นิวสกายฯ เปิดโมเดลโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าอ่อนนุช 6,000 ล้านบาท รองรับขยะ 1,600 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้า 35 เมกะวัตต์ ใช้เทคโนโลยีระบบปิด เตาเผา ‘Stoker’ และ ‘E-nose’ จุดต่างจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมชุมชน
เหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มนิวสกาย และบริษัทในเครือเป็นผู้ดำเนินการโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 แห่งในกรุงเทพฯ โดยโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม หนองแขม 1 และ หนองแขม 2 อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ C&G Environmental Protection ส่วนบริษัทนิวสกายฯ เป็นผู้ดำเนินงานโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อ่อนนุช
สำหรับ โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อ่อนนุช ใช้งบลงทุนราว 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 30 ไร่ บริเวณศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช ประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 580 ไร่
โดยโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อ่อนนุช แห่งนี้ เปิดดำเนินการในเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา พร้อมทดสอบระบบรับขยะ (First Synchronization) ในเดือนเมษายน ก่อนได้รับการรับรองเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยเชื่อมต่อระบบผ่านสถานีไฟฟ้าอ่อนนุชของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าสะอาดเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ และส่งต่อไปยังครัวเรือนต่อไป
“โรงงานฯ แห่งนี้ รองรับขยะมูลฝอยไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และรองรับได้สูงสุด 1,600 ตันต่อวันเมื่อนำเข้ากระบวนการจัดการขยะตามขั้นตอนต่าง ๆ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 35 เมกะวัตต์ โดยนำมาใช้ในโรงงานบางส่วน และมีสัญญาขายไฟให้กฟผ. 30 เมกะวัตต์”
ขณะที่รูปแบบธุรกิจ (Business Model) บริษัทฯ จะมีรายได้มาจาก 2ส่วนหลัก คือ 1. การผลิตและขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด สัดส่วน 60% และ 2.การกำจัดขยะมูลฝอย สัดส่วน 40% ซึ่งปัจจุบันนิวสกายฯ ได้รับสัญญาสัมปทานการจัดการขยะ สาขาอ่อนนุช และ สาขาหนองแขม 2 จากกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 20 ปี ส่วนสาขาหนองแขม1 อยู่ที่ 10 ปี

บริหารสิ่งแวดล้อมร่วมชุมชน
อย่างไรก็ตาม ก่อนเปิดดำเนินการ ‘โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อ่อนนุช’ ของบริษัทนิวสกายฯ ซึ่งเป็นการลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) โดยมี SDIC Power Holdings Co., Ltd. รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่องค์กร
‘เหอ’ บอกว่า หลังจากเตรียมแผนเข้ามาดำเนินกิจการในไทยนั้น สิ่งที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญอันดับแรก คือ การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถึงผลกระทบต่อการเข้ามาขององค์กรในประเทศท้องถิ่นนั้นๆ โดยเฉพาะ ‘ชุมชน’ โดยรอบศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช ประเวศ กรุงเทพมหานคร ในย่านนี้
โดยนิว สกายฯ ได้ทำงานพร้อมศึกษาการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 รวมระยะเวลา 7 ปีถึงในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเปิดโรงกำจัดขยะฯ แห่งนี้ไปเมื่อเดือนมีนาคม ของปีนี้
พลังงานขยะ ดูแลสิ่งแวดล้อม
โดย ชุมชนผู้อยู่อาศัยโดยรอบศูนย์ฯ ต่างมีความกังวลด้าน ‘คุณภาพการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิต’ ทั้งด้าน เสียง การบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึง กลิ่น ไม่พึงประสงค์ ด้วยในทำเลแห่งนี้เป็นพื้นที่รองรับปริมาณขยะจำนวนมหาศาล ที่กรุงเทพฯนำมาพักทิ้งไว้
สำหรับ โรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อม อ่อนนุช ถูกออกแบบให้รองรับปริมาณขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,160 ตันต่อวัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแปลงสภาพตามขั้นตอน ด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า (Waste-to-Energy) ตามมาตรฐานสากลในโรงการกำจัดขยะหลายแห่งทั่วโลก ได้นำไปใช้
เริ่มตั้งแต่ การรับขยะเข้าสู่บ่อพักขยะภายในแบบปิด ซึ่งมีความจุรองรับขยะได้ราว 24,000 ตัน ในจุดนี้ขยะจะถูกพักไว้ก่อนราว 3-5 วันเพื่อลดความชื้น ก่อนใช้เครนคีบขยะเข้าสู่เตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่ควบคุมอุณหภูมิประมาณ 850-1,100 องศาเซลเซียส


โดยความร้อน จากระบวนการเผ้าไหม้จะถูกนำไปต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง เพื่อขับเคลื่อนกังกันไอน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 35 เมกะวัตต์ ถือเป็นการนำพลังงานความร้อนจากขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะที่ อีกจุดเด่นสำคัญของ โครงการฯ แห่งนี้ ยังเป็น 1ใน4 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น โดยอาคารกำจัดขยะมูลฝอยออกแบบระบบปิดและแรงดันลบ เพื่อลดโอกาสที่กลิ่นจะแพร่ออกสู่ภายนอก ซึ่งทำให้แตกต่างไปจากโรงกำจัดขยะรายอื่น ที่แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี E-nose หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Nose) มาใช้ในการตรวจจับและเฝ้าระวังกลิ่น โดยอาศัยชุดเซนเซอร์ (Sensor Array) ตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบ Odor Fingerprint ก่อนนำไปประมวลผลร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และจำแนกลักษณะกลิ่น รวมถึงประเมินระดับความเข้มข้นได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้สามารถติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังกลิ่นภายในพื้นที่บ่อพักขยะได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะด้วยการเผาไหม้ไม่ได้ทำให้ขยะหายไปทั้งหมด เพราะยังเหลือเถ้าหนักจากการเผาไหม้ราว 15% ที่ต้องตรวจสอบและนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี รวมถึงเถ้าเบาที่ต้องส่งให้หน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจัดการต่อไป โดย ‘หัวใจ’ ของโรงไฟฟ้าขยะ ยังอยู่ที่มาตรการควบคุมมลพิษ การจัดการเถ้า และการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้หากจำลองภาพปริมาณขยะในบ่อพักให้เห็นชัด เมื่อเปรียบเทียบปริมาณถุงข้าวสารขนาด 5 กิโลกรัม จะสามารถอัดเรียงถุงข้าวสารได้มากถึง 3.31-3.45 ล้านถุง และ หากแปลงเป็นปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตออกมาจะรองรับได้ถึง 40,000 ครัวเรือน (กรณีใช้ไฟฟ้าเปิดเครื่องปรับอากาศ 2 เครื่อง, เครื่องซักผ้า และ ตู้เย็น เป็นต้น)

จัดการสิ่งแวดล้อมโปร่งใส
พร้อมกันนี้ โครงการฯ ยังให้ความสำคัญต่อการเปิดเผยข้อมูลและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการดำเนินการ โดยมีห้องควบคุม ห้องปฏิบัติการ และระบบแสดงข้อมูลการปล่อนมลพิษแบบเรียลไทม์ เพื่อใช้ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม
ขณะที่โครงการฯ แห่งนี้ ยังเปิดพื้นที่ศูนย์เรียนรู้การกำจัดขยะ (Learning Center) เพื่อถ่ายทอดกระบวนการเทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากขยะ ผ่านแบบไดอะแกรม ในแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมมุมกิจกรรมต่างๆ เพื่อมีส่วนร่วมให้ความรู้ผ่านประสบการณ์ตรงให้กับทุกคน ที่เข้ามาเยี่ยมโครงการฯ ด้วย


alt-x KEY TAKEAWAYS
-
โรงไฟฟ้าขยะเป็นโครงสร้างพื้นฐานช่วยลดภาระขยะฝังกลบของกรุงเทพฯ
-
มาตรฐานการควบคุมกลิ่น น้ำเสีย อากาศ และเถ้าจากการเผา คือเงื่อนไขสำคัญต่อการอยู่ร่วมกับชุมชน
-
‘คุณค่า’ โครงการแห่งนี้ นอกจากผลิตไฟฟ้า 35 เมกะวัตต์ แล้วยังมาพร้อมการเปลี่ยน ‘ขยะเมือง’ ให้เข้าสู่ระบบจัดการที่ตรวจสอบได้



