แอดวานซ์ คาเบลโล่ จับจุดพฤติกรรมคนไทยรุ่นใหม่ ใส่ใจสุขภาพเส้นผม-หนังศรีษะเพื่อสุขภาพระดับลักซูรี แผนขยายเครือข่ายซาลอน 2.5 พันแห่งทั่วไทยใน 3 ปีหน้ารับตลาดแฮร์แคร์ แตะ 6.2 พันล.บาท
- ขยายเครือข่ายซาลอนทั่วไทย แอดวานซ์ คาเบลโล่ ตั้งเป้าขยายพันธมิตรร้าน Beauty Salon จาก 1,500 เป็น 2,500 แห่ง ภายในปี 2572 เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจและตลาดโฮมแคร์
- รับเทรนด์ Hair Wellness และ Vegan Hair Care ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะมากขึ้น พร้อมมองหาผลิตภัณฑ์วีแกนและส่วนผสมจากธรรมชาติที่ตอบโจทย์การดูแลเฉพาะบุคคล
- ตลาดแฮร์แคร์มืออาชีพยังเติบโต บริษัทประเมินตลาด Professional Hair Care ในไทยมีแนวโน้มแตะ 6.2 พันล้านบาท ภายในปี 2573 จากความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่เพิ่มขึ้น
ศิโรจน์ ศิริจินดากุล ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท แอดวานซ์คาเบลโล่ จำกัด ผู้นำเข้าผลิตดูแลเส้นผม-หนังศรีษะ ระดับมืออาชีพ เปิดเผยว่าปัจจุบันบริษัทดำเนินกิจการครบรอบ 12 ปี โดยในปี 2569 จะใช้กลยุทธ์การทำตลาดเชิงรุกผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศรีษะทั้ง 2 แบรนด์หลัก A.S.P® Expert Haircare และ มิลค์_เชค (milk_shake®) ด้วยจุดเด่นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงเส้นผมที่ปราศจากส่วนผสมจากสัตว์หรือผลผลิตจากสัตว์ 100% (Vegan Hair Care) เพื่อทำตลาดดูแลเส้นผมระดับลักซูรี ทั้งในช่องทางร้านบิวตี ซาลอน (Beauty Salon) และตลาดดูแลที่บ้าน (Homecare)
โดยทั้งสองแบรนด์ จะวางตำแหน่งทางการตลาด ด้วยราคาสินค้าที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยแบรนด์ A.S.P วางราคาสินค้าเริ่มต้นอยู่ที่ 1,400 บาท และ สูงสุด 4,590 บาท (ผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงผม Kitoko Advanced Hair Therapy Oil Treatment) ส่วนแบรนด์ Milk_Shake จะมีระดับราคาสินค้าต่ำกว่าราว 10-20% เริ่มต้น 1,050-1,950 บาทต่อผลิตภัณฑ์
ศิโรจน์ กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคปลายทาง (End Customer) จำนวนมากในปัจจุบัน ที่พบว่าหันมาให้ความใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองรอบด้าน พร้อมหลีกเลี่ยงสินค้ามีส่วนผสมจากสารเคมี ซี่งรวมถึงสินค้าส่วนบุคคล (Personalcare) กลุ่มดูแลเส้นผมและหนังศรีษะในช่องทางร้านบิวตีซาลอน ซึ่งเป็นกระแส (Trend) ต่อเนื่องมาตั้งช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมาถึงในขณะนี้

ศิโรจน์ เผยว่าในช่วงดังกล่าวผลิตภัณฑ์เอ.เอส.พี ได้การตอบรับสูงจากผู้บริโภค ด้วยคุณสมบัติความเป็นสินค้าวีแกนให้ความปลอดภัย แม้จะอยู่ในกลุ่มร้านซาลอนระดับลักซูรีก็ตาม โดยในช่วงเวลานั้นบริษัท ยังได้ขยายพอร์ตธุรกิจพร้อมนำเข้าแบรนด์มิลค์_เชค เพื่อเป็นทางเลือกให้กับพันธมิตรร้านค้าบิวตีซาลอน ซึ่งได้การตอบรับดีอีกเช่นกันในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์สัมผัสทางกลิ่นหอมที่แตกต่าง ล่าสุดปีนี้ยังได้เปิดตัว A.S.P® KITOKO® Hair Care สูตรใหม่ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มพอร์ตกลุ่มผลิตภัณฑ์วีแกนดูแลเส้นผมระดับลักซูรี
ทั้งนี้ นอกจากการทำตลาดสินค้าผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและหนังศรีษะแบรนด์ A.S.P และ Milk_Shake ในรูปแบบบีทูบี (B2B ) แล้ว บริษัทฯยังเพิ่มโอกาสการทำตลาดให้สิทธิพันธมิตรร้านซาลอนในการจำหน่ายสินค้าทั้งสอง ให้กับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์นำกลับไปใช้เพื่อดูแลเส้นผมได้อย่างต่อเนื่องที่บ้าน (Homecare) ซึ่งพบว่าเป็นกระแสที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น เช่นกัน
จากแนวทางดังกล่าว บริษัทวางเป้าหมายภายใน3 ปี (2569-2572) จะขยายพันธมิตรเครือข่ายร้านบิวตี ซาลอนราว 2,500 แห่งทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีจำนวน 1,500 แห่ง และมีการเติบโตธุรกิจ 20% โดยบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากแบรนด์A.S.P ราว 35-40% และ Milk_Shake 60-65%
โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบริษัท แบ่งเป็น
- ผลิตภัณฑ์สีผมและผลิตภัณฑ์เคมีสำหรับช่าง 40%
- ผลิตภัณฑ์ทรีตเมนต์และดูแลเส้นผมในซาลอน 25%
- ผลิตภัณฑ์ Home Care เพื่อการดูแลผมที่บ้าน 35%
“การขยายร้านบิวตี ซาลอน จำนวนดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสการทำตลาดสินค้าแฮร์แคร์ทั้งสองแบรนด์หลักของบริษัทฯ ในช่องทางโฮมแคร์ หลังได้ประสบการณ์แบรนด์จากในร้านบิวตีซาลอน แล้ว”
ศิโรจน์ เสริมว่าทิศทางบริษัทฯ ยังสอดคล้องกับตลาดแฮร์แคร์มืออาชีพ (Professional Hair Care) ในประเทศไทย ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องและคาดว่าจะมีมูลค่าแตะ 188 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.2 พันล้านบาท) ภายในปี 2573 จากปัจจัยขับเคลื่อนหลัก พฤติกรรมผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเส้นผม-หนังศีรษะเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตนเอง พร้อมเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติและการดูแลเส้นผมแบบเจาะจงปัญหาเฉพาะบุคคลมากขึ้น
“เทรนด์บิวตี้ ซาลอนระดับโลกและไทยในตอนนี้ พบว่าผู้บริโภคหันมาทำสีผมที่เหมาะกับบุคคลิกภาพตัวเองมากขึ้น จะไม่เห็นโทนสีฉูดฉาด หรือ เลือกทำสีผมตามมีผู้มีชื่อเสียงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ หนึ่งในตลาดที่น่าจับตา คือ ตลาดสีผมทั่วโลก ซึ่งในปี 2568 มีมูลค่าราว 28,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะแตะ 47,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 หรือเติบโตเฉลี่ย 5.98% ต่อปี โดยแรงขับเคลื่อนไม่ได้อยู่ที่เฉดสีแฟชั่นอีกต่อไป แต่มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์ทำสีผมที่อ่อนโยน ปลอดภัย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ทั้งสูตรปราศจากแอมโมเนีย ส่วนผสมจากธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเส้นผมควบคู่กับประสิทธิภาพของสี
โดยเทรนด์ Vegan, Natural Derived Ingredients, Clean Beauty, การดูแลหนังศีรษะและเส้นผมตามลักษณะเฉพาะบุคคล (Personalisation) ยังได้ขยายตัวอย่างชัดเจนในกลุ่มผู้บริโภคเมือง คนรุ่นใหม่ และลูกค้าระดับพรีเมียม ซึ่งกลายเป็นโอกาสใหม่ของอุตสาหกรรม ด้วยผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อสภาพเส้นผม หนังศีรษะ และไลฟ์สไตล์ของตน พร้อมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันประสิทธิภาพได้จริง




