เทอร์ร่า สำรวจพบคนไทยยังมั่นใจการเงินตัวเอง แต่กลัวเศรษฐกิจ 12 เดือนข้างหน้า ขอชะลอซื้อบ้าน-รถ ส่วนเทรนด์เวลบีอิ้งพุ่ง 93% ให้สุขภาพเป็นอันดับหนึ่ง-อสังหาฯ ต้องปรับเกมรับความต้องการใหม่
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทยครึ่งแรกปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่ 56 จุด จาก 66 จุดในช่วงครึ่งหลังปี 2568 แม้ยังเป็นบวก แต่ความกังวลต่อเศรษฐกิจ 12 เดือนข้างหน้าดิ่งลงเหลือเพียง 38 จุด ใกล้เคียงช่วงล็อกดาวน์โควิดปี 2564
- คนไทยยังมองสถานะการเงินตัวเองดี โดยดัชนีคาดการณ์การเงินส่วนตัว 12 เดือนข้างหน้าสูงถึง 80 จุด แต่ความเชื่อมั่นในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่อย่างบ้านและรถยนต์ต่ำเพียง 42 จุด สะท้อนว่า “มีเงินแต่ยังไม่กล้าใช้”
- 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยเทรนด์ที่เติบโตแรงสุดคือนอนหลับมีคุณภาพและคาร์ดิโอ เพิ่มขึ้น 50% ผู้ซื้อบ้านยุคใหม่ไม่ได้มองแค่ขนาดพื้นที่ แต่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิต ดัน Wellness เป็น factor ใหม่ในตลาดอสังหาฯ
สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการบริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จํากัด (TerraBKK.com) ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ด้วยข้อมูลงานวิจัยเชิงลึก กล่าวว่า Terra ทำการสำรวจออนไลน์ระหว่างวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงเหลือ 56 จุด จาก 66 จุด ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ที่ผ่านมา
“แม้ความเชื่อมั่นจะยังคงเป็นบวก จากค่าที่สูงกว่า 50 จุด สะท้อนความเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจก็ตาม แต่ดัชนีมีแนวโน้มลดลงอีกครั้งอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง”
โดยดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลงในปีนี้ เกิดจากสองปัจจัยหลัก
- ความเชื่อมั่นที่อ่อนแอในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านและรถยนต์ ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 42 จุด
- ความรู้สึกในแง่ลบเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 38 จุด
ขณะที่ ดัชนีในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 66จุด จาก 45 จุดในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนหน้านี้ลดลงจาก 72 จุดในปี 2567, 75 จุด ในปี 2566 และ 79 จุด ในปี 2565 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่บันทึกไว้ในช่วงระยะเวลาสำรวจ โดยค่าดัชนีต่ำสุดอยู่ที่ 44 จุด ในปี 2564 ท่ามกลางมาตรการล็อกดาวน์จากโควิด-19 เมื่อเทียบกับ 71 จุด ในปี 2563
“ระดับความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจในขณะนี้เทียบได้กับสิ่งที่เราเห็นในช่วงล็อกดาวน์ในปี 2564”
สำหรับตัวชี้วัดอื่นๆ ของแบบสำรวจ ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับสถานะทางการเงินส่วนบุคคลของตนเอง โดยจัดอันดับดัชนี ดังนี้
- การประเมินสถานการณ์ทางการเงินในอีก 12 เดือนข้างหน้า ได้คะแนน 80
- การประเมินสถานะทางการเงินในปัจจุบันเมื่อเทียบกับปีก่อน ได้คะแนน 67
- การประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้คะแนน 56
คนรุ่นใหม่ มองหาสุขภาวะ
พร้อมกันนี้ ‘Terra’ ยังได้ทำการสำรวจประจำปีเกี่ยวกับผู้ซื้อบ้านในอนาคตจากหลากหลายช่วงวัยทางออนไลน์ตั้งแต่ปี 2563-2567 และสำรวจทุกครึ่งปีตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา
โดยการสำรวจครั้งล่าสุด ซึ่งดำเนินการในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ครอบคลุมผู้ตอบแบบสอบถาม 400 คน โดย 52% อยู่ในกรุงเทพฯ และ 48% อยู่ในจังหวัดอื่นๆ
ขณะที่ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ใหญ่ที่สุด คิดเป็น 44% คือ กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง 15,000 ถึง 50,000 บาท อีก 25% มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ 31% มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท , กลุ่มเจเนอเรชั่นวาย (อายุ 31-44 ปี) คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดถึง 44%, กลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ (อายุ 45-59 ปี) ที่ 32%, กลุ่มเจเนอเรชั่นซี (อายุ 15-30 ปี) คิดเป็น 16% และ กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (อายุมากกว่า 59 ปี) คิดเป็น 8%
‘เวลบีอิ้ง’เทรนด์สำคัญ
ขณะเดียวกัน Terra ยังสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับสุขภาวะ (เวลบีอิ้ง)และพบว่า 93% ของผู้ตอบแบบสอบถามถือว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ โดย ‘กลุ่มเบบี้บูมเมอร์’ ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากที่สุด โดย 60% ระบุว่า ‘สำคัญมาก’ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในทุกรุ่น
สำหรับ ด้านการใช้จ่ายรายเดือนด้านสุขภาพและสุขภาวะ รวมถึงกิจกรรมออกกำลังกาย อาหารเพื่อสุขภาพ วิตามิน การตรวจสุขภาพ และบริการดูแลสุขภาพอื่นๆ มีสัดส่วน 43% โดยจัดสรรเงินระหว่าง 1,000 ถึง 3,000 บาทต่อเดือน
ตามมาด้วยกลุ่มที่ใช้จ่ายระหว่าง 3,000 ถึง 6,000 บาท และน้อยกว่า 1,000 บาท คิดเป็น 18% ตามลำดับอีก 13% ไม่ระบุงบประมาณด้านสุขภาพที่แน่นอน ส่วน 5% ใช้จ่าย 6,000-10,000 บาท และ 2% ใช้จ่ายมากกว่า 10,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่ามีแนวโน้มด้านสุขภาพที่เติบโตขึ้นหลายอย่างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นที่มากที่สุดคือการให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพและการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ซึ่งทั้งสองอย่างอยู่ที่ 50% ตามมาด้วยการฝึกยกน้ำหนักที่ 41%
ในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ในอันดับสูงสุดที่ 64% ตามมาด้วยอาหารเสริมและวิตามินที่ 48% และการติดตามสุขภาพผ่านอุปกรณ์ดิจิทัลและแอปพลิเคชันที่ 46%
ในขณะเดียวกัน กิจกรรมไลฟ์สไตล์หลายอย่างกลับได้รับความนิยมลดลง อาทิ
- การเข้าสังคมนอกบ้านมีการลดลงมากที่สุดที่ 49%
- สปาและการบำบัดฟื้นฟูที่ 33%
- การดื่มแอลกอฮอล์ที่ 26%
“ผู้ซื้อบ้านในปีนี้มีแนวโน้มที่จะมีดัชนีความสุขสูง ดังนั้นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ควรนำแนวคิดเรื่องสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และอายุยืนยาวมาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในสภาพตลาดปัจจุบันมากขึ้น”
สุมิตรา เสริมว่า ผู้ซื้อบ้านในอนาคตไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เท่านั้นอีกต่อไป พฤติกรรมผู้คนกำลังมองหาบ้านที่สนับสนุนสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตในระยะยาว พวกเขาต้องการเข้าถึงพื้นที่สีเขียว อากาศบริสุทธิ์ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ



