Spring Airlines สายการบินโลว์คอสท์ กับกลยุทธ์ ‘สุดเคี่ยว’ ฟันกำไร 5,400 ล้าน สวนทางยักษ์การบินจีนขาดทุน
ในห้วงเวลาที่สายการบินขนาดใหญ่ของจีนอย่าง Air China, China Southern Airlines, และ China Eastern Airlines รายงานผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 ประสบปัญหาขาดทุน
สืบเนื่องจากการฟื้นตัวของเส้นทางบินระหว่างประเทศช้า ต้นทุนการให้บริการที่สูงตามสภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านการท่องเที่ยวหดตัว แต่กลับมีสายการบินโลว์คอสต์รายหนึ่งกลับบินสวนทาง ด้วยผลประกอบการที่ทำให้แวดวงการบินต้องหันมาสนใจ
สปริงแอร์ไลน์ Spring Airlines Co., Ltd. (春秋航空) สายการบินโลว์คอสต์สัญชาติจีน ประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2568 ด้วยกำไรสุทธิ 1,200 ล้านหยวน (ราว 5,398 ล้านบาท) แม้จะลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้าราว 14%
แต่สำหรับสปริงแอร์ไลน์ ยังคงเกาะกลุ่มสายการบินโลว์คอสจีนที่มีผลประกอบการในเชิงบวก ทั้ง Juneyao Airlines และ China Express Airlines ในขณะที่สายการบินของรัฐอย่าง Air China, China Eastern Airlines และ China Southern Airlines ต่างมีผลประกอบการขาดทุนกันเป็นแถว
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของโมเดลธุรกิจโลว์คอสต์ของสปริงแอร์ไลน์ที่คิดค่าบริการเสริมแทบทุกอย่างที่เกินจากการนั่งบนเครื่องบิน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้สปริงแอร์ไลน์แตกต่าง คือ การที่ผู้บริโภคชาวจีนไม่เพียงแต่ยอมรับ แต่ยังเปลี่ยนการเผชิญหน้านี้ให้กลายโมเดลการตลาดที่สร้างปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจตามมา
คิดเงินเพิ่ม ในทุกบริการ
หลายคนน่าจะพอคุ้นเคยกับโมเดลของสายการบินโลว์คอสท์ที่มักคิดค่าบริการในหลายส่วนเพิ่ม แต่สำหรับสปริงแอร์ไลน์ สายการบินสัญชาติจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องการกดต้นทุนให้ต่ำที่สุดและดึงรายได้เสริมให้มากที่สุด
เริ่มจากกลยุทธ์ ‘ตั๋วถูก’ ที่ดึงดูดใจด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 200 หยวน หรือราว 900 บาท สำหรับเส้นทางในประเทศ แต่ความคุ้มค่านี้มาพร้อมกับการแยกบริการพื้นฐานออกเกือบทั้งหมด
นโยบายกระเป๋าคือหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของสายการบิน โดยผู้โดยสารสามารถนำกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ฟรีเพียง 1 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และขนาดจำกัดที่ 20x30x40 เซนติเมตร
แต่หากต้องการโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่อง 20 กิโลกรัมและจองล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์ จะต้องจ่าย 210 หยวน ซึ่งบางครั้งแพงกว่าตั๋วเครื่องบินเองเสียอีก และถ้าลืมจองล่วงหน้าไปแจ้งที่เคาน์เตอร์เช็คอิน ราคาจะพุ่งขึ้นเป็น 300 หยวนทันที ไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรนเด็ดขาด
นอกจากนี้ บนเครื่องบินแทบไม่มีบริการฟรี ผ้าห่ม อาหาร หรือเครื่องดื่ม ล้วนต้องซื้อเพิ่มทั้งสิ้น
โมเดลธุรกิจนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานประจำปีของบริษัทว่าเป็น ‘แบบจำลองธุรกิจตั๋วราคาต่ำและบริการแบบเลือกซื้อ (à la carte) ที่โปร่งใส’ โดยมีเป้าหมายให้ผู้โดยสารจ่ายเฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆ
Wang Zhenghua ผู้ก่อตั้ง Spring Airlines เคยให้สัมภาษณ์กับ Caixin สื่อธุรกิจดังของจีน ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า ‘เราขายเพียงแค่ที่นั่งบนเครื่องบิน การขนส่งเป็นบริการหลัก ของอื่นๆ เป็นบริการเพิ่มเติม’
นอกเหนือจากบริการบนเครื่องแล้ว ความสำเร็จของสปริงแอร์ไลน์ไม่ได้มาจากการเก็บค่าบริการจากผู้โดยสารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวินัยในการลดต้นทุนภายในที่เรียกได้ว่า ‘เคี่ยวกับตัวเอง’ ไม่แพ้กัน
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการใช้ ‘ฝูงบิน’ แบบเดียวกันทั้งหมด โดยสปริงแอร์ไลน์เลือกใช้เครื่องบินเพียงรุ่นเดียวคือ Airbus A320 สำหรับทุกเที่ยวบิน การตัดสินใจเช่นนี้ช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรมกัปตันและช่างเทคนิค ลดความซับซ้อนของระบบลอจิสติกส์อะไหล่ และทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นอย่างมหาศาล
แค่ ‘ไม่’ ก็เพิ่มรายได้
อีกหนึ่งการลดต้นทุนที่เห็นชัดคือการไม่ติดตั้งที่นั่งระดับพิเศษอย่าง First Class หรือ Business Class เลย ทำให้สายการบินสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่ง Economy ได้มากกว่าเดิม และสร้างรายได้จากการขายตั๋วต่อเที่ยวบินสูงขึ้น
นอกจากนี้ยังมีกลยุทธ์ ‘ไม่บินช่วงไพร์มไทม์’ โดยสายการบินจงใจให้บริการเที่ยวบินเฉพาะในช่วงเช้าตรู่และช่วงดึก ซึ่งช่วยลดค่าธรรมเนียมการลงจอดและค่าใช้บริการสนามบินลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ยังเลือกใช้การจอดเครื่องบินในหลุมจอดที่ไกลจากอาคารผู้โดยสาร (Bus Gate) ซึ่งผู้โดยสารต้องนั่งรถบัสไปขึ้นเครื่อง แทนที่จะใช้การต่องวงช้างในการบอร์ดดิ้งผู้โดยสาร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของสายการบินในการให้บริการ
สร้างความได้เปรียบต้นทุน
จากข้อมูลในรายงานทางการเงินของบริษัท เครื่องบินของ Spring Airlines มีชั่วโมงบินเฉลี่ยสูงถึง 9.74 ชั่วโมงต่อวัน (เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ประมาณ 9 ชั่วโมง) โดยเน้นบินในชั่วโมงที่คนไม่นิยม (เช้าตรู่หรือดึกมาก) เพื่อลดค่าธรรมเนียมสนามบินและเพิ่มรอบบิน
รายงานวิเคราะห์จาก CAPA – Centre for Aviation ชี้ว่า “Spring Airlines แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในการควบคุมต้นทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับสายการบินต้นทุนต่ำ ความได้เปรียบนี้ทำให้บริษัทสามารถรักษากำไรได้แม้ในสภาพตลาดที่ท้าทาย”
ลูกค้าสู้กลับ
ปรากฏการณ์ต่อต้านอย่างสร้างสรรค์ ของผู้โดยสารจีน ทำให้สปริงแอร์ไลน์กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงธุรกิจการบิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความไม่พอใจหรือการต่อต้านเชิงลบ แต่เป็นการยอมรับกติกาและผู้โดยสารกลับหาทาง ‘เอาชนะ’ อย่างชาญฉลาด แทนที่จะบ่นเกี่ยวกับนโยบายกระเป๋าที่เข้มงวด
ผู้โดยสารจำนวนมากกลับมองว่าการเดินทางโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการเสริมแม้แต่บาทเดียวเป็น ‘ความท้าทายและความภาคภูมิใจ’ ของตนเอง
“มันเหมือนเล่นเกมค่ะ” หมิงหมิง พนักงานออฟฟิศวัย 28 ปีในเซี่ยงไฮ้ซึ่งใช้บริการสปริงแอร์ไลน์เป็นประจำกล่าวกับ South China Morning Post ว่า “เป้าหมายคือเอาชนะกฎของพวกเขา การได้จัดของให้พอดีกับกระเป๋า 7 กิโลกรัมโดยไม่ขาดอะไรเลย มันให้ความรู้สึกเหมือนตัวเองชนะ”
ทัศนคติแบบนี้จุดประกายให้เกิดปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจอย่าง “ตลาดกระเป๋าสำหรับสปริงแอร์ไลน์โดยเฉพาะ”
เมื่อความต้องการเกิดขึ้น อุปทานก็ต้องตามมา บรรดาผู้ผลิตกระเป๋าและเสื้อผ้าจีนซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความว่องไวต่อเทรนด์ ได้รีบตอบสนองตลาดทันที
ด้วยกระเป๋าที่ระบุขนาด “20x30x40 ซม.” ชัดเจนในชื่อสินค้า พร้อมแฮชแท็ก #春秋航空专属 (#สำหรับสปริงแอร์ไลน์โดยเฉพาะ) ปรากฏเต็มหน้าแพลตฟอร์มอย่าง Taobao และ JD.com จนคำค้นหา “กระเป๋าไซส์ 20x30x40” กลายเป็นคำยอดนิยม

ขอขอบคุณภาพจาก thaipick.com
นอกจากกระเป๋าเดินทางแล้ว ยังเกิดแฟชั่นใหม่ที่เรียกว่า ‘สตีลธ์แฟชั่น’ สำหรับเดินทาง เช่น
- เสื้อกั๊กและกางเกงหลายกระเป๋าที่ออกแบบมาเพื่อยัดของใช้ส่วนตัวได้มากที่สุด
- เสื้อกั๊กตกปลากลายเป็น ‘ไอเทมต้องมี’ สำหรับผู้โดยสาร

ขอขอบคุณภาพจาก socialbeta.com
ส่วนแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง Jiaonei (蕉内) ถึงกับออกแบบกางเกงที่มีช่องมากถึง 8 กระเป๋า เพื่อให้พกพา iPad mini ที่ชาร์จ และโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้กระเป๋าหลัก ปลอกหมอนรองคอก็ถูกดัดแปลงให้ยัดเสื้อผ้าเบาๆ แทนไส้หมอน เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของโดยไม่เพิ่มน้ำหนักสัมภาระ
ผู้โดยสารบางคนถึงกับมองว่าการหาวิธีหลีกเลี่ยงค่ากระเป๋าเป็น “ปฏิบัติการตู้คอนเทนเนอร์มนุษย์” โดยใช้ทุกช่องทางที่กฎของสายการบินอนุญาตเพื่อเอาชนะระบบ มีการประเมินว่ายอดขายรวมของกระเป๋าไซส์มินิและเสื้อผ้าหลายกระเป๋าอาจสูงถึง 5 ล้านชิ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ South China Morning Post วิเคราะห์ว่า รายได้จากบริการเสริมเหล่านี้ โดยเฉพาะค่ากระเป๋า คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้สปริงแอร์ไลน์สามารถคงราคาตั๋วในระดับต่ำเพื่อดึงดูดลูกค้าได้ต่อเนื่อง
แม้จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ สายการบินกลับไม่ได้มองว่าเป็นปัญหา ตรงกันข้าม โฆษกของ Spring Airlines ให้สัมภาษณ์กับ Caixin Global ว่า
“ตราบใดที่การกระทำยังอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เรากำหนดไว้ สายการบินก็ยินดีให้บริการ”
พร้อมเสริมว่าพฤติกรรมการประหยัดของผู้โดยสารสอดคล้องกับปรัชญาธุรกิจของบริษัทที่ต้องการมอบทางเลือกการเดินทางที่คุ้มค่าที่สุดให้ลูกค้า
ขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังเต็มไปด้วยกลยุทธ์จากนักเดินทาง เช่น “ขาไปไม่ซื้อน้ำหนักกระเป๋า เพราะมีแต่เสื้อผ้าเบาๆ ขากลับถ้าซื้อของฝากเยอะ ค่อยซื้อน้ำหนักเพิ่ม” หรือ “ถ้าน้ำหนักเกินหน้าเกตจริงๆ ก็แค่หยิบของที่ไม่สำคัญออกมาทิ้ง” กลายเป็นการแลกเปลี่ยนเคล็ดลับแบบกึ่งขบขันที่สะท้อนว่า ผู้โดยสารไม่ได้แค่ยอมรับกฎ แต่ยังสนุกกับการหาวิธีเอาชนะมันด้วย
เกมที่ทุกฝ่ายชนะ
สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสปริงแอร์ไลน์กับลูกค้าไม่ได้เป็นความสัมพันธ์แบบ “ผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่” แต่เป็นเหมือนเกมที่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกติกาและยอมเล่นร่วมกัน สปริงแอร์ไลน์ชนะด้วยกำไรที่งดงามและความสามารถในการคงราคาตั๋วให้ดึงดูดลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ผู้โดยสารก็รู้สึก “ชนะ” เพราะสามารถเดินทางในราคาที่ถูกที่สุดโดยไม่เสียเงินเกินจำเป็น
ในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเดินทางแบบ “รู้แล้วจ่าย” (pay-what-you-choose) ของสปริงแอร์ไลน์ดูเหมือนจะตอบโจทย์ทั้งด้านจิตใจและกระเป๋าเงินของผู้บริโภคชาวจีนอย่างลงตัว
และตราบใดที่ความต้องการเดินทางราคาประหยัดยังคงอยู่ โมเดลธุรกิจที่เน้นต้นทุนต่ำและบริการแบบเลือกซื้อก็มีแนวโน้มที่จะพาสายการบินนี้ทะยานต่อไปในน่านฟ้าจีนและตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้ ภาพรวมอุตสาหกรรมการบินจีนในครึ่งแรกของปี 2568 ยิ่งตอกย้ำบทบาทของสายการบินเอกชนอย่างสปริงแอร์ไลน์
ปัจจัยสำคัญคือความได้เปรียบด้านการบริหารต้นทุนและความคล่องตัวในการปรับเส้นทางบินให้สอดคล้องกับความต้องการ
ในขณะที่สายการบินของรัฐที่ปรับตัวช้า ยังคงได้รับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเส้นทางระหว่างประเทศที่ช้ากว่าคาด ซึ่งทำให้สัดส่วนรายได้จากเที่ยวบินระหว่างประเทศยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด
Alternate-X สรุปให้
Spring Airlines สายการบินโลว์คอสต์จีน โดดเด่นสวนกระแสยักษ์การบินที่ขาดทุน ด้วยกลยุทธ์คือ “ตั๋วถูก” แต่คิดค่าบริการเสริมแทบทุกอย่าง พร้อมลดต้นทุนด้วยฝูงบิน Airbus A320 รุ่นเดียว และไม่บินช่วงไพร์มไทม์ ขณะเดียวกันลูกค้ากลับสนุกกับการหาวิธี “เล่นเกม” เอาชนะกฎ เช่น กระเป๋า 7 กก. หรือเสื้อหลายกระเป๋า โดยผลลัพธ์ คือ กำไร 5.4 พันล้าน และโมเดลธุรกิจที่ลูกค้า-สายการบินต่างรู้สึกชนะร่วมกัน




