‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ นำซีพี-ธุรกิจในเครือริเริ่ม ‘Quantum Club Thailand’ ระดมทุนงบฯแสนล.ใน 7 ปี เปลี่ยนไทยสู่ผู้สร้างนวัตกรรม-Deep Tech รับยุคควอนตัม คอมพิวติ้ง เชื่อมโยงธุรกิจ-อุตสาหกรรม เป็นเนื้อเดียวกัน
- งบลงทุนระดับแสนล้าน Quantum Club Thailand มีเป้าหมายตั้งกองทุนขนาดใหญ่ระดับแสนล้านบาท ภายในกรอบระยะเวลาดำเนินงาน 7 ปีข้างหน้า
- เริ่มต้นด้วยคอมมูนิตี้ Quantum Club Thailand ในระยะแรกจะเริ่มจากการเป็น Extra-curricular Club หรือชุมชนกิจกรรมนอกหลักสูตรสำหรับผู้สนใจ
- ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย Quantum Club Thailand วางแนวคิดการเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่และยกระดับชีวิตผู้คน
ศุภชัย เจียรวนนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP), ประธานกรรมการ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เครือซีพีและบริษัทในเครือพร้อมร่วมมือระหว่างองค์กรรัฐและพันธมิตรระดับโลก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) QTRic และ qBraid จากสหรัฐอเมริกา ผลักดันแนวคิดการจัดตั้ง ‘ควอนตัม คลับ ประเทศไทย’ (Quantum Club Thailand) ขึ้นเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ที่เชื่อมโยงทุกอุตสาหกรรมและการดำเนินชีวิตของคนไทยเข้าไว้ด้วยกัน
สำหรับ ‘Quantum Club Thailand’ ในระยะเริ่มต้นวางบทบาทในฐานะแพลตฟอร์ม ‘Extra-curricular Club’ ชุมชนกิจกรรมนอกหลักสูตร จากกลุ่มผู้สนใจในเนื้อหาเทคโนโลยี ‘ควอนตัม’ ทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สตาร์ทอัปธุรกิจ ที่แสดงความสนใจในเนื้อหาเดียวกัน
“สิ่งนี้เป็นดีปเทคฯจริงๆ ที่จะรวบรวมศักยภาพความรู้วิชาการ ทั้งงานวิจัยสาธารณะจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา แล็บ ดิจิทัล ชีวเทคโนโลยีต่างๆ ไปจนถึงความร่วมมือกับสถาบันระดับโลกอย่างMIT เพื่อร่วมสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกให้ดียิ่งขึ้น”
ศุภชัย กล่าวต่ออีกว่า เครือซีพี และ กลุ่มอไรซ์ฯ ยังมองไปถึงเป้าหมายอนาคตในการผลักดันให้ไปถึงระดับการค้นคว้าวิจัยเชิงลึก พร้อมจัดหาทุนสนับสนุน (Seed Funding) ให้กับผลงานต่างๆ ที่นอกเหนือจากธุรกิจในเครือซีพี
“ในอนาคตทุกมิติจะเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันหมด ทั้งภาคการเกษตร พลังงานสะอาด กิจการค้าปลีก ระบบฟูลฟิลเมนต์ อาหาร เทคโนโลยี ระบบรักษาความปลอดภัย การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นต้น ที่ทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกัน”
พร้อมอธิบายว่า จากนี้ไปในอนาคตทุกอุตสาหกรรมจะไม่สามารถทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่จะเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียวกันด้วยข้อมูล (Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีการประมวลผลยุคใหม่ จากการคำนวนและประมวลผลระดับควอนตัม (Quantum Computing)
อาทิ ในภาคเกษตร มีการใช้ AI และ Quantum Computing วิเคราะห์สภาพอากาศ พันธุกรรมพืช และผลผลิต ข้อมูลดังกล่าวเชื่อมไปยัง ธุรกิจอาหาร เพื่อวางแผนการผลิตและบริหารวัตถุดิบ จากนั้นเชื่อมกับค้าปลีกและระบบฟูลฟิลเมนต์ เพื่อคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคและจัดส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ทั้งหมดต้องอาศัย พลังงานสะอาด ระบบสื่อสาร และระบบความปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดทำงานร่วมกัน
โดยบทบาทของ Quantum Computing จะเข้ามาคำนวณปัญหาที่ซับซ้อนมาก เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเชน การจำลองโมเลกุลเพื่อพัฒนาอาหาร หรือวัคซีน การบริหารโครงข่ายพลังงาน และการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้เวลานานมาก
กรุงเทพฯ สู่ซิลิคอน วัลเลย์ แห่งเอเชีย
ศุภชัย กล่าวต่อว่า การเปิดตัวแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับชาติ ‘Quantum Club Thailand’ จะเป็นจุดตั้งต้นพลิกโฉมประเทศไทย จากประเทศ ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ สู่การเป็น ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’ ผ่านแผนยุทธศาสตร์ทางด้านเงินทุน บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐาน ดังนี้
- ยุทธศาสตร์การระดมทุนและแรงจูงใจสำหรับพันธมิตรการซึ่งการจัดตั้ง Quantum Club Thailand จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยในเบื้องต้นมีการวางแผนระดมทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยสิ่งสำคัญคือจะต้องสร้างแรงจูงใจทางธุรกิจที่มีความชัดเจนเพื่อดึงดูดพันธมิตรให้เข้ามาสนับสนุนเงินทุน ทั้งในแง่ของอัตราผลตอบแทนการลงทุน (yield) ที่คุ้มค่า ไปจนถึงการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีในด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน
- แนวทางดังกล่าว ยังมุ่งผลักดันให้ กรุงเทพมหานคร ก้าวขึ้นมามีตำแหน่งและบทบาทในรูปแบบเดียวกับเมืองนวัตกรรมระดับโลกอย่าง บอสตัน (Boston) หรือ ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก
- การลงทุนในเสาหลักด้านนวัตกรรม (Innovation Pillar) เพื่อสร้างศูนย์วิจัยพร้อมด้วยระบบนิเวศที่ยั่งยืน ซึ่งได้วางโรดแมปเชิงโครงสร้างไว้ 2 ส่วนสำคัญ คือ
- การพัฒนาและจัดจ้างบุคลากรศักยภาพสูง ในการจัดจ้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาพำนักและทำงานในประเทศไทยเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี
- สัดส่วนทุนวิจัยและการจัดหาอุปกรณ์ จัดสรรงบประมาณในสัดส่วน 1 ใน 3 ของกองทุนทั้งหมด เพื่อใช้เป็นทุนสนับสนุนสำหรับนักวิจัยโดยเฉพาะ เช่น การจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง และการตรวจสอบระบบด้านต่างๆ ภายใต้แนวคิดเสาหลักด้านนวัตกรรม
- เป้าหมายใน 5 ปีข้างหน้า คือ การสร้างศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะต้องใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 70,000 – 100,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 6-7 ปีนับจากนี้
ศุภชัย กล่าวว่าการไปสู่เรื่องดังกล่าว จะต้องมีคุณภาพการศึกษาควบคู่กันไป ผ่านการสร้างคนรุ่นใหม่ออกมาสู่อุตสาหกรรมที่มีคนศักยภาพ เพื่อรองรับเทคโนโลยีควอนตัม และเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี ดิจิทัลด้านต่างๆ
โดย กลุ่มทรูเป็นภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกิจการโทรคมนาคมมายาวนาน ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแกนสำคัญต่อเรื่องนี้ ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับการดำเนินงานกลุ่มอไรซ์ ที่มุ่งใน 4 ด้านสำคัญ คือ 1. การเข้าถึง เอไอ ในระดับพื้นฐานได้ในต้นทุนต่ำสุด 2. การเข้าถึงด้านสุขภาพและเวชภัณฑ์ยา 3.การเข้าถึงวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ 4. สร้างความมั่นคงเทคโนโลยีทางการเงิน




