ในงาน ‘The Next HumAnIty กำกับอนาคต AI กำหนดอนาคตสังคม’ จัดโดย ศูนย์คุณธรรม เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 พร้อมด้วยเหล่า ‘กูรู’ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในบริบทการใช้ชีวิตยุคดิจิทัล
โดยเฉพาะการเข้ามามีบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะพลิกโฉมการทำงานในอนาคต สะท้อนผ่านเวทีเสวนา ‘at Work นิยามใหม่ของคน และงานในยุค Al’ จาก ‘แทนพงศ์ สุคนธ์พานิช’ Chief Product Officer of FutureSkill และ ปฤณ จำเริญพานิช Co-Founder & CEO of AEIOU
‘แทนพงศ์’ เกริ่นถึงการเข้ามาของเอไอ ในวันนี้ คือ จุดเริ่มของ ‘ทักษะ’ ใหม่ของผู้คน ที่ปรับเอามาใช้ในชีวิตการทำงานแต่ละวัน ในฐานะผู้ช่วยมนุษย์ จากความสามารถของเอไอ ที่ถนัดในการทำงานประจำ (Routien) เดิมๆ ซ้ำๆ แต่ขณะเดียวกันเอไอ จะเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากการรับคำสั่งจากมนุษย์ที่ป้อนให้ในแต่ละทาสก์ (Task)
ดังนั้น ‘มนุษย์’ สามารถใช้ความเก่งของเอไอที่มีอยู่หลากหลายในปัจจุบัน มาจัดลำดับการทำงาน Workflow ให้กระจายทาสก์ ออกไปไปยังความถนัดของแต่ละเอไอที่มีอยู่ในตลาด เพื่อสร้างผลลัพธ์การทำงานให้มีคุณค่ามากขึ้น
“การใช้งานเอไอจากนี้ไปจะเป็นการต่อยอดแวลูงานรูทีน แต่ใช้แรงงานคนลดลง เช่น ในงานการตลาด คนจะมีหน้าที่ดราฟต์งานคอนเทนต์ หรือ แคมเปญ แล้วให้เอไอไปทำต่อ แต่เสร็จแล้วต้องเอามาปรับแต่งเพิ่มให้มีความสมบูรณ์ เรียกว่าอนาคตคนทำงานจะเป็นไซบอร์ก คือ มนุษย์ครึ่งหนึ่งเอไอครึ่งหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกัน”
แทนพงศ์ กล่าว
พร้อมเสริมว่าในปัจจุบัน จะเห็นนักการตลาดในหลายองค์กรต่างใช้เอไอ เข้ามาร่วมสำรวจข้อมูล พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงวิเคราะห์แคมเปญการตลาดของคู่แข่งได้แล้ว
‘แทนพงศ์’ กล่าวว่าความน่าสนใจของเอไอ คือการเข้ามาจัดระเบียบโลกใหม่ในการทำงาน จากปัจจุบันจะเห็นว่า เอไอช่วยผลักดันองค์กรไปสู่ระดับร้อยล้าน พันล้านบาทได้ในเวลารวดเร็ว ด้วยการใช้พนักงานหลัก 10-20 คนที่แตกต่างไปจากในอดีตที่ต้องใช้พนักงานราวหลักร้อยถึงพันคนในองค์กรขนาดใหญ่
“เอไอจะมีความเก่งงานสเกลและสปีดอความไวที่ทำได้รวดเร็วกว่า ขณะที่มนุษย์ ยังแข็งแกร่งในด้านจิตใจ การคิดเชิงกลยุทธ์ หรือการวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลอยู่”
แทนพงศ์ เสริม

‘เอไอ’ ขับเคลื่อนการทำงานยุค5
ด้าน ปฤณ กล่าวว่า สถานการณ์การเข้ามามีบทบาทของเอไอ เรียกได้ว่าเข้าสู่ยุค 5 ของการเปลี่ยนอาชีพการทำงานครั้งใหญ่ โดยในอนาคตจะมีแผนกใหม่ ฝ่ายสนับสนุนเอไอ ‘AI Support’ เกิดขึ้น เพื่อเข้ามาบริหารจัดการงานเอไอ องค์กร
“การเข้ามาของเอไอ คือ ต้องเพิ่มโปรดักทิวิตีการทำงานได้มากขึ้น ซึ่งคนหรือแรงงานอนาคตจะต้องมีทักษะการใช้เอไอ เพื่อช่วยย่นระยะเวลาได้ด้วยหนึ่งคนเสร็จงาน จาก 5 เวิร์กโฟลว์เดิม ได้ภายในหนึ่งชั่วโมงหรือในหนึ่งวัน”
ปฤณ ย้ำ
พร้อมยกภาพให้เห็นชัด การทำงานทั้ง 5 ยุคที่ผ่านมา
- ในช่วงปี 2010s-2020s จากกระบวนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ เอไอ (Al Transformation Era) จากเวิร์กโฟลว์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยปรับแต่งการทำงานและปรับขนาดการดำเนินงานยุคสมาร์ทโฟน
- ในช่วงปี 1990s-2010s เวิร์กโฟลว์แบบเครือข่ายได้เปลี่ยนโฉมการประสานงาน ผ่านการสื่อสารแบบเรียลไทม์ และยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล
- ในช่วงปี 1980s-1990s เป็นยุคแห่งเครื่องจักร มีการแปลงดิจิทัลมาช่วยให้ประมวลผลข้อมูลได้เร็วขึ้น และกระจายงาน
- ในช่วงต้นศตวรรษที่19 เป็นยุคอุตสาหกรรมการใช้เครื่องจักรปฏิวัติเวิร์กโฟลว์ ช่วยลดเวลาในการส่งออก
“การทำงานยุคเอไอที่มีหลากหลายความสามารถที่แตกต่างกันออกไป จะเป็นผู้ช่วยมนุษย์ในรูปแบบ 1 คนต่อ 5 เอไอ ซึ่งทักษะใหม่ที่ต้องการในอนาคต คือ การบริหารจัดการด้านเอไอ และการป้องคำสั่ง หรือ เอไอ พร้อมต์ ที่มีประสิทธิภาพจริงๆ”
ปฤณ กล่าว
อย่างไรก็ตามต่อข้อกังวล ‘เอไอ’ จะเข้ามาแทนที่มนุษย์โดยสมบูรณ์แบบหรือไม่ในอนาคตนั้น ปฤณ บอกว่า จะเป็นความท้าทายของทักษะผู้ใช้เอไอมากกว่า โดยวัดจาก ‘ผลลัพธ์’ (Out Put) ที่ออกมา โดยสามารถสังเกตได้ว่า แม้จะใช้เอไอตัวเดียวกันแต่คำตอบที่ได้รับอาจแตกต่างกันออกไป
“นั่นเป็นเพราะประสบการณ์จากผู้ใช้งานหรือผู้ปฎิบัติหน้าที่นั้น ๆ ที่มีคลังความรู้แตกต่างกันออกไป ทำให้มีประสบการณ์ป้อนชุดคำสั่ง หรือ เอไอ พร้อมต์ ได้ ไม่เหมือนกัน”
อ่านบทความอื่นที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่หลักการทำงานชุดนี้ ยังตอบคำถามได้ดีถึงความกังวลของกระแสรีไทร์เมนต์ในคนทำงานอายุ 45 ปีในปัจจุบันที่กำลังจะจะถูกแทนที่ด้วยเอไอ ซึ่งจะพบว่าแรงงานในแต่ละเจนฯ คือ คนรุ่นใหม่มีความคล่องแคล่วในการใช้เอไอเป็นเครื่องมือ แต่ในคนรุ่นเก่า จะมีทักษะการใช้ชุดคำสั่งเอไออย่างครอบคลุม ที่ได้จากประสบการณ์มากกกว่า
ปฤณ ย้ำกว่า การเข้ามาของเอไอ จะเปลี่ยนโฉมเวิร์กโฟลว์การทำงานในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่มนุษย์ในด้าน ความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ รสนิยม และ จินตนาการ ได้
พร้อมทิ้งท้าย คำพูดของ ‘มุสตาฟา ซูเลย์แมน’ ซีอีโอของไมโครซอฟท์ ว่า “AI is a new kind of ‘digital species’ as our ‘new partners’ rather than just a tool, AI เป็นชนิดใหม่ของ ‘สายพันธุ์ดิจิทัล’ ในฐานะ ‘คู่หูใหม่’ ของเรา แทนที่จะเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น

An AI-generated cover image by Google Gemini
Alternate-X สรุปให้
งานเสวนา The Next Humanity ชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญของ AI ต่ออนาคตสังคมและการทำงาน โดยผู้เชี่ยวชาญเผยว่า AI จะช่วยจัดลำดับเวิร์กโฟลว์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแบบก้าวกระโดด โดย เอไอ ถูกยกให้เป็นผู้ช่วยมนุษย์ในงานรูทีน พร้อมเปิดโอกาสให้คนโฟกัสงานเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ การทำงานอนาคตจะเป็นการผสานมนุษย์และ AI ในรูปแบบ ‘มนุษย์ครึ่งหนึ่ง เอไอครึ่งหนึ่ง’




