‘สิงห์’ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในครั้งนี้ จะเปลี่ยนทิศทางความไว้วางใจของสังคมไปอย่างไร? ในยุคที่สาธารณชนรุ่นใหม่ กล้าตั้งคำถามมากกว่าความศรัทธาแบรนด์เก่าแก่
ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังแล้ว หลังบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด (BOONRAWD BREWERY CO., LTD.) ผู้ผลิตและทำตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม สิงห์ (Singha)อีกหนึ่งตราสินค้า(Brand) ของไทยที่มีอายุเก่าแก่ร่วม 93 ปี
ภายหลังเหตุการณ์สมาชิกในตระกูลภิรมย์ภักดี ได้ตกอยู่ในกระแสวิพากษ์สังคมของสองพี่น้อง ‘ทราย-สิรณัฐ สก็อต’ นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ทราย สมุทร’ และ ผู้บริหารสิงห์ ‘พาย-สุนิษฐ์ สก๊อต ซึ่งล่าสุดทางกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ได้ชี้แจงว่าพ้นจากทุกตำแหน่งของบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทบุญรอดฯ ออกหนังสือแถลงการณ์ ‘แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันจุดยืนต่อต้านการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ
พร้อมระบุใจความหนังสือว่า
กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ รับทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคุณสุนิษฐ์ สก๊อต (คุณพาย) และขอแสดงความเสียใจอย่าง สุดซึ้งต่อคุณสิรณัฐ สก๊อต (คุณทราย) สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณสิรณัฐ สก๊อต เอง รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง สมาชิกครอบครัว ตลอดจนสังคมโดยรวม
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ เข้าใจถึงความกังวล และความไม่สบายใจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกท่าน
กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ขอแจ้งให้ทราบถึงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เราต่อต้านและไม่สนับสนุน การใช้ความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางร่างกาย วาจา การคุกคาม หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิ และศักดิ์ศรีของผู้อื่น ซึ่งจดยืนดังกล่าวเป็นปณิธานที่องค์กรยืดถือมาโดยตลอด
กลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ขอเรียนยืนยันว่า คุณสุนิษฐ์ สก๊อด ในฐานะผู้ที่ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวได้พ้นจากทุกตำแหน่งของ บริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ยืนยันจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569
ภูริต ภิรมย์ภักดี
กรรมการผู้จัดการใหญ่
ต่อการส่งหนังสือยืนยันจุดยืนขององค์กรสู่สาธาณะของกลุ่มบริษัทบุญรอดฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการเร่งออกมาบริหารวิกฤต (Crisis management) องค์กรและแบรนด์ ‘สิงห์’ ออกมาได้โดยไม่รอให้สถานการณ์ลุกลามขยายผลไปมากกว่านี้
ในช่วงจังหวะที่มีหลากหลายข้อมูลพรั่งพรูออกมาต่อเนื่องจากทั้ง ‘ทราย’ และหลากหลายความคิดเห็นของคนในสังคมออนไลน์ที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น ต่อเหตุการณ์ในอดีตและสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ที่แน่นอนว่า หากแบรนด์ยิ่งจัดการช้าไปกว่านี้ ก็อาจยิ่งมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์
ด้วย ‘สาธาณชน’ อาจกำลังตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น? กับแบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 90 ปี ที่เดินทางมาอย่างแข็งแรงในวันนี้ที่นอกจากอายุแล้วแต่ยังเป็นเพราะ ‘ความไว้วางใจ’ ที่มีต่อแบรนด์ด้วย
โดยเฉพาะในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ที่เติบโตมาพร้อมกับคนรุ่นใหม่ เจนเนอเรชั่นซี (Z Generation ) ที่มาพร้อมกับ ‘ความกล้า’ ที่จะตั้งคำถามถึงความถูกต้อง ความเหมาะสมในสังคมที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งการล่วงละเมิด สิทธิเสรีภาพทั้งทางกายและความคิด เป็นสิ่งที่พวกเขาแทบจะไม่ให้การยอมรับเลย
เช่นเดียวกับ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ที่แม้ว่าแบรนด์ที่เก่าแก่อยู่มานานก็ตาม แต่อาจไม่ได้ถูกตัดสินแค่คุณภาพสินค้า หรือประวัติศาสตร์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังถูกประเมินจาก ‘จุดยืนทางศีลธรรม’ และวิธีรับมือเมื่อเกิดวิกฤตกับคนในเครือข่ายอำนาจของตัวเอง
โดยเฉพาะองค์กรครอบครัวขนาดใหญ่ หรือธุรกิจตระกูล (Family Business) ที่ชื่อของ ‘คน’ กับ ‘แบรนด์’ ถูกเชื่อมกันแทบแยกไม่ออก
ด้วยยิ่งแบรนด์มีอายุยาวนานมากเท่าไร ความคาดหวังจากสังคมก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะสำหรับผู้บริโภค แบรนด์ที่อยู่มา 93 ปี ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ยังขาย ‘ความน่าเชื่อถือ’ ที่สะสมข้ามรุ่น
ดังนั้น ในวันที่เกิดวิกฤต สิ่งที่สังคมจับตา จึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครผิด’ แต่คือ องค์กรจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากน้อยเพียงใด ว่าการตัดสินใจต่าง ๆ เป็นไปตามหลักการที่ประกาศไว้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กรจะสามารถบริหารภาพลักษณ์ (Image Management) หรือสื่อสารจุดยืนของตัวเองออกมาได้ดีเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วในเวลานี้ ‘เจ้าของความหมายของแบรนด์’ ตัวจริง อาจไม่ใช่บริษัทอีกต่อไป
แต่หากคือ ‘สาธารณชน’ ที่จะเป็นคนตัดสินเองว่า หลังผ่านเหตุการณ์นี้ไป ภาพจำของแบรนด์ ‘สิงห์’ จะถูกจดจำในฐานะแบรนด์ที่กล้ารับผิดชอบต่อสังคม หรือหรืออาจถูกตีความว่าเป็นความพยายามรักษาความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในช่วงวิกฤต
ด้วยในตอนนี้ ภาพลักษณ์แบรนด์ ไม่ได้ถูกสร้างจากโฆษณาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกสร้างจาก ‘วิธีตัดสินใจ’ ขององค์กร ในวันที่เกิดวิกฤตที่สุดต่างหาก




