KiKi Cheesecake จุดเริ่มจากความเอาชนะเพื่อให้ได้รสชาติขนมเหมือนต้นตำรับโอซาก้า ญี่ปุ่น ที่ต่อยอดสู่ธุรกิจจริง พร้อมเจอกับหลากหลายเควสในเกมธุรกิจที่เคลียร์ผ่านมาได้จนถึงในปี 2569 กับแผนคุมขยายสาขาแฟรนไชส์และสูตรการทำงานด้วย Passion
ชิตติพล ว่องส่งสาร หรือ ‘อี้’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์กิ๊กิ (KiKi) ชีสเค้ก ภายใต้บริษัท กิ๊กิ แอนด์ เฟรนด์ จำกัด (kiki and friends Co.Ltd) หลังบอกเล่าการออกสตาร์ทธุรกิจที่เริ่มจากศูนย์ พร้อมพาแบรนด์และกิจการไปเจอกับหลากหลาย ‘เควส’ เพื่อปรับท่าเล่นพร้อมแก้ไขให้พาไปสู่เกมธุรกิจในปี 2569 นี้
อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง
สู่เส้นทางโมเดลแฟรนไชส์
ชิตติพล เล่าต่อว่าหลังทำร้านครบปี ธุรกิจเริ่มขยับขยายสู่รูปแบบแฟรนไชส์ในปีที่ 2 โดยเจ้าของแฟรนไชส์กลุ่มแรก คือ ‘ลูกค้าประจำ’ ของร้าน ถึงในปัจจุบันมีทั้งหมดประมาณ 8 สาขาแฟรนไชส์ กระจายอยู่รอบนอกกรุงเทพ เช่น สายไหม และแจ้งวัฒนะ และมี 3 สาขาหลักในชลบุรี คือ บางแสน พระยาสัจจา และศรีราชา
สำหรับ โมเดลแฟรนไชส์ กิ๊กิ ชีสเค้ก กำหนดราคาอยู่ที่ 390,000 บาท โดยผู้ซื้อแฟรนไชส์ จะได้รับ
- สูตรขนม
- การสอนทำขนมทั้งหมด
- อัปเดตเมนูใหม่ให้ต่อเนื่อง
- การทำ Personal Branding
- การทำการตลาดออนไลน์ พร้อมวางระบบโปรโมตธุรกิจร้าน
“เราไม่บังคับขายวัตถุดิบ แต่จะมีทีมเข้าไปแนะนำซัพพลายเออร์ และกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบให้คุณภาพคงที่ ซึ่งสิ่งที่เราขายจริง ๆ คือ โมเดลธุรกิจ แบรนดดิ้ง และแพคเกจจิ้ง
พร้อมให้สิทธิ์แฟรนไชส์กิ๊กิ ชีสเค้ก เป็นระยะเวลา 2 ปี และหากไม่ต้องการต่อสัญญาใหม่เมื่อครบกำหนด บริษัทฯ พร้อมรับร้านกลับมาดูแลต่อ

‘ทำวันละหนึ่งอย่าง’ ล้มแล้วลุก
อย่างไรก็ตาม นอกจากช่วง ‘ซันเซ็ต’ ของธุรกิจแล้ว กิ๊กิ ชีสเค้ก ก็เคยผ่านช่วงที่ยากลำบากที่สุดมาแล้วเช่นกัน ด้วยเขายอมรับว่า จากกระแสที่เริ่มตกทำให้ยอดขายในร้านสาขาลดลง
“เป็นช่วงที่ดาวน์พอสมควร เมื่อเวลาขายไม่ดี เจ้าของมักโทษตัวเอง คิดว่าทำไม่เก่ง ขนมไม่อร่อย มีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นทุกวัน จนความมั่นใจเริ่มหายไป”
และนั่นคือ จุดที่เริ่มคิดถึงการ ‘เซ้งร้าน’ ทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรใหม่ เพราะคิดว่าทำไปก็ไม่มีคนสนใจ มีบางช่วงถึงกับนอนทั้งวัน ตื่นมาก็เครียด แม้จะไม่มีหนี้ แต่สิ่งที่หายไปจริง ๆ ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือ ‘การที่ลูกค้าไม่เห็นเราแล้ว’
‘ชิตติพล’ บอกว่า ธุรกิจในวันนี้การมีตัวตนในสายตาลูกค้า ไม่ได้อยู่แค่หน้าร้านแต่มันอยู่ใน ‘หน้าจอมือถือ’ โดยจุดที่ทำให้ ‘เขา’ ลุกขึ้นมาได้จริง ๆ มาจากบทสนทนากับลูกวัย 4–5 ขวบ
“มีวันหนึ่งลูกเดินมาถามว่า ‘พ่อเป็นกัปตันเหรอ?’ ซึ่งตอนแรกนึกว่าชวนเล่นเป็นกัปตันอเมริกา แต่ลูกพูดต่อว่า ‘พ่อเป็นกัปตันของบ้านนะ”
คำนั้นทำให้เราสะอึก แล้วกลับมาถามตัวเองว่า…ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่?
ทำให้ ‘ชิตติพล’ กลับมาทบทวนในฐานะกัปตันของบ้านแต่กลับไม่ตั้งเข็มทิศ ไม่พาผู้โดยสารไปไหนมาอยู่แต่ในห้องควบคุม จากวันนั้นเลยรู้ว่า ‘ต้องทำอะไรสักอย่าง’
จากร้านที่เงียบมาก ได้เริ่มลุกขึ้นมาทำทุกอย่าง ซื้อหุ่นเป่าลมเพื่อมาตั้งหน้าร้าน ทำป้ายใหม่ ปรับหน้าร้านที่บางแสน
“ใช้หลักง่าย ๆ คือ ‘ทำวันละอย่าง’ เพราะถ้าคิดจะทำทุกอย่างพร้อมกัน มันจะยิ่งพัง เหมือนคนที่ร่างกายอ่อนแอ ต้องค่อย ๆ ฟื้นวันละ 1 อย่าง เราทำแบบนี้ 30 วัน ต่อเนื่องครบเดือนก็จะได้การเปลี่ยนแปลง 30 เรื่อง”
‘ชิตติพล’ บอกว่าพอทำไปเรื่อย ๆ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ‘Self-esteem’ เริ่มกลับมา ความรู้สึกโทษตัวเองก็น้อยลง แล้วเริ่มทำคอนเทนต์ จากในช่วงแรกไม่ได้คิดว่าจะต้องทำคลิป แต่พอลองทำต่อเนื่อง แล้วเห็นว่ามันได้ผล
“คลิปแรก ๆ ที่ทำออกมาไม่ได้ขายขนมเลย แต่เล่าเรื่องแมวที่บ้าน เล่าเรื่องชีวิต เล่าเรื่องการตลาด กลับกลายเป็นว่าคนดูเพิ่มขึ้น และเพิ่งเข้าใจว่า ยิ่งเราไม่ขายของตรง ๆ ของยิ่งขายได้”
โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์กับคนดู ทำให้คนติดตาม พอคนดูเพิ่ม ยอดขายทุกสาขาก็เพิ่มตาม ขณะที่ ‘ช่วงพีค’ สุด คือ สาขาชลบุรี ทำยอดได้เกือบ 1 ล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่ ธุรกิจจาก ‘Day1’ ในวันแรกที่ทำคนเดียว ถึงในตอนนี้มีทีมพนักงานถึง 12 คน!!

ปี 2569 เปิด 5 สาขาแฟรนไชส์
ขณะที่แผนธุรกิจปี 2569 เขา วางแผนจะขยายร้านกิ๊กิ ชีสเค้กในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจอยู่ใน Waiting List มากกว่า 30 ราย กระจายหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ สงขลา ภูเก็ต และโคราช
โดยบริษัทฯ จะกำหนดการเปิดสาขาโมเดลแฟรนไชส์ ราว 5 สาขา เพื่อควบคุมคุณภาพ พร้อมโฟกัสการทำระบบให้แข็งแรงก่อน ทำให้ในปีนี้จะยังไม่เร่งขยายสาขา
จากนั้นในปีที่ 2 และ 3 ‘กิ๊กิ ชีสเค้ก’ วางแผนขยายธุรกิจร้านเข้าสู่กรุงเทพฯ โซนชั้นใน พร้อมขยายต่างจังหวัดเพิ่มเติม
โดยเป้าหมายปีนี้ ชิตติพล บอกว่า “ไม่ได้ตั้งเป้ายอดกำไรเป็นหลัก แต่โฟกัสการทำให้แบรนด์เป็นร้านโปรดของลูกค้า วัดผลจากการกลับมาซื้อซ้ำ การบอกต่อ และการจดจำแบรนด์กิ๊กิ ชีสเค้ก โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่
ขณะที่ การทำธุรกิจในภาพรวมธุรกิจวันนี้ทุกสาขาจะต้องอยู่ได้ มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 300,000 บาทต่อเดือนต่อสาขา และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้คนที่ซื้อแฟรนไชส์ ‘อยู่รอดไปกับเราได้จริง’

ขยายฐานลูกค้าเด็กลง
ชิตติพล เสริมว่านอกจากแผนขยายสาขาธุรกิจแล้ว ในปีนี้ KiKi Cheesecake จะยังโฟกัสการทำ Personal Branding มากขึ้นไปพร้อมการขยายฐานลูกค้าให้เด็กลงโดยเลือกใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย อาทิ
- TikTok กลุ่มอายุ 25–34 ปี
- Facebook กลุ่มอายุ 35–45 ปี
- Instagram กลุ่ม 13–24 ปี
จากข้อมูลชุดนี้ ทำให้กิ๊กิ ชีสเค้ก เตรียมแยกทีมการทำคอนเทนต์ตามแพลตฟอร์มโซเชียล พร้อมปรับ Mood & Tone ให้ตรงกลุ่มเป้าหมายในแต่ละเจนฯ ด้วย
พร้อมใช้กลยุทธ์ใหม่ เริ่มคอลลาบอเรชั่น (Collaboration) กับร้านอาหาร เพื่อพัฒนาสูตรรสชาติอาหารและเบเกอรี่แนวใหม่ร่วมกัน เช่น ชีสเค้กต้มยำ หรือ ชีสเค้กทรัฟเฟิล เป็นต้น
“เป็นการเอาขนมไปต่อยอดร่วมกับเมนูอื่น รวมถึงคอลแลบส์กับร้านกาแฟเพิ่ม ซึ่งจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังปีนี้”
ทำคลิปแล้วปัดทิ้ง…ไม่ช่วยยอดขาย
ชิตติพล กล่าวเสริมว่า จากก่อนหน้า กิ๊กิ ชีสเค้ก ใช้เครื่องมือ คอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง ผ่านการทำคลิปสั้น เพื่อส่งเสริมการตลาดธุรกิจ จากเดิมยอดผู้ชมที่ดูคลิปจนจบมีผลกับ Conversion แต่หลังจากMeta ปรับนโยบายและอัลกอริทึ่มใหม่บนแพลตฟอร์ม ทำให้ทุกหนึ่งคลิปมีโฆษณาเข้ามาแทรก มีผลกับอัตราการดูคลิปคอนเทนต์ของร้านจนจบ จากเดิมอยู่แค่ 7% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 15–25%
“ตัวเลขนี้มีผลกับยอดขายโดยตรง หากทำคลิปมี 100,000 วิวแต่คนดูไม่จบอาจสร้างรายได้แค่หลักร้อย แต่ถ้าคนดูจบมากขึ้น เช่น 10% เราต้องการแค่บางส่วนของคนดูเปลี่ยนมาเป็นลูกค้า ก็สามารถสร้างรายได้หลักร้อยถึงหลักพันได้”
ชิตติพล บอกว่าจากสถานการณ์นี้ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา กิ๊กิ ชีสเค้ก ประกาศแนวทางออกไปแล้วจะชะลอการทำคลิปสั้น ด้วยไม่ส่งผลเชิงบวกกับคอนเวอร์ชั่น
โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ยอดวิว แต่เป็น ‘ความเชื่อมั่น’ (Trust) เพื่อสร้างให้ลูกค้าต้องเห็นแบรนด์ซ้ำ ๆ เห็นวิธีคิด ทัศนคติ และการดูแลลูกค้า ด้วยก่อนหน้าหลายคนดูหลายคลิป ก่อนตัดสินใจซื้อ
ปัจจุบัน KiKi Cheesecake มีสินค้าครอบคลุมหลายระดับราคา พร้อมวางแผนออกสินค้าใหม่ทุก 3–4 เดือน พร้อมใช้กลยุทธ์พัฒนาสินค้าใหม่และทดสอบตลาดจริง หากได้การตอบรับไม่ดี จะตัดรายการนั้นออกทันที
ตัวอย่างเช่น ‘ครีมมี่ชีสเค้ก’ หลังทดลองตลาดแล้ว พบว่าขึ้นมาเป็นสินค้าขายดีอันดับ 2 ภายใน 3 เดือน ทำให้กลายเป็นสินค้าที่ได้อยู่ต่อในร้านกิ๊กิ ชีสเค้ก
โดยกลุ่มสินค้าหลัก ในปัจจุบัน ได้แก่ ชีสเค้กญี่ปุ่น, ครีมมี่ชีสเค้ก, คุกกี้, ชูครีม, ทาร์ตไข่ และ พุดดิ้ง สินค้ามีรายการเเริ่มต้น 20 บาท(ทาร์ตไข่) ถึง 195 บาท (ชีสเค้ก)
อนาคต ธุรกิจไลฟ์สไตล์
ชิตติพล ขยายต่อถึงภาพธุรกิจในอนาคตมีแนวคิดต่อยอดไปสู่การเป็น ‘ร้านอาหาร’ โดยนำสไตล์หน้าร้านแบบญี่ปุ่นมาผสมกับแบรนด์ แล้วนำเมนูใหม่ ๆ มาวางขายร่วมกับ ‘กิ๊กิ’ เพื่อขยายประสบการณ์จากแค่ขนม ไปสู่ไลฟ์สไตล์มากขึ้น
จากแนวคิดการทำธุรกิจพร้อมแผนไปต่อของ ชิตติพล กับจุดสตจาร์ทที่เริ่มจากศูนย์จริงๆ ที่ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่หมดสำหรับเขา แต่ได้พาแบรนด์ กิ๊กิ ชีสเค้ก ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้แล้วในวันนี้ได้
เขา ย้ำแนวคิดสำคัญว่า สุดท้ายแล้วการทำธุรกิจ ต้องเริ่มจาก ‘สิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ’ เพราะระหว่างทางจะมีอุปสรรคเสมอ แต่สิ่งที่ต้องหาให้เจอ คือ ‘จุดได้เปรียบที่คนอื่นไม่มี’ และสิ่งนั้นมักมาจาก ‘Passion’ ของเราเอง เพราะแพสชันคือความได้เปรียบแบบหนึ่งที่คนอื่นเลียนแบบได้ยาก
พร้อมทิ้งท้ายข้อคิดว่า การทำจะสิ่งใดอาจไม่ต้องใช้จุดตั้งต้นเพราะ ‘เงิน’ อย่างเดียวด้วยการทำเพราะเงิน หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คิดเราจะเลิกทันที แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ต่อให้มีอุปสรรคต่อให้เงินยังไม่มา เราก็ยังอยู่กับมันได้ เพราะเป็นสิ่งที่รักเราจะหาทุกวิธีเพื่อให้ได้อยู่กับสิ่งนั้น
ด้วยเงินอาจเป็น ‘ผลลัพธ์’ แต่สิ่งที่ทำให้เรา‘อยู่รอด’ คือความเชื่อในสิ่งที่ทำ



