ไม่ผิดกฎหมาย แต่กระทบหัวใจแรงงาน โรงอาหาร 12 ล้าน’ประกันสังคม’ ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน ใช้เงินจากคนทำงานผิดวัตถุประสงค์? คำถามใหญ่เขย่าผลเลือกตั้ง!!
- ความถูกต้องทางกฎหมาย vs ความชอบธรรมทางสังคม โครงการผ่านระเบียบและการตรวจสอบ แต่ไม่ตอบโจทย์ความรู้สึกของผู้ประกันตน
- โครงสร้างการบริหารกองทุน ผู้จ่ายเงินจำนวนมากที่สุด กลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดทิศทางเงิน
- ผลกระทบทางการเมือง แรงงานกว่า 25 ล้านคน อาจกลายเป็นกลุ่มเปลี่ยนเกมเลือกตั้ง หากประเด็นนี้ถูกขยายผล
ปมร้อนสำนักงานประกันสังคมใช้เงินกองทุนประกันสังคมกว่า 12 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงและจัดสร้างโรงอาหารภายในอาคารกระทรวงแรงงาน
เรื่องนี้นอกการตั้งคำถามเรื่องเป็น Conflict of Interest หรือไม่นั้น? และอาจกำลังกลายเป็นประเด็นพลิกการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน
หากมองในแง่การใช้งบประมาณภาครัฐ 12 ล้านมันอาจดูไม่ได้เยอะมากหากเทียบกับตัวเลขงบประมาณระดับพันล้านหมื่นล้านบาท แต่เมื่อรายละเอียดของเรื่องนี้ถูกเปิดเผย
คำถามที่ตามมากลับไม่ใช่เพียงว่า “ถูกระเบียบหรือไม่” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกและกว้างกว่านั้น คือการใช้เงินกองทุนของผู้ประกันตนไปลงทุนในพื้นที่ของหน่วยราชการอื่น เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบประกันสังคมไทยอย่างไร
ไม่นานหลังมีการเปิดประเด็น ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นการใช้เงินกองทุนประกันสังคมจริง โดยผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการประกันสังคม ดำเนินการตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างต่อเนื่องทุกปี
พร้อมยืนยันว่า ไม่มีความผิดทางกฎหมายหรือการทุจริตเกิดขึ้นในโครงการนี้
การที่บอกว่า โครงการสร้างโรงอาคารผ่าน สตง.แล้วนั้น มันเปรียบเสมือนการรับรองในเชิงกฎหมายว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้เงิน “ผิดวัตถุประสงค์” อย่างใด
แต่ถึงกระนั้น ในเชิงกระบวนการทางราชการ คำชี้แจงดังกล่าวอาจถือว่าเพียงพอ แต่ในเชิงความรู้สึกของผู้ประกันตนจำนวนมาก คำถามกลับยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น
ไม่ผิดกม. แต่ไม่เหมาะสม
หากพิจารณาตามนิยามทางกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด การใช้เงินกองทุนประกันสังคมสร้างโรงอาหารในอาคารกระทรวงแรงงาน อาจยังไม่เข้าองค์ประกอบของ “conflict of interest” ในความหมายของการเอื้อประโยชน์ส่วนตัวโดยตรง เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีบุคคลใดได้รับผลประโยชน์เฉพาะตน
อย่างไรก็ตาม ในมุมของธรรมาภิบาลภาครัฐและการบริหารกองทุนสาธารณะ นักวิชาการจำนวนไม่น้อยมองว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนลักษณะของ “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน” (institutional conflict of interest) ด้วยเพราะเงินกองทุนประกันสังคม เป็นเงินที่มาจากการสมทบของลูกจ้างเอกชน นายจ้าง และรัฐ ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลแรงงานเอกชนในยามเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ และชราภาพ
ไม่ใช่เงินงบประมาณแผ่นดินทั่วไป แต่เมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้สร้างหรือปรับปรุงทรัพย์สินถาวรในพื้นที่ของกระทรวงเอง ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่กำกับดูแลสำนักงานประกันสังคมเอง คำถามที่ต้องตามมาคือ “ใครได้ประโยชน์เป็นลำดับแรก” จึงเกิดขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้จะมีคำอธิบายว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานก็เป็นผู้ประกันตนเช่นกัน แต่ในความเป็นจริง สถานะของข้าราชการกับแรงงานเอกชนทั่วไปย่อมแตกต่างกัน ทั้งในด้านความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงสวัสดิการ และอำนาจต่อรองในระบบ
สำนักงานประกันสังคมชี้แจงเพิ่มเติมว่า ในช่วงปี 2561 พื้นที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 3 มีข้อจำกัดด้านสถานที่ มีความแออัด และไม่เอื้อต่อการจัดทำโรงอาหาร
ขณะเดียวกัน ระบบเดลิเวอรีอาหารยังไม่แพร่หลาย การเดินทางออกไปหาซื้ออาหารในบริเวณใกล้เคียงไม่สะดวก จึงเห็นว่าการขอใช้พื้นที่ในกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการติดต่อราชการ จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกันตนที่มาใช้บริการได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม เหตุผลดังกล่าว แม้จะฟังขึ้นในเชิงการบริหารงานประจำวัน แต่คำถามที่ยังคงอยู่ คือ การอำนวยความสะดวกในลักษณะนี้ เป็น “ภารกิจจำเป็น” ของกองทุนประกันสังคมในระดับที่ต้องลงทุนถึง 12 ล้านบาทหรือไม่?!?โดยเฉพาะเมื่อเงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินสะสมระยะยาวของผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคนทั่วประเทศ ไม่ใช่เงินบริหารหน่วยงานทั่วไป!!!
เสี่ยงเจ๊งใน 30 ปี?
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรามักเห็นข่าวประมาณว่า ประกันสังคมเสี่ยงที่จะเจ๊งภายใน 30 ปี หากไม่รีบสังคายนาปรับโครงสร้าง ไม่เพียงแค่เรื่องโรงอาหาร 12 ล้าน กรณีการใช้เงินของสำนักงานประกันสังคมในหลายเคส คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมเริ่มหันกลับไปตั้งคำถามต่อโครงสร้างการบริหารกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ และพบความย้อนแย้งที่ดำรงอยู่มานาน นั่นคือ เงินประกันสังคม ซึ่งล้วนมาจากเงินของคนที่ทำงานเอกชนแต่กลับถูกบริหารโดยมายเซ็ตแบบระบบราชการ
ขณะที่เงินบำนาญของข้าราชการกลับถูกบริหารโดยมืออาชีพจากภาคเอกชนผ่านกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดให้สมาชิกมีส่วนร่วมมากกว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีโครงสร้างการบริหารที่แยกออกจากระบบราชการโดยตรง เปิดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเข้ามาบริหาร มีการเปิดเผยผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และให้สมาชิกมีสิทธิเลือกแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ในทางกลับกัน กองทุนประกันสังคม ซึ่งมีขนาดกองทุนใหญ่กว่า และมีสมาชิกมากกว่า กลับยังคงถูกบริหารภายใต้กรอบคิดแบบราชการเป็นหลัก การตัดสินใจสำคัญจำนวนมากถูกกำหนดโดยคณะกรรมการที่ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมอย่างจำกัด
ผลลัพธ์คือ ผู้จ่ายเงินจำนวนมากที่สุด กลับมีอำนาจน้อยที่สุดในการกำหนดทิศทางของเงินตัวเอง
25 ล้านคน พลิกผลเลือกตั้ง?
ช่วงนี้ที่ประเทศกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประเด็นปากท้องและสวัสดิการแรงงานจึงกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง และกรณีประกันสังคมอาจกลายเป็นหนึ่งใน “ตัวแปรทางการเมือง” ที่หลายพรรคไม่อาจมองข้าม
ข้อเสนอเรื่องการนำกองทุนประกันสังคมออกจากระบบราชการ หรืออย่างน้อยการปรับโครงสร้างให้มีความเป็นอิสระและเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมมากขึ้น สิ่งที่เราจะได้เห็นนับจากนี้คือประเด็นปฏิรูปประกันสังคมจะถูกหยิบยกไปพูดบนเวทีดีเบตอย่างจริงจังแน่นอน
เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ชุด รัฐมนตรีจะสับเปลี่ยนกี่คน เงินกองทุนประกันสังคมยังคงเป็นเงินก้อนมหาศาลที่แรงงานเอกชนต้องฝากอนาคตไว้กับระบบที่พวกเขาแทบไม่มีอำนาจต่อรอง และกรณีโรงอาหาร 12 ล้านบาท จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวเชิงงบประมาณ
หากแต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำถามทางการเมืองว่า ใครเป็นเจ้าของเงินกองทุนประกันสังคมกันแน่ และใครควรเป็นผู้ตัดสินใจแทนแรงงานทั้งประเทศ?!?
“25 กว่าล้านคน” คือตัวเลขของจำนวนผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมขณะนี้ ดังนั้นแรงงานเอกชนกว่า 25 ล้านคน คือกลุ่มประชากรที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แต่ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา กลับแทบไม่เคยถูกมองว่าเป็น “กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง” อย่างจริงจัง
ท้ายที่สุดแล้ว คำถามของสังคมอาจไม่ใช่ว่า การนำเงินประกันสังคมไปสร้าง “โรงอาหาร” นั้นถูกระเบียบหรือไม่ เพราะคำตอบในเชิงเอกสารอาจชัดเจนไปแล้ว แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ในวันที่ผู้ประกันตนยังต้องต่อคิวยาวเพื่อรับการรักษา
ในวันที่เงินชราภาพยังไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตหลังเกษียณ และในวันที่แรงงานจำนวนมากยังรู้สึกว่าสิทธิของตนไม่สอดคล้องกับเงินที่จ่ายไปทุกเดือน เงินกองทุนประกันสังคมควรถูกใช้เพื่ออะไรเป็นลำดับแรก ระหว่างการสร้างโรงอาหาร กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
Alternate-X สรุปให้
ปมร้อนประกันสังคมใช้งบ 12 ล้านบาทสร้างโรงอาหาร แม้ถูกกฎหมายแต่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเหมาะสม ด้วยเงินกองทุนมาจากผู้ประกันตนกว่า 25 ล้านคน จึงถูกจับตาเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงสถาบัน” แม้ผ่านการอนุมัติและตรวจสอบจาก สตง. แต่ความรู้สึกของแรงงานยังไม่คลี่คลาย จากประเด็นสะท้อนปัญหาโครงสร้างการบริหารกองทุนที่ผู้จ่ายเงินมีอำนาจน้อย อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเมืองและผลการเลือกตั้งในอนาคต
STORYTELLER BY
Jittrapon ponlawat
Editorial LeadA former journalist who questions the world, now finding meaning in everyday life—fond of cats, deep talks, and the eloquence of silence.





