4 กลุ่มคอนเทนต์มงลง แบรนด์จ้างครีเอเตอร์ สู่ยุคยอดขายสำคัญกว่ายอดฟอลโลเวอร์

IdeasLabs  แนะ 7 แนวทาง-4 กลุ่มคอนเทนต์ดาวรุ่งที่ยังดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากแบรนด์ ส่วนในครึ่งปีหลัง 2569 ยังใช้งบอินฟลูฯ มาร์เก็ตติ้ง แต่ขอโฟกัสยอดขายธุรกิจมากกว่ายอดไลก์-แชร์

 

  • แบรนด์วัดผลจากยอดขาย ไม่ใช่ยอดไลก์ เศรษฐกิจชะลอทำให้งบการตลาดทุกบาทต้องคุ้มค่า อินฟลูเอนเซอร์ที่พิสูจน์ ROI ได้มีโอกาสรับงบมากกว่า
  • Micro-Nano Influencer ได้เปรียบ แบรนด์เริ่มกระจายงบไปยังครีเอเตอร์หลายรายแทนการทุ่มให้คนดัง พร้อมใช้ Affiliate Marketing วัดผลการปิดการขายแบบเรียลไทม์
  • 4 กลุ่มคอนเทนต์ยังดึงงบโฆษณา Foodie • Mom & Kid • Lifestyle • Beauty ยังตอบโจทย์การตัดสินใจซื้อ เพราะเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตจริงและกระตุ้นการซื้อได้ง่าย

 

 

ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ผู้พัฒนาโซลูชันด้านอินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer) และเทคโนโลยี มาร์เก็ตติ้ง (MarTech) สัญชาติไทย กล่าวว่าภาพรวมตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง (Influencer Marketing)  ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบัน แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเห็นได้ชัด เน้นทำการตลาดที่คุ้มค่าสูงสุด โดยหันมาโฟกัสการได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ชัดเจน ROI (Return on Investment) มากกกว่าการสร้างการตระหนักรู้ (Awareness) หรือการทุ่มงบเพื่อให้ได้ยอดไลก์ ยอดวิว ที่สูงอีกต่อไป

 

โดยงบประมาณ จะถูกจัดสรรไปยังอินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ‘คอนเทนต์นั้นสามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้จริง’  ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อนที่แบรนด์นิยมทุ่มงบจ้างดาราหรือเมกะ อินฟลูเอ็นเซอร์ (Mega Influencer) ระดับล้านฟอลโลเวอร์ทำคลิปเต้นคู่กับสินค้าสนุก ๆ เพื่อสร้างไวรัล

 

“ในยุคนี้ แบรนด์จะเปลี่ยนมาแบ่งงบก้อนนั้นไปจ้าง Micro หรือ Nano Influencer จำนวน 20-30 คน เพื่อทำคลิปเจาะลึกวิธีการใช้งานสินค้าจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมแนบลิงก์สัญญาร่วม (Affiliate) เพื่อวัดผลว่าอินฟลูเอนเซอร์คนไหนสามารถปิดการขายและสร้างยอดสั่งซื้อกลับมาได้คุ้มค่าเงินที่สุด”

 

ธนดล กล่าวต่อว่า จากฐานข้อมูลการทำงานร่วมกับแบรนด์ของ IdeasLabs พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาความต้องการแบรนด์ยอมควักงบประมาณลงทุนมากที่สุด เรียงลำดับตามความนิยมและการใช้งานจริงใน 4 กลุ่มอินฟลูเอ็นเซอร์ ดังนี้

 

 

  1. กลุ่ม Foodie (อาหารและเครื่องดื่ม) เป็นกลุ่มที่แบรนด์ใช้งบสูงสุด เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันและกระตุ้นการซื้อตามได้ง่ายที่สุด เช่น
    • แบรนด์ซอสปรุงรสเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์สายทำอาหารแจกสูตร ‘เมนูประหยัดทำเองได้ที่บ้าน’ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ยุคเศรษฐกิจชะลอตัวแล้ว ยังกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดินไปหยิบสินค้าที่ซูเปอร์มาร์เก็ตตามได้ทันที
  1. กลุ่ม Mom and Kids (แม่และเด็ก) กลุ่มคุณแม่มีอำนาจการตัดสินใจซื้อสูงและเน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก เช่น
    • แบรนด์ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจ้างคุณแม่ลูกอ่อนรีวิวเปรียบเทียบการซึมซับระหว่างแบรนด์ตนเองกับทั่วไปให้เห็นประสิทธิภาพจริง ผ่านเครือข่ายกลุ่มแม่ๆ อย่าง Facebook Group Comunity หรือเว็บบอร์ดต่างๆ ก็จะส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและกดซื้อตามผ่านลิงก์ทันทีเพราะต้องการสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก
  1. กลุ่ม Lifestyle (ไลฟ์สไตล์) ช่วยเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ เช่น
    • แบรนด์สมาร์ตโฟนจับมือกับอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ใช้งานกลุ่มแฟนคลับที่ชอบไปคอนเสิร์ต ทำคอนเทนต์ ‘ที่นั่งไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่น’ โดยใช้กล้องสมาร์ตโฟนถ่ายภาพและคลิปการแสดง เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ต้องใช้กล้องใหญ่ราคาแพงก็มีรูปสวย ๆ ได้ ซูมได้ชัดเจน
  1. กลุ่ม Beauty (ความงาม) ที่แบรนด์สกินแคร์และเครื่องสำอางยังคงเลือกลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปที่การรีวิวผลลัพธ์พลีชีพก่อน-หลังใช้จริง

 

จากข้อมูลข้างต้น IdeasLabs แนะนำอินฟลูเอนเซอร์ไทยเร่งปรับบทบาทตัวเอง จากเดิมที่เป็นเพียง ‘คนทำคอนเทนต์เพื่อยอดวิว’ (Content Creator) ไปสู่การเป็น ‘คนสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์’ (Business Result Driver) โดยมี 7 แนวทางพร้อมตัวอย่างการปรับตัวดังนี้

 

  1. ทำคอนเทนต์ที่ขายได้ ไม่ใช่แค่ไวรัล เช่น จากเดิมที่เคยทำคลิปแต่งหน้าตามเทรนด์เปลี่ยนเป็นทำคลิป ‘แต่งหน้าไปสัมภาษณ์งานด้วยเครื่องสำอางงบ 500 บาท’ พร้อมบอกพิกัดแต่ละชิ้น เพื่อช่วยให้ผู้ชมตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
  2. วัดผลได้ชัดเจน (Measurable Results) เมื่อส่งงานให้แบรนด์ ไม่ควรสรุปงานแค่ยอดวิวหรือยอดไลก์ อินฟลูเอนเซอร์ควรสรุปยอด Click-through rate (CTR) จากลิงก์ หรือรายงานยอดคอมมิชชั่นจากการปักตะกร้า หรือ affiliate เพื่อแสดงศักยภาพในการปิดการขาย
  3. สร้างความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ด้วยการติดแฮชแท็ก #Sponsored หรือ #โฆษณา ให้ชัดเจน และรีวิวตามความจริง เช่น ‘ลิปสติกรุ่นนี้สีสวยมากติดทน แต่แอบแห้งนิดหน่อยนะคะ คนปากแห้งต้องทาลิปมันก่อน’ ความจริงใจนี้จะสร้าง Trust ในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ยุคใหม่
  4. ใช้ AI และเครื่องมือ MarTech ให้เป็น ครีเอเตอร์สามารถใช้ AiChat ช่วยสร้างไอเดียหัวข้อคลิป 10 แบบที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะชอบ หรือใช้ Ai ช่วยวิเคราะห์ด้านดีและที่ควรปรับปรุงหลังจากดูคลิปหรือรูปภาพที่ทำ เพื่อเป็นการรับฟังฟีทแบคก่อนส่งงาน หรือช่วยตรวจคำถูกผิดของแคปชั่นให้ดูมืออาชีพขึ้นได้
  5. กระจายแพลตฟอร์ม ไม่พึ่งช่องทางเดียว เช่น ครีเอเตอร์ที่โตมาจาก TikTok ควรนำวิดีโอเดียวกันไปปรับสัดส่วนเพื่อลงใน YouTube Shorts / Facebook Reels และนำรูปนิ่งพร้อมข้อมูลสรุปไปเขียนบล็อกสั้นใน Lemon8 เพื่อไม่ให้รายได้หายไปหากแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่งลดการมองเห็น
  6. ปรับแพ็กเกจให้ยืดหยุ่น (Flexible Pricing) เช่น จากเดิม คิดค่าจ้างโพสต์ละ 30,000 บาทตายตัว อาจเสนอทางเลือกให้แบรนด์เป็น ‘ค่าจ้างทำคลิป 10,000 บาท + ค่าคอมมิชชัน 10% จากทุกยอดขายที่เกิดขึ้นผ่านลิงก์ Affiliate’ หรือทำแพ็กเกจ Bundle ร่วมกับอินฟลูฯ เพื่อนสนิท เพื่อให้แบรนด์ตัดสินใจจ่ายง่ายขึ้น
  7. พัฒนาตัวเองสู่การเป็น มืออาชีพโดยเฉพาะการส่งงานตรงเวลาตามตาราง ทำ Media Kit ที่มีข้อมูลประชากรของผู้ติดตาม (Demographics) ชัดเจน และส่ง “Post-campaign Report” สรุปผลลัพธ์การทำงานส่งให้แบรนด์ตรวจสอบทุกครั้งหลังจบงานโดยไม่ต้องร้องขอ

 

สำหรับแนวโน้มตลาด Influencer Marketing ในช่วงครึ่งปีหลัง IdeasLabs คาดการณ์ว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพหรือราคา และตลาดยังคงพึ่งพาแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นโดยเฉพาะ TikTok หรือ Facebook Reels ในสัดส่วนที่สูง อย่างไรก็ตาม แบรนด์ต่างๆ จะกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำคอนเทนต์ในลักษณะเจาะลึก (Deep Content) และกลุ่มที่มีความเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น

 

ธนดล กล่าวว่า ตัวอย่างเทรนด์ครึ่งปีหลัง จะเห็นแบรนด์ต่างๆ หันมาทำแคมเปญในลักษณะ ‘Long-term Partnership’ หรือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระยะยาว 3 – 6 เดือน แทนการจ้างโพสต์ครั้งเดียวจบมากขึ้น เช่น แบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (หรือโปรตีน) ร่วมงานกับครีเอเตอร์สายฟิตเนส/ลดน้ำหนัก เพื่อทำชาเลนจ์ ‘เปลี่ยนหุ่นใน 90 วัน’ โดยให้อินฟลูเอนเซอร์ดื่มสินค้านี้ควบคู่กับการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันทุกสัปดาห์ ซึ่งการเห็นความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นยอดขายแบบ Affiliate ได้มีประสิทธิภาพกว่าการรีวิวเพียงคลิปเดียวจบ

 

“ครีเอเตอร์คนใดที่สามารถปรับตัวและพิสูจน์ตัวเลขยอดขายหรือผลลัพธ์ทางธุรกิจให้แบรนด์เห็นได้ชัดเจน จะเป็นกลุ่มที่กุมความได้เปรียบและได้รับงบประมาณก้อนใหญ่จากแบรนด์ในครึ่งปีหลังนี้อย่างแน่นอน”

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.