‘แสนสิริ’ วาง ‘ภูเก็ต’ เป็นบ้านหลังที่สองธุรกิจอสังหาฯ ต่อจากกรุงเทพฯ ในอีก 5 ปีหน้ามีเพิ่มอีก 10,000 ยูนิต โดยปี69 เปิด7 โครงการใหม่มูลค่าหมื่นล. พร้อมใช้สูตรบริหารพอร์ตกระจายความเสี่ยงลูกค้าต่างชาติ
- แสนสิริ วางยุทธ์ศาสตร์อสังหาฯ ยก ‘ภูเก็ต’ ฐานธุรกิจหลักแห่งที่สองต่อจากกรุงเทพฯ เดินหน้าโรดแมป 5 ปี สู่พอร์ตโครงการสะสมมูลค่า 80,000 ล้านบาท
- ปี 2569 เปิด 7 โครงการใหม่ มูลค่าเฉียด 10,000 ล้านบาท เปิดทั้งคอนโดมิเนียม 4 โครงการ และลักซูรีวิลล่า 3 โครงการ ครอบคลุมทำเลสำคัญของภูเก็ต รองรับดีมานด์ทั้งคนไทยและต่างชาติ
- กระจายฐานลูกค้าทั่วโลก ลดความเสี่ยงตลาดอสังหาฯ ใช้กลยุทธ์กระจายผู้ซื้อหลายสัญชาติ ลดผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างชาติในภูเก็ตเป็น 40-45% ภายใน 5 ปี
ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กล่าวว่าแสนสิริ วางตำแหน่งให้ ‘จังหวัดภูเก็ต’ เป็นบ้านหลังที่สองในการทำตลาดอสังหาริมทรัพย์ ต่อจากกรุงเทพมหานคร ด้วยมองเห็นศักยภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูเก็ต ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียง ‘เกาะท่องเที่ยว’ (Holiday Island) ไปสู่การเป็น ‘มหานครไลฟ์สไตล์ระดับโลก’ (Global Lifestyle City) ในอนาคต
โดยบริษัทฯ จะนำประสบการณ์และการลงทุนกว่า 15 ปีในตลาดอสังหาฯภูเก็ต ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียม รวมมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท จำนวนรวมกว่า 11,000 ยูนิต เพื่อรองรับความต้องการด้านอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดตั้งสำนักงานใหญ่แห่งที่ 2 (นอกกรุงเทพฯ) ในจังหวัดภูเก็ตมาแล้วเป็นเวลา 5 ปี โดยปัจจุบันมีพนักงานประจำรวมไม่ต่ำกว่า 200 คน โดยยังวางแนวทางการบริหารฝ่ายขายด้วยการผสมผสานทีมงานทั้งคนไทยและต่างชาติ (เช่น รัสเซีย, สเปน, ไซปรัส) และทำงานร่วมกับตัวแทนขาย (Agent) อสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละทำเล เพื่อสร้างโอกาสและเข้าถึงตลาดให้ได้มากที่สุด
“ลูกค้าอสังหาฯตลาดต่างชาติจังหวัดภูเก็ต มีความต้องการสูงในด้านบริการหลังการขายต่างๆ ซึ่งแสนสิริ ได้พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้ให้บริการอสังหาฯแบบครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทฯ มาร่วมดูแลในส่วนนี้”
ปี69 เปิดโครงการมูลค่ารวมเฉียดหมื่นล้านบาท
สำหรับครึ่งหลังปี 2569 บริษัท เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 7 แห่ง มูลค่าเฉียด 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
- คอนโดมิเนียม 4 โครงการ ในทำเลดังนี้
- ทำเลเชิงทะเลซอย 3 แบรนด์ CANVAZ Palette Cherngtlay จำนวน 248 ยูนิต เริ่มต้น 8.99 ล้านบาท/ยูนิต
- ทำเลหาดป่าตอง (ยังไม่เปิดเผยแบรนด์) ระดับราคา 3.9-10.9 ล้านบาท/ยูนิต
- ทำเลหาดราไวย์ (ยังไม่เปิดเผยแบรนด์)เริ่มต้น 4.99 ล้านบาท/ยูนิต
- ทำเลสามกอง (ยังไม่เปิดเผยแบรนด์) เริ่ม 2.99 ล้านบาท/ยูนิต
- โครงการลักซูรี วิลล่า 3 โครงการ ซึ่งยังเป็นการเปิดตัววิลล่า ระดับราคาแพงสุดเท่าที่เคยทำมา ในทำเลดังนี้
- ทำเลบางโจ แบรนด์ The Tales Story One จำนวน 13 หลัง ราคาเริ่มต้น 45 ล้านบาท/ยูนิต
- ทำเลป่าสัก แบรนด์ The Tales Story Two จำนวน 14 หลัง
- ทำเลพรุจำปา แบรนด์ ELSE
5 ปีหน้ารวมมูลค่าโครงการ 8 หมื่นล.
ภูมิชาย กล่าวต่อว่าจากแผนธุรกิจข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ 5 ปี (2569 – 2573) ภายใต้โรดแมป ‘Sansiri’s 80 Billion Strategic Roadmap’ โดยพัฒนาพร้อมเปิดตัว 30 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
- โครงการแนวราบ 13 โครงการ (15,000 ล้านบาท)
- คอนโดมิเนียม 17 โครงการ (25,000 ล้านบาท)
“จากแผนดังกล่าว จะขับเคลื่อนให้มูลค่าพอร์ตสะสมของแสนสิริ อยู่ที่ 80,000 ล้านบาท ตามเป้าหมาย”
กระจายพอร์ตตลาดลดความเสี่ยงอสังหาฯ
ภูมิชาย กล่าวว่า “แสนสิริ ยังใช้กลยุทธ์การกระจายกลุ่มผู้ซื้อที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว เพื่อขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งปี และยังทำให้พอร์ตการดูดซับของแสนสิริในภูเก็ต มีความปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกและมีเสถียรภาพระยะยาวด้วย”
โดยล่าสุด (ข้อมูล ณ ปี 2568) ระบุว่า กลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ 5 อันดับแรกของแสนสิริในภูเก็ต นำโดยกลุ่มผู้ซื้อชาวรัสเซีย ซึ่งมีสัดส่วนสูงที่สุดถึง 31% ของยอดซื้อต่างชาติทั้งหมด ตามมาด้วยชาวจีน 12% ชาวอิสราเอล 8% ชาวฝรั่งเศส 7% และชาวอังกฤษ 4% ตามลำดับ
ทั้งนี้ จากการเปิดตัวโครงการในภูเก็ตต่อเนื่อง คาดผลักดันรายได้ธุรกิจจากภูเก็ตไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท/ปี โดยช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 ทำยอดขายจากภูเก็ตได้ 3,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 2,500 ล้านบาท และคาดว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจากการเปิดโครงการราคาระดับบน สัดส่วนลูกค้าต่างชาติแสนสิริภูเก็ตจะขยับสู่ 40-45% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30%

อ่านต่อเนื้ออื่น ที่เกี่ยวข้อง




