สองคมคิด ‘บุญชัย-ซิกเว่’ มองเกษตรยุคเอไอ เป็นเครื่องมือแต่ข้าวปลาคือของจริง

สะท้อนมุมคิด ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ และ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ต่อการพัฒนาเกษตรกรรมไทยผ่านโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ปีที่ 17ในยุคที่เอไอและดิจิทัลคือ ‘เครื่องมือ’ สำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดรากฐานภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

 

‘บุญชัย-ซิกเว่’ อดีตดูโอ ‘ผู้บริหาร’ในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม สะท้อนมุมมมองโลกเกษตรกรรมยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง และย้ำว่า สิ่งที่เป็นความยั่งยืนที่แท้จริง คือ ‘เกษตรกรรมและอาหาร’ ในงานประกาศผล ‘เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2568’ ภายใต้แนวคิด ‘ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว’ จัดโดยมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

 

 

คุณค่าแห่งสำนึกรักบ้านเกิด

 

 

‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเบญจจินดา (BCG) ผู้ดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมและดิจิทัล ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิดว่า เกริ่นที่มาโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อน เกิดจากแนวคิดเปิดพื้นที่ให้คนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในช่วงนั้นได้กลับไปสร้างคุณค่าให้ถิ่นกำเนิดของตนเอง ผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

 

บุญชัย บอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันโครงการฯเข้าสู่ปีที่ 17 และ ไม่เคยหยุดนิ่งรูปแบบเดิม เพราะในแต่ละปีทั้งเทคโนโลยี สภาพสังคม และบริบทการทำงานล้วนเปลี่ยนแปลงไป

 

“คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เคยเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ระยะแรก วันนี้เติบโตขึ้น กลายเป็นปราชญ์เกษตร นักพัฒนา หรือผู้นำชุมชนที่กลับไปสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับบ้านเกิดของตนเอง”

 

ขณะที่ในปัจจุบัน ‘สังคมเมือง’ อย่างกรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนไป งานเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ทำให้ในวันนี้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองเห็นคุณค่าของการกลับไปอยู่ใกล้พ่อแม่ ครอบครัว และใช้ความรู้ความสามารถที่มี นำความเจริญกลับคืนสู่ชุมชน ตามความหมายของคำว่า ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ อย่างแท้จริง

 

สำหรับปีที่ 17 นี้ ‘บุญชัย’ มองว่าองค์ความรู้และผลงานที่สั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาน่าจะเป็นประโยชน์ในวงกว้าง จึงมีการรวบรวมองค์ความรู้เป็นคู่มือในรูปแบบหนังสือ เพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานเกษตรระดับจังหวัด ขณะเดียวกัน เนื้อหาส่วนที่เหลือได้พัฒนาเป็นอีบุ๊ก เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายและขยายผลได้ทั่วประเทศ

 

โดยในอนาคตมีแผนนำองค์ความรู้จากปีถัดไป มาต่อยอดและพัฒนาเป็นเวอร์ชันใหม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรวมถึงกรณีศึกษาของผู้ที่ได้รับรางวัลตลอด 16 ปีที่ผ่านมาด้วย

 

 

 

โลกเกษตรกรรมใหม่ยุคเอไอ

 

 

บุญชัย สะท้อนมุมมองต่อถึงการเข้ามาของเทคโนโลยี อย่างปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ว่า จะมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย  ที่เกษตรกรหรือคนรุ่นใหม่มีความคุ้นเคยในเรื่องนี้ จะนำมาปรับใช้ในการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อย่างแนวคิดการพัฒนาเกษตรเชิงรูปธรรม เช่น การทำ ‘บิ๊กฟาร์ม’ (Big Farm) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) และเกษตรแปลงใหญ่ โดยใช้เทคโนโลยี (IoT, AI, Big Data) สร้างฟาร์มอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเป็นระบบ

 

นอกจากนี้อัตลักษณ์เกษตรกรรม ยังสะท้อนความหลากหลายของประเทศ ผ่านสัญลักษณ์และการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้าวในภาคกลาง หรือ กาแฟในภาคใต้ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของการนำศักยภาพเฉพาะพื้นที่มาต่อยอดเป็นโอกาสไปพร้อมสร้างความแข็งแรงจากรากฐานของแต่ละชุมชน

 

ถอดรหัสความยั่งยืน ‘ประเทศไทย’

 

บุญชัย เล่าต่อถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบดิจิทัล ผ่านการจัดทำอีบุ๊ก ‘พ่อพารวย’ ได้นำศาสตร์แห่งพระราชาแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ในอนาคตมีแผนแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและเรียนรู้ได้

 

เขา ยังตั้งคำถามเชิงหลักการว่า….

 

“แม้วันหนึ่งโครงการอาจยุติลง แต่สิ่งสำคัญคือองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้จากการลงพื้นที่จริง การทำงานร่วมกับชุมชน การรวมกลุ่ม พูดคุย และลงมือทำจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าและไม่สูญหายไปตามกาลเวลา”

 

ขณะเดียวกัน จากประสบการณ์การทำงานภาคสนามส่วนตัวของ บุญชัย ที่ปัจจุบันมีพื้นที่ทางเกษตรปลูกไม้ผลโกโก้ ยังทำให้เขาเห็นศักยภาพของประเทศไทยในมิติเกษตรและอาหารอย่างชัดเจน  หรือ อย่างการนำเทคโนโลยีการปลูกทุเรียน การบริหารจัดการผลไม้ชนิดเดียวในปริมาณมากจนสร้างรายได้มหาศาล

 

 

“ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวเพื่อการส่งออก เพราะยังมีพืชเศรษฐกิจและสินค้าเกษตรอีกหลายประเภทที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันในตลาดโลกได้”

 

 

ขณะที่ ในภาพใหญ่ ‘ประเทศไทย’ ยังมีจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมากยังต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างเมืองอย่างกรุงเทพฯ และสนามบินสุวรรณภูมิ มีบทบาทอย่างมาก ไม่ต่างจากศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับโลก เช่น แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ที่หลายประเทศยุโรปใช้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า เช่นกัน

 

บุญชัย ย้ำว่า แม้หลายประเทศจะสามารถปลูกพืชชนิดเดียวกับไทยได้ เช่น ข้าวหรือ แก้วมังกร และบางแห่งอาจมีปริมาณมากกว่า แต่สิ่งที่ทำให้ไทยยังแข่งขันได้ คือสิ่งที่เราทำได้ดีและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ข้าวหอมมะลิ ซึ่งต้องอาศัยคุณภาพ ดิน น้ำ และองค์ความรู้ที่สั่งสมมายาวนาน

 

เขา สำทับต่อถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างคนรุ่นพี่และรุ่นใหม่ ในการประสานพลัง ช่วยเหลือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 

บุญชัย เสริมต่อ ในฐานะที่เติบโตมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจเทคโนโลยี ‘เขา’ ยอมรับว่า ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนบางประเทศ แต่สิ่งที่ไทยมี คือ ทุนทางวัฒนธรรม อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่พัทยาหรือภูเก็ตเท่านั้น หากแต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนาน เพราะอารยธรรมไทยและภูมิภาคนี้ไม่ได้มีอายุเพียง 700 ปี แต่หยั่งรากลึกยาวนานกว่า 2,000 ปี และนี่คือคุณค่าที่สามารถนำมาต่อยอดสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน

 

 

 

 

‘เทคโนโลยี’ เป็นเครื่องมือช่วย

 

 

ด้าน ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม (Group CEO) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ผู้ให้บริการธุรกิจโทรคมนาคมและเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรรายใหญ่ เล่าเสริมถึงโครงการฯ นี้ว่า จากแนวคิดริเริ่มที่ดีเมื่อ 16 ปีก่อนและเดินหน้ามาในปัจจุบัน ยังสอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีก่อนหน้า เขายังได้เห็นพี่ชายลงมือทำเกษตรกรรมในพื้นที่เล็ก ๆ ในชนบทอย่างจริงจัง ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าและความสำคัญของภาคเกษตร ไม่ใช่เพียงในฐานะแหล่งผลิตอาหาร แต่ในฐานะรากฐานของสังคมและเศรษฐกิจ

 

ด้วยจากประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในประเทศนอร์เวย์ ‘เขา’ มองว่า แม้พื้นที่ทำการเกษตรจะมีขนาดไม่ใหญ่ แต่หากมีความตั้งใจและการจัดการที่ดี ก็สามารถพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพได้

 

ขณะที่เทคโนโลยี เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้ผู้คนอิ่มท้องได้ หากขาดภาคเกษตรที่เข้มแข็ง เกษตรกรจึงเปรียบเสมือน ‘กระดูกสันหลัง’ ของประเทศ และเป็นภาคส่วนที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีสิ่งใดจะยั่งยืนไปกว่าการร่วมกันผลักดันเกษตรกรให้เติบโตอย่างมั่นคง

 

ซิกเว่ ยังเน้นย้ำว่า อนาคตของภาคเกษตรจะอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเข้ามารับช่วงต่อด้วยมุมมองและเครื่องมือที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ควบคู่กับองค์ความรู้ด้านการเกษตร จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และทำให้เกษตรกรรมสามารถตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันได้มากขึ้น โดยไม่ทิ้งรากฐานสำคัญที่หล่อเลี้ยงสังคมไว้เบื้องหลัง

 

 

 

Alternate-X สรุปให้

 

 

 

สะท้อนมุมคิดของ ‘บุญชัย เบญจรงคกุล’ และ ‘ซิกเว่ เบรกเก้’ กับการพัฒนาเกษตรกรรมไทยในยุคเทคโนโลยีและเอไอ ผ่านโครงการ ‘สำนึกรักบ้านเกิด’ ที่เดินหน้ามายาวนานสู่ปีที่ 17 แก่นสำคัญ คือ การคืนคุณค่าให้บ้านเกิด เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และชุมชนอย่างยั่งยืน แม้ว่าโลกวันนี้ จะเข้าสู่ยุคเอไอและดิจิทัล ที่ถูกมองเป็น ‘เครื่องมือ’ สำคัญแต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากขาดภาคเกษตรและอาหารที่มั่นคง ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านอาหาร โลจิสติกส์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์เกษตรเฉพาะถิ่น ท้ายที่สุด ความยั่งยืนของชาติเริ่มจากรากฐาน “ข้าวปลาอาหาร” และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมสานต่อ

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.