เครนมรณะ 2569 ไทยทำได้แค่ถอดบทเรียน แต่เกาหลีมีกฎหมาย SAPA ไว้ลากคอ CEO ติดคุก-ฟ้องให้ล้มละลาย เซ่นความมักง่ายระดับบิ๊ก
-
โครงสร้างกฎหมายไทยอ่อนแรง ลงโทษเฉพาะนิติบุคคลและแรงงานระดับล่าง ไม่แตะผู้บริหาร
-
SAPA เปลี่ยนบทบาท CEO จริงจัง จากผู้รับผลกำไร เป็นผู้รับรองความปลอดภัยโดยตรง
-
แรงกดดันเชิงอาญา และ เศรษฐกิจ ให้จำคุก ยึดใบอนุญาต และค่าเสียหายเชิงลงโทษ ทำให้ความประมาท ‘ไม่คุ้มเสี่ยง’
ในช่วงเวลาเพียง 48 ชั่วโมงของกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับข่าวเศร้าที่เกิดขึ้นซ้ำซากในแวดวงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เริ่มต้นจากเหตุการณ์ช็อกที่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเครนยกสะพานโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 จนมีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้น 32 ราย และเพียงวันถัดมา ในวันที่ 15 มกราคม เหตุการณ์ “เครนร่วง” ก็อุบัติขึ้นอีกครั้งที่ ถนนพระราม 2 (เชื่อมต่อพื้นที่พระราม 4 ในโครงการรื้อถอน) ทับรถยนต์ประชาชนจนมีผู้เสียชีวิต
ความสูญเสียเหล่านี้ตอกย้ำถึงรอยร้าวในระบบความปลอดภัยของการก่อสร้างไทย และนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมผู้รับเหมารายเดิมถึงยังเกิดเหตุซ้ำซาก?” และถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในประเทศที่มีกฎหมายควบคุมเข้มงวดอย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งมีกฎหมาย Serious Accidents Punishment Act (SAPA) หากเหตุการณ์แบบไทยเกิดขึ้นในเกาหลีชะตากรรมของ “เจ้าสัว” หรือ “ซีอีโอ” จะต่างกันโดยสิ้นเชิง
ไทย ล้มเหลวเชิงระบบซ้ำซาก?
เหตุการณ์ที่สีคิ้วเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุธรรมดา แต่คือความล้มเหลวเชิงระบบที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รถไฟไทย เครนขนาดใหญ่ที่ใช้ติดตั้งคานคอนกรีตเกิดการทรุดตัวและร่วงลงมาทับโบกี้รถไฟขณะมีผู้โดยสารเต็มขบวน แรงกระแทกและน้ำหนักมหาศาลเปลี่ยนตู้รถไฟให้กลายเป็นเศษเหล็กภายในเสี้ยววินาที
ยังไม่ทันที่ความช็อกของคนไทยจะจางหาย เช้าวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ถนนพระราม 2 พื้นที่ก่อสร้างโครงการทางยกระดับที่ถูกขนานนามว่า “ถนนเจ็ดชั่วโคตร” ก็เกิดเหตุเครนถล่มทับรถยนต์ประชาชนอีกครั้ง ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่าบริษัทผู้รับเหมาเป็นรายเดียวกับที่เคยเกิดอุบัติเหตุมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งนี้ไม่ใช่เพียง “โชคร้าย” แต่มันคือการพิสูจน์ว่า “มาตรการลงโทษในปัจจุบันของไทย ไม่สามารถยับยั้งความประมาทได้จริง”
ในขณะที่ประเทศไทยยังคงถกเถียงเรื่องการ “พักใบอนุญาต” หรือการ “ตัดคะแนน” หรือตั้งกรรมการสอบสวนหาความเอาผิดผู้รับเหมา แต่กว่าจะไปถึงวันนี้ กว่าจะไปถึงการเอาผิดผู้รับเหมาหรือผู้ที่บกพร่องทำคนตาย คนไทยก็ลืมเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว ถ้าจะให้เห็นภาพคือกรณีตึงสตง.ถล่ม หรือกรณีหลุมยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ถึงตอนนี้ อยากตั้งคำถามตัวโตๆว่า ตามเงาเอาผิดผู้รับเหมาได้หรือยัง?
เลิกถอดบทเรียน-เอาผิดจริง
เหตุที่มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำซาก ไม่อยากให้ “ถอดบทเรียน” เพราะมันถอดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวอย่างในต่างประเทศอย่างที่ เกาหลีใต้ได้ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยการบังคับใช้กฎหมาย Serious Accidents Punishment Act (SAPA) หรือ Jung-dae-jae-hae-cheo-beol-beop เมื่อปี 2022
กฎหมาย SAPA ถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่ที่ผู้บริหารระดับสูงมักจะลอยตัวเหนือความผิด โดยอ้างว่าตนเอง “ไม่รู้เห็น” หรือจะอ้างว่า ไม่ได้ปฏิบัติอยูในหน้างานเลยไม่รู้เรื่อง กฎหมายนี้เปลี่ยน “หน้าที่” ของ CEO จากการนั่งดูตัวเลขกำไร มาเป็นการต้อง “รับรองความปลอดภัยด้วยตัวเอง”
หัวใจหลักของ SAPA ที่ต่างจากกฎหมายไทยคือ เอาผิดถึงตัว CEO หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง (เสียชีวิต 1 คนขึ้นไป หรือบาดเจ็บหนักหลายคน) ผู้บริหารระดับสูงต้องถูกสอบสวนทันที หากพบว่าไม่ได้จัดสรรงบประมาณหรือวางระบบความปลอดภัยที่เพียงพอ มีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี
อีกส่วนคือ ค่าเสียหายเชิงลงโทษ ภายใต้กฎหมาย SAPA หากเป็นเหตุร้ายแรง ภาครัฐสามารถยึดใบอนุญาตก่อสร้างเป็นเวลา 1 ปี การยึดใบอนุญาตเปรียบเสมือนการประหารชีวิต เพราะในเวลา 1 ปีบริษัทไม่สามารถประมูลงานใหม่ได้ บริษัทขาดรายได้ทันที ไม่เพียงเท่านั้นหากเกิดเหตุร้ายแรงบริษัทต้องชดเชยให้ผู้เสียหายสูงสุดถึง 5 เท่า ของมูลค่าความเสียหายจริง ซึ่งอาจทำให้บริษัทล้มละลายได้ในพริบตา
นอกจากนี้ ยังมีความรับผิดชอบต่อบุคคลที่สาม ไม่ใช่แค่พนักงานในบริษัท แต่หากบุคคลภายนอก (เช่น ผู้โดยสารรถไฟที่สีคิ้ว หรือคนขับรถบนถนนพระราม 2 ได้รับอันตรายจากโครงสร้างหรือพาหนะของบริษัท CEO ก็ต้องรับผิดชอบภายใต้คำนิยาม “Serious Civic Accident”
‘คดีระดับชาติ’ อุบัติเหตุก่อสร้าง
หากเหตุการณ์สีคิ้วและพระราม 2 เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ? ลองจินตนาการว่าหากโครงการรถไฟความเร็วสูงและทางยกระดับเหล่านี้ตั้งอยู่ในกรุงโซล แทนที่จะเป็นประเทศไทย ภายใต้เงื่อนไขของ SAPA สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทผู้รับเหมาคือ
1. การจับกุมผู้บริหารระดับสูง CEO ของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่จะถูกตั้งข้อหาอาญาทันที การอ้างว่า “เครนชำรุดโดยไม่คาดคิด” จะฟังไม่ขึ้น หากอัยการตรวจสอบพบว่าบริษัทลดงบประมาณการซ่อมบำรุงหรือใช้เครื่องจักรที่หมดอายุ
2 .การพิสูจน์ “ระบบจัดการ” ภายใต้กฎหมายเกาหลีไม่ได้ดูแค่ว่า “ใครทำพลาดที่หน้างาน” แต่ดูว่า “บริษัทมีงบประมาณความปลอดภัยไหม? มีการตรวจสอบซ้ำ (Double Check) หรือไม่?” หากไม่มีระบบที่เป็นรูปธรรม CEO จะต้องโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญา
3.ความสูญเสียทางธุรกิจ ชื่อของบริษัทจะถูกตีตราว่าเป็น “ธุรกิจอันตราย” และถูกสั่งพักงานทั่วประเทศทันที (ยึดใบอนุญาต) จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ไม่ใช่แค่พักงานเฉพาะจุดที่เกิดเหตุ
สำหรับประเทศไทยแม้จะไม่มีกฎหมาย SAPA แบบเกาหลี แต่เรามีกฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัย (OHSA) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การลงโทษ “ตัวนิติบุคคล” (ปรับเงินซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการหมื่นล้าน) หรือการเอาผิดกับ “วิศวกรควบคุมงาน” หรือ “คนขับเครน” ซึ่งเป็นเบี้ยล่างในระบบ
ทว่าผู้บริหารระดับสูงไม่ต้องเผชิญกับโทษจำคุก ความปลอดภัยจึงถูกมองว่าเป็น “ต้นทุนที่ปรับลดได้” เพื่อเพิ่มกำไร เหตุการณ์ที่สีคิ้วซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย หากใช้มาตรฐาน SAPA นี่คือคดีระดับชาติที่อาจส่งผลให้ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทผู้รับเหมาติดคุกยาวนานและบริษัทถูกฟ้องร้องจนหมดตัว
โศกนาฏกรรมเครนร่วงต่อเนื่องทั้งสองเหตุการณ์ในปี 2569 นี้ ควรเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่สะท้อนว่านโยบายการ “แบล็กลิสต์” ผู้รับเหมาตามเกณฑ์เดิมนั้นอาจไม่เพียงพอ ตราบใดที่ระบบนอมินียังเอื้อให้บริษัทเดิมกลับมาประมูลงานได้ในชื่อใหม่ และผู้บริหารระดับสูงยังไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสูญเสียด้วยอิสรภาพของตนเอง
สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากกฎหมาย SAPA ของเกาหลีใต้ เพื่อนำมาอุดช่องโหว่นี้ คือการสร้าง ความรับผิดชอบที่ส่งต่อไม่ได้ โดยกำหนดให้หน้าที่ในการจัดวางระบบความปลอดภัยสูงสุดต้องผูกพันที่ตัว CEO โดยตรง ไม่สามารถผลักภาระไปให้ผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ได้ รวมถึงต้องมี การเพิ่มโทษอาญาสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อบังคับให้ประเด็น “ความปลอดภัย” ถูกยกขึ้นเป็นหัวข้อสำคัญลำดับแรกในที่ประชุมบอร์ดบริหาร ไม่ใช่เพียงหัวข้อท้ายตารางที่ถูกตัดงบประมาณเพื่อเพิ่มกำไร
นอกจากนี้ การให้อำนาจและ สิทธิแก่ประชาชนในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ จะเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ทำให้บริษัทตระหนักว่าชีวิตของคนไทยมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าจะชดเชยด้วยเงินประกันภัยเพียงไม่กี่แสนบาท
เหตุการณ์ที่สีคิ้วและพระราม 2 ในเดือนมกราคม 2569 ไม่ควรถูกจดจำเพียงแค่เป็น “อุบัติเหตุร้ายแรง” ที่ต้อง “ถอดบทเรียน” กันซ่้ำแล้วซ้ำอีก แต่ต้องถูกบันทึกเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปกฎหมายความปลอดภัยของไทยให้ศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐบาลยังเพิกเฉยและปล่อยให้ผู้บริหารระดับสูงลอยตัวอยู่บนความสูญเสียของประชาชนอย่างไร้ความรับผิดชอบ เราก็ทำได้เพียงแค่รอเวลานับถอยหลังสู่การอุบัติของ “เครนมรณะ” ครั้งถัดไปในอนาคตอันใกล้เท่านั้น
Alternate-X สรุปให้
โศกนาฏกรรมเครนถล่มปี 2569 สะท้อนความล้มเหลวเชิงระบบความปลอดภัยก่อสร้างไทยอย่างรุนแรง เหตุเกิดซ้ำจากผู้รับเหมารายเดิม ชี้ชัดว่ามาตรการลงโทษปัจจุบัน ‘ไม่เขี้ยว’ พอจะยับยั้งความประมาท เมื่อเทียบเกาหลีใต้ ภายใต้กฎหมาย SAPA ความรับผิดไม่หยุดแค่หน้างาน แต่ไล่ถึงตัว CEO SAPA ใช้โทษอาญา ยึดใบอนุญาต และค่าเสียหายเชิงลงโทษ บีบให้ความปลอดภัยเป็นวาระบอร์ด ไทยจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมาย จาก “ถอดบทเรียน” สู่ “ผูกความผิดกับผู้มีอำนาจตัดสินใจ”
STORYTELLER BY





