HSBC รับ FDI ญี่ปุ่นเติมทุนในไทย 3.67 หมื่นล. ขยายลงทุน 3 อุตสาหกรรมอนาคต

ซีอีโอ HSBC Group Japan เยือนไทย ย้ำความเชื่อมั่น FDI ญี่ปุ่นสะสมแตะ 3.45 ล้านล้านบาท พร้อมหนุนธุรกิจไทย-ญี่ปุ่นขยายตัวรับวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

 

 

ทาเคโอะ คาเนโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจธนาคารเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น (HSBC Group Japan) กล่าวว่า ในโอกาสการเยือนประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนภูมิภาคอาเซียนของเอชเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น ครอบคลุมอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เพื่อพบและหารือกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมใช้เวลาอยู่ในพื้นที่จริงในทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งกำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อเครือข่ายการค้าและการลงทุนของญี่ปุ่นทั่วอาเซียน

 

สำหรับการเดินทางเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อเข้าพบลูกค้าองค์กรภาคธุรกิจและหารือถึงแนวทางที่ธนาคารฯ จะสามารถสนับสนุนลูกค้าญี่ปุ่นและไทยที่ขยายธุรกิจในทั้งสองประเทศได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรับวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ญี่ปุ่นในปี 2570

 

โดย ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นแหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยยอดรวม FDI จากญี่ปุ่น ที่มาลงทุนในประเทศไทยอยู่ที่ 3.45 ล้านล้านบาทหรือ104,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของปริมาณ FDI รวมทั้งหมดของไทย (ข้อมูล ณ ปี 2568)

 

ขณะที่ แนวโน้มการลงทุนจากญี่ปุ่นเข้ามายังไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในปี 2568 มีเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเข้ามายังไทยเพิ่มเติมถึง 39,900 ล้านบาทหรือ 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ  ตลอดจนยังมีการวางแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 36,700 ล้านบาทหรือ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ณ เดือนมิถุนายน 2026

 

“สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องต่อประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในการขยายธุรกิจทั่วอาเซียนและในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี”

 

สำหรับความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ยังขยายการเติบโตทั้งเม็ดเงินการลงทุนโดยตรงระหว่างกัน รวมถึงการลงทุนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอีกด้วย โดยทั้งสองประเทศกำลังเกี่ยวพันในด้านห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น(value chain) และมีความความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ

  • ยานยนต์ไฟฟ้า
  • เทคโนโลยี อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าขั้นสูง
  • บริการทางการเงิน

 

สำหรับ การค้าระหว่างไทยและญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นสะท้อนความสำคัญและการเติบโตของระเบียงการค้าดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยนับตั้งแต่ปี 2541 มูลค่ารวมของการค้าไทย–ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าเป็น 1.88 ล้านล้านบาท (56,200 ล้านเหรียญสหรัฐ)

 

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกที่ 788,000 ล้านบาท (23,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้ามายังประเทศสูงสุดเป็นอันดับ 2 โดยมีมูลค่าการนำเข้าที่ 992,000 ล้านบาท (29,700 ล้านเหรียญสหรัฐ)

 

ทาเคโอะ  กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว HSBC Group Japan มองเห็นโอกาสองค์กรภาคธุรกิจจากประเทศญี่ปุ่นขยายการค้าและการลงทุนในระเบียงการค้าใน 4 ประเทศเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ในด้านต่างๆ อาทิ

  • การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
  • การลงทุนในภาคการผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน
  • การขยายการให้บริการลูกค้า
  • การเร่งวาระด้านดิจิทัล
  • การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

 

“ส่งผลให้ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจขยายการเติบโตในเชิงขนาด และยังมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อภูมิภาคมากยิ่งขึ้นด้วย”

 

โดยบทบาทสำคัญ ของธนาคารเอชเอสบีซี คือ การช่วยให้ลูกค้าใช้เครือข่ายระดับโลก เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ จากการผสานความแข็งแกร่งของทีมงานและเครือข่ายในพื้นที่ทั่วอาเซียน ความเชี่ยวชาญเชิงลึกในญี่ปุ่น และความสามารถในการสนับสนุนลูกค้าครอบคลุมทั้งด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทาน การชำระเงินและบริหารสภาพคล่อง การจัดหาเงินทุน การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนและการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการสนับสนุนด้านการลงทุนระหว่างประเทศ

 

ด้าน จอร์โจ กัมบา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย กล่าวว่า ระเบียงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย–ญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นจากการลงทุนและความร่วมมือระหว่างสองประเทศที่ต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ อีกทั้งยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนการเติบโตข้ามพรมแดนที่สำคัญที่สุดของเอเชีย

 

โดยธนาคารเอชเอสบีซี มุ่งมั่นที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มโอกาสการลงทุนในระเบียงการค้านี้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระเบียงการค้าดังกล่าวเปลี่ยนผ่านไปสู่การค้าและการลงทุนที่มีมูลค่าสูงขึ้นและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากยิ่งขึ้นเช่นปัจจุบัน

 

ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 6,000 บริษัท สะท้อนถึงความสัมพันธ์และการร่วมมือทางการค้าการลงทุนที่มีมาอย่างยาวนาน โดยการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการเสริมความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกของภูมิภาค

 

ขณะที่ ระเบียงเศรษฐกิจการค้าการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นยังเป็นหมุดหมายการลงทุนที่สำคัญของบริษัทญี่ปุ่นในการวางแผนเติบโตในอาเซียนและทั่วโลก โดยสิ่งที่HSBC สังเกตได้ชัดเจนในขณะนี้ คือ

 

  • แผนการขยายธุรกิจของบริษัทต่างๆ ในระเบียงการค้านี้มีความซับซ้อนมากขึ้นจากห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคที่ปรับเปลี่ยนไป
  • รูปแบบการผลิตที่เปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีและแนวคิดด้านความยั่งยืน
  • องค์กร/บริษัท เริ่มมองหาพันธมิตรที่สามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจและการเติบโตได้ในหลายประเทศ ไม่ใช่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว

 

อย่างไรก็ตาม จากโความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของบริษัทเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารเอชเอสบีซีสามารถนำจุดแข็งด้านเครือข่ายระดับโลกและความเชี่ยวชาญมาสนับสนุนลูกค้าในการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

“เมื่อบริษัทจากไทย ญี่ปุ่น และบริษัทข้ามชาติขยายธุรกิจในระเบียงการค้าการลงทุนนี้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการพันธมิตรที่สามารถเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจเข้ากับเงินลงทุน ความสามารถในการทำธุรกิจ และความร่วมมือข้ามพรมแดนก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย”

 

ทั้งนี้ ในฐานะธนาคารเพื่อการค้าระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลกที่สนับสนุนการค้ากว่า 86% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดทั่วโลก ตลอดจนธนาคารที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกอันมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างลึกซึ้งในทั้งสองประเทศมานานกว่า 135 ปี ทำให้ธนาคารเอชเอสบีซีสามารถช่วยให้องค์กรภาคธุรกิจลงทุนได้อย่างมั่นใจ บริหารความเสี่ยง

 

alt-x KEY TAKEAWAYS

 

  • ภารกิจเยือนอาเซียนและประเทศไทย  ทาเคโอะ คาเนโกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าฝ่ายธุรกิจธนาคารเอสบีซี กรุ๊ป ญี่ปุ่น (HSBC Group Japan) เดินทางเยือนภูมิภาคอาเซียน (อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย) เพื่อพบปะลูกค้าและพันธมิตร พร้อมหารือแนวทางสนับสนุนธุรกิจญี่ปุ่นและไทยในการขยายฐาน
  • เตรียมรับวาระสำคัญปี 2570  การเยือนครั้งนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น ในปี 2570
  • ญี่ปุ่นยังเป็นแชมป์การลงทุน FDI อันดับ 1 ของไทย ประเทศญี่ปุ่นครองแชมป์แหล่งเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ด้วยยอดสะสมรวม 3.45 ล้านล้านบาท หรือ 104,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นกว่า 1 ใน 4 ของ FDI รวมทั้งหมดของไทย ข้อมูล ณ ปี 2568)
  • แนวโน้มการลงทุนแข็งแกร่งต่อเนื่อง ในปี 2568 มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มเติมถึง 39,900 ล้านบาท พร้อมแผนวางแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 36,700 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2026 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อไทยในฐานะศูนย์กลางยุทธศาสตร์ในอาเซียน

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 alternate-x.com All Rights Reserved.