นิยามใหม่ ตลาดกาแฟ ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์อีกต่อไป ‘BONCAFE’ บอกคือ ‘ลักซูรี่ โปรดักส์’ แห่งยุค

BONCAFE มองตลาดกาแฟไทยเข้าสู่ยุค ‘สเปเชียลตี้ คอฟฟี่’  คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายให้ความหรูที่ดื่มได้ สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ผ่านการดื่มกาแฟ แรงหนุนตลาดกาแฟคั่วบด 5.5 พันล้านบาทในไทย โตแรงได้ต่อ
By Doungjai Chittmongkol

 

 

 

อุษาพรรณ อินทีวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร บริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าการดำเนินธุรกิจ บอนกาแฟ ภาพรวมในปี 2568  มุ่งให้ความสำคัญในการออกกิจกรรมจัดแสดง(Roadshow) ผลิตภัณฑ์ต่างๆของบอนกาแฟ ไปยังในตลาดศักยภาพ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภายใต้ ปัตตานี, ยะลา, และนราธิวาส ให้การตอบรับบอนกาแฟ เป็นอย่างดี

 

สำหรับตลาดภาคใต้ถือเป็นตลาดสำคัญของบอนกาแฟ ในปัจจุบัน จากการเข้าไปจัดหา (Supply) โซลูชันผลิตภัณฑ์กาแฟแบบครบวงจรในกลุ่มลูกค้าธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) โรงแรมที่พัก , ร้านอาหาร เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวสูงในภูมิภาคนี้

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจต่าง ๆ พร้อมขยายโรดโชว์ ไปยังพื้นที่อื่นๆ อย่างในภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งเป็นตลาดที่น่าสนใจและมีแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟขยายตัวสูง

 

“ตลาดร้านกาแฟในไทยยังมีโอกาสจากอัตราการบริโภคยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งการออกอีเวนต์จะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่พาบอนกาแฟ ซึ่งเป็นโกลบอลแบรนด์เพื่อเข้าไปทำความรู้จักลูกค้าใหม่ๆ ในตลาดท้องถิ่นประเทศไทยมากขึ้น”  อุษาพรรณ กล่าว

 

 

ลงทุนเอไอ ทำตลาดกาแฟ

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังวางแผนการทำตลาดในรูปแบบไฮบริดชาแนล เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ผ่านการจัดกิจกรรม/ออกบูธเพื่อแนะนำโซลูชั่นผลิตภัณฑ์บอนกาแฟ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้นและการซื้อซ้ำในช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์บอนกาแฟ และแพล็ตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซ ชั้นนำในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มรายได้เป็น 15% ในปีนี้จากก่อนหน้ามียอดขายออนไลน์อยู่ที่ 10%

 

“แนวทางดังกล่าว เพื่อรองรับผู้บริโภคคนไทยกลุ่มวัยทำงานในปัจจุบัน ที่มักหาซื้อเครื่องทำกาแฟจากช่องทางออนไลน์ และต้องการรับเซอร์วิสการติดตั้งแบบครบวงจรในจุดเดียว ซึ่งแต่ละปีมีบอนกาแฟไทย มียอดขายเครื่องเฉลี่ย 800-1,000 เครื่อง” อุษาพรรณ กล่าวพร้อมเสริมว่า

 

 

ล่าสุด บอนกาแฟ ประเทศไทย ได้ร่วมงานแสดงสินค้าอีกครั้งในงาน Thailand Coffee Fest 2025 โดยนำนวัตกรรมใหม่ และผลิตภัณฑ์กาแฟออร์แกนิก และกาแฟที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง Rainforest Alliance Certified และนมทางเลือกใหม่สำหรับบาริสต้าโดยเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ครบทุกเรื่อง บด ปั่น ชง ไปช่วงระหว่างวันที่ 10-13 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 7 เมืองทองธานี และได้การตอบรับจากกลุ่มผู้สนใจ เป็นอย่างดี

 

พร้อมกันนี้ บอนกาแฟฯ ยังได้แนะนำผลิตภัณฑ์สายสุขภาพ คือ นมทางเลือกใหม่ The Alternative Dairy Co. จากออสเตรเลีย มี 3 รสชาติได้แก่ นมโอ๊ต, นมอัลมอนด์ และ นมถั่วเหลือง ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากบาริสต้าเพื่อบาริสต้าโดยเฉพาะ เหมาะกับการผสมเครื่องดื่มทั้งเมนูร้อน และเย็น รวมถึงการเทลาเต้อาร์ต ด้วยฟองนมคงตัวได้นาน รวมถึงการรับประทานเปล่า ๆ เช่นกัน

 

 

ส่องตลาดกาแฟโลก

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 3 ระยะ (Phrase)ในการเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างระบบ ERP และเอไอ เพื่อใช้ร่วมการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านในการทำธุรกิจ

 

 

สำหรับ รายได้หลักจากทำตลาดช่องทางบีทูบี 80% อาทิ กลุ่ม โรงแรม, ร้านอาหาร, ร้านคาเฟ่ เป็นต้น โดยสินค้าเครื่องชงกาแฟกลุ่มบีทูบี จะมีหลากหลายราคาเริ่มต้น 3 หมื่นบาทขึ้นไปและสูงสุดในราคาหลักล้านบาท และ กลุ่มบีทูซี 20%  ส่วนเครื่องชงกาแฟในกลุ่มบีทูซี ซึ่งมักนำไปใช้ภายในบ้าน (Homeuse) จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเครื่องขึ้นไป

 

ปัจจุบัน บอนกาแฟ มีสัดส่วนรายได้หลัก 50 % มาจากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบกาแฟ, กลุ่มอุปกรณ์/เครื่องชงกาแฟ 25% และ กลุ่มสินค้าสำหรับผู้บริโภค 15% และอื่นๆ 10%

 

พร้อมวางเป้าหมายใน 3 ปีหน้ามีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มบีทูบี 60% และ กลุ่มบีทูซี 40% โดยในอีก 5 ปีหน้าจะมีรายได้ราว 2,000 ล้านบาท โดยปีที่ผ่านมา บริษัทฯ รายได้ 765 ล้านบาท เติบโต 7% เทียบกับปีก่อน ซึ่งบอนกาแฟ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญยักษ์ธุรกิจกาแฟอิตาลี ‘BONCAFE’ ที่สร้างยอดขายได้สูงกว่า 50% เทียบกับประเทศอื่น

 

 

3 ปัจจัยหนุนตลาดกาแฟไทยยังไหว

 

 

อุษาพรรณ กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน แต่ภาพรวมธุรกิจกาแฟในไทยได้รับผลกระทบไม่มากนัก ด้วยยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ จากปัจจัยหลัก การดื่มกาแฟกลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์การบริโภค ที่สะท้อนการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน

 

ขณะที่ตลาดกาแฟของไทยในภาพรวมคาดมีมูลค่าราว 3.5 หมื่นล้านบาท แต่หากแบ่งเป็นตลาดกาแฟคั่วบด (Bean Ground Coffee) มีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่า 5.5 พันล้านบาท และขยายการเติบโตสูงถึง 15%

 

โดยธุรกิจบอนกาแฟ เติบโตในทิศทางเดียวกับภาพรวมตลาด คือ

 

  1. อัตราการบริโภคกาแฟ (Consumption)
  2. กระแส (Trend) ความนิยมดื่มกาแฟอย่างต่อเนื่อง
  3. ด้านสุขภาพ มักดื่มในตอนเช้าเพื่อควบคุมบางอย่างในร่างกาย

 

“คนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยราว 1-2 แก้วต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ที่มีศักยภาพมีการบริโภคกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน” อุษาพรรณ กล่าว

 

 

กาแฟโลกโดนทรัมป์เล่นด้วย

 

ขณะที่ตลาดกาแฟระดับโลก ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบเมล็ดกาแฟที่มีแนวโน้มลดลง และอาจส่งผลการซัพพลายนั้น ซึ่งบอนกาแฟ ประเทศไทย ยังสามารถบริหารจัดการวัตถุดิบเมล็ดกาแฟได้เป็นอย่างดี ด้วยเป็นแบรนด์กลุ่มธุรกิจระดับโลก มีแหล่งปลูกเมล็ดกาแฟเพื่อทำตลาดขนาดใหญ่อยู่ที่ประเทศบราซิลและเวียดนาม รวมถึงการจัดซื้อเมล็ดกาแฟในประเทศไทยตามกลไกของราคา ทำให้การทำธุรกิจในไทยไม่ได้รับผลกระทบด้านวัตถุดิบ แต่อย่างใด

 

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาโลกร้อนซึ่งกระทบผลผลิตเมล็ดกาแฟโลกน้อยลงทำให้มีราคาผันผวน รวมถึงจากนโยบายกำแพงภาษีการค้าโลกของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกาแฟด้วยเช่นกัน ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบและสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องในภาพรวม อาทิ เมล็ดกาแฟ ผงมัจฉะจากไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น รวมถึงอุปกรณ์สินค้า บางรายการ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีราคากลางของกาแฟโดยเฉพาะไม่ได้อิงราคาโลก ด้วยเป็นส่วนนึ่งของนโยบายรัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผลผลิตการเกษตรชาวไร่กาแฟไทย ซึ่งปัจจุบันเมล็ดกาแฟ อาทิ สายพันธุ์โรบัสต้า มีราคาอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม

 

“ประเทศต้นทางสินค้ารายการดังกล่าว ต้องเร่งนำส่งของเหล่านี้ไปยังสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกก่อนมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าใหม่จากสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ทำให้ตลาดกาแฟในไทยขาดแคลนสินค้าดังกล่าวชั่วคราว คาดจะกลับมาคลี่คลายราว 2-3 เดือน” อุษาพรรณ กล่าว

 

 

ร้านกาแฟรายย่อยยังไหวไหม?

 

อุษาพรรณ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมตลาดกาแฟ หรือ คาเฟ่ (Cafe) ในกลุ่มผู้ประกอบการายย่อยในไทย ยังเติบโตและมีความน่าสนใจ จากกลุ่มนักลงทุนที่สนใจเข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งเป็นไปตามวัฎจักรของตลาดร้านกาแฟ หรือ คาเฟ่ ที่จะมีทั้งการเปิดใหม่ร้านและการปิดร้านเดิมในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

 

“จากเดิม เมจิก นัมเบอร์ จากการขายกาแฟต่อวันอยู่ที่ 100 แก้วต่อวันต่อร้าน แต่ตอนนี้สถานการณ์ตลาดเปลี่ยนไปจำนวนการขายต่อแก้วก็อาจลดลง แต่สามารถไปเพิ่มรายได้จากยอดขายอื่นได้” อุษาพรรณ กล่าวพร้อมเสริมว่า

 

ขณะที่บอนกาแฟ มี 3 โมเดลธุรกิจร้านกาแฟ คือ สำหรับไซส์เอส ใช้งบลงทุนเริ่มต้น 50,000 บาทขึ้นไป, ไซส์เอ็ม ใช้งบลงทุนเริ่มต้ร 90,000-100,000 บาทขึ้นไป และไซส์แอล ใช้งบลงทุนตั้งแต่หลักแสนบาทขึ้นไป เพื่อรองรับนักลงทุนหรือผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยที่สนใจประกอบธุรกิจร้านกาแฟ คาดใช้ระยะเวลาคืนทุน 1-2 ปี โดยขึ้นอยู่กับศักยภาพทำเล

 

แนวโน้มทั้งราคาวัตถุดิบและเทรนด์การบริโภคกาแฟที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ยังทำให้ กาแฟจะไม่ได้เป็น Commodity สินค้าดภคภัณฑ์อีกต่อไป แต่จะเป็นสินค้าหรูหรา เป็นลักซูรี โปรดักส์ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ผ่านการดื่มกาแฟ

 

ขณะเดียวกันความนิยมการบริโภคกาแฟในกลุ่มคนไทยที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องและยังเป็นยุคของตลาดกาแฟพิเศษ หรือ Specialty  Coffee ที่กลุ่มนักดื่มกาแฟรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น ที่จะเริ่มเข้าถึงง่ายขึ้นทั้งเมล็ดกาแฟ และเครื่องทำกาแฟสำหรับโฮมยูส จากเดิมสเปเชียลตี คอฟฟี เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม (Niche Market ) เท่านั้นด้วยเป็นตลาดกาแฟมีราคาสูง  ซึ่งต่อจากยุคกาแฟกึ่งสำเร็จรูป (Instant Coffee) กาแฟ ดริป (Drip Coffee) ในปัจจุบัน

 

Alternate-X สรุปให้

 

BONCAFÉ ชี้ตลาดกาแฟไทยกำลังเข้าสู่ยุค ‘สเปเชียลตี้ คอฟฟี่’  คนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อความหรูในแก้วกาแฟ ดันตลาดคั่วบดโต 5.5 พันล้าน เดินหน้าทำตลาดแบบไฮบริด-โรดโชว์เจาะใต้-อีสาน-ตะวันตก ลงทุนเทคโนโลยี AI+ERP หนุน B2B+ออนไลน์โตพร้อมวางเป้ารายได้แตะ 2,000 ล้านบาทใน 5 ปี

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.