2 ยักษ์เชนโรงแรมจีน แบ่งเค้กตลาดอาเซียนดึงนทท.กลับ ใช้‘ไทย-สิงคโปร์’ เจาะพรีเมียม

จำนวนนักท่องเที่ยวชาติจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในภูมิภาคอาเซียน ตลอดช่วงกว่า 10ปีที่ผ่านมา เติบโตสูงขึ้นถึง 56% หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 20 ล้านคน และยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หนึ่งใน ‘คีย์’ สำคัญที่ทำให้ 2 ยักษ์เครือข่ายธุรกิจโรงแรมจีน จิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล (Jin Jiang International) และ เอช เวิลด์ กรุ๊ป (H World Group) ตัดสินใจเข้ามาลงทุนธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคนี้

 

 

โดยแบรนด์โรงแรมยักษ์ใหญ่รายแรก H World Group (เอช เวิลด์ กรุ๊ป) หนึ่งในเครือโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดของจีน มีโรงแรมภายใต้เครือข่ายมากกว่า 9,000 แห่งในประเทศจีน เตรียมขยายธุรกิจในอาเซียนอย่างจริงจัง หลังประกาศแผนบุกตลาดต่างประเทศที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2019 ในประเทศสิงคโปร์

 

จาก รายงานข่าว ระบุว่า H World Group ได้เริ่มเข้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว โดยมีแผนการที่สำคัญ คือ การรีโนเวทโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ พร้อมนำแบรนด์ ‘สไตน์เบิร์กเกอร์ (Steigenberger)’ ซึ่งเป็นแบรนด์หรูของเครือ มาเปิดเป็นสาขาแรกในไทย

 

อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดแบรนด์ ‘แมกซ์ (Max)’ ที่พัทยาในช่วงปลายปี 2568 (2025) อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มีรายงานก่อนหน้าระบุอีกว่า เอช เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นธุรกิจโรงแรมสัญชาติจีนขนาดใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนจีน ได้เป้าหมายชัดเจนต่อการขยายธุรกิจโรงแรมในกลุ่มระดับกลาง หลังเปิดโรงแรมเอสช เวิลด์ แห่งแรกในประเทศสิงคโปร์ และในตลาดอาเซียนเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา

 

ต่อจากนั้นในปี 2024 กลุ่มเอช เวิลด์ ได้เปิดโรงแรมแม็กซ์ (Maxx) ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เป็นแห่งที่ 2 ในอาเซียน

 

สำหรับแผนในปี 2026 กลุ่มเอช เวิลด์จะเปิดโรงแรมจับกลุ่มตลาดกลางภายใต้แบรนด์ จี โฮเทล (Ji Hotel) ที่ประเทศมาเลเซีย

 

ขณะที่ สำนักข่าวนิกเคอิเอเชีย รายงานว่า  จิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล (Jin Jiang International) หนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ที่สุดของจีน กําลังขยายธุรกิจโรงแรมแบรนด์จีนครั้งใหญ่ กว่า 180 แห่งในตลาดโรงแรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในช่วง 5 ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มการเดินทางของชาวจีนจากจีนแผ่นดินใหญ่จะเพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

 

ขณะที่ จิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล ถือเป็นรัฐวิสาหกิจจีน และเป็นผู้ประกอบการโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ให้รายละเอียดว่าราวปลายเดือนสิงหาคมผ่านมา ได้ลงนามความร่วมมือกับกลุ่มยักษ์ธุรกิจโรงแรมชื่อว่า ริยาส โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ต (Riyaz Hotels and Resorts) ของประเทศมาเลเซีย โดยภายในปี 2030 จะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ใน 6 ประเทศของอาเซียน ได้แก่

 

  • มาเลเซีย
  • อินโดนีเซีย
  • เวียดนาม
  • ลาว
  • กัมพูชา
  • ฟิลิปปินส์

 

โดยแผนการเปิดตลาดโรงแรมดังกล่าว จะดำเนินการภายใต้ 5 แบรนด์ในเครือของจิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล อย่าง โรงแรมจินเจียง อินน์ (Jinjiang Inn) และ โรงแรมวาเวนเดอ (Lavande) เป็นต้น ซึ่งกลุ่มโรงแรมดังกล่าวมีแผนการเปิดธุรกิจโรงแรม เพื่อเข้าหาจีกลุ่มกำลังซื้อสูงด้วยแบรนด์โรงแรมระดับหรูหราไปจนถึงแบรนด์โรงแรมระดับราคาประหยัด

 

สำหรับ การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของจิน เจียง อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเป็นการผลักดันครั้งใหญ่ที่สุดต่อการสร้างเครือข่ายธุรกิจโรงแรมในตลาดต่างประเทศที่เป็นของผู้ประกอบการโรงแรมแบรนด์จีน

 

ต่อ ‘บิ๊ก มูฟ’ ของยักษ์โรงแรมจีนทั้ง2 ราย ผ่านการประกาศแผนลงทุนขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน หลังต่างมองเห็นสัญญาณชัดในปี 2024 ที่ผ่านมา ชาวจีนเดินทางและท่องเที่ยวในอาเซียนรวมกันเป็นจำนวนถึง 20.4 ล้านคน เป็นจำนวนที่สูงขึ้นถึง 56% เมื่อเทียบกับใน 10 ปีก่อน อีกทั้งยังแซงนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ หรือจากภูมิภาคอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นเพียง 16% ในระยะเวลาเดียวกัน

 

จากจำนวนตัวเลขดังกล่าว เป็นการยืนยันว่าภูมิภาคอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวชาวจีน

 

อ่านบทความอื่น ที่เกี่ยวข้อง

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขนักท่องเที่ยวโดยรวมจะสูง แต่แนวโน้มล่าสุดสะท้อนถึงภาพนักท่องเที่ยวจีนกำลังกระจายการเดินทางไปยังประเทศอื่นในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่อำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า เช่น มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งบางช่วงทำให้นักท่องเที่ยวรวมในมาเลเซียแซงหน้าไทยไปแล้ว

 

จากสัญญาณดังกล่าว ทำให้เกิดความต้องการที่พักของชาวจีน และแน่นอนว่าเชนโรงแรมจีนยักษ์ใหญ่ทั้งสองราย ต่างมองเห็นโอกาสในการเปิดโรงแรมใหม่ในภูมิภาคนี้ ยิ่งตอกย้ำว่า

 

“พวกเขาต้องการ เข้าถึงและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าชาวจีนโดยตรง ที่คุ้นเคยกับแบรนด์และการบริการมาตรฐานจีน เช่น ระบบการจ่ายเงิน, การจองผ่านแพลตฟอร์มจีน

 

 

ขณะที่ การลงทุนนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านซัพพลาย เพื่อรองรับการเดินทางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต นับจากนี้

 

 

Alternate-X สรุปให้ 

 

ตลาดอาเซียนดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกว่า 20 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 56% ใน 10 ปี) ทำให้ยักษ์โรงแรมจีน 2 ราย คือ Jin Jiang International และ H World Group เร่งขยายการลงทุนครั้งใหญ่  ด้าน H World Group เลือกกลยุทธ์ ‘เจาะตลาดสำคัญ’ นำแบรนด์หรู Steigenberger เข้ามาเปิดในไทย (โรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์) และเปิดแบรนด์กลาง (Maxx/Ji Hotel) ในกัมพูชา มาเลเซีย เพื่อสร้างภาพลักษณ์สากล ส่วน Jin Jiang International เลือกกลยุทธ์ ‘การครอบคลุมพื้นที่’ โดยร่วมมือกับพันธมิตรในมาเลเซีย ตั้งเป้าเปิดกว่า 180 แห่งใน 6 ชาติอาเซียน (ยกเว้นไทยในแผนหลัก) ภายใน 5 ปี การขยายตัวครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้าง ‘เครือข่ายที่พักแบบจีน’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจีนโดยตรง ทั้งในด้านแบรนด์ที่คุ้นเคย ระบบการจ่ายเงิน และการจองผ่านแพลตฟอร์มจีน ขณะที่ กลยุทธ์ของทั้งสองเครือสะท้อนความเชื่อมั่นว่าอาเซียนเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ ของจีน และเป็นการเตรียมซัพพลายเพื่อรองรับการเดินทางที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

STORYTELLER BY LilGray 

I create stories that make the world feel closer — and a little happier.

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.