เงินโฆษณาไทยหด แต่ค้าปลีก-ดิจิทัลพุ่ง MI ลุ้นสิ้นปี69เม็ดเงินแตะ 8.3 หมื่นล.

MI Group เผยโฆษณาไทย 5 เดือนแรกหด 4.48% แต่มองครึ่งปีหลังฟื้น ดันทั้งปีแตะ 83,869 ล้านบาท ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซครองอันดับ 1 ขณะที่ทีวีดิจิทัลเหลือมูลค่าไม่ถึง 40% ของจุดสูงสุดเมื่อ 10 ปีก่อน

 

  • สื่อดิจิทัล เจ้าเดียวที่โตในตลาดโฆษณาครึ่งปีแรก 5 เดือนแรกปี 2569 สื่อดิจิทัลมูลค่า 13,394 ล้านบาท โต 1% ส่วนทีวีและ OOH ติดลบ 9% และ 6% ตามลำดับ โดย Nestle เป็นแบรนด์ที่ทุ่มงบโฆษณาเพิ่มสูงสุดถึง 46% สวนกระแสตลาดหดตัว
  • ทีวีดิจิทัลหายไปกว่า 60% ในรอบ 10 ปี จากสูงสุด 77,111 ล้านบาทในปี 2556 เหลือคาดการณ์เพียง 29,149 ล้านบาทในปีนี้ ช่องจาก 6 เป็น 24 แต่เม็ดเงินหด เหลือผู้เล่นแค่ 14 ช่องและยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
  • ค้าปลีก-อีคอมเมิร์ซครองแชมป์ แต่คู่แข่งจีนกดดันหนัก ไทยมีนักช้อปออนไลน์กว่า 40 ล้านคน และเป็นอีคอมเมิร์ซอันดับ 2 ของอาเซียน แต่สินค้าจีนแข่งได้ทั้งราคา ความเร็ว และเทคโนโลยี กดดันผู้ประกอบการไทยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทมีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด  (MI Group) กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัว -4.48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนอุตสาหกรรมสื่อในครึ่งหลังปี 2569 นี้ มองว่าอาจเห็นสัญญาณบวกมากขึ้น จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

 

  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
  • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
  • การใช้จ่ายที่อาจทยอยกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

 

จากปัจจัยดังกล่าว คาดผลักดันภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาทั้งปี 2569 จะหดตัวเพียง -1.3% หรือมีมูลค่ารวมประมาณ 83,869 ล้านบาท ซึ่งแม้ยังติดลบ แต่ถือว่าดีกว่าทิศทางที่ปรากฏในช่วงต้นปี

ขณะที่ใน 5 เดือนแรกของปี 2569 มานี้ พบว่าสื่อ 3 กลุ่มที่มีมูลค่าสูงสุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คือ

 

  1. สื่อดิจิทัล 13,394 ล้านบาท โต 1% (เป็นสื่อเดียวที่เติบโต)
  2. สื่อทีวี 11,924 ล้านบาท ลดลง 9%
  3. สื่อ OHM 5,586 ล้านบาท ลดลง 6%

 

โดย 5 กลุ่มบริษัทที่ใช้งบโฆษณามากสุด คือ

  1. Nestle 1,324 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46%
  2. Unilever 1,293 ล้านบาท ลดลง 9%
  3. เทพไทย/OK Herbal 858 ล้านบาท ลดลง 16%
  4. P&G 564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17%
  5. Colgate-Palmolive 528 ล้านบาท ลดลง 8%

 

ปัจจัยกดดันไม่ได้มาจากเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลกระทบสะสมจากหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด กำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ ความเปราะบางของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการปรับลดกำลังคนในหลายอุตสาหกรรมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและการมาแทนที่ของ AI

 

ขณะที่ กลุ่มอุตสาหกรรม/สินค้าและบริการที่คาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ได้แก่

 

  1. Retail / E-Commerce (อันดับ 1 ต่อเนื่อง)
  2. Websites & Apps (โตแรงที่สุด)
  3. Non-Alcohol Beverages (FMCGs แข่งขันสูง)
  4. Government Announcement (นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว)
  5. Skincare (FMCG แข่งขันสูง)
  6. Motor Vehicles (EV จากจีน)
  7. Dairy Products (นม Plant-based)
  8. Leisure/Concert/Exhibition
  9. Pharmaceuticals/ Vitamin Supplement
  10. Communications/Telco (เน้นการ Bundle กับ Streaming ในเครือ)

 

ปี2569 สื่อทีวี มูลค่า 2.9 หมื่นล.

 

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 (2013) เม็ดเงินโฆษณาในสื่อโทรทัศน์มีมูลค่าสูงถึง 77,111 ล้านบาท แต่ในปีนี้ MI GROUP คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเหลือเพียง 29,149 ล้านบาท หรือไม่ถึง 40% ของระดับสูงสุดเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล จาก 2,783 ล้านบาทในปี 2555 (2012) [*อาจมีข้อจำกัดในการรวรวมและจัดเก็บข้อมูลในขณะนั้น] คาดว่าตัวเลขในปีนี้จะสูงถึง 32,145 ล้านบาท หรือเติบโตมากกว่า 10 เท่า (ข้อมูลโดย DAAT)

 

“โทรทัศน์ยังคงหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน ด้วยผู้บริโภคยุคดิจิทัลไม่ได้ต้องการเพียงข้อมูลข่าวสารหรือความบันเทิง แต่ต้องการความสะดวก ความรวดเร็ว และประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันในทุกมิติของชีวิต”

 

 

 

ภวัต กล่าววว่า ในอดีต สื่อโทรทัศน์เคยมีเม็ดเงินโฆษณาสูงกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี รองรับจำนวนช่อง Free TV เพียง 6 ช่องและเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบสื่อสารสาธารณะที่เข้มแข็ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือได้อย่างทั่วถึง แต่ในยุคทีวีดิจิทัล แม้จำนวนช่องจะเพิ่มขึ้นเป็น 24 ช่อง กลับมีเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายช่องไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้

 

“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเหลือผู้เล่นเพียง 14 ช่อง และเกือบทั้งหมดกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และผู้ชม ขณะที่ยังไม่เห็นทิศทางการปรับตัวที่ชัดเจนเพียงพอที่จะพลิกฟื้นความสามารถในการแข่งขันและดึงผู้ชมกลับคืนมา”

 

 

 

 

จีน ผู้ทรงอิทธิพลอีคอมเมิร์ซไทย

 

ภวัต กล่าวต่อถึงภาพรวมเศรษฐกิจดิจิทัลในไทยซึ่งพบว่ามีอัตราการเติบโตอึอมเมิร์ซ (E-Commerce) สูงที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน โดยผู้บริโภคชาวไทยหลังวิกฤตโควิด-19 ในปี 2020 เปลี่ยนผ่านพฤติกรรมจากออฟไลน์ (Offline) สู่ ออมนิ ชาแนล (Omni Channel อย่างถาวร) ที่เชื่อมโยงกันทุกช่องทาง) โดยไทยมีนักช้อปออนไลน์มากกว่า 40 ล้านคน สัดส่วนกว่า 76% ของคนไทยช้อปออนไลน์อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

 

จากการเติบโตดังกล่าวสร้างโอกาสมหาศาลให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ธุรกิจขนาดเล็ก และผู้ที่สามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็กำลังสร้างแรงกดดันครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเช่นกัน เมื่อแพลตฟอร์มดิจิทัล ลดข้อจำกัดด้านพรมแดนทางการค้า คู่แข่งจากทั่วโลก สามารถเข้าถึงผู้บริโภคไทยได้ง่ายขึ้น สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านราคา ความเร็วในการพัฒนาสินค้า และการใช้เทคโนโลยีในการบริหารต้นทุน

 

“ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือความท้าทายจากปัจจัยเหล่านี้ จากการแข่งขันที่รุนแรง อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

 

ภวัต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตสูง แต่ยังการเข้าถึงอาจยังไม่เท่าเทียมทั้ง สัญญาณ ค่าใช้จ่าย และทักษะดิจิทัล ขณะที่แพลตฟอร์มต่างชาติกำลังควบคุมข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม และวิธีคิดของคนไทยที่กำลังถูกแพลตฟอร์มต่างชาติ ควบคุมข้อมูลข่าวสาร ค่านิยม และวิธีคิดของคนไทยผ่านอัลกอริทึม โดยไม่มีพันธกิจสาธารณะเหมือนสื่อมวลชน ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาไหลออกนอกประเทศ จากสื่อหลักอ่อนแอลง ส่งผลกระทบคนในระบบนิเวศสื่อไทยนับแสนถึงนับล้านคน ทั้งนักข่าว โปรดักชั่น อินฟลูเอนเซอร์ และคนทำคอนเทนต์

 

อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.