Fujifilm ตัวพ่อกรณีศึกษา ‘การปรับตัวธุรกิจ’ ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อกสู่โลกเอไอในปัจจุบัน กับแผนไปต่อตลาดไทยในปี2026 ในฐานะ ‘DX Partner’ รับมูลค่าตลาดเปลี่ยนผ่านดิจิทัล ไทย แตะ 4.9 แสนล้านบาทภายในปี 2573
- Fujifilm ตั้งเป้าเป็น One-Stop DX Partner ภายในปี 2569 รองรับ Future of Work และ Intelligent Workflows
- สัดส่วนรายได้หลักมาจาก Business Innovation 38% แซง Imaging ที่เหลือเพียง 13
- ตลาด Digital Transformation ไทยคาดแตะ 4.9 แสนล้านบาทในปี 2573 ด้วย CAGR 9.3%
Fujifilm คือหนึ่งในกรณีศึกษาการปรับตัว (Business Transformation) ที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากบริษัทที่เกือบต้องล่มสลายในวันที่โลกเลิกใช้ฟิล์มถ่ายภาพ กลับผงาดขึ้นมาใหม่ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยมีหมุดหมายใหม่คือการก้าวสู่การเป็น ‘One-Stop DX Partner’ อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569
หากพูดถึงชื่อ “Fujifilm” ภาพจำในใจของใครหลายคนอาจยังคงติดอยู่ที่ร้านล้างรูปหน้าปากซอยที่มีป้ายสีเขียวโดดเด่น หรือม้วนฟิล์มไวแสงที่เป็นเอกลักษณ์ในยุคแอนะล็อก
แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ Fujifilm คือหนึ่งในกรณีศึกษาการปรับตัว (Business Transformation) ที่ทรงพลังและประสบความสำเร็จที่สุดในโลก จากบริษัทที่เกือบต้องล่มสลายในวันที่โลกเลิกใช้ฟิล์มถ่ายภาพ กลับผงาดขึ้นมาใหม่ในฐานะยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี
โดยมีหมุดหมายใหม่คือการก้าวสู่การเป็น “One-Stop DX Partner” อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2569
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อความอยู่รอด แต่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่มองเห็นการล่มสลายของอุตสาหกรรมเดิมเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ใหม่
Fujifilm เข้าใจลึกซึ้งว่าโลกของการทำงานกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Future of Work และ Intelligent Workflows อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด คือ
“ถ้าเมื่อก่อนเราเรียก Fujifilm มาเพื่อซ่อมเครื่องถ่ายเอกสาร ปัจจุบันพวกเขาอยากให้เราเรียกเขามาเพื่อวางระบบทำงานผ่านมือถือและคอมพิวเตอร์”
เพื่อสร้างองค์กรที่ทำงานได้รวดเร็ว แม่นยำ และมุ่งสู่ความเป็นสังคมไร้กระดาษ (Paperless) โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน
ปัจจุบัน Fujifilm ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ขายกล้องหรือล้างรูปอีกต่อไป ภายใต้การนำของ มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาประกาศปักธงรบครั้งใหม่ ให้ในปี 2569 สู่การเป็น ‘One-Stop DX Partner for the Future of Work and Intelligent Workflows’
การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียกบริการ แต่คือการยกเครื่องโครงสร้างธุรกิจและเทคโนโลยีขนานใหญ่ โดยเฉพาะการนำ AI ลิขสิทธิ์เฉพาะ เข้ามาเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนองค์กรไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล
‘รายได้หลัก’ ไม่ใช่แค่กล้องหรือเครื่องถ่ายเอกสาร
หากพิจารณาจากตัวเลขผลประกอบการล่าสุด จะเห็นได้ชัดว่าโครงสร้างธุรกิจของ Fujifilm ได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปจากภาพจำในอดีตอย่างสิ้นเชิง
โดยสัดส่วนรายได้หลัก มาจาก
- กลุ่มธุรกิจ Business Innovation กว่า 38% ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบด้านโซลูชันองค์กรโดยตรง
- กลุ่ม Healthcare ตามมาเป็นอันดับสองที่ 32%
- กลุ่มธุรกิจ Electronic Materials อยู่ที่ 17%
- กลุ่ม Imaging ซึ่งรวมถึงกล้องถ่ายภาพและฟิล์มที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ กลับลดสัดส่วนลงมาเหลือเพียง 13% เท่านั้น
ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าบริษัทได้ย้ายฐานที่มั่นจากธุรกิจวัสดุไวแสงเข้าสู่โลกของเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลและนวัตกรรมระดับองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ
สถานะปัจจุบันของ Fujifilm จึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์หรือเครื่องพิมพ์สำนักงาน แต่คือการอาศัยรากฐานทางเทคโนโลยีที่สะสมมาตั้งแตยุคฟิล์มมาปรับปรุงเข้ากับระบบดิจิทัล โดยปี 2569
มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ประธานบริษัท ฟูจิฟิล์ม บิสซิเนส อินโนเวชั่น (ประเทศไทย) พุ่งเป้าไปที่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Transformation (DX) แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและ SME ไทยที่กำลังเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
การขยับตัวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า Fujifilm กำลังใช้ความเชี่ยวชาญในการจัดการข้อมูลเชิงลึกมาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดในกระบวนการทำงานขององค์กรผ่านการผสมผสานนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งถือเป็นการปรับโมเดลธุรกิจเพื่อให้สอดรับกับทิศทางของตลาดแรงงานและการลงทุนในระบบอัตโนมัติที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
ไม่ได้ขายแค่เครื่องพิมพ์ แต่ขาย ‘ระบบคิด’
มร. มาซาอากิ ยานากิย่า ได้ฉายภาพให้เห็นถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่ามีปัจจัยกดดันมากมาย ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และที่สำคัญที่สุดคือตัวเลข GDP ไทยที่คาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สิ่งเหล่านี้คือ “ตัวเร่ง” ที่บังคับให้ธุรกิจไทยโดยเฉพาะกลุ่ม SME ต้องรีบทำ Digital Transformation (DX) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
“เราไม่ได้เป็นเพียงผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ แต่เราคือ Change Agent หรือผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์กร”
ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปสู่ยุค Hybrid Work การที่องค์กรต่างๆ หันมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไอที (IT Infrastructure) มากขึ้น สะท้อนได้
จากคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาด Digital Transformation หรือ DX ในไทยจะพุ่งสูงถึงเกือบ 4.9 แสนล้านบาทภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) 9.30% สอดคล้องกับการคาดการณ์การเติบโตของตลาดระบบความปลอดภัยด้านดิจิทัล (Cyber Security) ในประเทศไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 30.59 พันล้านบาท และอุตสาหกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ที่ 20-25% ระหว่างปีพ.ศ. 2566 – 2573
สิ่งที่ Fujifilm กำลังจะทำคือการก้าวข้ามบทบาท ‘คนขายเครื่องถ่ายเอกสาร’ สู่การเป็นพาร์ทเนอร์ที่เข้าไปวางระบบการทำงานแบบ Intelligent Workflows นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไปกระบวนการทำงานที่เคยติดขัดด้วยกระดาษ หรือข้อมูลที่กระจัดกระจาย จะถูกจัดการผ่านระบบมือถือและคอมพิวเตอร์อย่างเป็นระบบไร้รอยต่อ
FUJIFILM IWpro จัดการ Unstructured Data
ผู้บริหารฟูจิฟิล์มประเทศไทย กล่าวว่่า สิ่งที่Fujifilm โดดเด่นกว่าใครในตลาด DX คือการนำเทคโนโลยี AI ที่พัฒนาขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์ของตนเองมาปรับใช้อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับ Unstructured Data หรือข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น ไฟล์ภาพเอกสาร ใบเสร็จ ใบสั่งซื้อ หรือแม้แต่องค์ความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคล
มร. ฮายาโตะ ซึโบอิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัญหาใหญ่ขององค์กรที่พยายามทำ DX คือการที่เทคโนโลยีที่ซื้อมาไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง หรือผู้ให้บริการขาดความเข้าใจในเนื้อธุรกิจ Fujifilm จึงแก้โจทย์นี้ด้วยการส่งโซลูชัน ‘FUJIFILM IWpro’ ซึ่งเป็น Workspace บนคลาวด์ที่ใช้ Generative AI และเทคโนโลยี OCR อัจฉริยะ เข้ามาช่วย
ลองนึกภาพพนักงานบัญชีที่ต้องมานั่งคีย์ข้อมูลจากใบแจ้งหนี้เป็นพันๆ ใบ ระบบของ Fujifilm สามารถอ่านค่าเหล่านั้นและแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัล (Structured Data) เช่น CSV เพื่อส่งต่อเข้าสู่ระบบบัญชีหรือ ERP ได้ทันทีโดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลเอง และที่สำคัญคือ ‘ไม่ต้องตั้งค่าเทมเพลตล่วงหน้า’ เพราะ AI มีความฉลาดพอที่จะระบุได้ว่าช่องไหนคือราคาสินค้า ช่องไหนคือที่อยู่ นี่คือการเปลี่ยนงานรูทีนให้กลายเป็นงานที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยอย่างแท้จริง
ซึโบชิ ยังกล่าวว่า ด้วยโซลูชั่นดังกล่าว ฟูจิฟิล์มประเทศไทย ในช่วงแรกจึงมุ่งทำการตลาดขายโซลูชั่นนี้ให้กับบรรดาองค์กรที่ตั้งในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออก 11 จังหวัดเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่สำคัญของบรรดาสำนักงานและโรงงานญี่ปุ่นในทไทย
ทำให้ AI ใช้งานได้จริงในออฟฟิศ
โครงสร้างการทำตลาดของ Fujifilm ปัจจุบันถูกย่อยออกมาเป็น 3 แกนหลักเพื่ออุดรอยรั่วให้ธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่
- กลุ่ม Business Solutions ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการเอกสารดิจิทัล
- กลุ่ม Office Solutions ที่นำระบบ Predictive Maintenance หรือการใช้ AI วิเคราะห์ความเสียหายล่วงหน้าเข้ามาจัดการเครื่องใช้สำนักงาน
- กลุ่ม Graphic Communications ที่ปลี่ยนระบบงานพิมพ์อุตสาหกรรมให้เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ
การแบ่งเช่นนี้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังพยายามแทรกตัวเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการทำงานของลูกค้าองค์กรมากกว่าจะเป็นเพียงผู้ขายอุปกรณ์สำนักงาน
ด้าน ‘ธีรยา สุขมาก’ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์สื่อสารการตลาด ระบุถึงแผนการเปลี่ยนผ่านองค์กรที่แบ่งออกเป็น 4 เฟส โดยเริ่มจากการสร้างพื้นฐานสังคมไร้กระดาษ (Paperless) ขยับสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านโซลูชัน และปลายทางคือการเป็น End-to-End Partner ซึ่งเป็นจุดที่ Fujifilm จะเข้าไปวางโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบครบวงจร
ทั้งนี้ ยังควบคู่ไปกับแผนความยั่งยืน SVP2030 ที่ตั้งเป้าลดคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030 ผ่านการผลักดันเครื่องพิมพ์แบบ Remanufactured หรือการคืนสภาพเครื่องใช้แล้วให้กลับมาทำงานได้เทียบเท่าของใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางของ Fujifilm ในปี 2569 คือหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า พวกเขาข้ามพ้นยุคฟิล์มและเครื่องถ่ายเอกสารมาสู่การเป็นผู้ขาย “DX Solution” ให้กับธุรกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
การปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่การเปลี่ยนภาพลักษณ์ แต่ฟูจิฟิล์มกำลังพยายามทำให้เทคโนโลยี AI กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในชีวิตการทำงานประจำวัน

Alternate-X สรุปให้
Fujifilm เดินเกมปี 2569 ขยับบทบาทจากผู้ขายฮาร์ดแวร์ สู่ ‘One-Stop DX Partner’ เต็มรูปแบบ ใช้ AI ลิขสิทธิ์เฉพาะ ผสานระบบ Intelligent Workflows เปลี่ยนวิธีทำงานองค์กรไทย โครงสร้างรายได้เปลี่ยนชัด Business Innovation ขึ้นแท่นรายได้หลัก รับอานิสงส์ตลาด Digital Transformation ไทย มูลค่าแตะ 4.9 แสนล้านบาท พร้อมวางตำแหน่งเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ผู้ขายเครื่องถ่ายเอกสาร



