กรุงไทย เอ็กซ์สปริง วิเคราะห์สาเหตุ SET หลุด 1,600 จุด ประเมินต่อเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ทิศทางดอกเบี้ยเฟด•เงินทุนต่างชาติ•ค่าเงินดอลลาร์ และกลยุทธ์ลงทุน Buy on Dip เป้า SET 1,705 จุด
ตลาดหุ้นไทยเมื่อกลางสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 (วันที่ 30 กรกฎาคม 2569) ปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดยดัชนี SET Index ดิ่งลง 26.36 จุด ปิดที่ระดับ 1,593.03 จุด หลุดระดับ 1,600
สถานการณ์นี้หากมองต่อไป จะสะท้อนอะไรกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปีนี้ ผ่านมุมมอง ‘ณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์’ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด
SET ย่อตัวจากปัจจัยภายนอก
การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของดัชนี SET เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา มองสาเหตุหลักมาจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เข้ามากดดันในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการติดต่อกันถึง 2 วัน
โดยชนวนเหตุสำคัญจากความกังวลต่อเม็ดเงินลงทุนหรือ Capital Expenditure (CAPEX) ของกลุ่มเทคโนโลยีโลก ซึ่งสัดส่วน Capital Intensity ที่พุ่งสูงทะลุ 40% ได้สร้างความกังวลในตลาดว่าการลงทุนที่เร่งตัวขึ้นนี้อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายได้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกอย่างรุนแรง
รวมถึง สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นจนผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นชั่วคราวก่อนการประชุมเฟด ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานขึ้น
“ด้วยเหตุนี้ เมื่อเปิดทำการวันแรก ตลาดหุ้นไทยจึงเผชิญแรง Re-weight ปรับฐานลงตามเพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงที่ไทยปิดทำการไปก่อนหน้า”
สัญญาณบวกจากสหรัฐฯ-เงินเฟ้อผ่อนคลาย
ณัฐวุฒิ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจากสหรัฐฯ รายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังชะลอตัวลง โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.1% อย่างมาก
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่า แม้การบริโภคภาคเอกชนจะฟื้นตัวขึ้นแรงจากฐานที่ต่ำในไตรมาสก่อนหน้า แต่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มชะลอความร้อนแรงลง
ขณะที่ตัวฉุดสำคัญ คือ ยอดการส่งออกสุทธิและการใช้จ่ายภาครัฐที่พลิกกลับมาติดลบ ที่สำคัญดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานอย่าง Core PCE ก็ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 3.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 4.4% ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญในเชิงข้อมูลจริง (Hard Data) ที่ชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งพื้นฐานเริ่มคลายตัวลง
ประกอบกับราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ปรับตัวลดลงจากระดับ 100 ดอลลาร์จนหลุด 87 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็เข้ามาช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อฝั่งต้นทุนอีกทางหนึ่งด้วย
‘Verbal Intervention’ จิตวิทยาเพิ่ม ‘Bond Yield’
ทั้งนี้ เมื่อภาพรวมของเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นทั้งสองด้าน ท่าทีของเฟดในการประชุมครั้งล่าสุดจึงไม่ได้เข้มงวดกว่าที่ตลาดประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด
แต่ในช่วงการแถลงข่าวของ Kevin Warsh กลับส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาว่า ความเข้มงวดที่ตลาดตีความไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงกลยุทธ์ ‘Verbal Intervention’ หรือการใช้จิตวิทยาผ่านคำพูดเพื่อดึง Bond Yield ให้พุ่งแรงขึ้น โดยที่เฟดไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริง
เหตุการณ์นี้ทำให้ตลาดเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าเฟด อาจไม่ได้ต้องการขึ้นดอกเบี้ยจริง แต่ใช้การส่งสัญญาณเพื่อให้ตลาดปรับตัวแทน
ส่งผลให้ CME FedWatch Tool สะท้อนว่าผู้เล่นในตลาดปรับลดคาดการณ์โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยลง และให้น้ำหนักกับการคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน
ค่าเงินเยนพลิกแข็ง-ดอลลาร์ทรุด-ทองคำฟื้นตัว
และเมื่อทิศทางลมของดอกเบี้ยเฟดเริ่มเปลี่ยนทิศ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญที่รอจังหวะอยู่ก็ฉวยโอกาสเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนทันที
ส่งผลให้เงินเยนที่เคยอ่อนค่าทะลุ 163 เยนต่อดอลลาร์ พลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนหลุดระดับ 160 เยนภายในวันเดียว
โดยตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดว่าการประชุม BOJ ในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น จะมีมาตรการเซอร์ไพรส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยสวนทางคาดการณ์หรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริงจะยิ่งเป็นแรงส่งให้เงินเยนแข็งค่าต่อเนื่อง
ปัจจัยเหล่านี้ได้กดดันให้ดัชนีดอลลาร์ร่วงหลุด 100 จุด และเป็นแรงหนุนให้ราคาทองคำโลกกลับมายืนเหนือ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อีกครั้ง
สัปดาห์หน้าจับตาจ้างงานสหรัฐฯ
นอกจากนี้ แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังไม่น่าจะจบลงง่ายๆ เนื่องจากในสัปดาห์หน้าจะเข้าสู่ช่วงการรายงานตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขเดือนล่าสุดจะพบว่ามีความอ่อนแอซ่อนอยู่ โดยการจ้างงานในภาคเอกชนที่แท้จริงซึ่งสะท้อนวัฏจักรเศรษฐกิจหรือ Real Private Sector หดตัวลงถึง -20,000 ตำแหน่ง
ขณะที่อัตราการว่างงานแบบ Headline ที่เฟดมองว่าลดลงเหลือ 4.2% และประเมินว่าตลาดแรงงานยังแข็งแกร่งนั้น แท้จริงแล้วเกิดจากตัวเลขที่บิดเบือนเนื่องจากขนาดกำลังแรงงานหรือ Labor Force หายไปจากระบบถึง -720,000 คน โดยแบ่งเป็นผู้มีงานทำที่ออกจากระบบไป 5 แสนคน และผู้ว่างงานอีก 2 แสนคน
ทั้งนี้ หากตลาดแรงงานแข็งแกร่งจริง จำนวนผู้ว่างงานควรจะลดลงจากการที่คนมีงานทำเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ออกจากระบบไปพร้อมกัน
ภาพนี้สะท้อนว่าเฟดอาจประเมินตลาดแรงงานผิดพลาดไป และหากตัวเลขจ้างงานในสัปดาห์หน้ายังคงอ่อนแออย่างต่อเนื่อง โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะหมดไปทันที และจะกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อีก
มุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทย และกลยุทธ์การลงทุน
ณัฐวุฒิ ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในแง่ของกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) เนื่องจากหากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ยังคงย่ำแย่ จะกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เฟดตัดสินใจได้ยากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัว
ในขณะที่ประเทศไทยยังสามารถยืนระยะคงอัตราดอกเบี้ยได้ยาวนานจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศเอง ส่งผลให้อัตราส่วนต่างดอกเบี้ยหรือ Interest Rate Differential ที่เคยกว้างจะปรับตัวแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ และจะกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ผลักดันให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ในแง่ของมูลค่าพื้นฐานหรือ Valuation การที่ดัชนี SET ปรับฐานลงมาวานนี้ ท่ามกลางประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS SET) ที่ยังคงเร่งตัวขึ้นจนทะลุ 104 บาท ได้ส่งผลให้ค่า Market Risk Premium ของตลาดหุ้นไทยพุ่งทะลุ 4.42% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมตามที่ KTX ประเมินไว้ บ่งชี้ว่าผลตอบแทนการลงทุนในปัจจุบันอยู่ในระดับที่คุ้มค่าความเสี่ยงอย่างมาก
กลยุทธ์ลงทุนก่อนแตะ 1,705 จุด
นักวิเคราะห์ แนะนำต่อว่าหากดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,602 จุด เป็นโอกาสในการ ‘ซื้อคืน (Buy on Dip)’ ส่วนผู้ลงทุนที่มีต้นทุนต่ำอยู่ก่อนหน้านี้ แนะนำให้ ‘ถือครอง (Hold)’ เพื่อรอไปทำกำไรที่เป้าหมาย KTX Fair Price ที่ระดับ 1,705 จุด โดยเน้นกลุ่มหุ้นในประเทศ (Domestic Play) ที่มีความผันผวนต่ำต่อปัจจัยภายนอกและเป็นเป้าหมายของ Fund Flow ได้แก่
- TRUE ซึ่งคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 39% สูงที่สุดในกลุ่มสื่อสาร จากประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนและการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายอย่างมีนัยสำคัญ
- MRDIYT ซึ่งเป็นหุ้นเด่นในธีม Foreign Flow จากโอกาสในการเข้าคำนวณในดัชนีสากลอย่าง MSCI และ FTSE อีกทั้งยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการบริโภคในภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนรายได้สูงถึง 40% ของบริษัท
- KBANK ถือเป็นหุ้นเป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ จากการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายด้วยการ Re-rate อัตราส่วน PBV ขึ้นเป็น 1.00 เท่า ตามทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งของพอร์ตสินเชื่อและรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management)
ALTERNATE-X สรุปให้
- กรุงไทย เอ็กซ์สปริง มองว่า SET หลุด 1,600 จุด เป็นผลจากแรงกดดันต่างประเทศ ทั้งความกังวลการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และท่าทีของเฟด มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของไทย
- ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวและเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย ทำให้ตลาดลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า เงินเยนแข็งค่า และราคาทองคำฟื้นตัว
- หากตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ อ่อนแอต่อเนื่อง โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยจะลดลง ซึ่งอาจหนุนให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
- มองว่า SET ที่ปรับฐานลงทำให้ระดับ Valuation น่าสนใจ และยังคงเป้าหมายดัชนีที่ 1,705 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Buy on Dip เมื่อดัชนีต่ำกว่า 1,602 จุด
- หุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ TRUE, MRDIYT และ KBANK ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากกำไรเติบโต การไหลกลับของเงินทุนต่างชาติ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ



