‘ไตรเตชะ’ บิ๊กบอสศุภาลัย สะท้อนอสังหาฯปี69 ผู้เล่นกระสุนหมด-คัดกรองผู้เล่น เปิดโครงการแรก ‘ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์’ คอนโดแนวสูงเจาะเรียลดีมานด์-นักลงทุน เริ่มต้น 2.15 ล้านบาท
Key Facts
-
ตลาดอสังหาฯ เข้าสู่ช่วง Consolidate ผู้เล่นรายเล็กกระสุนหมด เหลือรายใหญ่ฐานะการเงินแข็งแรง
-
ผู้บริโภคเน้น Real Demand เก็งกำไรหาย ลูกค้ามีวินัยการเงินคือกลุ่มหลัก
-
โอกาสใหม่ของคอนโดระดับ 2 ล้านต้นๆ ต้นทุนที่ดินลด หนุนโครงการราคาเข้าถึงได้
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ‘ศุภาลัย’ บอกสถานการณ์ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา หากไม่มีปัจจัยลบแผ่นดินไหวมาซ้ำอีก คาดจะเห็นทิศทางที่ดีขึ้น
เขา ย้ำว่า ปัจจุบันตลาดกำลังอยู่ในสภาวะคอนโซลิเดท (Consolidate) รวบรวมผู้เล่นหลังคัดกรองเหลือผู้พัฒนาฯจริง ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนว่ามีผู้พัฒนา (Developer) เพียงไม่กี่รายที่ยังมีศักยภาพในการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้
ขณะที่ผู้พัฒนาฯรายอื่น ส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนเพื่อเน้นการระบายสต็อก (Inventory) และเก็บกระแสเงินสด (Cash Flow) ป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากหลายรายเริ่ม ‘กระสุนหมด’ หรือขาดสภาพคล่องในการลุยตลาดต่อ
เข้าสู่ยุคเรียล ดีมานด์
ไตรเตชะ เสริมว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปี นี้คือ ‘ปีของผู้บริโภค’ อย่างแท้จริง ด้วยตลาดเก็งกำไรหายไปอย่างชัดเจน เหลือเพียงกลุ่มความต้องการอยู่อาศัยแท้จริง (Real Demand) แม้จะมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในเศรษฐกิจและการกู้ไม่ผ่าน (Rejection Rate) ในบางกลุ่ม
แต่สำหรับลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินที่ดี ช่วงนี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะได้รับข้อเสนอและราคาที่ดีที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาของผู้พัฒนาที่ยอมลดกำไรลงเพื่อเร่งยอดโอน
‘Gen Z’ ยังเน้นเช่ามากกว่าซื้อ
ไตรเตชะ กล่าวต่อถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Geneneration) อายุ 25-26 ปี พบว่าเริ่มแยกตัวออกมาอยู่อาศัยเองเร็วขึ้นกว่าเมื่อ 15 ปีก่อนมาก โดยพฤติกรรมเปลี่ยนจาก ‘การซื้อ’ มาเป็นการ ‘เช่า’ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนกลุ่มลูกค้าเช่าหลัก คือ ช่วงอายุ 31-35 ปี ตามมาด้วยกลุ่ม 36-40 ปี ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมเพื่อการลงทุนปล่อยเช่ากลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง แม้ว่าโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) จะยังทำได้ยากจากการแข่งราคากันเองในตลาด
ต้นทุนที่ดินและโอกาสในธุรกิจ
นอกจากนี้ จากสภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมายังพบว่า ‘ราคาที่ดิน’ในหลายทำเลเริ่มปรับตัวลง 10-20% จากอดีต หรือจบราคาจริงลดลงประมาณ 7-9% (ยกเว้นทำเลกลางเมือง) เนื่องจากมีผู้เล่นที่พร้อมซื้อจริงเหลือเพียงไม่กี่ราย ซึ่ง ‘ศุภาลัย’ เป็นหนึ่งในนั้น
“ประกอบกับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่บีบให้เจ้าของที่ดินต้องเร่งปล่อยขาย ปัจจัยนี้ส่งผลบวกให้ต้นทุนพัฒนาโครงการใหม่ลดลง ซึ่งอาจทำให้เราเห็นราคาบ้านปรับตัวลงได้บ้างในอนาคต”
ไตรเตชะ เสริมว่า ‘ศุภาลัย’ ยังมีความพร้อมด้านการเงินที่แข็งแกร่ง และมองเห็นดีมานด์ในตลาดคอนโดระดับราคา 2 ล้านต้นๆ ที่ยังมีอัตราการกู้ผ่านสูงกว่าแนวราบในระดับราคาเดียวกัน ด้วยสินค้าระดับ 7-8 หมื่นบาทต่อตารางเมตรยังไปได้ดี
พร้อมกล่าวต่อ ถึงปัจจัยภายนอกและการเมืองรวมถึงการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 นี้ มองว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของลูกค้ามากนัก ตราบใดที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงหรือการประท้วงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต
ขณะที่ลูกค้ากลุ่มนิวเจนฯ และผู้เช่ายังคงมีการตอบรับที่ดี (Feedback) และไม่มีความกังวลในประเด็นนี้ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต
ไตรเตชะ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นโอกาสของศุภาลัย เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแนวสูง (High Rise) ‘ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์’ เป็นตัวแรกของปี 2569 ใกล้จุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า (Interchange) ฮับฝั่งธนบุรีด้วยราคาเริ่มต้น 2.15 ล้านบาท รองรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยจริง ครอบครัว และนักลงทุน
“โครงการฯ มีขนาดพื้นที่ราว 5-1-16.7 ไร่ บริษัทใช้เวลาราว 10 ปีได้ที่ดินผืนดังกล่าว ทำให้บริษัทมีต้นทุนเหมาะสมต่อการทำโครงการในราคาสมเหตุสมผลได้ จากความมั่นคงขิงกระแสเงินสดในมือ”

Alternate-X
ศุภาลัย มองตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 เป็นปีคัดกรองผู้เล่น โดยผู้พัฒนาที่มีสภาพคล่องเท่านั้นที่เดินหน้าต่อได้ พร้อมประเมินว่า ปีนี้คือ ‘ปีของผู้บริโภค’ ที่มีวินัยทางการเงิน ขณะที่ตลาดเก็งกำไรหายไป โดยดีมานด์หลักคือการอยู่อาศัยจริง และการลงทุนปล่อยเช่าในทำเลศักยภาพ ต้นทุนที่ดินปรับลด เปิดโอกาสให้พัฒนาโครงการราคาจับต้องได้ ศุภาลัยเปิดเกมด้วยคอนโดไฮไรส์ใกล้ Interchange ราคาเริ่ม 2.15 ล้านบาท รับเรียลดีมานด์เต็มตัว




