เทรนด์ปี 69 ทุนญี่ปุ่น อัปเกรดสู้ภาษีทรัมป์–อีวีจีน ส่งสัญญาณผ่านคู่ค้าขึ้นราคาสินค้า

JCCB เปิดรายงานดัชนีความเชื่อมั่นศก.ไทย (DI) พบครึ่งหลังปี 68 ดิ่งต่ำสุดที่ -12 ก่อนคาดการณ์ดีดกลับเป็นบวก +1 ในปีนี้ รับอานิสงส์รัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่นักลงทุนจับตาค่าเงินบาท หวังระดับ 4.0-4.1 เยนต่อบาทเพื่อพยุงขีดความสามารถการแข่งขัน

 

 

  • ดัชนีความเชื่อมั่น JCCB ครึ่งหลังปี 2568 ต่ำสุดที่ -12 ก่อนคาดปี 2569 พลิกกลับเป็นบวก +1 จากความหวังรัฐบาลใหม่

  • บริษัทญี่ปุ่น 43% คงการลงทุน และ 23% พร้อมเพิ่มลงทุน โดยโฟกัสเปลี่ยนเครื่องจักร–Digital Transformation

  • ความเสี่ยงหลักคือกำลังซื้อในประเทศอ่อน ค่าเงินบาทแข็ง และผลกระทบภาษีสหรัฐที่เริ่มดันต้นทุนขึ้น

 

 

หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (Business Sentiment DI) ของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นสะท้อนภาพ ‘ความกังวลที่แฝงด้วยความหวัง’ ของเหล่านักลงทุนจากแดนอาทิตย์อุทัยที่มองว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ

 

จากการสำรวจของสมาชิก JCCB จำนวน 1,677 ราย โดยมีบริษัทญี่ปุ่นในไทยที่ตอบกลับผลสำรวจ 521 ราย (คิดเป็น 31.1%) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่น (DI) ของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ค่า DI ดิ่งลงไปอยู่ที่ -4 และทรุดตัวต่อเนื่องไปถึง -12 ในช่วงครึ่งหลังของปีเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงสภาวะ “ถดถอย” ในความรู้สึกของผู้ประกอบการ

 

สาเหตุหลักที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นต้องกุมขมับ คือ

 

  • การชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
  • ความสั่นคลอนของการเมือง
  • ประเด็นชายแดนเพื่อนบ้าน
  • อุตสาหกรรมยานยนต์ที่โดนหมัดฮุคจากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกา
  • การรุกคืบอย่างหนักของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

 

สำหรับปี 2569 ทิศทางเศรษฐกิจจะเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในลักษณะ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ (Slow Recovery) โดยมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตอย่างกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวใจหลักในการประคองความเชื่อมั่น

 

แต่ภาพรวมยังคงมีความย้อนแย้ง เมื่อกลุ่มนอกภาคการผลิต โดยเฉพาะค้าปลีกและอุปโภคบริโภค กลับส่งสัญญาณติดลบอย่างน่ากังวลจากแรงกดดันของหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อภายในประเทศให้ซบเซา

 

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เริ่มปรากฏชัดขึ้นในผลสำรวจล่าสุด ซึ่งคาดการณ์ว่าค่าการลงทุนตรง (DI) ในครึ่งแรกของปี 2569 จะดีดกลับมาเป็นบวกได้ที่ระดับ 1 แม้จะเป็นตัวเลขที่น้อยนิดแต่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

 

โดยภาคธุรกิจกว่า 28% มั่นใจว่าอุปสงค์จะเริ่มกระเตื้องขึ้นในกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการฝ่าฟันสมรภูมิการค้าที่ต้องปะทะกับสินค้าราคาถูกจากจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในส่วนของการลงทุนด้านโรงงานและเครื่องจักร ข้อมูลจาก JCCB ที่น่าสนใจคือ บริษัทส่วนใหญ่ถึง 43% ยังคงเลือกที่จะ ‘คงการลงทุน’ ไว้ในระดับเดิม ขณะที่ 23% พร้อมที่จะ ‘ลงทุนเพิ่ม’ ในปี 2569

 

สิ่งที่น่าสนใจคือวัตถุประสงค์ของการลงทุนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นการขยายกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว ปัจจุบันเทรนด์ได้เปลี่ยนเป็นดังนี้

 

  • เปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม (สูงถึง 57%)
  • การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร (30%)
  • การทำ Digital Transformation (21%)

 

แนวโน้มดังกล่าว สะท้อนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้หนีจากไทยแต่พวกเขากำลัง ‘อัปเกรด’ตัวเองให้ทันสมัยขึ้นเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ขณะที่ ประเด็นที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทย ต้องกล้ำกลืนนั้นข้อมูลจากผลสำรวจระบุชัดเจนว่า ‘อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ’ คือปัญหาอันดับหนึ่ง (59%) สืบเนื่องจากหนี้ครัวเรือนสูง ตามมาด้วยการแข่งขันที่รุนแรง และต้นทุนบุคลากรที่พุ่งสูงขึ้น

แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดในรอบนี้คือ ‘นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา’ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ในอัตรา 19% ซึ่งบริษัทกว่า 26% คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อีกหนึ่งตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ’ ซึ่งผลสำรวจพบว่า เกือบ 50% ของบริษัทญี่ปุ่นได้รับผลกระทบในเชิงลบหรือยังคงมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนนี้ โดยเฉพาะมาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariffs) ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสายอุปทานที่ไทยเป็นส่วนหนึ่ง

 

นอกจากนี้ เรื่องของ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ยังเป็นประเด็นร้อนที่นักลงทุนจับตา โดย มร.อิจิโร อาเบะ ประธานส่วนงานวิจัยเศรษฐกิจของ JCCB และประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ให้ความเห็นว่า สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นอยากเห็นคือ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยระดับที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ (Desirable Exchange Rate) คือช่วง 4.0 – 4.1 เยนต่อบาท แต่ปัจจุบันค่าเงินพุ่งไปถึง 4.9 เยนต่อบาท ซึ่งกดดันขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

 

อีกมาตรการรับมือภาษีสหรัฐที่น่าสนใจคือ จากผลสำรวจพบว่าบริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะ ‘คงสถานการณ์เดิม’ เพื่อรอดูท่าที (54%) แต่มีถึง 22% ที่เริ่ม ‘ปรึกษาคู่ค้าทางธุรกิจเกี่ยวกับราคา’ เพื่อส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ นี่คือสัญญาณเตือนว่าผู้บริโภคอาจต้องเตรียมรับมือกับสินค้าราคาแพงขึ้นในอนาคตอันใกล้

 

นอกจากนี้ แผนการส่งผ่านต้นทุนยังคงเป็นเรื่องยาก โดย 60% ของบริษัทยังไม่มีการดำเนินการส่งผ่านต้นทุนเนื่องจากเกรงจะเสียส่วนแบ่งการตลาด

 

ผลสำรวจชี้ว่าบริษัทญี่ปุ่นในไทยยังคงมองไทยเป็น ‘ศูนย์กลางภูมิภาค’ อาเซียนทั้งในแง่การตั้งสำนักงานและศูนย์กลางการผลิต แต่อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นหลายแหล่งต่างมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย โดยเฉพาะเรื่องความชัดเจนและตรงไปตรงมา

 

โดยอันดับหนึ่งคือ ‘มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค’ (42%) ตามมาด้วย ‘การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน’ (32%) และการปรับปรุงระบบภาษีให้มีความโปร่งใสและไม่ซับซ้อน

 

นอกจากนี้ ทุนญี่ปุ่นยังชื่นชมรัฐบาลในเรื่องการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในภาคส่วนต่างๆ (20%) แต่ก็ยังคาดหวังให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง

 

สำหรับตัวแปรที่มองข้ามไม่ได้ รายงานยังได้เปิดเผยถึงผลกระทบจากการปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา แม้บริษัท 67% จะบอกว่าไม่ได้รับผลกระทบที่มีนัยสำคัญ แต่อีก 29% กลับต้องเผชิญกับ ‘ระยะเวลาในการขนส่งที่เพิ่มขึ้น’ และค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น (24%) มาตรการรับมือที่ภาคธุรกิจเลือกใช้คือการเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางเรือแทน (23%) เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนของเส้นทางบก

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองข้ามช็อตไปยังภาพรวมในปี 2569 รายงานจาก JCCB ระบุความเชื่อมั่นผ่านค่าดัชนี DI ที่คาดว่าจะดีดตัวกลับขึ้นมาสู่ระดับ +1 ได้สำเร็จ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่สร้างความหวังในด้านเสถียรภาพและการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ

 

ทว่าในมุมมองของนักลงทุน เส้นทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้ายังคงเผชิญกับบททดสอบที่ท้าทายรอบด้าน หากประเทศไทยต้องการรักษาฐานที่มั่นสำคัญและเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มทุนญี่ปุ่นไว้ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการฟื้นฟูกำลังซื้อภายในประเทศที่ซบเซา และการปฏิรูประบบราชการให้มีความโปร่งใสและเอื้อต่อการทำธุรกิจ ท่ามกลางสมรภูมิการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มประเทศคู่แข่งในอาเซียนที่พร้อมจะชิงความได้เปรียบในทุกขณะ

 

 

 

 

Alternate-X สรุปให้ 

ทุนญี่ปุ่นส่งสัญญาณ ‘ไม่ทิ้งไทย แต่ต้องปรับตัว’ ท่ามกลางเศรษฐกิจฟื้นตัวเปราะบาง โดยดัชนีความเชื่อมั่น JCCB ครึ่งหลังปี 68 ดิ่งถึง -12 ก่อนคาดปี 69 ฟื้นเป็นบวกเล็กน้อย ส่วนปัญหาหลักคือกำลังซื้ออ่อน หนี้ครัวเรือนสูง การเมือง และแรงกดดันจากจีน–สหรัฐ  แต่นักลงทุนเลือกคงเพิ่มลงทุน โดยเน้นอัปเกรดเครื่องจักรและ Digital Transformation พร้อมส่งสัญญาณเตือนผู้บริโภคเริ่มชัด เมื่อบางบริษัทเตรียมส่งผ่านต้นทุนสู่ราคาสินค้า

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.