โรงพยาบาลเมดพาร์ค ชวนรู้ทัน ‘หัวใจล้มเหลว’ ความผิดปกติของหัวใจสะสมที่หลายคนมองข้าม หนึ่งในปลายทาง ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’ จับสัญญาณร่างกายฟ้อง ‘วูบ บวม เหนื่อย’ ที่ไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องของวัย
- ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก:โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นสภาวะที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากการสะสมของไขมันและคราบหินปูน โดยกลุ่มแพทย์เฉพาะทางเมดพาร์ค ชี้ว่าตัวโรคอาจดำเนินไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีอาการเตือนใดๆ ในช่วงเริ่มต้น
- ไม่ใช่เรื่องของวัยแต่เป็นปัญหาที่สะสม อาการ ‘วูบ บวม เหนื่อย’ จากภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงเรื่องของอายุเยอะขึ้น แต่เกิดจากประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเคสอุทาหรณ์ของ เรย์ แมคโดนัลด์ สะท้อนชัดว่าคนอายุน้อยก็เสี่ยงได้
- การสแกนคัดกรองความเสี่ยงล่วงหน้า การตรวจวินิจจัยเชิงรุกเพื่อหาคราบแคลเซียมหรือหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Scoring) จะช่วยประเมินและวางแผนป้องกันความรุนแรงก่อนที่โรคจะพัฒนาไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันขณะนอนหลับ
‘หมอปิแอร์–พญ.ปิยนาฏ ปรียานนท์’ แพทย์เฉพาะทางด้านการสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวถึง ‘หัวใจล้มเหลว’ ไม่เหมือนกับ หัวใจหยุดเต้นทันที แต่เป็นภาวะที่ประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจลดลงจากปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน
“ส่วนหัวใจหยุดเต้นอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อภาวะหัวใจล้มเหลวมีความรุนแรงมากขึ้น”
พร้อมอธิบายว่า ‘หัวใจ’ มีจังหวะการทำงานสำคัญอยู่ 2 จังหวะ ซึ่งต้องทำงานสอดประสานกันตลอดเวลา ได้แก่
- การบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ
- การคลายตัวเพื่อรองรับเลือดที่ไหลกลับมาจากปอดและร่างกาย
โดยหากจังหวะใดจังหวะหนึ่งทำงานผิดปกติ หรือทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หัวใจอาจส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ หรือทำให้เลือดและสารน้ำคั่งย้อนกลับไปยังปอด จนนำไปสู่ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
ดังนั้น ภาวะหัวใจล้มเหลวจึงไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ แต่เป็นผลลัพธ์จากความผิดปกติของหัวใจหลายรูปแบบ ทั้งโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคลิ้นหัวใจ โรคระบบไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงหนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดอย่าง ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’
หาสาเหตุ ‘โรคหลอดเลือดหัวใจ’
พญ.ปิยนาฏ อธิบายต่อ เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน ทั้งที่เกิดขึ้นเฉียบพลันจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดค่อย ๆ ตีบลงอย่างช้า ๆ เป็นเวลานาน ส่งผลให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจในบริเวณที่ขาดเลือดเริ่มเสียหาย กล้ามเนื้อบางส่วนอาจตายลงจนไม่สามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม
“เมื่อหัวใจสูญเสียกล้ามเนื้อส่วนที่เคยทำหน้าที่บีบและคลายตัวไป ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดของหัวใจก็จะลดลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะเข้าสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว”
ดังนั้น สิ่งสำคัญในฐานะแพทย์จึงไม่ใช่แค่รักษาอาการเหนื่อยหรือบวมที่เกิดจากตัวโรค แต่ต้องค้นหาให้ได้ว่าต้นเหตุที่แท้จริงคืออะไร?
วูบ บวม เหนื่อย ร่างกายกำลังฟ้อง
ขณะที่บ่อยครั้ง เมื่อคนในครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นว่า ผู้สูงอายุในบ้านเหนื่อยง่าย ขาบวม หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้น้อยลง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังสามารถทำได้ตามปกติ แต่อาการเหล่านี้มักค่อย ๆ เกิดขึ้น จนผู้ป่วยและคนรอบตัวรู้สึกคุ้นชิน และเข้าใจว่าเป็นเพียงความเสื่อมตามวัย
โดยไม่ทันสังเกตว่าร่างกายกำลังพยายามปรับตัวอย่างหนักเพื่อรองรับประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจที่ลดลง
พร้อมแนะนำวิธีสังเกตอาการที่ไม่ควรมองข้าม ‘อาการหัวใจล้มเหลวในระยะแรก’ อาจเริ่มได้ตั้งแต่ การเหนื่อยเวลาออกแรง เช่น เดินได้น้อยลง หรือขึ้นบันไดได้ไม่เท่าเดิม ก่อนจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้น จนกระทั่งเหนื่อยแม้ทำกิจวัตรง่าย ๆ บางรายอาจไอโดยไม่ทราบสาเหตุ ขาบวมในช่วงเย็น หรือนอนราบไม่ได้จนต้องเพิ่มจำนวนหมอนที่ใช้หนุน
ดังนั้น หากพบว่าคนในบ้านมีอาการวูบ บวม หรือเหนื่อย อาจเกิดได้ทั้งจากโรคหัวใจ รวมไปถึงความผิดปกติของระบบอื่น ๆ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นเรื่องปกติของอายุ แต่ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุโดยละเอียด
พญ.ปิยนาฏ กล่าวถึงสัญญาณต้องระวัง ‘Red Flags’ ที่ควรรีบมาโรงพยาบาลทันทีหากพบว่า ‘ผู้ป่วยหอบเหนื่อยแม้ขณะพัก พูดได้ไม่ครบประโยค วูบหรือหมดสติ หรือมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกร่วมด้วย ไม่ควรรอดูอาการ แต่ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะหัวใจล้มเหลวกำลังกำเริบ หรือเกิดภาวะน้ำท่วมปอดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน
NCDs เพิ่มภาระหัวใจทำงานหนักขึ้น
นอกจากนี้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความเสียหายต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจอย่างช้า ๆ
โดยผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักเข้าใจว่า ‘ไม่มีอาการ เท่ากับโรคดีขึ้นแล้ว’ จึงอาจรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดการตรวจติดตาม ทั้งที่ภายในร่างกายอาจมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว
พญ.ปิยนาฏ ย้ำว่า ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต โรคไทรอยด์ ภาวะโลหิตจาง หรือมีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว ควรตรวจติดตามสุขภาพตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคเหล่านี้อาจส่งผลต่อหลอดเลือดและกล้ามเนื้อหัวใจ รวมถึงยังเป็นการเพิ่มภาระให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในระยะยาว
อัลตราซาวนด์หัวใจ ตรวจหาค่าเฉพาะ
ทั้งนี้ หากสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อมาพบแพทย์จะดำเนินขั้นตอนการค้นหาสาเหตุได้อย่างตรงจุด มีการประเมินเพิ่มเติมด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ รวมถึงการตรวจเลือดจากค่าเฉพาะ เช่น NT-proBNP ซึ่งช่วยแยกได้ว่าอาการเหนื่อยหรือบวมมีความสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจหรือไม่
การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ ช่วยให้แพทย์ประเมินการบีบและคลายตัว ความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และความผิดปกติภายในห้องหัวใจ ขณะที่ผลตรวจเลือดและการตรวจอื่น ๆ จะช่วยเติมข้อมูลให้การวินิจฉัยมีความชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ การสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) ซึ่งเป็นการสอดสายสวนขนาดเล็ก ผ่านหลอดเลือดแดงหรือหลอดเลือดดำไปยังหัวใจ จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพของโรคได้ชัดเจนขึ้นว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ หัวใจมีแรงดันสูงผิดปกติ หรือมีน้ำคั่งมากเพียงใด ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยหาสาเหตุ และวางแนวทางรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวให้ตรงจุด ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลโรคให้ครบถ้วนในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ว่าอาจมี ภาวะหัวใจล้มเหลว ข้อมูลจากการสวนหัวใจ



