แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอ BlackRock ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลกบนความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลาง เผยราคาน้ำมันอาจดิ่งเหวหรือพุ่งทะลุเพดาน พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบหากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดกั้น
- จุดชี้ชะตาที่ช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันถึง 20% ของโลก หากอิหร่านยังปิดกั้นจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานทั่วโลกอย่างมหาศาล ปัจจุบันการวางทุ่นระเบิดทำให้นักลงทุนกังวล และอาจผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้นานหลายปี
- ทางเลือกใหม่กับผู้นำอิหร่านคนใหม่ การเปลี่ยนตัวผู้นำอิหร่านเป็น โมจตาบา คาเมเนอี กลายเป็นความหวังใหม่ในการเปิดประตูเจรจากับโลกตะวันตก หากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงและยกเลิกคว่ำบาตรได้ อุปทานน้ำมันจะกลับมาล้นตลาดและช่วยฉุดราคาน้ำมันลดลงสู่ 40 ดอลลาร์
- ผลกระทบลูกโซ่จากน้ำมันสู่เกษตรกรรม วิกฤตพลังงานไม่ได้กระทบแค่การขนส่ง แต่จะลามไปถึงราคาสินค้าเกษตรเนื่องจากปุ๋ยผลิตจากก๊าซธรรมชาติ หากราคาพลังงานยืนระยะสูงเกินไป จะเกิดเงินเฟ้อรุนแรง กำลังซื้อหดหาย และนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง BlackRock Inc. บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ออกมาเตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับทางแพร่งสำคัญ โดยผลลัพธ์ของความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะนำไปสู่ปลายทางที่แตกต่างกันสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นภาวะเฟื่องฟูหรือการถดถอยครั้งรุนแรง
น้ำมัน ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก
ฟิงก์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า ราคาน้ำมันโลกในอีก 1 ปีข้างหน้ามีความเป็นไปได้ใน 2 ทิศทางที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
“ผมสามารถมองเห็นภาพที่น้ำมันอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ขณะเดียวกันก็อาจพุ่งสูงเกิน 150 ดอลลาร์ได้เช่นกัน เราอยู่ต่อหน้าสองทางสุดขั้ว และคงไม่มีทางสายกลาง”
จุดชนวนของความไม่แน่นอนนี้ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านประกาศอ้างสิทธิ์ควบคุม โดยปัจจุบันมีการวางทุ่นระเบิดในเส้นทางน้ำสายนี้ ทำให้เรือสินค้าส่วนใหญ่ไม่กล้าผ่าน ทั้งที่โดยปกติช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของอุปทานน้ำมันโลก
แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอ BlackRock I ขอขอบคุณรูปจากวิกิพีเดีย
เศรษฐกิจโลกบนทาง 2 แพร่ง
แพร่งที่ 1 อิหร่านกลับเข้าสู่เวทีโลก : หากสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านได้ น้ำมันจากอิหร่านจะทะลักสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้นฉับพลัน ราคาน้ำมันอาจร่วงลงสู่ระดับ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง และเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ฟิงก์มองว่านี่คือ
“สถานการณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์และการเติบโต”
แพร่งที่ 2 ขัดแย้งยืดเยื้อ
ในทางตรงข้าม หากอิหร่านยังคงปิดกั้นเส้นทางการค้าและเลือกเผชิญหน้ากับนานาชาติต่อไป ฟิงก์เตือนว่าโลกอาจเผชิญกับราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ และอาจสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่อาจยาวนานหลายปี
“มันจะกระทบต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อจะเร่งตัว กำลังซื้อจะหดหาย แม้กระทั่งราคาสินค้าเกษตรก็จะปั่นป่วน เพราะปุ๋ยเป็นผลพลอยได้จากก๊าซธรรมชาติ สุดท้ายเราจะเจอภาวะถดถอยทั่วโลก”
ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลได้บรรลุเป้าหมายสำคัญ เมื่ออายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนเดิมถูกสังหาร โดยต่อมาอิหร่านได้แต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชาย ขึ้นผู้นำประเทศแทน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าหากผู้นำคนใหม่มีแนวโน้มเปิดรับการเจรจากับตะวันตกมากกว่า อาจเป็นหนทางนำไปสู่การยุติความขัดแย้งได้
อย่างไรก็ตาม แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้สัญญาณเชิงบวกหยุดโจมตีชั่วคราว 10 วัน แต่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าสถานการณ์คลี่คลายลงอย่างเป็นรูปธรรม
แม้บรรยากาศในแวดวงการเงินยังคงมองบวกพอสมควร โดยเจมี ไดมอน ซีอีโอของ JPMorgan Chase ยังระบุว่า “ค่อนข้างมีความหวัง” กับผลลัพธ์ระยะยาวของวิกฤตครั้งนี้ แต่ฟิงก์ย้ำว่าไม่มีใครสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างแน่ชัดในเวลานี้
“ทุกคนต้องยอมรับว่าจะไม่มีทางออกตรงกลาง” ฟิงก์กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเน้นว่าทิศทางของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ และผลลัพธ์ของสงครามหรือการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น”
Alternate-X สรุปให้
แลร์รี ฟิงก์ ซีอีโอ BlackRock เตือนเศรษฐกิจโลกถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยมี “ราคาน้ำมัน” เป็นตัวแปรหลักที่อาจสวิงได้ตั้งแต่ 40 ไปจนถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเจรจากับอิหร่านสำเร็จโลกจะเข้าสู่ยุคเฟื่องฟู แต่หากขัดแย้งยืดเยื้ออาจเกิดภาวะถดถอยรุนแรงทั่วโลก สถานการณ์ขึ้นอยู่กับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและท่าทีของผู้นำใหม่ของอิหร่านต่อชาติตะวันตก ฟิงก์ย้ำว่าภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจมากกว่าเพียงแค่นโยบายการเงินในขณะนี้




