เซ็นทรัลฯปี2569 แผนธุรกิจ/บริหารเสี่ยงค้าปลีก รับมือพลังงาน-การค้าโลกสะดุด

ซีอาร์ซี ติดตามใกล้ชิดตะวันออกกลาง รับต้นทุนยังคุมอยู่-สต็อกสินค้าพอ 90-180 วัน แผนปี 2569 ลงทุนต่อ 1.6-1.8 หมื่นล้านบาทในไทยล็อคเป้าเวียดนามตลาดค้าปลีกดาวรุ่งอาเซียน โฟกัสไทวัสดุ-Auto1 ขยายตัวแรง เป้าสิ้นปีภาพรวมโต 5% EBITDA 7% 

 

  • คุมความเสี่ยงซัพพลายเชน CRC มีสต็อกสินค้า FMCG รองรับตลาดได้นาน 3–6 เดือน ช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงโลจิสติกส์โลก เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ
  • ลงทุนค้าปลีกต่อเนื่องปี 2569 เตรียมงบลงทุนรวม 16,000–18,000 ล้านบาท เพื่อเปิดสาขาใหม่ 22–26 แห่ง ครอบคลุมแบรนด์สำคัญ เช่น ท็อปส์ GO Wholesale และไทวัสดุ
  • เวียดนามตลาดดาวรุ่งอาเซียน CRC เร่งขยาย GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ Mini go! เพิ่ม พร้อมฐานสมาชิก The 1 เวียดนามกว่า 4.3 ล้านราย สนับสนุนการเติบโตระยะยาว

 

 

สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซีอาร์ซี (CRC) กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกลางที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาคธุรกิจค้าปลีกในกลุ่มซีอาร์ซีมากนัก ด้วยปัจจุบันนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่มากหรือกระทบไม่ถึง 1% ในปัจจุบัน

 

อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังคงติดตามการเปลี่ยนแปลงรอบด้านจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเตรียมแผนรองรับหากมีปัจจัยการปิดกั้นเส้นทางการส่งออก/นำเข้าสินค้าทางเรือ หลังประเทศอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

 

“ซีอาร์ซี ยังมีสต็อกสินค้าในกลุ่ม FMCG  ต่างๆ เพื่อทำตลาดในราคาคงที่ต่อเนื่องใน30 วัน และยาวนานที่สุด 6 เดือน ซึ่งยังไม่มีความกังวลด้านเงินเฟ้อ ด้วยในภาพรวมต้นทุนค่าพลังงานไฟฟ้ายังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นเช่นกัน”

 

สุทธิสาร เสริมว่า สำหรับแผนรับมือด้านพลังงานในอนาคตจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์นั้น ซีอาร์ซี ยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด จากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (GGE) เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยติดตั้งโซลาร์ รูฟท้อปเพื่อใช้เองในห้าง ศูนย์กระจายสินค้า และสาขาไทวัสดุรวมกว่า 200 แห่งในปี 2568 รวมทั้งขยายโครงการฯ ดังกล่าวในประเทศเวียดนาม ด้วย

 

“จากเป้าหมายหลักต้องการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าและขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนด้วยพลังงานสะอาด แต่หากเกิดปัจจัยนอกเหนือควบคุมขึ้น ซีอารซี ยังมีพลังงานดังกล่าวรองรับ”

 

นอกจากนี้หากไม่รวมสถานการณ์ตะวันออกกลางแล้ว หลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่พร้อมประกาศนโยบายชัดเจนออกมาคาดว่าส่งผลต่อคามเชื่อมั่นผู้บริโภคและกำลังซื้อมากขึ้น ในปีนี้

 

CRC ปี2569 ลงทุน 1.6-1.8 หมื่นล้านบาท

 

สุทธิสาร กล่าวว่าในปี 2569 ซีอาร์ซี เตรียมใช้งบลงทุนราว 16,000-18,000 ล้านบาท เพื่อขยายความรวดเร็วการเติบโตธุรกิจค้าปลีกทั่งในประเทศไทย และ เวียดนาม โดยมีแผนปิดสาขาใหม่รวม 22-26 แห่ง พร้อมแผนงานปรับปรุงโฉมใหม่ (Renovate)สาขาเดิมอีก 7 แห่ง

 

โดยซีอาร์ซี วางแผนขยายสาขาใหม่ในประเทศไทยปี2569 แบ่งออกเป็น

 

  • ท็อปส์ 8-10 สาขา
  • GO Wholesale 2 สาขา
  • ไทวัสดุ 3-5 สาขา

 

ส่วนธุรกิจค้าปลีกในประเทศเวียดนาม ปี2569 แผนขยายสาขาแบ่งออกเป็น

 

  • ศูนย์การค้า GO! 2 สาขา
  • ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 สาขา
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา

 

โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายฐานสมาชิก The 1 ในประเทศเวียดนามด้วยยอดสมาชิกรวมกว่า 4.3 ล้านราย และยังได้เสริมความแข็งแกร่งของสถานะการเงิน ตลอดจนบริหารจัดการการเงินและโครงสร้างเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างมั่นคง

 

“ซีอาร์ซี ยังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ อย่างรอบคอบอีกด้วย”

 

สุทธิสาร กล่าวว่า สำหรับปี 2569 ซีอาร์ซี ยังสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ ‘Innovation in Action’ เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก คือ

 

1.อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) มุ่งต่อยอดความสำเร็จของแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

2.อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts And Merchandise) อาทิ การพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ประเทศเวียดนาม เน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนประเทศไทย จะเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream

 

3.อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย (Drive Operational Excellence) พร้อมนำ AI มาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด, การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

 

พร้อมพัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ช่วยให้บริษัทฯ สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้อย่างไร้รอยต่อนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อกและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร

 

 

มองโอกาสเข้าซื้อกิจการเติมพอร์ตค้าปลีก

 

 

สุทธิสาร กล่าวว่า ซีอาร์ซี ยังมุ่งให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินอย่างมีวินัยเพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

 

“ในปีนี้ ถือเป็นปีแห่งความท้าทายและโอกาส ‘Challenges & Opportunities’ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง”

 

จากแผนดังกล่าว ซีอาร์ซี วางเป้าในปี2569 มีอัตราการเติบโตรายอยู่ที่ 4-5% และ EBITDA ที่ 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

สำหรับผลดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา ธุรกิจซีอาร์ซีในประเทศไทยมีจำนวน 3,596 ร้านค้า ครอบคลุมใน 63 จังหวัดทั่วไทย และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ส่วนประเทศเวียดนาม มีจำนวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 20%

 

‘ไทวัสดุ-Auto1’ ดาวเด่นค้าปลีก

 

โดยในปี 2568 กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์ มีความโดดเด่นในการแข่งขันจากการขยายตัวของ ‘ไทวัสดุ’ ที่สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี จนปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 89 สาขา ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันสู่ยอดขายในปีก่อน อยู่ที่ 43,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 9% พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 25%

 

ขณะที่ธุรกิจสร้างการเติบโตใหม่ (New Growth Engine)  ‘Auto 1’ วางแนวทางธุรกิจในปี2569  ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาแบบเท่าตัวอีก 53 แห่ง ส่งผลให้มีเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 106 สาขาบนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ เพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร หลังจากในปี 2568 ธุรกิจ Auto1 ได้เร่งขยายสาขาใหม่ 13 แห่ง และมีสาขารวมทั้งสิ้น 53 แห่ง ในปีที่ผ่านมา

 

เกี่ยวกับ ‘ซีอาร์ซี’

 

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้.ให้บริการธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ทำตลาดในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,723 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) อาทิ

  • ห้างสรรพสินค้า
  • ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง
  • ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร
  • ซูเปอร์มาร์เก็ต
  • ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า
  • การจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel

 

ดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่

1. กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น

  • ท็อปส์ ท็อปส์
  • ฟู้ด ฮอลล์
  • ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด
  • ท็อปส์ เดลี่
  • ท็อปส์ แคร์
  • โก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย

ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่

  • โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!)
  • ท็อปส์ มาร์เก็ต
  • มินิ โก (go!)
  • ลานชี มาร์ท

2.กลุ่มฮาร์ดไลน์ จำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น

  • ไทวัสดุ
  • ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม
  • เพาเวอร์บาย
  • ออฟฟิศเมท
  • บีทูเอส เมพ
  • เหงียน คิม

3.กลุ่มแฟชั่น จำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น

  • ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล
  • ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน
  • ซูเปอร์สปอร์ต
  • เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป

4,กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น

  • โรบินสันไลฟ์สไตล์
  • ท็อปส์ พลาซ่า
  • บิ๊กซี / GO! เวียดนาม

 

โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด อนึ่ง บริษัทฯ ได้ขายกิจการห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ในประเทศอิตาลี ตามมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568) โดย ณ วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันที่ธุรกรรมการขายกิจการเสร็จสมบูรณ์

 

 

ALTERNATE-X สรุปให้

 

เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น ระบุความตึงเครียดตะวันออกกลางยังไม่กระทบธุรกิจค้าปลีกมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคนี้มีสัดส่วนเพียงราว 1% บริษัทเตรียมแผนรับมือความเสี่ยงโลจิสติกส์ โดยมีสต็อกสินค้า FMCG รองรับการขายได้นานประมาณ 90–180 วัน โดยในปี 2569 เตรียมงบลงทุน 16,000–18,000 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาค้าปลีกในไทยและเวียดนามรวมกว่า 22–26 แห่ง ขณะที่ ตลาดเวียดนามยังถูกมองเป็นดาวรุ่งค้าปลีกอาเซียน พร้อมขยายศูนย์การค้า GO! และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! เพิ่ม ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ 3 ปี New Heights, Next Growth ใช้ AI และ Omnichannel ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.