‘กินกันจัง’ ถอดสูตรคณิตศาสตร์ในหม้อชาบู เมนู 19 บาท สู่เป้า 100 ล้าน ปี2569

ตลาดชาบู-หม้อไฟมูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท ที่ยังแข่งไม่พัก โดยเฉพาะการเข้ามาของเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ใช้สาขาในไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่ยังมีร้านชาบูรายหนึ่งที่ยืนระยะได้ครบ 10 ปีเต็ม ด้วยโมเดลที่สวนทางตลาด นั่นคือ ‘กินกันจังชาบู’ ร้านชาบูแบบอะลาคาร์ต ราคาเริ่มต้นเพียง 19 บาท กับเป้าหมายยอดขาย ร้อยล้านบาทปี 2569

 

Key Facts 

  • ชาบูอลาคาร์ตเริ่มต้น 19 บาท อยู่รอดได้ด้วยการคุมตัวเลขแบบคณิตศาสตร์ โมเดลไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ เลือกขายเป็นจาน คุมต้นทุนวัตถุดิบตั้งแต่วันแรกด้วยการคิดเชิงสถิติ ทำให้รักษาราคา 19 บาทได้ต่อเนื่องยาวกว่า 10 ปี

  • เติบโตจากร้านเล็ก 8 โต๊ะ สู่ 12 สาขา รายได้แตะหลักร้อยล้าน เริ่มต้นจากสาขาแรกย่านจรัญฯ ด้วยเงินลงทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท ปัจจุบันมีทั้งสาขาบริษัทและสาขาส่วนบุคคล รวมพนักงานกว่า 200 คน และตั้งเป้ารายได้ปีนี้แตะ 100 ล้านบาท

  • แข่งในตลาดเดือดด้วยคุณภาพวัตถุดิบและขยายไลน์สินค้า ไม่เล่นสงครามราคาใช้วัตถุดิบคุณภาพจากซัพพลายเออร์เดิมตั้งแต่วันแรก เพิ่มเมนูใหม่อย่างไอศกรีม ซอฟต์เสิร์ฟ และเดลิเวอรี่ เพื่อรับมือการแข่งขันจากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่

 

จุดเริ่มต้น ‘กินกันจัง’ จากฝั่งธนบุรี

 

‘พชร เรืองพีระกุล’ กรรมการบริษัท บริษัท เคจีเจ เรสเตอรองท์ จำกัด และผู้ก่อตั้งร้านกินกันจังชาบู เล่าจุดเริ่มต้นธุรกิจ กินกันจัง ครั้งแรกในวัย 26 ปี พร้อมสาขาแรกเปิดเมื่อ 10 ปีก่อน กับสาขาแรกตั้งบนถนนจรัญสนิทวงศ์ 61 ด้วยเงินลงทุนราว 7–8 แสนบาท เป็นร้านขนาด 1 คูหาให้บริการ  7–8 โต๊ะ ในช่วงแรก ๆ

 

โดยชื่อร้านมาจากซอสเกาหลีแบรนด์หนึ่งที่ออกเสียงคล้ายคำว่า ‘กินกันจัง’ ที่เขาชอบใจและนำมาแปลงใช้เป็นชื่อแบรนด์

 

ก่อนหน้าจะทำชาบู ‘พชร’ เคยทำร้านก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำแตก ในทำเลใกล้กันมาก่อนราว 2 ปี เมื่อสะสมทุนได้จึงขายกิจการและหันมาลุยชาบูเต็มตัว หลังมองเห็นทราฟฟิกลูกค้าจำนวนมากจากร้านหมูกระทะที่เปิดให้บริการในทำเลใกล้กัน

 

จากโบรคเกอร์ สู่เจ้าของร้านอาหาร

 

‘พชร’ จบการศึกษาด้านการเงินคณิตศาสตร์ และเคยทำงานเป็นโบรคเกอร์หุ้นมาก่อน เขามองว่าหากต้องการเติบโตและมั่งคั่ง ต้องมีธุรกิจของตัวเอง จึงเริ่มต้นจากการ ‘เรียนจริง ทำจริง’ ตั้งแต่การไปเรียนทำก๋วยเตี๋ยว จนถึงการเข้าอบรมคอร์สอาหารญี่ปุ่นและชาบู ก่อนเปิดร้านทุกครั้ง

 

โดยตั้งแต่วันแรก ‘กินกันจัง’ วางตำแหน่งชัดเจนว่าไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ แต่เลือกโมเดล อะลาคาร์ต เพื่อคุมคอสต์และคุณภาพวัตถุดิบได้ดีกว่า

 

ผมไม่กล้าทำอะไรที่คุมต้นทุนไม่ได้ ตัวเลขต้องชัด

 

ขณะที่ตั้งแต่วันเปิดสาขาแรก จรัญสนิทวงศ์ 61  กินกันจังชาบู ทำเมนูเริ่มต้นราคาถาดละ 19 บาท พร้อมเสิร์ฟให้บริการเมนูอาหารอื่น ๆ ในร้านมากกว่า 30 รายการ เปิดขายตั้งแต่ 15.00 น. – 02.00 น. จับกลุ่มลูกค้าหลัก คือ นักศึกษาและครอบครัวที่มาทานเป็นกลุ่ม

 

 

ธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ‘ตัวเลข’

 

จากพื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ทำให้ ‘พชร’ ใช้การคำนวณเชิงสถิติในการบริหารร้าน ทำให้แตกต่างจากบุฟเฟ่ต์ที่ต้องประเมินปริมาณการกินต่อหัวเพื่อกำหนดต้นทุนต่อคน

 

“ผมคิดและคำนวณต้นทุนมาแล้ว แต่เมื่อเห็นว่ายังไม่ชัวร์จึงไม่กล้าเสี่ยงทำ เพราะผมเป็นคนให้ความสำคัญกับตัวเลขและการคุมต้นทุน หากควบคุมคอสต์ไม่ได้ก็ไปต่อยาก เมื่อเทียบกับโมเดลบุฟเฟ่ต์จะคำนวนมาแล้วว่าลูกค้ากินได้เฉลี่ยประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคน แล้วไปกำหนดต้นทุนวัตถุดิบ เช่น หากตั้งราคาขาย 299 บาท ต้นทุนวัตถุดิบจะต้องไม่เกิน 150 บาท เพื่อรักษากำไรในระดับประมาณ 50%”

 

ขณะที่ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลของกินกันจังชาบูอยู่ที่ 300–800 บาท ค่าเฉลี่ยต่อหัวราว 200 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่มา 2–8 คนต่อโต๊ะ

 

 

ยังเติบโตท่ามกลางสงครามชาบู

 

ปัจจุบัน ‘กินกันจัง’ มี 12 สาขา ทั้งรูปแบบสแตนด์อโลนและในห้าง ดังนี้

  • จรัญสนิทวงศ์ 61
  • บางขุนนทน์
  • ตลาดพลู
  • ถนนจันทน์ 39
  • ถนนจันทน์ 9
  • จรัญสนิทวงศ์ 3
  • ประตูน้ำ
  • บางมด
  • เอกชัย 5
  • ถนนเพชรเกษม
  • บางซ่อน
  • กัลปพฤกษ์

 

โดย ‘ท็อป ทรี’ สาขาขายดีสุด คือ บางซ่อน ถนนจันทน์39 และ บางขุนนนท์ แต่ก็ยังเผชิญการแข่งขันโดยตรงจากเชนบุฟเฟ่ต์รายใหญ่ที่เข้ามา ‘ประกบข้างในเกือบทุกสาขา’

 

ขณะที่การทำร้านอาหารในปัจจุบัน เขาบอกว่า ทราฟฟิกลูกค้าหลังโควิดลดลงจากเดิมเฉลี่ย 4 ครั้งต่อเดือน เหลือ 2–3 ครั้ง แต่แบรนด์เลือกไม่แข่งด้วยการลดราคาหรือทำโปรโมชั่นเหมือนเชนร้านชาบู ด้วยจุดแข็งคือ ‘ราคาประหยัดตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยคุณภาพวัตถุดิบ’

 

พชร บอกว่าในปี 2569 กินกันจังจะยังไม่เร่งเปิดสาขาใหม่ แต่โฟกัสที่การเพิ่มเมนูขายดีและมาตรฐานวัตถุดิบ โดยจะลงทุนไลน์ของหวาน อย่างไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ–สลัชชี่–บิงซู คาดใช้งบรีโนเวทสาขาเฉลี่ย 1.5–2 ล้านบาทต่อสาขา

 

โดยในครึ่งปีแรกเตรียมเปิดตัว ซอฟต์เสิร์ฟรสนมฮอกไกโด ราคาประมาณ 49 บาท พร้อมขยายช่องทางรายได้เพิ่มจากบริการเดลิเวอรี่เพิ่ม

 

 

คีย์ซัคเซส ‘ราคา-คุณภาพ-ความจริงใจ’

 

พชร กล่าวอีกว่า ตลอด 10 ปี ‘กินกันจัง’ ใช้วัตถุดิบจากซัพพลายเออร์รายเดิมอย่าง เบทาโกร ที่ยังไม่เปลี่ยนคุณภาพ และเลือกใช้ เนื้อวัวหนุ่ม แทนวัวแก่แบบที่หลายร้านใช้ ที่สร้างความแตกต่างด้านรสชาติของวัตุดิบอย่างชัดเจน

 

พร้อมเสริมว่า การที่กินกันจัง ยังทำราคาเมนู(หมู) เริ่มต้น 19 บาทได้ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนจากซัพพลายเออร์อย่างเบทราโกรที่คงต้นทุนและคุณภาพไว้ดังเดิมมาโดยตลอดเช่นกัน

 

ขณะที่เชนร้านอาหารรายใหญ่ที่ให้บริการ มองว่าต้นทุนการบริหารจัดการจะสูงกว่ามาก เช่น เนื้อสามชั้นเป็นของออสเตรเลียเหมือนกันแต่จะมีอายุของเนื้อด้วยว่าเป็นการใช้เนื้อวัวแก่หรือเนื้อวัวหนุ่ม จุดนี้มีรายละเอียดเยอะว่าเป็นเนื้อประเภทไหน ที่นำมาใช้เป็นวัตุถุดิบ  ซึ่งที่ร้านกินกันจัง จะใช้เนื้อวัวหนุ่มให้บริการ

 

เขา เชื่อว่า ความอยู่รอดมาจาก ราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพสม่ำเสมอ ลูกค้าประจำและปากต่อปาก

 

 

เป้าหมายสู่ ‘ร้อยล้าน’

 

โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้ราว 59 ล้านบาท และในสิ้นปี 2569 วางเป้าหมายอยู่ที่ 100 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าเติบโต 10% ต่อปี หลังดำเนินการรีโนเวทสาขาเสร็จทั้งหมด 10 แห่ง ยกเว้นสาขาใหม่ ถนนจันทน์ 9 และ เพชรเกษม

 

หลังจากปรับโฉมใหม่ภายในสิ้นปีนี้ จะนำสาขา 6 แห่งที่อยู่ในรูปแบบส่วนบุคคลเข้ามาเป็นสาขาของบริษัท  ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานกว่า 200 คน ใน 12 สาขา ใช้คนต่อสาขาน้อยกว่าร้านบุฟเฟ่ต์ ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดี

 

จากร้านเล็ก ๆ ฝั่งธนบุรี สู่แบรนด์ชาบูอะลาคาร์ตที่ยืนระยะได้ในสนามโหด นี่คือสูตรธุรกิจที่เริ่มจาก ตัวเลข ความเข้าใจต้นทุน และความจริงใจกับผู้บริโภค

 

 

 

Alternate-X สรุปให้ 

 

 

‘กินกันจังชาบู’ ร้านชาบูอะลาคาร์ต ราคาเริ่มต้น 19 บาท เติบโตจากฝั่งธนบุรีครบ 10 ปี โมเดลไม่เล่นบุฟเฟ่ต์ เน้นคุมต้นทุนด้วยการคิดเชิงคณิตศาสตร์และสถิติ ใช้วัตถุดิบคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย สร้างฐานลูกค้าประจำจากปากต่อปาก ปัจจุบันมี 12 สาขา รายได้ปี 2568 ราว 59 ล้านบาท ตั้งเป้าสิ้นปีแตะร้อยล้าน พร้อมกลยุทธ์เพิ่มไลน์เมนู ไม่เร่งขยายสาขา

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.