ตลาดทองคำโลกไตรมาสแรก ปี2569 ความต้องการพุ่ง 74% สูงเป็นประวัติการณ์ YLG บอกไม่ใช่เก็งกำไรระยะสั้น แต่เปลี่ยนสู่การสะสมทองคำระยะยาว รับสถาบันการเงินโลกมองทิศทางราคาเป็นบวก
- ราคาทองคำไตรมาสแรกปี 2569 ลดลง 16% แต่ความต้องการทองคำโลกยังพุ่ง 74% แตะ 1,231 ตัน สะท้อนแรงซื้อระยะยาวและการสะสมทองคำมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
- นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อทองแท่งต่อเนื่อง แม้ฝั่งตะวันตกเริ่มลดถือ ETF ทองคำ โดยจีนทำสถิติซื้อทองสูงสุดใหม่ 207 ตัน ขณะธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองต่อเนื่อง
- สถาบันการเงินโลก Goldman Sachs, JPMorgan และ Deutsche Bank ยังประเมินราคาทองคำระยะยาวเป็นบวก แรงหนุนหลักมาจากกระแสลดพึ่งพาดอลลาร์ และการถือทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์เมื่อ 29 มกราคม 2026 แต่ข้อมูลจากสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council กลับรายงานความต้องการทองคำโลกไตรมาส 1/2569 ที่พุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจัยสำคัญประกอบด้วย
- การซื้อทองแท่งและทองเหรียญโดยนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้มียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก
โดยเพียงประเทศเดียวมีการซื้อทองแท่งและทองเหรียญสูงถึง 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ทิ้งห่างสถิติเดิมที่ 155 ตันในปี 2556 ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
- แรงซื้อจากนักลงทุนฝั่งเอเชีย ถือสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อ “Physical Gold” อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มลดการถือครอง ETF ทองออกในเดือนมีนาคม จนมากกว่าเงินที่ไหลเข้าในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ทั้งหมด ภาพดังกล่าวสะท้อน “Structural Turning Point” ของตลาดทองคำโลก
หลังเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนฝั่งตะวันตกและเอเชีย คาดว่าเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มระยะยาวของ gold price กำลังเปลี่ยนไป
เนื่องจากนักลงทุนฝั่งตะวันตกมีมุมมองด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสการถือครองทองคำเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่นักลงทุนเอเชียมองต่างโดยสิ้นเชิงว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เป็น safe haven สินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปีและไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ย
- ทิศทางระยะยาวยังไปต่อ ราคาทองคำล่าสุด (วันที่ 8 พ.ค. 2569) พยายามทรงตัวอยู่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายสถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง

พวรรณ์ กล่าวว่า รายงานนี้ สะท้อนราคาทองคำจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนในเอเชียยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองแท่งและทองเหรียญ (Bar & Coin Demand) สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก และแม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเริ่มผ่อนคลาย หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว
“เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการสะสมทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะยาว”
สอดคล้องกับ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้อาศัยจังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวลงในเดือนเมษายน เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองอีก 260,000 ออนซ์ หรือ 8.1 ตันซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงเดือนต.ค. 2568 – ก.พ. 2569 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการถือทองคำสำรองเพิ่มเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการลงทุน YLG มีบริการสำหรับการเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2


