‘บีเจซี-บิ๊กซี’ ใช้งบ CaPEx ปี2569 กว่าหมื่นล. มุ่ง 4 กลุ่มอุตสาหกรรมสัญญาณดีใน 6 เดือนหน้า แผนบริหารคุมหนี้เพิ่มประสิทธิภาพผลิต เติมความแกร่งแบรนด์นกแก้ว-สินค้าอุปโภคบริโภค พาองค์กรกำไร1.2 พันล. ในครึ่งแรกปีนี้
- กลุ่มบีเจซีและบิ๊กซี วางงบลงทุนปี 2569 รวมมูลค่ากว่า 12,000 – 14,000 ล้านบาท เน้นกระจายงบเปิดโมเดลสาขาใหม่-รีโนเวทห้างเดิม
- ดีลเวียดนาม อนาคตตลาดภูมิภาค บีเจซี หลังปิดดีลใหญ่ เข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) ศูนย์ค้าส่งและค้าปลีกรายใหญ่ในเวียดนาม จะเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักอาเซียนเต็มตัว
- ทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยุคใหม่ โอกาสบีเจซีในธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋องอลูมิเนียมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เทรนด์ความยั่งยืนอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นการลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์และการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อตอบโจทย์แบรนด์เครื่องดื่มระดับพรีเมียม
ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) และ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมเปิดเผยว่าในปี 2569 กลุ่มบีเจซี และบริษัทบิ๊กซี ใช้งบลงทุนสร้างสินทรัพย์ระยะยาว (CapEx) ราว 12,000 – 14,000 ล้านบาท โดยแบ่งการลงทุนไปที่กลุ่มค้าปลีก (Big C) ในการรีโนเวทร้าน ขยายสาขาตามยุทธศาสตร์ Better Store (ราว 8,000 ล้านบาท) รวมถึงในส่วนของบีเจซี จัดสรรงบฯใช้ในกลุ่มลอจิสติกส์ เฮลทธ์แคร์ (Healthcare Logistics) ยังไม่รวมงบฯกว่า 1,000 ล้านบาท สำหรับธุรกิจค้าปลีกในเวียดนาม
แผน 6 เดือนหน้ารับ 4 อุตสาหกรรม
สำหรับในครึ่งหลังปี 2569 กลุ่มบริษัทบีเจซี เร่งแนวทางดำเนินงานตามแนวโน้มในสัญญาณอุตสาหกรรม (Industry signals) แบ่งตาม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้
1.กลุ่มธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋องอลูมิเนียม (Glass & Aluminum Can Manufacturing) หลังพบสัญญาณอุสาหกรรม แบรนด์เครื่องดื่มระดับพรีเมียม มีความต้องการบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์ สอดคล้องเทรนด์ความยั่งยืนมาแรง เน้นใช้วัสดุรีไซเคิล การลดน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ (Lightweighting) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity)
โดยกลุ่มบีเจซี วางแนวทางดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อสร้างอัตรากำไร (Margin) โดยปรับปรุงเตาเผา สายการผลิต และระบบสาธารณูปโภค พร้อมเร่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์คาร์บอนต่ำและบรรจุภัณฑ์ที่มีน้ำหนักเบา
2.กลุ่มธุรกิจสินค้าส่วนบุคคลและอาหารบรรจุเสร็จ (Personal Care & Packaged Food) จากสัญญาณอุตสาหกรรม ผู้บริโภคยกระดับการซื้อสินค้าในหมวดสุขภาพ ความงาม โภชนาการ และสินค้าที่เพิ่มความสะดวกสบาย รวมถึงสินค้าแบรนด์ของห้าง (Private label) มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ซื้อเปรียบเทียบราคามากขึ้น
โดยกลุ่มบีเจซี วางแนวทางดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า สร้าง พอร์ตสินค้า (Portfolio) ที่ครอบคลุมกลุ่ม Good-Better-Best ขยายสินค้าไพรเวท เลเบล พร้อมเพิ่มการประกันคุณภาพเข้ากับการรับรู้คุณค่าของลูกค้า
3.กลุ่มธุรกิจยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ (Pharmaceutical & Medical Equipment) สัญญาณอุตสาหกรรม (Industry signals) หลังพบสัญญาณปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขยายตัวอย่างมากในด้านการวินิจฉัยโรค ทำให้ความต้องการโซลูชันดูแลโรคเรื้อรัง (โดยเฉพาะโรคเบาหวาน) เพิ่มสูงขึ้น
โดย สิ่งที่ต้องดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า มุ่งให้ความสำคัญกับกลุ่มการดูแลโรคเรื้อรังที่มีอัตราการเติบโตสูง (High-growth chronic care) โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลและคลินิกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงาน
4.กลุ่มธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก (Wholesale & Retail) จากสัญญาณอุตสาหกรรม ลูกค้ามีความพิถีพิถันและเลือกสรรในการซื้อสินค้ามากขึ้น โดยช่องทาง Omnichannel เติบโตเต็มที่ โดยหลอมรวมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เข้าเป็นเส้นทางการซื้อสินค้าเดียว (One customer journey)
ขณะที่ สิ่งต้องดำเนินการใน 6 เดือนข้างหน้า มุ่งรักษาภาพลักษณ์ด้านราคาของสินค้าที่ผู้บริโภครู้จักราคาดี (Known-value items) ควบคู่กับการเพิ่มอัตรากำไรผ่านการปรับโครงสร้างหมวดสินค้า พร้อมขยายการทำการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (Personalization) โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลระบบสมาชิก (Loyalty data)
เน้นวินัยการเงิน–บริหารสต็อก–ลดหนี้
สำหรับแผนดังกล่าว บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินเป็นภารกิจหลัก พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพของแต่ละธุรกิจให้ดีขึ้น ให้สอดคล้องกับการบริหารทางการเงิน โดยมีแผนใช้กระแสเงินสดเพื่อบริหารโครงสร้างทางการเงิน รวมถึง การชำระหนี้บางส่วน พร้อมให้ความสำคัญการบริหารอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover) และเงินทุนหมุนเวียน โดยดูแลทั้งเจ้าหนี้การค้า หรือ เอพี ( AP-Accounts Payable) และ บัญชีลูกหนี้การค้า หรือ เออาร์ (AR-Accounts Receivable ) เพื่อให้กระแสเงินสดมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลงทุน โซลาร์ รูฟท็อป-อีวี ชาร์เจอร์
ฐาปนีย์ กล่าวเสริมว่า กลุ่มบีเจซียังลงทุนโครงการต่อยอดจากฐานธุรกิจด้านการผลิต (Manufacturing) ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางที่ทำมาต่อเนื่อง คือ ระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคาร บ้านเรือน หรือโรงงาน (Solar Rooftop) รวมถึงการติดตั้ง อุปกรณ์จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ของรถยนต์ (EV Charger) โดยมีการทยอยเพิ่มจำนวนจุดติดตั้งตามความเหมาะสมของแต่ละทำเลพื้นที่สาข อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility) ด้านการลงทุน และการจัดหาตลอดห่วงโซ่ (Supply Chain) อย่างรอบคอบ
ดันแบรนด์ ‘นกแก้ว’ สินค้าอุปโภคบริโภค
ฐาปนีย์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจเชิงกลยุทธ์สำคัญ โดยบีเจซี วางแผนนำนวัตกรรม พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ยกระดับแบรนด์และพอร์ตสินค้าให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นภายในปี 2030
โดยในกลุ่มสินค้าส่วนบุคคล (Personal Care) แบรนด์สบู่ ‘นกแก้ว’ (Parrot) เป็นหนึ่งในแบรนด์สำคัญของบริษัท ที่มีจุดแข็งโดยครองส่วนแบ่งตลาด 73.2% ส่วนสบู่เหลว ‘Parrot Liquid’ เติบโต 26.2% ล่าสุดบีเจซี เปิดตัว ‘เลอา (LE-AH)’ แบรนด์สบู่สมุนไพรใหม่ เสริมพอร์ตเพอร์ซันนัล แคร์ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงแบรนด์ DMP Kids มีการปรับโฉมและพัฒนาสินค้าใหม่ เน้นประสบการณ์การใช้และดีไซน์ที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ ยังจะขยายตลาดความงามและดูแลผิว (Beauty & Skincare) ผ่านสินค้าใหม่แบรนด์ Faciz UV Sun Screen เพื่อขยายพอร์ตเพอร์ซันนัลแคร์ ให้ครอบคลุมตลาดมากขึ้น รวมถึงกลุ่มทิชชู ภายใต้แบรนด์หลัก อาทิ เซลล็อกซ์ (Cellox) ซิลค์ (Silk) และกระดาษเช็ดหน้าบีเจซี ไฮจีนิสท์ (BJC Hygienist) ยังเป็นสินค้าที่บริษัทให้ความสำคัญ พร้อมมองโอกาสขยายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน บีเจซี ยังวางแผนพัฒนาสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Private Label) ร้อมปรับโฉมและสร้างคาแรกเตอร์สินค้าใหม่ เพื่อวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นทางเลือกหลักที่ผู้บริโภคไว้วางใจในชีวิตประจำวัน โดยตั้งเป้าหมายดันสินค้ากลุ่มนี้เป็นสัดส่วน 30%

ลงทุนโรงงาน เพิ่ม Automation ลดต้นทุน
ฐาปนีย์ กล่าวต่อ บีเจซี ยังมีแผนขยายสัดส่วนสินค้าไพรเวท แบรนด์ (Private Label) ของบริษัทให้สูงขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างด้านสินค้า ควบคุมต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร โดยพยายามพัฒนาคาแรกเตอร์สินค้าให้ตอบโจทย์การซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
ขณะที่ในด้านการผลิต บริษัทจะลงทุนระบบ Automation โรงงานใหม่ รวมถึงขยายกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจที่กล่าวข้างต้น คาดว่าจะช่วยลดต้นทุน (Saving) ประมาณ 160 ล้านบาทต่อปี ขณะที่โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7 ปี และมี IRR ราว 24% ตามแผนการลงทุนที่บริษัทประเมินไว้
นอกจากนี้ บริษัทมีการลงทุนในโรงงานและระบบการผลิตเพื่อรองรับสินค้าใหม่ รวมถึงการบริหาร Overflow Capacity เพื่อให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะสินค้าที่บริษัทผลิตเองและมีโอกาสขยายตลาดต่อเนื่อง
อ่านเนื้อหาอื่น ที่เกี่ยวข้อง
บีเจซี มีกำไร 1,228 ล้านบาท
ฐาปณี กล่าวว่าจากแผนดังกล่าว สอดคล้องกับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2569 โดยกลุ่มบีเจซี มุ่งการเติบโตธุรกิจ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารต้นทุน และการบริหารเงินทุนหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยผลดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิประมาณ 1,228 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% โดยกลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโต ส่วนกลุ่มสินค้า ทิชชู ยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน ขณะที่กลุ่มขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) มีการเติบโตประมาณ 15% โดยแบรนด์เทสโตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 1% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดสแน็ก
สำหรับกลุ่ม เฮลท์แคร์ บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายตลาดและเพิ่มสัดส่วนสินค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงการบริหารจัดการอินเกรเดียนต์และวัตถุดิบต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาด
alt-x KEY TAKEAWAYS
กลุ่มบีเจซีและบิ๊กซี วางงบลงทุน (CapEx) ปี 2569 รวมกว่า 12,000 – 14,000 ล้านบาท มุ่งกลยุทธ์ค้าปลีกด้วยโมเดลสาขาใหม่ควบคู่การรีโนเวทห้างเดิม พร้อมแผนคุมหนี้สิน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัญญาณเติบโตดีใน 6 เดือนข้างหน้า โดยมีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและแบรนด์หลักอย่าง 'นกแก้ว' เป็นตัวดันกำไรแตะ 1,200 ล้านบาท โดยหลังจากปิดดีลเข้าซื้อกิจการ MM Mega Market Vietnam (MMVN) แล้วจะกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้บีเจซีขยายฐานธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกและปักหมุดสู่การเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มตัว




