จุดสตาร์ทธุรกิจอวกาศ NASA พามนุษย์กลับดวงจันทร์ครั้งแรกรอบ 54 ปี

NASA แท็กทีมเอกชน ปล่อยจรวด ‘Artemis II’ ส่ง 4 นักบินอวกาศกลับดวงจันทร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 54ปี จุดสตาร์ทธุรกิจอวกาศ สร้าง ‘ทวีปที่แปด’ ของเศรษฐกิจโลก

 

 

  • กลับดวงจันทร์ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 54 ปี NASA ส่งนักบินอวกาศ 4 คนโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจ 10 วัน เป็นก้าวสำคัญหลังยุค Apollo สู่ Deep Space อีกครั้ง
  • เทคโนโลยีใหม่ยกระดับมนุษย์สู่จักรวาล ยาน Orion ใช้ AI ควบคุมระบบชีวิต พร้อมทดลอง organ-on-chip สื่อสารเลเซอร์ความเร็วสูง 260 Mbps เปลี่ยนเกมอวกาศ
  • จุดเริ่ม ‘Lunar Economy’ ภาคเอกชนขับเคลื่อน ซัพพลายเชนกว่า 2,700 บริษัททั่วโลกร่วมภารกิจ พร้อมยักษ์ใหญ่-สตาร์ทอัพ ผนึกกำลังสร้างเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่

 

 

เป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่มนุษยชาติไม่ได้เดินทางไกลออกไปจากวงโคจรโลกต่ำ (Low Earth Orbit) เพื่อไปเยือนเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดอย่าง “ดวงจันทร์” ตั้งแต่ที่นาซ่าพับโครงการ Apollo ในปี 1972

 

แต่วันที่ 1 เมษายน 2026 นี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้งของมนุษยชาติที่จะส่งมนุษย์กลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้งภายใต้ภารกิจ  Artemis II ซึ่งนอกจากการกลับไปเยือนดวงจันทร์แล้ว ภารกิจครั้งนี้ยังได้เปลี่ยนรูปแบบเทคโนโลยีทางอวกาศด้วย จากเดิมที่การพัฒนาของนาซ่าเป็นหลัก แต่ปัจจุบันอวกาศได้กลายเป็น “สนามการลงทุน” ของภาคเอกชนในธุรกิจอวกาศด้วย

 

ขณะนี้ NASA ได้ประกาศเริ่มนับถอยหลังอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ท่ามกลางความตื่นตัวของประชาคมโลก นี่ไม่ใช่แค่การส่งคนไปเที่ยวชมดวงจันทร์ แต่คือบททดสอบขั้นสูงสุดของเทคโนโลยี การแพทย์ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

เพราะว่าภารกิจ Artemis II ในครั้งนีhไม่ได้มีเป้าหมายส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ แต่มีเป้าหมายที่ “สำคัญยิ่งกว่า” นั่นคือการทดสอบระบบที่จำเป็นต่อการตั้งถิ่นฐานระยะยาวบนดวงจันทร์และการเดินทางไปดาวอังคาร โดยมีนักบินอวกาศ 4 ท่าน คือ Reid Wiseman, Victor Glover, Christina Koch จาก NASA และ Jeremy Hansen จากองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) ในภารกิจตลอด 10 วันระหว่างทริปโลก-ดวงจันทร์

 

โดยช่วงเวลาปล่อยจรวด (Launch Window) เริ่มต้นวันที่ 1 เมษายน 2026 โดยมีช่วงเวลาสำรองถึงวันที่ 6 เมษายน และรอบถัดไปคือ 30 เมษายน 2026

 


ขอขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ NASA

 

ขีดจำกัดใหม่ของมนุษย์และเทคโนโลยี

 

ภารกิจ Artemis II  จะนำยานอวกาศ Orion เข้าสู่การเดินทางแบบ Deep Space อีกครั้งนึงนับตั้งแต่ภารกิจ Apollo โดยครั้งนี้  ระบบช่วยชีวิตของ Orion ซึ่งใช้การควบคุมด้วย AI และเทคโนโลยียุคปัจจุบันจะทำงานอย่างแม่นยำในการจัดการออกซิเจน การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ และการควบคุมอุณหภูมิในสภาวะแวดล้อมที่โหดร้าย

 

ทั้งนี้ เพื่อยืนยันว่ามนุษย์จะสามารถมีชีวิตรอดได้ในระยะยาวก่อนถึงภารกิจลงจอดจริงใน Artemis III ระบบต่างๆของยาน Orion จะเป็นควบคุมด้วย AI และอิเล็กทรอนิกส์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งต่างจากภารกิจ Apollo ที่ใช้การควบคุมระบบทุกอย่างแบบอนาล็อก

 

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญระหว่างการเดินทางโคจรรอบดวงจันทร์ คือการทดลอง AVATAR (A Virtual Astronaut Tissue Analog Response) ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี “Organ-on-a-chip” ไปใช้ในห้วงอวกาศ นี่คือการส่ง “อวัยวะจำลอง” ที่สร้างจากเซลล์ไขกระดูกของนักบินอวกาศเองไปทดสอบกับรังสีคอสมิกและสภาวะไร้น้ำหนัก

 

ซึ่งข้อมูลนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจความเสี่ยงของมะเร็งและผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์เมื่ออยู่นอกเขตคุ้มครองของสนามแม่เหล็กโลก

 

ภารกิจนี้ยังมีการติดตั้ง Orion Artemis II Optical Communications System (O2O) ซึ่งเป็นการสื่อสารผ่านเลเซอร์แทนคลื่นวิทยุแบบเดิม โดยจะทดสอบการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงถึง 260 Mbps จากห้วงอวกาศลึก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนเกม (Game Changer) ที่จะทำให้การถ่ายทอดสดความละเอียดสูงหรือการส่งข้อมูลวิจัยมหาศาลจากฐานที่มั่นบนดวงจันทร์กลับมายังโลกเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นสำหรับภารกิจในอนาคต

 

ธุรกิจอวกาศฟันเฟืองขับเคลื่อนภารกิจ

 

Artemis II คือหลักฐานยืนยันว่าการสำรวจอวกาศยุคใหม่ไม่ได้เป็นสมรภูมิของรัฐบาลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปมาสู่ “ระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศ” (The Lunar Economy) ที่มีภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองสำคัญ  ในอดีโครงการ Apollo คือความสำเร็จที่ NASA แบกรับภาระและงบประมาณเกือบทั้งหมด แต่สำหรับ Artemis II ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

ภารกิจนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากซัพพลายเออร์กว่า 2,700 ราย จาก 47 รัฐในสหรัฐฯ และพันธมิตรจากนานาชาติ ทำให้โครงการนี้มีสถานะเป็น Global Supply Chain ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ามหาศาล

 

บริษัทอย่าง Lockheed Martin รับหน้าที่เป็นผู้นำในการสร้างยาน Orion ในขณะที่ส่วนประกอบสำคัญอย่าง “European Service Module” ได้รับการสนับสนุนจาก Airbus ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่าอวกาศกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก

 

ขณะที่ Boeing รับผิดชอบโครงสร้างหลักของ จรวด SLS (Space Launch System) จรวดที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน โดยดูแลตั้งแต่ส่วน Core Stage ไปจนถึงระบบควบคุมการบิน (Avionics)

 

ด้าน Northrop Grumman ผู้ผลิต Solid Rocket Boosters แท่งเชื้อเพลิงแข็งที่ให้แรงขับดันถึง 75% ในช่วงเริ่มต้นของการทะยาน และระบบ Launch Abort System (LAS) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกเรือ Aerojet Rocketdyne (L3Harris) เป็นผู้สร้างเครื่องยนต์ RS-25 หัวใจหลักของจรวด SLS ที่ส่งพลังมหาศาลส่งจรวดหลายพันตันออกนอกวงโคจร

 

สำหรับ SpaceX ของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ แม้จะไม่ได้มีส่วนรวมในภารกิจArtemis II โดยตรงแต่ SpaceX จะรับหน้าที่ต่อยอดในภารกิจ Artemis III สำหรับการพัฒนาระบบลงจอดในภารกิจการส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้ง

 

นอกจากบรรดาบริษัทขนาดใหญ่แล้ว ภารกิจ Artemis ยังถือเป็นการเป็นศักราชใหม่สำหรับบรรดาบริษัทสตาร์ทอัพเฉพาะทางที่เชี่ยวชาญด้านอวกาศ เช่น Intuitive Machines มีบทบาทสำคัญในการใช้เครือข่าย Space Data Network เพื่อช่วยติดตามสัญญาณวิทยุจากห้วงอวกาศลึก เสริมความแม่นยำในการสื่อสารร่วมกับ NASA

 

Rocket Lab บริษัทสัญชาตินิวซีแลนด์ ผู้อยู่เบื้องหลังการส่งดาวเทียมขนาดเล็ก (CubeSats) ไปสำรวจเส้นทางและสภาพรังสีล่วงหน้า เพื่อความปลอดภัยของนักบินใน Artemis II และบริษัท Axiom Space ผู้ร่วมพัฒนาชุดอวกาศรุ่นใหม่ (Next-gen Spacesuits) ที่มุ่งเน้นความคล่องตัวและการใช้งานในระยะยาว

 

ภารกิจ Artemis II จึงไม่ใช่เพียงแค่การจารึกชื่อนักบินอวกาศ 4 คนลงในประวัติศาสตร์ ในฐานะมนุษย์โลกชุดแแรกในรอบ 54 ปีที่กลับไปเยือนดวงจันทร์ แต่คือการประกาศศักดาของมนุษยชาติในยุค “Space 2.0” ที่เส้นแบ่งระหว่างภาครัฐและเอกชนจางหายไป เหลือเพียงฟันเฟืองทางธุรกิจและนวัตกรรมที่สอดประสานกันอย่างไร้รอยต่อ จากห้องแล็บวิจัยยาของสตาร์ทอัพ สู่ฐานการผลิตจรวดขนาดยักษ์ของบริษัทระดับโลก

 

ขณะที่ ทุกความเคลื่อนไหวในภารกิจนี้คือการวางรากฐานให้ดวงจันทร์กลายเป็น “ทวีปที่แปด” ของเศรษฐกิจโลก

 

STORYTELLER BY

Jittrapon ponlawat
Editorial Lead
A former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.

 

 

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.