จากฟิล์มกระจก ร.5 สู่เวที MU Cambodia 2026 บทเรียนความรู้ (ไม่) เท่าทัน AI เมื่อ ‘อัลกอริทึม’ ไม่สามารถสู้ ‘ประวัติศาสตร์จริง ได้
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระดับวัฒนธรรมชาติไทย บนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังเวที Miss Universe Cambodia 2026 นำเสนอภาพและองค์ประกอบเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายสตรีโบราณในรอบ Preliminary เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
โดยมีทั้งภาพผู้หญิงแต่งกายด้วยสไบ โจงกระเบน รวมถึงการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายราชสำนักกัมพูชาในอดีต ต่อเรื่องนี้ถูกตั้งประเด็นจากผู้ใช้งานโซเชียล ฝั่งไทยได้โต้กลับในทันทีว่า ภาพหญิงสาวโบราณบางภาพ ที่ถูกนำมาใช้ประกอบการนำเสนอ มีลักษณะตรงกับภาพประวัติศาสตร์ที่มีแหล่งอ้างอิงในประเทศไทย
ถึงในขณะนี้ (21 กันยายน 2569) ยังไม่พบคำชี้แจงจากกองประกวด Miss Universe Cambodia 2026โดยตรง ถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของการนำภาพดังกล่าวมาใช้
เพราะตอนนี้ กระทรวงวัฒนธรรมไทย ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการแล้ว และกรมศิลปากรเผยแพร่เนื้อหาไว้ชัดเจนว่า ภาพดังกล่าวเป็นภาพสตรีชาวกำแพงเพชร ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2449 ในรัชกาลที่ 5 และต้นฉบับฟิล์มกระจกอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ
นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังระบุว่า ภาพที่เวที Miss Universe Cambodia 2026 นำไปใช้มีการตัดตรากรมศิลปากรที่เป็นลายน้ำออก และไม่มีการอ้างอิงแหล่งที่มา
โดยเฉพาะภาพกลุ่มหญิงสาวจำนวน 7 คน ซึ่งถูกนำมาใช้ในวิดีโอของเวที MU Cambodia 2026 และถูกระบุในแหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรว่าเป็นภาพ ‘หญิงสาวเมืองกำแพงเพชร’ ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2449 ซึ่งมีคลังภาพถ่ายประวัติศาสตร์จากฟิล์มกระจกของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นต้นที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
ขณะที่ UNESCO ยังเผยแพร่ข้อมูลในเว็บไซต์อีกว่า คลังสะสมฟิล์มกระจกหลวงของไทยมีฟิล์มกระจกกว่า 35,000 แผ่น และภาพต้นฉบับประมาณ 50,000 ภาพ โดยอยู่ในการดูแลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งคอลเลกชันภาพฟิล์มกระจกดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนใน UNESCO Memory of the World International Register ในปี 2560
ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในเวที Miss Universe Cambodia 2026 สะท้อนชัดถึงคำถามสำคัญว่า ‘ภาพประวัติศาสตร์ที่มีแหล่งที่มาชัดเจนขนาดนี้ เมื่อถูกนำไปใช้ในบริบททางวัฒนธรรมของอีกประเทศ ควรมีการระบุที่มาอย่างไร?
จาก ‘ชุดสไบ’ สู่ภาพจำทางวัฒนธรรม
ทั้งนี้ หากมองในมุมซอฟต์เพาเวอร์ การนำเครื่องแต่งกาย ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาอยู่บนเวทีประกวดนางงาม ย่อมสามารถทำหน้าที่เป็น ‘สื่อ’ ที่ช่วยสร้างภาพจำให้กับผู้ชมได้
แต่ในกรณีของ Miss Universe Cambodia 2026 ครั้งนี้ เวทีฯ ควรตอบคำถาม การหยิบภาพภาพบางส่วน ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามาจากแหล่งประวัติศาสตร์ของไทย จึงเกิดคำถามเรื่องการเลือกใช้ภาพและการระบุถึงแหล่งที่มา
ด้วยอีกหนึ่งข้ออีกข้อสังเกตที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ คือ กระแสความนิยมเครื่องแต่งกายแบบไทยในกัมพูชาหลังละคร บุพเพสันนิวาส ได้รับความนิยมในภูมิภาค ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม’ ที่มีอิทธิพลต่อสตรีกัมพูชารุ่นใหม่หันมาใส่สไบ จนเป็นไวรัลในโลกออนไลน์ในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา
เมื่อ ‘ชุดไทย’ กำลังเข้าสู่เวที UNESCO
ขณะที่ สถานการณ์ความพยายามแสดงออกทางวัฒนธรรมเครื่องแต่งกายสตรีกัมพูชา ในเวที MU Cambodia 2026 ในครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังเสนอ ‘Chud Thai: knowledge, craftsmanship and practices of the Thai national costume’ องค์ความรู้ งานช่าง และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับชุดไทย 8 แบบ เข้าสู่บัญชี Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity ของ UNESCO รอบปี 2026
โดยสถานะบนเว็บไซต์ UNESCO ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า รายการดังกล่าวยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน (Not Inscribed) และอยู่ในกระบวนการพิจารณาสำหรับบัญชีปี 2026
อัลกอริทึ่ม VS ประวัติศาสตร์จริง
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลจริงดังกล่าว และสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาพบนเวที Miss Universe Cambodia 2026 อาจไม่ได้จบอยู่เพียงคำถามว่า ‘ภาพนี้เป็นของใคร’ แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่ขึ้นว่า ในโลกที่ AI แม้ว่าจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจจับความจริงโดยอัตโนมัติ ด้วยระบบเอไอบางรูปแบบสามารถค้นและดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์มาประกอบคำตอบได้
ขณะที่ระบบ AI ฟีเจอร์ในเสริช เอ็นจิ้น อย่างกูเกิล (Google) เองก็สามารถใช้เทคนิคอย่าง Retrieval-Augmented Generation (RAG) เพื่อดึงข้อมูลจาก Search Index มาประกอบการตอบคำถาม ได้เช่นกัน
ดังนั้นความพยายามสร้างภาพจำพร้อมใส่ข้อมมูลบิดเบือนจำนวนมากที่ถูกเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต ไม่ได้หมายความว่า ‘ข้อมูลเหล่านั้น’ จะกลายเป็นความจริง เช่นเดียวกัน รวมไปถึงการนำข้อความเดิมไปเผยแพร่ซ้ำหลายเว็บไซต์ ก็ ไม่ได้ทำให้ AI ‘จำ’ ว่าข้อมูลนั้น ‘ถูกต้อง’ เพียงเพราะมีคนพูดถึงจำนวนมาก
ด้วยอย่างที่หลายคนรู้ๆ กันว่าระบบการค้นหาของ Google ยังใช้หลายปัจจัยคุณภาพมาประกอบการจัดเก็บ บันทึกข้อมูล รวมถึงการจัดการกับเนื้อหาซ้ำ และระบบยังสามารถพยายามระบุแหล่งข้อมูลต้นฉบับได้ หรือกล่าวได้อีกอย่างคือ ‘ปริมาณการถูกพูดถึง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อมูล’
ทั้งหมดสะท้อนรูปแบบการบันทึกร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้ในโลกออนไลน์ ที่เรียกว่า ‘Digital Footprint’ เช่นเดียวกับ กรณีภาพหญิงสาวเมืองกำแพงเพชรจึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เมื่อมีภาพเดียวกันปรากฏขึ้นในหลายบริบท ขณะที่การมีแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าการดูเพียงว่า ‘ใคร’ กำลังทำซ้ำๆ ข้อมูลเหล่านั้นมากที่สุด
ยิ่งในยุค AI ข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกค้นพบ นำมาเชื่อมโยง และนำไปใช้สร้างคำตอบใหม่ได้อีกทอดหนึ่ง ‘แม้ว่า จะมีผู้พยายามเผยแพร่ข้อมูลชุดเดิมซ้ำ ๆ เพื่อเพิ่มปริมาณและการกระจายตัวของข้อมูลนั้นบนโลกออนไลน์ เพื่อหวังให้ข้อมูลดังกล่าวถูกค้นพบหรือถูกนำไปอ้างอิงในระบบดิจิทัลมากขึ้นก็ตาม
และนั่น เป็นเหตุผลว่าทำไม? ‘หลักฐานต้นทาง’ จึงสำคัญกว่า การกล่าวอ้างและความพยายามเผยแพร่ข้อมูลซ้ำ เพื่อสร้างร่องรอยดิจิทัล ใหม่ โดยไร้หลักฐานต้นทางที่แท้จริง ยืนยัน
เมื่อ ‘Digital Footprint’ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องตัดสินว่าอะไรจริงหรือเท็จ แต่เป็นร่องรอยให้ตรวจสอบเส้นทางของข้อมูลได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเวที Miss Universe Cambodia 2026 ในครั้งนี้
alt-x KEY TAKEAWAYS
-
ภาพประวัติศาสตร์มีที่มา กระทรวงวัฒนธรรม ออกมาระบุภาพสตรีสยาม ชาวเมืองกำแพงเพชรถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2449 และต้นฉบับอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
-
ข้อมูลซ้ำไม่เท่ากับความจริง การเผยแพร่ข้อมูลเดิมซ้ำบนหลายเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องโดยอัตโนมัติ
-
AI ต้องตรวจสอบแหล่งที่มา ระบบ AI สามารถดึงข้อมูลจากแหล่งออนไลน์มาประกอบคำตอบ จึงควรย้อนกลับไปตรวจสอบหลักฐานต้นทาง
-
Digital Footprint คือร่องรอยข้อมูล ไม่ได้เป็นเครื่องตัดสินความจริง แต่ช่วยตรวจสอบเส้นทางและบริบทของข้อมูลบนโลกออนไลน์
ภาพประกอบ-AI ปรับสัดส่วนภาพ

CREATED BY LilGray
I create stories that make the world feel closer — and a little happier.
