ผศ.ดร.เอกก์ บอกอินไซต์การตลาด 7.0 ยุคที่แบรนด์เข้าใจลูกค้าไม่พอแต่ต้องเข้าใจ AI และทำงานร่วมกับมนุษย์ เจ้าของธุรกิจและคนรุ่นใหม่ควรรู้เพื่อปรับตัวให้ทันเทรนด์โลก
-
การตลาดเดินทางมาถึงยุค 7.0 ซึ่งเป็นการตลาดที่หลอมรวมระหว่างเอไอ (AI) กับความฉลาดของมนุษย์ (Human Intelligence หรือ HI) เข้าด้วยกัน.
-
AI มีความไดนามิกและพัฒนาไปมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอารมณ์และความลึกซึ้ง เช่น ความตลกขำขันของมนุษย์ที่ AI ยังเข้าไม่ถึง
-
แนวคิด Marketing 7.0 ต้องมีลักษณะแบบ Human-led โดยต้องใช้คนเข้ามาช่วยเป็นผู้ตัดสินใจในความเหมาะสมขั้นสุดท้ายอยู่ดี
‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ เปิดเวที ‘Human Insights in the AI Era’ พร้อมได้ ‘ตัวจริง’ จากภาคธุรกิจการตลาดกลุ่มต่างๆ มาร่วมแชร์แนวคิด ไปพร้อมทำความเข้าใจ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ ที่มีพฤติกรรมหลากหลายกระจัดกระจาย ทำให้การใช้ ทฤษฎีแนวคิดการทำธุรกิจและการตลาดในแบบเดิมอาจจะยัง (น้า) สำหรับในยุคนี้
อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง
- TRUE รับมือ ‘ผู้บริโภคยุคเอไอ’ เมื่อความต้องการแตกออกเป็นเสี่ยง-ข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ
- NielsenIQ สำรวจอินไซต์ ตลาดยุคเอไอ แบรนด์แข่งกับความรอบรู้ผู้บริโภค
- ‘โฮมรัน’ บอกเมื่อคนรุ่นใหม่ ‘เลือกตัวเอง’ พฤติกรรมสวิงตามอารมณ์-บรรยากาศ
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) กล่าวในหัวข้อ ‘Marketing 7.0 to Tech & AI: การตลาด 7.0 สู่เทคโนโลยีและ AI’ ว่าการตลาดรุ่นใหม่ในตอนนี้มาถึงยุต ‘Marketing 7.0’ แล้ว ตามที่ Hermawan Kartajaya ผู้เชี่ยวชาญการตลาดระดับโลกและในฐานะผู้ร่วมเขียนหนังสือชุด Marketing (ตั้งแต่ยุค 3.0 จนถึงยุค 7.0) ร่วมกับ Philip Kotler ปรมาจารย์ด้านการตลาดร่วมสมัย ที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด ดังนี้
- การตลาดยุค 1.0 เน้นสินค้าเป็นสิ่งสำคัญ
- การตลาด 2.0 เน้นลูกค้า ไม่ใช่โปรดักต์อย่างเดียว
- การตลาด 3.0 ดูแลลูกค้าแบบศูนย์กลาง (Human Centric) แม้โรงงานจะทำสินค้าตลอด 24 ชั่วโมงไปพร้อมดูแลมนุษย์
- การตลาดยุค 4.0 การตลาดยุคดิจิทัล (Digital Marketing)
- การตลาดยุค 0 นำในยุค 3.0 และ 4.0 มารวมกันเป็น Human + Digital
- การตลาดยุค 6.0 โลกหลอมลวมการตลาด (Immersive Marketing)
- การตลาดยุค 7.0 การตลาดหลอมรวมกับเอไอ ที่เอไอกับความฉลาดของมุษย์ (Human Intelligence) หรือ HI ยังต้องไปด้วยกัน
ผศ.ดร.เอกก์ ขยายภาพการตลาดยุค 7.0 ที่เอไอกับมนุษย์ต้องทำงานร่วมกัน พร้อมตั้งคำถามว่า มีเอไอแล้ว มนุษย์ยังจำเป็นอยู่ไหม? ซึ่งเขาให้คำตอบว่าอย่างไรก็ตามในช่วงนี้อย่างน้อยเอไอกับ ‘HI’ ยังต้องไปด้วยกัน
เขา กล่าวติดตลกว่า “เอไอยังมีข้อจำกัด เช่น ความตลก ด้านอารมณ์ขันของมนุษย์ ยังเป็นความลึกซึ้งที่เอไอทำไม่ถึง ต้องใช้คนช่วย ทำให้แนวคิด Marketing 7.0 จึงยังต้องมี Human-led อยู่ แม้เอไอจะไดนามิกและตามทันได้มากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องมีคนเป็นผู้ตัดสินใจความเหมาะสมในที่สุดอยู่ดี
พร้อมยดตัวอย่างที่โดดเด่นจากอเมริกา คือ Alexa (ระบบผู้ช่วยเสมือน-Virtual Assistant) ที่ทำงานด้วย พัฒนาโดยบริษัท Amazon ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งงานด้วยเสียงเพื่อควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮม ค้นหาข้อมูล เล่นเพลง หรือจัดการกิจวัตรประจำวัน กำลังทำให้โลกการตลาดเอไอ เกิดขึ้นจากการสั่งงานทุกอย่างผ่านเอไอตัวกลาง
โดยกรณีศึกษาที่น่ากังวลคือ เมื่อก่อน ‘Customer is the Key’ ลูกค้าคือคนสำคัญ เพราะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อ แต่กรณี Alexa คือเอไอ จะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อแทน เช่น หากถ่านหมดลูกค้าจะถาม Alexa ซึ่งจะเป็นผู้แนะนำให้ซื้อยี่ห้อ Amazon (ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับ Alexa) ทั้งที่ถ่านยี่ห้อนี้ไม่เคยโฆษณาเลย แต่กลับพบว่าเป็นแบรนด์ที่ขายดีใน 22 ประเทศ
ถึงในวันนี้ ‘Jeff Bezos’ ผู้ก่อตั้ง Amazon ขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกไปแล้ว
ดร.เอกก์ บอกอีกว่า ความน่ากลัวของเอไอคือการร่วมกับลูกค้าในการตัดสินใจซื้อ ซึ่งกำลังทำลายแนวคิดการตลาดแบบเดิมโดยสิ้นเชิง หรือ ‘Customer is Not the Key’ ลูกค้าไม่ได้เป็นคนสำคัญอีกต่อไป
ในตอนนี้ ‘เรา’ จึงจำเป็นต้องเข้าใจเอไอมากกว่าแค่เข้าใจลูกค้า
ขณะที่ ปัญหาการตลาดในยุคนี้ มีความยากขึ้นมากเพราะ Search การค้นหาในเบราเซอร์แบบเดิมลดลง รวมไปถึงพฤติกรรมด้านอื่นที่มีผลกับการทำตลาด จากข้อมูลระบุ
- 25% คนค้นหาสินค้าน้อยลง
- 75% หยิบใส่ตะกร้าแล้ว แต่ไม่มีการชำระสินค้า
การตลาดแบบแม่นยำ
ดร. เอกก์ มองว่า สิ่งที่แบรนด นักการตลาด ต้องทำในสถานการณ์ตอนนี้ คือ ‘Precision Marketing’ การการตลาดแบบเจาะจง โดยใช้ข้อมูล (Data) ที่ดีมาทำการตลาดให้แม่นยำ พร้อมยกตัวอย่างการแบ่งกลุ่มเป้าหมาย (Target) ในปัจจุบันที่แตกกระจายออกไปจำนวนมากเมื่อเทียบกับอดีต
เช่นในตอนนี้ True มี ทาร์เก็ตมาร์เก็ตลูกค้า กว่า 3,000 กลุ่ม แต่คนทำงานจะมีระบบเอไอเข้ามาช่วยให้เข้าใจเชิงลึกลงไปตามความต้องการของในแต่ละคน ในรูปแบบ ‘Dynamic Precision Marketing’ เป็นเครื่องมือการทำตลาดที่ยิงได้ยาวและแม่นยำตามที่ลูกค้าต้องการ
“เหมือนยิงปืนสไนเปอร์ มีปืนออโตเมติก มีเรดาร์ ล็อคเป้าแล้วโดนทุกนัด”
ขณะที่บริษัทอื่นในโลกก็ทำเรื่องนี้เช่นกัน อย่าง Google Performance Max ก็ทำเรื่องนี้ คือ การส่งข้อมูลมาแล้วให้ AI ยิงโฆษณา (Advertising) เอง
นอกจากนี้ GEO (Generative Engine Optimization )หรือ GEO ยังมีความสำคัญมาก ที่แบรนด์ต้องทำให้แนบเนียนแบบจากการใส่ความเชื่อมั่นของมนุษย์ ‘Human Trust’ ลงไป และต้องทำ GEO อย่างจริงจัง
เขายกอีกตัวอย่างชวนประหลาดใจแต่เนียมาก เมื่อ ผู้ใช้งานต้องการทำเครื่องดื่มค็อกเทล จากเอไอ ที่บอกส่วนผสมการทำทุกอย่างแบบเป๊ะในทุกขั้นตอน ก่อนจะบอกชื่อยี่ห้อเตกีล่า (Tequila) เข้าไปเป็นส่วนผสมในสูตรที่ขาดไม้ได้ เรียกได้ว่าเป็น ‘Precision Marketing’ ที่เอไอช่วยหากลุ่มเป้าหมายใหม่ได้อย่างแนบเนียน
ดร. เอกก์ ยกต่อเคสการตลาดที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน กับแนวคิดร้านอาหารที่ดีอาจไม่จำเป็นต้องอร่อยเสมอไป ตัวอย่าง ‘Organika Life and Play’ ร้านออร์แกนิก ที่ตั้งคอนเซ็ปต์ว่าทำอาหารให้แม่ที่กำลังให้นมลูก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อเพราะอร่อย แต่เขายอมจ่ายเพราะดีกับคนที่เขารัก และลูกค้าเองก็ไม่อยากนั่งในร้าน เพราะอยากอยู่กับลูกมากกว่า และจากจุดเริ่มไอเดียธุรกิจพร้อมใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีวิ่งไปหากลุ่มเป้าหมายได้แบบเฉพาะเจาะจง จากกการใช้ AI และ HI ไปด้วยกัน
AI กำลังกลายเป็น ‘ทีมงาน’
ดร.เอกก์ กล่าวว่า วันนี้การตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ (Tool) แต่กำลังทำหน้าที่เสมือน ‘ทีมงาน’ ที่ช่วยคิด วิเคราะห์ ทดลอง และตัดสินใจร่วมกับมนุษย์
โดยยังมีหนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตา คือการสร้าง ‘Digital Twin’ การจำลองลูกค้าเสมือนด้วย AI เพื่อทดลองแนวคิดทางการตลาดก่อนใช้งานจริง โดยสามารถกำหนดให้ AI จำลองลูกค้าแต่ละกลุ่ม แล้วทดสอบแคมเปญ คอนเซ็ปต์ หรือข้อความโฆษณาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ชัดเจน และลดต้นทุนในการทดลอง เมื่อเทียบกับการใช้บริษัทวิจัยหรือเอเจนซีเพียงอย่างเดียว
อีกด้านหนึ่ง AI กำลังเข้ามาช่วยด้าน Pricing การกำหนดราคาสินค้า จากเดิมที่หลายองค์กรใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูล แต่ปัจจุบันลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ทำให้ AI สามารถช่วยวิเคราะห์ว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มควรเห็นสินค้า ราคา และโฆษณาแบบใด จนนำไปสู่แนวคิด Dynamic Pricing เป็นการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นตามบริบทของลูกค้าแต่ละคน
นั่นหมายความว่า ในอนาคตผู้บริโภคอาจเห็นโฆษณาไม่เหมือนกัน เห็นสินค้าคนละรายการ หรือแม้แต่เห็นราคาที่แตกต่างกัน โดยมี AI เป็นผู้ช่วยวิเคราะห์และส่งข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุด ช่วยลดแรงงาน ลดเวลา ลดต้นทุน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กระจัดกระจายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออย่าง Prompt Lab, AI สำหรับงานเขียน เว็บไซต์ และระบบ AI + Human (AI + HI) ที่ทำงานร่วมกันได้แบบครบวงจร ส่วนผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Alexa ก็กำลังพัฒนาไปสู่บทบาท ‘พนักงานขาย’ ภายในบ้าน ซึ่งสามารถแนะนำสินค้าและช่วยตัดสินใจซื้อได้
ขณะที่ในประเทศไทยเอง True กำลังพัฒนา ‘Home AI Hub’ ภายใต้แนวคิด AI + Human Intelligence เพื่อเชื่อมโยงการใช้ชีวิตในบ้านอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนว่า AI กำลังเปลี่ยนจากผู้ช่วย ไปสู่ผู้ร่วมตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว หากอดีตเปลี่ยนจาก 4.0 สู่ 5.0 วันนี้การเปลี่ยนแปลงอาจก้าวกระโดดเร็วกว่านั้น จนองค์กรและคนทำงานไม่สามารถรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ได้อีก เพราะ ‘อนาคตต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้อาจไม่ทันแล้ว’



