ออริจิ้น ขยายพอร์ตฯ อสังหาภูเก็ต 30,000 ล้านบาทใน3 ปีหน้า กระจายเสี่ยงหาทำเลใหม่ หลบ ‘บางเทา’ ติดหาดราคาพุ่ง100ล. รับแรงซื้อคนท้องถิ่น-เจ้าของกิจการ-ต่างชาติ ซื้ออยู่ลงทุนจริงให้ยีลด์แรง10%
-
ขยายพอร์ต 30,000 ล้านบาท ออริจิ้น วางโรดแมป 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) เตรียมใส่งบพัฒนาโครงการใหม่ 11,650 ล้านบาท ดันพอร์ตรวมภูเก็ตเติบโตแตะ 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2571
-
กระจายความเสี่ยงสู่ทำเลใหม่ ปรับยุทธศาสตร์ขยายโครงการไปยังหาดสุรินทร์, กะตะ และราไวย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเลี่ยงราคาที่ดินย่านบางเทาที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 ล้านบาทต่อไร่
-
โครงการเรือธง Origin Resort World ปัจจุบันพัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวม 18,350 ล้านบาท ไฮไลต์คือโครงการมิกซ์ยูส 25 ไร่ มูลค่า 15,650 ล้านบาท ครอบคลุมวิลล่า คอนโด และโรงแรม 5 ดาว 3 แห่ง
ธนกร วุฒิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการบริหารธุรกิจตลาดต่างประเทศ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า หลังจากออริจิ้นเริ่มเข้าลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ตมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน ปัจจุบันบริษัทฯ พัฒนาไปแล้ว 8 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,350 ล้านบาท
ขณะที่ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ‘Origin Resort World’ บนเนื้อที่ 25 ไร่ ในทำเลย่านหาดบางเทา มูลค่าโครงการ 15,650 ล้านบาท ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม, ลักชัวรี วิลล่า, โบทิค วิลล่า, บีช คลับเรสซิเดนซ์, ฮอสพิทาลิตี้ และโรงแรมระดับ 5 ดาว 3 แห่ง
ล่าสุด ออริจิ้น วางโรดแมปธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2569–2571) มุ่งพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยและการลงทุน ทั้งจากนักลงทุนชาวไทย (ทั้งคนท้องถิ่นและต่างถิ่น เช่น กรุงเทพฯ) และชาวต่างชาติ โดยเตรียมงบลงทุนพัฒนาโครงการใหม่อีก 11,650 ล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้พอร์ตรวมของ ‘ออริจิ้น ภูเก็ต’ เติบโตแตะ 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2571
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดให้ชมอาณาจักรมิกซ์ยูส บีชฟรอนท์ ติดหาดบางเทาในเดือนกันยายน 2569 พร้อมวางแผนส่งมอบคอนโดมิเนียมในโซนบางเทาช่วงสิ้นปี รวมถึงเร่งพัฒนาโครงการ ออริจิ้น ลากูน เวลเนส มิกซ์ยูส (Origin Lagoon Wellness Mixed-use) และ พาวเวอร์ซิตี้ มอลล์ (Power City Mall) เพื่อสร้างรายได้ใหม่จากการโอนกรรมสิทธิ์และรายได้ประจำ (Recurring Income) จากกลุ่มโรงแรมอย่างยั่งยืน

ขณะที่ในปี 2569 นี้ จะมี 2 คอนโดฯ เปิดใหม่บนทำเลย่าน เชิงทะเล และ กะทู้ -ป่าตอง รวมมูลค่า 3,500 ล้านบาท ส่วนปี 2570-2571 มีคอนโดใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8,150 ล้านบาท บนทำเลหาดบางเทา, เชิงทะเล, หาดสุรินทร์, หาดกะตะ และ เมืองภูเก็ต
สำหรับธุรกิจโรงแรม (Hospitality & Tourism) บริษัทฯวางกลยุทธ์ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) โดยในปี 2570-2571 จะลงทุนโรงแรมใหม่ 2 แห่งมูลค่า 1,880 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงของการศึกษาข้อมูลและเจรจาร่วมกับพันธมิตร
พร้อมจะเปิดให้บริการจาก 3 โรงแรมที่ลงทุนไปในช่วงก่อนหน้าและทยอยสร้าง Recurring Income ต่อเนื่องให้กับบริษัท ดังนี้
- โรงแรม Moxy Phuket Chaofah กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4/2569
- โรงแรม Motto Phuket Kata กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 3/2571
- โรงแรม Moxy Cherngtalay กำหนดเปิดให้บริการ ไตรมาส 4/2571
ธนกร กล่าวว่า ระหว่างปี 2569 – 2571 เป็นช่วงเวลาเริ่มเก็บเกี่ยวรายได้ หลังจากบริษัทเข้าลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ โดยโครงการต่างๆ จะเริ่มก่อสร้างแล้วเสร็จและทยอยส่งมอบให้กับลูกค้า ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างคลื่นรายได้รอบใหม่ ที่ทยอยไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องและมั่นคงทั้งจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย และ กลุ่มรายได้ประจำ Recurring Income จากธุรกิจโรงแรม
สำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาฯในจังหวัดภูเก็ต ตามแผนดังกล่าว บริษัทประเมินโอกาสการทำตลาดและปิดการขายได้จริง (Feasibility) ในกลุ่มคอนโดฯ ราว 20-25 ล้านบาท ด้วยปัจจุบันตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต มีกำไรสูงถึง 50%
นอกจากนี้ ออริจิ้น ยังเตรียมงบฯไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทเพื่อลงทุนซื้อที่ดินสะสม (Landbank) ในจังหวัดภูเก็ต สำหรับพัฒนาโครงการอสังหาฯ ต่อเนื่องในอนาคต โดยจะพิจารณาในทำเลใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจ เช่น กระทู้, กระตะ, ราไวย์ และหาดสุรินทร์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำตลาดอสังหาฯใน 3 ปีหน้า พร้อมบริหารสมดุลและกระจายความเสี่ยงพอร์ตฯโครงการในทำเลใหม่นอกเหนือจากทำเลหลัก ย่านบางเทา ที่บริษัทฯ ทำตลาดในปัจจุบัน
“ขณะนี้บางทำเลในจังหวัดภูเก็ต เช่น ย่านบางเทา มีราคาสูงถึง 60 ล้านบาทต่อไร่ และหากเป็นโซนติดชายหาดราคาสูงถึง 100 ล้านบาทต่อไร่ ทำให้ออริจิ้น มองหาทำเลใหม่ที่มีโอกาสเพิ่มในอนาคต และป่าตอง มองว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพน่าสนใจสูงสุด จากความเหมาะสมของที่ดินโดยเฉพาะด้านผังเมือง”
‘โปแลนด์’ ลูกค้าใหม่อสังหาฯ ภูเก็ต ‘
ธนกร เสริมว่า ต่อการวางให้ ‘ภูเก็ต’ เป็นเกาะแห่งโอกาสตลาดอสังหาฯ ยังมาจาก ความต้องการจริง (Real Demand) กลุ่มผู้อยู่อาศัยทั้งในท้องถิ่นและต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มกลุ่มประเทศรัสเซีย ที่มองหาบ้านหลังที่สองในประเทศไทย และคนในประเทศอื่นๆ จากยุโรปรายใหม่ อย่าง โปแลนด์ ที่พบว่าเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต พร้อมมองหาอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุน มีจำนวนมากขึ้น
ขณะที่โครงการอสังหาฯ เช่น คอนโดระดับราคา 3 ล้านบาททำเลในเมือง พบว่าจะได้รับความสนใจจากคนท้องถิ่นซึ่งเป็นคนไทย ราว 80% และ 20-30% เป็นชาวต่างชาติ แต่ห่ากเป็นทำเลชายหาดโครงการฯราคา 3-4 ล้านบาท ชาวต่างชาติจะสนใจราว 70-80% และคนไทยให้ความสนใจราว 20-30 รวมถึงที่อยู่อาศัยวิลล่า จะต้องเป็นรูปแบบ ‘Pool Villa’ ในระดับราคา 60 ล้านบาท มีขนาดเริ่มต้น 40-50 ตร.ว. ซึ่งได้รับความสนใจสูงจากชาวต่างชาติ ในตลาดกลุ่มนี้
สำหรับความท้าทายในตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตในปัจจุบัน ธนกร ยอมรับว่ามีการแข่งขันสูงจากจำนวนตัวเลือกสินค้าในตลาดจำนวนมาก จากความต้องการนี้ เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้พัฒนาอสังหาฯจากส่วนกลาง กรุงเทพฯ เข้ามาทำตลาดเชิงรุกในจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น และต้องแข่งขันกันในด้านโปรโมชั่น ราคา และแรงจูงใจการขาย (Commission) ให้กับตัวแทนขาย (Sale Agent) ทั้งจากฝ่ายขายภายในของบริษัทฯ เองที่เปิดรับทีมพนักงานขายจากต่างชาติมาร่วมงาน รวมถึงเอเจนต์ที่มีทีมขายต่างชาติในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ
“ตอนนี้ค่าคอมฯ เอเยนต์ต่างชาติเพิ่มเป็น 10% จากก่อนหน้าอยู่ที่ 7%”
โดย ‘ทำเล’ ยังเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อในแต่ละโครงการฯ ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) จากสถาบันการเงินค่อนข้างต่ำซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อด้วนส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ/กิจการ และมีความต้องการอยู่อาศัยในโครงการที่ตกแต่งแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่ (Fully Furnushed)
“โครงการฯออริจิ้นในภูเก็ต ส่วนใหญ่วางเงินดาวน์ 70% จากนั้นเป็นการผ่อนงวดชำระ 25% อีกสองงวด”
ธนกร กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทมั่นใจศักยภาพในทุกโครงการฯ ที่เข้ามาทำตลาดอสังหาฯ ภุเก็ต เพื่อรองรับทั้งเรียลดีมานด์และนักลงทุน ที่ในบางโครงการฯให้ผลตอบแทนรายเดือนสูงถึง 7-8% และ 10% ในบางทำเล นอกจากนี้ อสังหาฯ ภุเก็ตยังมีกำไรส่วนต่างจากราคา (Capital Gain) (กำไรจากส่วนต่างราคา) 15-16% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับการลงทุนทั่วไป
สำหรับรายได้รอบใหม่ของบริษัทฯ ในตลาดภุเก็ต ที่เริ่มตั้งแต่ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป จากโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าใน 2 โครงการเพิ่มเติม คือ
- โครงการ โซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท
- โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 600 ล้านบาท
โดยในปี 2570 เพิ่มอีก 2 โครงการ คือ โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 100% และปี 2571 เพิ่มคอนโด 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง
นอกจากนี้ ออริจิ้น จะสามารถสร้างคลื่นรายได้รอบใหม่ที่เริ่มตั้งแต่ ไตรมาส 4/2569 เป็นต้นไป จากโครงการที่ก่อสร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้า จาก 2 โครงการเพิ่มเติม คือ โครงการ โซ ออริจิ้น บางเทา บีช มูลค่าโครงการ 2,800 ล้านบาท และ โครงการ บัลโค บางเทา บีช มูลค่า 600 ล้านบาท ในปี 2570 เพิ่มอีก 2 โครงการ คือ โดยทั้ง 2 โครงการเป็นโครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 100% และปี 2571 เพิ่มคอนโด 1 โครงการ และโรงแรม 1 แห่ง
จากแนวทางนี้ เพื่อตอบรับการเติบโตของภูเก็ต ในภาพรวมหลังพบว่าปริมาณผู้โดยสารผ่านสนามบินเติบโตขึ้นถึง 54% แตะระดับเกือบ 10 ล้านคน โดยมีชาวต่างชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่าง รัสเซีย, ยุโรป, อินเดีย, จีน, อังกฤษ, เยอรมนี รวมถึงมองโกเลีย และโปแลนด์ (ซึ่งนิยมโซนกะตะถึง 16%) เลือกภูเก็ตเป็นบ้านหลังที่สอง (Destination Home)



