‘ฮาโลวีน’ จากซับคัลเจอร์ Expat สู่เศรษฐกิจคืนปล่อยผีของคนไทย

ย้อนเส้นทาง ‘วันฮาโลวีน’ ในไทย จากกิจกรรมโรงเรียนนานาชาติและปาร์ตี้ Expat สู่ค่ำคืนสยองขวัญชวนสนุกของปลายเดือนตุลาคม ที่ขับเคลื่อนแฟชั่น อาหาร อีเวนต์ และเศรษฐกิจเมือง

 

‘Trick or treat?’ วลีภาษาอังกฤษสั้น ๆ สามพยางค์นี้ คือธรรมเนียมที่เด็ก ๆ ในโลกตะวันตกใช้เคาะประตูบ้านในคืนวันที่ 31 ตุลาคม เพื่อขอขนมจากเพื่อนบ้าน พร้อมคำขู่เล็กๆ  ว่า หากไม่ได้ขนม ก็อาจจะโดนแกล้งได้นะ!!

 

แต่สำหรับคืนวันฮาโลวีนในประเทศไทย จุดเริ่มน่าจะมาจากกิจกรรมเล็ก ๆ ในโรงเรียนนานาชาติ ชุมชนชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและพำนักอาศัย หรือ Expat รวมถึงผับบาร์ในย่านท่องเที่ยว ก่อนค่อย ๆ ขยายสู่กิจกรรมและปาร์ตี้ของคอมมูนิตี้คนเมือง จนผู้คนพร้อมใจกันปลุกคืนสุดท้ายของเดือนตุลาคม ให้กลายเป็นเศรษฐกิจความสนุกปนสยองขวัญขนาดย่อม ๆ

 

ทำไมจึงเรียก ‘วันปล่อยผี’

สำหรับชื่อ Halloween มีรากมาจากคำว่า All Hallows’ Eve หมายถึงคืนก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย (All Saints’ Day) ของคริสต์ศาสนา ซึ่งตรงกับวันที่ 1 พฤศจิกายนของทุกปี

 

แต่ภาพจำของคืนที่โลกคนเป็นกับโลกวิญญาณอยู่ใกล้กันนั้น มักถูกโยงกลับไปยัง Samhain เทศกาลของชาวเซลต์ในยุโรปโบราณ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูเก็บเกี่ยวสู่ฤดูหนาว

 

โดยผู้คนในเวลานั้นเชื่อว่า คืนวันที่ 31 ตุลาคมเป็นช่วงเวลาที่วิญญาณอาจกลับมายังโลกมนุษย์ จึงก่อกองไฟ สวมหน้ากาก หรือแต่งกายแปลกตา เพื่อป้องกันตนเองจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

 

และเมื่อวัฒนธรรมเซลต์ค่อย ๆ ผสานเข้ากับคริสต์ศาสนา คืนก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลาย หรือ All Hallows’ Eve จึงค่อย ๆ กลายเสียงเป็น Halloween ก่อนจะเดินทางข้ามทวีปไปเติบโตอย่างเต็มรูปแบบในสหรัฐอเมริกา ผ่านผู้อพยพชาวไอริช และกลายเป็นวัฒนธรรมป๊อประดับโลกในเวลาต่อมา

 

ฮาโลวีน เข้ามาไทย ตอนไหน?

 

ขณะที่การเดินทางของ ‘วันฮาโลวีน’ มายังประเทศไทยนั้น คาดเข้ามาในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป แทรกซึมผ่านหลายช่องทางตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ทั้งภาพยนตร์ฮอลลีวูด โทรทัศน์ การเรียนภาษาอังกฤษ โรงเรียนนานาชาติ และชุมชนชาวต่างชาติ

 

โดยมีข้อมูลท้องถิ่นบันทึกการกล่าวถึงฮาโลวีนในไทยเมื่อปี 1994 ผ่านการฉายภาพยนตร์ Halloween ทาง Thai Sky และในช่วงเปลี่ยนสู่ทศวรรษ 2000 ฮาโลวีนได้เริ่มเป็นกิจกรรมในโรงเรียนนานาชาติ อาคารพักอาศัย และย่านท่องเที่ยวอย่างพัทยา กรุงเทพฯ และภูเก็ต

 

กระทั่งในปี 2006 สื่อต่างประเทศรายงานว่า ฮาโลวีนในกรุงเทพฯ กำลังขยับจากกิจกรรมเด็กในโรงเรียนนานาชาติ ไปสู่โอกาสของห้างสรรพสินค้า บาร์ และสถานบันเทิง แม้ในเวลานั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ได้มีวัฒนธรรมเคาะประตูบ้านเพื่อ trick-or-treat แบบอเมริกันก็ตาม

 

รวมถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ราวปี 2010 เมื่อมีการจัด ‘Bangkok Halloween Festival’ บนถนนข้าวสารอย่างเป็นทางการ เทศกาลผีจึงเริ่มมีหน้าตาเป็นอีเวนต์สาธารณะ ไม่ใช่เพียงปาร์ตี้ในพื้นที่ของชาวต่างชาติ

 

จากชุดแฟนซีสู่เศรษฐกิจคืนปล่อยผี

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าทางเศรษฐกิจ ‘วันฮาโลวีน’ อาจไม่ได้อยู่เพียงแค่ชุดผีที่หลากหลาย แต่ยังกระจายไปตามห่วงโซ่ของ ‘คืนออกไปเล่น’ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย เครื่องสำอาง เอฟเฟกต์แต่งหน้า ของตกแต่ง ขนม เมนูพิเศษ ไปจนถึงค่าเดินทาง ร้านอาหาร เครื่องดื่ม โรงแรม และบัตรเข้างาน

 

ขณะที่ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดฮาโลวีนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่าการใช้จ่ายช่วงเทศกาลปี 2026 จะอยู่ที่ 13,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนชัดเลยว่า วันฮาโลวัน ไม่ใช่เทศกาลนี้ขายความกลัว แต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกับผู้คนในคอมมูนิตี้

 

สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่าตลาดหรือเม็ดเงินหมุนเวียนจากวันฮาโลวีน คาดมีมูลค่าราว 6,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่มาจากภาพของธุรกิจ ร้านค้า ศูนย์​การค้า  รวมถึงถนนแหล่งย่านท่องเที่ยวที่ลงทุนสร้างงาน และธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่มที่ออกเมนูเฉพาะช่วงเวลา ที่ต่างจัดกิจกรรมวันฮาโลวีน เกือบทั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วงก่อนถึงค่ำคืนวันที่ 31 ตุลาคม

 

กิจกรรมเหล่านี้ สะท้อนชัดว่า ‘ฮาโลวีน’ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมย่อย ที่กลุ่มธุรกิจ บริการ ร้านค้า ต่างเฝ้ารอสร้างทราฟฟิกจากกลุ่มลูกค้าให้เดินทางเข้ามาจับจ่าย ในปลายเดือนตุลาคม

 

เทศกาลต่างชาติในแบบที่คนไทยเลือกใช้เอง

อย่างไรก็ตาม วันฮาโลวีนสำหรับ ‘คนไทย’  อาจไม่ได้รับเอาความหมายกิจกรรมดั้งเดิมในแบบภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาทั้งหมด ด้วยเรา คงไม่ได้ไปเคาะประตูบ้านทุกหลังเพื่อขอขนม และไม่ได้เชื่อว่าคืนนี้คือคืนที่ผีกลับบ้าน

 

แต่คนไทย เลือกจะหยิบเส้นเรื่องราวจากความเชื่อโลกคนตายจากฝั่งตะวันตก เอามาผสมกับสิ่งที่สังคมไทยถนัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ‘ความสนุก’ จากการแต่งตัว การกิน การถ่ายรูป การรวมกลุ่ม และการเปลี่ยนพื้นที่เมือง ให้เป็นคอมมูนิตี้ เพื่อมาเล่นด้วยกันชั่วคราว

 

ทำให้ วันฮาโลวีน จึงไม่ใช่วันที่คนไทย ‘เชื่อเรื่องผี’ กันมากขึ้น แต่เป็นวันที่คนไทยใช้เรื่องผี เป็นอีกกิจกรรมที่ชักชวนกันออกมาใช้ชีวิต สนุกกับตัวตน และสร้างเศรษฐกิจเล็ก ๆ ให้คึกคักขึ้นอีกหนึ่งคืน

อ้างอิง

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 alternate-x.com All Rights Reserved.