‘วิเลิศ’ อธิการบดี จุฬาฯ รีแบรนด์สู่มหาวิทยาลัยของทุกคน เปิด 3 คณะใหม่รับการศึกษาดิจิทัลเรียนรู้ตลอดชีวิต แนะรัฐเปลี่ยนบทบาท ‘อว.’ สู่กระทรวงเศรษฐกิจ ดึงตลาดนักศึกษาต่างชาติ เทียบท่องเที่ยว-ส่งออก
- เปิด “เรียนจุฬาฯ ได้ ไม่ต้องสอบ” Chula XL รองรับทุกวัย ตั้งแต่คนทำงานถึงผู้สูงอายุ เรียนได้ทั้งออนไลน์ สะสมเครดิตต่อยอดในอนาคต
- สร้างอนาคตแรงงาน “เกษตรกร = ผู้ประกอบการ” คณะเกษตรบูรณาการสร้าง Agripreneur ครบห่วงโซ่ แก้ปัญหาเกษตรไทยทั้งรายได้ ความรู้ และตลาด
- การศึกษา = เครื่องยนต์เศรษฐกิจ จุฬาฯ เสนอรัฐมองการศึกษาเหมือนท่องเที่ยว/ส่งออก ดึงนักศึกษาต่างชาติ สร้างรายได้เข้าประเทศ
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในฐานะประธานจัดงาน ‘President’s Tea Room’ อธิการบดีพบสื่อมวลชนพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ ‘จุฬาฯ กับพันธกิจเพื่อสังคม’ และ ‘Chula for the Future’ ระบุว่าตลอดกว่า 1 ศตวรรษที่ผ่านมา จุฬาฯ สร้างชื่อจากการผลิตบัณฑิตที่ขับเคลื่อนประเทศในทุกภาคส่วน โดยในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 109 ‘จุฬาฯ จะต้องไม่โตเดี่ยวๆ’ แต่ต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
“สูตรเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โดยจะวางตำแหน่งมหาวิทยาลัยให้เป็น ‘แหล่งเรียนรู้เพื่อประชาชน’ อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมยึดยุทธศาสตร์เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง”
ขณะที่ในปีนี้ได้เพิ่มอีกแกน คือ ‘เติบโตท่วมท้น มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง’ ขยายพันธกิจไปสู่คนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเฉพาะผู้สอบเข้า โดยเปลี่ยนผ่านโครงสร้างใหม่ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย สามคณะ สามทิศทาง ดังนี้

Chula XL: เรียนจุฬาฯ โดยไม่ต้องสอบเข้า
1.‘วิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ หรือ Chula XL ซึ่งชื่อย่อนั้นสื่อความหมายตรงไปตรงมา XL คือ Extension และ Lifelong Learning
ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ที่ปรึกษาด้านแบรนด์ชื่อดังและโฆษกจุฬาฯ อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “‘Chula XL’ เปิดโอกาสให้ไม่ต้องสอบก็เรียนจุฬาฯ ได้” ซึ่งประโยคสั้นๆ นี้สะท้อนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ใหญ่มาก เพราะตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ประตูของจุฬาฯ เปิดให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการคัดเลือกที่เข้มข้นเท่านั้น
สำหรับ Chula XL จะเปิดหลักสูตรในรูปแบบที่ยืดหยุ่น ทั้งออนไลน์และออนไซต์ ทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระบบคลังหน่วยกิตที่สะสมไปต่อยอดในอนาคตได้
Chula XL ให้ใครเรียน?
ขณะที่ กลุ่มเป้าหมาย Chula XL นั้นกว้างมาก เริ่มตั้งแต่
- คนวัยทำงานที่ต้องการ Reskill
- ผู้สูงอายุที่ต้องการเรียนรู้ในยามเกษียณ
นอกจากนี้ ในส่วนของ พื้นที่สยามสแควร์ซึ่งเป็นสมบัติของจุฬาฯ จะถูกเปิดให้กับเกษตรกร คนพิการ และแรงงาน ใช้พื้นที่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แนวคิดนี้แสดงว่าจุฬาฯ กำลังนิยามความหมายของ ‘ทรัพยากร’ ใหม่ว่าไม่ใช่แค่หนังสือและห้องปฏิบัติการ แต่รวมถึงพื้นที่ทางกายภาพในใจกลางกรุงเทพฯ ด้วย
Agripreneur รู้จริงธุรกิจการเกษตร
2. ‘คณะเกษตรศาสตร์บูรณาการ’ ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรเดิม มุ่งผลิต ‘Smart Farmer’ และ ‘Agripreneur’ ที่เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เข้าใจทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานวิจัยและนวัตกรรมที่นี่จะครอบคลุมการผลิต การแปรรูป การตลาด และการจัดการเชิงระบบแบบสหศาสตร์
ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่แก้ปัญหาความยากจนในภาคเกษตร ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางอาหารระดับประเทศและระดับโลก
ขณะที่คณะนี้ ยังตอบโจทย์ตรงจุด เพราะปัญหาเกษตรไทยในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องฝนแล้ง แต่เป็นเรื่องความรู้ ความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงตลาด การมีคณะที่บูรณาการศาสตร์หลายด้านเข้าด้วยกัน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จุฬาฯ ใช้ความเชี่ยวชาญของตัวเองช่วยยกระดับอาชีพหลักของประเทศ
ศาสตร์แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3.‘วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาฯ’ ซึ่งปรับมาจากบัณฑิตวิทยาลัยเดิม การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้มีนัยสำคัญ เพราะบัณฑิตวิทยาลัยในความเข้าใจทั่วไปคือที่รวมของหลักสูตรบัณฑิตศึกษาสาขาต่างๆ แต่วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการต้องการเป็นมากกว่านั้น
วิทยาลัยแห่งนี้มีเป้าหมายเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการศึกษาสหวิทยาการ โดยผสานความรู้ข้ามศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต แนวทางนี้ตอบรับกระแสโลกที่ปัญหาส่วนใหญ่ในยุคนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยความเชี่ยวชาญเพียงศาสตร์เดียว
เสนอรัฐมอง ‘การศึกษา’ เป็นเศรษฐกิจ
ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวต่อในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พร้อมฝากข้อเสนอถึงรัฐบาลชุดใหม่ ดังนี้
ประเด็นแรก คือ การมองกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะ ‘กระทรวงเศรษฐกิจ’
ทั้งนี้ แม้จะฟังดูแปลกในตอนแรก แต่ ‘เขา’ อธิบายว่าการดึงนักศึกษาต่างชาติมาเรียนในไทยสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนหลายล้านบาท ซึ่งไม่ต่างจากการท่องเที่ยวหรืออุตสาหกรรมส่งออก
ประเด็นที่สอง คือ การตั้งคำถามต่อวิธีจัดสรรงบประมาณการศึกษาที่มักวัดจากจำนวนนักศึกษาเป็นหลัก ‘เขา’ เสนอว่าวันนี้จุฬาฯ ไม่ได้รับใช้แค่นิสิตในรั้วมหาวิทยาลัย แต่รับใช้ประชาชนทั้งประเทศผ่าน Chula XL และแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ต่างๆ
ดังนั้น การวัดคุณค่าของสถาบันด้วยตัวเลขนิสิตอย่างเดียวจึงไม่ตรงกับความเป็นจริงอีกต่อไป
“วันนี้ต้องมองเรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศชาติ และเป็นการสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศไทยมี GDP มากขึ้น”
Certified Press: ความคิดที่ยังไม่สุก แต่น่าจับตา
นอกจากนี้ ยังมีหนึ่งในข้อเสนอที่เกิดขึ้น และอาจพัฒนาต่อหรือหายไปก็ได้คือ ‘Certified Press’ หรือระบบรับรองข่าวสาร
แนวคิดนี้เกิดจากปัญหา Fake News ที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่มีเวลาหรือทักษะพอที่จะตรวจสอบทุกข้อมูลที่ได้รับ
ศ.ดร.วิเลิศเสนอว่าจุฬาฯ อาจทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับรองข่าวสาร ผ่านระบบโลโก้หรือสัญลักษณ์ที่บอกว่าข่าวชิ้นนี้ผ่านการตรวจสอบแล้ว “ข่าวปลอมมีเยอะแยะ คนรับสื่อไม่มีเวลาตรวจสอบ เราจึงต้องทำงานร่วมกัน” เขากล่าว พร้อมระบุว่าหากสื่อมวลชนเห็นด้วย จุฬาฯ พร้อมนำศาสตร์หลายสาขามาสนับสนุน ทั้งนิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และ AI
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ยังอยู่ในขั้นรับฟังความเห็น คำถามที่ตามมาคือใครจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และสถาบันการศึกษาเหมาะสมที่จะทำหน้าที่นั้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องถกเถียงต่อ
109 ปีจุฬาลงกรณ์
พร้อมกันนี้ ในโอกาสครบรอบ 109 ปี จุฬาฯ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 จุฬาฯ ยังประกาศ 10 ก้าวสำคัญ ภายใต้แนวคิด ‘We are Chula 109 Designed to Rise and Shine’ ครอบคลุมทั้งการติด Top 10 อาเซียน อันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 17 ปี และ Top 100 โลกด้านชื่อเสียงและการจ้างงาน รวมถึง Top 44 โลกด้านความยั่งยืน
พร้อมกันนี้ยังขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เช่น Massachusetts Institute of Technology Harvard University University of Oxford และ Tsinghua University
ตัวอย่างที่เห็นผลคือการร่วมกับ MIT ออกแบบระบบเตือนภัยน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนการนำองค์ความรู้ไปใช้จริง
นอกจากนี้ ยังรายงานความคืบหน้างานวิจัยที่ถูกจับตาในวงการแพทย์ไทยอย่าง ‘ยาภูมิคุ้มกันบำบัด’ (immunotherapy) สำหรับรักษามะเร็ง ซึ่งมีหลักการแตกต่างจากเคมีบำบัดแบบดั้งเดิม โดยไม่ได้มุ่งทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่เป็นการกระตุ้นและเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาตรวจจับและกำจัดเซลล์มะเร็งได้เอง ส่งผลให้มีแนวโน้มเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า และอาจมีประสิทธิภาพสูงในผู้ป่วยบางกลุ่ม
ขณะที่ปัจจุบัน งานวิจัยได้ผ่านการทดลองในสัตว์ทั้งหนูและลิงเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเข้าสู่การทดลองในมนุษย์จำนวน 100 คนภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนการนำไปใช้จริงในทางคลินิก
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านต้นทุนการรักษาด้วยยาประเภทนี้ ปัจจุบันนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงถึงประมาณ 20 ล้านบาทต่อคอร์สการรักษา แต่หากการพัฒนาในประเทศประสบความสำเร็จ จะสามารถลดต้นทุนลงเหลือราว 1 ล้านบาท และมีแผนผลักดันเข้าสู่ระบบ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น โดยมหาวิทยาลัยยังเดินหน้าระดมทุนเพื่อสนับสนุนการทดลองในมนุษย์ผ่านกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการจัดคอนเสิร์ต
จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว สะท้อนภาพใหญ่ของจุฬาฯ ในปีที่ 109 จึงไม่ใช่แค่การ ‘เติบโต’ แต่เป็นการ ‘เติบโตเพื่อสังคม’ ทั้งการเปิดโครงสร้างใหม่ ผลักดันงานวิจัย และขยายบทบาทสู่เศรษฐกิจและสาธารณะ ล้วนสะท้อนว่ามหาวิทยาลัยกำลังพยายามก้าวข้ามกรอบเดิม





