กระแสไฮร็อกและมาราธอนมาแรง แต่การออกกำลังกายหนักโดยไม่เช็กหัวใจอาจเสี่ยงวูบดับได้ อีกหนึ่งโอกาสบริการทางการแพทย์ที่ ‘บำรุงราษฎร์’ มองเห็น พร้อมเปิดตัวเวชศาสตร์การกีฬาแบบองค์รวม มาเจาะเทรนด์สุขภาพแอคทีฟไลฟ์สไตล์
“จะกลับไปเข้ายิมเลยต่อได้ไหม?” คำถามที่ทีมแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้ยินบ่อยครั้งจากคนไข้ หลังเข้ารับการดูแลรักษาและฟื้นฟูจากการใช้ร่างกายทำกิจกรรมไลฟ์สไตล์หนักๆที่เป็นกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ อย่างไฮร็อค วิ่งมาราธอน ที่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นำมาตีไจทย์พร้อมต่อยอดสู่การให้บริการทางการแพทย์ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด ‘Ready for Every Move Naturally’
ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้บริการทางการแพทย์ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด ‘Ready for Every Move Naturally’ โดยผสานทีมแพทย์สหสาขาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ทันสมัย เพื่อรองรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกิจกรรมแอคทีฟ ไลฟ์สไตล รวมถึงการออกกำลังกายจริงจัง อย่าง มาราธอน เทนนิส กอล์ฟ หรือ HYROX เป็นจำนวนมากขึ้น
ทั้งนี้สอดคล้องสถิติ (ข้อมูล John Hopkins Medicine) พบว่าในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บจากการเล่นกีฬามากกว่า 3.5 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ส่วนในเอเชียแฟซิฟิกมีอุบัติการณ์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้น 18% ต่อปี (ข้อมูล Asia-pacific Journal of Sports Medicine, 2023)
จากเทรนด์ดังกล่าว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มองเห็นความสำคัญและโอกาสด้าน Sport Medicine เวชศาสตร์การกีฬา ให้บริการทางการแพทย์แบบองค์รวมจากความเชี่ยวชาญทีมแพทย์สาขาต่างๆในการดูแลรักษาและฟื้นฟูคนไข้ ที่เข้ามาใช้บริการและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันยังได้นำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ VitalLife (ไวทัลไลฟ์) ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ร่วมให้บริการทางการแพทย์ภายใต้ ‘Ready for Every Move Naturally’ เพื่อรองรับกระแสแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ ที่ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาวะอย่างยั่งยืน (Longevity) ของผู้คนในยุคปัจจุบันด้วย
เช็ค ‘หัวใจ’ ก่อนทำกิจกรรมหนัก
ด้าน นพ.วิชาญ กาญจนถวัลย์ หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่าปัจจุบัน มีผู้เข้ามารับบริการทางแพทย์ที่ศูนย์ฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกิจกรรมแอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ ที่เป็นกระแสในปัจจุบันที่ได้รับความสนใจอย่างมาก อาทิ การวิ่งมาราธอน หรือ HYROK ซึ่งอย่างหลังต้องทดสอบสมรรถภาพควาสมพร้อมร่างกายถึง 8 สถานี (Station)
โดยผู้ทำกิจกรรมเหล่านี้ ต้องตรวจสอบความพร้อมร่างกายทุกด้านทั้งก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม อาทิ การทดสอบอัตราการเต้นหัวใจว่ามีความปกติหรือไม่ ด้วยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีผลต่อร่างกาย หรือ การวัดระดับไขมันในเลือด เป็นต้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ควรเข้ารับการตรวจร่างกาย แบ่งออกเป็นทั้งในกลุ่มสมัครที่เล่นกีฬาเป็นประจำต่อเนื่อง อาทิ การออกกำลังกายในฟิตเนส และการเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ และสอง กลุ่มนักกีฬามืออาชีพ ที่ต้องใช้ร่างกายหนักเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงกลุ่มคนทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่อย่างหลังควรเข้ารับการตรวจดูแลรักษาด้านกระดูกและข้อ อย่างสม่ำเสมอ
“การบาดเจ็บจากการออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ แต่มาจากการใช้งานซ้ำ ๆ ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดรูปแบบ”
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก The Lancet (2025) ยังระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการสูญเสียปีสุขภาวะ (DALYs) จากการบาดเจ็บสูงที่สุดในอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนแฝงด้านสุขภาพที่เกิดจากความไม่พร้อมของร่างกาย โดยเฉพาะการบาดเจ็บรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาหรือผ่าตัด เช่น การผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่า (ACL) หรือการผ่าตัดข้อไหล่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการดูแลเชิงป้องกันหลายเท่า

เช็คความฟิตร่างกายก่อนลงสนาม
นพ.ปรัชญา จรัสจิตวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า บริการทางการแพทย์ศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและข้อดูแลแบบองค์รวม ภายใต้แนวคิด ‘Ready for Every Move Naturally’ ยังได้ใช้ ‘Functional Movement Screen’ (FMS) เพื่อประเมินรูปแบบการเคลื่อนไหวและค้นหาจุดอ่อนที่ซ่อนอยู่ก่อนเกิดการบาดเจ็บ และใช้เป็นเกณฑ์ติดตามการฟื้นตัวตลอดกระบวนการ ‘Return to Play’ ที่ร่วมกับทีมกายภาพบำบัดในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้เข้ารับการดูแลรักษาและฟื้นฟูกลับไปใช้ร่างกายเพื่อร่วมกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้อาการปวดหาย แต่ให้ผู้ป่วยกลับไปเล่นกีฬาได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงบาดเจ็บซ้ำ และอาจมีสมรรถภาพดีกว่าเดิม”
ลดเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ด้าน นพ.วิสิทธิ์ ชั้นประเสริฐภิญโญ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวว่า หัวใจคือเครื่องยนต์ของร่างกาย การออกกำลังกายอย่างหนักโดยไม่รู้ว่าหัวใจพร้อมหรือไม่ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันระหว่างออกกำลังกาย หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก จะสามารถวางแผนการรักษาและลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ การประเมินความพร้อมของหัวใจ (Cardiac Readiness) เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ ผู้ที่กลับมาออกกำลังกายหลังหยุดไปนาน ผู้ที่ต้องการเล่นกีฬาจริงจัง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
นอกจากนี้ การตรวจค่า VO2 Max ยังช่วยให้แพทย์ออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ทั้งประเภทกีฬา ระดับความหนัก ความถี่ และระยะเวลา เพื่อให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ปรับสมดุลกายใจแบบ Longevity
ด้าน พญ.สุวรรณา สุวรรณพงษ์ Program Director ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ กล่าวว่า การพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายไม่ได้ขึ้นอยู่กับ นอกจากการฝึกซ้อมแล้ว ยังต้องอาศัยความสมดุลจากภายใน ทั้งสุขภาพของเซลล์ ระดับสารอาหาร ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการ ซึ่งล้วนส่งผลต่อพลังงาน ความทนทาน การฟื้นตัว และคุณภาพการนอนหลับ
“จุดเด่นของ Bumrungrad Sports Medicine คือการทำงานร่วมกับ VitalLife Scientific Wellness Center ผสานองค์ความรู้ด้านเวชศาสตร์การกีฬา เวชศาสตร์ป้องกัน โภชนาการ และสุขภาพเชิงลึกเข้าด้วยกัน”
โดยให้บริการตั้งแต่การตรวจระดับ Micronutrients วิตามิน แร่ธาตุ ฮอร์โมน ไปจนถึงการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition) เพื่อออกแบบแผนการดูแลเฉพาะบุคคลอย่างแม่นยำ ช่วยให้ทุกคนออกกำลังกาย ฟื้นตัว และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะยาว



