รู้จัก ‘บาร์เบล สตราติจี้’ ยกสมดุลธุรกิจ ‘Grab’ สู่ผู้นำฟู้ดเดลิเวอรีไทย 1.62 แสนล.

ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในไทยปี 2568 มีมูลค่ากว่า 1.62 แสนล้านบาท ท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจกระทบกำลังซื้อแต่ ‘แกร็บ ไทย’ ยังเป็นผู้นำในตลาดด้วยการฟิตความแข็งแกร่งธุรกิจผ่านกลยุทธ์บาร์เบล สร้างสมดุลสองด้านแมส-พรีเมียมให้กับลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ และต่อยอดสู่ Barbell Strategy 2.0 ในปี 2569 กับแนวคิดสร้างมายด์เซ็ท ‘ชนะไปด้วยกัน’

 

 

  • กลยุทธ์ Barbell สร้างสมดุลรายได้ จับทั้งตลาดแมส (ราคาเข้าถึงง่าย) และพรีเมียม (คุณภาพ-กำลังซื้อสูง) ลดความเสี่ยงฝั่งเดียว และขยายฐานลูกค้าหลายระดับพร้อมกัน
  • สร้างระบบนิเวศทางแนวคิด (Ecosystem Thinking)  ด้วย ‘Winning with Purpose Together’ ในปี 2569 โฟกัสทั้งผู้ใช้ คนขับ ร้านค้า และพาร์ตเนอร์ทั้งระบบ สร้างการเติบโตแบบยั่งยืน ผ่านมายด์เซ็ต ‘ชนะไปด้วยกัน’
  • ดึงข้อมูลขับเคลื่อนการเติบโตผ่านฟีเจอร์ ใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้พัฒนาโปรดักต์ใหม่ เช่น Group Ride, Discover ต่อยอดสู่บริการการเงิน (สินเชื่อ) เพิ่มรายได้และเอนเกจเมนต์

 

 

จันต์สุดา ธนานิยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญื่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้ให้บริการซูเปอร์แอปพลิเคชัน ‘แกร็บ’ (Grab) แพลตฟอร์บริการเรียกรถและฟู้ด เดลิเวอรี กล่าวว่า ในปี 2569 แกร็บวางแผนสร้างการเติบโตอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’เพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจทั้งธุรกิจ, การส่งเสริมความยั่งยืน และ การสนับสนุนนโยบ่ายระดับชาติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งระบบนิเวศธุรกิจที่เกี่ยวข้องไปด้วยกัน

 

ขณะที่ในปี 2569 ยังเป็นปีที่มีความท้าทายต่อเนื่องจากปีก่อน และจากปัจจัยใหม่ที่กระทบบรรยากาศเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างสงครามตะวันออกลาง

 

“การจะไปสู่เป้าหมายความสำเร็จเดียวกันได้นั้น จะต้องสร้างมายด์เซ็ตความต้องการชนะไปด้วยกันของทุกคนเพื่อใช้เป็นจุดร่วมของอีโคซิสเต็มทั้งระบบให้ได้ก่อน”

 

ปี2569 แกร็บ ขอยกน้ำหนักต่อ

 

ขณะเดียวกันในปีนี้ แกร็บยังใช้ความต่อเนื่องกลยุทธ์บาร์เบลล์ 2.0 (Barbell Strategy 2.0) มาร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์บริการภายใต้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องจากในปี 2568 ที่ผ่านมา

 

“กลยุทธ์บาร์เบลเหมือนกับการยกน้ำหนักในยิมที่จะต้องสร้างความสมดุลของลูกเหล็กสองข้าง เช่นเดียวกับที่แกร็บต้องเข้าถึงตลาดแมสด้วยราคาที่คุ้มค่า แต่ก็ไม่ลืมนำเสนอบริการระดับพรีเมียมที่มาพร้อมคุณภาพเพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงชาวต่างชาติ”

 

ขณะที่แผนงานแกร็บภายใต้กลยุทธ์บาร์เบลล์ในปีก่อน ยังสะท้อนต่อถึงการพัฒนาบริการภายใต้นวัตกรรมใหม่อย่าง ฟีเจอร์ กรุ๊ป ไรเดอร์ (Group Ride) เพิ่มความสะดวกและความประหยัดจากบริการเรียกรถแบบกลุ่ม หรือ ฟีเจอร์ดิสคัฟเวอร์ (Discover) ให้ผู้ใช้บริการร่วมรีวิว ร้านดังเมนูเด็ดในฐานะอีทฟลูเอ็นเซอร์ (Eatfluencer) เพื่อสร้างเอนเกจเมนต์และเพิ่มการมองเห็ของร้านอาหารต่างๆ

 

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์บาสเก็ต บิลเดอร์ ตัวช่วยด้านการช้อปปิ้งที่ทำให้การเติมสต็อกสินค้าประจำวันผ่านแกร็บมาร์ท (GrabMart) ได้ง่ายและสะดวกขึ้น ด้วยระบบการพิมพ์ พูด หรือ การถ่ายภาพให้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มสินค้าที่ต้องการได้ในตระกร้าทันที

 

‘คนนอนดึก’ กำลังซื้อช่วงกลางคืน

 

จันต์สุดา เสริมว่าจากวิจัยทางการตลาด แกร็บยังพบข้อมูลที่น่าสนใจในกลุ่มคนนอนดึก ซึ่งจะเป็นลูกค้ากลุ่ม (Segment) โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มักใช้เวลาในช่วงกลางคืน (Night Time) มากขึ้น เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ทั้ง การเล่นเกม รับชมการแข่งขันฟุตบอล หรือ กิจกรรมปาร์ตี้ สังสรรค์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโอกาสธุรกิจของแกร็บ

 

“คนไทยมีจำนวนกว่า 60 ล้านคนซึ่งข้อมูลวิจัยบอกว่ามีฐานกว่า 45 ล้านคนที่ดูบอล”    

 

จากแนวโน่มดังกล่าว แกร็บได้ร่วมงานกับ ‘สเตฟาน ฐสิษฐ์ สินคณาวิวัฒน์’ ยูทูเบอร์ดังและเจ้าของช่อง Antihero Thailand ร่วมเป็นครอบครัว Friend of Grab คนล่าสุดเพื่อจับกลุ่มคอบอล

 

 

รุกคืบเจาะกลุ่ม Gen Z

 

นอdจากนี้ แกร็บยังส่งแพ็คเกจ GrabForStudent รวบรวมสิทธิประโยชน์ความคุ้มทั้งบริการเรียกรถและสั่งอาหาร เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ช่วยประหยัดเงินสูงสุดถึง 9,000 บาทต่อปี

 

แกร็บ มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งในกลุ่มเจนวาย หรือ มิลเลนเนียล ซึ่งจากนี้ไปจะเข้าไปทำความรู้จักกับกลุ่มเจนฯซีมากขึ้น ด้วยกิจกรรมและแคมเปญร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆอย่าง  จุฬาลงกรณ์มหาวืทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกิจกรรมมอบส่วนลดบริการให้กับนักศึกษา ด้วย ‘โค้ด นักศึกษา’ จากการขอรับผ่านอีเมลโดเมนเนมของสถาบันต่างๆ เป็นต้น

 

ให้สินเชื่อนาโน ผ่านแอปฯ

 

จันต์สุดา กล่าวต่อในเดือนเมษายน ปีนี้ แกร็บ ยังได้พัฒนาบริการใหม่โดยทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash เพื่อให้สินเชื่อกับกลุ่มบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก เพื่อเจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการนำเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ ด้วยวงเงินสูงสุด 20,000 บาทและผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน

 

“บริการนี้พัฒนาขึ้นหลังเก็บพฤติกรรมลูกค้าใช้บริการแกร็บด้านต่างๆ ทั้งการเรียกรถ การสั่งอาหาร ซึ่งถือเป็นเครดิต สกอร์ ที่นำมาต่อยอดสู่สินเชื่อเฉพาะบุคคล ผ่านฟีเจอร์แกร็บ ควิก แคช โดยเฉพาะ ซึ่งแกร็บได้รับอนุญาตให้บริการภายใต้ไลเซ่น นาโน โลน”

 

โตพร้อมเศรษฐกิจท่องเที่ยว

 

ผู้บริหารแกร็บ เสริมต่อว่าการเติบโตธุรกิจด้วยแนวคิด  Winning with Purpose Together นั้นแน่นอนว่า แกร็บ ยังจะต้องเดินไปพร้อมกับนโยบายของรัฐหากไปในทิศทางใดแกร็บก็จะไปตาม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศร่วมกัน อาทิ บริการเรียกรถรับส่งในกลุ่มนักเดินทางต่างชาติ ผ่านบัตรทราเวิล พาส ในราคา 30 บาท การร่วมสนับสนุนงานWonderfruit (วันเดอร์ฟรุ๊ต) เทศกาลศิลปะ ดนตรี และไลฟ์สไตล์ระดับโลก ที่จัดขึ้นเป็นประจำในทุกช่วงปลายปี เป็นต้น

 

ทั้งนี้ จากแนวทางธุรกิจดังกล่าว เพื่อผลักดันการดำเนินงานของแกร็บประเทศไทยให้เติบโตต่อเนื่องในปี2569 ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

 

 

สำหรับผลดำเนินงานแกร็บ ประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา มีไฮไลต์ดังนี้

 

ด้านการใช้งาน (User Growth)

  • ความถี่การสั่งต่อคนเพิ่มขึ้น เ 19%
  • การใช้จ่ายต่อคนต่อเดือนเพิ่มขึ้น 8%
  • จำนวนผู้ใช้ที่มีธุรกรรมรายวันเพิ่มขึ้น 37%

 

ด้านซัพพลาย (Supply Side)

  • จำนวนคนขับเพิ่มขึ้น 52%
  • จำนวนร้านค้าที่มีธุรกรรมต่อเดือนเพิ่มขึ้น 13.5%

 

ด้านการเงิน (Financial Services)

  • การปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 40%

 

โดยการเติบโตดังกล่าว ยังสอดคล้องรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568  (e-Commerce SEA 2025) โดย Google , Temasek และ Bain & Company ระบุเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา (ราว 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชั่นเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา

 

ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ด เดลิเวอรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุตลาดฟู้ด เดลิเวอรี่ ในภูมิภาคอาเซียน แต่ละประเทศมีขนาดตลาดฟู้ด เดลิเวอรี ดังนี้

 

  • อินโดนีเซีย ราว 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • ฟิลิปปินส์ ราว 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • มาเลเซีย 3.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • สิงคโปร์ 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
  • เวียดนาม 2.1พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

สำหรับประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%  โดยตลาดฟู้ดเดลิเวอรี ประเทศไทย มีส่วนแบ่งแพลตฟอร์ม  (โดยประมาณ %)ดังนี้

 

  • Grab 47%
  • LINE MAN: 41%
  • foodpanda: 10%
  • อื่น ๆ 2% / 0%

 

 

Key Takeaways 

  • Barbell Strategy คือ ‘กันชนธุรกิจ’ ในยุคเศรษฐกิจผันผวน
  • Grab ชนะตลาดฟู้ดเดลิเวอรี 1.62 แสนล้านบาท เพราะเล่นทั้งเกมราคาและคุณค่าในเวลาเดียวกัน
  • การโตระยะยาวต้องคิดแบบอีโคซิสเต็ม  (ecosystem) ไปทั้งระบบ ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์ม

 

 

 

บทความล่าสุด

COLLABORATE IDEAS, ALTERNATIVE THINKING

© 2024 altenate-x.com All Rights Reserved.