจิตใจ และยังเป็นการสร้าง ภาพลักษณ์ ที่แสดงถึงความมีรสนิยม และในบางส่วนมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ทั้งกระเป๋า นาฬิกา รวมทั้งเครื่องประดับที่เป็นแบรนด์ลักซูรี่” จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้แบรนด์หรูระดับโลกเหล่านี้ ใช้ดารา นักร้องหรือไอดอลของไทยเป็นพรีเซนเตอร์และแบรนด์แอมบาสเดอร์มากขึ้น พร้อมกับการเข้ามาเปิดช็อปแบรนด์เนมในไทยมากขึ้น   แบรนด์เนม = การลงทุนสินทรัพย์   ปพน กล่าวว่า จุดแข็งของ Brandname Money คือ ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว และขั้นตอนการสมัครไม่ยุ่งยาก เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของแบรนด์เนมได้อย่างมั่นใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ที่สำคัญบริษัทฯ ยังมีความเชี่ยวชาญในสินค้าลักซุรี่ทำให้รู้ราคาตลาด สามารถให้วงเงินสินเชื่อที่สูงกับลูกค้าได้เหมาะสม   “สินค้าแบรนด์เนมไม่ใช่แค่ทรัพย์สินทั่วไป แต่เป็นโอกาสให้ผู้คนสามารถใช้สินทรัพย์ที่มีคุณค่า ในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินได้ โดยแบรนด์เนม มันนี่ มีเป้าหมายที่จะช่วยให้สินค้าแบรนด์เนมกลายเป็นโอกาสทางการเงินสำหรับทุกคน” ปพน กล่าว พร้อมเสริมว่า   นอกจากนี้  Brandname Money ยังมีพันธมิตร ที่เป็นร้านขายสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำมากกว่า 40 ร้าน  และยังรับสมัครร้านค้าที่ต้องการขยายฐานลูกค้า ไปยังกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อแบรนด์เนมผ่อนได้   โดย แบรนด์เนม มันนี่ จะดูแลเรื่องสินเชื่อให้ลูกค้าของร้าน โดยร้านค้าจะได้รับเงินค่าสินค้าเต็มจำนวน และให้ลูกค้ามาผ่อนสินค้ากับแบรนด์เนม มันนี่ โดยปัจจุบัน บริษัทมีสถาบันการเงิน และนักลงทุน Investor  หลายกลุ่ม สนใจติดต่อเข้ามาขอเป็นพันธมิตร แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา   เพิ่มพอร์ตสินเชื่อพันล.ใน3 ปี   ปพน กล่าวว่า การทำธุรกิจ Brandname Money ในช่วงไม่ถึง 1 ปี ที่ผ่านมา ได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็น   สินเชื่อขายฝากกว่า 80 ล้านบาท สินเชื่อเช่าซื้อ หรือ ผ่อนไปใช้ไปประมาณ 15 ล้านบาท ผ่อนจบ รับของอีก 4-5  ล้านบาท โดยคาดว่าสิ้นปีนี้มูลค่าพอร์ตสินเชื่อจะจบปีที่ 300 ล้านบาท   โดยวางเป้าหมายภายใน 3 ปีนี้หน้า หรือราวปี 2571 จะเพิ่มพอร์ตสินเชื่อเป็น 1,000 ล้านบาท  และหลังจากนั้นมีแผนที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมเงินทุนมาขยายธุรกิจที่คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต   สินค้าแบรนด์เนม โตสวนศก.ซึม   ปพน ย้ำว่า “ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี แต่ธุรกิจสินเชื่อแบรนด์เนมยังสามารถเติบได้  เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ก็จะมีความต้องการซื้อสินค้าแบรนด์เนมมากขึ้น ทำให้มีการใช้สินเชื่อเพื่อซื้อแบรนด์เนมหรือสินค้า LUXURY มากขึ้น แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือฝืดเคือง สินเชื่อขายฝากก็มีโอกาสเติบโตขึ้นได้ เพราะมีลูกค้านำทรัพย์สินแบรนด์เนมของตัวเอง มาแปลงเป็นเงินสดเพื่อให้มีสภาพคล่องทางการเงิน โดยใช้บริการสินเชื่อขายฝาก เช่นในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้”นายปพนกล่าว   Alternate-X สรุปให้  ‘ปพน มนัสภากร’ เห็นโอกาสเปลี่ยนแบรนด์เนมหรูเป็นแหล่งทุนสำรอง สร้างธุรกิจสินเชื่อ Brandname Money ต่อยอดแพสชั่นนาฬิกาหรูสู่บริการผ่อนแบรนด์เนมและขายฝากครบวงจร ด้วยเห็นโอกาสว่าสินค้าแบรนด์เนมวันนี้ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นการลงทุนที่เพิ่มสภาพคล่องได้ Brandname Money ชูจุดแข็งดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไว เก็บรักษาทรัพย์สินปลอดภัย ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อแตะ 1,000 ล้านบาทใน 3 ปี พร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ

April 26, 2025 / 0 Comments
read more

เคสดาราจำนำเครื่องประดับหรู….ให้เอาสัญญามาคุยกัน

Zcreat

ณัฐจุฑา ปุณณธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ หรือซีโอโอ(COO) บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด  บอกว่า ในการพิจารณาสินเชื่อ แบรนด์เนม มันนี่ จะมีการจัดการความเสี่ยง Risk Management ทั้ง ระบบสมัครสินเชื่อ ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล ด้วยข้อมูลของลูกค้าถูกเก็บอย่างปลอดภัยตามมาตรฐาน PDPA ระบบอนุมัติสินเชื่อ เครดิต สกอริ่ง พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเครดิตได้เที่ยงตรงแม่นยำ ด้วยระบบอนุมัติสินเชื่อเพื่อสินค้าแบรนด์เนมโดยเฉพาะ   ที่สำคัญยังมีระบบติดตามหนี้ ระบบจัดเก็บหนี้ และ ระบบจัดเก็บสินค้า ด้วยตู้นิรภัยมาตรฐานสากล อีกด้วย   ณัฐจุฑา บอกอีกว่า การที่ Brandname Money ดำเนินการในรูปแบบบริษัทอย่างจริงจัง ทำให้ทุกการทำธุรกรรมทั้ง 3 รูปแบบ สินเชื่อแบบผ่อนไปใช้ไป , สินเชื่อแบบผ่อนจบรับของ และ บริการขายฝาก จะต้องอยู่ภายใต้การทำสัญญาที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อความมั่นใจและสบายใจ ให้ทั้งสองฝ่าย   พร้อมยกถึงเคสล่าสุด ที่เกิดขึ้น กรณีอดีตดารานักแสดงหญิง ท่านหนึ่งที่เป็นไวรัลดังในสื่อออนไลน์ในช่วงที่ผ่านมา ได้นำไฮ-จิวเวลรี่ เครื่องประดับแบรนด์หรูมาขายฝาก พร้อมรับเงินไปจำนวนหนึ่งแล้วนั้น แม้ว่าปัจจุบัน อดีตนักแสดงหญิงรายดังกล่าวจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม   โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างติดตามพร้อมดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่างๆ พร้อมย้ำว่า บริษัทฯ ยังเก็บเครื่องประดับชิ้นดังกล่าวไว้ตามสัญญาที่ได้ทำร่วมกันไว้กับอดีตนักแสดงหญิงรายนั้น ซึ่งหากมีการนำเงินมาชำระพร้อมดอกเบี้ยตามที่ได้ตกลงไว้ ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทฯ พร้อมส่งมอบทรัพย์คืนกลับไปตามสัญญาฯที่ระบุไว้ชัดเจน เช่นกัน   เธอทิ้งท้ายว่า จากการทำธุรกรรมด้วยสัญญาที่รัดกุมในครั้งนั้น ทำให้ Brand Money มีโอกาสติดตามการทำธุรกรรมในรูปแบบการฝากทรัพย์แล้วรับเงินไปก่อนได้อย่างต่อเนื่องตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งในวันที่เกิดเคสนี้ขึ้นนั้นอดีตดารานักแสดงหญิงรายนี้จะมีบุคลิกที่ดูน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก และนำไปสู่การอนุมัติสินเชื่อในที่สุด   อย่างไรก็ตาม ด้วยขั้นตอนต่างๆ ที่ล่วงมาถึงในขณะนี้แล้วนั้น บริษัทมั่นใจว่าจากทำธุรกรรมที่ตกลงกันไว้ตามสัญญา จะเป็นสิ่งการันตีความถูกต้องในทุกด้าน ได้ดีที่สุด 

April 26, 2025 / 0 Comments
read more

โรงแรมมณเฑียรติดแกลม ทุนใหม่อิกไนท์ฯซื้อ 2.5 พันล. แต่ไม่ต้องห่วง ‘ข้าวมันไก่’ ในตำนานยังอยู่

BizKet

โรงแรมมณเฑียร (Montien Hotels)  เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2510 ปัจจุบันมีอายุ 58 ปี ด้วยจุดเด่นเอกลักษณ์การออกแบบอาคารโรงแรม โดยหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงแรมแห่งแรก ๆ ของประเทศไทยที่บริหารจัดการโดยชาวไทยทั้งหมด   ปัจจุบันโรงแรมมณเฑียรมีทั้งสิ้น 2 สาขา ได้แก่   โรงแรมมณเฑียรกรุงเทพ ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 4 ตรงข้ามกับสถานเสาวภา และ อีกด้านของที่ตั้งเปิดออกสู่ถนนสุรวงศ์ตรงข้ามกับถนนพัฒน์พงศ์ โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ ตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 3 ด้านหน้าติดถนนพระราม 3 ด้านหลังติดแม่น้ำเจ้าพระยา   นอกจากความโดดเด่ดเชิงสถาปัตยกรรมของโรงแรมที่ให้กลิ่นอาย ‘Thainess’ แล้ว โรงแรมมณเฑียร ถนนสุรวงศ์ แห่งนี้ยังมีตำนานแห่งความอร่อยอย่างเมนู ‘ข้าวมันไก่’ ที่เปิดให้บริการที่ห้องอาหารเรือนต้น มานานหลายทศวรรษ เช่นกัน   โดยผู้เป็นเจ้าของและบริหารงานโรงแรมมณเฑียร มาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน คือตระกูล ‘ตันตกิตติ์’ ผู้ก่อตั้ง คือ คุณวรรณ ตันตกิตติ์ และเข้าสู่การบริหารของทายาทรุ่นสอง คุณบุญเนตร-คุณหญิงทิพยวรรณ ตันตกิตติ์ และ ทายาทรุ่นสาม  คุณมณเฑียร ตันตกิตติ์   อย่างไรก็ตามล่าสุด โรงแรมมณเฑียร บนถนนสุรวงศ์ มีการซื้อขายครั้งประวัติศาสตร์ หลัง บริษัท อิกไนท์ เวนเจอร์ จำกัด กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้เข้าซื้อกิจการโรงแรมมณเฑียรใจกลางสีลม ซึ่งครอบคลุมโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ โรงแรมระดับตำนานที่มีห้องพักกว่า 500 ห้อง พร้อมด้วยสุรวงศ์ เรสซิเดนซ์ 179 ห้อง มณเฑียร ช้อปปิ้งมอลล์ และพื้นที่จอดรถ ด้วยมูลค่าสูงถึง 2,500 ล้านบาท ในระยะเวลา 25 ปี   ต่อการเข้าซื้อกิจการครั้งสำคัญนี้ นำโดย เจด พาร์ทเนอร์ส (Jade Partners)บริษัทเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในหลักทรัพย์นอกตลาดโดยมีผู้บริหาร ได้แก่ พนล ลีลามานิตย์, ธัญธร ณัฐธัมม์, เอเดรียน ลี ,ธีรภัทร ตั้งจิตนบ และบริษัทลงทุนระดับโลกอย่าง ออร่า กรุ๊ป (Aura Group) โดยเข้าถือสิทธิการเช่าระยะยาวจากสภากาชาดไทย บนพื้นที่ 10 ไร่ใจกลางย่านธุรกิจสีลม   พร้อมกันนี้ อิกไนท์ เวนเจอร์ ยังได้แต่งตั้ง Conduit House ผู้ประกอบการโรงแรมไทยที่มีประสบการณ์ เข้ามาบริหารโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อผสานมุมมองเชิงกลยุทธ์กับความเชี่ยวชาญภาคสนาม เสริมสร้างชื่อเสียงของมณเฑียรในฐานะแบรนด์บริการระดับโลก เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการ อีกด้วย   ธัญธร ณัฐธัมม์ หุ้นส่วนจัดการ เจด พาร์ทเนอร์ส กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นผู้ดูแลคนใหม่ของแบรนด์มณเฑียร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความผูกพันที่มีมาอย่างยาวนานกับกรุงเทพฯ เราจะพัฒนาและสานต่อด้วยความใส่ใจ พร้อมทั้งนำพาโรงแรมสู่อนาคตด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล”     ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่     สำหรับการทำธุรกรรมครั้งนี้ บริษัท ตันตกิตติ์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิการเช่ารายเดิมจะยังคงถือหุ้นส่วนน้อยใน อิกไนท์ เวนเจอร์ เพื่อรักษาความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เปิดประตูสู่ยุคใหม่แห่งการเติบโตเชิงกลยุทธ์ โดยบริษัทฯ ยังยึดมั่นในพันธกิจของสภากาชาดไทย และรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างองค์กรและสืบสานมรดกของโรงแรมมณเฑียร   โดยดีลครั้งนี้ ยังคาดว่าจะช่วยคืนชีวิตชีวาให้กับถนนสุรวงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านการค้าที่สำคัญและดำเนินมาอย่างยาวนานของกรุงเทพฯ อีกด้วย   สู่มาตรฐานบริการ ‘เวริลด์ คลาส’   ด้าน พนล ลีลามานิตย์ กรรมการ อิกไนท์ เวนเจอร์ กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้น อิกไนท์ เวนเจอร์ จะมุ่งพัฒนาโรงแรมให้มีมาตรฐานระดับโลกในกลุ่มโรงแรม 4.5 ดาว ที่มีการบริหารจัดการโดยองค์กรเอกชนและสามารถแข่งขันกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในกรุงเทพฯ และระดับสากล ผ่านการยกระดับการบริการ อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนการปรับปรุงห้องพักและพื้นที่โดยรอบ   โดยแผนการปรับปรุงโรงแรมและพื้นที่โดยรอบจะเริ่มได้เร็วๆ นี้ โดยในระยะแรกจะเน้นในส่วนของห้องพักแขก ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปลายปีนี้   “การปรับปรุงโรงแรมของเราจะช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพัก อีกทั้งส่งเสริมให้มณเฑียร สุรวงศ์ เป็นจุดหมายปลายทางด้านการบริการชั้นนำของภูมิภาคนี้” นายพนล กล่าวพร้อมเสริมว่า   “อุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยทำให้ผิดหวัง พิสูจน์ได้จากความสำเร็จที่ผ่านมา และล่าสุดยังสามารถเติบโตได้ดีเกินคาด”   ต่อความเคลื่อนไหวในธุรกิจโรงแรมครั้งนี้ ยังถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของโรงแรมมณเฑียรซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 58 ปี ชื่อ “มณเฑียร” มีความหมายว่า “เรือนหลวง” สื่อถึงการต้อนรับอันอบอุ่นแบบไทย เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ และความเป็นเลิศด้านการบริการ ซึ่งอิกไนท์ เวนเจอร์ (Ignite Venture) มุ่งมั่นที่จะสืบสานและยกระดับให้ดียิ่งขึ้น   อย่างไรก็ตาม ในส่วนของห้องอาหารเรือนต้น พร้อมด้วยเมนูระดับตำนาน อย่างข้าวมันไก่โรงแรมมณเฑียร แน่นอนว่าจะยังคงอยู่พร้อมเสิร์ฟรสชาติแห่งความเป็นไทยให้กับทุกคนที่มาเยือน เช่นเดิม   Alternate-X สรุปให้  อิกไนท์ เวนเจอร์ กลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าซื้อกิจการโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ มูลค่า 2,500 ล้านบาท พร้อมที่ดิน 10 ไร่ใจกลางสีลม เตรียมยกระดับสู่มาตรฐาน “เวิลด์คลาส” ด้วยแนวคิดบริหารแบบ Smart Hospitality ผนึก Conduit House ดูแลการบริหาร ยังคงเอกลักษณ์อาคารไทยร่วมสมัย และตำนาน “ข้าวมันไก่ห้องอาหารเรือนต้น” ไว้ดังเดิม ดีลครั้งนี้ช่วยปลุกชีพย่านสุรวงศ์ และสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดย โรงแรมมณเฑียรมีอายุ 58 ปี และเป็นหนึ่งในโรงแรมบริหารโดยคนไทยแห่งแรก ๆ ของประเทศ                          

April 24, 2025 / 0 Comments
read more

Watsons ปรับพอร์ตสินค้ารับ 10 ปีหน้ากำลังซื้อสูงวัยพุ่ง 30% สวยอย่างเดียวไม่พอต้องสุขภาพดีด้วย

BizKet

นวลพรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกความงาม วัตสัน (Watsons) ‘วัตสัน’ เข้ามามาทำธุรกิจในไทยสู่ปีที่ 29 ในปัจจุบัน โดยมุ่งให้ความสำคัญการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยและไปพร้อมการทำตลาดด้วยกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำ สินค้าภายใต้แบรนด์วัตสัน (Own brand) พร้อมขยายไลน์สินค้าใหม่ในกลุ่มสุขภาพ เพื่อเข้าถึงความต้องการเชิงลึกในกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด   นอกจากนี้ วัตสัน ยังปรับกลุ่มเป้าหมายการทำตลาดในรูปแบบ แบ่งตามพฤติกรรม (Behavior) ของลูกค้า โดยจัดสินค้าที่เหมาะสมในแต่ละทำเลสาขาที่เข้าไปเปิดให้บริการ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันออกไป อาทิ สินค้าในสาขาวัตสันในหัวเมืองใหญ่ แหล่งชุมชน และ สถานที่ท่องเที่ยว   “การทำตลาดมิกซ์ แบบผสมผสานของวัตสันตลอดช่วงที่ผ่านมากว่า 20 ปี เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนให้ธุรกิจมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง” นวลพรรณ กล่าว พร้อมเสริมว่า   ขณะที่กลุ่มลูกค้าหลักของวัตสัน ในไทยปัจจุบันสัดส่วน 88% เป็นกลุ่มผู้หญิง และ สัดส่วน 12% เป็นกลุ่มผู้ชาย มีอัตราการใช้จ่ายสินค้าเฉลี่ยตั้งแต่ 1,000 บาทต่อเดือน มีสินค้าแบรนด์ชั้นนำวางจำหน่ายราว 5,000 รายการ (SKUs) และมีสินค้าโอนแบรนด์ภายใต้วัตสันราว 800 เอสเคยู และมีแผนเพิ่มสินค้ากลุ่มหลังอีก 150 เอสเคยูในอนาคต เน้นกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ (Health & Welness) เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยมีโอกาสเข้าถึงสินค้าความสุขภาพได้มากขึ้น ซึ่งจะมีราคาต่างกับสินค้าเพื่อสุขภาพแบรนด์ต่างๆ ราว 20-30% ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์กลุ่มเพื่อสุขภาพวัตสันเติบโต 30%   นวลพรรณ กล่าวว่า แผนดำเนินงานฯ ดังกล่าวยังเพื่อรองรับการขยายตัวตลาดเพื่อสุขภาพในอนาคต และมีความต้องการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัย คาดการณ์ในอีก 10 ปีหน้า ราวปีคศ. 2035 สังคมสูงวัยจะขยายสัดส่วนเป็น  30% จากในปี 2025 มีสัดส่วน 20%   “การทำธุรกิจตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา วัตสันเป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกที่โดดเด่นเรื่องความงาม หรือ บิวตี้ ซึ่งจะยังรักษาจุดนี้ไว้แต่จะขยายไลน์ไปด้านเพื่อสุขภาพมากขึ้น”  นวลพรรณ กล่าว   ขณะที่ในปีนี้ วัตสัน วางแผนเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 55 สาขาจากในปีก่อนอยู่ที่ราว 50 สาขา โดยจะไปพร้อมกับการขยายตัวของผู้พัฒนาโครการศูนย์การค้าต่างๆ ในทำเลกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดสัดส่วนใกล้เคียงกัน 50%  จากปัจจุบัน วัตสัน มีสาขา 750 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด   พร้อมกันนี้ วัตวัน จะนำแนวคิด Health is Beauty, Beauty is Health ประกอบด้วย 6 กลยุทธ์หลัก คือ มุ่งขยายเครือข่าย, สร้างนวัตกรรม, ขยายไลน์สินค้าใหม่ เสริมบริการสุขภาพ และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพื่อรองรับการเติบโตเทรนด์สุขภาพและความงามที่เติบโตแบบก้าวกระโดด และมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ร้านค้าปลีก Smart Beauty & Wellness   โดยวางเป้าหมายการเติบโตธุรกิจต่อเนื่อง สอดคล้องกับตลาดค้าปลีกสินค้าและความงามในไทยในปีนี้ มีแนวโน้มเติบโตแต่ยังชะลอตัวเมื่อเทียบกับในปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่ง วัตสัน มีการเติบโตมากกว่าตลาดในภาพรวม   Alternate-X สรุปให้  วัตสัน ประเทศไทย เดินหน้าปรับพอร์ตสินค้า เน้นสินค้ากลุ่มสุขภาพควบคู่ความงาม วางกลยุทธ์ตลาดตามพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมขยาย Own Brand และสินค้าใหม่กว่า 150 รายการ กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นผู้หญิง 88% มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 1,000 บาทต่อเดือน เตรียมรองรับการเติบโตของสังคมสูงวัย ซึ่งจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2035 ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง พร้อมเปิดสาขาเพิ่มเป็น 55 แห่ง และมุ่งสู่แบรนด์ Smart Beauty & Wellness

April 24, 2025 / 0 Comments
read more

อัปสกิล 200 คอร์ส ‘AI’ ไมโครซอฟท์ ให้เรียนฟรี รับตลาดแรงงาน โลกอนาคต  

BizKet

ไมโครซอฟต์ วาง ‘ไทย’ 1ใน20 ประเทศสำคัญ ยกระดับทักษะเอไอ ให้คนไทย 1 ล้านคนเรียนฟรีในปี68 ลงทุนล้านดอลลาร์ฯ ทำโครงการ THAI Academy   ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ระดับโลก ‘ไมโครซอฟท์’ (Microsoft) กล่าวว่า ไมโครซอฟต์ ให้ความสำคัญต่อการลงทุนในไทยผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยี โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทย สนับสนุนให้ประชาชนในทุกกลุ่มเป้าหมายได้เข้าถึงและรู้เท่าทัน (Literacy) ปัญญาประดิษฐ์ (AI)   โดยไมโครซอฟท์ ใช้งบลงทุนราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา พร้อมร่วมกับรัฐบาลไทยและพันธมิตรร่วม 35 องค์กร เปิดโครงการ ‘THAI Academy’ เพื่อยกระดับปรับปรุง และเพิ่มทักษาการเรียนรู้ AI รวม 200 หลักสูตรที่ครอบคลุมทุกด้านตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นพื้นฐาน ความชำนาญเฉพาะทาง ไปจนถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ฯลฯ เนำมาให้คนไทยเรียนรู้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย   “ไมโครซอฟท์ ได้นำโครงการในลักษณะเดียวกันนี้ เข้าไปทำงานร่วมกับรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่ทยอยเปิดตัวโครงการพร้อมๆกัน โดยมีเป้าหมายยกระดับทักษะคนไทยมากกว่า 1 ล้านคน ภายในปี 2568 นี้”   โครงการฯ นี้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้สนใจ สามารเข้ามาเรียนรู้ผ่าน AI Skills Navigator แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้าน AI เพื่อคนไทยทุกคน นับตั้งแต่ผู้เริ่มต้นใช้งาน บุคคลทั่วไป คนทำงานเฉพาะทาง โดยมีหลักสูตรไฮไลท์สำหรับผู้เริ่มเรียนรู้ใน 3 ระดับ ได้แก่   AI Basics – ปูพื้นฐานตั้งแต่ความเข้าใจในเทคโนโลยี AI ประวัติศาสตร์และที่มาเบื้องหลังนวัตกรรม และพื้นฐานในการเริ่มใช้งาน AI Skills for Everyone – หลักสูตรรวบรัดที่เจาะพื้นฐานการใช้งานเครื่องมือ AI บนแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ในสถานการณ์ประจำวันอย่างถูกต้อง แม่นยำ และได้ผลจริง Azure AI: Zero to Hero – เปิดประตูให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักศึกษาก้าวสู่โลกของคลาวด์และ AI อย่างเต็มตัว กับพื้นฐานในการสรรสร้างเครื่องมือและโซลูชันพลังงาน AI เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน   ทุนมนุษย์ ตัวแปรโลกอนาคต   ธนวัฒน์ กล่าวว่า “การลงทุนคนในทักษะ AI วันนี้ จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย”   ทั้งนี้ ข้อมูลจาก LinkedIn ชี้ให้เห็นว่า   70% ของทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานส่วนใหญ่ในอนาคตจะแตกต่างไปจากปัจจุบัน โดยมีตำแหน่งงานที่ต้องการทักษะการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า   สำหรับ ผู้สนใจสามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะ AI ด้วยตนเองผ่าน AI Skills Navigator ได้แล้ววันนี้ที่ https://aiskillsnavigator.microsoft.com/th-th โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากเนื้อหาทั้ง 200 หลักสูตรที่รวบรวมไว้ในที่เดียวแล้ว แพลตฟอร์มนี้ยังสามารถแนะนำหลักสูตรที่เหมาะสม ตรงตามเป้าหมายและความสนใจที่แตกต่างกันไปของผู้เรียนแต่ละคน   บทสรุป ไมโครซอฟท์เปิดโครงการ “THAI Academy” ยกระดับทักษะ AI ให้คนไทยกว่า 1 ล้านคนภายในปี 2568 โดยไทยเป็น 1 ใน 20 ประเทศเป้าหมายทั่วโลก โดยลงทุน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วมกับรัฐบาลและ 35 องค์กรพันธมิตร พัฒนา 200 หลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นพัฒนาโปรแกรม เปิดให้เรียนฟรีผ่านแพลตฟอร์ม AI Skills Navigator ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกระดับผู้ใช้งาน ตั้งแต่บุคคลทั่วไปจนถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ด้วยหลักสูตรเด่น ได้แก่ AI Basics, AI Skills for Everyone และ Azure AI: Zero to Hero ไมโครซอฟท์เชื่อว่าทักษะ AI คือกุญแจสำคัญสู่อนาคตแรงงาน โดย LinkedIn ชี้ว่าทักษะที่จำเป็นในอนาคตจะต่างจากปัจจุบันถึง 70% และ AI เป็นทักษะที่เติบโตเร็วถึง 6 เท่า

April 22, 2025 / 0 Comments
read more

ส่อง ‘บูธไทย’ ใน EXPO 2025 โอซากา – มีไฮไลท์ อะไรว้าว?!? ทำทั่วโลกแห่เช็คอินไม่ขาดสาย

WeView

เริ่มแล้วงานแสดงนิทรรศการระดับโลก EXPO 2025 OSAKA, KANSAI, JAPAN นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ในปีนี้มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมงานจำนวน 158 ประเทศ   สำหรับอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ตั้งอยู่ในพื้นที่ A13 โซน Connecting  Lives เป็นหนึ่งในอาคาร Self-Build Pavilion มีการออกแบบและดำเนินการก่อสร้างเอง     โดยแนวคิดการออกแบบ ‘ไทย พาวิลเลียน’ นำศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยโบราณผสานเข้ากับวิธีก่อสร้างสมัยใหม่ที่งามสง่า โดดเด่นด้วยการออกแบบหลังคาที่เป็นลักษณะ ‘ทรงจอมแห’ ให้เป็นทรงครึ่งจั่วประกอบกับการใช้ผนังกระจกขนาดใหญ่   ขนาบข้างอาคารยาวตลอดแนวเป็นการสร้างเทคนิคภาพสะท้อน ทำให้เห็นความเป็นสถาปัตยกรรมของไทย อันสมบูรณ์และงดงามแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ถือเป็น 1 ในพาวิลเลี่ยนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก     ในวันแรกของการเปิดตัว ‘อาคารแสดงประเทศไทย’ (Thailand Pavilion ) ได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและต่างชาติอย่างท่วมท้นและเนื่อง ด้วยวันที่ 13 เมษายน เป็นวันแรกที่เปิดให้เข้าชมงานตรงกับวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย จึงได้หยิบยก ‘เทศกาลสงกรานต์’ มรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก มาเป็นการแสดงสุดยิ่งใหญ่ ชุด “อาทิตย์อุทัย กึกก้องทั่วหล้า มหาสงกรานต์” ผ่านการแสดง ‘นาฏลีลาทุงษะเทวีศรีสงกรานต์’ เพื่อเชื่อมต่อคนทั้งโลกให้เข้าถึงประเทศไทย และได้รับเสียงปรบมือดังจากผู้ชมอย่างกึกก้อง     พร้อมกันนี้ผู้เข้าชมงานส่วนมากได้ให้ความสนใจกับการจัดแสดงนิทรรศการภายในอาคารทั้ง 3 ห้องจัดแสดง ประกอบด้วย   ห้อง THAI WISDOM    โซน 1 หมุดหมายสุขภาพโลก: จุดถ่ายภาพเพื่อแชร์ “ดินแดนแห่งความกินดียู่ดี” ให้ทั่วโลกได้รู้จัก ให้ทั่วโลกได้รู้จักประตูบานแรกที่เปิดให้ก้าวเข้ามาสัมผัสดินแดนแห่งความกินดี อยู่ดีสไตล์ไทยๆ   โซน 10 มนต์เสน่ห์ของประเทศไทย: เข้าถึงภูมิวิถีแบบไทย ๆ  ผ่านวิถีการอยู่กับธรรมชาติ การกินตามฤดูกาล รวมไปถึงแง่งามของวัฒนธรรมประเพณี และยิ้มสยามเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกยอมรับและคุ้นเคย     ห้อง THAI MEDICAL AND WELLNESS HUB    โซน 100 ศักยภาพสาธารณสุขไทย: นำเสนอผ่าน Projection Mapping พร้อมวัตถุจัดแสดงรอบห้องกว่า 100 สิ่ง ที่สื่อถึงระบบสาธารณสุขที่ดี โครงการที่ดี ความร่วมมือที่ดี ภายใต้นโยบาย Thailand Medical hub  อาทิ   โครงการศูนย์สุขภาพนานาชาติ งานวิจัยที่โดดเด่น นวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยที่โดดเด่น เช่น นวัตกรรม AI คัดกรองเบาหวานที่ตา ฟองน้ำห้ามเลือด จากแป้งข้าวเจ้า ผลิตผลจากเกษตรกรรมไทย กระดูกทดแทนจากเทคโนโลยี 3 มิติ หุ่นยนต์ดินสอ ช่วยดูแลผู้สูงวัย ฯลฯ   โซน 1,000 สถานบริการทางการแพทย์: นำเสนอศักยภาพทางการแพทย์และการบริการ ของไทยที่ได้มาตรฐานในระดับสากล ผ่านทัชสกรีนที่สามารถเข้าถึงการรักษา 15 กลุ่มโรคที่นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์นิยมมารักษาที่ไทย ในโรงพยาบาลประเทศไทย ที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้านสปา เวลเนส และ บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ได้รับมาตรฐาน Thai World Class Spa และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทย   ภายในส่วนจัดแสดงนี้ ผู้ชมสามารถสัมผัสประสบการณ์ผ่อนคลายผ่านห้องจัดแสดง RHYTHM OF THAI NATURE THERAPY นำเสนอสุขภาพดีแบบไทย ผ่านธาตุทั้ง 4 ตามหลักเเพทย์เเผนไทยที่สื่อถึงการป้องกัน เสริมสุขภาพ เเละการรักษาสมดุลทั้งทางร่างกายเเละจิตใจ ผ่านเสียงเเละทัศนียภาพธรรมชาติจากดินเเดนไทย ด้วยภาพ Visual ธรรมชาติผสมผสานเสียงบรรยากาศทั้ง 3 ฤดูกาลของประเทศไทย เพื่อพาผู้เข้าชมมาผ่อนคลายผ่านประสาทสัมผัส ได้แก่ การมองเห็น, การได้กลิ่น, การได้ยิน และการสัมผัส เสมือนยกเมืองไทยมาไว้ในงาน ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก       นอกจากนี้ รอบห้องจัดแสดงยังนำเสนอศักยภาพทางการแพทย์ของไทยผ่านการจัดอันดับที่ทั่วโลกยอมรับ เช่น ประเทศที่ฟื้นตัวและรับมือสถานการณ์ โควิด-19 ได้ดีที่สุด ประเทศที่มีกิจกรรมเชิงสุขภาพและสถานบริการเพื่อสุขภาพดีติดอันดับโลก ฯลฯ เสมือนข้อพิสูจน์ว่าประเทศไทยเป็นหมุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างแท้จริง   โซน 10,000 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ: เรียนรู้เรื่องราววัตถุดิบและอาหารไทย ผ่านโซนจัดแสดงต่าง ๆ สอดคล้องไปกับแนวทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ส่งเสริมให้ทั่วโลกบริโภคผักและผลไม้ให้หลากหลาย ครบ 5 สี รับชม “อาหารไทยติดอันดับโลก” ซึ่งผู้ชมสามารถเลือกดูเมนูอาหารติดอันดับผ่าน Interactive Table เช่น ผัดกะเพรา ผัดไทย มัสมั่น ฯลฯ   พร้อมรู้จักกับ ‘สำรับอาหารไทย 4 ภาค’ จำลองเมนูสุขภาพของแต่ละภูมิภาคจากวัตถุดิบไทย เช่น น้ำพริกปลาทู (ภาคกลาง) ขนมจีนน้ำเงี้ยว (ภาคเหนือ) แกงอ่อมปลาดุก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) แกงขมิ้นไตปลา (ภาคใต้)   นอกจากนี้ ยังมี ‘Display อาหารแห่งอนาคต’ ที่จัดแสดงนวัตกรรมอาหาร พัฒนาเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ในอนาคต     ห้อง THAI LIVING LAB    โซน 100,000 ผลิตภัณฑ์สร้างภูมิคุ้มกัน: พบกับ Open kitchen Experience โชว์ทำอาหารที่คัดสรรอาหารไทยยอดนิยม อาทิ ส้มตำไทย, ต้มยำกุ้ง, ข้าวเหนียวไก่ย่าง, แกงเขียวหวานไก่, แกงมัสมั่นไก่, ผัดไทยกุ้งสด, ข้าวมันไก่, ข้าวซอยไก่, ต้มข่าไก่, ข้าวกระเพราไก่, แกงแพนงหมู และ ข้าวผัดกุ้ง มาสลับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดการจัดงาน ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก   ในส่วนพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากประเทศไทย ได้คัดสรรสินค้าดีเด่นของไทย รวมถึงโปรแกรมท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ และกิจกรรมเวิร์คช็อปทำถุงหอมในแบบฉบับของตนเอง ให้นำกลับไปใช้ หรือเป็นของฝากได้ อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก   สำหรับกิจกรรมเวิร์คช็อปจะหมุนเวียนมาให้ผู้เข้าชมงานได้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น แต่งกายชุดไทย, สาธิต  การทำอาหารไทย, ธรรมชาติไทยบำบัด และนวดไทย   ปิดท้ายด้วยโซน 1,000,000 รอยยิ้มแห่งความประทับใจ: พื้นที่รวบรวมล้านความรู้สึกประทับใจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ได้มีส่วนร่วมแบ่งปันรอยยิ้มให้กับคนทั่วโลก พร้อมลุ้นรับส่วนลดที่พัก สปา&เวลเนส เเละห้องอาหาร ให้ไปสัมผัสวิถีไทยครบทุก 5 สัมผัส   ขณะที่บริเวณด้านหน้าอาคารมีเวทีกิจกรรมจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัยนำเสนอภายใต้แนวคิด ‘ยิ้มสยามงามสู่สังคมโลก’ เผยแพร่วัฒนธรรม ประเพณี และเสน่ห์ที่หลากหลายผ่านการแสดงที่สลับหมุนเวียนกันไปในแต่ละวัน รวมถึงการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมร่วมกับประเทศต่างๆ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ประเทศไทยกับนานาประเทศ     ทั้งยังมี “น้องภูมิใจ” มาสคอตประจำอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ทำหน้าที่เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทย พร้อมต้อนรับผู้ชมจากทั่วโลกด้วยยิ้มสยามอย่างเป็นอบอุ่น จริงใจ อีกด้วย    ขอเชิญชวนทุกท่านมาเยี่ยมชมอาคารนิทรรศการไทย (Thailand Pavilion) ในงาน EXPO 2025 OSAKA, KANSAI, JAPAN ตั้งแต่วันนี้ – 13 ตุลาคม 2568 ณ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่นสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความเคลื่อนไหวได้ที่ Website : Thailand Pavilion 2025 และทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ Thailand Pavilion World Expo 2025   บทสรุป งาน EXPO 2025 ที่โอซากา เปิดให้ชม ‘ไทย พาวิลเลียน’ สถาปัตยกรรมร่วมสมัยผสานศิลปะไทยโดดเด่นสะดุดตา พบกับความอลังการด้วยการแสดงวันสงกรานต์ สร้างกระแสตอบรับจากผู้ชมทั้งไทยและต่างชาติ ภายในแบ่งเป็น 3 ห้องนิทรรศการ นำเสนอจุดแข็งไทยด้านสุขภาพ อาหาร และนวัตกรรมแพทย์ ‘ไฮไลต์’ เช็คอินแน่นสุด ห้องบำบัดแบบไทย 4 ธาตุ และโชว์ทำอาหารไทยยอดนิยมแบบสด ๆ พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อป พบกับ ‘น้องภูมิใจ’ มาสคอตประจำอาคารนิทรรศการไทย มาต้อนรับทุกคน        

April 20, 2025 / 0 Comments
read more

เมื่อ Banyan Tree เขาใหญ่ โชว์ความลักซูฯ ที่ต้องจับตาจนคว้ารางวัลระดับโลก!

BizKet

บันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เขาใหญ่ โปรเจกต์ Branded Residence ระดับลักซูรี่ แห่งแรกบนทำเลติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติที่รับรองโดยองค์การยูเนสโก เป็นโปรเจกต์มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาทภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ‘บันยันกรุ๊ป’ กลุ่มธุรกิจบริการชื่อดังที่บริหารแบรนด์โรงแรมในเครือต่างๆ และ ‘เครสตั้น โฮลดิ้ง’ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย   โดยโครงการฯ แห่งนี้ถือเป็น Branded Residence ระดับลักซูรี่ แห่งแรกในทำเลเขาใหญ่ที่สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในการเป็นบ้านพักตากอากาศระดับพรีเมียมในประเทศไทย   ล่าสุด บันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เขาใหญ่ ได้รับรางวัลจากเวที Asia Pacific Property Awards ในหลากหลายสาขา   ผู้ชนะรางวัล Best International Development Marketing Best Development Marketing Asia Pacific Best Development Marketing for Thailand Best Mixed Use Architecture for Thailand Residential Development (20+ Units) Condominium Development Mixed Use Development for Thailand   ทั้งนี้ สะท้อนถึงความโดดเด่นในการรังสรรค์ที่สุดแห่งที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ ในประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้โครงการฯ ยังได้รับรางวัล Best Developer Website for Thailand ในเวที Asia Pacific Property Awards ประจำปี 2023-2024 จากผลงานเว็บไซต์ที่สวยงามและสะท้อนจุดแข็งของโครงการหรูท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างครบถ้วน   โฮ กวงปิง ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บันยันกรุ๊ป เผยว่า “รางวัลระดับโลกจากเวที International Property Awards และรางวัลในหลายสาขาจากเวที Asia Pacific Property Awards เมื่อปีก่อน เป็นข้อพิสูจน์ถึงความทุ่มเทในการทำโครงการใหม่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ที่ผสานความหรูหราเข้ากับธรรมชาติโดยรอบ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน รางวัลเหล่านี้สะท้อนปรัชญาของบันยันทรี ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับของผู้พักอาศัย ความยั่งยืน และการดีไซน์ที่งดงาม”   ด้าน จิณิณ ตระการสืบกุล ประธานกรรมการ บริษัท เครสตั้น โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “รางวัลทั้งหมดที่เราได้รับ  สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับและพลิกโฉมวงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซูรี่ในประเทศไทย ที่ดินผืนนี้โอบล้อมด้วยความอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เมื่อผสานเข้ากับการออกแบบระดับเวิลด์คลาส จึงมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่โครงการของเราได้รับการยอมรับไม่เพียงในระดับเอเชีย แต่ยังรวมถึงในระดับนานาชาติ”   สำหรับในงานประกาศรางวัล Asia Pacific Property Awards ประจำปี 2024-25 บันยันกรุ๊ป เรสซิเดนซ์ (Banyan Group Residences) ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 12 รางวัล ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เขาใหญ่ ถึง 7 รางวัล สร้างสถิติบริษัทที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตอกย้ำมาตรฐานสูงสุดในการพัฒนาโครงการระดับเวิลด์คลาสของบันยันกรุ๊ป เรสซิเดนซ์   บทสรุป  บันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เขาใหญ่ เมกะโปรเจกต์ลักซูรี่ 1.7 หมื่นล้าน ติดอุทยานเขาใหญ่คว้า 7 รางวัลใหญ่ จากเวที Asia Pacific Property Awards 2024-25รวมถึง รางวัลระดับโลก Best International Development Marketingสะท้อนศักยภาพการออกแบบที่ผสาน ความหรูหรา-ธรรมชาติ อย่างลงตัวตอกย้ำการเป็นมาตรฐานใหม่ของ Branded Residence ในไทยและเอเชีย   เกี่ยวกับโครงการ   บันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เขาใหญ่ ตั้งอยู่บนที่ดิน 226 ไร่ ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯเพียง 1.5 ชั่วโมง โอบล้อมทะเลสาบขนาด 30 ไร่ โดยในช่วงเฟสแรก โครงการนำเสนอพูลวิลล่า 4 ห้องนอน ทั้งสิ้น 21 ยูนิตที่ตกแต่งครบขนาด 435 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 70 ล้านบาท และอาคารคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ 16 อาคารแบบ 1, 2 และ 3 ห้องนอน รวมถึงเพนต์เฮาส์ตั้งแต่ 64 ถึง 295 ตร.ม. ในราคาเริ่มต้นที่ 15 ล้านบาท   ทั้งนี้ เจ้าของที่อยู่อาศัยในเครือบันยันทรี จะได้เอกสิทธิ์ในการเป็นสมาชิก The Sanctuary Club ซึ่งเป็นโปรแกรมซิกเนเจอร์ที่มอบสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษสำหรับที่พักในเครือบันยันกรุ๊ปทั่วโลก   พร้อมเปิดเซลล์แกลเลอรีของบันยันทรี เรสซิเดนซ์ เครสตัน ฮิลล์ เขาใหญ่ เปิดให้เยี่ยมชม ผู้ที่สนใจสามารถนัดหมายเข้าเยี่ยมชมได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.banyantreeresidencescrestonhill.com หรือติดต่อ +66 (0)2-096-6454  

April 20, 2025 / 0 Comments
read more

‘CITIZEN’ เขย่าตลาดข้อมือชาวยูนิเซ็กส์ ส่งรุ่น ‘TSUYOSA’ รับเทรนด์ไซส์เล็กมาแรง

BizKet

จากการเปิดรับกลุ่ม LGBTQ ความหลากหลายทางเพศ ทำให้สินค้าต่างๆในกลุ่ม Unisex เติบโตสูงขึ้นตามมา รวมถึงตลาดนาฬิกายูนิเซ็กส์ ที่แบรนด์ซิติเซ่น มองเห็นช่องว่างในตลาดกลุ่มนี้ เช่นกัน   กฤศณัฏฐ์ กิจวิทยศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอลดีไอ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกา CITIZEN (ซิติเซน) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯเปิดตัวนาฬิกาซิติเซ่นรุ่นไอคอนิก TSUYOSA หนึ่งในคอลเลกชันที่ได้รับความนิยมที่สุดของแบรนด์ เพื่อสร้างสีสันในหน้าขายช่วงฤดูร้อนปีนี้   “คอลเล็กชั่นฯนี้ มาพร้อมขนาดและสีสันใหม่ในการทำตลาด ด้วยขนาด 37 มม. มีตัวเรือนเล็กลงมาจากขนาด 40 มม. ที่วางจำหน่ายทั่วไปอยู่แล้ว แต่ยังคงสมบูรณ์ไปด้วยเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของแบรนด์ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเหมือนเดิม” กฤศณัฏฐ์ กล่าว     โดย ตัวเรือน TSUYOSA 37 mm ยังเป็นแบบขัดเงาให้ความรู้สึกหรูหรา เชื่อมต่อกับสายสเตนเลสสตีลที่ทนทาน กระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทนต่อการขีดข่วน และเข็มนาฬิกาและสัญลักษณ์แทนชั่วโมงเป็นแบบเรืองแสงได้   ขณะที่ดีไซน์ของนาฬิกาดูไร้รอยต่อ เข้ากับสรีระข้อมือ ภายในเป็นกลไกอัตโนมัติ Caliber 8210 ทันสมัย มีอัญมณี 21 เม็ด ซึ่งสั่นสะเทือนที่ความถี่ 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง ฝาหลังตัวเรือนใสเผยให้เห็นกลไกภายใน   นอกจากนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติไขลานด้วยมือ ระบบสำรองพลังงานได้นาน 42 ชั่วโมง ฟังก์ชันหยุดวินาทีเพื่อให้ตั้งเวลาได้อย่างแม่นยำ และคุณสมบัติกันน้ำลึกถึง 50 เมตร ทั้งเทคโนโลยีด้านความแม่นยำ วัสดุที่ทนทาน และดีไซน์สวยคลาสสิก   สำหรับหน้าปัดรุ่นฯ นี้มาใน 2 สีใหม่ คือ  Pastel Pink (สีชมพูอ่อน) และ Dark Green (สีเขียวเข้ม) รวมถึงอีก 1 สีฮิตของแบรนด์ Ice Blue (สีฟ้าสว่าง)   กฤศณัฏฐ์ กล่าวว่า “ซิติเซ่นคอลเล็กชั่นนี้ ยังสอดคล้องกับเทรนด์ตลาดนาฬิกาแบบยูนิเซ็กซ์ขนาดกะทัดรัดกำลังจะเป็นที่นิยมมากขึ้น เลยอยากดึงดูดกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัยที่ให้ความสำคัญกับสไตล์” พร้อมเสริมว่า “คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายนาฬิกาของแบรนด์ให้เพิ่มขึ้นถึง 10-20 % ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้”   สำหรับ CITIZEN TSUYOSA 37 mm วางราคาจำหน่าย 16,600 บาท ในช่องทางขายทั้งออฟไลน์แผนกนาฬิกาห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย และออนไลน์ https://shopee.co.th/citizen_thailand, www.lazada.co.th/shop/citizen     บทสรุป CITIZEN เปิดตัวนาฬิการุ่น “TSUYOSA” ไซส์ 37 มม. รับกระแสยูนิเซ็กส์ขนาดเล็กที่มาแรง ดีไซน์หรูหรา ไร้รอยต่อ ตัวเรือนขัดเงา กระจกแซพไฟร์ กันน้ำ 50 เมตร ใช้กลไกอัตโนมัติ Caliber 8210 ไขลานได้ด้วยมือ สำรองพลังงาน 42 ชม. มีให้เลือก 3 สี: Pastel Pink, Dark Green และ Ice Blue วางราคาขาย 16,600 บาท คาดช่วยดันยอดขายโต 10-20% ในไตรมาส 2 ปีนี้ ในร้านและออนไลน์   รู้ไหม?ทำไมถึงชื่อ CITIZEN?   ข้อมูลจากเพจ Citizen Watch เล่าที่มานาฬิกาแบรนด์ CITIZEN เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ.1918) ที่กรุงโตเกียว horological research center (ศูนย์วิชาการเกี่ยวกับการวัดหรือเทียบเวลา) ในฐานะสถาบันวิจัยนาฬิกา Shokosha   ในปี พ.ศ. 2467 สถาบันแห่งนี้ได้ผลิตนาฬิกาพ็อกเก็ตตัวแรกออกมาครั้งแรก และอีก 6 ปีต่อมาได้สร้างสรรค์ผลงานภายใต้ชื่อ บริษัท / ชื่อนาฬิกา CITIZEN  ซึ่งชื่อบริษัทใหม่นี้นายกเทศมนตรีกรุงโตเกียว ‘Shinpei Gotoh’ เป็นผู้ตั้งชื่อว่า Shokosha ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนแรกของ CITIZEN เพื่อที่พวกเขาจะได้ “ใกล้ชิดกับหัวใจของทุกคน”  

April 19, 2025 / 0 Comments
read more

เหตุเกิดจากแผ่นดินไหว…

Zcreat

ช่วงแผ่นดินไหวกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา ในวันนั้น เป็นจังหวะเดียวกับที่ Brother (บราเดอร์) ธุรกิจเครื่องพิมพ์ อุปกรณ์สำนักงาน และจักรเย็บผ้า แบรนด์ระดับโลก อยู่ระหว่างรอจัดงานแถลงข่าวใหญ่ประจำปี 2568  บนชั้น 19 ‘Gaysorn Urban Resort’ อีกหนึ่งคอมมูนิตี้หรูในย่านดาวน์ ทาวน์   จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบปุปปัป ในครั้งนั้นทำให้ทุกอย่างต้องยุติและเลื่อนการจัดงานออกไปก่อน ในทันที    หลังผ่านไป 20 วัน  ทีมผู้บริหาร ‘บราเดอร์’ กลับมาจัดงานอีกครั้ง ‘ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด  เกริ่นเปิดงานว่า เหตุการณ์ในวันนั้นถือเป็นวันโชคร้ายแต่ยังมีความโชคดี ในจังหวะ ‘แคนเซิล’ จัดงานออกไปก่อน   ด้วยหากงานแถลงข่าวเริ่มขึ้นก่อนแผ่นดินไหวในวันนั้น “เราน่าจะได้เห็นภาพพลังความรักระหว่างผู้บริหารและนักข่าวเกือบร้อยชีวิตในงาน ที่ต่างร่วมกุมมือด้วยกันอยู่ใต้โต๊ะ บนตึกสูงบนชั้น 19 ในมหานครกรุงเทพฯ เป็นอย่างแน่แท้”   MD บราเดอร์ บอกว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น ยัง จุดประกายให้ deep in thought ทั้งข้อคิดและทำให้เรียนรู้จากเรื่องร้ายที่ผ่านไป ด้วยทุกอย่างเกิดขึ้นบนความไม่แน่นอน และรวดร็ว ฉะนั้น หากใครอยากทำอะไรก็ให้รีบทำตั้งแต่ตอนนี้….’ธีรวุธ’ ทิ้งท้ายก่อนนำเข้าสู่การแถลงข่าว   

April 19, 2025 / 0 Comments
read more

จุฬาฯ เปิดคณะใหม่ ‘Extension School’ รับยุค AI เน้นเรียนรู้ตลอดชีวิต Open House ก.ย. 68

BizKet

ศ. ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับ ‘Alternate-x’ ว่า จุฬาฯ อยู่ระหว่างจัดเตรียมเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาภายใต้คณะวิชา(Faculty) ใหม่ เบื้องต้นกำหนดชื่อ ‘เอ็กซเทนชั่น สคูล’ (Extension School) วางแนวคิดหลักสูตรสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ‘Lifelong learning’ เพื่อส่งเสริมวิชาการ ทักษะใหม่ ให้ตรงกับตลาดอาชีพและแรงงานในอนาคต   “คณะฯใหม่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมแต่งตั้งคณบดีเข้ามารับผิดชอบโดยเฉพาะซึ่งอยู่ภายใต้สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดพร้อมเปิดตัวคณะและรับสมัครครั้งแรกในเดือนกันยายน  2568 นี้”  ศ. ดร.วิเลิศ กล่าว   พร้อมเสริมว่า ‘Extension School’ วางแนวคิดให้บริการในตลาดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กับประชาชนทั่วไป ศิษย์เก่า ผู้สนใจไม่จำกัดอายุ ฯลฯ ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนที่ออกแบบเพิ่มเติมขึ้นเพื่อสนับสนุนในทุกสาขารายวิชาที่ดำเนินการสอนในคณะต่างๆที่เปิดสอนของจุฬาฯในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มทักษะในแต่ละวิชาชีพให้กับผู้เรียนที่สนใจ และเป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาอยู่ในแทบทุกส่วนของการทำงานแล้วทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งแรงงานยุคปัจจุบันต้องปรับและเสริมทักษะด้านดังกล่าวให้พร้อมต่อกระแสที่เกิดขึ้น   “จุฬาฯ วางหลักคิดให้เป็นเอ็กซเทนชั่น สคูล เป็นคณะไลฟ์ลอง เลิร์นนิ่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มที่ปลั๊กอินกับสาขาวิชาในแต่ละคณะของมหาวิทยาลัย รองรับความต้องการของผู้ที่สนใจ รวมถึงคนนอก เข้ามาศึกษาได้ทั้งหมด จะมีคณบดีท่านแรกมารับผิดชอบดูแล คาดจะเปิดรับเฟริสต์ คลาส  ราวเดือนกันยายน ปีนี้ เบื้องต้นใช้สถานที่ตั้งคณะในพื้นที่อาคารจามจุรีสแควร์ คิดอัตราค่าเล่าเรียนแตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับรายวิชา ซึ่งยังมีห้องแล็บให้กับผู้เรียนด้วย”   แผนงานดังกล่าว ยังพัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับบริบทของระบบเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและโลก จากปัจจัยความท้าทายต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา โดยเฉพาะในปีนี้ซึ่งมีทั้งด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล เข้ามาเป็นส่วนร่วมในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการเงิน การลงทุน ธุรกิจ ซึ่งจุฬาฯ ในฐานะผู้ให้บริการด้านการศึกษาจะต้องปรับตัวรอบด้านเพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ใหญ่ในโลกที่เกิดขึ้นพร้อมกันด้วย   “ประเทศไทย ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยม และเป็นประเทศหนึ่งในโลก เราต้องหมุนรอบโลก ไปพร้อมกับสร้างความพร้อมของบุคลากร อย่างเมื่อสามปีก่อนเอไอยังไม่ได้เอไอ แต่ตอนนี้ทุกคนรู้พร้อมกัน จุฬาต้องมีทุนทางปัญญามอบให้ เพื่อเอาชนะให้ได้ นำไปใช้แก้ปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า”  ศ. ดร.วิเลิศ ทิ้งท้าย   บทสรุป  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเตรียมเปิด “เอ็กซเทนชั่น สคูล” (Extension School) คณะใหม่เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยเน้นพัฒนาทักษะใหม่ให้ตรงกับตลาดแรงงานอนาคต โดยเฉพาะในยุค AI หลักสูตรเปิดรับประชาชนทั่วไปและศิษย์เก่า ไม่จำกัดอายุ ใช้เนื้อหาต่อยอดจากคณะต่างๆ ของจุฬาฯ พร้อมคณบดีรับผิดชอบเฉพาะทาง คาดเปิดรับนักศึกษาเฟสแรกกันยายน 2568 โดยใช้พื้นที่อาคารจามจุรีสแควร์ พร้อมห้องแล็บรองรับการเรียนการสอน ค่าเล่าเรียนขึ้นอยู่กับแต่ละรายวิชา มุ่งสร้างแพลตฟอร์ม Plug-in เชื่อมโยงความรู้ระหว่างคณะกับผู้เรียนทุกกลุ่ม เป็นส่วนหนึ่งการปรับตัวของจุฬาฯ เพื่อรับมือเทคโนโลยี สร้างทุนปัญญาให้คนไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ของโลก

April 19, 2025 / 0 Comments
read more

‘แสนสิริ’ เล่นใหญ่ใช้ ‘ละครคุณธรรม’ 4 ตอนจบสื่อสารแบรนด์ หวังเข้าถึงคนรุ่นใหม่-โซเชียล

BizKet

ศรีอำไพ รัตนมยูร ประธานผู้บริหารสายงานการตลาด บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่ เปิดเผยว่า ‘แสนสิริ’ มุ่งให้ความสำคัญด้านการสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่มาอย่างต่อเรื่อง โดยเฉพาะในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้ ‘แสนสิริ’ ครองแชมป์ Thailand Social Award 9ปีซ้อน   สำหรับในปี 2568 นี้ ‘แสนสิริ’ ยังไปต่อในการทำตลาดเพื่อสร้างเอนเกจเมนต์ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ Deep กับแบรนด์พร้อมเข้าถึงจุดเด่นของพอร์ตสินค้าต่างๆ ด้วยการหยิบกระแส ‘Micro Drama’ ละครสั้นคุณธรรม มาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดสื่อสารแบรนด์ผ่านความบันเทิง เพื่อสร้าง ‘ความสนิทใกล้ชิด’ กับคนรุ่นใหม่ มากขึ้น   “ละครสั้น ที่ฉายเพียง 2-3 นาทีต่อตอน ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องในประเทศจีน ซึ่งตลาดละครสั้นมีแนวโน้มเติบโต 35% ภายในปีนี้ปีเดียว หนุนให้อุตสาหกรรมเติบโตมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการชมละครสั้นที่เพิ่มมากขึ้น”   จากกระแสดังกล่าว ‘แสนสิริ’ ร่วมกับ ‘ดอยแม่สลอง สื่อสังคมออนไลน์’ ผลิตละครคุณธรรมเรื่อง ‘ศึกลูกเขยตัวร้ายกับแม่ยายตัวตึง’  ผ่านพล็อตเรื่องราวของคู่รักข้าวใหม่ปลามันในบ้านหลังใหม่ของแสนสิริ  ออกมาจำนวน 4 ตอน  ไปพร้อมกับถ่ายทอดบริการหลังการขายภายใต้ 4 แกนหลัก   QUALITY SECURITY CARING COMMUNITY   ต่อการใช้ ‘ละครคุณธรรม’ มาเป็นส่วนหนึ่งในการสื่อสารแบรนด์ร่วมกับผู้บริโภค ในครั้งนี้ ยังเป็นการเกาะเทรนด์ผู้บริโภคยุคดิจิทัล จากกระแสไมโคร ดราม่า หรือ ละครสั้นที่มีแนวโน้มการเติบโตและได้รับความนิยมอย่างมากในไทย  จากความเข้าใจง่าย ตรงประเด็น ให้ทั้งสาระและความบันเทิง ที่ยังขยายไปสู่แพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย ต่างๆ ทั้ง YouTube, Facebook, TikTok ซึ่งอย่างหลังเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก ที่มีกลุ่มเป้าหมายใช้งานมากที่สุด   สำหรับ ‘ศึกลูกเขยตัวร้ายกับแม่ยายตัวตึง’ ละครสั้น 4 ตอนจบ จะหยิบจุดขายด้านความโดดเด่นของ After‑Sales Service เป็นตัวชูโรง ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายในทุกเซกเมนต์ ด้วยเนื้อหาสั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย โดยเริ่มออนแอร์ ในทุกวันศุกร์ ตั้งแต่ม 21 มี.ค. ที่ผ่านมา ในช่องทาง Social Media ของ ดอยแม่สลอง และเพจ Sansiri PLC   บทสรุป  ‘แสนสิริ’ ใช้กลยุทธ์ใหม่ในการสื่อสารแบรนด์ผ่านละครคุณธรรม 4 ตอนจบ ภายใต้ชื่อ ‘ศึกลูกเขยตัวร้ายกับแม่ยายตัวตึง’ ซึ่งผสมผสานสาระเกี่ยวกับบริการหลังการขายและความบันเทิงในรูปแบบไมโครดราม่า เพื่อสื่อถึงจุดเด่น 4 ด้าน ได้แก่ QUALITY, SECURITY, CARING, COMMUNITY ใช้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเครื่องมือการตลาดชิ้นนี้ ยังสะท้อนความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชอบเนื้อหากระชับและเข้าใจง่าย ผ่านละครที่ให้ความบันเทิงและสาระที่ตรงประเด็น    

April 19, 2025 / 0 Comments
read more

‘เศรษฐกิจซึม’ คนหารายได้เสริม! Brother ชูปรินเตอร์-จักรเย็บผ้า ตอบโจทย์ตลาดทำเงินยุคใหม่

BizKet

จากจุดเริ่มกิจการซ่อมจักรเย็บผ้า ของสองพี่น้องชาวญี่ปุ่น  เมืองนาโกย่า ในปีพ.ศ. 2451 ก่อนเดินทางถึงจุดเปลี่ยนสำคัญสู่การใช้ชื่อ ‘Brother’ เมื่อปีพ.ศ. 2505 เพื่อทำตลาดระดับสากล พร้อมปรับโพสิชั่นแบรนด์เพื่อรุกหนักในอุตสาหกรรม ‘เครื่องพิมพ์’ Printer และอุปกรณ์สำนักงาน อย่างจริงจัง ในช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 ด้วยผลิตภัณฑ์เด่นได้แก่ เครื่องพิมพ์เลเซอร์, อิงค์เจ็ท, มัลติฟังก์ชัน, เครื่องแฟกซ์, และ เครื่องพิมพ์ฉลาก (P-touch) ไปพร้อมกับแผนขยายธุรกิจ ราว 40 ประเทศ ถึงในวันนี้   ส่วนในไทย ‘Brother’ เข้ามาดำเนินกิจการตั้งแต่ปี 2540  มีอายุ 28 ปีแล้วในปัจจุบัน ภายใต้บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด และในปีนี้ บราเดอร์ ได้ออกมาประกาศวิสัยทัศน์และพันธกิจการทำธุรกิจในไทย จะยังขอเติบโตไปพร้อมกับ GDP ของประเทศในปีนี้ จากหลายสำนักคาดการณ์อัตราเติบโตราวๆ 2.9% จากในปี 2567 มีจีดีพีอยู่ที่ 2.7%   ต่อเรื่องนี้ ‘ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ’ กรรมการผู้จัดการ บริษัทบราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ยังเป็นปีที่บริษัท มีอัตราการเติบโตสูงถึง 9% และยังสูงสุดในรอบ 28 ปี นับแต่ก่อตั้งกิจการในไทย เรียกว่า เติบโตกว่าเศรษฐกิจในภาพรวมของไทย   ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?   ‘ธีรวุธ’ ให้มุมมองว่า การเติบโตของธุรกิจยังไปพร้อมกับการขยายตัวการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการสื่อสารและดิจิทัล ในกลุ่ม (Sector) ต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัล (Digital Tranformation) สอดคล้องกับการสำรวจของ ‘การ์ทเนอร์’ (Gartner, Inc.-บริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) ระบุแนวโน้มตลาดไอที ในประเทศไทย จะมีมูลค่าสูงเกิน 1 ล้านล้าน (Trillion) บาท เติบโตขึ้น 5.8%   จากตัวเลขการเติบโตทั้งการลงทุนไอทีในประเทศ และการเติบโตของ บราเดอร์ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ วางวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อการเป็นผู้นำในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ในตลาด (leading in every business categories) ด้วยยังย้ำจุดยืนตามมอตโต้ ‘at your side’ ของบราเดอร์   ด้วย Brother มองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจตามการขยายตัวทิศทางเดียวกับ 3 กลุ่มอุตสาหรรมดังนี้   ภาคอุตสาหกรรมภาคการผลิต/โรงงาน (Manufacturing เติบโต 5% ภาคอุตสาหกรรมทางการแพทย์ (Medical Care) เติบโต 7% ภาคธุรกิจขนาดกลางย่อม (SME) เติบโต 4%   “การจะทำให้ธุรกิจเติบโต บราเดอร์จะต้องไปพร้อมกับเซ็กเตอร์ธุรกิจในไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวเช่นกัน อย่างในกลุ่มเอสเอ็มอี จะเป็นธุรกิจสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับค้าปลีก” ธีรวุธ กล่าว 4 ปัจจัยหนุนกระตุ้นเติบโต   สำหรับแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจและเศรษฐกิจ ในปี 2568 นี้คาดมาจาก 4 ปัจจัยบวก ดังนี้   ภาคการท่องเที่ยว จากในปี 2567 ที่ผ่านมา มีนักเดินทางต่างชาติมาไทยราว 38 ล้านคน การลงทุนตรงจากต่างชาติ ยังมีโอกาสในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและโรงงาน ภาคการส่งออก ยังมีแนวโน้มขยายตัวคงที่ราว 5-10% การผลักดันแคมเปญต่างของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ   “อย่างไรก็ตามยังมี ปัจจัยลบที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้ง ผลกระทบจากเทรด วอร์ สงครามการค้าผ่านกำแพงภาษีสหรัฐอเมริกา และความไม่สงบจากภูมิรัฐศาสตร์โลก” ธีรวุธ ให้มุมมองเพิ่ม   ‘ผู้คน’ มองหารายได้เสริม   ด้าน ‘กิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์’ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด บริษัทบราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าจากภาพรวมดังกล่าว ทำให้ บราเดอร์ วางแผนทำตลาดผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมภาคธุรกิจ กลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย ภายใต้กลยุทธ์ ‘Brother All’ ด้วยไลน์ผลิตภัณฑ์ครบวงจร ทั้ง เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกน เครื่องพิมพ์ฉลาก จักรปัก เครื่องเสียงภายใต้แบรนด์ BMB เครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัล และเครื่องพิมพ์ฉลากดิจิทัลระบบ UV อิงค์เจ็ทความละเอียดสูงภายใต้แบรนด์ Domino   “ในปีนี้ ตั้งเป้าขยายธุรกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 7% เพื่อย้ำความเป็นผู้นำและรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในสินค้ากลุ่มต่าวๆ จากปีที่ผ่านมา”   ประกอบด้วย กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องพิมพ์ (Printing Business)   เครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำ (45%) เครื่องพิมพ์เลเซอร์มัลติฟังก์ชันขาวดำ (55%) เครื่องพิมพ์เลเซอร์สี (51%) เครื่องพิมพ์เลเซอร์มัลติฟังก์ชันสี (45%)   นอกจากนี้ ยังมี เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท A3 ที่มียอดขายอันดับ 1 ทั่วโลกต่อเนื่อง 17 ปี รวมถึงยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ธุรกิจภาคขยาย (Business Expansion) ทั้งจักรปักสำหรับ SME, จักรเย็บผ้าภายในบ้าน, เครื่องพิมพ์ฉลาก P-touch และ เครื่องพิมพ์ผ้าระบบดิจิทัล Direct-to-Garment GTX ที่ครองส่วนแบ่งในตลาดอันดับ 1 ด้วย   กิตติพงศ์ กล่าวว่า บราเดอร์ จัดกลุ่มสินค้าเพื่อทำตลาดเชิงรุกทั้งในกลุ่มบีทูซี ธุรกิจ-ลูกค้าทั่วไป และ กลุ่มบีทูซี ธุรกิจ-ลูกค้าโปรเจกต์ พร้อมเปิดตัวช่องทางขายอีคอมเมิร์ซเว็บไซต์บราเดอร์ และ Loyalty Program เพื่อเพิ่มโอกาสรองรับทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่และรายเดิมที่ยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์เสริม หมึกพิมพ์ ในรุ่นต่างๆ ที่ทำตลาดในช่วงก่อนหน้า   นอกจากนี้ บราเดอร์ จะยังเป็นแบรนด์ที่ปรับตัวให้มีความร่วมสมัยเข้ากับผู้บริโภคคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ในทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมใช้กลยุทธ์ SEO & SEM และ Lead Generation เพื่อเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม   “ในช่วงเศรษฐกิจชะลอการเติบโต จะเป็นจังหวะที่ผู้คนที่มีรายได้ประจำจะเริ่มมมองหาแหล่งรายได้เสริม ทั้งการทำธุรกิจจากงานอดิเรก ปัก เย็บ ซ่อมแซม ไปจนถึงการทำสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า พิมพ์ลาย สกรีน หรือ งานพิมพ์ป้ายติดฉลากของธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นต้น ซึ่งบราเดอร์ มองเห็นเป็นโอกาสทั้งหมด”   ทั้งนี้ จากแผนธุรกิจดังกล่าว ในปี2568  บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโต 7% จากในปีที่ผ่านมา   บทสรุป  Brother ประเทศไทยโตสุดในรอบ 28 ปี ปีนี้ตั้งเป้าโตอีก 7% รับตลาดไอทีทะลุ 1 ล้านล้านบาท พร้อมทำตลาดสินค้าครอบคลุมทุกเซกเมนต์ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ Brother มองเป็น ‘โอกาส’ ด้วยผลิตภัณฑ์ต่างๆในพอร์ตมาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าธุรกิจโปรเจกต์ พร้อมขยายช่องทางในกลุ่มธุรกิจต่อลูกค้า ที่ต้องการหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ในตลาดทำเงินยุคใหม่  ขณะที่จีดีพีไทย แตะ 2.9 % ในปีนี้        

April 19, 2025 / 0 Comments
read more

Google พ่ายแพ้อีกครั้ง หลังศาลสหรัฐฯปิดคดีผูกขาดธุรกิจโฆษณาดิจิทัล ‘โดยจงใจ’

BizKet

หลังจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (U.S. Department of Justice – DOJ) และอัยการของหลายรัฐ ได้ยื่นฟ้อง Google ในเดือนมกราคม 2023 โดยกล่าวหาว่า ‘Google’ ใช้อำนาจในตลาดโฆษณาดิจิทัลอย่างไม่เป็นธรรม   ขณะที่ คดีนี้โฟกัสที่ธุรกิจ ‘AdTech’ หรือเทคโนโลยีโฆษณาดิจิทัล ซึ่ง Google เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาด ทั้งในส่วนของเครื่องมือสำหรับผู้ลงโฆษณา (advertisers) และผู้ให้บริการพื้นที่โฆษณา (publishers)   ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินว่า กูเกิล (Google) ผูกขาดตลาดโฆษณาดิจิทัลบนเว็บไซต์แบบเปิด (open-web) ซึ่งละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของบริษัทในคดีฟ้องร้องต่อต้านการผูกขาด   ศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตะวันออกของเวอร์จิเนียระบุว่า กูเกิลทำให้เกิดความเสียหายต่อลูกค้าผู้เผยแพร่เนื้อหา รวมถึงการแข่งขันและผู้บริโภคข้อมูลออนไลน์   พาเมลา บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ กล่าวว่าคำตัดสินนี้เป็นชัยชนะสำคัญในความพยายามหยุดยั้งไม่ให้กูเกิลผูกขาดพื้นที่ดิจิทัลสาธารณะ   แอบิเกล สเลเตอร์ ผู้ช่วยอัยการสูงสุดในแผนกต่อต้านการผูกขาด กล่าวว่า การครอบงำของกูเกิลทำให้บริษัทสามารถเซ็นเซอร์ข้อมูลและปิดปากชาวอเมริกัน พร้อมทั้งทำลายข้อมูลที่เผยถึงพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของตนเอง   “คำตัดสินนี้ยืนยันว่า กูเกิลมีอำนาจควบคุมโฆษณาออนไลน์และโลกอินเทอร์เน็ต” สเลเตอร์กล่าว   ขณะที่ กูเกิล ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยลี-แอนน์ มัลฮอลแลนด์ รองประธานฝ่ายกำกับดูแลของกูเกิล กล่าวว่า ผู้เผยแพร่เนื้อหามีทางเลือกหลากหลาย แต่พวกเขาเลือกใช้กูเกิลเพราะเครื่องมือโฆษณาของกูเกิลใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพ   อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งที่สองที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินว่า กูเกิลมีส่วนผูกขาดที่ผิดกฎหมาย โดยก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคม 2567 ศาลแขวงสหรัฐฯ เขตโคลัมเบียได้ตัดสินว่ากูเกิลผูกขาดตลาดเสิร์ชเอนจินผิดกฎหมาย   ต่อคำตัดสินในครั้งนี้ คาดส่งผลกระทบ หาก Google แพ้คดี อาจถูกสั่งให้แยกธุรกิจ AdTech ออกจากบริษัทแม่ และ คดีนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลทั่วโลก และเป็นบททดสอบเรื่องการควบคุมอำนาจผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่   บทสรุป  ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตัดสินว่า Google ผูกขาดตลาดโฆษณาดิจิทัลบนเว็บไซต์แบบเปิด (open-web) ซึ่งละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เผยแพร่เนื้อหาและผู้บริโภค สร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมโฆษณาทั่วโลก คดีนี้เน้นธุรกิจ AdTech ที่ Google ครองทั้งฝั่งผู้ลงโฆษณาและผู้ให้บริการพื้นที่โฆษณา แม้ Google ยืนยันจะอุทธรณ์ แต่หากแพ้คดี อาจถูกสั่งให้แยกธุรกิจโฆษณาออกจากบริษัทแม่ นับเป็นบททดสอบสำคัญของการควบคุมอำนาจผูกขาดในโลกดิจิทัล    

April 18, 2025 / 0 Comments
read more

เจาะโอกาสตลาด ‘สินค้าเด็ก’ พบกับ ‘5 เทรนด์’ แห่งปี2025 มาแน่ๆ มีอะไรบ้าง?

BizKet

อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง ทำให้แต่ละครอบครัวมีสมาชิกใหม่ในบ้านน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การมีลูกเพียง 1-2 คน ในยุคปัจจุบัน กลายเป็น New Normal ของพ่อแม่สมัยใหม่   และยิ่งเมื่อมีลูกน้อยลง ความรัก ความใส่ใจ และ ‘งบประมาณ’ ก็ทุ่มได้เต็มที่ พ่อแม่รุ่นใหม่ ไปจนถึงคนรุ่นใหญ่ในบ้าน  ต่างพร้อมเปย์ขั้นสุดเพื่อให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกหลาน และนี่คือโอกาสทองของตลาดสินค้าเด็ก ที่ต้องเกาะ 5 เทรนด์ใหญ่ไว้ให้แน่น เพื่อเจาะกำลังซื้อสายเปย์! แห่งยุค     มาดูกันว่า 5 เทรนด์สินค้าสำหรับเด็กปี 2025 มีอะไรบ้าง?     1.สินค้าปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกสินค้าของพ่อแม่ยุคใหม่ไม่เพียงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยต่อเด็ก ๆ แต่ยังต้องดีต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สร้างสังคมและโลกที่ดีกว่าสำหรับลูกหลานในอนาคต ทำให้ตระหนักถึงผลกระทบทั้งในแง่ของสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น   โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรงและกำลังพัฒนา พ่อแม่จึงเลือกสินค้าที่ปลอดภัยจากสารเคมีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องเด็กจากอันตรายทั้งต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การเลือกอาหารที่ปลอดสารเคมีและมาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน เลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายออร์แกนิก ของเล่นที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งการใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังเป็นการสอนให้เด็กเติบโตขึ้นแบบมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม   2. เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความสะดวกและปลอดภัย เทรนด์สินค้าเด็กที่มีเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตอบโจทย์พฤติกรรมของพ่อแม่ยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและปลอดภัย รวมถึงการติดตามและควบคุมผ่านเทคโนโลยี ช่วยทำให้พ่อแม่สามารถดูแลและบริหารจัดการการเลี้ยงดูได้ดีขึ้นในทุกด้าน ทั้งในแง่ของสุขภาพ การพัฒนา และความปลอดภัย เช่น   เครื่องมืออัตโนมัติ ที่ช่วยดูแลลูกในขณะที่พ่อแม่ไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา อาทิ เครื่องตรวจจับคุณภาพอากาศในห้องของเด็ก หรืออุปกรณ์การนอนที่ช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้น กล้องตรวจจับการนอน กล้องตรวจจับการเคลื่อนไหว เครื่องฟอกอากาศสำหรับเด็ก   นอกจากนี้ ยังมีเสื้อผ้าและอุปกรณ์ตรวจจับอุณหภูมิและสุขภาพเด็กแบบเรียลไทม์ รถเข็นอัจฉริยะ ตลอดจนแอปพลิเคชันที่ช่วยดูแลพัฒนาการของลูกได้แม่นยำขึ้น เช่น เครื่องวัดการเติบโต   3. ของเล่นเสริมพัฒนาการเฉพาะบุคคล เทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถนำมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กได้ เช่น ของเล่นอัจฉริยะที่ช่วยฝึกทักษะด้านต่าง ๆ ทั้งการคิด การเรียนรู้ และการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งสามารถกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้ในรูปแบบที่สนุกสนานและน่าสนใจ เช่น   ของเล่นที่สามารถปรับระดับการเรียนรู้ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคน และเทคโนโลยี VR และ AR ที่ช่วยเสริมการเรียนรู้และทักษะทางสังคม หรือ Subscription Box ที่คัดสรรของเล่นเสริมพัฒนาการส่งถึงบ้านตามช่วงวัย ซึ่งการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการของเด็กไม่เพียงแต่ช่วยให้พ่อแม่มั่นใจในการเรียนรู้ แต่ยังเป็นการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตด้วย   4. การชอปปิ้งออนไลน์และการปรับแต่งสินค้าเฉพาะบุคคล เวลาของพ่อแม่ยุคใหม่มีจำกัด การชอปปิ้งออนไลน์ช่วยให้ซื้อสินค้าได้ตลอดเวลาที่สะดวก มีสินค้าให้เลือกหลากหลายประเภท แถมยังเปรียบเทียบราคาได้ ทำให้เลือกซื้อสินค้าได้คุ้มค่า มีบริการจัดส่งสะดวกและรวดเร็ว สอดรับกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก ปลอดภัย และการเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ตรงจุด   ส่วนการปรับแต่งสินค้าเฉพาะบุคคล (Personalization) ก็เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม โดยสามารถปรับแต่งสินค้าหรือบริการให้เหมาะสมกับความต้องการและรสนิยมได้ ช่วยให้พ่อแม่สามารถเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกได้ตามไลฟ์สไตล์ของครอบครัว เช่น เสื้อผ้าที่ใส่ชื่อหรือข้อความส่วนตัว กระเป๋าที่เลือกสีและลายได้ หรือของเล่นและเครื่องมือการเรียนรู้สำหรับเด็กที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับช่วยวัย รวมถึงความสนใจของเด็ก เป็นต้น   5. บริการสมัครสมาชิกสินค้าเด็ก (Baby Subscription Service) เพราะพ่อแม่ยุคใหม่มีชีวิตที่ยุ่งเหยิง การสมัครเป็นสมาชิกจะช่วยประหยัดเวลาในการซื้อสินค้าแบบเดิม ๆ เนื่องจากการจัดส่งถึงบ้าน ทำให้จัดการกับการซื้อสินค้าได้ง่าย สะดวกขึ้น และมั่นใจในคุณภาพของสินค้า รวมถึงจัดการงบประมาณด้วยแผนการเงินที่ยืดหยุ่นเหมาะสม   อีกทั้งยังเพิ่มประสบการณ์การดูแลที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ของทั้งครอบครัว จากการปรับแต่งสินค้าตามความต้องการและช่วงวัยของลูก ๆ ตัวอย่างเช่น บริการจัดส่งของใช้จำเป็น  อาทิ ผ้าอ้อม/ นมผง ผลิตภัณฑ์ดูแลเด็ก หรือ Subscription Box สำหรับเด็กที่คัดสรรสินค้าและของเล่นที่เหมาะสมส่งถึงบ้าน ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ เริ่มพัฒนาโมเดลธุรกิจแบบสมัครสมาชิกเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคมากขึ้น   ทั้งหมดนี้คือ 5 เทรนด์สินค้าสำหรับแม่และเด็กมาแรงในปี 2025 ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ความยั่งยืน และสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมของพ่อแม่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งต้องใส่ใจในคุณภาพ ความปลอดภัย และพัฒนาการของลูกน้อยมากยิ่งขึ้น   แนวโน้มดังกล่าว ยังเป็นโอกาสสำหรับ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการที่กำลังหานสินค้าใหม่ๆ และพ่อแม่ยุคใหม่ ไม่ควรพลาดในงานมหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมแม่และเด็ก Kind + Jugend ASEAN 2025 (คินอันยูเก้น อาเซียน) มหกรรมงานแสดงสินค้าและนวัตกรรมแม่และเด็กสุดยิ่งใหญ่แห่งเอเชียแปซิฟิก   โดยรวบรวม Top Global Brand กว่า 300 แบรนด์มาไว้ครบจบในที่เดียว  โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยวันที่ 14 มิถุนายน เป็นวันpublic day ที่พ่อแม่ยุคใหม่และผู้สนใจสามารถเข้ามาร่วมจับจ่ายซื้อสินค้าปลีกได้ในราคาพิเศษ! โดยสามารถลงทะเบียนเข้างานได้ที่เว็บไซต์ kindundjugend.asia   บทสรุป อัตราเกิดลดลง ทำให้ครอบครัวมีลูกน้อยลง แต่พร้อมเปย์ให้เต็มที่กับลูกหลาน เทรนด์สินค้าเด็กปี 2025 จึงเน้นคุณภาพ ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีอัจฉริยะ ของเล่นเสริมพัฒนาการ และบริการแบบ Subscription มาแรง พฤติกรรมพ่อแม่ยุคใหม่เปลี่ยน สินค้าต้องตอบโจทย์เฉพาะบุคคลและสะดวกสบาย พบโอกาสและนวัตกรรมสินค้าเด็กในงาน Kind + Jugend ASEAN 2025 วันที่ 12-14 มิ.ย.นี้

April 18, 2025 / 0 Comments
read more

‘เครียดเรื้อรัง’ กระทบภูมิคุ้มกันทำ ‘ฮอร์โมน’ ปั่นปวนชนวนสู่โรค CVD เหตุสาวเอเชียฯ เสียชีวิตอันดับต้น

Peace&Play

เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก เฮอร์บาไลฟ์ (Herbalife) บริษัทระดับโลกด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ใช้กลยุทธ์การตลาดมีส่วนร่วมกิจกรรมระดับโลก ในโอกาส ‘วันสตรีสากลปี 2025’   โดยนำธีม ‘Accelerating Action’ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองพลังของผู้หญิงทั่วโลก และตอกย้ำความสำคัญของการดูแลสุขภาพของผู้หญิงในทุกมิติ   ด้วยแนวคิด ‘สุขภาพที่ดีคือรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน’ โดยเฉพาะในโลกที่ผู้หญิงต้องทำหน้าที่หลากหลาย ทั้ง อาชีพหลัก คนดูแลครอบครัว หรือผู้จัดการชีวิตในบ้าน ดังนั้น การแบ่งเวลาให้ตัวเองเพื่อดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม   และจากการรับหลากหลายบทบาทในเวลาเดียวกัน อาจส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ โดยเฉพาะ ‘ความเครียดเรื้อรัง’ อาจกระทบระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน นอนหลับไม่สนิท หรือเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ ยังมีโรคบางชนิดที่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่น ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) และภาวะกล้ามเนื้อพร่อง (Sarcopenia) ทั้งนี้ การเข้าใจร่างกายและปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง   ดร. วิภาดา แซ่เล่า หัวหน้าฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก ร่วมแบ่งปันคำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่เน้นทั้งการป้องกันโรค การเสริมสร้างความแข็งแรง และการดูแลหัวใจที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของพลังชีวิตผู้หญิง   รู้หรือไม่ว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของผู้หญิงในเอเชีย? ในปี 2019 คิดเป็นถึง 35% ของการเสียชีวิตทั้งหมด   และยังพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ในเอเชียสูงที่สุดในโลก การตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อตรวจความดัน คอเลสเตอรอล เบาหวาน และน้ำหนักตัว จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นสำหรับการป้องกัน     ‘เช็คลิสต์’ กายใจแข็งแรงห่างไกลโรค   การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น การเดินเร็ว แอโรบิก หรือโยคะ สามารถช่วยลดระดับความเครียด ควบคุมความดันโลหิต และเสริมการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น   โภชนาการก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ผักผลไม้สด ธัญพืชเต็มเมล็ด ปลาไขมันดี ถั่ว และอาหารที่มีโอเมก้า-3 ล้วนส่งเสริมสุขภาพหัวใจและลดความเสี่ยงของโรคร้าย   ผู้หญิงยังต้องให้ความสำคัญกับ ‘สมดุลของฮอร์โมน’ ซึ่งมีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และสุขภาพโดยรวม สารอาหารอย่างธาตุเหล็กมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในวัยเจริญพันธุ์หรือช่วงหมดประจำเดือน ซึ่งร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กได้มาก   การดูแลอาหารให้เพียงพอในสารอาหารสำคัญ   การตรวจสุขภาพเป็นประจำ จึงมีผลโดยตรงต่อความสมดุลของระบบภายใน   โดยเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผู้หญิงมีแนวโน้มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อพร่อง (Sarcopenia) และโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) การออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง และการรับประทานโปรตีน แคลเซียม และวิตามินดีอย่างเพียงพอ จะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย และลดความเสี่ยงต่อการหกล้มและกระดูกหัก     วิธีดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนสำหรับผู้หญิง คือ การรับประทานอาหารที่หลากหลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักจัดการความเครียด การมีกลุ่มเพื่อนหรือเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับผู้อื่น จะช่วยส่งเสริมความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ลดความโดดเดี่ยว และเสริมสร้างพลังใจได้อย่างมหาศาล   แม้ผู้หญิงยุคใหม่จะตระหนักถึงสุขภาพมากขึ้น แต่ก็ยังมีสิ่งที่เราต้องร่วมผลักดันต่อไป ทั้งด้านความรู้ การดูแลตัวเอง และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้หญิงมีสุขภาพดี มีพลังใจ และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกบทบาทของชีวิต บทสรุป  Herbalife Asia Pacific เฉลิมฉลองวันสตรีสากล 2025 ด้วยแคมเปญ “Accelerating Action” เน้นสุขภาพผู้หญิงทุกมิติ ตอกย้ำว่าผู้หญิงยุคใหม่มีบทบาทหลากหลาย จึงต้องดูแลสุขภาพกาย–ใจอย่างสมดุล โรคหัวใจ ภาวะฮอร์โมนแปรปรวน และกล้ามเนื้อพร่อง เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม วิธีดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนคือ โภชนาการที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้พอ การสร้างสังคมที่สนับสนุนผู้หญิงให้เข้าถึงความรู้และบริการสุขภาพคือหัวใจสำคัญ  

April 18, 2025 / 0 Comments
read more

‘Gambol กล้าแตะ’ กับหนังสั้น 3 ตอนจบ สื่อผ่าน ‘3 ลิง’ แก้ปัญหาโลกล้านปี

BizKet

‘แกมโบล’ แบรนด์รองเท้าสัญชาติไทยของครอบครัว ‘กิจกำจาย’  ที่ช่วยกันสร้างธุรกิจขึ้นเมื่อปี 2512 จนก้าวสู่ความสำเร็จถึงในปัจจุบัน   สำหรับในปี 2568 นี้ ‘แกมโบล’ (Gambol) เลือกทำงานร่วมกับตัวแทนสื่อโฆษณา วาย เอ็มดี ประเทศไทย (YDM Thailand) ในการทำตลาดเพื่อสารแบรนด์ผ่านภาพยนต์โฆษณา ด้วยแคมเปญล่าสุด ‘Gambol กล้าแตะ’ ให้กับแบรนด์รองเท้าแตะ Gambol   วุฒิชัย กิจกำจาย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Gambol กล่าวถึงแนวคิดเริ่มต้น จากความเชื่อว่า “รองเท้าที่ดี ไม่ใช่แค่ใส่สบาย แต่ต้องส่งต่อความรู้สึกดีให้ผู้สวมใส่ ซึ่งทำให้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ‘Gambol’ ใส่ใจในทุกรายละเอียดของสินค้าด้วยอยากให้ทุกย่างก้าวของผู้ได้สวมใส่ เปี่ยมด้วยความกล้าและความหมาย จากความไว้วางใจจากผู้คนกว่า 15 ล้านคู่ต่อปีต่อปี   “รองเท้า Gambol จึงเป็นมากกว่าสิ่งที่สวมใส่ แต่คือพลังเล็ก ๆ ที่ผลักดันให้ทุกคนยืนหยัดในสิ่งที่ดี ทั้งเพื่อตัวเองและสังคม”    ขณะที่ ฝ่ายสร้างสรรค์ อนุวรรต นิติภานนท์ Chief Creative Officer, YDM Thailand กล่าวว่า แคมเปญนี้ของ Gambol สะท้อนความจริง และสร้าง Movement จุดประกายความคิด ‘กล้าแตะ’ แค่รองเท้า Gambol หนึ่งคู่ ก็สามารถเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงได้ โดยเลือกหยิบประเด็นร้อนแรงของสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยง มานำเสนอในมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ผ่านภาพยนตร์โฆษณา 3 ตอน ที่ชวนย้อนกลับไปยังโลกยุคดึกดำบรรพ์ พร้อมตั้งคำถามถึงสังคมไทยปัจจุบัน ว่าปัญหาเดิม ๆ เหล่านั้น… ยังอยู่   Gambol กล้าแตะ (Dare to Step): เมื่อ 5 ล้านปีก่อน… ก็ยังเหมือนวันนี้   แนวคิดของแคมเปญเริ่มจากคำถามว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราย้อนกลับไปเมื่อ 5 ล้านปีก่อน แล้วพบว่าปัญหาของสังคมไทย… ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย?” จึงเกิดเป็นหนังโฆษณา ‘Gambolกล้าแตะ’ ที่เล่าเรื่องราวของลิงดึกดำบรรพ์ในสังคมที่เงียบเฉย ไม่กล้าพูด ไม่กล้าแตะ แม้จะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “ไม่ถูกต้อง”   จนกระทั่งลิงตัวหนึ่งได้รับ “รองเท้าแตะ Gambol” ที่ตกลงมาจากฟ้า และเลือกที่จะ ‘ถอดมันออกแล้วปาใส่ปัญหา’ แทนที่จะเดินหนี   3 ตอน 3 ปัญหาสังคม   ตอนแรก คลิกชมตอนแรก ‘ลิงใช้ความรุนแรง’ ขึ้นชื่อว่าเรื่องของผัวเมียคนอื่นอย่ายุ่ง ภาพนี้มีให้เห็นจนชินตาในสังคม ลิงสามีจิกหัวภรรยา ต่อหน้าทุกคน ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม   จนกระทั่งลิงที่ใส่ Gambol ตัดสินใจ Gambol เพื่อหยุดความรุนแรงนั้น เมื่อลิง ที่รุนแรงได้ลองใส่รองเท้า Gambol ได้สัมผัสเทคโนโลยี G-Bold ทำให้เท้าสบาย สมองก็ผ่อนคลาย ความโกรธก็ค่อย ๆ หายไป สติกลับมา พร้อมคำขอโทษที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน   ตอนสอง   คลิกชมตอนสอง ‘ลิงนักเผา’ ความเดือดร้อนที่มักถูกอ้างว่าทำในพื้นที่ของตัวเอง แต่ผลกระทบเป็นวงกว้าง ลิงนักเผา ที่จุดไฟในที่ของตัวเอง โดยไม่แคร์ว่าควันจะลอยไปทำลายสุขภาพของทุกตัวในถ้ำ ทุกคนเงียบได้แต่บ่น   จนกระทั่งมี Gambol ลอยเข้าไปชนปัญหา และหลังจากที่ลิงนักเผาได้ใส่รองเท้า เขาก็เปลี่ยนไป และยอมรับผิดด้วยเสียงที่ทุกคน อยากได้ยิน   ตอนสาม   คลิกชมตอนสาม ‘ลิงนักการเมือง’ คอร์รัปชั่น การโกงกิน ค่าหัวคิว เรื่องผิดที่ใครๆ ก็หลับตาข้างนึง ลิงผู้นำแจกข้าวโพดจากการเก็บเกี่ยวให้พรรคพวกตัวเองเยอะกว่าคนอื่น ลิงชาวบ้านได้แต่มอง แต่ไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมา   จนกระทั่งมีลิงตัวหนึ่ง เสนอรองเท้า Gambol ที่ดูดีให้กับลิงผู้นำ และเมื่อลิงนักการเมืองได้สัมผัสร้องเท้า Gambol ความคิดก็เปลี่ยนไป พร้อมสารภาพผิดต่อลิงชาวบ้านทุกตัว   เมื่อเท้าสบาย ความคิดก็เปลี่ยน   พร้อมกับที่ YMD ยังต้องการสะท้อนถึง ‘หัวใจ’ ของแคมเปญนี้ คือ แนวคิดเรียบง่ายแต่ชัดเจน ‘เมื่อเท้าสบาย สมองก็ผ่อนคล้าย พร้อมกล้าแตะในสิ่งที่ควร’ เพราะรองเท้าจาก Gambol มาพร้อม 2 เทคโนโลยีตามที่ ‘เอเยนซี่’ ได้รับโจทย์มาจากแกมโบล ที่ต้องการ ‘ขาย’ นวัตกรรมรองเท้าแตะ อย่าง   G-Bold™: หูหนีบนุ่มทนแรงกระชาก ใส่สบาย พร้อมด้วยพื้นยางกันลื่น G-Reflex™: เบา สะท้อนน้ำ แห้งไว้ ไม่อับชื้น นุ่มใส่สบาย   พร้อมย้ำชัดๆ ว่าทั้งคู่ไม่ใช่แค่เรื่องของความสบายทางกาย แต่คือจุดเริ่มต้นของความกล้าทางความคิด   Tagline ที่ชวนคิด: ‘กล้าแตะ’   ‘กล้าแตะ’ สื่อถึงทั้งความกล้าที่จะใส่รองเท้าแตะ Gambol ไปได้ทุกที่ และความกล้าที่จะ “แตะ” ประเด็นที่สังคมไม่กล้าแตะ เป็นทั้งสัญลักษณ์ของความสบาย และการเปลี่ยนแปลงทางความคิด   โดยแคมเปญนี้ถ่ายทอดผ่านฝีมือของ ‘เอ๋ Suneta’ ผู้กำกับแนวหน้า ที่มีผลงานโฆษณาดัง ๆ มากมาย โดยที่โฆษณาชุดนี้ ผสมผสานความเป็นภาพยนตร์กับอารมณ์ขันและความจริง อย่างลึกซึ้ง อีกด้วย   บทสรุป Gambol เปิดตัวแคมเปญ “กล้าแตะ” ผ่านหนังสั้น 3 ตอน สะท้อนปัญหาสังคมไทยด้วยอารมณ์ขัน ที่หยิบเรื่องราวของลิงดึกดำบรรพ์ที่กล้าลุกขึ้นเปลี่ยนแปลง ด้วยพลังจากรองเท้าแตะ Gambol ทั้งประเด็น ความรุนแรง, การเผาป่า และคอร์รัปชัน มานำเสนออย่างสร้างสรรค์ และขายของไปพร้อมกันด้วยเทคโนโลยี G-Bold™ และ G-Reflex™ ที่ใส่สบายจนเปลี่ยนความคิดได้ “กล้าแตะ” สื่อถึงความกล้าในใจ และการกล้าลงมือเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และ กล้าที่จะสวมใส่แกมโบล เพื่อ ‘แตะ’ ทุกปัญหาที่ยังพบเจอ ในวันนี้

April 18, 2025 / 0 Comments
read more

ETRO แบรนด์แฟชั่นหรูจากมิลาน แลนดิ้ง ‘ภูเก็ต’ เปิดตัว ETRO RESIDENCES แห่งที่ 2 ของโลก

BizKet

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ยังคงความร้อนแรงไม่พัก ล่าสุด ‘ETRO’ แบรนด์แฟชั่นระดับไอคอนจากอิตาลี ที่มีซิกเนอเจอร์ลวดลายหยดน้ำเพสลีย์ ‘Paisley’ ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง   ด้วยการประกาศเตรียมเปิดตัวโครงการ ‘ETRO RESIDENCES PHUKET’ ริมหาดลายัน หนึ่งในโลเคชันที่สวยงามและเป็นส่วนตัวที่สุดของเกาะ กับโครงการสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเพียง 8 ยูนิตเท่านั้น   การเข้ามาของ ETRO ในครั้งนี้ยังพร้อมปักหมุดให้เป็น Fashion Branded Residences แห่งแรกของภูเก็ต และเป็นโครงการ ETRO RESIDENCES แห่งที่สองของโลก ต่อจากอิสตันบูล และแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกด้วย   ‘ฟาบริซิโอ คาร์ดินาลี’ (Fabrizio Cardinali) ซีอีโอของ ETRO เปิดเผยเบื้องหลังการเลือก ภูเก็ต เป็นที่ตั้งของโครงการ ETRO RESIDENCES แห่งที่สองของโลก ต่อจากเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี โดยกล่าวว่า   “หลังจากเปิดตัว ETRO RESIDENCES ISTANBUL ซึ่งเป็น Branded Residence แห่งแรกของแบรนด์เมื่อปีที่ผ่านมา ETRO ก็ได้เดินหน้าขยายโลกแห่งไลฟ์สไตล์ลักชัวรีไปยังจุดหมายใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือภูเก็ต”   “เราพิจารณาข้อเสนอจากผู้พัฒนาหลายรายในหลากหลายเมืองทั่วโลก  และสุดท้าย ภูเก็ต คือ คำตอบที่ลงตัวที่สุด ทั้งความน่าเชื่อถือของพันธมิตร ความโดดเด่นของตัวโครงการและทำเลโดยรอบ ตลอดจนความสอดคล้องกับจิตวิญญาณของแบรนด์ ETRO ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”   นอกจากนี้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย และภูเก็ต กำลังเติบโตขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวระดับลักชัวรีทั่วโลก   คาร์ดินาลี กล่าวอีกว่า แม้ ETRO จะอยู่ภายใต้แนวคิด Branded Residence เช่นเดียวกับโครงการแรกในอิสตันบูล แต่ ETRO RESIDENCES PHUKET ก็มาพร้อมบริบทที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ถือเป็นการก้าวออกจากความเป็นมหานคร สู่โลกที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติบริสุทธิ์ รายล้อมด้วยหนึ่งในชายหาดที่สวยที่สุดในโลก   “ETRO เป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยมิติและแรงบันดาลใจจากศิลปะและวัฒนธรรม เราเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตสิ่งทอ และลวดลายซิกเนเจอร์ของเราอย่าง Paisley ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ การนำรากเหง้าของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นผืนผ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือแนวคิดด้านศิลปะ มาผสานเข้ากับธรรมชาติอันน่าทึ่งของโครงการ GARDENS OF EDEN ในภูเก็ต ถือเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นของไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับ ETRO” คาร์ดินาลี กล่าวเสริม   เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า ETRO RESIDENCES PHUKET แต่ละยูนิต ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นการตีความโลกของ ETRO ออกมาในรูปแบบที่จับต้องได้ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่หลอมรวมความงดงาม ความสบาย และความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับธรรมชาติรอบตัวไว้อย่างกลมกลืน     ‘ยูนิต’ แฟชั่นแห่งความสง่าสาม     ยานา ชูวาโลวา (Yana Chuvalova) ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อมอล กรุ๊ป ผู้พัฒนาโครงการ Gardens of Eden ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในภูเก็ต เปิดเผยว่า ETRO RESIDENCES PHUKET ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ GARDENS OF EDEN ถือเป็นโครงการ Fashion Branded Residence แห่งแรกของภูเก็ต โดยผสานโลกแห่งไฮแฟชั่นกับอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีบนทำเลที่เต็มไปด้วยความงดงามทางธรรมชาติและความนิยมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในหมู่ผู้ซื้อระดับโลก   โครงการนี้มีเพียง 8 ยูนิตเท่านั้น พัฒนาในรูปแบบคอนโดมิเนียมหรู ขนาด 220–420 ตารางเมตร แบ่งเป็นแบบ 3 ห้องนอน, แบบดูเพล็กซ์ (2 ชั้น) และเพนท์เฮาส์   ขณะที่ทุกยูนิตมาพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว ตั้งอยู่ในอาคารสูง 3 ชั้น จำนวน 2 อาคาร บนทำเลริมชายหาด มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนใน waiting list แล้วถึง 10 ราย   “ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักซูรี่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเราเริ่มเห็นแนวโน้มใหม่ที่ผู้ซื้อมองหา Branded Residences ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแบรนด์โรงแรมอีกต่อไป แต่รวมถึงแบรนด์แฟชั่นระดับโลกด้วย หนึ่งในนั้นคือ ETRO แบรนด์แฟชั่นจากอิตาลีที่มีชื่อเสียงด้านการใช้สีสันอันโดดเด่นและดีไซน์เหนือกาลเวลา ซึ่งเข้ากันได้อย่างลงตัวกับเสน่ห์ของภูเก็ต” ชูวาโลวา กล่าว   เธอกล่าวเสริมว่า ETRO ไม่ใช่เพียงแค่แบรนด์แฟชั่นเท่านั้น หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์ที่มีความสง่างาม โดยนอกเหนือจากเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ แบรนด์ยังขยายโลกแห่งดีไซน์ให้ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ น้ำหอม ของตกแต่งบ้าน แว่นตา และเฟอร์นิเจอร์   สำหรับโครงการ GARDENS OF EDEN ซึ่งเปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 73 ไร่ บริเวณหาดลายัน ย่านบางเทา ประกอบด้วยที่พักอาศัยระดับลักชัวรีทั้งหมด 1,294 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวม 315 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 11,000 ล้านบาท   แบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกในชื่อ EDEN RESIDENCES มีจำนวน 141 ยูนิต ขนาดเริ่มต้น 75 ตารางเมตร เปิดขายในราคาตั้งแต่ 220,000–350,000 บาทต่อตารางเมตร ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70%   ขณะที่เฟสสองมีจำนวน 452 ยูนิต มียอดขายแล้ว 50% โดยโครงการเริ่มก่อสร้างตั้งแต่กลางปี 2567 และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570   “ลูกค้าของเราในโครงการ GARDENS OF EDEN มาจากทั่วโลก โดยกว่า 80% เป็นผู้ซื้อต่างชาติ ทั้งจากสหราชอาณาจักร รัสเซีย อิสราเอล สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศในยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนคุ้นเคยกับแบรนด์ ETRO เป็นอย่างดี เราจึงคาดว่า ผู้ซื้อของ ETRO RESIDENCES PHUKET จะมาจากรัสเซีย สหราชอาณาจักร และยุโรปเป็นหลัก” ชูวาโลวา กล่าว     สัมผัสเทสต์อยู่อาศัยแฟชั่นหรู ETRO   มิเคเล กัลลี (Michele Galli) ซีอีโอ เดอะ วัน อะเทอลิเยร์ (The One Atelier) ผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบโครงการ Branded Residence และผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ ETRO RESIDENCES PHUKET รวมถึงความร่วมมือระหว่างแบรนด์ ETRO และอมอล กรุ๊ป เปิดเผยว่า ที่พักทั้ง 8 ยูนิตของโครงการจะได้รับการตกแต่งภายในด้วย ETRO HOME INTERIORS คอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์ของแบรนด์ที่ถ่ายทอด DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของ ETRO ผ่านการออกแบบที่โดดเด่น ด้วยการผสมผสานลวดลาย สีสัน และพื้นผิวที่หลากหลายอย่างมีชั้นเชิง   ภาพประกอบ- https://etrohomeinteriors.onirogroup.it/   “ETRO RESIDENCES PHUKET เปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดไปสู่อนาคตของการอยู่อาศัยระดับลักชัวรี เพราะ Branded Real Estate ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงแค่ความงามทางสถาปัตยกรรมอีกต่อไป แต่เป็นการผสานองค์ประกอบของบริการระดับโรงแรม ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์ด้านเวลเนสเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อระดับโลกที่มีรสนิยมเฉพาะตัวอย่างแท้จริง” กัลลี กล่าว   เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า หน้าที่ของผู้ออกแบบไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่ที่สวยงาม แต่คือการรังสรรค์ประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ก้าวข้ามความคาดหวัง มอบทั้งความเป็นส่วนตัวและมุมมองใหม่ของการใช้ชีวิตอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะกับ ETRO RESIDENCES PHUKET ที่ได้รับการออกแบบให้ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่วิสัยทัศน์ทางสถาปัตยกรรมไปจนถึงรายละเอียดเล็กที่สุดของการตกแต่งภายใน ล้วนสะท้อนตัวตนของแบรนด์ ETRO ได้อย่างสมบูรณ์แบบและแตกต่างอย่างแท้จริง ภาพประกอบ- https://etrohomeinteriors.onirogroup.it/   “ตลาดที่อยู่อาศัยในภูเก็ตกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นที่จับตามองในระดับโลก โดยเฉพาะในกลุ่มแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่แค่แบรนด์โรงแรมเท่านั้นที่เข้ามาในตลาดนี้ แต่ยังรวมถึงแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชื่อดังด้วย โดย ETRO ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นลักชัวรีรายแรกที่เปิดตัวโครงการในภูเก็ตในรูปแบบ Branded Residence และคาดว่าในอนาคตอันใกล้จะมีแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำอย่างน้อยอีก 3 รายตามเข้ามา” กัลลี กล่าวเสริม ภาพประกอบ- https://etrohomeinteriors.onirogroup.it/   ทำความรู้จัก ETRO   ETRO ก่อตั้งขึ้นที่เมืองมิลานโดย เจโรลาโม เอทโทร (Gerolamo Etro) ในปี พ.ศ. 2511 แบรนด์นี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในด้านงานฝีมืออันประณีตและความคิดสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์   โดยมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน น้ำหอม และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ยังได้ขยายสู่คอลเลกชันสำหรับเด็กและแว่นตาอีกด้วย   หลังจากดำเนินกิจการภายใต้การบริหารของครอบครัวเอทโทรมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นผู้สร้างอัตลักษณ์และดีเอ็นเอเฉพาะตัวของแบรนด์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 บริษัท แอล แคทเทอร์ตัน (L Catterton) ได้เข้าซื้อหุ้นใหญ่ใน ETRO ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 มาร์โก เด วินเชนโซ (Marco De Vincenzo) ได้รับการแต่งตั้งเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ ดูแลภาพรวมของทุกไลน์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ โดยมีวิสัยทัศน์ในการเฉลิมฉลองความเป็นปัจเจกบุคคลอย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการให้ความเคารพต่อรากเหง้าของแบรนด์และความงดงามของงานฝีมือแบบอิตาเลียน   ETRO ขยายการดำเนินงานผ่านร้านค้าปลีกกว่า 160 สาขาในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมยุโรป อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยตั้งอยู่ในเมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางของการช้อปปิ้งระดับโลก อาทิ มิลาน ลอนดอน ปารีส ดูไบ นิวยอร์ก ปักกิ่ง และโตเกียว นอกจากนี้ ETRO ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ร้านค้าในสนามบิน และตัวแทนจำหน่ายระดับสากลที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน   บทสรุป  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ลักซูรีในภูเก็ตยังร้อนแรงไม่หยุด ล่าสุดแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ETRO เตรียมเปิดตัวโครงการ ETRO RESIDENCES PHUKET ริมหาดลายัน ด้วยจำนวนเพียง 8 ยูนิตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ บนแนวคิด Fashion Branded Residence แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยที่ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง พร้อมเปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ผสานศิลปะ แฟชั่น และธรรมชาติไว้อย่างลงตัว โดยมียอดจองล่วงหน้าแล้วเกินจำนวนยูนิตในโครงการ.      

April 16, 2025 / 0 Comments
read more

ชมอาร์ต แกลฯพร้อมเข้าสู่จักรวาลมูรากามิ บนเคสมือถือ TAKASHI MURAKAMI x CASETiFY

WeView

CASETiFY ชวนสายอาร์ตดื่มด่ำผลงานของ ‘ทาคาชิ มุราคามิ’ ศิลปินชาวญี่ปุ่น ผ่านคอนเซปต์ MURAKAMI WORLD ธีมสวนสนุกหรรษา ในคอลเล็กชั่นเคสสมาร์ทโฟน ที่สร้างสถิติรอคิวซื้อมากที่สุด ทากาชิ มูรากามิ (Murakami Takashi) ศิลปินชาวญี่ปุ่น หรือ ที่รู้จักกันในชื่อของ ©MURAKAMI เจ้าของผลงานศิลปะแสนขบถในยุคแรกๆของเขาที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง อย่างผลงาน ‘HIROPON’ และ ‘My Lonesome Cowboy’ ที่สร้างชื่อให้กับ ‘มูรากามิ’ จนได้รับสมญานามว่า ราชาแห่งโอตาคุ ‘Otaku King’  ที่ต่อมาเขาได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะออกมาอีกมากมาย และต่อยอดสู่การทำงานออกแบบในรูปแบบคอลเล็กชั่นร่วมกับแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ส่วน ‘CASETiFY’ (เคสทิฟาย) แบรนด์อุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ทโฟน ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 โดย ‘Wesley NG’ ในฮ่องกง กับการวางตำแหน่งแบรนด์ธุรกิจไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเคสโทรศัพท์และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่สามารถปรับแต่งได้ ด้วย ที่มาเกิดจากแรงบันดาลใจในแอป Instagram จุดประกายให้ผู้ก่อตั้งนำภาพถ่ายมาสร้างสรรค์ดีไซน์เคสโทรศัพท์ที่ไม่เหมือนใคร ท่ามกลางตลาดที่เต็มไปด้วยเคสขนาดมาตรฐานและดีไซน์จำเจ ทำให้ CASETiFY โดดเด่นขึ้นมาในฐานะแบรนด์ที่ฉีกกรอบเดิม ๆ ได้อย่างชัดเจน การทำตลาดของ CASETiFY ยังมาพร้อมด้วยโมเดลจำหน่ายผ่านออนไลน์ โดยสิ่งที่สร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ คือ การเปิดให้ลูกค้าออกแบบเคสในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ ทั้งเลือกสี ลวดลาย ไปจนถึงการใส่ข้อความส่วนตัว ปัจจุบัน CASETiFY มีทั้งบริการออนไลน์และหน้าร้าน ‘CASETiFY Studio’ กว่า 18 แห่งทั่วโลก โดยในปี 2020 ทำรายได้กว่า 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าทะยานสู่รายได้ 3,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 โดยในปัจจุบัน ยังเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไลฟ์สไตล์และเครื่องประดับตกแต่งอุปกรณ์ไอทีที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สินค้าของ Apple และ Samsung ล่าสุดเมื่อโลกของศิลปะมาพบกับเทคโนโลยีไลฟ์สไตล์ ด้วยการคอลแล็บส์ระหว่าง ทากาชิ มูรากามิ และ CASETiFY ในคอลเลกชั่น TAKASHI MURAKAMI x CASETiFY มาพร้อมกับกระแสไวรัลไปทั่วโลก ด้วยปรากฎการณ์ทุบสถิติรอคิวซื้อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ CASETiFY ที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมชวนสายอาร์ตและเทคโนโลยีแก็ดเจ็ต เข้าสุ่โลกของมูรากามิ ‘MURAKAMI WORLD’ ธีมสวนสนุกที่อบอวลไปด้วยสีสันและความมีชีวิตชีวา สร้างความตื่นตาตื่นใจกับอุปกรณ์เสริมเทคโนโลยีดีไซน์ใหม่ล่าสุด ไปจนถึงไอเท็ม CASETiFY Travel ที่ศิลปินออกแบบเองเป็นครั้งแรก และ ‘กรอบล้อมกล้องสีขาว’ ไอเท็มหายากที่สร้างสรรค์ขึ้นเฉพาะคอลเลกชั่น iCONS ครั้งนี้เท่านั้น โดยเริ่มต้นการผจญภัยจากไอคอนตัวแรก ‘MR. DOB’ โดยแต่ละคอลเลกชั่นจะเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันในจักรวาลศิลปะของมุราคามิ ที่ถ่ายทอดการเดินทางของเขาให้เป็นประสบการณ์ศิลปะแสนสนุก ที่เต็มไปด้วยพลังงานและความรื่นเริงเหมือนงานคาร์นิวัล ทาคาชิ มุราคามิ กล่าวว่า “ผมดีใจมากที่ MURAKAMI WORLD ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี และตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นงานศิลปะของผมกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ซึ่งผมหวังว่าจะมอบประสบการณ์ศิลปะสุดพิเศษที่ไม่เหมือนใครให้กับทุกคนได้อย่างลงตัว” ด้าน เวส อึ้ง (Wes Ng) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง CASETiFY กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ใช่แค่งานร่วมกับศิลปินแบบเดิม ๆ  แต่ก้าวข้ามขีดจำกัดที่เคยมีมา จากกระแสความต้องการสุดท่วมท้นทั่วโลกแสดงให้เห็นชัดว่าผู้คนต้องการสัมผัสศิลปะในชีวิตประจำวันในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งเรากำลังร่วมกับ ทาคาชิ มุราคามิ ปฏิวัติการผสมผสานระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และการแสดงออกส่วนตัวให้น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม” สำหรับงานเปิดตัว MURAKAMI WORLD จัดขึ้นที่ LANDMARK ฮ่องกงไปเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา และพร้อมเปิดให้เป็นเจ้าของพร้อมกันทั่วโลกบนแพลตฟอร์มออนไลน์ casetify.com/co-lab/takashi-murakami และ CASETiFY STUDiO สาขาที่กำหนด บทสรุป  CASETiFY จับมือศิลปินดัง “ทากาชิ มุราคามิ” เปิดจักรวาลศิลปะสุดสดใสในคอลเลกชัน TAKASHI MURAKAMI x CASETiFYดึงคาแรกเตอร์สุดไอคอนิกอย่าง MR. DOB มาอยู่บนเคสมือถือและอุปกรณ์เสริมไอทีสุดล้ำ ได้สร้างกระแสไวรัลและปรากฏการณ์รอคิวซื้อสูงสุดในประวัติศาสตร์แบรนด์ มาเติมชีวิตให้เทคโนโลยีด้วยความสนุกแบบสวนสนุกผ่านธีม “MURAKAMI WORLD”วางจำหน่ายทั้งออนไลน์และ CASETiFY STUDIO ทั่วโลก ตั้งแต่ 11 เมษายน 2568  

April 13, 2025 / 0 Comments
read more

รีวิวการเดินทางสไตล์ ‘อาย-กมลเนตร’ พาเที่ยวแบบธรรมชาติให้สุด แล้วหยุดที่ฮ่องกง

WeView

นักแสดงสาวผู้รักการผจญภัย ‘อาย- กมลเนตร เรืองศรี’ อาสาพาผู้ชมชาวไทยไปรู้จักของดีฮ่องกงในอีกมุม กับ hiking ใหม่ล่าสุดในอุทยาน Robin’s Nest Country Park ที่เพิ่งเปิดใหม่ทางตอนเหนือของฮ่องกง โดยอาย-กมลเนตร กล่าวถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติตลอดทุกก้าวเดิน และความประทับใจส่วนตัวจากการได้ขึ้นไปเดินเขาที่ อุทยาน Robin’s Nest Country Park  ไว้ว่า “เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมา Hiking ที่ฮ่องกง เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับการเที่ยวฮ่องกงของอายแบบสุดๆ เลยค่ะ” ขณะที่เส้นทางที่อายได้มาเดินครั้งนี้ยังเป็นเส้นทางใหม่ที่เพิ่งเปิดให้คนทั่วไปขึ้นไปเดินด้วย นั่นก็คือ อุทยาน Robin’s Nest Country Park ซึ่งด้านบนมีทั้งแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ มีต้นไม้ ดอกไม้ และนกสวยๆ ให้ชมตลอดทาง และถ้ามองออกไปเราก็จะได้เห็นวิวของเซินเจิ้นอีกด้วยค่ะ อายดีใจและตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญนี้ที่จะพาคนไทยไปรู้จักฮ่องกงในมุมที่สวยงามแบบที่หลายคนคิดไม่ถึง แคมเปญที่ อาย-กมลเนตรกล่าวถึงเกิดจากการชูจุดเด่นของฮ่องกงที่ผสมผสานความเป็นธรรมชาติเข้ากับความเป็นเมืองได้อย่างลงตัว ของการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) ที่นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทางเว็บไซต์ Hong Kong Great Outdoors ผ่านซีรีส์สี่ภาพยนตร์สั้นล่าสุดภายใต้ชื่อ “สี่มุมแห่งประสบการณ์ใหม่ในฮ่องกง” ซึ่งจะพาผู้ชมผจญภัยแบบเอาท์ดอร์ ขึ้นเขา ลงห้วย ดำน้ำไปทั่วทั้งตอนเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก เผยแพร่ความงามของทัศนียภาพหลากหลาย ประกาศศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในฮ่องกง ปักหมุดกิจกรรม ตามรอยแหล่งเที่ยว จากซีรีส์ภาพยนตร์สั้น “สี่มุมแห่งประสบการณ์ใหม่ในฮ่องกง” ฮ่องกงเหนือ – อัญมณีทางประวัติศาสตร์ กิจกรรม: เดินป่า ขึ้นเขา สถานที่: อุทยาน Robin’s Nest Country Park ‘อาย กมลเนตร เรืองศรี’ พาไปทัวร์อุทยาน Robin’s Nest Country Park ที่เพิ่งเปิดใหม่ทางตอนเหนือของฮ่องกง ในรูปแบบ Vlog ที่เป็นกันเอง โดยอายจะพาไปเจาะลึกประวัติศาสตร์อันยาวนานของพื้นที่ เยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ เช่น เหมืองตะกั่ว Lin Ma Hang Lead Mine ที่ถูกทิ้งร้าง ซึ่งจะพาผู้ชมย้อนกลับไปดูการหาเลี้ยงชีพของผู้คนในอดีต และพาไปดูซากป้อมปราการของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองที่ Ah Kung Kok และ Shan Tsui รวมถึงป้อม MacIntosh Forts (Kong Shan) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยกย่องว่ามีความน่าสนใจทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ในระดับ 2 (Grade II) ตามแนวชายแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศจีน นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายของอายในขณะที่เธอวาดภาพดอกกุหลาบพันปีสีแดงอันแสนงดงามและทิวทัศน์สุดประทับใจของภูเขา Shenzhen Wutong ลิงก์วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=NVv4zr5SR2o ฮ่องกงตะวันออก – เส้นทางมรดกโลก กิจกรรม: HK100 – การแข่งขันวิ่งเทรลอันดับหนึ่งของเอเชีย ตามรอยเท้านักวิ่งเทรลระดับแนวหน้าจากการแข่งขันมาราธอน Hong Kong 100 Ultra ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตื่นตาตื่นใจไปกับแนวชายฝั่งและอากาศอันบริสุทธิ์ของอ่าวทั้งสี่ของ Tai Long Wan และ Hoi Ha ทำให้ Sai Kung ได้รับการขนานนามว่าเป็นสถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบของฮ่องกง ลิงก์วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=sCEDHZduoVs ฮ่องกงใต้ – ธรรมชาติใกล้นิดเดียว กิจกรรม: ผจญภัยวันเดียวเที่ยวหลายเกาะ (Island-hopping) พายเรือคายัคที่ Stanley Main Beach ถ่ายเซลฟี่กับหินรูปร่างแปลกตาของเกาะ Po Toi นั่งเรือเฟอร์รี Kaito ไปยัง Ap Lei Chau เพื่อกินอาหารทะเลแสนอร่อยปิดท้ายวัน สถานที่: แนวชายฝั่งฮ่องกง ฮ่องกงตะวันตก – เส้นทางพิชิตยอดเขา กิจกรรม: TransLantau™ by UTMB® – การแข่งขันวิ่งข้ามเกาะที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกง นักวิ่งจะต้องข้ามขีดจำกัดของร่างกาย โดยวิ่งไปตามเส้นทางที่ตัดผ่านแลนด์มาร์กที่ไม่ควรพลาด เช่น Big Buddha หรือ Ngong Ping 360 และหมู่บ้านชาวประมง Tai O Fishing Village นับเป็นความท้าทายที่มีทิวทัศน์อันน่าทึ่งของสถานที่สำคัญที่มีชื่อเสียงที่สุดบางแห่งของฮ่องกงเป็นรางวัลตอบแทน ผู้สนใจสามารถรับชมซีรีส์ภาพยนตร์โปรโมต 4 ชุด ได้ทาง Instagram Facebook และ TikTok  รวมถึงแพลตฟอร์ม Xiaohongshu, Douyin และ Weibo ของ HKTB บทสรุป  นักแสดงสาวผู้รักการเดินทาง ‘อาย-กมลเนตร เรืองศรี’ พาเปิดประสบการณ์ใหม่ในฮ่องกง ผ่านแคมเปญ Hong Kong Great Outdoors กับเส้นทางเดินป่าที่เพิ่งเปิดใหม่ใน Robin’s Nest Country Park ที่ผสมผสานธรรมชาติและประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ ซีรีส์ “สี่มุมแห่งประสบการณ์ใหม่ในฮ่องกง” ยังชวนสำรวจเส้นทางอื่น ๆ เช่น การวิ่งเทรล HK100, การพายคายัคตามแนวชายฝั่ง และการแข่งขัน TransLantau™ by UTMB® ชมเรื่องราวและเส้นทางธรรมชาติสวย ๆ ที่หลายคนคาดไม่ถึงได้ทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Hong Kong Tourism Board

March 22, 2025 / 0 Comments
read more

เลโก้คอลเล็กชั่นพิเศษ LEGO® จำลองรถแข่งระดับตำนานฉลองครบรอบรอบ 75 ปี Formula 1®

Peace&Play

ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับ LEGO Group บริษัทของเล่นระดับโลกจากเดนมาร์ก ก่อตั้งในปี 1932 โดย โอเล เคิร์ก คริสเตียนเซน (Ole Kirk Christiansen) เป็นที่รู้จักจากตัวต่อ LEGO® อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ให้กับเด็กและผู้ใหญ่ทั่วโลก   และยังว่ากันว่า เจ้าตัวต่อ LEGO®  ไม่ได้เป็นแค่ของเล่นสำหรับเด็ก แต่ยังสร้างพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทุกวัยทั่วโลก อีกด้วย   ส่วน Formula 1® (F1) คือ การแข่งขันรถยนต์ระดับสูงสุดของโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1950 ภายใต้การดูแลของ FIA (Fédération Internationale de l’Automobile) โดยเป็นกีฬาความเร็วที่ผสมผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และวิศวกรรมระดับสูงที่สุด   ล่าสุด LEGO และ F1® จับมือเปิดตัว LEGO® F1® คอลเล็กชันปี 2025 เพื่อต้อนรับการครบรอบ 75 ปีของ Formula 1® นำเสนอชุดตัวต่อพิเศษที่จำลองรถแข่งระดับตำนาน รวมถึงสนามแข่งและพิทเลน เพื่อให้แฟน ๆ ได้สัมผัสประสบการณ์มอเตอร์สปอร์ตอย่างสมจริง สำหรับ ชุดตัวต่อหลัก ที่เปิดตัวได้แก่ LEGO® Technic™ 42207 Ferrari SF-24 F1® Car: ชุดตัวต่อ 1,361 ชิ้น พิถีพิถันในการออกแบบที่เทียบเท่ารถต้นแบบ โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari พร้อมโครงสร้างที่สมจริง เก็บครบทุกรายละเอียด ทั้งระบบแอโรไดนามิก DRS ลดแรงต้านที่ปีกหลัง หรือยางสลิคสกรีนแบรนด์ Pirelli ให้ความตื่นเต้นราวกับอยู่ในสนามแข่ง LEGO® Technic™ 42206 Oracle Red Bull Racing RB20 F1® Car: ถ่ายทอดเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของ Red Bull Racing กับตัวต่อ 1,639 ชิ้น ด้วยสเกล 1:8 พร้อมรายละเอียดเครื่องยนต์ 1,600 cc V6 และเกียร์ 2 สปีดที่ทำให้เห็นกลไกของรถแข่งที่เร็วที่สุดในสนาม ถูกใจทั้งนักสะสมและแฟน F1® LEGO® Speed Champions คอลเลคชั่นรถแข่ง F1® กับครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยคอลเลคชั่นพิเศษ มาครบทุกความเร็วและความแรงในรูปแบบชุดตัวต่อที่น่าสะสมและไม่เคยมีมาก่อน จัดเต็มครบทั้ง 10 ทีม อาทิ LEGO Speed Champions Ferrari SF-24 F1® Race Car – เสริมความแรงด้วยสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari LEGO Speed Champions Oracle Red Bull Racing RB20 F1® Race Car – เจ้าแห่งความเร็วและนวัตกรรม ที่ครองใจแฟนชาวไทยจำนวนมาก LEGO Speed Champions Mercedes-AMG PETRONAS W15 F1® Race Car สะท้อนความเป็นแชมป์โลกด้วยดีไซน์ที่ดุดันและสมจริง LEGO Speed Champions McLaren MCL38 F1® Team Race Car – สีส้มสะกดทุกสายตา สะท้อนเอกลักษณ์ของ McLaren ที่โดดเด่นบนทุกสนามแข่ง LEGO® Technic™ 42207 Ferrari SF-24 F1® Car (1,361 ชิ้น) LEGO® Technic™ 42206 Oracle Red Bull Racing RB20 F1® Car (1,639 ชิ้น) LEGO® Speed Champions คอลเล็กชัน F1® ครบ 10 ทีม   นอกจากนี้ยังมีทีม Aston Martin Aramco, Visa Cash App VCARB 01, KICK Sauber, BWT Alpine, Williams Racing และ MoneyGram Haas มาให้เลือกสะสมรถแข่งของทีมโปรดในดวงใจ หรือเก็บให้ครบทั้งคอลเลคชั่น พร้อมกันนี้ LEGO®  ยังทำคอลเลคชั่นพิเศษที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้ง   LEGO® DUPLO®  ปลูกฝังความหลงใหลความเร็วด้วยชุดตัวต่อน่ารักสำหรับเด็กเล็ก ที่มาพร้อมจุดปล่อยตัว โพเดียม รถแข่ง 2 คันและนักแข่งตัวจิ๋ว 2 คน LEGO® City F1® Collection ชุดตัวต่อสุดพิเศษที่จะเนรมิตห้องนอนของเด็ก ๆ ให้กลายเป็นสนามแข่งระดับโลก และ LEGO® F1® Collectible Race Cars รถแข่งของนักซิ่งวัยจิ๋ว ที่จะวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคมนี้   ต่อการเปิดตัวคอลเล็กชั่นตัวต่อพิเศษในครั้งนี้ ยังเพื่อจุดประกายความหลงใหลใน Formula 1® ให้กับแฟน ๆ รุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้เรื่องนวัตกรรมและวิศวกรรม พร้อมขยายฐานแฟนมอเตอร์สปอร์ตให้กว้างขึ้นทั่วโลก อีกด้วย   ทั้งนี้ แฟนๆ LEGO®  และ F1® ที่สนใจ สามารถเลือกซื้อคอลเลคชั่น LEGO® F1®  ได้ที่ https://www.bricksthailand.com/f1 และ LEGO Certified Stores ทั้ง 5 สาขา สยามพารากอน, เมกะบางนา, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลเวิลด์ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป   ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/BricksThailand     Alternate-X สรุปให้   LEGO Group จับมือ Formula 1® เปิดตัวคอลเล็กชัน LEGO® F1® ปี 2025 ฉลอง 75 ปีของการแข่งขัน F1® นำเสนอชุดตัวต่อสุดพรีเมียม เช่น Ferrari SF-24 และ Red Bull RB20 ถ่ายทอดดีไซน์และกลไกรถแข่งสมจริง เปิดตัวคอลเล็กชัน LEGO® Speed Champions ครบ 10 ทีมดัง รวมถึง Ferrari, Red Bull และ Mercedesโปรเจกต์นี้มุ่งขยายฐานแฟนมอเตอร์สปอร์ต และเสริมสร้างการเรียนรู้ด้านวิศวกรรมผ่าน LEGO โดย LEGO F1® เป็นมากกว่าของเล่น แต่เป็นสะพานเชื่อมแฟนความเร็วเข้ากับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

March 16, 2025 / 0 Comments
read more

เมื่อสมประโยชน์ร่วมกันสองฝ่าย iPhone 16 ก็ได้ไปต่อในตลาด ‘อินโดนีเซีย’ หลัง Apple จะผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

BizKet

เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงการสื่อสารของอินโดนีเซีย ประกาศ ว่าได้ออกใบอนุญาตโทรคมนาคมให้กับ iPhone 16 ทั้ง 5 รุ่นของแอปเปิ้ล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดทางสู่การจำหน่ายในอินโดนีเซีย หลังจากที่เคยมีการห้ามขายในปีที่ผ่านมา ทั้ง 5 รุ่นที่ได้รับใบอนุญาต ได้แก่ iPhone 16e, iPhone 16, iPhone 16 Plus, iPhone 16 Pro และ iPhone 16 Pro Max การอนุมัติครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่อินโดนีเซียได้ออกใบรับรองสำหรับส่วนประกอบที่ผลิตในประเทศจำนวน 20 รายการสำหรับผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล ซึ่งรวมถึง iPhone 16 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า แอปเปิ้ลยังคงต้องได้รับใบอนุญาตนำเข้าจากกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออนุญาตให้จำหน่าย iPhone 16 ภายในประเทศได้ การห้ามขาย iPhone 16 เมื่อปีที่แล้วเกิดขึ้นหลังจากที่แอปเปิ้ลไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการปกป้องทางการค้า เมื่อเดือนที่แล้ว แอปเปิ้ลประกาศแผนลงทุนกว่า 300 ล้านดอลลาร์ในอินโดนีเซีย รวมถึงการสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนและศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ต่อสถานการณ์นี้  หากมองจากสองด้าน ทั้งประเทศอินโดนีเซีย เองได้มีนโยบายส่งเสริมการผลิตภายในประเทศและลดการพึ่งพาการนำเข้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานให้ประชาชน เมื่อแอปเปิ้ล ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ อินโดนีเซียจึงสั่งห้ามขาย iPhone 16 ก่อนหน้านี้ แต่หลังจากแอปเปิ้ล  ตกลงที่จะผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศและได้รับใบรับรองสำหรับส่วนประกอบที่ผลิตในอินโดฯ อินโดนีเซียจึงผ่อนปรนนโยบายและออกใบอนุญาตให้ iPhone 16 กลับมาวางขายได้ มาดูกันว่า ทำไมแอปเปิ้ล ยอมที่จะตั้งโรงงานผลิตโดยตัดสินใจลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ในอินโดนีเซีย  เข้าถึงตลาดที่มีประชากรมาก – อินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 270 ล้านคน และมีกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ลดอุปสรรคทางการค้า – หาก Apple ไม่ตั้งโรงงาน อาจเผชิญข้อจำกัดด้านภาษีและกฎหมายที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ขายยากขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน – การกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศช่วยให้ Apple ลดความเสี่ยงจากข้อพิพาททางการค้า (เช่น ความตึงเครียดระหว่างจีน-สหรัฐฯ) ส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ – การผลิตในประเทศช่วยให้ แอปเปิ้ล ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอินโดนีเซียและเพิ่มความภักดีของผู้บริโภค บทสรุป อินโดนีเซียไฟเขียวให้จำหน่าย iPhone 16 หลังสั่งแบนไปนานกว่าปี โดย แอปเปิ้ลได้รับใบอนุญาตโทรคมนาคมสำหรับ iPhone 16 ทั้ง 5 รุ่น การอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากแอปเปิ้ลลงทุนกว่า 300 ล้านดอลลาร์ในประเทศ พร้อมสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนและศูนย์วิจัย โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซียย้ำว่า แอปเปิ้ล ยังต้องขอใบอนุญาตนำเข้าเพื่อวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยเรื่องนี้ยังเป็นการเจรจาต่อรองระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับแอปเปิ้ล ซึ่งนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่ายแอปเปิ้ล ได้ตลาดกลับคืนมา ขณะที่อินโดนีเซียได้รับการลงทุนและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตอิเล็กทรอนิกส์

March 16, 2025 / 0 Comments
read more

นโยบาย ซีอีโอใหม่ ‘Tinder’ ห่วงภาพแอปปัดหาคู่เกมล่าแต้มสู่แพลตฟอร์มสร้างคอนเนคชั่น-พื้นที่แห่งการเชื่อมต่อ

BizKet

สเปนเซอร์ ราสคอฟฟ์ ซีอีโอคนใหม่ของแมตช์ กรุ๊ป อิงค์ (Match Group Inc.) ผู้ดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มจับคู่ออนไลน์ ‘ทินเดอร์’ (Tinder) และในเครือมากกว่า 45 บริษัท ระบุการปรับกลยุทธ์เพื่อพลิกฟื้นธุรกิจที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งโดยตรง โดยจะมุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลงทุนในตลาดที่มีการเติบโต และการสร้างช่องทางให้พนักงานสามารถแบ่งปันแนวคิดกับทีมผู้บริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในแอปหาคู่ที่เป็นดาวเด่นของบริษัท ราสคอฟฟ์กล่าว ในบันทึกข้อความถึงพนักงานที่เผยแพร่บนลิงค์อินเมื่อวานนี้ (13 มี.ค.) ว่า “แอปของเราให้ความรู้สึกเหมือนเกมเก็บแต้มแทนที่จะเป็นสถานที่แห่งการเชื่อมต่อ ทำให้ผู้ใช้เข้าใจผิดว่าเราคำนึงถึงตัวชี้วัดมากกว่าประสบการณ์ ซึ่งสิ่งนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง” การปรับปรุงครั้งนี้ยังรวมถึงการขยายการใช้งาน AI ในแอปหาคู่ทินเดอร์ (Tinder) และฮินจ์ (Hinge) โดยจะเปิดช่องทางให้พนักงานสามารถให้ข้อเสนอแนะที่ตรงไปตรงมา พร้อมทั้งคาดหวังการทำงานร่วมกันในสำนักงานเพื่อช่วยให้บริษัทดำเนินการได้เร็วขึ้นและมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายได้ดีขึ้น ทั้งนี้ โฆษกของแมตช์ กรุ๊ปปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการลดตำแหน่งงานหรือการเพิ่มวันทำงานในสำนักงานตามคำกล่าวของซีอีโอคนใหม่ บทสรุป  ซีอีโอใหม่ของ Match Group Inc. สเปนเซอร์ ราสคอฟฟ์ ประกาศปรับกลยุทธ์ Tinder จากแอปหาคู่สู่แพลตฟอร์มสร้างคอนเนคชั่นที่แท้จริง ลดภาพลักษณ์เกมเก็บแต้ม พร้อมขยายการใช้ AI เพื่อพัฒนาประสบการณ์ผู้ใช้ ราสคอฟฟ์ย้ำถึงการเปิดกว้างให้พนักงานมีส่วนร่วมในการเสนอแนวคิดและทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ แม้โฆษกของบริษัทจะไม่ยืนยันเรื่องการลดตำแหน่งงาน แต่มีแนวโน้มเน้นการทำงานในสำนักงานมากขึ้น

March 16, 2025 / 0 Comments
read more

คนรุ่นใหม่ใช้ของอร่อย ‘ฮีลใจ’ ทำให้ อายิโนะโมะโต๊ะ ปรับตัวพร้อมใช้เป็นกลยุทธ์เจาะตลาดอูมามิ ในไทย

BizKet

อายิโนะโมะโต๊ะในไทย อยู่ไทยมา 58 ปีในปัจจุบัน ที่ยังต้องไปต่อในตลาดส่วนผสมอาหารเพิ่มรสชาติ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่ให้จดจำความร่วมสมัยของแบรนด์ต่อเนื่อง ด้วยกระแส ‘รักตัวเอง’ (Self-Love) ผ่านแคมเปญใหม่ พร้อมคอลแล็บส์แบรนด์ทำไอศกรีม มาเรียกร้องความสนใจ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ สื่อสารตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่ เกศยา ชัยชาญชีพ กรรมการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ทำตลาดภายใต้แนวคิด ‘การสร้างความกินดีมีสุข’ ผ่านแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ (Eating is a Miracle) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาใส่ใจตัวเอง โดยเริ่มต้นง่าย ๆ จากมื้ออาหารที่อร่อยและมีคุณค่า พร้อมทำภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์เพื่อสร้างกระแสและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น รุกหมดการตลาดออฟไลน์-ออนไลน์ โดย บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์การตลาดควบคู่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยจัดกิจกรรมออฟไลน์ในงาน ‘Eating is a Miracle by Ajinomoto’ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งดึงดูดผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน พร้อมไฮไลต์ของงาน คือ ฟู้ดทรัคร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง ที่นำเมนูจากหนังโฆษณามาสู่โลกจริง โดยมีเชฟชานนท์ เรืองศรี จากมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์ ซีซัน 3 ร่วมสร้างสรรค์เมนูพิเศษ ‘บะหมี่หม่าล่า’ เพื่อเติมความสุขให้ผู้ร่วมงาน นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์และศิลปินกว่า 40 ราย อาทิ ต้าห์อู๋ – พิทยา แซ่ฉั่ว และ ออฟโรด – กันตภณ จินดาทวีผล เพื่อสร้างความไวรัลและขยายการรับรู้ของแคมเปญ พร้อมกิจกรรม ‘ร้านชำตาม (ใจ) สั่ง’ ให้ร่วมเล่นเกมรับผลิตภัณฑ์จากอายิโนะโมะโต๊ะ และมุมฮีลใจผ่านบอร์ดระบายความในใจและ Live Well Photobooth ไอศกรีมอูมามิ 5 รสชาติ ก็มา ขณะเดียวกัน เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ อายิโนะโมะโต๊ะได้ร่วมมือกับ Guss Damn Good พัฒนาไอศกรีมอูมามิ 5 รสชาติสุดพิเศษ ประกอบด้วย ชาไทย (Thai Tea) นม คาราเมล บิสกิต (Milk Caramel Salted Butter Biscuit) ส้มยูซุ (Yuzu) กาแฟคาราเมล ครันช์ (Coffee Caramel Crunch) ซอร์เบต์ เบอร์รี่ สเวิร์ล อะมิโน แอซิด (Sorbet Berry Swirl Amino Acid) นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มบูสต์พลังใจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างสีสันและกระแสให้กับแคมเปญฯ นี้ด้วย ขยายการรับรู้ทั้ง Roadshow-ออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น อายิโนะโมะโต๊ะได้จัด Roadshow ฟู้ดทรัคร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง เดินทางไปตามจุดสำคัญต่าง ๆ เช่น งาน aminoVITAL Run 2025 และสยามสแควร์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,800 คน ในโลกออนไลน์ บริษัทยังได้เปิดตัวแคมเปญ ‘ร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง’ ด้วยหนังโฆษณาที่เล่าเรื่องราวของคนที่เผชิญกับความกดดันในชีวิต แต่สามารถฮีลใจตัวเองผ่านมื้ออาหารที่ใช่ โฆษณาชุดนี้เผยแพร่ปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และมียอดเข้าชมรวมกว่า 10 ล้านครั้งบนแพลตฟอร์ม Facebook, YouTube และ TikTok ย้ำแบรนด์ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต เกศยา กล่าว ทิ้งท้ายว่า “บริษัทฯ วางเป้าหมายเพื่อตอกย้ำแบรนด์อายิโนะโมะโต๊ะให้ตอบโจทย์การกินและการใช้ชีวิตของผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ผ่านกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในทุกมิติ”   บทสรุป อายิโนะโมะโต๊ะ แบรนด์ผลิตภัณฑ์ให้ความกลมกล่อมรสชาติอาหาร มีอายุ 58 ในไทย ปรับตัวด้วยกลยุทธ์เข้าถึงคนรุ่นใหม่ผ่านแคมเปญ ‘กินอร่อย ใจก็ดีขึ้น’ (Eating is a Miracle) ที่เน้นเทรนด์ Self-Love ผสานออฟไลน์และออนไลน์ พร้อมสร้างกระแสผ่านอีเวนต์ที่เซ็นทรัลเวิลด์ และยังครีเอทไอศกรีม 5 รสชาติร่วมกับ Guss Damn Good รวมถึง Roadshow ฟู้ดทรัค เพื่อสร้างประสบการณ์ตรง นอกจากนี้ยังสื่อสารการตลาดให้ชัดขึ้นด้วย โฆษณาชุด ‘ร้านอาหารตาม (ใจ) สั่ง’ ยังได้รับความนิยมสูง ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ใส่ใจสุขภาพกายและใจของผู้บริโภคไทย  

March 10, 2025 / 0 Comments
read more

CK Hutchison ยอมแล้ว!! ขายหุ้นท่าเรือปานามาให้ทุนอเมริกัน หลังทรัมป์กดดันหนัก

BizKet

BlackRock บริษัทด้านการลงทุนสัญชาติสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ CK Hutchison ซึ่งบริหารท่าเรือทั้งสองฝั่งของคลองปานามา ส่งผลให้บริษัทสหรัฐฯ กลับมาคุมท่าเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดอิทธิพลของจีนในภูมิภาค CK Hutchison บริษัทจากฮ่องกง ประกาศขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนจากสหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์ มูลค่าราว 22,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมท่าเรือหลายแห่งทั่วโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความสำเร็จของนโยบายการทูตเชิงรุกของทรัมป์ที่ต้องการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลก ดีลนี้เปิดทางให้กลุ่มทุนที่ประกอบด้วย BlackRock, Global Infrastructure Partners และ Terminal Investment ถือหุ้น 80% ใน Hutchison Ports คิดเป็นมูลค่า 14,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยพวกเขาจะได้ควบคุมท่าเรือ 43 แห่ง และจุดจอดเรือ 199 จุด ใน 23 ประเทศทั่วโลก รวมถึงถือหุ้น 90% ใน Panama Ports Company (PPC) ซึ่งบริหารท่าเรือ Balboa และ Cristobal ในปานามามากว่า 20 ปี แม้ CK Hutchison จะเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฐบาลจีน แต่ด้วยการเป็นบริษัทจากฮ่องกง ทำให้ตกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของปักกิ่ง ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อสหรัฐฯ มาโดยตลอด ทรัมป์เคยให้คำมั่นว่าจะฟื้นอิทธิพลของสหรัฐฯ เหนือคลองปานามา ซึ่งเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก โดยเขาอ้างว่าจีนกำลังแผ่อิทธิพลผ่านโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคนี้ และเคยไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มองว่าการที่ CK Hutchison ควบคุมท่าเรือปานามาถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อคลองปานามามีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก ในปีที่แล้ว มีเรือกว่า 12,000 ลำเดินทางผ่านคลองนี้ เชื่อมโยงกับท่าเรือ 1,920 แห่งใน 170 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ กว่า 75% เป็นเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะของทรัมป์ในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สหรัฐฯ กลับมามีอิทธิพลเหนือลู่ทางขนส่งที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกครั้ง   บทสรุป  BlackRock และกลุ่มทุนสหรัฐฯ ซื้อหุ้น 80% ของ Hutchison Ports จาก CK Hutchison มูลค่า 14,210 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้กลับมาควบคุมท่าเรือคลองปานามา ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก ดีลนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการลดอิทธิพลจีนในภูมิภาค สหรัฐฯ มองว่าการที่บริษัทฮ่องกงควบคุมท่าเรือปานามาเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง ข้อตกลงนี้ช่วยให้สหรัฐฯ ฟื้นอิทธิพลเหนือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกอีกครั้ง

March 5, 2025 / 0 Comments
read more

Super March เที่ยวฮ่องกง กับ 10 อีเวนต์อินเตอร์ งานอาร์ต-ป๊อป คัลเจอร์ ที่ ComplexCon

Peace&Play

ฮ่องกง ซูเปอร์ มาร์ช  แจกลิสต์ 10 อันดับอีเวนต์งานศิลปะระดับอินเตอร์ที่ไม่ควรพลาด อีเวนต์ปิกาโซที่ M+, ป๊อป คัลเจอร์ สุดตื่นตาที่ ComplexCon พร้อมโชว์จาก NJZ และ Art Basel ที่เดียวของเอเชีย เดือนมีนาคมนี้ นับเป็นเดือนที่เหมาะกับการจัดทริปตีตั๋วมาฮ่องกงสำหรับนักท่องเที่ยวสายอาร์ตและสายอีเวนต์แบบสุดๆ เพราะฮ่องกงจัดเต็มในฐานะหมุดหมายสำคัญของวงการศิลปะและวัฒนธรรม นำเสนอเทศกาล “ซูเปอร์ มาร์ช (Super March)” อัดแน่นอีเวนต์ศิลปะระดับโลกทุกมุมเมือง ทั้งงานแฟร์ การแสดงผลงานจากสถาบันศิลปะชั้นนำ เทศกาลศิลปะกลางแจ้ง ชิ้นงานจากแกลเลอรีศิลปะ ชิ้นงานเซลจากองค์กรจัดประมูล (Spring Sales) และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่แฟน ๆ ผลงานศิลปะไม่ควรพลาดตลอดทั้งเดือนมีนาคมนี้   การกลับมาของ 5 งานจัดแสดงระดับเรือธง   1.Art Basel Hong Kong (28 – 30 มีนาคม 2568) ซึ่งจะกลับมาจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมและจัดนิทรรศการฮ่องกง Hong Kong Convention and Exhibition Centre) ถือเป็นอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟของแท้ เพราะเป็น Art Basel’s sole show in Asia จัดขึ้นที่ฮ่องกงแห่งเดียวเท่านั้นในปีนี้ งานจะมีแกลเลอรีเข้าร่วมมากถึง 240 แห่ง จาก 42 ประเทศและเขตแดน เพื่อร่วมแสดงผลงานศิลปะที่มีความหลากหลาย และสะท้อนเทคนิคและสไตล์การสร้างสรรค์จากศิลปินทั่วโลก รวมถึงผลงานของคุณจุฬญาณนนท์ ศิริผลเจ้าของผลงานThe Golden Snail Series ซึ่งได้นำผลงานมาจัดแสดงในนิทรรศการปีนี้อีกด้วย 2. Art Central (26 – 30 มีนาคม 2568) ซึ่งจัดมาเป็นปีที่ 10 แล้ว มุ่งนำเสนอผลงานจากแกลเลอรีชื่อดังและศิลปินชั้นนำ รวมถึงแกลเลอรีน้องใหม่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้แสดงผลงาน งานนี้จะจัดขึ้นที่ Central Harbourfront จุดประจำ ท่ามกลางวิวเส้นขอบฟ้าที่งดงามของฮ่องกงเป็นฉากหลัง 3. HKwalls Street Art Festival (22 – 30 มีนาคม 2568) จัดมาเป็นปีที่ 10 เช่นกัน นำเสนอผลงานศิลปะบนฝาผนัง และการแสดงผลงานศิลปะตามจุดต่าง ๆ รวมถึงการฉายผลงานบนจอดิจิทัลและเวิร์คช็อปในชุมชน นับเป็นเสาหลักของวงการงานศิลปะสตรีทฮ่องกง สร้างความคึกคักให้กับย่านต่าง ๆ ของเมือง ผ่านผลงานศิลปะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ 4. ComplexCon (21 – 23 มีนาคม 2568) กลับมาจัดที่ฮ่องกงเป็นปีที่สอง โดยฮ่องกงถือเป็นสถานที่เดียวที่งานนี้จะจัดขึ้นนอกสหรัฐอเมริกา ComplexCon จะถ่ายทอดกระแสป๊อปคัลเจอร์สุดฮิตในมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมนำเสนอแบรนด์สุดล้ำและศิลปินชั้นนำจากทั่วโลก ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการแสดงจากกลุ่มศิลปิน K-pop ชื่อดัง NJZ (เดิมคือ NewJeans) และโปรดิวเซอร์ฮิปฮอปและแทร็ปชื่อดังจากสหรัฐฯ Metro Boomin ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับงานด้วยเช่นกัน 5. Hong Kong Arts Festival ที่มีชื่อเสียงจากการนำเสนอศิลปะการแสดงระดับโลกหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นโอเปร่า ดนตรี การเต้นรำ โรงละคร หรืองิ้ว ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนมีนาคมนี้เป็นครั้งที่ 53 โดยนำเสนอการแสดงมากกว่า 125 รายการ และกิจกรรมที่เปิดให้ร่วมสนุกกว่า 300 รายการ อาทิ การแสดงโอเปร่า Carmen ของ Bizet การแสดงจาก Czech National Ballet ในชื่อ La Sylphide การแสดง TIME โดย Ryuichi Sakamoto + Shiro Takatani และการแสดง Nureyev & Friends – A Ballet Gala Tribute พร้อมนำเสนอความหลากหลายและความประทับใจจากศิลปินทั่วทุกมุมโลก สำหรับ 5 งานจัดแสดงต้องห้ามพลาด ณ 3 มิวเซียมระดับท้อปของฮ่องกง  ย่าน WestK ซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าววิคตอเรีย เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ระดับโลกสองแห่ง ได้แก่ M+ และ Hong Kong Palace Museum รวมถึงพื้นที่กลางแจ้งที่สวยงามอีกมากมาย โดยในปี 2566 M+ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 20 พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลกจาก The Art Newspaper ส่วนย่าน จิมซาจุ่ย (Tsim Sha Tsui) บริเวณริมชายฝั่งของฮ่องกงก็มี พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮ่องกง (Hong Kong Museum of Art: HKMoA) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1962 เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งแรกของเมืองที่เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม   นิทรรศการ The Hong Kong Jockey Club Series: Picasso for Asia—A Conversation (15 มีนาคม – 13 กรกฎาคม 2568) จะจัดขึ้นที่ M+ นำเสนอผลงานชิ้นเอกกว่า 60 ชิ้นของปาโบล ปิกาโซ จาก Musée national Picasso-Paris คอลเลกชันที่ถือเป็นการรวบรวมผลงานปิกาโซไว้มากที่สุดในโลก พร้อมด้วยผลงานกว่า 80 ชิ้นจากศิลปินชาวเอเชียและชาวเอเชียพลัดถิ่นในคอลเลกชันของ M+   ชิ้นงานติดตั้งขนาดใหญ่ Lee Mingwei: Guernica in Sand (8 มีนาคม – 13 กรกฎาคม 2568) ที่ถ่ายทอดผลงานชื่อดัง Guernica (ค.ศ. 1937) ของปิกาโซในรูปแบบใหม่ผ่านการใช้ทราย พร้อมการแสดงพิเศษอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่ M+   นิทรรศการ A Movable Feast: The Culture of Food and Drink in China (19 มีนาคม – 18 มิถุนายน 2568) จัดขึ้นที่ Hong Kong Palace Museum ซึ่งจะพาผู้ชมไปสำรวจวัฒนธรรมอาหารและเครื่องดื่มจีนที่มีอายุกว่า 5,000 ปี   นิทรรศการ The Forbidden City and The Palace of Versailles: China-France Cultural Encounters in the Seventeenth and Eighteenth Centuries (18 ธันวาคม 2567 – 4 พฤษภาคม 2568) ที่เล่าเรื่องราวการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนและฝรั่งเศสในหลากหลายด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ ศิลปะ งานฝีมือ และปรัชญา ผ่านสมบัติตกทอดทางประวัติศาสตร์กว่า 150 ชิ้น ณ Hong Kong Palace Museum   งาน The Hong Kong Jockey Club Series: Cézanne and Renoir Looking at the World—Masterpieces from the Musée de l’Orangerie and the Musée d’Orsay (17 มกราคม – 7 พฤษภาคม 2568) จัดแสดงนิทรรศการผลงานของศิลปินอิมเพรสชันนิสต์ชาวฝรั่งเศสอย่าง Paul Cézanne และ Pierre-Auguste Renoir เป็นที่แรกในเอเชีย นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยชิ้นงานพิเศษที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับฮ่องกง เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เหมือนใครให้แก่ผู้ชม ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮ่องกง (Hong Kong Museum of Art: HKMoA) นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางสำคัญของแกลเลอรีชั้นนำและเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ขององค์กรจัดประมูลระดับโลกในเอเชีย เช่น Christie’s, Sotheby’s, Phillips และ Bonhams โดยในเดือนมีนาคม แกลเลอรีและองค์กรจัดประมูลเหล่านี้จะเปิดตัวนิทรรศการใหม่และจัดจำหน่ายชิ้นงานในราคาสุดพิเศษสำหรับฤดูใบไม้ผลิ (Spring Sales) ทำให้เดือนมีนาคมเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการจับจองผลงานศิลปะเหล่านี้   การเฉลิมฉลองสุดคึกคักใน Super March   ไม่ว่าจะเป็นนักสะสมศิลปะ แฟชั่นฮิปสเตอร์ ผู้ชื่นชอบกีฬา หรือครอบครัวที่รักการผจญภัย “Super March” ในฮ่องกงมีกิจกรรมพิเศษมากมายที่พร้อมตอบสนองทุกความสนใจ อาทิ การเปิดตัว Kai Tak Sports Park สถานที่แห่งใหม่ที่ทุกคนรอคอยก็จะเปิดตัวในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับการแข่งขัน Hong Kong Sevens นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมกีฬาที่น่าตื่นเต้นอย่าง LIV Golf นิทรรศการศิลปะ และเทศกาลสุดเร้าใจที่รอให้ทุกคนได้มาสัมผัส ฮ่องกงจึงกลายเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมและความสนุกสนาน ที่ผู้เยี่ยมชมจากทั่วโลกได้รับเชิญให้มาสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษของเมือง พร้อมค้นพบประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้นในทุกมุมของฮ่องกง สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.discoverhongkong.com/eng/what-s-new/events/super-march.html บทสรุป ฮ่องกงจัดเทศกาล Super March ตลอดเดือนมีนาคม รวบรวมอีเวนต์ศิลปะระดับโลก ทั้ง Art Basel Hong Kong, Art Central, HKwalls Street Art Festival, ComplexCon และ Hong Kong Arts Festival รวมถึงนิทรรศการไฮไลต์จากพิพิธภัณฑ์ชั้นนำ เช่น Picasso for Asia ที่ M+ และ Cézanne & Renoir ที่ HKMoA เดือนมีนาคมจึงเป็นช่วงเวลาทองของนักสะสมและผู้รักศิลปะที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศศิลปะระดับนานาชาติในเอเชีย  

March 5, 2025 / 0 Comments
read more

ทศวรรษใหม่ LINE ประเทศไทย ขยับตัวครั้งใหญ่ ส่ง 3 บริการเติมเต็มอีโคซิสเต็ม อุตฯดิจิทัล

BizKet

แอปพลิเคชั่น ไลน์ (LINE) เข้ามาเปิดให้บริการในไทยตั้งแต่ปี 2557 ถึงในปีนี้เตรียมเข้าสู่ปีที่ 11 พร้อมจัดงานประชุมใหญ่แห่งปีที่เรียกว่า LCT โดยปีนี้งาน LINE CONFERENCE THAILAND 2025  (LCT25) ประจำปี 2568 ยังได้เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกและท้องถิ่น เพื่อขยายการเติบโตไปพร้อมยกระดับอีโคซิสเต็มในอุตสาหกรรมดิจิทัล ประเทศไทย   นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ LINE ประเทศไทย ผู้ให้บริการ ดืจิทัล อีโคซิสเต็ม แพลตฟอร์มไลน์ (LINE) กล่าวว่า แนวทางธุรกิจไลน์ในปี 2568 มาพร้อมพันธกิจใหม่ ‘Create an amazing life platform that brings WOW+ to our users’ เพื่อขยายโอกาสการเติบโตธุรกิจร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ในการส่งมอบบริการและเทคโนโลยีให้กับผู้ใช้งานแอปพลิเคชั่นไลน์ในไทยกว่า 56 ล้านรายทั่วประเทศ “LINE เข้าสู่ตลาดไทยมา 10 ปี และสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 84% ของประชากร โดย LINE ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทุกช่วงวัย ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตในครอบครัว ซึ่งทำให้ LINE มองเห็นโอกาสในการขยายบริการเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ให้มากขึ้น” โดย แนวทางการทำธุรกิจของ LINE ประเทศไทยในปี 2568 นี้เตรียมเปิดบริการ LINE PREMIUM, LINE GIFT และ LINE HEALTH ขยายแพลตฟอร์ม LINE MINIAPP ให้แบรนด์และนักพัฒนาสามารถสร้างแอปฯ ของตัวเองบน LINE ได้ง่ายขึ้น พร้อม เปิดตัว LINE DEVELOPER PARTNER เพื่อสนับสนุนนักพัฒนาไทย และยังมีแผนเตรียมเปิดตัว BOT MARKETPLACE เพื่อเป็นศูนย์รวมบอทที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งการทำงานและไลฟ์สไตล์ กลยุทธ์การขยายตัวสู่ IP Business ขณะที่ในปี 2568 LINE ประเทศไทย จะใช้กลยุทธ์ระดับโลก IP Business เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้แก่ IPX (LINE FRIENDS) เดิมคือ LINE FRIENDS ที่พัฒนาไปเป็นครีเอทีฟสตูดิโอสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ระดับโลก LINE WEBTOON ที่จะต่อยอดจากแพลตฟอร์มเว็บตูนสู่ IP Business เปิดรับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ เพื่อขยายคอนเทนต์และโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้อง 3 บริการใหม่ในปี 2568 นอกจากนี้ LINE ยังได้พัฒนา 3 บริการใหม่เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งาน ได้แก่ LINE PREMIUM – บริการสมัครสมาชิกแบบเสียค่าบริการเดือนละ 169 บาท ซึ่งมาพร้อมสิทธิพิเศษ เช่น เปลี่ยนไอคอนแอปฯ LINE เป็นสีฟ้า เปลี่ยนฟอนต์ ให้เลือกขนาดได้และแบบได้ ใช้งาน Multiple Profiles สำหรับสร้างโปรไฟล์ที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่ม Message Backup จัดเก็บข้อความ รูปภาพ และไฟล์ต่างๆ สูงสุด 100 GB สิทธิพิเศษจาก LINE SHOPPING และ LINEMAN VIP LINE GIFT – บริการส่งของขวัญอิเล็กทรอนิกส์ (e-Gifting) ผ่านหน้าแชท โดยสามารถเลือก e-Voucher จากกว่า 50 แบรนด์พันธมิตร LINE HEALTH – บริการดูแลสุขภาพผ่าน LINE ซึ่งครอบคลุม Health At Work สำหรับให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ โดยสามารถใช้บริการผ่านไลน์บัญชีอย่างเป็นทางการ LINE Official Account @LINEHEALTH เพื่อรับบริการที่ปรึกษาทางการแพทย์ออนไลน์ ต่างๆ อาทิ บริการให้คำปรึกษาสุขภาพจิตผ่าน OOCA การให้ความรู้ด้านสุขภาพ “ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน LINE ในประเทศไทยกว่า 56 ล้านคน ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่มีการเข้าถึงมากที่สุดในประเทศ” LINE จะได้อะไรจากแผนธุรกิจปีนี้ จากแนวทางดังกล่าว แน่นอนว่าเป็นการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากบริการพรีเมียม เช่น LINE PREMIUM และ LINE GIFT พร้อมขยายตลาดสู่กลุ่มธุรกิจสุขภาพ ผ่าน LINE HEALTH มาเสริมสร้างความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมดิจิทัลของไทย โดยการสนับสนุนนักพัฒนาและธุรกิจท้องถิ่นดึงดูดพาร์ทเนอร์ระดับโลกและท้องถิ่น ผ่านกลยุทธ์ IP Business สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้ เพื่อทำให้ LINE เป็นมากกว่าแอปฯ แชท แต่เป็น “Life Platform” ที่ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต บทสรุป LINE ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่ด้วยแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ผ่าน3 บริการใหม่ด้านไลฟ์สไตล์ ที่เข้าไปใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลึกซึ้ง โดยเน้นการสร้างคุณค่าให้กับทั้งผู้ใช้งานและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้ LINE ยังคงเป็นแพลตฟอร์มสำคัญของคนไทยต่อไป   

March 4, 2025 / 0 Comments
read more

บีเจซี เฮลท์แคร์ x DK Medical Systems หนุนไทย ‘ฮับ’ การแพทย์เอเชีย

BizKet

บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เป็นผู้นำในธุรกิจพาณิชยกรรมและการผลิตสินค้าครบวงจร รวมถึงกลุ่มธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเภสัชภัณฑ์ที่ดำเนินการภายใต้ บีเจซี เฮลท์แคร์ ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และยกระดับมาตรฐานด้านสุขภาพในประเทศไทย ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี กล่าวว่า บีเจซี เฮลท์แคร์ ได้จับมือกับ DK Medical Systems บริษัทชั้นนำจากเกาหลีใต้ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะเครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล และเทคโนโลยีการวินิจฉัยด้วยภาพขั้นสูง เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบเครื่องเอกซเรย์ พร้อมเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค โดย AI จะช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ ระบุตำแหน่งของรอยโรค และช่วยแพทย์วางแผนการรักษาได้ดียิ่งขึ้น โดย บีเจซี เฮลท์แคร์ และ DK Medical Systems ได้ร่วมกันจัดตั้ง ศูนย์ฝึกอบรม X-Cellence Training Center ณ อาคารบีเจซี 2 เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้าน AI ทางการแพทย์ให้กับบุคลากรในวงการแพทย์ไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่การดำเนินการของ บีเจซี เฮลท์แคร์ ในปีนี้พร้อมแผนขยายธุรกิจผ่านความร่วมมือในครั้งนี้ คาดผลักดันการเติบโตอยู่ที่ 8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกระแสการดูแลสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตลาดเครื่องมือแพทย์ไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากข้อมูลระบุในช่วงระหว่างปี 2023 – 2025 จะมี อัตราการเติบโตเฉลี่ยจะอยู่ที่ 5.5 – 7% ต่อปี บทสรุป การร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงช่วยพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่ยังสอดคล้องกับนโยบายของไทยที่ต้องการเป็น ศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาค (Medical Hub) และนโยบาย New Southern Policy ของเกาหลีใต้ ซึ่งเน้นการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมระหว่างประเทศ ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในเอเชียต่อไป

March 3, 2025 / 0 Comments
read more

‘คาลเท็กซ์’ กับกลยุทธ์พลิกโฉมแบรนด์ สู่ตลาดคนรุ่นใหม่ ด้วยพลังแห่ง ‘หลิง-ออม’

BizKet

‘CALTEX’ แบรนด์ค้าปลีกน้ำมันสัญชาติอเมริกาที่เข้ามาอยู่ในไทยเกินครึ่งศตวรรษ ล่าสุดกับแผนการตลาดครั้งใหญ่เพื่อพลิกไปสู่แบรนด์ในใจผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ ด้วยคู่จิ้น ‘หลิง-ออม’ ดูโอแบรนด์แอมฯ คาลเท็กซ์ของปี68 เหมินฝัน ธัญสิษฐ์ ผู้บริหารสูงสุดสายการตลาด บริษัทสตาร์ ฟูเอลส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (SEL) ในเครือบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) (SPRC) ผู้รับสิทธิรายเดียวในการทำธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงภายใต้ชื่อ ‘คาลเท็กซ์’ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทวางแผนการทำตลาดเชิงรุกธุรกิจน้ำมัน ‘คาลเท็กซ์’ ในไทย เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคชาวไทยทั้งรักษาฐานลูกค้าเดิมที่คุ้นเคยกับแบรนด์คาลเท็กซ์ ในตลาดมากกว่า 60ปี และ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นฐานกำลังซื้อสำคัญในอนาคตในทุกตลาด ด้วยหากแกะความสำเร็จของน้ำมัน ‘คาลเท็กซ์’ ออกมาจะเห็นได้ว่า ผู้บริโภคกลุ่มเดิมที่คุ้นแคยกับแบรนด์ดังกล่าวเป็นอย่างดีต่างเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่วางตำแหน่งระดับพรีเมียมที่ให้ความสบายใจและมั่นใจในทุกครั้งที่เปิดฝาน้ำมันเพิ่มเติมขุมพลังให้กับยานยนต์ แต่ในปัจจุบัน ตลาดค้าปลีกน้ำมันในไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ทำให้ในวันนี้ ‘คาลเท็กซ์’ ยิ่งต้องต้องลุกขึ้นมาตะโกนถึงการมีตัวตนในตลาดค้าปลีกน้ำมันในไทย ท่ามกลางการแข่งขันาสุดร้อนแรงในสมรภูมิโปรโมชั่นและการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (CRM) ด้วย ลอยัลตี โปรแกรม ต่างๆ โดย ‘คาลเท็กซ์’  จะหยิบผลิตภัณฑ์เด่นอย่าง น้ำมันคาลเท็กซ์ เทครอน (Caltex Techron) มาใช้สื่อสารการทำตลาดด้านประสิทธิภาพของสินค้า ในแคมเปญ ‘เทครอนนนนนนนนน’ ตัวจริงวิ่งไกล   “เป็นอีกหนึ่งความสนุกของการสร้างการจดจำแบรนด์คาลเท็กซ์และเทครอนที่ใช้นอ หนูต่อแถวยาว 9 ตัวเพื่อออกมาตะโกนในตลาดให้ผู้บริโภคได้รับรู้” เหมินฝัน กล่าวพร้อมเสริมว่า และผู้ที่จะทำหน้าที่ตะโกนเรื่องราวนี้ของคาลเท็กซ์ได้ปังมากทีสุดในวินาทีนี้ ต้องยกให้คู่จิ้นสายยูริ อย่าง ‘หลิง-ออม(หลิง-ศิริลักษณ์ คอง และ ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์) ที่จะมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สาวคู่ล่าสุดของคาลเท็กซ์ จากก่อนหน้าที่เป็นนักแสดงชาย อย่าง ‘ณเดช  คูกิมิยะ’ และ ‘เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี’ ในช่วงก่อนหน้า “ทำไมวันนี้ ถึงจะไม่ใช่หลิง-ออม ล่ะ?”   เหมินฝัน ย้ำ พร้อมเสริมต่อถึงแนวคิดการเลือกใช้คู่แบรนด์แอมฯ ที่จะอยู่ภายใต้สัญญาของแบรนดฺคาลเท็กซ์ ตลอดระยะเวลา 1 ปีนับจากนี้ว่า “2 นักแสดงสาวดังกล่าว จะสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนด้อมที่รักในตัวศิลปินทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี ด้วยการทำตลาดในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงและแตกต่างไปจากอดีตอย่างมาก การเลือกพรีเซ็นเตอร์ หรือ แบรนด์แอมบาสเดอร์ ที่ถูกต้องถูกจังหวะยิ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันการรับรู้ของแบรนด์ด้วยเช่นกัน” โดยเฉพาะพลังแห่งแฟนด้อมของคู่จิ้น ‘หลิง-ออม’ ที่คาลเท็กซ์ มองว่า จะเป็นพลังสำคัญเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างไปด้วยพร้อมกัน เห็นได้ชัดในช่วงก่อนเปิดตัวแคมเปญ ‘เทครอนนนนนนนนน ตัวจริงวิ่งไกล’ ในวันที่ 1 มี.ค.2568 นี้ ซึ่งบริษัทฯ ได้ปล่อยตัวกิจกรรมและภาพโฆษณาบางส่วนอย่างไม่เป็นทางการไปก่อนหน้า ซึ่งพบว่าได้การตอบรับเป็นอย่างสูงจากแฟนด้อมหลิง-ออม ที่เป็นผู้กระจายคอนเท้นต์ต่อๆไปในวงกว้าง ขณะเดียวกัน คาลเท็กซ์ เองก็ได้ทำการสำรวจการรับรู้ในกลุ่มพันธมิตร ดีลเลอร์ตัวแทนขายปลีกน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งต่างให้การตอบรับดีถึงการเลือกใช้ ‘หลิง-ออม’ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ คู่ล่าสุดของแบรนด์ ที่ต่างบอกว่า เป็นความสดใสและสะท้อนความเป็นคนรุ่นใหม่ ย้ำแบรนด์แกร่ง Brandformance เหมินฝัน กล่าวว่า จากแนวทางดังกล่าว บริษัทวางงบการทำตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) ราว  200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบโฆษณาและแบรนดิ้ง กว่า 110 ล้านบาท ซึ่งจะกระจายไปยังสื่อดั้งเดิม ทั้งการทำภาพยนตร์โฆษณา (TVC) , สื่อนอกบ้าน ป้ายบิลบอร์ด ที่จะตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่ตรงกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ในจุดต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด รวมถึงขยายการทำตลาดผ่านดิจิทัลทีวี และ ในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ โดยในนงบฯ ดังกล่าวยังรวมถึงทำโปรโมชั่นแจกน้ำดื่มทุกการเติม 480 บาทต่อใบเสร็จ ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสถานีฯคาลเท็กซ์ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปถึง 1 มีนาคม 2569 พร้อมกันนี้คาลเท็กซ์ ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่เพื่อสื่อสารกลุ่มเป้าหมายทั้งรายเดิมและขยายฐานคนรุ่นใหม่ ด้วยสิทธิพิเศษและกิจกรรมต่างๆ คาดเปิดตัวราวเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ พร้อมวางเป้าหมายมีฐานสมาชิกดาวน์โหลดแอปฯ ราว 2 ล้านราย เพื่อต่อยอดจากฐานบัตรสมาชิกคาลเท็กซ์เดิม ที่มีกว่า 6 แสนราย  “กลยุทธ์การทำตลาดทั้งหมดจะอยู่ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า ‘Brandformance’ (Brand + Performance)” เหมินฝัน กล่าวพร้อมเสริมว่า  ปัจจุบัน คาลเท็กซ์ มีสถานีบริการ(ปั๊ม)น้ำมัน กระจายอยู่ทั่วประเทศราว 528 สาขา โดยมีสัดส่วนสาขาในต่างจังหวัดมากกว่ากรุงเทพฯ และนอกเหนือจากแผนการตลาดครั้งใหญ่ในปีนี้ คาลเท็กซ์ ยังวางแผนผลักดันให้สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ขนาดเล็กขยายสู่ขนาดกลางมากขึ้นในอนาคต และจากแคมเปญการตลาดในปีนี้คาลเท็กซ์ คาดผลักดันเชิงรายได้สูงขึ้น 15%  พร้อมวางเป้าหมายมีส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมันเชิงปริมาณ (volume) เป็นอันดับ 4 ของตลาด ทั้งนี้ข้อมูล กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรงพาณิชย์ ระบุส่วนแบ่งการตลาดค้าปลีกน้ำมันเชิงปริมาณ ในปี 2567 ดังนี้ อันดับ 1  ปตท. (PTT) ราว 35. 93 % อันดับ 2 บางจาก  ราว 30.94% อันดับ 3 พีที (PT) ราว 17.93% อันดับ 4 เชลล์ (Shell) 7.75% อันดับ 5 คาลเท็กซ์  (Caltex) 5.78% อันดับ 6 ซัสโก้ (Susco) 1.85% บทสรุป  คาลเท็กซ์ดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 60 ปี และปรับกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกในปี 2568 เพื่อขยายฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีกน้ำมัน โดยเน้นจุดเด่นผลิตภัณฑ์ “คาลเท็กซ์ เทครอน” พร้อมแคมเปญ “เทครอนนนนนนนนน ตัวจริงวิ่งไกล” เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ ต่อการเลือก “หลิง-ออม” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ช่วยดึงดูดแฟนด้อมรุ่นใหม่ และเสริมพลังการตลาดทุกรูปแบบและผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ โดยคาลเท็กซ์ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทสำหรับโฆษณา โปรโมชั่น และแอปพลิเคชันใหม่ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ 15% และขยับขึ้นเป็นผู้ค้าปลีกน้ำมันอันดับ 4 ในไทย        

March 1, 2025 / 0 Comments
read more

เพราะโลกนี้ช่างกว้าง ดังนั้น ‘คนข้างๆ’ จึงสำคัญ และ ‘ตัวเรา’ คือ คนๆ นั้น

Peace&Play

ทุกคนเกิดมาพร้อมกับเรื่องราวของตัวเอง เติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัว ได้รับความรัก ความอบอุ่น หรือบางครั้งอาจต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว แต่ทุกช่วงเวลาที่ผ่านเข้ามาค่อยๆ หล่อหลอมให้เราเป็น ‘เรา’ ในวันนี้ จากเด็กคนหนึ่งที่เรียนรู้โลกใบนี้ ผ่านอ้อมกอดของพ่อแม่ ผ่านมิตรภาพของพี่น้อง หรือการอยู่ร่วมกับผู้คนรอบตัว เรียนรู้ทั้งความ ‘สุข’ และ ‘เจ็บปวด’ เมื่อเราเติบโตขึ้น เส้นทางชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ต้องเรียนรู้ ทั้งช่วงเวลาที่มีความสุข ที่ทำให้เราหัวเราะ และช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ที่หล่อหลอมให้เราเข้มแข็งขึ้น ไม่มีชีวิตของใครราบรื่นไปตลอด ทุกคนต้องพบกับการเปลี่ยนแปลง ต้องเจอกับการสูญเสีย ผิดหวัง ล้มเหลว และต้องลุกขึ้นใหม่เสมอ แบ่งปันโมเมนต์ ‘ทัชใจ’ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสันและมีความหมาย คือ ‘คนข้างๆ’ ไม่ว่าจะเป็นแฟน คนรัก เพื่อนสนิท หรือครอบครัว คนเหล่านี้คือคนที่อยู่ข้างๆ เราในวันที่เราต้องการกำลังใจ และในวันที่เราพร้อมจะมอบความสุขให้ใครสักคน การได้มีใครสักคนที่รับฟัง แชร์ความรู้สึกกัน เป็นเรื่องที่ “ทัชใจ” และทำให้เราไม่รู้สึกว่าโลกนี้กว้างเกินไป ถ้าไม่มีคนข้างๆ เราจะเหงา หรือเปล่า? แต่หากวันหนึ่งเรามองไปรอบตัวแล้วพบว่า ไม่มีใครอยู่ข้างๆ เราเลย ชีวิตอาจเงียบเหงาลง ความรู้สึกโดดเดี่ยวอาจแทรกซึมเข้ามาแบบไม่รู้ตัว หลายครั้งที่เราอยากเล่าเรื่องราวของวันนั้นให้ใครฟัง หรืออยากให้ใครมารับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังเศร้า แต่กลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ความเหงาค่อยๆ กัดกินหัวใจ และอาจทำให้เราตั้งคำถามว่า “ฉันมีความหมายสำหรับใครบ้างหรือเปล่า?” ปลดล็อกความเหงา แม้ว่าโลกนี้จะกว้าง แต่เราก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพังจริงๆ วิธีปลดล็อกความเหงา อาจเริ่มจากการเปิดใจให้กับสิ่งใหม่ๆ ลองออกไปพบปะผู้คน ทำกิจกรรมที่ชอบ หรือลองทักทายเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไป ที่สำคัญคือการเป็น “คนข้างๆ” ให้ตัวเอง ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น ดูแลหัวใจตัวเองเหมือนที่เราดูแลคนอื่น สุดท้าย ‘เรา’ คือ คนสำคัญที่สุดในโลก ถึงแม้วันนี้เราอาจยังไม่มีใครอยู่ข้างๆ แต่เรายังมีตัวเองเสมอ เราสามารถเป็นที่พึ่งให้ตัวเอง เป็นคนที่รักและให้กำลังใจตัวเองในวันที่อ่อนแอ และเมื่อถึงวันที่พร้อม คนข้างๆ ที่เหมาะสมจะเข้ามาเอง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่อยู่กับเราไปตลอดชีวิต ก็คือ ‘ตัวเรา’ นั่นเอง บทสรุป ชีวิตของคนเราถูกหล่อหลอมจากครอบครัว การเติบโต และประสบการณ์ทั้งสุขและทุกข์ สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายคือ ‘คนข้างๆ’ ไม่ว่าจะเป็นแฟน เพื่อนสนิท หรือครอบครัว ที่อยู่เคียงข้างในช่วงเวลาสำคัญ ทำให้เรารู้สึกว่ามีคนเข้าใจและแบ่งปันความรู้สึกกัน หากไม่มีคนข้างๆ ความเหงาอาจเข้ามาแทนที่ แต่เราสามารถปลดล็อกมันได้ด้วยการเปิดใจ พบปะผู้คน และให้เวลากับตัวเอง แต่กระนั้นสิ่งสำคัญที่สุดต่อให้วันนี้ไม่มีใคร เราก็ยังมีตัวเองเป็นที่พึ่งและเป็นคนที่ควรรักมากที่สุดเสมอ ใช่ไหมล่ะ?              

February 24, 2025 / 0 Comments
read more

ฮอนด้าพร้อมคืนโต๊ะเจรจา! แต่มีข้อแม้ ‘ซีอีโอนิสสัน’ ต้องลาออก ดีลควบรวม 5.8 หมื่นล้านยังมีลุ้น

BizKet

ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานว่า ฮอนด้า อาจกลับมาเจรจาควบรวมกิจการกับ นิสสัน อีกครั้ง หาก มาโกโตะ อูชิดะ ซีอีโอของนิสสัน ตัดสินใจลงจากตำแหน่ง ก่อนหน้านี้ การเจรจาควบรวมระหว่าง ฮอนด้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่น และ นิสสัน ผู้ผลิตอันดับสาม ต้องยุติลง ทำให้แผนสร้างบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีศักยภาพขึ้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสี่ต้องล้มไป อุปสรรคในการควบรวมครั้งนี้ส่งผลให้ นิสสัน ตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอน และสะท้อนถึงความกดดันที่อุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญจากคู่แข่งจีนที่กำลังมาแรง ตามรายงานของ FT ฮอนด้า พร้อมพิจารณากลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หาก นิสสัน มีผู้นำคนใหม่ที่สามารถจัดการปัญหาภายในได้ดีกว่าเดิม แม้ว่าตัว อูชิดะ เองจะเคยประกาศว่าจะดำรงตำแหน่งซีอีโอไปจนถึงปี 2026 แต่แรงกดดันให้เขาก้าวลงจากตำแหน่งกลับทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคณะกรรมการบริษัทและ เรโนลต์ พันธมิตรสำคัญของนิสสัน หลังจากเขาล้มเหลวในการเจรจาควบรวมมูลค่า 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ รายงานยังระบุว่า คณะกรรมการนิสสันได้เริ่มหารือกันอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเปลี่ยนตัวผู้นำ บทสรุป  การควบรวมระหว่าง ฮอนด้า และ นิสสัน อาจกลับมาเป็นไปได้ หาก ‘มาโกโตะ อูชิดะ’ ซีอีโอของนิสสันลงจากตำแหน่ง หลังจากที่การเจรจาเดิมต้องล้มไป ส่งผลให้นิสสันเผชิญความไม่แน่นอนและแรงกดดันจากคู่แข่งจีน ปัจจุบัน คณะกรรมการนิสสันกำลังพิจารณาแนวทางเปลี่ยนตัวผู้นำเพื่อเปิดทางสู่การเจรจาใหม่

February 18, 2025 / 0 Comments
read more

Mixue โตแรง ครองเชนร้านเครื่องดื่มใหญ่สุดในโลก สาขาแซงหน้ายักษ์ McDonald’s – Starbucks

BizKet

Mixue (มี่เสวี่ย) แบรนด์ชานมไข่มุกและไอศกรีมจากจีน กลายเป็นเชนร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในโลก  โดยมีร้านมากถึง 45,300 แห่งทั่วโลก แซงหน้า McDonald’s และ Starbucks ตามข้อมูลที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ Mixue เตรียมเปิดขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในอนาคต จากข้อมูลของMcDonald’s พบว่า ณ วันที่ 1 มกราคม มีสาขาทั่วโลกราว 43,000 สาขา ส่วน Starbucks มี 40,200 สาขา โดยตามมาด้วย Subway และ KFC ตามรายงานของ Momentum Works บริษัทวิเคราะห์ตลาดจากสิงคโปร์ จำนวน 70% ของสาขาทั้ง 45,300 ของ Mixue ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนร้านค้ามากที่สุด แต่ Mixue ยังอยู่อันดับที่ 4 ของโลกในแง่ของมูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ที่ 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย Starbucks นำมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 55.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วย Inspire Brands ซึ่งเป็นเจ้าของ Dunkin’ Donuts ที่ 14.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ Tim Hortons ที่ 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุว่าในปี 2024 Mixue วางแผนระดมทุน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการเสนอขายหุ้น IPO และเตรียมเปิดการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงต้นเดือนหน้า บริษัทมีกำไรสุทธิ 3.5 พันล้านหยวน (479 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2023 เพิ่มขึ้น 42.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยอ้างว่าในแต่ละวันสามารถขายเครื่องดื่มได้ถึง 5.8 พันล้านแก้ว สำหรับประวัติของ Mixue ก่อตั้งโดย Zhang Hongchao นักธุรกิจชาวจีนที่เกิดในปี 1977 ซึ่งเริ่มสร้างแบรนด์ตั้งแต่อายุ 21 ปี โดยต่อมา Zhang Hongfu น้องชายของเขาได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร่วม Forbes ประเมินมูลค่าของ Mixue ที่ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2023 ขณะที่ในการระดมทุนรอบก่อนหน้าเมื่อมกราคม 2021 บริษัทมีมูลค่าอยู่ที่ 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้สองพี่น้องตระกูล Zhang กลายเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีของจีน อินโดนีเซียและเวียดนามเป็นสองตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ Mixue โดยมีจำนวนร้าน 2,667 แห่งในอินโดนีเซีย และ 1,304 แห่งในเวียดนาม ในปี 2023 Mixue เผยว่ามีรายได้จากตลาดเวียดนามเกือบ 1.26 ล้านล้านดอง (49.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.6 เท่า จากปี 2022 ตามข้อมูลจาก Vietdata ส่วนประเทศไทย Mixue เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนกันยายน 2565 ภายใต้การบริหารของบริษัท มี่เสวี่ย (ประเทศไทย) จำกัด โดยสาขาแรกตั้งอยู่ที่ซอยรามคำแหง 53 แบรนด์ชานมและไอศกรีมสัญชาติจีนนี้ตั้งเป้าขยายสาขาในไทยให้ได้ 2,000 แห่งภายใน 3 ปี การเติบโตของ Mixue ในไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยในเดือนพฤษภาคม 2566 มีเพียง 21 สาขา แต่ภายในเดือนมกราคม 2567 จำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 200 สาขา นอกจากนี้ บริษัทมีแผนสร้าง คลังสินค้าและโรงงานแปรรูปผลไม้ ในประเทศไทย เพื่อนำผลไม้คุณภาพสูงของไทยมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในร้าน Mixue ทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ บทสรุป  Mixue ขึ้นแท่นเชนร้านอาหารและเครื่องดื่มที่มีสาขามากที่สุดในโลก ด้วยจำนวน 45,300 แห่ง แซงหน้า McDonald’s และ Starbucks โดย 70% ของสาขาอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จะมีสาขามากที่สุด แต่ยังอยู่อันดับ 4 ของโลกในแง่ของมูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) Mixue วางแผน IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง พร้อมตั้งเป้าขยาย 2,000 สาขาใน3 ปี  

February 18, 2025 / 0 Comments
read more

สัมผัส 7 แบรนด์สกินแคร์พรีเมี่ยม ที่ ‘Konvy Boutique’ เดสติเนชั่นความงามจากออนไลน์สู่ออนกราวด์

WeView

คิงก้วย หวง ประธานคณะผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท คอนวี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ให้บริการ ‘Konvy’ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้านความงามของไทย ด้วยผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ความงามแบรนด์ต่างๆ จากทั้งในและต่างประเทศ กล่าวว่า ล่าสุด ได้เปิดตัว Konvy Boutique บนทำเลสาขา เดอะมอลล์ บางกะปิ  เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความงามแบบอินเตอร์แอคทีฟ ให้ลูกค้าสามารถสัมผัสและทดลองผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเมคอัพระดับพรีเมียมด้วยตนเอง ” Konvy Boutique เป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับผู้รักความงาม ที่ลูกค้าจะได้สัมผัสและทดลองผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ด้วยนวัตกรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของอีคอมเมิร์ซ บูติคแห่งนี้เป็นมากกว่าร้านค้า แต่เป็นสถานที่ที่จะมอบประสบการณ์ O2O (Online to Offline) มาเชื่อมโยงแบรนด์และลูกค้าเข้าด้วยกัน พร้อมรับบริการพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญด้านความงามของเรา” หวง กล่าว สำหรับ Konvy Boutique คัดสรรผลิตภัณฑ์จาก 7 แบรนด์สกินแคร์และเมคอัพระดับพรีเมียมอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบประสบการณ์ความงามสุดพิเศษด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด Murad – แบรนด์สกินแคร์อันดับ 1 จากแพทย์ผิวหนังในสหรัฐฯ โดดเด่นด้วยสูตรที่ผ่านการทดสอบทางคลินิก Nu Formula – แบรนด์สกินแคร์ของไทยที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยสูตรที่อ่อนโยน เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย Pramy – สเปรย์ล็อกเมคอัพยอดนิยมของไทย ช่วยให้เมคอัพติดทนนาน มอบผิวสวยไร้ที่ติ Judydoll – แบรนด์เมคอัพสุดจี๊ดจากเอเชีย มาพร้อมเฉดสีโดดเด่นและคุณภาพระดับพรีเมี่ยม Joocyee – ดาวรุ่งในวงการความงามเอเชีย โดดเด่นด้วยเมคอัพเม็ดสีแน่นและติดทนนาน Cosrx – แบรนด์สกินแคร์จากเกาหลี ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ด้วยสูตรเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ Oni – แบรนด์อุปกรณ์แต่งหน้าจากญี่ปุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อการแต่งหน้าที่สมบูรณ์แบบทุกครั้ง Mlen Diary – แบรนด์ขนตาพรีเมียม ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์ ตอบโจทย์ทุกสไตล์ โดย Konvy มีแผนที่จะเพิ่มแบรนด์สกินแคร์และเมคอัพพรีเมียมชั้นนำอีกมากมายในอนาคตเพื่อเสริม ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ใน Konvy Boutique พร้อมมอบประสบการณ์ความงามที่น่าสนใจและตรงใจลูกค้าแต่ละท่านให้สามารถทดลองผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความงามของ Konvy และเพลิดเพลินกับการแต่งหน้าแบบเฉพาะบุคคล ผู้ที่รักความงามได้สัมผัสเทรนด์ใหม่ๆ อย่างมั่นใจ จากความตั้งใจที่จะผสมผสานนวัตกรรมออนไลน์เข้ากับประสบการณ์ในการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในรูปแบบออฟไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสเทรนด์ความงามอย่างมั่นใจ หวง  กล่าวว่า “Konvy Boutique เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมวงการค้าปลีกความงามของบริษัท ด้วยการผสมผสานช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ผู้ที่รักความงามเข้าถึงผลิตภัณฑ์ เทรนด์ และเทคโนโลยีล่าสุดได้ง่าย ๆ ในที่เดียว” พร้อมเสริมว่า “เราเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจค้าปลีกความงามไม่มีที่สิ้นสุด นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางของเรา ในการนำเสนอประสบการณ์ความงามที่แปลกใหม่ ล้ำสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละท่านมากยิ่งขึ้น” บทสรุป Konvy เปิดตัว “Konvy Boutique” ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ เพื่อมอบประสบการณ์ความงามแบบอินเตอร์แอคทีฟ ให้ลูกค้าได้ทดลองผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเมคอัพระดับพรีเมียมจาก 7 แบรนด์ชั้นนำ โดยผสานนวัตกรรม O2O (Online to Offline) เชื่อมโยงแบรนด์และลูกค้า พร้อมบริการจากผู้เชี่ยวชาญด้านความงาม ‘คิงก้วย หวง’ ซีอีโอ Konvy ระบุว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมค้าปลีกความงาม ที่จะขยายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอนาคต

February 18, 2025 / 0 Comments
read more

เมื่อสิงห์ ร่วมกับ ‘วันแชมเปียนชิพ’ เวทีศิลปะการต่อสู้ที่ถ่ายทอดใน 195 ประเทศทั่วโลก กลยุทธ์สู่โกลบอลแบรนด์  

BizKet

วรวุฒิ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรกีฬาระดับโลกมากมาย เผยว่า “นับเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งที่ ‘สิงห์’ เป็นออฟฟิเชียล พาร์ทเนอร์กับ ‘วัน แชมเปียนชิพ’ องค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหนึ่งในรายการที่เผยแพร่ไปยังผู้ชมกว่า 195 ประเทศทั่วโลก เช่นเดียวกับ “สิงห์” ที่เป็นแบรนด์ของคนไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ในคุณภาพของผลิตภัณฑ์มาตลอดกว่า 90 ปี “เราเชื่อว่าการร่วมมือกันครั้งนี้ จะต่อยอดความแข็งแกร่งแบรนด์สิงห์ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย และยุโรป นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ศิลปะการต่อสู้ โดยเฉพาะมวยไทยได้เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการสร้างนักกีฬามวยไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลกเพิ่มมากขึ้น” วรวุฒิ กล่าว ล่าสุด สิงห์ เดินหน้าเป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการกับรายการกีฬา “วัน แชมเปียนชิพ” ที่นำเสนอศิลปะการต่อสู้หลากหลายรูปแบบทั้งมวยไทยการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA) คิกบ็อกซิ่ง ฯลฯ จนได้รับความนิยม โดยติดอันดับ 1 ใน 5 กีฬาต่อสู้ที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงสุดของโลก และมียอดเอนเกจเมนต์สูง รวมถึงยอดการรับชมหรือยอดวิวรวมกันหลักหมื่นล้านวิว ส่วนในไทยยังรั้งผู้นำด้วยเรตติ้งสูงสุดมายาวนาน จากการถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD สูงเป็นในช่วงนาทีทองหรือซูเปอร์ไพร์มไทม์ โดยมียอดผู้ชมเฉลี่ยถึง 13.6 ล้านคนต่อวัน จากที่ผ่านมา สิงห์ เป็นแบรนด์เครื่องดื่มแบรนด์แรก ๆ ของประเทศไทยที่ได้ให้การสนับสนุน F1 ที่เปรียบเสมือนการเปิดประตูโอกาสของสิงห์ในการทำ Sport Marketing กับพาร์ตเนอร์ระดับโลกแบบเต็มตัวกับทีม Infiniti Red Bull Racing, Scuderia Ferrari, Alfa Romeo F1 Team, Stake F1 Team KICK Saubar และยังเป็นพาร์ตเนอร์กับรายการกีฬาใหญ่ระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างเชลซี และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก หรือ MotoGP, การแข่งขันกอล์ฟรายการเก่าแก่ที่สุดรายการหนึ่งของโลกอย่าง ดิ โอเพ่น เป็นต้น ทั้งนี้ สิงห์ได้ประเดิมการเป็นออฟฟิเชียล พาร์ทเนอร์ และผู้บริโภคได้เห็นแบรนด์ในศึกใหญ่ ONE170 ไฟต์การต่อสู้แรกของปีที่ไทย ซึ่งมีดาวดัง “ตะวันฉาย VS ซุปเปอร์บอน” ขึ้นชกเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี บทสรุป  “สิงห์” จับมือ “วัน แชมเปียนชิพ” ดันแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก โดยเป็น ออฟฟิเชียล พาร์ทเนอร์ กับองค์กรศิลปะการต่อสู้ระดับโลก หวังขยายตลาดในเอเชียและยุโรป พร้อมผลักดันมวยไทยให้เป็นที่รู้จักยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สิงห์ยังเป็นพันธมิตรกับกีฬาใหญ่ระดับโลก เช่น F1, พรีเมียร์ลีกอังกฤษ, MotoGP และ The Open ล่าสุด เปิดตัวความร่วมมือในศึก ONE170 ตะวันฉาย VS ซุปเปอร์บอน ณ อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี     4o

February 18, 2025 / 0 Comments
read more

SC กับแนวคิดใหม่คอนโด สร้างประสบการณ์อยู่อาศัยทั้งของกิน/ใช้-ประกันภัย-เดินทาง เข้าถึงเจนฯY

BizKet

กนกอร หลิมกำเนิด Chief Operating Officer Property Development – High Rise บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “โครงการ ‘เรฟเฟอเรนซ์ สาทร-วงเวียนใหญ่’ นอกจากจะเป็นโครงการคอนโดมิเนียมที่มีการออกแบบทันสมัยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่แล้ว ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกบ้าน ผ่านความร่วมมือจากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อมอบความสะดวกสบายและคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ ด้าน ลูกบ้านจะได้สัมผัสกับการอยู่อาศัยที่ครบวงจร และทำให้ชีวิตในเมืองใหญ่ของลูกบ้านสะดวกสบายและเต็มไปด้วยความสุขทุกวัน” ทั้งนี้การผนึกกำลังร่วมกับ 3 พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ได้แก่  “ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต” และ “ร้านถูกและดี” ที่ให้บริการเมนูอาหารพร้อมทาน ภายใต้ชื่อ ฟู้ดแลนด์ โกรเซอรองท์ (Foodland Grocerant) มาอำนวยความสะดวกสบายแก่ลูกบ้านสอดคล้องกับแนวคิดการตอบโจทย์ Insight ของคน Gen Y อย่างแท้จริง และ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ที่มอบแผนความคุ้มครองด้านสุขภาพและอุบัติเหตุ พร้อมกับทุนประกันชีวิตให้กับลูกบ้านฟรี 2 ปี รวมทั้ง มูฟมี (MuvMi) บริการรถรับ-ส่ง ด้วยรถพลังงานไฟฟ้า ด้าน อธิพล ตีระสงกรานต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด กล่าวว่า ฟู้ดแลนด์ โกรเซอรองท์ (Foodland Grocerant) “เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด ที่ต้องการมอบสิ่งดีๆให้กับลูกบ้านโครงการ ‘เรฟเฟอเรนซ์ สาทร-วงเวียนใหญ่ ด้วยวิถีชีวิตของสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ และเวลาอันจำกัด ความสะดวกเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ฟู้ดแลนด์ขอมอบให้กับลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไป ฟู้ดแลนด์ โกรเซอรองท์ เป็นการรวมมินิฟู้ดแลนด์ และร้านอาหารถูกและดีไว้ด้วยกัน โดยคอนเซ็ปต์ยังคงเหมือนกับ   ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต คือได้ของคุณภาพ ครบ จบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ในชีวิตประจำวัน หรืออาหารปรุงสดใหม่ หลากหลายเมนูจากร้านอาหารถูกและดี  ซึ่งเป็นการเปิดให้บริการเป็นแห่งแรกที่โครงการคอนโดมิเนียม เรฟเฟอเรนซ์ สาทร-วงเวียนใหญ่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกบ้านภายในโครงการ และชุมชนใกล้เคียง ทั้งนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฟู้ดแลนด์ โกรเซอรองท์จะเป็นจุดหมายแห่งใหม่ในย่านวงเวียนใหญ่ที่ลูกค้านึกถึงในทุกๆ วัน โครงการ ‘เรฟเฟอเรนซ์ สาทร-วงเวียนใหญ่’ (Reference Sathorn – Wongwianyai) คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ 2 อาคาร ความสูง 32 ชั้น และ 51 ชั้น รวม 789 ยูนิต พร้อมพื้นที่เชิงพาณิชย์จำนวน 3 ยูนิต บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ตั้งอยู่ในซอยกรุงธนบุรี 2 ห่างจากถนนเส้นหลักเพียง 90 เมตร ประกอบด้วยห้องชุด 4 แบบ คือ ห้องแบบ Studio (24-27 ตารางเมตร), ห้องชุดแบบ 1 Bedroom (31-32 ตารางเมตร), ห้องชุดแบบ 1 Bedroom Plus (32.5-53 ตารางเมตร) และ ห้องชุดแบบ       2 Bedrooms ( 63-72 ตารางเมตร) มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ เลานจ์ส่วนตัว, ฟิตเนส, โคเวิร์คกิ้งสเปซ, สระว่ายน้ำ, ออนเซ็น  ในราคาขายเริ่มต้นเพียง 3.69 ล้านบาท โดดเด่นด้วยทำเลโครงการอยู่ใกล้ BTS สถานีวงเวียนใหญ่ เพียง 130 เมตร รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้า ไอคอนสยาม, เดอะ มอลล์ ท่าพระ และยังอยู่ใกล้สถานที่สำคัญหลายแห่งอย่าง อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวชธนบุรี, โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา,โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์,โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย,โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน,โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักเป็นต้น อีกทั้งการเชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างง่ายดายผ่านรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีทอง (สถานีกรุงธนบุรี) อีกทั้งเส้นทางการเดินทางใหม่ในอนาคตอย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ และสายสีแดงเข้ม ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตและทุกไลฟ์สไตล์สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง นอกจากนั้นยังมีการให้บริการจาก เอสซี แอสเสท ผ่านทีมบริการหลังการขาย SC Able ที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกประจำโครงการ อีกทั้งการให้บริการพิเศษ Concierge Service ที่ช่วยให้การอยู่อาศัยไร้กังวลในทุก ๆ วัน รวมถึงแอปพลิเคชัน Ruejai ที่รวมบริการและโซลูชั่นสำหรับการอยู่อาศัย ช่วยตอบโจทย์เรื่องการดูแลบำรุงรักษาห้องชุด  รวมถึงระบบ Home Automation ที่สามารถสั่งการควบคุมการเปิด-ปิดแอร์ และไฟภายในบ้าน หรือแจ้งสถานะ EV Charger รวมถึงจองใช้บริการพื้นที่ส่วนกลางผ่านแอปฯได้ทันที บทสรุป  จุดเด่นของโครงการ ‘เรฟเฟอเรนซ์ สาทร-วงเวียนใหญ่’ (Reference Sathorn – Wongwianyai) ด้วยพันธมิตรธุรกิจ ฟู้ดแลนด์ โกรเซอรองท์ ร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารถูกและดี,  อลิอันซ์ อยุธยา มอบประกันชีวิตฟรี 2 ปี, MuvMi บริการรถรับ-ส่งพลังงานไฟฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ฟิตเนส, โคเวิร์คกิ้งสเปซ, สระว่ายน้ำ, ออนเซ็น และบริการพิเศษ  SC Able & Concierge Service  ห้องชุดมี 4 แบบ Studio 24-27 ตร.ม.,  1 Bedroom 31-32 ตร.ม., 1 Bedroom Plus 32.5-53 ตร.ม.,  2 Bedrooms 63-72 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 3.69 ล้านบาท  

February 18, 2025 / 0 Comments
read more

‘นิโอ ทาร์เก็ต’ ทำสำรวจผู้บริโภคยุคใหม่ พบ 3 ปัจจัยสำคัญมีผลต่อความไว้วางใจและตัดสินใจซื้อของลูกค้า

BizKet

นิโอ ทาร์เก็ต เผยผลสำรวจองค์กรที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุด พร้อม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจและ การตัดสินใจซื้อ วรรณี ลีลาเวชบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ที่ปรึกษาการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดมีการแข่งขันสูง การสร้างชื่อเสียงองค์กรให้มีความน่าเชื่อถือ (Trust) และ สร้างตราสินค้า (แบรนด์) ให้เป็นที่ชื่นชอบ ชื่นชมในกลุ่มเป้าหมายจนสามารถครองตำแหน่งผู้นำทางการตลาดได้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยหลายองค์กรจึงจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ  โดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่น เพื่อให้เป็นตัวเลือกในของการตัดสินใจซื้อ ควบคู่ไปกับการสร้างผู้นำองค์กรให้เป็นที่รู้จัก ถึงบทบาทและวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กร การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอดจนไลฟ์สไตล์ในการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่องค์กรและแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ‘นิโอ ทาร์เก็ต’ ได้ทำการสำรวจความเห็นผู้บริโภคมาหลายปีติดต่อกัน ในปีนี้ ได้ทำการสำรวจความเห็นผู้บริโภคอีกครั้ง โดยการสำรวจดังกล่าวครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น คือ ตั้งแต่กลุ่ม Gen Z ไปจนถึง กลุ่ม Baby Boomer ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 14-78 ปี ทั่วประเทศ จำนวน 2,000 คน เป้าหมายหลัก คือ หาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างชื่อเสียงขององค์กร และ ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ รวมทั้งการตัดสินใจซื้อ  คืออะไร ผลการสำรวจพบว่า คนไทยทุก Gen กว่าร้อยละ 80 (80.87%) ต่างให้ความเห็นในแนวทางเดียวกันว่า ผู้บริหาร หรือ ผู้นำองค์กร เป็นคนที่สำคัญมากที่สุดต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ (Trust) กับองค์กร โดยผลสำรวจพบว่า บริษัทที่ได้รับความเชื่อมั่นหรือไว้วางใจมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เหตุผลสำคัญ มาจากความเชื่อมั่นในความสามารถขององค์กร มากถึงร้อยละ 22.29 รองลงมา คือความน่าเชื่อถือขององค์กร ร้อยละ 17.92 และ ร้อยละ 17.77 มีความเชื่อมั่นในผู้บริหารองค์กร ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการมากที่สุด ร้อยละ 87.80 อยู่ที่คุณภาพของสินค้า ร้อยละ 73.80 ชื่อเสียงของแบรนด์สินค้า และร้อยละ 73.19 คือเรื่องราคา อย่างไรก็ตาม  กลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มต่างให้ความเห็นว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยมากที่สุด คือ เรื่องราคาของสินค้า ที่มีราคาแพง ขณะที่รายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ปัญหาสังคมที่มีผลกระทบต่อประเทศชาติ มาจาก ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทุจริตคอร์รัปชัน  โอกาสและการพัฒนาการศึกษา และยาเสพติด ซึ่งเป็น 4 อันดับแรก ที่คนทุกกลุ่มให้ความเห็นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยกลุ่ม Gen Z ร้อยละ 51.24 และ Gen Y ร้อยละ 58.14 มองว่าปัญหาโอกาสและพัฒนาการศึกษาส่งผลกระทบต่อประเทศชาติมากที่สุด โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้ ให้ความสำคัญกับปัญหาทางไซเบอร์มากด้วยเช่นกัน ส่วนกลุ่ม Gen X และ Gen Baby Boomer มองว่าปัญหาคอร์รัปชันมีผลกระทบต่อประเทศชาติมากที่สุด วรรณี กล่าวเสริมว่า เพื่อเป็นกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวกับการให้ความสำคัญในการสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์องค์กร ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือ บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด จึงได้ร่วมกับ อินฟลูเอ็นเชี่ยลแบรนด์ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ในเอเชีย จัดงานมอบรางวัลสุดยอดแบรนด์ชั้นนำในเอเชีย 2024 Asia CEO Summit & Award Ceremony ซึ่งได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 ในประเทศสิงคโปร์ และปีที่ 7 ในประเทศไทย มอบรางวัลอินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ อะวอร์ด ประจำปี 2024 (Influential Brand Award 2024) ให้กับแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุด ต้นเดือนมีนาคมนี้ โดยรางวัลแบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ รางวัลแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากที่สุด (Top Influential Brand) มาจากผลวิจัยจากผู้บริโภค รางวัลแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจสูงสุดต่อเนื่อง (Outstanding Brand) รางวัลผู้บริหารองค์กรชั้นนำ (Top CEO) และรางวัลผู้นำดีเด่น (Outstanding Leader) “รางวัลดังกล่าวที่จัดขึ้น เป็นบทพิสูจน์ว่า ทุกองค์กร และแบรนด์ต่าง ๆ ได้ก้าวสู่ความเป็นเลิศจนสามารถมีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายได้นั้น ต้องมาจากพื้นฐานของความเป็นจริง ด้วยชื่อเสียงขององค์กร ความสามารถของผู้บริหาร และ คุณภาพของสินค้าที่เป็นจริง  ไม่ใช่เป็นเพียงการใช้กลยุทธ์การสร้างภาพ ด้วยกลยุทธ์วิธีทางการสื่อสารเท่านั้น” วรรณี กล่าวทิ้งท้าย บทสรุป  นิโอ ทาร์เก็ต เผยผลสำรวจองค์กรที่ได้รับความน่าเชื่อถือสูงสุดในไทยจากความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ (14-78 ปี จำนวน 2,000 คน) พบว่า “ผู้นำองค์กร” มีอิทธิพลสูงสุดต่อการสร้างความเชื่อมั่น (Trust) และความไว้วางใจในองค์กร โดย ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ คุณภาพสินค้า (87.80%),  ชื่อเสียงแบรนด์ (73.80%), ราคา (73.19%) Gen Z & Gen Y กังวลเรื่องการศึกษาและปัญหาทางไซเบอร์ ส่วน Gen X & Baby Boomer มองว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

February 18, 2025 / 0 Comments
read more

‘แดน บิวต์เนอร์’ นักสำรวจ National Geographic ชวนรู้จัก 5 พื้นที่โลก ‘Blue Zone’

Peace&Play

แดน บิวต์เนอร์ (Mr. Dan Buettner) หนึ่งในสมาชิกนักสำรวจของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก และยังเป็นสื่อมวลชนที่ได้รับรางวัลอีกทั้งยังเป็นผู้ดำเนินรายการและโปรดิวเซอร์ร่วมของรายการ “อยู่ถึง 100:ความลับของบลูโซน” (Live to 100: Secrets of the Blue Zones) ทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งได้รับรางวัลเอ็มมี่ถึง 3 รางวัล และยังเป็นนักเขียนที่เคยมีผลงานติดอันดับขายดีที่สุดของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ถึง 5 ครั้งด้วยกัน   บิวต์เนอร์ค้นพบพื้นที่ 5 แห่งทั่วโลกซึ่งเรียกว่า ‘บลูโซน’ โดยพื้นที่ทั้ง 5 แห่งนี้เป็นที่ที่ผู้คนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงที่สุด บทความหลายบทความของเขาเกี่ยวกับสถานที่เหล่านี้ ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารเดอะนิวยอร์กไทมส์และเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกนั้นเป็นบทความที่ได้รับความนิยมอย่างมาก   ทั้งในรูปแบบสิ่งตีพิมพ์และในรูปแบบรายการ ‘อยู่ถึง 100: ความลับของบลูโซน’ ทางเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ถึง 6 รางวัล ปัจจุบัน บิวต์เนอร์ทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ องค์กรเอกชนขนาดใหญ่ และบริษัทประกันสุขภาพเพื่อดำเนินโครงการบลูโซนทั้งในชุมชน สถานที่ทำงาน และมหาวิทยาลัย   โครงการบลูโซนเป็นโครงการด้านสุขภาวะซึ่งนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพื้นที่บลูโซนมาประยุกต์ใช้กับชุมชนต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในท้องที่นโยบายสาธารณะ และเครือข่ายทางสังคม   ปัจจุบันโครงการนี้ช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับชาวอเมริกันกว่า 5 ล้านคน ในหนังสือของเขาชื่อ ‘The Blue Zones Secrets for Living Longer’ บิวต์เนอร์ได้เล่าถึงการเดินทางกลับไปยังพื้นที่บลูโซนทั้ง 5 แห่ง คือ ซาร์ดิเนีย (อิตาลี), อิคาเรีย (กรีซ), โอกินาวา (ญี่ปุ่น), คาบสมุทรนิโคยา (คอสตาริกา) และโลมา ลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐฯ)   เพื่อตรวจสอบผู้ที่มีอายุขัยยืนยาวในพื้นที่เหล่านี้และศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งเป้าหมายของชีวิต ความเชื่อ ชุมชน เวลาพักผ่อนการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน และการรับประทานอาหารแบบแพลนท์เบสซึ่งช่วยให้ผู้คนในพื้นที่บลูโซนมีช่วงอายุขัยของชีวิตที่มีสุขภาพดียาวนานขึ้นสูงสุดถึง 10 ปี   นอกจากนี้ บิวต์เนอร์ ยังเปิดเผยพื้นที่บลูโซนแห่งใหม่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่บลูโซนที่มนุษย์สร้างขึ้นแห่งแรก ซึ่งยังไม่เคยมีการสำรวจมาก่อน และ ยังเป็นผู้ครองสถิติการขี่จักรยานทางไกล 3 รายการในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์   ในโอกาสที่  บิวต์เนอร์ เดินทางมายังประเทศไทย พร้อมแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘บลูโซน’ กับความมหัศจรรย์แห่งการใช้ชีวิตของผู้คนที่มีอายุยืนยาวและสุขภาพดีที่เขาได้พบเจอมาได้อย่างน่าสนใจ   รู้จัก ‘Blue Zone’ ทำไมคนในพื้นที่นี้ถึงมีชีวิตยืนยาว?   คำว่า ‘Blue Zone’ หรือโซนสีฟ้า หมายถึงพื้นที่ที่มีผู้คนอายุยืน และสุขภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป คือมีอายุประมาณ 90-100 ปี2 โดยมีที่มาจากการตั้งข้อสังเกตของ Dan Buettner ซึ่งเป็นนักสำรวจ นักเขียน และช่างภาพ จาก National Geographic   ในงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษากลุ่มประชากรที่มีอายุยืนทั่วโลกของ Gianni Pes และ Michel Poulain1 จึงทำให้เขาเริ่มโครงการออกเดินทางไปสำรวจวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เหล่านี้ในปี 2004 หลังจากการสำรวจที่โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ในปี 20003   ตัวอย่าง 5 เมืองใน Blue Zone ได้แก่   โอกินาวา (ญี่ปุ่น) ซาร์ดิเนีย (อิตาลี) อิคาเรีย (กรีซ) โลมา ลินดา (สหรัฐอเมริกา) นิโคยา (คอสตาริกา)   ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ มีวัฒนธรรม และพฤติกรรมที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดี และอายุยืนยาวที่คล้ายคลึงกัน เช่น การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการมีความสัมพันธ์ที่ดีทางสังคม   9 เคล็ดลับวิธีการดูแลสุขภาพแบบคนใน Blue Zone   ลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคุณ เพื่อให้มีสุขภาพดี และอายุยืนยาว ด้วยเคล็ดลับจากคนใน Blue Zone ดังนี้   1.ปรับเปลี่ยนการกินอาหาร   อาหารเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับทุกคน เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับสุขภาพโดยตรง เพื่อการกินอาหารที่สมดุล ควรลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ไข่ และนม ลดการบริโภคน้ำตาล เน้นอาหารแพลนต์เบส (Plant-Based) ผัก ผลไม้ (ยกเว้นมันฝรั่ง) และอาหารจากธรรมชาติ กินถั่วทุกวัน และเลือกกินขนมปังชนิดโฮลวีต   จากการศึกษาวิถีชีวิตของคนใน Blue Zone จะพบว่า แต่ละพื้นที่จะมีเคล็ดลับในการกินอาหารที่ต่างกัน4 ดังนี้   กินให้อิ่ม 80% : เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ชาวโอกินาวาส่วนใหญ่จะกินอาหารให้รู้สึกอิ่มแค่ 80% โดยจะเน้นไปที่อาหารจำพวกผัก ปลา และอาหารทะเล รวมถึงอาหารที่ทำมาจากถั่วเหลือง เช่น ซอสถั่วเหลือง ซุปมิโซะ เต้าหู้ เต้าเจี้ยว และถั่วหมัก อีกทั้งยังดื่มน้ำต่อวันมากกว่า 2 ลิตร ดื่มนมแพะ ชา ไวน์ : เกาะอิคาเรีย ประเทศกรีซ โดยทั่วไปชาวอิคาเรียนมักกินพืชประเภทฟัก และผักใบเขียว ที่ปลูกเองตามบ้านเรือน เน้นดื่มนมแพะมากกว่านมวัว รวมถึงยังมีการดื่มชา และไวน์สูตรเฉพาะที่อิคาเรีย เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะชอบกินน้ำผึ้งครั้งละ 1 ช้อน ในช่วงตอนเช้า และตอนเย็นด้วย ไม่กินอาหารแปรรูป : คาบสมุทรนิโคยา ประเทศคอสตาริกา คนในพื้นที่นี้นิยมกินข้าวโพด และถั่ว โดยไม่นิยมกินอาหารจำพวกแปรรูป จำกัดการกินอาหารมื้อเย็นในปริมาณน้อย โดยเป็นวัฒนธรรมการกินที่มาจากชนเผ่าตั้งแต่สมัยโบราณ อีกทั้งยังดื่มน้ำในปริมาณมาก ซึ่งน้ำในแถบนิโคยาจะมีแคลเซียมสูง จึงช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยที่มาจากกระดูกได้ กินถั่ววันละ 1 กำมือ : โลมา ลินดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ‘โลมา ลินดา’ เมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีวิถีชีวิตแบบชาวเมือง แต่กินเนื้อหมู และเนื้อวัว เฉลี่ยไม่เกินเดือนละ 2 ครั้ง หรือบางครั้งก็ไม่กินเลย มักกินอาหารที่มาจากพืช โปรตีนถั่ว ถั่วเปลือกแข็ง เช่น วอลนัท และอัลมอนด์ วันละ 1 กำมือ ไม่กินอาหารที่มีรสเค็ม และรสหวานจัดเกินไป เน้นปลาและผัก : ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี คนที่ซาร์ดิเนีย เป็นชาวเกาะที่กินอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน โดยเลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่มีขา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อปลา หรือกินสัตว์ที่มีขาน้อยที่สุด อย่างเช่น สัตว์ปีก เพราะมีความเชื่อว่า การกินเนื้อหมู และเนื้อวัว จะทำให้มีสารพิษเข้าไปในร่างกายได้ เน้นการปรุงอาหารโดยใช้น้ำมันมะกอก และน้ำมันจากถั่วเปลือกแข็ง ที่มีวิตามินอีสูง มีไขมันอิ่มตัว ที่ช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง ดื่มไวน์ Cannonau ที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์มากกว่าไวน์อื่นๆ ในมื้อเย็น โดยปริมาณที่ดื่มต่อวัน ผู้ชายจะดื่มไม่เกิน 2 แก้ว และผู้หญิงดื่มไม่เกิน 1 แก้ว รวมถึงใช้เวลากินข้าวมื้อละประมาณ 30 นาที เพื่อให้ไม่มีความเร่งรีบ และมีความสุขกับการกินมากที่สุด   2.ไม่ปล่อยให้ร่างกายอยู่เฉยๆ   การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของคนในพื้นที่Blue Zone ได้เผยให้เห็นว่า คนในพื้นที่เหล่านี้ มักมีวิถีชีวิตที่กระตือรือร้น และเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ โดยพวกเขามักทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงงานในชีวิตประจำวัน เช่น ผู้สูงอายุชาวโอกินาวาขยับร่างกายด้วยการทำสวนพืชผักสมุนไพร ชาวซาดิเนีย และชาวโลมา ลินดาที่ชอบเดินออกกำลังกายมากกว่านั่งรถ ผู้สูงอายุชาวนิโคยาที่เดินจ่ายตลาด ผ่าฟืน และทำงานบ้านในทุกวัน เป็นต้น1,2   3.รับแดดบ้าง   คนใน Blue Zone มักใช้เวลาในช่วงกลางวันอยู่กลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ พวกเขามักได้รับแสงแดดที่เพียงพอซึ่งช่วยในการผลิตวิตามินดี และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม การสัมผัสแสงแดดในระดับที่เหมาะสม เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนในพื้นที่เหล่านี้มีสุขภาพดี และอายุยืนยาว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ Dr.Greg Plotnikoff ที่ทำงานร่วมกับ Dan Buettner บอกว่า แสงแดดช่วยให้ร่างกายผลิตวิตามินดี ซึ่งมีประโยชน์ในการเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง ส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยควบคุมการเติบโตของเซลล์ หากขาดวิตามินดี อาจส่งผลให้กระดูก และฟันไม่แข็งแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงต่อการหกล้ม และกระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้สูงวัย ที่เมื่อกระดูกสะโพกหัก จะยิ่งทำให้เสียชีวิตเร็วขึ้น รวมถึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายหลายชนิด เช่น มะเร็ง ความดันเลือดสูง เบาหวาน และโรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ สำหรับผู้ป่วยโรคไต การขาดวิตามินดีอาจเร่งให้เกิดโรคหัวใจได้2   4. นอนเป็นเวลา   ผลจากการสำรวจวิถีชีวิต และพฤติกรรมการนอนของคนในพื้นที่Blue Zone พบว่า มีการนอนหลับที่มีคุณภาพ และเพียงพอ เพราะพวกเขามักมีตารางเวลานอนที่สม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ การนอนหลับที่มีคุณภาพ หมายถึงการเข้านอนตามตารางเวลาที่เหมาะสม เช่น ก่อน 4 ทุ่ม หรือไม่เกินเที่ยงคืน โดยไม่ตื่นกลางดึก และไม่ใช้ยานอนหลับ การหยุดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน 60-90 นาที และหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนหลังบ่ายสอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมการนอนหลับที่ดี และต่อเนื่องยิ่งขึ้น5   5.เลี่ยงแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่   พฤติกรรมหลักของคนในพื้นที่ Blue Zone มักมีการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และใช้สารเสพติด โดยชาวโลมา ลินดา นับถือคริสตจักรเซเวนธ์เดย์แอดเวนีทิสต์ (Seventh-day Adventist Church) ที่มีข้อห้ามด้านการกินอาหารที่เคร่งครัด จึงไม่สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์1 แต่อาจมีบางที่ อย่างอิคาเรีย และซาร์ดิเนีย ที่ดื่มไวน์เล็กน้อยในระหว่างมื้ออาหาร หรือดื่มฉลองกับเพื่อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคม และช่วยส่งเสริมสุขภาพด้านจิตใจด้วย   6.ตั้งเป้าหมายในการใช้ชีวิต    การใช้ชีวิตของคนในพื้นที่ Blue Zone มักมีเป้าหมาย และความหมายในชีวิตที่ชัดเจน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เช่น ทุกเช้าชาวโอกินาวาจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับหลักการที่เรียกว่า ‘อิคิไก’ ส่วนชาวนิโคยาเรียกว่า ‘ปลัน เด ปีดา’ หรือเป้าหมายชีวิต2 ซึ่งช่วยกระตุ้นให้พวกเขามีแรงบันดาลใจ และเป้าหมายของตัวเองตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาแต่มีความหมายของแต่ละคน   7.ใช้ชีวิตแบบ Slow Life   การศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตสโลว์ไลฟ์ของชาว Blue Zone เผยให้เห็นว่า คนในพื้นที่เหล่านี้ มักมีการดำเนินชีวิตอย่างช้าๆ และตั้งใจ ให้ความสำคัญในปัจจุบัน ทำให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และมีสุขภาพดี การให้ความสำคัญกับการผ่อนคลาย การมีเวลาอยู่กับครอบครัว และเพื่อนๆ หรือการทำกิจกรรม เช่น ผู้สูงอายุในโอกินาวามักละจากงานชั่วครู่ เพื่อมองดูท้องฟ้า ชาวซาร์ดิเนีย พื้นที่ที่นิยมเลี้ยงแกะ มักหยุดมองทุ่งหญ้าเขียวขจีจากบนพื้นที่ราบสูง หรือชาวโลมา ลินดา ที่จะใช้ช่วงเวลาสะบาโตหรือช่วงที่พระอาทิตย์ตกดินวันศุกร์ จนถึงช่วงพระอาทิตย์ตกดินในวันเสาร์ เพื่อการพักผ่อนกับครอบครัว ธรรมชาติ และพระเจ้า   8. มองโลกในแง่ดี คิดบวกเสมอ   การศึกษาพฤติกรรม และความคิดของคนใน Blue Zone เผยให้เห็นว่า พวกเขามีทัศนคติที่เป็นบวก และมองโลกในแง่ดี ซึ่งช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาว และเต็มไปด้วยความสุข ซึ่งการดูแลสุขภาพจิตของพวกเขา รวมถึงการไม่เครียด มีอารมณ์ขัน และการอยู่กับปัจจุบัน เช่น ชาวซาร์ดิเนียเป็นเจ้าแห่งอารมณ์ขัน แม้จะมีปัญหาในชีวิต พวกเขาก็สามารถมองเป็นเรื่องตลก และพบปะสังสรรค์กันในช่วงบ่าย เพื่อหัวเราะกับมุกตลกอยู่เสมอ หรือผู้สูงอายุในโอกินาวา แม้จะมีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก และความทรงจำเลวร้ายจากสงคราม แต่พวกเขามักมีทัศนคติที่จะปล่อยให้อดีตผ่านไป และมีความสุขเรียบง่ายกับปัจจุบันมากกว่า   9.อยู่ในสังคมที่ไม่ Toxic   พฤติกรรมการเข้าสังคมของคนใน Blue Zone เผยให้เห็นว่า การมีครอบครัว และเพื่อน ที่สามารถพูดคุยแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต พวกเขามักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ที่ช่วยสร้างความสุข และสุขภาพดี เช่น โอกินาวามีประเพณี ‘โมอิ’ หรือการรวมกลุ่มเพื่อพูดคุย และช่วยเหลือกัน ทั้งเรื่องการเงิน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขณะที่ชาวซาร์ดิเนียมีสถาบันครอบครัวที่แข็งแรง อาศัยอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ และให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูหลาน และเหลน ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพจิตมากขึ้นไปอีก   Alternate-X สรุปให้   Blue Zone คือพื้นที่ที่มีการบันทึกว่ามีประชากรมีอายุยืนยาว และสุขภาพดี พื้นที่เหล่านี้ ได้แก่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี อิคาเรีย ประเทศกรีซ นิโคยา ประเทศคอสตาริกา และโลมา ลินดา ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการศึกษาพบว่า คนใน Blue Zone มีลักษณะการใช้ชีวิตที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ และอายุยืนยาวเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพให้ดี และอายุยืน คือการกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี การฝึกตัวเองให้มีจิตใจที่สงบ และการตั้งเป้าหมายในชีวิต เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันได้

February 17, 2025 / 0 Comments
read more

‘คลองฟูนันเตโช’ ส่อแววล่ม แม้นายกฯกัมพูชายันไร้ปัญหาเรื่องเงินกับจีน แต่เริ่มก่อสร้าง 3 เดือนไร้คืบ

BizKet

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ปฏิเสธรายงานข่าวจากสื่อต่างประเทศที่ระบุว่า โครงการเมกะโปรเจกต์คลองฟูนันเตโช ซึ่งกัมพูชาร่วมทุนกับจีน และเริ่มการก่อสร้างไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว กำลังเผชิญปัญหาการเงินจากการที่รัฐบาลจีนลดขนาดการลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในจีนที่อ่อนแอลง แม้กัมพูชาจะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน ฮุน มาเนต ระบุว่า โครงการนี้ไม่มีอะไรที่จะขัดขวางการดำเนินงานได้ และรัฐบาลของเขากำลังดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยปฏิบัติตามคำสั่งที่ชัดเจนเพื่อจำกัดผลกระทบต่อประชาชนในระดับรากหญ้า กัมพูชายังมีหุ้นส่วนสำรองหลายรายที่พร้อมจะช่วยดูแล หากโครงการใดล้มเหลว พร้อมทั้งยืนยันว่ากลุ่มทำงานยังคงดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน คำกล่าวของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต สอดคล้องกับคำยืนยันของรองนายกรัฐมนตรีซุน จันทอล ประธานคณะกรรมาธิการพิเศษโครงการก่อสร้างคลองฟูนันเตโช ซึ่งกล่าวว่าโครงการยังคงดำเนินไปตามแผน และได้ปฏิเสธรายงานจากสื่อต่างประเทศที่ระบุว่าโครงการล่าช้าเนื่องจากปัญหาทางการเงินของจีน โครงการคลองฟูนันเตโชมีแผนจะเริ่มเปิดใช้งานในช่วงต้นปี 2028 โดยมีงบการลงทุนมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 58,000 ล้านบาท คิดเป็น 4% ของจีดีพีกัมพูชา โดยในตอนแรกรัฐบาลกัมพูชาประกาศว่าจีนจะเป็นผู้ช่วยเหลือการลงทุนทั้งหมด แต่ภายหลังมีการแก้ไขเป็นจีนจะออกเงินช่วยเหลือ 49% และบริษัทต่าง ๆ ของกัมพูชาจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เหลือ 51% แม้โครงการเริ่มต้นด้วยพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แต่ความคืบหน้าในโครงการต่างๆ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยเฉพาะสถานที่จัดพิธีที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง และมีการรายงานถึงปัญหาด้านเงินทุนที่ไม่ตรงกันระหว่างจีนและกัมพูชา รวมถึงความกังวลของจีนที่มีต่อโครงการนี้ ก่อนหน้านี้ รอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ซบเซา รัฐบาลจีนได้ลดขนาดการลงทุนในต่างประเทศลง แม้ในประเทศที่จีนมองว่าเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เช่น กัมพูชา ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ากัมพูชามีหนี้สินกับจีนถึงหนึ่งในสามของหนี้ทั้งหมด คาดว่าในปี 2026 จีนจะระดมทุนให้กับกัมพูชาน้อยลง โดยลดจาก 240 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 เหลือเพียง 35 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ ซึ่งในครึ่งแรกของปี 2024 กัมพูชายังไม่ได้รับเงินกู้ใหม่จากจีนเลย สำหรับโครงการคลองฟูนันเตโชถือเป็นเมกะโปรเจกต์สำคัญที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนตต้องการผลักดัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากแม่น้ำโขงผ่านกรุงพนมเปญไปยังอ่าวไทย ลดการพึ่งพาการขนส่งทางทะเลจากเวียดนาม คลองนี้จะมีความกว้าง 100 เมตร ลึก 5.4 เมตร และยาว 180 กิโลเมตร คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้ถึง 16% โครงการนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2024 ด้วยพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยตรงกับวันคล้ายวันเกิดของฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ผู้ริเริ่มโครงการนี้และถูกสานต่อมาในรัฐบาลรุ่นลูก   บทสรุป  นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ปฏิเสธข่าวโครงการ คลองฟูนันเตโช เผชิญปัญหาด้านเงินทุน ยืนยันยังดำเนินตามแผน กัมพูชามีแผนสำรองหากเกิดปัญหา โครงการมูลค่า 1,700 ล้านดอลลาร์ มุ่งเชื่อม แม่น้ำโขง-พนมเปญ-อ่าวไทย ลดพึ่งพาการขนส่งผ่านเวียดนาม อย่างไรก็ตาม จีนลดการลงทุนในกัมพูชา ซึ่งอาจกระทบความคืบหน้าโครงการ     4o

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

Ralph Lauren ครองตลาดแบรนด์หรูในจีน โตสวนทางไฮเอนด์ สะท้อนคนแผ่นดินใหญ่นิยม Quiet Luxury

BizKet

ในช่วงเวลาที่ตลาดสินค้าหรูหราในจีนกำลังซบเซา แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง ‘LVMH’ และ ‘Kering’ ต่างต้องเผชิญกับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปของชาวจีน แต่ในท่ามกลางกระแสนี้ กลับมีหนึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นและสวนทางกับกระแสความท้าทายเหล่านั้น นั่นคือ ‘Ralph Lauren’ แบรนด์หรูจากสหรัฐฯ ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแดนมังกร เมื่อไม่นานมานี้ Ralph Lauren รายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2025 โดยมียอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10% และภูมิภาคเอเชียเป็นผู้นำการเติบโต ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 11% แม้รายได้จากจีนยังคงเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อย (ประมาณ 8% ของยอดขายทั้งหมด) แต่แบรนด์มองว่านี่คือก้าวแรกที่สำคัญสำหรับการขยายตลาดในประเทศนี้ นีล ซอนเดอร์ส กรรมการผู้จัดการของ GlobalData Retail ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ralph Lauren ยังคงครองใจผู้บริโภคในจีนได้ นั่นคือ ‘ความเรียบหรูและความคลาสสิก’ ที่แตกต่างจากแบรนด์สินค้าหรูหราทั่วไป ในยุคที่ชาวจีนบางส่วนเริ่มลดความสนใจในสินค้าหรูที่แสดงถึงความมั่งคั่งเกินจำเป็น Ralph Lauren กลับนำเสนอสไตล์ที่ไม่โอ้อวด แต่ยังคงสะท้อนถึงคุณภาพและความคงทน ซึ่งตรงกับความต้องการของตลาด มาร์ติน โรล นักยุทธศาสตร์ธุรกิจจาก McKinsey อธิบายเพิ่มเติมว่า แนวคิด ‘วิถีชีวิตแบบอเมริกันคลาสสิก’ ของแบรนด์นี้ สอดรับกับความสนใจของผู้บริโภคชาวจีนที่กำลังมองหาความหรูหราที่ประณีตและยั่งยืน คุณภาพและประวัติศาสตร์ของแบรนด์กลายเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่าง และทำให้แบรนด์สามารถยืนหยัดในตลาดจีนได้อย่างมั่นคง Ralph Lauren ไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเสนอสินค้าคลาสสิก แต่ยังใช้กลยุทธ์ Omnichannel อย่างชาญฉลาดในการเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยม เช่น Tmall, JD.com และ WeChat รวมถึงการเปิดร้านป๊อปอัปเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า อีกทั้งยังเจาะกลุ่ม Gen Z ชาวจีน ที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าหรูผ่านช่องทางดิจิทัล นอกจากนี้ การเน้นความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสำเร็จ Ralph Lauren สื่อสารถึงความมุ่งมั่นในการรักษ์โลกอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับความสนใจของผู้บริโภครุ่นใหม่ในจีน ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการเลือกใช้สินค้าที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้ Ralph Lauren จะสามารถฝ่ากระแสและทำตลาดได้อย่างแข็งแกร่งในจีน แต่อนาคตยังคงมีความท้าทายรออยู่ ทั้งเรื่องภาษีศุลกากรและกระแสชาตินิยมในจีน ที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม นี่คือบทพิสูจน์สำคัญว่า Ralph Lauren สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ และจะรักษาความนิยมในตลาดจีนได้อย่างยั่งยืนแค่ไหน บทสรุป  ในขณะที่ตลาดสินค้าหรูในจีนซบเซา Ralph Lauren กลับเติบโตสวนทาง ด้วยยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10% และในเอเชียเพิ่มขึ้น 11% ปัจจัยสำคัญคือสไตล์ เรียบหรู คลาสสิก และยั่งยืน ซึ่งตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคจีนที่เปลี่ยนไป แบรนด์ใช้กลยุทธ์ Omnichannel และเน้นความยั่งยืนเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z อย่างไรก็ตาม ยังต้องเผชิญความท้าทายจากภาษีและกระแสชาตินิยมในจีน

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

เปิดจดหมายปู่บัฟเฟตต์ ตั้งใจบริจาค 1.1 พันล้านดอลลาร์ สานต่อการกุศล ไม่หวังลูกหลานบริหารความรวยต่อ

BizKet

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลกและผู้ก่อตั้งบริษัทเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) แสดงจุดยืนของเขาในฐานะที่มีแนวคิดต่างจากมหาเศรษฐีทั่วไปอีกครั้ง โดยการยืนยันว่าจะไม่ส่งต่อทรัพย์สินที่มีอยู่มหาศาลให้กับลูกหลานทายาท แต่เลือกที่จะบริจาคให้การกุศลแทน พร้อมแต่งตั้งดูแลทรัพย์สินอิสระ 3 คน เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินของเขาจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด   ในจดหมายของบัฟเฟตต์ ที่เขียนถึงกลุ่มผู้ถือหุ้น นักลงทุนระดับตำนาน วัย 94 ปี ได้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ของชีวิตเขาในช่วงบั้นปลาย โดยกล่าวว่า ครั้งหนึ่งที่เขาหวังว่าภรรยาคนแรกของเขาจะมีชีวิตยืนยาวกว่าและตัดสินใจเรื่องการกระจายทรัพย์สินหลังจากเขาจากไป “เวลาชนะเสมอ แต่สำหรับเขามักจะไม่แน่นอน แน่นอนว่ามันไม่ยุติธรรมและโหดร้ายมาก บางครั้งถึงขั้นจบชีวิตตั้งแต่แรกเกิดหรือหลังจากนั้นไม่นาน ในขณะที่บางคนก็ต้องรอเป็นศตวรรษก่อนเวลาที่พลัดพรากจะมาเยี่ยมเยียน”  ในจดหมายที่มีความยาวเกือบ 1,300 คำ บัฟเฟตต์กล่าวว่าเขาหวังว่าลูกๆ ทั้งสามของเขา ได้แก่ ซูซี ฮาวเวิร์ด และปีเตอร์ บัฟเฟตต์ ซึ่งมีอายุ 71, 69 และ 66 ปี จะมีชีวิตอยู่นานพอที่จะตัดสินใจได้ว่าทรัพย์สมบัติของพ่อของพวกเขาจะบริจาคให้กับองค์กรการกุศลใด เมื่อบัฟเฟตต์เสียชีวิต พวกเขาจะได้รับมอบหมายให้ การตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติของพ่ออย่างไร “ผมไว้ใจลูกทั้ง 3 อย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับคนรุ่นต่อไป ผมไม่อาจคาดเดาความสามารถและความซื่อสัตย์ในการบริหารทรัพย์สินได้”  บัฟเฟตต์ วางแผนไว้ว่า หากในกรณีที่ลูกๆ ทั้งสามคนของเขา ไม่สามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ หรือไม่สามารถดูแลทรัพย์สินของเขาตามเจตนารมณ์ได้ เขาได้แต่งตั้งผู้ดูแลทรัพย์สินที่อาจสืบทอดตำแหน่งอีก 3 คน (กองทรัสตี้ 3 คน)  แต่ไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร ในจดหมายบัฟเฟตต์ยังระบุอีกว่า  เขาจะเปลี่ยนหุ้น Class A จำนวน 1,600 หุ้นของบริษัทให้เป็นหุ้น Class B จำนวน 2.4 ล้านหุ้น ซึ่งมีสิทธิในการลงคะแนนน้อยกว่า โดย 1.5 ล้านหุ้นจะถูกบริจาคให้กับมูลนิธิซูซาน ทอมป์สัน บัฟเฟตต์ ซึ่งตั้งชื่อตามภรรยาคนแรกของเขาที่เสียชีวิต และอีก 300,000 หุ้นจะถูกแบ่งให้กับสามมูลนิธิที่บริหารโดยลูกๆ ทั้ง 3 คน รวมมูลค่าเกือบ 1.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 41,500 ล้านบาท)  “อายุขัยของลูกๆ ของผมลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2006 ผมไม่เคยต้องการสร้างอาณาจักรความมั่งคั่งหรือแผนการใดๆ ที่ยาวไปเกินลูกๆ ของผม” บัฟเฟตต์ ระบุในจดหมายว่า หากในวันที่เขาลาโลกและลูกๆ ยังคงมีความสามารถในการจัดการทรัพย์สิน เขาตั้งใจให้ลูกๆ กระจายหุ้น Berkshire ทั้งหมดของเขาซึ่งคิดเป็น 99.5% ไปในการบริจาคด้านการกุศลตามองค์กรต่างๆ “ผมไม่เคยต้องการสร้างอาณาจักรความมั่งคงหรือดำเนินการตามแผนเพื่อความร่ำรวยใดๆ ที่จะขยายออกไปไกลเกินกว่าลูกๆของผมจะบริหารได้” ทั้งนี้ ตามรายงานของฟอส์บส์ระบุว่า ตลอดชีวิตของบัฟเฟตต์ น่าจะมหาเศรษฐีเป็นผู้ใจบุญมากที่สุดตลอดกาล โดยเขาได้บริจาคเงินมากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ ตลอดชีวิตของเขา จากการประเมินของฟอส์บส์ บัฟเฟตต์เป็นมหาเศรษฐีที่มีความร่ำรวยสุทธิราว 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก บทสรุป  วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลกประกาศว่าจะไม่ส่งมรดกให้ลูกหลาน แต่จะบริจาคทรัพย์สินให้กับองค์กรการกุศล พร้อมตั้งผู้ดูแลทรัพย์สิน 3 คนเพื่อให้แน่ใจว่าทรัพย์สินจะถูกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาหวังว่าลูกๆ ของเขาจะตัดสินใจการบริจาคอย่างมีเอกฉันท์ หากลูกๆ ไม่สามารถทำได้ เขาจะมอบหมายให้ผู้ดูแลทรัพย์สินแทน โดยให้บริจาคหุ้น Berkshire 99.5% ให้กับองค์กรการกุศล เมื่อเขาเสียชีวิต บัฟเฟตต์บริจาคเงินกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ให้กับการกุศลตลอดชีวิต

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

ลุ้นเข้าไทย! Skoda รถสัญชาติเช็ก โผล่วิ่งทดสอบในไทย หลังโรงงานในเวียดนามเริ่มผลิต เล็งเจาะขายอาเซียน

BizKet

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งได้โพสต์ภาพและข้อความในกลุ่ม EV Club Thailand Group หลังพบรถยนต์แบรนด์ใหม่ไม่คุ้นเคย ติดป้ายทะเบียนรถทดสอบ กำลังวิ่งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ มีผู้แสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ระบุว่ารถยนต์ดังกล่าวคือ Skoda แบรนด์รถยนต์จากสาธารณรัฐเช็ก รุ่นที่กำลังทดสอบคือ Skoda Superb รถเก๋ง 4 ประตู D-segment ที่มีขนาดใกล้เคียงกับ Toyota Camry หรือ Honda Accord   หาก Skoda เข้าสู่ตลาดไทยจริง คาดว่าจะดำเนินการผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Audi ซึ่งอยู่ในเครือ Volkswagen Group   ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีรายงานข่าวจากสื่อเวียดนามว่า Skoda Auto เตรียมเปิดโรงงานผลิตแห่งแรกในเวียดนาม เพื่อรองรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดกวางนิญทางภาคเหนือของเวียดนาม ซึ่งสร้างเสร็จแล้ว 90% และเริ่มทดลองใช้งานบางส่วนในเดือนพฤษภาคม คาดว่าโรงงานขนาด 36.5 เฮกตาร์แห่งนี้จะมีกำลังการผลิตสูงถึง 120,000 คันต่อปี โดยการประกอบรถยนต์จะเริ่มในช่วงปลายปี 2024 และวางจำหน่ายในปี 2025   ในช่วงแรก โรงงานจะผลิตรถซีดานและ SUV ระดับ B ก่อนขยายสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรุกตลาดอาเซียน Skoda เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเวียดนามเมื่อกันยายน 2023 และตั้งเป้าขยายตัวแทนจำหน่ายเป็น 20 รายภายในปี 2025 และ 30 รายภายในปี 2028 พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีละ 40,000 คันในปี 2030 โดยมองว่าเวียดนามเป็นประตูสำคัญสู่ภูมิภาคอาเซียน อนึ่ง ก่อนหน้า Skoda เคยทำตลาดในไทยโดยมีดีลเลอร์ผู้จัดจำหน่ายคือ ยนตรกิจ เมื่อหลายสิบปีก่อนจะออกจากตลาดประเทศไทยไป ที่มาเพจกลุ่ม EV Club Thailand Group บทสรุป  ผู้ใช้เฟซบุ๊กในกลุ่ม EV Club Thailand ได้โพสต์ภาพรถทดสอบที่คาดว่าเป็น Skoda Superb ในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับ Toyota Camry และ Honda Accord หาก Skoda เข้าสู่ตลาดไทยจะผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Audi ในกลุ่ม Volkswagen Group ก่อนหน้านี้ Skoda เตรียมเปิดโรงงานในเวียดนามเพื่อรองรับตลาดอาเซียน โดยเริ่มผลิตรถในปลายปี 2024 และมีกำหนดจำหน่ายในปี 2025 พร้อมตั้งเป้าขยายตัวแทนจำหน่ายในภูมิภาคนี้

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

อินโดบอกปัดแผนลงทุนจากแอปเปิล ระบุน้อยไปเมื่อเทียบไทย-เวียดนาม

BizKet

รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซียเผยว่า ข้อเสนอการลงทุนมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์จาก Apple ยังไม่เพียงพอที่จะยกเลิกคำสั่งห้ามขาย iPhone 16 ในประเทศ หลังบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศอย่างน้อย 40% ซึ่งบังคับใช้กับสมาร์ทโฟนทุกแบรนด์ รวมถึง Google   Apple ยื่นข้อเสนอเงินลงทุนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้รัฐบาลทบทวนคำสั่งแบน แต่รัฐมนตรีอากัส กุมิวัง ระบุว่าข้อเสนอนี้ “ไม่เป็นธรรม” เมื่อเทียบกับการลงทุนในไทยและเวียดนาม หรือคู่แข่งอย่าง Samsung และ Xiaomi ที่ลงทุนในอินโดนีเซียถึง 8 ล้านล้านและ 55 ล้านล้านรูเปียห์ตามลำดับ   Apple เคยให้คำมั่นลงทุน 1.7 ล้านล้านรูเปียห์ โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 1.5 ล้านล้านรูเปียห์ แต่ยังเหลืออีก 10 ล้านดอลลาร์ที่ต้องส่งมอบตามสัญญาเดิม และต้องปรับแผนลงทุนเพิ่มสำหรับปี 2567-2570   ทั้งนี้ อินโดนีเซียมีมาตรการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศมาโดยตลอด เช่น บังคับให้ TikTok แยกฟีเจอร์ช็อปปิ้งออกเพื่อปกป้องค้าปลีกจากสินค้าจีน   ตลาดอินโดนีเซียเป็นที่จับตามองของบริษัทยักษ์ใหญ่ ด้วยประชากรหนุ่มสาวและผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนกว่า 350 ล้านเครื่อง การเจาะตลาดระยะยาวในประเทศที่กำลังเติบโตนี้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับ Big Tech ทั่วโลก บทสรุป  รัฐบาลอินโดนีเซียปฏิเสธข้อเสนอการลงทุน 100 ล้านดอลลาร์จาก Apple เพื่อยกเลิกคำสั่งห้ามขาย iPhone 16 เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40% ซึ่งบังคับใช้กับทุกแบรนด์ เช่น Google โดยรัฐมนตรีอากัส กุมิวังชี้ว่า ข้อเสนอนี้ “ไม่เป็นธรรม” เมื่อเทียบกับการลงทุนของคู่แข่งอย่าง Samsung และ Xiaomi Apple เคยให้คำมั่นลงทุน 1.7 ล้านล้านรูเปียห์ และยังต้องปรับแผนลงทุนเพิ่มเติมในปี 2567-2570 อินโดนีเซียมีมาตรการปกป้องเศรษฐกิจในประเทศอย่างเข้มงวด

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

ถ้าลำไส้ดี สุขภาพของเราก็ดีไปด้วย  อย่าปล่อยให้สาย เช็คก่อน รู้ก่อน เป็น ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ 

Peace&Play

ข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์  พบว่าทุกวันนี้มีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เฉลี่ย 15 คนต่อวันหรือปีละกว่า 5,476 คน และมีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นถึงปีละ 15,000 คน  จากตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงความอันตรายของ ‘มะเร็งลำไส้ใหญ่’ โรคร้ายที่มักเจอตอนที่มีอาการหนักแล้ว เพราะบ่อยครั้งที่กว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว ก้อนเนื้อในลำไส้ก็ใหญ่มากจนทำให้ระบบขับถ่ายมีปัญหา ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นอุจจาระเป็นเลือด  พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.วิมุต ได้เล่าถึงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พร้อมแนะนำการปรับไลฟ์สไตล์เพื่อป้องกันโรคง่าย ๆ และย้ำเตือนถึงความสำคัญในการตรวจคัดกรองเพื่อหาสัญญาณของโรคก่อนพบเนื้อร้ายในวันที่สาย 4 ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer) เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์ในลำไส้ ทำให้เกิดติ่งเนื้อเล็ก ๆ ที่โตขึ้นจนทำให้ลำไส้ตีบ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายผิดปกติ โดยมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค  พันธุกรรม เพราะหากคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อหรือแม่ มีประวัติเป็นมะเร็งลำไส้ เราจะเสี่ยงเป็นเช่นเดียวกัน  อายุ แน่นอนว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้น  อาหารและไลฟ์สไตล์ เช่น ชอบกินอาหารแปรรูปบ่อย ๆ ไม่กินอาหารที่มีกากใย ไม่ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ซึ่งเสี่ยงทำให้ท้องผูก รวมถึงพฤติกรรมอย่างการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้  ผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease – IBD) ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่เช่นกัน ถ่ายเป็นเลือด สัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ทำให้ขับถ่ายผิดปกติ ดังนั้นอาการที่สังเกตได้ชัด ได้แก่ ท้องผูกสลับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลงหรือเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายกระสุน ถ่ายเป็นเลือดเนื่องจากก้อนมะเร็งเกิดแผลและมีเลือดออก นอกจากนี้ยังมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด คล้ายกับอาการของมะเร็งอื่น ๆ ร่วมด้วย พญ.สาวินี จิริยะสิน เล่าต่อว่า “สิ่งที่น่ากังวลคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะแรกจะไม่แสดงอาการเลย กว่าเราจะรู้ตัวก็มักจะมีอาการหนัก เพราะก้อนเนื้อในลำไส้โตมากแล้ว หัวใจสำคัญในการป้องกันคือควรมาตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะในผู้ที่อายุ 45 ปีขึ้นไป” ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ตรวจคัดกรองมะเร็งได้แม่นยำที่สุด ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่หลายวิธี ได้แก่ การตรวจเม็ดเลือดแดงแฝงในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test – FOBT) การตรวจเลือดหาค่าบ่งชี้มะเร็งลำไส้ CEA (Carcinoembryonic Antigen) และการตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography) แต่ทุกวิธีอาจมีความไวและความจำเพาะไม่มากพอที่จะตรวจหาติ่งเนื้อขนาดเล็กในลำไส้ใหญ่  หรือหากตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบติ่งเนื้อก็จำเป็นต้องส่องกล้องเพื่อตัดออกอยู่ดี  ดังนั้นการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบันคือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพราะตรวจเจอติ่งเนื้อขนาดเล็กได้ และถ้าเจอติ่งเนื้อก็สามารถตัดออกได้ทันที  เตรียมตัวอย่างไรก่อนส่องกล้อง พญ.สาวินี จิริยะสิน อธิบายเสริม “คนส่วนมากเวลาได้ยินถึงการส่องกล้องก็จะกังวลว่ามันจะเจ็บและอันตราย แต่จริง ๆ แล้วการส่องกล้องลำไส้ใหญ่นั้นปลอดภัยมาก ใช้เวลาไม่นาน ความเสี่ยงต่ำ และแม่นยำที่สุด การเตรียมตัวก่อนการส่องกล้องก็ไม่ยุ่งยาก แค่งดอาหารที่มีไฟเบอร์จำพวกผัก ผลไม้ ธัญพืช ทานยาระบาย และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อล้างลำไส้ใหญ่ เวลาตรวจก็มีการให้ยาระงับความรู้สึกทำให้ไม่เจ็บ และไม่รู้สึกตัวขณะที่ส่องกล้อง  หลังส่องกล้องอาจมีอาการแน่นท้องได้ เนื่องจากมีการเป่าลมเข้าไประหว่างส่องกล้อง ซึ่งอาการจะหายเองภายใน 24 ชั่วโมง การตรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที ระหว่างการตรวจหากพบติ่งเนื้อระหว่างการตรวจ แพทย์สามารถตัดออกและนำไปวินิจฉัยต่อได้ทันที เครื่องมือทางการแพทย์ปัจจุบันมีความทันสมัย อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการส่องกล้องไม่น่ากลัว ไม่เจ็บ และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง” ป้องกันก่อนเป็นทะเร็งลำใส้ใหญ่ “มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคอันตรายที่สังเกตได้ยาก เพราะกว่าจะมีอาการก้อนเนื้อมะเร็งก็โตมากแล้ว ส่วนคนที่อยากลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับไลฟ์สไตล์ เริ่มจากทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น งดอาหารแปรรูปซึ่งอาจมีสารก่อมะเร็ง หันมาออกกำลังกายและทำกิจกรรมที่เพิ่มการเคลื่อนไหวของร่างกาย รวมถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ และที่สำคัญต้องมาตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ”  ส่วนใครที่อายุ 45 ปีขึ้นไป ก็ควรมาตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่แม้จะยังไม่มีอาการ หากปกติแนะนำตรวจคัดกรองทุก 10 ปี สำหรับคนที่มีญาติสายตรงลำดับหนึ่ง เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง เป็นโรคนี้ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยแนะนำมาส่องกล้องตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือ 10 ปีก่อนหน้าที่ญาติอายุน้อยที่สุดได้รับการวินิจฉัย เช่น ถ้าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อายุ 45 ปี ลูกควรส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ตอนอายุ 35 ปี  อยากย้ำว่าส่องกล้องไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และการพบเจอโรคได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็จะได้รักษาทันก่อนจะสายเกินแก้” พญ.สาวินี จิริยะสิน กล่าว ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 5 หรือโทรนัดหมาย 02-079-0054 เวลา 8.00-20.00 น. หรือใช้บริการ Telemedicine ปรึกษาแพทย์ออนไลน์ผ่าน ViMUT App คลิก https://bit.ly/372qexX   บทสรุป  มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคร้ายที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงในไทย โดยเฉลี่ย 15 คนต่อวัน หรือ 5,476 คนต่อปี การตรวจคัดกรองเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการเกิดโรค เนื่องจากอาการมักปรากฏเมื่อก้อนมะเร็งโตมากแล้ว ปัจจัยเสี่ยงประกอบด้วยพันธุกรรม, อายุ, ไลฟ์สไตล์ และโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการตรวจพบมะเร็งและติ่งเนื้อ การปรับพฤติกรรม เช่น การทานผักผลไม้, ออกกำลังกาย, และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

ชวนไปเที่ยว ‘ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ’ ญี่ปุ่น ขยายโซน ‘SUPER NINTENDO WORLD (TM)’ ธีมดองกิแห่งแรกของโลก

Peace&Play

ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน  (Universal Studios Japan) ภายใต้การบริหารโดยบริษัท ยูเอสเจ แอลแอลซี (USJ LLC) กำลังขยายโซนซูเปอร์ นินเทนโด เวิลด์ (SUPER NINTENDO WORLD) โซนยอดนิยมที่มีผู้มาเยือนมากมายในทุกวัน นับแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2564  ล่าสุดได้เพิ่มพื้นที่ ‘ดองกีคอง คันทรี’ (Donkey Kong Country) ซึ่งเป็นพื้นที่ธีมดองกีคองแห่งแรกของโลก โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันพุธที่ 11 ธันวาคม 2567  เพื่อยกระดับและเพิ่มพูนคุณค่าเชิงประสบการณ์ของ SUPER NINTENDO WORLD ซึ่งการเพิ่มพื้นที่ใหม่นี้จะทำให้ SUPER NINTENDO WORLD มีพื้นที่เพิ่มขึ้นถึง 70% จากขนาดปัจจุบัน ด้วยพื้นที่ใหม่หมดจดที่จะมอบประสบการณ์ใหม่ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งเสริมประสบการณ์ของผู้มาเยือนไปสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าเดิม เครื่องเล่น  เผยโฉมภายใน ‘วิหารทองคำ’ อันโอ่อ่า ด้วยคุณภาพอันน่าทึ่ง วิหารทองคำ (The Golden Temple) คือสิ่งก่อสร้างส่องประกายแวววาวที่ตั้งอยู่ในส่วนลึกที่สุดของป่าทึบ โดยปรากฏอยู่ในด่านหนึ่งของเกมดองกีคอง เมื่อก้าวเข้าไปภายในวิหารทองคำแล้ว ผู้มาเยือนจะรู้สึกราวกับว่าได้ก้าวเข้าสู่โลกของดองกีคอง และทั่วสรรพางค์กายจะได้สัมผัสบรรยากาศของซากปรักหักพังอันลึกลับ นอกจากนี้ ภายในวิหารทองคำยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ผู้มาเยือนรู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน พื้นที่อันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งนี้ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสกับความตื่นเต้นของเครื่องเล่นก่อนที่จะได้ขึ้นเครื่องเล่นเสียอีก ความคิดเห็นจากแดเนียล กรีเออร์ (Daniel Greer) โปรดิวเซอร์ของยูนิเวอร์แซล ครีเอทีฟ (Universal Creative) “ในพื้นที่ Donkey Kong Country ผู้มาเยือนสามารถดื่มด่ำไปกับทิวทัศน์ป่าเขตร้อนอันอุดมสมบูรณ์แบบที่เห็นในซีรีส์วิดีโอเกมยอดนิยม และได้สำรวจสถานที่สมจริงที่ตั้งอยู่ในป่าลึก ซึ่งรวมถึงวิหารทองคำ นอกจากนั้นยังมีเครื่องเล่นใหม่อย่างไมน์คาร์ต แมดเนส (Mine Cart Madness) ซึ่งเป็นรถไฟเหาะแบบใหม่สุดสร้างสรรค์ที่ไม่ยึดติดกับแนวคิดเดิม ๆ และจะมอบประสบการณ์เหนือความคาดหมายที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนกระโดดข้ามช่องว่าง เราตั้งตารอต้อนรับผู้มาเยือนให้มาร่วม ‘PLAY WILD!’ ผ่านประสบการณ์สุดตื่นเต้นเร้าใจที่จะกระตุ้นทั้งการมองเห็นและสัญชาตญาณของคุณ” ผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ สัมผัสประสบการณ์สุดตื่นเต้นเหนือความคาดหมายไปกับรถไฟเหาะเจนเนอเรชันใหม่สุดล้ำ ‘MINE CART MADNESS’ เครื่องเล่นและพื้นที่สำหรับขึ้นเครื่องเล่น ‘Mine Cart Madness’ ซึ่งเป็นเครื่องเล่นใหม่สุดสร้างสรรค์ที่แหวกแนวคิดเดิม ๆ ได้เผยโฉมให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส เครื่องเล่นนี้เป็นรถไฟเหาะแบบใหม่ที่ตื่นเต้นเร้าใจ พร้อมปลุกเร้าสัญชาตญาณทั้งทางร่างกายและการมองเห็นของผู้มาเยือน เครื่องเล่นนี้ได้รับการพัฒนาด้วยความร่วมมือจากทีมงานสร้างสรรค์ของนินเทนโด ซึ่งรวมถึงชิเงรุ มิยาโมโตะ (Shigeru Miyamoto) กรรมการตัวแทนและนักวิจัย บริษัทนินเทนโด ผู้มาเยือนจะกระโดดขึ้นเครื่องเล่นและพุ่งทะยานผ่านป่าเพื่อช่วยดองกีคองและดิดดีคอง (Diddy Kong) ปกป้องกล้วยทองคำที่ใคร ๆ ก็ต้องการให้พ้นจากเงื้อมมือของชนเผ่าติกิตัก (Tiki Tak Tribe) ระหว่างนั่งรถไฟเหาะสำหรับครอบครัวที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งมีระบบเครื่องเล่นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และการออกแบบรถไฟเหาะที่โดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยจะพาผู้โดยสารไปสัมผัสกับการผจญภัยสุดตื่นเต้นด้วยการเคลื่อนที่ที่จะทำให้อ้าปากค้าง ทั้งความรู้สึกเหมือนถูกยิงออกจากถังไม้แบบในเกม การกระโดดข้ามช่องว่างขณะเร่งความเร็วไปตามรางที่โยกเยก และอีกมากมาย ดองกีคอง เป็นซีรีส์วิดีโอเกมที่สร้างสรรค์โดยนินเทนโด ภายใต้การนำของชิเงรุ มิยาโมโตะ กรรมการตัวแทนและนักวิจัย บริษัทนินเทนโด โดยเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกมาหลายรุ่นแล้ว ‘DONKEY KONG COUNTRY’ พร้อมนำเสนอเครื่องเล่นสุดล้ำสมัยพร้อมเซอร์ไพรส์เหนือความคาดหมาย ซึ่งรวมถึงอาหารและการชอปปิง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ครอบคลุมอันถือเป็นการเดินทางครั้งใหม่สำหรับ Universal Studios Japan โดยข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ใหม่และประสบการณ์มากมายที่รอคอยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสนั้น จะมีการประกาศก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับนักเดินทาง/นักท่องเที่ยวสายตะลุยโลกแฟนตาซีมหัศจรรย์ หากพร้อมแล้วที่จะไปเพลิดเพลินไปกับโลกของ ‘Donkey Kong’ ได้อย่างง่ายดายได้ด้วยตั๋วพิเศษใหม่! และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการขยายตัวของ SUPER NINTENDO WORLD ขณะนี้มีการจำหน่ายตั๋ว ‘Universal Express Pass: Donkey Kong Special’ ซึ่งรวมถึงเครื่องเล่นยอดนิยมที่สุด ที่สำคัญยังเพลิดเพลินไปช่วงเวลารอที่สั้นลง สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ล่าสุด ข้อมูลตั๋ว: รวมถึงเครื่องเล่นใหม่ ‘Mine Cart Madness’ และตัวเลือกจากรายการต่อไปนี้เลือกหนึ่งสิทธิประโยชน์จากสามตัวเลือกต่อไปนี้: รูปถ่ายรถ Mine Cart Madness รูปภาพเครื่องเล่น Yoshi’s Adventure™ Ride คูปองช้อปปิ้งมูลค่า 2,200 เยน สำหรับสินค้า SUPER NINTENDO WORLD เท่านั้น * คูปองสามารถใช้ได้ที่ร้านค้าและรถเข็นนอกพื้นที่ SUPER NINTENDO WORLD * ตั๋วนี้ไม่รวมการเข้าสถานที่ท่องเที่ยว Yoshi’s Adventure ระยะเวลาการขาย: วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน 2024 เริ่มเวลา 12.00 น ราคาตั๋ว: 4,200 เยน – 8,400 เยน (รวมภาษี) วันที่มีสิทธิ์ใช้งาน: วันพุธที่ 11 ธันวาคม 2567 – วันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2567 *ยกเว้นช่วง NO LIMIT! นับถอยหลังปี 2025 จุดจำหน่ายบัตร: เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปนhttps://www.usj.co.jp/web/en/us *บัตร Universal Express Pass ประเภทอื่นๆ (สำหรับใช้ในและหลังเดือนมกราคม) จะมีจำหน่าย โปรดตรวจสอบเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Universal Studios Japan บทสรุป  ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน เปิดพื้นที่ “ดองกีคอง คันทรี” ในโซน SUPER NINTENDO WORLD เพิ่มขึ้น 70% จากเดิม พร้อมเครื่องเล่นใหม่ “Mine Cart Madness” ที่มอบประสบการณ์รถไฟเหาะสุดตื่นเต้น ผู้มาเยือนจะได้สำรวจป่าลึกและวิหารทองคำที่เหมือนโลกในเกม ดองกีคอง พร้อมทั้งกิจกรรมและการช้อปปิงในธีมเดียวกัน เพื่อยกระดับประสบการณ์การเยี่ยมชมที่ไม่เหมือนใคร การเปิดตัวจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคม 2567

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

King ต่อยอดความแกร่ง ‘รำข้าว’ มุ่งนวัตกรรมสุขภาพ-ความงาม สู่ธุรกิจอนาคตใหม่ที่ยั่งยืน

BizKet

King ย้ำความเป็นที่ 1 ตลาดน้ำมันรำข้าวไทยตลอด 47 ปี เดินหน้าขยายตลาดน้ำมันเพื่อสุขภาพเกรดพรีเมี่ยม พร้อมสานต่อคุณค่าของรำข้าวไทย สู่นวัตกรรมส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน  ประทีป สันติวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวคิง (King) ย้อนที่มากลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงเริ่มก่อตั้งกิจการในปี 2520 ภายใต้วิสัยทัศน์ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารที่เชื่อมั่นในคุณค่าของ ‘รำข้าวไทย’ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุดในเมล็ดข้าว ภายใต้การวิจัยและพัฒนา(R&D) ด้วยกระบวนการผลิตสินค้าตามมาตรฐานระดับสากล เป็นระยะเวลาร่วม 47 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ ‘คิง’ (King) ในตลาดน้ำมันพืชประกอบการอาหารระดับพรีเมี่ยม ถึงในปัจจุบัน  ในโอกาสที่กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงเข้าสู่ปีที่ 48 ในปี 2568 นี้บริษัท ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของผู้บริโภค พร้อมสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยสานต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด ‘Limitless Innovation’ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดนิ่ง จากการนำคุณค่าของ ‘รำข้าวไทย’ มาสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มากด้วยคุณประโยชน์และยังสอดคล้องกับกระแสการดูแลและใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ในปัจจุบัน  “เทรนด์การดูแลสุขภาพยังเป็นที่นิยมเสมอมาทำให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องสำอางระดับพรีเมี่ยม เช่นเดียวกับน้ำมันรำข้าวคิงที่มีคุณภาพสูงเต็มเปี่ยมด้วยคุณค่าวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ สามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่รักการดูแลสุขภาพได้เป็นอย่างดี” นายประทีป กล่าวพร้อมเสริมว่า กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงยังได้เตรียมแผนพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่ออนาคต ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์ : พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เน้นการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับวัตถุดิบและการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงสัตว์และลดต้นทุนการผลิต ด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม น้ำมันรำข้าว : ใช้ความเชี่ยวชาญในการผลิตน้ำมันรำข้าวมาเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์นี้ ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพอื่นๆ : โดยใช้ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวเป็นส่วนผสมพื้นฐาน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และได้รับรสชาติของความอร่อย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางและความงาม : โดยอยู่ระหว่างสำรวจตลาดด้านความงามเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์ในการก้าวเข้าสู่ตลาดนี้  โดย ปัจจุบันกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิงมี 7 ผลิตภัณฑ์ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหาร ประกอบด้วย 1. น้ำมันรำข้าวคิง ฝาเขียว โอรีซานอล 8,000 ppm, 2. น้ำมันรำข้าวคิง ฝาทอง โอรีซานอล 12,000 ppm, 3.น้ำมันรำข้าวRicely โอรีซานอล 15,000 ppm, 4. เนยขาวน้ำมันรำข้าวคิง, 5. ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวคิง, 6. แป้งรำข้าวคิง และ 7.ไรซ์บัตเตอร์ คิง  ทั้งนี้ จากความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสินค้า ยังผลักดันให้น้ำมันรำข้าวคิงเป็นแบรนด์ Top of mind ของคนไทยอีกด้วย (อ้างอิงผลสำรวจด้านทัศนคติและพฤติกรรมผู้บริโภคน้ำมันประกอบอาหาร ในปี 2560 ของบริษัท Research Matters)  ขณะเดียวกัน บริษัทได้วาง 3 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้   ตั้งงบการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท เพื่อช่วยเสริมสร้างฐานการผลิตและขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในตลาด และเตรียมพร้อมกับการเติบโตในอนาคต เพิ่มแหล่งรับวัตถุดิบ โดยจะตั้งโรงงาน TRJ สาขานครสวรรค์ เพื่อสร้างความมั่นคงในด้านวัตถุดิบและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ลงทุนในเครื่องจักรที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาคุณภาพและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ตอบสนองต่อมาตรฐานคุณภาพที่สูงขึ้น  “เรามีความมั่นใจในแผนการเติบโตนี้ และพร้อมที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้อย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นผู้นำในตลาดน้ำมันรำข้าว”   ประทีป กล่าวพร้อมเสริมอีกว่า บริษัทยังมีแผนนำธุรกิจเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบและแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายการลงทุนธุรกิจอย่างโปร่งใสและยั่งยืน พร้อมเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโต เพื่อก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงในอนาคต  จากแนวทางดังกล่าว บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตของกลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง มุ่งสู่รายได้ 10,000 ล้านบาทในปี 2573 โดยในปี 2568 ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น  ขณะที่ ปัจจุบัน ตลาดน้ำมันพืชในประเทศไทย  คาดมีมูลค่ารวมประมาณ 25,000-26,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็นกลุ่มน้ำมันปาล์ม ราว 70 % กลุ่มน้ำมันถั่วเหลือง 20% กลุ่มน้ำมันรำข้าว สัดส่วน 4-5% และที่เหลือราว 5% จะเป็นกลุ่มน้ำมันพืชอื่นๆ โดย King ยังครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ1 ตลาดน้ำมันรำข้าวในประเทศไทย      บทสรุป  กลุ่มน้ำมันรำข้าวคิง ย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำมันรำข้าวไทยตลอด 47 ปี พร้อมขยายตลาดน้ำมันเพื่อสุขภาพเกรดพรีเมี่ยม มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพและนวัตกรรมเพื่ออนาคต เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ น้ำมันรำข้าว และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง โดยบริษัทตั้งงบลงทุน 1,300 ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างฐานการผลิตและขยายกำลังการผลิต รวมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีและเครื่องจักรทันสมัย เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่รายได้ 10,000 ล้านบาทในปี 2573.

January 29, 2025 / 0 Comments
read more

เปิดแฟ้มลับปี 2007 พนง.’Nokia’ ผวา ‘iPhone’ เปิดตัวมือถือจอสัมผัส เตือนผู้บริหารจุดเริ่มต้นยุคตกต่ำ

BizKet

เว็บไซต์ Fahad X ได้เผยแพร่ไฟล์เอกสารพาวเวอร์พอยต์ เมื่อปี 2007 ที่เป็นความลับของบริษัท Nokia โดยข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยจากเอกสารภายในของ Nokia ซึ่งจัดเก็บอยู่ในโครงการ Nokia Design Archive ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัย Aalto ประเทศฟินแลนด์ ข้อมูลในไฟล์ดังกล่าวเป็นการหารือภายในของพนักงาน Nokia ที่มองการเปิดตัว iPhone 2G ที่เปิดตัวเมื่อปี 2007 โดยไฟล์ดังกล่าวเป็นการนำเสนอของพนักงาน Nokia เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ปี 2007 ในรูปแบบของสไลด์ โดยพนักงาน Nokia ทั้งหมด 9 คน นำเสนอผู้บริหารระดับสูงว่า “iPhone” คือภัยคุกคามของ Nokia สไลด์ดังกล่าวมีทั้งหมด 22 หน้า โดยเนื้อหาในสไลด์ชี้ว่า “iPhone” ของ Apple ซึ่งเปิดตัวในปีเดียวกันนั้น เป็นภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อ Nokia หัวข้อสไลด์เริ่มต้นด้วยข้อความว่า “Apple เพิ่งเปิดตัว iPhone” โดยยืนยันว่า Apple สามารถใช้ชื่อ “iPhone” ได้หลังการเจรจากับ Cisco ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในชื่อดังกล่าว ในขณะนั้น Nokia ครองส่วนแบ่งตลาดมือถือโลกกว่า 50% และมีความมั่นใจในว่ายังคงสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำตลาดได้ จนกระทั่ง ‘สตีฟ จ็อบส์’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ได้ประกาศเป้าหมายไว้ในงานเปิดตัว iPhone ว่า Apple ขอเพียง 1% ของตลาดมือถือ หรือยอดขาย 10 ล้านเครื่องในปี 2008 เท่านั้น แม้ผู้บริหาร Nokia จะยังไม่เห็นถึงความร้ายแรงของ iPhone ในทันที แต่ทีมงาน Nokia กลับมองเห็นจุดเด่นหลายประการที่อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ จุดเด่นของ iPhone ที่พนักงาน Nokia ในเวลานั้น นำเสอนต่อผู้บริหารมีหลายประเด็น อาทิ UI แบบจอสัมผัส ที่ไม่มีคีย์บอร์ดหรือปุ่มกดตัวเลข ซึ่งเป็นจุดเด่นใหม่ที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Nokia การเจาะตลาดไฮเอนด์ ที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ทำให้ iPhone กลายเป็นสินค้า “ที่ต้องมี” และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลิตภัณฑ์ตระกูล N-Series ของ Nokia และภาพลักษณ์ที่น่าดึงดูด ซึ่งช่วยให้ iPhone สร้างความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานอย่างรวดเร็ว เอกสารนี้ยังพูดถึงฟีเจอร์เด่นของ iPhone เช่น การใช้งานเบราว์เซอร์ที่ง่ายขึ้น, ฟังก์ชันการสไลด์เพื่อปลดล็อกหน้าจอ, แอปพลิเคชันรูปภาพที่ออกแบบมาให้ใช้งานสะดวก และความสามารถในการเชื่อมต่อกับ iPod เพื่อฟังเพลงทุกที่ทุกเวลา แม้ Nokia จะมีมุมมองที่รอบคอบต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่ท้ายที่สุด iPhone กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน ซึ่ง Nokia เองไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เอกสารนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการมองเห็นโอกาสและความท้าทาย แต่ยังขาดการลงมือปรับตัวอย่างทันท่วงที บทสรุป  ในปี 2007 เอกสารภายในของ Nokia ถูกเผยแพร่โดยเว็บไซต์ Fahad X ซึ่งเปิดเผยการหารือของพนักงาน Nokia เกี่ยวกับการเปิดตัว iPhone 2G โดยพนักงาน Nokia มองว่า iPhone เป็นภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อการครองตลาดของบริษัท แม้ Nokia จะครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% แต่ทีมงานก็เห็นจุดเด่นของ iPhone เช่น UI แบบจอสัมผัส, การเจาะตลาดไฮเอนด์, และฟีเจอร์ที่สะดวกสบาย ซึ่งทำให้ iPhone กลายเป็นสินค้าที่ต้องมีในกลุ่มผู้ใช้ แต่ Nokia ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน.

January 27, 2025 / 0 Comments
read more

DeepSeek แอป AI ต้นทุนต่ำสัญชาติจีน ยอดโหลดแซงหน้า ChatGPT ขึ้นอันดับ 1 บน App Store สหรัฐฯ

BizKet

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แอปพลิเคชัน AI ใหม่ที่ชื่อว่า DeepSeek ได้เปิดตัวบน App Store และกลายเป็นที่สนใจอย่างรวดเร็ว จนสามารถทำยอดดาวน์โหลดแซงหน้า ChatGPT ขึ้นเป็นแอปพลิเคชันอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสร้างกระแสฮือฮาในวงการเทคโนโลยีและ AI DeepSeek เป็นผลงานของสตาร์ทอัพจากจีน โดยบริษัทได้พัฒนาโมเดล AI ชื่อว่า R1 ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ AI ด้วยประสิทธิภาพที่โดดเด่น แม้ว่าจะมีขนาดเล็กเพียง 1.5 พันล้านพารามิเตอร์ (1.5B) แต่กลับมีความสามารถที่เหนือกว่าโมเดลคู่แข่งอย่าง OpenAI o1-mini และสำคัญที่สุดคือ ต้นทุนการฝึกฝนโมเดลนี้ต่ำมากเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทนี้ก่อตั้งโดย เหลียง เหวินเฟิง อดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์และนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลในวงการ AI ของจีน โดย DeepSeek เริ่มต้นเข้าสู่วงการ AI ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 ด้วยการพัฒนาโมเดล Generative AI ที่เน้นงานด้านการให้เหตุผล (Reasoning Tasks) และสามารถแข่งขันกับโมเดลของ OpenAI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเดือนพฤศจิกายน 2023 DeepSeek เปิดตัว DeepSeek Coder ซึ่งเป็นโมเดล Open-Source สำหรับการเขียนโค้ด และยังได้เปิดตัว DeepSeek LLM เพื่อแข่งขันในตลาดโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) โดยเฉพาะ ต่อมาในปี 2024 บริษัทเปิดตัว DeepSeek-V2 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เนื่องจากประสิทธิภาพสูงและต้นทุนที่ต่ำ ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เกิดสงครามราคากับบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการ AI ของจีนอย่าง ByteDance, Tencent, Baidu และ Alibaba ที่ต้องลดราคาบริการของตนลงเพื่อแข่งขัน ในปีเดียวกันนั้น DeepSeek ได้พัฒนา DeepSeek-Coder-V2 ซึ่งสามารถรองรับการเขียนโค้ดที่ซับซ้อน และให้บริการผ่าน API ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยคิดค่าบริการเพียง 0.14 ดอลลาร์สหรัฐต่อโทเคนสำหรับข้อมูลนำเข้า และ 0.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อโทเคนสำหรับผลลัพธ์ ล่าสุด โมเดล DeepSeek-R1 ได้ยกระดับความสำเร็จของบริษัทไปอีกขั้น ด้วยความสามารถในการให้เหตุผลที่โดดเด่นและต้นทุนการฝึกฝนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง โดยในการทดสอบตามเกณฑ์มาตรฐาน AI หลายรายการ โมเดล R1 มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือเหนือกว่า OpenAI o1 อีกทั้งยังใช้งบประมาณเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการพัฒนา ต่างจากบริษัทในสหรัฐฯ ที่ใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ในการฝึกฝนโมเดล กระแสความสำเร็จของ DeepSeek ทำให้แอปนี้กลายเป็นแอปยอดนิยมอันดับ 1 บน App Store ในสหรัฐอเมริกา แซงหน้า ChatGPT ไปได้อย่างน่าประทับใจ แม้จะมีคำถามเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของต้นทุนที่ต่ำมากขนาดนี้ แต่หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่าหาก DeepSeek ทำได้จริง จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อวงการ AI และช่วยเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กสามารถพัฒนาโมเดลใหม่ๆ ได้เร็วขึ้นในราคาที่เอื้อมถึง ยันน์ เลอคุน หัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta กล่าวชื่นชมว่า โมเดล Open-Source อย่าง DeepSeek สามารถแซงหน้าโมเดลแบบปิดได้ และช่วยให้ผู้เล่นในวงการทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาครั้งนี้ ส่วน มาร์ก แอนเดรียสเซน นักลงทุนชื่อดังยังกล่าวเสริมว่า DeepSeek ถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าทึ่งที่สุดในวงการ AI โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของจีน ทั้งนี้ ความสำเร็จของ DeepSeek อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญในตลาด AI และเพิ่มแรงกดดันให้บริษัทในสหรัฐฯ ต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อแข่งขันในระดับโลก

January 27, 2025 / 0 Comments
read more

Kidzooona Thailand สวนสนุกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

WeView

พบกับ Kidzooona Thailand สวนสนุกในร่มที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ยกระดับความสนุกเปิดตัว Kid’s Box Jumbo กล่องแห่งความสุขกล่องใหญ่กว่าเดิม อัดแน่นด้วยความสนุกเต็มทุกพื้นที่ สาขาใหม่ที่ The Street Ratchada ชั้น5 เครื่องเล่นมีทั้งสไลเดอร์ลม บ่อบอล แทรมโพลีน ของเล่นจำลอง ตู้เกม และอื่น ๆ อีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลก จัดเต็มด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกสนาน พร้อมของเล่นที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ที่บอกได้เลยว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ไม่ควรพลาด! Kid’s Box Jumbo by Kidzooona Thailand เป็นดินแดนแห่งความสุขของเด็ก ๆ ที่จัดเต็มด้วยอุปกรณ์เครื่องเล่น ของเล่นเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก ที่คัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงยังช่วยส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างทักษะทางสังคมให้กับเด็ก ๆ ให้มีความสุขและสนุกสนานไปด้วยกัน ดูแลโดยพนักงานที่ให้บริการด้วยใจ เป็นกันเอง และเข้าใจถึงความต้องการของเด็ก ๆ มากที่สุด ทั้งนี้ Kidzooona เป็นสนามเด็กเล่นในร่มที่ได้ต้นแบบจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ลูกได้เติบโต ที่จะเปลี่ยนการเล่นสนุกให้ได้ประโยชน์มากกว่าเดิม เพราะทุกการเล่น ทุกของเล่น คัดมาแต่กิจกรรมที่มอบความสนุกและเสริมทักษะสำคัญต่างของเด็ก ๆ และอยากให้ผู้ปกครองและเด็กได้มีความทรงจำในการทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างมีความสุข ส่งผลให้ทางคิดส์ซูน่าได้รับความไว้วางใจจากคนญี่ปุ่นและทั่วโลกมาอย่างมากมาย เรียกได้ว่า Kid’s Box Jumbo by Kidzooona Thailand ถือเป็นสวรรค์บนดินของเด็กๆ ภายในมีของเล่นในฝันของเด็กๆ รวบรวมไว้อย่างครบครัน ในราคาสบายกระเป๋าเริ่มต้นเพียง 290 บาท และสำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่สนใจอยากพาน้อง ๆ มาร่วมสนุกกับ Kid’s Box Jumbo และ Kid’s Box เปิดให้บริการถึง 7 สาขาแล้ว ดังนี้   Kid’s Box Jumbo สาขา The Street Ratchada  ชั้น 5 Kid’s Box Jumbo สาขาบิ๊กซีลพบุรี1 ชั้น 2 Kid’s Box สาขาพาราไดซ์พาร์ค ชั้น 3 Kid’s Box สาขาบิ๊กซีรัชดา ชั้น 2 Kid’s Box สาขาเซ็นทรัลชลบุรี ชั้น 3 Kid’s Box สาขาแพชชั่นระยอง ชั้น 3 Kid’s Box สาขาโรบินสันฉลอง ชั้น 2   สำหรับค่าบริการ Kid’s Box Jumbo  สาขาใหม่ที่ The Street Ratchada  ชั้น 5 ดังนี้   2 ชั่วโมง ราคา 290 บาท 3 ชั่วโมง ราคา 350  บาท ทั้งวัน ราคา 540 บาท ผู้ใหญ่คนแรกเข้าฟรี ผู้ใหญ่คนที่ 2 2 ชั่วโมง ราคา 40 บาท 3 ชั่วโมง ราคา 60 บาท ทั้งวัน ราคา 100 บาท        

February 29, 2024 / 0 Comments
read more

Posts pagination

Previous 1 2 3
Royal Elementor Kit Theme by WP Royal.