จบปี 2568 ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในประเทศไทย เผชิญความท้าทายรอบด้าน จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
Key Facts
-
มูลค่าตลาด F&B ไทย ปี 2568 อยู่ราว 6.46–6.57 แสนล้านบาท เติบโตเพียง 2.8% ต่ำกว่าคาด
-
เซ็กเมนต์แข่งขันรุนแรงที่สุดคือ ชาบู/หม้อไฟ (2.3–2.5 หมื่นล้านบาท), สเต็ก (9 พันล้านบาท) และ เครื่องดื่มชา (อย่างน้อย 1.9 หมื่นล้านบาท)
-
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เน้น Value for Money และ ประสบการณ์หน้าร้าน กดดันกำไรและเร่งการปรับตัวของแบรนด์
Alternate-X รีวิวภาพรวมตลาดร้านอาหารในไทยในรอบปี 2568 พบว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีสีสันและขับเคลื่อนกำลังซื้อผู้บริโภคไม่น้อยหน้าเซ็กเมนต์อื่นๆ จากข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (K-Research) ประเมินว่า มูลค่าตลาด F&B ไทยอยู่ที่ประมาณ 6.46 แสนล้านบาท เติบโต 2.8% ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 6.57 แสนล้านบาท
การเติบโตที่ชะลอลงสะท้อนภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ส่วนผู้บริโภค เองเริ่มใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะที่ตลาดอาหารบางเซ็กเมนต์ยัง ‘สวนกระแส’
โดยเฉพาะ ตลาดธุรกิจร้านอาหารสายบุฟเฟต์เน้นกลยุทธ์ราคาคุ้มค่า และ เครื่องดื่มจากต่างชาติ–เมนูใหม่ ที่ยังคงได้รับความนิยมสูงในรอบปีที่ผ่านมา
ตลาดชาบู แข่งเดือดกว่าไฟใต้หม้อ
ขณะที่ตลาดร้านบริการอาหาร Food Service รวมทุกประเภท และ สตรีท ฟู้ด จากการคาดการณ์ของ K-Research อยู่ที่ราว 572,000 ล้านบาท
โดยในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา ร้านอาหารเซ็กเมนต์ ‘หม้อไฟ’ อย่างสุกี้ ด้วยมูลค่าตลาดในปัจจุบันคาดอยู่ที่ 2.3-2.5 หมื่นล้านบาท ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดของธุรกิจร้านอาหารไทย ในปีนี้
ขณะที่ ผู้เล่นรายหลัก ที่ยังยืนระยะในกลุ่มแมส คือ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ซึ่งปัจจุบัน สุกี้ตี๋น้อย ดำเนินการภายใต้กลุ่ม บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ระบุผลดำเนินงานไตรมาส3 เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ‘สุกี้ตี๋น้อย’ มีสาขาทั้งหมด 86 สาขา
ประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย บาบีคิว (บุฟเฟต์ปิ้งย่าง) 7 สาขา และ Teenoi Gold (บุฟเฟต์พรีเมียม) 1 สาขา รวมทั้งหมด 96 สาขา พร้อมแผนขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมก่อนคู่แข่งหลายราย ส่วนความคุ้มค่าราคา(Value for Money) ยังเป็นกลยุทธ์แกนหลักของแบรนด์
แม้ว่าในปีนี้สุกี้ตี๋น้อย จะมีผลกำไรสุทธิลดลงก็ตาม แต่ยังคงเป็นแบรนด์ขวัญใจมหาชนในตลาดบุฟเฟ่ต์ราคาจับต้องได้
ขณะที่อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในตลาดหม้อไฟ เมื่อกลางปีที่ผ่านมา จากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ในเซ็กเมนต์แมสอย่าง ‘โบนัสสุกี้’ ในเครือ MK (เอ็ม เค เรสโตรองต์ กรุ๊ป) ที่ทดลองเปิดสาขาแรกในจังหวัดสระบุรีก่อน เพื่อวัดพลังแบรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภค จากนั้นขยับตัวเองเข้ามาเปิดสาขาแรกที่ Little Walk รามคำแหง กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกันยายน ปีนี้ พร้อมเปิดแผนธุรกิจขยายสาขาในระยะถัดไป
รวมถึงยังมีอีกหนึ่งแรงกระเพื่อมในตลาดน้ำซุป เมื่อ ‘ลัคกี้ สุกี้’ ภายใต้ บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ได้ถูกกลุ่มเซ็นทรัล (Central Restaurant Group – CRG) เข้าซื้อหุ้น 40% คิดเป็นมูลค่าราว 940 ล้านบาท ‘ดีล’นี้ยังสะท้อนว่าแม้ตลาดจะโต แต่ความเดือดของการแข่งขันทำให้ผู้ประกอบการรายกลาง–เล็ก ต้องมองหาพันธมิตรหรือทางออกเชิงโครงสร้าง
ขณะที่แบรนด์รุ่นเก๋าอย่าง ‘ชาบูชิ’ (Shabushi) ในเครือไทยเบฟ ฟู้ด ก็เร่งปรับตัวตั้งแต่ต้นปีทั้งการเติมประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า การปรับรูปแบบร้าน และการลงมาเล่นตลาดบุฟเฟ่ต์ชัดเจนขึ้น ผ่านกลยุทธ์ราคาและการขยายสาขาในทำเลไฮเปอร์มาร์เก็ต เพื่อรักษาฐานลูกค้าในยุคกำลังซื้อเปราะบาง
อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง
- ‘ชาบูชิ’ ทวงแชมป์ ‘Top of Mind’ คนรุ่นใหม่ ทุ่มหมดหน้าตักเจาะตลาดฟู้ด 7 แสนล.
- สงครามหม้อไฟ 5 หมื่นล. ตลาดนี้เป็นของผู้บริโภค ชอบน้ำซุป-น้ำจิ้ม แบบไหนไปแบรนด์นั้น
- เมื่อต้านทานไม่ได้จงเข้าร่วม ‘ชาบูชิ’ มาแล้ว!! บุฟเฟต์ 259+บาท คลุม 72 สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วไทย
จากแนวโน้มในรอบปีนี้ แม้ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จะเป็นแบรนด์ที่มีความเคลื่อนไหวหลักปี 2568 แต่จากอัตราการเติบโตเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนสัญญาณว่า ‘ตลาดเริ่มอิ่มตัว’ และการแข่งขันด้านราคา–ทำเล–ต้นทุน วัตถุดิบ กดดันกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สเต็ก สงคราม ‘คุ้มค่า’ ยุคประหยัด
อีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่เห็นการเคลื่อนไหวชัดในปี 2568 คือ ตลาดร้านสเต็ก ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกว่า 9 พันล้าน และกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น
อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง
- ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ รุกตลาดโลก ส่งออก 2 แบรนด์สร้างในไทย ขยายแฟรนไชส์ต่างประเทศเต็มกำลัง
- สงครามร้านอาหาร ถึงคิวตลาดสเต๊ก 9 พันล.บาท ชานตาเฟ่ ขอรีแบรนด์ใหม่สู้ด้วย!!
โดยแรงกระเพื่อมสำคัญ มาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของร้านสเต็กแบรนด์ อีท แอม อาร์ สเต็ก (Eat Am Are) ของบริษัท อีท แอม อา กรุ๊ป จำกัด ที่เดินหน้าเปิดสาขาไม่หยุด (ปัจจุบันกว่า 20 สาขา)ด้วยกลยุทธ์ ‘ราคาสมเหตุสมผลเกินคุณภาพ’ มาตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าในช่วงเศรษฐกิจชะลอ
จากการที่ตลาดนี้มีตัวเลือกมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องปรับเกมตามเช่นกัน โดยกลุ่ม ไมเนอร์ ฟู้ด เลือกแตกแบรนด์ Steak & More เพื่อขยายฐานลูกค้า หลังจากก่อนหน้านี้มี Sizzler ครองตลาดกลาง–พรีเมียมอยู่แล้ว ด้วยจำนวนสาขาราว 65-70 สาขา
ขณะที่เมื่อกลางปี 2568 ยังเห็นความเคลื่อนไหวของ ซานตาเฟ่ สเต็ก ที่รีแบรนด์ภาพลักษณ์ใหม่ให้สดใสและเข้าถึงง่ายมากขึ้น เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่เช่นกัน
เครื่องดื่ม ปีแห่ง ‘ชา’
ปี 2568 ถือเป็นปีทองของ ตลาดเครื่องดื่มกลุ่มชา อย่างชัดเจน ตั้งแต่ต้นปีจากกระแส ชาพรีเมียม โดยเฉพาะมัตจะ (Matcha) มาแรงเกินต้าน ผลักดันให้ตลาดเครื่องดื่มภาพรวมมูลค่าราว 5.69 หมื่นล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนอน-คอฟฟี่ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะ ตลาดชา (ค้าปลีกและชาพร้อมดื่ม) คาดว่ามี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 19,000 จากหลายแรงหนุนสร้างความนิยมในกลุ่มผู้บริดภค โดยเฉพาะกระแสชาไทยในระดับสากล
ส่วนหนึ่งยังมาจากจากการโปรโมตผ่านวัฒนธรรมป๊อปและความร่วมมือในต่างประเทศ ผ่าน ลิซ่า ศิลปินเคป็อป ระดับโลก จากความร่วมมือ ‘Erewhon’ มาครีเอทชาไทยสูตรพรีเมียม ‘Thai up the World’ ยกระดับภาพลักษณ์ ‘ชา’ ให้กลายเป็นเครื่องดื่มแฟชั่น ไม่ใช่แค่ของดั้งเดิม
นอกจากนี้ ยังมีอีกภาพที่เห็นชัด คือ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่และซับแบรนด์ เช่น CTV ของชาตรามือ
อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน ในตลาดนี้ ยังได้เห็นการเข้ามาของของแบรนด์ชาระดับพรีเมียมรายใหญ่อย่าง ชาจี (CHAGEE) จากจีนเข้ามาในไทย โดยกลุ่มทุนไทยนำโดย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ เบเวอร์เรจ จำกัด ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (มาม่า), คมสันต์ แซ่ลี (Flash Express) และ ‘ชานนท์ เรืองกฤตยา’ (อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์) เข้าซื้อหุ้น 51% ทำให้กลุ่มนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และขับเคลื่อนธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์
จากแนวโน้มการขยายตัวตลาดเครื่องดื่มชาที่เติบโตในปี 2568 นี้ จะยังเป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่ต้องจับตาต่อ ในปีหน้า
ปีแห่งแข่งความคุ้มค่า ประสบการณ์หน้าร้าน
จากความเคลื่อนไหวในตลาด F&B ในปีนี้ หากมองต่อถึงในปี2569 ทำให้ธุรกิจร้านอาหารยังต้องเดินบนเส้นทางประคับประคองภายใต้โจทย์ใหญ่ คือ กำลังซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่ฉลาดขึ้น รอบคอบขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า มากกว่าภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว
ขณะที่ แบรนด์ จะต้องตอบโจทย์ราคาเหมาะสม ประสบการณ์ชัด และคุณค่าที่ผู้บริโภครู้สึกได้จริง นอกเหนือจากสร้างเอนเกจเมนต์แบรนด์ให้ไวรัล ในสมรภูมิ F&B ที่จะยังแข่งขันต่อไปไม่แพ้ไฟใต้หม้อชาบู ในปีหน้า
Alternate-X สรุปให้
ปิดปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ไทย ยังเป็นตลาดใหญ่ มูลค่ากว่า 6.46–6.57 แสนล้านบาท แต่เติบโตต่ำกว่าคาดจากกำลังซื้อชะลอและเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดในหลายเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะ ชาบู–สเต็ก–เครื่องดื่มชา ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิหลักของปี ผู้บริโภคหันมาเลือก ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ประสบการณ์หน้าร้าน’มากกว่าภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้แบรนด์ใหญ่–กลางต้องเร่งปรับกลยุทธ์ราคา รูปแบบร้าน และพาร์ตเนอร์เชิงโครงสร้าง สะท้อนสัญญาณว่าตลาด F&B ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่เติบโตได้ในระยะยาว
STORYTELLER BY LilGray
I create stories that make the world feel closer — and a little happier.





