รพ.วิมุต สะท้อนสมดุลร่างกาย เอวหนา พุงไม่ยุบ และหิวเก่ง เป็นสัญญาณเตือนระบบเมตาบอลิซึมพัง แนะเทรนด์การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Care) เพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs
-
สัญญาณเตือนระบบเผาผลาญพัง ร่างกายจะแสดงความผิดปกติผ่านอาการเอวหนา พุงไม่ลด และหิวเก่ง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ชัดเจนว่าระบบเมตาบอลิซึมกำลังขาดความสมดุล
-
ชูเทรนด์ดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล การแพทย์ยุคใหม่เน้นแนวทาง Personalized Care โดยเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค เป็นการประเมินความเสี่ยงและวางแผนสุขภาพระยะยาว
-
เชื่อมโยงความเสี่ยงโรค NCDs ระบบเผาผลาญที่พังมีความสัมพันธ์กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งต้องจัดการร่วมกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ และฮอร์โมน
แนวโน้มระบบสุขภาพภายใต้แนวทางการดูแลรักษาเฉพาะบุคคล ‘Personalized Care’ มีบทบาทมากขึ้นในตลาดการดูแลสุขภาพ ที่กำลังเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนสุขภาพในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน
อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง
เมตาบอลิก สะท้อนสุขภาพยุคใหม่
นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า ความท้าทายของระบบสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้อยู่เพียงจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงรูปแบบของปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่การดูแลที่ผ่านมาอาจแยกตามโรคหรืออาการ ทั้งที่ในผู้ป่วยบางราย เบาหวาน น้ำหนัก ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยกลางคนอาจมีปัจจัยที่เชื่อมโยงกันผ่านระบบเมตาบอลิก
โดยการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ จึงต้องมองสุขภาพในภาพรวมมากขึ้น พร้อมอาศัยการทำงานร่วมกันของแพทย์ในสาขาที่เกี่ยวข้องและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ เพื่อนำข้อมูลตั้งแต่ผลตรวจทางการแพทย์ องค์ประกอบร่างกาย โภชนาการ การเคลื่อนไหว ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต มาประกอบการประเมินและวางแนวทางการดูแลให้เหมาะกับภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล
ขณะที่ ‘Metabolic Health’ สุขภาพระบบเมตาบอลิก ไม่ใช่เรื่องของการบริหารดูแลน้ำหนัก ‘Weight Management’ เพียงอย่างเดียว ด้วยผู้ป่วยสองคนอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่มีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกัน
โดยคนหนึ่งอาจมีไขมันในช่องท้องสูง ขณะที่อีกคนมีมวลกล้ามเนื้อลด หรืออาจมีภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันพอกตับ ปัญหาการนอน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนร่วมด้วย การดูแลจึงไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แต่ต้องนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประเมินร่วมกัน ก่อนวางแผนการดูแลระหว่างแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด และบุคลากรด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการรักษา การปรับพฤติกรรม และการติดตามผลในระยะยาว
จากแนวคิดดังกล่าว วิมุตนำแนวทางของการดูแลแบบเฉพาะบุคคลที่มาใช้ในการพัฒนา ‘ViMUT Metabolic Health and Endocrine’ โดยพัฒนาเป็น 5 Clinical Pathways เพื่อให้การประเมินและวางแผนดูแลสอดคล้องกับปัญหาและเป้าหมายสุขภาพที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย
- Metabolic Reset สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Metabolic Syndrome
- Thyroid Wellness สำหรับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
- Sarcopenic Obesity Care สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวลหรือสมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง
- Menopause & Weight สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและวัยทองที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และสุขภาพเมตาบอลิก
- Diabetes Care สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้นที่ต้องการวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลและปัจจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การประเมินและติดตามโดยแพทย์
สำหรับทั้ง 5 Clinical Pathways ใช้หลักคิด Understand – Design – Measure – Partner เป็นกรอบในการดูแล เริ่มจากทำความเข้าใจอาการ ปัจจัยเสี่ยง และข้อมูลสุขภาพที่เกี่ยวข้อง ก่อนวางแนวทางตามภาวะของแต่ละบุคคล กำหนดตัวชี้วัดสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ
“Clinical Pathway ไม่ได้กำหนดรูปแบบเดียวสำหรับผู้ป่วยทุกคน แต่เป็นกรอบสำหรับนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจและปรับแนวทางตามการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยในแต่ละช่วง”
เอวหนา นอนไม่หลับ โยงระบบเผาผลาญ
ด้าน นพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึมโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน กล่าวว่า หลายคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเรื่องใกล้ตัวเช่น น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดเริ่มเปลี่ยน มวลกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่ายหรือนอนหลับไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน
“อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่อง แต่ในทางการแพทย์อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมนองค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต”
ขณะที่ แนวทาง Individualized Clinical Pathway เป็นการพิจารณาว่าการประเมินใดเหมาะสมตามข้อบ่งชี้ อาการ ปัจจัยเสี่ยง และเป้าหมายสุขภาพของแต่ละบุคคล ก่อนนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์และวางแนวทางการดูแล โดยการติดตาม Metabolic Health ไม่ได้พิจารณาเพียงการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก แต่สามารถดูข้อมูลด้านอื่นประกอบกัน เช่น รอบเอว ไขมันในช่องท้อง มวลและสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สุขภาพตับ ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรค ตลอดจนคุณภาพชีวิต เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการติดตามและปรับแผนการดูแลในระยะยาว”
นพ.ปริญญา กล่าวว่า หากเปรียบข้อมูลสุขภาพแต่ละด้านเป็น ‘ดวงดาวที่กระจัดกระจาย’ สิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อดูว่ากำลังประกอบเป็น ‘กลุ่มดาว’ แบบใดในร่างกายของแต่ละคน เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระดับน้ำตาลที่เปลี่ยน ไขมันพอกตับ มวลกล้ามเนื้อที่ลดลง หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ล้วนช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพสุขภาพเมตาบอลิกของแต่ละบุคคลอย่างเป็นองค์รวม
คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะลดน้ำหนักอย่างไร? แต่ควรมองต่อไปว่ามีปัจจัยใดที่เชื่อมโยงกัน และควรวางแผนดูแลอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล



