บัดดี้แลนด์มาร์ค 4 พันล.บาท’สะพานข้ามฝั่ง-เคเบิ้ลคาร์เจ้าพระยา’ โยงเที่ยวริมน้ำกรุงเทพฯ

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากรุงเทพฯ จะมี ‘2แลนด์มาร์ค’ ใหม่เกิดขึ้นด้วยมูลค่าเฉียด 4 พันล.เหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ‘สะพานคนเดินข้าม-เคเบิลคาร์’  บิ๊กโปรเจกต์ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกทม.และ AWC โยงวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์เมืองหลวงระดับโลก

 

  • สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา มูลค่า 1,800 ล้านบาท เชื่อมท่าวัดทองธรรมชาติ (ฝั่งธนบุรี) กับท่าสวัสดี (ฝั่งพระนคร) ปัจจุบันแล้วเสร็จขั้นตอนออกแบบแนวคิด (Concept) และอยู่ระหว่างขอ EIA
  • เคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำของ AWC มูลค่า 2,000 ล้านบาท เชื่อมเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (ฝั่งเจริญกรุง) กับโครงการ MONA Bangkok (ฝั่งเจริญนคร) คาดใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี
  • สองโครงการตั้งอยู่ในโซนใกล้เคียงกัน (คลองสาน-ทรงวาด/เยาวราช) แม้แยกงบประมาณกันดำเนินการ แต่เมื่อสร้างเสร็จจะเสริมกันเป็น ‘คู่หูแลนด์มาร์ก’ แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ร่วมดึงนักท่องเที่ยวข้ามฝั่งและพัฒนาย่านริมน้ำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก

 

ในช่วงก่อนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการเตรียมแผนพัฒนาเมืองครั้งสำคัญ ภายโครงการแห่งอนาคต ‘Future Landmarks’ พร้อมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้กลายเป็น ‘แลนด์มาร์ก’ แห่งใหม่ที่มีคุณค่า ในโครงการ ‘สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ ที่มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1,800 ล้านบาท

 

อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง

 

ด้วยโปรเจกต์นี้ จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมการเดินทางและการท่องเที่ยวพร้อมทำหน้าที่ เชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ระหว่างฝั่งธนบุรีและฝั่งพระนคร โดยมีพิกัดชัดเจนบนทำเลสองฝั่ง

 

  • ฝั่งตะวันตก (West Bank) บริเวณ Wat Thong Thammachat Pier (ท่าวัดทองธรรมชาติ) ฝั่งธนบุรี
  • ฝั่งตะวันออก (East Bank) บริเวณ Sawasdee Pier (ท่าสวัสดี) ฝั่งพระนคร

 

สำหรับความคืบหน้าล่าสุดของ บิ๊กโปรเจกต์นี้ ปัจจุบัน กรุงเทพฯ ระบุว่าดำเนินการแล้วเสร็จในส่วนของแนวคิดการออกแบบ (Concept) ไว้ก่อนเท่านั้น เพื่อ ‘ไม่ให้เป็นงบประมาณผูกพันล่วงหน้า’ ในขณะนั้น แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมความพร้อมของแผนงานไว้ในอนาคต ที่พร้อมหยิบมาทำได้อย่างต่อเนื่องในทันที (หากกทม.ได้ผู้ว่าฯ คนเดิม ‘ชัชชาติ สิทธิพันธ์’)  โดยความคืบหน้าระบุโครงการอยู่ในขั้น ‘ออกแบบรายละเอียด (Detailed Design) และจัดทำรายงาน EIA’  ซึ่งในขั้นตอนนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 จากนั้นเริ่มก่อสร้างในปี2571 คาดแล้วเสร็จพร้อมเปิดตัวโครงการในปี 2573 นี้

 

นอกจากนี้ กทม. ยังได้วางแผนการสื่อสารควบคู่ไปกับการปรับปรุงพื้นที่บริเวณ ท่าน้ำราชวงศ์ เพื่อพัฒนาให้เป็นสะพานคนเดิน ที่รถจักรยานสามารถสัญจรผ่านไปมาได้อย่างสะดวกและปลอดภัยอีกด้วย

 

โดย เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯกทม. กล่าวในฐานะโฆษกกทม.ก่อนหน้านี้โดยอ้างถึงวิสัยทัศน์ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งมองว่ากรุงเทพฯนอกจากแลนด์มาร์คระดับโลกอย่างพระปรางค์วัดอรุณแล้ว จะต้องพัฒนาสิ่งปลูกสร้างที่น่าจดจำใหม่ในอนาคตด้วย

 

 

จากภาพใหญ่เมืองกรุงเทพฯ กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ยังสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC หลังจากประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่กับ ‘MONA’ (Museum of Old and New Art) พิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังจากออสเตรเลีย เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ศิลปะ วัฒนธรรม และการเดินทางเข้าด้วยกัน

 

พร้อมกันนี้ AWC ยังเตรียมทำโครงการเคเบิลคาร์ (กระเช้าลอยฟ้า) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาของ AWC ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมกะโปรเจกต์มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อระหว่างโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (ฝั่งเจริญกรุง) กับโครงการมิกซ์ยูส MONA Bangkok (ฝั่งเจริญนคร) อีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี

 

 

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากพิกัดการพัฒนาโครงการทั้งสองแห่ง ‘สะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา’ ของกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อเชื่อมกับโครงการเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำของ AWC (Asset World Corporation) ในระยะทางกายภาพ พบว่าทั้งสองโครงการนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กันจนเดินเชื่อมต่อกันได้โดยตรงก็ตาม

 

แต่หากมองในแง่ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวริมน้ำแล้ว ถือว่าเอื้อประโยชน์และส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยโครงการสะพานคนเดิน กทม. (ท่าวัดทองธรรมชาติ ↔ ท่าสวัสดี ทำเลตั้งอยู่ขยับขึ้นไปทางโซนกรุงเก่าตอนล่าง ฝั่งธนบุรีคือวัดทองธรรมชาติ (คลองสาน ช่วงใกล้ท่าดินแดง) ข้ามไปยังฝั่งพระนครคือท่าสวัสดี (ย่านทรงวาด/เยาวราช)

 

ขณะที่ โครงการเคเบิลคาร์ของ AWC: อยู่เยื้องลงไปทางตอนใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา (โซนเจริญกรุง-เจริญนคร) โดยจุดเริ่มต้นหลัก เชื่อมจากฝั่งพระนครคือ โครงการ Asiatique The Riverfront (เจริญกรุง) ข้ามไปยังฝั่งธนบุรี (บริเวณที่ดินพัฒนาของ AWC ย่านเจริญนคร)

 

โดยทั้งสองโครงการนี้อยู่ห่างกันราว 3.5 – 4 กิโลเมตร ทางสายน้ำ นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินจากสะพานคนเดินของ กทม. ไปขึ้นเคเบิลคาร์ของ AWC ได้ทันทีในระยะราบก็ตาม

 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ทำเลจะไม่ได้เชื่อมต่อกันโดยตรงในทางกายภาพ แต่ในภาพรวมระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ‘เอื้อต่อกันอย่างมาก’ จาก 3 ปัจจัยหลักสนับสนุน คือ

 

  • เติมเต็มโครงข่ายล้อ-ราง-เรือ (Multimodal Transport) ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเคเบิลคาร์ของ AWC เพื่อข้ามฟากและชมทัศนียภาพจากมุมสูงในโซนเจริญกรุง-เจริญนคร จากนั้นสามารถนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาขึ้นมาทางเหนือเพียงไม่กี่สถานี เพื่อมาลงที่ย่านทรงวาด/เยาวราช และใช้สะพานคนเดิน 1,800 ล้านบาทของ กทม. เพื่อเดินท่องเที่ยวทะลุไปยังฝั่งธนบุรีได้เช่นกัน
  • กระจายความหนาแน่นและขยายฮับท่องเที่ยว ด้วยจากก่อนหน้า ‘ไอคอนิก’ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาจจะกระจุกตัวอยู่แค่ช่วงไอคอนสยามหรือเอเชียทีค หากการมีสะพานคนเดินตรงท่าวัดทองธรรมชาติ-ท่าสวัสดี จะช่วยดึงมวลชนและนักท่องเที่ยวจากโซนช้อปปิ้งด้านล่าง (AWC) ให้ไหลเวียนขึ้นไปสู่ย่านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์เกิดใหม่อย่าง ‘ทรงวาด-ตลาดน้อย’ ได้ง่ายขึ้น
  • ยกระดับกรุงเทพฯ สู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยทั้งสองโปรเจกต์ไม่ได้แย่งทราฟฟิกกันเองด้วยต่างขายประสบการณ์คนละรูปแบบ ซึ่งจะทำให้แม่น้ำเจ้าพระยามีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าดึงดูดใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น

 

ในอนาคตทั้งสองสิ่งนี้จะกลายเป็น ‘คู่หูแลนด์มาร์กแห่งใหม่’ แม่เหล็กดึงดูดกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวให้สามารถข้ามฝั่งไปมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไปพร้อมเปลี่ยนโฉมพื้นที่ริมน้ำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวร่วมสมัยในบรรยากาศเมืองเก่าสไตล์คลาสสิค และในฐานะย่านไลฟ์สไตล์ระดับโลกแห่งใหม่ของกรุงเทพ ที่นักเดินทางทั่วโลกต้องเช็คอิน

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.