25 พฤษภาคม วันไทรอยด์โลก สุขภาพดีแค่ไหนก็เป็นได้-60% ไม่รู้ตัวจนสายเกินไป

ไทรอยด์ ภัยเงียบที่คนวัยทำงานมองข้าม อาการเตือนคล้ายชีวิตประจำวัน อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ น้ำหนักเปลี่ยน แพทย์ รพ.วิมุต เผยสัญญาณเสี่ยง-รักษาหายถ้าจับได้ไว

 

  • ภัยเงียบที่ 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น มีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกกว่า 200 ล้านคน เหตุที่ไม่รู้ตัวเพราะอาการเริ่มต้นแยกไม่ออกจากความเครียดและการนอนน้อย
  • ฮอร์โมนพังระบบ-ร่างกายพังตาม ไทรอยด์เป็นพิษทำให้หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ ไทรอยด์ต่ำทำให้อ่อนเพลีย ซึมเศร้า ท้องผูก และบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ตรวจง่าย รักษาได้ แต่ต้องไม่รอจาะเลือดตรวจฮอร์โมนครั้งเดียวรู้ผลทันที ปล่อยไว้เสี่ยงถึงขั้น Thyroid Storm และ Myxedema Coma อันตรายถึงชีวิต

 

ในวันที่ 25 พฤษภาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น วันไทรอยด์โลก (World Thyroid Day) เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้ง European Thyroid Association (ETA) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ค.ศ. 1965 พร้อมร่วมรณรงค์ความสำคัญของต่อมและโรคไทรอยด์ระดับสากลถึงในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน ‘โรคไทรอยด์ง ไม่ได้เลือกแค่คนที่ดูแลตัวเองไม่ดี จากข้อมูลวารสารการแพทย์ Advances in Therapy ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคไทรอยด์ทั่วโลกราว 200 ล้านคน และมากถึง 60% ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น

 

เหตุผลหลัก คือ อาการเริ่มต้นแทบแยกไม่ออกจากชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นนอนไม่หลับ ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย และหลายคนยังเข้าใจผิดว่าโรคนี้เกี่ยวกับน้ำหนักขึ้นลงเพียงอย่างเดียว

 

ทั้งที่จริงมันส่งผลต่อร่างกายเกือบทุกระบบ และหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

 

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์อายุรศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต บอกถึงความอันตรายโรคนี้  ผ่านอาการเตือนที่คนมักมองข้าม กับคำถามที่หลายคนอยากรู้ว่า เป็นโรคนี้จะรักษาได้หายไหม?

 

 

 

โรคไทรอยด์ คืออะไร? ทำไมร่างกายถึงพัง

 

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กบริเวณลำคอ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของร่างกายแทบทุกระบบ ตั้งแต่การเผาผลาญ อุณหภูมิร่างกาย การเต้นของหัวใจ การย่อยอาหาร การหายใจ ไปจนถึงความตื่นตัวของสมอง เมื่อต่อมนี้ทำงานผิดปกติ ระบบต่างๆ ในร่างกายจึงเสียสมดุลตามไปด้วย

พญ.ธนพร อธิบายว่าความผิดปกติของต่อมไทรอยด์แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มก้อนเนื้อไทรอยด์เช่นถุงน้ำหรือมะเร็งไทรอยด์
  • กลุ่มการอักเสบและติดเชื้อ
  • กลุ่มความผิดปกติของการผลิตฮอร์โมนที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบคือ
    • ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) มักเกิดจากโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ที่กระตุ้นให้ต่อมผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนักกว่าปกติ
    • ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism) มักเกิดจากโรคฮาชิโมโต (Hashimoto’s Thyroiditis) ที่ภูมิคุ้มกันค่อยๆ ทำลายเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์จนผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ทำให้ระบบต่างๆ ทำงานช้าลงกว่าที่ควรเช็ก

 

อาการเตือนที่เกิดแบบไม่มีสาเหตุ

 

ขณะที่ อาการระยะเริ่มต้นของโรคไทรอยด์ดูธรรมดามาก จนหลายคนโทษว่ากินอาหารไม่สะอาดหรือทำงานหนักเกินไป

 

วิธีสังเกตเบื้องต้นคือดูว่ามีอาการต่อไปนี้ต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุชัดเจนหรือไม่

 

  • ไทรอยด์เป็นพิษ-ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว น้ำหนักลด เหงื่อออกง่าย ร้อนง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ และท้องเสีย
  • ไทรอยด์ต่ำ-หัวใจเต้นช้า อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น ตัวบวม ผิวแห้ง หนาวง่าย ซึมเศร้า ง่วงมาก และท้องผูกเรื้อรังหากพบว่าตัวเองมีอาการเข้าข่าย 2 ข้อขึ้นไป ควรรีบพบแพทย์

 

ทั้งนี้เพื่อตรวจคัดกรอง ‘พญ.ธนพร’ เตือนว่าหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉิน 2 แบบคือ Thyroid Storm ในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งหัวใจจะเต้นเร็วมากจนน้ำท่วมปอด มีไข้ สับสน หรือตับอักเสบ และ Myxedema Coma ในผู้ป่วยไทรอยด์ต่ำ ที่ทำให้ซึม ไม่รู้สึกตัว หายใจช้า หัวใจเต้นช้า และมีน้ำท่วมเยื่อหุ้มหัวใจ ทั้งสองภาวะต้องเข้ารับการรักษาทันทีตรวจไม่ยาก หายได้ เพียงรักษาต่อเนื่องการวินิจฉัยทำได้ง่ายด้วยการเจาะเลือดตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ โดยควรแจ้งแพทย์หากกำลังรับประทานวิตามิน Biotin หรือยาบางชนิด เพราะอาจทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้

 

หากแพทย์สงสัยว่ามีก้อนที่ต่อมไทรอยด์อาจทำอัลตราซาวด์เพิ่มเติมแนวทางการรักษาแตกต่างกันตามชนิดของโรค

 

ไทรอยด์เป็นพิษ ต้องรับประทานยาต่อเนื่องอย่างน้อย 18-24 เดือน โดยผู้ป่วยราว 30-50% อาจต้องรับประทานระยะยาว หรือใช้วิธีอื่นเช่นการกลืนน้ำแร่ไอโอดีนหรือการผ่าตัด

 

ไทรอยด์ต่ำ มักเป็นภาวะถาวรที่ต้องรับประทานยาฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต เมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติ อาการต่างๆ จะดีขึ้นและน้ำหนักจะปรับเข้าสู่สมดุล

 

แต่หากต้องการลดน้ำหนัก ก็ยังต้องอาศัยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

 

พญ.ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้โรคไทรอยด์จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่การออกกำลังกาย ผ่อนคลายความเครียด และกินอาหารที่มีไอโอดีนเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงได้ ที่สำคัญคืออย่าลืมตรวจสุขภาพทุกปี เพราะถ้าตรวจพบไวก็รักษาได้ทันท่วงที ดีกว่ารักษาในวันที่สายเกินไป”

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.